ฉากตรงหน้าดูธรรมดาเสียจนบาร์ตันไม่พบความผิดปรกติใด
แม้มันจะสัมผัสถึงความคุ้นเคยเล็กๆ แต่ก็ไม่ได้เก็บมาคิดมาก
สิ่งที่เคยเห็นอยู่ทุกวัน จะไม่ให้คุ้นเคยได้อย่างไร?
มันแหงนหน้ามองท้องฟ้าพลางกลอกตาไปเรื่อยๆ เห็นพระจันทร์สีแดงลอยอยู่อย่างเงียบงัน ส่องแสงสว่างสดใส ทำให้จิตใจของผู้คนรู้สึกสงบนิ่งโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้น คล้ายกับบาร์ตันวางภาระที่มองไม่เห็นลงจากบ่า ร่างกายและจิตใจเกิดความผ่อนคลายสุดขีด ปราศจากความหวั่นวิตก ความกังวล และอาการหุนหันพลันแล่น
สัมผัสวิญญาณของมันกำลังบอกว่า เรื่องราวของแฟร์นันจบลงแล้วและจะไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของตนอีก
“ขอบคุณพระองค์สำหรับการอวยพร” บาร์ตันรีบยกกำปั้นขวามาวางบนอกซ้ายพร้อมกับพึมพำ
เมื่อปราศจากความกังวลและความเครียด ความรู้สึกเดียวที่หลงเหลือคืออาการอ่อนเพลีย ราวกับพวกมันพรั่งพรูออกจากส่วนลึกสุดของดวงวิญญาณ ท่วมท้นหัวสมอง แขนขา และเซลล์ทั่วร่างกาย
บาร์ตันอดไม่ได้ที่จะปิดปากหาว แต่ใบหน้าค่อนข้างพึงพอใจ
มันไม่แช่อยู่ในห้องหนังสือต่อ รีบหันหลังกลับและเดินออกจากที่นี่ กลับไปยังห้องนอน อาบน้ำและดื่มไวน์แดงแก้วเล็กอย่างมีความสุข
ในคืนดังกล่าว บาร์ตันไม่ได้ฝันถึงสิ่งใด เพียงหลับสบายอย่างสงบสุข
เมื่อตื่นขึ้นในตอนเช้า จิตใจของมันกระปรี้กระเปร่าเหนือคำบรรยาย ความปีติยินดีกำลังล้นเอ่อประหนึ่งได้รับชีวิตใหม่
เมื่อเห็นภรรยากำลังหลับอยู่ด้านข้าง บาร์ตันค่อยๆ ลุกจากเตียงอย่างระมัดระวัง เปลี่ยนเสื้อผ้าและออกไปเดินเล่นรอบๆ
มันไม่เคยรู้สึกว่าละแวกบ้านของตนงดงามขนาดนี้มาก่อน:
อากาศสะอาด สภาพแวดล้อมสงบสุข ทิวทัศน์ร่มรื่น แม้แต่คนเดินถนนก็ยังดูมีการศึกษา
สิ่งเหล่านี้ทำให้อารมณ์ของบาร์ตันสดใสยิ่งกว่าเก่า เป็นอีกครั้งที่มันมั่นใจว่าเรื่องราวของแฟร์นันจบแล้วจริงๆ และตนได้รับชีวิตประจำวันแสนสงบสุขกลับคืนมา
ด้วยอารมณ์ดังกล่าว มันกลับมาที่บ้าน กินอาหารเช้ากับภรรยาและลูก
ระหว่างนั้น บาร์ตันคอยหยอดมุกตลกในหนังสือพิมพ์กับภรรยา ซึ่งนั่นทำให้ลูกมีความสุขมาก
เมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าภรรยาและลูก บาร์ตันเกิดความพึงพอใจสุดขีด
ถัดมา มันสวมเสื้อนอกและหมวก ถือไม้ค้ำเดินออกไปขึ้นรถม้าสาธารณะ นั่งตลอดทางจนกระทั่งมาถึงสำนักงานกองทุนขุดค้นและเก็บรักษาวัตถุโบราณที่ตั้งอยู่ขอบเมือง
เข้าไปในสำนักงาน บาร์ตันกลับเข้าสู่จังหวะชีวิตเดิม แทนที่จะเริ่มทำงานทันที มันเตรียมชงชาดำด้วยสมุนไพรราคาแพง
ด้วยชาดำในมือ มันอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับที่ไม่ได้สมัครไว้ที่บ้านด้วยท่าทีผ่อนคลาย ก่อนจะหยิบจดหมายและเอกสารขึ้นมาตรวจสอบ
กระบวนการเหล่านี้ จังหวะชีวิตเหล่านี้ ทุกสิ่งทำให้บาร์ตันสบายใจอย่างบอกไม่ถูก
สิ่งเดียวที่คอยกวนใจก็คือ บาร์ตันยังคงเป็นกังวลเล็กๆ เกี่ยวกับจดหมายที่ได้รับจากแฟร์นัน
อย่างไรก็ดี ความกังวลดังกล่าวไม่กลายเป็นจริง
ราวสิบห้านาทีถัดมา ประตูห้องทำงานของมันมีเสียงเคาะ
“เชิญครับ” บาร์ตันหยิบแก้วชาดำขึ้นมาจิบ
บุคคลที่เปิดประตูเข้ามาคือปาเชโก้·ดอน รองหัวหน้าแผนกกฎระเบียบ เจ้าของใบหน้าแสนธรรมดาที่ไม่มีความโดดเด่น แต่กลับมอบบรรยากาศอ่อนโยน
“เมื่อคืนหลับฝันดีไหม?” ปาเชโก้ยังคงยืนหน้าประตู ถามทักทาย
“สุดยอด” บาร์ตันไม่เก็บซ่อน
ปาเชโก้พยักหน้า ยิ้มและกล่าว
“ดูเหมือนว่าคุณจะหลุดพ้นจากอิทธิพลของเรื่องนี้แล้ว”
บาร์ตันไม่ได้เล่าถึง ‘ฝันร้าย’ ที่มันเผชิญ เพียงถามกลับไปว่า
“แล้วคุณล่ะ”
“ผมเองก็หลับฝันดีเหมือนกัน” ปาเชโก้ตอนด้วยรอยยิ้ม “ตำรวจเข้ามาทำคดีนี้เต็มตัวแล้ว ได้ยินมาว่าพบตัวแฟร์นันเมื่อคืน แต่ช่างน่าเศร้า ดูเหมือนว่าเขาจะโชคร้าย”
“ขอให้เขาได้พักผ่อนอย่างสงบ” บาร์ตันไม่ได้ขอให้พระองค์อวยพร เพราะแฟร์นันได้หันหลังให้เทพวายุสลาตัน บางที ‘พร’ ของพระองค์อาจเป็นพายุสายฟ้าอันเกรี้ยวกราด
กล่าวจบ มันหวนนึกถึงความช่วยเหลือที่ได้รับจากปาเชโก้ รวมถึงความเป็นกันเองของอีกฝ่าย บาร์ตันจึงถือโอกาสพูด
“วันนี้กินอาหารกลางวันด้วยกันไหม?”
“เลี้ยงไหม?” ปาเชโก้ยิ้ม
“แน่นอน ผมยินดีเสมอที่มีคนแบบคุณเป็นเพื่อน” บาร์ตันลุกขึ้นยืน ทำความเคารพอย่างสุภาพชน
ปาเชโก้พยักหน้ารับ
“ผมจะรอคำเชิญที่แผนกกฎระเบียบก็แล้วกัน… ก่อนเที่ยงเป็นไง?”
“ไม่มีปัญหา” ไม่เพียงจะรู้สึกขอบคุณอีกฝ่าย แต่บาร์ตันยังสัมผัสได้ว่า การได้ทำความรู้จักกับรองหัวหน้าแผนกกฎระเบียบคนนี้ อาจส่งผลดีกับตนในระยะยาว
ยิ่งไปกว่านั้น มันเชื่อว่าปาเชโก้ก็คงเหมือนตน มีบางแง่มุมที่เหนือกว่าคนทั่วไป
หลังจากมองดูปาเชโก้ออกจากห้องทำงาน บาร์ตันนั่งลงอีกครั้ง ถอนหายใจเงียบงันและเชื่องช้า
ในฐานะคนธรรมดาที่มีสติปัญญาปานกลาง มันย่อมเห็นว่าเหตุการณ์เกี่ยวกับแฟร์นันเต็มไปด้วยความแปลกประหลาด เข้าข่ายศาสตร์เร้นลับและพิธีกรรมเชิงศาสนา
นอกจากนั้น มันยังสนใจในประเด็นการแบ่งกลุ่มของตระกูลทามาร่า รวมถึงความลับทางประวัติศาสตร์ที่แฟร์นันแบ่งปัน
แต่มันทราบดี ตนไม่ควรขุดคุ้ยลึกลงไป เป็นเรื่องดีแค่ไหนแล้วที่คนธรรมดาได้เห็นส่วนที่จมอยู่ของภูเขาน้ำแข็งโดยแล้วรอดชีวิตมาได้ หากใครอยากรู้อยากเห็นเบื้องล่างของภูเขาน้ำแข็ง คนผู้นั้นย่อมจมน้ำตาย
ประสบการณ์เกี่ยวกับนักโบราณคดีในอดีตทำให้บาร์ตันหวาดกลัวที่จะใช้ชีวิตโลดโผน
สำหรับมัน ความอยากรู้อยากเห็นคือคุณสมบัติที่บาร์ตันไม่ต้องการมากที่สุด
หลังจากแอบถอนหายใจสักพัก บาร์ตันลงมือทำงานต่อ
ใกล้เที่ยง มันเก็บข้าวของบนโต๊ะ หยิบเสื้อนอกและหมวกที่แขวนไว้บนราวขึ้นมาสวม ออกจากห้องทำงานและเดินไปยังแผนกกฎระเบียบ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก! บาร์ตันเคาะประตูไม้ตรงหน้า
เพียงไม่นาน ปาเชโก้เปิดประตูและกล่าวกับบาร์ตัน
“ขออีกห้านาที ผมติดงานอยู่”
“ไม่มีปัญหา” บาร์ตันตอบโดยไม่ลังเล
“เข้ามารอข้างในสิ” ปาเชโก้เชื้อเชิญอย่างเป็นกันเอง
บาร์ตันก้าวเข้าไปในแผนกกฎระเบียบ หาเก้าอี้ให้ตัวเองนั่ง
มันมองไปรอบตัว พบเจ้าหน้าที่อีกหกถึงเจ็ดคนในแผนก
ทันใดนั้น มันได้ยินใครบางคนเคาะประตู
ยังไม่ทันที่เจ้าหน้าที่แผนกกฎระเบียบจะลุกขึ้นยืน ประตูเปิดออกจากด้านนอก
คนแรกที่เดินเข้ามาคือรองประธานของกองทุนขุดค้นและเก็บรักษาโบราณวัตถุแห่งโลเอ็น
อีกฝ่ายเป็นชายชราบุคลิกร่าเริง มองไปรอบตัวสักพักก่อนจะหันมาจ้องบาร์ตัน จากนั้นก็พูด
“ดูเหมือนว่าทุกคนจะอยู่ที่นี่แล้ว… ผมขอแนะนำเพื่อนร่วมงานคนใหม่ของพวกคุณ”
ขณะพูด รองประธานเดินมาข้างหน้าเล็กน้อย ส่งผลให้ทุกคนมองเห็นพนักงานใหม่ของแผนกกฎระเบียบเต็มสองตา
เป็นสตรีอายุราวยี่สิบ จมูกโด่ง ริมฝีปากอวบอิ่ม ดวงตาสีเทา ใบหน้าสะสวย แต่งกายในเดรสสีน้ำเงินทั่วไป
แต่ใบหน้าของเธอคล้ายกับปราศจากอารมณ์ ดูไม่เหมือนคนจริง แต่ใกล้เคียงกับหุ่นขี้ผึ้ง
บาร์ตันและปาเชโก้พลันผงะ
รองประธานกล่าวต่อไปด้วยรอยยิ้ม
“เหมือนกับปาเชโก้ เธอจะเข้ามาทำงานในตำแหน่งรองหัวหน้าแผนกกฎระเบียบ ชื่อของเธอคืออลิเซีย·ทามาร่า”
(จบวันธรรมดาของคนธรรมดา)
Related
จ้องมองจุดที่สตรีคนดังกล่าวหายตัวไปสักพัก ปาเชโก้หันไปพูดกับบาร์ตัน
“กลับสำนักงานกันเถอะ”
“ไม่ต้องไปที่ชานเมือง?” บาร์ตันถามตามความเคยชิน
ปาเชโก้กล่าวพลางยิ้ม:
“คุณเพิ่งส่งขวดไปไม่ใช่หรือ? ถ้าอย่างนั้นก็ไม่จำเป็นต้องไปที่ชานเมือง… บางที เป้าหมายของเขาอาจมีเพียง รบกวนให้พวกเราช่วยนำขวดไปส่งให้สตรีตระกูลทามาร่า ส่วนคำพูดก่อนหน้านั้นคือความเท็จ… แน่นอน เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเรา หลังจากนี้ไม่ว่าใครจะอยู่หรือตาย นั่นก็เป็นทางเลือกของพวกเขาเอง… แต่ก็ควรมีการตรวจตราเพื่อป้องกันมิให้การต่อสู้ระหว่างพวกเขาสร้างอันตรายกับประชาชนทั่วไป และหน้าที่ดังกล่าวจะตกเป็นของตำรวจ ไม่ใช่กองทุนหรือแผนกกฎระเบียบ”
ด้วยสภาพของแฟร์นัน เขาดูไม่เหมือนคนที่จะคิดกลลวงเช่นนี้ได้… บาร์ตันพึมพำ ไม่ถามสิ่งใดเพิ่ม เพียงหันหลังกลับและเดินไปทางประตู
ว่ากันตามตรง คำตอบที่มันยากฟังมากที่สุด ก็คือการกลับไปที่สำนักงาน
การถามว่าควรไปที่ชานเมืองไหมเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบ เป็นปัญหาเก่าที่คาราคาซังมาหลายปี
กลับถึงสำนักงาน บาร์ตันปล่อยเวลาผ่านไปด้วยความอึดอัด และยังคงทำกิจวัตรที่จำเจในช่วงเย็น
เดิมที เราเคยคิดว่าชีวิตของตัวเองช่างน่าเบื่อ แต่ตอนนี้ ชีวิตที่ขาดสีสันกลับกลายเป็นสิ่งล้ำค่าขึ้นมา… เฮ้อ ขอให้หลังจากนี้ไม่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์เหนือจินตนาการใดอีก… พระองค์ได้โปรดคุ้มครองข้าด้วย… บาร์ตันหยุดยืนที่หน้าประตูบ้าน เหยียดแขนขวา กำหมัดกระทบอกซ้าย
สวดวิงวอนจบ มันเปิดประตู ถอดหมวกและเสื้อนอกยื่นให้ภรรยาที่ออกมาต้อนรับ
“เกิดอะไรขึ้นกับแฟร์นัน?” ภรรยาถามอย่างเป็นกังวล
บาร์ตันตอบด้วยใบหน้าสุขุม
“เขาไปทำไม่ดีไว้กับใครบางคน จึงกำลังถูกตามล่าตัว ตอนนี้ตำรวจรับเรื่องแล้ว… หลังจากนี้ ถ้าแฟร์นันแวะมาเยี่ยมอีก อย่าให้เขาเข้าบ้านเด็ดขาด และอย่าลืมส่งคนไปแจ้งตำรวจทีหลัง”
เมื่อภรรยาบาร์ตันได้ยินว่าตำรวจรับเรื่องแล้ว เธอโล่งใจทันที
“ตกลง”
หลังจากเสร็จมื้อค่ำและเล่นกับลูกสักพัก บาร์ตันขอตัวเข้าไปในห้องหนังสือและนั่งลงริมหน้าต่าง
มันต้องการพื้นที่ส่วนตัวเพื่อสงบสติอารมณ์ เพื่อสลัดความตื่นตระหนกจากเหตุการณ์ที่แฟร์นันนำพา
ด้วยเหตุนี้ บาร์ตันหยิบบุหรี่ออกจากลิ้นชักและนำมาใส่ปาก
มันไม่ใช่คนติดบุหรี่ แต่ในบางเวลาก็ต้องการความบันเทิง จึงเตรียมกล่องบุหรี่ไว้ที่บ้าน รวมถึงการพกติดตัว
ไม้ขีดถูกจุด บุหรี่ถูกจุด บาร์ตันสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด
มันเอนหลังพิงพนัก มองดูควันพรั่งพรูออกจากปากและจมูก
ควันสีขาวซีดสลายตัวไปในอากาศ ทำเอาบาร์ตันหวนนึกถึงหมอกที่พ่นออกจากจมูกและปากแฟร์นัน
แถมยังได้กลิ่นเจือจาง
สำหรับบาร์ตัน นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะแฟร์นันเคยอยู่ในห้องหนังสือ ย่อมต้องหลงเหลือร่องรอยที่คนปรกติสัมผัสไม่ได้
การที่บาร์ตันไม่ได้กลิ่นในตอนแรก เป็นเพราะจิตใจของมันกระวนกระวายและปั่นป่วน สติจดจ่ออยู่กับแฟร์นันและข้อความที่อีกฝ่ายทิ้งไว้
อีกสาเหตุหนึ่งก็คือ กลิ่นเลือดในห้องหนังสือยังเบาบางกว่ามาก ไม่แรงเท่ากลิ่นในโรงแรมและในซากบ้าน
ขณะควันบุหรี่กระจายตัว ดวงตาบาร์ตันหรี่ลงกะทันหัน
มันสัมผัสถึงลางร้าย!
ทันใดนั้น ควันสีขาวซีดจับกลุ่มกันในทิศทางหนึ่ง ก่อนจะก่อตัวเป็นร่างที่มีกลิ่นเลือดโชย
ท่อนบนของร่างดังกล่าวดูปรกติ จมูกสีแดงโดดเด่น ไม่ใช่ใครนอกจากนักโบราณคดีแฟร์นัน
ท่อนล่างของมันมีสภาพเป็นควัน ราวกับสัตว์ประหลาดที่ประกอบจากควันบุหรี่
“ฟ…แฟร์นัน…” บาร์ตันตะโกนตะกุกตะกักประหนึ่งหายใจลำบาก
เสียงของมันกังวานไปทั่วห้องหนังสือ แต่มิอาจทะลวงผ่านออกไปนอกกำแพง
“ฮะฮะ! ฉันมีร่างกายที่เป็นอมตะ ตราบใดที่ยังมีหมอก ฉันสามารถคืนชีพได้ทุกเมื่อ!” แฟร์นันหัวเราะเสียงดัง
เทียบกับเมื่อก่อน สีหน้าแววตาของมันทวีความบ้าคลั่ง ดวงตาค่อนไปทางสีขาวซีด
ห…หมอนี่เพิ่งตาย? บาร์ตันผุดความคิดตามความเคยชิน
ถัดมา มันพยายามสงบสติ
“จะให้ฉันช่วยอะไร?”
ขณะกล่าว บาร์ตันนึกอยากจะลุกขึ้นยืน แต่น่าเศร้าที่ร่างกายของมันถูกปกคลุมด้วยหมอกจางเย็นเยียบ สติสัมปชัญญะแทบไม่หลงเหลือ
แฟร์นันหยุดหัวเราะ จ้องเข้าไปในดวงตาบาร์ตัน บรรจงกล่าวทีละคำ
“นายไม่ได้นำขวดนั่นไปไว้ที่ชานเมือง”
แม้บาร์ตันจะเป็นคนใจร้อน แต่มันก็รู้ว่าไม่ควรตอบคำถามนี้ตรงๆ สมองจึงรีบประมวลผลและค้นหาหนทางที่ดีที่สุด
ไม่กี่วินาทีถัดมา ก่อนที่แฟร์นันจะได้กล่าวสิ่งใด บาร์ตันเปลี่ยนเรื่องคุย
“ทำไมนายถึงเปลี่ยนความเชื่อ? ไม่ใช่ว่านายศรัทธาองค์วายุสลาตันอย่างแรงกล้าหรอกหรือ?”
แฟร์นันเงียบไปเล็กน้อย สีหน้าเผยความคลั่งไคล้
“ฉันได้เห็นโลกที่กว้างใหญ่กว่าเดิม… เมื่อเทียบกันแล้ว โลกที่พวกเราอาศัยอยู่ในปัจจุบันเป็นเพียงเม็ดเล็กๆ ในทะเลทราย… ที่นั่นเต็มไปด้วยอารยธรรมนับไม่ถ้วน บ้างยาวนานถึงแสนปี บ้างเป็นล้านปี และบ้างหลายสิบล้านปี… ดูเหมือนกับจักรวาลไม่มีผิด!”
เมื่อเห็นว่าคำถามของตนเปลี่ยนแฟร์นันไปในทิศทางที่แย่ลง บาร์ตันปิดปากสนิท ครุ่นคิดเกี่ยวกับหัวข้อที่อีกฝ่ายอาจสนใจ
มันค่อยๆ สูดลมหายใจ
“นอกจากแท่นบูชา นายค้นพบอะไรบ้างในโบราณสถานยุคสมัยที่สี่? มีข้อมูลเกี่ยวกับตระกูลทามาร่ามากน้อยแค่ไหน?”
ดวงตาแฟร์นันขยับเล็กน้อย
“ตระกูลทามาร่าเปลี่ยนตราประจำตระกูล… หมายความว่าพวกเขาเผชิญเหตุการณ์สำคัญบางอย่าง”
ขณะพูด นักโบราณคดีที่ร่างกายท่อนล่างถูกปกคลุมด้วยหมอก เหยียดมือขวาออกและใช้ควันวาดสัญลักษณ์สองชนิดกลางอากาศ
สัญลักษณ์แรกประกอบด้วยชั้นของหนาม ปราการโล่ และดาบยาวที่สอดเข้าไปในแนวตั้ง สัญลักษณ์ที่สองคือบานประตูคู่ที่เปิดอ้า ช่องว่างด้านในถูกเติมเต็มด้วยดาบยาวแนวตั้ง
ในฐานะนักประวัติศาสตร์มืออาชีพที่ค่อนข้างโด่งดัง บาร์ตันหวนนึกถึงคำพูดของสตรีตระกูลทามาร่าคนนั้น
“พวกเขาคือพวกเขา พวกเราคือพวกเรา”
“ตระกูลทามาร่าแบ่งเป็นสองกลุ่ม?” บาร์ตันโพล่งขึ้น
“คงใช่” แฟร์นันยิ้มอย่างมีความสุข ก่อนจะเดินเข้าหาบาร์ตันพลางกล่าวอย่างกระตือรือร้น “สมองของนายน่าสนใจกว่าที่ฉันคิด ถือเป็นอาหารเสริมที่ยอดเยี่ยมสำหรับฉัน… ไม่ต้องกังวล ความคิดของนายจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกับฉัน เราจะได้เห็นอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ร่วมกัน”
มันดูอ่อนแอ คล้ายกับต้องการฟื้นฟูร่างกาย
หัวใจบาร์ตันเต้นโครมครามอย่างบ้าคลั่ง พยายามหลบเลี่ยงอีกฝ่ายสุดความสามารถ แต่ไม่ว่าจะดิ้นรนสักเพียงใด ร่างกายของมันก็ยิ่งชะงักงันและมิอาจขยับเขยื้อน
ขณะใบหน้าแฟร์นันจ่ออยู่ปลายจมูก มือขวาบาร์ตันรู้สึกเจ็บกะทันหัน ทุกส่วนของร่างกายได้รับสติกลับมาทันที
หมอกสีขาวซีดและสัตว์ประหลาดแฟร์นันตรงหน้าอันตรธานหายไป ราวกับไม่ได้อยู่ที่นี่ตั้งแต่แรก
บาร์ตันก้มมองตามสัญชาตญาณ พบว่าบุหรี่ในมือขวาไหม้ลามมาถึงโคนนิ้ว
“แค่ฝันไป? แต่ทำไมถึงรู้สึกเหมือนจริงนัก” บาร์ตันทิ้งก้นบุหรี่และลุกขึ้นยืน อาศัยสัมผัสวิญญาณนำทางไปยังหน้าต่าง
ดวงตาจ้องมองถนน มันพบคนเดินเท้าจำนวนหนึ่ง กำลังย่ำไปบนถนนที่มีแสงจากโคมไฟคอยมอบความสว่าง พยายามกลับถึงบ้านให้เร็วที่สุด
ในหมู่คนเหล่านั้น โกลเดนรีทรีเวอร์ตัวใหญ่กำลังเดินไปเดินมาอย่างเป็นธรรมชาติ
Related
ตัวตนที่ยิ่งใหญ่… ได้ยินคำพูดแฟร์นัน บางความทรงจำในส่วนลึกของจิตใจบาร์ตันเริ่มพรั่งพรูออกมา
เป็นการยากที่บาร์ตันจะเก็บซ่อนความกลัวได้อีกต่อไป สองเท้าย่ำถอยหลังอย่างมิอาจควบคุม
ในภารกิจทางโบราณคดีเมื่อหลายปีก่อน ฝันร้ายทั้งหมดของบาร์ตันเริ่มขึ้นหลังจากได้เห็นคำนิยามที่คล้ายคลึงกัน!
ขณะบาร์ตันกำลังสั่นเทาและต้องการหันหลังวิ่งหนี ปาเชโก้·ดอน รองหัวหน้าแผนกกฎระเบียบถือโอกาสซักถามแฟร์นัน
“ในเมื่อคุณสัมผัสถึงเจตจำนงของตัวตนอันยิ่งใหญ่ ทำไมถึงไม่ลองประนีประนอมกับกลุ่มคนจากยุคสมัยที่สี่ที่คอยสะกดรอยตามคุณ?”
ลมหายใจแฟร์นันหนักขึ้นกะทันหัน ราวกับมีหมอกสีขาวพวยพุ่งออกมา
โทนเสียงของมันสูงขึ้น
“พวกมันไม่ได้ศรัทธาจากก้นบึ้งหัวใจ ยังมีการยับยั้งไว้บางส่วน!”
เมื่อแฟร์นันกล่าวจบ บ้านที่พังไปครึ่งหลังถูกเติมเต็มด้วยหมอกสีขาวจาง หมอกเหล่านี้บางมากจนแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แผ่กลิ่นคาวเลือดโชยคลุ้ง
คล้ายกับบาร์ตันเริ่มเข้าใจบางสิ่ง แต่มันไม่มีอารมณ์ที่จะขบคิดให้แตกฉาน
มันเพียงต้องการหนีออกจากที่นี่ หนีให้พ้นจากอันตรายที่ใกล้ปะทุ
ปาเชโก้ยังคงเยือกเย็น มันจ้องหน้าแฟร์นัน ถามอย่างเป็นกันเอง
“คุณแวะไปที่บ้านของมิสเตอร์บาร์ตัน แถมยังเขียนจดหมายถึงกองทุน… ต้องการให้พวกเราช่วยอะไรกันแน่?”
ได้ยินเช่นนั้น บาร์ตันพลันผงะ
หากเป็นในสถานการณ์ปรกติ มันคงเข้าใจว่า ปาเชโก้กำลังถามแฟร์นันว่าต้องการความช่วยเหลือทางการเงินแบบใด!
แต่กับสถานการณ์ตรงหน้า ไม่ใช่ว่าพวกเราเหลือแค่สองตัวเลือกหรอกหรือ? หากไม่รีบแผ่นก็ต้องแจ้งตำรวจ หรือไม่ก็ชักอาวุธออกมา ยิงใส่แฟร์นันสักนัด หรือไม่ก็ฟาดไม้เท้าใส่สักป้าบ… บาร์ตันฉงนเกี่ยวกับวิธีการรับมือของปาเชโก้
ด้วยจมูกที่มีหมอกสีขาวปกคลุม แฟร์นันซึ่งดวงตาถูกย้อมไปด้วยแสงสีเทาไหลเวียน คล้ายกับมิอาจเพิกเฉยคำถามดังกล่าว สีหน้าแววตาเริ่มเผยความจดจ่อ น้ำเสียงองอาจขึงขัง:
“สองเรื่อง… เรื่องแรก นำวัตถุชิ้นนี้ไปที่ชานเมืองและนำกลับมาคืนในตอนเย็น”
กล่าวจบ แฟร์นันโยนขวดแก้วคอบางออกมา
ขวดแก้วดูแข็งมาก ราวกับต่อให้ตกกระแทกพื้นหรือหินก็ไม่แตก
ด้านในบรรจุหมอกบางๆ สีซีดกึ่งมายา
ทันใดนั้น บาร์ตันทราบได้ทันทีว่าปาเชโก้ รองหัวหน้าแผนกกฎระเบียบ ชะงักไปเล็กน้อยราวกับสัมผัสถึงความไม่ปรกติ
แฟร์นันไม่มัวใส่ใจท่าทีตอบสนองของทั้งคู่ เพียงกล่าวต่อไป
“เรื่องที่สอง ระหว่างการรวบรวมวัตถุโบราณ ช่วยฉันมองหาสิ่งที่คล้ายกับเจ้านี่”
กล่าวจบ มันนำกระดาษออกจากแขนและคลี่ออก
บนกระดาษแผ่นดังกล่าวมีภาพวาดของตะเกียงรูปทรงประหลาด คล้ายกับกาน้ำใบเล็กที่มีไส้ตะเกียงยื่นออกจากปาก
“…ไม่มีปัญหา” ปาเชโก้เงียบไปสองวินาที ก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงที่ค่อนข้างเบา แตกต่างจากโทนเสียงก่อนหน้า
“ตัดสินใจได้ดี ฮะฮะ! นายไม่คิดบ้างหรือ ว่าการพบกันของพวกเราอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ?” แฟร์นันทิ้งกระดาษทันที กระโดดไปยังด้านบนของบ้านที่พังไปครึ่งหลัง
ประหนึ่งลิงบาบูน มันปีนป่ายอย่างคล่องแคล่ว เพียงไม่นานก็หายไปจากการมองเห็นของบาร์ตันและปาเชโก้
“พวกเราควรทำยังไงต่อ…” บาร์ตันมองไปทางรองหัวหน้าแผนกกฎระเบียบด้านข้าง
ยังไม่ทันพูดจบ มันชะงักกะทันหัน เนื่องจากพบว่าปาเชโก้เอาแต่ยืนนิ่งด้วยลมหายใจหนักแน่น
นอกจากนั้น ผิวหนังปาเชโก้เริ่มมีขนหยิกสีดำงอกขึ้น กล้ามเนื้อบวมพองจนเสื้อขนสัตว์แน่นตึง
…สัตว์ประหลาด… สัตว์ประหลาด… รูม่านตาของบาร์ตันขยายออก ราวกับต้องการจะเห็นรูปลักษณ์ปัจจุบันของปาเชโก้ให้มากขึ้น
แต่เพียงพริบตา ความผิดปรกติบนตัวปาเชโก้พลันอันตรธานหาย มันถอนหายใจโล่งอก:
“พวกเราจะรอที่นี่”
“…ต้องหยิบมันขึ้นมาไหม?” บาร์ตันชี้ไปยังขวดแก้วและกระดาษบนพื้น
มุมปากปาเชโก้ขยับแผ่วเบา
“คุณจะหยิบก็ได้… แต่หลังจากนั้น คุณต้องรักษาระยะห่างกับผม”
บาร์ตันโพล่งขึ้น
“หมอกในขวดแก้วสร้างอิทธิพลกับร่างกายคุณ?”
“บนโลกใบนี้ สิ่งใดที่ยังไม่มั่นใจ อย่าลงมือทำส่งเดช” ปาเชโก้ยังคงตอบไม่ตรงคำถาม
คุยกับหมอนี่เหนื่อยชะมัด… บาร์ตันครุ่นคิดสักพัก ก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย หยุดลงใกล้กับขวดแก้วและกระดาษ
ทันทีที่ก้มตัวหยิบสิ่งของทั้งสอง แสงจางๆ สว่างขึ้นตรงหน้าบาร์ตัน
จากนั้น มันเห็นรองเท้าบูตคู่หนึ่ง
ข้างหนึ่งหัวแหลม อีกข้างหัวกลมแบบที่คนส่วนใหญ่นิยมสวม ดูราวกับเป็นรองเท้าของคนสองคน
หัวใจบาร์ตันพลันแน่นตึง มันรีบเหยียดตัวตรงมองไปข้างหน้า
อีกฝ่ายเป็นสตรี
สตรีคนดังกล่าวสวมกระโปรงยาวที่แบ่งครึ่งซีก ฝั่งหนึ่งเรียบง่าย ฝั่งหนึ่งซับซ้อน ฝั่งหนึ่งสีสันฉูดฉาด ฝั่งหนึ่งดำล้วน
เมื่อเห็นเดรสยาวที่ไม่สมมาตร ต่อมความหงุดหงิดภายในใจบาร์ตันพลันถูกกระตุ้น มันต้องการเข้าไปฉีกทำลายเสื้อผ้าอีกฝ่ายและมอบเดรสกับรองเท้าปรกติให้สวม
แรงกระตุ้นดังกล่าวปราศจากความปรารถนาที่เพศชายมีต่อเพศหญิง เป็นอารมณ์ที่ขับเคลื่อนด้วยความเกลียดชังและขยะแขยงทางรสนิยม
หลังจากฝืนข่มความอึดอัดที่ก่อตัวในใจ บาร์ตันเพ่งไปยังส่วนศีรษะของสตรี
หน้าตาน่ารัก จมูกโด่ง ริมฝีปากอวบอิ่ม ดวงตาสีเทาเข้มหายาก อายุราวยี่สิบถึงสามสิบ
บาร์ตันมิได้ประหลาดใจ เพียงรู้สึกว่ารูปลักษณ์ของอีกฝ่ายแปลกตาจนยากอธิบาย
ผ่านไปไม่กี่วินาที ในที่สุดมันก็เข้าใจต้นตอของความพิสดาร:
ใบหน้าของสตรีคนดังกล่าวปราศจากอารมณ์ ดูไม่เหมือนกับคนจริง แต่ใกล้เคียงหุ่นขี้ผึ้งมากกว่า
“แฟร์นันไปแล้ว” ปาเชโก้ รองหัวหน้าแผนกกฎระเบียบที่ดูเหมือนเคลื่อนไหวได้ช้าลง เปิดปากเป็นคนแรก
ดวงตาหญิงสาวเพ่งมองขวดแก้วและกระดาษในมือบาร์ตัน
“เขาบอกให้คุณทำอะไร”
“นำขวดใบนี้ไปที่ชานเมืองและกลับมาคืนในตอนเย็น นอกจากนั้น ช่วยเขาตามหาวัตถุที่ตรงกับในภาพบนกระดาษ”
สตรีคนดังกล่าวพยักหน้า
“ส่งขวดมาให้ฉัน”
กล่าวจบ คล้ายกับบาร์ตันได้ยินคำสั่งที่มิอาจขัดขืน รีบขว้างขวดแก้วไปหาอีกฝ่ายตามสัญชาตญาณ
“คุณคือทามาร่า?” ปาเชโก้ถือโอกาสถาม
สตรีคนดังกล่าวรับขวดแก้ว ก้มมองมันพลางกล่าว
“ฉันไม่คิดว่าจะมีใครจดจำพวกเราได้”
ปาเชโก้ยิ้ม
“อันที่จริง นับตั้งแต่ช่วงปลายยุคสมัยที่สี่จนถึงปัจจุบัน คนของตระกูลทามาร่ายังคงมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอด เพียงแต่มีจำนวนน้อยมาก… คุณเคยได้ยินชื่อชุมนุมสัมผัสวิญญาณไหม?”
“พวกเขาคือพวกเขา พวกเราคือพวกเรา” หลังจากสตรีตอบห้วนๆ ร่างของเธอจางลงและหายไปจากอากาศ
………………………………
Related
หลังจากอ่านร่องรอยประโยคบนกระดาษ ปาเชโก้หันกลับมาพูดกับบาร์ตันด้านข้าง
“ขั้นตอนหลังจากนี้ค่อนข้างซับซ้อน ผมต้องขอความช่วยเหลือจากตำรวจ… คุณสามารถกลับไปยังสำนักงานและรอการสอบปากคำเพิ่มเติม”
บาร์ตันที่กำลังยืนจ้องกระดาษ เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น ไม่เพียงจะไม่ผิดหวัง แต่ยังยินดีและรีบผงกศีรษะ
“ตกลง”
หลังจากอ่านสิ่งที่แฟร์นันเขียนไว้ สัญชาตญาณของบาร์ตันรีบเตือนตัวเองว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอันตราย
ในฐานะคนธรรมดา การหลีกเลี่ยงอันตรายคือตัวเลือกจากสามัญสำนึก
แน่นอน ส่วนหนึ่งเพราะแฟร์นันเป็นเพียงเพื่อนทั่วไป ไม่ใช่เพื่อนสนิทจนถึงกับต้องยอมเสี่ยงอันตราย
ตอบเสร็จ บาร์ตันหันหลังกลับทันที เดินผ่านเจ้าของโรงแรมและบริกร ลงมาเรื่อยๆ จนถึงถนนด้านนอก
ในคราวนี้ มันไม่ได้กลับด้วยรถม้าสาธารณะ แต่เป็นการขึ้นรถม้าเช่า
การออกนอกสำนักงานของบาร์ตันถือเป็นกรณีพิเศษที่ค่อนข้างเร่งด่วน รองหัวหน้าแผนกกฎระเบียบสามารถเป็นพยานให้ได้ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจึงสามารถเบิกจากกองทุน
การใช้เงินของกองทุน กับการใช้เงินส่วนตัว เป็นสองความรู้สึกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ระหว่างทาง บาร์ตันมองออกไปนอกหน้าต่าง อดไม่ได้ที่จะคิดเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของแฟร์นัน:
หมอนั่นยังมีชีวิตอยู่ไหม…
กลิ่นเลือดในห้องค่อนข้างแรง…
ขอให้ยังมีชีวิต ขอให้องค์วายุสลาตันอวยพร…
ถ้าเขายังมีชีวิต ตอนนี้เขาไปที่ไหน?
ที่ไหน…
หรือว่า…
ที่นั่น!
ท่ามกลางกระแสความคิด บาร์ตันฉุกคิดถึงความเป็นไปได้ จึงรีบบอกให้คนขับรถม้าเปลี่ยนเส้นทางไปยังละแวกบ้านตน
เพียงไม่นาน มันกลับมาถึงบ้าน
“เกิดอะไรขึ้นหรือคะ?” ภรรยาบาร์ตันทักทายด้วยสีหน้าประหลาดใจ
ปัจจุบันยังมีเวลาอีกพอสมควรกว่าจะถึงมื้อเที่ยง จึงไม่ต้องพูดถึงเวลาเลิกงาน
บาร์ตันไม่ถอดหมวกหรือเสื้อนอก ไม่ตอบคำถาม เพียงถามเข้าประเด็น
“แฟร์นันแวะมาที่นี่ไหม?”
“เขามาหาคุณเมื่อสิบห้านาทีก่อน ฉันบอกให้เขารออยู่ในห้องหนังสือและส่งเวลส์ไปตามคุณที่สำนักงานกองทุน” ภรรยาบาร์ตันตอบเถรตรง
เวลส์คือคนงานของครอบครัว ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ระยะเวลาเพียงสิบห้านาทีนั้นไม่เพียงพอที่จะทำให้อีกฝ่ายไปถึงสำนักงานกองทุนขุดค้นและเก็บรักษาวัตถุโบราณแห่งโลเอ็น
นี่คือสิ่งที่ภรรยาของบาร์ตันประหลาดใจมากที่สุด
“อา…” บาร์ตันพยักหน้าหนักแน่น รีบเดินผ่านห้องรับแขก ขึ้นไปยังชั้นสองและเข้าไปในห้องหนังสือ
ในห้องหนังสือ หน้าต่างกำลังเปิดอ้า ผ้าม่านแกว่งไกวแผ่วเบา แต่นอกจากนั้นก็มีเพียงความว่างเปล่า
“แฟร์นัน?” บาร์ตันตะโกน แต่ไม่มีใครตอบ
เขากระโดดออกไปทางหน้าต่าง… บาร์ตันขมวดคิ้ว มองไปรอบตัวอย่างระมัดระวัง พบว่าหนังสือหลายเล่มบนชั้นถูกวางผิดจากตำแหน่งเดิม
เป็นหนังสือชุดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ แบ่งออกเป็นสามเล่ม: เล่มแรก เล่มกลาง และเล่มจบ
บาร์ตันชอบที่จะเรียงมันจากขวาไปซ้าย แต่ปัจจุบันมันถูกเรียงจากซ้ายไปขวา
มันสูดลมหายใจเงียบ เร่งฝีเท้าเดินไปหยิบหนังสือทั้งสามเล่มออกมา
ตรวจสอบอย่างละเอียดสักพัก บาร์ตันพบว่าหนึ่งในหน้ากระดาษของเล่มกลางถูกพับมุมไว้
มันรีบเปิดไปยังหน้าดังกล่าวและคลี่มุมออก
ด้วยดินสอ ข้อความถูกเขียนด้วยตัวหวัดๆ
“ผู้อพยพในยุคสมัยที่สี่บูชาวิญญาณมาร”
ซี้ด… บาร์ตันหวาดกลัวเจือตื่นตระหนก รีบปิดหนังสือในมือกลับ
โดยไม่มัวคิดมาก มันรีบออกจากห้องหนังสือและวิ่งลงบันได เตรียมย้อนกลับไปหารองหัวหน้าแผนกกฎระเบียบปาเชโก้ เพื่อเล่าให้อีกฝ่ายฟังว่าตนพบเจอสิ่งใดมา และขอร้องให้ช่วยส่งตำรวจมาคุ้มครองครอบครัวตน
เมื่อออกจากบ้าน บาร์ตันค่อยๆ ลดความเร็วลง ครุ่นคิดถึงประเด็นหนึ่งที่สำคัญ:
แล้วเราต้องไปหาปาเชโก้ที่ไหน?
โรงแรมคลอฟ สถานีตำรวจสโตน หรือสำนักงานกองทุน?
ไตร่ตรองสักพัก บาร์ตันตัดสินใจกลับไปยังสำนักงานกองทุนเพื่อมองหาเจ้าหน้าที่แผนกกฎระเบียบคนอื่น
แต่ทันใดนั้นเอง รถม้าเช่าแล่นมาหยุดหน้าประตูบ้านบาร์ตัน โดยมีปาเชโก้·ดอนก้าวลงมา
“เราพบว่าแฟร์นันแวะมาที่บ้านคุณอีกครั้ง” รองหัวหน้าแผนกกฎระเบียบอธิบายด้วยประโยคเดียว
บาร์ตันโล่งอก ตอบกลับโดยไม่ลังเล
“ใช่ แต่เขาออกไปแล้ว… เขาทิ้งเบาะแสบางอย่างไว้”
กล่าวจบ บาร์ตันนำทางปาเชโก้เข้าไปในบ้าน ไปยังห้องหนังสือ ยื่นหนังสือเล่มดังกล่าวให้อีกฝ่าย
ปาเชโก้มองอยู่สักพัก ก่อนจะใช้ปลายนิ้วลูบไปบนผิวตัวหนังสืออย่างอ่อนโยน
ถัดมา มันนำดินสอแท่งเดิมที่เคยใช้ เขียนลงไปด้านข้างข้อความของแฟร์นัน:
“แจ้งตำรวจ!”
จัดการเสร็จ ปาเชโก้สอดหนังสือกลับไปไว้ที่เก่า
แต่มันไม่ได้ดันเข้าไปจนสุด
แถวดังกล่าวจึงมีสันหนังสือยื่นโดดเด่นออกมาเพียงเล่มเดียว
“เอาล่ะ คุณกลับไปยังสำนักงานกองทุน รับประทานอาหารกลางวัน จากนั้นก็รอฟังข่าวดีจากตำรวจ” ปาเชโก้ปรบมือหนึ่งครั้ง
บาร์ตันยังไม่ค่อยเข้าใจพฤติกรรมของทนายความอาวุโส แต่ก็ไม่ได้ถามถึงเหตุผล
ด้วยความสัตย์จริง มันไม่อยากเข้าไปพัวพันกับเรื่องนี้อีก เพราะคิดว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ตนจะรับมือไหว
บาร์ตันกุเหตุผลสองสามข้อขึ้นมาอธิบายภรรยา จากนั้นก็ตามปาเชโก้กลับไปยังสำนักงานและเริ่มทำงานตามกิจวัตรปรกติ
เมื่อถึงช่วงเวลาชายามบ่าย ขณะเพิ่งเสร็จสิ้นการประเมินหนังสือโบราณเล่มหนึ่ง มันได้ยินเสียงเคาะประตู
“ผมได้เบาะแสแล้ว จำเป็นต้องแวะไปที่บ้านคุณ” ปาเชโก้ที่มีผ้าพันคอสีเทาพันรอบคอ ยืนอยู่หน้าประตู
“เบาะแส?” บาร์ตันลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าประหลาดใจ
ปาเชโก้ไม่ตอบ เพียงแสดงภาษากายเชื้อเชิญ
บาร์ตันมิอาจปฏิเสธ ทำได้เพียงกลับไปที่บ้านพร้อมกับอีกฝ่าย
“แฟร์นันแวะมาอีกแล้ว!” ภรรยาบาร์ตันที่เริ่มตระหนักถึงความผิดปรกติ เปิดประตูด้วยสีหน้าหวาดผวา
“ไม่มีอะไร แค่ปัญหาเล็กน้อย” บาร์ตันยังคงทำตัวเป็นหัวหน้าครอบครัวด้วยการปลอบประโลมภรรยา
หลังจากเข้ามาในห้องหนังสือ มันและปาเชโก้พบว่าแฟร์นันชิงออกไปก่อนอีกแล้ว
“บ้าจริง รอกันสักนิดไม่ได้หรือไง” บาร์ตันอดไม่ได้ที่จะบ่น
“ไม่เป็นไร” ปาเชโก้เดินไปยืนหน้าชั้นหนังสือและหยิบเล่มเดิมออกมา
เห็นได้ชัดว่าแฟร์นันเห็นคำแนะนำของมันแล้ว เพราะหนังสือถูกผลักเข้าไปจนสุด
“บางทีผมอาจจะทราบว่าแฟร์นันอยู่ที่ไหน” ปาเชโก้หรี่ตาลง กล่าวด้วยรอยยิ้ม
บาร์ตันผงะ
“คุณรู้ได้ยังไง?”
ปาเชโก้ลืมตาขึ้น ยิ้มและตอบ
“เขารับสินบนจากผม… ไม่สิ ของขวัญ… ไม่สิ… คำนิยามที่ชัดเจนที่สุดคงเป็นคำแนะนำ… แต่แน่นอน เขาอาจไม่ทำตามนั้น”
กล่าวจบ รองหัวหน้าแผนกกฎระเบียบเดินผ่านบาร์ตัน เดินออกจากห้องหนังสือ
บาร์ตันเดินตามโดยจิตใต้สำนึก ออกจากละแวกบ้านของตนไปจนถึงถนนใกล้เคียง
สุดสายของถนน ที่นั่นมีบ้านหลังหนึ่งซึ่งพังไปเพราะเหตุอัคคีภัย
“ยังไม่ซ่อมอีกหรือ” บาร์ตันพึมพำ
ปาเชโก้สวมถุงมือสีขาวอีกครั้ง กล่าวด้วยสีหน้าค่อนข้างเคร่งขรึม
ผ่านประตูที่มีสภาพค่อนข้างดี มันเดินเข้าไปในห้องโถงที่พังถล่ม
เศษไม้ไหม้เกรียมบางส่วนกองสุมกันบนพื้น บดบังครึ่งท่อนล่างของร่างหนึ่ง
ร่างดังกล่าวสวมแจ็กเกตสีน้ำตาล จมูกแดง ร่างกายกำยำ ไม่ใช่ใครนอกจากนักโบราณคดีแฟร์นัน
บาร์ตันแอบถอนหายใจ ก่อนจะรีบส่งเสียงถาม:
“ทำไมถึงไม่แจ้งตำรวจ?”
“พวกมันจับตามองสถานีตำรวจ” แฟร์นันตอบเสียงเรียบ
บาร์ตันโพล่งถามอีกครั้ง
“ทำไมถึงไม่ออกจากสโตนและแจ้งตำรวจของเมืองอื่น?”
“พวกมันจับตามองสถานีรถไฟ” แฟร์นันตอบด้วยเสียงเดิม
บาร์ตันครุ่นคิดสักพัก ตามด้วยขมวดคิ้ว
“มีหลากหลายวิธีที่จะออกจากเมืองสโตน พวกมันปิดเมืองไม่ได้สักหน่อย”
ได้ยินประโยคดังกล่าว สีหน้าแฟร์นันค่อยๆ มีชีวิตชีวา เสียงของมันเริ่มล่องลอย
“ฉันสัมผัสถึงเจตจำนงของตัวตนที่ยิ่งใหญ่…”
…………………………………………
Related
ทามาร่า… บาร์ตันเคี้ยวคำพลางครุ่นคิดหาความหมาย
แตกต่างจากครั้งแรกที่ค้นพบว่าตัวเองสามารถได้ยินเสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน มันมิได้มองไปรอบๆ อย่างตื่นตระหนกเพื่อค้นหาว่าใครกำลังพูดในความมืด เพียงเตรียมพร้อมหยิบไม้ค้ำขึ้นมาฟาด พลางยืนสังเกตท่าทีของรองหัวหน้าแผนกปาเชโก้อย่างใจเย็น
ปาเชโก้ชำเลืองและกล่าว
“คุณศึกษาประวัติศาสตร์ยุคสมัยที่สี่ใช่ไหม?”
“ก็เคยตีพิมพ์งานวิจัยอยู่บ้าง” บาร์ตันตอบอย่างสุภาพ
ในวินาทีนี้ มันมิได้เสแสร้งไร้เดียงสาต่อหน้าประวัติศาสตร์ยุคสมัยที่สี่ ประการแรก อุปนิสัยส่วนตัวไม่อนุญาตให้ทำ และประการที่สอง ตำแหน่งงานในปัจจุบันของมันเกิดจากความสำเร็จด้านประวัติศาสตร์ หากมีข้อบกพร่องแม้เพียงเล็กน้อย พรุ่งนี้มันคงถูกกองทุนไล่ออก
ปาเชโก้มองไปยังประตู
“เคยได้ยินชื่อทามาร่ามาก่อนไหม”
“เคย” บาร์ตันชำเลืองปาเชโก้ด้านข้างตามสัญชาตญาณ “จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของยุคสมัยที่สี่ที่กระจัดกระจาย ชื่อของทามาร่าปรากฏขึ้นบ่อยครั้ง เป็นรองเพียงทูดอร์ โซโลมอน และทรันซอสต์เท่านั้น จากมุมมองดังกล่าว เราสามารถตัดสินเบื้องต้นได้ว่า ทามาร่าคือตระกูลขุนนางใหญ่ของจักรวรรดิในยุคสมัยที่สี่”
กล่าวจบ บาร์ตันเว้นวรรคก่อนจะพูดต่อ
“แฟร์นันเพิ่งค้นพบโบราณสถานจากยุคสมัยที่สี่”
เนื่องจากบริกรโรงแรมยังยืนอยู่ไม่ห่าง มันจึงไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ ว่า ตระกูลทามาร่าอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปรกติของแฟร์นัน
ปาเชโก้ไม่ตอบ เพียงบ่ายหน้าไปพูดกับบริกรโรงแรม
“ผมเป็นตำรวจแผนกคดีอาชญากรรม ปัจจุบันกำลังสงสัยว่าแขกภายในห้องนี้อาจเผชิญเหตุไม่คาดฝัน กรุณานำกุญแจมาไขประตูด้วย”
ขณะกล่าว ปาเชโก้นำเอกสารยืนยันตัวตนออกมาแสดงต่อหน้าอีกฝ่าย
บริกรโรงแรมสะดุ้งในตอนต้น ก่อนจะรีบอ่านเนื้อหาในเอกสาร
“ค…ครับ ผมจะไปเอากุญแจมา!”
กล่าวจบ มันหันหลังกลับและวิ่งไปทางบันได
“คุณเป็นตำรวจหรือ?” บาร์ตันด้านข้างโพล่งด้วยความตกใจ
ปาเชโก้ก้มมองเอกสารในมือ ตามด้วยหัวเราะในลำคอ:
“เอกสารนี้เป็นของจริงแน่นอน รับรองโดยช่องทางที่ถูกกฎหมาย”
ทำไมถึงต้องพูดให้กำกวม… บาร์ตันตอบตามความเคยชิน
“ผมไม่สนใจว่ามันจะจริงหรือปลอม แค่อยากรู้ว่าคุณเป็นตำรวจหรือไม่”
ปาเชโก้ยิ้ม
“นั่นก็แล้วแต่คุณจะคิด”
คำตอบเช่นนี้เริ่มทำให้บาร์ตันมีน้ำโห แต่ในฐานะสุภาพบุรุษชาวโลเอ็น มันทำเพียงปิดปากเงียบเมื่อทราบว่าอีกฝ่ายไม่ต้องการตอบ
แน่นอนว่าอีกหนึ่งปัจจัยก็คือ อีกฝ่ายเป็นถึงรองหัวหน้าแผนกกฎระเบียบ
ท่ามกลางความเงียบ เจ้าของโรงแรมและบริกรกลับมายังชั้นสามพร้อมกัน
ตรวจสอบเอกสารในมือปาเชโก้โดยละเอียด เทียบรูปถ่ายกับตัวจริง เจ้าของโรงแรมนำกุญแจออกมาไขเปิดประตูพลางบ่นเสียงต่ำ:
“จะมีคดีเกิดขึ้นได้ยังไง… ไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลยสักนิด”
หากโรงแรมระดับสูงเกิดเหตุอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคน ชื่อเสียงย่อมเสียหายอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ในกรณีเลวร้ายอาจถึงขั้นล้มละลาย
“ไม่ต้องกังวล บางทีอาจเป็นแค่ปัญหาเล็กๆ” ท่าทีของปาเชโก้คล้ายกับพยายามปลอมประโลมอีกฝ่าย
“หวังว่านะ… เทพธิดาได้โปรดอวยพร” เจ้าของโรงแรมดึงมือกลับ วาดสัญลักษณ์ดวงดาวสี่จุดบนหน้าอกตามเข็มนาฬิกา
ถัดมา มันผลักประตูเข้าไป ปล่อยให้บานประตูเปิดออกอย่างเชื่องช้า
ทันใดนั้น คล้ายกับในที่สุดห้องก็เชื่อมต่อกับโลกภายนอก กลิ่นเลือดเจือจางเริ่มโชยออกมา
“ไม่…” เจ้าของโรงแรมได้กลิ่นทันที พลางใช้น้ำเสียงที่คนปรกติแสดงออกถึงความผิดหวังและหวั่นวิตก
มีเพียงสภาพแวดล้อมแบบนี้เท่านั้น ซองจดหมายถึงมีกลิ่นเลือดโดยไม่เปื้อนเลือด… ความคิดแรกแล่นเข้ามาในหัวบาร์ตัน
ถัดมา มันเริ่มสังเกตเห็นว่าเครื่องเรือนภายในห้องถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ บนพรมไม่มีรอยย่นแม้แต่น้อย ขัดแย้งกับกลิ่นเลือดในอากาศโดยสิ้นเชิง
ดูเหมือนว่าจะไม่มีการต่อสู้เกิดขึ้น… ตายคาที่? งานอดิเรกของบาร์ตันครอบคลุมไปถึงการอ่านนิยาย โดยเฉพาะแนวฆาตกรรมและความรัก เรียกได้ว่าค่อนข้าง ‘มีประสบการณ์’ ในแง่นี้
จากบรรดานักเขียนยอดนิยม ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนโปรดของมันคือฟอร์ส·วอลล์
ในตอนแรก เป็นภรรยาของบาร์ตันที่ซื้อนิยายของฟอร์ส·วอลล์มาอ่าน แต่เพียงบาร์ตันเปิดผ่านๆ ไปไม่กี่หน้า มันก็กลายเป็นแฟนตัวยงทันที
แน่นอน มันมิได้เผยด้านนี้ให้ภรรยาเห็น ทุกครั้งจะกลบเกลื่อนด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม:
“เนื้อหาทั้งหยาบ ตื้นเขิน และไร้ราคา แต่ก็พอจะช่วยฆ่าเวลาได้”
ขณะความคิดบาร์ตันกำลังล่องลอย ปาเชโก้นำถุงมือสีขาวออกมาสวมและย่ำเข้าไปในห้อง
เดินสำรวจเป็นวงกลมสักพัก ทนายความอาวุโสเดินไปทางโต๊ะอ่านหนังสือ หยิบเครื่องเขียนที่มีลวดลายปราสาทลาเวนเดอร์ กล่าวกับเจ้าของโรงแรมและบริกร
“ตามปรกติแล้ว ของพวกนี้มีกี่ชิ้น?”
“พ…พวกเราไม่ได้เข้ามาเติมทุกวัน” บริกรหันไปมองสายตาเจ้านาย กล่าวด้วยน้ำเสียงติดขัด
สิ่งที่มันต้องการจะสื่อก็คือ หลังจากมีลูกค้าเปลี่ยนหน้าเข้ามาพักอย่างต่อเนื่อง มันไม่ทราบว่าเครื่องเขียนที่อยู่ในห้องแฟร์นันมีกี่ชิ้น
ปาเชโก้ ‘เฮ้อ’ พลางส่ายหน้า เดินไปยืนข้างบาร์ตันและพูด
“เพราะแบบนี้ไง โลกถึงต้องมีกฎระเบียบ… ถ้าพวกเขามีระเบียบที่เคร่งครัด คอยเติมเครื่องเขียนทุกครั้งที่มีลูกค้าใหม่เข้ามาพัก พวกเราคงสามารถใช้มันเพื่อค้นหาเบาะแส”
“ผมไม่ค่อยเข้าใจที่คุณพูด” บาร์ตันตอบเถรตรง
ปาเชโก้ยิ้ม
“สรุปก็คือ ที่ใดมีแสง ที่นั่นมีเงา… และแน่นอน ความยุ่งเหยิงที่มากเพียงพอย่อมหมายถึงโอกาส”
ได้ยินเช่นนั้น บาร์ตันพยักหน้า
“ใช่ โรซายล์มหาราชเคยกล่าวไว้ว่า ความยุ่งเหยิงคือบันไดสำหรับปีนป่าย”
“ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าเขาเคยพูดแบบนั้นจริงหรือไม่ มีคนจำนวนไม่น้อยบนโลกที่ไม่กล้าแสดงความเห็นของตัวเอง ทำได้เพียงหยิบยืมชื่อของผู้อื่นมากล่าวอ้าง” ปาเชโก้ตอบอย่างเป็นกันเอง
ถัดมา มันหยิบกระดาษจดหมายเปล่าแผ่นบนสุด นำไปส่องแดดผ่านกระจก เพ่งมองเป็นเวลานาน
“ผมชอบเผชิญหน้ากับคนไม่ระมัดระวังมากที่สุด” ปาเชโก้เผยรอยยิ้ม
กล่าวจบ มันวางกระดาษในมือกลับที่เดิม
วินาทีถัดมา ปาเชโก้หยิบดินสอที่เหลาจนแหลมออกจากกระเป๋าเสื้อ บรรจงฝนลงบนกระดาษอย่างระมัดระวัง
ผ่านไปไม่นาน ร่องรอยภาษาโลเอ็นปรากฏขึ้นทีละหนึ่ง กลายเป็นประโยคแล้วประโยคเล่าที่กระจัดกระจาย:
“…ฉันกำลังถูกจับตามอง…”
“…มีร่องรอยการสังเวยทางศาสนาหลงเหลืออยู่ในโบราณสถาน…”
“…ฉันนำวัตถุบางชิ้นมาจากแท่นบูชา…”
“…ม…มันเห็นฉัน!”
“…ม…ไม่สิ มันอยู่ข้างฉันตลอดเวลา!”
ขณะเขียนประโยคเหล่านี้ คล้ายกับนักโบราณคดีแฟร์นันอยู่ในอารมณ์สุดโต่ง แรงกดจึงมากกว่าปรกติจนเกิดเป็นรอยปากกาที่ชัดเจน
………………………………………………………..
Related
เพียงพริบตา เส้นขนทั่วร่างบาร์ตันลุกตั้งชันทันที
แม้มันจะยังไม่มั่นใจว่านั่นเป็นกลิ่นเลือด แต่สัมผัสพิเศษที่แตกต่างจากคนทั่วไปเล็กน้อย กำลังบอกว่านั่นคือกลิ่นเลือด
แฟร์นันประสบเคราะห์กรรม? เหมือนกับทีมนักโบราณคดีที่เราเคยร่วมงาน? ไม่สิ ไม่มีเลือดเปื้อนอยู่บนซองจดหมายสักหน่อย แล้วกลิ่นเลือดมาจากไหน? หลังจากเผชิญความหวาดผวาสุดขีดอยู่ครู่หนึ่ง บาร์ตันรีบลุกขึ้นยืน
ในฐานะคนธรรมดา เมื่อพบเจอสถานการณ์เช่นนี้ การตอบสนองตามธรรมชาติจึงไม่ซับซ้อน
แจ้งตำรวจ!
บาร์ตันหยิบซองจดหมาย ลุกออกจากเก้าอี้ แต่ทันใดนั้นก็ฉุกคิดบางสิ่ง
กองทุนขุดค้นและเก็บรักษาวัตถุโบราณแห่งโลเอ็น มีกฎระเบียบที่ชัดเจนในสถานการณ์ทำนองนี้ – หากมีเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวหรือมิอาจทำความเข้าใจเกิดขึ้นกับโครงการใด ให้หยุดทุกสิ่งทันทีและแจ้งให้ ‘แผนกกฎระเบียบ’ มาจัดการ
บาร์ตันไม่เคยเข้าใจว่าทำไมต้องแจ้งแผนกกฎระเบียบ ตามความเข้าใจของมัน แผนกดังกล่าวมีหน้าที่ตรวจสอบว่าโครงการฝ่าฝืนกฎข้อใดของกองทุนหรือไม่ ไม่ได้เกี่ยวกับการรับมืออันตรายลึกลับ
ทว่า ผู้ก่อตั้งกองทุนอย่างมิสออเดรย์·ฮอลล์ที่ไม่ใช่คนจุกจิกเรื่องกฎ และแทบไม่ได้เปลี่ยนกฎขององค์กรเลยหลังจากอ่านกฎฉบับแรกที่ทีมกฎหมายร่างขึ้น กลับเพิ่มกฎข้อดังกล่าวลงไปด้วยตัวเอง ส่งผลให้เบื้องบนของกองทุนเกรงใจและไม่อยากไปเปลี่ยนแปลงอะไร
อันที่จริง เราอยากเข้าพบเบื้องบนของแผนกความปลอดภัยมากกว่า… บาร์ตันพึมพำเงียบ เดินออกจากแผนกของตนไปยังแผนกกฎระเบียบที่สุดปลายทางเดิน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก! มันพยายามสงบสติ เคาะประตูสามครั้งอย่างมีมารยาท
“เข้ามา” เสียงทุ้มที่ปราศจากเอกลักษณ์ดังขึ้น
ว่ากันตามตรง บาร์ตันแทบไม่มีข้อมูลของเพื่อนร่วมงานในแผนกกฎระเบียบ ทราบเพียงว่าเป็นพวกไร้ความปรานีและทำงานไว สามารถจับหนอนบ่อนไส้คนแล้วคนเล่าที่พยายามฉ้อโกงองค์กรได้นักต่อนัก
สูดลมหายใจยาว บาร์ตันบิดที่จับประตูและผลักเข้าไป
ตามจินตนาการของมัน แผนกกฎระเบียบต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างมืด ทุกคนทำตัวเงียบ ส่งเสียงกระซิบเป็นบางโอกาสเพื่อตัดสินชะตากรรมของโครงการและบุคคลที่รับผิดชอบ ทว่า สิ่งแรกในการมองเห็นของบาร์ตันกลับเป็นแสงแดดสว่างไสว เครื่องเรือนสีสันสดใสและบรรยากาศปลอดโปร่ง
“มีอะไรให้ช่วยหรือ” เจ้าหน้าที่แผนกกฎระเบียบเจ้าของผมสีดำ ดวงตาสีน้ำตาล ใบหน้าธรรมดา กล่าวทักทาย
อีกฝ่ายสวมเสื้อขนสัตว์หนาสีดำ ดูบอบบางเกินกว่าจะต้านทานสภาพอากาศเปียกชื้นในฤดูหนาวของเชสเตอร์ตะวันออก
นอกจากนั้น บาร์ตันยังจับสังเกตได้ว่า เจ้าหน้าที่แผนกกฎระเบียบคนนี้มีสำเนียงบางส่วนคล้ายชาวเบ็คลันด์ หากไม่เกิดที่นั่นก็คงอาศัยอยู่ที่นั่นเป็นเวลานาน
ไม่เย็นชาเกินไป ไม่ดูเหมือนเครื่องจักร ดูเข้าถึงง่าย แถมยังแผ่บรรยากาศอ่อนโยน… บาร์ตันผุดความคิดดังกล่าว ก่อนจะรีบเล่าเรื่องราว:
“ดูเหมือนว่าหนึ่งในพันธมิตรของเราจะเกิดปัญหาครับ! จดหมายที่เขาส่งมาเป็นกระดาษเปล่า แถมยังมีกลิ่นคล้ายเลือดติดอยู่”
เจ้าหน้าที่แผนกฎระเบียบไม่เปลี่ยนสีหน้า ผงกศีรษะอ่อนโยน
“นำซองจดหมายมา”
บาร์ตันรีบยื่น ‘จดหมาย’ จากนักโบราณคดีแฟร์นัน
ทันใดนั้นเอง มันเพิ่งเอะใจว่าตนค่อนข้างเสียมารยาทกับอีกฝ่าย จึงรีบซักถาม
“ขอประทานโทษครับ ผมต้องเรียกคุณว่าอะไร”
เจ้าหน้าที่แผนกกฎระเบียบยกซองจดหมายขึ้นส่องแดด เพ่งมองอย่างตั้งใจพลางตอบเป็นกันเอง
“ปาเชโก้·ดอน รองหัวหน้าแผนกกฎระเบียบและทนายความอาวุโส แต่เรียกแค่ปาเชโก้ก็ได้”
โดยไม่รอให้บาร์ตันตอบ ปาเชโก้ลดมือลง จ้องด้วยสีหน้าขึงขัง
“มีความผิดปรกติจริงๆ … เบื้องต้น จดหมายฉบับนี้มาจากโรงแรมคลอฟในเมือง ผมเคยอาศัยที่นั่นสักพัก ทราบว่าพวกเขาชอบพิมพ์ลายปราสาทลาเวนเดอร์ลงบนซองจดหมายและเครื่องเขียนที่ระลึก”
“ให้เรียกตำรวจไหมครับ?” บาร์ตันโพล่ง
ปาเชโก้ส่ายหน้า
“ตอนนี้ยัง พวกเราจะไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุเพื่อยืนยันสถานการณ์… คุณก็ต้องไปด้วย ผมไม่รู้จักอีกฝ่าย”
“…ตกลงครับ ผมจะไป” บาร์ตันลังเลสักพักก่อนจะตอบ
เมื่อออกจากสำนักงานกองทุนขุดค้นและเก็บรักษาวัตถุโบราณแห่งโลเอ็น หลังจากขึ้นรถม้าเช่า บาร์ตันรู้สึกว่าบรรยากาศการสนทนาเงียบเชียบจนน่ากระอักกระอ่วน จึงเป็นฝ่ายเริ่มชวนคุย
“คุณปาเชโก้เป็นคนเบ็คลันด์หรือครับ?”
“เปล่า” ปาเชโก้ส่ายหน้า “ผมเป็นคนแคว้นเลียบทะเล แต่มีโอกาสได้ย้ายไปอยู่ที่เบ็คลันด์เกือบสิบห้าปี”
“แล้วทำไมถึงออกจากเบ็คลันด์ครับ? ผมได้ยินว่าที่นั่นเป็นแดนสวรรค์สำหรับสายอาชีพนักกฎหมาย” บาร์ตันชวนคุยอย่างเป็นกันเอง
ปาเชโก้ยิ้ม
“แต่ก็เต็มไปด้วยคู่แข่งเช่นกัน… ล้อเล่นน่ะ ผมเคยเป็นนักกฎหมายส่วนตัวและหุ้นส่วนของมหาเศรษฐีฟามี่·เคจ ผู้ประกอบกิจการรถยนต์พลังงานไอน้ำ ในภายหลัง เขาลงทุนในหุ้นของบริษัทเบ็คลันด์จักรยาน ผมจึงกลายมาเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายของบริษัทดังกล่าว”
บาร์ตันผงะ
“มิสออเดรย์ถือหุ้นจำนวนมากในบริษัทจักรยาน ได้รู้จักกันตอนนั้นหรือครับ?”
“ใช่” ปาเชโก้ถอนหายใจ “ในสงครามโลกครั้งล่าสุด มิสเตอร์ฟามี่เสียชีวิตอย่างน่าใจหาย ส่งผลให้อุตสาหกรรมของเขากลายเป็นข้อพิพาทของหลายฝ่าย ในฐานะเพื่อน ผมช่วยให้ภรรยาม่ายและลูกของเขาได้รับสวนแบ่งที่สมน้ำสมเนื้อ แต่นั่นแลกมากับการทำให้ใครหลายคนขุ่นเคือง สถานการณ์ของผมในเบ็คลันด์จึงไม่สู้ดีนัก โชคดีที่มิสออเดรย์ยื่นมือช่วยเหลือโดยการเชิญผมมาทำงานที่กองทุนในเชสเตอร์ตะวันออก ในตำแหน่งรองหัวหน้าแผนกกฎระเบียบ”
เมื่อเห็นปาเชโก้เล่าเรื่องของตัวเองโดยไม่ปิดบัง บาร์ตันเริ่มรู้สึกดีกับอีกฝ่ายมากขึ้น
มันถามเจือความสงสัย
“ทำไมพวกเขาถึงต้องเพ่งเล็งคุณ? คุณก็แค่ทำหน้าที่ในฐานะเพื่อนและนักกฎหมาย… เป้าหมายที่ควรถูกเพ่งเล็งน่าจะเป็นภรรยาม่ายและลูกของฟามี่·เคจมากกว่าไม่ใช่หรือ”
ปาเชโก้ยิ้มจิกกัดตัวเอง
“ผมใช้วิธีที่ไม่ค่อยเป็นธรรมสักเท่าไร… นอกจากนั้น ยังมีเพื่อนของฟามี่อีกหลายคนที่ช่วยดูแลภรรยาม่ายและลูก”
สนทนาถึงตรงนี้ รถม้าเช่าแล่นมาจอดหน้าโรงแรมคลอฟใจกลางเมืองสโตน
โรงแรมแห่งนี้มีทำเลดีมาก รอบข้างงดงามและเงียบสงบ ใช้เวลาเดินเพียงสิบนาทีก็ถึงถนนเส้นที่เจริญที่สุดของเมือง
เข้าไปในโรงแรมและตามหาเจ้าของ ปาเชโก้ถามเข้าประเด็น
“พวกเรากำลังตามหาเพื่อนที่ชื่อแฟร์นัน”
จากบทสนทนาก่อนหน้า มันมีข้อมูลของเป้าหมายค่อนข้างครบถ้วน
เจ้าของโรงแรมขมวดคิ้วด้วยความฉงน
“เท่าที่ผมจำได้ โรงแรมของเราไม่มีลูกค้าที่ชื่อแฟร์นัน”
ได้ยินเช่นนั้น บาร์ตันรีบเสริม
“เขาสูงกว่าผมเล็กน้อย ร่างกายแข็งแรง จมูกแดงตลอดเวลา ส่วนใหญ่มักมีกลิ่นเหล้าโชยหึ่ง…”
มันอธิบายรูปลักษณ์ของแฟร์นันอย่างละเอียด
เจ้าของโรงแรมนึกทบทวนสักพัก หันไปมองบริกรด้านข้าง
“มีแขกแบบนั้นอยู่ครับ” บริกรขานตอบทันที “เขาพักในห้อง 309”
ภายใต้การนำทางของบริกร บาร์ตันและปาเชโก้มาถึงหน้าห้องของแฟร์นัน ตามด้วยเคาะประตูไม้
เสียงเคาะดังสะท้อน แต่ภายในห้องกลับไม่มีการเคลื่อนไหว
ขณะบาร์ตันเตรียมเสนอแนะให้เรียกตำรวจอีกครั้ง ปาเชโก้ก้มลงกะทันหัน หยิบเส้นผมสีขาวอ่อนนุ่มออกจากช่องว่างใต้ประตู
ไม่สิ นั่นไม่ใช่เส้นผม ใกล้เคียงกับหมอกที่ควบแน่น
เมื่อสัมผัสกับปลายนิ้วปาเชโก้ พวกมันกระจายตัวและผสานกับอากาศโดยรอบ
ในเวลาเดียวกัน บาร์ตันที่สัมผัสวิญญาณดีกว่าคนปรกติเล็กน้อย ได้ยินเสียงของผู้ชาย:
“ทามาร่า… ทามาร่า…”
……………………………………………
Related
ในส่วนหัวของเอกสาร ขณะบาร์ตันเตรียมเพิ่มรายละเอียด มันเพิ่งพบว่าแฟร์นันมิได้ส่งข้อมูลใดมาเพิ่มเติม
“หมอนั่นคิดว่าด้วยสายสัมพันธ์ระหว่างตนกับกองทุน ลำพังจดหมายฉบับเดียวจะช่วยให้โครงการผ่านอนุมัติหรือไง?”
จากภาพจำของบาร์ตัน นักโบราณคดีแฟร์นันไม่ใช่คนหยิ่งผยอง ข้อเสียเพียงเรื่องเดียวคือความอดทนต่ำ แต่ในด้านอื่นแฟร์นันถือเป็นสุภาพบุรุษชาวโลเอ็นที่สมบูรณ์แบบคนหนึ่ง
ในสถานการณ์ปรกติ การจะขอความช่วยเหลือจากกองทุนขุดค้นและเก็บรักษาวัตถุโบราณแห่งโลเอ็น นอกจากต้องเล่ารายละเอียดของโครงการอย่างคร่าว ผู้ยื่นจะต้องส่งรายละเอียดเพิ่มเติมอย่างภาพถ่ายของไซต์งาน บทคัดลอกหนังสือโบราณและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ไม่อย่างนั้นกองทุนคงจนปัญญาที่จะพิจารณาและตัดสินใจ ยังไม่ต้องไปถึงขั้นออกทุนให้และส่งคนไปตรวจสอบไซต์งาน
หรืออาจเป็นไปได้ว่า แฟร์นันสะเพร่าจนลืมส่งข้อมูลมาพร้อมกัน? นั่นสินะ ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างแฟร์นันกับกองทุน มีความเป็นไปได้ที่ทางนี้จะส่งบุคลากรหนึ่งถึงสองคนติดต่อกลับไปหลังจากได้อ่านจดหมาย… อา ในฐานะเพื่อน เราต้องทำบางสิ่งเพื่อช่วยเขา… บาร์ตันส่ายศีรษะ ลุกขึ้นยืนและเดินไปทางชั้นหนังสือโดยไม่คิดอะไรมาก
จากนั้น มันเหยียดมือขวา ใช้ปลายนิ้วก้าวไปบนสันหนังสือเพื่อเลือกเอกสารอ้างอิงที่สอดคล้องกัน
ท้ายที่สุด บาร์ตันหยิบหนังสือและวารสารออกมาหลายเล่ม รวบรวมมุมมองและรายละเอียดเชิงประวัติศาสตร์ของภูเขาในแคว้นซิลวารัสเพื่อเขียนบรรยายลงในเอกสารยื่นคำร้อง:
“ในแง่ของประวัติศาสตร์ มีหลายมุมมองที่นำเสนอแตกต่างออกไป”
“ไม่ทราบว่ายาวนานแค่ไหน แต่จักรวรรดิโซโลมอนและทูดอร์เคยอาศัยอยู่ร่วมกันบนทวีปเหนือ เส้นแบ่งเขตแดนน่าจะเป็นเทือกเขาโฮนาซิสในปัจจุบันและที่ราบสูงเฟเนพ็อต”
“เป็นที่เชื่อกันว่า บริเวณเทือกเขาโฮนาซิสส่วนที่ยื่นไปถึงแคว้นซิลวารัส น่าจะเป็นจุดปะทะของทั้งสองฝ่าย…”
บาร์ตันมิได้เห็นชอบกับคำร้องของแฟร์นัน เพียงบ่งชี้โดยอ้อมผ่านหลักฐานอ้างอิงว่า บนภูเขาในแคว้นซิลวารัสอาจมีมรดกจากยุคสมัยที่สี่อยู่
ด้วยวิธีดังกล่าว หากในท้ายที่สุดแล้วพิสูจน์ได้ว่าแฟร์นันโกหก ก็จะไม่มีใครเรียกร้องความรับผิดชอบจากบาร์ตันได้ เพราะคำอธิบายโดยละเอียดข้างต้นถูกเขียนขึ้นจากนักโบราณคดีคนดัง บาร์ตันเพียงหยิบยกบางส่วนมาอ้างอิง
ในช่วงท้ายเอกสาร มันลงรายการเอกสารอ้างอิงของตน:
“… ‘รายงานส่วนบุคคลการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ของแคว้นซิลวารัส’ อะซิก·อายเกส ศาสตราจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยโฮอี้…”
เขียนเอกสารจบ บาร์ตันอ่านทวนใหม่ตั้งแต่ต้น ลงมือแก้ไขในบางคำและประโยค
ถัดมา มันถือเอกสารฉบับร่างเดินเข้าไปในห้องเสมียนที่อยู่ติดกัน รบกวนให้อีกฝ่ายช่วยใช้เครื่องพิมพ์ดีดเปลี่ยนฉบับร่างเป็นเอกสารทางการ
กองทุนขุดค้นและเก็บรักษาวัตถุโบราณแห่งโลเอ็นได้จ้างพนักงานหญิงเข้าทำงานเป็นจำนวนมาก ไล่ตั้งแต่เสมียนตำแหน่งล่างสุด ไปจนถึงรองประธานและเบื้องบน เกินกว่าครึ่งล้วนเป็นสตรี
อันที่จริง บาร์ตันเคยบ่นเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าวหลายครั้ง แต่มันก็ไม่คิด และไม่กล้าที่จะแสดงท่าทีต่อต้าน ทำได้เพียงจำใจยอมรับ
แต่แน่นอน บาร์ตันยอมรับว่า การได้เห็นเสมียนสาวตั้งใจทำงานถือเป็นอาหารตาที่ดีประเภทหนึ่ง
อย่างน้อยก็ช่วยให้กระชุ่มกระชวยได้บ้าง… บาร์ตันพึมพำท่ามกลางเสียงพิมพ์ดีด
หลังจากเอกสารถูกเตรียมเสร็จ ลงนาม และส่งดำเนินการ มันกลับมาทำงานตามปรกติอีกครั้ง
เป็นงานจำพวก: การตรวจสอบวัตถุเบื้องต้น การแสดงความเห็นเชิงมืออาชีพและรวบรวมข้อมูล การแสดงความเห็นลงบนเอกสารบางฉบับของกองทุน เป็นต้น
หนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว บาร์ตันออกจากสำนักงานหกโมงตรง นั่งรถม้าสาธารณะและกลับถึงบ้านในอีกกว่าหนึ่งชั่วโมงให้หลัง
นี่คือกิจวัตรตามปรกติของเมืองใหญ่ในอาณาจักรโลเอ็น ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมช่วงเวลาชายามบ่ายถึงได้รับความนิยม – หลังจากเสร็จอาหารกลางวันในช่วงเวลาเที่ยงตรงถึงบ่ายโมง กว่าพนักงานจะกลับถึงบ้านอีกครั้งก็ปาไปทุ่มครึ่งถึงสองทุ่ม นั่นเป็นระยะเวลาที่นานเกินไป หากไม่มีชายามบ่ายมาคั่น คนปรกติส่วนใหญ่อาจหิวจนปวดท้อง
แต่แน่นอน ชายามบ่ายคือกิจกรรมที่จำกัดเฉพาะชนชั้นกลางและสูง คนยากจนส่วนใหญ่จะรับประทานอาหารเพียงวันละสองมื้อ ยิ่งไปกว่านั้น หากครอบครัวใดต้องทำงานทั้งสามีและภรรยา เมื่อกลับถึงบ้านช่วงทุ่มถึงสองทุ่ม พวกมันก็ต้องเสียเวลาเตรียมอาหารค่ำแทนที่จะได้กินทันที
“แฟร์นันแวะมาหาคุณในช่วงบ่าย” ภรรยาบาร์ตันกล่าวอย่างเป็นกันเองขณะถอดเสื้อนอกและหมวกของสามี
“แฟร์นัน?” บาร์ตันชะงักเล็กน้อย
นักโบราณคดีที่ค้นพบโบราณสถานจากยุคสมัยที่สี่ในแคว้นซิลวารัส กลับมาถึงเชสเตอร์ตะวันออกแล้ว?
ขณะเสียงจางลง บาร์ตันขมวดคิ้วพลางกล่าวกับตัวเองในใจ
หมอนั่นนึกขึ้นได้ว่าลืมแนบข้อมูล ก็เลยกลับมาด้วยตัวเอง?
ไม่ใช่ ไม่มีความจำเป็นต้องลำบากขนาดนั้น ระบบไปรษณีย์ของอาณาจักรค่อนข้างพึ่งพาได้…
ยิ่งไปกว่านั้น มันควรจะทราบว่าในวันทำงานปรกติ เราจะอยู่ที่สำนักงานกองทุน… หรือไม่ก็ถูกส่งไปยังบางไซต์งานเพื่อตรวจสอบ…
คิดถึงตรงนี้ บาร์ตันถาม
“เขาไปไหนแล้ว?”
“เขาแค่เข้ามารอคุณในห้องหนังสือประมาณสิบห้านาที จากนั้นก็กลับ” ภรรยาบาร์ตันตอบตามความจริง
บาร์ตันถามต่อ
“เขาได้บอกไหมว่าพักอยู่ที่โรงแรมไหน? แล้วจะแวะมาอีกเมื่อไร?”
นักโบราณคดีแฟร์นันเป็นชาวเชสเตอร์ตะวันออกก็จริง แต่ก็ไม่ได้อาศัยในเมืองหลวงสโตน และไม่มีบ้านพักอยู่ที่นี่
“เขาไม่ได้บอก ดูเหมือนกำลังรีบ” ภรรยาบาร์ตันเว้นวรรค ก่อนจะเสริม “…รีบมาก”
บาร์ตันลูบไร้ผมที่ค่อนข้างเถิก พยักหน้าอ่อนโยน
“ผมจะเข้าไปดูในห้องหนังสือ”
ห้องหนังสือของมันอยู่บนชั้นสอง ด้านในมีชั้นหนังสือจำนวนหนึ่งและภาชนะกระเบื้องเคลือบไม่มาก – มันไม่ใช่คนคลั่งภาชนะกระเบื้องเคลือบ เพียงสะสมไม่กี่ชิ้นที่โดดเด่นและหายาก
ค้นหาสักพัก บาร์ตันไม่พบกระดาษโน้ตหรือจดหมายที่แฟร์นันทิ้งไว้
มันตัดสินใจพับเก็บเรื่องนี้ไว้ก่อน
นี่คือกฎของมัน – พยายามอย่าคิดเรื่องงานเมื่อกลับถึงบ้าน
หลังจากเสร็จอาหารค่ำและดื่มด่ำช่วงเวลากับภรรยาและลูก บาร์ตันชำระล้างร่างกายและเข้านอน
กลางดึกสงัด มันสะดุ้งตื่นพร้อมกับลืมตา
นับตั้งแต่เคยตกอยู่ในอันตรายระหว่างทำกิจกรรมเชิงโบราณคดีเมื่อสิบปีก่อน บาร์ตันก็ได้รับสัมผัสพิเศษที่แตกต่างจากคนปรกติ มันสามารถตระหนักถึงความเคลื่อนไหวที่คนอื่นไม่รู้สึก ยกตัวอย่างเช่น คนทั่วไปต้องรอให้ผู้มาเยือนหยุดอยู่ที่หน้าประตูเสียก่อน จึงจะทราบว่ามีผู้มาเยือน แต่สำหรับบาร์ตัน มันรับรู้ได้อย่างรวดเร็วว่ามีผู้มาเยือน นับตั้งแต่ที่อีกฝ่ายย่างกรายมาตามทางเดิน
มีใครบางคนย่องเข้ามา… บาร์ตันนั่งลงทันที ดวงตาเบิกกว้าง
มันมองภรรยาที่หลับอยู่ด้านข้าง แต่ไม่คิดปลุกเธอ เพียงลุกจากเตียงด้วยการเคลื่อนไหวเล็กน้อย หยิบปืนลูกซองแฝดจากบนกำแพง
หลังจากถือปืน มันบรรจงเปิดประตูและมองไปยังทางเดิน
ที่นั่นปกคลุมไปด้วยความมืดหนาแน่น มีเพียงแสงสีแดงจางๆ ช่วยวาดเค้าโครงของวัตถุ
โดยไม่ลังเล บาร์ตันออกไปที่ทางเดินอย่างห้าวหาญ เดินวนตรวจตราอยู่สักพัก
แต่มันกลับไม่พบหัวขโมยที่ลอบเข้ามา
สัมผัสของเราผิดพลาด? บาร์ตันหันหลังกลับโดยยังไม่มั่นใจนัก
ไม่มีประตูบานใดบนชั้นหนึ่งที่ถูกเปิด
ครุ่นคิดสักพัก บาร์ตันเดินมาหยุดหน้าประตูห้องหนังสือ จับด้ามจับและบิดแผ่วเบา
ประตูเปิดออกอย่างเงียบเชียบ ทุกสิ่งด้านในถูกคลุมด้วยชั้นความมืด ดูคล้ายกับสัตว์ประหลาดนานาชนิด
ดึงม่านเปิด บาร์ตันอาศัยแสงจันทร์เพื่อตรวจสอบสภาพแวดล้อม และยืนยันว่าการตกแต่งยังคงเหมือนที่มันทำได้
“เราตื่นตัวเกินไป… เป็นผลพวงจากฝันร้ายเมื่อวาน?” บาร์ตันถอนหายใจและรีบออกจากห้องหนังสือ
ด้านหลังมัน ผ้าม่านที่ถูกดึงเปิดแกว่งไกวแผ่วเบา คล้ายกับมีสายลมพัดผ่าน
วันถัดมา บาร์ตันยังคงดำเนินชีวิตไปตามกิจวัตรเดิม
จุมพิตภรรยาและลูก ขึ้นรถม้าสาธารณะ อ่านหนังสือพิมพ์ ชงชา อ่านจดหมาย
“หืม… จดหมายอีกฉบับจากแฟร์นัน” บาร์ตันเปิดจดหมายด้วยอารมณ์ผ่อนคลาย
แต่กลับไม่มีสิ่งใดเขียนไว้บนกระดาษ แถมดูเหมือนว่าผู้ส่งจะลืมนำกระดาษจดหมายใส่ซอง
“แฟร์นันเป็นโรคความจำเสื่อมหรือไง?” บาร์ตันชำเลืองซองจดหมาย ทันใดนั้นก็พบว่าลวดลายบนซองค่อนข้างประหลาด
เป็นซองจดหมายที่ระลึก
ตามความรู้ของบาร์ตัน ในกรุงเบ็คลันด์และเมืองสโตน โรงแรมหรูจำนวนมากมักเตรียมซองจดหมายและเครื่องเขียนแบบพิเศษไว้ให้แขก ไม่ผิดนักหากจะเรียกว่าเป็นของที่ระลึกประเภทหนึ่ง
“โรงแรมอะไรกันนะ” บาร์ตันนำซองขึ้นมาจ่อจมูก สูดกลิ่นที่มีเอกลักษณ์และน่าจดจำเข้าไป
วินาทีถัดมา มันได้กลิ่นเลือดจางๆ
……………………………………………………
Related
“คุณได้รับอนุญาตให้เข้าพบองค์สังฆราช”
บาร์ตันได้ยินชายในชุดคลุมบิชอปสีน้ำเงินเข้มกล่าวกับตน
ไม่ว่าจะพยายามสักเพียงใด ก็ยากที่จะเห็นใบหน้าอีกฝ่ายได้ชัดเจน ราวกับมีแก๊สสีเทาปกคลุมเฉพาะใบหน้า
แต่แน่นอน นั่นมิได้สลักสำคัญ ในฐานะสาวกเคร่งศาสนาของพระองค์ การได้พบตัวแทนพระองค์บนภาคพื้นถือเป็นสง่าราศีของชีวิต
ข้อเท็จจริงดังกล่าวทำเอามันตื่นเต้นจนหมดคำจะกล่าว บาร์ตันตามหลังบิชอปด้วยร่างกายที่ค่อนข้างสั่นเทา บรรจงย่างเข้าไปในโถงทีละก้าว
บาร์ตันมิอาจหาคำพูดมาบรรยายห้องโถงได้อย่างละเอียด เพียงมั่นใจว่าที่นี่ทั้งอลังการและโอ่อ่า มอบความรู้สึกข่มขวัญจนอยากจะก้มศีรษะอย่างนอบน้อม
ท้ายที่สุด มันเดินมาถึงหน้าขั้นบันได
ทันใดนั้นเอง คล้ายกับได้รับอนุญาต บาร์ตันเงยหน้าขึ้นตามจิตใต้สำนึก
มันเห็นโกลเดนรีทรีเวอร์ตัวใหญ่
สุนัขตัวดังกล่าวแต่งกายในชุดคลุมคล้ายผ้าม่านสีน้ำเงินเข้ม สวมมงกุฎสังฆราชเลี่ยมอัญมณีล้ำค่าหลายเม็ด นั่งบนบัลลังก์ยักษ์และก้มมองลงมาทางมัน
“…” บาร์ตันพลันผงะ
นี่คือองค์สังฆราช? บาร์ตันประหลาดใจเจือตื่นตระหนก ภายในใจเกิดความกลัวอันแรงกล้า
ทันใดนั้น มันลืมตาขึ้นและเห็นแสงแดดยามเช้าที่ฉาบลงบนเพดาน
ฟู่ว… บาร์ตันนั่งลงบนเตียง หายใจหอบเล็กๆ พยายามสลัดความฝันเมื่อครู่ออกจากหัว
“เกิดอะไรขึ้น?” ภรรยาของมันตระหนักถึงความผิดปรกติพลางนั่งลงบนเตียง
บาร์ตันส่ายศีรษะ
“ฝันร้ายน่ะ”
มันไม่ได้บอกความจริงกับภรรยา ถึงความฝันที่เห็นโกลเดนรีทรีเวอร์ตัวใหญ่นั่งบนบัลลังก์สังฆราช
มันกล้าพนันว่าภรรยาของตนจะกล่าวด้วยสีหน้าหวาดผวา:
“ทำไมจิตใต้สำนึกของคุณถึงดูหมิ่นพระองค์ท่านได้ถึงเพียงนี้?”
เมื่อถึงตอนนั้น มันทำได้เพียงยักไหล่และกล่าว
“แค่ล้อเล่นน่ะ”
เราไม่ควรนำพาปัญหามาสู่ชีวิตครอบครัว ที่นี่คือแดนสวรรค์แห่งเดียวบนโลกที่สามารถผ่อนคลายได้… ยิ่งไปกว่านั้น คงเป็นเรื่องยากที่สตรีจะเข้าใจปัญหาในเชิงลึก จุดแข็งของหล่อนคือความห่วงใยและการรับรู้ถึงความผิดปรกติ… บาร์ตันไม่จมอยู่กับความฝันนานนัก มันลุกขึ้นจากเตียงเพื่อเดินไปแปรงฟันในห้องน้ำ
หลังเสร็จอาหารเช้า มันจุมพิตภรรยากับลูกและกล่าวคำอำลา จากนั้นก็ออกจากบ้านและขึ้นรถม้าไร้รางไปยังที่ทำงานแถบชานเมือง
มันทำงานให้กับ ‘กองทุนขุดค้นและเก็บรักษาวัตถุโบราณแห่งโลเอ็น’ ด้วยเงินเดือนค่อนข้างสูง ถือเป็นชนชั้นกลางในสถานที่อย่างสโตน เมืองหลวงแห่งแคว้นเชสเตอร์ตะวันออก
ระหว่างทาง บาร์ตันมองออกไปยังถนนด้านนอกด้วยความเบื่อหน่าย
เนื่องจากไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งล่าสุด เมืองสโตนยังคงเจริญรุ่งเรืองเช่นเคย ด้านนอกเต็มไปด้วยรถม้า จักรยาน คนเดินถนน และสุนัขจรจัด เป็นบรรยากาศที่มีชีวิตชีวาและโหวกเหวก
บาร์ตันคุ้นเคยกับฉากตรงหน้าเป็นอย่างดี เดิมทีมันไม่เคยคิดอะไร แต่ความฝันเมื่อคืนทำให้บาร์ตันเกิดความกระอักกระอ่วนทุกครั้งที่เห็นสุนัขจรจัด ราวกับอีกฝ่ายคือร่างอวตารขององค์สังฆราชที่ตนต้องก้มศีรษะคำนับ
“องค์วายุสลาตัน ได้โปรดยอมรับคำสารภาพบาปของข้า” บาร์ตันยกมือขวา กำเป็นหมัดและเลื่อนมาแตะอกซ้าย
ผ่านไปสักพัก มันมาถึงสำนักงานกองทุนขุดค้นและเก็บรักษาวัตถุโบราณแห่งโลเอ็น บาร์ตันเดินเข้าไปพลางกล่าวทักทายเพื่อนร่วมงาน
หลังจากแขวนหมวกและเสื้อโค้ท บาร์ตันผ่อนคลายตัวเองด้วยชาดำที่ชงจากสมุนไพรชั้นสูง – อายุของมันย่างเข้าวัยกลางคน กำลังวังชาถดถอยลงในทุกด้าน จึงพยายามไม่ทำร้ายร่างกายไปมากกว่าเดิม
เมื่อชาดำพร้อมดื่ม บาร์ตันหยิบหนังสือพิมพ์หลายหัวจากบนโต๊ะ เตรียมปรับสภาพจิตใจก่อนเริ่มทำงาน
“ภาวะเศรษฐกิจของกรุงเบ็คลันด์ดีขึ้นมากในไตรมาสที่แล้ว…”
“ราชินีโจรสลัดคนใหม่ถือกำเนิดและถูกขนานนามให้เป็นราชินีแห่งทะเลโซเนียและทะเลคลั่ง ฉายาของเธอคือราชินีดวงดาว”
“สัญญาค้าขายผลไม้กับอ่าวเดซีย์…”
หลังจากอ่านหนังสือพิมพ์อย่างผ่อนคลาย บาร์ตันจิบชาดำและเริ่มทำงานจริงๆ จังๆ
“จดหมายจากแฟร์นัน?” ขณะตรวจสอบกระดาษบนโต๊ะทำงาน บาร์ตันพบจดหมายจากเพื่อนเก่า
อีกฝ่ายคือนักโบราณคดีที่ทำงานใกล้ชิดกับกองทุนขุดค้นและเก็บรักษาโบราณวัตถุแห่งโลเอ็น
บาร์ตันหยิบที่เปิดซองจดหมายทันที ดึงกระดาษข้างในออกมาอ่านอย่างตั้งใจ
“ถึงเพื่อนรัก:”
“ศิษย์ของฉันและฉันค้นพบโบราณสถานที่น่าสนใจบนภูเขาในแคว้นซิลวารัส บางทีมันอาจมีต้นกำเนิดมาจากผู้อพยพในยุคสมัยที่สี่…”
“ในยุคสมัยดังกล่าว พวกเราแทบไม่มีข้อมูลใดเลย… ด้วยเหตุผลบางประการ พวกเขาละทิ้งเมืองและย้ายไปอยู่ในป่าบนเขา ยุติการติดต่อกับโลกความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง อาศัยอยู่ที่นั่นในรูปแบบชนเผ่า…”
“พวกเขาดูเหมือนพยายามปกป้องบางสิ่ง แต่ตอนนี้ถูกกาลเวลาทับถมไปเกือบหมดแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงซากศพและซากอาคารพังถล่ม…”
“ศิษย์ของฉันและฉันมีแผนจะดำเนินการขุดค้นเชิงอนุรักษ์ โดยหวังว่าจะพบสิ่งที่ช่วยให้พวกเราสามารถฟื้นฟูประวัติศาสตร์บางส่วนของยุคสมัยที่สี่… คำถามของฉันก็คือ กองทุนของนายสนใจเรื่องนี้ไหม?”
“…ทางเรายินดีเชิญนายและทีมงานมาตรวจสอบกระบวนการทำงานจริงและผลลัพธ์…”
ขึ้นเขา… สิ่งแรกในความคิดบาร์ตันมิใช่มรดกโลกหรือประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นยุงที่น่ารำคาญ สภาพแวดล้อมที่อับชื้นและมืดมิด รวมถึงการกางเต็นท์ที่ถูกเฝ้ามองโดยเหล่าสัตว์ป่า
มันส่ายหน้า หยิบปากกาและกระดาษขึ้นมา เตรียมร่างร่างเอกสารจากจดหมายฉบับนี้และส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการ
………………………………………………………….
Related
ณ ห้องหนึ่งภายในปราสาทที่ถูกทิ้งร้าง แสงแดดส่องผ่านช่องว่างบนผ้าม่านผืนหนา ฉาบลงบนโลงศพสีเข้ม
ทันใดนั้น ฝาโลงศพส่งเสียงอึกทึกก่อนจะเลื่อนไปด้านข้างอย่างเชื่องช้า
จากนั้นก็ตกลงพื้นพร้อมกับส่งเสียงโครม
ผ่านไปไม่กี่วินาที อะซิก·อายเกสลุกขึ้นนั่งด้วยสีหน้าเหม่อลอย
ในคราวนี้ มันแต่งกายด้วยชุดนอนหลวมๆ ที่ได้รับความนิยมในโลเอ็นเมื่อสองสามปีก่อน คล้ายกับชนชั้นสูงที่ตื่นขึ้นในคฤหาสน์ของตัวเอง
ผ่านไปสักพัก อะซิกหรี่ตาลงเล็กน้อย มองไปรอบๆ ด้วยสายตาสับสนโดยไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร
ถัดมา มันเห็นแสงแดดที่ส่องผ่านช่องว่างผ้าม่าน เห็นฝุ่นลอยอยู่กลางแสงแดด และเห็นจดหมายจำนวนมากกระจัดกระจายอยู่ตามโต๊ะ บนพื้น และบนฝาโลงศพ
พวกมันเป็นราวกับกองหิมะยักษ์ ปกคลุมเนื้อที่กว่าครึ่งของห้อง
อะซิกลุกออกจากโลงศพ โน้มตัวลงด้วยความสงสัย หยิบกระดาษจดหมายขึ้นมาอ่าน
ขณะอ่าน สีหน้าเหม่อลอยของมันเริ่มเลือนหาย ราวกับจดจำอดีตได้เป็นจำนวนมาก
อะซิกรีบห้าเก้าอี้มานั่งและบันดาลให้จดหมายทั้งหมดลอยมากองอยู่ด้านหน้า
มันเปิดจดหมายอ่านทีละฉบับ แผ่นแล้วแผ่นเล่า บ้างชะงักงันกลางคัน บ้างแน่นิ่งเป็นเวลานานคล้ายกับกำลังครุ่นคิดบางสิ่งอย่างจริงจัง
แสงแดดที่ส่องลอดช่องว่างผ้าม่านค่อยๆ จางลง และผ่านไปเป็นเวลานาน มันสว่างขึ้นอีกครั้ง
ในคราวนี้ อะซิกอ่านจดหมายทุกฉบับครบถ้วน ตามด้วยการครุ่นคิดในท่าคล้าย ‘เข้าฌาน’ เป็นเวลานาน
มันจ้องไปยังกองจดหมายที่ถูกวางเรียงบนโต๊ะ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างเชื่องช้า
จากนั้น มันควานหาเครื่องเขียนจนพบปากกาและหมึกที่ยังใช้การได้ ตามด้วยลงมือเขียนอย่างนุ่มนวล:
“…ผมตื่นขึ้นมาและพบกับจดหมายทุกฉบับของคุณ ซึ่งช่วยให้ผมทราบว่าตัวเองคือใคร คุณเป็นใคร และเหตุการณ์ในอดีตมากมาย”
“ประสบการณ์ของคุณ ไม่ว่ามันจะซับซ้อน อัศจรรย์ หรืออยู่นอกเหนือจินตนาการของผมเพียงใด แต่มันก็ช่วยให้ผมเข้าใจคำถามบางอย่าง”
“จากจดหมายเหล่านี้ ผมสัมผัสถึงความสุขจากคุณ รวมถึงความเหน็ดเหนื่อย ความหวัง และภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่คุณแบกไว้บนบ่า”
“ผมทำได้เพียงคาดเดาอย่างคลุมเครือถึงเหตุผลที่คุณเลือกวิธีดังกล่าว หากเปลี่ยนเป็นผมคงไม่ตัดสินใจแบบนั้น”
“คุณมีจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์มาตั้งแต่ต้น ค่อยๆ เปลี่ยนจากการเลียนแบบผู้อื่น มาเป็นผู้ที่ทุกคนต้องเลียนแบบ”
“ถัดไป ผมจะเริ่มออกเดินทางเพื่อค้นหาอดีตและเป็นสักขีพยานในการเปลี่ยนแปลงของโลก”
“ดูเหมือนว่าคุณจะยังหลับอยู่ แต่ไม่ต้องกังวล ผมจะเขียนจดหมายเล่าถึงสิ่งที่น่าสนใจ ขนมธรรมเนียมที่น่าสนใจ และผู้คนที่น่าสนใจให้คุณ”
“ผมคิดว่าผมสามารถส่งจดหมายเหล่านี้ถึงคุณผ่านพิธีกรรมสังเวย…”
ปลายปากกาสีทองกำลังส่องสะท้อนกับแสงแดด ส่งเสียงขีดเขียนไปบนกระดาษสีขาว ยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งกลายเป็นเนื้อความยาว
…
กรุงเบ็คลันด์ ณ ห้องอาบแดดของบ้านแถวหลังหนึ่ง
เมลิสซ่าเดินเข้ามาพร้อมกับเด็กผู้หญิงที่อายุไม่ถึงสิบขวบ
“คุณอา พามาที่นี่ทำไมหรือคะ?” เด็กหญิงถามด้วยความสงสัย “พิธีกรรมเกี่ยวกับศาสตร์เร้นลับทั้งหมดหนูเคยฟัง ล้วนจัดขึ้นที่ห้องใต้ดิน”
เมลิสซ่าที่สวมแว่นและรัดผม เผยรอยยิ้ม:
“พวกนั้นคือพิธีกรรมนอกรีต”
หญิงสาวชี้ไปยังแท่นบูชาและเทียนไขที่ถูกจัดเตรียมไว้ด้านหน้าพลางกล่าว
“เธอเริ่มได้เลย”
“จริงหรือคะ?” เด็กสาวมองไปด้านข้างที่แสงแดดส่องเข้ามา “ต้องปิดม่านไหมคะ?”
“ไม่จำเป็น” หลังจากเมลิสซ่าตอบ เธอยิ้มพลางจ้องมองเด็กสาวที่พยายามเลียนแบบพิธีกรรมอย่างเก้ๆ กังๆ
ระหว่างนั้น เธอคอยมอบคำแนะนำอย่างต่อเนื่อง บ้างก็ลงมือช่วยด้วยตัวเอง จนในที่สุดเด็กสาวก็เตรียมพิธีกรรมเสร็จ
“เอาล่ะ พูดตามอา” เมลิสซ่าสูดลมหายใจลึก สีหน้าค่อยๆ สงบลง
“อื้ม” เด็กหญิงเองก็พยายามเคร่งขรึม
เมลิสซ่าจ้องแสงเทียนบนแท่นบูชาสักพัก ก่อนจะกล่าวเชื่องช้า เปล่งเสียงดังเป็นภาษาเฮอร์มิสโบราณ:
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย…”
“ดะ ฟุล จัก ตัง ยุก สะมัย…” เด็กหญิงไม่เคยเรียนเฮอร์มิสโบราณมาก่อน แม้จะพยายามเลียนแบบอา แต่ก็ไม่ทราบความหมายของสิ่งที่พูด
“ผู้ปกครองลึกลับเหนือห้วงสายหมอกสีเทา…” เมลิสซ่ากล่าวต่อ
“ผุ ปก คอง ลึก ลับ เนือ หวง สาย มอก สี เทา…” เด็กหญิงพูดตามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ราชันเหลืองดำผู้ครองพลังโชคลาภ…” เมลิสซ่าท่องจบ แสงเทียนไขพลันขยายขนาดเท่าศีรษะมนุษย์ก่อนที่เด็กสาวจะได้ท่องตาม
ใจกลางกลุ่มก้อนแสงสว่าง ภาพมายาของหนวดรยางค์มันลื่นแฝงลวดลายชั่วร้ายเจือจาง ที่คนธรรมดายากจะเห็นด้วยตาเปล่า บรรจงเหยียดยาวออกมาด้วยท่าทีเชื่องช้า
เด็กหญิงหวาดผวาทันที รีบวิ่งไปหลบหลังอาของเธอ
เมลิสซ่าเม้มปากพลางกล่าวด้วยสีหน้าอ่อนโยน
“ไม่ต้องกลัว เข้าไปทักทายสิ”
เด็กสาวค่อยๆ โผล่หัวออกจากด้านหลังอา และได้เห็นหนวดรยางค์มันลื่นอันน่าสะพรึง กำลังโยกเอนแผ่วเบาท่ามกลางแสงแดดที่ส่องจากนอกหน้าต่าง ดูคล้ายกับกำลังปัดฝุ่นละอองในแสงแดด ขณะเดียวกันก็ดูเหมือนกำลังโบกมือให้เธอ
“เข้าไปสิ ไม่ต้องกลัว” เมลิสซ่าพูดซ้ำ
ท้ายที่สุด เด็กสาวรวบรวมความกล้าหาญและเดินไปยืนหน้าแท่นบูชา
เธอพึมพำคาถาบางชนิดที่คิดค้นขึ้นเอง จากนั้นก็เผยรอยยิ้มจริงใจพร้อมกับยกฝ่ามือขึ้น
หนวดรยางค์มันลื่นที่มีลวดลายลึกลับชะงักกลางอากาศสักพัก ประหนึ่งออกท่าทีลังเลและไม่คุ้นชิน
ถัดมา หนวดยกขึ้นอย่างอ่อนโยน ส่วนปลายบรรจงโค้งลงเล็กน้อย
ท่ามกลางแสงแดด หนวดรยางค์สัมผัสกับฝ่ามือเล็กๆ แผ่วเบา
(จบภาค)
……………………………………………………
Related
หลังจากกลับมายังโลกความจริง อัลเจอร์รอฟังเนื้อหาภารกิจจากมิสเตอร์ฟูลในทุกลมหายใจ
ณ วันนี้ แต่งกายด้วยชุดสันตะปาปาและหน้ากากสีเงินดำ ขณะอัลเจอร์กำลังหารือเกี่ยวกับกิจการภายในของโบสถ์เทพสมุทรกับผู้ส่งสารเดนิส มันเห็นบิชอปคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้
“องค์สันตะปาปา… ในนามแห่งมหาสังฆราช ทางโบสถ์วายุสลาตันได้ส่งของขวัญสองชิ้นเพื่อร่วมแสดงความยินดีในฐานะที่ท่านกลายตัวแทนแห่งเทพ” บิชอปถือกล่องดีบุกขาวพลางทำความเคารพอย่างนอบน้อม
เดนิสซึ่งกำลังแอบขอบคุณสวรรค์ที่การส่งโทรเลขล้มเหลวและเตรียมกล่าวบางสิ่ง โพล่งขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“ผู้ส่งสารไปไหนแล้ว?”
“เขากลับไปทันทีหลังจากมอบของขวัญ” บิชอปหน้าประตูกล่าวอย่างจนปัญญา
แม้คนของโบสถ์วายุสลาตันจะโด่งดังด้านความหุนหัน แต่พฤติกรรมเช่นนี้ถือว่าพบได้ยาก
อัลเจอร์พยักหน้าแผ่วเบาและกล่าว
“ลำพังการไม่เป็นศัตรูและมอบของขวัญร่วมยินดีก็เพียงพอแล้ว”
กล่าวจบ มันยกมือขวาขึ้นมาบีบ ดลบันดาลให้กล่องดีบุกขาวในมือบิชอปถูกสายลมพัดเข้าหาตน
หลังจากรับกล่องใบเล็ก การเคลื่อนไหวของอัลเจอร์ช้าลงเล็กน้อย ราวกับกล่องมีน้ำหนักมหาศาล
มันบรรจงเปิดฝาจนกระทั่งพบหนังสือสีน้ำตาลที่ถูกหุ้มด้วยกระดาษ
บนปกหนังสือมีภาษาเอลฟ์เขียนไว้ว่า:
“หนังสือแห่งภัยธรรมชาติ”
หนังสือแห่งภัยธรรมชาติ… อ่านจบ อัลเจอร์ตกอยู่ในภวังค์ทันที ราวกับกำลังฝันไป
แต่เพียงไม่นานมันก็พบว่าเป็นความจริง และเข้าใจทันทีว่าภารกิจของมิสเตอร์ฟูลคือสิ่งใด
อัลเจอร์ถอนหายใจเงียบ มองไปทางประตูและกล่าวกับบิชอป
“ของขวัญชิ้นที่สอง?”
“เรือผีสิงนามว่าโทสะสีคราม มันจอดอยู่ที่ท่าเรือ” บิชอปตอบด้วยสีหน้าปรกติ
โทสะสีคราม… เมื่อเดนิสได้ยินชื่อดังกล่าว มันหันไปมองสันตะปาปาอัลเจอร์ด้านข้างทันที
มันยังไม่ลืมว่า นี่คือเรือที่อีกฝ่ายใช้งานสมัยยังเป็นโจรสลัด
กล่าวคือ โบสถ์วายุสลาตันทราบว่า สันตะปาปาแห่งวิหารเทพสมุทรคืออดีตพระคาร์ดินัล!
มาแสดงความยินดีหรือข่มขู่กันแน่? หัวใจเดนิสคล้ายกับถูกบีบแน่น ขณะเดียวกันก็พบว่าตนเคยเห็นของขวัญชิ้นแรก
หนังสือแห่งภัยธรรมชาติสุดชั่วร้าย มันเคยเห็นด้วยตาตัวเองขณะยังติดตามเกอร์มัน·สแปร์โรว์
“เขียนจดหมายขอบคุณโบสถ์วายุสลาตันในนามของผม” อัลเจอร์ออกคำสั่งอย่างใจเย็น
เมื่อบิชอปออกจากห้อง มันหันมากล่าวกับเดนิส
“ท่านผู้ส่งสาร ผมได้รับวิวรณ์จากมิสเตอร์ฟูลให้ออกไปทำภารกิจ อาจไม่ได้กลับมาที่นี่เป็นเวลาหลายปี”
“วิวรณ์?” เดนิสโพล่งด้วยความประหลาดใจ
ถึงตรงนี้ ในใจมันมีเพียงความคิดเดียว:
แล้วทำไมเราถึงไม่ได้รับ?
อัลเจอร์พยักหน้า
“มิสเตอร์ฟูลกำลังจะหลับใหล… แต่พระองค์ยังสามารถตอบสนองคำวิงวอนได้”
“…” เดนิสตกใจจนพูดไม่ออก
อัลเจอร์กล่าวต่อ
“เกอร์มัน·สแปร์โรว์หลับใหลไปพร้อมกับพระองค์… เมื่อผมจากไป หน้าที่บริหารกิจการของศาสนจักรจะตกเป็นของเดอร์ริค·เบเกอร์ หนึ่งในอาวุโสของเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ คุณต้องร่วมมือกับเขาเพื่อเขียนความจริงลงไปในพระคัมภีร์ว่า แท้จริงแล้วเทพสมุทรคือมิสเตอร์ฟูล เหล่าสาวกจะได้ยอมรับและหันเหความเชื่ออย่างเต็มใจ… ความศรัทธาของเราคือกุญแจสำคัญที่จะช่วยปลุกมิสเตอร์ฟูลให้ตื่น ในฐานะผู้ส่งสารของพระองค์ คุณต้องทำตัวให้เป็นเยี่ยงอย่าง… แต่แน่นอน บางทีพระองค์อาจส่งวิวรณ์ใหม่มาถึงคุณและสั่งให้ไปทำงานอื่น”
เดนิสวิงเวียนศีรษะกึ่งสับสนเล็กน้อย แต่ก็พอจะเข้าใจความร้ายแรงของสถานการณ์
ลังเลสักพัก มันพยักหน้าหนักแน่น
“ตกลง”
อธิบายจบ อัลเจอร์ยืนขึ้น นำหนังสือแห่งภัยธรรมชาติกลับไปที่ห้องตัวเอง
มันจ้องเข้าไปในกระจกเงา ยิ้มพลางถอดมงกุฎสันตะปาปา ถอดหน้ากากสีเงินดำ
ไม่กี่วันถัดมา ณ ท่าเรือบายัมที่พลุกพล่าน
อัลเจอร์เงยหน้ามองเดอะซันเดอร์ริคที่สูงกว่าตนพอสมควร กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“คุณทำได้ดีมากในช่วงที่ผ่านมา โบสถ์เทพสมุทรกำลังไปได้สวย”
เดอร์ริคอยากจะยกมือขึ้นมาเกาท้ายทอยตามความเคยชิน แต่มันก็ต้องข่มใจเอาไว้ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเจือความเศร้าและใจหาย:
“มิสเตอร์แฮง… องค์สันตะปาปาวิลสัน คุณจะกลับมาเมื่อไร?”
อัลเจอร์ส่ายหน้า
“ทุกสิ่งตรงหน้ายังเป็นปริศนา ไม่มีใครตอบได้แน่ชัด”
ก่อนที่เดอร์ริคจะตอบ มันเสริม
“คุณเป็นผู้ใหญ่และมั่นคงเพียงพอแล้ว ผมไม่มีอะไรจะแนะนำอีก”
กล่าวจบ อัลเจอร์เว้นวรรคเล็กน้อยและพูดต่อ
“หากหมู่เกาะรอสต์เผชิญมหันตภัยที่มิอาจต้านทาน อย่าได้เสียสละตัวเองเพื่อปกป้องเด็ดขาด”
“หือ?” เดอร์ริคชะงัก
แหล่งความเชื่อที่เข้มแข็งที่สุดของมิสเตอร์ฟูลคือบายัมไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงห้ามมิให้สละชีวิตปกป้อง?
อัลเจอร์คาดเดาท่าทีตอบสนองของเดอร์ริคไว้แล้ว จึงอธิบายเรียบง่ายด้วยสีหน้าจริงจัง
“สำหรับมิสเตอร์ฟูล สิ่งสำคัญที่สุดของพระองค์คือเหล่าสาวก มิใช่หมู่เกาะ เฉกเช่นบายัม สิ่งสำคัญที่สุดคือผู้คน มิใช่เมือง… ตราบใดที่พวกเราสามารถปกต้องสาวกของมิสเตอร์ฟูล ปกป้องชาวบายัมและเคลื่อนย้ายพวกเขาได้ทันเวลา ถึงจะสูญเสียบายัม เงินพิสุทธิ์ใหม่ และหมู่เกาะรอสต์ไป พวกเราก็ยังสร้างเมืองขึ้นมาใหม่ที่ใดก็ได้… จงจำเอาไว้ รูปลักษณ์เสียหายได้ แต่ต้องไม่ใช่แก่น”
เดอร์ริคเกิดความซาบซึ้งและเข้าใจกุญแจสำคัญทันที
มันขานรับอย่างจริงใจ
“เข้าใจแล้ว ขอบคุณครับ… องค์สันตะปาปาวิลตัน ผมจะคอยปกป้องสาวกของมิสเตอร์ฟูลและผู้คนที่นี่”
อัลเจอร์ไม่กล่าวสิ่งใดต่อ เพียงหันหลังและเดินไปทางโทสะสีครามที่จอดอยู่ในท่าเรือ
เรือผีสิงลำนี้ยังคงมีสามเสากระโดงและล้าสมัยเช่นเคย ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง
อัลเจอร์มองตรงไป มองลูกเรือจำนวนหนึ่งบนดาดฟ้า เมื่อสัมผัสถึงบางสิ่ง มันก้มมองตัวเอง
มันกำลังสวมเสื้อลินิน แจ็กเกตหนังสีน้ำตาลและกางเกงขาพองของชนพื้นเมือง รอบเอวพาดด้วยเข็มขัดพิเศษที่เหน็บมีดสั้นและคทากระดูก
มุมปากอัลเจอร์ยกขึ้น ย่างไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เสกลมขึ้นมาส่งตัวเองลอยไปยังโทสะสีคราม
ถัดมา มันหันหน้าไปยังท้องทะเลสีครามที่กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ยกมือขวาขึ้นพลางกล่าวเสียงหนักแน่น:
“ออกเรือ!”
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตราชินี ภายในคฤหาสน์สุดหรูของตระกูลฮอลล์
ออเดรย์นั่งอยู่บนโซฟานุ่มสบาย จ้องมองบิดา เอิร์ลฮอลล์ และเหล่าพี่ชาย ฮิบเบิร์ตกับอัลเฟรด ถกเถียงเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันและทิศทางของอาณาจักร จากนั้นก็หันไปมองมารดา คุณหญิงเคทลิน ยุ่งอยู่กับการเรียกพ่อบ้านและคนงานมาจัดเตรียมงานเลี้ยงที่กำลังจะมาถึง
หญิงสาวไม่พูด รอยยิ้มจางลงกว่าปรกติชัดเจน จ้องมองฉากเหตุการณ์แสนปรกติอย่างเงียบงัน
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ เอิร์ลฮอลล์มองมาทางเธอด้วยรอยยิ้ม
“เจ้าหญิงน้อยของพวกเรากำลังครุ่นคิดสิ่งใด?”
ออเดรย์เม้มริมฝีปากตอบ
“ลองเดาดูสิคะ”
“คงกำลังคิดว่าจะแต่งตัวเช่นไรในงานเลี้ยงคืนนี้ จะทำผมทรงไหน สวมเครื่องสำอางใดบ้าง” ฮิบเบิร์ตตอบแทนบิดาอย่างเป็นกันเอง
ออเดรย์ยกมุมปาก
“เดาถูก แต่ไม่มีรางวัลให้นะ”
หญิงสาวบรรจงลุกขึ้นยืน กล่าวกับพ่อแม่และสองพี่ชาย:
“ขอตัวขึ้นไปเปลี่ยนชุดข้างบน”
เอิร์ลฮอลล์พยักหน้า
“ไม่ต้องกังวล ทุกคนเห็นตรงกันว่า สำหรับลูก มันคุ้มค่าที่จะตั้งตารอ”
ออเดรย์เม้มริมฝีปาก ยังคงรักษารอยยิ้ม เดินไปทางประตูทีละก้าว
หลังออกจากห้อง หญิงชะงักและมองกลับไป
พ่อแม่ของเธอ และพี่ชายทั้งสอง ต่างกลับไปทำในสิ่งที่ทำค้างไว้ บ้างจัดแจง บ้างถกเถียง
ดวงตาสีเขียวของออเดรย์คล้ายกับหยุดนิ่ง ก่อนจะค่อยๆ ถอนกลับ
หญิงสาวเดินออกจากห้อง เดินขึ้นชั้นบนและกลับมายังห้องตัวเอง
ซูซี่ โกลเดนรีทรีเวอร์สีทองตัวใหญ่ กำลังรออยู่ที่นี่
ออเดรย์แอบถอนหายใจ ยกมือขวา วาดเส้นจำนวนมากกลางอากาศด้วยนิ้วชี้
พวกมันดูราวกับเป็นความฝันจากส่วนลึกสุดของจิตใจ
ไม่กี่วินาทีถัดมา ประกายแสงระยิบระยับได้บิดเป็นเกลียวและกลายเป็นสตรีผมทองผู้งดงามเหนือพรรณนา – ออเดรย์·ฮอลล์
แตกต่างจากออเดรย์ หญิงสาวผู้นี้ดูค่อนข้างขี้เล่นและมีความโรแมนติก
“สายัณห์สวัสดิ์ มิสจัสติส~” หญิงสาวกล่าวอย่างร่าเริง
มุมปากออเดรย์กระตุกเล็กน้อย ขานตอบอีกฝ่าย
“สายัณห์สวัสดิ์ มิสออเดรย์”
หลังจากจบการชุมนุมกะทันหัน หญิงสาวตั้งใจแน่วแน่ที่จะเลื่อนลำดับเป็นนักสานฝัน พร้อมแล้วที่จะแบ่งตัวตนออกมาช่วยดูแลครอบครัว โดยที่ตัวเองต้องอยู่ห่างจากทุกคน เพื่อไม่ให้ใครต้องพัวพันกับอันตรายที่หญิงสาวจะนำพา
มองหน้ากันสักพัก เธอหันไปพูดกับโกลเดนรีทรีเวอร์ขนทอง
“ซูซี่ อยากตามฉันไปด้วยไหม”
“แน่นอน พวกเราคือเพื่อนกันตลอดไป” ซูซี่ โกลเดนรีทรีเวอร์ตอบหนักแน่น
จัสติสออเดรย์ไม่กล่าวคำใด เพียงแบ่งบุคลิกเสมือนเข้าไปในกายปัญญาของซูซี่อย่างง่ายดายเพราะเจ้าของร่างอนุญาตให้ผ่านเข้าออก
ถัดมา หญิงสาวยกมือขึ้นและวาดอีกหนึ่งซูซี่ขึ้นจากอากาศ
ทันทีที่ก่อตัวเป็นรูปร่าง เธออ้าปากส่งเสียง ‘โฮ่ง’
ออเดรย์หันไปมองตัวเธออีกคน
ท่ามกลางความเงียบงัน แม้จะทราบดีว่าความคิดทั้งสองคล้ายคลึงกันมาก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวกับสตรีผมทองตรงหน้าว่า:
“ห…หลังจากนี้ ฉันขอฝากฝังทุกสิ่งให้เธอดูแล… อย่าลืมไปอ้อนพ่อบ่อยๆ เตือนท่านว่าอย่าทำงานหนักเกินไป เขาอายุมากจนถึงจุดที่ต้องเป็นห่วงสุขภาพของตัวเองแล้ว หลายสิ่งสามารถส่งต่อให้ฮิบเบิร์ตและอัลเฟรดทำแทนได้ หรือแม้กระทั่งพ่อบ้าน… นอกจากนั้น ค่อยๆ เตือนสติแม่โดยการบอกกับท่านว่า อย่าไปใส่ใจความเห็นของคนอื่นมากนัก และไม่จำเป็นต้องทำตัวสมบูรณ์แบบในแวดวงชนชั้นสูงตลอดเวลา นั่นเป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองพลังงานเกินไป… แล้วก็ อย่าลืมฮิบเบิร์ต ช่วยให้เขาหัวเราะบ่อยๆ อย่าปล่อยให้หดหู่นาน เตือนเขาว่าไม่ต้องคิดมาก พี่อัลเฟรดไม่ได้คิดจะแย่งตำแหน่ง… ส่วนอัลเฟรด… อัลเฟรดต้องรีบหาภรรยาที่ดีและเลิกเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงอันตราย… หืม… เธอร้องไห้ทำไม? พวกเราโตแล้ว ไม่ใช่เด็กๆ อีกแล้ว”
ออเดรย์ก้มหน้าเล็กน้อย ยิ้มพลางกล่าวกับตัวเองที่กำลังหลั่งน้ำตาตรงหน้า
“ฉันรู้… ฉันรู้…” กล่าวจบ หญิงสาวผมทองเม้มริมฝีปาก ผงกศีรษะด้วยความเศร้า
จัสติสออเดรย์ถอนสายตากลับ หยิบผ้าคลุมด้านข้างมาสวม
จากนั้น เธอนำซูซี่ โกลเดนรีทรีเวอร์ตัวใหญ่ ออกจากห้องนอนและตรงไปยังทางเดิน
หลังจากห้องโถงใหญ่ถูกจุดไฟจนสว่างไสวได้สักพัก แขกเหรื่อเริ่มทยอยเข้าร่วมงานเลี้ยงทีละครอบครัว เอิร์ลฮอลล์ คุณหญิงเคทลิน ฮิบเบิร์ต และอัลเฟรดต่างออกจากห้องเมื่อครู่และเดินไปทางประตู
ออเดรย์ยืนอยู่หลังราวกั้น จ้องมองอยู่สักพัก
จากนั้น หญิงสาวยกชายกระโปรงขึ้น บรรจงทำความเคารพพ่อแม่และพี่ชายอย่างนอบน้อมจากระยะไกล
ผ่านไปสองวินาที เธอเหยียดตัวตรง ยกมือดึงผ้าคลุมหัวสีน้ำเงินเข้มลงมาปกปิดใบหน้า
ขณะด้านข้างและด้านหลังหญิงสาวเปี่ยมไปด้วยเสียงอึกทึกและแสงระยิบระยับ ด้านหน้าของเธอปรากฏทะเลจิตใต้สำนึกรวมที่ก่อตัวจากแสงสีหม่น
“ไปกันเถอะ” ออเดรย์พูดกับซูซี่ด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
กล่าวจบ เธอก้าวเข้าไปในทะเลมายาที่มืดมิด
‘ออเดรย์’ รีบออกจากห้องนอน กล่าวเสียงสะอื้น:
“เธอต้องกลับมานะ!”
ออเดรย์ไม่มองหลัง เพียงยกมือขวาและโบกบ่ายเป็นนัยว่าได้ยิน
ร่างของเธอที่สวมชุดคลุมสีน้ำเงินเข้ม ท่องไปในความเงียบอันมืดมิด ก่อนจะเลือนหายไปโดยสมบูรณ์
……………………………………………………
Related
สติของเลียวนาร์ดกลับมายังโลกความจริงภายในห้องถัดจากวิหารรัตติกาลประจำไบลัมตะวันออก
มันเงียบไปหลายวินาที ก่อนจะหยิบกาแฟเย็นชืดด้านหน้าขึ้นมาจิบอย่างละเมียดละไม
รสขมเติมเต็มในช่องปาก สติของมันค่อยๆ ตื่นตัวอย่างเชื่องช้า
“ตาแก่ วันนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่” ท้ายที่สุด เลียวนาร์ดอดไม่ได้ที่จะถาม
เงียบงันสักพัก พาลีส·โซโรอาสเตอร์ตอบด้วยอารมณ์หลากหลาย
“ข้อผิดพลาดร่วงหล่นแล้ว”
ข้อผิดพลาด… เลียวนาร์ดเกือบนึกไม่ออกว่าข้อผิดพลาดที่ชายชรากล่าวถึงเป็นใคร
วินาทีถัดมา มันมิอาจเก็บซ่อนความประหลาดใจ เกือบลืมแม้กระทั่งการหรี่เสียงขณะถาม
“อามุนด์?”
นี่คือเทพแท้จริงตามหลักสามัญสำนึก!
“อืม” เสียงของพาลีส·โซโรอาสเตอร์ฟังดูชรากว่าปรกติ “ระบุให้ชัดเจนก็คือ ร่างต้นของอามุนด์ร่วงหล่น”
เลียวนาร์ดไม่มีกะจิตกะใจจะจำแนกรายละเอียดในคำพูดอีกฝ่าย เพียงถามอย่างไม่เชื่อหู
“เป็นไปได้ยังไง… ไม่มีสัญญาณอะไรเลยสักอย่าง”
ก่อนหน้านี้ มันเคยเห็นความผิดปรกติทั้งก่อนและหลังการร่วงหล่นของเทพสงคราม ทราบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบไปทั่วโลก แถมยังทำให้เกิดสัตว์วิเศษ สัตว์ประหลาดกลายพันธุ์ และเขตอันตรายจำนวนมาก
แต่เมื่อครู่ ความผิดปรกติมีเพียงสองเรื่อง:
ประตูและหน้าต่างปิดตัวเอง; และคล้ายกับตนหลงลืมในบางสิ่ง
อย่างหลังสามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวันของทุกคน ซึ่งก็ไม่ได้แปลกขนาดนั้น
พาลีส·โซโรอาสเตอร์ลดเสียง
“เขาน่าจะร่วงหล่นภายในปราสาทต้นกำเนิด”
ในปราสาทต้นกำเนิด? เลียวนาร์ดตกตะลึง
สถานที่ที่ตนเพิ่งเข้าร่วมชุมนุมเมื่อครู่ก็คือปราสาทต้นกำเนิด!
เคยมีสงครามทวยเทพเกิดขึ้นที่นั่น? อามุนด์บุกรุกปราสาทต้นกำเนิดสำเร็จ? ท่ามกลางกระแสความคิด สีหน้าเลียวนาร์ดค่อยๆ เคร่งขรึม
“ตาแก่ นั่นคือเหตุผลที่มิสเตอร์ฟูลบาดเจ็บและต้องหลับใหลหรือ”
“เขากำลังจะหลับใหล?” พาลีสถามกลับ
น้ำเสียงคล้ายกับไม่ได้ประหลาดใจมากนัก
เลียวนาร์ดอืมในลำคอ
“เขาเรียกชุมนุมด่วนด้วยเหตุผลดังกล่าว”
พาลีส·โซโรอาสเตอร์เงียบไปหลายวินาที
“การตัดสินใจหลับใหลของพระองค์เกี่ยวข้องกับศึกระหว่างเทพเมื่อครู่จริง และเป็นผลมาจากการบุกรุกของอามุนด์ แต่เหตุผลสำคัญมิใช่เพราะได้รับบาดเจ็บ หากแต่เป็นเพราะถูกกัดกร่อน”
“กัดกร่อน?” เลียวนาร์ดโพล่งด้วยความประหลาดใจ
ในระดับของมิสเตอร์ฟูล ยังมีการกัดกร่อนใดที่ขจัดไม่ออกด้วยหรือ?
พาลีส·โซโรอาสเตอร์กลับมาใช้น้ำเสียงเดิม
“ทุกสิ่งมีความเป็นเทพอยู่ในตัว ผู้ที่พึ่งพาความเป็นเทพเพื่อให้ตัวเองแข็งแกร่ง จะไม่มีวันหลุดพ้นจากพันธนาการของความเป็นเทพ… เรื่องนี้เกิดขึ้นกับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเจ้า ข้า หรือแม้กระทั่งเดอะฟูล… อา บางทีพวกเราควรเลิกเรียกพระองค์ว่าเดอะฟูล ตัวท่านในปัจจุบันมีสถานะเทียบเท่าครึ่งราชันเร้นลับ”
ราชันเร้นลับ… เลียวนาร์ดนั้นมีความรู้เกี่ยวกับตราประทับทางจิตในตะกอนพลังมากกว่าครึ่งเทพระดับเดียวกัน แต่องค์ความรู้ของมันยังคงมีจุดบอดในเนื้อหาระดับสูงที่อาจนำมาซึ่งการกัดกร่อน ดังนั้นแม้จะเคยได้ยินชายชราเอ่ยถึง ‘ราชันเร้นลับ’ มาก่อน แต่มันก็ไม่เคยเข้าใจความหมายของคำดังกล่าว
อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน เลียวนาร์ดสามารถยืนยันได้ว่า มิสเตอร์ฟูลได้ก้าวข้ามลำดับ 0 ไปแล้วและสามารถปลิดชีพเทพแท้จริงได้ง่ายดาย เป็นข้อมูลที่อ้างอิงจากปากพระองค์เองในการชุมนุม และได้รับการยืนยันซ้ำโดยชายชรา
เลียวนาร์ดฉลาดพอที่จะไม่ถามซักไซ้ เพียงเปลี่ยนกลับมายังประเด็นเดิมด้วยเสียงต่ำ
“ตาแก่ แล้วทำไมไคลน์ถึงต้องหลับใหลตามไปด้วย? มีวิธีปลุกให้ตื่นเร็วๆ ไหม?”
น้ำเสียงของพาลีสเผยความประหลาดใจ
“นี่เป็นเรื่องในระดับทวยเทพ เทวทูตที่แก่ชราและอ่อนแออย่างข้าจะทราบได้เช่นไร? สำหรับวิธีการปลุก กระทั่งเดอะฟูลก็ยังไม่มีทางออก แล้วนับประสาอะไรกับข้า?”
เลียวนาร์ดเงียบไปสักพัก หยิบถ้วยกาแฟขึ้นมาจิบอีกหนึ่งครั้ง
ผ่านไปครู่หนึ่ง มันลังเลเล็กน้อยก่อนจะถาม
“ตาแก่ คุณสามารถขโมยความสามารถพิเศษของคนอื่นได้ไหม”
พาลีส·โซโรอาสเตอร์พ่นลมหายใจ
“คำว่า ‘ความสามารถพิเศษ’ เป็นนิยามที่กว้างเกินไป เมื่อจำแนกประเภทไม่ได้ ย่อมขโมยไม่ได้… แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นพรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด นั่นยังพอเป็นไปได้”
“…ช่างมัน” เลียวนาร์ดตัดสินใจไม่ขโมยพรสวรรค์ของคนอื่นเพื่อช่วยให้ตนบรรลุภารกิจที่ค่อนข้างมาก
พาลีส·โซโรอาสเตอร์เสริมกึ่งขำ
“หากเจ้ามองว่านั่นเป็นสิ่งที่ไม่ดี จงลองมองหาคนยากจนที่มีพรสวรรค์ตามที่เจ้าต้องการและยื่นข้อแลกเปลี่ยน จ่ายให้เงินเขาเพื่อแลกกับการสูญเสียพรสวรรค์”
“ฟังดูเหมือนกับ… ขายวิญญาณให้ปีศาจ” เลียวนาร์ดแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา
พาลีส·โซโรอาสเตอร์หัวเราะแห้ง
“มีวิธีที่ง่ายกว่านั้น จ้างคนที่มีพรสวรรค์มาช่วยเจ้าทำงานที่ต้องการ”
“…ตาแก่ ทำไมถึงไม่รีบบอกให้เร็วกว่านี้?” เลียวนาร์ดมองเห็นแสงแห่งความหวังทันที
พาลีสหัวเราะในคอ
“เรื่องง่ายๆ แบบนี้คิดเองไม่เป็นหรือ? ข้านึกว่าเจ้าตัดตัวเลือกนี้ออกไปก่อนจะถาม”
เลียวนาร์ดไม่สนใจคำเย้ยหยันของชายชรา เพียงครุ่นคิดอย่างจริงจังเพื่อค้นหาวิธีที่เป็นไปได้
แต่เพียงไม่นาน มันเริ่มรู้สึกผิดและกระอักกระอ่วน ราวกับตนพยายามหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ
ในเรื่องแบบนี้ เราควรทำด้วยตัวเอง… แทนที่จะขอให้คนอื่นช่วยเขียนกวีแทน เราต้องเขียนขึ้นมาเอง… คิดถึงตรงนี้ เลียวนาร์ดลุกขึ้นยืนทันทีและเดินไปทางประตู
“เจ้าจะไปไหน?” พาลีสถามด้วยความประหลาดใจเล็กๆ
เลียวนาร์ดขมวดคิ้ว กล่าวหนักแน่น
“ไปร้านหนังสือใกล้ๆ เพื่อซื้อหนังสือรวมบทกวี”
นับตั้งแต่เลื่อนลำดับเป็น ‘ฝันร้าย’ เลียวนาร์ดก็เลิกสนใจหนังสือบทกวีที่เคยซื้อเก็บไว้ในอดีต ปล่อยให้พวกมันเป็นเพียงของแต่งบ้าน แต่เมื่อกลายเป็นจอมอาคมวิญญาณ มันเริ่มกลับมาสะสมบทกวีเกี่ยวกับวิญญาณเพื่อค้นหาอันที่เหมาะสมสำหรับการ ‘ร่าย’ ระหว่างต่อสู้ สร้างผลลัพธ์เหนือธรรมชาติที่มีประโยชน์กับตัวเอง
แต่เมื่อเดินทางมายังทวีปใต้ เลียวนาร์ดมิได้หยิบหนังสือบทกวีติดตัวมาเลย จำได้เพียงสองสามบทที่ท่องบ่อยในอดีต
ช่างน่าขัน ทั้งที่เป็นอาวุโสใหญ่แล้ว เรากลับยังต้องเข้าร้านขายหนังสือกวี… เลียวนาร์ดถอนหายใจเงียบ ย่างก้าวเปี่ยมไปด้วยความหนักแน่น
พาลีส·โซโรอาสเตอร์ที่ไม่เข้าใจว่า เลียวนาร์ดจะซื้อหนังสือรวมบทกวีไปทำไม ถามหลังจากผ่านไปสักพัก:
“นี่คือคำสั่งของเดอะฟูล?”
“ใช่ เพื่อทำให้ตำนานในบางเรื่องโด่งดัง” เลียวนาร์ดตอบเรียบง่ายขณะเปิดประตู
พาลีสเงียบไปอีกครั้งก่อนจะพูด
“นอกจากการเขียนกวี เจ้ายังต้องเพิ่มความใส่ใจในภารกิจล้อมโจมตีและกำราบโรงเรียนกุหลาบ”
เลียวนาร์ดเดินไปตามบันไดจนกระทั่งเข้าสู่ถนน เหลียวซ้ายแลขวามองคนเดินถนนพลางพยักหน้ารับอ่อนโยน
“อา”
ขณะเดินไปที่ร้านหนังสือ มันรู้สึกประหนึ่งได้กลับไปอยู่ทิงเก็นอีกครั้ง เป็นช่วงเวลาสมัยยังเป็น ‘นักกวีเที่ยงคืน’ ตอนนั้นเลียวนาร์ดก็ต้องเดินฝ่าถนนพลุกพล่านเช่นนี้เพื่อไปซื้อ ‘กวีนิพนธ์โลเอ็นโบราณ’ และ ‘รวมบทกวีดังของโรซายล์’
…
กรุงเบ็คลันด์ วิหารฤดูเก็บเกี่ยว ย่านทิศใต้ของสะพาน
หลังจากเอ็มลิน·ไวท์ได้สติกลับมา มันพบว่าตนกำลังยืนหน้าหน้าต่าง
ด้านนอก ดวงอาทิตย์ส่องแสงสลัว ดอกไม้พืชพรรณกำลังผลิบาน
สำหรับการหลับใหลของมิสเตอร์ฟูล เอ็มลินมีความรู้สึกแตกต่างจากชาวชุมนุมทาโรต์คนอื่นเล็กน้อย
กล่าวคือ นอกเหนือจากความรู้สึกหน่วง ใจหาย เศร้า และสับสน มันสัมผัสได้ว่าอนาคตจะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้น
ภายในตระกูลผีดูดเลือด มาร์ควิสและเอิร์ลบางตนค่อนข้างแก่ชรา แม้อายุขัยที่เหลือจะมากกว่าเหล่าครึ่งเทพในระดับเดียวกันหลายเท่า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่เป็นช่วงบั้นปลาย ในสถานการณ์ดังกล่าว พวกมันเลือกที่จะหลับใหลเพื่อยืดอายุขัยออกไป และผลลัพธ์ก็ค่อนข้างดี
ดังนั้น วิธีแก้ปัญหาด้วยการนอนไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับเอ็มลิน มันเชื่อว่าสถานะดังกล่าวยังห่างไกลจากความตายหรือร่วงหล่น หากค้นพบวิธีการที่ถูกต้อง มิสเตอร์ฟูลก็สามารถตื่นขึ้นได้อีกครั้ง
จ้องมองฉากด้านนอกหน้าต่าง เอ็มลินครุ่นคิดกับตัวเอง
“มิสเตอร์ฟูลหลับใหลไปแล้ว และวิวรณ์จากท่านต้นตระกูลก็มักถูกรบกวน พระองค์คงให้ความช่วยเหลือเราได้ไม่บ่อยครั้งนัก…”
จมอยู่กับความเงียบงันสักพัก เอ็มลินถอนหายใจ
อย่างที่คิด ในท้ายที่สุด เราต้องเผชิญหน้าและแบกรับมันด้วยตัวเอง…
นี่คือชะตากรรมของผู้กอบกู้…
เมื่อกล่าวถึงคำว่า ‘ผู้กอบกู้’ เอ็มลินเผยรอยยิ้มจิกกัดตัวเอง
จากนั้น มันทวนคำภายในใจ:
เราต้องพึ่งพาตัวเองเท่านั้น
ขณะความคิดดังกล่าวแล่นผ่าน เสียงของหลวงพ่อยูทรอฟสกี้ดังมาจากด้านหลัง:
“ถึงเวลาออกเดินทางแล้ว”
เอ็มลินหันหลังกลับและพบนักบวชในชุดคลุมสีน้ำตาลที่สะพายดาบยักษ์ไว้ด้านหลัง
ดาบยักษ์ยาวกว่าความสูงของเอ็มลิน และกว้างเกือบเท่าเอวของเอ็มลิน
ผนวกกับร่างกายใหญ่โตของหลวงพ่อ บรรยากาศคุกคามดูน่าสะพรึงราวกับของจริง
ในฐานะเอิร์ลผีดูดเลือด เอ็มลินผงะเล็กน้อยก่อนจะกลับเป็นปรกติ ขานรับอย่างอ่อนโยน
“ตกลง”
ในวันนี้ พวกมันจะออกเดินทางไปยังทวีปใต้เพื่อเข้าร่วมภารกิจล้อมโจมตีโรงเรียนกุหลาบ
ขานตอบเสร็จ เอ็มลินฉุกคิดบางสิ่ง จึงรีบเสริม
“รออีกครึ่งวัน”
มันต้องการเรียกประชุมผีดูดเลือดทั่วกรุงเบ็คลันด์เป็นการด่วน เพื่อปรึกษาหารือเบื้องต้นเกี่ยวกับการก่อตั้งบริษัทยา
บิชอปยูทรอฟสกี้ไม่ถามสิ่งใด เพียงพยักหน้ารับ:
“กลับมาหาผมเมื่อพร้อม”
เอ็มลินจ้องมองแผ่นหลังของหลวงพ่อยูทรอฟสกี้ที่เดินเข้าไปในส่วนลึกของวิหาร จากนั้นก็หันกลับมายังเหล่าผีดูดเลือดที่จะติดตามตนไปยังทวีปใต้ด้วยกัน
“เรียกประชุมผีดูดเลือดทุกตนในเบ็คลันด์เป็นการด่วน ข้าต้องการหารือบางสิ่ง”
“ขอรับ ท่านเอิร์ล” ผีดูดเลือดตอบสนองอย่างนอบน้อม
เมื่อพวกมันแยกย้าย เอ็มลินมองกลับไปด้านหลังและพบกับตราศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิตภายในวิหาร – เป็นภาพของทารกที่ถูกวาดอย่างเรียบง่าย รายล้อมไปด้วยสัญลักษณ์อย่างรวงข้าว ดอกไม้ และน้ำพุ
นั่นทำให้เอ็มลินเข้าสู่ภวังค์ทันที
มันจำไม่ได้แล้วว่า ตั้งแต่เมื่อไรกันที่ตนใช้เวลาในห้องนอนน้อยลง เล่นกับตุ๊กตาน้อยลง หรือแม้กระทั่งงานอดิเรกอย่างการศึกษาประวัติศาสตร์ก็ยังทำด้วยความจริงจังและหวังผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นปุบปับ แต่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงอย่างเชื่องช้าในแต่ละวัน เดือนแล้วเดือนเล่า และเมื่อเอ็มลินฉุกคิดได้ มันก็คุ้นชินกับชีวิตใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว
เอ็มลินถอนสายตากลับ เชิดคางเล็กน้อย ส่ายหน้าอย่างโอหัง:
“นี่คือชะตากรรมของผู้กอบกู้…”
………………………………………………………………
Related
ใจกลางคลื่นทะเลสีครามอันเกรี้ยวกราดซึ่งดูราวกับไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง อนาคตกาลเปรียบดังใบไม้ บางเวลายกตัวสูง บางเวลายุบตัวลงต่ำ
ในน่านน้ำละแวกนี้ยังคงมีเรือโจรสลัดแล่นอยู่ เป็นเหตุการณ์ที่พบเห็นได้ทั่วไปประหนึ่งดวงอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า
หลังจากกลับมายังโลกความจริง พลเรือเอกดวงดาวแคทลียาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะคลี่กระดาษออกมาเขียนจดหมาย
เธอต้องการซักถามราชินีเงื่อนงำเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิด
อันที่จริง ก่อนมิสเตอร์ฟูลประกาศว่าพระองค์กำลังจะหลับใหล แคทลียาได้กลิ่นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ประตูและหน้าต่างปิดลงกะทันหัน หรือเหตุการณ์อุกกาบาตปกคลุมท้องฟ้าจนสว่างไสวไปทั่วโลก ในฐานะผู้หยั่งรู้ หญิงสาวย่อมเกิดแรงบันดาลใจบางอย่างและมองเห็นนิมิตอย่างเลือนราง
แน่นอน เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านระดับตัวตนและสถานะ แคทลียาจึงไม่ทราบรายละเอียดในเชิงลึก อีกทั้งยังมิอาจคาดเดาได้ว่าสิ่งใดเป็นต้นเหตุทำให้มิสเตอร์ฟูลเลือกที่จะหลับใหล เธอจึงต้องถามไถ่จากราชินีเงื่อนงำแบร์นาแดต ผู้กลายเป็นเทวทูตได้สักระยะและยังเป็นผู้นำองค์กรลับที่ถือครองสมบัติปิดผนึกจำนวนมาก
ขณะแคทลียาอัญเชิญผู้ส่งสารและยื่นจดหมายที่เขียนเสร็จแล้วให้อีกฝ่าย หญิงสาวเกิดชะงักกะทันหัน
ในวินาทีนี้ สีม่วงในดวงตาเธอทวีความเข้มข้น จากนั้นก็ค่อยๆ ไหลเวียนประหนึ่งกระแสน้ำ
แคทลียาสัมผัสได้ว่ามิสเตอร์ฟูลเข้าสู่การหลับใหลเรียบร้อยแล้ว
ความลังเล สับสน และโศกเศร้าเล็กๆ ที่ยากจะควบคุม เอ่อล้นภายในหัวใจพลเรือเอกดวงดาว
ด้วยเหตุผลบางประการ ร่างกายของเธอสั่นเทาอย่างไรเหตุผล น้ำตาสองหยดไหลออกจากดวงตาโดยมิอาจควบคุม
แคทลียาคล้ายกับเข้าใจบางสิ่ง แต่ก็ไม่เข้าใจอะไรเลย เรื่องเดียวที่ทราบก็คือ ตนไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไรมิสเตอร์ฟูลจึงจะตื่นจากบรรทม
ถอดแว่นตาเลนส์หนาออกจากดั้งจมูก แคทลียาปาดมุมดวงตาและพยายามปรับอารมณ์ให้กลับเป็นปรกติ
จากนั้น หญิงสาวเดินไปทางหน้าต่างและมองดาดฟ้าเรือ
แฟรงค์·ลีกำลังคะยั้นคะยอให้ลูกเรือลิ้มรส ‘เบียร์’ สูตรใหม่ แต่ก็ไม่มีโจรสลัดคนใดกล้าลอง
โชคดีที่เราส่งชาฟฟ์ไปอยู่กับราชินีล่วงหน้าแล้ว ปัจจุบันจึงเหลือแค่แฟรงค์ที่ต้องคอยดูแล… เมื่อไม่มีการเฝ้ามองจากมิสเตอร์ฟูล เราต้องยิ่งเพิ่มความระมัดระวังและห้ามประมาท… อา เราต้องหางานอื่นนอกจากการทดลองให้แฟรงค์ทำ เขาเป็นรองกัปตัน จะทำแต่งานนอกไม่ได้… แคทลียาครุ่นคิดด้วยหัวใจหนักอึ้ง
หลังจากไตร่ตรองถึงวิธีจับตามองแฟรงค์ รวมถึงข้ออ้างในการโยกย้ายโจรสลัดเส้นทางธรณีและจันทราซึ่งมีอยู่ไม่มากให้ไปประจำการบนเรือลำอื่น เพื่อที่คนเหล่านั้นจะได้ไม่มีโอกาสติดต่อกับแฟรงค์ แคทลียาหันเหความสนใจมายังประเด็นเกี่ยวกับปราชญ์เร้นลับ
แม้ว่าหญิงสาวจะกลายเป็นหนึ่งในสิบเสาหลักของนิกายมอสส์ แต่เธอไม่เคยได้รับความเชื่อใจจากประมุขและเบื้องบนคนอื่น เหตุผลสำคัญคือชาติกำเนิดและการไม่ได้รับความสนใจจากปราชญ์เร้นลับ แคทลียาจึงถูกกีดกันให้อยู่วงนอกและคอยดูแลกองกำลังส่วนตัว
ในแง่มุมดังกล่าว ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับนิกายมอสส์นั้นใกล้เคียงกับ ‘พันธมิตร’ มากกว่าสมาชิก ด้านหนึ่ง เธอต้องช่วยนิกายมอสส์แสดงแสนยานุภาพบนห้าห้วงสมุทร แต่ก็แลกมากับความรู้และวัสดุจากองค์กร
เพื่อที่จะเข้าถึงข้อมูลการคืนชีพอย่างกะทันหันของปราชญ์เร้นลับ รวมถึงการยืนยันสถานะในปัจจุบัน แคทลียาต้องไต่เต้าจนกลายเป็นสมาชิกแกนหลักของนิกายมอสส์ให้ได้
สำหรับเราในปัจจุบัน การเข้าไปมีส่วนร่วมตัดสินใจด้านกิจการภายในของนิกายมอสส์นั้นไม่เป็นปัญหา มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นจึงจะสามารถเข้าถึงข้อมูลในเชิงลึกและยกระดับสถานะของตัวเองได้… แต่การทำเช่นนั้นค่อนข้างเสี่ยง ต่อให้ปราชญ์เร้นลับอยู่ในสภาพไม่สู้ดีนัก ไม่สามารถแทรกแซงกิจการภายในของนิกายมอสส์ได้ แต่สมาชิกระดับเบื้องบนคนอื่นอาจเอะใจเกี่ยวกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของเราและแอบวางกับดัก… มีอย่างน้อยสองในสิบเสาหลักที่เรามิอาจมองทะลุเข้าไป ซึ่งนั่นทำให้สัญชาตญาณร้องเตือน…
การยืนยันสถานะในปัจจุบันของปราชญ์เร้นลับยิ่งอันตราย หากผิดพลาดเพียงเล็กน้อย เราจะถูกพระองค์กัดเซาะและกัดกร่อนทันที… พลเรือเอกดวงดาวแคทลียา พบว่าภารกิจที่มิสเตอร์ฟูลมอบหมายให้ตนนั้นเต็มไปด้วยขวากหนาม
สาเหตุที่หญิงสาวตีตัวออกหากจากนิกายมอสส์และโลดแล่นในฐานะโจรสลัด ส่วนหนึ่งเพราะเธอเป็นกังวลว่า หากเข้าไปพัวพันกับกิจการภายในขององค์กรมากเกินไป ข้อเท็จจริงที่ว่าเธอยังแอบติดต่อกับราชินีเงื่อนงำจะถูกเปิดเผย และกลัวว่าสักวันหนึ่ง เธอจะถูกเสาหลักคนอื่นรุมล้อมตราหน้าว่าเป็นสายลับ ชะตากรรมที่รออยู่คือการถูกกำจัดทิ้ง
ในวินาทีนี้ แคทลียานึกอยากละทิ้งภารกิจของมิสเตอร์ฟูล ละทิ้งตัวตนสิบเสาหลักของนิกายมอสส์ และกลับไปยังเรือ ‘รุ่งอรุณ’ เพื่ออยู่เคียงข้างราชินี
ด้วยวิธีดังกล่าว เธอจะไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้อีก – หากมีปัญหาใดเกิดขึ้น ราชินีสามารถยับยั้งได้สบาย
หลังลงจากรุ่งอรุณ พลเรือเอกดวงดาวแคทลียาต้องแบกรับทุกสิ่งไว้ตามลำพังเสมอ บ่าของเธอทั้งหนักอึ้งและเมื่อยล้า
อย่างไรก็ดี ความคิดดังกล่าวถูกแคทลียาปัดตกอย่างรวดเร็ว
หญิงสาวถอนหายใจแผ่วเบา และทราบว่าตนไม่สามารถกลับไปเป็นเด็กสาวไร้ความกังวลได้เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
ไม่เพียงต้องแบกรับชีวิตของตัวเอง แต่ยังรวมไปถึงชะตากรรมของแฟรงค์ ฮีธ นีน่า และลูกเรือที่เหลือ
ยิ่งไปกว่านั้น แคทลียามองการณ์ไกลไปถึงวันสิ้นโลก โดยหวังว่าในช่วงเวลาดังกล่าว เธอจะกลายเป็นผู้ช่วยที่แข็งแกร่งที่สุดของราชินี คอยกระทำบางสิ่งเพื่อปกป้องโลกร่วมกับอีกฝ่าย
หญิงสาวหลับตาพลางพึมพำกับตัวเอง
“ต้องเผชิญหน้ากับมัน”
แทรกซึมนิกายมอสส์เต็มตัวและรวบรวมข้อมูลที่ต้องการ
หลังจากตัดสินใจหนักแน่น พลเรือเอกดวงดาวแคทลียาเลิกปกปิดพลังที่แท้จริง เธอยกแขนขึ้นพร้อมกับใช้เวทมนตร์นิทานปรัมปรา
ในสายตาของลูกเรือและโจรสลัดรอบข้าง อนาคตกาลและกองเรือพลันแปรเปลี่ยนเป็นภาพมายาโดยพร้อมเพรียง ก่อนจะกลายเป็นฟองอากาศจำนวนมาก
ฟองอากาศเหล่านี้สะท้อนสีสันชวนฝันท่ามกลางแสงสว่าง
ถัดมา พวกมันค่อยๆ ผสานเป็นเนื้อเดียวกับน้ำทะเล
อนาคตกาลและกองเรือเลือนอันตรธานหายไปจากสายตาทุกคนทั้งอย่างนั้น
โจรสลัดที่มีความรู้ต่างพากันผงะและเริ่มตัวสั่น จากนั้นก็ผุดความคิดหนึ่งพร้อมกัน:
ราชินีองค์ใหม่แห่งท้องทะเลถือกำเนิดแล้ว
ราชินีดวงดาว!
…
กรุงเบ็คลันด์ ภายในบ้านหลังหนึ่ง
ยังไม่ทันที่ซิลจะรวบรวมสติหลังกลับมาถึงโลกความจริง เธอเห็นร่างของฟอร์สถูกวาดขึ้นตรงหน้าพร้อมกับตะโกน:
“งานของเธออันตรายเกินไป!”
ซิลผงะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถึงปัญหาของอีกฝ่ายตามความเคยชิน:
“เธอไม่ได้เคาะประตู”
นี่คือส่วนที่แย่ที่สุดเมื่อต้องใช้ชีวิตร่วมกับครึ่งเทพเส้นทางผู้ฝึกหัด
ฟอร์สนึกทบทวนตัวเองสักพัก ตามด้วยกล่าวอย่างมั่นใจ
“เธอไม่ได้ปิดประตู”
หญิงสาวชี้ไปทางประตูห้องนอนที่เปิดค้างไว้
เราไม่ได้ปิดประตู… ใช่แล้ว เพราะนี่คือชุมนุมกะทันหันซึ่งเราไม่ทันได้เตรียมตัว… ซิลอ้าปาก แต่ก็เถียงไม่ออก
ทั้งสองมองหน้ากันเงียบๆ เป็นเวลานาน ไม่มีใครคิดจะพูดขึ้นเป็นคนแรก
ในที่สุด ฟอร์สตัดสินใจลืมคำกล่าวหาของอีกฝ่าย และดึงความสนใจกลับมายังเนื้อหาภารกิจ
“ภารกิจที่เกี่ยวพันกับตะกอนพลังลำดับ 1 และเอกลักษณ์จะต้องอันตรายมากแน่”
กล่าวจบ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าซิลรับของขวัญล่วงหน้าจากมิสเตอร์ฟูลมาแล้ว ดวงตาของฟอร์สแดงก่ำอย่างมิอาจหักห้าม อดไม่ได้ที่จะรำพัน:
“อย่าลืมขอความช่วยเหลือจากฉัน อย่างน้อยฉันก็พาเธอหนีได้”
เท่าที่พวกเธอนึกออก ทั้งสองแทบไม่เคยเข้าไปพัวพันกับปัญหาในลำดับ 1 มาก่อน ยกเว้นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมิสเตอร์ฟูลและเดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์ รวมถึงเรื่องที่พวกตนอาจถูกเฝ้ามองโดยบุคคลที่มิอาจเอ่ยนาม
นอกเหนือจากนั้น พวกเธอมักคอยสนับสนุนอยู่วงนอกและไม่เคยต้องสู้กับศัตรูที่มีสรรพนามว่า ‘ท่าน’
ดังนั้น คงเป็นเรื่องยากที่ฟอร์สจะทำตัวปรกติเมื่อได้ยินว่าภารกิจของเพื่อนสนิทเกี่ยวข้องกับตะกอนพลังลำดับ 1 หรือแม้กระทั่งเอกลักษณ์และเทพแท้จริง
ซิลยิ้มพลางตอบ
“ฉันแค่คอยค้นหาเบาะ สืบสวนหาความจริง ไม่ใช่การเผชิญหน้าโดยตรง”
หญิงสาวเสริมหลังจากเว้นวรรค
“วันสิ้นโลกใกล้เข้ามาแล้ว พวกเราทุกคนต้องออกแรงคนละไม้คนละมือ… เธอเองก็เห็นไม่ใช่หรือ แม้แต่มิสเตอร์ฟูลก็ยังต้องหลับใหล เช่นนั้นแล้วมนุษย์ตัวเล็กๆ อย่างเราล่ะ? หากไม่รีบกลายเป็นครึ่งเทพโดยเร็ว บางทีอาจไม่มีพลังพอที่จะขับเคลื่อนสิ่งใดเลย อย่างน้อยในตอนนี้ก็ยังมีความหวัง อย่างน้อยก็ยังมีหนทางในการปลุกมิสเตอร์ฟูล”
ฟอร์สซึ่งผ่านอะไรมามาก ย่อมทราบถึงความจริงข้อนี้อยู่เต็มอก เมื่อครู่เป็นเพียงการระบายความคับคั่งใจ ปัจจุบันกลับมาใจเย็นได้อีกครั้ง
หญิงสาวไตร่ตรองสักพัก:
“คิดจะทำยังไงต่อ”
“การสืบสวนด้วยตัวเองคงยากเกินไป จำเป็นต้องพึ่งพาเครือข่ายข้อมูลของ MI9 และเพื่อการนั้นก็ต้องหาโอกาสเหมาะในการแจ้งให้พวกเขาทราบว่า ตอนนี้ฉันเป็นครึ่งเทพลำดับ 4 เรียบร้อยแล้ว สำหรับวิธีที่จะเลี่ยงมิให้ถูกสงสัย อาจจำเป็นต้องพึ่งพาคำแนะนำของมิสจัสติส รวมถึงการเตรียมตัวบางอย่าง”
สมองฟอร์สประมวลผลอย่างหนัก
“ฉันจะเขียนบทให้เธอเอง… เอ่อ ฉันจะเล่นบทวายร้าย แสร้งทำเป็นคนเสียสติที่พยายามเลื่อนเป็นลำดับ 4 และถูกเธอจัดการ…”
ขณะกล่าว เรื่องราวเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง หญิงสาวรีบนั่งลงบนโต๊ะอ่านหนังสือของซิล หยิบปากกากับกระดาษและเริ่มเขียน
“หลังจากเรื่องราวถูกแต่งเสร็จ ฉันจะให้มิสจัสติสช่วยตรวจสอบและดัดแปลงให้สมเหตุสมผลมากขึ้น” ฟอร์สกล่าวขณะเขียน
ในฐานะจอมเวทลึกลับ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เธอมีพลังในการรักษาความลับของบทสนทนา
ซิลครุ่นคิด
“ไม่ใช่ว่างานหลักของเธอตอนนี้คือการเขียนชีวประวัติกับเรื่องราวหรอกหรือ?”
“ฮะฮะ! ของแบบนั้นง่ายจะตายไป ฉันคิดโครงเรื่องเผื่อไว้นับไม่ถ้วนในหัว มีวัตถุดิบให้ใช้สอยเหลือเฟือ… ขาดแค่การเรียบเรียง…” ฟอร์สพึมพำสักพักพลางอุทิศตัวเองให้กับการเขียนบทสำหรับตบตา MI9 ให้ซิล
เมื่อเห็นเพื่อนสนิททุ่มเทให้กับงานของตน รอยยิ้มค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าซิล
หญิงสาวรีบหันไปมองทางประตูที่เปิดอ้า และได้ยินเสียงน้องชาย ลัวร์·เดียร์ชาคล้ายกับกำลังพูดภาษาคนยักษ์โบราณ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำหรับการเรียนกฎหมายและการสอบนักกฎหมาย
มารดาของเธอกำลังเตือนคนรับใช้สองคนว่าอย่าลืมทำความสะอาดห้องนั่งเล่น
เสียงของคนเหล่านั้นดังเข้ามาในโสตประสาทซิล เปลี่ยนให้สีหน้าของเธอค่อยๆ หนักแน่น
แม้ไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเบื้องบนของ MI9 และไม่ทราบว่าอันตรายจากภารกิจของมิสเตอร์ฟูลจะร้ายแรงขนาดไหน รวมถึงไม่ทราบว่าวันสิ้นโลกจะมาในรูปแบบใด แต่ซิลทราบดี หากเธอไม่ทำอะไรเลย ไม่กล้าออกไปเสี่ยงและมัวแต่ดื่มด่ำความสุขความชื่นมื่นของครอบครัว ในท้ายที่สุด เธอจะถูกถาโถมจนจมท่วมเหมือนกับคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เตรียมตัวรับมืออุทกภัยล่วงหน้า
และในปัจจุบัน แม้ถนนตรงหน้าตนจะเต็มไปด้วยขวากหนาม แต่ก็พอจะมองเห็นแสงสว่างส่องรำไร
สิ่งนี้มีแต่ต้องคว้าไว้ด้วยจิตใจอันกล้าหาญที่ยอมเสียสละตัวเอง
……………………………………………………..
Related
เกี่ยวกับภารกิจนี้ จัดจ์เมนต์ซิลเคยตั้งตารอฟังเนื้อหาของภารกิจด้วยความกระสับกระส่ายมาเป็นเวลานาน
หญิงสาวเฝ้ารอเป็นพิเศษเนื่องจากตนเลือกที่จะรับพรจากมิสเตอร์ฟูล ซึ่งนั่นหมายถึงการต้องตอบแทนบุญคุณ ดังนั้น การได้ทราบเนื้อหาของภารกิจเสียที จะช่วยให้เธอเลิกคาดเดาส่งเดชและคลายความกังวลจากสิ่งที่ยังไม่รู้
ซิลทราบดีว่าตนต้องตอบแทนมากกว่าใคร และเชื่อว่างานสุดท้ายย่อมไม่ธรรมดาและเต็มไปด้วยอันตราย
ในวินาทีนี้ เมื่อได้ยินคำพูดมิสเตอร์ฟูล หญิงสาวถอนหายใจโล่งอก หัวใจกลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิม
การสืบสวนหาเบาะแสของตะกอนพลังทั้งสามก้อนและเอกลักษณ์ของเส้นทางนักบวชสีชาด รวมถึงการยืนยันสถานะปัจจุบันของแม่มดบรรพกาล แน่นอนว่าเป็นงานที่อันตรายมาก นับเป็นภารกิจประเภทที่ทำให้ถูกกัดกร่อนได้ง่ายหากไม่ระวังตัว แต่อย่างน้อยก็ยังง่ายกว่าการแย่งชิงเอกลักษณ์และตะกอนพลังลำดับ 1 มาจากมือแม่มดบรรพกาลโดยตรง
หากเป็นอย่างหลัง ต่อให้มีหน่วยพิเศษของทางการคอยสนับสนุน ซิลก็ยังรู้สึกว่าโอกาสสำเร็จนั้นต่ำมาก ต้องเขียนพินัยกรรมทิ้งไว้ล่วงหน้าและเตรียมสละชีพในทุกลมหายใจ แต่ถ้าเป็นแบบแรก เบาะแสสามารถถูกรวบรวมได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับตัวตนที่แข็งแกร่งโดยตรง ในฐานะครึ่งเทพลำดับ 4 ซิลค่อนข้างมั่นใจว่าตนสามารถทำภารกิจนี้ให้ลุล่วง
โดยไม่ลังเล หญิงสาวขานรับทันที
“ค่ะ มิสเตอร์ฟูล”
เดอะฟูลไคลน์เตรียมหันไปทางอื่น แต่หลังจากครุ่นคิดสักพัก มันเสริม:
“ระวังแบนชีเอาไว้”
โดยไม่รอให้สมาชิกชุมนุมทาโรต์เชื่อมโยงเหตุผล ไคลน์หันไปพูดกับเดอะสตาร์เลียวนาร์ด
“ภารกิจของเจ้าคล้ายกับเดอะมูน ขณะเผชิญหน้ากับศัตรู พยายามรวบรวมวัตถุที่แฝงพรและออร่าของมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายจากสมาชิกโรงเรียนกุหลาบ”
มันกล่าวเพียงหนึ่งประโยคยาว ไม่ลงลึกรายละเอียดเหมือนเมื่อครั้งมอบภารกิจให้เดอะมูนก่อนหน้านี้
นั่นเพราะเลียวนาร์ดถูกปรสิตโดยเทวทูตเส้นทางนักจารกรรมผู้มากประสบการณ์ ซึ่งล่วงรู้ความลับมากมายและตระหนักถึงความอันตรายของเทพภายนอกเป็นอย่างดี อีกฝ่ายย่อมไม่ปล่อยให้เลียวนาร์ดเถลไถล
เมื่อเห็นเลียวนาร์ดพยักหน้า เดอะฟูลไคลน์กล่าวต่อไปด้วยเสียงเดิม
“เจ้าไม่จำเป็นต้องเผยแผ่นามของข้ามากนัก หรือไม่ต้องเลยก็ได้”
ในฐานะหนึ่งในยี่สิบสอง ‘เบื้องบน’ ของโบสถ์รัตติกาล และหนึ่งในอาวุโสใหญ่เพียงไม่กี่คนของเหยี่ยวราตรี หากเลียวนาร์ดออกหน้าเผยแผ่ความเชื่อของเดอะฟูลด้วยตัวเอง ปัญหาย่อมตามมาได้ง่าย และอาจผิดใจกับเพื่อนร่วมงานหรือไม่ก็เกิดความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น
แต่สิ่งที่น่าแปลกก็คือ ในสายตาไคลน์ ดูเหมือนว่าเดอะมูนเอ็มลินจะไม่เกิดปัญหาในแง่นี้ เพราะการที่คนรอบตัวล้วนเป็นผีดูดเลือดเกือบทั้งหมด พฤติกรรมดังกล่าวของเอ็มลินย่อมไม่เหนือความคาดหมายมากนัก
นั่นสินะ… เดอะสตาร์เลียวนาร์ดกลับมาเยือกเย็นอีกครั้งหลังจากจิตใจเคยร้อนรน มันตระหนักถึงความโหดร้ายของโลกภายนอก
อย่างไรก็ดี มันยังอยากลงมือทำบางสิ่ง
ทันใดนั้น เดอะฟูลไคลน์เสริม
“เจ้าสามารถเผยแผ่เรื่องราวของเดอะเวิร์ลในรูปแบบของบทกวี”
บทกวี… เลียวนาร์ดขมวดคิ้วตามสัญชาตญาณ แต่ยังไม่ขานรับมิสเตอร์ฟูลในทันที
ไคลน์เสริม
“นอกจากนั้น พยายามเลื่อนลำดับและเตรียมรับมือกับวันสิ้นโลก… รางวัลของภารกิจคือสิทธิ์ในการขอพร”
แม้ตะกอนพลังจำนวนมากจะพรั่งพรูออกมายังโลกความจริงหลังจาก ‘เทพสงคราม’ ร่วงหล่น และทำให้เกิดสัตว์วิเศษจำนวนมาก รวมถึงสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์และสถานที่พิสดารอีกไม่น้อย แต่ไคลน์ก็ไม่ทราบว่ามีตะกอนพลังลำดับ 1 เส้นทางนักรบกี่ก้อนที่ตกอยู่ในมือเทพธิดารัตติกาลพร้อมกับเอกลักษณ์ของ ‘สนธยา’ อย่างไรก็ดี ชายหนุ่มเชื่อว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจทำให้เทวทูตของโบสถ์รัตติกาลบางส่วนสามารถสลับไปเป็นลำดับ 1 ของเส้นทางนักรบได้
ในทำนองเดียวกัน หากมีตะกอนพลังอยู่ในมือ บางส่วนก็สามารถย้ายไปเป็นลำดับ 1 เส้นทางมรณาได้เช่นกัน
สิ่งนี้ถือเป็นการเปิดประตูบานใหม่ให้เหล่านักบุญเลื่อนลำดับ ไม่ต้องถูกจำกัดอยู่เพียงเส้นทางเดียว
แน่นอน ใช่ว่านักบุญลำดับ 3 ทุกคนต้องการเป็นเทวทูต แต่หากเลียวนาร์ดที่เพิ่งอยู่ในลำดับ 4 ‘ผู้พิทักษ์ราตรี’ ต้องการเลื่อนเป็นลำดับ 3 ของเส้นทางรัตติกาล แต่ทำไม่ได้เนื่องจากตำแหน่งของ ‘นักบวชสยองขวัญ’ ถูกยึดครองจนเต็ม มันก็สามารถย้ายไปเป็น ‘อัศวินสีเงิน’ หรือ ‘ผู้ส่งวิญญาณ’ ด้วยตะกอนพลังได้เช่นกัน ซึ่งไคลน์มีของเส้นทางนักรบอยู่
เดอะสตาร์เลียวนาร์ดเงียบไปราวสองวินาที ก่อนจะคายคำอย่างเชื่องช้ากึ่งถอนหายใจ
“ครับ มิสเตอร์ฟูล”
เดอะฟูลไคลน์หันเหความสนใจไปทางจัสติสออเดรย์ที่กำลังรออยู่
“นอกจากการเผยแผ่นามของข้า เจ้ายังมีอีกสองภารกิจ หนึ่งคือช่วยจัดจ์เมนต์สืบหาเบาะแสของเอกลักษณ์และตะกอนพลังลำดับ 1 ทั้งสามก้อนของนักบวชสีชาด และพยายามยืนยันสถานะปัจจุบันของแม่มดบรรพกาล อีกหนึ่งคือการพัฒนาลำดับตัวเอง”
หนึ่งในสองภารกิจเพิ่มเติมคือการพัฒนาลำดับตัวเอง… จัสติสออเดรย์ค่อนข้างสับสนกับคำสั่งนี้
จากมุมมองของหญิงสาว นั่นฟังดูคล้ายกับการพูดกับคนทั่วไปว่า: เจ้าต้องหาเงินให้ได้เยอะๆ
ยิ่งไปกว่านั้น พัฒนาการของเราไม่มีประโยชน์อันใดกับมิสเตอร์ฟูลเลยสักนิด หรือว่าพระองค์ต้องการให้เราช่วยรักษามิสเตอร์เวิร์ล? ขณะออเดรย์กำลังครุ่นคิด เดอะฟูลไคลน์เสริม
“ยิ่งมีลำดับสูง โอกาสช่วยปลุกเดอะเวิร์ลสำเร็จก็ยิ่งมาก… ในแง่นี้ เจ้าสามารถพึ่งพาความช่วยเหลือจากภายนอก หนึ่งในตัวเลือกที่ไม่เลวคือสมาคมแปรจิตที่เฮอร์มิสกำลังจะสร้างขึ้นใหม่ แต่ก็ห้ามประมาทเด็ดขาด… เพื่อการนั้นแล้ว อาจมีค่าใช้จ่ายสักเล็กน้อย… หรือเจ้าจะละทิ้งภารกิจแล้วสละของรางวัลที่เคยรับในอดีตก็ย่อมได้ ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้า”
จัสติสออเดรย์ไม่คาใจสิ่งใดอีก เธอเงียบไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าขึงขัง
“ค่ะ มิสเตอร์ฟูล”
เดอะฟูลไคลน์หันไปมองแฮงแมนอัลเจอร์
“รออีกสักพัก แล้วเจ้าจะได้ทราบว่างานของตัวเองคืออะไร”
ไคลน์มองเห็นนิมิตอย่างเลือนราง
โดยไม่รอให้อัลเจอร์พูด มันกล่าวต่อ
“ข้าจะให้เจ้าพกคทาเทพสมุทรติดตัว แต่ในระหว่างนี้ คำวิงวอนจากสาวกเทพสมุทรทั้งหมดจะถูกโอนถ่ายมายังเดอะซันและมุ่งเป้ามายังข้า”
แฮงแมนอัลเจอร์ยังมิอาจคาดเดางานของตนได้แม่นยำนัก แต่มันก็พอจะตระหนักถึงอย่างคลุมเครือ จึงตอบกลับด้วยท่าทีกึ่งลังเลกึ่งแข็งขัน
“ครับ มิสเตอร์ฟูล”
ไคลน์ถอนสายตากลับ มองไปรอบตัว กล่าวอย่างเชื่องช้า
“นอกจากนั้น พวกเจ้ายังสามารถชุมนุมกันที่นี่ได้ตามปรกติในทุกบ่ายวันจันทร์ แต่จะไม่มีประธาน… หากต้องการจัดชุมนุมย่อย จงสวดวิงวอนล่วงหน้าและรอการตอบสนอง”
กล่าวถึงตรงนี้ เดอะฟูลไคลน์หลับตาลง
“วันนี้มีแค่นี้”
สมาชิกชุมนุมทาโรต์ต่างผุดความเศร้าที่มิอาจยับยั้ง ราวกับงานเลี้ยงเต้นรำอันยิ่งใหญ่กำลังจะจบลง
พวกมันยืนขึ้นโดยพร้อมเพรียง ทำความเคารพแด่หัวโต๊ะทองแดงยาวลวดลายเก่าแก่
“ประสงค์ของท่านคือประสงค์ของเรา”
ไคลน์รอจนกระทั่งอีกฝ่ายกล่าวจบ จึงค่อยยกเลิกการคงสภาพ พลางนั่งมองแสงดาวสีแดงเข้มกระจายตัวก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
จ้องมองฉากดังกล่าวสักพัก ชายหนุ่มเสกกระดาษหนังสีเหลืองและปากกาหมึกซึมสีแดง
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไคลน์ลงมือเขียน:
“เรียนมิสเตอร์อะซิก”
“ด้วยเหตุผลที่ซับซ้อน ผมอาจต้องหลับใหลเป็นเวลานาน และเสียใจที่คงไม่ได้เขียนจดหมายถึงคุณเป็นเวลานาน…”
เขียนประโยคดังกล่าวจบ ไคลน์หยุดมือและเสกให้ปากกาหายไป
แม้นั่นจะเป็นกระดาษที่เสกขึ้น แต่ด้วยระดับตัวตนและสถานะในปัจจุบัน มันสามารถคงสภาพได้นานนับร้อยปีต่อให้นำออกไปข้างนอก
ชายหนุ่มหลับตาลงอีกครั้ง นำนกหวีดทองแดงอะซิกออกมาเป่า
ในเวลาเดียวกัน มันปลดปล่อยการกีดกันบางส่วนของปราสาทต้นกำเนิด
ผู้ส่งสารกระดูกปรากฏกาย กระดูกทุกท่อนตั้งแต่หัวจรดเท้าสั่นสะท้านหนักหน่วง ราวกับพร้อมกับจะพังครืนในทุกลมหายใจ
หากไคลน์ไม่ได้ยื่นจดหมาย ป่านนี้มันคงหมอบคลานอยู่บนพื้น
เมื่อผู้ส่งสารกระดูกรับจดหมาย มันรีบออกจากปราสาทต้นกำเนิดทันที ส่วนไคลน์ยกมือขึ้นมาลูบหน้าผาก
พฤติกรรมดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นเพราะเจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดินหลุดพ้นจากภาวะหลับลึกนิรันดร์ หรือเป็นเพราะความเจ็บปวดจากการฝืนข่มสติสัมปชัญญะ หากแต่เป็นนิสัยประจำตัวของไคลน์
เอนหลังพิงอย่างไม่รีบร้อน ชายหนุ่มถอนหายใจ
บนเก้าอี้ริมสองฝั่งโต๊ะทองแดงยาวลวดลายเก่าแก่ จัสติสออเดรย์ แฮงแมนอัลเจอร์ เดอร์ริคเดอะซัน เมจิกเชี่ยนฟอร์ส เดอะมูนเอ็มลิน เฮอร์มิทแคทลียา เดอะสตาร์เลียวนาร์ด และจัดจ์เมนต์ซิล ทยอยปรากฏตัวอีกครั้งตามลำดับการเข้าร่วมชุมนุมทาโรต์
แต่ในคราวนี้ ทั้งหมดไม่ใช่คนจริง เป็นภาพฉายเสมือนที่ไม่พร่ามัว โดยเกิดจากความทรงจำของไคลน์เอง
จากนั้น บุคคลอื่นทยอยปรากฏตัว พวกมันประกอบไปด้วย:
ชายวัยกลางคนเจ้าของหน้าผากเถิกสูง ดวงตาลุ่มลึก, แม่มดผู้งดงามที่ปัดแก้มและทารอบดวงตาด้วยสีน้ำเงิน, ชายวัยกลางคนที่มีผมสีดำปนขาว ส่งเสียงดังผิดปรกติ, สตรีผมสั้นเสมอหูอายุเกือบห้าสิบ, เด็กหนุ่มที่ดื่มด่ำไปกับอาหารรสเลิศพลางเล่นโทรศัพท์มือถือ, เด็กสาวที่กำลังมีความสุข, พนักงานข้าราชการที่แก่กว่าเพื่อนร่วมงาน หน้าผากค่อนข้างเถิก, เด็กสาวหัวโบราณที่หลงใหลเครื่องจักรและแต่งตัวเชยๆ , สตรีผิวซีดที่ดูเหมือนตุ๊กตา, อาจารย์หน้าตาอ่อนโยนผิวสีแทน, เด็กเล็กที่กำลังเลียไอศกรีม, สตรีที่กำลังหิ้วสี่หัว, ชายชราที่กำลังจ้องใบแจ้งหนี้อย่างตั้งใจ
แต่ละคนบ้างนั่งบ้างยืน บ้างรวมตัวกับคนรู้จัก สนทนาเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ท่ามกลางแสงเทียนไขไหววูบบนโต๊ะยาว บ้างเต้นรำไปตามท่วงทำนองของดนตรี
ไคลน์เฝ้ามองฉากที่มีชีวิตชีวาตรงหน้าอย่างเงียบงัน สีหน้าของมันแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน เดินผ่านทุกคนเข้าไปในส่วนลึกของห้วงมิติ
ที่ด้านหลัง บุคคลเหล่านั้น รวมถึงแสงเทียนและเสียงดนตรี ทุกสิ่งค่อยๆ จางลงจนกระทั่งเลือนหายไป
เมื่อเห็นบานประตูแสงพิสดารเหนือหมอกสีเทา ไคลน์โบกมืออัญเชิญกระจกวิเศษอาโรเดส
ถึงตรงนี้ ณ จุดใจกลางบานประตู หนอนโปร่งใสและโปร่งแสงที่ขดตัวภายในลูกบอลแสง พลันรวมตัวกลายเป็นสิ่งมีชีวิตเนื้อเดียวและเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม
เนื่องด้วยชั้นหมอกที่หนาทึบ จึงไม่มีใครมองเห็นสิ่งที่อยู่หลังประตู
ไคลน์ยังไม่รีบร้อนเข้าไปหลังจากมาถึง เพียงรู้สึกว่าด้านหลังของประตูมีสัตว์ประหลาดที่น่าสะพรึงสุดขีดซ่อนตัวอยู่ ราวกับกำลังรอเขมือบตน
ชายหนุ่มเงยหน้ามอง ‘รังไหม’ โปร่งใสที่แขวนเหนือบานประตู และมองไปยังมนุษย์ ‘ยุคใหม่’ ที่มีผิวพรรณแตกต่างกันด้านในรังไหม
หลังจากหลับตาลงครู่หนึ่ง ไคลน์ยกมือขวาพร้อมกับกำหมัด
รังไหมระเบิดออกทีละหนึ่ง ผู้คนด้านในกลายเป็นจุดแสง ลอยออกจากปราสาทต้นกำเนิดและประทับร่างคนที่เพิ่งตายบนโลกความจริง
จัดการเสร็จ ไคลน์ก้มศีรษะลงพลางจ้องกระจกวิเศษบนฝ่ามือ:
“กลัวไหม”
บนผิวกระจกโบราณสีเงิน คลื่นน้ำกระเพื่อมพร้อมกับเขียนเป็นประโยค:
“ไม่กลัว”
วินาทีถัดมา อาโรเดสเป็นฝ่ายเขียนคำถามเนื่องจากกฎ:
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ ท่านกลัวไหม”
มุมปากไคลน์ยกขึ้นเล็กน้อย:
“กลัว”
กล่าวจบ มันย่างไปข้างหน้าหนึ่งก้าวทันที พากระจกวิเศษเดินเข้าไปในหมอกสีน้ำเงินเข้มกึ่งกลางบานประตูแห่งแสง
ร่างของไคลน์เลือนหายไปจากประตูที่ไม่รู้ว่ามีสิ่งใดอยู่ภายใน
เหล่ารังไหมที่แตกออก เริ่มสั่นสะเทือนแผ่วเบา
………………………………………………………………….
Related
“ทิวาสวัสดิ์ มิสเตอร์ฟูล”
สมาชิกชุมนุมทาโรต์ที่เหลือต่างมีสีหน้าเคร่งขรึม ทุกคนทำตามมิสจัสติสเพื่อทักทายตามปรกติ
เมื่อนั่งลงอีกครั้ง เดอะฟูลไคลน์มองไปรอบๆ พลางกล่าวเสียงต่ำ
“เรากำลังจะหลับใหล”
ได้ยินคำดังกล่าว อัลเจอร์ ออเดรย์ ซิล และฟอร์ส ต่างตระหนักว่าสิ่งที่ตนเคยคาดเดานั้นถูกต้อง ส่วนหัวใจของสมาชิกชุมนุมทาโรต์ที่เหลืออย่างเลียวนาร์ด เอ็มลิน และเดอร์ริคต่างจมดิ่ง ยิ่งทวีความสับสนและฉงน
แน่นอน พวกมันไม่ประหลาดใจมากนัก การจัดชุมนุมกะทันหันและการหายตัวไปอย่างผิดปรกติของเดอะเวิร์ล คล้ายกับกำลังบ่งชี้ว่าจะมีสิ่งสำคัญเกิดขึ้นในวันนี้
ไคลน์ยังคงรักษาสติสัมปชัญญะอันเลือนราง กล่าวด้วยเสียงเดิม
“เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสงครามเหนือลำดับและเกี่ยวกับวันสิ้นโลกอยู่หลายส่วน”
อย่างนี้นี่เอง… แฮงแมนอัลเจอร์ สามารถจับประเด็น ‘เหนือลำดับ’ ได้อย่างชาญฉลาด
มันเชื่อมาตลอดว่าจะต้องมีลำดับที่สูงกว่าลำดับ 0: ระดับเดียวกับเทพสุริยันบรรพกาลที่เคยมีบริวารเป็นแปดราชาเทวทูต
และในตอนนี้ มิสเตอร์ฟูลช่วยยืนยันข้อสันนิษฐานของมันพร้อมกับขจัดปริศนาภายในใจจำนวนมาก
เฮอร์มิทแคทลียาและคนที่เหลือต่างก็ตระหนักถึงข้อมูลแฝงจากคำพูดมิสเตอร์ฟูล เฉกเช่นแฮงแมน ตัวเธอที่เคยมีข้อสันนิษฐานในทำนองนี้มานานแล้ว พลันเกิดความกระจ่างในทันที ส่วนสมาชิกกลุ่มที่เหลือซึ่งไม่เคยคิดเกี่ยวกับประเด็นนี้มาก่อน เมื่อได้ยินเข้า พวกมันอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจเจือความฉงน แต่เพียงไม่นานก็นำไปผนวกกับข้อมูลที่เคยฟังมาในอดีต และถึงคราวตระหนักได้ในที่สุด
เดอะฟูลไคลน์กล่าวต่อ
“เมื่อกลายเป็นเทวทูต เจ้าจะมีสิทธิ์รับรู้สถานการณ์ที่แน่ชัด ไม่อย่างนั้น ลำพังการทำความเข้าใจก็มากพอจะทำให้พวกเจ้าถูกกัดกร่อน”
ประโยคดังกล่าวทำเอาชาวชุมนุมทาโรต์หวนนึกถึง ‘ใต้ดิน’ และ ‘อวกาศ’ พวกมันเลิกขบคิดประเด็นนี้ในทันที
ไคลน์ชำเลืองสายตาไปยังอีกฝั่งของโต๊ะทองแดงยาว:
“ข้ารับใช้ของเรา เดอะเวิร์ลได้เข้าสู่การหลับใหลล่วงหน้าไปแล้ว และไม่มีใครทราบว่าเขาจะตื่นตอนไหน”
เช่นนั้นแล้วเราควรทำยังไง? เดอะสตาร์เลียวนาร์ดเกือบโพล่งออกมา แต่ก็สัมผัสได้ว่ามิสเตอร์ฟูลยังพูดไม่จบ จึงฝืนสงบปากสงบคำเอาไว้
ดวงตาของเดอะฟูลไคลน์กวาดมองทุกคน
“ถัดไปคือภารกิจระยะยาวที่เราจะมอบหมายให้สมาชิกทุกคน… พยายามทำให้นามของเราเป็นที่รู้จักมากที่สุด แต่ต้องไม่ขัดแย้งกับเหล่าโบสถ์หลัก หากเป็นไปได้ พวกเจ้าสามารถแอบเทศนาในทางลับ… สิ่งนี้จะช่วยให้เราตื่นขึ้นมา… นอกจากนั้น พยายามเผยแผ่นามของเดอะเวิร์ลในฐานะข้ารับใช้ของเราและบันทึกเรื่องราวลงในพระคัมภีร์ของศาสนจักร แน่นอน เนื้อหาต้องไม่ก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของเขา… จงจำไว้หนึ่งประโยคสำคัญ: เดอะเวิร์ลลืมตาตื่นและเดอะฟูลหวนกลับมา”
ไคลน์พยายามเพิ่มจำนวนหลักยึดเหนี่ยว สิ่งนี้อาจมีประโยชน์ขณะเผชิญหน้ากับราชันเร้นลับในความฝัน
ในเวลาเดียวกัน ชายหนุ่มต้องการปลุกปั้นให้เดอะเวิร์ลเป็นนักบุญแห่งโบสถ์เดอะฟูล เป็นเทวทูตข้างบัลลังก์ ภาพจำดังกล่าวจะได้แพร่กระจายไปในหมู่สาวกและช่วยเพิ่มหลักยึดเหนี่ยวในส่วนของตัวเอง
สรุปโดยสั้น ไคลน์หวังจะให้สาวกช่วยสนับสนุนหลักยึดเหนี่ยวทั้งสองอย่างเท่าเทียม เพราะสำหรับชายหนุ่ม ทั้งเดอะฟูลและเดอะเวิร์ลล้วนเป็นเพียงตัวตน ภาพจำที่หลักยึดเหนี่ยวสร้างขึ้นจึงแตกต่างและไม่ปะปนกัน ส่งผลให้ไม่เกิดอิทธิพลด้านลบกับตัวไคลน์
ในระดับของเดอะฟูล สิ่งที่ศาสนจักรเผยแผ่คือนามของเทพ ตราศักดิ์สิทธิ์ของเดอะฟูล และบรรดาคำสอน แต่จะไม่มีการกล่าวถึงรูปลักษณ์ที่ชัดเจนของเดอะฟูล ในส่วนของเดอะเวิร์ล ชายคนนี้มีตัวตนมากมาย เช่นเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ดอน·ดันเตส เมอร์ลิน·เฮอร์มิส ไม่มีทางที่เหล่าสาวกจะจินตนาการถึงรูปลักษณ์เดียว
“รางวัลคือความสะดวกสบายที่พวกเจ้าเคยได้รับในอดีต รวมถึงวิวรณ์และความช่วยเหลือที่พวกเจ้าจะสวดวิงวอนในอนาคต” เดอะฟูลไคลน์กล่าวด้วยเสียงเดิม “เรายังสามารถตอบสนองต่อคำสวดวิงวอนได้ในระดับหนึ่งหลังจากหลับใหล แต่จะไม่ใช่ทุกครั้ง หากมีสิ่งใดที่สำคัญมากและต้องการความช่วยเหลือ จงสวดวิงวอนซ้ำอีกหลายหน”
หลังจากเคยเข้าไปในสภาวะหลับลึกนิรันดร์ของอันทีโกนัส ชายหนุ่มได้ทราบจากโลกความฝันดังกล่าวว่า ขอเพียงกระทำอย่างถูกต้อง เทพผู้หลับใหลสามารถตอบสนองคำสวดวิงวอนได้ในระดับหนึ่งผ่านความฝัน
สำหรับเงื่อนไขข้างต้น ชาวชุมนุมทาโรต์มิได้กระอักกระอ่วนแม้แต่น้อย
ในประเด็นหนึ่ง สมาชิกเกือบทุกคนคอยเผยแผ่ศาสนาเดอะฟูลทั้งทางสว่างและทางลับมานานแล้ว ส่วนในอีกหนึ่งประเด็น เป็นเรื่องธรรมดาที่สาวกจะสวดวิงวอนถึงเทพแล้วไม่ได้รับการตอบสนอง มิสเตอร์ฟูลในช่วงก่อนหน้าที่ขยันตอบถือเป็นกรณีหายากอย่างยิ่ง หรืออย่างน้อยพวกมันก็ไม่เคยได้ยินจากที่ใดมาก่อน
การได้รับการตอบสนองในเรื่องสำคัญหลังจากสวดวิงวอนซ้ำหลายหน เพียงเท่านี้ก็เหนือกว่านักบวชส่วนใหญ่ของบรรดาโบสถ์หลักแล้ว!
“ครับ/ค่ะ มิสเตอร์ฟูล” โดยไม่รีรอ สมาชิกชุมนุมทาโรต์รีบขานรับภารกิจระยะยาว
ในหมู่พวกมัน เดอะสตาร์เลียวนาร์ดจริงใจและกระตือรือร้นมากที่สุด
สำหรับมัน การเผยแผ่ความเชื่อและคำสอนของมิสเตอร์ฟูลมีค่าเทียบเท่าการปลุกไคลน์
สิ่งนี้ช่วยกระตุ้นให้มันมีกะจิตกะใจจะใช้ชีวิตนอกเวลาทำงาน
ในเวลาเดียวกัน เดอะฟูลไคลน์หันไปมองเฮอร์มิทแคทลียาด้วยสายตาอ่อนโยน
“งานที่เคยมอบหมายไว้ก่อนหน้านี้ยังคงดำเนินต่อไป – จงรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับการมีชีวิตขึ้นมาอย่างกะทันหันของปราชญ์เร้นลับ… หรือหากยินดีที่จะเสี่ยง เจ้าสามารถสืบสวนในเชิงลึกเกี่ยวกับสถานะปัจจุบันของปราชญ์เร้นลับได้เช่นกัน… งานนี้อันตรายมาก เจ้าสามารถปฏิเสธ รางวัลตอบแทนคือการอนุญาตให้เจ้าขอพร”
เฮอร์มิทแคทลียาครุ่นคิดสักพักก่อนจะกล่าว
“เรียนมิสเตอร์ฟูลที่เคารพ ภารกิจนี้เกี่ยวข้องกับการตื่นของท่านหรือไม่? เกี่ยวข้องกับการเอาชีวิตรอดในวันสิ้นโลกไหม?”
“อาจจะใช่ หรืออาจจะไม่ เรายังให้คำตอบที่แน่ชัดไม่ได้ ตอนนี้ยังเห็นเป็นเพียงภาพเลือนราง” คราวนี้ไคลน์ไม่สร้างภาพให้เดอะฟูลดูเหมือนกับตัวตนผู้ยิ่งใหญ่และสูงส่ง เพราะเนื้อแท้ของตนคือเดอะฟูลตัวจริงอยู่แล้ว “นอกจากนั้น จงจับตามองลูกน้องที่อยู่บนเส้นทางจันทราและธรณีให้ดี”
แคทลียาเงียบไปสักพัก กล่าวเชื่องช้า
“ดิฉันขอน้อมรับภารกิจนี้”
เดอะฟูลไคลน์หันหน้าไปยังอีกฝั่งหนึ่ง กล่าวกับเดอะซันเดอร์ริค
“งานของเจ้าคือการปกป้องเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ เมืองจันทราใหม่ และหมู่เกาะรอสต์ ยิ่งเรามีสาวกมากเพียงใด เราก็ยิ่งปลอดภัยและมีแนวโน้มที่จะตื่นเร็วขึ้น… ในประเด็นนี้ เจ้าได้รับอิสระให้คิดหาแนวทางขยายศาสนาและความเชื่อ… รางวัลตอบแทนคือการได้เป็นข้ารับใช้ของเรา”
ดวงตาเดอะซันเดอร์ริคอุ่นขึ้นทันที มันหวนนึกถึงสายตาเปี่ยมไปด้วยกำลังใจของอดีตเจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ ในยามที่อีกฝ่ายเปิดประตูบานสุดท้ายของวังราชาคนยักษ์
เด็กหนุ่มรีบสูดลมหายใจยาวก่อนจะกล่าว
“ครับ มิสเตอร์ฟูล!”
ไคลน์พยักหน้าและหันไปมองเมจิกเชี่ยนฟอร์ส
“เจ้าต้องปกป้องตระกูลอับราฮัมและยังยั้งมิให้พวกเขาถูกอวกาศล่อลวง… นอกจากนั้น จงรวบรวมข้อมูลของยุคสมัยที่สี่ให้มากขึ้น ตรวจสอบสถานะของมิสเตอร์ประตูในช่วงเวลาดังกล่าว และพยายามสืบหาภัยซ่อนเร้นของตระกูลอับราฮัมให้ได้”
“ดิฉันยินดีทำสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว” เมจิกเชี่ยนฟอร์สลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังยืนกรานว่าต่อให้ไม่มีคำสั่ง เธอก็คิดจะทำอยู่แล้ว
เดอะฟูลไคลน์มิได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงกล่าวว่า
“หากต้องการ เจ้าสามารถเขียนชีวประวัติและเรื่องราวของแต่ละตัวตนของเดอะเวิร์ล จากนั้นก็ตีพิมพ์ภายใต้นามปากกาที่แตกต่างกัน… รางวัลตอบแทนของสิ่งที่กล่าวไปข้างต้นก็คือ เจ้าจะได้รับพรจากเราในยามที่ต้องการกลายเป็น ‘จอมเวทท่องมิติ’ และจำเป็นต้องท่องอวกาศ”
แม้ไคลน์จะทราบว่าตนสามารถตอบสนองผ่านความฝันในสภาวะหลับลึก แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าฝ่ายที่ครองสติได้มากกว่าในช่วงเวลานั้นจะเป็นตนหรือราชันเร้นลับกันแน่ จึงต้องการสะสางปัญหาสำคัญต่อหน้าทุกคนด้วยข้อตกลงจ้างงานและมอบรางวัล ดังนั้นในช่วงเวลาดังกล่าว ต่อให้สติของตนตกเป็นรอง แต่ชายหนุ่มก็ยังสามารถตอบสนองผ่านความช่วยเหลือจาก ‘ข้อตกลง’ ที่มองไม่เห็นได้
“จอมเวทท่องมิติ?” เมจิกเชี่ยนฟอร์สผงะ
ด้วยความสัตย์จริง เธอไม่เคยคำนึงถึงเรื่องนี้มาก่อน สิ่งที่อยู่ในหัวตอนนี้มีเพียงการย่อยโอสถจอมเวทลึกลับและหาโอกาสประกอบพิธีกรรมเลื่อนลำดับเป็น ‘นักพเนจร’
เพียงไม่นาน เธอสลัดความคิดฟุ้งซ่าน
“ค่ะ มิสเตอร์ฟูล”
ไคลน์หันไปมองเดอะมูนเอ็มลินต่อทันที
“ภารกิจล้อมโจมตีโรงเรียนกุหลาบเกี่ยวพันกับการเตรียมตัวสำหรับวันสิ้นโลก ซึ่งนั่นค่อนข้างอันตราย ต่อให้มีเทวทูตเข้าร่วม แต่เราก็ควรใส่ใจกับความปลอดภัยของตัวเองเป็นอันดับแรก… งานของเจ้าก็คือ จงรวบรวมวัตถุที่มีออร่าหรือพรของ ‘ดวงจันทร์บรรพกาล’ จากเหล่าสาวกภายในโรงเรียนกุหลาบให้มากที่สุด สิ่งเหล่านี้อันตรายยิ่งกว่าสมบัติปิดผนึกระดับ 1 เสียอีก”
ปัจจุบัน แม้ไคลน์จะยังคงรักษาน้ำเสียงของเดอะฟูลไว้ได้ แต่ลักษณะการพูดเริ่มฟังดูคล้ายกับเพื่อนกำลังเตือนเพื่อน
นั่นทำให้ออเดรย์ที่มีอารมณ์ค่อนข้างมั่นคง สังเกตเห็นถึงความแตกต่าง
เมื่อนึกทบทวนสิ่งที่มิสเตอร์ฟูลเพิ่งกล่าวกับสมาชิกคนอื่น หญิงสาวพูดกับตัวเอง
ยิ่งใกล้หลับใหล ความเป็นมนุษย์ในตัวมิสเตอร์ฟูลก็ยิ่งชัดเจน…
ขณะเดอะมูนเอ็มลินประหลาดใจและสับสนเล็กน้อย ไคลน์กล่าวต่อไป
“นอกจากการเข้าร่วมภารกิจล้อมโจมตีโรงเรียนกุหลาบ เราอยากให้เจ้าก่อตั้งบริษัทยาเพื่อศึกษาวิธีผลิตยาวิเศษเป็นจำนวนมาก”
“หากผลิตเป็นจำนวนมาก ผลลัพธ์ของมันจะไม่อัศจรรย์” เดอะมูนเอ็มลินตอบสนองตามสัญชาตญาณ
เดอะฟูลไคลน์พยักหน้า
“จงหาจุดสมดุลให้พบ… เป้าหมายของเจ้าคือการเผยแผ่นามของเราผ่านบริษัทยา… รางวัลคือการขอพรจากเรา”
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่อันตรายหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าจะทำได้ไหม… หนทางที่ง่ายที่สุดคือการหาโอสถนักปรุงยามาให้ได้สักพันขวด นั่นจึงจะใกล้เคียงกับการสร้างโรงงานผลิตยา… เดอะมูนเอ็มลินพึมพำเงียบ ก่อนจะตอบรับด้วยท่าทีเคร่งขรึม
“ครับ มิสเตอร์ฟูล”
ไคลน์มองไปทางจัดจ์เมนต์ซิลอีกฝั่ง
“วันสิ้นโลกใกล้เข้ามาแล้ว ไม่ว่าจะนักบวชสีชาดหรือแม่มด พวกมันจะต้องตื่นตัวแน่ งานของเจ้าคือการชักนำหน่วยพิเศษของทางการให้สืบหาเอกลักษณ์และตะกอนพลังทั้งสามก้อนของนักบวชสีชาด หากมีโอกาส จงลองเสี่ยงอันตรายเพื่อยืนยันสถานะปัจจุบันของแม่มดบรรพกาล”
ไคลน์ไม่ระบุรางวัล เพราะได้มอบรางวัลให้อีกฝ่ายล่วงหน้าไปแล้ว
ความปรารถนาของซิลได้รับการเติมเต็มหลังจากประกอบพิธีกรรมและกลายเป็นลำดับ 4 จอมเวทกฎหมาย
สำหรับตะกอนพลัง ‘ผู้พิชิต’ ลำดับ 1 ของเส้นทางนักบวชทั้งสามก้อน ไคลน์พอจะทราบสถานะอยู่บ้าง หนึ่งก้อนอยู่ในมือตระกูลเซารอน อดีตราชวงศ์ของอินทิส หนึ่งก้อนอยู่ในมือตระกูลไอน์ฮอร์นแห่งราชวงศ์ฟุซัค และอีกหนึ่งก้อนเคยอยู่ในมือตระกูลออกัสตัสแห่งโลเอ็น โดยในภายหลังถูกยกให้นิกายแม่มดเป็นรางวัลตอบแทน
แน่นอน นี่เป็นข้อมูลเก่า และมีโอกาสที่สถานการณ์ปัจจุบันจะเปลี่ยนแปลง:
ตระกูลเซารอนถดถอยลงมากในยุคสมัยของโรซายล์ บางทีอาจไม่มีปัญญารักษาตะกอนพลังลำดับ 1 หรือสมบัติปิดผนึกที่เกี่ยวข้อง ไคลน์สงสัยว่าบางทีอาจตกไปอยู่ในมือของชุมนุมกางเขนเหล็กโลหิตแล้วก็เป็นได้
ความล้มเหลวในสงครามโลกครั้งล่าสุดทำให้ตระกูลไอน์ฮอร์นสั่นสะเทือนอย่างหนัก ไคลน์เชื่อว่ามีโอกาสที่เทวทูตระดับสูงจะร่วงหล่นหรือไม่ก็สูญเสียสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ไป
ตะกอนพลังผู้พิชิตที่ตระกูลอันทีโกนัสยกให้นิกายแม่มดคือก้อนที่ชัดเจนที่สุดในปัจจุบัน แต่ไคลน์ทราบดีว่าเทวทูตสีชาด เซารอน·ไอน์ฮอร์น·เมดีซีเพ่งเล็งตะกอนพลังก้อนนี้มานานแล้ว บางทีแผนการของมันอาจประสบความสำเร็จแล้วในปัจจุบัน
ณ ตอนนี้ยังไม่มีเบาะแสของเอกลักษณ์เส้นทางนักบวชสีชาด ครั้งล่าสุดที่ถูกบันทึกไว้คือช่วงปลายยุคสมัยที่สี่ขณะภัยพิบัติสีจางถือกำเนิด
………………………………………………………..
Related
เทพธิดารัตติกาลพยักหน้ารับ ไม่กล่าวสิ่งใดต่อ เพียงเหยียดฝ่ามือออกมาข้างหน้า จับคว้ามุมหนึ่งของความว่างเปล่าและดึงแผ่วเบา
ชั้น ‘ความมืด’ แผ่นบางร่วงหล่นอย่างอ่อนโยน ปกคลุมร่างไคลน์และซึมเข้าไปอย่างเงียบงัน
ไคลน์ดื่มด่ำพรแห่งความฝันอย่างเงียบงันนานสองวินาที ก่อนจะเลื่อนมือขึ้นมาทาบอก โน้มตัวลงและทำท่าคำนับ
ชายหนุ่มรีบถอยหลังสองก้าวและออกจากโลกดารา
เทพธิดารัตติกาลซึ่งยืนอยู่ ณ ชายขอบอาณาจักรเทพ ทำเพียงเฝ้ามองอีกฝ่ายจากไป
วินาทีถัดมา ไคลน์ตกลงมายังภาพฉายของวังราชาคนยักษ์ภายในซากสมรภูมิแห่งเทพ
จากนั้น เฉกเช่นที่อามุนด์เคยทำ ชายหนุ่มเดินไปยังขอบประตูสีเทาอมน้ำเงินและยกมือขึ้นมาสร้างบานประตูมายาสีน้ำเงินเข้ม
ผ่านประตูดังกล่าว ไคลน์เข้าไปในดินแดนเทพทอดทิ้งและ ‘พเนจร’ ไปยังทอดยอดเทือกเขาแห่งด้วยการชี้นำจากชะตากรรม
ที่นี่มีไม้กางเขนยักษ์ตั้งเด่นสง่า ปกคลุมด้วยแผ่นเงาดำ
ไคลน์ยืนจ้องเงาดำอยู่สักพัก ถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนจะโน้มตัวลงหยิบกระจกเงาโบราณสีเงินที่ถูกวางไว้ใกล้กับไม้กางเขนใหญ่
ถัดมา ชายหนุ่มหันหลังกลับและหายตัวไปจากดินแดนเทพทอดทิ้ง
ในเวลาเดียวกัน หนอนวิญญาณที่ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติงานบนปราสาทต้นกำเนิดแล้วก็ได้ ทำการแจ้งตำแหน่งปัจจุบันของราชินีเงื่อนงำแบร์นาแดตให้ไคลน์ทราบ ทันใดนั้น ชายหนุ่มยกมือขึ้นและนำตะเกียงวิเศษประทานพรออกจากกองขยะ อาศัยความเป็นเจ้าของอย่างชอบธรรมของแบร์นาแดต มันพาตะเกียง ‘พเนจร’ หายไปโผล่ในมรกตนครบนเกาะที่ค่อนข้างลับแห่งหนึ่ง
แบร์นาแดตกำลังพลิกอ่านคอลเลกชันภาพวาดล่าสุดที่ตีพิมพ์โดยอินทิส จนกระทั่งสัมผัสถึงบางสิ่ง จึงหันไปเห็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์กำลังยื่นตะเกียงวิเศษประทานพรมาทางตน
“ขอบคุณ” ไคลน์กล่าวเสียงเรียบตามปรกติ
แบร์นาแดตเปิดปากราวกับต้องการกล่าวบางสิ่ง แต่ทันใดนั้น ดวงตาของเธอไหววูบราวกับมองเห็นนิมิตบางอย่าง จึงทำเพียงเหยียดแขนออกไปรับตะเกียงวิเศษประทานพรอย่างเงียบงัน
ไคลน์รีบนำกล่องบุหรี่โลหะที่มีร่องรอยการกัดกร่อนบนพื้นผิวออกมา
“รางวัล”
แบร์นาแดตสามารถสัมผัสถึง ‘ความพิเศษ’ ของกล่องโลหะได้โดยไม่ต้องใช้เนตรส่องความลับ และพอจะเดาได้ว่ามันถูกสิ่งใดกัดกร่อน
อย่างไรก็ดี เธอมิได้รับมันไว้ด้วยเหตุผลดังกล่าว เพียงรู้สึกว่าไม่มีเหตุผลให้ต้องปฏิเสธ
หญิงสาวลังเลเล็กน้อยก่อนจะยื่นมือออกไปรับอย่างใจเย็น
หากไคลน์ยังอยู่ในสถานะเสียสติเหมือนช่วงแรก มันคงฉีกยิ้มกว้างเมื่อได้เห็นแบร์นาแดตลังเล ตามด้วยกล่าว: “ของขวัญจากลุงเอง รับไว้เถอะนะ!”
แต่ปัจจุบัน สติสัมปชัญญะของมันเลือนรางเต็มที และต้องพยายามอย่างหนักเพื่อไม่ให้ตัวเองหลับ จึงไม่เหลือสมาธิที่จะรับบทตัวตลก
หลังออกจากมรกตนครของแบร์นาแดต ไคลน์พเนจรอีกครั้งไปยังเบ็คลันด์ บ้านนายแพทย์อลัน·คริส
วิล·อัสตินซึ่งนั่งอยู่บนกองของเล่น เงยศีรษะขึ้นมองดอน·ดันเตสตรงหน้า จากนั้นก็ปล่อยโฮและสะอื้นเสียงดัง:
“ในที่สุดข้าก็พบโอกาส”
โอกาสในการปรองดองกับเอกลักษณ์แห่งเส้นทางชะตากรรม
ไคลน์นั่งยองลง กล่าวอย่างไร้อารมณ์
“ข้ามาเพื่อช่วยเจ้าปรองดอง… ข้าจะขโมยวัยเด็กและวัยรุ่นของเจ้า ช่วยให้เจ้าเติบโตในทันที และอาศัยระดับตัวตนของเหนือลำดับที่ยังไม่ไปถึงวันวาน ช่วยเจ้าฝืนปรองดองกับลูกเต๋าแห่งความน่าจะเป็น… แน่นอน ลำพังสิ่งเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จ แต่ยังต้องใช้การฉกฉวยช่องโหว่จาก ‘ปั่นหัว’ และ ‘บั๊ก’ ร่วมด้วย”
น้ำตาที่พรั่งพรูของวิล·อัสตินหยุดลงกะทันหัน พึมพำบางสิ่งด้วยความประหลาดใจ
“กลับกลายเป็นว่า ทั้งสองตัวเลือกนั้นเหมือนกัน”
เดิมที เพื่อที่จะปรองดองกับเอกลักษณ์ของเส้นทางชะตากรรม มีเพียงต้องเกิดมาพร้อมกับเอกลักษณ์ หรือไม่ก็ขอความช่วยเหลือจากตัวตนระดับวันวาน หรือไม่ก็ประกอบพิธีกรรมที่คล้ายกับพิธีกรรมเลื่อนลำดับฉบับย่อ ไม่มีหนทางอื่นนอกจากสามวิธีนี้
อสรพิษโชคชะตาวิล·อัสตินย่อมไม่ได้เกิดมาพร้อมกับเอกลักษณ์ จึงทำได้เพียงเลือกหนึ่งจากสองวิธีหลัง
แผนเดิมของมันคือการประกอบพิธีกรรมเลื่อนลำดับฉบับย่อ นั่นคือการรอคอยให้โอกาสแห่งชะตากรรมมาถึง แต่ใครจะไปคิดว่า โอกาสดังกล่าวคือการขอความช่วยเหลือจากไคลน์ที่มีระดับตัวตนเกือบถึงวันวาน หรืออาจเรียกได้ว่านี่คือวิธีที่สอง
คิดถึงตรงนี้ วิล·อัสติน เด็กเล็กอวบอ้วนร้องไห้หนักยิ่งกว่าเก่า รู้สึกราวกับตนถูกโชคชะตากลั่นแกล้ง
“บอกให้ครึ่งเทพของโรงเรียนกุหลาบส่งลูกเต๋าความน่าจะเป็นมาได้เลย… แต่ตามปรกติ ในเวลาแบบนี้ ด้วยโชคของเจ้า ลูกเต๋าความน่าจะเป็นควรมาอยู่ข้างกายเจ้าแล้ว” ไคลน์เพิกเฉยเสียงสะอื้นของวิล “ยิ่งเร็วแค่ไหนก็ยิ่งดี ข้ามีเวลาไม่มาก”
วิลหยุดร้อง จ้องไคลน์สักพักก่อนจะพูดเสียงสะอื้น:
“ช่างมันเถอะ… ไว้โอกาสหน้าก็ได้… ด้วยสภาพปัจจุบันของเจ้า การช่วยข้าฝืนปรองดองจะทำให้ร่างกายได้รับภาระหนัก บางทีอาจเลวร้ายถึงขั้นคลุ้มคลั่งคาที่ ข้าไม่อยากเผชิญหน้ากับราชันเร้นลับในระยะประชิด… เอาล่ะ ไว้คราวหน้าเถอะ ข้ามีลางสังหรณ์…”
กล่าวจบ วิลจ้องเข้าไปในดวงตาไคลน์และกล่าว
“ข้ามีลางสังหรณ์ว่า โอกาสหน้าจะดีกว่านี้”
ไคลน์ยังคงทำสีหน้าสะลึมสะลือ กล่าวด้วยเสียงค่อนข้างแผ่วเบา
“นี่คือคำพยากรณ์?”
น้ำตาของวิล·อัสตินไหลออกมาอีกครั้ง
“เปล่า… เป็นการอวยพร”
ไคลน์พยักหน้าอ่อนโยน ลุกขึ้นยืน บรรจงถอยทีละก้าว
ระหว่างนั้น ร่างของมันจางลงและหายไปภายในเวลาไม่นาน
ชายหนุ่มกลับมายังปราสาทต้นกำเนิด นั่งลงบนเก้าอี้พนักสูง ปล่อยให้ผิวกายปกคลุมด้วยหมอกสีเทา
มองไปรอบตัว หลังจากยืนยันสถานะของดาวแดง ไคลน์เอนหลังด้วยความอ่อนเพลียพร้อมกับยกแขนซ้ายขึ้นเล็กน้อย
ในคราวนี้ มันมิได้สร้างอวตาร ‘เดอะเวิร์ล’ ขึ้นมา
สองฝั่งโต๊ะทองแดงยาวลวดลายโบราณ แสงสีแดงเข้มสว่างขึ้นโดยพร้อมเพรียง ก่อนจะก่อตัวกลายเป็นสมาชิกชุมนุมทาโรต์อย่างแฮงแมน เดอะซัน เฮอร์มิท และเมจิกเชี่ยน
เห็นได้ชัดว่าการชุมนุมแบบกะทันหันครั้งนี้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของจัสติสออเดรย์และคนที่เหลือ ส่งผลให้พวกมันค่อนข้างฉงนและรู้สึกประหลาดใจไปพักใหญ่
ก่อนหน้านี้ แม้พวกมันจะเคยแวะเวียนขึ้นมายังอาณาจักรเทพของมิสเตอร์ฟูลในเวลาอื่นนอกเหนือจากบ่ายวันจันทร์ แต่ทุกครั้งล้วนมีเหตุผลเสมอ แถมยังทราบล่วงหน้า หากไม่ใช่การสมัครขอจัดชุมนุมย่อยด้วยตัวเอง ก็เป็นการหลีกเลี่ยงเสียงเพรียกของมิสเตอร์ประตู หรือไม่ก็เพื่อรักษาอาการทางจิตให้มิสเตอร์เวิร์ล
อาจกล่าวได้ว่านี่คือครั้งที่สองที่พวกมันถูกมิสเตอร์ฟูลอัญเชิญโดยไม่บอกกล่าว ครั้งแรกคือชุมนุมทาโรต์หนแรกสุด
ข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้แม้แต่สมาชิกที่เฉื่อยชาที่สุด ก็ยังสัมผัสถึงกลิ่นอายบรรยากาศที่อึดอัดและกดดัน
เมื่อหวนนึกถึงการมาเยือนครั้งล่าสุดของเดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์ จัสติสออเดรย์ แฮงแมนอัลเจอร์ และจัดจ์เมนต์ซิล ต่างคิดในสิ่งเดียวกันทันที
“เวลานั้นมาถึงแล้วหรือ?”
ออเดรย์หันไปทางสุดขอบโต๊ะทองแดงยาวฝั่งด้านล่างตามสัญชาตญาณ และพบว่าที่นั่นไม่มีใครนั่งอยู่
แม้เธอจะเตรียมใจไว้แล้ว แต่หญิงสาวก็อดไม่ได้ที่จะผงะ ภายในใจเปี่ยมไปด้วยความเศร้า
ในหัวใจออเดรย์ เป็นเวลานานแล้วที่ภาพจำของเดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์ ได้เปลี่ยนจากนักผจญภัยเสียสติสุดแสนอันตราย มาเป็นเพื่อนแสนธรรมดาที่มีบรรยากาศเย็นชาแต่อ่อนโยน แข็งแกร่ง เป็นห่วงเป็นใย มีต้นกำเนิดลึกลับ ค่อนข้างเดียวดาย และต้องแบกรับในหลายสิ่ง
หากไม่นับมิสเตอร์สตาร์ เธอคิดว่าตนน่าจะเป็นคนที่รู้จักมิสเตอร์เวิร์ลดีที่สุดในชุมนุมทาโรต์
แต่ปัจจุบัน ดูเหมือนเพื่อนของเธอคนนี้จะเผชิญกับเคราะห์กรรม จนเหลือเพียงเก้าอี้ที่ว่างเปล่า
เป็นครั้งแรกที่ชุมนุมทาโรต์สูญเสียสมาชิก
ไคลน์ไปไหน… เดอะสตาร์เลียวนาร์ดฉงนทันที
บนโลกใบนี้ อีกฝ่ายเป็นคนเดียวที่มันสามารถเรียกว่าเพื่อนได้เต็มปาก
ก่อนหน้านี้ เมื่อครั้งไคลน์ปรากฏตัวบนทวีปตะวันออกอย่างกะทันหันและนำเหรียญทองใส่ไว้ในกล่องบริจาคของวิหาร เลียวนาร์ดเกิดลางสังหรณ์บางอย่าง มันรู้สึกว่าอีกฝ่ายเตรียมใจที่จะเผชิญหน้ากับการพิพากษาแห่งชะตากรรม และจึงตระเวนกล่าวคำอำลากับอดีตทีละหนึ่ง
เฉกเช่นในวันที่ไคลน์ยืนหยัดเผชิญหน้ากับเมกูสในเมืองทิงเก็น
พักหลัง ตาแก่เงียบผิดปรกติ… เกิดอะไรขึ้นกับไคลน์กันแน่? ด้วยระดับตัวตนและความแข็งแกร่งของมิสเตอร์ฟูล ตราบใดที่ยังมีโอกาส เขาก็น่าจะพอมีโอกาสรอดไม่ใช่หรือ… เลียวนาร์ดรู้สึกราวกับหัวใจถูกบีบ มันหันหน้าไปทางด้านข้าง มองไปยังมิสเตอร์ฟูลบนสุดขอบโต๊ะทองแดงยาว
ตัวตนผู้ยิ่งใหญ่รายนี้ยังคงถูกปกคลุมด้วยหมอกสีเทา ส่งผลให้ไม่มีใครมองเห็นสภาพปัจจุบัน
ในเวลาเดียวกัน เดอะมูนเอ็มลิน เฮอร์มิทแคทลียา และเดอะซันเดอร์ริคต่างก็ตระหนักถึงการหายไปของมิสเตอร์เวิร์ล
ผนวกกับการชุมนุมกะทันหัน พวกมันทั้งประหลาดใจและสับสน ไม่มีใครทราบว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็คาดเดาได้อย่างเลือนรางว่าไม่ใช่เรื่องที่ดี
ในฐานะ ‘ผู้หยั่งรู้’ ที่เพิ่งเลือนลำดับ แคทลียาคาดเดาแม้กระทั่งอาจมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับมิสเตอร์ฟูล
มิสเตอร์เวิร์ลไม่ได้มาด้วย… จากที่ซิลเคยเล่าให้ฟัง ดูเหมือนว่ามิสเตอร์ฟูลและเหล่าข้ารับใช้เตรียมเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ โดยที่ผลลัพธ์อาจลงเอยในทิศทางที่ไม่ดีนัก… เมจิกเชี่ยนฟอร์สเองก็กำลังตื่นตัว และอดไม่ได้ที่จะเกิดความกลัวต่อการเปลี่ยนที่ตนไม่ทราบ
ครั้งหนึ่งเธอเคยคิดว่าหากมิสเตอร์เวิร์ลหายไป เธอคงโล่งใจไม่น้อย แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่เป็นเช่นนั้น หัวใจของเธอทั้งหนักอึ้งและเปี่ยมไปด้วยความกลัว
หญิงสาวเพิ่งได้ตระหนักเมื่อสายว่า นอกเหนือจากมิสเตอร์ฟูล มิสเตอร์เวิร์ลค่อยๆ กลายเป็นเสาหลักค้ำจุนชุมนุมทาโรต์ที่ไม่ว่าใครได้เห็นเป็นต้องโล่งใจและรู้สึกปลอดภัย
แต่แน่นอน ความกลัวที่มีต่ออีกฝ่ายยังไม่หายไปโดยสมบูรณ์
ขณะจัสติสออเดรย์และคนที่เหลือหันหน้าไปมองสุดขอบโต๊ะทองแดงยาว ไคลน์ที่กลายเป็นเดอะฟูลตัวจริง กล่าวเสียงแผ่ว
“นี่คือการชุมนุมกะทันหัน”
มิสเตอร์ฟูลดูเหนื่อยมาก… จัสติสออเดรย์เริ่มเครียดเมื่อสัมผัสได้
เธอมองไปรอบตัว ก่อนจะลุกขึ้นยืนตามปรกติ
รอจนกระทั่งสมาชิกชุมนุมทาโรต์ลุกขึ้นยืนครบทุกคน ออเดรย์ยกชายกระโปรงขึ้นด้วยหัวใจหนักอึ้ง จากนั้นก็หันไปทางตำแหน่งประธาน:
“ทิวาสวัสดิ์ค่ะ มิสเตอร์ฟูล”
Related
ด้านหลังม่านเงาอันไร้ขอบเขต มีแสงคล้ายคลื่นน้ำส่องกระเพื่อมขึ้น
ชายหนุ่มผมสีดำ ตาสีดำ หน้าผากกว้าง และใบหน้าผอมเพรียวลุกขึ้นกะทันหันราวกับเพิ่งตื่นจากฝันร้าย
แต่งกายในชุดคลุมสีดำทรงโบราณ มันเหยียดมือขวาออก พยายามนำแว่นตาขาเดียวออกจากความว่างเปล่ามาสวมที่ตาขวา
แต่คราวนี้ไม่มีสิ่งใดติดมือกลับมา
มือขวาของมันแช่อยู่กลางอากาศนานสองวินาที ก่อนจะดึงกลับลงมาวางไว้บนเบ้าตาขวา
ในเวลาเดียวกัน ข้างหูของมันได้ยินเสียงอันอ่อนโยนเจือความเย็นชา:
“สำหรับเขา บางสิ่งสำคัญยิ่งกว่าชีวิต… แต่สำหรับเจ้า นอกจากตัวเจ้าเอง ก็แทบไม่มีสิ่งใดควรค่าแก่การใส่ใจ… เมื่อถึงจุดที่ต้องเดิมพันด้วยชีวิตของตัวเอง นั่นคือช่วงเวลาที่เจ้าพ่ายแพ้”
อามุนด์ยกมุมปาก คล้ายกับต้องการยิ้มและตอบกลับไปสองสามคำ แต่ท้ายที่สุดก็มิได้กล่าวสิ่งใด
เสียงเดิมยังคงพูดต่อ:
“ในฐานะสัตว์ในตำนานโดยกำเนิด การไม่มีหลักยึดเหนี่ยวตามปรกติถือเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญ… เจ้าอาจรู้จักความกล้าหาญและเสียสละ แต่คงยากที่จะทำความเข้าใจกับมัน”
สีหน้าอามุนด์เปลี่ยนไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยืนขึ้นจากความมืดที่มีแสงคล้ายคลื่นน้ำ
มันมองไปยังถุงมือหนังมนุษย์ที่ทำตัวพึงพอใจแม้จะถูกโยนทิ้งไว้ด้านข้าง จากนั้นก็ถอนสายตากลับ เอียงคอเล็กน้อยพลางกล่าว:
“น่าสนใจ… ถัดไป ข้าจะออกจากที่นี่ ออกไปยังอวกาศ… ที่นั่นน่าตื่นเต้นกว่าโลกความเป็นจริงมาก บางทีข้าอาจได้เข้าใจความหมายของคำสองคำที่เจ้าเพิ่งกล่าวออกมา”
“ที่นั่นเต็มไปด้วยอันตราย เมื่อเจ้าออกไปยังอวกาศ ข้าคงมิอาจส่งความช่วยเหลือใดจนกว่าทางนี้จะประสบความสำเร็จ แต่อย่างน้อยเจ้าก็สามารถหลีกเลี่ยงเขาได้” เสียงที่อ่อนโยนและเย็นชาตอบ
อามุนด์ไม่กล่าวสิ่งใดต่อ เพียงยกมือขวาขึ้นมาบีบเบ้าตาขวา จากนั้นก็หายเข้าไปในม่านเงาอันไร้ขอบเขต
…
เหนือสายหมอก ภายในวังโบราณ
ไคลน์อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจโล่งอกเมื่อเห็นอามุนด์ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดด้วยแรงระเบิดของมหานวดารา
หากมีทางเลือก ชายหนุ่มย่อมไม่อยากเสียสละตัวเองโดยการคืนชีพราชันสวรรค์ฟ้าดิน เพราะลึกๆ แล้วก็หวังที่จะปกป้องโลกนี้ด้วยตัวเองไปพลางค้นหาคำตอบของชีวิต
แต่แน่นอน ในเมื่อไม่มีทางเลือก ชายหนุ่มก็ไม่ลังเลที่จะปลุกราชันสวรรค์ฟ้าดินให้ลืมตาตื่น ไคลน์มั่นใจว่าตัวเองทำได้ และอามุนด์ก็ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงไม่พยายามแข่งขัน แต่เลือกที่จะหลบหนี
จนกระทั่งเมื่อครู่ มันคือศึกวัดความกล้าหาญ ฝ่ายที่ไม่กลัวตายย่อมถือไพ่เหนือกว่า
และเป็นที่ชัดเจนว่า อามุนด์ไม่กล้าเดิมพันจิตใต้สำนึกของตัวเองเพียงเพราะเรื่องนี้
หลังจากโล่งอก ใบหน้าไคลน์ด้านหลังหน้ากากพิสดารและเย็นชาพลันบิดเบี้ยว
ใต้ชุดคลุมสีเข้มโปร่งแสงบนผิวกาย หนวดรยางค์มันลื่นและชั่วร้ายที่ยืดยาวออก บ้างกระดุกกระดิกอยู่บนพื้น บ้างกำลังยกขึ้นสูง โดยที่ทั้งหมดไม่ได้อยู่ในความควบคุมของไคลน์
ชายหนุ่มสัมผัสได้ ราชันสวรรค์ฟ้าดินในร่างตนกำลังตื่นขึ้นด้วยความเร่ง และดูเหมือนจะหยุดไม่อยู่อีกแล้ว
ต่อให้ไคลน์ตายไปและคืนชีพกลับมาด้วยพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ ชายหนุ่มก็ยังสลัดไม่หลุดจากสิ่งนี้ เพราะราชันเร้นลับเองก็ถือครองอำนาจในขอบเขต ‘ปาฏิหาริย์’ เช่นกัน
ทันใดนั้น ไคลน์หวนนึกถึงคำของเทวทูตมืดซาสเรีย หรืออีกนัยหนึ่งคือเทพสุริยันบรรพกาล:
“มหาต้นกำเนิดตื่นขึ้นในตัวข้า…”
วินาทีถัดมา ในจุดที่ร่างอามุนด์ร่วงหล่น กลุ่มแสงสว่างถูกแรงโน้มถ่วงที่มองไม่เห็นดึงเข้าหาตัวไคลน์
บ้างเป็นหนอนกาลเวลาสิบสองปล้อง บ้างเป็นหนอนดวงดาวสุกสว่าง และบ้างเป็นจุดแสงจำนวนมาก
ไคลน์พยายามกีดกันมิให้ตะกอนพลังเหล่านี้ผสานเข้ากับตัวเอง แต่ก็ต้องล้มเหลวเพราะอิทธิพลของเจตจำนงราชันสวรรค์ฟ้าดินภายในตัว
ร่างกายชายหนุ่มขยายออกราวกับลูกโป่ง แต่ทันใดนั้นก็บางลงและกลายเป็นกระดาษคน วนซ้ำไปมาเช่นนี้ไม่รู้จบ
หน้ากากบนใบหน้าทวีความสว่างและพิสดารยิ่งกว่าเก่า หนวดรยางค์มันเลื่อมและชั่วร้ายใต้ชุดคลุมเพิ่มจำนวนทุกขณะ แถมยังควบคุมไม่ได้
ตะกอนพลังของหนอนกาลเวลาหนึ่งก้อน ตะกอนพลังของกุญแจดาราหนึ่งก้อน… ไคลน์รู้สึกเหมือนจิตใจกำลังถูกกัดแทะและกลืนกินโดยสัตว์ประหลาดล่องหน นำมาซึ่งความเจ็บปวดแสนสาหัส
ในท้ายที่สุด ดวงตาคู่หนึ่งซึ่งคล้ายกับประกอบจากแสงดาวบริสุทธิ์และชั้นของประตูมายา กับแว่นตาขาเดียวที่ทำจากคริสตัล เริ่มผสานเป็นเนื้อเดียวกันและก่อตัวเป็นรูปทรง ก่อนจะลอยเข้าหาใบหน้าไคลน์ผ่านช่องว่างบนเบ้าตาหน้ากากพิสดาร
แทบจะในเวลาเดียวกัน บานประตูประหลาดที่ฉาบด้วยสีน้ำเงินเข้มปรากฏขึ้นบนตัวไคลน์
ปราสาทต้นกำเนิด!
ในวินาทีนี้ เอกลักษณ์ของไคลน์ ปราสาทต้นกำเนิด รวมถึงเอกลักษณ์ของประตูและข้อผิดพลาด กำลังสร้างแนวโน้มการผนวกรวมที่รุนแรงขึ้น
เมื่อทั้งหมดผสานเข้าด้วยกัน ราชันเร้นลับจะตื่นขึ้นและคืนชีพโดยสมบูรณ์
ไคลน์เลื่อนมือขวาขึ้นมาปิดครึ่งใบหน้า
ร่างกายโน้มลง ประหนึ่งกำลังต่อสู้กับ ‘ตัวเอง’ อีกหนึ่งคน
อาศัยภาพจำและจุดยืนของตนที่เกิดจากหลักยึดเหนี่ยวของสาวก ในท้ายที่สุด ไคลน์สามารถเลื่อนการตื่นของเจตจำนงราชันเร้นลับออกไปได้ระยะหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ทำให้แนวโน้มการผนวกรวมบรรเทาลง
ดวงตาแสงดาวและแว่นตาผลึกข้างเดียวยังคงลอยอยู่เบื้องหน้าไคลน์ ห่างออกไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร ประหนึ่งดาวเคราะห์กำลังโคจรรอบดวงอาทิตย์
ท่ามกลางความไม่สมดุลอย่างรุนแรง ไคลน์ไตร่ตรองและพบว่าสิ่งนี้ไม่น่าจะคงสภาพไว้ได้นาน บางทีอาจสองถึงสามนาที หรืออาจแค่สิบวินาที แนวโน้มการผนวกรวมจะเกิดขึ้นอีกครั้งอย่างมิอาจต้านทาน สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีวันหวนกลับ
“ฮะฮะ… นี้คงเป็นการฟิวชันในรูปแบบหนึ่ง” ไคลน์หัวเราะโดยปราศจากความเยือกเย็น
ถัดมา ชายหนุ่มปั่นหัวหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ ส่งมันกลับสู่ภาวะถูกผนึกและลอยไปยังกองขยะ
จากนั้น ไคลน์ออกจากปราสาทต้นกำเนิดและก้าวเข้าไปในโลกดาราที่ประกอบจากสัญลักษณ์และอำนาจ
ที่นี่ดูคล้ายกับอวกาศ ทั้งมืดและลุ่มลึก กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต แต่ในความเป็นจริงแล้วมีหลายจุดที่แตก ตัวอย่างเช่น แม้จะเห็นดวงดาวคล้ายดวงอาทิตย์กำลังลอยอยู่ในจุดห่างไกล แผ่แสงสว่างและความร้อนตามปรกติ แต่ถ้าสามารถเข้าไปใกล้ๆ ได้โดยไม่เจ็บตัว จะพบว่าในจุดดังกล่าวของโลกวิญญาณมีลักษณะคล้ายม่านสีดำ และพระอาทิตย์ดวงดังกล่าวดูคล้ายกับภาพวาดสีน้ำมัน รายล้อมด้วยสัญลักษณ์และแนวคิดนามธรรม
ยิ่งไปกว่านั้น ภาพวาดพระอาทิตย์ก็มิได้งดงามสักเท่าไร ดูเหมือนกับถูกขีดเล่นด้วยฝีมือเด็กเล็กไร้พรสวรรค์ ทั้งดูขบขันและน่ากลัว
หากมองในอีกมุม นี่อาจเป็นตัวแทนของความไร้ระเบียบและบ้าคลั่งที่เป็นกฎเกณฑ์พื้นฐาน
เมื่อไคลน์เข้ามา มันสัมผัสถึงสายตาที่มองไม่เห็นทันที
บ้างมาจากพื้นที่ใกล้กับบาเรียโลก บ้างก็มาจากพื้นที่กว้างขวางและแฝงความมุ่งร้าย
มุมปากไคลน์ขดขึ้นอย่างมิอาจควบคุม ก่อนจะหันศีรษะไปยังทิศทางหนึ่ง จดจ้องบาเรียโลกพร้อมกับยกหนวดรยางค์มันลื่น
คู่ดวงตาแสงดาวและแว่นตาผลึกข้างเดียวเริ่มเกิดการหมุนวน
ทันใดนั้น สายตาทุกคู่จากอวกาศพลันถอนกลับ เหลือเพียงภาพวาดดวงจันทร์สีแดงที่ยังลอยอยู่ในลักษณะส่องแสง
“ฮะฮะ” ไคลน์หัวเราะเสียงดัง จากนั้นก็เข้าไปในดินแดนอันมืดมิดที่เต็มไปด้วยวานิลลาราตรีและบุปผาหลับใหล
ในเวลาเดียวกัน เทพธิดารัตติกาลในเดรสประกายดวงดาวหลายชั้น ตาข่ายบางสีดำคลุมหน้า ปรากฏกายขึ้นบริเวณชายขอบอาณาจักรเทพ
ร่างกายของเธอมิได้ใหญ่โต มองไคลน์ด้วยสายตาเสมอกัน เหยียดแขนขวาพร้อมกับเผยให้เห็นเครื่องประดับทองคำรูปนก
ภายในศีรษะของเครื่องประดับทองคำรูปนก ภายในดวงตาทองแดง ชั้นของประตูมายากำลังส่องแสงพร้อมกับคายหยดน้ำไร้สีให้ลอยมาทางหน้ากากพิสดารและเย็นชาของไคลน์
เจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดินถูกส่งเข้าสู่ภาวะหลับลึกนิรันดร์ในทันที เฉกเช่นจิตใต้สำนึกเกือบทั้งหมดของไคลน์ เหลือไว้เพียงสติสัมปชัญญะแค่เล็กน้อย
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ชายหนุ่มดึงหน้ากากออกและเปลี่ยนผ้าคลุมให้เป็นเสื้อโค้ทกันลมสีดำ
จากนั้น ไคลน์เปลี่ยนแว่นตาขาเดียวให้เป็นถุงมือสีดำหนึ่งคู่ และเปลี่ยนดวงตาแสงดาวให้เป็นไม้ค้ำเลี่ยมละอองดาว
นี่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเชิงรูปลักษณ์ มิใช่แก่นแท้ของพวกมัน หากทั้งสองสิ่งออกห่างจากไคลน์ มันก็จะกลับไปยังรูปลักษณ์เดิม แต่แน่นอน หากชายหนุ่มปรองดองกับพวกมันและรักษาเสถียรภาพไว้ได้ และคอยปรับปรุงแนวคิดเชิงนามธรรมกับสัญลักษณ์อย่างต่อเนื่อง ท้ายที่สุดรูปลักษณ์ของทั้งสองก็จะเปลี่ยนไปเป็นการถาวร
“สิ่งนี้อยู่ได้ไม่นานนัก ทำได้เพียงกำราบไว้ชั่วขณะ” เสียงเตือนอันอ่อนโยนของเทพธิดารัตติกาลดังขึ้น “หากใช้น้ำจากแม่น้ำอันธการนิรันดร์หลายครั้งติดต่อกัน เจตจำนงของราชันเร้นลับจะยิ่งตื่นขึ้นด้วยความเร่ง เพราะพระองค์จะสร้างความเคยชินกับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่รู้จัก ในเวลาเดียวกัน ความพิเศษของปราสาทต้นกำเนิดและพรจากฉันจะค่อยๆ เลือนหายไป และคุณก็จะเข้าสู่ภาวะหลับใหลชั่วนิรันดร์”
ไคลน์ทำราวกับนั่นไม่ใช่เรื่องของตัวเอง เพียงพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม:
“ผมรู้”
เทพธิดารัตติกาลกล่าวด้วยน้ำเสียงปลอมประโลมไคลน์:
“สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น วิธีคิดและพฤติกรรมของอามุนด์อยู่นอกเหนือการคาดเดาของฉันโดยสิ้นเชิง สมแล้วที่เป็นเทพแห่งการหลอกลวง… หลังจากนี้ ใช่ว่าคุณจะไม่มีโอกาส คุณยังสามารถลองควบคุมปราสาทต้นกำเนิดเต็มรูปแบบ ดึงเจตจำนงของราชันเร้นลับให้หลับใหลไปพร้อมกัน เผชิญหน้าและผนวกรวมกับเขาภายในความฝัน ฉันสามารถมอบพรบางชนิดให้คุณได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือตัวคุณเอง… การกลายเป็นวันวานไม่จำเป็นต้องใช้พิธีกรรม ไม่มีพิธีกรรมใดสามารถเปลี่ยนแปลงการตื่นขึ้นของเจตจำนงมหาต้นกำเนิดได้ แต่เทพสุริยันบรรพกาลเชื่อว่า ลำดับในการปรองดองมีส่วนช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับจิตใต้สำนึกในระดับหนึ่ง และช่วยเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จ…
“อันดับแรก กลายเป็นลำดับ 0 ของเส้นทางหนึ่งก่อน จากนั้นก็ควบคุมและผสานเข้ากับแก่นแท้แห่งต้นกำเนิด ตามด้วยการปรองดองกับเอกลักษณ์ของเส้นทางอื่น…
“การเป็นเทพสองเส้นทางก่อนจึงค่อยควบคุมและผสานเข้ากับแก่นแท้แห่งต้นกำเนิด ไม่ใช่วิธีการที่ดีหรือแย่…
“ทางเลือกที่แย่ที่สุดคือการผสานเข้ากับแก่นแท้แห่งต้นกำเนิดทีหลังสุด”
ไคลน์ยิ้ม:
“เป็นแนวคิดที่ดี และเมื่อมีใครตื่นขึ้นในภายหลัง ราชันเร้นลับก็จะถือกำเนิด… อาจเป็นเขา หรืออาจเป็นผมก็ได้… อา ผมจะเข้าควบคุมปราสาทต้นกำเนิดอย่างเต็มรูปแบบ หลังจากเข้าสู่ภาวะหลับลึกนิรันดร์ ผมน่าจะทำให้ผนึกของทวีปตะวันตกอ่อนแอลงได้ จนถึงระดับที่สามารถผ่านเข้าออก”
เทพธิดารัตติกาลฟังคำไคลน์โดยไม่พูดขัด
ไคลน์กล่าวต่อไปด้วยรอยยิ้ม
“นี่เป็นทางเลือกของผมเอง… เคยเดาได้นานแล้วว่า สักวันผมต้องเผชิญหน้ากับพระองค์”
……………………………………..
Related
หลังจากได้ยินอามุนด์กล่าวคำว่า ‘เจ้าเสียสติไปแล้ว’ ไคลน์เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยพลางหัวเราะ:
“ข้ายอมแพ้ตามที่เจ้าจัดเตรียมไว้ให้ แต่มันละเอียดกว่านั้นนิดหน่อย”
ขณะกล่าว หน้าผากชายหนุ่มที่ถูกปกคลุมด้วยหน้ากากเย็นยะเยือก มีสัญลักษณ์มายาปรากฏขึ้น
สัญลักษณ์ของประตูแห่งแสงประหลาดที่ฉาบด้วยสีน้ำเงินเข้ม
และไคลน์กำลังถูกปกคลุมด้วยสิ่งที่คล้ายคลึงกัน
ภายใต้ผ้าคลุมโปร่งแสงสีเข้ม บนผิวร่างกายชายหนุ่ม หนวดรยางค์มันลื่นและดูชั่วร้ายทยอยเพิ่มจำนวนและยืดยาว พวกมันจับกลุ่มหนาแน่นพร้อมกับเหยียดขึ้นไปปกคลุมท้องฟ้าบริเวณใกล้เคียง
เมื่อดวงตาที่ค่อนข้างมืดส่องประกาย ไคลน์จ้องอามุนด์พลางหัวเราะ
“สำหรับข้า การคืนชีพจากที่ใดสักแห่งในอดีต ดีกว่าการกลายเป็นราชันเร้นลับเป็นไหนๆ”
เมื่อสภาพจิตใจเริ่มมั่นคงและตระหนักถึงกุญแจสำคัญที่อามุนด์ใช้บุกรุกปราสาทต้นกำเนิด ไคลน์ยกเลิกการกำราบราชันเร้นลับภายในร่างกายของตน เพื่อปล่อยให้เจตจำนงของอีกฝ่ายฟื้นตัวมากขึ้นกว่าเดิม
นี่คือเหตุผลที่ทำให้ชายหนุ่มสามารถควบคุมปราสาทต้นกำเนิดในช่วงเวลาสำคัญ และดึงพลัง ‘ข้อผิดพลาด’ ออกมาใช้เพื่อเอาชีวิตรอดจากการถล่มมิติโดยฝีมืออามุนด์
โดยไม่รอให้อามุนด์ตอบ มุมปากไคลน์ยกขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม:
“หลังจากถูกปราสาทต้นกำเนิดกัดกร่อนจนแสดงอาการ เจ้าสามารถฟื้นฟูสติกลับเป็นปรกติได้ทันที และใช้พลังจากปราสาทต้นกำเนิดเพื่อสร้างผลลัพธ์ของ ‘เขลาและบอด’ … สำหรับคำถามที่ว่า เหตุใดเจ้าถึงยังไม่เข้าสู่ภาวะกึ่งเสียสติหลังจากยกเลิกการกำราบเจตจำนงของราชันเร้นลับ คำตอบก็คือ มีพลังจากภายนอกคอยช่วยเหลือเจ้าอยู่…
“เจ้าคงทิ้งร่างโคลนที่สำคัญมากให้หลับใหลอยู่ในตำหนักของอาดัม เป็นวิธีเดียวกับที่พาลีส·โซโรอาสเตอร์ใช้ลดระดับตัวตน… เมื่อมีนักสร้างฝันอาดัมคอยรักษาอาการทางจิตให้ และตราบใดที่การฟื้นตัวของราชันเร้นลับยังไม่เกินขีดจำกัดที่อาดัมรับไหว เจ้าก็จะยังไม่เสียสติเว้นแต่จะคลุ้มคลั่งคาที่…
“ดังนั้น ปัญหาซ่อนเร้นที่ร้ายแรงที่สุดของเจ้าก็คือ การต้องคอยรักษาการเชื่อมต่อกับร่างโคลนดังกล่าวตลอดเวลา เมื่อใดก็ตามที่ถูกรบกวน สภาวะในปัจจุบันของเจ้าจะเกิดปัญหาทันที และการเชื่อมต่อที่เกิดขึ้นภายใต้อำนาจการกีดกันจากปราสาทต้นกำเนิดย่อมเปราะบางมาก… เจ้าจงใจเปิดเผยสถานการณ์ที่ตัวเองกึ่งเสียสติ เพื่อให้ข้ามัวสนใจเกี่ยวกับประเด็นนี้และก้าวเข้าสู่กับดักของเจ้า ขณะเดียวกันก็เพื่อไม่ให้ข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเชื่อมต่อดังกล่าว…
“แน่นอน นอกจากประเด็นข้างต้น ตัวเจ้ายังมีปัญหาอีกหลายจุดเพราะตัดสินใจบุกรุกในสภาพที่ยังไม่พร้อม หากข้าค้นพบได้เร็ว ต่อให้เป็นเพียงราชาเทวทูตที่เพิ่งปรองดองกับเอกลักษณ์ ข้าก็ยังมีโอกาสเอาชนะเจ้าได้”
หลังจากอามุนด์ฟังอย่างเงียบงันสักพัก มันยกมือขยับกรอบแว่นตาขาเดียวฝั่งขวา มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ถอนหายใจพลางยิ้ม
ได้เห็นฉากตรงหน้า ไคลน์ยิ้มและส่ายศีรษะ:
“เจ้าแข็งแกร่งมาก แถมยังเจ้าเล่ห์และน่ากลัว คู่ควรกับฉายา ‘เทพแห่งการหลอกลวง’ เป็นอย่างยิ่ง หากไม่ใช่เพราะข้าวางแผนเพื่อเผชิญหน้ากับเจ้าในยามจนตรอก ตอนนี้ข้าคงเกิดความลังเล และเมื่อลังเลเพียงเล็กน้อย ข้าก็คงต้องตาย”
หากเป็นเช่นนั้น อามุนด์จะควบคุมปราสาทต้นกำเนิดโดยสมบูรณ์ และไคลน์จะมิอาจคืนชีพผ่านสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ได้
อามุนด์จ้องหนวดรยางค์ที่ทวีความชั่วร้ายใต้ผ้าคลุมสีเข้มของไคลน์ หายใจเชื่องช้าพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ราชันเร้นลับในตัวเจ้าใกล้ตื่นขึ้นเต็มทีแล้ว”
รอยยิ้มบนใบหน้าไคลน์เผยให้เห็นความกังวลใจแผ่วเบา:
“ถ้าเป็นในแง่นี้ เจ้าก็สูสีกับข้ามากทีเดียว… การต่อสู้ถัดไปของพวกเรานั้นไม่ซับซ้อน แข่งกันว่าใครจะปลุกเจตจำนงของราชันเร้นลับได้มากกว่า ใครจะมีอำนาจในปราสาทต้นกำเนิดมากกว่า จะห้าสิบเปอร์เซ็นต์ เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ หรือกระทั่งหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์และบึ้ม! พวกเราต่างระเบิดกระจาย ส่วนพระองค์ก็คืนชีพกลับมา… คิดว่ายังไงบ้าง? อยากเสี่ยงโชคไหม วัดใจว่าใครจะอดทนได้นานกว่ากัน เป็นเกมที่ทั้งน่าตื่นเต้น สนุก และตรงกับความชอบของเจ้า เหมือนกับเกมรูเล็ตที่ได้รับความนิยมในฟุซัค โดยให้คนสองคนนำปืนลูกโม่บรรจุกระสุนหนึ่งนัดขึ้นมาจ่อขมับตัวเอง ใครยอมแพ้ก่อนจะเท่ากับปล่อยให้อีกฝ่ายชนะ แต่ถ้าไม่มีใครยอมแพ้จนถึงที่สุด ผู้ชนะจะไม่ใช่คนทั้งสอง หากแต่เป็น ‘พระองค์’”
อามุนด์ขยับคิ้วเล็กน้อย เพียงยิ้มแต่ไม่กล่าว
ไคลน์จ้องอีกฝ่ายพลางฉีกยิ้มกว้าง
“แม้ว่าเจ้าจะโด่งดังด้านการชอบเสี่ยงดวงและแสวงหาความสนุกสนาน แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา เจ้ามักได้ผลลัพธ์ที่ต้องการเสมอ ไม่เพียงจะไม่สูญเสียสิ่งสำคัญ แต่ยังได้รับสิ่งสำคัญกลับมามากมาย มีเพียงส่วนน้อยที่ต้องสูญเสียร่างโคลนหรือสิ่งของ แต่เจ้าไม่เคยต้องเผชิญความเสียหายใหญ่หลวงหรือความสิ้นหวังถึงขีดสุด… นั่นเพราะทุกการลงมือของเจ้าล้วนเกิดจากการวางแผนอย่างที่ถ้วนเสมอ หรือต่อให้ล้มเหลวก็มีทางออกที่ค่อนข้างปลอดภัย… กล่าวคือ อาจเป็นไปได้ว่าเจ้าหวงแหนชีวิตตัวเองมากกว่าที่ข้าคิด เจ้าอาจชื่นชอบความตื่นเต้นและความซาบซ่านก็จริง แต่เพื่อให้ได้มาซึ่งพวกมัน เจ้าคงไม่คิดจะนำทุกสิ่งของตัวเองเข้าเสี่ยง… นั่นสินะ เทพแห่งการหลอกลวงจะเดิมพันด้วยความซื่อตรงได้อย่างไร? แต่แน่นอน ทั้งหมดเป็นเพียงการคาดเดาของข้า บางทีอาจจะผิดก็ได้… แล้วสรุปว่าอย่างไร? อยากพนันกันไหม?”
อามุนด์ลูบแว่นตาผลึกข้างขวา ส่ายหน้าพลางจิ๊ปากเหมือนเมดีซี
“เจ้าเสียสติไปแล้วจริงๆ”
ไคลน์ตอบสนองด้วยรอยยิ้ม
“ในสายตาคนอื่น ข้าอาจดูเหมือนเสียสติ… แต่สำหรับตัวข้า นี่เป็นเพียงทางเลือกเดียว… เมื่อเทียบกับเจ้าแล้ว ข้าขอยอมเสี่ยงกับราชันเร้นลับจากอดีตกาลดีกว่า พระองค์คือวันวานตัวจริง ผู้เย้ยหยันจักรวาลจากมุมสูงและมองทุกสิ่งมีชีวิตเป็นเพียงมดปลวก ซึ่งนั่นทำให้พระองค์มักวางตัวอยู่ห่างจากโลกความจริง… นอกจากนั้น ข้ายังมีเวลาเหลือเฟือที่จะให้เทพแห่งตะเกียงเป็นสักขีพยาน เพื่อขอให้ราชันเร้นลับช่วยรับปากกับข้าในบางเรื่อง โดยสิ่งเหล่านั้นเป็นงานง่ายๆ ที่พระองค์มองว่ากระจ้อยร่อย”
กล่าวถึงตรงนี้ ไคลน์ยกมุมปากกว้าง:
“ข้าแทบไม่เสียอะไร มีแค่ตัวเอง… โลกนี้มักมีบางสิ่งที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นเสมอ”
อามุนด์ยังคงยิ้ม แต่ไม่พูด
ไคลน์มองไปรอบตัว พบตะเกียงวิเศษประทานพรและหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ท่ามกลางเศษชิ้นส่วนแห่งความพินาศที่ล่องลอยภายในห้วงมิติอันว่างเปล่า
ชายหนุ่มหัวเราะทันที
“เห็นไหม ข้าไม่ถูกลงโทษ หมายความว่าทุกสิ่งที่พูดเป็นความจริง”
อันที่จริง กฎที่หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์สร้างขึ้นเริ่มเสื่อมอำนาจลงนับตั้งแต่ ‘ดวงดาว’ พุ่งลงมา เป็นเวลาเดียวกันที่อาณาจักรเทพถูกทำลาย ซึ่งหลังจากนั้นอามุนด์ได้ ‘ขโมย’ ในหลายสิ่งแต่ก็ไม่ถูกลงโทษ อย่างไรก็ดี จุดประสงค์หลักของไคลน์นั้นไม่ซับซ้อน ชายหนุ่มเพียงต้องการแสดงให้เห็นถึงความหนักแน่น มุ่งมั่น และบ้าบิ่นของตน
แน่นอน สิ่งที่ไคลน์พูดล้วนเป็นความจริง และคิดจะนำมาปฏิบัติจริงด้วย เพราะถ้าไม่เป็นเช่นนั้น อามุนด์ก็ต้องจับพิรุธได้ หรือไม่คงก็ไม่เกิดความหวาดหวั่น
อามุนด์ยิ้ม กล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน:
“ฟังดูน่าสนใจ”
“จริงหรือ? งั้นมาเริ่มกันเลย” ไคลน์ตอบสนองโดยไม่ลังเล ดวงตาทวีความดำมืด
รอยยิ้มอามุนด์จางลงเล็กน้อย ฝ่ามือของมันถูกขยับเข้ามาใกล้กัน
ใต้ชุดคลุมสีดำทรงโบราณของอามุนด์เริ่มมีหนวดรยางค์มันลื่นและชั่วร้ายงอกออกมา
ออร่าของมันเปลี่ยนไปพอสมควร และคล้ายกับร่างกายถูกปกคลุมด้วยผ้าคลุมสีดำ
ในวินาทีนี้ อามุนด์เริ่มกลายเป็น ‘ราชันเร้นลับ’ มากกว่าเดิม
แต่จุดประสงค์มิใช่การ ‘แข่ง’ ปลุกเจตจำนงของราชันเร้นลับกับไคลน์ อามุนด์ทำไปโดยหวัง ‘หลอกลวง’ ปราสาทต้นกำเนิดเพื่อสร้าง ‘บั๊ก’ และเปิดโอกาสหลบหนีให้ตัวเอง
เพื่อให้อำนาจ ‘ข้อผิดพลาด’ ในระดับเดียวกันแสดงผล เงื่อนไขในการบรรลุมักซับซ้อนและหลากหลาย:
ประการแรก จำเป็นต้องมีความคล้ายคลึงระหว่างสื่อกลางกับเป้าหมาย; ประการที่สอง มีความเชื่อมโยงบางอย่างระหว่างทั้งสองฝ่าย; ประการที่สาม มีความขัดแย้งเชิงตรรกะระหว่างทั้งสองสิ่ง; ประการที่สี่ กฎเกณฑ์บางข้อต้องขาดความสมบูรณ์; ประการที่ห้า หากมิอาจส่งผลกระทบต่อเป้าหมายได้โดยตรง ให้สร้างสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยข้อผิดพลาดแทนเพื่อสร้างอาณาจักร
ในแง่นี้ อำนาจการปั่นหัวจะมีข้อจำกัดน้อยกว่า แต่ถ้าสามารถบรรลุเงื่อนไขครบทุกข้อ อำนาจ ‘ข้อผิดพลาด’ จะรับมือได้ยากกว่าหลายเท่า
อามุนด์กำลังแสร้งทำเพื่อให้บรรลุเงื่อนไขข้อแรก
ลักษณะคล้ายกับการบุกรุกของไวรัส อันดับแรก ทำให้อีกฝ่ายคิดว่าเป็นพวกเดียวกันเพื่อข้ามขั้นต่อการยืนยันตัวตน จากนั้นค่อยทำให้กลไกการป้องกันตัวเป็นอัมพาตและนำพาไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ
เมื่อมีผลไม้หน้าตาเหมือนสตรอว์เบอร์รี กลิ่นเหมือนสตรอว์เบอร์รี และรสเหมือนสตรอว์เบอร์รี มันย่อมถูกจำแนกให้เป็นสตรอว์เบอร์รี
แต่ในความเป็นจริงอาจมีข้อยกเว้น
ณ ปัจจุบัน อามุนด์ดูเหมือนราชันเร้นลับ ออร่าเหมือนราชันเร้นลับ มีพลังเหมือนราชันเร้นลับ และตราประทับทางจิตก็ยังเหมือนราชันเร้นลับ เมื่อผนวกเข้ากับอำนาจของ ‘ข้อผิดพลาด’ ปราสาทต้นกำเนิดย่อมเข้าใจผิดคิดว่าอามุนด์คือราชันเร้นลับไปชั่วขณะ
ในเวลาเดียวกัน อาณาจักรเทพที่อยู่ในสภาพยับเยินของเดอะฟูลถึงคราวพังพินาศโดยสมบูรณ์ วังโบราณแสนสง่างามและโต๊ะทองแดงยาวลวดลายเก่าแก่ปรากฏขึ้น
หมอกสีเทาซึ่งแต่เดิมจะลอยอยู่บนพื้นปราสาทต้นกำเนิด ปัจจุบันกำลังลอยสูงปกคลุมห้วงมิติ
หมอกสีเทาดังกล่าวถูกแบ่งออกเป็นคลื่นสองลูก ปะทะกันอย่างรุนแรงในจุดหนึ่งจนเกิดเป็นวังวนจำนวนมาก ฉีกทำลายช่องว่างที่นำพาไปสู่โลกความจริง
ในวินาทีนี้ พลังของปราสาทต้นกำเนิดกำลังขัดแย้งกันเอง ราวกับสับสนว่าควรรับใช้ราชันเร้นลับคนไหน
ร่างอามุนด์เลือนหายไปทันที เป็นการอำนาจของ ‘ประตู’ เพื่อออกจากปราสาทต้นกำเนิดโดยตรง
ทันทีที่สัมผัสกับขอบเขต ร่างอามุนด์ชะงักเล็กน้อยก่อนจะกระเด็นกลับ
บนเก้าอี้เดอะฟูล ไคลน์กำลังนั่งอมยิ้มมุมปาก บานประตูแสงพิสดารบนหว่างคิ้วและรอบตัวทวีความคมชัดจนดูเหมือนของจริง
ฉากดังกล่าวทำให้เกิดพลังการ ‘ผนวกรวม’ ที่รุนแรงเหนือพรรณนา ประหนึ่งมือล่องหนที่กระชากอามุนด์กลับ!
ร่างอามุนด์ถูกแบ่งเป็นตัวเองจำนวนมากในพริบตา
และที่ด้านหน้าของทุกอามุนด์ ประตูดวงดาวมายาปรากฏขึ้น
ประตูทุกบานเปิดออกอย่างเงียบเชียบโดยพร้อมเพรียง แต่ภายในความมืดมิดไร้ขอบเขตด้านหลังประตู สิ่งแรกที่โผล่ออกมากลับเป็นหนวดรยางค์มันลื่นและชั่วร้าย พวกมันคอยกีดขวางเส้นทางการหลบหนีของอามุนด์ไว้
สุดปลายของหนวดรยางค์เหล่านี้มีประกายแสงดวงดาวสว่างขึ้น อาบร่างของเหล่าอามุนด์อย่างท่วมท้น
เหล่าอามุนด์กลับมารวมตัวกันอีกครั้งอย่างมิอาจขัดขืน กลายเป็นกลุ่มก้อนแนวคิดเชิงนามธรรม
แนวคิดเชิงนามธรรมเหล่านี้ประกอบด้วยหลายสิ่ง เช่นหมวกปลายแหลม ชุดคลุมสีดำทรงโบราณ แว่นตาขาเดียว ชะตากรรม เวลา กุญแจ ประตู แมลง และม้าไม้ เป็นต้น
ไคลน์ลุกขึ้นเชื่องช้า ยิ้มให้อามุนด์ ผู้กำลังอยู่ในสภาพจำแลงแนวคิดซึ่งมิอาจช่วยเหลือตัวเอง:
“เจ้าเองก็ปลดปล่อยเจตจำนงของราชันเร้นลับให้ตื่นขึ้นจากเดิมได้เช่นกัน แต่สิ่งนี้จะแตกต่างจากความตาย และนั่นจะทำให้ร่างกายอาดัมพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย”
ร่างจำแลงแนวคิดของอามุนด์กลับคืนสภาพเดิมอย่างรวดเร็ว เป็นการอาศัยอำนาจของประตูเพื่อหลบหนีออกจากภาวะดังกล่าว
อามุนด์ยังคงยิ้มมุมปาก แต่มิได้ตอบสนองต่อคำพูดไคลน์ เพียงฉวยโอกาสนี้ใช้อำนาจข้อผิดพลาดเพื่อแทนที่ความจริงด้วยความเท็จ และแทนที่ตัวเองด้วยร่างโคลนด้านนอกที่เตรียมไว้ล่วงหน้า จุดประสงค์คือการสลับตำแหน่ง
สิ่งนี้คล้ายกับการสลับตำแหน่งระหว่างหุ่นเชิดและร่างต้นของนักทำนาย แต่มีระดับสูงกว่าและใช้หลักการคนละแบบ จึงไม่ถูกขัดขวางหรือแทรกแซงในแทบทุกสถานการณ์
ทว่า อามุนด์ยังคงล้มเหลว
มันพบว่าอำนาจข้อผิดพลาดของตนถูกฝืนกำราบ
ไคลน์ที่กำลังลุกยืนเชื่องช้า ยกหนวดรยางค์มันลื่นและชั่วร้ายรอบตัวขึ้น รอยยิ้มบนใบหน้าทวีความกรุ้มกริ่ม
ถัดมา ดวงตาอามุนด์พลันเหม่อลอย รอยยิ้มแข็งทื่อ แว่นตาขาเดียวสูญเสียความแวววาว
ในเวลาเดียวกัน บนใบหน้าไคลน์ หน้ากากพิสดารที่ดูเย็นชาเริ่มยุบพอง
เขลาและบอด!
วินาทีถัดมา ชายหนุ่มปลูกถ่ายตัวเองเข้ากับแนวคิดบางอย่างบนอวกาศ และใช้พลังอำนาจการปั่นหัวเพื่อสร้างอิทธิพลกับสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง
หนวดรยางค์มันเลื่อมรอบๆ เริ่มงอตัวคล้ายปืนลูกโม่ ทั้งหมดเล็งไปที่อามุนด์
ทันใดนั้น มหานวดาราพลันปะทุจากภายในร่างอามุนด์ที่ยังคงมีดวงตาเหม่อลอย
ทะเลเพลิงแห่งแสงที่สุกสว่างโชติช่วงเหนือพรรณนาพรั่งพรูออกมาอย่างท่วมท้น บดขยี้แว่นตาขาเดียวและกลืนกินร่างกายอามุนด์ทุกส่วน
…………………………………………….
Related
อามุนด์และประตูแห่งแสงถูก ‘ปลูกถ่าย’ เข้าหากัน
ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวชัดเจน ความมืดในดวงตากำลังจมลึก
ในเวลาเดียวกัน ใต้ชุดคลุมสีดำทรงโบราณ หนวดรยางค์มันลื่นทวีจำนวนขึ้น ความบ้าคลั่งกำลังปะทุอย่างล้นเอ่อ
ขณะไคลน์เตรียมตัดการเชื่อมต่อระหว่างอามุนด์และปราสาทต้นกำเนิด ปล่อยให้อีกฝ่ายยังคงอยู่ในสภาวะบ้าคลั่ง มุมปากอามุนด์พลันยกโค้ง
ราวกับกำลังพูดว่า:
“ขอบแสดงความยินดี เจ้าติดกับดักแล้ว”
ใบหน้าอามุนด์ถูกปกคลุมด้วยหน้ากากโปร่งแสงที่คล้ายกับเอกลักษณ์ของเดอะฟูล แต่ดูเหมือนจะเลือนรางกว่า
ไคลน์ตึงเครียดทันที และไม่มัวคิดให้หนักสมอง มันเตรียมใช้อำนาจการ ‘ปั่นหัว’ โดยไม่สนใจผลกระทบที่จะตามมา
แต่ก่อนจะได้ตอบสนอง ความคิดชายหนุ่มเฉื่อยชาลงทันที ร่างกายตกอยู่ในสภาวะโง่เขลาราวกับไม่รู้ว่าควรทำสิ่งใด
ปั่นหัว!
ฉวยโอกาสในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ถูกเชื่อมกับต่อเข้ากับปราสาทต้นกำเนิด อามุนด์สลัดหลุดจากอิทธิพลของไคลน์และระดมพลังปราสาทต้นกำเนิดเพื่อใช้อำนาจ ‘ปั่นหัว’
พฤติกรรมดังกล่าวดูเหนือชั้นเกินกว่าจะเกิดจากสัญชาตญาณ เป็นราวกับกับดักที่ถูกออกแบบมาอย่างดี
ดูเหมือนว่าอามุนด์ยังบ้าไม่สุด!
