(Yaoi) พักใจกับนายรูมเมทตอนพิเศษ 2-14 ปลายนิ้ว

ตอนพิเศษ 2-14 ปลายนิ้ว
ตอนพิเศษ 2-14 ปลายนิ้ว

 

 

 

 

คำพูดของซองจูที่ฟังดูมีเหตุมีผลอย่างมาก ทำเอาเส้นเลือดบนหน้าผากของซองฮีปูดนูนขึ้นมา แต่ว่ามันก็ไม่ใช่คำพูดที่ผิดตรงไหน ดังนั้นจึงไม่อาจโต้แย้ง สุดท้ายซองฮีก็แสดงท่าทางโมโหพร้อมกับพูดเสียงดัง 

 

 

“ตอนซ้อมดนตรีก็ไปใช้ห้องซ้อมของเราอยู่แล้วเหอะ” 

 

 

“เรื่องนั้นรู้อยู่แล้วหรอก แล้วเมื่อไหร่จะซ้อมดนตรีที่ว่าล่ะ” 

 

 

“ก็ต้องเรียบเรียงเพลงให้เสร็จก่อนสิ! แค่นี้ก็ไม่รู้ ยังจะมีหน้ามาพูดขัดอีก” 

 

 

ซองฮุนที่มองดูซองฮีตอบโต้กลับไปพร้อมกับหอบหายใจนั้น ได้แต่บ่นออกมาเสียงเบา 

 

 

“ไม่ใช่เด็กๆ กันสักหน่อย สองคนนั้นน่ะ ทำไมเจอกันทีไรเป็นต้องทำตัวเป็นเด็กแบบนั้นก็ไม่รู้” 

 

 

“ก็ตอนนั้นไม่ได้ทะเลาะกันไง ก็เลยมาทะเลาะกันตอนนี้ ปกติพวกเด็กๆ ก็ต้องทะเลาะกันซะบ้าง ถึงจะรู้จักโตละนะ” 

 

 

“หมดคำจะพูด” 

 

 

ซองฮุนเค้นเสียงเฮอะออกมา ก่อนจะตรงไปนั่งที่โต๊ะซึ่งเอาไว้ใช้สำหรับประชุม ในตอนที่พวกเขาเตรียมการสำหรับการประชุม ซองฮีก็ยกมือขึ้นกดนวดศีรษะที่ปวดตุบๆ พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึก 

 

 

‘ถึงยังไง ตอนเด็กๆ ก็เหมือนจะเป็นเพื่อนเล่นที่ดีต่อกันนะ’ 

 

 

มองท่าทางเช่นนั้นของซองฮีแล้ว ซองจูก็พลันนึกถึงเรื่องตอนเด็กๆ ขึ้นมา 

 

 

เมื่อลองคิดดู ซองฮีนั้นเป็นน้องชายที่น่ารักมากจริงๆ 

 

 

ถึงตอนนี้จะโตมาดูดุดันแบบนั้น กลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีกลิ่นอายของความน่ารักหลงเหลืออยู่ แต่ว่าซองอีตอนยังเด็ก ตัวเล็กแล้วก็น่ารักมากๆ เส้นผมดำสนิทที่ติดจะยุ่งเหยิงสักเล็กน้อย แล้วก็ท่าทางที่คอยเรียกพี่แบบนั้น มันน่ารักเอามากๆ ซองจูถึงกับดวงตาเป็นประกายออกมา 

 

 

“เมื่อก่อนน่ารักจริงๆ เลยนะ” 

 

 

คำพูดนั้นทำให้มือของซองฮีที่หยิบโน้ตเพลงออกมาจากกระเป๋าถึงกับชะงักไป 

 

 

“ว่าไงนะ” 

 

 

“นายไง บอกว่าตอนเด็กๆ น่ะนายน่ารักมากเลยนะ หัวกระเซอะกระเซิง คอยตามตูดฉันต้อยๆ ทุกวัน แล้วก็เรียกพี่ พี่ แบบนั้นน่ะ” 

 

 

“ประสาทกลับแล้วสินะ” 

 

 

ทั้งที่ด่ากลับอย่างเปิดเผยแบบนั้นแล้ว ซองจูก็ยังไม่หยุดพูด 

 

 

“ตอนไหนนะ ตอนที่นายกับฉันเล่นเป็นหมอกับคนไข้ไง…” 

 

 

“อ้อ วันที่เกือบเป็นฆาตรกรฆ่าคนน่ะเหรอ” 

 

 

คำพูดของซองฮีทำให้บรรยากาศโดยรอบเงียบสนิทอีกครั้ง 

 

 

“ฆาตรกรฆ่าคนเหรอ เกินไปมั้ง” 

 

 

“อายุแค่ห้าขวบ แต่ถูกเอาสำลียัดจมูกเป็นสิบๆ อันเพราะจะได้สมบทบาทคนไข้นั่นน่ะ นั่นไม่เรียกว่าฆาตรกรฆ่าคนแล้วคืออะไรล่ะ” 

 

 

“โธ่ ก็ยังเด็กอยู่นี่ จะไปรู้เรื่องอะไรกันล่ะ ฉันน่ะเห็นว่านายออกจะน่ารักเหอะ” 

 

 

“ความน่ารักเป็นเป้าหมายของฆาตรกรงั้นสิ เหอะ! ไม่ยักกะรู้” 

 

 

ซองฮียังคงเอาแต่คอยขัดคำพูดของซองจูพร้อมกับท่าทางไม่พอใจ 

 

 

ถึงอย่างนั้นริมฝีปากที่ประดับด้วยรอยยิ้มของซองจูก็ยังไม่เลือนหายไปแม้สักนิด 

 

 

“ยังไงซะ นายก็น่ารักนั่นแหละ ตอนนี้ก็ยังมีมุมอ่อนโยนไม่ต่างจากนั้นอยู่นี่” 

 

 

“นี่! เพราะมีปากนายก็เลยคิดจะพูดอะไรตามใจชอบก็ได้งั้นเหรอ” 

 

 

ซองจูที่มองท่าทางพูดไปหอบไปของซองฮีก็ถึงกับยกยิ้มออกมา 

 

 

“ตอนนี้ก็ยังเป็นนะ นายยังพอมีท่าทางแบบตอนเด็กอยู่สินะ รูปร่างก็พอดูได้ ถึงนิสัยดูจะเกินรับได้ไปสักหน่อย” 

 

 

“เวรเอ๊ย นี่มันไม่ใช่เรื่องที่จะพูดไหม…” 

 

 

ซองฮีบ่นพึมพำออกมาด้วยสีหน้าไม่คาดคิด แต่ทว่าซองจูก็ยังไม่คิดที่จะปิดปากตัวเองลงง่ายๆ เจ้าตัวหาวออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มพูดต่อ 

 

 

“ที่จริงแล้วตอนเด็กๆ ฉันน่ะไม่ค่อยชอบนายหรอกนะ เคยเป็นเด็กดีมากๆ แต่เพราะนายเกิดมา ทั้งครอบครัวก็เอาแต่ไปคอยสนใจนาย หากเป็นตอนนี้ก็คงไม่คิดจะใส่ใจแล้วปล่อยให้ผ่านไป แต่ว่ายังเป็นเด็กน่ะสิ พอถูกแย่งความสนใจไปจนหมด ก็เลยยิ่งไม่ชอบใจเข้าไปใหญ่” 

 

 

ซองจูกล่าวออกมาเช่นนั้น แล้วหาวออกมาอีกครั้ง ร่างกายที่อ่อนเพลียมาหลายวันแล้ว ยิ่งรวมกับการร่วมรักเมื่อคืนที่ผ่านมาดูเหมือนจะไม่เป็นผลดีสักเท่าไหร่ 

 

 

“เพราะงั้นพูดตามตรงแล้ว ก็เลยคอยแกล้งอยู่บ้าง แต่ว่าตอนที่เรียกพี่ๆ แล้วก็วิ่งตามหลังมาต้อยๆ แบบนั้น มันดูน่ารักยังไงไม่รู้สิ รู้สึกดีนะ ที่มีเด็กที่หน้าตาต่างกับฉันสุดๆ มาคอยตาม เหมือนกับว่าตัวเองมีลูกสมุนเลย เพราะไม่มีเพื่อนเล่นเวลาออกไปข้างนอก นายก็เลยเหมือนเป็นเพื่อนเล่นคนนึงเลย” 

 

 

“เพื่อนคงชอบหรอก นายรังแกเพื่อนเหรอ โรคจิตหรือไง” 

 

 

“ยังไงก็ชอบแหละนะ กลิ่นแป้งเด็กแบบที่ตัวฉันไม่มี เวลานอนแล้วกอดกันก็นุ่มนิ่มด้วย” 

 

 

ซองจูไม่ใส่ใจคำโต้แย้งของซองฮีตั้งแต่ต้น พอเห็นแบบนี้แล้ว คำพูดของซองฮีก็ไม่ผิดเลย เปลี่ยนไปมากจริงๆ แต่ว่าถึงอย่างไรเนื้อแท้ก็ไม่ได้เปลี่ยนไป คนที่อยู่ในห้องทำงานมาตั้งแต่เมื่อครู่กำลังมองการทะเลาะกันของสองพี่น้องด้วยสายตาลำบากใจ 

 

 

“คิดว่าตัวเองไม่มีกลิ่นแป้งหรือไง เด็กที่ไหนก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ อายุห่างกันแค่สองปี พูดซะอย่างกับโตกว่าหนักหนา ประสาท” 

 

 

เมื่อได้ยินคำพูดเหน็บแนมอย่างรุนแรงของซองฮี ซองจูก็หาวออกมาอีกครั้ง เปลือกตาที่ปิดลงก่อนหน้านี้เริ่มหนักอึ้นขึ้นทุกที 

 

 

“แต่ว่านะ ก็เป็นเด็กที่โตเกินวัย…ทั้งดูดีแบบนั้น แต่ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ทิ้งฉันแล้วก็เกลียดกันน่ะ ถึงจะเศร้าอยู่บ้าง แต่ว่าฉันเองก็ไม่ได้ดูดีขนาดนั้น มันก็ช่วยไม่ได้…” 

 

 

ซองฮีมีสีหน้าเก้อเขินเมื่อได้ยินคำพูดนั้นของพี่ชาย 

 

 

ถึงจะห่างกันเพียงแค่สองปีเท่านั้น แต่ว่าไม่เคยรู้เลยว่ารู้สึกอะไรแบบนั้นด้วย พอคิดดูแล้ว ซองจูนั้นโตเกินวัย รู้จักนึกคิดก่อนเด็กคนอื่นๆ แล้วก็ใช้ชีวิตวัยรุ่นโดยที่เชื่อฟังคำของพ่อแม่เท่านั้น มันก็แค่มารยา ถึงจะรู้ว่าเป็นแค่เรื่องโกหก แต่ว่าภายในนั้นก็มีเรื่องราวที่ซองจูต้องอดทนและสิ่งที่ต้องเสียสละ ถึงตอนนี้จะไม่รับรู้ก็ตาม 

 

 

หากตัวเขาโตกว่านั้นอีกสักหน่อย แล้วก็หากเป็นเพื่อนเล่นของซองจูที่ใช้ชีวิตภายใต้หน้ากากอย่างโดดเดี่ยวนั่น ท่าทางของอีกคนในตอนนี้จะต่างไปหรือไม่ จู่ๆ ก็เกิดมีความคิดนั้นผุดขึ้นมา 

 

 

“ยังไงซะ บางครั้งแกล้งทำเป็นเหมือนว่าสนิทกันบ้างก็ดีนะ เอาแต่ตะโกนใส่ทุกวัน…” 

 

 

ศีรษะของซองจูที่พูดออกมาแบบนั้นค่อยๆ โน้มลงไป จองอูที่นั่งอยู่ข้างๆ รีบเข้ามารับเอาไว้ แล้ววางลงบนไหล่ของตัวเอง ซองฮีได้แต่มองภาพนั้นด้วยความสงสัย 

 

 

พี่ชายที่เขาจำได้นั้น ไม่เคยต้องการพึ่งพาใครเลย 

 

 

“มาพูดก่อกวนคนอื่นเอาไว้แบบนั้น แล้วก็มาหลับแบบนี้เหรอ ถ้าจะนอนไม่ขึ้นไปนอนข้างบนสบายๆ จะมานอนตรงนี้ทำไมกัน” 

 

 

น้ำเสียงที่ลงท้ายอย่างเหน็บแนมนั้นกลับเต็มไปด้วยความห่วงใย สายตาของเพื่อนทั้งสองคนที่มองซองฮีเอ่ยคำพูดย้อนแย้งแบบนั้นออกมา เต็มไปด้วยความเอือมระอา 

 

 

“ปล่อยไปเถอะครับ บอกให้ขึ้นไปแล้ว ก็ยังว่าที่นี่สบายไม่รู้จะทำยังไงแล้วครับ” 

 

 

“เพราะนายตามใจแบบนั้นไง ก็เลยทำแบบนั้นทุกครั้ง ดูแล้วเหมือนจะไม่ค่อยปกติสักเท่าไหร่นี่” 

 

 

“ช่วงนี้บอกว่าปวดเนื้อปวดตัวน่ะครับ ก็เลยเอาแต่อยู่บนห้อง ดูแล้วคงจะยังไม่หายดี เดี๋ยวคงได้อยู่แต่ในห้องไปอีกหลายวัน ช่วยไม่ได้นะ” 

 

 

“นายเองก็เหนื่อยน่าดู อย่างกับคอยเลี้ยงเด็กโข่งอย่างนั้นแหละ” 

 

 

ท่าทางของซองฮีที่ส่ายหน้าไปมานั้นทำให้จองอูยกยิ้มออกมา 

 

 

“งั้นตอนนี้ก็คืนดีกัน แล้วก็กลับมาสนิทกันได้แล้วใช่ไหมครับ ให้ผมดูแลคนเดียวมันก็ออกจะเกินกำลังอยู่บ้างนะครับ” 

 

 

“คืนดีอะไร ไม่เคยทะเลาะกัน แล้วมีเหตุผลอะไรให้คืนดี” 

 

 

“พอเถอะครับ แค่ดูก็รู้แล้วว่าเป็นพี่น้องกันจริงๆ เจ้าตัวเองก็คงจะตอบว่าคืนดีกันอยู่แล้ว ช่วยเลิกทำตัวเป็นเด็กเถอะครับ” 

 

 

คำพูดที่ระเบิดออกมาอย่างไม่คาดคิด เสียงของเพื่อนทั้งสองก็ดังมาให้ซองฮีได้เกร็ง 

 

 

“จองอูพูดถูก พวกเราต้องมานั่งดูพวกนายสองพี่น้องทะเลาะกันไปถึงเมื่อไร นี่มันก็เกินสิบปีแล้วนะ” 

 

 

“ใช้โอกาสนี้คืนดีกันซะก็จบ ไม่งั้นก็ไปเคลียร์กันเองสองคน” 

 

 

ซองฮีที่โมโหขึ้นมาด้วยคำพูดยั่วยุของคนอื่นๆ ได้แต่พยายามกดมันเอาไว้ ไม่ใช่แค่คำพูดนั้นมันถูกต้องแล้ว แต่เพราะเพื่อนๆ รู้ดีกว่าใครว่าพวกเขาพี่น้องจะทะเลาะกันไปเรื่อยจนหลังค่อม 

 

 

“แล้วจะให้เราทำไงได้” 

 

 

น้ำเสียงแข็งกระด้างนั้นชวนให้อยากจะหัวเราะออกมา ซองฮีบ่นพึมพำออกมา แล้วจึงหันไปโมโหใส่จองอูแทน 

 

 

“นี่ นายคิดจะอยู่แบบนั้นไปตลอดหรือไง ไม่ประชุม?” 

 

 

“นั่นต้องทำอยู่แล้ว…คนเดียวผมยกไม่ได้หรอกครับ พี่ช่วยหน่อยได้ไหมครับ” 

 

 

จองอูกล่าวออกมาเช่นนั้นพร้อมกับสีหน้ายุ่งยากใจ ซองจูที่พิงอยู่กับไหล่ของจองอูเกาะแขนอีกคนเอาไว้ ท่าทางที่จับมือเอาไว้ทั้งที่ยังกอดอกอยู่นั้น ทำให้ได้แต่ถอนหายใจออกมา 

 

 

“แล้วจะแกะออกยังไง” 

 

 

“ค่อยกล่อมให้ปล่อยมือออก” 

 

 

พูดออกมาแบบนั้น แล้วจองอูก็ใช้มืออีกข้างค่อยๆ แกะนิ้วมือของซองจูออกทีละนิ้ว ไม่ได้จับไว้แน่นอย่างที่คิด ยอมคลายมือออกตามการสัมผัสจากจองอู จนมือนั่นตกลงบนต้นขา แล้วจองอูก็ค่อยๆ ขยับแขนออกอย่างระมัดระวัง คลายออกจากร่างกายของซองจูอย่างช้าๆ จองอูมองไปทางซองฮีอย่างขอร้อง 

 

 

“ช่วยยอุ้มเจ้าตัวไปนอนบนโซฟาหน่อยนะครับ แขนผมเป็นเหน็บน่ะ…” 

 

 

เห็นจองอูยกยิ้มละล้าละลังแล้ว ซองฮีก็พรูลมหายใจออกมา ก่อนยกตัวซองจูขึ้นอุ้ม 

 

 

“เบากว่าที่คิดซะอีก” 

 

 

เจ้าตัวพึมพำออกมาเสียงเบา 

 

 

เทียบกับตัวเขาหรือจองอูก็ถือว่าเตี้ย แต่ก็สูงเกินร้อยแปดสิบซม.นะ ทว่าร่างกายของซองจูกลับเบากว่าที่คาด ถึงจะเคยป่วยหนักมา แต่นั่นก็ผ่านมาเป็นปีแล้ว หลังจากนั้นก็เริ่มดูแลร่างกายตัวเองอีกครั้ง ถึงได้มีรูปร่างที่ดูดีอย่างตอนนี้ แต่ว่าเบาขนาดนี้เลยเหรอ หากพออายุมากขึ้นก็เริ่มต่างกันตั้งแต่เรื่องน้ำหนัก แต่พอลองคิดถึงเรื่องนั้นแล้ว กลับรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา ซองฮีค่อยๆ วางร่างของพี่ชายตัวเองลงบนโซฟา 

 

 

“ทั้งที่ก็ออกกำลังอยู่ตลอด แต่ทำไมดูอ่อนแอแบบนี้ได้ล่ะ” 

 

 

พึมพำออกมาพร้อมกับขยับตัวลุกขึ้น ในตอนนั้นปลายนิ้วก็สัมผัสถูกกัน ส่วนปลายนิ้วที่สัมผัสกัน ให้ความรู้สึกถึงความอบอุ่น ซองฮีจึงทำหน้าแปลกใจ เขาคิดว่าตัวของพี่ชายจะเย็นอยู่ตลอด แต่มันกลับอุ่นกว่าที่คิด 

 

 

“เพราะภูมิคุ้มกันอ่อนแอน่ะสิ ตอนเด็กๆ พี่เขาเลือกกินไม่ใช่เหรอ เพราะแบบนั้นพอโตมาก็เลยไม่แข็งแรงแบบนี้” 

 

 

คำพูดของเซจุนที่ตอบรับคำบ่นของซองฮีอย่างไม่คิดอะไร ทำให้ซองฮีขมวดคิ้วมุ่น 

 

 

“ก็เหมือนจะเป็นแบบนั้น” 

 

 

“ยังไงซะนายเองก็ดูจะห่วงพี่ชายตัวเองอยู่นะ เจ้าคนย้อนแย้งเอ๊ย” 

 

 

จ้องเขม็งพร้อมกับจิ๊ปากไม่พอใจให้เซจุน ก่อนซองฮีจะหันหลับไปมองทางโซฟาอีกครั้ง และได้สบสายตากับจองอูที่ยังคงนั่งอยู่ปลายโซฟา สายตาของอีกคนที่มองมายังซองจูที่นอนหลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่บนโซฟา มันเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก 

 

 

“อื้อ…” 

 

 

ซองจูที่ยับพลิกตัวเพราะนอนไม่สบาย ควานมือไปรอบๆ เพื่อหามือของจองอูที่อยู่ใกล้ๆ ก่อนจะคว้ามาจับไว้อย่างรวดเร็ว แล้วยกยิ้มพึงพอใจออกมา รอยยิ้มอ่อนโยนของพี่ชายที่ไม่เคยเห็นมันมาก่อนเลยนั้นทำให้ซองฮีที่รู้สึกอึดอัดใจได้ผ่อนคลายลงชั่วขณะ 

 

 

‘แค่นั้นก็คงพอแล้วสินะ’ 

 

 

เจ้าตัวคิดเช่นนั้นก่อนจะค่อยๆ หันหลังให้กับโซฟา 

 

 

รอยยิ้มของซองจูที่ไม่เคยเห็นมันเลยสักครั้ง ด้วยสิ่งนั้นมันทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี สีหน้าของซองฮีที่เดินไปทางโต๊ะประชุมที่เพื่อนๆ นั่งคอยอยู่ เริ่มมีรอยยิ้มสดใสปรากฏออกมาโดยไม่รู้ตัว 

 

 

 

 

 

– จบบริบูรณ์ – 

ตอนพิเศษ 2-13 ปลายนิ้ว

 

 

 

 

ท่ามกลางเสียงครางที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายขาวกระจ่างของซองจูก็โยกคลอนไปพร้อมกัน บิดเร่าไปมาด้วยเกินจะต้านทาน ร่างกายของอีกคนอ่อนปวกเปียกอย่างสิ้นแรง เมื่อถูกจู่โจมอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ซองจูจึงปล่อยร่างกายแนบสนิทไปกับร่างของจองอู แล้วขยับโยกไปพร้อมกัน 

 

 

ส่วนกล้ามเนื้อที่แนบชิดยิ่งโหมกระพือความต้องการขึ้นเป็นเท่าตัว ต่างกัดกินส่วนยอดอกของกันและกัน ทำให้มันยิ่งขยายใหญ่มากขึ้น สีหน้าของจองอูที่เพิ่งได้รับรู้ถึงความรู้สึกที่เกิดจากส่วนหน้าอกของตัวเองเป็นครั้งแรกนั้น มันเต็มไปด้วยความปรารถนาที่เอ่อล้น 

 

 

“อึก…!” 

 

 

“ฮึก!” 

 

 

เมื่อโยกขยับช่วงเอวพร้อมกับครางออกมาสั้นๆ ร่างกายของซองจูก็กระตุกเกร็ง บนผิวขาวกระจ่างนั้นเริ่มปรากฏร่องรอยสีแดงและรอยฟันที่เด่นชัดขึ้นมา ร่องรอยที่ทำเอาไว้เมื่อไม่กี่วันก่อน เพิ่งจะจางไปได้ไม่นานนัก แต่ว่ารอยที่สร้างขึ้นอีกครั้งนั้นจองอูรู้ดีว่ามันเป็นเครื่องประดับที่ผลิบานออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่เช่นนั้น 

 

 

“ซองจู” 

 

 

เจ้าตัวกระซิบเรียกชื่อของซองจูที่ข้างหู 

 

 

“อือ…” 

 

 

“ฮันซองจู” 

 

 

เมื่อถูกเรียกชื่ออีกเป็นครั้งที่สอง ซองจูจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา จองอูเอ่ยขอร้องออกมาอย่างช้าๆ 

 

 

“จับฉันเอาไว้นะ” 

 

 

ซองจูไม่ได้ตอบรับคำพูดนั้น แต่กลับกระชับมือที่ยังคงจับกันอยู่เช่นเดิมนั้นแทนคำตอบ 

 

 

“อย่าทิ้งกัน” 

 

 

“…ไม่ทิ้งหรอก เจ้าทึ่ม นายเองก็ห้ามหนีไป” 

 

 

น้ำเสียงที่แหบพร่าเพราะร้องครางพูดโพล่งออกมาเสียงดัง แล้วบนริมฝีปากของจองอูก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นทันที 

 

 

นี่แหละฮันซองจู ไม่เคยอ้อนวอนและไม่ยึดติด ทั้งที่ยังร้องครางอยู่ก็ยังกัดฟันพูดขู่ออกมาได้ ดังนั้นจึงทำให้อีกคนมีเสน่ห์เกินต้านทาน และเป็นคนที่ไม่สามารถปล่อยให้หลุดมือไปได้ จองอูกระซิบกับซองจูอีกครั้ง 

 

 

“สัญญาแล้วนะ” 

 

 

ราวกับซองจูรอคอยคำนั้นอยู่ เจ้าตัวออกแรงกดนิ้วหัวแม่มือลงไปบนหลังมือของจองอู พร้อมกันนั้นจองอูก็เริ่มเร่งจังหวะที่พักไป 

 

 

“ฮึก! อึก! อื้อ…!” 

 

 

ร่างกายของซองจูที่โยกคลอนอย่างไม่หยุดยั้ง เริ่มอัดแน่นด้วยความต้องการที่พุ่งทะยานขึ้นมาทีละนิด ผิวขาวกระจ่างเปลี่ยนเป็นแดงระเรื่อ ใบหน้าแดงก่ำนั้นมีหยาดเหงื่อหยดย้อยลงมา ลมหายใจหอบกระเส่าถูกพ่นออกมาจากริมฝีปากที่บวมเจ่อจากการถูกดูดนับครั้งไม่ถ้วน แล้วเสียงครางก็ถูกเปล่งตามออกมาจากริมฝีปากของซองจู 

 

 

“อ้า…อ๊ะ! ได้โปรด อีก อีก…อีกนิด อีก” 

 

 

ยิ่งคำพูดอ้อนวอนนั้นหลุดออมาจากปากของซองจู จองอูก็ยิ่งกระแทกเข้าไปในร่างกายอีกคนอย่างไม่หยุดพัก สอดลึกเข้า ลึกเข้าไปอีก ยิ่งขยับกาย เสียงอ้อนวอนจากปากของซองจูก็ยิ่งหลุดออกมา จองอูที่อยากได้ยินเสียงนั้นอีกสักหน่อยจึงได้โจมตีไม่ยั้ง ไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้คนทั้งสองเร่าร้อนได้ถึงขนาดนี้ เมื่อไหร่ที่ได้แนบสนิท ก็ไม่คิดที่จะแยกจากกันอีก ต่างก็ปรารถนาในกันและกัน แม้เป็นเช่นนี้ เมื่อปลดปล่อยมันออกมาแล้ว ก็ยังคงรักษาความหวานที่สร้างขึ้นมาได้อีก แล้วก็แนบร่างกายจนชิดกันอีกครั้ง เช่นนั้นก็ไม่เป็นไรแล้ว 

 

 

“ระ เร็ว…อีก อีกนิด อีก…” 

 

 

“อึก กึก…” 

 

 

ร่างกายที่ขยับโยกอย่างรุนแรงตามคำสั่งที่ได้รับมาอยู่เรื่อยๆ นั้นที่สุดก็ปลดปล่อยออกมา ส่วนที่คึกคักมาตลอดตั้งแต่เมื่อครู่กระตุกเกร็งเล็กน้อย ก่อนจะปลดปล่อยออกมาจนหมด ลมหายใจหอบถี่รุนแรงจนขึ้นมาถึงส่วนปลายคาง 

 

 

“ฮึก อ้า!” 

 

 

เสียงครางที่เริ่มผสมปนกันจนไม่อาจแยกได้ว่าเป็นของใคร เสียงเนื้อกระทบกันดังออกมา พร้อมกับร่างกายของทั้งคู่ที่โยกคลอนอย่างรุนแรง จุดที่เชื่อมกันอยู่นั้นเริ่มกระตุกเกร็ง 

 

 

“กึก!” 

 

 

“อื้อ อื้ม!” 

 

 

ร่างกายที่กระตุกเกร็งแทบจะในเวลาเดียวกันนั้นแปดเปื้อนด้วยน้ำรักที่ล้นทะลักออกมา จากนั้นจองอูจึงประคองร่างของซองจูที่โถมเข้าสู่อ้อมกอดของเขา 

 

 

“ฮือ…” 

 

 

จองอูกอดร่างของซองจูที่สั่นสะท้านด้วยความต้องการที่เกินจะรับ ได้แต่หอบหายใจและไม่อาจทรงตัวอยู่ได้เอาไว้ ก่อนจะตบเบาๆ ลงบนแผ่นหลังของอีกคน จังหวะที่เหมือนเสียงจังหวะของหัวใจและความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมา ซองจูจึงค่อยปรับลมหายใจกลับมาทีละนิด 

 

 

“…ไม่เป็นไรนะ” 

 

 

พอเสียงลมหายใจนั้นเริ่มสม่ำเสมอขึ้นมา จองอูจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ตัวตนของเขายังคงอยู่ในตัวของซองจู 

 

 

“อื้อ” 

 

 

คำตอบที่สั้นแต่ชัดเจนนั้นทำให้ร่างกายของจองอูคลายความกังวลลง 

 

 

“เฮ้อ…” 

 

 

“ถอนหายใจทำไม” 

 

 

เสียงพึมพำที่แม้จะแผ่วเบาแต่ก็ชัดเจนนั้นทำให้เขาได้แต่หลุดส่งเสียงหัวเราะคิกคักออกมาเท่านั้น จองอูก้มลงมองซองจูที่เบะปากอยู่ในอ้อมกอดเขา ก่อนจะยิ้มกริ่ม 

 

 

“ทั้งที่ทำท่าเหมือนจะตาย แต่ยังอยู่เหมือนเดิมสินะ” 

 

 

“ฉันบอกตอนไหนว่าจะตาย อย่าคิดจะฆ่าคนเชียวนะ” 

 

 

“เหรอ ผมผิดไปแล้วครับ” 

 

 

หัวเราะออกมาพร้อมกับกล่าวคำนั้น ซองจูเงยหน้าขึ้นมาอย่างเงียบๆ 

 

 

“รู้ตัวก็ดี นายน่ะแอบเข้าไปในบ้านคนอื่น แล้วก็มาขุดคุ้ยความรู้สึกของคนอื่นแล้วชิ่งหนีไป เพราะฉะนั้นก็จงใช้ชีวิตอย่างน่าอับอาย ทำแบบนั้นไถ่บาปไปตลอดชีวิตซะ” 

 

 

ซองจูกล่าวเช่นนั้นออกมา พร้อมกับค่อยๆ หลับตาลง 

 

 

“เพราะฉะนั้น อย่าคิดอะไรไร้สาระอีก แค่อยู่ข้างๆ ฉันก็พอ อย่าแกล้งทำเป็นว่าไม่เป็นไร ฉันน่ะไม่ว่านายจะทำอะไรก็ไม่เคยสบายใจอยู่แล้ว” 

 

 

จองอูพยักหน้ารับคำพูดนั้นอย่างเงียบๆ อย่างไรเสียเขาก็ไม่มีที่ให้หนีไปอีกแล้ว คนที่ไม่ได้เรื่องนั้น ได้ตายจากเขาไปแล้ว 

 

 

“จะทำตามนั้นนะ” 

 

 

“ถึงจะพูดว่าไม่สบายใจ แต่ก็อย่าเก็บไปคิดมากล่ะ ไม่ทิ้งไปไหนหรอก อยู่ด้วยกันมันต้องมีเรื่องแบบนั้นบ้างแหละน่า นายเองก็…” 

 

 

“ไม่หนีไปไหนแล้ว” 

 

 

คำพูดของจองอูที่พูดดักทางอย่างรู้ดีว่าจะพูดอะไรนั้นทำให้ซองจูได้แต่อ้าปากค้าง ก่อนจะปิดลง เจ้าคนที่เหมือนหมาป่า ไม่สิเหมือนงูต่างหาก ตอนนี้ถึงขนาดคาดการณ์คำพูดของเขา จนทำให้เขาพูดไม่ออก 

 

 

“ไอ้อ่อนเอ๊ย…” 

 

 

ซองจูที่ไม่กล้าดุว่ารุนแรง ได้แต่บ่นพึมพำออกมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ จองอูเองก็ถึงกับยิ้มร่าออกมาอีกครั้ง 

 

 

แม้จะพูดย้ำคำเดิมซ้ำๆ สักกี่ครั้ง ความไม่สบายใจที่ซุกตัวอยู่ในซอกหนึ่งของจิตใจก็ไม่เคยจางหายไปได้เลย ถึงอย่างนั้นหากเพียงมีความอบอุ่นที่สัมผัสได้จากมือที่จับกันไว้ มันก็คงไม่เป็นไร ทั้งคู่ต่างคิดเช่นนั้น พร้อมกับยกยิ้มออกมา สัมผัสจากมือที่ยังคงจับกันไว้นั้น พาให้ใจอบอุ่น ความสงบสุขที่ไม่เคยสัมผัสจนกระทั่งตอนนี้ ทั้งสองคนต่างหลับตาลงอย่างไม่อาจรู้ว่าใครเป็นคนเริ่ม 

 

 

ไฟตรงโต๊ะหัวเตียงที่ยังไม่ได้ปิดกำลังคอยเฝ้าพิทักษ์เจ้าของที่หลับใหลอยู่บนเตียงนั้น 

 

 

 

 

 

* * * 

 

 

 

 

 

“วันนี้พวกคนไร้ประโยชน์จะมาอีกเหรอ” 

 

 

“อื้อ ก็ยังเรียบเรียงเพลงไม่เสร็จ เลยจะมาช่วยกันตรวจน่ะ อีกเดี๋ยวก็มากันแล้ว” 

 

 

“ไปทำที่ห้องซ้อมของเจ้าพวกนั้นไม่ได้เหรอ ห้องซ้อมตัวเองก็เตรียมไว้ซะดิบดี ทำไมต้องมาที่นี่ แล้วก็ทำลายชั่วโมงพักผ่อนกันด้วย” 

 

 

“ยังไงซะ ถ้าเริ่มซ้อม ก็ลงไปซ้อมที่ชั้นสองอยู่แล้ว” 

 

 

“เหรอ งั้นคงต้องลงไปสอดแนมที่ชั้นสองด้วยสินะ” 

 

 

“พี่ซองฮีคงจะยอมหรอก” 

 

 

“แล้วจะว่าอะไรได้ ถ้าฉันจะไปก็คือจะไป” 

 

 

“อ้อ งั้นเหรอ” 

 

 

ซองจูที่เสนอหน้าเข้ามาในห้องทำงานของจองอูตั้งนานแล้ว บ่นพึมพำออกมา ขณะที่ทิ้งตัวไปบนโซฟา 

 

 

ร่างกายที่รู้สึกปวดเมื่อยจากศึกอันดุเดือดเมื่อคืนก่อน พอร่องรอยที่กระจายอยู่ทั่วตัวนั้นจางไป ก็เข้ามาที่นี่อย่างทุลักทุเล ทั้งที่ยังบ่นว่าร่างกายระบมจนแทบตายอยู่เป็นพักๆ ทั้งสองคนก็ยังผ่านค่ำคืนอันดุเดือดด้วยกันอีกครั้ง ซองจูขยับหมุนหัวไหล่ที่ปวดตึง ก่อนจะหาวออกมา 

 

 

“หาว…ถ้าจะมาก็ให้รีบๆ มา เพลียจะแย่” 

 

 

“ถ้าไม่ไหวก็ขึ้นไปนอน เสร็จแล้วจะตามไป” 

 

 

“ไม่เอา จะอยู่นี่แหละ” 

 

 

“มันวุ่นวายนะ” 

 

 

“ช่างมัน ทำไมจู่ๆ ก็เอาแต่ไล่กันแบบนี้ คิดจะทำอะไรเหรอ” 

 

 

แล้วเสียงติ๊ดจากประตูก็ดังแว่วมาให้คนทั้งสองที่ถกเถียงกันอย่างทุกทีได้ยิน 

 

 

“จองอู มาแล้ว!” 

 

 

หลังจากนั้น เซจุน ซองฮุนและซองฮีก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับเสียงเอะอะโวยวาย เซจุนที่มีสีหน้าอิ่มอกอิ่มใจอยู่หน้าสุด หยุดยืนนิ่งเมื่อได้เห็นซองจูนั่งอยู่บนโซฟา กำลังมองมาที่พวกเขาด้วยสายที่ไม่ค่อยพอใจนัก 

 

 

“วันนี้ก็อยู่ด้วยเหรอครับ พี่เตรียมย้ายมาอยู่นี่แล้วเหรอครับ” 

 

 

เซจุนกล่าวออกไปเช่นนั้น พร้อมกับทักทายเล็กน้อย หากให้สาธยาย ถึงจะไม่ได้เห็นหน้ากันมาตั้งสี่วันแล้ว แต่ว่ากว่าครึ่งของสัปดาห์ซองจูก็มักจะมาขลุกอยู่ที่นี่ ที่พูดว่าเตรียมย้ายมาอยู่ก็ไม่ถือว่าผิดหรอก ซองจูกวาดสายตาเย็นชา มองเซจุนหัวจรดเท้า ก่อนจะปรับตัวมานั่งหลังตรง 

 

 

“ที่อยู่ฉันน่ะ เตรียมไว้ชั้นบน” 

 

 

คำพูดนั้นทำให้ทุกคนหุบปากเงียบยกเว้นซองจู 

 

 

“พวกนายเนี่ยสิ ไม่คิดว่าขึ้นมาบ่อยเกินไปเหรอ” 

 

 

“พวกเราขึ้นมาทำงานนะครับ” 

 

 

ครั้งนี้เป็นซองฮุนที่ออกหน้า เจ้าตัวที่พกพาสีหน้าเย็นชา วางเครื่องดนตรีที่ถือมาลงตรงด้านข้างโซฟา 

 

 

“พวกนายก็มีห้องซ้อมนี่ นั่นน่ะฉันทั้งลดค่ามัดจำแล้วก็ค่าเช่าให้แล้วไม่ใช่หรือไง” 

 

 

ซองจูเท้าคางกับพนักพิงโซฟา พร้อมกับเอ่ยตอบกลับอย่างไม่พอใจ ซองฮีที่มองท่าทางเช่นนั้นของซองจูอยู่ถึงกับถอนหายใจออกมา ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา แน่นอนว่าไม่ใช่ข้างๆ ซองจู 

 

 

“ตอนเซ็นสัญญาก็บอกแล้วว่าจะจ่ายค่ามัดจำ แต่นายบอกเองนี่ว่าไม่ต้อง แล้วก็บอกว่าจ่ายค่าเช่าแค่สามแสนวอนก็พอ ถ้ามันน้อยไปเพิ่มให้เอาไหม พวกเราไม่ใช่พวกขอทานสักหน่อย เงินแค่นั้นจ่ายได้สบายอยู่แล้วเถอะ” 

 

 

เซจุนที่ตกใจกับคำพูดที่ออกจะรุนแรงไปสักหน่อยของซองฮี กำลังจะเอ่ยท้วง แต่ซองฮุนกลับยกมือขึ้นมาห้ามเซจุนเอาไว้ ซองฮุนส่ายหน้าอย่างหนักแน่นให้กับเซจุนที่ทำท่าอยากจะเอ่ยถาม ควรจะห้ามอีกคนไม่ใช่หรือ พร้อมพยักพเยิดปลายคาง ซองจูที่ได้ยินคำพูดนั้นกลับกำลังยิ้มแย้มออกมา 

 

 

“คราวนี้น้องชายผู้น่ารักเกิดงอนเรื่องอะไรขึ้นมาอีกล่ะ” 

 

 

“ไม่ได้งอน นายเองนั่นแหละที่พูดหมาๆ น่ะ” 

 

 

“ฉันไปพูดหมาๆ ตอนไหน แค่บอกว่าเตรียมห้องซ้อมไว้ให้ใช้แล้ว แต่ก็ยังขึ้นมาที่นี่อยู่เรื่อยๆ ควรจะใช้ที่นั่นบ้างก็แค่นั้น ถ้าไม่พอใจก็ไปใช้ห้องซ้อมตัวเองสิ” 

ตอนพิเศษ 2-12 ปลายนิ้ว

 

 

 

 

หากบอกไปว่าทำแบบนี้ก็เท่ากับเป็นการออกกำลังแบบโฮมเทรนนิ่งอย่างหนึ่ง ซองจูก็คงจะบ่นไม่เลิก แต่ว่าซองจูเองนั้น พอถึงตอนที่รอยมันเริ่มจางไป เจ้าตัวก็จะเป็นคนมายั่วอารมณ์จองอูเสียเอง สุดท้ายการไปออกกำลังกายข้างนอกอาทิตย์ละครั้งของซองจูก็เป็นอันงดไป และกลายมาเป็นการโฮมเทรนนิ่งด้วยเซ็กซ์แทน เพียงแค่นั้นก็ไม่ได้เป็นปัญหากับการรักษารูปร่างและสรีระ จึงควรจะต้องสบายใจสินะ อย่างไรก็ตามหากต่อไปอีกคนคิดจะไปออกกำลังกาย จองอูก็จะขัดขวางการออกไปข้างนอกของอีกคนอย่างจริงจัง 

 

 

“ฮึก อย่า ทำรอย…” 

 

 

ถึงจะรับรู้เจตนานั้นก็ตาม แต่ปัญหาก็คือซองจูที่มุ่งมั่นแบบนี้ หากอีกคนพูดออกมาแบบนี้แล้ว จองอูรู้ดีว่าหากดื้อดึงทิ้งรอยของตัวเองไว้ ก็ยิ่งเป็นการยั่วโมโหอีกคน หากปล่อยไปแบบนี้ พอจบการร่วมรักแล้วซองจูก็คงจะงอน แล้วก็จะเอาแต่บ่นเรื่องทำเหมือนร่างกายเป็นสมบัติ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ดูเหมือนซองจูจะชอบการทารุณร่างกายและสร้างความเจ็บปวดให้อีกคน อย่างไรเสียอาจมีความต้องการบางอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวของซองจูก็ไม่อาจรู้ได้ ในช่วงที่อยู่ในความสัมพันธ์แบบลับๆ นั้น ก็พอใจกับการที่ได้สนุกกับการรังแกหรือพูดอะไรไม่ดีออกมา แน่นอนมันก็ต้องมีช่วงเวลาแบบนั้น จองอูยกยิ้มออกมา พร้อมกับก้มหน้าลงมากัดลงบนหน้าอกของซองจู 

 

 

“ฮึก!” 

 

 

ดูดดึงส่วนยอดอกอย่างแรงราวกับจะกลืนกินมันเข้าไป แล้วจึงกัดลงไปรอบๆ นั้นจนร่างกายของซองจูเริ่มสั่นสะท้าน ทำซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น จนเกิดเป็นรอยฟันขนาดใหญ่บนหน้าอกของอีกคน ใช้ลิ้นดูดเลียเล้าโลมบริเวณรอบๆ นั้น จนส่วนยอดเริ่มตั้งชูชันขึ้นทีละนิดและปรากฏเป็นร่องรอยสีแดงที่แสดงออกถึงความลามกอยู่เต็มไปหมด แล้วจองอูก็ก้มลงไปอีกครั้ง ค่อยดูดดึงและขบเคี้ยวลงไปตรงส่วนยอดนั้น 

 

 

“ฮึก ฮือ! อื้อ!” 

 

 

เสียงร้องดังเล็ดลอดออกมาจากปากของซองจู มือของจองอูค่อยๆ เคลื่อนไล้ลงต่ำไปตามช่วงสะโพกที่เริ่มกระตุกสั่น 

 

 

ตลอดเวลานั้น มือของอีกคนก็ไม่ได้ขยับเคลื่อนไหวอย่างเรียบง่าย ค่อยไล่จากหน้าท้อง ข้ามผ่านไปยังส่วนสะโพกด้านหลัง โหมกระพือความปรารถนาของซองจูให้ลุกโชนขึ้นไปอีก สัมผัสจากมือที่เคลื่อนผ่านบนผิวอย่างใจเย็นนั้นไม่ต่างจากอสรพิษร้าย 

 

 

หากมีปีศาจจริง มันคงจะยั่วยวนมนุษย์ด้วยวิธีการเช่นนี้สินะ มือที่ไม่ยอมหยุดเคลื่อนไหวแม้แต่นิด ขยับลงไปด้านล่าง หยอกล้อกับตัวตนของซองจูที่ตื่นตัวขึ้นมาด้วยแรงปรารถนาที่เอ่อล้น นิ้วมือสัมผัสซ้ำๆ ไปบนส่วนปลายที่เริ่มมีน้ำรักไหลเยิ้มออกมา จนทำให้ซองจูสั่นสะท้านด้วยความเสียวกระสัน แม้จะสัมผัสลงไปราวกับจับต้องของมีค่า แต่ว่าสัมผัสจากมือที่โหดร้ายยิ่งกว่าใครลูบขึ้นไปตามแกนกาย แล้วใช้ปลายนิ้วกดลงไปที่ช่องทางซึ่งอยู่ตรงสุดปลายนั้นและปั่นป่วนอารมณ์ จนซองจูหายใจติดขัดด้วยจะถึงฝั่งฝันในไม่ช้า 

 

 

“นั่น ตรงนั้น! อื้อ อึก! ฮึก! จะ จองอู คิม จองอู!” 

 

 

พร่ำเรียกชื่อจองอูอยู่อย่างนั้น แม้จะอ้อนวอน แต่อีกคนกลับไม่ยอมละเว้นกัน เมื่อถึงจุดนั้น ของสิ่งนั้นก็ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างรุนแรง ส่วนกระเป๋าน่ารักที่ห้อยอยู่ด้านล่างกับส่วนตรงกลางที่พองนูนขึ้นมานั้น ต่างก็เปียกเฉอะแฉะไปหมด เมื่อใช้นิ้วมือกดสำรวจไปโดยรอบช่องทางของซองจูที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำรักนั้น ซองจูก็ยิ่งกระตุกสั่น 

 

 

“อื้อ…ตรงนั้น อื้อ อีก ลึกอีก ได้โปรด…” 

 

 

ร่างกายที่รับรู้ได้ถึงความรู้สึกในยามที่ส่วนนั้นถูกหยอกล้อจึงได้เริ่มอ้อนวอนเมื่อปรับตัวกับอารมณ์ที่พลุ่งพล่านนั้นได้ แววตาใสกระจ่างเริ่มพร่าเลือนไปทีละน้อย ริมฝีปากงดงามที่เผยอค้างเอ่ยคำอ้อนวอน และเปล่งเสียงครางออกมาในเวลาเดียวกัน จองอูเปิดลิ้นชักที่โต๊ะข้างเตียงออกมาอย่างแรง คว้าเจลที่อยู่ในบรรดากองของมากมายในนั้นออกมา เจ้าตัวไม่คิดจะปิดลิ้นชักคืนด้วยซ้ำ เพียงรีบเร่งเปิดฝามันออกมา 

 

 

“ฮึก!” 

 

 

เจลเย็นถูกทาลงไปบนช่องทางของซองจู ร่างกายที่ร้อนขึ้นนั้นกลับถูกกระตุ้นได้ด้วยของแค่นั้นจนทำให้น้ำลายไหลออกมาจากปากที่เผยอค้างของซองจู จองอูป้อนจูบให้กับซองจู พร้อมกับอัดกระแทกเรียวนิ้วเข้าไปในช่องทางนั้น 

 

 

“ฮึก อื้อ…” 

 

 

กดแทรกเรียวนิ้วเข้าไปในนั้นหนึ่งนิ้ว ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มจำนวนเข้าไปอีกเรื่อยๆ ซองจูทำได้เพียงส่งเสียงครางไม่ได้ศัพท์ออกมา ท่าทางของซองจูที่ค่อยๆ ยกส่วนสะโพกขึ้นมานั้นกำลังถูกไฟแห่งความต้องการเผาผลาญอย่างไม่มีท่าทีจะมอดดับ หากมองจากภาพลักษณ์ที่ดูฉลาดในยามปกติ ไม่อาจจินตนาการถึงท่าทางในตอนนี้ได้เลย มีเพียงจองอูเท่านั้นที่รู้ แล้วเขาก็ชอบมันด้วย 

 

 

ขณะที่ฮันซองจูผู้โอหังและเอาแต่ใจนั้นหลับใหลอยู่ อีกด้านกลับเป็นท่าทางที่หลงมัวเมาในรสกามเช่นนี้ พรากจองอูที่แสนบริสุทธิ์ไป จองอูเพียงทำต่อไปเรื่อยๆ ด้วยความคิดที่อยากทำให้ซองจูแปดเปื้อนมากขึ้น ปรารถนาให้อีกคนเป็นของเขา รับรู้แค่เพียงตัวเขาเท่านั้น ในความเป็นจริงมันก็เป็นเช่นนั้น แต่ทว่า มันก็ยังไม่พอ หากแสดงความโลภเช่นนี้ออกมาก็กลัวว่าซองจูจะหนีไป จึงได้แต่เก็บซ่อนเอาไว้ ฮันซองจูนั้น เอาทุกอย่างที่เป็นครั้งแรกของคิมจองอูไปจนหมด 

 

 

“จอง อู อื้อ!” 

 

 

ซองจูที่ตกอยู่ห้วงความใคร่ ค่อยๆ ยื่นมือมาหาจองอู แล้วจองอูก็จับมือนั้นไว้ เกี่ยวกระชับนิ้วมือเข้าหากัน ทั้งที่อีกมือหนึ่งยังคงเชื่อมติดกับช่องทางของซองจูอยู่เช่นเดิม จากหนึ่งนิ้วก็เพิ่มขึ้นเป็นสองนิ้ว ไม่ทันรู้ตัวก็เพิ่มมาเป็นสามนิ้วแล้วแตะกระตุ้นตรงส่วนอ่อนไหวที่ด้านใน นั่นยิ่งทำให้ซองจูเผลอเรียกชื่อจองอูออกมา 

 

 

“ฮึก!” 

 

 

ในตอนนั้น เมื่อเรียวนิ้วของจองอูกดลงไปที่ตำแหน่งซึ่งอยู่ลึกเข้าไปข้างในนั้น ซองจูก็เสียวซ่านไปทั้งตัว เมื่อได้เห็นดวงตาทั้งคู่ที่เหลือกขึ้นและร่างกายที่สั่นสะท้านไปทั้งตัว พร้อมการเกร็งนิ้วเท้านั้น เขาก็เผลอยกยิ้มลามกออกมา จองอูดึงเรียวนิ้วที่สอดอยู่ในตัวของซองจูออกมาจนหมด 

 

 

“ฮือ…” 

 

 

เขาเผลอทำให้อีกคนรู้สึกว่าโล่งเหรอ ซองจูส่งเสียงงอแงออกมา ส่วนสะโพกที่ยกโยกไปมาพร้อมกับสายตาที่มองมายังจองอูนั้น มันเต็มไปด้วยความต้องการจนล้นทะลัก แววตาที่เคยใสกระจ่าง เปลี่ยนเป็นดูพร่ามัว แล้วจองอูก็ยกยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง การได้เห็นฮันซองจูตกลงไปในทะเลแห่งความปรารถนาเช่นนั้น มันช่างให้ความรู้สึกดีเหลือเกิน 

 

 

“ทำไม เสียดายที่เอามันออกมา?” 

 

 

จองอูกระซิบที่ข้างหูของซองจู คนที่ปกติต้องแผดเสียงตะโกนและแสดงท่าทางโมโหออกมาอย่างทุกทีได้หายไปแล้ว ซองจูที่มีดวงตาเลื่อนลอยพยักหน้า พร้อมกับกล่าวออกมา 

 

 

“เร็ว ใส่มา เร็วสิ…” 

 

 

แต่ว่านี่ไม่ใช่คำตอบที่จองอูต้องการ เจ้าตัวจ้องมองสบดวงตาของซองจู ก่อนจะเอ่ยถามอีกครั้ง 

 

 

“ใส่เหรอ อะไรล่ะ” 

 

 

คำพูดนั้นทำให้เห็นแววค่อนขอดในดวงตาของซองจูครู่หนึ่ง แต่ทว่าแววตานั้นก็กลับมาเลือนรางอีกครั้งด้วยพ่ายแพ้ให้กับความต้องการนี้ 

 

 

“ของนาย เอาของนายใส่เข้ามา” 

 

 

“แล้วใส่ตรงไหน” 

 

 

“ตะ ตรงนี้…ตรงนี้ ใส่ของนายเข้ามานะ ได้โปรด…หืม?” 

 

 

ซองจูยื่นมือมาคว้าจับมือข้างที่ว่างของจองอูเอาไว้ ด้วยมือข้างที่เข้ามาหยอกล้อข้างในตัวเขาเมื่อครู่นั้นใช้มันกำรอบตัวตนของจองอูที่ตื่นตัวเต็มที่เอาไว้ ท่าทางอ้อนวอนด้วยไม่กล้าพูดมันออกมาจากปากนั้น ทำให้จองอูได้แต่ยกยิ้มกว้าง 

 

 

“ถ้าเอานี่ใส่เข้าไปแล้ว จะเชื่อฟังกันไหม” 

 

 

“อือ…ฟัง จะ เชื่อ ฟังนะ…” 

 

 

“จริง?” 

 

 

“จะ จริง…” 

 

 

ถึงซองจูจะตอบคำถามออกมาตามที่สั่ง แต่ก็ยังคงปรายตามามองจองอูอย่างไม่พอใจนัก หากยังไม่รีบทำอย่างที่ต้องการให้ในตอนนี้ ต่อไปอาจจะถูกต่อว่าอะไรก็ไม่รู้ด้วยแล้วนะ จองอูไม่คิดที่จะหยุดรอยยิ้มที่ประดับอยู่บนริมฝีปากนั้นด้วยซ้ำ เจ้าตัวค่อยๆ เอาตัวตนของตัวเองเข้าไปใกล้กับช่องทางรักของซองจู 

 

 

“เข้าไปนะ” 

 

 

ซองจูพยักหน้ารับคำพูดนั้นอย่างไม่ขัดขืน 

 

 

“ฮึก!” 

 

 

พร้อมกับเสียงครางสั้น จองอูสอดแทรกตัวตนเข้าไปโดยไม่ปล่อยให้ขาดตอน ช่องทางที่ขยายออกเต็มที่ ค่อยๆ กลืนกินตัวของเขาเข้าไป รู้สึกได้ชัดเจนว่าส่วนขนอ่อนนั้นสัมผัสเฉียดไปมาตรงส่วนบั้นท้ายของซองจู 

 

 

“อึก…” 

 

 

จองอูขมวดคิ้วแน่น เมื่อรู้ได้ถึงแรงตอดรัดจากภายใน ในช่วงที่ปล่อยให้ซองจูได้ทำความคุ้นเคยกับตัวตนของเขา เจ้าตัวก็ค่อยๆ โน้มตัวลงไปกกกอดและหยอกล้อร่างกายของซองจู 

 

 

“ฮือ อื้อ อึก…” 

 

 

ทุกครั้งที่ฝ่ามือนั้นปัดป่ายไปมาบนส่วนยอดของหน้าอกที่ตั้งชันขึ้นมา เสียงครางก็หลุดออกมาจากริมฝีปากของซองจู ไม่ว่าจะถูกรังแกสักกี่ครั้ง เขาก็ยังชอบกล้ามหน้าอกที่จับตัวแน่นเหมือนครั้งแรก และผิวขาวกระจ่างอ่อนนุ่มนี้ 

 

 

“ฮันซองจู” 

 

 

จองอูเรียกซองจูด้วยน้ำเสียงแหบต่ำ แม้จะไม่มีคำตอบรับกลับมา แต่ก็รู้สึกได้ถึงแรงบีบกระชับที่มือซึ่งยังคงจับกันอยู่เช่นเดิม ซองจูกำลังตอบรับผ่านทางมือนั้น 

 

 

จองอูไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก หากเป็นปกติคงจะเอ่ยคำพูดลามกออกไปอีก แม้มันจะเป็นบทสนทนาที่ไม่สามารถสัมผัสได้ถึงความจริงใจ เมื่อเกิดบนเตียงนอนเช่นนี้ แต่ทว่ามันก็คือคำที่ออกมาจากใจจริง ทว่าจองอูที่ยังคงสานต่อบทสนทนา ขณะที่มือนั้นก็ยังเกี่ยวพันกันยุ่งเหยิงเช่นนั้น กลับทำได้เพียงแค่กัดริมฝีปากเอาไว้ เพราะคำพูดที่ไม่ได้บอกกล่าวว่ารักออกไปเลยสักคำ แต่กลับสัมผัสมันได้จากปลายนิ้วที่เกี่ยวกระชับกัน อีกทั้งคำที่ไม่ได้พูดนั้น แน่นอนว่าซองจูเองก็รู้สึกถึงมันได้เช่นกัน 

 

 

จองอูเคลื่อนมือที่สัมผัสส่วนหน้าอกของซองจูขึ้นไปจับที่เรียวคางของซองจู ลูบไล้ไปตามแนวคางของอีกคนอย่างทะนุถนอม ซองจูไม่ได้แสดงการต่อต้าน เพียงหันใบหน้าไปด้านหลังตามสัมผัสของของจองอู 

 

 

“อื้อ…” 

 

 

จองอูประทับจูบแผ่วเบาลงไปที่ริมฝีปากคู่นั้น ไม่ใช่การหยอกเย้าจริงจังอย่างเช่นเมื่อครู่ มันเป็นจูบที่แสนอ่อนโยน 

 

 

สอดแทรกเข้าไปในโพรงปากอย่างอ่อนโยน พร้อมกับดูดดุนเบาๆ และด้วยการปลุกเร้าทั้งสองทาง ช่องทางที่บีบรัดจึงได้ค่อยๆ ผ่อนคลายลง ถึงอย่างนั้นก็ยังค่อยๆ ดูดดึงริมฝีปากล่างที่บวมเจ่อนั้น แล้วเสียงครางกระเส่าก็หลุดลอดผ่านไรฟันของซองจูออกมา เรียวลิ้นที่เกี่ยวกระหวัดกันอย่างเนิบนาบทลายอารมณ์รุนแรงที่เคยมีนั้นลง สัมผัสดูดเลียลงไปที่ปลายลิ้นซึ่งแลบออกมา ค่อยๆ เปิดแยกริมฝีปากของซองจูออก ในขณะเดียวกัน ภายในช่องทางของซองจูก็เหมือนทำความคุ้นเคยกับตัวตนของเขาอย่างเพียงพอแล้ว ผนังอุ่นที่เกร็งแน่นจึงได้ผ่อนคลายลง 

 

 

“ฮึก อื้อ…ฮึก! อื้อ…” 

 

 

ดูดดึงส่วนโคนลิ้นอย่างแรง ท่ามกลางเสียงครางที่เริ่มหลากหลายสีสันนั้น แล้วจึงเริ่มยกช่วงสะโพกของซองจูให้ลอยสูงขึ้น จองอูคว้าจับส่วนสะโพกที่บิดเร่าไปมาเอาไว้แน่น ก่อนจะเริ่มขยับสวนสะโพกเข้าไป 

 

 

“ฮือ อื้อ! กึก…อึก ฮึก!” 

ตอนพิเศษ 2-11 ปลายนิ้ว

 

 

 

 

“มันอะไรกัน…” 

 

 

ในดวงตาของซองจูที่ได้รับฟังเรื่องราวของจองอูทั้งหมดนั้นแล้ว เริ่มมีหยดน้ำตารินไหลออกมา จองอูใช้ปลายนิ้วปาดน้ำตาพวกนั้นให้อย่างเงียบๆ แล้วจึงประทับจูบหนักแน่นลงบนหน้าผากของซองจู 

 

 

“ฉันบอกแล้วไง มันไม่ใช่เรื่องที่น่าฟังเลยสักนิด” 

 

 

คำพูดนั้นยิ่งทำให้เสียงร้องไห้คร่ำครวญดังออกมาจากปากของซองจู สะอึกสะอื้นหนักเสียจนไม่มีช่องว่างให้ปลอบ จองอูเองก็จนปัญญาจะจัดการกับคนที่เอาแต่ร้องไห้โฮอยู่ตรงหน้า สุดท้ายเมื่อทำอะไรไม่ได้ จึงได้แต่ดึงซองจูเข้ามากอด เกือบหนึ่งชั่วโมงที่พยายามปลอบกัน ในที่สุดเสียงร้องไห้ของซองจูก็หยุดลงอย่างยากลำบาก ซองจูถูกกอดเอาไว้ในอ้อมกอดของจองอู สะอึกสะอื้นพร้อมกับหอบหายใจ 

 

 

“แล้ว…เป็นยังไง” 

 

 

“อะไร” 

 

 

จองอูเอ่ยถามกลับกับคำถามที่ถูกเอ่ยออกมาอย่างยากเย็น ประทับจูบครั้งแล้วครั้งเล่าลงบนหน้าผากที่อุ่นร้อนขึ้นมานั้น พร้อมกับลูบสัมผัสกลุ่มผมที่เหนอะหนะจากเหงื่อที่เกิดขึ้นจากอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นมา แต่ซองจูก็ยังไม่มีทีท่าจะสงบลง เจ้าตัวสะอึกสะอื้นอยู่สักพัก ก่อนจะเอ่ยตอบกลับคำถามของจองอูอีกครั้ง 

 

 

“พ่อแม่ของนาย เป็นยังไงเหรอ” 

 

 

จองอูยิ้มอย่างขมขื่นให้กับคำถามนั้น 

 

 

“ต่อมามยองฮยอน อ้า นั่นเป็นเพื่อนที่บ้านเกิดฉันเอง ลูกพี่ลูกน้องพี่ดงฮยอนน่ะ ได้ข่าวจากหมอนั่นว่า เอาเงินนั่นไปจ่ายหนี้พนันพ่อน่ะ ไม่ผิดไปจากที่ฉันเคยเดาไว้เลย” 

 

 

“แล้ว? คงไม่ใช่ว่านายยังถูกรีดไถอยู่ใช่ไหม” 

 

 

ดูเหมือนจะพอมีสติกลับมาบ้างแล้ว ซองจูทำสายตาดุส่งมา พร้อมกับเอ่ยถามจองอู แต่ว่าคำตอบที่ได้รับกลับมานั้นน่าโล่งใจ ถึงจะผิดจากที่ซองจูคาดไว้ก็ตาม 

 

 

“ไม่หรอก ก็ตัดขาดกันไปแล้วนี่ พ่อน่ะไม่กี่ปีต่อมาก็หายออกไปจากบ้าน แล้วก็ไม่พบร่องรอยอีกเลย อาจจะเข้าไปตลาดที่ไหนสักที่ แล้วก็ไปติดหนี้พนัน จนกลายเป็นคนเร่ร่อนไปแล้วมั้ง” 

 

 

“…แล้วแม่ล่ะ” 

 

 

“เหมือนจะอยู่ที่นั่นตามเดิม ตอนนี้ทั้งตาและยายก็เสียไปหมดแล้ว อาจจะเศร้าอยู่บ้าง แต่ก็คงสบายใจแล้วละ ไม่มีใครคอยรังแก แล้วก็ไม่มีใครคอยด่าว่า ไม่มีฉันด้วย” 

 

 

จองอูกล่าวออกมาเช่นนั้นพร้อมกับกอดกระชับซองจูแน่นขึ้น 

 

 

“นายล่ะ นายยังคงเจ็บปวดอยู่สินะ” 

 

 

“ฉัน? ไม่เจ็บแล้ว” 

 

 

“อย่ามาโกหก แค่นายหักโหมหรือเป็นทุกข์ ฉันก็แทบบ้าแล้วรู้ไหม” 

 

 

คำพูดด้วยแรงอารมณ์นั้นทำให้จองอูไม่อาจตอบโต้ได้ 

 

 

ถึงจะบาดเจ็บแค่มือข้างซ้าย แต่ว่ามือข้างขวาก็ไม่ได้ดูสมบูรณ์ดีเลยสักนิด ตลอดหกเดือนนั้น ข้อมือที่ใช้ตัดงานทั้งวันตลอดสิบสองชั่วโมงไม่มีหยุดย่ำแย่ลงไปเพราะมือไม่ได้หยุดพักเลย ไม่ใช่แค่ใช้มีดตัด วันทั้งวันเขาต้องทำความสะอาดเครื่องจักรนับครั้งไม่ถ้วน ถอดชิ้นส่วนที่ถูกขันไว้แน่นออกมา ก่อนจะใส่แล้วขันกลับให้แน่นเหมือนเดิม ทำซ้ำๆ อยู่อย่างนั้นจนเกิดปัญหาขึ้น ในช่วงแรกก็คิดว่าไม่กี่วันก็คงจะหาย แต่ร่างกายที่พังไปแล้วครั้งหนึ่ง ไม่อาจกลับคืนมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว สุดท้ายผ่านมากว่าสิบปีจนถึงตอนนี้ มือทั้งสองข้างของจองอูไม่มีวันไหนเลยที่ไม่รู้สึกเจ็บ 

 

 

“ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่ว่าใช้การไม่ได้เลยนี่” 

 

 

“นายยังกล้าพูดแบบนั้นได้อีกเหรอ” 

 

 

สิ้นคำพูดตะคอกนั่น น้ำตาก็ซึมออกมาอีก จองอูที่ตกใจจึงได้รีบก้มไปมองหน้าของซองจู 

 

 

“ร้องไห้? อย่าร้องสิ” 

 

 

คำพูดนั้น ทำให้น้ำตาของซองจูเริ่มไหลรินออกมาเป็นสายอีกครั้ง 

 

 

“เจ้าทึ่มเอ๊ย ในเมื่อไม่สบายใจขนาดนี้ก็ต้องร้องไห้ไม่ใช่เหรอไง” 

 

 

เจ้าตัวกล่าวออกมาเช่นนั้น พร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงมาเป็นทาง 

 

 

ไม่ว่าจะโชคร้ายขนาดไหน แต่มันถึงขั้นเลวร้ายได้ขนาดนี้เลยเหรอ ถึงอย่างนั้นก็ยังว่าตัวเองไม่เป็นไร พร้อมกับยิ้มออกมาแบบนั้น กับคนแบบนั้น เขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้วเหมือนกัน 

 

 

ตอนนี้ซองจูเข้าใจจองอูที่เขาได้พบเป็นครั้งแรกคนนั้นแล้ว 

 

 

ท่าทางที่ไม่สนใจต่อสิ่งใดๆ บนโลกใบนี้ ความมืดที่โอบล้อมอีกคน กระทั่งนิสัยที่ไม่ชอบสนิทสนมกับใครๆ ด้วยเพราะผ่านเรื่องราวแบบนี้มา จึงได้ออกมาเป็นแบบนั้น 

 

 

มันไม่ใช่ความผิดของจองอู สิ่งที่ผิดคือสภาพแวดล้อมน่ารังเกียจซึ่งโอบล้อมอีกคนอยู่ต่างหาก สิ่งเหล่านั้น มันทำให้อีกคนได้แต่ตกสู่ความมืดมิดเท่านั้น คนที่ชื่อว่าคิมจองอูนั้น คือคนที่น่าสงสารและแสนบริสุทธิ์ คนที่โดดเดี่ยวขนาดนี้คงไม่อาจทอดทิ้งไปได้ ซองจูโอบกอดจองอูเอาไว้พร้อมกับกล่าวออกมา 

 

 

“ฉันอยู่ข้างนายนะ เพราะฉะนั้นอย่าคิดหนีไปอีกเป็นครั้งที่สอง ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรก็ตาม ฉันจะรับมันแทนนายเอง อย่าอ่อนแออีกเลยนะ ถ้าอยากจะหนีก็ให้บอกมาตามตรง ต่อให้ไปสุดขอบโลก ฉันก็จะหนีไปกับนาย” 

 

 

จองอูหัวเราะเบาๆ ให้กับคำพูดนั้น 

 

 

“นายได้ยินที่ฉันพูดหรือเปล่าเนี่ย หัวเราะทำไมกัน” 

 

 

ถึงจะทำเสียงขู่ออกมา แต่เสียงหัวเราะนั้นก็ไม่ได้หยุดลง ด้วยความโมโห ซองจูจึงได้เงยหน้าขึ้นมา ในตอนนั้นเอง ลมหายใจเขาถึงกับสะดุดไป ใบหน้าของจองอูที่มีรอยยิ้มกว้างช่างดูแปลกตาเหลือเกิน 

 

 

“ไม่หนีหรอก ต้องให้พูดว่าไม่มีทางหนีไปอีกสักกี่ครั้งกัน แล้วก็นะฉันยังกลัวว่านายจะเบื่อจนหนีไปมากกว่าอีก” 

 

 

จองอูกล่าวเช่นนั้นออกมา แต่ซองจูกลับทำเสียงเหอะตอบกลับไป 

 

 

“งั้นนายก็ต้องเตรียมใจไว้เลย ถ้าฉันตัดสินใจไปแล้ว จะไม่มีทางล้มเลิกแน่” 

 

 

กล่าวออกไปเช่นนั้น พร้อมกับยกยิ้มพราย จองอูเองก็ยกยิ้มตามซองจูไปด้วย 

 

 

“งั้นเราจับตัวเองมัดติดกันเลยดีไหม” 

 

 

“พูดแบบนั้นแล้ว เหมือนพวกโรคจิตเลยนะ” 

 

 

“แล้วไง เราทั้งคู่ก็ทำแบบนั้นเป็นปกติไม่ใช่เหรอ” 

 

 

จองอูกล่าวเช่นนั้นออกมา ก่อนจะเช็ดคราบน้ำตาบนแก้มของซองจูออก 

 

 

มันคือเรื่องปกติหรือไม่ก็ไม่รู้ อย่างไรพวกเขาทั้งคู่ก็ไม่เคยใช้ชีวิตแบบปกติ เลียนแบบการใช้ชีวิตของคนอื่น แล้วก็ทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น  

 

 

แต่ทว่านั่นก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเลวร้าย ทั้งหมดมันคือผลของการดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตต่อไป 

 

 

ซองจูชอบการได้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายกับจองอูมากกว่าการใช้ชีวิตหรูหราอย่างที่เคยเป็นมา ภายในนั้นมีตัวตนที่สมบูรณ์ของเขาที่ใครก็ไม่เคยรู้จักอยู่ มีน้องชายที่เป็นเหมือนคู่กัดกับเขาเสมอ มีคนพวกนั้นที่เคยเห็นตัวตนแท้จริงของซองจู ถึงแม้จะไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนก็ตาม สิ่งเหล่านี้มันเหมือนไม่ใช่ชีวิตของซองจูเลย 

 

 

เพื่อปกป้องโลกใบนี้เอาไว้ ซองจูอาจจะต้องแสดงเป็นอย่างอื่นอีก ต่อหน้าพ่อแม่ที่คงจะบังคับให้เขาแต่งงานในสักวันหนึ่ง ต่อหน้าผู้คนมากมายที่ร้องขอตัวตนที่สมบูรณ์แบบและดูดีนั่น เรื่องอื่นนั้นไม่รู้ กับการแสดงที่รวมเข้ากับชีวิตของซองจูแล้ว มันไม่ใช่สิ่งที่คุ้นเคยเลย ซองจูมองใบหน้าของจองอูที่สะท้อนในแก้วตาใส 

 

 

สันกรามชัด จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากเรียวบางอ่อนนุ่มที่ปิดสนิทนั่น แววตาสีดำสนิทที่ล้ำลึกอย่างไม่มีสิ่งใดเทียบได้ ประดับตกแต่งด้วยคิ้วหนา ทั้งหมดนั่น ทำให้ซองจูได้พักและได้รับการปลอบโยน เจ้าตัวยกมือขึ้นมาปัดกลุ่มผมที่ปกปิดใบหน้าด้านหนึ่งของจองอูออก 

 

 

“ทำไมอีก…” 

 

 

จองอูที่ไม่ชอบเปิดเผยใบหน้า ขมวดคิ้วมุ่น แต่ทว่าซองจูเพียงปัดกลุ่มผมของอีกคนไปทัดไว้ที่ใบหู แล้วจึงยื่นหน้าเข้าไปประทับจูบลงตรงปลายคางของอีกคน 

 

 

“เงียบซะ” 

 

 

ออกคำสั่งให้หยุดพูดไร้สาระ แล้วซองจูดูดลงไปที่ปลายคางอย่างแผ่วเบา 

 

 

เสียงน้ำลายดังออกมา พร้อมกับริมฝีปากที่สั่นน้อยๆ นั่นค่อยขยับผ่านแก้มของจองอูขึ้นไปที่หน้าผาก ซองจูที่มักจะจูบลงไปบนรอยแผลที่พาดอยู่บนใบหน้าด้านซ้ายของจองอูอยู่เสมอ และแล้วในดวงตาของจองอูก็เริ่มมีหยาดน้ำตาเอ่อล้นออกมาโดยไม่รู้ตัว แล้วเขาก็ผละริมฝีปากออกมาจากตรงนั้น และเริ่มจูบซับน้ำตาอย่างอ่อนโยน 

 

 

น้ำตาที่มีรสเค็มแตะสัมผัสริมฝีปาก ไล้เลียสิ่งที่รินไหลออกมานั้นครั้งแล้วครั้งเล่า พร้อมกับใช้แขนกอดเอวของจองอูเอาไว้ 

 

 

น้ำตาที่ไหลออกมาราวกับธารน้ำ ไหลออกมาจากดวงตาของซองจูโดยไม่รู้ตัวด้วยเช่นกัน ทั้งสองต่างร้องไห้ออกมา พร้อมกับแนบประสานริมฝีปากของกันและกัน ริมฝีปากที่สัมผัสแนบกันอย่างยากลำบาก ไม่คิดที่จะแยกห่างจากกันอีก และยังสอดแทรกเข้าไปภายในของกันและกัน น้ำตาที่ไหลรินออกมาในระหว่างนั้น มันคือรสชาติของจูบนี้ แม้จะไม่หวานเลยสักนิด แต่ก็ทำให้เสพติดในกันและกันมากยิ่งขึ้นไปอีก เรียวลิ้นอุ่นผลัดกันหยอกล้อไปมา เดี๋ยวเกี่ยวรัดเดี๋ยวคลายออกซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น 

 

 

“อืม อือ อึก” 

 

 

ภายในปากที่เชื่อมติดกัน เรียวลิ้นที่เดี๋ยวผลักเดี๋ยวดูดดึงเข้าหากันด้วยอารมณ์ความใคร่นั้นเกี่ยวรัดไปจนสุดโคนลิ้น จนทำให้ไฟปรารถนาเริ่มลุกโชนขึ้นมา จองอูดึงรั้งร่างของซองจูเข้ามากอด ก่อนจะจัดการถอดเสื้อเชิ้ตที่ปกปิดร่างกายของอีกคนอยู่ 

 

 

“อื้อ…” 

 

 

รีบเร่งสลัดชายเสื้อที่ไม่ยอมหลุดออกจากแขนที่กอดกันอยู่ ก่อนจะโถมร่างกายเข้าหากัน ความรู้สึกที่ถูกแขนนั้นกอดรัดร่างกายไว้แน่นราวกับจะไม่ยอมให้แยกจากนั้น กลับทำให้พึงพอใจ ทั้งสองคนประกบริมฝีปากเข้าหากันอย่างไม่อาจรู้ได้ว่าใครเป็นคนเริ่มต้น 

 

 

“อื้อ อึก ฮือ ฮึก” 

 

 

เสียงจุ๊บจ๊วบและเสียงครางที่ดังออกมาอยู่เรื่อยๆ ผสมผสานกันและสะท้อนก้องไปทั่วห้องนอนกว้าง พร้อมกับของแถมเป็นความร้อนรุ่มที่พลุ่งพล่านออกมาแทบจะในเวลาเดียวกันนั้น ห้องนอนที่เคยเงียบสงบกลับเติมเต็มด้วยบรรยากาศของการสื่อสารถึงกัน 

 

 

“ฮึก!” 

 

 

จองอูลากไล้นิ้วมือไปบนแผ่นหลังของซองจู พอขยับเลื่อนลงด้านล่าง นิ้วเท้าของซองจูก็กระตุกเกร็งในทันที ไม่ปล่อยทิ้งไว้นาน เจ้าตัวค่อยๆ นวดลงไปที่แก้มก้นของอีกคน ในตอนนั้นก็รู้สึกได้ถึงช่วงสะโพกที่เริ่มขยับโยก จองอูใช้นิ้วเกี่ยวชั้นในที่แนบชิดร่างกายของซองจูขึ้นมา 

 

 

“อื้อ!” 

