Sevens 3 เจ็ดบรรพบุรุษ

ตอนที่ 3 เจ็ดบรรพบุรุษ

7 บรรพบุรุษ

 

หลังจากเผลอหลับคาเก้าอี้กลางทางเดิน  

รู้ตัวอีกทีผมก็มาอยู่ในห้องที่ไม่รู้จักพร้อมกับบรรพบุรุษของตัวเองซะงั้น

 

มันเป็นแบบนี้ได้ไง? ผมไม่เข้าใจอะไรเลย

 

“เดี๋ยว…”

 

ห้องนี้มันกว้างทั้งขนาดห้อง โต๊ะ เก้าอี้ที่นั่ง ส่วนผนักพิงก็สูงเหนือหัวไปอีก

 

บุคคลที่นั่งอยู่รอบๆ ก็เข้ากับบรรยากาศอันสูงส่ง แต่เพราะบางอย่างผมกลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่ความจริง

 

มีอัญมณีทรงกลมสีน้ำเงินฝังอยู่ทั่วผนังห้อง ตรงกลางโต๊ะก็มีจอกที่เรืองแสงอยู่

 

[มันเป็นความผิดของเจ้าในการเลี้ยงดูเจ้าเด็กนั่น! ]

 

[ไม่ใช่ข้า! ตระกูลวอลท์แต่แรกก็สืบทอดด้วยผู้ชาย  

แถมไรเอลก็ถูกยอมรับเป็นผู้สืบทอดอย่างชอบธรรมแล้วด้วย! ไม่ใช่เพราะข้าซะหน่อย!

ถ้าข้าอยู่ด้วยตอนเรื่องมันเกิด ข้าจะโบกกระโหลกลูกตัวเองซักสามรอบด้วยซ้ำ! ]

 

ชายลุคคนเถื่อนกับปู่ของผมกำลังคว้าคอเสื้อของกันและกันพร้อมบวก แล้วเถียงกันฉอดๆ  

 

ผมหันไปหาชายในชุดนักล่าเพื่อขอคำอธิบาย

 

[ปล่อยเจ้าพวกนั้นไป ไรเอลเดิมถูกนับเป็นผู้สืบทอดรุ่นที่เก้า

แต่ก็เสียมันให้น้องสาวของตัวเอง พร้อมกับถูกเธอเนรเทศออกจากตระกูล

เรื่องนี้เป็นปัญหาก็จริง แต่ก็ช่างมันไปก่อนเถอะ]

 

เขาพยายามเข้าเรื่อง แต่ชายลุคคนเถื่อน…เอ่อ ขุนนางที่ดิน ผู้ก่อตั้งตระกูลวอลท์

และผู้นำในการบุกเบิกดินแดน  [รุ่นที่หนึง] บราซิล วอลท์ ก็พูดขึ้นมา

 

[ช่างมันกันผีสิ! ไอ้คนที่มันเสียตำแหน่งให้น้องตัวเองเนี่ยนะจะเป็นผู้นำคนได้? อย่ามาล้อข้าเล่นนะโว้ย! ]

 

[ไอ้คนเถื่อน! แกว่าอะไรหลานข้านะ!? ]

 

ปู่ผมต่อยเขากระเด็น  

 

จู่ๆ อากาศก็เย็นขึ้น ชายในชุดนักล่า… [รุ่นที่สอง] คลาสเซล ยังคงเมินพวกเขา

 

[ปัญหาไม่ใช่ตรงนั้น พวกเจ้านั่งลงก่อน…เอาล่ะ เป็นธรรมดาที่พวกเราจะไม่ยอมรับผู้สืบทอดหญิง

อย่างน้อยก็ข้าคนนึงที่ไม่เอาด้วยแน่ๆ  ต่อให้เธอจะแข็งแกร่งแค่ไหน  

แต่ข้าสงสัยต้องเปลี่ยนความคิดซะแล้ว]

 

[รุ่นที่สาม] สเลน วอลท์ เห็นด้วยกับรุ่นที่สอง

 

เขาสวมชุดขุนนางระดับล่าง และมีบุคลิกชิวๆ

 