เทพแท้จริงเส้นทาง ‘ข้อผิดพลาด’ และ ‘ประตู’ รีบลบการเชื่อมต่อระหว่างตนกับปราสาทต้นกำเนิด ส่งผลให้บานประตูแห่งแสงพิสดารจางลงและหายไปอย่างรวดเร็ว หลุดพ้นจากการถูกกัดกร่อนเพิ่มเติม
เมื่อจัดการกับปัญหาซ่อนเร้นเสร็จ อามุนด์ยกสองมือขึ้น นิ้วโป้งจ่อนิ้วโป้ง นิ้วชี้จ่อนิ้วชี้ กลายเป็นทรงรีที่สมบูรณ์
ภายในทรงรี แสงดาวระยิบระยับสว่างขึ้น ปกคลุมร่างไคลน์โดยสมบูรณ์
ถัดจากนั้น มือของอามุนด์แยกออกจากกันทั้งสองฝั่ง ลักษณะคล้ายการฉีกบางสิ่งที่มีน้ำหนักมาก
ท่ามกลางเสียงฉีกขาดของกระดาษ ในบริเวณที่ไคลน์ยืนคล้ายกับถูกเปลี่ยนให้เป็นแก้วที่ถูกกระแทกอย่างรุนแรง ผิวแก้วทยอยเกิดรอยร้าวและปริแตกเป็นทางยาว
นี่คือพลังกัดกร่อนและทำลายห้วงมิติ ร่างกายไคลน์ย่อมไม่มีทางทนรับไหว ชะตากรรมเดียวคือการถูกฉีกเป็นเศษกระดาษจนล่องลอยไปมาท่ามกลางห้วงมิติโดยรอบที่พังทลายและแตกร้าว และเศษกระดาษค่อยๆ ถูกความมืดมิดโดยรอบกลืนกินหายเข้าไป
เมื่อการพังทลายของห้วงมิติหยุดลง กระดาษคนของไคลน์ก็หมดอายุขัย
แน่นอน ชายหนุ่มยังใช้อำนาจ ‘ปั่นหัว’ ของตัวเองเพื่อสลัดให้หลุดจากภาวะ ‘เขลาและบอด’
ในระหว่างนั้น อามุนด์แยกร่างออกเป็นจำนวนมาก บางส่วนเป็นร่างโคลนบริสุทธิ์ บางส่วนเป็นเพียงการจำลองสัญลักษณ์ และบางส่วนเป็นภาพตกค้างที่เกิดจากการ ‘บลิงค์’ อย่างต่อเนื่อง
ณ วินาทีนี้ ไม่ว่าจะเป็นท้องฟ้าเหนือศีรษะไคลน์หรือทุ่งโล่งรอบตัว ทุกจุดล้วนถูกปกคลุมด้วยอามุนด์ที่สวมหมวกปลายแหลมและแว่นตาขาเดียว ปิดกั้นทุกช่องโหว่โดยสมบูรณ์
บางส่วนของอามุนด์เหล่านี้กลายร่างเป็นนาฬิกาแขวนโบราณสีน้ำเงินเข้ม บางส่วนกลายเป็นแสงดาวบริสุทธิ์ลักษณะคล้ายกรงขัง บางส่วนเหยียดแขนออก ทำการ ‘ขโมย’ ในระดับที่แตกต่างออกไป บางส่วนทำให้แว่นตาขาเดียวส่องแสง ใช้ประโยชน์จากหลายสิ่งที่เคยขโมยมา บางส่วนใช้พลังที่หลากหลาย บางส่วนสร้างข้อจำกัด บางส่วนแทรกแซง และบางส่วนลงมือโจมตี
สำหรับเส้นทางนักจารกรรม การขโมยถือเป็นพลังหลักและสัญลักษณ์สำคัญ การพัฒนาในแต่ละลำดับจะแตกต่างจากพลังควบคุม ‘ด้ายวิญญาณ’ ของนักทำนาย ไม่เพียงพลังขโมยจะเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ยังทำให้แนวคิดเชิงนามธรรมแข็งแกร่งขึ้น:
ลำดับ 9 ถึง 7 พลังขโมยจะส่งผลเฉพาะสิ่งของ เมื่อถึงลำดับ 6 การขโมยสามารถช่วงชิงพลังพิเศษ หลังจากกลายเป็นลำดับ 5 พลังขโมยสามารถช่วงชิงความคิด จนกระทั่งถึงลำดับ 4 และ 3 พลังขโมยสามารถช่วงชิงชีวิต รวมถึงการขโมยร่างกายในเชิงปรสิต ในลำดับ 2 ขอบเขตการขโมยจะขยายไปถึงชะตากรรม ตัวตน การตระหนักรู้ และตะกอนพลัง ในลำดับ 1 สามารถขโมยได้กระทั่งเวลา หลักยึดเหนี่ยว และอำนาจชั่วคราว
ดังนั้น เมื่อ ‘ข้อผิดพลาด’ เผชิญหน้ากับเทพแท้จริง มันสามารถ ‘ขโมย’ สิ่งที่มีระดับสูงอย่างอำนาจได้
ท่ามกลางเสียงกังวาน นาฬิกาแขวนโบราณทั้งหมดหยุดเดินพร้อมกัน
นั่นทำให้สภาพแวดล้อมแข็งทื่อในทันที และยังทำให้ทุ่งโล่งที่เต็มไปด้วยแสงดาวตกอยู่ในภวังค์ความเงียบงันถึงขีดสุด กระทั่งแนวโน้มการทำลายก็ยังหยุดลง
ณ เวลานี้ คล้ายกับไคลน์สูญเสียร่างกาย หลงเหลือเพียงผ้าคลุมโปร่งแสงสีเข้มและหน้ากากเย็นชาที่ดูแปลกประหลาด
ไม่มีใครมองเห็นสิ่งที่อยู่ใต้ผ้าคลุมสีเข้มผืนหนา มีเพียงหนวดรยางค์มันลื่นเหยียดออกมาเส้นแล้วเส้นเล่า
ในสภาพดังกล่าว คล้ายกับไคลน์เป็นอิสระจากพันธนาการทางเวลา ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ถูกแช่แข็ง ชายหนุ่มแหวกว่ายราวกับปลาในน้ำ ผ่านช่องว่างเชิงกายภาพและแนวคิดมากมาย จนกระทั่งหลุดพ้นจากวงล้อมของอามุนด์
เป็นอีกครั้งที่มันพึ่งพาอำนาจการปั่นหัว
คราวนี้มันใช้การปั่นหัวเวลา
นาฬิกาแขวนโบราณเลือนหายไปทันที ส่งผลให้ท่ามกลางทุ่งโล่งที่พังทลายเกือบสมบูรณ์ กระแสเวลากลับมาไหลตามปรกติอีกครั้ง เหล่าอามุนด์ต่างยกเลิกพฤติกรรมที่กำลังทำ และหันมารวมใจกัน ‘บลิงค์’ ตามหลังไคลน์โดยไม่ปล่อยให้ได้พักหายใจ
ฝ่ามือซ้ายของมันเหยียดออก ก่อนจะดึงแขนกลับและกำห้านิ้วให้กลายเป็นหมัด
รอบตัวไคลน์ ห้วงมิติกลายเป็นดำมืดคล้ายถูกคลุมด้วยตาข่ายผ้า
‘ม่าน’ ดังกล่าวบิดเป็นเกลียวและเรียงตัวใหม่ กลายเป็นสิ่งที่คล้ายกับกรงแข็งแกร่งซึ่งสามารถกักขังไคลน์
ด้านบนของกรง บานประตูมายาปรากฏขึ้นอย่างเด่นสง่า ก่อนจะรีบลอยออกไปโดยไม่มั่วแช่อยู่ในตำแหน่งเดิม
อย่างไรก็ดี เพียงไม่นาน ร่างไคลน์โผล่ขึ้นอีกครั้งด้านนอกกรงขัง ราวกับไม่เคยถูกอามุนด์ผู้มีอำนาจ ‘ประตู’ ผนึกมาก่อน
มันทำการปั่นหัวประวัติศาสตร์ ด้วยการแบ่งตัวเองในหนึ่งวินาทีก่อนหน้าและหนึ่งวินาทีให้หลัง
ลงเอยด้วย สิ่งที่ถูกขังอยู่ในกรงกลายเป็นเพียงภาพฉาย
นี่คือพลังเชิงลึกของปราชญ์โบราณที่ผนวกเข้ากับอำนาจการปั่นหัว
เป็นเพราะชายหนุ่มใช้การ ‘ปั่นหัว’ ประวัติศาสตร์เป็นพิธีกรรมเลื่อนลำดับ เดอะฟูลไคลน์จึงชำนาญในขอบเขตนี้มากกว่าการปั่นหัวชะตากรรมและเวลา
ทันทีที่ออกจากกรงมิติ ไคลน์รีบใช้พลังอาณาจักรเร้นลับอีกครั้งเพื่อสร้างอาณาจักรเทพของเดอะฟูลขึ้นมาใหม่ จุดประสงค์คือการยื้อเวลาและหาโอกาสสร้างเสถียรภาพให้จิตใจหลังจากฝืนใช้อำนาจการปั่นหัวหลายครั้งติดต่อกัน และเนื่องจากสมดุลอันเปราะบางภายในร่างกายใกล้พังทลายเต็มที หากไคลน์ไม่รีบสร้างเสถียรภาพทางใจโดยเร็ว เจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดินจะตื่นขึ้นมากกว่าเดิม
นั่นถือเป็นปัญหาร้ายแรง
ทันใดนั้นเอง ชายหนุ่มเห็นแว่นตาขาเดียวขนาดมหึมา
บนผิวกระจกแว่นตา แสงระยิบระยับพรั่งพรูออกมาอย่างบ้าคลั่ง ท่วมท้นร่างกายไคลน์ในทันที
สภาพจิตใจไคลน์กลับมาสงบนิ่งอีกครั้งอย่างรวดเร็ว แต่แลกมากับการต้องสูญเสียอารมณ์และความปรารถนาทั้งหมดไป ไม่หลงเหลือความคิดที่จะต่อต้านขัดขืน ต้องการแค่ยืนเฉยๆ และรอให้ความพินาศกลืนกิน
คล้ายกับคนธรรมดาได้รับยาระงับประสาทในปริมาณมาก
ทันใดนั้นเอง ท่ามกลางประกายแสงระยิบระยับ หนังสือมายาเล่มหนึ่งโดดเด่นขึ้นมา
หนังสืออยู่ในสภาพกางออก เผยให้เห็นประโยคหนึ่ง:
“ไคลน์·โมเร็ตติถูกราชันเร้นลับกัดกร่อนทางจิตใจจนต้องเผชิญความเจ็บปวดและอ่อนล้าแสนสาหัส หลังจากการต่อสู้อันดุเดือด ในที่สุดอิทธิพลทางใจของเขาก็ถึงขีดจำกัด จนถอดใจยอมแพ้และล้มเลิกความคิดที่จะขัดขืน”
ด้านหลังแว่นตาขาเดียวขนาดมหึมา อามุนด์ที่แต่งกายด้วยหมวกปลายแหลมและชุดคลุมทรงโบราณ ปรากฏตัวด้วยร่างกายขนาดเท่าภูเขา
ขณะจ้องไคลน์ที่ล้มเลิกการขัดขืน ดวงตาอามุนด์มืดลงพลางยกโค้งมุมปาก:
“ข้าขโมยมาแล้ว เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง”
ไคลน์แหงนหน้ามองมิสเตอร์ข้อผิดพลาดอามุนด์ พยายามอ้าปากอย่างยากลำบาก กล่าวด้วยแผ่วอ่อนแรง:
“เป็นกลลวงมาตั้งแต่ต้นเลยหรือ?”
อามุนด์สองยกมือขึ้น กล่าวโดยยังรักษารอยยิ้ม
“น่าเสียดายที่เจ้ารู้ตัวช้าเกินไป”
มันนำหัวแม่มือชนกับหัวแม่มือ นิ้วชี้ชนกับนิ้วชี้จนเกิดเป็นทรงรี จากนั้นก็ทำการหมุน
ภายในทรงรี แสงดาวสว่างขึ้นพร้อมกับสะท้อนภาพของไคลน์
ถัดมา สองมืออามุนด์แยกออกจากกันด้วยท่าทีหนักแน่น ฉีกห้วงมิติที่ไคลน์และสภาพแวดล้อมดำรงอยู่
มิติดังกล่าวกลายเป็นดังแผ่นกระจก แตกละเอียดเป็นเศษเล็กเศษน้อย เศษเล็กถูกบดขยี้กลายเป็นผุยผง เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้อาคารที่ตั้งเด่นตระหง่านพังถล่มในทันที
อย่างไรก็ดี การพังทลายทั้งหมดรอบตัวไคลน์มิได้ส่งผลกับไคลน์แม้แต่น้อย
ประหนึ่งเรือหาปลาลำเล็กที่แล่นอย่างปลอดภัยท่ามกลางพายุ เป็นเหตุการณ์ที่ขัดแย้งราวกับมันไม่ได้ดำรงอยู่ที่นี่
อามุนด์ใช้มือขยับกรอบแว่นตาขาเดียว รอยยิ้มบนใบหน้าจางลงเล็กน้อย
บนผิวผ้าคลุมโปร่งแสงสีเข้มบนตัวไคลน์ มีหลายจุดนูนยื่นออกมาก่อนจะหดกลับเข้าไป
ชายหนุ่มจ้องไปทางอามุนด์ที่ตัวใหญ่ราวกับภูเขา ดวงตามืดลงเล็กน้อย
“นับตั้งแต่เจ้าเข้ามาในปราสาทต้นกำเนิดและกล่าวคำแรก การหลอกลวงได้เริ่มต้นขึ้น”
ในเวลานั้น อามุนด์กล่าวว่ามันยกเลิกการ ‘ข่ม’ เจตจำนงของราชันเร้นลับในร่างกาย เพื่อแลกกับตัวตนเจ้าของปราสาทต้นกำเนิด
ปัจจุบัน อามุนด์มิได้ฉวยโอกาสโจมตีซ้ำใส่ไคลน์ เพียงลอยอยู่กลางอากาศและมองลงมายังมิสเตอร์ฟูล
ไคลน์เองก็ไม่พยายามทำสิ่งใด น้ำเสียงสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด ราวกับกำลังรอให้บางสิ่งก่อตัว:
“ถ้าแค่ยกเลิกการกำราบเจตจำนงของราชันเร้นลับ ทำให้เข้ามาในปราสาทต้นกำเนิดได้โดยแลกกับสภาวะกึ่งเสียสติ อันทีโกนัสในอดีตก็คงทำสำเร็จไปแล้ว เช่นเดียวกับหมาป่าอสูรทำลายล้างเฟรเกีย หรือก่อนหน้านี้ ทั้งเจ้าและมิสเตอร์ประตูก็มีโอกาสให้ลองทำมากมาย… จึงเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ลำพังการปล่อยให้ราชันเร้นลับฟื้นฟูกลับมาจนเจ้าของร่างมีสภาพกึ่งเสียสติ ยังไม่มากพอที่จะทำให้บุกรุกปราสาทต้นกำเนิดสำเร็จแม้จะอาศัยความเป็นข้อผิดพลาด ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรเจ้าก็หา ‘บั๊ก’ ในแง่นี้ไม่พบ เว้นเสียแต่จะปล่อยให้ราชันเร้นลับเข้ามาแทนที่เต็มตัว…
“เจ้ามองไม่เห็นความหวังใดเลยจนกระทั่งถือครองอำนาจ ‘ประตู’ ที่สามารถผ่านเข้าออกทุกที่: อาศัยการสร้าง ‘ประตูหลัง’ และใช้ ‘บั๊ก’ ปราสาทต้นกำเนิดจะมองว่าเจ้าคือราชันเร้นลับและมอบสิทธิ์ในการเข้ามาเยือน… แต่แน่นอน การใช้แผนนี้จำเป็นต้องปล่อยให้ราชันเร้นลับฟื้นฟูจนถึงระดับที่อันตราย หากไม่มีตัวตนลับดังกล่าว เจ้าก็มิอาจตบตาปราสาทต้นกำเนิดได้…
“หลังจากปรองดองกับตะกอนพลังประตูสำเร็จ เหตุผลที่เจ้าไม่รีบร้อนลักลอบเข้ามาจัดการกับข้าที่ยังอ่อนแอก็เพราะว่า ในตอนนั้นเจ้าเพิ่งเลื่อนลำดับและอ่อนแอเกินกว่าจะปล่อยให้เจตจำนงของราชันเร้นลับตื่นขึ้นมากกว่าเดิม… ข้าเชื่อว่าเจ้าคงค้นพบวิธีบุกรุกที่ปลอดภัยกว่านี้ได้แล้ว หากไม่ใช่เพราะข้าเลื่อนลำดับเป็นเดอะฟูลได้เร็วจนผิดแผน ขอเพียงปล่อยเวลาผ่านไปสักพัก เจ้าก็จะเข้ามาในปราสาทต้นกำเนิดได้ด้วยสภาพที่สมบูรณ์และสามารถปิดฉากเรื่องราวทั้งหมด… น่าเสียดายที่เจ้าต้องเร่งแผนการให้เร็วขึ้น ส่งผลให้ร่างกายเกิดปัญหาร้ายแรง…
“การที่เจ้าเป็นฝ่ายออกปากเปิดเผยว่าตัวเองอยู่ในสภาวะกึ่งเสียสติ แง่หนึ่งก็เพื่อให้ข้าคิดหาวิธีรับมือกับศัตรูกึ่งเสียสติ เจ้าจะได้วางกับดักตอบโต้ในช่วงเวลาสำคัญได้ง่าย และในอีกแง่หนึ่ง เจ้าทำไปเพราะหวังเบี่ยงเบนความสนใจและปกปิดปัญหาด้านอื่น… เจ้าไม่ได้อยู่ในภาวะกึ่งเสียสติ”
อามุนด์ฟังคำพูดไคลน์อย่างเงียบงัน เงียบจนผิดวิสัย ไม่มีการพูดแทรกกลางคัน ไม่พยายามโจมตี และรอจนกระทั่งอีกฝ่ายพูดจบ มันกล่าวออกไป:
“เจ้าเสียสติไปแล้ว”
…………………………………………….
Related
ได้ยินคำพูดอามุนด์ หัวใจไคลน์พลันหล่นไปอยู่ตาตุ่ม
ก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มไม่เคยกังวลว่าอามุนด์จะเสนอข้อตกลงให้เทพแห่งตะเกียง เพราะอีกฝ่ายเป็นนักต้มตุ๋นตัวยง ทุกคำพูดที่ออกมาล้วนเชื่อถือไม่ได้ โดยเฉพาะคำมั่นสัญญา นอกจากนั้น เทพแห่งตะเกียงยังเคยพบราชันเร้นลับมาแล้ว แถมยังตกเป็นเหยื่อของพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกันจนต้องทุกข์ทรมานจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น จึงเป็นธรรมดาที่เทพแห่งตะเกียงจะมองว่าคำพูดของอามุนด์มีความน่าเชื่อถือต่ำ
เป็นผลพวงมาจากการขาดความน่าเชื่อถือ
ในบางครั้ง การโกหก ฉ้อโกง และเอาเปรียบก็ช่วยสร้างผลประโยชน์ในระยะสั้น แต่หากมองถึงระยะยาว ความซื่อสัตย์และความน่าเชื่อถือจะช่วยพาไปได้ไกลกว่า
แต่เมื่อครู่ หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์เพิ่งกำหนดกฎ ‘ห้ามหลอกลวงที่นี่’
และอามุนด์ก็ไม่โดนลงโทษหลังจากให้คำมั่นสัญญา!
ในเวลาเดียวกัน ทั้งไคลน์และเทพแห่งตะเกียงต่างก็ไม่พบว่าอามุนด์แอบใช้ช่องโหว่ของกฎ
คำพูดของอามุนด์จึงถูกยืนยันข้อเท็จจริงทางอ้อมทันที
เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า นั่นคือคำพูดที่มาจากใจและมิได้หลอกลวง
นอกจากนั้น เทพแห่งตะเกียงยังสามารถพึ่งพาระดับตัวตนเพื่อบิดเบือนประโยค ‘ข้าสามารถรับปาก’ ให้เป็น ‘ข้ารับปาก’ ได้ด้วย เพื่อไม่ให้อามุนด์พลิกลิ้นผิดสัญญาในภายหลัง หากฝ่าฝืนหรือละเมิดก็จะได้รับความเสียหายร้ายแรงจากระดับตัวตนวันวาน
ไคลน์อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามว่า ประโยค ‘ห้ามหลอกลวงที่นี่’ เกิดจากการที่อามุนด์แอบชักจูงหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ หรือเป็นความตั้งใจของเทพแห่งตะเกียงเอง เพื่อที่จะกดดันให้ราชันเร้นลับซึ่งสามารถเป็นใครก็ได้ แข่งกันส่งตนออกไปนอกอวกาศโดยเร็ว
สำหรับเทพแห่งตะเกียง มันไม่มีอะไรต้องเสียหากตอบรับข้อเสนอของอามุนด์ เพราะสัญญาระหว่างมันกับไคลน์ ฝ่ายที่กำลังติดหนี้คือไคลน์
หากเป็นสถานการณ์อื่น ไคลน์คงมีเวลาสื่อสารกับเทพแห่งตะเกียงเพื่อสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน แต่ในปัจจุบัน ภัยคุกคามจากอามุนด์อยู่ห่างแค่เอื้อมเท่านั้น อีกฝ่ายคงไม่เปิดโอกาสให้ตนปรับความเข้าใจกับเทพแห่งตะเกียงแน่
หากเลือกจะเชื่อใจเทพแห่งตะเกียงต่อไป ก็เท่ากับว่าไคลน์ต้องยอมฝากชะตากรรมของตนไว้ในมือเทพภายนอก ปล่อยให้อีกฝ่ายจัดการไปตามแผนเดิม – โดยที่ไม่รู้เลยว่า ในการต่อสู้ที่กำลังจะดำเนินมาถึง เทพแห่งตะเกียงจะแสร้งเขียนกฎที่ดูเหมือนจะดี แต่ความจริงแล้วแอบทำให้อามุนด์ได้เปรียบหรือไม่ และถ้าเป็นแบบนั้นจริง ไคลน์ที่เป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่แล้ว ก็เรียกได้ว่าปิดประตูแพ้แบบไม่มีโอกาสพลิก
ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์ตัดสินใจเดิมพันกับบางสิ่ง
เสื้อคลุมโปร่งแสงสีเข้มปรากฏขึ้นรอบตัวชายหนุ่มทันที ใบหน้าถูกปกคลุมด้วยหน้ากากประหลาดที่บิดเบี้ยว
เดอะฟูล!
วงกลมระลอกคลื่นล่องหนแผ่ออกจากร่างไคลน์ ปกคลุมเทพแห่งตะเกียง หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ ดินแดนรกร้างว่างเปล่า และอามุนด์
อำนาจ ‘เขลาและบอด’ !
แว่นตาขาเดียวของอามุนด์สูญเสียความแวววาวไปครู่หนึ่ง ราวกับสูญเสียการมองเห็นไปพร้อมกัน ดวงตาของมันพลันเหม่อลอย
ความเร็วในการเขียนกฎใหม่ของหนังสือของเหลืองทรันซอสต์ชะลอตัวลงมาก ราวกับต้องใช้เวลาอีกสิบห้านาที หรือแม้กระทั่งสองสามชั่วโมงเพื่อจะเขียนกฎถัดไป
ร่างสีทองซีดและบิดเบี้ยวของเทพแห่งตะเกียง ไหววูบเล็กน้อยก่อนจะหดกลับเข้าไปในตะเกียงวิเศษสีทองคล้ายกาน้ำ ไม่มีใครทราบว่าอีกฝ่ายกำลังหนี หรือเป็นการตอบสนองตามสัญชาตญาณ
ฉวยโอกาสดังกล่าว ไคลน์พยายามหลบหนีจากปราสาทต้นกำเนิด ขณะเดียวกันก็เตรียมปลูกถ่ายตัวเองกับบางสิ่ง
ทันทีที่สติชายหนุ่มดำดิ่ง เลนส์แว่นตาขาเดียวปรากฏขึ้นบริเวณขอบเขตปราสาทต้นกำเนิด ปิดก้นเส้นทางหนีของไคลน์ไว้อีกครั้ง
แม้สติปัญญาจะลดต่ำลงเป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่อามุนด์ก็ยังไม่ลืมที่จะขัดขวางการหลบหนีของไคลน์
ดวงตาอามุนด์กลับมาแวววาวอีกครั้ง แต่สียังค่อนข้างคล้ำเช่นเคย มุมปากยกขึ้นอย่างมิอาจควบคุม
“ข้า ‘เขียน’ พฤติกรรมนี้ไว้ในสัญชาตญาณของตัวเอง มันคือวิธีที่ดีที่สุดสำหรับรับมือกับ ‘เขลาและบอด’”
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งพลังในการหลอกลวงกฎ หลอกตัวเอง ทำให้สัญชาตญาณเชื่อว่านั่นคือสิ่งที่ควรกระทำ
ไคลน์มิได้สิ้นหวังเสียทีเดียว เนื่องจากการ ‘ปลูกถ่าย’ ที่เตรียมไว้เสร็จสิ้นพอดี
ท่ามกลางอวกาศ ดาวยักษ์ดวงหนึ่งซึ่งกำลังเปล่งแสงและความร้อนอย่างต่อเนื่อง เกิดหรี่ลงในทันใด
ภายในดินแดนอันรกร้างซึ่งถูกปกคลุมด้วย ‘กลางวันนิรันดร์’ ดวงอาทิตย์สีส้มแดงซึ่งเปี่ยมไปด้วยออร่าทำลายล้างและแรงสะกดข่ม กำลังเคลื่อนตัวลงมาจากท้องฟ้าด้านบน
ทุ่งโล่งเริ่มแตกร้าว เกิดรอยแยกและผิวโค้งงอ ราวกับถูกดึงดูดเข้าไปหาดาวดวงดังกล่าว
ในเวลาเดียวกัน ทุกสิ่งลุกเป็นไฟ รวมไปถึงอามุนด์ด้วย
วินาทีถัดมา ห้วงมิติโดยรอยเกิดการหดตัวราวกับว่านั่นคือดวงอาทิตย์ของจริง ทุกสิ่งภายในโลกใบนี้มีชะตากรรมต้องแหลกสลายหรือไม่ก็ระเหยกลายเป็นไอ สองสิ่งที่ยังหลงเหลือคือตะเกียงวิเศษประทานพรและหนังสือทองเหลืองของทรันซอสต์ พวกมันสามารถทนรับความเสียหายทั้งหมดได้โดยไม่บุบสลาย
ไคลน์ที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ ได้อันตรธานหายไปสักพักแล้ว
มันปลูกถ่ายตัวเองเข้ากับดาวดวงนั้น
แต่แน่นอน การปลูกถ่ายของไคลน์เพียงเชื่อมกับ ‘แนวคิด’ ของดวงดาว ไม่ใช่ดาวจริงๆ ไม่อย่างนั้น ด้วยร่างกายของเดอะฟูลซึ่งเปราะบางกว่าลำดับ 0 เส้นทางอื่นเป็นทุนเดิม มันคงถูกดวงดาวกลืนกินและเสียชีวิตภายในอาณาจักรเทพของตัวเอง
เดอะฟูลเป็นเทพที่สุดโต่งมาก มีพลังในการทำลายดวงดาว แต่ไม่มีปัญญาจะเผชิญหน้าโดยตรง จุดแข็งและจุดอ่อนเด่นชัดพอๆ กัน
แต่โดยทั่วไปแล้ว แนวคิดของวัตถุจะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพแวดล้อม ไม่สามารถใช้ทำร้ายศัตรู หรือต่อให้ระบุชัดเจนว่า ‘มวลมาก แรงโน้มถ่วงสูง อุณหภูมิสูง คลื่นความร้อนรุนแรง มีปฏิกิริยาฟิวชัน’ ก็ใช่ว่าจะได้ผลลัพธ์ออกมาแบบเมื่อครู่ ต้องไม่ลืมว่า ‘เดอะฟูล’ คือผู้ถือครองอำนาจการ ‘ปั่นหัว’
ชายหนุ่มทำการเปลี่ยนภาพแวดล้อมให้ตรงตามแนวคิดของดาวดวงนั้น!
นี่เป็นทั้งอำนาจ ‘การเปลี่ยนแปลง’ อันหนักหน่วงที่ผนวกกับอำนาจ ‘การปั่นหัว’
ร่างของอามุนด์ซึ่งแต่งกายในชุดคลุมสีดำและหมวกปลายแหลม กำลังลุกไหม้เมื่อถูกดวงดาวแผดเผาจากระยะใกล้ อวัยวะบางส่วนเริ่มระเหย
ทันใดนั้นเอง ร่างของมันเกิดบิดเบี้ยวพร้อมกับถูกย้อมด้วยแสงดาวเจิดจ้า กลายเป็นบานประตูมายาที่ดูคล้ายกับ ‘ประตูดวงดาว’
ในวินาทีนี้ คล้ายกับอามุนด์ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตอีกต่อไป แต่เป็นกลุ่มก้อนของสัญลักษณ์ ‘พเนจร’ ‘อุโมงค์ดาว’ ‘กุญแจ’ และ ‘ประตู’
นี่คือพลังที่ ‘จอมเวทท่องมิติ’ ใช้ในการเดินทางข้ามดวงดาว – พวกมันสามารถจำแลงกายเป็นสัญลักษณ์และใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมของโลกดาราได้เกิดประโยชน์สูงสุด
ในลำดับ 0 ‘ประตู’ พลังดังกล่าวเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพและกลายเป็น ‘จำแลงแนวคิด’
อามุนด์เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตนามธรรม เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายจาก ‘ดาว’
ด้านหลังอามุนด์ ร่างหนึ่งปรากฏขึ้น เป็นไคลน์ที่แต่งกายในเสื้อคลุมยาวสีดำและหมวกทรงกึ่งสูง
ในเวลาเดียวกัน ความคิดของอามุนด์เฉื่อยชาลงเล็กน้อย
ด้ายวิญญาณของมันถูกไคลน์สัมผัส
ไคลน์อาศัยความวุ่นวายที่เกิดจาก ‘ดาว’ เพื่อแอบคลายการ ‘ผนวกใหม่’ ระหว่างแนวคิด และนำบางส่วนไป ‘ปลูกถ่าย’ ลงในสองตำแหน่ง จากนั้นก็หายไปตัวไปโผล่ด้านหลังอามุนด์
เดิมที หากปราศจากการ ‘ผนวกใหม่’ อิทธิพลที่ดวงดาวสร้างต่อโลกใบนี้ก็ควรหยุดลงในทันที แต่ไคลน์ทำการปั่นหัวกระแสเวลาเพื่อทำให้ผลลัพธ์ในสองวินาทีแรก ยังคงอยู่จวบจนปัจจุบันโดยที่อามุนด์ไม่ทันรู้ตัว
หากเป็นไปได้ สิ่งที่ไคลน์อยากทำที่สุดก็คือ เข้าควบคุมด้ายวิญญาณของอามุนด์ในเชิงลึกและเปลี่ยนอีกฝ่ายให้เป็นหุ่นเชิด แต่ชายหนุ่มทราบดี ในสถานการณ์ปัจจุบัน โอกาสสำเร็จช่างริบหรี่เหลือเกิน: ในแง่หนึ่ง อามุนด์สามารถทนรับความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ และยังสามารถขโมยด้ายวิญญาณกลับไป และในอีกแง่หนึ่ง อามุนด์อาจอาศัยการเชื่อมโยงระหว่างด้ายวิญญาณ เพื่อใช้ ‘บั๊ก’ ทำการปรสิตไคลน์แบบย้อนกลับ
หากไม่มั่นใจจริงๆ ไคลน์ไม่อยากเสี่ยงโดยไม่จำเป็น
จุดประสงค์หลักที่ชายหนุ่มตรึงด้ายวิญญาณอามุนด์ไว้ก็คือ มันการต้องทำให้อีกฝ่ายประสบความเฉื่อยชา
ผลลัพธ์ของวิธีดังกล่าวใกล้เคียงกับอำนาจ ‘ปั่นหัว’ ของเดอะฟูล เพราะต้องไม่ลืมว่า ด้วยสภาพของไคลน์ในปัจจุบัน ชายหนุ่มขอเลือกวิธีที่ปลอดภัยและมีแนวโน้มสำเร็จมากเป็นหลักก่อน ดีกว่าการใช้อำนาจ ‘ปั่นหัว’ พร่ำเพรื่อและต้องแบกรับความเสี่ยง
ในวินาทีนี้ นอกจากอามุนด์ ศัตรูของไคลน์ยังมีราชันสวรรค์ฟ้าดินภายในร่าง
แน่นอน ทางฝั่งอามุนด์ก็เช่นกัน หากมันไม่ผนึกความบ้าคลั่งของราชันสวรรค์ฟ้าดินกลับไป อีกฝ่ายก็จะลืมตาตื่นขึ้นมาในร่าง
หลังจากทำให้อามุนด์เหม่อลอยชั่วขณะ ไคลน์มีสามทางเลือก:
ทางแรก ฉวยโอกาสหลบหนีออกจากปราสาทต้นกำเนิด แต่มันไม่แน่ใจว่าสัญชาตญาณของอามุนด์จะยังอยู่ไหม
ทางที่สอง อัญเชิญภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์มาช่วย แต่นั่นคงไม่มีประโยชน์สักเท่าไร เทวทูตแทบไม่มีบทบาทในศึกระหว่างทวยเทพ ต่อให้นำร่างจริงมาสู้ก็คงสิ้นฤทธิ์เพียงถูกอามุนด์จ้องตา เช่นนั้นแล้วนับประสาอะไรกับภาพฉาย หรือต่อให้เรียกมาส่งเสียงเพรียกเชิงข้อมูล แต่นั่นก็ไม่คุ้มค่าที่จะทำ – เพราะเทพจารีตที่เหลือไม่สามารถเข้ามาในปราสาทหลังนี้
ทางที่สาม ฉวยโอกาสนี้สร้างอิทธิพลบางอย่างที่สามารถออกฤทธิ์กับร่างต้นอามุนด์
ไคลน์เลือกทางที่สามโดยไม่ลังเล
มันต้องการใช้โอกาสนี้เพื่อปลูกถ่ายอามุนด์เข้ากับ บานประตูแห่งแสงสีน้ำเงินเข้มบนปราสาทต้นกำเนิด
ไคลน์มองว่าอาการเสียสติของอามุนด์ยังรุนแรงไม่มากพอ แค่ช่างพูดกว่าปรกติเล็กน้อย และมักลงมือช้าไปในบางจังหวะ แต่ไคลน์ต้องการทำให้อามุนด์บ้ามากกว่านี้
เมื่ออามุนด์กับปราสาทต้นกำเนิดถูก ‘ผนวกใหม่’ เข้าด้วยกัน เจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดินในตัวอามุนด์ย่อมต้องแข็งแกร่งขึ้นมาก ความปั่นป่วนทางจิตใจจะยิ่งรุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
เมื่อเป็นเช่นนั้น อามุนด์จะขาดเหตุและผล พฤติกรรมจะดำเนินไปตามสัญชาตญาณมากกว่าความคิด
สำหรับมิสเตอร์ข้อผิดพลาดที่เก่งกาจด้าน ‘หลอกลวง’ ปัญหานี้ถือเป็นอันตรายร้ายแรงอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่แน่นอน ระยะเวลาในการปลูกถ่ายต้องไม่นานเกินไป หนึ่งวินาทีกำลังดี ไม่อย่างนั้น ศัตรูที่ไคลน์ต้องเผชิญหน้าด้วยอาจไม่ใช่อามุนด์ หากแต่เป็นราชันสวรรค์ฟ้าดิน
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง อีกฝ่ายคงหัวเราะเยาะชอบใจกับของขวัญชิ้นใหญ่ชิ้นนี้ เพราะมันจะได้สู้กับลำดับ 0 เดอะฟูลด้วยปราสาทต้นกำเนิด เอกลักษณ์ของประตูและข้อผิดพลาด รวมถึงตะกอนพลังที่เกี่ยวข้อง
อันที่จริง ไคลน์สามารถใช้อำนาจการปั่นหัวเพื่อทำให้ระดับสติปัญญาของอามุนด์ลดลง แต่ต้องไม่ลืมว่า ในสภาพปัจจุบัน ไคลน์ไม่สามารถใช้อำนาจได้เป็นเวลานานนัก นอกจากนั้น อามุนด์คือเทพแท้จริงสองเส้นทางและถือครองอำนาจมากมาย ระยะเวลาของ ‘เขลาและบอด’ คงดำรงอยู่ไม่นาน ไคลน์จึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเสี่ยงปลูกถ่ายเข้ากับปราสาทต้นกำเนิดโดยตรง
อามุนด์จะเสียสติไปอีกนาน จนกว่าจะค้นพบสมดุลใหม่ หรือไม่ก็ไปพบ ‘นักจิตบำบัด’ อันดับหนึ่งของโลก
ทันใดนั้น หน้ากากโปร่งแสงปรากฏบนใบหน้าไคลน์อีกครั้ง ส่วนร่างของอามุนด์ก็ปรากฏภาพของบานประตูแห่งแสงที่ฉาบด้วยสีน้ำเงินเข้ม
ปราสาทต้นกำเนิด
…………………………………………………
Related
เมื่อไคลน์ที่อยู่ตรงหน้าอามุนด์กลายเป็นไพ่เดอะฟูล ห้องทั้งห้องพลันหดเล็กลง เผยให้เห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริง
มันคือกล่องบุหรี่โลหะที่ปนเปื้อนออร่าปราสาทต้นกำเนิด
ท่ามกลางการพังทลายของอาณาจักรเทพ ร่างไคลน์โผล่ออกจากอากาศ ขณะฉากหลังเปลี่ยนกลับไปเป็นวังโบราณ ชายหนุ่มซึ่งกำลังถือภาชนะบรรจุไพ่เย้ยเทพและร่างต้นของอามุนด์ ทำการปิดฝา
ไคลน์ไม่ได้หวังให้วัตถุชิ้นนี้สามารถผนึกอามุนด์ผู้ถือครองอำนาจประตู มันเพียงต้องการโอกาสที่จะโยนอามุนด์ออกจากปราสาทต้นกำเนิดและป้องกันมิให้อีกฝ่ายขึ้นมาอีก
แต่ทันใดนั้น ไคลน์ซึ่งแต่งกายในเสื้อโคตกันฝนสีดำ เกิดหยุดชะงัก
มืออีกข้างของมัน หยิบแว่นตาขาเดียวจากความว่างเปล่ามาสวมไว้ที่ตาขวา
ด้านหลังชายหนุ่ม อามุนด์ที่แต่งกายด้วยหมวกปลายแหลมและชุดคลุมสีดำปรากฏตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ดวงตาของมันค่อนข้างมืด พูดสลับกับหัวเราะประหนึ่งคนบ้า
“อะไรที่ทำให้เจ้าคิดว่าข้าไม่ได้ใช้ร่างโคลน?”
ยังไม่ทันจะกล่าวจบ ร่างของไคลน์ซึ่งถูกปรสิตยึดครอง บางลงอย่างรวดเร็วและกลายเป็นกระดาษคนตัดหยาบ
ไคลน์เองก็ระมัดระวังตัว ไม่กล้าใช้ร่างต้นเช่นกัน ต้องพึ่งพากระดาษคนตัวแทนที่นำด้ายวิญญาณมาปลูกถ่าย
มันรู้อยู่แก่ใจดีว่า ในการต่อสู้กับอามุนด์ หากไม่มั่นใจก็อย่าเพิ่งลงมือ เพราะถ้าลงมือไปแล้วผิดพลาด ด้วยอำนาจการฉกฉวยของบั๊ก เกรงว่าสถานการณ์คงพลิกกลับมาไม่ได้อีกเลย
ทางด้านอามุนด์ ดูเหมือนมันจะไม่ประหลาดใจกับการที่เหยื่อกลายเป็นกระดาษคนสักเท่าไร เพียงใช้มือขยับกรอบแว่นตาข้างขวา
อีกด้านหนึ่งของวังโอ่อ่า ไคลน์ซึ่งแต่งกายด้วยหมวกทรงสูงและเสื้อโคตกันลม เดินออกจากดินแดนเร้นลับของเดอะฟูล
ชายหนุ่มยกมือขวาขึ้นอย่างยากลำบาก หยิบแว่นตาผลึกออกจากความว่างเปล่าและบรรจงเลื่อนมาไว้ที่ดวงตา
ระหว่างนั้น สีหน้าไคลน์เผยความไม่เต็มใจ ค่อนไปทางบิดเบี้ยว ราวกับมิอาจที่ควบคุมฝ่ามือของตัวเอง
อามุนด์ครึ่งบ้าหัวเราะ:
“เจ้าสามารถใช้กระดาษคนเป็นตัวแทนได้ แต่กระดาษคนก็สามารถแทนเจ้าได้เช่นกัน… การปรสิตมันจะเท่ากับปรสิตเจ้า… ทุกสิ่งล้วนสัมพันธ์กันและมีช่องโหว่ ไม่มีพลังพิเศษใดที่ไม่ถูกไขความลับ ขึ้นอยู่กับโอกาสในการใช้งาน”
มันฉกฉวยช่องโหว่ของการเชื่อมระหว่างร่างต้นกับกระดาษคน และสร้างบั๊กขึ้นมา
แม้อามุนด์ในภาพครึ่งบ้าจะมิอาจควบคุมคำพูดคำจา แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าอีกฝ่ายจะไม่ทุ่มพลังทั้งหมดเข้าใส่ไคลน์ อามุนด์เพ่งสมาธิเพื่อส่งพลังไปควบคุมปรสิตในตัวไคลน์ พยายามทำให้ขั้นตอนการสวมแว่นตาเสร็จสมบูรณ์ เปลี่ยนเหยื่อให้กลายเป็นร่างโคลน
ทันใดนั้น ร่างของไคลน์ทรุดลงและแตกตัวกะทันหัน เป็นความตั้งใจของไคลน์เอง
หนอนสีใสดีดดิ้นจำนวนนับไม่ถ้วนชอนไชไปทุกทิศทาง
จากบรรดาหนอนวิญญาณเหล่านี้ บางส่วนมีหนอนกาลเวลาสิบสองปล้องปะปน
อันที่จริง หนอนกาลเวลาของอามุนด์สามารถฝืนปรสิตร่างสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอย่างหนอนวิญญาณได้ แต่ขณะไคลน์แตกตัวเป็นหนอนวิญญาณจำนวนมาก ชายหนุ่มฉวยโอกาสทำให้หนอนกาลเวลาของอามุนด์ ‘เขลา’ พร้อมกับ ‘ปั่นหัว’ กระแสเวลาให้ผลลัพธ์คงอยู่นานขึ้น จนหนอนกาลเวลาหยุดปรสิตใส่หนอนวิญญาณเป็นเวลานาน
วินาทีถัดมา ฉากหลังของปราสาทต้นกำเนิดเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ไคลน์ได้ใช้ดินแดนเร้นลับเพื่อสร้างอาณาจักรเทพของเดอะฟูล
อามุนด์กำลังอยู่ภายในห้อง
พื้นห้องมีพรมหนาสีเหลืองซีด บนเพดานมีโคมระย้าทำจากคริสตัลห้อยลง ผนังห้องทุกฝั่งมีประตูที่ไม่มีใครทราบปลายทาง
ในเวลาเดียวกัน ภาพเขียนสีน้ำมันของดวงตาชนิดต่างๆ ถูกแขวนอยู่บนผนังทั้งสี่ด้าน
ไม่ต้องตรวจสอบโดยละเอียด เพียงชำเลือง อามุนด์ก็ทราบทันทีว่าประตูทั้งสี่บานมีลูกเล่นสำหรับถ่วงเวลาให้ไคลน์เตรียมการขั้นตอนถัดไป
มุมปากของมิสเตอร์ข้อผิดพลาดยกขึ้นเล็กน้อยขณะก้มมองปลายเท้า
มันเหยียดหมัดขวาออกไป ตามด้วยเหยียดนิ้วทั้งห้า
บนพรมหนาสีเหลืองซีดมีบานประตูมายาก่อตัวขึ้น
ประตูขยับอยู่สักพัก จนกระทั่งได้ตำแหน่งที่มั่นคงและเปิดออกอย่างเงียบงัน
ทว่า เมื่อบานประตูลวงตาเปิดออก ประตูรอบห้องกลับเชื่อมโยงกันอย่างน่าประหลาด ทุกบานเปิดออกพร้อมกับเสียงเสียดสี!
ในเวลาเดียวกัน ภายในดินแดนอันรกร้างและมืดมิด ภายในหอคอยมืดที่สูงเสียดฟ้า ไคลน์ถือตะเกียงวิเศษประทานพรพร้อมกับยกเลิกผลของการ ‘ปั่นหัว’ ที่หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ได้รับ
ไส้ตะเกียงสว่างขึ้น แสงสีทองซีดลอยออกมา
แสงดังกล่าวก่อตัวเป็นรูปร่างอันบิดเบี้ยวและพร่ามัว
ไคลน์ไม่คิดจะขอพรกับเทพแห่งตะเกียงโดยการโอนจำนวนครั้งของแบร์นาแดตมาไว้กับตน และไม่คิดจะโอนถ่ายความเป็นเจ้าของตะเกียงวิเศษประทานพรมาไว้กับตนเช่นกัน เพราะผลลัพธ์จะมีเพียงสิ่งเดียว นั่นคือไคลน์จะตายคาที่และเกิดใหม่ในสายหมอกประวัติศาสตร์ด้วยพลังของผู้ชี้นำปาฏิหาริย์
ตามปรกติแล้ว นั่นเป็นวิธีหลบหนีที่ไม่เลว โดยเฉพาะกับไคลน์ที่ยังคืนชีพได้อีกหลายครั้ง
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในปัจจุบันแตกต่างจากเมื่อก่อน
หากไคลน์เสียชีวิต หมายความว่ามันจะสละความเป็นเจ้าของปราสาทต้นกำเนิดให้อามุนด์เป็นระยะเวลาหนึ่ง เปลี่ยนที่นี่ให้กลายเป็นแดนสวรรค์ของอามุนด์โดยไม่มีใครมาคอยขัดขวางการใช้พลัง
และภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว อามุนด์จะลงมือปั่นหัวประวัติศาสตร์ ขัดขวางชะตากรรม และระงับการคืนชีพของไคลน์ ทำให้ชายหนุ่มร่วงหล่นไปอย่างแท้จริง
ศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดของผู้วิเศษก็คือ ผู้วิเศษเส้นทางเดียวกันที่มีลำดับสูงกว่า
ดังนั้น แผนการในปัจจุบันของไคลน์คือการใช้หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ผ่านระดับตัวตนของเทพแห่งตะเกียง
หากไม่มีเทพแห่งตะเกียงคอยใช้อิทธิพลรบกวน กฎที่หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์เขียนขึ้นย่อมไม่เอื้อประโยชน์ให้ไคลน์ มันจะกำจัดทุกสิ่งมีชีวิตให้สิ้นซากนอกจากตัวเอง
เมื่อร่างสีทองซีดและพร่ามัวของเทพแห่งตะเกียงก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ถูกพลิกไปยังครึ่งหลังอย่างรวดเร็วท่ามกลางเสียโลหะกระทบกัน
ประโยคใหม่ปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษทองเหลืองโดยไม่มีการเว้นที่ว่าง:
“ห้ามขโมยที่นี่!”
ตามความเห็นของไคลน์ ถ้อยคำที่เหมาะสมที่สุดควรจะเป็น ‘ที่นี่ไม่อนุญาตให้มีการขโมย’ เพราะประโยคแรกนั้นมีลักษณะเป็นกฎหมาย ผู้กระทำความผิดจะถูกลงโทษหลังจากก่อความผิดไปแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น บทลงโทษครั้งแรกสำหรับคดีลักทรัพย์ก็ยังเบามาก เหล่าอามุนด์สามารถอดทนได้สบาย ส่วนประโยคหลังจะเป็นการตีกรอบพฤติกรรม ส่งผลให้ไม่มีการขโมยเกิดขึ้นเลย
อย่างไรก็ดี หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์จะไม่ตั้งกฎที่รัดกุมเช่นนี้ขึ้นมาเองในช่วงแรก จำเป็นต้องรอให้กฎหมายเริ่มมีความเข้มงวด และสัญญาณชีพตื่นถึงระดับหนึ่งเสียก่อน
ในศึกก่อนหน้า เทพแห่งตะเกียงอาศัยระดับตัวตนและความใกล้ชิดกับหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ ประกาศกฎที่ซับซ้อนและรัดกุมออกมาตั้งแต่ต้น แต่ปัจจุบัน มันกำลังอยู่ในสภาพอ่อนเพลีย ไม่เหลือพลังพอที่จะทำเช่นนั้น
ตอนนี้ไคลน์ทำได้เพียงหวังยื้อเวลาออกไปให้นานที่สุด หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์จะได้มีเวลาพอที่จะเขียนกฎให้รัดกุม สามารถตีกรอบพลังของอามุนด์ให้แคบลง ขณะเดียวกันก็เป็นกฎที่สอดคล้องกับอำนาจ ‘ปั่นหัว’ ของเดอะฟูล
ทันใดนั้น ภายในห้องที่อามุนด์ติดอยู่
หลังจากประตูมายาบนพื้นเปิดออก ประตูจริงโดยรอบพลันสั่นไหวและเปิดแง้ม
ไม่มีใครทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ทันใดนั้นเอง เสียงระฆังที่ราวกับมาจากระยะทางไกลดังขึ้น
อามุนด์ทำการจำแลงกายเป็นนาฬิกาแขวนโบราณ บนหน้าปัดนาฬิกา เข็มวินาทีซึ่งสร้างจากหนอนกาลเวลาหยุดเดินกะทันหัน
ก๊อง!
ท่ามกลางเสียงกังวาน ทุกสิ่งในห้องหยุดนิ่งอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่เว้นแม้แต่ประตูทั้งสี่
ข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียวคืออามุนด์ มันเปลี่ยนกลับไปเป็นรูปลักษณ์มนุษย์ที่แต่งกายในชุดคลุมสีดำและหมวกปลายแหลม ก่อนจะยกกำปั้นข้างซ้ายขึ้นอย่างใจเย็นพร้อมกับเผยรอยยิ้ม
วินาทีถัดมา การแข็งตัวของเวลาพลันสลายไป ประตูจริงทั้งสี่บานที่เตรียมเปิดออก ปิดกลับลงไปอีกครั้งด้วยเสียงโครม ไม่เผยช่องว่างให้เห็น
ร่างของอามุนด์ร่อนลงมายังประตูมายาที่เปิดอยู่บนพื้น
ทันทีที่ออกจากห้องสำเร็จ มันพบว่าตัวเองกำลังอยู่ในทุ่งโล่งอันมืดมิด หอคอยสีดำสูงเสียดฟ้าตั้งตระหง่านในระยะไกล
ภายในหอคอย หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ด้านหน้าไคลน์เขียนกฎข้อที่สอง:
“ห้ามหลอกลวงที่นี่!”
แม้อามุนด์จะมองไม่เห็นฉากดังกล่าว แต่ราวกับมันสัมผัสได้อย่างเลือนราง ต้องไม่ลืมว่า ตัวตนระดับสูงที่ชอบอาศัยช่องโหว่ของกฎอย่างมัน ย่อมอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของกฎได้ในระดับหนึ่ง
มันยกมือขึ้น ขยับกรอบแว่นที่ตาขวา
บนผิวแว่นผลึก แสงสีขาวโพลนและบริสุทธิ์ส่องสว่างท่ามกลางทุ่งโล่งอันมืดมิด ไม่มีใครสามารถซ่อนตัวอยู่ในบริเวณใกล้
นี่คือกลางวันนิรันดร์ที่มันเคย ‘มอบ’ ให้ไคลน์และขโมยกลับมาจาก ‘ร่างเดิม’ ของไคลน์!
ท่ามกลางสภาพแวดล้อมดังกล่าว หอคอยสีเข้มค่อยๆ หลอมละลาย ไคลน์กำลังลอยตัวกลางอากาศ มือข้างหนึ่งถือตะเกียงวิเศษ ส่วนอีกข้างถือไม้เท้าดวงดาว ด้านหน้าคือหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ที่เปิดค้างไว้
ฉวยโอกาสนี้ อามุนด์เหยียดแขนข้างที่ใช้ขยับกรอบแว่นไปข้างหน้า จากนั้นก็คว้าภาพฉายของไคลน์จากระยะไกล
ด้านหลังอามุนด์ เงาที่ทอดยาวจากผลของกลางวันนิรันดร์ เริ่มไหววูบและบิดเบี้ยวราวกับมีชีวิต
อามุนด์เริ่มทำการขโมยพลังพิเศษหลายชนิดของไคลน์อย่างเงียบงัน
มันไม่ได้เจาะจงขโมยอำนาจการ ‘ปั่นหัว’ โดยเฉพาะ แต่สุ่มเลือกจากพลังที่มีโอกาสขโมยสำเร็จสูง
ทว่า หลังจากแสงวาบสว่างขึ้น สิ่งที่ตกลงบนฝ่ามือของมันกลับเป็นเพียงกระดาษคนธรรมดา
ปลูกถ่าย!
เพี้ยะ!
เงาด้านหลังอามุนด์ถูกฟาดด้วยแส้ล่องหน โดยที่ตัวอามุนด์ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด
มันทำการสร้างข้อผิดพลาดขึ้นมา โดยใช้เงาแทนที่ตัวเอง
ถัดมา อามุนด์หัวเราะพร้อมกับเปล่งเสียงเข้าไปในโสตประสาทไคลน์
“เทพแห่งตะเกียง ข้าสามารถรับปากได้ว่าจะส่งเจ้าออกไปยังอวกาศ… เห็นไหม ข้าไม่ถูกลงโทษ แปลว่าข้าไม่ได้โกหก”
…………………………………………………….
Related
ขณะอามุนด์กล่าว ไคลน์ทำท่าทางคล้ายตั้งใจฟัง แต่ลึกๆ แล้วกำลังหาทางออกจากปราสาทต้นกำเนิด
นี่มิใช่การยอมแพ้หรือยอมจำนน หรือว่าขี้กลัวเกินไป คิดแต่จะหนี แต่ไคลน์มองว่านี่คือทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน
หากตนยังอยู่ในปราสาทต้นกำเนิด จะเกิดความเสียเปรียบสามประการ
ประการแรก มันเพิ่งเลื่อนลำดับเป็นเดอะฟูล ร่างกายในปัจจุบันยังขาดเสถียรภาพอยู่มาก แถมยังใช้พลังงานเกือบทั้งหมดไปกับการกำราบเจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดิน ประการที่สอง การอยู่บนนี้จะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากพันธมิตร ต้องต่อสู้ตามลำพังเท่านั้น ประการที่สาม ภายใต้เงื่อนไขที่ทั้งสองฝ่ายสามารถระดมพลังปราสาทต้นกำเนิดได้ ต่อให้ไคลน์เชี่ยวชาญมันมากกว่าอามุนด์ แต่ก็ไม่ช่วยให้ได้เปรียบขนาดนั้น อีกฝ่ายเป็นถึงนักเจาะช่องโหว่และบั๊ก การต่อสู้ภายใต้เงื่อนไขเดียวกันฟังดูเสียเปรียบเกินไป
หากเดอะฟูลลำดับ 0 ต้องเผชิญหน้ากับ ‘ข้อผิดพลาด’ และ ‘ประตู’ ซึ่งหน้า แม้โอกาสแพ้จะไม่ใช่หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่โอกาสชนะก็ไม่ได้สูงสักเท่าไร
แต่ถ้าออกจากปราสาทต้นกำเนิดไปได้สำเร็จ ไคลน์สามารถขอความช่วยเหลือจากพันธมิตรได้ทันทีเพื่อพลิกสถานการณ์
หากอามุนด์ตามลงมา ไคลน์จะไม่ปล่อยให้อามุนด์กลับขึ้นปราสาทต้นกำเนิดไปอีก ด้วยวิธีนี้ พันธมิตรของตนก็จะรุมจัดการอามุนด์ได้ไม่ยากเย็น เพราะเมื่อถึงตอนนั้น แม่มดบรรพกาลคงไม่เคลื่อนไหวอีกแล้ว และเทพสุริยันบรรพกาลก็คงจำลองพลังครึ่งวันวานขึ้นมาใหม่ไม่ได้ เมื่อมีเทพธิดารัตติกาลและอีกห้าเทพจารีตคอยหนุนหลัง ไคลน์มั่นใจว่าฝ่ายตนชนะอามุนด์ได้แน่นอน
แม้อามุนด์จะมีอำนาจในสองเส้นทางอย่างข้อผิดพลาดและประตู ส่งผลให้การฆ่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เหล่าเทพจารีตย่อมสามารถทำให้อีกฝ่ายอ่อนแอลงและผนึกไว้ได้ รอให้ร่างกายไคลน์มีเสถียรภาพและควบคุมปราสาทต้นกำเนิดในเชิงลึก ถึงตอนนั้นค่อยลงมือเชือดอามุนด์ก็ยังไม่สาย
หรือต่อให้เทพสุริยันบรรพกาลสามารถระเบิดพลังกลายเป็นครึ่งวันวานได้อีกครั้ง ผลลัพธ์ก็จะไม่แปรเปลี่ยน – พระองค์สามารถกำราบเทพจารีตได้เพียงสามตนพร้อมกัน และต้องไม่นับรวมเทพธิดารัตติกาลเข้าไป
แต่แน่นอน เทพภายนอกย่อมไม่ยินดีที่จะให้มีราชันเร้นลับถือกำเนิด หากอามุนด์ถูกผนึกไว้ พวกมันก็จะพยายามอย่างหนักเพื่อป้องกันไม่ให้อามุนด์ร่วงหล่น แต่หากบาเรียโลกยังไม่ถูกทำลาย เทพภายนอกก็คงแผ่อิทธิพลได้ไม่มากนัก หรืออาจแทบไม่ส่งผลใดเลย เหมือนกับเมื่อก่อนที่ไคลน์เชื่อว่าเทพผู้ถูกล่ามกับด้านมืดของเอกภพ ยังด้อยกว่าปราชญ์เร้นลับอยู่พอสมควร
หรือต่อให้เทพภายนอกสร้างอิทธิพลได้มาก แต่ไคลน์ก็ไม่มีอะไรจะเสีย เพราะอีกฝ่ายย่อมไม่มีทางปล่อยให้อามุนด์ฆ่าตนเช่นกัน ไคลน์สามารถซ่อนตัวในสถานที่เงียบสงบ รักษาสภาพจิตใจและรอจนกว่าจะวางแผนใหม่ – หมู่บ้านสายหมอกของเทพธิดารัตติกาลถือเป็นตัวเลือกที่ไม่เลว
ถ้าอามุนด์ไม่ตามมาและเอาแต่หมกตัวอยู่บนปราสาทต้นกำเนิด ไคลน์สามารถใช้ความเป็นเจ้าของปราสาทเพื่อควบคุมการใช้งานพลังทุกชนิดได้ตลอดเวลา ส่งผลให้อามุนด์บนปราสาทต้นกำเนิดมิอาจระดมพลังเพื่อทำสิ่งใดได้เลย กระทั่งลงมือกับสมาชิกชุมนุมทาโรต์ผ่านดาวแดงก็ไม่ได้
กล่าวคือ เป็นการยากที่ทั้งสองฝ่ายจะระดมพลังปราสาทต้นกำเนิดสำเร็จ แต่การห้ามใช้งานนั้นง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
ภายใต้สภาวะยืดเยื้อดังกล่าว ไคลน์มีเวลาเหลือเฟือที่จะรักษาสภาพจิตใจ เพิ่มความเชี่ยวชาญในปราสาทต้นกำเนิด และค่อยๆ ถือไพ่เหนือกว่าอีกฝ่ายทีละนิด
ท้ายที่สุด ทางเลือกของอามุนด์จะมีเพียงหลบหนีหรือซ่อนตัว หรือไม่ก็ให้ราชันสวรรค์ฟ้าดินคืนชีพในร่างกายโดยสมบูรณ์ กระชากไคลน์ให้ตกตายไปพร้อมกัน
ดังนั้น แม้จะไม่มีเวลาชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย แต่ไคลน์ก็ตัดสินใจได้ในทันที
ปัจจุบัน การออกจากปราสาทต้นกำเนิดเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ทว่า เมื่อจิตใต้สำนึกไคลน์เริ่มดำดิ่งออกจากปราสาทต้นกำเนิด ชายหนุ่มพบว่าทางหนีมีเลนส์แว่นตาผลึกกีดขวางไว้
เป็นการขัดขวางอย่างฉิวเฉียด
“คิดว่าข้าจะทิ้งช่องโหว่ที่ชัดเจนขนาดนี้ไว้หรือ? แน่นอน เจ้าเองก็ขัดขวางมิให้ข้าออกจากปราสาทต้นกำเนิดได้เช่นกัน” อามุนด์งอนิ้วชี้ข้างขวาพลางจับใต้กรอบแว่น
ด้านหลังเก้าอี้ที่มันนั่งลง สัญลักษณ์เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง บ้างก็เป็นส่วนผสมของสัญลักษณ์เกี่ยวกับปรสิต เวลา และชะตากรรม แต่บ้างก็เป็นสัญลักษณ์เกี่ยวกับประตู
สัญลักษณ์ที่แตกต่างกันสลับไปมาตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่งอยู่จุดใดจุดหนึ่ง
ไคลน์ไม่ได้ฟังในสิ่งที่อามุนด์พูดเลยสักนิด ทันทีที่หลบหนีไม่สำเร็จ ชายหนุ่มทำการสร้างดินแดนเร้นลับซึ่งถือเป็นอาณาจักรเทพของเดอะฟูล
ต่อหน้าอามุนด์ แสงและเงาเกิดการเปลี่ยนแปลงในพริบตา วังโบราณอันงดงามเลือนหายไปพร้อมกับโต๊ะทองแดงยาวและเก้าอี้พนักสูง จากนั้นก็แทนที่ด้วยปราสาทโบราณ
อามุนด์ไม่แน่ใจว่าปราสาทโบราณหลังนี้มีรูปทรงเป็นเช่นไร เพราะมันกำลังยืนอยู่บนทางเดินภายในปราสาท อย่างมากก็ทำได้เพียงสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับปราสาทต้นกำเนิด ยากที่จะทำความเข้าใจโครงสร้างของสิ่งที่กำลังเห็น
ทางเดินดูมืดมนผิดปรกติ คล้ายกับปลายทางไม่มีจุดสิ้นจุด ตามทางมีเชิงเทียนสีเงินหรูหราประดับเป็นระยะ เหนือเชิงเทียนมีแสงสลัว
ทั้งสองฝั่งของทางเดินมีประตูไม้สีแดงเข้มวางเรียงราย คล้ายเชื่อมต่อเข้ากับห้องต่างๆ
ไม่มีเสียงใดดังเล็ดลอดจากห้อง ยากจะทราบว่าด้านในมีสิ่งใดซ่อนอยู่
อามุนด์กวาดตาไปมาสักพักก่อนจะยิ้มด้วยความสนใจ
“ไม่เลว”
ในฐานะนักถอดรหัสที่ทรงพลังที่สุดในโลก มันย่อมทราบว่าที่นี่คืออาณาจักรเทพ การบุ่มบ่ามฝืนทำลายด้วยพละกำลังไม่ใช่เรื่องฉลาด
นั่นเพราะประตูแต่ละบานได้ถูก ‘ผนวกใหม่’ เข้ากับวัตถุที่แตกต่างกันไป หากเผลอทำลายทิ้ง ไม่มีทางเดาได้เลยว่าจะเกิดผลลัพธ์เช่นไรบ้าง อามุนด์ไม่คิดประมาทฝีมือและสติปัญหาของลำดับ 0 เดอะฟูล และไม่อยากเผชิญเหตุไม่คาดฝันเพิ่มเติม
อย่างไรก็ดี เมื่อกฎของอาณาจักรเทพถูกกำหนดขึ้น เจ้าของอาณาจักรก็จะอยู่ภายใต้กฎเดียวกัน
กล่าวคือ ไคลน์ต้องอยู่ภายในห้องใดห้องหนึ่งอย่างแน่นอน ไม่ใช่ข้างนอกหรือที่ไหน
จะไม่มีใครได้ประโยชน์จากสถานการณ์อยู่ฝ่ายเดียว
“คิดจะถ่วงเวลาเพื่อสร้างความมั่นคงให้จิตใจสินะ” อามุนด์พึมพำคล้ายกำลังคุยกับมนุษย์ล่องหน
จากนั้น แต่งกายด้วยหมวกปลายแหลมและชุดคลุมสีดำ มันเดินไปยังบานประตูสีแดงเข้มที่ใกล้ที่สุด
ประตูไม้บานนี้ไม่มีแม้แต่ช่องหรือรูเดียว ไม่สามารถเห็นสถานการณ์ด้านใน
กล่าวคือ หากไม่เปิดประตู ก็คงยากที่จะอามุนด์จะทราบว่าไคลน์อยู่ด้านในหรือไม่
มุมปากอามุนด์ขดขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือขวาออกไปวาดสี่เหลี่ยมผืนผ้าลงบนบานประตูไม้สีแดงเข้ม
บนสี่เหลี่ยมผืนผ้า แสงดาวระยิบระยับสว่างขึ้น ผิวประตูเปลี่ยนเป็นโปร่งใสคล้ายกระจก เผยให้เห็นฉากด้านใน
อามุนด์อาศัยอำนาจของ ‘ประตู’ และพลังของบั๊ก เพื่อสร้างหน้าต่างโดยไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงของการเปิดประตู
ถัดมา มันจ้องเข้าไปข้างใน
ไม่มีโต๊ะ ไม่มีเก้าอี้ ไม่มีพรม และไม่มีเครื่องเรือนใดเลย มีเพียงน้ำทะเลสีคราม
“อย่างที่คิด ประตูบานนี้ถูกผนวกใหม่เข้ากับทะเลภายนอก” อามุนด์ยิ้มเจือความประหลาดใจ
หากบิดประตูเข้าไป มันจะถูกส่งออกจากปราสาทต้นกำเนิดทันทีและไปโผล่กลางทะเล
เมื่อถึงตอนนั้น ไคลน์ที่เป็นคนรอบคอบย่อมไม่ปล่อยให้อามุนด์เข้ามาในปราสาทต้นกำเนิดเป็นหนที่สอง เฉกเช่นที่อามุนด์จะไม่ยอมให้ไคลน์ออกไปไหน
นี่คือเหตุผลที่อามุนด์ไม่ฝืนทำลายอาณาจักรเทพของเดอะฟูล แต่เลือกจะเปิดประตูเข้าไปทีละบาน
การทำลายจะให้ผลลัพธ์แบบเดียวกับการเปิด ดังนั้น หากอามุนด์ทำลายอาณาจักรเทพทั้งหมดในคราวเดียว มันจะต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่คาดฝันอย่างต่อเนื่อง ต่อให้มีช่องโหว่มากมายช่วยหลบหลีก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เป็นอะไรเลย
ถอนสายตากลับ อามุนด์เดินไปยังห้องฝั่งตรงข้าม สร้างหน้าต่างด้วยวิธีเดียวกับเมื่อครู่
แต่ในคราวนี้ ด้านในมืดสนิท มองไม่เห็นสิ่งใดเลย
อามุนด์ยกมือขึ้นจับกรอบแว่นบนล่างพลางกระแอมแห้ง
ทันใดนั้น ร่างของมันถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน
อามุนด์เพิ่มจำนวนตัวเอง
อามุนด์ที่เป็นฝ่ายแยกตัวออกมา กล่าวกับอามุนด์ที่ยืนในตำแหน่งเดิม
“แล้วทำไมเจ้าถึงไม่ลองแสวงหาความตื่นเต้นด้วยตัวเองดูบ้างล่ะ?”
กล่าวจบ อามุนด์คนที่พูดเหยียดแขนออกไปจับลูกบิดประตูไม้สีแดงเข้ม
ทันทีที่ออกแรงบิด สีหน้าของมันพลันเหม่อลอย ก่อนจะทรุดตัวลงในท่านั่ง ราวกับสูญเสียความสามารถในการคิด
“การปั่นหัวสินะ” อามุนด์ที่ยืนในตำแหน่งเดิม ผงกศีรษะแผ่วเบา
อามุนด์ที่โง่เขลาเริ่มสลายตัว กลายเป็นหนอนกาลเวลาสิบสองปล้อง
ตะกอนพลังซึ่งถูกสกัดออกมาเล็กน้อย ลอยกลับคืนมายังร่างอามุนด์
มันอาศัยช่องโหว่เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงที่ร่างโคลนอาจนำมาสู่ร่างต้น
เมื่อตะกอนพลังลอยกลับมาครบถ้วน อามุนด์ปลดปล่อยเปลวไฟที่ขโมยมาเพื่อเผาร่างหนอนกาลเวลา
จัดการเสร็จ มันเงยหน้าขึ้นพลางขยับแว่นขาฝั่งขวา
บนเลนส์แว่นที่ทำจากผลึก สัญลักษณ์ ลวดลาย และอักขระจำนวนมากปรากฏขึ้น พวกมันแหวกว่าย พัวพัน หรือไม่ก็จัดระเบียบใหม่ด้วยความเร็วสูง ราวกับกำลังคำนวณบางสิ่ง
นี่คือการผสมผสานระหว่างพลังการถอดรหัสของนักถอดรหัส และอำนาจในขอบเขต ‘พิกัด’ ของกุญแจดารา
การทดสอบทั้งสองครั้งของอามุนด์ ต่างทำไปเพื่อหยั่งเชิงและรวบรวมข้อมูล พยายามวิเคราะห์หากฎเกณฑ์ และเตรียมไขปริศนาถัดไปภายในอาณาจักรเทพของเดอะฟูล
เพียงไม่นาน สัญลักษณ์ ลวดลาย และอักขระบนผิวแว่นได้เรียงตัวกันเป็นฉาก
ด้านหลังประตูไม้สีแดงเข้ม ไคลน์กำลังนั่งบนเก้าอี้พนักสูง จดจ้องทางเข้าด้วยสายตาสุขุม ตามร่างกายมีหนวดรยางค์ยื่นออกมาสองสามเส้น
มุมปากอามุนด์ยกโค้ง ร่างของมันส่องสว่างก่อนจะหายตัวไปโผล่ในห้องทันที
ทว่า ฉากตรงหน้าพังทลายลงกะทันหัน
ออร่าของ ‘เดอะฟูล’ ไคลน์เลือนหายไปอย่างรวดเร็วและกลายสภาพเป็นไพ่
บนหน้าไพ่ โรซายล์·กุสตาฟแต่งกายด้วยหมวกโพกศีรษะหรูหรา เสื้อผ้าสีสันสดใส ถือพลองยาวพร้อมสัมภาระ ดวงตาเต็มไปด้วยความปรารถนา
ไพ่เดอะฟูล
ไพ่เย้ยเทพเดอะฟูล
ไคลน์ทราบดี ลำพังกระดาษคนตัวแทนที่แม้จะเพิ่มคุณสมบัติ ‘ปั่นหัว’ และ ‘ปลูกถ่าย’ เข้าไป คงไม่เพียงพอที่จะตบตาสุดยอดนักต้มตุ๋นตัวฉกาจอย่างอามุนด์ได้ เป็นเหตุผลที่ชายหนุ่มต้องใช้ควบคู่กับไพ่เดอะฟูลซึ่งแผ่แรงดึงดูดบางอย่างออกมา
แม้จะมิอาจระดมพลังปราสาทต้นกำเนิด แต่ที่นี่ก็เปรียบดังบ้านของไคลน์ มีทั้งกองขยะและวัตถุมากมายที่ชายหนุ่มรวบรวมมา รวมถึงหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์และตะเกียงวิเศษประทานพรที่ยืมมาหนึ่งวัน
……………………………………………………
Related
ณ หอคอยสีขาว สำนักงานใหญ่ของเทพปัญญาความรู้
หลังจากลูก้าบรูว์สเตอร์ซึ่งถูกขังอยู่ใต้ดินสวดวิงวอนเสร็จ มันหันเหความสนใจกลับมาคิดเกี่ยวกับผนึกที่ถูกเสริมความแข็งแกร่ง
มันอยากศึกษาสถานการณ์เบื้องต้น และประเมินว่าตนจะไขปริศนาเบื้องหลังพวกมันได้หรือไม่ เพื่อคิดค้นเทคนิคใหม่ๆ ในการใช้พลัง
ขณะไล่ตรวจสอบสมบัติปิดผนึกไปทีละชิ้น ลูก้าชะงักฝีเท้ากลางคัน
สีหน้าของมันเผยความสับสน ไม่แน่ใจว่าครั้งถัดไปควรก้าวเท้าซ้ายหรือเท้าขวาก่อน
อาจฟังดูเป็นคำถามง่ายๆ แต่ลูก้ากลับมิอาจหาคำตอบได้เป็นเวลานาน
ณ ทวีปใต้ ใกล้กับวิหารเทพธิดารัตติกาล
เลียวนาร์ดหยิบแก้วกาแฟสดที่บดจากเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น เตรียมนำขึ้นมาจิบ
ระหว่างนั้น มันมองไปทางประตูและหน้าต่างที่ปิดสนิทตามความเคยชิน พยายามค้นหาสิ่งผิดปรกติ
ในสถานการณ์ปัจจุบัน เลียวนาร์ดมิอาจออกไปจากห้องนี้ได้ ถูกขังปิดตายอยู่ภายในอย่างแน่นหนา และชายชราพาลีส·โซโรอาสเตอร์ก็เงียบไปกะทันหัน ไม่ตอบคำถามแม้แต่ข้อเดียว
โชคดีที่ไม่มีอันตรายใดเพิ่มเติม เลียวนาร์ดจึงยังนั่งอยู่ในห้องด้วยความสบายใจ พลางใช้สมองคิดแทนการออกแรง
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ มันจ้องแก้วกาแฟบนโต๊ะพลางขมวดคิ้ว กล่าวกับตัวเองด้วยสีหน้าฉงน
“เมื่อครู่เราคิดจะทำอะไรนะ?”
หมู่เกาะรอสต์ ภายในเมืองบายัมที่ถูกปกปิด
เดนิสมิได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมแม้แต่น้อย เอาแต่จดจ่ออยู่กับการส่งโทรเลขแบบมีสาย
ฝันทองคำเพิ่งเข้าสู่น่านน้ำทะเลโซเนียและจอดเทียบท่าเรือที่มีสำนักงานโทรเลข เดนิสจึงต้องการเชิญอีกฝ่ายมายังบายัมในฐานะแขก เพื่อให้ทุกคนเห็นความยิ่งใหญ่ของ ‘ท่านลอร์ดเดนิส’
หากเป็นไปได้ มันอยากให้ฝันทองคำใช้ท่าเรือบายัมเป็นแหล่งกบดาน ตนจะได้กลับเรือบ่อยครั้ง เข้าร่วมการผจญภัยตามหาขุมทรัพย์ รวมถึงการเข้าเรียนคาบสอนของกัปตัน
ในฐานะผู้ชำนาญรอบด้าน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเดนิสช่ำชองการใช้เครื่องส่งโทรเลข ปัจจุบันกำลังนั่งอยู่หน้าเครื่องส่ง รัวนิ้วเพื่อส่งข้อความที่เตรียมไว้ในใจ
เดิมที มันออกแบบข้อความอย่างชัดเจนและฉะฉาน จึงพร้อมแล้วที่จะส่งด้วยความภาคภูมิใจ
สายตามองตรง มือของมันยังคงกดปุ่มอย่างต่อเนื่อง ราวกับเป็นพฤติกรรมจากสัญชาตญาณ
หลังจากส่งโทรเลขเสร็จ เดนิสถอนหายใจออก หยิบแก้วเบียร์ขึ้นมาจิบ
“เร็วกว่าที่คิด… ถึงเราจะตกงานในอนาคต แต่ก็สามารถไปสมัครเป็นคนส่งโทรเลขและมีการงานที่ดีทำได้” เดนิสขบคิดด้วยความภาคภูมิใจเจือกังวล
มันหยิบต้นฉบับโทรเลขขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจ หวนนึกถึงขั้นตอนการส่งเมื่อครู่ จากนั้นก็ค่อยๆ ทำสีหน้าแปลกประหลาด
“ว่าแต่… เราส่งข้อความแบบไหนไป?” เดนิสอดไม่ได้ที่จะพึมพำ
ดูเหมือนว่า เนื้อหาของโทรเลขน่าจะเป็นการเยาะเย้ยรองกัปตันและผู้ช่วยกัปตันเรืออย่าง ‘กายาเหล็ก’ และ ‘ถังไม้’ จากนั้นก็เป็นการสารภาพรักกับกัปตันเอ็ดวิน่าด้วยภาษาเร่าร้อน
จบสิ้นแล้ว… ทำไมเราถึงเขียนความในใจออกไปแบบนั้น… ใบหน้าเดนิสพลันซีดเผือด เชื่อโดยสนิทใจว่าตนถูกอิทธิพลจากโอสถเล่นงาน เนื้อหาที่เขียนไม่ได้ผ่านการกลั่นกรองจากสมองแม้แต่น้อย
มันยุ่งอยู่กับการส่งโทรเลขฉบับใหม่ โดยแจ้งว่าเนื้อหาของฉบับเมื่อครู่ไม่ใช่ฝีมือของตน แต่เป็นกลอุบายของแอนเดอร์สัน
ทันใดนั้น มันตระหนักถึงความผิดปรกติจากภายนอก ท้องฟ้ากลายเป็นสีเทาหม่นโดยสมบูรณ์ ไม่มีเมฆแม้แต่ก้อนเดียว
…
ณ โลกดารา เหล่าตัวตนที่ถูกเทพธิดาซ่อนเร้น ทยอยหลุดพ้นจากพันธนาการและกลับสู่โลกความจริง
เฉกเช่นร่างต้นของอามุนด์ ทุกคนกำลังเฉื่อยชาและไม่ตอบสนอง
กระทั่งเทพธิดารัตติกาลก็ยังหยุดนิ่งกลางอากาศด้วยสีหน้าเหม่อลอย ราวกับไม่ได้คิดเผื่อไว้ว่าจะทำสิ่งใดต่อ มีเพียงสัญชาตญาณในการปกป้องตัวเองเป็นอันดับแรก
วายุสลาตัน สุริยันเจิดจรัส และปัญญาความรู้ซึ่งถูก ‘แสงปริซึม’ กักขังไว้ในอาณาจักรเทพส่วนตัว ล้วนได้รับความเปลี่ยนแปลงบางอย่างไม่ต่างกัน ความเกรี้ยวกราดในการตอบโต้ลดลงจากเดิมมาก บางคนตั้งคำถามกับตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ อีกฝ่ายใช่ศัตรูแน่หรือ
เทพแห่งตะเกียงทิ้งหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ทันทีและหนีกลับเข้าไปในตะเกียง คล้ายกับร่างกายถึงขีดจำกัดแล้ว มันอาจเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถจดจำบางสิ่งได้ และพยายามหลีกเลี่ยงตามสัญชาตญาณ
อันทีโกนัสซึ่งเพิ่งฟื้นคืนสติ คล้ายกับใบหน้าของมันเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
เราเป็นใคร? อยู่ที่ไหน? กำลังทำอะไร? เกิดอะไรขึ้นที่นี่?
ณ ดินแดนเทพทอดทิ้ง เงายักษ์ของสุริยันบรรพกาลจางลงจากเดิมมาก มันถอนหายใจแผ่วเบาพลางกล่าวอีกหน:
“จงสว่าง!”
โลกดาราพลันสว่างไสว แสงทะลวงเข้าไปใน ‘ดวงตา’ ของร่างจริงอามุนด์ เหล่าร่างโคลน แม่มดบรรพกาล ปราชญ์เร้นลับ และสิ่งมีชีวิตอื่น
เพียงพริบตา พวกมันทยอยฟื้นคืนสติกลับมา ระยะเวลาของแต่ละคนไม่เท่ากัน
กระแสข้อมูลแตกตัวในทันที ผสานเข้ากับสัญลักษณ์โดยรอบและเลือนหายไป
หนวดรยางค์คล้ายงูดำที่มีดวงตา หดกลับอย่างรวดเร็วโดยไม่มีใครทราบว่าปลายทางคือที่ใด
ร่างจริงของอามุนด์จ้องไคลน์ที่เพิ่งเลื่อนลำดับ มันตัดสินใจไม่ฉวยโอกาสสร้างอิทธิพลบางอย่างกับชายหนุ่มซึ่งอยู่ในสภาพไม่มั่นคง เพียงยกมือขึ้นจับกรอบแว่นตาผลึกข้างขวา.
ร่างของมันแยกออกจากกัน กลายเป็นประตูกึ่งจริงกึ่งมายาจำนวนมาก
ประตูทั้งหมดเปิดและปิดในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้ตัวตนอย่างเทพธิดารัตติกาลมิอาจระบุได้ว่าร่างต้นอามุนด์หลบหนีไปทางบานไหน
เมื่อร่างต้นไม่อยู่ ร่างโคลนของมันก็เลือนหายไปอย่างเป็นปริศนา
นี่เป็นการฉวยโอกาสจากช่องโหว่ ‘เมื่อร่างจริงกลับ’ เท่ากับ ‘อามุนด์กลับ’
ในเวลาเดียวกัน เงาดำขนาดมหึมาของเทพสุริยันบรรพกาลเกิดหดตัวและทรุดลง กลับเป็นอาดัมที่มีเงาดำงอกออกจากหลัง
ใต้ฝ่าเท้าของนักสร้างฝันรายนี้ ทะเลหลากสีสันพลันสลายตัว ราวกับจมลงใต้พื้นดิน
อาดัมแหงนมองดินแดนดารา ก่อนจะเดินกลับไปยังรอยแยกกึ่งกลางม่านบนไม้กางเขน
การหลอมรวมระหว่างมันกับพระผู้สร้างแท้จริงเพิ่งเริ่มต้น ยังห่างไกลจากจุดจบมาก และการฝืนยกระดับตัวตนเป็นครึ่งวันวาน ถือเป็นสร้างภาระและความเสี่ยงให้ร่างกายอย่างหนัก – กระบวนการหลังจากนี้จะยิ่งกินเวลานานกว่าเดิมหลายเท่า
บนโลกดารา เมื่อสงครามสงบลง ม้วนภาพอารยธรรมและบาเรียธรรมชาติ รวมถึงพระจันทร์มายาสีแดง ต่างค่อยๆ เลือนหายโดยไม่มีใครทราบว่าพวกมันกลับไปยังแห่งหนใด
วายุสลาตัน สุริยันเจิดจรัส และปัญญาความรู้ประสบความสำเร็จในการทำลายผนึกรอบอาณาจักรของตน จากนั้นก็เริ่มใจเย็นลงและกลับไปอุดรอยรั่วของบาเรียนอกโลกเช่นเดิม
เทพธิดารัตติกาลซึ่งกำลังลอยอยู่เหนือวังโบราณ เก็บโลงศพสีดำ ดาบยักษ์สนธยา เครื่องประดับทองคำรูปนก และแขนทั้งสี่บริเวณสะโพกกลับเข้าไปในร่างกาย จากนั้นก็ก้มหน้ามอง
เมื่อหน้ากากปรากฏขึ้นท่ามกลางชุดคลุมสีเข้มโปร่งแสง ร่างของไคลน์พลันเผยโฉม
ไคลน์วางมือข้างหนึ่งลงบนหน้ากากที่เกือบล่องหน และนำอีกข้างวางลงบนท้องในท่าหลังค่อมเล็กน้อย คล้ายกับกำลังเผชิญความเจ็บปวดอันเหนือพรรณนา
ชายหนุ่มเงยหน้ามองเทพธิดารัตติกาลซึ่งปกคลุมไปด้วยตาข่ายบางสีดำ ทันใดนั้น ชุดคลุมสีดำพลันปรากฏขึ้นรอบตัวไคลน์
หลังจากกลายเป็นเดอะฟูล ราชันสวรรค์ฟ้าดินในร่างไคลน์ย่อมฟื้นตัวขึ้นไปอีกระดับ
เสียงเพรียกอันบ้าคลั่งดังกังวานในโสตประสาทชายหนุ่ม คอยกรีดเฉือนจิตใจอย่างโหดเหี้ยม และยังย้ำเตือนให้รู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นตลอดเวลาในอนาคต
ราชันเร้นลับไม่มีวันถูกกำจัด ต่อให้เจตจำนงอันแรงกล้าจะอ่อนแอลงตามกาลเวลา แต่จิตใต้สำนึกจะยังคงอยู่ตลอดไป พร้อมที่จะยึดครองร่างไคลน์และคืนชีพให้ตัวเองทุกเมื่อ
หากไม่ใช่เพราะว่าไคลน์ ‘ฆ่า’ เจตจำนงของราชันเร้นลับไปแล้วครั้งหนึ่ง จนอีกฝ่ายอ่อนแอลงหลายส่วน ไคลน์เชื่อว่าตนมีโอกาสที่จะคลุ้มคลั่งคาที่หลังจากเลื่อนลำดับ ทำได้เพียงเฝ้ามองร่างกายแตกสลาย กลายเป็นสิ่งมีชีวิตอีกประเภทหนึ่งไป
แต่แน่นอน ชายหนุ่มสามารถขอความช่วยเหลือจากเทพธิดารัตติกาล โดยแลกกับการรวบรวมน้ำจากแม่น้ำอันธการนิรันดร์มาให้อีกฝ่าย อย่างไรก็ดี นั่นไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาระยะยาว ผ่านไปสักพักก็ต้องเผชิญหน้าไม่ต่างกัน
อาศัยการตระหนักรู้และหลักยึดเหนี่ยวของตน ไคลน์สร้างสมดุลอันเปราะบางกับจิตใต้สำนึกของราชันสวรรค์ฟ้าดินในร่างกาย
จัดการเสร็จ ชายหนุ่มพูดไม่ออกไปสักพัก
เทพธิดารัตติกาลที่ลอยอยู่ด้านบน พยักหน้าให้เล็กน้อยและกล่าว
“สิ่งที่คุณต้องการในตอนนี้คือเสถียรภาพ”
กล่าวจบ ร่างของเธอถูกลบออกจากอากาศ เป็นการเดินทางกลับไปยังอาณาจักรเทพบนดินแดนดารา
ไคลน์หันไปมองอันทีโกนัสซึ่งยังคงสับสน และเพียงแค่คิด ชายหนุ่มส่งตัวเองกลับสู่ปราสาทต้นกำเนิด
อันทีโกนัสนั่งเหม่ออยู่บนเก้าอี้หินยักษ์ภายในซากวังสักพัก รู้สึกราวกับเพิ่งผ่านความฝันอันยาวนาน
…
ภายในปราสาทต้นกำเนิด ไคลน์นั่งบนเก้าอี้เดอะฟูล จดจ่ออยู่กับการรักษาสภาพจิตใจให้มั่นคง
เฉกเช่นคราวก่อน หากจิตใจยังขาดเสถียรภาพ ชายหนุ่มมิอาจพึ่งพาความช่วยเหลือจากจิตแพทย์ส่วนตัวได้ ทางออกเดียวคือการไปขอให้นักสร้างฝันอาดัมช่วยรักษา แต่นั่นอาจทำให้ยิ่งบ้ามากกว่าเดิม
เมื่อมั่นคงขึ้นเล็กน้อย ไคลน์ตรวจสอบอำนาจใหม่ทันที:
ชื่อของมันคือ ‘ปั่นหัว’!
ไม่เพียงจะประกอบด้วยอำนาจทางประวัติศาสตร์ กาลเวลา ชะตากรรม การเปลี่ยนแปลง และการปกปิดบางส่วน แต่ยังรวมถึงอำนาจในขอบเขตจิตใจอย่าง ‘สมองเสื่อม’ – สามารถลดระดับสติปัญญาของศัตรูได้ง่ายดาย
ขณะไคลน์เตรียมทดสอบเพิ่มเติม สัมผัสวิญญาณของมันถูกกระตุ้น
มีใครบางคนบุกรุกปราสาทต้นกำเนิด!
และถ้าบุกรุกไม่สำเร็จ สัมผัสวิญญาณก็จะไม่ร้องเตือน!
ไคลน์เงยหน้าขึ้น มองไปทางโต๊ะทองแดงยาวลวดลายโบราณ และเห็นหมอกสีเทาอ่อนเริ่มก่อตัวเป็นบานประตูทางฝั่งตรงข้าม
ร่างที่แต่งกายด้วยหมวกปลายแหลมและชุดคลุมสีดำทรงโบราณเดินออกจากด้านในประตู
อามุนด์!
ดวงตาของมิสเตอร์ข้อผิดพลาดรายนี้มีสีเข้มกว่าปรกติเล็กน้อย รอยยิ้มค่อนไปทางบ้า
มันมองไปรอบตัวด้วยท่าทีผ่อนคลาย ขยับกรอบแว่นพลางกล่าว
“ตกใจไหม?”
ไคลน์เตรียมระดมพลังปราสาทต้นกำเนิดเพื่อขับไล่อีกฝ่าย แต่ทันใดนั้นก็พบว่า อามุนด์เองก็ควบคุมปราสาทต้นกำเนิดได้เช่นกัน!
อามุนด์จ้องหน้าไคลน์ ดึงเก้าอี้ออกมานั่งและพูดพลางยิ้ม
“ข้าเลิกกำราบเจตจำนงของราชันเร้นลับภายในร่าง… เมื่อเจ้านั่นเป็นเจ้าของปราสาทต้นกำเนิด ข้าเองก็เป็นเช่นกัน จึงเข้ามาได้ไม่ยากเย็น… วิธีนี้มีความเสี่ยงสูงมาก แม้แต่ข้าก็ไม่เคยคิดจะทดสอบมาก่อน แต่ในเมื่อเจ้าพัฒนามาไกลถึงเพียงนี้ เห็นทีไม่เสี่ยงก็คงจะไม่ได้… น่าตื่นเต้นทีเดียวเชียว ผลลัพธ์ก็ไม่เลว”
ขณะกล่าว ใต้ชุดคลุมของอามุนด์มีหนวดรยางค์ผิวลื่นงอกออกมาทีละหนึ่ง
มันเป็นฝ่ายปลุกราชันเร้นลับให้ตื่นด้วยตัวเอง ยอมกลายเป็นเทพครึ่งบ้าเพื่อให้ได้เข้ามาในปราสาทต้นกำเนิด
……………………………………………
Related
เหล่าอามุนด์หลายพันต่างลงมือ ‘ขโมย’
ด้วยจำนวนระดับนี้ ขอเพียงไม่โชคร้ายจนเกินไป ย่อมต้องมีสักคนประสบความสำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้น โอสถเดอะฟูลในปัจจุบันไม่มีเจ้าของ การขโมยจึงไม่น่าจะเป็นปัญหา
ขณะลงมือขโมย เหล่าอามุนด์ทำการปลดผนึกบางอย่างในตัวเอง ปล่อยให้ตะกอนพลังผู้ฝึกหัดและนักจารกรรมแผ่อิทธิพลด้านการผนวกรวม
วิธีนี้สามารถเพิ่มโอกาสขโมยสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทว่า อามุนด์ทั้งหมดกลับล้มเหลว
นั่นเพราะหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ได้เขียนกฎใหม่:
“ที่นี่ไม่อนุญาตให้ขโมย!”
เพื่อที่จะจัดการกับราชันเร้นลับซึ่งคืนชีพมาก่อนหน้า เหล่าอามุนด์ได้คลายความแข็งแกร่งของผนึกลง ส่งผลให้หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์หลุดพ้นจากการถูก ‘ปั่นหัว’ และสามารถสร้างกฎใหม่ได้ในระยะเวลาจำกัด และในปัจจุบัน กฎเหล่านั้นได้ย้อนกลับมาเล่นงานอามุนด์เอง
ฉวยโอกาสดังกล่าว ไคลน์ทำให้สัญลักษณ์กลางหว่างคิ้วชัดเจนขึ้น
รอบตัวชายหนุ่ม หมอกสีเทาอ่อนซ้อนทับกันจนกลายเป็น ‘รังไหม’ บางๆ
จากนั้น ไคลน์ระดมพลังของปราสาทต้นกำเนิดสุดชีวิต ผนวกกับตะกอนพลังบริวารเร้นลับในร่างกาย ชายหนุ่มสามารถสร้างอิทธิพลการดึงดูดที่รุนแรงต่อโอสถเดอะฟูล
หมอกของเหลวสีเข้มที่มีรูปร่างไม่แน่นอน พฤติกรรมของมันคล้ายกับสัตว์ร้ายได้เห็นเหยื่อ รีบพุ่งเข้าหาไคลน์ในทันที
ของเหลวเหล่านั้นแปรสภาพอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งกลายเป็นสิ่งที่คล้ายกับผิวมนุษย์โปร่งใส ห่อหุ้มร่างไคลน์ไว้โดยสมบูรณ์
ใบหน้าไคลน์ปรากฏขึ้นท่ามกลางของเหลวที่ปกคลุม บ้างก็เป็นหน้าคนอื่น บ้างพร่ามัว บ้างบิดเบี้ยว และบ้างก็ว่างเปล่า
ณ ดินแดนเทพทอดทิ้ง ใต้เงายักษ์ร่างจำแลงของเทพสุริยันบรรพกาล ผิวทะเลหลากสีสันผุดประโยคใหม่ซึ่งเขียนด้วยภาษาเก่าแก่ของโลก:
“ความพยายามในการเลื่อนลำดับเป็นเดอะฟูลของอันทีโกนัสล้มเหลวด้วยเหตุผลหลายประการ”
เหตุผลที่ตัวตนซึ่งครึ่งหนึ่งเคยครองโลกทั้งใบ ไม่ได้เขียนชื่อไคลน์·โมเร็ตติลงไป เพราะปัจจุบันอีกฝ่ายสวมตัวตนและชะตากรรมของอันทีโกนัส
หากชื่อที่ถูกเขียนเป็นไคลน์·โมเร็ตติ ชายหนุ่มไม่มีความจำเป็นต้องใส่ใจ
การเลื่อนลำดับเป็นเดอะฟูลล้มเหลวของไคลน์·โมเร็ตติ เกี่ยวข้องอย่างไรกับอันทีโกนัส?
แต่เมื่อชื่อถูกระบุว่าเป็นอันทีโกนัส สิ่งนี้กลายเป็นคำพยากรณ์ กลายเป็นการจัดเตรียม กลายเป็นบทสรุปของเรื่องราว ส่งผลให้สถานการณ์ของไคลน์ย่ำแย่สุดขีด:
หากไคลน์ไม่สละตัวตนและชะตากรรมของอันทีโกนัส มันจะถูกพันธนาการไว้ด้วยประโยคนี้
แต่ถ้าสละตัวตนและชะตากรรมของอันทีโกนัส ตะกอนพลังลำดับ 9 ถึง 1 ในร่างกายจะ ‘ไม่ใช่’ ของมันอีกต่อไป กลายเป็นตะกอนพลังที่ไม่เคยถูกย่อยเลยแม้แต่น้อย – ตะกอนพลังเหล่านี้ถูกย่อยโดยอันทีโกนัส ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับไคลน์·โมเร็ตติ ชายหนุ่มแค่กลืนมันลงไป
ในสถานการณ์ดังกล่าว ต่อให้ไม่มีปัจจัยภายนอกมารบกวน ก็มีโอกาสสูงที่ไคลน์จะคลุ้มคลั่งคาที่ ถึงจะดื่มโอสถเดอะฟูลเข้าไปก็แทบไม่มีโอกาสเลื่อนลำดับสำเร็จ!
ขณะเทพสุริยันบรรพกาลเริ่มเขียนข้อความ ทั้งวายุสลาตัน สุริยันเจิดจรัส และปัญญาความรู้บนโลกดาราต่างสัมผัสถึงความผิดปรกติ แต่ละคนรีบตอบสนองอย่างรุนแรงและพยายามขัดขวางอีกฝ่าย
ทว่า แม้เทพทั้งสามจะทุ่มเทพลังทั้งหมด แต่เทพสุริยันบรรพกาลก็ยังเขียนข้อความเสร็จในพริบตา
อย่างไรก็ดี ร่างจำแลงเงาขนาดมหึมาเจือจางลงอย่างเห็นได้ชัด คล้ายกับมิอาจคงสภาพได้นานนัก
ภายในโลกดารา ในวังโบราณที่ลอยกลางอากาศ
ในสังเวียนที่มีพระแม่ธรณีและเทพจักรกลไอน้ำ ปะทะกับแม่มดบรรพกาลและปราชญ์เร้นลับ ความเข้มข้นของการต่อสู้กลับมาดุเดือดอีกครั้ง ฝ่ายแรกยังคงเหนือกว่าและสามารถออมแรงไว้ได้ส่วนหนึ่ง เพื่อก่อกวนเหล่าร่างโคลนอามุนด์ มิให้อีกฝ่ายทำลายพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์ของไคลน์
เหล่าอามุนด์ถูกบังคับให้ต้อง ‘บลิงค์’ หนีไปทุกทิศ แต่บางส่วนยังคงถูกสาปให้กลายเป็นพืชพรรณที่บางสะพรั่งและกลับสู่ผืนธรณี บางส่วนหดตัวกลายเป็นถ้อยคำที่ถูกจารึกไว้ในหนังสือมายา
นอกจากนั้น เหล่าอามุนด์ส่วนใหญ่หันกลับมาเสริมพลังการ ‘ผนึก’ อีกครั้ง เพื่อกำราบอิทธิพลจากหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ มิให้เขียนกฎเพิ่มเติมเพื่อก่อกวนตน หรืออย่างน้อยแค่ชั่วคราวก็ยังดี
ภายใต้อิทธิพลจากสามทิศทาง แม้อามุนด์จะมีจำนวนมากกว่า แต่ก็ดูเหมือนว่ายังไม่เพียงพอ
อย่างไรก็ดี อามุนด์ส่วนหนึ่งฉวยโอกาสขณะร่างไคลน์สะท้อนบนผิวกระจกแว่นตาผลึก หรือไม่ก็วงกลมรอบดวงตา
ทันใดนั้น ทั้งแว่นและวงกลมพลันส่องสว่าง
นี่ไม่ใช่พลังขโมย แต่เป็นการ ‘คืน’
เหล่าอามุนด์ตัดสินใจคืนสิ่งที่เคยขโมยจากไคลน์เมื่อนานมาแล้ว
สิ่งนั้นคือความคิดที่จะฆ่าตัวตายของไคลน์!
เมื่อครั้งไคลน์ถูกอามุนด์จับตัวและพาไปยังดินแดนเทพทอดทิ้งหนแรก ชายหนุ่มพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะความคิดถูกอามุนด์ขโมยไป
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อขณะเลื่อนลำดับ หากไคลน์คิดฆ่าตัวตาย ผลลัพธ์คงร้ายแรงเหนือจินตนาการ!
ปัจจุบัน ไคลน์ซึ่งถูกโอสถเดอะฟูลห่อหุ้มร่างกาย เริ่มมีความคิดที่สับสนและแผ่ขยาย มันสัมผัสถึงความเย็นเยียบ สัมผัสถึงการถูกของเหลวเหนียวหนืดบรรจงกัดเซาะ
ทันใดนั้น มันเกิดความคิดที่จะฆ่าตัวตายและยอมแพ้
นี่เป็นสถานการณ์ที่ไคลน์คาดไม่ถึงเลยสักนิด มันลืมไปแล้วว่าเคยถูกอามุนด์ขโมยเจตนาในการฆ่าตัวตาย และคิดไม่ถึงว่าไม่เพียงอีกฝ่ายจะยังไม่ทิ้งสิ่งนี้ไป แต่กลับเก็บรักษาไว้อย่างดี
………………………………………….
หากเป็นไคลน์ในยามปรกติ ต่อให้ความคิดเช่นนี้จะรุนแรง แต่ไคลน์ก็ยังสามารถควบคุมตัวเองเพื่อระงับไว้ได้ และรอจนกระทั่งความคิดดังกล่าวเจือจางลงไปเอง เฉกเช่นขณะขจัดความคิดอันน่ารังเกียจอื่นๆ
แต่ในปัจจุบัน มันอยู่ระหว่างพิธีกรรมเลื่อนลำดับ กำลังถูกกัดเซาะจากโอสถ จิตใจขาดเสถียรภาพโดยสิ้นเชิง ไม่มีทางที่จะยับยั้งความคิดในการฆ่าตัวตายได้อย่างแน่วแน่
อามุนด์มักมีลูกไม้ประหลาดแต่ใช้ได้ผลมาเล่นงานเสมอ
โชคดียังดีที่ไคลน์ในปัจจุบันไม่ใช่แค่ไคลน์ แต่ยังรวมถึงอันทีโกนัสด้วย
ความปรารถนาที่จะฆ่าตัวตายของไคลน์·โมเร็ตติ จะไปมีผลกับอันทีโกนัสได้อย่างไร?
อาศัยการตระหนักรู้ที่เกิดจากตัวตน ไคลน์ไม่คิดฆ่าตัวตายในทันที แต่โอนถ่ายความคิดที่จะฆ่าตัวตายไปยังตราประทับทางจิตของอันทีโกนัส ซึ่งอีกฝ่ายก็สามารถข่มความคิดดังกล่าวได้ในทันที
ท่ามกลางความสมดุลทางใจ ร่างกายและสติของไคลน์เริ่มถูกโอสถเดอะฟูลกัดเซาะมากขึ้น
คล้ายกับเมื่อครั้งเลื่อนลำดับเป็นบริวารเร้นลับ ความคิดชายหนุ่มกระจัดกระจายโดยสิ้นเชิง
แต่สิ่งที่ต่างออกไปก็คือ คราวนี้ไคลน์มิได้หลอมรวมกับโลกวิญญาณเพียงอย่างเดียว แต่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นมวลแก๊สที่ปกคลุมทั่วทั้งโลกและโลกดารา
ทันใดนั้นเอง ไคลน์รู้สึกราวกับตนกำลังอยู่ในร่างของสาวก ในร่างมนุษย์ทุกคน ในสัตว์นานาชนิด และในทุกสิ่งมีชีวิต
ทุกสิ่งมีความเป็นเทพอยู่ในตัว
ขณะเดียวกัน จิตใต้สำนึกไคลน์แผ่ขยายไปถึงสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ แผ่ขยายไปถึงกาลเวลา และแผ่ขยายไปถึงแม้น้ำสายยาวที่มีหลายแขนงย่อย
หนึ่งเดียวเท่ากับอนันต์
ความเป็นเทพเริ่มเข้ากัดเซาะจิตใจไคลน์ คล้ายกับเหลือเพียงความเฉยเมยที่ยังคงอยู่
และกระทั่งความเฉยเมยก็ค่อยๆ เลือนหายไป
ในอีกไม่นาน ไคลน์จะสูญเสียตัวตนโดยสมบูรณ์ ถูกตราประทับทางจิตภายในโอสถเดอะฟูลเข้าครอบงำและกลายเป็นสัตว์ประหลาด
เมื่อผนวกกับชะตากรรมที่ต้องคลุ้มคลั่งของอันทีโกนัส กระบวนการได้ถูกเร่งให้เร็วขึ้น
ทันใดนั้นเอง มันสัมผัสถึงความไม่กลมกลืนและไม่เป็นธรรมชาติ
ในสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ แสงสว่างบางส่วนกำลังแตกตัวและมิอาจรวมกัน ราวกับเกิดความขัดแย้งในตัวเอง
พวกมันแยกตัวออกจากกัน และเนื้อหาที่แตกต่างพยายามบันทึกตัวเองลงในประวัติศาสตร์ แต่สุดท้ายก็ล้มเหลวเนื่องจากเกิดความขัดแย้ง
สติของไคลน์ซึ่งกลายเป็นทุกสรรพสิ่ง ตื่นตัวขึ้นเล็กน้อยเนื่องจากความขัดแย้งและไม่เป็นธรรมชาติ จนกระทั่งได้รับการตระหนักรู้กลับคืนมา
อาศัยการตระหนักรู้เป็นแกนหลัก ชายหนุ่มรวบรวมความคิดที่กระจัดกระจายให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียว และชักนำให้โอสถผสานเข้ากับร่างกาย
แต่ทันใดนั้นเอง ชะตากรรมที่ต้องคลุ้มคลั่งของอันทีโกนัสถูกกระตุ้นให้เกิดก่อนกำหนด ส่วนหนึ่งเพราะได้รับอิทธิพลจากคำพยากรณ์ของเทพสุริยันบรรพกาล ส่งผลให้ร่างไคลน์แตกตัวออกจากกันอีกครั้ง ไม่สามารถดูดซับโอสถเดอะฟูลด้วยประการทั้งปวง
โดยไม่ลังเล และไม่มีเวลามากพอให้ลังเล ไคลน์รีบยกเลิกผลของการ ‘ขโมย’ บางส่วนทันที คืนตะกอนพลัง ชะตากรรม และตัวตนของอันทีโกนัสกลับไปให้เจ้าของเดิม ส่งผลให้บุรุษบนเก้าอี้หินยักษ์บรรจงลืมตาตื่น มึนงงเล็กน้อยก่อนจะได้สติ
อันทีโกนัสมิได้คลุ้มคลั่งในทันที เนื่องจากเหตุผลหลักที่มันคลุ้มคลั่งในอดีต เป็นเพราะเจตจำนงของราชันเร้นลับได้ลืมตาตื่นขึ้นอย่างรุนแรง แต่ปัจจุบัน ร่างกายของมันปราศจากเอกลักษณ์ของเดอะฟูลและตะกอนพลังส่วนใหญ่
ดังนั้น อันทีโกนัสสามารถยับยั้งความบ้าคลั่งได้ด้วยพลังใจของตัวเอง พยายามกอบกู้ชะตากรรมที่ยากจะหลุดพ้น
และนั่นส่งผลให้คำพยากรณ์ของเทพสุริยันบรรพกาลกลายเป็นความจริง: อันทีโกนัสล้มเหลวในการเลื่อนลำดับเป็นเดอะฟูล!
หลังจากไคลน์สูญเสียตัวตนอันทีโกนัส ตะกอนพลังเส้นทางนักทำนายลำดับ 9 ถึง 1 ในร่าง พลันกลายเป็นสิ่งที่ไม่เคยถูกย่อย ทำให้ชายหนุ่มเกือบคลุ้มคลั่งคาที่
โอสถเดอะฟูลที่ห่อหุ้มร่างกายประหนึ่งเสื้อคลุม เสร็จสิ้นการกัดเซาะพร้อมกับปลุกให้เจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดินลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง!
“จงยอมแพ้เสีย… ฝากฝังทุกสิ่งไว้กับข้า… คราวนี้ข้าจะไม่ถือครองแก่นแท้แห่งต้นกำเนิดเพิ่มเติมอีก… ข้าจะไม่ช่วยสิ่งมีชีวิตที่เจ้าอยากปกปกป้อง แต่รับปากกว่าจะไม่ทำร้ายพวกมัน… ไม่ใช่เพราะข้าเป็นคนรักษาสัญญา แต่เพราะพวกมันด้อยค่าเกินกว่าจะให้ข้าสนใจ… โลกใบนี้จะกลายเป็นดินแดนต้องห้ามสำหรับเทพภายนอก…”
“…”
คำพูดที่คุ้นและไม่คุ้นหูดังกังวานภายในใจไคลน์ ส่งผลให้ชายหนุ่มนึกอยากยอมแพ้
ไม่เพียงเท่านั้น ความคิดที่จะฆ่าตัวตายซึ่งเคยนำไปผูกกับอันทีโกนัส เมื่ออีกฝ่ายไม่อยู่ มันย้อนกลับมากัดกินจิตใจไคลน์อีกครั้ง
ผลลัพธ์ของการเลื่อนลำดับล้มเหลวกำลังจะเกิดขึ้น
ทันใดนั้นเอง เทพธิดารัตติกาลซึ่งเพิ่งฟันดาบยักษ์สนธยาลงมา ยกเลิกการตรึงร่างต้นอามุนด์ไว้ในสายหมอก
ร่างต้นอามุนด์กระโจนออกมายังโลกดาราทันที และขณะที่เหล่าร่างโคลนอามุนด์กำลังรอให้พิธีกรรมของไคลน์เกิดบทสรุปล้มเหลว เทพธิดาทำการฟาดฟันดาบยาวที่ฉาบแสงสีส้มอมแดงอีกครั้ง
เป้าหมายในคราวนี้คือไคลน์!
สติไคลน์กำลังพลุ่งพล่านและสับสน ในหัวเต็มไปด้วยความคิดฆ่าตัวตาย ไม่มีความพยายามที่จะต่อต้านแม้แต่น้อย
ฉัวะ! ร่างชายหนุ่มถูกดาบซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งสนธยาฟันขาดเป็นเศษเนื้อ กลายเป็นบ่อเลือดที่มีตะกอนพลังถูกขับออกมา
ไคลน์เสียชีวิตก่อนที่อามุนด์จะใช้ลูกเล่นใด เสียชีวิตก่อนที่พิธีกรรมจะล้มเหลว เป็นการถูกสังหารโดยเทพธิดารัตติกาล
วินาทีถัดมา เทพธิดารัตติกาลนำเครื่องประดับทองคำรูปนกมาสวมเหนือศีรษะ ส่งผลให้ร่างกายพระองค์พร่ามัวพร้อมกับพองตัวออก ปกคลุมวังโบราณอย่างมิดชิด ขณะเดียวกันก็ทำการ ‘ลบ’ ร่างจริงของอามุนด์ เหล่าร่างโคลน แม่มดบรรพกาล ปราชญ์เร้นลับ เทพจักรกลไอน้ำ พระแม่ธรณี และอันทีโกนัสให้เลือนหายไปราวกับภาพวาดดินสอถูกยางลบถู
พลังแห่งการปกปิด!
คล้ายกับเทพสุริยันบรรพกาลเข้าใจเจตนาของเทพธิดารัตติกาล แต่มันเขียนคำพยากรณ์ไปแล้วสองเรื่อง ไม่สามารถเขียนเรื่องที่สามได้อีก ขณะเดียวกัน วายุสลาตัน สุริยันเจิดจรัส และปัญญาความรู้ต่างก็ทุ่มพลังทั้งหมดเพื่อตรึงอาดัมมิให้ขยับเขยื้อน
วินาทีถัดมา ปาฏิหาริย์พลันบังเกิด ไคลน์กลับมาจากสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์
เอกลักษณ์ของเดอะฟูล รวมถึงตะกอนพลังลำดับ 9 ถึง 1 ของตัวเอง ปัจจุบันกลับคืนสู่ร่างกายในพริบตา
ด้วยเกรงว่าจะถูกขัดขวางอีก เทพแห่งตะเกียงรีบใช้หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์เพื่อเพิ่มกฎ:
“ที่นี่เหมาะแก่การหวนกลับมาของตะกอนพลัง”
ทันใดนั้น ไคลน์กลับสู่สภาพเดิมขณะดื่มโอสถเดอะฟูลทันที
ที่ต่างออกไปคือแกนหลักของร่างกายเมื่อครั้งนั้นเป็นตะกอนพลังลำดับ 9 ถึง 1 ของอันทีโกนัส แต่ในปัจจุบัน ตะกอนพลังที่หวนกลับมาเป็นของชายหนุ่มเอง ตะกอนพลังลำดับ 9 ถึง 1 ที่ถูกย่อยเสร็จสมบูรณ์
ส่งผลให้ไคลน์มีแกนหลักที่มั่นคง สามารถรองรับเอกลักษณ์และตะกอนพลังของเดอะฟูลได้
ปัจจุบัน ไคลน์มีสภาพเดียวกับเมื่อครั้งเพิ่งมาถึงยอดเขาหลักของเทือกเขาโฮนาซิส เป็นบริวารเร้นลับที่ย่อยโอสถเสร็จสมบูรณ์ และพร้อมที่จะเลื่อนลำดับเป็นเดอะฟูลทุกเมื่อ
อาศัยการคืนชีพหลังความตายหนึ่งครั้ง ไคลน์สามารถย้อนกลับสถานะของตัวเองได้ในพริบตา!
แผนนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการคืนชีพของโรซายล์ แต่แน่นอนว่ามีหลายจุดที่แตกต่างจากการคืนชีพของจักรพรรดิมืด
เดิมที บุคคลคนที่ไคลน์กำหนดให้ฆ่าตนคือเทพแห่งตะเกียง แต่มันคาดไม่ถึงว่าเทพธิดารัตติกาลซึ่งไม่ได้ตกลงกันมาก่อน จะเข้าใจโดยนัยและลงมือช่วยเหลือ
เพียงพริบตา ร่างกายชายหนุ่มแยกออกจากกัน กลายเป็นหมอกสีเทาอ่อนและของเหลวสีเข้ม
หมอกสีเทาและของเหลวสีดำผสานเข้าด้วยกันทันที โดยมีกลุ่มก้อนหนอนแมลงซึ่งคล้ายกับตุ่มเนื้อหนาแน่นผุดขึ้นบนพื้นผิว ก่อนจะถักสานเข้าด้วยกันจนกลายเป็นชุดคลุมสีเข้มโปร่งแสง
ใต้เสื้อคลุมไม่มีร่างใด เป็นเพียงความมืดมิด
ขั้นตอนตรงนี้กินระยะเวลาไม่นาน น้อยกว่าสองวินาที โดยที่ความพยายามในการซ่อนเร้นเทพแท้จริงของเทพธิดารัตติกาล ก็มิได้ดำรงอยู่นานกว่ากันสักเท่าไร
ผ่านไปไม่กี่อึดใจ ประตูแห่งแสงก่อตัวขึ้นบนผืนหิวของดินแดนซ่อนเร้น
บานประตูถูกกระแทกเปิด ร่างจริงของอามุนด์ซึ่งแต่งกายด้วยหมวกปลายแหลมและชุดคลุมสีดำ พลันกระโจนออกมา
ในเวลาเดียวกัน มันมองเห็นหน้ากากมายาซึ่งมีใบหน้าว่างเปล่า กำลังลอยอยู่ใต้ชุดคลุมสีเข้มโปร่งแสง
เมื่อหน้ากากเปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์ของไคลน์ซึ่งผสมผสานจุดเด่นของเกอร์มัน·สแปร์โรว์เอาไว้ด้วยกัน ความคิดอามุนด์พลันสับสนพลุ่งพล่านราวกับสติปัญญาของมันถูกกดให้ต่ำลง
เดอะฟูลถือกำเนิดแล้ว
……………………………………………….
Related
บนบาเรียนอกโลกซึ่งเต็มไปด้วยรอยร้าว เหล่าใบหน้าที่ไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้ พากันเปลี่ยนสีโดยพร้อมเพรียง
บาเรียล่องหนเริ่มสั่นสะเทือนอย่างหนัก ราวกับพร้อมพังทลายลงในทุกเมื่อ
ทุกทวีปบนโลกเกิดแผ่นดินไหว แม้จะไม่รุนแรง แต่ก็ตระหนักได้ชัดเจน
เหนือห้าห้วงสมุทร คลื่นทะเลซัดสูงราวกับเกิดภาวะน้ำขึ้นกะทันหัน
ท่ามกลางท้องฟ้ายามเที่ยง ดวงจันทร์สีแดงเข้มปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน สีสันของมันเข้มข้นเกินจริง ขนาดใหญ่ผิดไปจากปรกติ ประหนึ่งกำลังห้อยลงมาจากหลังคาบ้านในแต่ละหลัง นอกจากนั้น ดาวน้ำตาล ดาวส้ม ดาวแดง ดาวทอง และดาวครามพลันเปล่งแสงจากพื้นผิวโดยพร้อมเพรียง
หากมองลงมาจากอวกาศ โลกทั้งใบดูคล้ายกับกำลังสั่นไหวและปกคลุมด้วยพายุล่องหน
นี่คือการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ อันเกิดจากความพยายามในการเจาะทะลวงบาเรียของเทพภายนอก
ออร่าที่เล็ดลอดจากวังโบราณกึ่งกลางโลกดารา ทำให้พวกมันหวนนึกถึงตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวจากอดีตกาล ดังนั้น ไม่ว่าจะด้วยความตึงเครียด ความโกรธ ความเกลียดชัง หรือความบ้าคลั่ง ทุกตัวตนต่างทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายคืนชีพสำเร็จ
แต่เมื่อเทียบกับพวกมันที่ถูกกีดกันจากโลกแห่งความจริง สิ่งแรกที่ตอบสนองในทันทีคือตะเกียงวิเศษประทานพรในกระเป๋าเสื้อของ ‘ร่างเดิม’ ไคลน์
แสงสีทองซีดทะลวงผ่านผนึกที่ถูกอามุนด์เสริมความแข็งแกร่ง เผยให้เห็นร่างอันพร่ามัวและบิดเบี้ยว
มันเหยียดแขนหยิบหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ไปถือในมือ
กฎทั้งหมดที่ถูกเขียนก่อนหน้านี้พลันเลือนหาย คำสั่งใหม่ก่อตัวขึ้นในพริบตา
“ที่นี่ไม่อนุญาตให้คนตายคืนชีพ!”
หมอกสีเทาอ่อนเจือจางสั่นไหวแผ่วเบา ประโยคหนึ่งถูกเขียนขึ้นเหนือข้อความล่าสุด
“กฎทั้งหมดหลังจากส่วนนี้ถือเป็นโมฆะ!”
แม้จะไม่ได้คืนชีพโดยแท้จริง และไม่ได้ดูดซับเอกลักษณ์ของเดอะฟูล รวมถึงดูดซับตะกอนพลังของเส้นทางนักทำนายตั้งแต่ลำดับ 9 ถึง 1 อีกสองก้อนที่เหลือ แต่ราชันสวรรค์ฟ้าดินในร่างเดิมของไคลน์ ก็สามารถใช้งานปราสาทต้นกำเนิดได้ด้วยการกระตุ้นพลังผ่านระดับตัวตน
ในวินาทีนี้ การดำรงอยู่ของมันได้สร้างปฏิสัมพันธ์กับสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ ชิ้นส่วนแสงในสายหมอกเกิดความโกลาหลทันที บ้างหลอมรวมเป็นหนึ่ง บ้างแตกสลาย มิอาจกลายเป็นชิ้นส่วนทางประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์
สืบเนื่องมาจาก ชิ้นทางประวัติศาสตร์เหล่านั้นเกิดความขัดแย้งในตัวเอง!
ประวัติศาสตร์ที่แท้จริงก็คือ: ไคลน์·โมเร็ตติผู้มีดวงวิญญาณของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ได้ก่อตั้งชุมนุมทาโรต์และสวมรอยเป็น ‘เดอะฟูล’ จากนั้นก็พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งมีระดับใกล้เคียงกับ ‘เดอะฟูล’ ตัวจริง ทว่า ประวัติศาสตร์ในปัจจุบันกลับกลายเป็น: ‘เดอะฟูล’ คือตัวตนอันยิ่งใหญ่นามว่าราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชคจากโบราณกาล ที่ในภายหลังได้ฟื้นคืนชีพกลับมา!
ในวินาทีปัจจุบัน แม้ว่า ‘กฎ’ ที่เทพแห่งตะเกียงเขียนลงบนหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์จะส่งผลเพียงเสี้ยววินาที แต่นั่นก็มากพอจะทำให้ราชันเร้นลับใน ‘ร่างเดิม’ ของไคลน์อ่อนแอลงมาก ราวกับเพิ่งถูกโจมตีอย่างหนักหน่วง
สำหรับพระแม่ธรณีและเทพจักรกลไอน้ำ พวกมันเลิกยุ่งกับร่างโคลนอามุนด์สักพัก คล้ายกับต้องการปล่อยให้มิสเตอร์ข้อผิดพลาดลงมือจัดการกับราชันเร้นลับที่ตื่นขึ้นมาเสียก่อน
อย่างไรก็ดี เห็นได้ชัดว่าพวกมันที่ยังมีพลังเหลือเฟือ มิได้พยายามแตะต้อง ‘ร่างเดิม’ ของไคลน์ แต่เลือกจะนำพลังส่วนนั้นไปใช้กำราบแม่มดบรรพกาลและปราชญ์เร้นลับแทน
การโจมตีและการแทรกแซงจากสองรายหลังเองก็บรรเทาลงหลายส่วน คล้ายกับกำลังรอชมผลลัพธ์
สำหรับพวกมัน ขอเพียงราชันเร้นลับคืนชีพ เป้าหมายก็จะลุล่วง
สนับสนุนให้ ‘เสาหลัก’ ถือกำเนิดโดยเร็วที่สุด แต่คอยป้องกันไม่ให้บุคคลที่เป็นศัตรูกับตน ได้ขึ้นเป็นราชันเร้นลับ
นอกจากนั้น เส้นทางของพวกมันก็มิได้เกี่ยวข้องกับสามเส้นทางราชันเร้นลับ และไม่เคยเป็นอริหรือขัดแย้งในเรื่องใดกับอีกฝ่ายมาก่อน
เหล่าอามุนด์ซึ่งหลุดพ้นจากภาวะโกลาหลโดยสมบูรณ์ เปลี่ยนเป้าหมายมายัง ‘ร่างเดิม’ ของไคลน์ทันที
ไม่จำเป็นต้องให้ใครอธิบาย ทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่าปัจจุบันใครคือภัยคุกคามอันดับหนึ่ง!
โดยไม่มัวรีรอ เหล่าอามุนด์ยกมือขวาขึ้นพร้อมกันและกำหมัดแผ่วเบา พยายามขโมย ‘กลางวันนิรันดร์’ มาจากเป้าหมาย
อย่างไรก็ดี อามุนด์บางส่วนยังไม่เลิกตามรังควานไคลน์ ด้วยจำนวนที่มากกว่า พวกมันแบ่งสมาชิกออกมาจำนวนหนึ่งเพื่อคอยจับตามองไคลน์ซึ่งปัจจุบันเป็นบริวารเร้นลับ แถมยังอยู่ในตัวตนของอันทีโกนัส
แว่นตาขาเดียวของอามุนด์เหล่านี้สว่างขึ้น อาศัยอำนาจของขอบเขต ‘ประตู’ เพื่อเคลื่อนย้ายไคลน์จากโลกดาราออกไปยังอวกาศ
ท่ามกลางจักรวาลอันมืดมิด ร่างของไคลน์ปรากฏขึ้นที่นั่น แต่เพียงพริบตา ลำตัวชายหนุ่มบางลงกะทันหันและกลายเป็นมนุษย์กระดาษ
กระดาษคนแผ่นดังกล่าวตั้งครรภ์ทันทีและให้กำเนิดทารกกระดาษ แต่สุดท้ายก็สลายตัวเป็นผุยผง
ไคลน์ใช้พลังปลูกถ่ายและกระดาษคนตัวแทน เพื่อตั้งรับการโจมตีจากเหล่าอามุนด์
ในเวลาเดียวกัน อามุนด์ส่วนที่เหลือประสบความสำเร็จในการขโมยคุณสมบัติ ‘กลางวันนิรันดร์’ ออกจาก ‘ร่างเดิม’ ไคลน์
แต่ในวินาทีถัดมา คุณสมบัติ ‘กลางวันนิรันดร์’ ได้ถูกขโมยกลับไปอีกครั้ง
นี่คืออำนาจของราชันเร้นลับผู้ควบคุมเส้นทางนี้โดยตรง แม้จะมิได้คืนชีพอย่างแท้จริง แต่ก็มีอำนาจในระดับหนึ่ง
ดวงตาอามุนด์สั่นไหวเล็กน้อย มันละสายตาจากไคลน์ทันที และเพ่งความสนใจไปยังสามสิ่ง:
เกือบทั้งหมดจะยังคงเน้นขโมยกลางวันนิรันดร์มาจากราชันเร้นลับ โดยแบ่งทีมเล็กคอยจับตามองอันทีโกนัสบนเก้าอี้หินยักษ์ พยายามขโมย ‘ภวังค์หลับลึกนิรันดร์’ จากอีกฝ่ายมาให้ได้
นอกจากนั้น อามุนด์ทั้งหมดจะยกเลิกการเสริมความแข็งแกร่งให้ ‘ผนึก’
ไคลน์ซึ่งไม่ถูกเหล่าอามุนด์โจมตี ก็มิได้โจมตีอีกฝ่ายกลับไป ความสนใจหันเหมายัง ‘ร่างเดิม’ ของตน
การคืนชีพของราชันเร้นลับยังคงเป็นปัญหาอันดับหนึ่งในตอนนี้!
ทันใดนั้น หว่างคิ้วไคลน์ปรากฏสัญลักษณ์มายาภาพหนึ่ง เป็นภาพของบานประตูแห่งแสงพิสดารที่ฉาบด้วยสีน้ำเงินเข้ม แผ่หมอกสีเทาอ่อนเจือจางออกมาตลอดเวลา
ไคลน์เริ่มลงมือยึดครองปราสาทต้นกำเนิดของราชันเร้นลับ เพื่อมิให้อีกฝ่ายสำแดงพลังจากระดับตัวตนได้ง่ายนัก!
และในเมื่อราชันเร้นลับมิได้คืนชีพโดยแท้จริง มิได้ปรองดองกับเอกลักษณ์ของเดอะฟูล และมิได้ดูดซับตะกอนพลังที่เกี่ยวข้อง การยึดครองปราสาทต้นกำเนิดจะทำให้อีกฝ่ายอ่อนแอลงมาก อัตราความสำเร็จในการใช้พลังต่างๆ จะลดลงหลายระดับ แถมประสิทธิภาพก็ยังด้อยลง
หากไคลน์ปั่นป่วนปราสาทต้นกำเนิด ผนวกกับการที่ผนึกของหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์อ่อนแอลง อามุนด์จะมีโอกาสขโมยสำเร็จเพิ่มขึ้น
ณ ดินแดนเทพทอดทิ้ง บริเวณปลายเท้าของเงายักษ์ขนาดมหึมาซึ่งเป็นร่างจำแลงของเทพสุริยันบรรพกาล เหนือผิวทะเลที่อันแน่นไปด้วยทุกสีสันบนโลก ข้อความภาษาเก่าแก่ที่สุดของโลกปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว:
“ราชันเร้นลับคืนชีพล้มเหลว มีการแทรกแซงมากเกินไป”
ขณะประโยคดังกล่าวก่อตัวเสร็จสมบูรณ์ เป็นเวลาเดียวกับที่ไคลน์พยายามแก่งแย่งการควบคุมปราสาทต้นกำเนิด ส่วนเหล่าอามุนด์คอยขโมยคุณสมบัติ ‘กลางวันนิรันดร์’ ภายในตัวราชันเร้นลับ
ในอีกด้านหนึ่ง อามุนด์ประสบความสำเร็จในการขโมย ‘ภวังค์หลับลึกนิรันดร์’ จากอันทีโกนัส
โดยไม่มัวรีรอ อามุนด์ทำการย้ายภวังค์หลับลึกไปยัง ‘ร่างเดิม’ ของไคลน์ด้วยการ ‘มอบ’ ให้ราชันเร้นลับ
ออร่าของตัวตนโบราณที่คืนชีพพลันเงียบสงัด แต่เพียงไม่นานก็ฟื้นตัวกลับมาทันที
ในวินาทีนี้ ประโยคหนึ่งถูกเขียนขึ้นบนหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ที่ผนึกอ่อนแอลงมาก
“ที่นี่ไม่อนุญาตให้คืนชีพคนตาย!”
ทันใดนั้น เจตจำนงอันน่าสะพรึงภายใน ‘ร่างเดิม’ ของไคลน์อ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว มีแนวโน้มที่จะหลับใหลกลับไปอีกครั้ง
ทว่า เจตจำนงดังกล่าวทรงพลังเป็นอย่างมาก ไม่ยอมหลับใหลแม้จะผ่านไปแล้วครู่หนึ่ง ภายใต้พันธนาการทั้งสองชนิด มันกลับยังคงความแน่วแน่ไว้ได้และค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมา แถมยังพยายามใช้ ‘แผลง’ กับ ‘ปั่นหัว’ เพื่อให้รอดพ้นจากสถานการณ์วิกฤติ
ไคลน์สัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายกำลังระดมพลังปราสาทต้นกำเนิด จึงตั้งสมาธิและแทรกแซงทันที
ในเวลาเดียวกัน เทพธิดารัตติกาลที่ลอยอยู่เหนือวังโบราณ เริ่มผ่อนคลายการตรึงร่างต้นของอามุนด์ลง ก่อนจะดึงเครื่องประดับทองคำรูปนกออกมาพร้อมกับเล็งมาทางด้านล่าง
ประตูมายาหลายชั้นพลันพรั่งพรูออกจากดวงตาสีทองแดงของเครื่องประดับรูปนก เกิดเป็นหยดน้ำไร้สีซึ่งมีออร่าอันทรงพลังของความเงียบสงัดนิจนิรันดร์ หยดลงบน ‘ร่างเดิม’ ของไคลน์ในวังโบราณ
หยดน้ำจากแม่น้ำอันธการนิรันดร์!
ขณะเทพธิดาลงมือ อามุนด์ร่างต้นที่พยายามเปิดประตูหลบหนีมาตลอด เริ่มเคลื่อนไหวช้าลงจากเดิมโดยนัย
หยดน้ำแหวกอากาศลงมาด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง กำแพงธรรมชาติที่สร้างโดยพระแม่ธรณี และม้วนภาพอารยธรรมของเทพจักรกลไอน้ำ ต่างก็รีบแหวกทางเล็กๆ เพื่อหลบให้
แปะ! น้ำจากแม่น้ำอันธการนิรันดร์หยดลง ‘ร่างเดิม’ ของไคลน์อย่างแม่นยำ ก่อนจะซึมเข้าไปใต้ผิวหนังอย่างเงียบงัน
ออร่าของราชันเร้นลับที่ค่อยๆ ฟื้นฟูกลับมา ถึงคราวถดถอยอย่างก้าวกระโดด ความผันผวนเลือนหายไป เหลือเพียงภวังค์หลับลึกชั่วนิรันดร์
อย่างไรก็ดี สถานะดังกล่าวยังไม่มั่นคง สามารถพังลงได้ทุกเมื่อ
ในเวลาเดียวกัน มือข้างที่ว่างเปล่าของเทพธิดารัตติกาล ดึงดาบยาวเล่มยักษ์ออกจากความว่างเปล่า
ผิวดาบยาวฉาบด้วยแสงสีส้มอมแดง แผ่ออร่าเสื่อมโทรมพร้อมกับแสงสนธยา
นี่คือสัญลักษณ์ของ ‘ยักษ์สนธยา’
เทพธิดารัตติกาลเหยียดแขนซึ่งปกคลุมด้วยขนสั้นสีดำ ฟาดดาบยักษ์ขนาดมหึมาลงไป
เธอสำรองพลังเก็บไว้ส่วนหนึ่ง ราวกับเตรียมไว้ใช้ในเวลานี้โดยเฉพาะ!
ท่ามกลางเสียงความว่างเปล่าแตกละเอียดและผุกร่อน ดาบยาวซึ่งปกคลุมด้วยแสงสนธยา ฟันทะลุลงไปถึงหลังคาโดมของวังอันทีโกนัส ส่งผลให้ศพมากมายที่ถูกแขวนอยู่หล่นกระจัดกระจาย
ทันทีหลังจากนั้น คลื่นดาบกระแทกเข้ากับ ‘ร่างเดิม’ ของไคลน์ซึ่งยังไม่หยุดพ้นจากภวังค์หลับลึกชั่วนิรันดร์
เศษเสี้ยวเจตจำนงแห่งการคืนชีพของราชันเร้นลับดับวูบลงในพริบตา ร่างที่เป็นภาชนะทรุดตัวลงกะทันหันอย่างมิอาจขัดขืน เอกลักษณ์ของเดอะฟูลบนใบหน้า และตะกอนพลังลำดับ 9 ถึง 1 ภายในร่างกาย ร่วงหล่นลงมากองรวมกันบนพื้น
ได้เห็นฉากตรงหน้า ไคลน์ไม่มัวรีรอ รีบทำตามแผนโดยการระดมพลังของปราสาทต้นกำเนิดเพื่อดึงสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์หนึ่งในสี่ส่วนออกมาปกคลุมกองวัตถุดิบ
ท่ามกลางหมอกสีขาว เอกลักษณ์ของเดอะฟูลและตะกอนพลังผสานเข้าด้วยกันโดยสมบูรณ์
พวกมันดูดซึมสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์โดยรอบเข้าไปจนอิ่มหนำ แปรสภาพกลายเป็นของเหลวสีเข้มลุ่มลึกไร้รูปร่าง
ของเหลวดังกล่าวยืดออกและก่อตัวเป็นสิ่งที่คล้ายกับเสื้อคลุมโปร่งแสงแปลกประหลาด หรือไม่ก็ชายคนหนึ่งซึ่งไม่มีเลือดเนื้อและอวัยวะภายใน
โอสถเดอะฟูล!
เหล่าอามุนด์เหยียดมือขวาออกพร้อมกันและลงมือ ‘ขโมย’ โอสถ
……………………………………………..
Related
บนใบหน้าอามุนด์ที่มีรูปลักษณ์แตกต่างกัน แว่นตาขาเดียวซึ่งมีรูปทรงแตกต่างกันไป เปล่งแสงบริสุทธิ์ออกมาโดยพร้อมเพรียง
นี่คือสิ่งที่ขโมยมาจากส่วนลึกของซากสมรภูมิแห่งเทพ เป็นพลัง ‘กลางวันนิรันดร์’ ที่เทพสุริยันบรรพกาลเคยใช้งาน มีคุณสมบัติในการชำระล้างความชั่วร้ายและสิ่งสกปรก อีกทั้งยังสามารถปลุกสิ่งที่หลับใหลให้ลืมตาตื่น
พวกมัน ‘มอบ’ สิ่งนี้ให้กับไคลน์
เมื่อผนวกกับพลังในการเสริมแกร่งผนึกจากอำนาจเส้นทางผู้ฝึกหัด สภาวะ ‘หลับลึกนิรันดร์’ ย่อมถูกทำลายลง
เพียงพริบตา ตราประทับทางจิตของอันทีโกนัส และเจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดินในร่างไคลน์พลันลืมตาตื่น อารมณ์ความบ้าคลั่ง ยิ่งใหญ่ ป่าเถื่อน กระหายเลือด และโหดเหี้ยม ก่อตัวเป็นพายุล่องหนพร้อมกับโหมกระหน่ำเข้าใส่จิตใจชายหนุ่มทันที
แทบจะในเวลาเดียวกัน บนใบหน้าของไคลน์ ภายในเอกลักษณ์ของเดอะฟูลที่ยังปรองดองไม่เสร็จ เจตจำนงอันทรงพลังราชันสวรรค์ฟ้าดินพลันเปิด ‘ตา’ ขึ้นในลักษณะเดียวกับสัตว์ร้ายที่หลับใหลในความมืดมานานหลายพันปี
ทันใดนั้น ความโกลาหลและภาวะใกล้คลุ้มคลั่งซึ่งเคยเผชิญได้ตอนต้น ได้หวนกลับมาเล่นงานจิตใจไคลน์อีกครั้ง แต่ชายหนุ่มมิได้ตื่นตระหนก เพียงลงมือตามแผนสำรองอย่างใจเย็น อาศัยพลังปลูกถ่ายเพื่อย้ายตราประทับทางจิตของอันทีโกนัส เข้าไปปะทะกับเจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดินภายในเอกลักษณ์ เป็นการส่งคู่อริที่เคย ‘ทะเลาะ’ กันมานานกว่าสองพันปี ให้กลับมาเผชิญหน้ากันอีกครั้ง
ในเวลาเดียวกัน ไคลน์อาศัยการตระหนักรู้ของตัวเอง และหลักยึดเหนี่ยวจากสาวกของเดอะฟูลกับเทพสมุทร สร้างสมดุลกับส่วนหนึ่งของเจตจำนงราชันสวรรค์ฟ้าดินภายในตะกอนพลังของตน เฉกเช่นเมื่อครั้งแยกหุ่นเชิดบริวารเร้นลับออกมา
หากไม่ติดขัดประการใด และทุกสิ่งดำเนินไปตามครรลองนี้ ไคลน์มีโอกาสที่จะสร้างสมดุลสำเร็จทั้งสองฝั่ง และบรรลุเป้าหมายในการปรองดองกับเอกลักษณ์ของเดอะฟูลโดยสมบูรณ์ หลังจากนั้นก็จะเป็นขั้นตอนสุดท้ายในพิธีกรรม ทว่า ในสภาพถูกอามุนด์รายล้อมทุกทิศเช่นนี้ มีหรือที่สถานการณ์จะไม่ติดขัด?
อามุนด์จำนวนมากเร่งมือเสริมความแข็งแกร่งให้กับผนึกของหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์และตะเกียงวิเศษประทานพร เพื่อลบกฎและข้อห้ามที่เพิ่งถูกบัญญัติขึ้น อามุนด์บางส่วน ‘มอบ’ กลางวันนิรันดร์ให้ไคลน์ และอามุนด์ส่วนน้อยพยายาม ‘ขโมย’ บางสิ่งจากไคลน์
สิ่งที่พวกมันต้องการขโมยก็คือ ‘การตระหนักรู้’ ของอีกฝ่าย
อามุนด์มากมายล้มเหลว แต่ก็ยังมีอามุนด์จำนวนหนึ่งประสบความสำเร็จ พวกมันขโมยการตระหนักรู้ของไคลน์ได้ราวสองวินาที
ความคิดไคลน์พร่ามัวทันที เมื่อปราศจากคนนำทาง ตราประทับทางจิตของอันทีโกนัส เจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดินสองส่วน และบรรดาหลักยึดเหนี่ยวของไคลน์ เข้าสู่ภาวะขาดสมดุลและเริ่มปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง ต่างฝ่ายต่างกัดกร่อนซึ่งกันและกัน
สถานการณ์กลายเป็นโกลาหลทันที และดูเหมือนว่าจะย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้แล้ว
ร่างกายไคลน์แตกสลายไปทีละนิด กลายเป็นกลุ่มก้อนหนอนโปร่งใสดีดดิ้น หนวดรยางค์ผิวลื่นดูชั่วร้ายยืดยาวกวัดแกว่งส่งเดช
ในเวลาเดียวกัน กฎล่าสุดของหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ถูกลบออก จากนั้นก็เขียนทับลงไปอีกครั้ง
“ที่นี่ไม่อนุญาตให้พูด!”
“ที่นี่ไม่อนุญาตให้โจมตี!”
ทันทีหลังจากนั้น เหนือกฎสองข้อดังกล่าว ประโยคที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นอีกครั้ง:
“กฎทั้งหมดหลังจากส่วนนี้ถือเป็นโมฆะ”
หลังจากผนึกถูกเสริมความแข็งแกร่ง ดูเหมือนว่าหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์จะเข้าสู่วัฏจักรอนันต์ใหม่ และดูเหมือนว่าเทพแห่งตะเกียงจะส่งอิทธิพลกับมันได้ไม่มากนัก
เพียงไม่นาน สติของไคลน์ฟื้นคืนกลับมา แต่สถานการณ์กำลังเผชิญวุ่นวายจนอยู่นอกเหนือความควบคุม
ชายหนุ่มมิอาจจำแนกขั้วอิทธิพลต่างๆ ได้อีก และไม่มีความหวังที่จะสร้างสมดุลขึ้นมาใหม่
กล่าวคือ ไคลน์กำลังมุ่งหน้าไปสู่ภาวะคลุ้มคลั่งและกลายพันธุ์
โดยแทบไม่เสียเวลาคิด ไคลน์พึ่งพาสัญชาตญาณและประสบการณ์ ตัดสินใจเลือกใช้งานแผนลับสุดท้าย
ชายหนุ่มเลิกรักษาสมดุลทางจิตใจ และไม่ให้ความสนใจในประเด็นนี้อีก
ไม่เพียงเท่านั้น ไคลน์ยังเป็นฝ่ายทำให้หุ่นเชิดบริวารเร้นลับกลายพันธุ์เป็นวังวนหนอนแมลงสีใส และนำมาผสานกับร่างต้นพร้อมกับตราประทับทางจิตของซาราธ
มันจะบ้าให้สุดทาง!
อย่างไรก็ดี ร่างโคลนของอามุนด์ไม่ปล่อยให้กระทำสิ่งใด นอกจากอามุนด์ส่วนที่ต่อสู้กับตะเกียงวิเศษประทานพรและหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ ส่วนที่เหลือล้วนพยายาม ‘ขโมย’ อย่างต่อเนื่อง ไม่ปล่อยให้ไคลน์มีโอกาสได้คิด หวังให้ชายหนุ่มเหม่อลอยอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งคลุ้มคลั่งโดยสมบูรณ์
อามุนด์ในเครื่องแบบบุรุษไปรษณีย์ประสบความสำเร็จในการขโมย แต่สิ่งที่ขโมยได้กลับไม่ใช่ความตระหนักของไคลน์ หากแต่เป็นเลือดสดหนึ่งหยด
เลือดดังกล่าวซึมเข้าไปในฝ่ามือของบุรุษไปรษณีย์อามุนด์ทันที
ทันทีหลังจากนั้น ดวงตาบุรุษไปรษณีย์อามุนด์กลายเป็นสีแดงเลือด ท้องของมันป่องออกด้วยความเร็วเหนือจินตนาการ ภายในท้องมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหว
คล้ายกับมันกำลังตั้งครรภ์!
สิ่งที่มันขโมยไปก็คือ หยดเลือดที่ได้รับพรจากดวงจันทร์บรรพกาล หรืออีกชื่อหนึ่งมือมารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทราม!
เมื่อไคลน์เลิกสนใจตราประทับทางจิตของอันทีโกนัส เจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดิน และบรรดาหลักยึดเหนี่ยว มันก็ไม่จำเป็นต้องจดจ่ออยู่กับความยุ่งเหยิงตลอดเวลา สามารถแบ่งสมาธิบางส่วนคอยตอบสนองการขโมยของอามุนด์ได้
ไคลน์ใช้พลังปลูกถ่ายเพื่อย้ายเป้าหมายการขโมยของอามุนด์ ไปยัง ‘หยดเลือด’ ในกองขยะบนปราสาทต้นกำเนิด – หยดเลือดที่ได้รับพรจากดวงจันทร์บรรพกาล
เลือดของราชาหมอผีคารามัน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า แต่ละร่างโคลนของอามุนด์ย่อมมีการเชื่อมโยงระหว่างกัน และไม่มีทางที่พวกมันจะเป็นตัวตนในลำดับ 0 ดังนั้น เมื่อบุรุษไปรษณีย์อามุนด์ตั้งครรภ์ เหล่าอามุนด์ที่เหลือย่อมเกิดความปั่นป่วนในทำนองเดียวกัน บางตัวท้องป่องออกมา บางตัวมีดวงตาสีแดงเลือด และบางตัวกำลังอุ้มทารกล่องหนพลางหมุนไปรอบๆ
ส่งผลให้ความพยายามในการขโมย กลายเป็นล้มเหลวทั้งหมด
ไคลน์ฉวยโอกาสที่สติกำลังมั่นคงชั่วขณะ ระดมพลังปราสาทต้นกำเนิดเพื่อสร้าง ‘ม่าน’ ปกคลุมทั่วห้องโถงภายในวังโบราณ
ที่นี่กลายเป็นดินแดนซ่อนเร้นอีกครั้ง
ถัดมา ชายหนุ่มมิได้แยแสตราประทับทางจิตของอันทีโกนัส ตราประทับทางจิตของซาราธ และเจตจำนงทั้งสองส่วนของราชันสวรรค์ฟ้าดินซึ่งเริ่มหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน เพียงออกคำสั่งกับร่างโคลนสภาพดีของตนที่ยืนเหม่อลอยอยู่ไม่ไกล ให้เหยียดแขนมาทางร่างต้น
นิ้วทั้งห้าของมือข้างดังกล่าว พับเข้าการกันอย่างรวดเร็วพร้อมกับบิดข้อมือ
เนื่องจากไคลน์มิได้ขัดขืน แถมยังให้ความร่วมมือแต่โดยดี หลังจากล้มเหลวเพียงไม่กี่ครั้ง ร่างโคลนที่ระดมพลังจากปราสาทต้นกำเนิด ประสบความสำเร็จในการขโมยชะตากรรม หลักยึดเหนี่ยว การตระหนักรู้ และตัวตนของไคลน์เกือบทั้งหมด
ตัวตนเดียวที่ชายหนุ่มเหลือทิ้งไว้ในร่างก็คือ ‘เดอะฟูล’
ขณะเดียวกัน มันยังลงมือ ‘ขโมย’ ตัวตน ชะตากรรม และตราประทับทางจิตของบรรพชนอันทีโกนัส โดยประสบความสำเร็จภายในไม่กี่หนด้วยเหตุผลเดียวกับการขโมยครั้งแรก
เมื่อสายน้ำแห่งแสงซึ่งเต็มไปด้วยแควย่อยปรากฏขึ้น ใบหน้าของร่างโคลนไคลน์เกิดบิดเบี้ยว ก่อนจะเปลี่ยนรูปลักษณ์เป็นไคลน์·โมเร็ตติที่มีกลิ่นอายคล้ายคลึงเกอร์มัน·สแปร์โรว์
มันกลายเป็นร่างต้น ร่างต้นที่ไม่มีตะกอนพลัง!
แน่นอนว่า การตระหนักรู้และหลักยึดเหนี่ยวของไคลน์ ยังคงต้องต่อสู้กับตราประทับทางจิตของบรรพชนอันทีโกนัส แต่เมื่อเทียบกับสถานการณ์ก่อนหน้า ปัญหาในปัจจุบันแก้ไขได้ง่ายกว่ามาก
เนื่องจากคุ้นชินกับตัวตนอันทีโกนัสเป็นอย่างดี ไคลน์จึงพบสมดุลใหม่ภายในเวลาอันสั้น ช่วยยืดชะตากรรมที่ต้องคลุ้มคลั่งออกไปก่อน
แม้จะยังสลัดชะตากรรมดังกล่าวไม่หลุด แต่ก็มีเวลาพอที่จะแก้ไขสถานการณ์
อีกด้านหนึ่ง ในร่างเดิมซึ่งเคยเป็นของไคลน์ สิ่งที่ยังหลงเหลือประกอบไปด้วย: เอกลักษณ์ของเดอะฟูล, ตะกอนพลังจาก ‘ม่าน’ , ตะกอนพลังของซาราธ, ตะกอนพลังเล็กๆ น้อยๆ ที่ไคลน์กินเข้าไปเมื่อนานมาแล้ว, เจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดิน, ตราประทับทางจิตของซาราธ และตัวตนของเดอะฟูล
และเมื่อไม่มีทั้งการตระหนักรู้ของไคลน์ ตราประทับทางจิตของอันทีโกนัส และหลักยึดเหนี่ยว ตราประทับทางจิตของซาราธได้เผชิญความพ่ายแพ้ในพริบตา ถูกกัดเซาะโดยเจตจำนงที่ต้องการคืนชีพอย่างแรงกล้าของราชันสวรรค์ฟ้าดินที่รวมสองก้อนเป็นหนึ่ง
วินาทีถัดมา ร่างเดิมของไคลน์พลันแน่นิ่ง
ภาวะการแยกตัวหยุดลง ลำตัวตั้งตรงในท่าก้มศีรษะเล็กน้อย หนวดรยางค์ผิวลื่นไม่เคลื่อนไหว ราวกับดวงวิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง
ในสถานการณ์เช่นนี้ ความเงียบน่ากลัวยิ่งกว่าการคลุ้มคลั่งหลายเท่านัก
ร่างกายที่ไม่ขยับเขยื้อน ยิ่งดูเหมือนกำลังจะให้กำเนิดสัตว์ร้ายสุดแสนน่าสะพรึง!
แต่ไคลน์มิได้แยแส เพียงรีบ ‘ปลูกถ่าย’ การเชื่อมต่อระหว่าง ‘ร่างเดิม’ เข้ากับสายหมอกสีเทา
ถัดมา มันเปลี่ยนไปเล็งเป้าอันทีโกนัสบนเก้าอี้หินยักษ์
เมื่อไม่ได้รับความช่วยเหลือจากอามุนด์ ฮาล์ฟฟูลรายนี้จึงยังไม่หลุดพ้นจากภวังค์หลับลึกนิรันดร์
ไคลน์เหยียดแขนขวาอีกครั้ง ลงมือ ‘ขโมย’ ตะกอนพลังลำดับ 9 ถึง 1 ที่ยังหลงเหลือในตัวอีกฝ่าย
แม้ในปัจจุบันจะสวมตัวตนและชะตากรรมของอันทีโกนัส แต่การขโมยก็ยังไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นปรกติที่จะล้มเหลวต่อเนื่อง
ในเวลาเดียวกัน ร่างโคลนอามุนด์ซึ่งอยู่ด้านนอก ‘ดินแดนซ่อนเร้น’ ที่สร้างโดยปราสาทต้นกำเนิด ทยอยได้สติกลับมาจากความโกลาหล
พวกมันยกมือขึ้น ขยับกรอบแว่นตาขาเดียวเพื่อให้แสงสีแดงเลือดในดวงตาเลือนหายไป บางส่วนก้มมองท้องและเลื่อนมือลงไปลูบคลำ
วินาทีถัดมา ท้องอันปูดโปนของแต่ละคนทยอยถูกผ่า ทารกสีแดงจางไหลออกมาทีละหนึ่ง
ทารกเหล่านี้มิได้ร้องไห้หรือพิการ เด็กทุกคนต่างหยิบแว่นผลึกออกจากความว่างเปล่าอย่างง่ายดายและสวมไว้ที่ตาขวา
อามุนด์มีจำนวนเพิ่มขึ้น
มันเปลี่ยนทารกที่เกิดใหม่ให้เป็นร่างโคลนของตัวเอง เพื่อป้องกันมิให้ร่างต้นถูกดวงจันทร์บรรพกาลกัดกร่อน
ณ ปัจจุบัน ทั้งพระแม่ธรณีและเทพจักรกลไอน้ำเริ่มเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่าในศึกของตัวเอง จึงสามารถแบ่งพลังแทรกแซงสถานการณ์ภายในวังโบราณได้เล็กน้อย
เพียงพริบตา อามุนด์บางส่วนถูกเปลี่ยนให้เป็นพืชพรรณบานสะพรั่งและกลับคืนสู่ผืนธรณี บางส่วนถูกเปลี่ยนให้เป็นกลุ่มก้อนความรู้ ข้อมูล และถ้อยคำ จากนั้นก็ถูกสลักลงบนหนังสือมายา
อย่างไรก็ดี ยังมีอามุนด์อีกส่วนหนึ่งที่หลีกเลี่ยงอิทธิพลจากสองเทพแท้จริงสำเร็จ ทั้งจากการใช้บลิงค์ อาศัยช่องโหว่ และหลอกลวงกฎ โดยหลังจากนั้น ขณะพวกมันเสริมความแข็งแกร่งให้ผนึก เพื่อกำราบตะเกียงวิเศษประทานพรและหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ บางส่วนเปิดประตูเข้าสู่ดินแดนซ่อนเร้นที่ไคลน์สร้างขึ้น
ในเวลาเดียวกัน เหล่าเทวทูตเริ่มตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงบนโลกดารา แต่สายตาของพวกมันมิอาจทะลวงผ่านบาเรียทางธรรมชาติของพระแม่ธรณี และม้วนภาพอารยธรรมของเทพจักรกลไอน้ำเข้ามาได้ จึงไม่มีใครมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายใน
กล่าวคือ ต่อให้พวกมันต้องการลงมือ แต่ก็อ่อนแอเกินกว่าจะทำสำเร็จ
ภายในดินแดนซ่อนเร้นที่สร้างโดยปราสาทต้นกำเนิด หลังจากเผชิญความล้มเหลวหลายหน ในที่สุดไคลน์ก็ประสบความสำเร็จในการขโมยตะกอนพลังลำดับ 9 ถึง 1 ที่ถูกย่อยเสร็จสมบูรณ์!
จากกฎการดึงดูดของเส้นทางใกล้เคียง ผนวกกับเรื่องที่อันทีโกนัสมีชีวิตยืนยาวหลายพันปี แถมยังเคยเปลี่ยนผู้คนให้เป็นหุ่นเชิดมานับไม่ถ้วน มันย่อมซึมซับตะกอนพลังเหล่านั้นเข้ามาในร่างกาย ส่งผลให้ร่างของอันทีโกนัสในปัจจุบัน ยังหลงเหลือตะกอนพลังเส้นทางนักทำนายอีกเป็นจำนวนมาก และหนึ่งในนั้นคือผู้ชี้นำปาฏิหาริย์
จุดแสงสีดำลอยเข้ามาผสานกับร่างไคลน์อย่างรวดเร็ว หลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน
และเนื่องจากไคลน์ในปัจจุบันคืออันทีโกนัส ตะกอนพลังลำดับ 9 ถึง 1 ที่เคยถูกอันทีโกนัสย่อยเสร็จสมบูรณ์ จึงไม่สร้างมลพิษทางจิตใจเพิ่มเติม ชะตากรรมการคลุ้มคลั่งของไคลน์ยังคงทรงตัว
ลงเอยด้วย ไคลน์กลายเป็นลำดับ 1 บริวารเร้นลับที่ย่อยโอสถเสร็จสมบูรณ์อีกครั้ง แต่ยังหนีชะตากรรมที่ต้องคลุ้มคลั่งไม่พ้น
ทันใดนั้นเอง ‘ร่างเดิม’ ของไคลน์เงยหน้าขึ้นด้วยดวงตามืดมิด
เพียงถูกจ้องมอง ความคิดไคลน์ในร่างปัจจุบันพลันเฉื่อยชา อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลงโดยมิอาจต้านทานขัดขืน
เจตจำนงอันแข็งแกร่งที่คุ้นเคยค่อยๆ แผ่ขยายทีละนิด พยายามสร้างอิทธิพลบางอย่างกับปราสาทต้นกำเนิด
ในวินาทีนี้ ราชันเร้นลับได้คืนชีพกลับมาบางส่วนภายใน ‘ร่างเดิม’ ของไคลน์
เดอะฟูลกลายเป็น ‘ตัวตนอันยิ่งใหญ่’ ผู้พยายามทวงคืนพลังอำนาจของตน สอดคล้องกับสิ่งที่ชาวชุมนุมทาโรต์เข้าใจมาตลอด แต่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์
ก่อนที่ความคิดจะหยุดนิ่งโดยสมบูรณ์ ไคลน์ตัดสินใจร่วมมือกับอามุนด์ โดยการยกเลิก ‘ดินแดนซ่อนเร้น’ และปล่อยให้สถานการณ์ภายนอกแทรกซึมเข้ามายังภายใน
ชายหนุ่มสามารถ ‘ปั่นหัว’ ประวัติศาสตร์ได้สำเร็จตามแผนที่วางไว้ แต่คำถามที่ว่า เรื่องราวจะปิดฉากลงอย่างไร มันเองก็ไม่มีคำตอบเช่นกัน
เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แผนการสุดท้ายที่ไคลน์เลือกใช้ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญจึงเป็น:
ทุบหม้อข้าวตัวเองทิ้ง เปลี่ยนจากพิธีกรรมปรองดองกับเอกลักษณ์ของเดอะฟูล ไปเป็นพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เดอะฟูลตัวจริง!
ไม่ว่าผลลัพธ์จะลงเอยเช่นไร มันก็ไม่เลวร้ายไปกว่าปัจจุบันแล้ว
…………………………………
Related
แม่มดจำนวนนับไม่ถ้วนที่มีขนาดแตกต่าง กำลังสร้างความพังพินาศให้แก่ทุกสิ่ง ยอดเขาหลักของเทือกเขาโฮนาซิสค่อยๆ กลายเป็นลูกบอลหินขนาดยักษ์
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว กำแพงชั้นนอกของวังที่ทรุดโทรมพังทลายลงอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นไคลน์ใจกลางห้องโถง รวมถึงร่างโคลนและหุ่นเชิดที่ถูกนำขึ้นมายังโลกดารา
ขณะหนวดรยางค์คล้ายงูดำกำลังพุ่งเข้าไปในวัง พระจันทร์สีแดงเข้มพลันปรากฏขึ้นท่ามกลางฉากวินาศสันตะโร
ด้านนอกห้องโถงที่อาบด้วยแสงจันทร์ กอข้าวสาลี ดอกไม้ เห็ด และต้นไม้พลันเบ่งบานงอกเงย พวกมันถักสานเข้าด้วยกัน หลายต่อหลายชั้น กลายเป็นปราการที่ช่วยผนึกวังซึ่งเคยเป็นของอันทีโกนัสไว้อย่างแน่นหนา
ในวินาทีนี้ คล้ายกับห้องโถงที่ไคลน์กำลังอยู่ แปรสภาพกลายเป็นซากอารยธรรมโบราณซึ่งถูกฝังใต้ประวัติศาสตร์และพืชพรรณมานานนับพันปี กลางเป็นโบราณสถานที่ถูกธรรมชาติกลืนกินโดยสมบูรณ์
หนวดรยางค์งูดำซึ่งสุดปลายมีดวงตา ถูกพืชพรรณที่กำลังเจริญเติบโตอย่างบ้าคลั่งกีดขวางเส้นทางไว้ทุกทิศ
พวกมันหดกลับเล็กน้อย ก่อนจะพุ่ง ‘กระแทก’ อุปสรรคทางธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง บรรจงเปลี่ยนแมกไม้ให้กลายเป็นหินแหลกไปทีละชั้นด้วยพละกำลัง
อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาลี ดอกไม้ เห็ด หรือต้นไม้ พวกมันล้วนงอกกลับมาใหม่อย่างรวดเร็ว – หลังจากกลายเป็นหินและกลับสู่อ้อมกอดพระแม่ธรณี พืชนานาพรรณล้วนกลับมาเจริญงอกงามในพริบตา
ส่งผลให้บาเรียทางธรรมชาติ ถูกสร้างใหม่สลับกับถูกทำลายอย่างต่อเนื่องในสภาวะสมดุล
พระแม่ธรณีซึ่งควบคุมเอกลักษณ์เส้นทางจันทรา สามารถคานอำนาจกับ ‘แม่มดบรรพกาล’ ชีคได้อย่างสมบูรณ์
ทันใดนั้นเอง ‘แสง’ ที่ผู้วิเศษส่วนใหญ่มองไม่เห็น โปรยปรายลงมาจากมุมสูง ปะทะเข้ากับบาเรียทางธรรมชาติซึ่งมีรากฐานเป็นต้นไม้
แสงดังกล่าวไม่มีมวลสาร ราวกับประกอบกันจากกระแสข้อมูลอันซับซ้อนและมายา พวกมันแทรกผ่านช่องว่างระหว่างต้นไม้ราวกับกระแสน้ำ พุ่งตรงไปทางไคลน์ซึ่งกำลังจะคว้าหน้ากากโปร่งแสง
ปราชญ์เร้นลับ!
ทันใดนั้นเอง แสงสว่างถูกยิงออกจากความว่างเปล่า ก่อตัวเป็นภาพฉายของ ‘ม้วนภาพ’ รอบตัวไคลน์
บ้างบันทึกความไร้อำนาจและความทุกข์ยากของมนุษย์ขณะเผชิญหน้าสิ่งมีชีวิตที่เหนือกว่า บ้างจำลองฉากเหตุการณ์ที่มนุษย์ยอมเสี่ยงทำการทดลองกับตัวเอง ด้วยการผสานวัตถุดิบวิเศษเข้ากับร่างกายเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและกอบกู้เผ่าพันธุ์ บ้างบรรยายฉากของขนมธรรมเนียม ค่านิยม หนังสือ และสิ่งประดิษฐ์อันประหลาดที่ได้รับอิทธิพลมาจากจักรพรรดิมืด บ้างเป็นการจำลองภาพของโลกยุคปัจจุบัน มีเครื่องจักรขนาดยักษ์ที่คอยพ่นไอน้ำ อาคารสูงเรียงราย และเสื้อผ้าที่ช่วยให้เคลื่อนไหวได้คล่องตัว
เนื้อหาเหล่านี้ทำให้ม้วนภาพแผ่นบางกลับดูหนักอึ้ง เนื่องจากอัดแน่นไปด้วยอารยธรรม ความตื่นตัว และพัฒนาการของสังคมมนุษย์ในแต่ละยุคสมัย
ย้อนกลับไปในตอนนั้น แม้ ‘เทพช่างฝีมือ’ จะมิได้ย่อยโอสถลำดับ 1 ‘ผู้เบิกเนตร’ ให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนจะเลื่อนเป็นลำดับ 0 ด้วยหลากหลายเหตุผล แต่มันก็ยังสามารถรักษาสติสัมปชัญญะเอาไว้ได้ อย่างไรก็ดี ทางเลือกดังกล่าวทำให้มันต้องเบ่งสมาธิไปกับการกำราบความบ้าคลั่งมากกว่าปรกติ ดังนั้น เมื่อเทียบกับเหล่าเทพจารีตด้วยกัน เทพจักรกลไอน้ำยังด้อยกว่าเทพที่เหลือเล็กน้อย
เหตุผลที่โบสถ์จักรกลไอน้ำเป็นองค์กรจารีตที่อ่อนแอที่สุด ไม่ใช่แค่เพราะมีการสั่งสมประวัติศาสตร์น้อยกว่าใคร แต่ยังเป็นเพราะเทพของพวกมันมิได้อยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อม
แต่เมื่อโรซายล์เริ่มปฏิวัติอุตสาหกรรมโลกในนามของ ‘บุตรแห่งไอน้ำ’ ด้วยแนวคิดอันแปลกใหม่ ‘เทพช่างฝีมือ’ จึงถือโอกาสเปลี่ยนชื่อเป็น ‘เทพจักรกลไอน้ำ’ และทำการ ‘เบิกเนตร’ ให้กับอารยธรรมมนุษย์ จนกระทั่งย่อยโอสถลำดับ 1 เสร็จสมบูรณ์ในภายหลัง
ในฐานะเทพแท้จริงเส้นทางใกล้เคียงกัน เมื่อปราชญ์เร้นลับประกาศตัวว่าเป็นศัตรูของไคลน์ จักรกลไอน้ำจึงเลือกยืนข้างห้าเทพจารีตที่เหลือและออกตัวปกป้องไคลน์ทันที
กระแสข้อมูลอันน่าสะพรึงพุ่งปะทะม้วนภาพมายาเข้าอย่างจัง จากนั้นก็พองตัวออกและพยายามทำลาย ‘กรง’ ทิ้ง
ทว่า อารยธรรมนับพันปีย่อมกว้างใหญ่และมั่นคง ประวัติศาสตร์ของมนุษย์จากรุ่นสู่รุ่นซึ่งมีประชากรรวมหลักพันล้าน คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่อลังการและเปี่ยมไปด้วยความวิจิตร ย่อมทนรับกระแสข้อมูลจากปราชญ์เร้นลับได้สบาย
ขณะปราชญ์เร้นลับพยายามทำลายกรงของเทพจักรกลไอน้ำ ภายในห้องโถงอันทีโกนัสซึ่งถูกผนึกไว้ด้วยแนวต้นไม้หลายชั้น หนวดรยางค์ผิวเรียบของไคลน์เยื่อออกไปสัมผัสกับหน้ากากโปร่งใสซึ่งเป็นตัวแทนเดอะฟูล จากนั้นดึงกลับมาใกล้ใบหน้า
ทันทีที่หน้ากากถูกสวมลงบนใบหน้าไคลน์ ร่างจำนวนมากปรากฏขึ้นรอบตัว
บ้างเป็นชายหนุ่มสวมชุดบุรุษไปรษณีย์ บ้างเป็นนกธรรมดา บ้างเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จำนวนของพวกมันคือหลักหลายร้อยไปจนถึงพัน
ห้องโถงซึ่งแต่เดิมมีเพียงศพถูกแขวนไว้กลางอากาศ กลายสภาพเป็นพลุกพล่านในบันดล
สิ่งที่ทุกร่างมีเหมือนกันก็คือ ดวงตาข้างขวาจะสวมแว่นขาเดียว หรือไม่ก็เป็นสัญลักษณ์วงกลมสีตัดกับผิวหนังในตำแหน่งนั้น
อามุนด์!
ร่างโคลนของมิสเตอร์ข้อผิดพลาดอามุนด์!
ไม่มีใครเอะใจเลยว่า อามุนด์ฉวยโอกาสจากการบุกรุกของแม่มดบรรพกาลและปราชญ์เร้นลับเพื่อตลบหลังและเจาะช่องโหว่ จากนั้นก็เข้าประชิดตัวเป้าหมายอย่างเงียบเชียบ
เมื่อเห็นไคลน์กำลังสวมหน้ากากโปร่งแสงและเตรียมปรองดองกับเอกลักษณ์ของเดอะฟูล เหล่าอามุนด์ต่าง ‘ยิ้ม’ โดยพร้อมเพรียง จากนั้นก็อ้าปากพ่นถ้อยคำที่คนธรรมดามิอาจทำความเข้าใจ
ถ้อยคำเหล่านี้เรียงร้อยกันเป็นประโยคอันน่าสยดสยองและเปี่ยมไปด้วยความบ้าคลั่ง
“เจ้าดูแคลนแม่มดบรรพกาลเกินไป…”
“สำหรับหล่อน เมดีซีที่เพิ่งฟื้นตัวกลับมาในลำดับ 1 ไม่ใช่ภัยคุกคามแม้แต่น้อย…”
“สิ่งที่หล่อนปรารถนามากที่สุดในตอนนี้ก็คือ การถือกำเนิดของราชันเร้นลับโดยเร็วเพื่อคลายผนึกให้ทวีปตะวันตก เปิดโอกาสให้หล่อนได้ค้นหาเมืองแห่งหายนะ…”
“และไม่ต้องสงสัยเลยว่า ข้าเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าเจ้า เจ้ายังอ่อนแอเกินไป…”
“หึหึ… เจ้ายังรอความช่วยเหลือจากมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายหรือไม่ก็มารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทรามอยู่สินะ?”
“เปล่าประโยชน์ ข้าวางศิลาเย้ยเทพแผ่นที่หนึ่งไว้ในทะเลหมอกใกล้กับทางเข้านรก ไม่หากจากเกาะโบราณนั่นมากนัก…”
“นอกจากนั้น การเสริมความแข็งแกร่งของ ‘ผนึก’ ผ่านอำนาจของ ‘ประตู’ และการเสริมพลังให้กับ ‘บาเรียโลก’ ด้วยอำนาจของ ‘ครึ่งพระเจ้า’ สามารถกำราบมิให้เทพภายนอกแทรกแซงโลกใบนี้ได้ชั่วคราว…”
“และเมื่อปราศจากอิทธิพลของเทพภายนอก ด้านมืดเอกภาพและเทพผู้ถูกล่ามย่อมไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวในศึกระหว่างทวยเทพ ตรงกันข้าม พวกเขาจะฉวยโอกาสนี้เพื่อสลัดให้หลุดจากการพันธนาการ…”
“นอกจากนั้น พวกเขายังหวังให้มีราชันเร้นลับถือกำเนิดโดยเร็ว ตัวเองจะได้หลุดพ้นจากสภาพอันเลวร้ายเสียที… ถ้าไม่ใช่เพราะการไปกระตุ้นพวกเขา จะทำให้อิทธิพลกัดกร่อนจากเทพภายนอกรุนแรงขึ้น มั่นใจได้เลยว่าข้าจะทำข้อตกลงกับพวกเขา เพื่อร่วมมือกันกำจัดเจ้าแน่นอน…”
อามุนด์จงใจสอดแทรกข้อเท็จจริงไปในเสียงเพรียก เพื่อให้ไคลน์ได้รับผลกระทบสองทางในเวลาเดียวกัน หนึ่งคือการกัดกร่อนทางจิตใจจากผลของเสียงเพรียกโดยตรง และอีกหนึ่งคือการเบี่ยงเบนความสนใจด้วยเนื้อหา
สำหรับอามุนด์ การทำเช่นนี้มิได้สิ้นเปลืองเวลาแต่อย่างใด ในแง่หนึ่ง เนื่องจากหนอนกาลเวลาแต่ละตัวสามารถเปล่งเสียงแยกกันได้ การมีร่างโคลนจำนวนมากจึงช่วยให้มันสร้างประโยคยาวๆ เสร็จในพริบตา และในอีกแง่หนึ่ง การทำเช่นนี้ช่วยให้มันผสานข้อมูลเข้ากับเสียงเพรียกได้ด้วย หนึ่งคำจึงสามารถส่งอิทธิพลได้หลายทาง
เพียงพริบตา เสียงเพรียกของอามุนด์ถาโถมเข้าใส่โสตประสาทไคลน์อย่างท่วมท้น พวกมันเป็นราวกับใบมีดแหลมคม ทะลุทะลวงผ่านดวงวิญญาณและกรีดเฉือนจิตใจด้วยความอำมหิต
ในสถานการณ์ปรกติ ด้วยระดับตัวตนปัจจุบัน ไคลน์สามารถเพิกเฉยเสียงเพรียกในลำดับ 1 ได้โดยสมบูรณ์ แต่ ณ ตอนนี้ ชายหนุ่มกำลังปรองดองกับเอกลักษณ์ของเดอะฟูล สมดุลของจิตใจจึงเปราะบางเป็นอย่างมาก
ในสถานการณ์ดังกล่าว ลำพังฟางเส้นเดียวก็สามารถพังบ้านได้ทั้งหลัง นับประสาอะไรกับร่างโคลนอามุนด์จำนวนมาก
ไม่เพียงเท่านั้น ขณะจิตใจไคลน์กำลังเผชิญความเจ็บปวดแสนสาหัส และการตระหนักรู้ตัวเองกำลังปั่นป่วนสับสน ตราประทับทางจิตของอันทีโกนัสและเจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดินในร่างกายซึ่งเคยหลับใหล ได้ค่อยๆ ตื่นขึ้นมาทีละนิด
เนื่องจาก ‘หลับลึกนิรันดร์’ ถูกจำแนกให้เป็นผนึกระดับสูง อามุนด์ซึ่งปรองดองเอกลักษณ์ของ ‘ประตู’ เรียบร้อยแล้ว ย่อมมีอำนาจในการทำให้ผนึกอ่อนแอลงหรือสลายไปอย่างง่ายดาย!
นอกจากนั้น หน้ากากโปร่งแสงที่ไคลน์เพิ่มสวมลงบนใบหน้า – เอกลักษณ์ของเดอะฟูลซึ่งเปี่ยมไปด้วยเจตจำนงในการคืนชีพอย่างแรงกล้าของราชันสวรรค์ฟ้าดิน ก็ค่อยๆ เป็นอิสระจากผนึกหลับลึกนิรันดร์ และนำพาปัญหามาสู่ร่างต้นไคลน์
โดยแทบไม่ต้องใช้พลังพิเศษ ลำพังเสียงเพรียกของเหล่าอามุนด์ ก็มากพอจะทำให้ไคลน์เสียสมดุลอย่างหนัก เกือบจะคลุ้มคลั่งคาที่
ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่าผลลัพธ์ดังกล่าวจะมิอาจย้อนกลับไปเป็นแบบเดิมได้ เว้นเสียแต่จะใช้ ‘น้ำ’ จากแม่น้ำอันธการนิรันดร์ในปริมาณมากขึ้น เพื่อกำราบตราประทับทางจิตของอันทีโกนัส และเจตจำนงอันแกร่งกล้าของราชันสวรรค์ฟ้าดินให้กลับไปหลับใหลอีกครั้ง
แต่ในวินาทีนี้ ต่อให้มีน้ำจากแม่น้ำอันธการนิรันดร์เพิ่มเติม แต่เทพธิดารัตติกาลก็ไม่มีสมาธิมากพอที่จะแบ่งพลังไปกระทำสิ่งอื่น ไม่อย่างนั้นอาจล้มเหลวในการผนึกเทพแท้จริงสองเส้นทางอย่างอามุนด์
หากมองจากมุมนี้ ดูเหมือนว่าเหล่าอามุนด์จงใจ ‘สังเวย’ ร่างต้นเพื่อตรึงเทพธิดารัตติกาลไว้ และเปิดโอกาสให้ร่างโคลนทำลายพิธีกรรม
แม้จะเสี่ยงไปสักหน่อย แต่ผลลัพธ์ก็ออกมาดีทีเดียว
ทันใดนั้นเอง กระเป๋าเสื้อไคลน์พลันส่องแสง
แสงดังกล่าวมีสีทองซีดคล้ายกับน้ำเชื่อมเหนียว แผ่ปกคลุมทุกสิ่งโดยรอบในพริบตา
นอกจากไคลน์ สิ่งที่กำลังส่องแสงแบบเดียวกันยังมีร่างโคลน และหนังสือทองเหลืองแผ่นบางที่ถูกหุ่นเชิดขว้างกลับเข้ามาจากระยะไกล
0-02 หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์!
สมบัติปิดผนึกชิ้นดังกล่าวขยาย ‘ร่าง’ กลางอากาศ ท่ามกลางแสงสีทองอ่อนที่ฉาบปกคลุม หน้าหนังสือซึ่งเคยว่างทำการเขียนกฎขึ้นมาใหม่ เป็นกฎที่แตกต่างเดิมซึ่งเคยถูกลบทิ้งซ้ำไปซ้ำมา
“ที่นี่ไม่อนุญาตให้พูด!”
แม้ ‘ปาก’ ของร่างโคลนอามุนด์จะยังคงขยับขึ้นลง แต่กลับไม่มีเสียงใดถูกเปล่งออกมา
ถัดมาไม่นาน ประโยคใหม่ปรากฏขึ้นใต้กฎข้อเมื่อครู่:
“ที่นี่ไม่อนุญาตให้โจมตี!”
ตุ้บ! หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ตกลงบนพื้นและกางออกปลายฝ่าเท้าไคลน์
ภายใต้แสงจากตะเกียงวิเศษประทานพร มันหลุดพ้นจากวัฏจักรอนันต์ก่อนหน้า และเริ่มเขียนกฎที่เป็นประโยชน์ต่อตัวไคลน์
ได้เห็นฉากดังกล่าว เหล่าอามุนด์ตอบสนองแตกต่างกันไป
บางส่วนขยับกรอบแว่นตาขาเดียว จากนั้นก็ยกมือขวาขึ้นมาบีบพร้อมกัน เป็นการใช้อำนาจเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ผนึก
บนหน้าหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ เหนือกฎใหม่ซึ่งเพิ่งถูกเขียนขึ้น ประโยคหนึ่งค่อยๆ เรียงตัว:
“กฎทั้งหมดหลังจากส่วนนี้ถือเป็น…”
ขณะเดียวกัน อามุนด์ส่วนที่เหลือกำลังพุ่งเป้ามายังไคลน์ที่ใกล้คลุ้มคลั่ง
กฎห้ามโจมตี ไม่ได้รวมถึงการห้ามขโมยหรือมอบของขวัญ!
……………………………
Related
ภายในโลกดาราซึ่งดูนามธรรมยิ่งกว่าโลกวิญญาณ คล้ายกับที่นี่คือศูนย์รวมของอำนาจและสัญลักษณ์ภายในจักรวาลทั้งหมด และแสงที่กระจายออกไปก็มิได้สว่างอย่างสม่ำเสมอ ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่แห่ง ซ้อนทับและถักสานกันจนดูคล้ายปริซึมเส้นหนา
สถานะดังกล่าวเกิดขึ้นสามจุดใหญ่ๆ หน้าที่ของมันคือการผนึกอาณาจักรมายาที่แตกต่างกัน
บางอาณาจักรเต็มไปด้วยดอกไม้หลากสีสัน ท้องฟ้าแจ่มใสตลอดเวลา บางอาณาจักรคล้ายกับประกอบกันจากหนังสือที่กางอยู่หรือปิดสนิท มีร่างของบางสิ่งเคลื่อนที่ไปมาระหว่างหนังสือเหล่านั้นและเพลิดเพลินไปกับการอ่าน บางอาณาจักรถูกปกคลุมด้วยพายุอันเกรี้ยวกราด สายฟ้าและฟ้าร้องปกคลุมทะเลอันไร้ขอบเขต
วินาทีถัดมา การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นภายในทั้งสามอาณาจักรโดยพร้อมเพรียง
ภายในดินแดนที่ท้องฟ้าแจ่มใสตลอดเวลา ดอกไม้ทุกดวงพลันส่องสว่างราวกับพวกมันกลายเป็นดวงอาทิตย์ขนาดย่อส่วน
ดวงอาทิตย์ขนาดย่อส่วนจำนวนมากเหล่านี้ถักสานเข้าด้วยกัน ก่อนจะถ่ายทอดแสงสว่างเข้าไปยังส่วนลึกของอาณาจักร พรั่งพรูเข้าไปในดวงอาทิตย์สีทองอันเจิดจ้าซึ่งลอยสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แสงสว่างของพระอาทิตย์ดวงดังกล่าวกำลังแผดเผาร้อนแรง ราวกับสามารถส่องสว่างไปทั่วโลกและทั่วระบบสุริยะ
แต่ไม่ว่าดวงอาทิตย์ซึ่งใกล้เคียงกับของจริงจะเปล่งพลังงานและเปลวไฟความร้อนสูงสักเพียงใด มันก็มิอาจทะลวงผ่านชั้นแสงปริศนาคล้ายเส้นปริซึมหนาได้
ทุกชั้นปริซึมที่ถูกทำลาย จะมีการสร้างใหม่ทดแทนด้วยความเร็วเท่าเทียมกัน
ณ จุดอื่นภายในโลกดารา บนผิวของอาณาจักรสุดอัศจรรย์ที่ประกอบกันจากหนังสือจำนวนมาก มีแสงสีทองเหลืองจางๆ พุ่งผ่านเส้นขอบฟ้าด้วยความเร็วสูงพร้อมกับสร้างสัญลักษณ์ลึกลับเป็นทางยาว ราวกับพยายามค้นหาจุดอ่อนหรือจุดสำคัญในโครงสร้างของสิ่งกีดขวาง เพื่อคิดหาวิธีทำลายอย่างประสิทธิภาพ
ระหว่างนั้น แสงระยิบระยับก่อตัวเป็นดวงตามายาซึ่งสามารถมองเห็นจุดอ่อนของทุกสิ่ง และจะทำการสร้างดวงตาขึ้นที่นั่น
ภายในจุดแสงของดวงตามายายังมีแสงระยิบระยับที่คล้ายคลึงกัน คอยบิดตัวเป็นเกลียวตลอดเวลา และจัดเรียงตัวเองใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อเปลี่ยนจุดสำคัญภายในโครงสร้าง
คล้ายกับทั้งสองสิ่งกำลังแข่งกันประมวลผล แต่ยังไม่ใกล้เคียงว่าจะมีใครได้รับชัยชนะ
ในส่วนลึกของทะเลไร้ขอบเขตซึ่งปกคลุมด้วยสายฟ้า สายลม และสายฝน แสงดวงเล็กสว่างขึ้นในจุดหนึ่ง
แสงดังกล่าวนำมาซึ่งมวลสารที่เคลื่อนตัวด้วยเร็วมหาศาล เกิดเป็น ‘คลื่น’ อันเกรี้ยวกราดที่สามารถทำลายดาวได้ทั้งดวง
‘คลื่น’ และแสงดวงเล็กนั่น กระหน่ำปะทะใส่บาเรียปริซึมและทำลายพวกมันไปทีละชั้น เกิดเป็นเศษประกายแสงมากมาย
ผ่านไปสักพัก ทะเลมายาที่ดูคล้ายกับประกอบกันจากทุกสีสัน ก่อตัวขึ้นภายในจุดแสงดวงเล็กที่กำลังพยายามทำลายบาเรีย บรรยากาศโดยรอบคล้ายกับถูกแช่แข็งในพริบตา ส่งผลให้จุดแสงซึ่งหอบพายุและคลื่นให้ลอยสูง เคลื่อนไหวเชื่องช้าลงจากเดิมหลายส่วน จากนั้นก็กลับมาเร่งความเร็วอีกครั้ง และกลับไปช้าลงเช่นเดิม วนซ้ำเช่นนี้อยู่หลายตลบ แต่ดูเหมือนว่าจุดแสงจะไม่ยอมเลิกราโดยง่าย
อาศัยทะเลแห่งความโกลาหลเป็นแหล่งกำเนิดพลัง อาดัมใช้ตัวเองและพระผู้สร้างแท้จริงเป็นแกนหลัก จากนั้นก็ ‘จินตนาการ’ เอกลักษณ์ของสามเส้นทางที่เหลือและปรองดองกันภายในระบบที่สร้างขึ้น จนดูเหมือนก้าวข้ามขีดจำกัดและกลายเป็น ‘ครึ่งวันวาน’ ได้ชั่วคราว ส่งผลให้แข็งแกร่งพอที่จะฝืนผนึกสามเทพลำดับ 0 อย่างวายุสลาตัน สุริยันเจิดจรัส และปัญญาความรู้ไว้ในอาณาจักรส่วนตัวได้ตามลำพัง!
ในวินาทีนี้ ราวกับมันกลับคืนจุดสูงสุดของตัวเอง กลับไปเป็นเทพสุริยันบรรพกาลผู้เคยสังหารเทพลำดับ 0 ตนแล้วตนเล่า
เหตุผลสำคัญที่มันเลือกสองเส้นทางอย่าง ‘นักสร้างฝัน’ และ ‘แฮงแมน’ เป็นรากฐานในการถือกำเนิดใหม่ นอกเหนือจากคุณสมบัติในการคืนชีพแล้ว อ้างอิงจากผลการทดลองในอดีต มันสามารถยืนยันได้ว่าตัวเลือกเช่นนี้ มีโอกาสทำให้ตนก้าวไปถึงตำแหน่ง ‘พระเจ้า’ ได้มากที่สุด
เมื่อกลายเป็นเทพแท้จริงผ่านหนึ่งในสองเส้นทางอย่าง ‘นักสร้างฝัน’ หรือไม่ก็ ‘แฮงแมน’ และเข้าควบคุมทะเลแห่งความโกลาหลในระดับผิวเผิน การทวงคืนเอกลักษณ์และตะกอนพลังลำดับ 1 ของอีกสามเส้นทางก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นี่คือเส้นทางที่ง่ายที่สุดในการก้าวไปเป็น ‘เจ้าแห่งโลกดารา’
และในแง่ดังกล่าว ‘นักสร้างฝัน’ จะพิเศษกว่า ‘แฮงแมน’ อยู่เล็กน้อย
หลังจาก ‘นักสร้างฝัน’ เข้าควบคุมทะเลแห่งความโกลาหลสำเร็จ และปรองดองกับเอกลักษณ์ก้อนที่สองรวมถึงตะกอนพลังลำดับ 1 ที่สอดคล้องกับเอกลักษณ์ มันสามารถอาศัยพลัง ‘จินตนาการ’ เพื่อสร้างสัญลักษณ์และอำนาจปลอมในสามเส้นทางที่เหลือ เพื่อให้ตัวเองได้รับพลังซึ่งก้าวข้ามขีดจำกัดเป็นระยะเวลาหนึ่ง ถือครองความแข็งแกร่งที่เทียบเท่าครึ่งวันวาน
อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายยุคสมัยที่สาม แผนการที่แท้จริงของเทพสุริยันบรรพกาลเป็นดังนี้: หลังจากถูก ‘ลอบสังหาร’ มันจะคืนชีพทันทีในร่างซาสเรียซึ่งบรรทมอยู่ในวังราชาคนยักษ์ และทวงคืนเอกลักษณ์กับตะกอนพลังลำดับ 1 สามก้อนของเส้นทางแฮงแมนกลับมาเป็นอันดับแรก กลายเป็นเทพแท้จริงลำดับ 0 อีกครั้ง จากนั้นก็ใช้ศิลาเย้ยเทพแผ่นที่หนึ่งซึ่งวางอยู่ข้างๆ ในการเข้าควบคุมทะเลแห่งความโกลาหลเบื้องต้น หลังจากจัดการเสร็จ มันจะออกคำสั่งให้ ‘เทวทูตจินตภาพ’ อาดัมกลับมารวมกับร่างหลักเพื่อเสริมพลัง
หลังจากระบบดังกล่าวถูกสร้างขึ้น เทพสุริยันบรรพกาลจะใช้พลังในการ ‘ต้อนแกะ’ ของแฮงแมน รวมถึงพลังในการแยกบุคลิกเสมือนของนักสร้างฝัน เพื่อควบคุมเอกลักษณ์และตะกอนพลังลำดับ 1 ของทั้งสามเส้นทางสุริยัน นักอ่าน และลูกเรือ ยกระดับตัวเองให้ใกล้เคียงกับวันวานทั้งในแง่ตัวตนและพลัง ขณะเดียวกันก็ยังรักษาเสถียรภาพไว้ได้อย่างเปราะบาง
มันไม่มีแผนปรองดองกับทะเลแห่งความโกลาหล เอกลักษณ์ และตะกอนพลังลำดับ 1 ของอีกสามเส้นทาง เนื่องจากไม่ต้องการเลื่อนลำดับเป็นวันวานและกลายเป็นเสาหลักในช่วงเวลานั้น เพราะนั่นจะทำให้ ‘พระเจ้าโบราณ’ คืนชีพในร่างตนอย่างมิอาจเลี่ยง
ความตั้งใจของมันคือการ ‘ควบคุม’ สถานการณ์และวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องไว้ในกำมือ รอจนกระทั่งวันสิ้นโลกมาถึง จึงค่อยลงมือในขั้นตอนสุดท้ายและกลายเป็น ‘เสาหลัก’ ที่ยังคงตระหนักรู้ในตัวเอง
ในขณะนั้น มันไม่คิดจะใช้ ‘นักสร้างฝัน’ เป็นเสาหลัก เนื่องจากยังไม่ได้ครอบครอง ‘ปากกาอัลเซอร์ฟอร์ด’ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก แต่เมื่อถูกเหล่าราชาเทวทูตทรยศในภายหลัง จนแผนการคืนชีพต้องล้มเหลวอย่างน่าสังเวช มันตัดสินใจเปลี่ยนไปคืนชีพในร่างอาดัม ฉกฉวยโอกาสในวิกฤติเพื่อกลับไปเดินบนเส้นทางที่ดีที่สุดในอุดมคติของตัวเอง
ณ ปัจจุบัน อาดัมซึ่งอยู่ในร่างเงายักษ์ กำลังยืนอยู่บนผิวของเหลวสีดำที่ดูโกลาหล กระจกตายังคงสะท้อนภาพโลกดาราเบื้องบน คอยคงสภาพผนึกเพื่อมิให้เทพแท้จริงทั้งสามทำลายออกมาได้
รอบตัวอาดัม จุดแสงจำนวนมากค่อยๆ ตกลงจากท้องฟ้าพร้อมกับลากเส้นเป็นทางยาว มอบความสว่างไสวไปทั่วดินแดนเทพทอดทิ้ง และเปลี่ยนให้ทวีปเหนือใต้เผชิญยามเที่ยงวันกันพร้อมหน้า
ณ หอระฆังในเมืองบายัม อามุนด์ซึ่งยังคงนั่งบนราวกั้น ขยับกรอบแว่นตาผลึกข้างขวา ก่อนจะยกมือขึ้นและกระโจนเข้าสู่โลกดาราในพริบตา
ระหว่างนั้น ในมือซ้ายปรากฏศิลาโบราณตั้งแต่ตอนไหนก็มิอาจทราบได้
ศิลาเย้ยเทพแผ่นที่หนึ่ง!
ครั้งหนึ่ง อามุนด์เคยใช้มันอุดช่องว่างที่เกิดจากพิธีกรรมการกลับมาของมิสเตอร์ประตู เพื่อป้องกันการรุกล้ำจากมารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทราม
เมื่อพิธีกรรมสิ้นสุดลง ประตูเลือดเนื้อได้พังทลายโดยสมบูรณ์ ส่งผลให้ช่องทางรุกรานโลกของเทพภายนอกถูกตัดขาด อามุนด์จึงนำศิลาเย้ยเทพกลับคืนมา
ทันใดนั้นเอง อามุนด์ทำการโยนวัตถุในมือซ้ายทิ้งอย่างไม่แยแส ปล่อยแผ่นศิลาโบราณซึ่งมีร่องรอยเก่าแก่ให้ร่วงหล่นจากโลกดารา ตกลงมายังที่ใดสักแห่งในทะเลหมอก
เป็นภูเขาซึ่งปลายยอดผงาดขึ้นท่ามกลางหมอกสีดำไร้รอบเขต
ก้นบึ้งดูไร้สิ้นสุด สภาพแวดล้อมมีลักษณะคล้ายกับผืนทวีป
ศิลาเย้ยเทพแผ่นที่หนึ่งปักลงบนยอดเขาอย่างแม่นยำราวกับจับวาง เกิดเป็นทะเลมายาหลากสีสัน
ขณะเดียวกัน อามุนด์ที่เข้าสู่โลกดารา มองเห็นยอดเขาหลักของเทือกเขาโฮนาซิสซึ่งถูก ‘ปลูกถ่าย’ มาไว้ที่นี่ และเห็นวังโบราณสภาพทรุดโทรมตั้งอยู่บนยอดเขา
แต่งกายด้วยหมวกปลายแหลมและชุดคลุมสีดำทรงโบราณ ร่างอามุนด์พองตัวอย่างรวดเร็ว มีขนาดทัดเทียมภูเขาในพริบตา
มันอ้าปากกว้าง ราวกับจะกลืนวังโบราณอันงดงามแต่ทรุดโทรมของอันทีโกนัสเข้าไป
ทันใดนั้น มันเห็นร่างมายาอันพร่ามัว
ร่างดังกล่าวสวมเดรสยาวสีดำหลายชั้น แต่ไม่ซับซ้อน ลวดลายเดรสประดับประดาด้วยดวงดาวนับไม่ถ้วน
ขนาดร่างกายใหญ่โตเท่าอามุนด์ในปัจจุบัน แขนท่อนใหญ่โผล่ออกจากตำแหน่งระหว่างซี่โครงและสะโพกฝั่งละสองข้าง ใบหน้าอันงดงามและอ่อนโยนถูกปกคลุมด้วยตาข่ายบางสีดำ
ดวงตาของเธอดูคล้ายกับผืนนภายามราตรี มอบความรู้สึกสงบสุขแก่ผู้พบเห็น แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความหวาดหวั่นอาจมิอาจควบคุม
มือหลักทั้งสองลากเคียวยักษ์เล่มยาว มืออีกคู่หนึ่งถือเครื่องประดับทองคำรูปนก ส่วนอีกคู่หนึ่งว่างเปล่า แต่คล้ายกับกำลังถือบางสิ่งที่มองไม่เห็น
เทพธิดารัตติกาล!
วินาทีถัดมา อามุนด์ซึ่งสวมแว่นตาขาเดียวฝั่งขวา ถูกลบหายไปอย่างรวดเร็ว ประหนึ่งใช้ยางลบถูลงบนภาพวาดดินสอ
สองแขนที่ว่างเปล่าของเทพธิดารัตติกาลยกขึ้น อุ้มชูหมอกที่เจือจางจนเกือบมองไม่เห็น
บนผิวหมอก บานประตูจำนวนมากซึ่งมีรูปร่างต่างกัน ทยอยเปิดออกอย่างรวดเร็วในหลายจุด แต่ทั้งหมดก็ถูกปิดกลับไปในทันทีโดยไม่มีช่องโหว่เกิดขึ้น
เทพธิดารัตติกาลกำลังลอยอยู่เหนือยอดเขาหลักของเทือกเขาโฮนาซิสบนโลกดารา สมาธิจดจ่ออยู่กับการควบคุม ‘โลกแห่งหมอก’ ในมือเพื่อป้องกันมิให้ร่างจริงของอามุนด์หลบหนี
เมื่อบานประตูถูกเปิดออกพร้อมกันด้วยความเร็วที่สูงขึ้น เทพธิดาในสภาพปัจจุบันเริ่มมิอาจรับมือได้ทัน จำเป็นต้องนำมือสองข้างหลักที่กำลังถือเคียวยักษ์มาช่วย
เคียวยักษ์สีดำเริ่มพร่ามัว ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นโลงศพที่ประกอบจากหมอกสีดำหนาทึบ
โลกแห่งหมอกอันเจือจางถูกยัดเข้าไปในโลงศพดังกล่าวทันที การเคลื่อนไหวทุกชนิดหยุดลงในพริบตา ราวกับถูกความตายแผ่ปกคลุม
ทว่า ความเงียบสงบเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวินาที บนผิวของหมอกสีดำที่ก่อตัวเป็นโลงศพ ‘ประตู’ บานแล้วบานเล่าปรากฏขึ้นและเปิดออก
ขณะเทพธิดารัตติกาลพยายามปิดกั้นประตูเหล่านี้ แขนสองข้างที่ถือเครื่องประดับทองคำรูปนกถูกยกขึ้น
แสงสนธยาสีส้มสว่างไสว ฉาบออร่าความเสื่อมโทรมและดับสูญลงบนโลงศพอันมืดมน
ความเร็วในการก่อตัวและการเปิดของ ‘ประตู’ เริ่มช้าลง ทั้งสองฝ่ายเข้าสู่สภาวะ ‘วัดพลัง’
ทันใดนั้นเอง ใต้ฝ่าเท้าของเทพธิดารัตติกาล ยอดเขาหลักของเทือกเขาโฮนาซิสถล่มลงกะทันหัน
ฉากดังกล่าวดูราวกับวันสิ้นโลกมาถึงก่อนกำหนด
ขณะเดียวกัน หนวดรยางค์ที่คล้ายกับงูสีดำ ทยอยยืดยาวมาจากที่ใดสักแห่งในโลกดารา
สุดปลายหนวดรยางค์มีดวงตาที่ทั้งลืมและหลับ ทุกสิ่งที่มันเห็นจะถูกเปลี่ยนให้เป็นหินสีเทาทันที และหากหนวดรยางค์สัมผัสเข้ากับสิ่งใด สิ่งนั้นจะบิดเบี้ยวและยืดออก งอกแขนขาและศีรษะ กลายเป็นสตรีหน้าตาดีหลากหลายขนาด
ท่ามกลางสีเทาอ่อนที่แพร่กระจายไปทุกทิศอย่างรวดเร็ว หนวดรยางค์ทั้งหมดต่างพุ่งไปทางวังโบราณที่มีสภาพทรุดโทรมด้วยความบ้าคลั่ง เป้าหมายคือไคลน์ผู้กำลังปรองดองกับเอกลักษณ์ของเดอะฟูล
แม่มดบรรพกาล ชีค!
……………………………………
Related
ปึง! ปึง!
ประตูและหน้าต่างทุกบานที่เปิดอยู่ในกรุงเบ็คลันด์ ทรีอาร์ ลุนเบิร์ก และนักบุญมิลลอม ถูกปิดลงอย่างหนักหน่วงโดยปราศจากลมพัด
ภายในหอคอยสีขาว สำนักงานใหญ่ของโบสถ์เทพปัญญาความรู้
ลูก้าซึ่งกำลังเข้าเวรใต้ดิน ลุกขึ้นทันทีหลังจากสัมผัสถึงความเคลื่อนไหวที่ผิดปรกติ
ในฐานะ ‘นักพยากรณ์’ มันมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น
ชายชราผู้สวมชุดคลุมสีขาวปักด้ายทองเหลือง ใช้พลังลึกลับบางชนิดนำพาตัวเองมายังทางเข้าห้องใต้ดิน ก่อนจะผลักประตูเปิด
ทว่า ประตูซึ่งไม่หนักแต่อย่างใด โดยเฉพาะด้วยพละกำลังของครึ่งเทพ กลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ราวกับถูกกดไว้ด้วยพลังที่มองไม่เห็น
ลูก้า·บรูว์สเตอร์ไม่พยายามฝืนผลัก เพียงหันเหความสนใจไปยังส่วนลึกของใต้ดิน
ที่นั่นเงียบสงัด ปราศจากสุ้มเสียงทุกชนิด
ไม่ปรกติ… ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพลังพิเศษ ลูก้าก็ทราบได้ว่ามีบางสิ่งผิดไม่ชอบมาพากล
ตามปรกติแล้ว ในส่วนลึกของห้องใต้ดินมักมีเสียงที่ทำให้ใครก็ตามที่ได้ยิน เกิดอาการขนลุกซู่และเย็นวาบไปถึงสันหลัง แต่ปัจจุบัน เสียงดังกล่าวกลับหายไปราวกับไม่เคยมีตัวตนมาก่อน
คนอื่นอาจไม่ทราบ แต่ในฐานะสมาชิกระดับสูงของโบสถ์ความรู้ ลูก้าทราบดีว่าเสียงดังกล่าวมาจากสมบัติปิดผนึกสุดแสนน่าสะพรึง ซึ่งแม้แต่ตัวมันก็ยังไม่ทราบรายละเอียดที่แน่ชัด ย่อมไม่ใช่สิ่งที่จะหายไปอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
สถานการณ์เช่นนี้ย่อมหมายถึง:
สมบัติปิดผนึกชิ้นดังกล่าวหลุดพ้นจากพันธนาการและอยู่ในสภาวะแปลกประหลาด หรือไม่ก็ถูกผนึกแน่นหนายิ่งกว่าเก่า จนมิอาจสร้างอิทธิพลใดกับโลกภายนอก
แต่ไม่ว่าจะเป็นทางใด ผลลัพธ์ก็สื่อได้เหมือนกันว่า ตอนนี้มีอันตรายใหญ่หลวงกำลังซุ่มซ่อนอยู่ในบริเวณใกล้เคียง นั่นเพราะรหัสของสมบัติปิดผนึกชิ้นดังกล่าวคือ:
0-01!
ด้านบนสุดของหอระฆังในเมืองบายัม แสงสว่างบนแว่นอามุนด์ค่อยๆ จางลงและกลับเป็นปรกติ
มิสเตอร์ข้อผิดพลาดสำแดงพลังใหม่แกะกล่องโดยไม่สะทกสะท้าน ราวกับจงใจส่งข้อความไปถึงเหล่าตัวตนลึกลับที่คอยจับตามองตนว่า:
มันปรองดองกับเอกลักษณ์ของ ‘ประตู’ และถือครองอำนาจที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว!
อามุนด์เพิ่งใช้พลังดังกล่าวเพื่อ ‘ปิด’ ทุกสิ่งบนโลกที่ถูกจำแนกให้เป็น ‘ประตู’ และสิ่งใดที่ถูกปิดหรือถูกผนึกอยู่แล้วก็จะยิ่งทวีความแน่นหนา
ส่งผลให้สมบัติปิดผนึกทุกชิ้นในโบสถ์เทพจารีตและองค์กรลับ จะมิอาจใช้การได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง เพราะไม่มีใครสามารถคลายผนึกได้
ต่อให้เทพแท้จริงเสด็จเยือนลงมาจากโลกดารา แต่ก็ต้องใช้เวลาสักพักในการทำลายพันธนาการ
การลงมือของอามุนด์ส่งผลให้สมบัติปิดผนึกระดับ 0 เกือบทุกชิ้น หมดสิทธิ์เข้าร่วมการต่อสู้ระหว่างทวยเทพที่กำลังจะมีขึ้น จึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกแทรกแซงการต่อสู้โดยพลังที่ไม่คาดฝัน
แต่แน่นอน การใช้อำนาจเพื่อสร้างอิทธิพลไปทั่วโลกเช่นนี้จะคงอยู่ได้ไม่นาน เว้นเสียแต่มิสเตอร์ข้อผิดพลาดจะทุ่มพลังทั้งหมดไปกับเรื่องดังกล่าว จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม อามุนด์ถึงไม่ลงมือตั้งแต่เนิ่นๆ แต่เพิ่งจะแสดงอำนาจหลังจากสังเกตเห็นความผันผวนของหลักยึดเหนี่ยวไคลน์
ยิ่งสมบัติปิดผนึกระดับ 0 แข็งแกร่งเพียงใด ผลข้างเคียงด้านลบก็ยิ่งน่ากลัวมากเท่านั้น บางชิ้นสามารถสร้างอิทธิพลกับเทพได้ ชนิดที่แม้แต่เทพแท้จริงลำดับ 0 ก็ยังมิอาจต้านทานได้เป็นเวลานาน ดังนั้น เทพแท้จริงส่วนมากจึงปิดผนึกพวกมันเอาไว้ในยามปรกติ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นภาระมากกว่าประโยชน์
จัดการเสร็จ อามุนด์ยกมือขึ้นจับราวกั้น ก่อนจะกระโดดขึ้นไปนั่งโดยไม่มีมาดของเทพแท้จริงแม้แต่น้อย
สายตามองไปทางเส้นขอบฟ้าด้วยท่านั่งแสนผ่อนคลาย อามุนด์กำลังรอให้ดินแดนซ่อนเร้นถูกคลายออก เพราะนั่นจะหมายถึง พิธีกรรมปรองดองกับเอกลักษณ์เดอะฟูลของไคลน์ ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
เมื่อถึงตอนนั้น มันจะทำการตอกลิ่มเพื่อดับลมหายใจไคลน์ให้แน่นิ่ง
…
ภายในดินแดนซ่อนเร้นของเทพธิดารัตติกาล
ท่ามกลางเจตจำนงแห่งการคืนชีพของราชันสวรรค์ฟ้าดิน และการตระหนักรู้ในตัวเองของอันทีโกนัส จิตใต้สำนึกของไคลน์ถูกถาโถมซ้ำแล้วซ้ำเล่าประหนึ่งเรือใบใจกลางพายุ บ้างถูกโยนสูง บ้างถูกกดลงต่ำ บ้างถูกกัดเซาะ และบ้างก็ถูกกระแทกจากด้านข้าง
ผลลัพธ์ทำให้สติไคลน์ปั่นป่วนสุดขีด ราวกับจะเกิดเป็นอีกสองบุคลิกใหม่ที่แตกต่างกัน ทั้งอันทีโกนัสและราชันเร้นลับ
ในเวลาเดียวกัน ร่างโคลนของชายหนุ่มได้สูญสิ้นสติและใกล้แตกตัวเป็นวังวนหนอนโปร่งใสเต็มที มีเพียงหุ่นเชิดที่ยังคงยืนแน่นิ่งเนื่องจากปราศจากคนคอยบงการ
คำสวดวิงวอนและคำสรรเสริญจากเหล่าสาวก กำลังดังกังวานอยู่ในโสตประสาทของไคลน์ จนเกิดเป็นภาพจำที่สอดคล้องกัน
สิ่งนี้เปรียบดังสันเขื่อนที่พยายามต้านทานการท่วมท้นของกระแส
ไคลน์คุ้นเคยกับสถานการณ์เช่นนี้เป็นอย่างดี เพราะหลังจากกลายเป็นบริวารเร้นลับ ชายหนุ่มมีประสบการณ์ในทำนองเดียวกันหลังจากดูดซับตะกอนพลังของซาราธเข้าไป ดังนั้น ด้วยความช่วยเหลือจากหลักยึดเหนี่ยว มันสามารถรอดพ้นความวุ่นวายระลอกแรกไปได้ และลงมือย้ายการตระหนักรู้กับตราประทับทางจิตของอันทีโกนัส ไปยังเจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดิน เพื่อให้ทั้งสองเกิดการปะทะและกัดเซาะซึ่งกันและกัน
จนกระทั่ง ‘พายุจิต’ อันเกรี้ยวกราดสองลูกอ่อนกำลังลงมาก ในที่สุดจิตใต้สำนึกของไคลน์ก็ได้พักหายใจหายคอ
โดยไม่รอให้หายดี ไคลน์รีบส่งต่อภาพจำที่หลักยึดเหนี่ยวจำนวนมากของตนสร้างขึ้น เข้าไปปะทะกับการกัดกร่อนทางจิตทั้งสองฝั่งซึ่งกำลังควานหาสมดุลครั้งใหม่
อย่างไรก็ดี แผนการมิได้ราบรื่นนักเมื่อเทียบกับคราวก่อน เพราะไม่ว่าจะแก่นแท้ ความแข็งแกร่ง และภาวะเสียสติของตราประทับทางจิตอันทีโกนัสล้วนรุนแรงกว่าซาราธหลายเท่า ต้องไม่ลืมนี่คือราชาเทวทูตซึ่งปรองดองกับเอกลักษณ์จนเป็นที่รู้จักในนาม ‘ฮาล์ฟฟูล’
นอกจากนั้น ไคลน์ยังขโมยตัวตนและชะตากรรมของอีกฝ่ายมาด้วย สิ่งนี้นำมาซึ่งผลเสียสองชนิด:
บุคลิกของชายหนุ่มจะตกอยู่ในภาวะจวนเจียนแยกตัว มีหลายครั้งที่คิดว่าตัวเองคืออันทีโกนัส และพยายามผสานตราประทับทางจิตของอีกฝ่ายเข้ากับจิตใต้สำนึกตัวเอง ผนวกกับการที่ต้องแบกรับชะตากรรมการคลุ้มคลั่งของอันทีโกนัสเป็นทุนเดิม ร่างกายไคลน์จะล่มสลายอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง และนำมาซึ่งอาการทางจิตที่ร้ายแรง
นอกจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นตราประทับทางจิตของอันทีโกนัส หรือเจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดิน พวกมันต่างก็เข้ากันไม่ได้ แต่ในบางแง่มุมของการต่อสู้ ทั้งสองฝ่ายกลับส่งสัญญาณการหลอมรวมให้เห็น ราวกับมีต้นกำเนิดมาจากบรรพบุรุษคนเดียวกัน
สิ่งนี้ช่วยยืนยันข้อสันนิษฐานเบื้องต้นของไคลน์ ในฐานะสัตว์ในตำนานโดยกำเนิด อันทีโกนัสย่อมเกิดมาพร้อมเจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดินภายในตัว และเมื่อเลื่อนลำดับเป็นบริวารเร้นลับ ปัญหาดังกล่าวก็ยิ่งทวีความรุนแรง ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งปรองดองกับเอกลักษณ์ของเดอะฟูลเสร็จสิ้น คล้ายกับว่าภาวะเสียสติจะกลายเป็นหนึ่งในตัวตนของอันทีโกนัสโดยสมบูรณ์
กล่าวคือ อันทีโกนัสที่คลุ้มคลั่งโดยสมบูรณ์ มีสภาพเป็น ‘สัตว์ประหลาดเย็บจิต’ มาแล้วในระดับหนึ่ง ส่งผลให้การตระหนักรู้และตราประทับทางจิตส่วนหนึ่ง เป็นของราชันสวรรค์ฟ้าดินมาตั้งแต่ต้น จนแม้แต่พลังในการ ‘ขโมย’ ก็จับแยกออกจากกันไม่ได้
เมื่อเทียบกันแล้ว ตราประทับทางจิตของซาราธสะอาดกว่ามาก มีเพียงส่วนน้อยที่ปนเปื้อนราชันสวรรค์ฟ้าดิน ส่วนใหญ่เป็นอารมณ์อันเข้มข้นขณะซาราธใกล้เสียชีวิต
และเหตุผลที่ทั้งสองมีความแตกต่างกันมาก นอกเหนือจากการปรองดองกับเอกลักษณ์ของเดอะฟูลแล้ว ยังมีปัจจัยในเรื่องที่ซาราธเพิ่งกลายเป็นบริวารเร้นลับในช่วงต้นของยุคสมัยที่สี่ แม้ในเวลาดังกล่าว เจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดินจะยังอ่อนแอไม่เท่ายุคปัจจุบัน แต่ก็ไม่ร้ายแรงเท่าเมื่อครั้งอันทีโกนัสกลายเป็นบริวารเร้นลับแน่นอน
เมื่อมิอาจสร้างสมดุลใหม่ อัตราการแยกตัวของไคลน์เพิ่มสูงขึ้น ร่างกายส่วนใหญ่กลายเป็นหนอนแมลงสีใสดีดดิ้น โดยมีหนวดรยางค์อันน่าสยดสยองคอยเคลื่อนไหวรอบตัว
ขณะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อรักษาจิตใต้สำนึกของตัวเอง และคอยค้นหาสมดุลใหม่โดยไม่ยอมแพ้ ร่างกายไคลน์ซึ่งกำลังแยกตัว รวมถึงตราประทับทางจิตอันบ้าคลั่งของอันทีโกนัส และเจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดิน ทุกสิ่งเข้าสู่ภาวะหลับใหลโดยพร้อมเพรียง
นั่นทำให้การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดหยุดชะงักและกลับสู่ภาวะปรกติ
แต่แน่นอน ไคลน์สามารถใช้ความพิเศษเพื่อช่วยให้ตัวเองได้สติในความฝัน
จริงสิ… นอกจากชะตากรรมที่ต้องคลุ้มคลั่งของอันทีโกนัส สิ่งที่เราขโมยมาด้วยคือชะตากรรมที่ต้องหลับลึกชั่วนิรันดร์… แต่เราสามารถต้านทานการหลับลึกชั่วนิรันดร์ได้ในระดับหนึ่ง… ไคลน์รีบควานหาความจริงของสถานการณ์ปัจจุบัน
สำหรับชายหนุ่ม นี่คือโอกาส
มันเพิ่งได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า เหตุใดเทพธิดารัตติกาลถึงต้องการน้ำจากแม่น้ำอันธการนิรันดร์เพื่อเป็นสื่อกลาง
ไม่ใช่แค่เพราะน้ำดังกล่าวช่วยให้ราชาเทวทูตผู้ปรองดองกับเอกลักษณ์เดอะฟูล รวมถึงเจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดินอันแรงกล้าเข้าสู่ภาวะหลับลึกชั่วนิรันดร์ได้ง่ายขึ้น แต่ยังเป็นเพราะในสภาวะดังกล่าว ไคลน์จะถือครองความได้เปรียบมากกว่าคนอื่น นับเป็นสภาพแวดล้อมอันยอดเยี่ยมสำหรับเศษเสี้ยวจิตใต้สำนึกของชายหนุ่ม เนื่องจากอุปสรรคอื่นๆ กำลังถูกทำให้หลับสนิท!
ในเวลาเดียวกัน ไคลน์สามารถยืนยันได้หนึ่งเรื่อง
การที่ตนสามารถมีสติตื่นในทุกการบุกรุกความฝันและจิตใจ มิได้เกิดจากอิทธิพลของปราสาทต้นกำเนิด นั่นเพราะแม้แต่เจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดินก็ยังต้องเผชิญการหลับใหล
แม้เจตจำนงของราชันเร้นลับจะยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ แต่ระดับตัวตนและความเชื่อมโยงกับปราสาทต้นกำเนิดย่อมแข็งแกร่งไม่แพ้ไคลน์ ในเมื่ออีกฝ่ายมิอาจต้านทานภาวะหลับลึกนิรันดร์ เหตุไฉนไคลน์ถึงไม่เป็นอะไร?
ด้วยเหตุนี้ ไคลน์จึงเชื่อว่า ส่วนหนึ่งของ ‘ความพิเศษ’ ในแง่การมีสติในความฝัน น่าจะเป็นพรที่เทพธิดารัตติกาลมอบให้ขณะตนถือกำเนิด
เมื่อผนวกพรของเทพธิดาซึ่งถือครองอำนาจในขอบเขตความฝัน เข้ากับออร่า พลัง และความอัศจรรย์ของปราสาทต้นกำเนิด จึงเกิดเป็นภูมิคุ้มกันที่ยอดเยี่ยมภายในร่างกายไคลน์!
เมื่อเสียงเพลงจากส่วนลึกของความฝันดังขึ้น จิตใต้สำนึกของไคลน์ทวีความลุ่มลึกไปอีกขั้น
โดยไม่มัวรีรอ ชายหนุ่มกำราบตราประทับทางจิตและเจตจำนงที่หลับใหลเพื่อสร้างสมดุลใหม่
ทันทีหลังจากนั้น ไคลน์ยืดหนวดรยางค์ผิวลื่นสลักลวดลายพิสดารไปในอากาศ พร้อมกับระดมพลังปราสาทต้นกำเนิดเพื่อ ‘ขโมย’ เอกลักษณ์ของเดอะฟูลภายในร่างอันทีโกนัส
บางที อาจเป็นเพราะตอนนี้ไคลน์คืออันทีโกนัส การขโมยจึงประสบความสำเร็จง่ายดายหลังจากล้มเหลวเพียงไม่กี่หน
หน้ากากโปร่งแสงซึ่งมีสัญลักษณ์เดอะฟูล หลุดออกจากร่างอันทีโกนัส!
บุรุษเจ้าของปอยขนหมาป่าสีดำบนใบหน้ายังคงอยู่ในสภาพหลับลึก ราวกับจะไม่ตื่นขึ้นมาอีกแล้ว
ขณะเดียวกัน หมอกที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณเริ่มจางหาย แสงดาวมายาสาดส่องเข้ามาในห้องโถง
วังโบราณแห่งนี้ปรากฏตัวบนโลกดาราอันมืดมิดและลึกลับ ขณะเดียวกันก็ปรากฏตัวบนยอดเขาหลักของเทือกเขาโฮนาซิส
ดินแดนเร้นลับถูกคลายออก ชะตากรรมเริ่มมีการตอบสนอง
ทันใดนั้น บนยอดเขาแห่งหนึ่งภายในดินแดนเทพทอดทิ้ง ม่านที่ดูคล้ายเงาดำปรากฏขึ้นบนผิวไม้กางเขนยักษ์ ก่อนที่ม่านจะเผยช่องว่างพร้อมกับมีชายคนหนึ่งเดินออกมา
เป็นอาดัมซึ่งแต่งกายในชุดคลุมสีขาวเรียบง่าย เคราสีทองดกหนา ด้านหลังมีเงาดำหนาห้าเศียร
บางส่วนของเงาหลอมรวมเข้ากับร่างอาดัม แต่ยังมิได้ผนวกรวมโดยสมบูรณ์
อาดัมแหงนมองโลกดาราซึ่งบิดเบี้ยวจากผลของสัญลักษณ์และอำนาจ ก่อนจะกล่าวกับเงาดำด้านหลังด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน:
“ดูเหมือนพวกเขาจะยังไม่รู้ว่า ทำไมหนนี้ข้าถึงต้องใช้ ‘นักสร้างฝัน’ เป็นแกนหลัก… คงเพราะข้ายังไม่เคยเล่าผลการทดลองนี้ให้ใครฟัง”
กล่าวจบ มันเปล่งเสียงเคร่งขรึมแต่แผ่วเบา:
“ข้าคือหนึ่ง ข้าคืออนันต์ ข้าคือจุดเริ่ม และข้าคือจุดจบ”
ดวงตาของอาดัมกลายเป็นภาพมายาทันที ทะเลซึ่งราวกับประกอบจากทุกสีสันบนโลกปรากฏขึ้นรอบกาย
อาดัมยกมือขึ้น กำจี้ไม้กางเขนสีเงินที่ห้อยอยู่กึ่งกลางหน้าอก
เหนือศีรษะของมัน ดวงอาทิตย์มายาอันโชติช่วงปรากฏขึ้น ฝั่งซ้ายมือของมัน สัญลักษณ์สายฟ้า สายลม และคลื่นสมุทร ถักสานเข้าด้วยกันกลายเป็นภาพมายาที่ดูแคลนทุกสิ่ง ฝั่งขวามือของมัน หอคอยซึ่งเต็มไปด้วยดวงตาทองเหลืองจำนวนมากผุดขึ้นจากพื้นดิน
อำนาจและสัญลักษณ์เหล่านี้ที่อาดัม ‘จินตนาการ’ ขึ้น ถูกทะเลแห่งความโกลาหลผลักเข้ามาในร่างอาดัม
ท้ายที่สุด เงาดำซึ่งปรากฏด้านหลังอาดัม เริ่มหดกลับเข้าไปในร่าง
ทันใดนั้นเอง ทะเลซึ่งเปี่ยมไปด้วยสีสันนานาชนิดพลันลอยสูง ร่างกายอาดัมขยายขนาดจนกลายเป็นเงาดำขนาดมหึมาที่ดูราวกับต้นเสาคอยค้ำจุนโลก
เงาดำย่างกรายอย่างเชื่องช้าไปบน ‘ผิวน้ำ’ สีดำที่ดูมายาและโกลาหล จากนั้น มันชี้นิ้วไปทางโลกดาราพร้อมกับประกาศเสียงเคร่งขรึม
“จงสว่าง!”
เพียงพริบตา โลกดาราทั้งหมดพลันสว่างไสว ไม่มีความลับใดสามารถถูกปกปิดได้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นดินแดนดาราในส่วนของโลก หรือดินแดนดาราในส่วนของอวกาศด้านหลังบาเรียล่องหน
ทันใดนั้น ใบหน้าขนาดมหึมาซึ่งดูน่าสะพรึงจนยากจะอธิบาย กำลังแนบติดกับบาเรียล่องหนที่เต็มไปด้วยรอยแตก คอยกลอกดวงตาไปมาเพื่อสอดส่องสถานการณ์ด้านในอย่างเงียบงัน
…………………………
Related
เมื่อจ้องมอง ‘ฮาล์ฟฟูล’ บนเก้าอี้หินยักษ์ ฉากเพิ่งปรากฏขึ้นเมื่อครู่ รวมถึงฉากทั้งหมดเกี่ยวกับแคว้นรัตติกาลก่อนหน้า แล่นกลับเข้ามาในสมองไคลน์อีกครั้ง
ชายหนุ่มมิได้สนิทสนมกับอันทีโกนัส และเกือบคลุ้มคลั่งเพราะเสียงเพรียก ‘โฮนาซิส… เฟรเกีย…’ ของอีกฝ่ายอยู่หลายหน ดังนั้น ไคลน์จึงมิได้รู้สึกสงสารหรือเห็นใจแม้แต่น้อย อาจมีเพียงความรู้สึก ‘เข้าใจหัวอก’ อย่างเจือจาง
สิ่งที่ติดค้างอยู่ในความฝัน ย่อมต้องเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดในอดีตอย่างไม่ต้องสงสัย
แม้จะเกิดมาเป็นผู้วิเศษ แต่ดูเหมือนอันทีโกนัสจะคิดถึงแคว้นปิดเล็กๆ อันเงียบสงบมากเป็นพิเศษ
ไคลน์ถอนหายใจเชื่องช้า ถอนสายตาจากบุรุษผู้มีปอยขนหมาป่าสีดำอยู่บนใบหน้า ลดศีรษะลงไปมองด้านข้างบัลลังก์ใหญ่
หนังสือที่ทำจากแผ่นทองเหลืองบาง วางอยู่ในตำแหน่งดังกล่าวอย่างเงียบงัน กฎสามข้อถูกเขียนใหม่ด้วยอักษรสีเงินปรอท ก่อนจะเลือนหายไปและกลับมาเขียนใหม่ วนซ้ำเช่นนี้ไม่รู้จบ
0-02 หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์
ใช้พลังที่คล้ายกับการ ‘ปลูกถ่าย’ เพื่อผนึกหนังสือ? แต่ดูเหมือนว่าจะเหนือชั้นกว่านั้น ไม่เพียงจะนำจุดเริ่มต้นมาเชื่อมกับจุดจบ แต่ยัง ‘ปั่นหัว’ สติปัญญาของหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ให้เพิกเฉยต่อเนื้อหากึ่งกลาง โดยไม่พยายามเขียนกฎขึ้นมาแก้ไข ทำเพียงเขียนกฎใหม่และลบทิ้งซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไร้สติ… ไคลน์จ้อง 0-02 พลางพึมพำกับตัวเองด้วยสีหน้าครุ่นคิด
ชายหนุ่มพอจะเดาได้ว่า เดอะฟูลตัวจริงนั้นมีพลังเช่นไร
โดยไม่มัวคิดให้ปวดหัว ไคลน์บังคับหุ่นเชิดบริวารเร้นลับใช้พลัง ‘ปลูกถ่าย’ เพื่อย่นระยะทางและหายตัวไปโผล่หน้าเก้าอี้หินยักษ์ จากนั้นก็หยิบหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ขึ้น
ในแง่หนึ่ง ชายหนุ่มหวังขจัดการรบกวนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และอีกแง่หนึ่ง มันต้องการทดสอบสถานะปัจจุบันของอันทีโกนัส
เมื่อเห็นว่าฮาล์ฟฟูลยังคงหลับใหลโดยไม่หลุดพ้นจากภาวะหลับลึกนิรันดร์ ไคลน์ถอนหายใจโล่งอก สั่งให้หุ่นเชิดนำหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์กลับออกไปยังทางเข้าตำหนักและรออยู่ที่นั่น
เหตุผลที่ไม่ใช้ร่างโคลนถือสมบัติปิดผนึกระดับ 0 โดยตรง เพราะมันเป็นกังวลว่า หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ซึ่งมีสายสัมพันธ์บางอย่างกับแก่นแท้แห่งต้นกำเนิด จะก่อความวุ่นวายในช่วงเวลาวิกฤติขณะไคลน์ปรองดองกับเอกลักษณ์เดอะฟูล ด้วยการแผ่อิทธิพลตามธรรมชาติเพื่อสร้างสถานการณ์ในแง่ลบ
หากต้องการหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงของสมบัติปิดผนึก หุ่นเชิดเป็นตัวตายตัวแทนที่ดีกว่าร่างโคลน
และยังเป็นเหตุผลที่ไคลน์ไม่พกไม้เท้าดวงดาวติดตัว มันไม่ต้องการพกระเบิดเวลาไว้ข้างกาย
ในยามปรกติ ไคลน์สามารถอาศัยระดับตัวตนและพลังเพื่อข่ม ‘ไม้เท้าดวงดาว’ ได้ก็จริง แต่ขณะปรองดองกับเอกลักษณ์เดอะฟูล ชายหนุ่มจะอ่อนแอเป็นอย่างมาก มิอาจถูกรบกวนจากสภาพแวดล้อมได้ด้วยประการทั้งปวง ไม่อย่างนั้นอาจคลุ้มคลั่งคาที่
และเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ปราสาทต้นกำเนิดอาจถูกผนึก จนตนไม่สามารถระดมพลังได้ ไคลน์จำเป็นต้องพกพาสมบัติปิดผนึกที่มีความสามารถด้านการ ‘เทเลพอร์ต’ ติดตัว เป็นเหตุผลให้ตัดสินใจเลือกใช้ยุบพองหิวโหย
ในวินาทีนี้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับราชาเทวทูตผู้สามารถควบคุมเอกลักษณ์ของเส้นทางได้โดยสมบูรณ์ ไคลน์สัมผัสได้ว่า ถุงมือหนังมนุษย์ในมือซ้ายกำลังสั่นเทาตามสัญชาตญาณ
ชายหนุ่มใช้มือขวาลูบยุบพองหิวโหยทันที ตามด้วยกระซิบหยอกเย้า
“ไม่ต้องกังวล เจ้าเป็นแค่ภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์”
หลังจากคลายความตึงเครียดของตัวเองด้วยวิธีดังกล่าว ไคลน์มองไปรอบตัว ยืนยันจนมั่นใจว่าไม่มีสิ่งใดให้ต้องระวังอีก
ทันทีหลังจากนั้น ชายหนุ่มวางมือลงบนหน้าอก โค้งคำนับให้อันทีโกนัสด้วยท่าทีเคร่งขรึม
เมื่อเหยียดตัวตรงกลับขึ้นมา สัญลักษณ์อันซับซ้อน ลึกลับ และมายา พลันปรากฏบริเวณหว่างคิ้ว
สัญลักษณ์ดังกล่าวคล้ายประตูแห่งแสงพิสดารซึ่งฉาบด้วยสีน้ำเงินเข้ม แผ่หมอกสีเทาอ่อนจางๆ ออกตลอดเวลา
วินาทีถัดมา ไคลน์เหยียดมือขวาออกและกางนิ้ว ด้วยระยะทางไม่ใกล้ไม่ไกล ร่างของอันทีโกนัสถูกมือขวาบดบังจนมิด
ชายหนุ่มรีบกำมือพร้อมกับบิดข้อมือเพื่อทำการ ‘ขโมย’
แต่ก็ไม่ได้อะไรกลับมา
การขโมยล้มเหลว
ไคลน์มิได้เสียกำลังใจ เริ่มทำการขโมยตัวตน โชคชะตา และการตระหนักรู้จากอันทีโกนัสอีกครั้ง
แม้ในปัจจุบัน ไคลน์จะมีระดับทัดเทียมราชาแห่งราชาเทวทูต แต่พลังการ ‘ขโมย’ นั้นมาจากปราสาทต้นกำเนิด จึงมีฤทธิ์เพียงลำดับ 1 ทั่วไป และเป้าหมายในการขโมยยังเป็นถึงราชาเทวทูตผู้ควบคุมเอกลักษณ์ อันทีโกนัสผู้ถูกกัดกร่อนโดยราชันเร้นลับ ย่อมต้องมีความแตกต่างที่ชัดเจน
ดังนั้น แม้อันทีโกนัสจะเข้าสู่ภาวะหลับลึกนิรันดร์และมิอาจต่อต้านอำนาจการขโมย แต่ถึงอย่างนั้น ไคลน์ก็ยังประสบความล้มเหลวติดต่อกัน
ชายหนุ่มมิได้ลนลานหรือสิ้นหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะทั้งหมดยังอยู่ในขอบเขตที่คาดการณ์ไว้ นอกจากนั้นยังไม่มีความจำเป็นต้องประหม่า เพราะตราบใดที่การ ‘ขโมย’ ยังไม่บรรลุผล เทพธิดารัตติกาลก็จะไม่คลายดินแดนซ่อนเร้นเพื่อปล่อยให้ชะตากรรมของที่นี่เชื่อมต่อกับโลกความจริง จะไม่มีการรบกวนจากภายนอกจนถึงตอนนั้น ไคลน์มีทั้งเวลาและสภาพแวดล้อมที่มั่นคงสำหรับการลงมือ
หลังจากล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วนจนเลิกนับ สัมผัสวิญญาณของไคลน์ถูกกระตุ้นกะทันหัน พร้อมกับมองเห็นนิมิตบางอย่าง
ชายหนุ่มเหยียดมือขวาออกและกางนิ้วอีกครั้ง ตามด้วยกำหมัดและบิดข้อมือด้วยความอ่อนโยน
ทันใดนั้นเอง ไคลน์ตระหนักว่ามีบางสิ่งที่มองไม่เห็น ถูกสกัดออกจากร่างอันทีโกนัสและลอยมาทางตน
ในเวลาเดียวกัน เส้นแสงซึ่งยากจะอธิบายเป็นคำพูด ดูคล้ายกับแม่น้ำสายยาวที่แตกหลายแขนง ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าชายหนุ่ม
แม่น้ำมายาไหลไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ไหลลงสู่แควเล็กแควน้อยและเปลี่ยนพวกมันให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำสายหลัก
นี่คือสัญลักษณ์ของชะตากรรม อันที่จริงยังมีรูปลักษณ์อื่นอีกมาก เช่นกงล้อที่หมุนเชื่องช้า หรืองูยักษ์ที่กลืนหางตัวเอง ในปัจจุบัน เมื่อชะตากรรมของชายหนุ่มถูกสับเปลี่ยน ไคลน์จึงได้เห็นภาพแม่น้ำแห่งแสงสายยาว
วินาทีถัดมา เศษชิ้นส่วนของภาพและฉากทยอยปรากฏขึ้นในใจไคลน์:
หมาป่าอสูรแปดขาแรกเกิดกำลังนอนแผ่อยู่บนเนินเขา ระหว่างขนสั้นดกหนามีหนอนสีใสชอนไชออกมาตลอดเวลา มันเป็นบุตรชายคนสุดท้องของเทพบรรพกาลเฟรเกีย เป็นสัตว์ในตำนานโดยกำเนิด ปัจจุบัน หมาป่าอสูรตัวดังกล่าวกำลังเฝ้ามองพี่สาว พี่ชาย และคนในครอบครัวหยอกล้อกันท่ามกลางซากศพ มันดูแคลนวิธีการป่าเถื่อนที่อีกฝ่ายใช้จัดการเหยื่อ โดยเชื่อว่าเหยื่อควรค่อยๆ ถูกแขวนและบรรจงดื่มด่ำความสุขทีละนิด ให้สมกับฐานะของพวกตน
หมาป่าอสูรซึ่งถูกเรียกว่าเทพรับใช้ต่างหวาดกลัวบิดาของมัน ผู้เป็นเทพบรรพกาลอันแสนทรงพลัง น่าสะพรึง และบ้าคลั่ง แม้เฟรเกียจะให้กำเนิดทายาทเป็นจำนวนมากผ่านการผสมพันธุ์ตามสัญชาตญาณ จนตะกอนพลังในตัวเจือจางลงหลายส่วน แต่วิธีการดังกล่าวก็ไม่รับประกันความสำเร็จเสมอไป เฟรเกียจึงยังเสียสติ ดุร้าย กระหายเลือด และมีเพียงสัญชาตญาณการทำลายล้าง เคยฆ่ากระทั่งลูกหลานตัวเองไปไม่น้อย
หมาป่าอสูรที่สามารถสร้างปาฏิหาริย์และเติมเต็มความปรารถนาได้ทุกชนิด กำลังไล่ล่าเหยื่อด้วยการกัดหรือเข่นฆ่าอย่างสนุกสนาน เป็นความสุขอันเกิดจากก้นบึ้งของสัญชาตญาณ
มันไม่ชอบหน้าเทพรับใช้ของเฟรเกียสักเท่าไร โดยเฉพาะความเกลียดชังที่มีต่อ ‘เทพแห่งความปรารถนา’ โคทาร์แม้จะเป็นหมาป่าอสูรเหมือนกัน
นอกจากนั้น มันยังไม่ชอบ ‘เทพแห่งความตาย’ ซาลินเจอร์ โดยรู้สึกว่าอีกฝ่ายมืดมน โดดเดี่ยว และแผ่ออร่าน่าขยะแขยงตลอดเวลา แต่ในทางกลับกัน ‘เทพธิดาแห่งเคราะห์กรรม’ อมานีซิสนั้นมีความงามสอดคล้องกับรสนิยมของทั้งหมาป่าอสูรและมนุษย์ มีนิสัยอ่อนโยนและจิตใจงดงาม เธอไม่ทำตัวน่ารำคาญเหมือนคนอื่น อย่างไรก็ดี น่าเสียดายที่สตรีผู้นี้ปรากฏตัวไม่บ่อยนัก เป็นราวกับเงาที่ซ่อนตัวในจุดซึ่งยากจะหาพบ แต่แน่นอน หมาป่าอสูรตัวนี้จำได้ว่า พี่น้องหลายคนของตนรังเกียจอมานีซิส และหวังจะแทนที่ตำแหน่งของเธอ
มันเห็นการร่วงหล่นของบิดาผู้เป็นเทพบรรพกาลสุดแสนทรงพลังเต็มสองตา และเห็นเลือดของบิดาสาดกระเซ็นไปทั่วร่าง ‘เทพธิดาแห่งเคราะห์กรรม’ อมานีซิส ท่ามกลางความวุ่นวายดังกล่าว เอกลักษณ์และตะกอนพลังลำดับ 1 ได้ถูกดึงเข้าไปในมือของเธอ
มันและพี่สาวคนหนึ่งหลบหนีออกจากอาณาจักรที่หมาป่าอสูรอาศัย และซ่อนตัวอย่างเอาเป็นเอาตายนับแต่นั้น
เมื่อไม่มีความคุ้มครองจากบิดา หมาป่าอสูรตัวดังกล่าวและพี่สาวของมันเริ่มตระหนักได้ว่า ชีวิตอันแสนสุขสบายของพวกตนในอดีตมิใช่ครรลองของธรรมชาติ ความเจ็บปวดและอันตรายสามารถแฝงตัวอยู่ในทุกสิ่ง จนกระทั่งพวกมันข้ามทะเลมาถึงทวีปเหนือ และก่อตั้งอาณาจักรซ่อนเร้นบนเทือกเขาโฮนาซิส
มันและพี่สาวไม่กล้าเผยตัว จึงทำได้เพียงรวบรวมผู้ศรัทธาอันน้อยนิดและค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้นเองเมื่อเวลาผ่านไป ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว มันสร้างเมืองคนตายไว้ข้างดินแดนคนเป็น และเปลี่ยนให้สาวกที่เสียชีวิตกลายเป็นหุ่นเชิด เพื่อบรรลุพิธีกรรมเลื่อนลำดับ
แม้ช่วงเวลาดังกล่าวจะเต็มไปด้วยความหวาดระแวง แต่ก็ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในความทรงจำของหมาป่าอสูรตัวดังกล่าว เมื่อได้เห็นสาวกของพี่สาวเพิ่มจำนวนอย่างต่อเนื่อง และเห็นเมืองหุ่นเชิดของตนใกล้เสร็จสมบูรณ์ คล้ายกับมันลืมเลือนปัญหาและอันตรายจากโลกภายนอกไปหมดสิ้น ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขโดยแท้จริงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดมา
ท่ามกลางอิทธิพลจากความตระหนักรู้ของสาวก มันและพี่สาวเริ่มมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น
หลังจากเหตุการณ์มหาภัยพิบัติสิ้นสุดลง ในที่สุดมันประสบความสำเร็จในการเลื่อนลำดับเป็นบริวารเร้นลับ เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นมนุษย์โดยใช้ชื่อสกุลว่า ‘อันทีโกนัส’ และลงจากเทือกเขาโฮนาซิส กลับเข้าสู่โลกความจริงภายนอกอาณาจักรซ่อนเร้น
หลังจากนั้นเป็นต้นมา ความทรงจำและความการรับรู้ของอันทีโกนัสเริ่มกระจัดกระจายและแตกสลาย มีหลายครั้งที่มันพบว่าตัวเองเปลี่ยนไป
หลังจากปรองดองกับเอกลักษณ์ของเดอะฟูล สถานการณ์ก็ยิ่งแย่ลง
ท่ามกลางฉากที่สว่างวาบ ไคลน์ตระหนักได้ในทันที
เราคืออันทีโกนัส เราคือฮาล์ฟฟูล!
ทันใดนั้น ร่างกายชายหนุ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง บ้างมีผมสีดำและดวงตาสีน้ำตาล บรรยากาศนักวิชาการ คล้ายกับเป็นรูปลักษณ์ผสมผสานระหว่างไคลน์·โมเร็ตติกับโจวหมิงรุ่ย บ้างก็เป็นอันทีโกนัสเจ้าของผมสีขาวครึ่งหนึ่ง มีปอยขนหมาป่าสีดำบนใบหน้า บ้างก็สวมชุดคลุมสีเข้ม มองเห็นใบหน้าได้ไม่ชัดเจน มีหนวดรยางค์ลื่นๆ ยื่นออกจากใต้ชุดคลุม
ในวินาทีนี้ ความคิดไคลน์กำลังสับสนวุ่นวายสุดขีด สภาพจิตใจขาดสมดุลโดยสิ้นเชิง
ทำได้เพียงรักษาความตระหนักรู้ในตัวเองอย่างเลือนราง พลางถูกโหมกระหน่ำจากพายุจิตอันเกรี้ยวกราดสองลูกตลอดเวลา
ในเวลาเดียวกัน มันแบกรับชะตากรรมเสียสติและคลุ้มคลั่งของอันทีโกนัส ร่างกายใกล้แตกสลายเต็มที
ทันใดนั้น เสียงวิงวอนและคำสรรเสริญมากมายดังแว่วอยู่ข้างหู ซ้อนทับกลายเป็นภาพมายาและเข้าร่วมในสนามรบอันแสนโกลาหล
…
หมู่เกาะรอสต์ บายัม บนหอระฆังของวิหารเดอะฟูล
ชายหนุ่มซึ่งแต่งกายด้วยหมวกปลายแหลมและแว่นตาขาเดียวปรากฏตัวขึ้น ยืนอยู่หลังราวกั้น มองลงไปยังเมืองด้านล่าง
มิสเตอร์ข้อผิดพลาด อามุนด์!
วินาทีถัดมา มันเห็นเมืองบายัมหายไปพร้อมกับเมืองเงินพิสุทธิ์และจันทราใหม่ ราวกับมีใครบางใช้ยางลบลบออกจากแผนที่
“น่าเบื่อจัง” ได้เห็นฉากตรงหน้า อามุนด์ส่ายศีรษะพลางยิ้ม มิได้เผยความผิดหวัง
มันแค่ต้องการตรวจสอบว่า ไม่ไคลน์ก็รัตติกาล ลงมือแก้ไข ‘ข้อบกพร่อง’ ของที่นี่ไปแล้วหรือยัง:
หลังจากตีระฆังในวันนั้น อามุนด์ย่อมถูกจำแนกให้เป็นเทวทูตกาลเวลาของมิสเตอร์ฟูลในระดับหนึ่ง ย่อมสามารถใช้ช่องโหว่ดังกล่าวเพื่อขโมยหลักยึดเหนี่ยวจากอีกฝ่ายโดยตรง
พฤติกรรมลักเล็กขโมยน้อยเช่นนี้อาจไม่มีค่าอันใดในยามปรกติ แต่จะมีประโยชน์อย่างมากในช่วงเวลาวิกฤติของพิธีกรรม
การสูญเสียหลักยึดเหนี่ยวอย่างกะทันหัน จะทำให้สมดุลทางจิตใจถูกทำลายลง และมีโอกาสทำให้ไคลน์คลุ้มคลั่งคาที่!
อามุนด์ถอนสายตากลับ ยกมือขึ้นจับกรอบแว่นตาข้างขวา
บนผิวแว่นตาที่ทำจากคริสตัล คล้ายกับมีแสงพร่างพราวจากดวงดาวท้องฟ้าสว่างขึ้นกะทันหัน
……………………………
Related
ร่างโคลนที่ไคลน์สร้างขึ้นใหม่ เป็นการจำลองจากสภาพในปัจจุบัน ไม่ใช่ดอน·ดันเตส เชอร์ล็อก·โมเรียตี้ หรือเมอร์ลิน·เฮอร์มิส เพื่อหลีกเลี่ยงอุปสรรคทางจิตใจ
หลังจากหุ่นเชิดของตนเคยถูกอาดัมทำให้กลายพันธุ์ ชายหนุ่มระมัดระวังในแง่มุมดังกล่าวมากขึ้น
จ้องมองร่างโคลนซึ่งมีใบหน้าเหม่อลอยสักพัก ไคลน์ส่งผ่านความคิดบางอย่าง
ทันใดนั้น ร่างโคลนยื่นมือขวาออก ระดมพลังปราสาทต้นกำเนิดพร้อมกับใช้มือจับร่างต้น
หลังจากล้มเหลวอยู่หลายครั้ง ในที่สุดแสงสลัวก็ถูกดึงออกจากร่างต้น
สำเร็จสักที… ไคลน์ถอนหายใจเงียบ ระงับความคิดที่จะทำเช่นนี้ในการต่อสู้จริง
ทั้งที่ร่างต้นไม่มีการต่อต้านแม้แต่น้อย ปล่อยวางทั้งกายและใจ แต่ร่างโคลนซึ่งอาศัยระดับตัวตนและพลังของปราสาทต้นกำเนิด กลับต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะทำสำเร็จ ผ่านการล้มเหลวหลายต่อหลายหน จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ในการต่อสู้จริงมันจะสำเร็จได้ยากเย็นเพียงใด
เมื่อตะกอนพลังส่วนเกินถูกขับออกจากร่าง ไคลน์รู้สึกผ่อนคลายในทันที คล้ายกับในที่สุดก็ได้วางของหนักลงหลังจากแบกไว้เป็นเวลานาน
แต่แน่นอน สภาพจิตใจชายหนุ่มเกิดความผันผวนในระดับหนึ่ง เนื่องจากสูญเสียตราประทับทางจิตของซาราธ เจตจำนงในการคืนชีพอย่างแรงกล้าของราชันสวรรค์ฟ้าดินจึงเริ่มรุกล้ำจิตใจ
สิ่งนี้ไม่เกินความคาดหมาย ไคลน์จึงมิได้หวั่นไหว อาศัยการตระหนักรู้ตัวเองซึ่งมีเสถียรภาพในระดับหนึ่ง รวมถึงเจตจำนงอันแน่วแน่และหลักยึดเหนี่ยวที่แข็งแกร่ง ชายหนุ่มค่อยๆ กำราบเจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดินและสร้างสมดุลใหม่
ในเวลาเดียวกัน เมื่อตะกอนพลังบริวารเร้นลับที่ไคลน์ยังย่อยไม่เสร็จ โอนถ่ายเข้าไปในร่างกายของร่างโคลน ใบหน้าซึ่งเคยว่างเปล่าเกิดการบิดเบี้ยวกะทันหัน ดวงตากลายเป็นสีดำหมองคล้ำ เครายาวสีขาวงอกปกคลุมริมฝีปาก
ปัจจุบัน ร่างโคลนมีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับซาราธมาก
ทว่า มันมิอาจต้านทานความบ้าคลั่งอันเกิดจากตะกอนพลังบริวารเร้นลับ ร่างกายจึงเกิดแนวโน้มในการแยกตัว หนอนสีใสดีดดิ้นชอนไชออกมาทีละหนึ่ง หนวดรยางค์ผิวเรียบทยอยงอกยาว
คลุ้มคลั่งคาที่
ไคลน์ไม่นิ่งเฉย เพียงขยับนิ้ว ร่างโคลนดังกล่าวก็กลายเป็นหุ่นเชิดของตน
กระบวนการคลุ้มคลั่งจึงหยุดลง
ณ จุดนี้ เรียกได้ว่าการเตรียมตัวของไคลน์เป็นอันเสร็จสิ้น ร่างต้นอยู่ในสถานะย่อยโอสถเสร็จสมบูรณ์ พร้อมแล้วที่จะปรองดองกับเอกลักษณ์ของเดอะฟูล ขณะเดียวกันก็ยังมีหุ่นกระบอกลำดับ 1 บริวารเร้นลับไว้ใช้งาน
ไคลน์เอนหลังพิงเก้าอี้ ทบทวนแผนการขั้นถัดไปอีกครั้งอย่างใจเย็น ตรวจสอบว่าตนมองข้ามสิ่งใดไปหรือไม่
สำหรับศึกระหว่างทวยเทพ เราคงทำอะไรไม่ได้มากนัก แค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ… ว่าแต่ เราประมาทขั้นตอนแรกเกินไปไหม? เป็นเพราะมีเทพธิดา ผู้ถือครองน้ำจากแม่น้ำอันธการนิรันดร์ คอยช่วยเหลือ? จึงไม่เกรงกลัวการต่อสู้กับอันทีโกนัสเลยสักนิด? หลังจากไตร่ตรองสักพัก ไคลน์พบว่าตนยังขาดความรอบคอบ มีหลายสิ่งที่เลินเล่อและโอหังเกินไป
ครุ่นคิดอยู่หลายวินาที ชายหนุ่มสร้างร่างโคลนที่มีใบหน้าเหม่อลอยเพิ่มเติม
จัดการเสร็จ ไคลน์ลุกขึ้นยืน นำยุบพองหิวโหยออกจากสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์และสวมในมือซ้าย
นี่เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับศึกย่อยซึ่งอาจเกิดขึ้น ในสถานการณ์ดังกล่าว ‘บลิงค์’ ย่อมรวดเร็วและสะดวกกว่า ‘ปลูกถ่าย’
จัดปกเสื้อเสร็จ ชายหนุ่มมองไปรอบตัวอย่างไม่รีบร้อน หยุดสายตาลงที่ประตูแสงประหลาดซึ่งฉาบด้วยสีน้ำเงินเข้ม จากนั้นก็มองต่อไปยังมนุษย์ที่ถูกแขวนอยู่ภายใน ‘รังไหม’
ตรวจสอบทีละคน สายตาไคลน์หยุดลงที่ ‘รังไหม’ โปร่งใสสามอันซึ่งกำลังว่างเปล่า
วินาทีถัดมา ร่างไคลน์เลือนหายไปและโผล่ขึ้นอีกครั้งในสายหมอกประวัติศาสตร์ มันย่างกรายเข้าสู่ช่วงเวลาก่อนยุคสมัยที่หนึ่ง เดินเข้าไปในเมืองเก่าซึ่งมีโครงสร้างหลายชั้น
มันยืนอยู่บนซากอาคารซึ่งทรุดโทรมชนิดที่พร้อมจะถล่มลงได้ทุกเมื่อ สายตาก้มมองซากอาคารบ้านเรือนด้านล่าง ซากรถยนต์ที่ซ้อนทับ รวมถึงซากระบบขนส่งสาธารณะซึ่งถูกทับจนแบน
ท่ามกลางความเงียบ ดวงตาไคลน์กวาดไปทั่วอาคารบ้านเรือนที่เหลือ คล้ายกับพวกมันเดินทางข้ามกำแพงแห่งกาลเวลา หลอดไฟภายในบ้านทยอยสว่างขึ้นทีละหนึ่งดวง
แสงของหลอดไฟแผ่ออกไปทุกทิศอย่างอ่อนโยน สะท้อนกับผิวกระจก มอบแสงสว่างให้แก่อาคาร ถนนหนทาง และซากปรักหักพังเมืองเก่า
หลังจากจดจ้องอยู่สักพัก ไคลน์ถอนสายตากลับ ย่างกรายไปทีละก้าวและกลับสู่โลกแห่งความจริง
ทันทีหลังจากนั้น ชายหนุ่มเทเลพอร์ตไปยังยอดเขาของเทือกเขาโฮนาซิสทันที และได้ ‘เห็น’ วังโบราณที่ปกคลุมด้วยสายหมอก สภาพค่อนข้างทรุดโทรมและมีวัชพืชปกคลุมหนาทึบ
หุ่นเชิดและร่างโคลนปรากฏตัวด้านหน้าไคลน์ประหนึ่งบอดี้การ์ดสองคน
หันหน้าเข้าหาวังโบราณ ไคลน์กดหมวกทรงสูง ยกมือขวาขึ้นและดีดนิ้ว
บรรยากาศโดยรอบยอดเขาบนเทือกเขาโฮนาซิสมืดลงทันที ดวงตาพร่างพราวปรากฏขึ้นทีละดวง
ไคลน์ทำการ ‘ปลูกถ่าย’ ที่นี่เข้ากับโลกดารา
โดยไม่มัวรีรอ ชายหนุ่มนำหุ่นกระบอกและร่างโคลน เดินเข้าไปในทางเข้าหลักของวังโบราณ
นำหน้าโดยหุ่นเชิดที่รูปลักษณ์เหมือนกับไคลน์ มันโน้มตัวไปข้างหน้า เหยียดแขนออก บรรจงออกแรงผลักประตูหินหนัก
ท่ามกลางเสียงเสียดสี ประตูเปิดแง้มพร้อมกับเผยให้เห็นฉากด้านใน
แตกต่างจากครั้งล่าสุดที่ไคลน์นำ ‘หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์’ มาทิ้งไว้ ด้านในมืดมาก จนมองไม่เห็นศพจำนวนมหาศาลที่ถูกแขนไว้บนเพดานห้องโถง และไม่เห็นกลุ่มก้อนหนอนโปร่งใสที่กระจุกตัวอยู่บนเก้าอี้ยักษ์ซึ่งทำจากหิน
โดยไม่ต้องเดาสุ่ม ไคลน์อาศัยสัมผัสวิญญาณของนักทำนายระดับราชาเทวทูต ยืนยันจนมั่นใจว่าสถานการณ์ปัจจุบันเกิดจากฝีมือของ ‘เทพธิดารัตติกาล’ ผู้ใช้น้ำจากแม่น้ำอันธการนิรันดร์เพื่อทำให้บรรพชนอันทีโกนัสอยู่ในสภาพหลับใหล
หลังจากหุ่นเชิดและร่างโคลนเดินเข้าไป ร่างต้นบรรจงเดินผ่านประตูเข้าไปในวัง
ความมืดเริ่มขยับเขยื้อน จากนั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลง
อาคารมากมายปรากฏขึ้นรอบตัวชายหนุ่ม ผู้คนจำนวนมากเดินเตร็ดเตร่ไปตามถนน เสียงบทสนทนาดังระงม เปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้คึกคักและมีชีวิตชีวาในทันที
ผู้คนต่างเพิกเฉยไคลน์ หุ่นเชิด และร่างโคลนโดยสมบูรณ์ เอาแต่มุ่งหน้าไปยังปลายทางของตน บางคนพูดคุยในหัวข้อต่างๆ
ผู้คนและอาคารโดยรอบมีสีหม่น เกือบจะกลายเป็นขาวดำ ราวกับภาพถ่ายเก่าแก่จากประวัติศาสตร์เกิดมีชีวิตขึ้นมากะทันหัน
ทำเอาไคลน์นึกถึงภาพฉายโฮโลแกรมขาวดำ ฉากในช่องว่างประวัติศาสตร์ และภาพในความฝันที่แท้จริง
มันเดินไปรอบเมือง ตามแนวถนนที่ค่อยๆ ลาดขึ้น
ยิ่งสูงเพียงใด อาคารบ้านเรือนก็ยิ่งอลังการมากเท่านั้น หลังคาโดมขนาดมหึมาถูกค้ำจุนโดนต้นเสายักษ์
ชาวเมืองที่อาศัยอยู่ใน ‘ภาพถ่ายขาวดำโบราณ’ ส่วนใหญ่จะตัวสูง ดูคล้ายกับกำลังเรียนหนังสือ ทำงาน หรือไม่ก็พักผ่อนหย่อนใจ
ฉากรอบตัวเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง มีทั้งฉากทารกแรกคลอด ฉากเด็กเล็กกำลังเจริญเติบโต ฉากวัยรุ่นไร้เดียงสา ฉากผู้ใหญ่กำลังเผชิญปัญหาชีวิต ฉากวัยกลางคนกำลังเผชิญความเครียด และฉากวัยชรากำลังเผชิญความเศร้า
แต่แน่นอน ฉากทั้งหมดถูกฉายสลับไปมา มีเพียงบางช่วงที่ฉากหลังดูคล้ายคลึงกัน
เมื่อไคลน์สำรวจลึกเข้าไป มันเริ่มพบชาวเมืองบางคนเสียชีวิต
ญาติของผู้ตายมิได้เศร้าโศกมากนัก เพียงนำคนตายกลับบ้าน วางลงบนเตียง นำคอพาดหมอน ราวกับศพดังกล่าวยังมีชีวิต
เมื่อไคลน์เตรียมออกจากเมือง ศพลุกขึ้นจากเตียงกะทันหัน ทิ้งญาติพี่น้องและเดินออกจากบ้าน ตรงไปตามถนนจนกระทั่งถึงจุดสูงสุด
ที่นั่นก็มีเมืองเช่นกัน แต่เป็นเมืองคนตาย ปลายทางสุดท้ายของทุกชีวิต อาณาจักรแห่งการหลับใหลชั่วนิรันดร์
เมืองดังกล่าวอยู่ใกล้กับย่านพลุกพล่านของคนทั่วไปมาก เมืองปรกติจะกระจายตัวอยู่ตามไหล่เขาถึงสันเขา แต่เมืองคนตายจะอยู่บนยอด
คนอื่นอาจประหลาดใจกับสิ่งที่เห็น แต่ไคลน์เข้าใจได้ทันทีว่า ที่นี่คือที่ไหน และสถานการณ์รอบตัวหมายถึงสิ่งใด
นั่นเพราะชายหนุ่มเห็นด้ายวิญญาณจากศพคนตาย
ในวินาทีที่พวกมันกำลังจะตาย ด้ายวิญญาณได้ลอยขึ้นไปยังยอดเขา จากนั้นก็ถูกควบคุมโดยตัวตนลึกลับ
กล่าวคือ พวกมันกลายเป็นหุ่นเชิด
ดังนั้น หลังจากคนตายเสียชีวิตไปได้สักพัก มันจะลุกขึ้นเอง ทิ้งครอบครัวและเดินไปยังยอดเขา
สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับรายละเอียดในหนังสือ ‘การค้นคว้าร่องรอยอารยธรรมบนยอดเขาหลักของเทือกเขาโฮนาซิส’ ที่ไคลน์เคยอ่าน
แคว้นรัตติกาลอยู่ในการปกครองของ ‘มารดาแห่งผืนนภา’ จากเส้นทางรัตติกาล แต่บนยอดเขาหลักของเทือกเขาโฮนาซิส กลับมีเมืองหุ่นเชิดของบรรพชนตระกูลอันทีโกนัส
ดังนั้น ชาวเมืองแคว้นรัตติกาลจึงเคารพยำเกรง ‘กลางคืน’ และนับถือ ‘มารดาแห่งผืนนภา’ ขณะเดียวกันก็เชื่อว่าความตายไม่ใช่จุดจบของชีวิต ญาติพี่น้องที่ตายไปจะคอยคุ้มครองพวกตนในยามค่ำคืน
ความตายย่อมไม่ใช่จุดจบอยู่แล้ว ในเมื่อมี ‘เมืองคนตาย’ ตั้งอยู่ใกล้กันมากขนาดนี้ – บนยอดเขาหลัก แค่เดินเท้าสักพักก็ไปถึง โดยผู้ตายจะมีชีวิตอยู่ต่อไปในสภาพหุ่นเชิด
ในสายตาคนทั่วไป สถานะดังกล่าวเทียบเท่าการมีชีวิตอย่างไม่ต้องสงสัย
แคว้นของคนเป็นและเมืองของคนตายอยู่ห่างกันแค่ปลายถนนสองฝั่ง ชาวเมืองอาศัยร่วมกับคนตายประหนึ่งเพื่อนบ้าน
สิ่งนี้ยังอธิบายได้ว่า เหตุใดแคว้นรัตติกาลถึงไม่มีสุสาน นั่นเพราะคนตายไม่จำเป็นต้องถูกฝัง พวกมันกลายเป็นหุ่นเชิดที่มุ่งหน้าไปยังยอดเขา
ที่นี่คือแคว้นรัตติกาลในอดีตไม่ผิดแน่… ไคลน์พยักหน้าแผ่วเบา ไต่ขึ้นไปจนถึงยอดเขาท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันมืดมิด
ภาพแรกที่เห็นคือเมืองซึ่งดูปรกติ เพียงแต่ชาวเมืองทุกคนเป็นหุ่นเชิด
หลังจากเดินผ่านหุ่นเชิดที่มีรูปลักษณ์ต่างกัน แต่งกายต่างกัน ไคลน์เข้าไปในตำหนักอันงดงามซึ่งคล้ายกับสร้างเพื่อสรรเสริญทวยเทพ
ในส่วนลึกของตำหนัก บนเก้าอี้หินยักษ์ ร่างหนึ่งกำลังวางศอกลงบนที่พักแขน ศีรษะเอนพิงพนักเก้าอี้
ใบหน้าค่อนข้างอ่อนเยาว์ แต่ผมยาวเป็นสีขาวกว่าครึ่ง ครึ่งหนึ่งถูกปิด เผยให้เห็นเพียงครึ่งเดียว รูปลักษณ์เป็นเพศชาย ดวงตาซึ่งมีสีเข้มกว่าซาราธ เปี่ยมเต็มไปด้วยผันผวนอันยากอธิบาย หน้าตาค่อนไปทางหล่อเหลา แต่บนแก้มมีขนสั้นสีดำหนาขึ้นเป็นกระจุกคล้ายหมาป่า มอบความรู้สึกขัดแย้งระหว่างแก่และหนุ่ม มีสติและเสียสติ
ไม่ใช่ใครนอกจากบรรพชนตระกูลอันทีโกนัส ในคราวนี้ มันไม่ได้ปรากฏตัวในรูปลักษณ์ของสัตว์ในตำนานเหมือนทุกที เพียงนั่งอยู่บนเก้าอี้หินยักษ์ด้วยรูปลักษณ์ดั้งเดิม
ปัจจุบัน ดวงตาของมันกำลังปิดสนิทราวกับหลับใหลชั่วนิรันดร์ ภายในห้องโถงมีศพที่แต่งกายด้วยชุดหรูหราและธรรมดาถูกแขวนอยู่
พวกมันเป็นราวกับผืนป่ากลับหัว ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา แกว่งไกวไปตามสายลม
หลังจากถูกส่งเข้าสู่ภาวะหลับใหล บรรพชนตระกูลอันทีโกนัสสูญเสียสถานะคลุ้มคลั่งและกลับสู่สภาพเดิม? ไคลน์ยืนอยู่กึ่งกลางห้องโถง จ้องมองเป้าหมายของตนพลางถอนหายใจ
แคว้นรัตติกาลและเมืองคนตายที่ชายหนุ่มได้เห็น ทั้งหมดคือความฝันของอันทีโกนัส
ความฝันอันยาวนานนับพันปี
………………………
Related
คล้ายกับราชินีเงื่อนงำ แบร์นาแดตสัมผัสถึงการมาเยือนของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ เธอวางม้วนคัมภีร์โบราณในมือลง หันเหความสนใจไปยังแขกพิเศษหน้าประตู
ไคลน์ทำความเคารพพอเป็นพิธี กล่าวเข้าประเด็น
“ขอยืมตะเกียงวิเศษประทานพรหนึ่งวัน”
แบร์นาแดตพยักหน้ารับ ยกมือขึ้นและหยิบตะเกียงวิเศษด้านข้างขึ้นมา
ทาสรับใช้ล่องหนของหญิงสาว ถือตะเกียงรูปทรงประหลาดดังกล่าวมาส่งให้ไคลน์
ไคลน์เหยียดแขนไปรับ กล่าวเสียงต่ำ
“ขอบคุณ”
แบร์นาแดตมิได้กล่าวสิ่งใด ไม่ได้กลัวเลยสักนิดว่า ตัวเองจะตายอย่างเป็นปริศนาเนื่องจากข้อพรเกินขีดจำกัด
หญิงสาวเชื่อว่า มิสเตอร์ฟูลสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ เพราะตัวตนลึกลับรายนี้เคยแสดงพลังในทำนองเดียวกันมาก่อน
วินาทีถัดมา ไคลน์ซึ่งอยู่ในร่างเกอร์มัน·สแปร์โรว์ เลือนหายไปร่าง ‘รุ่งอรุณ’ และกลับมายังปราสาทต้นกำเนิด
มันวางตะเกียงวิเศษประทานพรลงบนโต๊ะ และพบว่าไส้ตะเกียงถูกจุดขึ้นเอง ก่อตัวเป็นร่างสีทองซีดอันบิดเบี้ยวและพร่ามัว
“เจ้ายังมิได้ทำตามสัญญา ข้าจะไม่มอบพรใดให้เจ้าอีก” เทพแห่งตะเกียงกล่าวด้วยน้ำเสียงองอาจสง่างาม “อย่าได้ลืมว่าเจ้าของตะเกียงคนปัจจุบันคือบุตรสาวของโรซายล์ ในคราวก่อน ความปรารถนาแรกของเจ้าคือการถ่ายโอนจำนวนครั้งการขอพรของเธอมาเป็นของเจ้า เปลี่ยนให้เจ้ากลายเป็นผู้แบกรับผลข้างเคียงของพรข้อที่สามแทน… แต่ในตอนนี้ ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าทำซ้ำในเรื่องเดิม”
ในตอนที่ไคลน์ใช้ตะเกียงพิเศษประทานพรหลบหนีจากสถานการณ์ยากลำบาก ความเป็นเจ้าของของสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ชิ้นนี้มิได้ถูกโอนถ่ายมาด้วย ราชินีเงื่อนงำแบร์นาแดต ยังคงเป็นเจ้าของอยู่เหมือนเดิม
ดังนั้น จำนวนครั้งการขอพรของทั้งไคลน์และแบร์นาแดตจึงถูกไปนับพร้อมกัน
ย้อนกลับไปในช่วงเวลาดังกล่าว ความปรารถนาแรกของไคลน์คือการโอนถ่ายจำนวนการขอพรสองครั้งของแบร์นาแดตมายังตน ส่งผลให้จำนวนการขอพรของแบร์นาแดตกลายเป็นศูนย์ และจำนวนการขอพรของไคลน์คือสอง
แต่ในเวลาเดียวกัน ความปรารถนาดังกล่าวย่อมต้องถูกนับจำนวนครั้งด้วย ส่งผลให้จำนวนการขอพรของแบร์นาแดตกลายเป็นหนึ่ง และจำนวนการขอพรของไคลน์กลายเป็นสาม
ถัดมา ไคลน์ทำการขอพรข้อที่สอง ซึ่งนั่นทำให้จำนวนครั้งของแบร์นาแดตและไคลน์เพิ่มขึ้นพร้อมกัน
ลงเอยด้วย จำนวนการขอพรของแบร์นาแดตกลับไปเป็นสองครั้งเท่าเดิม ยังไม่เกิดจุดวิกฤติ ส่วนไคลน์กลายเป็นสี่ครั้ง และผลลัพธ์ก็เป็นไปตามที่คาด เมื่อทำการละเมิดกฎของตัวตนระดับเทพภายนอก ชายหนุ่มต้องเสียชีวิตอย่างกะทันหันภายในวิหารโครงกระดูกของอาดัม ประสบความสำเร็จในการหลุดพ้นจากสถานการณ์ยากลำบาก
ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว หากไคลน์ขอพรเพิ่มอีกข้อ จำนวนการขอพรของแบร์นาแดตจะกลายเป็นสาม และนั่นจะทำให้เธอต้องเผชิญเหตุการณ์สุดสยดสยองอย่างมิอาจเลี่ยง
แน่นอนว่า ชายหนุ่มสามารถเลียนแบบความปรารถนาเดิมได้ โดยการโอนถ่ายจำนวนครั้งของแบร์นาแดตมายังตนและยอมเสียสละโควตาการ ‘คืนชีพ’ อีกสักครั้ง ทว่า เทพแห่งตะเกียงได้ออกตัวชัดเจนแล้วว่า หากไคลน์ขอพรเพิ่ม มันจะทำการบิดเบือนความปรารถนา จนออกมาในรูปแบบที่ไคลน์ไม่อยากเห็น
เฮ้อ… คราวก่อนเรารีบเกินไป แถมโรซายล์ยังได้รับผลกระทบจากดวงจันทร์บรรพกาล ส่งผลให้มีช่องโหว่ในการขอพร… ตอนนั้นเราควรแนบรายละเอียดไปด้วยในพรข้อแรก ว่าให้จำนวนครั้งการขอพร ถูกนับเฉพาะฝ่ายเรา หรือไม่ก็แทรกความปรารถนาระหว่างพรข้อแรกและข้อที่สอง โอนถ่ายสิทธิ์ความเป็นเจ้าของจากแบร์นาแดตมายังเรา และหลังจากที่เราตายไป ความเป็นเจ้าของก็จะสิ้นสุดลง และตะเกียงวิเศษประทานพรก็จะกลับคืนสู่เจ้าของเดิม… ไคลน์ถอนหายใจกับตัวเอง พลางยิ้มให้เทพแห่งตะเกียง:
“คงรู้จักการ ‘แผลง’ และ ‘ผนวกใหม่’ ใช่ไหม? ด้วยระดับของตะเกียงและสถานะปัจจุบันของเจ้า ข้าสามารถใช้พลังปราสาทต้นกำเนิดเพื่อ ‘ปลูกถ่าย’ ความเป็นเจ้าของจากแบร์นาแดตมายังตัวข้าได้ หรือไม่ก็ยังมีอีกหลายวิธี เช่นการ ‘ขโมย’ เป็นไง?”
ร่างสีทองอันบิดเบี้ยวของเทพแห่งตะเกียงปิดปากเงียบ กล่าวหลังจากผ่านไปไม่กี่วินาที
“แม้จะไม่เจ้าเล่ห์เหมือนหมอนั่น แต่ความไร้ยางอายแทบไม่ต่างกัน… เปล่าประโยชน์ เมื่อเจ้าสะสมความปรารถนาและถึงคราวเสียชีวิตจากผลของกฎ กรรมสิทธิ์ของตะเกียงจะกลับไปอยู่กับบุตรสาวของโรซายล์อีกครั้ง ถึงตอนนั้นข้าจะทำการบิดเบือนกฎ นับความปรารถนาของเจ้ารวมเข้ากับจำนวนการขอพรของหล่อน… อย่างที่ได้กล่าวไป จนกว่าเจ้าจะทำตามสัญญา ข้าจะไม่มอบพรใดให้เจ้าอีก”
ไคลน์ยังคงยิ้ม
“ครั้งหนึ่ง ข้าเคยฟังเรื่องราวเกี่ยวกับนักลงทุน: ในยามบริษัทมีปัญหา นักลงทุนรุ่นแรกมีแนวโน้มที่จะเต็มใจช่วยเหลือมากกว่า ทั้งที่เคยจ่ายเงินให้บริษัทไปแล้วมากมาย แต่ถ้าไม่จ่ายเพิ่ม สิ่งที่เคยลงทุนมาทั้งหมดก็จะสูญเปล่า… แต่แน่นอน หากสามารถทวงคืนเงินที่เคยลงทุนไป หรือเปลี่ยนหุ้นที่ถืออยู่ให้เป็นเงินก้อนโตได้ นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง… เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นแบบไหน”
เทพแห่งตะเกียงจ้องหน้าไคลน์บนเก้าอี้เดอะฟูล ยิ้มและตอบ
“ดูเหมือนว่า หลังจากควบคุมปราสาทต้นกำเนิดในเชิงลึก เจ้าจะได้รับคารมคมคายนักต้มตุ๋นของหมอนั่นมาด้วย… อย่างไรก็ดี เว้นเสียแต่เจ้าจะคลายผนึกให้ข้า ไม่อย่างนั้นคงเป็นเรื่องยาก ที่ข้าจะสร้างอิทธิพลใดในขอบเขตของลำดับ 0… อย่างมากก็ทำได้เพียงอาศัยกฎจากเหนือลำดับ ลงโทษให้เจ้าตายโดยไร้สาเหตุ… แต่ดูเหมือนว่า ผลลัพธ์ดังกล่าวจะไม่มีประโยชน์กับสิ่งที่เจ้าพยายามกระทำ เพราะความตายหมายถึงความล้มเหลว และเจ้าคงรู้อยู่แก่ใจดี อาการเสียสติที่เกิดขึ้นขณะเลื่อนลำดับจะส่งผลกับร่างโคลนทั้งหมด มิอาจเลี่ยงได้โดยการปลูกถ่าย”
ไคลน์ยิ้มพลางพยักหน้า
“ถูกต้อง และอันที่จริง ข้าก็ยังไม่ได้คิดความปรารถนา แค่ต้องการเตรียมตัว”
กล่าวจบ ชายหนุ่มชำเลืองตะเกียงวิเศษประทานพร
“…เท่าที่ข้าทราบ ตะเกียงดวงนี้ยังมีความสามารถอื่นที่สามารถส่งผลต่อลำดับ 0… ครั้งหนึ่ง เคยมีเทพแท้จริงพยายามทำลายตะเกียงดวงนี้ แต่สุดท้ายกลับต้องล้มเหลว… ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ตะเกียงที่ผนึกเทพภายนอกไว้ จะถูกทำลายง่ายๆ ได้เช่นไร? ในตะเกียงต้องมีพลังของราชันเร้นลับ หรือไม่ก็ปราสาทต้นกำเนิดแฝงอยู่แน่”
ขณะกล่าว รอยยิ้มบนใบหน้าไคลน์ทวีความชัดเจน:
“ถ้าไม่นำมาใช้เป็นเกราะกำบังคงเสียของแย่”
“…” เทพแห่งตะเกียงเงียบไปสักพัก ไม่ตอบสนองเป็นเวลานาน
หลังจากทักทายกันอย่างจริงใจและเป็นมิตร ไคลน์กับเทพแห่งตะเกียงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมากมาย และเนื่องจากทั้งสองฝ่ายมีชะตากรรมร่วมกัน เพียงไม่นานก็สามารถบรรลุข้อตกลงเบื้องต้น
ถัดมา ไคลน์นำตะเกียงวิเศษประทานพรใส่ในกระเป๋าเสื้อ พร้อมใช้งานตลอดเวลา
หลังจากจัดการทุกสิ่งเสร็จสรรพ ชายหนุ่มหันเหความสนใจไปยังจุดแสงที่เกี่ยวข้องกับเทือกเขาโฮนาซิสบนสายหมอกประวัติศาสตร์
ปัจจุบัน การเตรียมการของไคลน์ใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ถัดไปคือการสร้างร่างโคลนเพื่อขโมยตะกอนพลัง ‘บริวารเร้นลับ’ ที่ยังย่อยไม่หมดจากร่างต้น นำไปใส่ไว้ในร่างโคลนที่สร้างขึ้น จากนั้นก็จะถึงเวลาเผชิญหน้ากับบรรพชนตระกูลอันทีโกนัส
และนั่นจะกลายเป็นตัวจุดประกายให้มหาศึกทวยเทพถือกำเนิด
ว่ากันตามตรง ไคลน์ไม่ต้องการให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น เพราะสงครามระหว่างเทพจะสร้างความเสียหายต่อโลกความจริงเป็นวงกว้าง
เพื่อป้องกันการคืนชีพของ ‘มหาต้นกำเนิด’ กุหลาบไถ่บาปได้ลอบสังหารเทพสุริยันบรรพกาลภายใต้ความช่วยเหลือจากเทวทูตมืด โดยสงครามครั้งนั้นนำมาซึ่งมหาภัยพิบัติบนทวีปตะวันออก เข่นฆ่าสิ่งมีชีวิตไปกว่าเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ แผ่นดินกลายเป็นเหมือนขุมนรก
‘สงครามสี่จักรพรรดิ’ และ ‘ภัยพิบัติสีจาง’ เกือบทำลายทวีปเหนือ ผู้คนล้มตายไปมากมาย มีจำนวนไม่น้อยเกิดการกลายพันธุ์ ภูเขากลายเป็นทะเลสาบ หุบเขากลายเป็นยอดเขา แม่น้ำคดเคี้ยว แผ่นดินถล่ม และมหาสมุทรคลุ้มคลั่ง
ศึกระหว่างเทพธิดารัตติกาลและเทพสงคราม แม้การปะทะระหว่างทวยเทพจะเกิดขึ้นบนดินแดนดารา เกิดขึ้นภายในอาณาจักรส่วนตัวของเทพธิดารัตติกาล และยังได้บทสรุปค่อนข้างเร็ว ช่วยให้ไม่เกิดผลกระทบกับโลกความจริงมากนัก แต่ต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านั้น สงครามโลกที่กินระยะเวลานานกว่าหนึ่งปีได้สร้างเลือดและน้ำตาของมนุษย์ไปมากเพียงใด
หากเลือกได้ ไคลน์ก็อยากละทิ้งปราสาทต้นกำเนิด ดำเนินชีวิตต่อไปในฐานะลำดับ 1 หรือ 2 เพื่อแลกกับสันติสุขของโลก
ทว่า ตลอดเส้นทางที่ชายหนุ่มเดินผ่านมา มันได้รับไมตรีจากหลากหลายตัวตนอย่างไม่ขาดสาย มีทั้งมอบความช่วยเหลือ มอบความเมตตา และมอบความศรัทธา หากไคลน์ยอมแพ้เสียตั้งแต่ตอนนี้ คนกลุ่มดังกล่าวก็จะถูกผลักให้ตกอยู่ในอันตรายทันที ซึ่งนั่นไม่เรียกว่าความกรุณา หากแต่เป็นความเห็นแก่ตัว
นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีผู้ประสบความสำเร็จคนใดบ้าง ไม่ต้องแบกรับชะตากรรมของคนจำนวนมากไว้บนบ่า?