 

 

ด้วยการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วนั้น เศษผ้าชิ้นสุดท้ายที่ปกปิดอยู่บนร่างกายก็หายวับไป ซองจูจึงรีบหุบขาลงทันที 

 

 

“หนาวเหรอ” 

 

 

ผละริมฝีปากออกมา ก่อนจะเอ่ยถาม อีกคนจึงรีบส่ายหน้าตอบกลับ พอถูกนวดลงบนแก้มก้นขาวที่ปรากฏออกมา ก็พานให้รู้สึกขนลุกขึ้นมาเล็กน้อย จองอูคว้าผ้าห่มที่วางกองอยู่ด้านข้างมาคลุมทับลงบนตัวให้ ถึงอย่างไรหากเริ่มขยับตัว มันก็คงจะตกไปบนพื้นอยู่ดี แต่ว่าตอนนี้สิ่งที่สำคัญคือไม่ทำให้ซองจูเป็นหวัด 

 

 

“ทนหน่อย เดี๋ยวก็อุ่นแล้ว” 

 

 

ซองจูพยักหน้ารับให้กับคำกระซิบของจองอู แล้วพวงแก้มขาวก็ปรากฏริ้วแดงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ลมหายใจที่เคยนิ่งสงบเริ่มสั่นไหวด้วยแรงปรารถนาที่เพิ่มขึ้น 

 

 

“หืม…” 

 

 

จองอูกัดลงบนต้นคอของซองจูอย่างแผ่วเบา ถึงจะผ่อนแรงแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีรอยทิ้งไว้ ขบกัดลงไปบนผิวเนื้อนุ่มลื่นพร้อมกับดูดดึง ร่างกายที่อ่อนปวกเปียกของซองจู เริ่มจะมีแรงขึ้นมาบ้างแล้ว ทำซ้ำๆ เช่นนั้นอยู่หลายครั้ง บนผิวขาวเนียนก็ปรากฏเป็นรอยแดงคล้ายดอกไม้บานออกมา มันช่างดูงดงามเหลือเกิน จึงได้ทำเช่นเดียวกันซ้ำๆ โดยรอบเหมือนกับกำลังระบายสี แล้วบนผิวของซองจูก็มีดอกไม้ผลิบานเต็มไปหมด 

 

 

ถึงจะถูกโกรธและโดนต่อว่าที่ทำให้ไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ อย่างไรเสียเขาก็รู้ดีว่าที่ที่อีกคนจะไปนั้นก็มีแค่ฟิตเนสเท่านั้น จองอูไม่ชอบใจที่เห็นซองจูออกกำลังกายที่ฟิตเนสจนเหงื่อชุ่ม ถึงจะรู้ว่ามันเกี่ยวข้องกับการรักษารูปร่างของอีกคน แต่ที่เขาไม่ชอบก็คือร่างกายของซองจูนั้นมันดูยั่วอารมณ์ขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายซองจูที่บางครั้งก็ดูไม่รู้ว่าเป็นผู้ชาย แม้จะผอมบางไปสักหน่อย แต่ก็มีกล้ามเนื้อพอเหมาะอย่างผู้ชาย แต่ว่าตอนนี้มันต่างไป ผิวพรรณที่ขาวกระจ่างของอีกคนนั้น หลังจากหายจากการล้มป่วยหนักครั้งนั้นดูแวววาวขึ้น และกล้ามเนื้อด้านบนนั้นถึงจะไม่ได้ใหญ่เท่าเมื่อก่อน แต่มันกลับทำให้ร่างกายงดงามกว่าเดิม ส่วนแก้มก้นที่จับตัวเป็นก้อนก็ดูกระจ่างใสและแวววาว จนเขาเผลอทอดสายมองอยู่อย่างนั้น ยอดอกสีชมพูนั้นยังคงมีขนาดเท่าเดิม แต่กลับตั้งชั้นแสดงถึงอารมณ์ที่พลุ่งพล่านขึ้นมา การมีคนที่ครอบครองร่างกายแบบนี้มายืนออกกำลังกายอยู่ตรงหน้า เป็นใครก็ต้องจ้องมองร่างกายของซองจูแน่นอน จองอูไม่อยากเห็นอะไรแบบนั้น ดังนั้นจึงยิ่งระบายสีลงบนร่างกายของซองจู ทิ้งร่องรอยไว้บนร่างกายของอีกคน ให้ไม่สามารถไปออกกำลังกายที่ไหนได้อีก 

ตอนพิเศษ 2-10 ปลายนิ้ว

 

 

 

 

หลังจากวันนั้น จองอูก็คุ้นเคยกับฝ่าย D/F ได้อย่างรวดเร็ว 

 

 

หน้าที่ที่ได้รับคือการประกอบแผงวงจร เป็นงานที่เอาแผ่นดรายฟิล์มซึ่งไวต่อแสงมาปิดทับลงบนแผ่นทองแดงที่ถูกตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยม เนื้องานนั้นดูง่าย แต่เพราะต้องติดแผ่นดรายฟิล์มลงบนแผ่นทองแดงที่ออกมาจากเครื่องรีดอุณภูมิสูง แล้วยังต้องตัดส่วนเกินเล็กๆ น้อยๆ ออก จึงต้องคอยระวังอย่างมากในทุกขั้นตอน 

 

 

จองอูที่ค่อนข้างคุ้นมือกับงานแล้ว เข้าไปทำงานได้เพียงสี่วันก็เริ่มตัดด้วยตัวเองได้แล้ว เมื่อได้ยินว่าตัวเขาทำงานได้ค่อนข้างเร็ว ก็ทำให้มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นมาอีกนิด เพราะเป็นงานที่ทำคนเดียว จึงดูจากปริมาณงานที่ทำเท่านั้น หากไม่ทำเสียหายก็เป็นงานที่ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับใคร 

 

 

ดังนั้นเพียงแค่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานหนึ่งเดือนก็หาเงินมาได้ตั้งสามล้านวอน เงินนั้นไม่ได้รวมกับค่าหอพักในแต่ละเดือน ดังนั้นจึงเป็นครั้งแรกที่จองอูได้จับเงินจำนวนมากขนาดนั้น 

 

 

เขาส่งเงินนั้นไปให้แม่ แม้จะวางสายไปโดยที่ไม่ถามด้วยซ้ำว่าไปหาเงินนั้นมาจากไหน จองอูก็ยังรู้สึกดี แม้ทุกสองสัปดาห์จะต้องสลับกะ ระหว่างกะกลางวันและกะกลางคืน แต่ว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปแค่ปีเดียวก็คงจะเก็บเงินได้เป็นจำนวนมากอยู่ เขาจะเอาเงินนั้นไปซื้อเครื่องดนตรี แล้วก็คิดว่าจะหาห้องสตูดิโอที่พอสำหรับอยู่คนเดียว แต่ทว่าชีวิตมันไม่ได้ง่ายดายแบบนั้น มันไม่ได้เป็นไปตามแผนที่จองอูวาดไว้เลย 

 

 

“ห้าล้าน” 

 

 

“แม่!” 

 

 

ไม่กี่เดือนแม่ก็โทรมาขอเงินที่มากกว่าเดิม จองอูไม่อาจอดกลั้นความโกรธได้อีกต่อไป จึงได้ตะโกนตอบกลับไปเช่นนั้น 

 

 

“พูดมาตามตรงเถอะครับ ต้องการเงินมากมายขนาดนั้นไปทำไมกัน” 

 

 

แม่ไม่ได้ตอบคำถามกลับมา 

 

 

“พ่อไม่ได้ป่วยใช่ไหมครับ ต้องการเงินนั้นไปทำไมกันแน่ครับ!” 

 

 

ถึงจะเป็นครั้งแรกที่ลูกชายแสดงความโกรธออกมาเช่นนี้ แต่ก็ยังไม่คิดจะปริปากบอกออกมาเลยแม้แต่นิด 

 

 

จองอูสิ้นหวังเหลือเกิน พ่อแม่ที่ไม่ได้ใส่ใจจะเลี้ยงดูอย่างคนอื่นเขา พอโตเป็นผู้ใหญ่ก็มาร้องขอเงินทอง ถึงจะไม่ได้มีชีวิตอย่างคนอื่น แต่ก็หวังว่าจะพอมีจิตสำนึกบ้าง แต่ทั้งหมดก็เป็นเพียงความหวังเลื่อนลอย เขาได้แต่ถอนหายใจออกมา ก่อนจะเอ่ยถามแม่อีกครั้ง 

 

 

“พ่อติดพนันอีกแล้วใช่ไหมครับ” 

 

 

“…ไม่มีก็ช่าง” 

 

 

แม่พูดทิ้งไว้แค่นั้น ก่อนจะวางสายไป จองอูยอมรับบาปนั้น แต่ว่าถึงโทรกลับไปอีกครั้ง มันก็ไม่ได้ช่วยแก้ไขอะไร เขารู้ดียิ่งกว่าใคร สุดท้ายแล้วก็ได้แต่ออกไปทำงานกะดึกทั้งที่ยังไม่ได้นอนสักงีบ 

 

 

จองอูกลับมายุ่งอีกครั้ง วันหนึ่งที่วัตถุดิบในการทำงานหมด ทำให้ตลอดสิบสองชั่วโมงเขาไม่ได้นั่งพักเลย ต้องคอยทำความสะอาดเครื่องจักรอยู่อย่างนั้น ในวันหนึ่งที่ยุ่งแทบตายเพราะต้องตัดงานจนแขนแทบหลุด แต่โดยรวมก็ยุ่งกันหมด 

 

 

หากเป็นแผนกอื่น เมื่อไม่มีวัตถุดิบในการทำงาน ก็จะได้กลับบ้านไปพัก แต่แผนกของจองอูนั้น ต้องการคนคอยดูแลเครื่องจักร ดังนั้นไม่ว่าจะมีงานอะไรก็ต้องคอยนั่งเฝ้า เพราะแบบนั้นจึงทำให้ได้เงินเยอะ 

 

 

แต่เพราะว่าไม่มีวันพักเลยสักวัน ทำงานสิบสองชั่วโมงตลอดวัน ไม่ว่าใครก็พลาดกันได้ทั้งนั้น แล้วเขาก็เข้ามาทำงานที่โรงงานนี้ได้หกเดือนกว่าแล้วโดยไม่ทันได้รู้ตัว ตอนนี้จองอูกำลังลำบากเพราะอาการพักผ่อนไม่เพียงพอเป็นเวลานาน 

 

 

“จองอู แม่แบบมาแล้ว!” 

 

 

หลังจากไปกินข้าวกลางวันกลับมา หัวหน้าก็เรียกหาจองอูทันที 

 

 

หากแม่แบบมาแล้วก็ต้องหยุดงานที่ทำอยู่ แล้วก็ต้องไปจัดการกับตรงนั้นก่อน จองอูปิดเครื่องจักรที่เปิดไว้ แล้วเตรียมพร้อมกับการเตรียมทำแม่แบบ 

 

 

“นี่ ทำเป็นเรื่องใหญ่อะไรนักหนา ใช้เครื่องรีดมือ รีบๆ รีดซะก็เสร็จแล้ว แค่ยี่สิบอันเอง” 

 

 

“หัวหน้าครับ ใช้เครื่องเบอร์หนึ่งรีดมือ มันจะไม่อันตรายเหรอครับ ปกติจะต้องใช้เครื่องเบอร์สองทำ…” 

 

 

“ไอ้นี่ ตอนนี้เครื่องเบอร์สองมันใช้กับฟิล์มอื่นอยู่ แล้วเมื่อไหร่จะได้ทำล่ะ รีบๆ ใช้เครื่องรีดมือรีดซะก็จบ เดี๋ยวฉันตัดเอง” 

 

 

เมื่อหัวหน้ากล่าวเช่นนั้น จองอูจึงหยิบมีดคัตเตอร์ที่เคยใช้ขึ้นมา จองอูจัดเตรียมเครื่องรีดมือตามคำพูดของอีกคน 

 

 

จองอูที่ใช้เครื่องเบอร์เบอร์เป็นส่วนใหญ่ ตรงส่วนระหว่างสายพานกับแกนที่ใช้ในการรีดแผ่นดรายฟิล์มทับแผ่นทองแดงนั้นมีผนังเล็กๆ กั้นเอาไว้อยู่ เพราะต้องใส่แผ่นทองแดงเข้าไปตรงช่องนั้น การรีดด้วยมือจึงต้องระวังอย่างมาก หากไม่เช่นนั้นแล้ว อาจจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ 

 

 

ดังนั้นงานทำแม่แบบที่ใช้ระบบทำมือนั้นจะใช้เครื่องเบอร์สองที่อยู่ข้างกัน แต่ว่าในวันนี้เครื่องเบอร์สองใช้กับฟิล์มคนละชนิดกับฟิล์มปกติ ตามคำสั่งของหัวหน้าแล้วจึงต้องรีดแม่แบบที่เครื่องเบอร์หนึ่งแทน จองอูถือแผ่นทองแดงออกมาด้วยความระมัดระวังก่อนจะใส่ลงไปตรงด้านหน้า 

 

 

“หัวหน้าครับ ใส่เข้าไปแล้วนะครับ” 

 

 

“รู้แล้ว ค่อยๆ ใส่มาช้าๆ ละ” 

 

 

“ครับ” 

 

 

ก้มตัวลงต่ำ แล้วเริ่มใส่แผ่นทองแดงทีละแผ่นเข้าไปในเครื่องจักรที่มีไอความร้อนกระจายออกมา 

 

 

การสัมผัสด้วยมือเปล่าหรือถูกลมหายใจตกกระทบ แผ่นทองแดงก็จะเสียในทันที ถึงจะสวมถุงมือผ้าฝ้าย แต่ก็ยังเสียได้อยู่ดี ดังนั้นเวลาจับมัน จึงมีถุงมือเฉพาะให้ใช้อยู่ ปัญหาคือถุงมือนี้มันไม่พอดีกับขนาดมือ 

 

 

ในวันนั้น ถุงมือที่จองอูใส่มันใหญ่เกินไป อีกทั้งก่อนหน้านี้ที่อดหลับอดนอนมา พอมาเจอความร้อนที่พุ่งออกมาจากแกนรีด ตาของจองอูก็คอยแต่จะปิดลงอยู่เรื่อยๆ 

 

 

“จองอู ช้ากว่านี้หน่อย ปรับให้ความเร็วอยู่ที่หนึ่งจุดห้านะ ช่วงระยะห่างมันสั้นไปหน่อย” 

 

 

“…ครับ” 

 

 

พอคืนสติจากอาการสะลึมสะลือมาได้ จองอูก็ตอบรับหัวหน้าออกไปอย่างยากเย็น ต้องระวังเอาไว้ เพราะเครื่องเบอร์หนึ่งอาจจะทำให้เกิดอุบัติขึ้นที่ไหนเมื่อไหร่ก็ไม่อาจรู้ได้ 

 

 

ทีละแผ่น ทีละแผ่น ทุกครั้งที่ใส่แผ่นทองแดงลงไป ความร้อนก็จะพุ่งออกมาอย่างรุนแรง อุณหภูมิแกนรีดสูงสุดที่ประมาณแปดสิบองศา จะว่าร้อนก็ร้อน แต่มันมีแรงที่ทนต่อแรงดึงพอสมควร จึงนับได้ว่าเป็นอาวุธในการก่ออาชญากรรมได้เลย ตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน คำพูดที่ได้ยินอยู่ซ้ำๆ คือคำว่าระวัง คำพูดที่ได้ยินบ่อยจนรู้สึกเบื่อหน่าย แต่กลับไม่สามารถเอาชนะความง่วงที่เกิดขึ้นเรื่อยๆ ได้ 

 

 

“หัวหน้าครับ ใส่แผ่นสุดท้ายเข้าไปแล้วนะครับ” 

 

 

จองอูเอ่ยบอกหัวหน้าว่าใส่แผ่นทองแดงอันสุดท้ายเข้าไปแล้ว พร้อมกับแขนที่ถูกดูดเข้าไประหว่างนั้นด้วย 

 

 

เพียงใส่ชิ้นนี้เข้าไปมันก็จะเสร็จแล้ว เพราะแบบนั้นจึงได้วางใจหรืออย่างไร จองอูตกใจ พร้อมกับรู้สึกว่าสตินั้นกลับคืนมา ในตอนนั้นทั้งร่างเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส พร้อมกับริมฝีปากที่เปล่งเสียงร้องตะโกนคล้ายกับสัตว์ดังออกมา 

 

 

“อ๊าก! อ๊ากกกกกกกกก!” 

 

 

มันไม่ใช่เสียงของคนเลย ร่างกายบิดเกร็งไปทั้งตัว ดวงตาของจองอูที่แหกปากส่งเสียงร้องออกมานั้น พลิกกลับเป็นสีขาวโพลน ในช่วงเวลาแสนสั้นนั้น นิ้วมือของจองอูกำลังถูกดูดเข้าไปในแกนรีดอย่างรวดเร็ว 

 

 

“นี่! หยุดเครื่อง! เร็วเข้า!” 

 

 

พอได้ยินเสียงนั้น หัวหน้าที่รับรู้ถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นก็กดปุ่มฉุกเฉินหยุดการทำงานของเครื่องในทันที เขารีบเปิดเครื่องออกแล้วเอามือของจองอูออกจากแกนรีด แต่ทว่ากลิ่นเนื้อไหม้ผสมกับกลิ่นคาวเลือดลอยคลุ้งออกมาแล้ว 

 

 

จองอูถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว ดงฮยอนที่ได้รับการติดต่อก็รีบเร่งเดินทางมาที่อินชอนในทันที แล้วก็ต้องช็อกจนแทบหมดสติ เมื่อระหว่างที่มาจองอูนั้นถูกทิ้งไว้ในมุมหนึ่งของห้องฉุกเฉินอย่างคนไร้ญาติ 

 

 

การผ่าตัดเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่ทว่านิ้วมือที่ผิดรูปไปนั้นก็ไม่อาจกลับคืนสู่สภาพเดิมได้อีกแล้ว ส่วนปลายนิ้วที่เสียหายทำให้เล็บมือนั้นหายไป แม้จะรักษากระดูกนิ้วที่ถูกบดเอาไว้ได้ แต่ก็ไม่อาจกลับคืนเป็นรูปร่างดังเดิมได้ การที่สามารถงอนิ้วได้แม้จะลำบากอยู่บ้าง และยังคงพอออกแรงได้อยู่นิดหน่อย เท่านี้เขาก็พอใจแล้ว 

 

 

ตลอดเวลาที่พักรักษาตัวอยู่นั้น ไม่มีใครที่โรงงานมาเยี่ยมเขาเลยสักคนเดียว นายหน้าที่เคยหลอกจองอูก็ปิดกิจการหนีไปในทันที นอกจากเรื่องค่าตอบแทนจากการทำงาน ก็ไม่ได้ติดต่ออะไรมาอีก ถึงจะเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากการทำงาน หากพอส่งเรื่องไปที่สำนักงานใหญ่แล้ว พบว่าไม่สามารถขอรับค่าประกันชดเชยได้ 

 

 

แม้ดงฮยอนจะให้ยืมใช้อำนาจของครอบครัวไปต่อรอง แสดงท่าทีโมโหว่าเขาจะต้องได้รับค่าชดเชย แต่ทว่าจองอูกลับไม่ต้องการเช่นนั้น เขาอยากรีบลืมเรื่องราวทุกอย่างไปเสีย เพียงแค่นิ้วนิ้วเดียว แต่สิ่งที่สูญเสียไปมันกลับมีมากกว่านั้น 

 

 

ความจริงที่ว่าเขาไม่สามารถเล่นดนตรีได้อย่างใจต้องการอีกต่อไปแล้ว ถึงไม่เป็นแบบนั้น รูปลักษณ์ภายนอกที่เหมือนพวกฆาตรกรโฉดก็ยังเป็นอีกหนึ่งมลทินอยู่ดี ก็แค่ขยับเข้ามาในขั้นของคนพิการอ่อนแอ งานที่จะทำได้ก็แคบลง ไม่ว่าตรงไหนก็ไม่เป็นที่พอใจเลยสักอย่าง 

 

 

แต่ทว่าความจริงที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น คือคนที่ร้องไห้เพื่อจองอูนั้น นอกจากดงฮยอนแล้วก็ไม่มีใครอีกเลย 

 

 

หลังจากที่ร่างกายฟื้นตัวได้สักพัก จองอูก็โทรกลับไปหาแม่ แต่ว่าคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นครอบครัวนั้น หากได้ยินข่าวว่าเขาได้รับบาดเจ็บ คิดว่าแม่อาจจะร้องไห้ให้กับเขา ถึงไม่ร้องไห้ก็น่าจะเจ็บปวดไปด้วยกัน แต่ทว่าทั้งหมดนั่นเป็นเพียงสิ่งที่จองอูเข้าใจผิดไปเองเท่านั้น 

 

 

“เงินล่ะ” 

 

 

แม่กล่าวออกมาเช่นนั้น ไม่มีคำถามว่าเป็นอะไรหรือไม่ ถามหาแค่เงิน ไม่ใช่คำพูดจาเป็นห่วงเป็นใยลูกชายคนนี้ จองอูที่ไม่มีแรงกระทั่งจะตะโกนร้องออกไป ได้แต่พูดกับแม่อย่างแผ่วเบา 

 

 

“ผมจะให้เงินที่ผมมีทั้งหมด แล้วก็อย่าติดต่อผมอีกเป็นครั้งที่สอง ต่อให้ตายก็ไม่ต้องติดต่อมา ให้ทำเหมือนไม่เคยมีตัวตนอยู่ แม่ก็ไม่เคยมีลูก ผมก็เป็นแค่เด็กกำพร้า จบกันแค่นี้นะครับ” 

 

 

จบคำนั้น จองอูก็ไม่ได้รับการติดต่อจากแม่อีกเลย 

 

 

ดงฮยอนจ่ายค่าผ่าตัดจำนวนมหาศาลนั่นให้ แต่ว่ามันยังไม่รวมค่ารักษาเล็กๆ น้อยๆ และค่ายา เพราะต้องจ่ายนู่นนี่นอกเหนือจากนั้น เงินที่จองอูเหลืออยู่นั้นก็เพียงแค่ไม่กี่ล้านวอนเท่านั้น เขารวบรวมเงินนั้นทั้งหมดโอนไปให้ในบัญชีของแม่ 

 

 

ดงฮยอนไปดูหอพักในอินชอนที่เขาเคยพักอยู่ ที่นั่นกลับมีคนอื่นเข้ามาอยู่แทนแล้ว เสื้อผ้าที่เพิ่งใช้ได้ไม่นานกับข้าวของมากมายถูกเอาไปทิ้งนานแล้ว ยังดีที่เขาฝากพวกโน้ตบุ๊กหรือสมุดบัญชีที่เป็นของมีค่าเอาไว้กับดงฮยอน 

 

 

การใช้ชีวิตกว่าครึ่งปีที่อินชอน สิ่งที่หลงเหลืออยู่สำหรับจองอู มีเพียงบาดแผล ร่างกายที่ทรุดโทรม และบาดแผลในใจที่ลึกยิ่งกว่าเดิม และความเจ็บปวดทั้งหมดนั่นก็คงจะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต 

 

 

 

 

 

* * * 

ตอนพิเศษ 2-9 ปลายนิ้ว

 

 

 

 

“สามล้านวอน เท่านั้นก็พอ” 

 

 

“ว่าไงนะครับ สามล้านวอนเลยเหรอครับ เงินจำนวนขนาดนั้นพูดเหมือนมันจะหล่นลงมาจากฟ้าเองได้ยังงั้นแหละครับ” 

 

 

“ถึงยังไง นั่นก็ลดให้แล้ว หรืออยากจะให้ห้าล้านวอน” 

 

 

“แม่ครับ!” 

 

 

ผ่านมานานแล้วที่การพูดคุยด้วยอารมณ์คุกรุ่นดำเนินมา หลังปลดประจำการได้ไม่นาน คนที่บ้านก็โทรมาหา แม้เขาจะหนีออกจากบ้านมา แต่ก็เป็นพ่อแม่ที่ให้กำเนิดเขา จองอูจึงโทรกลับไปถามไถ่ความเป็นอยู่บ้างนานๆ ครั้ง 

 

 

ทุกครั้งไม่เคยมีใครยินดีต้อนรับเขาเลย ตาและยายที่คิดว่าจองอูคือตัวซวยของตระกูล หากได้รับโทรศัพท์จากเขาก็จะวางสายทันทีโดยไม่พูดคุยอะไร พ่อที่ออกไปเล่นการพนันในตลาด จึงไม่เคยอยู่ที่บ้าน เหลือเพียงแม่คนเดียวที่ยังสนใจรับสายจองอูอยู่ แต่ว่าบทสนทนาทั้งหมดก็เพียงร้องขอเรื่องเงินเท่านั้น 

 

 

เพราะตาป่วยบ้าง จะเอาไปใช้หนี้พนันพ่อบ้าง แม่สุขภาพไม่ดี ทำงานในไร่ไม่ได้บ้าง เหตุผลนั้นมีอยู่มากมาย แต่สรุปแล้วก็คือเรื่องเงินนั่นเอง ก่อนที่เขาจะเข้ากรม ถึงเขาจะได้รับความลำบากจากสิ่งที่ถูกกระทำมาตลอด ก็ยังคงส่งเงินไม่กี่แสนวอนไปให้อยู่บ้าง แต่ว่าจู่ๆ ก็มาขอสามล้านวอนเนี่ยนะ จองอูได้แต่พูดไม่ออก 

 

 

“ทำไมจู่ๆ ก็อยากได้เงินมากมายขนาดนั้นล่ะครับ” 

 

 

“ค่ารักษาพ่อแกที่ป่วยอยู่” 

 

 

คำพูดนั้นยิ่งทำเอาจองอูพูดไม่ออกเขาไปใหญ่ 

 

 

“เป็นอะไรเหรอครับ” 

 

 

“ไม่รู้” 

 

 

ไม่รู้ว่าป่วยเป็นอะไร แต่เพราะแม่ต้องจ่ายค่ารักษาก็เลยมาขอเงิน ถึงจะสงสัยอยู่ว่าป่วยจริงหรือไม่ แต่เพราะจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เคยร้องขอเงินมากมายขนาดนั้น หากถึงขนาดมาขอเงินกับลูกชายที่เพิ่งจะออกจากกรมมาได้ไม่นานแบบนี้ก็คงจะขัดสนจริงๆ จองอูกัดริมฝีปากแน่น 

 

 

“ต้องการเมื่อไหร่ครับ” 

 

 

“ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ได้เงินแล้วก็โทรมา” 

 

 

เมื่อแม่พูดคำนั้นจบ ก็วางสายไปทันที ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ไม่ใช่การพูดคุยแบบแม่ลูกเลยสักนิด 

 

 

ด้วยงานบาริสต้าที่เคยทำอยู่คงไม่สามารถหาเงินมากขนาดนั้นมาได้ทันที และถึงอย่างนั้นให้ไปสมัครงานบริษัท เขาก็ยังขาดคุณสมบัติอีกมาก ถึงจะจบมัธยมปลาย แต่นั่นก็มาจากการสอบเทียบวุฒิเท่านั้น ใบประกาศหรือความสามารถอะไรก็ไม่มี ตำแหน่งผู้ช่วยที่มีอยู่มากมายก็ยังเป็นไม่ได้ สิ่งที่มีก็แค่ร่างกายที่แข็งแรงนี้เท่านั้น สิ่งที่จองอูสามารถทำได้คือไปทำงานก่อสร้าง หรือไม่ก็งานในโรงงานเท่านั้น 

 

 

 

 

 

“งานจะเริ่มตั้งแต่เก้าโมงนะครับ แต่ว่าก็ต้องไปสอบถามรายละเอียดตามแต่ละแผนกอีกที บางทีอาจจะต้องมาทำงานเช้ากว่านั้น ส่วนเวลาเลิกงานคือหกโมง แต่แค่วันแรกเท่านั้นที่ให้กลับบ้านได้เลย ส่วนวันต่อมาถ้าไม่มีธุระด่วนอะไร อยู่ทำงานล่วงเวลาต่อก็จะยิ่งดีครับ วันนี้จะพาไปสัมภาษณ์ แล้วผลก็จะออกมาตอนบ่ายเลย หลังจากนั้นก็จะติดต่อเรื่องวันเวลาเริ่มงานที่แน่นอนไปอีกทีนะครับ” 

 

 

“ถ้าตกสัมภาษณ์จะทำยังไงล่ะครับ” 

 

 

“เราจะได้เจอกันอีกเมื่อถึงเวลาครับ ที่นี่ขาดคนอยู่ตลอด เลยมีคนมาสัมภาษณ์อยู่ทุกวัน ใช่คนที่เคยสอบตกมาก่อนหรือเปล่า ผมก็ไม่รู้หรอกครับ” 

 

 

เมื่อขึ้นมาบนรถของนายหน้าหาคนงานที่พูดไม่หยุดจนกลัวว่าเส้นเสียงจะพังเสียก่อน รถก็มุ่งหน้าไปยังสถานซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าเป็นที่ไหน ภายในรถคับแคบ มีจองอูรวมกับคนอื่นๆ อีกสี่คนนั่งมาด้วยกัน ทุกคนเป็นคนที่กำลังไปสัมภาษณ์ที่บริษัทเดียวกัน แต่ทว่าไม่ใช่แค่นายหน้าหาคนเท่านั้น คนอื่นๆ ก็ด้วย จองอูรู้สึกว่าทั้งหมดนั้นต่างกำลังแอบมองเขา พอเขาเห็นรูปร่างที่ดูสะดุดตาของตัวเองผ่านทางกระจกมองหลัง ก็ได้แต่กลั้นขำเอาไว้ 

 

 

ทรงผมเกรียนทั้งหัวเพราะเพิ่งออกจากกรมมาได้ไม่นาน รอยแผลตะปุ่มตะป่ำที่พาดยาวจากหน้าผากมาจนถึงหางตา บุคลิกเย็นชา และใบหน้าไร้อารมณ์ ไม่ว่าใครได้เห็นก็ต้องตกใจราวกับถูกคุกคาม เพราะแบบนี้จึงทำให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ในกรมได้อย่างสบายใจ แต่ว่าก็ไม่ได้ยินดีกับสายตาของผู้คนที่มองมาเหมือนเขาเป็นพวกนักเลงอันธพาลแบบนั้นนัก ทว่าเพราะรูปลักษณ์แบบนี้จึงทำให้ไม่มีใครกล้ารังแกเขา ดังนั้นจองอูจึงได้ไม่พูดอะไรที่ไร้ประโยชน์ออกไป 

 

 

บ้านเกิดในชนบทและค่ายทหาร แล้วก็โซลที่เป็นบ้านของดงฮยอน สำหรับจองอูที่ไม่เคยได้ออกไปไหนไกลจากที่เหล่านั้น อินชอนจึงเป็นสถานที่ที่น่าตื่นเต้นอย่างมาก เมื่อตัดสถานที่ที่ต้องใช้ร่างกายทำงานจนกระดูกลั่นไปทั้งตัวอย่างไซต์ก่อสร้างออกแล้ว ก็มีเพียงไม่กี่เมืองที่เขาสามารถไปทำงานได้ งานส่งของก็ไม่ต่างจากงานก่อสร้าง สุดท้ายจึงเหลือแค่งานโรงงานเท่านั้น ถึงอย่างนั้นที่ที่มีงานให้ทำเยอะก็คืออินชอนหรืออันซัน ไม่ก็ต่างจังหวัด 

 

 

เพราะคิดจะพักอยู่ใกล้ๆ ดงฮยอน การไปต่างจังหวัดจึงเป็นไปไม่ได้ สุดท้ายแล้วในบรรดาทางเลือกที่มีไม่มากนักนั้น จองอูก็เลือกที่อินชอน 

 

 

ถึงดงฮยอนจะห้ามเขาครั้งแล้วครั้งเล่า และบอกว่าจะให้เขายืมเงิน เขาจะได้ไม่ต้องไปทำอะไรเสี่ยงๆ แบบนั้น แต่ว่าพอออกจากกรมมาแล้ว เขาก็ไม่คิดอยากจะติดหนี้บุญคุณเพิ่มไปอีก เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของเขาด้วยซ้ำ การจะยืมเงินในจำนวนที่ครอบครัวร้องขอนั้นจากดงฮยอน มันยิ่งเป็นการกระทำที่ไร้สำนึกอย่างมาก สุดท้ายหลังจากสัญญาไปว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นมาก็จะเลิกทำทันที จองอูจึงสามารถขึ้นรถไฟมาที่อินชอนได้ 

 

 

หลังจากเข้าไปในเว็บไซต์หางาน เขาก็เลือกที่ที่มีหอพักให้แล้วลองโทรไป หลังจากนั้นก็มีการติดต่อกลับมาให้ไปลองสัมภาษณ์จากหลายๆ ที่ ในบรรดาทั้งหมดนั้น เขาลองไปที่ที่ติดต่อกลับมาเป็นที่แรก แล้วก็พบคนที่มีสถานภาพเดียวกันกับเขากำลังรออยู่เช่นกัน 

 

 

เมื่อกรอกใบสมัคร ใช้รูปที่สแกนจากบัตรประชาชนแปะลงไปแทนรูปถ่ายเพื่อยืนยันตัวตน ก็ถูกพาไปยังสถานที่สัมภาษณ์ ผ่านเส้นทางที่ก็ไม่รู้ว่าเป็นที่ไหน จนมาถึงที่โรงงานแห่งหนึ่ง มีคนมากมายเกินร้อยคนมารวมตัวกันอยู่ 

 

 

“เอาล่ะ เราต้องรู้ก่อนว่าตัวเองจะได้ทำงานที่ไหน ฉะนั้นผมจะพาไปดูงานคร่าวๆ ก่อนนะครับ เชิญตามมาเลยครับ” 

 

 

นายหน้าหาคนงานที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ดี เริ่มพาคนมากมายเดินดูรอบๆ ตัวอาคาร ในขณะที่มองผ่านหน้าต่างเข้าไป ดูคนที่กำลังขะมักเขม้นทำงานต่างๆ ที่เขาก็ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร จองอูก็ยังไม่รู้สึกว่ามันคือเรื่องจริง เขาเพียงต้องการมาหาเงินเท่านั้น เพื่อสิ่งนั้นเขาถึงต้องมาไกลขนาดนี้ หลังจากจองอูส่งเงินสามล้านวอนที่แม่ขอไปให้ได้แล้ว เขากำลังคิดว่าจะเก็บเงินเพื่อซื้อเครื่องดนตรี 

 

 

“…งั้นเชิญไปที่โรงอาหารชั้นห้าเลยนะครับ เราจะไปสัมภาษณ์กันที่นั่น” 

 

 

นายหน้าที่ลากพาไปนู่นมานี่อยู่พักหนึ่ง ในที่สุดก็ปิดปากลงได้ เมื่อออกจากบริเวณทางเดินที่เต็มไปด้วยเสียงเครื่องจักรกำลังทำงานมาแล้ว ตลอดเวลาที่เดินขึ้นบันได จองอูก็ได้แต่สงสัยว่าจะสามารถทำงานที่นี่ได้จริงหรือ 

 

 

“คุณคิมจองอู มาทำงานโรงงานครั้งแรกสินะ ก่อนหน้านี้ทำงานอะไรเหรอครับ” 

 

 

“ผมเพิ่งออกจากกรมครับ” 

 

 

“แล้วก่อนหน้านั้นอีกล่ะครับ” 

 

 

“ทำงานบาริสต้าครับ” 

 

 

“…สอบเทียบวุฒิมอปลายมาสินะครับ” 

 

 

“ครับ ที่บ้านไม่มีเงินน่ะครับ” 

 

 

จองอูพูดโกหกไป ถึงอย่างไรหากไม่หนีออกมาก็คงไม่ส่งเรียนต่อมัธยมอยู่ดี จะว่าเป็นคำโกหกก็ไม่ใช่เสียทีเดียว คนสัมภาษณ์เหลือบมองมาที่จองอู ก่อนจะเอ่ยถามออกมาคำหนึ่ง 

 

 

“ตรงนั้น” 

 

 

“ครับ?” 

 

 

“ตรงนั้นทำไมถึงได้เป็นแบบนั้นล่ะครับ” 

 

 

มือของอีกคนชี้มาที่หน้าผากของเขา ในตอนนั้นจองอูจึงได้จับไปที่รอยแผลเป็นตรงหน้าผากที่ชวนให้ตื่นตกใจนั่น 

 

 

“อ๋อ นี่เป็นแผลที่เกิดเพราะตอนเด็กถูกของหนักตกใส่ตัวน่ะครับ” 

 

 

ถึงจะพูดแบบนั้นออกไปก็ตาม แต่คนสัมภาษณ์ก็ยังคงจ้องเขม็งมาที่จองอู ความตื่นเต้นที่ล้นทะลัก ทำให้ฝ่ามือนั้นเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อที่ไหลซึมออกมา ในตอนนั้นเองที่อีกคนเอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง 

 

 

“ลำบากแย่เลยนะครับ สัมภาษณ์เสร็จแล้วครับ ทำได้ดีมากครับ” 

 

 

จองอูลุกขึ้นจากที่นั่งเมื่อคำพูดถูกกล่าวออกมา และในระหว่างที่กลับไปยังบ้านของดงฮยอน จองอูก็ได้รับข้อความว่าผ่านการสัมภาษณ์แล้ว 

 

 

“งานของพวกเราเหนื่อยกว่าที่คิดนะ ทนได้ใช่ไหม เหมือนจะไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อนเลยนะ” 

 

 

“ไม่เคยครับ แต่ผมทำได้ครับ” 

 

 

“ก่อนหน้านี้ทำงานอะไรมาล่ะ” 

 

 

“เป็น…บาริสต้าครับ” 

 

 

“ทำพวกกาแฟน่ะเหรอ” 

 

 

“ครับ” 

 

 

ผ่านการสัมภาษณ์มาได้แล้วครั้งหนึ่ง ก็ต้องมาเจอสัมภาษณ์อีกครั้ง จองอูนั่งอยู่ในสถานที่ซึ่งส่องสว่างไปด้วยแสงไฟสีเหลือง ขณะกำลังถูกสัมภาษณ์อีกเป็นครั้งที่สอง 

 

 

หลังจากได้รับข้อความว่าผ่านเข้าทำงานได้ไม่กี่วัน จองอูก็สามารถเข้ามาทำงานได้แล้ว เขาได้มาทำงานตามที่นายหน้าเป็นคนจัดส่งให้ เช่นเดียวกับวันสัมภาษณ์ ผู้คนนับสิบคนมารวมตัวกันในห้องรับรองและเซ็นสัญญาจ้างงาน แล้วมายืนต่อแถวตรงประตูทางเข้าออก เพื่อบันทึกลายนิ้วมือในการยืนยันเวลาเข้างานและเลิกงาน เมื่อมาถึงห้องแต่งตัว ทุกคนก็จะได้รู้ว่าตัวเองได้ถูกจัดไปอยู่ในแผนกไหน หลังจากจองอูได้รับชุดที่ปกปิดมิดชิดราวกับชุดนักบินอวกาศกับรองเท้าที่เหมือนทำด้วยไม้มาแล้ว เขาก็เดินตามหลังเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งมาที่ฝ่ายที่เรียกว่า D/F 

 

 

“รู้หรือเปล่าว่าแผนกเราทำงานเกี่ยวกับอะไร” 

 

 

ชายผู้มีดวงตาเป็นประกายเอ่ยถามขึ้น ชายคนนั้นคือคนที่เป็นหัวหน้าของแผนกนี้ การพูดคุยด้วยภาษาไม่เป็นทางการแบบนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ ถึงจะไม่ค่อยพอใจนัก แต่พอออกจากรมมาแล้วก็พอรู้ว่าบางที่ก็ยังใช้วินัยทหารแบบนี้อยู่ จองอูจึงมองสบไปที่ดวงตาคู่นั้น ก่อนจะเอ่ยตอบ 

 

 

“ไม่ทราบครับ” 

 

 

“บริษัทของเราคือบริษัท fpcb เป็นบริษัทที่ทำแผงวงจร ส่วนใหญ่ก็ผลิตชิ้นส่วนที่ใส่ในพวกโทรศัพท์มือถือนั่นละ แผนก D/F มีหน้าที่ขึ้นรูปแผงวงจร ถ้าเกิดความผิดพลาดในส่วนงานของเรา สินค้าก็จะเสียหายเยอะแยะ ดังนั้นต้องระวังให้มาก แล้วก็มีเรื่องที่ต้องคอยระวังเยอะด้วย อาจจะเกินความสามารถของมือใหม่ก็ได้” 

 

 

“ไม่เป็นไรครับ ไม่ว่าที่ไหน ก็ไม่มีงานที่ทำได้ง่ายๆ อยู่แล้วครับ” 

 

 

จองอูตอบกลับไปเช่นนั้น อย่างไรเขาก็มาเพื่อหาเงิน ถึงจะเหนื่อยแต่ถ้าได้เงินเยอะ มันก็เพียงพออย่างที่สุดแล้ว หัวหน้าที่มองท่าทางเช่นนั้นของจองอูแล้ว จึงค่อยๆ พยักหน้า 

 

 

“อายุยี่สิบสองใช่ไหม เข้ากรมเรียบร้อยแล้ว?” 

 

 

“เพิ่งปลดประจำการได้สองอาทิตย์ครับ” 

 

 

“งั้นก็ปรับตัวได้ไม่ยาก กฎของแผนกเรามีสองข้อ นายไปกับฉัน เข้าไปข้างในแล้วจะบอกรายละเอียดให้ฟัง” 

 

 

พอหัวหน้าพูดเช่นนั้นแล้วก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง 

 

 

“ล็อกเกอร์ใช้ตู้นี้ ชุดนั้นคือชุดป้องกัน ต้องเอามาเติมใส่ไว้ในนี้ ไม่ใช่ในตู้ล็อกเกอร์ สวมชุดนั้นแล้วห้ามนั่งบนพื้นเด็ดขาด แล้วก็ห้ามออกไปข้างนอกด้วย ชุดป้องกันต้องใส่ไว้ในที่เก็บ หรือไม่ก็ใส่แค่ตอนอยู่ในกรีนรูมเท่านั้น” 

 

 

“กรีนรูมคืออะไรเหรอครับ” 

 

 

คำถามของจองอูทำให้หัวหน้าชะงักไปครู่หนึ่ง 

 

 

“ที่ทำงานของเราเรียกว่ากรีนรูม” 

 

 

หัวหน้าชี้มือผ่านประตูกลาง ถัดไปทางด้านในที่มีแสงไฟสีเหลืองส่องสว่างอยู่แล้วเอ่ยต่อ โดยไม่ทันรู้ตัวอีกคนก็เปลี่ยนมาสวมชุดป้องกันที่เหมือนชุดนักบินอวกาศนั่นเช่นเดียวกัน จองอูทำตามอีกคนและหยิบจับนู่นนี่ด้วยท่าทางที่ยังไม่คุ้นเคยกับชุดที่ใส่อยู่นัก 

 

 

แล้วก็จบวันแรกในโรงงานไปเช่นนั้น 

ตอนพิเศษ 2-8 ปลายนิ้ว

 

 

 

 

“ทำไมเอาแต่ทำหน้าแบบนั้นทั้งวันเลยล่ะ” 

 

 

เมื่อเข้ามาในบ้านและจัดการอาบน้ำเรียบร้อย ก็ตรงมานอนแหมะอยู่บนเตียง จองอูก็เอ่ยถามขึ้นทันที ตลอดทั้งวันเอาแต่ประชุมและซ้อมเพลง พอได้เห็นสีหน้าอ่อนล้าและมองมาที่ตนเองเต็มไปด้วยความห่วงกังวล ดังนั้นซองจูจึงส่ายหน้ากลับไป 

 

 

“ไม่รู้สิ สีหน้าฉันเป็นยังไงเหรอ” 

 

 

“เหมือนจะร้องไห้ออกมาเดี๋ยวนี้เลย” 

 

 

ซองจูยิ้มบางๆ ให้กับคำพูดนั้น 

 

 

“ไม่ได้ทำหน้าแบบนั้นสักหน่อย” 

 

 

จองอูไม่ได้ตอบอะไรกลับ เพียงจ้องมองซองจูอยู่อย่างนั้น 

 

 

“ถึงอย่างงั้นก็เถอะ นายโอเคแน่นะ” 

 

 

“อะไรเล่า” 

 

 

“ถ้ายังเป็นแบบวันนี้ ก็จะเจ็บไปทุกวันเลยนะ” 

 

 

ซองจูกล่าวเช่นนั้นออกมา ก่อนจะมองไปที่ใบหน้าของจองอู 

 

 

หากเป็นวันที่ฝนตก จองอูมักจะไม่สบายตัวอยู่ตลอด 

 

 

ถึงจะไม่ได้แสดงออกมาชัดๆ ว่าเจ็บ แต่แค่มองหน้าก็รู้ได้แล้ว เริ่มจากช่วงเอวไปจนถึงแขนทั้งสองข้าง ไหล่ ข้อมือ และนิ้วมือ ไม่มีตรงไหนเลยที่เจ้าตัวไม่เจ็บ 

 

 

“เป็นแบบนั้นตอนไหนกัน” 

 

 

“มันยังไม่หายดีสักหน่อย รอยแผลพวกนั้นน่ะ อย่ามาทำเป็นปฏิเสธหน่อยเลย” 

 

 

พูดโพล่งออกมาเสียงแผ่ว แล้วซองจูก็เบะปากอย่างขัดใจ 

 

 

ตัวติดกันอยู่ตลอดขนาดนี้ คิดว่าจะไม่รู้เลยหรือไง แล้วสัมผัสอุ่นก็แตะลงมาบนแผ่นหลังของเจ้าตัวที่เอาแต่บ่นงึมงำด้วยความไม่พอใจออกมา เป็นจองอูที่กอดตัวซองจูเอาไว้ 

 

 

“อะไร” 

 

 

“อยู่แบบนี้สักพักนะ” 

 

 

จองอูกล่าวออกมาเช่นนั้นพร้อมกับซุกหน้าลงไปตรงต้นคอของซองจู กลิ่นแชมพูและกลิ่นของจองอูที่ฟุ้งออกมาพร้อมกันนั้น กระตุ้นประสาทรับกลิ่นของซองจู 

 

 

“ขอโทษ ช่วงนี้มัวแต่เตรียมการแสดงเลยไม่ค่อยได้ใส่ใจนายเลย” 

 

 

“ช่างเถอะ ก็มันเป็นงานนี่นา” 

 

 

“เพราะมีคนอื่นอยู่ด้วย ก็เลยจะถูกสังเกตได้” 

 

 

“รู้แล้ว เข้าใจแล้วพอเถอะ” 

 

 

ซองจูวางมือทาบลงบนแขนของจองอูที่โอบรอบเอวเขาเอาไว้โดยไม่ทันรู้ตัว พร้อมกับตอบกลับไป 

 

 

เขาเข้าใจดีที่อีกคนบอกว่าอย่าไปที่ห้องทำงานนั้นเลย แต่เพราะยังรู้สึกว่าไม่อาจสงบใจได้ จึงปรารถนาที่จะอยู่ใกล้ชิดกับจองอูตลอดเวลา ถึงจะรู้ดีว่าอีกคนไม่คิดจะหนีไปจากเขา แต่ก็ไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าทำไมถึงรู้สึกสบายใจได้ก็ต่อเมื่อได้อยู่ใกล้กับอีกคน แม้กระทั่งตอนเด็กๆ เขาก็ไม่เคยยึดติดกับพ่อแม่ ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะเหตุผลอะไรที่ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งทำตัวเด็กลง หากคิดว่ามันอาจจะเป็นเพราะคิมจองอู ในหัวกลับหยุดต่อต้านไปเอง 

 

 

และหนึ่งในเหตุผลที่ไปที่นั่นก็คือ หากไปที่นั่นก็จะได้พูดคุยกับซองฮี แม้จะเป็นการโต้เถียงกันก็ตาม 

 

 

พอซองฮีมาถึง ก็จะถามว่ามาสร้างเรื่องอะไรอีกล่ะพร้อมกับทำหน้านิ่วคิ้วขมวด แต่ว่าไม่ว่าจะเมื่อก่อนหรือตอนนี้ ซองจูก็รู้สึกสนุกมากที่ได้เถียงกับน้องชาย ทุกครั้งที่อีกคนเยาะเย้ยหรือทับถมเขา เขาก็จะยิ่งโกรธ แล้วก็เพลิดเพลินกับการตอบโต้กลับมา ซองฮีในช่วงที่เด็กกว่านี้อีกสักหน่อย ไม่สนใจซองจูเลยสักนิด สิ่งที่น่ากลัวกว่าการตอบกลับอย่างรุนแรงคือการไม่สนใจกัน ซองจูคิดว่าการที่ซองฮีโมโหใส่ตัวเองนั้นคือส่วนหนึ่งของการแสดงความสนใจ หากเป็นเช่นนั้น กระทั่งเจ้าตัวแสดงอารมณ์ฉุนเฉียวเหมือนสายฟ้าฟาด หรือทำท่าทางหงุดหงิด ก็ยังทำใจกว้างมองข้ามไปได้ ความจริงแล้วก็แค่พี่น้องที่ผิดแปลกไปบ้าง 

 

 

“เรื่องอื่นก็ไม่เป็นไร แต่ก็เบื่อๆ บ้าง ที่แทบไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกนายเอาแต่คุยกันได้เลยน่ะ” 

 

 

“มันก็เรื่องงานนั่นแหละ ส่วนใหญ่ก็เป็นเพลงที่นายไม่เคยฟังด้วย” 

 

 

“ฉันรู้จักเพลงที่นายทำนะ” 

 

 

“แต่ไม่เคยฟังอัลบั้มของพวกพี่เขานี่” 

 

 

“เออ จริงๆ มันก็น่าอายนิดหน่อยนั่นแหละ ไอ้เพลงที่น้องชายเป็นคนร้องนั่นน่ะ” 

 

 

ซองจูรู้สึกขนลุกขึ้นมาทันที 

 

 

อันที่จริง เขาเคยดูการแสดงของวงคราฟท์แค่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น แล้วนั่นก็ไม่ใช่ว่าตั้งใจจะดู บังเอิญเปลี่ยนช่องมาเจอเฉยๆ พอได้เห็นใบหน้าของน้องชายที่ปรากฏอยู่ในรายการเพลง มันเหมือนเขาจะตัวชะงักค้างไปเลย 

 

 

ฮันซองฮีที่ร้องเพลงอยู่นั้น ไม่ใช่น้องชายของเขาเลย ไม่ใช่ซองฮีคนนั้น คนที่ตั้งแต่เดินเข้าประตูมา ก็ทักทายพ่อแม่และตัวเขาด้วยใบหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะเข้าห้องไปแล้วไม่ก้าวออกมาอีกเลยแม้แต่ก้าวเดียว คนในจอที่จับไมค์และยืนอยู่บนเวทีโดยไม่ขัดเขินนั้น ช่างดูมีเสน่ห์ดึงดูดเป็นอย่างมาก น้ำเสียงที่เคยพูดเถียงและเต็มไปด้วยความโกรธ กลับเปลี่ยนเป็นแหบพร่าติดจะขึ้นจะจมูกอยู่หน่อยๆ สายตาที่หันมองมาทางกล้อง ทำให้ยิ่งรู้สึกถูกดึงดูด สำหรับซองจูที่จดจำได้เพียงท่าทางเหมือนนักเรียนตัวอย่างนั่น มันก็ยังกระแทกใจได้อย่างรุนแรง 

 

 

“ไม่รู้ทำไมเจ้านั่นถึงได้ดูเปลี่ยนไปได้ขนาดนั้น” 

 

 

“หืม” 

 

 

เมื่อพึมพำออกมาเสียงแผ่ว เสียงหายใจที่มาพร้อมกับคำถามก็ดังขึ้นข้างหูทันที 

 

 

“เคยบังเอิญได้ดูน่ะ ตอนเจ้านั่นร้องเพลง เขาไม่ใช่ฮันซองฮีที่ฉันเคยรู้จักเลย ไม่สิ ที่จริง เจ้านั่นเป็นคนแบบไหนฉันเองก็ไม่เคยรู้ แต่ยังไงมันก็ดูแปลกๆ หมอนั่นที่ทุกวันเวลาเจอฉันก็จะเอาแต่โมโห แล้วก็เมินกัน ทำไมแค่จับไมค์ก็ดูพลิกกลับเป็นอีกด้านแบบนั้นได้ เพราะงั้นก็เลยไม่ดูอีกเลย เพราะมันแปลกนั่นแหละ” 

 

 

“ฉันเองถ้าไปยืนบนเวที ก็พอจะรู้สึกแบบนั้นบ้างเหมือนกัน พอเป็นพี่เขามันก็เลยยิ่งกว่าไปอีกล่ะสิ” 

 

 

“นายต้องคุ้นกับท่าทางของเจ้านั่นตอนอยู่บนเวทีไม่ใช่หรือไง” 

 

 

“งั้นเหรอ” 

 

 

จองอูตอบห้วนๆ ก่อนจะค่อยๆ ประทับจูบลงไปตรงแถวคอของซองจู ซองจูลูบไล้ไปบนแขนของจองอูที่กอดเอวเจ้าตัวไว้ แล้วจึงสอดกระชับมือเข้าหากัน สัมผัสไปที่มือซ้ายตามนิสัย พออากาศเป็นแบบนี้ ใบหน้าของจองอูก็เลยดูบูดบึ้ง ซองจูที่รู้เรื่องนั้นดี จึงได้ค่อยๆ ประทับจูบไปบนนิ้ว 

 

 

“ไม่ปวดเหรอ” 

 

 

“ก็พอทนได้แหละ” 

 

 

“โกหก” 

 

 

ในตอนนั้นก็ได้ยินเสียงลมหายใจมากระทบที่หู เป็นจองอูที่หัวเราะออกมา 

 

 

“นายจะปวดในวันที่มีอากาศแบบนี้ แม้กระทั่งกีตาร์ยังไม่ยอมแตะเลยนะ” 

 

 

บ่นพึมพำออกมาด้วยเสียงแผ่ว ก่อนจะจูบลงบนนิ้วมือนั้นอีกครั้ง แขนของจองอูก็กระชับกอดที่เอวของซองจูแน่นไปอีก 

 

 

“ปวดแต่ก็ยังขยับได้ แค่นั้นก็พอแล้ว” 

 

 

จองอูที่พูดคำนั้นออกมทันที พร้อมกับงับลงไปที่ต้นคอของซองจู 

 

 

“ฮึก!” 

 

 

“ปวดนิ้วแค่นิ้วเดียว ก็ใช่ว่าจะทำแบบนี้ไม่ได้สักหน่อย” 

 

 

“อึก!” 

 

 

ครั้งนี้กัดลงไปตรงผิวเนื้ออ่อนใกล้ๆ ต้นคอ เสียงร้องที่ดังออกมากับฟันที่กัดลงไปไม่ได้รับความสนใจ และการโจมตีของจองอูยังคงดำเนินต่อไป ซองจูคว้าแขนของจองอูเอาไว้อย่างลืมตัว แล้วเอ่ยอ้อนวอน 

 

 

“อ๊ะ เข้าใจแล้ว พอ หยุดเถอะ!” 

 

 

หอบหายใจ ก่อนจะเอ่ยห้ามอีกคน หากจองอูก็ยังไม่หยุดริมฝีปากนั้น ไม่ได้คิดที่จะทำให้เจ็บ จึงหัวเราะออกมาด้วยเสียงทุ้มต่ำอยู่ข้างหู ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้เกลียดมันขึ้นมาเสียได้ ซองจูที่ดวงตาเริ่มพร่ามัว ออกแรงกระชับนิ้วมือที่เกี่ยวกันไว้แน่นขึ้น 

 

 

“เจ้าเด็กบ้า” 

 

 

“แล้วใครที่บอกว่าชอบเด็กบ้าคนนี้ จนถึงขั้นพามาอยู่ที่บ้านด้วย” 

 

 

“ก็ใช่ ฉันเองไง ฉันนี่แหละ แล้วทำไมต้องทำให้เถียงไม่ได้ด้วย” 

 

 

ซองจูกล่าวออกมาเช่นนั้น ก่อนจะพิงตัวไปบนแผงอกกว้างของจองอู 

 

 

“จองอู” 

 

 

“หืม” 

 

 

“ทำไมนายถึงเริ่มเล่นดนตรีล่ะ” 

 

 

จองอูไม่ได้พูดอะไรตอบกลับมาครู่หนึ่ง ซองจูจึงกระตุกมือที่จับกันไว้เบาๆ พร้อมกับเอ่ยทวงคำตอบ 

 

 

“ตอบเร็ว ก่อนหน้านั้นนายบอกว่าได้ดูการแสดงของใครสักคน แล้วเกิดหลงใหลมันเข้านี่ นอกจากนั้นแล้วมีเหตุผลอื่นอีกไหม” 

 

 

“ฉันจำไม่เห็นได้ว่าเคยพูดแบบนั้น” 

 

 

“พูดสิ นายบอกว่าเห็นใครเต้นแล้วก็หลงใหลมันเลยไง” 

 

 

“ยังจำได้อยู่อีกเหรอ ฉันนี่มัน…” 

 

 

คำพูดของซองจูทำเอาพูดไม่ออก จองอูที่ยังคงซบหน้าอยู่ตรงต้นคอของซองจูหัวเราะออกมาอยู่นานสองนาน ซองจูรู้สึกชอบใจกับแรงสั่นน้อยๆ จากร่างกายที่แนบชิดกันนั้น ถึงจะทำบ่นออกมา แต่ก็รู้สึกยินดีกับการสั่นไหวที่รู้สึกนั่น จองอูที่หัวเราะไม่หยุดอยู่นานสองนานแบบนั้น มันคือความจริงใจที่แสดงออกมา ก่อนเจ้าตัวจะเงยหน้าขึ้น แล้วเอ่ยตอบ 

 

 

“ที่ฉันชอบดนตรีเพราะวิดีโอนั่นคือเรื่องจริงนะ มันดูสว่างไสวมากเลย แล้วก็ดูมีพลังมากด้วย” 

 

 

“นายอยากเป็นแบบนั้นเหรอ” 

 

 

“มากกว่าการที่อยากเป็นแบบนั้น คือฉันอยากจะอยู่ในที่ที่สว่างไสวแบบนั้นดูสักครั้ง เพราะชีวิตของฉันมันมืดอยู่ตลอดเวลาเลยไง” 

 

 

จองอูกล่าวออกมาเช่นนั้น ก่อนจะออกแรงกระชับเรียวนิ้วแน่นขึ้น 

 

 

“งั้น ตอนนี้ล่ะ ตอนนี้ยังมืดอยู่ไหม” 

 

 

“ไม่แล้ว ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว ไม่ได้สว่างขึ้นมาเพราะได้ใช้ชีวิตเป็นนักดนตรีหรอกนะ แต่เพราะมีนาย” 

 

 

คำพูดนั้นทำเอาน้ำตาเกือบไหลออกมาแล้ว ซองจูชะงักลมหายใจไปครู่ ก่อนจะขบคิดคำพูดของจองอูอย่างละเอียด แม้ว่าชีวิตจะไม่ได้สว่างสดใส แต่แค่มีตัวเขาก็พอแล้ว คำนั้นมันสำคัญยิ่งกว่าคำไหนๆ บนโลกนี้เสียอีก 

 

 

“ถ้าที่หลังมากลับคำพูด ฉันไม่อยู่เฉยๆ แน่” 

 

 

“ไม่ทำหรอก” 

 

 

“ยอมให้หลอกกันแค่ครั้งเดียวเท่านั้นนะ” 

 

 

ทั้งสองคนกระซิบกระซาบคุยกันทั้งที่ยังคงนั่งอยู่บนเตียงไม่ได้ขยับไปไหน 

 

 

“มือนี้น่ะ เป็นเพราะตอนเด็กๆ เหมือนกันเหรอ” 

 

 

ซองจูเหลือบมองไปที่มือของจองอูก่อนจะเอ่ยถามออกมา นิ้วก้อยที่กระตุกสั่นมาตั้งแต่เมื่อครู่นั้น มันไม่ใช่ธรรมดาเลย ด้วยความปวดใจที่แล่นขึ้นมาทำให้เรียวคิ้วขยับย่นเข้าหากัน หากจองอูก็ไม่ได้ปฏิเสธสัมผัสของซองจู 

 

 

“เปล่าหรอก มันเกิดหลังออกจากกรมน่ะ” 

 

 

“ไม่ได้เป็นตอนอยู่ในกรมเหรอ” 

 

 

“อือ เกิดหลังจากนั้น” 

 

 

จองอูตอบกลับเรียบๆ ไม่ว่าอย่างไรวันนี้มันก็ต้องเกิดขึ้น ซองจูเริ่มต้นถามในสิ่งที่เคยสงสัยมาตลอด 

 

 

“เรื่องร้ายแรงขนาดไหนกันที่ทำให้นิ้วมือกลายมาเป็นแบบนี้ได้ หรือว่าเกิดอุบัติเหตุรถชนอะไรแบบนั้นเหรอ” 

 

 

“ไม่ใช่แบบนั้น…อยากฟัง?” 

 

 

“อือ” 

 

 

คำตอบของซองจู ทำให้จองอูนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มเปิดปากเล่า 

 

 

 

 

 

* * * 

ตอนพิเศษ 2-7 ปลายนิ้ว

 

 

 

 

เซจุนลากอีกสองคนออกจากประตูห้องทำงานไป เสียงปิดประตูใหญ่ดังขึ้น พร้อมกับเสียงล็อกประตูอัตโนมัติดังขึ้นตามมา ซองจูก็ผ่อนคลายลงทันที 

 

 

“อ้า สติฉัน…” 

 

 

เสียงบ่นแผ่วเบาที่ดังขึ้นพร้อมกับศีรษะที่โน้มพิงลงมาพาดบนไหล่ของจองอู จองอูขยับจัดท่าทางให้ซองจูรู้สึกสบาย ก่อนจะเอ่ยถามออกมา 

 

 

“ขึ้นไปข้างบนไหม” 

 

 

ซองจูส่ายหน้าเล็กน้อยให้กับคำพูดนั้น 

 

 

“ไม่เอา เพราะเจ้าพวกนั้น นายก็เลยยังทำงานที่ต้องทำไม่เสร็จไม่ใช่เหรอ” 

 

 

“ทำพรุ่งนี้ก็ได้” 

 

 

“พรุ่งนี้เจ้าพวกนั้นก็ต้องเข้ามาจัดเตรียมเรื่องการแสดงนั่นอีก แบบนั้นจะไม่ยิ่งวุ่นวายเข้าไปใหญ่หรือไง ช่างเถอะ” 

 

 

ซองจูกล่าวออกมาเช่นนั้น ก่อนจะเบะปากออกมา 

 

 

เขารู้ว่านี่คืองานของจองอู เทียบกับเขาแล้วที่พอจบผลงานเรื่องหนึ่งก็จะได้หยุดพัก เขารู้ดีอยู่แล้วว่างานของจองอูนั้นคาดเดาอะไรไม่ได้ เพราะแบบนั้นถึงทำได้แค่คอยตัวติดกับอีกฝ่ายแบบนี้ แล้วก็ใช้เวลาร่วมกันไป ถึงบางครั้งมันจะเกินไปบ้างก็เถอะ 

 

 

ถึงเขาจะบอกตัวเองว่าต้องเข้าใจว่ามันเป็นงานของอีกคน แต่ด้วยความที่ซองจูไม่เคยเข้าใจเกี่ยวกับงานสายดนตรีเลย ทำให้บางครั้งก็เกิดรู้สึกว่าเราดูเข้ากันไม่ได้ ดังนั้นจึงได้ลองเรียนดนตรีที่เป็นสิ่งที่ไม่ถนัดเลย แล้วก็ลองฟังเพลงของจองอูด้วย การได้มองอีกคนกำลังเอ่ยอะไรบางอย่างอยู่ในที่ไกลๆ แบบนั้น บางครั้งก็ทำให้นึกถึงน้องชายตัวเองขึ้นมา 

 

 

เวลาที่จองอูอยู่ใกล้ชิดกับดนตรี มันเหมือนได้เห็นเงาของน้องชายตัวเองได้อย่างชัดเจน ในโลกคับแคบของจองอู สิ่งที่มีผลอย่างมากก็ไม่พ้นซองฮีกับพวกเพื่อน นั่นยิ่งทำให้เขาคิดมากไปอีก เพราะแบบนั้น การบอกว่าซองจูคุ้นเคยกับเรื่องดนตรีนั้นยังถือว่าห่างไกลอยู่มาก 

 

 

ซองจูวางเบสที่ถือไว้ในมือลงบนพื้น แล้วใช้มือหมุนส่วนเฮดของเบส สีหน้าของจองอูที่มองดูเบสที่หมุนเป็นวงช้าๆ ตามการขยับมือของอีกคน ราวกับเป็นลูกข่างแบบนั้นเริ่มเคร่งเครียดขึ้นมา แต่ซองจูไม่ได้รับรู้เลย ถ้ารู้ว่าไอ้นั่นมันราคาเท่าไรคงจะไม่ทำแบบนั้นหรอกมั้ง แต่หากบอกราคาให้ได้รู้ คงถามกลับว่าของเก่าๆ แบบนี้ราคาขนาดนั้นเลยเหรอ หรือไม่ก็คงโอ้อวดด้วยการบอกว่าจะซื้ออันที่ดีกว่าให้แน่ๆ จองอูจึงได้ปิดปากเงียบ 

 

 

“คีย์บอร์ดก็เล่นยากนะ แต่พวกเครื่องดีดนี่ดูยากยิ่งกว่าอีก” 

 

 

ซองจูกล่าวออกมา พร้อมกับชะงักมือที่หมุนเบสนั้นลง 

 

 

“พวกคีย์บอร์ดก็แค่กดลงไป แล้วเสียงก็จะออกมาตามที่กด แต่ว่าไอ้นี่ต้องใช้ทั้งสองมือกดลงไป แค่นั้นก็เกินกำลังแล้ว” 

 

 

“กีต้าร์เองก็แค่กดลงไป แล้วจะเกิดเสียงออกมาตามที่กดนะ เปียโนเองก็ต้องใช้สองมือนี่” 

 

 

“เอ๊ะ นายนี่ ก็นั่นแหละ! ยังไงมันก็ต่างกัน ไม่เข้าใจที่ฉันพูดหรือไง” 

 

 

“ก็นะ เหมือนจะเข้าใจอยู่…” 

 

 

จองอูเพียงพยักหน้ารับกับคำพูดของซองจู พอได้เห็นท่าทางแบบนั้น เหมือนข้างในจะระเบิดออกมา ซองจูจึงถือเบสขึ้นมาแล้วจัดท่าทาง 

 

 

“เล่นไปเรื่อยๆ แล้ว ก็ไม่เห็นจะเข้าใจ แปลกดี” 

 

 

เจ้าตัวกล่าวออกมาแบบนั้น ก่อนจะขยับจัดท่าตามที่จองอูสอน ก่อนจะเริ่มดีดสาย ไม่ใช่ว่าฝึกฝนอยู่บ่อยๆ ทำแบบนี้ก็แค่ตอนที่พอใจจึงไม่มีอะไรที่ดีขึ้น จองอูมองท่าทางเก้ๆ กังๆ ของอีกคน ก่อนจะขยับเข้าไปยืนตรงด้านหลังของอีกคน 

 

 

“ไม่ใช่แบบนั้น ต้องแบบนี้” 

 

 

เจ้าตัวพูดออกมาแบบนั้น ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้ด้านหลังของซองจู ท่าทางนั่นดูราวกับเขาถูกกอดจากด้านหลังไม่มีผิด 

 

 

“ใช้นิ้วหัวแม่มือดีดขึ้นแล้วก็ดีดลงเป็นมุมสี่สิบห้าองศาแบบนี้ เวลาดีดลงไปที่สาย ให้ดีดวนเป็นวงกลมเหมือนการเดิน” 

 

 

เอื้อมมาจับที่มือข้างซ้ายของซองจูแล้วจัดท่าทางที่ถูกต้องให้ ซองจูพยักหน้ารับพร้อมกับพยายามทำตามนั้น 

 

 

“แบบนี้เหรอ” 

 

 

“ไม่ใช่ ไม่ใช่แบบนั้น ให้มันหมุนเป็นวงหน่อย อย่าให้มันดัง แต็ง ต้องให้มันดัง ตึง ออกมา” 

 

 

“โธ่เว้ย ไม่เห็นได้เลย” 

 

 

ถึงจะบ่นออกมาแบบนั้น หากซองจูก็พยายามทำตามที่สอน ลองขยับนิ้วอยู่อย่างนั้น 

 

 

“นี่ นี่ แบบนี้เหรอ แบบนี้ได้ยัง” 

 

 

“…แทนที่จะใช้นิ้วดีด ฉันสอนแบบใช้ปิ๊กให้ดีไหม” 

 

 

“มันคืออะไรเหรอ” 

 

 

“ปิ๊กไง แผ่นพลาสติกบางๆ ที่เอาไว้ใช้ดีดสายน่ะ” 

 

 

“หา อะไรกัน แบบนั้นมันดูยากกว่าไม่ใช่เหรอ ช่างเถอะ ฉันจะเล่นแบบนี้แหละ” 

 

 

จองอูที่มองดูซองจูบ่นพึมพำด้วยความหงุดหงิด เพราะทักษะที่ดูจะไม่เพิ่มขึ้นเลยสักนิดนั่น ได้แต่ถอยหายใจอยู่ข้างใน ซองจูที่เล่นเปียโนออกมาได้เก่งขนาดนั้น กับการเล่นเบส มันกลับไม่มีความคืบหน้าเลยสักนิด คิดว่าจะสอนวิธีการเล่นดนตรีแบบอื่นให้ ก็ไม่รู้ว่าจะลืมมันไปตอนไหน แต่พอทำท่าสอนแบบจริงจัง ก็ยิ่งไม่พอใจเข้าไปอีก อย่างไรเสียการสู้รบกับฮันซองจูก็มักจะมีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาให้ได้ปวดหัวอยู่ตลอด 

 

 

“นี่ คิดอะไรอยู่” 

 

 

เมื่อรับรู้ได้ถึงความรู้สึกแบบนั้นของจองอู ซองจูก็เหลือบไปมองทางจองอู มือที่พยายามเล่นให้ได้เมื่อครู่นั้นหยุดชะงักลงนานแล้ว จองอูมองไปที่ซองจู ก่อนจะหลุดขำออกมา 

 

 

“ไม่ได้คิดอะไรเลย” 

 

 

“โกหกชัดๆ นายกำลังคิดว่าฉันไม่ได้เรื่องใช่ไหมล่ะ” 

 

 

“เปล่า” 

 

 

“พูดแบบนี้ ใช่แน่ๆ” 

 

 

ซองจูเค้นเสียงเฮอะออกมา ก่อนจะลุกจากที่นั่ง 

 

 

เอาเบสที่ถืออยู่ในมือกลับไปวางไว้ที่แท่นตามเดิม แล้วก้าวฉับๆ ไปยังโซฟา จองอูเฝ้ามองท่าทางแบบนั้นอย่างประหลาดใจ ซองจูทิ้งจองอูไว้ที่โต๊ะประชุม แล้วหนีไปนั่งที่โซฟา 

 

 

“นี่” 

 

 

“หืม” 

 

 

จองอูลุกจากที่นั่งตามซองจู ระหว่างที่เดินเข้าไปใกล้เขาก็สังเกตสีหน้าที่ดูเหม่อลอยของอีกคน เสียงแผ่วเบาของซองจูดังมาให้จองอูได้ยิน 

 

 

“นี่ คนอื่นฉันไม่สนหรอก แต่นายห้ามทำแบบนั้นกับฉัน อย่าดูถูกว่าฉันทำไม่ได้แบบนั้น” 

 

 

“ไม่เคยทำแบบนั้นสักหน่อย” 

 

 

“…รู้แล้ว ก็แค่พูดเผื่อไว้ในอนาคตเหอะ” 

 

 

จองอูขยับเข้าไปใกล้ซองจูอย่างช้าๆ 

 

 

ใบหน้าของซองจูที่นั่งอยู่ใต้หลอดไฟแบบนั้น ทำให้เกิดเป็นเงาสีเข้มพาดผ่าน ความมืดที่ปกคลุมไปเกือบครึ่งของใบหน้าขาวใสนั่นให้ความคุ้นเคยอย่างประหลาด จองอูกระพริบตาซ้ำๆ ก่อนจะนั่งลงข้างๆ กัน 

 

 

ใบหน้าของซองจูที่โน้มเข้าหาอ้อมกอดของเขานั้นทำให้จองอูรู้สึกหดหู่ไม่น้อย 

 

 

 

 

 

หลังจากที่เริ่มเตรียมการสำหรับการแสดงคอนเสิร์ต ซองจูก็มักจะโผล่เข้ามาในห้องทำงานนี้เป็นประจำ ตอนนี้บรรดาสมาชิกวงคราฟท์ต่างก็เคยชินกับการมีตัวตนอยู่ของเจ้าตัว จึงไม่มีการทำสีหน้าประหลาดและคอยจับตามองเรื่องของซองจูอีกแล้ว แน่นอนว่าซองจูก็ทำท่าทางว่าห้องทำงานของจองอูนั้น เป็นของตัวเองมาตั้งนานแล้ว จึงไม่มีอะไรให้สนใจอีก 

 

 

“เดี๋ยวก่อน ตรงนี้เพิ่มจังหวะให้หนักขึ้นอีกหน่อยเป็นไง ทั้งสองเพลงก็เพิ่มความเร็วขึ้นอยู่แล้ว ถ้าเพิ่มช่วงท่อนบริดจ์[1]เข้าไป ก่อนจะเข้าเนื้อร้อง มันจะดูแปลกๆ นะ” 

 

 

“งั้นเราแก้ตรงส่วนนี้อีกหน่อยดีไหม” 

 

 

“อือ เอาตามนั้นแหละ” 

 

 

ตอนนี้ซองจูก็ยังคงนอนคว่ำหน้าอยู่บนโซฟา เฝ้ามองจองอูกับพวกคราฟท์ที่กำลังประชุมกันอย่างเคร่งเครียด ไม่นานมานี้มีบทถูกส่งเข้ามา หากเขาเพียงเก็บมันเอาไว้ แต่ไม่ได้แตะมันแม้แต่น้อย 

 

 

“งั้นเพลงอะคูสติกก็เลือก Starry Night เป็นไงครับ” 

 

 

“เพลงนั้นดีที่สุดในบรรดาเพลงอะคูสติกด้วย” 

 

 

“งั้นพี่ซองฮีก็จะได้มีช่วงพักช่วงนึงด้วยนะครับ” 

 

 

“เอาไปทั้งสองเพลงเลยไหมล่ะ” 

 

 

“แบบนั้นฉันไม่โอเค เอาเพลงเดียวพอ” 

 

 

เพลงอะคูสติกที่ยังคงเป็นปัญหาอยู่ทำให้ซองฮีกับซองฮุนวุ่นวายอยู่กับการถกเถียงกันไปมาแบบนั้น ในบรรดาเพลงของคราฟท์ คนที่อัดเสียงอะคูสติกนั้นไม่ใช่ซองฮีแต่เป็นซองฮุนที่เป็นคนร้อง แต่ว่าเขาเองก็ไม่เคยลองฟังด้วยตัวเองเลยสักครั้ง จึงไม่เข้าใจที่พวกนั้นกำลังคุยกันอยู่เลยสักนิด แล้วเขาไม่ได้มีใจอยากจะลองฟังด้วย 

 

 

ถึงจะรู้ว่าน้องชายตัวเองทำงานอะไร แต่การไปให้ความสนใจกับแนวทางของอีกคนถึงขนาดนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาพอใจจะทำอยู่แล้ว นั่นก็เพราะท่าทีของพ่อที่สนับสนุนกับการเปลี่ยนแนวทางของน้องชายนั่นแหละ แต่ถึงอายุจะย่างเข้าเลขสามแล้วก็ยังมีร่องรอยของพ่อแม่คอยตามติดอยู่ นั่นยิ่งทำให้ไม่พอใจเข้าไปใหญ่ ถึงจะมีคำพูดที่ว่าต้องแยกห่างจากพ่อแม่จึงจะได้โตเป็นผู้ใหญ่ แม้เขาจะตีตัวออกห่างมา แต่ท่าทางที่ทำเหมือนพวกเขายังเด็ก ไม่อาจปล่อยห่างสายตาได้ของพ่อแม่นั้น ทำให้ไม่นานมานี้ซองจูจึงได้เริ่มออกนอกลู่นอกทางอย่างไม่คิดลังเล 

 

 

“งั้นก็เล่นทั้งหมดเจ็ดเพลงนี้กันเถอะครับ ไม่ต้องไปยุ่งกับลิสต์เพลงอีกแล้ว มาคิดเรื่องเวลาที่จะใช้ซ้อมแต่ละเพลงกันใหม่ดีกว่า” 

 

 

“อังกอร์ล่ะ” 

 

 

“เออ ยังเหลือนั่นอีกนี่นา สรุปแทบตายก็ไม่เคยจบ” 

 

 

สองแฝดที่รับหน้าที่เล่นคีย์บอร์ดและกีต้าร์ ฮยอนจินกับแฮจินถึงกับจิ๊ปากอย่างไม่พอใจออกมา 

 

 

ตามคำพูดของจองอู หน้าที่แต่งเนื้อเพลงของคราฟท์ ซองฮุนเป็นคนรับผิดชอบ ส่วนทำนองก็เป็นซองฮุนกับเซจุนแบ่งกัน เมื่อเนื้อเพลงกับทำนองเสร็จเรียบร้อย เซจุนกับสองแฝดก็จะนำมาช่วยกันเรียบเรียงและเพิ่มเติมบางส่วนให้ตรงกับสไตล์ของวง 

 

 

‘งั้นซองฮีล่ะ’ 

 

 

จบคำอธิบาย เขาก็โพล่งถามถึงซองฮีทันที นอกจากหน้าที่ร้องเพลงแล้ว เจ้าตัวก็ยังทำหน้าที่ในการเป็นวิศวกรที่จับทุกส่วนมารวมกัน แต่ว่าซองจูก็ไม่เข้าใจนักว่ามันคืออะไร 

 

 

‘แล้วหน้าที่นายล่ะ’ 

 

 

ถามถึงตรงนั้น จองอูก็ชะงักไปครู่ แล้วบอกว่าจะค่อยๆ อธิบายให้ฟังทีหลัง หลังจากนั้นซองจูก็ไม่ได้ถามจองอูเกี่ยวกับเรื่องการทำเพลงอย่างจริงจังอีกเลย 

 

 

ฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องทำให้อากาศชื้นลอยมาแตะที่ปลายจมูก จนต้องฝืนตัวเองที่เกือบจะหลุดจามเอาไว้อย่างยากเย็น แล้วซองจูก็ย่นจมูก 

 

 

อะไรกันนะ ที่ทำให้เจ้าพวกนั้นมีท่าทางกระตือรือร้นแบบนั้นได้ เขาที่แสดงละครตบตาคนรอบตัวมาตลอดชีวิต ซองจูก็คิดว่ามันก็เป็นแค่งานเท่านั้น แต่ว่าไม่เคยมีท่าทางกระตือรือร้นออกมาแบบนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว การแสดงสำหรับเขา มันเป็นสิ่งที่คุ้นเคย แค่แสดงเพียงครู่ มันก็ทำให้เขาได้ใช้ชีวิตในแบบอื่น แต่ก็ไม่เคยมีความรู้สึกพลุ่งพล่านอะไรแบบนั้นเลย 

 

 

แน่นอนว่ามันก็รู้สึกปลาบปลื้มเมื่อเห็นผลงานที่ดีและแสดงออกมาได้น่าพอใจ หลังจากที่สัญญาณคัทจบลง ในอกมันฟูฟ่องไปด้วยความรู้สึกพอใจ หรือความรู้สึกที่เอ่อล้นจนไม่อาจทำเมินเฉยได้ ถึงอย่างนั้นการหลงใหลในดนตรีจนหลงลืมว่ามีใครอยู่บ้างและการถกเถียงกันอย่างกระตือรือร้นอย่างยาวนานแบบนั้น ไม่เคยเกิดขึ้นในใจของซองจูเลย มันคงเกี่ยวกับการใช้ชีวิตที่ต่างกัน 

 

 

เหมือนมีกำแพงที่ไม่อาจทลายลงได้ขวางกั้นระหว่างซองจูกับคนพวกนั้นอยู่ แต่นั่นก็ไม่ใช่เพราะการใช้ชีวิตของซองจูนั้นผิดพลาดไป มันไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาใช้แบ่งแยกแบบนั้นได้ แต่ว่ามันก็น่าเสียดาย หากเปลี่ยนมันตั้งแต่ก่อนหน้านี้ หากเขาเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตให้ต่างไปจากนี้ มันจะเปลี่ยนไปขนาดไหนนะ ช่วงนี้ซองจูมักจะคิดเช่นนี้อยู่เสมอ 

 

 

โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องที่เหมือนจะคืนดีกัน แต่ก็ยังมีท่าทีไม่คุ้นชินนั่น มันจะเปลี่ยนไปบ้างหรือไม่ เจ้าตัวได้แต่ขบคิดอย่างไร้สาระอยู่อย่างนั้น 

 

 

ทุกสิ่งมันดูแปลกไปหมด ไม่รู้ว่าเป็นความกังวลที่เกิดขึ้นเมื่อสายไปแล้วหรือไม่ ในเวลานี้ซองจูรู้สึกอึดอัดเหลือเกิน 

 

 

“โธ่เว้ย” 

 

 

จิตใจที่หวาดหวั่นของซองจูนั้น ตรงข้ามกับอากาศเย็นชื้นที่คอยวนเวียนอยู่แถวๆ ปลายจมูกอยู่ตลอดเวลาเสียเหลือเกิน 

 

 

 

 

 

[1] ท่อนบริดจ์ มักจะมาต่อจากท่อนคอรัสที่สอง และเป็นท่อนที่แตกต่างจากท่อนอื่นในเพลง เป็นท่อนสั้นๆ มีเนื้อร้องแค่หนึ่งหรือสองบรรทัด และบางครั้งก็คือท่อนเปลี่ยนคีย์ของเพลง 

ตอนพิเศษ 2-6 ปลายนิ้ว

 

 

 

 

ซองจูทำท่าทางฮึดฮัดพร้อมจ้องไปที่เซจุนซึ่งทำท่าทางไม่สนใจกับระดับความสามารถที่ได้รับการฝึกฝนเพียงเล็กน้อยจากโรงเรียนใกล้บ้านๆ แบบนั้น พอหันมองไปรอบตัว ซองจูก็สังเกตเห็นอัพไรท์เปียโน[1]ตั้งอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้องทำงาน จึงตะโกนถามจองอู 

 

 

“นั่นน่ะ ยังดีอยู่ใช่ไหม” 

 

 

“หือ” 

 

 

จองอูที่ตกใจกับเหตุการณ์กะทันหันนั้นจึงได้ตอบกลับไปอย่างงุนงง ซองจูชี้มือออกไปทางเปียโน แล้วถามขึ้นอีกครั้ง 

 

 

“นั่นไง” 

 

 

“อ้อ อือ” 

 

 

ทิ้งจองอูที่ตอบตะกุกตะกักเอาไว้ แล้วซองจูก็ก้าวฉับๆ ไปทางเปียโน สีหน้าของจองวอนที่กำลังมองดูเหตุการณ์ทุกอย่างอยู่นั้นยกยิ้มค้างอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป เจ้าตัวใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยเฝ้ามองสถานการณ์ทั้งหมดต่อไป 

 

 

ซองจูหยุดเท้าตรงหน้าอัพไรท์เปียโน เปิดฝาที่มีฝุ่นบางๆ เกาะอยู่ราวกับไม่เคยถูกแตะต้องเลยนั้นขึ้นมา สูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะวางนิ้วหนึ่งลงบนแป้นเปียโน 

 

 

ติ๊ง 

 

 

เสียงกังวานใสดังก้องขึ้นมา ที่จริงแล้วเปียโนนี้อยู่ในสภาพที่ต้องปรับเสียงเสียก่อน แต่ซองจูก็ไม่ได้รู้ถึงขนาดนั้น พอลองกดลงบนแป้นเปียโนแล้วก็ปล่อยเวลาให้ผ่านไปอยู่นาน ตัวเขาไม่ได้มีเซนส์ด้านดนตรีเหมือนกับคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในห้องนี้ 

 

 

ครืด 

 

 

พอลากเก้าอี้ออกมาแล้วนั่งลงไป เขาก็เอียงคอแล้วครุ่นคิดว่าจะเล่นเพลงอะไรดี เขารู้จักเพลงมากมาย แต่แล้วเขาก็ใช้นิ้วมือเคาะลงบนปลายคาง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นซองจูจึงวางนิ้วมือลงบนแป้นเปียโนก่อนจะเริ่มกดลงไป 

 

 

“อ้า…” 

 

 

 ในตอนที่เสียงเพลงดังขึ้น จองอูก็หลุดยิ้มขำออกมา เพลงที่ซองจูเริ่มเล่น k265 [Ah! vous dirai-je, Mama] ของโมสาร์ท หรือก็คือ [Twinkle, Twinkle, Little Star] นั่นเอง 

 

 

สีหน้าที่ดูตื่นตระหนกกลายเป็นอ่อนโยนขึ้นมา จนกระทั่งจบเพลง ทุกคนที่รวมตัวอยู่ในห้องนี้ต่างก็คิดว่าซองจูโมโหจึงได้แสดงท่าทีโอ้อวดออกมาเท่านั้น แต่ทว่าท่าทางที่บรรเลงเพลงแสดงเดี่ยวเปียโนของเจ้าตัวนั้นไม่ได้ดูลำบากยากเย็น นิ้วมือที่ได้รับความทรมานจากการเล่นเบส กลับวางไล่ไปตามแป้นเปียโนได้อย่างเป็นธรรมชาติ 

 

 

“อืม แค่นี้พอหรือยังล่ะ” 

 

 

พอการแสดงจบลง ซองจูทำเสียงติ๊งๆ ด้วยการขยับเรียวนิ้วไปมาบนแป้นเปียโน แม้จะเป็นการแสดงที่ไม่มีอะไรนัก แต่ก็รู้สึกได้ว่าเป็นการขยับนิ้วด้วยความผ่อนคลาย ซองจูที่ขยับไล่เรียวนิ้วไปตามใจอยู่ไม่นานนัก สอดเรียวนิ้วทั้งสองข้างเข้าหากัน ก่อนจะเหยียดมือไปมา หลังจากนั้นจึงวางนิ้วเรียวลงบนแป้นเปียโนอีกครั้ง 

 

 

“โอ๊ะ” 

 

 

เมื่อปลายนิ้วของซองจูกดลงไป บทเพลงที่ถูกบรรเลงออกมาอีกครั้ง ทำให้ดวงตาของทุกคนเบิกโพลงขึ้นทันที บทเพลงที่พริ้วและนุ่มนวลกว่าเมื่อครู่กำลังถูกบรรเลงออกมา 

 

 

“โชแปง?” 