[ใช่ ข้าหมายถึง ข้าก็ขึ้นเป็นผู้นำได้ด้วยตัวเอง และลูกชายของข้า แม็กซ์ ก็ทำได้

แม้ว่าข้าจะมีลูกสาวเช่นกัน]

 

ผู้สิบทอดรุ่นที่ 3 สเลน เขาเป็นผู้นำคนแรกที่ถูกฆ่าในสนามรบ

แต่ในรูปภาพของเขาที่เหลืออยู่คือ แม่ทัพผู้เที่ยงธรรมที่คอยระวังหลังให้ในขณะที่พระราชาถอยทัพ

 

เขาถูกพูดถึงเป็นวันแมนอามี่ที่ต้านกองทัพศัตรูนับหมื่นไว้

 

ผู้ชายตรงหน้าของผมไม่ให้ความรู้สึกแบบนั้นสักนิด

 

[เดี๋ยว แกตายก่อนขึ้นรับตำแหน่งไม่ใช่เรอะ? รู้รึเปล่าว่าข้าต้องเจอปัญหามากมายแค่ไหนน่ะ!? ]

 

ชายอีกคนที่อยู่ในเครื่องแบบขุนนาง แต่มีออร่าทรงภูมิปัญญาคล้ายรุ่นที่สอง

 

[รุ่นที่สี่] แม๊กซ์ วอลท์ คือผู้สืบทอดคนแรกหลังจากตระกูลวอลท์ได้ยศบารอนแล้ว

 

รุ่นที่ห้าถอนหายใจ

 

[รุ่นที่ห้า] เฟรดริกส์ วอลท์ เป็นผู้นำที่เจ้าชู้ที่สุด แม้แต่ภรรยาของเขาก็ยังมีถึง 4 คน

 

ไม่เหมือนภาพที่ผมจินตนาการไว้ เขาค่อนข้างเคร่งขรึม

 

[เฮ้อ จบสักทีเถอะ ทุกคนก็มีปัญหาของตัวเองกันทั้งนั้นแหละ รวมถึงข้าด้วย]

 

ชายผมแดงที่ดูน่ากลัวอีกคน [รุ่นที่หก] ไฟนส์ วอลท์ พยักหน้า

เขาคือคนที่ใช้วิธีใต้โต๊ะในการยกระดับตระกูลวอลท์ขึ้นสู่การเป็นเคานต์

 

ท่านพ่อของผมมักจะแขวนรูปของรุ่นที่หกไว้รอบๆ และเมื่อมีปัญหาอะไรมาถึงตระกูลวอลท์

ท่านพ่อจะเก็บรูปพวกนั้นลง และบ่น

 

[ใช่ แต่การที่ผู้หญิงขึ้นมาเป้นผู้สืบทอดจากการดวล…บล็อด เจ้าแน่ใจหรือว่าไม่ได้สอนลูกตัวเองผิดๆ น่ะ? ]

 

[รุ่นที่เจ็ด] บล็อด วอลท์ ปู่ของผม

 

[ลูกของข้าจากที่สังเกต เขาใช้ได้อยู่นะ และเท่าที่ข้าจำได้ไรเอลควรจะเป็นผู้สืบทอดแล้ว

ส่วนเซเลสก็ได้เริ่มฝึกฝนมารยาทในฐานะขุนนางหญิงด้วยสิ…]

 

ผมกำลังเห็นบรรพบุรุษของตัวเองกำลังเถียงกันอยู่ตรงหน้า นี่มันเกินความเข้าใจของผมไปไกลสุดๆ แล้ว

 

หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด รุ่นที่สองก็ได้ข้อสรุป

 

[เอาล่ะ …เรื่องนี้มันต้องไม่เกิดขึ้น ใช่มั้ย? ]

 

คำพูดสบายๆ ของเขาถูกเห็นด้วยในทันที

 

[ใช่]

[ใช่แล้ว]

[ไอ้เจ้าลูกไม่รักดี…มันต้องโดนโบก]

 

แล้วบทสนทนาก็วนกลับมาที่ผม ครั้งนี้รุ่นที่ 4 ผู้ทรงภูมิคล้ายรุ่นที่ 2 เป็นคนถามผม

 