หากตนยอมแพ้ แล้วพวกเขาล่ะ?
ชาวชุมนุมทาโรต์ สาวกเดอะฟูลในเมืองเงินพิสุทธิ์และจันทรา อะซิก·อายเกส ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ วิล·อัสติน… ใบหน้าของคนสำคัญในชีวิต ทยอยผุดขึ้นในใจชายหนุ่ม
ในที่สุด มันถอนหายใจยาวอย่างเชื่องช้า
หากอามุนด์เป็นคนที่น่าไว้วางใจ ไคลน์ยินยอม ‘ยก’ สิ่งเหล่านี้ให้อีกฝ่ายอย่างเต็มใจ แต่น่าเสียดายที่ ‘เทพแห่งการหลอกลวง’ มีนิสัยเอาแน่เอานอนไม่ได้ แม้แต่สาวกทั้งหมดของมัน ก็ยังเป็นตัวมันเอง
หากไคลน์ยอมแพ้ ยังไม่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเอง เหล่ามนุษย์หรือครึ่งเทพที่ชายหนุ่มห่วงใย ก็อาจถูกอีกฝ่ายจับกุมตัวหรือไม่ก็นำแว่นตาขาเดียวมาสวมไว้ที่ตาขวากันทุกคน และจากบรรดาทั้งหมด วิล·อัสตินกับสาวกเดอะฟูลจะเสี่ยงอันตรายมากที่สุด
จงเชื่อในพลังของเทพ แต่อย่าได้วางใจกับความเมตตากรุณา!
นี่คือการตัดสินใจของไคลน์ เมื่อครั้งได้สนทนากับเทพธิดารัตติกาล ชายหนุ่มยกตัวอย่างถึงวายุสลาตัน สุริยันเจิดจรัส และปัญญาความรู้เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ว่าตนจะไม่ทำให้เธอผิดหวัง และไม่ทำให้ความช่วยเหลือที่ผ่านมาต้องกลายเป็นหมัน – เทพธิดารัตติกาลคือตัวตนที่เลือกเดิมพันข้างไคลน์มากที่สุด หากชายหนุ่มยอมแพ้ พระองค์อาจต้องจ่ายหนักเพื่อให้ได้ครอบครองแม่น้ำอันธการนิรันดร์ หรือบางทีอาจไม่ได้ครอบครองมันเลยตลอดชีวิต เนื่องจากเมื่อสองเสาหลักอย่าง ‘พระเจ้า’ และ ‘ราชันเร้นลับ’ ลืมตาตื่น เทพภายนอกก็จะไม่เป็นภัยคุกคามต่อโลกอีกต่อไป จึงไม่จำเป็นต้องมีวันวานคนที่สามถือกำเนิด
ฟู่ว… หลังจากนี้เราจะใช้ปราสาทต้นกำเนิดเพื่อ ‘ปลูกถ่าย’ ยอดเขาของเทือกเขาโฮนาซิสเข้ากับดินแดนดารา วิธีนี้ไม่เพียงจะลดความเสียหายที่เกิดขึ้นบนโลกความจริง แต่ยังจะช่วยให้เทพธิดาและเทพตนอื่นที่คอยปกป้องรอยแยกของบาเรีย ระดมพลังได้อย่างเต็มที่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้สนับสนุนเราส่วนใหญ่เป็นเทพจารีต… ท่ามกลางกระแสความคิด ชายหนุ่มเริ่มวางแผน
จากนั้น ไคลน์ดีดนิ้ว ระดมพลังปราสาทต้นกำเนิดเพื่อสร้างร่างโคลนมายืนข้างๆ
…………………………
Related
บายัม ภายในวิหารเทพสมุทร
อัลเจอร์·วิลสันซึ่งเพิ่งกลับถึงห้องหลังจากมิสซา เห็นร่างหนึ่งโผล่ออกจากหน้าต่าง
เกอร์มัน·สแปร์โรว์ผู้แต่งกายด้วยหมวกทรงกึ่งสูงและเสื้อโค้ทยาว
โดยไม่รอให้อัลเจอร์พูด ไคลน์ก้าวออกมาข้างหน้า กล่าวเสียงขรึม
“ผมมาตามคำสั่งของมิสเตอร์ฟูล”
มันมักจะสวมบทบาทเป็น ‘บริวารเร้นลับ’ เสมอ
อัลเจอร์ก้มศีรษะลงทันที กดหน้าอกซ้ายด้วยมือขวา
“มิสเตอร์ฟูลจงเจริญ”
ไคลน์พยักหน้ารับ ยกมือขึ้นและหยิบบางสิ่งจากกองขยะบนปราสาทต้นกำเนิด
ทันใดนั้น ภาพของคทาที่ทำจากกระดูกสีขาว สะท้อนบนกระจกตาอัลเจอร์
หัวคทาเลี่ยมอัญมณีสีน้ำเงินอมฟ้า บางส่วนมีสีเข้ม บางส่วนถูกปกคลุมด้วยแสงยามเช้า ตัวคทารายล้อมด้วยจุดแสงแห่งการสวดวิงวอนจำนวนนับไม่ถ้วน ถ้อยคำวิงวอนมายาดังแว่วออกมาอย่างต่อเนื่องในลักษณะซ้อนทับ เปี่ยมไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์อย่างท่วมท้น
รูม่านตาอัลเจอร์เบิกกว้างทันที เผยให้เห็นความกระหายที่ยากจะยับยั้ง
ในฐานะครึ่งเทพลำดับ 4 แห่งเส้นทางลูกเรือ มันมั่นใจเป็นอย่างมาก ว่าคทากระดูกตรงหน้าคือสัญลักษณ์แทนสถานะ ระดับตัวตน และพลังอำนาจของเทพสมุทร
มันกัดฟันทนอาการวิงเวียนอันเกิดจากเสียงสวดวิงวอน สายตาจดจ้องเกอร์มัน·สแปร์โรว์ และรอให้ข้ารับใช้แห่งเทพรายนี้เปิดปาก
ไคลน์ยกคทาเทพสมุทรด้วยมือหนึ่งข้าง กล่าวเสียงขรึม
“นี่คือความขวัญและความไว้วางใจจากมิสเตอร์ฟูล และยังเป็นรางวัลสำหรับการช่วยปกป้องสาวกจำนวนมากของพระองค์… ในอนาคต ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมหวังว่าคุณจะทำตามคำสั่งของมิสเตอร์ฟูลอย่างเคร่งครัด พยายามอย่างสุดกำลังเพื่อให้งานของพระองค์ลุล่วง”
อัลเจอร์อ่านความนัยที่แฝงมากับประโยค
มันสงสัยว่า อาจเกิดบางสิ่งขึ้นกับมิสเตอร์ฟูลในวันข้างหน้า และพระองค์จะรับบาดเจ็บ หรือตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก
เมื่อตระหนักว่าตนออกจากโบสถ์วายุสลาตันมาแล้ว และไม่มีที่ไปอื่นอีก อัลเจอร์นำมือขวากดหน้าอกซ้าย ตอบเสียงดังฟังชัด
“ความศรัทธาของผมมีเพียงมิสเตอร์ฟูลเท่านั้น!”
ฟังจบ ไคลน์พยักหน้าเงียบงัน ก่อนจะกล่าวซ้ำในสิ่งเดิมที่เคยพูดต่อหน้ามิสจัสติสและจัดจ์เมนต์
อัลเจอร์ถอนหายใจโล่งอก อย่างน้อยมันก็ได้ทราบชะตากรรมในอนาคต ดีกว่าไม่ทราบอะไรเลย
โดยไม่มัวรีรอ มันทวนคำเดิมของตัวเอง ด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมเป็นพิเศษ
ไคลน์มอบคทาเทพสมุทรให้อีกฝ่าย
“อันดับแรก คุณต้องทำความเคยชินกับสมบัติปิดผนึกชิ้นนี้ รวมไปถึงกิจวัตรประจำวันของเทพสมุทร รอจนกระทั่งโอสถ ‘ผู้สังเวยภัยพิบัติ’ ย่อยเสร็จสมบูรณ์ จงใช้มันปรุงเป็นโอสถดื่ม การสวมบทบาทล่วงหน้าจะช่วยความเสี่ยงขณะเลื่อนลำดับ”
อันที่จริง ไคลน์สามารถยกเลิกการ ‘ปลูกถ่าย’ ได้ทันที เพื่อโอนสถานะเทพสมุทรซึ่งปัจจุบันพุ่งเป้ามายังไคลน์และปราสาทต้นกำเนิด ให้เปลี่ยนไปหาอัลเจอร์แทน ทำให้อีกฝ่ายกลายเป็น ‘ครึ่งเทพสมุทร’ และเกิดความคุ้นเคยกับตัวตนล่วงหน้า
แต่เมื่อคำนึงว่า ตนกำลังจะปรองดองกับเอกลักษณ์ของเดอะฟูล และจำเป็นต้องมีหลักยึดเหนี่ยวที่มั่นคงสำหรับสร้างสมดุลกับเจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดิน เหล่าสาวกของเทพสมุทรจึงเป็นสิ่งที่ยังขาดไม่ได้ ไคลน์ตัดสินใจรอให้ตนมีเสถียรภาพทางใจโดยแท้จริงเสียก่อน จึงค่อยโอนถ่ายตัวตนของเทพสมุทรไปให้อัลเจอร์โดยสมบูรณ์
ณ ปัจจุบัน ตัวตนของอัลเจอร์ใกล้เคียงกับข้ารับใช้ซึ่งช่วยถือครองอำนาจแทน คอยฟังคำสวดวิงวอนและตอบสนองให้สาวก แต่ยังปราศจากหลักยึดเหนี่ยวและสถานะที่แท้จริงของเทพสมุทร – ‘เจ้าของ’ คทาเทพสมุทรตัวจริงยังคงเป็นไคลน์ และทุกสิ่งยังคงพุ่งเป้าไปหาไคลน์ นี่คือความอัศจรรย์ของพลัง ‘ปลูกถ่าย’
อัลเจอร์ข่มความตื่นเต้นและความสุขภายในใจ ขานตอบถ้อยคำของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ด้วยสีหน้าจริงจังพร้อมกับรับคทาเทพสมุทรมาถือ
จากนั้น มันถามอย่างครุ่นคิด
“สมบัติปิดผนึกชิ้นนี้มีผลข้างเคียงเป็นอย่างไร?”
“มิสเตอร์ฟูลได้ผนึกไว้แล้วบางส่วน ช่วยให้ผลข้างเคียงด้านลบของไม้เท้าเทพสมุทรลดลงจากเดิมมาก” ไคลน์อธิบายเรียบง่าย “ในปัจจุบัน มันจะทำให้ผู้ถือมีอารมณ์ค่อนข้างฉุนเฉียว จิตใจเผชิญความสับสนเล็กน้อย และจะคอยสูบเลือดของสิ่งมีชีวิตรอบข้างในทุกเดือน คุณสามารถบินไปยังกลางทะเลหรือเกาะร้างก่อนที่เวลานั้นจะมาถึง”
พอรับได้… อัลเจอร์ถอนหายใจโล่งอก จากนั้นก็ถามถึงพลังพิเศษของคทาในมือ
หลังจากอธิบายอย่างคร่าว ร่างของไคลน์ก็เลือนหายไป
…
เหนือสายหมอกสีเทา ภายในวังโบราณ
หลังจากเตรียมตัวเสร็จ ไคลน์นั่งลงบนเก้าอี้เดอะฟูล เสกกระดาษหนังและปากกาหมึกซึมสีแดง เริ่มทำการวิเคราะห์หาผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นหลังจากเผชิญหน้ากับอันทีโกนัสบนยอดเขาของเทือกเขาโฮนาซิส
หากทุกสิ่งดำเนินไปอย่างราบรื่น เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายของการปรองดองกับเอกลักษณ์เดอะฟูล เทพธิดาจะต้องยกเลิกพลัง ‘ซ่อนเร้น’ ที่ปกคลุมบริเวณดังกล่าวอย่างแน่นอน เพื่อให้เรามีปฏิสัมพันธ์กับโลกความจริง เชื่อมต่อกับชะตากรรม และบรรลุผลของการหลอกลวง…
พิจารณาจากพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพของมิสเตอร์ประตู ความวุ่นวายที่จากการปรองดองกับเอกลักษณ์สำเร็จนั้นไม่ธรรมดา เมื่อปราศจากอำนาจการปกปิด เทพตนอื่นย่อมต้องสังเกตเห็น และกลุ่มตัวตนที่กำลังสนใจประเด็นนี้ คงจับตามองเทือกเขาโฮนาซิสมาสักระยะแล้ว หากมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยก็จะทราบได้ทันที…
ในสถานการณ์ดังกล่าวคงมีการแทรกแซงเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำลายล้าง ความช่วยเหลือ และการสนับสนุน… สิ่งสำคัญคือการมองให้ออกว่าใครคือศัตรู และใครคือมิตร ไม่อย่างนั้นคงเตรียมตัวรับมือได้ไม่เหมาะสม…
เทพธิดาอยู่ฝ่ายเราแน่นอน หากพระองค์เป็นศัตรู เราคงถูกผนึกไว้ในดินแดนซ่อนเร้นนานแล้ว ไม่มีทางได้เติบโตจนถึงระดับปัจจุบัน… หรือถ้าพระองค์ต้องการ ‘ขาย’ เราให้คนอื่น ในอดีตก็มีโอกาสนับครั้งไม่ถ้วน แถมยังขายได้ราคาดีมาก… สำหรับพระองค์ ใครจะเป็นราชันเร้นลับก็ไม่สร้างปัญหาให้กับตน จึงสามารถตัดสินใจได้ตามความชอบส่วนตัว – อาดัมในปัจจุบันยังห่างไกลจากการทะลวงผ่านผนึก และช่วงชิงแม่น้ำอันธการนิรันดร์ไปครองตัดหน้า…
ตัวตนที่ไม่ต้องการให้อามุนด์เป็นราชันเร้นลับมากที่สุดประกอบด้วย สุริยันเจิดจรัส วายุสลาตัน และปัญญาความรู้ หากมีใครสักคนพยายามขัดขวางพิธีกรรมปรองดองเอกลักษณ์เดอะฟูลของเรา พวกท่านจะต้องส่งความช่วยเหลือมาในทันทีแน่…
นอกจากเทพแท้จริงทั้งสี่องค์ ลำดับ 0 ที่เหลือประกอบไปด้วย:
นักสร้างฝันอาดัม และพระผู้สร้างแท้จริง ต่างก็เป็นบิดาของอามุนด์ มีโอกาสสูงที่จะยื่นมือช่วยอามุนด์มากกว่าเฝ้ามองอย่างเงียบงัน… พระแม่ธรณีอาจวางเดิมพันข้างเราผ่านเอ็มลิน แต่พระองค์อาจไม่ยื่นมือช่วยเหลือเสมอไป สำหรับท่าน เนื่องจากไม่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวโดยตรง คงเป็นการดีกว่าหากจะเฝ้ารอผลลัพธ์ด้วยความอดทน… แม่มดบรรพกาลอยู่ในสภาพประหลาด จะออกหน้าไหนนั้นยากจะคาดเดา… เทพจักรกลไอน้ำทำตัวคลุมเครือมาตลอด อย่างดีก็คงวางตัวเป็นกลาง อย่างแย่ก็แอบทำข้อตกลงกับอามุนด์และอาดัม เราไม่มีไพ่เด็ดที่จะซื้อใจเขาได้…
นอกเหนือจากเทพแท้จริงเหล่านี้ ลำดับ 0 ตนอื่น หรือลำดับที่ใกล้เคียง 0 ประกอบด้วย:
เจ้านรก หรืออีกชื่อหนึ่งคือด้านมืดเอกภพ ต้องสงสัยว่าจะถูกมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายกัดกร่อน นานๆ ครั้งจะตอบสนองต่อคำสวดวิงวอนของนิกายบูชาโลหิต และไม่ส่งพลังมาแทรกแซงโลกความจริงนานแล้ว เฉกเช่นสถานการณ์ของเทพผู้ถูกล่าม…
ความเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้จะขึ้นอยู่กับเจตจำนงของมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายเป็นหลัก และในฐานะเทพภายนอก ยิ่งราชันเร้นลับถือกำเนิดล่าช้าเพียงใดก็ยิ่งเป็นประโยชน์กับตน ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว การขัดขวางมิให้เราปรองดองกับเอกลักษณ์ของเดอะฟูล จนพ่ายแพ้ในการต่อสู้กับอามุนด์ มีแต่จะเร่งให้ราชันเร้นลับถือกำเนิดเร็วขึ้น…
กลยุทธ์ที่มีมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายน่าจะเลือกใช้มากที่สุด คือการวางตัวเป็นกลาง หรือไม่ก็ช่วยให้เราปรองดองกับเอกลักษณ์ของเดอะฟูลจนลุล่วง เพื่อถ่วงดุลตาชั่งระหว่างเรากับอามุนด์ให้ไม่เอนเอียง จากนั้นก็พยายามทำลายแนวโน้มและสัญชาตญาณในการ ‘ผนวกรวม’ เลื่อนการถือกำเนิดราชันเร้นลับออกไปให้นานที่สุด…
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดยังไม่ฟื้นตัวถึงระดับที่สามารถพัวพันกับเรื่องนี้ได้โดยตรง… ปราชญ์เร้นลับนั้นลึกลับสมชื่อ ไม่มีใครอ่านออกว่าทางนั้นกำลังคิดในสิ่งใด แต่อีกฝ่ายคงทราบดีว่าเราวางตัวเป็นศัตรู…
วิเคราะห์ถึงตรงนี้ ไคลน์ได้ข้อสรุป
มิตร: เทพธิดารัตติกาล วายุสลาตัน สุริยันเจิดจรัส ปัญญาความรู้
ศัตรู: นักสร้างฝันอาดัม พระผู้สร้างแท้จริง ข้อผิดพลาดอามุนด์
วางตัวเป็นกลาง แต่อาจช่วยเรา: พระแม่ธรณี ด้านมืดเอกภาพ เทพผู้ถูกล่าม
วางตัวเป็นกลาง แต่อาจช่วยอามุนด์: ปราชญ์เร้นลับ
วางตัวเป็นกลาง ท่าทีคลุมเครือ: แม่มดบรรพกาล เทพจักรกลไอน้ำ
อา… ยังไม่ต้องคำนึงว่าอาดัมและพระผู้สร้างแท้จริงจะผสานกันถึงระดับไหน ให้เดาว่าเป็นสถานการณ์เลวร้ายที่สุดไปก่อน อีกฝ่ายอาจแข็งแกร่งทัดเทียมเทพสุริยันบรรพกาล หรืออย่างน้อยก็ลำดับ 0 ในสองเส้นทาง… เทพธิดาถือครองเอกลักษณ์ของ ‘ยักษ์สนธยา’ และ ‘มรณา’ ต่อให้ยังปรองดองไม่เสร็จ แต่ด้วยสื่อกลางอย่างเครื่องประดับทองคำรูปนก พระองค์คงควบคุมเอกลักษณ์ได้ดังใจนึก แม้จะยังมิอาจทัดเทียมเทพสุริยันบรรพกาลในยุครุ่งเรือง แต่ก็น่าจะคานอำนาจกับอาดัมในปัจจุบันได้…
อามุนด์ก็ควรถูกจำแนกให้เป็นลำดับ 0 สองเส้นทาง… จากบรรดาวายุสลาตัน สุริยันเจิดจรัส และปัญญาความรู้ แค่สองในสามก็น่าจะรับมือกับอามุนด์ไหว… พิจารณาจากสถานการณ์ตรงนี้ เรายังเป็นฝ่ายได้เปรียบ… ไคลน์อ่านเนื้อหาบนกระดาษพลางพึมพำด้วยสมาธิจดจ่อ
อย่างไรก็ดี ความได้เปรียบตรงนี้ยังมิได้นับรวมฝ่ายที่วางตัวเป็นกลาง
ไคลน์เคาะขอบโต๊ะทองแดงยาวลวดลายเก่าแก่ พิจารณาถึงสถานการณ์เลวร้ายที่สุด
แม่มดบรรพกาล ปราชญ์เร้นลับ เทพจักรกลไอน้ำ ล้วนเลือกที่จะช่วยอามุนด์เพราะความชอบหรือไม่ก็ข้อตกลงบางอย่าง…
หากเป็นเช่นนั้น ต่อให้พระแม่ธรณีเข้าร่วมศึก ฝ่ายของไคลน์ก็ยังคงเสียเปรียบเล็กน้อย: เทพจักรกลไอน้ำจะคานอำนาจกับอีกหนึ่งเทพจากห้าเส้นทาง ‘พระเจ้า’ … พระแม่ธรณีที่เพิ่งครอบครองเอกลักษณ์ของ ‘จันทรา’ จะคานอำนาจกับแม่มดบรรพกาล… ปราชญ์เร้นลับจะเผชิญหน้ากับด้านมืดเอกภพและเทพผู้ถูกล่าม ซึ่งทั้งสองล้วนถูกกัดกร่อนโดยมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย – แต่เนื่องจากการแทรกแซงของเทพภายนอกมีขีดจำกัด เกรงว่าปราชญ์เร้นลับน่าจะถือครองความได้เปรียบ…
นอกจากนั้น การสมมติให้เทพคานอำนาจกัน เป็นเพียงการคำนวณในอุดมคติ ตามสถานการณ์จริง อามุนด์ซึ่งถือครองอำนาจ ‘ข้อผิดพลาด’ สามารถสำแดงเล่ห์กลได้มากมาย เช่นกันค้นหา ‘ช่องโหว่’ และสร้างทางลัดเข้ามาทำลายพิธีกรรมโดยตรง จนไคลน์ลงเอยด้วยการคลุ้มคลั่งคาที่ ไม่เพียงเท่านั้น เทพบางตนที่เคยช่วยไคลน์อย่างผิวเผิน อาจเปลี่ยนไปเข้ากับฝ่ายอามุนด์ด้วยเหตุผลที่คาดไม่ถึง
สำหรับสมบัติปิดผนึกที่สามารถพลิกผันสมดุลระหว่างเทพ ไคลน์แทบไม่มีข้อมูล ยากจะวิเคราะห์สถานการณ์
หึหึ… คิดไม่ถึงว่าจะมีวันที่เราต้องอ้อนวอนมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย… ใช่แล้ว ต้องเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์เลวร้ายที่สุดไว้เสมอ และคอยขัดขวางมิให้เหตุการณ์ดำเนินไปยังทิศทางดังกล่าว… ไคลน์สลายกระดาษและปากกาตรงหน้า หันไปจ้องจุดแสงแห่งการวิงวอนที่ตนทำเครื่องหมายไว้เป็นพิเศษ
ร่างชายหนุ่มเลือนหายไปจากปราสาทต้นกำเนิด และโผล่อีกครั้งบน ‘รุ่งอรุณ’ ของแบร์นาแดต
Related
ภาพฉายในความฝันของเทพธิดารัตติกาลตอบด้วยรอยยิ้ม
“ถ้าแค่เพราะต้องการสนับสนุนราชันเร้นลับคนใหม่ ฉันคงเลือกเดิมพันข้างอามุนด์มากกว่า เพราะอย่างน้อย เขาก็มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าคุณพอสมควร”
โดยไม่รอให้ไคลน์ถาม เธอกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงล่องลอยชวนฝัน
“อดีตกาลที่ถูกฝังกลบ ยุคสมัยที่มีพวกเรามีความทรงจำร่วมกัน และยังเป็นยุคที่มนุษยชาติถือกำเนิด บ่มเพาะ และเบ่งบาน ถึงแม้ว่าฉันจะมีอายุยืนยาว แต่ก็ไม่มีความทรงจำใดเทียบเคียงช่วงเวลาดังกล่าวได้… คุณมีตราประทับของสิ่งนั้น ฉันจึงอยากช่วยคุณมากกว่า”
คนบ้านเดียวกันสินะ… ไคลน์สรุปในใจเป็นสำนวน
ทันใดนั้น มันหวนนึกถึงถ้อยคำที่จักรพรรดิโรซายล์เขียนไว้ในไดอารี
บ้านเกิด
ท่ามกลางความเงียบอันเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ ภาพฉายของเทพธิดารัตติกาลเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“ไว้พร้อมเมื่อไร คุณสามารถไปที่ยอดเขาหลักของเทือกเขาโฮนาซิสได้ทุกเมื่อ… แต่แน่นอน คุณมีอิสระในการตัดสินใจ ไม่มีใครบังคับคุณได้ และจะไม่มีใครทำแบบนั้น… คุณสามารถเลือกที่จะหยุดความก้าวหน้าเอาไว้กลางคัน ไม่พัฒนาไปถึงระดับวันวาน เพื่อป้องกันมิให้ราชันเร้นลับตื่นขึ้นภายในร่าง… หากเลือกวิธีนี้ เมื่อวันสิ้นโลกมาถึง คุณสามารถนำพาผู้คนและสิ่งที่ต้องการปกป้อง ‘พเนจร’ ไปยังดาวเคราะห์ดวงอื่นในกาแล็กซีแห่งอื่น เพื่อหลีกเลี่ยงสายตาของเทพภายนอกและสร้างอารยธรรมขึ้นมาใหม่”
ไคลน์คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มานานแล้ว หลังจากเงียบไปสักพัก ชายหนุ่มกล่าว
“ผมไม่แน่ใจว่าโรซายล์เคยพูดเอาไว้หรือไม่: การหลบซ่อนสามารถทำได้เพียงชั่วคราว ไม่มีใครซ่อนตัวได้ตลอดไป”
มันสนทนากับเทพธิดารัตติกาลเป็นภาษาคนยักษ์ เมื่อแปลงประโยคจึงฟังดูค่อนข้างประหลาด
การซ่อนตัวเป็นแค่กลยุทธ์ระยะสั้น ไม่มีทางประสบความสำเร็จในระยะยาว
หลังจากเว้นวรรค ไคลน์กล่าวต่อ
“จักรวาลอาจกว้างใหญ่และไร้ขอบเขตก็จริง แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เทพภายนอกคุ้นเคยมันมากกว่าเรา บางตนช่ำชอง บางตนเป็นร่างอวตารในบางมุมของเอกภพโดยตรง การหลบหนีพวกเขาถือเป็นเรื่องยาก ยิ่งไปกว่านั้น ถึงจะหลบหนีสำเร็จ แต่ก็คงซ่อนตัวได้เพียงระยะสั้น และอารยธรรมใหม่จะถูกทำลายภายในหนึ่งพันปี เพราะในช่วงเวลาดังกล่าว ในหมู่พวกเราจะไม่มีวันวานแม้แต่คนเดียว หมดโอกาสช่วยเหลือตัวเองโดยสิ้นเชิง”
นั่นก็เพราะว่า หากต้องการหลบหนีเทพภายนอกที่รุกรานโลก ทุกคนจำเป็นต้องสละแก่นแท้แห่งต้นกำเนิดทั้งหมด ไม่อย่างนั้น ‘แก่นแท้ฯ’ จะดึงดูดสายตาเหล่าเทพภายนอกและนำมาซึ่งปัญหา อย่าว่าแต่พเนจรไปในอวกาศเลย อาจไม่รอดตั้งแต่การโจมตีแรกด้วยซ้ำ
เสียงจากภาพฉายของเทพธิดารัตติกาลกล่าวแผ่วเบา
“การอพยพเอกลักษณ์และตะกอนพลังลำดับสูงของเส้นทางที่ไม่ได้ถูกฉีกออกจากเทพภายนอกโดยตรง อาจไม่ดึงดูดความสนใจจากเหล่าเทพภายนอกมากนัก พวกเขาคงไม่มัวเสียเวลาตามหา”
“คุณพูดเองว่า ‘อาจไม่’ ดึงดูดความสนใจ… แต่ในทางกลับกัน เทพภายนอกก็อาจยังต้องการเอกลักษณ์และตะกอนพลังลำดับสูงของเส้นทางใกล้เคียง เพื่อให้ตัวเองเข้าใกล้ความเป็น ‘เสาหลัก’ มากขึ้น” ไคลน์ตอบอย่างใจเย็น “เราไม่สามารถฝากชะตากรรมของมนุษย์ไว้กับอารมณ์ของพวกเขาได้ เทพภายนอกไม่ได้ใจดีขนาดนั้น”
ภาพฉายของเทพธิดารัตติกาลพยักหน้า
“ในแง่นี้ คุณตื่นตัวมากกว่าโรซายล์ แต่นั่นเป็นเพราะเขารู้เรื่องเกี่ยวกับวันวานและเทพภายนอกช้าเกินไป”
เธอกล่าวต่อไป
“คุณยังมีทางเลือกอื่น: ใช้วิธีเดียวกับพาลีสเพื่อลดระดับตัวตน ยอมให้อามุนด์ขโมยปราสาทต้นกำเนิดไป สำหรับวิธีนี้ คุณจะยังมีชีวิตที่ยั่งยืนในฐานะอัครเทวทูตลำดับ 1 โดยไม่ต้องกังวลว่าราชันเร้นลับจะตื่นขึ้นภายในร่าง ไม่ต้องแบกรับชะตากรรมของใคร”
ในพระคัมภีร์ของโบสถ์รัตติกาล มีการแบ่งแยกระหว่างเทวทูตและอัครเทวทูตไว้ชัดเจน ไคลน์คาดเดามาตลอดว่าอัครเทวทูตหมายถึงลำดับ 1 และในที่สุดก็ได้รับการยืนยัน
แต่แน่นอน นี่เป็นเพียงบรรทัดฐานของศาสนจักรเดียว ไม่ใช่ได้รวมถึงโบสถ์อื่น
หลังจากฟังคำแนะนำจากเทพธิดารัตติกาล ไคลน์เงียบงันเป็นเวลานานก่อนจะถาม
“ไว้ใจอามุนด์ได้หรือ”
เทพธิดารัตติกาลกล่าวอย่างสุขุม
“ฉันเองก็ให้คำตอบที่แน่ชัดไม่ได้”
ไคลน์ถามต่อ
“หากราชันเร้นลับตื่นขึ้นในร่างอามุนด์ เขาจะดึงตะกอนพลังลำดับสูงของเส้นทางนักทำนาย ผู้ฝึกหัด และนักจารกรรมกลับไปไหม?”
“ฉันไม่ทราบ” เทพธิดารัตติกาลตอบด้วยน้ำเสียงเดิม
ไคลน์เงียบไปอีกครั้ง ตามด้วยกล่าว
“ส่วนตัวแล้ว ผมไม่ต้องการเป็นวันวาน แต่ผมก็ไม่อยากทรยศความเชื่อใจของเหล่าตัวตนที่เดิมพันข้างผม จนถึงวันนี้ พวกเขาให้คอยความช่วยเหลือไม่มากก็น้อยมาตลอด… เมื่อกลายเป็นราชันเร้นลับ อามุนด์จะช่วยเทพสุริยันบรรพกาลทวงคืนเอกลักษณ์และตะกอนพลังลำดับ 1 จากเทพวายุสลาตันและเทพปัญญาความรู้ ส่งผลพวกเขาต้องร่วงหล่น… นอกจากนั้น อามุนด์ยังเป็นเทพที่เอาแน่เอานอนไม่ได้”
ภาพฉายของเทพธิดารัตติกาลพยักหน้ารับ
“คุณรักษาความเป็นคนได้ดี”
หลังจากตัดสินใจหนักแน่น ไคลน์หลุดพ้นจากภาวะหดหู่ กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ต่อผมให้รักษาความเป็นคนได้ไม่ดี ปล่อยให้ความเป็นเทพมีอำนาจในร่างกาย ผมก็คงไม่เปลี่ยนการตัดสินใจอยู่ดี นั่นเพราะสัญชาตญาณความเป็นเทพของผมคือการผนวกรวม”
เทพธิดารัตติกาลยิ้มอ่อนโยน
“เตรียมตัวให้ดี รีบไปหาอันทีโกนัสโดยเร็ว”
ไคลน์พยักหน้ารับ แต่ทันใดนั้นก็ฉุกคิดบางสิ่ง จึงรีบถามออกไป
“พิธีกรรมของมิสเตอร์ประตู ช่วยให้อามุนด์ปรองดองกับเอกลักษณ์ของเส้นทางผู้ฝึกหัดด้วยหรือไม่?”
ภาพฉายเทพธิดารัตติกาลตอบอย่างไม่รีบร้อน
“หากเป็นตัวตนอื่น คำตอบคือไม่… แต่ถ้าเป็นอามุนด์ มีโอกาสครึ่งต่อครึ่ง… เขารักการผจญภัยและชื่นชอบความตื่นเต้น”
ไคลน์ไม่กล่าวสิ่งใดต่อ เพียงจ้องมองภาพฉายของเทพธิดารัตติกาลเลือนหายไปต่อหน้า และมองภาพความฝันแตกสลาย
ในการมองเห็นของชายหนุ่ม แท่นบูชาที่ยังไม่ได้เก็บกวาดปรากฏขึ้นอีกครั้ง
สำหรับชายหนุ่ม การมุ่งหน้าไปยังยอดเขาหลักของเทือกเขาโฮนาซิสเพื่อเผชิญหน้ากับอันทีโกนัส ไม่ความจำเป็นต้องเตรียมตัวมากนัก ส่วนใหญ่เป็นการพึ่งพาพลังของปราสาทต้นกำเนิดเพื่อสร้างร่างโคลน และขโมยตะกอนพลัง ‘บริวารเร้นลับ’ ของซาราธซึ่งไคลน์ยังย่อยไม่หมดไปใส่ไว้ในร่างโคลนดังกล่าว ส่งผลให้ร่างต้นอยู่ในสภาพพร้อมปรองดองกับเอกลักษณ์
ขณะที่จิตใจไคลน์ยังอยู่ในสภาวะสมดุล ต่อให้ไม่มีตราประทับทางจิตของซาราธคอยคานอำนาจกับราชันสวรรค์ฟ้าดิน ความเป็นคนในตัวชายหนุ่มก็ยังแข็งแกร่งพอที่จะกำราบมิให้เจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดินลืมตาตื่น
แต่ก่อนอื่น สัมผัสวิญญาณของไคลน์แจ้งว่า ตนควรเตรียมการบางอย่างล่วงหน้า
หลังจากมองไปรอบตัว ชายหนุ่มเก็บแท่นบูชา จากนั้นก็ดึงดอน·ดันเตสออกจากสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์
นั่งลงข้างโต๊ะ ไคลน์กางกระดาษ หยิบปากกาและเขียนจดหมายถึงมิสเตอร์อะซิก
เนื่องจากเพิ่งเขียนจดหมายฉบับล่าสุดไป เนื้อหาในคราวนี้จึงมีไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นการเล่าถึงแม่น้ำอันธการนิรันดร์ในเมืองกัลเดรอนอย่างคร่าว เล่าถึงตราประทับความตายที่เดินเตร็ดเตร่อยู่สองฝั่งแม่น้ำสายย่อย เน้นไปที่การได้เห็นอะซิก·อายเกสหลายคน และข้อสันนิษฐานของตน
พับจดหมายเสร็จ ไคลน์หยิบนกหวีดทองแดงอะซิกออกมาจ่อปากเป่า
ผู้ส่งสารกระดูกขนาดเท่ามนุษย์ปรากฏตัวขึ้น คุกเข่าลงหนึ่งข้างและกางฝ่ามือ
ไคลน์ยื่นจดหมายให้อีกฝ่าย จากนั้นก็ดึงหนึ่งเหรียญทองออกจากปราสาทต้นกำเนิด
“ขอบใจที่คอยเป็นธุระให้เสมอมา… หากเจ้าไม่อยากรับมัน จงมอบเหรียญทองนี้ให้กับเจ้านาย ให้เขาตัดสินใจเอาเอง”
นี่คือหนึ่งในห้าเหรียญทองที่ปนเปื้อนออร่าปราสาทต้นกำเนิดและเกิดการกลายพันธุ์เล็กน้อย
ไคลน์ใช้หนึ่งเหรียญไปกับการจ่ายค่าจ้างให้มิสผู้ส่งสาร และเสียหนึ่งเหรียญในวงไพ่ของมาริค
ผู้ส่งสารกระดูกผงะไปนานเกือบห้าวินาที แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของไคลน์ จึงรับจดหมายและเหรียญทองไปพร้อมกัน
ร่างกายของมันแตกตัวในทันที ร่วงกราวลงบนพื้นเหมือนกับน้ำตกกระดูก
ทันทีหลังจากนั้น ไคลน์หยิบเหรียญทองออกมาเพิ่ม สอดไว้ในกระเป๋าเสื้อ
ขณะเดียวกัน ชายหนุ่มสั่งให้หนอนวิญญาณที่คอยเฝ้าบนปราสาทต้นกำเนิด ชำเลืองไปทางดาวสีแดงเข้ม
…
ไบลัมตะวันออก ภายในวิหารของเทพธิดารัตติกาล
ในฐานะครึ่งเทพกลุ่มแรกที่เข้าร่วมปฏิบัติการล้อมโจมตีโรงเรียนกุหลาบ เลียวนาร์ด·มิเชลใช้สมบัติปิดผนึกเพื่อเดินทางมายังทวีปใต้
อย่างไรก็ดี ช่วงนี้ยังไม่มีงานให้ต้องทำ เพราะดูเหมือนว่าครึ่งเทพของโรงเรียนกุหลาบจะได้กลิ่นอันตราย จึงซ่อนตัวมิดชิดยิ่งกว่าเดิม
เลียวนาร์ดจำเป็นต้องรอคอยอย่างอดทน พร้อมออกปฏิบัติการในทุกเมื่อ
เนื่องจากไม่มีอะไรทำ เลียวนาร์ดจึงสวมถุงมือสีแดง เดินเข้าไปในโถงสวดมนต์ใหญ่ของวิหาร และสวดวิงวอนอย่างเคร่งครัดในทุกวัน
ท่ามกลางความมืดและความเงียบ คล้ายกับมันผล็อยหลับไป
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ เลียวนาร์ดลืมตาขึ้น ลุกยืน เดินไปตามทางเดินในห้องโถง
ทันใดนั้นเอง มันได้พบกับร่างที่คุ้นเคย แต่งกายด้วยหมวกทรงกึ่งสูงและสูททางการ ไม่ใช่ใครนอกจากไคลน์·โมเร็ตติ เจ้าของผมสีดำและดวงตาสีน้ำตาล
เมื่อรูม่านตาเลียวนาร์ดเบิกกว้างพร้อมกับคิ้ว ไคลน์ซึ่งกำลังสวดวิงวอนได้ลดมือลงและยืนขึ้น เดินผ่านเลียวนาร์ดไปทางแท่นบูชา
ระหว่างนั้น ไม่มีใครกล่าวคำใด ราวกับอีกฝ่ายเป็นเพียงคนแปลกหน้า
จนกระทั่งมาถึงกล่องบริจาคหน้าแท่นบูชา ไคลน์หยิบเหรียญทองออกจากกระเป๋า โยนลงไปด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ถัดมา ชายหนุ่มหันหน้าและเดินออกจากวิหารผ่านประตูบานอื่น
เลียวนาร์ดซึ่งยืนอยู่บนทางเดินกึ่งกลางโถง เฝ้ามองฉากตรงหน้าพลางขมวดคิ้วด้วยความฉงน
ทันใดนั้นเอง ภายในใจของมัน เสียงค่อนข้างชราของพาลีส·โซโรอาสเตอร์ดังกังวาน
“หาโอกาสนำเหรียญนั่นออกมา”
…
กรุงเบ็คลันด์ ภายในบ้านหลังหนึ่ง
วิล·อัสตินซึ่งกำลังถือช้อนเงิน จดจ่ออยู่กับการขูดไอศกรีมสีเขียวอ่อนตรงหน้า
ในเวลาเดียวกัน มือซ้ายของมันถูกเหยียดออกมาประคองอาหาร
บนเก้าอี้ด้านข้าง ร่างของดอน·ดันเตสถูกวาดขึ้น
“ดูเหมือนว่าข้าจะพลาดวันเกิดเจ้าสองครั้งแล้ว” ไคลน์กล่าวด้วยรอยยิ้ม “นี่เป็นของขวัญย้อนหลัง”
ขณะกล่าว ชายหนุ่มหยิบเหรียญทองออกมาวางบนโต๊ะ ผลักไปทางวิล·อัสติน
“มันคือเหรียญทองนำโชค”
วิลผงะไปสองวินาที ก่อนจะพึมพำ
“ให้ของขวัญเกิดเป็นเครื่องรางนำโชค… ของขวัญวันเกิดเนี่ยนะ… คิดได้แค่นี้หรือไง”
ขณะกล่าว เด็กเล็กยื่นแขนอันอวบอ้วนออกมารีบคว้าเหรียญทองไว้
ไคลน์ยิ้ม ลุกขึ้นยืนและหายตัวไป
Related
หลังจากสัมผัสถึงน้ำหนักของเครื่องประดับทองคำรูปนกในมือ ไคลน์รีบกลับสู่โลกความจริง สุ่มเลือกที่โล่ง จัดแท่นบูชาและประกอบพิธีกรรมสังเวย
สำหรับความลับอื่นที่ซ่อนอยู่ในเมืองแห่งความตาย กัลเดรอน รวมถึงแม่น้ำอันธการนิรันดร์และร่างคลุมเครือที่เดินเตร็ดเตร่ ไคลน์ไม่มีความคิดที่จะขุดคุ้ยในตอนนี้ เพราะมีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องทำ และยังมีคำถามสำคัญที่อยากฟังคำตอบจากปากเทพธิดารัตติกาล
เพียงไม่นาน พิธีกรรมดำเนินไปอย่างลุล่วง แสงเทียนผสานเข้ากับวัตถุดิบวิญญาณจนกลายเป็นบานประตูแห่งการสังเวย
โดยไม่ลังเล ไคลน์รีบวางเครื่องประดับทองคำรูปนกท่ามกลางสายลมพัดผ่าน ปล่อยให้มันลอยเข้าไปในบานประตูมายาที่บรรจงเปิดออก หายไปท่ามกลางความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้ง
วินาทีถัดมา มันตระหนักรู้ว่าตนถูกลากเข้ามาในความฝัน
ใจกลางความฝันคือวังสไตล์โกธิกที่เกือบเป็นหนึ่งเดียวกับความมืดโดยรอบ รายละเอียดวิจิตรงดงาม สีสันค่อนข้างเข้ม
ไคลน์เดินผ่านกอวานิลลารัตติกาล ผ่านกอบุปผาหลับใหล จนกระทั่งเข้าไปในวัง
ในส่วนลึกของห้องโถง เทพธิดารัตติกาลกำลังนั่งบนเก้าอี้พนักสูงทรงโบราณ ยังคงแต่งกายในเดรสยาวสีดำหลายชั้นแต่เรียบง่าย
ประกายแสงบนเดรส สอดประสานกับความแวววาวบนผนังและหลังคาโดม เกิดเป็นท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวอันสุขสงบและชวนฝัน
เทพธิดารัตติกาลซึ่งใบหน้าถูกปกคลุมด้วยผ้าโปร่งหลายชั้น ถือเครื่องประดับทองคำรูปนกพลางบรรจงลุกขึ้นยืน และเดินลงจากบันไดมาหยุดลงตรงหน้าไคลน์
เสียงของเธอฟังดูเหมือนบทเพลงขับกล่อม
“คุณอยากทราบในเรื่องใด”
ไคลน์ถอนหมวกทรงสูงอย่างมีมารยาท คำนับศีรษะลงพลางกล่าว
“ผมอยากทราบว่า หมอกสีเทาอ่อนที่ปกคลุมแม่น้ำอันธการนิรันดร์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับราชันเร้นลับหรือไม่”
ในความหมายของมันคือ ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค
แม้จะมองเห็นใบหน้าของเทพธิดารัตติกาลได้ไม่ชัดเจน แต่กลับสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายกำลังยิ้ม
“ถูกต้อง และมิใช่แค่แม่น้ำอันธการนิรันดร์ที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกสีเทา แต่ยังรวมถึงเมืองประตูในท่าเรือแบนชี และทวีปตะวันตกทั้งหมด”
ไคลน์ลังเลสักพักก่อนจะถาม
“มันคือผนึก?”
ภาพฉายความฝันของเทพธิดารัตติกาลผงกศีรษะ
“ถูกต้อง ยกเว้นเพียงปราสาทต้นกำเนิดและทะเลแห่งความโกลาหล แก่นแท้แห่งต้นกำเนิดอื่นๆ ล้วนถูกผนึกไว้ในทวีปตะวันตกโดยฝีมือราชันเร้นลับ”
ทั้งแม่น้ำอันธการนิรันดร์ รังมารดา เมืองแห่งหายนะ โลกเงามืด แคว้นแห่งความยุ่งเหยิง ดินแดนรกร้างแห่งความรู้ และกุญแจแห่งแสง ทั้งหมดล้วนถูกราชันสวรรค์ฟ้าดินผนึกไว้ในทวีปตะวันตก? ไม่มากไปหน่อยหรือ? ยิ่งใหญ่อะไรขนาดนี้… เข้าใจแล้วว่าทำไมเมืองหลังประตูในท่าเรือแบนชีถึงได้เหมือนเซี่ยงไฮ้นัก… มันคือ ‘เมืองแห่งหายนะ’ ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างโลกความจริงกับแบนชี… ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็เป็นผลจากการถูกผนึก? ไคลน์ตกตะลึงปนประหลาดใจ
ในตอนที่เห็นเมืองด้านหลังประตูแบนชีเป็นครั้งแรก ชายหนุ่มสงสัยว่านั่นต้องเกี่ยวข้องกับทวีปตะวันตก และจากข้อมูลที่ได้รับ แบนชีเคยเป็นศูนย์บัญชาการใหญ่ของตระกูลเทวทูตสีชาดเมดีซี จึงชวนให้คิดว่า ด้านหลังประตูอาจเป็นหนึ่งในแก่นแท้แห่งต้นกำเนิด เมืองแห่งหายนะ
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ไคลน์ถอนหายใจโดยไม่ปิดบังความรู้สึก
“พลังของราชันเร้นลับอยู่เหนือจินตนาการผมไปมาก… วันวานผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งถูกเรียกว่าหนึ่งในเสาหลักของจักรวาลรายนี้ ร่วงหล่นไปอย่างเงียบงันได้อย่างไร?”
ภาพฉายของเทพธิดารัตติกาลส่ายหน้า
“ก็ไม่ได้เงียบขนาดนั้น… จากข้อมูลที่รวบรวมมาได้ เราสามารถอนุมานได้ว่า เขาร่วงหล่นไปพร้อมกับ ‘พระเจ้า’ โบราณ… ศพของ ‘พระเจ้า’ ก่อตัวเป็นศิลาเย้ยเทพแผ่นที่หนึ่งในทะเลแห่งความโกลาหล และใกล้กันคือเอกลักษณ์ของเส้นทางนักจารกรรม”
กล่าวคือ ในช่วงกลางยุคสมัยที่หนึ่ง ราชันเร้นลับและพระเจ้าต่อสู้กันอย่างดุเดือดแต่แทบไม่มีใครรับรู้ โดยสุดท้ายก็ร่วงหล่นกันไปทั้งคู่? ข้อมูลนี้สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดเทพสุริยันบรรพกาลถึงเดินออกจากทะเลแห่งความโกลาหล แถมยังเป็นผู้ครอบครอง หรือไม่ก็ปรองดองกับเอกลักษณ์ของเส้นทางนักจารกรรมซึ่งถูก ‘พระเจ้า’ โบราณฉีกออกจาก ‘ราชันเร้นลับ’ … ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์ถามเจือความสงสัย
“พวกเขาฆ่ากันทำไม? ทั้งสองต่างเป็นเสาหลัก แถมยังอยู่คนละเส้นทาง ไม่น่าจะมีความขัดแย้งใดที่มิอาจสะสางปัญหา”
เทพธิดารัตติกาลกล่าวด้วยเสียงนุ่มนวลและผ่อนคลาย
“การผนวกรวมคือสัญชาตญาณ… ยิ่งลำดับสูงขึ้น สัญชาตญาณก็ยิ่งรุนแรง… ราชันเร้นลับและพระเจ้าโบราณมิอาจหักห้ามสัญชาตญาณในการผนวกรวมเข้าด้วยกัน เพื่อกลายเป็นร่างอวตารของจักรวาลทั้งหมด นั่นคือสัญชาตญาณของพระผู้สร้างต้นกำเนิด”
ยิ่งแข็งแกร่งก็ยิ่งบ้า? นอกจากจะเจ้าเล่ห์ ทรงพลัง เฉลียวฉลาด ราชันสวรรค์ฟ้าดินยังมีมุมนี้ด้วย? ไคลน์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะกล่าว
“โดยพื้นฐานแล้ว ราชันเร้นลับและพระเจ้าโบราณต่างก็เป็นด้านหนึ่งของพระผู้สร้างต้นกำเนิดใช่ไหม?”
ภาพฉายของเทพธิดารัตติกาลเปล่งเสียงชวนให้ผ่อนคลาย
“จะถูกต้องกว่า หากเปรียบว่าเป็นคนเดียวกันแต่ต่างบุคลิก… พระผู้สร้างต้นกำเนิดคือผู้สร้างจักรวาล ในขณะเดียวกันก็เป็นผู้สิ้นสุด เป็นกลางวัน เป็นกลางคืน เป็นแสงศักดิ์สิทธิ์ เป็นขุมนรก เป็นความเลวทราม และเป็นการหลอมรวมของความขัดแย้งเชิงนามธรรมทั้งหมด… ดังนั้น พระองค์มีแนวโน้มที่จะแยกออกจากกันอย่างมิอาจเลี่ยง และเมื่อแยกออก จะเกิดแนวโน้มในการผนวกรวมที่รุนแรง… ในประวัติศาสตร์ซึ่งเก่าแก่กว่าที่พวกเราเคยอาศัย พระผู้สร้างต้นกำเนิดได้แบ่งออกเป็นหลายบุคลิกในสถานะหลับใหล แต่เริ่มมีการใช้อำนาจและตะกอนพลังภายใต้การควบคุมเพื่อสร้างอิทธิพลทางอ้อมไปทั่วโลก มีการจัดเตรียมมากมายสำหรับการแยกตัวอีกครั้งในวินาทีที่พระผู้สร้างต้นกำเนิดลืมตาตื่น”
เทพธิดาเว้นวรรค
“จากบรรดาทั้งหมด สองผู้ที่แข็งแกร่งและกระตือรือร้นที่สุดคือพระเจ้าและราชันเร้นลับ รายหลังยังมีอีกชื่อหนึ่งในทวีปตะวันตก… ในช่วงกลางและช่วงต้นของยุคสมัยที่หนึ่ง พวกเขาคงมีวิธีครอบครองแก่นแท้แห่งต้นกำเนิดเพิ่มเติม และนั่นทำให้สัญชาตญาณการผนวกรวม ทวีความรุนแรงจนควบคุมไม่ได้ ลงเอยด้วยการห้ำหั่นกันเอง… จากการศึกษาของเทพสุริยันบรรพกาล สถานะ ‘เสาหลัก’ คือระดับสูงสุดที่สิ่งมีชีวิตจะคงสภาพจิตใจไว้ได้ หากวันวานตนใดก้าวข้ามเสาหลักไป ลำพังการครอบครองแก่นแท้แห่งต้นกำเนิดมากกว่าหนึ่ง ก็มากพอจะทำให้ได้รับอิทธิพลจากสัญชาตญาณการผนวกรวมในระดับที่มิอาจย้อนกลับ”
เธอเว้นวรรค
“ส่วนคำถามที่ว่า รายละเอียดการต่อสู้เป็นเช่นไร ไม่มีใครที่ตอบได้ กระทั่งเจ็ดแสงพิสุทธิ์แห่งโลกวิญญาณก็ไม่ทราบ เพียงได้ทราบว่า นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สองวันวานซึ่งถูกเรียกว่าเสาหลักได้หายตัวไปโดยสมบูรณ์ และแก่นแท้แห่งต้นกำเนิดที่เหลือนอกจากทะเลแห่งความโกลาหลและปราสาทต้นกำเนิด ล้วนถูกปราสาทต้นกำเนิดผนึกไว้ในทวีปตะวันตก ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกปกครองโดยราชันเร้นลับ… สถานการณ์ดังกล่าวได้สร้างปัญหาร้ายแรงขึ้น นั่นก็คือ ก่อนที่ราชันเร้นลับและพระเจ้าคนใหม่จะปรากฏตัวเพื่อสลายผนึกของทวีปตะวันตก จะไม่มีลำดับ 0 คนใดในโลกสามารถกลายเป็นวันวานเพื่อต่อต้านเทพภายนอก… เมื่อวันสิ้นโลกขยับใกล้เข้ามา เหล่าเทพแท้จริงจึงไม่มีทางเลือกนอกจากบ่มเพาะราชันเร้นลับหรือพระเจ้าคนใหม่ โดยที่มีแนวโน้มว่า อดีตราชันเร้นลับและพระเจ้าจะตื่นขึ้นในร่างพวกเขา”
นี่มัน… เหตุผลที่ราชันสวรรค์ฟ้าดินจงใจผนึก ‘แก่นแท้แห่งต้นกำเนิด’ แห่งอื่นทั้งหมดนอกจากปราสาทต้นกำเนิด ก็เพื่อป้องกันมิให้เทพแท้จริงในอนาคตเพิกเฉยเส้นทางของตน จนอดีตราชันเร้นลับคืนชีพกลับมาไม่ได้? และเมื่อมีราชันเร้นลับคนใหม่ถือกำเนิด ก็มีโอกาสสูงที่ราชันสวรรค์ฟ้าดินจะคืนชีพในร่างโดยสมบูรณ์… ชั่วร้ายชะมัด… จากแง่มุมดังกล่าว เขาไม่กลัวที่จะมีใครล่วงรู้แผนนี้ ตรงกันข้าม ยิ่งรู้มากเท่าไรก็ยิ่งดี เพราะเมื่อวันสิ้นโลกใกล้เข้ามา เหล่าเทพแท้จริงก็จะถูกบีบให้ต้องบ่มเพาะราชันเร้นลับคนใหม่โดยเร็ว เพื่อที่แก่นแท้แห่งต้นกำเนิดบนทวีปตะวันตกจะได้ถูกคลายผนึกทันท่วงที และพวกตนจะได้มีเวลาทำความเคยชินก่อนเลื่อนเป็นวันวาน… ยิ่งครุ่นคิด ไคลน์ก็ยิ่งตระหนักว่า ‘ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค’ นั้นเจ้าเล่ห์มากเพียงใด
ไคลน์ทำได้เพียงถอนหายใจ
“สมแล้วที่เป็นวันวานเสาหลัก ผู้สร้างความยากลำบากให้เทพแห่งตะเกียงได้…”
ไคลน์ถามต่อทันที
“ถ้าอย่างนั้น ทำไมคุณถึงไม่สนับสนุนให้มีราชันเร้นลับถือกำเนิดในยุคสมัยที่สี่?”
อันที่จริง มันพอจะทราบคำตอบอยู่แล้ว เพราะถ้ายิ่งเวลาผ่านไป บุคลิกที่แตกต่างกันของพระผู้สร้างต้นกำเนิดอย่างราชันเร้นลับและพระเจ้าโบราณ ก็จะยิ่งสูญเสียความเข้มแข็งของเจตจำนง ยิ่งเข้าใกล้วันสิ้นโลกเพียงใดก็ยิ่งอ่อนแอมากเท่านั้น ส่งผลให้ราชันเร้นลับและพระเจ้ารุ่นใหม่มีโอกาสต่อสู้ขัดขืนได้มากขึ้น หากโชคดีก็อาจไม่สูญเสียความเป็นตัวเองไป
นั่นคือเหตุผลที่อาดัมยืดเวลามาจนถึงปัจจุบัน จึงค่อยเลื่อนลำดับเป็นนักสร้างฝัน
ภาพฉายของเทพธิดารัตติกาลเผยรอยยิ้มเล็กน้อย
“ในเวลานั้น อามุนด์และเบเทลไม่เต็มใจ พวกเขาทั้งคู่ต้องการเตรียมตัวให้พร้อมเสียก่อน อยากเสี่ยงในช่วงที่ใกล้กับวันสิ้นโลกมากกว่า… ในส่วนของซาลินเจอร์ เขาคิดจะใช้แม่น้ำอันธการนิรันดร์ทางอ้อมโดยการหลอมรวมเข้ากับเอกลักษณ์ของนักบวชสีชาด สร้างเส้นทางวันวานใหม่ขึ้นมาเป็นของตัวเอง แต่ผลลัพธ์ก็คือ เขาเสียสติทันที จนไม่สามารถยับยั้งความปรารถนาที่จะผนวกรวมกับเส้นทางรัตติกาลและสนธยา”
เทพมรณาถูกบีบให้ไม่มีทางเลือก ในแง่หนึ่ง วันสิ้นโลกเหลืออีกเพียงพันกว่าปี แต่แม่น้ำอันธการนิรันดร์กลับถูก ‘เสาหลัก’ อย่างราชันสวรรค์ฟ้าดินผนึกไว้จนมิอาจใช้งานได้… ชั่วร้ายเกินไปแล้ว… รับไม่ได้! ไคลน์อดไม่ได้ที่จะตำหนิราชันสวรรค์ฟ้าดิน
ทันใดนั้นเอง ภาพฉายของเทพธิดารัตติกาลเล่าต่อ
“เมื่อเวลาผ่านไป ผนึกของทวีปตะวันตกจะค่อยๆ อ่อนแอลง จนถึงระดับที่แก่นแท้แห่งต้นกำเนิดสามารถสร้างอิทธิพลกับโลกภายนอกอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจ คอยบงการและดึงดูดเอกลักษณ์กับตะกอนพลังในขอบเขตของตัวเอง ชักนำให้มากัดเซาะผนึกที่ห่อหุ้มตน… สิ่งแรกที่รั่วซึมออกจากผนึกได้คือแม่น้ำอันธการนิรันดร์ มันแผ่ออกมายังโลกภายนอกผ่านพลังของเกรจารีในยุคสมัยที่สอง จนกระทั่งถึงยุคสมัยที่สี่ แก่นแท้แห่งต้นกำเนิดทยอยรั่วซึมขึ้นตามทวีปเหนือใต้และเกาะต่างๆ บนห้าห้วงสมุทร… นั่นคือปัจจัยที่ทำให้เกิดความผิดปรกติมากมายในยุคสมัยที่สี่”
ในยุคสมัยที่สี่ ยังมีแก่นแท้แห่งต้นกำเนิดอื่นๆ พยายามแยกตัวออกจากผนึกและสร้างอิทธิพลทางอ้อมกับโลกภายนอก… เข้าใจแล้วว่าทำไมอาดัมถึงกล่าวว่า เรายังมีข้อมูลของประวัติศาสตร์ในยุคสมัยที่สี่น้อยเกินไป… ดูเหมือนว่า การที่ท่าเรือแบนชียังคงรักษาธรรมเนียมของเอลฟ์ไว้ ไม่ใช่แค่เพราะที่นั่นเคยเป็นถิ่นฐานของเอลฟ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยอื่นร่วมอยู่ด้วย… ไคลน์ไตร่ตรองสักพัก ก่อนจะยิ้มและพูด
“พอจะเข้าใจแล้ว… นั่นคือเหตุผลที่คุณช่วยเหลือผมมาตลอด?”
……………………………
Related
เทพมรณาซาลินเจอร์ ผู้เตร็ดเตร่อยู่ในแม่น้ำอันธการนิรันดร์ด้วยสีหน้าล่องลอย หันมาจ้องไคลน์ซึ่งถูกห่อหุ้มด้วย ‘รังไหม’ สีเทาอ่อน
ดวงตาสีซีดที่ใกล้อับแสงของมัน กำลังสะท้อนภาพของเครื่องประดับทองคำรูปนกบนหน้าอกไคลน์
วินาทีถัดมา เสียงคำรามต่ำเล็ดลอดจากปากอันเน่าเปื่อยของซาลินเจอร์ ดังกังวานไปทั่วแม่น้ำ ส่งผลให้กัลเดรอนทั้งเมืองสั่นสะเทือนทันที
แม่น้ำสายย่อยที่บ้างก็ม้วนขึ้น บ้างยุบตัวลง บ้างมีสีซีด บ้างมีสีทึบ พลันพรั่งพรูเข้าใส่ไคลน์ด้วยความเกรี้ยวกราด
ระหว่างนั้น กระแสน้ำมายายิ่งผสานเป็นเนื้อเดียวกับสายหมอกสีเทาอ่อน เกิดเป็นสีสันที่คล้ายคลึงกัน
กระแสน้ำสีเทาอ่อนพุ่งปะทะร่างไคลน์หลายระลอก แต่กลับมิอาจทำลาย ‘รังไหม’ ที่ห่อหุ้มชายหนุ่มได้
เทพมรณาซาลินเจอร์ เจ้าของร่างอันเน่าเปื่อย ย่างกรายทีละก้าวจนมาถึงริมแคว แต่จนแล้วจนรอดก็มิอาจหลุดออกมา ทำได้เพียงยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมกับคำรามเหมือนคนบ้า
ไคลน์มองผ่านมันไป คอยเฝ้าสังเกตร่างอันพร่ามัวจำนวนมากซึ่งกำลังเตร็ดเตร่อยู่สองฝั่งของแคว
บางส่วนถูกกระแสน้ำพัดเข้ามายังกึ่งกลางแคว จนกระทั่งจมลงสู่ก้นสายน้ำโดยมิอาจขัดขืน จากนั้นก็ละลายไปหายไปประหนึ่งน้ำค้างแข็ง
ร่างอื่นๆ ที่ยังเหลือปราศจากความกลัวโดยสิ้นเชิง ยังคงอยู่ในอาการเหม่อลอย เดินวนเวียนไปมาไม่สิ้นสุด
เมื่อชำเลืองมอง ไคลน์เห็นร่างที่คุ้นเคยมากมาย
ทั้งหมดเป็นคนคนเดียวกัน สุภาพบุรุษผิวสีแทน บุคลิกอ่อนโยน อะซิก·อายเกส
‘กงสุลมรณะ’ รายนี้คล้ายกับถูกแบ่งเป็นหลายตัวตน แต่ละร่างเดินเตร็ดเตร่ท่ามกลางเสาหินสีซีดทั้งสองฝั่งของแม่น้ำอันธการนิรันดร์
นี่มัน… หัวใจไคลน์พลันดำดิ่ง ขาขวาเย็นเยียบทันใด
ชายหนุ่มก้มศีรษะลงตามสัญชาตญาณ และพบฝ่ามือสีซีด
ฝ่ามือทะลวงผ่าน ‘รังไหม’ สีเทาอ่อนขึ้นมาจับน่องไคลน์
เจ้าของฝ่ามือลอยตัวขึ้นสลับลงท่ามกลางกระแสน้ำ ดูคล้ายกับพรายน้ำที่พยายามดึงไคลน์ลงไปในน้ำลึก
การโจมตีของมันสามารถทะลวงผ่านออร่าของปราสาทต้นกำเนิดได้!
เมื่อตระหนักถึงการจ้องมองจากไคลน์ เจ้าของฝ่ามือสีซีดเงยศีรษะขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าอย่างชัดเจน
ผมสีดำ ดวงตาสีน้ำตาล หน้าตาธรรมดา มีกลิ่นอายนักวิชาการผสมกับหนอนหนังสือ
ไคลน์·โมเร็ตติ!
‘พรายน้ำ’ คนดังกล่าวคือไคลน์·โมเร็ตติ!
วินาทีถัดมา ขาซ้าย ไหล่ขวา และแขนซ้ายของไคลน์ต่างถูกฝ่ามือสีซีดจับคว้าเอาไว้
ผลลัพธ์ทำให้ชายหนุ่มตัวเย็นชืด ร่างวิญญาณคล้ายกับถูกแช่แข็ง มิอาจใช้พลังพิเศษได้ทุกชนิด ยากที่จะต่อสู้ขัดขืน
ฝ่ามือสีซีดทั้งสาม เป็นของร่างมายาที่แตกต่างกันสามร่าง แต่ทุกร่างล้วนมีใบหน้าเหมือนกัน
ใบหน้าของไคลน์·โมเร็ตติ!
ภายใต้การกระชากของ ‘พรายน้ำ’ ทั้งสี่ ร่างของไคลน์ค่อยๆ หลุดออกจาก ‘รังไหม’ สีเทาอ่อน จมเข้าไปในกระแสน้ำ
ร่างกายชายหนุ่มเย็นลงทุกขณะ ความคิดค่อยๆ เฉื่อยชา ทัศนวิสัยเริ่มพร่ามัว จนกระทั่งมองเห็นเพียงแม่น้ำสีดำ
เหนือสายหมอกสีเทา ภายในวังโบราณ สติของไคลน์ถูกโอนถ่ายกลับมายังร่างต้น
วินาทีถัดมา ชายหนุ่มเหยียดแขนโดยปราศจากความลังเล ระดมพลังของปราสาทต้นกำเนิดเพื่อ ‘ขโมย’ วัตถุกลับมาจากภาพฉายทางประวัติศาสตร์ผ่านการเชื่อมโยงที่สร้างขึ้น
แสงสีทองส่องประกายแผ่วเบา เครื่องประดับทองคำรูปนกกลับมาอยู่ในมือไคลน์อีกครั้ง
ขณะเดียวกัน ชายหนุ่มสลายภาพฉายทางประวัติศาสตร์
ร่างที่กำลัง ‘จมน้ำ’ ในแม่น้ำอันธการนิรันดร์จางหายไป
ถ้าสามารถทะลวงผ่านออร่าของปราสาทต้นกำเนิดได้ นั่นหมายความว่าทั้งสี่เป็นร่างของเราจริงๆ … แต่เราจะไปติดอยู่ในแควน้อยของแม่น้ำอันธการนิรันดร์ได้อย่างไร แถมยังเตร็ดเตร่อย่างล่องลอย? สี่ร่าง… สี่ร่าง… ไคลน์เคาะขอบโต๊ะทองแดงยาวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม และได้รับแรงบันดาลใจบางอย่างจากเสียง ‘กึกกึก’
คำสำคัญคือ ‘สี่’ ‘วิญญาณ’ และ ‘ความตาย’ ซึ่งนั่นสอดคล้องกับความเป็นจริงที่ว่า ไคลน์ตายไปแล้วสี่ครั้ง และคืนชีพขึ้นมาสี่ครั้ง
แน่นอน หลังจากกลายเป็นบริวารเร้นลับ โควตาการคืนชีพสี่ครั้งย่อมถูกรีเซต
“ทุกครั้งที่เราตาย ไม่ว่าจะคืนชีพสำเร็จหรือไม่ แต่จะเป็นการทิ้งร่องรอยไว้ในแม่น้ำอันธการนิรันดร์เสมอ? เราตายสี่ครั้ง จึงมีสี่ร่างเตร็ดเตร่อยู่ในสองฝั่งแควน้อยของแม่น้ำอันธการนิรันดร์?” ไคลน์จับประเด็นสำคัญได้อย่างคร่าว ตามด้วยถอนหายใจยาว “สมแล้วที่เป็นหนึ่งในแก่นแท้แห่งต้นกำเนิด มันคือตัวแทนของความตาย การหลับใหลชั่วนิรันดร์ ปลายทาง จุดจบ และความมืด… นี่คืออันตรายที่เทพธิดาเคยเตือนเรา? อา เมื่อภาพฉายของเรา ‘จมน้ำตาย’ จิตของเราย่อมได้รับความเสียหาย และเมื่อสภาพจิตใจไม่มั่นคง การลงมือก็อาจเกิดข้อผิดพลาด
จากการอนุมานข้างต้น ไคลน์ได้รับความรู้ใหม่เกี่ยวกับร่างจำนวนมากของอะซิก และเทพมรณาซาลินเจอร์ที่กำลังหลงทาง
พวกมันคือตราประทับแห่งความตายของแต่ละคน
“ขณะตามหาความทรงจำในภายหลัง มิสเตอร์อะซิกเสียชีวิตไปหลายครั้ง แต่ด้วยพลังของ ‘อมรณา’ ทุกครั้งจะคืนชีพได้เสมอ… จากสิ่งที่เราได้เห็นเมื่อครู่ ดูเหมือนว่าพลังอมตะของ ‘อมรณา’ นั้นนำมาซึ่งอันตรายใหญ่หลวง หากเสียชีวิตจนถึงจำนวนหนึ่ง ร่างหลักมีโอกาสถูกดึงดูดไปยังแม่น้ำอันธการนิรันดร์ และกลายเป็นหนึ่งในร่างพร่ามัวที่เตร็ดเตร่… ซาลินเจอร์มีเพียงร่างเดียว… แสดงว่าหลังจากปรองดองกับเอกลักษณ์ ตราประทับความตายของเขาได้กลายเป็นสิ่งพิเศษไปด้วย” ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์เริ่มกังวลเกี่ยวกับอนาคตของมิสเตอร์อะซิก
หากต้องการแก้ไขปัญหา มีทางเลือกอยู่สองวิธี หนึ่งคือการเติมเต็มดวงวิญญาณของอะซิกเพื่อหยุดการเวียนว่ายตายเกิด และสองคือการช่วยให้เทพธิดากลายเป็น ‘วันวาน’ และเข้าควบคุมแม่น้ำอันธการนิรันดร์โดยสมบูรณ์
“หึหึ… บางทีทางเลือกสองทาง แท้จริงแล้วอาจมีเพียงหนึ่ง: เมื่อเทพธิดากลายเป็นวันวาน พระองค์ก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ดวงวิญญาณอีกครึ่งหนึ่งของมิสเตอร์อะซิกแล้ว” ไคลน์สลัดความคิดฟุ้งซ่าน หันมาจดจ่อกับเป้าหมายปัจจุบัน
การลงไปสำรวจส่วนลึกของกัลเดรอนคราวนี้ เป้าหมายของไคลน์มิใช่ทำลายตราประทับความตายของ ‘มรณา’ ซาลินเจอร์ เพื่อตัดตอนมิให้อีกฝ่ายคืนชีพได้อีก แต่เป็นการนำน้ำจากแม่น้ำอันธการนิรันดร์กลับมาให้เทพธิดา
“ค่อนข้างชัดเจนว่า กระแสน้ำมายาที่พรั่งพรูออกมานั้นใช้การไม่ได้ เพราะแฝงไว้เพียงออร่าเจือจาง ไม่ใช่แม่น้ำสายหลัก นอกจากนั้น น้ำที่ผสมกับหมอกสีเทาก็ใช้การไม่ได้เช่นกัน เนื่องจากขาดความบริสุทธิ์ มีโอกาสที่จะไม่บรรลุผลลัพธ์ที่พระองค์ต้องการ ดูเหมือนว่า น้ำเดียวที่ใช้ได้คือน้ำในแควน้อยที่กลับไปเป็นสีดำ อา… แม่น้ำสายหลักไม่มีทางเข้าไปได้อยู่แล้ว ม่านหมอกนั่นคือบาเรียที่แข็งแกร่งอย่างไม่ต้องสงสัย” ไคลน์เริ่มวิเคราะห์ ก่อนจะร่างแผนอย่างรวดเร็ว
นั่นคือการไม่เข้าใกล้แม่น้ำอันธการนิรันดร์ และไม่ดึงดูดความสนใจจาก ‘มรณา’ ซาลินเจอร์ รอจนกว่าแม่น้ำแควน้อยจะยุบตัวลงและกลายเป็นสีดำมืด จึงค่อยใช้ ‘ภาพฉาย’ แหวกเข้าไปดึงดูดความสนใจจาก ‘พรายน้ำไคลน์’ ทั้งสี่ เพื่อให้พวกมันลากลงไปยังก้นแม่น้ำ
ในจังหวะดังกล่าว ภาพฉายของไคลน์จะฉวยโอกาสบรรจุน้ำด้วยเครื่องประดับทองคำรูปนก จากนั้น ไคลน์จะรีบย้ายจิตใต้สำนึกหลักกลับมายังปราสาทต้นกำเนิด และใช้พลัง ‘ขโมย’ เพื่อช่วงชิงเครื่องประดับทองคำรูปนกมาจากภาพฉายผ่านการเชื่อมโยง
หลังจากปรับแต่งรายละเอียด ไคลน์กลับไปยังกัลเดรอนอีกครั้ง ก่อนจะอัญเชิญภาพฉายของตัวเอง
ชายหนุ่มทำซ้ำขั้นตอนเดิม เพียงไม่นานก็มาถึงแผ่นหินซึ่งมีรูปปั้นทองแดงนกยักษ์ และเดินลงบันไดหินสีซีดไปทีละขั้น
ออร่าของปราสาทต้นกำเนิดรอบตัวทวีความแข็งแกร่ง ก่อตัวกลายเป็นรังไหมแผ่นบาง
เพียงไม่นาน ไคลน์มาถึงปลายบันไดอีกครั้ง และเห็นแม่น้ำอันธการนิรันดร์กำลังไหลเอื่อยท่ามกลางความว่างเปล่า เห็นเสาต้นยักษ์สีซีดสองฝั่ง และร่างคลุมเครือจำนวนมากกำลังเตร็ดเตร่บริเวณขอบแควน้อย
ในคราวนี้ ชายหนุ่มไม่รีบร้อนพรวดพราดเข้าไป เพียงลงจากบันได รอคอยอย่างอดทนจนกระทั่งกระแสน้ำของแควน้อยยุบตัวลง และเปลี่ยนจากสีเทาซีดกลายเป็นสีดำมืด
จังหวะนี้แหละ! ร่างของไคลน์ส่องสว่าง เป็นการขโมยระยะทางเพื่อไปโผล่ในมุมอับสายตาของมรณาซาลินเจอร์
ไม่ผิดจากที่คาด เมื่อร่างกายแช่อยู่ในแม่น้ำอันธการนิรันดร์ ฝ่ามือสีซีดได้แทรกตัวผ่านออร่าปราสาทต้นกำเนิดเข้ามาทันที จับคว้าแขนขาชายหนุ่มไว้แนบแน่น
ตราประทับแห่งความตายทั้งสี่ของไคลน์ปรากฏขึ้นรอบตัว ลากภาพฉายลงสู่ก้นแม่น้ำ!
ท่ามกลางสายน้ำอันมืดมิดที่จมท่วมศีรษะ ร่างของไคลน์เย็นลง ความคิดเริ่มหยุดนิ่ง
ก่อนจะหมดสติโดยสิ้นเชิง หนอนโปร่งใส่ทยอยชอนไชออกจากลำคอของไคลน์ พวกมันคลานไปหาเครื่องประดับทองคำรูปนกและห้อมล้อมไว้ทุกทิศ จากนั้นก็ยกขึ้นเพื่อเตรียมตักน้ำจากแควน้อยของแม่น้ำอันธการนิรันดร์
ทันใดนั้นเอง เงาดำขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นท่ามกลางแม่น้ำมายาตรงหน้าชายหนุ่ม
เป็นนกยักษ์ที่กำลังลอยอยู่ในน้ำ ร่างกายทุกส่วนจมอยู่ใต้ผิวน้ำแควน้อยของแม่น้ำอันธการนิรันดร์
นักยักษ์ตัวดังกล่าวถูกปกคลุมด้วยเปลวไฟสีซีด ขนสลักลวดลายลึกลับ แต่ในท้ายที่สุด ขนเหล่านั้นกลับถูกแม่น้ำอันธการนิรันดร์ ‘ละลาย’ จนเผยให้เห็นเนื้อหนังที่เน่าเปื่อยและมีหนองสีเหลือง
ดวงตาของนักยักษ์มีสีทองแดง ภายในอัดแน่นไปด้วยประตูมายา
ต้นตระกูลฟีนิกซ์ เกรจารี!
เทพมรณาโบราณผู้บุกเบิกโลกแห่งความตาย!
ในดวงตาเกรจารี แสงสีทองแดงระเบิดออก ส่องสว่างปกคลุมเครื่องประดับทองคำรูปนกและภาพฉายของไคลน์ไปพร้อมกัน
หลังจากชั่งน้ำหนักสถานการณ์ ไคลน์ตัดสินใจล้มเลิกความพยายามที่จะบรรจุน้ำลงในเครื่องประดับ
สติชายหนุ่มถูกส่งกลับมายังปราสาทต้นกำเนิดทันที จากนั้นก็ขโมยเครื่องประดับทองคำรูปนกกลับ
ภาพฉายในอดีตเลือนหายไปอีกครั้ง
ในน้ำก็มีอันตรายเหมือนกัน… เทพบรรพกาลเกรจารี ต้นตระกูลฟีนิกซ์ ได้จมลงไปในแม่น้ำอันธการนิรันดร์โดยสมบูรณ์… หากเทพธิดาปรองดองกับเอกลักษณ์ของเส้นทางมรณาได้เมื่อไร และถ้าซาลินเจอร์ฉวยโอกาสคืนชีพไม่ทัน ร่างของเขาก็จะจมลงไปในแม่น้ำเหมือนกับเกรจารี… ตราประทับความตายของเกรจารีก็จะละลายหายไป… ไคลน์ถอนหายใจแผ่ว ปรับแต่งแผนการของตนอีกครั้ง
ถัดมา มันทำเหมือนเดิม อัญเชิญภาพฉายและเดินมายังสุดปลายบันได
หลังจากอดทนรอสักพัก จนกระทั่งมรณาซาลินเจอร์หันหลังกลับและเดินไปทางแม่น้ำ ไคลน์ฉวยโอกาสขโมยระยะทางไปโผล่ข้างหน้าอีกฝ่าย
วินาทีถัดมา ซาลินเจอร์คำรามต่ำ ส่งผลให้ผิวน้ำของแควน้อยเพิ่มสูงขึ้นในพริบตา
ขณะเดียวกัน ไคลน์ถูกตราประทับความตายทั้งสี่รุมล้อมและลากลงไปยังก้นแม่น้ำ เป็นอีกครั้งที่มันสัมผัสถึงต้นตระกูลฟีนิกซ์เกรจารี
เฉกเช่นคราวก่อน ดวงตาสีทองแดงของเกรจารีระเบิดแสง
ทว่า คราวนี้สิ่งที่แสงสีทองแดงฉาบลงไปไม่ใช่ไคลน์กับเครื่องประดับรูปนก หากแต่เป็นร่างของมรณาซาลินเจอร์
พลังปลูกถ่าย!
ฉวยโอกาสอันแสนมีค่า หนอนวิญญาณที่ชอนไชออกจากภาพฉายของไคลน์ ทำการยกเครื่องประดับทองคำรูปนกขึ้น
ดวงตาสีทองแดงของเครื่องประดับทำการส่องแสง ดูดซับน้ำในแม่น้ำเข้ามาจำนวนหนึ่ง
วินาทีถัดมา ไคลน์โอนถ่ายจิตใต้สำนึกกลับไปยังปราสาทต้นกำเนิด ตามด้วยการยกมือขึ้นเพื่อขโมยเครื่องประดับกลับคืน
ฟู่ว… สำเร็จสักที… จ้องมองเครื่องประดับทองคำรูปนกในมือ ชายหนุ่มหายใจเข้าออกเชื่องช้า
สำหรับเจ้าของปราสาทต้นกำเนิด ภารกิจนี้ไม่ยากสักเท่าไร ขอเพียงไม่ติดประมาท ไม่ใช้ร่างหลักเข้าไป ก็สามารถปรับเปลี่ยนแผนการได้เรื่อยๆ โดยอาศัยล้มเหลวครั้งก่อนหน้ามาเป็นบทเรียน จนกระทั่งประสบความสำเร็จในท้ายที่สุด
และหากไม่ใช่เพราะในแควน้อยของแม่น้ำอันธการนิรันดร์มี ‘เทพมรณา’ อยู่ถึงสองตน คนหนึ่งหลงทาง คนหนึ่งจม ไคลน์คงไม่เผชิญความล้มเหลวมากถึงสองครั้ง
………………………………
Related
เนื่องจากไม่ทราบว่าอามุนด์กำลังอยู่ในสถานะใด ไคลน์ไม่กล้าประวิงเวลา หลังจากแก้ไขปัญหาทางจิตได้เบื้องต้น ชายหนุ่มมุ่งหน้ามายังเมืองกัลเดรอนทันที เพื่อนำน้ำจากแม่น้ำอันธการนิรันดร์กลับไป
และเนื่องจากสิ่งนี้เกี่ยวพันกับแก่นแท้แห่งต้นกำเนิด ผลการทำนายจึงมิอาจลงรายละเอียดในเชิงลึก ทำได้แค่เห็นนิมิตอย่างคลุมเครือ ยากจะตัดสินระดับความอันตรายได้แม่นยำ
เมื่อกวาดตาไปรอบตัว ไคลน์ยกมือขึ้น อัญเชิญภาพฉายในอดีตของตัวเองเมื่อไม่กี่นาทีก่อนออกมา และส่งร่างต้นกลับปราสาทต้นกำเนิด
จิตใต้สำนึกของชายหนุ่มถูกโอนถ่ายไปยังภาพฉายทันที ร่างดังกล่าวเริ่มขยับได้ราวกับมีชีวิต
ถัดมา ไคลน์จับคว้าความว่างเปล่า ดึงภาพฉายของไม้เท้าดวงดาวออกมา
ว่ากันตามตรง หลังจากไคลน์สามารถใช้พลังพิเศษลำดับ 0 ส่วนใหญ่ของเส้นทางผู้ฝึกหัดผ่านปราสาทต้นกำเนิด มันก็ไม่จำเป็นต้องถือสมบัติปิดผนึกระดับ 0 อย่างไม้เท้าดวงดาวอีก สามารถจำลองผลลัพธ์ได้โดยตรง และไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงของผลข้างเคียง
อย่างไรก็ดี ชายหนุ่มเชื่อเสมอว่าเทวทูตควรพกพาอาวุธประชิดติดตัว เพราะไม่มีทางทราบได้เลยว่า ตนจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่มิอาจใช้พลังพิเศษได้ตอนไหน
ในโลกแห่งศาสตร์เร้นลับ สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกฎของเส้นทาง ‘ผู้ตัดสิน’ หรือการแทรกแซงจากเทพภายนอกซึ่งสามารถสร้างผลลัพธ์ในแบบเดียวกัน
ดังนั้น การเลือกพกพาไม้เท้าแข็งๆ ซึ่งมีทักษะติดตัวเป็นการระเบิดร่างศัตรู ย่อมมีประสิทธิภาพในยามคับขัน
ในฐานะราชาเทวทูตแห่งเส้นทางนักทำนาย ไคลน์มีนิสัยชอบเตรียมความพร้อมตลอดเวลา!
หลังจากสัมผัสถึงน้ำหนักของไม้เท้าดวงดาวในมือ ชายหนุ่มกดหมวกทรงกึ่งสูงเหนือศีรษะ หยิบเครื่องประดับทองคำรูปนกออกจากปราสาทต้นกำเนิดและกลัดไว้ที่กระเป๋าเสื้อหน้าอกซ้าย
ถัดมา ไคลน์ก้าวไปข้างหน้าเพื่อเข้าเขตเมืองกัลเดรอน – อดีตอาณาจักรเทพของเทพมรณาโบราณ ต้นตระกูลฟีนิกซ์ เกรจารี
สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาชายหนุ่มคือหลุมลึกไร้ก้นขนาดยักษ์ ถัดมาเป็นอาคารรูปทรงประหลาด เรียงรายเวียนรอบหลุมลึกลงไปทีละชั้น ประกอบเข้าด้วยกันจนกลายเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่ก้าวข้ามสามัญสำนึกของผู้คน
จากบรรดาอาคารเหล่านี้ บางหลังเป็นบ้านเดี่ยวที่สร้างบนต้นเสาหิน บางหลังมีลักษณะเหมือนโลงศพยาวขนาดใหญ่ ไม่มีหน้าต่าง ประตูเปิดจากหลังคา บางหลังเป็นหลุมศพ ทางเข้าอยู่ใต้ป้ายหลุมศพ บางหลังสร้างจากกระดูกนานาชนิด ดูรกและวุ่นวาย
ยิ่งใกล้ก้นหลุมมากเพียงใด อาคารก็ยิ่งมีสภาพดี และยิ่งอยู่ใกล้ด้านบน สภาพอาคารก็ยิ่งใกล้เคียงกับซากปรักหักพัง ผุกร่อนไปตามกาลเวลา
ไคลน์กวาดตามองพร้อมกับสร้างหมอกสีเทาอ่อนจางๆ ปกคลุมร่างกาย เป็นการอาศัยออร่าของปราสาทต้นกำเนิด เพื่อต่อต้านกฎของเมืองกัลเดรอนที่จะเปลี่ยนให้สิ่งมีชีวิตทั้งหมดกลายเป็นคนตาย
อันที่จริง การเป็นคนตายมิใช่ปัญหาใหญ่สำหรับไคลน์ เพียงแต่มันไม่ชอบความรู้สึกเย็นชาและไร้อารมณ์
“คลื่นน้ำสีเทาที่เคยเอ่อล้นในคราวก่อน ตอนนี้ลดระดับกลับลงไปแล้ว…” ไคลน์ซึ่งแต่งกายด้วยหมวกทรงกึ่งสูง เสื้อโคตกันลม และไม้เท้าดวงดาว พยักหน้ากับตัวเองอย่างครุ่นคิด ก่อนจะก้าวเข้าไปในส่วนลึกของกัลเดรอน ในจุดที่ตาเปล่ามองเห็น
คราวนี้เป็นการใช้พลังพิเศษของเส้นทางนักจารกรรม เพื่อขโมย ‘ระยะทาง’ ในขอบเขตการรับรู้ของตน ช่วยให้หลีกเลี่ยงการปะทะกับสัตว์ประหลาดที่ดำรงชีวิตภายในเมืองลึกลับแห่งนี้
ไคลน์มิได้ทำไปเพราะกลัว ฝ่ายที่ควรต้องกลัวคือสัตว์ประหลาดต่างหาก ถ้าไม่ใช่เพราะรีบทำเวลา ไคลน์คงเตร็ดเตร่สะสมหุ่นเชิดไปเรื่อยๆ เพื่อชดเชยการสูญเสียที่เกิดกับยูโทเปีย
ด้วยเหตุผลข้างต้น ชายหนุ่มยังคำนึงถึงประเด็นอื่นโดยไม่ประมาท
กัลเดรอนคือเมืองแห่งความตาย ในส่วนลึกสุดของเมืองน่าจะมีแม่น้ำอันธการนิรันดร์ไหลเวียนอยู่ และในเชิงหลักการ หุ่นเชิดคือคนตาย หากเข้าใกล้กับเขตดังกล่าว มีโอกาสสูงที่พวกมันจะกลายพันธุ์
ยิ่งเดินเข้าไปลึกขึ้น ไคลน์พบว่าตนคิดมากเกินไป:
ไม่มีสัตว์ประหลาดตัวใดกล้าโผล่หน้ามาให้เห็น ดูเหมือนว่าออร่าของปราสาทต้นกำเนิดจะกระตุ้นให้พวกมันอยากมีชีวิตต่อไป มากกว่าจะทำตามสัญชาตญาณโดยการออกล่าเหยื่อ
ยิ่งลึกลงไปใต้ดินมากเพียงใด สภาพแวดล้อมรอบตัวไคลน์ก็ยิ่งเงียบสงัด อาคารประหลาดอาจยังมีสภาพดีอยู่ แต่ไคลน์กลับรู้สึกว่าพวกมันตายสนิทโดยสิ้นเชิง แม้แต่ออร่าก็ยังเย็นชืด หม่นหมอง และผุกร่อน
รู้สึกเหมือนกับกำลังดูหนังใบ้ขาวดำ… ถ้าไม่ได้ยินเสียงลมหายใจหรือหัวใจเต้น เราคงสงสัยว่าตัวเองหูหนวก… ไคลน์อาศัยการรำพันเพื่อเอาชนะความเงียบสงัดโดยสมบูรณ์
มันเชื่อโดยสัญชาตญาณว่า หากตนเคยชินกับสภาพแวดล้อมปัจจุบัน ร่างกายและจิตใจจะค่อยๆ สงบนิ่ง จนกระทั่งตายไปจริงๆ และมิอาจฟื้นฟูกลับเป็นปรกติ
ยิ่งเข้าใกล้เบื้องล่าง ความรู้สึกดังกล่าวก็ยิ่งรุนแรง
หลังจากขโมยระยะทางสลับกับเดินเท้าอย่างต่อเนื่อง ไคลน์เริ่มมองเห็นก้นบ่อ
ไม่สิ ไม่ใช่ก้นบ่อของจริง เป็นเพียงวังยักษ์อันดำมืดที่ตั้งกีดขวางเส้นทาง
วังดังกล่าวถูกค้ำจุนโดยต้นเสายักษ์ที่ฝังกระดูกและซากศพจำนวนมาก บางจุดถูกปกคลุมไปด้วยผิวหนังเปื้อนเลือดของเผ่าพันธุ์ต่างๆ
ไคลน์จ้องมองสักพักก่อนจะสลัดความลังเล ถือไม้เท้าดวงดาวเดินผ่านประตูที่เปิดอยู่เข้าไปในวัง
สองฝั่งห้องโถงเต็มไปด้วยโลงศพที่รูปร่างและสีสันแตกต่างออกไป แต่ละโลงนอนแน่นิ่งราวกับพวกมันก็ถูกความตายกัดกินไม่ต่างกัน
เมื่อไคลน์เดินเข้าไปใกล้ เสียงของบางสิ่งดังออกจากด้านในโลง คล้ายกับข้อต่อขึ้นสนิมกำลังขยับเขยื้อน
หมอกสีเทาอ่อนรอบตัวไคลน์ทวีความหนาแน่น ส่งผลให้โลงศพทั้งหมดกลับไปเงียบสงบอีกครั้ง
ไคลน์ก้าวต่อไปโดยไม่สนใจโลงศพ จนกระทั่งถึงส่วนลึกของห้องโถงซึ่งมีบันไดหินสีเทาอ่อนลาดลง แผ่นหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่หน้าทางเข้า
ด้านบนสุดของแผ่นหินมีรูปปั้นทองแดงของนกยักษ์รูปร่างผอมเพรียว บนปีกเต็มไปด้วยสัญลักษณ์สีซีด
ใต้รูปปั้นนกทองแดง บนผิวแผ่นหินมีการสลัก ‘ภาษาแห่งความตาย’ ลักษณะของตัวอักษรคล้ายกับนกในท่าทางต่างๆ หรือไม่ก็งูที่ขดเป็นรูปร่างต่างออกไป ทั้งหมดประกอบกันเป็นประโยคความหมายกำกวม:
“แม้แต่เทพก็มิอาจหลุดพ้น”
“แม้จะตายไปก็ยังถูกจองจำ”
นี่คือคำเตือนไปถึงทุกสิ่งมีชีวิตที่มาเยือนกัลเดรอน ว่าอย่าลงบันไดไป? หรือว่าปลายทางคือแม่น้ำอันธการนิรันดร์? ท่ามกลางกระแสความคิด ชายหนุ่มพยายามถอดรหัสข้อความบนแผ่นหิน
ตามความเห็นของไคลน์ ข้อความน่าจะหมายถึง หากเข้าใกล้แม่น้ำอันธการนิรันดร์ ต่อให้เป็นเทพแท้จริงลำดับ 0 ก็จะติดอยู่ที่นั่นโดยมิอาจหลบหนีไปไหน และถึงแม้จะตายไป ก็ยังถูกแก่นแท้แห่งต้นกำเนิดจองจำ มิอาจสลายไปหรือหลุดพ้นด้วยประการทั้งปวง
นั่นสินะ เฉกเช่นทะเลแห่งความโกลาหล หากเผลอเฉียดใกล้โดยไม่มีการปกป้องจากแก่นแท้แห่งต้นกำเนิด ผลลัพธ์เดียวคือการกลายพันธุ์อันน่าสะพรึง… ไคลน์ถอนสายตากลับ จัดเครื่องประดับทองคำรูปนกที่ปักอยู่บนกระเป๋าเสื้อ เดินผ่านรูปปั้นทองแดง บรรจงย่างกรายลงบันไดสีเทาอ่อนทีละขั้น
มันมิได้ขโมยระยะทางอีกต่อไป เพื่อหลีกเลี่ยงการนำพาตัวเองเข้าสู่ปัญหา
ท่ามกลางความมืดมิดและสภาพแวดล้อมเย็นเยียบ เครื่องประดับทองคำรูปนกบนหน้าอกไคลน์ส่องประกายสีซีด มอบความสว่างเป็นวงแคบ ดูคล้ายกับเรือแห่งชีวิตที่กำลังดิ้นรนในแม่น้ำแห่งความตาย
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ ออร่าของปราสาทต้นกำเนิดรอบตัวชายหนุ่มเกิดการตอบสนองโดยอัตโนมัติ สายหมอกทวีความหนาแน่นจนดูเหมือนรังไหมสีเทาอ่อน
ขณะเดียวกัน ไคลน์เอียงคอเล็กน้อย ได้ยินเสียงมายาดังแว่ว
คล้ายกับบ่งบอกเป็นนัยว่า ลึกลงไปด้านล่าง ไม่ห่างจากตำแหน่งปัจจุบัน แม่น้ำสีดำสายหนึ่งกำลังไหลเอื่อยเฉื่อย
วินาทีถัดมา ไคลน์ก้มศีรษะลง มองฝ่าเท้าตัวเอง
กระแสน้ำมายาสีดำ ไหลออกมาจากที่ใดก็มิอาจทราบได้
บนผิวของกระแสน้ำ แม้แต่แสงสว่างก็มิอาจดำรงอยู่
“ไม่เหมือนคราวก่อน…” ไคลน์ขมวดคิ้ว
เมื่อครั้งเคยมาเยือนเมืองกัลเดรอนเพื่อล่าหัวขโมยโลกวิญญาณ ไคลน์ก่อความวุ่นวายขึ้น จนมีกระแสน้ำมายาสีเทาอ่อนจำนวนมากเอ่อท่วมขึ้นมาจากก้นหลุมลึก
สีของกระแสน้ำทั้งสองครั้งไม่เหมือนกัน
ขณะไคลน์กำลังครุ่นคิด ณ ด้านล่างของบันไดหินซึ่งมีกระแสน้ำสีเข้มซึมผ่านเข้ามา หมอกปริศนาสีเทาอ่อนทยอยลอยขึ้นมายังด้านบน ผสานเข้ากับกระแสน้ำมายาจนกลายเป็น ‘แสง’ สีเทาอ่อน
เมื่อกระแสน้ำดังกล่าวเอ่อท่วมข้อเท้าไคลน์ มันหดกลับไปเองอย่างเงียบงัน คล้ายกับเกิดความผันผวนเป็นระยะ
หมอกสีเทาจางๆ พวกนี้ เราคุ้นเคยเป็นอย่างดี… สีหน้าไคลน์เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
หลังจากชะงักไปเล็กน้อย มันเดินไปลงต่อ
ทันใดนั้นเอง เมื่อกระแสน้ำมายาเริ่มท่วมร่าง ชายหนุ่มรู้สึกว่าร่างกายเบาขึ้น อารมณ์กลายเป็นเย็นชา ความคิดค่อยๆ เลือนหายไป
หากไม่ใช่เพราะถูกห่อหุ้มด้วยออร่าของปราสาทต้นกำเนิด ไคลน์เชื่อว่าตนคงผสานเป็นหนึ่งเดียวกับกระแสน้ำอย่างมิอาจต้านทาน
ถัดมา ‘รังไหม’ สีเทาอ่อนลอยขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะจมลงไปด้านล่างเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงปลายบันได
สุดปลายบันไดคือความว่างเปล่า และภายในความว่างเปล่ามีแม่น้ำสายตรงเส้นหนึ่ง ลักษณะกว้างขวาง มายา มืดมิด และไร้สีสัน
ภาพของแม่น้ำพร่ามัวอย่างมาก ยากจะจำแนกได้ชัดเจน เนื่องจากกำลังถูกรายล้อมด้วยหมอกสีเทาอ่อนคล้ายม่าน
“นึกแล้วเชียว…” ได้เห็นสิ่งนี้ ไคลน์อดไม่ได้ที่จะพึมพำ
สายหมอกเหล่านี้มิใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับชายหนุ่ม มันเคยเห็นมาจากหลังประตูในซากปรักหักพังแบนชี เคยเห็นจากสุดขอบทิศตะวันออกของดินแดนเทพทอดทิ้ง และเคยเห็นพวกมันล่องลอยใต้ปราสาทต้นกำเนิด!
แต่แตกต่างจากที่อื่น ส่วนหนึ่งของแม่น้ำอันธการนิรันดร์สามารถซึมออกจากหมอกสีเทาอ่อน บางส่วนผสมผสานกันกลายเป็นสีมืดสลับซีด
ส่วนที่ซึมออกมาม้วนตัวขึ้นสลับกับยุบตัวลง ดูคล้ายกับสายน้ำที่ไหลผ่านความมืด
สองฝั่งของแควที่ซึมออกมา มีเสาหินสีซีดต้นใหญ่ตั้งเรียงราย คล้ายกับกำลังค้ำจุนบางสิ่งอย่างมั่นคงโดยไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายล้มลง
ในจุดระหว่างเสาหิน บริเวณชายขอบแคว ร่างโปร่งแสงค่อนข้างพร่ามัวจำนวนนับไม่ถ้วน กำลังเดินวนเวียนไปมาอย่างเชื่องช้า แต่ไม่หยุดนิ่ง
จากบรรดาร่างทั้งหมด บุคคลที่สะดุดตาที่สุดกำลังเดินด้วยความมึนงงอยู่ภายในส่วนลึกของแคว บ้างก็หันหลังและเดินกลับ แต่ก็มิอาจหลุดพ้นจากแม่น้ำสายย่อยดังกล่าวได้
ร่างกายใหญ่โตคล้ายกับเสาหินโดยรอบ ถูกคลุมร่างด้วยชุดคลุมสีดำสนิท มองจากด้านข้างเห็นได้ชัดว่าแก่ชรา
ทันใดนั้น มันหันหน้ามาจ้องไคลน์
ใบหน้ามีเอกลักษณ์ของชาวทวีปใต้เด่นชัด แต่บางจุดเน่าเปื่อย บางจุดมีขนนกสีขาวเปื้อนคราบน้ำมันงอกเงย
ไคลน์รู้จักอีกฝ่าย ไม่ใช่ใครนอกจากบิดาของมิสเตอร์อะซิก ‘เทพมรณา’ จากยุคสมัยที่สี่
‘จักรพรรดิแห่งโลกความตาย’ ซาลินเจอร์
………………………………
Related
ถอนสายตากลับ ไคลน์มุ่งความสนใจไปยังตะกอนพลังที่ก่อตัวขึ้นจากศพของเพาลี·เดอราล
มันประกอบกันจากหมอจางๆ ดูคล้ายสมองที่ทำจากเมฆความฝันสีเทาอ่อน
มันเชื่อว่าสวนแห่งเอเดนคือสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด จึงนำร่างต้นของตัวเองไว้ที่นี่ ส่วนกิจกรรมบนโลกภายนอกเกิดจากการบงการตัวตนจำนวนมากในระยะไกล? ใครจะไปคิดว่าเฮอร์มิส ผู้ที่น่าจะเป็นหนึ่งในปราการอันแข็งแกร่ง กลับหันหลังให้สวนเอเดนเสียเอง หากมีเทวทูตตัวจริงคอยเฝ้าจับตามองสวนเอเดนและฉกฉวยประโยชน์จากธรรมชาติของเมืองแห่งจิตอย่างเต็มที่ เกรงว่าแม้แต่เราก็อาจจะ ‘หลอกลวง’ กฎเกณฑ์และแทรกซึมเข้ามาได้ไม่ง่าย… ขณะไคลน์พึมพำกับตัวเอง มันส่งความปรารถนาที่ต้องการให้ตะกอนพลังควบแน่นเร็วขึ้น
เป๊าะ ชายหนุ่มดีดนิ้วเพื่อให้พรเป็นจริง
จากนั้น มันหยิบตะกอนพลังนักสานฝันและสิ่งที่อาจใช้เป็นวัตถุดิบเสริม ถอดหน้ากากทระนงและออกจากสวนเอเดน
เมื่อชายหนุ่มจากไป เศษซากที่หลงเหลือของเมืองเกิดการพังพลาย หลอมรวมเข้ากับทะเลจิตใต้สำนึกรวมอันไร้ขอบเขต
นับแต่นี้เป็นต้นไป ตำนานของสวนเอเดนจะไปปรากฏอยู่ในความฝันของใครหลายคน ถูกวาดโดยจิตรกรบางส่วน เกิดเป็นเรื่องราวที่แพร่กระจายแบบปากต่อปาก
และจุดจบของตำนานทั้งหมดจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือความพินาศของสวนเอเดน
เมื่อกลับถึงระเบียบของคฤหาสน์ตระกูลฮอลล์ ไคลน์จ้องหน้ามิสจัสติสซึ่งปรับสภาพจิตใจจนเป็นปรกติ ก่อนจะโยนตะกอนพลังนักสานฝัน วัตถุดิบเสริม และสูตรโอสถซึ่งเห็นจากศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองให้อีกฝ่าย
ก่อนที่ออเดรย์จะได้กล่าวคำใด ชายหนุ่มเปล่งเสียงแผ่ว
“จะเลื่อนลำดับหรือไม่ ตัดสินใจเอาเอง”
ออเดรย์รับของขวัญจากมิสเตอร์เวิร์ลพลางพยักหน้าเงียบงัน บ่งบอกเป็นนัยว่าจะคิดให้ถี่ถ้วน
แต่งกายด้วยหมวกฟางหรูหรา หญิงสาวเห็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์หันหลังกลับและเดินไปยังขอบระเบียบ ก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไป
…
หลังจากกำจัดร่องรอยและปกปิดเบาะแส ไคลน์ใช้พลัง ‘ปลูกถ่าย’ พร้อมกับอาศัยความพิเศษของปราสาทต้นกำเนิดอย่างชำนาญ เดินทางกลับไปยังกรุงเบ็คลันด์และปรากฏตัวต่อหน้า ‘จัดจ์เมนต์’ ซิลที่กำลังหยุดพักผ่อน
พันเอกแห่ง MI9 ผู้กำลังกัดแอปเปิล รีบวางผลไม้ในมือลง เช็ดปากด้วยทิชชูและยืนขึ้น
“ม…มีอะไรหรือ”
เธอไม่ประมาท มิได้เรียกอีกฝ่ายว่ามิสเตอร์เวิร์ลหรือเกอร์มัน·สแปร์โรว์
ไคลน์พยักหน้ารับ
“มิสเตอร์ฟูลส่งผมมาถามคุณว่า อยากได้สูตรโอสถ ตะกอนพลัง และวัตถุดิบเสริมของลำดับ 4 ‘จอมเวทกฎหมาย’ หรือไม่”
ซิลขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่มิได้เผยความสุข เพียงถามเสียงขรึม
“ต้องแลกกับอะไร”
ไคลน์พยักหน้า
“วันสิ้นโลกกำลังจะมาถึง มีหลายสิ่งหลายอย่างกำลังจะเกิดขึ้น และมิสเตอร์ฟูลสามารถพยากรณ์ถึงบางเหตุการณ์… เมื่อถึงตอนนั้น มีโอกาสสูงที่พระองค์จะกลับไปหลับใหลอีกครั้ง ในฐานะข้ารับใช้และหัตถ์ซ้ายอย่างผม ชะตากรรมก็คงไม่ต่างกัน สิ่งที่คุณต้องจ่ายก็คือ เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น จงทำตามวิวรณ์ของมิสเตอร์ฟูล ปฏิบัติภารกิจที่อันตรายและไม่อันตรายให้ลุล่วง ไม่ว่าจะใช้เวลานานหรือสั้น พยายามปลุกมิสเตอร์ฟูลให้จงได้”
ในฐานะเทวทูตเส้นทางนักทำนาย และในฐานะเจ้าของปราสาทต้นกำเนิด ไคลน์สามารถเห็นคำพยากรณ์ได้ในระดับหนึ่ง ในพักหลัง มันได้เห็นฉากของบางเหตุการณ์อย่างคลุมเครือ จึงลงมือเตรียมตัวล่วงหน้าตั้งแต่เนิ่นๆ
เรามันนักต้มตุ๋นตัวจริง… ชายหนุ่มรำพันในใจ
โดยไม่รอให้จัดจ์เมนต์ซิลกล่าว ไคลน์เสริม
“จะปฏิเสธก็ได้ คุณไม่ใช่คนเดียวที่ถูกเลือก”
ซิลเชื่อว่ามิสเตอร์เวิร์ลคงไม่คิดล้อเล่นกับเรื่องแบบนี้ จึงยังไม่ตอบรับในทันที ขอคิดอย่างจริงจังก่อน
หากไม่มีวันสิ้นโลก เธอเชื่อว่าตนน่าจะตอบปฏิเสธ เพราะแม้ครึ่งเทพจะแข็งแกร่งและน่าสะพรึงกลัว สามารถกำหนดชะตากรรมสนามรบได้ด้วยตัวคนเดียว และยังเป็นตัวตนที่เปี่ยมไปด้วยออร่าเทพ แต่สำหรับหญิงสาว การก้าวไปเป็นลำดับ 4 ยังไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน
ในฐานะลำดับ 5 อัศวินวินัย ซิลเชื่อว่าพลังในปัจจุบันสามารถสะสางได้เกือบทุกภารกิจของพันเอกแห่ง MI9 เมื่อคำนึงถึงอัตราค่าจ้างในปัจจุบัน ผนวกกับรายได้เสริมต่างๆ นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะช่วยพยุงครอบครัวให้มีฐานะมั่นคงและชีวิตที่ดี
แม้อาจต้องเผชิญอันตราย แต่ซิลก็ยังได้รับความคุ้มครองจากหน่วยพิเศษของทางการ นอกจากนั้นยังสามารถเตรียม ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’ ล่วงหน้า อีกทั้งยังสามารถขอให้ฟอร์ส เพื่อนสนิทของตน ช่วยแอบปกป้องอย่างลับๆ
ต้องไม่ลืมว่า ความปรารถนาที่จะสืบสวนสาเหตุการตายของบิดา รวมถึงการกอบกู้ชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูล ซิลบรรลุเรียบร้อยหมดแล้ว
ดังนั้น ไม่ว่าจะมองมุมใด ซิลก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องเสียสละมากมายเพื่อแลกกับการเป็นผู้วิเศษลำดับ 4 นอกจากนั้น เธอยังมีโอกาสเลื่อนลำดับตามธรรมชาติด้วยความช่วยเหลือจาก MI9
แต่แน่นอน ซิลยังไม่แน่ใจว่าโอกาสดังกล่าวจะมาถึงตอนไหน
ไม่ว่าจะเป็นคำพยากรณ์ของมิสเตอร์ฟูล หรือคำทำนายต่างๆ ที่รวบรวมมาได้จากตำแหน่ง ทุกสิ่งบ่งชี้ตรงกันว่าโลกกำลังจะถึงจุดจบ… เหลืออีกเพียงสิบหกปีเท่านั้น… ซิลแหงนมองชั้นสองของอาคารโดยไม่รู้ตัว
ด้วยสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบัน แม่จะมีชีวิตอยู่ได้อีกอย่างน้อยสิบหกปี เมื่อถึงตอนนั้น ท่านก็ยังไม่ชรามากนัก แถมยังมียาวิเศษจากมิสเตอร์มูนที่ช่วยชะลอความแก่และบำรุงสุขภาพ… สิบหกปีข้างหน้า ลัวร์จะโตเป็นหนุ่ม ร่างกายแข็งแรงถึงขีดสุด กำลังก้าวหน้าในสายอาชีพ… ฟอร์สคงกลายเป็นลำดับ 3 แล้ว และคอยทำทุกวิถีทางเพื่อรับมือกับวันสิ้นโลก โดยที่เราช่วยอะไรแทบไม่ได้… ซิลก้มหน้ากับตัวเอง เงียบไปครู่หนึ่ง
จากนั้น หญิงสาวจ้องหน้าเดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์ ตามด้วยผงกศีรษะเคร่งขรึม
“ตกลง”
“พร้อมเมื่อไรก็ประกอบพิธีกรรมขอพรถึงมิสเตอร์ฟูล พระองค์จะคอยอำนวยพรให้” ไคลน์เล่ากระชับโดยไม่ยืดเยื้อ
ทั้งตะกอนพลังและสูตรโอสถของ ‘จอมเวทกฎหมาย’ ที่ไคลน์มี ล้วนมาจากการเซ่นสังเวยของเมืองจันทราใหม่ แต่แน่นอน ไคลน์เองก็ตอบแทนสาวกเหล่านั้นด้วยสมบัติปิดผนึกอย่าง ‘แม่ทัพไร้รูม่านตา’
หลังจากตัดสินใจหนักแน่น ซิลเลิกกังวลเกี่ยวกับเรื่องเมื่อครู่ และถามในสิ่งอื่น
“ดูเหมือนว่าเวนเดลล์จะได้กลับไปที่ยูโทเปียอีกครั้ง แต่น่าประหลาด เขาถูกส่งกลับมาในคืนเดียวกันโดยที่ยังไม่ได้เป็นพยานในชั้นศาล… เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เขาสับสนและเป็นกังวลไม่น้อย”
“บอกกับเขาไปว่า ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก ชาวยูโทเปียทุกคนถูกฝังท่ามกลางภัยธรรมชาติแล้ว” กล่าวจบ ไคลน์หันหลังและเดินเข้าโลกวิญญาณ
…
ชานเมืองฝั่งตะวันออกของกรุงเบ็คลันด์ ในสุสานแห่งหนึ่ง
ไคลน์จ้องตู้เก็บเถ้ากระดูกอย่างเงียบงัน ไม่ละสายตาเป็นเวลานาน
ผ่านไปสักพัก มันย่างกรายไปตามแนวร่มไม้ซึ่งปลอดคน หยิบภาพฉายฮาร์โมนิก้าออกมาเป่า
เจ้าของผมสีทองแปดตาแดง แต่งกายในเดรสยาวซับซ้อนสีเข้ม ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์เดินออกจากความว่างเปล่าทันที
โดยไม่รอให้มิสผู้ส่งสารพูด ไคลน์เป็นฝ่ายเริ่ม
“บรรดาโบสถ์หลักกำลังเตรียมล้อมโจมตีโรงเรียนกุหลาบ พวกเขาต้องการร่วมมือกับเจ้า อยากให้ข้าช่วยอะไรไหม?”
นี่เป็นข้อมูลที่มันฟังมาจากเดอะสตาร์เลียวนาร์ด และเดอะมูนเอ็มลิน
สี่หัวทองของไรเน็ตต์กล่าวเรียงกัน
“ตอนนี้…” “ยัง…” “ไม่…” “มี…”
“จะบอก…” “หลังจาก…” “ระบุ…” “เป้าหมาย…”
กล่าวคือ ภายใต้พรคุ้มครองจากเทพภายนอกอย่างมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายและดวงจันทร์บรรพกาล รวมถึงราชาเทวทูตอย่างเทพผู้ถูกล่าม การทำนายถึงและพลังพยากรณ์ทุกชนิดล้วนแล้วแต่ถูกแทรกแซง ส่งผลให้เหล่าครึ่งเทพจากโรงเรียนกุหลาบถูกพบตัวได้ยาก จำเป็นต้องใช้เวลาเตรียมการและวางกลยุทธ์กันสักพัก? นั่นสินะ แม้แต่อาโรเดสก็ยังไม่กล้าแอบส่องพวกมันตรงๆ ไม่อย่างนั้นเราคงลองเรียกกระจกวิเศษออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์… ไคลน์ไตร่ตรองสักพัก
“ถ้าใช้วัตถุที่เกี่ยวข้องกับพวกมันโดยตรงเป็นสื่อกลาง ข้าสามารถระบุตำแหน่งของเป้าหมายได้”
เมื่อเวลานั้นมาถึง ไคลน์สามารถใช้พลังของปราสาทต้นกำเนิดเพื่อทะลวงผ่านการแทรกแซง
“ตกลง!” ศีรษะทั้งสี่ของไรเน็ตต์ขยับขึ้นลงพร้อมกัน
เมื่อไคลน์หมดเรื่องจะคุย มันเตรียมส่งมิสผู้ส่งสารกลับ
ขณะกำลังจะกล่าวติดตลกว่า “ต้องจ่ายค่าเรียกออกมาคุยไหม” สัมผัสวิญญาณของชายหนุ่มพลันถูกกระตุ้นจนต้องปิดปากเงียบ
ไม่กี่วินาทีถัดมา มันยกมือขึ้น หยิบเหรียญทองออกจากปราสาทต้นกำเนิด
นี่คือหนึ่งในห้าเหรียญทองที่ปนเปื้อนออร่าของปราสาทต้นกำเนิด
“ค่าจ้างของคราวนี้” ไคลน์ยิ้มพลางยื่นเหรียญทอง
“ครั้งนี้…” “ไม่ต้อง…” มีเพียงสองเศียรของไรเน็ตต์ที่พูด อีกสองยังคงปิดปากเงียบ
เธอเองก็มีสัมผัสวิญญาณที่เฉียบแหลม คล้ายกับสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง
วินาทีถัดมา หนึ่งในสองหัวทองตาแดงที่ไม่ได้พูดเมื่อครู่ อ้าปากและงับเหรียญทองที่ปลายนิ้วไคลน์
“ตกลง” ไคลน์ดึงมือกลับ กล่าวด้วยรอยยิ้ม
จากนั้นก็ถามอย่างเป็นกันเอง
“มิสชารอนกับมาริคยังอยู่ที่เบ็คลันด์ใช่ไหม”
“ใช่…” มิสผู้ส่งสารแจ้งที่อยู่ปัจจุบันของศิษย์ตนให้ไคลน์ทราบ
…
ภายในบ้านหลังหนึ่ง มาริคกำลังนั่งริมโต๊ะยาว เล่นไพ่กับซอมบี้ของตัวเองอย่างชำนาญ
ทันใดนั้น ร่างของเชอร์ล็อก·โมเรียตี้ปรากฏขึ้นบนเก้าอี้ว่าง มันวางหมวกลง หยิบไพ่จากมือซอมบี้อย่างเป็นกันเอง
มาริคจ้องชายหนุ่ม ริมฝีปากขยับเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็มิได้กล่าวคำใด
มันบังคับให้ซอมบี้ที่เป็นคนแจกไพ่ ดำเนินการต่อไป
ไคลน์เข้าร่วมวงไพ่ในสภาพดังกล่าว เล่นด้วยกันสักพัก มีทั้งชนะและแพ้
ณ มุมห้องไม่ห่างออกไป ชารอนในเดรสสีดำหรูหราและหมวกอ่อนปรากฏตัวขึ้น ใช้มือข้างหนึ่งค้ำใบหน้า จ้องมองวงไพ่อย่างเงียบงัน
หลังจากเล่นไพ่ประมาณสองชั่วโมง ไคลน์ลุกขึ้นยืน โค้งคำนับให้ชารอนและมาริค
ชายหนุ่มยิ้ม สวมหมวกกลับ เดินไปที่ประตูและหายตัวไป
…
ในส่วนลึกของโลกวิญญาณ ด้านนอกสายหมอกเจือจางของเมืองกัลเดรอน ไคลน์ซึ่งผ่านการรักษามาแล้วสามครั้ง ปรากฏตัวขึ้น
…………………………
Related
ทันทีที่พบว่ามีคนแปลกหน้าบุกรุก เหล่าสัตว์ซึ่งสวมหมวกทรงสูง เสื้อโค้ทกันฝนหรือเดรสยาวซับซ้อน ต่างพากันแตกตื่นโดยพร้อมเพรียง ทุกตัวจ้องมองมาทางไคลน์ด้วยสายตาก้าวร้าว
ทันใดนั้น ไคลน์ซึ่งสวมหน้ากากทระนงสัมผัสได้ว่าตนกลายเป็นศัตรูของคนทั้งเมือง
สำหรับสถานการณ์ภายในสวนเอเดน ชายหนุ่มซึ่งเคย ‘เห็น’ ผ่านมิสจัสติสย่อมไม่ตื่นตระหนก และทราบว่าสัตว์ที่เดินสองขาและแต่งกายเป็นมนุษย์เหล่านี้คือ ‘ประสงค์ของเดรัจฉาน’ แม้จะมีสติสัมปชัญญะ แต่ก็เป็นเพียงแนวคิดเชิงนามธรรม ไม่ใช่ตัวตนจริง
กล่าวคือ พวกมันไม่มีด้ายวิญญาณ และไม่ได้รับความเสียหายทางกายภาพทั้งปวง ไม่อย่างนั้น ไคลน์คงจับพวกมันทั้งหมดแขวนไว้กลางอากาศอย่างง่ายดาย แกว่งไกวไปตามสายลมในสภาพคอตก
วินาทีถัดมา นำโดยหมีที่เตรียมฉีกสูททางการ สัตว์จำนวนมากในสวนเอเดนต่างพากันแยกเขี้ยวหรือคำรามต่ำ กรูเข้าหาไคลน์จากทุกทิศ
หากถูกพวกมันกอดหรือกัดเข้า ก็จะถูก ‘ประสงค์ของเดรัจฉาน’ กัดกร่อนร่างกายและจิตใจทันที การต่อต้านสามารถทำได้ด้วยพลังใจ หรือไม่ก็พลังเกี่ยวกับจิตใจของเส้นทางผู้ชม
ขณะเผชิญสถานการณ์วิกฤติตรงหน้า ไคลน์ซึ่งแต่งกายด้วยหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง เคาะไม้เท้าดวงดาวในมือซ้ายโดยปราศจากความตื่นตระหนก กางนิ้วทั้งห้าออกและหุบลงทันที
สวนเอเดนซึ่งประกอบด้วยอาคารสไตล์โกธิก เกิดเงาขึ้นบนท้องฟ้าประหนึ่งถูกคลุมด้วยม่านขนาดใหญ่
‘ดินแดนเร้นลับ’ อาณาจักรเทพเทียม!
ไคลน์ใช้พลังดังกล่าวเพื่อผนึกสวนเอเดน ป้องกันไม่ให้เหยื่อที่แข็งแกร่งหลบหนี
ถัดมา ชายหนุ่มถือไม้เท้าเดินย่างกรายไปบนพื้น คล้ายกับสุภาพบุรุษกำลังเดินหลังเล่นรับประทานอาหาร
สัตว์ที่พยายามแต่งกายเลียนแบบมนุษย์ ปรี่เข้ามาด้านข้างก่อนจะเปลี่ยนทิศทางกลางคัน หันไปกอดกันกลมเกลียว
งูเหลือมที่แลบลิ้นยาว อ้าปากกลืนสัตว์คล้ายสุนัขซึ่งเต็มไปด้วยความกระหายผสมพันธุ์ลงไปในลำคอ ชายประหลาดซึ่งมีใบหน้าคล้ายแมงมุมหลากสีสัน พ่นใยรัดพันหนูยักษ์ที่มีตาสีแดง มนุษย์หมาป่าฝังเขี้ยวลงบนร่างแมวขี้เซา หมียักษ์สีน้ำตาลที่กำลังปรี่เข้ามา โผกอดจิ้งจอกขนขาวเนียน
สรรพสัตว์ซึ่งเป็นตัวแทนของ ‘ประสงค์ของเดรัจฉาน’ ที่แตกต่างกัน จับคู่กันเพื่อ ‘หลอมรวม’ เป็นหนึ่ง ก่อนที่ตัวตนพวกมันจะถูก ‘ยกเลิก’
ไคลน์ซึ่งถือครองอำนาจในการ ‘ปลูกถ่าย’ ย่างกรายเชื่องช้าไปตามถนนท่ามกลางสิงสาราสัตว์ ประหนึ่งกำลังวิเคราะห์ธรรมชาติของมนุษย์จากเหล่าประสงค์ของเดรัจฉาน
ชายหนุ่มเดินไปในลักษณะดังกล่าว จนกระทั่งถึงวิหารขนาดใหญ่ซึ่งสูงกว่าแปดสิบเมตรและหยุดฝีเท้า
จากนั้น มันแหงนหน้ามองกะโหลกที่ฝังอยู่บนต้นเสายักษ์สีดำราวสองวินาที
สีหน้าไคลน์ไม่แปรเปลี่ยนแม้แต่น้อย เพียงยกมือซ้ายกดลงบนหมวกทรงกึ่งสูง เดินขึ้นบันไดเข้าไปในวิหาร
สิ่งแรกที่เห็นคือห้องโถงกว้างขวางอันว่างเปล่า จากนั้นก็เห็นไม้กางเขนยักษ์และรูปปั้นมังกรสีเทาอ่อนรายล้อมไม้กางเขน
ด้านหน้าไม้กางเขนมีโต๊ะยาวตัวเล็ก ริมโต๊ะมีเก้าอี้ฝั่งละห้าตัว
ปัจจุบัน ในตำแหน่งหัวโต๊ะยาวมีชายคนหนึ่งกำลังนั่งบนวีลล์แชร์สีดำ ใบหน้าขาวซีดผิดปรกติ คิ้วสีเหลืองอ่อนค่อนข้างยาว ผมหวีเรียบ หน้าผากมีรอยย่นเล็กน้อย
ไม่ใช่ใครนอกจากประธานใหญ่แห่งสมาคมแปรจิต เพาลี·เดอราล
ขณะเดียวกันก็เป็นผู้สันโดษคนดัง เอริค·เดรก และราชาบัลลังก์มืด บารอน·ฮ็อปกินส์
แต่แน่นอน ไม่มีใครทราบว่านี่คือร่างหลักหรือเป็นเพียงหนึ่งในหลายตัวตน
เมื่อเห็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์ผู้แต่งกายด้วยหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูงและเสื้อคลุมสีดำ ย่างกรายเข้าหาอย่างเชื่องช้าด้วยบรรยากาศคุกคามสุดขีด เพาลี·เดอราลใช้มือทั้งสองข้างจับที่พักแขนวีลล์แชร์ทันที
ทันทีที่อีกฝ่ายเข้ามาในสวนเอเดน มันพยายามออกจากเมืองแห่งจิตแล้ว แต่กลับประสบความล้มเหลว
หน้ากาก ‘ทระนง’ ซึ่งกำลังสวมอยู่บนใบหน้าอีกฝ่าย มีดวงตากลอกขึ้นด้านบนคล้ายกับกำลังเย้ยหยัน
ฟู่ว… เพาลี·เดอราลรีบปลอบโยนตัวเองทันที แสงสว่างมายาส่องภายในดวงตา
แสงดังกล่าวทำให้ปีกคู่หนึ่งควบแน่นกลางอากาศด้านหน้า ใต้ปีกมีชายหนุ่มบริสุทธิ์ผุดผ่องคนหนึ่งกำลังคุกเข่าลงหนึ่งข้าง พลางสวดวิงวอนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เทวทูต
ในเวลาเดียวกัน ชายชราผมขาว หน้าตาธรรมดา ปรากฏขึ้นฝั่งซ้ายมือเพาลี·เดอราล ฝั่งขวาเป็นนักบวชสวมชุดคลุมสีขาวเรียบง่าย กว่าครึ่งใบหน้าถูกปกคลุมด้วยเคราสีทองอ่อน
เทวทูตโบราณ เฮอร์มิส และนักสร้างฝัน อาดัม!
ไคลน์ไม่หยุดเดิน เพียงกระซิบกับตัวเองแผ่วเบา
“ข้าปรารถนาให้ภาพมายาทั้งหมดหายไป”
กล่าวจบ มันยกมือซ้ายขึ้นมาดีดนิ้ว
เทวทูตแห่งแสงเฮอร์มิส และนักสร้างฝันอาดัม สลายตัวไปในพริบตา เหลือเพียงเพาลี·เดอราลที่นั่งบนวีลล์แชร์สีดำ
เมื่อครู่มันเพิ่งใช้พลังพิเศษของนักสานฝันเพื่อถักทอภาพมายาเสมือนจริง หากศัตรูเชื่อว่าเป็นความจริง ภาพเหล่านั้นก็จะกลายเป็นจริง แม้จะไม่สร้างความเสียหายในเชิงกายภาพ แต่เป้าหมายอาจเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ
เพาลี·เดอราลเคยทำให้เป้าหมาย ‘กลัวจนตาย’ ด้วยฝันร้ายมานักต่อนักแล้ว
แต่น่าเสียดาย ศัตรูของมันในคราวนี้คือไคลน์ ราชาเทวทูตผู้สามารถคงสติคมชัดภายในความฝัน แถมยังมีตาทิพย์ ภาพมายาถูกจึงสลายไปอย่างง่ายดายด้วยพลังความปรารถนาของผู้ชี้นำปาฏิหาริย์
ได้เห็นฉากตรงหน้า เปลือกตาเพาลี·เดอราลกระตุกแผ่วเบา โดยไม่รีรอ มันยกตัวเองขึ้นจากวีลล์แชร์สีดำ
ระหว่างนั้น ร่างกายของมันพองตัวอย่างรวดเร็ว กลายเป็นมังกรยักษ์ซึ่งปกคลุมด้วยเกล็ดใหญ่สีเทาอ่อน
จำแลงมังกร!
สัตว์ในตำนานที่ไม่สมบูรณ์!
เมื่อเทียบกับลำดับ 4 จอมบงการ ร่างสัตว์ในตำนานไม่สมบูรณ์ของเพาลี·เดอราลนั้นมีขนาดใหญ่กว่า แถมยังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในส่วนหัว จนดูคล้ายจิ้งจกมากกว่ามนุษย์ ดวงตามีสีทองซีด รูม่านตาทรงรีแนวตั้ง เกล็ดแข็งบนใบหน้าซ้อนทับกัน แต่ละเกล็ดสลักลวดลายลึกลับ เย็นชา และบิดเบี้ยว
เมื่อร่างสัตว์ในตำนานไม่สมบูรณ์ถือกำเนิด ความคิด จิตใจ ความปรารถนา และเจตจำนงทุกรูปแบบ พลันถูกพัดพาราวกับพายุอันเกรี้ยวกราด พวกมันอาละวาดจนเต็มห้องโถงใหญ่ซึ่งว่างเปล่า ส่วนหนึ่งบุกรุกเข้าสู่เกาะแห่งจิตของไคลน์ในลักษณะกึ่งมายากึ่งจริง
นี่คือการผสานระหว่าง ‘ช่วงชิงจิตใจ’ และ ‘โรคระบาดทางจิต’ มีฤทธิ์ทำให้ทุกสรรพสิ่งถูกกัดกร่อนจนกลายเป็นบ้าคาที่
สำหรับเทวทูต การโจมตีลักษณะนี้ถือเป็นของแสลงอย่างมาก เพราะพวกมันทุกคนล้วนมีปัญหาทางจิตติดตัว สามารถคลุ้มคลั่งได้ง่ายดายหากตาชั่งแห่งสมดุลเอนเอียงแม้เพียงเล็กน้อย!
ไคลน์ซึ่งสวมหน้ากากทระนงสีขาวและหมวกทรงกึ่งสูง ยังคงไม่หยุดเดิน และไม่พยายามหลบเลี่ยงพายุโรคระบาดทางจิต เพียงย่างกรายเข้าหาเพาลี·เดอราลด้วยความเลือดเย็น
วินาทีถัดมา หนอนแมลงโปร่งใสปรากฏขึ้นบนหลังมือชายหนุ่ม ชุดคลุมพองตัวขึ้น คล้ายกับมีสัตว์ประหลาดซึ่งจะยากอธิบายซ่อนอยู่ภายใน
เพียงพริบตา ไคลน์คลุ้มคลั่งและกลายร่างเป็นวังวนหนอนแมลงโปร่งใสขนาดใหญ่
วังวนดังกล่าวฟาดหนวดรยางค์ลวดลายพิสดารออกไปทุกทิศ กึ่งกลางวังวนมีบานประตูแสงประหลาดสีน้ำเงินเข้ม
ได้เห็นฉากตรงหน้า แม้เพาลี·เดอราลจะอยู่ในร่างสัตว์ในตำนานไม่สมบูรณ์ แต่ความคิดของมันกลับชะงักงันคาที่
ดูเหมือนว่ามังกรยักษ์สีเทาตัวนี้จะกลายเป็นหุ่นเชิดไปแล้ว ห้วงความคิดเต็มไปด้วยแป้งเปียก ตามข้อต่อร่างกายมีสนิมเกาะ
มันเผลอจ้องมองสิ่งมีชีวิตอันยิ่งใหญ่ที่ตนไม่ควรมอง!
เหนือหมอกสีเทา ไคลน์บนเก้าอี้เดอะฟูล ทำการสลายภาพฉายทางประวัติศาสตร์ที่คลุ้มคลั่งทันที
ทันทีที่เข้ามาในสวนเอเดนและนำไม้เท้าดวงดาวออกมาถือ ชายหนุ่มได้เปลี่ยนตำแหน่งตัวเองกับภาพฉายซึ่งสร้างโดยหนอนแมลงบนปราสาทต้นกำเนิด ขณะเดียวกันก็ส่งร่างต้นกลับไปยังวังโบราณในพริบตา
แม้จะทราบดีว่า นักสร้างฝันอาดัมได้เดินทางไปยังดินแดนเทพทอดทิ้งเพื่อผสานเป็นหนึ่งเดียวกับพระผู้สร้างแท้จริง และคงมิอาจเสด็จเยือนโลกความจริงได้อีกสักระยะ อย่างมากก็ทำได้เพียงการส่งตัวตนอื่นมาช่วย ไม่มีทางรับมือ ‘ราชา’ แห่งราชาเทวทูตไหว แต่ไคลน์ก็ไม่กล้าประมาท ด้วยเกรงว่านี่อาจเป็นหลุมพรางของอาดัมหรืออามุนด์
ถัดมา เหนือสายหมอกสีเทา ชายหนุ่มทำการอัญเชิญตัวเองในอดีต ช่วงก่อนที่จะคลุ้มคลั่งและกลายร่าง กลับมาในสภาพสวมหน้ากากทระนงและถือไม้เท้าดวงดาว จากนั้นก็ส่งลงไปภายในวิหารบนสวนเอเดน
แม้จะเห็นเพาลี·เดอราลเสียสติเกือบสมบูรณ์จนมิอาจควบคุมร่างกาย ไคลน์ก็ไม่รีบร้อนเข้าควบคุมด้ายวิญญาณโดยตรง เพื่อเปลี่ยนมังกรจิตตัวนี้ให้กลายเป็นหุ่นเชิด ทำเพียงย่างเท้าเข้าหาอีกฝ่ายด้วยความเลือดเย็น
ในสายตาเพาลี·เดอราล เกอร์มัน·สแปร์โรว์เปรียบดังร่างอวตารของความตาย แม้จะคืบคลานเข้าหาอย่างเชื่องช้า แต่ก็ไม่มีทางหนีพ้น
ทันใดนั้นเอง รูปปั้นมังกรสีเทาอ่อนบนไม้กางเขนยักษ์ด้านหลังมัน เกิดขยับเขยื้อน
แทบจะในเวลาเดียวกัน ไคลน์ยกมือซ้ายและกดลง
ม่านเงาซึ่งปกคลุมสวนเอเดนยุบตัวลงในทันที ห่อหุ้มไม้กางเขนยักษ์ รูปปั้นมังกรสีเทาอ่อน และเพาลี·เดอราล
วินาทีถัดมา ไคลน์ยก ‘ผ้าม่าน’ ขึ้นจากพื้น
ร่างสัตว์ในตำนานที่ไม่สมบูรณ์ของเพาลี·เดอราล หลอมรวมเข้ากับไม้กางเขนยักษ์จนดูคล้ายกับต้นไม้ที่ขมวดปม
และทันใดนั้นเอง รูปปั้นมังกรสีเทาถูกเชื่อมโยงเข้ากับทุกสิ่งภายในสวนเอเดน เปลี่ยนให้เมืองด้านนอกวิหารกลายเป็นภาพมายาของทะเลซึ่งอัดแน่นไปด้วยทุกสีสันบนโลก
นี่มิใช่ทะเลแห่งความโกลาหลของจริง ไคลน์เพียงยืมอำนาจมาบางส่วนด้วยการ ‘แผลง’ และ ‘ผนวกใหม่’
เกอร์มัน·สแปร์โรว์เดินอย่างไม่รีบร้อนจนกระทั่งเข้าใกล้ ‘ต้นไม้ยักษ์ขมวดปม’ ก่อนจะยกมือขวาขึ้นท่ามกลางสายตาเฉื่อยชาเจือความหวาดผวาของเพาลี·เดอราล และฟาดไม้เท้าดวงดาวเข้าใส่
ไม้เท้าเลี่ยมอัญมณีจำนวนมากกระแทกใส่เป้าหมายหนักหน่วง เหยื่อถูกผ่าออกเป็นสองซีกในพริบตา
ท่ามกลางเสียงเชือดเฉือน ร่างของเพาลี·เดอราลที่ผสานเข้ากับไม้กางเขนยักษ์ แยกออกจากกันและร่วงหล่นลงพื้น
ประธานใหญ่แห่งสมาคมแปรจิต เสียชีวิตก่อนที่จะได้พ่นคำสั่งเสีย
ขณะรอให้ตะกอนพลังของเพาลี·เดอราลควบแน่น ไคลน์กวาดตาไปรอบตัว สูดลมหายใจและกล่าว
อย่างที่คิด เป้าหมายที่แท้จริงของเฮอร์มิสก็คือ ชักนำให้องค์กรลับเบื้องหลังมิสจัสติสทำลายสวนเอเดน เพื่อที่ตนจะได้หลบหนีจากอาดัม…
คำพูดของมังกรจิตอาริฮ็อก ทำให้ชายคนนั้นตัดสินใจได้…
แต่มาใช้งานกันแบบนี้ น่าจะเหลือสมบัติปิดผนึกไว้ให้บ้างสิ ไม่ใช่หอบทุกสิ่งหนีไปหมด… หรือว่าความจริงแล้ว กระต่ายตัวนั้นควรสวมหน้ากาก ‘ละโมบ’ มากกว่า ‘โทสะ’ ?
ในอนาคต สมาคมแปรจิตอาจยังไม่ล่มสลาย แต่ผู้ชักใยจะไม่ใช่สภานักสิทธิ์สนธยาอีกต่อไป หากแต่เป็นตัวเฮอร์มิสเอง…
…………………………………
Related
หลังจากเปิดประตูกายปัญญา ไคลน์ยังคงสกัดความทรงจำเกี่ยวกับเดอะฟูลด้วยความระมัดระวัง นำมาผสานรวมกันและ ‘ปลูกถ่าย’ ไปยังเหนือสายหมอกสีเทา
จากนั้น มันเห็นออเดรย์เจ้าของผมสีทองปล่อยธรรมชาติ ผูกตาด้วยผ้าไหมสีขาวซีด ย่างกรายไปตามบันไดหินโบราณซึ่งยื่นออกจากทะเลแห่งจิตใต้สำนึก ทอดยาวไปถึงเกาะแห่งจิตของชายหนุ่ม
หลังจากลังเลสักพัก ไคลน์ตัดสินใจไม่ปล่อยให้จิตใต้สำนึกบางส่วนล่องลอยอยู่เหนือผืนนภาวิญญาณ จึงยกเลิกการควบคุมและส่งพวกมันกลับมารวมกับจิตหลัก
หากไม่ทำเช่นนี้ ในระหว่างกระบวนการบำบัดจิต ชายหนุ่มจะยังหลงเหลือสติสัมปชัญญะโดยสมบูรณ์ จนมิอาจถูกสั่นคลอนอารมณ์จากอิทธิพลของความทรงจำ ส่งผลให้ขั้นตอนเสริมสร้างความเป็นคนประสบความล้มเหลว
กล่าวคือ การรักษาของออเดรย์จะกลายเป็นหมันตั้งแต่ต้น
หลังจากอาศัยสัมผัสวิญญาณของเธอนำทางมายังเกาะแห่งจิตซึ่งคล้ายกับโลกแห่งความฝัน ออเดรย์ชะงักฝีเท้าและกางแขนออกเล็กน้อย
หญิงสาวหวนนึกถึงความรักที่พ่อแม่มอบให้ ความตื่นเต้นเมื่อได้เป็นผู้วิเศษครั้งแรก และความสุขในยามได้ช่วยเหลือผู้อื่น เพื่อปรับเปลี่ยนอารมณ์ของตัวเองและส่งต่อความผันผวนให้อีกฝ่าย
นี่คือเทคนิคการปลุกความทรงจำที่ออเดรย์เตรียมใช้กับเกอร์มัน·สแปร์โรว์ เป็นพลังพิเศษที่ชื่อว่า ‘หัวอกเดียวกัน’
ฉากที่ควรค่าแก่การหวงแหนหรือเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ ทยอยผุดขึ้นภายในจิตใต้สำนึกของออเดรย์ทีละหนึ่ง ขณะเดียวกัน ใต้ฝ่าเท้าหญิงสาว บนพื้นผิวเกาะซึ่งเป็นตัวแทนความคิดของไคลน์ มีจุดแสงขนาดเล็กคล้ายหิ่งห้อยลอยทะลุขึ้นมาจาก ‘ดิน’
ทุกจุดแสดงฉากที่แตกต่างกัน:
“เด็กขาสั้นคนหนึ่งกำลังวิ่งไปรับไอศกรีม” ;
“นักเรียนคนหนึ่งกำลังแอบอ่านนิยายและการ์ตูนโดยใช้หนังสือเรียนบังหน้า” ;
“วัยรุ่นคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์ที่บ้าน เล่นเกมด้วยสมาธิจดจ่อ แต่ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกุญแจบ้านถูกสอดเข้ามาในรูและหมุนบิดอย่างนุ่มนวล จึงรีบลุกพรวดจากเก้าอี้ ชักปลั๊กคอมพิวเตอร์และวิ่งกลับห้อง หลังจากนั้น เมื่อพบว่าพฤติกรรมของตนไม่ถูกล่วงรู้ วัยรุ่นคนดังกล่าวดีใจกระโดดโลดเต้น ก่อนจะเดินไปที่ห้องนั่งเล่นเพื่อขอค่าขนมจากแม่ เดินไปหาพ่อและถามการบ้านบางข้อ” ;
“ชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งรวมกลุ่มอยู่กับเพื่อน ถูกรุมผลักออกไปยังทางเดิน เกือบชนกับคนที่ตัวเองแอบชอบ จากหันก็หันหลังกลับมาหัวเราะกับเพื่อนเสียงดัง” ;
“ชายคนหนึ่งซึ่งยังดูหน้าเด็ก มองลงมายังชั้นล่างและเฝ้ามองร่างหนึ่งเดินจากไป แต่มันมิอาจกล่าวคำใด” ;
“พนักงานคนหนึ่งซึ่งมีพุงยื่นเล็กน้อย กลับมายังบ้านพ่อแม่เมื่อถึงกำหนดวันหยุดพักร้อน มันโบกไม้โบกมือด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย บอกพ่อกับแม่ว่าไม่ต้องหาข้าวให้กิน และไม่ต้องหาสาวมานัดบอดอีก แต่เมื่อจิตใจสงบลง มันจ้องมองพ่อแม่ที่เริ่มมีผมสีขาวแซมด้วยท่าทีรู้สึกผิด” ;
“ชายหนุ่มมาดนักวิชาการคนหนึ่ง หลังจากย้ายเข้าบ้านหลังใหม่พร้อมกับพี่ชายและน้องสาว มันมองไปยังรอยยิ้มเปื้อนฝุ่นบนใบหน้ากันและกันพลางหัวเราะเยาะชอบใจ” ;
“…”
ไคลน์ซึ่งนั่งอยู่ริมโต๊ะกลมตัวเล็กบนระเบียง มือข้างหนึ่งถือหมวกทรงกึ่งสูง อีกข้างยกค้างกลางอากาศ ประหนึ่งต้องการปกปิดใบหน้าตัวเอง
หยดน้ำสีใสสองหยด บรรจงไหลผ่านข้างดั้งจมูกทั้งสองฝั่ง ก่อนจะตกลงสู่ความว่างเปล่า
ไคลน์หลับตาลง สีหน้าเผยความอ่อนโยนและซาบซึ้ง
ในเกาะแห่งจิตของชายหนุ่ม ออเดรย์ซึ่งดูคล้ายกับวังวนแห่งห้วงอารมณ์ ทยอยดึงความทรงจำแบบเดียวกันออกมาอย่างต่อเนื่อง
หลังจากทั่วทั้งเกาะเต็มไปด้วยจุดแสงคล้ายหิ่งห้อย หมอกสีเทาอ่อนแผ่ปกคลุมบรรยากาศอย่างเจือจาง
ท่ามกลางสายหมอก บานประตูแห่งแสงที่ฉาบด้วยสีน้ำเงินเข้มปรากฏขึ้น ลักษณะคล้ายกับก่อตัวจากก้อนแสงทรงกลมจำนวนมาก
แกนหลักของในทุกก้อนแสงทรงกลมจะประกอบไปด้วย หนอนแมลงโปร่งใส่ หนอนแมลงตัวปล้อง และหนอนแมลงแสงดาว พวกมันกอดรัดกันแนบแน่น ดูคล้ายกับสัตว์ในตำนานประเภทหนึ่ง
บานประตูดังกล่าวดูแปลกประหลาดในตอนต้น แต่ถ้าตั้งใจมองจะพบว่า สภาพแวดล้อมโดยรอบค่อนข้างมืด คล้ายกับกำลังถูกคลุมด้วยชุดคลุมสีดำแบบมีผ้าคลุมศีรษะ
ดังนั้น ภาพรวมจึงดูเหมือนกับตัวตนลึกลับที่กำลังซ่อนอยู่ใต้ชุดคลุม
วินาทีถัดมา หนวดรยางค์มายาผิวลื่น โผล่ออกจากใต้ชุดคลุมสีดำของ ‘ตัวตนลึกลับ’
ทันใดนั้นเอง แม้จิตใต้สำนึกของออเดรย์จะไม่เห็นหรือได้ยินสิ่งใด แต่สัมผัสวิญญาณของเธอกำลังร้องเตือนถึงอันตราย เกิดเป็นนิมิตว่า ทะเลแห่งการกัดกร่อนกำลังจะท่วมท้นตัวเธอ
ไม่… นี่ไม่ใช่ภาพมายา! หญิงสาวเชื่อว่า หากตนปล่อยให้ทุกสิ่งดำเนินต่อไป เธอต้องเผชิญอาการทางจิตขั้นรุนแรง อาจเลวร้ายถึงขั้นคลุ้มคลั่งคาที่ กลายเป็นคนเสียสติโดยสมบูรณ์!
ขณะออเดรย์เตรียม ‘ปลอบโยน’ ตัวเองเพื่อลดการกัดกร่อนตรงหน้า จุดแสงคล้ายหิ่งห้อยที่ล่องลอยอยู่บนเกาะ เริ่มหลั่งไหลมารวมตัวกันด้วยความเร็วสูง เกิดเป็นแสงสว่างเจิดจ้าท่ามกลางสายหมอกสีเทา สลายความมืดรอบบานประตูแห่งแสงไปหลายส่วน ส่งผลให้หนวดรยางค์ซึ่งเต็มไปด้วยลวดลายลึกลับรีบหดตัวกลับ
นี่คือเหตุผลว่าทำไม ไคลน์ถึงต้องรอให้จิตใจฟื้นคืนเสถียรภาพเบื้องต้น และกำราบเจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดินให้ได้ในระดับหนึ่งเสียก่อน จึงค่อยเข้ารับการบำบัดจิตจากหญิงสาว
เหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้ออเดรย์สัมผัสได้ว่า อันตรายตรงหน้าเจือจางลงไปหลายส่วน จึงรีบทำการวิเคราะห์ภาพจิตใจตัวเองทันที ก่อนจะใช้พลัง ‘ปลอบโยน’ ใส่การกัดกร่อน และลงมือ ‘สะกดจิต’ อีกฝ่ายอย่างแท้จริง
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เวลาผ่านไปนานแค่ไหน แม้แต่ออเดรย์ก็มิอาจทราบได้ จนกระทั่งเธอบรรลุผลสำเร็จเบื้องต้นตามที่คาดหวัง
หญิงสาวออกจากเกาะแห่งจิตของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ กลับสู่ร่างต้นของตัวเอง
นี่เป็นการรักษาที่ยากมาก ออเดรย์จึงไม่ได้กระทำผ่านบุคลิกเสมือน แต่ไปเยือนด้วยกายปัญญาของเธอโดยตรง
เมื่อตระหนักว่าการรักษาสิ้นสุดลง ไคลน์ยกมือขึ้นลูบหน้า ดึงความทรงจำของเดอะฟูลซึ่งเคยปลูกถ่ายไว้เหนือมิติหมอก กลับคืนสู่ร่างกาย
ไม่กี่วินาทีถัดมา ออเดรย์ถอดผ้าพันคอผ้าไหมออกจากรอบดวงตา ปลดปล่อยตัวเองจากภาวะสะกดจิต
หญิงสาวจ้องมิสเตอร์เวิร์ลฝั่งตรงข้าม กล่าวกับตัวเองกึ่งถอนหายใจ
“นี่คืออาการทางจิตที่เกิดจากความเป็นเทพ?”
น่ากลัวมาก…
ไคลน์พยักหน้าแผ่วเบา
“ถูกต้อง นี่เป็นสิ่งเทวทูตทุกตนต้องประสบ ความแตกต่างก็คือ บางคนเผชิญในปริมาณมาก และบางคนต้องเผชิญในปริมาณมหาศาล”
“นักบุญก็มีเช่นกัน หรือแม้กระทั่งผู้วิเศษลำดับกลางถึงล่าง ก็ต้องเผชิญเช่นกัน” ออเดรย์เสริมคำอธิบายของเกอร์มัน·สแปร์โรว์
“สำหรับผู้วิเศษลำดับกลางถึงล่าง ตราประทับทางจิตจากอดีตเจ้าของตะกอนพลัง นั้นอันตรายยิ่งกว่าความเป็นเทพในตัว” ไคลน์หยิบถ้วยชาเลี่ยมทองขึ้นมาจิบ “นี่คือกฎอันโหดร้ายของโลกเหนือธรรมชาติ เป็นเพราะพลังพิเศษของทุกคนมาจากวัตถุภายนอก มาจากตะกอนพลัง”
ออเดรย์พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะส่ายศีรษะพลางกล่าวด้วยความครุ่นคิด
“ดิฉันคิดว่านั่นไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายสักเท่าไร เฉกเช่นที่แหล่งพลังชีวิตของมนุษย์มาจากปัจจัยภายนอก จำพวกอากาศ ขนมปัง เนื้อ หรือน้ำ… เมื่อเราเผลอซึมซับความเลวร้ายที่มาพร้อมกับสิ่งเหล่านั้น ร่างกายก็จะประสบปัญหาไม่ต่างกัน เช่นการล้มป่วย แต่ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์เราต้องต่อต้านอากาศกับอาหาร และมองว่าพวกมันเป็นสิ่งแปลกปลอม เมื่อสารอาหารถูกดูดซับ มันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเราโดยแท้จริง… ฉันอาจอธิบายได้ไม่ดีนัก แต่คิดว่าคุณน่าจะเข้าใจได้”
ไคลน์ผงะไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบหลังจากใคร่ครวญ
“ผู้วิเศษต้องเป็นหนึ่งเดียวกับตะกอนพลัง เฉกเช่นที่มนุษย์เป็นหนึ่งเดียวกับอาหาร? ถ้าอย่างนั้น พวกเราควรสงบจิตใจ อย่าพยายามต่อต้านมันมากเกินไป ต้องควบคู่ไปทั้งการเผชิญหน้า ร่วมมือ กำราบ และหลอมรวม?”
“ทำนองนั้น” กล่าวจบ ออเดรย์ยิ้มขื่นขม “แต่นั่นอาจแฝงความหมายในแง่ลบเอาไว้ เฉกเช่นที่มนุษย์ต้องตายในสักวัน ผู้วิเศษก็…”
หญิงสาวมิได้กล่าวต่อให้จบ เกรงว่านั่นอาจเป็นการรบกวนอารมณ์คนไข้
เธอเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น:
“ภายในสัปดาห์นี้ มาหาดิฉันอีกสองครั้ง เพื่อทำให้จิตใจของคุณกลับมามีเสถียรภาพในระดับปรกติ… ใช่แล้ว แค่ปรกติ… นอกจากนั้น ดิฉันขอแนะนำให้คุณเดินทางไปยังสถานที่ที่รู้สึกคิดถึงหรือโหยหา”
ไคลน์พยักหน้า:
“สำหรับคำแนะนำของมิสเตอร์โทสะ คุณคิดเห็นอย่างไรบ้าง”
รอยยิ้มบนใบหน้าออเดรย์เลือนหายไป สีหน้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
“คุณมีคำแนะนำไหม?”
ไคลน์วางถ้วยชาลง กล่าวอย่างใจเย็น
“ตามปรกติแล้ว อันตรายที่คุณสามารถนำพามาสู่ครอบครัว สามารถแบ่งได้เป็นสองประเภท: ประเภทแรก คุณเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์บางอย่างโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ ส่งผลให้ศัตรูที่แข็งแกร่งมาเคาะประตูถึงหน้าบ้าน เกิดเป็นความเดือดร้อนลุกลามไปยังสมาชิกครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง และคนบริสุทธิ์ในบริเวณใกล้เคียง ประเภทที่สอง ลำพังการมีตัวตนของคุณ มากพอจะทำให้กองกำลังบางกลุ่ม หรือใครบางคน ตัดสินใจโจมตีบุคคลที่คุณรักและหวงแหวน เพื่อคุกคามคุณทางอ้อม… สำหรับอย่างหลัง เว้นเสียแต่คุณจะตายไป ไม่อย่างนั้นเรื่องราวก็ไม่มีวันจบ แต่แน่นอน ปัญหาดังกล่าวส่วนมากมักเกิดจากประเภทแรก”
ไคลน์เว้นวรรค
“หากคุณสละตัวตนปัจจุบันบนโลกเหนือธรรมชาติ และกลายเป็นเพียงสาวกของเดอะฟูล กลายเป็นเพียงมิสออเดรย์·ฮอลล์โดยไม่เข้าร่วมกิจกรรมเชิงศาสตร์เร้นลับใดอีก คุณสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาประเภทแรกได้เกือบทั้งหมด และเลี่ยงปัญหาประเภทที่สองได้หลายระดับ… ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว การคุ้มครองจากเทพธิดาซึ่งเอ็นดูตระกูลฮอลล์ และการคุ้มครองจากมิสเตอร์ฟูล ก็เพียงพอแล้วที่ช่วยขจัดภัยอันตรายซ่อนเร้นและสร้างความปลอดภัยแก่ครอบครัว… ดังนั้น ไม่มีความจำเป็นต้องแบ่งตัวตนขึ้นมาใหม่”
ออเดรย์เงียบไปสักพัก เม้มริมฝีปากเล็กน้อยก่อนจะถาม
“จะเกิดอะไรขึ้นถ้าดิฉันแบ่งตัวตน?”
“ตราบใดที่ตัวตนดังกล่าวยังนับถือเดอะฟูล ผลลัพธ์ก็จะไม่ต่างจากที่ผมเล่าไปมากนัก ความแตกต่างเดียวก็คือ คุณต้องอยู่ห่างจากครอบครัว ญาติพี่น้อง และเพื่อนฝูง รวมถึงต้องดำเนินชีวิตในตัวตนอื่น” เสียงของไคลน์จมลงเล็กน้อย สีหน้าท่าทีทวีความเคร่งขรึม “แต่คุณสะดวกใจที่จะให้เฮอร์มิสแบ่งตัวตนจริงหรือ?”
คำถามดังกล่าวทำให้ออเดรย์เกิดความกระสับกระส่าย ดวงตากลอกไปมาเล็กน้อย
“แต่การจะแบ่งตัวตน จำเป็นต้องพึ่งพาพลังของลำดับ 3 นักสานฝัน”
ตัวเธอในปัจจุบันยังมิอาจลงมือได้เอง
มุมปากไคลน์ยกโค้ง
“คุณสามารถใช้หน้ากากทระนงเพื่อเข้าสู่สวนเอเดนได้โดยตรงใช่ไหม?”
เนื่องจากออเดรย์มิอาจเอ่ยถึงสิ่งที่เกี่ยวกับสมาคมแปรจิตออกมาได้เอง ชายหนุ่มจึงต้องเป็นฝ่ายกล่าวถึงคำสำคัญ
ออเดรย์ผงกศีรษะแผ่วเบา ขณะเดียวกันเกิดความประหลาดใจ ฉงน และเริ่มคาดเดาบางสิ่ง
“ดิฉันมิอาจหาสิ่งที่มีมูลค่าเทียบเท่ามาจ่ายได้… นอกจากนั้น…”
โดยไม่รอให้หญิงสาวกล่าวจบ ไคลน์พูดแทรกเสียงขรึม
“ในแง่หนึ่ง อาดัมหันหลังให้มิสเตอร์ฟูลและเกือบจะฆ่าผม และในอีกแง่หนึ่ง เมื่อวันสิ้นโลกย่างกรายมาถึง มิสเตอร์ฟูลทำนายบางสิ่งเอาไว้ นั่นก็คือ พระองค์อาจต้องกลับไปหลับใหลอีกครั้ง ในฐานะข้ารับใช้ ชะตากรรมของผมย่อมไม่ต่างกัน ดังนั้นค่าจ้างที่คุณต้องจ่ายก็คือ เมื่อเกิดความผิดปรกติดังกล่าวขึ้น จงทำภารกิจเสี่ยงอันตรายที่มิสเตอร์ฟูลไหว้วาน และพยายามปลุกพระองค์อย่างสุดความสามารถ”
โดยไม่รอให้มิสจัสติสวิเคราะห์ประโยค ไคลน์เหยียดมือขวาออก คว้าอากาศว่างเปล่าตรงหน้า หยิบหน้ากากบุคลิกสีเทาอ่อนเย็นเยียบออกมา
อาศัยระดับตัวตนในปัจจุบัน และความเชื่อใจที่ออเดรย์มอบให้ตน ชายหนุ่มฝืนเรียกภาพฉายหน้ากากทระนงออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์
“มันเชื่อมโยงกับจิตของดิฉันโดยตรง คนอื่นใช้การไม่ได้” ออเดรย์เล็งเห็นถึงปัญหาเมื่อทราบเจตนาอีกฝ่าย
“ขอเส้นผมหนึ่งกระจุก” ไคลน์กล่าวเยือกเย็น
ออเดรย์ดึงกระจุกผมสีทองออกมายื่นให้เกอร์มัน·สแปร์โรว์โดยไม่มัวคิดมาก
ไคลน์นำเส้นผมพันรอบช่องดวงตาบนหน้ากาก
จากนั้น ชายหนุ่มถือหมวกผ้าไหมด้วยมือข้างหนึ่ง และหน้ากากสีเทาอ่อนในมืออีกข้าง ก่อนจะบรรจงลุกขึ้นยืน
ระหว่างนั้น มันทำการระดมพลังปราสาทต้นกำเนิดเพื่อ ‘หลอกลวง’ กฎเกณฑ์
ฉึบ!
หน้ากากทระนงถูกสวมลงบนใบหน้าไคลน์โดยไร้อุปสรรค เพียงไม่นานก็มองเห็นสัตว์ที่แต่งกายและเดินเลียนแบบมนุษย์
มันเข้ามาในสวนเอเดนอย่างง่ายดาย
จดจ้องวิหารสีดำฝังกะโหลกใจกลางเมือง ไคลน์ยกมุมปากเล็กน้อย หยิบไม้เท้าดวงดาวออกมาพร้อมกับนำหมวกสวมลงบนศีรษะ
……………………………
Related
บนระเบียงที่อาบไปด้วยแสงแดดฤดูใบไม้ร่วง ออเดรย์ซึ่งแต่งกายในหมวกฟาง กำลังนั่งบนเก้าอี้นวมตัวยาว พลิกอ่านนิตยสารแฟชั่นด้วยท่าทีผ่อนคลาย
บนโต๊ะกลมตัวเล็กด้านข้างหญิงสาว มีจานของหวานรสเลิศและถ้วยชาดำ ชงจากใบชาที่ผลิตจากคฤหาสน์ของตระกูล
ทันใดนั้นเอง หญิงสาวเงยหน้าขึ้น มองไปยังขอบระเบียงและเห็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์ในชุดคลุมสีดำและหมวกผ้าไหม บรรจงย่างกรายเข้าหา
ออเดรย์หันศีรษะเพื่อชำเลืองไปทางแอนนี่ สาวใช้ส่วนตัว และพบว่าอีกฝ่ายไม่ต่างจากคนรับใช้ที่เหลือรอบๆ มิได้สังเกตเห็นคนแปลกหน้าแม้แต่น้อย
ขณะเดียวกัน หญิงสาวเริ่มตระหนักว่าสภาพแวดล้อมรอบตัว มีบรรยากาศสลัวลงเล็กน้อย
เธอลุกขึ้นยืน ยกชายกระโปรงเพื่อโค้งคำนับ
ระหว่างนั้น หญิงสาวเตรียมเรียบเรียงคำพูดเพื่อสนทนาในหัวข้อเกี่ยวกับสมาคมแปรจิตและมิสเตอร์โทสะอย่างจริงจัง แต่หลังจากไตร่ตรองอยู่สักพัก ออเดรย์ฉีกยิ้มกว้างพลางกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบาชวนฝัน
“มิสเตอร์เวิร์ล การมาเยือนของคุณในคราวนี้ เพื่อเข้ารับการรักษาอาการทางจิต หรือมาเพื่อสะสางปัญหาของมิสเตอร์โทสะ?”
หากความต้องการของอีกฝ่ายมีเพียงประเด็นแรก ออเดรย์เชื่อว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์คงนัดพบเธอบนมิติเหนือสายหมอกมากกว่า เพราะนั่นทั้งสะดวกและรวดเร็วกว่ามาก ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงว่า เทวทูตรายนี้เป็นตัวแทนมิสเตอร์ฟูลเพื่อมาสะสางปัญหาบนโลกความจริง
ในเวลาเดียวกัน หญิงสาวสัมผัสได้ว่าอารมณ์ของมิสเตอร์เวิร์ลค่อนข้างซับซ้อน มีทั้งพึงพอใจและเปี่ยมสุข ไปจนถึงซึมเศร้าและทุกข์โศก
แต่ในฐานะจิตแพทย์ส่วนตัวของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ สภาพเช่นนี้มิใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับออเดรย์ และส่วนมากมักหมายความว่า อีกฝ่ายมาพบเธอเพื่อเข้ารับการรักษาและปลอบประโลม
“ทั้งสอง” ไคลน์ดึงเก้าอี้ออกมานั่งริมโต๊ะตัวเล็ก
“จะรับกาแฟหรือชาดำดีคะ?” แม้ออเดรย์จะไม่เคยสืบเรื่องของเดอะเวิร์ลมาก่อน แต่เธอเคยพบกับดอน·ดันเตสบ่อยครั้ง เคยเข้าร่วมประชุม รับประทานอาหารค่ำ และงานเลี้ยงเต้นรำด้วยกัน ภายใต้การสังเกตของผู้ชม ข้อมูลจำนวนหนึ่งของไคลน์จึงถูกออเดรย์ล่วงรู้
ยกตัวอย่างเช่น ออเดรย์ทราบว่า หากคนที่ ‘รับบท’ ดอน·ดันเตสในขณะนั้นเป็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์ หนุ่มใหญ่รายนี้จะชื่นชอบอาหารรสหวาน มัน และเปรี้ยวเล็กน้อย ชอบดื่มกาแฟใส่น้ำตาลมากกว่านม แต่ถ้าเป็นชาดำจะใส่มะนาวฝานแว่น รวมถึงชอบกินของหวานทุกชนิด โดยจะเน้นไปที่ขนมใส่ครีม ชอบกินฟัวกราส์ หนังไก่ย่าง ชอบสเต๊กริบอายมากกว่าสันนอก และชอบพายเดซีย์มากกว่าขนมปัง
นอกจากนั้น ออเดรย์ยังมั่นใจว่าอีกฝ่ายเป็นผู้รักในเครื่องเทศ มีความต้องการเครื่องปรุงรสสูง จึงถูกปากอาหารแคว้นเดซีย์เป็นพิเศษ
เมื่อคำนึงถึงรายละเอียดข้างต้น ออเดรย์เชื่อว่าในเมื่อมีของหวานวางอยู่เต็มโต๊ะ การไม่เชื้อเชิญมิสเตอร์เวิร์ลมาร่วมรับประทานเกรงว่าจะเป็นการเสียมารยาท และเครื่องดื่มสำหรับกินร่วมกับของหวานย่อมต้องเป็นชาดำหรือไม่ก็กาแฟ
“ชาดำ” ไคลน์ตอบหลังจากครุ่นคิด
การตอบสนองอันสดใส เป็นกันเอง และใจดีของมิสจัสติส ช่วยให้ชายหนุ่มผ่อนคลายความตึงเครียดลงหลายส่วน และยังสัมผัสได้ว่า สภาพเช่นนี้เหมาะแก่การใช้พลัง ‘ปลอบโยน’ ซ้ำเพื่อสร้างผลลัพธ์ทวีคูณ
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น การบำบัดจิตใจไปพร้อมกับการเพลิดเพลินของหวาน ถือเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวทีเดียว
“ขอชาดำอีกถ้วย ใส่มะนาวฝานแว่น” ออเดรย์กล่าวกับสาวใช้แอนนี่
แอนนี่มิได้ประหลาดใจกับคำสั่ง โดยมองว่าทุกสิ่งสมเหตุสมผลดีแล้ว จึงหันหลังและเดินไปยังทางเข้าระเบียง ออกคำสั่งกับคนรับใช้ต่ออีกทอด
ออเดรย์ไม่รีบร้อนบำบัดจิตใจ และไม่ได้ถามว่าเหตุใดมิสเตอร์เวิร์ลถึงมีอารมณ์ซับซ้อน เพียงยิ้มพลางแนะนำผลผลิตพิเศษของคฤหาสน์หลังนี้ ก่อนจะนำไปเปรียบเปรยกับคฤหาสน์เพลงกุหลาบของดอน·ดันเตส และอธิบายถึงสถานการณ์ปัจจุบันของพ่อบ้านกับคนรับใช้อย่างเป็นกันเอง:
บางคนพักอยู่ในคฤหาสน์ สานต่อจากงานเดิม ลำพังผลผลิตของคฤหาสน์เพลงกุหลาบ ก็เพียงพอแล้วที่จะแก้ปัญหาปากท้องของทุกคน แถมยังเหลืออีกจำนวนหนึ่งเพื่อใช้ในการซ่อมแซมอาคารและบริจาคให้องค์กรการกุศล ออเดรย์เพียงส่งนักบัญชี รองพ่อบ้าน และเจ้าหน้าที่กองทุนไปคอยตรวจตราเป็นครั้งคราว บางคนก็รู้สึกว่า การไม่มีนายจ้างจริงๆ ทำให้ตัวเองไม่ขยันทำงาน จนเริ่มละอายใจกับค่าจ้างที่ได้รับ จึงตัดสินใจลาออกและหางานที่อื่นทำแทน บางคนเริ่มสนใจกิจกรรมการกุศลและพบเป้าหมายใหม่ในชีวิต จึงเข้าร่วมหนึ่งในกองทุนที่มีออเดรย์เป็นเจ้าของ
ไคลน์นั่งฟังอย่างเงียบงัน คอยซักถามเป็นระยะ ประหนึ่งกำลังคุยกับเพื่อนสนิท
เมื่อชาดำมาถึง มันยกถ้วยจิบ พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
หลังจากจ้องอีกฝ่ายกินเค้กหน้าครีม ดวงตาสีเขียวของออเดรย์กลอกเล็กน้อยก่อนจะกล่าวพลางยิ้ม
“ดูเหมือนว่า เทวทูตไม่ต้องกินอาหารก็ได้ใช่ไหม?”
“ใช่ ก็แค่งานอดิเรก” ไคลน์ตอบห้วน ก่อนจะเสริม “เพื่อรักษาความเป็นคนเอาไว้”
“รักษาความเป็นคน…” ออเดรย์ทวนคำด้วยสีหน้าครุ่นคิด “นี่คือวิธีสำหรับต่อสู้กับความเป็นเทพในใจ? ถ้าอย่างนั้น ปัญหาทางจิตที่คุณกำลังเผชิญ ก็มีสาเหตุมาจากเรื่องนี้ด้วยใช่ไหม?”
หญิงสาวเกริ่นหัวข้อเพื่อเข้าสู่การบำบัด
ไคลน์พยักหน้า
“ถูกต้อง… คุณเองก็คงเคยลิ้มรสมาแล้ว ผู้วิเศษทุกคนที่ได้รับความเป็นเทพ ย่อมต้องเผชิญกับสิ่งนี้อย่างมิอาจเลี่ยง แตกต่างกันแค่ปริมาณ”
ออเดรย์นึกทบทวนอย่างจริงจัง
“ในบางครั้ง ฉันมักจะฝันถึงแสงสว่างที่ส่องไปทั่วโลก และบางครั้ง ฉันจะได้ยินเสียงที่อธิบายไม่ได้และยากจะเข้าใจ บางครั้งก็เห็นทะเลมายาคลุมเครือ พิสดาร และลวงตา คล้ายกับอัดแน่นไปด้วยความคิดที่ขัดแย้งกันเป็นจำนวนมาก ฉันมั่นใจว่านั่นเป็นภาพมายา แต่มันกลับดูจริงอย่างน่าประหลาด… ฉันยังฝันเห็นไม้กางเขนยักษ์ ได้ยินใครบางคนสวดวิงวอนด้วยเสียงต่ำ แต่มิอาจเข้าใจเนื้อหาไม่ว่าจะตั้งใจฟังเพียงใด”
อย่างที่สองน่าจะเป็นการกัดกร่อนทางอ้อมจาก ‘แก่นแท้แห่งต้นกำเนิด’ ทะเลแห่งความโกลาหลและเจตจำนงที่หลงเหลือ ส่วนอย่างที่สามน่าจะเป็นนักสร้างฝันอาดัมที่เริ่มใช้อิทธิพลกับเส้นทางตัวเอง… อย่างแรกหมายถึง ‘มหาต้นกำเนิด’ ที่ตื่นขึ้นในร่างเทพสุริยันบรรพกาล ‘พระเจ้า’ โบราณ? ไคลน์ครุ่นคิดสักพัก ตามด้วยกล่าวเสียงทุ้ม
“แรกเริ่มเดิมที พระผู้สร้างได้ทำการสร้างสรรพสิ่งและแยกออกเป็นตะกอนพลัง นี่คือที่มาของพลังพิเศษ… ดังนั้น พวกเราทุกคนจึงเกิดมาพร้อมความเป็นเทพในตัว และยังมีเศษเสี้ยวเจตจำนงของพระผู้สร้างต้นกำเนิดด้วย ยิ่งตะกอนพลังรวมตัวมากเพียงใด พระองค์ก็ยิ่งค่อยๆ ลืมตาตื่นและแทนที่ตัวเราในที่สุด”
มันอธิบายรากเหง้าของปัญหาด้วยวิธีสามัญและคลุมเครือ เพื่อไม่ให้เกิดการกัดกร่อนกับอีกฝ่าย
แต่ในประเด็นนี้มีการถกเถียงบนชุมนุมทาโรต์เป็นระยะ ออเดรย์จึงทำความเข้าใจได้ไม่ยาก เธอกล่าวด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“นั่นคือเหตุผลที่คุณใช้ความเป็นคนต่อต้านความเป็นเทพ และขณะเดียวกันก็ต้องพึ่งพาหลักยึดเหนี่ยว?”
“ถูกต้อง แสงสว่างที่คุณฝันถึง เสียงที่มิอาจบรรยาย และทะเลมายาที่คุณเห็น ถูกจัดให้เป็นการกัดกร่อนในข้างต้น ส่วนไม้กางเขนยักษ์และเสียงสวดวิงวอน คืออิทธิพลที่นักสร้างฝันอาดัมแผ่มายังผู้วิเศษบนเส้นทางเดียวกัน” ไคลน์อธิบายความแตกต่างระหว่างความฝันสองรูปแบบ
ออเดรย์รีบเหยียดหลังตรงและมองไปรอบตัวตามสัญชาตญาณ ท่าทางค่อนไปทางหวาดกลัว
เมื่อสักครู่ เกอร์มัน·สแปร์โรว์เพิ่งเอ่ยชื่อที่ไม่สามารถเอ่ยถึงได้ออกมา!
“ไม่ต้องกังวล ถ้าผมอยู่ที่นี่ เขาจะไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น” ไคลน์อธิบาย
ออเดรย์เพ่งจ้องสักพัก ก่อนจะเผยความประหลาดใจโดยไม่ปิดบัง
“คุณกลายเป็นลำดับ 1 แล้ว?”
ไม่เร็วไปหน่อยหรือ… เขาเพิ่งเป็นเทวทูตลำดับ 2 ได้เพียงครึ่งปีเท่านั้น!
ไคลน์ตอบเถรตรง
“ต้องเรียกราชาเทวทูตถึงจะถูก”
“…” ออเดรย์หมดคำจะกล่าวไปหลายวินาที ก่อนจะเม้มปากและยิ้มยียวนเล็กน้อย “ฉันคิดว่าตัวฉันเริ่มมีปัญหาทางจิตแล้ว”
ไคลน์หัวเราะในลำคอ
“โดยส่วนตัวแล้ว การเป็นราชาเทวทูตอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป… โดยเฉพาะกับเส้นทางผู้ชม ผู้วิเศษลำดับสูงควรกังวลกับสภาพจิตใจของตัวเองมากเป็นพิเศษ จริงอยู่ สำหรับเส้นทางอื่น การมีความเป็นเทพเพิ่มขึ้น ย่อมหมายถึงการกัดกร่อนที่รุนแรงขึ้น แต่กับผู้ชมแล้วมากกว่านั้น คุณต้องคอยตรวจสอบตัวเองตลอดเวลา ย้อนดูต้นตอของการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในบุคลิกและการรับรู้ ต้องยืนยันให้มั่นใจจริงๆ ว่าเป็นความเป็นเปลี่ยนตามปรกติโดยปราศจากปัญหา ไม่อย่างนั้น คุณจะกลายเป็นคนอื่นโดยไม่รู้ตัว และลงมือฆ่าคนที่เคยต้องการปกป้องอย่างเลือดเย็น… เส้นทางผู้ชมอาจคลุ้มคลั่งได้ยาก แต่ก็เป็นเส้นทางที่คลุ้มคลั่งได้ง่ายที่สุดเช่นกัน”
ออเดรย์ตอบสนองด้วยสีหน้าค่อนข้างทึ่ง
“ฉันเข้าใจ”
หญิงสาวถามต่อในหัวข้อเดิม
“สภาพจิตใจของคุณกำลังไม่มั่นคง แถมยังมีปัญหาทางจิต สิ่งนี้เกิดจากการที่คุณกลายเป็นราชาเทวทูตเร็วเกินไปหรือไม่?”
“ใช่” ไคลน์ดื่มชาดำอึกใหญ่ “เจตจำนงในร่างกายของผม ที่ไม่ใช่ของผม ได้ฟื้นตัวขึ้นมาหลายระดับแล้ว ตอนนี้ผมทำได้เพียงกำราบมันอย่างเต็มกลืนเพื่อสร้างเสถียรภาพทางจิตอันเปราะบาง”
ขณะฟังคำอธิบาย ออเดรย์ใช้พลังพิเศษในการสังเกตและวิเคราะห์
เมื่ออีกฝ่ายกล่าวจบ หญิงสาวเผยรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจผู้พบเห็นชุ่มชื่น
“ดิฉันเข้าใจสถานการณ์ของคุณเบื้องต้นแล้ว แผนการรักษาขั้นแรกแบ่งออกเป็นสองส่วน: อันดับแรก ดิฉันจะเข้าไปในโลกแห่งจิตของคุณเพื่อปลุกความทรงจำด้านมนุษย์ของคุณ แน่นอนว่าจะไม่มีความทรงจำที่ทำให้คุณเจ็บปวดหรือท้อแท้ หลังจากนั้น เมื่อความเป็นเทพเริ่มตอบสนอง ดิฉันจะลดการกัดกร่อนของมันด้วยพลังพิเศษอย่างปลอบโยนและสะกดจิต เพื่อช่วยให้คุณกำราบมันได้ดีขึ้น”
ไคลน์เงียบไปสักพักก่อนจะกล่าว
“ตกลง”
มันตัดสินใจจะใช้ความพิเศษที่ช่วยให้ ‘ตื่นตัว’ ในความฝันและโลกแห่งจิต จากนั้นก็จะรวบรวมความทรงจำทั้งหมดเกี่ยวกับ ‘เดอะฟูล’ เพื่อนำไป ‘ปลูกถ่าย’ เข้ากับหนอนวิญญาณบนมิติหมอก
ขณะเดียวกัน ออเดรย์บอกให้สาวใช้ส่วนตัว แอนนี่ นำผ้าพันคอผ้าไหมสีขาวผืนบางมาให้
จากนั้น หญิงสาวปิดตาและหูของเธอด้วยผ้าผืนดังกล่าว
ไคลน์จ้องมองฉากตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ รอคอยให้มิสจัสติสอธิบาย
หลังจากผูกผ้าจนแน่น หญิงสาวยิ้มและกล่าว
“นี่คือการสะกดจิตประเภทหนึ่ง ช่วยทำให้ร่างวิญญาณของดิฉันถูกปิดกั้นการรับรู้… ด้วยวิธีนี้ แม้ว่าดิฉันจะเข้าสู่โลกแห่งจิตของคุณ แต่ก็จะไม่เห็นหรือได้ยินความทรงจำที่ถูกปลุกให้ตื่น แต่แน่นอนว่ายังหลงเหลือสัมผัสวิญญาณอยู่ ไม่อย่างนั้น ดิฉันจะหาเกาะแห่งจิตใต้สำนึกของคุณไม่พบ และมิอาจตรวจสอบการตอบสนองจากความเป็นเทพได้… เดิมที ดิฉันสามารถสะกดจิตคุณได้โดยตรง แต่ตอนนี้คุณคือราชาเทวทูต จึงกังวลว่าจะได้รับผลกระทบจากจิตใต้สำนึกของคุณ ทำให้ต้องใช้พิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์เพื่อช่วยเติมเต็มการสะกดจิตและเสริมประสิทธิภาพ”
หญิงสาวอธิบายด้วยจังหวะพอเหมาะ เพื่อให้อารมณ์ของไคลน์สงบลงโดยไม่รู้ตัว
ชายหนุ่มพยักหน้าแผ่วเบา
“ตกลง เริ่มได้เลย”
……………………………………
Related
ในฐานะผู้วิเศษซึ่งเข้าร่วมหน่วยข่าวกรองของอินทิสในนามสมาชิกลัทธิเร้นลับ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อองตวนเผชิญเหตุการณ์คล้ายคลึงกัน
ในอดีต ทุกครั้งที่เลื่อนลำดับ มันจะได้ยินเสียงเพรียก ‘โฮนาซิส… เฟรเกีย… โฮนาซิส… เฟรเกีย…’ จนเกือบคลุ้มคลั่งไปหลายหน
แต่ไม่เหมือนกับคราวก่อน เนื้อหาของเสียงเพรียกเปลี่ยนแปลงไป
หลังจากเสียงเพรียกสงบลง ทัศนวิสัยของมันกลับเป็นปรกติ อองตวนพึมพำกับตัวเองพลางขมวดคิ้ว:
สภาพจิตใจของเราเป็นปรกติมาสักระยะแล้ว แถมยังไม่ได้ดื่มโอสถหรือพยายามเลื่อนลำดับ ทำไมถึงได้ยินเสียงเพรียกจากตัวตนลึกลับ?
เนื้อหาดูจะต่างไปจากคราวก่อน…
ออร์เวลล์หมายถึงอะไร? เรามีข้อมูลไม่มากพอที่จะถอดรหัส…
ดีแลน… ดีแลน… หืม… เบื้องบนของลัทธิเคยกล่าวว่า ผู้นำลึกลับและน่าสะพรึงของเราเคยซ่อนตัวอยู่ในปราสาทโบราณชื่อดีแลน…
เฮ้อ… เมื่อหวนนึกถึงตัวตนดังกล่าว เราอดไม่ได้ที่จะขวัญผวา แม้ท่านผู้นั้นจะกลับมาเป็นปรกติในช่วงสองปีหลัง แต่ตำนานอันน่าสะพรึงและการทำลายล้างเชิงกายภาพที่เขาสร้างขึ้น ก็เพียงพอที่จะมอบฝันร้ายชั่วชีวิตให้แก่ผู้คน…
อองตวนสงบสติอารมณ์ สลัดความสงสัยชั่วคราว ดำเนินการมอบหมายงานให้ลูกน้องต่อไป
…
หน้าป้ายหลุมศพ ไคลน์ซึ่งเพิ่งวางช่อดอกไม้สีขาวลง เบือนศีรษะเล็กน้อยคล้ายกำลังเงี่ยหูฟังบางสิ่ง
แม้จะไม่ได้ยินอะไรเลย แต่ในฐานะราชาเทวทูตซึ่งถือครองอำนาจของเส้นทางตัวเอง มันสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ามีบางสิ่งไม่ปรกติ คล้ายกับข้อความลับบางชนิดถูกส่งผ่านไปยังเป้าหมายหนึ่ง
ซาราธยังไม่ร่วงหล่นโดยสมบูรณ์? ไคลน์ถอนสายตากลับ พึมพำกับตัวเอง
ในช่วงเวลาดังกล่าว ไคลน์อาศัยระดับตัวตนและอำนาจเพื่อยับยั้งมิให้ซาราธดำเนินการคืนชีพ และไม่พบว่ามีความผิดปรกติใดเกิดขึ้น แต่หลังจากนึกทบทวนตัวเองในภายหลัง มันพบปัญหาเล็กน้อย:
ตะกอนพลังที่มันได้มาจากศพของซาราธ เป็นก้อนสมบูรณ์ตั้งแต่ลำดับ 9 ถึง 1
กล่าวคือ ภายในตะกอนพลังดังกล่าว มีตะกอนพลังของผู้ชี้นำปาฏิหาริย์เพียงก้อนเดียว
และอสรพิษปรอท วิล·อัสติน เคยกล่าวไว้ว่า ทั้งซาราธและบรรพชนของอันทีโกนัส ล้วนถือครองตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ไว้มากกว่าหนึ่ง
สถานการณ์จึงค่อนข้างไม่ปรกติ เป็นที่แน่ชัดว่าตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์อีกหนึ่งก้อนที่อยู่ในมือซาราธได้หายไป ส่วนคำถามที่ว่า อีกฝ่ายมีตะกอนพลังของจอมเวทพิสดารและปราชญ์โบราณมากกว่าหนึ่งก้อนด้วยหรือไม่ ไคลน์ไม่ทราบเนื่องจากยังมีข้อมูลของซาราธไม่มากพอ
จากสถานการณ์ดังกล่าว ไคลน์จึงสงสัยว่าซาราธอาจยังร่วงหล่นไม่สมบูรณ์
แต่แน่นอน หากอีกฝ่ายต้องการคืนชีพ นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการใช้วิธีคืนชีพแบบทั่วไปจะยังขาดอำนาจการ ‘ปกปิด’ ที่มิดชิด ตัวตนระดับสูงกว่าบนเส้นทางเดียวกันย่อมตระหนักถึงอย่างมิอาจเลี่ยง และจะลงมือขัดขวางได้ทันเวลา
เมื่อคำนึงว่าซาราธสามารถสกัดตะกอนพลังลำดับ 2 ออกมาได้ แปลว่ามันลงมือทำขณะอยู่ในลำดับ 1 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว มีเพียงไม่กี่ตัวตนที่สามารถเป็นภัยคุกคามต่อมันได้ แต่ทุกคนล้วนรับมือได้ยาก ชนิดที่แม้แต่ซาราธก็ห้ามประมาทในทุกลมหายใจ
ดังนั้น ไคลน์จึงเชื่อว่าอีกฝ่ายคงหาทางใช้ประโยชน์จากตะกอนพลังซึ่งถูกสกัดออกไป แต่แทนที่จะคืนชีพโดยตรง ซาราธน่าจะใช้มันเพื่อเตรียมการในหลายสิ่ง และจำเป็นต้องสบโอกาสหรือมีสื่อกลาง จึงจะประสบความสำเร็จ
ดูเหมือนว่าเจ้านั่นจะซ่อนตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ไว้ที่ใดสักแห่งและผนึกด้วยวิธีการพิเศษ ไม่อย่างนั้น เมื่อครั้งที่เราเลื่อนลำดับเป็นบริวารเร้นลับ ก็ต้องมองเห็นตะกอนพลังโดยตรงผ่านปราสาทต้นกำเนิด…
ใช่แล้ว ขั้นตอนถัดไปต้องการเป็นชี้นำให้เป้าหมายสักคน คืนชีพตนด้วยวิธีการลับๆ ซึ่งไม่เคยเปิดเผยกับใครมาก่อน… หึหึ ซาราธมิได้ถือครองเอกลักษณ์ของเส้นทาง จึงไม่สามารถ ‘กระจายเสียง’ ออกไปเป็นวงกว้างได้ นอกจากนั้น มันยังต้องระวังมิให้เราหรืออามุนด์ได้ยินข้อความดังกล่าว เพื่อป้องกันการถูกขัดขวางขณะคืนชีพ ดังนั้น เป้าหมายที่ซาราธสามารถชี้นำได้จึงเหลืออยู่ไม่มาก… สมาชิกทั้งหมดของลัทธิเร้นลับ? หรือแค่บางส่วน? ไคลน์ซึ่งกำลังคุกเข่าหนึ่งข้าง พยักหน้าอย่างครุ่นคิด
มันถอนหายใจออก รำพันอย่างไม่ปกปิด
“ทำไมผู้วิเศษของเส้นทางนักทำนายถึงตายยากตายเย็นนักนะ”
ทุกคนล้วนมีกลเม็ดและไพ่ตายเตรียมไว้เสมอ
สิ่งนี้ทำให้ชายหนุ่มเริ่มเข้าใจว่า เหตุใดเทพธิดาถึงไม่ลงมือฆ่าบรรพชนอันทีโกนัสให้สิ้นเรื่อง:
สำหรับฮาล์ฟฟูล ความตายอาจหมายถึงชีวิตใหม่!
อย่างไรก็ดี เมื่อเป็นเส้นทางที่เก่งกาจหากได้เตรียมตัว นั่นหมายความว่านักทำนายจะไม่ถนัดการเผชิญความเสี่ยง บางที แผนการคืนชีพของซาราธอาจไม่ซับซ้อนอย่างที่เราคิด… หึหึ สมาชิกลัทธิเร้นลับคนใดจะได้เป็นผู้โชคดี? วิธีนี้มีแนวโน้มสูงกว่าการคืนชีพอย่างน่าอัศจรรย์ผ่านสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์เสียอีก เพราะวิธีหลังอาจถูกอิทธิพลและการแทรกแซงจากเทพภายนอกก่อกวน… ไคลน์เย้ยหยันในใจขณะลุกขึ้นยืน
ปัจจุบัน ชายหนุ่มยังไม่มีความคิดที่จะตามหาตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ที่หายไป เนื่องด้วยแรงกดดันอันมหาศาลจาก ‘ข้อผิดพลาด’ อามุนด์ ไคลน์จำเป็นต้องเร่งมือสร้างเสถียรภาพให้กับความเป็นคน และลงมือสำรวจเมืองกัลเดรอนในส่วนลึกของโลกวิญญาณ นำน้ำจากแม่น้ำอันธการนิรันดร์กลับมา จากนั้นก็เริ่มดำเนินการปรองดองกับเอกลักษณ์ของเดอะฟูล ตอนนี้จึงไม่มีเวลามัวสนใจเรื่องเล็กๆ
ไว้ไคลน์ประสบความสำเร็จในการยกระดับตัวเอง และรักษาเสถียรภาพของจิตใจเมื่อไร มันก็ไม่รังเกียจที่จะเดินทางไปยังอินทิสเพื่อเริ่มสืบสวนจากสมาชิกของลัทธิเร้นลับ ตามหา ‘ขุมทรัพย์’ ที่ซาราธซ่อนไว้ และส่งเทวทูตจากยุคสมัยที่สี่ให้หลับสบายไปตลอดกาล
หลังจากสลัดความคิดและจดจ้องหลุมศพตรงหน้าสักพัก ไคลน์บรรจงก้าวถอยหลัง สอดมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ เดินเข้าสู่โลกวิญญาณ
ปัจจุบัน มันเปรียบดังนักท่องเที่ยวตัวจริงเสียจริงในเชิงศาสตร์เร้นลับ ในบางครั้ง ชายหนุ่มจะเดินทางไปยังสถานที่เก่าๆ จากความทรงจำ บางครั้งก็อาศัยการชี้นำของโชคชะตา ท่องไปตามโลกวิญญาณและโลกความจริงที่แตกต่าง ได้เห็นฉากต่างๆ มากมาย
ลงเอยด้วย ส่วนหนึ่งของการตระหนักรู้ในตัวไคลน์ค่อยๆ ฟื้นฟูกลับมาและทวีความเข้มแข็ง สามารถร่วมมือกับหลักยึดเหนี่ยวเพื่อกำราบเจตจำนงของราชันสวรรค์ฟันดินซึ่งกำลังฟื้นตัวได้ในระดับหนึ่ง
ส่งผลให้สภาพจิตใจมั่นคงกว่าเมื่อครั้งที่ได้เข้าเฝ้าเทพธิดารัตติกาลพอสมควร
ท่ามกลางโลกวิญญาณซึ่งเต็มไปด้วยแสงสีสันฉูดฉาดซ้อนทับ ราวกับอยู่ในโลกแห่งภาพวาดสีน้ำมันนามธรรม ไคลน์เตร็ดเตร่อย่างไร้จุดหมายไปในทุกทิศทาง
จากนั้น อาศัยการชักนำจากโชคชะตาและสัมผัสวิญญาณ ชายหนุ่มออกจากมิติปัจจุบันและกลับสู่โลกความจริง
ภาพแรกในการมองเห็นก็คือ จัตุรัสขนาดเล็กและวิหารของเทพธิดารัตติกาล
ปัจจุบัน ผู้คนกำลังทยอยเข้าไปในวิหารด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข
กลับมาที่เบ็คลันด์? ไคลน์แหงนหน้ามองดวงอาทิตย์ซึ่งพยายามส่องแสงทะลุเมฆบาง ก่อนจะเดินตามผู้คนไปยังประตูวิหาร
ทันทีที่ย่างกรายผ่านทางเข้า ดวงตาของมันมีอันต้องชะงัก
ไคลน์เห็นเบ็นสัน
เบ็นสัน·โมเร็ตติ
บุรุษผมดำ ดวงตาสีน้ำตาลรายนี้มีใบหน้าคล้ายคลึงไคลน์อยู่หลายส่วน จุดต่างเพียงหนึ่งเดียวคือทรงผมที่หวีผมเรียบไปด้านหลังจนเผยให้เห็นหน้าผากเถิกกว้าง
มันกำลังยืนข้างแท่นบูชา สวมชุดรีดเรียบเนียนกริบ กิริยาท่าทางค่อนข้างประหม่า
ไคลน์จ้องเล็กน้อยก่อนจะรีบถอนสายตากลับ
จากนั้น มันกวาดสายตาจนกระทั่งพบกับเมลิสซ่าผู้แต่งกายในเดรสสีขาวนวลล้าสมัย
เมื่อเทียบกับสมัยก่อน ใบหน้าของหญิงสาวดูมีอายุมากขึ้น แถมยังมีเนื้อมีหนัง ไม่ผอมซูบเหมือนในอดีต
เธอสนทนากับผู้คนตลอดเวลา จัดการสิ่งต่างๆ ให้แต่ละบุคคลอย่างชำนาญ
“แต่งตัวเชยชะมัด… โชคดีที่ไม่ได้ใส่สีดำ…” ไคลน์พึมพำกับตัวเอง เดินไปยังมุมห้องโถงเพื่อหาที่นั่ง
ผ่านไปราวสิบนาที เมลิสซ่าเสร็จหน้าที่อันยุ่งวุ่นวายและกลับมายังตำแหน่งของเธอ
เสียงดนตรีอันรื่นเริงในตอนต้น ค่อยๆ เจือความศักดิ์สิทธิ์ทีละนิด
สตรีในชุดแต่งงานบริสุทธิ์ผุดผ่อง เดินควงแขนบิดามารดาเข้ามาทางประตู เดินไปตามทางเดินจนกระทั่งถึงแท่นบูชา
เบ็นสันซึ่งยืนอยู่ใกล้แท่นบูชา กลืนน้ำลายอึกใหญ่พลางยิ้มอย่างมิอาจควบคุม
นี่คืองานแต่งของมัน
ได้เห็นฉากดังกล่าว ไคลน์ผู้นั่งอยู่ตรงมุมห้องโถง โน้มตัวลงพลางก้มศีรษะ ตามด้วยพึมพำเสียงแผ่ว:
“หมอนั่นยิ้มยังกับลิงบาบูนขนหยิก…”
หลังจากพ่อแม่เจ้าสาวมาส่งถึงหน้าแท่นบูชา เธอหันไปคำนับเบ็นสัน ก่อนจะหันหน้าเข้าหาตราศักดิ์สิทธิ์แห่งเทพธิดาและนักบวช
เบ็นสันก้มศีรษะลงและหันหน้าไปในทิศทางเดียวกัน
เมื่อพ่อแม่เจ้าสาวกลับไปนั่งที่ นักบวชกล่าวขึ้น
“ภายใต้สายพระเนตรแห่งความเมตตาของเทพธิดา เพื่อนสนิทและครอบครัวทั้งหลาย พวกเราทุกคนล้วนมารวมตัวกันที่นี่เพื่อเป็นสักขีพยานในพิธีการสมรสอันศักดิ์สิทธิ์”
“เทพธิดาจงเจริญ” แขกที่มาร่วมงานซึ่งเชื่อในเทพธิดารัตติกาล ต่างยกมือขวาขึ้นพร้อมกันและแตะหน้าอกสี่จุดตามเข็มนาฬิกา วาดเป็นสัญลักษณ์ดวงดาว
แน่นอนว่าไคลน์ก็ด้วย
เมื่อทุกคนสงบลง นักบวชหันไปทางเจ้าสาวและกล่าว
“ลูซี่·บรู๊ก คุณจะรับสุภาพบุรุษด้านข้าง เบ็นสัน·โมเร็ตติ เป็นสามีที่ถูกต้องตามกฎหมาย และสัญญาว่าจะรักและทะนุถนอมเขา ไม่ว่าจะยากจน ร่ำรวย ป่วยไข้ หรือแข็งแรง จะคอยให้ความเคารพเขา คอยอยู่เคียงข้างเขา และคอยดูแลเขาไปชั่วชีวิตหรือไม่?”
สตรีนามว่าลูซี่ จ้องไปยังตราศักดิ์สิทธิ์แห่งเทพธิดารัตติกาลพร้อมกับกล่าวเสียงขรึม:
“รับค่ะ”
รอยยิ้มกลับมาปรากฏบนใบหน้าเบ็นสันอีกครั้ง
นักบวชหันมาจ้องเบ็นสันและกล่าว
“เบ็นสัน·โมเร็ตติ คุณจะรับสุภาพสตรีด้านข้าง ลูซี่·บรู๊ก เป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย และสัญญาว่าจะรักและทะนุถนอมเธอ ไม่ว่าจะยากจน ร่ำรวย ป่วยไข้ หรือแข็งแรง จะคอยให้ความเคารพเธอ คอยอยู่เคียงข้างเธอ และคอยดูแลเธอไปชั่วชีวิตหรือไม่?”
เบ็นสันรีบพยักหน้าหนักแน่น
“รับครับ!”
ได้ยินประโยคดังกล่าว ดวงตาเมลิสซ่าพลันเปียกชุ่ม หญิงสาวรู้สึกใจหายเจือความสุข
หลังจากผ่านสุขและทุกข์มานับไม่ถ้วน ในที่สุดครอบครัวของเธอก็มีโอกาสได้ต้อนรับสมาชิกใหม่
ทันใดนั้นเอง เมลิสซ่าหันหน้าตามจิตใต้สำนึก จดจ้องไปยังม้านั่งที่ว่างอยู่
เมลิสซ่าเม้มปากเล็กน้อยพลางส่ายหน้า
หลังจากกวาดสายตาไปมาสักพัก หญิงสาวบรรจงเบือนหน้ากลับมายังแท่นบูชาอีกครั้ง
จนกระทั่งนักบวชประกาศว่า พิธีการสมรสดำเนินมาถึงจุดที่เบ็นสันและลูซี่กลายเป็นสามีภรรยาตามกฎหมาย เมลิสซ่าจึงเผยรอยยิ้มอีกครั้ง
…
แคว้นเชสเตอร์ตะวันออก ภายในคฤหาสน์ตระกูลฮอลล์ ร่างของไคลน์เดินออกจากความว่างเปล่า
เมื่อจิตใจสงบลงในระดับหนึ่ง ถึงเวลาที่ต้องเข้ารักษาจากจิตแพทย์ นอกจากนั้น ชายหนุ่มยังต้องการสะสางบางปัญหา
…………………………
Related
สันตะปาปา… เดนิสพลันผงะ แทบไม่อยากเชื่อในวิวรณ์ที่ได้ยิน
หากไม่ใช่ว่านี่เป็นคำสั่งโดยตรงจากมิสเตอร์ฟูล มันคงโพล่งคำสบถออกมาแล้ว
แต่แน่นอน หากคนที่กำลังนั่งฝั่งตรงข้ามคือเกอร์มัน·สแปร์โรว์ เดนิสก็คงกลืนคำด่าลงคอไป
“ลอร์ดเดนิส ข้อมูลนี้มีปัญหาตรงไหนหรือ?” หัวหน้าหน่วยข่าวกรองของโบสถ์เทพสมุทรด้านนอกประตูพบว่าเดนิสมีสีหน้าค่อนข้างประหลาด จึงเกิดความหวาดกลัวเล็กน้อย
เดนิสสลัดความคิด ฝืนยิ้มพลางกล่าว
“คอยจับตาความเคลื่อนไหวของมหาวิหารคลื่นสมุทรไว้ให้ดี”
“ขอรับ ลอร์ดเดนิส” หัวหน้าหน่วยข่าวกรองถอนหายใจแผ่ว รีบกล่าวคำอำลา
เดนิสหันกลับมาจ้องอัลเจอร์·วิลสัน กล่าวด้วยรอยยิ้มสดใส
“มิสเตอร์ฟูลส่งวิวรณ์มาแล้ว”
อัลเจอร์ไม่เผยสีหน้าตื่นเต้น เพียงลุกขึ้นและกดมือขวาลงบนอกซ้าย
เดนิสเหยียดตัวตรง กล่าวเสียงขรึม
“พระองค์ทรงตรัสว่า: นับแต่นี้ไป อัลเจอร์จะสวมหน้ากากและทำหน้าที่สันตะปาปาแห่งโบสถ์เทพสมุทร”
“พระประสงค์ของมิสเตอร์ฟูลคือประสงค์ของข้า” อัลเจอร์ก้มศีรษะด้วยรอยยิ้ม
ครึ่งหนึ่งของรอยยิ้มเป็นเพียงการเสแสร้งต่อหน้าเดนิส ส่วนอีกครึ่งหนึ่งความเป็นสุขจากก้นบึ้ง นั่นเพราะวิวรณ์ดังกล่าวมีความนัยแฝงสองประการ:
มิสเตอร์ฟูลและเทพวายุสลาตันทำข้อตกลงบางอย่างร่วมกัน ส่งผลให้การละทิ้งศาสนาของอัลเจอร์จะไม่ถูกสอบสวนเชิงลึก แต่หลังจากนี้มันต้องสวมหน้ากากตลอดเวลา เพื่อไม่เป็นการหมิ่นเกียรติของโบสถ์วายุสลาตัน
การเป็นสันตะปาปาของโบสถ์เทพสมุทร ถือเป็นก้าวย่างสำคัญในการขึ้นครองบัลลังก์เทพสมุทรของอัลเจอร์
จากมุมมองของมัน ปัจจุบันตนกลายเป็นบริวารของมิสเตอร์ฟูลโดยสมบูรณ์แล้ว ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนตำแหน่งเทพสมุทร หรือการเป็นผู้นำของโบสถ์เดอะฟูล โอกาสของอัลเจอร์เปิดกว้างขึ้นมาก ไม่เพียงเท่านั้น มิสเตอร์ฟูลคือตัวตนอันยิ่งใหญ่ซึ่งกำลังฟื้นคืนพลัง ความแข็งแกร่งในปัจจุบันอาจทัดเทียมเทพแท้จริงหรือสูงกว่า เช่นนั้นแล้ว ‘ตัวแทน’ ของพระองค์ก็ควรอยู่ในระดับเทวทูตด้วยไม่ใช่หรือ?
โค้งคำนับเสร็จ อัลเจอร์รอคอยอย่างอดทนสักพัก จนกระทั่งเดนิสนำหน้ากากสีเงินทึบมาให้
มันหยิบหน้ากากขึ้นมาสวมบนใบหน้าด้วยท่าทางเคร่งขรึม
…
เลียวนาร์ดซึ่งแต่งกายด้วยถุงมือสีแดง กำลังเดินเล่นไปตามชายฝั่งแคว้นเลียบทะเล เพลิดเพลินไปกับเวลาว่างหลังจากสะสางคดีเหนือธรรมชาติเสร็จ
สำหรับเหตุการณ์ประตูและหน้าต่างเปิดเองเมื่อคืน มันได้รับคำสั่งจากเบื้องบนของศาสนจักรแล้ว ว่าไม่ต้องสอบสวนเพิ่มเติม
เลียวนาร์ดยอมทำตามแต่โดยดี เพราะมันทราบความจริงจากชายชราพาลีส·โซโรอาสเตอร์มาสักพักแล้ว:
มิสเตอร์ประตูกลับคืนสู่โลกความเป็นจริง และเทวทูตกาลเวลาอามุนด์ฉวยโอกาสดังกล่าวขโมยพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพ สถาปนาตัวเองกลายเป็นลำดับ 0 ‘ข้อผิดพลาด’ อย่างเต็มตัว โดยในขณะเดียวกัน มิสเตอร์ฟูลก็ฟื้นคืนพลังไปอีกขั้น ผนวกกับอำนาจของปราสาทต้นกำเนิด พระองค์สามารถสร้างการเชื่อมโยงบางๆ ครู่หนึ่งกับผู้วิเศษบนเส้นทางนักทำนาย ผู้ฝึกหัด และนักจารกรรม
ในฐานะเทวทูตแห่งเส้นทางนักจารกรรม พาลีส·โซโรอาสเตอร์ย่อมสัมผัสได้ชัดเจนว่า อามุนด์กลายเป็นเทพโดยสมบูรณ์แล้ว เป็นการตระหนักผ่านอำนาจภายในเส้นทาง ขณะเดียวกันก็พบว่า ปราสาทต้นกำเนิดได้สร้างการเชื่อมต่อบางๆ เข้ากับตน
“ตาแก่ ในเมื่ออามุนด์กลายเป็นลำดับ 0 แล้ว ความสำคัญของคุณในสายตาอีกฝ่ายก็น่าจะลดลง แล้วทำไมถึงยังต้องเป็นปรสิตอยู่ในตัวผม?” เลียวนาร์ดสูดอากาศยามเช้า พลางหรี่เสี่ยงถามด้วยความสงสัย
พาลีส·โซโรอาสเตอร์พ่นลมหายใจ
“ช่างไร้เดียงสา… คิดว่าตัวเองเป็นนักบุญ แถมยังช่ำชองในศาสตร์เร้นลับมาก จนคำแนะนำของข้าไม่จำแล้วเป็นสินะ?”
“ก็มาสอนด้วยร่างจริงก็ได้นี่” เลียวนาร์ดกล่าวหลังจากไตร่ตรอง
สำหรับมัน การมีเทวทูตเป็นปรสิตอยู่ในตัว มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ข้อดีก็คือ ถึงแม้จะบังเอิญเผชิญหน้ากับสัตว์ในตำนานร่างสมบูรณ์ เลียวนาร์ดก็พอจะตอบโต้กลับไปได้บ้าง ขอเพียงตนตะโกนออกไปว่า ‘ตาแก่’ ปัญหาหลายเรื่องก็จะคลี่คลายในทันที นอกจากนั้น ประวัติศาสตร์ของยุคสมัยที่สี่ รวมถึงความรู้เชิงศาสตร์เร้นลับจากอีกฝ่ายก็ยังมีประโยชน์กับตนไม่น้อย
ข้อเสียที่ใหญ่ที่สุดก็คือ ชีวิตของตนต้องอยู่ในกำมือปรสิต หากอีกฝ่ายมีเจตนาร้าย ตนก็หมดสิทธิ์ขัดขืนโดยสิ้นเชิง
ประเด็นดังกล่าวเคยสร้างความกังวลใจอย่างมากให้เลียวนาร์ด แต่ปัจจุบันไม่ใช่อีกต่อไป เพราะยิ่งมิสเตอร์ฟูลฟื้นตัว พระองค์ก็ยิ่งแข็งแกร่งจนสามารถกำราบพาลีส·โซโรอาสเตอร์ได้อยู่หมัด นอกจากนั้น เลียวนาร์ดยังกลายเป็นอาวุโสใหญ่ของโบสถ์รัตติกาล เทพธิดาจะต้องคอยเฝ้าจับตาอย่างแน่นอน และอาจเป็นไปได้ที่พระองค์จะทำเครื่องหมายพิเศษเอาไว้ ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว เทพผู้กุมอำนาจ ‘การปกปิด’ ย่อมมองเห็นพาลีส·โซโรอาสเตอร์ที่เป็นปรสิตได้ง่ายดาย หากชายชรามีเจตนาร้ายจริง ก็คงถูกขจัดออกไปสักพักแล้ว
สิ่งที่เลียวนาร์ดเป็นกังวล จึงอยู่ในประเด็นด้านอิสระและความสะดวก
แม้จะเคยชินกับการเข้าห้องน้ำโดยมีอีกฝ่ายเป็นปรสิตอยู่ในร่าง รวมถึงเคยสนทนาอย่างเป็นกันเองขณะนั่งชักโครก แต่ภายใต้สถานการณ์พิเศษดังกล่าว เลียวนาร์ดอยากอยู่คนเดียวมากกว่า
ดังนั้นมันจึงรู้สึกว่า คงเป็นการดีกว่าหากอีกฝ่ายจะออกจากร่างของตน และอาศัยร่วมกันภายในบ้านเหมือนกับอาวุโสคนหนึ่ง โดยในยามต้องเผชิญหน้ากับอันตราย มันยังสามารถบอกให้ชายชราปรสิตร่างศัตรู
ได้ยินคำแนะนำของเลียวนาร์ด พาลีส·โซโรอาสเตอร์พ่นลมหายใจ
“เจ้าอยากให้ข้าออกจากร่างขณะอยู่บ้าน และปรสิตร่างเจ้าตอนออกไปข้างนอก? คิดว่าข้าเป็นบอดี้การ์ดหรืออย่างไร?”
เลียวนาร์ดขำแห้ง
“ถ้าคุณยังฟื้นตัวไม่สมบูรณ์ จะเป็นปรสิตต่อไปก็ได้ ผมไม่ขัดข้อง”
พาลีส·โซโรอาสเตอร์เงียบไปหลายวินาที ก่อนจะเปล่งเสียงค่อนข้างชราภายในใจเลียวนาร์ด
“ช่วงถัดไปคือช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด เพื่อที่จะแย่งชิงตำแหน่งราชันเร้นลับ เดอะฟูลและอามุนด์ต้องปะทะกันอย่างแน่นอน เมื่อเวลานั้นมาถึง ท่ามกลางอิทธิพลมากมายจากตะกอนพลัง พวกเราเหล่าเทวทูตในเส้นทางใกล้เคียง ย่อมได้รับผลกระทบอย่างมิอาจเลี่ยง หึหึ… การหลบอยู่ใต้ร่มเงาของรัตติกาลจึงปลอดภัยกว่ามาก… เมื่อราชันเร้นลับถือกำเนิด ต่อให้เจ้าขอร้องให้ข้าปรสิตร่าง ข้าก็จะไม่ทำเด็ดขาด!”
เลียวนาร์ดผงะเล็กน้อย ทวนชื่อซ้ำโดยไม่รู้ตัว
“ราชันเร้นลับ?”
“นั่นไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะทำความเข้าใจได้ แต่ไม่ต้องกังวล เจ้าจะปลอดภัยเมื่อมีข้าอยู่ด้วย” พาลีสกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ
ขณะเลียวนาร์ดเตรียมถาม มันเห็นสมาชิกทีมถุงมือแดงวิ่งเข้ามาหาพร้อมกับโทรเลข
“ท่านเจ้าคุณ โทรเลขจากศาสนจักร” สมาชิกทีมกล่าวด้วยความเคารพ
เลียวนาร์ดพยักหน้า รับกระดาษโทรเลขจากอีกฝ่ายและรีบกวาดตาอ่าน
“มุ่งหน้าไปยังทวีปใต้และเข้าร่วมปฏิบัติการล้อมโจมตีโรงเรียนกุหลาบ”
ทวีปใต้… โรงเรียนกุหลาบ… เลียวนาร์ดจำแนกคำสำคัญ
มันรีบกลับไปยังวิหารหลังใหญ่ที่สุดในเมือง ประกอบพิธีกรรมเวทมนตร์ขนาดใหญ่เพื่อติดต่อกับมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ และภายในความฝัน มันได้พบกับตัวตนระดับสูงของศาสนจักรจำนวนหนึ่ง เช่นสันตะปาปาและพระคุณเจ้าอาเรียนน่า
หลังจากแลกเปลี่ยนข้อมูล เลียวนาร์ดเข้าใจถึงแก่นแท้ภารกิจ:
บรรดาโบสถ์หลักได้ส่งครึ่งเทพสามถึงสี่คนต่อโบสถ์ ลงไปทำภารกิจในทวีปใต้เพื่อล้อมโจมตีโรงเรียนกุหลาบ ซึ่งเริ่มเหิมเกริมหนักข้อนับตั้งแต่สงครามโลกสิ้นสุดลง
นี่เป็นภารกิจระยะยาว เนื่องจากเหล่าครึ่งเทพของโรงเรียนกุหลาบล้วนปกปิดร่องรอยตัวเองมิดชิด ไม่ว่าจะเป็นการพบตัว ล็อกเป้า หรือฆ่าทิ้ง ทุกสิ่งล้วนกระทำได้ยาก
จากคำพูดของสันตะปาปา หากประสบความสำเร็จภายในสามปีก็นับว่าโชคดีแล้ว
ระหว่างปฏิบัติการ ทุกโบสถ์จะหมุนเวียนครึ่งเทพตามสถานการณ์ เพื่อให้แน่ใจว่าบรรดาอาร์ชบิชอปและอาวุโสใหญ่ยังคงมีสภาพจิตใจมั่นคง
หลังออกจากความฝัน เลียวนาร์ดมองไปรอบตัว หรี่เสียงกล่าว
“ตาแก่ เรื่องนี้ค่อนข้างน่าประหลาด เหตุใดจู่ๆ เหล่าโบสถ์เทพจารีตถึงหันมารุมโจมตีโรงเรียนกุหลาบพร้อมกัน?”
ไม่ต้องสงสัยเลยว่างานนี้ไม่หมู ตลอดสองสามร้อยปีที่ผ่านมา ใช่ว่าโบสถ์หลักไม่พยายามทำในสิ่งเดียวกัน แต่ท้ายที่สุดก็ทำได้เพียงกำราบและตัดกำลังของโรงเรียนกุหลาบไปบางส่วน มิอาจกำจัดทิ้งได้ราบคาบ
ในแง่หนึ่ง เป็นเพราะบรรดาโบสถ์หลักยังไม่ลงรอยกันเสียทีเดียว ท่ามกลางความหวาดระแวงและสงสัย พันธมิตรจึงร่วมมือกันอย่างหลวมๆ และในอีกแง่หนึ่ง แม้ครึ่งเทพของโรงเรียนกุหลาบจะเต็มไปด้วยกลุ่มคนชอบทำตามอำเภอใจ มีสภาพจิตใจไม่เหมือนคนปรกติ แต่พวกมันกลับจมูกไวอย่างน่าทึ่ง สัมผัสถึงอันตรายได้รวดเร็วและเก่งกาจในการซ่อนตัว
นอกจากนั้น พวกมันยังได้รับพรจากเทพผู้ถูกล่ามและมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย เป็นการยากที่เหล่าทวยเทพจะชี้นำปฏิบัติการได้แม่นยำ
พาลีส·โซโรอาสเตอร์มิได้ตอบคำถามของเลียวนาร์ดในทันที จนกระทั่งผ่านไปกว่าสิบวินาที มันถอนหายใจพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงค่อนข้างชรา
“เป็นการถอนรากถอนโคนหอกข้างแคร่ให้หมด เพื่อเตรียมรับมือกับวันสิ้นโลก”
เตรียมรับมือกับวันสิ้นโลก… เลียวนาร์ดอ้าปากคล้ายกับต้องการกล่าวบางสิ่ง แต่สุดท้ายก็เงียบไป
…
กรุงเบ็คลันด์ วิหารฤดูเก็บเกี่ยว
เอ็มลิน·ไวท์ย่างกรายเข้าไปในห้องโถง ขณะเตรียมเดินเข้าไปในห้องของตนเพื่อเปลี่ยนชุด หลวงพ่อยูทรอฟสกี้บนม้านั่งแถวหน้าสุด ลุกขึ้นยืนด้วยบรรยากาศคล้ายกับเนินเขาลูกเล็ก
“พระแม่ขอให้พวกเราเดินทางไปยังทวีปใต้และทำการฝังเหล่าคนชั่วช้า” ข้ารับใช้พระแม่ธรณีกล่าวเสียงต่ำ
เสียงของมันดังกังวานไปทั่วห้องโถงประหนึ่งเสียงฟ้าคำรามแผ่วเบา ส่งผลให้สาวกผีดูดเลือดซึ่งกำลังสวดวิงวอน ทยอยลืมตาทีละหนึ่ง
ถ้าอย่างนั้น ความฝันเมื่อคืนก็เป็นเรื่องจริง… เอ็มลินตกตะลึงเมื่อได้ยิน
เมื่อคืน มันฝันถึงต้นตระกูลผีดูดเลือด และยังฝันว่าตนกับหลวงพ่อยูทรอฟสกี้ ร่วมมือกับสมาชิกโรงเรียนกุหลาบฝ่ายระงับแรงปรารถนา เดินทางไปยังทวีปใต้เพื่อจัดการกับสมาชิกของโรงเรียนกุหลาบที่ศรัทธาดวงจันทร์บรรพกาล
แต่แน่นอน หากมีโอกาสก็ควรกำจัดศัตรูที่นับถือมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายด้วย
เนื่องจากในระยะหลังมันได้รับวิวรณ์ปลอมบ่อยครั้ง เอ็มลินจึงไม่ได้นำมาใส่ใจมากนัก เตรียมเปลี่ยนชุดและสวดมนต์ให้เสร็จ จึงค่อยไปขอคำยืนยันจากหลวงพ่อยูทรอฟสกี้
มันอืมในลำคอเล็กน้อย ก่อนจะตอบหลวงพ่อยูทรอฟสกี้ด้วยท่าทางสำรวม
“ไม่มีปัญหา… ผมจะรีบติดต่อสมาชิกโรงเรียนกุหลาบฝ่ายระงับฯ ทันที”
หลวงพ่อยูทรอฟสกี้ผงกศีรษะเย็นชา:
“คัดเลือกอาสาสมัครจากผีดูดเลือดไปด้วย”
…
ณ กรุงทรีอาร์ เมืองหลวงของสาธารณรัฐอินทิส หัวหน้าหน่วยข่าวกรองคนหนึ่งกำลังมอบหมายงานให้ลูกน้อง
ทันใดนั้นเอง การมองเห็นของมันพร่ามัว เสียงซึ่งคล้ายกับดังมาจากระยะไกล ก้องกังวานภายในโสตประสาท:
“ออร์เวลล์… ดีแลน… ออร์เวลล์… ดีแลน…”
……………………
Related
หลังจากเขียนความรู้สึกเกี่ยวกับทิงเก็น ไคลน์เสริมเกี่ยวกับพิธีกรรมที่ตนเพิ่งทำสำเร็จ เล่าว่าตนกลายเป็นลำดับ 1 บริวารเร้นลับเรียบร้อยแล้ว และได้ขจัดหนึ่งในเงาดำที่ปกคลุมจิตใจมาเป็นเวลานาน – ผู้นำแห่งลัทธิเร้นลับ ซาราธ
มันมิได้สาธยายความยากลำบากโดยละเอียด เพียงเล่าถึงปัญหาร้ายแรงที่เทวทูตต้องเผชิญ
วางปากกาและพับกระดาษ ชายหนุ่มหยิบนกหวีดทองแดงอะซิกออกจากปราสาทต้นกำเนิด นำมาจ่อปากและเป่า
ภายในร้านกาแฟราคาถูก กระดูกสีขาวพรั่งพรูราวกับน้ำพุ ก่อตัวเป็นผู้ส่งสารร่างยักษ์
ผู้ส่งสารย่อตัวลงทันที จนเหลือส่วนสูงเทียบเท่ามนุษย์ปรกติ
ในเวลาเดียวกัน มันคุกเข่าลงหนึ่งข้างก่อนจะกางฝ่ามือ
“ไม่จำเป็นต้องกลัวข้า” ได้เห็นฉากตรงหน้า ไคลน์อมยิ้ม “ใช่ว่าข้าจะทำอะไรสักหน่อย?”
กล่าวจบ มันหยิบจดหมายขึ้นมาวางลงบนฝ่ามือผู้ส่งสารกระดูก
ผู้ส่งสารผงกศีรษะหนักแน่นหลายหน ไม่มีใครทราบว่ามันเห็นด้วยในเรื่องใด
จากนั้น ร่างของมันแยกส่วนกลายเป็นกระดูกสีขาวหลายชิ้น ร่วงหล่นลงไปใต้พื้นร้านกาแฟ
ในเวลาเดียวกัน เจ้าของร้านยกกาแฟ ขนมปังข้าวโอ๊ต และสตูแกะกับถั่วมาเสิร์ฟ
ขณะกำลังเพลิดเพลินไปกับอาหารเช้าที่ไม่ได้อร่อยมากนัก แต่มีความบ้านๆ อยู่เต็มเปี่ยม ไคลน์มองออกไปนอกหน้าต่าง ชื่นชมวิวทิวทัศน์ถนนยามเช้าอย่างไร้จุดหมาย ชื่นชมคนเดินถนน รถม้า ต้นไม้ สายหมอก อาหาร และเครื่องจักรต่างๆ ที่ประกอบกันเป็นฉากนี้
หากไม่มีวันสิ้นโลก และหากต้องการใช้ชีวิตอยู่ในทิงเก็นอย่างสะดวกสบาย คอยทำคดีไปวันๆ ลำดับที่ดีที่สุดคือลำดับ 7 เพราะถ้านักมายากลมีการเตรียมตัวที่ดีพอ ต่อให้เผชิญหน้ากับลำดับ 6 และ 5 ก็มิได้เสียเปรียบมากจนเกินไปนัก ในกรณีของผู้ไร้หน้าและนักเชิดหุ่น มีโอกาสที่ผู้วิเศษจะสูญเสียตัวตนได้ง่ายขณะสวมบทบาท นอกจากนั้น อันตรายจากการเลื่อนลำดับก็ยังค่อนข้างสูง แต่แน่นอน หากมีตัวช่วยเป็นยุบพองหิวโหยที่ถูกผนึกไว้โดยสมบูรณ์ล่ะก็ นั่นคงไม่ใช่ปัญหา… ไคลน์ปล่อยความคิดล่องลอย ก่อนจะนึกถึงยุบพองหิวโหยที่ตกอยู่ในมืออามุนด์
มันเดาไม่ออกว่าอามุนด์จะปฏิบัติต่อสมบัติปิดผนึกชิ้นนี้อย่างไร เพียงแต่ค่อนข้างมั่นใจว่า ตัวตนระดับเทวทูตกาลเวลาคงไม่มีความจำเป็นต้องใช้งานมันมากนัก หลังจากเล่นสนุกด้วยสักพัก ก็คงถูกทิ้งไว้ใน ‘โกดัง’ ลับอันมืดมิดของอามุนด์
จะมีโอกาสไปชิงกลับมาไหมนะ… คิดถึงตรงนี้ ไคลน์เริ่มรู้สึกผิด
นั่นเพราะแม้ชายหนุ่มจะชิงยุบพองหิวโหยกลับมาได้สำเร็จ แต่ตนก็คงโยนมันไว้ในกองขยะไม่ต่างกัน รอ ‘มอบ’ ให้ข้ารับใช้หรือสาวกที่สวดวิงวอนมาขอความช่วยเหลือ
ไม่ได้ต่างอะไรกับตอนที่ยังอยู่ในมืออามุนด์
ไคลน์รีบเปลี่ยนความคิด:
เสียกระจกวิเศษไปอีกแล้ว…
อาดัมคงไม่หวงแหนกระจกวิเศษระดับนักบุญสักเท่าไร บางที เราอาจมีโอกาสนำกลับมา…
ไม่สิ ดูเหมือนว่าอาโรเดสจะถูกพ่นออกจากทะเลแห่งความโกลาหล ในบางแง่มุม มันสามารถใช้เป็นสื่อกลางได้… เฮ้อ ได้แต่หวังว่าอาดัมจะไม่ทำลายทิ้งหรือทำให้ชำรุด และหวังว่าเราจะมีโอกาสนำอาโรเดสกลับมา…
หลังจากกลายเป็นบริวารเร้นลับและควบคุมปราสาทต้นกำเนิดในเชิงลึก ไคลน์ได้ถือครองอำนาจ ‘การปกปิด’ ในระดับหนึ่ง
เมื่อใดก็ตามที่ชายหนุ่มครุ่นคิดเรื่องสำคัญ จะมีเงาบางๆ ปิดกั้นรอบตัวจนไม่มีใครสังเกตเห็นเสมอ
นี่คือ ‘ดินแดนเร้นลับ’ ซึ่งเทียบเท่าอาณาจักรเทพเทียม
เป็นเหตุผลให้ไคลน์กล้าพูดชื่ออาดัมตรงๆ ภายในใจ
หลังจากถอนหายใจ ไคลน์ฉุกคิดบางสิ่ง จึงรีบบอกให้หนอนวิญญาณที่อยู่บนปราสาทต้นกำเนิด ช่วย ‘ปลูกถ่าย’ พื้นที่บางจุดเข้ากับตำแหน่งบนโลกวิญญาณของเมืองที่ตนใช้เลื่อนลำดับ
ทันทีหลังจากนั้น ไคลน์ก้มหน้ากินสตูเนื้อแกะกับถั่วที่ยังเหลือ นำขนมปังข้าวโอ๊ตจิ้มกับซุป ปิดท้ายด้วยการดื่มกาแฟ
เมื่อสวมหมวกทรงกึ่งสูง ชายหนุ่มยืนขึ้น ก้าวไปข้างหน้า ย่างกรายเข้าสู่โลกวิญญาณในตำแหน่งของเมืองยูโทเปียโดยตรง
จากนั้น ไคลน์ยกเลิกการปลูกถ่ายและออกจากโลกวิญญาณ เหยียบลงบนซากเมืองยูโทเปียของจริง
นี่คือการใช้พลัง ‘ปลูกถ่าย’ ร่วมกับคุณสมบัติในการเข้าออกโลกวิญญาณได้อย่างอิสระของตน จนเกิดเป็นผลลัพธ์แบบเดียวกับ ‘เทเลพอร์ต’ แต่แน่นอน เงื่อนไขก็คือ ไคลน์ต้องทราบพิกัดโลกวิญญาณของปลายทางเสียก่อน ในแง่ดังกล่าว ตัวมันซึ่งเป็นเจ้าของปราสาทต้นกำเนิด ย่อมมีข้อได้เปรียบเหนือกว่าใคร ส่วนบริวารเร้นลับคนอื่นอย่างซาราธ การจะทำเช่นนี้ได้ต้องเตรียมการล่วงหน้าเท่านั้น
ไคลน์ซึ่งบรรจงย่างกรายเข้าไปในซากปรักหักพังยูโทเปีย กวาดสายตาไปรอบตัวและพบว่าตามซากอาคารที่พังถล่มและซากศพไหม้เกรียม มีแสงหลากสีสันกำลังส่องประกาย
ทั้งหมดคือตะกอนพลังในหุ่นเชิด เป็นสมบัติที่ไคลน์รวบรวมมาจากดินแดนเทพทอดทิ้ง
สิ่งเหล่านี้อาจไร้ประโยชน์สำหรับชายหนุ่ม แต่ต้องไม่ลืมว่าไคลน์ยังมีสาวกอีกหลายคน และยิ่งทวีจำนวนขึ้นในอนาคต ‘เทพ’ อย่างมันจำเป็นต้องสั่งสมเอาไว้คอย ‘ประทาน’ ให้เหล่าข้ารับใช้ในอนาคต
โชคดีที่เทพวายุสลาตันไม่ได้ฉวยโอกาสเก็บกลับไป… ไคลน์กล่าวกับตัวเองในใจ และอดไม่ได้ที่จะขอบคุณเลโอเดโร
…
แคว้นเชสเตอร์ตะวันออก คฤหาสน์ตระกูลฮอลล์
หลังจากพระอาทิตย์ขึ้น บรรดาผู้คนที่ต้องทนทุกข์ ทยอยกลับไปยังห้องของตัวเองเพื่อชดเชยการอดนอน เหลืองเพียงอัลเฟรด บอดี้การ์ดส่วนตัวของเอิร์ลฮอลล์ อาวุโสใหญ่และเหยี่ยวราตรีจากโบสถ์รัตติกาล ยังคงอยู่สืบสวนหาสาเหตุของความผิดปรกติ
ออเดรย์ใช้ซูซี่ โกลเดนรีทรีเวอร์ตัวใหญ่เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านนอก ส่วนตัวเธอเปิดประตูห้องนอนและเดินเข้าไป
ท่ามกลางแสงแดดจางๆ ที่ส่องผ่านม่านเข้ามาในห้อง ร่างหนึ่งกำลังนั่งอย่างเงียบงันบนเก้าอี้สูง ดูคล้ายกับตุ๊กตายักษ์
กระต่ายยักษ์ขนขาว
ออเดรย์กระตุกคิ้วเล็กน้อย กล่าวเสียงต่ำ:
“มิสเตอร์โทสะ”
นี่คือมิสเตอร์โทสะแห่งสมาคมแปรจิต ผู้เคยไล่ล่ามังกรจิตอาริฮ็อก และต้องสงสัยว่าเป็นหนึ่งในตัวตนของเฮอร์มิส
ขณะกล่าว ออเดรย์เหยียดมือปิดประตูห้อง
เสร็จสิ้นการกระทำดังกล่าว ‘รอยสัก’ สีแดงเข้มคล้ายดวงดาวพลันปรากฏบนหลังมือหญิงสาว
“ขออภัยเป็นอย่างสูงที่ต้องใช้คุณเป็นเหยื่อล่อ” เมื่อประตูปิดสนิท กระต่ายยักษ์สีขาวเป็นฝ่ายริเริ่มบทสนทนา “แต่บางที ผมอาจถูกใครบางคนหลอกใช้มาอีกทอดหนึ่งเช่นกัน”
ออเดรย์หวนนึกถึงเหตุการณ์ที่ประตูและหน้าต่างเปิดเองกลางดึก ก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย ตอบหลังจากครุ่นคิด
“ไม่จำเป็นต้องขอโทษ แค่ในอนาคตไม่มารบกวนฉันอีกก็พอ”
หญิงสาวแสดงออกเป็นนัยว่าต้องการออกจากสมาคมแปรจิต และหวังว่าจะไม่มีใครตามมารังควานเธออีก
กระต่ายยักษ์สีขาวใช้ดวงตาสีแดงจ้องมองหญิงสาวสักพัก ก่อนจะกล่าว
“คุณทำไปเพื่อปกป้องพ่อแม่ ปกป้องคนที่คุณรัก แต่ไม่คิดบ้างหรือว่าตัวคุณถลำลึกลงไปในปัญหาจนเกินกว่าจะแก้ไข และอันตรายที่จะตามรังควานพวกเขาในอนาคต ไม่ใช่สิ่งที่ตัวคุณจะรับมือไหวตามลำพัง?”
ออเดรย์นิ่งเงียบ ไม่กล่าวคำใดเป็นเวลานาน
“โดยทั่วไปแล้ว นักบุญสามารถปกป้องครอบครัวและญาติพี่น้องให้ร่มเย็นเป็นสุขได้ไม่ยากก็จริง แต่นั่นต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า นักบุญคนดังกล่าวไม่เคยพัวพันในศึกระหว่างเทวทูตหรือทวยเทพ หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องสังกัดอยู่ในองค์กรที่แข็งแกร่งอย่างมาก” พูดจบ กระต่ายยักษ์สีขาวกล่าวเชื่องช้า “ผมมีของขวัญสองชิ้นจะมอบให้แทนคำขอโทษ กรุณาเลือกมาหนึ่ง”
“สอง?” ออเดรย์ถามเสียงต่ำ
กระต่ายยักษ์สีขาวพยักหน้าพร้อมกับกระดิกหู
“ข้อแรก กลายเป็นมิส ‘ทระนง’ แห่งสมาคมแปรจิตเต็มตัว พวกเราสามารถมองข้ามความลับของคุณ และยอมเพิกเฉยต่อบางการกระทำของคุณในอนาคต ขอเพียงคุณไม่เปิดเผยเรื่องของพวกเรา และไม่นำพาอันตรายมาสู่สมาคมแปรจิต แต่แน่นอน ตัวเลือกนี้มีข้อเสีย คุณต้องแบกรับภาระหน้าที่จำนวนหนึ่ง และจะต้องเข้าไปพัวพันกับปัญหามากมาย ความแตกต่างเพียงข้อเดียวก็คือ คุณจะได้รับความช่วยเหลือมากมาย และสามารถหลุดพ้นจากวิกฤติได้ทันท่วงที”
“แล้วข้อที่สอง?” ออเดรย์ไม่มีความคิดที่จะรับการชดเชยจากสมาคมแปรจิต การชดเชยที่ดีที่สุดของอีกฝ่ายคือการเลิกรังควานเธอ
นอกจากนั้น หญิงสาวยังกังขาว่า เจตนาเบื้องหลังคำขอโทษของมิสเตอร์โทสะ อาจเป็นการหลอกใช้เธอเพิ่มเติม
กระต่ายยักษ์สีขาวตอบด้วยท่าทีสุขุม
“ผมสามารถช่วยคุณสร้างตัวตนใหม่ เพื่อให้ ‘เธอ’ คอยอยู่ข้างๆ บุคคลที่คุณรัก คอยปกป้องและปลอบประโลมพวกเขา แต่ร่างหลักของคุณต้องอยู่ห่างจากพวกเขา ใช้ชีวิตบนโลกนี้ในอีกตัวตนหนึ่ง… ด้วยวิธีดังกล่าว ปัญหาที่คุณเข้าไปพัวพัน จะไม่ลุกลามไปถึงคนที่คุณต้องการปกป้อง… ในโลกเหนือธรรมชาติ มีบางครั้งและบางสถานการณ์ที่ การอยู่ให้ห่างที่สุด คือความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”
ออเดรย์เงียบงันเป็นเวลานาน ดวงตาสีเขียวดูคล้ายกับทะเลสาบสงบนิ่ง
“ยังไม่ต้องตอบผมตอนนี้ก็ได้ หรือจะผนวกทั้งสองวิธีก็ได้เช่นกัน” กระต่ายยักษ์สีขาวลุกจากเก้าอี้และอยู่ในท่ายืนสองขา “คุณทราบวิธีเข้าสู่สวนเอเดนดีอยู่แล้ว”
กล่าวจบ ร่างของมันค่อยๆ เลือนหายไป หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับทะเลจิตใต้สำนึกรวม
…
บายัม ภายในห้องหนึ่งของวิหารเทพสมุทร
ผู้ส่งสารแห่งเทพ เดนิสในชุดคลุมหรูหรา กำลังนั่งบนเก้าอี้พลางจ้องมองอัลเจอร์·วิลสันอย่างเงียบงัน
ความง่วงซึ่งสั่งสมจากการอดนอนตลอดทั้งคืน แปรเปลี่ยนเป็นความหวาดผวาสุดขีด
พระคาร์ดินัลแห่งโบสถ์วายุสลาตัน ต้องการแฝงตัวเข้ามาอยู่กับโบสถ์เทพสมุทร!
นี่คือเรื่องใหญ่ในเชิงศาสนา ในเชิงโลกเหนือธรรมชาติ และในเชิงการเมืองระหว่างอาณาจักร!
แม้มันจะเข้าใจธรรมชาติของโบสถ์วายุสลาตันเพียงผิวเผิน แต่เดนิสก็มั่นใจว่า ด้วยบุคลิกและรูปแบบการทำงานของอีกฝ่าย ย่อมไม่มีทางปล่อยเรื่องนี้เลยตามเลยแน่นอน บางทีภัยพิบัติที่พร้อมจะทำลายทั้งหมู่เกาะรอสต์ อาจกำลังเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาที่นี่
ไม่เพียงเท่านั้น พระคาร์ดินัลยังเป็นทรัพย์สินอันมีค่าในสายตาเทพวายุสลาตัน การทรยศของอัลเจอร์ อาจนำมาซึ่งเทวทัณฑ์ในทุกลมหายใจ… ยิ่งครุ่นคิด เดนิสก็ยิ่งสั่นสะท้าน ด้วยเกรงว่าตนจะโดนลูกหลงไปด้วย
มันอดไม่ได้ที่จะนึกถึงสุภาษิตจากบ้านเกิด:
“อย่าเข้าใกล้ผู้ถูกที่เทพทอดทิ้ง”
เพราะสายฟ้าที่ผ่าใส่คนเหล่านั้น อาจรุนแรงจนคนข้างๆ ได้รับผลกระทบ
หากไม่ใช่เพราะเกอร์มัน·สแปร์โรว์ส่งข้อความถึงเราล่วงหน้าในนามแห่งข้ารับใช้ของมิสเตอร์ฟูล ว่าให้ต้อนรับอัลเจอร์·วิลสันเป็นอย่างดี เราคงจับระเบิดเวลาที่หลบหนีออกมาลูกนี้มัดเอาไว้ และใส่กล่องส่งคืนกลับไปให้โบสถ์วายุสลาตัน… ยิ่งเดนิสหวาดกลัว มันก็ยิ่งรำพันภายในใจยืดยาว
แต่แน่นอน มันทำได้แค่คิด เพราะพลังของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันเกินไป
ผ่านไปสักพัก ใครบางคนเคาะประตู
เดนิสรีบลุกพรวด เดินไปทางประตูและเปิดแง้มออก
“ได้ความว่ายังไง?” มันถามเสียงต่ำ
หัวหน้าหน่วยข่าวกรองของโบสถ์เทพสมุทรด้านนอกประตู กล่าวเสียงสุขุม
“ลอร์ดเดนิส โบสถ์วายุสลาตันประกาศเปลี่ยนตัวพระคาร์ดินัล”
“แล้วคนเก่าล่ะ?” เดนิสถามด้วยความประหลาดใจ
“ข่าวที่ผมได้รับมาก็คือ พระคาร์ดินัลคนเก่าถูกส่งกลับไปประจำการที่สำนักงานใหญ่” หัวหน้าหน่วยข่าวกรองเล่าถึงข้อมูลที่มันสอบถามมาจากคนรับใช้ภายในมหาวิหารคลื่นสมุทร
กลับไปประจำการที่สำนักงานใหญ่… ขณะเดนิสสับสน สายหมอกสีเทาปกคลุมการมองเห็นของมันกะทันหัน
ตามมาด้วยเสียงของมิสเตอร์ฟูล:
“นับแต่นี้ไป อัลเจอร์จะสวมหน้ากากและทำหน้าที่สันตะปาปาแห่งโบสถ์เทพสมุทร”
……………………………
Related
ขณะไคลน์มองตรงไปข้างหน้า เปลวไฟสีแดงเข้มลุกท่วมร่างและกลืนกินชายหนุ่ม
เมื่อเปลวไฟกระจัดกระจาย ร่างของไคลน์ก็หายไปจากวิหารนักบุญแซมมวล
ภายในห้องว่างของโรงแรมธรรมดาแห่งหนึ่ง ไคลน์ก้าวออกจากเปลวไฟที่ลุกไหม้กลางอากาศ ลงมือประกอบพิธีกรรมสังเวยและรับมอบ
ผ่านไปสักพัก บานประตูมายาที่เกิดจากแสงเทียนพลันเปิดกว้าง เครื่องประดับโบราณบินออกจากความมืดมิดไร้ก้นบึ้ง ตกลงบนแท่นบูชา
เครื่องประดับชิ้นดังกล่าวดูคล้ายกับทำจากทองคำ ลักษณะภายนอกเหมือนกับนกรูปร่างผอมเพรียว รายล้อมด้วยปีกเปลวไฟสีซีด ดวงตาสีทองแดงอัดแน่นด้วยแสงสว่างหลายชั้น คล้ายกับด้านในมีประตูมายาซ่อนอยู่
ไคลน์กล่าวขอบคุณเทพธิดารัตติกาลด้วยความจริงใจ สิ้นสุดพิธีกรรม จากนั้นก็หยิบเครื่องประดับทองคำรูปนกขึ้นมา
ดูเหมือนจะเป็นรูปลักษณ์ของเกรจารี ต้นตระกูลฟีนิกซ์ในตำนาน…
นอกเหนือจากเส้นทางของพระองค์ เทพมรณาตนนี้น่าจะมีอำนาจในขอบเขตเส้นทางผู้ฝึกหัดด้วย เป็นข้อมูลที่ยืนยันได้จากซากปรักหักพังของเมืองหนึ่งในดินแดนเทพทอดทิ้งซึ่งนับถือฟีนิกซ์…
เข้าใจแล้วว่าทำไมเทพบรรพกาลส่วนใหญ่ยากที่จะควบคุมอารมณ์ และใกล้บ้าคลั่งกันทุกคน ไม่สิ พวกท่านคงสลับไปมาระหว่างภาวะบ้าคลั่งโดยสมบูรณ์กับการมีเหตุมีผล… ก่อนศิลาเย้ยเทพแผ่นที่หนึ่งจะปรากฏ เหล่าสัตว์วิเศษทั้งหมดล้วนปราศจากแนวคิดเกี่ยวกับเส้นทางผู้วิเศษ มีเพียงสัญชาตญาณการรวมตัว ขยายพันธุ์ และทดลองแบบส่งเดช… ไคลน์ถอนหายใจขณะตรวจสอบเครื่องประดับทองคำรูปนก
ในฐานะเจ้าของปราสาทต้นกำเนิด ชายหนุ่มสามารถสัมผัสถึงความเชื่อมโยงระหว่างเครื่องประดับชิ้นนี้กับแม่น้ำอันธการนิรันดร์
นี่คือเหตุผลที่มันสามารถบรรจุน้ำจากแม่น้ำอันธการนิรันดร์? แต่บางที น้ำจากแม่น้ำอันธการนิรันดร์ อาจไม่ใช่น้ำจริงๆ แต่เป็นสัญลักษณ์ในเชิงนามธรรม… ไคลน์ไตร่ตรองกับตัวเอง ก่อนจะโยนเครื่องประดับทองคำรูปนกเข้าไปในปราสาทต้นกำเนิด และผนึกมันไว้ในกองขยะเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน
…
บนยอดเขานอกเมืองบายัม
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดยืนมองชายฝั่งค่อยๆ ส่องสว่าง ดวงอาทิตย์สีส้มกลมดิกบรรจงยกตัวขึ้นจากเส้นขอบฟ้า
ผ่านไปสักระยะ ชายหนุ่มซึ่งแต่งกายด้วยชุดคลุมสีดำทรงโบราณและหมวกปลายแหลม ปรากฏตัวขึ้นด้านข้าง
ชายคนดังกล่าวเล่นแว่นตาผลึกสักพักก่อนจะสวมไว้ที่ตาขวา ไม่ใช่ใครนอกจากอามุนด์ ชายผู้กลายเป็นมิสเตอร์ข้อผิดพลาด
เซารอน·ไอน์ฮอร์น·เมดีซีเหล่ไปมองอามุนด์และกล่าว
“ดูเหมือนว่า สิ่งที่เจ้าใช้เป็นเครื่องสังเวยคือร่างต้นจริงๆ”
“ถ้าไม่ใช่ร่างต้น ข้าจะขโมยพิธีกรรมและแทนที่เบเทลได้อย่างไร?” อามุนด์ตอบด้วยรอยยิ้ม “ในฐานะนักวางแผน เจ้าน่าจะมองออกแต่แรก”
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดพ่นลมหายใจ
“ข้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเจ้าไม่ได้ใช้เล่ห์เหลี่ยมกับข้า? บางที เจ้าอาจอ่านการคาดเดาของข้าออกก็ได้?”
อามุนด์ยิ้ม ไม่ได้ตอบกลับตรงๆ เพียงหยิบมงกุฎประหลาดซึ่งปกคลุมไปด้วยสนิมและเลือดออกมา
“นี่เป็นรางวัล” มันโยนวัตถุดังกล่าวให้เซารอน·ไอน์ฮอร์น·เมดีซี
หลังจากวิญญาณมารเทวทูตสีชาดรับมงกุฎประหลาดไปถือ มันแสดงท่าทีตกตะลึง
“น่าทึ่งมากที่เจ้าไม่ผิดสัญญา”
“การทำในสิ่งตรงข้ามกับความคาดหวังของผู้คน ถือเป็นการหลอกลวงรูปแบบหนึ่ง” อามุนด์ขยับแว่นตาข้างขวาและกล่าวพลางยิ้ม “ข้าเฝ้ารอวันที่เจ้ากลายเป็นนักบวชสีชาดและกลืนกิน ‘แม่มด’ นั่น เมื่อเวลานั้นมาถึง ข้าอยากเห็นรูปลักษณ์ใหม่”
กล่าวจบ อามุนด์เผยรอยยิ้มบิดเบี้ยวซึ่งเจือความขบขันโดยไม่ปกปิด
เซารอน·ไอน์ฮอร์น·เมดีซีเงียบไปสักพักก่อนจะพูด
“ข้าไม่คิดว่ามันจะต่างจากปัจจุบันสักเท่าไร”
ปากเปื้อนเลือดถูกเปิดขึ้นบนแก้มทั้งสองข้าง แต่ก็ปิดกลับไปอย่างรวดเร็ว
อามุนด์ขยับกรอบแว่นตาข้างขวา มองไปยังอีกฟากของทะเลพลางกล่าว
“สถานการณ์ฝั่งทวีปตะวันตกช่างน่าสนใจ”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ร่างของมิสเตอร์ข้อผิดพลาด อดีตเทวทูตกาลเวลา ส่องสว่างก่อนจะเลือนหายไป
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดมองไปยังทิศทางเดียวกับอามุนด์ พลางโยนมงกุฎประหลาดในมือเล่น
บนแก้มทั้งสองข้าง ปากเปื้อนเลือดปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่ละข้างต่างกล่าวออกมา:
“หลังจากดูดซับตะกอนพลังก้อนนี้เสร็จ เจ้าควรออกห่างจากแบนชี”
“หากเจ้าต้องการให้หน้าอกพองออกและร่างกายบวม จะอยู่ต่อก็ไม่ว่าอะไร”
เมดีซียกมุมปาก
“นี่เป็นสิ่งที่พวกเจ้าต้องการไม่ใช่หรือ?”
…
ขณะหันหน้าเข้าหาแท่นบูชาซึ่งเต็มไปด้วยวัสดุและวัตถุวิเศษ ไคลน์ยกมือขวาขึ้นพร้อมกับดีดนิ้ว
โต๊ะรกเบื้องหน้ากลายเป็นว่างเปล่าและสะอาดสะอ้านทันที สิ่งของทั้งหมดถูกส่งกลับไปยังตำแหน่งเดิมของพวกมัน
นี่คือปาฏิหาริย์ที่เกิดจากการสั่งสมความปรารถนาของไคลน์
เมื่อเทียบกับผู้ชี้นำปาฏิหาริย์และบริวารเร้นลับคนอื่น ปาฏิหาริย์ของเรามีความหลากหลายและใช้งานได้สะดวกกว่ามาก มีทั้งการสร้างบ้าน ตกแต่งภายใน คัดแยกขยะ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และอื่นๆ … ไคลน์จ้องมองแท่นบูชาที่เก็บกวาดเรียบร้อยพลางขำกับตัวเอง
จากนั้น มันเปิดประตูห้องพักโรงแรมและเดินออกไปที่ถนน
มันต้องการเสริมสร้างความเป็นคนและรักษาเสถียรภาพของจิตใจ ด้วยการกลับสู่โลกความเป็นจริงและดำรงชีวิตในสังคมมนุษย์ ปัญหาในปัจจุบันของชายหนุ่มค่อนข้างรุนแรง หากให้มิสจัสติสลงมือรักษาทันทีโดยไม่กำราบเจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดินเสียก่อน เกรงว่าจิตแพทย์ส่วนตัวของตนอาจได้รับอาการทางจิตไปด้วย แต่แน่นอน หากมิสจัสติสเลื่อนเป็นลำดับ 2 ผลกระทบก็จะไม่ร้ายแรงสักเท่าไร
ปัจจุบัน เบ็คลันด์ถูกบูรณะกลับมาใหม่ จำนวนคนเดินถนนกลับมาใกล้เคียงจุดสูงสุดอีกครั้ง ทันทีที่ไคลน์เปิดประตูโรงแรมออกไป เสียงมากมายดังเข้ามาในโสตประสาททันที
“เดี๋ยว! รอก่อน!”
“ปลาทะเลสดจากท่าเรือพริสต์ เนื้อเยอะก้างน้อย เหมาะแก่การทอดในกระทะ!”
“เบียร์ขิงสูตรพิเศษเสริมพร้อมมัฟฟินกับมันฝรั่งทอด!”
“ซุปหอยนางรมสดร้อนๆ!”
“ผักสดที่สุดเท่าที่เคยมี!”
…
เสียงส่วนใหญ่ดังมาจากพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่บนถนน บางส่วนดังมาจากผู้โดยสารที่พยายามวิ่งตามรถม้าสาธารณะจนชนเข้ากับคนเดินถนน ช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายยามเช้าตรู่ถูกปกคลุมไปด้วยเสียงเอะอะและภาพความโกลาหล
หลังจากได้ยินเสียงตะโกนที่ทั้งคุ้นและไม่คุ้นเคย ไคลน์จ้องมองฉากตรงหน้าอย่างเงียบงัน ไม่มีการขยับตัวหลายนาที
จนกระทั่งสังเกตเห็นหัวขโมยรายหนึ่งย่างกรายเข้าใกล้ ชายหนุ่มรีบสอดมือล้วงกระเป๋าเสื้อขนสัตว์สีดำ เดินเข้าไปในร้านกาแฟที่ใกล้ที่สุด
“กาแฟคุณภาพดีหนึ่งแก้ว สตูเนื้อแกะกับถั่วลันเตา ขนมปังข้าวโอ๊ตหนึ่งก้อน” ไคลน์กล่าวกับเจ้าของร้านกาแฟราคาถูก
“ทั้งหมดสิบเอ็ดเพนนี” เจ้าของร้านตอบหลังจากคิดเลขในใจ
ตามด้วยเสริม
“ข้าวของราคาขึ้นทุกอย่าง”
ไคลน์ไม่กล่าวคำใด หยิบธนบัตรหนึ่งซูลจากกองขยะบนปราสาทต้นกำเนิด ยื่นให้เจ้าของร้าน
มันเลือกนั่งโต๊ะริมหน้าต่างซึ่งค่อนข้างสะอาด ดึงทิชชูสองสามแผ่นออกมารอง
ถัดมา ไคลน์กางกระดาษจดหมาย หยิบปากกาหมึกซึมสีแดงเข้มออกมาถือ
หลังจากดื่มด่ำทิวทัศน์ถนนยามเช้าและคนเดินถนนสักพัก ในที่สุดชายหนุ่มก็ลงมือเขียน:
“ถึงมิสเตอร์อะซิก”
“สาเหตุที่ผมไม่ได้เขียนจดหมายถึงคุณเมื่อหนึ่งเดือนก่อน เป็นเพราะผมต้องนอนนิ่งๆ สักระยะ ไม่ต้องกังวล ผมไม่ได้บาดเจ็บตรงไหน แต่เป็นเงื่อนไขของพิธีกรรม…”
“เมื่อตื่นขึ้นและกลับเข้าสังคมมนุษย์อีกครั้ง ผมมีโอกาสได้เดินไปตามท้องถนน และหวนนึกถึงช่วงชีวิตเมื่อครั้งทิงเก็นขึ้นมา”
“ในตอนนั้น ยามเช้ามักเอะอะวุ่นวายเสมอ ผู้คนจำนวนมากเร่งรีบออกจากบ้านเพื่อไปต่อแถวตามโรงงานหรือบริษัทต่างๆ พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่มารวมกันบนถนนเพื่อขายผัก อาหารปรุงสุก และผลไม้ซึ่งน่ากังขาในคุณภาพ เนื่องจากมีราคาต่ำจนน่าตกใจ”
“ผมมักจะคอยระวังกระเป๋าสตางค์ของตัวเอง แทรกตัวไปตามฝูงชนจนกระทั่งถึงป้าย รอเดินทางด้วยรถม้าสาธารณะพร้อมกับผู้คน”
“ผมทำงานที่บริษัทหนามทมิฬ อาคารหมายเลข 36 ถนนซุตแลนด์ มีเพื่อนร่วมงานที่ยอดเยี่ยม:”
“ดันน์·สมิทเป็นหัวหน้าและผู้นำของที่นี่ เขาเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ ใจดี และมีความรับผิดชอบสูง นิสัยอ่อนโยน ทำงานเก่ง และรักสมาชิกในทีมทุกคนมาก ข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คือ ความจำของเขาค่อนข้างแย่ หากไม่ใช่เรื่องสำคัญ แค่หันหลังกลับก็คงจะลืมแล้ว คำพูดติดปากของเขาก็คือ ‘เดี๋ยวก่อน ยังมีอีกเรื่อง’ แต่แน่นอน อาการความจำสั้นของเขามีสาเหตุ: เขาสูญเสียพวกพ้องมากเกินไป จึงหวังให้ทุกคนยังคงดำรงอยู่ภายในความฝัน ดังนั้น เขามักหลงลืมว่าส่วนใดเป็นความจริง และส่วนใดเป็นความฝัน”
“ลุงนีลล์เป็นครูศาสตร์เร้นลับคนแรกของผม ทักษะที่มีประโยชน์ที่สุดที่เขาสอนผมก็คือ ‘การเบิกงบ’ ลุงนีลล์มักจะคิดค้นพิธีกรรมเวทมนตร์สุดประหลาดเพื่อขอความช่วยเหลือจากเทพธิดาเสมอ บ้างสำเร็จ แต่บ้างเกิดอุบัติเหตุอันน่าขบขัน จนถึงวันนี้ ผมยังจดจำพวกมันได้ทั้งหมด เขาเป็นคนจิตใจดี ไม่คิดทำร้ายใครแม้ในยามไล่ล่าความฝันสูงสุดของชีวิต”
“เลียวนาร์ดเป็นนักกวีผู้มาพร้อมความลับ ตอนแรกผมคิดว่าเขาเป็นคนลึกลับ เป็นยอดฝีมือที่ต้องคอยเฝ้าจับตามอง แต่ในภายหลัง พบได้ทราบว่าหมอนั่นเป็นแค่ชายหนุ่มมักง่าย ไม่ละเอียด ใจร้อน หัวรั้น เป็นกันเอง และเอาสบายเข้าว่า แถมยังไม่มีพรสวรรค์ด้านกวีเลยสักนิด ทำได้แค่ท่องจำอย่างหนักเพื่อให้สวมบทบาทอย่างมีประสิทธิภาพ แต่เขาก็มีข้อดีอยู่บ้าง เป็นคนค่อนข้างกล้าหาญ สัญชาตญาณเฉียบแหลม และอนุมานเก่งในบางเรื่อง แต่ก็แค่บางเรื่องจริงๆ”
“ฟรายเป็นผู้วิเศษที่ดูเย็นชาจนคนอื่นไม่กล้าเข้าใกล้ แต่อันที่จริง เขามีความรับผิดชอบสูง กระตือรือร้น และมักยื่นมือเข้าหาคนที่ต้องการความช่วยเหลือเสมอ”
“โคเฮนรี่เป็นชายร่างเล็ก ตอนแรกอยู่ฝ่ายพลเรือน แต่ตอนหลังรวบรวมความกล้าสมัครเข้าทีมหลัก เขาฉลาดมาก ไม่เคยปฏิเสธคดี และทุกครั้งที่เล่นไพ่จะเล่าเรื่องคู่หมั้นให้ฟังเสมอ”
“โรแซนอยู่แผนกต้อนรับของบริษัทรักษาความปลอดภัยหนามทมิฬ เธอสดใสร่าเริง ขี้เล่นเล็กน้อย เป็นที่รักของทุกคน สำหรับพวกเรา เธอเปรียบดังน้องสาวคนเล็ก เธอรักพวกเราทุกคน แต่ขณะเดียวกันก็เกลียดทุกคนเช่นกัน เพราะพ่อของเธอเคยเป็นผู้วิเศษที่สละชีพอย่างกล้าหาญขณะออกปฏิบัติหน้าที่ บางที ภายในใจของเธอ สมาชิกทีมหลักคงเปรียบดังคนไข้ซึ่งถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้าย”
“มาดามโอเรียนน่าเป็นนักบัญชี เคยตกเป็นเหยื่อในคดีเหนือธรรมชาติ เป็นคนละเอียดและอ่อนโยน แสดงหาชีวิตที่ดี เธอเป็นคนไม่พูดมาก แต่จะคอยดูแลทุกคนเสมอ และไม่เคยเรื่องมากเกี่ยวกับการเงิน ยกตัวอย่างเช่น เธอแทบไม่เคยปฏิเสธคำร้องขอเบิกเงินสุดเหลวไหลของลุงนีลล์ ไม่ว่าเหตุผลที่เขียนมาจะไร้สาเหตุเพียงใดก็ตาม มาดามโอเรียนน่าจะโยนทั้งหมดให้หัวหน้าตัดสินใจเสมอ”
“มาดามซิก้า·ทีรอน เจ้าของผมสีขาวตามธรรมชาติสุดหายาก และยังเป็นนักเขียนที่ไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไร เป็นคนที่มีบุคลิกน่าหลงใหล นิสัยเงียบขรึม ดูไม่เหมือนผู้วิเศษที่ต่อสู้ในความมืดสักเท่าไร นอกจากนั้นยังกล้าหาญและเด็ดเดี่ยว ขณะกำลังทำภารกิจเสี่ยงตาย เธอไม่แม้แต่จะสั่นกลัว”
“มาดามรอยัลเป็นคนที่คล้ายกับฟรายมาก ทั้งคู่ต่างพูดน้อย แต่เอาใส่ใจเพื่อนร่วมงานเสมอ ใช่แล้ว ยกเว้นเวลาเล่นไพ่”
“ไบร์ทเป็นอัจฉริยะด้านการเขียนรายงาน เป็นสุภาพบุรุษสุดโรแมนติก รักภรรยามากแม้จะแต่งงานกันมาแล้วสิบห้าปี ผมคิดว่าเขามีชีวิตที่ดีเพราะคติประจำใจของเขาคือ ยิ่งรู้น้อย ยิ่งอายุยืน”
“ซีซาร์·ฟรานซิสเป็นคนขับรถม้าของพวกเรา แม้จะอยู่ฝ่ายพลเรือน แต่เขากลับต้องเผชิญอันตรายบ่อยครั้ง หัวหน้ามักมอบหมายให้เขาเป็นคนออกไปซื้อวัตถุดิบและข้าวของเครื่องใช้ให้ทีม เขาเก่งในการทำตัวไม่เป็นจุดสนใจ บางที นั่นอาจเป็นสาเหตุที่เขาอายุยืน”
“มีหลายครั้งที่ผมคิดว่า หากเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เกิดขึ้นในภายหลัง ปัจจุบันผมคงยังทำงานอยู่ที่ทิงเก็น เข้างานตรงเวลาทุกวัน ผลัดกันเข้าเวรใต้ดิน บ้างก็ออกไปทำคดีข้างนอก บ้างก็กลับมาเล่นไพ่กับเพื่อน หาโอกาสพาเบ็นสันกับเมลิสซ่าไปดูละครสัตว์เป็นครั้งคราว หากวันไหนกลับบ้านเร็วกว่าปรกติ ผมจะศึกษาเกี่ยวกับการทำอาหาร นั่นเป็นงานอดิเรกที่ผมถนัดมาก เมื่อถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมจะแวะไปเยี่ยมคุณและสนทนาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในแง่มุมต่างๆ …”
“น่าเสียดายที่ชีวิตมักผลักเราไปข้างหน้าเสมอ ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า”
Related
ภาพฉายเทพธิดารัตติกาลกล่าวอย่างใจเย็น
“สำหรับท่านหรือพวกท่าน เราไม่มีทางเอาชนะหรือหยุดยั้ง ทำได้เพียงต่อต้านและกำราบ”
บางที เมื่อถึงจุดหนึ่ง ความประมาทหรือเหม่อลอยแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้พวกเรากลายเป็น ‘ท่าน’ โดยไม่รู้ตัว… บนเส้นทางผู้วิเศษ อันตรายมักตามติดเราในทุกลมหายใจ ไม่รู้ว่าจะถูกดึงเข้าสู่ก้นเหวตอนไหน… ไคลน์เสริมคำพูดของเทพธิดารัตติกาลในใจ
มันไตร่ตรองสักพัก ก่อนจะถาม
“ในตอนที่ผมถือกำเนิด คุณทำอะไรบางอย่างใช่ไหม?”
ภาพฉายของเทพธิดารัตติกาลซึ่งดูคล้ายผสานเข้ากับสภาพแวดล้อม พยักหน้ารับเล็กน้อย:
“ฉันใช้เอกลักษณ์ของอันทีโกนัสสร้างอิทธิพลทางอ้อมกับปราสาทต้นกำเนิด เพื่อ ‘แผลง’ ตำแหน่งของตะกอนพลังที่ถือกำเนิดมาพร้อมคุณ เข้ากับดินแดนเทพทอดทิ้ง”
อย่างที่คิด… ไคลน์ถอนหายใจเงียบ ตามด้วยขมวดคิ้วถาม
“เอกลักษณ์ของอันทีโกนัสสามารถส่งอิทธิพลทางอ้อมกับปราสาทต้นกำเนิด?”
เสียงที่ภาพฉายเทพธิดารัตติกาลเปล่งออกมา ฟังดูชวนฝันเหนือพรรณนา
“เขาคลุ้มคลั่งและเสียสติไปแล้ว… กล่าวคือ จิตใต้สำนึกของเขามิอาจระงับเจตจำนงของราชันเร้นลับไว้ได้ จิตของคนทั้งสองจึงถูกเย็บเข้าด้วยกัน หลงเหลือเพียงสัญชาตญาณดิบ ความกระหายเลือด และความบ้าคลั่ง… เนื่องจากราชันเร้นลับคืออดีตเจ้าของปราสาทต้นกำเนิด อันทีโกนัสในปัจจุบันจึงสามารถสร้างอิทธิพลทางอ้อมผ่านตัวตนดังกล่าวได้โดยธรรมชาติ”
เข้าใจแล้วว่าทำไมเทพธิดารัตติกาลถึงมีข้อมูลของปราสาทต้นกำเนิดมากกว่าโรซายล์ ในแง่หนึ่ง พระองค์เกิดจากปราสาทต้นกำเนิด และในอีกแง่หนึ่ง พระองค์ทรงคุมขังอันทีโกนัสที่เสียสติและคลุ้มคลั่ง… ไคลน์ซึ่งเริ่มกระจ่าง ยิงคำถามต่อ
“ทำไมในกรณีของคุณกับโรซายล์ถึงไม่มีตะกอนพลังถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกัน?”
เพราะหากเป็นเช่นนั้น ทั้งโรซายล์และเทพธิดารัตติกาลย่อมต้องเลือกเส้นทางนักทำนาย ผู้ฝึกหัด หรือไม่ก็นักจารกรรมแน่นอน
ภาพฉายเทพธิดารัตติกาลกล่าวเสียงเรียบ
“นั่นคือเหตุผลที่ฉันกล่าวว่า ราชันเร้นลับสูญเสียพลังไปมากมาย จนมิอาจควบคุมหลายปัจจัยให้เป็นไปตามความต้องการ… หลังจากเผชิญความล้มเหลวสองครั้งติดต่อ ดูเหมือนว่าปราสาทต้นกำเนิดจะเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง… นี่ถือเป็นโชคดีสำหรับคุณ เพราะยิ่งเข้าใกล้วันสิ้นโลก เจตจำนงที่หลงเหลือของราชันเร้นลับก็ยิ่งเจือจางลง จนกระทั่งเหลือเพียงตราประทับทางจิตที่พยายามลืมตาตื่น… หากคุณถือกำเนิดในยุคสมัยที่สี่ คุณจะกลายเป็น ‘พระองค์’ ทันทีที่เลื่อนเป็นบริวารเร้นลับ”
นั่นเพราะไคลน์เลื่อนเป็นลำดับ 1 ด้วยตะกอนพลังของ ‘ม่าน’ ซึ่งราชันสวรรค์ฟ้าดินเป็นเหลือทิ้งไว้โดยตรง แต่ในทางกลับกัน ตะกอนพลังในร่างของเทวทูตอย่างอันทีโกนัสและซาราธ เคยผ่านกระบวนการทำให้จิตใต้สำนึกเจือจางลงเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะด้วยฝีมือผู้วิเศษหรือสัตว์วิเศษ
ไคลน์สัมผัสได้อย่างเลือนรางว่า เทพธิดารัตติกาลมีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับความตายของราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค แต่พระองค์จงใจไม่พูดออกมา ส่งผลให้ไคลน์ตัดสินใจไม่ถาม เปลี่ยนไปสนทนาในหัวข้ออื่นแทน:
“อันทีโกนัสปรองดองกับเอกลักษณ์ของเดอะฟูลด้วยวิธีใด”
ภาพฉายในความฝันของเทพธิดารัตติกาลไม่ปิดบัง เธอเปล่งเสียงแผ่ว
“ขอความช่วยเหลือจากอาดัมและอามุนด์… ในสมัยนั้น พวกเขาคอยสนับสนุนอลิสต้า·ทูดอร์เหมือนกัน”
“ใช้พลังของม้าไม้ชะตากรรม?” ไคลน์โพล่งเข้าประเด็นหลังจากนำคำใบ้ของวิล·อัสตินมาคิดประกอบ
ภาพฉายของเทพธิดารัตติกาลซึ่งเปรียบดังผืนนภายามราตรีเดินได้ ส่งเสียงคล้ายกับกำลังปลอบประโลมสภาพแวดล้อม:
“พวกเขาจับตัวครึ่งเทพจากจักรวรรดิโซโลมอนมาหนึ่งคน ให้อาดัมสะกดจิตในเชิงลึก ปลูกฝังความทรงจำบางอย่าง ทำให้อีกฝ่ายเชื่อโดยสนิทใจว่าตนคืออันทีโกนัส… จากนั้น อามุนด์ทำการขโมยตัวตนและชะตากรรมของอันทีโกนัสไป โดยที่อันทีโกนัสใช้อำนาจการ ‘แผลง’ เพื่อผสานตัวตนและชะตากรรมในมืออามุนด์เข้ากับ ‘เหยื่อ’ … หลังจากครึ่งเทพแห่งจักรวรรดิโซโลมอนดำรงอยู่ในสภาวะอันทีโกนัสไปได้สักพัก ชายคนนั้นก็เกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะปรองดองกับเอกลักษณ์ของเดอะฟูล… ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาคลุ้มคลั่ง และในวินาทีนั้นเอง อันทีโกนัสตัวจริงได้ยกเลิกการ ‘แผลง’ ส่งผลให้ตัวตนกับชะตากรรมของอันทีโกนัสกลับมาอยู่ในมืออามุนด์ จากนั้นอามุนด์ได้ยุติการขโมย เป็นการส่งคืนตัวตนและชะตากรรมกลับสู่เจ้าของเดิม”
ตั้งใจฟังสักพัก ไคลน์เสริมด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“ด้วยวิธีดังกล่าว ผลลัพธ์จึงเทียบเท่า ‘อันทีโกนัสปรองดองกับตะกอนพลังล้มเหลวจนคลุ้มคลั่ง’ และ ‘อันทีโกนัสยังคงสบายดี’ เกิดเป็นการดำรงอยู่ของสองชะตากรรมที่ขัดแย้งกันบนโลกความจริง จึงนับว่าชะตากรรม ‘ถูกปั่นหัว’ ในระดับหนึ่ง…”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ไคลน์สังเกตเห็นอันตราย จึงถามด้วยความสงสัย
“วิธีนี้จะไม่เป็นปัญหาจริงหรือ?”