 

 

จองวอนพึมพำออกมา เพลงที่ซองจูกำลังเล่นอยู่คือน็อกเทินส์ โอพัสที่ 9 ของโชแปง (Chopin Nocturne Op.9 No.2) นั่นเอง 

 

 

การแสดงของซองจูนับว่าไม่เลวเลย ดังเช่นคำโอ้อวดของเจ้าตัว อาจจะไม่ถึงขั้นเทียบเท่ากับนักเปียโนผู้เชี่ยวชาญ แต่ทว่าก็เป็นการแสดงที่รู้สึกได้ว่าผ่านการฝึกฝนมาอย่างยาวนาน 

 

 

ทุกคนหยุดทุกสิ่งที่ทำอยู่ลง แล้วตั้งใจฟังการแสดงของซองจู ในตอนที่การแสดงจบลงไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพียงมองไปยังซองจูที่นั่งอยู่หน้าเปียโนด้วยแววตาเลื่อนลอย ซองจูยกยิ้มกว้าง ทันทีที่ได้เห็นสีหน้าที่อึ้งทึ่งเช่นนั้น รอยยิ้มนั่นยิ่งทำให้อีกฝ่ายดูดีและมีเสน่ห์มาก 

 

 

“เห็นหรือยัง เล่นได้ดีกว่าที่คิดใช่ไหมล่ะ” 

 

 

นับว่าเป็นการแสดงที่ไม่เลวเลยทีเดียว ออกมาดูดีจนทำให้สีหน้าของเจ้าตัวพลันดูสดใสด้วยความรู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ 

 

 

“การแสดงแบบนั้นเหมือนกับอาจารย์อีซองจุนเลย” 

 

 

พอการแสดงของซองจูจบลง จองวอนที่ขบคิดคำพูดบางอย่างละเอียดอยู่นั้นก็ได้พูดพึมพำออกมา ต่างจากคนอื่นที่มองไปทางจองวอนราวกับถามว่ากำลังพูดเรื่องอะไร หน้าของซองจูนั้นกลับยังมีรอยยิ้มพอใจประดับอยู่ 

 

 

“อ้อ อาจารย์ฉันเองน่ะ” 

 

 

“หา?” 

 

 

คำตอบที่ไม่คาดคิดนั่น ทำให้ทุกคนเกิดอาการตกใจขึ้นมาอีกครั้ง ในบรรดาทั้งหมดนั้นมีเพียงจองวอนที่ยังคงรักษาสีหน้าสงบนิ่งเอาไว้ได้ 

 

 

“เป็นลูกศิษย์ท่านเหรอครับ” 

 

 

“มันก็ไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่อะไรหรอก แค่ได้เรียนกับท่านมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วน่ะ จนถึงตอนม.ปลายปีสองล่ะมั้ง แม่เขาอยากให้เก่งอะไรแบบนั้นน่ะ” 

 

 

จบคำพูดของซองจู เซจุนก็โพล่งคำพูดออกมาทันที 

 

 

“ซองฮีบอกว่าไม่เคยได้เรียนเกี่ยวกับดนตรีเลยนะ” 

 

 

“เออ เรื่องนั้น…” 

 

 

ซองจูมีสีหน้ากระอักกระอ่วนขึ้นมา 

 

 

“ส่วนใหญ่เจ้านั่นได้เรียนพวกกีฬากับวิทยาศาสตร์น่ะ เพราะว่าดูแมนๆ ก็เลยคิดว่าไม่มีความจำเป็นจะต้องเรียนพวกดนตรีหรือศิลปะอะไรแบบนั้น” 

 

 

คำพูดนั้นทำให้ทุกคนทำสีหน้าแปลกประหลาด 

 

 

ภายนอกพ่อและแม่ของซองจูก็เพียงแค่ดูสง่างาม ถึงจะรู้ดีว่ามีความคิดที่ไร้เหตุผลอยู่บ้าง แต่ก็คิดไม่ถึงว่าจะเป็นขนาดนี้ การพูดแบบนี้ต่อหน้าคนที่เพิ่งจะเคยเจอกันครั้งแรกนั้นก็ทำให้กังวลอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ทว่าก็มั่นใจว่าทุกคนไม่คิดติดใจอะไรหรอก ซองจูที่อยู่ตรงหน้าเปียโนยกมือขึ้นกอดอก แล้วพูดเสียงแผ่วเบาออกมา 

 

 

“ฟังดูเหลวไหลใช่ไหม ก็นะ สุดท้ายแล้วก็ได้เข้าเรียนด้านวิศวกรรม สมัยอยู่มหาวิทยาลัย ถึงจะลาออกก็เถอะ” 

 

 

สีหน้าของซองจูตอนที่กล่าวคำนั้นดูหงอยลงไป 

 

 

เป็นพี่น้องที่ทุกอย่างตรงข้ามกันไปหมด ทั้งรูปลักษณ์ ทั้งท่าทาง ทั้งนิสัย กระทั่งความสามารถก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซองจูจบคณะบริหารจัดการจากมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง ส่วนซองฮีนั้นเข้าเรียนในคณะวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมของมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังที่เป็นคู่แข่งกับของซองจู สุดท้ายแล้วก็บอกว่าจะเป็นนักดนตรี หลังจากปลดประจำการแล้วก็ไม่กลับไปเรียนอีกเลย เมื่อคิดถึงช่วงมหาวิทยาลัยแล้ว ซองฮีนับว่าเป็นคนที่เรียนเก่งมาก 

 

 

พ่อแม่หวังให้ซองจูได้เดินในเส้นทางสายดนตรีหรือศิลปะ จึงได้ส่งสัญญาณให้รับรู้ ด้วยการให้ไปเรียนดนตรีคลาสสิค 

 

 

แต่ทว่าซองจูนั้นไม่มีพรสวรรค์ในด้านดนตรีเลย ถึงจะฝากฝังให้ได้เรียนกับนักเปียโนชื่อดัง ขนาดยอมจ่ายเงินเพิ่มให้ จัดการให้ได้เรียนแบบตัวต่อตัว แต่ทว่าพ่อแม่ก็ยังให้ซองจูเล่นเปียโนไปจนกระทั่งขึ้นมัธยมปลายปีสองถึงขนาดนั้นก็ต้องมีความเชี่ยวชาญกันบ้าง แต่เอาเข้าจริงเขากลับได้แต่แค่นเสียงเฮอะออกมาเท่านั้นแหละ 

 

 

คนที่ต้องการความเชี่ยวชาญอะไรแบบนั้น ความจริงแล้วน่าจะเป็นซองฮีมากกว่า แต่พ่อแม่ของพวกเขานั้นไม่เคยรับรู้เลยว่าแท้จริงแล้วลูกมีความต้องแบบไหน หรือมีพรสวรรค์อะไร สุดท้ายก็เป็นพวกเขาที่ได้ความเสียหายจากเรื่องนั้น ความไม่ปรองดองกันของซองจูและซองฮีก็มาจากสาเหตุพวกนี้เช่นกัน 

 

 

“ว่าแต่ทำไมไม่เล่นต่อไปล่ะครับ ถึงจะหยุดไปนานก็ยังเล่นได้ถึงขนาดนี้ ก็คงไม่ถึงกับไม่มีพรสวรรค์เลยไม่ใช่เหรอครับ” 

 

 

“อ้า ถามอะไรแบบนั้นเล่า! ก็เพราะว่าทำไม่ได้ไงล่ะ!” 

 

 

ซองจูหงุดหงิดจนโมโหออกมา 

 

 

“ฉันน่ะไม่มีหรอกนะไอ้เพอร์เฟกต์ พิตช์[2]ที่ใครเขาบอกกันน่ะ แล้วฉันก็ไม่ได้เรียนมันเพราะอยากเรียน ก็แค่เลียนแบบคนอื่นไปเท่านั้น ไม่ได้รู้สึกสนุก แล้วก็คิดแค่ว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องทำแค่นั้น ไม่รู้จักหรอกการเรียนอย่างง่ายๆ น่ะ เพราะเริ่มต้นฉันก็ได้เรียนอะไรที่มันเกินคำว่าง่ายไปแล้ว ก็เลยได้เห็นว่าเป็นทางตันแล้ว” 

 

 

สีหน้าของซองจูที่กำลังหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีตอย่างเงียบๆ นั้น ถึงอยากจะแสดงความหงุดหงิดออกมา แต่ก็ทำได้แค่กดมันเอาไว้เท่านั้น 

 

 

“ฉันอ่านโน้ตในทันทีไม่ได้ บรรดาพวกที่เรียนด้วยกัน มีคนนึงที่เป็นเหมือนกับฉัน เจ้านั่นถึงจะเป็นแบบนั้นก็ยังต้องเปิดหูรับฟัง ให้ตายยังไงก็พยายามฟังที่คนอื่นเล่นแล้วทำตาม แต่แล้วก็มาถึงจุดที่กระทั่งการทำแบบนั้นมันก็ยังยากไป ครอบครัวของหมอนั่นน่ะเป็นนักดนตรีกันหมด สุดท้ายก็มาพบว่าตัวเองเข้าเรียนด้านดนตรีไม่ได้ เทียบกันแล้ว ฉันก็ยังถือว่าดีกว่ามาก พอบอกให้รู้แต่เนิ่นๆ ว่าฉันไปต่อไม่ได้แล้ว พวกท่านก็บอกว่าแค่เรียนไว้เป็นความรู้ติดตัวก็พอ” 

 

 

เรื่องราวของซองจูฟังดูน่าเศร้า คนอื่นที่ไม่รู้ว่าควรจะตอบรับอย่างไรกับคำพูดนั้น จึงแค่มองมาเท่านั้น ซองจูลุกขึ้นจากนั่ง แล้วปิดฝาครอบเปียโนลง 

 

 

“ยังไงก็ช่าง ฉันก็ไม่ใช่ว่าเล่นดนตรีอะไรไม่เป็นเลยแล้วกันเถอะ!” 

 

 

ซองจูกล่าวเช่นนั้นออกมา พร้อมกับกลับไปนั่งที่ตัวเอง 

 

 

ระหว่างที่เดินมาก็คว้าเบสที่วางตั้งอยู่บนแท่นถือติดมือมาด้วย แล้วซองจูก็หันไปกล่าวกับจองวอน 

 

 

“ว่าแต่รู้ได้ยังไงว่าฉันเรียนกับอาจารย์อีซองจุน” 

 

 

“อ้อ เรื่องนั้นเอง” 

 

 

คำถามที่เอ่ยขึ้นอย่างกะทันหันทำให้จองวอนมีท่าทีตกใจ ก่อนจะตอบกลับไป 

 

 

“มันมีความเป็นเอกลักษณ์อยู่น่ะครับ ให้อธิบายเป็นคำพูดมันค่อนข้างยาก…คือบริษัทเดิมที่ผมเคยทำงานอยู่ เป็นบริษัทด้านเพลงคลาสสิคน่ะครับ ก็เลยโชคดีได้ดูการแสดงของอาจารย์อีซองจุนอยู่บ่อยๆ” 

 

 

“รู้เพราะตอนนั้นเหรอ” 

 

 

“ครับ” 

 

 

“หืม ฟังออกอย่างนั้นสินะ ฉันไม่เห็นจะรู้เลย” 

 

 

“มันก็เหมือนเป็นโรคจากการทำงานแหละครับ” 

 

 

พูดถึงอีซองจุนแล้วล่ะก็ ถือเป็นหนึ่งในบรรดานักเปียโนระดับประเทศที่มีชื่อเสียงโด่งดังคนหนึ่งเลย สอนอยู่ในมหาวิทยาลัยระดับประเทศ แล้วยังมีลูกศิษย์มากมายที่เป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียง กับคนระดับนั้น การฝากลูกชายไปเป็นศิษย์ ถึงจะพิสูจน์ออกมาแล้วว่าไม่มีพรสวรรค์ แต่ก็ยังคงให้เรียนต่อไป พ่อแม่แบบนั้นเป็นคนอย่างไรกันนะ จองวอนได้แต่นึกสงสัยเกี่ยวกับพ่อแม่ของพี่น้องตระกูลฮัน 

 

 

“ยังไงก็ตาม วันนี้รบกวนเป็นอย่างมากเลยนะครับ หวังว่าคราวหน้าจะได้เจอกัน ในโอกาสที่ดีกว่านี้นะครับ” 

 

 

จองวอนกล่าวออกมาเช่นนั้นก่อนจะลุกจากที่นั่ง จีฮยอนที่คอยตามหลังอีกฝ่ายอยู่ตลอดก็พลอยลุกขึ้นมาด้วย 

 

 

“จะไปแล้ว?” 

 

 

“อือ นี่ก็ทุ่มนึงแล้ว ต้องรีบกลับไปพักผ่อนได้แล้วสิ พรุ่งนี้ยังต้องไปทำงานอยู่นี่นา” 

 

 

“เอ่อ ผมเองก็ขอตัวนะครับ วันนี้กลับดึกใช่ไหม” 

 

 

พอเห็นท่าทางของจีฮยอนที่หันกลับมาโค้งให้เขา เซจุนเองก็พลอยลุกขึ้นจากที่นั่งไปด้วยอีกคน 

 

 

“ไม่ละ ฉันเองก็ต้องกลับเหมือนกัน” 

 

 

จองอูทำหน้าราวกับกินยาขมๆ  พร้อมกับเอ่ยว่า 

 

 

“บอกว่าอยากกลับด้วยกันแค่นั้นก็สิ้นเรื่อง ไม่เห็นต้องทำท่ามากแบบนั้นเลยนี่ครับ ที่นี่ทุกคนก็รู้เรื่องที่ทั้งสองคนคบกันอยู่แล้วนี่ครับ” 

 

 

“นี่ ดูพูดเข้า เดี๋ยวนี้ชักจะเหมือนพี่เขาเข้าไปทุกทีแล้วนะ” 

 

 

จองอูไม่ได้โต้ตอบกับคำกล่าวนั้น 

 

 

“พี่ครับ พวกผมกลับก่อนนะครับ” 

 

 

“อือ ไปเถอะ แล้วไว้เจอกัน” 

 

 

“ครับ พักผ่อนเถอะครับ” 

 

 

 

 

 

 

 

 

[1] อัพไรท์เปียโน เปียโนที่มีสายและโครงวางในแนวตั้ง 

 

 

[2] เพอร์เฟกต์ พิตช์ ผู้ที่สามารถระบุโทนเสียงได้อย่างแม่นยำ

ตอนพิเศษ 2-5 ปลายนิ้ว

 

 

 

 

ประชุมนี้ท่าทางจะยืดเยื้อกว่าที่คิด เรื่องราวที่กำลังพูดคุยกันตอนนี้ ไม่ต่างอะไรจากการโต้เถียงกันโดยเปล่าประโยชน์เลย จองอูที่โดยปกติแล้วก็ไม่ได้ชื่นชอบการแสดงแบบอะคูสติกอยู่แล้วนั้น จึงไม่ยินดีกับข้อเสนอของจองวอน ถึงแม้จะเป็นปัญหาที่พอจะหลับหูหลับตายอมรับได้ก็ตาม แต่การพยายามยื้อไปมาแบบนี้ก็เพราะไม่อยากทำจริงๆ ครึ่งหนึ่งของข้อเสนอนั้นเขายอมรับได้ ก็แค่อยากขึ้นเวทีร่วมกับวงคราฟท์เท่านั้น จองอูกล่าวออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด 

 

 

“ถ้าสมาชิกวงคราฟท์ทุกคนอยากทำแบบอะคูสติก ผมก็จะลองคิดดูอีกครั้ง แต่พูดตรงๆ นะครับ ผมไม่ชอบใจกับการแสดงแค่แบบอะคูสติกนักหรอกครับ” 

 

 

“ทำไมเหรอครับ ถามเหตุผลได้ใช่ไหมครับ” 

 

 

“เวลาหกสิบนาทีมันนานกว่าที่คิดนะครับ แต่ละเพลงให้พยายามเล่นยืดขนาดไหนก็ได้แค่เพลงละหกถึงเจ็ดนาทีเองครับ แล้วเพลงทั้งหมดก็ไม่ได้ทำออกมายาวขนาดนั้นด้วย รวมเวลาพูดเปิดแต่ละช่วง และเวลาเซ็ทเครื่องดนตรีเข้าไปแล้ว ยังไงก็ต้องเล่นถึงเจ็ดเพลงมันถึงจะพอ มันเป็นเวลาที่โอเคเลยกับการเล่นแบบจริงจังตามต้นฉบับเพลงที่มี” 

 

 

จองอูกล่าวออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง ซองจูเห็นว่าดูอย่างไรก็เป็นท่าทางที่สง่าผ่าเผยอย่างมาก จึงได้ปิดหนังสือที่อ่านอยู่เมื่อครู่ลงเสีย แล้วก็ใช้มือเท้าคาง ขณะเฝ้ามองดูท่าทางเช่นนั้น 

 

 

“อีกอย่าง เพลงทั้งหมดที่ปล่อยออกมาก็เป็นซาวนด์อิเล็กทรอนิกส์ ถ้าจะแสดงอะคูสติกก็จำเป็นต้องแก้ไขใหม่ทุกเพลงไม่ใช่เหรอครับ คราฟท์มีเพลงที่เป็นแบบอะคูสติกประมาณเพลง สองเพลงในแต่ละอัลบั้มอยู่แล้ว ถ้าต้องการเราเอามาใช้สักเพลงก็ได้ วันแสดงอยู่ประมาณช่วงไหนเหรอครับ” 

 

 

“กลางเดือนหน้าครับ” 

 

 

“กลางเดือนหน้า…งั้นก็เหลือเวลาอีกแค่ประมาณหนึ่งเดือน เวลาแค่นี้กับการจัดเตรียมการแสดงจะไม่กระชั้นเกินไปหน่อยเหรอครับ ผมเองตอนนี้ก็มีงานที่ทำกับศิลปินคนอื่นอยู่ด้วย” 

 

 

“อืม พวกฝาแฝดเองก็มีงานส่วนตัวกันด้วย คงจะเรียกมาตามใจชอบไม่ได้หรอกนะครับ ทำแบบที่จองอูบอกจะไม่ดีกว่าเหรอครับ” 

 

 

ทั้งสี่คนต่างแลกเปลี่ยนสายตากันไปมา 

 

 

หากเป็นแบบนี้ เห็นทีการประชุมคงจะยืดเยื้อโดยเปล่าประโยชน์ หนักสุด อาจจะถึงขั้นเสียความรู้สึกกันทั้งสองฝ่าย ถึงจะแค่มองสถานการณ์อยู่ข้างๆ ก็พอจะเข้าใจคนพวกนั้นได้ไม่ยาก ซองจูเองก็ไม่สบายใจที่ได้เห็นสีหน้าที่เคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ ของจองอู เขาไม่อยากเห็นหน้าบึ้งตึงแบบนั้นไปตลอดช่วงเย็นหรอกนะ 

 

 

“คือว่า…” 

 

 

ยกมือข้างหนึ่งขึ้น ก่อนจะกล่าวออกมา 

 

 

“ขอพูดอะไรหน่อย” 

 

 

ด้วยเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิด สายตาทั้งหมดจึงมารวมกันที่ซองจู 

 

 

“คือว่า นายชื่อจองวอนใช่ไหม คือ เออ…ไงดีล่ะ ต้องทำแบบนั้นเลยหรือไง” 

 

 

คำถามของซองจูทำให้จองวอนกล่าวออกมาด้วยสีหน้าเลิ่กลั่ก 

 

 

“ไม่ครับ ไม่ได้จำเป็นต้องทำแบบนั้นครับ” 

 

 

“งั้นก็ไม่จำเป็นต้องดื้อดึงจนพานให้ทะเลาะกันนี่ใช่ไหม” 

 

 

“ก็ใช่ครับ…” 

 

 

สีหน้าของจองวอนดูจะมึนงงอยู่เล็กน้อย เขาเองก็ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับดนตรีดีมากมายนัก การมาก้าวก่ายแบบนี้ก็ทำเขารู้สึกผิดอยู่บ้าง แต่ทว่าเพื่อความสุขและความสงบของครอบครัว ซองจูจึงต้องพูดต่อไป 

 

 

“การที่ฉันมาพูดแบบนี้มันก็ยังไงๆ อยู่ แต่ว่าการแสดงน่ะ มันก็คือสิ่งที่ศิลปินอยากแสดงออกมาให้เห็นไม่ใช่หรือไง ก็ใช่ที่มันมีเรื่องของธุรกิจแบบผู้ใหญ่มาเกี่ยวข้องด้วย แต่การบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ มันก็คงไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก ถ้าเป็นฉันเอง การเตรียมพร้อมกับบทที่ถูกบังคับมา มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ เจ้าพวกนี้เองก็เหมือนกันนั่นแหละ” 

 

 

ด้วยคำพูดของซองจู ทำให้จองวอนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าของซองจูที่มุ่งมันกับการหยุดการถกเถียงนี้ เปลี่ยนกลับไปเรียบนิ่งเช่นเดิม ในตอนที่โยนหนังสือที่ไม่อ่านแล้วไปไกลตัว ก็ได้สบตากับเซจุนเข้า 

 

 

‘ขอบคุณครับ’ 

 

 

เจ้านั่นขยับปากพูดความรู้สึกออกมาโดยไร้เสียง ซองจูยกยิ้มตอบรับกลับไป 

 

 

“งั้นก็แสดงแบบปกติเจ็ดเพลง ช่วงอังกอร์แบ่งคนละเพลงก็รวมเป็นเก้าเพลง แล้วจะแบ่งกันยังไงดีล่ะ” 

 

 

“ของผมรวมเพลงอังกอร์แล้วก็เป็นสี่เพลง อีกห้าเพลงก็ใช้เพลงของพวกพี่ๆ ในนั้นก็จะเลือกเพลงอะคูสติกมาเพลงนึง ให้พี่ซองฮุนเป็นคนร้อง” 

 

 

“แบบนี้โอเคเหรอ นายจะเล่นห้าเพลงก็ได้ พวกเราไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว” 

 

 

“ยังไงเพลงของพวกพี่ก็มีเพลงที่ผมร่วมทำด้วยอยู่แล้วนี่ครับ ไม่เป็นไรหรอก สำคัญที่การจัดเวลาให้มันสมดุลกัน งั้นเล่นสิบเพลงเพิ่มเพลงโปรโมตเข้าไปด้วยแบบนั้นเป็นไงครับ” 

 

 

“เอางั้นเหรอ จองวอน บริษัทนายมีเพลงที่อยากให้เล่นเป็นพิเศษไหม” 

 

 

“อ้อ มี มีสิ เพลงนั้นไง…” 

 

 

บรรยากาศเย็นยะเยือกเมื่อครู่สลายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น เพราะต่างฝ่ายก็มีเป้าหมายที่อยากให้การแสดงนั้นออกมาดีเช่นกัน ต่างกันแค่เงื่อนไขเล็กน้อยเท่านั้น และต่างฝ่ายก็ไม่ได้ประสงค์ร้ายต่อกันเลย ด้วยเพราะแบบนั้น ทั้งหมดจึงสามารถตกลงเงื่อนไขกันได้ แต่ซองจูไม่ใช่แบบนั้น ที่ออกมาไกล่เกลี่ยด้วยตัวเอง เพราะไม่อาจทนดูสีหน้าขมขื่นของอีกคนได้ เพราะว่าเขาเข้าใจความรู้สึกของจองอูดี สายตาของซองจูจ้องมองไปที่มือข้างซ้ายที่วางอยู่บนต้นขาของจองอูโดยไม่รู้ตัว 

 

 

คิมจองอูน่ะ ตอนที่อยู่กับคนที่ไม่สนิทกันก็มักจะซ่อนมือข้างซ้ายเอาไว้ที่ไหนสักที่ ปกติแล้วจะซุกมือซ้ายไว้ในกระเป๋าของชุดที่ใส่หรือไม่ก็กำมือไว้หลวมๆ ดังนั้นซองจูจึงไม่เคยรู้เลยว่ามือข้างซ้ายของจองอูนั้นมีปัญหา 

 

 

เช่นเดียวกับการไว้ผมยาวปิดบังบาดแผลบนใบหน้าเอาไว้ จองอูก็คอยซ่อนนิ้วก้อยข้างซ้ายที่ผิดปกติเอาไว้อยู่เสมอเช่นกัน ซองจูเองก็ไม่เคยรู้ว่านิ้วมือนั้นกลายมาเป็นแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ เช่นเดียวกับบาดแผลบนใบหน้าที่เกิดจากการถูกแม่เตะ นิ้วมือที่มีสภาพไม่อาจใช้การได้ปกตินั่น ก็คงเกิดจากการถูกใช้ความรุนแรงแบบหนึ่งเช่นกัน การคาดเดาก็เป็นแค่เพียงการคาดเดา ด้วยไม่เคยมีอะไรหลุดลอดออกมาจากปากของจองอูเลย จึงไม่สามารถยืนยันอะไรได้ 

 

 

เพราะนิ้วมือนั้นทำให้เกิดผลเสียมากมายในตอนนี้ โดยเฉพาะเมื่อใช้เครื่องดนตรีทำเพลงก็ยิ่งเห็นชัดเจนขึ้นไปอีก 

 

 

เวลาจองอูเล่นกีต้าร์นั้น ไม่สามารถเล่นให้เสียงมันออกมาสมูทได้เลย แต่เพราะมีเครื่องมือและอุปกรณ์อัดเสียงคุณภาพดี จึงสามารถปรับแต่งเสียงกีต้าร์ไฟฟ้าหรือเบสได้ ถ้าต้องเล่นอะคูสติกกีตาร์ต่อหน้าคนอื่นแล้วละก็คงสามารถรู้สึกได้ถึงความผิดแปลกเล็กน้อยนั่นได้ กระทั่งคนภายนอกแบบเขายังรู้สึกได้ พวกมือโปรก็คงดูออกได้ทันที การปฏิเสธการแสดงแบบอะคูสติกก็คงด้วยเหตุผลนั้นอย่างแน่นอน 

 

 

ซองจูปิดปากเงียบ 

 

 

หากเจ็บปวดเพราะบาดแผลที่เขาเป็นคนสร้างก็คงขอโทษออกไป หรือบังคับให้ปล่อยวางมันไปได้ แต่ทว่าบาดแผลแบบนี้ คงไม่สามารถทำแบบนั้นได้ อุปสรรคและรอยแผลเป็นที่อาจลบมันไปได้ตลอดชีวิตนั่น สร้างความเจ็บปวดให้จองอูได้มากมายเหลือเกิน แม้จะอยู่ร่วมกันก็ไม่สามารถรับความเจ็บปวดพวกนั้นแทนกันได้ ดังนั้นซองจูคอยคิดถึงความเจ็บปวดของอีกคนอยู่เสมอ 

 

 

“อ้า น่าเสียดาย ดูท่าคงจะไม่ได้บทสรุปง่ายๆ” 

 

 

เสียงนั้นดังมาให้ได้ยินอย่างกะทันหัน ซองจูที่เอาแต่มองไปที่มือของจองอูจึงได้เงยหน้าขึ้นเพราะตกใจกับเสียงนั้น แล้วจึงได้สบกับสายตาของจองอูที่มองมาที่เขาอยู่ก่อนแล้ว ก่อนจะยกยิ้มแหยให้กับอีกคน แล้วหันมองไปโดยรอบ จึงได้เห็นว่าพวกนั้นกำลังหาว หรือไม่ก็บิดขี้เกียจกันอยู่ ซองจูเอนตัวพิงไปกับเก้าอี้ แล้วจึงก้มมองไปด้านข้าง ตรงนั้นมีกีต้าร์เบสที่ซองจูเอามาเล่นอย่างนึกสนุกเมื่อนานมาแล้ว วางตั้งอยู่บนแท่นวางตัวหนึ่ง 

 

 

“นี่ เซจุน” 

 

 

“ครับพี่” 

 

 

“ทำไมนายถึงเริ่มเล่นดนตรีล่ะ” 

 

 

ซองจูมองไปที่เบสพร้อมกับเอ่ยถามเซจุน แต่เหมือนคำตอบจะง่ายกว่าที่คิด คำถามสุดท้ายจึงถูกพับเก็บไปเหมือนเปลือกหอยที่ปิดสนิทลง ซองจูย้ายสายตาที่จ้องมองเบสไปที่เซจุนแทน 

 

 

“มันต้องมีเหตุผลไม่ใช่เหรอ” 

 

 

เซจุนตอบกลับคำถามนั้นด้วยสีหน้างุนงง 

 

 

“อืม ตอนตีกลองมันช่วยให้หายเครียดได้มั้งครับ” 

 

 

“อะไรกัน ไม่เห็นจะเข้าท่า” 

 

 

คำตอบที่ได้รับไม่เห็นจะเท่เลยสักนิด หัวคิ้วจึงได้ขยับเข้าหากันโดยอัตโนมัติ เซจุนมีสีหน้าอึ้ง เมื่อรู้สึกได้ถึงความผิดหวังของซองจู ก่อนจะหลุดขำออกมา 

 

 

“คนที่เริ่มต้นด้วยเหตุผลเท่ๆ น่ะมีแค่ไม่กี่คนเองครับ ส่วนมากก็เริ่มจากเหตุผลธรรมดาๆ เริ่มเล่นเพราะอยากดูดีเวลาอยู่ต่อเพื่อนๆ หรือไม่ก็เพราะไม่ชอบการเรียนหนังสือ ส่วนใหญ่ก็ด้วยเหตุแบบนี้กันทั้งนั้นแหละครับ” 

 

 

“งั้นตอนนี้ เวลานายตีไอ้นั่นก็จะทำให้หายเครียดเหรอ” 

 

 

“อืม ยังไงดีละ ผมเริ่มตีกลองก่อนเป็นอย่างแรก เวลาตีกลองก็เหมือนกับต้องใส่พลังกายลงไปด้วย เพราะแบบนั้นก็เหมือนได้ออกกำลังกาย แถมยังได้เงิน แบบนั้นมันก็ดูไม่เลวเลยนะครับ” 

 

 

“งั้นเหรอ” 

 

 

ซองจูหลุดขำออกมา ทั้งจองวอนและจีฮยอนที่รู้สึกสนใจกับบทสนทนาของคนทั้งคู่จึงได้เฝ้ามองพวกเขาอยู่อย่างนั้น 

 

 

“พวกนายใช้ชีวิตอยู่กับดนตรีทุกวันแบบนั้น ฉันก็เลยลองเรียนดูบ้าง อยากรู้ว่ามันสนุกยังไง แต่ว่าฉันก็ไม่เข้าใจมันเลยสักนิด ให้แสดงละครยังดีซะกว่า” 

 

 

“ทุกคนต่างก็มีหนทางของตัวเองนี่ครับ กับพี่เองทางนั้นก็ไม่ใช่ดนตรีไงครับ” 

 

 

“งั้นจะบอกว่าทางของเจ้าซองฮีคือดนตรีงั้นเหรอ” 

 

 

“ก็อาจจะใช่มั้งครับ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เคยได้ยินซองฮีบ่นว่าไม่ชอบดนตรีเลยสักครั้งนะครับ” 

 

 

คำตอบของเซจุนทำให้สีหน้าของซองจูเคร่งเครียดขึ้นมา 

 

 

เขาสงสัยสิ่งที่อยู่ในใจของจองอูที่ยังคงเล่นดนตรีต่อไป ทั้งที่นิ้วมือไม่ปกติแบบนั้น แล้วเขาก็สงสัยน้องชายของตัวเองที่ยอมแพ้กับอนาคตอันสวยหรูแล้วบอกว่าจะมาเป็นนักดนตรีนั่นด้วย 

 

 

ดนตรีมันดีขนาดนั้นเลยเหรอ กระทั่งตอนที่เลือกเส้นทางการแสดง เขาคิดคำนวณอยู่นานว่าสิ่งนี้มีประโยชน์กับเขาหรือไม่ ให้ผลประโยชน์อะไรบ้าง มั่นใจแล้วจึงได้เริ่มทำมัน เทียบกันแล้ว การตัดสินใจของซองฮีนั้นไร้ความรอบคอบอย่างมาก 

 

 

อันที่จริงแล้ว ซองฮีต้องอดทนว่าสิบปีถึงจะประสบความสำเร็จเช่นนี้ แต่ทว่าพ่อแม่ไม่ได้พูดอะไรและยอมรับการตัดสินใจแบบนั้นของซองฮี แต่บรรยากาศช่างแตกต่างกันอย่างมากกับตอนที่เขาเลือกเป็นนักแสดงและโน้มน้าวใจพ่อกับแม่ ซึ่งซองจูเองก็พอจะแยกแยะได้ 

 

 

“ฉันไม่เข้าใจเลย” 

 

 

“มันไม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจไม่ใช่เหรอครับ” 

 

 

“มันก็ใช่ ตอนนี้ฉันเองก็ไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องทำอย่างนั้นเลยเหมือนกัน แต่ช่วงนี้เอาแต่สงสัยอะไรแปลกๆ แหะ” 

 

 

“พี่เองก็มีอะไรที่เปลี่ยนไปหลายอย่างนะครับ แล้วพี่ลองเรียนเครื่องดนตรีอะไรล่ะครับ” 

 

 

เซจุนจิบกาแฟเข้าไปอึกหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบออกไป กาแฟที่น้ำแข็งละลายไปโดยไม่รู้ตัวนั้นไหลผ่านเข้าไปในท้อง แล้วจึงยื่นขนมชิ้นหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะไปให้จีฮยอนที่นั่งอยู่ข้างๆ ระหว่างที่รอคอยคำตอบของซองจู 

 

 

“นั่นไง” 

 

 

“เบสเหรอครับ” 

 

 

เซจุนมองตามปลายคางของซองจูที่พยักพเยิดชี้ไป 

 

 

เฟนเดอร์ พรีซิชัน เบส แน่นอนเลยว่านั่นเป็นเบสของจองอู ที่เคยทำท่ารังเกียจเมื่อพูดถึงดนตรี พอได้คบกับนักดนตรีเข้าก็ถึงกับอยากเรียนดนตรีขึ้นมา ทำให้เขาหลุดขำออกมา ถึงใครจะว่าอย่างไร หากฮันซองจูก็มีเสน่ห์แบบลึกลับอยู่บ้าง 

 

 

“ไม่ดีเหรอครับ” 

 

 

“ไม่ เจ็บมือเปล่าๆ ยุ่งยากด้วย” 

 

 

“งั้นก็ยอมแพ้เถอะครับ ไม่จำเป็นต้องเล่นดนตรีเก่งขนาดนั้นสักหน่อยนี่ครับ” 

 

 

“ไอ้ นายกำลังเยาะเย้ยเพราะฉันเล่นไอ้นั่นไม่ได้ใช่ไหม” 

 

 

คำพูดของเซจุนทำเอาซองจูหัวร้อนขึ้นมาทันที 

 

 

ซองจูที่รับรู้ถึงการตกเป็นเป้าสายตาจากจองวอนที่งงว่าทำไมสองคนที่คุยกันอยู่ดีๆ เมื่อครู่ถึงกลายเป็นแบบนั้นเสียได้ กับจองอูที่รู้อยู่แล้วว่าต้องกลายเป็นแบบนี้ และยังสายตาจากจีฮยอนอีก ดังนั้นเขาจึงแผดเสียงตะโกนออกมา 

 

 

“นี่ ฉันเล่นเปียโนเก่งนะ” 

 

 

“อ้า ครับ…” 

ตอนพิเศษ 2-4 ปลายนิ้ว

 

 

 

ติ๊งต่อง ติ๊งต่อง

 

 

“มาแล้ว!”

 

 

พอได้ยินเสียงกริ่งที่หน้าประตูใหญ่ เซจุนที่เหยียดกายอยู่บนโซฟาก็กระเด้งตัวลุกขึ้นมาทันที เจ้าตัววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ขยับตัวอย่างเร่งรีบราวกับว่าห้องทำงานนี้เป็นของตัวเอง

 

 

“นี่ อะไรเนี่ย ทำไมมาช้านัก คนเขารออยู่เนี่ย”

 

 

“ฉันเอาของที่นายลืมมาให้ ทำไมต้องมาโดนบ่นด้วย ไอ้เจ้านี่”

 

 

“ถึงงั้นก็เถอะ ว่าแต่ทำไมนายก็มากับเขาด้วยล่ะ ฝากจีฮยอนมาให้ก็ได้”

 

 

“ก็มีที่อธิบายตกหล่นไปเมื่อกี้ด้วย ก็เลยมาทีเดียวเลย ว่าแต่ที่นี่คือ?”

 

 

“อ้า จริงด้วย แป๊บนะ!”

 

 

บทสนทนาที่เป็นกันเองตามประสาคนที่สนิทสนมคุ้นเคยกันนั้น ดังมาให้ได้ยินถึงข้างใน เซจุนตัดบทสนทนาไปกะทันหัน แล้วจึงวิ่งกลับเข้าไปในห้องทำงาน

 

 

“เลซี่! มีเวลาสักแป๊บไหม”

 

 

“เวลาเหรอครับ”

 

 

คำถามที่ถามมากะทันหัน ทำให้จองอูตอบกลับไปอย่างงุนงง คงมาโน้มน้าวให้ไปช่วยกันฟังเรื่องที่จะมาอธิบายอะไรนั่นสินะ เจ้าตัวคิดเช่นนั้นก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมา

 

 

“กลับขึ้นไปอยู่ข้างบนไหม”

 

 

“ฉันเหรอ ทำไม จะอยู่นี่แหละ”

 

 

“จะไม่อึดอัดเหรอ”

 

 

“ช่างเถอะ ฉันจัดการเองได้น่า ไม่ต้องห่วง ฉันจะอยู่นี่แหละ”

 

 

ถามออกไปด้วยคิดว่าบางทีอาจจะอยากกลับขึ้นไป แต่ก็ไม่สะทกสะท้าน จองอูยอมแพ้กับการเกลี้ยกล่อมซองจู แล้วจึงหันไปหาเซจุน

 

 

“ให้เข้ามาได้เลยครับ”

 

 

เซจุนจึงวิ่งกลับไปทางประตูอีกครั้ง เมื่อได้รับคำอนุญาต

 

 

“เออ รบกวนด้วยนะครับ ได้มาเจอกันแบบนี้ยินดีมากๆ เลยครับ ผมซอนจองวอนจากเอ็นเคมิวสิคครับ”

 

 

หนึ่งในสองคนที่เดินตามหลังเซจุนเข้ามาทางประตูนั้น มีผู้ชายที่มีท่าทางสุภาพและตัวสูงกว่าเล็กน้อยโค้งทักทายอย่างนอบน้อม จองอูจึงลุกขึ้นจากที่นั่งทันที ก่อนจะโค้งกลับไปอย่างเงอะงะ แล้วผู้ชายคนนั้นก็ยื่นนามบัตรที่อยู่ในเสื้อสูทส่งมาให้จองอู ในนามบัตรนั้นระบุว่าอีกคนเป็นรองหัวหน้าแผนกวางแผน

 

 

“เออ…สวัสดีครับ ผมชองจีฮยอนจากเอ็นเคมิวสิคครับ ยินดีที่ได้พบนะครับ เป็นเกียรติอย่างมากเลย”

 

 

จากนั้นผู้ชายที่ยืนเยื้องไปด้านหลังซึ่งดูเด็กกว่าและบอบบางกว่าเล็กน้อย จึงได้ยื่นนามบัตรมาให้ด้วยท่าทางประหม่า เจ้าตัวรับนามบัตรที่ระบุว่าชื่อชองจีฮยอน เป็นหัวหน้าทีมการจัดการ แต่ทว่าจองอูนั้นรู้จักกับอีกฝ่ายดีอยู่แล้ว ชายคนนั้นก็คือคนรักของเซจุนที่ทำเอาจองอูหัวหมุนอยู่ก่อนหน้านี้

 

 

“ผมได้ยินเรื่องของพวกคุณมาเยอะเลยละครับ ยินดีที่ได้พบกันนะครับ เชิญนั่งทางนี้ก่อนครับ”

 

 

เขาส่งยิ้มไปให้ทั้งสองเล็กน้อย ก่อนจะเชิญไปนั่ง

 

 

บรรดาแขกที่ไม่คาดคิดเดินตามจองอูเข้ามาด้านใน ในตอนนั้นเอง จู่ๆ น้ำเสียงอุทานจนเกือบจะเป็นการโห่ร้องก็ดังออกมาจากปากของรองหัวหน้าซอนจองวอน

 

 

“เฮ้ย!”

 

 

เมื่อจองอูหันไปมองด้านหลังด้วยอยากรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ภาพที่ปรากฏก็เป็นใบหน้าของจองวอนที่ตาเบิกโพลงขึ้น

 

 

“นักแสดงฮันซองจู?”

 

 

จองวอนเอ่ยออกมาพร้อมกับมองซองจู จองอู และเซจุนสลับไปมา

 

 

“อ้า คือว่า…”

 

 

“คงรู้จักกันสินะครับ นี่ นายต้องบอกฉันก่อนสิว่าคุณนักแสดงเขาก็อยู่ด้วยน่ะ เลยกลายเป็นว่ามารบกวนเลยเนี่ย”

 

 

“อ้อ ไม่เป็นไรหรอกครับ ไม่ต้องห่วงผมหรอกนะครับ”

 

 

ซองจูยกยิ้มอย่างคนที่สุภาพเรียบร้อย แล้วจึงกล่าวกับจองวอน โล่งอกที่วันนี้ฮันซองจูนั้นแสดงสีหน้าของคนสุภาพเรียบร้อยออกมาได้อย่างไร้ที่ติ

 

 

“ไม่เป็นไรจริงๆ ใช่ไหมครับ อาจจะช้าไปสักหน่อย ผมซองจองวอนจากเอ็นเคมิวสิคครับ บริษัทของเราทำกิจการด้านเว็บไซต์เกี่ยวกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการจัดโครงการต่างๆ ครับ หวังว่าหากมีโอกาส เราจะได้ร่วมงานกันสักครั้งนะครับ”

 

 

จองวอนกล่าวเช่นนั้นพร้อมกับยื่นนามบัตรให้ซองจู ท่าทางจริงจังและนอบน้อมอย่างมากนั้นเป็นที่พอใจของซองจู เจ้าตัวจึงได้ยกยิ้มเล็กน้อยและพูดกับจองวอน

 

 

“ผมเองก็ไม่ใช่เจ้าของบ้าน พูดไปอาจจะแปลกสักหน่อย แต่ก็เชิญทำตัวตามสบายเลยนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ”

 

 

“ไม่เป็นไรเลยครับ ได้มาเจอกันแบบนี้ ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากเลยครับ”

 

 

จองวอนกล่าวเช่นนั้นออกมา ก่อนจะนั่งลงตรงโต๊ะสำหรับประชุมที่ถูกจัดวางไว้ตรงมุมหนึ่งของห้องทำงาน จีฮยอนที่เฝ้ามองคนทั้งสองอยู่จึงได้ขยับเข้าไปใกล้ซองจู ก่อนจะยื่นนามบัตรให้

 

 

“ผมชองจีวอนครับ ฝากตัวด้วยนะครับ”

 

 

เจ้าเด็กนี่คือคนรักของเจ้าเซจุนสินะ คำทักทายสั้นๆ และนามบัตรที่ส่งมานั้นทำให้ซองจูยกยิ้มสดใสให้กับอีกคน

 

 

“ครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

 

 

ไม่รู้ว่าการให้นามบัตรนั้นเป็นมารยาททางการหรืออย่างไร หรือเพราะเจ้านายอย่างจองวอนคอยพร่ำบ่นกรอกหู จีฮยอนจึงโค้งศีรษะให้เขาอีกครั้ง ก่อนจะเดินจ้ำอย่างรวดเร็วตามไปนั่งที่ข้างๆ จองวอน ตลอดเวลาที่คนทั้งสองและเซจุนวุ่นวายกับการเตรียมการประชุม จองอูก็เตรียมของว่างเพื่อมาต้อนรับแขกที่ไม่คาดคิด

 

 

“พี่ครับ ถ้าเบื่อมานั่งด้วยกันตรงนี้ไหมครับ”

 

 

เซจุนที่มีท่าทางชอบอกชอบใจกับการได้นั่งข้างจีฮยอนเอ่ยถามซองจูอย่างเพิ่งนึกขึ้นได้ ซองจูที่นั่งเอียงตัวบนโซฟา เตรียมที่จะอ่านหนังสือ จึงได้หันไปมองทางโต๊ะประชุม

 

 

“ฉัน? จะไม่รบกวนเหรอ”

 

 

“มีอะไรให้รบกวนล่ะครับ แต่ถ้าสบายใจจะอยู่ตรงนั้นคนเดียว ก็แล้วแต่นะครับ”

 

 

ซองจูที่มองหน้าเซจุนที่กำลังพูดอะไรประหลาดออกมาๆ ตัดสินหยิบหนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาเล่มหนึ่ง ก่อนจะลุกจากที่นั่ง

 

 

“ก็ถ้าพูดขนาดนั้น จะไม่ปฏิเสธแล้วกันนะ”

 

 

กล่าวออกมาแบบนั้น แล้วซองจูก็เดินไปทางโต๊ะประชุมอย่างเนิบๆ

 

 

ดึงเก้าอี้ตัวที่อยู่ข้างๆ เก้าอี้ที่มีโทรศัพท์ของจองอูวางอยู่ออกมาแล้วนั่งลงทันที จองวอนที่ดวงตาเป็นประกายก็มองสลับไปมาระหว่างซองจูและเซจุน

 

 

“ว่าแต่ว่า รู้จักกันได้ยังไงเหรอ”

 

 

ใบหน้าที่หันมาถามเซจุนนั้นเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ เซจุนจึงตอบคำถามนั้นออกมาอย่างเบื่อหน่าย

 

 

“ไม่รู้หรือไง เนี่ยพี่ชายแท้ๆ ของซองฮี”

 

 

“หา จริงเหรอ ไม่เห็นรู้เลย!”

 

 

ดวงตาของจองวอนผู้ไม่รู้อะไรเลยเบิกกว้างขึ้น มีเพียงจีฮยอนที่รู้จักชื่อเสียงของซองจูผ่านทางเซจุนเท่านั้นที่ยังคงมีสีหน้าไม่รู้สึกรู้สาอะไร จองวอนสะกิดเข้าที่เท้าของจีฮยอนที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขา ก่อนจะกระซิบกระซาบถาม

 

 

“นี่ ทำหน้าแบบนี้แสดงว่านายรู้อยู่แล้วงั้นเหรอ แล้วทำไมไม่บอกกันก่อนล่ะ”

 

 

“มันดังออกจะตาย พี่น่ะตกข่าวเองแท้ๆ ทำไมมาโทษผมล่ะ”

 

 

“ในเมื่อบอกว่าฉันตกข่าวเอง ก็ไม่มีอะไรจะแก้ตัวแล้ว อันที่จริงข้อมูลพวกนี้มันก็ไม่ได้สำคัญสักหน่อยนี่”

 

 

คำพูดนั้นทำให้ซองจูปรายตามอง

 

 

“ถ้างั้นอะไรที่สำคัญล่ะครับ”

 

 

“นั่นมันก็เห็นชัดๆ อยู่แล้วนี่ครับ เรื่องสำคัญยังไงก็ต้องเป็นเรื่องการแสดงสิครับ นักแสดงสื่อสารกับผู้คนผ่านการแสดงไม่ใช่เหรอครับ นักดนตรีก็ใช้ดนตรีเป็นสื่อ นักแสดงก็ใช้การแสดง พวกเราก็สื่อสารกันผ่านบทเพลงที่ไพเราะ”

 

 

ซองจูให้ความสนใจจองวอนที่พูดออกมาแบบนั้นเป็นอย่างมาก ท่าทางสุภาพนอบน้อม ดูสดใส แล้วยังมีมารยาทอีกด้วย ความคิดก็ถูกใจเขามากด้วย ทั้งนี้การเป็นคนรู้จักของคิมเซจุนซึ่งเป็นคนที่เขาเชื่อถือที่สุดในบรรดาเพื่อนๆ ของซองฮี ก็เป็นเหตุผลที่พอให้ยอมรับได้แล้ว ซองจูยกยิ้มขำ ก่อนจะกล่าวกับจองวอน

 

 

“สนิทกับเซจุนเหรอครับ”

 

 

“ครับ?”

 

 

“เป็นเพื่อนเจ้านี่เหรอ”

 

 

จองวอนพยักหน้ารับคำพูดนั้น

 

 

“ครับ ไม่กี่ปีก่อนได้ร่วมงานกันก็เลยสนิทกันน่ะครับ”

 

 

“อ้อ อย่างนี้นี่เอง พูดสบายๆ เถอะครับ ถ้าเป็นเพื่อนเซจุน ก็เป็นเพื่อนของซองฮีด้วย เรียกคุณนักแสดงแบบนั้นมันก็ออกจะแปลกอยู่นะครับ”

 

 

เซจุนกับจีฮยอนถึงกับทำสีหน้าฉงนกับคำพูดและรอยยิ้มสดใสแบบนั้น พวกนั้นจ้องมองไปยังคนทั้งคู่ด้วยความรู้สึกเหมือนเฝ้าจับตามองระเบิดเวลา

 

 

“เออ แต่ว่าจู่ๆ จะให้ทำแบบนั้นเลยมันก็…”

 

 

“ก็นะ เราคงได้เจอกันอีกบ่อยๆ อยู่แล้ว ค่อยๆ ปรับไปก็แล้วกันนะ ก่อนอื่นจะให้เรียกยังไงดีนะ คุณนักแสดงมันดูเกินไปหน่อย เอาเป็นเรียกพี่ก็พอ จริงสิ ฉันเริ่มพูดธรรมดาๆ ก่อนแบบนี้ โอเคใช่ไหม”

 

 

“ครับ? อ้า ครับ…ไม่มีปัญหาครับ”

 

 

สุดท้าย ด้วยความงุนงงทำให้ซองจูจัดการเรื่องคำเรียกให้จองวอนเป็นที่เรียบร้อย พอเงยหน้าขึ้นมาก็พบกับใบหน้าของเซจุนที่มองมาด้วยสายตากระดากใจ แต่แล้วเซจุนก็หลบสายตาของเขาที่มองกลับราวกับถามถึงเหตุผล เขาจึงได้แต่คันยุบยิบในใจ ตอนนั้นเองแก้วที่บรรจุไอซ์อเมริกาโน่อยู่เต็มเปี่ยมก็ถูกวางลงตรงหน้าเขา

 

 

“อากาศร้อนแบบนี้ ต้องมาถึงที่นี่คงลำบากแย่ ดื่มนี่ก่อนแล้วค่อยๆ คุยกันไปแล้วกันนะครับ”

 

 

“อ้า ขอบคุณครับ”

 

 

เพราะจองอูที่เข้ามาจัดการจบสถานการณ์ตรงหน้าในตอนท้าย บรรยากาศจึงไม่ได้กระอักกระอ่วนอีกต่อไป จองอูวางแก้วกาแฟลงตรงหน้าคนที่นั่งรวมกันอยู่ที่โต๊ะ ก่อนจะวางแก้วกาแฟที่มีน้ำแข็งอยู่เต็มแก้วไปตรงหน้าซองจูเป็นคนสุดท้าย

 

 

“อย่าให้มันเกินไปนักสิ”

 

 

เจ้าตัวลูบลงไปบนกลุ่มผมของซองจูแผ่วเบา ก่อนจะนั่งลง จองวอนที่มองท่าทางของคนทั้งสองอย่างสนอกสนใจนั้น เคาะฝ่ามือเบาๆ ลงบนโต๊ะ

 

 

“เอาล่ะ งั้นรีบๆ เริ่มประชุมกันเลยดีกว่าครับ คุณเลซี่เองก็ต้องมาหยุดทำงานเพราะพวกเราที่เข้ามากะทันหันแบบนี้ด้วย”

 

 

“ไม่เป็นครับ แล้วก็ผมคิมจองอู เรียกผมด้วยชื่อก็ได้ครับ”

 

 

“เอางั้นเหรอ เอาเป็นว่ามาประชุมกันเถอะครับ”

 

 

เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นนัก กับการที่บอกให้เรียกตัวเองด้วยชื่อคิมจองอูแบบนั้นตั้งแต่เจอกันครั้งแรก ดูอย่างไรซอนจองวอนก็ดูจะได้คะแนนอย่างท่วมท้นในการเจอกันครั้งแรกกับจองอูและคู่รักของเจ้าตัว เซจุนส่งแผนงานที่จองวอนนำมาให้กับจองอูด้วยหนึ่งฉบับ

 

 

ในแผนงานนั้นไม่ได้มีข้อมูลที่ซับซ้อนอะไรเลย จองอูมองดูแผ่นกระดาษที่ในนั้นเพียงอธิบายสถานที่แสดง จุดประสงค์ รูปแบบที่ทางบริษัทต้องการเอาไว้เพียงคร่าวๆ ก่อนจะวางมันลง แล้วกล่าวขึ้นอย่างช้าๆ

 

 

“เรื่องอื่นก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ในแผนงานนี้ระบุว่ามีการแสดงแบบอะคูสติกกับแบบปกติมาด้วย แบบนี้คือให้มาเป็นตัวเลือกที่ทางเราจะตัดสินใจหรือเปล่าครับ”

 

 

“อ้า ก็อย่างที่พูดมาแหละครับ ทางเราอยากให้เป็นการแสดงแบบอะคูสติก แต่ว่าตอนประชุมเมื่อกี้ เซจุนบอกว่าไม่สามารถตัดสินใจเรื่องนี้เองคนเดียวได้ ก็เลยทำมาให้เลือกแบบนี้ครับ”

 

 

พอได้ฟังคำพูดของจองวอน สายตาของจองอูก็เหลือบมองไปทางเซจุนทันที แต่ทว่าสีหน้าของเซจุนที่ทำเป็นไม่รับรู้กับสายตาที่บอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินอะไรแบบนี้กลับเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย จองอูเคาะปากกาที่ถืออยู่ในมือลงบนโต๊ะ ก่อนจะกล่าวออกมา

 

 

“ผมคิดว่าแสดงแบบปกติดีกว่านะครับ”

 

 

สีหน้าของเซจุนที่ได้ยินคำพูดนั้นเคร่งเครียดขึ้นทันที

 

 

“ผมคิดว่าตัดความหลากหลายออกไป แล้วก็เล่นแบบอะคูสติกอย่างเดียวจะดีที่สุดนะครับ เวลาการแสดงทั้งหมดมีประมาณหกสิบนาที รวมช่วงอังกอร์ด้วยแล้วคงสักเก้าสิบนาที กับเวลาขนาดนี้ ถ้าเราทำการแสดงให้มันออกมาผ่อนคลายมากกว่าแสดงแบบใส่พลังจัดเต็มอย่างที่เคยทำทุกที มันจะไม่ดีกว่าเหรอครับ”

 

 

“การแสดงอะคูสติก เมื่อก่อนก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยทำนี่ครับ ประมาณสองปีก่อน ถ้าผมจำไม่ผิด มันเป็นการแสดงที่ทางเอ็นเคมิวสิคจัดขึ้นด้วยนะครับ”

 

 

“นั่นมีแค่วงคราฟท์นี่ครับ พวกเราอยากเห็นคุณจองอูมาร่วมเล่นแบบอะคูสติกด้วยไงครับ”

 

 

“ไม่รู้สิครับ…”

ตอนพิเศษ 2-3 ปลายนิ้ว

 

 

 

 

“ขอโทษด้วยครับ เห็นว่าประตูหน้าเปิดอยู่ก็เลย…” 

 

 

“นี่ นายไม่มีไหวพริบเลยเหรอ ถึงประตูจะเปิดอยู่ก็เคาะประตูได้ไม่ใช่หรือไง ถ้าเห็นว่าประตูเปิดอยู่ก็เข้าไปเลยได้ แล้วจะมีกริ่งไว้ทำไม หา?” 

 

 

“ก็คือ นั่นมัน ก็ผมไม่รู้นี่ครับว่าพี่ก็อยู่ด้วย” 

 

 

“แล้วมีกฎหมายไหนบอกว่าฉันอยู่ที่นี่ไม่ได้” 

 

 

“ขอโทษครับ…” 

 

 

“เอาล่ะ พอได้แล้ว พี่เซจุนก็ขอโทษแล้วไง” 

 

 

“นี่! นายเข้าข้างใครกันแน่!” 

 

 

ด้วยความอายเลยทำให้แสดงออกมามากเกินกว่าปกติ พอห้ามซองจูที่หัวร้อนออกมาแบบนั้นได้แล้ว จองอูก็เอากาแฟที่มีไอร้อนลอยฟุ้งวางลงตรงหน้าเซจุน 

 

 

“นี่ อากาศร้อนแบบนี้เอากาแฟร้อนมาให้เนี่ยนะ” 

 

 

“ก็เปิดแอร์อยู่นี่ครับ ดื่มๆ ไปเถอะ” 

 

 

“นี่นายกำลังเอาคืนฉันใช่ไหม…” 

 

 

ถึงอย่างไรเซจุนที่ไม่ได้ถูกไล่ตะเพิดออกไปก็ยกกาแฟที่จองอูเอามาให้ดื่มไปอึกหนึ่ง ก็มีเหตุผลนี่นะ อย่างไรเสียกาแฟที่จองอูเลือกมาก็รสชาติดีกว่าที่ร้านเป็นไหนๆ 

 

 

“แล้วตกลงมีเรื่องครับ ตอนเข้ามา พี่บอกว่ามีข่าวใหญ่ไม่ใช่เหรอครับ” 

 

 

“อ้อ เรื่องนั้นไง!” 

 

 

เซจุนที่เงียบไปครู่แล้วเอาแต่จิบกาแฟเงยหน้าทันทีราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ถึงเรื่องที่ลืมไป แววตาของเจ้าตัวกำลังเปล่งประกายแวววาวอย่างมาก 

 

 

“นายน่ะ อยากขึ้นแสดงกับพวกเราไหม” 

 

 

“แสดงเหรอครับ” 

 

 

“แสดง?” 

 

 

เสียงตะโกนที่ดังขึ้นอย่างน่ากลัวเมื่อกล่าวคำนั้นจบ ท่าทางของคนทั้งสองนั้นทำเอาเซจุนทำหน้าตกใจขึ้นมา 

 

 

“ก็เข้าใจนะที่ตกใจน่ะ แต่อย่าโพล่งถามเสียงดังออกมาแบบนั้นสิครับ มันน่ากลัวออกครับพี่” 

 

 

เซจุนกล่าวเช่นนั้นออกมา พร้อมกับไอแค่กๆ ออกมา 

 

 

“มีข้อเสนอเข้ามาน่ะ เสนอมาว่าให้ลองจัดมินิคอนเสิร์ตในระยะเวลาหนึ่งชั่วโมงร่วมกับนาย นายว่าไง” 

 

 

“จากที่ไหนครับ” 

 

 

“เอ็นเคมิวสิค” 

 

 

คำตอบที่ได้รับในทันทีทำให้สีหน้าของจองอูนิ่งไป 

 

 

“ที่นั่น เป็นบริษัทที่แฟนพี่ทำงานอยู่ไม่ใช่เหรอครับ” 

 

 

“อือ ใช่แล้ว ว่าแต่นายว่ายังไงล่ะ” 

 

 

“ก็ไม่เลวนะครับ แต่มันก็…” 

 

 

พูดให้ดูสุภาพไปอย่างนั้นสินะ สีหน้าของจองอูไม่ค่อยปกตินัก พอได้เห็นสีหน้าที่ดูไม่เต็มใจอย่างชัดเจน เซจุนก็รีบกล่าวต่อ 

 

 

“นี่ มีปัญหาอะไร จะฉันหรือจีฮยอนก็ไม่ได้เอาความรู้สึกส่วนตัวมาปนกับเรื่องงานนะ เรากับบริษัทของเจ้านั่นก็ร่วมงานกันไม่กี่งานเอง” 

 

 

“ก็ไม่ใช่ว่าตกหลุมรักกันตอนที่เตรียมการแสดงอยู่หรือไงครับ” 

 

 

“ไม่ใช่สักหน่อย ก่อนหน้านั้นฉันก็เอาแต่ค้านหัวชนฝาไปแล้วนะ” 

 

 

“ยังไงซะก็ได้คบกันเพราะเรื่องสตอล์กเกอร์นั่นนี่ครับ ก่อนหน้านั้นก็มีพี่ที่พยายามอยู่คนเดียว” 

 

 

“นี่ เอาเรื่องพวกนั้นขึ้นมาพูดตอนนี้ทำไม!” 

 

 

เซจุนกระทืบเท้าด้วยความรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความยุติธรรมในสถานการณ์นี้ 

 

 

“ยังไงก็เถอะ ที่นั่นน่ะเดือนนึงจะเปิดการแสดงครั้งหนึ่ง เดิมที่ตั้งใจจะทำตั้งแต่ตอนออกอัลบั้มที่แล้ว ก็ดันล่มไปซะ ครั้งนี้ก็เลยเสนอเพิ่มเข้ามา ในเมื่อก็เป็นโปรดิวเซอร์อยู่แล้วก็เลยให้นายมาร่วมแจมด้วยซะเลย ไม่ได้เหรอ” 

 

 

“เรื่องนั้นใครเป็นคนเสนอล่ะครับ” 

 

 

“ไม่ใช่จีฮยอนหรอกน่า ไอ้นี่ คนที่ชื่อซอนจองวอนนู่น” 

 

 

เซจุนพูดออกมาแบบนั้น ก่อนจะควานหาบางอย่างในกระเป๋าที่ถือมา 

 

 

“อ้า แป๊บนะ ไม่ได้เอาแผนงานมาเหรอเนี่ย โธ่เว้ย…ลืมไว้ที่บ้านแหง” 

 

 

เจ้าตัวกล่าวออกมาเช่นนั้นพร้อมกับควานหาในกระเป๋าอย่างขะมักเขม้น ทั้งไม้กลองไว้ โน้ตเพลง กล่องดินสอ ของต่างๆ มากมายถูกวางลงบนโต๊ะหน้าโซฟา ตอนนั้นสีหน้าของซองจูที่นั่งอยู่ข้างๆ จองอูก็เคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ เจ้าตัวที่เป็นพวกรักสะอาดและคิดมาก การได้เห็นอาณาเขตของเขามีสภาพไร้ระเบียบด้วยข้าวของของเซจุนก็ดูจะลำบากอยู่บ้าง 

 

 

“นี่ คิมเซ…” 

 

 

ซองจูที่เอ่ยเรียกชื่อของเซจุนออกมาด้วยท่าทางเอาเรื่องนั้นหยุดชะงักไปในทันที 

 

 

ครืด ครืด 

 

 

โทรศัพท์มือถือของเซจุนที่วางอยู่บนโต๊ะสั่นขึ้นมาอย่างรุนแรง 

 

 

“สวัสดีครับ” 

 

 

เซจุนเอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างรีบร้อน แล้วกดรับในทันที 

 

 

“อ้า จองวอน โทรมาได้จังหวะพอดีเลย เหมือนฉันจะไม่ได้เอาแผนงานที่ให้เมื่อกี้มาด้วยนะ” 

 

 

คำพูดของเซจุนฟังดูร้อนรน 

 

 

“อ้า อ้อ จริงเหรอ งั้นก็ขอบใจ ว่าแต่ว่างเหรอ อ้า ว่าไงนะ นี่…แบบนั้นเท่ากับใช้ประโยชน์ฉันไม่ใช่หรือไง” 

 

 

ยิ่งคุยโทรศัพท์นานเท่าไร สีหน้าของเซจุนก็เปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็วเช่นกัน คงสนิทกันมากถึงได้ใช้คำพูดสบายๆ ท่าทางที่จู่ๆ ก็พยายามอธิบายแทบตายแบบนั้นก็น่าสนใจดี 

 

 

แต่ทว่าเซจุนที่เห็นแบบนั้น อันที่จริงแล้วเป็นคุณชายคนเล็กของบ้านที่จบการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง เจ้าตัวทิ้งเส้นทางบนกองเงินกองทองที่คนเพียงแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่านั้นถึงจะเข้าไปสัมผัสได้ แล้วก็กลายมาเป็นนักดนตรีเสีย นิสัยที่ไม่มีตรงไหนที่น่ารังเกียจเลยสักนิดกับท่าทางสุภาพในทุกครั้งที่เจอ จึงเป็นคนที่ไม่สามารถเกลียดได้ลงเลย แม้กระทั่งกับซองจูที่เห็นทุกอย่างขวางหูขวางตาไปหมดแบบนั้นก็ตาม เซจุนก็ยังคงได้รับการยอมรับว่ามีความสามารถมาตั้งแต่ไหนแต่ไร 

 

 

“อือ จริงเหรอ อือ เข้าใจแล้ว ที่นี่? คือว่าที่นี่คง…” 

 

 

เซจุนกล่าวอ้อมแอ้มพร้อมกับปรายตามองจองอูและซองจูที่สังเกตเขาอยู่แล้ว เมื่อพอจะเข้าใจเรื่องราวคร่าวๆ จองอูจึงพยักหน้าไปทางเซจุน ตอนนั้นเซจุนก็รีบตอบคนในสายกลับไปทันที 

 

 

“เออ รู้จักห้องซ้อมเราใช่ไหม แค่ขึ้นมาชั้นสามก็พอ อือ เดี๋ยวเจอกัน!” 