[ข้ามีเรื่องสงสัย จริงอยู่ที่ไรเอลแพ้ให้เธอ จึงพักเรื่องความสามารถของเธอไปก่อน

แต่เป็นเรื่องตัวคุณหนูเซเลสเหมาะสมจริงไหม? ]

 

เมื่อถามถึงเซเลส ผมก็ก้มหน้าเพราะไม่อยากนึกถึงเธออีกแล้ว แต่ผมคงต้องอธิบายเรื่องนี้

 

‘ถ้ายังไงก็ต้องพูด งั้นก็พูดให้มันจบไปเลย’

 

ผมเริ่มพูดเรื่องเกี่ยวกับเซเลส

 

น้องสาวผู้อ่อนกว่าผม 2 ปี เด็กสาวที่ทำอะไรก็สำเร็จไปหมด  

สิ่งที่ผมใช้เวลาเป็นร้อยๆ ชั่วโมงเพื่อให้ได้มันมา แต่เธอกลับทำได้ในเวลาชั่วครู่…

 

และที่สำคัญที่สุด

 

“น้องสาวของผมสมบูรณ์แบบ ทั้งบู๊ทั้งบุ๋นก็ล้ำเลิศ หรือผมควรจะเรียกว่าบรรยากาศรอบๆ ตัวเธอชั่งอุดมคติ…”

 

[บรรยากาศ? แล้วไอ้สมบูรณ์แบบนั่นมันอะไร? การที่ผู้หญิงจะเป็นผู้นำตระกูล

มันจะทำให้เสียเปรียบทางการเมืองไม่ใช่รึไง? เธอต้องมีอะไรที่ดีพอจะชดเชยเรื่องนี้ได้สิ]

 

รุ่นที่หนึ่งที่กำลังนั่งไขว่ห้างบนโต๊ะถามผม

 

“…เธอมีเสน่ห์ต่อทุกคน เดิมพ่อแม่ก็สนใจผมอยู่ แต่หลังผมอายุได้ 10 ปี  

บรรยากาศในคฤหาสน์ก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปโดยมีเซเลสเป็นศูนย์กลาง”

 

จากที่ฟังผม รุ่นที่ 1 ก็เริ่มมึน

 

รุ่นที่ 4 เข้ามาเป็นผู้นำการสนทนาอีกครั้ง

 

[หมายความว่าเธอมีพรสวรรค์มากกว่าไรเอล และคนรอบข้างก็รู้สึกถึงมันได้สินะ

ใช่รึเปล่า เจ้าหนูรุ่นที่เจ็ด? ]

 

ท่านปู่ของผมเอียงคอ

 

[ไม่นะ ข้ายังมองเธอเป็นหลานที่น่ารักอยู่เลย การที่เธอจะยิ่งใหญ่…ข้าว่าเป็นไปไม่ได้หรอก]

 

ท่านปู่บอกปฎิเสธ ผมก็คิดเหมือนกัน ตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่บรรยากาศในคฤหาสน์ก็ยังปกติดี

 

และผมก็ไม่ได้รู้สึกยกย่องเธอเหมือนคนอื่นด้วยสิ

 

[งั้นช่วงที่บรรยากาศเปลี่ยนไป คือตอนที่เธออายุราวๆ 7-8 ปีสินะ เป็นช่วงเวลาที่สกิลปรากฎออกมาบ่อย

นั่นอาจเป็นสกิลของเธอที่ตื่นขึ้นก็ได้นะ]

 

ความคิดนั้นถูกปัดตกโดยรุ่นที่สาม

 

[ข้าว่าไม่ใช่ แม้สกิลจะตื่นขึ้แล้วก็จริง แต่ใช่ว่าจะรู้กันได้เลยทันที ถึงจะมีโอกาสเป็นไปได้  

กว่าจะฝึกจนใช้งานได้จริงก็อายุประมาณ 10 ปีพอดี แต่เวลามันจะไม่โป๊ะเช๊ะกันเกินไปเหรอ?