“เสี่ยงมาก” ภาพฉายความฝันของเทพธิดารัตติกาลตอบอย่างใจเย็น “การแบกรับชะตากรรมไม่ใช่เรื่องง่าย หากดึงชะตากรรมกลับคืนร่างต้นไม่ประจวบเหมาะกับจังหวะที่อีกฝ่ายใกล้คลุ้มคลั่งพอดิบพอดี ผลลัพธ์จะออกมาล้มเหลว: หากดึงกลับเร็วเกินไป พิธีกรรมจะไม่สัมฤทธิผล; หากดึงกลับช้าเกินไป อันทีโกนัสต้องแบกรับชะตากรรมคลุ้มคลั่งและตกอยู่ในสภาพเดียวกับเหยื่อ”
ถูกเผง การแบกรับชะตากรรมแทน ต้องเผชิญความเสี่ยงที่จะแถมมากับชะตากรรม… ไม่อย่างนั้น อามุนด์คงขโมยชะตากรรมของเราไปนานแล้ว กลายเป็นเจ้าของปราสาทต้นกำเนิดคนใหม่… ไคลน์พึมพำเงียบ เริ่มวิเคราะห์พิธีกรรมของอันทีโกนัสเพื่อหาส่วนที่เลียนแบบได้
ภายใต้สมมติฐานที่ว่า การประกอบพิธีกรรมตามปรกตินั้นยากจะทำให้สำเร็จ อีกทั้งเวลาก็ยังกระชั้นชิดเข้ามา ดูเหมือนว่าการ ‘ประกอบพิธีกรรมทางลัด’ เพื่อปรองดองกับเอกลักษณ์ของเดอะฟูล จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้ว
หากได้เป็นฮาล์ฟฟูล ประสิทธิภาพในการควบคุมปราสาทต้นกำเนิดของเราจะเพิ่มขึ้น ระดับตัวตนและความแข็งแกร่งจะทัดเทียมเทพแท้จริงเป็นอย่างน้อย และด้วยสถานะดังกล่าว ต่อให้ไม่มีโอกาสชนะเทพสองเส้นทางอย่างอามุนด์ แต่ก็คงพอจะปกป้องตัวเองและอดทนรอให้ความช่วยเหลือมาถึง… ไคลน์ร่างแผนประกอบพิธีกรรมเบื้องต้น ขณะเดียวกันก็คำนึงถึงจุดแข็งที่ตนจะได้รับหากพิธีประสบความสำเร็จ
ชายหนุ่มเตรียมจะขอให้เทพธิดารัตติกาลช่วยกำราบบรรพชนตระกูลอันทีโกนัส จากนั้นก็ใช้พลังของปราสาทต้นกำเนิดขโมยตัวตน ชะตากรรม และจิตใต้สำนึกของอีกฝ่าย
ด้วยวิธีดังกล่าว ภายในร่างไคลน์จะประกอบไปด้วย: จิตใต้สำนึกของไคลน์เอง เจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดิน จิตใต้สำนึกของบรรพชนอันทีโกนัส และหลักยึดเหนี่ยวจากชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ จันทราใหม่ และหมู่เกาะรอสต์ กล่าวคือ ไคลน์จะกลายเป็นอันทีโกนัสในระดับหนึ่ง ซึ่งต้องแบกรับชะตากรรมที่ต้องเสียสติและคลุ้มคลั่ง
สาเหตุที่อันทีโกนัสเสียสติ เป็นเพราะจิตใต้สำนึกของมันมิอาจกำราบเจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดินไว้ได้ ส่งผลให้จิตของทั้งสองถูกเย็บติดกันเป็นหนึ่งเดียว ดังนั้น เมื่อจิตใต้สำนึกของอันทีโกนัสถูกย้ายเข้ามาในร่างไคลน์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เหตุการณ์ในอดีตจะเกิดขึ้นซ้ำรอยอีกครั้ง เนื่องจากเจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดินในร่างไคลน์ก็แข็งแกร่งไม่ต่างจากในร่างอีกฝ่าย
กล่าวคือ ไคลน์มิอาจเลี่ยงชะตากรรมที่ต้องเสียสติและคลุ้มคลั่ง แต่อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่า จะไม่มีผลข้างเคียงด้านอื่นนอกเหนือจากนี้ และภายใต้สภาวะดังกล่าว จิตใต้สำนึกของไคลน์ซึ่งมีหลักยึดเหนี่ยวมากกว่าอันทีโกนัส ย่อมกลายเป็นจิตหลักโดยยังหลงเหลือสติสัมปชัญญะอย่างเจือจาง
ถึงตรงนี้ ไคลน์จะใช้ตัวตนของอันทีโกนัสเพื่อปรองดองกับเอกลักษณ์ของเดอะฟูล แต่ในแง่ของชะตากรรม อันทีโกนัสได้ปรองดองกับเอกลักษณ์มานานแล้ว การพยายามปรองดองจึงไม่เกิดผลลัพธ์ใด
นี่คือการปั่นหัวชะตากรรม
หลังจากพิธีกรรมสิ้นสุด ไคลน์จะยกเลิกการ ‘ขโมย’ เพื่อฟื้นฟูตัวตนและชะตากรรมกลับคืนมา ไม่หลงเหลือจิตของอันทีโกนัสซึ่งเป็นบ่อเกิดความบ้าคลั่ง เปลี่ยนตัวเองกลายเป็นฮาล์ฟฟูลโดยสมบูรณ์
ปัญหาของแผนการนี้มีอยู่สองจุด: หนึ่งคือ ต้องรักษาสภาพจิตใจของตัวเองไว้ให้มั่นคง หากพลาดเพียงเล็กน้อย ไคลน์อาจเสียสติจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย จุดที่สอง หลังจากขโมยจิตใต้สำนึกของอันทีโกนัสมาใส่ในร่างตัวเอง ไคลน์ยังไม่แน่ใจว่า เจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดินในร่างหลักของอันทีโกนัส จะลืมตาตื่นขึ้นในระดับใด และสร้างการเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน ในแง่นี้ มันทำได้เพียงขอให้เทพธิดารัตติกาลช่วยกำราบ
คล้ายกับภาพฉายของเทพธิดารัตติกาลคาดเดาความคิดชายหนุ่ม:
“หากคุณต้องการขโมยชะตากรรมของอันทีโกนัส ควรทำให้เขาตกอยู่ในสภาวะหลับใหลชั่วนิรันดร์เสียก่อน… ฉันสามารถช่วยได้ แต่จำเป็นต้องใช้สื่อกลางเพื่อให้มั่นใจในผลลัพธ์ ต้องไม่ลืมว่านี่คือเทวทูตผู้ปรองดองกับเอกลักษณ์ของเดอะฟูลเรียบร้อยแล้ว”
“สื่อกลางแบบไหน” ไคลน์ถามด้วยสีหน้าครุ่นคิด
ภาพฉายของเทพธิดารัตติกาลเผยรอยยิ้ม
“น้ำจากแม่น้ำอันธการนิรันดร์”
อย่างที่คิด… สำหรับไคลน์ คำตอบเช่นนี้มิใช่ของแปลกใหม่ ยังคงอยู่ภายใต้ขอบเขตการคาดเดา และรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น
มันครุ่นคิดสักพัก
“แค่น้ำจากแม่น้ำใช่ไหม?”
ภาพฉายในความฝันเทพธิดารัตติกาลพยักหน้ารับแผ่วเบา
“ตัวคุณในตอนนี้ยังมิอาจนำแม่น้ำอันธการนิรันดร์ออกมาได้ทั้งหมด เมื่อเข้าไปในส่วนลึกของเมืองกัลเดรอนแล้วจะเข้าใจเอง… หากมีคำถามเพิ่มเติม ไว้กลับมาค่อยถามก็ยังไม่สาย”
โดยไม่รอคำตอบจากไคลน์ เธอเสริม
“สำหรับคุณ ที่นั่นมีอันตรายซึ่งค่อนข้างน่ากังวล ควรรอให้สภาพจิตใจเกิดเสถียรภาพก่อนลงมือสำรวจ”
“ตกลง” แม้ใครจะยังไม่ทราบต้นตอของปัญหา แต่มันทราบดีว่า สถานะในปัจจุบันของตนยังไม่เหมาะแก่การผจญภัย โดยเฉพาะการผจญภัยที่เกี่ยวข้องกับ ‘แก่นแท้แห่งต้นกำเนิด’
ภาพฉายของเทพธิดารัตติกาลกล่าวต่อ
“เมื่อคุณตื่นขึ้น จงประกอบพิธีกรรมสังเวยและรับมอบ ฉันจะส่งวัตถุที่สามารถตักน้ำในแม่น้ำอันธการนิรันดร์ไปให้”
ไคลน์พยักหน้ารับ กล่าวโดยไม่เวิ่นเว้อ
“อาดัมคือส่วนหนึ่งของเทพสุริยันบรรพกาล เป็นหนึ่งในตัวตนของเขา”
เทพธิดารัตติกาลปราศจากการผันผวนทางอารมณ์ เพียงกล่าวด้วยเสียงนุ่มนวลและผ่อนคลาย
“ตอนนี้เขาไปถึงดินแดนเทพทอดทิ้งและเผชิญหน้ากับพระผู้สร้างแท้จริงแล้ว”
เร็วมาก… หลังจากผงะไปเล็กน้อย ไคลน์เริ่มพบว่านั่นสมเหตุสมผล
อาดัมยอมเปิดเผยความลับ เพราะความลับนั้นไม่มีค่าอีกต่อไป
ภาพฉายของเทพธิดารัตติกาลยังคงเล่าต่อ
“เกี่ยวกับอาดัม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ กว่าบทสรุปจะออกมาก็คงกินเวลานาน คุณยังไม่จำเป็นต้องใส่ใจ”
หลังจากไคลน์ผงกศีรษะ ภาพฉายตรงหน้าพลันพร่ามัวในทันที กอวานิลลารัตติกาลและบุปผาหลับใหลข้างฝ่าเท้าชายหนุ่มทยอยลอยขึ้นไปในอากาศ ก่อนจะผสานเป็นหนึ่งเดียวกับความมืด
มันลืมตาขึ้น มองเห็นห้องโถงอันมืดมิดซึ่งมีแสงบริสุทธิ์ส่องลอดช่องว่างบนกำแพง อย่างหลังดูคล้ายกับดวงดาวท่ามกลางค่ำคืนอันสุขสงบ
…………………………
Related
ภาพฉายเทพธิดารัตติกาลกล่าวอย่างใจเย็น
“สำหรับท่านหรือพวกท่าน เราไม่มีทางเอาชนะหรือหยุดยั้ง ทำได้เพียงต่อต้านและกำราบ”
บางที เมื่อถึงจุดหนึ่ง ความประมาทหรือเหม่อลอยแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้พวกเรากลายเป็น ‘ท่าน’ โดยไม่รู้ตัว… บนเส้นทางผู้วิเศษ อันตรายมักตามติดเราในทุกลมหายใจ ไม่รู้ว่าจะถูกดึงเข้าสู่ก้นเหวตอนไหน… ไคลน์เสริมคำพูดของเทพธิดารัตติกาลในใจ
มันไตร่ตรองสักพัก ก่อนจะถาม
“ในตอนที่ผมถือกำเนิด คุณทำอะไรบางอย่างใช่ไหม?”
ภาพฉายของเทพธิดารัตติกาลซึ่งดูคล้ายผสานเข้ากับสภาพแวดล้อม พยักหน้ารับเล็กน้อย:
“ฉันใช้เอกลักษณ์ของอันทีโกนัสสร้างอิทธิพลทางอ้อมกับปราสาทต้นกำเนิด เพื่อ ‘แผลง’ ตำแหน่งของตะกอนพลังที่ถือกำเนิดมาพร้อมคุณ เข้ากับดินแดนเทพทอดทิ้ง”
อย่างที่คิด… ไคลน์ถอนหายใจเงียบ ตามด้วยขมวดคิ้วถาม
“เอกลักษณ์ของอันทีโกนัสสามารถส่งอิทธิพลทางอ้อมกับปราสาทต้นกำเนิด?”
เสียงที่ภาพฉายเทพธิดารัตติกาลเปล่งออกมา ฟังดูชวนฝันเหนือพรรณนา
“เขาคลุ้มคลั่งและเสียสติไปแล้ว… กล่าวคือ จิตใต้สำนึกของเขามิอาจระงับเจตจำนงของราชันเร้นลับไว้ได้ จิตของคนทั้งสองจึงถูกเย็บเข้าด้วยกัน หลงเหลือเพียงสัญชาตญาณดิบ ความกระหายเลือด และความบ้าคลั่ง… เนื่องจากราชันเร้นลับคืออดีตเจ้าของปราสาทต้นกำเนิด อันทีโกนัสในปัจจุบันจึงสามารถสร้างอิทธิพลทางอ้อมผ่านตัวตนดังกล่าวได้โดยธรรมชาติ”
เข้าใจแล้วว่าทำไมเทพธิดารัตติกาลถึงมีข้อมูลของปราสาทต้นกำเนิดมากกว่าโรซายล์ ในแง่หนึ่ง พระองค์เกิดจากปราสาทต้นกำเนิด และในอีกแง่หนึ่ง พระองค์ทรงคุมขังอันทีโกนัสที่เสียสติและคลุ้มคลั่ง… ไคลน์ซึ่งเริ่มกระจ่าง ยิงคำถามต่อ
“ทำไมในกรณีของคุณกับโรซายล์ถึงไม่มีตะกอนพลังถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกัน?”
เพราะหากเป็นเช่นนั้น ทั้งโรซายล์และเทพธิดารัตติกาลย่อมต้องเลือกเส้นทางนักทำนาย ผู้ฝึกหัด หรือไม่ก็นักจารกรรมแน่นอน
ภาพฉายเทพธิดารัตติกาลกล่าวเสียงเรียบ
“นั่นคือเหตุผลที่ฉันกล่าวว่า ราชันเร้นลับสูญเสียพลังไปมากมาย จนมิอาจควบคุมหลายปัจจัยให้เป็นไปตามความต้องการ… หลังจากเผชิญความล้มเหลวสองครั้งติดต่อ ดูเหมือนว่าปราสาทต้นกำเนิดจะเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง… นี่ถือเป็นโชคดีสำหรับคุณ เพราะยิ่งเข้าใกล้วันสิ้นโลก เจตจำนงที่หลงเหลือของราชันเร้นลับก็ยิ่งเจือจางลง จนกระทั่งเหลือเพียงตราประทับทางจิตที่พยายามลืมตาตื่น… หากคุณถือกำเนิดในยุคสมัยที่สี่ คุณจะกลายเป็น ‘พระองค์’ ทันทีที่เลื่อนเป็นบริวารเร้นลับ”
นั่นเพราะไคลน์เลื่อนเป็นลำดับ 1 ด้วยตะกอนพลังของ ‘ม่าน’ ซึ่งราชันสวรรค์ฟ้าดินเป็นเหลือทิ้งไว้โดยตรง แต่ในทางกลับกัน ตะกอนพลังในร่างของเทวทูตอย่างอันทีโกนัสและซาราธ เคยผ่านกระบวนการทำให้จิตใต้สำนึกเจือจางลงเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะด้วยฝีมือผู้วิเศษหรือสัตว์วิเศษ
ไคลน์สัมผัสได้อย่างเลือนรางว่า เทพธิดารัตติกาลมีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับความตายของราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค แต่พระองค์จงใจไม่พูดออกมา ส่งผลให้ไคลน์ตัดสินใจไม่ถาม เปลี่ยนไปสนทนาในหัวข้ออื่นแทน:
“อันทีโกนัสปรองดองกับเอกลักษณ์ของเดอะฟูลด้วยวิธีใด”
ภาพฉายในความฝันของเทพธิดารัตติกาลไม่ปิดบัง เธอเปล่งเสียงแผ่ว
“ขอความช่วยเหลือจากอาดัมและอามุนด์… ในสมัยนั้น พวกเขาคอยสนับสนุนอลิสต้า·ทูดอร์เหมือนกัน”
“ใช้พลังของม้าไม้ชะตากรรม?” ไคลน์โพล่งเข้าประเด็นหลังจากนำคำใบ้ของวิล·อัสตินมาคิดประกอบ
ภาพฉายของเทพธิดารัตติกาลซึ่งเปรียบดังผืนนภายามราตรีเดินได้ ส่งเสียงคล้ายกับกำลังปลอบประโลมสภาพแวดล้อม:
“พวกเขาจับตัวครึ่งเทพจากจักรวรรดิโซโลมอนมาหนึ่งคน ให้อาดัมสะกดจิตในเชิงลึก ปลูกฝังความทรงจำบางอย่าง ทำให้อีกฝ่ายเชื่อโดยสนิทใจว่าตนคืออันทีโกนัส… จากนั้น อามุนด์ทำการขโมยตัวตนและชะตากรรมของอันทีโกนัสไป โดยที่อันทีโกนัสใช้อำนาจการ ‘แผลง’ เพื่อผสานตัวตนและชะตากรรมในมืออามุนด์เข้ากับ ‘เหยื่อ’ … หลังจากครึ่งเทพแห่งจักรวรรดิโซโลมอนดำรงอยู่ในสภาวะอันทีโกนัสไปได้สักพัก ชายคนนั้นก็เกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะปรองดองกับเอกลักษณ์ของเดอะฟูล… ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาคลุ้มคลั่ง และในวินาทีนั้นเอง อันทีโกนัสตัวจริงได้ยกเลิกการ ‘แผลง’ ส่งผลให้ตัวตนกับชะตากรรมของอันทีโกนัสกลับมาอยู่ในมืออามุนด์ จากนั้นอามุนด์ได้ยุติการขโมย เป็นการส่งคืนตัวตนและชะตากรรมกลับสู่เจ้าของเดิม”
ตั้งใจฟังสักพัก ไคลน์เสริมด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“ด้วยวิธีดังกล่าว ผลลัพธ์จึงเทียบเท่า ‘อันทีโกนัสปรองดองกับตะกอนพลังล้มเหลวจนคลุ้มคลั่ง’ และ ‘อันทีโกนัสยังคงสบายดี’ เกิดเป็นการดำรงอยู่ของสองชะตากรรมที่ขัดแย้งกันบนโลกความจริง จึงนับว่าชะตากรรม ‘ถูกปั่นหัว’ ในระดับหนึ่ง…”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ไคลน์สังเกตเห็นอันตราย จึงถามด้วยความสงสัย
“วิธีนี้จะไม่เป็นปัญหาจริงหรือ?”
“เสี่ยงมาก” ภาพฉายความฝันของเทพธิดารัตติกาลตอบอย่างใจเย็น “การแบกรับชะตากรรมไม่ใช่เรื่องง่าย หากดึงชะตากรรมกลับคืนร่างต้นไม่ประจวบเหมาะกับจังหวะที่อีกฝ่ายใกล้คลุ้มคลั่งพอดิบพอดี ผลลัพธ์จะออกมาล้มเหลว: หากดึงกลับเร็วเกินไป พิธีกรรมจะไม่สัมฤทธิผล; หากดึงกลับช้าเกินไป อันทีโกนัสต้องแบกรับชะตากรรมคลุ้มคลั่งและตกอยู่ในสภาพเดียวกับเหยื่อ”
ถูกเผง การแบกรับชะตากรรมแทน ต้องเผชิญความเสี่ยงที่จะแถมมากับชะตากรรม… ไม่อย่างนั้น อามุนด์คงขโมยชะตากรรมของเราไปนานแล้ว กลายเป็นเจ้าของปราสาทต้นกำเนิดคนใหม่… ไคลน์พึมพำเงียบ เริ่มวิเคราะห์พิธีกรรมของอันทีโกนัสเพื่อหาส่วนที่เลียนแบบได้
ภายใต้สมมติฐานที่ว่า การประกอบพิธีกรรมตามปรกตินั้นยากจะทำให้สำเร็จ อีกทั้งเวลาก็ยังกระชั้นชิดเข้ามา ดูเหมือนว่าการ ‘ประกอบพิธีกรรมทางลัด’ เพื่อปรองดองกับเอกลักษณ์ของเดอะฟูล จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้ว
หากได้เป็นฮาล์ฟฟูล ประสิทธิภาพในการควบคุมปราสาทต้นกำเนิดของเราจะเพิ่มขึ้น ระดับตัวตนและความแข็งแกร่งจะทัดเทียมเทพแท้จริงเป็นอย่างน้อย และด้วยสถานะดังกล่าว ต่อให้ไม่มีโอกาสชนะเทพสองเส้นทางอย่างอามุนด์ แต่ก็คงพอจะปกป้องตัวเองและอดทนรอให้ความช่วยเหลือมาถึง… ไคลน์ร่างแผนประกอบพิธีกรรมเบื้องต้น ขณะเดียวกันก็คำนึงถึงจุดแข็งที่ตนจะได้รับหากพิธีประสบความสำเร็จ
ชายหนุ่มเตรียมจะขอให้เทพธิดารัตติกาลช่วยกำราบบรรพชนตระกูลอันทีโกนัส จากนั้นก็ใช้พลังของปราสาทต้นกำเนิดขโมยตัวตน ชะตากรรม และจิตใต้สำนึกของอีกฝ่าย
ด้วยวิธีดังกล่าว ภายในร่างไคลน์จะประกอบไปด้วย: จิตใต้สำนึกของไคลน์เอง เจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดิน จิตใต้สำนึกของบรรพชนอันทีโกนัส และหลักยึดเหนี่ยวจากชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ จันทราใหม่ และหมู่เกาะรอสต์ กล่าวคือ ไคลน์จะกลายเป็นอันทีโกนัสในระดับหนึ่ง ซึ่งต้องแบกรับชะตากรรมที่ต้องเสียสติและคลุ้มคลั่ง
สาเหตุที่อันทีโกนัสเสียสติ เป็นเพราะจิตใต้สำนึกของมันมิอาจกำราบเจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดินไว้ได้ ส่งผลให้จิตของทั้งสองถูกเย็บติดกันเป็นหนึ่งเดียว ดังนั้น เมื่อจิตใต้สำนึกของอันทีโกนัสถูกย้ายเข้ามาในร่างไคลน์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เหตุการณ์ในอดีตจะเกิดขึ้นซ้ำรอยอีกครั้ง เนื่องจากเจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดินในร่างไคลน์ก็แข็งแกร่งไม่ต่างจากในร่างอีกฝ่าย
กล่าวคือ ไคลน์มิอาจเลี่ยงชะตากรรมที่ต้องเสียสติและคลุ้มคลั่ง แต่อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่า จะไม่มีผลข้างเคียงด้านอื่นนอกเหนือจากนี้ และภายใต้สภาวะดังกล่าว จิตใต้สำนึกของไคลน์ซึ่งมีหลักยึดเหนี่ยวมากกว่าอันทีโกนัส ย่อมกลายเป็นจิตหลักโดยยังหลงเหลือสติสัมปชัญญะอย่างเจือจาง
ถึงตรงนี้ ไคลน์จะใช้ตัวตนของอันทีโกนัสเพื่อปรองดองกับเอกลักษณ์ของเดอะฟูล แต่ในแง่ของชะตากรรม อันทีโกนัสได้ปรองดองกับเอกลักษณ์มานานแล้ว การพยายามปรองดองจึงไม่เกิดผลลัพธ์ใด
นี่คือการปั่นหัวชะตากรรม
หลังจากพิธีกรรมสิ้นสุด ไคลน์จะยกเลิกการ ‘ขโมย’ เพื่อฟื้นฟูตัวตนและชะตากรรมกลับคืนมา ไม่หลงเหลือจิตของอันทีโกนัสซึ่งเป็นบ่อเกิดความบ้าคลั่ง เปลี่ยนตัวเองกลายเป็นฮาล์ฟฟูลโดยสมบูรณ์
ปัญหาของแผนการนี้มีอยู่สองจุด: หนึ่งคือ ต้องรักษาสภาพจิตใจของตัวเองไว้ให้มั่นคง หากพลาดเพียงเล็กน้อย ไคลน์อาจเสียสติจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย จุดที่สอง หลังจากขโมยจิตใต้สำนึกของอันทีโกนัสมาใส่ในร่างตัวเอง ไคลน์ยังไม่แน่ใจว่า เจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดินในร่างหลักของอันทีโกนัส จะลืมตาตื่นขึ้นในระดับใด และสร้างการเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน ในแง่นี้ มันทำได้เพียงขอให้เทพธิดารัตติกาลช่วยกำราบ
คล้ายกับภาพฉายของเทพธิดารัตติกาลคาดเดาความคิดชายหนุ่ม:
“หากคุณต้องการขโมยชะตากรรมของอันทีโกนัส ควรทำให้เขาตกอยู่ในสภาวะหลับใหลชั่วนิรันดร์เสียก่อน… ฉันสามารถช่วยได้ แต่จำเป็นต้องใช้สื่อกลางเพื่อให้มั่นใจในผลลัพธ์ ต้องไม่ลืมว่านี่คือเทวทูตผู้ปรองดองกับเอกลักษณ์ของเดอะฟูลเรียบร้อยแล้ว”
“สื่อกลางแบบไหน” ไคลน์ถามด้วยสีหน้าครุ่นคิด
ภาพฉายของเทพธิดารัตติกาลเผยรอยยิ้ม
“น้ำจากแม่น้ำอันธการนิรันดร์”
อย่างที่คิด… สำหรับไคลน์ คำตอบเช่นนี้มิใช่ของแปลกใหม่ ยังคงอยู่ภายใต้ขอบเขตการคาดเดา และรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น
มันครุ่นคิดสักพัก
“แค่น้ำจากแม่น้ำใช่ไหม?”
ภาพฉายในความฝันเทพธิดารัตติกาลพยักหน้ารับแผ่วเบา
“ตัวคุณในตอนนี้ยังมิอาจนำแม่น้ำอันธการนิรันดร์ออกมาได้ทั้งหมด เมื่อเข้าไปในส่วนลึกของเมืองกัลเดรอนแล้วจะเข้าใจเอง… หากมีคำถามเพิ่มเติม ไว้กลับมาค่อยถามก็ยังไม่สาย”
โดยไม่รอคำตอบจากไคลน์ เธอเสริม
“สำหรับคุณ ที่นั่นมีอันตรายซึ่งค่อนข้างน่ากังวล ควรรอให้สภาพจิตใจเกิดเสถียรภาพก่อนลงมือสำรวจ”
“ตกลง” แม้ใครจะยังไม่ทราบต้นตอของปัญหา แต่มันทราบดีว่า สถานะในปัจจุบันของตนยังไม่เหมาะแก่การผจญภัย โดยเฉพาะการผจญภัยที่เกี่ยวข้องกับ ‘แก่นแท้แห่งต้นกำเนิด’
ภาพฉายของเทพธิดารัตติกาลกล่าวต่อ
“เมื่อคุณตื่นขึ้น จงประกอบพิธีกรรมสังเวยและรับมอบ ฉันจะส่งวัตถุที่สามารถตักน้ำในแม่น้ำอันธการนิรันดร์ไปให้”
ไคลน์พยักหน้ารับ กล่าวโดยไม่เวิ่นเว้อ
“อาดัมคือส่วนหนึ่งของเทพสุริยันบรรพกาล เป็นหนึ่งในตัวตนของเขา”
เทพธิดารัตติกาลปราศจากการผันผวนทางอารมณ์ เพียงกล่าวด้วยเสียงนุ่มนวลและผ่อนคลาย
“ตอนนี้เขาไปถึงดินแดนเทพทอดทิ้งและเผชิญหน้ากับพระผู้สร้างแท้จริงแล้ว”
เร็วมาก… หลังจากผงะไปเล็กน้อย ไคลน์เริ่มพบว่านั่นสมเหตุสมผล
อาดัมยอมเปิดเผยความลับ เพราะความลับนั้นไม่มีค่าอีกต่อไป
ภาพฉายของเทพธิดารัตติกาลยังคงเล่าต่อ
“เกี่ยวกับอาดัม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ กว่าบทสรุปจะออกมาก็คงกินเวลานาน คุณยังไม่จำเป็นต้องใส่ใจ”
หลังจากไคลน์ผงกศีรษะ ภาพฉายตรงหน้าพลันพร่ามัวในทันที กอวานิลลารัตติกาลและบุปผาหลับใหลข้างฝ่าเท้าชายหนุ่มทยอยลอยขึ้นไปในอากาศ ก่อนจะผสานเป็นหนึ่งเดียวกับความมืด
มันลืมตาขึ้น มองเห็นห้องโถงอันมืดมิดซึ่งมีแสงบริสุทธิ์ส่องลอดช่องว่างบนกำแพง อย่างหลังดูคล้ายกับดวงดาวท่ามกลางค่ำคืนอันสุขสงบ
…………………………
Related
ณ ส่วนลึกของดินแดนเทพทอดทิ้ง บนยอดเขาแห่งหนึ่ง ไม้กางเขนยักษ์ซึ่งดูกึ่งจริงกึ่งลวงตากำลังตั้งเด่นตระหง่าน
บนไม้กางเขนยักษ์มีร่างคลุมเครือถูกตรึงไว้ในสภาพห้อยหัว หมุดไม้โบราณจำนวนมากปักทะลุร่างกายและตอกยึดเข้ากับแผ่นกางเขนแนบแน่น เปียกโชกไปด้วยเลือดสดที่ยังคงไหลแต่ไม่หยด
ด้านล่างไม้กางเขนมีเทวทูตโชคชะตาโอโรเลอุส แต่งกายในชุดผ้าลินินเรียบง่าย ผมสีเงินยาวถึงเอว กำลังนั่งหลับตาพลางสวดวิงวอน
อาดัมซึ่งครึ่งหนึ่งของใบหน้าถูกปกคลุมด้วยเคราสีทองอ่อน ย่างกรายทีละก้าวจนกระทั่งหยุดลงหน้ากางเขนใหญ่ จากนั้นก็เงยศีรษะขึ้น จ้องมองร่างซึ่งถูกตรึงอย่างเงียบงัน
มือข้างหนึ่งถืออาโรเดส อีกข้างถือศิลาเย้ยเทพแผนที่สอง ดวงตากระจ่างใส กิริยาท่าทางสุขุม
ผ่านไปสักพัก ร่างมายาซึ่งถูกตรึงบนไม้กางเขนยักษ์เลือนหายไป แทนที่ด้วยม่านเงาซึ่งเชื่อมต่อกับท้องฟ้าเบื้องบนและโลกเบื้องล่าง ด้านหลังม่านผืนดังกล่าว คล้ายกับมีดวงตาอันเย็นชาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองโลกทั้งใบ
วินาทีถัดมา เกิดรอยแยกบนม่านเงา ด้านในยังคงมืดมิด มีเสียงมายาของกระแสน้ำดังขึ้นแผ่วเบา
อาดัมยกแขนซ้ายขึ้น กระจกวิเศษโบราณส่องแสงจาง
ท่ามกลางแสงสลัว ของเหลวมายาสีดำหนืดพลันพรั่งพรู กลายเป็นทะเลอันไร้ขอบเขตซึ่งประกอบกันจากทุกสีสันที่เป็นไปได้ ฉากดังกล่าวดูคล้ายกับอยู่แค่เอื้อม แต่ก็ไม่ได้อยู่บนโลกความจริง
ทันทีหลังจากนั้น อาดัมวางศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองลงในฉากมายาดังกล่าว
ฉากของทะเลมายาไร้ขอบเขตรอบๆ แผ่นศิลาเย้ยเทพ เกิดสั่นกระเพื่อมเล็กน้อยพร้อมกับสร้างการเชื่อมต่อบางอย่าง
ศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สอง แต่เดิมคือส่วนหนึ่งของศพเทพสุริยันบรรพกาล ตัวตนซึ่งเข้าใกล้การเป็นวันวานมากที่สุด มีสถานะเทียบเท่าการเป็นเจ้าของทะเลแห่งความโกลาหล
ได้เห็นฉากตรงหน้า อาดัมขยับมือซ้ายเล็กน้อย ส่งผลให้กระจกวิเศษอาโรเดสลอยขึ้นไป และตกลงบนเทวทูตโชคชะตาโอโรเลอุสซึ่งกำลังนั่งอยู่ด้านล่างไม้กางเขนยักษ์
สำหรับอาดัม มันดึงศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงกลับมา และถือเดินเข้าไปในรอยแยกหลังม่านเงา
ม่านเงาปิดสนิทและเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงไม้กางเขนยักษ์ที่ว่างเปล่า
ตลอดกระบวนการทั้งหมด ไม่มีใครกล่าวคำใด ทุกสิ่งเงียบสงัด เทวทูตโชคชะตาโอโรเลอุสก็ไม่แม้แต่จะลืมตา
ในเวลาเดียวกัน อามุนด์ได้กลายเป็นเทพ และใช้ศิลาเย้ยเทพแผ่นที่หนึ่งเพื่อสกัดกั้นเส้นทางการรุกรานของมารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทราม ส่วนเทพวายุสลาตันประสบความสำเร็จในการป่นวิหารกระดูกซึ่งเป็นสิ่งที่อาดัมจินตนาการขึ้น และยังเป็นหนึ่งในตัวตนของอาดัม
หลังจากนั้นไม่นาน ผู้กลืนหางโอโรเลอุส ลืมตาขึ้นและหันเหความสนใจมายังกระจกวิเศษอาโรเดสซึ่งตกลงมาบนตัก
บนผิวกระจกวิเศษ ตัวหนังสือสีเงินส่องสว่างท่ามกลางคลื่นน้ำมายากระเพื่อม
“เจ้าคงเข้าใจหัวอกของผู้ศรัทธาในตัวตนอันยิ่งใหญ่อย่างแรงกล้าใช่ไหม”
โอโรเลอุสพยักหน้าเย็นชา
“เช่นนั้นแล้ว เจ้าช่วยส่งข้ากลับไปหาพระองค์ได้ไหม?” บนผิวกระจก อักษรสีเงินเรียบเรียงประโยคใหม่ “เมื่อเจ้าตอบ เจ้าสามารถถามคำถามใดก็ได้กับข้าสองข้อ”
โอโรเลอุสจ้องมองกระจกโบราณอย่างเงียบงัน ไม่กล่าวคำใดเป็นเวลานาน
ในท้ายที่สุด อาโรเดสเป็นฝ่ายทนไม่ไหว เริ่มถามกลับไป
“เหตุใดเจ้าถึงไม่ตอบ”
โอโรเลอุสจ้องภาพสะท้อนตัวเองบนกระจก มอบคำตอบอย่างฉะฉาน
“ข้ายังคิดไม่ออก”
“สามคำถาม…” บนผิวกระจกวิเศษ แสงสีเงินบรรจงวาดเป็นคำสั้น
…
กรุงเบ็คลันด์ บนสนามหญ้าของบ้านสวน
วิล·อัสตินซึ่งมีอายุสองขวบ กำลังใช้ขาสั้นๆ วิ่งไล่แมวสีทองตัวใหญ่อย่างมีความสุข ตามหลังมาด้วยพี่เลี้ยงและสาวใช้
นับตั้งแต่อสรพิษแห่งชะตาคลอดออกมา หน้าที่การงานของอลัน·คริสต์ก็โตวันโตคืน ปัจจุบันเปิดโรงพยาบาลเอกชนสำหรับรักษาชนชั้นสูง
ขณะกำลังวิ่ง วิล·อัสตินย่ำลงบนพื้นลื่น ร่างกายเสียหลักเซไปด้านหลังทันที
มันก้าวถอยหลังด้วยความทุลักทุเลจนกระทั่งเหยียบลงบนก้อนหินที่มั่นคง
หินก้อนดังกล่าวช่วยยับยั้งการล้ม ทำให้วิล·อัสตินรักษาสมดุลไว้ได้ราวกับปาฏิหาริย์
จากสิ่งที่เกิดขึ้น เด็กแก้มยุ้ยทวีความหวาดระแวงภายในใจ เป็นเพราะด้วยความโชคดีส่วนตัว เป็นเรื่องยากมาก หรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ตนจะเผลอย่ำลงบนพื้นลื่น
เพียงไม่นาน ร่างอันคุ้นเคยปรากฏขึ้นในการมองเห็น
ไม่ใช่ใครนอกจากเชอร์ล็อก·โมเรียตี้ แต่งกายในหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูงและโคตกระดุมสองแถวสีดำ
วิล·อัสตินรีบหันไปมองพี่เลี้ยงและสาวใช้ พบว่าอีกฝ่ายมิได้ตระหนักถึงชายแปลกหน้าบนสนามหญ้า
“ข้ามีลางสังหรณ์ คล้ายกับเจ้ากำลังจะพูดว่า: เชิญตะโกนขอความช่วยเหลือได้เท่าที่ต้องการ แต่จะไม่มีใครได้ยิน” เด็กวัยสองขวบซึ่งแต่งกายหรูหรา หมุนตัวพลางบ่นอุบอิบ
โดยไม่รอให้ไคลน์ตอบ มันโบกไม้โบกมือ
“ช่างมันเถอะ ก่อนอื่น ข้าขอแสดงความยินดีที่เจ้าได้เป็นราชาเทวทูต… แต่การรังแกเด็กเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับสถานะปัจจุบันของเจ้าเลยสักนิด”
ไคลน์ขำในลำคอ
“พอจะรู้วิธีปั่นหัวชะตากรรมบ้างไหม”
วิล·อัสตินเงยหน้าจ้องไคลน์
“แต่ที่แน่ๆ การให้ไอศกรีมปลอม ไม่ใช่การปั่นหัวชะตากรรม”
กล่าวจบ มันบ่นกระปอดกระแปด
“นั่งยองๆ คุยกับข้าได้ไหม? ด้วยอายุของข้า การเงยหน้าพูดนานๆ ไม่ดีต่อพัฒนาการของกระดูกสันหลังส่วนคอ”
บรรยากาศรอบตัวไคลน์ดูไม่เหมือนราชาเทวทูตหน้าใหม่เลยสักนิด มันยิ้มพลางนั่งยองลง ช่วยให้มีระดับสายตาเท่ากับวิล·อัสติน
วิล·อัสตินจับมือพี่เลี้ยงพลางกล่าว
“เว้นเสียแต่ข้าจะกลายเป็นลำดับ 0 กงล้อโชคชะตา… การปั่นหัวข้าในตอนนี้ยังไม่ถือเป็นการปั่นหัวชะตากรรม”
ไคลน์ถามด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“ยังไม่พบโอกาสปรองดองกับลูกเต๋าความน่าจะเป็นอีกหรือ”
“ยัง” วิลส่ายหน้าก่อนจะเสริมต่อทันที “แต่ข้ามีลางสังหรณ์ว่ามันกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า”
ไคลน์จ้องหน้าเด็กแก้มยุ้ยวัยสองขวบสักพัก ก่อนจะยิ้ม:
“ถ้าข้านำตัวเจ้าและลูกเต๋าความน่าจะเป็นไปมอบให้โอโรเลอุส เจ้านั่นจะกลายเป็นลำดับ 0 ได้เลยหรือไม่?”
วิล·อัสตินจ้องตาไคลน์
“ก็ยังต้องรอโอกาสเพื่อปรองดองอยู่ดี นอกจากนั้น โอกาสในการเป็น ‘กงล้อโชคชะตา’ ก็ยังแยกต่างหากจากโอกาสปรองดองลูกเต๋าความน่าจะเป็น”
ขณะกล่าว วิล·อัสตินยกมุมปาก
“หากเจ้าต้องการเพียงปรองดองกับเอกลักษณ์ของเดอะฟูล สามารถใช้พิธีกรรมที่ง่ายขึ้นได้… ในกรณีดังกล่าว เจ้าสามารถปั่นหัวชะตากรรมได้ด้วยพลังของม้าไม้แห่งชะตากรรม แต่ต้องมีการเสียสละเล็กน้อย… อย่างไรก็ดี หากเจ้าต้องการก้าวไปเป็นลำดับ 0 ต่อให้ดูดซับเอกลักษณ์ของเส้นทางและตะกอนพลังลำดับ 1 ทั้งสามก้อนเสร็จสมบูรณ์ ก็ยังจำเป็นต้องประกอบพิธีกรรมเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ”
แบบนี้นี่เอง… กล่าวคือ มีทางลัดในการปรองดองกับเอกลักษณ์ แต่หากต้องการเลื่อนลำดับ ก็หนีไม่พ้นข้อบังคับที่ต้องปั่นหัวประวัติศาสตร์ กระแสเวลา หรือไม่ก็ชะตากรรม… ไคลน์พยักหน้าแผ่วเบา
“เริ่มเข้าใจขึ้นบ้างแล้ว”
มันยิ้ม ตามด้วยเสริม
“ขอให้สนุกกับวัยเด็ก… ที่ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหน”
กล่าวจบ ร่างของไคลน์เริ่มโปร่งใสและเลือนหายไปจากสนามหญ้า
วิล·อัสตินใช้มืออีกข้างที่ไม่ได้จับกับพี่เลี้ยง คว้าอากาศด้านหน้าตามสัญชาตญาณ ก่อนจะชักกลับอย่างไร้เรี่ยวแรง
“ทิ้งกันแบบนี้เลยหรือ… หยาบคายมาก ไม่แม้แต่จะเตรียมของขวัญมาเยี่ยม…” มันอดไม่ได้ที่จะรำพัน
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตเหนือ ภายในวิหารนักบุญแซมมวล
ไคลน์ซึ่งกลายร่างเป็นดอน·ดันเตส เดินเข้าไปในโถงสวดมนต์และนั่งลงตรงมุมหนึ่ง
มันชำเลืองไปยังตราศักดิ์สิทธิ์แห่งความมืดเหนือแท่นบูชา ก้มศีรษะลง ประสานมือและเริ่มสวดวิงวอน
“เทพธิดารัตติกาลผู้สูงสง่ายิ่งกว่าดวงดารา ผู้ยั่งยืนยิ่งกว่านิรันดร์ มารดาแห่งความลับ จักรพรรดินีแห่งเคราะห์กรรม…”
ขณะสวดวิงวอน ไคลน์บรรจงหลับตาลง เข้าสู่สถานะคล้ายกับกึ่งฝันกึ่งตื่น
ผ่านไปไม่นาน ความมืดอันไร้ก้นบึ้งปรากฏขึ้น ‘ตรงหน้า’ ชายหนุ่ม ข้างปลายเท้ารายล้อมไปด้วยกอวานิลลารัตติกาลและบุปผาหลับใหล
ที่นี่เงียบสงบเสียจน แม้กระทั่งการหายใจก็ดูจะรบกวนผู้หลับใหล
ก่อนที่ไคลน์จะได้มีโอกาสสำรวจโดยรอบ ร่างหนึ่งร่อนลงมาจากส่วนลึกของความมืด
เห็นได้ชัดว่าที่นี่ไม่มีท้องฟ้าและผืนดิน คล้ายกับอีกฝ่ายร่อนลงมาจากพระจันทร์แดงหรือไม่ก็ดวงดาวที่แขวนอยู่ด้านบน
อีกฝ่ายสวมเดรสยาวสีดำหลายชั้นแต่ไม่ซับซ้อน ประดับประดาด้วยประกายแสง ราวกับกำลังห่มท้องฟ้ายามราตรีซึ่งเต็มไปด้วยหมู่ดาว
ส่วนศีรษะคลุมเครือจนยากจะเห็นรายละเอียดชัดเจน ยืนยันได้เพียงว่าเป็นสตรี
“ไม่ได้พบกันเสียนาน” ร่างดังกล่าวเปล่งเสียงแผ่วเพื่อเปิดบทสนทนากับไคลน์
เสียงของเธอมอบความรู้สึกผ่อนคลายให้ผู้ฟัง
ไคลน์โค้งศีรษะคำนับตามแบบฉบับสุภาพบุรุษ ก่อนจะกล่าว
“กำลังสื่อถึงอดีตราชันเร้นลับ หรือว่าตัวผมที่ถูกแขวนไว้บนปราสาทต้นกำเนิด?”
ไคลน์ค่อนข้างมั่นใจว่านี่คือความฝัน แต่ความฝันมิได้แปลว่าสิ่งที่เห็นเป็นความเท็จ
ภาพฉายเทพธิดารัตติกาลยิ้มให้
“ฉันไม่แน่ใจว่าคุณถูกแขวนไว้เหนือบานประตูแห่งแสงด้วยหรือไม่ หลังจากออกมา ฉันก็ไม่เคยกลับไปอีก”
อย่างที่คิด… ไคลน์ถอนหายใจยาวหลังจากยืนยันต้นกำเนิดของเทพธิดารัตติกาลอมานีซิส
“รังไหมว่างเปล่าทั้งสามอยู่ติดกัน” ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ
ภาพฉายของเทพธิดารัตติกาลบนดินแดนแห่งความฝืน กำลังล่องลอยท่ามกลางความมืดอันเงียบสงบ มอบความรู้สึกเกินจริงอย่างมาก
เธอกล่าวเสียงแผ่ว
“ผู้คนที่นั่นล้วนถูกเลือกเพื่อให้มาเป็นร่างคืนชีพของราชันเร้นลับ แต่ด้วยเหตุผลบางประการ เขาสูญเสียอำนาจในมือไปหลายส่วน… หากไม่เป็นเช่นนั้น ฉันคงตายไปนานแล้วและกำลังดำรงชีวิตอยู่ในฐานะราชันเร้นลับ ส่วนคุณกับโรซายล์ก็คงไม่ได้ลงมาเกิดบนโลกความจริง”
หมายความว่า ราชันสวรรค์ฟ้าดินร่วงหล่นแทบจะสมบูรณ์ สามารถคืนชีพได้โดยเจตจำนงที่ยังหลงเหลือในตะกอนพลัง และกลไกการจัดเตรียมของปราสาทต้นกำเนิดเท่านั้น? ไคลน์ถอนหายใจยาว ยิ้มและกล่าว
“ผมมาถึงจุดที่ได้ยินเสียงของเขากระซิบข้างหูแล้ว”
………………………………
Related
หลังจากรักษาสมดุลอันเปราะบางระหว่างหลักยึดเหนี่ยว ราชันสวรรค์ฟ้าดิน และจิตใต้สำนึกของตัวเองจนมีเสถียรภาพ ไคลน์เอนหลังพิงเก้าอี้พลางตรวจสอบพลังพิเศษใหม่ซึ่งเพิ่มขึ้นหลังจากกลายเป็นบริวารเร้นลับ
จากบรรดาทั้งหมด มีพลังสามชนิดที่โดดเด่นที่สุด เป็นสิ่งที่ไคลน์เชี่ยวชาญการใช้งานผ่านปราสาทต้นกำเนิดและ ‘ม่าน’ มาก่อนแล้ว เพียงแต่ไม่เคยทราบชื่อที่ถูกต้อง:
ชนิดแรกคือพลัง ‘กำเนิดใหม่’ หากส่วนประกอบของวัตถุเป้าหมายเคยมีด้ายวิญญาณ บริวารเร้นลับสามารถใช้พลัง ‘กำเนิดใหม่’ เพื่อเรียกด้ายวิญญาณกลับมาอีกครั้ง และเปลี่ยนให้วัตถุดังกล่าวกลายเป็นหุ่นเชิดพร้อมกับสร้างสายสัมพันธ์อันลึกซึ้ง
สรุปโดยสั้น บริวารเร้นลับมิอาจสร้างด้ายวิญญาณจากสิ่งที่ไม่เคยมีได้ แต่สามารถให้กำเนิดใหม่จากสสารที่เคยมีด้ายวิญญาณแต่หายไป ซึ่งวัตถุจำพวกโลหะอย่างเหรียญทอง ทองแท่ง หรืออื่นๆ อยู่ในหมวดแรก โดยที่ผลิตภัณฑ์จากสัตว์อย่างเนื้อวัว ปลา และอาหารจะอยู่ในหมวดหลัง – เมื่อมนุษย์กินอาหารที่กลายเป็นหุ่นเชิดเข้าไป เหยื่อก็จะถูกเปลี่ยนให้เป็นหุ่นเชิดเช่นกัน ลักษณะเดียวกับการถูกกัดกร่อนอย่างรุนแรง
ชนิดที่สองคือพลัง ‘ผนวกใหม่’ หรืออีกชื่อหนึ่งคือ ‘แผลง’ : สามารถนำวัตถุทางกายภาพ หรือแนวคิดเชิงนามธรรมหลายชนิดมา ‘ผนวกใหม่’ จนกลายเป็นผลลัพธ์อันน่าเหลือเชื่อ ประหนึ่งเป็นการ ‘แผลง’ นิยาม ตรรกะ ทิศทาง หรือกฎเกณฑ์ของสิ่งนั้นๆ
ชนิดที่สามคือพลัง ‘ดินแดนเร้นลับ’ : เป็นพลังในการสร้างอาณาจักรเทพเทียม มาพร้อมกับคุณสมบัติ ‘อำพราง’ ในระดับหนึ่ง
‘ผนวกใหม่’ มีอำนาจในขอบเขต ‘การเปลี่ยนแปลง’ ขณะที่ ‘ดินแดนเร้นลับ’ มีอำนาจในขอบเขต ‘ความลับ’ ซึ่งนับว่าสอดคล้องกับสัญลักษณ์สองชนิดของเดอะฟูล… แต่คำว่า ‘ผนวกใหม่’ และ ‘แผลง’ ฟังดูไม่ตรงประเด็นสักเท่าไร ความหมายยังไม่ชัดเจน ไม่เหมือนกับ ‘ปลูกถ่าย’ ที่เห็นภาพได้ในทันที… ไคลน์พึมพำก่อนจะกวาดสายตาไปรอบตัว
ปัจจุบัน มันได้รับสิทธิ์ให้ควบคุมปราสาทต้นกำเนิดในเชิงลึก จึงสามารถยืมพลังเพื่อให้ตัวเองมีระดับเข้าใกล้ลำดับ 0 ของเส้นทางนักทำนาย นอกจากนั้นยังสามารถใช้พลังของลำดับ 0 จากเส้นทางนักจารกรรมและผู้ฝึกหัดได้เกือบทุกชนิด เรียกได้ว่าทัดเทียมเทวทูตมืดซาสเรียในอดีต
ต้องไม่ลืมว่า การใช้พลังจาก ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ ของซาสเรียเกิดขึ้นทางอ้อมผ่านศิลาเย้ยเทพแผ่นที่หนึ่ง แต่ไคลน์ได้สิทธิ์ควบคุมปราสาทต้นกำเนิดในเชิงลึกโดยตรง แม้จะยังไม่ใช่การควบคุมโดยสมบูรณ์ แต่ก็มากพอที่จะทำให้ชายหนุ่มแข็งแกร่งกว่าซาสเรียในเชิงระดับตัวตน
ในแง่ความแข็งแกร่ง ไคลน์ควรจะแข็งแกร่งกว่าในทางทฤษฎี แต่ความแข็งแกร่งของชายหนุ่มต้องพึ่งพาปัจจัยอื่นมากเกินไป และไคลน์ซึ่งเป็นผู้วิเศษได้เพียงไม่กี่ปี ย่อมไม่มั่นใจว่าจะตนจะเอาชนะอดีตรองประมุขสวรรค์และหัตถ์ซ้ายแห่งเทพรายนี้ได้
สรุปโดยสั้น ไคลน์ในปัจจุบันมีระดับทัดเทียมราชาในหมู่ราชาเทวทูต ใกล้เคียงกับเทพแท้จริงเต็มที
หลังจากได้สิทธิ์ควบคุมปราสาทต้นกำเนิดในเชิงลึก ดูเหมือนว่าช่องว่างระหว่างตัวเราบนนี้ กับตัวเราบนโลกภายนอกแทบไม่หลงเหลือ… ไม่ใช่การมีพลังทัดเทียมเทพแท้จริงบนปราสาทต้นกำเนิด แต่มีระดับเพียงราชาเทวทูตบนโลกความจริง… ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของปราสาทต้นกำเนิดในเวลานี้คือ ที่นี่มีบาเรียซึ่งแม้แต่เทพแท้จริงก็ยังมิอาจทำลาย… อา แต่เทพภายนอกจะทำได้ไหม เรื่องนั้นยังมิอาจประเมิน… ไคลน์หายใจออกเชื่องช้า หันเหความสนใจมายังสถานการณ์ปัจจุบัน
ตอนนี้มีสองสิ่งที่มันควรกังวลมากที่สุด
ประการแรก ดวงจันทร์บรรพกาล หรืออีกชื่อหนึ่งคือมารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทราม แม้ว่าพระองค์จะบุกรุกโลกความจริงผ่านมิสเตอร์ประตูล้มเหลว แต่พลังบางส่วนก็ยังเล็ดลอดเข้ามาสำเร็จ แถมยังคงอยู่ได้นานหลายวินาที ทั้งที่ถูกรุมกำราบจากห้าเทพแท้จริงอย่างรัตติกาลและจักรกลไอน้ำ สิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมโดยรอบมากแค่ไหน หรือส่งอิทธิพลต่อเส้นทางที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ปัจจุบันยังมิอาจทราบได้
ประการที่สอง เทวทูตกาลเวลาอามุนด์ทำการขโมยพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพของมิสเตอร์ประตูและกลายเป็น ‘ข้อผิดพลาด’ ลำดับ 0 แห่งเส้นทางนักจารกรรม ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ชายคนนี้คือศัตรูโดยตรงที่ทรงพลังอันดับหนึ่งสำหรับไคลน์
เรายังมิอาจทราบได้ว่า อามุนด์สามารถปรองดองกับเอกลักษณ์และตะกอนพลังลำดับ 1 ของ ‘กุญแจดารา’ ได้หรือยัง เพราะหากประสบความสำเร็จแล้ว เกรงว่าอามุนด์คงเป็นเทพแท้จริงที่แข็งแกร่งที่สุดบนโลก ณ ปัจจุบัน… อา แต่เราเองก็ไม่มั่นใจว่าเทพธิดารัตติกาลแข็งแกร่งในระดับใด ไม่มีใครทราบว่าพระองค์ปรองดองกับเอกลักษณ์ของเส้นทางมรณาและเทพสงครามไปถึงไหน…
แต่ในกรณีปรกติ อามุนด์คงยังไม่มีเวลาพอที่จะปรองดองกับเอกลักษณ์ของเส้นทางผู้ฝึกหัด แม้การกลับมาของมิสเตอร์ประตูจะเทียบเท่ากับพิธีกรรม แต่สิ่งที่อามุนด์ต้องให้ความสนใจมากที่สุดขณะแทนที่มิสเตอร์ประตู ยังคงเป็นการเพ่งสมาธิอยู่กับการหลอมรวมระหว่างเอกลักษณ์และตะกอนพลังสามก้อนของเส้นทางนักจารกรรม สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ คงไม่มีเวลาหันไปสนใจเอกลักษณ์ของเส้นทางผู้ฝึกหัด และการทำแบบนั้นก็ยังมีโอกาสสูงที่จะปลุกให้ ‘ราชันสวรรค์ฟ้าดิน’ ลืมตาตื่น อามุนด์ไม่มีทางยอมเสี่ยง…
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เป้าหมายถัดไปของอามุนด์ก็คือการปรองดองกับเอกลักษณ์ของเส้นทางผู้ฝึกหัด กลายเป็นเทพแท้จริงของทั้งสองเส้นทาง ไม่อย่างนั้น ภายใต้สายตาของเหล่าเทพแท้จริงตนอื่น อามุนด์คงยากที่จะจัดการกับราชาแห่งราชาเทวทูตอย่างเรา…
นอกจากนั้น ต่อให้อามุนด์ยอมเสี่ยงและประสบความสำเร็จ จนปัจจุบันสามารถปรองดองกับเอกลักษณ์ของเส้นทางผู้ฝึกหัดได้สมบูรณ์ แต่ก็ยังต้องใช้เวลาในการปรับตัวสักระยะเพื่อให้เข้ากับสภาพปัจจุบัน จึงไม่สามารถลงมือกับเราได้อีกสักพัก…
เราต้องฉวยโอกาสดังกล่าวในการก้าวขึ้นไปเป็นเดอะฟูล มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น เราจึงจะพึ่งพาพลังของปราสาทต้นกำเนิดและพลังส่วนตัวเพื่อรับมือกับอามุนด์ไหว
เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว… ไคลน์จิกกัดตัวเองเงียบงัน เอนตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย เคาะขอบโต๊ะทองแดงยาวลวดลายโบราณ
มันพยายามวิเคราะห์ความเป็นไปได้ที่จะก้าวไปเป็นเดอะฟูลภายในระยะเวลาอันสั้น:
การย่อยโอสถบริวารเร้นลับไม่ใช่เรื่องยาก เมื่อไคลน์สามารถสยบเจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชคด้วยหลักยึดเหนี่ยวและจิตใต้สำนึกของตัวเอง ป้องกันไม่ให้ตัวเองเสียสติหรือกลายเป็นคนอื่นสำเร็จ ชายหนุ่มสามารถใช้พลังของปราสาทต้นกำเนิด ยืมพลังของเส้นทางนักจารกรรมเพื่อสร้างร่างโคลนของตัวเองขึ้น เหมือนกับที่อามุนด์เคยทำ จากนั้นก็ให้ร่างโคลนดังกล่าว ระดมพลังของปราสาทต้นกำเนิดเพื่อขโมยตะกอนพลังบริวารเร้นลับของซาราธซึ่งยังไม่ย่อย ไปจากร่างหลัก
ถึงตรงนี้ ไคลน์จะรีบเปลี่ยนร่างโคลนดังกล่าวให้กลายเป็นหุ่นเชิดทันที ป้องกันการกลายพันธุ์คือเหตุไม่คาดฝัน
ด้วยวิธีดังกล่าว ชายหนุ่มจะถูกลดระดับเป็นบริวารเร้นลับ ‘เจ้าของตะกอนพลังหนึ่งก้อน’ ซึ่งย่อยโอสถเสร็จสมบูรณ์แล้ว และเป็นผู้ครอบครองหุ่นเชิดบริวารเร้นลับ – หนึ่งในส่วนผสมหลักของโอสถลำดับ 0
และบริวารเร้นลับผู้ย่อยโอสถเสร็จสมบูรณ์ ย่อมมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะดื่มโอสถลำดับ 0 เดอะฟูล เพื่อกลายเป็นเทพแท้จริงลำดับ 0
ขั้นตอนต่างๆ ไม่ซับซ้อนจนเกินไป แต่ก็อาจเกิดปัญหากลางคันได้ นอกจากนั้น ผู้วิเศษเส้นทางนักทำนายทั่วไปจะไม่สามารถใช้เทคนิคการสร้าง ‘ราชาเทวทูตคู่’ ได้เหมือนไคลน์ เว้นเสียแต่จะมีพวกพ้องเป็น ‘ม้าไม้ชะตากรรม’ ลำดับ 2 ของเส้นทางนักจารกรรมที่ยอมเสียสละตัวเองเพื่อช่วยเหลือ แน่นอนว่าลำดับ 1 ‘หนอนกาลเวลา’ ก็สามารถทำได้เช่นกัน
ดังนั้นสำหรับไคลน์ สิ่งที่ยากที่สุดจึงเป็นอีกสองปัจจัยที่เหลือ หนึ่งคือวิธีจัดการกับ ‘ฮาล์ฟฟูล’ แห่งตระกูลอันทีโกนัส และอีกหนึ่งคือการประกอบพิธีกรรม ‘ปั่นหัวประวัติศาสตร์ กระแสแห่งเวลา หรือชะตากรรม’ ให้เสร็จสมบูรณ์
ด้วยระดับตัวตนและพลังในปัจจุบันของเรา การจัดการกับบรรพชนตระกูลอันทีโกนัสไม่ใช่ปัญหา เพียงแต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า เราสามารถใช้พลังใหม่ของตัวเองและปราสาทต้นกำเนิดได้อย่างชำนาญ… เฮ้อ ว่ากันตามตรง ตอนนี้ยังไม่มีไอเดียในการบรรลุพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพของเดอะฟูลแม้แต่น้อย… ไคลน์ยกมือขึ้นลูบขมับ ก้มมองสายหมอกสีเทาอ่อนใต้ปราสาทต้นกำเนิด
แน่นอนว่าในบรรดาประวัติศาสตร์ กระแสแห่งเวลา และชะตากรรม สิ่งที่ชายหนุ่มคุ้นเคยมากที่สุดคือประวัติศาสตร์
ปัจจุบัน มันสามารถใช้ปราสาทต้นกำเนิดเพื่อสร้างอิทธิพลกับสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์โดยตรง ส่งผลให้พลังพิเศษของเส้นทางนักทำนาย เป็นได้ทั้งแข็งแกร่งขึ้นและอ่อนแอลง
นี่คือการสำแดงอำนาจ
ปั่นหัวประวัติศาสตร์… ปั่นหัวประวัติศาสตร์… ไคลน์เคาะขอบโต๊ะทองแดงยาวอีกครั้ง กระแสความคิดมากมายแล่นผ่านสมอง แต่ชายหนุ่มยังคงปัดตกทั้งหมดทิ้ง
ตามความเห็นของไคลน์ วิธีการที่ตนคิดออกทั้งหมด ล้วนมิอาจบรรลุข้อกำหนดของการ ‘ปั่นหัวประวัติศาสตร์’ เนื่องจากประวัติศาสตร์คือสิ่งที่บันทึกเหตุการณ์จริงอย่างเป็นกลาง เกิดจากความเป็นเหตุเป็นผล นอกจากนั้น พฤติกรรมซึ่งสามารถตอบสนองพิธีกรรมได้แน่นอน เช่นการย้อนอดีตไปดื่มโอสถ กลายเป็นเดอะฟูลจากประวัติศาสตร์ ก็มิอาจทำได้ในทางทฤษฎี – หรืออย่างน้อย ไคลน์ก็ไม่พบพลังสำหรับการย้อนเวลา
ขณะสายตาจดจ้องส่วนลึกของสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ ไคลน์ผุดความคิดหนึ่งที่พอจะเข้าเค้า
ประวัติศาสตร์ของยุคปัจจุบันเป็นเช่นนี้: สมาชิกชุมนุมทาโรต์ล้วนเชื่อว่า พวกตนกำลังติดตามเดอะฟูลจากต่างยุคสมัย – เทพบรรพกาลซึ่งกำลังฟื้นคืนพลัง หรือไม่ก็ตัวตนที่เหนือกว่าเทพบรรพกาลไปอีก แต่ในความเป็นจริง เดิมทีมิสเตอร์ฟูลเป็นเพียงคนธรรมดาที่ถูกแขวนไว้เหนือสายหมอกสีเทา แต่อาศัยทรัพยากรต่างๆ เพื่อบ่มเพาะพลังและพัฒนาตัวเองอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
ไอเดียของไคลน์ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอามุนด์:
นั่นคือการใช้ปราสาทต้นกำเนิดเพื่อสร้างร่างโคลน และบังคับให้ร่างโคลนใช้พลังจากปราสาทต้นกำเนิดเพื่อ ‘ขโมย’ ชะตากรรม จิตใต้สำนึก และหลักยึดเหนี่ยวไปจากร่างต้น รวมถึงตะกอนพลังบริวารเร้นลับของซาราธ
ส่งผลให้ตะกอนพลังของร่างต้น จะเหลือเพียงก้อนบริสุทธิ์ที่มาจาก ‘ม่าน’ จนทำให้ ‘ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค’ ค่อยๆ ลืมตาตื่น
ด้วยเหตุนี้ การรับรู้และความเข้าใจของสมาชิกชุมนุมทาโรต์จะกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง: เดอะฟูลคือตัวตนอันยิ่งใหญ่จากอดีตที่กำลังฟื้นตัว
ข้อเท็จจริงดังกล่าวขัดแย้งกับประวัติศาสตร์ที่แท้จริง แต่สอดคล้องกับความเข้าใจของผู้คนส่วนใหญ่ ซึ่งนั่นถือว่าเป็นไปตามข้อกำหนดของพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพ
แต่แน่นอน ทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า การ ‘ขโมย’ ของร่างโคลนเกิดขึ้นบนปราสาทต้นกำเนิด หรือไม่ก็ดินแดนอำพรางแห่งอื่น ไม่อย่างนั้น การกระทำดังกล่าวจะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ จนไม่สามารถบรรลุผลลัพธ์ ‘การปั่นหัว’
สำหรับคำถามที่ว่า จะจัดการกับราชันสวรรค์ฟ้าดินที่ลืมตาตื่นขึ้นอย่างไร รวมถึงวิธีเปลี่ยนร่างต้นให้กลายเป็นโอสถ ไคลน์ยังคิดไม่ออก
การทำแบบนี้ไม่อะไรกับความพยายามในการฆ่าตัวตาย… อา แต่ก่อนจะลงมือฆ่าราชันสวรรค์ฟ้าดิน ร่างโคลนของเราต้องย่อยโอสถบริวารเร้นลับให้เรียบร้อยเสียก่อน… เพราะในท้ายที่สุด ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชคจะถูกคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง… ไคลน์ส่ายหน้า พับเก็บแผนการเบื้องต้นไว้ในส่วนลึกจิตใจ
ในเมื่อคิดหาวิธีเองไม่ได้ ก็ต้องถามเอาจากคนที่น่าจะคิดออก
ปัจจุบันมีสองเป้าหมาย: หนึ่งคืออสรพิษแห่งชะตา วิล·อัสติน และอีกหนึ่งคือเทพธิดารัตติกาล
รายแรกอาจมีแนวคิดในการ ‘ปั่นหัวชะตากรรม’ ส่วนรายหลังน่าจะทราบถึงวิธีที่บรรพชนตระกูลอันทีโกนัสใช้ปรองดองกับเอกลักษณ์ของเส้นทางเดอะฟูล
หลังจากรักษาสภาพจิตใจให้มั่นคง ไคลน์ออกจากปราสาทต้นกำเนิดและเทเลพอร์ตไปยังเบ็คลันด์ทันที
………………………………
Related
หลังจากเงียบไปเกือบสิบวินาที วีลอสและคนที่เหลือในตระกูลอับราฮัมต่างหันหน้ามาจ้องฟอร์ส
เมื่อสัมผัสถึงความหวาดระแวง ระมัดระวัง และความกลัวที่ผสมปนเป ฟอร์สก้าวออกมาด้านข้างและกล่าว
“ระวังผลข้างเคียงด้านลบ”
แม้ตะกอนพลังของผู้วิเศษจะยังไม่ผสานกับสิ่งรอบข้างเพื่อกลายเป็นสมบัติปิดผนึก แต่ก็ยังหลงเหลือผลข้างเคียงด้านลบอยู่พอสมควร ถึงแม้ตามปรกติแล้วจะต้องสัมผัสโดยตรงจึงจะเกิดปัญหา ทว่า ตะกอนพลังส่วนใหญ่ที่นี่อยู่ในลำดับสูง ไม่มีใครยืนยันได้ว่าพวกมันจะไม่ส่งอิทธิพลด้านลบเป็นวงกว้างรอบตัว
เมื่อเห็นฟอร์สมิได้เผยความโลภออกนอกหน้า โดเรียนพยักหน้า
“หลังจากคุณย่อยโอสถจอมเวทลึกลับเสร็จ สามารถเลื่อนเป็นลำดับ 3 ‘นักพเนจร’ ต่อได้ทันที ผมจะมอบสูตรโอสถและช่วยเตรียมวัตถุดิบที่จำเป็นไว้ให้ แต่แน่นอน ยิ่งลำดับสูงเท่าไรก็ยิ่งอันตราย เป็นสถานการณ์บังคับซึ่งจะไม่คำนึงถึงพลังใจและการเตรียมตัวของคุณ เมื่อเวลานั้นมาถึง ให้คุณตัดสินใจเอาเองว่าจะเลื่อนตำแหน่งหรือไม่”
ในแง่หนึ่ง มันกล่าวเช่นนี้เพราะห่วงใยศิษย์ของตน และในอีกแง่หนึ่ง มันพูดเพื่อให้เธอสบายใจ บอกเป็นนัยว่าสิ่งที่ตระกูลอับราฮัมครอบครอง เทียบเท่ากับสิ่งที่เธอครอบครอง จะไม่มีใครปฏิบัติกับเธอเหมือนคนนอก หรือพยายามขัดขวางการเลื่อนลำดับ
โดเรียนทำไปเพื่อขจัดความโลภซึ่งมีโอกาสลุกโชนภายในใจหญิงสาว
หลังจากรวบรวมตะกอนพลังลำดับสูงได้มากมาย วีลอสและสมาชิกตระกูลที่เหลือย่อมไม่รังเกียจที่จะสละตะกอนพลังนักพเนจรสักก้อน พวกมันยังมองว่า คงเป็นการดีกว่าหากจะใช้ตะกอนพลังเพื่อแลกกับ ‘สันติภาพ’ อันยั่งยืน เพราะต้องไม่ลืมว่า ในปัจจุบัน ที่นี่มีครึ่งเทพเพียงคนเดียว และคนคนนั้นคือฟอร์ส
สมาชิกตระกูลอับราฮัมไม่มีเวลาเพียงพอที่จะนำสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ออกมา และไม่กล้าพกพาสมบัติปิดผนึกระดับ 1 ติดตัวเนื่องจาก ‘ผนึก’ ทั้งหมดล้มเหลวจนกระทั่งเมื่อครู่ ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว ลำพังฟอร์สเพียงเดียวจึงสามารถจัดการพวกมันทุกคนได้ง่ายดาย
ได้ยินคำมั่นสัญญาจากปากอาจารย์ ฟอร์สอืมในลำคอ
“นี่คือผลพวงจากการที่ ‘ประตู’ ของมิติซ่อนเร้นถูกเปิดออก?”
หญิงสาวเข้าใจว่า ตะกอนพลังลำดับสูงตรงหน้าเธอคือวัตถุที่ถูกเก็บอยู่ในคลังสมบัติของตระกูลอับราฮัม แต่ถูกโยนออกมายังโลกความจริงเนื่องจากความผิดปรกติที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดี ภายในใจฟอร์สยังมองว่า จำนวนตะกอนพลังมีมากเกินไป
“ไม่ใช่” โดเรียนส่ายศีรษะเชื่องช้า สีหน้าเผยความสับสน
ตระกูลอับราฮัมที่เหลือเองก็นิ่งเงียบและมึนงงไม่ต่างกัน
หากไม่ใช่เพราะสมบัติเหล่านี้หล่นมาจากสวรรค์ต่อหน้าต่อตา ก็คงยากจะมีใครเชื่อลง!
“สวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูลไหม?” ฟอร์สเสนอแนะ
โดเรียนซึ่งพอจะคาดเดาบางสิ่งได้ หันไปมองวีลอสและสมาชิกตระกูลคนอื่น พบว่าทุกคนที่หันมานับถือเดอะฟูลพยักหน้าเห็นด้วย แต่คนที่ยังไม่เปลี่ยนใจ แสดงออกถึงความลังเลและอยากคัดค้าน
ไตร่ตรองสักพัก โดเรียนรวบสมาธิก่อนจะกล่าว
“แยกตะกอนพลังที่มีผลข้างเคียงเป็นวงกว้างออกไปก่อน ไม่ให้พวกมันผสานเข้ากับสิ่งรอบข้าง… ผมจะสวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูล”
“ตกลง” สมาชิกตระกูลจำนวนหนึ่ง พยักหน้ารับหลังจากลังเลสักพัก
ถัดมา พวกมันอาศัยโอกาสนี้เพื่อแยกแยะชนิดของตะกอนพลัง จากนั้นก็พยายามรวบรวมออกมา
หลังจากสมาชิกกลุ่มดังกล่าวแยกตะกอนพลังที่เป็นอันตรายออกมาสำเร็จ โดเรียนถอยกลับไปหาศิษย์อย่างฟอร์ส ก้มศีรษะลงและสวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูล
เพียงไม่นาน ฉากสายหมอกสีเทาและวังโบราณได้ปรากฏขึ้นในการมองเห็น น้ำเสียงอันสูงส่งและน่าเกรงขามดังกังวาน:
“เหล่านี้คือมรดกของมิสเตอร์ประตู คำสาปของสายเลือดตระกูลอับราฮัมสลายไปแล้ว”
มรดกของมิสเตอร์ประตู… มรดก… โดเรียนเคี้ยวคำซ้ำ ลืมตาขึ้น จ้องไปทางกลุ่มตะกอนพลังลำดับสูง
มันจ้องมองอย่างเงียบงัน การมองเห็นค่อยๆ พร่ามัว
…
แคว้นเชสเตอร์ตะวันออก คฤหาสน์ตระกูลฮอลล์
อัลเฟรดและคนที่เหลือซึ่งเพิ่งค้นหาตัวการที่ตะโกนว่า ‘ศัตรูโจมตี’ และโยนระเบิดพบ เห็นประตูและหน้าต่างทุกบานเปิดออกพร้อมกันและกระแทกเข้ากับผนัง
ระหว่างนั้น กระจกหลายบานแตกเป็นเศษเล็กเศษน้อย
มีความผิดปรกติเกิดขึ้นจริงๆ … อัลเฟรดยกมือขึ้นด้วยท่าทางเคร่งขรึม กล่าวกับคนสนิท ทหาร และบอดี้การ์ดของบิดา
“ตอนนี้กลับไปที่อาคารหลักก่อน เตรียมตัวรับมือกับเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นอีก… ขณะเดียวกัน ส่งโทรเลขไปยังอาร์ชบิชอปประจำมุขมณฑลเชสเตอร์ตะวันออกเพื่อขอความช่วยเหลือ”
มันเชื่อว่า สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้มิใช่การสืบหาสาเหตุของความผิดปรกติ หากแต่เป็นการปกป้องพ่อแม่ และน้องสาว
หากจะสืบสวน ยังมีเวลาให้ทำอีกมากหลังจากรุ่งสาง แต่สำหรับครอบครัว คนกลุ่มนี้เผชิญเหตุไม่คาดฝัน คงยากจะรับมือได้ทันท่วงที
หลังจากกลับมายังอาคารหลักของคฤหาสน์และออกคำสั่งลาดตระเวนอย่างเข้มงวด อัลเฟรดเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นและพูดกับเอิร์ลฮอลล์
“มีความผิดปรกติเกิดขึ้นจริง แต่เวรยามไม่สามารถบรรยายสิ่งที่ตัวเองเห็นออกมาได้ มีเพียงความหวาดกลัวที่ท่วมท้นจิตใจในเวลานั้น”
เอิร์ลฮอลล์พยักหน้าเยือกเย็น
“ไว้ค่อยสืบสวนเพิ่มเติมหลังจากรุ่งสาง… เจ้านั่งลงแล้วพักผ่อนก่อน”
ออเดรย์ซึ่งนั่งอยู่ด้านข้าง กุมมือมารดาพลางตั้งใจฟังบทสนทนาระหว่างพ่อและพี่ชายทั้งสองอย่างเงียบงัน
แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงภายนอก ความจริงแล้วเธอแอบแยกบุคลิกเสมือนอย่างต่อเนื่องและส่งไปสืบหาสาเหตุที่ประตูและหน้าต่างเปิดเองอย่างแปลกประหลาด ผ่านความทรงจำของผู้เห็นเหตุการณ์รอบคฤหาสน์
ผ่านไปไม่กี่นาที หญิงสาวยุติการสืบสวนด้วยผลลัพธ์ที่น่าผิดหวัง ไม่มีทางเลือกนอกจากคาดเดาไปก่อนว่า สิ่งเหล่านี้เป็นอิทธิพลจากการต่อสู้ระหว่างอาริฮ็อกและมิสเตอร์โทสะ
ทันใดนั้นเอง ออเดรย์พบว่าดวงตาของซูซี่ โกลเดนรีทรีเวอ์ตัวใหญ่ดูแปลกไปเล็กน้อย จึงทำการแบ่งบุคลิกเสมือนและส่งเข้าไปในเกาะแห่งจิตของอีกฝ่ายเพื่อสนทนาอย่างลับๆ
“ค้นพบอะไรหรือ?” ออเดรย์ถามเข้าประเด็น
บนเกาะแห่งจิตของซูซี่ เสียงหนึ่งดังกังวาน
“ฉันได้กลิ่นเลือดแรงมากมาจากริมคฤหาสน์ เกิดขึ้นก่อนที่ประตูและหน้าต่างเปิดออกเล็กน้อย… อา ประมาณสิบวินาทีหลังจากเสียงระเบิด”
ได้ยินเช่นนั้น ออเดรย์เม้มปากและกล่าวเสียงแผ่ว
“ไปดูให้หน่อย”
ซูซี่เลิกหมอบทันที วิ่งออกจากห้องนั่งเล่น ออกจากอาคารหลักผ่านประตูด้านข้างบนทางเดินชั้นหนึ่ง
ระหว่างนั้น มีหลายคนหันมามองเธอเป็นครั้งคราว แต่ก็ไม่มีใครใส่ใจ ไม่มีใครพยายามหยุด เพราะเธอเป็นแค่สุนัข สุนัขที่ชำนาญการใช้พลังล่องหนทางใจ
หลังจากเดินไปตามทางจนกระทั่งถึงอาคารหลังที่ไกลจากตึกหลักมากที่สุด ซูซี่ฟุดฟิดจมูก เล็งหน้าต่างบานที่เปิดอยู่และกระโดดเข้าไป
ทันใดนั้น เธอเห็นศพอันน่าสยดสยองนอนอยู่บนเตียง ร่างกายโชกเลือด หนังถูกถลกออกจากร่าง
และสิ่งที่ซูซี่เห็น ย่อมเท่าสิ่งที่ออเดรย์เห็นผ่านบุคลิกเสมือนบนเกาะแห่งจิต
ภายในอาคารหลักของคฤหาสน์ ในห้องนั่งเล่น ออเดรย์ซึ่งกำลังกุมมือมารดา ก้มศีรษะลงต่ำ
ถัดมา หญิงสาวเงยหน้าขึ้น กวาดสายตาอย่างเชื่องช้า เพ่งพินิจใบหน้าของเอิร์ลฮอลล์ คุณหญิงเคทลิน ฮิบเบิร์ต และอัลเฟรด
ออเดรย์ยังคงเงียบ และยิ่งเงียบเมื่อเวลาผ่านไป
…
บายัม ภายในมหาวิหารคลื่นสมุทร
อัลเจอร์ซึ่งแต่งกายในชุดคลุมปักลวดลายพายุ ย่างกรายทีละก้าวจนกระทั่งถึงด้านบน พยักหน้าให้กับทูตพิพากษาและนักบวชที่กำลังยืนรอ
“ผนึกกลับสู่ภาวะปรกติทันเวลา… นำสมบัติกลับมาเก็บรักษาตามเดิมได้”
“ครับ ท่านเจ้าคุณวิลสัน!” ทูตพิพากษา นักบวช และบิชอปต่างถอนหายใจโล่งอก กำหมัดขวากระแทกอกซ้าย
อัลเจอร์มิได้กล่าวคำใด เพียงตอบรับด้วยท่าทางแบบเดียวกัน
เมื่อกลับถึงห้อง มันมองไปรอบตัว ถอนหายใจเชื่องช้าและหาที่นั่ง
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย…” อัลเจอร์สวดวิงวอนถึงเดอะฟูลเสียงแผ่ว แสดงความประสงค์ที่จะออกจากศาสนาวายุสลาตัน
คำอธิบายที่ว่า ผนึกกลับมาทำงานได้ทันเวลา สามารถใช้ได้กับสมาชิกระดับล่างของโบสถ์เท่านั้น ไม่มีทางตบตาเบื้องบนอย่างพระคาร์ดินัลหรืออาวุโสของจิตแห่งจักรกล ยังไม่ต้องพูดถึงสังฆราชและเทพวายุสลาตัน
และหากไม่ได้รับการยินยอมและการคุ้มครองจากมิสเตอร์ฟูล อัลเจอร์ไม่กล้าบุ่มบ่ามหลบหนีจากโบสถ์วายุสลาตันตามอำเภอใจ ไม่อย่างนั้นคงได้เผชิญการลงทัณฑ์จากสวรรค์
ถัดมาไม่กี่วินาที มันมองเห็นหมอกสีเทาไร้ขอบเขตที่คุ้นเคย และเสียงตอบรับจากมิสเตอร์ฟูล
“ตกลง… จงไปยังวิหารเทพสมุทร”
ฟู่ว… อัลเจอร์ถอนหายใจ ลุกขึ้นยืน ถอดเสื้อคลุมวายุสลาตันออก
หลังจากเปลี่ยนเป็นเสื้อเชิ้ตลินิน แจ็กเกตสีน้ำตาล และกางเกงขาบาน อัลเจอร์ก้มมองชุดคลุมของพระคาร์ดินัลบนโต๊ะด้วยความเงียบงันเป็นเวลานาน
จากนั้น มันเหยียดแขนออกไปพับชุดคลุมให้เรียบร้อย
จดจ้องอยู่สักพัก อัลเจอร์ถอนสายตากลับ ขี่พายุบินออกจากวิหารทางหน้าต่าง
มันบินขึ้นไปด้านบนสุดของหอระฆัง มองลงมายังถนนโดยรอบและเมืองบายัมทั้งหมด
ระหว่างนั้น อัลเจอร์เดินวนไปรอบๆ ขอบหลังอย่างเชื่องช้า
ในท้ายที่สุด มันหลับตาลง
พายุเฮอร์ริเคนก่อตัวขึ้น พัดพาอัลเจอร์ไปยังตำแหน่งของวิหารเทพสมุทร
…
เหนือสายหมอกสีเทา ภายในวังโบราณ
ไคลน์กำลังนั่งนิ่งบนเก้าอี้พนักสูงของเดอะฟูล
ในบางคราว ร่างกายของมันจะพร่ามัว ดูคล้ายกับกำลังสวมชุดคลุมสีดำทรงโบราณ ผ้าคลุมศีรษะปกปิดใบหน้าจนยากจะมองเห็น และบางคราวก็กลับมาเป็นปรกติ ถูกห่อหุ้มด้วยสายหมอกสีเทา
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นสลับกัน แต่ความถี่ยิ่งน้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป
และทุกครั้งที่ไคลน์เปลี่ยนเป็นร่างสวมชุดคลุมหัวสีดำ หนวดรยางค์ผิวลื่นสลักลวดลายประหลาดจะยื่นออกจากใต้เสื้อผ้า
หนวดรยางค์ซึ่งเกือบจะโปร่งใสเหล่านี้กวัดแกว่งไปมาส่งเดช ปกคลุมทุกตารางนิ้วภายในวังอย่างทั่วถึง
ผ่านไปสักพัก ร่างของไคลน์ก็เกิดเสถียรภาพ
ชายหนุ่มยกมือขวาลูบหน้าผาก กล่าวกลับตัวเองเสียงเงียบ
เจตจำนงของราชันสวรรค์ฟ้าดินฟื้นตัวเร็วกว่าที่เราคิดไว้มาก… หากไม่ใช่เพราะเราดูดซับตะกอนพลังของซาราธและอาศัยตราประทับทางจิตของมันเพื่อสร้างสมดุลสำหรับยื้อเวลา คงยากที่ยับยั้งการตื่นขึ้นของอีกฝ่ายได้ทัน…
อย่างไรก็ดี ผลลัพธ์ทำให้จิตใจของไคลน์ยังไม่คงที่สักเท่าไร
สาเหตุสำคัญที่ชายหนุ่มมิได้คลุ้มคลั่งคาที่ เป็นเพราะโอสถผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ถูกย่อยอย่างสมบูรณ์ และโอสถบริวารเร้นลับที่เพิ่งดื่มเข้าไปก็ย่อยเกือบสมบูรณ์ภายในพริบตา – ตัวตนของ ‘เดอะเวิร์ล’ ซึ่งเป็นข้ารับใช้ของปราสาทต้นกำเนิด มีคุณสมบัติเทียบเท่า ‘บริวารเร้นลับ’ ส่งผลให้ไคลน์ได้สวมบทบาทเป็นบริวารเร้นลับล่วงหน้ามานานแล้ว และประสบความสำเร็จอย่างราบรื่น
แต่สำหรับตะกอนพลังบริวารเร้นลับก้อนที่สอง ชายหนุ่มต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะย่อยหมด
……………………………
Related
กลางดึกสงัด เสียงเปิดประตูและหน้าต่างดังจนทำให้เวนเดลล์ตื่นจากภวังค์หลับใหล มันรีบพลิกตัวลุกจากเตียงอย่างระมัดระวังพร้อมกับมองไปรอบตัว
เกิดอะไรขึ้น? ยูโทเปียเจอพายุระดับภัยพิบัติหรือไง? เวนเดลล์ซึ่งเป็นโรคนอนไม่หลับมาหลายวัน ในที่สุดก็ได้โอกาสนอนเต็มอิ่ม แต่ก็มีเหตุให้ต้องตื่นขึ้นอีกแล้ว ความคิดของมันกำลังอ่อนล้า ร่างกายอิดโรยอย่างบอกไม่ถูก
เพียงไม่นานมันก็ตระหนักว่า ไม่มีลมพัดเข้ามาจากหน้าต่าง ไม่มีฝนสาดเข้ามา ราวกับมันเป็นคนละเมอลุกขึ้นไปเปิดเพื่อสูดอากาศด้วยตัวเอง
ทันใดนั้น เวนเดลล์ฉุกคิดเกี่ยวกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่ตนเคยเผชิญและเคยอ่านเจอในเอกสาร ยังคงจำได้ดีว่าความกลัวอันเกิดจากความไม่รู้นั้นน่าสะพรึงเพียงใด
มันเดาไม่ถูกว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ทำได้เพียงหนาวสั่นไปถึงสันหลัง
ทันใดนั้นเอง มันได้ยินเสียงความโกลาหลจากด้านนอกประตู สุ้มเสียงชุดชนิดดังเข้ามาในโสตประสาท
มีเสียงการวิ่ง เสียงการตัดสิน เสียงการแก้ไขกฎ และเสียงตะโกน
“ผนึกใต้ดินเกิดความผิดปรกติ!”
“ยกระดับความปลอดภัย!”
ผนึกใต้ดิน? สมบัติชนิดใดถูกผนึกไว้ใต้โรงแรมดอกไอริช? เวนเดลล์ประหลาดใจเจือสับสน อดไม่ได้ที่จะเดินไปทางประตูและเหลียวซ้ายแลขวา
ทันใดนั้น มันได้พบกับเพื่อนร่วมงาน MI9 ซึ่งพอจะรู้จักผิวเผิน และเห็นพันเอกซิล·เดียร์ชาซึ่งเข้าเวรในคืนนี้
MI9 หายูโทเปียเจอแล้ว? เป็นเพราะเรา? พวกเขามาจัดการกับความผิดปรกติ? ขณะเวนเดลล์กำลังผุดความคิด มันขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
มันเพิ่งตระหนักว่า โครงสร้างทางเดินภายนอกแตกต่างกับโรงแรมดอกไอริชอย่างมาก ไม่เพียงแต่จะติดโคมไฟผนังแบบใช้แก๊สทั้งสองฝั่ง แต่ยังมีเชิงเทียนแบบโบราณ พื้นห้องได้รับการบำรุงรักษาอย่างดี ห้องสูงกว่าสามเมตร
นี่มัน… ไม่ใช่โรงแรมดอกไอริช… เวนเดลล์หันกลับมามองห้องที่ตัวเองเดินออกมา
มันจำได้ทันทีว่านี่คือห้องนอนของตัวเองที่สำนักงานใหญ่ MI9 สัมภาระยังคงถูกวางไว้อย่างเงียบงันตรงมุมห้องโดยไม่มีการขยับเขยื้อน
เวนเดลล์ยังไม่ลืม มันได้ไปเยือนยูโทเปียผ่านห้องน้ำในห้องพัก เนื่องจากไม่แน่ใจว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ มันจึงไม่ได้พกกระเป๋าเดินทางติดตัว เพียงถือเอกสารสำหรับขึ้นศาล
กึก! กึก! กึก! มันรีบวิ่งไปที่หน้าต่างและมองออก
สิ่งแรกในการมองเห็นคือสวนและลานหญ้าของสำนักงานใหญ่ MI9
ร…เรากลับมาที่เบ็คลันด์อีกแล้ว? หรือว่าอันที่จริง เราไม่ได้กลับไปยูโทเปียตั้งแต่แรก? เราแค่เหนื่อยและผล็อยหลับจนเก็บไปฝัน? เวนเดลล์เดินกลับมานั่งที่เตียงนอนด้วยอาการงุนงง
ผ่านไปหลายสิบวินาที มันหลุดพรวด หยิบเสื้อคลุมขึ้นจากพื้น
มันพบเอกสารยูโทเปียซึ่งควรจะอยู่ในลิ้นชัก ถูกเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้ออย่างเรียบร้อย
เวนเดลล์เงียบไปเป็นเวลานาน ราวกับมันกลายเป็นรูปปั้นโดยสมบูรณ์
…
คอลัมนิสต์ท่องเที่ยว โมนิก้า เธอเป็นอีกหนึ่งคนที่ตื่นขึ้นมาเพราะเสียงประตูกับหน้าต่างถูกกระแทก
หญิงสาวลุกนั่ง ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมอก
ท่ามกลางอาการสะลึมสะลือ ความคิดแรกในหัวเธอก็คือ มีโจรบุกเข้ามาในโรงแรม หญิงสาวจึงเตรียมจะแหกปากเรียกตำรวจ
แต่ราวสิบถึงยี่สิบวินาทีถัดมา โมนิก้ากลับไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้ห้อง มีเพียงคนจำนวนมากกำลังมารวมตัวที่ทางเดิน
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ดูไม่เหมือนพายุเลย…”
“มีคนแกล้งกันเล่นหรือ?”
“ไอ้พวกมือบอน ถ้าให้รู้นะว่าเป็นใคร ฉันจะเตะก้นมันแน่!”
…
เสียงการสนทนาทยอยดังขึ้น มีคำถามทุกชนิดผสมแซม
โมนิก้าไม่คิดอะไรมากในตอนที่ได้ยิน ตรงกันข้าม เธอคิดจะจดบันทึกคำพูดของผู้คนด้านนอก นำมาไตร่ตรองต้นตอของเหตุการณ์ประหลาด และนำไปเขียนลงในบันทึกการเดินทางของเธอ
แต่หลังจากนั่งฟังสักพัก หญิงสาวค่อยๆ พบความผิดปกติ
โรงแรมดอกไอริชในยูโทเปียมีแขกมากขนาดนี้เชียว?
เธอยังไม่ลืมว่า ในชั้นที่เธอเข้าพัก มีแขกไม่เกินห้าห้องเท่านั้น และนั่นรวมถึงห้องของเธอ
ทันใดนั้น โมนิก้าหวนนึกถึงเรื่องผีที่เคยอ่านและได้ยิน คิดเป็นจริงเป็นจังว่าด้านนอกประตูคือผี
เดิมที เธอคิดจะเหยียดเท้าไปข้างเตียง เตรียมออกไปข้างนอก ร่วงวงสนทนาและเก็บรายละเอียด รวบรวมเนื้อหาสำหรับเขียนคอลัมน์ แต่ในวินาทีนี้ หญิงสาวตัดสินใจชักเท้ากลับ ขดตัวเป็นก้อนกลมบนเตียงนอนในสภาพสั่นเทา
หลายวินาทีถัดมา เธอได้ยินชายคนหนึ่งพูดขึ้น
“ฉันไปถามเจ้าของโรงแรมมาแล้ว เขาบอกว่าไม่รู้เช่นกันว่าเกิดอะไรขึ้น บางทีอาจมีพายุเล็กๆ พัดผ่าน”
“กลับไปที่ห้องแล้วนอนต่อดีกว่า อย่าลืมล็อกประตูหน้าต่างกันล่ะ ฮ้าว~ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์หลวง”
พิพิธภัณฑ์หลวง… โมนิก้าตกตะลึง
ในฐานะคอลัมนิสต์ท่องเที่ยว และนักเดินทางที่คลุกคลีอยู่ในยูโทเปียเป็นเวลานาน เธอย่อมทราบดีว่าเมืองนี้ไม่มีพิพิธภัณฑ์หลวง
สำหรับอาณาจักรโลเอ็น หากจะมีพิพิธภัณฑ์ที่ชื่อว่าพิพิธภัณฑ์หลวง มันก็ต้องตั้งอยู่ในกรุงเบ็คลันด์
การนั่งรถไฟจากยูโทเปียไปยังเบ็คลันด์ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง แม้จะตื่นเช้าสุดๆ เพื่อไปที่นั่นโดยเฉพาะ ก็ไม่มีทางไปทันก่อนพิพิธภัณฑ์ปิด
โมนิก้าฉงนสุดขีด บรรจงเลิกผ้าห่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ได้ยินเสียงประตูและหน้าต่างทยอยปิด
เธอลุกจากเตียงอย่างระมัดระวังและเดินไปที่ประตู
ระหว่างนั้น อาศัยแสงจันทร์ หญิงสาวค่อยๆ เห็นฉากภายในห้อง
ฮึก… โมนิก้าเกือบแหกปาก
นี่ไม่ใช่ห้องพักที่เธอนอนในระยะหลัง!
ไม่ว่าจะเค้าโครงหรือการตกแต่ง ทุกสิ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิง!
ตำนานผีที่นึกถึงเมื่อครู่ ย้อนกลับมาหลอกหลอนสมองอีกครั้ง แข้งขาหญิงสาวอ่อนแรง แทบมิอาจค้ำจุนน้ำหนักของร่างกาย
ขณะฟันของโมนิก้ากระทบกันเสียงดัง เธอเหลือบไปเห็นนามบัตรของโรงแรมวางอยู่บนโต๊ะ – เป็นบัตรสำหรับแขก หากเธอพกสิ่งนี้ติดตัวออกไปข้างนอก ถ้าเกิดหลงก็แค่แสดงบัตรนี้แล้วให้คนช่วยพากลับมา ไม่จำเป็นต้องเข้าใจภาษาท้องถิ่น
โมนิก้าเดินเข้าไปใกล้ตามสัญชาตญาณ อาศัยแสงจันทร์เพื่อระบุถ้อยคำบนบัตร
19 ถนนมอร์นิ่ง โรงแรมคาร์ลเพนซ่า เขตตะวันตก กรุงเบ็คลันด์
เบ็คลันด์… เขตตะวันตก… ดวงตาโมนิก้าพลันเบิกกว้าง การรับรู้ด้านเวลาและสถานที่เกิดความปั่นป่วนอย่างหนัก
…
เบ็คลันด์ เขตฮิลสตัน ภายในบ้านที่มีเตาผิง
ฟอร์สได้ยินเสียงเปิดประตูและหน้าต่าง แต่เธอไม่ได้ตื่นทันที เพราะปัจจุบันกำลังติดอยู่ในฝันร้ายสุดพิสดารที่มิอาจหลุดพ้น
เธอฝันว่าอาจารย์ของตน โดเรียน·เกรย์·อับราฮัม ถูกอิทธิพลจากสมบัติปิดผนึกของตระกูลเล่นงานจนเสียชีวิตต่อหน้าเธอในสภาพโชกเลือด ในความฝัน ฟอร์สคลุ้มคลั่งและกลายพันธุ์ เป็นแมลงแสงดาวซึ่งโก้งโค้งเป็นทรงประตู จากนั้นก็บินไปที่บานประตูเลือดเนื้ออย่างไม่มีเหตุผล เธอยังฝันถึงวันสิ้นโลก ทะเลเลือดที่ท่วมท้นผู้คนทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ซิล เกอร์มัน·สแปร์โรว์ และคนอื่นๆ
ในที่สุด ฟอร์สหลุดพ้นจากความฝัน ลุกขึ้นนั่งหอบ
ในฐานะครึ่งเทพซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นโหราจารย์ เธอทราบดีว่าความฝันเมื่อครู่หมายถึงสิ่งใด จึงรีบสงบสติและมองตรง
กระจกบนมุขหน้าต่างในห้องนอน ถูกเปิดจนหมดทุกบานตั้งแต่ตอนไหนก็มิอาจทราบได้
ต้องมีบางสิ่งเกิดขึ้นแน่… และต้องเกี่ยวข้องกับวันสิ้นโลก ตระกูลอับราฮัม และเส้นทางผู้ฝึกหัด… ฟอร์สพึมพำเงียบ ลุกขึ้นยืน สวมเสื้อคลุม เตรียมเทเลพอร์ตไปหาอาจารย์เพื่อยืนยันความปลอดภัยของอีกฝ่าย
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้หญิงสาวรู้สึกว่า ตนควรรีบกลายเป็นลำดับ 3 หรือแม้กระทั่งลำดับ 2
หลังจากได้ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับวันสิ้นโลกจากมิสเตอร์ฟูลและเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ฟอร์สก็ตั้งใจทำงานหนักมาตลอด เพียงแต่โอสถจอมเวทลึกลับไม่ใช่สิ่งที่ย่อยได้ง่าย นอกจากนั้น ในเมื่อตนยังสะสมคะแนนได้ไม่มากพอ ย่อมรู้สึกละอายใจที่จะขอสูตรโอสถ ‘นักพเนจร’ จากอาจารย์
แน่นอน หากต้องการ เธอสามารถถามมันโดยตรงจากมิสเตอร์ประตู แต่มีหรือที่เธอจะถูกล่อลวงหลังจากได้รับคำเตือนจากคนรอบข้างมากมายขนาดนี้?
เพียงพริบตา ฟอร์สหายตัวไปจากห้อง
ไม่กี่วินาทีถัดมา เธอปรากฏตัวในบ้านของโดเรียน·เกรย์·อับราฮัม และเห็นอาจารย์กำลังนั่งกุมหัวใจด้วยท่าทีตื่นตระหนก
“…ต้องกินยาไหมคะ” ฟอร์สถามด้วยความเป็นห่วง
เธอได้ซื้อยาบรรเทาโรคชรามาจากมิสเตอร์มูนจำนวนหนึ่ง
โดเรียนสูดลมหายใจ ส่ายหน้าแผ่วเบา
“ไม่จำเป็น”
ฟอร์สผ่อนคลายเล็กน้อย
“อาจารย์ ฉันฝันเห็นคุณได้รับอิทธิพลจากสมบัติปิดผนึก… เอ่อ แล้วก็ ประตูหน้าต่างในห้องนอนของฉันเกิดเหตุการณ์ประหลาด ก็เลยอยากมายืนยันความปลอดภัยของอาจารย์ให้แน่ใจ”
โดเรียนแหงนมองประตูและหน้าต่าง กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ความฝันของคุณไม่ผิด ผมเกือบตายเพราะสมบัติปิดผนึกจริงๆ แต่ในช่วงความเป็นความตาย ผนึกกลับมาทำงานอีกครั้ง”
กล่าวจบ มันยืนขึ้นและพูดกับฟอร์ส
“เร็วเข้า! รีบพาผมไปที่อื่นก่อน ผมกังวลว่าอาจมีอันตรายกับสมาชิกตระกูลที่เหลือ!”
ฟอร์สไม่มัวรีรอ เธอจับแขนอาจารย์พร้อมกับถามตำแหน่ง
ร่างของคนทั้งสองเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากเดินทางภายในโลกวิญญาณได้ไม่กี่วินาที ฟอร์สและโดเรียนถูกบังคับให้ออกจากสภาพแวดล้อมปัจจุบันอย่างกะทันหัน ลงจอดในสถานที่ซึ่งดูคล้ายห้องหนังสือ
มีหลายคนยืนอยู่ที่นี่ ทุกคนเป็นสมาชิกตระกูลอับราฮัมที่ถือครองสมบัติปิดผนึกและสามารถเทเลพอร์ต
“วีลอส? ทำไมถึงอยู่ที่นี่?” โดเรียนโพล่ง
วีลอสและคนอื่นๆ ส่ายหน้าพร้อมกัน งุนงงปนประหลาดใจ
วินาทีถัดมา แสงดวงดาวสว่างไสวนับไม่ถ้วน ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า
แสงดาวรวมตัวกัน ควบแน่นกลายเป็นวัตถุหลายชิ้นและตกลงบนพื้น
มีทั้งประตูแสงดาวขนาดย่อส่วน ลูกบอลคริสตัลที่เกิดจากแมลง กุญแจโปร่งแสงหน้าตาประหลาด และคบเพลิงงดงามที่แผดเผาอย่างเงียบงัน
ด้วยเหตุผลบางประการ ชื่อแล้วชื่อเล่าผุดขึ้นในใจโดเรียน วีลอส และคนที่เหลือ
ตะกอนพลังลำดับ 3 นักพเนจร… ตะกอนพลังลำดับ 4 จอมเวทลึกลับ… ตะกอนพลังลำดับ 1 กุญแจดวงดาว… ตะกอนพลังลำดับ 2 จอมเวทท่องมิติ…
นอกจากนั้น นี่ยังไม่ใช่แค่ตะกอนพลังลำดับละก้อน แม้กระทั่งตะกอนพลังลำดับ 1 อย่างกุญแจดาราก็ยังมีมากถึงสองก้อน! ยังมีจอมเวทท่องมิติอีกสามก้อน และที่เหลืออีกมากมาย
สมาชิกหลักของตระกูลอับราฮัมและฟอร์สต่างพากันอ้าปาก หุบไม่ลงเป็นเวลานาน
หลังจากตะกอนพลังผู้วิเศษเหล่านี้หล่นลงพื้น สภาพแวดล้อมก็กลับสู่ความสงบ ปราศจากสิ่งผิดปรกติ มีเพียงความเงียบที่เข้าปกคลุม
Related
ร่างของมิสเตอร์ประตูซึ่งหดตัวกลายเป็นลูกบอลแสง ชะงักไปกะทันหันราวกับกำลังเกิดการต่อสู้ภายในอย่างดุเดือด
ชั้นของประตูบนร่างกาย เหลืออีกเพียงเล็กน้อยก็จะซ้อนทับกันอย่างสมบูรณ์
ท่ามกลางเสียงมายา กระแสน้ำสีแดงเข้มซึ่งแทรกผ่านช่องว่างของ ‘ประตูเลือดเนื้อ’ อย่างยากลำบาก เริ่มทวีความปั่นป่วน ชุดคลุมสีเลือดร่วงหล่นลงมาและพยายามห่อหุ้มร่างกายเบเทล·อับราฮัมอีกครั้ง
แต่เมื่อมันเสด็จเยือนลงมา ดวงตาทองเหลืองซึ่งมีคิ้วเป็นปีก ชายหนุ่มในชุดเกราะเพลิง ม่านแสงซึ่งมีใบหน้าอันน่าสะพรึง ผืนดินที่ลืมตาแต่ปิดปาก และร่างเงาดำของสตรี ทั้งหมดเลือนหายไปในพริบตาโดยพร้อมเพรียง
จากนั้น แสงอาทิตย์อันเจิดจ้าปรากฏขึ้นเหนือผืนป่า กลางวันแทนที่กลางคืน สลายเงาทั้งหมดอย่างรวดเร็ว
ฉากดังกล่าวบีบคั้นให้เสื้อคลุมสีเลือดต้องลอยขึ้นอีกครั้ง มันพยายามสาดแสงจันทร์ให้มากขึ้น พยายามเรียกคืนความวุ่นวายกลับมายังอ้อมกอดของมารดา
ฉวยโอกาสดังกล่าว ดวงตามายาของมิสเตอร์ประตูปิดลงพร้อมกับก้มศีรษะต่ำ
“ตกลง…” มันกล่าวคำแรกหลังจากกลับสู่โลกความจริง ด้วยความยากลำบากและเจ็บปวด
ร่างของมันแข็งทื่อโดยสมบูรณ์ ก่อนจะยกมือขวาขึ้นและเลื่อนมาไว้บนใบหน้า
วินาทีถัดมา มิสเตอร์ประตูเงยหน้าขึ้น สวมแว่นผลึกที่ตาข้างขวา
บนกระจกแว่นขาเดียว แสงสว่างอันเจิดจ้าระเบิดออกอย่างท่วมท้น มอบความสว่างไปทั่วโลก
ทันใดนั้นเอง ข้อผิดพลาดใน ‘ผนึก’ ทั้งหมดถูกแก้ไข แต่ทุกสิ่งที่กำลังทำงานเป็นปรกติ ล้วนแปรเปลี่ยนเป็นความผิดพลาด เข็มนาฬิกากระโดดไปข้างหน้าหลายวินาที
พิธีกรรมของลำดับ 0 ‘ข้อผิดพลาด’ ก็คือ:
แทนที่ผู้อื่นในพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพ!
และการกลับมาของมิสเตอร์ประตู ดูเหมือนจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพในทันที
แสงสว่างดับลงในทันที มิสเตอร์ประตูได้กลายเป็นอามุนด์ซึ่งแต่งกายด้วยหมวกปลายแหลมและชุดคลุมสีดำทรงโบราณ
ในมือของผู้เย้ยเทพกำลังถือกุญแจรูปร่างหน้าตาสุดแสนธรรมดา แต่คล้ายกับถูกตีขึ้นจากแสงดาวบริสุทธิ์
เหนืออามุนด์ เสื้อคลุมสีเลือดตกลงมาและพยายามโอบกอดมันไว้ในท่อนแขน ด้านหลังอามุนด์ กระแสน้ำสีแดงเข้มพยายามแหวกผ่านซากบานประตูเลือดเนื้ออย่างเกรี้ยวกราด หวังแทรกตัวเข้ามาในโลกนี้ให้ได้
เพียงพริบตา แสงจันทร์สีเลือดพลันเบ่งบานสุดขีด บดบังดวงอาทิตย์ กลางคืน ผืนดิน แสงสว่าง และหอคอยสีขาวแปลกตาด้านนอก
เมื่อเผชิญหน้ากับการกัดกร่อนจากเทพภายนอก มุมปากอามุนด์กระตุกแผ่วเบา ก่อนจะเหยียดมือขวาออก ล้วงแผ่นศิลาโบราณซึ่งมีร่องรอยเก่าแก่ออกมา
ศิลาเย้ยเทพแผ่นที่หนึ่ง!
จากนั้น มันเสียบศิลาเย้ยเทพที่ควบแน่นจาก ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ เข้าไปในช่องว่างของบานประตูเลือดเนื้อ ก่อนจะดึงกลับและนำมาใช้รับเสื้อคลุมสีเลือดที่กำลังตกลงมา
ศิลาเย้ยเทพแผ่นที่หนึ่งกลายเป็นภาพมายาทันที ประหนึ่งกำลังเชื่อมโยงเข้ากับทะเลอนันต์ซึ่งเปี่ยมไปด้วยสีสัน
ทะเลเกิดความปั่นป่วน กลืนกินเสื้อคลุมสีเลือด และปิดกั้นกระแสน้ำสีแดงเข้มจากอวกาศ
ประตูเลือดเนื้อซึ่งพังทลายโดยสมบูรณ์ หดตัวและเลือนหายไปในพริบตา เสียงคำรามอันเดือดดาลและน่าสะพรึงดังก้องมาจากด้านใน
วินาทีถัดมา ดวงจันทร์สีแดงสว่างขึ้นบนท้องฟ้า แต่สีแดงของมันจางหายไปในทันที กลายเป็นสีขาวซีด บนดวงจันทร์มีร่างขนาดมหึมา สีแดงเข้มและบิดเบี้ยว
อามุนด์ซึ่งแต่งกายด้วยหมวกปลายแหลมและชุดคลุมสีดำ ขยับกรอบแว่นตาขาเดียวให้ตรง พลางโบกมือให้กับร่างสีแดงเข้มบนดวงจันทร์ซึ่งกำลังจ้องมองมาทางตน จากนั้นก็แสยะยิ้ม โค้งคำนับอีกฝ่ายเล็กน้อย และหันมาคำนับรอบตัว
…
ณ วิหารโครงกระดูกซึ่งมีไม้กางเขนยักษ์เด่นตระหง่าน และกะโหลกสีซีดจำนวนมากกำลังเฝ้ามองผู้มาเยือน
อาดัมซึ่งสวมชุดคลุมสีขาวเรียบง่าย ทอดสายตาออกไปนอกกระจกหลากสี เฝ้ามองสายฟ้าด้านนอกซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง จากนั้นก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เดินไปยังบ่อเลือดที่ไคลน์เหลือทิ้งไว้ ก้มลงหยิบกระจกลึกลับและโบราณ
จากนั้น มันหันกลับและเดินไปยังศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สอง
…
ร่างแรกที่ซาราธอัญเชิญจากสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ ยังคงเป็นโรซายล์·กุสตาฟผู้แต่งกายด้วยเสื้อคลุมสีแดงเข้ม ปักด้ายสีทอง ผมยาวสีเกาลัดหยักศกเล็กน้อย
สำหรับบริวารเร้นลับ ตลอดช่วงอายุที่ยืนยาวของมัน ซาราธรู้จักเทวทูตให้อัญเชิญพอสมควร แต่กลับมีเพียงน้อยคนที่จะแข็งแกร่งกว่าลำดับ 1 จักรพรรดิความรู้ ยกตัวอย่างเช่น อันทีโกนัสก่อนจะกลายเป็นฮาล์ฟฟูล เทวทูตโชคชะตาโอโรเลอุส หรือไม่ก็สมาชิกระดับสูงของหน่วยรบ ‘สีชาดแห่งสงคราม’ ซึ่งสามารถใช้พลังของเทวทูตสีชาดได้ทางอ้อม
แต่ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ซาราธเชื่อว่า การอัญเชิญภาพฉายของโรซายล์·กุสตาฟออกมาก่อนนั้นปลอดภัยที่สุด:
อันทีโกนัสก่อนจะเป็นฮาล์ฟฟูล เองก็เป็นลำดับ 1 บริวารเร้นลับ ส่งผลให้เสียเปรียบศัตรูซึ่งถือครองปราสาทต้นกำเนิดจนมีระดับตัวตนเหนือกว่าราชาเทวทูตส่วนใหญ่ ระดับใกล้เคียงเทพแท้จริง เรียกได้ว่าถูกข่มจนมิดด้วยระดับที่สูงกว่าของเส้นทาง
หลังจากซาราธเลือกที่จะร่วมมือกับโรงเรียนกุหลาบและอาดัม อัตราความสำเร็จในการอัญเชิญเทวทูตโชคชะตาย่อมลดต่ำลงมาก ไม่เหมาะกับการใช้งานในช่วงเวลาฉุกเฉิน
ส่วนนักรบระดับสูงของ ‘สีชาดแห่งสงคราม’ ที่สามารถยืมพลังจากเทวทูตสีชาดในอดีต เนื่องจากมันไม่ได้ใช้พลังของตัวเอง ผลลัพธ์จึงมิได้ยอดเยี่ยมไปกว่าจักรพรรดิความรู้อย่างโรซายล์·กุสตาฟมากนัก
เมื่อเทียบกับแล้ว ซาราธย่อมเลือกที่จะอัญเชิญภาพฉายของบุคคลที่มันคุ้นเคยมากที่สุด มีโอกาสสำเร็จมากที่สุด
แผนของมันก็คือ ฉวยโอกาสที่เกอร์มัน·สแปร์โรว์เพิ่ง ‘ท่องมิติ’ มาหาตนโดยตรงโดยไม่ได้เตรียมภาพฉายเอาไว้ล่วงหน้า ชิงเปิดฉากด้วยการอัญเชิญภาพฉายของจักรพรรดิความรู้โรซายล์ จากนั้นก็เป็นนักรบหัวกะทิของสีชาดแห่งสงคราม ตามด้วยเทพหายนะเซียอาเพื่อยื้อเวลาให้ตัวเองมีช่องว่างสำหรับสร้างปาฏิหาริย์
ทันทีที่ร่างของโรซายล์ปรากฏ สัญลักษณ์อันซับซ้อนและมายาพลันควบแน่นในดวงตา เตรียม ‘ถ่ายโอน’ ความรู้ไร้ประโยชน์จำนวนมากเข้าไปในสมองของเป้าหมายเพื่อระเบิดความคิด
ในเวลาเดียวกัน ซาราธอาศัยการเปลี่ยนตำแหน่งผ่านการเชื่อมโยงที่เตรียมไว้ล่วงหน้า – หนองน้ำแห่งนี้เปรียบดังถิ่นของมัน ขณะซาราธปล่อยหนวดรยางค์เรียบและโปร่งใส่ พุ่งออกจากชุดคลุมสีดำและเหยียดเข้าไปในสายหมอกประวัติศาสตร์ มันทำการอัญเชิญนักรบหัวกะทิของกองพันสีชาดแห่งสงครามออกมา
ทันใดนั้นเอง ภาพฉายของโรซายล์·กุสตาฟขยับศีรษะ อาศัยการเชื่อมต่อกับซาราธ มันหันหน้าเข้าหาร่างต้นของซาราธอย่างแม่นยำ
สมองซาราธพลันท่วมท้นไปด้วยข้อมูลไร้ประโยชน์และซ้ำซากจำนวนมหาศาล หัวของมันแทบระเบิด มิอาจดำเนินกระบวนการความคิดใดได้เป็นเวลานาน
ร่างกายของมันพลันแข็งทื่อ แม้แต่แสงสว่างในดวงตาก็ไม่แปรเปลี่ยน!
ภาพฉายของจักรพรรดิความรู้ โรซายล์·กุสตาฟที่มันเชิญออกมา ได้ทรยศตัวมันเอง!
สำหรับผลลัพธ์เช่นนี้ ไคลน์ทั้งประหลาดใจและไม่
มันไม่ประหลาดใจเพราะนี่เป็นฝีมือของตน หนอนวิญญาณบนปราสาทต้นกำเนิดได้ทำการ ‘ปลูกถ่าย’ จิตใต้สำนึกของภาพฉายโรซายล์ เข้ากับโรซายล์ในสภาพปัจจุบันซึ่งไคลน์เพิ่งไปพบอีกฝ่ายมา!
ส่วนที่น่าประหลาดใจก็คือ อาดัมไม่ได้เตือนให้ซาราธระวังการใช้โรซายล์·กุสตาฟ
หลังจากไคลน์สังเกตเห็นความบังเอิญในบางสิ่งก่อนหน้านี้ หนึ่งในไพ่ตายที่ชายหนุ่มเตรียมไว้ก็คือ อาศัยการเชื่อมโยงระหว่างสัญลักษณ์ของเดอะฟูลที่อยู่ในผนึกของโรซายล์ ผ่านจุดแสงแห่งการสวดวิงวอน ส่งหนอนวิญญาณบรรจุเจตจำนงของตนลงไปปลุกสหายร่วมโลก อาศัยความช่วยเหลือจากพลังปาฏิหาริย์ ไคลน์สามารถระงับการกัดกร่อนจากมารดาเทพธิดาฯ ได้ชั่วคราว
ในเวลานั้น สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เท่าที่ไคลน์จะคิดมาตรการรับมือไว้ก็คือ: ตัวมันประสบอุบัติเหตุบางอย่างจนไม่สามารถติดต่อกับปราสาทต้นกำเนิดและหนอนวิญญาณบนปราสาทได้ รวมถึงไม่สามารถติดต่อกับหนอนวิญญาณจากทั่วโลก ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือตนได้เลย
เมื่อหนอนวิญญาณที่ไคลน์ฝากไว้กับโรซายล์เกิดกลายพันธุ์ โรซายล์จะทราบทันทีว่ามีบางสิ่งผิดปรกติเกิดขึ้น เมื่อถึงตอนนั้น โรซายล์จะใช้พลังจักรพรรดิมืดเพื่อบิดเบือนให้หนอนวิญญาณของไคลน์ได้สติกลับคืนมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง
ส่วนคำถามที่ว่า โรซายล์และหนอนวิญญาณจะเลือกใช้วิธีใดเพื่อช่วยร่างต้นให้ไคลน์ ชายหนุ่มไม่ทราบเลย
และนั่นคือเหตุผลที่สามารถเก็บซ่อนแผนฆ่าตัวตายจากอาดัมได้!
จากประสบการณ์ในโถงแห่งความจริง ไคลน์ย่อมตระหนักได้ว่า ตนไม่สามารถมีความลับขณะเผชิญหน้ากับนักสร้างฝันได้ หากคิดแผนช่วยเหลือตัวเอง ไม่ว่าจะคิดหน้างานหรือคิดเตรียมไว้แล้ว ก็คงไม่แคล้วถูกอาดัมอ่านออกและขัดขวางแน่นอน
ด้วยระดับพลังในปัจจุบัน แผนเดียวที่ไคลน์จะช่วยเหลือตัวเองได้ คือการที่มันไม่รู้ว่าแผนนั้นคืออะไร
แน่นอน นักสร้างฝันอาดัมย่อมทราบว่าไคลน์ฝากหนอนวิญญาณเอาไว้ในสุสานจักรพรรดิมืดของโรซายล์·กุสตาฟ และทราบว่าไคลน์ทิ้งไพ่ตายใบสุดท้ายของตนไว้ที่นี่ เพียงแต่ว่า อาดัมไม่สามารถอ่านความคิดโรซายล์ได้ เพราะอีกฝ่ายถูกกัดกร่อนโดยมารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทราม การแอบส่องโรซายล์ย่อมเท่ากับการแอบส่องเทพภายนอก!
นี่คือช่องว่างทางระดับตัวตน
ด้วยเหตุผลข้างต้น ไคลน์จึงวางใจและสอบถามความลับต่างๆ อย่างใจเย็น รวมถึงการนั่งถอดรหัสศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สอง ในแง่หนึ่ง นั่นเป็นข้อมูลที่ล่อตาล่อใจ ในอีกแง่หนึ่ง มันกำลังถ่วงเวลาเพื่อให้อีกฝั่งหาทางช่วยเหลือ ในขณะเดียวกัน ไคลน์ไม่ต้องการให้หัวว่าง ไม่อย่างนั้นคงเอาแต่คิดว่าจะช่วยเหลือตัวเองอย่างไร
มันค่อนข้างมั่นใจว่า การที่อาดัมยอมเล่าข้อมูลสำคัญจำนวนมาก เป็นเพราะอีกฝ่ายต้องการหลอกล่อให้ตนคิดหาวิธีช่วยตัวเองไปเรื่อยๆ หากมีวิธีใดที่อาจช่วยให้ไคลน์หนีออกไปสำเร็จ อาดัมก็จะทำการขัดขวางทันที
ดังนั้น ช่วงเวลาถามตอบในวิหารโครงกระดูกจึงเปรียบดังการต่อสู้ทางใจ และไคลน์ก็สามารถควบคุมตัวเองได้ตลอดรอดฝั่งจนรอดพ้นจากสถานการณ์ยากลำบากได้ในที่สุด
ภายใต้สมมติฐานดังกล่าว อาดัมย่อมทราบว่าโรซายล์·กุสตาฟมีปัญหา แต่มันกลับไม่ได้ตักเตือนซาราธ!
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ไคลน์ก็ไม่คิดจะปล่อยให้โอกาสหลุดลอย มันยกไม้เท้าดวงดาวขึ้น เตรียมจำลองพลังของอามุนด์อย่างชำนาญ
ก๊อง!
นาฬิกาหินโบราณปรากฏขึ้น หน้าปัดแบ่งออกเป็นสิบส่วน สีเทาอ่อนและสีน้ำเงินเข้มสลับกัน แต่ละส่วนมีลักษณ์บอกเวลาที่แตกต่างกันไป
ก๊อง!
หนึ่งในสามเข็มเริ่มขยับ ร่างกายซาราธแข็งค้างอยู่กับที่
ไคลน์รีบจำแลงกายเป็นวังวนหนอนวิญญาณพร้อมกับเหยียดหนวดรยางค์ล่องหนออกไป กึ่งกลางวังวนมีบานประตูแสงแปลกประหลาด
บานประตูแห่งแสงไม่ขยับเขยื้อนแม้รอบๆ จะมีวังวนหนอนสีใส ด้วยแรงดึงดูดมหาศาล ตะกอนพลังในร่างของซาราธค่อยๆ ถูกดูดออกมา
นี่คือวิธีที่พาลีส·โซโรอาสเตอร์เคยใช้จัดการกับร่างโคลนของอามุนด์ เป็นการอาศัยระดับตัวตนที่สูงกว่าเพื่อสร้างแรงดึงดูดระหว่างพลัง!
ทีละเล็กละน้อย ตะกอนพลังของซาราธค่อยๆ หลุดออกมาด้วยความเร่ง และเมื่อซาราธเป็นอิสระจากภาวะเชื่องช้า ถึงตอนนั้นก็สายไปแล้ว ชาตะกรรมเดียวของมันคือการเฝ้ามองตัวเองดำดิ่งเข้าไปในวังวนอันมืดมิดของหนอนวิญญาณ!
ไม่กี่วินาทีถัดมา วังวนหนอนสีใสได้เปลี่ยนกลับไปเป็นไคลน์อีกครั้ง
ท่ามกลางสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ ร่างของซาราธปรากฏขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็มิอาจดึงตะกอนพลังตัวเองกลับไปได้ ลงเอยด้วย มันทำได้เพียงจางหายไป ยากที่จะยืนชีพอย่างสมบูรณ์
ไคลน์อาศัยผลลัพธ์จากพิธีกรรมซึ่งยังสลายไปไม่หมด เพื่อกลืนกินตะกอนพลังของซาราธโดยตรง!
มันต้องการตะกอนพลังอีกหนึ่งก้อนเพื่อลดอิทธิพลของราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชคในร่าง!
…
ขณะวิหารโครงกระดูกยังคงลอยท่ามกลางพายุสายฟ้า อาดัมเจ้าของเคราสีทองซีด แต่งกายในชุดคลุมสีขาวเรียบง่าย จู่ๆ ก็หายตัวไปโผล่ที่ชายทะเลริมซากสมรภูมิเทพ
น้ำทะเลแยกออกจากกัน ทางเดินเส้นหนึ่งปรากฏขึ้น ปลายทางนำพาไปสู่จุดที่เป็นทะเลเลือดของเทพสุริยันบรรพกาล ยาวไปจนถึงภาพฉายของวังราชาคนยักษ์ ทางเข้าดินแดนเทพทอดทิ้ง
ในส่วนลึกของดินแดนเทพทอดทิ้ง บนยอดเขาแห่งหนึ่ง ไม้กางเขนยักษ์ถูกวางตั้งเด่นตระหง่าน ด้านบนมีร่างหนึ่งถูกห้อยกลับหัว
(จบบทที่เจ็ด)
Related
เมื่อส่งข้อมูลไปยังทูตพิพากษา อัลเจอร์วางแผนอย่างรวดเร็วว่าจะทำอะไรต่อไป
มันจะสวดวิงวอนถึงวายุสลาตัน โดยหวังว่าจะได้รับพรหรือคำแนะนำจากพระองค์ จากนั้นก็รีบมุ่งหน้าไปยังใต้ดินและลองใช้พลังส่วนตัวสยบสมบัติปิดผนึกระดับ 1 ทั้งสามชิ้นด้านหลัง ‘ประตูสีคราม’
ระหว่างนั้น หากวายุสลาตันตอบสนอง หรือผนึกกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง มันก็ไม่ต้องขบคิดหาทางอื่น แต่หากทั้งสองสิ่งไม่เกิดขึ้น และอัลเจอร์พบว่าสถานการณ์ด้านหลังประตูสีครามค่อนข้างอันตราย มันจะสวดวิงวอนถึงเดอะฟูล
สำหรับอัลเจอร์ หากมันพึ่งพาความช่วยเหลือจากมิสเตอร์ฟูล ไม่ว่าจะคิดข้ออ้างได้ดีแค่ไหนก็คงหนีไม่พ้นถูกเบื้องบนของโบสถ์วายุสลาตันเกิดความกังขา เพราะเป็นการยากที่นักบุญลำดับ 4 จะสยบสมบัติปิดผนึกระดับ 1 สามชิ้นได้ตามลำพัง
เมื่อถึงตอนนั้น ทางเลือกเดียวของมันก็คือ รอจนกว่าผนึกจะกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง จากนั้นก็รีบหนีไปโดยยอมสละตำแหน่งพระคาร์ดินัล ยอมละทิ้งความยากลำบากที่มานะบากบั่นมาตลอดหลายปี
แต่เมื่อเทียบกับชีวิต นั่นคือราคาที่ยอมจ่ายได้
สำหรับผลลัพธ์ที่จะตามมา เช่น สูญเสียโอกาสในการขโมย ‘หนังสือแห่งภัยธรรมชาติ’ อัลเจอร์ยังไม่เป็นกังวลในตอนนี้ ยังห่างไกลจากการนำมาขบคิดให้ปวดหัว และแน่นอน ในฐานะครึ่งเทพและพระคาร์ดินัลแห่งโบสถ์วายุสลาตัน มันเชื่อว่าเทพวายุสลาตันคงคอยจับตามองตนอยู่ หากเกิดสละตำแหน่งและหลบหนีโดยไม่บอกกล่าว ทางรอดเดียวคือการพึ่งพาพรคุ้มครองจากสิ่งมีชีวิตระดับสูง
ในแง่นี้ มันพึ่งพาได้เพียงมิสเตอร์ฟูล
สูดลมหายใจยาว อัลเจอร์รีบท่องพระนาม
“ราชาผู้ปกครองผืนนภา มหาจักรพรรดิแห่งท้องทะเล มหาเทพแห่งพายุ ข้าวิงวอนขอความคุ้มครองจากท่าน”
สวดจบ อัลเจอร์เหยียดมือขวาเสกพายุ ร่อนลงไปยังพื้นดิน
ราวสิบวินาทีถัดมา ด้านนอกมหาวิหารคลื่นสมุทร คลื่นน้ำทะเลระลอกใหญ่พุ่งปะทะเข้ากับขอบท่าเรือจนกระเซ็นสูงเสียงฟ้า
น้ำทะเลสีครามใสโปรยปรายลงมายังเบื้องล่าง โอบกอดวิหารไว้ในลักษณะกำแพงฝน
ภายในบาเรีย สายฟ้าสีเงินสว่างปรากฏขึ้นพร้อมกับผ่าลงไปยังใต้ดิน
…
เปรี้ยง!
สายฟ้าที่เปรียบดังพายุฝนกระหน่ำฟาดผ่า มอบความสว่างไปทั่วยูโทเปียและกว่าครึ่งของทะเลคลั่ง
ทันใดนั้นเอง วิหารสีดำขนาดใหญ่ซึ่งมีกะโหลกฝังอยู่เป็นจำนวนมาก โผล่ขึ้นกลางอากาศ
มันโผล่ขึ้นในตำแหน่งเหนือศีรษะซาราธพอดิบพอดี คอยดูดซับสายฟ้าทั้งหมดเข้าไป ส่งผลให้อสรพิษอสนีเลื้อยคดเคี้ยวไปตามร่องกะโหลกสีซีด จนกระจกหลากสีมีแสงจ้าสะท้อนออกมาตลอดเวลา
เปรี้ยง!
ในจุดที่วิหารกระดูกมิอาจช่วยบดบัง หุ่นเชิดของซาราธและภาพฉายของเทพหายนะเซียอา รวมถึงหุ่นเชิดของไคลน์ พลันแตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อยท่ามกลางเสียงฟ้าร้องโหมกระหน่ำ หากไม่สลายไปในทันทีก็คงกลายเป็นเศษซากไหม้เกรียม ไม่เหลือร่องรอยใดทิ้งไว้
แม้แต่ภาพฉายของโรซายล์·กุสตาฟซึ่งอยู่ในสถานะกระแสข้อมูลก็ไม่รอดพ้น พายุสายฟ้ามีอำนาจทำลายล้างเหนือข้อมูลทุกชนิด
ซาราธฉวยโอกาสขณะนักสร้างฝันช่วยรับมือทรราช มันก้าวเท้าไปในความว่างเปล่าเบื้องหน้า
และความว่างเปล่านี้เชื่อมต่อกับเกาะอื่นบนทะเลคลั่ง เป็นการ ‘ปลูกถ่าย’ โดยอาศัยความสามารถของบริวารเร้นลับ ส่งผลให้ระยะห่างของทั้งสองตำแหน่งกลายเป็นศูนย์
ซาราธในชุดคลุมสีดำ หายตัวไปในความว่างเปล่าซึ่งฉากหลังเต็มไปด้วยสายฟ้า ทว่า ในวินาทีถัดมา มันมิได้ปรากฏตัวบนเกาะที่เคยทำเครื่องหมายไว้ หากแต่เป็นด้านบนของโรงแรมดอกไอริช
เมื่อสักครู่ ขณะซาราธกำลังตกตะลึงกับอำนาจของพายุ ไคลน์บนปราสาทต้นกำเนิดฉวยโอกาสใช้ ‘ม่าน’ ที่คลุมร่างกายตน ระดมพลังบนห้วงมิติเหนือสายหมอก แอบบังคับ ‘ปลูกถ่าย’ ความว่างเปล่าเบื้องหน้าซาราธเข้ากับโรงแรมดอกไอริช
นี่อำนาจของตัวตนระดับราชาเทวทูต ที่มีต่อลำดับ 1 ในเส้นทางเดียวกัน
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าร้องซึ่งราวกับไม่มีวันจบสิ้น ยังคงบรรเลงอย่างต่อเนื่องเป็นฉากหลัง ในเวลาเดียวกัน สายฟ้าเส้นหนึ่งฟาดผ่าลงมายังซาราธ เจ้าของเครายาวสีขาวบนใบหน้า
ดวงตาสีเข้มของซาราธมิได้แปรเปลี่ยน ร่างของมันเลือนหายไปทันทีท่ามกลางอำนาจของสายฟ้า
นั่นเป็นเพียงภาพฉายทางประวัติศาสตร์
ร่างจริงของมันซ่อนตัวอยู่ที่ใดสักแห่งในสายหมอกประวัติศาสตร์
ไคลน์บนเก้าอี้เดอะฟูล เบือนสายตาลงไปยังสายหมอกสีเทาอ่อนด้านล่าง กวาดตาไปรอบๆ จุดแสงจำนวนมาก
ชายหนุ่มยังหาซาราธไม่พบ เนื่องจากอีกฝ่ายคงซ่อนตัวอยู่ในชิ้นส่วนลับซึ่งมีเพียงมัน หรือไม่กี่คนบนโลกที่ทราบประวัติศาสตร์นี้ อย่างไรก็ดี ในฐานะเจ้าของปราสาทต้นกำเนิดซึ่งมีระดับทัดเทียมราชาเทวทูต ไคลน์ไม่จำเป็นต้องอดทนรอให้อีกฝ่ายออกมาเอง ตัวมันก็มีพลังพอที่จะกระทำในหลายสิ่ง
วินาทีถัดมา ไคลน์เปิดกล่อง อัญเชิญไพ่เดอะฟูลและนำมาสอดไว้ในร่างกาย
เพียงพริบตา ชายหนุ่มกลายเป็น ‘เดอะฟูล’ ผู้แต่งกายในเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาด หมวกหรูหรา มอบบรรยากาศน่าสะพรึงแต่ก็ชวนให้ขบขันในเวลาเดียวกัน พร้อมกันนั้น ปราสาทต้นกำเนิดเกิดการสั่นสะเทือนแผ่วเบา
กึก!
เดอะฟูลไคลน์ใช้ปลายไม้เท้าดวงดาวในมือขวา เคาะขอบโต๊ะทองแดงยาวลวดลายโบราณ
บนโลกแห่งความจริง สายหมอกสีเทาปรากฏกายเด่นตระหง่านบนท้องฟ้า ด้านบนมีวังโบราณโอ่อ่า
ภายในวังโบราณอันแสนสง่างาม แสงประหลาดซึ่งก่อตัวจากลูกบอลแสงจำนวนมาก ถูกวาดขึ้นกลางอากาศในทันที ตามด้วยแผ่แรงดึงดูดอันน่าสะพรึงออกไปเป็นวงกว้าง
สายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ทั้งหมดพลันเดือดพล่าน ทันใดนั้น ในจุดที่ไคลน์ยังไม่มีความรู้ ร่างของซาราธปรากฏขึ้นพร้อมกับถูกดึงดูดขึ้นมายังความสูงอันไร้ขอบเขตโดยมีอาจขัดขืน
กฎการดึงดูดระหว่างตะกอนพลัง!
อาศัยความช่วยเหลือจากปราสาทต้นกำเนิด ไคลน์ทำการฝังกฎแรงดึงดูดระหว่างตะกอนพลังลงในสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์!
ทันใดนั้นเอง ร่างของซาราธในชุดคลุมสีดำ พลันหดตัวลงและกลายเป็นเพียงกระดาษสีซีด
ร่างของมันหายตัวไปโผล่บนเกาะแห่งอื่นในทะเลคลั่ง เป็นการใช้พลัง ‘ปลูกถ่าย’ ของบริวารเร้นลับเพื่อเชื่อมต่อการใช้งานกระดาษคนตัวแทนเข้ากับตำแหน่งปลายทาง
ฉวยโอกาสที่กระดาษคนตัวแทนสร้างขึ้น ซาราธรีบขอพรกับตัวเอง
“ปรารถนาให้ตะกอนพลังของตัวเองสงบลงชั่วคราว”
ทันทีที่กล่าวจบและประสานมือ ความปรารถนาของมันก็เป็นจริงทันที ช่วยให้หลุดพ้นจากแรงดึงดูดของตะกอนพลังบริวารเร้นลับ ปราสาทต้นกำเนิด และไพ่เดอะฟูล
ในเวลาเดียวกัน มันก้าวถอยหลังและเหยียบลงบนก้อนหินสีขุ่น
และหินก้อนนี้เชื่อมต่อกับสถานที่แห่งหนึ่งเอาไว้ล่วงหน้า
ทันทีที่ฝ่าเท้าย่ำลงไป ร่างของซาราธก็เลือนหายทันที ไม่มีใครทราบว่าปลายทางคือที่ใด และหินก็เริ่มผุดกร่อนในพริบตา
เดอะฟูลไคลน์กวาดสายตาจากความสูงอนันต์ พยายามมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบซาราธ
ซึ่งนั่นหมายความว่า อีกฝ่ายหนีพ้นระยะการมองเห็นของตน
โดยปราศจากความลังเล ไคลน์เปลี่ยนความสนใจไปยังจุดอื่นทันที
อัญมณีหัวไม้เท้าดวงดาวสว่างขึ้น เป็นการจำลองพลังเส้นทางนักจารกรรมเพื่อหลอกลวงกฎ ไคลน์คิดจะเปลี่ยนตำแหน่งการคืนชีพของตนเป็นหุ่นเชิดตัวอื่นซึ่งไม่ได้อยู่ภายในยูโทเปีย
ก่อนหน้านี้ ชาวยูโทเปียจำนวนหนึ่งเคยออกเดินทางไปยังเมืองอื่น หรือสถานที่อื่นด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป นั่นก็เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ต่อโลกความเป็นจริงอย่างแน่นแฟ้น ปัจจุบัน ไคลน์เลือกหุ่นเชิดที่ชื่นชอบการเดินทางและกำลังอยู่บนภูเขา
เมื่อการคืนชีพในส่วนหลังประสบความสำเร็จ ไคลน์หยิบไพ่เดอะฟูลออกจากร่าง อัญเชิญวัตถุท้องถิ่นของโลกวิญญาณเก้าชนิดซึ่งเตรียมไว้ล่วงหน้า จากนั้นก็นำมาห่อรวมกับ ‘ม่าน’ สีดำ
ทันทีหลังจากนั้น ชายหนุ่มใช้ไม้เท้าดวงดาวระดมพลังปราสาทต้นกำเนิดเพื่อจำลองพลังเส้นทางนักจารกรรม หลอกลวงกฎและเปลี่ยนให้ ‘ม่าน’ กับวัตถุท้องถิ่นของโลกวิญญาณเก้าชนิด กลายเป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ ของร่างกายตน
วินาทีถัดมา แสงสว่างจำนวนมากปรากฏขึ้นรอบๆ หุ่นเชิดตัวที่กำลังปีนเขาไปได้ครึ่งทาง
หนอนวิญญาณภายในร่างหุ่นเชิดตัวดังกล่าวลอยออกมาทันที ผสานเข้ากับเศษแสง
เพียงพริบตา ชิ้นส่วนของแสงพองตัวจนกลายเป็นลูกบอลแสง จากนั้นก็ขยายออกและก่อตัวเป็นไคลน์
เมื่อร่างไคลน์ถูกวาดเสร็จสมบูรณ์ ชายหนุ่มระเบิดตัวเองต่อทันที ส่งหนอนวิญญาณจำนวนมากพุ่งไปยังทุกทิศทางรอบตัว จน ‘ม่าน’ และวัตถุท้องถิ่นของโลกวิญญาณเก้าชนิดร่วงหล่นพื้น
ถัดมา หนอนวิญญาณเสร็จสิ้นการจัดระเบียบโครงสร้างใหม่ บางส่วนเปลี่ยนเป็นหมวกทรงกึ่งสูง เสื้อกั๊ก เสื้อเชิ้ต และกางเกงขายาว
ไคลน์ไม่มัวรีรอ รีบคว้า ‘ม่าน’ และวัตถุท้องถิ่นของโลกวิญญาณขึ้นมาปรุงเป็นโอสถทันที
สำหรับชายหนุ่ม นี่คือช่วงเวลาที่สุดที่สุดในการเลื่อนเป็นบริวารเร้นลับ
ในแง่หนึ่ง พิธีกรรมของไคลน์เสร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความช่วยเหลือจากเทพแห่งตะเกียง ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวมิได้คงอยู่ถาวร แต่จะค่อยๆ เลือนหายไปตามเวลา ในทางกลับกัน อาดัม ตัวการวางแผนพังพิธีกรรมเลื่อนลำดับ ปัจจุบันกำลังรับมือกับวายุสลาตันจนมิอาจละสายตามาแทรกแซง
หากดื่มโอสถเลื่อนเป็นลำดับ 1 ในเวลาอื่น ไคลน์คงเป็นกังวลว่า นักสร้างฝันอาดัม อาจฉวยโอกาสแพร่อารมณ์ด้านลบใส่ตนผ่านจิตใต้สำนึกรวมในช่วงเวลาวิกฤติ และหากเป็นเช่นนั้น ผลลัพธ์คือคลุ้มคลั่งคาที่อย่างมิอาจเลี่ยง
เหตุผลสำคัญที่มันเรียกเลโอเดโร ไม่ใช่เพื่อฆ่าซาราธ แต่เพื่อให้ช่วยสะกดเทพแท้จริงอย่างอาดัมเอาไว้!
ขณะประกอบพิธีกรรมเลื่อนเป็นบริวารเร้นลับ ไคลน์ไม่สามารถใช้พลังของปราสาทต้นกำเนิดเพื่อสร้างอาณาจักรเทพเทียม และกีดกันตัวเองออกจากโลกภายนอกได้ เพราะนั่นจะทำให้ร่างต้นถูกตัดขาดจากโลกวิญญาณ จนอิทธิพลของพิธีกรรมเมืองหุ่นเชิดกลายเป็นหมัน
ภายในเวลาไม่ถึงสิบวินาที ขวดโอสถสีดำสนิทราวกับน้ำทะเลยามค่ำคืนปรากฏขึ้นบนมือไคลน์ ขณะเดียวกัน ร่างของชายหนุ่มบนปราสาทต้นกำเนิด ทำการดีดนิ้วเพื่อสนองความปรารถนาจากจุดแสงแห่งการสวดวิงวอน และจากดวงดาวสีแดง เก็บเล็กผสมน้อยความปรารถนาจนกระทั่งโอสถผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ถูกย่อยอย่างสมบูรณ์
ทันใดนั้น ร่างบนปราสาทต้นกำเนิดพลันเลือนหาย ช่วยให้ร่างต้นของไคลน์อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด ได้ดื่มโอสถในช่วงเวลาที่ดีที่สุด
เมื่อฟ้าร้องจนทะเลสว่างขึ้น ไคลน์ยกมือขวา นำขวดโอสถจากหุ่นเชิดมาจ่อปาก กระดกดื่มของเหลวที่เบาราวกับอากาศ
Related
เมื่อโอสถบริวารเร้นลับไหลเข้าสู่หลอดอาหาร ไคลน์รู้สึกคล้ายกับร่างกายกำลังพองออก
ทันใดนั้น ชายหนุ่มมิอาจสัมผัสถึงร่างกายและหนอนวิญญาณของตนได้อีกต่อไป ทำได้เพียงเฝ้ามองพวกมันสลายตัวและกระจัดกระจายไปทุกทิศ ผสานเข้ากับโลกวิญญาณซึ่งยากจะอธิบายด้วยคำพูดปรกติหรือสามัญสำนึก ประหนึ่งคนทั้งคนกำลังจะกลายเป็นเพียงข้อมูลนามธรรม
ในวินาทีนี้ ไคลน์ยังคงรักษาจิตใต้สำนึกไว้อย่างเต็มกลืน ยังคงตระหนักรู้ในตัวเอง
ชายหนุ่มกำลังล่องลอยไปในโลกวิญญาณซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดจำนวนมาก หลังจากมิอาจสัมผัสได้ถึงร่างกายและตะกอนพลังของตน มันถูกความคิด ข้อมูล ความรู้ สัญลักษณ์ และอักขระจากสภาพแวดล้อม ชักนำให้หลงทางอย่างไร้จุดหมาย ค่อยๆ หลอมละลายกลายเป็นหนึ่งเดียวกับโลกวิญญาณ
หากปล่อยเอาไว้ ไคลน์จะต้องหลงทางที่นี่ไปตลอดกาล แต่ทันใดนั้นเอง มีบางจุดของโลกวิญญาณเริ่มเชื่อมโยงเข้ากับจิตใต้สำนึกของตน
สถานที่แห่งนี้คือเมืองซึ่งผู้คนใช้ชีวิตกันตามปรกติ ทุกคนมีชื่อ เรื่องราว และชะตากรรมเป็นของตัวเอง ต่างคนต่างมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันจนเกิดเป็นข้อมูลสมบูรณ์บนโลกวิญญาณ เป็นแนวคิดเชิงนามธรรมที่เข้มข้นและมีความหมาย
ในท้ายที่สุด เมืองดังกล่าวถูกทำลายด้วยภัยธรรมชาติอันน่าสะพรึง ถูกฝังอยู่ในผงธุลีแห่งประวัติศาสตร์
ไคลน์ซึ่งร่างกายสลายไปราวกับละอองหมอก และเกือบจะผสานเข้ากับโลกวิญญาณโดยสมบูรณ์ ภายใต้การนำทางของชะตากรรม ชายหนุ่มได้หลวมรวมเข้ากับภาพฉายของหุ่นเชิดยูโทเปียบนโลกวิญญาณ และค่อยๆ กลับคืนสู่ร่างจริง
…
บายัม ใต้ดินของมหาวิหารคลื่นสมุทร ภายในห้องที่ปราศจากผนึกโดยสิ้นเชิง
อัลเจอร์เหยียดแขนออก กดลงบนประตูตรงหน้า
ผิวประตูมีสีคราม สลักลวดลายลึกลับและแปลกประหลาดแบบนูนต่ำ
มันกำลังเปิดอ้าอยู่ครึ่งหนึ่ง ด้านหลังมืดสนิทปราศจากแสง ไม่มีใครทราบว่าปลายทางเชื่อมต่อกับโลกแบบใด
คล้ายกับความมืดมีชีวิตและความคิดเป็นของตัวเอง ในวินาทีนี้ พวกมันค่อยๆ เอ่อล้นออกมาราวกับน้ำทะเลที่กัดเซาะตลิ่ง
โครม!
อัลเจอร์ใช้เท้ากระทืบพื้น ส่งผลให้มีแมกมาสีแดงอ่อนไหลทะลัก
นี่คือภัยธรรมชาติที่มันสร้าง จุดประสงค์เพื่อขัดขวางมิให้ความมืดบุกรุกเข้ามามากกว่าเดิม
ทว่า หลังจากแมกมาปะทุและหลั่งไหลเข้าสู่ความมืด มันกลับเลือนหายไปโดยสมบูรณ์
ความมืดชะงักงันไปเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มลงมือกัดเซาะต่อ
โครม!
อัลเจอร์สร้างเฮอร์ริเคน พายุฝน และพายุสายฟ้า พยายามสกัดกั้นการรุกคืบจากความมืดหนแล้วหนเล่า
สองมือของมันช่วยกันดันประตูสีครามสุดแรง ป้องกันมิให้เปิดออกไปมากกว่านี้
หากมันต้องเผชิญหน้ากับสมบัติปิดผนึกลำดับ 1 เพียงหนึ่งชิ้น นั่นคงไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด และอาจเหลือพลังสำหรับการผนึกไว้ชั่วคราว แต่ในวินาทีนี้ มีวัตถุที่อันตรายทัดเทียมกับอยู่ตรงหน้ามันถึงสองชิ้น
อัลเจอร์ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องร้องเพลงเสียงดัง อาศัยอิทธิพลของท่วงทำนองแห่งความตายเพื่อสยบสภาพแวดล้อม ขัดขวางการทำงานของสมบัติปิดผนึกในระดับหนึ่ง จากนั้นก็สร้างกำแพงน้ำทะเลสีฟ้าขึ้นด้านข้าง
ทว่า ผนังห้องค่อยๆ ถูกย้อมด้วยสีเทาอ่อน คล้ายกับอาการแข็งเป็นหิน
เมื่อมิอาจยับยั้งผลกระทบดังกล่าว สีเทาอ่อนจึงค่อยๆ เริ่มลามมายังร่างกายอัลเจอร์
เราทนได้แค่สามสิบวินาที… แต่เทพวายุสลาตันไม่ยอมตอบสนอง… จิตใจอัลเจอร์พลันดำดิ่ง ก่อนจะสลัดความลังเลและไม่เต็มใจทุกชนิดออกไป คิดไวทำไวและรีบลงมือ
โดยปราศจากความลังเล มันเสกให้ผลึกเกล็ดหิมะหกเหลี่ยมสว่างขึ้นบนหลังมือ
นี่คือรอยสักซึ่งเกิดขึ้นหลังจากเข้าร่วมชุมนุมทาโรต์เป็นครั้งแรก สามารถใช้แทนการท่องพระนามเต็มของมิสเตอร์ฟูล เป็นการเรียกให้อีกฝ่ายทอดสายตามาทางตนในยามจนตรอก
…
เกาะภูเขาคราม ในป่าธรรมชาติ
ณ บานประตูเลือดเนื้อ ลูกบอลแสงกำลังยุบพองตัวและควบแน่น คล้ายกับเตรียมเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ ประหนึ่งกำลังจะก่อตัวเป็นร่างที่เกิดจากการซ้อนทับของบานประตูหลายชั้น ร่างที่สวมคลื่นทะเลสีแดงประหนึ่งผ้าคลุม บริเวณลำตัวบิดเบี้ยวและเลือนหาย สลับเป็นฉากของสถานที่ต่างๆ บนเคราะห์อย่างต่อเนื่อง
ทันใดนั้นเอง แสงแดดสว่างจ้าสาดพลันลงมาจากโลกดารา ละลายทุกสิ่งที่ขวางทาง
นอกเหนือจากแสงแดด ความมืดมิดที่มองไม่เห็นกำลังพรั่งพรูเข้ามาจากทุกทิศ หวังกลืนกินมิสเตอร์ประตู เบเทล·อับราฮัมซึ่งกำลังแสวงหาโอกาสเลื่อนเป็นลำดับ 0
ผืนดินใต้แท่นบูชาพลันสั่นสะเทือนอย่างหนัก เกิดรอยแยกเป็นช่องว่างขนาดใหญ่เพื่อให้ ‘บานประตูเนื้อหนัง’ และเบเทล·อับราฮัมตกลงไปยังแกนโลก เผชิญหน้ากับทะเลแห่งความโกลาหลซึ่งอันแน่นไปด้วยทุกสีสันและทุกความเป็นไปได้
ทันทีหลังจากนั้น แสงสลัวปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าและปกคลุมผืนป่า มันพยายามฟื้นฟูต้นไม้ ดิน และแท่นบูชาให้กลับไปอยู่ในสภาพเดิมของโครงสร้างอนุภาคพื้นฐาน
และภายในช่องว่างเพียงแห่งเดียวท่ามกลางแสงระยิบระยับ ดวงตาสีทองเหลืองคู่หนึ่งปรากฏขึ้น
พวกมันจ้องมองไปยังบานประตูเลือดเนื้อและเบเทล·อับราฮัม พยายามสะท้อนรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายลงบนรูม่านตา
มิสเตอร์ประตูส่งเสียงคำรามต่ำ เสื้อคลุมสีเลือดที่สวมอยู่พลันพัดกระพือ
เสื้อคลุมดังกล่าวเชื่อมโยงกับกระแสน้ำชั่วร้ายที่ไหลอยู่ภายในบานประตูเลือดเนื้อ ด้านในมีแสงจันทร์สีแดงเข้มแผ่ออกมา
ทันทีที่สัมผัสกับแสงจันทร์ ค่ำคืนอันมืดมิดพลันจับตัวเป็นกลุ่มก้อน จากนั้นก็เหยียดแขนขาและหัวออก กลายเป็นมนุษย์เงาดำเพศหญิง
มนุษย์เงามีชีวิตจิตใจเป็นของตัวเอง ไม่ทำตามคำสั่งของผู้ใช้งานอีกต่อไป
โดยไม่มีข้อยกเว้น เมื่อสัมผัสกับแสงจันทร์ แสงแดดอันเจิดจ้ากลายเป็นชายหนุ่มในชุดเกราะเพลิง ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่ผืนดินที่กำลังสั่นสะเทือนก็ยังลืมตาอ้าปาก ม่านแสงระยิบระยับเผยรูปลักษณ์อันน่าสะพรึง รอบดวงตาสีทองเหลือมีขนตางอกยาว ขยายใหญ่กลายเป็นปีก
สิ่งกีดขวางและการแทรกแซงเหล่านี้ทำให้เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ ช่วยให้มิสเตอร์ประตูได้พักหายใจหายคอ
ฉวยโอกาสดังกล่าว มันเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายในการเป็นเทพ
ทันใดนั้นเอง บานประตูเลือดเนื้อพลันพังทลาย กระจายตัวและปกคลุมร่างมิสเตอร์ประตูจนดูเหมือนกับเป็นคนใหม่
…
ร่างกายไคลน์คล้ายกับกำลังแบ่งออกเป็นหลายชิ้นส่วน แต่ละชิ้นมีความชอบ บุคลิก เป้าหมายชีวิต และชะตากรรมเป็นของตัวเอง แต่ทุกคนล้วนอาศัยอยู่ในเมืองที่ชื่อยูโทเปีย
คนเหล่านี้มีช่วงชีวิตแสนสั้น ท่ามกลางสภาพอากาศฝนตกพายุเข้า พวกมันลืมตาตื่นเป็นครั้งแรก และตระหนักถึงแก่นแท้ในส่วนลึกสุดของจิตใจตัวเอง
โจวหมิงรุ่ย ไคลน์·โมเร็ตติ เชอร์ล็อค·โมเรียตี้ เกอร์มัน·สแปร์โรว์ ดอน·ดันเตส เมอร์ลิน·เฮอร์มิส
หนึ่งสิ่งอาจมีหลายชื่อ แต่สาระสำคัญนั้นไม่แปรเปลี่ยน
เหล่า ‘ผู้คน’ ต่างแหงนหน้าขึ้น จ้องมองไปยังสถานที่สูงอนันต์จากเมืองมายาบนโลกวิญญาณ
พวกมันมองเห็นด้ายวิญญาณอันงดงาม เห็นสัญลักษณ์ที่ประกอบจากเนตรไร้รู้ม่านตาครึ่งหนึ่ง และเส้นเกลียวอีกครึ่งหนึ่ง
อาศัยสัญลักษณ์ดังกล่าวเป็นแกนกลาง ร่างของไคลน์ถูกวาดขึ้นบนโลกวิญญาณในสภาพดวงตาปิดสนิท
หนอนวิญญาณซึ่งหมายถึงตะกอนพลัง ทยอยบินกลับจากส่วนลึกของโลกวิญญาณมาจนถึงยูโทเปีย จากนั้นก็โยนตัวเองเข้าไปในร่างของไคลน์จนกระทั่งชายหนุ่มทวีความคมชัด
ถึงตรงนี้ ร่างวิญญาณและร่างเนื้อของไคลน์ไม่มีการแบ่งแยกอย่างชัดเจนอีกต่อไป พวกมันเป็นสิ่งเดียวกัน แต่ไม่ใช่เนื้อเดียวกัน ดำรงอยู่ในสภาพที่ละเอียดอ่อน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ร่างวิญญาณมีค่าเท่ากับร่างเนื้อ และร่างเนื้อก็สามารถผสานเข้ากับร่างวิญญาณได้ ตราบเท่าที่ต้องการ ไคลน์สามารถสลับไปมาระหว่างสองสภาวะได้ตามใจนึก และแน่นอน มันยังสามารถแบ่งร่างเนื้อออกจากร่างวิญญาณ แต่ละร่างที่แบ่งออกไปจะมีคุณลักษณะเฉพาะตัวตามแต่ใจคิด
สองวินาทีถัดมา เค้าโครงใหม่ถูกจัดระเบียบเสร็จสมบูรณ์ ไคลน์ซึ่งล่องลอยอยู่ภายในส่วนลึกของโลกวิญญาณ ทำการลืมตาขึ้น เผยให้เห็นดวงตาสีดำสนิท ปราศจากแสงโดยสิ้นเชิง
ชายหนุ่มประสบความสำเร็จในการเลื่อนลำดับ กลายเป็นลำดับ 1 บริวารเร้นลับอย่างสมบูรณ์
หมอกสีเทาปรากฏขึ้นเบื้องหน้าไคลน์อย่างไร้สุ้มเสียง เหนือสายหมอกเป็นวังโบราณ ภายในวังมีประตูแสงที่ถูกย้อมด้วยสีน้ำเงินเข้ม ก่อตัวขึ้นจากลูกบอลแสงจำนวนนับไม่ถ้วน
ประตูแห่งแสงบานนี้แสงสว่างไสวเด่นชัดภายในโลกวิญญาณ มันกำลังแบ่งร่างมายาร่างหนึ่งลอยไปทางไคลน์
ร่างมายาดังกล่าวแปรเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์อันซับซ้อนและประทับลงบนหน้าผากชายหนุ่ม โลกวิญญาณและโลกภายนอกที่สอดคล้องกัน พลันเกิดการสั่นสะเทือนแผ่วเบาราวกับมีแผ่นดินไหวจากจุดห่างไกล
ทันใดนั้นเอง สภาพแวดล้อมรอบตัวไคลน์เริ่มมืดมิด ดวงดาวมายาทยอยปรากฏขึ้นทีละหนึ่ง พวกมันรายล้อมรอบบานประตูแห่งแสงพิสดาร ราวกับต้องการจะผสานเข้าด้วยกัน
จากบรรดาดาวทั้งหมด สองดวงที่ใหญ่ที่สุด ซ้อนทับกันในบางตำแหน่งซึ่งสอดคล้องกับโลกความจริง
ดาวซึ่งมีขนาดใหญ่รองลงมาเป็นอันดับสาม สี่ ห้า และหก ต่างแยกย้ายกันไปยังตำแหน่งอื่น
ผ่านดวงดาวมายา ไคลน์มองเห็นมิสเตอร์ประตูและอามุนด์บนเกาะแห่งหนึ่ง เห็นอันทีโกนัสอยู่ในซากวัง เห็นซาราธซ่อนตัวอยู่ในสถานที่ซึ่งตนไม่รู้จัก เห็นพาลีส·โซโรอาสเตอร์ในร่างเลียวนาร์ด และเห็นหมาป่าอสูรทมิฬโคทาร์
อาศัยพลังจากการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ ซึ่งเกิดจากการเป็นเจ้าของปราสาทต้นกำเนิดในเชิงลึก ไคลน์พบตำแหน่งของราชาเทวทูตและเทวทูตซึ่งอยู่เส้นทางราชันเร้นลับทั้งสาม
แน่นอน วิสัยทัศน์ดังกล่าวดำรงอยู่เพียงช่วงเวลาแสนสั้น เมื่ออามุนด์และซาราธตอบสนองพร้อมกับอำพรางตัวเอง ไคลน์ก็มิอาจล็อกเป้าร่างต้นของพวกมันได้อีก
โดยปราศจากความลังเล ไคลน์ยกมือขวาขึ้นดีดนิ้ว
ไม้เท้าดวงดาวซึ่งแต่เดิมถูกวางทิ้งไว้บนปราสาทต้นกำเนิด ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือชายหนุ่มอย่างน่าฉงน นอกจากนั้น ไคลน์ยังสามารถแบ่งหนอนวิญญาณบางส่วนขึ้นไปยังปราสาทต้นกำเนิดได้ทันที เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน และคอยตอบสนองต่อคำวิงวอนของสาวก
หลังจากกลายเป็นบริวารเร้นลับ ไคลน์สามารถควบคุมปราสาทต้นกำเนิดได้ในเชิงลึก ช่วยให้นำวัตถุภายในออกมาได้ตามใจนึก
วินาทีถัดมา อัญมณีจำนวนมากบนไม้เท้าดวงดาวสว่างวาบ ร่างไคลน์เลือนหายไปจากโลกวิญญาณและ ‘ท่องมิติ’ ไปยังหนองน้ำแห่งหนึ่งเพื่อปรากฏกายเบื้องหน้าซาราธ
แต่งกายในชุดคลุมสีดำ ซาราธเจ้าของเคราสีขาวมิได้ตื่นตระหนก ขณะใช้พลังของบริวารเร้นลับเพื่อสร้างการเชื่อมโยงจำนวนมาก มันทำการเหยียดแขนซ้ายเพื่อคว้าความว่างเปล่าตรงหน้า
…
ร่างอัลเจอร์ค่อยๆ ถูกย้อมเป็นสีเทาอ่อน ใกล้จะกลายเป็นหินโดยสมบูรณ์
เป็นเพราะเราล้มเหลวในการจับตามองเวอร์ดู มิสเตอร์ฟูลจึงละทิ้งเราแล้ว? อัลเจอร์ขมวดคิ้ว ใจจริงมันอยากจะยอมแพ้ แต่สุดท้ายก็ยังปักหลักอยู่ในตำแหน่งเดิม
ทันใดนั้นเอง หมอกสีเทาปรากฏขึ้นเบื้องหน้า พร้อมกับสะกดสมบัติปิดผนึกโดยรอบให้แน่นิ่ง
…
หลังจากมิสเตอร์ประตู เบเทล·อับราฮัมถูกประตูเลือดเนื้อห่อหุ้มร่างกาย เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นข้างหู
“คิดจะนำภัยพิบัติมายังโลกความจริงหรือไง?”
ความเคลื่อนไหวของเบเทล·อับราฮัมช้าลงทันที
“จงยอมแพ้เสีย ข้ามีวิธีจัดการกับปัญหา ข้าจะให้เจ้าได้หลับพักผ่อนอย่างสงบตามใจปรารถนา” เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นอีกครั้ง
Related
เมื่อส่งข้อมูลไปยังทูตพิพากษา อัลเจอร์วางแผนอย่างรวดเร็วว่าจะทำอะไรต่อไป
มันจะสวดวิงวอนถึงวายุสลาตัน โดยหวังว่าจะได้รับพรหรือคำแนะนำจากพระองค์ จากนั้นก็รีบมุ่งหน้าไปยังใต้ดินและลองใช้พลังส่วนตัวสยบสมบัติปิดผนึกระดับ 1 ทั้งสามชิ้นด้านหลัง ‘ประตูสีคราม’
ระหว่างนั้น หากวายุสลาตันตอบสนอง หรือผนึกกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง มันก็ไม่ต้องขบคิดหาทางอื่น แต่หากทั้งสองสิ่งไม่เกิดขึ้น และอัลเจอร์พบว่าสถานการณ์ด้านหลังประตูสีครามค่อนข้างอันตราย มันจะสวดวิงวอนถึงเดอะฟูล
สำหรับอัลเจอร์ หากมันพึ่งพาความช่วยเหลือจากมิสเตอร์ฟูล ไม่ว่าจะคิดข้ออ้างได้ดีแค่ไหนก็คงหนีไม่พ้นถูกเบื้องบนของโบสถ์วายุสลาตันเกิดความกังขา เพราะเป็นการยากที่นักบุญลำดับ 4 จะสยบสมบัติปิดผนึกระดับ 1 สามชิ้นได้ตามลำพัง
เมื่อถึงตอนนั้น ทางเลือกเดียวของมันก็คือ รอจนกว่าผนึกจะกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง จากนั้นก็รีบหนีไปโดยยอมสละตำแหน่งพระคาร์ดินัล ยอมละทิ้งความยากลำบากที่มานะบากบั่นมาตลอดหลายปี
แต่เมื่อเทียบกับชีวิต นั่นคือราคาที่ยอมจ่ายได้
สำหรับผลลัพธ์ที่จะตามมา เช่น สูญเสียโอกาสในการขโมย ‘หนังสือแห่งภัยธรรมชาติ’ อัลเจอร์ยังไม่เป็นกังวลในตอนนี้ ยังห่างไกลจากการนำมาขบคิดให้ปวดหัว และแน่นอน ในฐานะครึ่งเทพและพระคาร์ดินัลแห่งโบสถ์วายุสลาตัน มันเชื่อว่าเทพวายุสลาตันคงคอยจับตามองตนอยู่ หากเกิดสละตำแหน่งและหลบหนีโดยไม่บอกกล่าว ทางรอดเดียวคือการพึ่งพาพรคุ้มครองจากสิ่งมีชีวิตระดับสูง
ในแง่นี้ มันพึ่งพาได้เพียงมิสเตอร์ฟูล
สูดลมหายใจยาว อัลเจอร์รีบท่องพระนาม
“ราชาผู้ปกครองผืนนภา มหาจักรพรรดิแห่งท้องทะเล มหาเทพแห่งพายุ ข้าวิงวอนขอความคุ้มครองจากท่าน”
สวดจบ อัลเจอร์เหยียดมือขวาเสกพายุ ร่อนลงไปยังพื้นดิน
ราวสิบวินาทีถัดมา ด้านนอกมหาวิหารคลื่นสมุทร คลื่นน้ำทะเลระลอกใหญ่พุ่งปะทะเข้ากับขอบท่าเรือจนกระเซ็นสูงเสียงฟ้า
น้ำทะเลสีครามใสโปรยปรายลงมายังเบื้องล่าง โอบกอดวิหารไว้ในลักษณะกำแพงฝน
ภายในบาเรีย สายฟ้าสีเงินสว่างปรากฏขึ้นพร้อมกับผ่าลงไปยังใต้ดิน
…
เปรี้ยง!
สายฟ้าที่เปรียบดังพายุฝนกระหน่ำฟาดผ่า มอบความสว่างไปทั่วยูโทเปียและกว่าครึ่งของทะเลคลั่ง
ทันใดนั้นเอง วิหารสีดำขนาดใหญ่ซึ่งมีกะโหลกฝังอยู่เป็นจำนวนมาก โผล่ขึ้นกลางอากาศ
มันโผล่ขึ้นในตำแหน่งเหนือศีรษะซาราธพอดิบพอดี คอยดูดซับสายฟ้าทั้งหมดเข้าไป ส่งผลให้อสรพิษอสนีเลื้อยคดเคี้ยวไปตามร่องกะโหลกสีซีด จนกระจกหลากสีมีแสงจ้าสะท้อนออกมาตลอดเวลา
เปรี้ยง!
ในจุดที่วิหารกระดูกมิอาจช่วยบดบัง หุ่นเชิดของซาราธและภาพฉายของเทพหายนะเซียอา รวมถึงหุ่นเชิดของไคลน์ พลันแตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อยท่ามกลางเสียงฟ้าร้องโหมกระหน่ำ หากไม่สลายไปในทันทีก็คงกลายเป็นเศษซากไหม้เกรียม ไม่เหลือร่องรอยใดทิ้งไว้
แม้แต่ภาพฉายของโรซายล์·กุสตาฟซึ่งอยู่ในสถานะกระแสข้อมูลก็ไม่รอดพ้น พายุสายฟ้ามีอำนาจทำลายล้างเหนือข้อมูลทุกชนิด
ซาราธฉวยโอกาสขณะนักสร้างฝันช่วยรับมือทรราช มันก้าวเท้าไปในความว่างเปล่าเบื้องหน้า
และความว่างเปล่านี้เชื่อมต่อกับเกาะอื่นบนทะเลคลั่ง เป็นการ ‘ปลูกถ่าย’ โดยอาศัยความสามารถของบริวารเร้นลับ ส่งผลให้ระยะห่างของทั้งสองตำแหน่งกลายเป็นศูนย์
ซาราธในชุดคลุมสีดำ หายตัวไปในความว่างเปล่าซึ่งฉากหลังเต็มไปด้วยสายฟ้า ทว่า ในวินาทีถัดมา มันมิได้ปรากฏตัวบนเกาะที่เคยทำเครื่องหมายไว้ หากแต่เป็นด้านบนของโรงแรมดอกไอริช
เมื่อสักครู่ ขณะซาราธกำลังตกตะลึงกับอำนาจของพายุ ไคลน์บนปราสาทต้นกำเนิดฉวยโอกาสใช้ ‘ม่าน’ ที่คลุมร่างกายตน ระดมพลังบนห้วงมิติเหนือสายหมอก แอบบังคับ ‘ปลูกถ่าย’ ความว่างเปล่าเบื้องหน้าซาราธเข้ากับโรงแรมดอกไอริช
นี่อำนาจของตัวตนระดับราชาเทวทูต ที่มีต่อลำดับ 1 ในเส้นทางเดียวกัน
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าร้องซึ่งราวกับไม่มีวันจบสิ้น ยังคงบรรเลงอย่างต่อเนื่องเป็นฉากหลัง ในเวลาเดียวกัน สายฟ้าเส้นหนึ่งฟาดผ่าลงมายังซาราธ เจ้าของเครายาวสีขาวบนใบหน้า
ดวงตาสีเข้มของซาราธมิได้แปรเปลี่ยน ร่างของมันเลือนหายไปทันทีท่ามกลางอำนาจของสายฟ้า
นั่นเป็นเพียงภาพฉายทางประวัติศาสตร์
ร่างจริงของมันซ่อนตัวอยู่ที่ใดสักแห่งในสายหมอกประวัติศาสตร์
ไคลน์บนเก้าอี้เดอะฟูล เบือนสายตาลงไปยังสายหมอกสีเทาอ่อนด้านล่าง กวาดตาไปรอบๆ จุดแสงจำนวนมาก
ชายหนุ่มยังหาซาราธไม่พบ เนื่องจากอีกฝ่ายคงซ่อนตัวอยู่ในชิ้นส่วนลับซึ่งมีเพียงมัน หรือไม่กี่คนบนโลกที่ทราบประวัติศาสตร์นี้ อย่างไรก็ดี ในฐานะเจ้าของปราสาทต้นกำเนิดซึ่งมีระดับทัดเทียมราชาเทวทูต ไคลน์ไม่จำเป็นต้องอดทนรอให้อีกฝ่ายออกมาเอง ตัวมันก็มีพลังพอที่จะกระทำในหลายสิ่ง
วินาทีถัดมา ไคลน์เปิดกล่อง อัญเชิญไพ่เดอะฟูลและนำมาสอดไว้ในร่างกาย
เพียงพริบตา ชายหนุ่มกลายเป็น ‘เดอะฟูล’ ผู้แต่งกายในเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาด หมวกหรูหรา มอบบรรยากาศน่าสะพรึงแต่ก็ชวนให้ขบขันในเวลาเดียวกัน พร้อมกันนั้น ปราสาทต้นกำเนิดเกิดการสั่นสะเทือนแผ่วเบา
กึก!
เดอะฟูลไคลน์ใช้ปลายไม้เท้าดวงดาวในมือขวา เคาะขอบโต๊ะทองแดงยาวลวดลายโบราณ
บนโลกแห่งความจริง สายหมอกสีเทาปรากฏกายเด่นตระหง่านบนท้องฟ้า ด้านบนมีวังโบราณโอ่อ่า
ภายในวังโบราณอันแสนสง่างาม แสงประหลาดซึ่งก่อตัวจากลูกบอลแสงจำนวนมาก ถูกวาดขึ้นกลางอากาศในทันที ตามด้วยแผ่แรงดึงดูดอันน่าสะพรึงออกไปเป็นวงกว้าง
สายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ทั้งหมดพลันเดือดพล่าน ทันใดนั้น ในจุดที่ไคลน์ยังไม่มีความรู้ ร่างของซาราธปรากฏขึ้นพร้อมกับถูกดึงดูดขึ้นมายังความสูงอันไร้ขอบเขตโดยมีอาจขัดขืน
กฎการดึงดูดระหว่างตะกอนพลัง!
อาศัยความช่วยเหลือจากปราสาทต้นกำเนิด ไคลน์ทำการฝังกฎแรงดึงดูดระหว่างตะกอนพลังลงในสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์!
ทันใดนั้นเอง ร่างของซาราธในชุดคลุมสีดำ พลันหดตัวลงและกลายเป็นเพียงกระดาษสีซีด
ร่างของมันหายตัวไปโผล่บนเกาะแห่งอื่นในทะเลคลั่ง เป็นการใช้พลัง ‘ปลูกถ่าย’ ของบริวารเร้นลับเพื่อเชื่อมต่อการใช้งานกระดาษคนตัวแทนเข้ากับตำแหน่งปลายทาง
ฉวยโอกาสที่กระดาษคนตัวแทนสร้างขึ้น ซาราธรีบขอพรกับตัวเอง
“ปรารถนาให้ตะกอนพลังของตัวเองสงบลงชั่วคราว”
ทันทีที่กล่าวจบและประสานมือ ความปรารถนาของมันก็เป็นจริงทันที ช่วยให้หลุดพ้นจากแรงดึงดูดของตะกอนพลังบริวารเร้นลับ ปราสาทต้นกำเนิด และไพ่เดอะฟูล
ในเวลาเดียวกัน มันก้าวถอยหลังและเหยียบลงบนก้อนหินสีขุ่น
และหินก้อนนี้เชื่อมต่อกับสถานที่แห่งหนึ่งเอาไว้ล่วงหน้า
ทันทีที่ฝ่าเท้าย่ำลงไป ร่างของซาราธก็เลือนหายทันที ไม่มีใครทราบว่าปลายทางคือที่ใด และหินก็เริ่มผุดกร่อนในพริบตา
เดอะฟูลไคลน์กวาดสายตาจากความสูงอนันต์ พยายามมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบซาราธ
ซึ่งนั่นหมายความว่า อีกฝ่ายหนีพ้นระยะการมองเห็นของตน
โดยปราศจากความลังเล ไคลน์เปลี่ยนความสนใจไปยังจุดอื่นทันที
อัญมณีหัวไม้เท้าดวงดาวสว่างขึ้น เป็นการจำลองพลังเส้นทางนักจารกรรมเพื่อหลอกลวงกฎ ไคลน์คิดจะเปลี่ยนตำแหน่งการคืนชีพของตนเป็นหุ่นเชิดตัวอื่นซึ่งไม่ได้อยู่ภายในยูโทเปีย
ก่อนหน้านี้ ชาวยูโทเปียจำนวนหนึ่งเคยออกเดินทางไปยังเมืองอื่น หรือสถานที่อื่นด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป นั่นก็เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ต่อโลกความเป็นจริงอย่างแน่นแฟ้น ปัจจุบัน ไคลน์เลือกหุ่นเชิดที่ชื่นชอบการเดินทางและกำลังอยู่บนภูเขา
เมื่อการคืนชีพในส่วนหลังประสบความสำเร็จ ไคลน์หยิบไพ่เดอะฟูลออกจากร่าง อัญเชิญวัตถุท้องถิ่นของโลกวิญญาณเก้าชนิดซึ่งเตรียมไว้ล่วงหน้า จากนั้นก็นำมาห่อรวมกับ ‘ม่าน’ สีดำ
ทันทีหลังจากนั้น ชายหนุ่มใช้ไม้เท้าดวงดาวระดมพลังปราสาทต้นกำเนิดเพื่อจำลองพลังเส้นทางนักจารกรรม หลอกลวงกฎและเปลี่ยนให้ ‘ม่าน’ กับวัตถุท้องถิ่นของโลกวิญญาณเก้าชนิด กลายเป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ ของร่างกายตน
วินาทีถัดมา แสงสว่างจำนวนมากปรากฏขึ้นรอบๆ หุ่นเชิดตัวที่กำลังปีนเขาไปได้ครึ่งทาง
หนอนวิญญาณภายในร่างหุ่นเชิดตัวดังกล่าวลอยออกมาทันที ผสานเข้ากับเศษแสง
เพียงพริบตา ชิ้นส่วนของแสงพองตัวจนกลายเป็นลูกบอลแสง จากนั้นก็ขยายออกและก่อตัวเป็นไคลน์
เมื่อร่างไคลน์ถูกวาดเสร็จสมบูรณ์ ชายหนุ่มระเบิดตัวเองต่อทันที ส่งหนอนวิญญาณจำนวนมากพุ่งไปยังทุกทิศทางรอบตัว จน ‘ม่าน’ และวัตถุท้องถิ่นของโลกวิญญาณเก้าชนิดร่วงหล่นพื้น
ถัดมา หนอนวิญญาณเสร็จสิ้นการจัดระเบียบโครงสร้างใหม่ บางส่วนเปลี่ยนเป็นหมวกทรงกึ่งสูง เสื้อกั๊ก เสื้อเชิ้ต และกางเกงขายาว
ไคลน์ไม่มัวรีรอ รีบคว้า ‘ม่าน’ และวัตถุท้องถิ่นของโลกวิญญาณขึ้นมาปรุงเป็นโอสถทันที
สำหรับชายหนุ่ม นี่คือช่วงเวลาที่สุดที่สุดในการเลื่อนเป็นบริวารเร้นลับ
ในแง่หนึ่ง พิธีกรรมของไคลน์เสร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความช่วยเหลือจากเทพแห่งตะเกียง ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวมิได้คงอยู่ถาวร แต่จะค่อยๆ เลือนหายไปตามเวลา ในทางกลับกัน อาดัม ตัวการวางแผนพังพิธีกรรมเลื่อนลำดับ ปัจจุบันกำลังรับมือกับวายุสลาตันจนมิอาจละสายตามาแทรกแซง
หากดื่มโอสถเลื่อนเป็นลำดับ 1 ในเวลาอื่น ไคลน์คงเป็นกังวลว่า นักสร้างฝันอาดัม อาจฉวยโอกาสแพร่อารมณ์ด้านลบใส่ตนผ่านจิตใต้สำนึกรวมในช่วงเวลาวิกฤติ และหากเป็นเช่นนั้น ผลลัพธ์คือคลุ้มคลั่งคาที่อย่างมิอาจเลี่ยง
เหตุผลสำคัญที่มันเรียกเลโอเดโร ไม่ใช่เพื่อฆ่าซาราธ แต่เพื่อให้ช่วยสะกดเทพแท้จริงอย่างอาดัมเอาไว้!
ขณะประกอบพิธีกรรมเลื่อนเป็นบริวารเร้นลับ ไคลน์ไม่สามารถใช้พลังของปราสาทต้นกำเนิดเพื่อสร้างอาณาจักรเทพเทียม และกีดกันตัวเองออกจากโลกภายนอกได้ เพราะนั่นจะทำให้ร่างต้นถูกตัดขาดจากโลกวิญญาณ จนอิทธิพลของพิธีกรรมเมืองหุ่นเชิดกลายเป็นหมัน
ภายในเวลาไม่ถึงสิบวินาที ขวดโอสถสีดำสนิทราวกับน้ำทะเลยามค่ำคืนปรากฏขึ้นบนมือไคลน์ ขณะเดียวกัน ร่างของชายหนุ่มบนปราสาทต้นกำเนิด ทำการดีดนิ้วเพื่อสนองความปรารถนาจากจุดแสงแห่งการสวดวิงวอน และจากดวงดาวสีแดง เก็บเล็กผสมน้อยความปรารถนาจนกระทั่งโอสถผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ถูกย่อยอย่างสมบูรณ์
ทันใดนั้น ร่างบนปราสาทต้นกำเนิดพลันเลือนหาย ช่วยให้ร่างต้นของไคลน์อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด ได้ดื่มโอสถในช่วงเวลาที่ดีที่สุด
เมื่อฟ้าร้องจนทะเลสว่างขึ้น ไคลน์ยกมือขวา นำขวดโอสถจากหุ่นเชิดมาจ่อปาก กระดกดื่มของเหลวที่เบาราวกับอากาศ
Related
อาดัมหันมาจ้องไคลน์ กระจกตาสีอ่อนกำลังสะท้อนใบหน้าชุ่มเลือดสีแดงสด
สีหน้ายังคงเรียบเฉยเหมือนเคย ดวงตาเจือความส่งสารเล็กน้อย คล้ายกับพระเจ้าที่กำลังเฝ้ามองมนุษย์โลก
ไคลน์จ้องมันด้วยรอยยิ้ม แต่ศีรษะเริ่มปริแตก
พัฒนาการดังกล่าวเกิดขึ้นกับทั้งร่างกาย ส่งผลให้ชายหนุ่มทรุดตัวลงบนบ่อเลือด
ในบ่อเลือดมีเสื้อโคต ข้าวของเครื่องใช้ ไม้ค้ำ และกระจกโบราณกำลังนอนอย่างสงบ
ในวิหารโครงกระดูก บนอาณาจักรเทพของนักสร้างฝันอาดัม ไคลน์เสียชีวิตในลักษณะแปลกประหลาด
อาดัมซึ่งแต่งกายในชุดคลุมสีขาวเรียบง่าย เฝ้ามองฉากตรงหน้าด้วยสายตาอ่อนโยนและสงบนิ่ง ไม่แน่ใจว่ามันคาดเดาไว้แล้ว หรือพยายามเก็บซ่อนสีหน้ากันแน่
เหนือสายหมอกสีเทา ภายในวังโบราณ
วังวนหนอนวิญญาณที่คลุ้มคลั่ง หยุดเคลื่อนไหวและแตกสลายกลายเป็นหนอนวิญญาณไร้ชีวิตจำนวนมาก
วินาทีถัดมา หนอนวิญญาณแปรเปลี่ยนเป็นภาพมายา ฉาบด้วยสีเทา ราวกับผสานเข้ากับสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์
จากนั้น พวกมันกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ส่องประกายระยิบระยับพลางดีดดิ้นเข้าหากัน
ภายในไม่กี่วินาที กลุ่มก้อนหนอนวิญญาณจัดระเบียบใหม่กลายเป็นร่างมนุษย์ ไม่ใช่ใครนอกจากไคลน์·โมเร็ตติ เจ้าของผมสีดำ ดวงตาสีน้ำตาล และชุดสูตสุภาพ
เมื่อเจ้าของปราสาทต้นกำเนิดกลับมา โต๊ะทองแดงยาวลวดลายโบราณและเก้าอี้พนักสูงยี่สิบสองตัวซึ่งถูกทำลายไป ฟื้นฟูกลับเป็นปรกติอย่างรวดเร็ว
ไคลน์หยิบไม้เท้าดวงดาวซึ่งเลี่ยมอัญมณีมากมาย เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้เดอะฟูล
ห้วงมิติเหนือสายหมอกสีเทาพลันสั่นไหว พลังอันยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามแผ่พุ่งไปทุกทิศ
ไคลน์พยักหน้าให้กับร่างสีทองซึ่งยังคงยึดครอง ‘จุดแสงสวดวิงวอน’ ของแบร์นาแดต ตามด้วยกล่าว
“ข้ารักษาสัญญาแน่”
เทพแห่งตะเกียงยิ้ม
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะมิได้สืบทอดความเจ้าเล่ห์และไร้ยางอายมาจากเขาสินะ… ยอดเยี่ยมมาก”
ทันทีที่เสียงเลือนหาย ร่างสีทองอันพร่ามัวสลายในไปทันที ไม่ปรากฏบนจุดแสงสวดวิงวอนของแบร์นาแดตอีกต่อไป
“ทำได้ดีมาก” ไคลน์ตอบสนองต่อคำวิงวอนของราชินีเงื่อนงำ แบร์นาแดต พลางแบ่งหนอนวิญญาณออกจากร่าง ก้มหน้าลงเล็กน้อยและขอพรกับตัวเอง “ข้าขอกลับไปอยู่ในสภาพก่อนคืนนี้”
เมื่อร่างหลักเสียชีวิต สิ่งที่ไคลน์สูญเสียมีเพียงตะกอนพลังหลักของผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ โดยเป็นการทิ้งไว้ภายในวิหารกระดูกของอาดัม และคงไม่มีทางกู้คืนกลับมาได้อีกแล้ว
แน่นอน ไคลน์ยังมีตะกอนพลังส่วนใหญ่อยู่กับหนอนวิญญาณ บ้างก็บนมิติหมอก บ้างก็หุ่นเชิดในยูโทเปีย สำหรับซาราธ ตัวมันในปัจจุบันมิได้ไม่ได้ต้องการตะกอนพลังเพิ่มเติม เพราะไม่อยากสร้างภาระให้ตัวเอง มันจึงไม่ได้ใช้กฎการดึงดูดระหว่างตะกอนพลังเพื่อดูดซับตะกอนพลังของหุ่นเชิดในยูโทเปียเข้าไปในคราวเดียว แต่เลือกใช้วิธีอื่นซึ่งปลอดภัยกว่า แต่ก็ช้ากว่าพอสมควร
หลังจากสวดวิงวอนเสร็จ ไคลน์เสกม่านออกมา จากนั้นก็พาดหลังพร้อมกับดีดนิ้ว
ภายในกองขยะ ตะกอนพลังลำดับ9 ถึง 3 ของเส้นทางนักทำนายที่เคยสกัดออกจาก ‘ม่าน’ ลอยขึ้นพร้อมกัน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นจุดแสงและแทรกซึมเข้าไปในร่างกายไคลน์
เพียงพริบตา สถานะของชายหนุ่มได้กลับไปเป็นช่วงที่เกือบจะย่อยโอสถผู้ชี้นำปาฏิหาริย์เสร็จสมบูรณ์ หากไม่นับเรื่องที่สมรรถภาพร่างกายด้อยลงเล็กน้อย ด้านอื่นแทบไม่แตกต่างจากตอนที่ถูกบุกโจมตี
ถัดมา ไคลน์หันเหความสนใจไปยังยูโทเปียซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับตัวเองอย่างใกล้ชิด
…
ภายในยูโทเปีย ซาราธเจ้าของหนวดเคราสีขาว สวมชุดคลุมและผ้าคลุมหัวสีดำ กำลังยืนบนหลังคาวิหารพระแม่อาเรียนน่า รอบกายรายล้อมไปด้วยภาพฉายของโรซายล์·กุสตาฟ วิลเลียม·ออกัสตัส และเทพหายนะเซียอา รอคอยให้ประตูวิหารโครงกระดูกเปิดออกโดยมีเกอร์มัน·สแปร์โรว์เดินออกมา
ภายใต้การควบคุมของซาราธ หุ่นเชิดบางตัวจัดการกับหุ่นเชิดยูโทเปียจำนวนหนึ่งซึ่งกลายพันธุ์ ปล่อยหุ่นเชิดที่ยังปรกติเอาไว้
ทันใดนั้นเอง ด้ายวิญญาณของหุ่นเชิดที่ยืนแน่นิ่งมานาน เริ่มลอยขึ้นสูงไปบนฟ้าราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด
พวกมันมีชีวิตกลับมาทันที ทุกตัวหันมาจ้องซาราธและภาพฉายทางประวัติศาสตร์
ดวงตากำลังส่องประกายภายในความมืดมิด
ในเวลาเดียวกัน เงาขนาดมหึมาตกลงมาจากหมอกสีเทาอ่อนที่ปกคลุมทั่วทั้งยูโทเปีย
ซาราธและภาพฉายเงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณ พวกมันพบว่าท้องฟ้ากำลังถูกปกคลุมไปด้วยหมอกจาง
“ห้ามใช้พลังผนึกที่นี่” วินาทีถัดมา ภาพฉายของวิลเลียม·ออกัสตัสยกดาบยาวในมือขวาขึ้น ประกาศด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
เงาซึ่งปกคลุมยูโทเปียเริ่มสั่นไหว เกิดรอยแยกเป็นช่องว่างมากมายจนมิอาจตัดขาดเมืองหุ่นเชิดแห่งนี้กับภายนอกได้โดยสมบูรณ์
ภาพฉายของโรซายล์·กุสตาฟแปรเปลี่ยนเป็นกระแสข้อมูลจำนวนมาก พุ่งไปทางหุ่นเชิดของไคลน์ที่ยังเหลือ เพื่อขัดขวางพฤติกรรมของพวกมันจนชะงักงัน ในเวลาเดียวกัน ภาพฉายของเทพหายนะเซียอา ทำการโจมตีโดมเงาซึ่งมีลักษณะคล้ายม่านจนช่องว่างกว้างขึ้น
ถัดมา ซาราธเหยียดมือออก ทำการ ‘ปลูกถ่าย’ ความว่างเปล่าตรงหน้าเข้ากับเกาะแห่งหนึ่งบนทะเลคลั่งซึ่งมันทำเครื่องหมายไว้ล่วงหน้า
ตราบใดที่มันก้าวเท้า ซาราธก็จะหลบหนีออกจากยูโทเปียได้ทันที
ทันใดนั้นเอง หุ่นเชิดของไคลน์ฉวยโอกาสก่อนที่กระแสข้อมูลจะหลั่งไหลเข้าสู่ร่างวิญญาณ ทำการอ้าปากโดยพร้อมเพรียงและตะโกนชื่อหนึ่งเป็นภาษาคนยักษ์
“เลโอเดโร!”
หากอยู่ในดินแดนเทพทอดทิ้ง ไคลน์สามารถกระตุ้นให้ออร่าที่หลงเหลือของทรราชระดมพลังทวยเทพได้เพียงแค่เอ่ยชื่อ แต่นั่นใช้ไม่ได้กับโลกภายนอก เทพวายุสลาตันจะลงโทษคนที่บังอาจเรียกชื่อหรือไม่ นั่นขึ้นอยู่กับดุลพินิจ
การที่ไคลน์บังคับให้หุ่นเชิดจะโกนพระนามอันทรงเกียรตินี้โดยพร้อมเพรียง จุดประสงค์เพียงข้อเดียวก็คือ ต้องการเรียกให้วายุสลาตันชายตามองมายังเมืองยูโทเปีย
ในฐานะหนึ่งในห้าเส้นทางของ ‘มหาเทพผู้ปราดเปรื่องและทรงพลัง’ วายุสลาตันย่อมเป็นหนึ่งในเทพแท้จริงที่ไม่ต้องการให้แผนของอาดัมประสบความสำเร็จ – หากอามุนด์กลายเป็นราชันเร้นลับ ราชันกาลเวลาและห้วงมิติ ทรราชรายนี้จะตกที่นั่งลำบากทันที ต้องคอยกังวลทุกลมหายใจว่า บุตรชายแห่งพระผู้สร้างจะยื่นมือช่วยเหลืออาดัมให้เถลิงบัลลังก์ ‘พระเจ้า’ หรือ ‘เจ้าแห่งโลกดารา’
ดังนั้น เมื่อเทียบกับเทพธิดารัตติกาลและพระแม่ธรณี วายุสลาตัน สุริยันเจิดจรัส และปัญญาความรู้อาจเป็นตัวตนที่ไม่อยากเห็นอาดัมกับอามุนด์ประสบความสำเร็จมากที่สุด
ถ้ายังมีโอกาส ไคลน์อาจพิจารณาให้หุ่นเชิดของตนตะโกนว่า ‘โอซาคุส’ และ ‘เฮราเบอร์เก้น’ !
ทันใดนั้น ท้องฟ้าและบรรยากาศรอบยูโทเปียพลันหมองหม่น คล้ายกับโทสะอันเดือดดาลที่ยากจะอธิบาย กำลังแฝงตัวอยู่ในทุกมวลอากาศ
ก่อนที่ซาราธจะได้ ‘ก้าว’ สายฟ้าหลากสีสันพลันฟาดผ่าลงมาจากผืนนภายามราตรี ประหนึ่งท้องฟ้ากำลังแยกเขี้ยวกางเล็บพร้อมคำราม ตวัดข่วนทุกสิ่งที่ขวางหน้าตามอำเภอใจ
เปรี้ยง! เปรี้ยง! ยังไม่ทันที่เสียงคำรามแรกจะดัง สายฟ้ากระหน่ำสาดลงมาจากเบื้องบนประหนึ่งห่าฝน
…
หมู่เกาะรอสต์ เมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ บนยอดหอคอยทรงกลม
เดอร์ริค·เบเกอร์ซึ่งกำลังมองหาที่มาของแผ่นดินไหว พลันได้ยินเสียงประตูและหน้าต่างเปิดออกพร้อมกัน และไม่ใช่แค่หนึ่งหรือสอง แต่มากกว่าหลายพัน
แม้เหตุการณ์นี้จะไม่นำพาอันตรายมาสู่ แต่ความพิสดารของมันก็ทำให้เดอร์ริคเพิ่มความระวัง
เด็กหนุ่มลังเลเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเข้าพบเจ้าเมืองคนปัจจุบัน ฮอยต์·เฌอมงต์ และเสนอให้ใช้งานสมบัติปิดผนึกระดับเทพ ‘หลักฐานแห่งความรุ่งโรจน์’ เพื่อปกป้องเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่และเมืองจันทราเป็นอันดับแรก จากนั้นค่อยพิจารณาการสวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูลตามระดับอันตราย
ขณะเดอร์ริคเดินมาที่ประตู ฮอยต์·เฌอมงต์ซึ่งมีรอยสักสีน้ำเงินเข้มบนศีรษะ เดินออกจากทางเดินพร้อมกับกล่าวเสียงขรึม
“ผนึกใต้ดินทำงานล้มเหลว”
ผนึกล้มเหลว… เดอร์ริคเชื่อโดยสัญชาตญาณว่า เหตุการณ์นี้ต้องเกี่ยวกับความพิสดารบนเกาะภูเขาครามแน่
เมื่อเทียบกับเรื่องที่ประตูและหน้าต่างเปิดเอง ความล้มเหลวของผนึกนับว่าอันตรายยิ่งกว่าหลายร้อยเท่า!
“รีบใช้หลักฐานแห่งความรุ่งโรจน์เถอะครับ!” เดอร์ริคกล่าวโดยไม่ลังเล
นี่คือสมบัติปิดผนึกระดับเทพที่สามารถใช้งานได้ในระยะเวลาสั้นๆ เคยช่วยให้เมืองเงินพิสุทธิ์รอดพ้นจากภัยพิบัติในดินแดนเทพทอดทิ้งมาแล้วหลายครั้ง เป็นอีกหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เมืองเงินพิสุทธิ์ดำรงอยู่จวบจนปัจจุบัน
เดอร์ริคมีเป้าหมายชัดเจนว่าตอนนี้ควรรีบทำสิ่งใด นั่นคือการใช้หลักฐานแห่งความรุ่งโรจน์เพื่อสยบสมบัติปิดผนึกระดับเทพชิ้นอื่น – ‘พระกรุณาแห่งธรณี’ ไม่อย่างนั้นอาจส่งผลเสียต่อบริเวณโดยรอบเป็นวงกว้าง
ฮอยต์·เฌอมงต์ไม่กล่าวคำใด คิดไวทำไว รีบพาเดอร์ริคเดินลงใต้ดินท่ามกลางแสงไฟ
หลักฐานแห่งความรุ่งโรจน์จำเป็นต้องเปิดใช้งานโดยนักบุญสองคนขึ้นไป นั่นคือเป็นเหตุผลที่ฮอยต์·เฌอมงต์ไม่รีบเปิดใช้งานด้วยตัวเอง แต่แวะมาหาเดอร์ริคก่อน จริงอยู่ที่มันมีเทคนิคเล็กน้อยในการเปิดใช้งานตามลำพัง แต่ก็ต้องมีการเตรียมตัวล่วงหน้าและใช้สมบัติปิดผนึกบางชนิดเพื่อประทับตราลงบนร่างกาย
…
บายัม มหาวิหารคลื่นสมุทร
แสงสายฟ้าสว่างวาบเข้ามาในห้องอัลเจอร์·วิลสัน ตามด้วยเสียงอันร้อนรน
“ท่านคาร์ดินัล! ผนึกใต้ดินเกือบทั้งหมดใช้การไม่ได้! มีสมบัติเพียงบางชิ้นเท่านั้นที่ยังถูกผนึกเนื่องจากผลของสมบัติชิ้นอื่น!”
อัลเจอร์เลิกคิ้วเล็กน้อย เมื่อผนวกกับเข้ากับเหตุการณ์ที่ประตูและหน้าต่างในเมืองบายัมเปิดเอง มันตระหนักถึงบางสิ่งทันที
อัลเจอร์กล่าวกับความว่างเปล่า
“จับทีมสามคนทันที รีบลำเลียงสมบัติปิดผนึกระดับ 2 และ 3 ที่มีความอันตรายต่ำออกจากใต้ดิน พยายามหลีกเลี่ยงชิ้นที่มีสัญญาณชีพเพื่อป้องกันปฏิกิริยาลูกโซ่”
ด้วยเหตุนี้ ห้องใต้ดินจะกลายเป็นพื้นที่ปลอดคน ส่งผลให้สมบัติปิดผนึกแสนอันตราย จะไม่สร้างโศกนาฏกรรมนองเลือดไปได้สักพัก
เมื่อเวลาผ่านไป หลังจากผนึกกลับมาทำงานตามปรกติ เหล่าทูตพิพากษาจะมีเวลาผนึกสมบัติอันตรายกลับเข้าไปใหม่
นั่นคือในกรณีที่ว่า สมบัติปิดผนึกระดับ 1 ทั้งสามชิ้นไม่ได้เข้าสู่ภาวะอาละวาด
หากเกิดข้อผิดพลาดกับพวกมัน ผลกระทบด้านลบจะแพร่กระจายไปทั่วบายัมในเวลาอันสั้น
ภายใต้สถานการณ์ที่ผนึกใช้การไม่ได้ คงเป็นการยากที่จะไม่เกิดปัญหาขึ้น
ความคิดแรกในหัวอัลเจอร์ก็คือ รีบนำสมบัติปิดผนึกที่แสดงผลเป็นวงกว้างออกไปก่อน ใช้พลังของตนเพื่อสยบอิทธิพลของมันชั่วคราว จากนั้นก็บินสูงเหนือทะเล ห่างออกไปจากเมืองบายัม
สำหรับมัน การทำแบบนี้จะไม่สร้างอันตรายมากนัก กายาของครึ่งเทพเส้นทางลูกเรือมีความทนทานพอสมควร แต่สิ่งที่ทำให้อัลเจอร์ยังคงลังเลก็คือ สมบัติปิดผนึกระดับ 1 อีกสองชิ้นที่เหลือ อาจสร้างความเสียหายแก่บายัมได้มหาศาลเช่นกัน
อย่างน้อย เราก็พยายามเต็มที่แล้ว… อัลเจอร์มองว่าวิธีนี้ปลอดภัยที่สุด และตนสามารถรับมือกับการสอบสวนภายหลังจากเบื้องบนของโบสถ์วายุสลาตันได้ จึงดูเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลอย่างมาก
มันมองออกไปนอกหน้าต่างโดยไม่รู้ตัว บริเวณดังกล่าวเป็นตำแหน่งของโรงเรียนและเรือนทำงานหลายแห่งใกล้กับวิหาร
อัลเจอร์ถอนสายตากลับ เงียบงันสองสามวินาที ถอนหายใจและกล่าวกับอากาศ
“ที่เหลือผมจัดการเอง”
คำพูดของมันกลายเป็นคลื่นกระแสไฟฟ้า ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสายฟ้าสีเงินและพุ่งลงไปยังใต้ดิน
Related
หลังจากแบร์นาแดตไม่ได้รับคำตอบ เธอหยิบตะเกียงวิเศษประทานพรเดินไปยังริมหน้าต่างห้องกัปตัน มองออกไปยังทะเลสีคราม
เธอมิได้ใจร้อน และไม่พยายามใช้พลังพยากรณ์ เพียงรอความคืบหน้าอย่างอดทน
ผ่านไปหลายนาที ในที่สุดหมอกสีเทาก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าหญิงสาว
ทันใดนั้น สายหมอกถูกย้อมกลายเป็นสีทองประหนึ่งเคลือบด้วยน้ำเชื่อมเหนียว
แบร์นาแดตก้มศีรษะลงทันที จ้องไปยังตะเกียงวิเศษประทานพรในมือ และพบว่าไส้ตะเกียงถูกจุดขึ้นเอง
เหนือสายหมอกสีเทา ภายในวังโบราณ ใกล้กับเก้าอี้เดอะฟูล จุดแสงแห่งการสวดวิงวอนซึ่งพองตัวจนมีขนาดเท่าศีรษะมนุษย์ ถูกแทนที่ด้วยร่างสีทองซีดอันบิดเบี้ยวและพร่ามัว
ร่างดังกล่าวมองทะลุผ่านจุดแสงแห่งการวิงวอน ทะลุผ่านหมอกสีเทา มองเข้าไปในวังวนหนอนสีใสที่พยายามทำลายทุกสิ่งรอบตัว
เสียงของมันดังกังวานท่ามกลางปราสาทต้นกำเนิดที่โอ่อ่าและยิ่งใหญ่:
“คลุ้มคลั่ง?”
น้ำเสียงของเทพแห่งตะเกียงเจือความเย้ยหยันเสียเต็มประดา ไม่แยแสว่า หนอนวิญญาณที่คลุ้มคลั่งจะเข้าใจคำพูดตนหรือไม่
ทันใดนั้น เหนือเก้าอี้เดอะฟูลซึ่งแตกกระจัดกระจาย บานประตูแสงพิสดารซึ่งประกอบด้วยวงกลมแสงจำนวนมากปรากฏขึ้น
เส้นแสงเรียงตัวกันเป็นสัญลักษณ์กลางอากาศ
สัญลักษณ์ดังกล่าว แต่เดิมอยู่หลังเก้าอี้ของเดอะฟูล ประกอบด้วยเนตรไร้รูม่านตาครึ่งหนึ่ง และเส้นเกลียวอีกครึ่งหนึ่ง
เมื่อสัญลักษณ์ก่อตัวเสร็จสมบูรณ์ แสงสว่างเริ่มจางลงจนกระทั่งกลายสีเดียวกับสภาพแวดล้อม
วินาทีถัดมา เสียงของไคลน์ดังมาจากสัญลักษณ์ตัวแทนเดอะฟูล
“เทพแห่งตะเกียง ข้าต้องการทำข้อตกลง”
ร่างสีทองซีดอันพร่ามัวระเบิดเสียงหัวเราะทันที
“ฮะฮะ! ข้าบอกแล้วว่าเจ้าจะต้องยอมรับในสักวัน”
หลังจากหัวเราะ เทพแห่งตะเกียงสงบลงและกล่าว
“ข้ากำลังสงสัยอยู่เชียว ว่าเจ้าของคนใหม่ของปราสาทต้นกำเนิด ไม่น่าจะคลุ้มคลั่งได้ง่ายนัก”
“นี่คือการเตรียมการสำหรับผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด” เสียงจากสัญลักษณ์เดอะฟูลมิได้เผยท่าทีร้อนรน
เทพแห่งตะเกียงหัวเราะแห้ง
“เจ้าไม่กลัวข้าเพิ่มเงื่อนไขหรือ”
ไคลน์ตอบเสียงเรียบ
“สำหรับข้า นี่เป็นหนึ่งในทางรอด แต่สำหรับเจ้า นี่อาจเป็นโอกาสเดียวในรอบหลายพันปี”
ร่างของเทพแห่งตะเกียงไหววูบประหนึ่งถูกลมพัด จากนั้น มันกล่าวด้วยเสียงสง่างาม
“เงื่อนไขของข้ายังเหมือนกับคราวก่อน ขอเพียงเจ้าคลายผนึกและปล่อยข้าเป็นอิสระ ข้าสัญญาว่าจะกลับไปยังอวกาศพร้อมกับสิ่งที่เป็นของตัวเองเท่านั้น ที่เหลือเป็นของเจ้า และยังจะช่วยเติมเต็มความปรารถนาอีกสามข้อ… แต่ดูจากสถานการณ์ ข้าคงต้องจ่ายล่วงหน้าสินะ”
เสียงไคลน์ดังมาจากสัญลักษณ์เดอะฟูลอีกครั้ง
“คำมั่นสัญญาที่ข้าจะรับปากก็คือ จะทำการส่งตะเกียงวิเศษประทานพรไปยังอวกาศก่อนสิ้นปี 1368 ของยุคสมัยนี้ ส่วนวิธีจัดการปัญหาหลังจากนั้น เจ้าต้องรับผิดชอบตัวเอง ในทำนองเดียวกัน ความปรารถนาของข้าก็มิได้ซับซ้อน และยังต้องการขอพรแค่สองข้อ… ทั้งหมดคือสิ่งที่ข้าจะมอบให้ จะตกลงหรือไม่ เจ้าเลือกได้เลย”
1368 คือปีที่บาเรียของมหาต้นกำเนิดจะเลือนหายไป สำหรับคนทั่วไปจะเข้าใจว่าเป็นคำพยากรณ์วันสิ้นโลก
ร่างสีทองซีดอันพร่ามัวและบิดเบี้ยว เงียบงันสักพักก่อนจะพูด
“หากข้าไม่หลุดจากผนึก ความปรารถนาของเจ้าจะถูกจำกัดขอบเขต หากไม่แล้ว ผลลัพธ์จะเกิดขึ้นในทิศทางที่น่าสยดสยองและบิดเบี้ยว”
เสียงของไคลน์ดังออกจากสัญลักษณ์เดอะฟูล
“ความปรารถนาทั้งสองข้อของข้า เจ้าสามารถเติมเต็มได้ในสภาพปัจจุบัน”
เทพแห่งตะเกียงเงียบไปอีกครั้ง คราวนี้ไม่กล่าวสิ่งใดเป็นเวลานาน
…
บายัม ภายในป่าธรรมชาติ
เวอร์ดูซึ่งจิตใจกำลังเร่าร้อนจากทั้งภายในและภายนอก ไม่มัวปล่อยเวลาให้สูญเปล่า รีบปรับปรุงแท่นบูชา สลักสัญลักษณ์ เครื่องหมาย และลวดลายที่ถูกต้องลงไปตามคำแนะนำของมหาเทพแห่งสนามรบ
มันเป็นกังวลเล็กน้อยว่าสัตว์ประหลาดระดับครึ่งเทพทั้งสามจะตื่นขึ้นกะทันหัน แต่จนกระทั่งเตรียมตัวเสร็จ เหยื่อสังเวยก็ยังคงอยู่ในสภาพไม่ได้สติ มิอาจขัดขืนได้ด้วยประการทั้งปวง
หลังจากวางก้อนเนื้อที่มีหนวดรยางค์กำลังดีดดิ้น นกดวงดาวหน้าตาประหลาด และอีกาสีขาวขอบตาดำ ลงบนตำแหน่งที่ถูกต้อง เวอร์ดูจ้องมองเทียนไขเพียงเล่มเดียวบนแท่นบูชา ก่อนจะยกมือจุดไฟ
จากนั้น มันถอยหลังกลับสองสามก้าว ท่องเป็นภาษาคนยักษ์เสียงขรึม
“มหาประตูแห่งหมื่นประตู”
“ผู้นำทางแห่งท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว”
“กุญแจแห่งโลกเร้นลับทั้งปวง”
“ข้าขอให้ท่านตอบสนอง ขอให้ท่านเสด็จเยือนลงมายังโลกใบนี้…”
ยังไม่ทันจะกล่าวจบ เสียงระเบิดขึ้นบนแท่นบูชาสามครั้ง
สัตว์ประหลาดระดับครึ่งเทพทั้งสามตัวซึ่งเกี่ยวข้องกับโอสถจอมเวทพิสดาร จอมเวทลึกลับ และปรสิต คล้ายกับถูกบีบด้วยมือล่องหน พวกมันพยายามขัดขืนเล็กน้อยก่อนจะระเบิดคาที่ กลายเป็นกลุ่มก้อนลูกบอลแสงหลากสีสัน
คล้ายกับเลือดเนื้อเหล่านี้มีชีวิต พวกมันเรียงตัวกันกลางอากาศราวกับถูกใครบางคนชี้นำ วาดเป็นสัญลักษณ์อันชั่วร้ายและโสมม
สัญลักษณ์จำนวนมากผสานเข้าด้วยกัน ก่อตัวเป็นบานประตูเนื้อเลือดซึ่งยังคงดีดดิ้น สูงกว่าห้าเมตร
ประตูบานดังกล่าวตั้งเด่นตระหง่านบนแท่นบูชา ด้านในมืดสนิท บอกไม่ได้ว่าปลายทางคือที่ใด
เปลวไฟจากเทียนไฟตัวแทนมิสเตอร์ประตูสว่างขึ้นกะทันหัน สาดแสงลงบนประตูเลือดเนื้อและส่องเข้าไปในความมืด
ภายในความมืดมิด แสงทรงกลมจุดหนึ่งกำลังควบแน่นไปด้วยแสงดวงดาว เมื่อเพ่งมองจะเห็นคล้ายกับแมลงกำลังขดตัว
ลูกบอลแสงดังกล่าวขยายขนาดทันที ก่อตัวเป็นท่อนแขนขนาดใหญ่ พุ่งผ่านประตูเลือดเนื้อมายังโลกความจริง
ท่อนแขนซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ของมนุษย์ วางลงบนแท่นบูชาพร้อมกับกวัดแกว่งอย่างบ้าคลั่ง ส่งผลให้ประตูเลือดเนื้อ ผืนป่าโดยรอบ และเกาะทั้งเกาะเกิดการสั่นไหวรุนแรง
เวอร์ดูเฝ้ามองฉากตรงหน้าด้วยความปลื้มปีติ แต่ทันใดนั้น ทัศนวิสัยของมันพร่ามัวลงครึ่งหนึ่ง
แปะ!
มีบางสิ่งหลุดจากใบหน้าของมันและตกลงบนพื้นหญ้า
เวอร์ดูก้มศีรษะลงตามสัญชาตญาณ และพบลูกตาซึ่งมีเส้นเลือดปูดโปนกลิ้งไปมา
แปะ! แปะ! แปะ! จมูก หู ดวงตาที่เหลือ รวมถึงกล้ามเนื้อบนใบหน้าของมัน ทยอยหลุดร่วงทีละชิ้น แทนที่ด้วยแสงสว่างสว่างไสว
ตุ้บ!
ร่างของมันทรุดลงในสภาพชุ่มเลือด
ทันใดนั้น ท่อนแขนที่ยื่นออกจากประตู พยายามดึงร่างด้านในตามออกมา
บึ้ม!
ท่ามกลางความมืดด้านหลังประตู สายฟ้าหนาทึบก่อตัวเป็นพายุและฟาดผ่าลงมา แต่ก็ถูกคลื่นสีเลือดกลืนกิน
ในที่สุด ร่างขนาดมหึมาซึ่งประกอบจาก ‘ลูกบอลแสง’ ย่างกรายผ่านประตูเลือดเนื้อ
วินาทีถัดมา ลูกบอสแสงเหล่านั้นทรุดตัวลงและซ้อนทับกัน คล้ายกับพวกมันเตรียมจัดเรียงโครงสร้างร่างกายใหม่ ในเวลาเดียวกัน ช่องว่างสีดำคล้ายห้วงมิติทยอยปรากฏขึ้นในผืนป่าใกล้เคียง
ช่องว่างดังกล่าวกลืนกินบางส่วนของต้นไม้ เปลี่ยนพวกมันให้กลายเป็นรูปร่างประหลาด
ในเวลาเดียวกัน พายุเฮอร์ริเคนไม่ทราบแหล่งที่มาได้พัดออกจากช่องว่างสีดำ พวกมันอาละวาดไปทุกทิศทุกทาง ส่งผลให้เกาะภูเขาครามซึ่งเป็นสถานที่ตั้งบายัม เผชิญแรงสั่นสะเทือนหนักหน่วงราวกับกำลังจะจมลง
ภายในมหาวิหารคลื่นสมุทร อัลเจอร์·วิลสันซึ่งกำลังตำหนิตัวเองเนื่องจากปล่อยให้เวอร์ดูเทเลพอร์ตหนีคลาดสายตาไป เริ่มได้ยินเสียง ‘ประตู’ ทยอยเปิดออกอย่างเสียงดังทีละบาน
ประตูทุกบานภายในเมืองเปิดออกพร้อมกันกะทันหัน
นี่มัน… อัลเจอร์รีบหันไปมองในทิศทางผืนป่านอกเมืองซึ่งน่าจะเป็นต้นเหตุความผิดปรกติ
โครม!
ในเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ ทันทีที่ประตูเปิดออก เดอร์ริคซึ่งตื่นตัวมาได้สักพักแล้วจากแผ่นดินไหว เริ่มขมวดคิ้ว
โครม! โครม! โครม!
ในกรุงเบ็คลันด์ ทรีอาร์ นักบุญมิลลอม และเมืองอื่นๆ ทุกสิ่งที่ถูกจำแนกให้เป็นประตูล้วนเปิดออกทั้งหมด
…
เหนือหมอกสีเทา ภายในวังโบราณซึ่งพังไปกว่าครึ่ง วังวนหนอนสีใสที่คลุ้มคลั่ง พยายามโจมตีใส่ร่างสีทองและสัญลักษณ์เดอะฟูลตามสัญชาตญาณ แต่ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น
ผ่านไปเกือบหนึ่งนาที เทพแห่งตะเกียงยิ้มมุมปากพลางกล่าว
“เจ้าไม่ใช่เขาจริงๆ ไม่อย่างนั้น ข้าคงสามารถบิดเบือนการรับปากของเจ้า และคลายผนึกให้ตัวเองสำเร็จ”
“ต้องบิดเบือนคำพูดเจ้าของเดิมเท่านั้น พลังจึงจะแสดงผล? นั่นคือวิธีที่เจ้าใช้จำแนกในคราวก่อน จนมั่นใจว่าข้าไม่ใช่ราชันเร้นลับใช่ไหม?” เสียงไคลน์ดังมาจากสัญลักษณ์เดอะฟูล
เทพแห่งตะเกียงพ่นลมหายใจ
“ข้ามีอย่างน้อยสิบวิธีในการพิสูจน์”
โดยไม่รอให้ไคลน์ตอบ ร่างสีทองซีดกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะคงสภาพนี้ได้ไม่นานสินะ… ก็ได้ เป็นอันตกลง หลังจากข้าเติมเต็มความปรารถนาให้เจ้าสองข้อ เจ้าจะต้องโยนตะเกียงวิเศษประทานพร ออกไปนอกอวกาศก่อนสิ้นสุดปี 1368 ของยุคสมัยนี้”
เสียงของเทพแห่งตะเกียงทวีความเคร่งขรึม ประหนึ่งกำลังประกาศกฎหมาย
ในวินาทีนี้ คล้ายกับมันกำลังสร้างกฎบางอย่างขึ้นตามคำมั่นสัญญา และไม่ต้องกังวลว่าไคลน์จะคืนคำในอนาคต
“หากเจ้าทำตามที่รับปากไม่ได้ ต่อให้เป็นราชันเร้นลับ เจ้าก็จะร่วงหล่นและแตกสลาย” เทพแห่งตะเกียงตักเตือน จากนั้นก็ถาม “จงบอกความปรารถนาทั้งสองข้อมา และอย่าลืมว่า ห้ามเกี่ยวข้องกับตะกอนพลังลำดับสูง ห้ามขอในสิ่งที่เกินกว่าพลังปัจจุบันของข้า ไม่อย่างนั้น ความปรารถนาจะประสบผลในทิศทางที่บิดเบี้ยว นี่คือกฎที่ถูกตั้งขึ้นแล้ว แม้แต่ข้าเองก็ฝ่าฝืนไม่ได้”
ภายในสัญลักษณ์เดอะฟูล เสียงของไคลน์ดังอย่างเยือกเย็น
“ความปรารถนาแรก: จงนำความปรารถนาสองข้อแรกที่แบร์นาแดต·กุสตาฟเคยขอไว้กับเจ้า มานับเป็นจำนวนครั้งของข้า… เรื่องนี้น่าจะง่ายมากสำหรับเจ้าใช่ไหม”
เทพแห่งตะเกียงยิ้มทันที
“นึกแล้วเชียว เจ้าคิดจะใช้กฎของข้าที่ระบุว่า เมื่อขอพรข้อที่สาม ผลลัพธ์จะบิดเบี้ยวและเลวร้ายเหนือพรรณนา เพื่อช่วยให้ตัวเองรอดพ้นจากสถานการณ์ยากลำบากสินะ… ไม่เลว นั่นเป็นอำนาจที่แฝงมากับระดับตัวตนของข้า มันสามารถทำให้เจ้าได้ตายอย่างเจ็บปวดสมใจ”
เสียงของไคลน์ดังขึ้นอีกครั้ง
“ความปรารถนาที่สอง: จงทำให้ยูโทเปียของข้า ถือกำเนิดขึ้นในตำแหน่งที่สอดคล้องกันบนโลกวิญญาณ… คำขอนี้ไม่ใช่การเลื่อนลำดับโดยตรง และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตะกอนพลังลำดับสูง เจ้าทำได้แน่”
ร่างสีทองของเทพแห่งตะเกียงผงะเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ความปรารถนาของเจ้าเป็นจริงแล้ว”
…
ภายในวิหารโครงกระดูก
ไคลน์จับไม้กางเขนเปื้อนเลือดบนหน้าอก ราวกับกำลังครุ่นคิดว่าจะนำมันออกอย่างไร
ระหว่างนั้น ชายหนุ่มถามอาดัมอย่างเป็นกันเอง
“เจ้าไม่พยายามเป็นเทพแท้จริงในยุคสมัยที่สี่ เพราะยังไม่ได้ครอบครอง 0-08 ใช่ไหม”
“ก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่สำคัญกว่านั้น ในยุคสมัยดังกล่าวยังมีอันตรายซ่อนเร้นที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขมากมาย” อาดัมจ้องไม้กางเขนยักษ์ตรงหน้าด้วยสายตาอบอุ่น
ไคลน์หันไปมองด้านข้าง จ้องหน้านักสร้างฝันพร้อมกับกล่าว
“ตัวอย่างเช่น ในสมัยนั้น ตราประทับทางจิตของมหาต้นกำเนิดยังทรงพลังมากเกินไป…”
ยังไม่ทันกล่าวจบ เลือดสีแดงสดจำนวนมากพรั่งพรูออกจากศีรษะของไคลน์
แต่มุมปากของมันกำลังยิ้ม
Related
เกาะภูเขาคราม ภายในป่าดงดิบ
เวอร์ดู·อับราฮัมซึ่งเตรียมตัวพร้อมแล้ว เป็นกังวลว่าการประกอบพิธีกรรมใกล้กับเมืองจะทำให้หน่วยพิเศษของทางการตรวจพบ จึงอาศัยพลังของสมบัติปิดผนึกเพื่อเทเลพอร์ตออกจากบายัม ไปยังสถานที่บางแห่งซึ่งไม่มีคนอาศัย
ลูบไล้ซี่โครงซึ่งกลับมาเจ็บแปลบอีกครั้ง เวอร์ดูถอดชุดคลุมทรงโบราณออกและวางไว้
ถัดมา มันตั้งแท่นบูชา จุดเทียน เผาน้ำมันสกัด ผงสมุนไพร และอื่นๆ ให้ครบ
จัดการเสร็จ เวอร์ดูถอยหลังสองก้าว หรี่เสียงลงและท่องเป็นภาษาเฮอร์มิสโบราณ
“มหาเทพแห่งสงคราม สัญลักษณ์แห่งเหล็กและเลือด เจ้าแห่งความวุ่นวายและขัดแย้ง…”
เสียงลมหวนดังกังวานทั่วผืนป่าอันมืดมิด
ท่ามกลางเสียงแกว่งไกวของกิ่งก้านใบไม้ เทียนไขสองเล่มเหนือแท่นบูชาพลันส่งเสียงปริแตก
เปลวไฟเทียนไขขยายจาก ‘ต้นอ่อน’ ไปเป็น ‘ไม้ใหญ่’
ทันใดนั้น สีของเปลวเทียนเปลี่ยนจากส้มเป็นขาวสว่าง
สายลมที่พัดผ่านผืนป่าทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ เปลวไฟอันร้อนแรงสอดประสานกันและบิดเป็นเกลียว ก่อตัวเป็นร่างอันพร่ามัวขนาดใหญ่
ในวินาทีนี้ เวอร์ดู·อับราฮัมสัมผัสถึงการจ้องมองซึ่งยากบรรยายได้จากมุมสูง
มันรีบก้มศีรษะลงต่ำและกล่าว
“ท่านมหาเทพ สาวกผู้ต่ำต้อยต้องการความช่วยเหลือจากท่าน”
ขณะกล่าว เวอร์ดูพยายามสงบสติและปรับอารมณ์
มันได้เรียนรู้จากหนังสือของตระกูลว่า สิ่งสำคัญที่สุดขณะสวดวิงวอนถึงเทพสงครามก็คือ คอยเตือนตัวเองว่า ‘ห้ามโกรธ’
ร่างขนาดใหญ่ซึ่งประกอบจากเปลวไฟสีขาวโพลน ทำการพ่นไฟออกไปด้านข้างอย่างต่อเนื่อง พลางกล่าวด้วยภาษาที่เวอร์ดูฟังเข้าใจ แต่มิอาจถอดความหมายได้ในทันที:
“มนุษย์ผู้ต่ำต้อยเอ๋ย เทพมิได้เกิดมาเพื่อเติมเต็มความปรารถนาให้เจ้า… ว่ามา ไหนลองบอกความต้องการของเจ้าให้ฟังหน่อย แต่จะช่วยหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับข้า”
เวอร์ดูร่างความปรารถนาไว้แล้ว หลังจากได้ยิน มันรีบกล่าว
“ท่านมหาเทพ สาวกผู้ต่ำต้อยอยากทราบว่า จะต้องทำอย่างไรจึงจะช่วยท่านบรรพบุรุษ เบเทล·อับราฮัม กลับมายังโลกความจริงได้”
“พิธีกรรม… สังเวยจอมเวทพิสดาร จอมเวทลึกลับ และปรสิต เจ้าน่าจะรู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ” ยักษ์ไฟกล่าวเสียงต่ำด้วยท่าทีสง่างาม
เหมือนกับคำตอบของลูกศิษย์โดเรี่ยน… เวอร์ดูถอนหายใจเงียบ
“ท่านมหาเทพ หากปรารถนาให้ท่านช่วยประกอบพิธีกรรม สาวกผู้ต่ำต้อยต้องจ่ายด้วยสิ่งใด”
ยักษ์เพลิงก้มจ้องโหราจารย์สักพัก:
“ราคาที่ต้องจ่าย… คนต่ำต้อยเยี่ยงเจ้าไม่มีทางจ่ายไหว ดวงวิญญาณอันลีบเล็กของเจ้าไม่มีคุณสมบัติแม้แต่จะเป็นฟืนให้ข้า”
เมื่อเวอร์ดูเริ่มเผยสีหน้าผิดหวังและท้อแท้ ยักษ์เพลิงกล่าวต่อไป
“แต่มิสเตอร์ประตูจ่ายไหว… นอกจากนั้น วันนี้ข้าอารมณ์ดี… จงสังเวยเลือดส่วนหนึ่งของเจ้า เพื่อให้ข้าใช้เป็นตราประทับในพันสัญญา แล้วข้าจะบอกราคากับมิสเตอร์ประตูเอง”
ทำแบบนี้ก็ได้หรือ? เวอร์ดูฉงนเล็กน้อยในจิตใต้สำนึก แต่เมื่อลองไตร่ตรอง มันพบว่าไม่มีสิ่งใดผิดปรกติในเรื่องนี้
อันที่จริง มีเพียงตัวตนระดับเบเทล·อับราฮัมผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้น จึงจะมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะแลกเปลี่ยนกับเทพแห่งสนามรบตนนี้!
สำหรับคำถามที่ว่า มิสเตอร์ประตูเต็มใจจะแลกเปลี่ยนหรือไม่ เวอร์ดูไม่มัวกังวล เพราะตามความเห็นของมัน สำหรับบุคคลที่ตกอยู่ในสภาวะถูกเนรเทศและผนึก ความสำคัญอันดับหนึ่งย่อมเป็นการได้รับอิสระ ต่อให้ต้องจ่ายมากเพียงใดก็ยอม!
“ขอรับ ท่านมหาเทพ!” ไตร่ตรองสักพัก เวอร์ดูรีบขานรับอย่างร้อนรน
มันเปลี่ยนพิธีกรรมทันที กลายเป็นพิธีกรรมสังเวยและรับมอบ จากนั้นก็ใช้มีดกรีดแขนเพื่อปล่อยให้เลือดสีแดงสดไหลออกมา
หลังจากเลือดของมันจับตัวเป็นก้อนไข่มุกสีแดงและลอยผ่านบานประตูแห่งการสังเวยและรับมอบ บรรยากาศรอบตัวพลันมืดลงทันที มอบความรู้สึกคล้ายกับมีสัตว์ประหลาดจำนวนมากกำลังซ่อนอยู่
วินาทีถัดมา สิ่งของจำนวนหนึ่งถูกพ่นออกจากด้านหลังประตูมายา
เป็นก้อนเนื้อโปร่งใสซึ่งมีหนวดเรียบติดอยู่ บนก้อนเนื้อมีหนอนสีใสชอนไชเข้าออก
ได้เห็นฉากตรงหน้า เวอร์ดูวิงเวียนศีรษะทันที คล้ายกับด้านในเต็มไปด้วยเมือกเหลวข้น
ทันใดนั้นเอง เปลวไฟดวงหนึ่งลอยลงมาคลอกร่างเวอร์ดู เปลี่ยนทัศนวิสัยของมันให้กลายเป็นสีแดง
เมื่อถูกชั้นเปลวไฟห่อหุ้ม เวอร์ดูหลุดพ้นจากอาการผิดปรกติขณะจ้องมองก้อนเนื้อโดยตรง
ทันทีหลังจากนั้น สิ่งของอีกจำนวนหนึ่งถูกพ่นออกจากประตูแห่งการสังเวยและรับมอบ
เป็นนกซึ่งมีหัวบิดเบี้ยว ขนทุกเส้นส่องแสงจางๆ คล้ายดวงดาว และมีหนอนส่องแสงชอนไชเข้าออกตามร่างกาย
หนอนดวงดาว… สัตว์ประหลาดที่มีตะกอนพลังของจอมเวทลึกลับ? อันก่อนหน้าเป็นของจอมเวทพิสดาร… นั่นสินะ ไม่ว่าจะเป็นจอมเวทพิสดารหรือจอมเวทลึกลับ ทั้งสองสิ่งคือชื่อโอสถ ไม่จำกัดว่าต้องเป็นมนุษย์เสมอไป พระนามเต็มของครึ่งเทพก็เช่นกัน เว้นเสียแต่จะมีการระบุลงไปในชื่อด้วยคำว่า ‘ครึ่งมนุษย์’ … เวอร์ดูมีความเข้าใจในเส้นทางตัวเองอย่างลึกซึ้ง จึงพอจะคาดเดาสถานการณ์ภาพรวม
ซึ่งนั่นหมายความว่า เพื่อที่จะช่วยมิสเตอร์ประตู มันสามารถใช้สัตว์ประหลาดครึ่งเทพซึ่งเกี่ยวข้องกับเส้นทางนักทำนาย ผู้ฝึกหัด และนักจารกรรมเป็นเครื่องสังเวยแทนได้ และเวอร์ดูไม่ต้องทำด้วยตัวเอง เพราะมหาเทพแห่งสนามรบรายนี้จัดแจงให้หมดแล้ว
ฉากตรงหน้าทำให้เวอร์ดูแทบจะกลั้นความสุขไว้ไม่อยู่ สายตาจดจ้องไปยังบานประตูแห่งการสังเวยและรับมอบด้วยความคาดหวัง รอคอยให้การ ‘พ่น’ ครั้งที่สามเกิดขึ้น
ภายในไม่กี่วินาที สิ่งของจำนวนหนึ่งลอยออกจากความมืดด้านหลังประตูแห่งการสังเวยและรับมอบ ลงจอดบนแท่นบูชา
เป็นอีกาในสภาพหมดสติ แน่นอน มันแค่ดูเหมือนอีกา ตาขวามีวงกลมสีดำล้อมรอบ ขนทุกเส้นเกือบโปร่งใส บนตัวมีวงแหวนติดอยู่
สัตว์ประหลาดเกี่ยวกับปรสิต… เวอร์ดูยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง มันรีบสรรเสริญมหาเทพแห่งสนามรบจากก้นบึ้งยกใหญ่
…
ภายในวิหารโครงกระดูก
“เจ้า… เหลือแค่ความเป็นเทพหรือ?” ไคลน์ถามเสียงต่ำ สายตาจ้องมองไม้กางเขนขนาดใหญ่ตรงหน้า
มันสัมผัสได้ว่า การพึ่งพาเอกลักษณ์คือบุคลิกที่แยกออกไป เพื่อคืนชีพให้ตัวเอง จะต้องประสบปัญหาบางอย่างแน่ ต่อให้ตัวตนหรือบุคลิกดังกล่าวมีร่างเนื้อเป็นของจริง ตะกอนพลังจริง และมีความตระหนักรู้ตัวเองในระดับหนึ่ง แต่นั่นก็ยังไม่สมบูรณ์แบบ
และพฤติกรรมของอาดัมก็ยิ่งทำให้มันทวีความสงสัย
อาดัมด้านข้าง แต่งกายในชุดคลุมสีขาวเรียบง่าย ตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“ถูกต้อง… ข้าจะสมบูรณ์แบบก็ต่อเมื่อได้เป็นหนึ่งเดียวกับ ‘แท้จริง’ ”
นึกแล้วเชียว… ไคลน์ถอนหายใจ
“แม้พระผู้สร้างแท้จริงจะเป็นร่างอวตารของบุคลิกเชิงลบและอารมณ์รุนแรง แต่ขณะเดียวกันก็ยังสืบทอดความเป็นคนไปด้วย?”
“นั่นคือสาเหตุที่เขาเสียสติ” อาดัมพูดราวกับอีกฝ่ายเป็นคนแปลกหน้า
ไคลน์ไตร่ตรองพลางถอดรหัสเนื้อหาที่เหลือของศิลาเย้ยเทพ ก่อนจะเปิดปากถาม:
“หากสองร่างผสานเป็นหนึ่ง ใครจะเป็นคนคุมร่าง?”
“นั่นคือสิ่งที่พวกเราต้องแก่งแย่งกันในยามลืมตาตื่น” อาดัมปล่อยมือข้างที่จับจี้กางเขนสีเงิน
เป็นเหตุผลว่าทำไม นายถึงต้องให้อามุนด์ช่วงชิงศิลาเย้ยเทพแผ่นที่หนึ่งมาครอง เพราะหวังจะควบคุมบางส่วนของทะเลแห่งความโกลาหลและถือไพ่เหนือกว่าอีกฝ่าย… ไคลน์ผงะเล็กน้อย ก่อนจะขมวดคิ้วและพยักหน้า
“ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะมีข้อตกลงระหว่างกันบางอย่าง… พระผู้สร้างแท้จริงไม่เคยออกมาป่าวประกาศเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของเจ้า หรือชักนำให้กองกำลังภายนอกมาจัดการกับเจ้า”
“นี่เป็นเรื่องระหว่างเรา” อาดัมตอบเยือกเย็น
หลังจากเงียบไปสักพัก ไคลน์หันกลับไปจ้องศิลาเย้ยเทพต่อ
“ข้ามีความรู้สึกบางอย่างว่า การตายของเทวทูตสีชาดและหลายเหตุการณ์ในยุคสมัยที่สี่ อาจมิได้ตื้นเขินอย่างที่เคยเข้าใจ”
ไคลน์ยังคงถามหยั่งเชิง นอกจากจะเป็นการล้วงข้อมูล มันยังต้องการถ่วงเวลาโดยการรักษาบรรยากาศสนทนาเอาไว้
เมื่อเทียบกับการถูกอาดัมสะกดจิตให้หลับหรือสะลึมสะลือ ไคลน์ขอมีสติครบถ้วนดีกว่า
คิดถึงตรงนี้ ชายหนุ่มก้มมองท่อนไม้กางเขนเปื้อนเลือดซึ่งยังคงเสียบอยู่คาอก สัมผัสได้ว่าความรู้สึกเจ็บแปลบจากมันเป็นของจริง
“ทำไมถึงกล่าวเช่นนั้น” อาดัมไม่ตอบตรงๆ
ไคลน์เรียบเรียงคำพูด
“ในตอนที่จักรพรรดิมืดยังไม่กลับมา จักรวรรดิโซโลมอนมีเทพแท้จริงเพียงองค์เดียว นั่นคือพระผู้สร้างแท้จริง และมีเอกลักษณ์เพียงหนึ่ง นั่นคือเส้นทางนักบวชสีชาด ส่วนฝ่ายที่สนับสนุนให้อลิสต้า·ทูดอร์แยกตัวเป็นอิสระ ประกอบด้วยสี่เอกลักษณ์อย่างเส้นทางนักสร้างฝัน ประตู ข้อผิดพลาด และเดอะฟูล ต่อให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกัน ผนวกกับความช่วยเหลือจากโอโรเลอุส ก็คงยากที่จะต้านทานขุมกำลังฝ่ายรัตติกาลและเหล่าหกเทพจารีต แถมทางนั้นยังมีเอกลักษณ์ของเส้นทางผู้ตัดสินและเส้นทางอื่นๆ … ในสถานการณ์เช่นนี้ ข้าไม่เข้าใจว่าเจ้าวางแผนจับกุมเทวทูตสีชาติไปเพื่ออะไร? ถึงทำไปก็เปลี่ยนแปลงผลของสงครามไม่ได้สักหน่อย… แต่ก็นั่นล่ะนะ จักรพรรดิโลหิตที่เสียสติ คงมีประโยชน์กับเจ้ามากกว่า”
ดวงตาอาดัมจ้องไม้กางเขนยักษ์:
“เจ้าไม่เข้าใจ เพราะยังรู้ไม่มากพอ… ในยุคสมัยที่สี่ นอกจากสามจักรวรรดิใหญ่ซึ่งมีเทพแท้จริงและราชาเทวทูตคอยหนุนหลัง สมัยนั้นยังมีนิกายแม่มด นิกายมอสส์ การแทรกซึมจากนรก และช่างฝีมือที่ซุ่มบ่มเบาะพลัง รวมไปจักรวรรดิไบลัมแห่งทวีปใต้… และไม่ใช่แค่นั้น ยังมีปัจจัยด้านอื่นที่สามารถกลายเป็นตัวแปรสำคัญ”
ไคลน์ก้มหน้าครุ่นคิด
“ตัวอย่างเช่น ความขัดแย้งระหว่างหกเทพจารีต?”
อาดัมยิ้ม
“มากกว่านั้น”
โดยไม่รอให้ไคลน์ถามซักไซ้ อาดัมเสริมชัดถ้อยชัดคำ
“เจ้าคงเคยไปเยือนแบนชีมาแล้ว”
หัวใจไคลน์เต้นระรัว มันอ้าปากแต่พูดอะไรไม่ออก
อาดัมเล่าต่อ
“นอกจากนั้น หลังจากที่ข้าร่วงหล่น เทพภายนอกก็ยิ่งแทรกซึมลงมาบนโลกความจริงหนักข้อขึ้น”
…
เหนือสายหมอกสีเทา ภายในวังโบราณ
เนื่องจากไม่มีการตอบสนอง จุดแสงสวดวิงวอนซึ่งเป็นตัวแทนของแบร์นาแดตยังคงขยายและหดตัวอย่างต่อเนื่อง แผ่คลื่นกระเพื่อมสั่นไหว
ฉากดังกล่าวกระตุ้นให้วังวนหนอนสีใสทวีความบ้าคลั่ง ยิ่งสะบัดหนวดรยางค์เข้าใส่ด้วยความรุนแรง
หลังจากพลาดไปหลายหน หนึ่งในหนวดของมันฟาด ‘โดน’ จุดแสงการสวดวิงวอนที่ถูกต้อง
Related
เหนือหมอกสีเทา ภายในวังโบราณ ใกล้กับเก้าอี้เดอะฟู
จุดแสงแห่งการสวดวิงวอนสว่างขึ้น ขยายออกเป็นรัศมีวงกลม
คล้ายกับมีใครบางคนเปิดม่านภายในห้องมืด แสงแดดส่องเข้ามาแยงตา ‘คนกำลังนอน’
วังวนหนอนสีใสซึ่งสงบไปได้สักพัก กลับมาอาวะลาดอีกครั้งด้วยการโบกสะบัดหนวดรยางค์แปลกประหลาด
…
สายตาไคลน์กวาดผ่านเนื้อหาในส่วน ‘ราชันเร้นลับ’ และตีความเนื้อหาถัดไป
อันธการนิรันดร์, เอกพจน์แห่งสรรพสิ่ง, หนึ่งเดียวกับห้วงมิติเวลา:
แม่น้ำอันธการนิรันดร์ + เอกลักษณ์ของรัตติกาล + เอกลักษณ์ของมรณา (ผู้หลับใหลนิรันดร์) + เอกลักษณ์ของยักษ์สนธยา + ตะกอนพลังของอัศวินเคราะห์กรรม + ตะกอนพลังของจักรพรรดิสีจาง + ตะกอนพลังของหัตถ์แห่งเทพ
เทพต้นกำเนิด, มารดาแห่งสรรพสิ่ง, รังมารดาแห่งมลทิน:
รังมารดา + เอกลักษณ์ของมารดา + เอกลักษณ์ของจันทรา + ตะกอนพลังของนักท่องธรรมชาติ + ตะกอนพลังของเทพธิดาแห่งความงาม
ผู้บันดาลกลียุค, เงาดำแห่งระเบียบ:
แคว้นแห่งความยุ่งเหยิง + เอกลักษณ์ของจักรพรรดิมืด + เอกลักษณ์ของผู้ชี้ชะตา + ตะกอนพลังขององค์ชายวิปลาส + ตะกอนพลังของหัตถ์ประกาศิต
มหาวินาศ, ต้นกำเนิดภัยพิบัติ:
เมืองแห่งหายนะ + เอกลักษณ์ของแม่มด (แม่มดกลียุค, แม่มดบรรพกาล) + เอกลักษณ์ของนักบวชสีชาด + ตะกอนพลังของสิ้นโลก + ตะกอนพลังของผู้พิชิต
บิดาแห่งปีศาจ, เจ้าแห่งการกลายพันธุ์, รากเหง้าแห่งคำสาป
โลกเงามืด + เอกลักษณ์ของนรก + เอกลักษณ์ของผู้ถูกล่าม + ตะกอนพลังของราชันโสมม + ตะกอนพลังของเทพหายนะ
ปีศาจความรู้, ปริศนาอันบ้าคลั่ง
ดินแดนรกร้างแห่งความรู้ + เอกลักษณ์ของนักสิทธิ์ + เอกลักษณ์ของผู้ไร้ตำหนิ + ตะกอนพลังของจักรพรรดิความรู้ + ตะกอนพลังของผู้เบิกเนตร
กุญแจแห่งแสง, กลียุคไร้ก้นบึ้ง, อวตารแห่งชะตากรรม
กุญแจแห่งแสง + เอกลักษณ์ของกงล้อโชคชะตา + ตะกอนพลังของอสรพิษยักษ์
หากมันกับจักรพรรดิโรซายล์ได้ทราบข้อมูลเหล่านี้ล่วงหน้า คงไม่มีใครต้องตกอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบัน
เมื่อถึงจุดหนึ่ง ต่อให้ไม่ใช้พลังพิเศษ ลำพังความรู้ก็มีค่าเทียบเท่าพลังที่แข็งแกร่ง… ชื่อของเส้นทางร่วมธรณีกับจันทรา มีบางจุดแตกต่างจากพระนามเต็มของมารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทราม ดูเหมือนว่าบนโลกจะกล่าวถึงแค่บางส่วนของพระองค์… หมายความว่าพระนามเต็มของพระองค์บนดวงจันทร์ก็คงเป็น ‘มารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทราม’ ‘ปฐมกาลแห่งความชั่ว’ ‘ผู้ไม่ดับสูญ’ … ในทำนองเดียวกัน มารดาพฤกษาแรงกระหายในปัจจุบันก็คงมีนามเต็มเป็น ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ ‘บิดาแห่งปีศาจ’ ‘ผู้แผดเสียงคำรามนิรันดร์’ … สถานการณ์ของทาง ‘บุตรแห่งปฐมกาล’ ยังไม่เป็นที่แน่ชัด คล้ายกับหายตัวไปอย่างเป็นปริศนา ไม่มีใครเข้าถึงได้… ไคลน์พยักหน้ากับตัวเอง
มันกล่าวต่อทันที
“ดูเหมือนว่า ‘มหาเทพผู้ปราดเปรื่องและทรงพลัง’ จะแข็งแกร่งที่สุด รองลงมาคือ ‘ราชันเร้นลับ’ และ ‘หนึ่งเดียวกับห้วงมิติเวลา’ โดยที่เหลือแข็งแกร่งเท่ากันเป็นลำดับสุดท้าย”
มันพิจารณาจากจำนวนเส้นทางผู้วิเศษข้างเคียงภายในกลุ่ม โดยไม่ได้นับรวมเส้นทางเทพภายนอก
อาดัมจ้องศิลาเย้ยเทพพลางกล่าวอย่างเป็นกันเอง
“ไม่เสมอไป… ปริมาณของอำนาจอาจสัมพันธ์กับระดับตัวตนและความแข็งแกร่งบางส่วน แต่ไม่ใช่กับทั้งหมด ยังมีคุณสมบัติเฉพาะตัว ประเภทพลัง และสัญลักษณ์ ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กัน… หลังจากพระผู้สร้างต้นกำเนิดแบ่งร่างกาย สามเสาหลักที่โดดเด่นในหมู่วันวานประกอบไปด้วย: ‘พระเจ้า’ มหาเทพผู้ปราดเปรื่องและทรงพลัง; ‘ราชันเร้นลับ’ ราชันกาลเวลาและห้วงมิติ และสุดท้ายคือมารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทราม ‘ปฐมกาลแห่งความชั่ว’”
ได้ยินประโยคสุดท้ายของอาดัม ไคลน์อดไม่ได้ที่จะชำเลืองไปมองแขนเสื้อฝั่งซ้ายที่มีกระจกวิเศษอาโรเดสซ่อนอยู่
เข้าใจแล้วว่าทำไม อาโรเดสถึงบอกว่าเห็นเสาหลักและการค้ำจุนในตัวเรา… มันกระจ่างขึ้นมาเล็กน้อย และค่อนข้างเชื่อว่าสิ่งที่นักสร้างฝันอาดัมกล่าวคือความจริง
ทันใดนั้น อาดัมเสริมด้วยน้ำเสียงไม่รีบเร่ง
“ปัจจุบัน สองเสาหลักแรกดำรงอยู่ในสภาพแก่นแท้แห่งต้นกำเนิด และหลังจากมารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทรามถูกแบ่ง ‘รังมารดา’ และเส้นทางผู้วิเศษทั้งสองออกจากร่าง พระองค์ก็ไม่ต่างจากเทพภายนอกตนอื่นมากนัก มีเพียงสัญลักษณ์ที่ยังคงทำหน้าที่เป็น ‘เสาหลัก’”
หากไม่ใช่เพราะมีไม้กางเขนเปื้อนเลือดกำลังเสียบอยู่กลางหน้าอก ไคลน์คงรู้สึกว่าบรรยากาศการสนทนาในปัจจุบันนั้นไม่เลว คล้ายกับตนเป็นเพื่อนกับอาดัม สนทนากันอย่างออกรส พลางรอลูกชายอย่างอามุนด์กลับบ้านมากินอาหารเย็น
และ ‘อาหาร’ ที่ว่าก็คือเราเอง… ต้องยอมรับว่าพลังของผู้ชมสามารถบิดเบือนการรับรู้ ประสบการณ์ และสภาพจิตใจของผู้ฟังได้อย่างน่าทึ่ง… ไคลน์เตือนตัวเองให้ระวัง ก่อนจะถามเจือความสับสน
“นึกว่าเทพภายนอกอย่างมารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทราม ซึ่งถือครองแก่นแท้แห่งต้นกำเนิดมากถึงสองหรือสาม จะเป็นเสาหลักเดี่ยวๆ มาตลอดเสียอีก”
อาดัมก้มมองจี้ไม้กางเขนสีเงิน
“เข้าใจผิดแล้ว พระองค์ครอบครองแก่นแท้แห่งต้นกำเนิดเพียงหนึ่งมาตลอด… ตามปรกติแล้ว แก่นแท้แห่งต้นกำเนิดจะมิอาจแบ่งแยกได้ แต่เมื่อครั้งพระผู้สร้างต้นกำเนิดทำการแบ่งร่างกาย กฎการ ‘รวมตัว’ และ ‘แยกตัว’ ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกัน ได้ดึงดูดให้ ‘แก่นแท้แห่งต้นกำเนิด’ บางส่วนของมารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทรามเกิดฉีกขาด และตกลงมายังโลกของเรา”
“กล่าวคือ ในปัจจุบัน แก่นแท้ฯ ของมารดาเทพธิดาฯ กำลังอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์? หมายความว่าถ้าในอนาคตมีวันวาน ‘มารดาแห่งสรรพสิ่ง’ ถือกำเนิดขึ้นมาแทน ตัวตนดังกล่าวก็จะได้ครอบครองพลังที่ไม่สมบูรณ์?” ไคลน์ถาม
ริมฝีปากอาดัมขยับเล็กน้อย คล้ายกับกำลังยิ้ม:
“ตอนแรกก็เป็นเช่นนั้น แต่แก่นแท้แห่งต้นกำเนิดมีพลังในการสมานตัวเอง… กล่าวคือ แม้แก่นแท้ฯ ของมารดาเทพธิดาฯ ในปัจจุบันจะยังฟื้นฟูกลับมาไม่สมบูรณ์ แต่ ‘รังมารดา’ ก็ยังสามารถให้กำเนิด ‘วันวาน’ ที่แท้จริงได้ตามปรกติ ติดปัญหาเพียงเรื่องเดียวก็คือ วันวานคนใหม่ที่ว่าจะใช้พลังจากสัญลักษณ์ ‘เสาหลัก’ ได้เพียงบางส่วน เว้นเสียแต่ว่าจะผสานเข้ากับ ‘รังมารดา’ อีกครั้ง… เหตุการณ์ดังกล่าวยังทำให้พลังเกี่ยวกับการถือกำเนิด และพลังด้านลบทั้งหมดในจักรวาลเกิดความปั่นป่วน แต่ช่วงเวลาหลักหมื่นปีถือว่าสั้นมากในเชิงดาราศาสตร์ ผลกระทบจึงยังไม่แพร่กระจายเป็นวงกว้าง… หากเทพภายนอกตนใดได้รับแก่นแท้ฯ ของเส้นทางใกล้เคียงไปครอง ส่งผลให้กลายเป็นผู้ครอบครองแก่นแท้ฯ สองแห่ง ข้าเองก็มิอาจจินตนาการได้ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น ก่อนหน้านี้ มีเพียงพระผู้สร้างต้นกำเนิดเท่านั้นที่ครอบครองแก่นแท้ฯ มากกว่าหนึ่งแห่ง แต่ในวินาทีที่พระองค์ลืมตาตื่นและทุกสิ่งกลับมารวมตัว ร่างกายพระองค์ก็จะแยกออกจากกันอีกครั้งอย่างมิอาจเลี่ยง”
ไคลน์พยักหน้า ถามด้วยความครุ่นคิด
“พระผู้สร้างต้นกำเนิดเคยครอบครองแก่นแท้ฯ ได้มากถึงเก้าแห่ง หมายความว่าการครอบครองเพียงสองถึงสามแห่งอาจไม่ใช่ปัญหา ขีดจำกัดน่าจะสูงกว่านั้น”
“ปัจจุบันยังไม่มีใครยืนยันได้” อาดัมถือจี้กางเขนสีเงินไว้บนหน้าอก “ข้าคาดเดาว่า เคยมีบางตัวตนพยายามทดลองทำดูแล้ว เพราะต้องไม่ลืมว่า สัญชาตญาณการ ‘รวมตัว’ ในตะกอนพลังนั้นรุนแรงมาก อย่างไรก็ดี ถึงตอนนี้ยังไม่มีใครทราบผลลัพธ์ที่แน่ชัด”
“ตัวตนใด?” ไคลน์กล่าวพลางลูบไม้ไม้กางเขนเปื้อนเลือด
อาดัมหันเหความสนใจไปยังไม้กางเขนยักษ์หลายร้อยเมตรตรงหน้า กล่าวเสียงเรียบ
“ ‘พระเจ้า’ ในช่วงต้นยุคสมัยที่หนึ่ง หรือที่เรียกกันว่า ‘ปฐมต้นกำเนิด’ นอกจากนั้นยังมีราชันเร้นลับซึ่งเจ้ามักจะเอ่ยนามของเขาบ่อยครั้ง…”
ขณะกล่าว อาดัมชำเลืองไคลน์ด้านข้าง กล่าวด้วยท่าทางเลียนเสียง:
“ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค”
…สองคนนั้นหายไปเลย… ผลลัพธ์การทดลองไม่สู้ดีนัก? ขณะไคลน์คิดไม่ออกว่าตนควรกล่าวสิ่งใดต่อ อาดัมมองไปยังศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองและพูด
“หนึ่งสิ่งที่ข้ามั่นใจก็คือ แก่นแท้ฯ บางชนิดไม่สามารถครอบครองพร้อมกันได้… โดยนัยแล้ว จักรวาลนี้มีเสาหลักที่สี่อยู่ด้วย สิ่งนั้นคือตัวแทนของทุกสรรพสิ่ง นับรวมไปถึงจุดจบของตัว ‘วันวาน’ เองและจักรวาลนี้ด้วย มีความเกี่ยวพันโดยตรงกับ ‘แม่น้ำอันธการนิรันดร์’ และ ‘เมืองแห่งหายนะ’ … สรุปโดยสั้น หากรัตติกาลสามารถกลายเป็น ‘อันธการนิรันดร์, เอกพจน์แห่งสรรพสิ่ง, หนึ่งเดียวกับห้วงมิติเวลา’ ได้เมื่อไร พระองค์จะสามารถข้ามไปครอบครอง ‘เมืองแห่งหายนะ’ ของเส้นทางแม่มดและนักบวชสีชาดได้ทันที และกลายเป็นเสาหลักที่สี่โดยแท้จริง แต่เมื่อถึงตอนนั้น ผลลัพธ์สามารถออกได้หลายหน้า ไม่ว่าจะเป็นการบรรทมชั่วนิรันดร์ของพระองค์ หรือค่อยๆ แยกตัวเองออกจากกัน หรือไม่ก็ทำให้ทั้งจักรวาล รวมถึงพระองค์และพวกเรา ถึงคราวพังพินาศและกลับไปเริ่มต้นใหม่”
เราไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน… ในหมู่เหนือลำดับ สัญลักษณ์สำคัญกว่าอำนาจ… อาดัม ไม่สิ เทพสุริยันบรรพกาลมีความรู้เชิงศาสตร์เร้นลับในระดับที่น่าทึ่งมาก สมแล้วที่เคยเป็นกึ่งวันวานมาก่อน… ไคลน์ถอนหายใจเมื่อได้ยินคำอธิบาย
มันไตร่ตรองสักพักและพูด
“กล่าวคือ ครึ่งเทพเส้นทางผู้ไร้หลับ สามารถสลับไปยังเส้นทางแม่มดได้เช่นกัน?”
“ถูกต้อง” อาดัมตอบขณะมองตรงไปข้างหน้า “แต่หากทำแบบนั้น แม่มดคนดังกล่าวจะกลายเป็นวันวานไม่ได้ เว้นเสียแต่จะสกัดตะกอนพลังของเส้นทางเก่าออกไปจนหมด”
ขณะไคลน์เงยหน้าขึ้น มันอ่านสูตรโอสถระดับครึ่งเทพของเส้นทางผู้ชม ผู้ไร้หลับ ผู้ตัดสิน และอื่นๆ ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อ:
“สูตรโอสถที่เกี่ยวข้องกับวันวานมาจากไหน? เท่าที่เห็น ศิลาเย้ยเทพแผ่นแรกไม่ได้บันทึกเรื่องนี้ไว้… อยู่ในความรู้ของโอสถลำดับ 0 แล้วนำมาประกอบเข้าด้วยกัน?”
อาดัมเปลี่ยนสีหน้าเล็กน้อย อารมณ์ค่อนข้างมีชีวิตชีวา
“หลังจากเริ่มครอบครองอำนาจของ ‘มหาเทพผู้ปราดเปรื่องและทรงพลัง’ ข้าพยายามถอดรหัสวิธีเลื่อนเป็นวันวานของเส้นทางอื่น จนกระทั่งพบสูตรโอสถที่เหมาะสมและสัญลักษณ์ต่างๆ … น่าเสียดาย ในตอนนั้น ‘ปฐมต้นกำเนิด’ ก็ตื่นขึ้นในร่างกายข้าเช่นกัน…”
ดังนั้น ในตอนที่ร่วงหล่นเมื่อครั้งเป็นเทพสุริยันบรรพกาล นายได้แบ่งส่วนหนึ่งของร่างกายออกมาเป็นศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สอง? ไคลน์พึมพำกับตัวเองเล็กน้อย:
“หลังจากนี้ วันสิ้นโลกก็ไม่ได้สิ้นหวังเสียทีเดียว”
ถือเป็นการยุติการต่อสู้อย่างไร้เหตุผลและเอาแต่ใจของเหล่าทวยเทพ และเริ่มต้นยุคสมัยแห่งการก้าวขึ้นไปเป็นวันวาน
อาดัมยังคงไม่เปลี่ยนสีหน้า ไม่ได้กล่าวคำใด
ไคลน์เองก็เงียบ จนกระทั่งผ่านไปหลายวินาที มันตัดสินใจถาม
“หุ่นเชิดตัวนั้น… เจ้าใส่ความเป็นคนแบบไหนลงไป”
อาดัมหันมาจ้องหน้า กล่าวด้วยดวงตากระจ่างใส
“มนุษย์ที่เหน็ดเหนื่อย ต้องการพักผ่อน ต้องการเป็นอิสระ แม้จะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ก็ยังดี”
ไคลน์อ้าปากค้างเล็กน้อย ตอบสนองไม่ถูกไปสักพัก
“เหตุใดเจ้าถึงไม่เรียกว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์ แต่ใช้สรรพนามว่าหุ่นกระบอกตัวนั้น” อาดัมถามอย่างเป็นกันเอง ประหนึ่งนักบวชกำลังสอนสาวก
ไคลน์มองข้าง จากนั้นก็ยิ้ม
“ข้าคือเกอร์มัน·สแปร์โรว์… เกอร์มัน·สแปร์โรว์คือส่วนหนึ่งของข้า ถ้าหากแยกออกจากกัน ต่อให้หลบหนีออกจากอาณาจักรแห่งเทพสำเร็จ ก็คงหนีไม่พ้นชะตากรรมต้องคลุ้มคลั่ง”
กล่าวจบ ไคลน์เว้นวรรค มองตรงไปข้างหน้าและถามเสียงต่ำ
“เจ้า… เหลือแค่ความเป็นเทพแล้วหรือ?”
…
หมู่เกาะรอสต์ บายัม เมืองแห่งการให้
เวอร์ดูอับราฮัมซึ่งย้อนกลับมาที่นี่อีกครั้ง ได้ศึกษาจนทราบว่า ‘เทพแห่งสนามรบ’ คือตัวตนที่โดดเด่นในยุคสมัยที่สี่ และสามารถตอบสนองต่อการสวดวิงวอนของผู้เชื่อ
จากนั้น มันจ้างคนยากไร้คนหนึ่งซึ่งยอมเสี่ยงชีวิตด้วยความสมัครใจ ให้สวดวิงวอนถึงเทพแห่งสนามรบเพื่อยืนยันถึงอันตราย
ค่าจ้างคิดเป็นเงินสามร้อยเหรียญทอง
ปัจจุบัน เวอร์ดูได้รับรายงานกลับมาแล้ว ไม่เพียงคนยากไร้จะไม่ตาย แต่ยังได้รับการเติมเต็มความปรารถนาอีกด้วย!
Related
เร้นลับ… ครั้งสุดท้ายที่ไคลน์ได้ยินชื่อนี้ คือคำพูดจากจิตใต้สำนึกของ ‘พระผู้สร้างแท้จริง’ และก่อนหน้านั้นเคยได้ยินจากปากเทพสุริยันบรรพกาล พระผู้สร้างแห่งเมืองเงินพิสุทธิ์
ในแง่หนึ่ง ทั้งสองคือคนคนเดียวกัน
พระผู้สร้างแท้จริงเปรียบดังวิญญาณมารเทพสุริยันบรรพกาลซึ่งมีบุคลิกของซาสเรีย
อย่างไรก็ดี แตกต่างจากคราวก่อนที่ได้ยิน หนนี้ไคลน์มิได้ใจสั่นหรือเจ็บไปถึงรากฟัน
เป็นความรู้สึกคล้ายกลับ ได้เห็นหินก้อนหนึ่งตกลงบนพื้นหลังจากหมิ่นเหม่อยู่นาน
แน่นอน ชายหนุ่มมิได้สงบนิ่งโดยสมบูรณ์ ภายในใจยังคงเกิดแรงกระเพื่อมและตกตะลึงอย่างมิอาจเลี่ยง แต่เป็นเพราะประโยคที่ว่า ‘อาดัมอาจไม่ใช่อาดัมเสมอไป’ ของมังกรจิตอาริฮ็อก ไคลน์จึงเตรียมใจไว้นานแล้วจากการคาดเดาที่หลากหลาย
ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้ง เร้นลับ… อาดัมคือเทพสุริยันบรรพกาล? หรือเป็นเทพสุริยันที่คืนชีพในร่าง? ทั้งที่รู้เช่นนี้ แต่ก็ยังมุ่งมั่นเดินหน้าคืนชีพให้บิดาของตน จนถูกเมดีซีเรียกว่า ‘คนขี้ระแวง’ ? ความคิดมากมายแล่นผ่านสมองไคลน์ มันเริ่มกระจ่างในหลายเรื่องที่เคยฉงน:
เข้าใจแล้วว่าทำไมอาดัมถึงไม่เคยเผยแผ่คำสอนของตัวเอง เอาแต่เผยแผ่ความเชื่อให้เทพสุริยันบรรพกาล!
ในตอนแรก ไคลน์คิดว่าเส้นทางนักสร้างฝันมีความพิเศษ สามารถจินตนาการสาวกขึ้นมายึดเหนี่ยวจิตใจได้โดยไม่ต้องสร้างศาสนา แต่จากที่ได้ยินเมื่อครู่ ดูเหมือนว่านั่นจะไม่ใช่แค่เหตุผลเดียว
เงียบงันสักพัก มันจ้องดวงตาสีซีดของอาดัมซึ่งดูราวกับไร้มลทิน
“เทพสุริยันบรรพกาล?”
อาดัมยังคงยิ้มอย่างอ่อนโยน กล่าวด้วยเสียงคล้ายบิชอปกำลังเทศนา
“ไม่คิดบ้างหรือ จากบรรดาราชาเทวทูตทั้งแปด ข้ามีความพิเศษกว่าใคร? หลังจากได้อ่านศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองในส่วนเกี่ยวกับวันวาน เจ้าคงสังเกตเห็นแล้วกระมัง”
ก็จริง… ไคลน์พยักหน้า เป็นนัยว่ามันตระหนักได้
“จากบรรดาแปดราชาเทวทูต อาดัมเป็นคนเดียวในห้าเส้นทาง ‘พระเจ้า’ ที่มี ‘เอกลักษณ์’ อยู่กับตัว”
จากความรู้เชิงศาสตร์เร้นลับในปัจจุบันของไคลน์ สมัยพระผู้สร้างของเมืองเงินพิสุทธิ์ยังมีชีวิตอยู่ ราชาเทวทูตทั้งแปดมีสถานภาพตามนี้:
เทวทูตมืดซาสเรีย เกิดจากการแบ่งตะกอนพลังลำดับ 1 ของเส้นทางแฮงแมนสองก้อน ถือครองศิลาเย้ยเทพแผ่นที่หนึ่งซึ่งสามารถระดมพลังบางส่วนของทะเลแห่งความโกลาหล จึงมีความแข็งแกร่งมากที่สุด ได้เป็นรองประมุขสวรรค์ หัตถ์ซ้ายแห่งเทพ และราชาในหมู่ราชาเทวทูต
เทวทูตสีขาวโอซาคุส ครอบครองตะกอนพลังลำดับ 1 ของเส้นทางสุริยันสองก้อน
เทวทูตวายุเลโอเดโร เทวทูตปัญญาเฮราเบอร์เก้น และเทวทูตโชคชะตาโอโรเลอุส ถือครองตะกอนพลังลำดับ 1 ของเส้นทางตัวเองคนละสองก้อน
เทวทูตกาลเวลาอามุนด์ และเทวทูตสีชาดเมดีซี ถือครองเอกลักษณ์ของเส้นทางตัวเองและตะกอนพลังลำดับ 1
เทวทูตจินตภาพอาดัม ถือครองเอกลักษณ์เส้นทางผู้ชม และตะกอนพลังลำดับ 1 จำนวนหนึ่งถึงสองก้อน
อาจดูปรกติหากมองผิวเผิน แต่ค่อนข้างประหลาดหากครุ่นคิดลึกลงไป
เทวทูตกาลเวลาอามุนด์และเทวทูตสีชาดเมดีซี ไม่ได้อยู่ในห้าเส้นทางของ ‘มหาเทพผู้ปราดเปรื่องและทรงพลัง’ เทพสุริยันบรรพกาลจึงมอบเอกลักษณ์ของเส้นทางให้ได้โดยไม่เกิดปัญหา แต่ในกรณีของอาดัมนั้นแตกต่าง นักสร้างฝันคือหนึ่งในห้าเส้นทางของ ‘มหาเทพผู้ปราดเปรื่องและทรงพลัง’ โดย ‘เอกลักษณ์’ ของทั้งห้าเส้นทางเปรียบดังเสาหลักที่ค้ำจุนการเป็น ‘วันวาน’ ของเทพสุริยันบรรพกาลเอาไว้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง เอกลักษณ์ของทั้งห้าเส้นทางเปรียบได้กับตะกอนพลังลำดับ 1 ทั้งสามก้อนของลำดับ 0 เช่นนั้นแล้วจะแบ่งออกมาตามอำเภอใจได้อย่างไร?
เป็นที่ทราบกันดีว่า ซาสเรียซึ่งถึงเป็นรองประมุขสวรรค์และหัตถ์ซ้ายแห่งเทพ ก็ยังไม่มีเอกลักษณ์ของเส้นทางแฮงแมนในครอบครอง จึงไม่ต้องเอ่ยถึงเทวทูตวายุเลโอเดโร เทวทูตปัญญาเฮราเบอร์เก้น และเทวทูตสีขาวโอซาคุส
เดิมที ไคลน์คิดว่าเป็นเพราะเทพสุริยันบรรพกาลตระหนักถึงการลืมตาตื่นของ ‘มหาต้นกำเนิด’ จึงจงใจแยกหนึ่งในห้า ‘เอกลักษณ์’ เพื่อให้กำเนิดบุตรชาย เป็นการลด ‘ระดับตัวตน’ ลงมาเพื่อให้ต่อกรกับการกัดกร่อนจากมหาต้นกำเนิดได้ง่ายขึ้น
นี่คงเป็นสิ่งที่เทพและราชาเทวทูตตนอื่นในช่วงเวลานั้นเข้าใจ
จนกระทั่งได้ยินคำพูดของอาริฮ็อก ‘อาดัมอาจไม่ใช่อาดัม’ ไคลน์ตระหนักได้ทันทีว่า เรื่องนี้ยังมีลับคมในแฝงอยู่
หลังจากได้อ่านส่วนสุดท้ายของศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สอง มันยิ่งทวีความประหลาดใจ เพราะ ‘เอกลักษณ์’ นั้นถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการเป็นวันวาน หากจะเทียบว่า ‘แก่นแท้แห่งต้นกำเนิด’ เป็นฐานราก เอกลักษณ์ก็เปรียบดัง ‘เสาค้ำ’ ไม่ว่าต้นจะใดหายไปก็ล้วนสร้างปัญหาร้ายแรงทั้งสิ้น หากเทพสุริยันบรรพกาลต้องการลดระดับตัวตนจริง การสกัดตะกอนพลังลำดับ 1 ออกจะเป็นวิธีที่สะดวกและปลอดภัยกว่า
แต่งกายในชุดคลุมสีขาวเรียบง่าย บนใบหน้ามีเคราสีทองดกหนา อาดัมบรรจงย่างกรายหาไคลน์ ก้มมองศิลาเย้ยเทพพลางกล่าว
“นักสร้างฝันมีความพิเศษอยู่… ตามปรกติแล้ว ลำดับ 0 จะประกอบด้วยหนึ่งเอกลักษณ์และสามตะกอนพลัง หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปก็จะขาดคุณสมบัติของเทพแท้จริง เป็นได้เพียงราชาเทวทูต แต่สำหรับนักสร้างฝัน พวกเขาสามารถสกัดตะกอนพลังลำดับ 1 สองก้อนออกมาและแทนที่ด้วย ‘ตะกอนพลังที่ถูกจินตนาการขึ้น’ … ตะกอนพลังที่สร้างขึ้นโดยนักสร้างฝันจะมีความสมจริงเพียงพอ สามารถทำงานได้เหมือนของจริงภายใต้ความช่วยเหลือจากเอกลักษณ์และตะกอนพลังลำดับ 1 ของจริง ส่งผลให้นักสร้างฝันไม่สูญเสียระดับตัวตนและอำนาจ… ตะกอนพลังลำดับ 1 จำนวนสองก้อนที่ถูกสกัดออกมา สามารถนำไปรวมกับบางตัวตน หรือสิ่งมีชีวิตที่ ‘จินตนาการขึ้น’ และทำให้อีกฝ่ายกลายเป็น ‘นักประพันธ์’ ตัวจริงซึ่งมีความคิดเป็นอิสระ และหากจำเป็น ก็สามารถใช้วิธีการบางอย่าง หรือสื่อกลางบางชนิด เปลี่ยนกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้… สำหรับ ‘มหาเทพผู้ปราดเปรื่องและทรงพลัง’ ย่อมเป็นไปได้ที่จะ ‘สร้าง’ เอกลักษณ์กึ่งจริงกึ่งเทียมเพื่อรักษาสถานภาพของตัวเองในขอบเขตจำกัด”
นี่คือความสัมพันธ์ระหว่างมังกรจินตภาพแอนเคอร์เวล กับบุตรชายอย่างมังกรแห่งฝันร้ายอัลเซอร์ฟอร์ด? เราเคยคิดว่าเส้นทางนักทำนายและนักจารกรรมพิสดารที่สุดแล้ว แต่ดูเหมือนจะยังเทียบไม่ได้กับเส้นทางผู้ชม… นั่นสินะ ระวังผู้ชมไว้ให้ดี… ไคลน์เริ่มกระจ่าง และเข้าใจว่าทำไมมังกรจินตภาพแอนเคอร์เวล ถึงจัดเตรียมให้ปากกาขนนก 0-08 ได้พบกับ ‘การเดินทางของกรอซาย’
เมื่อพวกมันได้พบกัน ปากกาขนนก 0-08 ซึ่งมีต้นกำเนิดจากอัลเซอร์ฟอร์ดจะ ‘ตื่น’ ขึ้นและกลายเป็นมังกรจินตภาพแอนเคอร์เวลซึ่งมีระดับตัวตนต่ำลง จากนั้น เทพบรรพกาลที่คืนชีพจะใช้ ‘บุคลิกที่ถูกกัดกร่อน’ ซึ่งถูกผนึกไว้ด้านหลังประตูทองแดง ระดมพลังของทะเลแห่งความโกลาหลทางอ้อม และครอบครองพลังระดับราชาเทวทูตที่แข็งแกร่งที่สุดใต้เทพแท้จริง
ด้วยรากฐานดังกล่าว แอนเคอร์เวลจะแย่งชิงบัลลังก์ ‘นักสร้างฝัน’ จากอาดัมและคืนชีพโดยสมบูรณ์
เมื่อเทียบกันแล้ว การคืนชีพของจักรพรรดิมืดนั้นเรียบง่าย ประณีต และตรงไปตรงมามากกว่า… ไคลน์พยักหน้าเล็กน้อย:
“ความสัมพันธ์แบบเดียวกับมังกรจินตภาพและมังกรแห่งฝันร้าย?”
อาดัมนั่งลงข้างไคลน์
“ถูกต้อง… แต่ในกรณีของมังกรจินตภาพ รายนั้นถูกกัดกร่อน แถมยังมีตะกอนพลังของเส้นทางอื่นปะปน สภาพจึงย่ำแย่ หากไม่สกัด ‘นักประพันธ์’ ออกมา เกรงว่าคงได้คลุ้มคลั่งคาที่”
ไคลน์มิได้สนใจอาดัมที่นั่งถัดจากตน เพียงจ้องมองศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองด้านหน้า:
“ความพิเศษของนักสร้างฝัน มีข้อแตกต่างอย่างไรกับการแบ่งร่างโคลนของนักจารกรรม?”
“หากอามุนด์กลายเป็นข้อผิดพลาด เขาเองก็สามารถสร้างร่างโคลนลำดับ 1 ได้สองตัวเช่นกัน”
อาดัมโน้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย อธิบายกระชับ
“ร่างโคลนและร่างหลักยังมีความเชื่อมโยงต่อกัน แค่อยู่ในสถานที่ต่างกัน”
กำลังจะบอกว่า ลำดับ 1 ซึ่งถูก ‘จินตนาการขึ้น’ จะเป็นอิสระจากร่างต้นโดยสมบูรณ์ กลายเป็นคนอื่นโดยสมบูรณ์? หากนักสร้างฝันต้องการคืนชีพในร่างดังกล่าว ก็ต้องกระทำผ่านวิธีหรือสื่อกลางพิเศษเท่านั้น? ไคลน์ถามกับตัวเองพลางครุ่นคิด
“เจ้าตื่นขึ้นหลังจากกลายเป็นนักสร้างฝัน?”
“เปล่า” อาดัมมองไปข้างหน้า ตอบอย่างอ่อนโยน “หลังจากข้าร่วงหล่นและ ‘แท้จริง’ ถือกำเนิด”
ไคลน์ถามด้วยความประหลาดใจ
“ไม่มีใครเอะใจเลยหรือ?”
หากเหล่าทวยเทพล่วงรู้ว่าเทพสุริยันบรรพกาล ‘คืนชีพ’ ในตัวอาดัม ประวัติศาสตร์ในยุคสมัยที่สี่น่าจะเปลี่ยนเป็น การรุมยำจักรวรรดิโซโลมอน สภานักสิทธิ์สนธยา และตระกูลอามุนด์
“คนเดียวที่รู้ความจริงคือ ‘แท้จริง’ นอกเหนือจากนั้น มีเพียงรัตติกาลที่น่าจะระแคะระคายอยู่บ้าง” อาดัมตอบเสียงแผ่ว “ข้าแสร้งทำตัวเป็นคนขี้ระแวง ผู้หมกมุ่นอยู่ความปรารถนาที่จะให้บิดาคืนชีพในร่างกาย นี่ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับราชาเทวทูตเส้นทางนักสร้างฝัน”
“ถ้าอย่างนั้น เมดีซีก็…” ไคลน์รู้สึกเห็นใจเทวทูตสีชาดเล็กน้อย
คิดถึงตรงนี้ ชายหนุ่มก้มมองแท่งไม้กางเขนที่เสียบอยู่กลางหน้าอก เริ่มตระหนักว่าตนอยู่ในสภาพที่น่าสมเพชยิ่งกว่า
อาดัมเล่าอย่างเป็นกันเอง
“เป็นการเสียสละที่จำเป็น… ลองคิดดูสิ วิญญาณมารจะมีชีวิตรอดได้นานหลายปีโดยที่ไม่ถูกพบตัวได้อย่างไร?”