 

 

เซจุนวางสายจากอีกฝ่าย แล้วจึงถอนหายใจยาวออกมาทันที 

 

 

“เฮ้อ…ใจหายหมด เกือบได้โดนซองฮีกับซองฮุนด่าเข้าให้แล้วไง” 

 

 

จองอูกล่าวกับอีกคนที่กำลังกางแขนกางขาลงบนโซฟาอย่างเต็มที่ ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก 

 

 

“ทำไมกันดูไม่สมเป็นพี่เลยนะครับ แผนงานก็ต้องเป็นเอกสารสำคัญอยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ” 

 

 

“ก็นั่นแหละ วันนี้ฉันไม่มีสมาธิสักเท่าไรน่ะ” 

 

 

“ตื่นเต้นที่จะเจอแฟนข้างนอกเหรอครับ” 

 

 

“นี่ เลซี่ ตอนที่พี่ทำงานเนี่ย เคยเอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับงานเหรอ บอกว่าทำงานก็คือทำงาน” 

 

 

“ยังไงซะก็เจอกันตอนทำงานเลยได้เป็นแฟนกันอยู่ดีนี่ครับ” 

 

 

“เลิกพูดเรื่องนั้นสักทีเถอะ…” 

 

 

เซจุนอ้อนวอนจองอูพร้อมกับยกสองมือขึ้นปิดหน้า 

 

 

“ยังไงซะ เจ้าตัวก็จะมาอยู่แล้ว ก็ค่อยฟังเรื่องการแสดงจากเจ้านั่นเองแล้วกัน” 

 

 

“อะไรนะ คนอื่นจะมาที่นี่งั้นเหรอ” 

 

 

แย่แล้ว ทุกสายตาจ้องมาที่ซองจูซึ่งสบถเสียงดังออกมา ด้วยไม่ถูกใจนักกับสถานการณ์ที่มีแค่เขาเท่านั้นที่ต้องกลับไป จองอูที่มองเห็นสีหน้าที่เริ่มฉายความไม่พอใจออกมามากขึ้น จึงได้ถอนหายใจออกมาแผ่วเบา 

 

 

“ถ้าไม่สบายใจก็กลับไปดีไหม” 

 

 

ซองจูส่ายหน้าอย่างดื้อดึงให้กับข้อเสนอนั้น 

 

 

“ใครจะมาบ้างล่ะ” 

 

 

“อืม รองหัวหน้าซอนที่คุยด้วยเมื่อกี้กับ…” 

 

 

“กับใคร” 

 

 

ซองจูถามกลับด้วยท่าทางเอาเรื่อง ดูเหมือนคงจะตัดสินใจหลังจากที่รู้แล้วว่ามีใครมาบ้าง เซจุนที่รับรู้ถึงความคิดนั้นของอีกคน จึงได้ตอบกลับไป 

 

 

“บางที แฟนผมอาจจะมาด้วยครับ” 

 

 

ซองจูที่ได้ยินคำตอบนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง 

 

 

“หืม งั้นเหรอ” 

 

 

“ครับ อาจจะนะครับ” 

 

 

“งั้นฉันก็อยู่นี่แหละ” 

 

 

“คะ ครับ?” 

 

 

มีเพียงเซจุนเท่านั้นที่ตกใจกับคำพูดแบบกะทันหันนั่น อีกคนเอ่ยปากต่อทั้งที่ดวงตายังคงเบิกโพลงอยู่เช่นนั้น 

 

 

“พี่ครับ แบบนั้นจะไม่มีข่าวลือแปลกๆ ออกไปเหรอครับ” 

 

 

“จะมีข่าวลืออะไรได้ล่ะ ก็บอกไปว่าเจ้านี่ก็ทำการแสดงด้วยเพราะสนิทกับพวกนาย ฉันเองก็รู้จักกับพวกนายก็เลยพลอยสนิทกับเจ้านี่ด้วย แค่นั้นก็จบ ยิ่งพยายามปิดก็ยิ่งทำให้ปวดหัวหนักกว่าเก่า” 

 

 

“ก็ ที่พี่พูดมามันก็ถูก…” 

 

 

เซจุนกล่าวเช่นนั้นออกมาพร้อมกับสีหน้าฉายชัดถึงความลำบากใจ 

 

 

ถึงจะมีคนรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างจองอูกับซองจูขึ้นมา ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร แต่ทว่าไม่รู้ทำไมถึงได้ไม่สบายใจ แม้ว่าจะเป็นฮันซองจูที่กินขาดในเรื่องการแสดงด้วยการใช้เล่ห์เหลี่ยม แต่มันก็เป็นเรื่องที่คาดเดาอะไรไม่ได้เลย 

 

 

“ไม่เป็นไรแน่นะ” 

 

 

จองอูเองก็มีความคิดเช่นเดียวกับเซจุน จึงได้หันหน้าที่ยังคงนิ่งไม่สะทกท้านไปทางซองจู พร้อมกับเอ่ยถามออกมาอีกครั้ง แต่ทว่าคำตอบที่ได้กลับมาก็ชัดเจนแล้ว 

 

 

“อือ ไม่เป็นไรหรอก” 

 

 

ด้วยคำตอบที่ชัดเจน ทั้งสองคนจึงไม่พูดอะไรออกมาอีก ถึงจะแสดงท่าทางห้ามปรามออกไป ก็รู้ดีอยู่แล้วว่าไม่มีทางห้ามได้ 

 

 

ทั้งสามคนพูดคุยกันอีกเล็กน้อย ก่อนจะปล่อยเวลาผ่านไปอย่างเงียบๆ ในระหว่างรอคอยการมาถึงของแขกที่ไม่คาดคิด ช่างเป็นยามบ่ายที่แสนสงบเหลือเกินในความเป็นจริง 

ตอนพิเศษ 2-2 ปลายนิ้ว

 

 

 

 

คิมจองอูก็เป็นแบบนี้ตลอด ซ่อนบาดแผลบนใบหน้าไว้ภายใต้เส้นผม มันก็เพียงเท่านั้น แต่ทว่าก็ไม่ยอมให้ใครได้เห็นมือข้างซ้ายอย่างง่ายๆ เช่นกัน เช่นเดียวกับที่ไม่เปิดเผยใบหน้า แม้รู้ดีว่าเพราะเป็นฮันซองจูจึงสามารถจับมือนี้ไว้ได้ หากซองจูก็ยังคงรู้สึกไม่เพียงพอ ทุกครั้งที่อีกคนปิดบังสายตาหรือมือนั้นตอนอยู่ต่อหน้าเขา มันทำให้เขารู้สึกเหมือนยังไม่ได้ครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างของอีกคนจนกระวนกระวาย เขาค่อยๆ ดึงมือซ้ายที่เกี่ยวกระชับกันไว้เข้ามา 

 

 

“อื้ม” 

 

 

เมื่อประทับจูบอย่างช้าๆ ลงบนหลังมือที่ถูกดึงเข้ามาชิดใบหน้า เสียงครางสั้นๆ ก็หลุดออกมาจากปากของจองอู แม้ได้ยินแต่ก็แกล้งไม่รับรู้ ซองจูค่อยๆ แลบลิ้นออกมา แตะปลายลิ้นลงไป และเริ่มไล้เลียไปบนหลังมือของจองอู 

 

 

ทุกครั้งที่ออกแรงกดปลายลิ้นอุ่นลงไปบนมือใหญ่และแห้งกร้านจนปรากฏเป็นเส้นเลือดปูดนูนชัดขึ้นมานั้น ทำให้รู้สึกได้ว่าช่วงล่างที่สัมผัสกันอยู่ พลันเกิดแรงปรารถนาปะทุขึ้นมาจนแทบทะลัก เรียวลิ้นที่ขยับเคลื่อนช้าๆ ไปตามแนวเส้นเลือดที่ปูดนูนขึ้นมา ทุกครั้งที่มันไปบรรจบตรงโคนนิ้ว กล้ามเนื้อของจองอูก็ถึงกับเกร็งกระตุกขึ้นมา มือข้างที่เหลือไต่ขึ้นไปตามช่วงเอวของซองจู พร้อมกับลมหายใจที่หอบถี่ขึ้นทีละนิด เคลื่อนผ่านไปที่ท้ายทอย แล้วจึงขยับขึ้นไปขยุ้มกลุ่มผมเปียกชื้นเล็กน้อยนั้นไว้ 

 

 

“ฮึก!” 

 

 

ด้วยแรงดึงที่เส้นผมจึงทำให้คอถูกดึงรั้งขึ้นมาด้วย หากซองจูเพียงส่งเสียงครางแผ่วออกมา แล้วจึงกลับไปสนใจกับมือของจองอูเช่นเดิม เริ่มจากนิ้วโป้ง ไปนิ้วชี้ ลามไปยังนิ้วกลาง ดูดดึงเรียวนิ้วยาวอย่างรักใคร่ กดปลายลิ้นลงไปตรงช่องระหว่างนิ้ว เกี่ยวกระหวัดเรียวนิ้วอีกครั้ง และเลียขึ้นไป ทำซ้ำๆ อย่างนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายก็ใส่เข้าไปในปากแล้วดูดกลืนเข้าไปจนสุด การดูดรัดซ้ำๆ ราวกับสัมผัสที่ส่วนนั้นอยู่ ค่อยๆ เคลื่อนผ่านไปทีละนิ้ว จนมาถึงสุดท้าย 

 

 

มันถูกกำหนดไว้ให้เป็นที่สุดท้ายอยู่เสมอ ต่อจากการสัมผัสนิ้วกลาง ซองจูก็ค่อยๆ แตะเรียวลิ้นลากผ่านไปตามสันมือข้างซ้ายของจองอูอย่างอ่อนโยน ทุกครั้งที่เรียวลิ้นอุ่นและฉ่ำชื้นลากผ่านไปมา ลมหายใจที่ติดขัดกับกล้ามเนื้อที่กระตุกเกร็งนั้น ยังคงส่งผ่านมาถึงร่างกายของซองจูที่แนบชิดติดกันอยู่ ช่วงสะโพกที่เหมือนก้อนหินสองก้อนถ่วงอยู่ตรงกลางหว่างขา ส่วนกลางระหว่างนั้นที่ร้อนขึ้นอย่างชัดเจนจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของจองอู มันแข็งเกร็งขึ้นราวกับจะระเบิดออกเสียเดี๋ยวนั้น ด้วยไม่อาจเอาชนะความต้องการที่ท้วมท้น และช่วงสะโพกที่สั่นสะท้าน กับมืออีกข้างที่ยังคงกำขยุ้มกลุ่มผมของซองจูเอาไว้จนกล้ามเนื้อเกร็งชัดขึ้นมา เป็นสัญญาณให้รู้ว่าตอนนี้จองอูนั้นคึกคักมากขนาดไหน ถึงกระนั้นซองจูก็ยังไม่ยอมหยุด 

 

 

ท้ายของท้ายที่สุด เจ้าตัวประทับจูบลงบนนิ้วมือที่ยังคงผิดรูปเช่นเดิมเสมอ ซองจูไม่ได้ใส่นิ้วนั้นเข้าไปในปาก กลับประทับจูบกว่าสิบครั้งลงไปบนนิ้วผิดรูปที่เล็บไม่ยาวออกมาอีกแล้วซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น ดวงตาทั้งคู่ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ปรารถนาเปิดปรืออยู่เช่นนั้น พร้อมกับหยาดน้ำลายสีใสที่ไหลออกมาจากริมฝีปากที่เผยอค้าง หยดเหงื่อรินไหลผ่านพวงแก้มที่ขึ้นสีแดงจัด น้ำรักที่ไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัวนั้นกำลังร้องตะโกนว่าไม่สามารถทนรอได้อีกต่อไป จองอูที่ไม่อาจทนกับการกระหน่ำจูบบนเรียวนิ้วของตัวเองได้อีกต่อไป จึงดึงร่างของซองจูขึ้นมาด้านบน 

 

 

“ฮึก!” 

 

 

เสียงตุ้บกับความเจ็บปวดที่แล่นขึ้นมา ในตอนนั้นเองร่างของซองจูก็ขึ้นมาคร่อมอยู่บนร่างของจองอู 

 

 

“อ้อนกันขนาดนี้…พร้อมแล้วสินะ” 

 

 

แลบเลียเรียวลิ้นลงบนริมฝีปากคู่นั้น พร้อมกับยกยิ้มลามกออกมา ทำให้ความต้องแล่นพล่านขึ้นมาที่ท้ายทอยของซองจู ด้วยแววตาที่พร่ามัว ซองจูก็พยักหน้ารับกับคำถามนั้น 

 

 

“ฮึก! อื้อ! อึก!” 

 

 

แทบจะในทันที่ตอบรับออกไป จองอูก็ทาบริมฝีปากของตนเองลงบนริมฝีปากของซองจู มอบจูบแนบแน่นจนเสียงครางใดก็ไม่อาจหลุดลอดออกมาได้ 

 

 

พลิกตัวให้ร่างของซองจูกลับมาอยู่ใต้ร่างเขา แล้วจึงส่งมือข้างขวากดแทรกเข้าไปในช่องทางรักของซองจู 

 

 

“อื้อ ไม่เอา อันอื่น อ๊ะ! ไม่เอา อันนี้…สะ ใส่มาหน่อย ได้โปรด ฮึก!” 

 

 

คำพูดอ้อนวอนที่หลุดลอดออกมาจากปากอย่างยากลำบาก และท่าทางส่ายหน้าอย่างหมดหนทาง ตอนที่ใบหน้านั้นค่อยๆ เชิดขึ้นไปด้านหลัง ในตอนนั้นเองที่เรียวนิ้วของจองอูถูกดึงออกมา ช่องทางที่ตอดรัดกันครั้งแล้วครั้งเล่า แม้หลังจากที่เขาปลดปล่อยความต้องการออกไปแล้ว มืออีกข้างที่เกี่ยวกระชับกันอยู่นั้นก็ยังไม่คลายออกจากกันเลย คนทั้งคู่บดเบียดร่างกายเข้าหากันซ้ำๆ จนฟ้าสาง โดยที่ไม่มีใครยอมปล่อยมือที่กระชับเกี่ยวกันไว้ออกจากกันเลย 

 

 

 

 

 

* * * 

 

 

 

 

 

“ตอนนี้ค่อยๆ ทำงานไปแบบสบายๆ ได้แล้วไม่ใช่หรือไง ทำไมยังยุ่งอยู่ล่ะ” 

 

 

“ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเวลาให้นายอยู่นะ” 

 

 

“ไม่ใช่ว่าทำเพราะเลี่ยงไม่ได้ใช่ไหม อะไรกัน ถ้านายเป็นแบบนี้บ่อยๆ ฉันจะทิ้งนายไปถ่ายหนังที่ต่างประเทศเลยคอยดู” 

 

 

“โธ่ กลัวแล้วเนี่ย” 

 

 

ท่าทางที่ดูไม่ได้หวาดกลัวเลยสักนิดนั่นทำให้ซองจูอดแสดงท่าทางโมโหออกมาไม่ได้ เขาส่งเสียงจิ๊ออกมา ก่อนจะโยนหนังสือที่ถืออยู่ในมือลงไปบนโต๊ะ 

 

 

วันหนึ่งของเดือนมิถุนายน ซองจูที่เบื่อหน่ายกับการอยู่คนเดียวในบ้านมาตั้งแต่เช้า พอเข้ามาที่ห้องทำงานของจองอูที่อยู่บนชั้นสามของบ้านเขา งานทุกอย่างของจองอูก็เป็นอันหยุดชะงักในทันที 

 

 

หลังจากใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ซองจูมักจะใช้วิธีนี้เข้ามาที่ห้องทำงานของจองอูโดยไม่สนเวลาล่ำเวลา แล้วก็ขัดขวางการทำงานของอีกฝ่ายอย่างหน้าไม่อาย เวลาแบบนั้นจองอูก็มักจะทำใจกว้าง ปล่อยผ่านกับการก่อกวนแบบนั้นอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามตอนที่มีงานสำคัญ ซองจูก็จะไม่เข้ามายุ่งหรือไม่ก็หลบมุมทำงานของตัวไป การจะรับมือกับท่าทางในตอนนี้ก็คือการพูดคุยอย่างเปิดใจ จองอูก้มมองซองจูที่หนุนศีรษะลงบนตักของเขา 

 

 

“วันนี้หัวร้อนเรื่องอะไรมาอีกล่ะ” 

 

 

“ก็แค่คิดว่าออกไปข้างนอกรับแสงแดดแล้วก็กินข้าวกันบ้างก็คงดี” 

 

 

“ไม่ชอบหลบสายตาคนอื่นไม่ใช่เหรอ” 

 

 

“ก็นานๆ ทีไง” 

 

 

“งั้นออกไปตอนนี้เลยไหม” 

 

 

“…ช่างเถอะ” 

 

 

บทสนทนาที่พูดออกมาทันทีโดยไม่รั้งรอนั้น ทำให้ปากของซองจูถึงกับเบะออกมา 

 

 

ถึงจะเป็นพวกเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรก็ตาม แต่พอทำแบบนี้แล้ว จองอูก็ยังแสดงท่าทางว่าไม่ใส่ใจ นั้นก็ยิ่งทำให้งอนเข้าไปอีก เพราะอยากออกไปโดยไม่วุ่นวาย ไม่ใช่แบบนี้ ที่ไหนก็ได้ เขาแค่อยากลองทำอะไรอื่นๆ ร่วมกับจองอูสักครั้งเท่านั้น ผู้ชายที่เพิ่งทลายกำแพงของเขาได้ไม่นานเท่าไหร่คนนี้ยังไม่ยอมเปิดใจทั้งหมดให้แก่เขา 

 

 

‘แค่ไม่หนีไป แล้วก็อยู่แบบนี้ก็นับว่าเป็นปาฏิหาริย์มากแล้ว’ 

 

 

ซองจูยอมแพ้กับทุกอย่างทันที แล้วพึมพำอยู่ในใจ 

 

 

ทุกคนที่รู้จักเขากับจองอู ขนาดน้องชายแท้ๆ ก็ไม่คิดว่าพวกเขาสองคนจะคบกันมานานขนาดนี้ได้ ซองจูสัมผัสได้ว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงไปทีละนิด 

 

 

สำหรับเขาการเดตกับคนอื่นๆ มันคือการออกไปแสดงตัวในสถานที่หนึ่ง ใช้เวลาร่วมกัน แล้วก็ไปดื่มที่บาร์สักแก้วสองแก้ว หลังจากนั้นก็ไปมีเซ็กซ์กันที่โรงแรม แล้วแยกทาง เป็นแบบนั้นมาเรื่อยๆ ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะทุกคนล้วนแต่รู้จักหน้าค่าตาเขาจึงไม่สามารถไปพวกโรงหนังหรือสถานที่ที่จัดการแสดงต่างๆ ได้ พวกร้านค้าที่วัยรุ่นชอบไปหรือย่านต่างๆ ก็ไม่สามารถไปได้เหมือนกัน ไม่สามารถเดินจับมือกันไป ทำตัวติดกัน กระซิบกระซาบบอกรักแบบนั้นได้ ไม่ว่าจะคบกับผู้หญิงหรือว่าคบกับผู้ชายก็เหมือนกัน ข้อจำกัดของคนที่ใช้หน้าตาทำมาหากินนั้นมากมายเหลือเกิน แม้ส่วนใหญ่จะบอกว่าเข้าใจ แต่การเข้าใจด้วยสมองกับการเข้าใจด้วยหัวใจนั้นมันต่างกัน ไม่ว่าใครต่างก็คิดว่าชีวิตแบบนี้มันน่าเบื่อสิ้นดี 

 

 

แต่ทว่าเมื่ออยู่กับคิมจองอู สถานการณ์มันกลับกลายเป็นตรงกันข้ามกัน 

 

 

จองอูที่ไม่เก่งในการปรับตัวเข้ากับสังคมจึงใช้ชีวิตอยู่กับบ้านตลอดเวลา งานก็ทำที่บ้าน ใช้ชีวิตแค่ในบ้าน การออกไปข้างนอก ก็คือไปจ่ายตลาด หรือไม่ก็ออกไปธนาคารบ้างบางครั้ง ซองจูที่ถูกจำกัดการออกไปข้างนอกเพราะงานที่ทำอยู่ จึงไม่ต่างจากการใช้ชีวิตแบบตัวติดกันตลอดเวลา หากคนที่กระวนกระวายกลับกลายเป็นซองจู 

 

 

นั่นเพราะเขาอยากทำหลายๆ อย่างร่วมกัน ยิ่งจองอูซ่อนตัวตนเอาไว้ก็ยิ่งกระวนกระวายใจ หากได้ทำหลายอย่างร่วมกันก็ยิ่งเพิ่มความทรงจำระหว่างกัน พอได้ใช้ชีวิตแบบเดิมตลอดเวลา ก็กลับปรารถนาชีวิตในแบบอื่น ซองจูคิดว่าตัวเองเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน 

 

 

“จะนาย หรือฉัน…ช่างเป็นพวกพิลึกจริงๆ เลย” 

 

 

ซองจูบ่นพึมพำแบบนั้นออกมา แล้วจึงยื่นมือออกไปลูบไล้ปลายคางของจองอู 

 

 

“อยู่ๆ ก็พูดอะไรออกมาก็ไม่รู้” 

 

 

จองอูกล่าวเช่นนั้น ก่อนจะคว้ามือของซองจูไว้ แล้วดึงให้ลุกขึ้น 

 

 

“หืม…” 

 

 

พอถูกดึงให้ลุกขึ้นมา จองอูก็ประกบปิดริมฝีปากนั้นทันที ใบหน้าที่เบียดชิดจนไม่มีช่องว่างและตามทาบปิดอย่างเร่งรีบทำให้ริมฝีปากเผยอรับเรียวลิ้นชื้นของอีกคน พอเรียวลิ้นอุ่นชื้นแทรกผ่านระหว่างฟันเข้าไปสัมผัสที่เพดานปากของเขา ร่างกายนั้นก็ถึงกลับเอนไปด้านหลังอย่างนึกหวั่นในทันที ปลายเท้าที่ขยับออกไปนั้นกระตุกเกร็ง แล้วหยุดชะงักไป สิ่งที่ปรากฏในสายตาทำให้จองอูยกยิ้มไปถึงดวงตา พร้อมกับผละริมฝีปากออก 

 

 

“ขึ้นข้างบนไหม” 

 

 

“หือ แต่ว่า…” 

 

 

“ที่นี่คงไม่ดี อาจจะมีใครเข้ามาก็ได้” 

 

 

เอ่ยออกมาแบบนั้นพร้อมกับเสียงจุ๊บที่ดังขึ้นเมื่อริมฝีปากนั้นประทับจูบลงไปอีกครั้ง ซองจูยกแขนขึ้นคล้องคอของจองอูไว้ 

 

 

“งั้นเราขึ้นข้างบนกันไหม” 

 

 

ในตอนนั้นเองประตูก็ถูกเปิดออกโดยแรงอย่างกะทันหัน 

 

 

“นี่! จองอู! ข่าวใหญ่!” 

 

 

เสียงปังดังสนั่นออกมา กระดิ่งที่แขวนอยู่บนประตูก็สั่นไหว พร้อมกับส่งเสียงกังวานแทรกเข้ามาในบรรยากาศที่เงียบสงัด สองคนที่ยังอยู่ในท่าทางล่อแหลมหันไปมองทางประตูด้วยความตกใจ แล้วคนคนหนึ่งที่ชะงักค้างราวกลับกลายเป็นหินไปแล้วนั้นก็จ้องมองไปยังคนทั้งคู่ด้วยสายตากระอักกระอ่วน ทั้งหมดสบสายตากันไปมา 

ตอนพิเศษ 2-1 ปลายนิ้ว

 

 

 

 

“อ้า อื้อ จองอู นี่ ตรงนั้น ตรงนั้น อีกนิด…” 

 

 

“ตรงไหน พูดมาชัดๆ สิ” 

 

 

“ตะ ตรงนั้น! อื้อ ฮึก…ลึกอีก อีก อีก ฮึก!” 

 

 

หยาดเหงื่อใสถูกขับออกมาจากร่างกายที่โยกคลอนอย่างไร้สตินั้นอย่างต่อเนื่อง เสียงครางกระเส่าที่เต็มไปด้วยความเสียวของซองจูดังก้องไปทั่วห้องนอน ในยามที่เรียวลิ้นนั้นแลบเลียความเค็มปร่าที่ไหลรินลงมาตามแนวคาง 

 

 

ท่าทางที่ต่างไปจากปกติ ร่างกายของซองจูที่ขยับโยกส่วนสะโพกอย่างแข็งขันอยู่ด้านบนของจองอูนั้น เต็มไปด้วยตราประทับสีแดงก่ำ เมื่อได้มองร่องรอยคล้ายดอกไม้ผลิบานกระจายอยู่ทั่วผิวขาว จองอูจึงได้ขยับสะโพกเด้งสวนขึ้นไป ซองจูเชิดหน้าขึ้นด้วยความเสียวซ่านอีกครั้ง 

 

 

“ฮึก นาย เกินไปแล้ว…อึก อื้อ!” 

 

 

“อึก!” 

 

 

เลียริมฝีปากบนด้วยเรียวลิ้น พร้อมกับขยับสะโพกเด้งสวนขึ้นไปอีกครั้งจนซองจูชะงักค้างไป ร่างทั้งร่างก็พลันกระตุกเกร็ง ในตอนนั้นเอง ด้วยการขยับตอดรัดอย่างแรงภายในทำให้ความต้องการที่อัดแน่นของจองอูถูกปลดปล่อยออกมาในทันที 

 

 

ซองจูที่ซบลงกับแผ่นอกของจองอูอย่างหมดแรง และได้แต่หายใจหอบถี่อยู่อย่างนั้น จู่ๆ ก็มีสัมผัสจากมือที่แสนอ่อนโยนคอยลูบไล้ไปตามแผ่นหลังและช่วงเอวของเจ้าตัว 

 

 

“ฮือ อื้อ…ตรงนั้น ไม่ ได้…” 

 

 

อารมณ์ปรารถนาที่ยังไม่มอดไหม้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งด้วยการสัมผัสลูบไล้นั้น การขยับโยกร่างกายอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับปลดปล่อยความต้องการนั้นเข้าไปภายในตัวของซองจูก่อนหน้านี้ แต่ส่วนกลางจองอูกลับเริ่มตื่นตัวขึ้นมาอีกครั้งแล้ว 

 

 

“ร่างกายของนายบอกว่าไม่เป็นไรนี่” 

 

 

“นายเนี่ย ถ้ายังทำแบบนี้ แล้วฉันเกิดสลบไปจะทำยังไง…” 

 

 

“ถ้าเป็นแบบนั้น ฉันก็ดูแลนายไง” 

 

 

ซองจูเหลือบมองจองอูที่กล่าวออกมาอย่างสบายใจพร้อมกับยกยิ้มละไม เห็นแบบนั้นแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา ถึงจะพูดออกมาแบบนั้น แต่ก็ไม่ได้มีความคิดที่จะเซ้าซี้ซองจูจริงๆ จองอูกอดร่างกายของอีกคนเอาไว้อย่างเงียบๆ และตบเบาๆ ลงบนแผ่นหลังนั้น 

 

 

คนทั้งคู่ทอดกายอยู่บนเตียงด้วยกัน แนบชิดด้วยความปรารถนาที่ถูกจุดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่ายาวนานตั้งแต่ช่วงกลางวัน จนกระทั่งดวงอาทิตย์นั้นคล้อยผ่านไป บนเตียงที่ไม่อาจระบุได้ว่าแปดเปื้อนความต้องการที่สำลักออกมานับไม่ถ้วนนั้นมากเท่าไรตกอยู่ในสภาพที่ดูไม่ได้เอาเสียเลย เตียงที่เหนอะหนะด้วยคราบน้ำรักของคนทั้งสอง และผ้าห่มที่ปลิวหล่นอยู่ไกลออกไปนั้น ทำให้รู้ได้ว่าการแนบชิดแสนยาวนานนั้นร้อนแรงเพียงใด จองอูโอบกอดร่างกายที่ยังสั่นสะท้านอยู่เล็กน้อยของซองจูเอาไว้ด้วยสองแขน แล้วจึงกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหู 

 

 

“หนาวเหรอ” 

 

 

“นิดหน่อย” 

 

 

ด้วยคำพูดนั้น เขาจึงค่อยๆ ยกตัวของซองจูลงมา แต่ทว่าอีกคนกลับมีท่าทางดื้อดึง 

 

 

“อื้อ…” 

 

 

เขาไม่สามารถเอาชนะซองจูที่ทำเสียงงอแงออกมาเช่นนั้นได้เลย ดังนั้นแทนที่จองอูจะไปเก็บผ้าห่มขึ้นมา จึงได้เลือกดึงอีกคนเข้ามากอดเอาไว้แทน 

 

 

“เดี๋ยวก็ได้เป็นหวัดหรอก” 

 

 

“ไหนนายว่าจะดูแลฉันไง” 

 

 

“นั่นมันก็แน่อยู่แล้ว” 

 

 

จองอูกล่าวออกมาแบบนั้น แล้วจึงประทับจูบแผ่วเบาลงบนแก้มของซองจูที่ยังคงขึ้นสีระเรื่อให้เห็น 

 

 

“ทำตัวเป็นเด็กๆ แบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย” 

 

 

“แล้วไง ไม่ชอบ?” 

 

 

“เปล่า แค่ทำบ่อยๆ ไม่ได้เหรอ” 

 

 

“แบบนั้นไม่เอาด้วยหรอก” 

 

 

หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงคอยลูบหัวของซองจูที่ซุกอกของเขา เมื่อเผลอแสดงท่าทีที่ไม่เคยคิดฝันมาก่อน แล้วจองอูก็ยกยิ้มออกมา 

 

 

พวกเขาใช้ชีวิตร่วมกันในบ้านหลังนี้มาเกินหนึ่งปีแล้วโดยไม่รู้ตัว ย้ายเข้ามาตอนช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ แล้วก็ผ่านช่วงฤดูร้อน ฤดูหนาวมาจนเป็นฤดูใบไม้ผลิอีกครั้ง แล้วก็ใกล้จะเข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว คนทั้งคู่ที่ต่างเป็นพวกขี้ร้อน แม้จะหาบ้านที่มีลมพัดผ่านได้ดี ก็ยังคงใช้ชีวิตในตอนกลางวันด้วยการเปิดเครื่องปรับอากาศเอาไว้อยู่ดี 

 

 

“ตอนกลางวันอากาศร้อนก็จริง แต่พอเป็นกลางคืนก็เลยหนาวสินะ” 

 

 

“ไม่ใช่เพราะว่าเหงื่อออกเยอะเหรอ” 

 

 

“ยังไงก็ช่าง อย่าอ้วกพอ” 

 

 

นอนแหมะอยู่บนตัวเขาอย่างไร้เรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้น แล้วก็ส่งเสียงบ่นงึมงำออกมาให้หน้าอกได้ขยับสะท้อนขึ้นลง จองอูหัวเราะแผ่วเบาออกมา พร้อมกับออกแรงขยี้ลงบนกลุ่มผมนุ่มที่เปียกชื้นอยู่นิดหน่อยนั่น 

 

 

“นายนี่มัน…!” 

 

 

ด้วยสัมผัสหยอกเย้าเช่นนั้น ซองจูจึงได้เงยหน้าพรวดขึ้นมา แล้วปัดเส้นผมที่ปิดบังใบหน้าด้านหนึ่งของจองอูขึ้น เมื่อรอยแผลเป็นลึกที่เริ่มจากคิ้วด้านซ้ายพาดไปจนถึงบริเวณหางตาถูกเผยออกมา จองอูก็ขมวดคิ้วมุ่นทันที 

 

 

“ต้องเอาคืนกันแบบนี้เลยเหรอ” 

 

 

“ก็แล้วทำไมฉันต้องทนอยู่เฉยๆ ด้วยล่ะ” 

 

 

ซองจูพูดแบบนั้นออกมา พร้อมขยับร่างกายขยุกขยิกไปมาบนตัวของจองอู 

 

 

หยอกล้อด้วยการใช้นิ้วเรียวม้วนเส้นผมนั้นไปมา แล้วปัดไปด้านหลังอีกครั้ง เรียวนิ้วที่ขยับขยุกขยิกด้วยความหงุดหงิด ปัดป่ายมันไปด้านทางหลัง เผยให้เห็นส่วนหน้าผาก ที่เป็นสาเหตุว่าทำไมจองอูถึงไม่เคยเปิดเผยใบหน้าทั้งหมด หากต่อหน้าซองจูแล้ว เขาสามารถเปิดเผยมันออกมาได้ทั้งหมด โดยไม่มีความรู้สึกประหม่าเลยสักนิด 

 

 

“ยังรู้สึกอยู่ไหม” 

 

 

ใช้ปลายนิ้วโป้งสัมผัสลงบนรอยแผลเป็นนั้นอย่างอ่อนโยน พร้อมกับกระซิบถามออกมา 

 

 

รอยแผลเป็นนั้นทั้งลึกและไม่เรียบเนียน อาจเพราะการเย็บแผลไม่ดี หรือด้วยสภาพร่างกายก็ไม่อาจรู้ได้ ความขรุขระที่ปรากฏเด่นชัดอยู่บนผิวนั้นได้สร้างรอยตำหนิบนใบหน้าที่หล่อเหลาของจองอู ใบหน้าที่ดูหล่อเหลา หากสีหน้ากลับเรียบนิ่งไม่เปลี่ยนแปลงกับท่าทางไม่ใส่ใจและเมินเฉยกับทุกสิ่ง ไหล่กว้างผึ่งผายและร่างกายที่มีกล้ามเนื้อพอเหมาะ เมื่อเพิ่มรอยแผลเป็นนี้เข้าไป ในสายตาของคนที่ไม่รู้จักกัน ก็ดูไม่ต่างอะไรจากพวกนักเลงหัวไม้ ใช้ชีวิตมาจนป่านนี้ก็อาจจะได้รับการปฏิบัติด้วยท่าทางแบบนั้นก็ได้ ซองจูค่อยๆ แตะปลายนิ้วเรียวลงบนหน้าผากของจองอู 

 

 

“ไม่ได้โดนตรงเส้นประสาทสักหน่อย” 

 

 

“งั้น ถ้าจับไปแบบนี้แล้วรู้สึกยังไง” 

 

 

“ก็แค่จั๊กจี้หน่อยๆ” 

 

 

จองอูกล่าวออกมาเช่นนั้น ก่อนจะออกแรงกอดรัดช่วงเอวของซองจูแน่นขึ้น 

 

 

“ปวดใจจัง” 

 

 

“อะไรกัน” 

 

 

“ก็นั่นแหละ” 

 

 

ซองจูกล่าวเช่นนั้น พร้อมกับลูบลงไปบนหน้าผากของจองอูซ้ำๆ 

 

 

บาดแผลนั้นลื่นกว่าที่คิด แม้จะปูดนูน แต่ด้วยสัมผัสที่ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากผิวปกติ เลยทำให้เขาเผลอลูบไล้มันอยู่อย่างนั้น แบบนี้เรียกว่าเสพติดได้หรือเปล่านะ เขาเสพติดทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคิมจองอูมานานแล้ว การยึดติดเกี่ยวกับแผลนี่ก็ด้วย มันก็คือส่วนหนึ่งของอาการเสพติดเช่นกัน ซองจูค่อยๆ ลดมือลงมากุมแก้มของจองอูเอาไว้ 

 

 

“อืม…” 

 

 

เสียงครางต่ำที่ถูกส่งออกมาด้วยรู้สึกดี ก่อนที่จองอูจะกอดร่างของซองจูแน่นขึ้นไปอีก มือใหญ่บีบลงไปแถวๆ สะโพกอิ่ม อุณหภูมิอุ่นร้อนที่ลุกโชนขึ้นมาจากร่างกายท่อนร่างที่ยังคงเกี่ยวกระหวัดกันอยู่พานให้รู้สึกคันยุบยิบตรงหัวใจ ด้วยความร้อนที่เพิ่มขึ้นอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว พวงแก้มทั้งสองข้างขึ้นสีแดงระเรื่อ ดวงตาที่เป็นประกายสุกใสกลับพร่ามัวขึ้นมา ซองจูเผลอแลบลิ้นเลียริมฝีปากล่าง ก่อนจะเคลื่อนมือลงมาด้านล่างทีละนิด 

 

 

ร่างกายของจองอูนั้นมีรอยแผลเช่นนี้เกลื่อนเต็มไปหมด เจ้าตัวลากไล้กดนวดฝ่ามือไปตามลาดไหล่ผึ่งผายและกระดูกไหปลาร้าที่ยุบเป็นร่องลึกอย่างพอเหมาะ ลามมาจนถึงแผ่นอกกว้าง 

 

 

“อื้ม…” 

 

 

เสียงครางต่ำดังออกมา และตัวตนตรงช่วงหว่างขาที่ได้รับแรงกระตุ้นกำลังส่งสัญญาณว่ามันกำลังเริ่มคึกคักขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่เพิ่งสงบลงไป แต่ทว่าซองจูกลับไม่ได้ใส่ใจเรื่องนั้นเลย มือของอีกคนที่เคลื่อนผ่านไปมาราวกับอสรพิษน้อยบีบ ขย้ำ และปลุกเร้าลงบนร่างกายของจองอูทุกส่วน 

 

 

รอยแผลลึกและเป็นริ้วสีขาวขนาดใหญ่ที่พาดผ่านใต้หน้าอกตรงบริเวณซี่โครงกับบริเวณโดยรอบที่ปรากฏร่องรอยเป็นริ้วแผลขนาดเล็ก และยังรอยข่วนมากมายเต็มแผ่นหลังนั้น เป็นสิ่งที่อยู่กับจองอูมานานแสนนาน เจ้าตัวสัมผัสลูบไล้ลงไปอย่างระมัดระวังราวกับมันเป็นสิ่งล้ำค่า ซองจูนั้นกำลังทำให้จองอูร้อนรุ่ม 

 

 

ร่างกายที่นอนเหยียดตรงของจองอู เปลี่ยนพลิกตัวนอนตะแคงตามการสัมผัสของซองจูนานแล้ว เขามองซองจูที่สัมผัสลงบนร่างกายของเขาราวกับมันเป็นสิ่งล้ำค่า ก่อนจะยกยิ้มอย่างพึงพอใจออกมา 

 

 

“ฮันซองจู” 

 

 

“อือ” 

 

 

ยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาลูบไล้ลงบนกลุ่มผมนุ่ม แม้จะเอ่ยเรียกออกไป แต่ก็ตอบกลับมาเพียงสั้นๆ เท่านั้น ซองจูไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา เจ้าตัวยังคงซุกหน้าอยู่ตรงหน้าอกของจองอูและค่อยๆ ลูบไล้สัมผัสร่างกายของเขาอย่างตั้งใจ 

 

 

“มองหน้ากันหน่อย” 

 

 

ด้วยคำพูดนั้น ซองจูจึงทำเพียงเหลือบสายตาขึ้นมามองใบหน้าของจองอู ในสายตาพลันปรากฏภาพใบหน้าสมบูรณ์แบบและดูสดใสที่กำลังยกยิ้มกว้าง 

 

 

รอยแผลเป็นนั้น หากเพียงไม่มีมันก็คงไม่ต้องปิดบังใบหน้าหล่อเหลาอีกครึ่งหนึ่งไว้แบบนั้น เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ริมฝีปากล่างของซองจูก็ยื่นออกมาด้านหน้าในทันที 

 

 

แม้จะเป็นยามค่ำคืนในฤดูร้อน จองอูก็ไม่มีทางเปิดเผยใบหน้าที่ถูกปกคลุมอยู่ใต้เส้นผมนั้นออกมาให้เห็น แม้จะถามว่าไม่รู้สึกร้อนหรือไง หากก็ยังคงดื้อรั้น ในตอนที่อยู่กับเขา ถึงจะบอกว่าไม่เป็นไรแต่ก็ไม่ตอบรับกลับมา เมื่อทนเฉยไม่ได้ แล้วจึงคิดจะปัดรวบผมให้ แต่ก็ทำไม่ได้ด้วยกลัวว่าจะโกรธหรือแสดงท่าทีน้อยใจกัน สุดท้ายก็มีเพียงเวลาที่เราแนบชิดกันแบบนี้ ถึงจะได้เห็นใบหน้าทั้งหมดของอีกคน แม้กระนั้น แต่เพราะรู้ว่ามีแค่เขาที่จองอูยอมให้ทำแบบนี้ได้ จึงได้กล้าแสดงท่าทางแบบนี้ออกมา ซองจูค่อยๆ ยื่นมือออกไปคว้ามือข้างซ้ายของจองอูเอาไว้ 

 

 

“เรียกทำไม” 

 

 

ถามกลับไปด้วยเสียงแผ่ว แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบกลับมาในทันที ด้วยสายตาของจองอูที่จ้องมองมายังใบหน้าของเขาด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้มบางๆ เช่นนั้น ทำให้ใบหน้าที่ร้อนผ่าวอยู่แล้วยิ่งขึ้นสีแดงจัด ซองจูเคลื่อนตัวขึ้นไปด้านบน พร้อมกับสอดเรียวนิ้วของตัวเองเข้ากับนิ้วของจองอู 

 

 

“จะห้ามเหรอ ไม่ชอบ?” 

 

 

“เปล่า” 

 

 

“แล้วทำไมล่ะ” 

 

 

“ก็แค่ ชอบมาก” 

 

 

ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มที่ยังคงมองมาที่เขาอยู่เช่นเดิม สีหน้าของซองจูที่รู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นแรงขึ้น ปรากฏเป็นรอยยิ้มบางๆ ออกมา ไม่ว่าอย่างไร กับคิมจองอูทุกอย่างล้วนกลายเป็นเป็นครั้งแรก กระทั่งการสารภาพที่น่าอายเช่นนี้ ร่างกายที่ราวกับจะร้อนรุ่มขึ้นมาทุกครั้งที่ได้รับสายตาอบอุ่นนั้น มันนับเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ แม้จะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย หากมันกลับน่าตื่นเต้นจนไม่ใช่ชีวิตที่น่าเบื่อหน่ายเลย ซองจูค่อยๆ เงยหน้าขึ้นแล้วขยับเข้าไปใกล้ใบหน้าของจองอู 

 

 

จุ๊บ 

 

 

ริมฝีปากที่แตะลงไปแผ่วเบา ก่อนผละจากไปจนแทบไม่หลงเหลือร่องรอย การจู่โจมแบบกะทันหัน ทำให้จองอูตกใจจนดวงตาทั้งคู่เบิกกว้างขึ้น ซองจูหลับตาลงก่อนจะประทับจูบกับริมฝีปากนั้นอีกครั้ง 

 

 

“อื้อ…” 

 

 

หนักแน่นกว่าเมื่อครู่ กดแนบและดูดดึงริมฝีปากคู่นั้นอย่างอ่อนโยน พร้อมกับออกแรงกระชับเรียวนิ้วที่เกี่ยวกันไว้ให้แน่นขึ้น แม้จะรู้สึกได้ถึงการต่อต้านเล็กน้อย แต่สุดท้ายมันก็สลายหายไป 

ตอนพิเศษ 1-16 สถานที่

 

 

 

 

หลังจากที่ทิ้งซองจูไว้ที่ห้องทำงานแบบนั้น จองอูก็นั่งแทบไม่ติดที่ ถึงจะไม่ได้แสดงออกให้คนอื่นเห็น แต่บรรดาสมาชิกวงคราฟท์ที่จับได้ถึงบรรยากาศที่แปลกไปก็คอยจับสังเกตเขา จนบรรยากาศในห้องซ้อมไม่ค่อยสู้ดีนัก 

 

 

ร้ายกว่านั้น เพราะจีฮุนที่ไม่มีท่าทีว่าจะกลับเข้ามาสักที ทำเอากระทั่งทีมงานก็พากันเดินไปมาราวกับหนูติดจั่น ไม่นานเท่าไรนัก จีฮุนจึงกลับเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย บรรยากาศก็กลับมาเป็นเช่นเดิมในทันที แต่ว่าในใจของจองอูก็ยังคงหนักอึ้งอยู่ เพราะก่อนที่เขาจะออกมาบรรยากาศระหว่างซองจูกับจีฮุนก็ไม่ได้ดีสักเท่าไร 

 

 

“นายล่ะ” 

 

 

“หือ?” 

 

 

“นายเป็นยังไงบ้าง รู้สึกอึดอัดใจอีกหรือเปล่า” 

 

 

คำพูดของซองจูทำให้จองอูเปิดปากออกมาเล็กน้อย 

 

 

“…นิดหน่อย” 

 

 

“งั้นสินะ” 

 

 

คำตอบรับที่เหมือนไม่ใส่ใจ แต่จองอูก็รู้ว่านั้นไม่ใช่การแสดงความสงสารต่อเขา 

 

 

“แค่คุยเรื่องไม่เป็นเรื่องกัน ไม่เห็นจำเป็นด้วยซ้ำ” 

 

 

คำพูดพึมพำราวกับแก้ตัวของซองจูนั้น ทำให้จองอูยกยิ้มออกมา 

 

 

“แล้วคุยกันจบแล้วเหรอ” 

 

 

“เจ้านั่นไม่ได้พูดอะไรใช่ไหม” 

 

 

“จะมีอะไรให้พูดกับฉันล่ะ” 

 

 

“นั่นสิ มันก็ต้องแบบนั้นแหละ” 

 

 

ซองจูพูดเช่นนั้น ก่อนจะยันร่างกายที่พิงจองอูกลับมานั่งตัวตรง ยื่นแขนออกไป มุดตัวเข้าไปในอ้อมกอดพร้อมกับกอดอีกคนเอาไว้ แล้วจองอูก็เอาแก้มแนบลงบนกระหม่อมของซองจู 

 

 

“ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว” 

 

 

จองอูกล่าวออกมาเช่นนั้นพร้อมกับกอดเอวของซองจูเอาไว้แน่น ร่างกายที่เบียดชิดกันแบบนั้น ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาได้เติมเต็มหัวใจอันว่างเปล่าของจองอู 

 

 

แม้จะอยู่ใกล้ชิดกันเช่นนี้ หากข้างในกลับว่างเปล่าอยู่เสมอ ราวกับกกกอดระเบิดเวลาที่ไม่รู้ว่าจะระเบิดออกมาเมื่อไหร่เอาไว้ ความสงบสุขในเวลานี้มันช่างแปลกประหลาด แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคอยปลอบใจเขาอยู่คือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เขามีความเชื่อว่าซองจูจะไม่ไปจากข้างกายเขา จองอูดูน่าสงสารเพราะแม้กระทั่งความสุขที่คว้าไว้ได้อย่างยากลำบากก็ยังไม่สามารถทำให้เขาเผยความสุขออกมาได้ นั่นทำให้จองอูกอดซองจูแน่นขึ้นไปอีก 

 

 

“คิดว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นซะอีก” 

 

 

“เจ้าทึ่ม สัญญาแล้วนี่ว่าจะไม่ทำเรื่องยุ่งยากน่ะ คนที่ไม่น่าไว้ใจมันคือนายต่างหาก ทำไมกลายเป็นฉันที่ต้องมาได้ยินคำพูดนี้ล่ะ” 

 

 

คำพูดนั้นทำให้จองอูก้มลงมองไปศีรษะของซองจู เมื่อรู้สึกได้ถึงสายตานั้น ซองจูจึงได้เงยหน้าขึ้นมาจ้องจองอู 

 

 

“มีอะไร” 

 

 

“ทำไมฉันไม่น่าเชื่อถือล่ะ” 

 

 

“ก็นายเคยหนีไปไม่ใช่หรือไง” 

 

 

คำพูดนั้นทำให้สายตาจองอูชะงักไป ไม่ว่าอย่างไร เหตุการณ์นั้นก็ทำให้จองอูได้บทเรียนแล้วว่ามันคงจะสร้างความเจ็บปวดให้เขาไปตลอดชีวิต 

 

 

“ลืมไปไม่ได้หรือไง” 

 

 

“พูดอะไรที่เป็นไปได้หน่อย จะให้ลืมได้ยังไงล่ะ จนตายก็ไม่ลืม แล้วเจ็บแบบนี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ” 

 

 

แบบนี้หมายความว่าจะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตสินะ ท่าทางของซองจูที่เบียดตัวเข้ามาใกล้พร้อมกับพึมพำออกมานั้นทำให้จองอูยกยิ้ม พร้อมกับพูดขึ้นมา 

 

 

“ว่าแต่ เมื่อกี้ขึ้นมาทำไมเหรอ” 

 

 

“หือ?” 

 

 

“ก็ไหนว่าจะไม่ไปที่ห้องทำงานตอนที่ถ่ายอยู่ แต่ทำไมถึงมาได้ล่ะ” 

 

 

“อ้า นั่นมัน…” 

 

 

คำถามที่พรวดพราดออกมานั้นทำให้ซองจูมุดหน้าซุกเข้าไปในอกของจองอู 

 

 

“ลืมหนังสือไว้น่ะสิ” 

 

 

“ถ้ามีคนอื่นอยู่จะทำยังไงล่ะ” 

 

 

“ยังไงที่นั่นก็ไม่ใช้ถ่ายอยู่แล้วนี่ แค่แป๊บเดียวคงไม่เป็นไร แล้วก็นะบทสรุปมันก็เป็นไปด้วยดีด้วย” 

 

 

“คืนดีกันแล้ว?” 

 

 

จองอูลูบกลุ่มผมของซองจูที่อยู่ในอ้อมกอดพร้อมเอ่ยถาม 

 

 

“ดีกันอะไรเล่า ไม่ได้ทะเลาะกันสักหน่อย 

 

 

“สองคนเจอกันทีไร เป็นได้ปะทะกันทุกที” 

 

 

“ใครกัน ใครที่มันมาใส่ความกันแบบนี้ ฮันซองฮี?” 

 

 

“คนที่เห็นก็พูดแบบนี้กันหมด” 

 

 

“ไอ้พวกเฮงซวย” 

 

 

ซองจูบ่นพึมพำ คนรอบตัวเขาไม่ได้เรื่องเลยสักคน 

 

 

“เพราะงั้นก็ช่วยเพลาๆ นิสัยนี้ลงบ้าง ยิ่งอายุมากก็จะยิ่งจุกจิกไปอีกนะ ถ้ามันหนักกว่านี้จะทำยังไงล่ะ” 

 

 

“งั้นนายก็คอยตามใจสิ” 

 

 

ซองจูพูดเช่นนั้นพร้อมกับค่อยๆ หลับตาลง 

 

 

นิสัยที่เกินจะรับได้ของเขา ใครๆ ต่างก็รับรู้กันดีอยู่แล้ว ตอนนี้มันยังเป็นปัญหาอะไรได้อีกล่ะ นอกจากนี้เขาก็มีคนที่คอยตามใจแล้วด้วย จองอูได้แต่ทึ่งกับความคิดของเจ้าตัว ก่อนจะค่อยๆ กระซิบเสียงทุ้มต่ำที่ข้างหูของซองจูซึ่งกำลังเพลิดเพลินกับความอบอุ่นที่มี 

 

 

“ง่วงเหรอ” 

 

 

“นิดนึง เหนื่อยๆ น่ะ” 

 

 

“ทั้งวันทำอะไรล่ะ” 

 

 

“อ่านหนังสือ กินกาแฟ ดูหนังไปเรื่องนึง ออกแรงทะเลาะ แล้วก็รอนาย” 

 

 

“นั่นไง ทะเลาะกันมาจริงๆ” 

 

 

“อย่ามาพูดเว่อร์น่า” 

 

 

พอเถียงกลับด้วยน้ำเสียงที่ติดจะง่วงงุน ก็ได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วในทันที ซองจูที่คิดจะพ่นคำพูดเกรี้ยวกราดออกไป ก็ได้แต่เผยอปากค้างก่อนจะหุบลงอีกครั้ง อย่างไรเสียแบบนั้นก็เท่ากับทำลายตัวเองชัดๆ 

 

 

“ตอนนี้ไม่ได้ทะเลาะกันแล้วใช่ไหม 

 

 

“อื้อ…คงงั้น” 

 

 

เพราะร่างกายที่รู้สึกอบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องฝืนลืมตาที่ค่อยๆ ปรือลง บ่นพึมพำออกมาพร้อมกับที่จองอูก้มหน้าลงมา 

 

 

“ไปนอนดีไหม” 

 

 

“อีกแป๊บ ขออยู่แบบนี้อีกสักพัก” 

 

 

ส่ายหน้าไปมาเล็กน้อย พร้อมกับกำชายเสื้อเชิ้ตสีดำของจองอูเอาไว้ แล้วเรียวนิ้วมืออบอุ่นก็ขยับแทรกเข้ามาในกลุ่มผมซองจู นิ้วมือที่ค่อยๆ ขยับเคลื่อนอย่างอ่อนโยนสางกลุ่มผมอ่อนนุ่มอย่างช้าๆ เส้นผมอ่อนนุ่มที่สัมผัสเรียวนิ้วยาวและความอบอุ่นที่มีค่อยๆ ละลายความรู้สึกไม่สบายใจที่มีในใจของจองอูลงทีละนิด 

 

 

“งั้นเหรอ อีกสักพักนะ” 

 

 

จองอูตอบกลับไปเช่นนั้น แล้วจึงใช้นิ้วมือเชยคางของซองจูขึ้นมา 

 

 

ผิวเรียบลื่นราวกับหินอ่อนของซองจูเป็นประกายงดงามยามที่ต้องกระทบกับแสงไฟที่ส่องมา ถัดจากเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนก็เป็นดวงตาสีน้ำตาลสุกใสที่สะท้อนภาพเขา มันช่างให้ความรู้สึกแปลกประหลาด ไม่นานก็คงจะคุ้นเคยกับมัน จองอูมองสบตาซองจูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลงไปอย่างช้าๆ 

 

 

“อื้อ…” 

 

 

พอแตะปลายลิ้นลงบนริมฝีปากล่างอย่างหยอกล้อก็เกิดเสียงครางแผ่วออกมาทันที จองอูกัดและค่อยๆ ดูดกลืนริมฝีปากของซองจูอยู่ครู่หนึ่ง 

 

 

ร่างกายที่อ่อนปวกเปียกนั้นทำให้เขาใช้แขนข้างหนึ่งเกี่ยวกระชับไว้ แล้วใช้มืออีกข้างประคองที่ท้ายทอย พร้อมกับออกแรงดึงรั้งร่างของซองจูเข้าหาตัว เสียงครางที่เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่แนบสนิทพร้อมกับเสียงเฉอะแฉะเช่นนั้นก่อให้เกิดวงคลื่นของความปรารถนาที่ลุกโชน โอบล้อมคนทั้งสองเอาไว้ 

 

 

“อื้อ อึก” 

 

 

ท่อนแขนที่โอบล้อมช่วงเอวเอาไว้ขยับราวกับอสรพิษร้ายเลื้อยวนไปมา ราวกับตกอยู่ในห้วงฝัน ร่างกายของซองจูถูกควบคุมด้วยความต้องการที่ปะทุออกมา ความรู้สึกลุ่มหลงค่อยๆ คืบคลานเข้ายึดครองร่างกายเอาไว้จนสิ้นแรง พังทลายลงด้วยร่างกายของจองอูที่ทาบทับอยู่ด้านบนนั้น และแทรกผ่านเข้ามาตรงหว่างขาอย่างปลุกเร้า นั่นยิ่งทำให้เสียงครางดังขึ้น เรียวลิ้นชื้นจึงได้แทรกผ่านเข้าไป และเริ่มแหวกว่ายภายในนั้น 

 

 

“อึก!” 

 

 

ยิ่งเพิ่มแรงเข้าไป ความรู้สึกร้อนรุ่มที่เพิ่มมากขึ้นในยามที่เรียวลิ้นของจองอูสอดเข้ามายังส่วนลึกในโพรงปากของซองจู มันทำให้เขาเหมือนถูกตีกระแทกเข้าไปในหัว เบื้องหน้ากลายเป็นสีขาวโพลน ส่วนสะโพกของซองจูยกลอยขึ้นอย่างหมดทางขัดขืน หลงลืมว่าตัวเองทำอะไรอยู่ ได้แต่ยกแขนที่สั่นเทาขึ้นโอบรอบต้นคอของจองอู ร้องขอสิ่งที่มากยิ่งกว่านี้ จองอูหยุดการเข้ายึดครองริมฝีปากของซองจู ก้มลงมองใบหน้าอีกคนทั้งที่ยังเกี่ยวสะโพกอีกคนเอาไว้ 

 

 

“ไหวนะ” 

 

 

สัมผัสผ่านปลายนิ้วหยาบกร้านกอบกุมใบหน้าของซองจูเอาไว้อย่างอ่อนโยน ความร้อนรุ่มที่ปะทุออกมาทำให้สีกุหลาบระบายอยู่ทั่วผิวขาวนั่น ก่อให้เกิดความรู้สึกเย้ายวนขึ้นมาทีละนิด ด้วยร่างกายที่สั่นไหวนั้น เจ้าตัวพยักใบหน้ารับอย่างยากลำบาก จองอูจึงออกแรงดึงรั้งร่างกายที่อ่อนปวกเปียกของซองจูขึ้นมานั่ง 

 

 

“ไม่ได้การละ ไปห้องนอนไหม” 

 

 

กวาดสายตามองใบหน้าของซองจูที่ดูง่วงงุน พร้อมกับพูดเช่นนั้นออกมา ท่าทางเช่นนั้นทำให้จองอูใจอ่อนยวบ ก่อนจะเอ่ยปากออกมาอย่างระมัดระวัง 

 

 

“เดินไหวไหม” 

 

 

ซองจูเหลือบมองอีกคนที่พูดแบบนั้น พร้อมยกยิ้ม 

 

 

“แค่นี้เอง ไม่ได้ขาขาดสักหน่อย อย่าห่วงเลย” 

 

 

กล่าวออกมาอย่างโอ้อวด ก่อนจะเดินไปทางห้องนอน จองอูที่มองตามหลังซองจูไปก็ค่อยลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างช้าๆ 

 

 

ห้องนั่งเล่นกว้างกลับดูเวิ้งว้างเมื่อเจ้าของไม่อยู่แล้ว เสียงของสวิตซ์ที่ถูกปิดลงดังก้องไปทั่วบริเวณ ภายในห้องนั่งเล่นจึงเหลือเพียงความมืดมิด มีเพียงแสงไฟถนนที่ส่องผ่านเข้ามาทางระเบียง เกิดเป็นเงาสลัวภายในห้องกว้างนี้ โซฟากว้างและผืนพรมนุ่มนิ่มที่ถูกทิ้งไว้ตรงกลางนั่น บอกให้รู้ถึงบรรยากาศของการพักผ่อน 

 

 

ภาพทิวทัศน์ที่ไม่ได้แตกต่างไปจากวิลล่าสุดหรูใจกลางย่านคังนัมที่เคยเหยียบย่างเข้าไปครั้งแรกเมื่อนานมาแล้ว หากแต่จองอูกลับชอบบรรยากาศนี้ นั่นเพราะที่นี่เป็นปัจจุบันของเขากับซองจู 

 

 

เหตุผลที่จองอูไม่ชอบที่เก่านั่นมีเพียงข้อเดียว เพราะตั้งแต่แรกที่จองอูย่างเท้าเข้าไปที่นั่น เขารู้สึกเหมือนมันกักขังใครบางคนเอาไว้ และที่นั่นเขาก็ได้พบเจ้าชายที่ถูกขังไว้ในปราสาท แล้วยังสวมใส่ชุดเกราะที่มีหนามแหลมคมเอาไว้ คอยเฝ้าจับผิดคนรอบตัวแบบนั้น ซองจูที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ในบรรยากาศอ้างว้างนั้นเพียงลำพังได้ถอดเสื้อเกราะที่มีหนามแหลมคมนั้นออกด้วยตัวเอง พร้อมทั้งมาปักหลักร่วมกับจองอู ณ ที่แห่งนี้ 

 

 

สถานที่นี้มันคือที่สำหรับคิมจองอูและฮันซองจูเพียงสองคนเท่านั้น ความจริงข้อนั้นมันทำให้จองอูพอใจอย่างมาก 

 

 

“นี่! ทำไมนายไม่มาสักที” 

 

 

จองอูที่ใบหน้าเปื้อนยิ้มหันมองรอบๆ ห้องนั่งเล่นที่มีแสงสีส้มแดงจากไฟถนนด้านนอกส่องประกายอยู่เลือนราง จากนั้นก็ได้ยินเสียงตะโกนของซองจูดังเข้ามา จองอูจึงเร่งฝีเท้าไปทางคนรักที่อยู่ในห้องนอน จินตนาการถึงอีกคนกำลังรอเขาอยู่ พร้อมกับจัดการยึดครองพื้นที่กลางเตียง เอาผ้าห่มมาห่อตัวเองไว้ แล้วยังทำปากยื่นอย่างขัดใจ จองอูที่จินตนาการถึงท่าทางเหล่านั้น บนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มกว้าง 

 

 

“รอเดี๋ยว ปิดประตูเสร็จจะเข้าไป!” 

 

 

ตอบกลับไปอย่างรีบร้อนด้วยกลัวอีกฝ่ายจะหงุดหงิด แต่ก็ไม่มีคำตอบอื่นใดกลับมา เงาทอดยาวไปด้านหลังสวนทางกับฝีเท้าที่ก้าวอย่างเร่งรีบไปทางห้องนอน และมีเพียงแสงจากไฟถนนที่แต่งแต้มลวดลายให้ห้องนั่งเล่นที่ไร้เงาเจ้าของนั้นดูงดงาม 

ตอนพิเศษ 1-15 สถานที่

 

 

 

 

คำพูดของซองจูทำให้คิ้วของจีฮุนขมวดเข้าหากัน มีเหตุผลอย่างอื่นอีกเหรอที่ทำให้ต้องเชื่อฟังคำพูดของซองฮี เขาจ้องมองใบหน้าของซองจูอย่างเงียบๆ 

 

 

“เจ้าของห้องทำงานนี้ ถึงจะดูปกติดีและดูเข้มแข็งแค่ไหนก็ตาม แต่ภายในใจกลับไม่ใช่เลย เรื่องไม่เป็นเรื่องสำหรับคนอื่นกลับสร้างบาดแผลให้เขา แล้วยังฟื้นฟูกลับมาได้ยากเย็นจนน่าหงุดหงิด อ่อนแอมากถึงขนาดที่ไม่อาจเดาได้เลยจะวิ่งหนีไปตอนไหน แต่ว่าพวกนายก็ยังคอยรังแกกันอยู่ตลอด โรยเกลือลงมาบนบาดแผลที่ยังไม่ทันหายสนิทนั้น” 

 

 

“พวกเราไม่เคยทำแบบนั้น!” 

 

 

“แน่สิ การมีตัวตนอยู่นั่นแหละคือปัญหา” 

 

 

“อะไรนะ” 

 

 

นี่มันเรื่องบ้าอะไร จีฮุนได้แต่อึ้งจนพูดไม่ออก 

 

 

คิมจองอูที่เขาเคยได้ยินข่าวคราวมาบ้างนั้น นี่นับเป็นครั้งแรกที่ได้เจอกัน ไม่ยุติธรรมเลยที่เหมือนถูกกล่าวหาว่าทำตัวตามติดมาตลอด สถานการณ์ที่ถูกเข้าใจผิดจากคนที่แปลกหน้าแบบนี้ มันน่าหงุดหงิดไปหมด จีฮุนโพล่งถามออกมาด้วยสีหน้าเกินบรรยาย 

 

 

“แล้วยังไง มันเป็นปัญหาอะไร” 

 

 

“ก็หมอนั่นไม่สบายใจไง เหมือนฉันจะกลับไปหาเซจองได้ทุกเมื่อ” 

 

 

“ไม่เชื่อใจนายอย่างนั้นเหรอ” 

 

 

“ไม่ใช่หรอก ก็แค่ไม่เคยมั่นใจกับตัวเอง” 

 

 

ใบหน้าเรียบนิ่งของซองจูที่กล่าวคำนั้นออกมา ปรากฏรอยยิ้มเศร้า 

 

 

“ให้ตายเถอะ ทำไมถึงได้ไปชอบคนแบบนั้นล่ะ แค่ดูท่าทางก็รู้แล้วว่านายจริงใจหรือไม่จริงใจ การกระทำของนายที่มีให้เขามันคือของจริง ทำไมถึงได้ไม่เข้าใจสักที” 

 

 

“เวลาที่ฉันได้อยู่กับคิมจองอู ฉันไม่ต้องแสดงเป็นฮันซองจู สนุกได้เต็มที่ เจ็บปวด และมีความสุขได้ทั้งที่ยังเสียใจอยู่ มันหมายความว่ายังไง จนตายนายก็คงไม่มีทางเข้าใจ” 

 

 

จีฮุนไม่รู้ว่าซองจูกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่ 

 

 

ฮันซองจูน่ะ ไม่ใช่คนที่เอาแต่ทำตามใจตัวเองเหรอ ต้องการจะบอกอะไรกันแน่ กับเรื่องที่แสดงความรู้สึกออกมาขนาดนี้น่ะ ซองจูที่มองมาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกระวนกระวายดูราวกับกำลังจะร้องไห้ออกมา 

 

 

“เป็นไปไม่ได้ ยังไงซะฉันกับเซจองก็จบกันไปนานแล้ว ฉันไม่สามารถทำให้คนสำคัญแบบนั้นต้องเจ็บปวด ด้วยการลากคนในอดีตเข้ามาในปัจจุบัน” 

 

 

“เปลี่ยนไปจริงๆ” 

 

 

เสียงพึมพำแผ่วเบานั้นทำให้ซองจูหัวเราะเสียงดังออกมาทันที 

 

 

“ฮ่าๆ! เปลี่ยนไปเหรอ ไม่หรอก ฉันยังเหมือนเดิม ยังคงเอาแต่ใจและเห็นแก่ตัว ดังนั้นถึงปล่อยคิมจองอูไปไม่ได้” 

 

 

คำพูดที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุแบบนั้นทำให้จีฮุนมีสีหน้าไม่สบอารมณ์ขึ้นมาอีกครั้ง อยากจะพูดอะไรออกมากันแน่ จีฮุนได้แต่สงสัยว่าซองจูคงไม่ได้เสียสติไปแล้วหรอกนะ แต่ทว่าก็เพียงแค่ใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยมองไปยังใบหน้าของฮันซองจู 

 

 

“ไม่รู้หรือไง ฉันอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีคิมจองอู คนที่ทำให้ฉันยังคงเป็นฉันได้อยู่แบบนี้ก็มีแค่เขาเท่านั้น เพราะฉะนั้นจะปล่อยให้เกิดเรื่องที่สร้างความเจ็บปวด จนทำให้เจ้านั่นหนีไปไม่ได้เด็ดขาด เพราะฉันเองก็ยังต้องอยู่ต่อไป เพราะฉันต้องการเขา” 

 

 

ดวงตาสุกใสของซองจูมีน้ำตาเอ่อคลอออกมาโดยไม่รู้ตัว 

 

 

เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นฮันซองจูในแบบนี้ คนบ้าคลั่งที่เคยเห็นมาตลอดนั้นหายไปไหนกัน เหลือเพียงชายคนหนึ่งที่ผูกชีวิตเอาไว้กับใครอีกคนเช่นนี้ จีฮุนได้แต่พึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่กระท่อนกระแท่น 

 

 

“นาย…เป็นใคร…กันแน่” 

 

 

แต่ทว่ากลับไม่มีคำตอบใดกลับมา ซองจูเพียงหันหน้ามองไปทางประตู สายตาเหมือนจะไล่ตามแผ่นหลังของจองอูที่เดินลงไปยังชั้นสอง ท่าทางของซองจูที่ยืนพิงตัวกับกำแพงอย่างน่าสงสารนั่น ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนซองจูมีชีวิตขึ้นมาบ้าง 

 

 

“นายน่ะ ใช่ฮันซองจูที่ฉันรู้จักจริงๆ น่ะเหรอ” 

 

 

จีฮุนเอ่ยถามออกมาอีกครั้ง คำถามที่ถูกถามออกมาพร้อมสายตาที่ทอดมองไปตรงท้ายทอยที่ดูหม่นหมองอย่างน่าประหลาดนั่น แต่คราวนี้กลับได้คำตอบกลับมา 

 

 

“ใช่ไม่ใช่ก็ไม่รู้สิ มันสำคัญนักหรือไง” 

 

 

จีฮุนเผลอพยักหน้ารับคำพูดนั้นโดยไม่รู้ตัว 

 

 

กับคนที่ดูไม่มีการวางแผนอะไรนั่น ได้มาเห็นท่าทางยึดติดแบบนั้นแล้ว มันช่างดูแปลกตา แต่ถึงอย่างไรนั่นก็คือฮันซองจู ถึงจะดูเปลี่ยนไปบ้าง แต่ทว่าเนื้อแท้นั้นไม่ได้เปลี่ยนไปเลย เป็นคนที่อยู่ในโลกที่ตัวเองยอมรับแค่เท่านั้น ซึ่งในนั้นไม่มีที่ของจีฮุนและเซจองอีกต่อไป นั่นแหละความจริงในตอนนี้ จีฮุนลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างช้าๆ 

 

 

“เข้าใจแล้ว จะบอกว่าสบายดีก็แล้วกัน แค่นี้คงได้นะ” 

 

 

ซองจูหันกลับไปหาจีฮุนที่กล่าวคำถามนั้นออกมา ในดวงตานั้นเกิดเป็นริ้วสีแดงเมื่อหยาดน้ำตาเลือนหายไป 

 

 

“อื้อ อย่าพูดอะไรไร้สาระก็พอ” 

 

 

“ยังไงก็ส่งข่าวมาบ้างล่ะ จะบอกผ่านซองฮีหรือประธานชินก็ได้” 

 

 

“ไม่จำเป็นหรอก ตอนนี้ไม่มีอะไรติดค้างกันอีกแล้ว ฉันไม่อยากทำอะไรที่มันชวนให้เข้าใจผิดด้วย ถ้าบังเอิญเจอกันก็แค่ทักทายกันสักสองสามคำก็พอ ถึงจะไม่ได้พูดเล่นได้แบบเจ้าซองฮี แต่นั่นก็ดีแล้ว แค่นั้นคงพอใช่ไหม” 

 

 

“เป็นเอามาก สามารถจัดการกับความรู้สึกที่ยื้อมานานขนาดนั้นได้ในพริบตาเลยหรือไงกัน” 

 

 

คำพูดทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้มขมขื่นนั่นทำให้ซองจูหลุดขำออกมา 

 

 

“ก็เจอที่ของตัวเองแล้วไง” 

 

 

เมื่อจีฮุนที่ได้ฟังคำตอบของซองจู ก็รู้สึกเหมือนความคิดที่เคยสับสนนั้นสลายหายไปในพริบตาเดียว 

 

 

ที่ของตัวเอง 

 

 

คำพูดนั้นไม่ได้ฟังผิดแปลก ก็เพราะเซจองนั่นแหละ เซจองที่หลงทางไปเรื่อยเพื่อตามหาที่ที่จะสามารถใช้ชีวิตอย่างราบรื่นได้จึงได้มาปักหลักที่เขา ซองจูเองก็เหมือนจะเจอที่อยู่ของตัวเองแล้วเหมือนกัน จีฮุนตระหนักได้แล้วว่า เขาไม่มีความจำเป็นต้องมาถกเถียงกับซองจูอีกต่อไปแล้ว 

 

 

“งั้นเหรอ ฉันเข้าใจที่นายอยากจะสื่อนะ ครั้งหน้าถ้าได้เจอกับนายอีก ฉันเองก็คงสบายใจขึ้นเหมือนกัน” 

 

 

“ไม่ได้เป็นอย่างนั้นอยู่แล้วเหรอ เห็นเจอฉันทีไรก็เอาแต่พูดจาฉอดๆ ทุกที” 

 

 

“นั่นมันก็ทั้งคู่นั่นแหละ” 

 

 

ทั้งสองสบตากัน จากที่ไม่เคยยิ้มให้กันเลยสักครั้ง ในตอนนี้บนใบหน้าที่ไม่เคยมีรอยยิ้มปรากฏอยู่มาก่อนของทั้งคู่นั้น มันถูกระบายไว้ด้วยรอยยิ้มกว้าง 

 

 

“นายกับฉันน่ะ แค่นี้ก็ดีแล้ว ถ้าเถียงกันทุกครั้งที่เจอหน้า แล้วยังกลับไปรายงานที่บ้านว่าสบายดีแบบนั้น คงได้โดนด่ากลับมาด้วย แบบนี้คงพอใจแล้วแหละ เอาตามเหตุผลแล้ว ก็ไม่ได้มีอะไรที่อึดอัดใจต่อกันอยู่แล้ว มิตรภาพระหว่างแฟนเก่ากับแฟนใหม่ก็คงได้อยู่” 

 

 

“งั้นเหรอ เข้าใจก็ดี” 

 

 

จีฮุนกล่าวออกมาเช่นนั้น พร้อมกับยื่นมือข้างขวาไปทางซองจู ทีนี้ก็เหลือแค่การประกาศบอกลาความไม่ปรองดองอันแสนยาวนาน ที่พวกนั้นคงไม่รู้ 

 

 

“ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายก็ต้องทำแบบนี้ซะหน่อย” 

 

 

“งั้นเหรอ” 

 

 

ซองจูที่มีสีหน้าอึดอัดใจ จิ๊ปากอย่างหงุดหงิด ก่อนจะยื่นมือไปจับมืออีกฝ่าย 

 

 

“ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ ยังไงก็ขอให้ดูแลสุขภาพดีๆ อย่าทะเลาะกันละ” 

 

 

“พูดมากน่า” 

 

 

ท่าทางของซองจูที่ยังคงไร้มนุษยสัมพันธ์นั้นทำให้เขาได้แต่หลุดหัวเราะออกมา แต่ว่าทั้งคู่กลับได้บอกลากันก่อนแยกจากอย่างสมบูรณ์แบบกว่าที่คาดคิด 

 

 

ตึก 

 

 

หลังเสียงตึก ประตูเหล็กก็ถูกปิดลง จีฮุนมองภาพสุดท้ายนั่นแล้วภาพของฮันซองจูก็ผุดวาบขึ้นมา 

 

 

แม้จะยังคงมีท่าทางไม่แยแสใครอย่างเดิม แต่อีกด้านนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว ฮันซองจูในตอนนี้พอจะมีกลิ่นอายที่มีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง แล้วมันก็ดูเข้ากับอีกด้านของเจ้าตัว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม หากเทียบกับเมื่อก่อนแล้ว เหมือนจะเติบโตขึ้นไปอีกก้าวหนึ่งแล้ว 

 

 

“ที่ของตัวเอง” 

 

 

จีฮุนพึมพำออกมา พร้อมกลับหันหลังให้ประตูเหล็กนั่น 

 

 

หนึ่งก้าว สองก้าว ค่อยๆ ก้าวลงมาตามบันไดไปยังชั้นสอง คำพูดที่ผุดวาบขึ้นมานั้นทำให้เขาเงยหน้าขึ้นไปมองทางชั้นบน ประตูเหล็กสีเทาที่ปิดสนิทอยู่นั้นก็เหมือนกับหัวใจของซองจู 

 

 

ไม่สิ ตรงข้ามอาจจะเหมือนกับคิมจองอูก็เป็นได้ 

 

 

แต่ทว่าการที่ซองจูเรียกที่นั่นว่าที่ของตัวเอง คงต้องถามหาความแตกต่างระหว่างคิมจองอูกับฮันซองจูออกมาเสียก่อน อย่างไรเสียมันก็เป็นปัญหาที่ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ 

 

 

แล้วคำพูดที่ราวกับการถอนหายใจก็ออกมาจากปากของเขาที่มองประตูที่ปิดสนิทอยู่เงียบๆ  

 

 

“เท่านี้ก็คงเรียบร้อยแล้วสินะ” 

 

 

จีฮุนยังคงยืนมองไปยังบานประตูเหล็กอยู่เช่นนั้นจนกระทั่งคำพูดพึมพำสุดท้ายนั้นสลายไปกับบรรยากาศเยือกเย็นภายนอกจนหมด ทั้งที่ไม่ได้รับคำตอบใดๆ กลับมา 

 

 

 

 

 

* * * 

 

 

 

 

 

“ทำอะไรอยู่ ทำไมถึงมาช้านัก” 

 

 

เย็นวันนั้น พอการถ่ายทำที่รวมกับการอัดเสียงนั้นจบลง จองอูก็พุ่งตรงมาที่ชั้นสี่ในทันที หอบหายใจแฮกๆ ในตอนที่เข้ามาข้างในบ้าน ภาพซองจูที่ฝังตัวไปกับโซฟา ขณะที่อ่านหนังสืออยู่นั้นก็ปรากฏขึ้นในทันที จองอูถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เมื่ออีกคนเหลือบมองมาทางเขาพร้อมกับพึมพำเหมือนพูดกับตัวเองออกมา 

 

 

“เฮ้อ…วันนี้เทคเยอะเลย” 

 

 

“พูดอะไร อธิบายอะไรที่ฟังเข้าใจหน่อยสิ” 

 

 

ซองจูวางหนังสือที่อ่านอยู่ลงกับโต๊ะ 

 

 

“ก็เล่นไม่ได้อย่างที่ต้องการ แล้วต้องอัดใหม่อยู่หลายรอบก็เลยมาช้า” 

 

 

“งั้นเหรอ เจ้าคนไหนล่ะ” 

 

 

“พี่ซองฮุนน่ะ” 

 

 

“เจ้าคนหัวดื้อนั่นเหรอ ไม่ได้เรื่องเลย” 

 

 

พอได้ยินว่าเป็นซองฮุน ซองจูก็เป็นอันต้องสบถออกมาอย่างไม่รู้สึกรู้สึกสาอะไร พร้อมกับยกขาเรียวยาวขึ้นไขว่ห้าง ท่าทางนั้นดูสง่างามอย่างมาก 

 

 

“ทำอะไร ไม่นั่งล่ะ” 

 

 

เขาเงยมองจองอูที่ยังคงยืนเหม่ออยู่ข้างๆ พร้อมกับตบปุๆ ลงตรงที่นั่งด้านข้าง จองอูที่ได้สติจากคำพูดนั้นก็ค่อยๆ นั่งลงอย่างเรียบร้อย 

 

 

“ไม่มีเรื่องอะไรใช่ไหม” 

 

 

“อะไรล่ะ” 

 

 

“เมื่อกี้ไง” 

 

 

“ในสายตานาย ฉันดูเหมือนมีเรื่องอะไรมาหรือไง” 

 

 

“ก็ไม่ แต่ว่า…” 

 

 

ซองจูเหลือบมองไปยังจองอูที่พูดงึมงำออกมา ก่อนจะค่อยๆ เอียงศีรษะซบลงบนไหล่ของอีกคน 

 

 

“ถ้าเป็นห่วงก็ส่งข้อความมาสิ” 

 

 

คำพูดนั้นทำให้ข้างในใจที่แสนอึดอัดของจองอูหายวับไป

ตอนพิเศษ 1-14 สถานที่

 

โดยไม่ทันรู้ตัว จองอูก็ถือเครื่องดื่มที่เอาออกมาจากตู้เย็นซึ่งตั้งอยู่มุมหนึ่งของห้องทำงานเดินเข้ามาทางจีฮุน มือหนึ่งถือขวดน้ำส้มเย็นเจี๊ยบเอาไว้ แล้วเดินเนิบๆ ไปยังโซฟา มองปราดเดียวก็รับรู้ได้แล้วว่าชุดโซฟาสุดหรูที่ตั้งอยู่นี้ มันช่างแปลกแยกไม่เข้าพวก จองอูนั่งลงที่ตรงนั้นพร้อมกับมองไปทางจีฮุน อย่างไรเขาก็ไม่ได้ก้าวเท้าเข้ามาที่นี่ด้วยตัวเอง จึงทำให้เกิดรู้สึกหวาดหวั่นอยู่บ้าง จีฮุนค่อยๆ ก้าวเดินไปทางโซฟา

 

 

“มีอะไรอยากจะพูดเหรอครับ”

 

 

จองอูเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมากับคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม จีฮุนเผลอขมวดคิ้วให้กับคำถามนั้นโดยไม่รู้ตัว

 

 

“เปล่านี่ครับ ผมไม่ได้มีคำถามอะไรแบบนั้น แค่จะถามความเป็นอยู่ทั่วไปก็เท่านั้น”

 

 

“ถ้างั้นก็ถามกับเจ้าตัวเอาเองสิครับ อย่ามาคาดคั้นกับผมเลย”

 

 

“คุณนี่พูดเก่งกว่าที่คิดนะครับ ปกติถ้าไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับดนตรี ก็เอาแต่ถามคำตอบคำอยู่ตลอด”

 

 

จองอูเพียงแสดงสีหน้าเฉยชาให้กับจีฮุนที่ไม่ได้ตอบคำถามที่ถูกถามออกมาโดยตรง แล้วยังเอาแต่พูดอะไรไปเรื่อยเปื่อย

 

 

“ผมก็ไม่ได้พอใจที่ท่านประธานมาทำท่าทางแบบนี้กับผม”

 

 

“นั่นผมเองก็เหมือนกันแหละครับ”

 

 

“ถ้าอย่างนั้น มาถามเรื่องคนนั้นทำไมกันครับ”

 

 

“นั่นมัน เพราะมีคนเขาสงสัยน่ะสิครับ”

 

 

คำพูดนั้นทำให้หัวคิ้วของจองอูยิ่งขมวดเข้าหากันแน่น

 

 

“คุณคิมจีฮุน ไม่สิ ท่านประธานคิมจีฮุน”

 

 

“เรียกแบบที่สบายใจเถอะครับ”

 

 

“นั่นไม่ใช่ประเด็นในตอนนี้นะครับ”

 

 

จองอูเผลอแสดงอารมณ์ออกมาโดยไม่รู้ตัว ดูเหมือนเขาจะก้าวออกมาไกลเกินกว่าที่จะยอมปล่อยผ่านไปเฉยๆ ได้

 

 

“ผมไม่ชอบใจที่คุณมุนเซจองกับคุณคิมจีฮุนเข้ามาก้าวก่ายในชีวิตผมแบบนี้”

 

 

“พวกเราไม่เคยเข้าไปก้าวก่ายชีวิตของคุณคิมจองอูเลยนะครับ”

 

 

“ไม่คิดว่าก้าวเข้ามาแล้วบ้างเหรอครับ”

 

 

“ยังไงล่ะครับ”

 

 

“การที่พวกคุณมาข้องเกี่ยวกับคนนั้น มันก็ไม่ต่างจากการเข้ามาก้าวก่ายชีวิตผมหรอกนะครับ”

 

 

จองอูกล่าวเช่นนั้นออกมาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง สีหน้าของจีฮุนที่ได้ยินคำตอบนั้นจากจองอูก็ไม่ได้ต่างกันนัก

 

 

“การที่ผมเกี่ยวข้องกับฮันซองจู มันเหมือนเกี่ยวข้องกับคุณด้วยอย่างนั้นเหรอ”

 

 

“ครับ แต่ก็ยังมีที่ไม่ถูกต้องอยู่นะครับ”

 

 

สีหน้าของจองอูที่พยักหน้ารับเช่นนั้น พร้อมกับจ้องมองกลับมาดูเอาเรื่องอย่างมาก แม้จะดูเป็นคนที่ซับซ้อนอยู่บ้าง แต่คงเข้าใจผิดไปที่คิดว่าอีกคนนั้นเย็นชาและอ่อนแอ คิมจองอูน่ะ เป็นคนที่เหมือนโดเบอร์แมนที่หลุดออกจากการควบคุมไปเสียแล้ว

 

 

“เข้มแข็งกว่าที่คิดนะ”

 

 

จีฮุนพึมพำออกมาเช่นนั้น จองอูที่มองมาราวกับถามว่ากำลังพูดบ้าอะไรอยู่นั้น ทำให้เขาเพียงยกยิ้มมุมปาก พร้อมกับยกมือทั้งสองข้างขึ้นอย่างยอมจำนน

 

 

“เดี๋ยวนะ อย่ามองกันแบบนั้นสิครับ ตอนที่โปรเจกต์นี้เกิดขึ้นมา ซองฮีบอกเป็นร้อยๆ รอบว่าห้ามแตะต้องคุณ ผมก็เลยคิดว่าคนที่ชื่อคิมจองอูน่ะเป็นพวกอ่อนแอ พอมาถ่ายทำจริงๆ ก็ไม่ค่อยได้พูดอะไรกันมากนัก ก็เลยทำให้เข้าใจไปแบบนั้น เหมือนจะไม่ใช่อย่างนั้นสินะครับ คุณเป็นคนเข้มแข็งมาก”

 

 

จีฮุนพูดออกมาเช่นนั้น พร้อมกับส่ายหน้าไปมาเล็กน้อย

 

 

“ยังไงก็เถอะ คนที่ฮันซองจูเลือก ไม่มีทางอ่อนแออยู่แล้ว”

 

 

“คุณ…”

 

 

ในตอนที่กำลังจะหลุดคำพูดบางอย่างออกไปให้กับจีฮุนที่กล่าวออกมาแบบนั้น จู่ๆ เสียงกระดิ่งก็ดังกังวานขึ้นมา แล้วเสียงตะโกนก้องก็ดังตามมาให้ได้ยินอย่างไม่รั้งรอ เสียงตะโกนก้องทำให้เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นในตอนนี้

 

 

“นี่ ทำอะไรอยู่น่ะ!”