ขนาดตัวไรเอลเองอายุ 15 แแล้วยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสกิลของตัวเองคืออะไรน่ะ]

 

[สกิล] …สำหรับมนุษย์ที่เกิดมาในโลกนี้ ถือเป็นคำอวยพรอันศักสิทธิ์จากเวทมนต์ของพระเจ้า

 

โดยมีกฎเกณฑ์ว่าหนึ่งสกิลต่อหนึ่งบุคคล และสกิลสามารถพัฒนาได้จากการใช้งานจริงหรือจากการต่อสู้

 

แน่นอนว่าในอดีตก็มีเทคโนโลยีที่ทำให้สร้างสกิลขึ้นมาได้ อย่างอัญมณีที่ผมได้รับสืบทอดมานี้

 

‘จะว่าไป เราเริ่มได้ยินเสียงพวกเขาตั้งแต่ตอนที่อยู่ในกระท่อมของแซลนี่?

และก็เริ่มได้ยินชัดขึ้นเรื่อยๆ หลังจากได้อัญมณีมา’

 

เมื่อรู้ตัวผมก็เงยหน้าขึ้น ผมคงเหม่อนานไปหน่อย รุ่นที่สามเริ่มพูดเกี่ยวกับสกิลที่ผมได้รับ

 

[ถึงจะไม่รู้กฎตายตัว แต่อัญมณีนี้จะมีปฎิกิริยากับสกิลและพยายามเก็บมันไว้ พวกเราทั้งหมดถึงถูกบันทึกไว้แบบนี้ล่ะนะ]

 

ผมประหลาดใจกับความรู้ของรุ่นที่สาม และยืนยันสกิลของตัวเอง

 

“อืม สรุปแล้วสกิลที่ข้ามีคืออะไรครับ? “

 

[ข้าไม่รู้ละเอียดนัก แต่การที่อัญมณีเปลี่ยนเป็นสีฟ้ามาจากการสัมผัสถึงสกิลของ [ฝ่ายสนับสนุน] ]

 

สกิลโดยทั่วไปจะแบ่งเป็น สามประเภทใหญ่ๆ

 

หมวดแรกคือการต่อสู้ระยะประชิด [แนวหน้า] จะถูกเรียกว่าอัญมณีสีแดง

 

อัญมณีสีเหลืองคือสกิลของ [แนวหลัง]

 

และสีฟ้าคือฝ่ายสนับสนุน

 

การจำแนกสกิลทั้งสามประภทนี้ ในอดีตก็มีการกล่าวถึงไว้ว่าสามารถเลือกสายสกิลเองได้ด้วยอัญมณี

 

เหตุผลที่ตระกูลวอลท์มีแต่สกิลสนับสนุนซะเยอะ เพราะพวกเขาพกอัญมณีสีน้ำเงินไว้นั่นเอง

 

“…นั่นทำให้ข้ากลายเป็นซัพพอตงั้นเหรอ? “

 

[เจ้าดูผิดหวังนะ แต่ในสมัยของข้า ซัพพอตคือที่สุดล่ะ]

 

รุ่นที่สามเริ่มพูดต่อเมื่อเห็นใบหน้าของผม

 

ในยุคปัจจุบัน ไฟพลังทำลายล้างสูงของแนวหลังเป้นที่ต้องการมากกว่า

 

[ในยุคของข้า มันคือแนวหน้าและซัพพอต การได้แนวหลังถือเป็นโชคร้ายนะ]

 

เมื่อปู่ของผมพูด รุ่นที่สองก็สงสัย

 

[ยุคของข้าซัพพอตถือว่าอาภัพเลยนะ มันเปลี่ยนตามเวลารึเปล่า? ]

 

รุ่นที่สี่พาการสนทนาที่เริ่มออกทะเลกลับเข้าฝั่ง

 

[ในเมื่อเจ้าบอกว่าคุณหนูเซเลสอาจมีสกิลบางอย่างตื่นขึ้น และใช้มันทำให้คนพวกนั้นเปลี่ยนใจได้

นั่นหมายความว่าตัวไรเอลเองไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นผู้สืบทอดสินะ]

 

เมื่อได้ยินแบบนั้น ผมก็พูดอะไรไม่ออก ผมพยายามถึงที่สุดแล้ว

แต่ความทุ่มเทนั้นมันก็ไม่พอที่จะทำให้ทุกคนยอมรับผมเป็นผู้สืบทอดได้

 

ในตระกูลวอลท์ที่ถือเป็นขุนนางยศเคานต์ การที่โดยบอกว่าขาดคุณสมบัติเป็นผู้สืบทอด มันถือเป็นจุดจบ