ไคลน์เงียบไปสักพักก่อนจะถาม
“แล้วจะให้ข้ารออยู่เฉยๆ ที่นี่จริงหรือ”
“จะออกจากวิหารโครงกระดูกไปก็ได้ แต่ด้านนอกมีซาราธรออยู่ ด้วยสภาพปัจจุบัน เจ้าคงไม่แคล้วกลายเป็นหุ่นเชิด” อาดัมตอบเสียงเรียบ
ไคลน์ปิดปากเงียบทันที หันมาสนใจเหนือหาส่วนที่เหลือของศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองอีกครั้ง
…
ทะเลหมอก ‘รุ่งอรุณ’ กำลังแล่นอย่างเงียบงันท่ามกลางเกลียวคลื่นสีคราม
ทันใดนั้น แบร์นาแดตลืมตาขึ้นมาลุกนั่ง
เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย หยิบสิ่งของที่วางอยู่ด้านข้างขึ้นมาทันที
พื้นผิวของวัตถุดังกล่าวเป็นสีทองล้วน สลักลวดลายลึกลับซึ่งยากอธิบาย รูปกายคล้ายกาต้มน้ำใบเล็ก
นี่คือสมบัติปิดผนึกรหัส 0-05 ‘ตะเกียงวิเศษประทานพร’
แบร์นาแดตถือตะเกียงในมือ ก้มศีรษะลงพลางท่องนามเต็มอันทรงเกียรติ
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย”
“ผู้ปกครองลึกลับเหนือห้วงสายหมอกสีเทา”
“ราชันเหลืองดำผู้ครองพลังโชคลาภ…”
Related
ไคลน์หันกลับไปมอง ได้พบคนที่คุ้นเคยและไม่คุ้นเคย
มันจินตนาการถึงสถานการณ์มากมายในกรณียูโทเปียถูกโจมตี แต่ไม่เคยมีฉากนี้อยู่ในหัว
หากหุ่นเชิดของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ถูกอามุนด์ฝังปรสิต ด้วยระดับตัวตนปัจจุบันของไคลน์และการเฝ้าจับตามองของหนอนวิญญาณเหนือปราสาทต้นกำเนิด ชายหนุ่มจะสังเกตเห็นปัญหาได้ทันท่วงที และหากเป็นการถูกซาราธขโมยด้ายวิญญาณ ความลับดังกล่าวจะถูกปกปิดได้เพียงชั่วครู่ จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากเทวทูตอย่างจักรพรรดิความรู้หรือบริวารอำพราง จึงจะนำมาใช้ในแผนลอบโจมตีทีเผลอได้จริง มีเพียงการใส่ ‘ความเป็นคน’ จากผู้ชมเท่านั้นที่จะค่อยๆ บ่มเพาะทีละนิดจนไคลน์ไม่พบความผิดปรกติ
เพื่อป้องกันสถานการณ์ดังกล่าว ทางเดียวคือต้องหมั่นทำลายด้ายวิญญาณและปล่อยให้หุ่นเชิดเข้าสู่ภาวะความตายไปเรื่อยๆ ในกรณีนี้ ไม่ว่าจะมีความเป็นคนอยู่หรือไม่ มันก็จะตายในที่สุด
น่าเสียดายที่ไคลน์ไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับวิธีนี้มาก่อน จึงทำเพียงคอยปกป้องการบุกรุกทางจิตจากบุคลิกเสมือนให้หุ่นเชิด
นี่คงเป็นพลังของ ‘นักสร้างฝัน’ สามารถมอบความเป็นคนเทียมให้กับทุกสิ่ง
เมื่อดวงตาไคลน์จดจ้องใบหน้าเคร่งขรึมเย็นชาของอีกฝ่าย มันสัมผัสได้ถึงแรงผลัก
ทันใดนั้น ชายหนุ่มเซถอยหลัง ตกลงมาจากซากเมืองโบราณ ตกลงไปในสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์
ระหว่างนี้ มันอยากควบคุมร่างกาย แต่ก็ไม่มีอำนาจที่จะทำ เพราะไม้กางเขนไม้ที่ตอกเข้ามายังหัวใจ ได้ผนึกพลังพิเศษทั้งหมดของมัน
ไคลน์เปลี่ยนความคิด จดจ้องเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ยกมือขึ้นและดีดนิ้ว
เป๊าะ!
หนอนวิญญาณบนปราสาทต้นกำเนิดได้รับเจตจำนงของชายหนุ่ม ทำการยกเลิกด้ายวิญญาณของหุ่นเชิด และหยิบไม้เท้าดวงดาวออกมาเตรียมโจมตีไคลน์เพื่อดับลมหายใจ
เมื่อร่างหลักตาย ไคลน์จะคืนชีพบนมิติเหนือสายหมอกและหลุดพ้นจากสถานการณ์เลวร้าย
ทันทีที่ทราบว่าอาดัมเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ไคลน์ก็มั่นใจว่าตนไม่มีโอกาสตอบโต้
ทันใดนั้นเอง เวทีหินโผล่ขึ้นจากความว่างเปล่าใต้ฝ่าเท้าไคลน์
เสาหินสีเข้มทยอยงอกขึ้นทีละต้น ค้ำจุนวิหารอันศักดิ์สิทธิ์และสง่างามซึ่งกำลังประกอบร่างรอบตัวไคลน์
วิหารโครงกระดูก วิหารโครงกระดูกของอาดัม อาณาจักรแห่งเทพของนักสร้างฝัน!
เปรี้ยง!
เส้นสายฟ้าสีเงินจำนวนมหาศาลถูกส่งออกจากปราสาทต้นกำเนิด ปะทะเข้ากับวิหารโครงกระดูกอย่างจัง แต่ก็ไม่สั่นสะเทือนแม้แต่น้อย
ขณะเดียวกัน ภายในวังโบราณ ร่างที่กำลังนั่งบนเก้าอี้เดอะฟูล ค่อยๆ ล้มลงและกลายเป็นวังวนหนอนโปร่งใส
วังวนดังกล่าวแผ่หนวดรยางค์ยืดยาว ฟาดใส่ทุกสิ่งอย่างบ้าคลั่ง รื้อกองขยะกระจุยกระจาย ทำลายโต๊ะทองแดงยาวลวดลายโบราณ
เมื่อร่างโคลนของไคลน์ตัดการเชื่อมต่อกับร่างหลัก โดยที่ร่างหลักยังไม่ตาย พวกมันจะเข้าสู่ภาวะคลุ้มคลั่งแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับซาราธ
ภายในเมืองโบราณก่อนยุคสมัยที่หนึ่ง เกอร์มัน·สแปร์โรว์ผู้แต่งกายด้วยหมวกผ้าไหมทรงสูงและโคตกันลมสีดำ แหงนหน้ามองปราสาทต้นกำเนิดด้วยอารมณ์ซับซ้อน
แก่นแท้ของมันคือซากศพ หลังจากถูกตัดด้ายวิญญาณ ชะตากรรมเดียวคือจุดจบ
อาดัมมอบเพียงความเป็นคน ไม่ใช่ชีวิต ส่งผลให้เกอร์มัน·สแปร์โรว์เริ่มพบความผิดปรกติในตัวเอง
เกอร์มัน·สแปร์โรว์ทิ้งตัวล้มลง ดวงตาของมันกวาดมองห้องต่างๆ ภายในเมืองโบราณ
ชีวิตของมันจบลงท่ามกลางซากเมืองเก่า
…
ฝ่าเท้าไคลน์สัมผัสกับใจกลางวิหารพร้อมกับพบว่า ในทุกเสา ทุกคานโค้ง และทุกหลังคาโดมล้วนมีกะโหลกของหลากหลายเผ่าพันธุ์ฝังอยู่ ส่วนใหญ่เป็นสีขาวซีด เบียดเสียดเนืองแน่น สายตามองตรงมายังผู้มาเยือน
บนผนัง หน้าต่าง และประตูของวิหารมีใบหน้าโปร่งใส่ฝังอยู่ แต่ละหน้าเผยอารมณ์บิดเบี้ยวและเจ็บปวดแสนสาหัส คอยตัดขาดภายในวิหารกับโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์
ลึกเข้าไปในวิหารมีไม้กางเขนสูงหลายร้อยเมตร
ด้านหน้าไม้กางเขนมีแถวม้านั่งสีดำพร้อมพนักพิง
อาดัมแต่งกายในชุดคลุมสีขาวเรียบง่าย เคราสีทองอ่อน บนหน้าอกสวมจี้ไม้กางเขนสีเงิน กำลังยืนอยู่ใต้ไม้กางเขนยักษ์ หันหน้าเข้าหาแถวม้านั่งประหนึ่งนักบวชซึ่งเตรียมเทศนาสาวก
บรรยากาศรอบตัวอบอุ่น ดวงตากระจ่างใส ราวกับเตรียมชักชวนไคลน์ฟังพระคัมภีร์
ไคลน์ก้มหน้าลง จ้องมองแท่งไม้กางเขนไม้ที่เสียบอยู่กลางอกสักพัก ก่อนจะย่างกรายไปนั่งบนม้านั่งแถวหน้าสุด เลือกนั่งในตำแหน่งกึ่งกลางอย่างเป็นธรรมชาติ
สำหรับสัตว์ในตำนานร่างสมบูรณ์ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของหนอนวิญญาณ บาดแผลบนหน้าอกมิได้อันตรายถึงชีวิต หน้าที่หลักของมันมีเพียงผนึกการใช้พลังพิเศษโดยสิ้นเชิง
หากไม่ใช่เพราะด้านหน้ามีเทพแท้จริงยืนอยู่ ไคลน์คงฝืนใช้พละกำลังดึงแท่งไม้กางเขนออกและคลายผนึกอย่างง่ายดาย
มันกล้าไม่ลองทำ เพราะกลัวว่าความคิดของตนจะเปลี่ยนจาก ‘ไม่กล้าทำ’ ไปเป็น ‘ไม่อยากทำ’
“คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะแทรกแซงเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ถ้าต้องการลงมือกับข้า ไม่เห็นจำเป็นต้องรอจนถึงวันนี้” ไคลน์ก้มมองเสื้อเปื้อนเลือดพร้อมกับแสดงความสงสัย
มันมิได้ตื่นตระหนก ประหนึ่งมั่นใจอย่างมากว่าอาดัมจะไม่ฆ่าตน
อาดัมใช้มือข้างหนึ่งถือจี้ไม้กางเขนสีเงิน กล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน
“ก่อนหน้านี้ เจ้ายังพอมีประโยชน์ในหลายเรื่อง”
มันก้าวไปข้างหน้าและมองตรงด้วยดวงตาไม่สั่นไหว
“เมื่อครั้งอามุนด์มาที่นี่เพื่อขโมยวิหารกระดูก ข้าทำข้อตกลงกับเขา: หากเขาชิงศิลาเย้ยเทพแผ่นแรกมาได้ ข้าจะช่วยจับเจ้า”
อย่างนี้นี่เอง… ไคลน์กระจ่างทันที
ในแง่หนึ่ง ขณะกลายเป็นเทพ อาดัมไม่ต้องการถูกขัดขวางโดยพระผู้สร้างแท้จริงและตัวตนอื่น ในอีกแง่หนึ่ง มันต้องการครอบครองศิลาเย้ยเทพแผ่นที่หนึ่ง จึงมอบไม้กางเขนเจิดจรัสและตัวช่วยอื่นๆ เพื่อให้ไคลน์ไปถึงวังราชาคนยักษ์และเปิดตำหนักบรรทมของซาสเรีย เป็นการดึงดูดสายตาของตัวตนอย่างพระผู้สร้างแท้จริง ขณะเดียวกันก็ให้น้องชายอย่างอามุนด์ คอยลงมือช่วงชิงศิลาเย้ยเทพแห่งที่หนึ่งในจังหวะสำคัญ
และถ้ามันต้องการจับตัวไคลน์ซึ่งครอบครองปราสาทต้นกำเนิดแล้วบางส่วน วิธีที่ได้ผลที่สุดคือการใช้พลังของนักสร้างฝัน
แม้อามุนด์และอาดัมมักเหินห่าง แต่พี่น้องย่อมร่วมมือกันได้ง่ายกว่าคนอื่น… ไคลน์พยักผงกศีรษะแผ่วเบา มองไปยังกระจกหลากสีด้านข้างซึ่งมีใบหน้าบิดเบี้ยวฝังอยู่
“ข้าคิดไม่ถึงว่าซาราธจะยอมร่วมมือ ไม่กลัวกลายเป็นอาหารของอามุนด์บ้างหรือ?”
ในตอนที่ไคลน์สร้างยูโทเปีย มันย่อมคิดหาวิธีรับมือการโจมตีจากอามุนด์และซาราธ แต่ไม่เคยคิดว่าอีกฝ่ายจะร่วมมือกัน
ตามความเห็นของชายหนุ่ม ซาราธมีแนวโน้มที่จะเข้าพวกกับมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายมากกว่า การร่วมมือกับอามุนด์บุกรุกยูโทเปียจึงฟังดูไม่สมเหตุสมผล เว้นเสียแต่จะถูกอาดัมทำให้ดูเป็นเรื่องบังเอิญโดยไม่รู้ตัว
ดวงตากระจ่างใสของอาดัมเผยความสงสารเล็กน้อย
“สำหรับซาราธ หากเจ้ากลายเป็นวันวาน ตนเองก็จะร่วงหล่นโดยสมบูรณ์ แต่ถ้าอามุนด์กลายเป็นวันวาน เขายังสามารถดำรงอยู่ด้วยระดับตัวตนและสถานะเดิม ขอเพียงแสดงความจงรักภักดีต่ออามุนด์ให้มากพอ… ราชันเร้นลับต้องการตะกอนพลังของบริวารเร้นลับแค่หนึ่งก้อน… ดังนั้น เขาจึงเลือกร่วมมือกับข้า ระหว่างแผนการ หากเขาสามารถตัดหน้าข้าและเปลี่ยนเจ้าให้กลายเป็นหุ่นเชิด ใช้เป็นบันไดก้าวไปสู่การช่วงชิงปราสาทต้นกำเนิด ถึงเวลานั้น เขาจะแข็งแกร่งพอที่จะเผชิญหน้ากับอันทีโกนัสซึ่งถูกผนึกไว้ในดินแดนของรัตติกาล ได้เถลิงบัลลังก์เทพและเปิดศึกดวลครั้งสุดท้ายกับอามุนด์ แต่ถ้าตัดหน้าข้าไม่สำเร็จ เขาจะยอมรับความพ่ายแพ้และศิโรราบต่ออามุนด์… ในประเด็นนี้ ถือว่าเขาตัดสินใจได้ดีทีเดียว”
“เจ้าไม่ใช่คนที่ชอบอธิบายยืดยาว” ไคลน์ตอบอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะขมวดคิ้วถาม “การเป็นวันวาน ไม่จำเป็นต้องใช้ตะกอนพลังของลำดับ 1 ทุกก้อนในเส้นทางใกล้เคียงหรอกหรือ?”
พิจารณาจากความสัมพันธ์ระหว่างเทพสุริยันบรรพกาลกับราชาเทวทูตทั้งแปด ไคลน์ค่อนข้างมั่นใจว่าใช่ เพียงแต่ มันเคยเข้าใจว่าต้องกลายเป็นวันวานเสียก่อน จึงจะสกัดตะกอนพลังออกมาให้คนอื่นได้
อาดัมตอบอย่างสุขุม
“สำหรับเส้นทางใกล้เคียง จะใช้เพียง ‘เอกลักษณ์’ และตะกอนพลังลำดับ 1 เพียงหนึ่งก้อนเท่านั้น การฝืนครอบครองมากกว่านั้นรังแต่จะทำให้เกิดภาวะคลุ้มคลั่ง ดังนั้น หลังจากซาราธสาบานว่าจะจงรักภักดีต่ออามุนด์ เขาก็ยังมีโอกาสได้เป็นราชาเทวทูต แต่กลับกัน เขาไม่สามารถภักดีต่อเจ้าได้ เพราะนักทำนายไม่สามารถลดลำดับตัวเองให้เหลือ 2 ได้เหมือนกับนักจารกรรม ซึ่งมีพลังในการแบ่งตะกอนพลังออกมาเป็นร่างโคลนและเปลี่ยนให้มันเป็นร่างหลัก”
หุ่นเชิดของนักทำนายและร่างโคลนของนักจารกรรมมีความแตกต่างกันพอสมควร รายแรกจะทำการควบคุมผ่านด้ายวิญญาณ ส่วนรายหลังจะเป็นการควบคุมด้วยตัวเอง
ยิ่งไปกว่านั้น เทวทูตเส้นทางนักจารกรรมยังมีลำดับ 2 เป็น ‘ม้าไม้ชะตากรรม’ ซึ่งสามารถเอื้อให้ทำเช่นนั้นได้
ขณะไคลน์พยักหน้า มันเห็นอาดัมหมุนตัวกลับมา เผยให้เห็นบางสิ่งใต้ไม้กางเขนยักษ์
เป็นแผ่นศิลาสีเทา พื้นผิวมีร่องรอยเก่าแก่ มอบความรู้สึกโบราณ
ดูคล้ายกับศิลาเย้ยเทพแผ่นที่หนึ่งมาก แต่ยังขาดความรู้สึกเก่าแก่ในระดับเหนือจินตนาการ
บนแผ่นศิลามีข้อความซึ่งคล้ายกับรากของภาษาทั้งหมด เขียนบันทึกชื่อและลำดับของโอสถเรียงต่อกัน
“ศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สอง?” ไคลน์ถามด้วยความประหลาดใจ
ดวงตาชายหนุ่มกวาดไปทั่วแผ่นศิลาในทันที โดยไม่สนใจส่วนต้น มันรีบมองไปยังส่วนท้าย
สัญชาตญาณของมันบ่งบอกว่า ที่นั่นมีข้อมูลสำคัญมากถูกบันทึกไว้
“ไม่ต้องรีบร้อน อามุนด์จะไม่ขโมยชะตากรรมของเจ้าจนกว่าเขาจะประกอบพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพเสร็จ ไม่อย่างนั้น เขาคงแบกรับชะตากรรมในการเป็นเจ้าของปราสาทต้นกำเนิดไม่ไหว จนกว่าจะถึงตอนนั้น เจ้าต้องอยู่บนอาณาจักรแห่งเทพกับข้า” อาดัมทำราวกับกำลังปลอบโยนสาวกที่มาสารภาพบาป
ฆ่าฉันเถอะ… ไคลน์รำพัน
ขณะเดียวกัน มันถอดรหัสข้อความบางส่วนของสามบรรทัดสุดท้าย
พระเจ้า, พระผู้สร้าง, ผู้รังสรรค์, มหาเทพผู้ปราดเปรื่องและทรงพลัง, เจ้าแห่งโลกดารา:
ทะเลแห่งความโกลาหล + เอกลักษณ์ของนักสร้างฝัน + เอกลักษณ์ของสุริยัน + เอกลักษณ์ของทรราช + เอกลักษณ์ของหอคอยสีขาว + เอกลักษณ์ของแฮงแมน + ตะกอนพลังของนักประพันธ์ + ตะกอนพลังของเทวทูตสีขาว + ตะกอนพลังของเทพอสนี + ตะกอนพลังของเนตรรู้แจ้ง + ตะกอนพลังของเทวทูตมืด
ราชันเร้นลับ, ราชันกาลเวลาและห้วงมิติ, ดวงประทีปแห่งชะตากรรม, ร่างอวตารปราสาทต้นกำเนิด, ผู้ปกครองโลกวิญญาณ:
ปราสาทต้นกำเนิด + เอกลักษณ์ของเดอะฟูล + เอกลักษณ์ของประตู + เอกลักษณ์ของข้อผิดพลาด + ตะกอนพลังของบริวารเร้นลับ + ตะกอนพลังของหนอนกาลเวลา + ตะกอนพลังของกุญแจดารา
ได้เห็นฉากดังกล่าว ไคลน์จ้องหน้านักสร้างฝันอาดัม ถามด้วยความฉงน
“ให้ข้าดูทำไม?”
เหตุใดถึงไม่สะกดจิตให้หลับจนกว่าอามุนด์จะเถลิงบัลลังก์เทพ?
ดวงตากระจ่างใสของอาดัมเผยความอ่อนโยน
“ว่ากันตามตรง หากอีกฝ่ายไม่ใช่อามุนด์ ข้าคงเลือกที่จะช่วยให้เจ้าเป็นผู้ปกครองโลกวิญญาณมากกว่า… พวกเราคล้ายกันในหลายสิ่ง และในบางแง่มุม พวกเราคือสหายเก่าที่เคยพบกันมาแล้วหนหนึ่ง”
กล่าวจบ มันยิ้มเล็กน้อย
“ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้ง เร้นลับ”
Related
เมื่อพบว่าในเมืองหุ่นเชิดไม่มีสิ่งใดผิดปรกติ ไคลน์นึกทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นกับมิสจัสติส
แผนโจมตีมังกรจิตอาริฮ็อกไม่ได้ถูกคิดโดยอาดัม แต่เป็นเฮอร์มิส?
ไม่อย่างนั้น อาดัมไม่มีทางไม่เสด็จเยือน และอาริฮ็อกก็คงยากที่จะหนีพ้น ทางรอดเดียวคือการหวังพึ่งพาเมืองแห่งปาฏิหาริย์ที่สอง…
ถ้าเฮอร์มิสเป็นคนวางแผน ทุกอย่างก็ลงล็อกพอดี… เฮอร์มิสไม่ได้คิดจะจับหรือฆ่าอาริฮ็อกตั้งแต่แรกแล้ว เพียงต้องการล้วงข้อมูลบางอย่าง และเห็นได้ชัดว่าการไล่ตามหยุดลงทันทีที่อาริฮ็อกพูดว่า ‘อาดัมอาจไม่ใช่อาดัมเสมอไป’ …
อา ดูเหมือนว่าเฮอร์มิสจะสงสัยเกี่ยวกับสถานะที่แท้จริงของอาดัมมานาน แต่เนื่องจากข้อจำกัดด้านระดับตัวตน จึงล่อให้อาริฮ็อกปรากฏตัวเองไม่ได้ ต้องใช้มิสจัสติสเป็นเหยื่อ…
อาดัมอาจไม่ใช่อาดัม และอาริฮ็อกอาจไม่ใช่อาริฮ็อก… ประโยคนี้น่าสนใจมาก เส้นทางผู้ชมในลำดับสูงเต็มไปด้วยปริศนายิ่งกว่าเส้นทางนักทำนายเสียอีก ย้อนกลับไปในอดีต ทั้งที่มังกรจินตภาพแอนเคอร์เวลอยู่ในลำดับ 0 แต่กลับมีบุตรชายเป็นลำดับ 1 ในเส้นทางเดียวกันนามว่า ‘มังกรแห่งฝันร้าย’ อัลเซอร์ฟอร์ด…
หากอาดัมไม่ใช่อาดัม แล้วเขาเป็นใคร? เป็นอาดัมในตำนานของโลกเก่า หรือเป็นส่วนหนึ่งของมหาต้นกำเนิด? หรือมีส่วนเกี่ยวข้องบางอย่างกับการคืนชีพของเทพสุริยันบรรพกาล? นี่คือเหตุผลที่ทำให้เมดีซีชอบเรียกว่า ‘คนขี้ระแวง’ …?
ไคลน์ดีดเหรียญทองขึ้นไปในอากาศเพื่อทำนาย
ผลการทำนายระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่เป็นอันตราย
ไคลน์เก็บเหรียญทองและเตรียมกลับสู่ร่างต้นที่นอนหลับอยู่ใต้วิหารพระแม่อาเรียนน่า
ทันใดนั้นเอง มันชะงักความเคลื่อนไหว
เหตุการณ์มิสจัสติสได้พบกับอาริฮ็อกและเฮอร์มิส กับเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ MI9 ได้กลับมายังยูโทเปีย เกิดขึ้นแทบจะพร้อมกัน…
หากมองผิวเผินจะไม่มีปัญหาในทั้งสองฝั่ง แต่คำว่า ‘พร้อมกัน’ ทำให้ไคลน์เกิดความหวาดระแวง
มันอ่อนไหวต่อคำว่า ‘ความบังเอิญ’ ‘พร้อมกัน’ ‘เกือบ’ และ ‘สมเหตุสมผล’ อย่างมาก เป็นแผลใจจากประสบการณ์ในอดีต
ไคลน์ใช้นิ้วเคาะโต๊ะทองแดงยาว ตัดสินใจไม่ประมาทกับความกังวลนี้
มันควบแน่นคำพูดและเจตจำนงให้เป็นก้อนแสง ก่อนจะโยนเข้าไปในจุดแสงแห่งการสวดวิงวอน
จัดการเสร็จ ไคลน์ส่งจิตใต้สำนึกดำดิ่งและออกจากปราสาทต้นกำเนิด
ทันทีหลังจากนั้น มันเตรียมการจะทำบางสิ่ง เพื่อสร้างอิทธิพลกับยูโทเปียและ ‘ทิ้ง’ คนนอกซึ่งกำลังอยู่ในเมืองออกไป
ด้วยวิธีนี้ แม้จะเกิดเหตุไม่คาดฝัน แต่ก็จะไม่มีผู้บริสุทธิ์ได้รับลูกหลง
ขณะเดียวกันก็หมายความว่า ไคลน์พร้อมทุกเมื่อที่จะทิ้งยูโทเปียเพื่อสร้างเมืองหุ่นเชิดขึ้นมาใหม่ในแห่งอื่น เพราะท้ายที่สุด พิธีกรรมนี้สามารถทำซ้ำอีกกี่ครั้งก็ได้ แต่โควตาการคืนชีพของตนเหลือเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
…
“พักผ่อนให้เต็มที่ครับ อีกสองวันจะถึงเวลาให้ปากคำในศาล” ไบลส์ส่งเวนเดลล์ที่หน้าประตูโรงแรมดอกไอริช
เวนเดลล์ยิ้มตอบ
“ผมกำลังง่วงพอดี”
ปัจจุบันเป็นเวลากลางดึก ก่อนหน้านี้มันกังวลและประหม่าจนนอนไม่หลับ นั่นก็คือเหตุผลที่อยากเตร็ดเตร่ไปรอบสำนักงานใหญ่ MI9 เพื่อให้สมองโล่ง แต่ดันบังเอิญได้ยินบทสนทนาของเพื่อนร่วมงานเสียก่อน อารมณ์ของมันจึงพลุ่งพล่าน ตัดสินใจกลับยูโทเปียและเผชิญปัญหาโดยตรง
หลังจากเช็กอิน เวนเดลล์ซึ่งไม่ได้นำกระเป๋าเดินทางติดตัวมาด้วย เดินไปยังชั้นสามอย่างกระฉับกระเฉงและเข้าพักในห้อง
เมื่อผ่านกรอบประตู มันรู้สึกว่าสภาพแวดล้อมมืดกว่าปรกติเล็กน้อย
เวนเดลล์เดินไปยังริมหน้าต่าง ดึงม่านเปิดเพื่อให้หลับอย่างสบายใจ
ระหว่างนั้น มันรู้สึกคุ้นเคยกับวิวทิวทัศน์ด้านนอกหน้าต่างอย่างบอกไม่ถูก
แต่ภายใต้ความมืดยามค่ำคืน มันมิอาจจำแนกสภาพแวดล้อมได้ชัดเจนนัก เพียงแค่คิดว่า อาจเป็นฉากที่ตนเคยเห็นในยูโทเปียมาก่อน จึงยกมือขึ้นปิดปากหาวและเดินกลับเตียง จากนั้นก็ถอดเสื้อนอกออก
…
โมนิก้าที่หลับจนถึงกลางดึก จู่ๆ เกิดปวดปัสสาวะกะทันหัน
หญิงสาวพยายามอั้น แต่ท้ายที่สุดก็ถึงจุดที่อั้นไม่ไหว จึงต้องลุกจากเตียงและเดินไปเข้าห้องน้ำภายในห้องพักตัวเอง
ขณะผลักประตูห้องน้ำ โมนิก้ารู้สึกว่ามันหนักกว่าปรกติเล็กน้อย
เธอขยี้ตาซึ่งแทบลืมไม่ขึ้น แต่มิได้แยแสการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เพียงรีบจัดการปัญหาด้านสุขอนามัยส่วนตัว ก่อนจะวิ่งออกจากห้องน้ำและกลับไปนอนบนเตียง
เมื่อซุกใต้ผ้าห่ม หญิงสาวสัมผัสได้ว่าอุณหภูมิต่ำกว่าปรกติค่อนข้างมาก จึงต้องห่อตัวเองให้แนบแน่น
เพียงไม่นาน หญิงสาวผล็อยหลับไปอีกครั้ง
…
ราวสิบห้านาทีถัดมา ไบลส์ซึ่งกำลังลาดตระเวนบนถนน ถูมือของตัวเองพลางหันหน้าเดินกลับสถานี เตรียมเปลี่ยนกะกับเพื่อนร่วมงาน
ทันใดนั้น ร่างกายของมันหยุดชะงักด้านหน้าตรอกหนึ่ง
กลุ่มก้อนด้ายวิญญาณสีเข้มของมันถูกกระชากขาดและลอยขึ้น
กระดาษคนซึ่งถูกตัดแต่งอย่างประณีตตกลงมาจากฟากฟ้า เชื่อมต่อกับด้ายวิญญาณฝั่งที่ไม่ได้ติดกับร่างไบลส์ ก่อนจะแปลงร่างเป็นไบลส์อีกหนึ่งคน
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ถูกเปลี่ยนเป็นกลุ่มก้อนความรู้ ก่อนจะถูกจัดโครงสร้างใหม่กลายเป็นชายผู้แต่งกายในชุดหรูหรา เจ้าของผมยาวสีเกาลัด
ดวงตาสีฟ้า จมูกโด่ง ริมฝีปากบาง ไม่ใช่ใครนอกจากภาพฉายทางประวัติศาสตร์โรซายล์·กุสตาฟในลำดับ 1
ทันทีหลังจากนั้น ภาพฉายเหยียดแขนออก รวบรวมข้อมูลทั้งหมดจากสภาพแวดล้อมลงบนฝ่ามือ ก่อตัวเป็นลูกบอลแสงมายา
ข้อมูลเหล่านี้คือทุกสิ่งที่เกี่ยวกับไบลส์
ถัดมา ภาพฉายของโรซายล์·กุสตาฟทำการปลอมแปลงข้อมูลที่สมเหตุสมผลขึ้นมาหนึ่งก้อน และส่งไปตามด้ายวิญญาณที่เชื่อมกับกระดาษคนซึ่งปลายทางคือวิหารพระแม่อาเรียน่าในจัตุรัส ส่งลงไปถึงใต้ดินของวิหาร
หลังจากจัดการเสร็จ ในอากาศผุดกลุ่มก้อนข้อมูลจำนวนมาก และด้วยความช่วยเหลือจากพลังของโรซายล์ ข้อมูลเหล่านั้นได้จัดระเบียบโครงสร้างใหม่จนกลายเป็นสามร่าง:
ชายชราสวมชุดคลุมสีดำและผ้าคลุมหัว เครายาวสีขาว ดกและหนา; ชายวัยกลางคนสวมชุดคลุม ผมสีดำ ดวงตาสีฟ้า ใบหน้าทรงเหลี่ยม บรรยากาศรอบตัวสง่างาม; ต้นไม้ใหญ่เหนือผืนดิน ท่อนแขนมีหลายสิ่งพิสดารยื่นออก บรรจงกลอกตาสีดำขาวซึ่งปกคลุมไปด้วยเลือดสีแดง
พวกมันประกอบด้วย:
ผู้นำลัทธิเร้นลับ ซาราธ!
ผู้พิทักษ์แห่งโลเอ็น ปฐมกษัตริย์ ภาพฉายทางประวัติศาสตร์ของวิลเลียม·ออกัสตัสที่หนึ่ง!
ภาพฉายทางประวัติศาสตร์ของ ‘เทพหายนะ’ เซียอา!
หลังจากเตรียมการเสร็จ ซาราธอาศัยการระบุตำแหน่งผ่านภาพฉายทางประวัติศาสตร์ ลอบเข้ามาในยูโทเปียอย่างเงียบเชียบ
มันไม่มัวชักช้า รีบเหยียดมือขวาออก อาศัยกฎการดึงดูดระหว่างตะกอนพลังเพื่อดึงหนอนวิญญาณในตัวไบลส์ออกมา
อีกด้านหนึ่ง บนฝ่ามือของภาพฉายเทพหายนะเซียอา หุ่นกระบอกน่าเกลียดขนาดเท่าฝ่ามือปรากฏขึ้น
หุ่นกระบอกทั้งเปียกและเหนียว ไม่มีตา หู จมูก แต่มีปากเป็นรูคอยพ่นหมอกสีเทาอ่อนออกมา
เมื่อหนอนวิญญาณและหุ่นกระบอกขยับเข้าใกล้กัน ดวงตาสีดำขาวซึ่งกลอกไปมาบนลำตัวเซียอา พลันจ้องมองพวกมันโดยพร้อมเพรียง
หนอนวิญญาณผสานเข้ากับหุ่นกระบอกน่าเกลียดอย่างเงียบงัน หลังจากยุบพองตัวสักพัก หุ่นกระบอกดังกล่าวผุดดวงตา จมูก และหูในลักษณะที่เหมือนไคลน์·โมเร็ตติทุกประการ
ถึงตรงนี้ ซาราธไม่ปกปิดร่องรอยตัวเองอีกต่อไป หรือถ้าคิดจะทำก็คงทำไม่ได้ มันรีบหยิบผ้าห่อศพสีดำออกมาห่อหุ่นกระบอกไคลน์ทันที!
ในทุกจุดของยูโทเปีย ด้ายวิญญาณของหุ่นเชิดทุกตัวพลันขาดสะบั้น มิอาจเชื่อมต่อกับร่างหลักได้อีกต่อไป
มิใช่ว่าเกิดเรื่องผิดปรกติกับพวกมัน เพียงแต่ร่างต้นถูกตัดขาดการเชื่อมต่อ
เพียงพริบตา ตำรวจในสถานี แขกของโรงแรม เทรซี่และโจรในห้องขัง แอนเดอร์สันในหอพักเช่า อัลเซอร์และชาวเมืองคนอื่นในบ้าน ต่างหยุดหายใจพร้อมกันในสภาพตัวแข็งทื่อ
ไม่ว่าจะกำลังหลับหรือทำสิ่งใด แต่วินาทีนี้ พวกมันคล้ายกับถูกกดปุ่มหยุด
ไคลน์ใต้วิหารพระแม่อาเรียนน่าลืมตาตื่น ตระหนักได้ว่ามีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น
โดยไม่มัวรีรอ เพียงแค่คิด มันจะส่งตัวเองกลับไปยังปราสาทต้นกำเนิดและใช้ระดับตัวตนของราชาเทวทูตจัดการกับศัตรูทั้งหมดที่โผล่หน้าและยังไม่โผล่หน้า
นี่คือตัวเลือกที่ดีที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน
แม้ว่าจะปกป้องร่างต้นไม่สำเร็จ แต่ไคลน์ยังมีโอกาสคืนชีพ
ทันใดนั้นเอง จิตใต้สำนึกของชายหนุ่มซึ่งกำลังลอยขึ้น ได้เผชิญกับบาเรียมืดที่มองไม่เห็น มิอาจผ่านเข้าไปยังปราสาทต้นกำเนิดได้
นี่มัน… ไคลน์ตึงเครียดทันที เริ่มตระหนักว่าศัตรูในคราวนี้อาจเป็นปัญหามากกว่าที่คิด
มีเพียงตัวตนระดับสูงไม่กี่คนเท่านั้นที่ทราบว่าตนสามารถกลับสู่ปราสาทต้นกำเนิดได้เพียงแค่คิด!
วินาทีถัดมา ต้นไม้ใหญ่ชุ่มน้ำมันดิบเหนียวหนืด โผล่ขึ้นเหนือตำแหน่งของวิหารพระแม่อาเรียนน่า
ทันใดนั้น เสียงทุ้มต่ำและน่าเกรงขามทยอยดังขึ้น
“ที่นี่ห้ามท่องมิติ!”
“ที่นี่ห้ามเทเลพอร์ต!”
“…”
ไคลน์มิได้ถูกความตื่นตระหนกครอบงำ เมื่อยืนยันว่าตนกลับปราสาทต้นกำเนิดไม่ได้ เพียงเปลี่ยนแผนไปเป็นการหลบหนีเข้าสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์
ทันทีที่ทัศนวิสัยถูกหมอกสีเทาอ่อนปกคลุม ชายหนุ่มมองเห็นวังวนหนอนสีใสจำนวนมหาศาล มีหนวดรยางค์ผิวสลักลวดลายประหลาดยื่นออกจากวังวนดังกล่าว
แตกต่างจากคราวก่อน วังวนในหนนี้มีแรงดูดมหาศาล ส่งผลให้ร่างของไคลน์ถูกดูดเข้าหาด้วยความเร่ง และถูกรัดพันด้วยหนวดรยางค์จำนวนนับไม่ถ้วน
กฎการดึงดูดระหว่างตะกอนพลัง!
กฎการดึงดูดระหว่างตะกอนพลังของเทวทูต!
เมื่อแสงละเมียดสว่างวาบ ไคลน์ซึ่งถูกพันธนาการอย่างแน่นหนาโดยร่างสัตว์ในตำนานของซาราธ กลายเป็นเพียงกระดาษคน
นี่มิใช่อำนาจของ ‘กระดาษคนตัวแทน’ ระดับเทวทูตเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีคุณสมบัติการ ‘ปลูกถ่าย’ ร่วมอยู่ด้วย
แม้ไคลน์จะกลับปราสาทต้นกำเนิดไม่ได้ แต่มันยังควบคุมหนอนวิญญาณเหนือสายหมอกสีเทา ให้ส่งพลังจาก ‘ม่าน’ ลงมาช่วยได้
หลังจากรอดพ้นการซุ่มโจมตีของซาราธ ไคลน์รีบวิ่งเข้าไปในหมอกแห่งประวัติศาสตร์ หลบอยู่ในเมืองโบราณก่อนยุคสมัยที่หนึ่ง
ปัจจุบัน หุ่นเชิดมากมายในยูโทเปียทยอยเสียชีวิตเนื่องจากขาดการหล่อเลี้ยงจากด้ายวิญญาณ หลายตัวเน่าเปื่อยอย่างรวดเร็ว บ้างแขนขาหลุดร่วง บ้างกลายพันธุ์ตามตะกอนพลัง กลายเป็นสัตว์ประหลาดอันน่าสะพรึงหลากหลายชนิด
บ้างร่างกายกลืนกินหัว บ้างกลายเป็นเพียงก้อนเนื้อดีดดิ้น บ้างก็เต็มไปด้วยดวงตา
เพียงไม่นาน ไคลน์วิ่งเข้าไปหลบในเมืองโบราณภายในสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์สำเร็จ
สำหรับชายหนุ่ม ที่นี่ปลอดภัยหายห่วง เพราะเงื่อนไขในการเข้ามาก็คือ ต้องเป็นปราชญ์โบราณและมนุษย์จากยุคก่อนประวัติศาสตร์
ไคลน์ไม่มัวลังเล หลังจากเหลียวซ้ายแลขวายืนยันความปลอดภัยเบื้องต้น ชายหนุ่มลงมือสวดวิงวอนถึงเทพธิดารัตติกาลบนซากเมืองโบราณ
ฉึก!
เสียงเงียบเชียบดังขึ้น ไม้กางเขนเปื้อนเลือดที่ทำจากไม้ ถูกเสียบเข้าไปในหัวใจไคลน์จากด้านหลัง
ร่างหนึ่งก่อตัวเป็นเค้าโครงด้านหลังชายหนุ่ม ใบหน้าเคร่งขรึม สวมหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง เสื้อโคตกันลมสีดำ
เกอร์มัน·สแปร์โรว์
รูม่านตาไคลน์พลันเบิกกว้าง จากนั้น นักผจญภัยเสียสติกล่าวด้วยเสียงต่ำ
“อาดัมมอบความเป็นคนให้ฉัน”
Related
เรากลับมาที่ยูโทเปียจริงๆ … เมื่อเห็นฉากด้านนอก เวนเดลล์รู้สึกโล่งใจและผ่อนคลาย มันไม่สงสัยในตัวเลือกของตนอีกแล้ว
ต้องไม่ลืมว่า ตำแหน่งปัจจุบันของตนคือห้องน้ำในสำนักงานใหญ่ MI9 ต่อให้มีกองทัพติดอาวุธครบมือก็ยากจะบุกเข้ามา
เวนเดลล์สูดลมหายใจเข้าออก เดินออกจากห้องน้ำไปยังหน้าทางเข้าห้องโถง
ด้านหลังมัน ตรงมุมหนึ่งของห้องน้ำที่ไม่มีใครสนใจ ร่างของอีกาดำถูกปกคลุมด้วยม่านที่ดูคล้ายเงาจนสูญเสียความเป็นจริง ต่อให้จ้องมองโดยตรงก็ยากจะพบตัว
ถัดมา ร่างของอีกาค่อยๆ โปร่งใสและเลือนหายไป
ในเวลาเดียวกัน เวนเดลล์เดินออกจากห้องโถงไปไกลหลายเมตร จนกระทั่งพบตำรวจสวมเครื่องแบบตารางหมากรุกขาวดำเดินตรงมา
อีกฝ่ายคือตำรวจหนุ่มนามว่าไบลส์ ผู้เคยขอให้เวนเดลล์ไปเป็นพยานในชั้นศาล
“ผมรู้อยู่แล้วว่าคุณจะมา เพราะคุณเป็นคนจิตใจดี” ไบลส์ทักทายเวนเดลล์ด้วยรอยยิ้ม
เมื่อได้ยินคำชม ในที่สุดสติของเวนเดลล์ก็กลับเข้าร่องเข้ารอย ถัดมา มันหันหลังกลับตามสัญชาตญาณและพบว่า ตำแหน่งที่เคยเป็นห้องน้ำเกิดความเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง กลายเป็นภาพที่ตนไม่คุ้นเคย
…
ในเขาวงกตความฝันอันประกอบจากกลุ่มก้อนความคิด กระต่ายสีขาวตัวใหญ่ซึ่งยืนสองขา เดินออกจากประตูไม้ที่เปิดอ้า ย่างกรายเข้ามายังดินแดนอันรกร้างซึ่งเต็มไปด้วยต้นเสาสีเทาอ่อนและตำหนักอันงดงาม
มิสเตอร์โทสะ… แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้สวมหน้ากาก แต่ด้วยเอกลักษณ์ที่ยากจะลืมเลือน ช่วยให้ออเดรย์จดจำได้ทันที
นี่เป็นพัฒนาการที่เธอคาดไม่ถึง แต่ก็ไม่ได้ประหลาดใจสักเท่าไร
ตามความเห็นของหญิงสาว ลำพังมิสเตอร์โทสะไม่น่าจะจัดการมังกรจิตโบราณอาริฮ็อกได้ ถึงมิสเตอร์ฟูลจะเคยบอกให้ระวังอีกฝ่ายก็ตาม
ต้องไม่ลืมว่า ผู้ที่คอยชักใยเบื้องหลังสมาคมแปรจิต ชายผู้เป็นอดีตราชาเทวทูต ปัจจุบันกลายเป็นเทพแท้จริงลำดับ 0 เรียบร้อยแล้ว จากความรู้พื้นฐานของชุมนุมทาโรต์ การมีลำดับ 0 ย่อมหมายถึง โลกนี้ไม่มีลำดับ 1 นักประพันธ์แม้แต่คนเดียว ดังนั้น ไม่ว่ามิสเตอร์โทสะจะแข็งแกร่งสักเพียงใด ตราบใดที่ยังอยู่บนเส้นทางผู้ชม อย่างมากก็จะอยู่ในลำดับเดียวกับอาริฮ็อก หากจะมีความแตกต่าง ก็คงเป็นในด้านประสบการณ์ต่อสู้ การวิจัยทางจิต หรือการบ่มเบาะตัวเอง
ทันทีที่เห็นกระต่ายยักษ์สีขาวย่างกรายเข้ามา อาริฮ็อกเจ้าของเกล็ดสีเทาขนาดใหญ่ ทำการสยายปีกที่เคยปกคลุมผิวหนังจนเกิดเสียง บรรยากาศโดยรอบถูกครอบงำด้วยเงาดำทันที
กระต่ายขาวกระโดดอยู่กับที่พลางใช้สองเท้ากระทบกัน ทันใดนั้น ร่างกายของมันพลันขยายขนาดใหญ่ประหนึ่งเนินเขาลูกเล็ก
ในเวลาเดียวกัน เหนือศีรษะของกระต่าย ท้องฟ้าที่หม่นหมองเกิดสว่างจ้า ใต้ฝ่าเท้าของกระต่าย แผ่นดินปริแตกพร้อมกับพ่นแมกมาสีแดง
ทันทีหลังจากนั้น ร่างอันพร่ามัวและบิดเบี้ยวปรากฏขึ้นด้านหลัง
ร่างดังกล่าวสวมชุดคลุมสีขาวเรียบง่าย ยากจะมองเห็นใบหน้าและจำแนกอายุได้ชัดเจน สิ่งเดียวที่บอกได้คือเพศชาย
ด้านหลังศีรษะชายคนดังกล่าวมีทรงกลดอันเจิดจ้าราวกับดวงอาทิตย์ขนาดย่อส่วน ใต้ฝ่าเท้ามีนาฬิกามายาแบ่งออกเป็นสิบสองช่อง แต่ละช่องมีสัญลักษณ์บอกเวลาแตกต่างกันไป ถัดไปด้านหลังมีเงาดำคล้ายม่าน ภายในม่านคล้ายกับมีดวงตามองออกมา
เมื่อร่างดังกล่าวปรากฏเป็นเค้าโครง วงกตความฝันพลันสั่นสะเทือนหนักหน่วง เศษชิ้นส่วนสีเทาทยอยร่วงกราวจากความว่างเปล่า
ความรู้สึกสกปรกและเสื่อมทรามซึ่งตรงข้ามกับแสงแดดบริสุทธิ์ แผ่ซ่านไปรอบๆ ตัวกระต่ายสีขาวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับกัดกร่อนและกลืนกินบริเวณข้างเคียง
อย่างไรก็ดี ร่างของบุคคลที่สวมชุดคลุมสีขาวเรียบง่าย กลายเป็นจริงและคมชัดได้ยากเย็น มิอาจหลุดพ้นจากการเป็นภาพมายาได้เสียที
เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายคมชัด ร่างดังกล่าวจะเกิดบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ คล้ายกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกสัญญาณรบกวน
ปัจจุบัน ออเดรย์รีบถอดสายจากกระต่ายสีขาวตามสัญชาตญาณ
อาจเป็นเพราะเธอกำลังอยู่ในความฝัน แถมยังเป็นฝันที่เชื่อมโยงกับเกาะแห่งจิตและทะเลจิตใต้สำนึกรวมอย่างใกล้ชิด โดยไม่ต้องมีใครอธิบาย หญิงสาวก็ทราบทันทีว่ามิสเตอร์โทสะคิดจะทำสิ่งใด
กระต่ายสีขาวตระหนักถึงจุดอ่อนทางจิตใจของมังกรโบราณอาริฮ็อก จึงทำการถักสานฝันร้ายให้เกิดภาพตามนั้น
ในการต่อสู้ระดับสูงของเส้นทางผู้ชม หากทั้งสองฝ่ายอยู่ในลำดับเดียวกัน พลังของทั้งคู่แทบจะไม่ส่งผลต่อกันและกัน: คนหนึ่งสามารถลอบเข้าไปในเกาะแห่งจิตเพื่อทำการสะกดจิตเชิงลึก แต่อีกคนก็สามารถเฝ้าประตูกายปัญญาโดยไม่ปล่อยให้บุคลิกเสมือนแปลกปลอมบุกรุกเข้ามา; คนหนึ่งสามารถแพร่โรคระบาดทางจิตผ่านทะเลจิตใต้สำนึกรวม แต่อีกคนก็สามารถปลอบโยนตัวเองเพื่อรักษาอาการทางจิต
ดังนั้น การต่อสู้ของนักบุญ ‘ผู้ชม’ ในลำดับเดียวกัน มักลงเอยด้วยรูปแบบที่ตายตัวสามชนิด: หนึ่ง วางกับดักไว้ล่วงหน้าและเตรียมตัวอย่างรอบคอบ โน้มน้าวเป้าหมายอย่างใจเย็น ลอบฝ่าแนวป้องกันทางจิตของเหยื่อและสะกดจิตให้สำเร็จในคราวเดียว สอง เน้นการป้องกันตัวเองและพึ่งพาพลังจากสมบัติปิดผนึกเพื่อเอาชนะ สาม เมื่อพลังพิเศษเชิงจิตใจจำพวกโรคระบาด ช่วงชิงจิตใจ ลมหายใจมังกร ควบคุมจิตใต้สำนึก หรืออื่นๆ ไม่ได้ผล หนทางสุดท้ายคือการสะกดจิตตัวเองเพื่อใช้ ‘จำแลงมังกร’ และเปิดศึกการต่อสู้ระยะประชิดอย่างดุเดือด
ในรูปแบบที่สาม หากใครวิจัยเชิงลึกมากกว่า มีจิตใจที่เข้มแข็งกว่า ก็สามารถยืดเวลา ‘จำแลงมังกร’ ให้นานขึ้นและช่วงชิงความได้เปรียบ แต่แน่นอน นั่นเป็นกรณีที่อีกฝ่ายหนีไม่ได้
แต่ในระดับเทวทูต ทุกคนคือสัตว์ในตำนานร่างสมบูรณ์ เลิกพูดเรื่องระยะเวลาในการจำแลงมังกรได้เลย สิ่งสำคัญคือ ‘ความเข้าใจ’ ในจุดอ่อนทางจิตของอีกฝ่าย หากใครสานฝันร้ายได้ตรงประเด็นมากกว่า ก็สามารถทำลายปราการทางจิตได้เร็วกว่า จนกระทั่งศัตรูเสียสติหรือเสียชีวิตด้วยความกลัว
เนื่องจากออเดรย์อยู่ในความฝันเดียวกัน ต่อให้ฝันร้ายไม่ได้พุ่งเป้ามาหาเธอ แต่หญิงสาวก็ยังจะได้รับผลกระทบจากอารมณ์ คุณสมบัติ ระดับตัวตน และการกัดกร่อนจากฝันร้าย
เฉกเช่นในปัจจุบัน เธอทราบดีว่าฝันร้ายที่มิสเตอร์โทสะถักทอคือเทพสุริยันบรรพกาล สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงที่สุดในใจอาริฮ็อก แต่ในเวลาเดียวกัน อิทธิพลของเทพสุริยันบรรพกาลก็ทำให้การกัดกร่อนแผ่ขยายเป็นวงกว้าง จนทั่วความฝันอย่างมิอาจควบคุม
เมื่อถึงตอนนั้น ในยามที่ออเดรย์ลืมตาตื่น เธอจะกลายเป็นผู้ป่วยทางจิตที่มิอาจรักษาให้หาย หรือไม่ก็กลายเป็นสัตว์ในตำนานที่ไม่สมบูรณ์ สูญสิ้นเหตุและผลโดยสิ้นเชิง โจมตีสุดสิ่งรอบตัวอย่างบ้าคลั่ง
แต่แน่นอน ยังมีอีกหนึ่งผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ ออเดรย์จะสูญเสียความเป็นตัวเอง กลายเป็นบุคคลเย็นชาและกระหายเลือดราวกับมีใครมาแทนที่
ทันใดนั้น อาริฮ็อกบนต้นเสายักษ์สีเทาอ่อน อ้าปากคำรามด้วยความเจ็บปวด
ท่ามกลางเสียงสะท้อนของมังกรคำราม บริเวณศีรษะอาริฮ็อกพลันดำมืด ปรากฏ ‘ทะเล’ ซึ่งบรรจุความลับไว้มากมายและมีสีสันยากอธิบาย
ในทะเลดังกล่าว มังกรยักษ์สีเทาอ่อนซึ่งมีความยาวหลายกิโลเมตร ตัวใหญ่กว่าอาริฮ็อกหลายเท่า พลันบินผงาด ดวงตาข้างหนึ่งของมันเป็นสีทองซีด อีกข้างเป็นสีแดงสด
บนหน้าผากของมันมีตาที่สาม ด้านในคล้ายกับเก็บซ่อนเงาดำ
ในเวลาเดียวกัน โดยไม่ต้องให้ใครบอก ออเดรย์อาศัยประโยชน์จากสถานะพิเศษในปัจจุบัน ทราบทันทีว่าฝันร้ายที่อาริฮ็อกถักสานคือสิ่งใด
สิ่งที่สร้างแผลใจให้กับกระต่ายยักษ์สีขาวก็คือ มหามังกรแอนเคอร์เวลที่ถูก ‘ใต้ดิน’ กัดกร่อน เป็นการรวมตัวระหว่างบุคลิกเสมือนและการกัดกร่อนทางจิตซึ่งถูกผนึกไว้ด้านหลังประตูทองแดง
ในวินาทีนี้ ออเดรย์ต้องเผชิญกับฝันร้ายสองชนิดที่น่ากลัวเหนือพรรณนา แม้จะไม่ถูกกัดกร่อนโดยตรง แต่ก็ทำให้จิตใจของเธอผันผวนอย่างหนัก
หญิงสาวรีบปลอบโยนตัวเอง และไม่ลังเลที่จะส่งตัวเองออกจากวงกตความฝัน
ระหว่างนั้น เนื่องจากเธอมิใช่เป้าหมายโดยตรงของอาริฮ็อกและมิสเตอร์โทสะ หญิงสาวจึงไม่ถูกขัดขวาง อีกทั้งยังเป็นถึงครึ่งเทพลำดับ 4 ซึ่งออร่าเทพในตัว ช่วยให้หลบหนีจากความฝันได้รวดเร็ว
ออเดรย์ลืมตาขึ้น พบกับโคมไฟระย้าซึ่งถูกฉาบด้วยสีแดงจากดวงจันทร์
โดยไม่มัวรีรอ หญิงสาวรีบพลิกตัวลุกจากเตียง วิ่งไปยังริมหน้าต่างและจ้องออกไป
คฤหาสน์ทั้งหลังกำลังเงียบสนิท ไม่มีสิ่งใดผิดปรกติ
ออเดรย์ขมวดคิ้วพร้อมกับแบ่งบุคลิกเสมือนทันที และส่งมันเข้าไปในเกาะแห่งจิตของเวรยามกะดึก
เธอยังไม่ลืมว่า วงกตความฝันเกิดจากความฝันของผู้คนจำนวนมาก ย่อมได้รับผลกระทบหากการกัดกร่อนจากฝันร้ายทั้งสองชนิดแพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง
หญิงสาวจึงวางแผนปลุกทุกคนในคฤหาสน์ให้ตื่นเป็นอันดับแรก
วินาทีถัดมา เวรยามกะดึกยกมือขึ้น ถอดระเบิดที่ห้อยกับเข็มขัด ดึงสลักและโยนไปในสวนที่ปลอดคน
บึ้ม!
เสียงระเบิดแผ่ขยายไปทุกทิศ ปลุกให้ผู้กำลังหลับใหลสะดุ้งตื่น
ทันทีหลังจากนั้น ยามคนดังกล่าวอ้าปากตะโกนสุดเสียง:
“ศัตรูโจมตี!”
“ศัตรูโจมตี!”
เอิร์ลฮอลล์และภรรยามีอายุมากกว่าห้าสิบ ไม่จำเป็นต้องนอนนาน จึงตื่นขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงระเบิด ส่วนฮิบเบิร์ตที่กำลังหลับสบาย สะดุ้งตื่นด้วยความงุนงง; สำหรับอัลเฟรด มันลืมตาตั้งแต่วินาทีที่ระเบิดถูกโยนออกจากมือ
บรรดาแม่บ้าน คนรับใช้ สาวใช้ บอดี้การ์ด และเวรยามกะอื่นต่างทยอยตื่นทีละหนึ่ง สีหน้ามึนงงเจือประหลาดใจ ได้แต่สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
ในอาคารซึ่งอยู่ไกลจากตึกหลักของคฤหาสน์ คนรับใช้บางส่วนไม่ได้ยินเสียงระเบิด จึงตื่นไม่ทันเวลา
ส่งผลให้ หลังจากผ่านไปไม่กี่วินาที พวกมันต้องนอนทุรนทุรายในสภาพหลับตาบนเตียง สองมือจิกผิวหนังชั้นนอกออกราวกับงูลอกคราบ กลายเป็นมนุษย์เนื้อชุ่มเลือดอันน่าสยดสยอง
พวกมันไม่ตื่นจนกระทั่งเสียชีวิตในสภาพดังกล่าว
ในเวลาเดียวกัน ในทะเลจิตใต้สำนึกรวม ออเดรย์เห็นมังกรสีเทาอ่อนสยายปีกบินหนีไปอย่างรวดเร็ว ไล่หลังด้วยกระต่ายยักษ์สีขาว
แต่ทันใดนั้น เสียงของมังกรดังก้องในทะเลมายา
“อาดัมอาจไม่ใช่อาดัม เหมือนกับที่ข้าอาจไม่ใช่อาริฮ็อก”
ร่างของกระต่ายยักษ์สีขาวค่อยๆ เคลื่อนไหวช้าลงจนกระทั่งหยุดนิ่ง
ความผิดปรกติทั้งหมดเลือนหายไป ทุกสิ่งกลืนคืนสู่ภาวะปรกติ
…
เหนือสายหมอกสีเทา ภายในวังโบราณ
อาดัมไม่ลงมือ? เดอะฟูลไคลน์ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหันมาสนใจยูโทเปียด้วยตัวเอง แทนการฝากหนอนวิญญาณจับตามอง
มันตรวจสอบเมืองหุ่นเชิดอย่างถี่ถ้วนและยืนยันว่าไม่มีสิ่งใดผิดปรกติ
Related
ในวินาทีนี้ ออเดรย์ฉุกคิดได้ว่า บางทีการ ‘แทรกแซงชะตากรรม’ อาจไม่ได้ทำเพื่อให้เธอเดินทางไปยังหมู่บ้านฮาร์ตลาร์คเพื่อสืบสวนประเพณีการบูชามังกรโดยตรง แต่เป็นการทำให้เธอฉุกคิดว่ามีบางสิ่งผิดปรกติ จึงต้องสร้างความขัดแย้งด้วยการใช้ ‘บุคลิกเสมือน’ เพื่อเปลี่ยนความคิดพี่ชายทั้งสองคน จนกระทั่งบุคลิกเสมือนดังกล่าวถูกตรวจพบโดยมังกรจิต เนื่องจากมีตราประทับของเมืองแห่งปาฏิหาริย์เลฟซิดอยู่
แม้จะอยู่ฝ่าย ‘วางกับดัก’ แต่ออเดรย์ก็อดผวาไม่ได้ เพราะต้องยอมรับว่า หากต้องการให้แผนนี้ประสบความสำเร็จ ผู้ลงมือต้องเข้าถึงจิตใจของเหยื่ออย่างถ่องแท้ และเมื่อตระหนักว่าตนถูกอ่านออกอย่างทะลุปรุโปร่ง จึงเป็นธรรมดาที่จะอกสั่นขวัญแขวน
ต้องไม่ลืมว่า ในเวลานั้น ครึ่งเทพลำดับ 4 อย่างออเดรย์มั่นใจว่าเหตุการณ์รอบตัวดำเนินไปตามความต้องการของตน ทุกสิ่งราบรื่นและเหมาะสมโดยที่มิอาจตระหนักถึงการถูกใช้เป็นเหยื่อล่อ
มังกรจิตขยับปีกยักษ์ซึ่งห่อหุ้มด้วยผิวหนัง สายตาก้มมองออเดรย์ในชุดคลุมสีเงินก่อนจะกล่าว
“ที่นี่คือวงกตความฝันซึ่งสร้างจากหลากหลายความฝัน ต่อให้ผู้วางกับดักจะลงมาเยือนด้วยตัวเอง ก็ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะหาห้องนี้พบ และข้าจะไม่แช่อยู่ที่นี่นานนัก”
เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายเองก็ตระหนักถึงกับดัก แต่มองว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยง
วงกตความฝัน… เป็นพลังของนักสานฝัน หรือพลังใดพลังหนึ่งซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ? ออเดรย์สลัดความคิดฟุ้งซ่าน ถามอีกฝ่ายอย่างใจเย็น
“อยากทราบเรื่องใด”
มังกรยักษ์สีเทาอ่อนพึมพำ
“ข้าชื่ออาริฮ็อก หนึ่งในสามมังกรโบราณที่ยังหลงเหลือ”
ความหมายก็คือ เขาเป็นหนึ่งในสามมหามังกรที่รอดชีวิตมาจากยุคสมัยที่สอง และปัจจุบันแทบไม่หลงเหลือมหามังกรอีกแล้ว มีเพียงลูกหลานที่ยังคอยสืบสายเลือดจากยุคสมัยเทพบรรพกาล? ออเดรย์พยักหน้าแผ่ว ไม่ขัดจังหวะคำพูดอีกฝ่าย
ด้านหลังหญิงสาว ท่ามกลางดินแดนอันรกร้างซึ่งมีวัชพืชสีเขียวเข้มปกคลุม ประตูไม้บานหนึ่งกำลังลอยเหนือพื้นโดยปราศจากการค้ำจุน
อาริฮ็อกไม่มัวยืดเยื้อ หลังจากแนะนำตัวเอง มันตั้งคำถาม
“เจ้าพบเลฟซิดที่ไหน”
ออเดรย์เตรียมคำตอบนี้ไว้นานแล้ว จึงตอบอย่างเยือกเย็น
“ในหนังสือนามว่า การเดินทางของกรอซาย กล่าวกันว่ามันถูกสร้างโดยราชามังกรแอนเคอร์เวล”
“กรอซาย…” อาริฮ็อกไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน หลังจากทวนกับตัวเอง มันถามต่อ “เป็นหนังสือแบบใด”
ออเดรย์เจ้าของผมสีทองพาดบ่า อธิบายกระชับ
“ภายในหนังสือมีโลกที่ใกล้เคียงความเป็นจริง หนังสือสามารถดูดบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสม หรือไม่ก็คนที่นำเลือดป้ายลงบนปก เข้าไปในโลกดังกล่าว และขังพวกเขาไว้ในโลกนั้น”
อาริฮ็อกเงียบไปสักพัก
“ในโลกของหนังสือมีทะเลจิตใต้สำนึกรวม?”
“ใช่” ออเดรย์ตอบด้วยความมั่นใจ “เมืองแห่งปาฏิหาริย์ที่ดิฉันเคยเห็น อยู่ในส่วนลึกของทะเลจิตใต้สำนึกรวมภายในหนังสือ”
อาริฮ็อกหายใจดังขึ้นเล็กน้อย
“คุณเห็นอะไรในเลฟซิดบ้าง”
ออเดรย์นึกทบทวนสักพักก่อนจะเล่า
“เมืองที่เต็มไปด้วยต้นเสาขนาดมหึมาและพระราชวังอันงดงาม… นอกจากนั้น ดิฉันยังมีโอกาสได้เข้าไปในตำหนักของราชามังกร ซึ่งความคิดของทุกสิ่งมีชีวิตจะสะท้อนออกมาเป็นเสียง ดิฉันเรียกที่นั่นว่าโถงแห่งความจริง… ลึกเข้าไปในโถงแห่งความจริง ด้านหลังบัลลังก์ของราชามังกรมีประตูทองแดงโบราณปริศนาตั้งอยู่ ดิฉันไม่ทราบว่ามันผนึกสิ่งใดไว้ แต่มั่นใจว่าอันตรายมาก จึงไม่กล้าเข้าใกล้”
ออเดรย์เล่าความจริงทั้งหมด แต่มิได้เอ่ยถึงมิสเตอร์เวิร์ล มิสเตอร์สตาร์ และข้อสันนิษฐานส่วนตัว
มังกรโบราณ อาริฮ็อกเงียบไปพักใหญ่ คล้ายกับกำลังไตร่ตรองในบางสิ่ง หรือไม่ก็วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันของเลฟซิด
ระหว่างนี้ ศีรษะของมันก้มต่ำลง ราวกับเตรียมนำร่างลงจากยอดเสายักษ์ที่สูงกว่าร้อยเมตร
ขณะออเดรย์กำลังประหม่ากับฉากไม่ชอบมาพากลตรงหน้าและเตรียมถามบางสิ่ง อาริฮ็อกเงยหน้าขึ้น
ดวงตาสีทองแนวตั้งของมันทวีความเย็นชามากขึ้นทุกขณะ จนกระทั่งเปล่งเสียงดังกังวานไปทั่วดินแดนอันรกร้าง
“เลฟซิด…”
ท่ามกลางเสียงคำรามประหนึ่งฟ้าร้อง ตัวตนของสิ่งที่อยู่ในความมืดมิดด้านหลังอาริฮ็อกพลันคมชัดขึ้นในทันที เผยให้เห็นเค้าโครงของบางสิ่งท่ามกลางบรรยากาศสว่างไสว
เสาหินยักษ์จำนวนมาก สูงหลายสิบถึงหลายร้อยเมตร บ้างเด่นตระหง่านตามลำพัง บ้างรวมกลุ่มกันเพื่อค้ำจุนตำหนักโบราณอันงดงาม
ทั้งเสาหินและตำหนักล้วนเป็นสีเทาอ่อน ตั้งอยู่บนฐานซึ่งมีลักษณะคล้ายเกาะ รูปลักษณ์ภาพรวมตรงตามคำอธิบายของ ‘เลฟซิด’ ที่ออเดรย์เพิ่งเล่าไป
ไม่สิ นี่ดูราวกับเป็นเมืองแห่งปาฏิหาริย์ของจริง
ในวินาทีนี้ ออเดรย์เพิ่งตระหนักว่า เสาหินที่อาริฮ็อกหมอบอยู่ตั้งแต่ต้น มีความสูงมากที่สุดและใหญ่ที่สุดในเลฟซิดแล้ว
หญิงสาวรู้สึกราวกับมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นกับอาริฮ็อก
ขณะดวงตาสีเขียวของออเดรย์เริ่มขยับ เสียงด้ามจับโลหะของประตูด้านหลังพลันดังแว่ว
หรือว่า… ออเดรย์ข่มใจไม่ให้หันหลังกลับในทันที ทำเพียงเบี่ยงตัวไปด้านข้างและมองจากแนวเฉียง
ประตูไม้ซึ่งลอยเหนือพื้นโดยปราศจากสิ่งค้ำจุน เปิดออกเล็กน้อยพร้อมกับเผยให้เห็นรูปลักษณ์ของผู้มาเยือน
กระต่ายตัวใหญ่ ขนสีขาว กระดิกหูได้
เหนือสายหมอกสีเทา ภายในวังโบราณ ร่างหนึ่งซึ่งปกคลุมไปด้วยสายหมอกบนเก้าอี้เดอะฟูลหัวโต๊ะทองแดงยาว กำลังเฝ้ามองเหตุการณ์ผ่านดาวแดงตัวแทนมิสจัสติสอย่างเงียบงัน
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตตะวันตก บ้านเลขที่ 9 ถนนเบลลอตโต้
เมื่อตระหนักว่าเส้นตายสองสัปดาห์กำลังขยับใกล้เข้ามา เวนเดลล์เริ่มเกิดอาการนอนไม่หลับจนต้องพึ่งยา
หลังจากตื่น มันจะกระสับกระส่ายอย่างหนัก หมดความอยากอาหารโดยสิ้นเชิง แต่เพื่อรักษาเรี่ยวแรง มันฝืนตัวเองกินอาหารซึ่งเพื่อนร่วมงานจัดหามาให้จนครบสามมื้อต่อวัน
มันไม่ทราบเลยว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองบ้างเมื่อเส้นตายการขึ้นศาลมาถึง มันมิอาจรับประกันได้ว่า ตนจะไม่เผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงซึ่งมิอาจย้อนกลับ
ความกลัวต่อความไม่รู้ ทำให้เวนเดลล์ช็อกจนหายใจไม่ออกบ่อยครั้ง และนั่นสร้างความทรมานเป็นอย่างมาก
ในบางที เวนเดลล์ถึงกับคิดว่า ไม่ใช่เรื่องฉลาดนักที่จะต่อต้านการกลับไปเยือนยูโทเปียของตน
เมื่อพิจารณาจากประสบการณ์อันน้อยนิดของตนขณะอาศัยอยู่ที่นั่น หากกลับไปยังยูโทเปียด้วยความบริสุทธิ์ใจและช่วยเป็นพยานให้เทรซี่ในชั้นศาล มีโอกาสสูงที่มันจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยเมื่อการขึ้นศาลจบลง
อย่างน้อยจนถึงปัจจุบัน เวนเดลล์ก็ไม่เคยได้ยินว่ามีใครตายหรือเป็นบ้าเพราะยูโทเปีย และผู้คนที่นั่นก็ค่อนข้างใจดี หากไม่นับเรื่องความพิสดารก็แทบไม่มีข้อเสีย
เราแค่ไปช่วย และพวกเขาก็จะขอบคุณเรา… คงไม่ทำอันตรายกับเราแน่… ยิ่งขบคิดมากเพียงใด เวนเดลล์ก็ยิ่งรู้สึกว่า แทนที่จะทุกข์ทรมานอยู่ในเบ็คลันด์ สู้มันไปเผชิญอันตรายในยูโทเปียคงสบายใจมากกว่า
แน่นอน มันไม่ได้คลางแคลงว่ามาตรการป้องกันของ MI9 จะหละหลวม เพียงแต่คิดว่า ในกรณีเลวร้ายที่สุด ตนก็แค่ได้ไปเข้าเฝ้าเทพวายุสลาตันเร็วกว่าปรกติเล็กน้อย
ฟู่ว… เวนเดลล์ถอนหายใจยาว นั่งบนเก้าอี้ หยิบนิยายขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา
แต่ความกระสับกระส่ายทำให้มันอ่านไม่เข้าหัว หลังจากพลิกหน้าเร็วขึ้น ในที่สุดมันก็ปิดหนังสือ
เวนเดลล์หลับตาลงเพื่องีบหลับ
ท่ามกลางอาการสะลึมสะลือ เวนเดลล์พบว่าตนกำลังอยู่ในศาลของยูโทเปีย แต่ไม่ใช่ในฐานะพยาน หากแต่เป็นผู้ชม
มันได้เห็นเทรซี่ถูกตัดสินว่า การป้องกันตัวของเธอไม่ชอบธรรมเนื่องจากขาดพยานหลักฐานที่มีน้ำหนัก คดีจึงถูกโอนไปยังศาลอาญา จากนั้น มันได้เห็นสาวสวยระเบิดน้ำตาด้วยรอยยิ้มแสนเจ็บปวด
เวนเดลล์สะดุ้งตื่น จ้องมองโคมไฟแก๊สติดผนังตรงหน้าอย่างเงียบงัน ไม่ขยับเขยื้อนเป็นเวลานาน
หากปัญหาอยู่ที่เมืองยูโทเปีย ไม่ใช่ชาวยูโทเปีย การเพิกเฉยของเรากำลังทำลายชีวิตของหญิงสาวผู้น่าสงสาร… เวนเดลล์ถอนสายตากลับด้วยร่างกายสั่นเทา แต่มันยังมิอาจเอาชนะความกลัวภายในใจ
ถัดมา มันใช้สองมือพยุงโต๊ะเพื่อยืนขึ้น เดินไปทางประตู วางแผนจะเตร็ดเตร่ไปรอบๆ สำนักงาน MI9 เพื่อผ่อนคลาย
หลังออกจากห้องและเดินไปตามทางได้สักพัก ทันใดนั้น เวนเดลล์ได้ยินเพื่อนร่วมงานในห้องข้างๆ กำลังพูดคุยเกี่ยวกับยูโทเปีย
“นายได้ยินหรือยัง? คนล่าสุดที่ได้เข้าไปในยูโทเปียเป็นคนขับรถม้า เขาขับไปส่งนักธุรกิจจากยูโทเปียที่บริเวณท่าเรือ แต่ทันทีที่เลี้ยวเข้าไปในถนนเส้นหนึ่ง ก็ต้องพบว่าสภาพแวดล้อมรอบตัวแปลกตาไป”
“เราจำเป็นต้องเตือนคนขับรถม้าทุกคนในเบ็คลันด์เกี่ยวกับยูโทเปีย… อา คงต้องเปรียบเทียบยูโทเปียกับสายลับระดับสูง พวกเขาจะได้เห็นภาพชัดเจนขึ้น”
“วิธีเข้าออกยูโทเปียฟังดูสยองชะมัด”
“ใช่ บางครั้งฉันก็สงสัยว่า ทางเข้ายูโทเปียอาจเกิดขึ้นได้ทุกที่”
“ต้องมีข้อจำกัดบางอย่างแน่ ไม่มีทางที่จะทรงพลังอย่างที่เราจินตนาการ… ไม่อย่างนั้น การเข้าห้องน้ำของฉันก็ทำให้ไปโผล่ยูโทเปียได้เหมือนกัน”
“ถ้าคำนึงจากหลักการที่เบื้องบนสรุปมา… นั่นก็เป็นไปได้ในทางทฤษฎี”
“…”
ได้ยินเช่นนั้น เส้นเลือดบนหน้าผากเวนเดลล์กระตุกเล็กน้อย มันเริ่มรู้สึกว่า แม้แต่การอยู่ในสำนักงานใหญ่ MI9 ก็อาจไม่ปลอดภัย
เว้นเสียแต่ว่าจะมีครึ่งเทพคอยคุ้มกันเราตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นคงมิอาจเลี่ยงชะตากรรมที่ต้องกลับสู่ยูโทเปียได้… บางที หลังจากล้างมือและเปิดประตูห้องน้ำ เราอาจไปโผล่ในโรงแรมดอกไอริชในยูโทเปีย… ไม่สิ ลำพังครึ่งเทพทั่วไปก็คงช่วยเราไม่ได้ พลังของเมืองยูโทเปียดูเหมือนจะเกินกว่าขีดจำกัดมนุษย์ไปไกล น่าจะใกล้เคียงกับทวยเทพ… เวนเดลล์เริ่มตื่นตระหนก ยากจะระงับความกลัวภายในจิตใจ
เมื่อถูกความหวาดผวาครอบงำ มันตัดสินใจกลับห้องและหยิบเอกสารการขึ้นศาลของยูโทเปียออกจากลิ้นชัก
ทันทีหลังจากนั้น เวนเดลล์เข้าไปในห้องน้ำ กระซิบด้วยอาการผวาขณะถือเอกสาร
“ฉันยินดีที่จะเป็นพยานในศาล… ฉันยินดีที่จะเป็นพยานในศาล…”
ทำอยู่หลายครั้งติดต่อกัน จากนั้น มันเหยียดแขนออกไปจับด้ามจับประตูห้องน้ำ
ทันใดนั้นเอง อีกาสีดำสนิทซึ่งดูคล้ายกับเงา บินเข้ามาจากช่องลมและลงจอดตรงมุมห้องน้ำในจุดที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
วินาทีถัดมา เวนเดลล์บิดด้ามจับ ดึงกลับ เปิดประตูห้องน้ำ
ฉากตรงหน้าไม่ใช่ห้องนอนที่คุ้นเคย หากแต่เป็นห้องโถงที่แปลกตา
Related
หลังจากได้สติกลับมา ออเดรย์ตื่นตัวพร้อมกับรอยยิ้ม
เธอสัมผัสได้ว่า มีบางสิ่งผลักดันให้เธอมาถึงฮาร์ตลาร์ค หมู่บ้านซึ่งมีธรรมเนียมบูชามังกร
คล้ายกับเป็นชะตากรรม
ออเดรย์เคยเข้าไปใน ‘โถงแห่งความจริง’ และพบว่าจิตรกรรมฝาผนังของที่นั่นกลายมาเป็นความจริง นอกจากนั้น เธอยังทราบว่าลำดับ 1 ของเส้นทางผู้ชมมีชื่อว่า ‘นักประพันธ์’ จึงพอจะมองเห็นการเชื่อมโยงบางอย่าง
ทันใดนั้น ฮิบเบิร์ตหัวเราะ
“ฉันได้ยินชื่อหมู่บ้านนี้ และจำได้ว่าครอบครัวของเรามีคฤหาสน์อยู่ใกล้ๆ”
ขณะกล่าว มันแหงนมองฟ้า
“ใกล้ค่ำแล้ว ทำไมเราไม่ค้างคืนที่นี่และตื่นมาล่าต่อในวันพรุ่งนี้?”
สำหรับข้อเสนอของพี่ชายคนโต อัลเฟรดไม่คิดคัดค้าน สำหรับมัน จะนอนในคฤหาสน์ไหนก็ไม่สำคัญ
มันพยักหน้าและกล่าว
“อย่าลืมส่งคนไปแจ้งท่านพ่อกับท่านแม่”
ออเดรย์ไม่กล่าวคำใด เพียงขยับดวงตาสีเขียว กวาดไปทั่วใบหน้าพี่ชายทั้งสอง
ฮิบเบิร์ตขมวดคิ้วทันที ตามด้วยกล่าว
“เปลี่ยนใจแล้ว กลับกันดีกว่า คฤหาสน์ที่นี่ไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้า อาจเตรียมตัวต้อนรับได้ไม่ดี และคงไม่สามารถรองรับม้า สุนัขล่าเนื้อ และคนรับใช้จำนวนมากได้… นอกจากนั้น ยังมีเวลาราวหนึ่งชั่วโมงก่อนจะค่ำ พวกเรายังกลับไปได้ทัน”
เมื่อเห็นพี่ชายเปลี่ยนใจกะทันหัน อัลเฟรดเตรียมแสดงความเห็นในทิศทางตรงข้าม แต่ทันใดนั้น มันกลับรู้สึกว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดฟังดูสมเหตุสมผล
หลังจากตระหนักว่าน้องสาวก็อยู่ด้วย มันอืมในลำคอ:
“รีบกลับกันเถอะ”
พูดจบ มันไม่รอฮิบเบิร์ตตอบ รีบกระทบเท้า ฟาดแส้ ควบม้านำหน้าเป็นคนแรก
คิ้วที่ขมวดอยู่ของฮิบเบิร์ตคลายออกทันที
มันไม่กล่าวคำใด เพียงพาน้องสาว กลุ่มคนใช้ และสุนัขล่าเนื้อ วิ่งเลาะไปตามชายป่าจนกระทั่งกลับถึงคฤหาสน์อีกฟากฝั่ง
ออเดรย์ขี่ม้าตามหลังอย่างเงียบงัน มิได้แสดงความเห็นใดออกมาเลย
…
ดึกดื่นในคฤหาสน์แคว้นเชสเตอร์ตะวันออก
ออเดรย์ซึ่งอาศัยพลังของ ‘จอมบงการ’ เพื่อเปลี่ยนความคิดของพี่ชายทั้งสอง เพื่อป้องกันมิให้พวกมันเข้าใกล้หมู่บ้านฮาร์ตลาร์ค ยกผ้าห่มกำมะหยี่สีดำขึ้น นอนลงบนเตียงและหลับสนิท
ท่ามกลางอาการสะลึมสะลือ ออเดรย์ลุกขึ้นนั่งบนเตียง
หญิงสาวมองไปรอบตัว พบโต๊ะเครื่องแป้งที่คุ้นเคยและประตูห้องน้ำ ยืนยันได้ว่าตนยังอยู่ในห้องนอน แต่ด้านนอกหน้าต่างกลับปราศจากพระจันทร์สีแดงหรือดวงดาว มีเพียงความมืดสนิท
ไม่ใช่โลกความจริง… ออเดรย์ประเมินเบื้องต้นและสำรวจตัวเอง
ผ่านไปสักพัก เธอได้ข้อสรุป
ที่นี่คือความฝัน แต่เป็นฝันที่ค่อนข้างแปลก เพราะมันอนุญาตให้เธอรักษาสติสัมปชัญญะไว้
จนได้สินะ… ออเดรย์มิได้ตื่นตระหนก แค่รู้สึกหงุดหงิด
ในช่วงเย็น เธอแก้ไขสถานการณ์ได้ไม่ดีพอ ส่งผลให้ปัญญาลุกลามมายังจุดที่พ่อและแม่อาศัยอยู่
เมื่อใจเย็นลง ออเดรย์พบว่าทางเลือกที่ดีที่สุดคือการไหลไปตามความคิดแรกของฮิบเบิร์ต ตรงไปยังคฤหาสน์ของตระกูลใกล้กับหมู่บ้านฮาร์ตลาร์ค จากนั้นก็ ‘บงการ’ ให้ฮิบเบิร์ตและอัลเฟรดกลับมาหาพ่อแม่อย่างสมเหตุสมผล ส่วนตัวเธอยังอยู่ที่นั่น รอคอยการเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้น
ด้วยวิธีดังกล่าว ต่อให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อพ่อแม่และพี่ชายทั้งสอง รวมถึงคนรับใช้และสาวใช้
แต่น่าเสียดาย เป้าหมายหลักของหญิงสาวในตอนนั้นคือการ ‘ขัดแย้ง’ กับชะตากรรม และหลีกเลี่ยงหมู่บ้านฮาร์ตลาร์คให้ไกลที่สุด
ใครจะไปคิดว่า ต่อให้ไม่เข้าไปหาอันตราย อันตรายก็จะแวะมาเยี่ยมด้วยตัวเอง
การเอาแต่หลีกเลี่ยงและประวิงเวลา ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ครอบจักรวาลเสมอไป
ออเดรย์พลิกตัวลุกจากเตียง ยืนบนพรมหนาด้วยเท้าเปล่า
เธอมั่นใจว่าด้วยพลัง ‘นักท่องฝัน’ ในลำดับครึ่งเทพ ตนสามารถหลุดพ้นจากความฝันแห่งนี้ได้ทันที สามารถกลับสู่โลกความจริงพร้อมกับหลีกเลี่ยง ‘คำเชื้อเชิญ’ ซึ่งน่าจะมาพร้อมปัญหา
หลังจากกวาดสายตาไปรอบตัว ออเดรย์เม้มริมฝีปาก หยิบเสื้อคลุมสีน้ำเงินซึ่งแขวนอยู่บนราว พาดลงบนร่างกายตัวเอง
ถัดมา หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะเดินไปทางประตู
ระหว่างนั้น ‘รอยสัก’ สีแดงรูปร่างคล้ายดวงดาวปรากฏขึ้นบนหลังมือ
จากนั้นก็หายไปทันที ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่
นี่คือตราประทับซึ่งเกิดขึ้นหลังจากเข้าไปในวังโบราณเหนือสายหมอกเป็นครั้งแรก มันไม่เคยแสดงความพิเศษใดเลยเป็นเวลานาน จนกระทั่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา มิสเตอร์ฟูลแจ้งกับทุกคนว่า เมื่อใดที่จวนตัวจะสวดวิงวอน ทุกคนสามารถกระตุ้น ‘รอยสัก’ แทนการท่องพระนามเต็มได้
กล่าวคือ นี่คือสิทธิพิเศษของ ‘คนโปรด’ ของทวยเทพ
แน่นอน รอยสักดังกล่าวมิอาจถ่ายทอดข้อมูลใด ใช้ได้แค่ในสถานการณ์วิกฤติเพื่อให้มิสเตอร์ฟูลหันมาสนใจ
เหนือสิ่งอื่นใด รอยสักที่คล้ายดวงดาวสีแดง มีความโดดเด่นและง่ายต่อการถูกค้นพบหากมีใครกำลังแอบสะกดรอย ดังนั้น ในสถานการณ์ที่ต้องปกปิดตัวตนให้มิดชิด ออเดรย์มีแนวโน้มจะใช้พลัง ‘จอมบงการ’ เพื่อให้มนุษย์ใกล้เคียงแอบสวดวิงวอนถึงเดอะฟูลแทนตัวเองมากกว่า
ปัจจุบัน หญิงสาวเชื่อว่า เจ้าของความฝันทราบแล้วว่าเธอเป็นตัวปัญหา จึงไม่ควรเปลืองแรงทำตัวเป็นคนปรกติ แค่พยายามปกปิดมิให้อีกฝ่ายทราบว่าเธอกำลังสวดวิงวอนถึงใครก็พอ
หลังจากเดินไปถึงประตู ออเดรย์คว้าด้ามจับ บิดและดึงเข้าหาตัวเอง
ภาพของทางเดินค่อนข้างสลัวฉายเข้ามาในดวงตา
อาคารหลักของคฤหาสน์แห่งนี้มีประวัติยาวนานนับร้อยปี หลายจุดยังคงรักษาเอกลักษณ์เดิมไว้ โดยเฉพาะส่วนทางเดิน – ตามทางเดินจะไม่มีโคมไฟแก๊สติดผนัง แต่จะติดเชิงเทียนเงินหรือทองแดง ให้ความสว่างด้วยเทียนไข ส่งผลให้มีเปลวไฟไหววูบตลอดเวลาตามแนวทางเดิน มอบความรู้สึกหลอนให้กับคนจิตอ่อน
แม้แต่ในความฝันยังเลียนแบบสิ่งนี้… ออเดรย์เหลียวซ้ายแลขวา ก่อนจะตรงไปตามทางเดิน
ขณะความคิดมากมายแล่นเข้ามาในหัว พรมยาวสีเหลืองซีดปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าหญิงสาว
ออเดรย์เดินเหยียบพรมตามสัญชาตญาณ และอาศัยสัมผัสวิญญาณเดินไปทางขวา
ผ่านไปได้ไม่กี่ก้าว หญิงสาวชะงักฝีเท้า ภายในใจรู้สึกว่ามีบางสิ่งซ่อนอยู่หลังบานประตูรอบตัว ก่อให้เกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเปิดเข้าไปสำรวจ
ทางนี้คือห้องนอนของท่านพ่อกับท่านแม่ ทางนั้นเป็นห้องนอนฮิบเบิร์ต ทางนั้นเป็นห้องนอนอัลเฟรด… ออเดรย์จำแนกพลางขมวดคิ้ว
บานประตูแกะสลักอย่างวิจิตรภายใต้แสงไฟสลัว มอบความรู้สึกลึกลับมากเป็นพิเศษ ดลใจผู้คนอยากรู้ว่ามีสิ่งใดซ่อนอยู่ด้านหลัง
ท่ามกลางกระแสความคิด ออเดรย์เข้าใจได้ทันที
นี่คือประตูแห่งจิตใจ ด้านหลังเป็นโลกแห่งจิตของเจ้าของ
กล่าวคือ หากออเดรย์ผลักประตูห้องอัลเฟรดเข้าไป เธอจะได้พบกับความลับจากก้นบึ้งจิตใจอีกฝ่าย
ในทำนองเดียวกัน เธอสามารถสำรวจหัวใจที่แท้จริงของเอิร์ลฮอลล์และคุณหญิงเคทลินได้
ออเดรย์หลับตาลง เดินไปข้างหน้าอย่างไม่รีบร้อน ข่มใจไม่ให้ถูกล่อลวง
หลังจากผ่านประสบการณ์มากมาย หญิงสาวตระหนักถึงข้อเท็จจริงหนึ่งอย่างชัดเจน
ครึ่งเทพในขอบเขตจิตใจ ต้องรู้จักควบคุมตัวเองและเคารพผู้อื่น
ทั้งที่มีพลังหยั่งถึงความคิดแท้จริงของเป้าหมายผ่านภาษากาย สีหน้า และความแปรปรวนทางอารมณ์อยู่แล้ว หากยังไม่พอใจและโลภที่จะสำรวจความรู้สึกจากก้นบึ้งของอีกฝ่าย พยายามขุดคุ้ยความเป็นส่วนตัวเพื่อค้นหาความลับ ในท้ายที่สุด ผลร้ายจะย้อนกลับมาหาตัวเอง
เหตุผลไม่ซับซ้อน มนุษย์ทุกคนล้วนมีความคิดด้านมืด แต่ก็มักจะควบคุมเอาไว้โดยไม่ปล่อยให้กระทบกระเทือนกับพฤติกรรมส่วนตัวเสมอ หากครึ่งเทพในขอบเขตจิตใจคนใดพยายามขุดคุ้ยออกมา จนเห็นความจริงอันน่ารังเกียจภายใต้หน้ากากที่สวมอยู่ ครึ่งเทพเหล่านั้นจะยิ่งเกิดความผิดหวังในตัวมนุษย์ และซึมซับความคิดในเชิงลบมากมาย สุดท้ายก็กลายเป็นบ้าโดยไม่รู้ตัว
นี่คือหนึ่งในสาเหตุที่ว่า แม้ผู้ชมจะสามารถ ‘ปลอบโยน’ ตัวเองเพื่อแก้ไขปัญหาทางจิต แต่ก็ยังคงเป็นหนึ่งในเส้นทางที่คลุ้มคลั่งได้ง่าย
ทั้งอันตรายและปลอดภัยในเวลาเดียวกัน
ดังนั้น ออเดรย์จึงสร้างบรรทัดฐานของตัวเองขึ้นมา เธอจะใช้พลังสังเกตและอ่านใจกับคนรู้จักเท่านั้น และพยายามไม่บุกรุกความฝันของอีกฝ่ายส่งเดช อย่างไรก็ดี ถึงแม้จะไม่มีข้อจำกัดกับคนแปลกหน้า แต่เธอก็จะพยายามไม่บุกรุกโลกแห่งจิตของใครถ้าไม่จำเป็น
เดินไปตามทางสักพัก ออเดรย์ในชุดคลุมสีน้ำเงินเดินมาถึงทางตัน
หญิงสาวลืมตาขึ้น หันไปมองในห้องฝั่งซ้ายมือ
ที่นั่นเป็นห้องกระจกกึ่งเปิดโล่ง
หญิงสาวเม้มริมฝีปาก สูดลมหายใจยาว เลื่อนมือไปจับด้านจับประตู
เมื่อประตูไม้เปิดออก ทัศนียภาพด้านในถูกเผยให้เห็น
ข้างในไม่ใช่ห้อง พื้นดินเต็มไปด้วยกรวดก้อนกลมและวัชพืชสีเขียวเข้ม ลึกเข้าไปค่อนข้างมืดจนมองไม่เห็นสิ่งใด
ออเดรย์ย่างกรายเชื่องช้า บานประตูด้านหลังปิดลงพร้อมกับเสียงเสียดสี
ท่ามกลางความมืด เค้าโครงของบางสิ่งปรากฏขึ้น
เสาหินต้นใหญ่สูงหลายสิบเมตรตั้งเด่นตระหง่าน ด้านบนเป็นสัตว์ประหลาดรูปร่างเพรียวบางคล้ายกิ้งก่า
สัตว์ประหลาดนั่งยองบนเสาหิน ร่างกายใหญ่โตราวกับเนินเขา ปกคลุมไปด้วยเกล็ดขนาดใหญ่คล้ายแผ่นหินสีขาว ดวงตาของมันเป็นสีทองซีด รูปม่านตาทรงรีแนวตั้ง
มังกรจิตในตำนาน
ปีกทั้งสองของมังกรสยายออกจนเกือบปกคลุมท้องฟ้า
โครงกระดูกในปีกมีลักษณะเป็นเส้นคล้ายโครงเหล็ก ปกคลุมไปด้วยผิวหนังสีเทาลวดลายลึกลับ
เมื่อออเดรย์แหงนหน้ามอง มังกรจิตส่งเสียงอื้ออึง
“เจ้าเคยไปเยือนเลฟซิดมาแล้ว”
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มันสื่อสารด้วยภาษามังกร
เมืองแห่งปาฏิหาริย์ เลฟซิด… เขาทราบได้อย่างไร… ขณะออเดรย์สะดุ้ง มังกรจิตฝั่งตรงข้ามกล่าวต่อ
“จิตใต้สำนึกของทุกสิ่งมีชีวิตจะมีปฏิสัมพันธ์กับทะเลจิตใต้สำนึกรวมตลอดเวลา เลฟซิดเป็นสถานที่พิเศษ จึงสามารถสร้างตราประทับทางจิตแบบพิเศษภายในใจทุกคน เมื่อ ‘บุคลิกเสมือน’ ของเจ้าแหวกว่ายเข้ามาในทะเลจิตใต้สำนึกรวมซึ่งอยู่ไม่ห่างจากข้า เป็นธรรมดาที่ต้องสัมผัสได้”
เราทำแบบนี้ไม่ได้… และฟังดูไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ ‘นักสานฝัน’ ทำได้เช่นกัน… มังกรจิตตัวนี้อยู่ในลำดับ 2 ผู้เห็นแจ้ง? เขาไม่ได้ควบคุมเราโดยตรง… ขณะความคิดมากมายแล่นผ่านสมองออเดรย์ มังกรจิตกล่าวต่อไป
“ข้าค่อนข้างมั่นใจว่าตอนนี้เจ้าไม่ได้คิดร้าย”
ออเดรย์เงียบไปสักพัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถาม
“ไม่กลัวว่านี่จะเป็นกับดักบ้างหรือ”
Related
หลังจากได้สติกลับมา ออเดรย์ตื่นตัวพร้อมกับรอยยิ้ม
เธอสัมผัสได้ว่า มีบางสิ่งผลักดันให้เธอมาถึงฮาร์ตลาร์ค หมู่บ้านซึ่งมีธรรมเนียมบูชามังกร
คล้ายกับเป็นชะตากรรม
ออเดรย์เคยเข้าไปใน ‘โถงแห่งความจริง’ และพบว่าจิตรกรรมฝาผนังของที่นั่นกลายมาเป็นความจริง นอกจากนั้น เธอยังทราบว่าลำดับ 1 ของเส้นทางผู้ชมมีชื่อว่า ‘นักประพันธ์’ จึงพอจะมองเห็นการเชื่อมโยงบางอย่าง
ทันใดนั้น ฮิบเบิร์ตหัวเราะ
“ฉันได้ยินชื่อหมู่บ้านนี้ และจำได้ว่าครอบครัวของเรามีคฤหาสน์อยู่ใกล้ๆ”
ขณะกล่าว มันแหงนมองฟ้า
“ใกล้ค่ำแล้ว ทำไมเราไม่ค้างคืนที่นี่และตื่นมาล่าต่อในวันพรุ่งนี้?”
สำหรับข้อเสนอของพี่ชายคนโต อัลเฟรดไม่คิดคัดค้าน สำหรับมัน จะนอนในคฤหาสน์ไหนก็ไม่สำคัญ
มันพยักหน้าและกล่าว
“อย่าลืมส่งคนไปแจ้งท่านพ่อกับท่านแม่”
ออเดรย์ไม่กล่าวคำใด เพียงขยับดวงตาสีเขียว กวาดไปทั่วใบหน้าพี่ชายทั้งสอง
ฮิบเบิร์ตขมวดคิ้วทันที ตามด้วยกล่าว
“เปลี่ยนใจแล้ว กลับกันดีกว่า คฤหาสน์ที่นี่ไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้า อาจเตรียมตัวต้อนรับได้ไม่ดี และคงไม่สามารถรองรับม้า สุนัขล่าเนื้อ และคนรับใช้จำนวนมากได้… นอกจากนั้น ยังมีเวลาราวหนึ่งชั่วโมงก่อนจะค่ำ พวกเรายังกลับไปได้ทัน”
เมื่อเห็นพี่ชายเปลี่ยนใจกะทันหัน อัลเฟรดเตรียมแสดงความเห็นในทิศทางตรงข้าม แต่ทันใดนั้น มันกลับรู้สึกว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดฟังดูสมเหตุสมผล
หลังจากตระหนักว่าน้องสาวก็อยู่ด้วย มันอืมในลำคอ:
“รีบกลับกันเถอะ”
พูดจบ มันไม่รอฮิบเบิร์ตตอบ รีบกระทบเท้า ฟาดแส้ ควบม้านำหน้าเป็นคนแรก
คิ้วที่ขมวดอยู่ของฮิบเบิร์ตคลายออกทันที
มันไม่กล่าวคำใด เพียงพาน้องสาว กลุ่มคนใช้ และสุนัขล่าเนื้อ วิ่งเลาะไปตามชายป่าจนกระทั่งกลับถึงคฤหาสน์อีกฟากฝั่ง
ออเดรย์ขี่ม้าตามหลังอย่างเงียบงัน มิได้แสดงความเห็นใดออกมาเลย
…
ดึกดื่นในคฤหาสน์แคว้นเชสเตอร์ตะวันออก
ออเดรย์ซึ่งอาศัยพลังของ ‘จอมบงการ’ เพื่อเปลี่ยนความคิดของพี่ชายทั้งสอง เพื่อป้องกันมิให้พวกมันเข้าใกล้หมู่บ้านฮาร์ตลาร์ค ยกผ้าห่มกำมะหยี่สีดำขึ้น นอนลงบนเตียงและหลับสนิท
ท่ามกลางอาการสะลึมสะลือ ออเดรย์ลุกขึ้นนั่งบนเตียง
หญิงสาวมองไปรอบตัว พบโต๊ะเครื่องแป้งที่คุ้นเคยและประตูห้องน้ำ ยืนยันได้ว่าตนยังอยู่ในห้องนอน แต่ด้านนอกหน้าต่างกลับปราศจากพระจันทร์สีแดงหรือดวงดาว มีเพียงความมืดสนิท
ไม่ใช่โลกความจริง… ออเดรย์ประเมินเบื้องต้นและสำรวจตัวเอง
ผ่านไปสักพัก เธอได้ข้อสรุป
ที่นี่คือความฝัน แต่เป็นฝันที่ค่อนข้างแปลก เพราะมันอนุญาตให้เธอรักษาสติสัมปชัญญะไว้
จนได้สินะ… ออเดรย์มิได้ตื่นตระหนก แค่รู้สึกหงุดหงิด
ในช่วงเย็น เธอแก้ไขสถานการณ์ได้ไม่ดีพอ ส่งผลให้ปัญญาลุกลามมายังจุดที่พ่อและแม่อาศัยอยู่
เมื่อใจเย็นลง ออเดรย์พบว่าทางเลือกที่ดีที่สุดคือการไหลไปตามความคิดแรกของฮิบเบิร์ต ตรงไปยังคฤหาสน์ของตระกูลใกล้กับหมู่บ้านฮาร์ตลาร์ค จากนั้นก็ ‘บงการ’ ให้ฮิบเบิร์ตและอัลเฟรดกลับมาหาพ่อแม่อย่างสมเหตุสมผล ส่วนตัวเธอยังอยู่ที่นั่น รอคอยการเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้น
ด้วยวิธีดังกล่าว ต่อให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อพ่อแม่และพี่ชายทั้งสอง รวมถึงคนรับใช้และสาวใช้
แต่น่าเสียดาย เป้าหมายหลักของหญิงสาวในตอนนั้นคือการ ‘ขัดแย้ง’ กับชะตากรรม และหลีกเลี่ยงหมู่บ้านฮาร์ตลาร์คให้ไกลที่สุด
ใครจะไปคิดว่า ต่อให้ไม่เข้าไปหาอันตราย อันตรายก็จะแวะมาเยี่ยมด้วยตัวเอง
การเอาแต่หลีกเลี่ยงและประวิงเวลา ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ครอบจักรวาลเสมอไป
ออเดรย์พลิกตัวลุกจากเตียง ยืนบนพรมหนาด้วยเท้าเปล่า
เธอมั่นใจว่าด้วยพลัง ‘นักท่องฝัน’ ในลำดับครึ่งเทพ ตนสามารถหลุดพ้นจากความฝันแห่งนี้ได้ทันที สามารถกลับสู่โลกความจริงพร้อมกับหลีกเลี่ยง ‘คำเชื้อเชิญ’ ซึ่งน่าจะมาพร้อมปัญหา
หลังจากกวาดสายตาไปรอบตัว ออเดรย์เม้มริมฝีปาก หยิบเสื้อคลุมสีน้ำเงินซึ่งแขวนอยู่บนราว พาดลงบนร่างกายตัวเอง
ถัดมา หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะเดินไปทางประตู
ระหว่างนั้น ‘รอยสัก’ สีแดงรูปร่างคล้ายดวงดาวปรากฏขึ้นบนหลังมือ
จากนั้นก็หายไปทันที ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่
นี่คือตราประทับซึ่งเกิดขึ้นหลังจากเข้าไปในวังโบราณเหนือสายหมอกเป็นครั้งแรก มันไม่เคยแสดงความพิเศษใดเลยเป็นเวลานาน จนกระทั่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา มิสเตอร์ฟูลแจ้งกับทุกคนว่า เมื่อใดที่จวนตัวจะสวดวิงวอน ทุกคนสามารถกระตุ้น ‘รอยสัก’ แทนการท่องพระนามเต็มได้
กล่าวคือ นี่คือสิทธิพิเศษของ ‘คนโปรด’ ของทวยเทพ
แน่นอน รอยสักดังกล่าวมิอาจถ่ายทอดข้อมูลใด ใช้ได้แค่ในสถานการณ์วิกฤติเพื่อให้มิสเตอร์ฟูลหันมาสนใจ
เหนือสิ่งอื่นใด รอยสักที่คล้ายดวงดาวสีแดง มีความโดดเด่นและง่ายต่อการถูกค้นพบหากมีใครกำลังแอบสะกดรอย ดังนั้น ในสถานการณ์ที่ต้องปกปิดตัวตนให้มิดชิด ออเดรย์มีแนวโน้มจะใช้พลัง ‘จอมบงการ’ เพื่อให้มนุษย์ใกล้เคียงแอบสวดวิงวอนถึงเดอะฟูลแทนตัวเองมากกว่า
ปัจจุบัน หญิงสาวเชื่อว่า เจ้าของความฝันทราบแล้วว่าเธอเป็นตัวปัญหา จึงไม่ควรเปลืองแรงทำตัวเป็นคนปรกติ แค่พยายามปกปิดมิให้อีกฝ่ายทราบว่าเธอกำลังสวดวิงวอนถึงใครก็พอ
หลังจากเดินไปถึงประตู ออเดรย์คว้าด้ามจับ บิดและดึงเข้าหาตัวเอง
ภาพของทางเดินค่อนข้างสลัวฉายเข้ามาในดวงตา
อาคารหลักของคฤหาสน์แห่งนี้มีประวัติยาวนานนับร้อยปี หลายจุดยังคงรักษาเอกลักษณ์เดิมไว้ โดยเฉพาะส่วนทางเดิน – ตามทางเดินจะไม่มีโคมไฟแก๊สติดผนัง แต่จะติดเชิงเทียนเงินหรือทองแดง ให้ความสว่างด้วยเทียนไข ส่งผลให้มีเปลวไฟไหววูบตลอดเวลาตามแนวทางเดิน มอบความรู้สึกหลอนให้กับคนจิตอ่อน
แม้แต่ในความฝันยังเลียนแบบสิ่งนี้… ออเดรย์เหลียวซ้ายแลขวา ก่อนจะตรงไปตามทางเดิน
ขณะความคิดมากมายแล่นเข้ามาในหัว พรมยาวสีเหลืองซีดปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าหญิงสาว
ออเดรย์เดินเหยียบพรมตามสัญชาตญาณ และอาศัยสัมผัสวิญญาณเดินไปทางขวา
ผ่านไปได้ไม่กี่ก้าว หญิงสาวชะงักฝีเท้า ภายในใจรู้สึกว่ามีบางสิ่งซ่อนอยู่หลังบานประตูรอบตัว ก่อให้เกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเปิดเข้าไปสำรวจ
ทางนี้คือห้องนอนของท่านพ่อกับท่านแม่ ทางนั้นเป็นห้องนอนฮิบเบิร์ต ทางนั้นเป็นห้องนอนอัลเฟรด… ออเดรย์จำแนกพลางขมวดคิ้ว
บานประตูแกะสลักอย่างวิจิตรภายใต้แสงไฟสลัว มอบความรู้สึกลึกลับมากเป็นพิเศษ ดลใจผู้คนอยากรู้ว่ามีสิ่งใดซ่อนอยู่ด้านหลัง
ท่ามกลางกระแสความคิด ออเดรย์เข้าใจได้ทันที
นี่คือประตูแห่งจิตใจ ด้านหลังเป็นโลกแห่งจิตของเจ้าของ
กล่าวคือ หากออเดรย์ผลักประตูห้องอัลเฟรดเข้าไป เธอจะได้พบกับความลับจากก้นบึ้งจิตใจอีกฝ่าย
ในทำนองเดียวกัน เธอสามารถสำรวจหัวใจที่แท้จริงของเอิร์ลฮอลล์และคุณหญิงเคทลินได้
ออเดรย์หลับตาลง เดินไปข้างหน้าอย่างไม่รีบร้อน ข่มใจไม่ให้ถูกล่อลวง
หลังจากผ่านประสบการณ์มากมาย หญิงสาวตระหนักถึงข้อเท็จจริงหนึ่งอย่างชัดเจน
ครึ่งเทพในขอบเขตจิตใจ ต้องรู้จักควบคุมตัวเองและเคารพผู้อื่น
ทั้งที่มีพลังหยั่งถึงความคิดแท้จริงของเป้าหมายผ่านภาษากาย สีหน้า และความแปรปรวนทางอารมณ์อยู่แล้ว หากยังไม่พอใจและโลภที่จะสำรวจความรู้สึกจากก้นบึ้งของอีกฝ่าย พยายามขุดคุ้ยความเป็นส่วนตัวเพื่อค้นหาความลับ ในท้ายที่สุด ผลร้ายจะย้อนกลับมาหาตัวเอง
เหตุผลไม่ซับซ้อน มนุษย์ทุกคนล้วนมีความคิดด้านมืด แต่ก็มักจะควบคุมเอาไว้โดยไม่ปล่อยให้กระทบกระเทือนกับพฤติกรรมส่วนตัวเสมอ หากครึ่งเทพในขอบเขตจิตใจคนใดพยายามขุดคุ้ยออกมา จนเห็นความจริงอันน่ารังเกียจภายใต้หน้ากากที่สวมอยู่ ครึ่งเทพเหล่านั้นจะยิ่งเกิดความผิดหวังในตัวมนุษย์ และซึมซับความคิดในเชิงลบมากมาย สุดท้ายก็กลายเป็นบ้าโดยไม่รู้ตัว
นี่คือหนึ่งในสาเหตุที่ว่า แม้ผู้ชมจะสามารถ ‘ปลอบโยน’ ตัวเองเพื่อแก้ไขปัญหาทางจิต แต่ก็ยังคงเป็นหนึ่งในเส้นทางที่คลุ้มคลั่งได้ง่าย
ทั้งอันตรายและปลอดภัยในเวลาเดียวกัน
ดังนั้น ออเดรย์จึงสร้างบรรทัดฐานของตัวเองขึ้นมา เธอจะใช้พลังสังเกตและอ่านใจกับคนรู้จักเท่านั้น และพยายามไม่บุกรุกความฝันของอีกฝ่ายส่งเดช อย่างไรก็ดี ถึงแม้จะไม่มีข้อจำกัดกับคนแปลกหน้า แต่เธอก็จะพยายามไม่บุกรุกโลกแห่งจิตของใครถ้าไม่จำเป็น
เดินไปตามทางสักพัก ออเดรย์ในชุดคลุมสีน้ำเงินเดินมาถึงทางตัน
หญิงสาวลืมตาขึ้น หันไปมองในห้องฝั่งซ้ายมือ
ที่นั่นเป็นห้องกระจกกึ่งเปิดโล่ง
หญิงสาวเม้มริมฝีปาก สูดลมหายใจยาว เลื่อนมือไปจับด้านจับประตู
เมื่อประตูไม้เปิดออก ทัศนียภาพด้านในถูกเผยให้เห็น
ข้างในไม่ใช่ห้อง พื้นดินเต็มไปด้วยกรวดก้อนกลมและวัชพืชสีเขียวเข้ม ลึกเข้าไปค่อนข้างมืดจนมองไม่เห็นสิ่งใด
ออเดรย์ย่างกรายเชื่องช้า บานประตูด้านหลังปิดลงพร้อมกับเสียงเสียดสี
ท่ามกลางความมืด เค้าโครงของบางสิ่งปรากฏขึ้น
เสาหินต้นใหญ่สูงหลายสิบเมตรตั้งเด่นตระหง่าน ด้านบนเป็นสัตว์ประหลาดรูปร่างเพรียวบางคล้ายกิ้งก่า
สัตว์ประหลาดนั่งยองบนเสาหิน ร่างกายใหญ่โตราวกับเนินเขา ปกคลุมไปด้วยเกล็ดขนาดใหญ่คล้ายแผ่นหินสีขาว ดวงตาของมันเป็นสีทองซีด รูปม่านตาทรงรีแนวตั้ง
มังกรจิตในตำนาน
ปีกทั้งสองของมังกรสยายออกจนเกือบปกคลุมท้องฟ้า
โครงกระดูกในปีกมีลักษณะเป็นเส้นคล้ายโครงเหล็ก ปกคลุมไปด้วยผิวหนังสีเทาลวดลายลึกลับ
เมื่อออเดรย์แหงนหน้ามอง มังกรจิตส่งเสียงอื้ออึง
“เจ้าเคยไปเยือนเลฟซิดมาแล้ว”
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มันสื่อสารด้วยภาษามังกร
เมืองแห่งปาฏิหาริย์ เลฟซิด… เขาทราบได้อย่างไร… ขณะออเดรย์สะดุ้ง มังกรจิตฝั่งตรงข้ามกล่าวต่อ
“จิตใต้สำนึกของทุกสิ่งมีชีวิตจะมีปฏิสัมพันธ์กับทะเลจิตใต้สำนึกรวมตลอดเวลา เลฟซิดเป็นสถานที่พิเศษ จึงสามารถสร้างตราประทับทางจิตแบบพิเศษภายในใจทุกคน เมื่อ ‘บุคลิกเสมือน’ ของเจ้าแหวกว่ายเข้ามาในทะเลจิตใต้สำนึกรวมซึ่งอยู่ไม่ห่างจากข้า เป็นธรรมดาที่ต้องสัมผัสได้”
เราทำแบบนี้ไม่ได้… และฟังดูไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ ‘นักสานฝัน’ ทำได้เช่นกัน… มังกรจิตตัวนี้อยู่ในลำดับ 2 ผู้เห็นแจ้ง? เขาไม่ได้ควบคุมเราโดยตรง… ขณะความคิดมากมายแล่นผ่านสมองออเดรย์ มังกรจิตกล่าวต่อไป
“ข้าค่อนข้างมั่นใจว่าตอนนี้เจ้าไม่ได้คิดร้าย”
ออเดรย์เงียบไปสักพัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถาม
“ไม่กลัวว่านี่จะเป็นกับดักบ้างหรือ”
Related
“เมื่อที่ชื่อยูโทเปียแห่งนี้ แทบไม่แตกต่างจากเมืองเล็กแห่งอื่นที่ฉันเคยไปเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ เชื้อชาติ หรือสถาปัตยกรรม ทุกด้านล้วนอิงตามมาตรฐานของอาณาจักรโลเอ็น”
“ฉันเคยได้ยินว่า ทางทวีปใต้มีธรรมเนียมแปลกประหลาดมากมาย และหวังว่าจะได้ไปสัมผัสด้วยตัวเองในสักวัน แต่แน่นอน ต้องเป็นหลังจากสันติภาพในไบลัมตะวันออกและตะวันตกถูกฟื้นฟูกลับคืนมา”
“กล่าวถึงยูโทเปีย ความพิเศษของที่นี่คือการมีสภาพอากาศไม่คงที่ มักเกิดพายุบ่อยครั้งจนคนส่วนใหญ่พกร่มและเสื้อกันฝนเคลือบยางไม้ดอนนิงส์แมน บริกรที่โรงแรมบอกกับฉันว่า หากใครมีรายได้มั่นคงและต้องออกไปทำงานบ่อยครั้ง ทุกคนจะซื้อเสื้อกันฝนพกติดตัว ไม่อย่างนั้น หากป่วยขึ้นมาก็ไม่คุ้มกับเงินที่หายไป”
“ที่นี่ไม่มีการพยากรณ์อากาศ ฉันจึงไม่ทราบว่าทำไมละแวกนี้ถึงมีสภาพอากาศแปรปรวน คาดเดาได้เพียงว่า คงเป็นเพราะยูโทเปียอยู่ใกล้กับทะเล อยู่ในเขตพายุเฮอร์ริเคน ใช่แล้ว ยูโทเปียมีท่าเรือน้ำลึกอยู่ห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตร แต่มีเจ้าหน้าที่คอยบริการไม่มากนัก รองรับได้เพียงการดำเนินการขนาดเล็ก”
“พวกเขาไม่มีหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น คงเป็นเพราะเมืองแห่งนี้ค่อนข้างเล็ก มีประชากรแค่ไม่กี่พัน เด็กขายหนังสือพิมพ์ที่นี่จึงส่งแค่หนังสือพิมพ์ทัสซอค เดซีย์มิเรอร์ และหนังสือพิมพ์ลมทะเล..”
“อีกหนึ่งเหตุผลที่ฉันชอบที่นี่ก็คือ ชาวยูโทเปียร่าเริงมาก มองโลกในแง่ดี และหลงใหลการใช้ชีวิต”
“ขณะที่ฉันเขียนสิ่งนี้ หน้าโรงแรมมีวงดนตรีเดินผ่าน”
“พวกเขาไม่ใช่วงดนตรีมืออาชีพ เป็นกลุ่มของมือสมัครเล่นโดยแท้จริง มีทั้งข้าราชการ อาสาสมัคร ทนายความ ตำรวจอาชีพ ครูโรงเรียน พนักงานโรงงานขนม เจ้าของร้าน… ในหมู่พวกเขา คนที่มีเงินและมีเวลาจะรับผิดชอบเครื่องเล่นยากๆ อย่างเชลโล่และไวโอลิน ขณะที่ชนชั้นกลางและล่างจะเล่นเครื่องเล่นที่ง่ายกว่า เช่นพิณและฮาร์โมนิก้า”
“ในวันหยุดบางวัน พวกเขาจะเดินไปตามถนน เริ่มจากจัตุรัสเทศบาลและวนไปรอบเมือง จนกระทั่งกลับมายังวิหารพระแม่อาเรียนน่าใกล้กับจัตุรัส พวกเขาเรียกสิ่งนี้ว่า ‘ขบวนแห่ดนตรี’”
“ระหว่างขบวนแห่ ไม่เพียงพวกเขาจะไม่กีดกันให้ชาวเมืองเข้าร่วม แต่ยังเรียกให้ทุกคนเข้าไปร้องรำทำเพลงพลางเดินไปพร้อมกัน จากการเฝ้าสังเกตของฉัน ผู้เข้าร่วมล้วนมีความสุขและพึงพอใจ แต่ละคนแสดงออกถึงอิสระของชีวิตอย่างเต็มที่ พลอยทำให้ฉันได้รับพลังงานไปด้วย”
“ต้องสภาพตามตรงว่า ฉากดังกล่าวยากจะอดใจไหว ฉันจึงตัดสินใจเข้าร่วมขบวนไปพร้อมกับพวกเขา โยนปัญหาด้านความไร้พรสวรรค์เชิงดนตรีทิ้งไป เอาแต่เต้นรำและร้องเพลงอย่างมีความสุขพร้อมกับทุกคน…”
“วันนี้พวกเขาไม่มีขบวนแห่ดนตรี เพราะทุกคนไปรวมตัวที่วิหารเพื่อเป็นสักขีพยานแด่คู่บ่าวสาว”
“พูดถึงงานแต่ง สิ่งที่ฉันไม่เข้าใจเกี่ยวกับยูโทเปียมากที่สุดก็คือ เหตุใดที่นี่ถึงมีเพียงวิหารเทพธิดารัตติกาล ทุกคนคงทราบดี ไม่ว่าจะเป็นเมืองที่เล็กเพียงใดในอาณาจักร แต่ก็ต้องมีวิหารสองแห่งขึ้นไปเสมอ นั่นคือวิหารของเทพธิดารัตติกาลและเทพวายุสลาตัน”
“ก่อนจะมาเที่ยวยูโทเปีย ฉันไม่เคยจินตนาการมาก่อน ว่าจะมีเมืองใดในอาณาจักร สามารถนับถือเทพองค์เดียวโดยสมบูรณ์เช่นนี้”
“แต่นั่นก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับฉันสักเท่าไร ก่อนอายุสิบแปด ฉันจำต้องนับถือศาสนาวายุสลาตันตามครอบครัว แต่หลังจากเรียนจบโรงเรียนมัธยม ฉันก็ได้เข้าใจว่า เทพผู้เห็นอกเห็นใจและรักมนุษย์มากที่สุดคือเทพธิดา”
“ย้อนกลับมาที่พิธีแต่งงาน ฉันมีโอกาสได้เข้าร่วมงานแต่งเมื่อสองวันก่อน และพบว่ายูโทเปียมีธรรมเนียมที่ค่อนข้างประหลาด”
“จากบรรดาทั้งหมด จุดที่ฉันชื่นชอบมากที่สุดก็คือ เมื่อหลวงพ่อเรียกคู่บ่าวสาว ชายหญิงจะทำการโค้งคำนับกันและกัน สื่อเป็นนัยว่าไม่มีใครเหนือกว่าใคร เป็นการแสดงเคารพกันจากก้นบึ้ง ในฐานะที่จะได้ใช้ชีวิตร่วมกันไปจนแก่เฒ่า”
“บางที ธรรมเนียมนี้อาจริเริ่มมาจากการยึดหลักความเท่าเทียมของชายหญิงตามคำสอนของเทพธิดา…”
“นอกจากนั้น หลังพิธีแต่งงานยังมีช่วงเวลาพิเศษ เช่น ให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวเล่าเรื่องราวความรักของตัวเอง”
“อาจเป็นเรื่องน่าอายสำหรับคู่สมรส แต่เป็นเรื่องน่าสนุกสำหรับแขกร่วมงาน ใช่แล้ว ฉันเองก็คิดแบบนั้น แต่ถ้ามีโอกาสได้แต่งงาน ฉันจะไม่ใส่ส่วนนี้เข้ามาในงานของตัวเองเด็ดขาด”
“ในงานแต่งคราวนั้น ฉันมีโอกาสได้ฟังเรื่องราวความรักที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต หากมีโอกาส และหากผู้อ่านคอลัมน์นี้ชื่นชอบ ฉันจะเล่าให้ฟังในภายหลัง แน่นอนว่าจะต้องเปลี่ยนชื่อและรายละเอียดบางส่วน เพื่อมิให้กระทบกระเทือนกับบุคคลจริง…”
“สิ่งที่ฉันชอบเกี่ยวกับยูโทเปียมากที่สุดก็คือ อาหารของที่นี่รสชาติดีมาก แถมยังมาตรฐานสูง ถึงจะมีร้านน้อย แต่ทุกร้านล้วนคุณภาพดี และร้านที่ถูกปากมากที่สุดก็คือห้องอาหารโรงแรมดอกไอริชที่ฉันพักอยู่”
“ไม่ว่าจะเป็นอาหารพื้นฐานอย่างสเต๊ก หมู่ทอด เนื้อย่าง ปลาย่าง หรืออาหารซับซ้อนอย่างสตูแกะกับถั่ว ซุปครีม มันฝรั่งบดอบเนย มันฝรั่งอบทั้งเปลือก ทุกจานล้วนอยู่ในระดับพ่อครัวภัตตาคารใหญ่ นอกจากนั้น พ่อครัวที่นี่ยังเชี่ยวชาญการสร้างสรรค์อาหารแปลกใหม่ มีทั้งเมนูที่เพิ่งเคยได้ยินชื่ออย่างเนื้อหั่นเต๋าผัดเปรี้ยวหวาน หรือปลาย่างทาด้วยซอสรสชาติต่างๆ”
“สำหรับอาหารหลักที่ยากแก่การพลิกแพลง พ่อครัวของยูโทเปียก็มิได้ทอดทิ้งพวกมัน ฉันมีโอกาสได้กินขนมปังทุกชนิดในเมืองนี้ครบแล้ว ประกอบไปด้วย: แยม มันบด เนย ครีม และผลไม้ชิ้น… หากต้องการ ฉันจะได้กินขนมปังที่ซ้ำกันเลยในหนึ่งสัปดาห์”
“เหนือสิ่งอื่นใด เมนูเด็ดของที่คือของหวาน”
“พุดดิ้งครีม พุดดิ้งผลไม้ เค้กแบล็กฟอเรสต์ เค้กแคร์รอต เค้กนม มัฟฟิน ทาร์ต…”
“ยิ่งเขียนก็ยิ่งหิว นั่นคือเหตุผลที่อยู่มาเป็นสัปดาห์แล้วยังไม่อยากกลับ สิ่งที่กังวลมากที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่กระเป๋าสตางค์ แต่เป็นน้ำหนัก โชคดีที่โรงแรมไม่มีเครื่องชั่ง แต่ในเวลาเดียวกัน เป็นเพราะไม่มีเครื่องชั่ง น้ำหนักของฉันก็เลยเพิ่มเอาเพิ่มเอา”
“ไวน์แดงของยูโทเปียมีรสชาติค่อนข้างดี ปัญหาเดียวก็คือ ระยะเวลาในการบ่มองุ่นยังน้อยเกินไป ดูเหมือนว่าสวนองุ่นรอบๆ จะยังไม่ทราบจุดอ่อนข้อนี้”
“สำหรับเครื่องดื่มในยูโทเปีย ฉันขอแนะนำ ‘ชาเย็นซ่า’ รสชาติของมันมีเอกลักษณ์โดดเด่นมาก มีดีกว่าความหวานและฟอง…”
“ทุกเย็น ฉันจะไปเดินเล่นที่จัตุรัสเทศบาลซึ่งเป็นจุดพักผ่อนยอดนิยมของชาวยูโทเปีย พวกเขารักนกพิราบขาวมากเป็นพิเศษ”
“ที่นั่น ฉันได้พบกับจิตรกรคนหนึ่ง เขาชื่อแอนเดอร์สัน รูปหล่อและวาดภาพเก่งมาก แต่น่าเสียดายที่เขาเป็นใบ้…”
“ฉันยังได้รู้จักนักเขียนที่ชื่ออัลเซอร์ เป็นชื่อที่แปลกมาก เขาเล่าว่ากำลังเขียนนิยายและอยากให้ฉันติชมปฐมบท”
“ฉันไม่ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเนื้อหา แค่รู้สึกว่ามีชื่อคุ้นหูมากมายในตอนต้น”
“หนึ่งในนั้นรวมถึงแอนเดอร์สันและเวนดี้ เอ่อ เวนดี้คือเจ้าของร้านเบเกอรี่ที่ฉันโปรดปราน…”
“ฉันลองถามกลับไปในประเด็นดังกล่าว และอัลเซอร์ตอบว่า เมื่อนักเขียนคิดชื่อตัวละครไม่ออก เป็นปรกติที่จะนำชื่อคนใกล้ตัวมาแต่ง”
“สมเหตุสมผล!”
“…”
“เนื่องจากพื้นที่มีจำกัด การแบ่งปันประสบการณ์จึงขอจบลงเพียงเท่านี้”
“รัก – ชาร์ล็อตต์ของทุกคน”
โมนิก้าวางปากกาลง อ่านต้นฉบับอย่างละเอียดถึงสองหนเพื่อแก้ไขคำผิดและไวยากรณ์
เธอเป็นนักเขียนที่ในตอนแรกไม่โด่งดังมากนัก หาเลี้ยงชีพด้วยการเขียนนิยายรักน้ำเน่า และหลังจากเปลี่ยนมานับถือเทพธิดารัตติกาล บิดาของเธอก็แทบจะตัดพ่อตัดลูก
แต่เมื่อมิสฟอร์ส·วอลล์ผู้แต่ง ‘คฤหาสน์วายุสลาตัน’ เริ่มเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับการท่องเที่ยวซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงหลังสงคราม โมนิก้าจึงเริ่มเขียนบันทึกการท่องเที่ยวของตัวเองลงหนังสือพิมพ์เบ็คลันด์บ้าง เธอเปลี่ยนงานอดิเรกให้กลายเป็นงานหลัก และเมื่อเป็นสิ่งที่เธอรัก คุณภาพของงานจึงออกมาดี ส่งผลให้เธอกลายเป็นนักเขียนคอลัมน์การเดินทางที่โด่งดัง
ชาร์ล็อตต์คือนามปากกา
หลังจากหมึกปากกาแห้งสนิท โมนิก้าคัดลอกสำเนาไว้อีกหนึ่งฉบับ และยัดมันลงในซองจดหมาย ติดตราไปรษณียากร
เมื่อยืนยันว่าที่อยู่ไม่มีข้อผิดพลาด หญิงสาวเจ้าของผมสีดำหยักศกสไตล์อ่าวเดซีย์ หยิบกระเป๋าถือเดินออกจากโรงแรม ตรงไปยังที่ทำการไปรษณีย์เมืองยูโทเปีย
ที่ทำการไปรษณีย์อยู่ติดกับสำนักงานโทรเลข ทุกครั้งที่โมนิก้าเดินผ่านจะรู้สึกว่า ‘เสียของ’ เสมอ
ตามความเห็นของเธอ ชาวเมืองยูโทเปียแทบไม่ต้องพึ่งพาการส่งโทรเลข การมีสำนักงานโทรเลขเป็นของตัวเองจึงค่อนข้างสิ้นเปลือง
ส่งจดหมายเสร็จ โมนิก้าแหงนมองฟ้าและเดินไปยังจัตุรัสเทศบาล
เมื่อมาถึงหน้าทางเข้าวิหารพระแม่อาเรียนน่า เธอได้พบกับไบลส์
ไบลส์คือตำรวจผู้เคยสอบปากคำโมนิก้าในคดีฆาตกรรมที่โรงแรมดอกไอริช
น่าเสียดายที่โมนิก้าไม่รู้จักกับสุภาพบุรุษนามว่าเวนเดลล์
หลังจากพยักหน้าทักทายกัน โมนิก้าเดินเข้าไปในวิหาร หาที่นั่ง และฟังทัศนาจากบิชอปนามทาวน์เซ่น
อีกฝ่ายเป็นนักบวชที่เหมือนนักบวชที่สุดเท่าที่โมนิก้าเคยพบนับตั้งแต่ย้ายมานับถือเทพธิดารัตติกาล ผมบนหัวกว่าครึ่งมีสีขาว คำพูดคำจาสุขุมนุ่มนวล อารมณ์สงบนิ่ง เนื้อเสียงอ่อนโยน ทำให้จิตใจผู้คนเย็นลงโดยไม่รู้ตัว
โมนิก้าหลับตาลงและตั้งใจฟังธรรม
…
แคว้นเชสเตอร์ตะวันออก ในป่าบนที่ดินตระกูลฮอลล์
อัลเฟรด ฮิบเบิร์ต และออเดรย์ พาสุนัขล่าเนื้อส่วนตัว รวมถึงคนรับใช้อีกจำนวนมาก ปิดล้อมป่าเพื่อล่าเหยื่อ
นี่คือครั้งแรกที่สามพี่น้องได้ล่าสัตว์ร่วมกันนับตั้งแต่เป็นผู้ใหญ่
อัลเฟรดและฮิบเบิร์ตกำลังแสดงฝีมืออย่างโดดเด่นต่อหน้าน้องสาว หรืออย่างน้อยก็เท่าที่ตาเห็น
สำหรับอัลเฟรด ปัญหาใหญ่ที่สุดของมันก็คือ การควบคุมตัวเองมิให้โดดเด่นเกินไป เพราะถ้าผู้วิเศษลำดับ 5 อัศวินวินัย เอาจริงในการล่าสัตว์ พี่น้องคนอื่นก็คงหมดโอกาส
มันทราบว่าน้องสาวเป็นผู้วิเศษ แต่ก็ตระหนักดีว่าลำดับ 7 เส้นทางผู้ชมแทบไม่มีพลังด้านการต่อสู้
ขณะกำลังไล่ตามเหยื่อ พวกมันขี่ม้าออกจากป่าและได้พบกับทุ่งข้าวสาลี
“ที่นี่คือ?” ออเดรย์ซึ่งแต่งกายในชุดล่าสัตว์ ถามอย่างเป็นกันเอง
นี่คือครั้งแรกที่เธอเคยล่าสัตว์ในป่าแห่งนี้ จึงไม่ทราบปลายทางของมัน
ฮิบเบิร์ตเองก็ไม่คุ้น จึงหันไปพูดกับบุรุษรับใช้
“ไปถามใครสักคนมา”
ระหว่างรอ สามที่น้องสนทนาอย่างสนุกสนานพลางหัวเราะขณะพูดคุยเกี่ยวกับผลการล่า ส่วนซูซี่ โกลเดนรีทรีเวอร์ตัวใหญ่ กำลังชำเลืองสายตาไปมองสุนัขตัวผู้ที่พยายามเข้าใกล้เธอ ใช้การข่มขู่ทางจิตทำให้พวกมันรักษาระยะห่าง
ผ่านไปสักพัก บุรุษรับใช้ของฮิบเบิร์ตกลับมารายงาน
“นายท่าน ใกล้ๆ นี้มีหมู่บ้านหนึ่งชื่อฮาร์ตลาร์ค…”
ฮาร์ตลาร์ค… หมู่บ้านบูชามังกร? เรามาถึงที่นี่ได้ยังไง? ออเดรย์ผงะตกใจเมื่อได้ยิน
Related
แม้ว่าเสียงจากสำนักงานโทรเลขจะฟังดูปรกติ เป็นน้ำเสียงอันราบเรียบซึ่งมีการขึ้นลงเล็กน้อยตามธรรมชาติ ตามปรกติแล้วจะไม่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวเมื่อได้ยิน แต่หัวใจเวอร์ดูกลับเต้นระรัวในพริบตา
ราวกับกระสุนเพลิงที่ยิ่งเข้าไปในคลังแสง เมื่อดินปืนติดไฟ ทุกสิ่งก็ลุกลามเป็นวงกว้าง เฉกเช่นหัวใจอันตื่นตระหนกของเวอร์ดู
ความหวาดผวาที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างเวอร์ดู เป็นราวกับฝ่ามือที่จับคว้าหัวใจเอาไว้แนบแน่นจนสมองขาวโพลน มันคิดสิ่งใดไม่ออกนอกจากหันหลังวิ่ง ย่ำเท้าสุดกำลังไปยังท่าเรือที่มีเรือโจรสลัดจอดเทียบ
ระหว่างนั้น เวอร์ดูหลงลืมโดยสมบูรณ์ว่าตนกำลังสวมชุดคลุมโบราณที่มีพลังเทเลพอร์ต เพียงวิ่งกึ่งสะดุดไปตามแนวซากปรักหักพัง บ้างก็ล้มหัวคะมำ บ้างก็ถูกเสื้อผ้ารัดแน่นจนใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีม่วง ต้องหยุดกิจกรรมและยืนสูดลมหายใจเข้าลึก
แต่เมื่อกลับมาผ่อนคลายเล็กน้อย เวอร์ดูจะออกวิ่งอีกครั้งโดยไม่คิดชีวิตทันที ราวกับคนบ้าที่สูญเสียเหตุและผลไปโดยสมบูรณ์
ประตูไม้ย่อมมิอาจรักษาสมดุลเมื่อไม่มีคนจับ มันเลื่อนลงไปตามแนวกำแพงและนอนลงบนพื้นอิฐ
หมอกสีเทาและอาคารบ้านเรือนภายในพลันสลายไป
ห้าหกนาทีถัดมา เวอร์ดูวิ่งกลับมาถึงท่าเรือท่ามกลางท้องฟ้าที่กำลังจะก่อตัวเป็นพายุ
ดวงตาของมันกำลังเบิกกว้าง เปี่ยมไปด้วยความตื่นตระหนกและสับสน มิได้สนใจชายหนุ่มมาดเย็นชาซึ่งกำลังมองลงมาจากดาดฟ้าเรือโจรสลัดอย่างเงียบงัน
นี่คือชายหนุ่มผู้สวมหมวกทรงกึ่งสูงและชุดคลุมยาวสีดำ เจ้าของใบหน้าเคร่งขรึม
เวอร์ดูรีบใช้บันไดเรือเดินกลับขึ้นมาโดยไม่คิดสิ่งอื่น จากนั้นก็วิ่งแจ้นกลับเข้าเขตห้องโดยสาร ขึ้นบันไดไปยังชั้นสองและกลับเข้าห้องตัวเอง
โครม!
มันปิดประตู ขดตัวบนเตียงเล็ก ห่มผ้าคลุมโปงในสภาพตัวสั่น
เมื่อมีซี่โครงร้าวเพิ่ม ความเจ็บปวดแสนสาหัสแทรกซึมเข้ามาในจิตใจเวอร์ดูอย่างท่วมท้น มันพบว่าตัวเองรู้สึกเจ็บไปทุกส่วน ร่างกายร้อนผ่าว ทุกลมหายใจเปรียบดังเสียงฟ้าร้อง
มันดิ้นรนจนกระทั่งถอดชุดคลุมโบราณออกสำเร็จ ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียงด้วยความรู้สึกวิงเวียน คลื่นไส้ และขาดอากาศ
ด้านนอกเขตห้องโดยสาร ชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าเย็นชายกมือขึ้น หยิบถุงมือหนังมนุษย์จากอากาศมาสวมในมือซ้าย
ทันใดนั้น ชายคนดังกล่าวหายตัวไปและโผล่ขึ้นอีกครั้งที่มุมหนึ่งของซากปรักหักพัง ใกล้กับประตูไม้ซึ่งดูธรรมดา
มันโน้มตัวลง ยกประตูไม้ขึ้นมาพิงซากกำแพง
ทันทีหลังจากนั้น ชายในชุดคลุมสีดำเลียนแบบการเคลื่อนไหวของเวอร์ดู เลื่อนมือไปจับด้านจับและบิดลง
ถัดมา ชายหนุ่มผลักประตูไม้ไปข้างหน้าในสภาพเอนพิงซากกำแพง
แทบจะในเวลาเดียวกัน มันเห็นสายหมอกสีเทา เห็นถนนและบ้านเรือท่ามกลางหมอกจางๆ
จากบรรดาอาคารบ้านเรือน โดดเด่นที่สุดคงหนีไม่พ้นสำนักงานโทรเลขท่าเรือแบนชี ส่วนบ้านหลังอื่นค่อนข้างพร่ามัว
ทันใดนั้น เสียงอ่อนโยนภายในห้องโทรเลขถามผ่านบานประตู
“คุณ… เป็นใคร”
“ผมคือ… เกอร์มัน… สแปร์โรว์” ชายหนุ่มผู้แต่งกายด้วยหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง ตอบด้วยน้ำเสียงสูงสลับต่ำแบบเดียวกับอีกฝ่าย
บรรยากาศภายในสำนักงานโทรเลขท่าเรือแบนชีเงียบลงกะทันหัน คล้ายกับมีคนกำลังเดินแผ่วเบามาทางประตู
ในเวลาเดียวกัน เกอร์มัน·สแปร์โรว์หันหน้าไปมองอีกด้านหนึ่ง
ณ ส่วนลึกของถนนเส้นยาวอันมืดมิด ร่างหนึ่งเดินเข้ามา แต่งกายด้วยหมวกฟางและพันผ้าขนหนูรอบคอ มันโน้มตัวลงมาด้านหน้าเล็กน้อยคล้ายกับกำลังลากบางสิ่ง
เมื่อร่างดังกล่าวขยับเข้าใกล้ เค้าโครงของสิ่งที่มันกำลังลากก็ปรากฏให้เห็น
เป็นยานพาหนะสีดำสองล้อ มีหลังคาสำหรับบังแดดและฝน
บนรถเข็นมีสตรีคนหนึ่งถือพัดลายดอกไม้และนก แต่งกายด้วยเดรสกระโปรงยาวและสายคาดเอว
ทั้งเธอและคนลากรถถูกหมอกหนาบดบังจนมองไม่เห็นใบหน้า
จนกระทั่งพวกมันเคลื่อนที่ผ่านเกอร์มัน·สแปร์โรว์ รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เริ่มปรากฏขึ้นท่ามกลางสายหมอก
ใบหน้าของผู้ชายที่กำลังลากรถในท่าโน้มตัว เน่าเปื่อยจนมองเห็นไปถึงกระดูกด้านใน หนองสีเหลืองไหลเวียนแจ่มชัด สำหรับฝ่ายหญิง ในจุดที่มิได้ถูกพัดและเสื้อผ้าบดบัง ผิวหนังของเธอบวมพองหลายจุด ลักษณะเป็นตุ้มเนื้อสีน้ำเงินเข้มเต่งใส
ทันใดนั้น เสียงระฆังดังขึ้น รถไฟสีน้ำเงินซึ่งมีตู้โดยสารเพียงสอง แล่นตรงมายังเกอร์มัน·สแปร์โรว์
จนถึงตอนนี้ เกอร์มัน·สแปร์โรว์เพิ่งตระหนักได้เมื่อสายว่า บนพื้นถนนมีรางเหล็กสีดำพาดผ่าน และบนอากาศเหนือรางมีสายของบางสิ่งทอดตรงเป็นทางยาว
บริเวณหัวรถไฟมีโครงโลหะยื่นออกมาเพื่อจับกับสายดังกล่าว
ผ่านหน้าต่างกระจกรถไฟ เกอร์มัน·สแปร์โรว์มองเห็นผู้โดยสารด้านใน
พวกมันทั้งหมดหันหน้าเข้าหาถนน แต่อยู่ในสภาพเหลือเพียงศีรษะติดกับกระดูกสันหลังเปื้อนเลือด
รูม่านตาของเกอร์มัน·สแปร์โรว์เบิกกว้างเล็กน้อย เฝ้ามองฉากดังกล่าวโดยไม่ขยับตัวเป็นเวลานาน
ผ่านไปเกือบหนึ่งนาที มันก้าวเท้าไปด้านหน้า พยายามตรงเข้าไปในถนนพร่ามัวซึ่งปกคลุมด้วยหมอกสีเทา
ทว่า หมอกได้ปิดกั้นการผ่านเข้าออก ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่เป็นผล
สิบห้านาทีถัดมา เกอร์มัน·สแปร์โรว์เลิกพยายาม ทำเพียงปิดประตูไม้ สลายสายหมอกสีเทา ก่อนจะพาประตูไม้เทเลพอร์ตมายังเรือโจรสลัดโดยไม่กังวลว่าจะถูกคำสาปเล่นงาน
ชายหนุ่มวางประตูไม้ไว้บนดาดฟ้า เหยียดมือซ้ายไปจับบานประตู
ทันใดนั้น ลำคอของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ส่งเสียง ‘ปึด’ คล้ายกับศีรษะของมันถูกกระชากขึ้นด้านบนด้วยมือล่องหน ลากขึ้นไปพร้อมกับกระดูกสันหลังเปื้อนเลือด
เกอร์มัน·สแปร์โรว์ยังคงไม่เปลี่ยนสีหน้า เพียงยกมือขวาขึ้นอย่างเฉยเมยและกดศีรษะกลับเข้าไปยังตำแหน่งเดิม
ทันทีหลังจากนั้น มันบิดด้ามจับราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น นำประตูไม้ไปพิงกับกราบเรือและผลักเข้าไป
แต่คราวนี้ปราศจากสายหมอกสีเทา ไม่มีคน ไม่มีถนน ไม่มีบ้านเรือน ไม่มีรถไฟ ไม่มีสิ่งใดผิดปรกติแม้แต่อย่างเดียว
วินาทีถัดมา ประตูไม้ผุพังอย่างรวดเร็ว กลายเป็นเพียงแอ่งโคลน ประหนึ่งมันไม่อยากเผชิญชะตากรรมที่ต้องเป็นหนูทดลอง
เกอร์มัน·สแปร์โรว์มิได้ถอดใจ เพียงหยิบแหวนทองคำเลี่ยมทับทิมออกมาสวมนานเกือบสิบวินาที
หลังจากสลายแหวนทิ้ง เกอร์มัน·สแปร์โรว์ใช้มือขวาลากประตูไม้ธรรมดาออกจากความว่างเปล่า และเริ่มทดสอบในอีกหลายสิ่ง
หลังจากยืนยันว่าประตูไม้จะสูญเสียความพิเศษเมื่อออกจากแบนชี เกอร์มัน·สแปร์โรว์สลายมันทิ้งอย่างไม่แยแส
สองชั่วโมงถัดมา เมฆสูงบนท้องฟ้าค่อยๆ เลือนหาย พายุที่ก่อตัวอยู่นาน สุดท้ายก็มิได้สำแดงฤทธิ์เดช
เมื่อเรือโจรสลัดแล่นออกห่างจากท่าแบนชี เวอร์ดูซึ่งปฐมพยาบาลตัวเองเสร็จ ทำการดื่มยาขวดหนึ่งและทิ้งตัวลงนอนเพื่อปรับสภาพจิตใจ
ท่ามกลางโลกความฝันสีเทา มันกำลังวิ่งอยู่ในดินแดนอันรกร้าง มองหาบางสิ่งอย่างตั้งใจ แต่ก็ไม่พบอะไรเลย
ทันใดนั้นเอง เวอร์ดูได้ยินเสียงหนึ่งดังเป็นระยะมาจากส่วนลึกของดินแดนรกร้าง:
“มหาเทพแห่ง… สงคราม…”
“สัญลักษณ์แห่ง… เหล็กและเลือด…”
“เจ้าแห่ง… ความวุ่นวายและขัดแย้ง…”
ประโยคดังกล่าวดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่ได้ปลุกให้เวอร์ดูตื่นจากความฝัน
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ เวอร์ดูลืมตาตื่นขึ้นตามธรรมชาติ
ปัจจุบัน แสงยามเช้าจากนอกหน้าต่างกำลังสาดส่องเข้ามา
เวอร์ดูบรรจงพยุงตัวนั่ง และพบว่าตนไม่จำเป็นต้องใช้พลังของโหราจารย์ ก็สามารถจดจำนามเต็มทั้งสามวรรคได้
อาศัยความรู้เชิงศาสตร์เร้นลับที่ค่อนข้างเข้มข้น เวอร์ดูทราบทันทีว่านั่นคือนามเต็มของบุคคลระดับทวยเทพ
เป็นความฝันที่เกิดจากลวดลายและอักขระข้างแท่นบูชา หรือมาจากถนนที่เราเห็นในหมอกสีเทา? เวอร์ดูขมวดคิ้วครุ่นคิด
มันไม่คิดจะท่องนามเต็มส่งเดช เพราะทราบดีว่านั่นจะทำให้เผชิญกับชะตากรรมที่น่าสมเพชได้ง่าย
มหาเทพแห่ง… สงคราม… เวอร์ดูจำได้เลือนรางว่าตนเคยเห็นชื่อนี้จากบันทึกของตระกูล จึงตัดสินใจกลับไปศึกษาเพิ่มเติมก่อน ค่อยพิจารณาว่าจะทำอย่างไรในภายหลัง
…
ท่าเรือแบนชี บนซากภูเขาริมทะเล
เปลวไฟสีกึ่งแดง กึ่งขาว กึ่งส้ม โผล่ออกจากกลุ่มก้อนกรวดและก่อตัวเป็นรูปร่าง
ร่างดังกล่าวสวมชุดเกราะสีดำเปื้อนเลือด ผมสีแดงเพลิง ใบหน้าอ่อนเยาว์และหล่อเหลา
หว่างคิ้วมีสัญลักษณ์สีแดงเลือดคล้ายธง ไม่ใช่ใครนอกจากวิญญาณมารเทวทูตสีชาด เซารอน·ไอน์ฮอร์น·เมดีซี
“ถ้าไม่ใช่เพราะ ‘ท่าน’ เป็นผู้ครอบครองปราสาทต้นกำเนิดและมีตะกอนพลังของบริวารเร้นลับอยู่ในมือ จนสามารถบงการหุ่นเชิดได้โดยไม่จำกัดระยะทาง ข้าคงไม่ต้องเสียเวลาอ้อมค้อมขนาดนี้” วิญญาณมารเทวทูตสีชาดบ่นหัวเสีย ไม่มีใครทราบว่ากำลังคุยกับใคร
กลางอากาศ อีกาตัวหนึ่งบินลงมาเกาะบนหินใหญ่
ตาข้างขวามีวงกลมสีขาว มันเปล่งเสียงมนุษย์จากปาก
“ถึงกับเรียกว่า ‘ท่าน’ แทน ‘เขา’ … ไม่ใช่นิสัยของเจ้าเลยนะ”
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดหัวเราะในลำคอ
“เพราะทางนั้นต้องการให้คนอื่นเรียกว่า ‘เขา’ ไม่ใช่ ‘ท่าน’”
ขณะกล่าว เซารอน·ไอน์ฮอร์น·เมดีซีชำเลืองอีกา
“ร่างนี้น่ารักน่าตัวจริงเยอะเลย ว่าไหม อีกาน้อย?”
อีกาตาขาวตอบโดยปราศจากความขุ่นเคือง
“รูปแบบการเย้ยหยันของเจ้าไม่เคยเปลี่ยนไปเลย ยังคงโบราณเสมอต้นเสมอปลาย”
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดยิ้ม
“ทุกสิ่งดำเนินไปอย่างราบรื่น ท่านมิได้เอะใจเลยว่าสักนิดความจริงกำลังถูกปกปิด แต่ถึงท่านจะทราบ ก็คงแสร้งทำเป็นไม่เห็นกระมัง เพราะถ้าทางนั้นต้องการเป็นวันวาน ก็ต้องให้ ‘ประตู’ กลับมาอยู่ดี… แต่ด้วยนิสัย ท่านคงลังเลอยู่ไม่น้อย เพราะการกลับมาของประตูย่อมหมายถึงหายนะครั้งใหญ่… ฮะฮะ! ข้าชอบหายนะ… อีกาน้อย แล้วเจ้าจะตอบแทนข้าตอนไหน? ข้าเองก็ลงทุนไปมากกว่าจะโน้มน้าวอับราฮัมไร้สมองคนนั้นได้”
“เมื่อเขาสวดวิงวอนถึงเจ้า” อีกาตาขาวกล่าว “ถ้าเจ้ากังวลเกี่ยวกับการคงสภาพปัจจุบันเอาไว้ ข้าสามารถส่งหนอนกาลเวลาไปเป็นปรสิตในร่างกายเพื่อยืดเวลาออกไปได้… เรื่องแค่นี้ไม่ต้องขอบใจกัน”
ขณะกล่าว อีกาสยายปีกพร้อมกับหายตัวไปท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำคืน
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดเบือนศีรษะ อาศัยประโยชน์จากภูมิประเทศ มันก้มมองซากปรักหักพังของแบนชีด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
Related
เวอร์ดูกลืนน้ำลายไม่รู้ตัว ภายในใจเกิดความกลัวที่ยากอธิบาย
มันไม่รู้ว่าตัวเองกำลังหวาดกลัวสิ่งใด เห็นได้ชัดว่าที่นี่ยังคงปรกติดี มีเพียงหยดน้ำไม่ทราบที่มาตกใส่จากมุมสูง แต่นั่นก็มากพอจะทำให้มันเย็นวาบไปถึงสันหลัง
คงเป็นเพราะสภาพแวดล้อมของที่นี่ดำมืดเกินไป หรือไม่ก็เป็นเพราะเรายังไม่ทราบที่มาของของเหลว… เวอร์ดูก้าวออกไปด้วยความระมัดระวัง เริ่มสังเกตอีกครั้งอย่างใจเย็น
ผ่านไปหลายนาที ไม่มีสิ่งใดผิดปรกติเกิดขึ้น ไม่มีของเหลวตกจากที่สูงอีก
นั่นทำให้เวอร์ดูสร้างสมมติฐาน บางที อาจมีนกบินผ่านไปด้านบน โดยในปากของมันกำลังคาบปลาทะเล หรือไม่ก็ปลาน้ำจืดในลำธารบนเกาะ และเมือกของปลาบังเอิญหยดใส่ตนพอดี
มันสงบสติ ก่อนจะลงมือตรวจสอบซากปรักหักพังของสำนักงานโทรเลขอีกครั้ง
ผ่านไปเกือบสิบนาที เบื้องต้นเวอร์ดูยืนยันได้ว่า มีเพียงรอยเลือดและภาพจิตรกรรมเรียบง่ายเท่านั้นที่ควรค่าแก่การศึกษาในเชิงศาสตร์เร้นลับ
แต่แทนที่จะหยิบดินสีเลือดหรือลูบไล้ลงบนภาพจิตรกรรม มันนำลูกบอลคริสตัลสีใสบริสุทธิ์ออกจากกระเป๋าเสื้อ
แน่นอน ในฐานะโหราจารย์ มันจะยืนยันให้มั่นใจก่อนลงมือกระทำเรื่องเสี่ยง
มือซ้ายรองลูกบอล มือขวาลูบไล้ด้านบน เวอร์ดูเข้าสู่ภาวะ ‘ทำนายดวงดาว’
วินาทีถัดมา ลูกบอลคริสตัลสว่างขึ้น
บึ้ม!
มันระเบิดออก แตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อยไปทุกทิศ
“…” ดวงตาเวอร์ดูพลันแข็งทื่อ มันเอาแต่ยืนนิ่งโดยไม่สนใจอาการบาดเจ็บจากเศษแก้วทิ่มแทงร่างกาย
“ระเบิด… มันระเบิด…” เวอร์ดูกระซิบกับตัวเองแผ่วเบา
เศษลูกบอลคริสตัลที่พุ่งเข้าหาลำตัว ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถทะลวงผ่านชุดคลุมทรงโบราณเข้าไปได้ เพียงร่วงกราวลงมาทีละชิ้นโดยไม่มีเลือดสดเปรอะเปื้อน
แต่แน่นอน เศษคริสตัลจำนวนหนึ่งยังคงทิ่มแทงใบหน้าเวอร์ดูจนเกิดบาดแผลเล็กๆ
“นั่นใคร” เวอร์ดูได้สติตื่นทันที หันศีรษะและมองไปยังทิศทางหนึ่ง
ในซากปรักหักพังฝั่งตรงข้าม ร่างหนึ่งเดินออกมา เป็นสตรีผู้แต่งตัวเปิดเผยจากเรือโจรสลัด
เดิมที เธอซ่อนตัวได้มิดชิดมาก หรืออย่างน้อยเวอร์ดูก็ไม่ทันได้เอะใจ แต่การระเบิดของลูกบอลคริสตัลเมื่อครู่ทำให้อีกฝ่ายตกใจจนแสดงอาการตอบสนองที่รุนแรงและชัดเจน ส่งผลให้การซ่อนตัวล้มเหลว
ใบหน้าที่มีบาดแผลของเวอร์ดูบิดเบี้ยวทันที
“มาทำอะไรที่นี่?”
หญิงสาวยกมุมปากพลางแบะท่าไม่แยแส
“ที่นี่คือท่าเรือแบนชี ไม่ใช่บ้านของนายสักหน่อย ทำไมฉันจะมาไม่ได้? ก็แค่เบื่อ เลยลงมาเดินเล่น หวังว่าจะเจอเพชรพลอยจากซากปรักหักพังสักเม็ดสองเม็ด มีปัญหาอะไรหรือ?”
เธอรัวยิงคำถามหลายชุดโดยไม่ได้สร้างระยะห่างจากเวอร์ดูเพิ่มเติม
เวอร์ดูไม่สนใจจะโต้เถียง เพียงนำครีมที่เตรียมไว้และแอลกอฮอล์ใส่แผลออกมา จัดการปฐมพยาบาลเบื้องต้นบนใบหน้าและกราม จากนั้นก็เก็บเศษคริสตัลกลับเข้ากระเป๋าเสื้อ
มันไม่อยากทิ้งเลือดของตนไว้ในสถานที่สุดประหลาดเช่นนี้
ถัดมา เวอร์ดูดึงเครื่องประดับบนชุดคลุมทรงโบราณ
เป็นรูปทรง ‘ประตู’ ซึ่งประกอบด้วยทับทิมสามเม็ด มรกตสามเม็ด และเพชรสามเม็ด
ทันใดนั้น เสื้อคลุมของมันพลันรัดแน่น อวัยวะบนร่างกายมีลักษณะคล้ายปล้องเนื้อทันที
เมื่อถึงคราวกระดูกเวอร์ดูใกล้แหลก ร่างของมันค่อยๆ เลือนหายไปจากสถานที่
ถัดมา มันทำการเทเลพอร์ตมายังชายทะเลนอกท่าเรือแบนชี
ภูเขาในละแวกใกล้เคียงถูกถล่มจนกลายเป็นเศษซากหิน
เท่าที่เวอร์ดูทราบ ตรงนี้เคยเป็นจุดที่ชาวแบนชีกราบไหว้บูชา ‘เทพสภาพอากาศ’ และยังเป็นเป้าหมายหลักในการโจมตีของเทพวายุสลาตัน
หลังจากลูกบอลคริสตัลสำหรับทำนายระเบิดตัวเอง มันตระหนักถึงอันตรายซ่อนเร้นภายในสำนักงานโทรเลขทันที จึงไม่กล้าสำรวจเพิ่มเติม ตัดสินใจเลี่ยงไปสำรวจจุดอื่นต่อ
และนั่นยังช่วยให้สลัดหลุดจากการแอบสะกดรอยของหญิงสาวได้ด้วย
ทันทีที่ร่างเวอร์ดูโผล่ขึ้นอีกครั้ง มันทรุดตัวลงพลางรีบหายใจเข้าออก คล้ายกับในที่สุดก็ได้สูดอากาศเสียที
ขณะเดียวกัน เวอร์ดูรู้สึกเจ็บซี่โครงขวา ประหนึ่งว่ากระดูกเริ่มร้าว
หลังจากสูดลมหายใจลึกติดต่อกันหลายครั้ง มันกัดฟันทนความเจ็บปวด ก้าวขาไปข้างหน้าพร้อมกับเหงื่อเม็ดใหญ่บนหน้าผาก จนกระทั่งมาถึงแท่นบูชาที่ถูกทำเครื่องหมายไว้บนแผนที่
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า แท่นบูชามีสภาพพังพินาศ เหลือเพียงหลุมหินขนาดใหญ่ที่ไหม้เกรียม รายล้อมด้วยเศษกรวดกระจัดกระจาย
กรวดเหล่านี้มีร่องรอยการถูกไฟเผาหรือไม่ก็ฟ้าผ่าประปราย
หลังจากมองไปรอบตัว เวอร์ดู·อับราฮัมยกมือขวาขึ้นพร้อมกับสะบัดชายแขนเสื้อ
ทันใดนั้น เสียงลมหวีดดังขึ้น ก้อนกรวดเม็ดเล็กจำนวนหนึ่งถูก ‘ผลัก’ ออกจากตำแหน่ง เผยให้เห็นพื้นดินที่เคยถูกปกคลุม
นี่คือ ‘เทคนิคเป่าลม’ ของ ‘นักตุกติก’ ซึ่งเวอร์ดูใช้แทนการลงมือด้วยตัวเอง เพื่อป้องกันอันตรายเบื้องต้น
ขณะก้อนกรวด ‘ลอย’ ออกไป เวอร์ดูได้เห็นพื้นซึ่งมีรอยไหม้สีดำ เค้าโครงเดิมบางส่วนยังคงหลงเหลือ จำพวกลวดลายและอักขระที่ไม่สมบูรณ์
ฟ้าว!
เสียงลมทวีความรุนแรง เวอร์ดูอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าด้วยความประหลาดใจ
ลมของมันซึ่งมีฤทธิ์เพียงแค่ใช้เป่าก้อนกรวด กลับกลายเป็นพายุเฮอร์ริเคนที่ทำให้ร่างกายของมันซวนเซ
บนท้องฟ้า เวอร์ดูเห็นเมฆหนาทึบเกาะกลุ่มเข้าด้วยกัน ประหนึ่งพายุกำลังก่อตัว
แม้มันจะเคยได้ยินว่าแบนชีเป็น ‘พิพิธภัณฑ์สภาพอากาศ’ แต่ก็ไม่คิดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหันเช่นนี้
ผ่านไปสักพัก เวอร์ดูเริ่มสงสัยว่า ‘เทคนิคเป่าลม’ ของตนทำให้เกิดพายุ หรือเป็นเพราะการเป่าก้อนกรวดออกจากแท่นบูชา ได้กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
คิดถึงตรงนี้ หน้าผากของมันผุดเหงื่ออีกครั้ง
ขณะพายุโหมกระหน่ำ เวอร์ดูเห็นเศษหินจำนวนหนึ่งลอยขึ้นไปในอากาศ เผยให้เห็นหินก้อนใหญ่ด้านล่าง
ผิวหินถูกปกคลุมด้วยรอยแตกร่องลึก ราวกับพร้อมจะทำลายตัวเองหากโดยสัมผัส
ปัจจุบัน สายลมสงบลงมาแล้ว แต่มีฝนตกหนักก่อตัวขึ้นมาแทน
เวอร์ดูตระหนักได้ว่า ตนอุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงท่าเรือแบนชีทั้งที จะมัวกลัวไปทุกเรื่องก็คงไม่ได้ จึงรวบรวมความกล้าเพื่อเดินเข้าหาก้อนหินซึ่งมีสภาพไหม้เกรียม
มันหยิบแว่นขยายซึ่งมีลวดลายประหลาดสลักบนด้านจับออกมา ใช้มันตรวจสอบสภาพก้อนหินด้วยความระมัดระวัง
เจ็ดแปดนาทีถัดมา เวอร์ดูเก็บแว่นขยายซึ่งเป็นสมบัติวิเศษ พลางถอนหายใจอย่างหงุดหงิดและเสียดาย
มันยืนยันได้เบื้องต้นว่าไม่มีสิ่งใดผิดปรกติเกี่ยวกับหินก้อนนี้ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับศาสตร์เร้นลับ
ขณะเวอร์ดูเตรียมถอนสายตากลับและไปสำรวจจุดอื่น มันเห็นบางสิ่งสีแดงสดในบริเวณที่ก้อนหินสัมผัสกับพื้นดิน
สีแดงสดค่อยๆ ขยายออกคล้ายเลือดไหลซึม
แต่ก็มิได้แผ่เป็นวงกว้างเกินไป เพียงครอบคลุมพื้นเล็กๆ
ภาพของรอยเลือดในสำนักงานโทรเลขแล่นเข้ามาในสมองทันที เวอร์ดูรู้สึกซาบซ่านไปทั้งหนังหัว
ริมฝีปากของมันแห้งผากในพริบตา และมั่นใจว่าบรรยากาศเริ่มไม่ชอบมาพากล
เวอร์ดูกลืนน้ำลายคำใหญ่ ยกมือขวาขึ้นเพื่อสร้างสายลมกระโชกอีกครั้ง พัดพากรวดเม็ดเล็กจำนวนมากลอยไปถมฐานก้อนหินจนเต็ม ปกคลุมสีแดงสดที่แผ่ออกมา
มันไม่มัวแช่อยู่นาน รีบใช้ ‘เทเลพอร์ต’ อีกครั้งเพื่อมุ่งหน้าไปยังปลายทางสุดท้ายของแผนการสำรวจ
คราวนี้ซี่โครงหักเพิ่มอีกหนึ่ง ความเจ็บปวดรุนแรงจนมันแทบหมดสติ
เมื่อผนวกกับภาวะหายใจลำบากจากการถูกบีบรัด เวอร์ดูรู้สึกราวกับตนกำลังอยู่หน้าปากประตูนรก
มันใช้เวลาหลายสิบวินาทีเพื่อปรับสภาพร่างกาย ก่อนจะมองตรงไปด้านหน้า
ที่นี่เองก็เป็นซากปรักหักพัง เป็นซากอาคารพังทลายซึ่งถูกปกคลุมด้วยวัชพืช
จากคำบอกเล่าของโจรสลัดซึ่งเคยเข้ามาสำรวจซากปรักหักพังในแบนชี มีหนึ่งสิ่งที่นี่ควรค่าแก่การสำรวจ:
ประตูไม้แสนธรรมดา แต่มันคือสิ่งเดียวบนเกาะแบนชีที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์
โจรสลัดไม่พบสิ่งพิเศษเกี่ยวกับประตูไม้ จึงบอกให้ลูกน้องขนกลับไปที่เรือ
แต่หลังจากเดินไปได้สองก้าว จู่ๆ พวกมันก็ล้มลง ศีรษะถูกแยกส่วนจากร่างกายพร้อมกับกระดูกสันหลัง จากนั้นก็หมุนกลิ้งไปทางด้านข้าง
ฉากดังกล่าวทำให้โจรสลัดต่างพากันตกตะลึง ไม่กล้าแช่อยู่ที่นี่อีกต่อไป รีบกลับขึ้นเรือพร้อมกับคนที่เหลือ
เวอร์ดูยังไม่เชื่อเรื่องเล่าของอีกฝ่ายเต็มร้อย แม้มันจะมีประสบการณ์ในทะเลไม่มาก แต่ก็พอจะทราบว่าพวกโจรสลัดนั้นขี้โม้และชอบพูดเกินจริงไปไกล บางครั้งก็สองสามเท่า บางครั้งก็เป็นสิบเท่า
แต่ถึงจะเป็นคำพูดเกินจริง เวอร์ดูก็ยังมองว่าประตูไม้บานดังกล่าวควรค่าแก่การศึกษา
หลังจากค้นหาสักพัก มันพบเป้าหมาย
ประตูไม้ที่มีหน้าตาธรรมดา มีรูกุญแจและด้ามจับทองเหลือง กำลังเอนพิงอยู่กับซากกำแพง
สอดคล้องกับซากปรักหักพังโดยรอบ ที่นี่ไม่มีซากศพหรือคราบเลือด
นึกแล้วเชียว ไอ้พวกขี้โม้… หึหึ… พวกโจรสลัดคงได้ยินเรื่องของประตูไม้มาจากที่อื่น มันกับลูกน้องจึงไม่กล้าเข้าไปยุ่ง… เวอร์ดูมองไปรอบตัวสักพักก่อนจะกล่าว
“นั่นใคร? แอบจับตามองเช่นนี้มีเจตนาอะไร?”
อันที่จริง มันมิได้พบร่องรอยของใคร แต่จากประสบการณ์และบทเรียน มันใช้ภาษากายและพฤติกรรมเชิงรุกเพื่อเปิดโปงผู้สะกดรอยซึ่งอาจมีอยู่จริง
วินาทีถัดมา สักแห่งในเงามืด ชายวัยกลางคนพุงป่องหน้ามันเดินออกมา
มันไม่กล่าวคำใด เพียงเดินจากไปอย่างเงียบงัน
เวอร์ดูชื่นชมตัวเองพลางถอนหายใจโล่งอก ก่อนจะรีบเดินไปที่ประตูไม้โดยไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่า
จากข้อมูลที่ได้รับ ไม่ว่าจะผลักเปิดประตูไม้ด้านใดก็จะไม่ทำให้เกิดความผิดปรกติ ขอเพียงไม่พยายามเคลื่อนย้ายก็พอ
หลังจากครุ่นคิดสักพัก เวอร์ดูชักมือกลับเข้าไปในชายแขนเสื้อ ใช้ชายแขนเสื้อเป็น ‘ถุงมือ’ เพื่อดึงเปิดประตูไม้
ประตูไม้เปิดออก แต่ทุกสิ่งยังคงเงียบสงัด
เวอร์ดูผลักประตูไม้กลับเข้าไป ลักษณะเหมือนการปิดตามปรกติ แต่ก็ยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงใด
มันลองทดสอบอีกหลายวิธี แต่ก็มิอาจทำให้ประตูไม้แสดงความผิดปรกติได้ ราวกับประตูบานนี้แค่โชคดีที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์แม้จะถูกโบสถ์วายุสลาตันถล่มจนราบเป็นหน้ากลอง
เวอร์ดูสูดลมหายใจยาว พยายามทำให้หัวโล่ง
มันครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะพยายามเปิดประตูอีกครั้ง
แต่คราวนี้เปลี่ยนวิธี เป็นการจับด้ามจับและค่อยๆ บิดลงอย่างเชื่องช้า
หลังจากได้ยินเสียงโลหะลงล็อก เวอร์ดูผลักไปด้านหน้าในสภาพชนกับซากกำแพงที่พิงอยู่
ทันใดนั้น หมอกสีเทาปรากฏขึ้นในการมองเห็นของเวอร์ดู
ในสายหมอกมีถนนหนึ่งสาย และบ้านเรือนหลายหลัง
ด้านหน้าอาคารหลังหนึ่งมีแผ่นป้ายไม้ สลักคำภาษาโลเอ็นไว้ว่า:
“สำนักงานโทรเลขท่าเรือแบนชี”
ขณะรูม่านตาของเวอร์ดูกำลังเบิกกว้าง เสียงอ่อนหวานดังมาจากด้านในสำนักงานโทรเลขซึ่งปกคลุมด้วยสายหมอก
“มาส่งโทรเลขหรือ? เชิญเข้ามาด้านใน”
………………………………
Related
ทันใดนั้น เวนเดลล์ตระหนักว่าน่องของมันกำลังสั่นระริก ประหนึ่งมิอาจรองรับน้ำหนักตัวได้อีกต่อไป
หลังออกจากยูโทเปีย มันเคยจินตนาการถึงผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด นั่นคือการตายอย่างกะทันหันและไร้เหตุผล
อย่างไรก็ดี มันไม่เคยคาดคิดว่าจะได้พบกับผู้คนของยูโทเปีย ภายในกรุงเบ็คลันด์อันกว้างใหญ่
แถมอีกฝ่ายยังชักชวนให้กลับไปยังยูโทเปียอีกครั้ง
สำหรับเวนเดลล์ นี่คือฝันร้ายสุดสะพรึง และการที่ยังไม่สติแตกไปในทันที คือเครื่องพิสูจน์ว่าจิตใจของมันเข้มแข็งเพียงใด
เวนเดลล์เผยท่าทีกระอักกระอ่วนอย่างสงวนกิริยา
“ช่วงนี้ผมงานยุ่ง…”
ตำรวจชื่อไบลส์กล่าวต่อ
“การพิจารณาคดีจะเกิดขึ้นในอีกสองสัปดาห์ นี่คือเอกสารที่เกี่ยวข้อง”
ขณะพูด มันยื่นเอกสารในมือให้เวนเดลล์
ใจจริง เวนเดลล์ไม่อยากรับ แต่ก็จำต้องทำ
ไบลส์ก้าวถอยหลัง
“สิ่งนี้มีอนาคตของหญิงสาวคนหนึ่งเป็นเดิมพัน ผมหวังว่าคุณจะเป็นพยานให้เธอได้”
“ผมไม่รับปาก…” เวนเดลล์ตอบแบ่งรับแบ่งสู้
ไบลส์ไม่กล่าวเพิ่มเติม เพียงก้มศีรษะคำนับและกล่าว
“ผมจะรอคุณที่ยูโทเปีย หวังว่าเราจะได้พบกันอีกครั้ง”
กล่าวจบ มันหันหลังกลับ เดินออกจากบ้านตรงไปทางถนน
ระหว่างนั้น คล้ายกับเวนเดลล์ถูกแช่แข็งเป็นรูปปั้น มันเอาแต่ยืนแข็งทื่อโดยไม่กะพริบตา
ผ่านไปราวสิบวินาที ประหนึ่งมันเพิ่งตื่นจากฝันร้าย ร่างกายปราศจากเรี่ยวแรงจนล้มลงโดยใช้มือขวาพิงประตู
เมื่อสักครู่ มันหวาดกลัวจากก้นบึ้ง กังวลว่าไบลส์จะใช้กำลังบังคับพากลับไปยังยูโทเปียที่ไม่มีอยู่จริง
และถ้าเป็นเช่นนั้น เวนเดลล์ไม่มีทางเดาได้ว่าตนจะกลับออกจากยูโทเปียได้อีกหรือไม่ บางทีอาจหายตัวไปตลอดกาล
เมื่อเทียบกับการตายอย่างกะทันหัน จุดจบอันน่าสะพรึงและยากคาดเดา ทำให้มันยิ่งทวีความหวาดผวา
ต้องรีบแล้ว รีบแจ้งไปยังเบื้องบน! บอกให้พวกเขาจับกุมตำรวจจากยูโทเปียและสอบสวนเกี่ยวกับเมืองประหลาดนั่น จากนั้นก็หาวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสมที่สุด! เวนเดลล์ได้สติกลับมา พยายามมองหาเรื่องดีในเรื่องร้าย และเตรียมแจ้งเจ้าหน้าที่ MI9 ที่คอยเฝ้าจับตามองตน
แต่ทันใดนั้นเอง มันฉุกคิดถึงปัญหาสำคัญ ในบทสนทนาเมื่อครู่ มันไม่พยายามหาโอกาสส่งสัญญาณบอกกับเจ้าหน้าที่ MI9 ที่ซุ่มดูอยู่ว่าตำรวจนายนี้มีปัญหา หรือไม่พยายามประวิงเวลาจนอีกฝ่ายพบความผิดปรกติ และยังไม่ได้ใช้ความเป็นมืออาชีพของเจ้าหน้าที่ข่าวกรองเพื่อถามกลับไปว่า ไบลส์พักอยู่ในโรงแรมใด และเตรียมกลับรถไฟรอบไหน
มันตกใจและลนลานเสียจนเอาแต่ตอบโต้ไปตามจิตใต้สำนึก เลือกทางที่ปลอดภัยกับตัวเองที่สุด
คิดถึงตรงนี้ เวนเดลล์เดินออกจากประตูบ้าน มองไปยังทิศทางที่ไบลส์ตรงไป แต่ก็ไม่เห็นวี่แววของอีกฝ่าย
ตำรวจจากยูโทเปียรายนี้กลมกลืนเข้ากับรถม้าและคนเดินถนนเรียบร้อยแล้ว
เวนเดลล์ถอนสายตากลับ จ้องเอกสารในมือด้วยความไม่สบายใจ
“หลังจากนี้สองสัปดาห์ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราไม่ไปเป็นพยานที่ยูโทเปีย?”
ยิ่งเวนเดลล์ครุ่นคิด มันก็ยิ่งทวีความหวาดกลัว แข้งขาอ่อนแรงลงอีกครั้ง ก่อนจะรีบส่งสัญญาณบอกเพื่อนร่วมงานที่คอยซุ่มดูอยู่เพื่อแจ้งความผิดปรกติ
…
เขตตะวันตก บ้านเลขที่ 9 ถนนเบลลอตโต้
หลังทราบจากบาร์เทนเดอร์ว่า มีชาวยูโทเปียเดินทางมายังเบ็คลันด์ ซิลตกใจเจือสับสน
ก่อนหน้านี้ เธอเคยสันนิษฐานเบื้องต้นไว้ว่า ยูโทเปียคงซ่อนอยู่ในที่ลับ หรือไม่ก็เป็นเมืองกึ่งจริงกึ่งมายา ทางเข้าออกเป็นแบบสุ่ม เพื่อให้บุคคลภายนอกเข้าไปและกลับออกมาได้
ส่วนคำถามที่ว่า เหตุใดถึงต้องให้บุคคลภายนอกผ่านเข้าออก เธอเขาว่าคงเป็นเงื่อนไขของพิธีกรรม
ดังนั้น ตามความเข้าใจของหญิงสาว ชาวยูโทเปียจึงไม่ควรออกจากบ้านเกิดมายังโลกภายนอก
นี่ก็เป็นข้อกำหนดของพิธีกรรม? ชาวเมืองเป็นใครกันแน่? สาวกมิสเตอร์ฟูล? พวกพ้องของเกอร์มัน·สแปร์โรว์? หลังจากสอบถามรูปลักษณ์ของตำรวจยูโทเปียที่มาเยือน ซิลเดินทางกลับสำนักงานใหญ่ MI9 เนื่องจากยังขาดข้อมูลเพิ่มเติม พลางลังเลว่าจะส่งลูกน้องออกไปสืบสวนขยายผลดีหรือไม่
เธอไม่แน่ใจว่ามิสเตอร์เวิร์ลต้องการให้เกิดผลลัพธ์ดังกล่าวไหม ด้วยเกรงว่านั่นอาจกระทบกับพิธีกรรมของอีกฝ่าย
หลังจากเดินวนเวียนภายในห้องทำงานสักพัก ซิลวางแผนสวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูล ให้อีกฝ่ายช่วยถ่ายทอดคำถามไปถึงเดอะเวิร์ล
เมื่อกลับมายังเก้าอี้ สายตาซิลกวาดไปเห็นเอกสารบนโต๊ะ
เป็นรายงานการสืบสวนจากลูกน้องทั้งสองคนของเธอ แง่หนึ่งเป็นการยืนยันว่าผู้โดยสารที่กลับถึงกรุงเบ็คลันด์ปราศจากปัญหา อีกแง่หนึ่งเป็นข้อสงสัยเกี่ยวกับการหายตัวไปของผู้โดยสารบางคน
ผู้โดยสาร… ซิลหรี่ตาลงเล็กน้อย อาศัยสัญชาตญาณของตนเพื่อคาดเดา:
ชาวยูโทเปียคนนั้นมาที่เบ็คลันด์เพราะจุดประสงค์บางอย่าง ไม่ใช่การหลบหนีออกมา และบางที จุดประสงค์ที่ว่านั่นอาจเกี่ยวข้องกับผู้โดยสารที่กลับจากยูโทเปีย…
หรือว่า… ซิลฉุกคิดบางสิ่งได้ รีบนั่งลงและเตรียมสวดวิงวอน
ทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น
“…เชิญ” ซิลลังเลสักพักก่อนจะตอบ
เมื่อประตูเปิดออก ซิลเห็น ‘ล็อก’ เจ้าของเคราแพะและเวนเดลล์ พยานในเหตุการณ์ยูโทเปีย
“พันเอก เวนเดลล์ได้พบคนจากยูโทเปีย อีกฝ่ายมาเยี่ยมถึงหน้าบ้าน!” ล็อกกล่าวตะกุกตะกัก
มันเองก็ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น
อย่างที่คิด… ซิลไม่เพียงไม่ประหลาดใจ ตรงกันข้าม เธอแอบโล่งอก
หญิงสาวจ้องเวนเดลล์
“เขามาเยี่ยมคุณทำไม”
“เขาบอกให้ผมเดินทางไปที่ยูโทเปียเพื่อเป็นพยานในชั้นศาล เกี่ยวกับคดีฆาตกรรมที่ผมเขียนไว้ในรายงาน” เวนเดลล์สงบลงมากแล้ว
จากนั้นก็เสริม
“เขาเป็นตำรวจ ชื่อไบลส์… แต่ผมไม่กล้าถามว่าเขาอาศัยอยู่ที่ใด และจะกลับเมื่อไร ด้วยรถไฟรอบไหน”
เพื่อแสดงความใส่ใจ ซิลลุกขึ้นยืนและทำหน้าครุ่นคิด
“ล็อก ระดมพลสมาชิกในทีมทันที ตามหาคนขับรถม้าที่ทำงานใกล้กับละแวกบ้านเวนเดลล์ รวมถึงคนรับรถม้าสาธารณะในป้ายใกล้เคียงทั้งหมด สอบปากคำว่าเคยพบเห็นไบลส์บ้างหรือไม่ และถ้าพบ ให้พวกเขาระบุปลายทางที่ส่งลง ขณะเดียวกัน ส่งคนไปเฝ้าสถานีรถไฟ สังเกตผู้โดยสารที่ผ่านเข้าออก…”
ออกคำสั่งลูกน้องเสร็จ ซิลหันไปมองเวนเดลล์
“คุณต้องให้ความร่วมมือในการร่างภาพเหมือนของไบลส์”
“ครับ พันเอก” ล็อกและเวนเดลล์ขานรับพร้อมเพรียง
หลังจากพวกมันออกไปและปิดประตู ซิลนั่งลงและเริ่มสวดวิงวอน
เพียงไม่นาน เธอได้รับคำตอบจากมิสเตอร์ฟูล และเห็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์กำลังสวดวิงวอนท่ามกลางสายหมอก
เดอะเวิร์ลบอกกับเธอว่า:
“สามารถดำเนินการสืบสวนได้ตามปรกติ… สำหรับข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับพิธีกรรม สามารถหยิบยกขึ้นมาพูดได้หากจำเป็น แต่ต้องรวมอยู่กับข้อสันนิษฐานอื่นอย่างกลมกลืน”
ซิลโล่งใจไปหลายเปลาะ ทำเพียงรอคอยผลการสืบสวนจากลูกน้อง
ตกดึก ล็อกกลับมายังถนนเบลลอตโต้เพื่อรายงานกับซิล
“พวกเราพบคนขับรถม้าที่รับส่งชาวยูโทเปียแล้วครับ!”
“หืม?” ซิลเผยความสนใจ
ล็อกเล่าต่อไป
“ชาวยูโทเปียที่ชื่อไบลส์ เดิมทีเขาขอให้คนรับรถม้าไปส่งที่ท่าเรือ แต่เมื่อรถม้าแล่นไปถึงละแวกใกล้เคียงปลายทาง เขาขอลงกะทันหันและบอกว่าถึงจุดหมายแล้ว… คนขับบอกว่าไม่คุ้นถนนเส้นดังกล่าวเลยสักนิด เขารู้สึกเหมือนกับหลงทาง… แต่เมื่อออกจากถนนเส้นนั้นได้ เขาก็พบว่าสภาพแวดล้อมกลับมาคุ้นเคยอีกครั้ง… คนของเราพยายามให้เขาพาไป แต่เขาบอกว่าหาเท่าไรก็ไม่พบถนนเส้นดังกล่าว”
ซิลพยักหน้าเล็กน้อย ตอบเสียงขรึม
“สอดคล้องกับรายงานเกี่ยวกับทางเข้าออกของยูโทเปีย”
“พันเอก คุณหมายถึงรายงานที่แจ้งว่า ยูโทเปียสามารถเข้าออกจากถนนเส้นใดก็ได้?” ล็อกถามด้วยความทึ่ง
ซิลครุ่นคิดสักพัก
“สำหรับตอนนี้ ให้คิดว่าเป็นแบบนั้นไปก่อน แต่ฉันรู้สึกว่ายังมีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล… อา… ยูโทเปียเชื่อมต่อกับถนนเส้นต่างๆ ด้วยวิธีใด แล้วพวกเราต้องเริ่มสืบจากจุดไหน…”
เมื่อสิ้นเสียง ซิลกล่าวกับล็อก
“ไปบอกกับเวนเดลล์ว่า เขาต้องอยู่ที่นี่ไปอีกสองสัปดาห์ จนกว่าเอกสารจะหมดอายุ”
“ครับ พันเอก” ล็อกหมุนตัวกลับและเดินออกจากห้องทำงานของซิล
เวนเดลล์ไม่คิดคัดค้านคำสั่งของพันเอกเดียร์ชา อาจกล่าวได้ว่า มันรู้สึกปลอดภัยกว่าหากได้อยู่ในความคุ้มครองของสำนักงานใหญ่ MI9
ที่พักชั่วคราวของมันถูกดัดแปลงจากห้องเวรยาม หน้าต่างมองเห็นสนามหญ้า สวนหย่อม และต้นไม้
เมื่อมองออกไป เวนเดลล์เห็นอีกาสีดำกำลังยืนบนกิ่งไม้ จ้องมองมาทางมันอย่างเงียบงัน
…
แบนชีในยามค่ำคืนมีบรรยากาศมืดสนิท บางครั้งจะได้ยินเสียงร้องจากนกทะเล อีกา หรือนกประเภทอื่น
เวอร์ดูกำลังยืนริมหน้าต่าง มองไปยังท่าเรือทรุดโทรมซึ่งขยับใกล้เข้ามา รวมถึงเมืองซึ่งกลายเป็นเพียงซากปรักหักพัง ภายในใจทวีความตึงเครียดอย่างมิอาจบรรยาย
หลังจากเคว้งกลางทะเลมาหลายวัน เรือที่มันโดยสารกำลังจะจอดเทียบท่าแบนชี
กัปตันแจ้งกับเวอร์ดูว่า พวกมันจะจอดรอเพียงสองชั่วโมงเท่านั้น หากเกินกว่านี้ เวอร์ดูจะถูกทิ้งไว้บนเกาะร้างและต้องรอโดยสารเรือลำถัดไปเพื่อเดินทางกลับ และไม่มีใครทราบว่าเรือลำถัดไปจะมาถึงเมื่อไร
หายใจเข้าออกสักพัก เวอร์ดูดึงสายตากลับ ถอดเสื้อคลุมออก
ถัดมา มันเปิดกระเป๋าเดินทาง หยิบชุดคลุมสีดำทรงโบราณออกมาสวม
ผิวเสื้อคลุมปักด้วยด้ายสีทอง เลี่ยมอัญมณีขนาดเท่าเม็ดข้าวไว้หลายจุด เป็นหนึ่งในสมบัติวิเศษของตระกูลอับราฮัม
หลังจากเตรียมพร้อม เวอร์ดูเดินลงจากเรือโจรสลัดไปยังท่าแบนชี
ระหว่างทาง ชุดคลุมทรงโบราณทวีความรัดแน่น ส่งผลให้ใบหน้าของมันเริ่มม่วงคล้ำและใกล้จะหมดสติ
เวอร์ดูเดินและเดิน จนกระทั่งมาถึงสำนักงานโทรเลขเก่าซึ่งระบุไว้ในแผนที่ที่ซื้อมา ด้านใน มันได้พบรอยเลือดสีแดงสดสองแห่งใจกลางซากอาคารพังถล่ม ดูคล้ายกับคนสองคนถูกบดเป็นซอสเนื้อ
ถัดจากรอยเลือดทั้งสอง บนซากกำแพงที่แตกหัก มันเห็นภาพวาดสัตว์ประหลาดหัวปลาหมึกสวมชุดเกราะ กำลังเดินบนเกลียวคลื่นและถือหอกสามง่าม
เวอร์ดูยกตะเกียงในมือขึ้น เตรียมสำรวจอย่างใกล้ชิด แต่ทันใดนั้น มันรู้สึกว่ามีของเหลวเย็นๆ หยดใส่ลำคอ
มันตกใจจนรีบเอื้อมมือไปสัมผัสตามสัญชาตญาณ และพบว่าของเหลวดังกล่าวมีลักษณะเหนียว ไม่เหมือนกับน้ำฝน ไม่มีสี ไม่ใช่เลือด
เหมือนกับน้ำลาย… หน้าผากเวอร์ดูกระตุกแผ่วเบา มันเงยศีรษะขึ้นเชื่องช้า จ้องมองจุดที่ของเหลวหยดลงมา
ด้านบนมีเพียงผืนฟ้าสีดำอันมืดมิด ปราศจากดวงจันทร์และดวงดาว
………………………
Related
สถานีรถไฟเบ็คลันด์ ชานชาลาที่สาม
หลังจากสนทนากับพ่อแม่และน้องสาวสักพัก อัลเฟรดถือโอกาสที่ยังไม่ถึงเวลาออกเดินทาง ลงจากรถไฟมายังชานชาลา จากนั้นก็กล่าวกับคนสนิท
“ขอบุหรี่ไบลัมตะวันออก”
หากจะถามว่า ประสบการณ์บนทวีปใต้ในช่วงไม่กี่ปีหลังส่งผลผลเสียใดบ้าง ถ้าไม่นับความเจ็บปวดทางจิตใจ ก็คงเป็นการสร้างนิสัยเสียเล็กๆ น้อยๆ ให้อัลเฟรด
หลังจากสูบบุหรี่ไบลัมตะวันออกซึ่งใช้เครื่องเทศและสมุนไพรมาห่อกับใบยาสูบโดยตรง อัลเฟรดก็ลืมบุหรี่กระดาษซึ่งชาวทวีปเหนือนิยมชมชอบไปโดยสิ้นเชิง มันมองว่าบุหรี่กระดาษมีรสชาติจืดชืด เหมือนกับการดื่มเหล้าผสมน้ำ
สำหรับซิการ์ อัลเฟรดทราบดีว่ายาสูบชนิดนี้ต้องใช้เวลาในการละเมียดละไม ไม่เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน
แต่แน่นอน มันมิใช่สิงห์อมควันตัวยง ‘อัศวินวินัย’ มีร่างกายและจิตใจแข็งแกร่งพอที่จะต่อต้านอาการเสพติด สาเหตุที่อัลเฟรดปลีกตัวลงมาสูบบุหรี่บนชานชาลา ก็เพราะมันรู้สึกว่าภายในขบวนรถไฟน่าอึดอัดเกินไป แถมมารดาก็ยังเอาแต่ถามว่าเมื่อไรจะแต่งงาน
หลังจากคนสนิทหยิบบุหรี่ไบลัมตะวันออกมาจุดไฟ อัลเฟรดรับวัตถุซึ่งมีสีน้ำตาลจนเกือบดำมาคาบปากพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าสุดปอด
กลิ่นอันทรงพลังซึมซาบเข้าไปในร่างกาย สมองของมันผ่อนคลายขึ้นทันใด
ทันใดนั้นเอง มันเห็นชายผมทองคนหนึ่งซึ่งมีใบหน้าชัดลึกคล้ายรูปปั้นแกะสลัก เดินเข้ามาใกล้พร้อมกับบุรุษรับใช้
อัลเฟรดลังเลสักพัก ก่อนจะยิ้มพลางยกมือขวาพูด
“ฮิบเบิร์ต คิดว่านายจะไม่กลับเชสเตอร์ตะวันออกเสียอีก”
อีกฝ่ายคือบุตรชายคนโตของเอิร์ลฮอลล์ ฮิบเบิร์ตฮอลล์ พี่ชายของอัลเฟรด
ฮิบเบิร์ตฉีกยิ้มอย่างสง่างามและสมบูรณ์แบบ ตามด้วยกล่าว
“ฉันเป็นแค่เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ไม่ใช่เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ยุ่งจนไม่มีวันหยุดหรอกนะ”
อันที่จริง มันไม่คิดจะเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว เป้าหมายมีเพียงการสั่งสมประสบการณ์ทำงานในตำแหน่งต่างๆ ของรัฐบาล สร้างเครือข่ายเส้นสายของตัวเอง และเตรียมเข้าสู่สภาขุนนางในอนาคต
อัลเฟรดจับบุหรี่ไบลัมตะวันออกพลางยิ้ม
“ขอให้เป็นวันหยุดที่ดี”
หลังจากมองดูฮิบเบิร์ตเดินเข้าไปในขบวนรถไฟ อัลเฟรดสัมผัสได้อย่างเลือนรางว่ามีใครบางคนกำลังจ้องมองมาพลางจับกลุ่มพูดคุย
“ทำไมถึงไม่มีผู้โดยสารรอขึ้นรถไฟขบวนนั้นเลย?”
“จริงด้วย ยังไม่เต็มขบวนเลยนี่”
“ฮะฮะ! นั่นมันขบวนพิเศษที่ถูกคนใหญ่คนโตจองไว้ล่วงหน้าด้วยเงินก้อนโต เข้าใจว่าพวกนายไม่เคยเห็น แต่จงจำเอาไว้ ที่นี่คือเบ็คลันด์ เหตุการณ์ทำนองเดียวกันเกิดขึ้นเป็นประจำตามหัวเมืองใหญ่ เมื่อคนใหญ่คนโตออกเดินทางพร้อมครอบครัว คนรับใช้ที่ติดสอยห้อยตามมาด้วยย่อมมีจำนวนหลักร้อย อาจมีสัตว์เลี้ยงด้วย จะให้ไปเบียดเสียดกับคนธรรมดาได้อย่างไร…”
“อย่างนี้นี่เอง…”
“คนใหญ่คนโตคราวนี้เป็นใคร?”
อัลเฟรดหันไปมอง และพบคนกลุ่มหนึ่งในเครื่องแบบสีเทาน้ำเงิน กำลังยืนอยู่บนชานชาลาที่สอง พลางแอบมองมายังชานชาลาติดกันผ่านรางรถไฟที่ว่างเปล่า
ระยะห่างของทั้งสองฝ่ายไม่ใช่น้อย หากไม่ใช่เพราะอัลเฟรดมีโสตประสาทดีเยี่ยม มันคงไม่ทราบว่าอีกฝ่ายกำลังคุยอะไรกัน
“พวกเขาเป็นใคร” อัลเฟรดถามคนสนิทด้านข้าง
มันทราบเพียงว่า คนเหล่านั้นสวมเครื่องแบบของบริษัทรถไฟ
คนสนิทหันหลังกลับทันที วิ่งไปถามเจ้าหน้าที่ชานชาลา
ไม่นานก็กลับมาพร้อมกับกระซิบอัลเฟรด
“ท่านนายพล พวกเขาคือพนักงานควบคุมการเดินรถซึ่งมาจากทั่วทั้งอาณาจักร ปัจจุบันกำลังฝึกอบรมระยะสั้นในเบ็คลันด์”
อัลเฟรดพยักหน้าเล็กน้อย ชำเลืองไปทางชานชาลาที่สองอีกครั้ง
คนที่อายุมากที่สุดมีผมหงอก และเด็กที่สุดมีอายุราวยี่สิบตอนต้น ส่วนใหญ่เป็นวัยกลางคนในช่วงสามสิบถึงสี่สิบ มีจำนวนไม่น้อยที่จอนข้างขมับเริ่มหงอกขาว
…
ทะเลโซเนีย บายัม เมืองแห่งการให้
เวอร์ดูถือกระเป๋าเดินทางซึ่งปราศจากสิ่งของล้ำค่า โดยสารเรือลำเล็กในตอนกลางคืน ออกจากท่าเรือมาขึ้นเรือโจรสลัด
ลำดับ 7 ของเส้นทางผู้ฝึกหัดมิได้เก่งกาจด้านการต่อสู้มากนัก และถึงแม้เวอร์ดูจะถือครองสมบัติวิเศษ แต่ก็ค่อนข้างกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียง และไม่เต็มใจที่จะใช้หากไม่จวนตัวถึงขีดจุด ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุไม่คาดฝัน ประกอบกับการไม่ไว้วางใจโจรสลัด เวอร์ดูตัดสินใจไม่สวมใส่สิ่งของที่สามารถกระตุ้นความโลภในตัวผู้อื่นได้ง่าย
โจรสลัดบนดาดฟ้าชำเลืองเวอร์ดู จากนั้นก็กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ต้องกังวลไป พวกเรารักษาสัญญาแน่ ขอเพียงจ่ายค่าโดยสารครบ ทางนี้สัญญาว่าจะไม่โยนลงทะเล และหากเป็นที่นี่ นายจะปลอดภัยกว่าการนั่งเรือโดยสารทั่วไป เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับโจรสลัด”
เมื่อเห็นว่าเวอร์ดูยังคงหวาดกลัวแม้จะเงียบ โจรสลัดโยนกุญแจให้ด้วยท่าทีร่าเริง
“ชั้นสอง ห้องในสุด”
เวอร์ดูรับกุญแจทองเหลือง เดินเข้าไปในเขตห้องโดยสาร ขึ้นบันไดไปหนึ่งชั้นและตรงไปยังส่วนลึกสุดของทางเดิน
คล้ายกับชั้นนี้ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับคนธรรมดาที่โดยสารเรือโจรสลัดโดยเฉพาะ ระหว่างทาง เวอร์ดูพบผู้โดยสารหลายคนที่ดูไม่เหมือนโจรสลัดแม้แต่น้อย
ในหมู่คนเหล่านั้นประกอบด้วยหญิงสาวที่สวมเสื้อผ้าเปิดเผย ดูคล้ายโสเภณีข้างถนน ชายวัยกลางคนพุ่งป่องหน้ามันเยิ้ม และชายหนุ่มบรรยากาศเย็นชา สวมชุดคลุมและหมวกทรงสูง
“สนใจอยู่ด้วยกันไหม” หญิงสาวยิ้มพลางถามเวอร์ดูขณะเห็นมันจ้องเธอ ไม่มีใครทราบว่า เธอหางานพิเศษทำระหว่างการเดินทาง หรือเดินทางเพื่อทำงานพิเศษกันแน่
เวอร์ดูเพิกเฉยโดยสมบูรณ์ ถอนสายตากลับ เดินตรงไปยังห้องตัวเอง
ชายหนุ่มบรรยากาศเยือกเย็นเองก็หยุดเดินที่ประตูห้องฝั่งตรงข้ามในแนวเฉียง
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตตะวันออก บ้านเลขที่ 9 ถนนเบลลอตโต้
“เข้ามา” ซิลเหยียดหลังบนเก้าอี้ตัวใหญ่
ประตูห้องทำงานเปิดออก สมาชิก MI9 สองคนในทีมของเธอเดินเข้ามา
“พันเอก การสืบสวนเกี่ยวกับยูโทเปียมีความคืบหน้าครับ” ชายในแจ็กเกตสีเข้มรายงานกับซิล
ซิลตกใจเล็กน้อย
“ยังไง?”
ชายคนเดิมกล่าว
“ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา พวกเราอาศัยเวลาว่างจากงานหลัก ตระเวนเยี่ยมชมผู้โดยสารของรถไฟทั้งหมดที่กลับมายังเบ็คลันด์ ทั้งไปพบด้วยตัวเองและฟังมาจากสายข่าว”
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า รถไฟขบวนที่ว่านั้นหมายถึง รถไฟที่เคยจอดสถานียูโทเปียโดยบังเอิญ
“ทำดี” ซิลพยักหน้า เป็นนัยให้อีกฝ่ายเล่าต่อ
ชายในชุดดำรายงาน
“ในขั้นต้น พวกเรายืนยันได้ว่า ผู้โดยสารที่กลับถึงเบ็คลันด์ปราศจากความผิดปรกติทุกชนิด สภาพจิตใจไม่มีการเปลี่ยนแปลง และไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความทรงจำ… แต่เราพบความผิดปรกติหนึ่งเรื่อง นั่นก็คือ ไม่ใช่ผู้โดยสารทุกคนที่กลับมาขึ้นรถไฟในช่วงเช้า จากข้อมูลของผู้โดยสารสองคน เพื่อนร่วมที่นั่งของพวกเขาเลือกที่จะอยู่ในยูโทเปียต่อ… เป็นสตรีที่รักการเดินทางและการสำรวจ หลงใหลในสถานที่แปลกใหม่ หลังจากได้เห็นไวน์แดง ของหวาน และชาเย็นซ่าอันเป็นเอกลักษณ์ของยูโทเปีย เธอตัดสินใจยกเลิกแผนการเดินทางเดิม และเลือกที่จะอยู่เมืองเล็กๆ แต่มีเอกลักษณ์แห่งนี้ให้นานขึ้นเพื่อค้นหามนต์เสน่ห์ด้านอื่น… เป็นข้อมูลที่ผู้โดยสารทั้งสองได้ฟังจากการคุยกับเธอโดยตรง ไม่เพียงแต่พวกเขาจะนั่งใกล้กัน แต่ยังเลือกพักโรงแรมเดียวกันด้วย แถมยังได้พบกันในช่วงเช้าตรู่… โรงแรมที่เข้าพัก เป็นแห่งเดียวกับที่เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของเราเคยเข้าไปพัก โรงแรมดอกไอริช”
ซิลพยักหน้าเชื่องช้า
“ทราบหรือยังว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้หญิงคนนั้นบ้าง? แล้วเธอชื่ออะไร?”
“ยังครับ พวกเราไม่แน่ใจว่าเธอออกจากยูโทเปียหรือยัง” สมาชิก MI9 อีกคนผู้เป็นเจ้าของเคราแพะตอบ “ผู้โดยสารทั้งสองคนทราบเพียงว่า หญิงสาวคนนั้นมีชื่อว่าโมนิก้า แต่ไม่ทราบนามสกุลและภูมิหลัง”
ซิลอืมในลำคอ
“งานถัดไปของพวกคุณก็คือ สืบหาภูมิหลังของผู้หญิงคนนี้ พยายามหาครอบครัวและเพื่อนของเธอให้พบ ยืนยันให้ได้ว่าเธอกลับมาหรือยัง”
“ครับ พันเอก” เจ้าหน้าที่ MI9 ทั้งสองโค้งคำนับและเดินออกจากห้องทำงาน
ซิลอ่านรายงานที่อีกฝ่ายส่งมาอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจแผ่ว
เมื่อเทียบกับลูกน้อง ซิลเข้าใกล้ข้อเท็จจริงของยูโทเปียมากกว่า ทราบชัดเจนว่านั่นคือพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับเกอร์มัน·สแปร์โรว์
อย่างไรก็ดี เธอมิอาจแจ้งข่าวนี้กับเบื้องบนเพื่อแลกคะแนนผลงานได้
นอกจากความกังวลเกี่ยวกับแหล่งที่มาของข่าวกรอง สิ่งที่ซิลต้องคำนึงมากที่สุดก็คือ เกอร์มัน·สแปร์โรว์ยินยอมให้ข้อมูลดังกล่าวถูกแพร่งพรายหรือไม่
เราควรลองติดต่อกับเกอร์มัน·สแปร์โรว์และขอความเห็นจากเขา… ซิลเก็บข้าวของและเดินออกจากสำนักงาน MI9 ด้วยสีหน้าครุ่นคิด
หลังจากเปลี่ยนชุด หญิงสาวกลับไปยังเขตตะวันออกและย่านสะพาน ตระเวนไปตามผับต่างๆ เฉกเช่นเมื่อครั้งยังเป็นนักล่าเงินรางวัล เพื่อรวบรวมข้อมูลแปลกใหม่จากบรรดาคนรู้จัก
ระหว่างนั้น หญิงสาวถามทุกคนเกี่ยวกับยูโทเปีย แต่ก็ไม่มีใครเคยได้ยิน
จนกระทั่ง ซิลเข้าไปในผับแห่งหนึ่งย่านสะพานเบ็คลันด์ นั่งลงบนเก้าอี้สูงริมเคาน์เตอร์บาร์ กล่าวกับบาร์เทนเดอร์
“ช่วงนี้มีใครน่าสงสัยบ้างไหม”
“เพียบเลย แต่พวกเขาไม่มีค่าหัว” บาร์เทนเดอร์ตอบโดยไม่มองหน้า
ซิลตะล่อมถามข่าวสารไปเรื่อยๆ และปิดท้ายด้วยการถามในสิ่งที่ต้องการ
“เคยได้ยินชื่อยูโทเปียไหม”
“เคย” บาร์เทนเดอร์ตอบขณะเช็ดแก้ว
ดวงตาของซิลขยับเล็กน้อย
เธอจ้องหน้าบาร์เทนเดอร์และถาม
“ได้ยินจากไหน”
“ก่อนหน้านี้ มีแขกคนหนึ่งแวะมาที่ร้าน เขาดื่มไม่เต็มที่สักเท่าไร” บาร์เทนเดอร์เล่าเสียงเรียบ “ฉันแนะนำเมนูเหล้าเด็ดของร้านให้ แต่เขาบอกว่าต้องไปทำงานต่อ จึงดื่มได้แค่เบียร์ ฉันพูดชมเชยเขาเล็กน้อยและถามว่ามาจากไหน เขาตอบว่ายูโทเปีย”
…
เวนเดลล์ซึ่งเพิ่งกินอาหารเช้าเสร็จ ได้ยินเสียงกริ่งจากประตู
ผ่านตาแมว มันเห็นตำรวจคนหนึ่งในเครื่องแบบขาวดำตารางหมากรุก จึงเปิดประตูออกไปด้วยสีหน้างุนงง
“ขอโทษนะครับ มีธุระอะไรหรือ” เวนเดลล์ถามอย่างสุภาพ
บ้านหลังนี้ถูกจัดสรรให้มันหลังจากเดินทางเข้ามาทำภารกิจในเบ็คลันด์ เนื่องจากมันมีกำหนดต้องอาศัยอยู่ที่นี่ไปอีกสักพัก เพื่อเข้ารับการทดสอบและเฝ้าระวังอาการ
ตำรวจยังดูหนุ่ม หน้าอ่อนประสบการณ์ คล้ายกับเพิ่งยี่สิบตอนต้น
มันยิ้มและกล่าวกับเวนเดลล์
“สวัสดีครับ ผมชื่อไบลส์ เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ อยากเชิญคุณไปเป็นพยานในคดีหนึ่ง”
“คดีอะไร?” เวนเดลล์ขมวดคิ้ว
ตำรวจหนุ่มชื่อไบลส์ตอบด้วยรอยยิ้มสุภาพ
“คดีฆาตกรรมในยูโทเปีย ผู้ต้องหาชื่อเทรซี่”
“…” รูม่านตาเวนเดลล์พลันเบิกกว้าง
………………………
Related
ฉันกำลังนั่งบนเก้าอี้ในสถานีตำรวจ เฝ้ามองชายสองคนในเครื่องแบบตารางหมากรุกสีขาวดำฝั่งตรงข้ามเปิดและปิดปากสลับกัน โดยไม่ทราบว่าพวกเขากำลังสนทนาเกี่ยวกับสิ่งใด
คนทางซ้ายดูเย็นชา คล้ายกับผ่านโลกมามาก ขณะที่คนทางขวาดูขาดประสบการณ์ สายตาเจือความสงสารเล็กน้อย
ฉันไม่รู้สึกเจ็บปวด ไม่รู้สึกเสียใจกับการแทงมีดออกไป ในตอนนั้น ความรู้สึกเดียวคือโล่งใจ เลือดอุ่นๆ ที่สาดกระเซ็นลงบนร่าง เปรียบดังการไถ่บาปที่พระเจ้าประทานให้
ฉันแค่เสียใจในเรื่องที่สมัยเด็ก ฉันเอาแต่ไขว่คว้าเงินทองจนยอมทิ้งศักดิ์ศรี ร่างกาย และอิสรภาพของตัวเอง
ตลอดสองสามวันมานี้ในสถานีตำรวจ ฉันเยือกเย็นพอที่จะขบคิดเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว วิเคราะห์ได้ถี่ถ้วนกว่าที่เคยคิดมาตลอดหลายปี
การขาดแรงจูงใจในชีวิตและการขาดวุฒิภาวะเนื่องจากยังเด็ก คือหนึ่งในสาเหตุที่ฉันก่อความผิดพลาด แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด
นับตั้งแต่เด็กจนโต โรงเรียนได้สอนว่า ฉันต้องตรากตรำทำงานหนักเพื่อให้มีบ้านหลังใหญ่ มีหน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดานเพื่อความสว่าง มีคนใช้จำนวนหนึ่ง มีลานหญ้าภายในรั้วบ้าน มีเครื่องเรือนเลี่ยมเงินหรือทอง ได้กินอาหารรสเลิศทุกมื้อ เต้นรำท่ามกลางท่วงทำนองอันไพเราะ
หนังสือพิมพ์และนิตยสารที่เคยอ่านยังคอยย้ำเตือนเสมอว่า คนที่รู้จักมารยาทและความสุภาพ จะถูกเรียกว่าชนชั้นกลางผู้เป็นกระดูกสันหลังของอาณาจักร ผู้เพียบพร้อมไปด้วยความสง่างาม ไม่หยาบโลน เปี่ยมไปด้วยความเมตตาและความรู้
ขณะเดียวกัน พวกเขายังบอกด้วยว่ามารยาทและความสุภาพคือสิ่งใด มันคือการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่เข้าชุดกันตามโอกาสต่างๆ การฉาบร่างกายด้วยเครื่องสำอางราคาแพง ถือกระเป๋าของสตรีที่ประณีตและทันสมัย เข้าชมการแสดงดนตรี ดื่มชายามบ่าย จัดงานเลี้ยงอย่างสง่างาม
และการจะทำทั้งหมดนั่น ล้วนต้องใช้ทองปอนด์ ทองปอนด์ และทองปอนด์
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การแสวงหาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิมคือสัญชาตญาณของทุกคน แต่เมื่อหญิงสาวไร้เดียงสาถูกสิ่งที่มีอิทธิพลต่อเธอ พร่ำบอกว่าคุณค่าของสตรีประกอบด้วยความงาม รูปลักษณ์ และความมั่งคั่ง นั่นไม่ใช่เรื่องยากเลยที่เธอจะออกนอกลู่นอกทาง
ฉันไม่ทราบชื่อของปรากฏการณ์ชนิดนี้ ทรายแต่เพียงว่า หากสิ่งเหล่านี้ไม่เปลี่ยนแปลง โศกนาฏกรรมที่ฉันเผชิญก็จะเกิดกับอีกหลายคน
เมื่อถึงตอนนั้นก็มีคนตะโกนว่า:
“ดูผู้หญิงบ้าเงินพวกนี้สิ พวกหล่อนขายวิญญาณไปหมดแล้ว!”
ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างโดยไม่รู้ตัว มองเห็นโลกที่งดงามและเจริญรุ่งเรือง มองเห็นเลือดสีแดงที่ไหลเวียนไปทั่ว
“มิสเทรซี่ ฟังอยู่หรือเปล่าครับ?” เสียงที่ดึงให้ฉันหลุดจากภวังค์เป็นของตำรวจหนุ่ม
ฉันยิ้มให้เขา โดยไม่ได้บอกว่าตัวเองกำลังขบคิดปัญหาเชิงปรัชญา
ช่างน่าขัน กับการที่เด็กสาวบ้าเงินซึ่งขายวิญญาณไปแล้ว จะมัวขบคิดเรื่องน่าเบื่อขณะถูกตำรวจสอบปากคำ
ตำรวจพยักหน้าและพูดกับฉัน:
“มิสเทรซี่ หลังจากนี้คุณต้องขึ้นศาล ทางเราจะจัดหาทนายให้… ต้องขอโทษด้วย หลักฐานของคุณมีแค่พยานคนเดียวกับบันทึกประจำวัน ซึ่งนั่นยังอ่อนเกินไปสำหรับรูปคดี”
“ไม่เป็นไรค่ะ” ฉันพูดกับพวกเขาอย่างใจเย็น
ฉันจะปกป้องตัวเองให้ดีที่สุด และสัญญาว่าจะกลับตัวกลับใจในความผิดที่ก่อขึ้น ฉันหวังจะได้มีชีวิตใหม่ในอนาคต
ฉันครุ่นคิดอยู่สักพัก ยกมุมปากขึ้น ก่อนจะกล่าวตำรวจทั้งสอง
“ระหว่างที่รอขึ้นศาล ช่วยยืมหนังสือจากห้องสมุดได้ไหมคะ? ชื่อ ‘ปรากฏการณ์เชิงสังคมศาสตร์และการศึกษา’”
ทันใดนั้น ฉันพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองเผยสีหน้ามึนงงเจือความประหลาดใจ
…
ฉันกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ในตำแหน่งหัวโต๊ะทองแดงยาว ได้ยินมิสจัดจ์เมนต์เอ่ยถึงยูโทเปีย
หลังจากที่เธอกล่าวจบ ฉันมองไปรอบๆ ก่อนจะกล่าวเสียงแผ่ว
“นั่นคือพิธีกรรม”
ไม่ผิดจากที่คาด ฉันเห็นดวงตาของมิสจัดจ์เมนต์ชะงักไปเล็กน้อย และสัมผัสได้ว่ามิสเตอร์แฮงแมนและมิสจัสติสกำลังจ้องมองมา ด้วยสายตาที่คาดเดาบางสิ่ง
ฉันเดาได้ทันทีว่าพวกเขากำลังคิดสิ่งใด:
พวกเขาจะต้องคิดว่านี่คือพิธีกรรมสำหรับเลื่อนเป็นลำดับ 1 ของเดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์ แต่นั่นจะทำให้เกิดความขัดแย้ง เพราะพวกเขาล้วนทราบว่า หากตำแหน่งของเทพแท้จริงลำดับ 0 ถูกจับจอง เส้นทางดังกล่าวจะไม่มีผู้วิเศษลำดับ 1
สำหรับประเด็นดังกล่าว ฉันเตรียมคำอธิบายไว้แล้ว นั่นก็คือ ให้พวกเขาจินตนาการถึงเทพสุริยันบรรพกาลและแปดราชาเทวทูต
แต่น่าเสียที่ไม่มีใครตั้งคำถาม พวกเขาอาจคิดถึงราชาเทวทูตกันอยู่แล้ว หรือไม่ก็ พิธีกรรมเกี่ยวกับยูโทเปียมีไว้สำหรับฟื้นฟูพลังให้เดอะฟูล
…
ฉันกำลังจ้องมองหญิงสาวที่มีสีหน้าเหม่อลอย ครุ่นคิดสักพักก่อนจะถามหล่อน
“มิสเทรซี่ พ่อแม่ของคุณอาศัยอยู่ที่ไหนหรือครับ”
“พวกเขาตายไปแล้ว…” สาวสวยที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวคนนี้ ตอบด้วยน้ำเสียงล่องลอย
ฉันก้มหน้าลงและจดบันทึก
“คุณยังมีญาติพี่น้องเหลืออยู่ไหม”
เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง จากนั้นก็ตอบอย่างเป็นกันเอง
“ไม่…”
เพื่อร่วมงานและฉันมองหน้ากัน ก่อนจะเพิ่มระดับเสียง
“มิสเทรซี่ ฟังอยู่หรือเปล่าครับ?”
หญิงสาวฝั่งตรงข้ามถอนสายตากลับและยิ้มให้ฉัน
ฉันไม่รู้ว่าเธอกำลังขบคิดสิ่งใด เอาแต่เงียบเหมือนกับดอกไม้ที่เบ่งบานตามลำพังยามค่ำคืน
คำเปรียบเปรยนี้มาจากหนังสือรวมบทกวี พี่ชายของฉันบอกว่า การท่องบทกวีจะทำให้คนเราดูมีเสน่ห์มากขึ้น
แต่จนถึงตอนนี้ หนังสือรวมกวีเล่มดังกล่าวมีแต่จะทำให้เราโดนหัวเราะเยาะ เพื่อนร่วมงานในสถานีตำรวจต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเปล่าประโยชน์
หลังจากฉันแนะนำหญิงสาวฝั่งตรงข้ามเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติตัวในศาล เธอเผยรอยยิ้มจางๆ ก่อนจะขอให้พวกเราช่วยยืมหนังสือที่ชื่อจำยากมาจากห้องสมุด
เมื่อผนวกกับชื่อหนังสือ รอยยิ้มนั่นงดงามจนยากจะอธิบาย
หลังจากส่งมิสเทรซี่กลับเข้าห้องขังชั่วคราว ฉันเก็บเอกสารประกอบคดีและเตรียมไปพบทนายซึ่งนัดไว้ล่วงหน้า
…
ฉันเอนหลังพิงเก้าอี้และฟังเดอะมูนเอ็มลิน บรรยายความฝันของตัวเอง
จากการ ‘ประเมิน’ ของหลวงพ่อยูทรอฟสกี้ ความฝันดังกล่าวมิได้เป็นฝีมือของพระแม่ธรณี
นั่นทำให้ทุกคนสงสัยว่า เดอะมูนอาจถูกมารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทรามกัดกร่อนเข้าแล้ว… ฉันเกือบจะขบขันความคิดของตัวเอง
ในฐานะนักทำนายมากประสบการณ์ และผู้เชี่ยวชาญการถอดรหัสความฝัน เราไม่ประนีประนอมในเรื่องนี้ จึงกล่าวออกไปอย่างตรงไปตรงมา
“มีความเป็นไปได้อยู่สามทาง หนึ่ง ความฝันพยายามชักชวนให้คุณค้นหาและไล่ตามบางสิ่ง มันอาจมีพลังแทรกแซงชะตากรรมของคุณในระดับหนึ่ง สอง ความฝันดังกล่าวต้องการให้คุณขบคิดอย่างลึกซึ้ง พยายามทำความเข้าใจมัน และอาศัยการเชื่อมโยงที่เกิดขึ้นเพื่อแอบกัดกร่อนโดยไม่รู้ตัว สาม คุณกังวลเกี่ยวกับเพศของ ‘เทพธิดาแห่งความงาม’ มากเกินไป จึงเก็บไปฝันเป็นฉากอันน่าสะพรึง… หากเป็นข้อสาม คุณไม่ต้องทำอะไร แต่ถ้าเป็นสองข้อแรก ห้ามคิดเกี่ยวกับมัน ห้ามสำรวจ และไม่จำเป็นต้องออกจากเบ็คลันด์”
กล่าวจบ ฉันเห็นเอ็มลินพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
ฉันรู้ว่านี่เป็นคำตอบที่เขาอยากได้ยิน
…
“คดีฆาตกรรม?” ฉันอ่านเอกสารในมือ พลางเปลี่ยนน้ำเสียงเพื่อแสดงถึงความฉงน “คุณควรจ้างทนายความมากกว่านะ”
ฉันเป็นแค่ที่ปรึกษากฎหมาย และในทางปฏิบัติ ฉันไม่มีคุณสมบัติพอที่จะว่าความในศาล
แน่นอน นั่นคือในกรณีของศาลเข้มงวด ขอเพียงคดีไม่ใหญ่และไม่เกี่ยวกับทางอาญา ที่ปรึกษากฎหมายสามารถขึ้นศาลได้
ตำรวจในเครื่องแบบตารางหมากรุกขาวดำยิ้มและกล่าว:
“ยูโทเปียเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ไม่มีทนายความ ต้องไปจ้างมาจากที่อื่น… นอกจากนั้น การว่าความคงใช้เวลาไม่นาน และจำนวนค่าใช้จ่ายในคดีก็ยังต่ำมาก ไม่น่าจะถึงสี่ร้อยปอนด์ คดีนี้จะถูกว่าความในศาลท้องถิ่นก่อน จึงค่อยโอนไปยังศาลอาญาหากผู้พิพากษาตัดสินว่าไม่ใช่การป้องกันตัว”
รู้มากนักนะ อยากเบนสายมาเป็นนักกฎหมายแทนหรือ? แต่ตามปรกติแล้ว ต่อให้เป็นคดีป้องกันตัว แต่ข้อหาฆาตกรรมก็ต้องถูกส่งเรียงไปถึงศาลอาญาอยู่ดี หึหึ นี่ล่ะนะข้อดีของเมืองเล็ก กฎหมายไม่เข้มงวดสักเท่าไร… เราครุ่นคิดสักพักก่อนจะอืมในลำคอ
“ผมจะช่วยปกป้องลูกความโดยบอกว่าเธอบริสุทธิ์… นอกจากนั้น ช่วยนัดเวลาให้ผมได้พบกับมิสเทรซี่ด้วย ขอเร็วที่สุดที่เป็นไปได้”
หลังจากอ่านเอกสาร ฉันเริ่มเข้าใจภาพรวมของคดีนี้ คำถามที่สำคัญที่สุดในปัจจุบันก็คือ ภาพลักษณ์ของมิสเทรซี่ จะกระตุ้นความเห็นใจจากคนรอบข้างได้หรือไม่
แม้ใบอนุญาตนักกฎหมายของฉันจะถูกทำขึ้นจากที่อื่น แต่นั่นก็ไม่ได้ด้อยค่าความเป็นมืออาชีพของฉันลง แค่เคยทำพลาดเล็กน้อยระหว่างการสอบก็เท่านั้นเอง
…
แบนชี? เวอร์ดูคิดจะไปที่แบนชี? ฉันกำลังนั่งในตำแหน่งหัวโต๊ะทองแดงยาว จ้องมองมิสเตอร์แฮงแมนกำลังรายงานต่อเดอะฟูล พลางฉงนเกี่ยวกับพัฒนาการของเรื่องราว
เวอร์ดูซึ่งหมกมุ่นอยู่แต่กับศาสตร์เร้นลับและการช่วยมิสเตอร์ประตู ถูกบางสิ่งดลใจให้ไปสำรวจท่าเรือแบนชีซึ่งถูกทิ้งร้าง… เขาอาศัยอยู่ที่บายัมมานานกว่าครึ่งปี เป็นเรื่องธรรมดาที่จะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับแบนชี… ปัญหาสำคัญก็คือ ข่าวกรองของมิสเตอร์แฮงแมนไม่เคยแสดงสัญญาของเรื่องนี้มาก่อน พฤติกรรมของเวอร์ดูค่อนข้างกะทันหันเกินไป… เราคงปล่อยผ่านเรื่องนี้ไม่ได้… เราพยักหน้า เรื่องนี้ต้องให้ความสนใจมากขึ้น… ฉันพยักหน้ารับ จากนั้นก็ได้ยินเสียงมิสเตอร์ฟูลออกคำสั่ง:
“จับตามองต่อไป”
…
ฉันกำลังเล่นพิณข้างน้ำพุในจัตุรัสเทศบาล; ฉันกำลังใช้มีดและส้อมหั่นสเต๊ก; ฉันกำลังอยู่ในวิหาร คอยเทศนาคำสอนของเทพธิดาให้สาวก; ฉันเหยียดมือขวาออก อาศัยความช่วยเหลือจากสุภาพบุรุษแสนดี ดึงตัวเองลงจากรถม้า; ฉันซื้อชุดใหม่ที่อยากได้มานาน อยากสวมมันใจแทบขาดแล้ว; ฉันกำลังยืนสี่ขา ถูกเด็กวิ่งไล่; ฉันหัวเราะอย่างสนุกสนาน หลังจากวิ่งสะดุดสุนัขตัวหนึ่ง
ทันใดนั้น พวกฉันทุกคนพลันสั่นสะท้าน แหงนมองท้องฟ้าโดยพร้อมเพรียง และเห็นด้ายบางๆ ยื่นออกจากร่างกาย เหยียดขึ้นไปสุดขอบฟ้า ทอดยาวเหนือหมอกสีเทาไปจนถึงวังโบราณ สิ้นสุดที่ฝ่ามือของร่างหนึ่งซึ่งปกคลุมด้วยสายหมอก
ในระยะหลังมานี้ ไคลน์อยู่ในสภาวะที่แปลกประหลาด คล้ายกับมันแบ่งตัวเองกลายเป็นสิ่งมีชีวิตนับพันตัวตน โดยแต่ละร่างมีเจตจำนง ความคิด ความรู้ ความเข้าใจ และชะตากรรมเป็นของตัวเอง
อย่างไรก็ดี เหนือสติสัมปชัญญะเหล่านี้ยังมีจิตใต้สำนึกหลักที่คอยบงการทุกสิ่ง คอยรับผลกระทบอย่างหนักหน่วงตลอดเวลา ประหนึ่งพร้อมจะผสานเข้ากับทะเลจิตใต้สำนึกรวมซึ่งก่อตัวขึ้นเองตามธรรมชาติในทุกเมื่อ แต่ท้ายที่สุด จิตใต้สำนึกดังกล่าวยังคงทนรับทุกสิ่งไว้อย่างเต็มกลืน โดยไม่สูญเสียความเป็นตัวตนไป
ร่างหลักของมันกำลังหลับใหลอยู่ใต้วิหารพระแม่อาเรียนน่า ในบางครั้ง จิตใต้สำนึกของไคลน์จะขึ้นไปยังปราสาทต้นกำเนิด และบางครั้งก็ดำดิ่งกลับเข้าร่างกาย
ฉากต่างๆ ที่หุ่นเชิดได้เผชิญผุดขึ้นภายในใจตลอดเวลา ประหนึ่งความฝันซึ่งประกอบจากชิ้นส่วนจำนวนมาก
……………………………
Related
อาคารสำนักงานของ MI9 ตั้งอยู่บนถนนเบลลอตโต้ในเขตตะวันตก เป็นอาคารสามชั้นซึ่งไม่เด่นสะดุดตามากนัก
ประตูทางเข้ามิได้บ่งบอกตัวตน เพียงแขวนเลขที่บ้านไว้ว่า
“9”
ส่วนสำคัญของอาคารสำนักงานจะอยู่ใต้ดิน ชั้นบนเป็นที่การของฝ่ายพลเรือน แต่แน่นอน ผู้วิเศษ MI9 ส่วนใหญ่จะไม่ลงใต้ดินหากไม่มีเรื่องสำคัญจริงๆ ส่วนหนึ่งสภาพแวดล้อมที่นั่นไม่ดีสักเท่าไร บรรยากาศค่อนข้างอึมครึม ราวกับสมบัติปิดผนึกจะหลุดออกมาได้ตลอดเวลาอันเนื่องมาจากการเก็บรักษาไม่เหมาะสม
ปัจจุบัน ซิลดำรงตำแหน่งรองหัวหน้า ‘หน่วยรักษาความปลอดภัยและต่อต้านข่าวกรองแห่งชาติ’ ซึ่งมีทีมผู้วิเศษในความดูแลพอสมควร รับผิดชอบเกี่ยวกับการต่อต้านข่าวกรองจากอินทิสในขอบเขตกรุงเบ็คลันด์
“มีภารกิจใหม่” พลโทแพนเทค รองผู้อำนวยการ MI9 และหัวหน้า ‘หน่วยรักษาความปลอดภัยและต่อต้านข่าวกรองแห่งชาติ’ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของซิล หยิบเอกสารแผ่นหนึ่งยื่นให้หญิงสาว
“เรื่องด่วนหรือคะ” ซิลเหยียดแขนไปรับพลางถามอย่างรอบคอบ
พลโทแพนเทคเป็นชายสูงวัยชาวโลเอ็นทั่วไป ไรผมเถิกมาก มันหยิบถ้วยกาแฟกระเบื้องเคลือบขึ้นมาจิบ
“ไม่เร่งด่วน ระดับความอันตรายต่ำ… อันที่จริง งานนี้จะถูกแจกจ่ายให้สมาชิกทุกคนโดยหวังว่าจะมีใครสักคนดวงดีทำสำเร็จ”
ข้อมูลดังกล่าวค่อนข้างเหนือความคาดหมายของซิล แต่แทนที่จะเปิดเอกสารอ่านทันที หญิงสาวทำเพียงขานรับ:
“ดิฉันจะแจ้งให้สมาชิกในทีมทราบ”
หลังออกจากห้องของพลโทแพนเทค ซิลกลับมาห้องของตัวเอง
เมื่อทิ้งตัวนั่ง ร่างของซิลกลมกลืนไปกับเก้าอี้พนักสูงจนยากจะสังเกตเห็น
หลังจากกวาดสายตาอ่านเอกสาร ซิลเริ่มเข้าใจคำพูดของรองผู้อำนวยการอย่างคร่าว
ยูโทเปียซึ่งเป็นเป้าหมายการสืบสวน ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ตั้งอยู่บนทวีปเหนือใต้ หรือบนเกาะทางการใดบนห้าห้วงทะเล
ในช่วงสองสามสัปดาห์หลัง มีผู้คนจำนวนมากได้เข้าสู่สถานที่ซึ่งถูกเรียกว่ายูโทเปีย แต่เป็นการเข้าไปในลักษณะที่แตกต่าง ตำแหน่งก็ไม่เหมือนกัน บางคนเข้าไปหลังจากเผชิญพายุบนน่านน้ำระหว่างทะเลคลั่งกับทะเลโซเนีย บางคนเข้าไปหลังจากเผชิญพายุขณะโดยสารรถไฟจากอ่าวเดซีย์มายังกรุงเบ็คลันด์ และบางคนก็เข้าไปขณะหลงทางอยู่ในแคว้นซิลวารัส…
จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการทางจิตหลังจากเข้าไปในยูโทเปีย… ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมรองผู้อำนวยการแพนเทคถึงระบุว่ามีความเสี่ยงต่ำ… ปัจจุบันยังสรุปกฎการเข้าออกเมืองไม่ได้ จึงไม่มีวิธีส่งผู้วิเศษเข้าไปสืบสวน… เราทำได้แค่แจ้งข่าวให้ทุกคนทราบ โดยว่าจะมีใครบังเอิญเข้าไปในยูโทเปียและรวบรวมข้อมูลออกมา… ซิลวางเอกสาร ยืนขึ้นด้วยสีหน้าผิดหวัง เตรียมแจ้งภารกิจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทราบ
เธอเสียใจที่โอกาสทำภารกิจสำเร็จมีต่ำ แทบไม่มีหวังแม้แต่น้อย จึงหมดโอกาสสะสมคะแนนผลงานไปโดยปริยาย
ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา เพื่อเตรียมรับมือวันสิ้นโลกตามคำพยากรณ์ ซิลงานตรากตรำทำงานหนักในทุกวัน คอยปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ MI9 พร้อมกับทำภารกิจให้มิสเตอร์ฟูล เพื่อสะสมคะแนนผลงานจากทั้งสองฝ่าย หวังแลกเปลี่ยนเป็นเงินทอง สูตรโอสถและตะกอนพลังของ ‘จอมเวทกฎหมาย’ เพื่อเติมเต็มความปรารถนาในการเป็นครึ่งเทพ
จวบจนปัจจุบัน ซิลยังสะสมคะแนนผลงานไปไม่ถึงไหนทั้งสองฝั่ง โดยเฉพาะฝั่ง MI9 เธอแทบไม่มีบทบาทมากนัก แทบไม่เห็นความหวัง
หากไม่ใช่เพราะเงินเดือนของ MI9 ค่อนข้างสูง แถมยังมีอภิสิทธิ์มากมาย สามารถใช้ตำแหน่งเพื่อรวบรวมข้อมูลจำนวนมากสำหรับทำภารกิจให้มิสเตอร์ฟูลได้สะดวก ซิลคงคิดลาออกและกลับไปเป็นนักล่าเงินรางวัลตามเดิม แบบนั้นจะมีอิสระมากกว่า
ไว้ค่อยนำเรื่องนี้ไปถามในชุมนุมทาโรต์ครั้งหน้า บางทีมิสเตอร์เวิร์ลหรือคนอื่นๆ อาจมีเบาะแส… ขณะครุ่นคิด ซิลผลักประตูห้องของสมาชิกในหน่วยเข้าไป
อธิบายภารกิจเกี่ยวกับยูโทเปียเสร็จ หญิงสาวเน้นย้ำ
“หากสถานการณ์ไม่ชอบมาพากล แม้จะได้บังเอิญเข้าสู่ยูโทเปียไปแล้ว พวกคุณสามารถถอนตัวได้ทุกเมื่อ การที่เมืองลึกลับยังไม่เคยแสดงปัญหาออกมา ไม่ได้แปลว่ามันไม่มี แต่อาจเป็นเพราะปัญหายังไม่เคยถูกกระตุ้น”
หลังจากยุ่งวุ่นวายอีกสักพัก ในที่สุดซิลก็เสร็จการทำงานอันเหน็ดเหนื่อยและกลับถึงบ้านก่อนทุ่มครึ่ง รับประทานอาหารเย็นกับแม่ น้องชาย และฟอร์ส จากนั้นก็เพลิดเพลินไปกับช่วงเวลาพักผ่อน
เลยเที่ยงคืนเล็กน้อย หลังจากอาบน้ำเสร็จ หญิงสาวเดินไปยังริมหน้าต่างห้องนอน จับผ้าม่าน เตรียมขึงปิดให้มิดชิด
ระหว่างนั้น ซิลมองออกไปตามความเคยชิน และพบว่าพระจันทร์สีแดงเข้มบนท้องฟ้ากำลังกลมดิก ขนาดใหญ่กว่าปรกติเล็กน้อย สีเข้มกว่าปรกติอย่างชัดเจน คล้ายกับมีเลือดสดไหลเวียน
จันทราโลหิต… ซิลหันหน้าไปมองห้องข้างเคียงด้วยความเป็นห่วง อดไม่ได้ที่จะกังวลเกี่ยวกับเพื่อนสนิท
อย่างไรก็ดี เพียงไม่นานเธอก็นึกขึ้นได้ว่า ฟอร์สกลายเป็นครึ่งเทพลำดับ 4 เรียบร้อยแล้ว ไม่จำเป็นต้องกลัวอิทธิพาลจาก ‘เสียงเพรียกในคืนจันทร์เต็มดวง’ อีกต่อไป
…
ภายในห้องติดกัน ฟอร์สนอนอยู่บนเตียง จ้องมองไปยังจันทราโลหิตด้านนอก พลางอดทนความเจ็บปวดจากเสียงเพรียกของมิสเตอร์ประตู:
“แม้ลำดับ 3 ไป 2 จะหมายถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพจากร่างสัตว์ในตำนานไม่สมบูรณ์ กลายเป็นร่างสัตว์ในตำนานที่สมบูรณ์ แต่ข้าคิดว่าลำดับ 4 ไป 3 เองก็มีการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพเช่นกัน หรือกล่าวได้ว่า ลำดับ 3 คือลำดับที่ยอดเยี่ยมที่สุดบนเส้นทางผู้วิเศษ…”
“ในลำดับดังกล่าว ผู้วิเศษไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากภายนอกเพื่อต่อกรกับแนวโน้มความบ้าคลั่ง ไม่ต้องทุกข์ทรมานในทุกวินาที แต่ยังได้ครอบครองพลังที่เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาหลายขุม เป็นตัวตนที่ใกล้เคียงเทพมากกว่ามนุษย์ และยังสามารถใช้หลักยึดเหนี่ยวเล็กๆ เพื่อทำให้จิตใจมีเสถียรภาพ…”
“หากไม่ใช่เพราะอายุขัยของลำดับ 3 ส่วนมากมักไม่เกินห้าร้อยปี คงไม่มีนักบุญคนใดต้องการเลื่อนเป็นเทวทูต…”
“จ้า จ้า” ฟอร์สพยักหน้าถี่ๆ เป็นนัยว่ารับทราบ
ขณะเดียวกัน หน้าผากหญิงสาวกระตุกแผ่วเบาพร้อมกับแอบหาว
เธอเคยชินกับความเจ็บปวดขณะสนทนากับมิสเตอร์ประตูโดยตรงแล้ว
มิสเตอร์ประตูกล่าวต่อไป
“ลำดับ 3 ของเส้นทางผู้ฝึกหัดมีชื่อว่า ‘นักพเนจร’ ซึ่งนั่นหมายความว่า เจ้าจะไม่ถูกพันธนาการอยู่แค่ในโลกวิญญาณอีกต่อไป สามารถท่องไปตามอวกาศ โลกดารา ดาวเคราะห์ดวงอื่น ได้สัมผัสกับความเงียบที่แท้จริง ความว่างเปล่าโดยสมบูรณ์ ความกว้างใหญ่ไพศาล และอารยธรรมที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง…”
“หากได้เผชิญสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเอง เจ้าจะตระหนักได้ทันทีว่าโลกที่กำลังอาศัยนั้นกระจ้อยร่อยเพียงใด…”
มิสเตอร์ประตูเล่าประสบการณ์ส่วนตัวอย่างคร่าว แสดงให้หญิงสาวเห็นถึงความยิ่งใหญ่อลังการของอวกาศ และมนต์เสน่ห์ของอารยธรรมต่างๆ
เนื้อหาดังกล่าวทำให้ฟอร์สตกอยู่ในภวังค์สักพัก หากไม่ใช่เพราะยังมีความเจ็บปวดคอยย้ำเตือน เธอคงลืมไปแล้วว่าผู้บรรยายคือราชาเทวทูตแสนอันตราย
“ตราบใดที่เจ้าช่วยข้าออกไป ข้าจะมอบสูตรโอสถและตะกอนพลังของนักพเนจรให้ แถมยังจะช่วยประกอบพิธีกรรม แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้สามารถจ่ายเป็นค่าตอบแทนล่วงหน้าได้” ในช่วงท้ายของเสียงเพรียก มิสเตอร์ประตูให้คำมั่นสัญญา
“น่าสนใจมาก” ฟอร์สกล่าวชื่นชม
เมื่อเสียงของมิสเตอร์ประตูค่อยๆ จางลงและเลือนหาย ฟอร์สดึงหมอนออกจากตักและทิ้งตัวนอน
ไม่ถึงสามนาที เธอผล็อยหลับไปอย่างเงียบงัน
สำหรับหญิงสาว อวกาศอาจเต็มไปด้วยความน่าหลงใหล แต่ก็เต็มไปด้วยอันตรายจากการกัดกร่อนแม้เพียงทำความเข้าใจ จึงไม่มีความคิดที่จะออกไปสำรวจแม้แต่น้อย
“ไว้เที่ยวทวีปเหนือใต้และห้าห้วงสมุทรให้ครบก่อนนะ…” ขณะหลับ หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเสียงแผ่ว
ปัจจุบัน ดวงจันทร์สีแดงเข้มด้านนอกหน้าต่างเลือนหายไปแล้ว กลายเป็นสีแดงอ่อนตามปรกติ
…
พระจันทร์สีเลือดเต็มดวงขนาดมหึมากำลังลอยอยู่เหนือริมผา สาดแสงฉาบลงบนบึงเบื้องล่าง
ผิวบึงมีสีแดงเข้ม ผุดฟองคล้ายน้ำเดือดตลอดเวลา ประหนึ่งด้านล่างเต็มไปด้วยแมกมาที่พร้อมจะต้มทุกสิ่งให้สุก
มองผิวเผิน บึงแห่งนี้กว้างใหญ่ไร้ขอบเขตราวกับมหาสมุทร
จ๋อม!
หินก้อนหนึ่งตกจากริมผาลงไปในบึง
วินาทีถัดมา ฟองอากาศผุดขึ้นและแตกออก ให้กำเนิดทารกชุ่มเลือด
ทารกตัวสั่นเล็กน้อย ก่อนจะว่ายมายังริมผาและพยายามปีนป่าย
เปรี้ยะ!
หินใต้ฝ่าเท้าเอ็มลิน·ไวท์แตกละเอียด ร่างทั้งร่างตกจากหน้าผาลงมาในบึง
เอิร์ลผีดูดเลือดรายนี้สะดุ้งตื่นจากความฝัน ก่อนจะมองไปรอบตัวด้วยสีหน้าสับสนงุนงง
หลังจากยืนยันได้ว่าที่นี่คือห้องนอนของตน ซึ่งรายล้อมไปด้วยตุ๊กตาน้อยใหญ่จำนวนมาก เอ็มลินหายใจเข้าออกเชื่องช้า กล่าวกับตัวเองด้วยกิริยาท่าทางสง่างาม
“ความฝันเมื่อครู่ไม่ธรรมดา”
ในฐานะราชาหมอผี มันย่อมแปลความฝันได้ในระดับหนึ่ง
หรือนี่คือสิ่งที่เรียกว่า ‘วิวรณ์จากเทพ’ ? แต่เราไม่เห็นจะได้ข้อมูลอะไรเลย… เอ็มลินครุ่นคิดนานหลายสิบวินาที แต่พยายามเท่าไรก็ไม่พบคำตอบ จึงตัดสินใจมองข้ามไปก่อน ค่อยไปถามหลวงพ่อยูทรอฟสกี้วันหลัง
…
เมื่อพระจันทร์แดงซีดจางลง พระจันทร์ซึ่งไม่เต็มดวงอีกต่อไป สาดแสงอ่อนโยนลงบนลานหญ้าของวิหารคลื่นสมุทร
อัลเจอร์ยื่นมือออกไปรับกระดาษที่ ‘ส่ง’ โดยสายลมและกวาดตาอ่าน:
“เวอร์ดูกำลังมองหาเรือโจรสลัดหรือเรือลักลอบขนสินค้าเพื่อเดินทางไปยังแบนชี”
ท่าเรือแบนชียังสร้างใหม่ไม่เสร็จ ยังไม่มีเรือโดยสารแล่นไปยังที่นั่น เวอร์ดูซึ่งหวงแหนการใช้งาน ‘เทเลพอร์ต’ จึงต้องเดินทางไปยังท่าเรือดังกล่าวด้วยวิธีการไม่ปรกติเท่านั้น
แบนชี? อัลเจอร์ขมวดคิ้วทันที
มันทราบดีว่าแบนชีหมายถึงสิ่งใด แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมเวอร์ดูถึงอยากไป
ปัจจุบัน ที่นั่นไม่ควรหลงเหลือเบาะแสใดแล้ว!
ไม่สิ แม้ว่าศาสนจักรจะลงมือถล่มแบนชีไปแล้ว แต่ที่นั่นอาจยังหลงเหลือความผิดปรกติบางอย่าง นอกจากนั้น ในท้ายที่สุด ศาสนจักรก็ไม่ทราบอยู่ดีว่าความผิดปรกติที่ซ่อนอยู่ในแบนชีคืออะไร… ในฐานะพระคาร์ดินัล อัลเจอร์มีสิทธิ์เข้าถึงเอกสารลับ รวมถึงรายงานปฏิบัติการถล่มแบนชีของโบสถ์วายุสลาตัน
นอกจากนั้น มันยังได้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมจากมิสเตอร์ฟูลและเกอร์มัน·สแปร์โรว์
ไตร่ตรองสักพัก อัลเจอร์คิดเร็วทำเร็ว เตรียมบอกให้ ‘องครักษ์เงา’ ของตนจัดหาเรือโจรสลัดให้เวอร์ดู
สำหรับแง่นี้ อัลเจอร์มีเส้นสายมากมาย ไม่จำเป็นต้องออกหน้าในนามตัวเอง
ต้องไม่ลืมว่า ภายในน่านน้ำหมู่เกาะรอสต์ เรือลักลอบขนส่งทั้งหมดคือเรือโจรสลัด
…………………………
Related
ทันใดนั้น กล้ามเนื้อหลังของเวนเดลล์เกร็งขึ้นมาทันที คล้ายกับพร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อ
มันตกตะลึงปนสงสัย ภายในใจคาดเดาหลายสิ่ง
ชาวเมืองยูโทเปียเป็นสัตว์ประหลาดที่สวมหนังมนุษย์ ภายนอกอาจดูปรกติ แต่ถ้าเผชิญกับจุดบอดทางเหตุผล พวกเขาจะแสดงการตอบสนองที่แตกต่างจากมนุษย์ปรกติ?
หรือว่าเจ้าหน้าที่สถานีจะรู้อยู่แล้วว่าเราโกหก แต่แค่ไม่อยากยุ่ง จึงแสร้งทำเป็นไม่เอะใจและปล่อยเราไป? ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?
การแบกกระเป๋าเดินทางเข้าห้องน้ำสถานีคือสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะบางคนอาจกลัวกระเป๋าหาย แต่ภายในชานชาลามีชายคาครอบคลุม จึงไม่มีความจำเป็นต้องพกร่ม แถมฝนก็หยุดตกแล้ว…
เวนเดลล์มองออกไปนอกหน้าต่างตามความเคยชิน พบว่าดวงอาทิตย์กำลังสาดแสงเข้ามาในชานชาลาปัจจุบัน ผู้โดยสารกำลังต่อแถวอย่างเป็นระเบียบ แตกต่างจากบรรยากาศหม่นหมองภายในยูโทเปียโดยสิ้นเชิง
ฟู่ว… มันหายใจออก ร่างกายคลายความเกร็งลง
ที่นี่ไม่ใช่ยูโทเปีย… เราออกมาได้แล้ว… เวนเดลล์พึมพำ ยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อเย็นจากหน้าผาก
เมื่อตระหนักถึงสิ่งที่ตนเคยมองข้าม มันรู้สึกคล้ายกับกำลังจมอยู่ในฝันร้ายที่มิอาจลืมตาตื่น
ผ่านไปสักพัก เวนเดลล์ลุกขึ้นยืน ตัดสินใจเดินลงไปยังชานชาลาเพื่อสูบบุหรี่ให้สมองปลอดโปร่ง
ยาสูบคือสิ่งที่ปลอบโยนมันได้ดีเสมอ และช่วยให้มีเวลาขบคิดเกี่ยวกับประสบการณ์ซึ่งเคยเผชิญในยูโทเปีย
ระหว่างนั้น มันผุดข้อสันนิษฐาน
อาจเป็นเพราะเราช่วยเทรซี่ด้วยความจริงใจ เจ้าหน้าที่สถานีจึงยอมปล่อยผ่าน…
เวนเดลล์อยากเชื่อข้อสันนิษฐานนี้ มากกว่าทฤษฎีที่คาดเดาว่า ชาวยูโทเปียทั้งหมดคือสัตว์ประหลาดสวมหนังมนุษย์
ทันใดนั้น จากหางตา มันเห็นคนขับรถกำลังสนทนากับกลุ่มคนตรงมุมหนึ่ง
เวนเดลล์ค่อยๆ ขยับเข้าใกล้อย่างแนบเนียน แอบฟังบทสนทนาของอีกฝ่าย
อาศัยโสตประสาทที่ยอดเยี่ยมกว่าคนปรกติ มันได้ยินคำพูดอีกฝ่ายจากระยะห่างที่ไม่ก่อให้เกิดความสงสัย:
“สถานี… ยูโทเปีย… เมื่อคืนนี้…”
“ไม่มีอยู่ใน… อาณาจักร…”
“เก็บเรื่องนี้เป็นความลับด้วย…”
เวนเดลล์ขยับคิ้วเล็กน้อย เมื่อผนวกเข้ากับเนื้อหาบนเอกสารที่กำลังถูกซุกซ่อนภายในเสื้อ มันพอจะเข้าใจสิ่งที่คนกลุ่มนี้พูดกับคนขับรถ
อีกฝ่ายกำลังสื่อว่า อาณาจักรโลเอ็นไม่มีสถานีรถไฟที่ชื่อยูโทเปีย และเมื่อคืน สถานะของรถไฟถูกระบุว่า ‘หายไป’ !
ในวินาทีนี้ เวนเดลล์หวาดผวาจากก้นบึ้งอีกครั้ง ขณะเดียวกันก็รู้สึกโชคดีเหลือเกินที่ตนรอดชีวิตมาจากยูโทเปียสำเร็จ
…
จากท่าเรืออิสเคอร์เซ่น อัลเฟรดใช้เวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์เพื่อกลับไปยังกรุงเบ็คลันด์
นั่นเพราะมันต้องตระเวนเยี่ยมญาติของพวกพ้องที่ล่วงลับในสงคราม อดีตเพื่อร่วมงาน ผู้หลักผู้ใหญ่ที่กลับมาพักผ่อนในดินแดนศักดินา และครอบครัวของคู่ค้าทางธุรกิจตลอดทาง
“เหนื่อยยิ่งกว่าการออกรบเสียอีก” อัลเฟรดบ่นกับบิดาของตน เอิร์ลฮอลล์
เอิร์ลฮอลล์ยิ้มและชี้ไปทางบันได
“กลับไปพักที่ห้องก่อน ค่อยมาคุยกันในห้องหนังสือ”
มันค่อนข้างพึงพอใจในสภาพจิตใจและความก้าวหน้าของลูกชายคนรอง
อัลเฟรดมองไปรอบตัว ถามด้วยรอยยิ้ม
“อัญมณีที่เปล่งประกายที่สุดในเบ็คลันด์ไปไหน?”
มันเว้นวรรค ก่อนจะเสริม
“แล้วฮิบเบิร์ตล่ะ?”
เอิร์ลฮอลล์ยิ้ม
“ออเดรย์อยู่ที่มูลนิธิของเธอ มีกำหนดจะกลับในช่วงบ่าย เธอเอาแต่บ่นว่าเจ้าไม่ยอมบอกกำหนดการที่แน่นอนเสียที จึงจัดตารางเวลาของตัวเองไม่ถูก… ตอนนี้ฮิบเบิร์ตเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว งานยุ่งมาก”
อัลเฟรดพยักหน้าโดยมิได้กล่าวคำใด เพียงเดินกลับห้องเพื่ออาบน้ำ สวมเสื้อเชิ้ต เสื้อกั๊ก และสูทสุภาพ
“ผมชอบความผ่อนคลายของไบลัมตะวันออกมากกว่า” มันมองเข้าไปในกระจก พลางกล่าวกับคนสนิทด้วยรอยยิ้ม
“แต่งตัวแบบนี้แล้วดูเหมือนขุนนางมากกว่า” คนสนิทของมันยื่นเอกสารในมือ “ท่านนายพล ทาง MI9 ส่งเอกสารฉบับนี้มาถึงคุณ”
“MI9?” อัลเฟรดแกะซองเอกสารด้วยสีหน้าครุ่นคิด “ผลการสืบสวนเกี่ยวกับยูโทเปียออกมาแล้วหรือ?”
ยังไม่ทันกล่าวจบ มันอ่านเอกสารอย่างตั้งใจ
ระหว่างนั้น อัลเฟรดพลิกหน้ากระดาษช้าลง จนกระทั่งพลิกกลับไปอ่านหน้าแรกใหม่
เนื้อหาหลักของรายงานแบ่งออกเป็นสองส่วน
หนึ่งคือ สมาชิกของ MI9 ผู้รับหน้าที่ลำเอียงรายงานของอัลเฟรดไปส่งที่ศูนย์บัญชาการ เกิดหลงเข้าไปในเมืองยูโทเปียและได้เป็นพยานในคดีฆาตกรรม จากนั้นก็ตัดสินใจหลบหนีกลับมายังรถไฟกลางดึก ส่วนที่สอง ในอาณาจักรไม่มีสถานีรถไฟชื่อยูโทเปีย และบนทะเลคลั่งก็ไม่มีท่าเรือชื่อยูโทเปียเช่นกัน นอกเหนือจากข้อมูลข้างต้น เจ้าหน้าที่ไม่พบเบาะแสอื่น
สองประเด็นดังกล่าวมิได้ทำให้อัลเฟรดประหลาดใจมากนัก สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของมันมากที่สุดคือคดีฆาตกรรม:
คนร้ายชื่อเทรซี่ เป็นเจ้าของโรงแรม เคยผ่านการศึกษาระดับมัธยม เพิ่งกลายเป็นเมียน้อยของนักธุรกิจ และพยายามจะสลัดให้หลุดจากสถานะดังกล่าว
ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับเทรซี่ เจ้าของโรงแรมริมท่าเรือที่อัลเฟรดเคยพบ เรียกได้ว่าข้อมูลตรงกันทั้งหมด
อัลเฟรดจึงมั่นใจว่าคนร้ายในคดีคือคนเดียวกับเทรซี่ หญิงงามที่มีการศึกษาและบรรเลงเพลงเศร้าในตอนกลางคืน
“นี่น่ะหรือ ภูมิหลังของเธอ…” อัลเฟรดพึมพำเสียงแผ่ว
มันตระหนักว่าชาวเมืองยูโทเปียมีความสมจริงมาก ไม่ได้เป็นเพียงภาพลวงตาอย่างที่เคยเข้าใจ
กล่าวคือ ในยามที่คนนอกจากไป ชาวยูโทเปียยังคงใช้ชีวิต มีความรัก ความเกลียดชัง เจ็บปวด และโศกเศร้า
หากไม่นับเรื่องที่ยูโทเปียไม่น่าจะมีอยู่จริง ทุกสิ่งฟังดูคล้ายกับเมืองทั่วๆ ไปในโลเอ็น
บางที ยูโทเปียอาจมีอยู่จริง และทุกคนเป็นคนจริง แต่การจะเข้าไปที่นั่น ต้องอยู่ให้ถูกที่ถูกเวลา… อัลเฟรดพยักหน้าแผ่วเบา ผ่อนคลายอารมณ์ตัวเองสักพักก่อนจะวางเอกสารจาก MI9 ลง
มันสลัดความคาใจทิ้งไป ไม่คิดจะลงมือสืบสวนในเชิงลึก
ต้องไม่ลืมว่า ในทวีปใต้เต็มไปด้วยเหตุการณ์ประหลาดมากมาย ความอยากรู้อยากเห็นที่มากเกินไปจะนำมาซึ่งอันตรายเหนือจินตนาการ
หลังจากจัดระเบียบเครื่องแต่งกายและอารมณ์ อัลเฟรดเดินมายังห้องหนังสือของบิดาและเคาะประตู
“เข้ามาได้” เสียงของเอิร์ลฮอลล์ดังจากด้านใน
อัลเฟรดสางผมสีทอง ผลักประตูเข้าไป หาที่นั่งให้ตัวเอง
เอิร์ลฮอลล์ยิ้ม
“โตเป็นชายเต็มตัวแล้วสินะ”
“ไม่มีใครพูดแบบนี้กับคนที่โตเป็นชายเต็มตัว” อัลเฟรดตอบโต้ทันควัน
“ในใจพ่อ เจ้ายังเป็นแค่เด็กหัวดื้อ” เอิร์ลฮอลล์ยิ้มก่อนจะกล่าว “เป็นผู้วิเศษลำดับ 5 แล้วหรือ?”
อัลเฟรดตอบสำบัดสำนวน:
“ใช่ ผมกลายเป็นอัศวินเต็มตัวแล้ว”
เอิร์ลฮอลล์ผงกศีรษะพลางถอนหายใจ
“เจ้าคงเผชิญความยากลำบากมาไม่น้อย… เท่าที่พ่อทราบ ไม่ว่าจะสงครามหรือโอสถ ทั้งสองสิ่งต่างเป็นอันตรายต่อผู้คน ทั้งทางร่างกายและจิตใจ”
“ทุกคนต้องเผชิญความเจ็บปวดในชีวิต” อัลเฟรดถอนหายใจ
มันกล่าวโดยนัยแบบที่สุภาพบุรุษชาวโลเอ็นชอบทำ
เว้นวรรคสักพัก มันเสริม
“เมื่อเทียบกับตอนที่เพิ่งออกจากเบ็คลันด์ ตอนนี้ผมดีขึ้นมากแล้ว ตราบใดที่จับหลักการได้ ในระดับของผม ยังไม่มีความจำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับอิทธิพลจากความบ้าคลั่งมากนัก”
เอิร์ลฮอลล์มิได้สานต่อบทสนทนา เพียงกล่าวว่า
“น้องสาวของเจ้าก็เป็นผู้วิเศษ”
“หือ…?” อัลเฟรดผงะในตอนต้น แต่จากนั้นก็ฉุกคิดบางสิ่ง จึงกล่าวด้วยท่าทีขุ่นเคือง “นึกว่าเธอเปลี่ยนงานอดิเรกแล้วจริงๆ”
“ดูเหมือนว่า เจ้าจะมีส่วนในการผจญภัยของออเดรย์สินะ” เอิร์ลฮอลล์กล่าวต่อ “พ่ออยากให้เจ้าไปตักเตือนเธอถึงอันตรายจากโอสถ ชี้ให้เห็นว่ามันเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและเจ็บปวดเพียงใด โน้มน้าวให้เธอไม่พัฒนาไปจากลำดับปัจจุบัน”
อัลเฟรดตอบโดยไม่ลังเล
“ผมทำแน่”
ตกเย็น ภายในห้องหนังสือเล็กของออเดรย์
“อัลเฟรด มีอะไรหรือ” ออเดรย์ซึ่งเปลี่ยนเป็นชุดอยู่บ้าน เดินนำซูซี่ไปเปิดประตูต้อนรับพี่ชาย
เธอรออีกฝ่ายอยู่ที่นี่หลายนาทีแล้ว
“พี่มีบางสิ่งจะมาเตือน” อัลเฟรดเดินเข้าไปในห้องหนังสือ ดึงเก้าอี้ออกมานั่ง
ออเดรย์ยิ้ม ชี้ไปทางสุนัขโกลเดนรีทรีเวอร์และกล่าว
“ให้ซูซี่ออกไปข้างนอกไหม”
เมื่อมองไปทางโกลเดนรีทรีเวอร์ตัวใหญ่ด้านข้าง อัลเฟรดอดยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นดวงตาเปี่ยมอารมณ์ของอีกฝ่าย
“ไม่จำเป็น มันคงไม่แอบฟังบทสนทนาของพวกเรา”
“เธอต่างหาก” ออเดรย์แก้ไขให้ถูกต้อง
หลังจากสตรีผู้สูงศักดิ์นั่งลงฝั่งตรงข้าม อัลเจอร์ถอนหายใจพลางรำพัน
ไม่ได้เจอกันหลายปี น้องสาวของเราบรรลุนิติภาวะแล้ว ไม่ว่าจะหน้าตาหรือนิสัย ทั้งสองสิ่งล้วนอยู่ในระดับที่น่าทึ่ง ไม่ใช่สาวน้อยคนเดิมอีกต่อไป…
อัลเฟรดจ้องหน้า ถามอย่างเป็นกันเอง
“ได้ยินว่าเธอเป็นผู้วิเศษ”
“ใช่” ออเดรย์พยักหน้าเงียบขรึม
เดิมที อัลเฟรดคิดจะถามลำดับ แต่หลังจากไตร่ตรองสักพัก มันรู้สึกว่าพฤติกรรมดังกล่าวโผงผางเกินไป อาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกต่อต้าน จึงเรียบเรียงคำพูดสักพักก่อนจะกล่าว
“คงเป็นเส้นทางผู้ชมสินะ? ซาลามันเดอร์สีรุ้งมีความสามารถทำนองนั้น”
ซาลามันเดอร์สีรุ้งคือของขวัญที่อัลเฟรดเคยมอบให้น้องสาว
หลังจากเห็นว่าออเดรย์ไม่ปฏิเสธ อัลเฟรดถามติดตลก
“เธอรักษาอาการทางจิตได้หรือยัง? ผู้วิเศษส่วนใหญ่ รวมถึงพี่ ล้วนต้องการความช่วยเหลือในด้านนี้ จริงสิ ลืมบอกไป ตอนนี้พี่เป็น ‘อัศวินวินัย’ ลำดับ 5 แห่งเส้นทางผู้ตัดสิน”
ออเดรย์เม้มริมฝีปาก จากนั้นก็ยิ้มและกล่าว
“ฉันเป็นนักจิตบำบัดที่ได้รับการฝึกฝนจากมืออาชีพ เรื่องนี้ท่านพ่อกับท่านแม่ยืนยันได้”
เธออยู่ลำดับ 7 แล้ว… สีหน้าอัลเฟรดเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
“ออเดรย์ พี่อยากจะเตือนเอาไว้ว่า โอสถไม่ได้มอบเพียงพลัง”
กล่าวถึงตรงนี้ มันเว้นวรรคเพื่อสังเกตท่าทีของน้องสาว และพบว่าออเดรย์มิได้แสดงท่าทีต่อต้าน เพียงนั่งนิ่งตั้งใจฟัง
“ทุกโอสถจะมาพร้อมความบ้าคลั่งซึ่งสามารถนำไปสู่ภาวะคลุ้มคลั่ง… พี่เคยเห็นคนที่ลงเอยด้วยจุดจบดังกล่าวมาแล้ว… มากกว่าหนึ่งครั้ง… มันเกิดกับศัตรูของพี่ พวกพ้องของพี่ และไม่มีใครเลยที่รอด…” อัลเฟรดเล่าถึงอันตรายของโอสถโดยละเอียด เป็นการอ้างอิงจากประสบการณ์ส่วนตัวในไบลัมตะวันออก
ระหว่างนั้น มันพบว่าไม่ได้มีเพียงออเดรย์ที่ตั้งใจฟัง แม้แต่ซูซี่ โกลเดนรีทรีเวอร์ตัวใหญ่ก็ยังนอนหมอบอย่างสงบ
……………………………
Related
“ทำไมเอกสารลับของที่เราคอยคุ้มกัน ถึงเอ่ยถึงยูโทเปีย? …ที่นี่พิเศษยังไง?”
ความคิดมากมายแล่นผ่านสมองเวนเดลล์ คล้ายกับมีเสียงอื้ออึงดังภายในโสตประสาท
ในวินาทีนี้ มันรู้สึกราวกับร่างกายอ่อนล้าเพราะทำงานหนักเกินขีดจำกัด รู้สึกคล้ายกำลังจะป่วย
เวนเดลล์รีบข่มใจให้สงบ นึกทบทวนประสบการณ์ที่มันเผชิญในยูโทเปียอย่างละเอียด และพบว่าแทบไม่มีความผิดปรกติในรายละเอียด ทุกสิ่งสามารถพบเจอได้ในชีวิตประจำวัน
สิ่งเดียวที่ทำให้มันไม่ค่อยสบายใจก็คือ การมาถึงที่นี่ของตนคือเรื่องบังเอิญเกินไป:
จริงอยู่ รถไฟไอน้ำมักหยุดแล่นบ่อยครั้งเพราะพายุ แต่การที่รถไฟขบวนดังกล่าวมาหยุดลงหน้าสถานีเดียวกับในเอกสารลับ จะเรียกว่าไม่บังเอิญก็คงไม่ได้
เวนเดลล์จ้องเอกสารลับบนโต๊ะด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ลังเลอยู่นานว่าควรเปิดอ่านดีหรือไม่
บางที เนื้อหาอาจกล่าวถึงยูโทเปียแค่ผ่านๆ และพฤติกรรมของเราจะกลายเป็นการทำผิดวินัยร้ายแรง… แต่บางที นี่อาจเป็นเอกสารจากเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองที่รายงานเกี่ยวกับยูโทเปียโดยตรง เนื้อหาด้านในบางส่วนอาจช่วยให้เรามีชีวิตรอดกลับไปได้… เวนเดลล์คิดไม่ตกอยู่สักพัก ก่อนจะชำเลืองออกไปมองความมืดด้านนอกหน้าต่าง จากนั้นก็เลื่อนมือไปจับเอกสาร
มีเพียงการรอดชีวิตเท่านั้น จึงมีสิทธิ์กังวลว่าจะถูกลงโทษหรือไม่!
เวนเดลล์ตัดสินใจเปิดซองกระดาษทันที และพลิกอ่านเอกสารด้านในซึ่งถูกพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีด
ขณะกวาดสายตาอ่าน มือของมันสั่นเทาเล็กน้อย ความเย็นแผ่ซ่านไปถึงแผ่นหลัง เตาถ่านซึ่งกำลังลุกไหม้ก็ไม่ช่วย
ไม่ว่าจะมองมุมใด รายงานเอกสารลับในมือของตน ก็บ่งบอกชัดเจนว่ายูโทเปียคือเมืองที่ไม่ปรกติ
ที่นี่อาจไม่ใช่เมืองที่มีอยู่จริง!
เวนเดลล์ปากแห้งไปชั่วขณะ ราวกับกำลังได้ยินเสียงยมทูตลากเคียว ย่างกรายเข้ามาใกล้ทีละนิด
มันอยากจะลุกพรวดขึ้น แต่ท้ายที่สุดก็ควบคุมตัวเองและเลือกจะไม่ทำตัวกระโตกกระตาก
นั่นเพราะมันรู้สึกคล้ายกับว่า จากความมืดนอกหน้าต่าง จากห้องชั้นบน จากทางเดินหน้าประตู มีดวงตากำลังจ้องมองตนอยู่
ทำยังไงดี? จนถึงตอนนี้ยังไม่มีความผิดปรกติใดเกินขึ้น… อาจเป็นไปได้ว่า ถ้าเราไม่รู้อะไรเลย ก็จะได้มองเห็นแสงสว่างของวันถัดไปอย่างปลอดภัย… แต่การได้อ่านข้อมูล ทำให้เรารู้อยู่แก่ใจว่าที่นี่ไม่ปรกติ และนั่นอาจชักนำอันตรายเข้ามาหา… แต่ตอนนี้เราทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยตัวปล่อยใจไปตามโชคชะตา… เวนเดลล์นึกทบทวนอันตรายที่มันเคยประสบพบเจอ จากนั้นก็รีบตัดสินใจ
มันคิดจะกลับไปยังรถจักรไอน้ำ เพื่ออยู่ให้ห่างจากยูโทเปียมากที่สุด
อย่างน้อยคนบนรถไฟก็ยังปรกติ ส่วนเมืองนี้เต็มไปด้วยอันตราย
แต่แน่นอน เวนเดลล์มิอาจตรงกลับไปยังรถไฟอย่างโผงผาง มันต้องทำให้ทุกสิ่งดูปรกติมากที่สุด คล้ายกับเป็นการเดินทางออกจากโรงแรมกลางดึกด้วยเหตุผลอื่น จากนั้นค่อยตรงไปยังสถานีรถไฟ
ท่ามกลางกระแสความคิด เวนเดลล์เก็บเอกสารลับกลับ ยืนขึ้นอย่างใจเย็น สวมเสื้อนอกและหมวกทรงสูง
ถัดมา มันถือกระเป๋าเดินทางไว้ในมือข้างหนึ่ง อีกข้างถือร่ม เดินตรงไปที่ประตูอย่างใจเย็นและบิดลูกบิด
ปัจจุบัน ทางเดินค่อนข้างมืด มีโคมไฟแก๊สติดผนังเพียงไม่กี่ดวงในแต่ละฝั่ง ส่งผลให้ความสว่างไม่เพียงพอ ปราศจากเสียงของชีวิตชีวาโดยสิ้นเชิง เงียบจนได้ยินเสียงเข็มตกพื้น
เมื่อเวนเดลล์ก้าวไปตามทางเดิน พื้นไม้ใต้ฝ่าเท้าส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตลอดเวลา ยิ่งเป็นคืนที่เงียบสงัดและหนาวเหน็บเช่นนี้ ดูคล้ายกับเสียงสามารถดังออกไปเป็นระยะทางไกล
เวนเดลล์ขมวดคิ้ว แต่ยังคงก้าวต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งมองเห็นบันไดที่กึ่งกลางทางเดิน
มันเดินไปตามธรรมชาติโดยไม่พยายามเก็บซ่อน
เมื่อเข้าใกล้บันได ด้านหลังเกิดเสียงเสียดสี
“คุณลูกค้าจะไปไหนหรือ” เสียงของบริกรชายดังแว่วในหูเวนเดลล์
ร่างของเวนเดลล์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะบรรจงหันหลังกลับไปอย่างเชื่องช้า และได้พบกับประตูไม้ซึ่งเขียนว่า ‘ห้องบริการ’ กำลังเปิดออก บริกรชายคนหนึ่งยืนอยู่ในเงาของประตู
มันยิ้มและกล่าวอย่างเยือกเย็น
“ผมลืมของสำคัญไว้บนรถไฟ กลัวว่าจะถูกขโมย จึงต้องรีบกลับทันที”
กล่าวจบ มันรำพันเสียงเบา
“เกิดคดีฆาตกรรมขึ้นในโรงแรม ผมนอนไม่หลับ ไม่อยากพักที่นี่แล้ว”
“ต้องขอประทานโทษด้วยครับ” บริกรคำนับเล็กน้อย
“ผมจะไม่แพร่งพรายออกไป” เวนเดลล์ผงกศีรษะพลางให้สัญญา จากนั้นก็หันหลังกลับและเดินไปทางบันได
อาจเป็นเพราะมีแสงน้อย ทุกย่างก้าวของมันเป็นไปอย่างระมัดระวัง ราวกับกำลังเดินบนขอบผา
หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว เวนเดลล์ซึ่งคอยระแวงบริกรชายด้านหลัง ในที่สุดก็กลับลงมาถึงชั้นหนึ่ง
ปัจจุบัน ไม่มีใครอยู่ที่ล็อบบี้โรงแรมแม้แต่คนเดียว ทุกสิ่งถูกปกคลุมในความมืด แสงสว่างจากภายนอกช่วยให้เห็นเพียงเค้าโครงอย่างคลุมเครือ ดูราวกับเป็นสัตว์ประหลาดที่จ้องจะกินคน
เวนเดลล์มองตรงไปข้างหน้า เดินผ่านห้องโถงมืดจนกระทั่งถึงประตู
ขณะผลักประตูออก มันได้ยินเสียงกรอบแกรบดังมาจากด้านหลัง คล้ายกับเสียงหนูเพ่นพ่าน หรือไม่ก็เสียงคนย่อง
สมองเวนเดลล์ปั่นป่วนอยู่พักหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ห้ามใจไม่ให้วิ่งหนี ทำเพียงแหงนมองท้องฟ้าที่ฝนหยุดตกแล้ว
ถัดมา มันสูดอากาศเย็นๆ และสดชื่น จับทิศทางสักพักก่อนจะหันหน้าไปทางสถานีรถไฟ
ความเร็วในการก้าวเดินค่อยๆ เพิ่มขึ้น คล้ายกับคนกลัวความมืดและอยากถึงจุดหมายเต็มที
เดินและเดิน จนกระทั่งเวนเดลล์เห็นป้ายหนึ่งตรงมุมหางตา
“สำนักงานโทรเลขยูโทเปีย”
สำนักงานโทรเลข… บางที หากลอบเข้าไปส่งโทรเลขถึงสำนักงานใหญ่ในเบ็คลันด์หรือฐานทัพอิสเคอร์เซ่นได้ พวกเขาอาจส่งครึ่งเทพมาช่วยเราออกไป… ถ้าถูกขังอยู่ที่นี่จริงๆ นั่นเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เรารอด… เวนเดลล์เปลี่ยนแผน มันเดินเฉียงจนกระทั่งมาถึงประตูหน้าของสำนักงานโทรเลขยูโทเปีย
แต่แทนที่จะรีบหาทางลอบเข้าไป มันเพ่งสมาธิเพื่อจับความเคลื่อนไหวด้านใน
ถัดมา มันได้ยินเสียงหายใจถี่และรุนแรง
ทำเอาเวนเดลล์ที่เคยคิดว่าไม่น่าจะมีใครอยู่ข้างใน พบว่าด้านในอาจมีมากกว่าหนึ่งคน
ทันใดนั้นเอง เสียงลมหายใจได้เงียบไป
ขนทั่วร่างเวนเดลล์ลุกตั้งชันทันที
สัมผัสวิญญาณกำลังเตือนมันว่า ด้านหลังประตูสำนักงานโทรเลข มีร่างหนึ่งกำลังยืนอยู่อย่างเงียบงัน!
โดยไม่ลังเล เวนเดลล์เลิกคิดที่จะส่งโทรเลขทันที เพียงเดินผ่านหน้าประตูและตรงไป
ตลอดการเดินทางที่เหลือ แม้แต่เสียงลมพัดก็ทำให้เวนเดลล์ตัวสั่น กังวลว่าตนอาจเผชิญอันตรายไม่คาดฝัน
ทุกวินาทีเป็นราวกับการใช้กรรมในนรกสำหรับเวนเดลล์ จนกระทั่ง มันมาถึงด้านนอกของสถานีรถไฟและพบว่าประตูปิดอยู่
นี่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับมัน อันดับแรก เวนเดลล์นำร่มไปถือในมือซ้ายข้างที่ถือกระเป๋า จากนั้นก็เดินอ้อมจนพบรั้ว จึงใช้มือจับและดันตัวเองลอยขึ้น กระโดดข้ามไปอย่างง่ายดาย
จนกระทั่งฝ่าเท้าสัมผัสพื้นอย่างมั่นคง เวนเดลล์ถอนหายใจโล่งอกก่อนจะเดินไปทางชานชาลาอย่างไม่รีบร้อน
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
“มาทำอะไรที่นี่” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น
นิ้วเท้าเวนเดลล์พลันจิกพื้น เหงื่อเย็นผุดขึ้นบนแผ่นหลัง
มันหันหลังกลับไปเชื่องช้าพลางเตรียมพร้อมรับมือเหตุไม่คาดฝัน
สิ่งแรกในการมองเห็นคือตะเกียงแก้วทรงโบราณ ตามด้วยเจ้าหน้าที่สถานีคนเดิม
เวนเดลล์ถอนหายใจพลางรำพัน
“กลางค่ำกลางคืนแบบนี้ ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ คุณไม่ควรปรากฏตัวในลักษณะเมื่อครู่… สำหรับสุภาพบุรุษ การทำให้ผู้อื่นตกใจไม่ใช่มารยาทที่ดีนัก”
“ผมไม่ใช่สุภาพบุรุษ” พนักงานสถานีตอบเสียงแห้ง
เวนเดลล์ชี้ไปยังมุมหนึ่งของชานชาลา
“ผมจะเข้าห้องน้ำ”
มันสังเกตโครงสร้างของชานชาลาเตรียมไว้นานแล้ว
“แล้วมาทำอะไรแถวนี้” เจ้าหน้าที่ถามซัก
“หลงทาง” เวนเดลล์ตอบห้วน
ถัดมา มันเลิกสนใจอีกฝ่ายและค่อยๆ เดินไปทางห้องน้ำชานชาลา
ด้านหลังเวนเดลล์ เจ้าหน้าที่สถานียืนจ้องโดยไม่กล่าวคำใด
พฤติกรรมดังกล่าวสร้างภาระทางใจให้เวนเดลล์เป็นอย่างมาก แต่มันยังคงรักษาความนิ่งของฝีก้าวเอาไว้
ภายในห้องน้ำ อาศัยแสงไฟจากโคมไฟผนัง เวนเดลล์ใช้เวลาเกือบหนึ่งนาทีเพื่อบรรเทาความเครียดในร่างกาย จึงค่อยปัสสาวะออกมา
กลับถึงรถไฟ ในที่สุดเวนเดลล์ก็รู้สึกปลอดภัยขึ้นมามาก สายตาของมันกวาดมองผู้โดยสารที่นอนหลับตามตำแหน่งต่างๆ บนขบวน
ตลอดไม่กี่ชั่วโมงถัดมา มันนอนไม่หลับ เพราะเอาแต่คอยเฝ้าระวังเหตุไม่คาดฝัน
เมื่อเวนเดลล์เริ่มเบลอ ท้องฟ้าสว่างขึ้นเล็กน้อย ทยอยขจัดความมืดไปทีละส่วน
สองชั่วโมงถัดมา นักท่องเที่ยวที่ค้างคืนในยูโทเปียเริ่มกลับมาทีละหนึ่ง บ้างซื้อไวน์แดงท้องถิ่นเป็นของฝาก บ้างมีสีหน้าอิดโรย คล้ายกับถูกกระทืบมาหรือไม่ก็เมาค้าง
เวนเดลล์ระแวงทุกคน แต่ก็ไม่พบความผิดปรกติใด
ปู๊น!