 

 

น้ำเสียงอันแสนคุ้นเคยทำให้จองอูชะโงกหน้าไปมองทางประตูด้วยความตกใจ แล้วใบหน้าที่ตอนนี้มีเส้นเลือดปูดนูนขึ้นมาบนหน้าผากสวยของซองจูก็ปรากฏสู่สายตาในทันที

 

 

ครืด ครืด

 

 

มิหนำซ้ำโทรศัพท์ที่ถืออยู่ในมือตอนนี้ก็เริ่มสั่นครืดคราดอย่างบ้าคลั่ง ดูท่าคงจะโทรมาส่งข่าวบางอย่าง เซจุนกำลังตามตัวจองอูอยู่

 

 

“ไม่เจอกันนานเลยนะ”

 

 

“คิมจีฮุน นายมาทำอะไรที่นี่”

 

 

ท่าทางของจีฮุนที่ทำเป็นตีหน้าซื่อเอ่ยทักทายออกมาแบบนั้นยิ่งทำให้ซองจูก้าวเข้ามาใกล้ด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่นจนแทบระเบิด ท่าทางเอาเรื่องแบบนั้นทำให้จีฮุนได้แต่ยกยิ้มเจื่อนออกมาด้วยความตระหนก

 

 

“เดี๋ยวสิ ต้องหัวร้อนแบบนั้นเลยหรือไง”

 

 

“นายคิดจะทำอะไรกับเจ้าเด็กนี่”

 

 

จองอูลุกพรวดขึ้นมา แล้วเดินเข้าไปหาซองจูที่มีท่าทางพร้อมจะเข้าไปปะทะได้ในทันทีแบบนั้น

 

 

“เดี๋ยวก่อน ใจเย็นก่อน นายตื่นตูมเกินไปแล้ว”

 

 

คำพูดนั้นทำให้ซองจูหันไปมองจองอูด้วยสีหน้าขมวดมุ่น

 

 

“ไม่ได้โดนหมอนี่ทำอะไรใช่ไหม”

 

 

“ฉันดูเป็นคนแบบนั้นหรือไง”

 

 

คำตอบนั้นทำให้พอวางใจขึ้นมาได้บ้าง ซองจูหน้างอพร้อมกับบ่นพึมพำออกมา

 

 

“ปากดีจริงนะ…”

 

 

จีฮุนที่มองดูท่าทางเช่นนั้นอยู่ก่อน ได้แต่บ่นออกมาด้วยสีหน้าที่คล้ายกับว่านี่เขากำลังดูอะไรอยู่กันแน่

 

 

“พระเจ้า นี่มันอะไรเนี่ย”

 

 

คำพูดนั้นทำให้ซองจูขมวดคิ้วเข้าหากันอีกรอบ พร้อมกับจ้องเขม็งไปที่จีฮุน

 

 

“อย่ามาทำเป็นล้อเล่น ไหนว่าจะไม่มาโผล่ที่นี่ แล้วมาที่นี่ได้ยังไงกัน คุณคิมจีฮุน”

 

 

คำพูดนั้นทำให้จีฮุนฉุนเฉียวขึ้นมาบ้าง ไม่สิ เขาไปสร้างเรื่องอะไรให้คู่รักคู่นี้หรืออย่างไรกัน แค่มาถามความเป็นไปก็แค่นั้นแท้ๆ จีฮุนโต้กลับไปด้วยความรู้สึกที่เหมือนไม่ได้รับความเป็นธรรม

 

 

“คือว่า เดี๋ยวนะ ฉันแค่มาถามความเป็นไปของนายแค่นั้นเอง คนที่ทำเกินไปน่ะ มันพวกคุณมากกว่าไหม”

 

 

“แล้วมาถามความเป็นไปของฉันทำไม”

 

 

“เพราะเซจองสงสัยน่ะสิ ไม่ใช่แบบนั้นจะไปมีเหตุผลอะไรอีกล่ะ”

 

 

คำพูดของจีฮุนที่ตอบกลับมาเหมือนกับว่าถามอะไรกับเรื่องแบบนี้ ทำเอาห้องทำงานเกิดความเงียบขึ้นมาชั่วขณะ จบคำนั้นก็ไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไรออกมาอีกเลย ซองจูที่มีสีหน้านิ่งเฉยกับจองอูที่ก้มมองซองจูซึ่งมีท่าทางเช่นนั้นอยู่ก็ปิดปากเงียบไปเสียอย่างนั้น ภาพของคู่รักตรงหน้าซึ่งมีสีหน้าไม่สบายใจผุดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวก็ปรากฏสู่สายตาของจีฮุน บรรยากาศอันหนักอึ้งโอบล้อมคนทั้งสามเอาไว้

 

 

 

 

ครืดดด

 

 

ท่ามกลางบรรยากาศนิ่งเงียบจนแทบไม่ได้ยินเสียงหายใจนั้น เกิดมีเสียงของเครื่องมือสื่อสารดังออกมา ในตอนนั้นเองจองอูก็นึกขึ้นได้ว่าเซจุนกำลังตามหาเขาอยู่

 

 

“อ้า อัดเสียง…”

 

 

ซองจูที่มองเห็นท่าทางละล้าละลังอย่างทำอะไรไม่ถูกของจองอู จึงได้กล่าวขึ้น

 

 

“ต้องรีบไปไม่ใช่เหรอ”

 

 

“แต่ว่า”

 

 

“ไปเถอะ ทางนี้ฉันจัดการได้ นายไปทำงานเถอะ”

 

 

ซองจูที่สีหน้ากลับมานิ่งเฉยอีกครั้งแล้ว ดันแขนของจองอูไป แต่ทว่าร่างกายแข็งแรงนั้นกลับไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย

 

 

“ถ้านายไม่ไป พวกนั้นก็จะไม่สบายใจเอานะ หายไปทั้งคู่แบบนี้ คงไม่อยู่เฉยกันหรอก อีกอย่างก็กำลังถ่ายอยู่ไม่ใช่เหรอ ถ้าตัดต่อไม่ได้ตามแผน มันจะเป็นเรื่องใหญ่เอานะ รีบไปเถอะ”

 

 

ซองจูกล่าวออกมาเช่นนั้นพร้อมกับเร่งรัดจองอู แต่จองอูที่มีสีหน้าไม่สบายใจนั้นกลับไม่ยอมขยับเลยสักก้าว

 

 

“ไม่ต้องห่วง ไม่ก่อเรื่องแน่นอน”

 

 

พูดสำทับไปอีกครั้ง ในตอนนั้นเองจองอูจึงได้กำโทรศัพท์แน่นจนแทบหักคามือ แล้วจึงก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว

 

 

“มีอะไรโทรมานะ”

 

 

“คิดมากน่า…ช่างเถอะรีบไปได้แล้ว ฉันไม่อยากได้ยินฮันซองฮีมาตามบ่นฉันทีหลังหรอกนะ”

 

 

“อื้อ ไปนะ”

 

 

จองอูทิ้งท้ายไว้เท่านั้น ก่อนจะค่อยๆ ออกไปจากห้องทำงาน ซองจูมองตามแผ่นหลังที่แข็งแกร่งนั้นไป จนกระทั่งลับหายออกไปนอกประตูแล้ว จึงได้หันกลับมาหาจีฮุนซึ่งนั่งอยู่ที่โซฟา สีหน้าก็เย็นชาขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

 

 

“หยุดก่อกวนสักที แล้วก็ไสหัวไปซะ”

 

 

“ฉันยังไม่ได้ไปก่อกวนอะไรเลยด้วยซ้ำ แค่มาถามความเป็นอยู่ก็เท่านั้น แค่นั้นก็ผิดด้วยหรือไง”

 

 

จีฮุนโพล่งถามออกมาอีกครั้ง

 

 

ไม่ว่าจะคิดอย่างไร สองคนนี้ก็ดูมีอะไรแปลกๆ อยู่ แค่ถามไถ่ทั่วไปเองนะ จะดีจะร้ายอย่างไรก็คือคนที่รู้จักกัน ถามไถ่ความเป็นอยู่ไปตามมารยาทแค่นั้นมันก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร อย่างไรก็เกี่ยวข้องกับสองคนนี้อยู่แล้วแต่กลับบอกว่าจีฮุนไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย

 

 

“ถ้าสงสัยนัก แค่ตามดูเอาจากข่าวก็ได้นี่ อย่ามาก่อกวนคนรอบตัวฉัน หรือไม่ก็ไปถามฮันซองฮีสิ เจ้านั่นก็คงจะตอบคำถามให้อยู่แล้ว ในเมื่อพวกนายก็ยังมีสายสัมพันธ์กันอยู่”

 

 

“ทำไมต้องพูดจาขนาดนี้ด้วย”

 

 

“ถ้ามาพัวพันกับพวกนาย เจ้านั่นก็จะไม่สบายใจ ฉันทนให้มันเป็นแบบนั้นไม่ได้หรอกนะ”

 

 

ซองจูพูดออกมาเช่นนั้นพร้อมกับค่อยๆ เอนตัวพิงกับผนังตรงหน้าประตู

 

 

จีฮุนตระหนักได้แล้วว่า ฮันซองจูที่อยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้แตกต่างกับฮันซองจูที่เคยรู้จักในตอนนั้นอย่างสิ้นเชิง

 

 

ฮันซองจูที่เขาเคยรู้จักนั้นไม่สนใจใครนอกจากตัวเอง เป็นคนที่เพื่อตัวเองแล้ว แม้กระทั่งคนรักก็สามารถทอดทิ้งได้

 

 

แต่ว่าฮันซองจูที่ยืนอยู่ตรงหน้าในเวลานี้ไม่ใช่แบบนั้นเลย สายตาของฮันซองจูที่มองไปยังจองอูนั้น มันเต็มเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย แม้จะแผดเสียงตะโกนใส่เขาก็ตาม หากกลับยอมปิดปากเพราะคำพูดเพียงคำเดียวของอีกคน

 

 

แบบนั้นมันไม่ใช่ฮันซองจูเลย ไม่ใช่ ไม่ใช่ฮันซองจูที่เคยกล่าวลา และบอกว่าจะอยู่เพียงลำพังต่อหน้าความปวดร้าวของมุนเซจองนั่น

 

 

อีกคนได้เปลี่ยนไปแล้ว จีฮุนทำได้เพียงยอมรับความจริงนี้

 

 

“แล้วไง จะไม่เจอหน้ากันไปตลอดชีวิตเลยงั้นเหรอ ฉันก็ไม่อะไรหรอก แต่รวมเซจองด้วยเนี่ยนะ”

 

 

“แบบนั้นมันคงยากไป ฉันหรือเจ้านั่นถ้ายังทำงานพวกนี้อยู่ เรารู้ดีว่ามันมีความเป็นได้สูงที่วันใดวันหนึ่งต้องได้เจอหน้ากันกับพวกนาย”

 

 

“แล้วมันเป็นปัญหายังไง ถ้ายังไงก็ต้องเจอหน้ากัน แล้วก็ได้รับรู้ข่าวคราวกันอยู่ดี”

 

 

“ไม่รู้สิ จะเป็นอย่างนั้นจริงๆ เหรอ”

 

 

ซองจูยกยิ้มพร้อมกับกอดอก

 

 

“ซองฮีเองก็พูดจาประมาณนั้นเหมือนกัน บอกว่าถ้าต้องร่วมงานถ่ายทำอะไรด้วยกันขึ้นมา แล้วฉันเข้าไปพัวพันด้วยเหมือนทุกที อาจจะทำให้เจ็บปวดขึ้นมาได้ ก็เลยสั่งให้ฉันเก็บตัวอยู่ในบ้าน”

 

 

“เขาก็บอกกับฉันแบบนั้นเหมือนกัน”

 

 

“ประคบประหงมกันจริงๆ ไม่จำเป็นต้องทำขนาดนั้นเลยสักหน่อย”

 

 

“แต่นั่นก็เป็นความจริงใจของซองฮี แล้วนายเองก็เห็นด้วยกับคำพูดนั้นนี่”

 

 

“อื้อ เห็นด้วย ก็ทำได้แค่นั้นเท่านั้นนี่”

ตอนพิเศษ 1-13 สถานที่

 

 

 

ทั้งสองคนค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่ แล้วเดินเข้าไปทางที่บรรดาสมาชิกทั้งหลายรวมตัวกันอยู่ เพียงแค่สี่วันเท่านั้น จะว่าสั้นมันก็สั้น จะว่ายาวมันก็ยาว แล้วการถ่ายทำยาวนานก็เริ่มต้นขึ้น

 

 

 

 

“เอาล่ะ เริ่มแล้วนะครับ พร้อม เริ่มได้!”

 

 

หลังสิ้นเสียงตะโกนให้สัญญาณ เสียงฝ่ามือสองข้างกระทบกันก็ดังก้องออกมา

 

 

วันนี้ก็นับเป็นการเริ่มต้นวันใหม่อีกครั้ง

 

 

 

 

การถ่ายทำนั้นดำเนินไปอย่างราบรื่นกว่าที่คิด

 

 

อาจเป็นเพราะว่าได้วางแผนป้องกันตั้งแต่ต้นมาอย่างดี พีดีที่ยังดูเป็นน้องใหม่คนนั้นจึงได้เลือกใช้คำถามอย่างเหมาะสมตามบทที่วางไกด์ไลน์เอาไว้ แน่นอนว่าไม่ใช่ไม่มีคำถามที่ไม่คาดคิดเลย แต่ก็ไม่ได้ล่วงล้ำข้ามเส้นเข้ามาข้องเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของบรรดาสมาชิกวงคราฟท์

 

 

พวกเขาต่างทำออกมาได้อย่างพอดี แล้วก็ตอบคำถามไปทั้งหมด ทำให้จองอูนั้นแทบไม่ต้องทำอะไรเลย เขาเพียงทำงานของตัวเองอย่างเงียบๆ อยู่ที่มุมหนึ่ง แล้วก็คอยตอบคำถามที่นานๆ จะมีมาสักครั้งอย่างไม่ใคร่ใส่ใจอะไรนัก ถ้าเท่านี้ก็คงพอทนได้

 

 

“ว่าแต่ ทำงานแบบนี้ตลอดเลยเหรอครับ”

 

 

“ครับ?”

 

 

“ปกติแล้วโปรดิวเซอร์ควรเสนอความเห็นเยอะๆ แล้วก็พยายามมีส่วนร่วมอย่างจริงจังไม่ใช่เหรอครับ”

 

 

“ผมแค่โคโปรดิวเซอร์เองนี่ครับ ยังไงก็ต้องฟังความเห็นของสมาชิกก่อน”

 

 

“อย่างนั้นเองเหรอครับ”

 

 

“ครับ แบบนั้นแหละครับ”

 

 

ไม่สิ แน่ละว่า ก่อนหน้านี้ก็พอจะทนไปได้อยู่ หากตอนนี้เพราะจีฮุนที่จู่ๆ ก็ยิงคำถามมาที่เขาอย่างกะทันหัน เลยทำให้ทำตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียอย่างนั้น คำถามที่ไม่คาดคิดนั้น เมื่อรับรู้ได้ว่าถูกสายตาของคิมจีฮุนมองมายังตัวเขาเองที่ตอบออกไปอย่างฉุกละหุกแบบนั้น จองอูก็ยิ่งตกอยู่ในสภาพที่ไม่รู้ว่าควรจะต้องทำอย่างไรต่อไปดี

 

 

“หมดคำถามแล้วใช่ไหมครับ”

 

 

จีฮุนไม่ได้ตอบกลับคำถามที่เหมือนคำขอร้องให้พอเท่านี้ ใบหน้าเรียบนิ่งนั่นไม่ได้แสดงอารมณ์ใดออกมา จีฮุนที่มีบุคลิกดูตรงไปตรงมา หน้าตาเหมือนพวกนักเรียนตัวอย่างเพียงมองมาที่จองอูนิ่งๆ แล้วจึงพยักหน้าเล็กน้อยกลับมา

 

 

“ครับ หมดแล้วครับ”

 

 

จองอูที่แทบไม่อยากยอมรับเลยว่า ตัวเองจะถึงกับพรูลมหายใจอย่างหนักออกมา ทันทีที่คำพูดนั้นถูกกล่าวออกมา ก่อนจะเบนสายตากลับไปยังแผงควบคุมอีกครั้ง ที่ตรงหน้านั่น ซองฮุนกำลังยืนจูนสายเบสอยู่

 

 

“เทคแรกเริ่มเลยนะครับพี่”

 

 

จองอูเปิดไมค์ พร้อมกล่าวกับซองฮุนที่อยู่ในห้องอัดเสียง ซองฮุนที่กำลังหมุนจูนเนอร์ไปมาพร้อมกับซาวน์เช็คอยู่นั่น ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา เพียงแค่ส่งสัญญาณมือเป็นรูปโอเคกลับมาแค่เพียงเท่านั้น เมื่อจองอูแน่ใจแล้วว่าซองฮุนจัดการจูนเสียงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ส่งสัญญาณมือให้ซองฮุนเปิดแทร็กเพลงในส่วนที่จะอัดเสียง แล้วจึงจัดการกดปุ่มบันทึกทันที

 

 

การเล่นดนตรีของซองฮุนนั้นไร้ที่ติ เวลาอัดเสียง บรรดาสมาชิกวงคราฟท์แทบไม่เคยต้องอัดกันทีละหลายๆ รอบ หากเป็นไปได้ก็เลือกที่จะจบมันในเทคเดียว เพราะหากต้องอัดใหม่ในส่วนใดส่วนหนึ่งแล้ว ก็จะต้องมีการตัดต่อซึ่งไม่ว่าจะมองอย่างไรมันก็เป็นงานที่ไม่ได้คุณภาพ แต่ว่าผลที่ออกมานั้นแทบไม่เคยเป็นแบบนั้นเลย หากถามว่าทำไม นั่นเพราะจองอูมักทำตามข้อเสนอของสมาชิกคนอื่นๆ อยู่เสมอ

 

 

การได้ทำงานกับวงคราฟท์ มันทำให้เขาได้เปิดมุมมองให้กว้างมากยิ่งขึ้น

 

 

จองอูที่ไม่เคยเรียนรู้เรื่องดนตรีอย่างจริงจังนั้น ทำให้มีสไตล์การทำเพลงที่ค่อนข้างแคบ ไม่ค่อยมีความเป็นศิลปะนัก แต่ว่าเพราะเขาหาวิธีการพัฒนาที่เหมาะกับตัวเองที่สุดได้ จึงทำให้เป็นคนที่ไม่ค่อยแย้งหรือยึดติดกับอะไรที่ไร้สาระมากนัก ด้วยสาเหตุนั้น การมารับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ทำงานร่วมกับวงคราฟท์หรือศิลปินคนอื่น มันจึงทำให้เขาเปลี่ยนแปลงไปบ้าง กับคนที่ไม่ค่อยได้รับโอกาสที่เหมาะสม การเปลี่ยนแปลงนี้นับเป็นสิ่งสำคัญมาก

 

 

“ทำไมเหรอครับ โอเคนะพี่”

 

 

จองอูตกอยู่ในภวังค์ความคิด ขณะฟังเสียงดนตรีของซองฮุนไปด้วยนั้น เสียงเบสที่หยุดชะงักไปอย่างกะทันหัน ทำให้เจ้าตัวเปิดไมค์ขึ้น พร้อมกับเอ่ยถามซองฮุนที่อยู่ในห้องอัด ซองฮุนขยับเข้ามาใกล้ไมค์พลางทำหน้านิ่วคิ้วขมวด

 

 

“เสียงอะไรน่ะ เสียงแบบเคี้ยวฟัน ฉันคงไม่ได้ทำเสียงแบบนั้นออกไปตอนเล่นหรอกใช่ไหม”

 

 

ซองฮุนที่เอ่ยถามออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดนั่น ทำให้จองอูได้แต่ยกยิ้มเจื่อนๆ ให้ ถึงจะบอกว่าเป็นเสียงเคี้ยวฟัน แต่มันก็เบามาก เป็นเพียงเสียงที่ดังเท่าฝุ่นผงก็เท่านั้น มีแค่ไม่กี่คนที่จะฟังแล้วรับรู้ได้ถึงขนาดนี้ แล้วก็ช่วยไม่ได้ที่เขาคนนั้นดันเป็นพวกชอบความสมบูรณ์แบบ ถึงปกติจะเป็นพวกที่ค่อนข้างเย็นชาและนิ่งเฉย หากเกี่ยวกับเรื่องดนตรีแล้ว ยิ่งเพิ่มความจริงจังเข้าไปอีก ไม่ยอมให้มีการผ่อนปรนใดๆ นั่นละมินซองฮุน เท่านี้จองอูก็รู้แล้วว่าต้องเตรียมอัดใหม่อีกครั้ง

 

 

“เข้าใจแล้วครับ รอบนี้อย่าให้ผิดอีกนะครับ”

 

 

จองอูกล่าวสำทับอีกครั้งกับจองฮุนที่คลายนิ้วออกจากเบส แล้วจึงเปิดแทร็กเพลงอีกครั้งหนึ่ง

 

 

“ซองฮุน นายมีอะไรหรือเปล่า”

 

 

สีหน้าของเซจุนที่กำลังเฝ้ามองท่าทางของคนทั้งคู่อยู่ด้านข้างนั้นเคร่งเครียดขึ้นมา พวกเขาทั้งสองคนที่อยู่ในตำแหน่งที่ปรึกษากับหัวหน้าวงถูกจับคู่กันให้มารับผิดชอบในส่วนเบสไลน์ของวง ตัวเซจุนที่มองออกทั้งในส่วนของข้อดีและข้อเสียระหว่างกันจนทะลุปรุโปร่ง ไม่อาจเมินเฉยกับคำพูดในตอนนี้ได้ จองอูเหลือบมองไปทางซองฮุนที่กำลังเล่นดนตรีอย่างตั้งใจ แล้วจึงได้กล่าวกับเซจุน

 

 

“จบเทคนี้แล้ว ลองไปคุยกันดูหน่อยไหมครับ”

 

 

“เอางั้นก็ได้”

 

 

“ถ้าอย่างนั้นผมจะออกไปก่อน ระหว่างนี้จะไปพักสักหน่อย คุยกันเสร็จแล้วก็ค่อยเรียกผมนะครับ”

 

 

“จะไปไหนล่ะ”

 

 

“จะขึ้นไปชั้นสามน่ะครับ”

 

 

“โอเค คงประมาณสามสิบนาทีแหละ อาจจะเร็วกว่านั้นด้วยซ้ำ”

 

 

“โอเคครับ”

 

 

จองอูลุกจากที่นั่งก่อนที่จะอัดเสียงเสร็จเสียด้วยซ้ำ ส่งสัญญาณมือให้ซองฮุนที่กำลังอยู่ระหว่างเล่นดนตรีว่าจะออกไปข้างนอกแล้วจะกลับมา จากนั้นจึงรีบร้อนออกจากชั้นสองไป เดินฝ่าบรรดาทีมงานและกล้องที่ติดไว้ทั่วห้องออกจากห้องซ้อมไป เมื่อออกมาหยุดยืนตรงทางเดินด้านนอก เขาก็พรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก

 

 

“เฮ้อ…”

 

 

จองอูนั่งลงตรงบันไดที่เชื่อมขึ้นไปยังชั้นสาม

 

 

ความคิดที่ไม่ยินดีกับการถ่ายทำครั้งนี้ยังคงวนเวียนอยู่ตลอดเวลา เขาเพียงทำตามที่ถูกบีบบังคับมา ยอมปิดตา แล้วถ่ายๆ ให้จบไปเท่านั้น ทั้งที่เรื่องมันก็มีเพียงเท่านั้น แต่ทำไมต้องถามอะไรแบบนั้นออกมา เพื่อทดสอบความอดทนกันอย่างนั้นเหรอ หากคำถามนั้นมันผิดแปลก ก็คงได้แสดงท่าทีไม่พอใจออกมาแล้ว แต่เพราะดูเหมือนจะถามออกมาด้วยความสงสัย จึงทำให้ไม่อาจแสดงท่าทีอะไรออกมาได้ คนแบบคิมจีฮุนที่ได้เฝ้าสังเกตมาตลอดทั้งวันนั้น ดูไม่น่าจะทำตัวไร้สาระแบบนั้น ด้วยท่าทางที่ดูเป็นพวกไม่ชอบเซ้าซี้ ก็ไม่น่าจะโยนคำถามแปลกๆ มาให้จองอูซึ่งไม่ใช่คนที่มีส่วนสำคัญในสารคดีนี้เลย

 

 

“พักตรงนี้ดีไหมนะ”

 

 

จองอูพึมพำออกมาเช่นนั้น พร้อมกับยกมือกุมศีรษะ ถึงจะบอกว่าใช้เวลาประมาณสามสิบนาที แต่ว่า เมื่อคิดว่าตัวเขากำลังรออยู่ ทั้งเซจุนและซองฮุนคงจะใช้เวลาคุยกันไม่นานนักหรอก ทว่าก่อนจะได้คิดอะไรต่อไปอีก ประตูห้องซ้อมที่ปิดอยู่ก็ถูกเปิดออก

 

 

“อ้าว”

 

 

เงยหน้าขึ้นมาเพราะคาดการณ์ไว้แล้วว่าอาจจะเป็นแบบนี้ ก็เห็นจีฮุนที่ปิดประตูลง พร้อมกับหันมามองเขาซึ่งนั่งอยู่ตรงบันได

 

 

“อยู่นี่เองเหรอครับ”

 

 

จีฮุนกล่าวกับจองอูด้วยสีหน้าที่ไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ จองอูเองจึงเผลอผุดลุกพรวดขึ้นจากที่นั่งอยู่โดยไม่รู้ตัว

 

 

“อ้า ครับ มีอะไรหรือเปล่า…”

 

 

น่าแปลกที่เขาพูดกับคิมจีฮุนไม่ได้อย่างที่ใจคิด จองอูสบตากับจีฮุนที่มองมายังตัวเขา พร้อมกับใช้สองมือปัดไปบนกางเกงยีนส์ที่สวมอยู่

 

 

“ฮันซองจูสบายดีใช่ไหมครับ”

 

 

“ครับ?”

 

 

แต่ทว่าคำพูดที่ออกมาจากปากจีฮุนนั้น กลับเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง จองอูมองไปยังจีฮุนด้วยใบหน้าที่เหวอไปครู่หนึ่ง ก่อนที่หัวคิ้วนั้นจะย่นเข้าหากัน

 

 

“อยากจะพูดอะไรกันแน่ครับ”

 

 

“เห็นซองฮีบอกว่าคุณสนิทกับฮันซองจูนี่ครับ”

 

 

“คำถามนั้นไปถามกับเจ้าตัวไม่ดีกว่าเหรอครับ”

 

 

จองอูที่ลืมว่าเคยพยายามรักษาระยะห่างระหว่างอีกคนได้เผลอหลุดปากออกไป ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้เรื่องราวระหว่างคนพวกนั้น การถูกทดสอบด้วยวิธีนี้ยิ่งทำให้ไม่พอใจมากขึ้นไปอีก

 

 

“ไม่ใช่ว่าถามแล้วเขาจะยอมตอบออกมาตรงๆ นี่ครับ”

 

 

“ถามจากพี่ซองฮีก็ได้ไม่ใช่เหรอครับ”

 

 

“ไม่รู้สิครับ มันเหมือนเขาจะไม่ตอบน่ะสิครับ ตอนนี้เหมือนเขาจะไม่ชอบใจผมสักเท่าไร”

 

 

“ยังดีที่รู้ตัวนะครับ”

 

 

เขาเผลอตัวตอบกลับด้วยคำพูดที่ไม่น่าฟังเท่าไร ทำเอาจีฮุนถึงกับหน้าตึง

 

 

“ไม่ยักรู้ว่าคุณจองอูก็ไม่ชอบใจตัวผมด้วยนะครับเนี่ย”

 

 

จองอูที่ได้ฟังคำตอบรับที่มาพร้อมสีหน้าลำบากใจนั้น ก็ได้แต่อ้าปากค้าง ก่อนจะพรูลมหายใจออกมา

 

 

“เฮ้อ…มันไม่ใช่เรื่องที่เหมาะจะคุยกันที่นี่หรอกนะครับ ตามผมมาเถอะ”

 

 

กล่าวออกมาเช่นนั้น พร้อมกับเดินขึ้นไปยังชั้นสามซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องทำงานของเขา

 

 

 

 

กริ๊ง

 

 

ผ่านประตูเหล็กเข้าไป จากนั้นจึงเปิดประตูที่ถูกทาด้วยสีดำสนิท เสียงกระดิ่งก็ดังขึ้นในทันที เมื่อห้องทำงานนี้ตกแต่งเรียบร้อย ซองจูก็เอาเจ้ากระดิ่งรูปนกที่กำลังแกว่งไกวไปมาอยู่นี้มาห้อยไว้ที่ประตูเพื่อเป็นของขวัญให้เขาทันที จองอูก้าวเข้าไปภายในห้องทำงานอย่างช้าๆ ก่อนจะหันกลับมามองด้านหลัง

 

 

“ปิดประตูให้ด้วยนะครับ”

 

 

“อ้า ครับ”

 

 

จีฮุนตรวจเช็คว่าประตูนั้นว่าปิดแน่นดีแล้วตามคำพูดของอีกคน ก่อนจะขยับก้าวตามเข้ามาในห้องทำงาน

 

 

บรรยากาศของที่นี่ดูจริงจังกว่าห้องซ้อมของวงคราฟท์อยู่มาก

 

 

ห้องอัดเสียงที่กินพื้นที่กว่าครึ่งของห้องทำงาน แผงควบคุมก็ให้กลิ่นอายของความมืออาชีพกว่าที่ชั้นสองอย่างมาก รอบด้านจัดวางด้วยอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือและคอมพิวเตอร์ไว้อย่างเป็นระเบียบ เครื่องดนตรีที่วางเรียงอยู่ ทำให้รู้สึกเกร็งขึ้นมาเล็กน้อย หากว่าบรรยากาศที่ชั้นสองนั้นให้ความรู้สึกที่เป็นอิสระเหมือนภาพลักษณ์ของวงคราฟท์ บรรยากาศของที่นี่ก็สะท้อนตัวตนของศิลปินที่ชื่อว่าเลซี่ออกมาได้เป็นร้อยเท่า

 

 

‘ฮันซองจูเองก็ตกบ่วงภาพลักษณ์นี้สินะ’

 

 

จีฮุนที่รับรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างจองอูกับซองจูอยู่แล้วนั้น คิดเช่นนั้นออกมาพร้อมกับกวาดสายมองไปรอบๆ

 

 

“เชิญทางนี้เถอะครับ ถ้าสะดวกจะอยู่ตรงนั้นก็แล้วแต่นะครับ”

ตอนพิเศษ 1-12 สถานที่

 

 

 

ซองฮีกล่าวออกมาแบบนั้น พร้อมกับเสียงฮึที่ดังขึ้นมาให้ได้ยิน ดูจากการตอบกลับมาแล้ว แม้จะไม่ถึงขั้นชกต่อยกัน แต่ก็คงจะทำสงครามน้ำลายกันไปพอควร ทำให้จองอูได้แต่พรูลมหายใจออกมาเล็กน้อย

 

 

“เพลาๆ นิสัยแบบนี้บ้างเถอะครับ พอเห็นแบบนี้แล้วเหมือนใครอีกคนไม่มีผิดเลยนะ”

 

 

คำพูดนั้นทำให้ซองฮีหันมาจองอูด้วยสายตาเอาเรื่อง

 

 

“ไอ้เด็กนี่ โตขึ้นเยอะนี่”

 

 

“ร่างกายผมมันก็โตแบบนี้มานานแล้วนะครับ”

 

 

“แป้กมากเลยนะ”

 

 

เห็นสีหน้าเคร่งขรึมของซองฮีที่มีต่อคำพูดหยอกเย้านั่นแล้ว ทำเอาจองอูหลุดขำออกมา

 

 

ซองฮีนั้นเป็นคนซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกนิดหน่อย เวลาเล่นมุกตลกออกไปก็ไม่ได้ทำหน้าตาย แต่ก็หัวร้อนง่ายเหมือนกัน ดังนั้นจึงไม่ใช่คนสไตล์ที่เข้ากับคนอื่นได้ง่ายต่างจากซองจู แต่จะให้บอกว่าซองจูเป็นคนที่พูดคุยด้วยง่ายๆ มันก็อย่างไรอยู่ อย่างไรเสียก็ช่างมันเถอะ

 

 

“แล้วสรุปว่าที่ทะเลาะกัน ชนะไหมครับ”

 

 

“ก็บอกว่าไม่ได้ทะเลาะไงวะ”

 

 

“ต้องมีชกกันแน่ๆ แบบนี้ ดูจากกระดาษคำถามแล้วนี่คงจะไม่รอด”

 

 

“คนที่ชอบพูดเรื่องไร้สาระออกมาแล้วทำร้ายตัวเองน่ะไม่ใช่พวกเรา แต่เป็นนายต่างหาก ก็แค่ใส่ใจนิดหน่อยแล้วมันอะไรกันนักกันหนา”

 

 

“พี่ใส่ใจมากเลยสินะครับ กับคนนั้นน่ะ”

 

 

คำพูดของจองอูแทงใจดำซองฮีเข้าอย่างจัง เจ้าตัวจึงได้ไม่พูดอะไรออกมาอีก

 

 

ซองฮีที่นั่งแผ่หลาไปกับเก้าอี้ ด้วยสีหน้าเรียบเฉยอยู่แบบนั้น เหมือนจะมีสายตาของจีฮุนคอยเหลือบมามอง แต่ทว่าจองอูก็แสร้งทำเป็นไม่รับรู้ แล้วทำเป็นมองดูกระดาษคำถามที่ถืออยู่ในมือเสีย

 

 

ตามที่ซองฮีพูด ถ้าให้คิดว่าเป็นการเก็บเบื้องหลัง ก็ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ แต่ทว่าตลอดเวลาสี่วันที่ต้องถูกใครที่ไหนก็ไม่รู้มาตามเก็บภาพ แล้วยังต้องคอยระวังคำพูดคำจาแบบนี้ จะให้สบายใจก็คงเป็นไปไม่ได้ จองอูพรูลมหายใจออกมา พร้อมกับยื่นกระดาษที่ถืออยู่ในมือคืนให้กับซองฮี

 

 

“ถ้าเกิดถามอะไรที่นอกเหนือจากในนี้ ไม่ตอบได้ไหมครับ”

 

 

“อือ ถ้าคำพูดไร้สาระถูกเอาไปออกอากาศ มันจะวุ่นวายเอาได้”

 

 

“นิสัยไม่ดีถึงขั้นนั้นเลยเหรอครับ”

 

 

จองอูแอบเหลือบสายตาไปมองจีฮุน พร้อมเอ่ยปากถามออกมา

 

 

มันดูเป็นอะไรที่ตรงกันข้ามกับท่าทางที่ดูตรงไปตรงมาแบบนั้น จองอูที่เอียงหัวอย่างครุ่นคิด แล้วก็มีเสียงของซองฮีดังเข้ามาให้ได้ยิน

 

 

“เปล่าหรอก ปัญหาก็คือไอ้นิสัยตรงเป็นไม้บรรทัดนั่นต่างหาก”

 

 

“มันเป็นปัญหายังไงครับ”

 

 

“ถึงเขาจะดูเป็นคนแบบนั้น แต่ว่าอันที่จริงคนที่จะมาคอยตามติดเรา แล้วก็ถามนู่นถามนี่น่ะเป็นคนอื่นหรอก คุณเขาน่ะเป็นถึงประธานบริษัท ก็ยังอุตส่าห์ลงมาดูสถานการณ์จริงด้วยตัวเองเป็นพิเศษ แต่กับงานตัดต่อน่ะ วางมือจากมันนานแล้วละ ยังไงซะโดยพื้นฐานแล้วมันก็แบบนั้นแหละ ถ้าใครสักคนปรับเรื่องเราให้มันแปลกไป ก็คงไม่มีใครรู้ ถ้าไม่ใช่คนที่เข้าข้างกันจริงๆ ยังไงก็ต้องคอยระวังไว้อยู่ดี”

 

 

“ถ้าเขามาได้ยินคงจะเสียใจแย่ สนิทกันไม่ใช่เหรอครับ”

 

 

“ฉันเนี่ยนะ ไม่ใช่สักหน่อย”

 

 

จองอูหันหน้าไปมองซองฮีราวกับว่า สิ่งที่ได้ยินมันเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงเลยสักนิด

 

 

“ทำไม”

 

 

“ไม่สนิทกันเหรอครับ”

 

 

“ไม่สนิท ถ้าเซจองก็ว่าไปอย่าง”

 

 

จองอูพยักหน้ารับคำพูดนั้นอย่างไม่ใส่ใจ เพราะเขาก็รู้ดีอยู่แล้วว่าหากซองฮีพูดว่าไม่ใช่ มันก็คือไม่ใช่จริงๆ นั่นแหละ แน่นอนว่ายกเว้นแค่เรื่องที่เกี่ยวกับฮันซองจู

 

 

“กับคุณคนนั้นมันก็ไม่ได้อะไรกันนักหรอก แค่คนรู้จักของเพื่อนน่ะ เป็นแค่คนรู้จักคนนึง ถึงจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับตัวฉันเยอะอยู่ แต่ก็ไม่ใช่คนที่อยากจะสนิทสนมให้มากนักหรอก ความสัมพันธ์มันค่อนข้างซับซ้อนน่ะ”

 

 

“อึดอัดแย่เลยนะครับ”

 

 

“ก็อะไรแบบนั้นแหละ”

 

 

ซองฮีพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับคำพูดของจองอู หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมุนเซจองแล้ว ไม่มีเรื่องไหนที่มันไม่ซับซ้อนเลยสักเรื่อง

 

 

“แล้วกับคนนั้นล่ะครับ”

 

 

“ก็เหมือนกันแหละ”

 

 

“ไม่รู้ว่าจะโผล่มาเซ้าซี้อะไรหรือเปล่า”

 

 

“ในเมื่อพูดออกมาจากปากตัวเองแล้วว่าไม่มา ก็คงไม่มานั่นละครับ ถึงจะบอกว่าจะมา แต่มีการตั้งกล้องซ่อนเอาไว้ตอนกลางคืนด้วย ถึงมาก็คงไม่อยากพูดอะไรมากมายที่นี่นักหรอกครับ”

 

 

“เหรอ ยังไงชั้นสามก็ไม่เกี่ยวอยู่แล้ว ไม่เห็นเป็นไร”

 

 

“ครับ อันที่จริงผมก็ต้องขอบคุณพี่ด้วย”

 

 

จองอูกล่าวเช่นนั้นออกมาพร้อมรอยยิ้ม

 

 

ผลสรุปของการประชุมนับครั้งไม่ถ้วน ก็ได้มติว่าจะเปลี่ยนมาถ่ายทำแค่ภายในห้องซ้อมของวงคราฟท์ที่ชั้นสองเพียงเท่านั้น ถึงจะเรียกว่าห้องซ้อม แต่อันที่จริงแล้วก็เป็นสถานที่ที่คล้ายกับห้องอัดพอสมควร เพราะว่าการทำงานโดยส่วนใหญ่ก็ทำกันที่นี่ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องถ่ายทำไปถึงห้องทำงานของจองอูด้วย

 

 

เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน ต้องทำสงครามน้ำลายไปตั้งเท่าไหร่ แค่คิดถึงบรรดาทีมงานที่ไม่คิดจะฟังคำพูดของซองฮีเลยแม้แต่น้อยนั่นแล้ว ก็ปวดหัวตุบๆ ขึ้นมาเสียได้

 

 

“ยังไงซะ ฉันก็ไม่ได้พอใจเรื่องการถ่ายทำนี่นักหรอก”

 

 

บ่นพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่เบาพอจะไม่ไปถึงหูคนอื่นรอบตัว จองอูที่ยังรู้สึกคาใจ หันมองสำรวจไปรอบตัว ก็รู้สึกว่าเห็นด้วยกับคำพูดนั้น

 

 

“คนที่ไม่ชอบใจก็เห็นจะมีแค่พี่กับผมนะครับ”

 

 

“ไม่หรอก ไม่ใช่แค่นี้”

 

 

“มีใครอีกเหรอครับ”

 

 

“สองแฝดนั่นไง”

 

 

กล่าวออกมาแบบนั้นแล้วก็พยักพเยิดปลายคางไปทางมุมหนึ่งของห้องซ้อม ปรากฎภาพสองพี่น้องฮยอนจินกับแฮจินที่กำลังตั้งอกตั้งใจนั่งเรียงแถวเล่นเกมในมือถือกันอยู่

 

 

“สองคนนั้นก็ไม่ใส่ใจอะไร นอกจากเรื่องของตัวเองอยู่แล้วนี่ครับ”

 

 

“ก็งั้นแหละ”

 

 

จองอูได้แต่พยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับการตอบรับอย่างไม่ใส่ใจและคำพูดเช่นนั้นของซองฮี ซองฮุนที่อยู่ไกลๆ จึงได้เดินเข้ามาใกล้พวกเขา

 

 

“สองคนน่ะ วางแผนอะไรกันอีกล่ะ ฮันซองฮี นายเลิกทำท่าทางบอกบุญไม่รับแบบนั้นสักทีเหอะ วอนโดนเตะปากว่ะ”

 

 

แล้วซองฮีก็ตอบโต้กลับไปที่ซองฮุนอย่างหยาบคาย

 

 

“เสือกเหอะ”

 

 

“แต่งงานแล้ว หัดรู้จักใช้สมองบ้างเหอะ เป็นเด็กหรือไงวะ”

 

 

“แต่งงานแล้วคนเราต้องเปลี่ยนด้วยเหรอ ถ้างั้นนายมันก็แค่เด็กอมมือสินะ วันๆ เอาแต่ตามติดจินซลอยู่แบบนั้นน่ะ”

 

 

“แล้วนายไม่ได้เป็นแบบนั้นกับฮเยจองหรือไง”

 

 

คำพูดเพียงคำเดียวจากซองฮุนผู้เย็นชา ทำเอาซองฮีสงบปากขึ้นมาได้

 

 

“เลซี่”

 

 

“ครับ”

 

 

 ซองฮุนหันมองไปรอบๆ ก่อนนั่งลงข้างๆ จองอู แล้วทำท่าทางห้ามปรามจองอูที่ทำท่าจะลุกขึ้นมา ด้วยการดึงชายเสื้อของจองอูเอาไว้ แล้วค่อยๆ ส่ายหน้าไปมา

 

 

“แต่ว่า”

 

 

“ช่างเถอะ อย่าทำตัวน่ารำคาญน่า”

 

 

ซองฮุนกล่าวออกมาเช่นนั้น ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องซ้อมที่แสนจะวุ่นวาย ใบหน้าติดเย็นชาของอีกคนนั้นไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมา จึงทำให้ไม่สามารถรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่กันแน่

 

 

“ก็เข้าใจอยู่หรอกนะว่าเป็นเพราะอะไรพวกนายถึงได้ทำสีหน้าซังกะตายกันแบบนั้น แต่ถือว่าขอร้องเหอะ ทนอีกแค่สามวันเท่านั้นแหละ เรื่องนี้คนอื่นก็ไม่ได้ยินดีด้วยนักหรอกนะ แต่ก็ต้องทำให้เป็นของขวัญพิเศษ ก็เลยต้องปล่อยไปตามนั้น เซจุนที่ยอมฟังคำเรียกร้องของพวกนาย ก็ต้องเหนื่อยพาจงซอบมาประชุมอยู่ตลอดทั้งอาทิตย์”

 

 

ปกติแล้วซองฮุนไม่ใช่คนที่จะมานั่งบ่นพร่ำเพรื่อ กลับกันแล้ว อีกคนมักจะก้าวออกมาเป็นผู้นำ แล้วจัดการมองภาพรวมของสถานการณ์ ก่อนจะทำหน้าที่จัดสรรหน้าที่ให้แต่ละคน หากเป็นเรื่องขี้บ่น ก็ต้องยกให้เป็นหน้าที่ของเซจุนผู้มีความกระตือรือร้นในการรับหน้ากับทุกสถานการณ์ แต่ว่าถึงขนาดที่ซองฮุนเข้ามาหา แล้วพูดถึงขนาดนี้แล้ว สีหน้าของพวกเขาทั้งคู่คงจะไม่ดีเอาเสียเลย ในตอนนั้นเองซองฮีก็เริ่มทำสีหน้าจริงจังขึ้นมา

 

 

“ขอโทษ ช่วงนี้ฉันคงอ่อนไหวไปหน่อย”

 

 

“รู้ก็ดี ก็ไม่ใช่ไม่เข้าใจความรู้สึกนายหรอกนะ พี่เขาก็บอกแล้วว่าจะไม่ออกมาเพ่นพ่าน ยังไงก็เชื่อคำพูดเขาบ้างเถอะ ถึงจะเป็นคนที่อารมณ์แปรปรวนขนาดไหน ก็ไม่ใช่คนที่ไม่เข้าใจสถานการณ์อะไรขนาดนั้น เรื่องนี้นายเองก็รู้ดีนี่”

 

 

ซองฮุนพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่ง

 

 

“เดี๋ยวก็จะต้องเริ่มถ่ายแล้ว ก่อนถึงตอนนั้นก็จัดการอารมณ์ให้เรียบร้อยเสียละ”

 

 

แล้วเจ้าตัวที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยก็เดินไปทางสองแฝดที่ยังคงนั่งเล่นเกมกันอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร ดูเหมือนว่าคงจะจัดการกับสองคนนั้นเป็นลำดับต่อไปสินะ จองอูมองภาพแผ่นหลังของซองฮุนที่กำลังพูดบางอย่างกับสองแฝด ก่อนจะเอ่ยปากออกมา

 

 

“พี่ซองฮุนเองก็ดูเปลี่ยนไปนะครับ”

 

 

“งั้นเหรอ”

 

 

“ครับ รู้สึกได้นิดหน่อยน่ะครับ”

 

 

“เพราะจินซลน่ะสิ”

 

 

ซองฮีเอ่ยถึงคนรักของซองฮุนออกมาอย่างไม่ใส่ใจ จองอูรอคอยคำพูดต่อไปที่จะออกมาจากปากนั้น พร้อมกับที่ผ่อนคลายไหล่ที่เกร็งอยู่ แม้จะเป็นคำพูดที่สุขุม แต่ว่าความโกรธก็ยังเผยออกมาให้สัมผัสได้ผ่านทางร่างกาย

 

 

“ถึงจะแกล้งทำเป็นไม่มีอะไร แต่ที่จริงซองฮุนก็เป็นพวกซับซ้อนที่สุด เจ้านั่นจะลนลานทุกครั้งหากเป็นเรื่องที่มีจินซลเข้ามาเกี่ยวด้วย ฉันเองรู้จักกับฮเยจองมาตั้งแต่ตอนอายุสิบปีกว่าๆ แต่ตลอดช่วงเวลานั้น เราก็คบๆ เลิกๆ กันซ้ำไปซ้ำมาอยู่แบบนั้น แต่เจ้านั่นน่ะ ตั้งแต่อยู่อนุบาลจนอายุปาเข้าไปสามสิบแล้วก็ทำได้แค่คอยแอบมองอยู่ข้างๆ ไม่รู้ว่าจะอึดอัดขนาดไหน พอความรู้สึกนั้นได้รับการตอบรับกลับมา ตอนนี้ถึงได้มีท่าทีสบายใจขึ้นมาได้ไงละ”

 

 

จองอูพยักหน้ารับคำพูดของซองฮีอย่างเงียบๆ

 

 

ครั้งแรกที่ได้เจอกับวงคราฟท์ก็เป็นช่วงนั้นพอดี

 

 

จองอูได้มาร่วมงานในอัลบั้มแรกที่ชื่อว่า ‘LOVESONG’ อัลบั้มที่มีคอนเซ็ปต์ไม่ต่างอะไรจากการเขียนจดหมายรักให้กับใครคนหนึ่ง เนื้อเพลงที่มีความสดใสและมุ่งมั่นเกี่ยวกับรักมากกว่าเพลงรักทั่วไป ซาวนด์ก็ดูสนุกสนาน มันมีเสน่ห์ที่ทำให้กระทั่งจองอูก็ยังสงสัยว่าเพลงนี้กำลังสารภาพกับใครกันแน่ ด้วยบทเพลงที่ดูคล้ายกับบุคลิกของเซจุน จึงได้คิดว่าอีกคนเป็นคนเขียน แต่แท้จริงแล้วเจ้าของตัวจริงกลับเป็นมินซองฮุนที่เขาไม่มีทางจะคาดคิดถึง

 

 

ซองฮุนที่มีบรรยากาศเย็นชากระจายอยู่รอบตัวแบบนั้น กลับใช้อัลบั้มเป็นสื่อในการบอกความในใจให้กับรักข้างเดียวของตัวเอง และขอให้มาเป็นคนรักกัน ทุกครั้งที่ได้ฟัง จองอูยังคิดว่าเรื่องราวแบบนั้นคงไม่มีทางเกิดขึ้นกับตัวเองได้

 

 

แต่ทว่าความรักที่คิดว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันและไร้ประโยชน์นั่น สุดท้ายแล้วตัวเขาเองเมื่อได้พบซองจู ได้รักกัน แล้วจึงได้พบเจอความสงบ

 

 

คนเราเปลี่ยนไปได้ด้วยคนคนหนึ่ง

 

 

เมื่อได้ตระหนักเรื่องความแน่นอนของชีวิตในวันที่สายไป เด็กน้อยในร่างผู้ใหญ่จึงยังคงสับสน แต่ทว่ากระทั่งความสับสนนั้นก็ยังเป็นผลดีต่อชีวิตของเขา มันทำให้จองอูได้เจอกับความสนุกสนาน

 

 

“เราน่าจะลุกกันได้แล้ว”

 

 

“นั่นสิ เจ้าเซจุนก็เอาแต่มองมาทางเราตั้งแต่เมื่อกี้แล้วด้วยสิ”

ตอนพิเศษ 1-11 สถานที่

 

 

 

 

ซองจูเหลือบมองท่าทางกลั่นแกล้งกันของจองอูอย่างไม่รู้ตัว แต่ทุกครั้งที่เป็นแบบนั้น เรียวนิ้วของจองอูที่อยู่ข้างในตัวเขาก็จะกดย้ำลงไปที่จุดอ่อนไหวนั่น จึงทำให้ไม่อาจทำอะไรได้เลย 

 

 

กระทั่งในช่วงเวลาที่ตื่นตระหนก คอของซองจูกลับแห้งผาก เขาไม่ต้องการไปถึงฝั่งฝันด้วยเพียงแค่นิ้วมือ เขาปรารถนาในสิ่งที่มันใหญ่กว่านี้ อะไรที่มันอุ่นกว่านี้ อวบใหญ่กว่านี้ อะไรที่สามารถเติมเต็มตัวเขาได้พอดี ซองจูค่อยๆ ยื่นมือไปด้านหลัง กำรอบส่วนที่แสดงความเป็นชายของจองอูที่ตั้งตระหง่านอย่างดุดันนั่นเอาไว้ 

 

 

“อันนี้ ที่ใช้มันทรมาน…ฉัน” 

 

 

“นายต้องการแบบนั้นเหรอ” 

 

 

จองอูทาบทับร่างกายลงไป กระซิบแผ่วเบาข้างใบหูของซองจู เจ้าตัวพยักหน้ารับเสียงกระซิบหวานหูนั่นพร้อมกับที่ซองจูกล่าวอ้อนวอนออกมาอีกครั้ง 

 

 

“เร็วสิ ได้โปรด…” 

 

 

คำอ้อนวอนนั้นทำให้จองอูเผยยิ้มหื่นออกมา พร้อมกับค่อยๆ ดึงเรียวนิ้วที่อัดแน่นอยู่ภายในตัวของซองจูออกมา 

 

 

“อื้อ ฮึก…” 

 

 

“ทำไม เสียวเหรอ” 

 

 

เสียงครางดังลอดออกมา มันกำลังบอกว่าแบบนั้น แต่ว่าถึงรู้ก็ยังคงถามออกมาอยู่ดี ซองจูไม่คิดที่จะปิดบังความรู้สึก จึงได้พยักหน้ารับ 

 

 

“จะเข้าไปแล้วนะ” 

 

 

“อื้อ!” 

 

 

ช่องทางที่เปิดขยายออกจากกันเหมือนกำลังรอคอยเพียงให้จองอูเข้ามาเท่านั้น ความอุ่นร้อนจากตัวตนของอีกคนที่แทรกเข้าไปภายในทำให้ซองจูหลุดเสียงหวีดร้องออกมาทันที 

 

 

แม้จะผ่อนคลายแล้ว ผ่อนคลายอีก แต่น่าประหลาดที่ยังคงรู้สึกเกินจะรับมือเหมือนเป็นครั้งแรก ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ใส่ใจ แล้วเสือกไสตัวตนเข้าไปจนสุด บั้นท้ายอวบและขาวกระจ่างของซองจูสัมผัสถูกขนอ่อนตรงส่วนนั้น และในตอนนั้นเอง เขาจึงได้กอดรัดร่างกายที่กระตุกเกร็งของซองจูเอาไว้ แล้วแนบริมฝีปากประทับจูบลงไปบนต้นคอที่ขึ้นสีแดงจัดซ้ำๆ อยู่เช่นนั้น ภายในของซองจูเริ่มคุ้นชินอย่างรวดเร็ว จึงได้ตอดรัดตัวตนของจองอูอย่างอ่อนโยน ในตอนนั้นการเตรียมพร้อมทุกอย่างจึงสิ้นสุดลง 

 

 

“…ไม่ออมมือแล้วนะ” 

 

 

“ระ เร็วสิ” 

 

 

เมื่อพูดจบ จองอูก็เริ่มขยับร่างกายแกร่งอย่างช้าๆ ก่อนที่ความรู้สึกวูบโหวงอย่างประหลาดในช่องท้องจะจางหายไป แล้วแทนที่ด้วยความเสียวกระสันที่ล้นทะลักออกมา มันทำให้ซองจูเริ่มขยับทั้งที่ยังคงเผยออ้าปากค้างโดยไม่รู้ตัว 

 

 

“อื้อ อื้ม อื้อ” 

 

 

หยาดน้ำลายใสไหลเยิ้มออกมา ด้วยไม่รู้ต้องจัดการอย่างไร จึงได้สอดเรียวนิ้วหนึ่งเข้าไปในปาก เรียวลิ้นที่เริ่มดูดเม้ม รูดรั้งอย่างแผ่วเบาราวกับมันเป็นส่วนที่สำคัญ ความรู้สึกเช่นนั้นมันดีเหลือเกิน ดังนั้นจึงได้สอดเรียวนิ้วเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่ง แล้วเริ่มดูดเม้ม รูดรั้งราวกับเป็นตัวตนของเขาอีกอันหนึ่ง จองอูก้มลงมองสีหน้าของซองจูในตอนนั้น พร้อมกับขยับรัวสะโพกให้เร็วขึ้นไปอีก 

 

 

“ฮึก อื้อ อือ…อึก อื้อ!ฮึก!” 

 

 

ตอนที่คีบเรียวลิ้นนุ่มเอาไว้ตรงหว่างนิ้ว แล้วออกแรงดึงรั้ง ทุกครั้งที่สัมผัสบดเบียดอย่างหยอกเย้า ท่าทางของซองจูที่ขยับตามการกระทำของเขาอย่างเอาเป็นเอาตายนั่น ยิ่งทำให้ตัวตนของจองอูคึกคักขึ้นไปอีก แรงตอดรัดส่วนที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทำให้จองอูรีบดึงนิ้วออกมา 

 

 

“อ๊ะ…? อุ๊บ!” 

 

 

ริทฝีปากของซองจูที่ยังคงเผยอปากค้างด้วยสีหน้าผิดหวังที่ถูกแย่งของเล่นไปอย่างกะทันหันแบบนั้น ก็ถูกโฉบลงไปขบเม้มดูดดึงทันที สองแขนของซองจูจึงเอื้อมไปเกี่ยวต้นคอจองอูให้แนบชิดกันเข้าไปอีก 

 

 

ทั้งสองขยับสะโพกอย่างร้อนแรง ด้วยร่างกายที่ยังคงเกี่ยวกระหวัดพันกันเช่นนั้น พร้อมทั้งดูดดึงหยอกเย้าริมฝีปากของกันและกัน 

 

 

“อื้อ อื้ม อึก อือ อื้อ!” 

 

 

“อึก ฮึก!” 

 

 

เสียงครางที่ดังขึ้นและเสียงเสียดสีของเตียงที่ดังเอี๊ยดอ๊าดดังก้องยิ่งกว่าเดิม ผ้าห่มผืนบางที่เคยคลุมทับอยู่บนตัว ร่วงตกลงไปที่พื้นนานแล้ว และผ้าคลุมตียงสีขาวเนื้อลื่นก็เลื่อนหลุดออกมาเป็นที่เรียบร้อย แต่ทว่าคนทั้งสองก็ไม่คิดที่จะหยุดโหมแรงที่กระแทกเข้าปะทะกันเลยสักนิด 

 

 

ดูดดึงริมฝีปากนุ่มหยุ่นซ้ำๆ พร้อมทั้งหยอกล้อด้วยการเกี่ยวกระหวัดเรียวลิ้นชื้นไปมา ในตอนนั้นก็เกร็งปลายลิ้นครูดไปกับเพดานปาก ช่วงสะโพกกระตุกสั่นทั้งที่ร่างกายยังคงแนบสนิท จังหวะหัวใจที่เต้นรัวจนแทบทะลุออกมา ยากเหลือเกินที่จะจำแนกให้ชัดว่าเป็นของใคร สิ่งที่ยังคงอยู่ภายในห้องนี้มีเพียงความรู้สึกที่ปรารถนาซึ่งกันและกันจนล้นทะลักเพียงเท่านั้น จองอูจ้องมองไปยังแววตาที่ยังคงเลื่อนลอยของซองจู 

 

 

ลูกแก้วสีน้ำตาลใสกระจ่างและแวววาวกระทบกับแสงภายนอกที่เล็ดลอดผ่านเข้ามาทางบานหน้าต่างทำให้เกิดประกายน่าพิศวง เขาชอบลูกแก้วคมเข้มสวยงามนั้นเหลือเกิน ในยามที่มันสะท้อนตัวตนที่น่าเกลียดของเขาออกมา ใบหน้าที่นิ่งเฉยและไร้อารมณ์อยู่เสมอนั่น ทุกครั้งที่มองมาที่ตัวเขาด้วยความปรารถนาอย่างที่สุด มันทำให้ชาหนึบขึ้นที่ซอกหนึ่งของหัวใจ หากเพียงสามารถทำได้ แววตานั้นจะแสดงความหยาบคายออกมาเช่นเดียวกับที่อยากถ่ายทอดออกไปจากหัวใจ การยึดติดเช่นนั้นทรมานจองอูอยู่เสมอ แต่ทว่า หากทำเช่นนั้น ฮันซองจูคงต้องขาดใจตาย เขาจึงไม่สามารถมองไปที่อีกคนด้วยแววตาที่ราวกับจะตายนั้นได้ ดังนั้นจองอูจึงแนบชิดร่างกายกับอีกคนครั้งแล้วครั้งเล่า ทรมานซองจูอย่างเอาแต่ใจและเปิดเปลือยความรู้สึกของซองจูครั้งแล้วครั้งเล่า 

 

 

“ฮึก! อ้า ฮึก! อื้อ!” 

 

 

ยิ่งจองอูส่งแรงขยับโยกมาเท่าไหร่ ร่างกายของซองจูก็ยิ่งกระตุกสั่นอย่างรุนแรง ทว่าจังหวะสอดประสานก็ยังคงเร่าร้อนขึ้นไปอีกอยู่ดี เมื่อคนทั้งคู่มาถึงสุดปลายทางจนไม่อาจทนต่อไปได้ ร่างกายที่กอดกระหวัดกันอยู่นั้น จึงได้พากันแล่นทะยานไปสู่จุดหมาย 

 

 

แววตาที่เลือนรางเต็มทีกับความรู้สึกเสียวที่ไม่อาจทนรับไหวทำให้น้ำตารินไหลออกมาอย่างคนเลื่อนลอย สีหน้าเช่นนั้นของซองจูที่ได้เห็นทำให้เขากดจูบลงไปบนริมฝีปากนั้นซ้ำๆ พร้อมกับที่จองอูโหมแรงทั้งหมดที่มีกระแทกเข้าไปจนลึกสุด 

 

 

“อึก!” 

 

 

“อ้า…อื้อ!” 

 

 

ร่างกายของจองอูกระตุกเกร็ง และในเวลาเดียวกันนั้น ผนังอุ่นด้านในของซองจูก็เริ่มตอดรัดตัวตนของจองอู การขยับอย่างรุนแรงทำให้จองอูลืมกระทั่งหายใจ พร้อมกับปลดปล่อยเข้าไปภายในตัวของซองจู 

 

 

“อ้า ฮ่า…อื้อ…” 

 

 

เปล่งเสียงร้องครางออกมา ร่างทั้งร่างสิ้นเรี่ยวแรง จองอูกอดซองจูจากทางด้านหลังพร้อมกระซิบพึมพำออกมา 

 

 

“…ไม่เป็นไรนะ” 

 

 

แต่ทว่าซองจูที่ยังไม่อาจรวบรวมสติกลับคืนมานั้น ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เจ้าตัวเพียงพยักหน้าสองสามทีพร้อมกับหอบหายใจหนัก จองอูมองดูท่าทางนั้นอย่างรักใคร่ แล้วจึงค่อยๆ ยกมือขึ้นมาทาบปิดลงบนดวงตาทั้งคู่ของซองจู 

 

 

“ถ้าเหนื่อยก็นอนเถอะ ที่เหลือฉันจัดการให้เอง” 

 

 

น้ำเสียงทุ้มต่ำที่แว่วเข้ามาในหูและความอบอุ่นที่ทาบปิดดวงตาเอาไว้นั้น ทำให้ซองจูฝากทุกอย่างไว้กับอีกคน แล้วจมเข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างช้าๆ 

 

 

 

 

 

* * * 

 

 

 

 

 

“ช่วยมาย้ายอุปกรณ์ตรงนี้หน่อยครับ! อย่าให้ขวางทาง!” 

 

 

“ขอโทษครับ จะรีบจัดการเลยครับ!” 

 

 

เสียงรบกวนดังขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ ท่ามกลางบรรดาผู้คนที่อัดแน่นอยู่เต็มห้องสตูดิโอ จองอูที่ลงมายังชั้นที่อยู่ด้านล่างห้องทำงานของตัวเอง อันเป็นที่ตั้งของห้องซ้อมวงคราฟท์ ความวุ่นวายที่ทำลายความสงบ ทำเอาเขาขมวดคิ้วมุ่น 

 

 

ที่สุดแล้ว สารคดีเจ้าปัญหาก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น 

 

 

เพราะซองฮีที่ขมขู่จีฮุนไว้ล่วงหน้า กระทั่งบทตัวอย่างที่ออกมา คำถามที่ได้รับก็เป็นเพียงเรื่องทั่วไป ไม่มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตส่วนตัวของพวกเขารวมอยู่ด้วยเลยแม้แต่น้อย เมื่อเป็นเช่นนั้น มันก็เป็นเพียงสารคดีที่พูดคุยแต่เกี่ยวกับเรื่องดนตรีก็เท่านั้น แต่ทว่ากลับกันแล้วเหมือนเป็นการเฝ้าดูบรรดาสมาชิกวงคราฟท์ที่กำลังถกเถียงกันว่าแบบนั้นแบบนี้ดีกว่า จองอูก็เพียงนั่งอยู่เงียบๆ พยายามปรับตัวยอมรับกับบรรยากาศแปลกประหลาด 

 

 

“เอ่อ โทษทีนะครับ แต่ว่าผมอยากติดตั้งกล้องทางด้านนี้สักหน่อย มีพวกเครื่องมืออะไรที่อาจเกิดปัญหา แล้วต้องตรวจเช็คไว้ล่วงหน้าไหมครับ” 

 

 

พีดีที่ตามจีฮุนมานั้นหันมาเอ่ยถามกับบรรดาสมาชิกวง เซจุนที่รับหน้าที่ในการประสานงานไปโดยปริยายจึงได้รีบเร่งลุกขึ้น แล้วเดินไปทางด้านนั้น 

 

 

“สักครู่นะครับ จะติดตั้งประมาณไหนเหรอครับ” 

 

 

“ไม่ได้เจาะเข้าผนังอะไรแบบนั้นหรอกครับ แค่จะตั้งไว้ตรงนี้ ประมาณนี้เท่านั้นแหละครับ” 

 

 

พีดีที่ยังดูเป็นเด็กใหม่ถือขาตั้งกล้องและตัวกล้องเข้ามาติดตั้งที่มุมหนึ่งของห้องซ้อม ในตอนนั้นเอง ก็ได้เห็นจีฮุนกับซองฮุนกำลังพูดคุยกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด 

 

 

คงจะคุยกันเรื่องตารางถ่ายทำวันต่อไป หรือไม่ก็บทอะไรพวกนั้นมั้ง จองอูที่มองดูสีหน้าไม่พอใจของคนพวกนั้นอยู่ พลันรู้สึกได้ถึงแรงที่แตะลงบนไหล่อย่างไร้สุ้มเสียง แล้วจึงได้หันกลับไปมอง 

 

 

“ทำอะไร นั่งเหม่อขนาดนั้น” 

 

 

ซองฮีนั่นเอง 

 

 

“อ้า แค่ไม่ค่อยมีสมาธิน่ะครับ” 

 

 

“งั้นเหรอ โคตรวุ่นวาย” 

 

 

กล่าวออกมาแบบนั้น พร้อมกับลากเก้าอี้เข้ามานั่ง ซองฮีเป็นผู้ชายหน้าตาดีในแบบที่ต่างจากซองจู แค่มองจากท่าทางการนั่งลงบนเก้าอี้ ก็ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นภาพเขียน รู้สึกได้ว่าพีดีที่ถือกล้อง DSLR กำลังมองมาทางนี้ แต่ทว่าคนพวกนั้นต้องทำตามคำสั่งของจีฮุนที่ยังไม่ให้ถ่ายทำอะไร ผ่านไปเพียงไม่นานก็เบนสายตาที่มองมาทางนี้กลับไป ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น มีเพียงซองฮีกับจองอูเท่านั้นที่นั่งเหม่อลอยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

 

 

“ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำแบบนี้ไปทำไมกัน” 

 

 

“ทำก็เพราะกิจกรรมมันลดลง หลังจากพี่แต่งงานไงครับ” 

 

 

“ไอ้เวรที่ไหนมันบอกแบบนั้น” 

 

 

“พี่ซองฮุนครับ” 

 

 

“ไอ้บ้าเอ๊ย” 

 

 

ซองฮีสบถพร้อมกับทิ้งตัวเอนพิงไปกับเก้าอี้ 

 

 

“นั่นอะไรเหรอครับ” 

 

 

จองอูพยักพเยิดปลายคางไปทางกระดาษเอสี่ที่อยู่ในมือของซองฮี ซองฮีจับกระดาษที่ตรงมุมหนึ่ง ก่อนจะสะบัดไปมา แล้วยื่นพรวดไปตรงหน้าจองอู 

 

 

“รายละเอียดเรื่องเวลากับเนื้อหาที่ถ่ายทำวันนี้น่ะ ดูไหม” 

 

 

“ทำไมผมต้องดูล่ะ” 

 

 

“ยังไงนายก็ต้องถ่ายด้วย เกิดโดนถามขึ้นมากะทันหันจะทำไงล่ะ” 

 

 

“ก็นั่นสินะครับ” 

 

 

จองอูรับกระดาษแผ่นนั้นจากซองฮีด้วยสีหน้าไม่ยินดีกับมันสักเท่าไหร่ 

 

 

มองดูเนื้อหาผ่านๆ ให้พอเป็นพิธี รายละเอียดการถ่ายทำในช่วงเวลาตลอดสี่วันนี้ที่ว่ามันก็เพียงแค่การฝึกซ้อม อัดเสียง แล้วก็ประชุมเพียง คำถามส่วนใหญ่ก็มีเพียงเปิดโอกาสให้บรรดาสมาชิกวงคราฟท์ได้มามีส่วนร่วมก็เท่านั้น คำถามสำหรับจองอูก็เพียงแค่พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องอัลบั้ม และการมาร่วมงานดิจิตอลอัลบั้มร่วมกับบรรดาสมาชิกวงคราฟท์ 

 

 

“ที่จริงผมไม่ต้องถ่ายทำด้วยก็ได้” 

 

 

“คิดซะว่าเป็นการเก็บเบื้องหลังละกัน มาถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าตัดนายออกคงได้หยิบยกมาเป็นเรื่องอีกแน่” 

 

 

“ทะเลาะกันไปแล้วเหรอครับ” 

 

 

“ไม่ใช่แบบนั้นหรอก” 

ตอนพิเศษ 1-10 สถานที่

 

 

 

 

ทันทีที่อีกคนหยุดเล้าโลม น้ำเสียงของซองจูที่เคยแหบพร่าก็กลับมาดีขึ้นนิดหน่อย แล้วพอเอ่ยถามด้วยน้ำความลังเล จองอูก็ยังคงซบหน้าอยู่กับหน้าอกเขาแล้วพึมพำออกมาว่า 

 

 

“ยังเจ็บอยู่ไหม” 

 

 

“…เอ๋?” 