 

แต่

 

[แต่มันก็แปลกเกินไป ดูจากสิ่งที่พวกเขาทำกับเจ้าหนู คือเจ้านี่มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น เขามีทั้งผู้ติดตามที่ดี  

แม้ตัวไรเอลจะไม่น่าพึ่งพาแค่ไหน แต่เด็กผู้ชายก็ควรถูกเลือกเป็นผู้สืบทอดสิ แม้เซเลสจะมีพรสวรรค์มาก

แต่ความเสี่ยงที่เกิดจากการแต่งตั้งเธอขึ้นเป็นผู้สืบทอดมันสูงเกินไป]

 

รุ่นที่ห้าพูดถึงการเหยียดผู้นำหญิงออกมาอย่างหน้าตาเฉย แต่ในความเป็นจริงก็มีบางตระกูลที่มีผู้นำหญิงเช่นกัน

 

แต่สาเหตุหลักคือเป็นตัวแทนผู้นำ หรือเป็นประเพณีเฉพาะตระกูลนั้นๆ ในตระกูลที่มีแต่เชื้อสายฝ่ายหญิงเอง

ก็พูดถึงการรับผู้ชายแต่งเข้าบ้านมาเป็นผู้นำอยู่ แต่ไม่บ่อยนัก

 

ผมหมายถึง เพราะผู้นำในเวลานั้นของตระกูลอยู่ระหว่างการออกรบน่ะ

 

จะมีน้อยตระกูลที่จะส่งหญิงไปแต่งเข้าบ้านอื่นในช่วงสงคราม แม้จะมีอยู่แต่ก็น้อยมากจริงๆ

 

[บล็อดแล้วพวกตระกูลบริวารล่ะ? มีพวกไหนที่มาใกล้เธอในแผนการเข้าควบคุมตระกูลบ้าง? ]

 

ปู่ของผมคิดตามคำพูดของรุ่นที่หก

 

[ข้าจะไม่พูดว่าไม่มีคนพวกนั้นเลย แต่สถานะทางสังคมของตระกุลพวกนั้นต่ำเกินไป

มันไม่มีทางที่แผนแต่งเข้าบ้านจะสำเร็จ ตระกูลที่ฐานะใกล้เคียงเรามากที่สุดก็คงเป็นตระกูลเก่าแก่อย่างฟอกซ์

แต่พวกเขาไม่เคยทำอะไรแบบนี้มานานมากแล้วนะ..]

 

รุ่นที่สองตกใจ

 

[ห๊ะ? เจ้าบอกว่าฟอกซ์คือบริวารของเจ้างั้นเหรอ? อะไรกัน!? ]

 

รุ่นที่หนึ่งที่ตอนแรกสติหลุดไปก็ลุกขึ้นยืนอย่างสับสน

 

[เจ้าหมายถึงฟอกซ์นั้นเรอะ!? จากดินแดนข้างๆ น่ะนะ!? ตระกูลของตาแก่นั่นใช่มั้ย!? ]

 

ตาแก่? ผมไม่รู้ว่ามันคือเรื่องอะไร

 

นานมาแล้ว ตระกูลฟอกซ์ยอมจำนนต่อตระกูลวอลท์ พวกเขาคล้ายผู้ติดตามของตระกูลเรา

และเป็นขุนนางชั้นบารอนที่ได้รับดินแดนจากบรรพบุรุษของตระกูลวอลท์

 

รุ่นที่สี่ก็สับสนเช่นกัน

 

แต่รุ่นที่ห้า…

 

[แล้วไง? พวกเราได้รับการครอบครองดินแดนรอบๆ จากยศที่สูงขึ้น สำหรับตระกูลฟอกซ์ที่ลังเลจะย้ายออก

พวกเราก็กรุณาอนุญาตให้อยู่อาศัยได้ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเขาจะรับใช้เราไม่ใช่รึไง? ]

 

ตอนนั้นรุ่นที่สองก็ตะโกนขึ้น

 

[อย่ามาล้อข้าเล่นนะ!? เจ้ารู้มั้ยว่าพวกเราเป็นหนี้พวกเขามากแค่ไหน!?  