ในที่สุด เสียงหวูดรถไฟดังขึ้นอีกครั้ง หัวรถจักรไอน้ำเริ่มแล่นจากจุดหยุดนิ่ง
ท่ามกลางเสียงฉึกฉัก รถไฟออกจากสถานียูโทเปียโดยสมบูรณ์
ผ่านไปสักพัก ท้องฟ้าด้านบนมืดครึ้มอีกครั้ง แต่โชคดีที่ปราศจากพายุ เพียงไม่นาน แสงอาทิตย์ก็ทะลวงผ่านก้อนเมฆและมอบความสว่างไสวให้โลกทั้งใบ
สำหรับเวนเดลล์ เหตุการณ์นับตั้งแต่ลงจอดที่ยูโทเปียจนกระทั่งตอนนี้ ทุกสิ่งดำเนินไปอย่างปรกติ หากไม่ใช่เพราะได้อ่านรายงานลับที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อ มันคงไม่ตระหนักว่ายูโทเปียเป็นเมืองที่มีปัญหา
หลังจากรถไฟแล่นมาถึงสถานีถัดไปซึ่งทุกคนคุ้นเคย เวนเดลล์ถึงคราวผ่อนคลายตัวเอง ศีรษะวิงเวียนเล็กน้อย คล้ายกับใช้พลังงานมากเกินไปในวันที่ผ่านมา
มันนึกทบทวนประสบการณ์ขณะอยู่ในยูโทเปียอีกครั้ง
ครุ่นคิดไปได้สักพัก เวนเดลล์พลันเหยียดหลังตั้งตรง
ย้อนกลับไปเมื่อคืน ในตอนที่มันอ้างกับเจ้าหน้าที่สถานีว่ามาเข้าห้องน้ำ ขณะนั้นมันถือทั้งกระเป๋าเดินทางและร่ม ดูไม่เหมือนกับผู้โดยสารที่เพิ่งลงจากรถไฟแม้แต่น้อย
แต่เจ้าหน้าที่กลับไม่พบความผิดปรกติ หรืออาจค้นพบ แต่ก็ปล่อยผ่านอย่างน่าฉงน!
…………………………
Related
คดีฆาตกรรมไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับเวนเดลล์ ได้ยินหญิงสาวกล่าวออกมาเช่นนั้น มันมิได้แตกตื่น เพียงมองผ่านอีกฝ่ายเข้าไปสำรวจสภาพแวดล้อมภายในห้อง
มันเห็นชายคนหนึ่งนอนอยู่บนพื้น หน้าอกแดงก่ำไปด้วยเลือด
“คุณแน่ใจหรือว่าเขาตายแล้ว” เวนเดลล์ถามเสียงเรียบ
สตรีในวัยยี่สิบเหม่อลอยสักพักก่อนจะตอบด้วยความลังเล
“อาจจะ… ฉันไม่ทราบ…”
“ถ้ายังมีโอกาสรอด เราควรรีบพาเขาส่งโรงพยาบาลโดยด่วน” น้ำเสียงของเวนเดลล์ ฟังดูคล้ายกำลังคุยกับครอบครัวของคนไข้มากกว่าฆาตกร
สตรีผู้ถือมีดชุ่มเลือดเบี่ยงตัวหลบเพื่อให้อีกฝ่ายเข้าไปในห้อง
เวนเดลล์ขยับเข้าไปใกล้เหยื่อ
มันไม่จำเป็นต้องนั่งยอง เพียงจดจ้องสักพักก็ยืนยันได้จากสัญชาตญาณ:
“เขาตายแล้ว”
สตรีวัยยี่สิบ เจ้าของผมสีป่านกระเซิงยาวประบ่า มิได้เปลี่ยนสีหน้ามากนัก เพียงก้มมองนิ้วเท้าและกล่าว
“โทรแจ้งตำรวจเถอะค่ะ”
“คุณชื่ออะไร” ขณะถาม เวนเดลล์ได้ยินเสียงฝีเท้าหนึ่งดังมาจากบันได
คงเป็นบริกรหรือเจ้าของโรงแรมซึ่งได้ยินเสียงกรีดร้องเมื่อครู่ จึงส่งคนมาตรวจสอบ
“เทรซี่…” หญิงสาวหน้าตาบ้านๆ และใสซื่อตอบเสียงแผ่ว
เธอกลับเข้าไปในภวังค์โดยไม่กล่าวคำใดต่อ
ขณะเวนเดลล์เตรียมกล่าวบางสิ่ง มันเห็นเจ้าของโรงแรมซึ่งเป็นคนเช็กอินให้ตน วิ่งมาถึงหน้าประตู
“โอ้ท่านเทพธิดา!” หลังจากเห็นสถานการณ์ภายในห้องชัดเจน ชายชราอดไม่ได้ที่จะโพล่ง
เวนเดลล์ยื่นมือขวาออกไปและกดลง เป็นสัญญาณบอกให้อีกฝ่ายสงบสติ จากนั้นก็กล่าว
“คุณไปแจ้งตำรวจ ผมจะคอยเฝ้าที่นี่”
บรรยากาศและถ้อยคำของมัน ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าต้องทำตาม เจ้าของโรงแรมรีบหันหลังกลับและวิ่งลงไปด้านล่างโดยไม่ลังเล
อันที่จริง เวนเดลล์แค่ต้องการตรวจสอบสถานการณ์เบื้องต้นตามนิสัยของสุภาพบุรุษ ไม่คิดจะเข้ามาพัวพันมากนัก ยังไงเสีย ตนก็ยังอยู่ระหว่างภารกิจ แต่อาการเหม่อลอย โดดเดี่ยว และมึนงงของมิสเทรซี่ ทำให้มันรู้สึกสงสารอยู่หลายส่วน เป็นการตอบสนองตามปรกติของผู้ชาย
มันมองไปรอบตัว เปล่งเสียงประหนึ่งกำลังพูดกับอากาศ:
“ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมใช่ว่าจะได้รับบทลงโทษรุนแรงเสมอไป บางครั้งก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์”
เทรซี่บรรจงเงยหน้าจ้องสุภาพบุรุษ
ในดวงตาที่คล้ายกับปลาตาย เผยความสับสนปนประกายแวววาว
เวนเดลล์ชำเลืองใบหน้าหญิงสาว:
“เขาทุบตีคุณหรือ”
“ค่ะ” คล้ายกับอีกฝ่ายมีอำนาจลึกลับบางอย่าง เทรซี่เปิดปากพูดทั้งที่ต้องการจะเงียบ
ดวงตาของเวนเดลล์เลื่อนลงมาจ้องมีดที่เลือดหยุดไหลแล้ว
“ใครเป็นคนเสนอให้มาที่นี่ คุณหรือเขา?”
เทรซี่ตอบเชื่องช้า:
“เขา”
เวนเดลล์พยักหน้าเล็กน้อย
“คุณมีสิทธิ์ตามกฎหมายที่จะแก้ต่าง ผมสามารถเป็นพยานให้ได้ว่า พวกคุณทะเลาะกันก่อนมีการลงมือ เห็นได้ชัดว่า เมื่อเหตุการณ์ดำเนินไปในทิศทางดังกล่าว ฝ่ายชายจะถือครองความได้เปรียบ ผมไม่ได้กำลังดูแคลนสตรี แต่นั่นเป็นข้อมูลเชิงสถิติจากวิทยาศาสตร์และประสบการณ์”
มันเว้นวรรค ตามด้วยถาม
“พวกคุณมีความสัมพันธ์กันอย่างไร? เกิดอะไรขึ้น?”
ดวงตาเทรซี่สั่นไหวเล็กน้อย หญิงสาวฟื้นตัวจากสภาวะปิดกั้นตัวเองทันที
ประหนึ่งกำลังตอบคำถามจากนายตำรวจ เทรซี่กล่าวด้วยดวงตาแฝงความหวังเจือเศร้า
“เปล่าค่ะ ฉันเป็นเมียน้อยของเขา”
พูดจบ หญิงสาวเผยรอยยิ้มตำหนิตัวเอง
“ฉันเคยเป็นผู้หญิงน่ารังเกียจที่ไล่ตามแต่เงินทองราวกับคนบ้า หลังจากออกจากโรงเรียน ฉันถูกเขาหลอกให้มาเป็นเมียน้อย… เขายกโรงแรมแห่งหนึ่งให้ฉันอยู่ และรอเขามาหาหรือเรียกออกไปพบในทุกสัปดาห์… ฉันค่อยๆ หมดอาลัยตายอยากกับชีวิต เริ่มหดหู่และดำดิ่ง จนกระทั่งอยากจะคืนทุกสิ่งและออกไปจากชีวิตเขา แต่เขาไม่ยอม คอยข่มขู่ฉันมากมาย ไม่ปล่อยให้ฉันไปไหน การพบกันหลังๆ ก็ลงเอยด้วยการทะเลาะทุกครั้ง… เมื่อสักครู่ เขาบอกว่ามีทางเดียวที่เขาจะยอมให้ฉันเป็นอิสระ นั่นคือความตาย จากนั้นเขาก็ทุบตีฉันและหยิบมีดออกมา… เหตุการณ์หลังจากนั้นคุณคงทราบดี…”
เมียน้อย… เวนเดลล์ชำเลืองใบหน้าเทรซี่ด้วยความเห็นใจ
“ร่องรอยในที่เกิดเหตุช่วยยืนยันว่าคำพูดของคุณตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้น”
เดิมที มันเข้าใจว่าเทรซี่และผู้ตายเป็นสามีภรรยา แต่ความจริงกลับเลวร้ายยิ่งกว่า
เทรซี่พยักหน้า
“ขอบคุณค่ะ”
เธอไม่กล่าวสิ่งใดอีกจนกระทั่งตำรวจยูโทเปียมาถึงและทำลายความเงียบ หญิงสาวยกมือขึ้นและรับการใส่กุญแจมือ
เวนเดลล์ชำเลืองฝ่าเท้าเทรซี่เล็กน้อย ตามด้วยกล่าวกับตำรวจ
“พาเธอไปตรวจสุขภาพก่อน ปฐมพยาบาลเบื้องต้น หลีกเลี่ยงเหตุไม่คาดฝัน”
ตำรวจเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกตนถึงต้องเชื่องฟังคำพูดพยาน แต่ท้ายที่สุด พวกมันนำตัวเทรซี่และเวนเดลล์ไปโรงพยาบาลเล็กๆ ท่ามกลางฝนตกหนัก
เนื่องจากเทรซี่เป็นสตรี เวนเดลล์และตำรวจจึงทำเพียงรออยู่ที่ทางเดิน ไม่ได้เข้าไปในห้อง
เมื่อเวลาผ่านไป เวนเดลล์เห็นสตรีตั้งครรภ์คนหนึ่งถูกนำเข้าไปในห้องคลอด คล้ายกับว่าคลอดเองไม่ได้ จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด
ผ่านไปครู่หนึ่ง มันได้ยินเสียงร้องของทารก ซึ่งหมายถึงการถือกำเนิดของชีวิตใหม่ โดยในขณะเดียวกัน เทรซี่เดินออกจากห้องปฐมพยาบาล
“เห็นนั่นไหม ความงดงามของชีวิต” เวนเดลล์กล่าวกับเทรซี่ด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
เทรซี่ฟังเสียงร้องของทารกผสมผสานกับเสียงลมฝน สีหน้าเผยความซาบซึ้ง
ใบหน้าซังกะตายและเหม่อลอยถูกขจัดออก แทนที่ด้วยความบริสุทธิ์สดใส
ถัดมาไม่กี่วินาที เทรซี่ได้สติอีกครั้ง จึงหันไปพยักหน้าให้เวนเดลล์
“ขอบคุณค่ะ”
คราวนี้ เธอมิได้เฉื่อยชาราวกับคนหมดอาลัยตายอยากอีกต่อไป
เวนเดลล์ถอนหายใจโล่งอก เดินทางไปยังสถานีตำรวจเพื่อลงบันทึกประจำวัน
หลังจากทำสิ่งที่ควรทำจนครบ มันเดินไปยังริมถนน เตรียมขึ้นรถม้าเช่าเพื่อกลับไปยังโรงแรม ‘ดอกไอริช’
ทว่า ท่ามกลางค่ำคืนฝนตกหนัก เวนเดลล์มองไม่เห็นรถม้าหรือคนเดินถนนแม้แต่คนเดียว
“นี่เป็นอีกหนึ่งข้อเสียของเมืองเล็ก ยังขาดความสะดวกสบาย” เวนเดลล์พึมพำ กางร่มที่พกมาด้วย เดินเท้ากลับโรงแรมดอกไอริชอย่างชำนาญ
ในฐานะอดีต ‘เจ้าพนักงาน’ มันมีความพลังวิเศษเกี่ยวกับความทรงจำด้านทิศทาง จึงไม่ต้องกังวลว่าจะหลงในเมืองแปลกหน้า
ปัจจุบัน แม้ฝนจะแผ่วลงไปมาก แต่สายลมยังคงโหมกระหน่ำ พัดพาเม็ดฝนกระทบเสื้อผ้าเวนเดลล์ในแนวเฉียง
มันรีบยกมือขวาขึ้น พยายามบังช่วงหน้าอกและท้อง
เอกสารลับถูกซ่อนอยู่ในบริเวณดังกล่าวของเสื้อ
แม้ในยามหลับ เวนเดลล์ก็แทบไม่เคยแยกจากกับเอกสารลับ สิ่งเป็นกลายเป็นนิสัยประจำตัวไปโดยปริยาย ดังนั้น หากมีการเตือนความจำตัวเองอย่างต่อเนื่อง มันก็จะไม่เผลอปล่อยให้เอกสารอยู่ในตำแหน่งที่อันตราย
ยูโทเปียเป็นเมืองเล็ก เวนเดลล์เดินเท้าได้สิบห้านาทีก็มาถึงโรงแรมดอกไอริชในสภาพหมวกและเสื้อเปียกปอนเพราะแรงลม
นั่นทำให้มันค่อนข้างกังวล ด้วยเกรงว่าเอกสารลับจะเปียกน้ำจนเสียหาย
อันที่จริง การกระทำของเราถือว่าละเมิดกฎเหล็กในการปฏิบัติภารกิจ… แต่ถ้าได้เห็นสตรีอยู่ในสภาพนั้น จะไม่ช่วยเหลือก็คงใจดำเกินไปหน่อยกระมัง? นั่นคือสิ่งที่สุภาพบุรุษควรทำ… เวนเดลล์ตำหนิตัวเองเล็กน้อย แต่ก็มิได้นึกเสียใจ
หลังจากเข้าไปในห้อง มันถอดเสื้อคลุมออก หยิบเอกสารมาวางบนโต๊ะ
ซองเอกสารมีรอยเปียกชัดเจน คล้ายกับจะฉีกขาดทันทีหากถูกสัมผัสเพียงเล็กน้อย
เวนเดลล์กดกริ่งเรียกบริกรเพื่อขอเตาถ่านจาก มันคิดจะเพิ่มอุณหภูมิห้องเพื่อทำให้ซองเอกสารแห้งเร็วขึ้น
ระหว่างรอ มันพบว่าแม้จะเป็นกลางดึก แต่โรงแรมแห่งนี้ก็ไม่เงียบเลยสักนิด คล้ายกับเสียงกรีดร้องของผู้ตาย และเสียงการมาเยือนของตำรวจ จะทำให้ผู้คนในละแวกใกล้เคียงตื่นจากการนอน
สายลมด้านนอกเอื่อยลงจากเดิมมาก เวนเดลล์ได้ยินเสียงเด็กร้อง เสียงทะเลาะของคู่สามีภรรยา เสียงเลื่อยไม้ราวกับกำลังสีไวโอลิน เสียงสะอื้นเป็นระยะ เสียงฝีเท้าของผู้คนเดินขึ้นลงบันได และเสียงการสนทนาซึ่งบ้างก็เบา บ้างก็ดังกะทันหันราวกับลืมตัว
มันไม่ได้คิดอะไรมากเกี่ยวกับฉากที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา เพียงแต่รู้สึกว่าเป็นการยากที่จะหลับลง
ผ่านไปสักพัก บริกรนำเตาถ่านมาพร้อมกับฟืนถ่านหิน
เวนเดลล์ผ่อนคลายลงเล็กน้อย ถามอย่างเป็นกันเอง
“คุณรู้จักผู้หญิงที่ชื่อเทรซี่เมื่อครู่ไหม”
บริกรส่ายหน้า
“ไม่ครับ”
จากนั้นก็เสริม
“ผมได้ยินว่าเธอเป็นคนท้องถิ่น อาศัยอยู่ชานเมืองด้านนอกจนกระทั่งก่อนปีนี้”
“รู้อะไรเกี่ยวกับเธอบ้าง” เวนเดลล์ถามตามความเคยชิน
“เธอมักจะมาที่โรงแรมของเราเดือนละสามถึงห้าครั้งพร้อมกับผู้ตาย” บริกรถอนหายใจ “เธอดูไม่มีความสุขเลย”
เวนเดลล์เงียบไปสักพัก ก่อนจะส่งบริกรกลับไปและเดินมานั่งบนโต๊ะ
เวลาผ่านไป ซอกเอกสารลับค่อยๆ กลับมาแห้ง
ปัจจุบัน ทั้งภายในและภายนอกโรงแรมค่อนข้างเงียบ มีเพียงเสียงและเสียงลมกระทบหน้าต่าง
เวนเดลล์หวนนึกถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ นึกสงสารชะตาชีวิตของมิสเทรซี่ พลางหยิบซองเอกสารและพลิกกลับด้าน
ทันใดนั้นเอง มันพบว่าส่วนหนึ่งของซองเอกสารได้รับความเสียหาย กระดาษด้านในโผล่ออกมาเล็กน้อย
เวนเดลล์ขมวดคิ้ว เพราะทราบดีว่าตนจะต้องถูกลงโทษ
แต่แน่นอน บทลงโทษคงไม่หนักหนาเกินไปเนื่องจากความลับของเอกสารคงไม่สูงหนัก เพราะถ้าเป็นเอกสารลับสุดยอด อีกฝ่ายคงไม่ส่งคนแบบตนมาทำงานนี้
เดิมที เวนเดลล์คิดจะรักษาสภาพปัจจุบันเอาไว้ และส่งต่อโดยรายงานความเสียหายไปตามจริง แต่เมื่อชำเลืองสายตา มันพบคำหนึ่งบนเอกสารผ่านเนื้อหาที่โผล่ออกมา
“ยูโทเปีย”
หัวใจเวนเดลล์ทวีความเครียด ขณะเดียวกันก็รู้สึกราวกับว่า เสียงลมฝนด้านนอกห้องหยุดลงกะทันหัน
………………………
Related
ได้ยินคำพูดจากทหาร อัลเฟรดรู้สึกราวกับอุณหภูมิภายในห้องลดต่ำลง
ความเย็นที่ยากจะอธิบายซึมซาบเข้ามาในร่างกาย แช่แข็งเลือดและไขกระดูก
ในตอนที่เรือโดยสารจอดเทียบท่ายูโทเปีย มันจินตนาการถึงผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด – ยูโทเปียคือศูนย์บัญชาการใหญ่ของลัทธินอกรีตสักกลุ่ม และทุกคนบนเกาะเป็นพวกสติฟั่นเฟือนแสนอันตราย
แต่ปัจจุบัน ความจริงอาจเลวร้ายยิ่งกว่านั้น:
ยูโทเปียอาจไม่มีอยู่จริง!
ในวินาทีนี้ อัลเฟรดรู้สึกขอบคุณตัวเองที่ไม่ทำตัวเหมือนกับลูกคุณหนูผู้สูงศักดิ์เมื่อครั้งเดินทางออกจากเบ็คลันด์ และมีโอกาสได้สั่งสมประสบการณ์มากมาย จนเยือกเย็นพอที่จะร่างกายเข้าไปในท่าเรือยูโทเปีย
ท่ามกลางสายตาของคนสนิทและทหาร พลเรือตรีแห่งกองทัพบกเดินวนเวียนภายในห้องด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะออกคำสั่งอย่างใจเย็น:
“ร่างโทรเลขขึ้นมาหนึ่งฉบับ ผมจะรายงานเรื่องยูโทเปียไปถึง MI9… ขณะเดียวกัน เราจะขอความร่วมมือให้หน่วยพิเศษท้องถิ่นของที่นี่ออกปฏิบัติการทันที รีบติดต่อกัปตันเรือและขอรายชื่อผู้โดยสารที่ลงไปพักในท่าเรือยูโทเปีย หรือถ้าเป็นไปได้ก็ตระเวนเยี่ยมบ้านทีละคน เพื่อยืนยันสถานการณ์ปัจจุบันของพวกเขา”
“รับคำสั่ง!” เสนาธิการรีบตบเท้าและขานรับ
หลังจากเสนาธิการเดินออกจากห้องหนังสือ อัลเฟรดกล่าวกับทหารคนสนิท
“นำเครื่องพิมพ์ดีดลงมายังชั้นล่าง ผมจะเขียนรายงานอย่างละเอียด”
แผนของมันก็คือ อันดับแรก รีบรายงานข้อมูลสำคัญเบื้องต้นทางโทรเลข จากนั้นค่อยส่งรายละเอียดเพิ่มเติมเป็นเอกสารลับเพื่อให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพประกอบการตัดสินใจ
…
บนชานชาลารถไฟไอน้ำ เวนเดลล์กดหมวกด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างถือกระเป๋าเดินทาง ย่างกรายเข้าไปในเขตห้องโดยสารชั้นสอง
อายุยังไม่ถึงสามสิบ จอนข้างขมับสีเข้ม ดวงตาสีน้ำตาลสงบ ไม่มีจุดเด่นใดให้น่าจดจำ แต่ก็แผ่บรรยากาศสบายๆ
เมื่อไม่กี่เดือนก่อน มันยังเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองซึ่งทำงานในอ่าวเดซีย์ แผนกต่อต้านสายลับเฟเนพ็อต สร้างผลงานเอาไว้มากมายจนปัจจุบันกลายเป็นลำดับ 7 สังกัด MI9 แผนกกิจการภายใน
ในวันนี้ ภารกิจของมันคือการส่งเอกสารลับกลับไปยังเบ็คลันด์ โดยต้องมอบให้ถึงมือผู้อำนวยการ MI9 โดยตรง
หลังจากนั่งลง เวนเดลล์ซื้อหนังสือพิมพ์จากเด็กชายด้านนอกหน้าต่าง จากนั้นก็คลี่อ่านด้วยท่าทีผ่อนคลาย
นั่นเป็นแค่ภายนอก แต่ในความเป็นจริง มันเริ่มใช้พลังพิเศษเพื่อเก็บรายละเอียดใบหน้าผู้โดยสารรอบตัว จดจำลักษณะเด่นในทุกแง่มุม เพื่อเตรียมตัวรับมือเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้น
ปู๊น!
ท่ามกลางเสียงหวูด รถไฟไอน้ำเริ่มออกวิ่งด้วยความเร่ง ทัศนียภาพนอกหน้าต่างเริ่มผันเปลี่ยน
ไม่กี่ชั่วโมงถัดมา เวนเดลล์มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสีหน้าเป็นกังวล เนื่องจากท้องฟ้ากำลังปกคลุมด้วยเมฆดำคล้ายกับพายุใกล้ถล่มเต็มที
ซึ่งนั่นหมายความว่า รถไฟไอน้ำขบวนนี้จะหยุดพักที่สถานีใดสถานีหนึ่งและรอจนกระทั่งพายุสงบ หรือในกรณีเลวร้ายอาจต้องรอถึงพรุ่งนี้เช้า มิได้พาผู้โดยสารไปส่งยังเป้าหมายตามกำหนดเวลา
สำหรับเวนเดลล์ ผลลัพธ์เช่นนี้จะทำให้แผนการของตนคลาดเคลื่อน ซึ่งนั่นนำพาความเสี่ยงมาโดยไม่จำเป็น
ทว่า ลำพังตัวมันย่อมไม่มีปัญญาจะยับยั้งสถานการณ์ เนื่องจากไม่มีพลังสำหรับเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเหมือนกับ ‘เทพสมุทร’ ซึ่งถูกนับถือโดยรัฐบาลใหม่ของหมู่เกาะรอสต์
สิ่งเดียวที่มันทำได้ก็คือ สวดวิงวอนถึงเทพวายุสลาตัน
โลกแห่งความจริงได้พิสูจน์แล้วว่า การสวดวิงวอนส่วนใหญ่นั้นไร้ประโยชน์ เมื่อท้องฟ้ามืดลง สถานีรถไฟด้านหน้าได้ส่งสัญญาณบอกให้รถไฟขบวนของเวนเดลล์แล่นช้าลงจนกระทั่งหยุดนิ่ง
ปู๊น!
เสียงหวูดรถดังขึ้นอีกครั้ง รถไฟเริ่มลดความเร็วเรื่อยๆ จนกระทั่งจอดที่ชานชาลาซึ่งผู้โดยสารบนรถไม่คุ้นเคย
วินาทีถัดมา ใกล้กับหัวรถจักรไอน้ำ ประตูกลไกถูกเปิดออก คนขับรถเดินมาที่ประตูและตะโกนคุยกับเจ้าหน้าที่บนชานชาลา
“ข้างหน้าเกิดอะไรขึ้น?”
“พายุฝนแรงมาก มองไม่เห็นอะไรเลย!” เจ้าหน้าที่สถานีเจ้าของจอนสีขาวตอบเสียงดัง
ทันทีที่กล่าวจบ เสียงฟ้าคำรามดังแผ่วเบาจากด้านบน ส่งผลให้ทุกคนตัวสั่นเล็กน้อย และสัมผัสได้ว่าพายุฝนกำลังจะมา
“บ้าจริง!” คนขับรถไฟสบถ “แล้วนี่สถานีอะไร?”
เนื่องจากเป็นการหยุดฉุกเฉิน มันจึงไม่ทราบว่าปัจจุบันคือสถานีใด เพราะรถไฟขบวนที่เคยขับ ไม่ได้จอดในทุกสถานีที่แล่นผ่าน
“ยูโทเปีย! สถานีเล็กๆ! ฝากจัดการตัวเองด้วย!” พนักงานตะโกนสักพักก่อนจะวิ่งไปยังปลายทางอีกฝั่งของชานชาลาพร้อมตะเกียงแก้ว “ผมต้องคอยให้สัญญาณรถไฟขบวนหลัง!”
คนขับรถไฟมิได้แปลกใจกับท่าทีของพนักงาน เนื่องจากนี่คือระเบียบปฏิบัติตามปรกติ ไม่อย่างนั้นอาจเกิดการชนกันระหว่างสองขบวน
มันยังสามารถเดาได้ว่า เจ้าหน้าที่คนอื่นของสถานียูโทเปียคงส่งโทรเลขไปแจ้งสถานีใกล้เคียงเพื่อตักเตือนเรียบร้อยแล้ว
และในทำนองเดียวกัน พวกมันต้องได้รับโทรเลขจากสถานีใกล้เคียงเพื่อแจ้งว่า ด้านหน้ามีฝนตกหนัก
“ยูโทเปีย…” เวนเดลล์ทวนชื่อสถานีด้วยเสียงแผ่ว แต่ก็ไม่พบความเชื่อมโยงกับข้อมูลในหัว
แน่นอน มันมิได้ใส่ใจมากนัก เพราะตนก็ไม่ได้รู้จักสถานีรถไฟทุกแห่งทั่วโลเอ็น เป็นการแสดงให้เห็นว่า อาณาจักรแห่งนี้มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจมากเพียงใด
คนขับรถไฟแหงนมองท้องฟ้าอันมืดมิด พึมพำสักพักก่อนจะพูดกับผู้โดยสารผ่านลำโพงรุ่นใหม่:
“พายุกำลังมา รถไฟจะจอดอยู่ที่สถานียูโทเปียจนถึงแปดโมงเช้าพรุ่งนี้”
มันคาดว่าพายุจะดำเนินไปตลอดทั้งคืน
“พวกคุณจะรออยู่ในขบวนรถไฟก็ได้ หรือจะออกไปหาโรงแรมในเมืองพักก็ได้เช่นกัน เพียงแต่ต้องแสดงตั๋วเพื่อขึ้นรถไฟอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ อย่าลืมกลับมาให้ตรงเวลา” คนขับมอบสองทางเลือก
เวนเดลล์สำรวจผู้โดยสารภายในขบวนชั้นสองพลางครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะถือกระเป๋าเดินทางเดินลงจากรถไฟ
ไม่ใช่ว่ามันไม่สามารถนอนในสภาพแวดล้อมอันเลวร้ายหรือไม่คุ้นชิน สมัยยังเป็นหน่วยข่าวกรอง เวนเดลล์เคยตรากตรำลำบากกว่านี้หลายเท่า มันเพียงแค่ประเมินจากความเป็นมืออาชีพและคำนึงว่า ภายในขบวนโดยสารของรถไฟ มีความปลอดภัยต่ำกว่าห้องพักโรงแรม
จริงอยู่ มันไม่ต้องนอนตลอดทั้งคืนก็ยังได้ แต่นั่นจะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงานวันถัดไป พรุ่งนี้มีการเดินทางอันยาวนานรออยู่
หลังเดินลงจากสถานียูโทเปีย เวนเดลล์ขึ้นรถม้าเช่าและกล่าวกับคนขับ:
“จัตุรัสเทศบาล”
สำหรับอาณาจักรโลเอ็น ใกล้กับจัตุรัสเทศบาลจะต้องมีวิหารและโรงแรมอย่างน้อยหนึ่งแห่ง
“คุณท่านจะไปโรงแรมหรือ?” คนขับรถม้าถามอย่างชำนาญขณะบังคับรถม้าหันหลังกลับ
“ก็ใช่” เวนเดลล์ ผู้วิเศษลำดับ 7 มิได้ปิดบังเจตนา
ตามความเห็นของมัน ขอเพียงยังอยู่ภายในอาณาจักรตัวเอง ด้วยระดับพลังปัจจุบัน มันสามารถตามหาผู้ช่วยได้ไม่ยาก และฝีมือส่วนตัวก็แข็งแกร่งพอที่จะช่วยให้ทำแบบนั้นสำเร็จ
“โรงแรมที่ดีที่สุดของยูโทเปียมีชื่อว่า ‘รองเท้าแดง’ คุณท่านจะไปที่นั่นไหมครับ?” คนขับรถม้าถามด้วยน้ำเสียงแฝงเลศนัยซึ่งผู้ชายทุกคนเข้าใจตรงกัน
หากไม่ได้กำลังอยู่ระหว่างภารกิจ เวนเดลล์คงไม่รังเกียจที่จะหาความสุขให้ตัวเอง แต่ปัจจุบัน มันทำได้เพียงส่ายหน้าโดยไม่ลังเล
“อยากได้โรงแรมเงียบๆ”
“ตกลงครับ…” คนขับรถม้าตอบด้วยท่าทีผิดหวังเล็กๆ “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องไปโรงแรมดอกไอริช ที่นั่นจะไม่มีใครรบกวนท่าน”
ขณะรถม้ากำลังแล่น เวนเดลล์มองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อสังเกตสถานการณ์ภายนอก
อาจเป็นเพราะพายุกำลังใกล้เข้ามา ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาจึงค่อนข้างรีบเร่ง แม้แต่เด็กขายหนังสือพิมพ์ก็มิอาจรักษาความยิ้มแย้ม
“เป็นเมืองเล็กเมืองหนึ่ง…” เวนเดลล์กะเกณฑ์เบื้องต้นเมื่อไม่เห็นรถม้าแบบราง
มันพบเพียงรถม้าสาธารณะแบบไร้ราง แสดงให้เห็นว่ายูโทเปียสามารถเดินเท้าได้ทั่วภายในระยะเวลาที่ไม่นานเกินไป
เป็นไปตามคาด เพียงไม่ถึงสิบนาที รถม้าเช่าก็แล่นมาจอดหน้าโรงแรมดอกไอริช
เวนเดลล์จ่ายค่าโดยสารและรีบเดินเข้าไปในโรงแรมก่อนฝนจะเทลงมา
เมื่อเดินพ้นกรอบประตู เสียงฝนตกดังขึ้นจากด้านหลังทันที
หลังจากเช็กอินและเก็บสัมภาระ เวนเดลล์พักผ่อนสักพัก ก่อนจะพกเอกสารลับติดตัวลงไปยังร้านอาหารโรงแรมที่ชั้นหนึ่งเพื่อเตรียมกินมื้อค่ำ
มันเลี่ยงไม่สั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เลือกสั่งเป็น ‘ชาเย็นซ่า ’ ซึ่งน่าจะเป็นอาหารท้องถิ่น จากนั้นก็สั่งหมูทอดราดซอสแอปเปิล
ในฐานะเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองซึ่งเคยเข้าออกสังคมชั้นสูง เวนเดลล์มิได้คาดหวังกับมื้ออาหารมากนัก แต่ผลลัพธ์ค่อนข้างน่าทึ่ง
หมูทอดของที่นี่ทั้งนุ่มและชุ่มฉ่ำ กลิ่นหอมฟุ้ง ซอสแอปเปิลที่ราดมาด้วยช่วยมอบรสเปรี้ยวเล็กๆ เป็นการขจัดความมันในช่องปาก ชาเย็นฟองฟอดก็มอบความรู้สึกสดชื่นและอร่อย
เมื่อชำระค่าอาหาร เวนเดลล์พยักหน้าให้บริกรชายรูปร่างสันทัดและกล่าว
“ฝากบอกพ่อครัวว่า ขอบคุณมากสำหรับอาหารค่ำที่ยอดเยี่ยม”
บริกรชายตอบด้วยรอยยิ้ม
“ได้ครับ… ทั่วทั้งเมืองยูโทเปีย พ่อครัวของ ‘ดอกไอริช’ เก่งกาจที่สุดแล้ว”
เวนเดลล์ไม่สานต่อบทสนทนา เพียงรีบเดินกลับเข้าห้องพักและเตรียมการบางอย่างเพื่อป้องกันการลักลอบเข้ามาในห้อง
จากนั้นก็ผล็อยหลับทันที
มันอาศัยช่วงเวลาที่ค่อนข้างปลอดภัย ซึ่งผู้บุกรุกยังไม่สะดวกที่จะลงมือ เพื่อ ‘ข้าม’ ไปตื่นในช่วงกลางดึก
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ เวนเดลล์สะดุ้งตื่นเพราะเสียงดัง
มันเปิดนาฬิกาพก ยืนยันว่ายังไม่ถึงวันใหม่
ห้องติดกัน… เสียงผู้หญิง… เสียงผู้ชาย… เวนเดลล์นั่งฟังอย่างตั้งใจและจำแนก
ในช่วงแรก มันเข้าใจว่าเป็นการเกี้ยวพาราสีของชายหญิง แต่ในภายหลังพบว่า ความรุนแรงปะทุขึ้นจนมีบางสิ่งกระแทกกับผนัง
มีปากเสียงกัน จากนั้นก็ใช้กำลัง? ขณะเวนเดลล์พึมพำ มันได้ยินเสียงตะโกนสาปแช่งของหญิงสาว ตามด้วยเสียงกรีดร้อง
ทุบตีผู้หญิง? ในฐานะสุภาพบุรุษชาวโลเอ็น แม้เวนเดลล์จะนับถือวายุสลาตัน และค่อนข้างดูหมิ่นสตรี แต่นั่นก็มิได้ทำให้มันมองว่าการใช้กำลังกับสตรีเป็นสิ่งถูกต้อง
ไตร่ตรองสักพัก มันตัดสินใจจะไปเคาะประตูเพื่อตักเตือนให้ ‘เพื่อนบ้าน’ สงบสติ
ทันใดนั้นเอง เสียงกรีดร้องดังขึ้น
คราวนี้เป็นเสียงผู้ชาย!
ตึง! มีของหนักล้มลงบนพื้น
เวนเดลล์ขมวดคิ้วเล็กน้อย มันได้กลิ่นคดีอาญา
มันรีบลุกขึ้นยืน สวมเสื้อนอก เดินไปยังประตูห้องด้านข้าง งอนิ้วเคาะประตูสองครั้ง
ไม่กี่วินาทีถัดมา ประตูห้องเปิดออก สาวสวยผู้หนึ่งเจ้าของดวงตาสีเขียว ผมยาวสีป่าน โผล่ขึ้นด้านหน้าเวนเดลล์
ผมเผ้าของเธอยุ่งเหยิง ใบหน้าซีดเซียว เสื้อผ้าสีเขียวอ่อนเต็มไปด้วยเลือดแดงสด ในมือกำลังถือมีดชุ่มเลือด
หญิงสาววัยยี่สิบตอนต้น เม้มริมฝีปากก่อนจะกล่าวด้วยเสียงล่องลอย:
“ฉันฆ่าคน…”
……………………
Related
เรือโดยสารแล่นผ่านพายุและเข้าใกล้ประภาคาร
จากนั้น ในทัศนวิสัยของกัปตัน กะลาสี และผู้โดยสาร พวกมันเห็นท่าเรือขนาดย่อมหลังม่านฝนอันมืดมิด
ถัดมาไม่นาน ชายในวัยสามสิบ แต่งกายด้วยเครื่องแบบสีกรมท่า ถือร่มสีดำและตะเกียงแก้ว โผล่ขึ้นริมท่าเรือ มันส่งสัญญาณที่ไม่เป็นสากลนักเพื่อบอกให้เรือโดยสารเข้าจอดเทียบท่า
“เฮ้! พวกนายมาจากไหน?” ชายคนดังกล่าวอ้าปากพูดขณะเห็นบันไดเรือเริ่มทอดลง
แม้เสียงส่วนใหญ่จะเลือนหายไปกับลมฝน แต่ก็ยังมีบางส่วนเล็ดลอดขึ้นมาบนเรือโดยสารจนถึงหูของอัลเฟรด
“คุณทราบไหมว่าที่นี่คือที่ไหน” อัลเฟรดหันไปถามคนสนิทและทหารของตน
มันมิได้สวมชุดออกงานของนายพล ปัจจุบันกำลังแต่งกายด้วยเสื้อโค้ทสีดำที่พบเห็นได้ทั่วไปในเบ็คลันด์ ผมสีทองสง่างามปล่อยอิสระ ดวงตาสีฟ้าดูคล้ายกับทะเลสาบลึกภายในป่า
คนสนิทผู้หวีผมเรียบไปด้านหลัง ส่ายหน้าเล็กน้อยเป็นนัยว่าไม่ทราบ จากนั้นก็อธิบายเสริม
“พายุทำให้ผมหลงทิศ”
ในเวลาเดียวกัน กัปตันถือร่มเดินมาที่กราบเรือ โต้ตอบกับชายด้านล่าง
“พวกเราออกเดินทางจากไบลัมตะวันออกเมื่อสองวันก่อน แต่โชคไม่ดีเจอกับพายุ… ที่นี่คือท่าเรืออะไร?”
ชายคนดังกล่าวกลอกตาเล็กน้อย แต่มิได้ให้คำตอบในทันที เพียงกล่าวเสียงดัง:
“รอสักครู่”
จากนั้น มันหันหลังกลับ ถือร่มและตะเกียงวิ่งเข้าไปในอาคารใกล้กับท่าเรือ
ท่าทีตอบสนองดังกล่าวเหนือความคาดหมายผู้โดยสารอย่างอัลเฟรด แต่ไม่น่าแปลกใจสำหรับกัปตันและลูกเรือมากประสบการณ์ – พวกมันเคยแวะท่าเรือแถบทะเลคลั่งมาแล้วหลายแห่ง พบเจอเหตุการณ์ประหลาดมากมาย จึงทำเพียงอดทนรอชมสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป
ราวห้าหกนาทีถัดมา ชายคนเดิมพาสตรีคนหนึ่งวิ่งมาด้วยก้าวเล็กๆ
สตรีปราศจากร่ม สวมเสื้อกันฝนแบบคลุมหัวซึ่งเคลือบยางไม้ดอนนิงส์แมน
หลังจากทั้งสองเข้าใกล้เรือ พวกมันเดินขึ้นบันไดมายังดาดฟ้าท่ามกลางสายตาที่จับจ้องของลูกเรือซึ่งกำลังถือปืน
ในระยะใกล้ ผู้โดยสารส่วนใหญ่มีโอกาสได้เห็นใบหน้าอีกฝ่ายชัดๆ
ฝ่ายชายมีผมสีน้ำตาล ดวงตาสีน้ำตาล ผิวหยาบกร้าน มองผิวเผินก็ทราบทันทีว่าเป็นชนชั้นล่างที่ตรากตรำลมฝน ฝ่ายหญิงอายุยี่สิบกว่า ดวงตาสีเขียวทะเลสาบ ผมยาวสีป่าน ใบหน้ามีเสน่ห์และสดใส
เป็นสตรีที่งดงามแบบบ้านๆ
“ไงพวก ที่นี่คือท่าเรือยูโทเปีย” ชายคนดังกล่าวแนะนำด้วยท่าทีปราศจากความสุขุม “ฉันชื่อธีโอดอร์ เป็นนายท่าชั่วคราว”
ขณะกล่าว มันขำกับตัวเอง คล้ายกับมีความสุขที่ได้คิดค้นชื่อของตำแหน่งใหม่ซึ่งฟังดูทรงอำนาจ
แน่นอน กัปตันเรือพอจะเข้าใจว่า ‘นายท่าชั่วคราว’ หมายถึงสิ่งใด และมิได้ใส่ใจกับความสุขเล็กๆ ของชนชั้นล่าง
มันขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกล่าว
“ท่าเรือยูโทเปีย? ทำไมถึงไม่เคยได้ยินมาก่อน”
ธีโอดอร์ชำเลืองอีกฝ่าย
“ใครๆ เขาก็พูดกันแบบนั้น… ฮะฮะ! ถ้าไม่ใช่เพราะพายุ พวกนายก็คงไม่ได้มาที่นี่ชั่วชีวิต!”
โดยไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายพูดอะไรไปมากกว่านี้ สตรีด้านข้างชิงกล่าว
“ยูโทเปียไม่ได้อยู่บนเส้นทางเดินเรือปลอดภัย ตามปรกติแล้ว จะมีเฉพาะคนที่ชำนาญเส้นทางแวะเข้ามาเติมเสบียง”
หมายความว่า… ลูกค้าหลักของท่าเรือนี้คือพวกโจรสลัด? ไม่มีทางที่กัปตันเรือจะไม่ทราบความนัยแฝง และด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน การที่ต่างฝ่ายต่างปิดปากเงียบไว้ ถือเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของทั้งคู่
มันอืมในลำคอและกล่าว
“คุณคือ?”
“ฉันชื่อเทรซี่” หญิงสาวยิ้ม “เป็นเจ้าของโรงแรมในท่าเรือ และเป็นแผนกต้อนรับ รวมถึงบริกร”
เธอกวาดสายตาและพูดต่อ
“พายุกำลังรุนแรง หากฝืนแล่นต่อ เรืออาจเสียหายได้ คงฉลาดกว่าหากจะเลือกพักที่นี่สักคืน… โรงแรมของเรามีเตียงแข็งแรง มีน้ำอุ่น มีอาหารสะอาด และมีผ้าห่มอบอุ่นจนคุณต้องคิดถึงบ้าน… ราคาคืนละสิบเพนนี ฉันหมายถึงต่อหนึ่งห้อง… นอกจากนั้น คุณยังสามารถนั่งดื่มที่ผับใกล้เคียงได้เต็มคราบ เพลิดเพลินไปกับการต้อนรับแสนอบอุ่น”
เห็นได้ชัดว่า สตรีรายนี้ขึ้นเรือมาเพื่อขายของ
กัปตันยังคงค่อนข้างระแวง มิได้ตกปากรับคำอีกฝ่ายโดยตรง เพียงพยักหน้าและกล่าว
“ผมตัดสินใจแทนผู้โดยสารไม่ได้ พวกเขามีอิสระในการเลือก และแน่นอน ในฐานะกัปตันเรือ ผมจะพักอยู่ที่นี่กับลูกเรือ”
เทรซี่ยังคงรักษารอยยิ้ม:
“ฉันจะกลับไปที่โรงแรม รอแขกที่เต็มใจพักค้างคืนอยู่ที่นั่น”
คล้ายกับเธอได้รับการศึกษามาพอสมควร มิได้โผงผางหรือทำตัวห้าวเหมือนกับที่ลูกเรือเคยเจอในท่าเรืออื่น
เทรซี่หมุนตัวกลับ ขณะเตรียมลงจากเรือ ธีโอดอร์เดินเข้าไปใกล้และกล่าวด้วยใบหน้าบูดบึ้ง
“เธอต้องขอบคุณฉันที่แจ้งข่าวนี้”
ขณะกล่าว มือขวาของมันสัมผัสกับบั้นท้ายเทรซี่พร้อมกับออกแรงบีบ
ผัวะ!
เทรซี่ปัดมือพร้อมกับตะคอก:
“ไอ้ระยำ! ขอให้โดยลาเย็*เข้าสักวัน!”
หญิงสาวเร่งฝีเท้า เดินเพียงไม่กี่ก้าวก็พ้นเขตเรือโดยสาร
ธีโอดอร์สะบัดมือพลางสบถด้วยรอยยิ้ม
“นังกะหรี่!”
ฉากดังกล่าวทำให้ผู้โดยสารหลายคนบนเรือเริ่มใจเต้นแรง
สำหรับพวกมัน ข้อเสียที่ใหญ่ที่สุดของเรือคือความน่าเบื่อ แต่ปัจจุบัน บนท่าเรือแห่งนี้มีผับ
กล่าวคือ พวกมันมีโอกาสได้พบกับโสเภณีข้างถนนราคาถูก ซึ่งจะแตกต่างจากที่พบในทวีปเหนือใต้ มีเสน่ห์แบบชาวท้องถิ่น
หากโชคดีมากพอ หรือยินดีจ่ายหนัก อาจมีใครสักคนได้นอนกับหญิงงามแบบบ้านๆ คล้ายกับคนเมื่อครู่!
ทันใดนั้น ผู้โดยสารจำนวนมากรีบจัดกระเป๋าเพื่อเตรียมเข้าพักโรงแรมท่าเรือ
ได้เห็นฉากตรงหน้า คนสนิทของอัลเฟรดหันมาถาม
“ท่านนายพล เราควรลงจากเรือไหม”
อัลเฟรดส่ายหน้า
“เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับที่นี่เลย ต้องระมัดระวังให้มาก การอยู่บนเรือคือตัวเลือกที่ดีที่สุด”
คนสนิทมิได้คัดค้าน เพียงถามด้วยความเป็นกังวล
“ควรทำยังไงกับคนที่ลงจากเรือไปแล้ว?”
“นั่นเป็นการตัดสินใจของพวกเขา” อัลเฟรดมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้อารมณ์ “หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน พวกเราทำได้เพียงช่วยเหลือผู้คนให้ได้มากที่สุด แต่ถ้าเป็นเหตุไม่ร้ายแรง พวกเราจะแก้ไขสถานการณ์ทันที”
กล่าวจบ มันหันไปมองคนสนิทและทหาร
“ผลัดกันเข้าเวรเฝ้าระวังอุบัติเหตุ”
อัลเฟรดซึ่งเคยเผชิญหน้ากับองค์กรลับต่างๆ อย่างนิกายวิญญาณ โรงเรียนกุหลาบ และองค์กรอื่นในทวีปใต้ ย่อมหวาดระแวงกับสถานที่ไม่คุ้นเคยเป็นพิเศษ
หลังจากแลกเปลี่ยนความเห็นกับกัปตันสักพัก อัลเฟรดทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ฟังเสียงสายลมพัดกระทบกระจกหน้าต่าง เสียงฝนกระทบดาดฟ้าเรือ และเตรียมผล็อยหลับ
ทันใดนั้นเอง มันได้ยินท่วงทำนองอันอ่อนโยนและโศกเศร้าดังมาจากฝั่งท่าเรือ
คล้ายกับเสียงของขลุ่ย เนื้อเสียงแตกพร่าประหนึ่งมนุษย์กำลังคร่ำครวญกลางพายุ
อัลเฟรดดำดิ่งไปกับเสียงดนตรี ประหนึ่งได้กลับไปยังเบ็คลันด์ซึ่งมักปรากฏเพียงในความฝัน ย้อนกลับไปยังวัยเด็กที่เปี่ยมไปด้วยความสุขและปัญหาผสมปนเป
มันส่ายหน้าหนักแน่น ขจัดความรู้สึกดังกล่าวทิ้งไป และยืนยันจนแน่ใจว่าไม่ใช่อิทธิพลจากพลังวิญญาณ แต่เป็นการตอบสนองตามปรกติ
อัลเฟรดพลิกตัวลุกจากเตียง เดินไปทางหน้าต่าง อาศัยพลังพิเศษของ ‘เจ้าพนักงาน’ ตรวจสอบจนพบว่า เสียงเพลงดังกล่าวมาจากโรงแรมราคาถูกในท่าเรือ
ไม่ใช่แขกที่เพิ่งลงจากเรือแน่ เป้าหมายของพวกเขาชัดเจนมาก คงไม่มีอารมณ์มัวเป่าขลุ่ย… แขกเก่าของโรงแรม? หรือจะเป็นฝีมือเจ้าของและพนักงานต้อนรับที่ชื่อเทรซี่? ถ้าเป็นเธอ สตรีผู้นี้ต้องผ่านเรื่องราวมามากมาย… อัลเฟรดถอนหายใจ ถอนสายตากลับและเลิกสนใจ
แม้มันจะอยากรู้อยากเห็น แต่ก็ไม่มีความคิดที่จะลงจากเรือ
เพียงไม่นาน เสียขลุ่ยก็หยุดลง โรงแรมท่าเรือกลับมาเงียบสงัดอีกครั้งโดยปราศจากเหตุการณ์ผิดปรกติ
ทุกสิ่งดำเนินไปเรื่อยๆ อย่างราบรื่น จากวินาทีเป็นนาที จนกระทั่งพายุสงบลง ท้องฟ้าก็ค่อยๆ สว่าง
แปดโมงเช้า ผู้โดยสารที่ลงจากเรือทยอยกลับ แต่ละคนเผยท่าทีอิดโรยและซีดเซียว
เมื่อลูกเรือเห็นเช่นนั้น พวกมันโพล่งขึ้นทันที
“ดูเหมือนว่าสาวๆ ที่นี่จะเด็ดมาก!”
ผู้โดยสารพากันส่ายหน้าพร้อมกัน เผยความเสียดาย
หนึ่งในพวกมันลูบหน้าผากพลางอธิบาย
“แลงติร้อนแรงที่นี่แรงสมชื่อ แถมยังราคาถูกกว่าที่อื่น ฉันดื่มหนักเกินไปจนเผลอหลับ ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับสาวสวยคนนั้น… เฮ้อ… กว่าจะตื่น เรือก็ใกล้ออกเต็มที จำไม่ได้เลยว่าเมื่อคืนทำอะไรลงไปบ้าง… เทพธิดาจงเจริญ! อย่างน้อยพระองค์ก็ช่วยให้ฉันได้นอนบนเตียง ไม่ใช่กลางสายฝน”
ผู้โดยสารคนอื่นช่วยเสริมในทิศทางเดียวกัน
แน่นอน รายละเอียดของแต่ละคนแตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น มีบางคนชมเชยว่าอาหารเช้าของโรงแรมมีราคาถูก แถมยังถูกปาก
ลูกเรือนึกเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ดื่มแลงติร้อนแรงของดีราคาถูก ทำได้เพียงล้อเลียนผู้โดยสาร
“บางที คนที่ค้างคืนอยู่กับพวกคุณอาจไม่ใช่สาวๆ แต่เป็นหมีป่าแบบธีโอดอร์ และพวกคุณก็เมาเกินกว่าจะรับรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น!”
“ฮะฮะ! อย่าลืมตรวจสอบรูก้นของตัวเองดูนะ!”
ท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่น ลูกเรือดึงบันไดเรือกลับ ยกใบเรือ ปล่อยให้เรือโดยสารแล่นออกจากท่า
หลังจากผ่านเขตทะเลซึ่งบรรยากาศค่อนข้างมืดครึ้ม จนกระทั่งถึงเส้นทางเดินเรือปลอดภัยที่คุ้นเคย อัลเฟรดผ่อนคลายตัวเองโดยสมบูรณ์ อมยิ้มพลางกล่าวกับคนสนิทและทหาร:
“ทำเครื่องหมายไว้บนแผนที่ของเรา ระบุว่าเหล้าและของหวานของที่นี่มีคุณภาพไม่เลว และสาวๆ ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว”
หลังจากแล่นไปได้ไม่กี่วัน ในที่สุดเรือโดยสารก็มาถึงท่าเรืออิสเคอร์เซ่นในอ่าวเดซีย์บนเส้นทางเรือปลอดภัย
อัลเฟรดซึ่งเป็นชนชั้นสูงและมีพรสวรรค์ในการเข้าสังคม ตัดสินใจแวะเยี่ยมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของฐานทัพในละแวกใกล้เคียง และร่วมรับประทานอาหารค่ำด้วยกัน
เมื่อกลับถึงบ้านพักตากอากาศของบิดา มันพบว่าทหารที่ส่งไปสืบข่าวกลับมาพร้อมใบหน้าซีดเซียว
“เกิดอะไรขึ้น” อัลเฟรดขจัดความคิดที่ไม่เป็นระเบียบทิ้ง
ทหารคนดังกล่าวหรี่เสียงพูด
“ท่านนายพล แผนที่เดินเรืออย่างเป็นทางการของอาณาจักรทุกฉบับ… ไม่มีฉบับใดเลยที่ทำเครื่องหมายท่าเรือยูโทเปียเอาไว้”
………………………
Related
สำหรับเมืองหุ่นเชิด ไคลน์วางแผนสร้างไว้นานแล้ว และตกผลึกได้ออกมาเป็นสามแผนหลัก
หากไม่คำนึงว่าจะถูกแทรกแซงจากภายนอก ทางเลือกที่ดีที่สุดคือการสร้างเมืองไว้ในอาณาจักรใดอาณาจักรหนึ่งบนทวีปเหนือ ดลบันดาลให้เมืองหุ่นเชิดถือกำเนิดในชั่วข้ามคืน และเชื่อมต่อกับเมืองข้างเคียงผ่านรางรถไฟ แม่น้ำ และถนนหลวง
ด้วยวิธีดังกล่าว ผู้คนจำนวนมากจะหลั่งไหลเข้ามาในเมืองหุ่นเชิดทุกวัน เกิดเป็นปฏิสัมพันธ์อันแข็งแกร่งกับโลกภายนอก ในแง่หนึ่ง เมืองเล็กซึ่งไม่มีหมู่บ้านรายล้อม จะต้องซื้อธัญพืช เกลือ ผ้า สินแร่ และน้ำตาลทรายเข้าเมือง โดยในทางกลับกัน เมืองดังกล่าวก็จะมีผลผลิตเป็นของตัวเองและสามารถค้าขายกับเมืองเล็ก เมืองใหญ่ และหมู่บ้านโดยรอบ ในกรณีนี้ จำนวนของนักธุรกิจ นักท่องเที่ยว และผู้คนกลุ่มอื่นๆ จะเดินทางผ่านเข้าออกตลอดเวลา ส่งผลให้มีปฏิสัมพันธ์กับหุ่นเชิดอย่างเข้มข้น
เมื่อมีปฏิสัมพันธ์ที่เข้มข้น ใช้เวลาเพียงไม่นาน เมืองหุ่นเชิดดังกล่าวก็จะถือกำเนิดขึ้นบนโลกวิญญาณในตำแหน่งที่สอดคล้องกัน และเมื่อชะตากรรมของชาวเมืองมีความสมจริงถึงขีดสุด ไคลน์ก็จะดื่มโอสถเพื่อเลื่อนเป็นลำดับ 1 บริวารเร้นลับ
อาจใช้เวลาราวสามเดิน บวกลบอีกเล็กน้อย
แต่ปัญหาคือ เมืองลักษณะนี้จะมิอาจเก็บเป็นความลับ
สำหรับโลกยุคปัจจุบัน การซุกซ่อนเมืองเมืองหนึ่งไว้ในอาณาจักรไม่ใช่เรื่องง่าย ผ่านไปสักพัก เจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจ และนักข่าวก็จะเดินทางมาสืบสวนหาความจริง ยิ่งข่าวพัดกระพือออกไป ผู้คนก็ยิ่งรู้จักเมืองดังกล่าวมากขึ้น และเป็นปัญหาที่มิอาจแก้ไขได้ด้วยมายากลลวงตา เว้นเสียแต่ว่า เมืองหุ่นเชิดของไคลน์จะไม่สร้างปฏิสัมพันธ์กับเมืองรอบข้าง หรือมีเพียงน้อยนิด ซึ่งนั่นก็จะขัดต่อเงื่อนไขของพิธีกรรม
เมื่อข่าวเกี่ยวกับเมืองหุ่นเชิดแพร่กระจายเป็นวงกว้าง ไคลน์ย่อมต้องตกเป็นเป้าหมายของศัตรูอย่างซาราธหรืออามุนด์ เมื่อถึงตอนนั้น ความพยายามในการทำลายเมืองของอีกฝ่าย ย่อมง่ายกว่าความพยายามในการปกป้องเมืองของไคลน์ ชายหนุ่มทำได้เพียงอพยพหุ่นเชิดออกมาและยอมสูญเสีย ‘ปฏิสัมพันธ์’ ที่สั่งสมมาทั้งหมด เฉกเช่นที่เคยเกิดกับหมาป่าอสูรทมิฬ
ดังนั้น ไคลน์จึงทำเพียงแค่คิด แต่ไม่ลงมือปฏิบัติ เว้นเสียแต่จะมี ‘นักสร้างฝัน’ เต็มใจช่วยเหลือ ดลบันดาลให้สิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนทวีปเหนือใต้ยอมรับว่าเมืองดังกล่าวมีตัวตนมานานแล้วอย่างสมเหตุสมผล ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นกะทันหัน
เมื่อพิจารณาถึงอิทธิพลจากปัจจัยภายนอก รวมถึงพลังของตัวเอง ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดของไคลน์จึงเป็นการสร้างเมืองหุ่นเชิดบนเกาะร้างซึ่งอยู่ห่างจากเส้นทางเดินเรือปลอดภัย ทุกทางเข้าออกปิดตายมิดชิด และปกคลุมด้วยพลังต่อต้านการทำนายและพยากรณ์ของปราสาทต้นกำเนิด
ขณะเดียวกัน ไคลน์จะใช้ ‘ม่าน’ เพื่อ ‘ปลูกถ่าย’ จุดหนึ่งของถนน แม่น้ำ และทางรถไฟภายในเมืองหุ่นเชิดกับโลกภายนอก ส่งผลให้มีคนหลงทางเข้ามาเป็นครั้งคราว
การทำเช่นนี้แม้จะมิอาจเก็บงำเป็นความลับได้โดยสมบูรณ์ แต่เมื่อ ‘เหตุการณ์ประหลาด’ แพร่กระจายเป็นวงกว้างจนดึงดูดความสนใจจากซาราธและอามุนด์ ไคลน์สามารถยกเลิกการ ‘ปลูกถ่าย’ เดิมและสร้าง ‘ทางเข้าใหม่’ อย่างง่ายดาย
ด้วยแผนดังกล่าว มีเพียง ‘ทางเข้า’ เท่านั้นที่จะถูกเปลี่ยน ไม่ใช่ทั้งเมืองหุ่นเชิด ส่งผลให้ค่า ‘ปฏิสัมพันธ์’ ที่สั่งสมไว้ในโลกวิญญาณยังคงสภาพเดิมโดยไม่ถูกขัดจังหวะ และพิธีกรรมยังสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคง
แน่นอนว่า วิธีนี้มาพร้อมปัญหาสำคัญที่มิอาจเลี่ยง นั่นคือปริมาณของ ‘ปฏิสัมพันธ์’ จะมีจำกัด เป็นการยากที่จะสร้างผลกระทบต่อชีวิตประจำวันได้อย่างครอบคลุม อีกทั้งยังมีความถี่ต่ำ
หากเลือกแผนนี้ ไคลน์อาจต้องใช้เวลามากกว่าครึ่งปีเพื่อให้พิธีกรรมลุล่วง
แต่ถ้าต้องการทำให้มั่นใจที่สุด ด้วยการรอให้หุ่นเชิดทุกตัวมีชะตากรรมที่สมบูรณ์จนถึงจุดจบของตัวเอง ไคลน์อาจต้องใช้เวลามากกว่าห้าสิบปี อย่างไรก็ดี เงื่อนไขดังกล่าวมีทางลัด นั่นคือ หลังจากบรรลุเงื่อนไขพื้นฐานของโลกวิญญาณ ไคลน์จะกำหนดให้หุ่นเชิดทุกตัวตายจากเหตุอุกกาบาตถล่มเมือง หรือไม่ก็แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด นั่นเป็นชะตากรรมที่เกิดขึ้นได้จริงและสมเหตุสมผล
ระหว่างตัวเลือกที่สุดโต่งทั้งสองทาง แผนที่สามของไคลน์คือการเดินทางสายกลาง
นั่นก็คือ สร้างเมืองหุ่นเชิดขึ้นมาแทนที่เมืองเดิมซึ่งมีอยู่จริง และสร้างหุ่นเชิดทุกตัวเลียนแบบชาวเมืองทีละคน หากชั่วร้ายสักนิด ก็ทำลายเมืองดังกล่าวให้ราบเป็นหน้ากลอง และแทนที่ด้วยเมืองหุ่นเชิดของตน แต่ถ้ายังจิตใจดีมีเมตตา ก็ทำเพียงซ่อนเมืองนั้นจากโลกภายนอกและคอยจัดหาอาหารให้อย่างเพียงพอ – เหตุผลที่ไม่เปลี่ยนเมืองดังกล่าวให้กลายเป็นเมืองหุ่นเชิดโดยตรง เพราะนั่นเป็นสถานที่ซึ่งมีตัวตนจริงบนโลกวิญญาณอยู่แล้ว ไม่ใช่การสร้างขึ้นมาใหม่ตามเงื่อนไขของพิธีกรรม
หากอาศัย ‘ม่าน’ ซึ่งมีส่วนประกอบของตะกอนพลัง ‘บริวารเร้นลับ’ ไคลน์ยังมีอีกหนึ่งทางเลือก: ‘ปลูกถ่าย’ สภาวะในช่วงเวลาหนึ่งของเมืองเป้าหมาย ลงบนเมืองหุ่นเชิดของตัวเอง
ด้วยวิธีดังกล่าว เมืองหุ่นเชิดของไคลน์จะมีลักษณะคล้ายกับด้านมืดของเมืองเป้าหมาย บุคคลภายนอกที่มาเยี่ยมเยียนเมืองในช่วงเวลาหนึ่ง จะมีปฏิสัมพันธ์กับหุ่นเชิดแทนคนจริง และเมื่อเวลาผ่านไป พวกมันก็จะกลับไปมีปฏิสัมพันธ์กับคนจริงตามเดิม
ระหว่างนั้น ไคลน์จะสร้างหุ่นเชิดในบทบาท ‘คนนอก’ เพื่อคอยรักษาปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในเมืองหุ่นเชิด ให้เกิดกับเมืองเป้าหมายไปพร้อมกันอย่างไร้รอยต่อ เป็นการสร้างโลกความจริงแบบคู่ขนาน.Aileen-novel.
กล่าวคือ ในบางช่วงเวลาจะเกิด ‘เมืองคู่ขนาน’ ขึ้น โดยชะตากรรมของทั้งสองฝั่งจะดำเนินไปเกือบพร้อมกันอย่างแนบเนียน ไม่มีใครตรวจพบความผิดปรกติ มีเพียงบางครั้งเมื่อถูกสลับกลับไปเป็นตามเดิม ความเข้าใจของ ‘คนจริง’ บางส่วนอาจคลาดเคลื่อนไปเล็กน้อย แต่ก็มิได้ร้ายแรงหรือสลักสำคัญ สามารถปล่อยผ่านไปได้
ค่อนข้างสอดคล้องกับคุณสมบัติของ ‘บริเวณเร้นลับ’ ซึ่งมีอำนาจในขอบเขต ‘การปกปิด’ ระดับหนึ่ง
แน่นอนว่า แผนดังกล่าวก็มีปัญหาเช่นกัน ชะตากรรมของหุ่นเชิดจะเหมือนกับชะตากรรมของ ‘คนจริง’ ที่มันเลียนแบบมากเกินไป และเมื่อปราศจากจุดแตกต่างที่ชัดเจน ผลลัพธ์ของพิธีกรรมอาจมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ
กึกกึก ไคลน์ใช้นิ้วเคาะขอบโต๊ะทองแดงยาว ลังเลระหว่างวิธีที่สองและสาม
ผ่านไปหลายนาที ชายหนุ่มทำตามหัวใจและเลือกทางที่สอง ยอมใช้เวลานานขึ้นโดยไม่กระทบกับชะตากรรมของผู้บริสุทธิ์
ในอดีต ซาราธกับอันทีโกนัสคงเลือกแผนที่สาม… ไคลน์ถอนหายใจเงียบ เตรียมส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริง
ทันใดนั้น สายตาชายหนุ่มชำเลืองไปทางกองขยะอีกครั้ง ใคร่ครวญว่าจะส่งวิวรณ์ไปแจ้งให้เมืองเงินพิสุทธิ์เปลี่ยนเนื้อหาในพระคัมภีร์ดีหรือไม่
สำหรับเทพ พระคัมภีร์มิได้สลักสำคัญแต่อย่างใด ประโยชน์สูงสุดคือการช่วยให้สาวกเทศนาได้ง่ายขึ้นและเพิ่มจำนวนหลักยึดเหนี่ยว
ในประเด็นดังกล่าว ไคลน์มั่นใจมาก เพราะเคยศึกษาพระคัมภีร์ ‘วิวรณ์แห่งรัตติกาล’ กับ ‘คัมภีร์วายุสลาตัน’ จนจับใจความได้ว่า:
เนื้อหาหลักจะเป็นการยกย่องเทพจารีต โอ้อวดสรรพคุณ และแสดงความเมตตากรุณาไปพร้อมกับการเห็นอกเห็นใจ
ต้องไม่ลืมว่าในสมัยอดีตกาล เหล่าทวยเทพเคยเผชิญปัญหาหลังจากปล่อยให้เหล่าสาวกเห็น ‘รูปลักษณ์’ ที่แท้จริงของพวกตน จึงมีการเปลี่ยนมาใช้ ‘ตราศักดิ์สิทธิ์’ แทนเทวรูปในภายหลัง จนปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์ หรืออย่างน้อยก็อยู่ในระดับที่ เทพธิดารัตติกาล วายุสลาตัน และทวยเทพที่เหลือ กล้าประกาศตัวอย่างชัดเจนว่า พวกท่านถือกำเนิดจากส่วนหนึ่งของพระผู้สร้างต้นกำเนิด โดยมิได้เกรงกลัวว่าคำประกาศดังกล่าวจะไปกระตุ้นให้ตราประทับทางจิตภายในตัวเข้มแข็งขึ้น
กล่าวคือ หากเนื้อหาในส่วนดังกล่าวของพระคัมภีร์มีปัญหา เทพธิดารัตติกาลก็คงส่งวิวรณ์ลงมาให้สาวกเปลี่ยนคำอธิบายไปนานแล้ว จากการถือกำเนิดขึ้นจากดวงตาของพระผู้สร้างต้นกำเนิด ไปเป็นบุตรที่เกิดจากพระองค์โดยตรงซึ่งมีความสูงส่งมากกว่า
ในขณะเดียวกัน ‘ความเชื่อ’ บางแง่มุมของสาวกจะไม่ส่งผลในเชิงศาสตร์เร้นลับต่อทวยเทพโดยตรง ไม่อย่างนั้นอามุนด์คงแอบช่วยเหลือผู้คนในนามไคลน์หรืออดีตเจ้าของปราสาทต้นกำเนิด ล่อลวงให้เหล่าสาวกเชื่อว่า ‘เทวทูตกาลเวลา’ คือร่างอวตารของ ‘ราชันเร้นลับ’ จนสามารถสร้างการเชื่อมต่อลึกลับบางอย่างกับปราสาทต้นกำเนิดและแอบแทรกซึมเข้าไปทาง ‘ประตูหลัง’
สำหรับทวยเทพ นอกจากเหนือจากประโยชน์ด้านการเผยแผ่ศาสนา เนื้อหาของพระคัมภีร์มีสิ่งที่ต้องกังวลเพียงสองเรื่องเท่านั้น
ประการแรก การพรรณนาถึงอำนาจและพระนามเต็มของตัวทวยเทพเอง หากมีข้อผิดพลาด สาวกก็จะสวดวิงวอนไปยังตัวตนลึกลับอื่นที่ไม่ทราบปลายทาง นั่นไม่เพียงแต่จะเป็นอันตรายกับสาวก แต่ยังทำให้เทพสูญเสียหลักยึดเหนี่ยว ประการที่สอง ทุกเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอื่น หากมีข้อผิดพลาดในประเด็นนี้ อาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้ง่ายดาย
สำหรับเทวทูตและนักบุญ เทพมิได้ใส่ใจมากนัก มีแต่ตัวเทวทูตกับนักบุญเองที่สนใจในเนื้อหา เพราะพวกมันจะได้รับหลักยึดเหนี่ยวผ่านสิ่งนี้
ดังนั้น คำอธิบายในส่วนของเทวทูตและนักบุญจึงละเอียดเป็นพิเศษ มีการกล่าวถึงอำนาจและนามเต็มเพื่อให้สาวกเลือกสวดวิงวอนได้สะดวก แต่อย่างไรก็ดี หลักยึดเหนี่ยวจากส่วนนี้มีเสถียรภาพไม่มากนัก เพราะเป็นความศรัทธาผ่านทวยเทพอีกทอดหนึ่ง
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ศาสนจักรมักจะมีการสร้างตำนานของเทวทูตและนักบุญในอุปถัมภ์แยกออกไปต่างหาก
เป็นเพราะความเข้าใจนี้เอง ไคลน์จึงไม่สนใจเนื้อหาของพระคัมภีร์ตัวเองมากนัก เพียงตรวจสอบอำนาจและนามเต็มของตัวเอง จากนั้นก็หยุดอ่านกลางคันเพราะความอับอาย และตัดสินใจเลือกวิธี ‘ทำนาย’ เพื่อตรวจสอบภัยอันตรายซ่อนเร้นและความขัดแย้งต่อศาสนาอื่น
ไตร่ตรองสักพัก ชายหนุ่มล้มเลิกความคิดที่จะส่งวิวรณ์ไปให้เมืองเงินพิสุทธิ์แก้ไขเนื้อหา แต่เลือกวิธีที่นุ่มนวลกว่านั้น:
ในช่วงเวลาแลกเปลี่ยนของชุมนุมทาโรต์ มันจะใช้เดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์กระตุ้นให้เดอะซันน้อยปรับเปลี่ยนเนื้อหาเกี่ยวกับ ‘เทวทูตกาลเวลา’ ให้ชี้นำไปหาพาลีส·โซโรอาสเตอร์มากขึ้น ไม่สร้างความฉงนหรือแตกตื่นให้กับชาวเมืองเงินพิสุทธิ์
…
ณ บายัม เวอร์ดู·อับราฮัมได้รับความรู้เชิงศาสตร์เร้นลับมากมายจากชุมนุมผู้วิเศษที่มันเข้าร่วม
มันจุดตะเกียงแก๊สติดผนัง อาศัยประโยชน์จากแสงสว่างเพื่อพิจารณาเนื้อหาอย่างรอบคอบ
จากต้นจนจบ มันพบได้พบข่าวหนึ่งซึ่งตนไม่เคยทราบมาก่อน:
ท่าเรือแบนชีคือสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยพลังลึกลับ มีการเชื่อมต่อกับโลกวิญญาณและโลกดาราอย่างทรงพลัง… แม้โบสถ์วายุสลาตันจะทำลายท่าเรือจนราบเป็นหน้ากลอง แต่กลับยังมิอาจขจัดความผิดปรกติได้อย่างสมบูรณ์…
นักวิจัยศาสตร์เร้นลับจำนวนมาก รับซื้อสินค้าเกี่ยวกับท่าเรือแบนชีในราคาสูงสิบ…
แบนชี… เวอร์ดูพึมพำกับตัวเอง ค่อยๆ เริ่มสนใจท่าเรือดังกล่าวมากขึ้น
มันเริ่มพิจารณาว่า ตนควรซื้อสินค้าจากท่าเรือแบนชีมาวิจัยในเชิงลึก เพราะต้องไม่ลืมว่า โลกวิญญาณเกี่ยวข้องกับพลัง ‘เทเลพอร์ต’ และโลกดารากับอวกาศเกี่ยวพันกับการ ‘ท่องมิติ’ ซึ่งอาจมีบางสิ่งเชื่อมโยงกับวิธีช่วยเหลือมิสเตอร์ประตู เบเทล·อับราฮัม
บางที ถ้ามีโอกาส เราควรไปแวะที่แบนชีโดยตรง… เวอร์ดูผงกศีรษะแผ่วเบา
…………………
การเตรียมตัวเบื้องต้นสำหรับสร้างเมืองหุ่นเชิด ค่อนข้างน่าเบื่อและยุ่งยาก หรืออย่างน้อยไคลน์ก็เชื่อเช่นนั้น
ภายในวังโบราณอันกว้างใหญ่ ไคลน์กำลังนั่งบนเก้าอี้พนักสูงของเดอะฟูล ถือปากกาหมึกซึมเขียนชื่อ อายุ และชะตากรรมของหุ่นเชิดแต่ละตัวลงบนกระดาษ พลางแบ่งหนอนวิญญาณออกจากร่างและสั่งให้มันก่อตัวเป็นร่างโคลน
ไคลน์เหล่านั้นบ้างนั่งบนพื้น บางนั่งบนเก้าอี้ยี่สิบเอ็ดที่นั่งข้างโต๊ะทองแดงยาว บ้างเสกเตียงขึ้นมานอน
จนกระทั่งผ่านไปสักพัก พวกมันเลือกหนังสือหลายเล่มออกจากกองขยะและอ่านอย่างตั้งใจ
หนังสือเหล่านั้น บางส่วนประกอบด้วย:
“วิธีบ่มไวน์”
“ตารางรถไฟ”
“สารานุกรมการทำขนม”
“การเตรียมตัวก่อนบวช”
“คู่มือการซ่อมโคมไฟแก๊สติดผนัง มาตรวัดแก๊ส และเครื่องจักรภายในบ้าน”
“อาหารสไตล์เดซีย์”
“แนวทางการบริหารท่าเรือ”
“กฎหมายพื้นฐาน”
นิตยสาร “สุนทรียสตรี”
เหล่านี้คือความรู้เชิงมืออาชีพที่หุ่นเชิดตัวต่างๆ จะต้องศึกษาให้เชี่ยวชาญ จะได้สวมบทบาทอย่างสมจริงในทุกมิติ ต่อให้สนทนากับคนนอกก็ไม่เปิดเผยปัญหาให้เห็น
สำหรับไคลน์ ลำพังการ ‘รู้ผิวเผิน’ ยังไม่เพียงพอ แต่ต้องชำนาญให้ถึงแก่นจนสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง ยิ่งไปกว่านั้น มันห้ามนำแต่ละบทบาทมาปนกันโดยเด็ดขาด ห้ามมิให้คนสับสวิตช์ที่แข็งแรงและมีรายได้น้อย โพล่งเกี่ยวกับเครื่องประทินผิว ความชุ่มชื้นของผลิตภัณฑ์ หรือข้อบกพร่องของผ้าไหม
หากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายในโรงละคร นั่นยังพอจะสร้างมนต์เสน่ห์แปลกๆ แก่ผู้ชม แต่หากความผิดพลาดดังกล่าวปรากฏขึ้นบนโลกความจริง เห็นได้ชัดว่ามันไม่มีประโยชน์ต่อความก้าวหน้าของพิธีกรรม
เพื่อเลี่ยงปัญหา ไคลน์มีแต่ต้องทำงานให้หนักในช่วงแรก ตัวละครภายในเมืองหุ่นเชิดจะได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างสมจริง เหมาะสม และครบครัน
โชคดีที่เมืองหุ่นเชิดของมันไม่จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเชิงลึกมากนัก ชาวเมืองส่วนใหญ่เป็นกลุ่มกึ่งไม่รู้หนังสือ หรือบางส่วนก็ไม่รู้หนังสือเลย เป็นประเภทดำรงชีวิตด้วยการสั่งสมประสบการณ์ประจำวัน การสวมบทบาทเป็นตัวละครเหล่านี้ ไคลน์แทบไม่ต้องศึกษาเพิ่มเติม เช่นเดียวกันกับบรรดาคนงานในไลน์ผลิตซึ่งผ่านการฝึกอบรมเพียงเล็กน้อย หรือไม่มีการฝึกอบรมเลย
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ ไคลน์วางปากกา ลูบหน้าผาก ถอนหายใจยาวโล่งอก
ในที่สุดก็เขียนข้อมูลเกี่ยวกับชาวเมืองเกือบห้าพันคนในเมืองหุ่นเชิดเสร็จสิ้น เช่นเดียวกันกับการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม
ไม่ต่างอะไรกับการกำกับหนังฟอร์มยักษ์ โดยมีเราเป็นผู้เขียนบท ช่างแสง ช่างประกอบ ช่างแต่งหน้า และตัวนักแสดงเอง… หากต้องเตรียมการนานกว่านี้อีกสักนิด เกรงว่าคงได้แสดงสัญญาณภาวะคลุ้มคลั่ง บุคลิกแตกแยก ดำดิ่งลงไปในก้นเหว… โชคดีที่เรามีจิตแพทย์ส่วนตัวมือฉมัง…
ปัญหาที่ต้องกังวลก็คือ ระหว่างดำเนินการเมืองหุ่นเชิด แม้ว่าจะเราจะเป็นสุภาพบุรุษซึ่งมีการศึกษาดี แต่ชาวเมืองส่วนใหญ่เป็นชนชั้นล่าง ไม่ว่าจะคำพูดหรือการกระทำ ทุกสิ่งล้วนหยาบคายจนเกือบจะเป็นกุ๊ย… ห้ามสร้างข้อผิดพลาดโดยเด็ดขาด อย่าปล่อยให้ภูมิคุ้มกันทางจิตใจเข้าครอบงำการแสดง… ไคลน์ถอนหายใจเงียบ เสกร่างโคลนรอบตัวให้สลายกลับไปเป็นหนอนวิญญาณ จากนั้นก็ปล่อยให้พวกมันชอนไชกลับเข้าร่าง
แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกตัว ยังคงเหลือ ‘ไคลน์’ ที่รอบริหารจัดการปราสาทต้นกำเนิดแทนร่างต้น
วินาทีถัดมา ไคลน์ส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริง นำยุบพองหิวโหยออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์และสวมมัน
จากนั้น ชายหนุ่มเทเลพอร์ตไปยังเกาะแห่งหนึ่งบนทะเลคลั่ง เป็นเกาะซึ่งอยู่นอกเส้นทางเดินเรือปลอดภัย
นี่คือ ‘เวที’ ที่ไคลน์เลือก
สถานที่แห่งนี้ถูกพายุปิดกั้นจนต้องโดดเดี่ยวตลอดทั้งปี ปราศจากร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์ มีเพียงผืนป่าขนาดใหญ่และสัตว์ป่า
ไคลน์มองไปรอบตัว เลือกสถานที่โล่งแห่งหนึ่ง นำมือขวาทาบอกซ้ายพลางสวดวิงวอนเคร่งขรึม
“ข้าปรารถนาให้ที่นี่มีเมืองสำหรับรองรับประชากรห้าพันคน”
ทันทีที่กล่าวจบ ไคลน์ยกมือขวาขึ้นและดีดนิ้ว
เพียงพริบตา พื้นที่โล่งกลายเป็นที่ราบในทันที ผืนป่าโดยรอบ ‘ถดถอย’ ออกไปเป็นวงกว้าง เกิดเป็นท่อนซุง หิน และดินจำนวนมาก.ไอรีนโนเวล.
แทบจะในเวลาเดียวกัน อาคารจำนวนมากผุดขึ้นจากพื้นดิน พวกมันประกอบกันจากหินและไม้ สูงสุดไม่เกินสี่ชั้น สถาปัตยกรรมใกล้เคียงกับอ่าวเดซีย์แห่งอาณาจักรโลเอ็น
ผ่านไปเพียงไม่กี่อึดใจ สิ่งก่อสร้างจำพวกบ้านเรือน ห้องสมุด สถานีตำรวจ สำนักงานโทรเลข อาคารเทศบาล โรงพยาบาลเล็ก โรงงานขนม สำนักงานประปา บริษัทแก๊ส สถานีรถไฟไอน้ำ รถม้ารางคู่ และไร่สวนด้านนอกเมือง ทยอยเป็นรูปเป็นร่างทีละจุด แม้แต่พื้นถนนก็ยังถูกปูด้วยคอนกรีตหรือไม่ก็อิฐหิน
ในตอนสุดท้าย ใกล้กับจัตุรัสใจกลางเมือง วิหารยอดแหลมผุดขึ้นจากพื้นดินด้วยบรรยากาศเด่นสง่า
นี่คือวิหารเทพธิดารัตติกาล สอดคล้องกับภูมิหลังของเมืองเป็นอย่างดี
“ข้าปรารถนาให้มีท่าเรือน้ำลึกบนเกาะแห่งนี้” ไคลน์ไม่หยุดขอพร
เป๊าะ!
ชายหนุ่มดีดนิ้วอีกครั้งเพื่อเติมเต็มความปรารถนาของตน
ห่างจากตัวเมืองราวสามกิโลเมตร ท่าเรือขนาดย่อมก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบไปด้วยท่าเทียบเรือสองแห่ง โกดังสินค้าห้าหลัง โรงแรมริมท่าเรือ ร้านอาหารเรียบง่าย สถานีตำรวจ ผับ ประภาคาร และฐานทัพเรือ
“ข้าปรารถนาให้การคมนาคมระหว่างท่าเรือและเมืองเป็นไปอย่างสะดวก” ไคลน์ขอพรข้อที่สาม
มันยกมือขวาขึ้นมาดีดนิ้ว
ถนนคอนกรีตและรางบรรทุกสินค้าปรากฏขึ้นระหว่างเมืองและท่าเรือ
ตามแผนของไคลน์ ท่าเรือมีไว้สำหรับรองรับผู้มาเยือนทางทะเล ส่วนตัวเมืองจะรองรับนักเดินทางจากทวีปเหนือและใต้เป็นหลัก
จ้องมองเมืองอันว่างเปล่าด้วยความชื่นชมสักพัก ไคลน์กดหมวกทรงสูงเหนือศีรษะพลางเทเลพอร์ตไปยังด้านข้างจัตุรัสเทศบาล บรรจงย่างกรายเข้าไปในวิหารที่มันตั้งชื่อว่า ‘วิหารพระแม่อาเรียนน่า’ อย่างใจเย็น
ประตูวิหารเปิดอยู่ ด้านในค่อนข้างมืด
ผ่านไปสักพัก ร่างสามร่างโผล่ขึ้นที่ประตูวิหาร คนหนึ่งคือสุภาพบุรุษวัยสามสิบ สวมสูทสุภาพติดโบหูกระต่าย คนหนึ่งเป็นสตรีใบหน้าเรียบง่ายบรรยากาศอ่อนโยน และคนสุดท้ายเป็นเด็กที่แต่งตัวแก่แดด
สตรีคนดังกล่าวเดินสองสามก้าวอย่างยากลำบาก ก่อนจะบิดขี้เกียจ ยิ้มและหันมากุมมือสุภาพบุรุษด้านข้าง
ด้วยรอบยิ้มเจือจาง สุภาพบุรุษปล่อยให้สตรีแนบอิงร่างกายท่อนบน จากนั้นก็ยื่นมือขวาไปหาเด็กชายและจูงเดิน
เด็กชายเดินกึ่งกระโดดโลดเต้นอย่างมีชีวิตชีวา
การเคลื่อนไหวของพวกมันดูติดขัดเล็กน้อยในช่วงต้น แต่ยิ่งเดินก็ยิ่งไหลลื่น จนกระทั่งผ่านจัตุรัส
เมื่อพวกมันจากไป ผู้คนจำนวนหนึ่งทยอยเดินออกจากวิหารพระแม่อาเรียนน่า มีทั้งตำรวจ ช่างซ่อม พนักงานบริษัทแก๊ส พ่อครัวร้านอาหาร ชายชราผมหงอก และชาวสวนที่แต่งกายซอมซ่อ
ราวหนึ่งชั่วโมงถัดมา ผู้คนที่เดินออกจากวิหารรัตติกาลมีจำนวนมหาศาลจนนับไม่ไหว แต่ละคนเดินไปตามถนนแต่ละเส้น เข้าตรอกซอกซอยที่แตกต่าง เข้าบ้านหลังที่ต่างกัน แต่บางคนยังคงแช่อยู่ที่จัตุรัส ชื่นชมทัศนียภาพอันปราศจากพิราบขาว
ระหว่างนั้น จำนวนคนที่เดินออกจากวิหารคล้ายกับจะล้นปริมาณที่ความจุวิหารรองรับไหว แต่สายธารของผู้คนกลับยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหลั่งไหล ราวกับด้านในเชื่อมต่อกับอีกเมืองหนึ่ง
ผ่านไปอีกราวสิบห้านาที ประตูวิหารพระแม่อาเรียนน่ากลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ทว่า ยังคงมีหนู แมลงสาบ มด แมลงวัน ยุง และแมลงอื่นๆ ทยอยคลานออกมา
ท้ายที่สุด กระจกหลายสีสันที่ด้านบนวิหารถึงคราวเปิดออก นกพิราบขาวจำนวนหนึ่งบินออกมาและร่อนลงยังใจกลางจัตุรัส
บรรดาชาวเมืองในจัตุรัสได้รับชีวิตชีวาโดยสมบูรณ์ทันที บ้างหยอกล้อกับนกพิราบขาว บ้างมองหาพ่อค้าแผงลอย และบ้างสนทนากับเพื่อนฝูงอย่างยิ้มแย้ม
ชายผู้แต่งกายด้วยหมวกทรงสูง เสื้อโค้ทกันลม และไม้ค้ำ เดินออกจากจัตุรัสไปยังอีกด้านหนึ่งของเมือง ก่อนจะหยุดฝีเท้าด้านหน้าป้ายไม้
มันหยิบอุปกรณ์ออกมาและสลักลงบนป้ายไม้:
“ยาร์นัน”
หลังจากครุ่นคิดสักพัก ชายคนดังกล่าวทำการ ‘เช็ด’ คำว่า ‘ยาร์นัน’ ออกและเขียนลงไปใหม่ว่า:
“ยูโทเปีย”
…
กรุงเบ็คลันด์ ภายในคฤหาสน์สุดหรูของตระกูลฮอลล์
“พี่อัลเฟรดขึ้นเรือโดยสารลำที่มุ่งหน้ากลับมายังทวีปเหนือแล้วหรือคะ?” ออเดรย์ไม่เก็บซ่อนความประหลาดใจ
ปัจจุบันคือเดือนกันยายนปี 1352
ตลอดหกเดือนที่ผ่านมา ออเดรย์มิได้ใช้ความพยายามมากนักในการโน้มน้าวให้บิดายังคงอยู่ที่เบ็คลันด์ต่อไป โดยไม่กลับไปพักร้อนในดินแดนของตระกูลบนแคว้นเชสเตอร์ตะวันออก เหตุเพราะหัวเมืองใหญ่อย่างเบ็คลันด์และคอนสแตน มีความจำเป็นต้องก่อสร้างใหม่อย่างเร่งด่วน อีกทั้ง ขุนนางใหญ่ยังต้องคอยรักษาสมดุลในเวทีการเมืองของอาณาจักร ส่งผลให้เอิร์ลฮอลล์มีงานยุ่งวุ่นวาย ไม่ได้อยู่ในอารมณ์อยากพักร้อน
ดังนั้น เมื่อเอิร์ลฮอลล์เผชิญทางแยก หญิงสาวทำเพียงแสดงเจตจำนงว่าเธอต้องการอยู่ที่กรุงเบ็คลันด์ต่อไป จึงค่อยกลับไปพักร้อนในแคว้นเชสเตอร์ตะวันออกในช่วงครึ่งปีหลัง ออเดรย์สามารถกำหนดสถานการณ์ให้ดำเนินไปตามที่ต้องการได้ดังใจนึก นับเป็นความสำเร็จที่น่ายกย่อง
สำหรับสมาคมแปรจิต พวกมันมิได้เร่งเร้าหญิงสาวมากนัก – หลังจากการประชุมครั้งนั้น จวบจนปัจจุบัน คณะกรรมการของสมาคมแปรจิตเพิ่งจัดการประชุมไปเพียงสามครั้ง ส่วนใหญ่เป็นการแลกเปลี่ยนผลการวิจัยและข้อมูลในขอบเขตรับผิดชอบ สำหรับเบาะแสเกี่ยวกับมังกรจิต มีเพียงมาดามละโมบที่ถามไถ่อยู่สองหน
ด้วยความสัตย์จริง หากมิสเตอร์ฟูลมิได้กำชับให้ออเดรย์คอยระวังกระต่ายผู้ใช้โค้ดเนม ‘โทสะ’ รวมถึงประธานใหญ่ที่ลืมหายไปจากความทรงจำได้ง่าย หญิงสาวคงคิดเป็นจริงเป็นจังว่าการประชุมคณะกรรมการนั้นน่าสนใจ เนื่องจากมิสเตอร์กระต่ายทั้งหลักแหลมและคมคาย โชคดีที่คำเตือนช่วยให้เธอไม่ลดความระแวงลง
“ใช่ เรือแล่นออกจากท่าแล้ว” เอิร์ลฮอลล์ยิ้มพลางพยักหน้า “เมื่ออัลเฟรดมาถึงเบ็คลันด์และเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมที่จำเป็นจนครบถ้วน พวกเราจะกลับเชสเตอร์ตะวันออกเพื่อล่าสุนัขจิ้งจอกกัน”
ฤดูใบไม้ร่วงคือเวลาที่เหมาะสมแก่การล่าสุนัขจิ้งจอก
ออเดรย์อืมในลำคอ
“ค่ะ”
…
ในฐานะพลเรือตรี อัลเฟรดมิได้ตามกองทัพเรือเพื่อไปขึ้นบกที่ท่าเรือเดซีย์ แต่นำเสนาธิการและเหล่าทหารส่วนตัวขึ้นเรือโดยสารพลังงานผสมตรงมายังท่าเรือพริสต์
หลังจากแล่นเรือเกือบสองวัน พวกมันเผชิญพายุกลางทะเลคลั่ง
ขณะเรือโคลงเคลงอย่างหนัก ลูกเรือบนดาดฟ้าอาศัยกล้องส่องทางไกล ช่วยให้มองเห็นแสงสว่างจุดหนึ่ง
แสงจากประภาคาร
…………………
เมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสวดวิงวอนถึงเดอะฟูล บัลเดอร์ยกมือเห็นพ้องทันที ไม่มีเจตนาจะคัดค้านบอนน์
ตัวมันเองก็คอยสวดวิงวอนนานกว่าหนึ่งนาทีในทุกเช้าและก่อนเข้านอน คอยขอบคุณเดอะฟูลผู้นำพาแสงแดด อาหารอร่อย และชีวิตที่ปราศจากความแร้นแค้นสิ้นหวังมาให้
“ตกลง ถ้าอย่างนั้น ผมขอตัวไปเตรียมวัตถุดิบของวันนี้ก่อน” บัลเดอร์หันไปผงกศีรษะให้บอนน์ด้วยรอยยิ้ม
ถัดมาไม่กี่วินาที มันถือถุงวัตถุดิบหลายชนิดเดินเข้าไปในครัว เป็นปริมาณที่มากประหนึ่งกำลังหอบผ้าม่านหลายม้วน
ในเวลาเดียวกัน บอนน์หาเก้าอี้นั่งสวดวิงวอนถึงเดอะฟูล
“ผู้ปกครองสูงสุดเหนือโลกวิญญาณ เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย ข้าขอวิงวอนต่อท่าน ปรารถนาให้ท่านช่วยขจัดความพิการบนตัวข้า…”
ถ้อยคำแบบเดียวกันถูกเปล่งออกมาแทบจะพร้อมเพรียง ไม่ว่าจะเป็นในวิหารบนถนนฟิลลิปส์ หลากหลายสถานที่ในบายัม ในเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่และเมืองจันทราในป่า ทุกเสียงดังซ้อนทับกังวาน
ซิน รุส และคนอื่นๆ ซึ่งรู้สึกว่าตนต่ำต้อย พอจะคาดเดาได้อย่างคลุมเครือว่า มิสเตอร์ฟูลพร้อมแล้วที่จะทำให้ความปรารถนาดังกล่าวเป็นจริง จึงอดไม่ได้ที่จะสั่นเทาขณะสวดวิงวอน
พวกมันอยากเป็นเหมือนคนปรกติ
อยากเห็นบายัมที่คึกคักและเจริญรุ่งเรือง อยากกินปลาย่างสูตรเด็ด อยากเห็นโรงงานลูกกวาด อยากกินอาหารท้องถิ่น และอยากใช้ชีวิตเพื่อดื่มกิน พูดคุย ร้องเพลง และเต้นรำเหมือนคนทั่วไป
เหนือม่านหมอกสีเทา ภายในวังโบราณ เดอะฟูลไคลน์ซึ่งกำลังนั่งชิดกับโต๊ะทองแดงยาว มองเห็นจุดแสงบริสุทธิ์ทยอยสว่างขึ้นทีละดวง บรรจงก่อตัวกลายเป็นทางช้างเผือกขนาดใหญ่ซึ่งหมุนรอบตัวเองอย่างเชื่องช้าเบื้องหน้า
เสียงสวดวิงวอนปริมาณมหาศาลดังซ้อนทับภายในปราสาทต้นกำเนิดจนกลายเป็นระลอกคลื่น
ไคลน์หลับตาลง ยกมือขวาขึ้นพลางถอนหายใจยาว งอนิ้วเคาะลงบนขอบโต๊ะทองแดงยาวลวดลายโบราณ
ท่ามกลางเสียง ‘กึก’ คลื่นพลังล่องหนแผ่ออกไปทุกทิศในลักษณะคล้ายคลื่นน้ำกระเพื่อม พรั่งพรูเข้าไปในจุดแสงแห่งการสวดวิงวอนทั้งหมดพร้อมกับอาบลงบนร่างชาวเมืองจันทรา
ซินสัมผัสถึงบางสิ่งกะทันหัน จึงยกมือขึ้นและลูบลงบนกึ่งกลางใบหน้า
เธอรู้สึกถึงจมูก
ซินทำตามสัญชาตญาณ ลูบไล้บริเวณดังกล่าวหลายครั้งก่อนจะยืนยันว่าเธอมีจมูกแล้วจริงๆ มิได้เป็นคนพิการอีกต่อไป
หญิงสาวหลับตาลง ก้มศีรษะต่ำ แนบหน้าผากชิดพื้น กล่าวสรรเสริญเดอะฟูลอย่างมิอาจควบคุม
รอบตัวเธอเต็มไปด้วยถ้อยคำสรรเสริญที่คล้ายคลึงกัน เสียงค่อยๆ ดังขึ้นและเป็นหนึ่งเดียวมากขึ้น
ดวงตาซึ่งเคยแนบชิดของรุสแยกออกจากกัน ดวงตาของบอนน์กลับไปสมมาตร ชาวเมืองจันทราทุกคนที่เคยพิการและน่ารังเกียจ สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมและกลับไปเป็นคนปรกติ
ทันใดนั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นมุมใดของเมืองจันทราใหม่ เมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ หรือบายัม ทุกคนต่างได้ยินเสียงระฆังดังขึ้นโดยพร้อมเพรียง
“ก๊อง!”
ระฆังอันไพเราะราวกับเสียงสวรรค์ ดังกังวานภายในหัวใจทุกคนที่ได้สดับ มอบความรู้สึกประหนึ่งจิตใจถูกชะล้าง และนำสัมผัสที่แท้จริงมาสู่ชีวิตของตน
ในที่สุด ซิน รุส และคนอื่นๆ ต่างกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว พลางตระหนักได้ว่าร่างกายและจิตใจของพวกมันกำลังสงบ ปราศจากมลทินโดยสิ้นเชิง
ทุกคนเงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณและมองไปยังทิศทางของเสียงระฆัง พบว่าต้นกำเนิดเสียงดังมาจากด้านนอกเมืองจันทราใหม่ แต่ไม่แน่ใจว่าอยู่ห่างจากเมืองมากแค่ไหน
ปาฏิหาริย์… ความคิดแบบเดียวกันผุดขึ้นในจิตใจชาวเมืองจันทราโดยพร้อมเพรียง
ณ เมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ซึ่งเชื่อมต่อกับเมืองจันทราด้วยถนน ฮอยต์·เฌอมงต์และคนอื่นๆ ต่างหันไปมองยังทิศทางของเมืองบายัม
ต้นเสียงของระฆังดังมาจากที่นั่น
“มิสเตอร์ฟูลจงเจริญ!” พวกมันพึมพำแทบจะในเวลาเดียวกัน เลื่อนฝ่ามือขวามาไว้บนอกซ้าย
ภายในเมืองบายัม บอนน์และบัลเดอร์สวมกอดกันทั้งน้ำตา พลางหันหน้าไปทางถนนฟิลลิปส์ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งวิหารเดอะฟูล ดื่มด่ำไปกับเสียงสะท้อนของระฆังสวรรค์ซึ่งดังกังวาน
เหนือสายหมอกสีเทา เดอะฟูลไคลน์ค่อนข้างประหลาดใจและมึนงง
เสียงระฆังไม่มีในแผนการของชายหนุ่ม
มันรีบเพ่งความสนใจไปยังวิหารเดอะฟูล อาคารหมายเลข 16 บนถนนฟิลลิปส์ทันที
แทบจะในเวลาเดียวกัน ผ่านจุดแสงสวดวิงวอน ไคลน์เห็นหอระฆังสูงเหนือวิหาร เห็นชายหนุ่มซึ่งแต่งกายด้วยหมวกปลายแหลมและชุดคลุมสีดำทรงโบราณ กำลังยืนบนยอดหอระฆัง
ชายคนเดียวกันกำลังถือค้อนสีดำ ตีระฆังใหญ่หนแล้วหนเล่า
ทันใดนั้น ชายหนุ่มชะงักการกระทำพร้อมกับเงยหน้าขึ้น ขยับกรอบแว่นผลึกขาเดียวบนตาขวา ราวกับตระหนักได้ถึงการจ้องมองจากมุมสูง
รอยยิ้มของมันกว้างยิ่งกว่าเก่า
“…” ไคลน์เกือบหลุดสาปแช่งด้วยคำสบถหยาบคาย
ดวงตาชายหนุ่มมิอาจเก็บซ่อนความสงสัย และไม่เข้าใจว่าเหตุใด ‘เทวทูตกาลเวลา’ อามุนด์ถึงปรากฏตัวเพื่อสั่นระฆังวิหารอย่างขะมักเขม้น
สำหรับการมาเยือนของอามุนด์และซาราธ ไคลน์เตรียมใจไว้นานแล้ว เพราะชาวเมืองเงินพิสุทธิ์และจันทรามีจำนวนมากเกินกว่าจะปกปิดเป็นความลับจากโลกภายนอก
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตัวตนของเมืองเงินพิสุทธิ์และจันทราจะถูกล่วงรู้โดยโบสถ์หลักและองค์กรลับอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเผยแผ่ศาสนาในเชิงลับหรืออย่างเปิดเผย ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกันสักเท่าไร ไคลน์จึงยอมอนุญาตให้เมืองเงินพิสุทธิ์เผยแผ่ศาสนาเดอะฟูลอย่างอิสระ เพื่อเตรียมสร้างหลักยึดเหนี่ยวสำหรับเลื่อนเป็นลำดับ 1
จากเหตุผลข้างต้น ไคลน์เตรียมตัวเผชิญหน้ากับซาราธ อามุนด์ และศัตรูซ่อนเร้นทุกคนที่อาจแฝงตัวเข้ามาในบายัม และหวังว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นในสักวัน
หากเป็นที่นี่ ไคลน์บนปราสาทต้นกำเนิดซึ่งมีระดับตัวตนและอำนาจทัดเทียมราชาเทวทูต สามารถใช้ความเป็น ‘เจ้าถิ่น’ จัดการกับศัตรูได้อย่างเต็มกำลัง นอกจากนั้น เมืองเงินพิสุทธิ์ยังมีสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ซึ่งสามารถยับยั้งอามุนด์และซาราธได้โดยสมบูรณ์
เมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่ร่างต้นบังเอิญเผชิญหน้ากับศัตรูโดยไม่ทันตั้งตัว หรือการถูกค้นพบเมืองหุ่นเชิดเข้าโดยบังเอิญ การปล่อยให้อีกฝ่ายล่วงรู้ถิ่นของเดอะฟูล คือทางเลือกที่ดีกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย
อย่างไรก็ดี พฤติกรรมในปัจจุบันของอามุนด์ทำให้ไคลน์ฉงนหนัก ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่า ‘เทพแห่งการหลอกลวง’ กำลังประสงค์สิ่งใด
…
16 ถนนฟิลลิปส์ ภายในวิหารเดอะฟูล
อาร์ชบิชอปประจำวิหาร เดอร์ริค·เบเกอร์ หนึ่งในหกสภาอาวุโสแห่งเมืองเงินพิสุทธิ์ กำลังแหงนหน้ามองกระจกสีด้านบนวิหารด้วยความประหลาดใจ
แสงแดดส่องเข้ามาจากที่นั่น ช่วยให้เดอร์ริคมองเห็นสถานการณ์ภายนอก:
ค้อนสีดำที่ใช้ตีระฆังถูกวางลง เสียงก้องกังวานของระฆังทยอยเงียบลง
เราไม่ได้สั่งให้ใครไปตีระฆัง… เดอร์ริคขมวดคิ้ว
ในฐานะหกสภาอาวุโสของเมืองเงินพิสุทธิ์และครึ่งเทพเส้นทางสุริยัน สัมผัสวิญญาณของมันย่อมเฉียบคม จึงสัมผัสถึงความไม่ชอบมาพากล
อย่างไรก็ดี เสียงระฆังซึ่งดังผิดไปจากแผน กลับมิได้สร้างความเสียหายใดให้บริเวณใกล้เคียง ทุกสิ่งยังคงเป็นปรกติยกเว้นเสียงระฆังที่ดังขึ้น
เดอร์ริคอาศัยพลังของผู้เจิดจรัสตรวจสอบสภาพแวดล้อมทันที ขณะเดียวกันก็ไตร่ตรองว่าเสียงระฆังมีความหมายใดในศาสตร์เร้นลับหรือไม่
หลังจากทยอยตัดความเป็นไปได้ทิ้ง เด็กหนุ่มหวนนึกถึงพระคัมภีร์ของเดอะฟูลที่เมืองเงินพิสุทธิ์แต่งขึ้น
มีเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวข้องกับการสั่นระฆัง!
เป็นเนื้อหาซึ่งอธิบายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเทวทูตกาลเวลาอามุนด์ กับเดอะฟูล เพื่อยกระดับสถานะของอีกฝ่าย
ย้อนกลับไปในตอนนั้น เดอร์ริคคัดค้านการเขียนเนื้อหาดังกล่าว เพราะมันทราบดีว่าผู้เย้ยเทพอามุนด์มิใช่ข้ารับใช้ของเดอะฟูล ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายมิได้กลมเกลียว หากแต่อยู่ในรูปแบบของศัตรู
ทว่า คำโกหกของเดอร์ริคในอดีตได้กลายมาเป็นปัญหา สภาอาวุโสคนอื่นปักใจเชื่อว่าเทวทูตกาลเวลาอามุนด์คือผู้ได้รับมอบหมายจากเดอะฟูลให้มาเผยแผ่พระกรุณาแด่ทุกคนบนดินแดนเทพทอดทิ้ง เพราะ ‘ปรสิต’ ที่สิ่งสู่เดอร์ริคในคราวนั้นคือตัวจุดชนวนความหวังของทุกสิ่ง
เดอร์ริคอยากอธิบายความจริง แต่มันก็รู้สึกอับอายเกินกว่าจะยอมรับว่า ในอดีตตนเคยโกหกไว้มากมายเพียงใด และนั่นจะทำให้สูญเสียภาพในสายตาชาวเมืองเงินพิสุทธิ์และหกสภาอาวุโส เฉกเช่นคำที่จัสติสเคยกล่าวไว้ ความตายทางสังคม
ในท้ายที่สุด เด็กหนุ่มปล่อยเรื่องนี้เลยตามเลย โดยคิดว่าอีกเดี๋ยวมิสเตอร์ฟูลก็คงได้อ่านพระคัมภีร์ หากมีเนื้อหาส่วนใดไม่เหมาะสม พระองค์ก็จะส่งวิวรณ์มาแจ้งให้แก้ไขเอง
แต่กลับต้องผิดคาด มิสเตอร์ฟูลมิได้แสดงความเห็นใด และอนุญาตให้เมืองเงินพิสุทธิ์ใช้คัมภีร์นี้ได้
อามุนด์เป็นคนตีระฆัง? เดอร์ริคมึนงงไปสักพัก ยากจะทำความเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้า
เด็กหนุ่มรีบก้มศีรษะลง เริ่มสวดวิงวอนเพื่อรายงานให้มิสเตอร์ฟูลทราบ
…
เหนือสายหมอกสีเทา ภายในปราสาทต้นกำเนิด
ยังไม่ทันที่ไคลน์จะกำจัดอามุนด์ ร่างอีกฝ่ายได้โปร่งใสและเลือนหายไปจากหอระฆัง
หมอนั่นต้องการอะไรกันแน่? ถ้าพ่อของเขาเป็นมหาจักรพรรดิ มิใช่เทพสุริยันบรรพกาล การตีระฆังอาจหมายถึงการแช่งให้ตาย… ไคลน์รีบตรวจสอบว่ามีปรสิตแฝงตัวอยู่ในชาวเมืองเงินพิสุทธิ์กับจันทราหรือไม่ พลางวิเคราะห์พฤติกรรมของอามุนด์อย่างเคร่งเครียด
ขณะเตรียมใช้พลังทำนายเพื่อค้นหาเบาะแส คำสวดวิงวอนของเดอะซันเดอร์ริคถูกส่งมาถึงพอดี
“…พระคัมภีร์? พระคัมภีร์มีอะไร?” มุมปากไคลน์กระตุกแผ่วเบา ก่อนจะเรียกพระคัมภีร์ซึ่งชาวเมืองเงินพิสุทธิ์สังเวยให้ ออกจากกองขยะ
ก่อนหน้านี้ มันมีโอกาสได้อ่านเพียงไม่กี่หน้า เพราะทนความอับอายไม่ไหว แทบอยากจะใช้ใบหน้าแทรกแผ่นดินหนี
แต่แน่นอน ชายหนุ่มมิได้ประมาท ยังมีการใช้พลังทำนายบนปราสาทต้นกำเนิดเพื่อยืนยันว่า เนื้อหาของพระคัมภีร์จะไม่นำอันตรายมาสู่ตน
ด้วยเหตุผลข้างต้น มันจึงอนุญาตโดยนัยให้ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ใช้พระคัมภีร์ดังกล่าวได้ตามสะดวก
หายใจเข้าออกเล็กน้อย ไคลน์เหยียดมือขวาพลางพลิกพระคัมภีร์อ่านทีละหน้า
กล้ามเนื้อใบหน้าชายหนุ่มกระตุกแผ่วเบาเป็นจังหวะ มุมปากยกขึ้นอย่างมิอาจควบคุม
ไคลน์เร่งการพลิกหน้าให้เร็วขึ้น จนกระทั่งมาถึงหน้าสุดท้าย
แปะ!
ไคลน์ปิดพระคัมภีร์แห่งเดอะฟูลและโยนกลับเข้ากองขยะ
หลังจากเกิดปาฏิหาริย์กับชาวเมืองจันทรา โอสถของเราถูกย่อยเกือบหมดแล้ว… ได้เวลานำเมืองหุ่นเชิดเข้าสู่เวทีแห่งประวัติศาสตร์… ไคลน์สำรวจสภาพตัวเองด้วยหน้าเฉยเมย ผงกศีรษะแผ่วเบา
เนื่องจากเป็นเจ้าของปราสาทต้นกำเนิดในระดับหนึ่งแล้ว ชายหนุ่มสามารถรับ ‘ความคืบหน้า’ ของโอสถได้จากที่นี่โดยตรง
………………………
Related
ณ ‘เมืองแห่งการให้’ บายัม ในบ้านเช่าติดโคมไฟแก๊ส
เวอร์ดู·อับราฮัมซึ่งสวมแว่นตากรอบทอง กำลังถือเอกสารหนาทึบพลางอ่านท่ามกลางแสงสลัว บางครั้งก็ใช้ปากกาวาดสัญลักษณ์เพื่อเน้นเนื้อหาที่มันเห็นว่าสำคัญหรือเป็นประโยชน์
การที่มันเดินทางออกจากโลเอ็นมายังหมู่เกาะรอสต์ จุดประสงค์หลักก็เพื่อหลบเลี่ยงสายตาของโดเรี่ยนและสมาชิกคนอื่นในตระกูล หมั่นศึกษาศาสตร์เร้นลับด้วยความสบายใจเพื่อค้นหาวิธีช่วยเหลือบรรพชนอย่างเบเทล·อับราฮัม หรือไม่ก็หนทางในการทำให้พิธีกรรมง่ายขึ้น
แต่ผ่านไปกว่าครึ่งปี มันไม่พบเบาะแสใดเพิ่มเติม คล้ายกับไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องล่า ‘จอมเวทลึกลับ’ ‘ปรสิต’ และ ‘จอมเวทพิสดาร’
ผลลัพธ์ทำให้เวอร์ดู·อับราฮัมเกิดความหดหู่ไม่น้อย ในเวลาเดียวกัน มันตระหนักดีว่าสมบัติปิดผนึกระดับ 0 นั้นอันตรายเพียงใด ต่อให้ยอมสละชีวิตของตน ก็ใช่ว่าจะควบคุมมันได้โดยสมบูรณ์ เป็นการยากที่จะรับประกันความสำเร็จ
เหนือสิ่งอื่นใด การตามหา ‘จอมเวทพิสดาร’ กับ ‘ปรสิต’ ไม่ใช่เรื่องง่าย ตัวตนเหล่านี้คือนักบุญซึ่งขึ้นชื่อด้านความประหลาดและพิสดาร
เฮ้อ… เวอร์ดูวางกองเอกสารในมือลง พลางกล่าวกับตัวเองด้วยเสียงเกือบเงียบ
“หรือว่าเราต้องเป็นเหมือนกับโดเรี่ยนและคนอื่น ทำได้เพียงหวังพึ่งพาเดอะฟูลเท่านั้น?”
เมื่อนึกถึงนามเดอะฟูล เวอร์ดูอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว เพราะในระยะหลัง ภายในเมืองบายัมมีการพบ ‘ครึ่งยักษ์’ ที่ศรัทธาในเดอะฟูลมากขึ้นเรื่อยๆ ขนาดว่ามันแทบไม่ได้ออกไปข้างนอกบ่อยนักก็ยังทราบเรื่องนี้
จนมันอดสงสัยไม่ได้ว่า นี่ตนหลงเข้ามาในเขตอำนาจของสำนักงานใหญ่โบสถ์เดอะฟูลอย่างนั้นหรือ
หากไม่ใช่เพราะว่าแถบหมู่เกาะรอสต์มีข้อมูลเชิงศาสตร์เร้นลับมหาศาล ชนิดที่แม้แต่เวอร์ดูก็ยังต้องทึ่ง มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ตระกูลอับราฮัมไม่เคยสอนหรืออธิบายมาก่อน มันคงตัดสินใจออกจากบายัมไปยังทวีปใต้ตั้งแต่เมื่อเดือนก่อนแล้ว
“เราไม่ควรอยู่ที่นี่ต่อ ต้องรีบจองตั๋วเรือเพื่อออกเดินทางไปยังไบลัมตะวันออก…” ขณะเวอร์ดูเตรียมตัดสินใจ มันฉุกคิดบางสิ่ง “แต่โดเรียนกับคนของโบสถ์เดอะฟูลอาจคิดไม่ถึงเช่นกันว่า เราจะซ่อนตัวอยู่ใกล้กับสำนักงานใหญ่ของพวกเขา… จักรพรรดิโรซายล์เคยกล่าวไว้ว่า ที่ที่อันตรายที่สุด คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด…”
ด้วยสีหน้าลังเล เวอร์ดูเก็บปึกเอกสาร ปิดโคมไฟผนัง เดินกลับไปยังห้องนอนโดยอาศัยแสงจันทร์ด้านนอกหน้าต่าง
ณ มุมระเบียงภายในห้อง ร่างหนึ่งกระโดดออกจากความมืดบนระเบียง กระโดดข้ามรั้วลงไปด้านล่างอย่างง่ายดาย
ร่างดังกล่าวเบาหวิวประหนึ่งขนนก แทบจะไร้น้ำหนัก สัมผัสกับพื้นดินโดยไร้สุ้มเสียงแม้จะตกลงมาเป็นระยะทางกว่าสิบเมตร
ทันทีหลังจากนั้น ร่างเดียวกันย่างกรายไปตามเงามืดบนถนน จนกระทั่งถึงบริเวณใกล้กับวิหารเทพสมุทรก็ปีนขึ้นไปบนหอระฆัง
จากนั้น ‘เขา’ หยิบปากกาและกระดาษ เขียนรายงานผลการเฝ้าจับตามองของวันนี้และสอดเข้าไปในช่องว่าง
เมื่อร่างดังกล่าวจากไป ราวสิบห้านาทีถัดมา เสียงสายลมดังขึ้นเหนือหอระฆัง
รายงานดังกล่าวคล้ายกับถูกมือล่องหนดึงออกจากช่องว่าง จากนั้นก็ลอยขึ้นไปในอากาศในลักษณะเทียวขึ้นเทียวลง ประหนึ่งค้างคาวกำลังสยายปีกบินยามค่ำคืน
ผ่านไปไม่นาน กระดาษรายงานพุ่งดิ่งพื้นประหนึ่งถ่วงหิน หล่นลงบนฝ่ามือที่ยื่นออกจากความมืดในมุมสวน
มือดังกล่าวไม่ใช่ใครนอกจากพระคาร์ดินัลแห่งโบสถ์วายุสลาตัน อัลเจอร์·วิลสัน
มันเริ่มอ่านรายงานอย่างตั้งใจทันทีท่ามกลางความมืด ไม่ต้องพึ่งพาสว่างแม้แต่น้อย
อัลเจอร์ในปัจจุบันสามารถมองเห็นทุกสิ่งในทะเลลึกได้อย่างกระจ่าง
“เวอร์ดูมีแนวโน้มที่จะออกจากบายัมมากขึ้นเรื่อยๆ …” อัลเจอร์พยักหน้าเล็กน้อยพลางสรุปในใจ
ตามคำสั่งของมิสเตอร์ฟูล มันคอยเฝ้าจับตาเวอร์ดูแห่งตระกูลอับราฮัมมานานกว่าครึ่งปีแล้ว แต่ก็ไม่พบพฤติกรรมผิดปรกติใดเลย
เมื่อเวอร์ดูเดินทางออกจากหมู่เกาะรอสต์ ภารกิจของอัลเจอร์จะจบลงทันที
ทว่า อัลเจอร์ไม่ต้องการให้มันจบลงเช่นนี้ เพราะคิดว่าตนยังสร้างผลงานได้ไม่มากพอ ทำเพียงคอยติดตามลำดับ 7 ที่ไม่มีสิ่งใดพิเศษ
เฮอร์มิทได้รับตะกอนพลังลำดับ 3 จากราชินีเงื่อนงำ และปัจจุบันเตรียมวัตถุดิบเสริมเสร็จแล้ว เหลือเพียงการเตรียมพิธีกรรม ข้อเท็จจริงดังกล่าวสร้างความกดดันให้อัลเจอร์ในปริมาณมหาศาล จริงอยู่ นอกจากการเฝ้าจับตามองเวอร์ดู มันยังคอยทำงานให้มิสเตอร์ฟูลอีกหลายอย่าง แต่กระนั้นยังรู้สึกว่า ยังเหลือช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างคะแนนผลงานของตน กับการแลกเปลี่ยนตัวตน ระดับพลัง และอำนาจของเทพสมุทร
มีบางอารมณ์ชั่ววูบที่อัลเจอร์อยากบีบคั้นให้เวอร์ดู·อับราฮัมต้องจนตรอกและเปิดเผยปัญหาออกมา แต่ในท้ายที่สุด มันตัดสินใจปัดตกความคิดดังกล่าว เพราะยังไม่แน่ใจว่ามิสเตอร์ฟูลมีทัศนคติอย่างไรต่อเป้าหมาย การลงมือเองอาจสร้างปัญหา
เมื่อครั้งเมืองเงินพิสุทธิ์และจันทราเทขายสูตรโอสถและตะกอนพลัง อัลเจอร์ได้ซื้อบางส่วนมาจากชุมนุมทาโรต์เพื่อบ่มเพาะกองกำลังผู้วิเศษซึ่งเป็นอิสระจากโบสถ์ และจงรักภักดีกับตนแต่เพียงผู้เดียว เป็นหน่วยรบในเงามืด โดยบุคคลที่คอยจับตามองเวอร์ดูก็มาจากทีมนี้
ปัจจุบัน ทีมดังกล่าวซึ่งมีสมาชิกไม่ถึงสิบคน ส่วนใหญ่ยังอยู่ในลำดับ 9 และมีส่วนน้อยที่เลื่อนเป็นลำดับ 8
สำหรับคำถามที่ว่า อัลเจอร์นำเงินจากไหนมาซื้อตะกอนพลัง คำตอบไม่ซับซ้อน:.ไอรีนโนเวล.
ในฐานะพระคาร์ดินัลซึ่งมีอำนาจดูแลมุขมณฑล อัลเจอร์สามารถ ‘เก็บเงิน’ ได้จากหลากหลายช่องทาง ย้อนกลับไปในช่วงก่อนหน้านี้ บรรดาเหมืองแร่ สวนเครื่องเทศ และโรงงานต่างๆ บนหมู่เกาะรอสต์ล้วนมีราคาต่ำกว่าความเป็นจริง หากใครมีกำลังทรัพย์กว้านซื้อ ก็สามารถคืนทุนและทำกำไรปริมาณมหาศาลหลังจากผ่านไปเพียงครึ่งปี
เหนือสิ่งอื่นใด สำนักงานใหญ่ของโบสถ์วายุสลาตันก็สนใจตะกอนพลังและสูตรโอสถจำนวนมากของเมืองเงินพิสุทธิ์และจันทรา จึงส่งเงินทุนจำนวนมากมาแลกเปลี่ยนกับสินค้าเหล่านี้ และคนที่ถือเงินก็ไม่ใช่ใครนอกจากพระคาร์ดินัล อัลเจอร์·วิลสันแห่งมุขมณฑลหมู่เกาะรอสต์ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่เงินบางส่วนจะแอบ ‘เข้ากระเป๋า’
ทบทวนความคิดสักพัก อัลเจอร์ตัดสินใจกำชับให้ ‘องครักษ์เงา’ ของตนตระเวนขายความรู้เชิงศาสตร์เร้นลับในชุมนุมผู้วิเศษบายัม เพื่อดึงดูดเวอร์ดู·อับราฮัมให้ยังคงอยู่ที่นี่ต่อไป
“ชายคนนั้นคงกลัวการเผยแผ่ศาสนาของชาวเมืองเงินพิสุทธิ์…” อัลเจอร์ส่ายหน้าพลางพึมพำกับตัวเอง
มันทำลายรายงานในมือทิ้งและเดินกลับเข้าวิหาร
…
ในยามรุ่งสาง ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกจากโรงแรม เพลิดเพลินไปกับทัศนียภาพยามเช้าของบายัมด้วยท่าทีผ่อนคลาย
หลังจากซื้อเครื่องดื่ม ‘เทียน่า’ ซึ่งมาพร้อมเปลือกผลไม้จากพ่อค้าริมถนน มันพบว่ามีเงาขนาดใหญ่โผล่ขึ้นด้านข้าง
ชายหนุ่มหันศีรษะไปมองพร้อมกับเงยหน้า และพบครึ่งยักษ์สูงกว่า 2.5 เมตรกำลังย่างกรายเข้ามา
“คุณสุภาพบุรุษ ไม่ทราบว่าพอจะมีเวลาว่างสักครู่หรือไม่ ผมอยากให้คุณได้รู้จักกับพระผู้มาโปรดของพวกเรา มิสเตอร์ฟูล” ครึ่งยักษ์โน้มตัวลงเล็กน้อย พยายามทำให้รอยยิ้มของตนดูอบอุ่นที่สุด
ชายคนดังกล่าวจิบเทียน่าพลางชี้ไปด้านข้าง
“ก็ได้ แต่ไม่ใช่ที่นี่”
มันเดินหลบมุมโดยไม่ให้ขวางทางผู้อื่น โดยมีครึ่งยักษ์ซึ่งแผ่บรรยากาศกดดันเดินตามหลังอย่างอ่อนโยน
“เชิญ” ชายคนดังกล่าวไม่ปิดบังความอยากรู้อยากเห็น
สีหน้าของครึ่งยักษ์กล้ามใหญ่กลายเป็นเคร่งขรึมทันที
“พระองค์เรียกตนเองว่ามิสเตอร์ฟูล ไม่ว่าจะอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต พระองค์คือผู้ปกครองสูงสุดเหนือโลกวิญญาณ ราชันเหลืองดำผู้ครองพลังโชคลาภ และเป็นจุดหมายของผู้ต้องการมีชีวิตเป็นนิรันดร์… พระองค์ดำรงอยู่เหนือโลกความจริงและวิญญาณ พระกรุณาของพระองค์ท่วมท้นผืนฟ้าแลแผ่นดิน พระองค์มีเทวทูตหกองค์คอยรับใช้เคียงกาย…”
“เทวทูตปรอท ร่างอวตารแห่งชะตากรรม เป็นเทวทูตที่พระองค์โปรดปรานมากที่สุด… เทวทูตความตาย ผู้ติดตามรับใช้พระองค์มายาวนานที่สุด และยังเป็นกงสุลแห่งโลกความตาย… เทวทูตไถ่ถอน ผู้เป็นกระบอกเสียงและคอยถ่ายทอดพระวิวรณ์ของพระองค์… เทวทูตชีวิต ผู้เปรียบดังการตกผลึกของปัญญา เปรียบดังพลังวิญญาณซึ่งไม่มีวันสูญสลายและสถิตภายในร่างกายมนุษย์ทุกคน”
ได้ยินเช่นนั้น ชายหนุ่มยิ้มทันที
“พระองค์ของคุณช่างน่าทึ่ง มีเทวทูตคอยรับใช้มากมายทีเดียว”
“ยังไม่หมด…” ครึ่งยักษ์เล่าอย่างอ่อนโยน “ข้างบัลลังก์ของพระองค์คือ ‘เทวทูตทัณฑ์สวรรค์’ เปรียบดังสายฟ้า ความพิโรธ และมือเท้าของพระองค์ เป็นผู้พิพากษาและเพชฌฆาตซึ่งคอยจัดการผู้ที่เสื่อมทรามและสกปรก… ตรงข้ามกับเทวทูตทัณฑ์สวรรค์คือเทวทูตกาลเวลา ในโบราณกาลท่านเคยเป็นราชา แต่ท้ายที่สุดก็ยอมจำนนต่อพระองค์และคอยสั่นระฆังสวรรค์เพื่อพระองค์”
“สุดยอด…” ชายคนดังกล่าวอุทานด้วยสีหน้าจริงใจ
ได้ยินคำตอบดังกล่าว ครึ่งยักษ์อดอมยิ้มไม่ได้ จึงทำการบรรยายปาฏิหาริย์ต่างๆ ของเดอะฟูลให้กระชับที่สุด และปิดท้ายว่า:
“นี่ก็สิบห้านาทีแล้ว ผมไม่อยากรบกวนเวลาอันมีค่าของคุณไปมากกว่านี้ หากสนใจเพิ่มเติมให้เดินทางไปยังวิหารเดอะฟูล อาคารหมายเลข 16 ถนนฟิลลิปส์ ที่นั่นคือวิหารที่ใหญ่ที่สุดของเราในบายัม… ฮุฮุ… สำหรับที่อื่น ตอนนี้พวกเรากำลังวางแผนกันอยู่”
ชายหนุ่มพยักหน้า
“ถ้ามีเวลาผมจะแวะไป”
เมื่อเห็นครึ่งยักษ์หันหลังเดินกลับ ชายคนเดิมฉีกยิ้มพร้อมกับหยิบแว่นผลึกออกจากกระเป๋า สวมลงบนดวงตาข้างขวา
…
ครึ่งยักษ์คนดังกล่าวเดินกลับไปยังร้านอาหารและเปลี่ยนเป็นเครื่องแบบพ่อครัว
“บัลเดอร์ แวะไปสอนศาสนามาหรือ” เจ้าของร้านถามด้วยรอยยิ้ม
ในตอนแรกที่สมาคมวิชาชีพแนะนำให้ครึ่งยักษ์คนนี้มาเรียนทำอาหารกับตน มันออกอาการลังเลชัดเจน เพราะรู้สึกว่าอีกฝ่ายสามารถดับลมหายใจของตนได้โดยการแกว่งแขนเพียงครั้งเดียว อีกทั้งยังดูไม่เหมือนผู้มีพรสวรรค์ด้านอาหาร
แต่ปัจจุบัน มันพึงพอใจในตัวบัลเดอร์มาก เพราะไม่เพียงครึ่งยักษ์คนนี้จะซื่อสัตย์ ว่าง่าย และมีความอดทนสูง แต่ยังเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศคุกคามจนอันธพาลข้างถนนไม่กล้ามาก่อกวนร้านอาหาร
ปัญหาเดียวของบัลเดอร์ก็คือ มันมักออกไปแผ่เผยความเชื่อเกี่ยวกับเดอะฟูลในทุกเช้า
อย่างไรก็ดี เนื่องจากไม่ใช่เวลาทำงาน เจ้าของร้านจึงมิได้ตำหนิหรือใส่ใจ
บัลเดอร์ฉีกยิ้มอย่างอบอุ่น เดินเข้าไปในครัวด้านหลังและกล่าวกับบอนน์ สหายจากเมืองจันทรา:
“วันนี้ผมจะสอนย่างปลา”
ภายนอกบอนน์ดูค่อนข้างปรกติ มีเพียงดวงตาที่ข้างหนึ่งมองขึ้นและข้างหนึ่งมองลง เป็นชาวเมืองจันทรากลุ่มน้อยซึ่งกล้าหาญพอที่จะติดต่อสื่อสารกับคนภายนอก เมื่อได้ยินคำกล่าวของบัลเดอร์ บอนน์พยักหน้า
“ตอนนี้ผมขอสวดวิงวอนก่อน มิสเตอร์ฟูลส่งวิวรณ์มาว่า ให้ชาวเมืองจันทราสวดวิงวอนพร้อมกันในเวลาเก้าโมงตรง โดยเป็นการแสดงความปรารถนาที่จะหายจากภาวะพิการ”
…………………………………
หลังจากได้ฟังความปรารถนาของชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ ไคลน์ผุดความคิดหนึ่งทันที
ทำไมทุกอาชีพถึงเกี่ยวกับอาหาร…
แฮงแมนอัลเจอร์ใช้ความคิดสักพัก จากนั้นก็กล่าวกับเด็กหนุ่ม
“คุณสามารถบอกให้คนที่อยากเป็นจริงๆ เข้าร่วมสภาพแรงงานในบายัมเพื่อเรียนกับครูอย่างเป็นกิจจะลักษณะ หรือไม่ก็เชิญผู้เชี่ยวชาญไปถ่ายทอดความรู้ให้ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ได้โดยตรง แลกกับการจ่ายค่าจ้างราคาแพง… แต่แน่นอน พื้นฐานคือการเรียนภาษา พวกคุณต้องเชี่ยวชาญภาษาถิ่นของหมู่เกาะรอสต์ รวมถึงภาษาโลเอ็น ฟุซัคโบราณ และตูทาน”
ฟังอัลเจอร์กล่าวจบ แคทลียาแนะนำต่อทันที
“นอกจากการตั้งทีมทหารรับจ้าง พวกคุณควรลองไปสมัครงานในหน่วยพิเศษตามเมืองใหญ่บนหมู่เกาะรอสต์เพื่อทำคดีเหนือธรรมชาติ”
แม้รัฐบาลของหมู่เกาะรอสต์และโบสถ์เทพสมุทรจะ ‘เคลม’ ตะกอนพลังกับสูตรโอสถจากเมืองเงินพิสุทธิ์และจันทราไปมาก แต่พวกมันก็มิอาจฝึกฝนหน่วยพิเศษได้ในเวลาอันนั้น – อาจไม่เป็นปัญหาในลำดับ 9 เพราะขอเพียงเลือกคนที่มีจิตใจและร่างกายแข็งแรงมาดื่มโอสถ โอกาสคลุ้มคลั่งก็คงมีไม่มาก แต่หากเป็นลำดับสูงกว่านั้น อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาในการสวมบทบาท
ในกรณีดังกล่าว หากชาวเมืองเงินพิสุทธิ์คนใดได้เข้าร่วมหน่วยพิเศษของทางการ ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะตกงานในอนาคต
อย่างไรก็ดี ทางรัฐบาลหมู่เกาะรอสต์คงไม่เปิดรับสมัครหน่วยพิเศษมากนัก ไม่ใช่ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ทุกคนที่จะมีงานทำ
ไคลน์เห็นด้วยกับคำแนะนำของมาดามเฮอร์มิท และเชื่อว่าตนควรส่งวิวรณ์ไปยังเดนิส กำชับให้รัฐบาลหมู่เกาะรอสต์และโบสถ์เทพสมุทรเพิ่มจำนวนหน่วยพิเศษขึ้นจากเดิม
นี่มิได้ทำไปเพื่อช่วยหางานให้ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์และคนพิการในเมืองจันทรา แต่เพื่อรับมือกับความวุ่นวายอันเกิดจากการแทรกแซงของเทพภายนอก ต้องไม่ลืมว่า ยิ่งใกล้วันสิ้นโลกมากเพียงใด เหตุการณ์เหนือธรรมชาติก็ยิ่งกลายเป็นเรื่องปรกติ
ทันใดนั้น แคทลียาชำเลืองมิสจัสติสเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวกับเดอะซัน
“ตอนนี้พวกคุณน่าจะมีเงินสดจำนวนมาก ลองลงทุนในเหมืองแร่ ไร่เครื่องเทศ และไร่นาตามหมู่เกาะรอสต์ดู เล็งซื้อที่ดินและป่าไม้อุดมสมบูรณ์ พวกมันราคากำลังถูก… อา แม้โบสถ์วายุสลาตันจะยังมีอิทธิพลอยู่บ้างในน่านน้ำแถบนี้ และทางรัฐบาลหมู่เกาะรอสต์ก็สัญญาว่าจะช่วยปกป้องที่ดินทำกินให้คนต่างถิ่น แต่ก็ยังมีชาวโลเอ็น ฟุซัค และอินทิสจำนวนไม่น้อยที่หวาดกลัวและต้องการเทขายทรัพย์สินเพื่อกลับบ้านเกิดบนแผ่นดินใหญ่”
ผู้ส่งสารที่ชื่อเดนิสเพิ่งซื้อคฤหาสน์ติดไร่เครื่องเทศไป… เดอร์ริคนึกทบทวนในสิ่งที่ได้ยินด้วยความกระจ่าง
ข้อเสนอของแคทลียากลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น และเป็นออเดรย์ที่กล่าวเสริมทันที
“ในตอนที่คุณไปเจรจา ควรจ้างนักกฎหมายมืออาชีพไปด้วยสักสองสามคน ไม่อย่างนั้นอาจถูกหลอกได้ง่าย และดิฉันขอแนะนำให้คุณพา ‘นักจิตวิเคราะห์’ ของเมืองติดไปด้วยหากต้องการ… นอกจากนั้น ในเมื่อมีท่าเรือขนาดกลาง คุณสามารถพัฒนาเศรษฐกิจทางทะเลได้เช่นกัน… จริงสิ เนื่องจากคนยุคสมัยปัจจุบันยังขาดแคลนความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ถูกต้อง โดยเฉพาะหน่วยพิเศษทางการของหมู่เกาะรอสต์และโบสถ์เทพสมุทร ดังนั้น พวกคุณสามารถเปิดหลักสูตรคาบเรียนประวัติศาสตร์ภายในโรงเรียนเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ และเก็บเงินจากผู้เล่าเรียนภายนอก แต่แน่นอน คำสอนใดที่อาจขัดต่อคำสอนของเจ็ดเทพจารีต ดิฉันแนะนำให้ตัดทิ้งไป… ควรรีบสร้างทางรถไฟเชื่อมต่อระหว่างเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่และเมืองรอบข้างโดยเร็ว…”
เดอร์ริคตกตะลึงไปสักพัก ก่อนจะรีบยกมือ
“ขอโทษครับ ผมขอจดก่อน สมองคิดตามไม่ทัน”
ลืมไปว่าเด็กคนนี้ไม่มีพื้นฐานเศรษฐศาสตร์… จัสติสออเดรย์ครุ่นคิด จากนั้นก็ยิ้มให้เดอะซัน เป็นนัยให้อีกฝ่ายขอความช่วยเหลือจากเดอะฟูล
เมื่อเดอร์ริคเสกปากกาและกระดาษ เด็กหนุ่มเริ่มเขียนคำแนะนำทั้งหมดก่อนหน้านี้ลงไป ถัดมา ออเดรย์ เอ็มลิน เลียวนาร์ด และคนที่เหลือต่างช่วยกันออกความเห็นเพิ่มเดิม และคอยตัดข้อเสนอที่ฟังดูเป็นไปไม่ได้ออก
ฉากอันน่าตื่นเต้นและอบอุ่นเกิดขึ้นยาวนานเกือบสามสิบนาที และเมื่อจบลง เดอร์ริคจ้องปึกกระดาษที่ไม่หนาไม่บางตรงหน้าพลางอมยิ้มอย่างหุบไม่ได้
คล้ายกับมันกำลังมองเห็นอนาคตอันสดใสของเมืองเงินพิสุทธิ์
เดอะฟูลไคลน์ในตำแหน่งประธาน รำพันในใจด้วยอารมณ์หนักอึ้ง:
หากไม่ติดว่าในอีกสิบกว่าปี วันสิ้นโลกจะดำเนินมาถึง พัฒนาการของเมืองเงินพิสุทธิ์ในวันนี้คือเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง
น่าเสียดาย เมื่อวันสิ้นโลกมาถึง ผู้กำหนดชะตากรรมจะไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป แม้แต่นักบุญและเทวทูตก็ทำอะไรไม่ได้.Aileen-novel.
เดอร์ริคถอนสายตาออกจากปึกกระดาษตรงหน้าและกล่าว
“ทางเราสร้างวิหารของมิสเตอร์ฟูลขึ้นมาแล้ว ถ้าต้องการเผยแผ่ศาสนา เราต้องคำนึงถึงเรื่องใดบ้าง”
แฮงแมนอัลเจอร์ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เขียนพระคัมภีร์ขึ้นมาหรือยัง? ออกแบบพิธีมิสซาและบทสวดแล้วหรือยัง?”
“เสร็จแล้ว” เดอร์ริคพยักหน้าหนักแน่น
เนื้อหาของพระคัมภีร์จะเกี่ยวกับปาฏิหาริย์ที่มิสเตอร์ฟูลแสดงเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็ดัดแปลงจากพระคัมภีร์ของพระผู้สร้างคนก่อน นอกจากนั้น ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ยังสวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูลเพื่อขอความเห็นในประเด็นดังกล่าว คำตอบของมิสเตอร์ฟูลจึงหมายถึงการอนุญาตให้ทำได้โดยนัย
“สร้างระบบภายในของศาสนาหรือยัง” อัลเจอร์ยังคงถามต่อ
เดอร์ริคชำเลืองมิสเตอร์ฟูลผู้ปกคลุมด้วยม่านหมอกตามสัญชาตญาณ จากนั้นก็หันหน้ามาพูดกับอัลเจอร์
“ตอนนี้ยังเป็นการเลียนแบบระบบของศาสนาอื่นอยู่ หกสภาอาวุโสจะทำหน้าที่เป็นอาร์ชบิชอป และเตรียมตั้งกลุ่มที่กระตือรือร้นในการเผยแผ่ศาสนามาเป็นนักบวชและบิชอป”
สำหรับหน่วยพิเศษของศาสนาเดอะฟูลเพื่อคอยรับมือกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ ทางเมืองเงินพิสุทธิ์ยังมิได้จัดตั้ง เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ก็เป็นผู้วิเศษกันอยู่แล้ว และในดินแดนของพวกตนก็มีหน่วยงานท้องถิ่นคอยดูแลอยู่
เมื่อแฮงแมนอัลเจอร์เห็นว่าเดอะฟูลมิได้คัดค้าน มันระงับความอยากที่จะสอนสั่งเอาไว้ก่อน เพียงพยักหน้าแผ่วเบา
“ตอนนี้ลองลงมือทำไปก่อน”
มันเว้นวรรคเล็กน้อย จากนั้นก็กล่าวต่อ
“สองประเด็นที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ หนึ่ง ห้ามว่าร้ายศาสนาอื่นโดยเด็ดขาด พยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้งให้มากที่สุด สอง ต้องแสดงความเคารพต่อผู้ส่งสารคนปัจจุบัน เพราะในกรณีที่มิสเตอร์ฟูลยังมิได้แต่งตั้งประมุขศาสนา ผู้ส่งสารของพระองค์จะถือว่าดำรงตำแหน่งแทนชั่วคราว”
ประการที่สาม ห้ามเผยแผ่ศาสนาเชิงรุกจนผู้อื่นรำคาญเด็ดขาด… นอกจากนั้น เรายังสงสัยในทักษะและคารมคมคายของบิชอปเมืองเงินพิสุทธิ์ เห็นทีต้องบอกให้เดนิสจ้างผู้เชี่ยวชาญมาฝึกอบรม… ไคลน์พึมพำเงียบ
มันมิได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเกี่ยวกับพระคัมภีร์ที่ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์เขียนขึ้น เพราะเนื้อหาค่อนข้างกระอักกระอ่วน แต่ถ้ามันคัดค้านหรือปฏิเสธเนื้อหาส่วนใด นั่นจะเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของเดอะฟูล
คิดถึงตรงนี้ ไคลน์รำพันติดตลก:
บางที ถ้าวิล·อัสตินได้เห็นพระคัมภีร์ของโบสถ์เดอะฟูลในภายหลัง หมอนั่นคงโพล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงตกตะลึง: อะไรกัน? ข้าไปเป็นเทวทูตรับใช้ของเดอะฟูลตั้งแต่เมื่อไร!
จากนั้น มิสเตอร์อะซิกที่ตื่นขึ้น ปู่ของเลียวนาร์ดและมิสผู้ส่งสารที่พยายามฟื้นคืนชีพ ก็คงพูดแบบเดียวกันว่า: อะไรนะ? ข้าก็ด้วยหรือ?
หลังจากจบการสนทนาในประเด็นเกี่ยวกับเมืองเงินพิสุทธิ์และจันทรา แคทลียามองไปรอบตัวด้วยสายตาคาดหวัง
“มีใครมีตะกอนพลังของลำดับ 3 เส้นทางผู้ส่องความลับบ้าง?”
เธอย่อยโอสถปราชญ์พิศวงเสร็จนานแล้ว แต่ปัจจุบันมีเพียงสูตรโอสถ ‘ผู้หยั่งรู้’ จากนิกายมอสส์ ยังปราศจากตะกอนพลังหรือวัตถุดิบหลัก
แม้เธอจะกลายเป็นหนึ่งในสิบเสาหลักของนิกายมอสส์ แต่ยิ่งลำดับสูงขึ้น ทรัพยากรยิ่งมีจำกัด แม้แต่องค์กรโบราณก็มิอาจแจกจ่ายตะกอนพลังลำดับ 3 ได้ตามอำเภอใจ อีกทั้ง แคทลียายังมีพื้นเพมาจากกลุ่มโจรสลัด ‘รุ่งอรุณ’ เธอแทบไม่ได้รับความชื่นชอบจากปราชญ์เร้นลับ จึงยังไม่ได้รับความไว้วางใจจากเบื้องบนนิกายมอสส์
สำหรับแคทลียาผู้ใช้เลือดของอสรพิษปรอทในการเลื่อนเป็นครึ่งเทพ โอสถของเธอถูกย่อยได้เร็วมาก จึงมาจ่ออยู่หน้าปากประตูของลำดับ 3 ‘ผู้ทรงปัญญา’ ได้ในเวลาแสนสั้น ทว่า ปัญหาด้านวัตถุดิบต้องพึ่งพาวาสนา บางทีเธออาจต้องรอนานหลายปี หรือหลายสิบปี
ดังนั้น แคทลียาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากนำมาถามในชุมนุมทาโรต์
เดอร์ริคนึกทบทวนตะกอนพลังที่เมืองเงินพิสุทธิ์ครอบครองสักพัก จากนั้นก็ส่ายหน้า
ทันใดนั้นเอง เดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์หัวเราะแหบแห้ง
“ผมแนะนำให้คุณถามจากราชินีเงื่อนงำโดยตรง”
แบร์นาแดนกลายเป็นเทวทูตลำดับ 2 เรียบร้อยแล้ว หากมีตะกอนพลังลำดับ 3 ส่วนเกินในร่างกาย เธอสามารถสกัดออกมาให้แคทลียาปรุงโอสถได้
แต่แน่นอน ไคลน์ไม่แน่ใจว่าตะกอนพลัง ‘ผู้ทรงปัญญา’ ที่แบร์นาแดตนำมาปรุงเป็นโอสถจะมีของลำดับ 3 และ 4 แถมมาด้วยหรือไม่
ถามองค์ราชินีโดยตรง? เฮอร์มิทแคทลียาจับประเด็นจากคำแนะนำของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ เธอเกิดลางสังหรณ์ว่าอาจมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับราชินี
“ตกลง” หญิงสาวควบคุมความอยากที่จะตาม
ไคลน์ยังคงควบคุมเดอะเวิร์ลสนทนากับมาดามเฮอร์มิท
“ผมมีงานจ้างระยะยาว: ช่วยผมสืบข้อมูลทุกแง่มุมเกี่ยวกับการคืนชีพอย่างกะทันหันของปราชญ์เร้นลับ… คุณสามารถคิดค่าตอบแทนล่วงหน้าได้เลย หรือจะเก็บไว้แลกเปลี่ยนในอนาคตก็ย่อมได้”
ไคลน์คาใจเรื่องนี้มาตลอด ต่อให้อ้างเหตุผลว่าปราชญ์เร้นลับคือ ‘เอกลักษณ์’ ที่ถูกกระตุ้นจนมีสัญญาณชีพ แต่ปรากฏการณ์ดังกล่าวก็คว้รเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้วในอดีต
แคทลียาขบคิดสักพัก
“ไม่มีปัญหา”
หลังจากสนทนากันอีกเล็กน้อย ชุมนุมทาโรต์ประจำสัปดาห์ก็ถึงคราวยุติ สมาชิกทยอยถูกส่งกลับโลกแห่งความจริง
ภายในห้องกัปตันของอนาคตกาล แคทลียาผลักแว่นตาเลนส์หนาบนสันจมูก ไตร่ตรองเกี่ยวกับเนื้อหาจดหมายที่จะเขียนถึงราชินี
ระหว่างนั้น เธอเดินไปยืนริมหน้าต่างและเห็นแฟรงค์·ลีกำลังนำเสนอเบียร์ภูเขาไฟให้ลูกเรือคนอื่น มันโฆษณาว่าเบียร์ชนิดนี้ปลอดแอลกอฮอล์เพราะผลิตจากจุลินทรีย์ใต้ทะเล
ไฟแรงจริงๆ … ขณะแคทลียาถอนหายใจ เธอขมวดคิ้วทันใด
ในการชุมนุมทาโรต์เมื่อครู่ มิสเตอร์ฟูลแจ้งว่า เส้นทางนักเพาะปลูกและจันทราเป็นเส้นทางพิเศษที่มาจากอวกาศ และมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกกัดกร่อนโดยวิวรณ์ปลอม…
แฟรงค์อยู่บนเส้นทางนักเพาะปลูก…
ยิ่งไปกว่านั้น ครั้งหนึ่งแฟรงค์ยังเคยบ่นว่า โบสถ์พระแม่ธรณีไม่เข้าใจเจตจำนงที่แท้จริงของมารดาผู้มีพระคุณ… ดวงตาแคทลียาซึ่งถูกเลนส์หนาปกปิด หรี่ลงจากปรกติทันที
………………………………………
ขณะมองลงไปยังชั้นล่าง แคทลียาถอนสายตากลับและเดินออกจากห้องกัปตัน ตรงไปยังทางเข้าเขตห้องโดยสาร รอจนกระทั่งแฟรงค์·ลีเดินเข้ามาหาในสภาพถือถังเบียร์
“กัปตัน สักแก้วไหม?” แฟรงค์ถามขณะยกถังเบียร์ด้วยมือหนึ่งข้าง
แคทลียาส่ายหน้าหนักแน่น ตามด้วยถามอย่างเป็นกันเอง
“นี่ก็เป็นเจตจำนงของมารดาผู้มีพระคุณเหมือนกันหรือ”
“เปล่า” แฟรงค์ตอบด้วยสีหน้าขึงขัง “ผมแค่คิดว่า การดื่มเบียร์ที่ปนเปื้อนยาระงับประสาทรุ่นปรับปรุงเป็นเวลานานยังสร้างผลเสียต่อร่างกายอยู่บ้าง จึงอยากให้พวกเขาหันมาดื่มของมึนเมาแบบไม่มีแอลกอฮอล์… ตอนนี้ยังเป็นแค่ตัวต้นแบบของเบียร์ปลอดแอลกอฮอล์ ข้อเสียเดียวคือไม่สามารถกลั่นเพื่อเพิ่มรสชาติได้”
แคทลียาไม่รู้ว่าควรตกใจในเรื่องไหนก่อนดี ท้ายที่สุด เธอผลักแว่นเลนส์หนาบนสันจมูกพลางกล่าว
“นายเคยได้รับนิมิตหรือวิวรณ์จากมารดาผู้มีพระคุณบ้างไหม?”
“ไม่เคย” แฟรงค์ส่ายหน้า
ฟู่ว… แคทลียาถอนหายใจเงียบอย่างโล่งอก
แฟรงค์เป็นฝ่ายพูดเสริมด้วยท่าทีผ่อนคลาย
“เจตจำนงของมารดาผู้มีพระคุณนั้นดังมาจากรวงข้าวสาลี น้ำนมวัว เห็ด และในซอกทุกมุมของธรรมชาติ สามารถสัมผัสได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านวิวรณ์”
แคทลียาจ้องเข้าไปในดวงตาแฟรงค์ แต่ก็ไม่พบความบ้าคลั่ง มีเพียงความใส่ซื่อบริสุทธิ์
หญิงสาวไม่กล่าวคำใดเพิ่มเติม เพียงพยักหน้าและเดินผ่านแฟรงค์ไปทางดาดฟ้าเรือ
หลังจากดื่มด่ำทิวทัศน์ท้องทะเลนานหลายนาที หญิงสาวกลับไปยังห้องกัปตัน คลี่กระดาษจดหมายขึ้นมาเขียน:
“คุณคิดเห็นอย่างไรกับพฤติกรรมของแฟรงค์บ้าง? เขาอ้างว่าไม่ได้รับนิมิตหรือวิวรณ์จากมารดาผู้มีพระคุณ แต่ได้ฟังเจตจำนงของพระองค์ผ่านทุกส่วนของธรรมชาติ”
นี่เป็นจดหมายถึงเกอร์มัน·สแปร์โรว์ แคทลียาเชื่อว่าการเสริมคำถามลงไปจะช่วยให้อีกฝ่ายเข้าใจความนัยแฝงของตน
พับจดหมายเสร็จ หญิงสาวหยิบเหรียญทองคำออกมาและเริ่มอัญเชิญผู้ส่งสารที่น่าสะพรึง
…
มาดามเฮอร์มิทส่งจดหมายทันทีที่จบชุมนุมทาโรต์… ไม่น่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับปราชญ์เร้นลับ ไม่มีทางเร็วขนาดนี้แน่… ปัจจุบัน ไคลน์กำลังโดยสารเรือกลไฟไปบนแม่น้ำทัสซอค
แต่งกายในชุดคลุมสีดำ ชายหนุ่มรับกระดาษจดหมายจากมิสผู้ส่งสาร คลี่ออกอ่านและกวาดสายตารวดเร็ว
นี่มัน… ไคลน์ขมวดคิ้วทันที
คงเป็นเพราะแฟรงค์ในยามปรกติมักเป็นตัวอันตรายจนใกล้เคียงกับคำว่าเสียสติ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะมีใครคิดว่า ‘ดรูอิด’ รายนี้ถูกล่อลวงโดยมารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทรามไปแล้ว
แฟรงค์เคยถูกส่งขึ้นศาลของโบสถ์พระแม่ธรณีในข้อหาทำการทดลองต้องห้าม… หากพระแม่ธรณีไม่ถูกกัดกร่อน และกระบวนการภายในโบสถ์ไม่มีการกลั่นแกล้ง ก็หมายความว่าแฟรงค์เป็นตัวปัญหาจริงๆ … แต่ว่า ถ้าหลักฐานชัดเจนขนาดนั้น แล้วทำไมแฟรงค์ถึงยังรอดชีวิตหลังจากขึ้นศาล? ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์พยายามวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับแฟรงค์ที่ตนมี
พฤติกรรมอื่นของแฟรงค์ไม่มีความผิดปรกติ สัญลักษณ์มือในการสรรเสริญเทพของแฟรงค์อาจแตกต่างจากคนอื่นเล็กน้อย แต่นั่นก็เป็นกันทุกโบสถ์ เพราะแม้แต่ผู้วิเศษของโบสถ์รัตติกาลเอง ก็ใช่ว่าทุกคนจะแตะครบสี่จุด บางคนแตะแค่จุดสุดท้ายจุดเดียว…
นอกจากปัญหาอยู่หนึ่งเรื่อง ที่เหลือแฟรงค์ดูธรรมดามาก แต่ปัญหาที่ว่าก็คือ แฟรงค์ชอบทำตัวเหมือนกับเป็นเด็กที่ถูกมารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทรามเลี้ยงดูมา… ไตร่ตรองสักพัก ไคลน์คาดเดาได้สองแง่มุม:
อาจเป็นไปได้ทั้ง การกัดกร่อนในตัวแฟรงค์ตรวจพบได้ยากมาก จนแม้แต่โบสถ์พระแม่ธรณีก็มองไม่เห็น หรือไม่ก็ แฟรงค์ไม่เคยถูกมารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทรามกัดกร่อนมาตั้งแต่ต้น สิ่งเดียวที่เป็นปัญหาคือสมองของแฟรงค์ซึ่งชอบทำตัวเหมือนข้ารับใช้เทพมาร….Aileen-novel.
โดยไม่เสียเวลาคิดหาคำตอบ ไคลน์เชื่อว่าทั้งสองแง่มุมต่างก็ไม่ใช่เรื่องดีทั้งคู่
มันยังไม่ลืม แฟรงค์สามารถเอาชนะอุปสรรคสุดท้ายและสร้างเห็ดในอุดมคติของไคลน์ได้สำเร็จ เพราะแคทลียาจัดหาผู้ช่วยซึ่งเป็นสาวกของดวงจันทร์บรรพกาลมาให้ และดวงจันทร์บรรพกาลคือหนึ่งในอวตารของมารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทราม
กล่าวคือ นับแต่นั้นเป็นต้นมา ต่อให้แฟรงค์ไม่เคยเป็นตัวปัญหามาก่อน แต่ก็มีโอกาสสูงที่มันจะถูกจับตามองโดยมารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทราม
และนั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ดี
แต่อย่าเพิ่งตัดความเป็นไปได้ที่ว่า แฟรงค์อาจบ้าบิ่นเกินไปจนมารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทรามยกธงขาวและถอนสายตากลับ… ไคลน์รำพันติดตลก หวังจากก้นบึ้งให้ผลลัพธ์ลงเอยเช่นนี้
แต่นั่นคงเป็นไปไม่ได้… สามัญสำนึกและวิธีคิดของเทพภายนอก ไม่ใช่สิ่งที่ครึ่งเทพสามารถทำความเข้าใจ…
ไคลน์ผุดข้อสันนิษฐาน: หากไม่ใช่เพราะกลัวว่าสมอของทวยเทพจะถูกทำลาย จนเทพทุกตนล้วนเสียสติและหันมาห้ำหั่นกันเอง จนตะกอนพลังไหลมารวมเป็นหนึ่งและทำให้ ‘มหาต้นกำเนิด’ คืนชีพ เทพภายนอกคงไม่มัวเสียเวลาแทรกแซงผ่านบาเรียของโลก แต่จะเลือกทำลายดวงอาทิตย์โดยตรงเพื่อปั่นป่วนระบบนิเวศของโลก ต้องไม่ลืมว่าข้อจำกัดของพวกมันมีแค่โลก นอกเหนือจากนั้น เทพภายนอกสามารถทำตามอำเภอใจได้โดยไม่มีใครขัดขวาง
ในบางครั้ง ไคลน์ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ดวงอาทิตย์ที่นักดาราศาสตร์มองเห็นเป็นของจริงหรือไม่ หรือความจริงแล้วเป็นสุริยันเจิดจรัสที่นำตัวเองไปแขวนไว้บนนั้น
เห็ดที่แฟรงค์สร้างยังไม่เผยปัญหาใดจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งเรายังฆ่าเชื้อโรคทั้งหมดบนมิติหมอกแล้ว… นอกจากนั้น ยังไม่มีความผิดปรกติใดเกิดกับชาวเมืองเงินพิสุทธิ์และจันทรา และหลังออกจากดินแดนเทพทอดทิ้ง พวกเขาก็เลิกเพาะเห็ด เพราะไม่มีศพสัตว์ประหลาดเป็นแหล่งอาหาร… ยิ่งครุ่นคิดร่างกายไคลน์ก็ยิ่งหนาวสั่น
หากไม่ใช่เพราะพลังในการทะลุทะลวงบาเรียของมารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทรามยังมีขีดจำกัด ไคลน์เชื่อว่าป่านนี้ไพ่เย้ยเทพที่ตนรวบรวมมาได้ รวมถึงเห็ดของแฟรงค์ คงทำให้ตนถูกกัดกร่อนจนเจ้าของปราสาทต้นกำเนิดเปลี่ยนมือโดยไม่รู้ตัว
แต่ตอนนี้สบายใจได้ พวกมันถูกเก็บไว้บนมิติหมอกเป็นเวลานานโดยมิได้แสดงความผิดปรกติใด
เมื่อเปรียบกับมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายที่เปิดเผยและโจ่งแจ้งมากกว่า มารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทรามซึ่งคอยแทรกซึมทุกสิ่งอย่างลับๆ นั้นน่าสะพรึงกลัวกว่าหลายเท่า!
ทั้งมิสเตอร์ประตูและมหาจักรพรรดิล้วนถูกพระองค์กัดกร่อนโดยไม่รู้ตัว
ยังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ทั้งที่สูญเสียสองเส้นทางและหนึ่งแก่นแท้แห่งต้นกำเนิด… สมแล้วที่ได้ชื่อว่าเทพภายนอกที่แข็งแกร่งที่สุด… ไคลน์ถอนหายใจยาว หยิบปากกาและกระดาษ เตรียมเขียนคำตอบกลับไปหาแคทลียา
ทันใดนั้น มันเพิ่งตระหนักว่ามิสผู้ส่งสารยังยืนรออยู่ มิได้กลับไปยังโลกวิญญาณ ดวงตาทั้งแปดบนสี่เศียรจ้องมาทางตนโดยไม่กะพริบ
“คุณคิดยังไงกับแฟรงค์” ไคลน์ลังเลก่อนจะถาม “ผมหมายถึง อย่างอื่นที่ไม่ใช่ชื่อเล่น”
สี่หัวทองตาแดงของไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์กล่าวเรียงกัน
“เคยดูเหมือน…” “เด็กที่ถูก…” “เทพภายนอก…” “เก็บมาเลี้ยง…”
หรือกล่าวได้ว่า แฟรงค์ไม่เคยถูกมารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทรามกัดกร่อน ปัญหาอยู่ที่สมองของเขาล้วนๆ … ไคลน์ถอนหายใจโล่งอก
จากนั้น ชายหนุ่มถาม
“แล้วตอนนี้?”
ทุกครั้งที่แฟรงค์เขียนจดหมายถึงเกอร์มัน·สแปร์โรว์ มันจะอัญเชิญไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์เสมอ ไคลน์จึงเชื่อว่ามิสผู้ส่งสารซึ่งมีระดับตัวตนสูง น่าจะมองถึงสถานะของราชาเห็ดได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
“ข้า…” “เองก็…” “ไม่…” “แน่ใจ…” สี่หัวของไรเน็ตต์ตอบเรียงกันอีกครั้ง
จากนั้น เธอเสริม
“อย่างน้อย…” “ในตอนนี้…” “ร่างกาย…” “มิได้ถูกกัดกร่อน…”
หมายความว่า ยังมีโอกาสที่สมองจะถูกกัดกร่อน? นอกจากนั้น หากไม่นับเรื่องที่แฟรงค์มีลำดับต่ำกว่าเรา เขาทำตัวเหมือนเทพมารยิ่งกว่าเราเสียอีก… ไคลน์จิกกัดติดตลกก่อนจะดีดเหรียญทอง
ด้วยความช่วยเหลือของสื่อกลาง มันเข้าสู่ภาวะ ‘ทำนายด้วยความฝัน’ ทันที
ขณะเดียวกัน ชายหนุ่มพร้อมที่จะส่งตัวเองเข้าไปในปราสาทต้นกำเนิดและตัดขาดการเชื่อมต่อทุกชนิดจากเทพภายนอก
ฉากจำนวนมากทยอยฉาย ไคลน์มองเห็นอนาคตอันหลากหลาย
ภัยซ่อนเร้นที่ร้ายแรงที่สุดสำหรับแฟรงค์คือสาวกดวงจันทร์บรรพกาล… เราต้องจับแฟรงค์แยกออกมา ไม่อย่างนั้นเรื่องราวจะยุ่งเหยิงและเต็มไปด้วยอันตราย… ขอเพียงแฟรงค์ไม่สัมผัสกับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับมารดาเทพธิดาแห่งการเสื่อมทราม และไม่เลื่อนลำดับเป็นเครื่องเทพ แฟรงค์ก็จะไม่เป็นตัวอันตราย… หากเกิดขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่ง มีโอกาสสูงที่โลกจะเผชิญภัยพิบัติ และถ้าเกิดสองกรณีพร้อมกัน… มองไม่เห็นแสงสว่างเลยสักนิด… ไคลน์ลืมตาตื่น พลางตีความผลการทำนายเมื่อครู่
อาจเป็นเพราะระดับของแฟรงค์ยังต่ำเกินไป และตัวไคลน์เองก็แทบไม่ได้รับผลกระทบ การทำนายจึงค่อนข้างราบรื่นและปราศจากปัญหา
ฟู่ว… ชายหนุ่มถอนหายใจผ่อนคลายพร้อมกับยื่นมือออกไปคว้าเหรียญทอง
ทันใดนั้น มันสังเกตเห็นว่าดวงตาทั้งแปดของไรเน็ตต์กำลังจ้องมายังเหรียญทองเป็นตาเดียว
ไคลน์เลิกคิ้วด้วยความสงสัย
“มัน…” “มี…” “ออร่า…” “ปราสาทต้นกำเนิด…” สี่หัวทองแปดตาแดงกล่าว
นี่คือหนึ่งในห้าเหรียญทองที่เราชอบนำมาใช้ทำนาย… ถูกปนเปื้อนด้วยออร่าของปราสาทต้นกำเนิด? หมายความว่า มันจะกลายเป็นวัตถุวิเศษซึ่งมีคุณสมบัติบางอย่าง แต่ยิ่งนานไปก็ยิ่งเสื่อมพลัง… ไคลน์ก้มจ้องเหรียญทองในมือ พลางประเมินด้วยประสบการณ์และสัมผัสวิญญาณ
เหรียญทองนี้จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการทำนาย และเพิ่มพลังต่อต้านการทำนายถึงให้ผู้ถือ
สำหรับชายหนุ่ม นี่เป็นความรู้ใหม่ที่ค่อนข้างน่าประทับใจ มันจึงตัดสินใจได้ทันที: หลังจากนี้ในอนาคต ตนจะใช้เหรียญทองจริงในการทำนายแทนภาพฉาย
เก็บเหรียญทองกลับ ชายหนุ่มเขียนจดหมายตอบกลับมาดามเฮอร์มิทและยื่นให้ไรเน็ต·ไทน์เคอร์
…
หลังจากส่งเหรียญทองให้ผู้ส่งสารของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ พลเรือเอกดวงดาวแคทลียา คลี่กระดาษออกและกวาดตาอ่านจดหมายอย่างรวดเร็ว
อ่านจบ หญิงสาวรู้สึกคล้ายกับว่า มีน้ำหนักที่มองไม่เห็นกดลงบนบ่าของเธอ
แคทลียารีบหยิบกระดาษจดหมายอีกแผ่นออกมาเขียน
“ถึงองค์ราชินี…”
“ดิฉันฝันว่า พระองค์ได้พบเกาะโบราณและเดินทางกลับอย่างราบรื่น…”
“อาการของลูกหลานมหาจักรพรรดิคนนั้นนับวันยิ่งแน่ลง ถ้าปล่อยไว้บนอนาคตกาลต่อไป ดิฉันเกรงว่าเขาคงกลายเป็นบ้าในอีกไม่ช้า หากองค์ราชินีไม่ขัดข้อง ดิฉันอยากจะส่งเขาไปหาคุณ…”
“สิ่งที่ต้องระวังก็คือ แม้เขาจะอ้างว่าเลิกนับถือดวงจันทร์บรรพกาลแล้ว แต่ก็ไม่มีใครทราบข้อเท็จจริงอยู่ดี”
“…”
“ปัญหาหนักอกของดิฉันในตอนนี้ก็คือ เป็นการยากที่จะได้ครอบครองวัตถุดิบหลักของโอสถ ‘ผู้หยั่งรู้’ … หากองค์ราชินีกลับมาถึงเมื่อไร ดิฉันอยากหาเวลานำตะเกียงวิเศษประทานพรไปคืน…”
……………………………………
ได้ยินคำถามของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ สมาชิกคนอื่นของชุมนุมทาโรต์มีปฏิกิริยาสามแบบ:
“ใครกัน? ดูเหมือนจะเคยได้ยินชื่อ… หนึ่งในสี่ราชา?”
“ใครกัน? ทำไมถึงไม่เคยได้ยินชื่อ…”
และ
“จริงสิ เราลืมถามเกี่ยวกับเรื่องของสมาคมแปรจิตไปเลย ตอนแรกคิดจะขอแนะนำจากทุกคนทางอ้อม…”
ปฏิกิริยาแรกเป็นของอัลเจอร์ แคทลียา และฟอร์สซึ่งอาศัยอยู่ในทะเลมาระยะหนึ่ง ปฏิกิริยาที่สองเป็นของเลียวนาร์ด เอ็มลิน ซิล และเดอร์ริค และอันสุดท้ายเป็นของออเดรย์คนเดียว
เมื่อเห็นว่าไม่มีคำตอบ เกอร์มัน·สแปร์โรว์มิได้ถามต่อ จุดประสงค์หลักที่พูดขึ้นมาก็เพื่อเตือนมิสจัสติสให้ปรึกษาทุกคนเกี่ยวกับสมาคมแปรจิตโดยไม่ให้ผิดคำสัญญา
แน่นอนว่า หากมิสจัสติสขอความช่วยเหลือจากเดอะฟูล ไคลน์จะใช้พลัง ‘ปลูกถ่าย’ เพื่อเชื่อมต่อข้อจำกัดของสัญญาในจิตใต้สำนึกของหญิงสาว เข้ากับกระดาษคนตัวแทน เธอจะสามารถเล่าอย่างอิสระได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง
นี่คือหนึ่งในคุณสมบัติของ ‘กระดาษคนตัวแทน’ ระดับสูง ด้วยระดับตัวตนในปัจจุบันของไคลน์บนปราสาทต้นกำเนิด เรื่องนี้สามารถจัดการได้ไม่ยากเย็น แต่ถ้าจะทำบนโลกความจริง ก็ต้องสั่งให้หนอนวิญญาณที่คอยเฝ้าปราสาทต้นกำเนิด ช่วยตอบสนองแทน
ออเดรย์ครุ่นคิดสักพัก
“พวกคุณยังจำได้ไหม ดิฉันเคยปรึกษาเกี่ยวกับการตามรอยมังกรจิต จนกระทั่งไปถึงหมู่บ้านที่นับถือมังกร?”
แฮงแมนอัลเจอร์ เฮอร์มิทแคทลียา และคนอื่นๆ ต่างพยักหน้า มีเพียงเดอะสตาร์เลียวนาร์ดและจัดจ์เมนต์ซิลเท่านั้นที่ไม่เคยฟัง
นั่นเพราะเรื่องนี้มิได้สลักสำคัญ เมจิกเชี่ยนฟอร์สจึงไม่ได้เล่าให้ซิลฟังก่อนจะเข้าร่วมชุมนุม และในภายหลัง หญิงสาวหวาดระแวงเทวทูตจินตภาพอาดัม จนไม่กล้าเอ่ยถึงความลับของชุมนุมทาโรต์บนโลกความจริงอีกเลย
ออเดรย์ไตร่ตรองสักพัก
“ผ่านมาเกือบสองปี องค์กรลับที่ไม่ค่อยเชื่อใจดิฉันมากนัก กลับนำประเด็นดังกล่าวมาพูดถึงอีกครั้ง และมอบหมายให้ดิฉันเป็นผู้ดำเนินการสืบสวนในเชิงลึก โดยกล่าวว่าภารกิจนี้ถือเป็นการทดลองงานไปในตัว… พวกเขาวางแผนอะไรอยู่?”
ออเดรย์ไม่คิดว่านี่เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ
เดอะมูนเอ็มลินซึ่งฟื้นฟูสภาพจิตใจกลับมาแล้วหลายส่วน เผยรอยยิ้มและพูด
“ฟังดูเหมือนการทดสอบ”
สำหรับเอ็มลิน มันยังห่างไกลจากลำดับ 1 เทพธิดาแห่งความงามมาก และไม่คิดจะเปลี่ยนไปยังเส้นทาง ‘นักเพาะปลูก’ ในระยะนี้จึงยังไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับปัญญาเรื่องเพศของโอสถ ยังไม่ใช่เวลามัวกังวลโดยเปล่าประโยชน์
คนอย่างเอ็มลินสามารถพูดคำว่า ‘การทดสอบ’ ออกจากปาก เขาโตขึ้นแล้วสินะ… แต่นั่นคงเป็นเพราะว่าในระยะหลังมักถูกตระกูลผีดูดเลือดทำสิ่งเดียวกันบ่อยครั้ง และต้องคอยให้แฮงแมนเน้นย้ำทุกครั้งว่า ‘นี่คือการทดสอบ’ … เดอะฟูลไคลน์พึงพอใจกับคำตอบของเอ็มลินมาก
แต่แน่นอน ชายหนุ่มไม่คิดว่าคำตอบดังกล่าวถูกต้อง เพียงแต่เมื่อพิจารณาว่าคนอย่างเอ็มลินสามารถวิเคราะห์เชิงลึก นั่นคือเรื่องน่ายินดี
จัสติสออเดรย์กล่าวเชิงไม่เห็นด้วย
“ตอนนี้พวกเขาน่าจะรู้อยู่เต็มอกว่าฉันคือตัวปัญหา และรู้ว่าปัญหาของฉันอยู่ตรงจุดไหน มีองค์กรใดอยู่เบื้องหลัง ไม่มีความจำเป็นต้องทดสอบอะไรอีกแล้ว”
หลังออกจากสวดเอเดน หญิงสาวครุ่นคิดในหลายสิ่ง และนึกขึ้นได้ว่า เดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์เคยเล่าว่า สภานักสิทธิ์สนธยาต้องการสร้างสงครามที่ลุกลามไปทั่วโลก
พิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน พวกมันน่าจะบรรลุเป้าหมายไปแล้วในปีก่อน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง สภานักสิทธิ์สนธยา หรือเทวทูตจินตภาพอาดัม สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์มากมายจากเหตุการณ์ดังกล่าวและถีบตัวเองอย่างก้าวกระโดด
และก่อนหน้านั้น มิสเตอร์ฟูลเคยเตือนว่า อาดัมห่างจากบัลลังก์เทพเพียงไม่กี่ก้าว
เมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบกัน ออเดรย์สามารถสรุปได้ว่า มีโอกาสสูงที่เทวทูตจินตภาพอาดัม จะได้เถลิงบัลลังก์เทพแท้จริงลำดับ 0 เรียบร้อยแล้วและกลายเป็นนักสร้างฝันเต็มตัว
หรือต่อให้ไม่ใช่ แต่ก็ต้องใกล้เคียงมาก!
เมื่อตระหนักว่าถูกทวยเทพในขอบเขตจิตใจ ‘จ้องมอง’ ออเดรย์ไม่เชื่อว่าความลับของเธอจะยังไม่ถูกเปิดเผย
สำหรับตอนนี้ ออเดรย์ทำได้แค่ภาวนาให้ผู้นำสมาคมนักสิทธิ์สนธยา และผู้ชักใยเบื้องหลังสมาคมแปรจิต ไม่ใส่ใจกับนักบุญลำดับ 4 อย่างเธอมากนัก ในขณะเดียวกัน หญิงสาวมิได้ประมาท ยังคงทำทุกวิถีทางเพื่อรับมือ ‘เหตุไม่คาดฝัน’ อย่างเต็มที่
“บางที สิ่งที่องค์กรดังกล่าวอยากทดสอบ คือจำนวนสมาชิกของชุมนุมทาโรต์ รวมถึงตัวตนที่แท้จริงของทุกคน” เดอะมูนเอ็มลินยังคงแน่วแน่ในหลักการของตัวเอง
จัสติสออเดรย์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะพยักหน้า
“นั่นก็มองข้ามไม่ได้”
กล่าวจบ หญิงสาวชำเลืองสุดขอบโต๊ะทองแดงยาวลวดลายโบราณ และพบว่ามิสเตอร์ฟูลยังคงนั่งฟังอย่างผ่อนคลาย ไม่มีทีท่าว่ามอบคำตอบ.ไอรีนโนเวล.
ฉากดังกล่าวทำให้ออเดรย์เบาใจลงเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็เตือนตัวเองให้เพิ่มความระมัดระวัง อย่าได้เหลิงว่าเป็นถึงลำดับ 4 แล้ว ยังมีปัญหาอีกหลายด้านที่เธอมิอาจแก้ไขได้ตามลำพัง
สำหรับเจ็ดโบสถ์หลักและองค์กรลับทั่วไป นักบุญลำดับ 4 หมายถึงตัวตนเบื้องบนซึ่งมีอำนาจสูงสุดในดินแดนที่ตนรับผิดชอบ
ขณะเดียวกัน หลังจากได้ฟังบทสนทนา แฮงแมนอัลเจอร์เสนอความเป็นไปได้ในทิศทางใหม่:
“หากองค์กรดังกล่าวไม่เชื่อใจคุณจริงๆ ช่วงเวลาทดลองงานก็คงเป็นเพียงข้ออ้าง จุดประสงค์ที่แท้อาจเป็น… ต้องการร่วมมือกับชุมนุมทาโรต์หรือมิสเตอร์ฟูลผ่านคุณ”
อัลเจอร์ไม่ทราบว่าทำไมมิสจัสติสถึงไม่เอ่ยชื่อสมาคมแปรจิตออกมาตรงๆ จึงทำเพียงไหลไปตามน้ำอย่างชาญฉลาด
หืม… หมายความว่า เรากำลังจะได้เป็นคนกลางระหว่างสมาคมแปรจิตกับชุมนุมทาโรต์? จัสติสออเดรย์ผงกศีรษะเล็กน้อย
“นั่นก็เป็นไปได้ แล้วดิฉันควรทำอย่างไรต่อ?”
แฮงแมนอัลเจอร์ไตร่ตรองสักพัก
“ถ่วงเวลาไว้”
เห็นด้วย… เมจิกเชี่ยนฟอร์สและเดอะมูนเอ็มลิน เห็นพ้องในใจพร้อมกัน
หลังจากอัลเจอร์อธิบายภาพรวมของกลยุทธ์ มันเสริมรายละเอียด
“ถ่วงเวลาไม่ไปสืบสวนที่นั่น หาข้ออ้างจนถึงนาทีสุดท้าย… และเมื่อไปถึง ให้คุณเริ่มสืบจากรอบนอกก่อน โดยอ้างว่าทำไปเพื่อความปลอดภัย แต่ความจริงแล้วเพื่อถ่วงเวลา… แต่ถ้าถ่วงเวลาไม่ได้แล้ว คุณยังมีไพ่ตายในการแกล้งทำพลาดในบางเรื่อง ก่อความวุ่นวายขึ้นในระดับหนึ่งจนมังกรจิตตระหนักถึงและรีบหนีไปพร้อมกับขจัดร่องรอย… หากองค์กรลับดังกล่าวมีจุดประสงค์แอบแฝงจริง ยิ่งคุณล่าช้ามากเพียงใด พวกเขาก็ยิ่งนั่งไม่ติดเก้าอี้ และเมื่อความอดทนหมดลง ปัญหาก็จะเผยออกมา”
เฮอร์มิทแคทลียาพยักหน้า
“นั่นคือทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในเวลานี้”
“เข้าใจแล้ว ขอบคุณทุกคนมากค่ะ” จัสติสออเดรย์เองก็คิดว่าคำแนะนำของมิสเตอร์แฮงแมน สอดคล้องกับสิ่งที่เธอต้องการ
อย่างไรก็ดี ในบางเรื่อง หญิงสาวไม่มัวถ่วงเวลา รีบหันศีรษะไปทางสุดขอบโต๊ะทองแดงยาวและกล่าวอย่างสำรวม
“เรียนมิสเตอร์ฟูลที่เคารพ เทวทูตจินตภาพอาดัม กลายเป็นลำดับ 0 แล้วใช่ไหมคะ?”
ไม่เลว ตระหนักถึงเรื่องนี้ได้เอง… เดอะฟูลไคลน์เอนหลังพิงเก้าอี้พลางหัวเราะในลำคอ
“ในที่สุดเขาก็ลงมือได้สักที คงเป็นเพราะวันสิ้นโลกใกล้เข้ามา”
ระดับตัวตนของสวนเอเดนทำให้ไคลน์ค่อนข้างมั่นใจว่าอาดัมคือนักสร้างฝัน
เทวทูตจินตภาพอาดัมกลายเป็นเทพแล้ว? ข้อมูลดังกล่าวดังก้องในหัวเดอร์ริคเป็นเวลานาน มิอาจรักษาความสุขุมไปได้พักหนึ่ง
อย่างที่คิด… จัสติสออเดรย์เม้มปากขอบคุณ ก่อนจะถามต่อ
“ดิฉันต้องจ่ายด้วยสิ่งใดเพื่อแลกเปลี่ยนกับคำตอบ”
เดอะฟูลไคลน์มองไปรอบตัว
“ไม่จำเป็น… ก็แค่การเตือนความจำ”
หลังจากหัวข้อดังกล่าวจบลง อาจเป็นเพราะสมาชิกส่วนใหญ่ของชุมนุมทาโรต์ยังคงตกตะลึงอยู่กับการเถลิงบัลลังก์เทพของอาดัม บรรยากาศจึงเงียบสงัดเป็นเวลานาน
ผ่านไปสักพัก เดอร์ริคเหลียวซ้ายแลขวาก่อนจะถาม
“เมืองเงินพิสุทธิ์ทำการเพาะปลูกข้าวสาลีและพืชผลชนิดอื่นในทุ่งนาโดยรอบแล้ว แต่ต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะเก็บเกี่ยวได้ ผมอยากทราบว่าพวกเราควรทำอย่างไรจึงจะมีเงินซื้อเสบียงประทังชีวิตในระหว่างนี้”
หลังจากสิ้นสุดการช่วยเหลือเบื้องต้น วิหารเทพสมุทรและรัฐบาลหมู่เกาะรอสต์ก็หยุดให้ความช่วยเหลือฟรีกับชาวเมืองเงินพิสุทธิ์และจันทรา เพราะต้องไม่ลืมว่า งบในคลังของพวกมันมีจำกัด ดังนั้น ทั้งสองเมืองจึงต้องทยอยขายตะกอนพลังออกไปจำนวนหนึ่งเพื่อแลกเหรียญทองมาใช้จ่ายในสิ่งจำเป็น
อย่างไรก็ดี เมื่อทางเข้าดินแดนเทพทอดทิ้งปิดตัวลง การรวบรวมตะกอนพลังและหนังสัตว์ก็ทำไม่ได้อีกต่อไป และแน่นอนว่าทั้งเมืองเงินพิสุทธิ์และจันทราไม่คิดจะปลดประจำการกองทัพของตัวเองและนำตะกอนพลังไปขายกิน พวกมันยังคงต้องการฝึกทหารรุ่นใหม่และเตรียมตะกอนพลังไว้ให้ลูกหลาน ดังนั้น หากทองปอนด์ ทอง เครื่องประดับ และทรัพย์สินอื่นที่พอจะขายได้หมดลง สถานการณ์ของทั้งสองเมืองจะถึงคราววิกฤติ
ด้วยเหตุผลข้างต้น หกสภาอาวุโสจึงเริ่มไม่สบายใจ เนื่องจากพวกมันไม่ชำนาญระบบเศรษฐกิจและการหาเงินบนโลกภายนอก
ตะกอนพลังที่ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์และจันทราขาย เกือบทั้งหมดถูกซื้อโดยโบสถ์เทพสมุทรและรัฐบาลหมู่เกาะรอสต์เพื่อนำไปสร้างหน่วยพิเศษของตัวเอง ต้องไม่ลืมว่า จำนวนผู้วิเศษที่ใช้จู่โจม กับจำนวนที่ใช้รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
นอกจากนั้น ทั่วทั้งหมู่เกาะรอสต์ยังมีครึ่งเทพเพียงเทพสมุทรคาเวทูว่าและพระคาร์ดินัลอัลเจอร์·วิลสันแห่งโบสถ์วายุสลาตัน เรียกได้ว่ายังไม่เพียงพอสำหรับการสร้างระบบปกครองใหม่ และต้องไม่ลืมว่า โบสถ์วายุกับโบสถ์เทพสมุทรมิได้เป็นพันธมิตรกัน
หลังจากได้ยินเดอะซันน้อยขอความช่วยเหลือ สมาชิกชุมนุมทาโรต์เริ่มเค้นสมองคิดอย่างจริงจังว่า เมืองเงินพิสุทธิ์และเมืองจันทราสามารถหาเงินได้ด้วยวิธีใดบ้าง
จัสติสออเดรย์ไตร่ตรองก่อนจะถาม
“พวกคุณถนัดด้านใดที่สุด”
“ต่อสู้” เดอร์ริคตอบโดยไม่ลังเล
แฮงแมนอัลเจอร์พยักหน้ารับเมื่อได้ยิน
“แม้สงครามโลกจะจบลงแล้ว แต่ตามดินแดนอาณานิคมยังไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยดีนัก หลายแห่งยังมีความโกลาหลและเกิดสงครามย่อยอย่างต่อเนื่อง พวกคุณสามารถจัดทีมทหารรับจ้างสักสองถึงสามทีมแล้วประกาศหางานจากกองกำลังภายนอก”
กองทัพรับจ้าง… ไคลน์ผุดชื่อสมัยใหม่ขึ้นในใจ
“เป็นตัวเลือกที่ดี” ดวงตาเดอร์ริคเริ่มส่องประกาย
แฮงแมนอัลเจอร์เปลี่ยนคำถาม
“การต่อสู้ถือเป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดมากกว่าอาชีพ นอกจากเรื่องนี้ พวกคุณอยากทำอะไรเป็นพิเศษไหม”
เดอะซันเดอร์ริคตอบด้วยท่าทีกระอักกระอ่วน
“หลายคนอยากเป็นพ่อครัว คนหมักเหล้า หรือไม่ก็ทำงานในโรงงานลูกอม…”
…………………
เดอะฟูลไคลน์มองไปรอบตัว แต่มิได้อธิบายคำตอบที่ทุกคนกำลังคาดหวัง เพียงถอนหายใจ ยิ้มและตั้งคำถาม:
“พวกเจ้าคิดว่ายี่สิบสองเส้นทางผู้วิเศษมาจากสิ่งใด”
นี่คือหนึ่งในสามคำถามอันโด่งดังของโลกเหนือธรรมชาติ ไม่เคยมีคำตอบใดถูกลงมติให้เป็นคำตอบที่ถูกต้อง ทุกสำนักล้วนมีทฤษฎีเป็นของตัวเอง และไม่มีใครสามารถโน้มน้าวใคร
เฮอร์มิทแคทลียาไตร่ตรองสักพักก่อนจะตอบ
“แก่นของโลกคือความรู้ แก่นแท้ของความรู้คือข้อมูล มนุษย์เองก็เป็นข้อมูล ยี่สิบสองเส้นทางผู้วิเศษก็เป็นข้อมูลเช่นกัน ทุกสิ่งล้วนเกิดจากกระแสข้อมูล เป็นเช่นนี้เสมอมาและตลอดไป”
สิ่งที่เธอพูดคือทฤษฎีของนิกายมอสส์ แต่นั่นไม่ใช่มุมมองของเธอ
“ศาสนจักรทั้งเจ็ดเชื่อว่าตะกอนพลังมาจากพระผู้สร้างต้นกำเนิดซึ่งแบ่งตัวเองกลายเป็นทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะทวยเทพ มนุษย์ ทะเล ผืนดิน และตะกอนพลัง” เดอะสตาร์เลียวนาร์ดอธิบายกระชับ “ข้อมูลที่ผมกำลังจะเล่าถัดไปคือสิ่งที่เบื้องบนของศาสนจักรบอกกับอาวุโสใหญ่ ผู้วิเศษลำดับตั้งแต่ 6 ลงมาจะไม่ได้ทราบในเชิงลึก”
จากนั้น มันชำเลืองไปทางเอ็มลิน
“โรงเรียนชีวิตเชื่อว่า โลกแบ่งออกเป็นสามชั้น ประกอบด้วยโลกวัตถุ โลกวิญญาณ และโลกแห่งเหตุผลสัมบูรณ์ ตะกอนพลังคือภาพฉายจากโลกแห่งเหตุและผลสัมบูรณ์ที่ส่องลงมายังโลกวัตถุและโลกวิญญาณ ดังนั้น ตะกอนพลังจึงมิอาจถูกทำลาย ทำได้เพียงป่นและจัดระเบียบใหม่”
เท่าที่ฟัง โลกแห่งเหตุผลสัมบูรณ์ของโรงเรียนชีวิตน่าจะหมายถึงแม่น้ำแห่งชะตากรรม… เดอะฟูลไคลน์หวนนึกถึงวิล·อัสติน อย่างไรก็ดี ชายหนุ่มยังคงเอาแต่นิ่งโดยไม่ขัดขวางการอธิบายของสมาชิกชุมนุมทาโรต์
เดอะมูนเอ็มลินหันไปมองเดอะสตาร์
“ในฐานะหนึ่งในผู้ปกครองแห่งยุคสมัยที่สอง ตระกูลผีดูดเลือดเชื่อว่าตะกอนพลังมีต้นกำเนิดจากพระผู้สร้างต้นกำเนิด การหลอมรวมกันของตะกอนพลังทำให้เกิดเทพบรรพกาล และเทพบรรพกาลทำให้เกิดเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างกันไป”
นั่นคือคำอธิบายซึ่งตระกูลผีดูดเลือดใช้นิยามยุคสมัยที่หนึ่ง แต่เอ็มลินยังไม่ปักใจเชื่อเต็มร้อย เพราะมันมีโอกาสเข้าถึงความลับในเชิงลึกมากมายผ่านชุมนุมทาโรต์
อัลเจอร์พยักหน้าเล็กน้อย
“แม้คำนิยามของตะกอนพลังจะแตกต่างกันไปในแต่ละสำนัก แต่ส่วนใหญ่ก็ชี้ไปยังพระผู้สร้างต้นกำเนิด จุดนี้เป็นคำสอนที่คล้ายคลึงกันของเจ็ดโบสถ์หลัก ชุมนุมแสงเหนือ และเมืองเงินพิสุทธิ์”
“กล่าวคือ ความเชื่อที่ว่าตะกอนพลังมาจากพระผู้สร้างต้นกำเนิดค่อนข้างเป็นสากล?” ออเดรย์ถามด้วยสีหน้าครุ่นคิด
สมาคมแปรจิตเน้นศึกษาในขอบเขตของจิตใจและโลกวิญญาณ จึงไม่สันทัดด้านทฤษฎีเกี่ยวกับต้นกำเนิดตะกอนพลัง
“ประมาณนั้น” แฮงแมนอัลเจอร์ตอบโดยไม่ปิดบัง
ทันใดนั้นเอง เดอะฟูลไคลน์กล่าวพลางถอนหายใจ
“ไม่ใช่ทั้งหมด”
มันมิได้สาธยายยาว เพียงให้คำตอบคลุมเครือ
ไม่ใช่ทั้งหมด… มิสเตอร์ฟูลหมายความว่า ตะกอนพลังส่วนใหญ่มาจากพระผู้สร้างต้นกำเนิด แต่ไม่ใช่ทั้งหมด มีบางส่วนเป็นกรณีพิเศษ? นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไม เส้นทางนักเพาะปลูกและจันทราถึงพิเศษกว่าเส้นทางอื่น? แฮงแมนอัลเจอร์ครุ่นคิดหลายสิ่ง ก่อนจะจับประเด็นของปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
เนื่องจากแทบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเธอ ฟอร์สจึงนั่งฟังอย่างเงียบงันมาตลอด จนกระทั่งตัดสินใจถามด้วยความสงสัย
“เรียนมิสเตอร์ฟูลที่เคารพ ท่านหมายความว่า ตะกอนพลังเกือบทุกเส้นทางมาจากพระผู้สร้างต้นกำเนิด ยกเว้นสองเส้นทางอย่างนักเพาะปลูกและจันทรา… เช่นนั้นแล้ว พวกมันมาจากไหน?”
เดอะฟูลไคลน์ตอบอย่างรอบคอบ
“อวกาศ”
อวกาศ… เดอะมูนเอ็มลินเริ่มตื่นตัว มันพบว่าปัญหาอาจร้ายแรงกว่าที่ตนจินตนาการ
ชุมนุมทาโรต์เคยแบ่งปันอันตรายเกี่ยวกับใต้ดินและอวกาศมาแล้วหลายหน สมาชิกทุกคนล้วนทราบว่า เพียงทำความเข้าใจ ก็มากพอจะทำให้ถูกพวกมันกัดกร่อน
เมื่อจัสติสออเดรย์ เฮอร์มิทแคทลียา และคนอื่นๆ หันมองหน้ากัน เดอะฟูลไคลน์ยังถอนหายใจและกล่าวเสริม
“ไม่ใช่แค่สองเส้นทางนี้”
มันและเจ็ดแสงพิสุทธิ์มีการสื่อสารกันอย่างต่อเนื่อง และได้ข้อสรุปว่า มีหกจากยี่สิบสองเส้นทางที่มาจากเทพภายนอก
“เรียนมิสเตอร์ฟูล ยังมีเส้นทางใดอีกบ้างที่มาจากอวกาศ?” จัสติสออเดรย์ยกมือถามตามนิสัย สีหน้าแฝงความกังวลและอยากรู้
เดอะฟูลไคลน์ตอบกระชับ
“นักโทษ อาชญากร นักกฎหมาย ผู้ตัดสิน”
สองเส้นทางแรกมาจากมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย และสองเส้นทางหลัง รวมถึง ‘แคว้นแห่งความยุ่งเหยิง’ นั้นมาจาก ‘บุตรแห่งปฐมกาล’
ความโกลาหลสร้างระเบียบ และระเบียบก็มีเงาเป็นของตัวเอง
ผู้ตัดสิน… เมจิกเชี่ยนฟอร์สหันไปมองซิลด้วยท่าทีประหลาดใจ
เธอคิดมาตลอดว่าเรื่องนี้คงไม่เกี่ยวกับตน จึงเอาแต่นั่งฟังอย่างไรกังวล ใครจะไปคิดว่าไฟจะลามมาถึงประตูบ้านอย่างรวดเร็วเช่นนี้
จัดจ์เมนต์ซิลขมวดคิ้วเล็กน้อย จ้องสุดขอบโต๊ะทองแดงยาวและกล่าว
“เรียนมิสเตอร์ฟูล ดิฉันไม่เคยสัมผัสถึงความปรกติแม้แต่ครั้งเดียว ไม่เคยได้รับวิวรณ์จากใคร… เอ่อ… นอกจากท่าน”
เดอะฟูลไคลน์ยิ้ม
“นักกฎหมายและผู้ตัดสินยังดีกว่ามาก”.Aileen-novel.
เท่าที่มันทราบ บุตรแห่งปฐมกาลมิได้แผ่อิทธิพลในเชิงลึกกับเส้นทางผู้ตัดสินและนักกฎหมาย ไม่ร้ายแรงเท่ากับที่มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายทำต่อ ‘นักโทษ’ กับ ‘อาชญากร’ และที่มารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทรามทำต่อ ‘นักเพาะปลูก’ กับ ‘จันทรา’ เทพภายนอกตนนี้สงบนิ่งมานานราวกับหายตัวไป
เมจิกเชี่ยนฟอร์สและจัดจ์เมนต์ซิลต่างถอนหายใจโล่งอก ขณะเดียวกันก็เริ่มตื่นตัวกับอนาคต
เมื่อเห็นว่ามิสเตอร์ฟูลมิได้อธิบายเพิ่มเติม เดอะมูนเอ็มลินจำแนกความคิดก่อนจะสรุปผล
“ตะกอนพลังของเส้นทางนักเพาะปลูกและจันทรามาจากอวกาศ… วิวรณ์ที่ได้รับอาจทำให้ถูกกัดกร่อน?”
แฮงแมนอัลเจอร์ชำเลืองมิสเตอร์ฟูลสุดขอบโต๊ะทองแดงยาว เมื่อพบว่าอีกฝ่ายไม่มีท่าทีจะตอบ มันหันไปพยักหน้าให้เอ็มลิน
“คงเป็นเช่นนั้น”
นี่คือบททดสอบของเรา… เดอะมูนเอ็มลินแอบถอนหายใจ ตามด้วยกล่าว
“ข้ามีโอกาสได้ทราบชื่อโอสถลำดับสูงของเส้นทางนักเพาะปลูกและจันทรา และค่อนข้างฉงนในหลายสิ่ง”
หลังจากกลายเป็นเอิร์ลผีดูดเลือดและอาวุโสใหญ่แห่งโบสถ์พระแม่ธรณี เอ็มลินมีอำนาจในการเข้าถึงข้อมูลที่สูงขึ้น
เมื่อเห็นว่าสมาชิกส่วนใหญ่ของชุมนุมทาโรต์มองมาทางตน และเดอะเวิร์ลเลื่อนมือขึ้นมาจับคาง เอ็มลินกล่าวอย่างไตร่ตรอง
“ลำดับ 3 ของเส้นทางจันทรามีชื่อว่า ‘จอมอาคมอัญเชิญ’ ลำดับ 2 ‘ผู้มอบชีวิต’ ลำดับ 1 ‘เทพธิดาแห่งความงาม’ … ลำดับ 3 ของเส้นทางนักเพาะปลูกมีชื่อว่า ‘คนแบกโลง’ ลำดับ 2 ‘มารดามหาแพร่พันธุ์’ ลำดับ 1 ‘นักท่องธรรมชาติ’ … ที่ข้าฉงนก็คือชื่อของโอสถ ‘เทพธิดาแห่งความงาม’ และ ‘มารดามหาแพร่พันธุ์’ ซึ่งฟังดูเหมือนมีการระบุเพศสภาพ… พวกเจ้าคิดเห็นเช่นไร”
“…” ชั่วขณะหนึ่ง ไม่มีสมาชิกชุมนุมทาโรต์คนใดกล่าวสิ่งใดออกมา เพียงมองหน้ากันพลางผุดข้อสันนิษฐาน
ผ่านไปไม่กี่วินาที จัสติสออเดรย์ละสายตากลับและกล่าวอย่างไตร่ตรอง
“ดินฉันจำได้ว่า ลำดับ 7 ของเส้นทางนักลอบสังหารมีชื่อว่า ‘แม่มด’ และนักลอบสังหารที่ดื่มโอสถดังกล่าวจะกลายเป็นแม่มดไปจริงๆ”
…นี่ก็เป็นบททดสอบของเรา… ริมฝีปากเอ็มลินสั่นกระตุก แต่มิได้กล่าวคำใดออกมา
หลังจากเห็นชื่อโอสถ มันผุดลางสังหรณ์ที่คล้ายคลึงกัน แต่ก็ไม่เต็มใจจะยอมรับ ตัดสินใจรอฟังคำอธิบายที่ชัดเจนจากชุมนุมทาโรต์
ไม่ต้องกังวล นายไม่มีทางได้เป็นเทวทูตอยู่แล้ว โอกาสต่ำมาก… หรือต่อให้โชคดีทำได้ ก็คงไม่ได้เป็นเทพธิดาแห่งความงาม… ไคลน์พึมพำเงียบ มิได้กล่าว ‘ปลอบใจ’ อีกฝ่าย
บรรยากาศการชุมนุมเงียบงันไปสักพัก จนกระทั่งเดอะสตาร์เลียวนาร์ดกระแอมแห้งและพูดขึ้น
“ผมมีบางสิ่งอยากแบ่งปัน”
มันเล่าอย่างไม่รีบร้อนในประเด็นเกี่ยวกับนักมายากลพเนจร เมอร์ลิน·เฮอร์มิส การฟื้นฟูเมืองคอนสแตนในชั่วข้ามคืน และเครื่องแจกพรอัตโนมัติ
ขณะเล่า มันชำเลืองสายตาไปทางเดอะเวิร์ลไคลน์เป็นพักๆ
มุมปากไคลน์กระตุกแผ่วเบา พลางบังคับให้เกอร์มัน·สแปร์โรว์มองตรงและกล่าว
“ผมกำลังจะออกจากชายฝั่งตะวันออกของแคว้นเลียบทะเลในอีกไม่ช้า”
เห… ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของมิสเตอร์เวิร์ลเองหรือ? สามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้ระดับนี้เชียว? สมแล้วที่เป็นเทวทูต เป็นเขานี่เอง… จัสติสออเดรย์หวนนึกถึงข้อมูลที่มิสเตอร์ตะกละ หนึ่งในคณะกรรมการของสมาคมแปรจิตแบ่งปัน ภายในใจทั้งตกตะลึงและชื่นชม
เธอมิได้ใช้พลังของผู้ชมเพื่อปกปิดอากัปกิริยาดังกล่าว เพราะทุกคนต่างเผยสีหน้าแบบเดียวกัน ยกเว้นเพียงเดอะสตาร์ที่ทราบอยู่ก่อนแล้ว
เมอร์ลิน·เฮอร์มิส นักมายากลพเนจร… เมจิกเชี่ยนฟอร์สแอบบันทึกชื่อไว้ในใจ และสาบานกับตัวเองว่าจะรีบออกห่างให้ไกลที่สุดถ้าได้ยินชื่อดังกล่าวในอนาคต
นี่มิใช่เพราะเธอยังหวาดกลัวเกอร์มัน·สแปร์โรว์ เพียงแต่เธอตระหนักถึงสัจธรรมหนึ่งข้อ:
ดินแดนรอบตัวเกอร์มัน·สแปร์โรว์ไม่เคยสงบสุข ต้องมีอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นเสมอ
แต่แน่นอน ความกลัวที่เธอมีต่ออีกฝ่ายยังไม่เลือนหายไปทั้งหมด เหมือนกับสิ่งที่เคยกลัวตอนเด็ก จะยังคงกลัวอยู่ในตอนโต
ชื่นชอบการเติมเต็มความปรารถนาให้ผู้คน… เครื่องแจกพรอัตโนมัติ… นี่คือการสวมบทบาทของเกอร์มัน·สแปร์โรว์? แฮงแมนอัลเจอร์และเฮอร์มิทแคทลียาผุดความคิดที่คล้ายคลึง จากนั้น พวกมันหวนนึกถึงหนึ่งสิ่ง
ผ่านมาสักพักแล้วที่มิสเตอร์ฟูลบอกให้ทุกคนสวดวิงวอนในรูปแบบ ‘การขอพร’
ท่านกำลังช่วยเดอะเวิร์ลย่อยโอสถ? หรือว่าอยู่บนเส้นทางเดียวกัน และหลังจากฟื้นคืนพลังในระดับหนึ่ง ท่านได้รับคุณสมบัติเดิมกลับคืน? เดอะซันน้อยเคยเล่าว่า มิสเตอร์ฟูลเคยแสดงปาฏิหาริย์ให้เห็นด้วยการย้ายผู้คนจากดินแดนเทพทอดทิ้งมายังนอกบายัมในพริบตา… ถ้าพิจารณาจากการที่เดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์ยังคงสวมบทบาทอยู่ นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะทำได้ด้วยพลังในปัจจุบัน… อัลเจอร์พยักหน้าแผ่วเบา คาดเดาเส้นทางของมิสเตอร์ฟูลอย่างคลุมเครือ
กำลังจะไปจากชายฝั่งตะวันออกของแคว้นเลียบทะเล? เยี่ยมเลย การสืบสวนของเราจะได้ง่ายขึ้น แค่สรุปว่าเมอร์ลิน·เฮอร์มิสคือเกอร์มัน·สแปร์โรว์ที่กำลังสวมบทบาทเป็นผู้ชี้นำปาฏิหาริย์… นี่คือสิ่งที่หลายฝ่ายรู้อยู่แล้ว… เลียวนาร์ดนิ่งเงียบ เพียงรำพันในใจโดยไม่กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม
ทันใดนั้น เกอร์มัน·สแปร์โรว์มองไปรอบๆ และกล่าว
“มีใครมีข้อมูลของ ‘ราชาบัลลังก์มืด’ บารอส·ฮ็อปกินส์บ้าง?”
…………………………………………..
เมื่อเห็นว่าออเดรย์เต็มใจที่จะสืบสวน เดอราลพยักหน้าแผ่วเบา
“ผมจะแจ้งรายละเอียดให้ทราบในภายหลัง แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่าเรื่องนี้อันตรายมาก คุณห้ามประมาท”
กล่าวจบ เดอราลหยุดชั่วขณะ
“หากคุณเผชิญปัญหาและเอาตัวรอดเองไม่ได้ ลองเอ่ยนามหนึ่ง คุณอาจมีโอกาสรอด”
“นามใด” ออเดรย์ถามด้วยความสงสัย
สีหน้าเดอราลเริ่มเคร่งขรึม
“มาจากพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์แห่งพระผู้สร้างในยุคสมัยที่สาม เกี่ยวพันกับจุดสูงสุดของศาสตร์เร้นลับในขอบเขตจิตใจ และมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับบางสิ่งของสมาคมแปรจิต… นามนั้นคืออาดัม”
อาดัม… ออเดรย์ไม่ประหลาดใจสักเท่าไร แต่ภายนอกแสดงออกถึงความสับสน ราวกับไม่เคยทราบมาก่อนว่านามนั้นมีความสำคัญอย่างไร
เดอราลไม่อธิบาย เพียงกล่าวต่อไป
“ในฐานะคณะกรรมการ คุณควรรับผิดชอบสมบัติปิดผนึกระดับ 1 จำนวนหนึ่งชิ้น แต่คุณและมิสเตอร์โทสะเพิ่งเข้าร่วม ทางเราคงต้องใช้เวลาสักพักเพื่อตรวจสอบ นอกจากนั้น อดีตสมาชิกอย่างเฮอร์วิน·แรมบิสซึ่งดูแลเขตเบ็คลันด์ได้หายตัวไปพร้อมกับสมบัติปิดผนึกที่ค่อนข้างสำคัญ เราจึงกำลังพิจารณาว่า จะเปลี่ยนวิธีการเก็บรักษาสมบัติปิดผนึก จากเดิมที่อนุญาตให้พกติดตัวตลอดเวลา เป็นการเบิกใช้ตามความจำเป็น… กล่าวคือ สมบัติปิดผนึกทั้งหมดจะถูกเก็บไว้ในเมืองแห่งจิตนี้ ไม่ได้พกพาติดตัวตลอดเวลา ต้องมีเหตุก่อน จึงจะได้สิทธิ์เบิกใช้งานในช่วงเวลาสั้นๆ”
มาดามละโมบผู้ดูแลเขตกรุงนักบุญมิลลอมแห่งฟุซัคส่ายหน้าทันที
“วิธีนี้มีข้อเสียใหญ่หลวง นั่นก็คือ เราจะไม่สามารถรับมือกับเหตุไม่คาดฝันได้ทันเวลา เมื่อต้องเผชิญหน้ากะทันหัน ไม่ว่าจะเป็นศัตรูหรือสัตว์ประหลาด ก็คงไม่มีเวลาให้มัวเบิกและรอรับสิ่งของ… ดิฉันคิดว่าแนวทางในปัจจุบันดีพออยู่แล้ว แต่ละคนถือครองสมบัติปิดผนึกระดับ 1 ไว้คนละหนึ่งชิ้น และเมื่อมีเหตุจำเป็นก็สามารถเบิกใช้งานเพิ่มได้”
เดอราลยิ้ม
“ถ้าเป็นเมื่อก่อน วิธีเดิมอาจดีกว่า แต่ตอนนี้วิธีใหม่ก็ไม่ได้แย่… ขอเพียงเอาตัวรอดออกมาได้ คุณสามารถเข้าสู่เมืองแห่งจิตได้โดยตรงเพื่อหลบหนีศัตรูพร้อมกับนำสมบัติปิดผนึกติดตัวกลับไป… แต่ถ้าเผชิญเหตุการณ์วิกฤตอย่างแท้จริง ก็ควรเอ่ยนาม ‘อาดัม’ ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น”
คุณพูดว่าอาดัมสองหนแล้ว บุคคลดังกล่าวอาจกำลังเฝ้าจับตามองที่นี่อยู่… ไม่สิ อาจจับตามองมาตั้งแต่ต้น… ออเดรย์เกือบปล่อยให้หัวใจของเธอเต้นเร็วขึ้น
“เช่นนั้นแล้ว พวกเราจะเข้ามาที่นี่ได้อย่างไรโดยไม่มีคำเชิญจากคุณ” มิสเตอร์ริษยาถามพลางพยักหน้า
เดอราลชี้ใบหน้าตัวเอง
“หลังจากการประชุมวันนี้เป็นต้นไป พวกคุณสามารถนำหน้ากากบุคลิกของตัวเองออกจากเมืองได้… ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ขอเพียงมีมนุษย์อย่างน้อยสองคน… อา… ไม่นับตัวคุณเอง คุณก็จะเข้ามายังเมืองนี้ได้ทันทีด้วยการสวมหน้ากากบุคลิก… หน้ากากบุคลิกทั้งเจ็ดมีแก่นแท้เป็นภาพลวงตา มีความเกี่ยวพันอย่างใกล้จิตกับการรับรู้ของคุณ ไม่จำเป็นต้องเก็บรักษาด้วยวิธีพิเศษ สามารถนำออกจากทะเลจิตใต้สำนึกรวมได้ทุกเวลาตราบเท่าที่ปรารถนา”
ทันใดนั้น สุภาพบุรุษผู้สวมหน้ากากตะกละซึ่งมอบบรรยากาศหลงระเริงและปล่อยตัว ครุ่นคิดสักพักก่อนจะถาม
“การนำหน้ากากบุคลิกออกจากเมือง จะส่งอิทธิพลกับสภาพจิตใจและบุคลิกที่แท้จริงของเราหรือไม่?”
“อาจได้รับอิทธิพลบางอย่าง แต่ผมเชื่อว่าทุกคนในที่นี้คือผู้เชี่ยวชาญด้านขอบเขตจิตใจ และเก่งกาจเพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเอง” เดอราลกล่าวเถรตรง
ออเดรย์เป็นกังวลว่า หน้ากากบุคลิกทั้งเจ็ดอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาดัม แต่เธอไม่กล้าคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ภายในเมืองแห่งจิต ทำได้เพียงบังคับให้ตัวเองสมองโล่งและตอบสนองต่อคำพูดเมื่อครู่ของเดอราล
“ดิฉันไม่ติดขัดวิธีเก็บรักษาสมบัติปิดผนึกระดับ 1 ทั้งสองแบบ และยินดีอดทนรอจนกว่าพวกคุณจะตรวจสอบเสร็จ”
“คุณหนู ไม่ทะนงตนเอาเสียเลย” มิสเกียจคร้านซึ่งดูเหมือนกำลังหลับ แสดงความคิดเห็นด้วยรอยยิ้ม
หลังจากหารือเกี่ยวกับมังกรจิตในแคว้นเชสเตอร์ตะวันออก คณะกรรมการทั้งห้าได้แลกเปลี่ยนข้อมูลที่ควรเอาใจใส่ในพื้นที่ดูแลของตัวเอง
ระหว่างนั้น มิสเตอร์ตะกละซึ่งดูคล้ายกับจะกินวัวเข้าไปได้ทั้งตัว และเป็นเจ้าของแหวนสิบวงบนนิ้วมือ กล่าวกับทุกคน:
“เขตคอนสแตนไม่เงียบสงบสักเท่าไรในระยะหลัง มีสิ่งที่ใกล้เคียงปาฏิหาริย์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง: ประการแรก เมืองคอนสแตนถูกสร้างขึ้นใหม่ในชั่วข้ามคืน ประการที่สอง ชาวเมืองเบลดันสูญเสียความทรงจำไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง และประการที่สาม มีนักมายากลที่แข็งแกร่งกำลังพเนจรอยู่ทางแถบฝั่งตะวันออกของแคว้นเลียบทะเล ชื่อของเขาคือเมอร์ลิน·เฮอร์มิส มีความสุขกับการเติมเต็มความปรารถนาให้ผู้อื่น และเรื่องของเขาเกี่ยวพันกับเครื่องจักรที่เรียกว่า เครื่องแจกพรอัตโนมัติ… นอกจากนั้น ผมยังตระหนักถึงบางสิ่งไม่ปรกติ นั่นก็คือ หนู แมลงสาบ และอีกาจำนวนมากในเมืองคอนสแตนได้สิ้นสติพร้อมกันภายในไม่กี่วันหลังจากเมืองคอนสแตนถูกฟื้นฟูอย่างน่าอัศจรรย์”
“สำหรับปัญหาข้อสุดท้าย อะไรดลใจให้คุณไปตรวจสอบ?” มิสเตอร์ราคะถามมิสเตอร์ตะกละด้วยสายมองล่างขึ้นบน
มิสเตอร์ตะกละกลืนน้ำลายหนึ่งอึกก่อนจะตอบ
“ในระยะหลัง ผมกำลังศึกษาปัญหาทางจิตของสิ่งมีชีวิตทั่วไปอย่างหนู แมลงสาบ และอีกาเป็นกลุ่มทดลอง”
คณะกรรมการต่างอภิปรายถึงทิศทางการวิจัยดังกล่าว การประชุมได้เข้าสู่ช่วงที่สามอย่างเป็นทางการ
ออเดรย์ได้เรียนรู้หลายสิ่งจากการประชุมเชิงวิชาการ คอยฟังอย่างตั้งใจ ระหว่างนั้นก็แบ่งปันประสบการณ์ตัวเองเป็นครั้งคราว
“เอาล่ะ การประชุมคณะกรรมการจบลงเพียงเท่านี้” ผ่านไปสักพัก เดอราลปรบมือแผ่วเบา
ออเดรย์เกือบจะลุกขึ้นยืนเป็นคนแรกเพื่อนำคณะกรรมการคำนับประธานใหญ่ แต่เธอก็ได้สติอย่างรวดเร็วและยังคงนั่งต่อไป ก่อนจะยืนขึ้นเป็นคนรองสุดท้าย
ก่อนจากไป หญิงสาวถามด้วยความสงสัย
“ท่านประธาน เมืองนี้ชื่อมีชื่อไหมคะ”.ไอรีนโนเวล.
“มีสิ” เดอราลตอบพลางยิ้ม “สวนเอเดน”
สวนเอเดน… เมื่อเห็นสมาชิกคนอื่นเดินไปถึงประตู ออเดรย์ถามด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“ที่นี่มีวิหารหลายแห่ง ซึ่งนั่นน่าจะเป็นสัญลักษณ์ของความศรัทธา เอ่อ… ดิฉันอยากทราบว่า ‘ชาวเมือง’ ที่นี่นับถือผู้ใด”
เดอราลพยักหน้า ตอบเสียงขรึม
“มหาเทพผู้ปราดเปรื่องและทรงพลัง”
…
สวนเอเดน… มหาเทพผู้ปราดเปรื่องและทรงพลัง… ถ้านี่ไม่ใช่เมืองของอาดัม เราจะยอมเขียนชื่อตัวเองกลับด้าน! เหนือสายหมอกสีเทา ภายในวังโบราณ ไคลน์จ้องดาวแดงตัวแทนจัสติสพลางพึมพำ
ยิ่งไปกว่านั้น การให้ท่องนามเต็มของอาดัมขณะเผชิญอันตรายก็ตอบทุกสิ่งในตัวเองอยู่แล้ว
นับตั้งแต่มิสจัสติสเข้าสู่สวนเอเดน ตาทิพย์มุมสูงของปราสาทต้นกำเนิดก็ถูกระงับ ไคลน์ทำได้เพียงอาศัยมุมมองจากมิสจัสติสโดยตรงเพื่อสังเกตสถานการณ์โดยรอบ เฉกเช่นในยามจับตามองราชินีเงื่อนงำ ในแง่หนึ่ง สิ่งนี้สามารถอธิบายถึงระดับตัวตนของเมืองแห่งจิต สวนเอเดนได้เป็นอย่างดี
ไคลน์เคาะขอบโต๊ะทองแดงยาว เสกปากกาและกระดาษเพื่อเขียนความคิดตัวเอง
ไม่ใช่เพราะมันวิเคราะห์ในหัวไม่ได้ แต่เพราะอีกฝ่ายคืออาดัม จึงต้องตรวจสอบรายละเอียดทุกแง่มุมโดยห้ามตกหล่น ดังนั้น การเขียนลงบนกระดาษสามารถทำให้ย้อนคิดกลับไปกลับมาได้ เติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปได้
“ข้อมูลเบื้องต้น: อาดัมกลายเป็นลำดับ 0 เรียบร้อยแล้วโดยอาศัยความช่วยเหลือจากสงครามโลก กลายเป็นเทพแท้จริง และในปัจจุบันควรถูกเรียกว่า ‘นักสร้างฝัน’”
“มิสจัสติสกลายเป็นลำดับ 4 ‘จอมบงการ’ ได้ไม่นานหลังจากที่เฮอร์วิน·แรมบิสเสียชีวิต เธออาจตบตาคนอื่นได้ แต่ไม่ใช่กับอาดัม”
“อาดัมคิดจะทำอะไรกันแน่? การลงมาล้วงลูกนักบุญลำดับ 4 ไม่สอดคล้องกับตัวตนในฐานะ ‘นักสร้างฝัน’ เว้นเสียแต่จะมีแผนอื่น…”
“เป้าหมายที่แท้จริงของเขาคือมังกรจิตตัวนั้น หรือเราที่อยู่เบื้องหลังมิสจัสติส?”
“สำหรับเรื่องนี้ เราต้องเพิ่มความระวังเป็นเท่าตัว ห้ามประมาทโดยเด็ดขาด”
“ในสวนเอเดน วิหารที่คณะกรรมการของสมาคมแปรจิตใช้ประชุมนั้นค่อนข้างคล้ายกับวิหารกระดูกของอาดัม แต่ก็แค่คล้าย เหมือนกันเฉพาะเสาหินที่ฝังกะโหลก แต่ด้านในยังแตกต่าง แถมยังมีสีทึบและค่อนข้างมืด สิ่งนี้หมายถึงอะไร?”
“มังกรสีเทาอ่อนที่เลื้อยพันรอบไม้กางเขนยักษ์เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งใด? ก้าวแรกในการคืนชีพให้พระผู้สร้างประสบความสำเร็จแล้ว?”
“อาดัมเป็นนักสร้างฝันอยู่แล้ว หากบิดาหรือพระผู้สร้างคืนชีพกลับมา คนที่โชคร้ายที่สุดก็ต้องเป็นเขาอย่างไม่ต้องสงสัย… ยอมเสียสละตัวเอง? นี่คือที่มาของฉายา ‘ขี้ระแวง’ ?”
“กระต่ายตัวนั้นน่าจะเป็นเฮอร์มิส… แต่ในฐานะเทวทูตเส้นทางผู้ชม เขาน่าจะยกเลิกคำสาปของมิสผู้ส่งสารได้นานแล้ว โดยเฉพาะการมีนักสร้างฝันคอยหนุนหลัง… เขาตั้งใจคงร่างกระต่ายไว้?”
“จริงสิ เดอราล ประธานใหญ่แห่งสมาคมแปรจิตได้กล่าวไว้ว่า สำหรับผู้ชม ความตายเป็นเพียงจุดสิ้นสุดของตัวตนหนึ่ง แต่ยังมีชีวิตอยู่ในบทละครเรื่องอื่นในฐานะตัวตนอื่น…”
“เมื่อนำทั้งสองเรื่องมารวมกัน อาจสรุปได้ว่าหลังจากผู้ชมก้าวไปถึงลำดับ 3 หรือ 2 พวกเขาสามารถแยกตัวตนที่เคยสร้างขึ้นในอดีตออกมาและทำให้เป็น ‘คนจริง’ ได้ และถึงตัวตนนั้นจะตายก็ไม่กระทบกับร่างต้น?”
“ก็ฟังดูเหมาะสมกับการเป็นตัวตนก่อนถึง ‘นักสร้างฝัน’”
“เฮอร์มิสแยกตัวตนกระต่ายที่เขาเคยถูกสาป และนำมาเข้าร่วมสมาคมแปรจิตในฐานะกรรมการ… คิดจะทำอะไรกันแน่? ย้อนกลับไปในอดีต เขาเคยนั่งข้างจักรพรรดิเมื่อครั้งสภานักสิทธิ์สนธยาจัดประชุม…”
เขียนเสร็จ ไคลน์วางปากกาลงและอ่านทวนเนื้อหาบนกระดาษอย่างตั้งใจ สมองของมันเต็มไปด้วยคำถาม
ในท้ายที่สุด ชายหนุ่มตัดสินใจคอยจับตามองไปก่อน แต่เพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน จัสติสออเดรย์ขึ้นรถม้าคันเดิมกลับออกจากสวนเอเดน นั่งมาจนถึงสวนสาธารณะในเขตราชินีซึ่งมีทะเลสาบเทียม
หญิงสาวไม่รีบร้อนสวดวิงวอนถึงเดอะฟูลเพื่อขอวิธีผนึกหน้ากากทระนง เพียงเดินกลับเข้าไปในคฤหาสน์ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
………………………………………………………
เมื่อเห็นว่าออเดรย์เต็มใจที่จะสืบสวน เดอราลพยักหน้าแผ่วเบา
“ผมจะแจ้งรายละเอียดให้ทราบในภายหลัง แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่าเรื่องนี้อันตรายมาก คุณห้ามประมาท”
กล่าวจบ เดอราลหยุดชั่วขณะ
“หากคุณเผชิญปัญหาและเอาตัวรอดเองไม่ได้ ลองเอ่ยนามหนึ่ง คุณอาจมีโอกาสรอด”
“นามใด” ออเดรย์ถามด้วยความสงสัย
สีหน้าเดอราลเริ่มเคร่งขรึม
“มาจากพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์แห่งพระผู้สร้างในยุคสมัยที่สาม เกี่ยวพันกับจุดสูงสุดของศาสตร์เร้นลับในขอบเขตจิตใจ และมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับบางสิ่งของสมาคมแปรจิต… นามนั้นคืออาดัม”
อาดัม… ออเดรย์ไม่ประหลาดใจสักเท่าไร แต่ภายนอกแสดงออกถึงความสับสน ราวกับไม่เคยทราบมาก่อนว่านามนั้นมีความสำคัญอย่างไร
เดอราลไม่อธิบาย เพียงกล่าวต่อไป
“ในฐานะคณะกรรมการ คุณควรรับผิดชอบสมบัติปิดผนึกระดับ 1 จำนวนหนึ่งชิ้น แต่คุณและมิสเตอร์โทสะเพิ่งเข้าร่วม ทางเราคงต้องใช้เวลาสักพักเพื่อตรวจสอบ นอกจากนั้น อดีตสมาชิกอย่างเฮอร์วิน·แรมบิสซึ่งดูแลเขตเบ็คลันด์ได้หายตัวไปพร้อมกับสมบัติปิดผนึกที่ค่อนข้างสำคัญ เราจึงกำลังพิจารณาว่า จะเปลี่ยนวิธีการเก็บรักษาสมบัติปิดผนึก จากเดิมที่อนุญาตให้พกติดตัวตลอดเวลา เป็นการเบิกใช้ตามความจำเป็น… กล่าวคือ สมบัติปิดผนึกทั้งหมดจะถูกเก็บไว้ในเมืองแห่งจิตนี้ ไม่ได้พกพาติดตัวตลอดเวลา ต้องมีเหตุก่อน จึงจะได้สิทธิ์เบิกใช้งานในช่วงเวลาสั้นๆ”
มาดามละโมบผู้ดูแลเขตกรุงนักบุญมิลลอมแห่งฟุซัคส่ายหน้าทันที
“วิธีนี้มีข้อเสียใหญ่หลวง นั่นก็คือ เราจะไม่สามารถรับมือกับเหตุไม่คาดฝันได้ทันเวลา เมื่อต้องเผชิญหน้ากะทันหัน ไม่ว่าจะเป็นศัตรูหรือสัตว์ประหลาด ก็คงไม่มีเวลาให้มัวเบิกและรอรับสิ่งของ… ดิฉันคิดว่าแนวทางในปัจจุบันดีพออยู่แล้ว แต่ละคนถือครองสมบัติปิดผนึกระดับ 1 ไว้คนละหนึ่งชิ้น และเมื่อมีเหตุจำเป็นก็สามารถเบิกใช้งานเพิ่มได้”
เดอราลยิ้ม
“ถ้าเป็นเมื่อก่อน วิธีเดิมอาจดีกว่า แต่ตอนนี้วิธีใหม่ก็ไม่ได้แย่… ขอเพียงเอาตัวรอดออกมาได้ คุณสามารถเข้าสู่เมืองแห่งจิตได้โดยตรงเพื่อหลบหนีศัตรูพร้อมกับนำสมบัติปิดผนึกติดตัวกลับไป… แต่ถ้าเผชิญเหตุการณ์วิกฤตอย่างแท้จริง ก็ควรเอ่ยนาม ‘อาดัม’ ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น”
คุณพูดว่าอาดัมสองหนแล้ว บุคคลดังกล่าวอาจกำลังเฝ้าจับตามองที่นี่อยู่… ไม่สิ อาจจับตามองมาตั้งแต่ต้น… ออเดรย์เกือบปล่อยให้หัวใจของเธอเต้นเร็วขึ้น
“เช่นนั้นแล้ว พวกเราจะเข้ามาที่นี่ได้อย่างไรโดยไม่มีคำเชิญจากคุณ” มิสเตอร์ริษยาถามพลางพยักหน้า
เดอราลชี้ใบหน้าตัวเอง
“หลังจากการประชุมวันนี้เป็นต้นไป พวกคุณสามารถนำหน้ากากบุคลิกของตัวเองออกจากเมืองได้… ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ขอเพียงมีมนุษย์อย่างน้อยสองคน… อา… ไม่นับตัวคุณเอง คุณก็จะเข้ามายังเมืองนี้ได้ทันทีด้วยการสวมหน้ากากบุคลิก… หน้ากากบุคลิกทั้งเจ็ดมีแก่นแท้เป็นภาพลวงตา มีความเกี่ยวพันอย่างใกล้จิตกับการรับรู้ของคุณ ไม่จำเป็นต้องเก็บรักษาด้วยวิธีพิเศษ สามารถนำออกจากทะเลจิตใต้สำนึกรวมได้ทุกเวลาตราบเท่าที่ปรารถนา”
ทันใดนั้น สุภาพบุรุษผู้สวมหน้ากากตะกละซึ่งมอบบรรยากาศหลงระเริงและปล่อยตัว ครุ่นคิดสักพักก่อนจะถาม
“การนำหน้ากากบุคลิกออกจากเมือง จะส่งอิทธิพลกับสภาพจิตใจและบุคลิกที่แท้จริงของเราหรือไม่?”
“อาจได้รับอิทธิพลบางอย่าง แต่ผมเชื่อว่าทุกคนในที่นี้คือผู้เชี่ยวชาญด้านขอบเขตจิตใจ และเก่งกาจเพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเอง” เดอราลกล่าวเถรตรง
ออเดรย์เป็นกังวลว่า หน้ากากบุคลิกทั้งเจ็ดอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาดัม แต่เธอไม่กล้าคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ภายในเมืองแห่งจิต ทำได้เพียงบังคับให้ตัวเองสมองโล่งและตอบสนองต่อคำพูดเมื่อครู่ของเดอราล
“ดิฉันไม่ติดขัดวิธีเก็บรักษาสมบัติปิดผนึกระดับ 1 ทั้งสองแบบ และยินดีอดทนรอจนกว่าพวกคุณจะตรวจสอบเสร็จ”
“คุณหนู ไม่ทะนงตนเอาเสียเลย” มิสเกียจคร้านซึ่งดูเหมือนกำลังหลับ แสดงความคิดเห็นด้วยรอยยิ้ม
หลังจากหารือเกี่ยวกับมังกรจิตในแคว้นเชสเตอร์ตะวันออก คณะกรรมการทั้งห้าได้แลกเปลี่ยนข้อมูลที่ควรเอาใจใส่ในพื้นที่ดูแลของตัวเอง
ระหว่างนั้น มิสเตอร์ตะกละซึ่งดูคล้ายกับจะกินวัวเข้าไปได้ทั้งตัว และเป็นเจ้าของแหวนสิบวงบนนิ้วมือ กล่าวกับทุกคน:
“เขตคอนสแตนไม่เงียบสงบสักเท่าไรในระยะหลัง มีสิ่งที่ใกล้เคียงปาฏิหาริย์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง: ประการแรก เมืองคอนสแตนถูกสร้างขึ้นใหม่ในชั่วข้ามคืน ประการที่สอง ชาวเมืองเบลดันสูญเสียความทรงจำไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง และประการที่สาม มีนักมายากลที่แข็งแกร่งกำลังพเนจรอยู่ทางแถบฝั่งตะวันออกของแคว้นเลียบทะเล ชื่อของเขาคือเมอร์ลิน·เฮอร์มิส มีความสุขกับการเติมเต็มความปรารถนาให้ผู้อื่น และเรื่องของเขาเกี่ยวพันกับเครื่องจักรที่เรียกว่า เครื่องแจกพรอัตโนมัติ… นอกจากนั้น ผมยังตระหนักถึงบางสิ่งไม่ปรกติ นั่นก็คือ หนู แมลงสาบ และอีกาจำนวนมากในเมืองคอนสแตนได้สิ้นสติพร้อมกันภายในไม่กี่วันหลังจากเมืองคอนสแตนถูกฟื้นฟูอย่างน่าอัศจรรย์”
“สำหรับปัญหาข้อสุดท้าย อะไรดลใจให้คุณไปตรวจสอบ?” มิสเตอร์ราคะถามมิสเตอร์ตะกละด้วยสายมองล่างขึ้นบน
มิสเตอร์ตะกละกลืนน้ำลายหนึ่งอึกก่อนจะตอบ
“ในระยะหลัง ผมกำลังศึกษาปัญหาทางจิตของสิ่งมีชีวิตทั่วไปอย่างหนู แมลงสาบ และอีกาเป็นกลุ่มทดลอง”
คณะกรรมการต่างอภิปรายถึงทิศทางการวิจัยดังกล่าว การประชุมได้เข้าสู่ช่วงที่สามอย่างเป็นทางการ
ออเดรย์ได้เรียนรู้หลายสิ่งจากการประชุมเชิงวิชาการ คอยฟังอย่างตั้งใจ ระหว่างนั้นก็แบ่งปันประสบการณ์ตัวเองเป็นครั้งคราว
“เอาล่ะ การประชุมคณะกรรมการจบลงเพียงเท่านี้” ผ่านไปสักพัก เดอราลปรบมือแผ่วเบา
ออเดรย์เกือบจะลุกขึ้นยืนเป็นคนแรกเพื่อนำคณะกรรมการคำนับประธานใหญ่ แต่เธอก็ได้สติอย่างรวดเร็วและยังคงนั่งต่อไป ก่อนจะยืนขึ้นเป็นคนรองสุดท้าย
ก่อนจากไป หญิงสาวถามด้วยความสงสัย
“ท่านประธาน เมืองนี้ชื่อมีชื่อไหมคะ”.ไอรีนโนเวล.
“มีสิ” เดอราลตอบพลางยิ้ม “สวนเอเดน”
สวนเอเดน… เมื่อเห็นสมาชิกคนอื่นเดินไปถึงประตู ออเดรย์ถามด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“ที่นี่มีวิหารหลายแห่ง ซึ่งนั่นน่าจะเป็นสัญลักษณ์ของความศรัทธา เอ่อ… ดิฉันอยากทราบว่า ‘ชาวเมือง’ ที่นี่นับถือผู้ใด”
เดอราลพยักหน้า ตอบเสียงขรึม
“มหาเทพผู้ปราดเปรื่องและทรงพลัง”
…
สวนเอเดน… มหาเทพผู้ปราดเปรื่องและทรงพลัง… ถ้านี่ไม่ใช่เมืองของอาดัม เราจะยอมเขียนชื่อตัวเองกลับด้าน! เหนือสายหมอกสีเทา ภายในวังโบราณ ไคลน์จ้องดาวแดงตัวแทนจัสติสพลางพึมพำ
ยิ่งไปกว่านั้น การให้ท่องนามเต็มของอาดัมขณะเผชิญอันตรายก็ตอบทุกสิ่งในตัวเองอยู่แล้ว
นับตั้งแต่มิสจัสติสเข้าสู่สวนเอเดน ตาทิพย์มุมสูงของปราสาทต้นกำเนิดก็ถูกระงับ ไคลน์ทำได้เพียงอาศัยมุมมองจากมิสจัสติสโดยตรงเพื่อสังเกตสถานการณ์โดยรอบ เฉกเช่นในยามจับตามองราชินีเงื่อนงำ ในแง่หนึ่ง สิ่งนี้สามารถอธิบายถึงระดับตัวตนของเมืองแห่งจิต สวนเอเดนได้เป็นอย่างดี
ไคลน์เคาะขอบโต๊ะทองแดงยาว เสกปากกาและกระดาษเพื่อเขียนความคิดตัวเอง
ไม่ใช่เพราะมันวิเคราะห์ในหัวไม่ได้ แต่เพราะอีกฝ่ายคืออาดัม จึงต้องตรวจสอบรายละเอียดทุกแง่มุมโดยห้ามตกหล่น ดังนั้น การเขียนลงบนกระดาษสามารถทำให้ย้อนคิดกลับไปกลับมาได้ เติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปได้
“ข้อมูลเบื้องต้น: อาดัมกลายเป็นลำดับ 0 เรียบร้อยแล้วโดยอาศัยความช่วยเหลือจากสงครามโลก กลายเป็นเทพแท้จริง และในปัจจุบันควรถูกเรียกว่า ‘นักสร้างฝัน’”
“มิสจัสติสกลายเป็นลำดับ 4 ‘จอมบงการ’ ได้ไม่นานหลังจากที่เฮอร์วิน·แรมบิสเสียชีวิต เธออาจตบตาคนอื่นได้ แต่ไม่ใช่กับอาดัม”
“อาดัมคิดจะทำอะไรกันแน่? การลงมาล้วงลูกนักบุญลำดับ 4 ไม่สอดคล้องกับตัวตนในฐานะ ‘นักสร้างฝัน’ เว้นเสียแต่จะมีแผนอื่น…”
“เป้าหมายที่แท้จริงของเขาคือมังกรจิตตัวนั้น หรือเราที่อยู่เบื้องหลังมิสจัสติส?”
“สำหรับเรื่องนี้ เราต้องเพิ่มความระวังเป็นเท่าตัว ห้ามประมาทโดยเด็ดขาด”
“ในสวนเอเดน วิหารที่คณะกรรมการของสมาคมแปรจิตใช้ประชุมนั้นค่อนข้างคล้ายกับวิหารกระดูกของอาดัม แต่ก็แค่คล้าย เหมือนกันเฉพาะเสาหินที่ฝังกะโหลก แต่ด้านในยังแตกต่าง แถมยังมีสีทึบและค่อนข้างมืด สิ่งนี้หมายถึงอะไร?”
“มังกรสีเทาอ่อนที่เลื้อยพันรอบไม้กางเขนยักษ์เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งใด? ก้าวแรกในการคืนชีพให้พระผู้สร้างประสบความสำเร็จแล้ว?”
“อาดัมเป็นนักสร้างฝันอยู่แล้ว หากบิดาหรือพระผู้สร้างคืนชีพกลับมา คนที่โชคร้ายที่สุดก็ต้องเป็นเขาอย่างไม่ต้องสงสัย… ยอมเสียสละตัวเอง? นี่คือที่มาของฉายา ‘ขี้ระแวง’ ?”
“กระต่ายตัวนั้นน่าจะเป็นเฮอร์มิส… แต่ในฐานะเทวทูตเส้นทางผู้ชม เขาน่าจะยกเลิกคำสาปของมิสผู้ส่งสารได้นานแล้ว โดยเฉพาะการมีนักสร้างฝันคอยหนุนหลัง… เขาตั้งใจคงร่างกระต่ายไว้?”
“จริงสิ เดอราล ประธานใหญ่แห่งสมาคมแปรจิตได้กล่าวไว้ว่า สำหรับผู้ชม ความตายเป็นเพียงจุดสิ้นสุดของตัวตนหนึ่ง แต่ยังมีชีวิตอยู่ในบทละครเรื่องอื่นในฐานะตัวตนอื่น…”
“เมื่อนำทั้งสองเรื่องมารวมกัน อาจสรุปได้ว่าหลังจากผู้ชมก้าวไปถึงลำดับ 3 หรือ 2 พวกเขาสามารถแยกตัวตนที่เคยสร้างขึ้นในอดีตออกมาและทำให้เป็น ‘คนจริง’ ได้ และถึงตัวตนนั้นจะตายก็ไม่กระทบกับร่างต้น?”
“ก็ฟังดูเหมาะสมกับการเป็นตัวตนก่อนถึง ‘นักสร้างฝัน’”
“เฮอร์มิสแยกตัวตนกระต่ายที่เขาเคยถูกสาป และนำมาเข้าร่วมสมาคมแปรจิตในฐานะกรรมการ… คิดจะทำอะไรกันแน่? ย้อนกลับไปในอดีต เขาเคยนั่งข้างจักรพรรดิเมื่อครั้งสภานักสิทธิ์สนธยาจัดประชุม…”
เขียนเสร็จ ไคลน์วางปากกาลงและอ่านทวนเนื้อหาบนกระดาษอย่างตั้งใจ สมองของมันเต็มไปด้วยคำถาม
ในท้ายที่สุด ชายหนุ่มตัดสินใจคอยจับตามองไปก่อน แต่เพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน จัสติสออเดรย์ขึ้นรถม้าคันเดิมกลับออกจากสวนเอเดน นั่งมาจนถึงสวนสาธารณะในเขตราชินีซึ่งมีทะเลสาบเทียม
หญิงสาวไม่รีบร้อนสวดวิงวอนถึงเดอะฟูลเพื่อขอวิธีผนึกหน้ากากทระนง เพียงเดินกลับเข้าไปในคฤหาสน์ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
………………………………………………………
ซูซี่กำลังนั่งยองข้างประตู รอให้ออเดรย์กลับมา
ทันใดนั้น เมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินเข้ามา โกลเดนรีทรีเวอร์ตัวใหญ่รีบวิ่งเข้าไปทักทายทันที อาศัยความสามารถในการ ‘เล่นละคร’ เพื่อเห่าสองครั้งพร้อมกับกระดิกหาง
เธอไม่ได้ถามในทันที แต่เดินตามออเดรย์กลับไปที่ห้องนอน ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงห่วงใย
“เสร็จแล้ว?”
ออเดรย์อืมในลำคอ เป็นนัยว่าไม่มีปัญหา
“มีอะไรให้ฉันช่วยไหม?” ซูซี่ถาม
“ตอนนี้ยัง” ออเดรย์ส่ายศีรษะเล็กน้อย
ด้วยความเป็นห่วงจากซูซี่ หญิงสาวรีบนึกทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นทันที แต่กลับพบว่าตนจำหน้าและชื่อของประธานใหญ่สมาคมแปรจิตไม่ได้เลย หลงเหลือเพียงข้อมูลบางส่วนที่ได้รับจากเกอร์มัน·สแปร์โรว์เท่านั้น
ว่ากันตามตรง หากเป็นผู้วิเศษลำดับต่ำกว่าครึ่งเทพ จอมบงการอย่างออเดรย์สามารถทำในสิ่งที่คล้ายกันได้ แต่สำหรับนักบุญในขอบเขตจิตใจ การทำเช่นนี้โดยที่เจ้าตัวไม่ตระหนักถึงนั้นแทบไม่มีทางเป็นไปได้ เว้นเสียแต่เหยื่อจะถูกสะกดจิต หมดสติ หรือตกเป็นทาส
ระดับตัวตนของสุภาพบุรุษคนนั้นอาจสูงกว่าที่เราคิด… ออเดรย์ควบคุมสติ ประเมินอย่างใจเย็น
หญิงสาวขยิบตาส่งสัญญาณบอกให้ซูซี่ออกไปคอยเฝ้านอกประตู จากนั้น เธอร่างภาพหน้ากากบุคลิก ‘ทระนง’ ภายในใจ
ทันทีที่เริ่มคิด หญิงสาวสัมผัสถึงความผันผวนแผ่วเบาในทะเลจิตใต้สำนึกรวม
ออเดรย์เหยียดมือซ้ายออกไปคว้าอากาศ จากนั้นก็ดึงหน้ากากสีเทาอ่อนซึ่งดูเยือกเย็นเหนือพรรณนาออกมา
แค่คิดอย่างจริงจัง หน้ากาก ‘ทระนง’ อันนี้ก็จะมาอยู่ข้างเราทันที? มันลอยอยู่ในจิตใต้สำนึกของเราและคอยติดตามเราไปทุกที่? ออเดรย์จ้องเกาะแห่งจิตของตัวเองอย่างตั้งใจ ก่อนจะ ‘คิด’ ให้หน้ากากทระนงสลายตัวไป
หน้ากากสีเทาอ่อนซึ่งมอบบรรยากาศเย็นยะเยือกเริ่มจางลง ละลายเป็นเนื้อเดียวกับทะเลจิตใต้สำนึกรวมรอบตัวหญิงสาว
ออเดรย์ยังไม่เข้าใจว่าหน้ากากทระนงหายไปอยู่ที่ใด และเหตุใดถึงปรากฏขึ้นได้ตามใจต้องการ
ข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้หญิงสาวตื่นตัว เธอตัดสินใจสวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูลและขอพรให้พระองค์ช่วยผนึกหน้ากากบุคลิก
ขณะเธอคิดจะทำการทดสอบอีกสักสองสามหนและรับความรู้เพิ่มเติมจากหน้ากากทระนง แต่ยังไม่ทันที่จะใช้พลังจอมบงการ ทะเลจิตใต้สำนึกรวมรอบตัวหญิงสาวเกิดสั่นไหวแผ่วเบา
จุดแสงดวงเล็ก ‘แหวกว่าย’ มาจากระยะไกล มันขยายใหญ่ขึ้นและคมชัดขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็นจดหมายมายา
จดหมายดังกล่าวหยุดหน้าเกาะแห่งจิตของออเดรย์ ประหนึ่งกำลังรอให้การ ‘ส่ง’ เสร็จสมบูรณ์
แน่นอน ออเดรย์ไม่ยอมให้มีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในเกาะแห่งจิตของเธอ จึงเป็นฝ่ายเหยียดแขนซ้ายออกไปสัมผัสจดหมายมายา
เมื่อเห็นว่าปลายนิ้วกำลังจะสัมผัสกับจดหมาย ออเดรย์ชะงักมือกะทันหัน
ประสบการณ์และสติปัญหาของเธอกำลังแจ้งว่า:
ในโลกเหนือธรรมชาติ เธอไม่ควรสัมผัสสิ่งใดส่งเดช โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขอบเขตจิตใจ ไม่อย่างนั้นอาจนำไปสู่การถูกกัดกร่อนและกลายเป็นอาการทางจิต!
ด้วยความคิดดังกล่าว ออเดรย์ตัดสินใจสร้างบุคลิกเสมือนขึ้นและสวมถุงมือผ้าสีดำ ‘หัตถ์แห่งความกลัว’
หลังจากเตรียมตัวเสร็จ หญิงสาวยื่นมือออกไปสัมผัสจดหมายมายา จากนั้นก็เฝ้ามองมันคลี่ตัวเองออกและพลิกไปทีละหน้า
นี่คือข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับมังกรจิตในแคว้นเชสเตอร์ตะวันออก
ส่งข้อมูลผ่านทะเลจิตใต้สำนึกรวม… พลังของลำดับสูงในเส้นทางผู้ชมช่างน่าทึ่ง… ในฐานะจอมบงการ ออเดรย์ทำงานอย่างหนักเพื่อรักษาเจตจำนงดั้งเดิมของตัวเองก่อนจะเข้าสู่โลกเหนือธรรมชาติเอาไว้ นั่นคือการแสวงหา ‘ความฝัน’ และ ‘เวทมนตร์’ ที่แท้จริง
นี่คือหนึ่งในวิธีที่หญิงสาวป้องกันมิให้ตัวเองหลงทางขณะ ‘บงการ’ ผู้อื่น และไม่ให้ถูกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับทะเลจิตใต้สำนึกรวม
หลังจากอ่านข้อมูลทั้งหมด ออเดรย์ปล่อยให้จดหมายมายาหลอมละลายไปกับทะเลจิตใต้สำนึกรวม
เธอยังไม่รีบร้อนสวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูล แต่เลือกจัดการกับหลายสิ่งให้เรียบร้อยก่อนตามความตั้งใจเดิม
ก่อนถึงเวลาอาหารค่ำ เธอสบโอกาสว่าง รีบสวดวิงวอนภายในห้องนอนและขอพร
วินาทีถัดมา ออเดรย์เห็นหน้ากาก ‘ทระนง’ สีเทาอ่อน โผล่ออกจากทะเลจิตใต้สำนึกรวมมาอยู่ตรงหน้าเธอ ความรู้สึกลวงตาของหน้ากากเริ่มเลือนหาย ความแวววาวของโลหะปรากฏขึ้นแทน
ด้วยเหตุผลบางประการ หน้ากากบุคลิกอันนี้มอบความรู้สึกกึ่งมายากึ่งจริง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง มันถูกกีดกันออกจากเกาะแห่งจิตของออเดรย์แล้ว
แต่แน่นอน มันสูญเสียความสามารถในการ ‘ละลาย’ กลับสู่ทะเลจิตใต้สำนึกรวม
ออเดรย์หยิบหน้ากาก ‘ทระนง’ ออกมาถือ จากนั้นก็ปลด ‘คำลวง’ ซึ่งกลายเป็นสร้อยคอมรกต และนำทั้งสองสิ่งมาซ้อนทับกัน
เป็นไปตามที่คาด หน้ากากทระนงกึ่งจริงกึ่งมายาฝังตัวเองลงไปใน ‘คำลวง’ เกิดเป็นลวดลายคล้ายโครงหน้ามนุษย์อย่างหยาบ
ในอนาคต ในยามที่ไม่ได้ใช้งาน เราจะใช้วิธีนี้พกพาติดตัว เพื่อมิให้หน้ากากสัมผัสกับร่างกายและจิตใจโดยตรงตลอดเวลา… ท่ามกลางกระแสความคิด ออเดรย์ขอบคุณมิสเตอร์ฟูลจากก้นบึ้ง
จากนั้น หญิงสาวออกจากห้องและตรงไปยังโถงจัดเลี้ยงของตระกูล
ระหว่างทาง เธอได้พบกับบิดา เอิร์ลฮอลล์
“ข่าวดี” เอิร์ลฮอลล์เปิดบทสนทนาด้วยรอยยิ้ม
ออเดรย์ไม่เก็บซ่อนความประหลาดใจ
“พี่อัลเฟรดกลับมาแล้ว?”
อีกหนึ่งพี่ชายของเธอ
“เดาได้ทันทีเลยหรือ” เอิร์ลเผยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย “ในช่วงครึ่งปีหลัง เขาจะกลับมายังเบ็คลันด์ด้วยยศนายพล”
ช่วงครึ่งปีหลัง… ซูซี่น่าจะได้เป็นนักท่องฝันแล้ว… ออเดรย์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะถาม
“ท่านพ่อ เราจะกลับไปที่เชสเตอร์ตะวันออกตอนไหนหรือ”
เมื่อสงครามสิ้นสุดลง มีหลายสิ่งในอาณาจักรต้องถูกเร่งสะสาง ส่งผลให้เหล่าขุนนางใหญ่มิได้เดินทางกลับดินแดนศักดินาในช่วงหลังปีใหม่ ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกรุงเบ็คลันด์จนกระทั่งปลายเดือนกุมภาพันธ์
เอิร์ลฮอลล์พยักหน้า
“ราวเมษา”
…
เหนือสายหมอกสีเทา ในวังโบราณ
จดหมายจิต… ระวังไวรัส อย่าไปคลิกลิงค์ส่งเดชเชียว… ไคลน์ถอนหายใจก่อนจะโยน ‘ม่าน’ ซึ่งเป็นตะกอนพลังบริวารเร้นลับกลับไปยังกองขยะเพื่อปกปิดวัตถุทุกชิ้นในบริเวณดังกล่าว
วิธีที่ชายหนุ่มใช้เติมเต็มความปรารถนาของมิสจัสติสก็คือ อาศัยพลัง ‘ปลูกถ่าย’ ซึ่งตั้งชื่อขึ้นมาเอง เพื่อ ‘เชื่อมต่อ’ แนวคิดเชิงมายาของหน้ากากบุคลิก เข้ากับผิวโลหะของหน้ากากธรรมดา จากนั้นก็มอบหมายให้ ‘หนอนวิญญาณ’ ซึ่งจะรับหน้าที่ดูแลปราสาทต้นกำเนิด คอยสร้างการปลูกถ่ายกับหน้ากากมิสจัสติสอย่างต่อเนื่องเมื่อพลังของมันเริ่มเสื่อม.ไอรีนโนเวล.
จากคำอธิบายของมิสเตอร์ตะกละแห่งสมาคมแปรจิต ดูเหมือนว่าซาราธจะตระหนักถึงเมืองคอนสแตนแล้ว เราต้องระวังตัวให้มากขึ้น… ไคลน์ใช้นิ้วเคาะขอบโต๊ะทองแดงยาว สกัดหนอนวิญญาณออกจากร่างกาย
จากนั้น ร่างของมันเลือนหายไปจากปราสาทต้นกำเนิด
…
แคว้นเหมันต์ เทือกเขาอมานด้า ภายในมหาวิหารสุขสงบ
เลียวนาร์ดได้รับเอกสารจากสันตะปาปา
นี่คือภารกิจแรกของมันหลังจากได้ขึ้นเป็นอาวุโสใหญ่
กลับถึงห้อง เลียวนาร์ดเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลาย วางเท้าลงบนโต๊ะพลางคลี่เอกสารในมืออ่านทีละแผ่น
“เมอร์ลิน·เฮอร์มิส นักมายากลพเนจรผู้มีความสุขกับการตอบสนองความต้องการของผู้อื่น… เมืองคอนสแตนถูกสร้างใหม่ในชั่วข้ามคืน… เครื่องแจกพรอัตโนมัติ… ลำดับ 4 ของเส้นทางนักทำนายมีชื่อว่าจอมเวทพิสดาร ลำดับ 3 ปราชญ์โบราณ ลำดับ 2 ผู้ชี้นำปาฏิหาริย์…”
เลียวนาร์ดมองไปรอบตัวก่อนจะเงียบไป
ไม่กี่วินาทีถัดมา มันหรี่เสียงลงและถาม
“ตาแก่ ตอนนี้มีเทวทูตเดินดินเส้นทางนักทำนายอยู่กี่ตน”
พาลีส·โซโรอาสเตอร์พ่นลมหายใจ
“นั่นคือการสวมบทบาท ตอนนี้น่าจะมีผู้ชี้นำปาฏิหาริย์เพียงคนเดียวที่ยังต้องสวมบทบาท… เจ้าน่าจะทราบว่าข้าหมายถึงใคร”
เลียวนาร์ดชำเลืองเอกสารในมืออีกครั้ง:
“ดูน่าสนุกจังเลยนะ…”
มันตัดสินใจได้ทันที จุดประสงค์หลักของภารกิจนี้คือการแสร้งทำเป็นเหยี่ยวราตรีมากประสบการณ์ ระหว่างทางก็หาโอกาส ‘ย่อยโอสถ’ ไปในตัว ส่วนผลลัพธ์ของการไขคดี มันแค่หาคำอธิบายที่ฟังขึ้นก็พอ
หลังจากพลิกเอกสารปึกหนาซึ่งดูน่าเบื่อหน่าย เลียวนาร์ดเก็บขาและลุกขึ้นยืน
มันเตรียมเลือกสมบัติปิดผนึกระดับ 1 ประจำตำแหน่งอาวุโสใหญ่ของตน
สำหรับนักบุญแห่งโบสถ์รัตติกาลคนอื่น ประเด็นนี้ค่อนข้างน่าปวดหัว เพราะผลข้างเคียงด้านลบของสมบัติปิดผนึกระดับ 1 นั้นรับมือไม่ง่าย โดยเฉพาะเมื่อต้องพกพาติดตัวเป็นเวลานาน ถ้าคิดแต่จะเลือกสิ่งที่มีผลข้างเคียงน้อยและเข้ากับร่างกายได้ดี สมบัติปิดผนึกชิ้นดังกล่าวก็อาจมีพลังซ้ำซ้อนกับเจ้าของ
แต่สำหรับเลียวนาร์ด มันไม่กังวลกับปัญหาดังกล่าว ขอเพียงสมบัติปิดผนึกมีสัญญาณชีพ มันสามารถขอความช่วยเหลือจากชายชรา ให้อีกฝ่าย ‘ปรสิต’ เป้าหมายด้วยหนอนกาลเวลาเพื่อลดผลข้างเคียงจนเหลือน้อยที่สุด เฉกเช่นที่เคยทำกับไม้เท้าวาจาสมุทร
เน้นเลือกที่ความสามารถเป็นหลัก… เลียวนาร์ดผิวปากขณะเดินออกจากห้อง
…
บ่ายสามโมงตรงของวันจันทร์ ภายในวังโบราณเหนือสายหมอก
แสงสีแดงทยอยส่องสว่าง ควบแน่นกลายเป็นร่างมนุษย์
เดอะซันเดอร์ริคไม่จำเป็นต้องนับจังหวะหัวใจเต้นอีกต่อไป เพียงแหงนมองนาฬิกาแขวนผนังและเทียบกับความต่างกับเบ็คลันด์ ก็จะทราบได้ทันทีว่าชุมนุมทาโรต์จะเริ่มขึ้นตอนไหน เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืนตามมิสจัสติส คำนับบุคคลในตำแหน่งประธานโต๊ะทองแดงยาวร่วมกับสมาชิกคนอื่น:
“ทิวาสวัสดิ์ มิสเตอร์ฟูล”
หลังจากนั่งลงและทักทายกันเอง เดอะมูนเอ็มลินเหลียวซ้ายแลขวาก่อนจะพูด
“ข้าอยากทราบว่า เส้นทางนักเพาะปลูกและจันทรามีความพิเศษกว่าเส้นทางอื่นอย่างไร”
เมื่อถามจบ มันไม่คิดปิดบังสิ่งใด รีบเสริมอย่างเถรตรง
“เมื่อไม่นานมานี้ ข้าเพิ่งได้เรียนรู้ว่าระบบภายในโบสถ์พระแม่ธรณีนั้นแตกต่างจากศาสนาอื่น พวกเขาแบ่งสาวกออกเป็นสองกลุ่มหลัก: คนโปรดและข้ารับใช้…”
หลังจากเอ็มลินอธิบายอย่างคร่าวจบ แฮงแมนอัลเจอร์ เฮอร์มิทแคทลียา เดอะสตาร์เลียวนาร์ด และคนอื่นๆ ต่างมองหน้ากันและกันด้วยความฉงน มิอาจหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลมารองรับ
แน่นอน ทุกคนที่นี่ รวมถึงเดอะซันเดอร์ริค ล้วนมองว่าระบบภายในของโบสถ์พระแม่ธรณีมีความผิดปรกติอย่างมาก
ทันใดนั้นเอง ทุกคนได้ยินเสียงถอนหายใจแผ่วเบา
เป็นเสียงหายใจซึ่งฟังดูคล้ายกับมาจากโบราณกาลเหนือเวลา ไม่ใช่ใครนอกจากมิสเตอร์ฟูลสุดขอบโต๊ะทองแดงยาวลวดลายโบราณ
………………………
แขนขวาออเดรย์ชะงักเล็กน้อยก่อนจะกลับเป็นปรกติ จากนั้นก็หยิบหน้ากากบุคลิกที่ชื่อ ‘ทระนง’ ขึ้นมา
“ความน่าจะเป็นสูงถึงห้าในสิบ” หญิงสาวตอบเพาลี·เดอราลอย่างคมคาย
กล่าวคือ การเลือกหน้ากากบุคลิกซ้ำกับเฮอร์วิน·แรมบิสไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ต้องตกใจ
กล่าวจบ ออเดรย์สวมหน้ากากสีเทาอ่อนบรรยากาศเยือกเย็นลงบนใบหน้า
แทบจะในทันที เธอรู้สึกว่ามี ‘บุคลิกเสมือน’ ปรากฏขึ้นบนเกาะแห่งจิตของตัวเอง
สิ่งนี้มิใช่อิทธิพลจากภายนอก หากแต่เป็นการขยายขอบเขตความเข้าใจของเธอจนถึงขีดจุด
“พวกเขามีการศึกษาต่ำมาก เราต้องคอยบงการให้พวกเขาเลือกเส้นทางที่ถูกต้อง… ไม่ใช่ทุกคนที่ฉลาดพอ ตรงกันข้าม คนส่วนมากมักสมองทึบ… คนงานเหล่านี้ทำตามสัญชาตญาณมากกว่าเหตุผล พวกเขาถูกจูงใจได้ง่ายด้วยผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย ไม่มีวิสัยทัศน์เลยสักนิด… หากไม่มีการชี้นำจากเรา พวกเขาคงไม่มีทางมีอนาคตที่ดี… พวกเขาคู่ควรกับความเมตตา แต่ไม่คู่ควรที่จะสนทนาด้วย”
“…”
ความคิดดังกล่าวสะท้อนกังวานอยู่ภายในจิตใจออเดรย์ จนเธอเกือบเชื่อว่านั่นคือความคิดของเธอจริงๆ อย่างไรก็ดี ความคิดเหล่านี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของผลตอบรับซึ่งออเดรย์ได้จากการเฝ้าสังเกต มิได้ถูกกุขึ้นจากอากาศ
เพียงชำเลืองสายตา ออเดรย์มองเห็นใบหน้าตัวเองจากภาพสะท้อนบนผิวโต๊ะยาว
บนหน้ากากสีเทาซึ่งดูเยือกเย็น ดวงตาทั้งสองข้างกลอกขึ้นไปมองหน้าผาก ประหนึ่งจ้องมองเพียงเบื้องสูงโดยคิดไม่แยแสผู้อื่น อาจเป็นภาพที่ตลกขบขัน แต่ขณะเดียวกันก็มอบความรู้สึกประหลาดปนสยองขวัญ
ออเดรย์เงียบไปสักพัก จากนั้นก็กล่าวในอีกไม่กี่วินาที
“นี่คือทระนง?”
หากไม่ใช่เพราะเธอเคยปรึกษาและขจัดความเข้าใจผิดด้านอารมณ์ผ่านการสนทนากับเดอะเวิร์ล แฮงแมน มาดามเฮอร์มิท และคนอื่นๆ หญิงสาวอาจได้รับอิทธิพลจากบุคลิกเสมือนของหน้ากาก ‘ทระนง’ เข้าอย่างจัง
ส่วนคำถามที่ว่า ได้รับอิทธิพลแล้วจะเป็นเช่นไร ปัจจุบันยังไม่มีคำตอบ
“ฟื้นตัวเร็วกว่าที่ผมคาดไว้มาก… ดูเหมือนว่าคุณจะไม่สูญเสียตัวตนขณะ ‘บงการ’ ผู้อื่น” เดอราลกล่าวชม
ออเดรย์ตอบด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“ถึงว่าทำไม มิสเตอร์เฮอร์วิน·แรมบิสค่อนข้างทระนงตน…”
เดอราลกล่าวขณะประสานมือบนหน้าท้อง
“บอกได้เลยหรือ?”
“เป็นบางครั้งค่ะ บอกได้จากบางรายละเอียด” ออเดรย์ตอบกระชับสองประโยค
เดอราลถอนหายใจ ยิ้มพลางส่ายหน้า
“เฮอร์วิน·แรมบิสได้รับอิทธิพลจากหน้ากากรุนแรงกว่าที่ผมคิด… ตามปรกติแล้วเขาเป็นคนที่ปกปิดอารมณ์เก่งมาก… ภายใต้สมมติฐานดังกล่าว ผมเริ่มไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมเขาถึงหายตัวไป ความทระนงตนทำให้เขามองไม่เห็นทางเดินใต้ฝ่าเท้า และมักดูแคลนผู้วิเศษลำดับต่ำกว่า นั่นคือบ่อเกิดของอันตรายใหญ่หลวง”
ออเดรย์ยับยั้งความคิดมิให้นึกถึงการตายของเฮอร์วิน·แรมบิส จากนั้นก็ถามหลังจากเรียบเรียงคำพูด
“หน้ากากบุคลิกทั้งเจ็ดสามารถขยายขอบเขตความรู้และอารมณ์ที่เกี่ยวข้องให้กว้างขึ้น ช่วยให้ผู้สวมตระหนักถึงปัญหาของตัวและแก้ไขได้ถูกจุด แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ส่งผลเสียบางอย่าง และเปลี่ยนแปลงบุคลิกของผู้สวมโดยไม่รู้ตัว?”
เดอราลพยักหน้าแผ่วเบา
“ในขอบเขตของจิตใจ เป็นการยากที่จะได้รับความช่วยเหลือจากพลังภายนอกโดยไม่มีผลข้างเคียง ดังนั้น เราจึงควรมีพลังภายในที่เข้มแข็งเพื่อต่อต้านผลข้างเคียงดังกล่าว… หากตระหนักถึงสิ่งนี้ได้เอง แปลว่าคุณมาถูกทางแล้ว”
ขณะออเดรย์เตรียมถือโอกาสปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาในขอบเขตจิตใจ เธอพบว่าหน้ากากบุคลิกบนโต๊ะหายไปหนึ่งอัน
หญิงสาวหันศีรษะโดยไม่รู้ตัว มองไปยังทางเข้าวิหาร และได้เห็นร่างหนึ่งเดินผ่านประตูเข้ามา
ร่างดังกล่าวแต่งกายในชุดสูทสุภาพสามชิ้น ถือหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง กำลังสวมหน้ากากอันที่เลือนหายไป
มุมปากของหน้ากากฉีกกว้างจนถึงโคนหู ปากอ้ากว้าง ราวกับจะกลืนกินทุกสิ่งที่ตาเห็น
“เขาคือหนึ่งในคณะกรรมการของสมาคมแปรจิต มิสเตอร์ตะกละ” เดอราลกล่าวแนะนำกับออเดรย์
ถัดมา คณะกรรมการคนอื่นทยอยเดินเข้ามาทีละคน ไล่จากมิสเตอร์ราคะ มาดามละโมบ มิสเกียจคร้าน และมิสเตอร์ริษยา
ในฐานะผู้ชมมากประสบการณ์ สิ่งแรกที่ออเดรย์สังเกตเห็นคือความแตกต่างของหน้ากากบุคลิก
‘ละโมบ’ คล้ายกับ ‘ตะกละ’ มุมปากฉีกถึงโคนหู แต่ไม่เปิดกว้าง และตาทั้งสองข้างปิดสนิท
‘ราคะ’ กับ ‘ทระนง’ คล้ายคลึงกัน แตกต่างกันที่ดวงตา ของราคะจะดิ่งลงประหนึ่งมองแต่เบื้องล่าง
ดวงตา หู ปาก และจมูกของหน้ากาก ‘ริษยา’ บิดเบี้ยวเล็กน้อย แฝงอารมณ์หม่นหมอง
ดวงตาของหน้ากาก ‘เกียจคร้าน’ ปิดสนิท มุมปากตก ดูคล้ายกับผู้สวมกำลังง่วงนอน
เมื่อเห็นว่าคณะกรรมการทั้งหมดมาถึงแล้ว เดอราลกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“รอสหายอีกหนึ่งคน เขาจะเป็นกรรมการคนที่เจ็ด… ไม่สิ คนที่แปด ผมลืมนับตัวเอง”
กล่าวจบ ร่างหนึ่งเดินเข้ามาจากประตูทางเข้าวิหาร.Aileen-novel.
ร่างดังกล่าวแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ต เสื้อกั๊ก โค้ตกันลมสีดำ หมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง มองผิวเผินก็ทราบทันทีว่าเป็นสุภาพบุรุษมีรสนิยม
แต่หลังจากสังเกตสักพัก ออเดรย์พบว่าใต้เสื้อผ้ามนุษย์ ด้านในเป็นกระต่ายยักษ์เจ้าของดวงตาสีแดงสด ขนขาวราวกับหิมะ
กระต่ายเดินเข้ามาทีละก้าว หยุดลงริมโต๊ะยาวในตำแหน่งข้างออเดรย์
“น่าเสียดาย คุณไม่มีสิทธิ์เลือก” เดอราลยิ้มพลางชี้หน้ากาก ‘โทสะ’
กระต่ายเปล่งเสียงมนุษย์เพศชาย:
“ปรกติแล้วผมเป็นคนอ่อนโยน เป็นโอกาสดีที่จะได้สัมผัสโทสะ”
ขณะกล่าว มันหยิบหน้ากากบุคลิกขึ้นมาสวมบนใบหน้า
หน้ากากดังกล่าวมีดวงตาใหญ่ ปากกว้าง ประหนึ่งพร้อมคำรามในทุกเมื่อ
เมื่อมิสเตอร์โทสะนั่งลงข้างออเดรย์ เดอราลปรบมือทันที
“ผมขอแนะนำสมาชิกใหม่สองคนให้ทุกคนรู้จักอย่างเป็นทางการ… นี่คือมิสทระนง ส่วนนี่คือมิสเตอร์โทสะ พวกเขาต่างเป็นครึ่งเทพและประสบความสำเร็จอย่างมากในขอบเขตของจิตใจ… นอกจากนั้น มิสทระนงจะถูกมอบหมายให้รับผิดชอบกรุงเบ็คลันด์แห่งอาณาจักรโลเอ็น”
กล่าวถึงตรงนี้ เดอราลจ้องหน้าออเดรย์ก่อนจะพูดต่อ
“คุณอาจไม่ทราบ รากฐานของพวกเราคือกลุ่มนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และผู้ศึกษาจิตวิทยาอีกหลายกลุ่ม จุดแข็งของเราคือการกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่มากกว่าตามเมืองเล็กหรือหมู่บ้าน ดังนั้น คณะกรรมการแต่ละคนจึงมีหน้าที่รับผิดชอบเฉพาะเมืองใหญ่และบริเวณโดยรอบ”
เดอราลเสริม
“มิสเตอร์โทสะรับผิดชอบกรุงอัชร่าแห่งลุนเบิร์ก”
“มิสเตอร์ราคะรับผิดชอบกรุงทรีอาร์แห่งอินทิส”
“มาดามละโมบรับผิดชอบกรุงนักบุญมิลลอมแห่งฟุซัค”
“มิสเกียจคร้านรับผิดชอบกรุงเฟเนพ็อตแห่งเฟเนพ็อต”
“มิสเตอร์ริษยารับผิดชอบเมืองทีลิสแห่งอินทิส”
“มิสเตอร์ตะกละรับผิดชอบเมืองคอนสแตนแห่งโลเอ็น”
เมื่อจบการแนะนำตัว เดอราลเสริมต่อ
“วัตถุประสงค์หลักของสมาคมแปรจิตคือการสำรวจ ค้นพบ และวิจัย พวกเราไม่สนใจการขยายขอบเขตอิทธิพล จำนวนคน หรือทรัพยากร จึงไม่มีคณะกรรมการคอยดูแลในเขตทะเลหมอก ทะเลคลั่ง ทะเลโซเนีย และทวีปใต้… แต่แน่นอน อาจมีสมาชิกบางคนออกเดินทางไปยังทวีปใต้เพื่อสำรวจโบราณสถานและค้นคว้าประวัติศาสตร์ ฮะฮะ! ลืมไปเลยว่าผมเองก็เป็น ‘ราชาบัลลังก์มืด’ แห่งห้าห้วงสมุทร…”
นักบุญมิลลอม คอนสแตน ทีลิส… เกือบครึ่งของคณะกรรมการดูแลเมืองใกล้กับทะเล… ออเดรย์สังเกตเห็นปัญหา
เธอเกิดในตระกูลขุนนางและได้รับการศึกษาสูงมาตลอด วิชาภูมิศาสตร์จึงไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ เธอย่อมทราบที่ตั้งของเมืองสำคัญบนทวีปเหนือเกือบทั้งหมด และทราบว่านักบุญมิลลอมแห่งฟุซัค คอนสแตนแห่งโลเอ็น และทีลิสแห่งอินทิส ล้วนเป็นเมืองใหญ่ริมทะเล
แม้จะเทียบไม่ได้กับสามเมืองหลวงอันโด่งดังอย่างเบ็คลันด์ ทรีอาร์ และเฟเนพ็อต แต่เมืองรองริมทะเลก็มีขนาดไม่เล็ก อีกทั้งยังมีเมืองขนาดกลางล้อมรอบจำนวนมาก ส่งผลให้เมืองแถบชายฝั่งทิศเหนือของทวีปเหนือมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด และยังมีจำนวนประชากรมากที่สุด
ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมจุดยุทธศาสตร์สำคัญของสมาคมแปรจิตถึงเป็นแถบแคว้นเลียบทะเล ออเดรย์ไม่เชื่อว่าสมาคมแปรจิตจะไม่สนใจการขยายอำนาจและทรัพยากร
หลังจากคณะกรรมการรู้จักกันแล้ว เดอราลหันมาพูดกับออเดรย์
“มิสทระนง เนื่องจากผลของสงคราม สมาคมแปรจิตประจำกรุงเบ็คลันด์จึงได้รับความเสียหายใหญ่หลวง สมาชิกหลายรายขาดการติดต่อ ผมจะส่งรายละเอียดให้คุณภายหลัง รบกวนช่วยระบุสถานการณ์ของสมาชิกเหล่านั้นและจัดระเบียบใหม่ด้วย… ระหว่างดำเนินการ ผมขอแนะนำว่าคุณไม่ควรใช้ใบหน้าและชื่อจริง แต่ควรลงมือผ่านตัวตนเสมือน เฮอร์วิน·แรมบิสละเลยในเรื่องนี้ อาจเป็นเพราะเขาทะนงตัวเองเกินไป”
ออเดรย์พยักหน้ารับ
เดอราลละสายตากลับ
“หัวข้อสนทนาถัดไปที่จะพูดคุยกันในวันนี้ก็คือ แหล่งกบดานของมังกรจิตในแคว้นเชสเตอร์ตะวันออกของอาณาจักรโลเอ็น… ธรรมเนียมการบูชามังกรในหมู่บ้านฮาร์ตลาร์คมิได้ลดลงเลยตลอดสองปีที่ผ่านมา ผมสงสัยว่ามังกรจิตจะยังคงแอบส่งอิทธิพลไม่ทางใดก็ทางหนึ่งในละแวกนั้น บางทีเราอาจใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อระบุตำแหน่งของมันได้… มีใครอยากจะรับงานนี้ไหม”
หลังจากถามเสร็จ มันนึกขึ้นได้ว่าน้องใหม่อย่างมิสทระนงและมิสเตอร์โทสะยังไม่ทราบสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงอธิบายอย่างคร่าวเกี่ยวกับผลการสำรวจในอดีตและโศกนาฏกรรมตายหมู่ของทีมนักโบราณคดี
ออเดรย์ซึ่งเคยพัวพันกับเรื่องนี้สมัยยังอ่อนแอ เมื่อมองเห็นโอกาสอีกครั้ง เธออดไม่ได้ที่จะใจเต้นแรง ในคราวนี้ หญิงสาวมีเหตุผลเพียงพอที่จะเสนอตัวรับงานอย่างเป็นทางการในนามองค์กร
เธอมิได้ต้องการล่ามังกรจิต เพียงแต่อยากสื่อสารกับอีกฝ่ายเพื่อพัฒนาความรู้ในขอบเขตจิตใจ
อย่างก็ดี หญิงสาวไม่รีบร้อนยกมือเสนอตัว เนื่องจากยังเป็นคณะกรรมการหน้าใหม่
“นี่เป็นเรื่องภายในโลเอ็น พวกเราไม่เหมาะที่จะเข้าไปแทรกแซง” มิสเตอร์ราคะมองไปรอบๆ พลางกล่าวต่อ “เว้นเสียแต่มิสทระนงกับมิสเตอร์ตะกละจะไม่ว่าง”
ออเดรย์อดใจรอสักพัก เมื่อยืนยันว่ามิสเตอร์ตะกละไม่กล่าวคำใด เธอจ้องหน้าเดอราลและกล่าว
“ฉันจะพยายามตรวจสอบให้ แต่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในเชิงลึก”
………………………………………………..