 

 

“เจ็บอยู่สินะ” 

 

 

กล่าวออกมาเช่นนั้น พร้อมกับยกมือขึ้นวางทาบลงบนหน้าอกของซองจู ความอบอุ่นที่ส่งผ่านออกมาทำให้ซองจูลืมสิ่งที่จะพูดไปจนหมดสิ้น คำพูดก่อนหน้านี้ที่พูดออกไป เหมือนจะยังติดค้างอยู่ในความรู้สึกของจองอู ซองจูผ่อนลมหายใจออกมาแผ่วเบา ก่อนจะยื่นแขนออกไปโอบกอดจองอูที่ยังคงทาบทับอยู่บนตัวเขาอย่างไม่คิดจะละห่าง 

 

 

“เด็กโง่ อย่าใส่ใจเลย” 

 

 

“…จะทำแบบนั้นได้ยังไงล่ะ” 

 

 

ซองจูหัวเราะเบาๆ ให้กับคำกล่าวนั้น ความอบอุ่นที่สัมผัสได้จากตรงหน้าอก ไม่ใช่เพียงอุณหภูมิอบอุ่นเท่านั้น หากมันคือความรู้สึกของคิมจองอูที่ไม่สามารถแสดงออกมาได้ง่ายๆ 

 

 

“อย่าทิ้งกัน อย่าหนีไป แค่นั้นก็พอ” 

 

 

จองอูพยักหน้ารับกับคำกล่าวนั้นอย่างเงียบๆ พร้อมกับซบหน้าลงกับหน้าอกของซองจู แม้มันจะเป็นคำสั่งที่ยากยิ่งกว่าอะไร แต่หากไม่ทำแบบนั้น มันเหมือนกับคนๆ นี้จะยิ่งค่อยๆ เลือนหายไป เพราะแบบนั้นคนทั้งสองที่ต่างก็เคยลิ้มรสความสูญเสียมาแล้วครั้งหนึ่ง จึงได้เข้าใจเป็นอย่างดีที่สุดว่าการไม่มีกันและกันนั้น มันทรมานขนาดไหน เขาแนบแก้มไปกับหน้าอกของซองจู พร้อมกับพยักหน้ารับ 

 

 

“เชื่อฟังแบบนี้สิดี” 

 

 

ซองจูยกยิ้มขึ้นมาอย่างช้าๆ พร้อมกับลูบไปบนกลุ่มผมของจองอู สัมผัสจากมือนี้มันดีเหลือเกิน จองอูยกยิ้มเลือนรางอย่างที่ไม่อาจมองเห็นได้ ก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนใบหน้าต่ำลง และต่ำลงไปอีก 

 

 

“ดะ เดี๋ยว…” 

 

 

ซองจูตื่นตกใจกับการขยับตัวอย่างกะทันหันนั้น จนต้องยื่นแขนออกไปแตะกั้นที่หน้าผากของจองอู แต่ทว่าน่าเสียดายที่จองอูนั้นเร็วกว่า อีกคนจัดการอ้าปากกลืนกินส่วนกลางกายของซองจูที่อัดแน่นด้วยความปรารถนาเข้าไปเป็นที่เรียบร้อย 

 

 

“ฮึก อื้ม อึก อื้อ อ้า ฮึก!” 

 

 

ดูดดึงตรงส่วนปลาย พร้อมกับค่อยเม้มปาก แล้วความเสียวกระสันก็แล่นพล่านไปทั่วร่างในทันที สายตาที่เคยมั่นคงกลับเปลี่ยนเป็นพร่ามัว พร้อมเบื้องหน้าที่เริ่มปรากฏเป็นสีขาวโพลน ซองจูกัดลงบนแขนข้างหนึ่งเพื่อสกัดกลั้นเสียงคราง แต่ก็ยังคงต้องพ่ายแพ้ เสียงครางที่เล็ดลอดผ่านไรฟันที่ขบกันแน่นออกมานั้นดังไปทั่วห้องนอนกว้าง เสียงครางหลากสีสันค่อยๆ หลุดลอดออกมา พร้อมกับเสียงน้ำเฉอะแฉะ เสียงดูดกลืนส่วนกลางกายอย่างตะกละตะกลาม ผสมปนเปกัน ทำให้บรรยากาศภายในห้องนอนนั้นเต็มไปด้วยความวาบหวามจากแรงปรารถนา และในใจของทั้งคู่ต่างก็ต้องการที่จะรวมร่างกายเป็นหนึ่งเดียวกัน 

 

 

“ฮือ อึก นั้น ตรงนั้น! อ๊ะ อ้า…อ๊า!” 

 

 

จองอูเคลื่อนเรียวลิ้นไปจนสุกโคน รูดรั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใช้ปากอมไว้จนเกือบสุดโคนพร้อมดูดเม้ม พาลให้ซองจูขยับปัดป่ายเรียวขาในทันที แต่เพียงครู่เดียว จองอูก็คว้าจับเรียวขานั้นของซองจูเอาไว้เสีย พร้อมทั้งดูดเม้มส่วนกลางกาย ก่อนจะส่งมือข้างหนึ่งไปแตะสัมผัสกับช่องทางด้านหลังของอีกคน 

 

 

“ฮึก! หืม อึก…อ๊า อึก อ๊ะ อื้อ!” 

 

 

ช่องทางของซองจูที่เคยรองรับตัวตนของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ได้แสดงการต่อต้านกับเรียวนิ้วของจองอูที่ชำแรกเข้าไป กดนวดคลึงที่ปากทางซ้ำๆ ก่อนจะขยับเข้าๆ ออกๆ ภายในนั้น เมื่อเริ่มงอข้อนิ้วช้าๆ ขาของซองจูก็สั่นสะท้านในทันที เมื่อรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนั้น จองอูจึงคลายปากที่กลืนกินส่วนนั้นออกมาอย่างช้าๆ  

 

 

“เดี๋ยวนี้รับเก่งนะ” 

 

 

คำกล่าวนั้นทำเอาใบหน้าซองจูแดงวูบวาบขึ้นมา 

 

 

“นั่น นั่นมัน เพราะใครกันล่ะ…” 

 

 

ไม่กล้าพูดออกมาจนจบ ได้แต่พูดเสียงอ้อมแอ้มลงท้าย เมื่อได้เห็นสีหน้าแบบนั้นของซองจู จองอูก็ยกยิ้มลามกออกมา 

 

 

ในเวลาแบบนี้ฮันซองจูไม่พร้อมจะสู้รบปรบมือกับเขา ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องต่อความยาวอะไรอีก จองอูชอบที่สุดในตอนที่ซองจูเกาะเกี่ยวตัวเขาไว้ แล้วกรีดร้องออกมาอย่างไม่คิดอะไร ความทระนง การเสแสร้งทั้งหมดถูกปลดทิ้งไป ต้องการเพียงตัวเขาเท่านั้น ทุกครั้งที่ได้รู้สึกแบบนั้น มุมหนึ่งในจิตใจที่เคยว่างเปล่านั้นกลับถูกเติมเต็มขึ้นมา 

 

 

เพราะแบบนั้นจองอูรู้ดีว่าวิธีการเผชิญหน้ากับตัวเองของเขาและซองจูนั้นต่างกัน 

 

 

ตั้งแต่วินาทีแรกที่เจอกัน ฮันซองจูนั้นเผชิญหน้ากับคิมจองอูด้วยสัญชาตญาณ ไม่ได้เผยโฉมหน้าอันเสแสร้งเหมือนที่ทำกับคนอื่นๆ และไม่ได้โปรยยิ้มสุภาพเพื่อปิดบังความรู้สึกตัวเอง โมโหร้าย ฉุนเฉียว และแสดงท่าทางดูถูกดูแคลน นั่นเป็นสิ่งทำให้เขาพอใจ ดังนั้นในเวลาแบบนี้ หากเขินอายก็แสดงออกมาว่าเขินอาย หากชอบก็บอกออกมาว่าชอบ นั่นมันดีมากๆ เลยละ แสดงความเป็นห่วงกัน ยินดีให้กัน ยิ้มให้กัน ทั้งหมดนั้นมอบให้เขาเพียงคนเดียว คิมจองอูต้องการทุกอย่างที่เป็นฮันซองจู  

 

 

“ดะ เดี๋ยวสิ! นายทำอะไร…!” 

 

 

จองอูเคลื่อนกายต่ำลงไปอีก คายสิ่งที่เมื่อครู่ดูดเม้มและเลียมันอย่างตั้งใจออกมาจากปาก เคลื่อนตัวลงต่ำกว่าเดิม และค่อยๆ ประทับจูบลงบนรอยแยกของช่องทางอ่อนนุ่ม 

 

 

“มะ ไม่ได้นะ…!” 

 

 

“ไม่เป็นไร” 

 

 

“ไม่ได้…ที่ตรงนั้นทำไม…” 

 

 

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวชินแล้วก็จะรู้สึกดีไปเอง” 

 

 

“มะ ไม่เอา…สกปรก ตรงนั้นมัน…” 

 

 

เพราะไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว จึงได้คว้าแขนของซองจูที่คิดจะหยุดยั้งการกระทำของเขา แล้วจองอูก็กดจูบลงไปซ้ำๆ ประทับจูบอย่างอ่อนโยนลงไปตรงจุดอ่อนนุ่มซึ่งง่ายต่อการบาดเจ็บ การเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้านั้นทำให้ร่างกายที่เครียดเกร็งของซองจูเริ่มผ่อนคลาย 

 

 

“อ๊ะ อื้อ…อึก อื้อ อื้ม…” 

 

 

ซองจูได้แต่ร้องครางออกมาอย่างหมดหนทาง ทั้งที่ร่างกายยังคงบิดเร่าอยู่อย่างนั้น แต่ทว่าความรู้สึกที่แฝงอยู่ในเสียงครวญครางนั้น ไม่ใช่ความเขินอาย แต่เป็นความร้อนรุ่มที่ถูกเติมเต็ม จองอูรู้เรื่องนั้นดี 

 

 

“อ่อนปวกเปียกซะขนาดนี้แล้ว ยังไม่ชอบอีกเหรอ” 

 

 

“ฮึก ก็มัน…!” 

 

 

“ไม่ชอบจริงเหรอ” 

 

 

ความกระดากอายทำให้ต้องหลับตาลง และส่ายหน้าพรืด ท่าทางแบบนั้นของซองจูทำให้จองอูยกยิ้มลามกออกมาอีกครั้ง แค่ปลุกปั่นตรงส่วนบั้นท้าย ทั้งร่างก็อ่อนเปลี้ยสิ้นแรงไปหมด และปล่อยให้เป็นไปตามการชักนำของเขาแต่โดยดี ช่วงสะโพกเกร็งกระตุกกับแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยร่องรอยสีกุหลาบ ร่องรอยที่เขาเป็นผู้ฝากฝังมันเอาไว้ จองอูยื่นมือออกไปสัมผัสลากไล้ลงบนรอยพวกนั้น ความรู้สึกเอื้อเอ็นดูปริ่มล้นในหัวใจ ทำให้เจ้าตัวลูบไล้อยู่ซ้ำๆ ก่อนจะเคลื่อนมือไปด้านหน้าราวกับการเลื้อยของอสรพิษ 

 

 

“ฮึก!” 

 

 

จัดการกำรอบส่วนหน้าของอีกคนที่มีน้ำปริ่มเยิ้มออกมา ด้วยอารมณ์ที่อัดแน่นทำให้ร่างกายซองจูสั่นสะท้านในทันที จองอูค่อยๆ ปลุกปั่นส่วนกลางกายที่ตึงแข็ง พร้อมกับใช้มือข้างที่เหลือนวดคลึงตรงส่วนช่องทางด้านหลังที่เริ่มผ่อนคลาย 

 

 

“อึก อื้อ อ๊ะ…ฮือ อ้า อึก…” 

 

 

ชำแรกนิ้วเข้าไปเติมเต็มยังส่วนที่คุ้นเคยกับสัมผัสจากจองอูเป็นอย่างดีแล้วอีกครั้งหนึ่ง นวดคลึงตรงปากทางให้ได้รู้สึกเสียวซ่าน ก่อนจะดันนิ้วที่ใช้นวดคลึงเข้าไปทีละนิดแล้วชักออกมา ทุกครั้งที่ทำแบบนั้นร่างกายของซองจูก็จะกระตุกสั่นไปทั้งตัว ที่เบื้องหน้าสายตานั้น ปรากฏภาพของกล้ามเนื้อขยับไหวและร่องรอยมากมายบนผิวขาวกระจ่างกำลังเปล่งประกาย ราวกับเป็นเพียงภาพฝัน หยาดเหงื่อที่ผุดซึมขึ้นมา นั้นกระทบกับแสงที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่างจนเป็นประกายระยิบระยับ 

 

 

“ฮะ อื้อ ฮึก…จะ จองอู…” 

 

 

ซองจูที่ฟุบหน้าลงระหว่างหมอนกับที่นอนตั้งแต่แรก ส่งเสียงครางกระเส่าออกมา หากไม่ใช่เวลาแบบนี้ ชื่อที่ไม่ค่อยถูกเรียกนักคงไม่ถูกเอ่ยออกมาอย่างรักใคร่เช่นนี้ พร้อมกันนั้นซองจูได้ยื่นมือออกไปทาบทับลงบนมือของจองอูที่กำส่วนหน้าของเขาเอาไว้ อุณหภูมิอุ่นร้อนที่ส่งผ่านออกมากับท่าทางเร่งเร้านั้น ทำให้ภายในใจของจองอูยิ่งลุกโชนขึ้นไปอีก 

 

 

“นี่มัน นาย นิสัย…ไม่ดี” 

 

 

ความรู้สึกที่โหมกระพือและกระแทกหัวใจอย่างจัง ทำเอาจองอูถึงกับพูดออกมาอย่างตะกุกตะกัก พร้อมกับส่งแรงชักรูดที่ส่วนหน้าของซองจูยิ่งกว่าเดิม 

 

 

“ฮือ! อ๊า จะ จองอู คิมจอง อู…อีก อีกนิด อีกนิดเดียว ช้า ช้าหน่อย…! ฮึก!” 

 

 

สัมผัสจากมือนั้นทำลายความอดทนของจองอู ซองจูรู้สึกเหมือนจะขาดใจตายเสียให้ได้ อารมณ์ใคร่ที่ไหลบ่ามารวมกันมากกว่าทุกครั้ง ทำให้เขาไม่อาจคงสติไว้ได้อีก ทั้งที่อีกคนยังไม่ได้ฝากฝังเข้ามาในตัวเขาเลยด้วยซ้ำ แต่ทำไมถึงได้รู้สึกแบบนี้ล่ะ แม้จะทรมานแต่ซองจูก็ยินดี การที่จองอูมอบความรู้สึกหวามไหวแบบนี้ให้กัน การที่ร่างกายแนบสนิทจนสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของอีกคน เกาะเกี่ยวร่างกายเอาไว้ด้วยกันจนถึงสุดปลายทาง แล้วหลับไปทั้งแบบนั้น มันช่างดีเหลือเกิน เพียงมีอีกคนเคียงข้าง เขากลับสบายใจอย่างน่าประหลาด เพียงแค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะเป็นเหตุผลให้เขาเต็มใจร่วมทางไปกับคิมจองอู ในตอนนี้ซองจูล้มเลิกที่จะคิดอะไรต่อ และปล่อยตัวให้ล่องลอยไปกับความปรารถนาที่จองอูมอบให้ 

 

 

“อ้า ฮึก! นั่น ตรงนั้น! อีก นิด อีก…! เร็ว!” 

 

 

“ตรงนี้? หรือว่า…ตรงนี้?” 

 

 

จองอูกดแทรกนิ้วเรียวยาวเข้าไป พร้อมกับควานไปทั่วช่องทางของซองจู ไม่ได้ขยับเข้าออกและไม่ได้งอข้อนิ้ว แต่กดย้ำซ้ำๆ ปลุกเร้าแค่ตรงจุดที่สำคัญ จองอูปลุกปั่นไปทั่วบริเวณโดยรอบอยู่เรื่อยๆ พร้อมกับทรมานตรงส่วนหน้า ในตอนนั้นเองซองจูก็หวีดร้องออกมาพร้อมกับร่างกายที่กระตุกเกร็ง 

 

 

“ฮือออ!” 

 

 

ช่วงสะโพกกระตุกเกร็งขึ้น และพร้อมกันนั้นน้ำกามสีขาวขุ่นก็ไหลทะลักออกมาจากส่วนล่างระลอกแล้วระลอกเล่า ในตอนนั้นเองกลิ่นคาวที่ฟุ้งไปทั่วห้องนอนจึงได้ลอยมากระทบประสาทรับกลิ่นของจองอู 

 

 

“ยังไม่ทันได้ทำเลย เสร็จซะแล้วเหรอ ทำไมหื่นแบบนี้ล่ะ หืม?” 

 

 

“ฉัน แบบนั้น…” 

 

 

จองอูแกล้งทำเป็นไม่สนใจจะรับรู้คำพูดแสดงความต้องการของอีกคนที่หลุดออกมาอย่างไม่ปะติดปะต่อเพราะเจ้าตัวยังหายใจหอบถี่อยู่ ก่อนจะกวาดวนนิ้วที่สอดแทรกอยู่ในช่องทางด้านหลังของซองจู 

 

 

“ฮึก!” 

 

 

ยามที่มันแตะถูกส่วนอ่อนนุ่มที่ปูดนูนออกมาระหว่างผนังนุ่มและอุ่นนั่น ร่างกายของซองจูก็กระเด้งขึ้นมาทั้งตัวทันที ความเสียวที่ยังไม่จางหายไปจากร่างกายยิ่งถูกกระตุ้นหนักขึ้นไปอีก น้ำลายใสจึงไหลเยิ้มออกมาจากปากที่เผยอค้างอยู่ทันที ดวงตาไร้จุดโฟกัสเต็มไปด้วยความปรารถนาอันรุนแรง ลำคอที่ไม่อาจตั้งตรงและบั้นท้ายที่ยกลอยเด่นขึ้นมาเพราะร่างกายที่ไร้การควบคุมไปเนิ่นนานแล้ว สะโพกของซองจูขยับโยกขึ้นลงตามแรงปลุกเร้าที่เพิ่มขึ้นกำลังยั่วยวนจองอูอยู่  

 

 

“ฉัน เร็วอีก…ได้โปรด เร็ว อีก…” 

 

 

“เร็วอะไรล่ะ” 

 

 

แต่ทว่าจองอูช่างโหดเ**้ยมนัก รู้ดีว่าซองจูนั้นต้องการอะไร แต่ก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้กับคำอ้อนวอนนั้นอย่างง่ายดาย ทั้งที่สะโพกก็ยังขยับโยกอยู่อย่างนั้น อีกคนหันกลับมามองด้วยแววตาเลื่อนลอย แล้วอ้อนวอนผ่านทางสายตา พอได้เห็นท่าทางเช่นนั้นของซองจู เขาก็ยิ่งควานนิ้วไปจนทั่วช่องทางของอีกคน 

 

 

“อือ อื้ม! ฮึก ฮะ…” 

 

 

“อะไรล่ะ อยากได้อะไร” 

 

 

กดย้ำลงไปตรงส่วนอ่อนไหวของอีกคนซ้ำอีกครั้ง พร้อมกับร้องขอคำตอบ ซองจูอ้อนวอนออกมาทั้งที่แววตายังเลื่อนลอยอยู่เช่นนั้น 

 

 

“ของ นาย…” 

 

 

“ของฉัน? ของแบบไหน” 

ตอนพิเศษ 1-9 สถานที่

 

 

 

 

“ว่าแต่ทำไมวันนี้ไม่ทำงานแล้วล่ะ ปกติถ้านายจัดตารางไว้แล้ว ก็ไม่เคยจะโดดมาพักเลยนี่” 

 

 

“ก็แค่อยากผ่อนคลายบ้างน่ะ” 

 

 

พอจัดการมื้อเย็นเสร็จ ก็ไปอาบน้ำ แล้วกลับมาที่ห้องนอน เหลืออีกไม่นานดิจิตอลอัลบั้มก็จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงจะค่อยๆ เริ่มเตรียมอัลบั้มของตัวเอง แต่เพราะยังไม่จบเรื่องกับบรรดาสมาชิกวงคราฟท์ จึงได้เลื่อนงานส่วนของตัวเองออกไปก่อน 

 

 

แต่ทว่านั่นก็ไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่อะไรนัก เขาเองก็มักจะตระเตรียมงานของตัวเองอย่างค่อยเป็นค่อยไปมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ที่ไม่ทำงานเป็นเพราะเหตุผลอื่นต่างหาก แต่ว่าเขาไม่สามารถเอ่ยออกไปตรงๆ กับซองจูได้ การถามซักไซ้เรื่องเกี่ยวกับจีฮุนและเซจอง เรื่องพวกนั้นอาจจะสั่นคลอนความรู้สึกได้ เพราะอย่างนั้นมันอาจจะเป็นการขุดหลุมฝังตัวเอง 

 

 

หากซองจูรู้ความจริงนี้ คงจะได้ถูกต่อว่าว่าเป็นคนขี้ขลาดอะไรแบบนั้นอีก ดังนั้นจึงได้ตอบอ้อมแอ้มไปว่าไม่มีอะไร ที่เป็นทริกเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้รับมาหลังจากมาอยู่กับซองจูมาได้ไม่กี่เดือน  

 

 

“หืม งั้นเหรอ แต่ว่า ทำไมในสายตาฉัน นายดูไม่ค่อยสบอารมณ์ เหมือนโดนหลอกให้ไปกินขี้หมามาเลยล่ะ” 

 

 

แต่ทว่าการหลอกสายตาซองจูนั้นช่างเป็นเรื่องยาก จองอูพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเงียบเหมือนไม่มีอะไร และแอบชำเลืองมองอีกคน ก่อนจะซบศีรษะลงบนไหล่อีกฝ่ายอย่างช้าๆ 

 

 

“คงอย่างนั้นแหละ” 

 

 

ไม่ว่าจะพูดบ้าบออะไรออกมาเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทางไม่พอใจเลยสักนิด ช่างเป็นเรื่องน่าชมเชย แต่ทว่า ได้เห็นท่าทางห่อเ**่ยวเหมือนจะตายเสียให้ได้แบบนี้แล้ว ก็ทำให้ออกจะไม่พอใจสักเท่าไหร่ ซองจูเบะปากอย่างขัดใจ ก่อนจะค่อยๆ ลูบเส้นผมของจองอูที่คลอเคลียอยู่ตรงต้นคอจนทำให้จั๊กจี้ 

 

 

“มีใครว่าอะไรหรือไง” 

 

 

“เปล่า” 

 

 

“แล้วทำไมถึงได้ห่อเ**่ยวแบบนี้ล่ะ” 

 

 

“ไม่รู้สิ เหนื่อยมั้ง” 

 

 

จองอูยังคงซบหัวกับไหล่ของซองจูเช่นเดิม พร้อมกับพูดงึมงำออกมา อันที่จริงก็คงไม่อยากพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับอะไรพวกนั้น เขาเข้าใจความรู้สึกของจองอู ซองจูจึงได้แต่ลูบหัวของอีกคนอยู่แบบนั้น ไหล่ที่เกร็งอยู่ก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง 

 

 

“นี่” 

 

 

“อื้อ” 

 

 

“คิมจองอู” 

 

 

เรียกชื่อกันทั้งที่ไม่ค่อยได้เรียกสักเท่าไหร่ แสดงว่าน่าจะมีอะไรที่อยากจะพูดออกมา แต่ซองจูก็ไม่ได้กล่าวออกมาในทันที ถึงจะรู้สึกสงสัย แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่อยากได้ยิน จองอูจึงรอคอยให้อีกคนเปิดปากอย่างเงียบๆ ปล่อยให้สางนิ้วลงบนกลุ่มผมยาวนั่นอย่างอ่อนโยน ปล่อยให้เกิดความเงียบอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แล้วซองจูก็หันหน้าไปประทับจูบลงบนกระหม่อมของจองอู พร้อมกับกล่าวออกมา 

 

 

“สารคดีนั่น ไม่อยากถ่ายก็ไม่ต้องถ่าย ถ้าลำบากใจที่จะพูด ฉันจะพูดกับคิมเซจุนให้เอง” 

 

 

“ทำไมไม่เป็นพี่ซองฮีล่ะ” 

 

 

“เจ้านั่นใช่คนที่จะยอมฟังคำขอร้องฉันเหรอ แต่ว่า ที่ไม่ยอมพูดว่าไม่ชอบออกมาแบบนี้ ดูแล้วก็คงจะไม่ชอบจริงๆ สินะ” 

 

 

หลังจากคำพูดประโยคนั้น จองอูก็เงียบไปอีกครั้ง ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกตกใจกับคำถามที่ดูชี้นำแบบนั้น ซองจูลูบลงไปบนกลุ่มผมของจองอูที่ปิดปากเงียบไปอีกครั้ง ก่อนจะพูดออกมา 

 

 

“ไม่ใช่แค่เรื่องไม่อยากถูกถ่ายอย่างเดียวใช่ไหม” 

 

 

ไม่ว่าอย่างไร ซองจูก็จับความรู้สึกของจองอูได้ดีเสมอ แต่ทว่าไม่รู้ทำไมอีกคนถึงได้ไม่อยากพูดออกมาจากปากตัวเอง ถึงจะแสดงข้อเสียของตัวเองออกมามากแค่ไหน แต่ไม่อย่างอย่างไรมันก็ยังอยู่ในขอบเขตที่สามารถยอมรับได้อยู่ดี จองอูที่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงพยักหน้ารับอย่างช้าๆ การเคลื่อนไหวนั้น ทำให้ซองจูพรูลมหายใจออกมา 

 

 

“เฮ้อ…ทำยังไงดีล่ะ ต่อไปก็ต้องมีเรื่องให้เกี่ยวข้องกันอีกเรื่อยๆ อยู่ดี” 

 

 

ซองจูกล่าวแบบนั้นออกมา 

 

 

เรื่องนั้นเป็นสิ่งที่จองอูเองก็รู้แก่ใจดี ถึงมุนเซจองจะไม่อะไรเท่าไหร่ แต่กับคิมจีฮุนนั้น ด้วยเป็นคนดังในวงการธุรกิจเดียวกัน ถึงจะหนีพ้นจากงานครั้งนี้ แต่คนพวกนั้นก็อยู่ในวงการบันเทิง ในวันใดวันหนึ่ง ที่ไหนสักแห่ง ก็สามารถที่จะวนเวียนมาเจอกันได้อยู่ดี เรื่องนั้นคือความจริงที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ จองอูที่ตอนนี้กำลังทำตัวเอาแต่ใจเหมือนเด็กกับซองจู ตระหนักได้เลยว่าเรื่องแบบนี้คงต้องเกิดขึ้นอีกแน่ 

 

 

“ไม่เป็นไร ทนๆ ไปแค่ไม่กี่วันเอง” 

 

 

คำพูดนั้นทำให้มือของซองจูที่ลูบกลุ่มผมของจองอูอยู่นั้นถึงกับชะงักไป 

 

 

“แบบนั้นถ้านายหายไปอีกจะทำยังไงล่ะ” 

 

 

ซองจูกล่าวคำนั้นออกมา พร้อมกับเริ่มลูบมือลงไปบนกลุ่มผมนั้นอีกครั้ง มันเป็นการกระทำที่อบอุ่นและอ่อนโยน แต่ก็แสนเจ็บปวด 

 

 

“ไม่หายไปอีกแล้วละ” 

 

 

“คนที่เคยทำแล้วครั้งนึง จะไม่มีครั้งที่สองได้เหรอ” 

 

 

คำพูดนั้นทำให้จองอูเงยหน้าขึ้นมามองซองจูอย่างเงียบๆ ในแววตาที่สงบนิ่งนั้นแฝงไว้ซึ่งร่องรอยของความหวาดกลัว จองอูคว้ามือที่ก่อนหน้านี้ใช้ลูบที่ผมของเขามาจับไว้ ก่อนจะค่อยๆ ประทับจูบลงบนหลังมืออย่างอ่อนโยน 

 

 

“ไม่ทำหรอก สัญญา” 

 

 

“…งั้นเหรอ เข้าใจแล้ว” 

 

 

ซองจูเหม่อมองไปที่ท่าทางแบบนั้นของจองอู พร้อมกับเอ่ยตอบกลับมาแผ่วเบา ใบหน้าที่ปรากฏในแววตานั้นกำลังฝืนยิ้มกว้างออกมา 

 

 

แม้จะไม่เชื่อ ก็อยากจะลองเชื่อดู จองอูที่คาดเดาความคิดของซองจูได้ จึงได้สอดนิ้วเข้ากุมมือของอีกคนเอาไว้อย่างเงียบๆ สีหน้าของซองจูที่มองมายังท่าทางแบบนั้นของจองอู ยังคงประดับด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ 

 

 

“ถ้านายไม่สบายใจ” 

 

 

ซองจูกล่าวออกมาแค่นั้น ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก ที่จริงแล้วอยากจะพูดอะไรออกมากันแน่ แม้สีหน้าของจองอูจะยังคงนิ่งเฉย แต่ก็มีร่องรอยของความไม่สบายใจเจืออยู่ ทั้งคู่จ้องมองกันและกันอยู่เช่นนั้น เริ่มรู้สึกได้ว่าเรียวที่สอดประสานกันอยู่นั้นเริ่มอุ่นร้อนขึ้น จึงได้ออกแรงกระชับเรียวนิ้วที่สอดประสานกันแน่นเข้าไปอีก ซองจูดึงมือนั้นเข้ามาทาบทับลงบนหน้าอกด้านซ้ายของตน 

 

 

“ตรงนี้มันเจ็บมากเลย” 

 

 

สีหน้าของซองจูที่กล่าวคำนั้นออกมายังคงมีรอยยิ้มที่ดูบิดเบี้ยวเต็มทน ถึงขนาดเปิดเผยความรู้สึกของตัวเองออกมาอย่างชัดเจนเช่นนี้แล้ว ซองจูนั้นเปลี่ยนแปลงไปมาก แม้จะยินดีกับสิ่งนั้น แต่อีกด้านหนึ่งก็รู้สึกเจ็บปวด จองอูค่อยๆ ยื่นแขนออกไปคว้าที่ช่วงเอวของซองจู ดึงอีกคนเข้าหาตัว 

 

 

ร่างกายของซองจูที่ไม่เคยต่อต้านสัมผัสนั้นได้เลยสักครั้ง จึงได้ตกไปอยู่ในอ้อมกอดของจองอู สัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจจากแผ่นอกที่แนบชิดกัน เมื่อรับรู้ได้ว่ามันเป็นจังหวะเดียวกับหัวใจของตัวเอง จองอูก็ยิ่งออกแรงดึงรั้งอีกคนเข้ามากอดแน่นขึ้นอีก 

 

 

ตลอดเวลาที่ลูบไล้ไปบนร่างกายที่ผอมบางกว่าผู้ชายทั่วไป นิ้วมือที่สอดประสานกันอยู่นั้น ไม่ได้คลายออกจากกันเลย กลับยิ่งออกแรงกระชับมือที่สอดประสานกันอยู่ ในขณะที่เคลื่อนผ่านไปตามแผ่นหลังราวกับอสรพิษร้ายที่กำลังเลื้อยไปมา พาลให้ซองจูหลุดเปล่งเสียงครางแผ่วเบาออกมาในทันที ในตอนที่เสียงเหมือนเสียงสะอื้นในอกนั้นหลุดออกมา จองอูก็ค่อยๆ ฝังใบหน้าเข้ากับต้นคอของซองจู  

 

 

“อื้อ!” 

 

 

ลากไล้ริมฝีปากอย่างแผ่วเบาทั่วบริเวณต้นคอ แล้วเสียงครางแหลมก็หวีดออกมา พร้อมกับสะโพกที่กระตุกเกร็ง จองอูจึงลากริมฝีปากผ่านและดูดคลึงผิวเนื้อบริเวณนั้นอยู่เรื่อยๆ พากเพียรกับการสร้างความทรมานให้กับซองจู  

 

 

“ดะ เดี๋ยว…อื้อ อืม ตรงนั้น มะ มัน…มัน อื้อ!” 

 

 

“ทำไม ไม่ชอบ?” 

 

 

“อึก…” 

 

 

ไม่ใช่ไม่ชอบหรอก ใบหน้าถึงได้ขึ้นสีแดงระเรื่อในพริบตาแบบนั้น จองอูค่อยๆ ลูบไล้ลงไปบนผิวเนื้อที่แดงระเรื่อของซองจู พร้อมกับค่อยๆ เคลื่อนลงต่ำไปทีละนิด 

 

 

“อ๊ะ…อึก ฮึก” 

 

 

เสียงครางที่ดังขึ้นมาทีละนิด ยิ่งเป็นการจุดไฟให้โหมขึ้นในอกของจองอู เขาค่อยๆ สัมผัสส่วนที่อยู่กลางลำตัวของซองจูอย่างกระตือรือร้น พร้อมกับขบเม้มลงบนผิวบอบบางตรงต้นคอ 

 

 

“ฮึก…!” 

 

 

ความเจ็บปวดเล็กน้อยนั่นทำให้ร่างกายตื่นตัวไปกับความเสียวซ่านที่เกิดขึ้น จนต้องพ่นลมหายใจหอบออกมาตามแรงปลุกเร้าที่มอบให้ พร้อมกับผลักดันร่างกายที่สั่นสะท้านของซองจูให้นอนราบลงไป แล้วจองอูก็ค่อยๆ เคลื่อนใบหน้าลงต่ำไปด้านล่าง 

 

 

ร่องรอยสีแดงที่ประทับอยู่บนผิวอ่อนส่วนต้นคอ ดูราวกับดอกไม้ที่ผลิบานอยู่บนผิวเนื้อขาวกระจ่าง ช่างเป็นเครื่องประดับที่เหมาะกับซองจูเหลือเกิน จองอูประทับสัมผัสลงที่บริเวณนั้น พร้อมกับสูดกลิ่นกายของซองจู และในตอนนั้นเอง 

 

 

“คอ รอย…มันจะ…” 

 

 

ซองจูเอ่ยปากขัดออกมา แต่ถึงอย่างนั้นจองอูก็ยังฝากร่องรอยมากมายไว้ตามหน้าอก ช่วงเอว และต้นแขนด้านในไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ว่าจองอูไม่ได้สนใจรับฟังคำขอร้องนั้นเลย 

 

 

“ไม่ได้รับงานสักพักอยู่แล้วนี่” 

 

 

“มะ มันก็…ฮึก!” 

 

 

ทั้งที่ซองจูยังพูดออกมาไม่จบ ก็ถูกก่อกวนด้วยการเคลื่อนไหวของจองอู ทุกครั้งที่อีกคนกัดลงบนผิวเนื้อบอบบาง ความเจ็บปวดปนวาบหวามนั่นแล่นพล่านไปทั่ว เจ้าตัวดูดเม้มลงไปที่บริเวณนั้นแผ่วเบา พร้อมกับแลบลิ้นเลีย ในตอนนั้นร่างทั้งร่างก็อ่อนยวบไปกับความรู้สึกดีนั้น ความเจ็บปวดเล็กๆ นั่นถูกเปลี่ยนเป็นความเสียวกระสัน จนในหัวของซองจูระยิบระยับไปหมด ที่เบื้องหน้าก็สว่างวาบด้วยประกายแสงของอารมณ์ปรารถนาที่กำลังไล่ต้อนซองจูให้จนมุม ตัวเองคือใคร หรือกำลังทำอะไรอยู่นั้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป เพียงแค่ในเวลานี้ แค่ได้ถูกโอบกอดไว้ด้วยอ้อมกอดของจองอู และตกลงสู่ห้วงลึกของความต้องการที่อีกคนมอบให้เพียงเท่านั้นก็พอ ซองจูค่อยๆ เบียดกายเข้าแนบชิดกับจองอูยิ่งขึ้น 

 

 

“ฉัน อีกนิด แค่อีกนิดเดียว…” 

 

 

“ไม่เห็นพูดเหมือนเมื่อกี้เลย ที่ว่าห้ามทำรอยน่ะ” 

 

 

“ยังไงซะ…ห้ามไปก็ไม่ฟังอยู่ดี ฮึก!” 

 

 

“นั่นมันก็แน่อยู่แล้ว” 

 

 

จองอูกล่าวออกมาเช่นนั้น ก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนใบหน้าลงต่ำ สัมผัสไปบนกล้ามเนื้อที่กลับมาจับตัวเป็นสัดส่วนดังเช่นเมื่อก่อน พอบดคลึงลงไปที่ตุ่มไตโดดเด่น อารมณ์ความต้องการก็เริ่มเผยออกมาทีละนิด พร้อมกับเสียงร้องดังที่หลุดออกมาจากปากของซองจู พร้อมกันนั้นช่วงสะโพกก็บิดเร่าไปมา แต่ว่าด้วยร่างกายนั้นถูกกักอยู่ใต้กายแกร่งของจองอู ทำให้ไม่ว่าจะดิ้นรนอย่างไร ก็ไม่อาจหลุดพ้นไปได้ ซองจูได้แต่ครางกระเส่าออกมาด้วยหมดหนทางจะหลุดพ้นจากการตกอยู่ใต้สัมผัสของจองอู 

 

 

“อื้อ อึก หืม…อื้อ…” 

 

 

ยิ่งเสียงครางดังเท่าไหร่ การเคลื่อนไหวของจองอูก็ยิ่งรุนแรงไปด้วย เขากัดและดูดดึงส่วนยอดอกที่นูนเด่นแข็งขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า จนมันขึ้นสีแดงจัด หลังจากนั้นจึงค่อยๆ กดจูบไปทั่วบริเวณ แนบแก้มลงไปสัมผัสจังหวะหัวใจที่เต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง ทันใดนั้นจองอูก็หยุดทุกการเคลื่อนไหวและคอยรับฟังเสียงหัวใจนั้น 

 

 

“ทำ อะไร…” 

ตอนพิเศษ 1-8 สถานที่

 

 

 

 

พูดมาถึงขนาดนี้แล้ว สีหน้าของจองอูก็ดูจะยังเคร่งเครียดอยู่ ซองฮีคิดว่าคำพูดของเขามันช่างไร้สาระ พร้อมกับตบลงที่หลังของอีกคน 

 

 

“นี่ อย่าใส่ใจเลยน่า ฉันก็พูดอะไรเรื่อยเปื่อย” 

 

 

“ไม่ใช่หรอกครับ ยังไงๆ ผมก็เป็นคนถามเองนี่ครับ” 

 

 

จองอูยิ้มเจื่อนออกมา พร้อมกับส่ายหน้าน้อยๆ แต่ทว่าซองฮีกลับรู้สึกได้ว่าสีหน้าของอีกคนมันดูเศร้าสลดจนทำให้ทนนิ่งไม่ได้อีกต่อไป เมื่อเห็นจองอูก้มมองปลายเท้าตัวเองอยู่นานสองนาน แล้วจึงค่อยๆ เปิดปากอย่างช้าๆ เงาแห่งความเงียบที่เข้าปกคลุมห้องซ้อมในช่วงเวลาที่ผ่านมาเหมือนจะยังไม่หายไปเสียทีเดียว สุดท้ายความเงียบนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยเพราะคำพูดของจองอู 

 

 

“ก็แค่ มันคอยจะสนใจอยู่ตลอด ยังไงซะสิ่งที่ผมจดจ่อกับมันก็มีแค่ดนตรี ไม่ได้มีอะไรโดดเด่น กลับกันผมกลับมีสิ่งที่ซุกซ่อนเอาไว้มากมาย สภาพจิตใจก็ไม่ได้ดีนัก แค่ดูก็รู้แล้วว่ามีข้อตำหนิมากขนาดไหน แต่ว่าคนนั้นก็แค่ปิดหูปิดตาก็เท่านั้น หากเป็นคนที่ดูสดใสแบบนั้นแล้ว คนนั้นก็จะไม่ต้องเจ็บปวดหรือเปล่า” 

 

 

“นายเนี่ย ถ้าพูดแบบนั้นออกมา คงได้โดนหมอนั่นต่อยเข้าให้แน่” 

 

 

“ถ้าจะตีก็ต้องยอมอยู่แล้วนี่ครับ” 

 

 

“พูดไม่เข้าท่าจริงเลยไอ้เด็กนี่” 

 

 

ซองฮีมีสีหน้าตกตะลึง จิ๊ปากออกมา ดูเหมือนจองอูจะไปกดโดนสวิตซ์บางอย่างในตัวเขาเข้าให้เสียแล้ว 

 

 

“ตอนนี้นายกำลังกังวลกับเรื่องไร้ประโยชน์แบบนั้นงั้นเหรอ ฮันซองจูเองก็ไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นสักหน่อย คนเราแค่มองจากภายนอกไม่ได้หรอกนะ ยังมีอะไรอีกมากที่เราไม่รู้ ดูจากเราพี่น้องก็เห็นแล้วนี่ ในสายตาคนอื่นคือคนที่ได้รับการศึกษาที่ดีและเติบโตมาอย่างดี ในความเป็นจริงมันเป็นแบบนั้นเหรอ อย่าดูถูกตัวเองนักเลย แบบนั้นมันเหมือนไม่ให้ค่าฮันซองจูที่เป็นคนเลือกนายเลยนะ” 

 

 

ซองฮีกล่าวเช่นนั้นออกมาพร้อมกับตบลงไปบนไหล่ของจองอู แล้วจึงลุกขึ้นจากที่นั่ง 

 

 

“นี่ ปล่อยเรื่องเครียดๆ พวกนี้ทิ้งไปเถอะนะ อีกเดี๋ยวเจ้าพวกนั้นก็จะเข้ามากันแล้ว” 

 

 

เจ้าตัวฝืนทำตัวให้สดใสขึ้นมา พร้อมกับบิดขี้เกียจ จองอูที่มองท่าทางแบบนั้นของซองฮีอยู่ก่อน จึงได้หลุดขำออกมา 

 

 

“พี่” 

 

 

“หือ?” 

 

 

จองอูมองไปยังซองฮีพร้อมกับยกยิ้มพราย ท่าทางแบบนั้นทำให้เขาเลิกคิ้วขึ้นความสงสัยอย่างบอกไม่ถูก แล้วริมฝีปากของจองอูก็ยิ่งฉีกยิ้มกว้างขึ้นไปอีก 

 

 

“พี่ลองพูดออกมาตรงๆ เถอะครับ ไม่ได้เกลียดคนนั้นหรอกใช่ไหม” 

 

 

“อะไร” 

 

 

พอจองอูพูดจบ ใบหน้าซองฮีก็ขึ้นสีแดงระเรื่อในทันที มันกระแทกเข้าจุดสำคัญเสียจนพูดอะไรต่อไม่ได้อีกแล้ว ได้แต่เผยออ้าๆ หุบๆ ปากเหมือนคนโง่อยู่แบบนั้น พอได้เห็นท่าทางแบบนั้นของซองฮี จองอูก็หัวเราะคิกคักออกมา 

 

 

“อันที่จริงเนี่ย พี่กับคนนั้นเหมือนกันอย่างกับอะไรดีเลยนะครับ ถึงจะแกล้งทำเป็นไม่สนใจแต่ก็คอยห่วงใย แล้วก็ใส่ใจกับเรื่องของกันและกันทุกวันอยู่แล้วนี่” 

 

 

“นี่ ฉันไปทำแบบนั้นตอนไหนกัน!” 

 

 

“ไม่ใช่เหรอครับ จริงเหรอ” 

 

 

ทำตาเบิกโพลง พร้อมถามกลับด้วยท่าทางเล่นใหญ่แบบนั้นของจองอู ทำเอาใบหน้าของซองฮีนั้นบูดบึ้ง แต่ทว่าจองอูก็ยังไม่ยอมหยุดอยู่แค่นั้น อีกฝ่ายยังคงกดดันซองฮีด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มสดใส 

 

 

“โธ่ ดูก็รู้แล้ว พี่น้องกันต่างก็มีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนแบบนั้นอยู่แล้วนี่ ถึงได้บอกมาตรงๆ ไม่ได้แบบนั้น ทั้งคนนั้น ทั้งพี่ต่างก็แกล้งทำเป็นทำไม่ดีต่อกัน แต่ที่จริงก็ไม่ได้เกลียดกันขนาดนั้นเสียหน่อย แค่เพราะไม่รู้วิธีที่จะพูดคุยกัน มันก็แค่นั้น ทั้งคู่ต้องแสดงออกแบบตรงไปตรงมาบ้าง ถ้ายิ่งอายุมากขึ้น มันก็จะยิ่งกลายเป็นเรื่องยากนะครับ วันข้างหน้าก็จะต้องมาเสียใจ” 

 

 

“นี่ นายจะเอาแบบนี้จริงๆ เหรอ พูดมาตามตรง นายโดนเจ้านั่นซื้อไปแล้วหรือไง” 

 

 

“พูดอะไรของพี่น่ะ ที่พูดตอนนี้คือให้กลับไปที่บ้าน ทำอย่างที่ทำ พูดอย่างที่พูด แค่นั้นมันจะตายหรือไงครับ” 

 

 

“นี่ นายเองน่ะต่อหน้าหมอนั่นก็ไม่ได้มาพูดอะไรยืดยาวแบบนี้สักหน่อย แล้วทำไมถึงมาลงที่ฉันคนเดียวละวะ!” 

 

 

“ไม่ใช่ว่าผมพูดสั้นๆ กับเขาสักหน่อย แล้วก็นะ ทำไมมันถึงเป็นปัญหาขึ้นมาได้ล่ะ เราก็เข้าใจกัน พูดคุยกันด้วยดีอยู่แล้วนี่” 

 

 

“นี่! คิมจองอู!” 

 

 

จองอูยังคงกดดันซองฮีด้วยท่าทางเหมือนโดนผีเข้า ซองฮีที่ตอบโต้มาอย่างกระหืดกระหอบ แล้วยังท่าทางของอีกคนนั่นอีก จองอูที่เอาแต่หัวเราะออกมาแบบนั้น ทำให้บรรยากาศหนักอึ้งในห้องสตูดิโอนั้นเปลี่ยนเป็นผ่อนคลายขึ้นมาได้ แล้ววันอันยาวนานก็ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงเวลาค่ำ 

 

 

 

 

 

“วันนี้ไม่ไปห้องสตูดิโอหรอกเหรอ” 

 

 

“ว่าจะพักน่ะ” 

 

 

“โอ๊ะ พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตกเหรอ คนบ้างานไหงกลายเป็นแบบนี้ล่ะ” 

 

 

ในเย็นวันนั้น พอส่งซองฮีกลับบ้านไปแล้ว จองอูที่ขึ้นมายังชั้นสี่ก็ได้รับคำถามนั้นจากซองจูทันที ช่วงนี้ทำแต่งานจนละเลยซองจูไปบ้าง จองอูที่รู้สึกผิดอยู่บ้าง จึงเดินเกาหัวแกรกๆ เข้าไปทางห้องครัว 

 

 

“ข้าวล่ะ” 

 

 

“ยัง อยากกินด้วยกัน” 

 

 

“ที่หลังกินไปก่อนเลยนะ ถ้าฉันกินมาแล้ว จะทำยังไง” 

 

 

“ว่าไงนะ” 

 

 

“เปล่า แค่พูดให้ฟังเฉยๆ” 

 

 

เมื่อเอ่ยคำพูดที่คิดออกไปก็ได้รับท่าทีเกรี้ยวกราดกลับมา เห็นทีนิสัยนั้นของเจ้าตัวคงแก้ไม่หายสินะ อย่างไรก็โดนกดดันและมีนิสัยบูดๆ เบี้ยวๆ มาทั้งชีวิตแล้ว คงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ง่ายๆ หรอก ทำได้แค่ยอมตามใจไปก็เท่านั้น จองอูเปิดตู้เย็น แล้วเริ่มต้นค้นหาอาหารเย็น 

 

 

“เดี๋ยวคงต้องไปซื้อของแล้วละ” 

 

 

“ทำไม ไม่มีของกินแล้วเหรอ” 

 

 

“ตอนนี้ก็มีอยู่หรอก แต่คงจะไม่พอถึงปลายอาทิตย์ ถ้าอาทิตย์หน้าเริ่มทำงานจริงจังแล้ว คงจะยุ่งจนหัวหมุน งั้นสั่งจากในเน็ตมาดีไหม” 

 

 

“ยุ่งยาก ไม่เห็นจะดีกว่าตรงไหน ปกตินายเองก็ไปคนเดียวแล้วหอบกลับมาทุกที” 

 

 

“ถ้ามีอะไรที่อยากกินก็จดเอาไว้ ขอภายในวันพรุ่งนี้นะ” 

 

 

“รู้แล้ว” 

 

 

ทั้งคู่พูดคุยเรื่องราวในชีวิตประจำวัน พร้อมกับจับจองที่นั่งในครัว 

 

 

เขาเอาสตูที่ซองฮีให้มาออกมาอุ่น นำผักออกมาหั่นให้มีขนาดพอดีคำ จากนั้นจึงนำไปผัด เอาไข่ต้มที่วางทิ้งไว้ในมุมหนึ่งของตู้เย็นมาตลอดออกมาสองฟอง ปลอกเปลือกแล้วนำไปผัดกับผัก วางถ้วยสตูลงข้างกัน อาหารเย็นของทั้งคู่เสร็จเรียบร้อย ช่างเป็นเมนูที่ธรรมดามาก 

 

 

“แค่นี้กินได้ไหม” 

 

 

“ยังไงก็ได้ ฉันไม่ได้กินเยอะอะไรอยู่แล้ว” 

 

 

จะด้วยรูปร่าง หรืออะไรก็ตาม จองอูควรจะกินเยอะกว่าเขา แต่มื้อนี้กลับมีเพียงสตูถ้วยเล็กๆ สีหน้าของซองจูเคร่งเครียดขึ้นด้วยความไม่สบายใจ  

 

 

หลังจากกลับมาเจอกันอีกครั้ง โต๊ะอาหารของสองคนก็มักจะเป็นแบบนี้เสมอ 

 

 

แม้จะปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ แต่เพราะซองจูที่ต้องควบคุมอาหารเป็นกิจวัตร บนโต๊ะอาหารของทั้งคู่จึงจะมีข้าวโผล่ขึ้นมาเพียงหนึ่งมื้อเท่านั้น ตัวเขาทำแบบนั้น แต่กระทั่งจองอูก็พลอยกินอาหารไดเอตไปด้วย ไม่ให้ไม่สนใจคงไม่ได้ 

 

 

ถึงจะบอกให้กินอย่างที่อยากกิน แต่ไม่ว่าจะพูดบ่นไปกี่ครั้ง จองอูก็แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินไปเสียทุกครั้ง มันก็ทำให้ไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ว่าเขาเองก็ไม่ได้เป็นคนเตรียมอาหาร จะให้มาทำเรื่องมากนู่นนี่ก็จะพาลให้ต้องทะเลาะกันเสียเปล่าๆ ซองจูจึงลืมๆ มันไป เรื่องการบ่นก็เป็นเพียงการแสดงความในใจออกมาเท่านั้น แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะหัวร้อนอะไร 

 

 

พอจองอูนั่งลงแล้ว ก็หยิบช้อนตักเอาสตูเข้าปากไปคำหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น 

 

 

“ตอนเย็นกินรสจัดได้เหรอ ไม่ได้ไม่ใช่รึไง” 

 

 

“นานๆ ทีไม่เป็นไรหรอกน่า คิดซะว่าเป็นวันฟรีไปแล้วกัน” 

 

 

“ลำบากจังนะ” 

 

 

“ถ้าจะกินเพื่ออยู่ มันก็ช่วยไม่ได้นี่ ไม่ค่อยมีบทที่ไม่ต้องควบคุมอาหารแล้วด้วย พวกนายเองก็เหมือนกันไม่ใช่รึไง ทำงานด้านดนตรีก็ต้องการให้ดูอ่อนกว่าวัย แล้วก็ดูดีด้วยนี่” 

 

 

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้” 

 

 

จองอูยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ แล้วจึงจัดการวางแก้วน้ำที่มีน้ำแข็งเต็มแก้วลงตรงหน้าซองจู ซองจูที่มีใบหน้าซีดเซียวรับมันมาดื่มอึกหนึ่งเหมือนกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา 

 

 

“แต่ไม่ต้องดูแลขนาดนั้นก็ได้” 

 

 

บ่นพึมพำออกมาแบบนั้น ซองจูก็เบะปากออกมาทันที 

 

 

“สูงวัยน่ะรู้จักไหม ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ร่างกายจะน้ำหนักเพิ่มจนลดลงได้ยาก ก่อนจะถึงช่วงนั้นก็ต้องดูแลให้ดีสิ” 

 

 

จองอูไม่ได้ตอบโต้อะไรกับคำพูดนั้น ได้แต่นั่งกินข้าวไปเงียบๆ 

 

 

เมื่อการทานอาหารที่เงียบเสียจนไม่มีกระทั่งเสียงเคี้ยวเสร็จสิ้นลง ซองจูก็ยกน้ำขึ้นดื่มอึกหนึ่ง ก่อนจะหันไปถามจองอู 

 

 

“ว่าแต่มีเรื่องอะไรหรือเปล่า” 

 

 

“หืม” 

 

 

จองอูที่ตกใจกับคำถามที่โพล่งขึ้นมาอย่างกะทันหันนั้น จึงได้ปล่อยมือที่กำช้อนให้นิ่งค้างไว้กลางอากาศ แก้วตากลมเบิกกว้างขึ้น ซองจูจึงเอ่ยถามจองอูที่มองมาที่ตนเองอีกครั้ง 

 

 

“ข้างนอกนั่นมีเรื่องอะไร ตั้งแต่เข้ามาแล้ว หน้านายดูไม่โอเคเลย” 

 

 

คำพูดนั้นทำให้จองอูตกใจอีกรอบ เหมือนโดนจับได้ว่าเป็นคนถามเรื่องเซจองออกมาก่อน และยังท่าทางทุกข์ใจของตัวเองอีก เขาแกล้งทำเป็นว่าไม่มีอะไร พร้อมกับหัวเราะออกมา 

 

 

“ก็แค่เหนื่อยนิดหน่อย” 

 

 

“ทำไมล่ะ เพราะการถ่ายทำงั้นเหรอ” 

 

 

“อื้อ” 

 

 

แน่นอนว่ามันมีสิ่งสำคัญนอกเหนือไปจากการถ่ายทำ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องโกหกเสียทีเดียว จริงๆ แล้วเขาก็ไม่อยากทำงานนี้ จึงได้พูดแบบนั้นออกไป แต่ทว่าซองจูก็ยังจับสังเกตได้อยู่ดี 

 

 

“เหมือนจะไม่ใช่แค่นั้นนะ” 

 

 

“มันก็หลายอย่างปนๆ กันน่ะ แค่คิดว่าจำเป็นที่จะต้องถ่ายทำฉันด้วยเหรอ อะไรแบบนี้น่ะ” 

 

 

“อ้า ก็นะ นายไม่ค่อยชอบอยู่กับคนที่ไม่รู้จักอยู่แล้วด้วยนี่” 

 

 

โดนหลอกจริงๆ หรือแกล้งทำเป็นโดนหรอกกันแน่ ซองจูถึงได้พูดออกมาแบบนั้น เขาเริ่มเขี่ยช้อนไปมาอย่างเงียบๆ ในตอนนั้นเองจองอูจึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก 

ตอนพิเศษ 1-7 สถานที่

 

 

 

 

ไม่ว่าจะลองคิดอย่างไร ก็ไม่เข้าใจเลยสักนิด ทั้งมุนเซจอง ทั้งคิมจองอู ต่างก็เหมือนกันอยู่อย่าง ก็คือเรื่องที่ชอบฮันซองจู ถึงจะรู้ว่าอีกคนเป็นเจ้าตัวปัญหาในหลายๆ เรื่อง แต่ก็ยังคงลงเอยแบบนั้นได้ ในตอนแรกก็คิดว่าหลงใหลในรูปโฉม แต่ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะอดทนกับฮันซองจูที่เจ้าอารมณ์แบบนั้นได้ เพียงเพราะเรื่องของรูปลักษณ์ หรือหมอนั่นจะมีเสน่ห์อะไรที่เขาไม่รู้อย่างนั้นเหรอ ซองฮีได้แต่สงสัยอยู่แบบนั้น 

 

 

“ก็ไม่รู้สิครับ ผมเองก็อยากรู้เหมือนกัน” 

 

 

แต่ว่าคำตอบที่ได้รับกลับมานั้นไม่อาจช่วยไขข้อข้องใจได้เลย ซองฮีที่มีสีหน้าอ่อนแรงจึงได้บ่นพึมพำออกมา 

 

 

“อะไรเนี่ย คิดว่าจะได้คำตอบอะไรที่มากกว่านี้ซะอีก” 

 

 

คำพูดนั้นทำเอาจองอูระบายยิ้มกว้างออกมา 

 

 

“ก่อนหน้านี้ผมก็เคยถูกถามคำถามแบบนี้ แต่ผมเองก็ไม่รู้เหตุผลเหมือนกัน มันก็แค่เหมือนว่าเป็นอะไรที่ขัดขืนไม่ได้น่ะครับ” 

 

 

“ขัดขืนไม่ได้?” 

 

 

ซองฮีมองตรงมาที่จองอูอย่างต้องการถามว่าคำพูดแบบนั้นมันหมายความว่าอย่างไรกัน จองอูจึงได้กล่าวต่อ 

 

 

“ครับ ขัดขืนไม่ได้ ถูกดึงดูดเข้าไปตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็น มันเป็นความรู้สึกที่สัมผัสได้ถึงบรรยากาศบางอย่างที่อธิบายออกมาไม่ได้ ให้พูดออกมาแบบดูดีก็ทำไม่ได้ แต่มันคือความรู้สึกที่ว่าเป็นคนนี้ละ อะไรประมาณนั้นครับ” 

 

 

จองอูกล่าวออกมาเช่นนั้น ขณะที่หวนนึกไปถึงครั้งแรกที่ได้เจอกับซองจู 

 

 

ในตอนนั้นจองอูตกอยู่ในสภาพที่เป็นโรคนอนไม่หลับเรื้อรังและยังหูแว่วเข้าขั้นวิกฤต พอนึกย้อนกลับไปในตอนนั้น มันช่างเป็นช่วงเวลาที่ไม่รู้ว่าจะสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้หรือไม่ แต่ว่าพอได้ก้าวเท้าเข้าไปในห้องใหม่ และผู้อาศัยเดิมที่ปรากฏตัวออกมาด้วยท่าทางคุกคามเขาอย่างเต็มที่นั้น ในความคิดของจองอู อีกคนดูมีเสน่ห์อย่างมาก 

 

 

ครั้งแรกเขาเพียงมองผ่านๆ ไปเท่านั้น แต่พออีกฝ่ายเห็นเขาแล้วถึงกับทำตัวไม่ถูกไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสดงออกว่าโกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง แล้วก็เดินกลับห้องตัวเองไป โทรศัพท์ไประบายความโกรธที่ไหนสักที่ ในตอนนั้นจองอูคิดเพียงแค่นั้น ตามนิสัยของดงฮยอนที่เป็นเจ้าของวิลล่า มีความเป็นไปได้สูงที่อีกคนจะไม่ได้บอกเรื่องจองอูให้คนที่อาศัยอยู่ก่อนรู้ ดังนั้นจองอูจึงแสดงท่าทางเป็นแขกไม่ได้รับเชิญแสนเรียบร้อย คิดว่าเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เขาก็จะไปจากที่นี่ 

 

 

มันช่างเป็นบ้านที่แสนโดดเดี่ยว น่าจะอยู่ที่นั่นอย่างอึดอัดใจพอควร มันทั้งกว้างและโดดเดี่ยว ภายในบ้านหลังนั้นที่ไร้ซึ่งความอบอุ่นใดๆ ฮันซองจูยืนอยู่ที่นั่นอย่างอ้างว้าง 

 

 

ภายในห้องที่ปิดไฟ เขายืนอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์สีแดงในยามอัสดง จองอูมองภาพความมืดมิดที่ค่อยๆ กลืนกินเข้ามา ก่อนเสียงครึกโครมจะดังขึ้น แล้วเขาก็ได้เห็นซองจูที่เปิดประตูดังปังเข้ามา แล้วยืนค้างนิ่งอยู่ตรงนั้น มันให้รู้สึกเหมือนกับลมหายใจนั้นสะดุดลง 

 

 

ภายในห้องที่มืดมิด ใบหน้าใสกระจ่างของซองจูดูเป็นหนึ่งเดียวกับแสงสว่างที่ทางเดินเบื้องหลังนั่นสะท้อนเข้ามาจนทำให้ดูราวกับกำลังเปล่งประกาย 

 

 

เขายืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิด สายตาของอีกคนทอประกายแปลกประหลาด ทำให้รู้สึกได้ถึงความร้อนที่คืบคลานไปทั่วร่าง หากทว่าภายในใจนั้นกลับมืดมนเสียยิ่งกว่าใคร คนที่ชื่อว่าฮันซองจูนั้นเป็นคนที่มีความขัดแย้งอยู่ในตัวสูงมาก เหมือนในดวงตาคู่นั้นมีสีสันแบบเด็กๆ แฝงอยู่ 

 

 

แม้จะดูสดใสอย่างมาก แต่ก็เป็นคนที่มืดมนยิ่งกว่าใคร จองอูรู้ทั้งที่เพิ่งสบตากันเป็นครั้งแรกว่าซองจูเป็นเช่นนั้น แล้วเขาก็ถูกดึงดูดเข้าไปในทันที 

 

 

นั่นละคือสิ่งที่เกิดขึ้น 

 

 

“ถึงยังไง ต่อให้ได้สบตากันในที่อื่น ผมก็ยังคงจะตกหลุมรักคนนั้นอยู่ดี มันเป็นเพียงแค่เรื่องเดียวเท่านั้นที่ผมมั่นใจครับ” 

 

 

สีหน้าของซองฮีที่มองมายังเขาซึ่งกำลังพูดออกมาอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั้น ยังคงมีเงาของความเศร้าพาดผ่าน แต่ว่าจองอูก็ไม่ได้ใส่ใจกับมัน อย่างไรเสียชีวิตเขาก็ไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบอยู่แล้ว ท่ามกลางมรสุมของความไม่มั่นคงทางจิตใจที่พัดกระหน่ำ หากจะมีอะไรโผล่ขึ้นมาอีกสักอย่าง มันก็ไม่ได้ต่างไปจากเดิม กลับกันเพราะมรสุมนั้น คนอื่นคงจะไม่รู้ว่ามันได้ทำให้เขาสามารถจัดการกับชีวิตที่เคยแหลกเหลวได้ 

 

 

“ก็ ต่อไปถ้าจะเกิดอะไรขึ้นมาอีก มันก็คงจะดราม่าได้เท่านี้ละครับ เพราะแบบนั้นก็ไม่เป็นไรหรอกครับ” 

 

 

จองอูกล่าวออกมาเช่นนั้น พร้อมกับเอนตัวพิงไปกับโซฟา ท่าทางสบายๆ ยิ่งกว่าที่คิดแบบนั้น คงมีเพียงซองฮีเท่านั้นที่ร้อนรนภายในใจ จองอูมองไปยังคนคุ้นเคยมาแสนนานซึ่งนั่งทำหน้าบูดอยู่ด้วยสีหน้าสบายใจ แต่ทว่าซองฮีกลับไม่พอใจกับท่าทางแบบนั้น จึงได้บ่นพึมพำออกมา 

 

 

“ที่จริงแค่ฉันคิดว่าในอนาคตมันอาจจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นมา ก็จะไม่ยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่ก็ห่วงนายที่เป็นนายแบบนี้ แล้วก็พี่ที่เป็นแบบนั้นจนแทบบ้าแล้ว” 

 

 

“ไม่สบายใจเพราะพวกเราสองคนงั้นเหรอครับ” 

 

 

“ก็มีบ้างแหละ แต่เพราะทั้งสองคนเป็นคนที่ใกล้ชิดกับฉัน คนนึงก็นะ ถึงจะบ้าบอยังไงก็เป็นพี่ชายแท้ๆ ที่มีคนเดียวในโลก และนายเองก็เป็นมากกว่าแค่เพื่อนร่วมงาน ในตอนนี้พวกนายใช้ชีวิตแบบคนรัก ตัวติดกันตลอดทั้งวัน แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง ถ้าเกิดว่าสุดท้ายแล้วมันจบไม่สวยขึ้นมา ก็เป็นพวกนายทั้งคู่นั่นแหละที่ต้องเจ็บปวด แต่ว่าคนที่อยู่ตรงกลางแบบฉันก็คงไม่ได้ดีไปกว่ากันนักหรอก” 

 

 

ซองฮีกล่าวเช่นนั้น ก่อนจะหลับตาลงอย่างช้าๆ ถึงเขาจะรู้สึกได้ถึงสายตาของจองอูที่มองตรงมาที่ตัวเอง แต่ว่าตอนนี้เขาไม่อยากสบตาอีกคนแบบตรงๆ เลย ซองฮีที่แกล้งทำท่าทางไม่รับรู้อะไรอยู่นั้น ไม่นานนักน้ำเสียงกลั้วหัวเราะของจองอูก็ดังมาให้ได้ยิน 

 

 

“พี่นี่จริงๆ เลย ถ้างั้นพี่ก็ต้องดูแลคนนั้นสิครับ ก็เป็นพี่น้องกันนี่นา” 

 

 

“พูดต่างกันเลยนะ” 

 

 

“ครับ?” 

 

 

“กับหมอนั่นน่ะ พูดต่างกันเลยนี่” 

 

 

ซองฮีบังคับให้เปลือกตาที่ปิดอยู่ ปิดสนิทขึ้นไปอีก 

 

 

เขาคิดว่าช่างเป็นคู่รักที่พูดคุยกันน้อยเหลือเกิน แล้วก็เหมือนว่าจะเดาได้ถูกเสียด้วย จองอูไม่ได้รู้เลยว่าซองจูนั้นคิดถึงตัวเองแบบใด และห่วงมากแค่ไหน เพราะแบบนั้นตอนที่พูดถึงเรื่องของจีฮุน ถึงได้จดจ่อเสียขนาดนั้น จนถึงตอนนี้คิมจองอูไม่เคยรู้เลยว่าคนที่คอยใส่ใจและระมัดระวังความสัมพันธ์ที่มีต่อฮันซองจูนั้น ไม่ใช่ใครอื่นเลย แต่เป็นตัวฮันซองจูนั่นแหละ ซองฮีพรูลมหายใจออกมาแผ่วเบา ก่อนจะลืมตาขึ้น 

 

 

“ตอนก่อนหน้านี้ที่นายหายไป แล้วก็กลับมาใหม่น่ะ” 

 

 

ซองฮีกล่าวถึงแค่นั้น ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก ด้วยตระหนักว่ากำลังข้ามมาพูดถึงเรื่องนี้โดยไม่คาดคิด จึงได้ตั้งสติกับตัวเองครู่หนึ่ง แล้วจึงได้เปิดปากกล่าวต่อไป 

 

 

“ฉันบอกไปว่าเข้าข้างนาย ถึงจะทำอะไรตามใจยังไง ถ้าเป็นเรื่องที่ผิดต่อนาย ฉันก็ไม่คิดจะอยู่เฉยๆ” 

 

 

“แล้วทำยังไงล่ะครับนั่น เขาไม่ใช่คนที่จะยอมทนฟังนิ่งๆ นี่นา” 

 

 

“แต่ว่าไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับมาเลย” 

 

 

“ครับ?” 

 

 

คำพูดที่คาดไม่ถึงแบบนั้นทำเอาจองอูถึงกับตาเบิกโพลง ซองฮีคอยให้จองอูสงบลง ก่อนจะกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง 

 

 

“ก็นะ ตอนแรกก็พูดออกมาเสียงแข็งว่าพี่ของนายน่ะคือฉันนะ แต่ว่าเรื่องที่อยากพูดจริงๆ ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกนะ” 

 

 

“ถ้างั้น…” 

 

 

“หมอนั่นบอกว่าไม่ต้องมาสนใจตัวเขา ถ้าจะดูแลใคร ก็ให้ไปดูแลนาย” 

 

 

“อะไรนะครับ” 

 

 

“หมอนั่นว่า ถ้าเกิดมีเรื่องอะไรกับตัวเอง คนที่จะคอยอยู่ข้างนายน่ะแทบจะไม่มีเลย ยังไงซะฉันก็ไม่ได้ลงรอยกับตัวเขาอยู่แล้ว มันก็เข้าเค้าพอดีไม่ใช่เหรอแบบนั้น เพราะงั้นก็ให้ดูแลตัวนายแทนตัวเองซะ แต่ก็นะ การที่คนที่มีสายเลือดเดียวกันมาบอกให้เข้าข้างคนอื่นแบบนั้น มันก็รู้สึกไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่ แต่ถ้าเกิดฉันพูดอะไรโต้แย้งกลับไป หมอนั่นก็คงจะพูดอะไรยืดยาวออกมาอีกก็เท่านั้น” 

 

 

คิ้วกระตุกขึ้น พร้อมกับริมฝีปากที่เบะออก ท่าทางเช่นนั้นของซองฮีที่จองอูได้เห็นทำให้เจ้าตัวได้แต่พรูลมหายใจออกมาเงียบๆ  

 

 

“เหมือนมันจะไปกันใหญ่แล้วนะครับ” 

 

 

“งั้นเหรอ เพราะนายเองก็ขี้ขลาดกว่าที่คิด หมอกนั่นถึงได้ทำตามใจตัวเองเป็นเท่าตัวแบบนั้นได้” 

 

 

“ถึงยังไงมันก็ไม่ใช่แบบนั้น เพราะว่าเคยร่วงลงไปถึงจุดต่ำสุดมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ในอนาคตก็ไม่ได้จะเลิกกันแน่นอนสักหน่อยนี่ครับ” 

 

 

“แบบนั้นมันจะไม่โลกสวยไปหน่อยหรือไง” 

 

 

“งั้นพี่ก็แต่งงานทั้งที่คิดว่าจะต้องเลิกกันงั้นเหรอครับ” 

 

 

ซองฮีไม่ได้ตอบโต้อะไรกับคำกล่าวนั้นของจองอู อย่างไรสองคนนี้ก็มักจะจี้ใจดำกันได้อยู่เรื่อย จนไม่กล้าที่จะพูดอะไรต่ออีก ได้แต่ทำเสียงฮึ่มๆ ออกมา เห็นท่าทางเช่นนั้นของซองฮีแล้ว จองอูก็เอ่ยปากออกมาอีกครั้ง 

 

 

“ช่วยเล่าเรื่องคนนั้นให้ฟังอีกหน่อยสิครับ” 

 

 

“คนนั้น?” 