พวกเจ้ารู้ไว้เลยนะ ถ้าตระฟอกซ์ไม่อยู่ข้างเรา ตระกูลของพวกเราจะล่มสลายไปนานแล้ว! ]

 

รุ่นที่สองเน้นย้ำว่าพวกเขามีคุณกับพวกเราขนาดไหน และรุ่นที่สี่ก็ถามรุ่นที่ห้าด้วยใบหน้าประหลาดใจ

 

[นี่หมายความว่าไง? ข้าบอกเจ้าไปแล้ว? ว่าพวกเขาช่วยเหลือเราไว้มากแค่ไหน

เจ้าจะต้องรักษาความสัมพันธ์กับพวกเขาไว้ให้ดี ใช่มั้ย!? ]

 

รุ่นที่ห้าตอบอย่างไม่สนใจ

 

[ครับ ครับ ข้าถึงเดินเรื่องให้ตระกูลฟอกซ์ได้รับยศขุนนางมาแล้วนี่ไง ข้าทำให้แล้วหนิ? ]

 

รุ่นที่ห้าขอคำยืนยันจากรุ่นที่หก ซึ่งเขาก็พยักหน้า

 

[เยี่ยม เจ้าทำไปแล้ว]

 

ขณะที่ฟังพวกเขาคุยกัน ผมก็คิด

 

‘มันซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆเลย แต่เดี๋ยว ทำไมเสียงมันเริ่มห่างไปเรื่อยล่ะ.. ‘

 

และผมก็ได้ยินเสียงของคนที่ไม่ได้อยู่ตรงนี้

 

“ท่านไรเอล? “

.

.

.

“ท่านไรเอล ข้าเช็ดตัวเสร็จแล้วนะ”

 

“อ่าห์…ใช่”

 

เมื่อผมลืมตาขึ้น ผมยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเดิม อาจจะเพราะผมเหนื่อยเลยหลับค่อนข้างลึก

 

หลังจากเช็ดตัว และทำความสะอาดผมเสร็จ โนแวมก็อยู่ตรงหน้าผม

 

“ข้าเห็นท่านเหนื่อย เลยล้างชุดชั้นในในน้ำร้อนให้และตากอยู่ พรุ่งนี้น่าจะแห้งทันนะ”

 

“อ่า ขอโทษทีนะ”

 

ผมยืนขึ้นเซๆ โนแวมเข้ามาพยุง และพาผมไปที่ห้อง

 

‘ฝันเหรอ? ‘

 

พอคิดแบบนั้น เสียงของรุ่นที่ห้าก็ดังขึ้นมาทันที

 

[เดี๋ยวนะ…สกุลของเด็กคนนั้นคือ? ข้าอยากรู้เพราะบรรยากาศของเธอดูคุ้นๆ… ]

 

เสียงปู่ของผมเป็นคนตอบ

 

[เธอโตขึ้นมาก เธอคือลูกสาวคนที่สองของตระกูลฟอกซ์ ข้าไม่เคยคิดเลยว่าเธอจะมาเป็นคู่หมั้นของไรเอลได้

เพราะสถานะของพวกเขาต่างกันเกินไป]

[ว๊ากกกกก! ]

 

รุ่นที่หนึ่งกรีดร้อง มันหนวกหูจริงๆ แต่เหมือนโนแวมจะไม่ได้ยินเหมือนเคย

 

“…ไม่ใช่ฝันสินะ”

 

ผมพึมพำ โนแวมหันมาถาม

 

“มีอะไรหรือคะ ท่านไรเอล? “

 

ผมรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน ผมเพลียมากกว่าก่อนหลับบนเก้าอี้ซะอีก  

แค่เดินยังเหนื่อย ผมไม่เคยรู้สึกอ่อนเพลียขนาดนี้มาก่อน

พอโนแวมพามาถึงเตียง ผมผล็อยหลับทันที และได้ยินเสียงอันอ่อนโยนของเธอ

 

เมื่อผมเอนตัวลงนอน เธอก็ห่มผ้าให้

 

“ราตรีสวัสดิ์ค่ะ ท่านไรเอล”

 

ยัง ยังปูเรื่องอยู่  แปลไปจะหลับ

 

 

 

Options

not work with dark mode
Reset