“ที่นี่คือ?” ออเดรย์ถามโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า ประหนึ่งกำลังถามว่าคืนนี้มีงานเลี้ยงที่ไหน
เพาลี·เดอราลผู้อ้างตัวว่าเป็นประธานใหญ่ของสมาคมแปรจิต มองออกไปนอกหน้าต่างพลางยิ้ม
“นี่คือเมืองที่อยู่ภายในใจทุกคน… เมื่อมีผู้คน ย่อมมีเมือง”
ออเดรย์พยักหน้าครุ่นคิด
“กล่าวอีกนัยหนึ่ง เราสามารถเข้ามาที่นี่ได้จากทุกซอกมุมของสังคมมนุษย์?”
เดอราลสูบวีลล์แชร์
“ถูกต้อง”
มันมิได้อธิบายเพิ่มเติม เพียงชี้ไปด้านนอกหน้าต่าง
“ทุกสิ่งที่นี่มีสัญลักษณ์ทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกัน มันถูกเรียกว่า ‘ประสงค์ของเดรัจฉาน’”
ประสงค์ของเดรัจฉาน… ออเดรย์ทวนคำเงียบโดยยังคงรักษามาดสง่างาม สายตามองไกลออกไป
จากบรรดา ‘คนเดินถนน’ นอกจากมนุษย์หมาป่า ยังมีหมีเดินสองขา แมวทำท่าเกียจคร้าน มนุษย์ประหลาดซึ่งมีใบหน้าเป็นจุดเหมือนแมงมุม หนูยักษ์ตาสีแดง และงูเหลือมแลบลิ้น รวมถึงสุนัขบางตัวที่คอยสอดส่องคนเดินผ่านไปผ่านมาด้วยสายตาเปี่ยมอารมณ์ทางเพศ
พวกมันสวมหมวกทรงสูง บ้างก็เสื้อโค้ตกันลม บ้างสวมเดรสยาวสีเข้มซับซ้อน พยายามเลียนแบบมนุษย์ในทุกรายละเอียด แต่ก็มิอาจเหมือนมนุษย์ได้อย่างแท้จริง
รถม้าแล่นท่ามกลางค่ำคืนมืดสลัว แทรกผ่านระหว่างคนเดินเท้ากับอาคารสไตล์โกธิก เพียงไม่นานก็มาถึงวิหารแห่งหนึ่งใจกลางเมือง
วิหารทั้งหลังสูงราวแปดสิบเมตร มีเสาต้นยักษ์คอยค้ำจุน แต่ละต้นมีกะโหลกจำนวนมากฝังอยู่ บางเป็นกะโหลกมนุษย์ บ้างก็เป็นของสิ่งมีชีวิตอื่น แต่เบ้าตากลวงทั้งหมดกำลังจดจ้องมายังเบื้องล่าง ประหนึ่งคอยสอดส่องผู้มาเยือนวิหาร
เฉกเช่นอาคารส่วนใหญ่ในเมือง รายละเอียดของโบสถ์ช่างวิจิตรงดงาม แต่กลับแฝงไว้ด้วยองค์ประกอบเชิงสยองขวัญ ฝันร้าย และลึกลับ
เมื่อก้าวลงจากรถม้าและเดินผ่านประตูทางเข้าหลัก ออเดรย์มองเห็นห้องโถงซึ่งงดงามแต่ว่างเปล่า
ในส่วนลึกของโถงมีไม้กางเขนยักษ์ รอบกางเขนมีรูปปั้นมังกรสีเทาอ่อนเลื้อยพัน
แตกต่างจากวิหารตามปรกติ ห้องโถงของที่นี่ไม่มีม้านั่งให้สาวก ไม่มีเชิงเทียน มีเพียงโต๊ะยาวตัวเล็กด้านหน้ารูปปั้นมังกร ฝั่งละห้าที่นั่ง หัวท้ายโต๊ะว่างเปล่า
เพาลี·เดอราลบังคับวีลล์แชร์ตรงไปยังโต๊ะยาวพร้อมกับชี้ฝั่งซ้ายมือ
“เชิญนั่ง”
ออเดรย์เดินตามเข้าไปอย่างไม่รีบร้อน ชำเลืองมองซ้ายขวา ดึงเก้าอี้ออกมานั่ง
หญิงสาวมิได้สนิทหรือห่างเหินกับประธานใหญ่แห่งสมาคมแปรจิตมากนัก เธอแสดงความระแวงเล็กน้อย แต่ก็ไม่เกินงาม
เพาลี·เดอราลยกมือขึ้น ประสานมือวางลงบนผิวโต๊ะยาว
“มิสออเดรย์ ผมมีบางสิ่งอยากถามคุณ”
“เชิญค่ะ” ออเดรย์เบือนศีรษะเล็กน้อย ตอบสนองสายตาของอีกฝ่ายด้วยดวงตาสีเขียว
เดอราลพยักหน้าเล็กน้อยและกล่าว
“ผมอยากทราบว่า คุณเลื่อนเป็นลำดับ 4 จอมบงการได้อย่างไร นำสูตรโอสถและตะกอนพลังมาจากไหน”
ออเดรย์ตอบอย่างใจเย็น
“จากการแลกเปลี่ยนค่ะ… ลูกค้าต้องการความช่วยเหลือจากครึ่งเทพเส้นทางผู้ชม แลกเปลี่ยนกับสูตรโอสถและตะกอนพลังจอมบงการ”
เดอราลหัวเราะ
“มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ? การแลกเปลี่ยนที่ใจกว้างแบบนี้ ไม่ต่างอะไรกับการมอบของขวัญให้ลูกสาว… รบกวนช่วยบอกได้ไหมว่าคุณเสนอความช่วยเหลืออีกฝ่ายในรูปแบบใด”
“รุมฆ่าครึ่งเทพหนึ่งคน เพื่อจะจัดการกับเป้าหมายรายนี้ จำเป็นต้องพึ่งพาพลังการแทรกซึมจิตใจ” ออเดรย์อธิบายสองประโยคสั้นๆ
สีหน้าแววตาของออเดรย์สงบนิ่งมาก ประหนึ่งกำลังอธิบายการบ้านที่ครูสอนพิเศษมอบให้
คิ้วซึ่งหนาและยาวของเดอราลขยับเล็กน้อย
“สำเร็จไหม?”
“ยังต้องถามด้วยหรือ” ออเดรย์ตอบอ้อมค้อม
เดอราลจดจ้องหญิงสาวขึ้นลงสองสามครั้ง ประหนึ่งอีกฝ่ายคือจอมบงการผู้สังหารครึ่งเทพนิรนามด้วยตัวเอง
ออเดรย์อ่านความคิดอีกฝ่ายออก จึงเสริม
“ดิฉันเป็นแค่หนึ่งในผู้เข้าร่วม”
เดอราลพยักหน้า
“คุณพอจะทราบไหมว่า อีกฝ่ายนำสูตรโอสถและตะกอนพลังมาจากไหน”
“เขาไม่ได้ตอบคำถามนี้มาตรงๆ” ออเดรย์ตอบด้วยประโยคที่คิดเตรียมไว้นานแล้ว
“เขา? บอกได้ไหมว่าเขาที่ว่าเป็นใคร” เดอราลถามหลังจากไตร่ตรอง.ไอรีนโนเวล.
ออเดรย์คอยระวังการโจมตีจากบุคลิกเสมือนของอีกฝ่ายตลอดเวลา แต่ตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน ทางนั้นกลับมิได้สร้างความผิดปรกติใดเลย
ส่งผลให้ออเดรย์สงสัยว่า อีกฝ่ายอาจไม่จำเป็นต้องบุกรุกเกาะแห่งจิตโดยตรง แค่คอยสังเกตความเคลื่อนไหวของทะเลจิตใต้สำนึกรวมก็สามารถเข้าใจความคิดที่แท้จริงได้
เธอไม่ปิดบัง ตอบอย่างใจเย็น
“เกรงว่านั่นจะเป็นการผิดข้อตกลงระหว่างดิฉันและเขา… การรักษาสัญญาควรเป็นศีลธรรมพื้นฐานของโลกใบนี้ไม่ใช่หรือ ยิ่งเป็นโลกเหนือธรรมชาติก็ยิ่งสำคัญ”
กล่าวจบ ออเดรย์เป็นฝ่ายเริ่มพูด
“หากคุณไม่เชื่อใจดิฉันเพียงเพราะมิอาจเปิดเผยข้อมูล นั่นไม่เป็นไร… ดิฉันสามารถดำรงตำแหน่งสมาชิกทั่วไปต่อไป และสร้างคะแนนผลงานเพื่อแลกกับงานวิจัยทางจิตวิทยาและวัสดุที่ดิฉันต้องการ”
เดอราลยิ้มเมื่อได้ยิน
“ทุกคนล้วนมีความลับ นั่นเป็นเรื่องปรกติ สิ่งที่ผมต้องการประเมินก็คือ ความลับของคุณจะส่งผลต่อความปลอดภัยของสมาชิกคนอื่นในสมาคมแปรจิตหรือไม่”
มันต้องออเดรย์ด้วยสายตาลุ่มลึก
“คุณพอจะบอกได้ไหมว่ารู้จักกับลูกค้ารายนี้ได้อย่างไร”
“ดินฉันจำได้ว่าเคยส่งรายงานไปแล้ว ก่อนเข้าร่วมสมาคมแปรจิต ดิฉันเคยพบผู้วิเศษจำนวนหนึ่งในแวดวงชุมนุมลับ” ออเดรย์เล่าความจริง ซึ่งจริงกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว
ส่วนข้อเท็จจริงและรายละเอียดจะเป็นเช่นไร นั่นมันอีกเรื่อง
นอกจากนั้น ‘การหายตัวไป’ ของเฮอร์วิน·แรมบิสซึ่งมีต้นตอจากการที่เฮอร์วิน·แรมบิสต้องการสืบสวนฟอร์สและซิล ต่างเป็นข้อเท็จจริงที่ทั้งสองฝ่ายรับรู้แต่ไม่ได้พูดออกมา
เดอราลดึงมือออกจากโต๊ะ วางไว้บนหน้าท้อง
“อีกหนึ่งคำถาม คุณได้พบเฮอร์วิน·แรมบิสครั้งสุดท้ายเมื่อไร”
ออเดรย์ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ดิฉันจำได้ว่าเคยส่งรายงานไปแล้ว”
หลังจากการตายของเฮอร์วิน·แรมบิส หญิงสาวมิได้ขาดการเชื่อมต่อกับสมาคมแปรจิตในทันที ยังคงรักษาสายสัมพันธ์กับเบื้องบนผ่านฮิลเบิร์ต สตีเฟ่น และเอสลันด์ แต่เมื่อสงครามย่างกรายเข้ามาใกล้กรุงเบ็คลันด์ เธอกลับพบว่าตนไม่สามารถติดต่อกับสมาคมแปรจิตด้วยเหตุผลหลากหลายประการ
“ผมอยากยืนยันอีกครั้งด้วยตัวเอง” เดอราลกล่าวอย่างใจเย็น
ออเดรย์พยักหน้า
“ครั้งสุดท้ายที่ดินฉันเห็นท่านกรรมการเฮอร์วิน·แรมบิส คือเมื่อครั้งอยู่ในคฤหาสน์ของไวเคาต์กายลิน ในช่วงเวลาดังกล่าว ดิฉันทำตามคำสั่งของเขาโดยการสะกดจิตเพื่อนผู้วิเศษสองคนและถามว่า เหตุใดพวกเธอถึงสืบสวนไวเคาต์สตาร์ฟอร์ด และใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง… ในเวลานั้น ท่านกรรมการเฮอร์วิน·แรมบิสเองก็อยู่ใกล้ๆ เพื่อยืนยันว่าไม่มีข้อผิดพลาด และเมื่อทราบคำตอบ เขาก็จากไปทันที… หลังจากวันนั้น ดิฉันก็ไม่ได้พบกับเขาอีกเลย”
ขณะตอบ ออเดรย์ยังคงป้องกันเกาะแห่งจิตของตน แต่สุดท้ายก็ผ่านไปอย่างเงียบสงบโดยไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ฉากดังกล่าวไม่เพียงไม่ทำให้ออเดรย์ผ่อนคลาย ตรงกันข้าม เธอยิ่งทวีความหวาดระแวง ไม่กล้าแม้แต่จะคิดเกี่ยวกับมิสเตอร์ฟูลหรือเดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์
อย่างไรก็ดี มีหนึ่งสิ่งที่หญิงสาวยึดมั่น: หากเธอตกอยู่ในอันตรายเนื่องจากความลับถูกเปิดเผย มิสเตอร์ฟูลจะต้องปกป้องอย่างแน่นอน
“เหมือนกับคำตอบก่อนหน้า…” เดอราลพยักหน้าเชื่องช้า
จากนั้น มันจ้องดวงตาสีเขียวของออเดรย์และกล่าวอย่างใจเย็น
“ผมไม่สามารถใช้การสืบแบบย้อนกลับเพื่อตรวจสอบที่มาของตะกอนพลังในตัวคุณได้ ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่า เบื้องหลังของผู้จัดหาตะกอนพลังให้กับคุณ มีตัวตนที่ยิ่งใหญ่เหนือจินตนาการคอยสนับสนุนอยู่”
ออเดรย์พยักหน้าเล็กน้อย เป็นนัยว่าไม่ปฏิเสธ
“ผมคงไม่สามารถบังคับมิให้คุณร่วมมือกับใคร หรือทำธุรกิจกับใคร นั่นเป็นไปไม่ได้เลย แต่ผมก็หวังว่าคุณจะให้คำมั่นสัญญาง่ายๆ ว่าจะไม่เปิดเผยข้อมูลของสมาคมแปรจิตให้ใครรับทราบ หรืออย่างน้อย หากคุณต้องการว่าจ้างคนนอก ก็ช่วยทำให้ข้อมูลมีความลับมากที่สุด” เดอราลกล่าวขณะจ้องหน้าหญิงสาว
ออเดรย์ตอบโดยไม่ลังเล
“ดิฉันให้สัญญาว่า จะไม่บอกข้อมูลของสมาคมแปรจิตกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่ไม่คู่ควรจะทราบ”
เธอฉวยโอกาสใช้คำว่า ‘สิ่งมีชีวิตทุกชนิด’ เพื่อสร้างช่องโหว่ในคำสัญญา
ทันทีที่สิ้นเสียง หญิงสาวสัมผัสได้ว่ามีมวลความคิดก่อตัวขึ้นบนเกาะแห่งจิตของเธอ
มวลความคิดเหล่านี้ถักสานกันเป็นตาข่ายมายา แทรกซึมเข้าไปในเกาะแห่งจิตของออเดรย์และผสานเข้ากับจิตใต้สำนึก
นี่คือ ‘ตาข่ายยับยั้ง’ ซึ่งเกิดจากพลังวิญญาณของออเดรย์เอง แม้ว่าเธอจะกลายเป็นเทวทูตก็มิอาจปลดมันออก ออเดรย์จะสูญเสียเจตนาในการพูดคุยเรื่องของสมาคมแปรจิตต่อหน้าคนนอกหรือคนที่ไม่คู่ควรจะรับรู้
และเธอก็จะไม่ตระหนักถึงเรื่องนั้น
เขาไม่ได้บุกรุกเกาะแห่งจิต แต่อาศัยคำพูดของเราในการสร้างคำสัญญา… ขณะออเดรย์ตื่นตระหนกภายในใจ ภายนอกของเธอมิได้แสดงออกมากนัก
แต่แน่นอน เธอมิได้ข่มอารมณ์โดยสมบูรณ์ การเผยความประหลาดใจเล็กๆ เป็นปฏิกิริยาที่จอมบงการพึงมี
แต่จากเหตุการณ์เมื่อครู่ เธอเริ่มสงสัยว่าเมืองแห่งจิตใจแห่งนี้อาจไม่ธรรมดา หรือไม่ก็เป็นตัวเดอราลเองที่มีระดับเกินกว่านักบุญไปแล้ว
ได้ยินคำมั่นสัญญาจากออเดรย์ เดอราลชี้ไปทางโต๊ะยาวด้วยสีหน้าพึงพอใจ
“นับแต่นี้ไป คุณคือคณะกรรมการของสมาคมแปรจิต… คุณต้องเลือกหน้ากากบุคลิกเพื่อใช้เป็นโค้ดเนม”
กล่าวจบ หน้ากากมายาสีเทาอ่อนเจือความเย็นชาจำนวนเจ็ดอันปรากฏขึ้นบนโต๊ะยาว โดยห้าจากเจ็ดวางอยู่หน้าเก้าอี้ราวกับมีเจ้าของแล้ว
“หน้ากากบุคลิกเหลืออยู่สองอัน หนึ่งคือ ‘โทสะ’ อีกหนึ่งคือ ‘ทระนง’” เดอราลอธิบาย “พวกมันมาจากพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้สร้างแห่งยุคสมัยที่สาม”
ออเดรย์ไตร่ตรองเพียงครู่เดียว ก่อนจะยื่นมือจับหน้ากากซึ่งปราศจากความโกรธ
“ดิฉันเลือก ‘ทระนง’”
เดอราลชำเลืองสายตา จากนั้นก็กล่าวพลางยิ้ม
“ตัวเลือกเดียวกับเฮอร์วิน·แรมบิส”
…………………………………………
จัสมินเชื่อว่าตนควรหวาดกลัว แต่เมื่อได้เผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงเบื้องหน้า ภายในใจกลับแทบไม่เกิดอารมณ์รุนแรง คล้ายกับหลังจากผ่านความเสียใจมาเป็นเวลานาน ร่างกายและจิตใจสงบลงโดยไม่รู้ตัว
“ได้สิ พวกคุณอยากรู้เรื่องอะไร” หลังจากชำเลืองพ่อแม่ที่กำลังเผยสีหน้าสับสน หญิงสาวถามเจือความลังเล
ตำรวจหญิงผู้มีตำแหน่งเป็นสารวัตรชี้ไปทางประตูห้อง
“เข้าไปคุยกันข้างในเถอะ”
เธอไม่ได้บอกให้พ่อแม่ของจัสมินออกไป แค่สั่งให้ตำรวจสองนายซึ่งมาด้วยกันคอยเฝ้าประตู
หลังจากประตูห้องปิดลง หญิงสาวดึงเก้าอี้กลมหยาบๆ มานั่งด้วยท่าทีผ่อนคลาย
ฉากดังกล่าวทำให้ความเครียดของจัสมินและพ่อแม่ลดลง
“เรียกฉันว่ามาดามเกรย์ก็ได้” เจ้าหน้าที่ตำรวจแนะนำตัวเอง จากนั้นก็ชี้ไปทางเก้าอี้อีกตัวและเตียงนอกห้อง “เชิญนั่ง”
เมื่อทุกคนในห้องนั่งลง เกรย์ยิ้มและพูดกับจัสมิน
“ดิฉันได้รับรายงานว่า ไม่นานมานี้มีเหตุการณ์เหนือธรรมชาติเกิดขึ้นกับคุณ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ชายรอบตัวมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะมีกิจกรรมทางเพศกับคุณให้ได้ เป็นอารมณ์รุนแรงจนผิดวิสัย… ไม่ได้หมายความว่าในกลุ่มคนเหล่านั้นไม่มีคนชั่วปะปนอยู่ เพียงแต่อัตราส่วนสูงผิดจากปรกติ สูงจนชวนให้ประหลาดใจ”
กล่าวถึงตรงนี้ เกรย์กวาดตาไปทั่วใบหน้าจัสมิน
“เท่าที่ดิฉันทราบ คุณได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุไฟไหม้ระหว่างสงคราม ใบหน้าเสียโฉมจนมิอาจรักษา แต่ปัจจุบัน ฉันกลับมองไม่เห็นภาวะดังกล่าวแม้แต่น้อย คุณมีสิ่งใดต้องการพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหม”
จัสมินเริ่มเครียดอีกครั้ง ไม่กล้าปิดบังสิ่งใด กล่าวออกไปด้วยท่าทีตื่นตระหนก
“เมื่อคืน ฉันออกไปร่วมงานเทศกาลที่จัตุรัสเทศบาล ระหว่างเดินผ่านถนนเส้นหนึ่ง ฉันได้พบกับนักมายากลผู้เรียกตัวเองว่าเมอร์ลิน·เฮอร์มิส เขาแนะนำตัวเองว่าเป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องจักรที่ชื่อ ‘เครื่องแจกพรอัตโนมัติ’ เพียงหยอดเหรียญหนึ่งเพนนีลงไป กระซิบความปรารถนา และหมุนคันโยก ความปรารถนาก็จะกลายเป็นจริง… เขาบอกว่าฉันเป็นลูกค้ารายแรก จึงได้ทดลองใช้งานฟรีหนึ่งครั้ง จ…จากนั้น ร่างกายของฉันก็กลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อน ราวกับบาดแผลที่ผ่านมาไม่เคยเกิดขึ้น… คุณตำรวจ นี่คือความจริง คุณต้องเชื่อฉัน”
กล่าวจบ เธอมองไปทางมาดามเกรย์และผู้ช่วย จากนั้นก็มองพ่อแม่เพื่อขอให้ทั้งสองช่วยยืนยัน
ทว่า พวกมันยืนกรานอย่างชัดเจน:
“จะเป็นแบบนั้นได้ยังไง? โลกนี้ไม่มีทางมีเครื่องจักรที่ตอบสนองความปรารถนาของผู้อื่นโดยอัตโนมัติ… ไม่มีทางที่เรื่องดีๆ จะเกิดขึ้นได้ด้วยเงินแค่หนึ่งเพนนี… แถมลูกค้ารายแรกยังใช้งานฟรีอีก!”
เกรย์และผู้ช่วยมิได้เปลี่ยนสีหน้า ทำให้จัสมินยากจะคาดเดาว่าพวกมันเชื่อหรือไม่
“เล่าต่อได้” เมื่อเห็นเธอหยุด เกรย์พยักหน้าให้กำลังใจ
จัสมินเล่าตั้งแต่ต้นจนจบ ประกอบด้วยการพาตัวเองกลับบ้านเพื่อหาเศษเหรียญ ขอพรให้พ่อแม่กลับมาแข็งแรง และขอพรให้ตัวเองสวย จากนั้นก็ปิดท้ายด้วย:
“ตอนนั้นฉันสวยขึ้นมากจริงๆ สวยจนละสายตาไม่ได้เลย มันทำให้ฉันได้รับน้ำใจจากผู้คนรอบข้างอย่างล้นหลาม แต่แล้ว ฉันค่อยๆ หวาดกลัวสายตาจากผู้ชายรอบตัว… หลังจากนั้น พ่อแม่จำฉันไม่ได้และไล่ฉันออกจากบ้าน ฉันกลัวมาก กลัวมากจริงๆ … ในท้ายที่สุด ฉันกลับไปยังถนนเส้นเดิมและขอพรข้อที่สาม จริงสิ มิสเตอร์เมอร์ลิน·เฮอร์มิสบอกว่าพรข้อแรกไม่นับ เพราะเป็นรอบทดลองใช้ ไม่รวมอยู่ในกฎห้ามขอพรเกินสามข้อ… สรุปก็คือ ฉันขอให้กลับไปมีใบหน้าแบบเดิม และเดินทางกลับมาที่นี่จนได้พบกับทุกคน”
ได้ยินเช่นนั้น พ่อแม่ของจัสมินหวนนึกถึง ‘โจร’ สาวสวยเมื่อคืน
จากนั้น พวกมันพบว่าสุขภาพของตนดีขึ้นจากเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัด สายตาดีขึ้น แขนมีเรี่ยวแรง ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
พวกมันเริ่มเชื่อคำอธิบายของจัสมิน แต่ขณะเดียวกันก็ยิ่งทวีความหวาดกลัว ประหนึ่งได้พานพบปีศาจตามตำนานเมือง
เกรย์พยักหน้ารับอ่อนโยน
“ดิฉันเคยพบเจอหลายสิ่งที่อยู่เหนือจินตนาการมนุษย์ แต่ขอสารภาพตามตรงว่า นี่คือครั้งแรกที่ได้ยินเรื่องเกี่ยวกับเครื่องแจกพรอัตโนมัติ… เมื่อเทียบกับตะเกียงวิเศษประทานพรและบ่อน้ำแห่งการอธิษฐานตามตำนานเมือง เรื่องนี้เป็นไปในทำนองเดียวกัน แต่ฟังดูสมัยใหม่กว่า”
เว้นวรรคสักพัก สีหน้าของเกรย์เริ่มขึงขัง
“ในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายมากประสบการณ์ ฉันจะมอบคำแนะนำให้คุณสามข้อ: ประการแรก ห้ามเชื่อในเรื่องทำนองเดียวกันอีกเป็นอันขาด ในหลายกรณี การเติมเต็มความปรารถนาอย่างง่ายดายมักมาพร้อมหายนะใหญ่หลวง ไม่ผิดนักที่จะเรียกว่าเป็นการล่อลวงจากปีศาจ”
จัสมินพยักหน้าหนักแน่น เป็นนัยว่าเธอไม่กล้าทำอีกแล้ว – ประสบการณ์ล่าสุดยังทำให้เธอผวามาจนถึงปัจจุบัน
“ประการที่สอง รีบไปที่วิหารโดยเร็ว สารภาพสิ่งนี้กับบิชอปและขอให้เขาช่วยชำระล้าง” เกรย์กวาดสายตาไปรอบตัว “ไปทั้งครอบครัว”
เมื่อเห็นว่าจัสมินและพ่อแม่ต่างคิดที่จะไปอยู่แล้ว เกรย์จ้องจัสมินและพูดอีกครั้ง
“แผนกของฉันยังขาดเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน คุณสามารถเข้าทำงานกับเราได้ ด้วยวิธีนี้ ฉันจะถือโอกาสจับตามองคุณและคอยช่วยเหลือได้ทันท่วงที สำหรับค่าจ้าง คุณจะได้ในอัตราเดียวกับข้าราชการ”
ค่าจ้างเท่าข้าราชการ… ได้รับความคุ้มครอง… มีแต่ได้กับได้ไม่ใช่หรือ? จัสมินถามอย่างไม่เชื่อหู
“แผนกอะไรหรือคะ”
เกรย์ยิ้ม
“ฉันจะทิ้งที่อยู่ไว้ให้ พรุ่งนี้ไปพบฉันที่สำนักงาน พวกเราจะคุยรายละเอียดกันที่นั่น”
“…ค่ะ” จัสมินกำลังอยู่ในภาวะตื่นตระหนกและลนลาน ขอเพียงหางตาชำเลืองเห็นฟาง เธอจะคว้าไว้โดยไม่ลังเล
…
หนึ่งสัปดาห์ถัดมา จัสมินเข้าร่วมทีมเหยี่ยวราตรีประจำเมืองลิมอนอย่างเป็นทางการในฐานะเจ้าหน้าที่พลเรือน
“หัวหน้าคะ เครื่องโทรเลขเสีย” เธอเคาะประตูห้องทำงานของเกรย์พลางกล่าวอย่างสุภาพ
เกรย์วางเอกสารข้อมูลลง ยกมือขึ้นลูบหน้าผาก:
“แจ้งกับสถานีตำรวจและให้พวกเขาช่วยจัดการ… เฮ้อ ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงขอให้พวกจิตแห่งจักรกลช่วย และปัญหาก็จะถูกแก้ไขในทันทีอย่างมีประสิทธิภาพ… แต่ตอนนี้… เฮ้อ ช่างมันเถอะ…”
เมื่อจัสมินเดินจากไป เกรย์หยิบเอกสารข้อมูลขึ้นมาอ่านอีกครั้งอย่างตั้งใจ
นี่คือข้อมูลเกี่ยวกับ ‘เครื่องแจกพรอัตโนมัติ’ ซึ่งเหยี่ยวราตรีรวบรวมได้ตลอดหนึ่งสัปดาห์เต็ม
หลังจากคดีจัสมิน เหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง!
อ่านข้อมูลจบ เกรย์คลี่กระดาษ หยิบปากกาหมึกซึมขึ้นมาเขียนจดหมายทางการเพื่อรายงานไปยังอาร์ชบิชอปแห่งมุขมณฑลคอนสแตนและมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์
“ในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ไม่ปรกติเกิดขึ้นมากมายในเมือง ส่วนใหญ่เกี่ยวกับเครื่องจักรประหลาดนามว่าเครื่องแจกพรอัตโนมัติ จากข้อมูลที่รวบรวมได้จนถึงปัจจุบัน มันถูกสร้างขึ้นโดยนักมายากลพเนจรนามว่าเมอร์ลิน·เฮอร์มิส แต่เรายังไม่ควรตัดความเป็นไปได้ในด้านอื่น อย่างน้อยดิฉันก็คิดว่า เมอร์ลิน·เฮอร์มิสอาจเป็นเพียงภาพลวงตาที่สร้างขึ้นโดยเครื่องจักรเพื่อล่อลวงให้คนมาขอพร…”
“ตัวเครื่องมีสีทองเหลือง ติดกระจกทึบแสง ด้านในเป็นเฟือง ตลับลูกปืน หมุด ท่อโลหะ และชิ้นส่วนกลไกอื่นๆ พิจารณาจากภายนอก ดูคล้ายกับเป็นผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมสมัยใหม่…”
“คดีที่หนึ่ง: เด็กสาวถูกไฟคลอกจนเสียโฉม เธอพบกับเครื่องแจกพรอัตโนมัติบนถนนฟิลด์ใกล้กับจัตุรัสเทศบาล… ความปรารถนาข้อแรกของเธอคือการเปลี่ยนกลับไปเป็นสภาพเดิมก่อนถูกไฟคลอก ผลลัพธ์ก็คือ เธอได้ตามที่ขอ… ความปรารถนาที่สอง เธอขอให้สุขภาพของพ่อแม่กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ผลลัพธ์ก็คือ เธอได้ตามที่ขอ… ความปรารถนาที่สาม เธอขอให้ตัวเองกลายเป็นคนที่สวยมากมากมาก ผลลัพธ์ก็คือ เธอได้ตามที่ขอ กลายเป็นคนใหม่ซึ่งดูไม่เป็นตัวเอง เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ ผู้ชายรอบตัวยากจะต้านทานแรงกระตุ้น…”
“เธออ้างว่าตัวเองเป็นคนแรกที่ได้ใช้งานเครื่องแจกพรอัตโนมัติ จึงได้รับสิทธิ์ในการขอพรฟรีหนึ่งครั้ง ครั้งสุดท้ายจึงใช้มันเพื่อยกเลิกพรข้อที่สาม…”
“คดีที่สอง: ทหารผ่านศึกซึ่งเข้าร่วมสมรภูมิแนวต้านเมืองลิมอน เขาได้รับอาการป่วยทางจิตอย่างรุนแรงระหว่างสงคราม ได้พบเครื่องแจกพรอัตโนมัติริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง… ความปรารถนาข้อแรก เขาขอพรให้สภาพจิตใจของตัวเองฟื้นฟูกลับไปเหมือนช่วงก่อนสงคราม ผลลัพธ์ก็คือ เขาได้ตามที่ขอ… ความปรารถนาข้อที่สอง เขาขอพรให้ตัวเองหล่อขึ้นจนถึงระดับนายแบบปกนิตยสาร ผลลัพธ์ก็คือ เขาได้ตามที่ขอ… ความปรารถนาข้อที่สาม เขาขอพรให้ได้เงินหนึ่งแสนเหรียญทองและกลายเป็นเศรษฐี ผลลัพธ์ก็คือ เจ้าของบริษัทเหล็กกล้าลิมอนตกหลุมรักเขาและขอแต่งงาน ทรัพย์สินของสตรีคนดังกล่าวสูงถึงเกือบสองแสนเหรียญทอง…”
“ทหารผ่านศึกคนนี้ไม่ต้องการเป็นสามีของสตรีวัยกลางคนซึ่งหนักกว่าสองร้อยปอนด์ทั้งที่มีส่วนสูงต่ำกว่ามาตรฐาน ข้อเสียของเธอคือเป็นคนอารมณ์ค่อนข้างรุนแรง แต่เธอกำลังจะทิ้งลิมอนเพื่อลงใต้ หากวันนั้นมาถึง เขาก็ไม่ต้องทำงานอีกต่อไป ได้กลายเป็นเจ้าของทรัพย์สินมูลค่าหนึ่งแสนปอนด์อย่างง่ายดาย… ในแง่หนึ่ง ความปรารถนาของเขาเป็นจริงแล้ว เพียงแต่เขาไม่ยอมรับไว้เอง…”
“คดีที่สาม…”
“คดีที่สี่…”
“คดีที่ห้า: ครูของโรงเรียนรัฐบาล เธอได้พบกับเครื่องแจกพรอัตโนมัติในตรอกใกล้กับวิหารวายุสลาตัน… ความปรารถนาข้อแรก เธอขอพรให้ตัวเองดูดีขึ้น เพื่อที่จะไม่ต้องถูกนักเรียนรังเกียจ และไม่ถูกเพื่อนร่วมงานห่างเหินเพราะรูปร่างหน้าตา ผลลัพธ์ก็คือ เธอได้ตามที่ขอ… ความปรารถนาที่สอง เธอขอพรให้เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ผลลัพธ์ก็คือ เธอได้ตามที่ขอ – เนื่องจากเธอสอนเก่งเป็นทุนเดิม เมื่อปราศจากข้อจำกัดทางด้านหน้าตา ในไม่ช้าเธอก็กลายเป็นครูที่ได้รับความนิยมสูงในหมู่นักเรียน ไต่เต้าไปจนถึงตำแหน่งรองอาจารย์ใหญ่แผนกการสอน…”
“ความปรารถนาที่สาม เธอขอพรให้มีสามีหน้าตาดี มาจากตระกูลใหญ่ อุปนิสัยใจคอดีเยี่ยม และทำงานเป็นเลิศ ผลลัพธ์ก็คือ เธอได้รับหุ่นกระบอกพูดได้ เคลื่อนไหวได้ มีสติปัญญาพอประมาณ มีสัญญาณชีพ และมีหน้าตาค่อนข้างหล่อเหลา ประหนึ่งเป็นผลงานการรังสรรค์จากสุดยอดปรมาจารย์ สามารถปรับแต่งนิสัยได้ตามต้องการ ความสามารถสูงในทุกด้าน หากไม่นับเรื่องที่ไม่ใช่มนุษย์ มันแทบไม่มีข้อเสีย…”
“คดีที่หก…”
“…”
“เมื่อรวบรวมข้อมูลจากทุกคดีเข้าด้วยกัน เราสามารถตั้งข้อสันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่า:”
“เครื่องแจกพรอัตโนมัติสามารถปรากฏที่ใดก็ได้ในลิมอน ขอบเขตของการสุ่มกว้างมาก ปัจจุบันยังไม่พบรูปแบบของการปรากฏตัว…”
“ความปรารถนาส่วนใหญ่จะได้ตามที่ขอ มีเพียงส่วนน้อยที่บิดเบี้ยว โดยมากมักจะเกิดกับพรข้อที่สาม อย่างไรก็ดี นั่นอาจเป็นเพราะว่าผู้ขอพรเริ่มได้ใจเมื่อถึงพรข้อที่สาม จึงเรียกร้องในสิ่งที่โลภเกินตัว…”
“ความปรารถนาที่เติมเต็มส่วนใหญ่เป็นการแก้ไขรูปลักษณ์ แต่ก็สามารถประทานพรได้ทุกแง่มุม เกือบจะครอบจักรวาล…”
“ความถี่ของการปรากฏตัวไม่สม่ำเสมอ…”
“นี่เป็นลักษณะโดยทั่วไปของสมบัติปิดผนึก และเห็นได้ชัดว่ามีระดับอันตรายเกินกว่า 2 ดิฉันหวังว่าอาร์ชบิชอปหรืออาวุโสใหญ่จะลงมาจัดการคดีนี้ด้วยตัวเอง หรือไม่ก็ช่วยแจ้งวิธีผนึกอย่างมีประสิทธิภาพ…”
…
บนรถไฟไอน้ำที่แล่นออกจากลิมอน ไคลน์กำลังตรวจสอบความคืบหน้าในการย่อยโอสถผู้ชี้นำปาฏิหาริย์
……………………………
Related
ถ้าสั่งสมความปรารถนาเพิ่มอีกสักนิด คงใช้เวลาไม่นานในการตอบสนองความปรารถนาของชาวเมืองจันทราที่จะมีใบหน้าปรกติ และนั่นจะกลายเป็นปาฏิหาริย์ครั้งใหญ่… นอกจากนั้น เรายังสามารถสรุปกฎการสวมบทบาทเป็นผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ได้เพิ่มเติม โอสถจะย่อยเสร็จเมื่อไรก็ขึ้นอยู่กับเวลาแล้ว อาจเสร็จสมบูรณ์ภายในปีนี้เลย… ไคลน์ละสายตาจากหน้าต่าง ยกแขนซ้ายขึ้นพลางเชิดตุ๊กตาซึ่งสวมอยู่ในมือ หยอกล้อกับเด็กเล็กฝั่งตรงข้าม
การทำเช่นนี้ทำให้มันดูเหมือนนักมายากลพเนจรมากขึ้น
หากต้องการ ชายหนุ่มยังสามารถใช้ไม้เท้าแห่งชีวิตหรือการ ‘ปลูกถ่าย’ เพื่อทำให้ตุ๊กตาในมือมีชีวิตขึ้นมา
ขณะหยอกล้อกับเด็ก ไคลน์ปล่อยความคิดล่องลอย มันกำลังพิจารณาว่า ตนควรสร้างเมืองหุ่นเชิดซึ่งจำเป็นสำหรับพิธีกรรมเลื่อนลำดับไว้ที่ใด
เมืองหุ่นเชิดต้องมีปฏิสัมพันธ์กับโลกความจริงในระดับหนึ่ง จึงจะสร้างพื้นที่ที่สอดคล้องกันบนโลกวิญญาณได้ ซึ่งหมายความว่า เราไม่สามารถสร้างเมืองหุ่นเชิดในดินแดนเทพทอดทิ้ง… ต่อให้ตัดปัจจัยเรื่องที่ไม่สามารถเชื่อมต่อกับโลกวิญญาณ โลกซึ่งขาดสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาคงมิอาจสร้างปฏิสัมพันธ์ในระดับที่เพียงพอ…
ถ้าสร้างไว้บนทวีปเหนือใต้ หรือตามทะเลอาณานิคม เราต้องเพิ่มความระวังให้มาก ก่อนที่พิธีกรรมจะบรรลุ ห้ามมิให้ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองหุ่นเชิดรั่วไหลออกไปเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นอาจถูกก่อกวน แทรกแซง หรือทำลายโดยศัตรูอย่างซาราธและอามุนด์…
การถือกำเนิดของเมืองหุ่นเชิดต้องมีเหตุผลรองรับ และต้องสร้างปฏิสัมพันธ์กับพ่อค้าและมนุษย์โดยรอบโดยไม่เผยความผิดปรกติ หุ่นเชิดทุกตัวต้องมีภูมิหลังที่รัดกุม มีอดีต มีปัจจุบัน และมีอนาคต ทุกคนเดินไปตามชะตากรรมของตัวเอง…
กล่าวคือ เมืองหุ่นเชิดต้องมีความซับซ้อนสูง จำเป็นต้องแบ่งหนอนวิญญาณจำนวนมากเพื่อคอยควบคุมมวลมหาหุ่นเชิด ซึ่งนั่นจะเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะคลุ้มคลั่ง…
หากเป็นสามีภรรยา ก็ต้องทำกิจกรรมที่สามีภรรยาปรกติทำ… พวกที่มีรสนิยมแปลกๆ ก็ต้องยินดีกับเรื่องแปลกๆ ส่วนพวกโรคจิตก็ต้องถูกคนหมู่มากรังเกียจ… ด้วยวิธีนี้ เมื่อคนนอกเดินทางเข้าไปในเมือง อาจได้ยินเสียงประหลาดดังออกมาจากบ้านของหุ่นเชิด…
แต่เรายังเป็นแค่เด็กไร้เดียงสา…
นี่คือรายการ ‘เรียลลิตี้’ ฟอร์มยักษ์ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็น ‘โรงละคร’ ขนาดมหึมา ซึ่งต้องหลอกคนดูให้อยู่หมัด…
ไคลน์พึมพำเงียบพลางคำนวณว่า หุ่นเชิดของตนมีจำนวนเพียงพอแล้วหรือยัง
มันคอยเทียวเดินทางไปมาระหว่างดินแดนเทพทอดทิ้งกับโลกภายนอก เปลี่ยนสัตว์ประหลาดจำนวนมากให้กลายเป็นหุ่นเชิด มีหลายตัวไม่มีตะกอนพลัง นอกจากนั้นยังทดสอบควบคุมหนู แมลงสาบ ยุง และแมลงวันอย่างสมจริง เพื่อให้แน่ใจว่าเมืองหุ่นเชิดของตนมี ‘ด้านมืด’ ที่จริงพอ
จากที่สะสมไว้ในปัจจุบัน เราพอจะสร้างเมืองขนาดเล็กได้แล้ว… เดินทางไปยังดินแดนเทพทอดทิ้งอีกสักสองสามรอบก็น่าจะพอ… ขณะกำลังครุ่นคิด ฉากนิมิตหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าชายหนุ่ม
ณ จุดบนสุดของวังราชาคนยักษ์ซึ่งฉาบไปด้วยแสงสนธยา ประตูซึ่งเปิดค้างไว้เริ่มปิดตัวเองลงอย่างเชื่องช้า
ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นคู่หนึ่งผลักปิดประตูทางเข้าดินแดนเทพทอดทิ้ง
นี่มัน… ดวงตาไคลน์หรี่ลงเล็กน้อย มันพอจะเดาได้เลือนรางว่า ฉากดังกล่าวหมายถึง ‘พระผู้สร้างแท้จริง’ กำลังปิดดินแดนเทพทอดทิ้งอีกครั้ง
นิมิตเมื่อครู่คือพลังลางสังหรณ์ในระดับเทวทูต
ฉากดังกล่าวกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาที หรือไม่กี่วินาทีข้างหน้า
พระผู้สร้างแท้จริงจับอามุนด์ได้แล้ว? หรือยอมยกธงขาว? ปิดดินแดนเทพทอดทิ้งทำไม ไม่อยากให้ใครเข้าไป? ไม่ขี้งกไปหน่อยหรือ? ไคลน์รำพันหลายสิ่งภายในใจ อารมณ์ค่อนไปทางผิดหวัง
แน่นอน ชายหนุ่มมีหุ่นเชิดในปริมาณพอดิบพอดี หรือถ้าไม่พอจริงๆ ก็หาเอาจากในทะเล
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตราชินี
ขณะออเดรย์แต่งตัวเสร็จและส่งสาวใช้ออกไป เตรียมเดินออกไปนอกห้อง เธอเห็นซูซี่ โกลเดนรีทรีเวอร์ตัวใหญ่เดินเข้ามา
“เกิดอะไรขึ้น เวลานี้เธอควรออกไปเดินเล่นไม่ใช่หรือ?” ในฐานะผู้ชมมากประสบการณ์ ออเดรย์สังเกตเห็นความผิดปรกติทันที
ในระยะหลัง หญิงสาวยุ่งอยู่กับการใช้ทรัพยากรในมือเพื่อช่วยเหลือคนงาน เกษตรกร และทหารผ่านศึกซึ่งเผชิญความพิการ เพื่อให้ทุกคนมีชีวิตรอดจนกว่าจะหางานใหม่ทำ หรือไม่ก็จนถึงฤดูเก็บเกี่ยวรอบถัดไป ส่งผลให้มีเวลาคุยกับซูซี่น้อยลง
ขณะเดียวกัน ออเดรย์ยังแอบชี้นำแรงงานบางกลุ่มเพื่อจัดระเบียบสมาคมแรงงานในเบ็คลันด์ขึ้นมาใหม่ คอยรวบรวมชนชั้นรากหญ้าให้เป็นหนึ่งเดียว
จากประสบการณ์ล่าสุด หญิงสาวได้เข้าใจว่าไม่ควรหวังพึ่งพาน้ำใจจากชนชั้นสูงเพียงอย่างเดียว วิธีนี้ไม่ดีในระยะยาว นอกจากนั้น ลำพังปัจเจกบุคคลยังลีบเล็กเกินไปเมื่อต้องเผชิญหน้ากับรัฐบาล เหล่าขุนนางใหญ่ และเหล่าพ่อค้าใหญ่ มีเพียงการปลุกระดมคนหมู่มากเท่านั้นจึงจะมีพลังเพียงพอสำหรับสร้างสมดุล
อาณาจักรโลเอ็นมีสหภาพแรงงานในทุกอุตสาหกรรมมานานแล้ว เพียงแต่บุคคลเบื้องบนของทุกองค์กรนั้นถูกติดสินบนได้ง่าย กลายเป็นอาวุธร้ายที่หันมาทิ่มแทงคนงานด้วยกันเอง
ซูซี่ชำเลืองออเดรย์ด้วยท่าทางปรกติ แต่คล้ายกับเธอควบคุมปากตัวเองไม่ได้ ก่อนจะสั่นอากาศเปล่งเสียงต่ำของผู้ชาย:
“มิสออเดรย์ ผมคือเอริค·เดรก ประธานสมาคมแปรจิต ต้องการพบคุณและหารือเกี่ยวกับการแต่งตั้งให้คุณเป็นคณะกรรมการ ตอนนี้ผมอยู่ในสวนสาธารณะใกล้ๆ”
กล่าวจบ ซูซี่ถอนหายใจยาว กลับมากล่าวด้วยเสียงเดิมของเธอ
“ออเดรย์ มีชายประหลาดกำลังตามหาเธอ! ฉ…ฉัน… ฉันจำหน้าตาของเขาไม่ได้ เขาบรรจุข้อความที่ต้องการถ่ายทอดลงบนเกาะแห่งจิตของฉันโดยตรง!”
รูม่านตาออเดรย์ขยายออกเล็กน้อยก่อนจะหดกลับเป็นปรกติในทันที หญิงสาวพยักหน้าเยือกเย็น
“เขาอยู่แถวไหนของสวนสาธารณะ”
ขณะกล่าว ออเดรย์แอบสร้าง ‘บุคลิกเสมือน’ ส่งเข้าไปในเกาะแห่งจิตของซูซี่ผ่านทะเลจิตใต้สำนึกรวม เพื่อตรวจสอบว่าอีกฝ่ายถูกบิดเบือนจากจิตสำนึกหรือการรับรู้ภายนอกหรือไม่
“ฉันจำไม่ได้… จำได้แค่ว่ากำลังเดินเล่น” ซูซี่เล่าเท่าที่จำได้
จากนั้น เธอกระดิกหางแผ่วเบาตามด้วยกล่าว
“ฉันคิดว่าเธอไม่ควรไป เขาอันตรายมาก”
หลังจากใช้บุคลิกเสมือนยืนยันว่าไม่มีอันตรายใดตกค้างในตัวซูซี่ ออเดรย์ถอนหายใจแผ่วเบา
“ถ้าฉันไม่ไป นั่นจะยิ่งน่าสงสัย ถ้าเป็นแบบนั้นก็คงเลี่ยงอันตรายไม่ได้อยู่ดี บางทีอาจทำให้คนในคฤหาสน์เดือดร้อนไปด้วย”
นอกจากนั้น นี่ยังเป็นโอกาส ตามที่มิสเตอร์แฮงแมนว่าไว้ ยิ่งใกล้ถึงวันสิ้นโลกมากเท่าใด ความพยายามของทุกคนก็ยิ่งมีความหมาย ขอเพียงไม่นำมาซึ่งภัยพิบัติร้ายแรงก็พอ… ออเดรย์ไตร่ตรองในใจ จากนั้นก็กล่าว
“ไม่ต้องห่วง ฉันจะปกป้องตัวเอง… ซูซี่ เมื่อครู่ไม่มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นกับเธอแน่นะ?”
ซูซี่ ‘เห่า’ ใจความว่า:
“ไม่มี… ออเดรย์ เธอจะไปจริงๆ หรือ”
“ใช่” ออเดรย์ตอบฉะฉาน
“พาฉันไปด้วยได้ไหม? ในสายตาคนอื่น ฉันเป็นแค่สุนัขธรรมดา” ซูซี่รวบรวมความกล้าเพื่อร้องขอ
“ไม่ต้อง ไม่จำเป็น อีกเดี๋ยวฉันก็กลับมาแล้ว… ฉันมีเทพคอยคุ้มครอง” ออเดรย์ตอบพลางยิ้ม
หลังจากปลอบใจซูซี่ หญิงสาวใช้พลังล่องหนทางใจเพื่อเดินออกจากคฤหาสน์เหมือนทุกครั้ง
เมื่อเธอเดินออกจากบ้าน บริเวณมุมห้องในชั้นหนึ่ง คนรับใช้ซึ่งกำลังทำความสะอาดได้ก้มหน้าลงพลางกล่าวถ้อยคำที่ตนไม่เข้าใจ:
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย…”
…
บนมิติเหนือสายหมอก ภายในวังโบราณ
ร่างหนึ่งซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้เดอะฟูล จ้องมองจุดแสงแห่งการสวดวิงวอนที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ พลางพบว่า ‘สาวก’ รายนี้ไม่คุ้นหน้าเลยสักนิด
สภาพแวดล้อมของบ้านเหมือนกับคฤหาสน์ของมิสจัสติส… สันนิษฐานว่าเป็นการสวดวิงวอนโดยใช้บุคลิกเสมือนบุกรุกเกาะแห่งจิต… มิสจัสติสใช้วิธีนี้หลบเลี่ยงการจับตามองเพื่อสวดวิงวอนถึงเรา… ร่างบนเก้าอี้เดอะฟูลวิเคราะห์อย่างรวดเร็วก่อนจะโอนสถานการณ์ไปยังร่างต้นของตัวเอง
ไม่กี่วินาทีถัดมา ไคลน์ส่งตัวเองเข้าสู่ปราสาทต้นกำเนิดและปล่อยให้หนอนวิญญาณบนนี้กลับไปยังร่างของตน
นับวันมิสจัสติสยิ่งทำตัวเหมือน ‘ผู้ชม’ มากขึ้นเรื่อยๆ … ไคลน์ชมเชยเงียบ พลางจ้องไปยังดาวแดงตัวแทนจัสติส
…
ภายในสวนสาธารณะซึ่งมีทะเลสาบ
ทันทีที่ออเดรย์ไปถึง เธอเห็นรถม้าคันใหญ่กำลังแล่นเข้ามาใกล้ คนขับเป็นชายวัยกลางคนหน้าตาธรรมดา สวมหมวกทรงสูงใบเก่าและเสื้อนอกสีเข้ม
ทว่า ในสายตาออเดรย์ คนขับรถม้าคันนี้ไม่มีตัวตนอยู่จริง เพราะอีกฝ่ายปราศจากเกาะแห่งจิตหรือปัจจัยเกี่ยวกับจิตด้านอื่น
กล่าวอีกนัยหนึ่ง คนขับรถม้าเป็นเพียงภาพลวงตาหรือหุ่นจำลอง โดยคนขับรถม้าคือตัวม้าเอง
ไม่กี่วินาทีถัดมา รถม้าคันใหญ่หยุดลงตรงหน้าออเดรย์ ประตูห้องโดยสารเปิดออกด้วยเสียงเสียดสี
“เชิญครับ” เสียงบุรุษดังจากด้านใน
ออเดรย์ยกชายกระโปรงขึ้น เดินขึ้นห้องโดยสาร จนได้พบสุภาพบุรุษบนรถเข็นสีดำ
คิ้วของมันเหลืองซีด ขนคิ้วค่อนข้างยาว ผมถูกหวีเรียบ หน้าผากมีรอยย่นเล็กน้อย ใบหน้าซีดเซียวผิดปรกติ
“มิสเตอร์เดอราล คุณตายไปแล้วไม่ใช่หรือ?” ออเดรย์รู้จักสุภาพบุรุษตรงหน้าเป็นอย่างดี และแสดงความตกตะลึงอย่างเหมาะสม
“สำหรับผู้ชม ความตายเป็นเพียงจุดสิ้นสุดของตัวตน ผมยังมีชีวิตอยู่ในละครเรื่องอื่น” สุภาพบุรุษวัยชราบนรถเข็ดสีดำตอบด้วยรอยยิ้ม “นอกจากอดีตที่ปรึกษาทางการแพทย์ของราชวงศ์ ผมยังเป็นอดีตอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนแพทย์เบ็คลันด์ ขณะเดียวกันก็เป็น ‘ราชาบัลลังก์มืด’ บารอส·ฮ็อปกินส์แห่งท้องทะเล รวมถึงผู้สันโดษคนดัง เอริค·เดรก”
“แล้วดิฉันควรเรียกคุณว่าอย่างไร” ออเดรย์ถามอย่างสุภาพขณะใช้หางตาชำเลืองประตูห้องโดยสารซึ่งปิดด้วยตัวเอง
สุภาพบุรุษวัยชราลูบล้อวีลล์แชร์ทั้งสองข้าง:
“จะเรียกผมว่าท่านประธานก็ได้ หรือจะเรียกว่ามิสเตอร์เดอราลต่อไปก็ไม่ขัดข้อง”
จากนั้น มันชี้ไปยังที่นั่งฝั่งซ้ายมือของห้องโดยสาร
“เชิญนั่ง พวกเราจะเปลี่ยนสถานที่ จากนั้นค่อยคุยเกี่ยวกับการแต่งตั้งคุณเป็นคณะกรรมการของสมาคมแปรจิต”
ออเดรย์พยักหน้าแผ่วเบา นั่งลงด้วยความสงบ
หญิงสาวมองออกไปนอกหน้าต่างโดยไม่ปิดบัง ทันใดนั้นก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า เพียงพริบตาที่รถม้าแล่น สวนสาธารณะได้กลายเป็นเมืองประหลาดซึ่งเธอไม่คุ้นเคย ปกคลุมด้วยความมืดมิดยามค่ำคืน
บรรยากาศภายในเมืองมอบความลึกลับและมืดมน เรียงรายไปด้วยอาคารอันงดงามตระการตา มีสุภาพบุรุษสวมหมวกและเสื้อนอกกันลมเดินผ่าน รวมถึงสตรีที่แต่งกายด้วยเดรสสีเข้มซับซ้อน
ขณะดวงตาออเดรย์กวาดผ่าน เธอเห็นสุภาพบุรุษคนหนึ่งด้านข้างรถม้า บนใบหน้าอีกฝ่ายมีขนสั้นสีดำปกคลุม ฟันเขี้ยวแหลมงอกยาวจากปาก
มนุษย์หมาป่า
…………………………
Related
ก่อนหน้านี้ จัสมินเคยชอบสายตาจากเหล่าบุรุษ แต่ปัจจุบัน เธอกลับสัมผัสได้เพียงความน่ากลัว
หญิงสาวเร่งฝีเท้าประหนึ่งถูกพวกฟุซัคไล่ตาม
ในที่สุด จัสมินรีบหนีเข้าหอพักก่อนที่จะถูกใครประชิดตัว
ฟู่ว… หญิงสาวตบหน้าอกตัวเอง ตัดสินใจออกนอกบ้านตอนกลางคืนให้น้อยลง
ในวินาทีนี้เอง เธอเพิ่งตระหนักว่าความงดงามที่เกินพอดีก็มีข้อเสีย
หลังจากใจเย็นลง จัสมินเดินขึ้นบันไดสลัวไปยังชั้นสาม กลับไปหยุดยืนหน้าบ้านและเปิดประตูด้วยกุญแจสร้อย
หญิงสาวเข้าไปใกล้เตียงของพ่อแม่ด้วยความระมัดระวัง จ้องมองใบหน้าคนทั้งสองภายใต้แสงจันทร์
เมื่อเทียบกับตอนที่เธอกลับมาเอาเหรียญ ใบหน้าของพ่อแม่มีน้ำมีนวลขึ้นมาก ผมหงอกและริ้วรอยลดลงอย่างเห็นได้ชัด ปัจจุบันแทบไม่ส่งเสียงกรนอีกแล้ว
สุขภาพของพวกเขากลับเป็นปรกติจริงๆ … จัสมินยิ้มกว้างอย่างมิอาจควบคุม ภายในใจโล่งอกบอกไม่ถูก
เมื่อสัมผัสถึงความเคลื่อนไหว เปลือกตาของมารดาขยับเล็กน้อยก่อนจะลืมขึ้น
จัสมินกลั้นหายใจ ฉีกยิ้มกว้าง เตรียมเซอร์ไพรส์แม่ของตน
แม่ของเธอลุกขึ้นนั่งพลางขมวดคิ้ว ใบหน้าเผยความตื่นตระหนกอย่างชัดเจน
“คุณเป็นใคร!” หญิงสาวแผดเสียงถามก่อนจะกระชากสามีข้างๆ ด้วยพละกำลัง
เราเป็นใคร? จัสมินพลันผงะ ตอบคำถามง่ายๆ ไม่ถูกไปพักใหญ่
ทันใดนั้นเอง พ่อของเธอได้สติตื่น ก่อนจะจ้องลูกสาวตรงหน้าด้วยความสงสัยเจือหวาดระแวง
“ออกไป! ไม่อย่างนั้นฉันจะแจ้งตำรวจ!” แม่ของจัสมินลุกจากเตียง หยิบเชิงเทียนด้านข้างเป็นอาวุธ
“คุณครับ พวกเราไม่ต้อนรับหัวขโมย” พ่อของจัสมินออกคำสั่งไล่ด้วยคำพูดรักษาน้ำใจ
มันทราบดี เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหัวขโมย ต้องพยายามพูดดีกับอีกฝ่าย ไม่อย่างนั้นอาจจุดชนวนให้เกิดความรุนแรงได้ง่าย
หากไม่มีภรรยาและลูก มันไม่กลัวการต่อสู้กับโจรแม้แต่น้อย แต่ปัจจุบันมันกำลังแบกครอบครัวไว้บนบ่า
ในที่สุด จัสมินดึงสติกลับมาและรีบพูด
“พ่อ… แม่… นี่ฉันเอง…”
ยังไม่ทันจะกล่าวจบ เธอถูกแม่และพ่อช่วยกันผลักออกจากบ้าน
ไม่มีใครสนใจฟังคำพูดของเธอ
โครม!
ประตูบ้านถูกปิดต่อหน้าต่อตา จัสมินพลันเหม่อลอยและทำตัวไม่ถูก
เธอต้องการจะเคาะประตูเพื่อพิสูจน์ตัวเองด้วยกุญแจบ้าน แต่ทันใดนั้น หญิงสาวได้ยินคนในห้องตะโกนออกจากหน้าต่าง คุยกับตำรวจที่อยู่ด้านล่างหอพัก:
“มีขโมย! ห้องฉันมีขโมย!”
ขโมย… พ่อแม่จำหน้าเราไม่ได้เลย… พวกเขาคิดว่าเราฆ่าตัวตายไปแล้วหรือไง… แล้วตำรวจจะเชื่อเรื่องเครื่องแจกพรอัตโนมัติไหม… หัวใจจัสมินรู้สึกเจ็บปวด อาศัยสัญชาตญาณ เธอตัดสินใจออกจากหอพักเพื่อหลบหน้าตำรวจ ไว้รุ่งเช้าค่อยอธิบายให้พ่อแม่ฟังอย่างใจเย็น เอาชนะใจพวกเขาด้วยความทรงจำที่มีร่วมกัน
กึก กึก กึก หญิงสาวก้มหน้าเดินลงบันได รีบออกจากหอพักท่ามกลางสายตาของเพื่อนบ้านที่ได้ยินเสียงเอะอะ
จัสมินวิ่งเข้าไปในตรอกใกล้เคียงเพื่อหลบหน้าตำรวจสายตรวจ เธอเริ่มหอบ น้ำตาไหลรินลงพื้นอย่างมิอาจควบคุม
ทันใดนั้น มือข้างหนึ่งยื่นมาปิดปากเธอ ก่อนจะลากเธอไปยังส่วนลึกสุดของตรอก
“เท่าไร? ฉันจะจ่ายทุกราคาไม่ว่าเธอจะคิดเท่าไร…” สุ้มเสียงอันเมามายดังก้องในหูจัสมิน ดูเหมือนว่าเธอจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโสเภณีและมิอาจขัดขืนอีกฝ่าย
จัสมินพยายามดิ้นสุดแรง ทั้งตกใจ หวาดกลัว และสิ้นหวัง
ขณะเธอกำลังจะล้ม มือของชายขี้เมาก็ปล่อยออก
“คุณผู้หญิง เป็นอะไรไหมครับ?” ตามด้วยเสียงแหบพร่าของบุรุษ
จัสมินรีบสลัดหลุดจากขี้เมาและวิ่งหนี ขณะหันหลังกลับไปมอง เธอเห็นตำรวจในเครื่องแบบขาวสลับดำ
“ข…เขา…” จัสมินละล่ำละลัก
ตำรวจชำเลืองหญิงสาวด้วยความสงสาร ตามด้วยกล่าว
“พวกเราจะดำเนินคดีกับเขา แต่คุณผู้หญิง คุณต้องไปที่สถานีตำรวจเพื่อให้ปากคำและลงบันทึกประจำวัน”
จัสมินอยู่ในภาวะสติกระเจิดกระเจิง จึงพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว
ไม่นานหลังจากนั้น เธอนั่งอยู่ในห้องสอบสวนของสถานีตำรวจใกล้เคียง ฝั่งตรงข้ามเป็นตำรวจคนเดิมและเพื่อนร่วมงาน
“สรุปก็คือ เขาไม่ได้ถามว่าคุณเป็นโสเภณีหรือไม่ และคุณก็ไม่ได้ส่งสัญญาณที่บ่งบอกว่าเป็น?” ตำรวจถามหลังจากไตร่ตรอง
มันพยายามระวังมิให้คำพูดกระทบกระเทือนจิตใจสาวงามตรงหน้า
จัสมินยกถ้วยกาแฟ ก้มหน้าจิบและพูด
“ค่ะ ฉันเพิ่งเดินไปถึงซอยนั้น”
“ตกลงครับ เท่านี้เป็นอันเสร็จสิ้น… มิสจัสมิน รบกวนแจ้งที่อยู่ของคุณด้วย ทางเราจะให้คนพาไปส่งถึงบ้าน” ตำรวจอีกนายถามด้วยเจตนาดี
เมื่อนึกถึงท่าทีตอบสนองของพ่อแม่ รวมถึงดวงตาที่น่ารังเกียจระหว่างทาง จัสมินตัวสั่นอย่างมิอาจยับยั้ง กล่าวด้วยน้ำตาที่พรั่งพรู
“ฉันทะเลาะกับพ่อแม่และคงกลับบ้านไม่ได้สักพัก… ช่วยไปส่งที่โรงแรมใกล้เคียง…”
กล่าวถึงตรงนี้ เธอนึกขึ้นได้ว่าตนเหลือเงินติดตัวอยู่แค่ไม่กี่เพนนี ไม่สามารถพักในโรงแรมดีๆ ได้ ส่วนโรงแรมถูกก็ยิ่งอันตรายกับตัวเธอ
ตำรวจคนแรกประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะตอบสนอง
“ตกลงครับ”
ระหว่างทางไปโรงแรม ตำรวจคนเดิมลังเลอยู่หลายครั้งก่อนจะตัดสินใจพูด
“เอ่อ… ผมหมายถึง… ถ้าคุณจะขายตัว บอกกับผมตรงๆ ได้เลยนะ ไม่ต้องอ้อมค้อม…”
ได้ยินประโยคดังกล่าว จิตใจจัสมินแทบแตกสลาย ตรงข้ามกับความรู้สึกที่ได้เห็นใบหน้าครั้งแรกบนกระจกโดยสิ้นเชิง
หญิงสาวรู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างยิ่ง เธอเอาแต่นิ่งเงียบ
โชคดีที่ตำรวจนายดังกล่าวมิได้ใช้กำลังบังคับ ตามมาส่งเธอจนถึงประตูโรงแรมที่ใกล้ที่สุด
“ส่งแค่นี้ก็พอค่ะ ฉันจะเข้าไปเอง” จัสมินปฏิเสธข้อเสนอของอีกฝ่ายซึ่งต้องการไปส่งถึงหน้าห้อง
หลังจากตำรวจนายดังกล่าวเดินออกไปสักพัก เธอออกจากโรงแรมโดยไม่ได้เช็กอิน
หญิงสาวต้องการเดินทางไปยังจัตุรัสเทศบาลเพื่อยกเลิกความปรารถนาข้อสุดท้ายกับเครื่องแจกพรอัตโนมัติ
ความงดงามที่มากเกินไปช่างน่ากลัวเหลือเกิน!
หลังจากเดินไปได้ไม่กี่ก้าว จัสมินถอดผ้าพันคอและนำมาพันบนใบหน้าหลายรอบ เป็นสภาพเดียวกันการออกจากบ้านครั้งแรก
ในเวลานั้น ใบหน้าของเธอยังมีแผลไฟคลอก ไม่มีจมูก และริมฝีปากผิดรูปอย่างรุนแรงจนดูเหมือนปีศาจ
หลังจากนั่งรถม้ามาถึงจัตุรัสเทศบาล เธอเลี้ยวเข้าถนนเส้นเดิมและมองเห็นเครื่องแจกพรอัตโนมัติสีทองเหลืองในตำแหน่งเดิม
จิตใจจัสมินเริ่มสงบลง เธอเร่งฝีเท้าจนกระทั่งถึงเครื่อง
จากนั้น หญิงสาวตกอยู่ในภวังค์เหม่อลอย เนื่องจากไม่ทราบว่าจะยกเลิกพรได้อย่างไร
“ความปรารถนาแรกของคุณเป็นแค่รอบทดลองใช้ ไม่ถูกนับรวมในพรสามข้อ ดังนั้น คุณยังขอพรได้อีกหนึ่งข้อ” จัสมินได้ยินเสียงมิสเตอร์เมอร์ลินดังจากด้านข้าง
หญิงสาวหันหน้าไปมอง และพบว่าที่อีกฝั่งของถนน นักมายากลสวมหมวกทรงสูงกำลังจ้องมาทางเธอ
“ดีจัง… ดีจัง…” จัสมินรีบหยิบเหรียญเพนนีทองแดงหยอดลงในเครื่องแจกพรอัตโนมัติ
“ขอให้ความปรารถนาล่าสุดถูกยกเลิก” หญิงสาวหลับตาลงพลางพึมพำ จากนั้นก็หมุนคันโยก
กึก!
เธอได้ยินเสียงเคาะแผ่วเบาดังมาจากด้านใน
เมื่อลืมตาขึ้น จัสมินรีบเดินไปที่ร้านค้าริมถนนร้านเดิม หยุดหน้ากระจกและบรรจงถอดผ้าพันคอออก
เธอเห็นตัวเองอีกครั้ง เห็นหญิงสาวที่ไม่สวย
จัสมินถอนหายใจยาวทันที ก่อนจะหันกลับไปมองเครื่องแจกพรอัตโนมัติตามสัญชาตญาณ แต่ก็ต้องพบว่ามันหายไปพร้อมกับสุภาพบุรุษนามว่าเมอร์ลิน·เฮอร์มิส
“เทพธิดาจงเจริญ… ขอบคุณมิสเตอร์เฮอร์มิส” จัสมินแตะสี่จุดบนหน้าอกอย่างตั้งใจ
เธอใช้เหรียญทองแดงสุดท้ายเพื่อขึ้นรถม้ากลับบ้าน
ระหว่างทาง ไม่มีใครลุกให้เธอนั่ง
เมื่อร่างของหญิงสาวหายไปจากถนน ไคลน์ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งพร้อมกับถือกระจกโบราณสีเงินไว้ในมือ
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ เหตุใดท่านถึงไม่กล่าวทิ้งท้ายไปว่า ‘ความโลภที่มากเกินไป จะทำให้สิ่งดีกลายเป็นแย่’ หรือไม่ก็ ‘ความปรารถนามาพร้อมราคาเสมอ’ ? นั่นจะทำให้เรื่องราวดูลึกซึ้งและแฝงข้อคิดมากขึ้น อาจกลายเป็นนิทานที่โด่งดังในสักวัน” บนผิวกระจก ข้อความสีเงินสว่างขึ้น
ไคลน์ยิ้ม
“ความผิดพลาดในคำขอเธอก็คือ เรามิอาจทำให้เธอกลายเป็นคนสวยมากมากมากได้ด้วยวิธีการปรกติ… หน้ากาก ‘คำลวง’ สามารถปรับแต่งเค้าโครงหน้าตาได้แค่ในระดับหนึ่ง… ดังนั้น เราจึงทำการ ‘ปลูกถ่าย’ หนึ่งในคุณสมบัติของสมบัติปิดผนึกที่เกี่ยวกับ ‘แม่มด’ ลงบนตัวเธอ ส่งผลให้เธอครอบครองเสน่ห์อันน่าสะพรึงจนผู้ชายรอบตัวมิอาจต้านทาน”
สมบัติปิดผนึกดังกล่าวเป็นของซิล เกิดจากมรดกของเชอร์มาเน่
เนื่องจากซิลละเลยขณะเก็บรักษา ตะกอนพลังของเชอร์มาเน่จึงผสานเข้ากับกล่องบรรจุ กลายเป็นสมบัติปิดผนึกซึ่งมีผลข้างเคียงด้านลบร้ายแรงจนน่าหวาดหวั่น และยังทำให้น้องชายของซิลมองกล่องดังกล่าวด้วยสายตาแปลกๆ เสมอมา
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ซิลสวดวิงวอนให้มิสเตอร์ฟูลช่วยผนึกมันไว้
หลังจากกล่าวด้วยท่าทีผ่อนคลาย ไคลน์ชำเลืองกระจกวิเศษ
“อาโรเดส เจ้ากำลังปลอบใจเรา?”
“เปล่าขอรับ ปัญหาคือหล่อนโลภเกินไปต่างหาก ถ้าเพียงหล่อนปรารถนาความสวยทั่วไปโดยไม่เน้นย้ำว่า ‘มากมากมาก’ ผลลัพธ์ก็คงไม่ออกมาเลวร้ายเช่นนี้” อักษรสีเงินเรียงตัวเป็นคำใหม่บนผิดกระจก
“ใช่ นั่นยังคงอยู่ในขอบเขตความสามารถของ ‘คำลวง’” ไคลน์พยักหน้ากับอาโรเดส “อย่างไรก็ดี การปรับแต่งของ ‘คำลวง’ อาจคงอยู่ถาวรก็จริง แต่นั่นเป็นเพียงการจัดระเบียบกล้ามเนื้อ ผิวหนัง และกระดูกหน้าใหม่ เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี เมื่อเธอค่อยๆ อายุมากขึ้น ความแตกต่างระหว่างส่วนที่ปรับแต่งและไม่ได้ปรับจะเริ่มแสดงความขัดแย้ง ใบหน้าจะแปลกและแข็ง เว้นเสียแต่เธอจะกลายเป็นผู้ไร้หน้าและคอยปรับแต่งใบหน้าตัวเองตลอดเวลา”
กล่าวถึงตรงนี้ ไคลน์ส่ายหน้า
“คำลวงก็คือคำลวง”
ขณะเดินไปยังอีกฝั่งของถนน มันพูดต่อ
“นอกจากนั้น แม้ว่าเธอจะสวยขึ้นจริง แต่ก็ไม่มีสิ่งใดรับประกันว่าเธอจะมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม จริงอยู่ที่ความงามจะนำมาซึ่งทรัพยากรมากมาย หรือแม้กระทั่งการได้สมรสกับเจ้าชาย แต่ด้วยบุคลิก ระดับความรู้ และอุปนิสัยแบบเธอ คงมิอาจนำพาชีวิตไปได้ไกลในทิศทางดังกล่าว… แต่บางที เธออาจเป็นคนเรียนเก่งก็ได้ เมื่อผนวกเข้ากับประสบการณ์ชีวิตซึ่งถูกยกระดับ อาจลงเอยด้วยชีวิตที่ดีขึ้น แต่นั่นก็แค่การสมมติ…”
ไคลน์หัวเราะในลำคอ:
“หึหึ… ปาฏิหาริย์คงอยู่เพียงชั่วคราว แต่ชะตากรรมจะคงอยู่ตลอดไป”
ขณะสนทนากับอาโรเดส ร่างของไคลน์ค่อยๆ หายไปจากมุมถนน
ความเข้าใจเกี่ยวกับผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ของมันลึกซึ้งขึ้นไปอีกขั้น
…
หลังจากกลับมาถึงหอพัก จัสมินมิได้เปิดประตูเข้าไปทันที เพียงรวบรวมความกล้าเพื่อเคาะประตู
ท่ามกลางเสียงเสียดสี ประตูเปิดออกพร้อมกับใบหน้าของผู้เป็นแม่
“กลับมาแล้วสินะ” แม่จัสมินถอนหายใจโล่งอก ก่อนจะถามด้วยเสียงตะกุกตะกัก “น…หน้าของเธอ… เกิดอะไรขึ้น?”
จัสมินฝืนยิ้ม
“หายเป็นปรกติแล้ว… ด้วยฝีมือของสุภาพบุรุษผู้ชอบสร้างปาฏิหาริย์… มิสเตอร์เครื่องแจกพรอัตโนมัติ”
ขณะพ่อแม่กำลังสงสัยว่าลูกสาวของตนอาจถูกผีเข้า เจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มหนึ่งในเครื่องแบบขาวดำเดินขึ้นบันไดมา
หัวหน้าทีมเป็นสตรีเจ้าของดวงตาสีฟ้าอ่อนและรอยยิ้มอ่อนโยน
“มิสจัสมิน พวกเรามีคำถาม” หญิงสาวกล่าวอย่างสุภาพ
……………………
Related
จัสมินเริ่มตื่นเต้น แต่ขณะเดียวกันก็เป็นกังวล
“แล้วฉันต้องจ่ายเท่าไร?”
ตามความเห็นของหญิงสาว การทดลองใช้ฟรีในครั้งแรกอาจไม่ต้องเสียเงิน แต่ครั้งถัดไปอาจต้องจ่ายหนัก
ไคลน์ขยับหมวกทรงสูงพร้อมกับยิ้ม
“ราคาปรกติคือหนึ่งเพนนี แต่การเปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดจากพรของคุณ ก็ถือเป็นราคาที่ต้องจ่ายเช่นกัน”
จัสมินซึ่งยังไม่กระจ่างนัก พยักหน้าคล้ายกับเข้าใจแล้ว รีบสอดมือเข้าไปในกระเป๋า ควานหาเหรียญเพนนีทองแดงออกมาขอพร
ทว่า กระเป๋าของเธอกลับว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากผ้าเช็ดหน้า
หลังจากกักตัวอยู่แต่ในบ้านเป็นเวลานาน เธอแทบไม่ได้สัมผัสกับเงิน
ก่อนหน้านี้ เธออาศัยการเดินเท้าเพื่อมายังจัตุรัสเทศบาลแทนการนั่งรถม้า
“ข…ขอกลับบ้านก่อนได้ไหมคะ?” จัสมินถามด้วยท่าทีกังวลปนเขินอาย
“แน่นอน นั่นเป็นเสรีภาพของคุณ แต่ผมไม่รับประกันว่าเครื่องแจกพรอัตโนมัติจะยังรออยู่ที่เดิม” ไคลน์ยิ้มพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงของนักมายากล “ในบางครั้งเจ้านี่ก็หัวรั้น”
จัสมินอืมในลำคอ ขอบคุณสองสามคำก่อนจะหมุนตัวกลับ วิ่งเหยาะๆ ไปในทิศตรงข้ามกับจัตุรัสเทศบาล
ยิ่งได้วิ่ง ร่างกายหญิงสาวก็ยิ่งเบาลง คล้ายกับสุขภาพฟื้นฟูกลับไปเป็นก่อนถูกไฟคลอก กลายเป็นเด็กสาวอายุสิบเจ็ดสิบแปด
สำหรับจัสมิน ฉากตรงหน้าไม่ต่างอะไรกับความฝัน
แต่แน่นอน ในฐานะคนธรรมดา วิ่งไปได้สักพักย่อมต้องเหนื่อย หญิงสาวลดความเร็วลงจนกระทั่งกลายเป็นเดิน
สายลมเย็นยามค่ำคืนพัดผ่าน เมฆสูงบนท้องฟ้าบางตาจนมองเห็นดวงดาวสุกสว่าง ต้นไม้ริมถนนแกว่งไกวไปมาอย่างอ่อนโยน เงาดำขยับเขย่าบนพื้นทางเดิน ทุกสิ่งล้วนงดงามและเงียบสงบ จัสมินสัมผัสได้ว่าร่างกายของและจิตใจกำลังผ่อนคลายสุดขีด ความกังวลทั้งหมดอันตรธานหาย
นับตั้งแต่ได้รับบาดเจ็บหนัก นี่คือครั้งแรกที่เธอมีความสุขจนเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
หลังจากเดินไปได้ประมาณห้าหกนาที เธอได้ยินใครบางเรียกชื่อ:
“หือ จัสมิน?”
จัสมินมองไปด้านข้างและได้พบกับใบหน้าอันคุ้นเคย นั่นคืออดีตเพื่อนบ้าน คุณนายแฮมิล
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ คุณนายแฮมิล ไม่ได้พบกันนานเลยนะคะ ไปงานเทศกาลกันไหม” จัสมินซึ่งไม่ได้สวมผ้าพันคอ ยิ้มจากก้นบึ้งหัวใจ
คุณนายแฮมิลเป็นสตรีผู้มีหงอกจางๆ เธอจ้องจัสมินหัวจรดเท้าก่อนจะถาม:
“ตั้งแต่เธอย้ายออกไป พวกเราก็ไม่ได้พบกันอีก แต่ฉันได้ยินว่าเธอบาดเจ็บจากเหตุระเบิดไม่ใช่หรือ?”
“ใช่ค่ะ แต่ตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้ว” จัสมินพยักหน้า
จากนั้นก็เป็นฝ่ายถาม
“ตอนนี้โจลี่เป็นยังไงบ้าง?”
โจลี่เป็นบุตรสาวคนโตของคุณนายแฮมิล และเป็นเพื่อนสมัยเด็กของจัสมิน
สีหน้าคุณนายแฮมิลเปลี่ยนเป็นหมองหม่นทันที
“เธอถูก… พวกฟุซัคข่มเหง… จากนั้นก็ตาย…”
จัสมินพลันผงะ เธอย้อนนึกถึงประสบการณ์ของตัวเองขณะกำลังจมอยู่ในความเศร้า
ครั้งหนึ่งเคยมีทหารฟุซัคบุกเข้ามาในบ้านและพยายามจะข่มเหงเธอ แต่หลังจากเห็นใบหน้าซึ่งเป็นผลจากแผลไฟไหม้ มันเตะเธอหนึ่งครั้งและรีบออกไปจากบ้าน
“โจลี่ผู้น่าสงสาร” จัสมินแตะหน้าอกสี่จุดตามเข็มนาฬิกา วาดสัญลักษณ์ของดวงดาว
หลังจากได้ยินเหตุการณ์ที่เกิดกับคนใกล้ตัว เธอเพิ่งได้ตระหนักว่าตนโชคดีเพียงใด
จัสมินอำลาคุณนายแฮมิลและเดินกลับไปยังหอพักปัจจุบัน
เมื่อหยุดยืนหน้าห้อง หญิงสาวเริ่มสงบลง อารมณ์หดหู่ถูกสลัดออกไป ขณะเดียวกันก็คาดหวังสีหน้าของพ่อแม่ขณะได้เห็นเธอกลับเป็นปรกติ
พวกเขาไม่ต้องเก็บงำความเจ็บปวดเอาไว้ในส่วนลึกของจิตใจอีกแล้ว และไม่ต้องแสร้งว่าไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น พ่อกับแม่คงร้องไห้ด้วยความตื้นตันและโผกอดเราอย่างมีความสุข… ขณะครุ่นคิด จัสมินถอดกุญแจซึ่งห้องอยู่ตรงคอประหนึ่งสร้อย ตามด้วยเปิดประตู
ภายในห้องมืดสลัว ไม่มีแสงไฟจากเทียนหรือโคมไฟติดผนัง
ในห้องด้านนอก เสียงกรนเดี๋ยวหนักเดี๋ยวเบาดังมาจากเตียงซึ่งเป็นของพ่อแม่ บรรยากาศแตกต่างจัตุรัสเมืองที่พลุกพล่านโดยสิ้นเชิง
พวกเขากำลังหลับ… นั่นสินะ ทำงานหนักมาตลอดทั้งวัน… จัสมินปิดประตูอย่างเบามือและเดินไปทางเตียงนอนพ่อแม่ อาศัยแสงจากดวงจันทร์ด้านนอกหน้าต่างเพื่อมองดูใบหน้าของทั้งสอง
ผมหงอกของพ่อเริ่มเยอะขึ้น ริ้วรอยก็ลึกขึ้น… แม่ยังคงขมวดคิ้วในยามที่หลับ ผิวเป็นขุย แห้งและหยาบกร้าน… ในวินาทีนี้เอง จัสมินได้ตระหนักว่าเธอแทบไม่เคยใส่ใจใบหน้าพอแม่เลย กว่าจะรู้ตัวอีกทีพวกท่านก็เริ่มชราแล้ว
ก่อนสงคราม พ่อของเธอเป็นนักบัญชีซึ่งมีรายได้ค่อนข้างมั่นคง สามารถจ่ายค่าเช่าบ้านแถวติดถนนได้โดยที่ภรรยาไม่ต้องออกไปทำงาน แต่ปัจจุบัน พ่อของเธอทำได้เพียงงานใช้แรงในโรงงานทอผ้า และแม่ของจัสมินเองก็ต้องออกจากบ้านไปเป็นสาวทอผ้า
สุขภาพของพ่อแย่ลงมาก แถมยังไอบ่อยครั้ง เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งสอบผ่านข้าราชการ ถ้าผลการสัมภาษณ์ประกาศออกมาเมื่อไร เขาจะได้ทำงานที่ดีขึ้น… แม่เริ่มบ่นเรื่องตา และแขนของเธอก็ยิ่งล้าขึ้นทุกวัน… จัสมินจ้องหน้าพ่อแม่ด้วยอารมณ์ลึกซึ้ง ตัดสินใจไม่ปลุกคนทั้งสอง
เธอคิดความปรารถนาที่สองออกแล้ว
จัสมินย่องเข้าไปในห้องด้านในและบรรจงเทเหรียญสองสามเพนนีออกจากกระปุกออมสินซึ่งแทบจะว่างเปล่า
จากนั้น หญิงสาวออกจากหอพักและขึ้นรถม้าสาธารณะแบบไร้ราง
เธอกังวลว่าหากไปถึงช้า เครื่องแจกพรอัตโนมัติจะหายไป.Aileen-novel.
ปัจจุบัน บนรถม้ามีผู้โดยสารจำนวนมาก ส่วนใหญ่กำลังมุ่งหน้าไปงานเทศกาล จัสมินชำเลืองไปรอบตัวและพบว่าไม่มีที่นั่งว่าง จึงต้องยืนริมทางเดินกึ่งกลางโดยมีผู้คนเบียดเสียดผ่านเข้าออก
ราวสิบนาทีถัดมา เธอลงที่ป้ายและเดินเลี้ยวเปลี่ยนเส้นถนน
เมื่อภาพของเครื่องจักรทองเหลืองฝังกระจกสองสามแผ่นฉายเข้ามาในดวงตา หญิงสาวถอนหายใจโล่งอกและรีบเดินเข้าไปใกล้
ระหว่างนั้น จัสมินมองไปรอบตัว แต่ก็ไม่พบนักมายากลนามว่าเมอร์ลิน·เฮอร์มิส
“มันทำงานอัตโนมัติ ก็เลยไม่ต้องมีเขาอยู่ใกล้ๆ ก็ได้?” จัสมินพึมพำด้วยความฉงน
เธอไม่มัวเสียเวลา หยิบเหรียญทองแดงหนึ่งเพนนีออกมาหยอดลงในเครื่องแจกพรอัตโนมัติ
“ขอให้พ่อแม่กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง และครอบครัวของเรามั่งคั่งร่ำรวย” จัสมินกระซิบความปรารถนา หลับตาลงและรอให้ปาฏิหาริย์บังเกิด
วินาทีถัดมา เธอได้ยินเสียง ‘กริ๊ก’ พร้อมกับมีเหรียญทองแดงกลิ้งออกจากเครื่องแจกพรอัตโนมัติ
จัสมินลืมตาขึ้นด้วยความประหลาดใจ จากนั้นก็พบว่าเหรียญทองแดงหนึ่งเพนนีซึ่งเธอเพิ่งหยอดลงไป ถูกดีดออกมาอยู่ในถาดใบเล็กใกล้กับช่องหยอดเหรียญ
เป็นความปรารถนาที่ทำไม่ได้? เอ่อ… หรือว่าเนื้อหาของความปรารถนาห้ามยาวเกินไป? นั่นสินะ เมื่อครู่เหมือนกับเราขอพรสองข้อ… จากประสบการณ์การรักษาแผลไฟไหม้ จัสมินไม่เคลือบแคลงในพลังของเครื่องแจกพรอัตโนมัติ
เธอครุ่นคิดอย่างจริงจัง จากนั้นก็หยอดเหรียญหนึ่งเพนนีลงช่อง ก้มศีรษะลงและขอพร:
“ขอให้พ่อแม่กลับมาสุขภาพดีอีกครั้ง”
คราวนี้ เธอได้ยินเสียงเคาะแผ่วเบาดังจากเครื่องแจกพรอัตโนมัติ
กึก!
เมื่อเห็นว่าเหรียญทองแดงมิได้ถูกพ่นออกมา จัสมินทราบทันทีว่าความปรารถนาของตนถูกเติมเต็มแล้ว อดใจรอไม่ไหวที่จะกลับบ้านไปตรวจสอบสุขภาพของพ่อแม่
ระงับความตื่นเต้นสักพัก หญิงสาวหยอดเหรียญหนึ่งเพนนีลงไปเพิ่ม
ตอนแรกเธอคิดจะขอพรให้ครอบครัวร่ำรวย แต่เมื่อพิจารณาว่าบิดากำลังจะได้ทำงานข้าราชการภายในเมืองลิมอน และครอบครัวของเธอจะมีรายได้ที่ค่อนข้างมั่นคงในอนาคต เธอตัดสินใจเปลี่ยนความปรารถนา
เมื่ออายุสิบขวบ จัสมินค้นพบว่าตนไม่ใช่เด็กหน้าตาดี นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอถูกคนรอบข้างกลั่นแกล้งหรือตำหนิว่าไม่สวย เพียงแต่ในหมู่เพื่อนสมัยเด็ก มีเพื่อหญิงสองคนซึ่งสวยโดดเด่น ความงามของพวกเธอทำให้สังคมต้อนรับด้วยสิทธิพิเศษมากกว่าคนอื่น
ด้วยการเปรียบเทียบดังกล่าว จัสมินจึงใฝ่ฝันที่จะหน้าตาดีเมื่อโตขึ้น แต่น่าเสียดายที่ความฝันก็เป็นได้เพียงฝัน
แต่ในวินาทีนี้ ความฝันของเธอสามารถเป็นจริงได้ด้วยปาฏิหาริย์จากเครื่องแจกพรอัตโนมัติ
ถ้าเราสวยขึ้น ก็จะมีสามีที่ดี และสถานการณ์ครอบครัวก็จะยิ่งดีขึ้น… คล้ายกับจัสมินได้ยินเสียงปีศาจกระซิบข้างหู เธอหลับตาลงอย่างมิอาจควบคุมตัวเองพร้อมกับขอพร
“ขอให้ฉันสวยมากมากมาก”
เธอพูดคำว่า ‘มาก’ ถึงสามครั้งเพื่อเน้นหนักในความงาม
ทันทีที่กล่าวจบ ‘ประตู’ ของเครื่องแจกพรอัตโนมัติพลันเปิดออก หน้ากากสีเงินสว่างถูกผลักออกมาครอบใบหน้าจัสมิน
จัสมินรีบลืมตาขึ้น ยังทันเห็นวินาทีที่หน้ากากเลือนหายไป
ทันใดนั้นเอง เธอรู้สึกคล้ายเชื่อมต่อกับบางสิ่ง
เธอหันหลังกลับด้วยความหวัง รีบเดินมายังร้านริมถนนร้านเดิม อาศัยแสงไฟจากโคมแก๊สเพื่อมองดูภาพที่สะท้อนบนกระจก
ในวินาทีนี้ จัสมินมิอาจบรรยากาศลักษณะใบหน้าของตัวเองออกมาเป็นคำพูด ทราบเพียงว่าในวินาทีนี้ แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังหลงใหลไปกับมัน
จมูกกระชับขึ้น ริมฝีปากอวบอิ่ม ตาโตขึ้นและแวววาว ผิวหนังอ่อนนุ่มเหมือนพุดดิ้งนม แต่ยังหลงเหลือเค้าโครงเดิมไว้หลายจุด
“น…นี่มัน… ปาฏิหาริย์…” จัสมินอุทานจากก้นบึ้งหัวใจอย่างมิอาจควบคุมตัวเอง
เธอจ้องใบหน้าตัวเองด้วยความเสพติด ใช้เวลาสักพักกว่าจะถอนสายตากลับและหันไปคำนับให้เครื่องแจกพรอัตโนมัติ
จากนั้น หญิงสาวเดินตัวลอยไปยังป้ายจอดรถม้าสาธารณะ ระหว่างทางมีคนแอบชำเลืองนับไม่ถ้วน
โครม!
ชายคนหนึ่งซึ่งเอาแต่มองเธอไม่มองทาง ชนเข้ากับเสาโคมไฟแก๊สอย่างจัง
จัสมินยกมุมปากยิ้ม จากนั้นก็เดินขึ้นรถม้าสาธารณะโดยไม่กล่าวคำใด
ผู้คนบนรถยังคงเนืองแน่น เต็มทุกที่นั่งเช่นเคย
ขณะจัสมินเดินหาเก้าอี้ บุรุษหลายคนรีบยกก้นเหยียดตัวตรง จ้องมาทางเธอพร้อมกับยิ้ม
“คุณผู้หญิง นั่งที่ผมได้นะครับ”
จัสมินผงะไปเล็กน้อย เธอคาดไม่ถึงว่าจะได้รับการปฏิบัติตัวเช่นนี้
หญิงสาวไม่ปฏิเสธ เธอนั่งลงและยิ้มให้บุรุษที่ลุกให้
“ขอบคุณค่ะ”
สีหน้าของชายคนดังกล่าวเปี่ยมไปด้วยความสุข มันตอบกลับอย่างสุภาพ
“เป็นหน้าที่ของสุภาพบุรุษอยู่แล้วครับ”
จัสมินยังคงมีธรรมชาติของคนเก็บตัว จึงมิได้กล่าวคำใด เอาแต่นั่งนิ่งจนกระทั่งใกล้ถึงบ้านจึงค่อยลงจากรถ
หลังจากเดินไปตามทางได้ไม่กี่ก้าว เธอพบว่าใครบางคนกำลังจ้องมา จึงหันกลับไปมอง
อีกฝ่ายเป็นขี้เมา มันกำลังจ้องจัสมินด้วยสีหน้าซึ่งมอบความรู้สึกขยะแขยงเหนือพรรณนาให้หญิงสาว
จัสมินผงะเล็กน้อย ก่อนจะรีบย่ำเท้ากลับไปให้ถึงหอพัก อย่างไรก็ดี ผู้ชายที่เธอได้พบตลอดทางต่างมองมาด้วยสีหน้าแบบเดียวกัน ราวกับทุกคนพร้อมจะกลายเป็นสัตว์ร้ายตลอดเวลา
จัสมินรู้สึกประหนึ่งกำลังเดินอยู่ในป่าดงดิบ
……………………………………………
แคว้นเลียบทะเล เมืองลิมอน
จัสมินพันผ้าพันคอรอบใบหน้าและเดินออกจากประตูหอพัก
เธอได้ยินว่างานเทศกาลประจำปีของเมืองลิมอนเริ่มขึ้นแล้ว จึงอยากเดินทางไปยังจัตุรัสเทศบาล
เนื่องจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนเกินสงคราม จัสมินผิดจึงหวังอย่างมากที่ทางเมืองพลาดการจัดงานเทศกาล และในภายหลังเธอยังได้บาดแผลทางใจที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต จนทำให้กลายเป็นคนเก็บตัวและไม่กล้าออกไปข้างนอก
บางที อาจเป็นเพราะเก็บตัวนานเกินไป และด้วยสภาพแวดล้อมอันคับแคบของหอพักเช่า ในระยะหลังจัสมินเริ่มอยากออกนอกบ้านมากขึ้น อยากเดินไปไหนมาไหนเหมือนเมื่อก่อน
หลังจากชำเลืองสายตาเล็กน้อย เธอมองตัวเองสะท้อนผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่ของร้านค้าริมถนน
ทั้งตัวดำสนิทโดยปราศจากสีอื่น เดรสยาวถึงข้อเท้า หมวกตาข่ายปกปิดครึ่งใบหน้า ใต้ตาถึงลำคอพันด้วยผ้าหลายรอบ มือทั้งสองข้างสวมถุงมือถักจากขนสัตว์
แตกต่างจากบุคลิกอันสดใสร่าเริงในความทรงจำของจัสมิน
ในสงครามก่อนหน้า กระสุนปืนใหญ่ได้ตกใส่บ้านของจัสมินซึ่งอาศัยอยู่กับพ่อแม่ เธอถูกเผาที่ใบหน้าและตามร่างกายอีกหลายจุด
หากไม่ใช่เพราะค่อนข้างโชคดี จัสมินคงตายไปแล้วด้วยอาการบาดเจ็บดังกล่าว อย่างไรก็ดี หญิงสาวกลับรู้สึกว่าชีวิตของตนได้จบลงแล้วนับตั้งแต่วินาทีนั้น
จมูกของเธอถูกไฟไหม้โดยสมบูรณ์ เหลือเพียงหลุมดำสองรูบนใบหน้า นอกจากนั้นยังมีรอยแผลเป็นอีกหลายตำแหน่งตามใบหน้า ลำคอ และฝ่ามือ หากเดินท่ามกลางความมืดโดยไม่ปกปิด การจะถูกมองว่าเป็นปีศาจก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก
ประสบการณ์หนึ่งซึ่งจัสมินจำได้ชัดเจนก็คือ ในคืนแรกที่ย้ายเข้าหอพักปัจจุบัน เธออาบน้ำในห้องน้ำสาธารณะก่อนเข้านอน แต่ขณะกำลังเดินไปตามทาง จัสมินได้พบกับชายหนุ่มคนหนึ่ง และอีกฝ่ายก็เห็นเธอเช่นกัน
ภายใต้แสงจันทร์สีแดง ชายหนุ่มคนดังกล่าวเผยสีหน้าหวาดผวาสุดขีด ราวกับพร้อมจะกรีดร้องและวิ่งหนีไปทุกเมื่อ
ผ่านไปสักพัก อีกฝ่ายเริ่มควบคุมตัวเองได้ แต่ก็ทำเพียงเดินฉากหลบและผ่านไปโดยไม่หันกลับมามองจัสมินอีก
เหตุการณ์ดังกล่าวทำร้ายหัวใจอันเปราะบางจองจัสมินอย่างหนักหน่วง นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เธอไม่กล้าออกไปข้างนอกอีกเลย แม้กระทั่งการอาบน้ำก็จะต้องรอให้ถึงกลางดึก
ในแง่นี้ เธอรู้สึกขอบคุณพ่อและแม่อย่างมาก ทั้งสองไม่ปริปากบ่นหรือตัดพ้อ ยังคงทำงานหนักเพื่อพยุงครอบครัว อาศัยเงินเก็บเก่าและเงินจากงานใหม่ก็เพียงพอที่จะทำให้ครอบครัวเดินต่อไปข้างหน้า จัสมินไม่จำเป็นต้องออกไปทำงานนอกบ้าน
เดินไปได้สักพัก จัสมินมองเห็นสถานที่จัดงานเทศกาล – จัตุรัสเทศบาลเมืองลิมอน
ที่นั่นเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายอารมณ์ บรรยากาศสนุกสนานรื่นเริงทำให้จัสมินเดินช้าลงโดยไม่รู้ตัว
เธอไม่กล้าเข้าใกล้ กลัวใครมองว่าแต่งตัวประหลาด กลัวจะเผลอทำผ้าพันคอหลุด
หลังจากลังเลสักพัก หญิงสาวหยุดเดินโดยสมบูรณ์ เปลี่ยนไปหาที่นั่งสะอาดริมถนน จ้องมองจัตุรัสเทศบาลอย่างไม่ละสายตา
ผ่านไปผ่านแค่ไหนไม่มีใครทราบ จัสมินตระหนักว่ามีใครบางคนอยู่ด้านข้าง
เป็นชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำและหมวกทรงสูง คล้ายกับนักมายากลจากคณะละครสัตว์
จัตุรัสเทศบาลอยู่ทางโน้นค่ะ… จัสมินอยากจะช่วยเตือน แต่หลังจากขยับริมฝีปากสองสามหน ยังคงไม่มีเสียงใดเล็ดลอด
เธอไม่กล้าและไม่อยากคุยกับใคร
อย่างไรก็ดี ชายหนุ่มคนดังกล่าวเป็นฝ่ายเดินเข้าหาด้วยตัวเอง อีกฝ่ายถอดหมวกทรงสูงพลางโน้มตัวลง:
“คุณหนู… รู้ไหมว่าเครื่องนี้มีไว้ทำอะไร”
เครื่อง? จัสมินเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว มองตามสายตาของชายหนุ่มไปทางด้านข้าง
ใต้โคมไฟแก๊สริมถนน มีเครื่องจักรขนาดเล็กคล้ายตู้เสื้อผ้าตั้งอยู่ได้สักพักแล้ว
พื้นผิวเป็นสีทองเหลือง ฝังกระจกใสสองสามแผ่น เผยให้เห็นเฟือง ตลับลูกปืน หมุดตอก ท่อโลหะ และกลไกอีกหลายชิ้น ลักษณะคล้ายกับถูกสร้างขึ้นอย่างหยาบ
จัสมินถอนสายตากลับ ส่ายหน้าเป็นนัยว่าเธอไม่ทราบเกี่ยวกับเครื่องจักรชิ้นนี้
ในเวลาเดียวกัน เธอแสดงเจตนาชัดเจนว่าจะไม่สนทนาต่อ
“ชื่อของมันคือ ‘เครื่องแจกพรอัตโนมัติ’” ชายหนุ่มแนะนำด้วยรอยยิ้ม “เป็นสิ่งประดิษฐ์ของผมเอง ตามชื่อของมัน สิ่งนี้สามารถเติมเต็มความปรารถนาของผู้ใช้งานได้โดยอัตโนมัติ… จริงสิ ลืมแนะนำตัวเอง ผมคือเมอร์ลิน·เฮอร์มิส นักมายากลพเนจร”
เครื่องแจกพรอัตโนมัติ… จัสมินตระหนักว่าเธอเข้าใจในทุกคำ แต่เมื่อรวมเป็นวลี เธอกลับไม่เข้าใจอะไรเลย
“จะลองดูก็ได้นะ ในฐานะลูกค้าคนแรก ผมไม่คิดเงิน” ไคลน์ในร่างเมอร์ลิน·เฮอร์มิท กล่าวด้วยรอยยิ้มสดใส
จัสมินส่ายหน้า ปฏิเสธการสื่อสาร
ไคลน์ไม่ยอมแพ้ ยังคงจ้องเธอพลางกล่าว
“ยกตัวอย่างเช่น คุณสามารถขอพรให้กลับไปมีร่างกายแบบเดิมได้”
คำพูดดังกล่าวเปรียบดังศรแหลมคมซึ่งปักเข้าหัวใจจัสมินอย่างจัง หญิงสาวรีบลุกขึ้นด้วยความลนลานและเดินจากไป
เธอสงสัยว่าอีกฝ่ายคงเคยเห็นรูปลักษณ์ปัจจุบันของตนมาก่อน
“ถ้าไม่ลอง แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าความปรารถนาดังกล่าวเป็นจริงไม่ได้? ผมไม่ได้คิดเงินสักหน่อย” ไคลน์กล่าวอย่างไม่รีบร้อนขณะมองแผ่นหลังของหญิงสาว
ฝีเท้าจัสมินค่อยๆ ช้าลงจนกระทั่งหยุดนิ่งในที่สุด
หากสามารถเปลี่ยนกลับเป็นคนเดิมได้ แม้ต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่ก็เธอยินดีที่จะไขว่คว้า
อย่างไรก็ดี หญิงสาวรู้อยู่เต็มอกว่า ความปรารถนาของเธอมิอาจบรรลุได้ด้วยเงินทอง
เราไม่เสียอะไร… ทดลองใช้ฟรี… ถ้ามันเป็นความจริงล่ะ… ความคิดจัสมินเริ่มสับสนอลหม่าน เธอบรรจงหมุนตัวกลับอย่างเชื่องช้าประหนึ่งได้ยินเสียงกระซิบจากปีศาจ
“เป็นความจริงหรือ…” หญิงสาวถามเสียงสั่น
ไคลน์ชี้ไปทางเครื่องจักร
“ผมจะถอยหลังไปประมาณสิบเมตร สิ่งที่คุณต้องทำมีเพียงโยกคันโยกที่เครื่องจักร… ไม่จำเป็นต้องถอดหมวกและผ้าพันคอ”
ประโยคทิ้งท้ายทำให้จัสมินตัดสินใจได้รวดเร็ว:
“ตกลง”
หลังจากเมอร์ลิน·เฮอร์มิสถอยห่างออกไป จัสมินเดินเข้าใกล้คันโยกตรง ‘บานประตู’ ด้วยความระมัดระวัง
เธอแอบกังวลว่าตนจะโดนกลั่นแกล้งหลังจากโยกคันโยก เช่นการถูกน้ำสาดใส่หน้า – นี่คือเหตุการณ์ปรกติในงานเทศกาล เธอและเพื่อนๆ มักหยอกล้อกับผู้อื่นเช่นนี้เสมอ แต่เพื่อแลกกับการเติมเต็มความปรารถนา หญิงสาวยอมเสี่ยง
ต่อให้ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย ความปรารถนาไม่ถูกเติมเต็ม แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ได้เข้าร่วมงานเทศกาล
“อย่าลืมขอพรก่อนโยกมัน” ไคลน์เตือนจากตำแหน่งไม่ไกล
จัสมินสงบจิตใจ เปล่งความปรารถนาเสียงแผ่ว
“ฉันอยากกลับไปเป็นเหมือนเดิมก่อนที่จะถูกไฟคลอก”
กล่าวจบ หญิงสาวโยกคันโยกด้วยความประหม่าเจือคาดหวัง
วินาทีถัดมา ประตูของเครื่องแจกพรอัตโนมัติได้เปิดออก ไม้เท้าสีไม้ซึ่งดูธรรมดายื่นออกมาสัมผัสกับหน้าผากหญิงสาว
สิ่งที่จัสมินไม่ทันสังเกตเห็นก็คือ บนนิ้วมือของเธอกำลังสวมแหวนทองคำเลี่ยมทับทิม
เมื่อไม้เท้าสีไส้หดกลับเข้าไปในเครื่องแจกพรอัตโนมัติ แหวนทองคำเลี่ยมทับทิมก็หายไปด้วยเช่นกัน
ท่ามกลางเสียงฟันเฟืองหมุน จัสมินเห็น ‘ประตู’ ของเครื่องจักรบรรจงปิดตัว
เสร็จแล้ว? หญิงสาวครุ่นคิดอย่างเหม่อลอย.ไอรีนโนเวล.
เธอไม่ได้รู้สึกว่าการขอพรสมหวัง แต่ก็ไม่ได้ถูกกลั่นแกล้ง มีเพียงบรรยากาศที่ดูแปลกไปจากปรกติ
“ขอแสดงความยินดี ความปรารถนาของคุณถูกเติมเต็มแล้ว” ไคลน์เดินกลับพลางปรบมือแผ่วเบา ทำตัวประหนึ่งเป็นผู้ชมมายากล
ความปรารถนาของเราถูกเติมเต็ม… จะเป็นไปได้ยังไง… ขณะจัสมินผุดความคิด เธอสัมผัสถึงบางสิ่งใต้ผ้าพันคอ
ในตำแหน่งซึ่งเคยมีเพียงหลุมดำสองรู มีบางสิ่งงอกขึ้นมา!
จัสมินลังเลสักพักก่อนจะบรรจงเลื่อนมือขึ้น ลูบไล้ใบหน้าของตนแผ่วเบาและสัมผัสถึงการมีอยู่ของจมูก
ลักษณะการหายใจที่เปลี่ยนไปคือเครื่องพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้
หญิงสาวรีบหันหลังกลับ เป็นการหันหน้าเข้าหาเครื่องแจกพรอัตโนมัติ จากนั้นก็รีบเดินไปยังร้านค้าริมถนน สายตาจดจ่ออยู่กับภาพสะท้อนบนกระจกโดยอาศัยความช่วยเหลือจากแสงโคมไฟแก๊ส
ถัดมา เธอคอยๆ ปลดผ้าพันคอออกจากใบหน้า
ดวงตาซึ่งไม่ใหญ่นัก จมูกที่ไม่ได้เป็นทรงสวย ริมฝีปากไม่อวบอิ่ม และใบหน้าแต้มกระเล็กน้อย กำลังสะท้อนลงบนผิวกระจกหน้าต่าง
จัสมินเลื่อนมือขึ้นมาปิดปากโดยไม่รู้ตัว ดวงตาเริ่มชุ่มชื้น
ไม่กี่วินาทีถัดมา หญิงสาวยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดใบหน้า จากนั้นก็หันกลับไปมองเมอร์ลิน·เฮอร์มิสและกล่าว
“คุณเป็นเทพหรือ”
“ก็แค่นักมายากลพเนจรผู้ชอบสร้างปาฏิหาริย์” ไคลน์ยิ้มพลางชี้ไปทางเครื่องจักรด้านข้าง “สิ่งที่คุณควรขอบคุณมากที่สุดคือเจ้านี่ เครื่องแจกพรอัตโนมัติ”
“อัตโนมัติ…” จัสมินพึมพำซ้ำไปมาโดยไม่รู้ตัว
ไคลน์พยักหน้า
“ใช่ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก มันสามารถเดินเครื่องและแจกพรได้ด้วยตัวเอง… ให้จินตนาการว่าเป็นมิเตอร์แก๊ส เพียงแค่หยอดเหรียญ คุณก็จะได้รับการเติมเต็มความปรารถนาเหมือนกับการได้รับแก๊ส… ขั้นตอนการใช้งานไม่ซับซ้อน แค่หยอดเหรียญหนึ่งเพนนีและขอพร จากนั้นก็โยกคันโยก… จงจำไว้ว่า ขอพรได้มากที่สุดแค่สามข้อ”
ขณะอธิบาย ไคลน์จิกกัดตัวเองในใจ:
หากวันใดเราถึงคราวต้องตายและกลายเป็นสมบัติปิดผนึก หวังว่าจะได้เป็นสิ่งที่คล้ายกับเครื่องแจกพรอัตโนมัติเครื่องนี้…
หลังออกจากเมืองคอนสแตน เมืองหลวงของแคว้นเลียบทะเล ไคลน์ได้เปลี่ยนวิธีแจกพรผู้คนเพื่อไม่ให้ตัวเองเบื่อหน่าย:
คนเราต้องเรียนรู้ที่จะสนุกไปกับงานอันน่าเบื่อ!
อัศจรรย์มาก… จัสมินแทบมิอาจหาคำใดมาบรรยายความรู้สึกในปัจจุบัน
ความกังวลภายในใจหญิงสาวสงบลงอย่างรวดเร็ว
“เอ่อ… แล้วเครื่องแจกพรอัตโนมัติจะตั้งอยู่ตรงนี้ตลอดไปไหมคะ?” จัสมินถามด้วยความลังเล
ไคลน์ยิ้ม:
“ไม่… อาจอยู่สักสามวัน หรืออาจไม่ถึง เช้าวันพรุ่งนี้อาจหายไปแล้วก็ได้… แต่มันจะไม่หายไปตลอดกาล ในสักวัน คุณอาจเห็นมันตั้งอยู่ที่มุมถนนสักแห่ง”
ความสับสนเริ่มก่อตัวภายในใจจัสมินจนยากจะจำแนกความคิด เธอทำได้เพียงโค้งศีรษะคำนับอย่างเคร่งขรึม:
“ขอบคุณมากค่ะ คุณเครื่องแจกพรอัตโนมัติ”
จากนั้น เธอหันมาคำนับไคลน์
“ขอบคุณค่ะ มิสเตอร์เฮอร์มิส”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง จัสมินหวนนึกถึงคำพูดเมื่อครู่ของเมอร์ลิน·เฮอร์มิส จึงถามด้วยความคาดหวังปนเขินอาย:
“ขอพรได้สามข้อใช่ไหมคะ?”
“ใช่ แต่ครั้งถัดไปไม่ฟรีนะ คุณต้องหยอดเหรียญ” ไคลน์ตอบด้วยท่าทีเป็นมิตร
………………………………
โถงสวดมนต์ของวิหารรัตติกาลมีบรรยากาศสลัวเหมือนกันทุกแห่ง แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวส่องลงมาจากช่องวางด้านบนกำแพงสูงจนดูคล้ายดวงดาวในยามค่ำคืน
ไคลน์นั่งตรงมุมซึ่งไม่เด่นสะดุดตา ถอดหมวกทรงสูงออกพร้อมกับเริ่มสวดวิงวอนประหนึ่งผู้ศรัทธาเคร่งศาสนา
มันเล่าถึงข้อเท็จจริงอย่างกระชับโดยมีใจความว่า โรซายล์คืนชีพในสุสานสุดท้าย แต่ยังคงถูกเล่นงานโดยการกัดกร่อนจากดวงจันทร์บรรพกาล และกำชับว่ามหาจักรพรรดิรายนี้ตัดสินใจยับยั้งมิให้พระจันทร์สีแดงภายในร่างกายถือกำเนิดบนโลกความจริง ถึงขั้นยอมตัดกระบวนการที่ ‘เอกลักษณ์’ และตะกอนพลังลำดับ 1 ทั้งสามก้อนจะย้อนกลับมาอยู่ในมือ
ในช่วงท้ายของการสวดวิงวอน ไคลน์เล่าถึงอันตรายของไพ่เย้ยเทพ และแสดงความกังวลต่อไพ่มารดากับไพ่จันทรา
อันที่จริง โรซายล์บอกเพียงให้ระวังไพ่มารดาเท่านั้น มิได้เอ่ยถึงไพ่จันทรา แต่ไคลน์ทราบดี เส้นทางธรณีและจันทราล้วนเป็นของมารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทราม การเสริมไพ่จันทราจึงไม่ใช่เรื่องผิด
และนั่นทำให้มันกังวลเกี่ยวกับพระแม่ธรณีลิลิธเป็นพิเศษ
จากบรรดาทั้งยี่สิบสองเส้นทาง ผู้วิเศษลำดับสูงของเส้นทางทางจันทราและนักเพาะปลูกนั้นมีข้อได้เปรียบอย่างมาก เพราะพวกมันไม่ต้องกังวลว่าจะมีมหาต้นกำเนิดลืมตาตื่นขึ้นในร่าง ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดบุคลิกภาพแตกแยกขณะเข้าใกล้ใต้ดิน เนื่องจากตะกอนพลังของพวกมันมิได้มาจากมหาต้นกำเนิดโดยตรง จึงไม่มีตราประทับทางจิตแฝงมาด้วย อย่างไรก็ดี หากพวกมันบ้าบิ่นบุกเข้าไปยังใต้ดินหรือทะเลแห่งโกลาหลโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นใครก็หลีกหนีการถูกกัดกร่อนไม่ได้ เพียงแต่ความรุนแรงอาจไม่เท่าเส้นทางอื่น
ความได้เปรียบดังกล่าวทำให้ลิลิธถือไพ่เหนือกว่าเทพบรรพกาลตนอื่นในอดีต เพราะเธอไม่ต้องแบ่งพลังบางส่วนไปคอยสยบเจตจำนงของมหาต้นกำเนิดที่ลืมตาตื่นขึ้น และในสมัยโบราณ บาเรียคุ้มกันโลกยังคงแข็งแรงแน่นหนา เพียงพอที่จะกีดกันอิทธิพลจากอวกาศอย่างมารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทรามจนแทบมิอาจแทรกแซงสถานการณ์ภายในโลก
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความได้เปรียบนั้นเริ่มกลายมาเป็นปัญหา
เมื่อการกัดกร่อนจากใต้ดินเริ่มอ่อนกำลังลง บาเรียคุ้มกันโลกก็อ่อนแอลงไปด้วย ถึงขั้นเกิดรอยร้าวหลายจุด ในสถานการณ์ดังกล่าว พระแม่ธรณีลิลิธมีแต่จะยิ่งเผชิญความยากลำบาก นั่นเพราะเธอต้องรับมือกับการคุกคามที่แข็งแกร่งขึ้นของมารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทราม – ในแง่ดังกล่าว มหาต้นกำเนิดหรือพระผู้สร้างต้นกำเนิดผู้ร่วงหล่นไปนานแล้ว ย่อมสร้างการคุกคามได้ไม่มากเท่ามารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทรามซึ่งยังมีชีวิตอยู่
เมื่อพิจารณาว่าเทพภายนอกซึ่งเป็นตัวตน ‘เหนือลำดับ’ สามารถสร้างอิทธิพลกับตัวตนลำดับต่ำในเส้นทางตัวเองได้ ไคลน์เชื่อว่าในกรณีของพระแม่ธรณีเองก็ไม่น่าจะมีข้อยกเว้น
สวดวิงวอนเสร็จ ไคลน์รอเกือบห้านาที เมื่อยืนยันจนแน่ใจว่าไม่มีการตอบสนอง มันยืนขึ้น สวดหมวกทรงสูงของนักมายากลพเนจร เดินออกจากวิหารของรัตติกาล
สำหรับไคลน์ งานของมันมีเพียงแจ้งให้เทพธิดารัตติกาลรับทราบ ส่วนอีกฝ่ายจะจัดการเช่นไร จะส่งคำเตือนมาหรือไม่ ไคลน์ควบคุมไม่ได้
สรุปโดยสั้น ไคลน์ทำได้เพียงเชื่อว่า ตอนนี้เทพธิดารัตติกาลทราบถึงปัญหาซึ่งค่อนข้างร้ายแรงแล้ว
…
กรุงเบ็คลันด์ ย่านทิศใต้ของสะพาน วิหารฤดูเก็บเกี่ยว
เอ็มลิน·ไวท์ลงจากรถม้า ชำเลืองแสงแดดที่ถูกก้อนเมฆและหมอกควันบดบังเล็กน้อย ก่อนจะนำหมวกผ้าไหมทรงสูงขึ้นมาสวม
ระหว่างทางก่อนถึงประตูวิหาร มันบรรจงหมุนแหวนที่มือซ้ายคล้ายกับกำลังโอ้อวดฐานะ
แหวนมีลักษณะโปร่งแสง คล้ายกับทำจากอำพันสีแดงอ่อน ด้านบนแหวนเลี่ยมด้วยอัญมณีสีแดงเลือด สิ่งนี้คือรางวัลที่เอ็มลินได้รับเมื่อนานมาแล้ว: แหวนลิลิธ
หลังจากกลายเป็นครึ่งเทพ เอ็มลินสามารถระงับ ‘ความกระหาย’ ซึ่งเป็นผลข้างเคียงของแหวนได้ในระดับหนึ่ง ตลอดทั้งวัน มันต้องการดื่มเลือดมนุษย์เพียงสามขวดเพื่อมิให้ต้องทุกข์ทรมานกับอาการด้านลบ ดังนั้น เพื่อเปิดเผยสถานะความเป็นคนโปรดของบรรพชน เอ็มลินเริ่มสวมแหวนวงนี้ติดตัวตลอดเวลา
หลังจากเข้าไปในวิหารฤดูเก็บเกี่ยว เอ็มลินถอดหมวกทรงสูงอย่างเป็นธรรมชาติ
ทันใดนั้น คาซีมี เออร์เนส และผีดูดเลือดตนอื่นภายในกรุงเบ็คลันด์ซึ่งกำลังรอฟังเทศนาจากบิชอปยูทรอฟสกี้ ต่างทยอยลุกขึ้นยืนและก้มมองพื้นทางเดิน ปากเปล่งเสียงแผ่วเบา:
“อรุณสวัสดิ์ ท่านเอิร์ล”
เอ็มลินมองตรงไปข้างหน้า ผงกศีรษะเล็กน้อยจนเกือบมองไม่เห็น
“มิสทราลยังมาไม่ถึงอีกหรือ?”
“ท่านเอิร์ลมิสทราลสร้างวิหารภายในบ้าน” เออร์เนสอธิบายสั้นกระชับ
เอ็มลินมิได้แสดงความเห็น เพียงเดินตรงไปข้างหน้าและกล่าวอย่างเป็นกันเอง
“แต่ถ้ามีมิสซา ทุกคนก็ต้องเข้าร่วม”
มันมองไปรอบตัวก่อนจะถาม
“บิชอปยูทรอฟสกี้ไปไหน?”.ไอรีนโนเวล.
“ท่านบิชอปกำลังรอท่านเอิร์ลอยู่ด้านใน ทูตของศาสนจักรมารอนานแล้ว” เออร์เนสควบคุมสีหน้าขณะตอบคำถามของเอ็มลินด้วยท่าทีสุภาพ
ทูตของศาสนจักร… เอ็มลินหมุดแหวนสีแดงสว่างบนมือซ้ายก่อนจะเดินเข้าไปด้านในวิหาร
ในไม่ช้า มันได้พบหลวงพ่อยูทรอฟสกี้และทูตของศาสนจักรรูปร่างสูงใหญ่ ผมสีดำ ดวงตาลุ่มลึก
“นี่คือท่านเจ้าคุณลอเรโต้ เป็นอาร์ชบิชอป” หลวงพ่อยูทรอฟสกี้แนะนำให้เอ็มลินรู้จักกับทูต
มันกำลังยืนริมหน้าต่าง บดบังแสงสว่างเกือบทั้งหมด
“อรุณสวัสดิ์ ท่านเจ้าคุณลอเรโต้” เอ็มลินตอบรับตามมารยาทของศาสนจักร
ลอเรโต้ยิ้ม ตามด้วยกล่าวเป็นภาษาโลเอ็นที่ไม่ชำนาญ
“คุณไม่จำเป็นต้องเรียกผมว่าท่านเจ้าคุณ แม้คุณจะไม่ใช่อาร์ชบิชอป แต่ก็มีสถานะเทียบเท่า นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป คุณจะถือเป็นนักบวชผู้มีสมณศักดิ์เป็นอาวุโสใหญ่ของโบสถ์ ได้รับมอบหมายให้ดูแลเกี่ยวกับผีดูดเลือดทั้งหมดภายในกรุงเบ็คลันด์”
ลอเรโต้กล่าวต่อทันทีโดยไม่เปิดช่องให้เอ็มลินวิเคราะห์ข้อมูล
“ผมมายังเบ็คลันด์ภายใต้คำสั่งของสันตะสำนัก หลังจากนี้ไปจะเป็นการแจ้งระเบียบสำคัญของศาสนจักร”
“เชิญกล่าว” เอ็มลินตอบอย่างสุภาพพลางยับยั้งความปีติยินดี
สีหน้าลอเรโต้เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
“ประการแรก และเป็นประเด็นสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นนักบวชของโบสถ์หรือสาวกพระแม่ธรณี หากมีใครแจ้งว่าได้รับวิวรณ์ ให้ตีความว่าถูกปีศาจล่อลวงโดยไม่มีข้อยกเว้น… หากคุณได้รับรายงานเรื่องดังกล่าว หรือได้รับวิวรณ์ด้วยตัวเอง กรุณแจ้งกับบิชอปยูทรอฟสกี้หรือไม่ก็รายงานตรงไปยังศาสนจักร”
หลวงพ่อไม่เคยพูดเรื่องนี้มาก่อน… เป็นระเบียบที่แปลกมาก คล้ายกับพวกเขากำลังสงสัยบางสิ่ง… เอ็มลินขมวดคิ้วก่อนจะมองไปยังบิชอปยูทรอฟสกี้ที่กำลังยืนริมหน้าต่าง:
“ท่านบิชอปไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้มาก่อน…”
ยังไม่ทันจะกล่าวจบประโยค เอ็มลินเพิ่งรู้สึกว่าการพูดเช่นนี้จะทำให้บิชอปยูทรอฟสกี้เดือดร้อน แต่มันแก้ตัวไม่ทันแล้ว
ในเวลาเดียวกัน มันเริ่มตระหนักถึงจุดผิดปรกติในคำพูดอาร์ชบิชอปลอเรโต้เมื่อสักครู่:
คล้ายกับอีกฝ่ายต้องการแจ้งว่า วิวรณ์จากพระแม่ธรณีที่พวกนายได้รับ อาจไม่ได้มาจากพระแม่ธรณีตัวจริง!
ประหนึ่งกำลังบอกว่าวิวรณ์ส่วนใหญ่ที่ผีดูดเลือดได้รับจากท่านบรรพชนเป็นของปลอม เป็นวิวรณ์จากปีศาจหรือเทพมาร… ดวงตาเอ็มลินหรี่ลงเล็กน้อย มันพยายามรักษาความสุขุมอย่างสุดความสามารถ
ลอเรโต้ไม่ถือสา เพียงตอบกลับอย่างยิ้มแย้ม
“ที่บิชอปยูทรอฟสกี้ไม่ได้บอกเพราะเขาเองก็ไม่ทราบ”
หลวงพ่อก็ไม่ทราบ… ในวินาทีนี้ เอ็มลินรู้สึกเห็นนักหลวงพ่อยูทรอฟสกี้ขึ้นมาเล็กน้อย เนื่องจากกำลังคิดว่า ในฐานะนักบวชหน้าใหม่ชาวฟุซัค หลวงพ่อคงถูกบรรดาเบื้องบนของศาสนจักรเลือกปฏิบัติ
เมื่อสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงทางสายตา ลอเรโต้รีบเสริม
“นั่นเพราะเขาเป็นข้ารับใช้ จึงไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะถูกปีศาจหรือเทพมารล่อลวง”
บิชอปยูทรอฟสกี้พยักหน้าเสียงขรึม
“วิวรณ์ของพระมารดาคือพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ คือทุกคำสอน นอกเหนือจากนี้ล้วนเป็นสิ่งนอกรีต”
เอ็มลินผงะไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีสิ่งใดจะถามอีกฝ่าย เพียงอืมในลำคอและพูดกับลอเรโต้
“เช่นนั้นแล้ว ระเบียบประการที่สองคือสิ่งใด”
ลอเรโต้เปลี่ยนไปทำหน้าขรึมอีกครั้ง
“หากคุณได้รับวิวรณ์ อย่าเพิ่งปักใจเชื่อในทันที ให้รีบขอคำยืนยันจากบิชอปยูทรอฟสกี้”
“เพราะเหตุใด?” เอ็มลินยิ่งฉงน
นี่ไม่ต่างอะไรกับการบอกว่า ทุกวิวรณ์ที่เอ็มลินได้รับจะต้องมาจากปีศาจหรือเทพมาร
ลอเรโต้เรียบเรียงคำพูดเล็กน้อยก่อนจะเริ่มอธิบาย:
“โลกนี้เต็มไปด้วยตัวตนที่ชั่วร้าย พวกมันแสร้งสวมรอยเป็นเทพ คอยล่อลวงเหล่านักบวช คอยปั่นหัวเหล่าสาวก… เนื่องจากเส้นทางหลักทั้งสองของโบสถ์พระแม่ธรณีล้วนเกี่ยวข้องกับชีวิต ผลกระทบจึงรุนแรงกว่าโบสถ์อื่นมาก ในหลายครั้ง ผู้คนมักหลงทางและทดสอบในขอบเขตเกี่ยวกับชีวิตซึ่งเป็นเรื่องต้องห้าม นั่นคือจุดเริ่มต้นของความเสื่อมทราม… เพื่อระงับแนวโน้มดังกล่าว เมื่อนานมาแล้ว ทางเราได้จัดระเบียบศาสนจักรใหม่ภายใต้การชี้นำของพระมารดา และสร้างระบบคู่ขนานอย่าง ‘คนโปรด’ และ ‘ข้ารับใช้’ ขึ้นมา”
คนโปรดและข้ารับใช้… ความเข้าใจเกี่ยวกับโบสถ์พระแม่ธรณีของเอ็มลินนั้นถูกจำกัดอยู่เพียงในพระคัมภีร์และเอกสารบางชิ้น ส่งผลให้มันสับสนไปพักใหญ่
มันไม่เคยริเริ่มถามข้อมูลของโบสถ์พระแม่ธรณีจากหลวงพ่อยูทรอฟสกี้มาก่อน
ลอเรโต้ชำเลืองเอ็มลินพร้อมกับพยักหน้า
“คนโปรดหมายถึงนักบวชที่ได้รับการโปรดปรานจากพระมารดา และต้องอยู่บนสองเส้นทางหลักอย่างธรณีหรือจันทรา ส่วนข้ารับใช้หมายถึงผู้ที่ได้รับพรจากพระมารดาและต้องอยู่นอกเหนือสองเส้นทางหลัก… รายหลังจะได้รับอิทธิพลจากเทพมารและปีศาจน้อยกว่า สามารถใช้เพื่อแยกแยะความถูกต้องของวิวรณ์จากพระแม่… ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว ถึงแม้จะเป็นคำสั่งจากสันตะสำนักโดยตรง แต่ก็ต้องมี ‘ข้ารับใช้’ อย่างน้อยหนึ่งคนลงนามรับรองความถูกต้อง มิฉะนั้นจะถือว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นโมฆะ”
ขณะกล่าว ลอเรโต้หยิบเอกสารออกมากางให้เอ็มลินอ่าน นอกเหนือจากเนื้อความซึ่งอธิบายให้เอ็มลินฟังไปแล้ว ด้านล่างเป็นรายละเอียดในเรื่องที่ตัวมันตอบรับภารกิจการมาเยือนกรุงเบ็คลันด์ในฐานะทูต
ในส่วนท้ายสุดของเอกสาร มีหลายชื่อถูกเขียนไว้ติดกัน ชื่อแรกเป็นของสันตะปาปาแห่งศาสนจักรพระแม่ธรณี ซิสเตอร์โรแลนด์ ส่วนที่เหลือเป็นชื่อที่เอ็มลินไม่รู้จัก มีเพียงชื่อสุดท้ายที่เกือบไม่รู้จัก คนนั้นคือหลวงพ่อยูทรอฟสกี้
ลายมือหลวงพ่อบัดซบจริงๆ … เอ็มลินพึมพำเงียบ มันค่อนข้างคลางแคลงในระบบคู่คนโปรดและข้ารับใช้
เหตุใดถึงมีเพียงคนโปรดที่สามารถถูกล่อลวงจากเทพมารและปีศาจ?
เหตุใดผู้ที่แยกแยะความถูกต้องได้จึงมีเพียงข้ารับใช้ แต่คนโปรดไม่สามารถ?
ท่ามกลางกระแสความคิด เอ็มลินสังเกตเห็นรายละเอียดหนึ่ง:
ข้ารับใช้จะต้องไม่ได้มาจากเส้นทาง ‘ธรณี’ หรือ ‘จันทรา’ !
หมายความว่าปัญหาไม่ได้มาจากตำแหน่ง แต่เป็นเส้นทาง? เอ็มลินรู้สึกอย่างบอกไม่ถูกว่าการคาดเดาของตนนั้นถูกต้อง
………………………………………………………
เอ็มลินรู้สึกอย่างคลุมเครือว่า ทั้งเส้นทางธรณีและจันทราอาจมีความผิดปรกติแฝงอยู่ แต่มันมิได้ถามออกไปต่อหน้าอาร์ชบิชอปลอเรโต้
ถามไปก็คงไม่บอก… ไว้รอให้ถึงชุมนุมทาโรต์ครั้งถัดไปแล้วค่อยถามเดอะเวิร์ล แฮงแมน หรือคนอื่นๆ ดีกว่า… เอ็มลินพยักหน้ารับแผ่วเบา เป็นนัยว่าทราบความแตกต่างระหว่างคนโปรดและข้ารับใช้แล้ว
มันมิได้ไต่ถามจากเดอะฟูลโดยตรง เพราะรู้สึกว่าคำถามดังกล่าวไม่ได้สลักสำคัญขนาดนั้น ต้องไม่ลืมว่าดยุค มาร์ควิส และเอิร์ลผีดูดเลือดล้วนยังสุขสบายกันดี มิได้เผชิญผลข้างเคียงในแง่ลบอย่างที่โบสถ์พระแม่ธรณีแพร่กระจายข่าว
ในเวลาเดียวกัน ข้อมูลที่ได้รับจนถึงเมื่อครู่ทำให้เอ็มลินนึกถึงดวงจันทร์บรรพกาล ตัวตนซึ่งต้องสงสัยว่าอาจเป็นเทพมารหรือปีศาจระดับสูง และมีอิทธิพลอย่างมากในเส้นทางจันทรา ในอดีต ดวงจันทร์บรรพกาลเคยทำให้ผีดูดเลือดที่สวดวิงวอนถึงเกิดภาวะคลุ้มคลั่งคาที่ กลายเป็นสัตว์ประหลาดที่รู้จักแต่เพียงการสืบพันธุ์
เอ็มลินสงสัยว่านี่อาจเป็นหนึ่งในตัวตนชั่วร้ายซึ่งคอยส่งนิมิตและวิวรณ์เท็จ
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีคำถาม ลอเรโต้เก็บเอกสารในมือพลางกล่าวต่อ
“ที่กล่าวไปข้างต้นคือปัญหาที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ… นอกจากนั้น ผมอยากให้คุณสร้างหน่วยพิเศษซึ่งมีแกนหลักเป็นผีดูดเลือด ขนาดทีมประมาณสามถึงห้าคน รับหน้าที่ดูแลคดีภายในกรุงเบ็คลันด์”
“โบสถ์รัตติกาลและวายุไม่คัดค้านเรื่องนี้หรือ” เอ็มลินซึ่งค่อนข้างเคร่งครัดกฎหมาย โดยมีความผิดอย่างมากไม่เกินการขโมยเลือดจากโรงพยาบาล ผุดคำถามตามสัญชาตญาณ
ลอเรโต้ยิ้มอ่อนโยนและเสริม
“นี่เป็นสิ่งที่พวกเขาร้องขอมา… เนื่องจากหน่วยพิเศษของโบสถ์จักรกลไอน้ำถอนตัวออกไปเกือบทั้งหมด ผู้วิเศษทางการจึงค่อนข้างขาดแคลน… แม้ว่าโบสถ์รัตติกาลกับวายุจะจ้างสมาชิกจิตแห่งจักรกลและนักบวชระดับล่างซึ่งไม่ต้องการทิ้งเบ็คลันด์เข้าทำงาน แต่จำนวนก็ยังไม่ถือว่ามาก นอกจากนั้น กองกำลังหลักของทั้งสองโบสถ์ยังต้องคอยตามเก็บกวาดอิทธิพลจากฟุซัคในอาณานิคมทางทะเล ดังนั้น พวกเขาจึงต้องการให้เราส่งความช่วยเหลือบางส่วน… สิ่งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดี ทางเราจะได้รับโอกาสให้เผยแผ่คำสอนในโลเอ็นมากขึ้น แต่คุณห้ามลืมว่าอย่าเผยแผ่คำสอนจนเกินงาม พวกเราต้องสำรวมเหมือนกับโบสถ์จักรกลไอน้ำ แม้จำนวนสาวกจะยังน้อยกว่าอีกฝ่ายอยู่มากก็ตาม อาจต้องใช้ความพยายามอย่างหนักในหนึ่ง สอง หรือสามชั่วอายุคนจึงจะตามทัน”
อา แค่รักษาแนวโน้มในปัจจุบันเอาไว้ และพัฒนาไปข้างหน้าสักเล็กน้อยก็คงเพียงพอ… การเทศน์ช่างน่าเบื่อ… เอ็มลินถอนหายใจโล่งอก จากนั้นก็ตอบเสียงขรึม
“ตกลง”
…
ทะเลโซเนีย เมืองแห่งการให้ บายัม
แต่งกายในชุดคลุมบิชอปปักลวดลายสายฟ้าและคลื่น ประดับตราศักดิ์สิทธิ์แห่งพายุซึ่งทำจากโลหะ อัลเจอร์กำลังยืนอยู่บนยอดเขาริมทะเล สายตาจดจ้องไปทางอีกฟากของป่าบนเกาะ
บริเวณดังกล่าวมีต้นไม้บางตา เนินเขาโดยรอบถูกปรับพื้นให้ต่ำลง เผยให้เห็นท่าเรือซึ่งเคยซ่อนอยู่
เป็นท่าเรือส่วนตัวซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นของกลุ่มต่อต้าน แม้ขนาดจะเทียบไม่ได้กับท่าเรือบายัม แต่ก็เป็นท่าเรือขนาดกลางซึ่งรองรับผู้คนและเรือได้เป็นจำนวนมาก
ปัจจุบัน มีการสร้างเมืองอันเป็นเอกลักษณ์และดูแข็งแรงทนทานใกล้กับท่าเรือ เมืองดังกล่าวไม่ใหญ่นัก อาจมีขนาดเพียงราวหนึ่งในห้าของบายัมหรือน้อยกว่านั้น
ใจกลางเมืองเป็นหอคอยคู่สีเงิน หนึ่งหลังคาโดม หนึ่งหลังคาแหลม สะท้อนแสงระยิบระยับภายใต้ดวงอาทิตย์
รอบหอคอยคู่มีการทำถนนซีเมนต์ ปลายทางนำไปสู่อาคารซึ่งสร้างจากหิน หรือไม่ก็เชื่อมกับจัตุรัสกว้างและลานฝึก มีการปลูกต้นไม้สีเขียวไว้ตามแนวถนน มอบความรู้สึกของอารยธรรม
อัลเจอร์ทราบดี เมืองดังกล่าวไม่ใช่มีเพียงชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ แต่ยังรวมถึงชาวเมืองจันทรา
ในรายหลัง มีชาวเมืองจำนวนไม่น้อยพิการทางรูปลักษณ์และไม่อยากติดต่อกับชาวบายัมหรือเมืองข้างเคียงบนเกาะในระยะนี้ จึงซื้อสินค้าและข้าวของผ่านชาวเมืองเงินพิสุทธิ์เท่านั้น
กล่าวกันว่า พวกมันวางแผนจะสร้างเมืองของตัวเองลึกเข้าไปในป่า และสร้างถนนมาเชื่อมกับเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่
พวกเขาล้วนเป็นสาวกของมิสเตอร์ฟูล เราต้องค่อยๆ ทำให้ทุกคนเท่าเทียมกันภายในหมู่เกาะรอสต์… สำหรับตอนนี้ เรายังไม่ควรไปรบกวนผู้พิการ และทำได้แค่แนะนำให้ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ นำชาวเมืองจันทราบางส่วนที่ไม่พิการเข้าไปเที่ยวในบายัมเป็นครั้งคราว… อัลเจอร์ครุ่นคิดอย่างจริงจังว่าตนควรทำสิ่งใดต่อ
หลังจากช่วยชาวเมืองเงินพิสุทธิ์และจันทราตั้งรกรากใหม่ อัลเจอร์ถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจที่มิสเตอร์ฟูลมอบหมายแล้ว แต่มันทราบดี ตนยังห่างไกลจากการแลกเปลี่ยนกับตัวตน อำนาจ และสถานะของเทพสมุทรอยู่มาก ดังนั้น มันจึงพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อรับมือกับสิ่งที่จะตามมาหลังจากเหตุการณ์ ‘การอพยพครั้งใหญ่’
ด้วยความสัตย์จริง สิ่งที่อัลเจอร์กังวลมากที่สุดก็คือ มิสเตอร์ฟูลจะไม่มอบหมายงานใหม่ให้ หากเป็นเช่นนั้น มันคงไม่ทราบว่าต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะสร้างคะแนนผลงานถึงเป้า
ในระหว่างที่ช่วยสร้างเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่และได้สัมผัสถึงความแข็งแกร่ง อัลเจอร์เริ่มวิตกกังวล
ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์และจันทรามีลำดับ 4 มากกว่าหนึ่งคน ทุกคนล้วนเป็นสาวกผู้ซื่อสัตย์ของมิสเตอร์ฟูล จึงมีโอกาสที่มิสเตอร์ฟูลจะมอบตัวตน อำนาจ และสถานะของเทพสมุทรให้กับหนึ่งในนั้น!
.ไอรีนโนเวล.
เมืองเงินพิสุทธิ์มีสมบัติปิดผนึกระดับ 0 สองชิ้น มีนักบุญลำดับ 3 หนึ่งคน ลำดับ 4 สามคน สมบัติปิดผนึกระดับ 1 เกือบสิบชิ้น และตะกอนพลังอีกจำนวนหนึ่งซึ่งถูกใช้ทดแทนสมบัติปิดผนึกระดับ 1 ชั่วคราว… เมืองจันทรามีครึ่งเทพสามคน สมบัติปิดผนึกระดับ 1 ห้าชิ้น และสูตรโอสถอีกจำนวนมาก… นี่มัน… อัลเจอร์ตรวจสอบเบื้องต้นและพบว่า สาวกของมิสเตอร์ฟูลทั้งสองกลุ่มค่อนข้างทรงพลังทีเดียว
หากทั้งสองเมืองผนึกกำลังกัน ความแข็งแกร่งจะทัดเทียมหนึ่งในสี่ของโบสถ์วายุสลาตัน!
เท่าที่พระคาร์ดินัลอัลเจอร์ทราบ โบสถ์ของเทพจารีตจะมีสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ตั้งแต่ห้าถึงแปดชิ้น มีเทวทูตเดินดินไม่เกินสี่ตน เพียงเรื่องนี้เรื่องเดียวก็ทำให้ความแข็งแกร่งโดยรวมสูงกว่าเมืองเงินพิสุทธิ์และจันทราหลายเท่า
ทว่า หากวัดกันในแง่สมบัติปิดผนึกลำดับ 1 และจำนวนนักบุญ ทั้งสองเมืองดูด้อยกว่าไม่มาก โดยเฉพาะอย่างหลัง
แม้จะมีการบ่มเพาะนักบุญเป็นจำนวนมากในระยะหลัง แต่เนื่องจากเพิ่งผ่านสงครามเต็มรูปแบบที่เกือบปราชัย จำนวนของนักบุญของโบสถ์วายุสลาตันจึงมีไม่เกินยี่สิบ
ศาสนจักรเทพสมุทรยังไม่มีครึ่งเทพ แต่อีกไม่นานจะมี ‘เทพสมุทร’ คนใหม่ปรากฏตัว… บริวารใกล้ชิดของมิสเตอร์ฟูลประกอบด้วยเดอะเวิร์ล กงสุลมรณะ และเทวทูตจากเส้นทางโชคชะตา… นอกจากนั้นยังมีนักบุญอีกหลายคนจากชุมนุมทาโรต์… ยิ่งครุ่นคิด อัลเจอร์ยิ่งตกตะลึง ขณะเดียวกันก็พบว่าตนมองข้ามประเด็นนี้มาตลอด
บางทีอาจเป็นเพราะความใกล้ชิดเกินไป หรือไม่ก็เกิดจากความตกตะลึงอย่างต่อเนื่องจนชาชิน อัลเจอร์เพิ่งได้ตระหนักเมื่อสายในวันนี้เองว่า:
โดยไม่รู้ตัว ขุมพลังของมิสเตอร์ฟูลได้พัฒนาไปจนทัดเทียมกับโบสถ์เจ็ดเทพจารีตแล้ว แม้จะมีช่องว่างที่ชัดเจนในระดับหนึ่ง แต่นั่นเกิดจากการขาดแคลนปัจจัยด้านอายุศาสนาและประวัติศาสตร์
แต่ต้องไม่ลืมว่า อัลเจอร์เพิ่งเข้าร่วมชุมนุมทาโรต์ยังไม่ถึงสามปี!
ถ้าไม่ได้เผชิญด้วยตัวเอง เราจะไม่มีวันเชื่ออย่างแน่นอน… อัลเจอร์ถอนหายใจเงียบ กระตือรือร้นที่จะทำบางสิ่งให้มิสเตอร์ฟูล เพื่อแลกกับตัวตน อำนาจ และสถานะของเทพสมุทรโดยเร็ว
เมื่อถึงตอนนั้น มันจะได้ตั้งเป้าหมายไปยัง ‘หนังสือแห่งภัยธรรมชาติ’ เพื่อทำตามคำสัญญาที่ไว้ให้กับราชินีเอลฟ์โคฮีเน็ม
ถอนสายตากลับ อัลเจอร์ชำเลืองไปทางเชิงเขาใกล้กับบายัม และพบว่าเมืองซึ่งไม่ได้รับความเสียหายจากสงครามมากนัก ค่อยๆ กลับมาคึกคักและสดใสตามเดิม สามารถเรียกได้เต็มปากว่าเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในทะเลโซเนีย
ปัจจุบัน นักบวช บิชอปและสาวกของโบสถ์วายุสลาตันกำลังทำงานร่วมกับรัฐบาลใหม่และโบสถ์เทพสมุทร เพื่อสร้างโรงเรียนและโรงพยาบาลสำหรับเด็กยากจนบนเกาะ คอยมอบการศึกษา การรักษาพยาบาล และความช่วยเหลือขั้นพื้นฐาน
ขณะอัลเจอร์มองดูผู้คนเดินเตร็ดเตร่ไปมาบนท้องถนนประหนึ่งมด มองดูอาคารสีสดใสซึ่งแตกต่างจากสไตล์ปรกติของโลเอ็น มุมปากของมันยกขึ้นเล็กน้อยก่อนจะคลายออก
มันหรี่ตาลง ไม่มีใครทราบว่าอัลเจอร์กำลังประสบหรือเพลิดเพลินไปกับสิ่งใด
ปัจจุบัน สายหมอกสีเทาปรากฏขึ้นตรงหน้า
ตามด้วยภาพของวังโบราณและร่างซึ่งถูกสายหมอกบดบัง รวมถึงคำพูดของมิสเตอร์ฟูล:
“ภารกิจใหม่… เฝ้าจับตามองชายที่ชื่อเวอร์ดู·การ์เซีย”
พร้อมกันกับวิวรณ์ ข้อมูลจำนวนมากพรั่งพรูเข้ามาในสมองอัลเจอร์จนมันทราบสถานการณ์ที่แน่ชัดของเวอร์ดู·การ์เซีย
อีกฝ่ายเป็นคนของตระกูลอับราฮัมแต่ปิดบังตัวตน ไม่นานมานี้เพิ่งเดินทางออกจากอ่าวเดซีย์มายังหมู่เกาะรอสต์
“สุดแล้วแต่ท่าน” อัลเจอร์ขานรับแข็งขัน ก้มศีรษะด้วยความนอบน้อม
…
ผ่านการสวดวิงวอนของโดเรียน·เกียร์ ไคลน์ได้ทราบว่าเวอร์ดู·การ์เซีย·อับราฮัมเดินทางออกจากทวีปเหนือมายังหมู่เกาะรอสต์
และยังทราบดีว่า บุรุษนามเวอร์ดูกระตือรือร้นที่จะช่วยมิสเตอร์ประตู ทำให้ราชาเทวทูตรายนี้ได้กลับมายังโลกความจริง
ก่อนหน้านี้ ไคลน์เคยบอกให้มิสเมจิกเชี่ยนอธิบายหนึ่งในสองพิธีกรรมสำหรับช่วยเหลือมิสเตอร์ประตูกับสมาชิกตระกูลอับราฮัม ก็เพื่อขจัดปัญหาด้านความเชื่อใจระหว่างทั้งสองฝ่าย – หากพยายามปิดบังหรือโกหกว่าต้องตามล่าเทวทูต คนตระกูลอับราฮัมจะต้องเกิดความคลางแคลงในตัวฟอร์สแน่ และจะหาวิธีอื่นในการติดต่อกับมิสเตอร์ประตูด้วยตัวเองเพื่อยืนยันข้อเท็จจริง
และเมื่ออีกฝ่ายค้นพบความจริงซึ่งถูกปกปิด ไคลน์จะสูญเสียการควบคุมตระกูลอับราฮัมทันที หมดโอกาสในการป้องกันปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ
หากเป็นในช่วงไม่กี่ปีก่อนหน้า ไคลน์คงไม่กังวลมากนัก ทว่า ยิ่งวันสิ้นโลกขยับเข้ามาใกล้ การแทรกแซงจากเทพภายนอกก็ยิ่งทวีความรุนแรง มีโอกาสไม่น้อยที่สมาชิกตระกูลอับราฮัมจะบังเอิญค้นพบวัตถุหรือพิธีกรรมที่ถูกต้อง
ดังนั้น ไคลน์เชื่อว่าการยอมเปิดเผยพิธีกรรมซึ่งมีระดับความยากสูง จะช่วยให้ตนได้รับความไว้วางใจจากคนส่วนมากของตระกูลอับราฮัม ช่วยให้อีกฝ่ายศรัทธามิสเตอร์ฟูลอย่างแรงกล้ามากขึ้น จากนั้น ผ่านสาวกที่ภักดี ไคลน์จะคอยจับตามองกลุ่มคนซึ่งมีพฤติกรรมสุดโต่งของตระกูลและเข้าแทรกแซงได้ทันเวลา
หลังจากแล่นเรือรอบเกาะโบราณสามครั้ง ในที่สุด ‘รุ่งอรุณ’ ก็แล่นเข้าไปในทะเลซึ่งเต็มไปด้วยพายุ
แบร์นาแดตถอนสายตากลับ ก่อนจะจ้องไปยัง ‘รัดเกล้านักปราชญ์’ ซึ่งลอยอยู่กลางอากาศ
ในฐานะผู้หยั่งรู้ หญิงสาวย่อมมองเห็นโอกาสในการเลื่อนลำดับ เพราะตระหนักอย่างชัดเจนว่าตนประกอบพิธีกรรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว นั่นคือการป้องกันมิให้ภัยพิบัติร้ายแรงถือกำเนิด
แต่ราคาที่ต้องจ่ายคือการผนึกบิดาตัวเอง บิดาซึ่งตนเฝ้าคิดถึงและตามหามานานกว่าร้อยปี
“ช่างน่าขัน…” แบร์นาแดตจ้องดวงตาแนวตั้งเลี่ยมเพชรพลางถอนหายใจแผ่ว
หลังออกจากอินทิส เธอมีความปรารถนาหลักอยู่สองข้อ ประการแรก สืบหาความจริงเกี่ยวกับพ่อ เพื่อยืนยันว่าเธอมิได้เข้าใจอีกฝ่ายผิดไป ประการที่สอง เดินตามรอยเท้าพ่อเพื่อตรวจสอบสิ่งที่อีกฝ่ายเคยเผชิญ และมองหาโอกาสในการคืนชีพ
สำหรับความปรารถนาแรก แบร์นาแดตเติมเต็มสำเร็จไปนานแล้ว และได้ทราบว่าเธอเข้าใจพ่อตัวเองผิดไป ข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้แบร์นาแดตรู้สึกเจ็บปวดน้อยลง ขจัดความแค้นซึ่งเคยมีต่อพ่อจนหมดสิ้น แถมยังเพิ่มความรู้สึกผิดในส่วนของตัวเอง
ด้วยความรู้สึกผิดและความคิดถึงอันเนิ่นนาน หญิงสาวทำงานอย่างหนักเพื่อบรรลุความปรารถนาข้อที่สอง แต่ผลลัพธ์กลับค่อนข้างน่าเศร้า
หากไม่ใช่เพราะในตอนแรกมีความหวัง เธอคงไม่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์เช่นนี้ แบร์นาแดตอาจได้พบกับบิดา แต่ก็ต้องเป็นผู้ผนึกด้วยมือตัวเอง
หลังจากจมอยู่กับความเงียบงันเป็นเวลานาน ดวงตาแบร์นาแดตซึ่งเคยสูญเสียความคมชัด กลับมาสว่างสดใสอีกครั้ง
เธอไม่ลังเลอีกต่อไป เลิกโทษตัวเอง ไม่สร้างอารมณ์ด้านลบทุกชนิด มือขวาถูกยกขึ้นอย่างมั่นคง อักขระโบราณซึ่งส่องแสงดวงดาวถูกวาดขึ้นกลางอากาศ หญิงสาวอัญเชิญสัตว์วิญญาณซึ่งครึ่งบนเป็นมนุษย์ครึ่งล่างเป็นลมเพื่อขอวัตถุดิบเสริมในการปรุงโอสถ ‘ผู้ทรงปัญญา’
สำหรับที่เหลือ พวกมันไม่ต้องใช้การเก็บรักษาแบบพิเศษ จึงถูกวางไว้ในห้อง ‘ของสะสม’ บนเรือรุ่งอรุณ
ถัดมาไม่นาน แบร์นาแดตทำการป่น ‘รัดเกล้านักปราชญ์’ ด้วยความช่วยเหลือจาก ‘ความตายสีจาง’ จากนั้นก็เตรียมโอสถซึ่งจะทำให้เธอกลายเป็นลำดับ 2
โอสถผู้ทรงปัญญาผุดฟองจำนวนมาก ภายในฟองมีดวงตาโปร่งใส หลังจากจ้องมองสักพัก แบร์นาแดตยกมือขวาขึ้นอย่างเด็ดเดี่ยวพร้อมกับเลื่อนปากขวดมาต่อริมฝีปาก
เธอทราบดี อารมณ์ที่จำเป็นในตอนนี้มิใช่ความโศกเศร้าหรือหดหู่ หากแต่เป็นหัวใจอันแน่วแน่และความตั้งใจเด็ดเดี่ยวที่จะก้าวไปข้างหน้า นั่นเพราะหญิงสาวทราบดี หากเธอต้องการช่วยขจัดการกัดกร่อนให้บิดา สิ่งที่สำคัญคือพลังและระดับตัวตน
ด้วยเหตุผลดังกล่าว เธอคิดจะฝังความเจ็บปวดไว้ในส่วนลึกสุดของหัวใจ เพื่อมิให้ส่งผลกระทบต่อสภาพอารมณ์ จากนั้นค่อยเปิดมันออกมาและลิ้มรสตามลำพังในยามค่ำคืน
เมื่อโอสถผู้ทรงปัญญาไหลเข้าปาก ร่างกายแบร์นาแดตเปลี่ยนเป็นภาพมายาด้วยความเร็วที่มองตามทัน
หญิงสาวสลายตัวกลายเป็นมวลความรู้อันซับซ้อน กลายเป็นสิ่งมีชีวิตเชิงข้อมูลบริสุทธิ์
ทั่วทั้ง ‘รุ่งอรุณ’ รวมถึงสภาพแวดล้อมอย่างสายฝน พายุ ฟ้าแลบ น้ำทะเล และคลื่นพลันสูญเสียความคมชัด ประหนึ่งกลายเป็นเพียงกลุ่มก้อนข้อมูลขั้นพื้นฐาน
สำหรับเส้นทางผู้ส่องความลับในลำดับ 3 สภาวะเช่นนี้ถือว่าอันตรายมาก หากจิตไม่มั่นคงเพียงพอ โชคดีไม่มากพอ และเตรียมตัวไม่ดีพอ กระแสข้อมูลที่เธอกลายสภาพไปเป็น จะถูกข้อมูลภายนอกจำนวนมหาศาลเข้าแซงแทรกและหลอมรวมเป็นหนึ่ง ส่งผลให้สูญเสียสติสัมปชัญญะทันทีและมิอาจกลับคืนร่างเดิม กลายเป็นสัตว์ประหลาดในเชิงเร้นลับอันพิสดารและรับมือได้ยาก
วิญญาณมารเชิงข้อมูล!
หรืออีกชื่อหนึ่งคือ ‘สัตว์ข้อมูล’
แบร์นาแดตเคยพึ่งพาพลังของรัดเกล้านักปราชญ์บ่อยครั้ง สภาวะเชิงข้อมูลเช่นนี้ย่อมไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ แม้ว่าแต่ละครั้งจะจำกัดระยะเวลาเพียงสองถึงสามวินาที แต่ก็สามารถเรียกได้ว่าเชี่ยวชาญ ปัจจุบัน เธอพยายามอย่างหนักเพื่อคงสภาพจิตใต้สำนึกให้แข็งแกร่ง พลางสร้างการเชื่อมต่อลึกลับกับข้อมูลจากโลกวิญญาณในเรื่องที่เธอเพิ่งปกป้องภัยพิบัติร้ายแรง
ข้อมูลดังกล่าวมีตราประทับอันโดดเด่นของหญิงสาวสลักอยู่ และยังเกี่ยวข้องกับตัวตนลำดับสูง ส่งผลให้ข้อมูลมี ‘เสถียรภาพ’ และจะไม่ถูกแทรกแซงโดยข้อมูลภายนอกไปอีกสักพัก ช่วยให้หญิงสาวมีสติคมชัดขณะค่อยๆ จำแนกละอองข้อมูลที่ประกอบกันเป็นร่างต้น.ไอรีนโนเวล.
ระหว่างนั้น ไคลน์บนมิติหมอกคอยเคาะโต๊ะทองแดงยาวเพื่อส่งความโชคดีผ่านจุดแสงสวดวิงวอนซึ่งถูกทำเครื่องหมายไว้เป็นพิเศษ มันอาศัยพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ในการเปลี่ยน ‘ความน่าจะเป็น’ ของบางสิ่ง และแนวโน้มเชิงพฤติกรรมของบางอย่าง เพื่อช่วยให้แบร์นาแดตประสบความโชคดีพอประมาณ
เมื่อเวลาผ่านไป แบร์นาแดตอาจพลาดท่าหมดสติไปหลายหน แต่ก็รอดกลับมาได้ทุกครั้ง จนในที่สุดก็สามารถรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เป็นของร่างต้นตัวเองเพื่อนำมาจัดระเบียบร่างกายใหม่
ระหว่างนั้น หญิงสาวสัมผัสถึงความห่วงใยจากพลเรือเอกดวงดาวแคทลียา จากสมาชิกของแก่นรุ่งอรุณจำนวนมาก และจากลูกเรือของเธอซึ่งคอยสวดวิงวอนถึงทวยเทพในทุกวัน
สิ่งนี้ทำให้สภาวะของเธอมั่นคงมากขึ้นทุกขณะ สามารถต่อสู้กับเจตจำนงโบราณซึ่งเติบโตขึ้นมาในร่างกาย
ทันใดนั้นเอง กระแสข้อมูลลึกลับจำนวนมหาศาลพลันพรั่งพรูออกจากความว่างเปล่า ฉวยโอกาสตรงหน้าเพื่อแทรกแซงและหลอมรวมเข้ากับกระแสข้อมูลของแบร์นาแดตซึ่งกำลังจัดระเบียบร่างกาย
คุกคามจาก ‘ปราชญ์เร้นลับ’ !
ในฐานะร่างอวตารแห่งข้อมูลและความรู้บนโลก ตัวตนลึกลับกึ่งลำดับ 0 ของเส้นทางผู้ส่องความลับอย่างปราชญ์เร้นลับ ย่อมสามารถใช้อิทธิพลบางชนิดเพื่อเล่นงานผู้วิเศษซึ่งมีลำดับต่ำกว่าตัวเองได้
โดยไม่รอให้แบร์นาแดตใช้หน้ากากสีซีด ‘ม่าน’ ซึ่งไคลน์สวมอยู่ค่อยๆ ลอยขึ้น
ห้วงมิติรอบตัวแบร์นาแดตถูกบิดเบือนทันที ตัดขาดเธอออกจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์ แม้แต่การแทรกแซงเชิงข้อมูลก็บุกรุกเข้ามาไม่ได้
ฉวยโอกาสจากความสงบสุขในชั่วขณะดังกล่าว แบร์นาแดตเสร็จสิ้นการจัดระเบียบร่างกายใหม่ และด้วยความช่วยเหลือจากหลักยึดเหนี่ยว เธอประสบความสำเร็จในการสร้างสมดุลกับจิตอันน่ากลัวซึ่งถือกำเนิดภายในร่างกาย
ในวินาทีปัจจุบัน หญิงสาวเปลี่ยนสรรพนามจาก ‘เธอ’ กลายเป็น ‘ท่าน’ เต็มตัว กลายเป็นเทวทูตลำดับ 2 แห่งเส้นทางผู้ส่องความลับ เรียกได้ว่าเป็น ‘คนใหญ่คนโต’ ของโลกเหนือธรรมชาติ และเป็น ‘ตัวตนลึกลับ’ โดยแท้จริง
ทันทีหลังจากนั้น เธอพบว่าห้วงมิติอันบิดเบี้ยวรอบตัวกลับเป็นปรกติ และได้เห็นข้อมูลลับจำนวนมากกำลังพรั่งพรูหาตน
หญิงสาวเหยียดมือขวาออกไปทันที จับคว้าข้อมูลพลางคัดแยกเฉพาะความรู้ที่เป็นประโยชน์
ขณะแบร์นาแดตเตรียมออกจากโลกวิญญาณและกลับสู่โลกความจริง ทัศนวิสัยของเธอพลันถูกฉาบด้วยแสงสีส้ม
แสงดังกล่าวควบแน่นกลายเป็นชายชราอ้วนเตี้ยเจ้าของเคราสั้นสีขาว
ชายชรายิ้มและกล่าว
“แม่นาง ข้าคือแสงส้มฮิลลาเรี่ยน”
แสงส้ม… แบร์นาแดตผงะไปสักพัก เธอไม่เข้าใจว่าเหตุใดแสงส้มถึงปรากฏกายเบื้องหน้าตน – ทั้งสองฝ่ายแทบไม่เคยติดต่อกันมาก่อน
ในฐานะผู้นำแก่นรุ่งอรุณและอดีตปราชญ์พิศวง เจ็ดแสงพิสุทธิ์แห่งโลกวิญญาณย่อมมิใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับแบร์นาแดต เธอทราบแม้กระทั่งบทสวดวิงวอนและพิธีกรรมเพื่อขอคำแนะนำจากอีกฝ่าย ทราบว่าแสงทั้งเจ็ดเป็นสัญลักษณ์แห่งโลกวิญญาณ เป็นตัวแทนความรู้เชิงลึกในขอบเขตที่แตกต่างกัน และอย่างน้อยก็มีระดับตัวตนทัดเทียมเทวทูต
แสงส้มฮิลลาเรี่ยนเผยรอยยิ้ม
“ตัวตนผู้ยิ่งใหญ่บางท่าน ขอร้องให้ข้ามาช่วยอธิบายเจ้าในเรื่องเกี่ยวกับวันวาน เทพภายนอก และอวกาศ เพื่อให้เจ้าเข้าใจสถานการณ์ของโลกและการกัดกร่อนได้แม่นยำขึ้น เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น”
“ตัวตนใด?” แบร์นาแดตถามด้วยความสงสัยเจือระแวง
อันที่จริง เธอพอจะมีคำตอบในใจอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่อยากจะเชื่อ เพราะทั้งเจ็ดแสงแห่งโลกวิญญาณล้วนเป็นตัวตนอันยิ่งใหญ่แห่งโลกเหนือธรรมชาติ แม้กระทั่งเทพแท้จริงลำดับ 0 ก็ใช่ว่าจะหาตัวพวกมันได้ง่ายและ ‘ใช้งาน’ ได้ตามใจชอบ
แสงส้มฮิลลาเรี่ยนยิ้มพลางเสริม
“ผู้ปกครองสูงสุดเหนือโลกวิญญาณ”
ผู้ปกครองสูงสุดเหนือโลกวิญญาณ… แบร์นาแดตทวนซ้ำนามดังกล่าว สมองประมวลผลด้วยความเร็วสูง
ฮิลลาเรี่ยนชำเลืองและยิ้ม
“อีกหนึ่งนามของท่านก็คือ… เดอะฟูล”
…
บางแห่งในทะเล อนาคตกาลกำลังแล่นไปบนน่านน้ำปลอดภัย
แคทลียาสะดุ้งตื่นจากภวังค์ความฝัน เหงื่อเย็นผุดขึ้นบนหน้าผาก
ในความฝันเมื่อครู่ เธอเห็นราชินีเงื่อนงำล้มลงจมกองเลือด หน้าอกและท้องฉีกขาด สัตว์ประหลาดซึ่งดูคล้ายทารกคลานออกมา
ในฐานะปราชญ์พิศวง แถมยังเป็นปราชญ์พิศวงผู้เลื่อนลำดับด้วยเลือดของอสรพิษปรอท แคทลียาเชื่อว่าความฝันของตนมิได้เกิดขึ้นอย่างไร้มูลเหตุ จะต้องเป็นลางสังหรณ์ของบางสิ่งอย่างแน่นอน
และพิจารณาจากเนื้อหา นั่นคงไม่ใช่สิ่งที่ดี
แคทลียาซึ่งเริ่มกังวลตัดสินใจลุกขึ้นนั่ง สวมเสื้อคลุมและเตรียมสวดวิงวอนถึงเดอะฟูล หวังขอคำแนะนำจากตัวตนอันยิ่งใหญ่รายนี้หรือไม่ก็ขอร้องให้อีกฝ่ายช่วยคุ้มครองราชินี
ผ่านไปสักพัก ฉากหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าหญิงสาว:
ราชินีเงื่อนงำแบร์นาแดตเดินออกจากโลกวิญญาณ กลับมายืนบน ‘รุ่งอรุณ’ พร้อมกับทำให้เรือแล่นออกห่างจากเกาะปริศนา
แคทลียาถอนหายใจโล่งอก จากนั้นก็ขอบคุณมิสเตอร์ฟูลจากก้นบึ้ง
หลังจากสวดวิงวอนจบ หญิงสาวมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก จึงเปิดหน้าต่างห้องกัปตันและควบแน่นดวงดาวเป็นสะพานพาดลงไปยังดาดฟ้าเรือ
เธอสวมแว่นตาหนาเตอะ เดินไปบนสะพานแสงดาวซึ่งสุกสกาวพร่างพราย บรรจงย่ำไปทีละก้าวจนกระทั่งถึงดาดฟ้าอนาคตกาล จากนั้นก็เดินเล่นอย่างสบายใจท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบยามค่ำคืน
เมื่อถึงหัวเรือ แคทลียาเห็นแฟรงค์·ลีกำลังส่องขวดเหล้าพลางทำหน้าครุ่นคิด
“ทำอะไรอยู่” หญิงสาวขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
แฟรงค์หันมาจ้องและฉีกยิ้มกว้าง
“ไอเดียของผมเผชิญความล้มเหลว ตอนนี้มาถึงทางตันแล้ว… ก็เลยขอให้นีน่าช่วยนำดินจากก้นทะเลขึ้นมาศึกษาจุลินทรีย์”
กล่าวถึงตรงนี้ แฟรงค์พูดด้วยสีหน้าแฝงความคาดหวัง
“รอให้ถึงวันหยุดคราวหน้า ผมอยากไปสำรวจส่วนลึกของทะเลเหนือหรือไม่ก็ขั้วโลกซึ่งเต็มไปด้วยหิมะและน้ำแข็ง บางทีใต้ชั้นน้ำแข็งหนาๆ นั่นอาจมีซากสิ่งมีชีวิตโบราณขนาดเล็กจากยุคสมัยที่สี่ สาม หรือแม้กระทั่งสองและหนึ่ง นั่นคงเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่”
หลังจากนี้ไปจนตาย นายจะไม่ได้รับวันหยุด… แคทลียาเสริมในใจอย่างเงียบงัน
…
ไคลน์เสกกล่องขึ้นมาและบรรจุไพ่เย้ยเทพทั้งสี่ใบลงไป เมื่อผนึกเสร็จ มันส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริงทันทีและมุ่งหน้าไปยังโบสถ์รัตติกาลที่ใกล้ที่สุด
มันคิดจะอาศัยการสวดวิงวอนเพื่อเตือนให้เทพธิดารัตติกาลทราบถึงภัยอันตรายซ่อนเร้นจากไพ่เย้ยเทพ และเตือนว่าอย่าปล่อยให้พระแม่ธรณี หรือลิลิธ ครอบครองไพ่มารดาหรือไพ่จันทราโดยเด็ดขาด
…………………………………………………….
หลังจากแล่นเรือรอบเกาะโบราณสามครั้ง ในที่สุด ‘รุ่งอรุณ’ ก็แล่นเข้าไปในทะเลซึ่งเต็มไปด้วยพายุ
แบร์นาแดตถอนสายตากลับ ก่อนจะจ้องไปยัง ‘รัดเกล้านักปราชญ์’ ซึ่งลอยอยู่กลางอากาศ
ในฐานะผู้หยั่งรู้ หญิงสาวย่อมมองเห็นโอกาสในการเลื่อนลำดับ เพราะตระหนักอย่างชัดเจนว่าตนประกอบพิธีกรรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว นั่นคือการป้องกันมิให้ภัยพิบัติร้ายแรงถือกำเนิด
แต่ราคาที่ต้องจ่ายคือการผนึกบิดาตัวเอง บิดาซึ่งตนเฝ้าคิดถึงและตามหามานานกว่าร้อยปี
“ช่างน่าขัน…” แบร์นาแดตจ้องดวงตาแนวตั้งเลี่ยมเพชรพลางถอนหายใจแผ่ว
หลังออกจากอินทิส เธอมีความปรารถนาหลักอยู่สองข้อ ประการแรก สืบหาความจริงเกี่ยวกับพ่อ เพื่อยืนยันว่าเธอมิได้เข้าใจอีกฝ่ายผิดไป ประการที่สอง เดินตามรอยเท้าพ่อเพื่อตรวจสอบสิ่งที่อีกฝ่ายเคยเผชิญ และมองหาโอกาสในการคืนชีพ
สำหรับความปรารถนาแรก แบร์นาแดตเติมเต็มสำเร็จไปนานแล้ว และได้ทราบว่าเธอเข้าใจพ่อตัวเองผิดไป ข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้แบร์นาแดตรู้สึกเจ็บปวดน้อยลง ขจัดความแค้นซึ่งเคยมีต่อพ่อจนหมดสิ้น แถมยังเพิ่มความรู้สึกผิดในส่วนของตัวเอง
ด้วยความรู้สึกผิดและความคิดถึงอันเนิ่นนาน หญิงสาวทำงานอย่างหนักเพื่อบรรลุความปรารถนาข้อที่สอง แต่ผลลัพธ์กลับค่อนข้างน่าเศร้า
หากไม่ใช่เพราะในตอนแรกมีความหวัง เธอคงไม่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์เช่นนี้ แบร์นาแดตอาจได้พบกับบิดา แต่ก็ต้องเป็นผู้ผนึกด้วยมือตัวเอง
หลังจากจมอยู่กับความเงียบงันเป็นเวลานาน ดวงตาแบร์นาแดตซึ่งเคยสูญเสียความคมชัด กลับมาสว่างสดใสอีกครั้ง
เธอไม่ลังเลอีกต่อไป เลิกโทษตัวเอง ไม่สร้างอารมณ์ด้านลบทุกชนิด มือขวาถูกยกขึ้นอย่างมั่นคง อักขระโบราณซึ่งส่องแสงดวงดาวถูกวาดขึ้นกลางอากาศ หญิงสาวอัญเชิญสัตว์วิญญาณซึ่งครึ่งบนเป็นมนุษย์ครึ่งล่างเป็นลมเพื่อขอวัตถุดิบเสริมในการปรุงโอสถ ‘ผู้ทรงปัญญา’
สำหรับที่เหลือ พวกมันไม่ต้องใช้การเก็บรักษาแบบพิเศษ จึงถูกวางไว้ในห้อง ‘ของสะสม’ บนเรือรุ่งอรุณ
ถัดมาไม่นาน แบร์นาแดตทำการป่น ‘รัดเกล้านักปราชญ์’ ด้วยความช่วยเหลือจาก ‘ความตายสีจาง’ จากนั้นก็เตรียมโอสถซึ่งจะทำให้เธอกลายเป็นลำดับ 2
โอสถผู้ทรงปัญญาผุดฟองจำนวนมาก ภายในฟองมีดวงตาโปร่งใส หลังจากจ้องมองสักพัก แบร์นาแดตยกมือขวาขึ้นอย่างเด็ดเดี่ยวพร้อมกับเลื่อนปากขวดมาต่อริมฝีปาก
เธอทราบดี อารมณ์ที่จำเป็นในตอนนี้มิใช่ความโศกเศร้าหรือหดหู่ หากแต่เป็นหัวใจอันแน่วแน่และความตั้งใจเด็ดเดี่ยวที่จะก้าวไปข้างหน้า นั่นเพราะหญิงสาวทราบดี หากเธอต้องการช่วยขจัดการกัดกร่อนให้บิดา สิ่งที่สำคัญคือพลังและระดับตัวตน
ด้วยเหตุผลดังกล่าว เธอคิดจะฝังความเจ็บปวดไว้ในส่วนลึกสุดของหัวใจ เพื่อมิให้ส่งผลกระทบต่อสภาพอารมณ์ จากนั้นค่อยเปิดมันออกมาและลิ้มรสตามลำพังในยามค่ำคืน
เมื่อโอสถผู้ทรงปัญญาไหลเข้าปาก ร่างกายแบร์นาแดตเปลี่ยนเป็นภาพมายาด้วยความเร็วที่มองตามทัน
หญิงสาวสลายตัวกลายเป็นมวลความรู้อันซับซ้อน กลายเป็นสิ่งมีชีวิตเชิงข้อมูลบริสุทธิ์
ทั่วทั้ง ‘รุ่งอรุณ’ รวมถึงสภาพแวดล้อมอย่างสายฝน พายุ ฟ้าแลบ น้ำทะเล และคลื่นพลันสูญเสียความคมชัด ประหนึ่งกลายเป็นเพียงกลุ่มก้อนข้อมูลขั้นพื้นฐาน
สำหรับเส้นทางผู้ส่องความลับในลำดับ 3 สภาวะเช่นนี้ถือว่าอันตรายมาก หากจิตไม่มั่นคงเพียงพอ โชคดีไม่มากพอ และเตรียมตัวไม่ดีพอ กระแสข้อมูลที่เธอกลายสภาพไปเป็น จะถูกข้อมูลภายนอกจำนวนมหาศาลเข้าแซงแทรกและหลอมรวมเป็นหนึ่ง ส่งผลให้สูญเสียสติสัมปชัญญะทันทีและมิอาจกลับคืนร่างเดิม กลายเป็นสัตว์ประหลาดในเชิงเร้นลับอันพิสดารและรับมือได้ยาก
วิญญาณมารเชิงข้อมูล!
หรืออีกชื่อหนึ่งคือ ‘สัตว์ข้อมูล’
แบร์นาแดตเคยพึ่งพาพลังของรัดเกล้านักปราชญ์บ่อยครั้ง สภาวะเชิงข้อมูลเช่นนี้ย่อมไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ แม้ว่าแต่ละครั้งจะจำกัดระยะเวลาเพียงสองถึงสามวินาที แต่ก็สามารถเรียกได้ว่าเชี่ยวชาญ ปัจจุบัน เธอพยายามอย่างหนักเพื่อคงสภาพจิตใต้สำนึกให้แข็งแกร่ง พลางสร้างการเชื่อมต่อลึกลับกับข้อมูลจากโลกวิญญาณในเรื่องที่เธอเพิ่งปกป้องภัยพิบัติร้ายแรง
ข้อมูลดังกล่าวมีตราประทับอันโดดเด่นของหญิงสาวสลักอยู่ และยังเกี่ยวข้องกับตัวตนลำดับสูง ส่งผลให้ข้อมูลมี ‘เสถียรภาพ’ และจะไม่ถูกแทรกแซงโดยข้อมูลภายนอกไปอีกสักพัก ช่วยให้หญิงสาวมีสติคมชัดขณะค่อยๆ จำแนกละอองข้อมูลที่ประกอบกันเป็นร่างต้น.ไอรีนโนเวล.
ระหว่างนั้น ไคลน์บนมิติหมอกคอยเคาะโต๊ะทองแดงยาวเพื่อส่งความโชคดีผ่านจุดแสงสวดวิงวอนซึ่งถูกทำเครื่องหมายไว้เป็นพิเศษ มันอาศัยพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ในการเปลี่ยน ‘ความน่าจะเป็น’ ของบางสิ่ง และแนวโน้มเชิงพฤติกรรมของบางอย่าง เพื่อช่วยให้แบร์นาแดตประสบความโชคดีพอประมาณ
เมื่อเวลาผ่านไป แบร์นาแดตอาจพลาดท่าหมดสติไปหลายหน แต่ก็รอดกลับมาได้ทุกครั้ง จนในที่สุดก็สามารถรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เป็นของร่างต้นตัวเองเพื่อนำมาจัดระเบียบร่างกายใหม่
ระหว่างนั้น หญิงสาวสัมผัสถึงความห่วงใยจากพลเรือเอกดวงดาวแคทลียา จากสมาชิกของแก่นรุ่งอรุณจำนวนมาก และจากลูกเรือของเธอซึ่งคอยสวดวิงวอนถึงทวยเทพในทุกวัน
สิ่งนี้ทำให้สภาวะของเธอมั่นคงมากขึ้นทุกขณะ สามารถต่อสู้กับเจตจำนงโบราณซึ่งเติบโตขึ้นมาในร่างกาย
ทันใดนั้นเอง กระแสข้อมูลลึกลับจำนวนมหาศาลพลันพรั่งพรูออกจากความว่างเปล่า ฉวยโอกาสตรงหน้าเพื่อแทรกแซงและหลอมรวมเข้ากับกระแสข้อมูลของแบร์นาแดตซึ่งกำลังจัดระเบียบร่างกาย
คุกคามจาก ‘ปราชญ์เร้นลับ’ !
ในฐานะร่างอวตารแห่งข้อมูลและความรู้บนโลก ตัวตนลึกลับกึ่งลำดับ 0 ของเส้นทางผู้ส่องความลับอย่างปราชญ์เร้นลับ ย่อมสามารถใช้อิทธิพลบางชนิดเพื่อเล่นงานผู้วิเศษซึ่งมีลำดับต่ำกว่าตัวเองได้
โดยไม่รอให้แบร์นาแดตใช้หน้ากากสีซีด ‘ม่าน’ ซึ่งไคลน์สวมอยู่ค่อยๆ ลอยขึ้น
ห้วงมิติรอบตัวแบร์นาแดตถูกบิดเบือนทันที ตัดขาดเธอออกจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์ แม้แต่การแทรกแซงเชิงข้อมูลก็บุกรุกเข้ามาไม่ได้
ฉวยโอกาสจากความสงบสุขในชั่วขณะดังกล่าว แบร์นาแดตเสร็จสิ้นการจัดระเบียบร่างกายใหม่ และด้วยความช่วยเหลือจากหลักยึดเหนี่ยว เธอประสบความสำเร็จในการสร้างสมดุลกับจิตอันน่ากลัวซึ่งถือกำเนิดภายในร่างกาย
ในวินาทีปัจจุบัน หญิงสาวเปลี่ยนสรรพนามจาก ‘เธอ’ กลายเป็น ‘ท่าน’ เต็มตัว กลายเป็นเทวทูตลำดับ 2 แห่งเส้นทางผู้ส่องความลับ เรียกได้ว่าเป็น ‘คนใหญ่คนโต’ ของโลกเหนือธรรมชาติ และเป็น ‘ตัวตนลึกลับ’ โดยแท้จริง
ทันทีหลังจากนั้น เธอพบว่าห้วงมิติอันบิดเบี้ยวรอบตัวกลับเป็นปรกติ และได้เห็นข้อมูลลับจำนวนมากกำลังพรั่งพรูหาตน
หญิงสาวเหยียดมือขวาออกไปทันที จับคว้าข้อมูลพลางคัดแยกเฉพาะความรู้ที่เป็นประโยชน์
ขณะแบร์นาแดตเตรียมออกจากโลกวิญญาณและกลับสู่โลกความจริง ทัศนวิสัยของเธอพลันถูกฉาบด้วยแสงสีส้ม
แสงดังกล่าวควบแน่นกลายเป็นชายชราอ้วนเตี้ยเจ้าของเคราสั้นสีขาว
ชายชรายิ้มและกล่าว
“แม่นาง ข้าคือแสงส้มฮิลลาเรี่ยน”
แสงส้ม… แบร์นาแดตผงะไปสักพัก เธอไม่เข้าใจว่าเหตุใดแสงส้มถึงปรากฏกายเบื้องหน้าตน – ทั้งสองฝ่ายแทบไม่เคยติดต่อกันมาก่อน
ในฐานะผู้นำแก่นรุ่งอรุณและอดีตปราชญ์พิศวง เจ็ดแสงพิสุทธิ์แห่งโลกวิญญาณย่อมมิใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับแบร์นาแดต เธอทราบแม้กระทั่งบทสวดวิงวอนและพิธีกรรมเพื่อขอคำแนะนำจากอีกฝ่าย ทราบว่าแสงทั้งเจ็ดเป็นสัญลักษณ์แห่งโลกวิญญาณ เป็นตัวแทนความรู้เชิงลึกในขอบเขตที่แตกต่างกัน และอย่างน้อยก็มีระดับตัวตนทัดเทียมเทวทูต
แสงส้มฮิลลาเรี่ยนเผยรอยยิ้ม
“ตัวตนผู้ยิ่งใหญ่บางท่าน ขอร้องให้ข้ามาช่วยอธิบายเจ้าในเรื่องเกี่ยวกับวันวาน เทพภายนอก และอวกาศ เพื่อให้เจ้าเข้าใจสถานการณ์ของโลกและการกัดกร่อนได้แม่นยำขึ้น เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น”
“ตัวตนใด?” แบร์นาแดตถามด้วยความสงสัยเจือระแวง
อันที่จริง เธอพอจะมีคำตอบในใจอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่อยากจะเชื่อ เพราะทั้งเจ็ดแสงแห่งโลกวิญญาณล้วนเป็นตัวตนอันยิ่งใหญ่แห่งโลกเหนือธรรมชาติ แม้กระทั่งเทพแท้จริงลำดับ 0 ก็ใช่ว่าจะหาตัวพวกมันได้ง่ายและ ‘ใช้งาน’ ได้ตามใจชอบ
แสงส้มฮิลลาเรี่ยนยิ้มพลางเสริม
“ผู้ปกครองสูงสุดเหนือโลกวิญญาณ”
ผู้ปกครองสูงสุดเหนือโลกวิญญาณ… แบร์นาแดตทวนซ้ำนามดังกล่าว สมองประมวลผลด้วยความเร็วสูง
ฮิลลาเรี่ยนชำเลืองและยิ้ม
“อีกหนึ่งนามของท่านก็คือ… เดอะฟูล”
…
บางแห่งในทะเล อนาคตกาลกำลังแล่นไปบนน่านน้ำปลอดภัย
แคทลียาสะดุ้งตื่นจากภวังค์ความฝัน เหงื่อเย็นผุดขึ้นบนหน้าผาก
ในความฝันเมื่อครู่ เธอเห็นราชินีเงื่อนงำล้มลงจมกองเลือด หน้าอกและท้องฉีกขาด สัตว์ประหลาดซึ่งดูคล้ายทารกคลานออกมา
ในฐานะปราชญ์พิศวง แถมยังเป็นปราชญ์พิศวงผู้เลื่อนลำดับด้วยเลือดของอสรพิษปรอท แคทลียาเชื่อว่าความฝันของตนมิได้เกิดขึ้นอย่างไร้มูลเหตุ จะต้องเป็นลางสังหรณ์ของบางสิ่งอย่างแน่นอน
และพิจารณาจากเนื้อหา นั่นคงไม่ใช่สิ่งที่ดี
แคทลียาซึ่งเริ่มกังวลตัดสินใจลุกขึ้นนั่ง สวมเสื้อคลุมและเตรียมสวดวิงวอนถึงเดอะฟูล หวังขอคำแนะนำจากตัวตนอันยิ่งใหญ่รายนี้หรือไม่ก็ขอร้องให้อีกฝ่ายช่วยคุ้มครองราชินี
ผ่านไปสักพัก ฉากหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าหญิงสาว:
ราชินีเงื่อนงำแบร์นาแดตเดินออกจากโลกวิญญาณ กลับมายืนบน ‘รุ่งอรุณ’ พร้อมกับทำให้เรือแล่นออกห่างจากเกาะปริศนา
แคทลียาถอนหายใจโล่งอก จากนั้นก็ขอบคุณมิสเตอร์ฟูลจากก้นบึ้ง
หลังจากสวดวิงวอนจบ หญิงสาวมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก จึงเปิดหน้าต่างห้องกัปตันและควบแน่นดวงดาวเป็นสะพานพาดลงไปยังดาดฟ้าเรือ
เธอสวมแว่นตาหนาเตอะ เดินไปบนสะพานแสงดาวซึ่งสุกสกาวพร่างพราย บรรจงย่ำไปทีละก้าวจนกระทั่งถึงดาดฟ้าอนาคตกาล จากนั้นก็เดินเล่นอย่างสบายใจท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบยามค่ำคืน
เมื่อถึงหัวเรือ แคทลียาเห็นแฟรงค์·ลีกำลังส่องขวดเหล้าพลางทำหน้าครุ่นคิด
“ทำอะไรอยู่” หญิงสาวขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
แฟรงค์หันมาจ้องและฉีกยิ้มกว้าง
“ไอเดียของผมเผชิญความล้มเหลว ตอนนี้มาถึงทางตันแล้ว… ก็เลยขอให้นีน่าช่วยนำดินจากก้นทะเลขึ้นมาศึกษาจุลินทรีย์”
กล่าวถึงตรงนี้ แฟรงค์พูดด้วยสีหน้าแฝงความคาดหวัง
“รอให้ถึงวันหยุดคราวหน้า ผมอยากไปสำรวจส่วนลึกของทะเลเหนือหรือไม่ก็ขั้วโลกซึ่งเต็มไปด้วยหิมะและน้ำแข็ง บางทีใต้ชั้นน้ำแข็งหนาๆ นั่นอาจมีซากสิ่งมีชีวิตโบราณขนาดเล็กจากยุคสมัยที่สี่ สาม หรือแม้กระทั่งสองและหนึ่ง นั่นคงเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่”
หลังจากนี้ไปจนตาย นายจะไม่ได้รับวันหยุด… แคทลียาเสริมในใจอย่างเงียบงัน
…
ไคลน์เสกกล่องขึ้นมาและบรรจุไพ่เย้ยเทพทั้งสี่ใบลงไป เมื่อผนึกเสร็จ มันส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริงทันทีและมุ่งหน้าไปยังโบสถ์รัตติกาลที่ใกล้ที่สุด
มันคิดจะอาศัยการสวดวิงวอนเพื่อเตือนให้เทพธิดารัตติกาลทราบถึงภัยอันตรายซ่อนเร้นจากไพ่เย้ยเทพ และเตือนว่าอย่าปล่อยให้พระแม่ธรณี หรือลิลิธ ครอบครองไพ่มารดาหรือไพ่จันทราโดยเด็ดขาด
…………………………………………………….
เหนือสายหมอกสีเทา รูม่านตาไคลน์เบิกกว้างทันที จากนั้นก็รีบก้มมองโต๊ะทองแดงยาวลวดลายเก่าแก่ตามสัญชาตญาณ
บนโต๊ะมีไพ่สี่ใบ หลังไพ่ลวดลายต่างกัน
ชายหนุ่มรู้สึกหวาดกลัวปนโล่งใจ ราวกับเพิ่งเดินผ่านขอบเหวในสภาพปิดตาโดยไม่ตกลงไป
หากมันเอาจริงเอาจังกับการไล่สะสมไพ่เย้ยเทพทั้งยี่สิบสองไพ่ หรือบังเอิญได้รับไพ่มารดามาครอง เมื่อพิจารณาจากนิสัยในการชอบสอดไพ่เข้ามาในร่างวิญญาณเพื่อทดสอบและสร้างความเข้าใจ ป่านนี้อาจถูกกัดกร่อนโดยมารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทราม หรือไม่ก็ตั้งครรภ์โดยไม่รู้ตัว
แต่เราไม่ใช่โรซายล์สักหน่อย… ต่อให้มีไพ่มารดา ก็คงไม่สอดเข้ามาในร่างวิญญาณส่งเดช ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่ทวยเทพก็ยังยากที่จะหาพบ จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีใครรวบรวมได้ครบยี่สิบสองใบ… นี่อาจเป็นแผนของมารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทราม หากใครบังเอิญได้ครอบครองไพ่มารดาเข้า รับรองได้เลยว่าเจ้านั่นจะกลายเป็นตัวอันตรายอันดับหนึ่งของโลก… ไคลน์ถอนสายตาออกจากโต๊ะ หันไปจ้องโรซายล์บนที่นั่งเหล็กดำผ่านสายตากระดาษคน
ในเวลาเดียวกัน โรซายล์เหยียดหลังเล็กน้อย กล่าวด้วยเสียงเดี๋ยวสูงเดี๋ยวต่ำ
“ทุกสิ่งล้วนมีออร่าเทพแฝงอยู่… มหาต้นกำเนิดยังไม่ตาย แต่อาศัยอยู่ในร่างทุกคน!”
ไคลน์ขมวดคิ้ว มันไม่แน่ใจว่าที่กำลังพูดคือโรซายล์คือพระจันทร์สีแดงในร่างกาย
ไม่เพียงไคลน์จะเข้าใจในสัจธรรมดังกล่าว แต่ยังเคยเผชิญหน้าด้วยตัวเองมาแล้ว จึงมิได้เผยอาการตื่นตระหนกมากนัก เพียงนึกทบทวนถึงคำสอนของชุมนุมแสงเหนือที่มันเคยเห็นมา:
พวกมันพร่ำสอนว่า พระผู้สร้างแฝงตัวอยู่ในทุกสรรพสิ่ง ดังนั้น มนุษย์ทุกคนล้วนมีออร่าเทพในตัว หากออร่าเทพดังกล่าวเข้มข้นจนถึงระดับหนึ่ง มนุษย์ธรรมดาก็สามารถเป็นเทวทูตได้ และเทพจารีตในปัจจุบันก็เป็นเพียงเทวทูตที่แข็งแกร่ง สำหรับคนธรรมดา ขอเพียงเข้าใจว่าแก่นแท้ของชีวิตประกอบด้วยการเดินทางเชิงวิญญาณ เสริมสร้างพลังวิญญาณ ค้นหาออร่าเทพในตัวเอง และกลายเป็นหนึ่งเดียวกับออร่าเทพอย่างแน่นแฟ้น ทุกคนก็สามารถหลุดพ้นจากกายาของมนุษย์ กลายเป็นเทวทูตได้ในที่สุด
ในตอนนั้น เราเข้าใจว่าลัทธิของชุมนุมแสงเหนือมีคำสอนและทฤษฎีเชิงศาสตร์เร้นลับเป็นของตัวเอง เฉกเช่นเหล่าเจ็ดเทพจารีต แต่ปัจจุบัน เราพบข้อเท็จจริงที่ซ่อนอยู่ในเนื้อหาเหล่านั้น… ในบางแง่มุม คำสอนของพวกมันถูกต้องทุกประการ แต่ปัญหาก็คือ ยิ่งผสานเป็นหนึ่งเดียวกับออร่าเทพมากเท่าใด ความเป็นตัวเองก็ยิ่งลดลง… พระผู้สร้างแท้จริงแอบสอดแทรกความลับอันลึกซึ้งของโลกไว้ในคำสอน… ไม่กลัวบ้างหรือว่าสาวกเดนตายจะหมั่นศึกษาจนกระทั่งเข้าใจเกี่ยวกับการกัดกร่อนจากใต้ดิน จนกลายเป็นภาชนะให้มหาต้นกำเนิดลืมตาตื่น? ดูเหมือนว่าแฮงแมนจะมีส่วนที่เสียสติอยู่ ไม่ได้มีเหตุและผลตลอดเวลา… ไคลน์พึมพำขณะรอให้โรซายล์พูดต่อ
สองสามวินาทีถัดมา โรซายล์ซึ่งดำรงอยู่ท่ามกลางวัฏจักรตายเกิด นั่งนิ่งบนที่นั่งเหล็กดำ สูดลมหายใจโดยไม่กล่าวคำใด
ไคลน์เป็นฝ่ายบังคับกระดาษคนพูด
“สิ่งที่นายเพิ่งกล่าวไป คำใดน่าเชื่อถือ คำใดควรระวัง”
โรซายล์ขำแห้ง
“คิดเอาเอง… เฮ่อะ! พวกนักทำนายชอบพูดแบบนี้ไม่ใช่หรือ”
โดยไม่รอคำตอบจากไคลน์ มันกล่าวต่อ:
“ในตอนที่สร้างหน้ากาก ‘ความตายสีจาง’ ฉันสังเกตเห็นบางสิ่ง: เทพมรณาแห่งยุคสมัยที่สี่อาจยังไม่ร่วงหล่นโดยสมบูรณ์ และมีไพ่ตายในการคืนชีพมากกว่าหนึ่งอย่าง ซึ่งบางส่วนอาจเกี่ยวข้องกับ ‘แม่น้ำอันธการนิรันดร์’ หึหึ… ‘มรณา’ จะตายง่ายๆ ได้เช่นไร…”
กล่าวถึงตรงนี้ โรซายล์ชำเลืองไคลน์ด้านล่างเวทียกสูง
“อา… มีเพียงการเลือกเส้นทางนักทำนาย ผู้ฝึกหัด และนักจารกรรมเท่านั้น ‘ผู้เดินทางข้ามโลก’ จึงจะมีสิทธิ์เข้าไปในปราสาทต้นกำเนิด ฉันมีความคิดนี้ในตอนที่สายไปแล้ว… ฉันไม่รู้ว่านายอยากเป็นวันวานหรือไม่ และไม่ทราบรายละเอียดของพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องด้วย แต่บอกได้เพียงว่า สิ่งนั้นอันตรายยิ่งกว่าการเถลิงบัลลังก์เทพหลายเท่า หลายต่อหลายเท่า… บางที ตัวตนที่นำพวกเรามาขังอาจกำลังรอนายอยู่ที่นั่น… คำแนะนำเดียวของฉันก็คือ สนทนากับเทพแห่งตะเกียงใน ‘ตะเกียงวิเศษประทานพร’ ก่อนจะลงมือ”
เทพแห่งตะเกียง? ฉวยโอกาสจากความแค้นที่อีกฝ่ายมีต่อราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค? ไคลน์พยักหน้าแผ่วเบา:
“ตกลง”
ได้ยินคำตอบ โรซายล์ถอนหายใจพลางยิ้ม
“หากนายกลายเป็นวันวานสำเร็จ อย่าลืมคิดเรื่องช่วยฉัน มีเพียงวันวานเท่านั้นที่ต่อต้านวันวานได้”
ถึงตรงนี้ มันนิ่งไปสักพัก ก่อนจะพูดด้วยจังหวะช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
“หลังจากกลายเป็นวันวาน ถ้านายมิอาจช่วยเหลือฉันขจัดการกัดกร่อนจากดวงจันทร์บรรพกาลได้ อย่าลืมกำจัดฉันให้สิ้นซากและคอยสนับสนุนให้มีจักรพรรดิมืดคนต่อไป… ฉันจะได้ไม่คืนชีพขึ้นมาพร้อมกับการกัดกร่อนอีก…”
แสงสว่างภายในสุสานสลัวลงเล็กน้อย ไคลน์เงียบไปสองวินาทีก่อนจะตอบ.Aileen-novel.
“สัญญาว่าจะไม่ลืม”
โรซายล์ยังคงเงียบ จากนั้นก็ขำในอีกไม่กี่วินาที
“แต่แน่นอน ก่อนหน้านั้นนายต้องพยายามช่วยฉันอีกสักสองสามหน”
มุกตลกเช่นนี้ไม่เพียงไม่ทำให้ไคลน์ยิ้ม แต่กลับกัน จิตใจชายหนุ่มยิ่งทวีความหดหู่ พูดไม่ออกเป็นเวลานาน
โรซายล์ไม่กล่าวต่อทันที แต่นึกสักพักก่อนจะพูด
“ภรรยาของฉันเสียไปนานแล้ว ส่วนภรรยาน้อยต่างมีเส้นทางชีวิตเป็นของตัวเอง สิ่งที่รู้สึกผิดก็คือ ฉันไม่เคยรักพวกหล่อนจากใจจริง แค่หลงใหลในรูปกายและสนุกไปกับความสุขสมที่ได้รับ… ฉันไม่เคยมีลูกลับนอกสมรส ผู้วิเศษย่อมมีลางสังหรณ์ในแง่นี้ ส่วนช่วงเวลาก่อนที่จะมาเป็นผู้วิเศษ พวกหล่อนที่มาเล่นสนุกด้วยก็คงคิดแบบเดียวกัน เพียงหลงใหลในรูปร่างหน้าตาและความเพลิดเพลิน ไม่มีทางทิ้งปัญหาให้ตัวเอง…”
“ชิเอล บุตรชายคนโตของฉัน เขาน่าจะตายไปหลายปีแล้ว ไม่รู้ว่ามีลูกหลานเหลืออยู่เท่าไร… ลูกชายคนที่สอง โบโนว่า หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด ปัจจุบันคงกลายเป็นเทวทูตไปแล้ว สำหรับเขา ความรู้สึกของฉันค่อนข้างซับซ้อน ในแง่หนึ่งเป็นความผิดหวังและเกลียดชัง แต่อีกแง่หนึ่งก็แอบห่วงใย ยังจำตอนเด็กๆ ได้ดี เขาเป็นเด็กน่ารักมาก…”
“ลูกสาวคนโตของฉัน แบร์นาแดต นายก็เห็นเธอแล้วนี่ สวยใช่ไหมล่ะ? เธอเป็นเด็กน่ารัก ว่าง่าย และฉลาดมาก รู้จักกตัญญูบิดาผู้แก่เฒ่า รักน้องชาย และติดแม่มาก… ในบางครั้งก็เป็นคนเถรตรงจนดูซื่อ… เวลาที่เราเล่นหมากรุกกัน มีหลายครั้งที่ฉันแอบโกง แต่เธอก็ไม่เคยสังเกตเห็นเลย เชื่ออย่างสุดหัวใจว่าผู้เป็นพ่อจะไม่โกงลูก เธอเป็นคนแบบนั้น… นั่นทำให้พฤติกรรมของฉันในช่วงหลังคงเลวร้ายเกินกว่าเธอจะทำใจรับไหว… แต่แน่นอน ตอนนี้ฉันสามารถโยนความผิดทั้งหมดให้กับดวงจันทร์บรรพกาล ‘ทั้งหมดเป็นเพราะถูกกัดกร่อนต่างหากล่ะ!’ … นั่นคือเรื่องเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณดวงจันทร์บรรพกาล… ฉันไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์ร้องขอหรือไม่ เพราะฉันไม่เคยช่วยเหลืออะไรนายเลย และไม่เคยสนิทกัน แค่มาจากยุคสมัยและสถานที่เดียวกัน เป็นพวกพ้องชาวโลกเหมือนกัน”
ได้ยินเช่นนั้น ไคลน์กล่าวเสียงต่ำ
“ไดอารีของนายช่วยฉันได้มาก ทำให้ฉันตระหนักถึงศาสตร์เร้นลับในเชิงลึกตั้งแต่ยังอ่อนแอ จนสามารถหลีกเลี่ยงอันตรายได้หลายครั้ง อีกทั้งยังช่วยกำหนดเป้าหมายชีวิตอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ… นอกจากนั้น ไพ่เย้ยเทพก็ยังมีประโยชน์ในหลายสถานการณ์”
“เราไม่พูดถึงไดอารีได้ไหม?” โรซายล์กระแอมแห้ง “อา… ในช่วงหลังของไดอารี ฉันพยายามฝากข้อความถึงผู้เดินทางข้ามโลกคนต่อไปจริงๆ สิ่งเดียวที่ไม่ค่อยมั่นใจคือ อีกฝ่ายจะอ่านภาษาจีนออกไหม…”
มหาจักรพรรดิถอนหายใจเชื่องช้า
“คำขอร้องของฉันก็คือ ช่วยดูแลแบร์นาแดตด้วย คอยใช้ความช่วยเหลือทุกครั้งที่เธอต้องการ… แม้ว่าเธอกำลังจะกลายเป็นคนใหญ่คนโตของโลกเหนือธรรมชาติ ในฐานะพ่อ ฉันยังวางใจไม่ได้”
โดยไม่รีรอ ไคลน์ตอบผ่านกระดาษคน
“ฉันจะดูแลเธอแทนนายเอง”
“…ให้ตายสิ ฟังดูพิลึกชะมัด” โรซายล์เปลี่ยนน้ำเสียง “ว่าแต่ ฉันยังไม่ได้ถามชื่อเลย สำหรับตัวฉัน นายคงทราบดีอยู่แล้วว่าชื่อฮวงเทา”
“โจวหมิงรุ่ย” ไคลน์ตอบเสียงเรียบ
“แต่งงานหรือยัง? มีลูกไหม? อายุเท่าไร?” โรซายล์ยิงสามคำถามพร้อมกัน
คุณมหาจักรพรรดิ ทำไมนายถึงทำตัวยังกับพวกป้าข้างบ้าน? ไคลน์ส่ายหน้าพลางตอบกระชับ
“ไม่”
โรซายล์เงียบไปอีกครั้ง จากนั้นก็กล่าวต่อ
“นายกับฉันมาจากยุคเดียวกัน แบร์นาแดตควรเรียกนายว่าลุงโจว… ใช่แล้ว ลุงโจว…”
ขณะกล่าว เสียงของโรซายล์เจือความขื่นขมเล็กน้อย
“หลังจากลืมตาขึ้นในยุคปัจจุบัน ฉันก็มองโลกทั้งใบเป็นแค่เกมและสนุกไปกับมัน แต่บางครั้งก็นึกถึงบ้านเกิดและช่วงเวลาในอดีตซึ่งเป็นปัจจัยหล่อหลอมบุคลิกและตัวตน… ยิ่งอายุมากขึ้น ความรู้สึกดังกล่าวก็ยิ่งเกิดขึ้นบ่อย เหมือนกับใบไม้ที่มักจะร่วงลงบนโคนต้นเสมอ… อย่างไรก็ดี ในยุคปัจจุบัน ฉันก็มีลูกสาว ภรรยา และลูกชายสองคน มีหลายสิ่งเกิดขึ้นและมีหลายสิ่งที่รู้สึกผูกพัน… สำหรับนาย ฉันเข้าใจในความโดดเดี่ยว… เข้าใจถึงความเดียวดายที่ฝังอยู่ในกระดูก”
กล่าวถึงตรงนี้ โรซายล์ถอนหายใจเล็กน้อย
“คงจะดีกว่านี้ถ้าเรายังอยู่ในยุคสมัยเดิมที่ฉันต้องตื่นไปทำงานให้ตรงเวลาทุกวันและทำโอทีเป็นครั้งคราว เมื่อมีเวลาว่าง ฉันจะแวะไปรับลูกสาวกลับจากเรียนพิเศษ ระหว่างทางก็ซื้อของที่ภรรยาชอบบ่นให้ซื้อเข้าบ้าน… ในวันหยุด ฉันจะออกไปเที่ยวนอกบ้าน หรือไม่ก็ไปบ้านพ่อแม่เพื่อดูแลท่านตอบแทนบุญคุณ… เมื่อถึงวันที่เหนื่อยกับชีวิต ฉันสามารถใช้ข้ออ้างว่า ‘เพื่อนเลี้ยงข้าว’ เพื่อออกจากบ้านมาหานาย ผู้ชายสองสามนั่งริมถนนกินอาหารเสียบไม้ด้วยกัน ดื่มเหล้าเบียร์ คุยโวโอ้อวด ด่าเจ้านาย รำลึกความหลัง และยุยงให้นายรีบหาแฟน… เมื่อตื่นขึ้นในวันถัดมาก็จะมีพลังในการใช้ชีวิตด้วยความกระฉับกระเฉง…”
ไคลน์พังอย่างเงียบงันโดยไม่ขัดการรำพันของโรซายล์
เสียงของโรซายล์ค่อยๆ หรี่ลง จนกระทั่งมันยิ้มและกล่าว
“ลาก่อนสหาย… หวังว่าพวกเราจะได้พบกันอีกในสักวัน”
ร่างของมันจางลงและกลายเป็นภาพมายาอย่างรวดเร็ว ประหนึ่งสูญเสียตัวตนบนโลกปัจจุบัน เหลือเพียงเงารางซึ่งลอยอยู่เหนือที่นั่งเหล็กดำ
โรซายล์·กุสตาฟกลับสู่การบรรทมอันเป็นนิรันดร์
…………………………………………………
เหนือสายหมอกสีเทา รูม่านตาไคลน์เบิกกว้างทันที จากนั้นก็รีบก้มมองโต๊ะทองแดงยาวลวดลายเก่าแก่ตามสัญชาตญาณ
บนโต๊ะมีไพ่สี่ใบ หลังไพ่ลวดลายต่างกัน
ชายหนุ่มรู้สึกหวาดกลัวปนโล่งใจ ราวกับเพิ่งเดินผ่านขอบเหวในสภาพปิดตาโดยไม่ตกลงไป
หากมันเอาจริงเอาจังกับการไล่สะสมไพ่เย้ยเทพทั้งยี่สิบสองไพ่ หรือบังเอิญได้รับไพ่มารดามาครอง เมื่อพิจารณาจากนิสัยในการชอบสอดไพ่เข้ามาในร่างวิญญาณเพื่อทดสอบและสร้างความเข้าใจ ป่านนี้อาจถูกกัดกร่อนโดยมารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทราม หรือไม่ก็ตั้งครรภ์โดยไม่รู้ตัว
แต่เราไม่ใช่โรซายล์สักหน่อย… ต่อให้มีไพ่มารดา ก็คงไม่สอดเข้ามาในร่างวิญญาณส่งเดช ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่ทวยเทพก็ยังยากที่จะหาพบ จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีใครรวบรวมได้ครบยี่สิบสองใบ… นี่อาจเป็นแผนของมารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทราม หากใครบังเอิญได้ครอบครองไพ่มารดาเข้า รับรองได้เลยว่าเจ้านั่นจะกลายเป็นตัวอันตรายอันดับหนึ่งของโลก… ไคลน์ถอนสายตาออกจากโต๊ะ หันไปจ้องโรซายล์บนที่นั่งเหล็กดำผ่านสายตากระดาษคน
ในเวลาเดียวกัน โรซายล์เหยียดหลังเล็กน้อย กล่าวด้วยเสียงเดี๋ยวสูงเดี๋ยวต่ำ
“ทุกสิ่งล้วนมีออร่าเทพแฝงอยู่… มหาต้นกำเนิดยังไม่ตาย แต่อาศัยอยู่ในร่างทุกคน!”
ไคลน์ขมวดคิ้ว มันไม่แน่ใจว่าที่กำลังพูดคือโรซายล์คือพระจันทร์สีแดงในร่างกาย
ไม่เพียงไคลน์จะเข้าใจในสัจธรรมดังกล่าว แต่ยังเคยเผชิญหน้าด้วยตัวเองมาแล้ว จึงมิได้เผยอาการตื่นตระหนกมากนัก เพียงนึกทบทวนถึงคำสอนของชุมนุมแสงเหนือที่มันเคยเห็นมา:
พวกมันพร่ำสอนว่า พระผู้สร้างแฝงตัวอยู่ในทุกสรรพสิ่ง ดังนั้น มนุษย์ทุกคนล้วนมีออร่าเทพในตัว หากออร่าเทพดังกล่าวเข้มข้นจนถึงระดับหนึ่ง มนุษย์ธรรมดาก็สามารถเป็นเทวทูตได้ และเทพจารีตในปัจจุบันก็เป็นเพียงเทวทูตที่แข็งแกร่ง สำหรับคนธรรมดา ขอเพียงเข้าใจว่าแก่นแท้ของชีวิตประกอบด้วยการเดินทางเชิงวิญญาณ เสริมสร้างพลังวิญญาณ ค้นหาออร่าเทพในตัวเอง และกลายเป็นหนึ่งเดียวกับออร่าเทพอย่างแน่นแฟ้น ทุกคนก็สามารถหลุดพ้นจากกายาของมนุษย์ กลายเป็นเทวทูตได้ในที่สุด
ในตอนนั้น เราเข้าใจว่าลัทธิของชุมนุมแสงเหนือมีคำสอนและทฤษฎีเชิงศาสตร์เร้นลับเป็นของตัวเอง เฉกเช่นเหล่าเจ็ดเทพจารีต แต่ปัจจุบัน เราพบข้อเท็จจริงที่ซ่อนอยู่ในเนื้อหาเหล่านั้น… ในบางแง่มุม คำสอนของพวกมันถูกต้องทุกประการ แต่ปัญหาก็คือ ยิ่งผสานเป็นหนึ่งเดียวกับออร่าเทพมากเท่าใด ความเป็นตัวเองก็ยิ่งลดลง… พระผู้สร้างแท้จริงแอบสอดแทรกความลับอันลึกซึ้งของโลกไว้ในคำสอน… ไม่กลัวบ้างหรือว่าสาวกเดนตายจะหมั่นศึกษาจนกระทั่งเข้าใจเกี่ยวกับการกัดกร่อนจากใต้ดิน จนกลายเป็นภาชนะให้มหาต้นกำเนิดลืมตาตื่น? ดูเหมือนว่าแฮงแมนจะมีส่วนที่เสียสติอยู่ ไม่ได้มีเหตุและผลตลอดเวลา… ไคลน์พึมพำขณะรอให้โรซายล์พูดต่อ
สองสามวินาทีถัดมา โรซายล์ซึ่งดำรงอยู่ท่ามกลางวัฏจักรตายเกิด นั่งนิ่งบนที่นั่งเหล็กดำ สูดลมหายใจโดยไม่กล่าวคำใด
ไคลน์เป็นฝ่ายบังคับกระดาษคนพูด
“สิ่งที่นายเพิ่งกล่าวไป คำใดน่าเชื่อถือ คำใดควรระวัง”
โรซายล์ขำแห้ง
“คิดเอาเอง… เฮ่อะ! พวกนักทำนายชอบพูดแบบนี้ไม่ใช่หรือ”
โดยไม่รอคำตอบจากไคลน์ มันกล่าวต่อ:
“ในตอนที่สร้างหน้ากาก ‘ความตายสีจาง’ ฉันสังเกตเห็นบางสิ่ง: เทพมรณาแห่งยุคสมัยที่สี่อาจยังไม่ร่วงหล่นโดยสมบูรณ์ และมีไพ่ตายในการคืนชีพมากกว่าหนึ่งอย่าง ซึ่งบางส่วนอาจเกี่ยวข้องกับ ‘แม่น้ำอันธการนิรันดร์’ หึหึ… ‘มรณา’ จะตายง่ายๆ ได้เช่นไร…”
กล่าวถึงตรงนี้ โรซายล์ชำเลืองไคลน์ด้านล่างเวทียกสูง
“อา… มีเพียงการเลือกเส้นทางนักทำนาย ผู้ฝึกหัด และนักจารกรรมเท่านั้น ‘ผู้เดินทางข้ามโลก’ จึงจะมีสิทธิ์เข้าไปในปราสาทต้นกำเนิด ฉันมีความคิดนี้ในตอนที่สายไปแล้ว… ฉันไม่รู้ว่านายอยากเป็นวันวานหรือไม่ และไม่ทราบรายละเอียดของพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องด้วย แต่บอกได้เพียงว่า สิ่งนั้นอันตรายยิ่งกว่าการเถลิงบัลลังก์เทพหลายเท่า หลายต่อหลายเท่า… บางที ตัวตนที่นำพวกเรามาขังอาจกำลังรอนายอยู่ที่นั่น… คำแนะนำเดียวของฉันก็คือ สนทนากับเทพแห่งตะเกียงใน ‘ตะเกียงวิเศษประทานพร’ ก่อนจะลงมือ”
เทพแห่งตะเกียง? ฉวยโอกาสจากความแค้นที่อีกฝ่ายมีต่อราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค? ไคลน์พยักหน้าแผ่วเบา:
“ตกลง”
ได้ยินคำตอบ โรซายล์ถอนหายใจพลางยิ้ม
“หากนายกลายเป็นวันวานสำเร็จ อย่าลืมคิดเรื่องช่วยฉัน มีเพียงวันวานเท่านั้นที่ต่อต้านวันวานได้”
ถึงตรงนี้ มันนิ่งไปสักพัก ก่อนจะพูดด้วยจังหวะช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
“หลังจากกลายเป็นวันวาน ถ้านายมิอาจช่วยเหลือฉันขจัดการกัดกร่อนจากดวงจันทร์บรรพกาลได้ อย่าลืมกำจัดฉันให้สิ้นซากและคอยสนับสนุนให้มีจักรพรรดิมืดคนต่อไป… ฉันจะได้ไม่คืนชีพขึ้นมาพร้อมกับการกัดกร่อนอีก…”
แสงสว่างภายในสุสานสลัวลงเล็กน้อย ไคลน์เงียบไปสองวินาทีก่อนจะตอบ.Aileen-novel.
“สัญญาว่าจะไม่ลืม”
โรซายล์ยังคงเงียบ จากนั้นก็ขำในอีกไม่กี่วินาที
“แต่แน่นอน ก่อนหน้านั้นนายต้องพยายามช่วยฉันอีกสักสองสามหน”
มุกตลกเช่นนี้ไม่เพียงไม่ทำให้ไคลน์ยิ้ม แต่กลับกัน จิตใจชายหนุ่มยิ่งทวีความหดหู่ พูดไม่ออกเป็นเวลานาน
โรซายล์ไม่กล่าวต่อทันที แต่นึกสักพักก่อนจะพูด
“ภรรยาของฉันเสียไปนานแล้ว ส่วนภรรยาน้อยต่างมีเส้นทางชีวิตเป็นของตัวเอง สิ่งที่รู้สึกผิดก็คือ ฉันไม่เคยรักพวกหล่อนจากใจจริง แค่หลงใหลในรูปกายและสนุกไปกับความสุขสมที่ได้รับ… ฉันไม่เคยมีลูกลับนอกสมรส ผู้วิเศษย่อมมีลางสังหรณ์ในแง่นี้ ส่วนช่วงเวลาก่อนที่จะมาเป็นผู้วิเศษ พวกหล่อนที่มาเล่นสนุกด้วยก็คงคิดแบบเดียวกัน เพียงหลงใหลในรูปร่างหน้าตาและความเพลิดเพลิน ไม่มีทางทิ้งปัญหาให้ตัวเอง…”
“ชิเอล บุตรชายคนโตของฉัน เขาน่าจะตายไปหลายปีแล้ว ไม่รู้ว่ามีลูกหลานเหลืออยู่เท่าไร… ลูกชายคนที่สอง โบโนว่า หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด ปัจจุบันคงกลายเป็นเทวทูตไปแล้ว สำหรับเขา ความรู้สึกของฉันค่อนข้างซับซ้อน ในแง่หนึ่งเป็นความผิดหวังและเกลียดชัง แต่อีกแง่หนึ่งก็แอบห่วงใย ยังจำตอนเด็กๆ ได้ดี เขาเป็นเด็กน่ารักมาก…”
“ลูกสาวคนโตของฉัน แบร์นาแดต นายก็เห็นเธอแล้วนี่ สวยใช่ไหมล่ะ? เธอเป็นเด็กน่ารัก ว่าง่าย และฉลาดมาก รู้จักกตัญญูบิดาผู้แก่เฒ่า รักน้องชาย และติดแม่มาก… ในบางครั้งก็เป็นคนเถรตรงจนดูซื่อ… เวลาที่เราเล่นหมากรุกกัน มีหลายครั้งที่ฉันแอบโกง แต่เธอก็ไม่เคยสังเกตเห็นเลย เชื่ออย่างสุดหัวใจว่าผู้เป็นพ่อจะไม่โกงลูก เธอเป็นคนแบบนั้น… นั่นทำให้พฤติกรรมของฉันในช่วงหลังคงเลวร้ายเกินกว่าเธอจะทำใจรับไหว… แต่แน่นอน ตอนนี้ฉันสามารถโยนความผิดทั้งหมดให้กับดวงจันทร์บรรพกาล ‘ทั้งหมดเป็นเพราะถูกกัดกร่อนต่างหากล่ะ!’ … นั่นคือเรื่องเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณดวงจันทร์บรรพกาล… ฉันไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์ร้องขอหรือไม่ เพราะฉันไม่เคยช่วยเหลืออะไรนายเลย และไม่เคยสนิทกัน แค่มาจากยุคสมัยและสถานที่เดียวกัน เป็นพวกพ้องชาวโลกเหมือนกัน”
ได้ยินเช่นนั้น ไคลน์กล่าวเสียงต่ำ
“ไดอารีของนายช่วยฉันได้มาก ทำให้ฉันตระหนักถึงศาสตร์เร้นลับในเชิงลึกตั้งแต่ยังอ่อนแอ จนสามารถหลีกเลี่ยงอันตรายได้หลายครั้ง อีกทั้งยังช่วยกำหนดเป้าหมายชีวิตอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ… นอกจากนั้น ไพ่เย้ยเทพก็ยังมีประโยชน์ในหลายสถานการณ์”
“เราไม่พูดถึงไดอารีได้ไหม?” โรซายล์กระแอมแห้ง “อา… ในช่วงหลังของไดอารี ฉันพยายามฝากข้อความถึงผู้เดินทางข้ามโลกคนต่อไปจริงๆ สิ่งเดียวที่ไม่ค่อยมั่นใจคือ อีกฝ่ายจะอ่านภาษาจีนออกไหม…”
มหาจักรพรรดิถอนหายใจเชื่องช้า
“คำขอร้องของฉันก็คือ ช่วยดูแลแบร์นาแดตด้วย คอยใช้ความช่วยเหลือทุกครั้งที่เธอต้องการ… แม้ว่าเธอกำลังจะกลายเป็นคนใหญ่คนโตของโลกเหนือธรรมชาติ ในฐานะพ่อ ฉันยังวางใจไม่ได้”
โดยไม่รีรอ ไคลน์ตอบผ่านกระดาษคน
“ฉันจะดูแลเธอแทนนายเอง”
“…ให้ตายสิ ฟังดูพิลึกชะมัด” โรซายล์เปลี่ยนน้ำเสียง “ว่าแต่ ฉันยังไม่ได้ถามชื่อเลย สำหรับตัวฉัน นายคงทราบดีอยู่แล้วว่าชื่อฮวงเทา”
“โจวหมิงรุ่ย” ไคลน์ตอบเสียงเรียบ
“แต่งงานหรือยัง? มีลูกไหม? อายุเท่าไร?” โรซายล์ยิงสามคำถามพร้อมกัน
คุณมหาจักรพรรดิ ทำไมนายถึงทำตัวยังกับพวกป้าข้างบ้าน? ไคลน์ส่ายหน้าพลางตอบกระชับ
“ไม่”
โรซายล์เงียบไปอีกครั้ง จากนั้นก็กล่าวต่อ
“นายกับฉันมาจากยุคเดียวกัน แบร์นาแดตควรเรียกนายว่าลุงโจว… ใช่แล้ว ลุงโจว…”
ขณะกล่าว เสียงของโรซายล์เจือความขื่นขมเล็กน้อย
“หลังจากลืมตาขึ้นในยุคปัจจุบัน ฉันก็มองโลกทั้งใบเป็นแค่เกมและสนุกไปกับมัน แต่บางครั้งก็นึกถึงบ้านเกิดและช่วงเวลาในอดีตซึ่งเป็นปัจจัยหล่อหลอมบุคลิกและตัวตน… ยิ่งอายุมากขึ้น ความรู้สึกดังกล่าวก็ยิ่งเกิดขึ้นบ่อย เหมือนกับใบไม้ที่มักจะร่วงลงบนโคนต้นเสมอ… อย่างไรก็ดี ในยุคปัจจุบัน ฉันก็มีลูกสาว ภรรยา และลูกชายสองคน มีหลายสิ่งเกิดขึ้นและมีหลายสิ่งที่รู้สึกผูกพัน… สำหรับนาย ฉันเข้าใจในความโดดเดี่ยว… เข้าใจถึงความเดียวดายที่ฝังอยู่ในกระดูก”
กล่าวถึงตรงนี้ โรซายล์ถอนหายใจเล็กน้อย
“คงจะดีกว่านี้ถ้าเรายังอยู่ในยุคสมัยเดิมที่ฉันต้องตื่นไปทำงานให้ตรงเวลาทุกวันและทำโอทีเป็นครั้งคราว เมื่อมีเวลาว่าง ฉันจะแวะไปรับลูกสาวกลับจากเรียนพิเศษ ระหว่างทางก็ซื้อของที่ภรรยาชอบบ่นให้ซื้อเข้าบ้าน… ในวันหยุด ฉันจะออกไปเที่ยวนอกบ้าน หรือไม่ก็ไปบ้านพ่อแม่เพื่อดูแลท่านตอบแทนบุญคุณ… เมื่อถึงวันที่เหนื่อยกับชีวิต ฉันสามารถใช้ข้ออ้างว่า ‘เพื่อนเลี้ยงข้าว’ เพื่อออกจากบ้านมาหานาย ผู้ชายสองสามนั่งริมถนนกินอาหารเสียบไม้ด้วยกัน ดื่มเหล้าเบียร์ คุยโวโอ้อวด ด่าเจ้านาย รำลึกความหลัง และยุยงให้นายรีบหาแฟน… เมื่อตื่นขึ้นในวันถัดมาก็จะมีพลังในการใช้ชีวิตด้วยความกระฉับกระเฉง…”
ไคลน์พังอย่างเงียบงันโดยไม่ขัดการรำพันของโรซายล์
เสียงของโรซายล์ค่อยๆ หรี่ลง จนกระทั่งมันยิ้มและกล่าว
“ลาก่อนสหาย… หวังว่าพวกเราจะได้พบกันอีกในสักวัน”
ร่างของมันจางลงและกลายเป็นภาพมายาอย่างรวดเร็ว ประหนึ่งสูญเสียตัวตนบนโลกปัจจุบัน เหลือเพียงเงารางซึ่งลอยอยู่เหนือที่นั่งเหล็กดำ
โรซายล์·กุสตาฟกลับสู่การบรรทมอันเป็นนิรันดร์
…………………………………………………
ณ ใจกลางเกาะโบราณ ภายในสุสานจักรพรรดิมืด
โรซายล์ซึ่งส่งแบร์นาแดตกลับไป มิได้เข้าสู่ภาวะหลับใหลในทันที มันแหงนหน้าขึ้นมองยังตำแหน่งสูงอีกครั้ง
เหนือสายหมอกสีเทา ไคลน์ถอนหายใจเงียบ วางไม้เท้าดวงดาวลงและสะบัด ‘กระดาษคน’
พรึ่บ! กระดาษคนหนาขึ้นทันที ก่อนจะบินเข้าไปในวังวนโปร่งแสงซึ่งประกอบจากลวดลายลึกลับด้านข้างเก้าอี้เดอะฟูล
แม้แบร์นาแดตจะถูกส่งไปยังริมเกาะจนไคลน์มิอาจอาศัยจุดแสงสวดวิงวอนเพื่อสังเกตสถานการณ์ด้านในสุสานจักรพรรดิมืด แต่มันยังสามารถใช้สัญลักษณ์ของเดอะฟูลซึ่งผสานเข้ากับร่างของโรซายล์ เพื่อสร้างการเชื่อมต่อได้ในระดับหนึ่ง
หลังจากกระดาษคนแหวกผ่านวังวนซึ่งหมุนอย่างเชื่องช้า มันตกลงไปยังด้านในสุสานซึ่งมีแสงสว่างอย่างไม่ทราบที่มา ก่อนจะกลายร่างเป็นมนุษย์เบื้องหน้าเวทียกสูงในจุดกึ่งกลาง
มนุษย์คนดังกล่าวมีผมสีดำ ดวงตาสีน้ำตาล เค้าโครงคล้ายคลึงเกอร์มัน·สแปร์โรว์ แต่ยังขาดความชัดลึก ใบหน้าค่อนไปทางอ่อนนุ่ม บรรยากาศขาดความเย็นชา และยังมีจุดแตกต่างอื่นๆ อีกเล็กน้อย คางและพุงมีร่องรอยการสะสมไขมันเล็กน้อยจากการถูกสภาพสังคมหล่อหลอม ไม่ใช่ใครนอกจากใบหน้าดั้งเดิมของไคลน์ – โจวหมิงรุ่ย ชายผู้ถูกแขวนอยู่บนปราสาทต้นกำเนิดและเป็น ‘เพื่อนบ้าน’ ของโรซายล์ ‘ฮวงเทา’ กุสตาฟมานานหลายพันปี
โรซายล์ไม่ประหลาดใจกับรูปลักษณ์ของอีกฝ่าย เพียงใช้ฝ่ามือกดลงบนที่พักแขน เอนตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย:
“นายมาแล้ว”
“ฉันมาแล้ว” ไคลน์พยักหน้าแผ่วเบา
“นายไม่ควรมา” โรซายล์ถอนหายใจ
“แต่ฉันก็มา” ไคลน์ซึ่งจับหลักได้ ตอบกลับอย่างมีไหวพริบ
เมื่อโรซายล์ยืนยันได้ว่าเป็นเพื่อนร่วมชาติ มันกลับไปนั่งท่าเดิมพลางหัวเราะเสียงต่ำ
“เดิมที ฉันตั้งใจจะถามว่านายเป็นคนมณฑลไหน จะได้พิจารณาว่าควรวางตัวอย่างไร แต่หลังจากไตร่ตรองสักพัก นั่นคงไม่จำเป็น ไม่ใช่กับตอนนี้… พวกเราต่างก็เป็นมดปลวกที่น่าสมเพชที่ไม่มีบ้านเกิดให้กลับ”
โดยไม่รอคำตอบจากไคลน์ โรซายล์ถามต่อทันทีด้วยเสียงเบาลง
“รู้ความจริงเกี่ยวกับวันสิ้นโลกหรือยัง”
“รู้แล้ว” ไคลน์ผงกศีรษะ
โรซายล์ถามต่อ
“รู้ใช่ไหมว่าที่นี่คือโลก”
“รู้” ไคลน์ตอบเยือกเย็น
ได้ยินเช่นนั้น โรซายล์ขำแห้ง:
“นายรู้ทุกสิ่งได้เร็ว… กว่าฉันจะรู้เรื่องนั้นก็ในตอนที่เดินทางไปดวงจันทร์และมองกลับมายังโลกตัวเอง”
มหาจักรพรรดิถอนหายใจ
“ดวงจันทร์เป็นสถานที่อันน่าประหลาด ฉันสัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึง แต่กลับคิดไม่ได้ว่าตัวเองจะถูกกัดกร่อน นับแต่นั้นมาก็ค่อยๆ กลายเป็นคนมีนิสัยสุดโต่งมากขึ้น… แต่ในบางครั้ง พิจารณาจากมุมมองคนรอบตัว ฉันยังมีความปรกติหลงเหลืออยู่บ้าง แต่กระนั้นก็ยังไม่กล้าเขียนลงไปในไดอารี ด้วยเกรงว่าจะเป็นการเผยความลับสำคัญจนพลาดโอกาสสุดท้ายไป… ในท้ายที่สุด ฉันตัดสินใจอาศัยสัญชาตญาณและสิ่งที่เตรียมการมาเนิ่นนาน เปลี่ยนไปยังเส้นทางจักรพรรดิมืด… เพราะว่าในวันสิ้นโลก ไม่เพียงลำดับ 0 จะเป็นระดับเดียวที่สามารถปกป้องตัวเองและคนที่รัก แต่ตัวตนระดับนี้ยังสามารถพาทุกคนไปยังดาวดวงอื่นในจักรวาลอันกว้างใหญ่ สร้างชาติและกฎระเบียบใหม่เพื่อให้มนุษย์อยู่รอดท่ามกลางดินแดนอันรกร้างว่างเปล่า นอกจากนั้น ฉันยังเล็งเห็นโอกาสที่จะหลุดพ้นจากการกัดกร่อนจากคุณสมบัติคืนชีพของจักรพรรดิมืด…”
“ขอเพียงถูกสังหารหลังจากได้เป็น ‘จักรพรรดิมืด’ ลำดับ 0 กึ่งเสียสติ ฉันยังมีโอกาสคืนชีพในสุสานหรือไม่ก็ดินแดนดารา เมื่อถึงตอนนั้น สิ่งที่จะหวนกลับมาหาฉันจะประกอบด้วย ‘เอกลักษณ์’ บริสุทธิ์และตะกอนพลังลำดับ 1 ของเส้นทางทั้งสามก้อน ไม่มีการกัดกร่อนหรือความบ้าคลั่งเจือปนแม้แต่น้อย… สำหรับเรื่องนี้ สุริยันบรรพกาลกับจักรกลไอน้ำเป็นประโยชน์มากทีเดียว… แต่น่าเสียดาย พวก ‘วันวาน’ น่ากลัวเกินกว่าที่จินตนาการไว้มาก แม้จะคืนชีพใหม่ แต่การกัดกร่อนกลับยังตามมาหลอกหลอน… บางที อาจมีเพียงวันวานเท่านั้นที่สามารถต่อต้านวันวาน… ในท้ายที่สุด ฉันต้องระงับกระบวนการคืนชีพและซ่อนตัวอยู่ในสุสานสุดท้ายด้วยสภาพนี้ ไม่อย่างนั้นวันวานจะถือกำเนิดบนโลกแห่งความจริงด้วยร่างเนื้อของฉัน และนั่นจะนำมาซึ่งหายนะร้ายแรง”
ไคลน์ซึ่งพอจะคาดเดาสถานการณ์ของโรซายล์ได้จากข้อมูลจำนวนมากของตน ไม่เผยสีหน้าประหลาดใจ เพียงตอบอย่างเยือกเย็น:
“เทพภายนอกที่กัดกร่อนนายคือ ‘มารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทราม’ พระองค์หลอกลวงสาวกจำนวนมากด้วยฉากหน้าของ ‘ดวงจันทร์บรรพกาล’”
อารมณ์บนเค้าโครงใบหน้าโรซายล์เปลี่ยนไปเล็กน้อย
มันเงียบไปหลายวินาทีก่อนจะพูด
“ฉันรู้จักดวงจันทร์บรรพกาล แต่ไม่เคยทราบว่านามจริงคือมารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทราม… เมื่อลองคิดดูให้ดี การบังเอิญไปพบมิสเตอร์ประตูที่กำลังร้องขอความช่วยเหลือ บางทีอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ…”
ได้ยินเช่นนั้น ไคลน์เริ่มตื่นตัว และเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์บนเกาะ มันพอจะคาดเดาในสิ่งที่โรซายล์กำลังจะพูด
โรซายล์ถอนหายใจพลางยิ้ม:
“ปัญหาใหญ่ที่สุดในช่วงชีวิตครึ่งแรกของฉันคือ การมั่นใจในตัวเองมากเกินไป ฉันมักจะคิดว่าตัวเองสามารถ ‘โหลดเซฟ’ และทำสิ่งต่างๆ ได้ใหม่ได้อีกครั้ง จึงตกหล่นรายละเอียดไปหลายเรื่อง… ในตอนนั้น กริมม์ถูกพลังประหลาดบนเกาะกัดกร่อน แต่หลังจากเผชิญความตายและย้อนกลับมาที่นี่ เขาได้คืนชีพใหม่อีกครั้ง เห็นได้ชัดว่านี่คืออิทธิพลจากดวงจันทร์บรรพกาล… หลังจากตรวจสอบเกาะอย่างละเอียดและดำเนินการชำระล้าง ฉันกลับมั่นใจว่าไม่มีปัญหาหลงเหลือ แต่หารู้ไม่ว่า ชะตากรรมของตัวเองได้เปลี่ยนไปแล้วเล็กน้อยในตอนนั้น ส่งผลให้ได้พบกับมิสเตอร์ประตูในภายหลัง จนกระทั่งถูกชักชวนให้ขึ้นไปยังดวงจันทร์… แต่เรื่องนี้ก็โทษมิสเตอร์ประตูไม่ได้ อาการของเขาน่าจะแย่ยิ่งกว่าฉันเสียอีก”
จักรพรรดิหมายความว่า เขาตกเป็นเป้าของมารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทรามหลังจากค้นพบเกาะแห่งนี้? ไคลน์ถอนหายใจ:
“ในตอนนั้น คงไม่มีใครคิดว่าปัญหาจะร้ายแรงถึงเพียงนี้”.ไอลีนโนเวล.
ก่อนจะถึงลำดับ 2 การเข้าใจ ‘อวกาศ’ และ ‘วันวาน’ อาจนำมาซึ่งการกัดกร่อนโดยไม่รู้ตัว แต่เมื่อไม่เข้าใจ ก็คงยากที่จะกะเกณฑ์ความร้ายแรงของปัญหาที่ตนเผชิญได้แม่นยำ นอกจากนั้นยังไม่ทราบหลักปฏิบัติในการรับมือ ส่งผลให้โรซายล์มองว่าเกาะแห่งนี้เป็นฐานทัพลับ และเลี่ยงที่จะแจ้งให้เบื้องบนซึ่งเข้าใจเกี่ยวกับเทพภายนอกและอวกาศได้รับทราบ
“ใช่” ดูเหมือนโรซายล์จะไม่เสียใจในความผิดพลาดของตน คล้ายกับอ้างเหตุผลว่า ‘คนส่วนใหญ่ก็คงพลาดเหมือนกัน’
มันกล่าวต่อทันที
“ในองค์กรโบราณและลึกลับดังกล่าว แทบไม่มีการเอ่ยถึงวันวานและเทพภายนอกเลย”
ทันใดนั้น โรซายล์เว้นวรรคเล็กน้อย
“นายน่าจะได้อ่านไดอารีของฉันแล้ว และทราบว่าองค์กรโบราณนั่นหมายถึงสิ่งใด”
ไคลน์พยักหน้า
“ฉันทราบว่าหมายถึงองค์กรไหน แต่คาดไม่ถึงว่าแม้จะกลายเป็นลำดับ 0 นายก็ยังไม่กล้าเอ่ยชื่อนั้นออกมาอยู่ดี”
“ฉันมีลางสังหรณ์บางอย่างว่าชายคนนั้นไม่ธรรมดา เขาอาจเข้าใจเกี่ยวกับเทพภายนอกในระดับที่พวกเราจินตนาการไม่ออก การปลอดภัยไว้ก่อนจึงไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะในท้ายที่สุด ฉันยังไม่ใช่เทพแท้จริงลำดับ 0 ที่สมบูรณ์” เมื่อพูดจบ โรซายล์ขมวดคิ้วทันที “นายอ่านไดอารีไปมากแค่ไหน?”
หากบรรยากาศการสนทนาสดใสร่าเริงมากกว่านี้ ไคลน์คงรีบตอบกลับไปทันทีว่า ‘แม่มดก็อร่อยไม่เลว’ เพื่อยุแหย่อีกฝ่าย
ท้ายที่สุด ชายหนุ่มตอบอย่างสุขุม
“เพียบ”
หลังจากบรรยายไปหนึ่งคำ มันเสริมอีกหนึ่งประโยคอย่างเป็นกันเอง
“นอกจากนั้นยังรวบรวมไพ่เย้ยเทพได้จำนวนหนึ่งแล้ว”
“ใบไหนบ้าง?” โรซายล์โพล่ง
ไคลน์บนสายหมอกควบคุมสีหน้าของกระดาษคน จากนั้นก็ตอบเสียงเรียบ:
“จักรพรรดิมืด ทรราช นักบวชสีชาด และเดอะฟูล”
“ฟู่ว…” โรซายล์ถอนหายใจ ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะคลายออกทันที “โชคดีที่ไม่ใช่ไพ่แม่มด จันทรา และมารดา”
ตอนแรกก็ไม่ได้นึกถึงหรอกนะ… ไคลน์ทำหน้านิ่ง ยังคงมองจักรพรรดิด้วยสายตาไม่แปรเปลี่ยน
หลังจากกล่าวจบ โรซายล์รีบกระแอมแห้งคล้ายกับฉุกคิดบางสิ่ง
“แฮ่ม! นายก็คงเคยดูไลฟ์ใช่ไหม? ไม่ได้มีกฎห้ามชายแท้แต่งครอสเดรสสักหน่อย…”
กล่าวจบ มันกระแอมอีกรอบก่อนจะถอนหายใจ:
“นายเลือกเส้นทางอะไร”
“นักทำนาย” ไคลน์ตอบห้วน
โรซายล์เงียบงันไปหลายวินาที ตามด้วยกล่าว
“น่าเสียดาย ถ้าทุกอย่างอยู่ในสภาวะปรกติ นายคงดึงทีวีจอยักษ์กับเครื่องเล่นเกมออกมาจากประวัติศาสตร์ แล้วพวกเราก็จะพูดคุยไปพลางเล่นเกมตามประสาเด็กผู้ชาย”
เสียใจด้วย โลกนี้ยังไม่มีไฟฟ้า คงต้องให้นายประดิษฐ์ขึ้นมา… ไคลน์มิได้กล่าวในสิ่งที่คิด เพียงกล่าวด้วยเสียงเดิม
“หวังว่าวันนั้นจะมาถึง”
จากนั้น มันวกกลับมาที่หัวข้อสนทนา
“ฉันสงสัยมาตลอด เหตุใดไพ่เย้ยเทพที่นายสร้างถึงไม่ถูกทวยเทพค้นพบ? พลังต่อต้านการทำนายและพยากรณ์แข็งแกร่งระดับนั้นเชียว?”
โรซายล์ขำแห้งทันที
“เพราะความรู้นำมาซึ่งพลัง และพลังนำมาซึ่งความรู้ นี่คืออำนาจของ ‘จักรพรรดิความรู้’ … หลังจากที่ฉันใช้พลังฝังสูตรโอสถทั้งยี่สิบสองเส้นทางลงไปบนไพ่ แรงดึงดูดระหว่างตะกอนพลังจะถูกสร้างขึ้น และยังมีคุณสมบัติต่อต้านการทำนายถึงและพยากรณ์ที่ยอดเยี่ยม… นอกจากนั้น…”
ขณะกล่าว โรซายล์ชะงักไปกะทันหัน ประหนึ่งฉุกคิดถึงบางสิ่งที่ผิดปรกติ
ผ่านไปไม่กี่วินาที มันกล่าวด้วยน้ำเสียงล่องลอย
“ไพ่เย้ยเทพถูกสร้างขึ้นหนึ่งปีก่อนที่ฉันจะประกอบพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์จักรพรรดิมืด ในเวลานั้น ฉันถูกกัดกร่อนจากดวงจันทร์บรรพกาลเรียบร้อยแล้ว จึงมีหลายครั้งที่ความทรงจำขาดหายไป… ทำไมทวยเทพถึงหาไพ่ทั้งยี่สิบสองใบไม่พบ…”
ได้ยินคำถามเชิงโวหาร ไคลน์บนสายหมอกพลันตึงเครียด เป็นอีกครั้งที่มันรู้สึกคันไปทั่วหนังศีรษะ
โดยไม่รอให้ไคลน์ตอบผ่านกระดาษคน เสียงของโรซายล์สูงขึ้นกะทันหันเจือความหวาดกลัว:
“ห้ามรวบรวมไพ่ทั้งยี่สิบสองใบ! …ระวังไพ่มารดาให้ดี!”
สองประโยคดังกล่าวดังกังวานอยู่ในสุสานจักรพรรดิมืดเป็นเวลานาน
เงาสีดำยืนแข็งทื่ออยู่สักพัก มันปล่อยมือออกจากคอแบร์นาแดตพลางใช้ดวงตาที่ไม่มีอยู่จริงจ้องหน้าราชินีเงื่อนงำ
เสียงแหบแห้งดังขึ้นในมิติซ่อนเร้น
“บ้านเกิด…”
เสียงดังกล่าวลังเลเจือความสับสนประหนึ่งยังไม่มั่นใจ ราวกับเป็นเสียงที่ดังมาจากอีกโลกหนึ่ง
การกัดกร่อนที่แบร์นาแดตเคยเผชิญพลันเลือนหาย การเชื่อมต่อกับสมบัติปิดผนึกกลับคืนมาอีกครั้ง
ความตายสีจางเริ่มกัดกินชีวิตหญิงสาวทีละนิด ช่วยให้เธอรักษาสมดุลระหว่างความคิดที่โกลาหลจนสามารถคงสติเอาไว้ได้
ขณะเตรียมกล่าวบางสิ่ง เงาสีดำได้เหยียดแขนออกมาอีกครั้ง
แต่คราวนี้ แทนที่จะบีบคอแบร์นาแดต มันกลับผลักอย่างแรง
ตามติดมากับการผลักคือการพังทลายของมิติซ่อนเร้น เสียงอันเจ็บปวดราวกับกำลังฝืนต่อต้านบางสิ่งดังขึ้น:
“ออกไป!”
เมื่อเสียงดังกล่าวกังวาน ร่างสีดำได้อันตรธานหายไปจากอากาศ
ถัดมา มันโผล่ขึ้นบนเวทียกสูงกึ่งกลางห้องและนั่งลงบนที่นั่งเหล็กดำขนาดมหึมา
บนใบหน้าผุดรอยแยกสองจุด ดูคล้ายดวงตาสองข้างที่ไม่สมมาตรกัน
แต่ ‘ดวงตา’ ดังกล่าวปราศจากรูม่านตา มีเพียงสีแดงเลือด
ทันทีหลังจากนั้น อีกหนึ่งรอยแยกผุดขึ้นใต้ ‘ตา’ ทั้งสองข้าง แสงสีแดงสว่างออกจากภายใน
นั่นทำให้ร่างดังกล่าวมี ‘ปาก’ สำหรับพูด
มันจดจ้องแบร์นาแดต ตะโกนด้วยเสียงแฝงความเจ็บปวดคล้ายกับกำลังต่อต้านบางสิ่ง:
“ออกไปจากที่นี่!”
หลังจากถูกผลักกระเด็นหลายสิบเมตร แบร์นาแดตพยุงตัวยืนอย่างไม่ยากเย็น แต่เธอยังคงยืนกรานที่จะไม่ฟังคำสั่งของอีกฝ่ายซึ่งบอกให้ออกไปจากสุสานจักรพรรดิมืด ยังคงยืนในตำแหน่ง จ้องเงาดำกึ่งกลางเวทียกสูงด้วยสายตาเหม่อลอย สีหน้าแววตาเผยความเศร้าอย่างมิอาจปกปิด
เธอสัมผัสได้ และมั่นใจเหลือเกินว่าเงาสีดำคือบิดาของเธอ ชายผู้เรียกตัวเองว่า ‘ซีซาร์’ โรซายล์·กุสตาฟ
วินาทีถัดมา รอยแยกบนร่างสีดำเริ่มเพิ่มจำนวน ไล่จากบนลงล่างสุด จนกระทั่งดอกไม้สีแดงผลิบานเต็มร่างกาย
ฉากตรงหน้าดูคล้ายกับโรซายล์เป็นเงาดำที่พยายามห่อหุ้มวัตถุซึ่งเปล่งแสงสีแดงเลือด
ได้เห็นภาพดังกล่าว ไคลน์เหนือสายหมอกหวนนึกถึงพระจันทร์แดงบนท้องฟ้าทันที
ในตอนนี้ ดูเหมือนว่าโรซายล์จะดำรงอยู่ในสถานะของเงา พยายามบดบังอิทธิพลจากดวงจันทร์สีแดง แต่ท้ายที่สุดก็ต้านไม่ไหว ร่างกายหลายจุดฉีกขาดจนแสงจันทร์ส่องเข้ามาในโลกความจริง
เมื่อรอยฉีกขาดเหล่านี้ผสานเข้าด้วยกันโดยสมบูรณ์ พระจันทร์แดงดวงใหม่จะถือกำเนิด
เมื่อถึงตอนนั้น เหตุการณ์อันน่าสะพรึงจะถือกำเนิดอย่างมิอาจเลี่ยง
ทันใดนั้นเอง ร่างสีดำของโรซายล์เริ่มจางลง คล้ายกับกลายเป็นภาพมายา
ฉากตรงหน้าดูราวกับโรซายล์ถูกกีดกันไว้ในโลกอีกใบหนึ่งด้วยบาเรียล่องหน ตัดขาดออกจากความเป็นจริง
จากนั้น โรซายล์ยกแขนขวาซึ่งเป็นเงาดำขึ้นอย่างยากลำบากและสัมผัสลงบนหน้าผาก
ความถี่ของรอยฉีกสีแดงลดลงทันที แต่ ‘ดวงตา’ จำนวนมากซึ่งเกิดขึ้นมาแล้ว เริ่มกะพริบพร้อมเพรียง
อย่างไรก็ดี ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดเกิดขึ้นกับสภาพแวดล้อม คล้ายกับเป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงกฎระเบียบ การเกิดใหม่ของดวงตาสีแดงถูกบิดเบือน ส่วนรอยแยกเดิมเริ่มตื่นตัว
หลังจากจัดการเสร็จ โรซายล์เงยหน้าขึ้นจ้องแบร์นาแดตซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตร กล่าวกึ่งยิ้มด้วยเสียงแหบแห้ง:
“ลูกกลายเป็นคนใหญ่คนโลกในโลกเหนือธรรมชาติจริงๆ … แถมยังสามารถมาถึงที่นี่ได้ตามลำพัง… เข้ามาสิ ให้พ่อดูหน่อยว่าองค์หญิงตัวน้อยของพ่อโตขึ้นมากแค่ไหนแล้ว”
ดวงตาแบร์นาแดตแดงก่ำทันใด เธอบรรจงย่างกรายไปด้านหน้า
โรซายล์ยิ้มอีกครั้ง:
“ในตอนที่พ่อสร้างหนังสือภาพ ทำสื่อการสอน และประดิษฐ์เกมง่ายๆ ให้เล่น ลูกยังเพิ่งตัวนิดเดียว… แต่ตอนนี้เก่งพอที่จะออกตามหาและช่วยเหลือบิดาแก่ชราผู้น่าสมเพช… พ่อยังไม่ลืม ในตอนที่ลูกยังเด็ก ลูกชอบเสื้อผ้าทุกตัวที่พ่อออกแบบให้… แต่น่าเสียดาย เมื่อโตขึ้น ลูกมิอาจสวมเดรสลูกไม้หลายชั้นได้อีก…”
มหาจักรพรรดิเล่าเรื่องเก่าประหนึ่งชายไม้ใกล้ฝั่งซึ่งชอบรำลึกถึงความหลัง
ขณะแบร์นาแดตเร่งฝีเท้า ไคลน์บนสายหมอกเริ่มขมวดคิ้ว
ทันใดนั้น จักรพรรดิโรซายล์ก้มหน้าลงเล็กน้อยก่อนจะเปล่งเสียงเปี่ยมอำนาจ:
“หยุด!”
น้ำเสียงของมันแฝงความเจ็บปวดอันยากจะบรรยาย
แบร์นาแดตชะงักไปเล็กน้อย ความเร็วของเธอลดลงจนกระทั่งหยุดนิ่ง
หญิงสาวจ้องเงาดำพลางเผยความเศร้าซึ่งยากจะบรรยาย
โรซายล์เงยหน้าขึ้นอีกครั้งพร้อมกับกระแอมแห้ง
“ลูกไม่อยากถามหรือ ว่าทำไมผิวนอกของสุสานจักรพรรดิมืดต้องสลักกฎระเบียบที่พ่อเคยประกาศใช้ สลักงานประดิษฐ์และสมัยนิยมที่พ่อเป็นผู้กำหนด? อันที่จริง นั่นไม่จำเป็นเลย พ่อแค่อยากให้คนที่พบเห็นตระหนักความยิ่งใหญ่ของพ่อ…”
ยังไม่ทันจบประโยค มหาจักรพรรดิใช้มือขวาบีบที่พักแขนแน่น ข่มเสียงพลางเปล่งด้วยสีหน้าเจ็บปวด:
“อย่าเข้ามาใกล้พ่อ! …พ่อถูกกัดกร่อน…”
ความเศร้าในดวงตาแบร์นาแดตทวีความรุนแรง
ข้อสันนิษฐานของเธอ ในที่สุดก็ได้รับการยืนยัน.ไอลีนโนเวล.
ทันใดนั้นเอง รอยแยกสีแดงบนใบหน้าโรซายล์พลันโกลาหล บ้าง ‘ปิด’ บ้าง ‘เปิด’ โดยไม่หลงเหลือความเป็นหนึ่งเดียว
มหาจักรพรรดิถือโอกาสเหยียดตัวตรง จ้องหน้าแบร์นาแดตด้วยความยากลำบาก:
“ผนึกพ่อซะ!”
ผนึก… ราชินีเงื่อนงำแบร์นาแดตทวนคำในใจ ดวงตาสีฟ้าเปียกชุ่มทันทีพร้อมกับปกคลุมด้วยหมอกจาง
แม้เธอจะมีชีวิตมานานหลายปี ไม่ใช่เด็กหญิงตัวเล็กๆ อย่างที่เคยเป็นอีกแล้ว แต่ปัจจุบัน เธอมิอาจควบคุมความผันผวนทางอารมณ์ของตน
อย่างไรก็ดี หญิงสาวมิได้ถามถึงเหตุผล และไม่มัวลังเล หลังจากชะงักเพียงครู่เดียว เธอยกมือขวาขึ้นด้วยความมั่นคงและแน่วแน่ จากนั้นก็กดลงบนหน้ากากโลหะสีซีด
แบร์นาแดตตัดสินใจอย่างเยือกเย็น เฉกเช่นในยามเผชิญหน้าเหตุการณ์สำคัญใน ‘แก่นรุ่งอรุณ’ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
บนพื้นผิว ‘ความตายสีจาง’ โลหะอ่อนตัวลงทันที จัดระเบียบใบหน้าใหม่รอบๆ ดวงตาสีดำ
ภายในดวงตาดำมืด เส้นสีซีดสว่างขึ้น ก่อตัวเป็นลวดลายสามมิติอันซับซ้อนและลึกลับ ดูคล้ายกับนกหรือไม่ก็งูขนยาวกำลังขดตัว
สัญลักษณ์ดังกล่าวดูดซับแสงสว่างรอบตัวและเริ่มก่อตัวคมชัด จากนั้นก็แยกออกจากดวงตาแบร์นาแดต เหยียด ‘ร่างกาย’ ตรงและบินไปทางโรซายล์·กุสตาฟบนที่นั่งเหล็กดำ
ระหว่างทาง สัญลักษณ์ประหลาดดังกล่าวทำให้บรรยากาศโดยรอบสลัวลง พื้นและผนังหินกลับไปผุกร่อนอีกครั้ง ประหนึ่งเทพผู้คอยกำหนดความตายกล่าวคำพิพากษา
ก้อนกรวดซึ่งหลุดร่อนตามทางลอยตามหลัง ‘สัญลักษณ์’ มาจนถึงโรซายล์ จากนั้นก็เริ่มม้วนเป็นเกลียว ห่อหุ้มร่างกึ่งมายาซึ่งดูคล้ายกับอาศัยอยู่ในโลกอีกใบ
ระหว่างนั้น มีหลายครั้งที่โรซายล์มิอาจควบคุมตัวเอง พยายามลุกขึ้นจากที่นั่งเหล็กดำ แต่สุดท้ายก็นั่งกลับลงไปโดยไม่ขัดขืนการผนึกจากแบร์นาแดต
เมื่อสัญลักษณ์ผสานเข้ากับร่างกาย โรซายล์ถูกเชื่อมโยงเข้ากับ ‘ความตายสีจาง’ ทันที มันเห็นภาพมายาของเทพผู้ปกครองเหนือมวลมหาความตาย เห็นร่างล่องลอยในแม่น้ำประหนึ่งผีพราย
ออร่าของโรซายล์ดับสลายในพริบตา รอยแยกสีแดงเลือดทยอยปิดตัวเองลง
ปลายทางของมหาจักรพรรดิผู้นี้คือการหลับใหลอย่างสุขสงบ
สำหรับสัญลักษณ์สามมิติ มันผสานเข้ากับร่างกายโรซายล์และยังคงส่งอิทธิพลตลอดเวลา จนกว่า ‘ความตายสีจาง’ จะหยุดตอบสนอง
แต่ทันใดนั้นเอง ร่างของโรซายล์เกิดรอยแยกสีแดงเลือดอีกครั้ง หลังจากออร่าของมันดับสูญไป ออร่าได้ฟื้นคืนกลับมาใหม่และพยายามต่อกรกับสัญลักษณ์อย่างดุเดือด
ได้เห็นฉากตรงหน้า ไคลน์บนสายหมอกสีเทาถอนหายใจยาว กำหมัดแน่นพร้อมกับเลื่อนขึ้นมาประชิดปากล่าง
ทันใดนั้น ‘ม่าน’ ซึ่งชายหนุ่มสวมอยู่ได้ลอยขึ้น ปราสาทต้นกำเนิดทั้งหลังเริ่ม ‘เดือดพล่าน’ อย่างเกรี้ยวกราด
ออร่าที่ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ในตัวโรซายล์เริ่มจางลงอีกครั้ง
หลังจากเลือนหายไปจนถึงระดับหนึ่ง มันกลับมามีชีวิตใหม่ และได้รับอิทธิพลจากความตายสีจางจนหายไปอีกครั้ง
ไคลน์ใช้ตะกอนพลังของ ‘บริวารเร้นลับ’ ผนวกเข้ากับอำนาจของปราสาทต้นกำเนิดเพื่อ ‘ปลูกถ่าย’ วัฏจักร ‘ความตาย’ ให้เริ่มขึ้นหลังจาก ‘การเกิด’ ทันที โดยตัดกระบวนการกึ่งกลางออกไป
ด้วยวิธีดังกล่าว การกัดกร่อนในตัวโรซายล์จะไม่มีทางฟื้นฟูพลังจนเอาชนะอิทธิพลของหน้ากากสีซีดได้
จากนั้น ไคลน์เหยียดมือขวาออก ระดมพลังปราสาทต้นกำเนิดเพื่อวาดสัญลักษณ์ลึกลับหลังเก้าอี้เดอะฟูล ซึ่งประกอบไปด้วย ‘เนตรไร้รูม่านตา’ ครึ่งหนึ่งและ ‘เกลียวเส้น’ อีกครึ่งหนึ่ง
สัญลักษณ์ดังกล่าวดูดซับออร่าของปราสาทต้นกำเนิดจนเริ่มก่อตัวคมชัด เมื่อไคลน์สะบัดข้อมือ สัญลักษณ์ดังกล่าวถูกส่งเข้าไปในจุดแสงแห่งการสวดวิงวอนของแบร์นาแดต ตกลงบนร่างกายสีดำของโรซายล์และผสานเป็นหนึ่งเดียวกัน
เมื่อใดก็ตามที่ ‘การปลูกถ่าย’ เลือนหายไป สัญลักษณ์แห่งเดอะฟูลและปราสาทต้นกำเนิดจะสร้างพลังขึ้นมาใหม่และปลูกถ่ายซ้ำอีกครั้ง
ท่ามกลางวัฏจักรความตายและเกิดใหม่ ใบหน้าซึ่งดูคล้ายเงาดำของโรซายล์เริ่มก่อตัวเป็นเค้าโครง จากนั้น มันแหงนหน้าขึ้นมองยอดสุสานประหนึ่งกำลังจดจ้องบางสิ่งซึ่งอยู่สูงลิบ
มันถอนสายตากลับในเวลาไม่นาน จ้องหน้าแบร์นาแดตพลางหัวเราะในลำคอเสียงแผ่ว:
“ผนึกนี้ก็ไม่เลว พ่อได้หลับสบายหน่อย…”
กล่าวจบ มันขมวดคิ้วเล็กน้อย ซักถามด้วยน้ำเสียงเปลี่ยนไป
“ใครสั่งใครสอนให้แต่งตัวแบบนี้?”
แบร์นาแดตยืนฟังด้วยความตกตะลึงประหนึ่งได้กลับไปสู่วัยเยาว์
ย้อนกลับไปในตอนที่เธอเข้าร่วมงานเลี้ยงเต้นรำของขุนนางด้วยชุดเต็มยศ โรซายล์จะถามด้วยเนื้อหาและน้ำเสียงที่คล้ายคลึงกันเสมอ
ความชุ่มชื้นในดวงตาหญิงสาวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เธอมิอาจควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป ตัดสินใจแผดเสียงต่ำในลำคอ:
“พ่อ…”
ใบหน้าสีดำของโรซายล์ที่ปรากฏเพียงเค้าโครง ดูอ่อนโยนลงเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเข้มงวดพร้อมกับกล่าวขึงขัง
“ออกไป… แล้วไม่ต้องกลับมาอีก!”
แบร์นาแดตเปิดปาก คล้ายกับต้องการกล่าวบางสิ่ง แต่ทันใดนั้น ทัศนวิสัยของเธอพลันดำมืด ประหนึ่งถูกปกคลุมไปด้วยเงาแห่งระเบียบ
วินาทีถัดมา เธอพบว่าตัวเองกลับมาอยู่ที่ริมเกาะโบราณ
แบร์นาแดตจ้องไปยังยอดเขากึ่งกลางเกาะสักพัก ก่อนจะบรรจงหันหลังกลับและเดินไปทางทะเล
เธอมิได้หัวรั้นเดินดุ่มกลับไปโดยไม่เหลียวหลัง แต่จะหยุดและหันกลับไปมองในทุกสองสามก้าว
ในไม่ช้า หญิงสาวกลับมาถึง ‘รุ่งอรุณ’ และเดินเข้าห้องกัปตัน เปิดประตูห้องด้านในซึ่งเต็มไปด้วยของสะสม
เพียงชำเลือง แบร์นาแดตได้พบกับหนังสือภาพ แบบเรียน เสื้อผ้า และกระโปรง ได้เห็นหมากรุกซึ่งน้อยคนบนโลกจะรู้จัก และเห็นกองบล็อกของเล่นที่ทำจากไม้
หญิงสาวเอนหลังพิงประตูไม้ บรรจงย่อตัวลงนั่ง
เธอแหงนมองท้องฟ้าอันหม่นหมองผ่านหน้าต่างห้องกัปตัน ใช้นิ้วโป้งและชี้ข้างขวาบีบริมฝีปาก เป่าเป็นท่วงทำนองอันไพเราะ แฝงความอ่อนหวาน อ่อนโยน และความเศร้า ทำให้จิตใจของผู้ฟังรู้สึกสงบ
ท่ามกลางเสียงบรรเลง หยดน้ำสีใสไหลผ่านแก้มแบร์นาแดตจนกระทั่งตกลงบนพื้นไม้
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ ภายในห้องกัปตันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นแผ่วเบา:
“พ่อ…”
…………………………………………………………
ทันทีที่เห็นเงาดำ แบร์นาแดตไม่มัวหวาดกลัว รีบกำหมัดขวาพร้อมกับควบแน่นหอกโบราณ
จากปลายถึงด้าม หอกถูกฉาบด้วยคราบเลือด แผ่กลิ่นอายพลังทำลายรุนแรง ประหนึ่งสามารถทำร้ายได้แม้กระทั่งเทพแท้จริง
หอกลองกินุส!
หอกซึ่งเคยปรากฏตัวในโบราณกาลที่มิอาจสืบสาวประวัติ และฉาบไปด้วยเลือดของตัวตนอันยิ่งใหญ่ ปัจจุบันกลับมาปรากฏกายอีกครั้งภายในสุสานจักรพรรดิมืดผ่านเวทมนตร์ ‘สำแดงความรู้’
อย่างไรก็ดี แบร์นาแดตพยายามแทงไปด้านหน้าแต่ก็ไม่เป็นผล เพราะปลายหอกพุ่งไปทางด้านหลังแทน
แม้จะมีเจตจำนงในการแทงไปข้างหน้าที่แน่วแน่ แต่หอกลองกินุสกลับพุ่งไปข้างหลังอย่างน่าประหลาด
คล้ายกับทิศทางในบริเวณนี้กำลังเผชิญความบิดเบือนหรือโกลาหล
เหนือสายหมอกสีเทา ไคลน์ในวังโบราณก็สังเกตเห็นเงาดำด้านหน้าแบร์นาแดตเช่นกัน จึงยกไม้เท้าดวงดาวในมือขึ้น
คราวนี้มันไม่มัวรีรอ ไม่มัวสังเกตว่าราชินีเงื่อนงำจะตอบสนองเช่นไรจึงค่อยพิจารณาความช่วยเหลือ เพราะอันตรายจากเงาดำดังรุนแรงจนสามารถกระตุ้นลางสังหรณ์ของราชาเทวทูตเส้นทางนักทำนาย
ที่สำคัญไปกว่านั้น แบร์นาแดตสามารถตระหนักถึงเงาดำเป็นครั้งคราวนับตั้งแต่เริ่มเข้ามาในสุสานจักรพรรดิมืด แต่ทางไคลน์กลับมองไม่เห็นแม้จะมีวิสัยทัศน์ของปราสาทต้นกำเนิด
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า สิ่งนี้หมายถึงอันตรายที่น่าสะพรึง
เมื่ออัญมณีจำนวนมากบนหัวไม้เท้าสีดำส่องสว่าง เสียงระฆังอันไพเราะพลันกังวานในจุดที่แบร์นาแดตและเงาดำยืนอยู่
ก๊อง!
ระฆังซึ่งดังมาจากโบราณกาลมอบความรู้สึกว่างเปล่าอันยากจะพรรณนา ส่งผลให้บรรยากาศภายในสุสานจักรพรรดิมืดเริ่มเฉื่อยชาและแข็งตัว กระทั่งร่างกายของแบร์นาแดตก็ยากจะขยับเขยื้อน
ทว่า เงาดำกลับไม่ตกลงไปในวังวนแห่งกาลเวลา คล้ายกับมันอาศัยอยู่ในอีกโลกหนึ่งซึ่งมีกฎระเบียบพื้นฐานแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เงาดำยังคงเดินต่อไปท่ามกลางแม่น้ำแห่งชะตากรรมสองสายซึ่งขัดแย้งกัน หนึ่งปั่นป่วนและหนึ่งสงบนิ่ง
นั่นทำให้การเคลื่อนไหวของเงาดำดูจะช้าลงเพียงเล็กน้อย แทบไม่ได้รับผลกระทบจากระฆังมายา
นี่คือครั้งแรกที่ไคลน์เผชิญสถานการณ์ในทำนองนี้หลังจากครอบครองพลังจำลองความสามารถ
แม้พลังพิเศษซึ่งจำลองผ่านไม้เท้าดวงดาวจะด้อยประสิทธิภาพลงจากต้นตำรับ แต่ถึงอย่างนั้นก็มีพลังอำนาจในระดับหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะถูกเพิกเฉย
อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวที่ช้าลงของเงาดำทำให้ไคลน์มีโอกาสที่สอง
คราวนี้ มันเกิดความคิดที่จะใช้ไม้เท้าดวงดาวย้ายราชินีเงื่อนงำออกจากสุสานจักรพรรดิมืด จากนั้นก็ให้เจ้าตัววิเคราะห์และสรุปผลเอาเองว่าควรกลับเข้ามาใหม่หรือไม่
เมื่ออัญมณีบนหัวไม้เท้าสว่างวาบ แบร์นาแดตหายตัวไปจากอากาศได้ก่อนที่เงาดำจะสัมผัสตัว
วินาทีถัดมา หญิงสาวปรากฏตัวห่างไปจุดเดิมหลายสิบเมตร ใกล้กับเวทียกสูงภายในสุสาน
พลังเทเลพอร์ตของไม้เท้าดวงดาวถูกรบกวน ตำแหน่งปลายทางถูกบิดเบือน ทุกสิ่งดูยุ่งเหยิงไปหมด
แบร์นาแดตผู้มากประสบการณ์ย่อมไม่ตื่นตระหนกเพียงเพราะยังคงอยู่ในสุสานจักรพรรดิมืด หญิงสาวใช้มือซ้ายกดลงบนรัดเกล้านักปราชญ์พลางใช้นิ้วข้างเดียวกับลูบลงบนหน้ากากความตายสีจาง
ทันใดนั้น หน้ากากผิวโลหะดูนุ่มขึ้นและเริ่มยุบพองในทันที ประหนึ่งกำลังกลายเป็นใบหน้าใหม่ซึ่งไม่ใช่ของแบร์นาแดต
ใบหน้าบนหน้ากากดูนุ่มนวลตามแบบฉบับชาวทวีปใต้ แต่แผ่ความรู้สึกพิสดารและน่าสะพรึง หากใครมาเห็นใบหน้าที่ชัดเจนเข้า คงเชื่อว่านี่คือใบหน้าคนจริงจากโบราณกาล จากยุคสมัยแห่งความมืดอันเป็นนิรันดร์ซึ่งคนตายหลับใหล
ทันใดนั้น ร่างกาย พลังวิญญาณ และจิตใต้สำนึกของแบร์นาแดตกลายเป็นของใบหน้าดังกล่าว
เมื่อใบหน้าดังกล่าวก่อตัวสมบูรณ์ ผนังหินและพื้นหินภายในสุสานจักรพรรดิมืดพลันผุกร่อน ราวกับการชะล้างจากธรรมชาตินานนับพันปีถูกย่อให้เหลือภายในสองวินาที
พวกมันเริ่มกระดำกระด่าง เศษหินหลุดร่อน บ้างถูกลมพัดปลิว มีขนปุยสีซีดงอกขึ้นระหว่างช่องว่าง
ปุยขนดังกล่าวเติบโตเป็นขนนกสีขาวในพริบตา ผิวขนคล้ายกับเคลือบด้วยน้ำมันสีเหลืองอ่อน
ออร่าของเงาดำอ่อนแอลงทันที ประหนึ่งกำลังวิ่งเข้าสู่จุดจบของชีวิต
สีของมันจางลงมาก พฤติกรรมเฉื่อยชาลงทุกขณะ
ภายในขอบเขตของหน้ากากสีซีด แม้กระทั่งหลักการเกี่ยวกับ ‘ความตาย’ ก็ดูเหมือนจะค่อยๆ ตายไป
ทว่า จุดที่เป็นเส้นกำหนด ‘ความตาย’ กลับไม่ใช่จุดจบ เมื่อผนังหินและพื้นหินในสุสานผุกร่อนถึงระดับหนึ่ง เมื่อร่างสีดำสลายไปถึงระดับหนึ่ง หินชุดใหม่ได้ก่อตัวขึ้นมาแทน และออร่าของเงาดำกลับคืนมาอีกครั้ง.ไอลีนโนเวล.
ระหว่างนั้น เงาดำเหยียดมือขวาไปด้านหน้า
ฝ่ามือเงาดำบริสุทธิ์สามารถคว้าลำคอของแบร์นาแดตซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตร!