 

 

“คนหน้าสวยน่ะครับ คนรักเก่านั่นน่ะ” 

 

 

“อ้อ พูดถึงเซจองสินะ” 

 

 

ซองฮีมึนงงกับคำขอร้องแบบกะทันหันของจองอูไปครู่หนึ่ง ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเขาควรจะเล่าไปถึงขนาดไหน แต่ว่าจองอูก็ดูจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แล้วก็เริ่มขยับเข้ามานั่งติดกับซองฮี ขอร้องตัวเขาที่ยังไม่ยอมเปิดปากพูดแม้แต่น้อย 

 

 

“ขอร้องฮันซองจูแค่ไหน อีกคนก็ไม่ยอมเล่าเลย พี่ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยสิครับ” 

 

 

“นี่ แต่ยังไงมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ฉันควรจะเล่าไหมล่ะ ฉันเองก็ไม่ได้รู้เรื่องระหว่างสองคนนั้นไปหมดซะทุกเรื่องหรอกนะ” 

 

 

“ผมไม่ได้สงสัยเรื่องนั้น ก็แค่อยากรู้ว่าเขาเป็นคนแบบไหนต่างหาก ขนาดมองอยู่ไกลๆ ยังเห็นเลยว่าคนนั้นน่ะประหม่าแค่ไหน ถ้าทำให้คนนั้นว้าวุ่นได้แบบนั้น ก็คงไม่ใช่ธรรมดาแล้วแหละ” 

 

 

“นิสัยน่ะเหรอ คนละขั้วเลย แล้วก็เพราะแบบนั้น เพราะผูกพันกันมาก ถึงได้ปฏิเสธไม่ได้ง่ายๆ ตอนที่ต้องตัดขาด ถึงรู้ว่าต้องตัดก็ยังยื้อปล่อยไปเรื่อยๆ” 

 

 

ซองฮีกล่าวเช่นนั้น ขณะนึกถึงใบหน้าของเซจอง 

 

 

เพราะรูปลักษณ์ที่สวยขนาดนั้นจึงทำให้ดูบอบบาง แต่ว่ากลับเป็นพวกที่ดื้อรั้นยิ่งกว่าใคร ดังนั้นถึงได้คิดแค่ว่าจะต้องทำให้ความสัมพันธ์แบบคนรักที่แสนบากลำบากนี้ผ่านไปได้ด้วยดีให้ได้ และศัตรูก็อยู่ในกฎข้อนั้นนั่นละ พอถูกพ่อแม่จับได้ในงานเปิดตัวก็ต้องหลบหนีไปต่างประเทศทันที พอได้ยินเรื่องนั้นซองฮีกลับเป็นห่วงเซจองเสียยิ่งกว่าพี่ตัวเองที่ถูกทิ้งไว้ลำพังเสียอีก 

 

 

แต่มันก็แค่ครู่เดียว ตอนที่ได้ยินว่าพ่อแม่ของเซจองคอยขัดขวางอนาคตของซองจูแบบนั้น เขาก็เกิดนึกผิดหวังในตัวเซจองขึ้นมา ถึงจะรู้ดีว่าเรื่องนั้นมันไม่ใช่เพราะเซจอง แต่เขาก็ยังไม่หายหงุดหงิด ในตอนนั้นด้วยความสัมพันธ์พี่น้องที่เหมือนลิ้นกับฟัน ซองจูจึงไม่ได้บอกเล่ารายละเอียดอะไรให้รู้ นั่นจึงทำให้เรื่องยิ่งบานปลายออกไป ซองฮีได้คลายความเข้าใจผิดที่มีต่อเซจอง ก็ตอนที่อีกคนกลับมาที่เกาหลีอีกครั้ง 

 

 

“เพราะแบบนั้นทั้งสองคนก็เลยฝังใจมาจนถึงตอนนี้” 

 

 

จองอูกล่าวออกมาแบบนั้น พร้อมกับพรูลมหายใจแผ่วเบา 

 

 

“วันที่ถ่ายทำ เขาคนนั้นจะมาหรือเปล่าครับ” 

 

 

“หืม เจ้านั่นตอนนี้ก็ใช้ชีวิตอยู่กับคนที่รัก แล้วก็ออกห่างไปไกลแล้วละ ถ้าเป็นตอนถ่ายทำ ประธานคิมอาจจะเรียกให้เอาพวกของว่างมาส่งบ้างก็ได้ การถ่ายทำก็ต้องเป็นการถ่ายทำ ครั้งนี้อาจจะไม่เป็นแบบนั้นก็ได้มั้ง” 

 

 

“ทำงานเกี่ยวกับอาหารอย่างนั้นเหรอครับ” 

 

 

“อือ ตอนไปต่างประเทศ เห็นว่าไปเรียนพวกทำขนมมาน่ะ ตอนนี้ก็ทำงานที่คาเฟ่อยู่ ทำงานเป็นบาริสต้าด้วย” 

 

 

“เหมือนกันเลยแฮะ” 

 

 

เป็นคำพูดสั้นที่มีความรู้สึกมากมายทับซ้อนอยู่ 

 

 

พอมองแบบนี้แล้ว จองอูกับเซจองก็คล้ายกันอยู่มากทีเดียว ทั้งที่รู้และไม่รู้ ด้วยอาชีพมันย่อมต้องคล้ายคลึงกันอยู่แล้ว แต่ว่ากระทั่งบรรยากาศรอบตัวก็ยังคล้ายกันถึงขนาดนั้นอีก เริ่มจากภายในใจลึกๆ นั้น ซุกซ่อนความรู้สึกสับสนที่ปะทุขึ้นมาเอาไว้ และใช้ใบหน้าเรียบเฉยมาเป็นฉากบังหน้า แล้วยังบรรยากาศที่เหมือนโอบกอดทั้งโลกเอาไว้นั่นก็ด้วย แต่ทว่าด้วยสไตล์และรูปร่างที่ต่างกัน หากไม่ใช่คนที่คลุกคลีด้วยกันมานาน คงไม่มีทางจับสัมผัสถึงความพิเศษนั้นได้อย่างแน่นอน 

 

 

แต่ว่าที่ซองจูเลือกจองอู ก็ไม่ใช่ด้วยเหตุผลอะไรแบบนั้น นั่นคือเรื่องที่มั่นใจได้อย่างแน่นอนที่สุด 

 

 

“คนละคนกันอยู่แล้ว ไม่เห็นจะเกี่ยวเลย พี่เองก็เพิ่งจะรู้เรื่องที่เซจองไปทำงานที่ร้านกาแฟเมื่อไม่นานมานี้เอง อย่าเอาอะไรไร้สาระแบบนั้นไปใส่ใจเลย” 

ตอนพิเศษ 1-6 สถานที่

 

 

 

ในวันนั้น ด้วยเพราะห่วงจองอู จึงได้บุกไปถึงที่ห้องของอีกคน ซองจูที่โพล่งถามซองฮีกลับมาว่าเขาอยู่ข้างใครกันแน่ คำถามที่ทำให้ซองฮีถึงกับไปไม่เป็น จึงได้ถามกลับไปว่ามันสำคัญยังไงกัน ซองจูก็สวนกลับมาเพียงคำเดียว ในเมื่อเป็นห่วง ก็ควรจะห่วงทั้งคู่ แต่ดูแลแค่จองอูก็พอ ถึงอย่างนั้น ทั้งที่เป็นพี่น้องกัน หากกลับบอกว่าเป็นไปได้ก็ดูแลแค่จองอูเท่านั้น คำพูดนั้นเลยทำให้ซองฮีเปลี่ยนใจ ฮันซองจูที่พูดคำนั้นออกมาได้เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง แล้วยังคำพูดสุดท้ายที่รู้ว่าอีกคนนั้นหวงคนรักของตัวเองยิ่งกว่าใคร และยังมีความรักแบบพี่น้องที่แฝงอยู่ในนั้นด้วย นั่นแหละที่เป็นสาเหตุของเรื่องนี้ ซองฮีนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ก่อนจะกล่าวออกมา

 

 

“ผมเองก็อายุมากขึ้นแล้ว มันก็คงเป็นความผูกพันทางสายเลือดอะไรแบบนั้นมั้งครับ”

 

 

“พูดอะไรของคุณน่ะ”

 

 

คำพูดที่เหมือนตั้งใจจะให้เขาพูดอะไรที่มันฟังรู้เรื่องหน่อยนั่น ทำให้ซองฮียกยิ้มขึ้นมา

 

 

“งั้นต้องให้พูดยังไงถึงจะเห็นด้วยล่ะครับ”

 

 

“พูดยังไงฉันก็คงจะเห็นด้วยไม่ได้หรอกนะ เมื่อก่อนถ้าพูดถึงพี่ชายก็ยังต้องกัดฟันเลย”

 

 

“ยังไงซะ พี่ก็คือพี่อยู่ดี เดี๋ยวนี้ก็พอดูเป็นผู้เป็นคนกับเขาขึ้นมาบ้าง อ้า ถ้าเจอกับท่านประธานแล้ว อาจจะจะเกิดเรื่องก็ได้นะครับ”

 

 

“แบบนั้นเรียกว่าเป็นผู้เป็นคนแล้วเหรอ”

 

 

“คนเราถ้ามีการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาสักครั้ง ตามหลักก็นับเป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่เหรอครับ”

 

 

ซองฮีคิดว่าแสดงท่าทีหยอกเย้าอีกฝ่ายพอสมควรแล้ว เมื่อสีหน้าของจีฮุนบูดบึ้งขึ้นมาทันทีเช่นนั้น ไม่ว่าจะคิดอย่างไร สองพี่น้องก็เหมือนจะตั้งตัวเป็นศัตรูกับจีฮุนอยู่ตลอด

 

 

ก๊อกๆ

 

 

ในเวลาที่บรรยากาศเริ่มจะดีขึ้น ใครบางคนก็มาเคาะที่ประตูห้องประชุม พอได้ยินจีฮุนกล่าวว่าให้เข้ามาได้ ประตูก็ถูกเปิดออกอย่างระมัดระวัง พร้อมกับเซจุนที่ชะโงกหน้าเข้ามา

 

 

“ตอนนี้พวกเราเข้าไปได้แล้วใช่ไหมครับ ถึงจะอยู่เฉยๆ ที่ห้องชงกาแฟ แต่พวกเราก็คอยจับสังเกตอยู่นะครับ”

 

 

“เข้ามาเถอะ คุยกันเรียบร้อยแล้ว”

 

 

เซจุนที่เห็นสายตาที่ซองฮีส่งมาทางเพื่อนๆ จึงได้ลากซองฮุนเข้ามาในห้องประชุมทันที

 

 

“แล้วตกลงกันได้ว่ายังไงบ้างครับ”

 

 

พอนั่งลงปุ๊บ ซองฮุนก็ถามออกมาอย่างตรงประเด็นในทันที จีฮุนจึงได้ค่อยๆ ขยับปากกล่าวตอบ

 

 

“เราจะตัดฉากที่จะสามารถทำให้สืบรู้ถึงตำแหน่งของห้องสตูดิโอแล้วก็ที่อยู่ของบรรดาสมาชิกออก ถ้าเป็นไปได้ก็จะตัดเรื่องการพูดคุยถึงเรื่องส่วนตัวออกด้วยครับ ในส่วนนี้จะมีบทหรือไกด์ไลน์อย่างง่ายมาให้ดูอยู่แล้ว ฉะนั้นพอดูแล้วก็ค่อยมาปรับเปลี่ยนกันอีกทีก็ได้ครับ”

 

 

“ส่วนของโปรดิวเซอร์ด้วยใช่ไหมครับ”

 

 

“ครับ เพราะคุณซองฮีน่าจะทำได้ดีกว่า ก็เลยขอให้เขาเป็นคนไปบอกกับฝ่ายนั้นให้ด้วยน่ะครับ”

 

 

“…ซองฮีเนี่ยนะครับ”

 

 

เซจุนกล่าวขึ้นด้วยสงสัยในคำพูดนั้นของจีฮุน อย่างไรเสียเมื่อไม่นานมานี้ซองฮีก็ดูจะอ่อนโยนกับซองจูขึ้นมาบ้าง แต่ให้เขาเป็นคนออกหน้าพูดให้จะไม่ดีกว่าหรือไงกัน แต่ทว่าการตอบรับของซองฮีกลับเกินคาด

 

 

“เดี๋ยวฉันเป็นคนบอกเอง”

 

 

“จะไม่เป็นไรงั้นเหรอ”

 

 

ซองฮุนเองก็รู้สึกกังวลอย่างมากเช่นกัน จึงได้ถามย้ำออกมาอีกครั้ง แต่ซองฮีก็ยังตอบออกมาเช่นเดิมว่าไม่เป็นไร สุดท้ายทั้งสองคนก็ไม่ได้ถามอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก ได้แต่วิตกกังวลอย่างคนน้ำท่วมปากก็เท่านั้น เรื่องอื่นนั้นไม่รู้ หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับพี่ชายของอีกคนนั้น พวกเขารู้ดีกว่าใครเลยว่านิสัยของซองฮีนั้นมันชวนให้ต้องลุ้นระทึก

 

 

แต่ว่าเรื่องที่ทั้งสองคนหวาดกลัวมันก็ไม่ได้เกิดขึ้น เรื่องราวมันราบรื่นยิ่งกว่าที่คิดเสียด้วยซ้ำ

 

 

 

 

“อือ งั้นเหรอ ให้ทำไงได้ล่ะ”

 

 

ซองจูที่พอได้ฟังคำอธิบายคร่าวๆ ของซองฮี ก็พยักหน้ารับอย่างว่าง่ายกับเรื่องที่ว่าในวันถ่ายทำนั้น ซองจูจะต้องไม่โผล่เข้าไปที่ห้องสตูดิโอของจองอู พอได้เห็นการตอบรับเหมือนกับว่ามันไม่มีอะไรเลยแบบนั้น จึงทำให้เขาเผลอส่งสายตาแสดงความสงสัยออกไป แต่ว่าเขาก็เพียงปล่อยผ่านไป เพราะเขามั่นใจว่าฮันซองจูคือคนที่ไม่ต้องการให้คนรอบข้างได้รับรู้เรื่องความสัมพันธ์กับจองอูมากกว่าใคร

 

 

ปัญหาก็คือจองอูนั่นแหละ

 

 

ซองฮีเรียกจองอูมาเพื่อบอกรายละเอียดเกี่ยวกับการถ่ายทำครั้งนี้ แต่มันกลับเป็นตัวเขาเองที่กำลังตื่นเต้นเสียยิ่งกว่า จองอูเปิดประตูห้องสตูดิโอของวงคราฟท์ที่อยู่ชั้นสองของตึกเข้ามา ตัวเขาที่ได้เห็นอีกคนเดินเข้ามาข้างใน ก็เผลอกำมือจนเหงื่อออกชุ่มไปหมด

 

 

“พี่เรียกผมมาเหรอครับ”

 

 

“อือ ไม่ยุ่งใช่ไหม นั่งก่อนสิ”

 

 

ใบหน้าของซองฮีที่มองมายังจองอูนั้น ฉายชัดถึงความตื่นตระหนกอย่างไม่สมกับเป็นอีกคน เหมือนกับกำลังปกปิดบางอย่างอยู่

 

 

“จู่ๆ ก็เรียกมามีเรื่องอะไรเหรอครับ ที่จริงขึ้นไปหาก็ได้”

 

 

“ให้ฉันขึ้นไปมันก็ยังไงๆ อยู่ เจ้านั่นน่ะ จะเข้ามาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้”

 

 

“อ้า นั่นสินะครับ”

 

 

ถึงจะพูดถึงซองจูออกมาเหมือนไม่มีอะไร แต่ซองฮีก็รู้สึกคลางแคลงใจเล็กน้อย เรื่องที่จะพูดในตอนนี้มันทำให้เขากังวลว่ามันอาจจะส่งผลที่ไม่ค่อยดีต่อตัวจองอูขึ้นมาก็ได้

 

 

ถึงเดี๋ยวนี้อีกคนจะดูนิ่งขึ้นมาก แต่จองอูก็ยังมีสภาพจิตใจที่ดูไม่ค่อยน่าไว้ใจอยู่ ถ้าหากว่าไปเผลอสะกิดถูกความรู้สึกที่ไม่ดีของอีกคนเข้าให้ แล้วจองอูหนีไปอีกละก็ ซองจูกับดงฮยอนคงไม่ปล่อยซองฮีไปเฉยๆ แน่ อย่างไรก็ตาม สภาพเขาตอนนี้ก็ไม่ต่างจากกำชนวนระเบิดเวลาเอาไว้ในมือเลย

 

 

ซองฮีจ้องมองไปยังจองอูที่นั่งตรงโซฟาด้านหน้าเขา ก่อนจะค่อยๆ กล่าวออกมา

 

 

“อืม จองอู”

 

 

“ครับ”

 

 

“ฉันมีอะไรจะบอก”

 

 

“ครับ”

 

 

“ครั้งนี้เราจะทำแฟนเซอร์วิสร่วมด้วย ก็เลยจะมีการถ่ายทำแนวสารคดีสั้น แล้วนายเองก็ต้องมาเข้าร่วมด้วย”

 

 

“อ้อ ผมได้ยินมาแล้วละครับ เพราะงั้นคนนั้นก็เลยมาบ่นเรื่องที่จะไม่ได้เข้ามาที่ห้องสตูดิโอสักสองสามวันอย่างนั้นเหรอครับ”

 

 

พอได้เห็นท่าทางตอบกลับที่ไม่ได้อะไรแบบนั้นของจองอู ซองฮีก็รู้สึกอ่อนแรงเสียดื้อๆ

 

 

“ช่วงนั้นมันก็อาจจะเสียเวลางานไปด้วย”

 

 

“ก็ทำไงได้ละครับ”

 

 

สีหน้าของจองอูประดับด้วยรอยยิ้มกว้าง ขณะมองดูท่าทางตอบรับอย่างหมดอารมณ์ของซองฮี

 

 

“นายนี่มันพิลึกคน”

 

 

“ผมก็ได้ยินแบบนั้นอยู่บ่อยๆ “

 

 

“…เอาเถอะ ยังไงก็ต้องถ่ายอยู่แล้ว อีกอย่างคือฉันมีอะไรต้องบอกให้นายรู้ด้วย ถึงได้เรียกให้นายมาหา”

 

 

“ผมเหรอ”

 

 

คำพูดที่ว่ามีเรื่องต้องบอกเขานั้น ทำเอาดวงตาของจองอูถึงกับเบิกโพลงขึ้น ซองฮีเห็นเช่นนั้นแล้วก็ได้แต่กัดริมฝีปากเอาไว้

 

 

“อืม ก็คืออย่างนี้นะ คนที่มาถ่ายสารคดีให้เราเป็นคนที่เรารู้จัก”

 

 

“คนรู้จักงั้นเหรอครับ”

 

 

“อือ แต่ว่าเขาคนนั้นน่ะ….”

 

 

ซองฮีไม่กล้ากล่าวต่อไป ส่วนจองอูก็เอาแต่ส่งสายตาใคร่รู้ไปที่อีกฝ่ายอยู่เรื่อยๆ สุดท้ายจึงเป็นจองอูที่ไม่อาจทนรอได้ และจัดการจู่โจมให้ซองฮีพูดส่วนที่เหลือออกมาเสียก่อน

 

 

“พี่จะพูดอะไรผมไม่รู้หรอกนะ แต่อย่าเงียบไปเฉยๆ แบบนี้เลย พูดออกมาเถอะครับ แบบนี้มันอึดอัดนะ”

 

 

“อ้า ก็ได้ ก็อย่างที่ว่านั่นแหละ คนนี้เขาไม่ค่อยลงรอยกับเจ้านั่นสักเท่าไหร่น่ะสิ”

 

 

“คนที่ไม่ค่อยถูกกับฮันซองจูน่ะ มีแค่คนสองคนที่ไหนกันละครับ”

 

 

การตอบรับเหมือนไม่ใช่เรื่องสำคัญของจองอู ทำให้ซองฮีกลับดูหมดแรงเสียจนได้แต่พึมพำออกมาเสียงแผ่ว

 

 

“คือมันไม่ใช่ปัญหานั้น…แล้วก็นะ นายคิดว่าเจ้านั่นเป็นยังไงล่ะ”

 

 

มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะได้เห็นท่าทางเหวี่ยงวีนแบบนั้น ในสายตาคนอื่น ฮันซองจูนับเป็นคนที่สุภาพเรียบร้อยอย่างที่สุด แต่สำหรับคนใกล้ชิดแบบพวกเขา มันคนละเรื่องกันเลย

 

 

“ก็…เป็นคนที่ทำอะไรตามความพอใจของตัวเอง”

 

 

“ทำอะไรตามความพอใจตัวเองแค่ครั้งเดียวก็พังความสัมพันธ์ที่มีกับคนใกล้ตัวจนเละน่ะสิ นายเองก็อย่าไปตามใจนัก เพราะแบบนั้นถึงได้ยิ่งเอาแต่ใจตัวเอง แล้วก็ทำแบบนั้นอยู่เรื่อยๆ ไม่สิ เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอก ที่จะพูดก็คือ พีดีที่จะมาถ่ายทำสารคดีให้รอบนี้น่ะ เป็นคนที่กำลังคบอยู่กับคนรักเก่าของเจ้านั่น…”

 

 

พอได้พูดออกมาจนจบ ท่าทางของซองฮีที่มองตรงมาก็พลอยทำให้สีหน้าของจองอูนั้นเคร่งเครียดขึ้นมาในทันที

 

 

ในหัวของเขากำลังนึกถึงคนหน้าสวยที่ได้เห็นที่งานแต่งงานของซองฮีกับผู้ชายท่าทางสุขุม สวมแว่นตา และตัวสูงๆ ที่คอยยืนเฝ้าอยู่ข้างๆ คนนั้น หากจองอูคาดเดาไม่ผิด คนที่ซองฮีกำลังพูดถึง คงต้องเป็นผู้ชายตัวสูงที่สวมแว่นคนนั้นอย่างแน่นอน

 

 

“ใช่คนตัวสูงๆ สวมแว่น แล้วก็ท่าทางดูสุขุมคนนั้นหรือเปล่าครับ”

 

 

คำพูดของจองอูที่ยืนยันถึงลักษณะของจีฮุนได้อย่างถูกต้องนั้น ทำให้สีหน้าของซองฮียิ่งเครียดเข้าไปอีก

 

 

“เคยเจอแล้วเหรอ”

 

 

“ที่งานแต่งงานของพี่ เคยเห็นเขายืนคุยกันกับคนนั้นอยู่น่ะครับ”

 

 

“อ้อ อย่างงั้นเหรอ เคยเจอกันแล้วสินะ…”

 

 

ในเวลานั้น ซองฮีรู้สึกว่าตัวเองถึงกับหมดเรี่ยวหมดแรง เพราะเขาเองแต่กังวลว่าจะเผลอไปทำร้ายจิตใจของจองอูเข้าให้ หากแต่อีกคนกลับตอบรับด้วยท่าทางเหมือนมันแค่เรื่องไม่เป็นเรื่อง นั่นทำเอาเขารู้สึกหมดเรี่ยวแรงไปเสียดื้อๆ ท่าทางของซองฮีที่พรูลมหายใจออกมาเล็กน้อย ทำให้จองอูที่ได้เห็นเช่นนั้น ยกยิ้มขึ้นมาน้อยๆ พร้อมกับเอ่ยออกมา

 

 

“อะไรกันครับ นี่เป็นห่วงผมอย่างนั้นเหรอ”

 

 

“ก็ใช่น่ะสิ ไอ้เด็กเวร เกิดนายเข้าใจผิดขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ”

 

 

“ก็นะ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าฟังสักเท่าไหร่ คนนั้นกับคุณพีดีก็ดูไม่ค่อยจะลงรอยกันอย่างที่ว่าแหละครับ”

 

 

“อือ ใช่แล้วละ เพราะแบบนั้น ตอนถ่ายทำถึงได้บอกว่าห้ามไม่ให้เข้ามาเฉียดแถวนี้ด้วย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะฟังกันหรือเปล่า

 

 

“เรื่องนั้นไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ ถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น มันก็จะยิ่งวุ่นวาย ดังนั้นก็เลยบอกว่าจะอยู่บ้านเฉยๆ น่ะครับ”

 

 

“ว่างั้นเหรอ…”

 

 

ท่าทางของจองอูที่บอกว่าไม่เป็นไรอย่างง่ายดายนั้น ทำเอาซองฮีไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรต่อไป ที่แท้ก่อนหน้านี้ จองอูก็รู้เรื่องนี้อยู่แล้วประมาณหนึ่ง แล้วเจ้าตัวก็ไม่ได้มีความรู้สึกว่าจะต้องพูดอะไรให้มันต่อความยาวสาวความยืดด้วย จองอูยิ้มกว้างราวกับเข้าใจความรู้สึกของซองฮี แล้วกล่าวขึ้นมาก่อน

 

 

“พี่”

 

 

“…อือ”

 

 

“ไม่ต้องเป็นห่วงผมขนาดนั้นก็ได้ครับ ผมในตอนนี้น่ะ ไม่คิดจะหนีไปง่ายๆ แบบเมื่อก่อนแล้วนะครับ”

 

 

ซองฮีไม่ตอบรับอะไรกับคำพูดนั้น

 

 

ไม่รู้ว่าตัวเองควรต้องเข้าไปยุ่งในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ได้ถึงจุดไหน มันถึงจะถูกต้อง

 

 

แต่ว่าจะให้เข้าไปยุ่งแบบสุ่มสี่สุ่มห้ามันก็ไม่ได้อีก ถ้าเกิดว่าระหว่างที่ถ่ายทำอยู่ เกิดมีเรื่องอะไรไปสะกิดใจจองอูเข้าจนหนีหายไปหรือกลายเป็นว่าไปตอกย้ำความทุกข์ในใจ คนที่เจ็บปวดยิ่งกว่าใคร ในครั้งนี้ก็คงไม่พ้นเป็นซองจูนั่นแหละ เขาเองก็ไม่อยากเห็นอะไรแบบนั้น ซองฮีพรูลมหายใจน้อยๆ ออกมา

 

 

“เฮ้อ…จองอู”

 

 

“ครับ”

 

 

“ทำไมนายถึงได้ชอบเจ้านั่นได้ล่ะ”

 

 

ซองฮีถามจองอูอย่างตรงไปตรงมา

ตอนพิเศษ 1-5 สถานที่

 

 

 

 

เสียงปังดังขึ้นเมื่อประตูถูกปิดลง จีฮุนที่ขมวดคิ้วมุ่นก่อนหน้านี้ค่อยๆ ถอนหายใจออกมาพร้อมยกมือขึ้นกอดอกไว้ทันที 

 

 

“คุณซองฮี ผมเข้าใจนะ เพราะเรื่องสตอล์กเกอร์กับเรื่องฮันซองจูถึงได้ไม่อยากให้เปิดเผยสถานที่ตั้งออกไปในการถ่ายทำแบบนั้น แต่ว่าถึงขนาดเรื่องของคนที่อาศัยอยู่ด้วยกัน ก็ยังต้องตัดออกหมดแบบนั้น ผมไม่เข้าใจเลยจริงๆ นอกจากสมาชิกแล้วยังรวมถึงโปรดิวเซอร์ด้วย พูดตรงๆ ผมก็ไม่คิดจะถามเรื่องแบบนั้นกับโปรดิวเซอร์หรอกนะ ทำไมคุณซองฮีถึงดูไม่เป็นตัวเองเลย ผมก็ไม่รู้ว่าไปทำอะไรให้คุณโกรธหรือเปล่า…” 

 

 

“ท่านประธานไม่เคยทำให้ผมโกรธหรอกครับ ก็แค่การถ่ายทำนี้มันไม่ถูกใจผมก็เท่านั้นแหละครับ” 

 

 

พอจีฮุนได้ฟังคำพูดของซองฮุนแล้ว ก็ถึงกับยกมือขึ้นมานวดขมับตัวเองในทันที มันเป็นสถานการณ์ที่ตัดสินใจยากสำหรับเขาจริงๆ  

 

 

ครั้งแรกที่ได้เจอซองฮีก็ผ่านทางดงฮยอนนั่นแหละ 

 

 

ในตอนที่เซจองกลับมาที่เกาหลีได้ไม่นานเท่าไหร่ แล้วจีฮุนกับเซจองก็เพิ่งคบกันอย่างเป็นทางการได้ไม่นานนัก เซจองจึงแนะนำให้เขารู้จักกับรุ่นพี่มหาลัยที่เคยติดหนี้บุญคุณไว้ 

 

 

ในวันนั้นพวกเขาได้แลกนามบัตรกัน แล้วจีฮุนก็ได้รู้ว่าดงฮยอนรุ่นพี่สมัยมหาลัยของเซจอง ก็คือประธานบริษัทที่เป็นต้นสังกัดเดิมของอีกคน พอดงฮยอนรู้ว่าจีฮุนเป็นพีดีผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายทำสารคดีเกี่ยวกับมนุษย์ เจ้าตัวก็ได้ไปพูดแนะนำเขาให้กับธุรกิจในเครือต่อ ในตอนนั้นจีฮุนที่ไม่เคยคิดฝันว่าจะได้ออกมาทำตามฝันด้วยตัวเองได้ คนที่ดงฮยอนพามาให้เขารู้จักก็ทำให้เขาสามารถมาจับธุรกิจของตัวเองได้ในที่สุด ซองฮีเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ตอนนั้นดงฮยอนแนะนำให้เขารู้จัก 

 

 

อีกคนเพียงแนะนำว่าเป็นเพื่อนที่ทำงานด้านดนตรี แต่ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน จีฮุนก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกบางอย่างจากซองฮี ถึงอีกคนจะเรียบร้อยแต่ความรู้สึกด้านที่คลับคล้ายกับความไม่พอใจอะไรแบบนั้น มันก็ทำให้เขานึกไปถึงฮันซองจูขึ้นมา แต่ทว่าหน้าตาและภาพลักษณ์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้เขาไม่นึกไม่ฝันว่าทั้งคู่นั้นเป็นพี่น้องกัน พอเห็นเซจองทักทายอีกฝ่ายด้วยความยินดีแบบนั้น มันทำเอาเขาทำตัวไม่ถูก 

 

 

“ถ้าไม่ชอบใจกับการถ่ายทำ ก็ควรจะแก้ไขกับทางบริษัทของคุณก่อนที่จะมาที่นี่สิ มาทำท่าทางนักเลงใส่ผมแบบนี้มันใช่เรื่องหรือไง” 

 

 

จีฮุนพูดเช่นนั้น พร้อมกับยกยิ้มขมขื่นออกมา 

 

 

กลัวใครจะไม่รู้ว่าเป็นพี่น้องกันหรือไง ในตอนนี้ฮันซองฮีไม่ต่างอะไรกับฮันซองจูเลยสักนิด 

 

 

“แต่ว่าคนนั้นคือคนที่พี่เขาคบอยู่นะครับ” 

 

 

พอเพื่อนๆ ออกไปกันหมดแล้ว ซองฮีก็แสดงความรู้สึกในใจออกมาทันที ท่าทางขมวดคิ้วอย่างยืนกรานแบบนั้น จีฮุนที่เข้าใจผิดก็ถึงกับตกใจ ปกติแล้วฮันซองฮีเคยแสดงท่าทางเป็นห่วงเป็นใยกับเรื่องของพี่ชายออกมาแบบนี้ด้วยเหรอ เท่าที่จีฮุนรู้ มันไม่เคยปรากฏออกมาเลย เขาหันกลับไปถามซองฮีด้วยสีหน้าเคร่งเครียด 

 

 

“โปรดิวเซอร์เป็นผู้หญิงเหรอ” 

 

 

จีฮุนที่ไม่จำเป็นต้องสนใจสายตาคนอื่นแล้ว จึงได้ถามแบบนั้นกับซองฮี ทั้งสองกำลังรักษาท่าทางสบายๆ ต่อกันอย่างเช่นปกติ ซองฮีแสดงสีหน้าไม่ชอบใจพร้อมกับส่ายหน้ากลับไป 

 

 

“เฮ้อ…เจ้านั่นยังนิสัยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย” 

 

 

เขาบ่นพึมพำออกมา ก่อนจะทิ้งตัวลงไปพิงพนักเก้าอี้ แล้วเคาะนิ้วลงบนกระดาษ ดูท่าทางจะหงุดหงิดพอตัว ซองฮีที่เห็นท่าทางเช่นนั้นของจีฮุน จึงได้มองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าไปมา 

 

 

“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ ผมเป็นคนเข้าไปยุ่งเอง” 

 

 

“ว่าไงนะ คุณจะให้ผมเชื่ออย่างนั้นเหรอ ฮันซองจูลงลักปักฐานได้แล้วเหรอ แล้วกับผู้ชายด้วย? ให้บอกว่าเจ้านั่นลาออกจากวงการยังน่าเชื่อซะกว่า” 

 

 

“เบาเสียงหน่อยเถอะครับ ข้างนอกได้ยินหมดพอดี” 

 

 

“ที่นี่เป็นห้องเก็บเสียงหรอก ผมต้องทำอะไรอีก เราก็มีประกันชีวิตแล้วด้วย” 

 

 

“ตอนนี้เรื่องนั้นมันสำคัญเหรอครับ ยังไงซะปัญหาเรื่องสตอล์กเกอร์ก็ส่วนนึง แล้วถ้ามีข่าวลือว่าฮันซองจูอยู่กับผู้ชายหลุดออกไปก็คงไม่ใช่เรื่องดีนัก ถึงมันจะเป็นแค่ข่าวลือ แต่ถ้าพ่อแม่เราเกิดไปได้ยินเรื่องแปลกๆ เข้า มันคงวุ่นวายน่าดู แล้วยังเรื่องที่ถอนหมั้นนั่นอีก ก็อาจทำให้เดือดร้อนอีกได้” 

 

 

“เฮ้อ เหลือเชื่อจริงๆ เลย” 

 

 

จีฮุนที่ได้ฟังคำพูดของซองฮีก็ยิ่งเคาะนิ้วลงไปแรงขึ้นอีก ซองฮีอยากจะบังคับให้หยุดท่าทางแบบนั้นเสีย แต่ก็ได้แค่อดทนเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยปากออกมาอีกครั้ง 

 

 

“ยังไงก็จะรับฟังไว้ใช่ไหมครับ” 

 

 

คำพูดนั้นยิ่งทำให้จีฮุนเคาะนิ้วดังตึกๆ ลงไป ก่อนจะกะพริบตาอีกสองสามครั้ง 

 

 

“มันก็ช่วยไม่ได้ ถ้าเซจองโกรธเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องคงไม่ดีเท่าไหร่” 

 

 

“สุดท้ายก็ตัดสินใจฟังเพราะเซจองงั้นเหรอครับ” 

 

 

“ถึงมันจะเป็นข้อเรียกร้องที่พอฟังขึ้น แต่เรื่องมันไปไกลถึงขนาดนั้น ถ้าผมยังไม่ยอมรับฟังก็คงวุ่นวายไม่จบไม่สิ้น แต่ผมเองก็มีเรื่องจะขอร้องนะ” 

 

 

“จะขออะไรครับ” 

 

 

ไม่ยอมรับฟังคำพูดของเขาแต่โดยดี ตอนนี้ยังมาบอกว่ามีเรื่องจะขอร้องอีก ทำเอาซองฮีทำหน้าบึ้งตึงออกมา แต่ว่าสิ่งที่ออกมาจากปากของจีฮุนก็เป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้เช่นกัน 

 

 

“ถ้าผมออกหน้าเองโดยไม่จำเป็น เจ้านั่นอาจจะเรื่องมากอย่างนู้นอย่างนี้ได้ แล้วผลที่ได้ก็อาจจะตรงข้ามจากที่ควรเป็น ถูกต้องไหม” 

 

 

“ก็น่าจะอย่างนั้นครับ” 

 

 

“เพราะฉะนั้นก็ขอให้คุณซองฮีช่วยออกหน้าจัดการแทนด้วยนะ เพราะผมคงจะแวบเข้าไปใกล้ๆ สถานที่ถ่ายทำได้ไม่บ่อยนัก ถ้าเขาเกิดพูดอะไรขึ้นมา ให้คุณบอกไปว่าคุณกำลังถ่ายทำอยู่ ผมจะได้ไม่ต้องออกหน้าเองครับ” 

 

 

“ก็ได้มั้งครับ จริงๆ คุณจะไปบ้างก็ได้เหมือนกันนะครับ” 

 

 

“ทำไม” 

 

 

“ใครจะไปรู้ใจอีกคนได้ละครับ” 

 

 

จีฮุนเผลอพยักหน้ารับกับคำพูดของซองฮีอย่างไม่รู้ตัว กับคนนั้นเขาไม่รู้ แต่กับฮันซองจูก็น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ก็ยังมีความคิดอื่นแล่นเข้ามาในหัว 

 

 

“ถึงยังไงหมอนั่นก็คงจะฟังคำพูดน้องชายแท้ๆ ใช่ไหมล่ะ” 

 

 

“ยังจะคิดอะไรไร้สาระแบบนั้นอยู่เหรอครับ” 

 

 

คำกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นนั่น ทำเอาจีฮุนถึงกับขมวดคิ้วขึ้นมาอีกครั้ง 

 

 

“จากเรื่องเมื่อครั้งก่อน ฉันคิดว่าจะเป็นผู้ใหญ่ขึ้นบ้างแล้ว ดูท่าจะไม่ใช่สินะ” 

 

 

“เรื่องที่ว่านั่น มันเรื่องอะไรกันล่ะครับ” 

 

 

“ไม่ได้เล่าให้ฟังหรอกเหรอ” 

 

 

“คงไม่ได้คิดว่าคนอย่างฮันซองจูจะมานั่งเล่าเรื่องของตัวเองให้ผมฟังเป็นจริงเป็นจังอย่างนั้นหรอกใช่ไหมครับ” 

 

 

ก็นั่นสินะ คนอย่างฮันซองจู ถึงจะเกิดเรื่องคอขาดบาดตายขนาดไหน ก็คงไม่มีทางมานั่งระบายให้น้องชายแท้ๆ ฟังหรอก จีฮุนพรูลมหายใจออกมาก่อนจะกล่าวขึ้น 

 

 

“ก็แค่เซจองประกาศชัดว่าจบความรู้สึกทุกอย่างที่มีต่อฮันซองจูแล้วก็เท่านั้น” 

 

 

“อย่างงั้นเหรอครับ แล้วท่านประธานทำยังไงล่ะ” 

 

 

“จะทำอะไรซะอีกล่ะ ฉันไม่ชอบให้สองคนนั้นเจอกันตามลำพัง ก็เลยอาสาไปจัดการแทนเซจองไง” 

 

 

“คงจะตีกันเละเลยสินะครับ” 

 

 

“บอกว่าไม่เลยก็คงจะไม่ถูกซะทั้งหมด” 

 

 

จีฮุนกล่าวเช่นนั้น ก่อนยกยิ้มเจื่อนๆ ออกมา ซองฮีที่ได้เห็นสีหน้าเช่นนั้นก็ไม่ได้มีท่าทางที่สบายใจนัก 

 

 

 

 

 

การที่เขาได้มาสนิทสนมกับเซจอง มันคือเรื่องบังเอิญ 

 

 

หลังจากวันนั้นแล้ว เซจองก็มาเที่ยวที่บ้านของซองจูอยู่บ่อยๆ ซองจูที่พอจะมีจิตสำนึกอยู่บ้างจึงไม่ได้แสดงท่าทีเกินเลยกับเซจองในบ้านที่ยังมีพ่อแม่อยู่ด้วยเช่นกัน แต่ว่าสายตาที่อีกคนมองไปที่เซจอง หรือการกระทำต่างๆ ก็ทำให้รับรู้ได้ไม่ยากว่าทั้งคู่ไม่ใช่แค่เพื่อนกันเฉยๆ  

 

 

เพราะเขาเองก็ต้องปวดหัวกับรักแรกที่เป็นรักข้างเดียวของเพื่อนตัวเองอย่างซองฮุน จึงไม่ได้ต่อต้านกับความรักของเพศเดียวกัน แต่ว่ามันเป็นเรื่องน่าตกใจที่ได้เห็นว่าคนอย่างฮันซองจูก็สามารถรักใครจากใจจริงได้เหมือนกัน สายตาเวลาที่มองมาที่เซจองนั้น มันต่างจากเวลาที่ยิ้มพร้อมกับมองมาที่เขาหรือพ่อแม่ แค่ได้เห็นเช่นนั้น มันก็ทำให้ซองฮีเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดขึ้นมา 

 

 

แม้ในตอนนั้น ภาพแววตาของซองจูที่ฉายแววมุ่งร้ายกับเขาในตอนที่ซองฮียังเป็นเด็กนั้นก็ยังผุดวาบขึ้นมา ไม่ว่าอีกคนจะชอบใคร แต่ฮันซองจูที่กระซิบคำรักด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่สามารถเผยให้เห็นทั้งความเกลียดชังและความไร้เดียงสาแบบเด็กๆ นั้น มันช่างแปลกประหลาด  

 

 

พูดคุยกันเพียงไม่กี่คำ ซองฮีก็ได้รู้ว่าเซจองนั้นอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา พอสนิทสนมกับซองจู ก็ได้ทำงานเป็นนักแสดงประกอบในภาพยนตร์โดยไม่คาดคิด ทั้งที่เซจองเป็นคนคุยสนุกกว่าที่คิด และมักจะยิ้มแล้วบอกว่าไม่เป็นไรเสมอ แต่ว่าบนใบหน้านั้น นานๆ ทีจะปรากฏร่องรอยของความหมองหม่นออกมา นั่นทำให้เขาได้ตระหนักว่า อีกคนก็มีชีวิตที่ไม่ได้แตกต่างกันกับพวกเขานัก 

 

 

ถึงพวกเขาจะแลกเปลี่ยนเบอร์ติดต่อกันแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีเรื่องให้ติดต่อกันบ่อยนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฮันซองจูอาจจะเข้าใจผิดด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องขึ้นมาได้ แต่ทว่าเขาก็ไม่ได้ละเลยเซจองที่เหมือนจะตกอยู่ในอันตราย 

 

 

เทียบกับเรื่องของอีกคนที่บังเอิญไปรับรู้มากับชีวิตของพวกเขาแล้ว มันโหดร้ายเสียยิ่งกว่า หลังได้รู้เรื่องนั้น สายตาซองฮีที่มองไปยังเซจองก็ยิ่งเวทนามากขึ้นไปอีก นั่นเป็นการแสดงออกถึงความเห็นใจประเภทหนึ่ง 

 

 

คนที่แม้แต่รับผิดชอบชีวิตตัวเองยังลำบากขนาดนั้น ไม่เข้าใจจริงๆ เลยว่าการมาคบกับคนแบบพี่ชายเขา มันไม่ยิ่งลำบากเข้าไปอีกหรืออย่างไรกัน ดังนั้นหลังจากที่เซจองหนีหายไปอย่างกะทันหัน ความโกรธของซองฮีที่มีต่อซองจูก็ไม่เคยลดน้อยลงอีกเลย 

 

 

คนอื่นเขาไม่รู้ แต่ฮันซองจูทำแบบนั้นกับเซจองไม่ได้ ถูกพ่อแม่ของตัวเองทอดทิ้ง แล้วยังทำให้ต้องเลิกกันไปด้วยวิธีที่โหดร้ายที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจขัดขืนได้ และอีกคนก็ไม่ใช่ประเภทที่จะหาใครใหม่ที่พอใช้ได้มาแทนที่ได้ทันทีเหมือนอย่างพี่ชายเขา เหลือทิ้งไว้แค่ความผิดหวัง ทำให้ในเวลานั้น ซองฮีไม่คิดจะเข้าข้างซองจู ไม่ใช่ไม่รู้สิ่งที่อยู่ในใจของอีกคน แต่เพราะแบบนั้นเขาถึงได้ยิ่งโมโห ถึงจะเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว แต่ทุกครั้งที่เรื่องราวต่างๆ มันผุดขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็ไม่อาจห้ามความหงุดหงิดที่ปะทุออกมาอยู่ตลอดได้ เรื่องในตอนนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับตอนนั้นเลย 

 

 

“ยังไงซะทั้งคู่ก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่โดยที่ไม่เจอหน้ากันเลยตลอดชีวิตได้หรอก เพราะความสัมพันธ์ที่มีต่อกันมันยุ่งเหยิงเกินไป ไม่นานมานี้ก็เห็นว่าไปเจอกันอยู่นะ” 

 

 

จีฮุนกล่าวกับซองฮีที่กำลังทำสีหน้าไม่พอใจอยู่ ตอนที่กล่าวคำนั้นออกมา สีหน้าของอีกคนก็ไม่ได้สู้ดีนัก ซองฮีฝืนยิ้มออกมา พร้อมกับยกกาแฟที่วางอยู่ตรงหน้าขึ้นมาดื่มอย่างช้าๆ ของเหลวรสชาติขมปร่าและมีกลิ่นหอมนั่น เข้าไปอยู่ในปากก่อนจะไหลผ่านลงคอไปอย่างช้าๆ  

 

 

“คงมีใครเรียกให้ไปสินะครับ ประธานชินนั่นสินะ” 

 

 

“ก็คงอย่างนั้น” 

 

 

“ถึงขนาดนั้นแล้ว ถ้ายังไม่พอใจอีกก็คงจะวุ่นวายน่าดูนะครับ” 

 

 

“ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่” 

 

 

กลิ่นของความไม่พอใจฟุ้งกระจายออกมา ถึงจะคิดจะพูดว่ามันไม่น่าใช่แบบนั้นออกมา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้หลุดปากออกไป 

 

 

“เรื่องพี่ผมจะเป็นคนจัดการเอง เพราะฉะนั้นท่านประธานก็ช่วยให้ความร่วมมือหน่อยละกันนะครับ อย่าทำเรื่องไม่เป็นเรื่องก็พอ” 

 

 

“ฉันเป็นพวกมือสมัครเล่นหรือไง นายเองพอเป็นแบบนั้น ก็เหมือนพี่ชายไม่มีผิด” 

 

 

“ก็สายเลือดเดียวกันนี่ครับ” 

 

 

เพราะซองฮีที่ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ พร้อมทำสีหน้าหมั่นไส้แบบนั้นออกมา พาลให้จีฮุนยิ่งอารมณ์ขุ่นเข้าไปอีก จนทำหน้าบึ้งออกมา ก่อนจะยกกาแฟที่เซจองนำมาให้ขึ้นมาดื่มไปอึกหนึ่ง 

 

 

“มีเหตุผลอะไรที่จู่ๆ ถึงไปถือหางพี่ชายแบบนั้น ดูยังไงคุณซองฮีก็ไม่หน้าจะเข้าข้างฮันซองจูแน่ๆ” 

 

 

ซองฮีที่ได้ยินคำพูดนั้นก็ทำหน้าเครียด 

 

 

ถึงเขาจะไม่เข้าใจตัวเองอยู่เหมือนกัน แม้จะใส่ใจซองจูอยู่เสมอ แต่ก็ไม่ได้แสดงออกมา จึงดูเหมือนไม่เข้าข้างอีกคน หากอีกคนทะเลาะกับจองอู จนเกิดเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา ซองฮีก็ยังจะเข้าข้างจองอูมากกว่า ที่ซองฮีเปลี่ยนไป คงเป็นในตอนที่จองอูกับซองจูกลับมาเจอกันอีกครั้ง เพราะคำพูดที่ซองจูพูดออกมา 

ตอนพิเศษ 1-4 สถานที่

 

 

 

“เชิญเข้ามาเลยครับ รถคงจะติดสินะครับ”

 

 

“ไม่เลยครับ เพราะเราออกมาก่อนที่รถจะติดพอดี ก็เลยมาถึงได้เร็วกว่าที่คิดน่ะครับ ผมคิมเซจุนวงคราฟท์ครับ ยินดีที่ได้พบนะครับ”

 

 

“ครับ ยินดีที่ได้พบเช่นกันครับ ผมคิมจีฮุน คุณซองฮี ไม่เจอกันนานเลยนะครับ ไปฮันนีมูนมาเรียบร้อยดีใช่ไหมครับ กาแฟที่ส่งมาให้เป็นของขวัญนั่น รสชาติดีมากเลยครับ”

 

 

“ครับ เพราะคุณ เราก็เลยสบายมากเลยครับ ดีที่รสชาติถูกปากนะครับ”

 

 

พอมาถึงออฟฟิศของบริษัทโปรดักชั่นที่จะทำการถ่ายทำสารคดี ใบหน้าที่มองมาอย่างยินดีนั่นทำให้ร่างกายที่เคร่งเครียดของซองฮีผ่อนคลายขึ้นมา

 

 

 สถานที่ที่เซจุนพามา คือบริษัทโปรดักชั่นของคนคุ้นเคยกับเขานั่นเอง เขาแสดงสีหน้าที่ดูเหมือนตกใจออกไป แล้วจึงได้เดินไปที่ห้องประชุมของบริษัทตามคำเชิญของประธานบริษัทอย่างจีฮุน และภายในนั้นเขาก็ได้พบกับใบหน้าที่ฉายความยินดีของคนอื่นด้วย

 

 

“โอ๊ะ ซองฮี”

 

 

“หือ? มุนเซจอง! ไม่เจอกันนานเลยนะ มาทำอะไรที่นี่ล่ะ”

 

 

การปรากฏตัวของเซจองที่มีใบหน้ายิ้มกว้างเช่นนั้น เป็นสิ่งที่ซองฮีไม่คาดคิดเลย

 

 

“วันนี้มีประชุมก็เลยถูกเรียกให้มาเตรียมชากับของว่างน่ะ แต่คงต้องไปแล้วละ”

 

 

“ไม่เห็นต้องเตรียมอะไรแบบนี้เลย ลำบากนายเปล่าๆ”

 

 

“อะไรเล่า นี่มันงานฉันนะ งั้นฉันไปก่อนนะ ไม่ได้เห็นหน้าตั้งนาน ได้เจอแบบนี้ดีใจมากเลย แต่ว่าฉันยังเป็นพนักงานกินเงินเดือนอยู่ คงทิ้งร้านนานๆ ไม่ได้ ไว้คราวหน้าชวนพี่ชายนายไปดื่มด้วยกันนะ”

 

 

“อื้อ กลับดีๆ ละ”

 

 

หลังจากเอ่ยลาสั้นๆ แล้ว ซองฮีที่เฝ้ามองภาพแผ่นหลังของเซจองที่ค่อยๆ หายไป จึงได้ยกยิ้มบางๆ ออกมา เซจุนเหมือนจะมีเรื่องบางอย่างต้องคุยกับจีฮุน เก้าอี้จึงยังว่างอยู่ ตัวเขาเองนั่งลงบนเก้าอี้ในห้องประชุมลำพัง ก่อนเรื่องราวของเซจองที่เพิ่งเจอหน้ากันเมื่อครู่จะผุดขึ้นมาในห้วงความคิด

 

 

 

 

วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกลงมาอย่างกับฟ้ารั่ว

 

 

ตอนนั้นเขายังอยู่ในวัยที่ต้องไปโรงเรียน พอเลิกเรียนปุ๊บ ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักก็ทำให้เขาตัวเปียกจนต้องรีบเร่งกลับมาที่บ้าน แล้วสายตาของซองฮีก็แสดงความสงสัยออกมา เมื่อที่ห้องนั่งเล่นของบ้านตัวเองมีคนหน้าสวยคนหนึ่งนั่งอยู่ที่นั่น

 

 

เขาเหม่อมองไปที่คนๆ นั้นด้วยความตกตะลึง แล้วอีกคนก็ยกยิ้มน้อยๆ กลับมา พร้อมกับค้อมศีรษะให้เขาเล็กน้อย เขาเผลอตัวค้อมศีรษะกลับไปให้ด้วยความงุนงง และแล้วน้ำเสียงแข็งกร้าวก็ดังมาให้ได้ยิน

 

 

“เซจอง ไม่ต้องอยู่ตรงนั้นแล้ว ขึ้นมาที่ห้องฉัน ไม่ต้องไปสนใจใครด้วย”

 

 

แล้วเขาก็ถูกทิ้งไว้ตรงนั้น ระหว่างที่เสียงเกรี้ยวกราดนั่นดังขึ้นมา คนหน้าสวยก็มีสีหน้ากระวนกระวาย ก่อนจะผุดลุกขึ้นจากที่นั่ง หันมาค้อมศีรษะให้เขาอีกครั้ง แล้วจึงก้าวเดินขึ้นบันไดไปที่ชั้นสองทางห้องของซองจู ภาพแผ่นหลังของอีกคนทำให้เขารู้สึกแปลกๆ ในตอนนั้น มุนเซจองเป็นคนที่มีบรรยากาศน่าเวทนาอย่างยิ่ง

 

 

“นั่งเหม่อคิดอะไรอยู่เหรอ”

 

 

ซองฮีที่กำลังหวนนึกถึงเรื่องราวเมื่อหลายปีก่อน เรียกสติกลับคืมาทันที เป็นซองฮุนที่ตามมาทีหลังนั่นเอง ซองฮีเกิดสีหน้ากระดากอาย ก่อนจะถอนหายใจออกมาแผ่วเบา

 

 

“อ้าว มาแล้วเหรอ”

 

 

“อื้อ เซจุนล่ะ”

 

 

“ไปคุยกับประธานน่ะ”

 

 

“งั้นเหรอ”

 

 

ยิ่งกว่าซองฮีที่ดูบูดบึ้ง ก็ยังมีซองฮุนที่แข็งกระด้างยิ่งกว่า พอรับฟังแล้วอีกคนก็ไม่ได้แสดงท่าทางอะไรออกมาเป็นพิเศษ เพียงดึงเก้าอี้มานั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามเขา ใบหน้าที่ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ดูดีตลอด แต่เพราะมีสีหน้าไร้อารมณ์เป็นพิเศษนั่น จึงทำให้มีบรรยากาศเย็นชาออกมาเสมอ

 

 

“ทำไมจู่ๆ ก็มาบอกว่าจะทำอันนี้ล่ะ”

 

 

ซองฮีเริ่มต้นพูดเรื่องที่เพิ่งคุยกับเซจุนจบไปก่อนหน้านี้อีกครั้ง

 

 

ถึงอีกคนจะรู้เรื่องว่าจะมีการถ่ายทำ แต่อย่างไรก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์อันดีกับพี่เขานัก ไม่รู้เหมือนกันว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือเรื่องอะไรที่ทำให้ทั้งคู่ไม่ลงรอยกัน ซองฮีได้แต่เบะปากออกมา พร้อมกับฟุบตัวลงไปบนโต๊ะ ซองฮุนที่มองท่าทางเช่นนั้นของซองฮีแล้ว จึงได้เอ่ยปากขึ้นมาเงียบๆ

 

 

“หลังนายแต่งงาน กิจกรรมของเราก็ลดลงไปด้วย”

 

 

“นี่ ถ้าพูดแบบนั้น แล้วฉันจะทำยังไงล่ะ…”

 

 

ใบหน้าของซองฮียับยู่ยี่เมื่อได้ยินคำพูดแทงใจดำ แต่ซองฮุนก็ยังคงไม่หยุดเท่านั้น

 

 

“เทียบกับเมื่อก่อนก็ดูเปลี่ยนไปอยู่บ้าง การเอาใจใส่เรื่องส่วนตัวมันก็ดี แต่ว่าวงก็ต้องทำกิจกรรมอะไรให้ได้เห็นบ้าง ถึงจะไม่ใช่การเล่นๆ ไปเฉยๆ แต่ถ้าเล่นให้ฟังสักเพลง มันก็เป็นการโปรโมทไปในตัวได้ด้วย เราไม่ค่อยได้เปิดเผยด้านปกติออกไป วิธีแบบนี้จะทำให้ได้เห็นด้านที่เป็นธรรมชาติ มันก็ไม่เลวนี่ ฉันคิดว่าไอเดียของท่านประธานก็โอเคนะ”

 

 

“ถ้าเราเปิดเผยด้านปกติออกไป มันจะไม่กลายเป็นติดลบหรือไง”

 

 

“เรื่องนั้นผู้เชี่ยวชาญเขาก็จัดการตัดออกให้เองแหละน่า ถึงฉันจะไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไหร่ แต่พอได้ฟังที่ท่านประธานพูดแล้ว ประธานคนเมื่อกี้เป็นคนที่มีชื่อเสียงในด้านการทำสารคดีเกี่ยวกับมนุษย์เลยนี่”

 

 

“นั่นมันก็ใช่ ความสามารถดีด้วย…”

 

 

“แล้วปัญหาคืออะไรล่ะ”

 

 

คำถามแบบเดียวกับเซจุนของซองฮุนนั้น ทำให้ซองฮีได้แต่ปิดปากเงียบ ถึงจะพูดเหมือนกัน แต่วิธีการพูดของเซจุนกับซองฮุนนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

 

“เอาละ รอนานไหม อ้าว อะไรเนี่ย ทำไมมีของอร่อยเต็มไปหมดเลยล่ะ”

 

 

เซจุนเข้ามาช่วยชีวิตซองฮีไว้ได้ทันพอดี อีกคนถือสำเนาเอกสารเข้ามาในห้องประชุมอย่างไม่รีบร้อน ข้างหลังก็เป็นจีฮุนที่ถือโน้ตบุ๊กตามเข้ามา ซองฮีพยายามทำเป็นไม่รับรู้ท่าทางยกยิ้มน้อยๆ พร้อมกับแอบมองมาที่เขาแบบนั้น

 

 

“จงซอบล่ะ”

 

 

เซจุนนั่งลงข้างซองฮีพร้อมกับเอ่ยถามหาผู้จัดการกับซองฮุน ซองฮุนเพียงยักไหล่ให้และตอบกลับมาแผ่วเบา

 

 

“พามาส่งที่นี่เสร็จแล้วก็ออกไปเลย เห็นว่ามีงานอื่น การประชุมก็ให้เราจัดการ แล้วค่อยไปบอกทีหลัง”

 

 

“แบบนั้นได้เหรอ คงไม่มาโมโหเอาทีหลังนะ”

 

 

“ไม่เกี่ยวอยู่แล้ว ยังไงซะการตัดสินเรื่องนี้มันก็เป็นเรื่องของเราอยู่แล้วนี่”

 

 

“ก็นะ ก็ตามนั้น งั้นก็เริ่มเลยเถอะ ท่านประธานเราเริ่มประชุมกันเลยดีไหมครับ”

 

 

“ครับ ให้คนที่ไม่ค่อยมีเวลาว่างต้องมาเสียเวลานานๆ คงไม่ค่อยดีเท่าไหร่”

 

 

“พวกเราไม่ได้ยุ่งอะไรหรอกครับ งั้นก็เริ่มกันเลยเถอะครับ”

 

 

เซจุนยกยิ้มออกมาพร้อมกับพยักหน้า จีฮุนก็เปิดฝาโน้ตบุ๊กออกเริ่มต้นการประชุมทันที

 

 

 

 

“งั้นสถานที่ถ่ายทำก็เป็นบ้านส่วนตัวของสมาชิกวง และห้องสตูดิโอประมาณนี้นะครับ ที่ตั้งของห้องสตูดิโอใช่ที่นี่หรือเปล่าครับ”

 

 

“อ้า ครับ ก็ตามนั้นแหละครับ แต่ว่าเพราะเรื่องห้องสตูดิโอนี้ ก็เลยมีบางอย่างอยากจะขอร้องนิดหน่อยน่ะครับ…”

 

 

“ครับ พูดมาได้เลยครับ”

 

 

หลังจากจัดการกับส่วนเนื้อหาที่จะถ่ายทำเรียบร้อย ก็ต้องมาคุยกันเรื่องของสถานที่ถ่ายทำ ในระหว่างนั้นเองเซจุนที่รับรู้ได้ถึงสีหน้าเคร่งเครียดของซองฮีจึงได้รีบเอ่ยปากขึ้นมาก่อน ซองฮุนที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไร ได้เห็นท่าทางที่มองกันไปมาแบบนั้นของทั้งสองคน ก็ทำให้พอจะเข้าใจสถานการณ์ขึ้นมาได้บ้าง

 

 

“ที่จริงแล้ว สมาชิกทุกคนในวงไม่ได้เห็นด้วยกับการถ่ายทำนี้ไปซะทั้งหมดน่ะครับ ตอนนี้มีคนรู้จักอาศัยอยู่กับสมาชิกเราด้วย จะที่ห้องสตูดิโอหรือที่บ้านของพวกเราเอง ถ้าไม่มีภาพภายนอกของตัวตึกออกมาด้วยก็จะดีมากเลยครับ”

 

 

เซจุนพูดออกมาอย่างใจเย็น แต่จีฮุนกลับรู้สึกได้ถึงความกังวลบางอย่าง เขายกนิ้วโป้งขึ้นมาลูบปลายคางอย่างครุ่นคิด ขณะมองไปที่ซองฮี

 

 

“มันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรนักหรอกนะครับ…แต่มีเหตุผลอะไรให้ต้องทำแบบนั้นครับ”

 

 

เป็นซองฮุนที่รู้สึกผิดปกติกับคำพูดที่ออกมานั้น

 

 

“ถึงไม่ได้บอกให้รู้ แต่ว่าก็เคยมีเรื่องสตอล์กเกอร์ที่ตามติดเรา แล้วก็เกิดปัญหาระหว่างการแสดงจนทำให้ทีมงานที่ทำงานด้วยกันได้รับบาดเจ็บน่ะครับ หากปิดบังส่วนที่จะทำให้สืบเจอที่อยู่ของสมาชิกเราได้ก็คงไม่เลวนัก”

 

 

จีฮุนที่ได้รับฟังคำพูดสมเหตุสมผลของเซจุน ก็ไม่มีสีหน้าที่ผิดแปลกไปจากเดิม อีกคนขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง คนที่ไม่ปล่อยให้เกิดช่องว่างไปโดยเปล่าประโยชน์คือซองฮีนั่นเอง ซองฮีที่เดี๋ยวอ้า เดี๋ยวหุบปากอย่างร้อนใจอยู่เช่นนั้น พอจีฮุนที่ได้เห็นท่าทางนั้น จึงได้เปิดปากพูดอีกครั้ง

 

 

“เหตุผลมีแค่นั้นเหรอครับ เท่าที่เห็นผมว่าไม่น่าจะมีแค่นั้นนะครับ”

 

 

คำพูดนั้นทำเอาเซจุนถึงกับขมวดคิ้วขึ้นมา

 

 

“ทำไมถึงได้คิดแบบนั้นล่ะครับ”

 

 

คำถามนั้นทำให้คิ้วของจีฮุนเลิกขึ้นเล็กน้อย

 

 

“ก็แค่ความรู้สึกน่ะครับ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ผิดนะครับ”

 

 

ถามออกมาเช่นนั้นพร้อมกับหันไปทางซองฮี

 

 

“พูดออกมาเถอะครับ อย่าปิดบังเลย เราไม่ใช่คนอื่นสักหน่อย คุณซองฮีกับผมก็เป็นคนรู้จักกันนี่ครับ”

 

 

ซองฮีถอนหายใจออกมากับคำพูดนั้น

 

 

“เฮ้อ…”

 

 

ในตอนนั้นก็รู้สึกได้ว่าสีหน้าของเซจุนเองก็เริ่มเคร่งเครียดขึ้นมา ซองฮุนที่ไม่รู้เรื่องราวที่ทำให้เกิดบรรยากาศไม่ปกติของเพื่อนๆ ก็พลอยมีสีหน้าเคร่งเครียดไปด้วย จีฮุนที่มองท่าทางของพวกเขาอยู่นั้นก็ขมวดคิ้วมุ่นเช่นกัน ซองฮีกวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะเอ่ยปากขึ้น

 

 

“ห้องสตูดิโอที่พวกเราย้ายไปอยู่ มันไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของเราครับ”

 

 

คำพูดนั้นทำให้สีหน้าสุขุมของจีฮุนเริ่มมีรอยร้าว

 

 

“ชั้นสี่มีคนรู้จักอาศัยอยู่ ส่วนชั้นสามเป็นห้องสตูดิโอของโปรดิวเซอร์ของเรา ตอนถ่ายคงไม่ได้เจอทั้งสองคนที่พูดถึงนั่น แต่ว่าการเปิดเผยที่ตั้งของสถานที่ อาจทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่สามารถจะรับผิดชอบได้ไหวขึ้นมาก็ได้”

 

 

“นี่ เดี๋ยวสิ นายต้องทำถึงขนาดนั้น…”

 

 

“เข้าใจแล้วครับ ผมเข้าใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นการถ่ายทำที่บ้านของสมาชิก และตึกที่เป็นห้องสตูดิโอก็จะพยายามถ่ายทำโดยไม่ให้เห็นด้านนอก ประตูหรือหน้าต่างเราจะถ่ายจากที่ที่เหมือนกันมาแทนได้ แล้วยังมีอะไรอีกไหมครับ”

 

 

ท่าทางก่อนหน้านี้ที่เหมือนจะไม่ยอมรับกับขอเรียกร้องที่บอกไป แต่จู่ๆ ก็เปลี่ยนท่าที เพราะจีฮุนที่เป็นแบบนั้น เลยกลายเป็นเซจุนกับซองฮุนที่ทำตัวไม่ถูกขึ้นมาแทน พวกเขาได้แต่มองด้วยสายตากังวลสลับไปมาระหว่างซองฮีกับจีฮุน

 

 

“ช่วยตัดบทที่ต้องพูดเกี่ยวกับคนที่อาศัยอยู่ด้วยกันออกด้วยนะครับ ไม่ใช่แค่พวกเราเท่านั้น แต่รวมไปถึงโปรดิวเซอร์ที่ทำงานกับเราด้วย”

 

 

“แบบนั้นมันไม่เกินไปหน่อยเหรอครับ”

 

 

“ถ้าไม่ได้เราก็ไม่ถ่ายครับ”

 

 

เพราะซองฮีที่แสดงท่าทางดื้อรั้นออกมาเกินกว่าที่คิด เซจุนที่ตั้งใจจะยื่นมือเข้ามายุ่งกลับถูกซองฮุนห้ามไว้ ก่อนที่เจ้าตัวจะลุกจากที่นั่ง ใบหน้าของอีกคนยังคงเรียบเฉยเช่นเดิม แต่สายตากลับแข็งกร้าวจนน่ากลัว

 

 

“ฮันซองฮี”

 

 

“ทำไม”

 

 

สายตาของซองฮีที่มองกลับมาที่เขามันราวกลับมีคมมีดฝังอยู่ในนั้น ซองฮุนที่รู้สึกได้จึงทำมือให้เซจุนลุกขึ้นมาอย่างเงียบๆ

 

 

“ให้แค่สามสิบนาที จัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยซะ ฉันเองก็ไม่อยากเปิดเผยเรื่องส่วนตัวจนทำให้จินซลต้องมาเดือดร้อนไปด้วย เซจุนเองก็เหมือนกัน ดังนั้นเงื่อนไขของนายคนส่วนใหญ่เห็นด้วยแล้ว นอกจากเรื่องนั้น นายเองดูมีเรื่องส่วนตัวที่ต้องคุยกัน ฉะนั้นก็คุยกันให้จบซะ ถ้าเรากลับมาแล้วสถานการณ์ยังเหมือนเดิม ฉันจะไม่ปล่อยไว้เฉยๆ แน่”

 

 

ซองฮีไม่ได้ตอบรับคำพูดนั้น แต่ทว่าซองฮุนที่ไม่ได้คิดจะฟังคำตอบตั้งแต่แรกจึงได้พาเซจุนออกจากห้องไป

ตอนพิเศษ 1-3 สถานที่

 

 

 

 

“อะไรอีกล่ะเนี่ย” 

 

 

ทั้งสองมักจะใช้ชีวิตด้วยเสียงเอะอะโวยวายแบบนั้นเสมอ จองอูถือห่อผ้าที่ซองฮีเอามาให้ขึ้นมาที่ชั้นสี่ซึ่งเป็นบ้านของซองจู ท่าทางของจองอูที่สองมือถือของเอาไว้ แล้วกดกริ่งอย่างยากลำบากนั่นทำให้ซองจูที่วิ่งปราดมาทางประตู พอได้เห็นเข้าก็ถึงกับโหวกเหวกโวยวายออกมา 

 

 

“พี่ซองฮีให้มาน่ะ” 

 

 

“ฮันซองฮี? อะไรล่ะนั่น” 

 

 

ซองจูคว้าถุงที่อยู่ในมือของจองอูมาถือเอาไว้ พร้อมกับชำเลืองมองดูข้างใน ข้างในนั้นมีกล่องพลาสติกใส่อาหารหลายขนาดบรรจุอยู่ ซองจูจิ๊ปากเบาๆ ก่อนจะพึมพำออกมา 

 

 

“ฮเยจองคงจะฝากอะไรมาให้ล่ะสิ” 

 

 

พูดออกมาเช่นนั้น พร้อมกับหันมามองที่จองอู 

 

 

“ไม่หนักเหรอ” 

 

 

“ไม่หรอก ฉันแรงดีกว่านายเยอะเลยนะ” 

 

 

“คำพูดคำจาไร้มารยาทจังนะ” 

 

 

ซองจูตอบกลับมาอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเดินไปทางห้องครัว สีหน้าของจองอูที่เดินตามหลังอีกฝ่ายไปติดๆ ก็ยังคงนิ่งเหมือนปกติ 

 

 

“ว้าว ส่งอะไรมาให้เยอะแยะเนี่ย นี่คงไม่ได้กวาดมาจนหมดตู้เย็นหรอกใช่ไหม” 

 

 

ซองจูเปิดเอาของที่อยู่ในถุงออกมาพร้อมอุทานด้วยความตกตะลึง มีตั้งแต่กิมจิที่หมักจนได้ที่ แล้วก็เครื่องเคียงอีกมากมายที่กองอยู่ในกล่องใส่อาหารขนาดใหญ่นั่น พอซองจูเปิดฝากล่องออกมาก็เลยถึงกับต้องส่งเสียงโห่ร้องออกมาเช่นนั้น 

 

 

“เอ๊ะ อันนี้มันของที่ฉันชอบนี่” 

 

 

ซองจูพูดออกมาเช่นนั้น ก่อนจะรีบร้อนหยิบช้อนที่วางอยู่บนโต๊ะอาหารขึ้นมา แล้วจัดการตักสตูที่อยู่ในกล่องอาหารนั่นเข้าปาก 

 

 

“เอ๋…” 

 

 

คำพูดที่อีกฝ่ายพูดออกมาตอนที่กำลังโห่ร้องไปด้วยนั้นฟังไม่ชัดเจนนัก จองอูที่กำลังจัดการกับพวกเครื่องเคียงอยู่ข้างๆ นั้นก็ถึงกับชะงักไป 

 

 

“ทำไม” 

 

 

“อือ รสชาติมัน” 

 

 

“ทำไม ไม่อร่อยเหรอ” 

 

 

ซองจูส่ายหัวให้กับคำถามนั้นของจองอู 

 

 

“เปล่า แต่มันแบบ นี่ฮันซองฮีเป็นคนให้มางั้นใช่ไหม” 

 

 

“อือ” 

 

 

“….มันไม่ใช่รสชาติแบบที่เจ้านั่นชอบเลยนะ” 

 

 

คำพูดนั้นทำให้จองอูเดินเดินไปทางห้องครัว แล้วถือช้อนคันใหม่ออกมา 

 

 

“ลองชิมดูไหม ฮเยจองทำอาหารอร่อยนะ” 

 

 

ซองจูค่อยๆ เลื่อนกล่องที่ใส่สตูไปตรงหน้าจองอู เขาคว้าเอวคนที่ทำตาเป็นประกายวิบวับมากอดไว้ ก่อนที่จองอูจะใช้ช้อนตักสตูนั้นเข้าปาก สตูที่มีรสจัดและกลิ่นพริกไทยเข้มข้น ค่อยๆ ไหลผ่านลำคอลงไป 

 

 

“อืม อร่อยแฮะ เป็นรสแบบที่นายชอบเลยนี่” 

 

 

จองอูพูดออกมาพร้อมกับวางช้อนลง แล้วจึงเริ่มจัดการเอาอาหารเข้าไปเก็บในตู้เย็น แต่ซองจูยังคงยืนครุ่นคิดบางอย่างหมกมุ่นอยู่ข้างๆ  

 

 

“คิดอะไรอยู่น่ะ” 

 

 

พอจัดการเอาอาหารใส่ตู้เย็นจนหมดแล้ว จนกระทั่งจองอูกลับมายืนอยู่ใกล้ๆ ซองจูก็ยังคงไม่หยุดคิด จองอูจึงรวบเอวของซองจูเข้ามากอดไว้อีกครั้ง พร้อมกับลูบหัวอีกคนอย่างแผ่วเบา 

 

 

“ถ้ามันไม่มีประโยชน์ก็เลิกคิดเถอะ” 

 

 

ซองจูพยักหน้ารับคำพูดนั้นอย่างเงียบๆ  

 

 

“เปล่า ก็แค่…” 

 

 

“หืม” 

 

 

“ฮันซองฮีไม่ค่อยชอบกินอาหารรสจัดแล้วก็เข้มข้นแบบนี้น่ะ แต่ไม่รู้ว่าเพราะฉันหรือเปล่า ถึงได้ทำรสชาติแบบนี้ออกมา” 

 

 

“อาจจะลองกินดูแล้ว เห็นว่ารสมันจัดจ้านแบบนี้เลยเอามาฝากก็ได้นะ” 

 

 

“อย่างนั้นเหรอ” 

 

 

“อือ อย่าคิดมาก มันไม่เห็นจำเป็นเลย ที่สำคัญก็คือพี่เขาใส่ใจนายต่างหาก” 

 

 

จองอูพูดออกมาแบบนั้น แล้วจึงจูงมือซองจูไปทางห้องนั่งเล่น สีหน้าของซองจูที่ปล่อยตัวไปตามแรงดึงของจองอูโดยไม่ขัดขืน ยังคงดูคิดมากและว้าวุ่นใจอยู่บ้าง 

 

 

 

 

 

“ว่าแต่ว่ามันเพราะอะไร ถึงได้เกิดเรื่องบ้าแบบนี้ได้ล่ะ ไอ้สารคดี…จำเป็นต้องทำอะไรขนาดนั้นเลยหรือไง แค่ทำวิดีโอเบื้องหลังก็พอแล้วนี่” 

 

 

“ก็ช่วงนี้เราไม่ได้เข้าร่วมพวกงานเฟสติวัลอะไรแบบนั้นเลย ก็เลยต้องมีแฟนเซอร์วิสกันบ้างไง มันก็ไม่ได้เลวร้ายนี่ นายตื่นเต้นเวลาอยู่หน้ากล้องอะไรแบบนั้นเหรอ” 

 

 

“ตื่นเต้นบ้าอะไร ทำแค่เพลงก็พอแล้วนี่ ไม่เห็นจะมีเหตุอะไรที่ต้องทำถึงขนาดนั้นเลย” 

 

 

อีกอย่างซองฮีกำลังบ่นพึมพำเกี่ยวกับเรื่องที่ห้องสตูดิโอใหม่ออกมาให้เซจุนฟังอยู่พักหนึ่ง เหมือนจะกังวลเรื่องของซองจู 

 

 

เมื่อสองปีก่อน หลังจากได้เซ็นสัญญากับบริษัทต้นสังกัดแห่งหนึ่งด้วยเหตุบังเอิญ วงคราฟท์ของซองฮีจึงถือกำเนิดขึ้นมา 

 

 

บริษัทต้นสังกัดนั้นมีสภาพไม่ต่างอะไรกับร้านขายของชำ พวกเขาจึงไม่ได้ทำเพลงอย่างที่อยากลองทำ แต่กลับเป็นเพลงที่เป็นไปตามสไตล์ของประธานและหัวหน้าของบริษัทนั้นเท่านั้น เพลง ‘เฉิ่มเชย’ ที่ไม่ได้เรื่องนั่นล่ะ และก็เพราะความเฉิ่มเชย และการขาดการโปรโมท ทำให้พวกเขามองแทบไม่เห็นอนาคตและหลงทางอยู่เป็นเวลานาน สุดท้ายด้วยปัญหาของยอดขายที่ตกต่ำ ทำให้ถูกไล่ออกจากบริษัทต้นสังกัดแห่งนั้น หลังจากนั้นก็ได้มาเจอกับต้นสังกัดที่อยู่ในตอนนี้ มันไม่ต่างจากการได้รับโอกาสหลังผ่านการพิสูจน์ตัวอย่างหนัก ดังนั้นอะไรที่พอทำได้ก็มักจะตามน้ำไป 

 

 

แต่ว่าสารคดี? เพื่อการโปรโมท จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นเลยเหรอ ฮันซองฮีเกิดคำถามแบบนั้นอยู่เสมอ พอคิดมาถึงตรงนี้ ใบหน้าของซองฮีที่บึ้งตึงอยู่แล้วก็ยิ่งดูเคร่งเครียดขึ้น เซจุนที่เห็นท่าทางแบบนั้นของซองฮีจึงเอ่ยปากพูดขึ้น 

 

 

“นายมีเหตุผลอย่างอื่นหรือเปล่า พูดมาตรงๆ เถอะ” 

 

 

คำพูดนั้นทำให้ซองฮียิ่งขมวดคิ้วเข้าไปใหญ่ ต่อให้พยายามขนาดไหนก็คงไม่มีทางหลอกคิมเซจุนและมินซองฮุนได้เลยสินะ เขาจึงได้ค่อยๆ พูดออกไป 

 

 

“ถ้าห้องสตูดิโอนี้ถูกเปิดเผยออกไป มันจะมีปัญหาตามมาได้” 

 

 

คำพูดนั้นทำให้สีหน้าของเซจุนดูยากจะคาดเดา 

 

 

“ปัญหา? ปัญหาอะไร” 

 

 

เซจุนขยับเปลี่ยนท่าทางอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพยักพเยิดคางเป็นสัญญาณให้เขาพูดออกมา เห็นเช่นนั้นแล้วซองฮีจึงเอ่ยปากออกมาอีกครั้ง 

 

 

“ก็ถ้าตึกมันเป็นของคนอื่น…” 

 

 

“ทำไม ไม่อยากให้เกิดผลเสียกับพี่อย่างนั้นสินะ” 

 

 

เพราะคำพูดที่กระชับตรงประเด็นของเซจุน ทำให้ซองฮีถึงกับหุบปากลง ด้วยไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรต่อไป เซจุนที่เห็นท่าทางดื้อดึงแบบนั้นของซองฮี ก็ได้แต่ชักสีหน้าออกมาอย่างไม่ห้ามได้ 

 

 

“ถ้าแค่ไม่มีเรื่องแบบนั้นก็พอสินะ” 

 

 

“ถ้ามีการถ่ายทำ ก็ต้องมีหน้าของจองอูโผล่ออกมาด้วย ยิ่งกว่านั้น ก็อาจจะต้องเข้าไปถึงห้องทำงานของจองอูเลยก็ได้ แล้วเจ้าคนที่ไม่มีความเป็นผู้ใหญ่แบบนั้น ก็อาจจะโผล่เข้ามาด้วยก็ได้นี่” 

 

 

“ก็มันต้องถ่ายทำ ถึงตอนนั้นก็ห้ามไม่ให้ลงมาก็ได้นี่” 

 

 

“แล้วถ้าเกิดถามถึงเหตุผลที่ย้ายมาที่นี่ล่ะ” 

 

 

“ก็จัดการให้บทไม่มีคำถามแบบนั้นตั้งแต่แรกเสียสิ ถึงจะถามมาจริง ไม่ตอบซะมันก็จบแล้ว” 

 

 

ไม่ว่าจะพูดอะไรออกไปก็ถูกสกัดเอาไว้จนหมด ซองฮีที่ไม่รู้จะเถียงอะไรต่อไป จึงได้แต่ทำหน้าบึ้งตึง เซจุนที่ทนต่อไปไม่ไหวก็ได้แต่ระเบิดหัวเราะออกมา 

 

 

“ฮ่าๆๆ! คิดมากขนาดนั้นเดี๋ยวก็ป่วยเข้าให้หรอก เรื่องที่นายห่วงฉันจะจัดการให้เอง เฮ้อ ไอ้เจ้านี่ จริงๆ เลย ลับหลังพี่ชายก็ทำท่าห่วงจนลนลาน แต่พออยู่ต่อหน้าก็ทำเป็นเย็นชา ฮ่าๆๆ!” 

 

 

เห็นท่าทางหัวเราะชอบใจแล้วทำให้เขารู้สึกกดดันแบบนั้นของเซจุน ซองฮีก็ถึงกับเผลอตะโกนแผดเสียงออกไปโดยไม่รู้ตัว 

 

 

“โว้ย หุบปากไปเลย! แล้วจะให้ทำยังไง! เกิดมีอะไรผิดพลาดขึ้นมา เรื่องที่สองคนนั้นอยู่ด้วยกันเกิดถูกจับได้ ใครจะรับผิดชอบล่ะ! ถ้าพ่อแม่รู้เข้า จะยอมอยู่เฉยๆ งั้นเหรอ แน่นอนว่าต้องโดนด่าเละแน่ แล้วจะให้ฉันปล่อยพี่ลำบากแบบนั้นหรือไง แล้วถ้าแม่รู้เรื่องจองอูขึ้นมา เกิดเรื่องใหญ่แน่! จองอูเจ็บ พี่ฉันก็เจ็บ ฉันทนให้มันเป็นแบบนั้นไม่ได้หรอกนะ!” 

 

 

“ก็บอกว่าอยู่กับน้องชายคนสนิทแบบนั้นก็ได้ไม่ใช่เหรอ” 

 

 

“ครอบครัวของฉันไม่ใช่ครอบครัวธรรมดาทั่วไปหรอกนะ…มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก ต้องมีคนสืบหาเบื้องหลังจองอูแน่ๆ จะให้มันมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด” 

 

 

คำพูดที่ร้ายแรงกว่าที่คิดของซองฮีทำให้เซจุนพลอยมีสีหน้าเคร่งเครียดไปด้วย 

 

 

พอลองคิดตามดูดีๆ กว่าสิบปีที่รู้จักกันมา ซองฮีคือคนที่ถูกที่บ้านคัดค้านน้อยที่สุด แต่ก็เป็นเพราะว่าการศึกษาและพื้นฐานครอบครัวของสมาชิกในวงไม่ได้น่าอายนักในสายตาของคนอื่น เซจุนรู้ดีว่าพ่อแม่ของอีกคนนั้นเป็นพวกเห็นแก่หน้าตา จึงไม่ใช่ไม่รู้ว่าซองฮีกำลังกังวลเรื่องอะไร ดังนั้นเขาจึงได้เลือกเกลี้ยกล่อมอีกฝ่าย 

 

 

“ท่านประธานบอกว่าเราไม่สามารถทำรายการถ่ายทอดสดแบบเรียลไทม์ลงใน SNS แบบพวกไอดอลได้ ก็เลยอยากให้แฟนๆ ได้เห็นการใช้ชีวิตของพวกเราตอนที่กำลังเตรียมทำอัลบั้มจนมันสมบูรณ์แบบน่ะ แล้วฉันเองก็คิดว่ามันเป็นไอเดียที่ไม่เลวเลยทีเดียว เรื่องที่นายกังวล ฉันเองก็รู้ดีว่ามันคืออะไร วันนี้ตอนที่ประชุมกัน เราค่อยมาปรับแก้ในส่วนนั้นก็ได้ไม่ใช่เหรอ” 

 

 

“มันไม่ใช่แบบนั้นสิ แล้วอีกอย่างถ้าต้องอธิบายส่วนนั้น มันก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเล่าขยายความไปอีก ถ้าต้องมาพูดอะไรที่ไม่มีประโยชน์แบบนั้น ฉันก็คงไม่เอาด้วย” 

 

 

“ส่วนนั้นฉันจะจัดการไกล่เกลี่ยให้เองนะ” 

 

 

เพราะเซจุนที่เสนอตัวออกมาด้วยท่าทางที่จริงจังกว่าที่คิด ซองฮีจึงไม่อาจปฏิเสธอะไรได้อีกต่อไป เขาได้แต่ส่งเสียงโอดครวญออกมา แล้วก้มหน้าลงมองพื้นด้านล่าง 

 

 

“เออ ไม่รู้แล้ว จัดการเองเลย งั้นตอนนี้ก็ไปที่บริษัทเลยใช่ไหม” 

 

 

“เปล่าหรอก เราต้องไปที่บริษัทของฝ่ายนั้นน่ะ ยังไงก็ไปรถฉันแล้วกัน ซองฮุนบอกว่ามีเรื่องอะไรกับ       จินซลนิดหน่อย เดี๋ยวจะตามมาน่ะ” 

 

 

“มีเรื่องอะไรกับจินซลอย่างงั้นเหรอ” 

 

 

“ไม่รู้สิจะไปรู้ได้ไงล่ะ ไอ้เจ้านั่น ถ้าเป็นเรื่องจินซลแล้วละก็ ต่อให้ต้องหันหลังให้คนทั้งโลกก็พร้อมจะวิ่งไปหาอีกฝ่าย แล้วไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งมาเป็นกันวันสองวันนี้ซะเมื่อไหร่” 

 

 

เซจุนที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรบ่นพึมพำออกมา เห็นแบบนั้นก็ทำเอาซองฮีหลุดหัวเราะออกมา 

 

 

“จะยังไงก็ช่าง เจ้านั่นเป็นหัวหน้าวง ดูแลแค่จินซลจะใช้ได้เหรอ นายเองถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับจองจีฮยอนแล้วละก็ ทำได้ทุกอย่างเหมือนกันนั่นแหละ” 

 

 

“นี่! เอาฉันไปเทียบกับคนโง่แบบนั้นได้ไง” 

 

 

“ในสายตาฉัน จะนายหรือมินซองฮุนก็เป็นพวกคนโง่เหมือนกันนั่นแหละ” 

 

 

ซองฮุนจิ๊ปากพร้อมมองมาด้วยสายตาเอาเรื่อง ก็ทำเอาเซจุนได้แต่ปิดปากเงียบ แล้วจึงลุกขึ้นจากที่นั่ง 

 

 

“นี่ รีบไปกันเถอะ ช้าเดี๋ยวจะรถติด” 

 

 

“อื้อ รู้แล้ว” 

 

 

ซองฮีค่อยๆ ลุกขึ้น แล้วเดินตามหลังเซจุนไป 

 

 

 

 

 

* * * 

ตอนพิเศษ 1-2 สถานที่

 

 

 

 

เจ้าตัวยื้อแขนที่ถูกพี่ชายจับไว้อย่างเอาเป็นเอาตาย จนสะบัดออกมาได้ แล้วซองฮีก็ลงไปที่ชั้นหนึ่ง วิ่งตามหาแม่บ้านและพ่อแม่ในห้องทำงานของทั้งคู่ที่แยกกันคนละส่วน 

 

 

เรื่องราวหลังจากนั้นก็จำไม่ค่อยได้แล้ว 

 

 

สำลีที่ถูกยัดเข้ามามากเกินไป มันได้หลุดลงหลอดอาหารไปหรือเปล่านะ เขาถูกบังคับให้อ้าปากออกเพื่อตรวจดู กะโดยประมาณแล้วน่าจะมีสักสิบอันได้ แต่มันกลับไม่หลงเหลือร่องรอยอะไรอยู่เลย ทว่าซองฮีก็ยังคงสะอื้นไห้อยู่ ส่วนซองจูก็เดินตามมายืนดูอยู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย นั่นจึงทำให้ได้เห็นภาพแม่เอ่ยพูดตำหนิสองพี่น้องอย่างที่ไม่ค่อยเห็นนัก 

 

 

แน่นอนว่าจุดสนใจนั้นถูกบิดเบือนไป 

 

 

“ก็เล่นกันดีๆ อยู่ไม่ใช่หรือไง แม่อยู่บ้านแต่ก็ต้องอ่านหนังสือนะ เราสองคนพากันทำเสียงดังโหวกเหวกแบบนี้ มันใช้ได้เหรอ”   

 

 

“ขอโทษครับ พวกเรากำลังเล่นหมอกับคนไข้กันอยู่ ซองฮีคงจะรู้สึกกลัวขึ้นมาน่ะครับ แม่ครับ ผมผิดไปแล้วครับ” 

 

 

“ไม่เป็นไร ซองฮียังเด็ก คงจะกลัวหมอสินะ คราวหลังลูกๆ ก็เล่นอย่างอื่นแทนก็แล้วกัน” 

 

 

แล้วมันก็จบลงแค่นั้น 

 

 

แม่ไม่ได้สอบถามให้แน่ชัดว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นระหว่างพวกเขา ไม่คิดจะรับรู้เลยด้วยซ้ำว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ไม่คิดจะพยายามเข้าใจคำพูดที่วกไปวนมาของลูกชาย ส่วนพ่อที่เลิกงานกลับมา เมื่อดูแล้วคิดว่าไม่มีเรื่องสลักสำคัญอะไร จึงไม่ได้บอกอะไรไปตั้งแต่ต้น แล้วมันก็เป็นแบบนั้นเสมอ 

 

 

 

 

 

* * * 

 

 

 

 

 

ความทรงจำเนิ่นนานมากแล้วที่ผุดขึ้นมาทำให้ซองฮีได้แต่ถอนหายใจออกมา พร้อมกับยกแขนข้างหนึ่งขึ้นก่ายหน้าผาก  

 

 

หลังจากวันนั้นซองจูก็ยังคอยรังแกซองฮีอยู่ดี  

 

 

พฤติกรรมร้ายๆ ควรจบลงเมื่อเข้าสู่ชั้นประถม แต่ว่ามันก็ไม่มีทีท่าที่จะจบลงเลย แม้อีกคนจะไม่ได้รังแกซองฮีโดยตรง แต่ก็มักจะแสดงนิสัยที่เลวร้ายออกมา และแสดงท่าทางกดดันให้รู้สึกอึดอัดใจ แต่ทว่าถึงจะถูกรังแกอย่างไร ก็ไม่สามารถลบเลือนความทรงจำในวันนั้นไปได้เลย  

 

 

วันนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ซองฮีรู้สึกได้ถึงการจงใจฆ่า  

 

 

อายุเพียงแค่ห้าขวบ เขากลับตระหนักถึงมันได้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะได้รับการอบรมสั่งสอนเสียอีก ความโหดร้ายนั้น จนกระทั่งเวลาผ่านมาถึงอายุสามสิบปีอย่างในตอนนี้ มันก็ยังคงติดค้างอยู่ในชีวิตของเขา  

 

 

ทุกครั้งที่ซองฮีนึกถึงเรื่องในตอนนั้นขึ้นมาทีไร สิ่งแรกที่เขานึกถึงก็คือแววตาคู่นั้น ดวงตาสีน้ำตาลราวกับเพชรนั่น มองเพียงแวบเดียวก็จะเห็นประกายสีเขียวงดงามในแววตานั้น แต่พอนึกถึงเวลาที่มันจ้องมองมาที่เขา มันกลับทำให้รู้เสียวสันหลังวาบไปหมด  

 

 

เบื้องหลังสีหน้าที่เต็มไปด้วยความใจดี ดูน่ารักนั่น มันคือความอิจฉาและหวาดกลัว ความโกรธและความยินดีปะปนกันอยู่ในนั้น ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ความรู้สึกหมองหม่นนั่น เด็กน้อยอายุเพียงเจ็ดขวบที่ยังไม่ได้เริ่มเข้าโรงเรียนกับความรู้สึกที่มีนั้น ช่างบิดเบี้ยวและมืดมนเสียเหลือเกิน  

 

 

ซองจูมักจะมองมาที่ซองฮีด้วยสายตาเช่นนั้นเสมอ  

 

 

แรกเริ่มเขาไม่เคยเข้าใจความรู้สึกนั้นของซองจูเลย หากพอโตขึ้นก็เริ่มจะเข้าใจมันขึ้นมาได้นิดหน่อย นั่นคงเพราะความรู้สึกไม่พอใจกับการไม่ได้รับความรักจากพ่อแม่ และเพราะหวาดกลัวว่าน้องชายที่เกิดขึ้นมาหลังจากตัวเองเพียงแค่สองปีจะมาแย่งความสนใจของพ่อแม่ไป แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น มันก็น่าปวดหัวกับการมีอยู่ของน้องชายที่น่ารักนั่น  

 

 

ถึงจะไม่อยากยอมรับ แต่ความรู้สึกที่ซองฮีมีให้กับซองจูมันก็คล้ายคลึงกัน  

 

 

ถึงอย่างไร ประสบการณ์ในวันนั้น มันก็ได้นำความเปลี่ยนแปลงมากมายมาให้กับสองพี่น้อง 

 

 

ความน่ากลัวเกี่ยวกับความตายที่ได้สัมผัสเป็นครั้งในชีวิต มันฝังแน่นอยู่ในส่วนลึกของซองฮี และคอยทำร้ายเขาอยู่อย่างนั้น แต่ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือการได้รับรู้ว่าพ่อและแม่ไม่เคยมีใครมองเห็นความหวาดกลัวแบบนั้นของพวกเขาเลย ยิ่งกว่าความหวาดกลัวว่าจะถูกพี่ชายทำร้าย ความกลัวที่ว่าพ่อแม่จะไม่เหลียวแลและทอดทิ้งไปนั้น มันกลับยิ่งใหญ่กว่ามาก ความไม่ลงรอยกันที่พวกท่านไม่เคยจะปรายตามามอง มันทำให้กลายเป็นปัญหาใหญ่ของสองพี่น้อง 

 

 

และเกี่ยวพันไปถึงปัญหาการเติบโตขึ้นมาเป็นที่เด็กดี 

 

 

พี่ชายที่ซองฮีจดจำได้นั้นต้องใช้ชีวิตมาเรื่อยๆ ด้วยการซุกซ่อนความรู้สึกอันยุ่งเหยิงเอาไว้ให้ลึกที่สุด ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ถอดผ้าอ้อม จนกระทั่งถึงในตอนนี้ 

 

 

“เทียบกับตอนนั้นแล้ว ก็ดูเป็นคนขึ้นมาบ้างละนะ” 

 

 

ซองฮีพึมพำออกมาเช่นนั้น ปล่อยแขนที่ก่ายหน้าผากอยู่ให้ตกลงไปอย่างไร้เรี่ยวแรง 

 

 

‘ครืดดด’ 

 

 

เจ้าตัวเพียงผงกศีรษะขึ้นมาดู ทั้งที่ร่างกายก็ยังคงนอนแผ่ไปบนโซฟาอย่างไร้แรงจะพยุงตัว แล้วจึงได้เห็นว่าโทรศัพท์มือถือที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะมีแสงวูบวาบขึ้นมาที่หน้าจอ เซจุนเพื่อนร่วมวงนั่นเอง ซองฮีจึงได้รีบคว้าโทรศัพท์มาแนบหูทันที 

 

 

“ฮัลโหล” 

 

 

“ว่างอยู่เหรอ ถึงได้รับโทรศัพท์ทันทีเลยแบบนี้” 

 

 

“เพิ่งกินข้าวเที่ยงไป ก็เลยยังพักผ่อนอยู่น่ะ” 

 

 

“งั้นเหรอ ถ้างั้นออกมาตอนนี้เลยได้ไหม” 

 

 

เซจุนที่ยังมีน้ำเสียงร่าเริงไม่ต่างจากปกติ กลับฟังดูมีร่องรอยของความไม่สบายใจปะปนมา ซองฮีจึงได้เริ่มขมวดคิ้วมุ่น 

 

 

“ทำไม มีเรื่องอะไรหรือไง” 

 

 

“ถือว่าขอร้องละนะ ช่วยเปลี่ยนไอ้ท่าทางเหมือนเครื่องจักรแบบนี้สักทีได้ไหม” 

 

 

“ไม่ใช่เครื่องจักรสักหน่อย แล้วตกลงว่ามีเรื่องอะไร วันนี้ตอนเย็นก็ต้องเจอกันอยู่แล้วนี่ ทำไมถึงเรียกให้ออกไปตอนนี้ด้วยล่ะ” 

 

 

เขาถามซ้ำอีกเป็นหนที่สอง แล้วเสียงหัวเราะแผ่วเบาก็ดังลอดมาจากอีกฝั่งของอุปกรณ์สื่อสารนั่น 

 

 

“เจ้านี่ แสนรู้เหมือนเดิม ก็จะให้มาตกลงกันเรื่องถ่ายทำเบื้องหลังที่ระลึกของอัลบั้มนี้ยังไงละ” 

 

 

“อือ” 

 

 

“ท่านประธานอยากจะให้ทำเพิ่ม แล้วถ่ายทำแบบสารคดีน่ะ” 

 

 

“แบบนั้นมีใครอยากทำหรือไง” 

 

 

“ก็ไม่หรอก เบื้องหลังก็คือเบื้องหลังนั่นแหละ แต่เราก็แค่ใช้สื่อ SNS อะไรแบบนั้นในการอัพโหลดตัวสารคดีนี้ลงไป มันก็ไม่เลวเลยนะ” 

 

 

“ถ้ามีเวลาทำอะไรแบบนั้น สู้เอาไปทำเพลงเพิ่มไม่ดีกว่า…” 

 

 

อย่างไรเขาก็คิดว่ามันเป็นอะไรที่ไร้ประโยชน์ การได้ย้ายมาสังกัดบริษัทใหญ่ มันก็มีด้านที่สะดวกสบาย แต่ว่าเวลาที่ต้องมาทำการโปรโมทอะไรแบบนี้ ที่มันนอกเหนือไปจากการทำเพลง เขาเองไม่ค่อยชอบ แล้วก็รู้สึกรำคาญนิดหน่อย ทุกครั้ง เซจุนจะเป็นคนออกหน้า แล้วก็ช่วยไกล่เกลี่ยนั่นนี่ให้ แต่ว่าเจ้าหมอนี่กลับใช้วิธีนี้มาเกลี่ยกล่อมตัวเขาเอง ไม่ต่างอะไรกับการให้เขาตัดสินใจทำไอ้สารคดีอะไรที่ว่านั่นเลย ซองฮีถอนหายใจออกมาอย่างเปิดเผย ก่อนจะเอ่ยถามเซจุน 

 

 

“กี่โมง” 

 

 

“เร็วที่สุดเท่าที่จะได้” 

 

 

“นายอยู่ไหน” 

 

 

“ตอนนี้อยู่ห้องสตูดิโอ ทางนั้นให้เราเข้าไปที่บริษัท งั้นฉันจะไปที่บ้านนาย…” 

 

 

“ไม่ต้อง ฉันต้องเอาของไปที่สตูดิโออยู่แล้ว เพราะงั้นฉันจะไปหานายเอง” 

 

 

“อ้า เอางั้นเหรอ โอเค งั้นก็รีบๆ มานะ” 

 

 

“อือ” 

 

 

พอวางสายแล้ว ซองฮีก็รีบลุกออกจากที่นั่งในทันที แล้วก็ต้องไปเร่งให้ฮเยจองรีบจัดการห่อสตูเมื่อครู่โดยด่วน 

 

 

“ให้ตาย วุ่นวายชะมัด…” 

 

 

ซองฮีขยี้หัวตัวเองอย่างแรง ก่อนจะเดินออกมาจากห้องทำงานของตัวเอง 

 

 

 

 

 

“ไอ้พวกนี้มันอะไรเนี่ย” 

 

 

“ไม่ใช่ของนายแล้วกัน” 

 

 

ทันทีที่เขาถือห่อผ้าที่ดูไม่เข้ากันกับตัวเองสักเท่าไรเข้ามาภายในห้องสตูดิโอ เซจุนจึงมองมาอย่างยินดีในทันที ซองฮีเค้นเสียงขึ้นจมูกเบาๆ ใส่เซจุนที่ทำท่าทางแบบนั้น ก่อนจะนั่งลงตรงมุมหนึ่งของโต๊ะที่ใช้ประชุม แล้ววางห่อผ้าลงไปเสียงดังตึงที่ตรงหน้าของจองอู 

 

 

“นี่อาหาร ไม่ต้องถามมากรีบไปกินซะก่อนมันจะเย็น” 

 

 

ซองฮีพูดออกมาด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง จองอูมองท่าทางเช่นนั้น แล้วจึงลุกขึ้นจากที่นั่ง 

 

 

“จู่ๆ ทำไมเอามาให้ล่ะครับ ไม่ใช่เรื่องที่พี่จะมาดูแลผมแบบนี้สักหน่อย” 

 

 

“ให้ก็คือให้ แค่ขอบคุณ แล้วก็กินๆ ไป ทำไมต้องมาถามเซ้าซี้ด้วย” 

 

 

คำถามตรงไปตรงมาของจองอูทำให้เขาได้แต่ซ่อนความรู้สึกเจ็บแปลบๆ ที่ใจเอาไว้ พร้อมกับบ่นพึมพำออกมา ส่วนข้างๆ นั่นก็เป็นเซจุนที่ทำหน้าตาประหลาดและหลุดหัวเราะออกมา เขาจึงได้ถลึงตาใส่เป็นสัญญาณให้รีบหุบปากเดี๋ยวนี้ แต่แล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า พร้อมกับเอนตัวลงพิงกับโซฟา เพราะว่าผ่านเรื่องราวมาด้วยกันมากมาย กระทั่งความรู้สึกที่อยากจะปกปิด คนเจ้าเล่ห์แบบนั้นก็กลับรู้ทันไปเสียทั้งหมด 

 

 

“มันน่าขำนักหรือไง” 

 

 

ซองฮีกระแทกตัวลงนั่งข้างๆ เซจุนอย่างข่มขู่ แต่ทว่าคนที่เคลื่อนไหวกลับไม่ใช่เซจุน แต่เป็นจองอูที่ลุกขึ้นจากที่นั่ง พร้อมเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำของเจ้าตัว 

 

 

“แค่ปิดเป็นความลับจากคนนั้นก็พอใช่ไหมครับ” 

 

 

ซองฮีถึงกับขมวดคิ้วจนใบหน้านั้นบิดเบี้ยวและยับย่น จนดูเหมือนเศษกระดาษที่เป็นรอย 

 

 

“ฮ่าๆๆ! คิมจองอูอย่างแรง โคตรแรงเลย ทำไมถึงถามอะไรอย่างนั้นล่ะ นายอยากจะพูดอะไรก็พูดตามใจไปได้เลย” 

 

 

เซจุนที่ได้ยินสิ่งไม่คาดคิดก็ถึงกับปรบมือพร้อมหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ แต่ว่าสีหน้าของซองฮีนั้นเหมือนกับคิดอะไรไม่ออกสักอย่าง จองอูมองไปยังซองฮีที่มีท่าทางเช่นนั้น พร้อมกับหลุดขำออกมา ก่อนจะเดินออกจากห้องไป 

 

 

“ไอ้เด็กนั่น นายก็ด้วย…แค่บอกมาตรงๆ ว่านายเตรียมมาให้มันจะมีปัญหาอะไรหนักหนา ทำไมต้องทำท่าทางเคร่งขรึมแบบนั้นด้วย น้องชายจะดูแลพี่ชายบ้างมันผิดหรือไง” 

 

 

“หุบปากน่า” 

 

 

ซองฮีตะโกนอย่างกระแทกกระทั้นใส่หน้าเซจุนที่ยังคงขำคิกคักอยู่แบบนั้น 

 

 

“นี่ อย่าให้มันเกินไปนักเลย ห้องสตูดิโอนี่ก็ด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ซองจูก็คงจะหาไม่ได้หรอกนะ”  

 

 

“ห้องนี้น่ะ ที่หาให้เพราะว่าคิดถึงพวกเรางั้นเหรอ เพราะจะหาข้ออ้างให้คิมจองอูมาอยู่ด้วยหรอก ถึงได้ลากเราเข้ามาเกี่ยวแบบนี้” 

 

 

“แบบนั้นแล้วยังไงล่ะ แบบนั้นเราถึงได้ไม่ต้องเจอกับการโดนไล่ออกจากห้องสตูดิโอเพราะไปทำเสียงดังรบกวนชาวบ้าน แล้วก็นะ พี่นายน่ะ เป็นพวกชอบแบ่งพื้นที่ของตัวเองให้ใครหรือไง ให้ยืมพื้นที่ตั้งชั้นนึง ในบ้านราคาแพง แถมอยู่ในละแวกฮงแดแบบนี้ โดยไม่มีเงินมัดจำ แล้วก็จ่ายค่าเช่าแค่สามแสนวอนเอง มันสมควรหรือไงล่ะ” 

 

 

“หนวกหูน่า! ก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเหมือนนิสัยปกตินั่นแหละ!” 

 

 

“ยอมรับซะเถอะน่า ถึงมันจะเหมือนไร้สติไปสักหน่อย แต่พี่เขาก็ไม่ใช่ว่าไม่ใส่ใจนายเลยนี่ นายเองก็ด้วย ถึงแกล้งทำแบบนั้น พวกเราเองก็ไม่ใช่ไม่รู้ว่านายเองก็ใส่ใจพี่เขาเหมือนกัน…ตอนนี้ก็ช่วยแสดงออกมาตรงๆ ซะก็ได้ไม่ใช่เหรอ” 

 

 

“ก็บอกว่าหนวกหูไง” 

 

 

ซองฮีตอบกลับอย่างแผ่วเบาให้กับคำพูดแทงใจดำของเซจุน รู้จักกันมากว่าสิบปีแล้ว กระทั่งเรื่องที่คิดจะปกปิด เพื่อนคนนี้ก็รับรู้มันได้ในทันที ไม่มีทางเลยที่เขาจะหลอกอีกคนได้ เขาได้แต่หลุบตามองพื้น พร้อมกับพึมพำออกมาแผ่วเบา 

 

 

“เจ้าเด็กนั่นก็เหมือนกัน อยู่ด้วยกันมาตั้งนานแล้ว แต่ก็ยังเอาแต่เรียกว่าคนนั้น อยู่ด้วยกันแต่ไม่เรียกชื่อกันเลยงั้นหรือไง” 

 

 

เสียงบ่นพึมพำไร้สาระนั่นทำเอาเซจุนหลุดขำออกมา เอาเข้าจริงฮันซองฮีก็เข้าข้างพี่ชายตัวเอง 

 

 

“คิดมากเรื่องไม่เป็นเรื่องเนี่ยนะ นี่ ถ้ารู้ว่าคำเรียกมันเป็นปัญหานักก็จัดการซะเลยสิ พี่เขาก็ไม่เห็นจะว่าอะไรเลย นายจะเดือดร้อนทำไม” 

 

 

“แต่แบบนั้นมันก็ไม่ควร” 

 

 

“ปัดโธ่ ทำตัวเป็นน้องสาวที่ไม่ได้เรื่องไปได้” 

 

 

ซองฮีจิ๊ปากอย่างไม่พอใจ พร้อมกับจ้องเขม็งอย่างเอาเป็นเอาตายไปที่เซจุน จนขนคอลุกพรึ่บไปหมด 

ตอนพิเศษ 1-1 สถานที่

 

 

 

 

“ซองฮีมากินข้าวสิ! มัวทำอะไรอยู่ ฉันเรียกตั้งหลายรอบแล้วไม่เห็นขานตอบกันเลยนะ” 

 

 

“อ้อ โทษที! จะไปแล้ว” 

 

 

ถึงจะหมกตัวอยู่แต่ในห้องทำงาน ทำงานต่อเนื่องไม่ได้หยุดพักจนไม่ได้ออกไปไหน แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเสร็จ พอได้ยินเสียงเรียกของฮเยจองผู้เป็นภรรยา ซองฮีก็รีบลุกพรวดออกไปนอกห้องทันที ฮเยจองกำลังจัดวางจานที่มีควันฉุยและกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอ ก่อนจะปรายตามามองซองฮีซึ่งกำลังเดินออกมา 

 

 

“นายนี่จริงๆ เลย…เอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในห้องซ้อมแบบนั้น ต่อให้เกิดระเบิดก็คงไม่รู้เรื่องหรอก” 

 

 

“ขอโทษนะ สำนึกผิดแล้วเนี่ย” 

 

 

“ต้องให้บ่นทุกวันหรือไง ช่างเถอะ แค่ทำงานในส่วนของนายให้ดีก็พอ ไม่ต้องสนใจอย่างอื่นหรอก” 

 

 

“เข้าใจแล้ว ขอโทษจริงๆ นะ” 

 

 

ซองฮียังคงเอาแต่พูดขอโทษซ้ำๆ อยู่เช่นนั้น ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ บนโต๊ะอาหารมีทั้งสตูอยู่ในชามสวย ขนมปังฮาร์ดโรลที่ซื้อมาจากร้านขนมปังในละแวกใกล้ๆ บ้าน และนอกจากนี้ยังมีสลัดใส่อยู่เต็มชามขนาดใหญ่ 

 

 

“นี่ไปเตรียมมาตอนไหนเนี่ย ช่วงนี้ยุ่งๆ ไม่ใช่เหรอ” 

 

 

“ไม่แล้วละ เสร็จหมดแล้ว ตอนนี้ก็เลยว่าง งานรอบนี้เกี่ยวกับเรื่องอาหารด้วยละ ทีนี้ก็เลยเอาแต่อยากกินนู่นนี่ตลอดเลย นึกว่าจะตายแล้วซะอีก พอเสร็จปุ๊บ ก็รีบไปตลาดปั๊บเลย” 

 

 

ใบหน้าของซองฮีที่มองหน้าของฮเยจองซึ่งวางอาหารที่ตนเองทำเองลงตรงหน้าแล้วยิ้มกว้างก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มเช่นกัน 

 

 

พวกเขาได้รู้จักกันตอนอายุสิบปีปลายๆ และแต่งงานกันตอนอายุสามสิบปีต้นๆ กว่าสิบที่รู้จักกันนั้น ทั้งคู่คลาดกันไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนั้น แต่สุดท้ายก็ได้กลายเป็นมาครอบครัวเดียวกันไปตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเมื่อก่อนหรือตอนนี้ ซองฮีก็ยังคงชอบฮเยจองเอามากๆ ฮเยจองมองไปยังซองฮีซึ่งกำลังฉีกยิ้มกว้างอยู่ เจ้าตัวจึงได้ยกยิ้มอ่อนหวานออกมาเช่นกัน ก่อนจะหยิบช้อนขึ้นมาถือ 

 

 

“รีบกินเถอะ สตูเย็นแล้วมันจะไม่อร่อย” 

 

 

“อือ กินข้าวกัน” 

 

 

และแล้วทั้งคู่ก็เริ่มต้นมื้อกลางวันที่ล่วงเลยมานานมากแล้ว 

 

 

สตูที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อวัวและผักนั้นให้รสชาติที่ดีเยี่ยม ผักที่ใช้ทำสลัดก็สดมาก ส่วนขนมปังฮาร์ดโรลข้างนอกก็มีความกรุบกรอบ ส่วนเนื้อข้างในนั้นนุ่มฉ่ำกำลังดี ถึงจะดูเป็นอะไรเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็อยู่ในปริมาณที่พอดิบพอดีอย่างยิ่ง 

 

 

ซองฮีเป็นนักดนตรี ส่วนฮเยจองเป็นนักวาดภาพประกอบ สองสามีภรรยาจึงใช้เวลาที่บ้านด้วยกันเป็นส่วนใหญ่ ในส่วนของงานบ้านนั้น ก็ได้จัดการแบ่งสรรหน้าที่ของแต่ละคนเอาไว้ หากมีใครต้องออกไปทำงานนอกสถานที่ ก็จะมาปรึกษาหาข้อสรุประหว่างกัน แรกๆ มันก็เป็นเรื่องที่แปลกอยู่บ้าง แต่หลังจากแต่งงานกันมาได้หนึ่งปีแล้ว เวลานี้มันก็กลายเป็นความคุ้นชินไปเสียแล้ว ชีวิตแต่งงานของทั้งสองคน ดำเนินไปเรื่อยๆ อย่างราบเรียบ 

 

 

“อือ รสมันจัดไปหน่อยนะ ใส่พริกไทยเยอะเหรอ” 

 

 

ซองฮีที่กินสตูเข้าไปได้ไม่กี่ช้อนก็เอียงหัวพร้อมเอ่ยถามอีกฝ่าย ฮเยจองเบือนสายตามามองซองฮีซึ่งทำท่าทางเช่นนั้นอยู่ แล้วจึงได้ยื่นแก้วน้ำเปล่าส่งไปให้ ก่อนจะเอ่ยตอบ 

 

 

“วันนี้อากาศร้อนเลยทำรสจัดกว่าปกติ แล้วก็ใส่พริกไทยมากกว่าเดิมหน่อย ไม่อร่อยเหรอ” 

 

 

“เปล่า ไม่เลวเลยแหละ” 

 

 

ซองฮีตักสตูเข้าปากอีกครั้ง ก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ  

 

 

“นี่มันรสที่เจ้านั่นชอบเลยนะ” 

 

 

ฮเยจองที่ได้ยินคำพูดนั้น ถึงกับเอียงหัวด้วยความสงสัย 

 

 

“เจ้านั่น? หรือว่าเป็นพี่ ไม่สิ หมายถึงพี่สามีงั้นเหรอ” 

 

 

ซองฮีถึงกับหัวเราะลั่นให้กับฮเยจองที่รีบร้อนเปลี่ยนคำเรียก 

 

 

“หืม ฮ่าๆๆ! นี่ พอเถอะ เรียกแบบทุกทีนั่นแหละ” 

 

 

“ถ้าเกิดเรียกแบบนั้น แล้วพลาดตอนที่อยู่ต่อหน้าคุณพ่อกับคุณแม่จะทำไงล่ะ” 

 

 

“ยังไงซะ เราก็ไม่ค่อยได้เจอท่านทั้งสองบ่อยๆ อยู่แล้ว จะกังวลไปทำไมกันล่ะ ถ้าเจ้านั่นมาได้ยินว่าตัวเองโดนเรียกว่าพี่สามี คงได้ไหล่กระตุกทุกครั้งแน่ เรียกแบบปกตินั่นแหละ” 

 

 

“หึ่ย จริงๆ เลย…แล้วยังไงที่พูดก็คือพี่ซองจูใช่ไหม พี่เขาชอบรสจัดมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่” 

 

 

“อือ ก็ใช่แหละ” 

 

 

ซองฮีพูดออกมาเพียงเท่านั้น ก่อนจะก้มหน้าลงไปจนจมูกแทบจะติดกับถ้วยข้าว 

 

 

“วันนี้ไปห้องซ้อมไหม” 

 

 

“อือ ตอนเย็นต้องไปเจอเจ้าพวกนั้น ทำไมเหรอ” 

 

 

“จะห่อไปให้ เอาไปฝากพี่ด้วยละ” 

 

 

“งั้นเหรอ ห่อให้พอสำหรับสองคนด้วยนะ” 

 

 

สายตาของฮเยจองที่มองไปยังซองฮีซึ่งพยักหน้ารับโดยไม่ได้พูดคัดค้านอะไรออกมา มันเป็นสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสงสัย พอซองฮีรู้สึกได้ถึงสายตานั้น เจ้าตัวจึงได้ชะงักมือที่ถือช้อนอยู่ ก่อนจะเอ่ยถามฮเยองกลับไป 

 

 

“ทำไมเหรอ” 

 

 

แต่อีกคนกลับไม่ได้ตอบคำถามกลับมาในทันที ฮเยจองยังคงจ้องเขม็งไปที่ซองฮี ทั้งที่มือก็ยังถือช้อนค้างอยู่อย่างนั้น 

 

 

“ทำไม มีอะไรจะพูดงั้นเหรอ” 

 

 

“เปล่า ก็เรื่องนั้นน่ะ” 

 

 

“อือ” 

 

 

“เอาใจใส่เสียขนาดนั้น แต่ทำไมพอเจอหน้ากันถึงได้เอาแต่ชวนทะเลาะแบบนั้นล่ะ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ นะ พี่น้องแบบพวกนายเนี่ย” 

 

 

ฮเยจองพูดเช่นนั้นออกมาด้วยสายตาสะท้อนความจริงจัง ซองฮีที่ถูกกดดันด้วยสายตานั้นก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับไป และก็เริ่มขยับช้อนในมืออีกครั้ง 

 

 

 

 

 

“เฮ้อ…” 

 

 

หลังจากจบมื้ออาหารแสนอร่อย เขาก็กลับเข้ามาในห้องทำงานอีกครั้ง แล้วซองฮีก็ถึงกับถอนหายใจออกมาทันที พอหันมองไปรอบๆ ห้องที่รกรุงรังไปหมด เขาก็ได้แต่ยกมือขึ้นมาเกาหัวแกรกๆ ความรู้สึกอึดอัดนั่นก็ยังไม่จางหายไป อย่างที่ฮเยจองพูดนั่นแหละ ถ้าเขาได้เริ่มทำงาน รอบข้างจะเกิดอะไรขึ้นเขาก็ไม่ได้สนใจเลยสักนิด แต่ว่าอย่างไรเสียการจัดการเก็บกวาดที่นี่ มันก็เป็นหน้าที่ของซองฮี ฮเยจองจึงไม่ได้บ่นอะไรอีก สาเหตุที่ทำให้เขาถอนหายใจออกมานั้น ไม่ใช่เรื่องอื่น แต่เป็นคำพูดที่คุยกันตอนกินข้าวนั่นแหละ 

 

 

 

 

 

‘เอาใจใส่เสียขนาดนั้น แต่ทำไมพอเจอหน้ากันถึงได้เอาแต่ชวนทะเลาะแบบนั้นล่ะ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ นะ พี่น้องแบบพวกนายเนี่ย’ 

 

 

 

 

 

ในยามที่เสียงของฮเยจองดังก้องอยู่ที่ข้างหู ซองฮีก็ได้แต่บ่นพึมพำออกมาแผ่วเบา พร้อมกับทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาที่จัดไว้อยู่ตรงด้านหนึ่งของห้องทำงาน 

 

 

“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองต้องทำแบบนั้นด้วย…” 

 

 

ทิ้งตัวนั่งอย่างอ่อนล้า ปล่อยให้สติล่องลอยออกไป และในตอนนั้นเองเรื่องราวเมื่อตอนที่ซองฮียังเป็นเด็กๆ ก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด 

 

 

 

 

 

* * * 

 

 

 

 

 

“คนไข้ฮันซองฮี ป่วยตรงไหนเหรอครับ” นั่นพี่เขาเอง 

 

 

เด็กน้อยฮันซองจูในวัยเจ็ดขวบที่ยังไม่ได้เข้าโรงเรียนกำลังก้มลงมองมาที่ตัวเขา ซองฮีในวัยเพียงห้าขวบนอนนิ่งอยู่บนเตียง ใบหน้าของพี่ชายที่กำลังอมยิ้มและมองลงมาที่เขานั้น มันทำให้เขาเกิดความรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย 

 

 

ที่มาที่ไปของเหตุการณ์นี้ก็คือการไปฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสสมองอักเสบ 

 

 

เพราะพ่อแม่ที่ยุ่งอยู่ตลอดเวลา การได้รวมตัวกันครบสี่คนในครอบครัวจึงเป็นเรื่องยาก การไปโรงพยาบาลก็เช่นกัน ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคุณย่าหรือไม่ก็คุณยายที่จะมาทำหน้าที่ผู้ปกครองแทน 

 

 

แต่วันนั้นมันกลับต่างออกไป ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น พ่อกับแม่จูงมือพาเขากับพี่ชายไปโรงพยาบาลเพื่อฉีดวัคซีน หลังจากนั้นก็ยังได้กินข้าวด้วยกันก่อนจะกลับมาที่บ้านอีกด้วย มันช่างเป็นเรื่องน่าประทับใจไม่รู้ลืม พอหลังจากนั้นไม่กี่วัน ซองจูก็คว้าตัวซองฮีมา แล้วก็รบเร้าชวนให้เล่นเป็นหมอกับคนไข้กัน ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่ดูเจ๋ง อย่างไรเสียเขาก็ต้องทำตามใจซองจูทั้งนั้น ดังนั้นซองจูจึงเป็นหมอ ส่วนซองฮีก็เป็นคนไข้ 

 

 

ไม่ว่าจะเมื่อก่อน หรือตอนนี้ หากซองจูแสดงท่าทีดื้อดึงออกมา เขาก็ไม่เคยเอาชนะอีกคนได้เลย วันนั้นเองก็เช่นกัน ซองฮีได้แต่ยอมทำตามใจพี่ชายไปเงียบๆ สวมบทบาทคนไข้ 

 

 

“เหมือนจะปวดท้องครับ” 

 

 

ซองฮีบอกสาเหตุของอาการป่วยออกไปแบบส่งๆ พร้อมกับต้องทนให้ซองจูใช้นิ้วเรียวนั่นกดแรงๆ ลงมาบนร่างกายของเขา 

 

 

แรกๆ ตอนเล่นนั่นเล่นนี่ก็จะแสดงสีหน้าเสมือนจริง จะเมื่อก่อนหรือตอนนี้ซองจูก็เกิดมาเพื่อเป็นนักแสดง แค่ได้เห็นท่าทางของหมอเด็กไม่กี่ครั้ง เจ้าตัวก็สามารถเลียนแบบท่าทางออกมาได้ ปัญหามันเกิดขึ้นหลังจากนั้นนั่นแหละ 

 

 

“เอาล่ะ คนไข้ฮันซองฮี เลือดกำเดาไหลเยอะมากเลย ต้องห้ามเลือดก่อนนะ” 

 

 

ซองฮียังคงตกใจจนพูดอะไรไม่ออก จึงได้ลุกพรวดขึ้นมาในทันที 

 

 

“พี่ฮะ ผมไม่ได้เลือดกำเดาไหลนะ” 

 

 

“หือ ไม่นะ เลือดกำเดาไหลอยู่นี่ รีบนอนลงเร็วเข้า คนไข้” 

 

 

พูดออกมาพร้อมกับอมยิ้ม แต่ทว่าบรรยากาศที่แผ่ออกมาโดยรอบกลับกำลังบอกเขาแบบนี้อยู่ 

 

 

‘ไอ้เวรนี่ นอนลงไปเดี๋ยวนี้’ 

 

 

ซองฮีที่ยังเด็ก เมื่อถูกกดดันด้วยท่าทางคุกคามแบบนั้น ก็ได้แต่ยอมนอนลงไปเงียบๆ อย่างเดิมอีกครั้ง 

 

 

“คนไข้ ถ้ายังไม่เชื่อฟังแบบนี้อีก กลับบ้านไปแล้วจะต้องโดนดุแน่ๆ เลยนะ” 

 

 

พูดออกมาเช่นนั้นเพื่อกดดันเขา พร้อมกับที่ซองจูเปิดกล่องปฐมพยาบาลอันเล็กออกโดยไม่พูดอะไรอีก ตัวเขาเพียงชะโงกหน้าขึ้นมาแอบชำเลืองมอง จึงได้เห็นอีกคนกำลังแกะถุงที่ใส่สำลีสีขาวออกมา 

 

 

มือเล็กๆ นั่นออกแรงแกะถุงพลาสติกนั่นจนสุดแรง แล้วจึงดึงเอาก้อนสำลีสี่เหลี่ยมที่เหมือนน้ำตาลก้อนนั่นออกมา แล้วก็เอาออกมากองรวมกัน ก่อนจะอัดรวมกันจนมันได้เป็นก้อนแน่นๆ หลายก้อน แล้วจากนั้นซองจูก็มองที่ซองฮีพร้อมกับยกยิ้มมุมปาก 

 

 

“เอาล่ะ มาห้ามเลือดกัน” 

 

 

ใบหน้าเปื้อนยิ้มของซองจูขยับเข้ามาใกล้ซองฮีมาขึ้นเรื่อยๆ อีกคนกำก้อนสำลีเอาไว้ในมือข้างหนึ่งราวกับมันเป็นสิ่งมีค่า ส่วนอีกมือก็คว้าข้อมือของซองฮีที่กำลังตกตะลึงด้วยความหวาดกลัวเอาไว้ นั่นมันไม่ใช่สายตาของเด็กแล้ว 

 

 

“เด็กดี เอาล่ะ ต้องทนหน่อยนะ” 

 

 

เจ้าตัวพูดออกมาตามบทพูดของหมอเด็กอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง พร้อมกับที่นิ้วเรียวของเจ้าตัว เริ่มจัดการยัดก้อนสำลีทีละก้อนเข้ามาในรูจมูกของน้องชาย 

 

 

เมื่อคิดว่าใส่เข้าไปในรูจมูกข้างละอันแล้วมันยังไม่พอ จึงได้ค่อยๆ เพิ่มจำนวนเข้าไปอีก ยัดเข้าไปแล้ว ก็ยัดเพิ่มเข้าไปอีก ตอนที่ยัดมันเข้าไปนั้น พอดวงตาของทั้งคู่มองสบกัน ซองจูก็จ้องมาที่ซองฮี พร้อมกับยกยิ้มกริ่ม 

 

 

“เอาล่ะ เด็กดี” 

 

 

ในตอนนั้นเองซองฮีจึงได้ระเบิดเสียงร้องไห้ดังลั่นออกมา   

 

 

“ฮือ! คุณป้า! แม่! พ่อ! พี่เขาจะฆ่าผม!” 

บทส่งท้าย

 

 

“คิมจองอูกินข้าวกันเถอะ” 

“ฉันยังทำงานไม่เสร็จเลย” 

“นี่ ฉันรอมาจะเป็นชั่วโมงแล้วนะ” 

“ก็นั่นแหละ ถึงได้บอกให้กินก่อนเลยไง” 

“อะไรกัน นายมันใจร้าย อยู่ด้วยกันแต่มาบอกให้ฉันกินคนเดียวงั้นเหรอ” 

เสียงบ่นพึมพำดังมาจากด้านหลังของจองอู ที่กำลังขะมักเขม้นทำงานอยู่กับแผงควบคุมตรงหน้า เจ้าตัวจึงได้ถอดหูฟังออกพร้อมกับถอนหายใจออกมา 

เมื่อวานก็แบบนี้ งานสำคัญถึงได้ถูกเลื่อนออกมาแบบนี้ วันนี้เขาตั้งใจจะไม่ทำตามความตั้งใจของซองจู แต่ดูเหมือนว่ามันจะทำไม่ได้ง่ายๆ เลย 

“มื้อเย็นมีอะไรล่ะ” 

“ไม่รู้สิ สั่งอะไรมากินดีไหม ทำกินเองมันยุ่งยาก” 

“ยังไม่ได้คิดเมนูเลยเหรอ…” 

จองอูได้แต่ส่ายหน้าให้กับคำพูดของซองจู 

“แล้วยังไง มีเวลาตั้งเยอะ ยังไงนายก็ทำงานโต้รุ่งอยู่แล้วนี่” 

“เมื่อวานก็พูดแบบนี้ แล้วไง เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นล่ะ” 

พอโดนจองอูดุเข้าให้ ซองจูก็ถึงกับเงียบปากทันที เพราะความคึกคะนองเลยถูกจองอูผลักลงเตียงไป แล้วก็ได้ร้องอื้ออ้าพร้อมกับเกาะติดอยู่กับอีกคนทั้งคืน ซองจูแอบแลบลิ้นใส่อีกคน ก่อนจะเดินออกไปทางประตูห้องทำงาน 

“ยังไงก็ช่าง ตอนนี้จะกินข้าวแล้ว รีบๆ ขึ้นมาล่ะ” 

ทิ้งท้ายไว้เท่านั้น แล้วเสียงปังก็ดังขึ้นพร้อมกับประตูห้องทำงานที่ถูกปิดลง เพราะซองจูออกไปแล้ว ในตอนนั้นเองจองอูจึงได้แต่หลุดขำออกมา 

“ยังไงก็ยังเอาแต่ใจเหมือนเดิม…” 

จองอูส่ายหัวน้อยๆ แล้วจึงจัดการเซฟไฟล์งานที่ทำอยู่ ก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่ง 

“มาแล้ว” 

เปิดประตูที่เชื่อมต่อระหว่างชั้นสี่พร้อมกับเดินเข้ามาข้างใน ในตอนนั้นเอง กลิ่นอาหารก็ลอยมาเตะจมูกทันที ถึงจะบอกว่าทำกินเองมันยุ่งยาก แต่ที่จริงก็หุงข้าวไว้แล้วสินะ จองอูมองซองจูที่นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารด้วยสีหน้าปกติ ก่อนจะยกยิ้มออกมา 

“กลัวใครไม่รู้ว่าเป็นนักแสดงหรือไง หลอกคนอื่นซะเนียนเลยนะ” 

“ไม่ได้หลอกสักหน่อย ก็แค่บอกว่าทำเองมันยุ่งยาก” 

“แล้วที่ทำเป็นคิดว่าจะสั่งอะไรมาดีไหมนั่นล่ะ” 

“ก็อาหารที่ฉันทำมันไม่อร่อยนี่ นั่นก็เอาไว้แก้ขัดไง” 

ซองจูพูดแบบนั้นออกมาพร้อมกับยักไหล่ 

คำพูดนั้นก็ไม่ผิดหรอก จนถึงตอนนี้ถ้าไม่ใช่อาหารที่มินซิกเอามาให้ ซองจูก็มักจะแก้ปัญหาด้วยการสั่งอาหารจากข้างนอกมาส่งเป็นส่วนใหญ่ เขาเพิ่งจะมาเริ่มลองทำอาหารด้วยเองเมื่อไม่นานนี้เอง 

ถึงอย่างนั้น เขาก็ทำได้แค่หุงข้าว พวกแกงหรือซุปก็ให้มินซิกไปซื้อมาจากร้านดังๆ แล้วก็เอามาอุ่นใหม่อีกรอบแทน พวกเครื่องเคียงเขาก็สั่งจากในอินเทอร์เน็ตมาทั้งนั้น 

ที่ซองจูทำได้ก็มีแค่ทอดไข่หรือไม่ก็ไข่คน แล้วก็ทอดแฮมอะไรแบบนั้นเท่านั้น แต่ไข่ทอดที่เขาทอดนั้นแทบจะหาเค้าเดิมไม่ได้เลย ถึงอย่างนั้นพอได้เห็นอีกคนกินมันอย่างเอร็ดอร่อย ก็นับได้ว่าเป็นเรื่องดีที่จองอูไม่ใช่คนเรื่องมากเรื่องอาหารการกินนัก การได้เห็นอีกคนกินแบบนั้นแล้ว กับการจัดจานที่ยากแสนยาก เขาก็ยังพยายามทำมันออกมาจนได้ จองอูนั่งลงที่หัวโต๊ะ พร้อมกับมองสำรวจไปทั่ว 

“จัดบ้านแล้วเหรอ” 

“อื้อ เห็นกล่องมันวางเกลื่อนกลาดอยู่แบบนั้น ฉันรู้สึกขัดหูขัดตาน่ะ” 

“มีเวลาตั้งเยอะ ค่อยๆ ทำไปก็ได้นี่” 

“ก็แบบนั้นจะได้ไม่ต้องทำไปเรื่อยๆ ไง พอนึกได้ก็เลยรีบทำซะดีกว่า” 

ซองจูพูดออกมาแบบนั้น ก่อนจะวางถ้วยซุปถั่วงอกลงตรงหน้าจองอู จองอูที่คว้าช้อนขึ้นมา ตักซุปเข้าปากไปคำนึง แล้วจู่ๆ ก็ชะงักไป 

“ทำไม ไม่อร่อยเหรอ” 

พอเห็นสายตาที่จ้องมาแบบนั้นของซองจู จองอูก็ค่อยยกยิ้มแหยๆ ออกมา 

“เปิดฝาหรือเปล่า” 

“เปล่านี่ ก็ในเน็ตบอกว่าต้องปิดฝาเอาไว้” 

“งั้นระหว่างนั้นได้เปิดดูหรือเปล่า” 

 “อื้อ เปิดดูนิดหน่อยว่ามันสุกหรือยังน่ะ” 

“อ้อ งั้นเหรอ” 

จองอูพูดเช่นนั้น ก่อนจะตักซุปเข้าปากอีกคำหนึ่ง ซองจูที่เกิดสงสัยในสีหน้าเช่นนั้น จึงได้แย่งช้อนมาทันที แล้วก็ลองตักซุปมาชิม และตอนนั้นสีหน้าเจ้าตัวก็ขมวดมุ่นขึ้นมา 

“ห่วยแตกสุดๆ ทำไมมันรสชาติเป็นแบบนี้ล่ะ นี่ ห้ามกินนะ” 

ซองจูดึงถ้วยซุปคืนมาในทันที พร้อมกับเทคืนลงไปในหม้อ แล้วก็บ่นออกมา 

“ก็ทำตามที่สั่งทุกอย่างแท้ๆ ทำไมรสชาติมันเป็นแบบนี้ล่ะ ทั้งคาวทั้งจืดเลย” 

“ระหว่างทำต้องห้ามเปิดฝาเด็ดขาด เปิดได้แค่ตอนแรกๆ แล้วก็ใส่เกลือน้อยไปหน่อย ไม่สิ ช่างเถอะ ครั้งต่อไปฉันจะเป็นคนเตรียมอาหารเองละกัน” 

จองอูพูดแบบนั้น ก่อนจะลุกจากที่นั่ง ยิ่งได้เห็นท่าทางแบบนั้นของจองอู มันยิ่งทำให้ซองจูรู้สึกไม่ดีเข้าไปใหญ่ 

เขาไม่ได้ทำเพราะแค่รู้สึกอยากจะเตรียมอาหารขึ้นมาหรอกนะ เขาไม่ได้มีนิสัยแบบนั้นสักหน่อย แล้วก็ไม่ได้ทำอาหารเป็นงานอดิเรกด้วย ตั้งแต่เมื่อก่อนเขาไม่ใช่พวกที่มีนิสัยยึดติดกับอะไรแบบนี้ มีก็กิน ไม่มีก็ไม่กินก็แค่นั้น ถ้าถามว่าทำไมฮันซองจูที่เป็นคนแบบนั้น ถึงได้ลุกขึ้นมาเล่นหม้อข้าวหม้อแกงแบบนี้ล่ะก็ มันก็เป็นเพราะคิมจองอูนั่นแหละ 

ยิ่งอยู่ด้วยกันนานเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งเข้าใจความจริงข้อนั้น หากจองอูจดจ่อกับอะไรแล้ว จะเรื่องอาหารการกินหรือเรื่องปกติทั่วไปก็ลืมมันไปเสียหมด ตัวเขาเองไม่ได้มีนิสัยชอบดูแลใครนัก แต่เพราะเป็นห่วงว่าจองอูจะเป็นอะไรร้ายแรงด้วยเรื่องแบบนั้น ซองจูจึงไม่อาจทนนิ่งเฉยได้ จนต้องยื่นมือเข้ามาจัดการ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเรื่องไม่คาดฝันที่ควบคุมไม่ได้ ถึงมันจะไม่มีอะไรดีขึ้น แต่เขาก็ได้ลองพยายามแล้ว อย่างไรก็ต้องอยากได้กำลังใจเล็กน้อยบ้าง 

“ไม่มีซุปแล้วทำยังไงล่ะ” 

เห็นซองจูที่นั่งหน้าบูดอยู่แบบนั้น จองอูจึงพูดออกมาอย่างนิ่งๆ 

“ช่างเถอะ แค่มีกิมจิฉันก็กินได้แล้ว” 

จองอูพูดแบบนั้นออกมาโดยที่สีหน้ายังคงเรียบเฉยเช่นเดิม 

 

จองอูและซองจูคบกันอย่างเป็นทางการมาได้เกือบหนึ่งปีแล้ว ตลอดเวลานั้น ชีวิตของทั้งคู่ได้เปลี่ยนไปมาก 

ภาพยนตร์ที่ซองจูเลือกแสดงเพื่อเป็นการหวนคืนสู่วงการก็ได้รับผลตอบรับอย่างดีมาตลอด ได้เป็นหนึ่งในผลงานที่ออกไปสู่เทศกาลหนังในต่างประเทศ ด้วยการตลาดที่ดีกว่าที่คิด จึงทำให้กระแสของเจ้าตัวพลอยเพิ่มขึ้นไปด้วย บทดีๆ มากมายถูกส่งเข้ามา ซึ่งทำให้มินซิกชอบใจอย่างมาก แต่ซองจูก็บอกกับบริษัทไปว่าอยากจะให้ค่อยเป็นค่อยไป และปล่อยให้ช่วงเวลาน้ำขึ้นต้องรีบตักนั้นผ่านไปอย่างช้าๆ แล้วก็ทำผลงานคุณภาพเยี่ยมออกมาดีกว่า ซึ่งดงฮยอนก็เห็นด้วยกับเรื่องนั้น ดังนั้นตอนนี้ซองจูจึงอยู่ในสภาพงดรับงานชั่วคราว 

ส่วนจองอูนั้นอยู่ในช่วงเตรียมดิจิตอลอัลบั้มใหม่อยู่ 

แทนที่จะเสียเวลาไปกับการเตรียมอัลบั้ม ก็เลือกที่จะรวบรวมเพลงที่ทำไว้ตั้งแต่ที่ได้เจอซองจู แล้วเอามารวบรวมทำเป็นอัลบั้ม และก็เป็นดงฮยอนที่แสดงสีหน้าปลื้มปริ่มเป็นคนแรกๆ ในตอนนั้นเอง ซองจูก็ขุดค้นพบความทรงจำที่ว่าจองอูได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินกับเอสจี เอ็นเตอร์เทนเม้นขึ้นมาได้ แต่ทว่าจองอูที่ยังมีเรื่องพัวพันกับบริษัทเดิมอยู่ จึงได้แก้ขัดด้วยการไปร่วมงานกับที่นั่นที่นี่ และหมดเวลามากมายไปกับเรื่องพวกนั้น 

จังหวะชีวิตที่สวนทางกันของคนทั้งคู่หรือตารางงานที่แตกต่าง ทำให้คู่รักไม่ค่อยได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันนานมากนัก 

สุดท้ายระเบิดฮันซองจูก็ทำให้เกิดเหตุใหญ่ขึ้นมา เจ้าตัวได้แอบซื้อตึกในละแวกฮงแดเอาไว้ 

ชั้นใต้ดินและชั้นที่หนึ่งปล่อยให้เช่า ชั้นที่สองก็ให้เหล่าสมาชิกวงคราฟท์ใช้ จะได้ไม่ต้องห่วงกังวลว่าจะรบกวนคนอื่น และใช้มันได้ตามใจชอบ ชั้นที่สามเป็นห้องทำงานของจองอู ส่วนชั้นที่สี่ก็เป็นบ้านของซองจู 

มองจากภายนอกดูเหมือนว่าจองอูจ่ายค่าเช่าชั้นที่สาม แต่ที่จริงแล้ว มันก็ไม่ต่างอะไรกับการอยู่ร่วมบ้านเดียวกันเลย ตอนแรกเจ้าตัวไม่ยอมรับข้อเสนอของซองจูอย่างเด็ดขาด ดงฮยอนก็อีกคน แต่ตอนนี้เมื่อเห็นว่าทั้งคู่อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขได้ ก็เลยยอมๆ ไปทั้งอย่างนั้น 

ปัญหาคือจองอูนั่นแหละ 

ตั้งแต่ที่เขาพยายามอ้อนวอนอยู่เรื่อยๆ อีกคนก็ดูเหมือนจะมีท่าทีลังเล แต่ก็รู้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่อีกคนกังวลอยู่ตลอด ถ้าหากถามไปว่าปัญหามันคืออะไร แม้จะไม่ได้ตอบออกมา แต่ซองจูก็รับรู้ได้ถึงความไม่สบายใจที่อีกคนมี ซึ่งนั่นก็คือการที่อีกคนห่วงว่าจะมีข่าวลือออกมาอีก 

เขาจึงได้ทำแบบนี้ ถ้ามีอะไรก็ไม่มีใครสงสัย แค่เปิดเผยว่าเป็นความสัมพันธ์แบบเจ้าของบ้านกับผู้เช่า เจรจาเกลี้ยกล่อมอยู่นาน จองอูก็ยังไม่ยอมอ่อนข้อให้ เขาจึงโมโหจนควันออกหู ทั้งที่แค่เป็นการชักชวนให้มาอยู่ด้วยกันแค่นี้ ทำไมถึงมีปัญหามากนัก แต่อีกคนก็ยังไม่สะทกสะท้าน นั่นก็เป็นเพราะว่าเป็นห่วงตัวเขานั่นแหละ ถึงจะรู้แต่ซองจูก็รู้สึกอึดอัด 

หลังจากเรื่องนั้น เขาก็สารภาพกับพ่อแม่ว่าไม่คิดจะแต่งงาน ตอนแรกก็คิดว่าพ่อกับแม่อาจจะแสดงท่าทีต่อต้าน แต่ก็กลับปล่อยผ่านไปโดยไม่มีปัญหาอย่างที่คิด และก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก สิ่งที่พ่อแม่หวังก็แค่ให้ทำตัวดีๆ ก็เท่านั้น ถึงจะกังวลเรื่องจองอู แต่มันก็กลับไม่มีอะไรเลย เขาจึงไม่คิดอะไรอีก ซองจูเพียงมองจองอูที่กินข้าวอยู่เงียบๆ ก่อนจะเอ่ยปากออกมา 

“งานยังเหลืออีกเยอะไหม” 

“อือ ที่ทำเสร็จไปก่อนหน้านี้ มันไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่ ก็เลยจะเริ่มทำใหม่ตั้งแต่ต้นน่ะ” 

“ต้องขนาดนั้นเลยหรือไง ไม่เหนื่อยบ้างเหรอ” 

“ก็เหนื่อยแหละ แต่มันไม่ถูกใจนี่ คงปล่อยไปไม่ได้หรอก มันจะอยู่ไปตลอดชีวิตเลยนะ” 

คำตอบตรงๆ ของจองอู ทำให้ซองจูได้แต่พยักหน้ารับ 

“อยากไปเที่ยว” 

เมื่อจบมื้ออาหารแล้ว เสียงพึมพำเบาๆ นั่น ก็ทำให้จองอูต้องเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย 

“มีที่ที่อยากไปไหมล่ะ” 

“ก็ไม่ได้ขนาดนั้นหรอก แค่อยากพักผ่อนน่ะ” 

“ตอนนี้ก็พักอยู่นี่” 

“ไม่ใช่แบบนี้สิ แบบที่ที่ไปครั้งแรก ไปสูดอากาศบริสุทธิ์ โดยไม่ต้องสนใจสายตาใครอะไรแบบนั้นไง” 

“ไปคนเดียวเหรอ” 

“เปล่า ทำไม ถ้าจะไปนายก็ต้องไปด้วยสิ” 

ท่าทางที่ถามกลับมาด้วยดวงตาที่เบิกกว้างขึ้นแบบนั้นของซองจู ทำให้จองอูลืมคำที่ตัวเองจะพูดไปเสียหมด 

“จะประกาศให้คนรู้เหรอ ว่าเราคบกันน่ะ” 

คำพูดตัดบทอย่างไร้เยื่อใยของจองอู ทำเอาซองจูหน้าบึ้งไปทันที 

“แค่ไปเที่ยวด้วยกัน ไม่โดนจับได้หรอกน่า” 

“ถ้าเราไปเที่ยวด้วยกัน จะได้เที่ยวสงบๆ เหรอ” 

“นั่นน่ะสิ” 

คำพูดที่เหมือนกับว่าจะมีความโกลาหลเกิดขึ้น ทำให้ซองจูได้แต่ปล่อยผ่านสิ่งที่พูดไป แล้วเคี้ยวข้าวต่อไปเงียบๆ 

จองอูก็เป็นแบบนี้ทุกวัน ถ้าซองจูขออะไรไป ก็ไม่เคยจะยอมให้มาโดยดีหรอก แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าเป็นเรื่องที่พอถูไถก็จะแกล้งทำเป็นเอาชนะไม่ได้เสีย แต่หากเป็นปัญหาที่ตกลงกันไม่ได้ เขาก็มักจะแสดงความเด็ดเดี่ยวเพื่อให้มันเป็นไปอย่างที่ต้องการ ซึ่งนั่นเป็นปัญหาส่วนใหญ่ของพวกเขา อย่างเช่นตอนนี้ ถ้าเป็นเรื่องที่ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาถูกเปิดเผยแล้วล่ะก็ อีกคนก็จะลงดาบใส่กันแบบนี้ 

ถ้าบอกว่าไม่เสียใจก็คงจะโกหก แต่เพราะรู้ว่าที่ทำแบบนั้นก็เพราะเป็นห่วงเขา ซองจูจึงไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมา กว่าจะโน้มน้าวให้มาอยู่ด้วยกันแบบนี้ได้ ก็ใช้เวลาไปตั้งหลายเดือน 

ถึงอย่างไรคิมจองอูก็คือคนขี้ขลาด ส่วนตัวเขาก็คือตัวสร้างปัญหา ความจริงข้อนี้ ถึงจะอายุมากขึ้นก็ตาม แต่เขาก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ซองจูกินอาหารต่อไปเงียบๆ ขณะจ้องมองไปที่จองอู พอมาอยู่ด้วย อีกคนก็ดูจะน้ำหนักเพิ่มขึ้นบ้าง นั่นทำให้เขาพอใจมาก 

“ทำไมมองแบบนั้นล่ะ” 

“ก็แค่ เดี๋ยวนี้หน้านายบวมขึ้นนะ” 

“…คงต้องไดเอตแล้วสินะ” 

“ไดเอตทำไม ปล่อยไว้นั่นแหละ แบบนี้กำลังดีเลย” 

“ก็บอกว่าอ้วนไม่ใช่เหรอ” 

“แบบนี้ดีแล้ว นายน่ะผอมเกินไปแล้ว” 

เขารีบห้ามปรามทันทีที่เห็นสีหน้าเจื่อนๆ ของจองอู แต่ว่าเขาก็คิดแบบนั้นจริงๆ นะ เพราะตอนเด็กๆ เติบโตมาแบบอดมื้อกินมื้อ น้ำหนักจองอูก็เลยไม่ขึ้น ถึงแม้ว่าจองอูจะไม่ใช่คนกินน้อยก็ตาม แต่น้ำหนักขนาดนี้กำลังดีเลย 

แม้เขาจะบังคับอย่างเอาเป็นเอาตายว่าให้กินข้าว พอได้เห็นแบบนี้แล้ว ก็เลยรู้สึกปลื้มปริ่มอย่างบอกไม่ถูก มากกว่าการเป็นคนรัก เขารู้สึกเหมือนได้เป็นแม่มากกว่า แต่แบบนี้มันก็แปลกใหม่ดี ได้รับรู้ความรู้สึกแบบที่ไม่เคยได้รู้สึกมาก่อน 

เมื่อก่อนเขาเอาแต่ไปร่วมสังสรรค์ในงานปาร์ตี้ ไม่ก็ตามร้านเหล้า ในที่แบบนั้นเขาต้องคอยยิ้ม เพื่อให้ได้รับไมตรีที่ดีกลับมา แล้วเขาก็ได้เจอกับซอยอนในที่แบบนั้นด้วย 

ความสัมพันธ์บอบบางเหมือนแผ่นกระดาษนั่น เพื่อรักษามันเอาไว้ เขาต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความวุ่นวาย ซึ่งตอนนี้มันเป็นสิ่งเขาเกลียดมากๆ สิ่งที่เมื่อก่อนเคยคิดว่ามันเป็นสิ่งที่เรียกว่าชีวิต เขาก็ตระหนักได้นานแล้วว่ามันเป็นแค่ภาพลวงตาไร้ชีวิตก็เท่านั้น ตอนนี้ซองจูชอบการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายอย่างที่เป็นอยู่ 

“ถ้าเราไปกันแค่สองคนไม่ได้ งั้นก็จองบ้านพักริมทะเลแล้วให้พวกซองฮีไปด้วยกันเป็นไง” 

ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่ยอมแพ้เรื่องการไปเที่ยวหรอกนะ จองอูชำเลืองมองซองจูที่ทำท่าทางออดอ้อน ก่อนจะส่ายหน้า 

“พอเถอะ พวกพี่เขารู้ความคิดนายเข้าคงอยากตายกันแน่” 

“ฉันทำไมล่ะ” 

“ที่ถามเพราะไม่รู้? เดี๋ยวนายกับพี่ซองฮีก็ได้ขู่ใส่กันอีกหรอก แบบนั้นจะไปสนุกอะไร ทรมานตัวเองชัดๆ” 

“นายพูดแรงไปแล้วนะ” 

“ก็นั่นแหละ เวลาเจอหน้ากันก็เลิกทะเลาะกันเสียทีเถอะ เดี๋ยวก็ต้องได้เจอกันบ่อยๆ อยากให้มันเป็นแบบนั้นหรือไง” 

จองอูพูดเช่นนั้นพร้อมกับลุกขึ้นจากที่นั่ง ถือถ้วยข้าวที่กินหมดแล้ว เดินไปยังอ่างล้างจาน ก่อนจะลงมือล้างจาน ซองจูที่มองตามอีกคนไปก็ทำปากยื่นอย่างขัดใจ 

“ฉันก็ทำดีกับพวกนั้นตามที่นายบอกแล้วนี่ แบบนี้มันเกินไปแล้วนะ” 

“ก็นะ เทียบกับเมื่อก่อนก็ถือว่าไม่เลว” 

จองอูไม่สามารถปฏิเสธความจริงข้อนั้นได้จึงพยักหน้ารับ หลังจากที่คบกับจองอูแล้ว ซองจูก็สมัครใจที่จะคอยดูแลบรรดาสมาชิกวงคราฟท์มากกว่าเดิม เพราะงานที่จองอูได้ทำกับพวกนั้นมีบ่อยกว่าเดิม ความสัมพันธ์กับซองฮีจึงดีมากขึ้นตามไปด้วย 

ระหว่างสองพี่น้องที่เจอหน้ากันทีไรเป็นต้องได้ขู่ใส่กันอยู่เรื่อยๆ ก็เริ่มดีขึ้นกว่าเก่า เรื่องนั้นทำให้สบายใจขึ้นก็จริงอยู่ แต่ว่าระดับความรู้สึกไม่ไว้ใจของซองฮีที่มีต่อซองจูก็ยังคงไม่ลดลงไปสักเท่าไหร่ ซึ่งนั่นทำให้เป็นปัญหาอยู่บ้าง จองอูได้แต่ถอนหายใจออกมา 

“ถึงยังไงช่วงนี้ยังมีอะไรที่ต้องปรับเปลี่ยนอีกมาก มันคงจะวุ่นวายพอตัว” 

ซองจูเองก็พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดนั้น 

“ก็ทำไงได้ล่ะ เปลี่ยนไปเยอะมากอย่างกับละครขนาดนั้น แต่ว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดีนี่ หรือไง” 

“อืม ก็ใช่แหละ” จองอูเห็นด้วยกับคำพูดนั้น 

แม้จะไม่ถึงขนาดที่สร้างมนุษยสัมพันธ์อันดีกับคนอื่นได้อย่างไร้ที่ติ แต่ที่เคยเป็นคนแสดงออกน้อยก็มีปรับเปลี่ยนตัวเองบ้าง ถึงจะยังมีข้อบกพร่องอยู่ แต่พอได้ลองฝึกฝนกับคนรอบข้างก็ทำให้เริ่มเห็นใจคนอื่นขึ้นมาบ้าง ตอนเขาเด็กๆ นั้นเขาต้องตัดความรู้สึกทิ้งไปเพื่อความอยู่รอด พอโตขึ้นมาเรื่อยๆ จึงทำให้ไม่รู้จักวิธีการแสดงความรู้สึก กลายเป็นเพิกเฉยต่อทุกอย่าง เพียงเมินเฉยไปเสีย เขาก็สามารถอยู่ต่อไปบนโลกนี้ได้โดยไม่ลำบากใจ 

แต่ว่าตอนนี้เขาแน่ใจแล้วว่าตัวเองไม่อาจกลับไปใช้ชีวิตในแบบเดิมได้อีกแล้ว การได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่น มันน่าสนุกกว่าที่คิด ได้รู้สึกโกรธ รู้สึกสนุกสนาน รู้สึกดีใจ และยังได้รู้สึกเศร้า พอเป็นแบบนั้นแล้วมันให้รู้สึกได้ว่า เวลานั้นช่างผ่านไปรวดเร็ว มันดีมากที่ได้รู้ถึงการมีชีวิตจริงๆ ขึ้นมาเป็นครั้งแรกแบบนี้ หากไม่ใช่เพราะซองจู เขาคงไม่มีวันได้สัมผัสกับความรู้สึกแบบนี้ และเพราะแบบนั้น เพลงล่าสุดของเขาถึงได้มีอารมณ์ที่สดใสขึ้นมา ทำให้ได้รับคำชมว่าเป็นนักแต่งเพลงที่สร้างเพลงที่มีจังหวะหลากหลายมากขึ้น ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่เสียหายเลย 

“ก็ไม่ใช่ไม่ดี แค่ยังไม่ค่อยชินเท่านั้นเอง” 

จองอูพูดขึ้น ขณะที่ล้างจานเสร็จพอดี 

“ฉันต้องทำงานที่ค้างไว้ให้เสร็จภายในวันนี้นะ นอนคนเดียวได้ใช่ไหม” 

“ไม่เอา” 

“อย่าเอาแต่ใจสิ” 

“งั้นฉันจะไปอยู่กับนายในห้องซ้อมด้วย แบบนั้นก็ไม่มีปัญหาแล้ว จะไม่รบกวน แล้วก็จะอยู่เงียบๆ เลย” 

“จะนอนที่โซฟางั้นเหรอ นอนที่นี่เถอะ สบายกว่าตั้งเยอะ ถ้านายไปนอนขดตัวอยู่แบบนั้น ฉันจะมีสมาธิทำงานได้ยังไง” 

“นายก็ไม่ต้องสนใจสิ” 

“มันทำได้หรือเปล่าล่ะ…” 

บ่นพึมพำว่าพูดแบบนั้นมันทำได้เสียที่ไหน แต่จองอูก็รู้ดีว่าซองจูไม่สนใจคำพูดเขา แล้วอีกคนก็จะหอบหมอนลงมาที่ห้องซ้อมจนได้ ถึงจะห้าม แต่อีกคนก็จะแสดงท่าทียืนกรานไม่ยอมออกไป พร้อมกับนอนลงที่โซฟานั้น และมองดูเขาทำงานไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเริ่มนั่งสัปหงกไปมา 

แล้วพอถึงเวลานั้นตัวเขาก็คงทนดูสภาพนั้นของอีกคนไม่ได้ จนต้องหยุดทำงาน แล้วก็อุ้มพาซองจูขึ้นมาที่ชั้นสี่ ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ภาพแบบนั้นของอีกคนกลายเป็นภาพที่ติดตาเขาไปแล้ว 

ก็เลยคิดว่า ถ้าปั่นงานที่ค้างอยู่ในช่วงกลางวันก็น่าจะได้ เพราะงั้นเลิกทำงานดีกว่า จองอูคิดเช่นนั้น พร้อมกับสะบัดมือที่เปียกชื้น 

 

ถ้าอยากจะสนุกสนานกับชีวิตประจำวันแสนธรรมดาที่กว่าเขาจะได้มันมาก็ยากเสียเหลือเกิน เขาก็คงต้องอดทนเท่านั้นแหละ ชีวิตของคิมจองอู ไม่เคยได้อะไรมาฟรีๆ อยู่แล้ว 

“ไปกันเถอะ ถ้าช้าฉันล็อกห้องนะ” 

“ไอ้เด็กบ้า! รอกันก่อนสิ ฉันไปเอาโน้ตบุ๊กก่อน!” 

“งั้นก็ไปเอามาแล้วตามลงมานะ แต่ยังไงก็รีบๆ หน่อยล่ะ” 

“นี่! เดี๋ยวก่อนสิ โน้ตบุ๊กอยู่นี่ไง! รอกันด้วยสิ คิมจองอู! นี่!” 

พอซองจูพูดจบ ก็รีบร้อนไปคว้าโน้ตบุ๊กที่อยู่ในห้องนั่งเล่นมา ก่อนจะเร่งฝีเท้าตามหลังเขามา น้ำเสียงพร่ำบ่นพร้อมกับต่อว่าเขาของซองจู วันนี้มันฟังดูอ่อนหวานเหลือเกิน จองอูระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ขณะที่เปิดประตูห้องทำงานเข้าไป 

วันนี้ชีวิตของคนทั้งคู่ก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างราบเรียบเหมือนเช่นเคย 

(Yaoi) พักใจกับนายรูมเมท

(Yaoi) พักใจกับนายรูมเมท

Score 10
Status: Completed

(จบ)


ฮันซองจูนักแสดงหนุ่มชื่อดังโดนคู่หมั้นสาวถอนหมั้นอย่างไร้เยื่อใย แต่แล้ววันหนึ่งเจ้าของต้นสังกัดก็ส่งคิมจองอู ชายหนุ่มแปลกหน้าให้มาพักกับเขา

จากที่คิดว่าอีกคนคงจะทนไม่ได้แล้วจากไป แต่กลับกลายเป็นว่าเขาก้าวเข้ามามีอิทธิพลต่อหัวใจฮันซองจูมากกว่าที่คิด

ทำไมแค่มีอีกคนอยู่ข้างๆ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็รู้สึกดีขึ้นมาได้

ใครคนหนึ่งได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงให้เขามี ‘ชีวิต’ ขึ้นมา

แล้วแขกไม่ได้รับเชิญที่ชื่อคิมจองอู ก็ไม่ใช่แค่คนแปลกหน้าอีกต่อไป

Options

not work with dark mode
Reset