นี่มิใช่การยืดแขน หากแต่เป็นการบิดเบือนแนวคิดด้านระยะทาง สี่สิบห้าเมตรกลายเป็นสี่สิบหน้าเซนติเมตร
ฝ่ามือสีดำมิได้ออกแรงใด แต่กลับทำให้แบร์นาแดตรู้สึกหนาวสั่น
ท่ามกลางความหนาวเย็น หญิงสาวพบว่าตนมิอาจใช้สมบัติปิดผนึกระดับ 0 ทั้งสองชนิดอย่างรัดเกล้านักปราชญ์และความตายสีจาง
ตามปรกติแล้ว ขอเพียงแบร์นาแดตถ่ายพลังวิญญาณและส่งความคิด สมบัติปิดผนึกบนร่างกายจะตอบสนองตามความสามารถของมัน แต่ในปัจจุบัน ดูเหมือนว่ากระบวนการและกฎระเบียบพื้นฐานจะถูกบิดเบือน ไม่ว่าแบร์นาแดตจะถ่ายความคิดเข้าไปเพียงใดก็มิอาจออกคำสั่งกับสมบัติปิดผนึกได้เลย
เหมือนการคุยกับอากาศ
เหนือสายหมอกสีเทา หลังจากการเทเลพอร์ตราชินีเงื่อนงำไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ไคลน์ทำการวาดสัญลักษณ์ซับซ้อนและอักขระเวทมนตร์ภายในใจทันที
มันคิดจะเลียนแบบ ‘มิติซ่อนเร้น’ ของจอมเวทลึกลับ เพื่อตัดขาดแบร์นาแดตออกจากสุสานจักรพรรดิมืด ช่วยให้ราชินีเงื่อนงำสามารถเอาตัวรอดจากสถานการณ์ปัจจุบัน
อันที่จริง ไคลน์อยากจะเลียนแบบเวทมนตร์ ‘สำแดงความรู้’ และจำลอง ‘น้ำพุดอกท้อ’ เพื่อช่วยเหลือ แต่เมื่อพิจารณาว่าแบร์นาแดตเคยเป็น ‘ปราชญ์พิศวง’ มาก่อน ไคลน์จึงตัดสินใจใช้มิติซ่อนเร้นแทน ไม่อย่างนั้นอาจทำให้ความลับบางส่วนของเดอะฟูลถูกเปิดเผย
สำหรับคำถามที่ว่า ไคลน์จำลองมิติซ่อนเร้นมาจากใคร คำตอบก็คือเมจิกเชี่ยนฟอร์สซึ่งเพิ่งเลื่อนลำดับ
ก่อนหน้านี้ ไคลน์เช่าสมุดเวทมนตร์เลมาโน่ในนามเกอร์มัน·สแปร์โรว์ และขอให้มิสเมจิกเชี่ยนบันทึกพลังดังกล่าวไว้ล่วงหน้า
จากนั้น ชายหนุ่มทำการใช้พลังจากสมุดเวทมนตร์เพื่อสร้างความเคยชิน พอพลังในสมุดหมดลง มันก็จะอัญเชิญสมุดเล่มสมบูรณ์ออกจากประวัติศาสตร์และใช้ใหม่ ทำเช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมาจนเข้าใจและเข้าถึงหลักการของพลัง สามารถจำลอง ‘มิติซ่อนเร้น’ ได้ด้วยไม้เท้าดวงดาว
เมื่ออัญมณีหลายเม็ดบนไม้เท้าดวงดาวสว่างวาบ ตำแหน่งที่แบร์นาแดตกำลังยืนพลันสลัวลง ประหนึ่งถูกคลุมด้วยม่านที่ถักจากเงา
ม่านเงาบิดงอเล็กน้อย แต่ก็ยังสร้างห้วงมิติซ่อนเล่นซึ่งสามารถกีดกันฝ่ามือเงาดำออกไป
ลำคอของแบร์นาแดตได้รับอิสรภาพกลับคืนมาอีกครั้ง
วินาทีถัดมา ฝ่ามือสีดำซึ่งถูกกีดกันพุ่งเข้ามาสัมผัสกับขอบเขตของมิติซ่อนเร้น
ทันใดนั้น ‘ประตู’ ซึ่งดูคล้ายวังวนโปร่งใสโผล่ขึ้นจากความว่างเปล่า หรือกล่าวได้ว่า ‘ประตู’ ทางเข้าของมิติซ่อนเร้นได้นำเสนอตัวเองต่อหน้าฝ่ามือสีดำในลักษณะที่ยากจะทำความเข้าใจ
มิติซ่อนเร้นจะต้องมีประตูทางเข้าเสมอ แต่ตำแหน่งของประตูจะถูกกำหนดตามความคิดของผู้สร้างมิติ
ฝ่ามือสีดำลอดผ่านประตูซึ่งกำลังเปิดอยู่ ลอยเข้าไปในมิติซ่อนเร้นและบีบคอแบร์นาแดตอีกครั้ง ขัดขวางมิให้ราชินีเงื่อนงำออกคำสั่งกับสมบัติปิดผนึกบนร่างกายเนื่องจากกระบวนการถูกบิดเบือน
ในเวลาเดียวกัน ร่างสีดำเงยหน้าขึ้นและมองไปยังยอดสุสาน
คล้ายกับกำลังจดจ้องปราสาทต้นกำเนิดและไคลน์ผ่านชั้นของมิติและสายหมอก
เปลือกตาไคลน์กระตุกตามสัญชาตญาณ
ชายหนุ่มสัมผัสได้ว่าเงาดำมีความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับที่นี่ และตระหนักว่าอีกฝ่ายกำลังบิดเบือนบางสิ่ง
ไคลน์ทวีความเครียดโดยไม่รู้ตัว ทันใดนั้น บนไม้เท้าดวงดาวในมือ อัญมณีจำนวนมากพลันสว่างโดยพร้อมเพรียง
มันคิดจะ ‘ขโมย’ พลังพิเศษของอีกฝ่าย นั่นคือวิธีเดียวในการสะกดพลังของเงาดำ
และเมื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จในการขโมย ไคลน์หงายมือซ้ายเคาะโต๊ะทองแดงยาว
ทว่า การขโมยล้มเหลว ชายหนุ่มไม่ได้สิ่งใดกลับมา
เนื่องจากเป้าหมายหลุดจากการ ‘เล็ง’
ทั้งที่เงาดำยังคงยืนอยู่ในตำแหน่งเดิม!
ดวงตาไคลน์แข็งทื่อทันที จากนั้น มันเห็นเงาดำหายตัวไปโผล่ในมิติซ่อนเร้น เป็นการเข้าประชิดตัวแบร์นาแดตในพริบตา
นี่มัน… เราถูกบิดเบือนทัศนวิสัย ทำให้เห็นภาพจากหนึ่งถึงสองวินาทีก่อนหน้า… ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์วิเคราะห์หาสาเหตุของความล้มเหลว และตัดสินใจอัญเชิญวิล·อัสตินออกจากประวัติศาสตร์เพื่อทำให้เหตุการณ์ทั้งหมด ‘เริ่มต้นใหม่’
ในเวลาเดียวกัน แบร์นาแดตผู้มิอาจใช้งานสมบัติปิดผนึก เสกให้ขนหงส์มายาสีขาวงอกจากแผ่นหลังตัวเอง
นี่คือเวทมนตร์ปรัมปรา ‘ลูกเป็ดขี้เหร่’ ช่วยให้แบร์นาแดตเผยร่างสัตว์ในตำนานโดยยังครองสติไว้ได้ เป็นพลังที่ใช้ได้ไม่เกินวันละสองครั้ง ครั้งละสิบห้าวินาที
ทันใดนั้น ความคิดของหญิงสาวประสบความโกลาหลอีกระลอก ทุกสิ่งเดือดพล่านและทวีความปั่นป่วน
ส่งผลให้เวทมนตร์ลูกเป็ดขี้เหร่ถูกขัดจังหวะก่อนจะแสดงผล
แทบจะใช้เวลาเดียวกัน หญิงสาวเห็นเงาดำสัมผัสลงบนร่างกายตน มอบความรู้สึกคล้ายของเหลวเหนียวข้นที่เต็มไปด้วยพลังกัดกร่อน
ดวงตาแบร์นาแดตหรี่ลงคล้ายกับฉุกคิดบางสิ่งได้กะทันหัน เธอกัดฟันและใช้สติเฮือกสุดท้ายเปล่งเสียงภาษาจีนด้วยสำเนียงชัดเจน:
“บ้านเกิด…”
การกัดกร่อนจากเงาดำชะงักงันไปชั่วขณะ ร่างกายท่อนบนของมันค่อยๆ ยกขึ้นและจ้องหน้าแบร์นาแดต
…………………………………………………………..
ขณะเข้าไปในสุสานของจักรพรรดิมืด แบร์นาแดตเห็นเงาดำเลือนราง แต่หลังจากออกจากสภาวะเชิงข้อมูลและสร้างร่างกายด้วยข้อมูลบริสุทธิ์ เธอกลับไม่เห็นสิ่งใดเลย คล้ายกับเมื่อครู่เป็นเพียงภาพหลอน
ราชินีเงื่อนงำไม่รีบร้อนเข้าไปในหลุมศพ เพียงยืนอยู่ในตำแหน่ง ตรวจสอบสถานการณ์รอบตัวด้วยความระมัดระวัง
โดยไม่ต้องใช้พลังส่องความลับ ทุกสิ่งถูกนำเสนอตรงหน้าอย่างชัดเจน
ภายในสุสานจักรพรรดิมืดนั้นว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากกำแพงสีดำและเวทียกสูงในจุดกึ่งกลาง
บนเวทียกสูงมีที่นั่งขนาดใหญ่คล้ายกับสร้างให้คนยักษ์ ทำจากเหล็กล้วน ผิวสลักลวดลายประหลาดอันซับซ้อนและบิดเบี้ยว ส่วนบนของพนักพิงยื่นขึ้นไปเป็นรูปร่างมงกุฎ
ปัจจุบันยังไม่มีร่างใดกำลังนั่งอยู่ ประหนึ่งกำลังเฝ้ารอการกลับมาของจักรพรรดิ
ขณะแบร์นาแดตเตรียมก้าวไปข้างหน้าเพื่อเข้าใกล้เวทียกสูง เธอพบว่าร่างกายของตนมิอาจขยับเขยื้อน ประหนึ่งถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนล่องหน
ทันใดนั้น ปีกมายาสีขาวคู่หนึ่งสยายออกจากแผ่นหลัง คล้ายกับเฝ้าคอยที่จะตอบสนองต่อบางสิ่งตลอดเวลา
วินาทีถัดมา บนปีกเทวทูตคู่ดังกล่าว ขนสีขาวร่างกราวลงมาทีละหนึ่ง ทุกเส้นมีแขนขาผิดรูปงอกขึ้นมาขณะลอยอยู่กลางอากาศ ช่องว่างซึ่งเกิดจากการหลุดร่วงของเส้นขนเริ่มเปิดออก ดูคล้ายกับดวงตาจำนวนมาก
ขนที่กลายพันธุ์ส่งเสียงหัวเราะทันที สร้างความกังวานภายในอุโมงค์ทางเดิน
พวกมันทั้งหมดมีชีวิตขึ้นมาในสภาพ ‘มนุษย์ขนนก’ ตัวจิ๋ว
ฉากตรงหน้าทำให้แบร์นาแดตหวนนึกถึงนิทานปรัมปราบางเรื่องที่บิดาเคยเล่าให้ฟัง เนื้อหาเกี่ยวกับภูตจิ๋วขนาดไม่เกินนิ้วหัวแม่มือ
ท่ามกลางกระแสความคิด แบร์นาแดตพบว่าตาขวาของเธอเริ่มคัน
ขนตาข้างดังกล่าวงอกยาวอย่างรวดเร็ว กลายเป็นท่อนแขนขนาดเล็กซึ่งเย็บติดกับใบหน้าหญิงสาว พยายามควักลูกตาของเธอออกมา
“ข้าเห็นแล้ว! เข้าเห็นแล้ว!” หลอดเลือดในดวงตาข้างขวาของแบร์นาแดตพลันปูดโปน ตามด้วยส่งเสียงตะโกนอย่างไร้เดียงสา คล้ายกับมีจิตสำนึกและเจตจำนงเป็นของตัวเอง
เป็นอีก ‘ชีวิต’ ที่ถือกำเนิด
แทบจะในเวลาเดียวกัน หูซ้ายของแบร์นาแดตพับลงมาปิดรูหู
“ข้าไม่อยากได้ยิน! ข้าไม่อยากได้ยิน!” หูข้างดังกล่าวตะโกนเสียงแหลม
หากไม่มีสัมผัสวิญญาณ แบร์นาแดตคงเข้าใจว่ามีเด็กผู้หญิงตัวเล็กยืนอยู่ด้านข้างคอยปิดหูของเธอและแหกปากพลางกระทืบเท้า
ทันใดนั้น รัดเกล้านักปราชญ์ซึ่งอยู่กึ่งกลางหน้าผากของหญิงสาว ละทิ้งร่างผู้เป็นเจ้าของพร้อมกับลอยขึ้นไปในอากาศด้วยเจตจำนงตัวเอง
พื้นผิวของดวงตาแนวตั้งเลี่ยมเพชรพลันส่องแสงเย็นเยียบคล้ายน้ำแข็งออกมาหลายเส้น ดูคล้ายกับดวงตาขนาดเล็กเรียงราย
ทุกสายตากำลังสะท้อนภาพของแบร์นาแดต
แม้แต่รัดเกล้านักปราชญ์ก็ได้รับชีวิตเช่นกัน
ขณะสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ชิ้นนี้กำลังจะตื่นขึ้นและสร้างอิทธิพลต่อเป้าหมาย ฝ่ามือลวงตายาวเรียวสีซีดได้ยื่นออกมาคว้าไว้
สัญญาณชีพของรัดเกล้านักปราชญ์สลายไปในพริบตา ราวกับดำเนินมาถึงจุดจบของชีวิต
ฝ่ามือสีซีดอันเย็นยะเยือกซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นของสตรี เหยียดมาจากด้านหลังร่างกายแบร์นาแดต เจ้าของท่อนแขนดังกล่าวดูเหมือนว่าจะมีเพียงร่างกายท่อนบน
ร่างดังกล่าวโผล่ออกจากแผ่นหลังของแบร์นาแดต ลักษณะโปร่งใสจนเกือบจะลวงตา
‘เธอ’ แต่งกายแบบเดียวกับแบร์นาแดตทุกประการ สวมหมวกสามมุมติดขนนกเหมือนกัน ดวงตาสีฟ้าประหนึ่งภาพวาดท้องทะเล ไม่ว่าจะมองมุมใดก็เป็นแบร์นาแดต ราวกับร่างวิญญาณบางส่วนถูกแบ่งออกมา
แต่ใบหน้าของ ‘ร่าง’ ดังกล่าวกำลังสวมหน้ากากโลหะแวววาวสีซีด
หน้ากากดังกล่าวมีช่องว่างเพียงบริเวณดวงตา ส่วนที่เหลือถูกปกปิดมิดชิด ส่งผลให้ภาพมายาของแบร์นาแดตดูเย็นชาและสง่างาม แต่ขาดออร่าของความมีชีวิตชีวา
นี่คือสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ชิ้นที่สามและชิ้นสุดท้ายที่เธอครอบครอง เป็นวัตถุที่สร้างโดยจักรพรรดิโรซายล์ในช่วงบั้นปลายชีวิตหลังกลับจากทวีปใต้ ชื่อของมันคือ ‘ความตายสีจาง’
ผลข้างเคียงด้านลบก็คือ ผู้สวมใส่จะค่อยๆ เผชิญความตายจนกระทั่งกลายเป็นศพและเป็นทาสของมัน
ในสถานการณ์ตรงหน้า แบร์นาแดตใช้ประโยชน์จากมันเพื่อระงับสัญญาณชีพซึ่งเติบโตอย่างผิดปรกติภายในร่างกาย
เมื่อภาพมายาครึ่งตัวปรากฏขึ้น ดวงตาข้างขวาของเธอพลันสงบลง ขนตาซึ่งกลายเป็นแขนทยอยหลุดออกทีละเส้น
หูของเธอหยุดส่งเสียงแล้วเช่นกัน มันค่อยๆ พับกลับเป็นปรกติ
หากไม่มีการยับยั้งดังกล่าว เกรงว่าใบหน้า แขน และขาของแบร์นาแดตคนแยกออกจากร่างกายเพื่อตามหา ‘อิสรภาพ’
หลังจากฟื้นฟูร่างกายเบื้องต้น แบร์นาแดตพยายามเดินไปด้านหน้า แต่ก็ต้องพบว่าร่างกายของตนยังมิอาจขยับเขยื้อนได้เช่นเดิม ทำได้เพียงบังคับให้ร่างมายาครึ่งท่อนเคลื่อนไหว
ครุ่นคิดสักพัก หญิงสาวสั่งให้ร่างวิญญาณด้านหลังหยิบมีดเงินสำหรับพิธีกรรมออกจากกระเป๋าเสื้อ จากนั้นก็โน้มตัวลง วาดวงกลมกึ่งกลางรองเท้าบูตข้างขวา
ท่ามกลางเสียงฉีกขาด รองเท้าบูตหนังเหลือความยาวเพียงครึ่งหนึ่ง
จากนั้น แบร์นาแดตสั่งให้ร่างวิญญาณฉีกกางเกงบริเวณหัวเข่าซ้าย ตัดมุมเสื้อแจ็กเกตและเสื้อเชิ้ต ดึงขนนกออกจากหมวกสามมุม
พฤติกรรมดังกล่าวดูไม่เกี่ยวข้องกับศาสตร์เร้นลับสักเท่าไร คล้ายกับเด็กสาววัยต่อต้านที่อยากจะแต่งกายแตกต่างจากสมัยนิยม
ทว่า หลังจากแบร์นาแดตจัดการทั้งหมดเสร็จและลองก้าวไปข้างหน้า เธอพบว่าร่างกายขยับได้แล้ว ไม่รู้สึกเหมือนถูกพันธนาการอีกต่อไป
โซ่ตรวนที่มองไม่เห็นสลายไปในพริบตา คล้ายกับสุสานจักรพรรดิมืดยอมรับแบร์นาแดตในสภาพปัจจุบัน
ใครจะไปคิดว่า พฤติกรรมง่ายๆ ซึ่งคนธรรมดาก็ทำได้ จะช่วยให้หลุดพ้นจากความผิดปรกติอันน่าสะพรึง
ยิ่งไปกว่านั้น แบร์นาแดตสัมผัสได้ว่า หากยิ่งเธอใช้พลังพิเศษต่อต้าน พันธนาการก็จะยิ่งแน่นหนา
เป็นความรู้สึกคล้ายกับกำลังเผชิญหน้าเทพที่มองไม่เห็น ทางรอดเดียวคือการทำให้อีกฝ่าย ‘พึงพอใจ’ หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องใช้ระดับตัวทัดเทียมลำดับ 0 เพื่อฝืนปลดพันธนาการ
นอกจากนั้น โชคดีที่แบร์นาแดตไม่ใช่แค่ ‘ปราชญ์พิศวง’ ทั่วไป แต่ยังเป็นคนที่เข้าใจธรรมชาติของเส้นทางจักรพรรดิมืดอย่างลึกซึ้ง เธอทราบว่าอำนาจของเส้นทางดังกล่าวคือสิ่งใด ครอบคลุมสิ่งใดบ้าง และยังทราบว่าแก่นสำคัญคือ ‘เงาดำแห่งระเบียบ’ ซึ่งเป็นการบิดเบือนกฎระเบียบของธรรมชาติ
ดังนั้น แบร์นาแดตจึงเริ่มจากการบิดเบือนความเป็นระเบียบของเครื่องแต่งกายตัวเอง จนกระทั่งถูกยอมรับจากเทพที่มองไม่เห็น
อา… สำหรับเหตุการณ์เชิงศาสตร์เร้นลับ บางครั้งความรู้และแนวคิดก็สำคัญกว่าพลังพิเศษ… ในสถานการณ์ปัจจุบัน การต่อต้านจะเปรียบเสมือนการยั่วยุกฎระเบียบภายในสุสาน หากดันทุรังต่อไป ย่อมทำให้เกิดผลลัพธ์อันน่าสะพรึงซึ่งยากคาดเดาทิศทาง แต่ถ้าลองไตร่ตรองจนพบแก่นแท้ของปัญหา ผลข้างเคียงซึ่งดูร้ายแรงก็สามารถแก้ไขได้ง่ายดาย… ไคลน์บนสายหมอกพยักหน้าแผ่วเบา มันได้บทเรียนใหม่จากพฤติกรรมของราชินีเงื่อนงำ
แม้ว่าลำดับของชายหนุ่มจะสูงกว่าอีกฝ่าย อีกทั้งยังมีระดับตัวตนทัดเทียมราชาเทวทูตในยามอยู่บนปราสาทต้นกำเนิด และเคยผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมาแล้วนับไม่ถ้วน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไคลน์ ‘โตเร็วเกินไป’ ยังขาดประสบการณ์ในเชิงรายละเอียด ดังนั้น พฤติกรรมต่างๆ ของราชินีเงื่อนงำจึงเหมาะการแก่เฝ้ามองเพื่อศึกษา
หลังจากก้าวไปหนึ่งก้าว แบร์นาแดตเริ่มเดินโดยอาศัยการนำทางของสัมผัสวิญญาณ มุ่งหน้าไปยังเวทียกสูงซึ่งมีที่นั่งว่างเปล่าขนาดใหญ่
หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว ทันใดนั้น สายลมพัดผ่านท้ายทอยหญิงสาว
สายลมอันเย็นเยียบทำให้แบร์นาแดตรู้สึกชาไปทั้งตัว
ทันใดนั้น เธอรู้สึกว่ามีเงาดำโผล่ขึ้นจากด้านหลัง
ท่ามกลางความเงียบงัน ผมยาวสีเกาลัดของหญิงสาวแหวกออกในจุดกึ่งกลาง เผยให้เห็นดวงตาคู่หนึ่งบนหนังศีรษะ
เป็นดวงตามายาเกือบโปร่งใส ปราศจากขนตา ดูเย็นชาและไร้อารมณ์
เนตรส่องความลับ!
ดวงตาดังกล่าวกลอกไปมาเล็กน้อย จนกระทั่งพบว่า ‘ม่าน’ ภายในสุสานซึ่งดูคล้ายเงาดำ กำลังเกิดสภาวะบิดเบี้ยว
อย่างไรก็ดี แบร์นาแดตมองไม่เห็นร่างปริศนา และไม่พบต้นตอของสายลมเย็นเมื่อครู่
ขณะแบร์นาแดตเตรียมปิดเนตรส่องความลับเพื่อลดโอกาสเกิดเหตุไม่คาดฝัน สายลมเย็นอันมืดหม่นได้พัดเข้ามาในจิตใจของเธอ
ความคิดของหญิงสาวเริ่มตื่นตัวจนยากจะควบคุม มิอาจชักนำสติไปยังทิศทางที่ต้องการ
สภาวะเช่นนี้มีแต่จะยิ่งทวีความรุนแรง หากปล่อยไว้คงได้เผชิญความสับสนอลหม่านอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
โดยไม่ลังเล แบร์นาแดตจับกระแสความคิดซึ่งหลงเหลือเพียงน้อยนิด บังคับให้ร่างวิญญาณครึ่งตัวบนแผ่นหลังถอดหน้ากากสีซีด
จากนั้น หญิงสาวสวมหน้ากากความตายสีจางลงบนใบหน้าตัวเอง ส่วนร่างวิญญาณครึ่งตัวหดกลับเข้าไปในร่างและผสานรวมเป็นหนึ่ง
นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ความคิดแบร์นาแดตจะค่อยๆ ตายไปพร้อมกับร่างกาย แต่ในขณะเดียวกัน ความคิดของเธอจะหวนกลับมาทำงานอีกครั้งในลักษณะโกลาหล
สภาวะทั้งสองซึ่งขัดแย้งกันจะสร้างสมดุลละเอียดอ่อนขึ้น ช่วยให้แบร์นาแดตฟื้นคืนความสามารถในการนึกคิด
สำหรับแบร์นาแดต เฉพาะในวินาทีนี้ ผลข้างเคียงด้านลบของ ‘ความตายสีจาง’ มีประโยชน์ยิ่งกว่าพลังพิเศษของมันเสียอีก
ท่ามกลางความสมดุล แบร์นาแดตก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย
ระหว่างนี้ หญิงสาวสัมผัสได้ว่ามีเงาดำลอยอยู่รอบตัว แต่เธอยังคงมองไม่เห็น
ไตร่ตรองสักพัก ดวงตาสีฟ้าของแบร์นาแดตทวีความดำมืดและสูญเสียความคมชัดอีกครั้ง
เธอพยายามพยากรณ์อนาคตของเส้นทางที่ตนเลือก
เพียงไม่นาน ฉากหนึ่งปรากฏขึ้นในการมองเห็น:
หลังจากสวมรัดเกล้านักปราชญ์กลับไปอีกครั้ง แบร์นาแดตเปลี่ยนเป็นร่างเชิงข้อมูลอันซับซ้อนและบริสุทธิ์ จากนั้นก็ฉวยโอกาสจากสภาวะพิเศษของร่าง ทะลุผ่านสิ่งกีดขวางและมุ่งหน้าไปเวทียกสูงกึ่งกลางสุสาน
แต่เมื่อขยับเข้าไปใกล้ กลุ่มก้อนข้อมูลพลันพังทลายและสูญเสียกฎระเบียบ พวกมันจัดระเบียบใหม่กลายเป็นแบร์นาแดตหลายร่าง ทั้งเด็กหญิงตัวน้อยในเดรสหรูหรา เด็กสาวตัวสูง หญิงสาวผู้เปี่ยมไปด้วยความเศร้าโศกและสับสน สุภาพสตรีผู้บิดเบี้ยวและแบกรับความเจ็บปวด และราชินีผู้เยือกเย็นและแน่วแน่
ฉากพยากรณ์เลือนหายไป ดวงตาแบร์นาแดตกลับมาคมชัดอีกครั้ง
ทันใดนั้นเอง เธอได้เห็นเงาดำ
มันกำลังยืนอยู่เบื้องหน้า ห่างกันไม่เกินหนึ่งกำปั้น!
ใบหน้าซึ่งก่อตัวจากเงาบริสุทธิ์ปกคลุมทัศนวิสัยของแบร์นาแดตโดยสมบูรณ์
…………………………………………………….
“ตายไปแล้ว…”
เอ็ดเวิร์ดหันมาจ้องทาสรับใช้ล่องหนของแบร์นาแดตด้วยดวงตาสีฟ้าอ่อน แววตาของมันไม่เฉยเมยและว่างเปล่าอีกต่อไป หากแต่กำลังส่องประกายเจือความไม่ยอมรับ
ราวกับมันเพิ่งตระหนักได้ว่า ตนตายไปนานแล้วละคืนชีพกลับมาอีกครั้ง ไม่ได้แตกต่างไปจากวิลเลียม โพลี กริมม์ ที่เคยบอกให้คอยระวัง
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นราวสองวินาที จากนั้น ใบหน้าเอ็ดเวิร์ดพลันบิดเบี้ยว ผิวหนังที่ซีดเซียวเป็นทุนเดิมยิ่งจางลงและฉีกขาด
ใต้ผิวหนัง เนื้อสีแดงสดเน่าเปื่อยอย่างรวดเร็ว ของเหลวสีเหลืองไหลหยดพร้อมกับส่งกลิ่นเหม็น
เอ็ดเวิร์ดรีบยกขวานเหล็กสีดำในมือขึ้น
ฉับ!
ขวานในมือสับลงบนศีรษะเต็มแรง ราวกับป้องกันมิให้ความคิดด้านลบผุดขึ้นในใจ
ขวานเล่มดังกล่าวทั้งหนักทั้งคม มันสับผ่านกะโหลกศีรษะเอ็ดเวิร์ดทะลุลงมาจนถึงหว่างคิ้ว
ติ๋ง ติ๋ง น้ำไขสันหลังสีขาวข้นที่เลี้ยงสมอง ไหลจากใบหน้าอันบิดเบี้ยวของเอ็ดเวิร์ดลงไปตามคมขวาน ประหนึ่งเทนมราดสตรอว์เบอร์รีสีแดงสด
“อ…อย่าเข้ามาใกล้กระหม่อม…” หลังจากใช้ขวานจามหัวตัวเอง เอ็ดเวิร์ดกล่าวกับทาสรับใช้ล่องหนของแบร์นาแดตด้วยเสียงสั่นเครือ
ยังไม่ทันกล่าวจบ สีหน้าของมันเปลี่ยนกลับไปเป็นเหม่อลอยอีกครั้ง ดวงตากลายเป็นว่างเปล่าขณะหมุนตัวกลับและเดินเข้าไปในป่า
ร่างกายซึ่งผอมสูง งอตัวลงเล็กน้อยจนดูคล้ายกับหลังค่อม
แบร์นาแดตตัดสินใจถามหยั่งเชิงอีกฝ่ายเพราะมีข้อสงสัยและกังวลเกี่ยวกับการเข้าไปสำรวจสุสาน จึงพยายามตะล่อมปัญหาของเอ็ดเวิร์ดทางอ้อมเพื่อดูว่าจะได้เบาะแสจากคำตอบหรือไม่ ใครจะไปคิดว่า อัศวินผู้เคยโด่งดังระดับทวีปเหนือรายนี้จะตอบสนองด้วยปฏิกิริยาสุดโต่งและพิสดาร
หลังจากเงียบไปสองวินาที ผ่านทาสรับใช้ล่องหน แบร์นาแดตกล่าวกับเอ็ดเวิร์ดซึ่งกำลังหันหลังให้สุสาน
“ลูกหลานของคุณทำได้ดีทีเดียว พวกเขาประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง”
เอ็ดเวิร์ดซึ่งยืนหันหลังให้สุสาน ชะงักฝีเท้าเล็กน้อยก่อนจะเดินต่อไป ผ่านเขตแดนล่องหนและหายเข้าไปในป่า
เป้าหมายของมันน่าจะเป็นสุสานเสาหินซึ่งคนตายจะได้รับ ‘ชีวิตใหม่’
ขณะเดียวกัน แบร์นาแดตแหงนหน้ามองฟ้า
เห็นได้ชัดว่าชั้นสีดำเจือจางด้านบนบางตาลงมาก แต่ก็ยังมอบความรู้สึกยากจะบรรยาย ไม่เพียงเท่านั้น เธอสัมผัสได้ว่า ทั่วทั้งเกาะโบราณเกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยซึ่งยากจะจำแนกรายละเอียด
ทันใดนั้น แบร์นาแดตซึ่งซ่อนตัวอยู่ริมเขตแดนล่องหน เลื่อนมือขึ้นมาสัมผัสแผ่นหลังตัวเอง
หญิงสาวรู้สึกหนัก ประหนึ่งมีบางสิ่งเกาะอยู่ที่นั่น
หลังจากมือซ้ายแบร์นาแดตสัมผัสกับเป้าหมาย เธอพบว่าสิ่งนั้นคือเส้นผมของตัวเอง
ปัจจุบัน แบร์นาแดตกำลังแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตสตรีสไตล์อินทิส คอเสื้อตกแต่งด้วยลูกไม้ เสื้อนอกเป็นชุดกัปตันสีครามปักลวดลาย กางเกงขายาวและรองเท้าบูตสีเบจยาวถึงเข่า เหนือศีรษะสวมหมวกสามมุมประดับขนนก เป็นการแต่งกายตามแบบฉบับกัปตันเรือโจรสลัด
ด้วยรูปแบบการแต่งกายดังกล่าว ผมยาวสีเกาลัดของเธอย่อมถูกมัดหางม้าและยาวประมาณกลางหลัง แต่ปัจจุบัน ทั้งที่ทรงผมของเธอไม่แปรเปลี่ยน แต่ปลายผมกลับยาวไปจนถึงสะโพก
ทันทีหลังจากนั้น แบร์นาแดตก้มศีรษะลง จ้องฝ่ามือขวาของตนและได้พบว่า เล็บนิ้วมือทั้งห้าของเธอกำลังงอกยาว
ราชินีเงื่อนงำมิได้ประหลาดใจหรือตื่นตระหนก เธออาศัยสัญชาตญาณของผู้หยั่งรู้และประสบการณ์ซึ่งสั่งสมมานานหลายปี รีบก้าวเท้าออกไปข้างหน้า เดินผ่านเขตแดนล่องหน ออกจากป่าดงดิบเข้าไปในพื้นที่เปิดโล่งซึ่งมีภูเขาสุสานจักรพรรดิมืดตั้งอยู่
ระหว่างนี้ แบร์นาแดตส่งทาสรับใช้ล่องหนกลับสู่โลกวิญญาณ
สามสี่วินาทีถัดมา หญิงสาวสัมผัสได้ว่าพื้นดินสั่นสะเทือนเล็กน้อย ตัวสุสานเองก็เริ่มสั่น
แบร์นาแดตหันไปมองทางผืนป่าดงดิบตามจิตใต้สำนึก
ทันใดนั้น สายตาของเธอพลันแข็งค้าง
ต้นไม้ยักษ์สีเขียวเข้มเริ่มโบกกิ่งก้านประหนึ่งท่อนแขน ทยอยถอนรากออกจากพื้นดิน จากนั้นก็เดินเข้าหาแบร์นาแดตราวกับมนุษย์
ผืนป่าดงดิบทั้งหมดมีชีวิตขึ้นมา!
เมื่อเห็นกองทัพต้นไม้ใหญ่ซึ่งสูงจนเกือบบดบังท้องฟ้ากรูเข้าใส่ แบร์นาแดตรู้สึกราวกับกำลังเผชิญวันสิ้นโลก ทุกหย่อมหญ้ากำลังจะถูกปกคลุมด้วยป่าไม้
มังกรแดงตัวใหญ่ซึ่งมีผิวหนังเป็นเปลวเพลิง บินขึ้นท้องฟ้าด้วยความเร็วสูง หมาป่าอสูรแปดขาเริ่มวิ่งพล่านท่ามกลางดงต้นไม้ สัตว์วิเศษกลายพันธุ์ทั้งหมดบนเกาะต่างเผชิญความโกลาหลและรีบวิ่งมาทางสุสาน
แม้จะเป็นผู้หยั่งรู้ แต่แบร์นาแดตย่อมจินตนาการไม่ถึงว่า คำถามง่ายๆ ทางอ้อมของตนจะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ราวกับมันคือกุญแจสำหรับไขประตูสู่ขุมนรก
ไคลน์เหนือสายหมอกสีเทาย่อมเห็นในมุมกว้างกว่า ผนวกกับความรู้เชิงศาสตร์เร้นลับ มันพอจะคาดเดาบางสิ่งได้:
สถานการณ์ของเอ็ดเวิร์ดแตกต่างจากวิลเลียม โพลี และกริมม์… ดูคล้ายกับเป็นช่องโหว่ของกฎระเบียบบนเกาะ… ใช่แล้ว เงาดำแห่งกฎระเบียบ…
เมื่อเอ็ดเวิร์ดตระหนักว่าตัวเองตายไปแล้ว ช่องโหว่ดังกล่าวจึงถูกค้นพบโดยเงาดำแห่งกฎระเบียบ จากนั้นก็เริ่มดำเนินการ ‘ซ่อมแซม’.ไอรีนโนเวล.
และการซ่อมแซมดังกล่าวนำมาซึ่งการยกระดับกฎระเบียบ ส่งผลให้ทั่วทั้งเกาะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
เราสัมผัสถึงอำนาจบางส่วนในขอบเขตจักรพรรดิมืด สิ่งนี้ส่งอิทธิพลต่อเอ็ดเวิร์ด ทำให้เอ็ดเวิร์ดยังหลงเหลือเจตจำนงแม้จะได้รับ ‘ชีวิตใหม่’ หลังความตาย… เช่นนั้นแล้ว กฎระเบียบดั้งเดิมของเกาะมาจากไหน?
หืม…
ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์เริ่มสังเกตเห็นความผิดปรกติที่เกิดขึ้นกับแบร์นาแดต
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก แบร์นาแดตได้ยินเสียงหัวใจตัวเองกำลังเต้นแผ่วเบา
จังหวะการเต้นค่อนข้างวุ่นวายประหนึ่งมีสองเสียงผสมกัน
สอง… แบร์นาแดตฉุกคิดบางสิ่งได้ เธอรีบเพ่งสมาธิกับร่างกายตัวเอง
วินาทีถัดมา หญิงสาวพบว่าเสียงการเต้นของหัวใจตนดังมาจากสองแหล่ง
หนึ่งดังมาจากหัวใจ ส่วนอีกหนึ่งดังมาจากท้อง
คล้ายกับในท้องมีหัวใจเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งดวง มันกำลังพองตัวและหดกลับอย่างต่อเนื่อง
ไม่เพียงเท่านั้น หัวใจดวงดังกล่าวยังขยายขนาดขึ้นทีละนิด!
โดยไม่ต้องใช้พลังส่องความลับเพื่อจ้องหน้าท้อง แบร์นาแดตทราบได้ทันทีว่ามีทารกถือกำเนิดขึ้นในครรภ์ของเธอ
‘มัน’ เติบโตจากขนาดเท่าลูกเกดจนใหญ่ใกล้เคียงฝ่ามือผู้ใหญ่ และยังเติบโตได้อีก คล้ายกับหากปล่อยเอาไว้สักพัก คงใช้เวลาไม่นานก็จะเติบโตอย่างเต็มที่ จากนั้นก็ฉีกท้องมารดาออกมาในสภาพเลือดชุ่ม
แบร์นาแดตลงเอยด้วยการตั้งครรภ์โดยไม่รู้ตัว ทั้งสมบัติวิเศษบนร่างกายและสัมผัสวิญญาณต่างล้มเหลวในการแจ้งเตือนอันตรายล่วงหน้าหรือยับยั้งเหตุการณ์ ราวกับระดับตัวตนไม่สูงพอที่จะตอบสนองต่ออิทธิพลดังกล่าว
พระแม่ธรณี… ดวงจันทร์บรรพกาล… มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย… ชื่อของเทพทั้งสามแล่นเข้ามาในหัวแบร์นาแดต
เท่าที่เธอทราบ มีตัวตนลึกลับไม่มากที่สามารถสร้างความผิดปรกติในแง่มุมนี้ ส่วนใหญ่จะมาจากขอบเขตจันทราและธรณี
ลำดับ 0 ของเส้นทางนักเพาะปลูกคือพระแม่ ดวงจันทร์บรรพกาลเองก็มีพลังในการขยายพันธุ์ และมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายนั้นต้องสงสัยว่าจะถือครองอำนาจในระดับสูงของขอบเขตจันทรา
แบร์นาแดตไม่รีบร้อนจัดการกับทารกในครรภ์ ดวงตาของเธอกลายเป็นสีหม่นขณะใช้พลังพยากรณ์เพื่อตรวจสอบว่าตัวเลือกใดดีที่สุด
สำหรับคราวนี้ เธอได้รับผลการทำนายภายในเวลาเพียงหนึ่งวินาที
“ความหวังที่จะรอดชีวิตอยู่ในสุสาน”
โดยปราศจากความลังเล แบร์นาแดตยื่นมือขวาออกไปวาดอักขระที่ส่องแสงคล้ายดวงดาว
อักษรดังกล่าวดูคล้ายกับสิ่งที่บันทึกในศิลาเย้ยเทพ พวกมันถักสานเข้ากับสัญลักษณ์ประหลาดจนเกิดเป็น ‘ประตูลับ’ ซึ่งนำพาไปยังส่วนลึกของโลกวิญญาณ
ถัดมา บานประตูลับเปิดออกพร้อมกับสายลมพัดกระโชก สายลมดังกล่าวกลายร่างเป็นครึ่งคนครึ่งลม ร่างกายท่อนบนห่อด้วยผ้าขาว
“รัดเกล้านักปราชญ์” แบร์นาแดตออกคำสั่งเสียงขรึม
ชายคนดังกล่าวตอบสนองด้วยท่าทีเคารพ จากนั้นก็หยิบเครื่องประดับออกจากผ้าขาวซึ่งพันอยู่รอบกาย
แกนกลางของเครื่องประดับชิ้นดังกล่าวคือดวงตาแนวตั้งฝัง ‘เพชร’ ซึ่งส่องประกายด้วยแสงบริสุทธิ์ ช่วยให้ผู้คนรู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์และเกิดสติปัญญาอย่างน่าฉงน แต่ขณะเดียวกันทำให้ร่างกายเย็นยะเยือกราวกับปราศจากความร้อน
แบร์นาแดตหยิบเครื่องประดับดังกล่าวมา ‘ฝัง’ ไว้กึ่งกลางหน้าผากตัวเอง
นี่คือสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ซึ่งแบร์นาแดตจะไม่พกติดตัวโดยเด็ดขาด เพราะผลข้างเคียงของมันรุนแรงเกินไป
แต่ในวินาทีนี้ รัดเกล้านักปราชญ์มีพลังที่สำคัญมากต่อแบร์นาแดต เธอจึงยินดีแบกรับผลข้างเคียงซึ่งจะไม่สามารถใช้เวทมารได้ทุกชนิด อีกทั้งตะกอนพลังของรัดเกล้าก็จะส่งอิทธิพลและผสานเข้ากับร่างกายแบร์นาแดตทีละนิด
หากไม่รีบถอดรัดเกล้านักปราชญ์ออกในเวลาที่กำหนด แบร์นาแดตจะเผชิญการเปลี่ยนแปลงแบบเดียวกับการราดโอสถลำดับ 2 ลงบนร่างกาย เมื่อถึงตอนนั้น ชะตากรรมของเธอจะออกได้แค่สองหน้า หนึ่ง บังเอิญโชคดีและได้เลื่อนลำดับเป็น ‘ผู้ทรงปัญญา’ และสอง คลุ้มคลั่งพร้อมกับกลายเป็นสัตว์ประหลาด ยิ่งเมื่อพิจารณาว่าเป็นการอาบโอสถโดยปราศจากวัตถุดิบเสริมและพิธีกรรม โอกาสที่จะเกิดกรณีแรกนั้นแทบเป็นศูนย์
เมื่อดวงตาเพชรแนบติดกับหน้าผาก ร่างกายแบร์นาแดตเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นมายา คล้ายกับกลุ่มก้อนมวลความรู้
เพียงพริบตา เธอกลายเป็นสิ่งมีชีวิตเชิงข้อมูลบริสุทธิ์
ทารกในครรภ์ย่อมมิอาจดำรงอยู่ในสภาวะปัจจุบัน จึงร่วงหล่นลงกับพื้นในทันที
‘มัน’ มีขนาดเป็นครึ่งหนึ่งของทารกปรกติ มีใบหน้าและแขนขา ผิวหนังเหี่ยวย่น ร่างกายชุ่มด้วยหนองเหนียว
เมื่อ ‘มัน’ หลุดออกจากครรภ์มารดา ร่างกายซึ่งยังไม่สมบูรณ์ได้เสื่อมสภาพและสลายไปในอากาศ
เห็นได้ชัดว่าทารกยังไม่ยอมจำนน มันพยายามลืมตาที่มีเมือกปกคลุม พยายามอ้าปากเพื่อดิ้นรนครั้งสุดท้าย
ทันใดนั้นเอง ไคลน์เหนือสายหมอกสีเทาทำการเคาะโต๊ะทองแดงยาว
กึก!
มันเพิ่มโอกาสล้มเหลวแก่ทารก ไม่คิดประมาทการดิ้นรนของอีกฝ่าย
เมื่อมิอาจคงสภาพร่างกายไว้ได้ ในที่สุดทารกก็สลายไปต่อหน้า ‘ผืนป่า’ ซึ่งกำลังขยับเข้ามาใกล้
ในเวลาเดียวกัน แบร์นาแดตในร่างข้อมูลลอยผ่านประตูหินขนาดมหึมาเข้าไปในสุสานจักรพรรดิมืด จากนั้นก็จัดระเบียบร่างกายใหม่
ระหว่างนั้น คล้ายกับเธอได้เห็นเงาดำร่างหนึ่ง
…………………………………………………….
“ตายไปแล้ว…”
เอ็ดเวิร์ดหันมาจ้องทาสรับใช้ล่องหนของแบร์นาแดตด้วยดวงตาสีฟ้าอ่อน แววตาของมันไม่เฉยเมยและว่างเปล่าอีกต่อไป หากแต่กำลังส่องประกายเจือความไม่ยอมรับ
ราวกับมันเพิ่งตระหนักได้ว่า ตนตายไปนานแล้วละคืนชีพกลับมาอีกครั้ง ไม่ได้แตกต่างไปจากวิลเลียม โพลี กริมม์ ที่เคยบอกให้คอยระวัง
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นราวสองวินาที จากนั้น ใบหน้าเอ็ดเวิร์ดพลันบิดเบี้ยว ผิวหนังที่ซีดเซียวเป็นทุนเดิมยิ่งจางลงและฉีกขาด
ใต้ผิวหนัง เนื้อสีแดงสดเน่าเปื่อยอย่างรวดเร็ว ของเหลวสีเหลืองไหลหยดพร้อมกับส่งกลิ่นเหม็น
เอ็ดเวิร์ดรีบยกขวานเหล็กสีดำในมือขึ้น
ฉับ!
ขวานในมือสับลงบนศีรษะเต็มแรง ราวกับป้องกันมิให้ความคิดด้านลบผุดขึ้นในใจ
ขวานเล่มดังกล่าวทั้งหนักทั้งคม มันสับผ่านกะโหลกศีรษะเอ็ดเวิร์ดทะลุลงมาจนถึงหว่างคิ้ว
ติ๋ง ติ๋ง น้ำไขสันหลังสีขาวข้นที่เลี้ยงสมอง ไหลจากใบหน้าอันบิดเบี้ยวของเอ็ดเวิร์ดลงไปตามคมขวาน ประหนึ่งเทนมราดสตรอว์เบอร์รีสีแดงสด
“อ…อย่าเข้ามาใกล้กระหม่อม…” หลังจากใช้ขวานจามหัวตัวเอง เอ็ดเวิร์ดกล่าวกับทาสรับใช้ล่องหนของแบร์นาแดตด้วยเสียงสั่นเครือ
ยังไม่ทันกล่าวจบ สีหน้าของมันเปลี่ยนกลับไปเป็นเหม่อลอยอีกครั้ง ดวงตากลายเป็นว่างเปล่าขณะหมุนตัวกลับและเดินเข้าไปในป่า
ร่างกายซึ่งผอมสูง งอตัวลงเล็กน้อยจนดูคล้ายกับหลังค่อม
แบร์นาแดตตัดสินใจถามหยั่งเชิงอีกฝ่ายเพราะมีข้อสงสัยและกังวลเกี่ยวกับการเข้าไปสำรวจสุสาน จึงพยายามตะล่อมปัญหาของเอ็ดเวิร์ดทางอ้อมเพื่อดูว่าจะได้เบาะแสจากคำตอบหรือไม่ ใครจะไปคิดว่า อัศวินผู้เคยโด่งดังระดับทวีปเหนือรายนี้จะตอบสนองด้วยปฏิกิริยาสุดโต่งและพิสดาร
หลังจากเงียบไปสองวินาที ผ่านทาสรับใช้ล่องหน แบร์นาแดตกล่าวกับเอ็ดเวิร์ดซึ่งกำลังหันหลังให้สุสาน
“ลูกหลานของคุณทำได้ดีทีเดียว พวกเขาประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง”
เอ็ดเวิร์ดซึ่งยืนหันหลังให้สุสาน ชะงักฝีเท้าเล็กน้อยก่อนจะเดินต่อไป ผ่านเขตแดนล่องหนและหายเข้าไปในป่า
เป้าหมายของมันน่าจะเป็นสุสานเสาหินซึ่งคนตายจะได้รับ ‘ชีวิตใหม่’
ขณะเดียวกัน แบร์นาแดตแหงนหน้ามองฟ้า
เห็นได้ชัดว่าชั้นสีดำเจือจางด้านบนบางตาลงมาก แต่ก็ยังมอบความรู้สึกยากจะบรรยาย ไม่เพียงเท่านั้น เธอสัมผัสได้ว่า ทั่วทั้งเกาะโบราณเกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยซึ่งยากจะจำแนกรายละเอียด
ทันใดนั้น แบร์นาแดตซึ่งซ่อนตัวอยู่ริมเขตแดนล่องหน เลื่อนมือขึ้นมาสัมผัสแผ่นหลังตัวเอง
หญิงสาวรู้สึกหนัก ประหนึ่งมีบางสิ่งเกาะอยู่ที่นั่น
หลังจากมือซ้ายแบร์นาแดตสัมผัสกับเป้าหมาย เธอพบว่าสิ่งนั้นคือเส้นผมของตัวเอง
ปัจจุบัน แบร์นาแดตกำลังแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตสตรีสไตล์อินทิส คอเสื้อตกแต่งด้วยลูกไม้ เสื้อนอกเป็นชุดกัปตันสีครามปักลวดลาย กางเกงขายาวและรองเท้าบูตสีเบจยาวถึงเข่า เหนือศีรษะสวมหมวกสามมุมประดับขนนก เป็นการแต่งกายตามแบบฉบับกัปตันเรือโจรสลัด
ด้วยรูปแบบการแต่งกายดังกล่าว ผมยาวสีเกาลัดของเธอย่อมถูกมัดหางม้าและยาวประมาณกลางหลัง แต่ปัจจุบัน ทั้งที่ทรงผมของเธอไม่แปรเปลี่ยน แต่ปลายผมกลับยาวไปจนถึงสะโพก
ทันทีหลังจากนั้น แบร์นาแดตก้มศีรษะลง จ้องฝ่ามือขวาของตนและได้พบว่า เล็บนิ้วมือทั้งห้าของเธอกำลังงอกยาว
ราชินีเงื่อนงำมิได้ประหลาดใจหรือตื่นตระหนก เธออาศัยสัญชาตญาณของผู้หยั่งรู้และประสบการณ์ซึ่งสั่งสมมานานหลายปี รีบก้าวเท้าออกไปข้างหน้า เดินผ่านเขตแดนล่องหน ออกจากป่าดงดิบเข้าไปในพื้นที่เปิดโล่งซึ่งมีภูเขาสุสานจักรพรรดิมืดตั้งอยู่
ระหว่างนี้ แบร์นาแดตส่งทาสรับใช้ล่องหนกลับสู่โลกวิญญาณ
สามสี่วินาทีถัดมา หญิงสาวสัมผัสได้ว่าพื้นดินสั่นสะเทือนเล็กน้อย ตัวสุสานเองก็เริ่มสั่น
แบร์นาแดตหันไปมองทางผืนป่าดงดิบตามจิตใต้สำนึก
ทันใดนั้น สายตาของเธอพลันแข็งค้าง
ต้นไม้ยักษ์สีเขียวเข้มเริ่มโบกกิ่งก้านประหนึ่งท่อนแขน ทยอยถอนรากออกจากพื้นดิน จากนั้นก็เดินเข้าหาแบร์นาแดตราวกับมนุษย์
ผืนป่าดงดิบทั้งหมดมีชีวิตขึ้นมา!
เมื่อเห็นกองทัพต้นไม้ใหญ่ซึ่งสูงจนเกือบบดบังท้องฟ้ากรูเข้าใส่ แบร์นาแดตรู้สึกราวกับกำลังเผชิญวันสิ้นโลก ทุกหย่อมหญ้ากำลังจะถูกปกคลุมด้วยป่าไม้
มังกรแดงตัวใหญ่ซึ่งมีผิวหนังเป็นเปลวเพลิง บินขึ้นท้องฟ้าด้วยความเร็วสูง หมาป่าอสูรแปดขาเริ่มวิ่งพล่านท่ามกลางดงต้นไม้ สัตว์วิเศษกลายพันธุ์ทั้งหมดบนเกาะต่างเผชิญความโกลาหลและรีบวิ่งมาทางสุสาน
แม้จะเป็นผู้หยั่งรู้ แต่แบร์นาแดตย่อมจินตนาการไม่ถึงว่า คำถามง่ายๆ ทางอ้อมของตนจะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ราวกับมันคือกุญแจสำหรับไขประตูสู่ขุมนรก
ไคลน์เหนือสายหมอกสีเทาย่อมเห็นในมุมกว้างกว่า ผนวกกับความรู้เชิงศาสตร์เร้นลับ มันพอจะคาดเดาบางสิ่งได้:
สถานการณ์ของเอ็ดเวิร์ดแตกต่างจากวิลเลียม โพลี และกริมม์… ดูคล้ายกับเป็นช่องโหว่ของกฎระเบียบบนเกาะ… ใช่แล้ว เงาดำแห่งกฎระเบียบ…
เมื่อเอ็ดเวิร์ดตระหนักว่าตัวเองตายไปแล้ว ช่องโหว่ดังกล่าวจึงถูกค้นพบโดยเงาดำแห่งกฎระเบียบ จากนั้นก็เริ่มดำเนินการ ‘ซ่อมแซม’.ไอรีนโนเวล.
และการซ่อมแซมดังกล่าวนำมาซึ่งการยกระดับกฎระเบียบ ส่งผลให้ทั่วทั้งเกาะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
เราสัมผัสถึงอำนาจบางส่วนในขอบเขตจักรพรรดิมืด สิ่งนี้ส่งอิทธิพลต่อเอ็ดเวิร์ด ทำให้เอ็ดเวิร์ดยังหลงเหลือเจตจำนงแม้จะได้รับ ‘ชีวิตใหม่’ หลังความตาย… เช่นนั้นแล้ว กฎระเบียบดั้งเดิมของเกาะมาจากไหน?
หืม…
ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์เริ่มสังเกตเห็นความผิดปรกติที่เกิดขึ้นกับแบร์นาแดต
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก แบร์นาแดตได้ยินเสียงหัวใจตัวเองกำลังเต้นแผ่วเบา
จังหวะการเต้นค่อนข้างวุ่นวายประหนึ่งมีสองเสียงผสมกัน
สอง… แบร์นาแดตฉุกคิดบางสิ่งได้ เธอรีบเพ่งสมาธิกับร่างกายตัวเอง
วินาทีถัดมา หญิงสาวพบว่าเสียงการเต้นของหัวใจตนดังมาจากสองแหล่ง
หนึ่งดังมาจากหัวใจ ส่วนอีกหนึ่งดังมาจากท้อง
คล้ายกับในท้องมีหัวใจเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งดวง มันกำลังพองตัวและหดกลับอย่างต่อเนื่อง
ไม่เพียงเท่านั้น หัวใจดวงดังกล่าวยังขยายขนาดขึ้นทีละนิด!
โดยไม่ต้องใช้พลังส่องความลับเพื่อจ้องหน้าท้อง แบร์นาแดตทราบได้ทันทีว่ามีทารกถือกำเนิดขึ้นในครรภ์ของเธอ
‘มัน’ เติบโตจากขนาดเท่าลูกเกดจนใหญ่ใกล้เคียงฝ่ามือผู้ใหญ่ และยังเติบโตได้อีก คล้ายกับหากปล่อยเอาไว้สักพัก คงใช้เวลาไม่นานก็จะเติบโตอย่างเต็มที่ จากนั้นก็ฉีกท้องมารดาออกมาในสภาพเลือดชุ่ม
แบร์นาแดตลงเอยด้วยการตั้งครรภ์โดยไม่รู้ตัว ทั้งสมบัติวิเศษบนร่างกายและสัมผัสวิญญาณต่างล้มเหลวในการแจ้งเตือนอันตรายล่วงหน้าหรือยับยั้งเหตุการณ์ ราวกับระดับตัวตนไม่สูงพอที่จะตอบสนองต่ออิทธิพลดังกล่าว
พระแม่ธรณี… ดวงจันทร์บรรพกาล… มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย… ชื่อของเทพทั้งสามแล่นเข้ามาในหัวแบร์นาแดต
เท่าที่เธอทราบ มีตัวตนลึกลับไม่มากที่สามารถสร้างความผิดปรกติในแง่มุมนี้ ส่วนใหญ่จะมาจากขอบเขตจันทราและธรณี
ลำดับ 0 ของเส้นทางนักเพาะปลูกคือพระแม่ ดวงจันทร์บรรพกาลเองก็มีพลังในการขยายพันธุ์ และมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายนั้นต้องสงสัยว่าจะถือครองอำนาจในระดับสูงของขอบเขตจันทรา
แบร์นาแดตไม่รีบร้อนจัดการกับทารกในครรภ์ ดวงตาของเธอกลายเป็นสีหม่นขณะใช้พลังพยากรณ์เพื่อตรวจสอบว่าตัวเลือกใดดีที่สุด
สำหรับคราวนี้ เธอได้รับผลการทำนายภายในเวลาเพียงหนึ่งวินาที
“ความหวังที่จะรอดชีวิตอยู่ในสุสาน”
โดยปราศจากความลังเล แบร์นาแดตยื่นมือขวาออกไปวาดอักขระที่ส่องแสงคล้ายดวงดาว
อักษรดังกล่าวดูคล้ายกับสิ่งที่บันทึกในศิลาเย้ยเทพ พวกมันถักสานเข้ากับสัญลักษณ์ประหลาดจนเกิดเป็น ‘ประตูลับ’ ซึ่งนำพาไปยังส่วนลึกของโลกวิญญาณ
ถัดมา บานประตูลับเปิดออกพร้อมกับสายลมพัดกระโชก สายลมดังกล่าวกลายร่างเป็นครึ่งคนครึ่งลม ร่างกายท่อนบนห่อด้วยผ้าขาว
“รัดเกล้านักปราชญ์” แบร์นาแดตออกคำสั่งเสียงขรึม
ชายคนดังกล่าวตอบสนองด้วยท่าทีเคารพ จากนั้นก็หยิบเครื่องประดับออกจากผ้าขาวซึ่งพันอยู่รอบกาย
แกนกลางของเครื่องประดับชิ้นดังกล่าวคือดวงตาแนวตั้งฝัง ‘เพชร’ ซึ่งส่องประกายด้วยแสงบริสุทธิ์ ช่วยให้ผู้คนรู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์และเกิดสติปัญญาอย่างน่าฉงน แต่ขณะเดียวกันทำให้ร่างกายเย็นยะเยือกราวกับปราศจากความร้อน
แบร์นาแดตหยิบเครื่องประดับดังกล่าวมา ‘ฝัง’ ไว้กึ่งกลางหน้าผากตัวเอง
นี่คือสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ซึ่งแบร์นาแดตจะไม่พกติดตัวโดยเด็ดขาด เพราะผลข้างเคียงของมันรุนแรงเกินไป
แต่ในวินาทีนี้ รัดเกล้านักปราชญ์มีพลังที่สำคัญมากต่อแบร์นาแดต เธอจึงยินดีแบกรับผลข้างเคียงซึ่งจะไม่สามารถใช้เวทมารได้ทุกชนิด อีกทั้งตะกอนพลังของรัดเกล้าก็จะส่งอิทธิพลและผสานเข้ากับร่างกายแบร์นาแดตทีละนิด
หากไม่รีบถอดรัดเกล้านักปราชญ์ออกในเวลาที่กำหนด แบร์นาแดตจะเผชิญการเปลี่ยนแปลงแบบเดียวกับการราดโอสถลำดับ 2 ลงบนร่างกาย เมื่อถึงตอนนั้น ชะตากรรมของเธอจะออกได้แค่สองหน้า หนึ่ง บังเอิญโชคดีและได้เลื่อนลำดับเป็น ‘ผู้ทรงปัญญา’ และสอง คลุ้มคลั่งพร้อมกับกลายเป็นสัตว์ประหลาด ยิ่งเมื่อพิจารณาว่าเป็นการอาบโอสถโดยปราศจากวัตถุดิบเสริมและพิธีกรรม โอกาสที่จะเกิดกรณีแรกนั้นแทบเป็นศูนย์
เมื่อดวงตาเพชรแนบติดกับหน้าผาก ร่างกายแบร์นาแดตเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นมายา คล้ายกับกลุ่มก้อนมวลความรู้
เพียงพริบตา เธอกลายเป็นสิ่งมีชีวิตเชิงข้อมูลบริสุทธิ์
ทารกในครรภ์ย่อมมิอาจดำรงอยู่ในสภาวะปัจจุบัน จึงร่วงหล่นลงกับพื้นในทันที
‘มัน’ มีขนาดเป็นครึ่งหนึ่งของทารกปรกติ มีใบหน้าและแขนขา ผิวหนังเหี่ยวย่น ร่างกายชุ่มด้วยหนองเหนียว
เมื่อ ‘มัน’ หลุดออกจากครรภ์มารดา ร่างกายซึ่งยังไม่สมบูรณ์ได้เสื่อมสภาพและสลายไปในอากาศ
เห็นได้ชัดว่าทารกยังไม่ยอมจำนน มันพยายามลืมตาที่มีเมือกปกคลุม พยายามอ้าปากเพื่อดิ้นรนครั้งสุดท้าย
ทันใดนั้นเอง ไคลน์เหนือสายหมอกสีเทาทำการเคาะโต๊ะทองแดงยาว
กึก!
มันเพิ่มโอกาสล้มเหลวแก่ทารก ไม่คิดประมาทการดิ้นรนของอีกฝ่าย
เมื่อมิอาจคงสภาพร่างกายไว้ได้ ในที่สุดทารกก็สลายไปต่อหน้า ‘ผืนป่า’ ซึ่งกำลังขยับเข้ามาใกล้
ในเวลาเดียวกัน แบร์นาแดตในร่างข้อมูลลอยผ่านประตูหินขนาดมหึมาเข้าไปในสุสานจักรพรรดิมืด จากนั้นก็จัดระเบียบร่างกายใหม่
ระหว่างนั้น คล้ายกับเธอได้เห็นเงาดำร่างหนึ่ง
…………………………………………………….
แบร์นาแดตเงียบไปสองวินาทีก่อนจะตอบผ่านทาสรับใช้ล่องหน
“ลุงเอ็ดเวิร์ด… มาทำอะไรที่นี่?”
เธอใช้วิธีเรียกเดียวกับเมื่อครั้งยังเด็กเพื่อลดโอกาสเกิดเหตุไม่คาดฝัน
เมื่อเสียงของเธอดังกังวานผ่านทาสรับใช้ล่องหน อากาศรอบข้างพลันแห้งและแข็งทื่อ แตกต่างจากปรกติโดยสิ้นเชิง
ใบหน้าเอ็ดเวิร์ดซีดเซียวประหนึ่งเพิ่งคลานออกจากสุสานเย็นเยียบ
“กระหม่อมก็อยากทราบเช่นกัน… เมื่อตื่นขึ้นมา กระหม่อมพบว่าตัวเองอยู่บนเกาะแห่งนี้แล้ว… นี่อาจเป็นชะตากรรมของกระหม่อม ชะตากรรมที่ต้องคอยปกป้องฝ่าบาท”
มันพูดไปหยุดไป แต่ไม่ได้มีอาการหอบ คล้ายกับคนที่ไม่ได้พูดมานานจนคอ ‘ขึ้นสนิม’
อัศวินผู้โด่งดังไปทั่วโลกเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ไม่รอให้แบร์นาแดตกล่าวจบ มันเสริมต่อทันทีด้วยเสียงราบเรียบ
“สุสานของฝ่าบาทอยู่ไม่ไกล… กระหม่อมคอยเฝ้าอยู่ที่นี่เพื่อรอวันที่พระองค์จะคืนชีพ… แต่แม้จะผ่านไปหลายปี สุสานก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด… ไม่มีวี่แววของการคืนชีพเลย”
แบร์นาแดตบังคับให้ทาสรับใช้ล่องหนมองไปรอบตัว
“คุณอาศัยอยู่ในบ้านไม้หลังนี้?”
ผิวพรรณเอ็ดเวิร์ดในส่วนที่ถูกเผยค่อนข้างแห้งผาก สอดคล้องกับรอยด่างจากวัยชรา มันตอบแบร์นาแดตด้วยเสียงแผ่วเบา:
“ใช่แล้ว… กระหม่อมสร้างบ้านขึ้นจากต้นไม้รอบๆ”
ทาสรับใช้ล่องหนของแบร์นาแดตจ้องไปยังทิศทางซึ่งตนเดินผ่านมาแล้วกล่าว
“คุณลุงไม่ได้อยู่กับลุงวิลเลียมและคนอื่นหรอกหรือ?”
ดวงตาเย็นชาและไร้อารมณ์ของเอ็ดเวิร์ดขยับเล็กน้อย
“พวกเขาถูกกัดกร่อนและตายไปนานแล้ว… แม้จะคืนชีพอีกครั้ง แต่พวกเขาก็ใกล้เคียงกับสัตว์ประหลาดมากกว่าสมัยยังมีชีวิต… องค์หญิง ท่านต้องระวังและพยายามหลีกเลี่ยงพวกเขา… นอกจากเบ็นจามินกับกระหม่อม องค์หญิงห้ามไว้ใจใครเด็ดขาด”
แบร์นาแดตเงียบไปสักพักก่อนจะถามผ่านทาสรับใช้ล่องหน:
“สุสานของบิดาอยู่ที่ใด ฉันอยากจะเห็น”
คอของเอ็ดเวิร์ดขยับในลักษณะค่อนข้างทื่อ
“ตกลง”
จากนั้น มันเดินเข้าไปในบ้านไม้ หยิบขวานเหล็กสีดำขึ้นสนิมออกจากด้านใน
“กระหม่อมจะพาไปเอง” เอ็ดเวิร์ดกล่าวขณะจ้องทาสรับใช้ล่องหนซึ่งคนทั่วไปไม่ควรเห็น
ระหว่างนี้ สีหน้าแววตาของมันแข็งทื่อราวกับปราศจากอารมณ์ทั้งปวง
“ตกลง” แบร์นาแดตซึ่งอยู่ขอบป่า ส่งเสียงขานรับผ่านทาสรับใช้ล่องหน
เอ็ดเวิร์ดเจ้าของส่วนสูง 1.9 เมตรซึ่งมีร่างกายค่อนข้างซูบผอม ถือขวานเดินไปทางด้านหลังของบ้านไม้พลางกล่าวเสียงเรียบ:
“อยู่ไม่ไกล… ระวังอันตรายกลางทาง”
แบร์นาแดตรีบควบคุมทาสรับใช้ล่องหนให้เดินตามเอ็ดเวิร์ดซึ่งแต่งกายในชุดหรูหรา
หลังจากเดินผ่านผืนป่าไปทีละแห่ง แบร์นาแดตถามผ่านทาสรับใช้ล่องหน
“ลุงเอ็ดเวิร์ด เมื่อครู่ในลานโล่ง คุณลุงกราบไหว้สิ่งใด?”
เอ็ดเวิร์ดไม่หันหลังกลับ ไม่ลดความเร็วลง:
“ฝ่าบาท”
แบร์นาแดตซึ่งอยู่ด้านหลังเอ็ดเวิร์ดและทาสรับใช้ล่องหนเกือบสองกิโลเมตร ขมวดคิ้วชนกันทันที ใช้เวลาเกือบสามวินาทีในการควบคุมอารมณ์
ผ่านทาสรับใช้ล่องหน เธอถามอย่างไร้อารมณ์
“ลุงวิลเลียมกับคนอื่นก็กราบไหว้ท่านพ่อด้วยหรือ”
เอ็ดเวิร์ดชะงักเล็กน้อย แต่ยังคงหันหลังให้ทาสรับใช้ล่องหนและเนตรส่องความลับ
“เปล่า”
มันลดความเร็วลงประหนึ่งครุ่นคิดเกี่ยวกับคำตอบ
“กระหม่อมก็ไม่ทราบเช่นกันว่าพวกเขาบูชาสิ่งใด…”
แบร์นาแดตหรี่ตาลงเล็กน้อย ราวกับได้เห็นการเปลี่ยนแปลงบางอย่างภายในแม่น้ำแห่งชะตากรรม
เธอมิได้ถามสิ่งใดต่อ เพียงบังคับให้ทาสรับใช้ล่องหนเดินตามหลังเอ็ดเวิร์ดอย่างเงียบงัน ท่ามกลางแนวต้นไม้ขนาดใหญ่สีเขียวเข้มและพุ่มไม้ซึ่งมีหนามแหลม พวกมันมุ่งหน้าไปยังบริเวณยอดเขาของเกาะ
ผ่านไปราวสี่ถึงห้านาที แนวต้นไม้หายไปจากเบื้องหน้า
นี่มิใช่การเปลี่ยนแปลงทีละน้อยจากหนาแน่นเป็นเบาบาง จนกระทั่งไม่มีต้นไม้ หากแต่แนวต้นไม้ได้อันตรธานหายไปหลังจากเดินผ่านจุดหนึ่ง ราวกับเป็นการข้ามผ่านเขตแดนที่มองไม่เห็น
ด้านหลังเขตแดนที่มองไม่เห็นเป็นภูเขาสูงหลายร้อยเมตรซึ่งปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่สีเขียวเข้มจนเกือบดำ เมื่อมองจากระยะไกล ทั้งสองสิ่งกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันจนยากจะจำแนก
ภูเขาฝั่งที่หันหน้าเข้าหาแบร์นาแดตและเอ็ดเวิร์ดมีต้นไม้ค่อนข้างบางตา กว่าครึ่งของพื้นดินถูกขุดเป็นโพรง
ภายในภูเขา สุสานสีดำเด่นตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม
โครงสร้างส่วนใหญ่กลมกลืนไปกับแนวสันเขา บางส่วนมีร่องรอยมนุษย์สร้างและการขัดเงา เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของคำว่า ‘สุสานภูเขา’
ด้วยเหตุนี้ รูปทรงของสุสานจึงไม่เหมือนพีระมิดทั่วไป แต่จะคล้ายกับภูเขาสูงตระหง่าน อาจไม่สมมาตร แต่ดูน่าเกรงขามเป็นอย่างยิ่ง
ไม่แน่ใจว่าเป็นอิทธิพลจากสุสานหรือเอ็ดเวิร์ดคอยหมั่นทำความสะอาด ผิวสุสานแทบไม่มีวัชพืชเกาะ ไม่มีเถาวัลย์เหมือนกับส่วนอื่นบนภูเขา
สิ่งนี้ช่วยให้แบร์นาแดตมองเห็นลวดลายและอักขระซึ่งถูกสลักลงบนผิวสุสานผ่านเนตรส่องความลับ นอกจากนั้นยังเห็นประตูหินสูงเกือบสามสิบเมตรซึ่งดูคล้ายกับเตรียมไว้ให้คนยักษ์
อักขระเหล่านี้มิใช่สิ่งแปลกตาสำหรับแบร์นาแดต เพียงไม่นานเธอก็ระบุได้ว่าเนื้อหาบางส่วนมาจาก ‘ประมวลกฎหมายแพ่ง’ ซึ่งบิดาของตนเป็นผู้กำหนดและประกาศใช้ บางส่วนเป็นกระแสสังคมรูปแบบใหม่ที่ชายคนนั้นสร้างขึ้น และบางส่วนคือภาพพิมพ์เขียวของสิ่งประดิษฐ์
ขณะแบร์นาแดตกวาดตาสำรวจ ไคลน์บนสายหมอกสีเทาก็มั่นใจทันทีว่านี่คือสุสานสุดท้ายของจักรพรรดิโรซายล์
สิ่งนี้คล้ายกับสุสานที่มันได้เห็นในซากปรักหักพังทูดอร์ เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์บิดเบือนและไม่สมมาตรของจักรพรรดิมืด
หลังจากเดินพ้นป่าดงดิบ ผ่านเขตแดนที่มองไม่เห็นและขยับเข้าใกล้สุสาน เอ็ดเวิร์ดชะงักฝีเท้า
มันหมุนตัวครึ่งหนึ่งกลับมาจ้องหน้าทาสรับใช้ล่องหน จากนั้นก็กล่าวเสียงเรียบ:
“อย่าเข้าไป… การทำเช่นนั้นจะขัดขวางกระบวนการคืนชีพ…”
แบร์นาแดตขมวดคิ้วเล็กน้อย ครุ่นคิดสองวินาทีก่อนจะใช้เนตรส่องความลับมองไปยังสุสาน
จากนั้น ดวงตาสีฟ้าคล้ายน้ำทะเลของเธอ ทวีความลุ่มลึกประหนึ่งทะเลสงบก่อนพายุ
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ดวงตาของเธอเริ่มสูญเสียความคมชัด รูม่านตาขยายกว้าง
หญิงสาวกำลังแอบส่องแม่น้ำแห่งชะตากรรม เพื่อพยากรณ์ถึงสิ่งที่ควรทำ
เหนือสายหมอกสีเทา ไคลน์เคาะขอบโต๊ะทองแดงยาวอีกครั้ง เป็นการเพิ่มโอกาสที่แบร์นาแดตจะทำสำเร็จ ขณะเดียวกันก็เตรียมพร้อมรับมือการกัดกร่อนจากอวกาศ
แต่แน่นอนว่าอย่างหลังไม่จำเป็น เพราะแบร์นาแดตมีสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ในความควบคุมของเธอ
วินาทีถัดมา แบร์นาแตดยกมือขวา
ทันใดนั้น ผิวพรรณหญิงสาวกลายเป็นสีขาวราวกับหิมะ ริมฝีปากแดงสดเหมือนเลือด และเส้นผมกลายเป็นดำขลับประหนึ่งไม้มะเกลือ
กระจกโบราณมายาบานหนึ่งปรากฏขึ้นในมือ
นี่คือเวทมนตร์ปรัมปรา ‘สโนว์ไวท์’ แบร์นาแดตใช้มันเพื่อเพิ่มความสำเร็จและความแม่นยำในการ ‘พยากรณ์’
ท่ามกลางความเงียบ หญิงสาว ‘เห็น’ ฉากหนึ่ง:
สุสานสีดำเด่นตระหง่านกำลังสั่นสะเทือนแผ่วเบา ประตูหินยักษ์สูงกว่าสามสิบเมตรถูกเปิดออก
จากนั้น ท่อนแขนสีดำขนาดมหึมาเหยียดยาวออกจากประตู
ขนาดของแขนเทียบได้กับต้นไม้ใหญ่บนเกาะ พิจารณาจากสีและสภาพ คล้ายกับมันเป็นส่วนหนึ่งของเงามากกว่าอวัยวะ ทว่า ผิวหนังของท่อนแขนกลับมิใช่ชั้นของเงาสีดำเรียบ หากแต่เป็นเลือดเนื้อ ไม่ว่าจะมองมุมใดก็ดูแปลกประหลาดเหนือพรรณนา
ท่อนแขนดังกล่าวใช้ศอกยันพื้นเพื่อค้ำจุน พลางเคลื่อนตัวไปด้านหน้าอย่างยากลำบาก ประหนึ่งกำลังลากส่วนที่ใหญ่กว่าและน่ากลัวยิ่งกว่าตามหลังออกมา
บึ้ม!
ทั่วทั้งเกาะเริ่มสั่นสะเทือน
บึ้ม!
เนตรส่องความลับโปร่งใสแตกกระจายในพริบตา
ดวงตาแบร์นาแดตปิดสนิทในทันที ราวกับจ้องแสงจ้าซึ่งไม่ควรมองโดยตรง หรือไม่ก็ดวงตาได้รับความเสียหายเกินทนรับไหว
เลือดไหลออกจากหางตาหญิงสาว ใบหน้าของเธอซีดเซียวลงมา
บนร่างกายของเธอ ปีกมายาซึ่งดูสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์คู่หนึ่งสยายออก ขจัดการกัดกร่อนล่องหนท่ามกลางขนนกสีขาวโปรยปราย
อย่างที่คิด เธอสามารถแก้ไขปัญหาได้เอง จักรพรรดิทิ้งมรดกให้เธอมากมายแค่ไหนกัน… หึหึ ก่อนที่เราจะมอบบทเรียนให้มาดามเฮอร์มิท เธอเองก็มีนิสัยชอบใช้เนตรส่องความลับตรวจสอบวัตถุและบุคคลรอบตัว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสิ่งนี้เกิดจากวิธีการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง… สรุปโดยสั้น ทั้งหมดเป็นความผิดของโรซายล์! ไคลน์เหนือสายหมอกสีเทา ถอนหายใจผ่อนคลายและอดไม่ได้ที่จะจิกกัดจักรพรรดิ
จากนั้น มันวิเคราะห์ฉากที่แบร์นาแดตเห็นในการพยากรณ์
หลังจากประตูหินเปิดออก สิ่งมีชีวิตอันน่าสะพรึงได้คลานออกจากสุสาน…
สิ่งนี้อาจหมายถึงโรซายล์ผู้กลับจากการคืนชีพ หรืออาจหมายถึงสัญลักษณ์ของหายนะบางชนิด เช่นเทพภายนอกซึ่งครั้งหนึ่งเคยกัดกร่อนเกาะแห่งนี้ หรือดวงจันทร์บรรพกาลผู้เคยแอบกัดกร่อนโรซายล์…
อา… ต่อให้เป็นโรซายล์จริง แต่ร่างที่ปรากฏก็คงไม่ใช่มนุษย์ หากแต่เป็นสัตว์ในตำนานซึ่งมีระดับตัวตนทัดเทียมเทพ… นอกจากนั้น ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าสิ่งมีชีวิตในตำนานดังกล่าว มีเหตุผลพอจะสื่อสารได้หรือไม่…
ยังมีคำถามสำคัญอีกหนึ่งข้อ ประตูหินบานดังกล่าวเปิดโดยฝีมือของแบร์นาแดตหรือคนอื่น? หรือเป็นฝีมือของสิ่งมีชีวิตน่าสะพรึงภายในสุสาน? หากเป็นอย่างหลัง ต่อให้เราไม่ทำอะไร เหตุการณ์ก็จะดำเนินการไปจนตรงกับคำพยากรณ์เอง…
เป็นคำพยากรณ์ซึ่งเต็มไปด้วยความคลุมเครือ…
ไคลน์ดีดเหรียญทองในมือเพื่อทำนาย
ผลการทำนายฝันออกมาเป็น สุสานดังกล่าวทั้งอันตรายและปลอดภัย
แล้วจะตีความยังไง… ไคลน์ครุ่นคิดพลางให้ความสนใจกับพฤติกรรมของแบร์นาแดต
แบร์นาแดตใช้เวลาหลายสิบวินาทีในการฟื้นฟูตัวเอง จนกระทั่งหลุดพ้นจากสภาวะอ่อนแอโดยสมบูรณ์
อย่างไรก็ดี สำหรับฉากที่ได้เห็นเมื่อครู่ เธอเองก็มิอาจคาดเดาทิศทางของเหตุการณ์ ทำได้เพียงยืนยันว่า ปัญหาต่างๆ เต็มไปด้วยความซับซ้อนเหนือพรรณนา
เนื่องจากเนตรส่องความลับระเบิดไปแล้ว หญิงสาวจึงมิอาจส่องความลับใดได้อีก ทำได้เพียงตรวจสอบสถานการณ์รอบๆ ทาสรับใช้ล่องหนผ่านดวงตาจริงของมัน
เธอพบว่าเอ็ดเวิร์ดยังคงแน่นิ่งในระหว่างที่ตนชะงักไปเมื่อครู่ ราวกับไม่สังเกตเห็นถึงความผิดปรกติใด
ไตร่ตรองสักพัก แบร์นาแดตถามเอ็ดเวิร์ดผ่านทาสรับใช้ล่องหน:
“คุณยังจำช่วงเวลาที่อาศัยอยู่ในลุนเบิร์กได้ไหม”
ดวงตาสีฟ้าไร้อารมณ์ของเอ็ดเวิร์ดขยับเล็กน้อย:
“จำได้… กระหม่อมคิดว่า…”
กล่าวถึงตรงนี้ คล้ายกับมันฉุกคิดบางสิ่ง สีหน้าเริ่มบิดเบี้ยว ประหนึ่งกำลังทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดแสนสาหัส
ในสภาพดังกล่าว ดวงตาของมันสว่างขึ้นอย่างน่าประหลาด:
“กระหม่อมคิดว่า… กระหม่อมน่าจะตายไปแล้ว…”
…………………
Related
ผ่านเนตรส่องความลับ แบร์นาแดตพบว่าภายในศาลพระภูมิสีแดงเข้มมีเพียงความว่างเปล่า ด้านในไม่มีสิ่งใดเลย ในทัศนวิสัยมีเพียงชั้นความมืดเจือจางซึ่งปกคลุมโลกแห่งความจริง
หญิงสาวมิอาจพยากรณ์สิ่งใดจากข้อมูลที่ได้เห็น จึงไม่มีทางเลือกนอกจากถอนสายตากลับตามสัญชาตญาณ จากนั้นก็สั่งให้ทาสรับใช้ล่องหนเดินไปยังอีกฟากหนึ่งของพื้นที่เปิดโล่ง ใกล้กับเขตป่าดงดิบซึ่งมีต้นไม้สูงตระหง่านเรียงราย
ขณะเดียวกัน เนื่องจากทาสรับใช้ล่องหนมิอาจอยู่ห่างจากเธอได้มากนัก แบร์นาแดตซึ่งยังสวมหมวกล่องหนจึงต้องเดินตามหลังไปอย่างเงียบเชียบ เดินผ่านจุดที่สิ่งมีชีวิตทั่วเกาะเคยมารวมตัวอย่างไม่รีบร้อน
ถึงตรงนี้ ท้องฟ้าหม่นลงเล็กน้อยเนื่องจากถูกชั้นสีดำปกคลุมค่อนข้างหนาแน่น
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทาสรับใช้ล่องหนเดินเข้าไปในป่าทึบซึ่งกิ่งก้านของต้นไม้บดบังท้องฟ้า บรรยากาศโดยรอบสลัวลงทันใด
ทันทีหลังจากนั้น เนตรส่องความลับซึ่งเกือบโปร่งใส เย็นชา และยากจะตรวจพบ ทำการฉายภาพมายังดวงตาแบร์นาแดตท่ามกลางบรรยากาศอันมืดสลัว ช่วยให้หญิงสาวมองเห็นซากศพสีซีดเรียงรายระหว่างต้นไม้ บนกิ่งก้านอันเบียดเสียดมีกะโหลกศีรษะ ซากสัตว์ และสิ่งที่คล้ายกันห้อยลงมา
บางศพเป็นของมหามังกร บางศพเป็นของสัตว์คล้ายนก บางศพมีแปดขา และบางศพก็เป็นมนุษย์ต้นไม้พิสดาร พวกมันคอยเติมเต็มช่องว่างภายในป่าจนสมบูรณ์
เพียงกวาดตามอง แบร์นาแดตรู้สึกราวกับกำลังเดินเข้ามาในสุสาน ฉากหนึ่งปรากฏขึ้นในความคิดโดยธรรมชาติ:
สัตว์วิเศษเหล่านี้ให้กำเนิดทายาทและส่งต่อตะกอนพลังก่อนจะตาย จากนั้นก็ดั้นด้นมายังบริเวณนี้ของป่า มองหาจุดที่ยังว่างและหันหน้าไปยังทิศทางหนึ่งก่อนจะเสียชีวิตลงอย่างเงียบงัน ในภายหลังถูกลมฝนกัดเซาะจนเหลือเพียงโครงกระดูก
ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร…? ในฐานะผู้หยั่งรู้ แบร์นาแดตเชื่อโดยไม่เคลือบแคลงว่าฉากซึ่งผุดขึ้นในความคิดเมื่อครู่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่เธอยังคงไม่เข้าใจว่า เป็นเพราะอิทธิพลจากพลังแบบใด สิ่งมีชีวิตโบราณบนเกาะถึงเลือกสถานที่แห่งนี้เป็นสุสาน
ยิ่งไปกว่านั้น กริมม์ วิลเลียม และโพลีซึ่งตายไปนานแล้ว กลับดูเหมือนว่าจะยังมีชีวิตอยู่ในสภาวะพิเศษ แต่สัตว์วิเศษซึ่งอาศัยอยู่บนเกาะมานานและได้รับการกัดกร่อนตลอดเวลา กลับจบลงด้วยความตายและเหลือเพียงโครงกระดูก
ข้อเท็จจริงนี้ทำให้แบร์นาแดตต้องขมวดคิ้ว เธอไม่มีทางเลือกนอกจากบังคับทาสรับใช้ล่องหนเดินต่อไปยังส่วนลึกของ ‘สุสานคนเป็น’
ส่งผลให้ทาสรับใช้ล่องหนเดินเข้าไปในป่าซึ่งเต็มไปด้วยกระดูกและซากศพเป็นเวลานานกว่าสิบห้านาที
จนกระทั่งได้พบกับวัตถุชนิดที่สี่นอกจากต้นไม้ วัชพืช และซากศพ
เป็นต้นเสาหินสีดำ หนาราวห้าถึงหกคนโอบ สูงสามสิบถึงสี่สิบเมตร บนพื้นผิวบางจุดถูกสภาพอากาศกัดกร่อนเป็นวงกลม ประหนึ่งนิ้วมือซึ่งสวมแหวนคับเกินพอดี
แบร์นาแดตใช้เนตรส่องความลับจดจ้องเสาหินนานหลายวินาที แต่สุดท้ายก็ไม่พบความพิเศษใด คล้ายกับเป็นสัญลักษณ์ที่สร้างขึ้นส่งๆ
ทาสรับใช้ล่องหนมองไปรอบตัวและเริ่มสังเกตเห็นว่า ศพในบริเวณใกล้เคียงเสาหินมิได้เน่าเปื่อยรุนแรงนัก ยังคงหลงเหลือเนื้อและผิวหนังซึ่งค่อนข้างสภาพดี
แต่ที่นี่ไม่มีพลังพิเศษหรืออิทธิพลใดที่แตกต่างจากจุดอื่น… อาจเป็นไปได้ว่า ศพใกล้เสาหินคือศพใหม่ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีเหตุผลใดทำให้ศพอยู่ในสภาวะแตกต่างกัน… แบร์นาแดตเชื่อว่าในบริเวณนี้ไม่มีความผิดปรกติ ศพที่แตกต่างกันเกิดจากเหตุผลเฉพาะเจาะจง
เธอมิได้ใช้พลังพยากรณ์เพื่อตรวจสอบสาเหตุ เพราะแก่นสำคัญของพลังพยากรณ์คือการส่องความลับจากแม่น้ำแห่งชะตากรรม ในสถานการณ์ซึ่งยังไม่กระจ่าง แบร์นาแดตไม่มีทางผลีผลาม ด้วยเกรงว่าจะสร้างการเชื่อมต่อกับสิ่งที่ไม่รู้จักอย่างตัวตนลึกลับอันน่าสะพรึง
นอกจากนั้น สถานการณ์ดังกล่าวมิได้สร้างปัญหาให้กับเธอ จึงไม่มีเหตุผลให้ต้องใช้พลังพยากรณ์
หลังจากค้นหาสักพักและพบเบาะแสใด ทาสรับใช้ล่องหนยังคงเดินต่อไป พยายามผ่านเขตสุสานไปยังเขตอื่นของผืนป่า
ทันใดนั้นเอง แบร์นาแดตได้ยินเสียงเสียดสี
เป็นเสียงลมพัดผ่านกิ่งไม้และใบไม้ และเสียงกระแสน้ำซึ่งล่องลอยในความว่างเปล่า
แบร์นาแดตเพิ่งสัมผัสถึงสายลมเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ขึ้นมาบนเกาะประหลาด
เธอบังคับให้ทาสรับใช้ล่องหนมองไปยังต้นเสาสีดำตามสัญชาตญาณ
ในการมองเห็นของเนตรส่องความลับ ซากศพใกล้กับเสาหินทยอยเน่าเปื่อยและหลุดลอกทีละหนึ่ง จากนั้น เลือดเนื้อใหม่ได้ผุดขึ้นจากโครงกระดูกราวกับมีชีวิตและความคิดเป็นของตัวเอง ผิวหนังค่อยๆ ปกคลุมร่างกายอันน่าสะพรึงทีละส่วน
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวใช้เวลาไม่ถึงสิบวินาทีก่อนจะหยุดลง ซากศพไม่หลงเหลือความเน่าเปื่อยอีกต่อไป ดูคล้ายกับเพิ่งเสียชีวิตได้ไม่นาน
วินาทีถัดมา ลิงบาบูนขนหยิกที่กลายพันธุ์และหมาป่าอสูรแปดขาบรรจงลุกขึ้นยืน
ขนของพวกมันมีสีค่อนข้างซีด ผิวหนังแห้งผาก ดวงตาเย็นชาและไร้อารมณ์
จากนั้น สิ่งมีชีวิตซึ่งตายไปแล้วทั้งสองตัว แยกย้ายกันเดินออกไปจากสุสาน
ดวงตาแบร์นาแดตพลันแข็งทื่อเมื่อได้เห็นฉากดังกล่าว เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย ในที่สุดก็ได้เข้าใจว่าเหตุใดสิ่งมีชีวิตบนเกาะถึงพยายามดั้นด้นมาในบริเวณนี้ก่อนจะตาย และทำไมถึงต้องตายที่นี่:
สำหรับที่นี่ จุดจบของความตายมิใช่การหลับใหลอันเป็นนิรันดร์ หากแต่เป็นการเริ่มต้นใหม่!
ยิ่งไปกว่านั้น นี่ไม่ใช่การ ‘คืนชีพ’ ซึ่ง ‘ผู้ชี้นำวิญญาณ’ ใช้สร้างซอมบี้หรือโครงกระดูก หากแต่เป็น ‘ชีวิตใหม่’ ซึ่งแฝงไปด้วยเจตจำนงและความมีชีวิตชีวาจำนวนหนึ่ง
พลังในการสร้างความโกลาหลและบิดเบือนกฎพื้นฐานของโลก? อา… มีกลิ่นอายคล้ายคลึงกับการคืนชีพของจักรพรรดิมืด… แต่สภาวะของผู้ที่ถูกคืนชีพนั้นไม่สมบูรณ์สักเท่าไร คล้ายกับซอมบี้มากกว่าคนเป็น… การคืนชีพแบบนี้จะสร้างปัญหาใหญ่ให้เจ้าของร่างแน่นอน… ไคลน์บนสายหมอกย่อมได้เห็นฉากตรงหน้าเช่นกัน จึงคาดเดาหลายสิ่งในใจ
แต่แน่นอน สมมติฐานดังกล่าวตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า จักรพรรดิโรซายล์ได้สร้างสุสานสุดท้ายไว้ที่นี่พร้อมกับทิ้งอิทธิพลบางอย่าง
หลังจากไตร่ตรองสักพัก ไคลน์ปัดตกข้อสันนิษฐาน
นั่นเพราะก่อนที่จักรพรรดิโรซายล์จะได้เป็นเทวทูต เกาะแห่งนี้มีสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันอยู่ก่อนแล้ว ความตายของกริมม์คือข้อพิสูจน์!
อา… แต่รายละเอียดของเหตุการณ์เมื่อครั้งนั้น อาจไม่ตรงกับสถานการณ์ในปัจจุบันของเกาะเสียทีเดียว บางที เมื่อเทียบกับสมัยก่อน เกาะแห่งนี้อาจถูกบิดเบือนและสร้างความโกลาหลมากกว่าเดิม… ไคลน์พยักหน้าแผ่วเบา เตรียมอวยพรให้แบร์นาแดตทุกเมื่อ
แบร์นาแดตเองก็คาดเดาคล้ายคลึงกัน และไม่ปล่อยให้ทาสรับใช้ล่องหนแช่อยู่นานจนกระทั่ง ‘ชีวิตระลอกใหม่’ พัดผ่านเข้ามา
นั่นเพราะเธอสามารถมองเห็นอนาคต:
หลังจากทาสรับใช้ล่องหนได้รับผลกระทบจาก ‘ชีวิตระลอกใหม่’ หนแล้วหนเล่า เจตจำนงและ ‘ชีวิตใหม่’ จะถือกำเนิดขึ้นในตัวมัน!
นอกจากนั้น ใช่ว่าทาสล่องหนจะไม่เคยตรวจสอบเสาหินมาก่อน เพียงแต่ตรวจสอบแล้วก็ยังไม่พบความพิเศษใด แบร์นาแดตจึงเชื่อว่าคงไม่มีประโยชน์หากจะทิ้งมันไว้ที่นี่ต่อไป
พิจารณาจากสภาพแวดล้อม ทางเลือกที่ดีที่สุดคือการทำความเข้าใจสถานการณ์ภาพรวมของเกาะ ดีกว่าฝืนตรวจสอบเชิงลึกจนเผลอไปกระตุ้นให้ตัวตนลึกลับตื่นตัว
ในหลายกรณี คำถามซึ่งไม่มีคำตอบในช่วงต้น อาจไขปริศนาได้ง่ายดายเมื่อเรื่องราวดำเนินไปถึงช่วงถัดไป
นี่คือประสบการณ์ที่แบร์นาแดตสั่งสมมาหลายปี
เมื่อทาสรับใช้ล่องหนถอนตัว ซากศพระหว่างต้นไม้ใหญ่ก็บางตาลงเรื่อยๆ และระหว่างนี้ แบร์นาแดตค้นพบปรากฏการณ์ใหม่:
ใน ‘ชีวิตระลอกใหม่’ ซากศพอาจไม่คืนชีพเสมอไป แต่เมื่อฟื้นคืนชีพและเดินออกไปจนบริเวณใกล้เคียงเกิดพื้นที่ว่าง ในอีกไม่กี่นาทีถัดมา ศพที่เหลือจะถูกดึงดูดเข้ามาใกล้ประหนึ่งแม่เหล็กกับโลหะ ค่อยๆ เคลื่อนที่โดยไม่ขยับตัวไปยังจุดศูนย์กลางทีละหนึ่ง คล้ายกับเป็นการต่อคิวรอรับพร
กฎการดึงดูดระหว่างตะกอนพลัง? ไม่สิ ศพเหล่านี้ส่งต่อตะกอนพลังให้ลูกหลานไปแล้ว… ทันใดนั้น แบร์นาแดตผุดคำถาม:
ศพไม่มีทางสร้างตะกอนพลังขึ้นมาใหม่ได้แน่ เช่นนั้นแล้ว พวกมันจะมีพลังพิเศษเหมือนในชีวิตก่อนหรือ?
หากเราเข้าใจสถานการณ์บนเกาะอย่างถ่องแท้เมื่อไร ค่อยตามหา ‘ศพคืนชีพ’ เพื่อทดสอบความจริง… แบร์นาแดตตัดสินใจหนักแน่น ก่อนจะเดินไปตามเส้นทางที่ทาสรับใช้ล่องหนค้นพบ
เธอมิได้ใช้พลังพิเศษอื่นใดนอกจากหมวกล่องหน นั่นก็เพื่อมิให้รบกวนสภาพแวดล้อมจนพลาดรายละเอียดสำคัญ ส่งผลให้หญิงสาวย่างกรายด้วยความเร็วไม่มากนัก ใช้เวลาราวสิบห้านาทีกว่าจะออกจากเขตสุสาน
ถัดมา ทาสรับใช้ล่องหนเดินเข้าไปในเขตป่าด้านหน้า เสียงนกร้องและเสียงสัตว์คำรามเริ่มดังเป็นครั้งคราว ความกระฉับกระเฉงและชีวิตชีวาภายในป่าเขตนี้แตกต่างจากส่วนอื่นของเกาะอย่างชัดเจน
ไคลน์เหนือสายหมอกสีเทาถอนหายใจเงียบ:
โชคดีที่ตอนนี้เราคือเจ้าของปราสาทต้นกำเนิด หากเป็นที่นี่ เราจะมีระดับตัวตนทัดเทียมราชาเทวทูต สามารถเฝ้ามองจุดแสงวิงวอนได้นานตราบเท่าที่ต้องการ ไม่ต้องกังวลว่าพลังวิญญาณจะเหือดแห้ง อา… สิ่งเดียวที่ต้องระวังคือร่างต้นซึ่งกำลังซ่อนตัวอยู่ในสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ก่อนยุคสมัยที่หนึ่ง…
หลังจากทาสรับใช้ล่องหนเดินไปข้างหน้าสักพัก มันพบบางสิ่งซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของเกาะ
บ้านไม้ซึ่งดูราวกับเป็นของเจ้าหน้าที่อุทยาน
บ้านไม้มีสีน้ำตาลอมเขียว สูงไม่เกิน 2.5 เมตร คล้ายกับสร้างไว้ให้มนุษย์พักอาศัย แต่รายละเอียดค่อนข้างหยาบ
ทันใดนั้นเอง ประตูบ้านไม้ถูกเปิดออก ส่งผลให้แบร์นาแดตมองเห็นบางส่วนภายในบ้านผ่านเนตรผู้ส่องความลับ:
โต๊ะไม้ซุง เตียงที่ปูด้วยขนสัตว์ และเก้าอี้กลม – เป็นฉากซึ่งบ่งบอกว่ามีมนุษย์พักอาศัยอยู่
ใครอาศัยอยู่ที่นี่…? คิดเช่นนี้ แบร์นาแดตบังคับทาสรับใช้ล่องหนเดินเข้าไปใกล้บ้าน หวังค้นหาเบาะแสเพิ่มเติม
จากนั้นก็พบว่าด้านในบ้านไม้มีบรรยากาศค่อนข้างเย็น และนอกจากเครื่องเรือนที่กล่าวไปข้างต้นก็ไม่มีสิ่งใดอยู่อีก คล้ายกับไม่มีใครอาศัยอยู่ภายในนี้เป็นเวลานาน
ขณะแบร์นาแดตเตรียมใช้เนตรผู้ส่องความลับตรวจสอบรายละเอียดภายในบ้านเพิ่มเติม ลางสังหรณ์ต้องเธอแจ้งเตือนบางสิ่งจนต้องสั่งให้ทาสรับใช้ล่องหนหันหลังกลับ
มีใครบางคนกำลังยืนด้านหลังทาสรับใช้ล่องหนได้สักพักแล้ว!
แต่งกายในเสื้อผ้าหรูหราจากยุคสมัยโรซายล์ ผมสีขาวโพลน ใบหน้าชรา ดวงตาสีฟ้าอ่อนเจือความเย็นชาและว่างเปล่า
เอ็ดเวิร์ด
อัศวินผู้ยังมีชีวิตอยู่เมื่อครั้งมหาจักรพรรดิร่วงหล่น บรรพบุรุษของพลเรือโทธารน้ำแข็งเอ็ดวิน่า
เอ็ดเวิร์ดจ้องทาสรับใช้ล่องหนสักพัก ตามด้วยอ้าปากเปล่งเสียงแผ่ว:
“องค์หญิง”
………………………………
Related
แบร์นาแดตจ้องไปยังเค้าโครงสีดำเป็นเวลานาน ปลายสายตาทวีความชัดเจนเมื่อ ‘รุ่งอรุณ’ ยิ่งแล่นเข้าไปใกล้ จนกระทั่งยืนยันได้ว่านั่นคือเกาะขนาดใหญ่
บนเกาะเต็มไปด้วยต้นไม้ยักษ์สีเขียวเข้มสูงตระหง่าน แนวต้นไม้ปกคลุมพื้นดินและยอดเขา
แม้แบร์นาแดตจะไม่มั่นใจว่าที่นี่คือเกาะโบราณซึ่งบิดาเคยมาเยือน แต่สัมผัสวิญญาณของ ‘ผู้หยั่งรู้’ บอกกับเธอว่า นี่อาจเป็นสถานที่ที่เธอกำลังตามหา
เมื่อภาพชายฝั่งฉายเข้ามาในดวงตา หญิงสาวเม้มริมฝีปาก ก้มศีรษะเปล่งพระนามเต็มอันทรงเกียรติ:
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย ผู้ปกครองลึกลับเหนือห้วงสายหมอกสีเทา ราชันเหลืองดำผู้ครองพลังโชคลาภ…”
ทันทีหลังจากนั้น ราชินีเงื่อนงำแบร์นาแดตยกมือขึ้น หยุด ‘รุ่งอรุณ’ ซึ่งไม่มีลูกเรือไว้กลางทะเล ไม่เข้าไปใกล้ฝั่ง
ในเวลาเดียวกัน เสียงของเปียโน ไวโอลิน เชลโล ฟลุต และเครื่องดนตรีชนิดอื่นดังขึ้นภายในห้องโดยสารซึ่งปลอดคน สอดประสานกันกลายเป็นท่วงทำนองอันอบอุ่นและร่าเริง
ท่ามกลางเสียงดนตรี ขนมปัง สเต๊ก มันฝรั่งบด เห็ดทอด และอาหารประเภทอื่นซึ่งวางอยู่บนจานอาหารค่ำพลันลอยขึ้นพร้อมกับเต้นระบำ บ้างกลับไปยังเตาอบ แต่บ้างก็โยนตัวเองลงถังขยะ
ขวดไวน์แดง ผ้าปูโต๊ะสีขาว และสิ่งอื่นลอยกลับคืนตำแหน่งเดิม บางกลับเข้าที่และผนึกตัวเอง บ้างก็พับเก็บอย่างมีระเบียบ
จากนั้น แบร์นาแดตบรรจงใช้มือขวาโยนก้อนเส้นด้ายมายาออกไป
ก้อนเส้นด้ายเลือนหายไปกับความว่างเปล่า เหลือทิ้งไว้เพียงปลายเส้นด้าย แบร์นาแดตเดินตามเข้าไปในโลกวิญญาณจนกระทั่งโผล่ตัวบริเวณเขตรอบนอกของเกาะนิรนาม
ราชินีเงื่อนงำไม่รีบร้อน เพียงค้นหาเบาะแสของสุสานจักรพรรดิมืดจากรอบนอกด้วยความระมัดระวัง ดวงตาสีฟ้าประหนึ่งน้ำทะเลสูญเสียความคมชัดเล็กน้อย คล้ายกับพยายามมองเข้าไปในแม่น้ำแห่งชะตากรรม
ไม่กี่วินาทีถัดมา ดวงตาแบร์นาแดตกลับเป็นปรกติ เธอเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าโดยไม่รู้ตัว
คล้ายกับเธอสัมผัสได้ว่า ตอนนี้กำลังถูกใครสักคนจ้องมอง
แน่นอน หญิงสาวคาดหวังสิ่งนี้ ไม่อยากนั้นคงไม่ท่องพระนามเต็มของเดอะฟูล
เหนือสายหมอกสีเทา ภายในวังโบราณ ไคลน์ซึ่งสอดไพ่เดอะฟูลไว้ในร่างกาย สวม ‘ม่าน’ และถือไม้เท้าดวงดาว กำลังตรวจสอบสถานการณ์บนเกาะผ่านจุดแสงวิงวอนของราชินีเงื่อนงำ
ภายในทัศนวิสัย ‘ตาทิพย์’ เกาะตรงหน้าถูกปกคลุมไปด้วยม่านบางๆ สีดำที่บิดเบี้ยว ส่งผลให้มองไม่เห็นสถานการณ์บนเกาะได้โดยตรง ทำได้เพียงอาศัยมุมมองจากแบร์นาแดต
ต่อให้ที่นี่ไม่ใช่เกาะโบราณซึ่งจักรพรรดิโรซายล์ค้นพบ แต่ก็คงไม่ใช่สถานที่ธรรมดาแน่… ไคลน์พยักหน้าแผ่วเบา รอให้ราชินีเงื่อนงำทำการสำรวจเพิ่มเติม
แบร์นาแดตไม่ได้ใช้ก้อนด้ายอีกต่อไป เพราะเกิดลางสังหรณ์ว่า มันจะพาเธอเข้าไปในนรกแสนอันตรายซึ่งยากจะต้านทาน
หญิงสาวหยิบหมวกมายาออกมาสวมบนศีรษะ
ร่างกายซึ่งสวมชุดกัปตันเรือเลือนหายไป ร่องรอยทั้งหมดก็เช่นกัน
นี่คือหนึ่งในเวทมนตร์นิทานปรัมปราจาก ‘สำแดงความรู้’ แก่นแท้ของมันคือหมวกซึ่งทำให้ผู้สวมล่องหน
จากนั้น แบร์นาแดตเดินไปตามถนนซึ่งคล้ายกับเกิดจากฝีมือมนุษย์ เข้าไปจนถึงป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่
ที่นี่ปราศจากเสียงนกร้อง ปราศจากเสียงสัตว์ป่าคำราม และปราศจากแมลงเลื้อยคลาน สงบสุขราวกับกระแสเวลาถูกแช่แข็ง เงียบสงัดราวกับไม่มีชีวิตชีวา
ตามความเข้าใจของแบร์นาแดต ที่นี่ควรจะเต็มไปด้วยสัตว์วิเศษซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้วบนโลกภายนอก ตามปรกติแล้วจึงควรจะมีชีวิตชีวา แต่ในปัจจุบัน เธอกลับรู้สึกประหนึ่งเดินผ่านสุสานร้าง ต้นไม้ใหญ่ทุกต้นคือป้ายหลุมศพ
สำหรับผู้วิเศษทั่วไปซึ่งมีจิตใจอ่อนแอ พวกมันคงเผชิญความตึงเครียดเป็นล้นพ้น และเมื่อถูกแรงกดดันถาโถม ย่อมมีโอกาสในการเกิดภาวะคลุ้มคลั่ง แต่สำหรับแบร์นาแดต เธอยังคงเผยสีหน้าเย็นชาไม่แปรเปลี่ยน คล้ายกับคุ้นเคยสถานการณ์แปลกประหลาดเป็นอย่างดี ทำเพียงย่างกรายไปด้านหน้าโดยไม่สั่นคลอน
หลังจากเดินไปได้เกือบครึ่งชั่วโมง หญิงสาวไม่พบสิ่งมีชีวิตใด ไม่มีแม้กระทั่งสายลม
ทันใดนั้น ดวงตาแบร์นาแดตเริ่มเบิกกว้าง เนื่องจากแนวต้นไม้ใหญ่ตรงหน้าเริ่มบางตา
เธอมิได้ยินดี แต่กลับกัน หญิงสาวลดความเร็วลงและยกมือขึ้นมาแตะหว่างคิ้ว
ดวงตาแสนเย็นชาและโปร่งใสซึ่งปราศจากขนตา ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าแบร์นาแดตหนึ่งคู่
จากนั้น ‘เนตรผู้ส่องความลับ’ ดังกล่าวถูกมือล่องหนคว้าไปสวมลงบนใบหน้าของร่างมายา
นี่คือทาสรับใช้ล่องหนของแบร์นาแดต
ทาสรับใช้ล่องหนดังกล่าวพา ‘เนตรส่องความลับ’ เดินไปบนถนนและเข้าสู่เขตป่าเปิดโล่ง
ระหว่างนี้ การมองเห็นของมันค่อยๆ ทวีความคมชัด คล้ายกับไม่ได้รับผลกระทบจากชั้นความมืดบางเบาในอากาศ
ในที่สุด ทาสรับใช้ล่องหนก็มาถึงบริเวณเปิดโล่ง และถ่ายทอดสถานการณ์ภายในนั้นกลับไปหาแบร์นาแดตผ่านเนตรผู้ส่องความลับ
ด้านนอกป่าโปร่งเป็นพื้นที่เปิดโล่งซึ่งมีสัตว์จำนวนมากกำลังหมอบกราบ
ในหมู่พวกมันมีมังกรแดงซึ่งผิวหนังลุกโชนด้วยเปลวเพลิง มีมนุษย์ต้นไม้ซึ่งมีรอยกรีดคล้ายปาก ตาไม้สองจุดคล้ายดวงตา มีหมาป่าอสูรแปดขา มีคนยักษ์ที่แขนขายาวผิดสัดส่วน มีงูขนนกเกล็ดสีเขียวและขนเปื้อนน้ำมัน อย่างหลังขดตัวเองจนมีลักษณะคล้ายเนินเขาลูกเล็ก นอกจากนั้นยังมีสิ่งมีชีวิตอีกมากซึ่งดูคล้ายส่วนผสมระหว่างมนุษย์และสัตว์
ปัจจุบัน พวกมันทั้งหมดกำลังหันหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ร่างกายท่อนบนหมอบกราบติดพื้น ศีรษะก้มต่ำ คล้ายกับกำลังทำความเคารพตัวตนลึกลับบางอย่าง ไม่มีใครส่งเสียงใด
ในหมู่พวกมันมีมนุษย์ปะปนอยู่เล็กน้อย
หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า… ขณะแบร์นาแดตนับจำนวนสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายมนุษย์ ดวงตาสีฟ้าของเธอพลันเบิกกว้าง
เธอได้ฟังมาจากพลเรือเอกดวงดาวแคทลียา ว่าเกราะโบราณที่บิดาของเธอค้นพบจะมีการกัดกร่อนแบบพิเศษ ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตซึ่งถูกอิทธิพลบนเกาะกัดกร่อนจนตาย จะกลับมาคืนชีพที่นี่เสมอไม่ว่าจะหนีไปไกลขนาดไหน
จากบรรดา ‘อัศวิน’ ผู้คอยติดตามรับใช้จักรพรรดิโรซายล์ กริมม์เสียชีวิตเป็นคนแรก ตามด้วยวิลเลียมและโพลี แต่นอกเหนือจากสามคนดังกล่าวก็ไม่มีใครเสียชีวิตในลักษณะเดียวกันอีก ทว่า สิ่งมีชีวิตลักษณะคล้ายมนุษย์ที่เธอนับได้มีมากถึงห้าร่าง
นอกจากนั้น แบร์นาแดตยังทราบว่า ในท้ายที่สุด บิดาของตนสามารถรับมือการกัดกร่อนและเปลี่ยนให้เกาะแห่งนี้กลายเป็นฐานทัพลับ
เรามาผิดเกาะ…? ราชินีเงื่อนงำตรวจสอบมนุษย์ทั้งห้าคนอย่างละเอียดผ่านเนตรส่องความลับ
ทุกคนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าหรูหราแห่งยุคสมัยโรซายล์ ใบหน้าขาวซีด ผิวแห้งจนปริแตก ดูคล้ายซอมบี้มากกว่าคนเป็น
อย่างไรก็ดี เนื่องจากทั้งห้ากำลังหมอบกราบติดพื้น แบร์นาแดตจึงมองมิอาจมองเห็นใบหน้าได้ชัดเจน ทำได้เพียงอดทนรอให้สิ้นสุดช่วงเวลา ‘สวดวิงวอน’
ไม่กี่นาทีถัดมา สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ทยอยลุกขึ้นยืน ผืนป่าโดยรอบกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
อาศัยโอกาสดังกล่าว แบร์นาแดตตรวจสอบใบหน้าคนทั้งห้าและเปรียบเทียบกับภาพเหมือนในความทรงจำ:
กริมม์… เป็นกริมม์จริงๆ ที่นี่คือเกาะโบราณ…
นั่นมัน… ลุงวิลเลียม เราไม่มีทางลืม เขาเคยเป็นอาจารย์สอนดาบให้เรา…
ลุงโพลี…
จนกระทั่งยืนยันใบหน้าของรายที่สี่ ใบหน้าซึ่งมักเก็บอารมณ์ได้ดีของแบร์นาแดต เผยอาการตกตะลึงโดยไม่ปกปิด
บุคคลดังกล่าวก็คือ:
เอ็ดเวิร์ด!
ตามความทรงจำของแบร์นาแดต อัศวินรายนี้ยังมีชีวิตอยู่ในตอนที่บิดาของตนสิ้นใจ และในภายหลังได้ย้ายครอบครัวไปอาศัยที่ลุนเบิร์กโดยไม่ได้ตายเพราะการกัดกร่อนบนเกาะ
จากข้อมูลของพลเรือโทธารน้ำแข็ง เอ็ดเวิร์ดมีอายุยืนเกือบร้อยปี เสียชีวิตอย่างสงบและถูกฝังในสุสานย่านชานเมืองของลุนเบิร์ก
ลุงเอ็ดเวิร์ดก็ถูกส่งกลับมาที่นี่… ทั้งที่เขาไม่ได้ถูกกัดกร่อนจนตายเพราะอิทธิพลจากเกาะ… ความคิดมากมายพรั่งพรูเข้ามาในหัวแบร์นาแดต ดวงตาของทาสรับใช้ล่องหนยังคงจดจ้องผู้ที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นเอ็ดเวิร์ด
‘สุภาพบุรุษ’ รายนี้มีสภาพแก่ชรา ผมขาวทั้งหัว สอดคล้องกับภาพเหมือนของบรรพชนตระกูลเอ็ดเวิร์ดในช่วงบั้นปลายซึ่งเอ็ดวิน่าเคยนำมาแสดงให้ดู พิจารณาจากรูปลักษณ์ดังกล่าว แบร์นาแดตสามารถเชื่อมโยงกับใบหน้าสมัยยังหนุ่มแน่นของอีกฝ่ายและยืนยันได้ว่าเป็นคนเดียวกัน
ในช่วงเวลาดังกล่าว เอ็ดเวิร์ดเคยเป็นครูสอนขี่ม้าของเธอ
ทันใดนั้นเอง มนุษย์ซึ่งต้องสงสัยว่าจะเป็นเอ็ดเวิร์ด หันมาจ้องทาสรับใช้ล่องหนด้วยสายตาเย็นชา
แม้แบร์นาแดตจะสืบทอดมรดกของจักรพรรดิโรซายล์มามากมาย แต่การไต่เต้ามาจนถึงตำแหน่งปัจจุบัน แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะเอาแต่พึ่งพามรดกดังกล่าว ในวินาทีปัจจุบัน หญิงสาวรีบตัดสินใจสลายเนตรส่องความลับและส่งทาสรับใช้ล่องหนกลับโลกวิญญาณ
ทันทีหลังจากนั้น เธอแอบเปลี่ยนตำแหน่งของตัวเอง
ขณะเดียวกัน ไคลน์บนสายหมอกสีเทาซึ่งกำลังเคาะขอบโต๊ะทองแดงยาว ส่งพลังลงไปเพื่อ ‘เพิ่มโอกาส’ ที่แบร์นาแดตจะไม่ถูกพบตัว
เมื่อมนุษย์ซึ่งต้องสงสัยว่าจะเป็นเอ็ดเวิร์ดถอนสายตาอันว่างเปล่ากลับและเดินไปยังตำแหน่งอื่นภายในป่าพร้อมกับสิ่งมีชีวิตโดยรอบ ไคลน์ขมวดคิ้วพลางพึมพำกับตัวเอง:
“เกิดอะไรขึ้นกับที่นี่กันแน่…”
ไคลน์มั่นใจว่ามหาจักรพรรดิสามารถขจัดปัญหาการกัดกร่อนจากอวกาศบนเกาะได้ในตอนที่ยังมีชีวิต แต่ทำไมสิ่งมีชีวิตบนเกาะถึงยังคงกราบไหว้บูชาตัวตนลึกลับและประกอบพิธีกรรม สถานการณ์ดังกล่าวมีความใกล้เคียงกับช่วงต้นของไดอารีมาก
มีบางตัวตนจากอวกาศทำการกัดกร่อนเกาะแห่งนี้อีกครั้งหลังจากจักรพรรดิร่วงหล่น? หรือว่าที่จริงแล้ว พวกมันกำลังกราบไหว้บูชาสัญลักษณ์ซึ่งมหาจักรพรรดิเหลือทิ้งไว้? มนุษย์อีกสองคนที่ดูเหมือนเอ็ดเวิร์ดและเบ็นจามิน·อับราฮัมเป็นใครกันแน่? ไคลน์ซึ่งถูกก่อกวนทัศนวิสัยด้วยชั้นความมืดเจือจางบนเกาะ ย่อมมองไม่เห็นสิ่งที่สัตว์เหล่านี้กราบไหว้บูชา ทำได้เพียงอาศัยการมองเห็นจากมุมของแบร์นาแดตเพื่อสังเกตการณ์
ผ่านไปสักพัก แบร์นาแดตซึ่งเชี่ยวชาญการพยากรณ์ สามารถยืนยันได้ว่าในพื้นที่เปิดโล่งไม่มีสิ่งมีชีวิตใดหลงเหลือ จึงอัญเชิญทาสรับใช้ล่องหนออกมาอีกครั้งและมอบเนตรส่องความลับให้มัน
ทาสรับใช้ล่องหนเดินผ่านป่าในเขตต้นไม้เบาบาง จนกระทั่งมาถึงพื้นที่เปิดโล่งซึ่งเคยสิ่งมีชีวิตจำนวนมากกราบไหว้บูชาบางสิ่ง
บนหินก้อนใหญ่มีศาลพระภูมิเรียบง่ายสไตล์จีนสร้างจากไม้สีแดงเข้ม
ทาสรับใช้ล่องหนเดินวนครึ่งวงกลมจนกระทั่งมาถึงด้านหน้าศาลพระภูมิ แต่กลับต้องพบว่าด้านในว่างเปล่า ปราศจากเทวรูปหรือตราศักดิ์สิทธิ์ซึ่งทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์
สิ่งมีชีวิตบนเกาะกราบไหว้บูชาตัวตนที่คล้ายกับไม่มีอยู่จริง
…………………………
Related
ดินแดนเทพทอดทิ้ง เมืองจันทรา
เมื่ออดาล ซิน รุส และคนอื่นๆ ได้ยินเสียงของมหานักบวชดังกังวานไปทั่วเมือง พวกมันรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก
ทุกคนยืนขึ้นแทบจะในเวลาเดียวกัน พลางแบกย่ามหนังสัตว์ที่เตรียมไว้แล้วขึ้นหลัง
ด้านในเป็นวัสดุจำพวกผงเห็ด เห็ดตากแห้ง ตะกอนพลัง และหนังสัตว์ประหลาดซึ่งถูกแจกจ่ายในปริมาณแตกต่างกัน
สำหรับพวกมัน แม้จะตื่นเต้นเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง แต่ความทุกข์ยากซึ่งเคยเผชิญในอดีตทำให้กังวลว่าพวกตนจะไม่ได้รับการเอาใจใส่มากนัก จึงต้องพกอาหารไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ก่อนหน้านี้หลายฟ้าแลบ นักบวชของเมืองจันทราได้รับวิวรณ์จากมิสเตอร์ฟูล จึงงดส่งทีมล่าออกนอกเมือง และเรียกให้ชาวเมืองเก็บข้าวของสำคัญและเตรียมพร้อมออกเดินทางในทุกเมื่อ
ไม่กี่นาทีถัดมา อดาลและคนอื่นๆ ทยอยเดินถือตะเกียงหนังสัตว์เดินออกจากบ้านมายังถนน
เมื่อสายตาประสานกัน ใบหน้าซึ่งพิการหรือไม่ก็ปกคลุมด้วยตุ่มเนื้อต่างเผยความยินดีโดยไม่เก็บซ่อน ไม่มีใครเสียใจกับการต้องทิ้งเมืองจันทราซึ่งเป็นบ้านเกิด
นี่คือหนึ่งในต้นตอของฝันร้ายที่พวกมันต้องเผชิญ ไม่รู้ว่าผ่านมาแล้วกี่ชั่วอายุคนที่วัยเด็กของชาวเมืองปราศจากความสุข
หลังจากรวมตัวกัน ณ จัตุรัสซึ่งมีเวทียกสูง พวกมันระงับความตื่นเต้น เข้าแถวอย่างเป็นระเบียบตามย่านพักอาศัย พลางตรวจสอบว่าเพื่อนบ้านของตนมาถึงแล้วหรือยัง
เพียงไม่นาน ชาวเมืองจันทราทุกคนเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อย มหานักบวชนีมก้าวขึ้นไปบนเวทียกสูงก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ทุกคน ผมได้รับวิวรณ์แล้ว… มิสเตอร์ฟูลกำลังจะช่วยให้เราได้ออกจากดินแดนต้องสาปแห่งนี้และมีชีวิตในรูปแบบใหม่… มิสเตอร์ฟูลจงเจริญ!”
มันนำฝ่ามือขวากดลงบนหน้าอกซ้ายเพื่อเป็นตัวอย่าง
นี่คือท่าที่พวกมันคิดขึ้นเพื่อสรรเสริญมิสเตอร์ฟูล และมิสเตอร์ฟูลก็มิได้คัดค้าน
“มิสเตอร์ฟูลจงเจริญ!” ชาวเมืองจันทรากดฝ่ามือขวาลงบนหน้าอกซ้าย สีหน้าเปี่ยมด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้า
ท่ามกลางเสียงกึกก้อง นีมเจ้าของผมสีเทา ยกมือขึ้นเล็กน้อยและกดลงเป็นเชิงบอกให้เงียบ:
“พวกเราจะถูกส่งไปยังเมืองเงินพิสุทธิ์ก่อน ไปรวมตัวกับผู้รอดชีวิตที่นั่น จากนั้นก็จะมุ่งหน้าออกไปยังโลกภายนอกอันสดใสพร้อมกัน… ไม่ต้องกังวลในสิ่งใด มิสเตอร์ฟูลจะคอยปกป้องพวกเราอย่างแน่นอน… เอาล่ะ หลับตาลงและเริ่มวิงวอน”
กล่าวจบ มหานักบวชประสานมือไว้ด้านหน้า เม้มริมฝีปากแน่น เริ่มสวดวิงวอนถึงเดอะฟูลจากก้นบึ้ง โดยหวังว่าตัวตนอันยิ่งใหญ่รายนี้จะช่วยเติมเต็มความปรารถนาสูงสุดของชาวเมืองจันทราซึ่งสั่งสมจากรุ่นสู่รุ่นตลอดสองสามพันปีที่ผ่านมา
วินาทีถัดมา ครึ่งเทพแห่งเส้นทางรัตติกาลเริ่มตระหนักว่าสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป เมื่อลืมตาขึ้นและมองไปรอบตัว พวกมันเริ่มเห็นเสาหินซึ่งมีโคมไฟแขวน เห็นร่างของมนุษย์ตัวสูงใหญ่
ที่นี่คือเมืองเงินพิสุทธิ์? เรามาถึงเมืองเงินพิสุทธิ์แล้ว… ด้วยพลังของทวยเทพ… มิสเตอร์ฟูลจงเจริญ! อดาล ซิน และคนอื่นๆ รีบสำรวจสภาพแวดล้อมอย่างละเอียด
พวกมันมีภาพจำที่ดีต่อเมืองเงินพิสุทธิ์ เพราะผู้เผยแผ่พระวจนะแห่งเทพอย่างเกอร์มัน·สแปร์โรว์เคยกล่าวว่า หลังจากเข้ามาในดินแดนเทพทอดทิ้ง เมืองแรกที่ได้พบคือเมืองเงินพิสุทธิ์
ท่ามกลางความมืดมิด ที่นี่คือจุดเริ่มต้นในการเผยแผ่แสงสว่างแห่งพระองค์ เป็นต้นกำเนิดของความหวังทั้งปวง
ไม่เพียงนาน ร่างรอบตัวเริ่มคมชัดอย่างรวดเร็ว เกือบทั้งหมดสูงกว่าสองเมตร ใบหน้าและร่างกายปรกติสมบูรณ์ ปราศจากภาวะพิการโดยสิ้นเชิง อีกฝ่ายกำลังจดจ้องมาทางชาวเมืองจันทราด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็นเจือหวาดระแวง
ความสูงอันน่าทึ่งของชาวเมืองเงินพิสุทธิ์สร้างบรรยากาศกดดันเป็นล้นพ้น จนอดาล ซิน รุสและคนอื่นเกิดความประหม่า ต่ำต้อย และกังวล
อย่างไรก็ตาม เมื่อลองกวาดสายตาเพิ่มเติม พวกมันเห็นชาวเมืองเงินพิสุทธิ์บางคนกำลังแทะเห็ดสีน้ำตาล บ้างก็กำลังดูดของเหลวจากเห็ดสีขาวอวบอ้วน
ฉากที่คล้ายคลึงกันทำให้ชาวเมืองจันทราค่อยๆ ผ่อนคลายตัวเองลง และมองว่า ‘ครึ่งยักษ์’ เหล่านี้มีบางจุดคล้ายคลึงกับตน
ฮอยต์·เฌอมงต์เจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ พยักหน้าให้กับบุคคลที่น่าจะเป็นเจ้าเมืองจันทรา มหานักบวชผู้เรียกตัวเองว่านีม
“คุณพร้อมหรือยัง”
ดวงตาของมันสงบนิ่งและเป็นธรรมชาติ มิได้ดูแคลนอีกฝ่ายเพียงเพราะมีรูปลักษณ์ ‘น่ากลัว’
ด้วยกังวลว่าอาจเกิดเหตุไม่คาดฝัน นีมขานรับทันที
“พร้อม”
ฮอยต์·เฌอมงต์หันหน้าไปทางชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ทันที
“กินอาหารให้เสร็จภายในสามนาทีและเริ่มสวดวิงวอน”
เพียงไม่ถึงหนึ่งนาที ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ดื่ม ‘นม’ จนหมดและทิ้งอาหารในมือลง จากนั้นก็สวดวิงวอนถึงเดอะฟูลอย่างเคร่งขรึม
การมาเยือนซึ่งดูราวกับปาฏิหาริย์ของผู้รอดชีวิตโบราณ – ชาวเมืองจันทรา ทำให้ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ยิ่งมั่นใจว่าพวกตนสามารถหลุดพ้นจากดินแดนเทพทอดทิ้งได้จริง ไม่มีใครคลางแคลงในตัวมิสเตอร์ฟูลอีกต่อไป
ไม่กี่วินาทีถัดมา ทุกคนบนลานกว้างภายในเมืองเงินพิสุทธิ์พลันอันตรธานหาย
เมืองเงินพิสุทธิ์เงียบสงัดในพริบตา ในอีกไม่ช้า วัชพืชกลายพันธุ์จะเจริญเติบโต สัตว์ประหลาดจะเดินเตร็ดเตร่ไปทั่วถนนและบ้านเรือน
ผ่านไปไม่กี่วินาที ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์และจันทราถูกส่งมายังด้านหน้าวังราชาคนยักษ์ซึ่งถูกฉาบไปด้วยแสงสนธยา
นี่คือ ‘พิธีกรรม’ ซึ่งไคลน์จงใจสร้างขึ้น เพื่อให้ผู้รอดชีวิตจากดินแดนเทพทอดทิ้งได้บอกลาอดีตเป็นครั้งสุดท้าย
ขณะชาวเมืองจันทรากำลังตกตะลึงในความอลังการ มหากาพย์ และบรรยากาศซึ่งราวกับหลุดมาจากตำนานของวังราชาคนยักษ์ ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ส่วนใหญ่หันหลังกลับและก้มมองไปยังจุดห่างไกล
ใต้แสงสนธยาสีส้ม ผืนแผ่นดินล้วนจมอยู่ในความมืดมิด และเมื่อฟ้าแลบเป็นครั้งคราว เค้าโครงของอาคารโบราณ ภูเขาสูงตระหง่าน และพืชพันธุ์ที่กลายพันธุ์จะถูกเผยสู่สายตา
เมื่อสายฟ้าฟาดลงมาและเลือนหายไป ทุกสิ่งก็ถูกความมืดกลืนกินอีกครั้ง
จากนั้น ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์และจันทราต่างหันไปทางส่วนลึกของวังราชาคนยักษ์
ที่นั่นมีประตูบานหนึ่งเปิดอยู่ ด้านหลังประตูมีทะเลซึ่งถูกย้อมด้วยแสงสีทอง
ทันใดนั้น ดวงตาซึ่งกำลังสว่างจ้าด้วยแสงแดดเริ่มพร่ามัว ก่อนที่ฉากรอบตัวจะแตกกระจัดกระจายอย่างรวดเร็ว
ชิ้นส่วนที่แตกกระจายประกอบกลับไปใหม่อย่างรวดเร็ว กลายเป็นทะเลสีคราม กลิ่นคาวปลา เสียงทุบตึงตัง และดวงอาทิตย์สีส้มซึ่งยังอยู่ห่างจากเส้นขอบฟ้าค่อนข้างมาก
ชาวเมืองจันทราและเงินพิสุทธิ์กวาดสายตาด้วยความประหลาดใจเจือคาดหวัง พวกมันได้พบกับป่าเขียวชอุ่มที่มิได้กลายพันธุ์ ได้เห็นอาคารหินที่ยังสร้างไม่เสร็จ เห็นลีอาวาลและคนอื่นๆ เห็นถนนไปยังท่าเรือและเรือที่ทอดเทียบท่า
สายตาของใครหลายคนเกิดพร่ามัวทันที ประหนึ่งถูกฉาบไปด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์จากทุกทิศทาง
ทุกคนตระหนักได้อย่างชัดเจนว่า สถานที่แห่งนี้ปราศจากอำนาจลึกลับ สกปรก และเสื่อมทราม
ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์และจันทราเกือบทั้งหมดรีบก้มศีรษะลงพร้อมกับคุกเข่า ตามด้วยสรรเสริญเดอะฟูลเสียงดังพลางจุมพิตพื้นดินอันหอมหวน
ไม่ใช่ว่าคนที่เหลือไม่รู้สึกซาบซึ้งบุญคุณเดอะฟูล เพียงแต่มันยังไม่หลุดจากภวังค์สะกดรอบตัว ร่างกายและจิตใจกำลังแข็งทื่อ
หลังหายจากอาการตกตะลึง ลีอาวาลเดินเข้ามาทักทายภรรยากับบุตรสาวของตน
เมื่อเข้ามาใกล้ มันขยับปากด้วยท่าทางดีใจ เตรียมบอกเล่าประสบการณ์ซึ่งตนได้เผชิญในระยะหลังให้ภรรยาและลูกฟัง แต่ทันใดนั้นก็ตระหนักได้ว่า มันมีเรื่องจะเล่ามากมายเกินไป ประหนึ่งแม่น้ำหลายเส้นที่ไหลมารวมกันและเบียดเสียดอยู่ในลำคอ ไม่สามารถเปล่งออกมาได้
ผ่านไปสักพัก ลีอาวาลเปล่งหนึ่งประโยค
“พ…พวกเรา มีบ้านใหม่แล้ว…”
ยังไม่ทันจะกล่าวจบ ครึ่งเทพเจ้าของส่วนสูงเกือบ 2.5 เมตรรีบล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง จากนั้นก็ยื่นบางสิ่งให้ภรรยากับลูกสาว
“ท…ทอฟฟี่… ท่านผู้ส่งสารมอบสิ่งนี้ให้เรา ทุกคนบอกว่าอร่อย…” ลีอาวาลฉีกยิ้ม
วัตถุขนาดเท่าหัวแม่มือ ห่อด้วยกระดาษแผ่นบาง กำลังวางบนฝ่ามือของมันอย่างเงียบงัน ผิวกระดาษยับและชุ่มเหงื่อเล็กน้อย
“ทอฟฟี่…” ภรรยาของลีอาวาลทำหน้าคล้ายกับยังไม่เข้าใจ เพราะนี่เป็นคำใหม่ซึ่งเกิดจากการนำคำว่า ‘นม’ และ ‘น้ำผึ้ง’ ในภาษาคนยักษ์มาผสมกัน
ดูเหมือนลูกสาวจะซึมซับอารมณ์ของผู้เป็นบิดา เธอหยิบทอฟฟี่อย่างกล้าหาญและเตรียมยัดใส่ปาก
“ไม่ ไม่ ลูกต้องแกะเปลือกออกก่อน” ลีอาวาลรีบหยิบทอฟฟี่ทั้งสองเม็ดกลับมา ลอกกระดาษห่อและยื่นให้ภรรยากับบุตรสาว
ลูกสาวใช้ฟันกัดเข้าไปทันที เกิดเป็นเสียงแตกหักภายในปาก
ดวงตาของเธอหรี่ลงเล็กน้อย สีหน้าค่อยๆ เผยความอิ่มเอมใจ
ระหว่างนี้ เธอไม่กล่าวสิ่งใดแม้แต่คำเดียว
เมื่อเห็นพฤติกรรมของบุตรสาว ภรรยาลีอาวาลนำทอฟฟี่ใส่ปาก
เธอมองว่าสิ่งนี้เป็นของมีค่า จึงไม่กล้าเคี้ยวลงไปทันที แต่เลือกจะอมไว้ในช่องปากและปล่อยให้มันค่อยๆ ละลาย
กลิ่นนมและความหวานซึ่งยากจะบรรยาย กำลังฟุ้งเต็มปากจนภรรยาลีอาวาลเริ่มเผยสีหน้าอิ่มเอิบ
ได้เห็นฉากตรงหน้า ลีอาวาลฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม ตามด้วยพรั่งพรูคำพูดที่ค้างคาอยู่ในลำคอ
“ผู้ส่งสารของพระองค์กล่าวว่า พวกเราสามารถเข้าไปหางานทำในบายัมได้ รับค่าจ้างเป็นทองปอนด์ และทองปอนด์สามารถนำไปใช้แลกสินค้าอื่นๆ อย่างทอฟฟี่ได้… นอกจากนั้น เรายังสามารถขายตะกอนพลังและหนังสัตว์ประหลาดส่วนเกินให้กับโบสถ์เทพสมุทร… เทพสมุทรคือเทพรับใช้ของมิสเตอร์ฟูล… ใกล้มืดค่ำแล้ว ผมจะพาพวกคุณไปชมพระอาทิตย์ตกแถวชายหาด มันสวยมาก ผมไปดูทุกวันเลย และอยากพาพวกคุณไปดูด้วยกันมานานแล้ว…”
…
เสร็จสักที หลักยึดเหนี่ยวของเราเสถียรขึ้นมาก… นอกจากนั้น การเติมเต็มความปรารถนาให้ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์และจันทรา ช่วยให้เราย่อยโอสถผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ไปได้หลายระดับ แต่ก็ยังไม่เท่ากับการฟื้นฟูเมืองคอนสแตน… อย่างที่คิด การทำตัวเป็น ‘เทพประทานพร’ ไม่ใช่การสวมบทบาทที่ถูกต้องที่สุด… ไคลน์เหนือสายหมอกสีเทา ถอนหายใจแผ่วพลางโยนไม้เท้าดวงดาวกลับเข้าไปในกองขยะ
หลังจากนี้ มันจะพเนจรเพื่อสร้างปาฏิหาริย์ต่อไป และแวะไปยังดินแดนเทพทอดทิ้งเป็นครั้งคราวเพื่อเปลี่ยนสัตว์ประหลาดบางชนิดให้กลายเป็นหุ่นเชิด เตรียมความพร้อมสำหรับพิธีกรรมในอนาคต
สำหรับแผนการสวมบทบาทขั้นถัดไป ไคลน์เตรียมตระเวนสั่งสมพร ‘แปลงโฉม’ จากผู้คนจนถึงระดับหนึ่ง จากนั้นจะนำมาแก้ปัญหาในระดับปาฏิหาริย์ให้กับชาวเมืองจันทรา
ไม่ยากเท่าไร… มีหญิงสาวไม่น้อยต้องการขจัดสิว ทำตาสองชั้น เสริมดั้ง ตัดปีกจมูก และเราสามารถทำได้ไม่ยาก… ด้วยวิธีดังกล่าว หากค่อยๆ ไล่ระดับจากพรง่ายไปยาก สะสมสักพักก็คงสามารถรักษาความพิการของชาวเมืองจันทราได้… ในโลกภายนอกเช่นนี้ พวกเขาจะยิ่งรู้สึกต่ำต้อยด้วยรูปลักษณ์ปัจจุบัน… ไคลน์พึมพำเงียบ จากนั้นก็รำพันจิกกัดตัวเอง:
หึหึ… ถ้าทำสำเร็จ เราจะเรียกตัวเองว่า ปรมาจารย์แห่งอุตสาหกรรมความงาม ผู้พิทักษ์สถาปนิกและคนงานก่อสร้าง ผู้รังสรรค์ปาฏิหาริย์จากการเดินทางไกล…
…
หลังจากเข้าสู่น่านน้ำซึ่งไม่ใช่ทางเดินเรือปลอดภัย คล้ายกับราชินีเงื่อนงำแบร์นาแดตสูญเสียการรับรู้ด้านเวลา หากไม่มีนาฬิกาแขวนซึ่งแม่นยำและเที่ยงตรงภายในห้องกัปตันเรือ เธอคงลืมไปแล้วว่าตนเข้ามาในน่านน้ำอันตรายแห่งนี้กี่คืนวัน
สายลมกระโชกและสายฝนโหมกระหน่ำทำให้เรือลอยไปในอากาศบ่อยครั้ง ประหนึ่งกำลังซ้อมรับมือกับวันสิ้นโลก
แบร์นาแดตเฝ้ามองอย่างสงบและอดทน ไม่เข้าไปแทรกแซงสถานการณ์ของเรือ ‘รุ่งอรุณ’ มากนัก
ไม่มีใครทราบว่าอีกนานแค่ไหนพายุจึงจะสงบ
ทันใดนั้นเอง เค้าโครงสีดำปรากฏขึ้นจากระยะไกล
…………………………………
Related
เมื่อชาวคอนสแตนเริ่มตกตะลึงกับปาฏิหาริย์เบื้องหน้า ไคลน์เดินทางออกจากเมืองไปพร้อมกับกระเป๋าและกระจกวิเศษอาโรเดส
หลังจากสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ ชายหนุ่มกังวลว่าซาราธจะหมายตัวตนและรีบมาเยือน จึงไม่กล้าแช่อยู่นาน
ด้วยระดับตัวตนและพลังในปัจจุบัน ไคลน์ไม่กลัวการเผชิญหน้ากับซาราธสักเท่าไร แต่นั่นเป็นคนละเรื่องกับการถูกลอบโจมตี เพราะสำหรับผู้วิเศษเส้นทางนักทำนาย การได้เตรียมความพร้อมล่วงหน้ากับไม่ได้เตรียม ผลลัพธ์จะแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ถ้าไคลน์เผยตำแหน่งและไม่รีบหนีให้ทันเวลา มีโอกาสสูงมากที่ตัวมันซึ่งไม่ได้เตรียมความพร้อม จะเผชิญหน้ากับซาราธผู้เตรียมตัวมาดี ชายหนุ่มเชื่อว่า ต่อให้ตนเป็นเจ้าของปราสาทต้นกำเนิดและยังสามารถคืนชีพได้อย่างน้อยหนึ่งครั้ง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงมากที่จะร่วงหล่นโดยสมบูรณ์
เหนือสิ่งอื่นใด ไคลน์ยังไม่ทราบสถานการณ์ที่แน่ชัดของฝั่งอามุนด์ อีกฝ่ายยังถูกพระผู้สร้างแท้จริงไล่ล่าอยู่หรือไม่? สามารถโผล่มาข้างๆ ตนและขโมยทุกสิ่งทุกอย่างไปได้ไหม?
ด้วยความคิดดังกล่าว ไคลน์ตัดสินใจออกเดินทางอีกครั้ง
…
ณ ห้องใต้ดินของบ้านหลังหนึ่งในแคว้นนันวีลล์
สมาชิกลำดับ 7 จำนวนหนึ่งของตระกูลอับราฮัมได้มารวมตัวกันตามคำนัดหมาย
“…ทั้งหมดมีเท่านี้” โดเรียน·เกรย์·อับราฮัม บรรยายคำพูดของมิสเตอร์ประตูซึ่งได้ฟังผ่านนักเรียนของตน – ฟอร์ส·วอลล์ “การถูกเนรเทศและผูกผนึกเป็นเวลานานทำให้ท่านบรรพชนเสียสติ มีเพียงนานๆ ครั้งจึงจะได้รับเหตุและผลกลับคืนมา ลำพังการสนทนากับท่านมากพอจะทำให้ถูกกัดกร่อนทางจิตโดยเจตจำนงด้านชั่วร้าย”
ชายสวมแว่นตากรอบทองมาดคล้ายอาจารย์มหาวิทยาลัย ถอนหายใจยาว
“อย่างนี้นี่เอง…”
มันเผยสีหน้าโล่งใจ คล้ายกับทำใจยอมรับได้ว่า คำสาปของตระกูลเกิดจากการร้องขอความช่วยเหลือของบรรพชน
หลังจากเงียบไปสักพัก ชายคนเดิมกล่าวด้วยสีหน้าหนักแน่น
“พวกเราต้องหาวิธีช่วยท่านบรรพชนออกมา นั่นก็เพื่อขจัดคำสาปโดยสมบูรณ์”
“เวอร์ดู นายบ้าไปแล้วหรือ? การปล่อยให้ราชาเทวทูตเสียสติกลับมา นั่นเท่ากับเป็นการทำลายตระกูลพวกเราทั้งหมด!” โดเรียนอดไม่ได้ที่จะตำหนิอีกฝ่าย
บุรุษนามเวอร์ดูชำเลืองสมาชิกตระกูลคนอื่นพลางกล่าวด้วยใบหน้าลุ่มลึก
“พวกเราถึงต้องรีบยังไงล่ะ ขณะท่านบรรพชนยังหลงเหลือส่วนที่มีสติ เราต้องรีบช่วยท่านกลับสู่โลกความจริง! และเมื่อท่านออกจากสภาวะถูกเนรเทศและถูกคุมขัง ท่านจะค่อยๆ ฟื้นคืนสติกลับมาหากมีหลักยึดเหนี่ยวที่มั่นคงมากพอ… โดเรียน นายตกต่ำถึงเพียงนี้เชียว? ไม่คิดจะฟื้นฟูความรุ่งโรจน์ของตระกูลบ้างเลยหรือ ไม่อยากให้พวกเรากลับเป็นไปชนชั้นสูงของทวีปเหนือใต้เหมือนในอดีตหรืออย่างไร? คิดจะใช้ชีวิตที่ตกต่ำแต่มั่นคงแบบนี้ไปวันๆ จนตายเลยใช่ไหม? แล้วนายมั่นใจได้อย่างไรว่ามิสเตอร์ฟูลจะคอยประทานพรให้เราอย่างต่อเนื่อง ไม่ละเลยคำสวดวิงวอนของพวกเราเหมือนกับที่เหล่าเจ็ดเทพจารีตเป็น?”
โดเรียนเงียบไปหลายวินาที:
“แต่ความเสี่ยงในแง่นี้ต่ำกว่าการพยายามช่วยท่านบรรพชนออกมามาก นับตั้งแต่ที่เริ่มศรัทธาในมิสเตอร์ฟูลและคอยสวดวิงวอนถึงพระองค์จากก้นบึ้ง ฉันไม่ได้รับผลข้างเคียงจากเสียงเพรียกในคืนจันทร์เต็มดวงมาหลายเดือนแล้ว หากไม่ใช่เพราะอายุมาก ฉันคงกล้าเสี่ยงดื่มโอสถและเลื่อนตัวเองเป็นลำดับ 6 นักบันทึก… แต่ถึงอย่างนั้น ขอเวลาอีกสักพัก ฉันมั่นใจว่าตัวเองจะต้องเลื่อนลำดับสำเร็จแน่… ถ้าคนอย่างฉันซึ่งมีอายุเกินเกณฑ์ยังสามารถเลื่อนลำดับได้ เด็กรุ่นใหม่ในตระกูลเราย่อมต้องทำลายขีดจำกัดเดิมได้เช่นกัน แล้วจะมีสักวันที่ใครบางคนได้กลายเป็นครึ่งเทพ”
ได้ยินคำพูดโดเรียน สองชายสองหญิงนอกเหนือจากเวอร์ดูต่างพยักหน้าเชิงเห็นด้วย
พวกมันต่างลองให้ลูกหลานบางส่วนของตนนับถือมิสเตอร์ฟูล และหลังจากเฝ้าสังเกตเป็นเวลาหลายเดือน ทุกคนยืนยันตรงกันว่าวิธีนี้ได้ผล จึงเตรียมจะย้ายไปศรัทธามิสเตอร์ฟูลด้วยเช่นกัน
เมื่อเห็นใบหน้าเวอร์ดูกำลังบิดเบี้ยว โดเรียนเปลี่ยนน้ำเสียงให้อ่อนลง
“ยิ่งไปกว่านั้น พวกเราไม่มีปัญญาจะประกอบพิธีกรรม ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางใด ครึ่งเทพล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตที่รับมือได้ยาก ในหมู่พวกเขา ครึ่งเทพเส้นทางนักทำนายและนักจารกรรมล้วนเจ้าเล่ห์และพิสดาร ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวอันตราย ต่อให้พวกเรายอมเสียสละคนบางส่วนและนำสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ออกปฏิบัติการ แต่ก็ยากที่จะจับตัวสำเร็จ”
เวอร์ดูดันกรอบแว่นตาพลางถอนหายใจออกเชื่องช้า
“ฉันจะไม่ห้ามพวกนายเปลี่ยนไปนับถือเดอะฟูล เพราะถ้ามีใครวิงวอนให้ตัวตนลึกลับดังกล่าวช่วยเหลือท่านบรรพชนออกมาได้สำเร็จ นั่นจะเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แต่ก่อนหน้านั้น ทางฉันก็จะเตรียมประกอบพิธีกรรมช่วยเหลือท่านบรรพชนอย่างสุดความสามารถเช่นกัน… โดเรียน นายต้องไม่ลืมว่าสายเลือดและความรุ่งโรจน์ของตระกูลอับราฮัมถือกำเนิดจากบรรพชน หากไม่มีท่าน ก็ไม่มีพวกเราในวันนี้… ถ้าจำเป็นต้องสละชีวิต ฉันจะเป็นคนอาสาเอง”
กล่าวจบ มันลุกขึ้นยืน สวมหมวกทรงสูงและเดินออกจากห้องใต้ดิน
โดเรียนเฝ้ามองอีกฝ่ายจากไปก่อนจะถอนหายใจยาว
“เวอร์ดูหมั่นศึกษาศาสตร์เร้นลับอย่างละเอียด โดยหวังว่าจะหาวิธีถอนคำสาปของตระกูลให้ได้ในสักวัน ฉันเชื่อว่าความมุมานะดังกล่าวได้หลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียวกับเลือดของเขาแล้ว…”
สมาชิกตระกูลอับราฮัมคนที่เหลือพยักหน้าพร้อมกัน
“หลังจากตระหนักว่าตัวเองจนปัญญาจะประกอบพิธีกรรม เขาคงล้มเลิกความคิดไป…”
พวกมันเองก็หวังให้เวอร์ดูประสบความสำเร็จ แต่นั่นเป็นไปได้ยากเหลือเกิน
…
ณ เกาะภูเขาคราม เมืองแห่งการให้ บายัม บริเวณท่าเรือส่วนตัวของกลุ่มต่อต้าน
กลุ่มคนงานซึ่งเพิ่งวางท่อส่งแก๊สเสร็จและเตรียมกลับไปยังที่พัก กำลังนั่งรอรถม้าที่โบสถ์เทพสมุทรจัดหามาบริการรับส่งไปกลับบายัม ทันใดนั้นเอง พวกมันเห็น ‘ครึ่งยักษ์’ ซึ่งกล่าวกันว่ามาจากเกาะทางตอนเหนือของฟุซัค แบกก้อนหินหนักสีเทาเดินผ่านไป ทุกย่างก้าวจะทิ้งรอยเท้าจมดินไว้เสมอ
กลุ่มคนงานเหล่านี้ต่างเคยเข้าร่วมก่อสร้างท่าเรือ วิหาร และหอศิลป์ของเมือง ย่อมทราบดีว่าหินสีเทาดังกล่าวหนักเพียงใด
พวกมันยังไม่ลืมว่า หากไม่มีความช่วยเหลือจากท่อนซุง ม้าลาก และเครื่องจักร การขนหินในลักษณะเดียวกันจะถือเป็นงานที่ยากมาก แต่ครึ่งยักษ์เหล่านี้กลับถืออย่างสบายใจประหนึ่งของเล่น
เป็นพละกำลังอันล้นเหลือจนน่าทึ่ง
เมื่อเดอร์ริคเห็นว่ากำแพงชั้นนอกและอาคารบางส่วนของเมืองเริ่มเป็นรูปเป็นร่างจากความร่วมมือของทีมบุกเบิกเมืองเงินพิสุทธิ์ มันหันหน้าไปพูดกับลีอาวาลและแคนดิส:
“ได้เวลากลับไปยังเมืองเงินพิสุทธิ์เพื่อรายงานสถานการณ์ให้พวกเขาฟังแล้ว”
ไม่มีสมาชิกคนใดคัดค้าน พวกมันล้วนตื่นเต้นและเห็นด้วยกับการตัดสินใจของอาวุโสเดอร์ริค
แม้จะเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน แต่ทุกคนต่างก็หลงรัก ‘บ้าน’ แห่งใหม่ พวกมันตกหลุมรักความอบอุ่นของแสงแดด ความเงียบสงบของคืนจันทร์แดง และอดใจรอไม่ไหวที่จะพาญาติพี่น้องของตนย้ายมาดื่มด่ำร่วมกัน
ได้เห็นฉากตรงหน้า เดอร์ริคเหยียดหลังตรงโดยไม่รู้ตัว พยายามฝืนตัวเองไม่ให้ยิ้ม เพียงหันไปกล่าวกับแคนดิสเสียงเย็น
“คุณต้องกลับไปที่เมืองเงินพิสุทธิ์กับผมเพื่อรายงานท่านเจ้าเมืองและอาวุโสคนอื่นถึงสถานการณ์ของที่นี่… แล้วก็ จีนอร์ดคุณมากับผมด้วย ส่วนลีอาวาลคอยดูแลความเรียบร้อยที่นี่”
มันกังวลว่าตนจะไม่ได้รับความเชื่อใจจากเจ้าเมืองคนปัจจุบัน ฮอยต์·เฌอมงต์ และอาวุโสคนอื่น จึงต้องพาพรรคพวกไปด้วยสองคน
หลังจากจัดแจงทุกสิ่งเสร็จสรรพ เดอร์ริคพาแคนดิสกับจีนอร์ดไปยังมุมอับสายตาภายในเขตเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ จากนั้นก็ก้มศีรษะลง ประสานมือด้านหน้า สวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูลโดยวิงวอนว่า ตนปรารถนาที่จะเดินทางกลับไปยังเมืองเงินพิสุทธิ์ทันที
ท่ามกลางความเงียบเชียบ ฉากรอบตัวทุกคนเริ่มพร่ามัวและขยายออก ก่อนจะสงบลงอีกครั้งอย่างรวดเร็วและคมชัด
เบื้องหน้าคนทั้งสามคือวัชพืชที่ปลิวไสวบนกำแพงเมืองเงินพิสุทธิ์
เพียงไม่กี่วินาที เดอร์ริคและลูกน้องอีกสองคนเดินทางกลับมาถึงหน้าประตูเมืองเงินพิสุทธิ์
…ปาฏิหาริย์ชัดๆ … แคนดิสใช้มือข้างที่ไม่ได้ถืออาวุธขยี้ตา ภายในใจอุทานจากก้นบึ้ง
เธอเคยจินตนาการถึงหลากหลายวิธีในการเดินทางกลับเมืองเงินพิสุทธิ์ แต่ก็ไม่เคยคิดถึงการกลับมาในพริบตา
สำหรับหญิงสาว สิ่งนี้ไม่ต่างอะไรกับปาฏิหาริย์ซึ่งเกิดจากฝีมือทวยเทพ
จีนอร์ดเขย่าตะเกียงแก้วในมือพลางพึมพำโดยไม่คิดเยอะ
“เจ้านี่เจ๋งกว่าโคมไฟหนังสัตว์ตั้งเยอะ…”
ยังไม่ทันจะกล่าวจบ มันได้สติกลับมาพร้อมกับเผยรอยยิ้มสดใสและบริสุทธิ์
ในคราวนี้ พวกมันเปรียบดังผู้ส่งสารแห่งรุ่งอรุณซึ่งได้รับมอบหมายให้นำพาชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ออกจากดินแดนเทพทอดทิ้ง
เดอร์ริคถอนหายใจโล่งอก กล่าวโดยยังคงรักษามาดขรึม
“รีบเข้าพบท่านเจ้าเมืองและบอกให้ทุกคนเตรียมอพยพกันเถอะ”
มันเคยได้ยินมิสเตอร์แฮงแมนเล่าว่า มีหลายสิ่งบนโลกต้องเผชิญความล้มเหลวในวินาทีที่เกือบจะประสบความสำเร็จ เด็กหนุ่มจึงไม่ต้องการให้เรื่องเช่นนั้นเกิดกับเมืองเงินพิสุทธิ์
ดังนั้น ตนต้องรีบจัดการสิ่งที่ยังค้างคาโดยเร็ว
เมื่อย่างกรายเข้าใกล้ประตู ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ซึ่งกำลังเข้าเวรคุ้มกันเมืองต่างจ้องมองทีมบุกเบิกทั้งสามด้วยสีหน้าฉงน บางคนเผยความกังวล บางคนเผยความหวังด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ
“ลีอาวาลกับคนที่เหลือล่ะ? ไม่ได้กลับมาด้วยกันหรือ” ใครบางคนถามอย่างกังวล ด้วยเกรงว่าสมาชิกทีมบุกเบิกที่เหลือล้วนสละชีวิตของตน
เดอร์ริคตอบกระชับ
“พวกเขายังอยู่ที่โลกภายนอกเพื่อสร้างค่ายพักชั่วคราว”
เวรยามไม่ถามซักไซ้ ด้วยเกรงว่าจะทำให้คนสำคัญเสียเวลา เพียงจ้องมองเดอร์ริคและอีกสองคนเดินไปยังหอคอยคู่
ใช้เวลาไม่นาน เดอร์ริค แคนดิส และจีนอร์ดก็ได้พบกับเจ้าเมือง ฮอยต์·เฌอมงต์และหกสภาอาวุโสคนอื่น พวกมันเริ่มบรรยายประสบการณ์สำคัญซึ่งได้พบเจอจากโลกภายนอก
เมื่อรายงานจบ พวกมันนำสิ่งของหลายชิ้นออกมาแสดงเป็นหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาพก กล่องดนตรี และเครื่องกลไกอันวิจิตรงดงาม
หกสภาอาวุโสคนอื่นนอกจากเดอร์ริคและฮอยต์·เฌอมงต์ เจ้าของส่วนสูง 2.5 เมตรและรอยสักสีน้ำเงินเข้มบนศีรษะ จ้องมองกันและกันก่อนจะถอนหายใจ
“ประสบการณ์ของพวกคุณฟังดูเหมือนความฝันอันงดงาม… ไม่สิ แม้แต่ผมก็ไม่กล้าฝันถึงฉากนั้น”
กล่าวจบ มันพูดต่อด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“สร้างห้องใต้ดินสำหรับเก็บสมบัติปิดผนึกแล้วหรือยัง?”
“นั่นคือสิ่งแรกที่สร้างเสร็จ” เดอร์ริคตอบกระจ่าง
ฮอยต์·เฌอมงต์พยักหน้าแผ่วเบาก่อนจะออกคำสั่ง
“บอกให้ทุกคนนำข้าวของที่จำเป็นมารวมตัวกันที่ลานฝึก… เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน เราจะสวดวิงวอนให้มิสเตอร์ฟูลช่วยเคลื่อนย้ายพวกเราในพริบตา”
กล่าวจบ ฮอยต์ไตร่ตรองสักพัก:
“ก่อนหน้านี้มิสเตอร์ฟูลได้มอบวิวรณ์เข้ามาว่า ให้พวกเรารออีกสามชั่วโมง เนื่องจากพระองค์จะส่งชาวเมืองจันทรามารวมกับเรา จากนั้นค่อยเคลื่อนย้ายออกไปพร้อมกัน แต่สิ่งนี้จะไม่กระทบกับการเตรียมตัวล่วงหน้าของพวกเรา… นอกจากนั้น พระองค์กำชับให้ผมแจ้งกับทุกคนว่า สถานการณ์ของเมืองจันทรานั้นยากลำบากกว่าพวกเรามาก หลายคนต้องทุกข์ทรมานเพราะความพิการ ช่วยมองพวกเขาด้วยสายตาปรกติด้วย”
แม้ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์จะมีหญ้าผิวดำเป็นเสบียง แต่พวกมันก็ยังต้องกินเลือดเนื้อจากสัตว์ประหลาดเป็นครั้งคราวเพื่อเสริมสร้างพละกำลัง นั่นทำให้เด็กรุ่นใหม่บางคนเกิดมาพร้อมกับภาวะพิการ ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์จึงคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้เป็นอย่างดี
“รับทราบ!” หกสภาอาวุธคนอื่นขานรับโดยไม่ลังเล แต่ละคนเผยสีหน้าตื่นเต้นอย่างมิอาจควบคุม
คราวนี้ ไม่ใช่แค่พวกมันจะได้เห็นแสงสว่าง แต่ยังได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างแท้จริง
……………………………………………………
บึ้ม!
กัปตันทีมถุงมือแดง เอริค ผู้กำลังตื่นตัวอย่างมาก อดไม่ได้ที่จะร่างกายสั่นเทา หลังจากเห็นศีรษะของนักมายากลพเนจรนามว่าเมอร์ลิน·เฮอร์มิสระเบิดต่อหน้ากล้องดูดาว
อย่างไรก็ดี ฉากตรงหน้ากลับไม่มีเลือดสาดกระเซ็น แขนขาที่ขาดกระจายหายไปในอากาศประหนึ่งฟองสบู่
“…” เอริคและสมาชิกในทีมต่างพากันตกตะลึง พวกมันไม่เข้าใจเบื้องหลังของพัฒนาการตรงหน้า
วินาทีถัดมา เอริคกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น
“ถอย!”
มันต้องการอพยพสมาชิกในทีมออกจากหอพักก่อนที่อันตรายจะก่อตัว
ทันใดนั้นเอง อีกร่างหนึ่งกำลังเดินมาจากประตูห้อง 403 ซึ่งเปิดอยู่ ไม่ใช่ใครนอกจากเมอร์ลิน·เฮอร์มิสที่เพิ่งระเบิดไปเมื่อสักครู่
นักมายากลพเนจรรายนี้ยังคงแต่งกายด้วยหมวกทรงสูงและชุดคลุมสีดำราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น อีกฝ่ายกล่าวกับเอริคและสมาชิกในทีม:
“ต้นตอของปัญหาคือกล้องดูดาวอย่างที่คิด”
ขณะกล่าว ไคลน์เดินไปทางระเบียงพลางเคาะกล้องดูดาวด้วยมือขวา
เสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้ง กล้องดูดาวแตกกระจายกลายเป็นจุดแสงโลหะซึ่งอัดแน่นไปด้วยแก๊สสีดำที่มีกลิ่นเหม็น
หลังจากหมอกสีเทาปรากฏขึ้นและจางหายไป กลิ่นเหม็นก็หายไปพร้อมกัน บรรยากาศภายในห้องกลับสู่สภาพปรกติ
“…เกิดอะไรขึ้น?” เอริคบังคับตัวเองให้ลืมการตายของอีกฝ่าย เอ่ยปากถามด้วยความระมัดระวัง
ในฐานะหัวหน้าหน่วยถุงมือแดงผู้มากประสบการณ์ มันพอจะคาดเดาบางสิ่งได้ จึงถามเพื่อขอข้อมูลสนับสนุน
ไคลน์ยิ้มและตอบ
“สรุปโดยสั้น กล้องดูดาวตัวนี้เกิดการกลายพันธุ์ด้วยสาเหตุบางอย่าง ทำให้เจ้าของห้องมองเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น… หากคุณต้องการทราบรายละเอียดอย่างแน่ชัด ลองสืบสวนในเชิงลึกดู ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน”
เอริคพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะหันไปจ้องสมาชิกในทีม ส่งสัญญาณบอกให้ทุกคนทำการสืบสวนต่อ
ผ่านไปสักพัก เอริคกล่าวกับเมอร์ลิน·เฮอร์มิส
“ในห้องนี้มีเบาะแสไม่มาก พวกเรายืนยันได้เพียงไม่กี่เรื่อง… ประการแรก จอห์นเป็นคนท้องถิ่นและเคยเข้าร่วมสงคราม และดูเหมือนว่านั่นจะเป็นสาเหตุซึ่งทำให้เขาเกิดอาการทางจิต ประการที่สอง เขาเป็นนักดาราศาสตร์สมัครเล่น หลงใหลสิ่งนี้มาตั้งแต่เด็ก หลังสงครามจบลง จอห์นเข้าร่วมองค์กรเชิงวิชาการที่ชื่อ ‘สัมมนาดาราศาสตร์’ แต่ทางเราไม่เคยสืบเรื่องขององค์กรนี้มาก่อน ประการที่สาม ดูเหมือนว่าจอห์นกำลังค้นหาวิธีทำให้ตัวเองมองเห็นอวกาศที่แท้จริง”
ขณะพูดคำว่าอวกาศ เอริคชะงักไปเล็กน้อย ประหนึ่งได้รับคำเตือนมาจากเบื้องบนของโบสถ์รัตติกาล
เข้าร่วมองค์กรที่ชื่อสัมมนาดาราศาสตร์หลังจบสงคราม… กำลังค้นหาวิธีทำให้ตัวเองมองเห็นอวกาศที่แท้จริง… ไคลน์ผนวกข้อมูลเข้ากับประสบการณ์ซึ่งสั่งสมจนถึงปัจจุบัน จนเริ่มมั่นใจในบางสิ่ง มันพยักหน้ารับ:
“พวกคุณคงทราบอยู่แล้วว่าอวกาศนั้นอันตราย อย่าพยายามทำความเข้าใจมัน”
“พวกเราจะรีบรายงานสิ่งนี้ต่อท่านอาร์ชบิชอป และยกระดับ ‘สัมมนาดาราศาสตร์’ ให้เป็นองค์กรอันตราย” เอริคพูดราวกับกำลังรายงานต่อเหยี่ยวราตรีระดับสูงซึ่งไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาสายตรงของตัวเอง
ไคลน์ไม่ตอบสนอง เพียงถอนหายใจและเดินไปทางประตู
“สงครามทำให้ทุกชนชั้นได้รับผลกระทบที่ไม่มีวันหวนคืน…”
หลังจากเทพสงครามร่วงหล่น บาเรียของมหาต้นกำเนิดซึ่งสั่นคลอนเป็นทุนเดิม ยิ่งสูญเสียการสนับสนุนไปบางส่วน ในขณะเดียวกัน เทพธิดารัตติกาลก็ยังปรองดองกับเอกลักษณ์ดังกล่าวไม่เสร็จ ไม่มีทางทราบแน่ชัดว่าพระองค์จะกลายเป็น ‘วันวาน’ ได้ตอนไหน ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว การกัดกร่อนจากเทพภายนอกจะยิ่งทวีความรุนแรง และนั่นผสมปนเปเข้ากับบาดแผลจากสงคราม จนผู้คนรากหญ้าได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง…
ไคลน์เชื่อว่า ขณะความเสียหายจากสงครามกำลังถูกฟื้นฟู คงมีองค์กรลับหรือลัทธิจำนวนมากซึ่งนับถือ ‘อวกาศ’ และเทพภายนอกถือกำเนิดขึ้นอย่างเงียบเชียบไปทั่วโลเอ็น หากปล่อยให้พวกมันเหิมเกริมและเผยแผ่ความเชื่อเป็นวงกว้าง มีโอกาสมากที่วันสิ้นโลกจะมาถึงเร็วกว่ากำหนด
ถอนหายใจแผ่วเบา ชายหนุ่มย่างกรายออกจากห้อง 403 ด้วยร่างกายที่จางลงอย่างรวดเร็วก่อนจะเลือนหายไป
ภายในโรงแรมใกล้กับถนนไพรอาร์ ไคลน์ซึ่งเช็กอินไว้แล้ว หยิบกาแฟตรงหน้าขึ้นมาจิบ
ในขณะยังเช้าตรู่ ชายหนุ่มตัดสินใจออกไปข้างนอก นั่งรถม้าไปยังย่านชานเมืองริมแม่น้ำคอนสแตน
ที่นี่คือสุสาน มีป้ายหลุมศพหินตั้งเรียงรายประหนึ่งผืนป่าเตี้ย
ไคลน์เดินเข้าไปในสุสานจนกระทั่งพบหลุมศพหนึ่งโดยอาศัยการนำทางจากสัมผัสวิญญาณ
ชื่อบนป้ายหลุมศพก็คือ:
“เวิร์ช·แมคโกเวิน”
นี่คืออดีตเพื่อนร่วมชั้นของไคลน์สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เป็นเพราะชายคนนี้ซื้อสมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัสมาศึกษาจนเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาภายในเมืองทิงเก็น ‘การเดินทางข้ามโลก’ ของโจวหมิงรุ่ยจึงเริ่มต้นขึ้น
บิดาของเวิร์ชเป็นนายธนาคารในเมืองคอนสแตน มันยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อลำเลียงศพของลูกชายกลับมายังบ้านเกิดและฝังไว้ในสุสาน
ไคลน์จ้องรูปถ่ายบนป้ายหลุมศพสักพัก โน้มตัวลง วางช่อดอกไม้สีขาวลงด้านหน้าหลุมศพเวิร์ช
ขณะเตรียมหันหลังและเดินกลับ ชายหนุ่มชะงักฝีเท้า ราวยี่สิบถึงสามสิบวินาทีถัดมา ชายชราถือไม้ค้ำสีดำเดินเข้ามาจากอีกฝั่ง
ไคลน์จดจำอีกได้ฝ่าย นี่คือบิดาของเวิร์ช นายธนาคารแห่งแคว้นเลียบทะเลผู้เคยเชิญไคลน์และเพื่อนร่วมรุ่นของเวิร์ชอีกหลายคนไปรับประทานอาหารที่บ้าน
แต่เมื่อเทียบกับไม่กี่ปีก่อน สุภาพบุรุษคนนี้ชราลงไปมาก ทั้งที่เคยเป็นสุภาพบุรุษวัยกลางคนกระฉับกระเฉง แต่ปัจจุบันมีผมสีขาวปกคลุมไปกว่าครึ่งศีรษะ บริเวณหางตา มุมปาก และหน้าผากเต็มไปด้วยรอยย่น
“คุณเป็นใคร?” พ่อของเวิร์ชจ้องชายแปลกหน้า ถามด้วยความสงสัยเจือระแวง
ไคลน์ถอนหายใจ
“มิสเตอร์แมคโกเวิน ผมเป็นเพื่อนของเวิร์ช บังเอิญแวะมาทำธุระที่เมืองคอนสแตนเมื่อไม่นานมานี้”
บิดาของเวิร์ชพยักหน้า กล่าวเสียงต่ำ
“เด็กคนนั้นมีเพื่อนมากมาย ผมรู้จักแค่บางส่วนเท่านั้น”
ความนัยแฝงก็คือ มันต้องการสื่อว่าเหตุใดตนถึงไม่ได้เชิญชายตรงหน้ามาร่วมงานศพ และค่อนข้างรู้สึกผิดในเรื่องนี้
ไคลน์ไม่สานต่อบทสนทนา เพียงมองไปรอบตัว:
“มีอะไรให้ผมช่วยไหม? หรือมีความปรารถนาใดที่ต้องการเติมเต็ม? ผมอยากช่วยเท่าที่ทำได้”
พ่อของเวิร์ชมองไปรอบตัวก่อนจะยิ้มขื่นขม
“ทำให้คนตายที่นี่ลุกขึ้นมาอีกครั้งได้ไหม?”
ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้… แต่ผลลัพธ์คงไม่เหมือนกับสิ่งที่คุณกำลังจินตนาการ… ไคลน์ถอนหายใจพลางส่ายหน้า
“เช่นนั้นแล้ว คุณช่วยทำให้คอนสแตนกลับสู่สภาพเดิมได้ไหม” พ่อของเวิร์ชเปลี่ยนคำขอด้วยใบหน้าซึ่งยังคงขื่นขม
โดยไม่รอให้ไคลน์ตอบ มันถอนหายใจและกล่าว
“คุณไม่ต้องช่วยผมหรอก สิ่งใดที่พอจะทำได้ ผมสามารถทำเองได้ แต่ถ้าสิ่งใดทำไม่ได้ ทางเลือกเดียวคงเป็นการวิงวอนต่อพระองค์”.Aileen-novel.
ขณะกล่าว นายธนาคารเดิมผ่านไคลน์ไปยังหน้าหลุมศพบุตรชาย โน้มตัวลงและวางช่อดอกไม้สีขาวในมือ
ไคลน์จ้องแผ่นหลังอีกฝ่ายพลางกระซิบกระซาบ:
“ผมจะทำเท่าที่ทำได้”
กล่าวจบ มันหันหลังและเดินออกจากสุสาน
…
เมืองคอนสแตน ภายในผับที่ตกแต่งสไตล์โบราณ
ชายคนหนึ่งซึ่งห่อร่างกายด้วยแจ็คเก็ตตัวหนา ถือเดินเบียร์ไปทางเคาน์เตอร์บาร์ กวาดสายตาไปทั่วแผ่นกระดาษเพื่อหางานพาร์ตไทม์ทำ
ทันใดนั้นเอง มันพบคำว่าจ้างสุดประหลาด:
“ผมเป็นนักข่าว ต้องการรวบรวมเรื่องราวสงครามจากหลากหลายผู้คน จะเป็นการดีถ้าคุณเคยเผชิญเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยตัวเอง ค่าจ้างคือการช่วยซ่อมแซมหรือสร้างบ้านใหม่ให้โดยไม่คิดเงิน ผมมีความสามารถพอที่จะทำเช่นนั้น… เมอร์ลิน·เฮอร์มิส”
ชายคนดังกล่าวขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว ภายในใจรู้สึกว่านี่เป็นคำว่าจ้างที่ฟังดูพิลึกเกินไป ประหนึ่งเป็นเพียงการกลั่นแกล้ง
“คุณอ่านมันออกหรือ? ให้ช่วยไหม?” ชายร่างผอมซึ่งนั่งหน้าเคาน์เตอร์บาร์ด้านข้างถือโอกาสถาม
ในหมู่ลูกค้าผับ มีคนจำนวนไม่มากที่อ่านออกเขียนได้ ดังนั้นแม้พวกมันจะเข้าผับมาเพื่อหางานทำ แต่ส่วนใหญ่ก็จะไม่เข้าใจข้อความบนป้ายประกาศ และบาร์เทนเดอร์เองก็จำได้เฉพาะงานซึ่งมีค่าตอบแทนสูงเพียงไม่กี่ชิ้น
ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว ชายร่างผอมจึงพาตัวเองไปเรียนในโรงเรียนการกุศลเพื่อให้เข้าใจศัพท์พื้นฐานของโลเอ็น จากนั้นก็มาคอยทำหน้าที่แปลข้อความบนป้ายประกาศในผับด้วยราคา 0.25 เพนนีต่อครั้ง
มันดำรงชีวิตด้วยสิ่งนี้
ชายคนแรกส่ายศีรษะเป็นนัยว่าเข้าใจภาษาโลเอ็น ก่อนจะชี้ไปทางคำว่าจ้างของเมอร์ลิน·เฮอร์มิสและถาม:
“นี่ของจริงหรือ?”
“ใช่ นักข่าวนั่งอยู่ในมุมนั้น คนที่สวมหมวกทรงสูง” ชายร่างผอมชี้ไปยังทิศทางหนึ่งอย่างกระตือรือร้น
นักข่าวคนดังกล่าวสัญญากับมันว่า จะจ่ายเงิน 0.25 เพนนีทุกครั้งที่ชายร่างผอมแนะนำลูกค้าให้
ชายถือเบียร์ปิดปากเงียบ ลังเลราวสิบวินาทีก่อนจะเดินไปยังมุมหนึ่งเพื่อพบกับนักข่าวนามว่าเมอร์ลิน·เฮอร์มิส
“ค…คุณจะช่วยผมสร้างบ้านใหม่จริงหรือ” มันถามด้วยความกังวล
ไคลน์ชี้ไปยังเอกสารซึ่งวางบนโต๊ะกลมตัวเล็ก ตามด้วยกล่าว
“จะให้เซ็นสัญญาก็ได้”
“…ไม่จำเป็น แค่ให้วัสดุมาบางส่วนก็พอแล้ว” ชายคนดังกล่าวนั่งลงฝั่งตรงข้ามไคลน์และกล่าวอย่างระมัดระวัง “เรื่องราวของผมไม่ได้กินใจหรือซาบซึ้งอะไรนัก”
“แค่จริงก็พอ” ไคลน์พยักหน้าให้เล่าต่อ
ชายคนดังกล่าวก้มหน้าจ้องโต๊ะก่อนจะพูด
“ผมเป็นคนคอนสแตน เคยมีหน้าที่การงานมั่นคง ซื้อบ้านแถวหลังหนึ่งบนถนนน้ำนิ่ง ในภายหลัง สงครามปะทุขึ้นจนบ้านของผมกลายเป็นซากปรักหักพังจากการทิ้งระเบิด ลูกชายคนโตของผม เด็กน้อยที่เพิ่งเข้าโรงเรียนประถม… ถูกฝังอยู่ภายในนั้น… พวกเราไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเช่าหอพักสองห้องนอนเพื่ออาศัยชั่วคราว จนกระทั่งกองทัพฟุซัคเข้ายึดครองคอนสแตน พวกมันลากภรรยาของผมไป… และเธอก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย… ผ่านไปสักระยะ ใครบางคนบอกให้ผมไปช่วยยืนยันศพ แต่ผมจำเธอไม่ได้ ศพเน่าจนไม่เหลือเค้าเดิม แต่ในกระเป๋าเสื้อที่เธอสวมยังมี… บิลค่าน้ำของพวกเรา… ในตอนที่เราเช่าหอพัก เธอมักบ่นคิดถึงบ้านหลังเก่า เช่นเดียวกันกับลูกสาวตัวน้อยของผม… ตอนนี้ผมไม่มีเงินมากพอเพราะลำพังการประทังชีวิตไปวันๆ ก็ยากพอแล้ว แต่ผมอยากสร้างบ้านหลังนั้นกลับมาใหม่ทีละนิด… ด้วยความสัตย์จริง ผมไม่ชอบเที่ยวไปเล่าเคราะห์กรรมของตัวเองให้ใครฟัง สู้เงียบเอาไว้คงดีกว่า แต่ถ้านั่นช่วยให้บ้านหลังเดิมกลับคืนมา… ผมก็ยินดี…”
ไคลน์กำลังถือปากกาและกระดาษ แสร้งทำเป็นจดบันทึก พลางพยักหน้าแผ่วเบาเมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย:
“ความปรารถนาของคุณจะเป็นจริง พรุ่งนี้ช่วยรอผมหน้าซากปรักหักพังของบ้านหลังดังกล่าวบนถนนน้ำนิ่ง”
ในเวลาเดียวกัน มันดันธนบัตรหนึ่งซูลไปหาอีกฝ่าย:
“ค่าเครื่องดื่ม ผมเลี้ยง”
ดวงตาของชายคนดังกล่าวไหววูบเล็กน้อย คล้ายกับต้องการปฏิเสธ แต่สุดท้ายก็รับธนบัตรไว้
วันรุ่งขึ้น หลังจากส่งบุตรสาวตัวน้อยไปโรงเรียนของโบสถ์ มันเดินกลับไปยังถนนน้ำนิ่งที่ตนคุ้นเคย และได้เห็นบ้านหลังเดิมที่ตนคุ้นเคย
ไม่ว่าจะปล่องไฟ หน้าต่าง ประตู หรือวัชพืชบนกำแพง ไม่มีสิ่งใดแปรเปลี่ยนแม้แต่จุดเดียว มอบความรู้สึกคุ้นเคยประหนึ่งว่า ในวินาทีถัดไป เจ้าของบ้านสาวสวยจะเปิดประตูพร้อมกับนำลูกเด็กทั้งสองออกมาทักทายผู้เป็นบิดา
ชายคนดังกล่าวยืนตัวแข็งทื่อ ไม่อยากเชื่อว่านี่คือความจริง
แต่ถึงจะเป็นเพียงภาพลวงตา มันก็ยินดีที่จะดำดิ่งลงไป
…
ผ่านไปหลายวัน ไคลน์ซึ่งทยอยเติมเต็มความปรารถนาแบบเดียวกันให้ผู้คนจำนวนหนึ่ง ใช้มือผลักเปิดหน้าต่างโรงแรม และยกมือขึ้นมาดีดนิ้วท่ามกลางหมอกยามเช้า
ในย่านสูงของเมืองคอนสแตน บิดาของเวิร์ชตื่นเช้าตามกิจวัตรเนื่องจากฝันถึงบุตรชายและครอบครัวที่เสียชีวิต จากนั้นก็เดินไปทางระเบียงเพื่อเตรียมสูดอากาศในยามเช้า
ท่ามกลางแสงรุ่งอรุณ มันมองเห็นปล่องไฟและเตาหลอมซึ่งเรียงรายประหนึ่งผืนป่า ด้านล่างพวกมันคือแนวอาคารสูง
ภาพของเมืองคอนสแตนในอดีตกลับมาปรากฏตรงหน้าอีกครั้ง ทุกสิ่งฉาบไปด้วยแสงสีส้มในยามเช้า
…………………………………………………
เอริคกลายเป็นหัวหน้าหน่วยถุงมือแดงในช่วงท้ายสงครามพร้อมกับถูกเลือนเป็นลำดับ 5 จอมอาคมวิญญาณ
มันได้เห็นความตายของอดีตหัวหน้าทีม และอดีตของอดีตหัวหน้าทีมตน จึงตระหนักเป็นอย่างดีว่า การเลื่อนมาอยู่ลำดับบนๆ ไม่ได้ช่วยให้ตัวเองเสี่ยงตายน้อยลง มันจึงไม่เคยลดความระมัดระวังตัว
สำหรับถุงมือแดงซึ่งเป็นหัวกะทิในเหยี่ยวราตรี นี่คือแนวทางปฏิบัติที่ทุกคนยึดถือร่วมกัน เพราะมีบ่อยครั้งที่เหยี่ยวราตรีทั่วไปซึ่งทำคดี ‘ธรรมดา’ โดยไม่เกี่ยวข้องกับศาสตร์เร้นลับ เกิดประมาทจนพลาดท่าและต้องใช้พลังพิเศษเพื่อพลิกสถานการณ์กลับมา ดังนั้น ถุงมือแดงที่ไล่ตามคดีสำคัญซึ่งมีเป้าหมายอันตรายมากกว่า ย่อมมีความระมัดระวังสูงกว่า
ปัจจุบัน เอริคกำลังยืนบนชั้นสี่ของอาคารหมายเลข 14 ถนนไพรอาร์ หันหน้าเข้าหาประตูไม้สีน้ำตาลเข้มที่ปิดสนิท มันมองไปรอบตัวก่อนจะกล่าว:
“มีเหยี่ยวราตรีสองคนหายตัวไปจากที่นี่ พวกเราห้ามประมาทเด็ดขาด”
ในช่วงแรก ผู้เช่าหอพักหลายรายแจ้งปัญหาไปถึงตำรวจ ระบุว่าห้อง 403 มีกลิ่นเหม็นมาก และผู้เช่าห้อง 303 ก็บอกว่ามีเสียงฝีเท้าหนักแน่นอยู่เหนือศีรษะพวกตน
ตำรวจท้องที่ใช้เวลาสองวันก่อนจะส่งคนมาสืบดู แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีใครได้ออกจากห้อง 403 อีกเลย
พิจารณาอยู่สักพัก พวกมันส่งต่อคดีความไปยังโบสถ์รัตติกาลทันที แต่เหยี่ยวราตรีสองคนที่ถูกส่งมาตรวจสอบก็หายตัวไปอย่างลึกลับเช่นกัน นับแต่นั้นประตูห้อง 403 ก็ถูกปิดอย่างแน่นหนา
ด้วยเหตุผลข้างต้น อาร์ชบิชอปแห่งมุขมณฑลแคว้นเลียบทะเลจึงส่งทีมของเอริคมาทำคดี และอนุญาตให้เบิกใช้งานสมบัติปิดผนึกระดับ 1
“ครับ หัวหน้า” สมาชิกทีมถุงมือแดงบ้างพยักหน้า บ้างขานรับ
เอริคไม่กล่าวคำใดเพิ่มเติม เพียงยืนจ้องประตูสีน้ำตาลเข้มของห้อง 403 ที่ปิดสนิทสักพัก ก่อนจะยกมือซ้ายที่สวมถุงมือแดงขึ้นมาและใช้ปลายนิ้วเคาะไปยังฟันซี่หนึ่ง
ทันใดนั้นเอง ร่างมายาร่างหนึ่งโผล่ขึ้นมาเบื้องหน้าเอริค จากนั้นก็พุ่งเข้าไปในห้อง 403 ผ่านรอยแยกของประตูราวกับไม่มีมวลสาร
สีหน้าเอริคเผยท่าทีจดจ่อ ประหนึ่งกำลังสำรวจสถานการณ์ภายในห้องผ่านดวงตาของร่างมายา
ร่างดังกล่าวคือวิญญาณธรรมชาติที่เอริคควบคุม มิได้ทรงพลังแต่อย่างใด แต่ก็มีพลังพิเศษ ในยามปรกติจะอาศัยอยู่ในฟันแถวหน้าสุดซี่ซ้าย
จากสถานการณ์ตรงหน้า เอริคเชื่อว่าตนไม่ควรบุ่มบ่ามบุกเข้าไป อันดับแรกต้องตรวจสอบให้ละเอียดเสียก่อน แม้ว่าสมาชิกในทีมของตนจะมีพลังพิเศษที่สอดประสานกัน อีกทั้งยังได้รับความช่วยเหลือจากสมบัติปิดผนึกที่แข็งแกร่ง แต่ถึงอย่างนั้นก็ห้ามประมาท
หากสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ด้านในและเตรียมตัวรับมืออย่างถูกต้อง เอริคเชื่อว่าปฏิบัติการนี้จะประสบความสำเร็จได้โดยง่าย
ทันใดนั้นเอง ภายในดวงตาเอริค เส้นเลือดฝอยจำนวนมากทยอยปูดโปน บ้างก็ระเบิดออกทันที
ขณะดวงตาเอริคกำลังแดงก่ำ มันได้ยินเสียงเสียดสีหนักแน่น
ประตูสีน้ำตาลเข้มถูกเปิดออก!
ภายในห้องมีหกคน สามคนสวมเครื่องแบบตำรวจขาวดำ กำลังนั่งบนเก้าอี้พนักสูง เก้าอี้ขายาว และโซฟา สองคนแต่งกายด้วยหมวกทรงกึ่งสูงและเสื้อกันลมสีดำ คนหนึ่งยืนข้างประตู อีกคนหนึ่งยืนริมมุขหน้าต่าง ใบหน้าแนบชิดกับหน้าต่างประหนึ่งกำลังเฝ้ามองถนนด้านล่าง
คนสุดท้ายนั่งอยู่บนเก้าอี้ขายาวริมขอบระเบียง เบื้องหน้ามีกล้องดูดาวหรูหราตั้งอยู่
ผิวหนังของร่างทั้งหกอยู่ในสภาพบวมพองราวกับมีใครฉีดแก๊สเข้าไป บางส่วนของร่างกายปริแตกและเน่าเปื่อย แต่ก็ยังมิได้แห้งผาก ผิวเนื้อกลายเป็นสีน้ำเงินเข้มโดยมีของเหลวสีเหลืองอมดำไหลซึมออกมา
เมื่อสัมผัสได้ว่าประตูเปิดออก ร่างทั้งหกทยอยหันมาจ้องเอริคและคนที่เหลือ
คนแรกคืออดีตเหยี่ยวราตรีที่ยืนด้านข้างประตู ส่วนคนสุดท้ายคือชายในเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายที่นั่งอยู่ติดกับกล้องดูดาว ลูกตาสีขาวดำของมันข้างหนึ่งแนบติดกับเลนส์กล้อง ส่วนอีกข้างซึ่งเป็นเบ้าตากลวง กำลังจดจ้องมายังหน่วยถุงมือแดงนอกประตู
กลิ่นเหม็นจางซึมเข้าไปในจมูกของเอริคและคนที่เหลือ ความหนาวเย็นที่ยากจะบรรยายแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ
เอริครีบยกมือขึ้นมาเคาะฟันตามสัญชาตญาณเพื่อปลดปล่อยดวงวิญญาณเพิ่มเติม จากนั้นก็ใช้พลังพิเศษของ ‘ฝันร้าย’ เพื่อลากเป้าหมายด้านหน้าทั้งหมดเข้าไปในความฝัน
แต่ไม่ว่าจะเคาะฟันสักกี่ครั้งก็ไม่มีวิญญาณใดถูกปลดปล่อย คล้ายกับพลังพิเศษของจอมอาคมวิญญาณเลือนหายไปในพริบตา
ในเวลาเดียวกัน ฝันร้ายคนหนึ่งในหนึ่งถุงมือแดง กำลังประหลาดใจสุดขีดที่ตนมิอาจลากเป้าหมายเข้าสู่ความฝันได้!
ณ ปัจจุบัน นอกเหนือจากสมรรถภาพร่างกายที่เพิ่มขึ้นมาจากโอสถ พลังพิเศษชนิดอื่นของพวกมันล้วนอันตรธานหายไปอย่างน่าฉงน
“หนีเร็ว!” เอริคคำรามต่ำเพื่อออกคำสั่งโดยไม่ลังเล
สำหรับสถานการณ์แปลกประหลาดตรงหน้า มันไม่เคยพบเจอมาก่อน จึงไม่มีทางเลือกใดเหมาะสมไปกว่าการถอนตัวกลับ จากนั้นค่อยเบิกสมบัติปิดผนึกที่เหมาะสมและกลับมาจัดการ
ทว่า สมาชิกในทีมกลับไม่มีใครก้าวขา ราวกับร่างกายไม่ฟังคำสั่งสมองอีกต่อไป
เอริครีบก้มหน้าลงเพื่อสำรวจร่างกายท่อนล่างของตน และพบว่าท่อนขากำลังบวมพอง กางเกงใกล้ปริแตก
นอกจากนั้นยังสัมผัสได้ว่า ผิวหนังของตนทยอยปริแตกและเน่าเปื่อย มีหนองสีเหลืองไหลออกมา
ยังไม่ทันที่มันและหน่วยถุงมือแดงจะได้ปะทะกับเป้าหมาย พวกมันกลับถูกลากเข้ามาใน ‘ฝันร้าย’ อันเงียบสงัด ทำได้เพียงเฝ้ามองตัวเองบวมพองและค่อยๆ เน่าตาย
ทันใดนั้นเอง กระจกตาแดงก่ำของเอริคพลันสะท้อนภาพฝ่ามือธรรมดาข้างหนึ่ง ฝ่ามือดังกล่าวคว้าด้ามจับประตูและดึงกลับ
กึก!
ประตูสีน้ำตาลเข้มของห้อง 403 ถูกปิดสนิทอีกครั้ง ตัดขาดเอริคและหน่วยถุงมือแดงจากสิ่งมีชีวิตภายในห้อง
พวกมันกลับมาควบคุมร่างกายตัวเองได้อีกหน แต่ดูเหมือนว่าท่อนขาจะได้รับบาดเจ็บหนัก ไม่ว่าจะยกเท้าขึ้นหรืองอเข่าก็ล้วนทำได้ยาก
เอริคไม่มัวตรวจสอบอาการบาดเจ็บของตน รีบเลื่อนสายตาไปทางเจ้าของฝ่ามือที่ปิดประตู
อีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มที่แต่งกายด้วยหมวกโบราณทรงสูง ชุดคลุมสีดำ ใบหน้าดูธรรมดาเสียจนไม่สร้างความประทับใจใดเลย หากละสายตาไปแค่ไม่กี่วินาทีก็คงลืมแล้ว
“คำแนะนำจากใจของผมก็คือ ให้คุณรีบกลับไปและส่งอาร์ชบิชอปหรืออาวุโสใหญ่มาจัดการคดีนี้แทน แต่แน่นอน คุณยังมีอีกหนึ่งทางเลือก นั่นคือการขอพรจากผม ผมคือนักมายากลพเนจรนามว่าเมอร์ลิน·เฮอร์มิส ความถนัดของผมคือการเล่นกลเพื่อเติมเต็มความปรารถนาของผู้อื่น” ไคลน์หลอกล่อให้คนแปลกหน้าขอพรอย่างชำนาญ
เมื่อสักครู่ ทันทีที่เห็นใบหน้าเน่าเปื่อยบนมุขหน้าต่าง ไคลน์สัมผัสถึงลางร้ายทันที จึงตัดสินใจขึ้นมาตรวจสอบด้วยตัวเอง
เติมเต็มความปรารถนา… เอริคหวนนึกถึงบทเรียนขณะมันเคยศึกษาอยู่ในมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์:
ผู้วิเศษลำดับสูงบางตนที่อยู่ในสถานะถูกผนึกหรือถูกคุมขัง จะแสร้งทำตัวเป็นสมบัติวิเศษหรือวัตถุที่ช่วยเติมเต็มความปรารถนาเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากปัญหา ตัวอย่างเช่น ตะเกียงวิเศษและบ่อน้ำที่สามารถตอบสนองความต้องการ…
เขาเป็นผู้วิเศษลำดับสูง? แต่ดูไม่เหมือนกำลังถูกคุมขังหรือถูกผนึก… เอริคเหลียวซ้ายแลขวา ไตร่ตรองสองสามวินาทีก่อนจะถาม
“ถ้าเราไม่ขอพร คุณจะไม่แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในห้อง?”
ทันทีที่กล่าวจบ มันพบว่านักมายากลพเนจรที่เรียกตัวเองว่าเมอร์ลิน·เฮอร์มิส กำลังเผยสีหน้าครุ่นคิด เผยความลำบากใจไม่น้อย
ไม่กี่วินาทีถัดมา ไคลน์ยกมือขึ้นมาลูบหมวกทรงสูง กึ่งยิ้มกึ่งถอนหายใจ
“ถึงคุณจะไม่ขอพร แต่ผมก็จะแก้ไขปัญหา”
“…การขอพรต้องท่องนามเต็มของคุณหรือไม่” เอริคถามหลังจากมองหน้าสมาชิกคนอื่น
ไคลน์ส่ายศีรษะ
“ไม่ แค่บอกความปรารถนามา”
ยังไม่มากพอที่จะสร้างการเชื่อมโยงในเชิงศาสตร์เร้นลับ… เอริคไตร่ตรองสักพักก่อนจะกล่าวทีเล่นทีจริง
“ถ้าอย่างนั้น ผมปรารถนาให้ความผิดปรกติภายในห้องตรงหน้าถูกแก้ไข จนไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งรอบข้างอีกต่อไป”
ไคลน์ยกมุมปากยิ้ม ปรบมือแผ่วเบาและกล่าว
“ความปรารถนาของคุณกำลังจะเป็นจริง”
โดยไม่รอให้เอริคตอบสนอง ชายหนุ่มยิ้มและพูดต่อ
“ความผิดปรกติภายในห้องจะสะกดตะกอนพลังจนทำให้ไม่สามารถใช้พลังพิเศษที่เกี่ยวข้องกัน แต่นั่นก็ไม่เสมอไป… ในสถานการณ์เช่นนี้ คำแนะนำของผมก็คือ…”
ขณะกล่าว ไคลน์เหยียดแขนซ้าย หยิบลูกแก้วทรงดวงตาออกจากอากาศ ก่อนจะใช้มือขวาบิดเปิดประตูเข้าไปเล็กน้อย
จากนั้นก็โยนลูกแก้วทรงดวงตาเข้าไปในห้อง 403 ผ่านช่องว่าง
ขณะลูกแก้วดังกล่าวลอยไปในอากาศ มันทำการดูดกลืนแสงโดยรอบอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งตัวเองเปล่งแสงเจิดจ้าและบริสุทธิ์ผุดผ่อง ดูคล้ายกับดวงอาทิตย์ขนาดย่อส่วน
วินาทีถัดมา ไคลน์ใช้มือขวาดึงประตูกลับ ด้วยเกรงว่าเอริคและคนที่เหลือจะจ้องมองแสงสว่างด้วยตาเปล่าไม่ไหว
“คำแนะนำของผมก็คือ ใช้สมบัติปิดผนึกระดับ 1 ในขอบเขตสุริยันเพื่อชำระล้างบริเวณโดยรอบ” เมื่อพูดจบ ไคลน์หวนนึกถึง ‘ตราศักดิ์สิทธิ์สุริยันกลายพันธุ์’ ที่อยู่หลังประตูยานิสเมืองทิงเก็น แม้ว่านั่นจะเป็นเพียงสมบัติปิดผนึกระดับ 3 แต่ถ้ามีเวลามากพอก็สามารถขจัดสิ่งมีชีวิตประเภทเน่าเปื่อยได้
ขณะเอริคเตรียมบอกว่า พวกตนก็นำสมบัติปิดผนึกที่คล้ายกันมาด้วย เพียงแต่ไม่มีโอกาสได้ใช้งาน มันเห็นมิสเตอร์เมอร์ลิน·เฮอร์มิสเปิดประตูห้อง 403 เข้าไปอีกครั้ง
ร่างทั้งหกภายในห้องอันตรธานหาย ตะกอนพลังชนิดต่างๆ เริ่มควบแน่นอย่างเชื่องช้า บรรยากาศเย็นยะเยือกและกลิ่นเหม็นรุนแรงถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน
“จบแล้ว?” เอริคถามด้วยความลังเล
ไคลน์ส่ายหน้าและยิ้ม
“ยัง ต้นตอของปัญหายังคงอยู่… คุณสืบข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าของห้องมาหรือยัง”
เอริคตอบทันที
“เขาเรียกตัวเองว่าจอห์น เป็นนักดาราศาสตร์สมัครเล่น ชอบศึกษาอวกาศด้วยกล้องดูดาวแบบพิเศษในทุกคืน”
ศึกษาอวกาศ… ไคลน์เดินเข้าไปในห้องด้วยมาดเงียบขรึม ก่อนจะออกคำสั่งอย่างเป็นกันเอง
“ตรวจสอบให้ทั่วเพื่อค้นหาเบาะแส”
ด้วยเหตุผลบางประการ เอริครู้สึกว่ามิสเตอร์เมอร์ลิน·เฮอร์มิสมีบรรยากาศคล้ายกับหัวหน้าคนแรกเมื่อครั้งมันเพิ่งเข้าร่วมเหยี่ยวราตรี บุคลิกเปี่ยมไปด้วยความเป็นมืออาชีพ เยือกเย็น และน่าเชื่อถือ
มันพยักหน้าให้สมาชิกคนอื่นในทีมเป็นนัยว่าต้องทำตามคำสั่ง
ส่วนตัวมันคอยเดินตามไคลน์ ในแง่หนึ่งเพื่อให้ความช่วยเหลือ แต่อีกแง่หนึ่งก็เพื่อป้องกันอันตรายที่ไม่คาดฝัน
ไคลน์เพิกเฉยอีกฝ่าย เพียงเดินเข้าไปใกล้กล้องดูดาวที่หรูหรา จากนั้นก็โน้มตัวลงและใช้ดวงตาจ่อเลนส์
อันตราย… เอริคอยากจะเตือน แต่สุดท้ายก็ปิดปากเงียบเมื่อพิจารณาถึงระดับตัวตนของอีกฝ่าย
ขณะเดียวกัน ผ่านกล้องดูดาว ไคลน์เริ่มเห็นอวกาศอันสว่างไสว ดาวแต่ละดวงเปล่งแสงระยิบระยับ
ทันใดนั้นเอง ทัศนวิสัยของมันถูกบดบังด้วยดวงตาขนาดมหึมา
ดวงตาดังกล่าวคล้ายแนบติดกับเลนส์ตรงปลายอีกฝั่งของกล้อง พื้นหลังสีเทาอ่อน รูม่านตาสีเหลืองซีด เส้นเลือดฝอยภายในดวงตาบวมพองและเต็มไปด้วยหนองสีใสที่น่าขยะแขยง
…………………………………………..
“อย่าช่วยข้า… อย่าช่วยข้า…”
ไคลน์ที่อยู่บนปราสาทต้นกำเนิดและถือไพ่เดอะฟูลนั้นมีระดับตัวตนทัดเทียมราชาเทวทูต จึงไม่ถูกกัดกร่อนจากการได้ฟังเสียงเพรียกของมิสเตอร์ประตูโดยตรง แต่เนื้อหาของประโยคทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง คันไปถึงหนังศีรษะ ดวงตาเบิกกว้าง ยากที่จะระงับความตื่นตระหนกซึ่งถาโถมเข้ามาในใจอย่างกะทันหัน
เดิมที ชายหนุ่มเข้าใจว่ามิสเตอร์ประตูกำลังร้องขอความช่วยเหลือ แต่สิ่งที่มันกำลังได้ยินกลับกลายเป็น:
“อย่าช่วยข้า!”
ขณะไคลน์นั่งเงียบ เสียงที่บางเบาและแหบแห้งเป็นราวกับเข็มเล่มเล็กซึ่งทะลวงเข้ามาในร่างวิญญาณชายหนุ่ม หลังจากส่งเสียงเพรียกอยู่นานกว่าสิบวินาที เนื้อหาเกิดการเปลี่ยนแปลง
“ช่วยข้าด้วย… ช่วยข้าด้วย…”
ในคราวนี้ ภาษาที่ใช้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน
“…” ไคลน์เอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยสีหน้าว่างเปล่า นั่งฟังอยู่เกือบราวสิบวินาที
จากนั้นก็ยกเลิกการคงสภาพภาพฉายจากอดีตของ ‘มาสเตอร์คีย์’ และ ‘มงกุฎจันทร์ชาด’ เพื่อให้ห้วงมิติเหนือสายหมอกสีเทากลับสู่ความเงียบสงบตามเดิม
ฟู่ว… ชายหนุ่มสูดลมหายใจยาว ใช้นิ้วเคาะขอบโต๊ะทองแดงพลางพึมพำ
มิสเตอร์ประตูเสียสติไปแล้ว แต่ส่วนที่เสียสตินั้นไม่ใช่บุคลิกที่พยายามตะโกน หากแต่เป็นบุคลิกที่ดูสงบและสามารถสื่อสารกับผู้คนได้อย่างมีเหตุผล… ส่วนหลังสามารถสร้างอิทธิพลกับส่วนแรกได้ในระดับหนึ่ง และบิดเบือนเนื้อหาของการตะโกน?
ในตอนที่มิสเตอร์ประตูได้สติ ท่านจะส่งเสียงตะโกนว่า ‘อย่าช่วยข้า’ … สำหรับราชาเทวทูตที่ถูกเนรเทศมานานกว่าพันปี นี่ไม่ใช่การตอบสนองที่ปรกติแน่นอน เว้นเสียแต่ ท่านจะเชื่อว่าหากตัวเองได้กลับมายังโลกความจริง นั่นจะนำมาซึ่งภัยพิบัติที่ตัวท่านเองก็ไม่ต้องการเห็น… ราชาเทวทูตที่เสียสติโดยสมบูรณ์?
เมื่อผนวกกับข้อเท็จจริงที่ว่า ทุกครั้งที่สื่อสารกัน มิสเตอร์ประตูจะชักชวนให้จักรพรรดิแวะมาเยี่ยมดวงจันทร์ซึ่งอยู่ในการครอบครองของเทพภายนอกเสมอ เราสามารถอนุมานได้ว่า:
มิสเตอร์ประตูที่ถูกเนรเทศไม่ได้รับการปกป้องจากบาเรียที่พระผู้สร้างต้นกำเนิดเหลือทิ้งไว้ ท่านจึงถูกกัดกร่อนโดยเทพภายนอกบางตนจนสูญสิ้นสติไปเกือบทั้งหมด สภาพในปัจจุบันดีกว่าเทพผู้ถูกล่ามเพียงเล็กน้อย…
เส้นทางผู้ฝึกหัดสามารถท่องอวกาศได้ลำดับ 3 และนอกจากนั้น หนึ่งในพระนามของมิสเตอร์ประตูคือ ‘ผู้นำทางแห่งท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว’ … หรือจะหมายความว่า ก่อนที่ท่านจะถูกเนรเทศ ราชาเทวทูตตนนี้เชื่อมต่อกับเทพภายนอกสักตนและได้รับอิทธิพลมาในระดับหนึ่ง?
เช่นนั้นแล้ว ดินแดนสีแดง อาคารคล้ายพีระมิด และอวกาศในสถานที่ต่างๆ ซึ่งมิสเมจิกเชี่ยนได้เห็นครั้งสุดท้ายก่อนจะตัดการเชื่อมต่อ สิ่งเหล่านั้นมีความหมายว่าอย่างไร? ดูไม่เหมือนกับระบบสุริยะในปัจจุบัน และไม่เหมือนหลุมศพของจักรพรรดิมืด… เป็นแหล่งกบดานของเทพภายนอกที่สร้างอิทธิพลกับมิสเตอร์ประตู? หรือเป็นตำนานที่มิสเตอร์ประตูทิ้งไว้บนดาวเคราะห์ดวงอื่นในตอนที่ประกอบพิธีกรรมเลื่อนลำดับเป็นจอมเวทท่องมิติ? จุดยึดเหนี่ยวจิตใจ? น่าจะเป็นอย่างหลัง เพราะมิสเมจิกเชี่ยนมิได้ถูกกัดกร่อนหลังจากเห็นฉากดังกล่าว…
ยิ่งไคลน์ครุ่นคิด หัวใจก็ยิ่งหนักอึ้ง เพราะในบางแง่มุม สิ่งนี้อาจสะท้อนสภาพที่แท้จริงของวันสิ้นโลก
วันสิ้นโลกไม่ใช่สิ่งที่ แค่ไม่คิดถึงหรือทำเป็นไม่รู้ แล้วมันจะไม่เกิดขึ้น!
เข้าใจแล้วว่าทำไมแสงเหลืองเวนิธานถึงทำนายว่า วันที่คำสาปถูกปลดออก นั่นคือหายนะที่แท้จริงของตระกูลอับราฮัม… บางทีการส่งเสียงเพรียกของมิสเตอร์ประตูซึ่งทำให้ตระกูลอับราฮัมไม่สามารถมีครึ่งเทพเพิ่ม อาจเป็นรูปแบบหนึ่งของการปกป้อง… แม้ว่านั่นจะทำให้ตระกูลอับราฮัมสูญเสียสถานะทางสังคมและทรัพย์สินส่วนใหญ่ไป จนกลายเป็นเพียงตระกูลธรรมดา แต่อย่างน้อยก็ยังรักษาสายเลือดเอาไว้ได้… หึหึ ในคำทำนายดังกล่าว วิธีแก้คำสาปคือการค้นหา ‘ผู้ฝึกหัด’ ที่ได้รับความช่วยเหลือจากตัวตนลึกลับ… ไคลน์หัวเราะในลำคอ มันพบคำตอบที่จะมอบให้กับมิสเมจิกเชี่ยน
มันวางแผนจะให้ฟอร์สบอกความจริงกับอาจารย์เพียงบางส่วน
ประการแรก เน้นย้ำว่ามิสเตอร์ประตูอยู่ในสภาพกึ่งเสียสติและเป็นบุคคลอันตราย ลำพังการสื่อสารเพียงอย่างเดียวก็อาจนำพาความเสี่ยงมหาศาล ประการที่สอง ห้ามบอกพิธีกรรมปลดคำสาปที่สอง ให้พูดแค่การสังเวยครึ่งเทพเส้นทางนักทำนาย นักจารกรรม และผู้ฝึกหัด
ในประเด็นแรก ตระกูลอับราฮัมสามารถเข้าใจได้ว่า เหตุใดบรรพบุรุษของพวกตนถึงเอาแต่ร้องขอความช่วยเหลือโดยไม่สนใจผลลัพธ์ เป็นเพราะอีกฝ่ายสูญเสียเหตุและผลจนทำได้เพียงสิ่งที่เลวร้าย
นั่นจะช่วยขจัดความกังวลภายในใจตระกูลอับราฮัมได้หลายส่วน ป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายฝืนช่วยเหลือมิสเตอร์ประตูออกมา และเริ่มเปลี่ยนมานับถือมิสเตอร์ฟูลมากขึ้น
สำหรับประเด็นที่สอง ไคลน์จงใจปกปิดเพื่อป้องกันมิให้สมาชิกกลุ่มสุดโต่งที่ไม่มีพลังพอจะประกอบพิธีกรรม หวังพึ่งพาโชคและลองเสี่ยงดวงด้วยความบ้าบิ่น
ในขณะเดียวกัน การแจ้งหนึ่งในสองพิธีกรรมเป็นการทำให้ตระกูลอับราฮัมไว้วางใจฟอร์ส
ไม่ต้องเอ่ยถึง ‘จอมเวทลึกลับ’ ที่เป็นตัวปัญหาสุดๆ ลำพังครึ่งเทพอย่าง ‘จอมเวทพิสดาร’ ก็หาตัวจับได้ยากแล้ว แถมส่วนใหญ่ยังเป็นคนของลัทธิเร้นลับ การพุ่งเป้าไปยังคนเหล่านี้ย่อมทำให้ซาราธขุ่นเคืองใจ แม้ตระกูลอับราฮัมจะมีครึ่งเทพที่สามารถใช้งานสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่พวกเขาก็คงหาเหยื่อมาประกอบพิธีกรรมนี้ไม่ง่ายแน่ และเหนือสิ่งอื่นใด หากจัดการกับ ‘ปรสิต’ โดยไม่ระวัง เป้าหมายดังกล่าวอาจเป็นร่างโคลนของอามุนด์ และนั่นจะไม่ต่างอะไรกับการเสิร์ฟขนมให้บุตรแห่งพระผู้สร้าง…
หลังจากนั้น เราจะให้เดอะเวิร์ลเตือนมิสเมจิกเชี่ยนว่า ให้เธอคอยระวังกลุ่มคนสุดโต่งภายในตระกูลอับราฮัมให้ดี… ไคลน์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะตอบสนองการสวดวิงวอนของฟอร์ส
…
หลังจากส่งตัวเองกลับสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์และกลับออกมายังโลกความจริง ไคลน์ขึ้นรถไฟไอน้ำเดินทางมายังคอนสแตน เมืองหลวงของแคว้นเลียบทะเล ที่นี่เคยเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของอาณาจักรโลเอ็น และเป็นเมืองหน้าด่านในสงครามที่เพิ่งจบลงไป
…ความเสียหายหนักหน่วงมาก… หลังลงจากรถไฟและออกจากชานชาลา ไคลน์เหยียดตัวมองเข้าไปในเมืองอุตสาหกรรมเบื้องหน้า
แม้ว่าชายหนุ่มจะเพิ่งเคยมาที่นี่ แต่ก็เคยเห็นภาพถ่ายของคอนสแตนจากหนังสือพิมพ์และนิตยสาร
ภาพถ่ายเหล่านั้นเป็นสีขาวดำ บันทึกแทบทุกแง่มุมภายในเมือง
จากบรรดาภาพทั้งหมด มีสามจุดที่สร้างความประทับใจให้ไคลน์:
ประการแรก ที่นี่เต็มไปด้วยปล่องไฟและเตาหลอม ดูราวกับเป็นป่าอิฐที่สร้างโดยฝีมือมนุษย์ สามารถดึงดูดความสนใจของผู้พบเห็นได้เป็นอย่างมาก และเป็นตัวแทนแห่งอุตสาหกรรมได้ดีกว่าเบ็คลันด์
ประการที่สอง มีการใช้คอนกรีตและเหล็กกล้าอย่างแพร่หลายในหมู่อาคาร เป็นสัดส่วนที่หน้าแน่นกว่ากรุงเบ็คลันด์ซึ่งมีความคล้ายคลึงกัน
ประการที่สาม คราบถ่านหินอาจปนเปื้อนในหลายจุด รวมไปถึงผิวหนังและร่างกายมนุษย์ แต่อากาศของที่นี่ดีกว่ากรุงเบ็คลันด์เนื่องจากลมทะเลที่พัดผ่านด้วยความแรง
แต่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเตาหลอมเหล็กสูงตระหง่าน ปล่องไฟ หรืออาคารหลังใหญ่ สิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นบางตาลงอย่างชัดเจน เหลือเพียงซากปรักหักพังที่กระจัดกระจาย
ในทางกลับกัน พื้นที่เขตโรงงานได้รับความเสียหายน้อยกว่าเขตที่อยู่อาศัย เพราะโรงงานเหล็กและคลังอาวุธของที่นี่จำเป็นต่อกองทัพฟุซัค
จำนวนผู้เสียชีวิตคงไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสน… ไคลน์ถอนหายใจเงียบ ยกกระเป๋าเดินทาง เดินลงจากสถานีรถไฟไอน้ำและเข้าสู่เมืองคอนสแตนอย่างเป็นทางการ
ระหว่างทางไปโรงแรม ชายหนุ่มยังคงสวมบทบาทเป็น ‘ผู้ชี้นำปาฏิหาริย์’ และสุ่มเลือกชายคนหนึ่งในวัยสามสิบตอนต้น
“ผมเป็นนักมายากลพเนจร กลของผมสามารถเติมเต็มความปรารถนาของผู้คนได้ อยากทดสอบดูไหม?” ไคลน์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นคนหน้าบาง สามารถเปิดบทสนทนากับคนแปลกหน้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ชายกำยำชำเลืองด้วยหางตาก่อนจะโบกมืออย่างหัวเสีย
“คุณคืนชีพให้พ่อ แม่ พี่น้องสองคน และลูกหนึ่งคนของผมได้หรือ?”
กล่าวจบ มันไม่รอให้นักมายากลฝั่งตรงข้ามตอบ เพียงรีบเดินไปยังสถานีรถม้าที่ใกล้ที่สุดด้วยท่าทีหงุดหงิดเจือจาง กำปั้นขวาถูกยกขึ้นมาทุบหน้าอกซ้าย
ไคลน์ยังคงยืนในตำแหน่ง ยกมุมปากยิ้มเล็กน้อย เฝ้ามองชายคนดังกล่าวจากไปอย่างเงียบงัน
มันนึกถึงนิตยสารเล่มหนึ่งที่ได้อ่านบนรถไฟไอน้ำ มีหลายหน้าแสดงภาพถ่ายของสถานการณ์ปัจจุบันในสุสานเมืองคอนสแตน
ป้ายหลุมศพเรียงรายจนดูคล้ายปล่องไฟและเตาหลอม ชั้นวางที่บรรจุกล่องเถ้ากระดูกดูเหมือนกับอาคารที่พังถล่มลงไป
คล้ายกับเมืองคอนสแตนทั้งเมืองกลายเป็นสุสาน
หลังจากหุบยิ้ม ไคลน์เดินผ่านน้ำพุที่แห้งแล้งและตรงไปยังโรงแรมที่อยู่ไม่ไกล
ระหว่างทาง มันได้ยินคนเดินถนนจำนวนหนึ่งสนทนากันเกี่ยวกับสถานที่ซึ่งมีผีสิงและสัตว์ประหลาดน่ากลัวโผล่ออกมา
“ในตอนที่เดินผ่านแม่น้ำมารีส ฉันได้ยินเสียงร้องไห้ดังระงมมาจากในน้ำ แต่ก็ไม่กล้ามอง ฉันรีบวิ่งกลับเมืองราวกับสายลม…”
“นั่นยังธรรมดา ฉันเคยเห็นสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นในบ้านเลขที่ 9 ถนนดอกผักตบชวา! บนหน้าต่างของบ้านมีหน้าคน! เป็นใบหน้าที่ซีดมาก!”
“หลังบ้านฉันมีคนเดินถนนหายไปหลายคน รอยเลือดลากยาวไปถึงซากอาคารใกล้เคียง แต่ตำรวจกลับหาศพไม่พบ…”
“น่ากลัวมาก! เทพธิดาคุ้มครองพวกเราด้วย!”
“องค์วายุสลาตัน ได้โปรดช่วยให้ภูตผีและสัตว์ประหลาดเหล่านี้อยู่ห่างจากเราด้วย!”
“นอกจากนั้น ศาลาเทศบาลยังปิดประกาศไว้ว่า ให้ประชาชนรีบแจ้งเหตุกับตำรวจทันทีที่พบเหตุการณ์คล้ายคลึงกัน”
ดูเหมือนว่า สงครามที่เป็นราวกับเครื่องบดเนื้อจะทำให้ซากศพจำนวนมากไม่ถูกปลอบประโลม หลายศพจึงลงเอยด้วยการกลายเป็นผีหรือพรายน้ำ เฮ้อ… โดยส่วนมากแล้วจะเกิดกับผู้ที่ตายโดยไม่เหลือศพ… นอกจากนั้นยังมีผู้วิเศษที่เสียสติหรือกลายพันธุ์… ผู้วิเศษที่ไม่ได้ดื่มโอสถอย่างถูกต้องมักมีความเสี่ยงสูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ส่วนมากจะลงเอยด้วยการคลุ้มคลั่ง… เหยี่ยวราตรีและทูตพิพากษาคงกำลังตามเก็บกวาดเรื่องนี้อย่างขยันขันแข็ง แต่สำหรับเมืองใหญ่อย่างคอนสแตน ชาวเมืองอาจต้องทนอยู่ร่วมกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติไปอีกสักระยะ เพราะต้องไม่ลืมว่า ภูตผีและสัตว์ประหลาดบางประเภทเชี่ยวชาญด้านการหลบซ่อน แถมยังมีแนวโน้มที่จะเจ้าเล่ห์… ไคลน์ทำความเข้าใจภาพรวมของคอนสแตน
สำหรับที่นี่ การได้พบพานเหตุการณ์เหนือธรรมชาติจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป หากแต่เป็นกิจวัตรที่ทุกคนต้องอยู่ร่วม
ในเวลาเดียวกัน ไคลน์เห็นกลุ่มเหยี่ยวราตรีแต่งกายในถุงมือสีแดงและเสื้อกันลมสีดำเดินผ่านสี่แยกด้านหน้าตน แต่ชายหนุ่มไม่รู้จักอีกฝ่ายแม้แต่คนเดียว
นั่นสินะ มหาวิหารสุขสงบคงต้องส่งถุงมือแดงมาช่วยสนับสนุน… หืม แถวนี้มีความผิดปรกติเกิดขึ้น? ไคลน์พยักหน้าแผ่วเบากับตัวเอง อาศัยสัมผัสวิญญาณนำพา มันหันไปมองอาคารหอพักที่อยู่ด้านหลังซากปรักหักพัง
ด้านหลังมุขหน้าต่างบนชั้นที่สี่ ใบหน้าเน่าเปื่อยกำลังแนบติดกับกระจกพลางจ้องออกมา ของเหลวเหลืองปนสีดำทยอยไหลลงมาตามหน้าต่าง
…………………………………………
ถ้าเจ้านั่นไม่พุ่งเข้ามาชนภาพวาดสีน้ำมันปีศาจด้วยตัวเอง เราคงต้องอัญเชิญภาพฉายของมิสเตอร์เวิร์ลออกมา… แต่ว่า นั่นจะเท่ากับเป็นการขอความช่วยเหลือจากเทวทูตไหม? ฟอร์สครุ่นคิดพลางดื่มโอสถ
สำหรับเธอ โอสถขวดนี้มอบความรู้สึกเหมือนกับน้ำแข็งที่เย็นจัด สามารถทำร้ายคนได้หากดื่มอย่างไม่ระวัง ทุกที่ที่มันไหลผ่าน ความรู้สึกในบริเวณดังกล่าวจะเลือนหายไป มีเพียงความคิดของเธอเท่านั้นที่ยังอยู่
ในสภาวะร่างกายเย็นจัด เป็นธรรมดาที่คนจะเห็นภาพหลอน ในทัศนวิสัยของฟอร์ส ท้องฟ้ายามราตรีปรากฏขึ้น แสงจากดวงดาวหนาแน่นจนดูเหมือนกับเรียงร้อยเข้าด้วยกันกลายเป็นแม่น้ำที่ชวนฝัน
ผิวกายฟอร์สเริ่มส่องแสงดวงดาว ราวกับมันมาจากภายใน
แสงดาวอันบริสุทธิ์ดวงเล็กๆ สร้างการเชื่อมโยงที่มองไม่เห็นเข้ากับดวงดาวบนท้องฟ้า ท่ามกลางแสงระยิบระยับ กลุ่มหนอนดีดดิ้นทยอยชอนไชออกจากร่างกายฟอร์ส ราวกับพวกมันต้องการกลายเป็นหนึ่งในดวงดาวบนทางช้างเผือกในค่ำคืนรัตติกาล
หนอนแต่ละตัวบรรจุเลือดเนื้อและจิตใต้สำนึกไว้บางส่วน ราวกับเป็นร่างแยกที่เธอมิอาจควบคุม
ความคิดของฟอร์สจมอยู่กับความสับสนทันที เธอฝืนกัดฟันระงับแนวโน้มที่ร่างกายต้องการแยกออกจากกัน
ทันใดนั้นเอง หญิงสาวสัมผัสถึงวัตถุมายาบางชนิด
สิ่งนั้นคือผนึกที่เธอสร้างขึ้นจากภาพวาดสีน้ำมันปีศาจ มันกำลังถูกฉายบนโลกลึกลับที่สร้างขึ้นโดยโอสถ และเริ่มก่อตัวกลายเป็นสัญลักษณ์ที่พร่ามัวในเชิงนามธรรม
ฟอร์สไม่มัวคิดมาก อาศัยสัญชาตญาณในการขยายส่วนหนึ่งของจิตใต้สำนึกและพลังวิญญาณ แผ่เข้าไปพัวพันกับสัญลักษณ์นามธรรมดังกล่าว
สัญลักษณ์ดังกล่าวยังไม่กลมกลืนกับร่างกายเธอดีนัก คล้ายมีบางส่วนที่ยังไม่เป็นของเธอ แต่ก็ยังสามารถผสานเข้าด้วยกันอย่างเต็มกลืน
ทันใดนั้น สัญลักษณ์นามธรรมเริ่มทวีความชัดเจนภายในความคิดของฟอร์ส มันคือชั้นของ ‘ประตู’ ที่มีสัญลักษณ์ลึกลับถูกวาดอยู่
ประตูบานดังกล่าวซ่อนฟอร์สไว้ข้างหลังมัน คอยปกป้องเธอจากอวกาศโดยรอบ
ในเวลาเดียวกัน อีกด้านหนังของประตู สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงซึ่งถูกผนึกไว้เริ่มสัมผัสถึงออร่าของศัตรู อาศัยออร่าเทพของตัวเองในการกัดกร่อนประตูมายาบานดังกล่าว ดูเหมือนว่าจะช่วยให้ฟอร์สลดอิทธิพลจากอวกาศได้ในระดับหนึ่ง
ฉากดังกล่าวกินเวลานานกว่าสิบวินาที จนกระทั่งท้องฟ้ายามราตรีซึ่งมีทางช้างเผือกพร่างพราวจะค่อยๆ เลือนหาย แสงดาวดวงเล็กๆ ทยอยกลับมาที่ร่างฟอร์สอีกครั้งและหลอมรวมเข้ากับตัวเธอ
ทันใดนั้นเอง ความมืดมิดเจือจางเริ่มแผ่ปกคลุมทัศนวิสัยของฟอร์ส ลึกเข้าไปในความมืดมีพายุที่ไม่มีวันสิ้นสุดและสายฟ้าที่ผ่าลงมาเป็นระยะ
วินาทีถัดมา ฟอร์สได้ยินเสียงที่คุ้นเคยภายในหัว เป็นเสียงเสียดแทงประหนึ่งตะปูเหล็กที่ถูกตอกใส่สมองและคนกวน
ใบหน้าฟอร์สเปลี่ยนไปกะทันหัน หากไม่ใช่เพราะเธอเคยมีประสบการณ์ที่คล้ายกันมานับครั้งในถ้วนในอดีตจนเกิดเป็นภูมิคุ้มกัน รวมถึงประเด็นที่เธอมีระดับตัวตนของนักบุญ ปัจจัยดังกล่าวช่วยให้ฟอร์สไม่ต้องคลุ้มคลั่งคาที่
แน่นอนว่า ‘ความโชคดี’ ก็ส่งผลอยู่ไม่น้อย
ฟอร์สใช้เวลานานหลายวินาทีเพื่อฌานให้จิตใจสงบ จากนั้นก็ได้ยินอย่างชัดเจนว่าเสียงดังกล่าวกำลังพูดถึงสิ่งใด
มันกำลังร้องขอความช่วยเหลือ!
นี่ไม่ใช่ภาษาคนยักษ์ เอลฟ์ หรือเฮอร์มิสโบราณ เป็นภาษาที่ฟอร์สไม่เคยสัมผัสมาก่อนชั่วชีวิต แต่กลับฟังเข้าใจทันทีที่ผ่านเข้ามาในหู
มิสเตอร์ประตูจะส่งเสียงเพรียกเพื่อขอความช่วยเหลือในทุกๆ จันทร์เต็มดวง ถือเป็นความอัปยศของราชาเทวทูต… แต่ถึงแม้จะได้ยินเขาขอความช่วยเหลือ แต่ด้วยระดับพลังอย่างเรา เรื่องนี้คงอันตรายเกินขอบเขตความสามารถ… ฟอร์สกำลังลังเลว่า ตนควรสนทนากับมิสเตอร์ประตูในตอนนี้ไปเลย หรือควรแสร้งทำหูทวนลมและจดจ่ออยู่กับการฟื้นฟูพลังวิญญาณ ขณะเดียวกันก็ศึกษาความสามารถของจอมเวทลึกลับให้ถ่องแท้ จึงค่อยไปคุยกับมิสเตอร์ประตูในคืนจันทร์เต็มดวงถัดไป
ทันใดนั้นเอง เสียงเพรียกหยุดลงจนทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบ
ผ่านไปไม่กี่วินาที สุ้มเสียงที่แผ่วเบาแต่แหลมเล็ก ทะลวงเข้ามาในจิตใจของฟอร์ส
“เจ้ากำลังใช้ตะกอนพลังของอับราฮัม”
ประโยคดังกล่าวฟังดูเรียบง่าย ตรงไปตรงมา และปราศจากความสูงต่ำของเสียง แต่มันก็รุนแรงมากพอที่จะทำให้เส้นเลือดกึ่งกลางหน้าผากของฟอร์สปูดโปน ดวงตาแดงก่ำ ร่างกายแผ่แสงระยิบระยับ
เธอเกือบคลุ้มคลั่งในวินาทีเมื่อครู่
“ท่านเป็นใคร” ฟอร์สสงบสติพลางตั้งใจถาม
เสียงที่เกือบทำให้เธอคลุ้มคลั่ง กล่าวด้วยรอยยิ้มเจือจาง
“เรียกข้าว่ามิสเตอร์ประตูก็ได้… เจ้าน่าจะคุ้นชื่อนี้ดี”
ราชาเทวทูตจากยุคสมัยที่สี่รายนี้เปิดเผยทันทีว่าฟอร์สมีการเชื่อมโยงบางอย่างกับตน จนสามารถได้ยินเสียงเพรียกในคืนจันทร์เต็มดวง
…ฉันจะเอาเรื่องของนายไปเขียนนิยาย! ฟอร์สขบกรามแน่นก่อนจะถาม
“เรียนมิสเตอร์ประตู ท่านคือบรรพบุรุษของตระกูลอับราฮัม ท่านเจ้าคุณเบเทลใช่หรือไม่?”
เนื้อเสียงที่ฝ่าฟันสิ่งกีดขวางเข้ามาหลายชั้น กลับไปหม่นหมองอีกครั้ง
“ถูกต้อง”
“แล้วคุณทราบหรือไม่ว่า การขอความช่วยเหลือของคุณทำให้ตระกูลอับราฮัมทั้งหมดต้องตกอยู่ภายใต้คำสาปที่กินเวลานานหลายพันปี? จนถึงจุดที่แทบจะไม่มีใครกลายเป็นนักท่องเที่ยวหรือนักบันทึกได้เลย พวกเขาล้วนคลุ้มคลั่งในยามที่เลื่อนลำดับหรือไม่ก็คืนพระจันทร์เต็มดวง” ฟอร์สเชื่อว่าตนไม่สามารถพูดคุยกับมิสเตอร์ประตูได้นานนัก หากไม่แล้ว แนวโน้มของภาวะคลุ้มคลั่งจะรุนแรงจนมิอาจย้อนกลับ เธอจึงถามในประเด็นที่ตระกูลอับราฮัมอยากรู้มากที่สุด
มิสเตอร์ประตูเงียบไปสองวินาที
“พวกเขาไม่มีจอมเวทลึกลับหรือครึ่งเทพตนอื่นอีกแล้วหรือ?”
“หลังจากสงครามสี่จักรพรรดิก็ไม่มีอีกเลย และคำสาปที่ท่านนำพามาสู่ตระกูลก็ทำให้ไม่มีใครเลื่อนเป็นครึ่งเทพสำเร็จ หากท่านหยุดขอความช่วยเหลือสักสิบปี บางทีอาจมีครึ่งเทพอับราฮัมคนใหม่ถือกำเนิด และท่านเองก็จะมีโอกาสรอดมากขึ้น” ฟอร์สเสนอแนะอย่างจริงใจ
มิสเตอร์ประตูถอนหายใจ
“ข้าถูกเนรเทศมายังท่ามกลางความมืดอันเป็นนิรันดร์ รายล้อมไปด้วยพายุที่โหมกระหน่ำไม่มีวันจบสิ้น ข้าย่อมไม่มีทางทราบว่าเกิดอะไรขึ้นบนโลกความจริงบ้าง และคิดไม่ถึงว่าตระกูลอับราฮัมจะไม่มีครึ่งเทพเหลืออยู่อีกแล้ว”
โกหก… บุคคลที่แสดงความเห็นเช่นนี้ไม่ใช่ฟอร์ส หากแต่เป็นไคลน์ผู้กำลังนั่งบนปราสาทต้นกำเนิด ถือไพ่เดอะฟูลและไม้เท้าดวงดาว ชายหนุ่มกำลังจับตามองความคืบหน้าผ่านดาวแดงอย่างใกล้ชิด
มันยังไม่ลืม จักรพรรดิโรซายล์ระบุไว้ในไดอารีว่ามิสเตอร์ประตูมีข้อมูลของโลกแห่งความจริงในระดับหนึ่ง – ดูเหมือนว่ามันจะได้เห็นและได้ยินสถานการณ์ของโลกภายนอกผนึกได้ด้วยความช่วยเหลือจากพระจันทร์เต็มดวง
หลังจากถอนหายใจ มิสเตอร์ประตูกล่าวต่อ
“นอกจากนั้น การร้องขอความช่วยเหลือในคืนจันทร์เต็มดวงอยู่นอกเหนือความควบคุมของข้า”
“ทำไม?” ฟอร์สโพล่งถามด้วยความประหลาดใจ
มิสเตอร์ประตูตอบเสียงล่องลอย
“เจ้าที่เป็นครึ่งเทพคงทราบดี ยิ่งลำดับสูงเท่าไร ภัยคุกคามจากความบ้าคลั่งก็ยิ่งรุนแรง… แม้แต่เทวทูตธรรมดาที่ใช้ชีวิตได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องต่อสู้กับใคร ก็อาจค่อยๆ ได้รับอิทธิพลจากตะกอนพลังของตัวเองทีละนิดจนกลายเป็นตัวเองน้อยลง หรือในกรณีร้ายแรงก็อาจเข้าสู่ภาวะกึ่งเสียสติ… ข้าคือราชาเทวทูตผู้ถูกเนรเทศและผนึกอยู่ที่นี่นานนับพันปี แถมยังไม่มีคู่สนทนา การที่ยังไม่เป็นบ้าโดยสมบูรณ์ย่อมหมายความว่าข้าทรงพลังแต่ขณะเดียวกันก็โชคดี… เมื่อคืนพระจันทร์เต็มดวงมาถึง ส่วนที่เสียสติภายในตัวข้าจะแข็งแกร่งขึ้น ทำให้ข้ามิอาจควบคุมมัน และทำได้เพียงปล่อยให้มันร้องขอความช่วยเหลือ”
แบบนี้นี่เอง… ถ้าเราต้องถูกกักขังในสถานการณ์เดียวกัน คงกลายเป็นบ้าภายในสองสามเดือน… อา แต่ถ้ามีเหล้า หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และอาหารเตรียมไว้ไม่ขาด ก็อาจอยู่ได้สักปีนึง… ไม่สิ สักครึ่งปี… ฟอร์สพยักหน้าก่อนจะถามตามมารยาท
“ฉันจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง? แล้วตระกูลอับราฮัมจะหลุดพ้นจากคำสาปได้อย่างไร?”
มิสเตอร์ประตูเงียบไปสักพัก
“ประกอบพิธีกรรมเพื่อช่วยข้าออกไป การทำเช่นนั้นจะเท่ากับขจัดต้นตอของปัญหา… มีพิธีกรรมอยู่สองแบบ แบบแรกคือการสังเวยครึ่งเทพของเส้นทางนักทำนาย ผู้ฝึกหัด และนักจารกรรมอย่างละหนึ่งคน… แบบที่สองคือการนำเลือดของผู้วิเศษตระกูลอับราฮัมอย่างน้อยเก้าสิบเก้าคนมาวาดเป็นสัญลักษณ์นี้…”
“…ฉันจะไปบอกพวกเขาให้” ฟอร์สรับปาก
ในเวลาเดียวกัน เธอเสริมในใจ: ถ้ามิสเตอร์ฟูลอนุญาตล่ะนะ…
มิสเตอร์ประตูหัวเราะ
“ถ้าหลังจากนี้ข้าได้รับอิสระ ข้าจะช่วยให้เจ้าเป็นเทวทูต…”
เสียงของมันเริ่มจางลงเรื่อยๆ คล้ายกับมันกลับสู่สภาพเดิมหลังจากการเลื่อนลำดับของฟอร์สจบลง
ในอีกไม่กี่วินาทีถัดมา ฟอร์สไม่ได้ยินเสียงที่อาจทำให้เธอคลุ้มคลั่งอีกต่อไป ความมืดอันลุ่มลึกและพายุที่น่าสะพรึงในการมองเห็นก็สลายหายไปพร้อมกัน
อย่างไรก็ดี ก่อนที่ฉากดังกล่าวจะเลือนหายไปทั้งหมด ฟอร์สสังเกตเห็นว่า ท่ามกลางดินแดนอันกว้างใหญ่ซึ่งปกคลุมไปด้วยหินสีแดง ที่นั่นมีอาคารโบราณลักษณะคล้ายกับพีระมิดตั้งอยู่ ด้านหลังอาคารเป็นความมืดมิดและดวงดาวที่ส่องประกาย แตกต่างจากอวกาศที่เธอเคยเห็นผ่านสายตา ‘โหราจารย์’ โดยสิ้นเชิง
หมายความว่ายังไงกัน? ฟอร์สส่ายหน้า ก่อนจะควบคุมสติและเริ่มฟื้นฟูพลังวิญญาณอย่างจริงจัง
หลังจากปรับตัวให้เข้ากับสถานะใหม่ หญิงสาวสวดวิงวอนทันทีและรายงานทุกสิ่งที่พบเจอให้เธอฟูลทราบโดยไม่ขาดตกบกพร่อง
จัดการเสร็จ ฟอร์สเก็บภาพวาดสีน้ำมันปีศาจและเทเลพอร์ตกลับไปยังท่าเรือพริสต์ เธอได้พบกับอาจารย์ของตน โดเรียน·เกรย์·อับราฮัมผู้กำลังรออยู่ในโกดังสินค้า
เมื่อเห็นว่าศิษย์ของตนปลอดภัย โดเรียนถอนหายใจผ่อนคลายพร้อมกับกล่าวด้วยสีหน้าเปี่ยมศรัทธา:
“ขอบคุณมิสเตอร์ฟูลที่คุ้มครอง”
ในที่สุดมันก็ได้เป็นอาจารย์ของลำดับ 4 จอมเวทลึกลับผู้ไม่มีทีท่าจะทรยศ
เนื่องจากมิสเตอร์ฟูลยังไม่ตอบสนอง ฟอร์สตัดสินใจไม่รายงานบทสนทนาระหว่างเธอกับมิสเตอร์ประตูให้อาจารย์ฟัง และวางแผนที่จะรอจนกว่าจะถึงคืนจันทร์เต็มดวงครั้งถัดไป
หญิงสาวยิ้มอย่างผ่อนคลาย
“นอกจากขอบคุณมิสเตอร์ฟูล ฉันต้องขอบคุณคุณด้วย อาจารย์”
…
เหนือสายหมอกสีเทา ภายในวังโบราณ
ไคลน์ไม่สงสัยในเรื่องที่มิสเตอร์ประตูเรียกตัวเองว่าคนกึ่งเสียสติ เพียงแต่รู้สึกว่าอาจมีความลับซุกซ่อนไว้มากกว่าที่ตาเห็น ยกตัวอย่างเช่น เหตุใดมิสเตอร์ประตูถึงพยายามชักชวนให้จักรพรรดิโรซายล์ไปดวงจันทร์บ่อยครั้ง? ทั้งที่ดวงจันทร์คือถิ่นของเทพภายนอก
ไตร่ตรองสักพัก ชายหนุ่มหยิบมงกุฎจันทร์ชาดและมาสเตอร์คีย์ออกจากสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ เตรียมสร้างสภาพแวดล้อมคล้ายจันทร์เต็มดวงเพื่อฟังเสียงเพรียกของมิสเตอร์ประตู
ผลลัพธ์ของการผสานสองสิ่งนี้ได้รับการยืนยันมานานแล้ว เพียงไม่นานไคลน์ก็ได้ยินเสียงเพรียกที่คล้ายกับเสียดแทงดวงวิญญาณโดยตรง
เนื้อหาของเสียงดังกล่าวก็คือ:
“อย่าช่วยข้า… อย่าช่วยข้า…”
……………………………………
Related
ท่าเรือพริสต์ ในโกดังที่กำลังสร้างใหม่
ไม่กี่วันหลังจากคราวก่อน ฟอร์สได้พบอาจารย์ของเธอ โดเรียน·เกรย์·อับราฮัม
“คุณพร้อมหรือยัง?” โดเรียนถามเสียงแผ่ว
ในการพบกันคราวก่อน มันบอกฟอร์สเกี่ยวกับข้อกำหนดของพิธีกรรมเลื่อนลำดับเป็น ‘จอมเวทลึกลับ’ ลำดับ 4 แห่งเส้นทางผู้ฝึกหัด เพื่อให้เธอได้เตรียมตัวล่วงหน้า
“น่าจะ… น่าจะผ่านเงื่อนไขไปได้…” ฟอร์สตอบอย่างไม่มั่นใจนัก
พิธีกรรมเลื่อนลำดับเป็นจอมเวทลึกลับนั้นค่อนข้างง่าย แต่คำว่าง่ายนั้นตรงข้ามกับคำว่า ‘ซับซ้อน’ ไม่ใช่ ‘ยาก’ สำหรับฟอร์ส เธออยากให้เป็นอย่างอื่นมากกว่า
พิธีกรรมกำหนดให้ผู้ที่ต้องการเลื่อนลำดับ ลงมือผนึกสิ่งมีชีวิตระดับครึ่งเทพที่มีเจตนามุ่งร้ายอย่างชัดเจน ยิ่งได้รับความช่วยเหลือจากภายนอกน้อยเท่าไร พิธีกรรมก็ยิ่งมีประสิทธิภาพเท่านั้น สำหรับระดับตัวตนของเป้าหมาย ขอเพียงไม่ต่ำกว่าครึ่งเทพเป็นอันใช้ได้ ไม่ส่งผลกับพิธีกรรมมากนัก
ได้ยินเช่นนั้น โดเรียนพยักหน้า
“ไม่ต้องกังวล เดิมทีพิธีกรรมก็ยากเกินกว่าผู้วิเศษลำดับ 5 จะผ่านด้วยตัวเองอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือการขอความช่วยเหลือในจังหวะที่เหมาะสม แต่ต้องทำอย่างพอดี พยายามไม่เกินข้อกำหนด ไม่อย่างนั้นพิธีกรรมจะล้มเหลว”
คำแนะนำในตอนแรกของมันคือ ให้ฟอร์สยืมสมบัติปิดผนึกระดับ 1 มาใช้งาน และเป็นการดีกว่าถ้าจะไม่ขอให้ตัวตนระดับนักบุญช่วยเหลือ
ฟอร์สตอบอย่างคลุมเครือ
“ดิฉันจะขอพรให้มิสเตอร์ฟูลช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จในการเลื่อนลำดับหลังจากดื่มโอสถ การขอพรให้โชคดี น่าจะส่งผลดีกว่าการขอพรให้แข็งแกร่งและเอาชนะสิ่งมีชีวิตระดับครึ่งเทพได้… นอกจากนั้น ดิฉันจะใช้ภาพวาดที่อาจารย์พูดถึง”
ภาพวาดดังกล่าวไม่ใช่สมบัติปิดผนึกระดับ 0 อย่าง ‘ม้วนคัมภีร์แห่งเทพ’ แต่เป็นสมบัติปิดผนึกระดับ 1 ของตระกูลอับราฮัมซึ่งมีชื่อว่า ‘ภาพวาดสีน้ำมันปีศาจ’
ในยุคสมัยที่สี่ เสื่อสมาชิกจำนวนมากของตระกูลอับราฮัมเลื่อนลำดับเป็นลำดับ 4 อย่างจอมเวทลึกลับ พวกมันได้สร้างภาพวาดสีน้ำมันขึ้นมาเพื่อผนึกสิ่งมีชีวิตระดับครึ่งเทพ
อย่างไรก็ตาม หลังจากถูกชุมนุมแสงเหนือโจมตีและสูญเสียเอกสารไปเป็นจำนวนมาก โดเรียน·เกรย์ไม่แน่ใจว่าภายในภาพวาดสีน้ำมันปีศาจยังมีสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงถูกผนึกอยู่มากแค่ไหน แค่มั่นใจว่ามีมากกว่าหนึ่ง
เดิมที โดเรียนคิดจะปล่อยสิ่งมีชีวิตระดับครึ่งเทพที่บ้าคลั่งและทำตามสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียวออกจากภาพวาดสีน้ำมันปีศาจ นั่นจะเป็นเป้าหมายในพิธีกรรมของศิษย์รัก ซึ่งสามารถจัดการได้ง่ายกว่านักบุญที่มีสติปัญญาและเฉลียวฉลาดหลายเท่า แถมยังไม่ผิดจากข้อกำหนดของพิธีกรรม แต่สิ่งที่ผิดคาดก็คือ มันคิดไม่ถึงว่าฟอร์สเป็นฝ่ายขอยืมใช้งานภาพวาดสีน้ำมันปีศาจด้วยตัวเอง
โดเรียนขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ภาพวาดสีน้ำมันปีศาจนั้นมีแค่พลังจองจำและผนึก ไม่มีความสามารถด้านทำให้เป้าหมายอ่อนแอลง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คุณต้องใช้พลังของตัวเองเพื่อยัดสิ่งมีชีวิตระดับครึ่งเทพเข้าไปในภาพวาดสีน้ำมันปีศาจ”
ฟอร์สพยักหน้า เป็นนัยว่าทราบเรื่องนี้ดี
“อาจารย์ คุณบอกว่าพลัง ‘บันทึก’ ของนักบันทึกไม่ใช่ความช่วยเหลือจากภายนอก”
“ถูกต้อง” โดเรียน·เกรย์ยืนยันคำตอบอย่างมั่นใจ
หากพลังในการบันทึกของตัวเองถือเป็นความช่วยเหลือจากภายนอก ก็คงแทบไม่มีนักท่องเที่ยวคนใดเลื่อนลำดับสำเร็จ เพราะท้ายที่สุด พลังบันทึกคือไพ่ตายหลักของเส้นทางผู้ฝึกหัดในลำดับก่อนครึ่งเทพ หากตัดพลังบันทึกออกไป นักท่องเที่ยวอย่างฟอร์สคงทำได้แค่หนี ยากที่จะสร้างความเสียหายแก่ศัตรู
“ในทางทฤษฎีก็ใช่… แต่คุณสามารถบันทึกพลังระดับครึ่งเทพได้เพียงไม่เกินห้า…” โดเรียนกล่าวด้วยความกังวล
แต่ก่อนจะสิ้นสุดประโยค มันหวนนึกถึงเดอะฟูลและข้ารับใช้ที่ทรงพลัง นั่นช่วยให้จิตใจสงบลง
“ถ้าพลังสอดประสานกันได้ดี ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสสำเร็จสักหน่อย มันก็แค่สิ่งมีชีวิตที่บ้าคลั่งและทำตามสัญชาตญาณ” ฟอร์สปลอบใจอาจารย์และตัวเอง
โดเรียนผงกศีรษะโดยไม่กล่าวคำใด เพียงอัญเชิญมาลมอสผู้รักเสียงดนตรี จากนั้นก็นำวัตถุดิบหลักและเสริมออกมาปรุงโอสถให้ศิษย์
“ถ้าผนึกไม่สำเร็จ อย่าฝืนดื่มมัน ถึงโอสถจะผสมเข้ากับขวดแก้วจนกลายเป็นสมบัติปิดผนึก แต่เราสามารถสวดวิงวอนให้มิสเตอร์ฟูลช่วยเปลี่ยนมันกลับเป็นตะกอนพลังได้” โดเรียนยังคงไม่สบายใจ พยายามตักเตือนฟอร์สพลางยื่นโอสถให้
ภายในขวดแก้วมีชั้นของดวงดาวที่ส่องแสงระยิบระยับ ประหนึ่งทางช้างเผือกบนท้องฟ้าถูกดูดเข้าไปในขวดโอสถ
“ค่ะ” ฟอร์สพยักหน้าขึงขัง เป็นนัยว่าเธอไม่กังวลเรื่องที่โอสถจะเสียเปล่า
หญิงสาววางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว นั่นก็คือ หากเธอมั่นใจว่าไม่สามารถผนึกสิ่งมีชีวิตระดับครึ่งเทพที่ถูกปล่อยออกมาได้ เธอจะเทเลพอร์ตหนีไปและขอพรให้มิสเตอร์ช่วยแก้ไขปัญหา
โดเรียนหยิบภาพสีน้ำมันคู่หนึ่งออกจากกระเป๋าเดินทางในมือ เป็นภาพเชิงนามธรรมที่เข้าใจได้ยาก แค่จ้องมองก็มาพอที่จะทำให้ผู้คนเกิดอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ และจิตใจอ่อนแอ
นี่คือภาพวาดสีน้ำมันปีศาจที่ผนึกสิ่งมีชีวิตน่าสะพรึงไว้เป็นจำนวนมาก
“ถ้าคุณเลื่อนลำดับสำเร็จ ผมมีแค่เรื่องเดียวที่จะขอร้อง” โดเรียนถือภาพวาดสีน้ำมันปีศาจพลางกล่าวกับฟอร์สด้วยเสียงขรึม “นั่นก็คือ ในคืนพระจันทร์เต็มดวง ช่วยฟังสิ่งที่มิสเตอร์ประตูพูด และถามท่านว่าทำไมถึงต้องทำเช่นนี้”
คนของตระกูลอับราฮัมยังไม่อยากยอมรับว่า คำสาปที่ทำให้พวกตนทุกข์ทรมานมาแสนนานจะมาจากความตั้งใจของบรรพบุรุษ และเข้าใจว่ามิสเตอร์ประตูอาจไม่ทราบถึงผลลัพธ์จากการ ‘ขอความช่วยเหลือ’ ของเขา
โดเรียนกระตือรือร้นที่จะสืบหาความจริงของเรื่องราวทั้งหมด
“ตกลงค่ะ” ฟอร์สตกปากรับคำอาจารย์โดยปราศจากความลังเล
จากนั้น เธอนำภาพวาดสีน้ำมันปีศาจเทเลพอร์ตออกจากท่าเรือพริสต์ ไปยังทะเลทรายอันกว้างใหญ่ที่ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่
ด้วยวิธีนี้ แม้จะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นระหว่างประกอบพิธีกรรม เธอก็ยังมีเวลาแก้ไขสถานการณ์โดยไม่กระทบกับผู้บริสุทธิ์
หลังจากตรวจสอบสภาพแวดล้อมและเตรียมความพร้อมเบื้องต้น ฟอร์สสอดภาพวาดสีน้ำมันปีศาจลงไปในดิน
หญิงสาวประสานมือทันที ก้มหน้าลงและสวดวิงวอนถึงเดอะฟูล ขอพรในการเพิ่มโอกาสเลื่อนลำดับสำเร็จหลังจากดื่มโอสถ
ฟอร์สเห็นสายหมอกมายาสีเทาในทันที และทราบว่ามิสเตอร์ฟูลตอบสนองแล้ว
หลังจากปล่อยเวลาผ่านไปเล็กน้อย ในที่สุดฟอร์สก็โน้มน้าวตัวเองสำเร็จ หยิบผงสมุนไพรที่เตรียมไว้ออกมาโรยลงบนภาพวาดสีน้ำมันปีศาจ
จากนั้นก็ท่องคาถาปลดผนึกเป็นภาษาคนยักษ์
นี่คือคาถาที่จะปลดปล่อยสิ่งมีชีวิตออกมาแค่ตัวเดียว
ผงสมุนไพรลอยขึ้นและโปรยลงบนภาพวาดอย่างเงียบงัน จากนั้นก็หมุนวนรอบจุดหนึ่งด้วยความเร็วสูง
ขณะกำลังหมุน ผิวของภาพวาดสีน้ำมันพลันแปรเปลี่ยนเป็นมายา ประหนึ่งมีกระแสน้ำกำลังไหลเวียนอยู่ที่นี่
ทันใดนั้น ท่อนแขนสีน้ำเงินเข้มที่มีร่องรอยผุกร่อนโผล่ออกจาก ‘วังวน’ ดังกล่าว
ท่อนแขนกำลังเหยียดออกจากภาพวาดสีน้ำมันมายังโลกภายนอก!
เพียงพริบตา ร่างกายฟอร์สเย็นลงกะทันหันราวกับตกลงในทะเลสาบน้ำแข็ง
ความรู้สึกดังกล่าวทำให้เธอหัวโล่ง แต่ขณะเดียวกัน มันก็ทำให้เธอค่อยๆ สูญเสียการควบคุมร่างกาย ไม่ว่าจะพยายามสักเพียงใดก็มิอาจขยับแขนขาได้ตามใจนึก
ในวินาทีนี้ คล้ายกับฟอร์สกลับไปเป็นนักเขียนยามวิกาลที่จะงีบหลับระหว่างวัน ในช่วงเวลาดังกล่าว มีหลายครั้งที่เธอรู้สึกตัวตอนนอนแต่ไม่สามารถขยับร่างกายได้ ราวกับลำตัวถูกกดทับด้วยสิ่งมีชีวิตล่องหน
แม้สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงภายในภาพวาดสีน้ำมันปีศาจจะยังปรากฏตัวไม่สมบูรณ์ แต่ฟอร์สกลับมิอาจต้านทานออร่าเทพอันท่วมท้นนี้ได้ ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่มันหลบหนีออกจากภาพวาดสีน้ำมันได้สำเร็จ ฟอร์สคงคลุ้มคลั่งคาที่เพียงแค่จ้องมองอีกฝ่าย
ความแตกทางระดับตัวตนมีมากถึงเพียงนั้นเลย
สติของฟอร์สค่อยๆ จางลงทีละนิด แต่เนื่องจากยังรู้สึกตัว หญิงสาวจึงยกแขนขึ้นพร้อมกับก้าวเท้าออกไปด้านหน้า แต่ทันใดนั้น ขณะกำลังใช้ความคิด ฟอร์สพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงจินตนาการของตัวเอง ส่วนร่างต้นของเธอยังเผชิญความหนาวเหน็บ ความรู้สึกถูกกดทับโดยสิ่งมีชีวิตล่องหนชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
โชคดีที่เธอมีครึ่งเทพจำนวนมากคอยให้คำปรึกษา หนึ่งในคำแนะนำคือการรีบหลับตาให้ทันและห้ามจ้องภาพวาดสีน้ำมันปีศาจโดยตรง ไม่อย่างนั้นสถานการณ์อาจยิ่งเลวร้าย
อาศัยการเข้าฌานเพื่อดึงสติให้ตื่น ฟอร์สรีบนับถอยหลังภายในใจ
ตามคำเตือนของมิสเตอร์เวิร์ล ฟอร์สได้ทราบว่าสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงจะต้องใช้เวลาห้าวินาทีเพื่อหลบหนีออกจากภาพวาดโดยสมบูรณ์
สี่… สาม… สอง… เมื่อเหลือหนึ่งวินาที หนังสือมายาพลันปรากฏขึ้นในดวงตาฟอร์ส หน้ากระดาษถูกพลิกอย่างรวดเร็วและหยุดลงในจุดหนึ่ง
หนึ่ง! ทันทีที่ฟอร์สนับในใจเสร็จ เธอกางแขนออก
รอบตัวหญิงสาวมีดอกท้อโปรยปรายลงมาจากด้านบน เป็นภาพที่สดใสและมีชีวิตชีวา
ฝ่ามือสีน้ำเงินดำที่กำลังจะคว้าคอฟอร์ส มีอันต้องขยับออกห่างเนื่องจากถูกสวนท้อที่เต็มไปด้วยพืชพรรณดันกลับไป สวนท้อแห่งนี้ตัดขาดจากโลกภายนอกด้วยแนวภูเขาที่เป็นแหล่งน้ำป่า และเข้าออกได้โดยการผ่านประตูถ้ำเท่านั้น
นี่คือเวทมนตร์นิทานปรัมปราที่ฟอร์สบันทึกมาจากมาดามเฮอร์มิท:
“ต้นกำเนิดดอกท้อ!”
มีพลังในการสร้างบาเรียกีดขวางอิทธิพลจากโลกภายนอก เป็นการยากที่จะทะลวงผ่าน
ฉวยโอกาสดังกล่าว ฟอร์สที่ได้รับร่างกายกลับคืนมาอย่างยากลำบาก หยิบตัวหมากรุก ‘ควีน’ จากชุดหมากรุกโรซายล์ และโยนมันผ่านสวนดอกท้อ ผ่านปากถ้ำออกไปยังด้านนอก
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเวทมนตร์ปรัมปราที่เธอบันทึกมาจากอีกฝ่าย
“กระดานหมากรุกกาลเวลา!”
พลังของมันคือการทำให้เป้าหมายเคลื่อนไหวได้ช้าลง ประหนึ่งหลงเข้าไปในเขตที่มีกระแสการไหลของเวลาแตกต่างกัน
แกร่ก! ทันทีที่ตัวหมากรุก ‘ควีน’ ร่วงหล่น ฝ่ามือสีน้ำเงินเข้มที่พยายามเจาะผ่านบาเรียของสวนดอกท้อ เปลี่ยนท่าทีจากการใช้แขนกระแทก กลายเป็นลงไปคลานบนพื้นด้านนอกสวน
ฟอร์สไม่ได้สนใจผลลัพธ์ เธอใช้ฝ่ามือล่องหนหยิบภาพวาดสีน้ำมันปีศาจที่สอดอยู่ในทรายขึ้นมา จากนั้นรีบกางปิดหน้าปากถ้ำไว้
ไม่กี่วินาทีถัดมา เมื่อฝ่ามือสีน้ำเงินเข้มกลับสู่สภาพเดิม มันรีบพุ่งผ่านปากถ้ำเข้ามาในสวนดอกท้อด้วยความเร็วสูง กระแทกใส่ภาพวาดสีน้ำมันปีศาจเข้าอย่างจัง
ขณะภาพวาดสีน้ำมันสั่นเทาเล็กน้อย สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงได้ทะลวงผ่านผิวภาพวาดเข้าไป
ฟอร์สเผยสีหน้าโล่งใจ โดยไม่ลังเล เธอร่ายคาถาอีกครั้งเพื่อปิดผนึกด้านนอกของภาพวาดสีน้ำมันปีศาจ
โชคดีที่สิ่งมีชีวิตครึ่งเทพตัวนั่นคลุ้มคลั่ง ขาดสติปัญญาโดยสิ้นเชิง… เราเริ่มอยากรู้แล้วว่า หลังจากดื่มโอสถเข้าไป เราจะได้ยินเสียงเพรียกของมิสเตอร์ประตูจริงหรือ… ด้วยความประหม่า ฟอร์สหยิบขวดโอสถจอมเวทลึกลับออกมาเทใส่ปากดื่ม
………………………
Related
หลังจากเรือเดินสมุทรลำใหญ่ของกลุ่มต่อต้านเข้าจอดเทียบท่า ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ทุกคนได้เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นเสื้อคอกลม แจ็คเก็ตสีน้ำตาล กางเกงขาบาน และหมวกแก๊ปสีดำที่เตรียมไว้ล่วงหน้า จากนั้นก็เดินตามลอร์ดเดนิสลงจากเรือ และเตรียมผ่านเขตท่าเรือเข้าไปในเมืองแห่งการให้ บายัม
“แต่งตัวแบบนี้อึดอัดชะมัด ไม่เหมาะกับการต่อสู้เลยสักนิด…” ขณะกำลังเดิน ลีอาวาลขยับมือเท้าพลางกระซิบกับอาวุโสเดอร์ริค
เดอร์ริคพยักหน้ารับ
“แต่สิ่งนี้จะช่วยให้พวกเราไม่เป็นที่สะดุดตา ง่ายต่อการกลมกลืน”
การให้เหตุผลของเดอร์ริคนั้นไม่มีปัญหา เพราะตอนนี้พวกมันเป็นคนต่างถิ่นซึ่งมีจำนวนเพียงยี่สิบเอ็ด เป็นการดีที่จะไม่ทำตัวสะดุดตาเกินไป แต่ดูเหมือนว่าเด็กหนุ่มจะหลงลืมรายละเอียดที่สำคัญ
“ต…แต่พวกเขากำลังจ้องมาทางนี้… ทุกคนเลย” แคนดิสกระซิบกระซาบขณะกวาดสายตา
คนงานในท่าเทียบเรือ ไม่ว่าจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเรียบง่ายหรือปล่อยท่อนบน ทุกคนต่างหันมาจดจ้องนักเดินทางหน้าใหม่
“สูงฉิบ…” ชาวบายัมเจ้าของผิวสีแทนและผมหยักศกเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะรำพัน
ตัวมันสูงราว 1.6 เมตร เป็นความสูงมาตรฐานของพลเรือนชายในอาณานิคมสมัยใหม่ แต่สำหรับชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ทุกคน หากไม่นับเดอร์ริคที่สูงกว่าสองเมตรเพียงเล็กน้อย คนที่เหลือล้วนไม่มีใครต่ำกว่า 2.3 เมตร และสูงที่สุดเกินกว่า 2.5 เมตรไปอีก
การที่ครึ่งยักษ์เหล่านี้เดินเตร็ดเตร่แถวท่าเรือ ไม่ว่าจะแต่งกายด้วยอะไรก็ล้วนโดดเด่น
“พวกฟุซัค?” สุภาพบุรุษชาวโลเอ็นที่สวมหมวกทรงสูง แต่งกายสุภาพและถือไม้ค้ำ หันไปกล่าวกับสหาย “การค้าทาสเริ่มขึ้นแล้วหรือ?”
มันเชื่อว่าชาวเมืองเงินพิสุทธิ์คือเชลยศึกชาวฟุซัคที่รัฐบาลรอสต์ซื้อมาจากอาณาจักรโลเอ็น เพราะท้ายที่สุด สำหรับโลกยุคปัจจุบัน การมีความสูงระดับนี้ย่อมเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากชาวฟุซัค พวกคนเถื่อนที่อ้างตัวว่าทายาทของคนยักษ์
พวกพ้องของมันส่ายหน้าพลางขมวดคิ้ว
“ดูไม่เหมือนเท่าไร พวกฟุซัคส่วนมากจะมีตาสีฟ้าอ่อน และถึงจะเป็นชาวฟุซัค แต่ก็หาคนที่สูงกว่าสองเมตรได้ยากมาก… ว…เว้นเสียแต่พวกเขาจะเป็นเชลยศึกระดับขุนนางใหญ่หรือแม่ทัพ…”
ในฟุซัค แม้จะไม่มีข้อกำหนดตายตัว แต่สำหรับกองทัพ ความสูงกลับสามารถบ่งบอกสถานะได้อย่างน่าเหลือเชื่อ แต่แน่นอนว่านั่นไม่ใช่เหตุผลเพียงข้อเดียวในการพิจารณา ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านภูมิหลังครอบครัว บรรดาศักดิ์ตระกูล และยศเป็นต้น
จาก ‘หลักการ’ ดังกล่าว บรรดาลูกหลานของขุนนางฟุซัคและเบื้องบนของกองทัพจึงมีความสูงเกินสองเมตรเป็นส่วนใหญ่
คนทั่วไปอาจมองว่าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ แต่ความจริงแล้วส่วนสูงดังกล่าวเกิดจากอิทธิพลของตะกอนพลัง
กลุ่มคนที่สามารถเป็นเบื้องบนของกองทัพฟุซัคได้ หากไม่ได้เป็นขุนนางใหญ่ก็ต้องอยู่ในลำดับ 5 เป็นอย่างน้อย และสำหรับรายหลัง เมื่อซึมซับอิทธิพลจากโอสถเส้นทางคนยักษ์อย่างต่อเนื่อง ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกที่ส่วนสูงจะขยับเข้าใกล้ค่า ‘มาตรฐาน’ – เหล่าผู้ที่เลือกเส้นทางนักบวชสีชาดเองก็มีความสูงเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่ช่วงแรกจะไม่เด่นชัดเท่าเส้นทางคนยักษ์ และรวมทั้งหมดก็เพิ่มขึ้นไม่กี่เซนติเมตรเท่านั้น ต้องเลื่อนเป็นครึ่งเทพให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพเสียก่อน
สำหรับกลุ่มทายาทขุนนางใหญ่ บรรพบุรุษของพวกมันมีแนวโน้มที่จะเป็นคนยักษ์แท้ หรือไม่ก็ผ่านการสมรสกับคนยักษ์แท้ ไม่ต้องคำนึงว่าทายาทจะสืบทอดตะกอนพลังมาจากพ่อแม่หรือไม่ ลำพังรหัสพันธุกรรมก็มากพอจะช่วยให้ส่วนสูงของพวกมันเพิ่มถึงสองเมตรได้ตามธรรมชาติ
ในหมู่คนเหล่านี้ ตระกูลที่ยังคงครอบครองเส้นทางคนยักษ์และกลุ่มที่ยังหลงเหลือมรดกบางอย่าง ทายาทของพวกมันจะมีโครงสร้างร่างกายคล้ายคลึงกับชาวเมืองเงินพิสุทธิ์
สำหรับราชวงศ์ฟุซัคซึ่งถือครองเส้นทางนักบวชสีชาด พวกมันรักษาความสูงของลูกหลานด้วยการสมรสกับสายเลือดคนยักษ์แท้
ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ที่ถูกสายตาหลายคู่จ้องมองเริ่มทวีความประหม่า เป็นความรู้สึกคล้ายกับพวกมันถูกส่งกลับไปยังดินแดนต้องสาปและรายล้อมไปด้วยสายตาของสัตว์ประหลาดในเงามืด
เดอร์ริคยังคงสุขุมและใจเย็น มันมองไปรอบตัวก่อนจะกล่าวกับสมาชิกทีมบุกเบิก
“พวกเขาไม่ได้มีเจตนาร้าย”
หลังจากยืนยันว่ามิสเตอร์แฮงแมนอยู่ในเมืองนี้ และอีกฝ่ายทราบการมาถึงของตนแล้ว เดอร์ริคไม่รู้สึกโดดเดี่ยวหรืออับจนหนทาง
นั่นไม่ได้หมายความว่าเด็กหนุ่มไม่ไว้ใจ ‘ลอร์ดเดนิส’ ผู้ส่งสารที่มิสเตอร์ฟูลมอบหมายให้มาทำภารกิจ เพียงแต่มองว่าหากเป็นปัญหาในชีวิตประจำวัน พวกมันก็ไม่อยากรบกวนทวยเทพสักเท่าไร ถ้าสิ่งใดแก้ไขด้วยตัวเองได้ก็จะลองทำดูก่อน
ในแง่ของการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน เดอร์ริคซึ่งยังไม่คุ้นเคยกับโลกภายนอกย่อมไม่มั่นใจว่าตนจะรับมือได้ดี ด้วยเหตุนี้ การมี ‘คนท้องถิ่น’ ที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ ปัญญา ความรอบคอบ และน่าเชื่อถือคอยสนับสนุน จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด
แน่นอน เดอร์ริคทราบดีว่า มิสเตอร์แฮงแมนจะไม่ติดต่อกับพวกตนในที่สาธารณะ เพราะอีกฝ่ายสังกัดกองกำลังอื่น ไม่ได้เป็นสาวกของเทพสมุทร หากเผลอมาตีสนิทกับชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ นั่นอาจทำให้ถูกสงสัยเอาได้
อย่างไรก็ดี เขาจะต้องหาเหตุผลที่ฟังขึ้นเพื่อมาพบเราได้แน่… เดอร์ริคครุ่นคิดด้วยความคาดหวัง
ท่ามกลางกระแสความคิด มันและทีมบุกเบิกของเมืองเงินพิสุทธิ์เดินตามลอร์ดเดนิสออกจากท่าเรือไปยังถนน
ทัศนวิสัยของพวกมันกว้างขึ้นทันใด ทุกคนได้เห็นผู้คนมากมาย แถมยังได้ยินเสียงที่หลากหลายซึ่งแตกต่างออกไป
สำหรับชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ ฉากตรงหน้ามีชีวิตชีวายิ่งกว่า ‘เทศกาลเก็บเกี่ยวใหญ่’ ในบ้านเกิดเสียอีก: ผู้คนนับไม่ถ้วนล้วนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว บ้างกำลังเดินด้วยความเร่งรีบ บ้างเดินเล่นผ่อนคลาย และบ้างกำลังถือตะกร้าผลไม้ บางคนใช้หลอดดูดของเหลวออกจากด้านในผลไม้ บางคนถืออาหารที่ดูคล้ายพายแสนอร่อยบนเรือและใช้ปากกัดเป็นครั้งคราว
นอกจากนั้นยังมีสัตว์คล้ายม้าที่กำลังลากรถจนเกิดเสียงคล้ายกระดิ่ง วัตถุโลหะที่วิ่งด้วยความเร็วสูง และกลิ่นของเครื่องเทศนานาชนิดที่แทรกซึมอยู่ตามถนน ทำให้ทุกคนในเมืองเงินพิสุทธิ์รู้สึกราวกับหลุดมายังอีกโลกหนึ่ง
สำหรับพวกมัน ที่นี่คืออีกโลกหนึ่งโดยแท้จริง
แม้ว่าจะค่อนข้างกังวลและไม่สบายใจ แต่ทุกคนก็กำลังดื่มด่ำไปกับความมีชีวิตชีวาของเมือง
สิ่งนี้เปรียบดังแสงอาทิตย์ที่ส่องเข้ามาในดวงจิต สะท้อนภาพของดวงอาทิตย์ที่กำลังเจิดจ้าอยู่เหนือท้องฟ้า
นี่คือสถานที่ที่พวกเราจะได้ดำรงชีวิต ต่อสู้ และมีทายาทสืบสกุลในวันข้างหน้า? เดอร์ริค ลีอาวาล แคนดิส และคนที่เหลือต่างพากันจินตนาการในสิ่งเดียวกันโดยมิได้นัดหมาย แม้จะยังคงรู้สึกประหม่า แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธหรือต่อต้านมัน
เดนิสชำเลืองไปทางกลุ่มคนร่างใหญ่ที่โง่เขลาซึ่งกำลังตกตะลึงกับความมีชีวิตชีวาในบายัม ภายในใจอดไม่ได้ที่จะพึมพำ:
นี่แค่บายัมเองนะ ถ้าพวกนายไปทรีอาร์หรือเบ็คลันด์ จะไม่คุกเข่าลงและก้มจูบพื้นเลยหรือ?
โจรสลัดคนดังพยายามข่มใจไม่ให้กล่าวเย้ยหยัน เนื่องจากตอนนี้มันอยู่ในฐานะผู้ส่งสารของมิสเตอร์ฟูล การทำแบบนั้นรังแต่จะส่งผลให้ภาพลักษณ์ของพระองค์เสื่อมเสีย
หลังจากนำทางชาวเมืองเงินพิสุทธิ์มาถึงโรงแรมที่ค่อนข้างหรูหรา เดนิสโบกมือให้ลูกเรือจัดการเรื่องเช็กอิน ส่วนตัวมันหันมาพูดกับแขกพิเศษด้วยภาษาคนยักษ์ที่คล่องแคล่ว:
“ตอนนี้มืดแล้ว พักที่นี่ก่อนหนึ่งคืน พรุ่งนี้ค่อยออกจากเมือง… สำหรับสถานที่สำหรับสร้างเมืองให้พวกคุณ พระองค์ได้จัดสรรไว้แล้ว เป็นอีกฟากหนึ่งของผืนป่า มีท่าเรือตามธรรมชาติและถนนหลายเส้นที่มาถึงบายัม หึหึ ผมหมายถึงถนนที่นำมายังเมืองนี้ หลังจากนั้นพวกเราจะขยายถนนสายหลักและสร้างรางรถไฟผ่านเมืองของพวกคุณ”
รางรถไฟ… เดอร์ริคซึ่งเคยผ่านคาบเรียนในชุมนุมทาโรต์ ย่อมทราบดีว่าสิ่งนี้หมายถึงอะไร มันพยักหน้ารับด้วยความขอบคุณก่อนจะกล่าวสรรเสริญเดอะฟูลในใจอีกครั้ง
เดนิสพูดต่อ
“ทางเราปรับระดับดินให้พวกคุณล่วงหน้าแล้ว และสงวนพื้นที่ไว้สำหรับท่อประปา ท่อแก๊ส และโครงสร้างพื้นฐานด้านอื่น เมื่อพวกคุณเริ่มสร้างบ้าน เราจะส่งทีมไปช่วยสนับสนุนอีกแรง… นอกจากนั้น วัสดุก่อสร้างที่จำเป็นและเต็นท์ชั่วคราวถูกเตรียมไว้ให้หมดแล้ว เรื่องนี้ต้องไปขอบคุณมิสเตอร์ฟูล… จริงสิ ทางโบสถ์วายุสลาตันเองก็ช่วยเหลือไม่น้อยเช่นกัน ไม่อย่างนั้นพวกเราคงเตรียมวัสดุได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ แต่ว่า… พวกมันก็แค่ทำไปเพื่อให้ตัวเองมีรายได้เพิ่มขึ้นในอนาคต”
รัฐบาลใหม่ของรอสต์เพิ่งจัดตั้งได้ไม่นาน การติดต่อกับโลกภายนอกยังไม่ราบรื่นมากนัก แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือ ทางโบสถ์วายุสลาตันกลับยื่นมือช่วยเหลือในประเด็นเกี่ยวกับเมืองเงินพิสุทธิ์อย่างเต็มที่
ท่อประปา… ท่อแก๊ส… เดอร์ริคเริ่มไม่เข้าใจความหมาย แต่ก็ยังคงทำสีหน้าครุ่นคิด
มีหลายครั้งที่เดนิสเกือบหลุดสบถคำว่า ‘แม่เย็*’ ด้วยความเคยชิน โดยไม่กล่าวคำใด มันหันไปแนะนำเกี่ยวกับโรงแรม
“นี่คือโรงแรมที่ชาวฟุซัคชอบมาพัก สำหรับพวกคุณ เพดานอาจยังเตี้ยเกินไป แต่อย่างน้อยก็ไม่กระแทกศีรษะง่ายๆ”
กล่าวจบ เดนิสยิ้มและพูด
“เลี้ยวขวาสุดถนนสายนี้จะเจอ ‘โรงละครแดง’ …”
มันเผยรอยยิ้มที่ผู้ชายทุกคนล้วนเข้าใจตรงกัน
ทว่า ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ไม่เข้าใจ
ให้ตายสิ จักรพรรดิโรซายล์เคยบอกว่า อาชีพที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์คือการขายร่างกาย แต่เจ้าพวกนี้กลับไม่เข้าใจสิ่งที่เราพูด… มุมปากเดนิสกระตุกแผ่วเบา มันตัดสินใจยอมแพ้ในหัวข้อดังกล่าว
รอจนกระทั่งผู้ช่วยและรองผู้ช่วยกัปตันของมันช่วยกันเช็กอินจนเสร็จ เดนิสพาชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ขึ้นไปยังชั้นสองและจัดสรรห้อง
จัดการเสร็จ มันหยิบกองไพ่ที่เขียนเตรียมไว้นานแล้วออกมาแจกจ่ายให้สมาชิกทีมบุกเบิกของเมืองเงินพิสุทธิ์ทุกคนนอกจากเดอร์ริค
“ไพ่แต่ละใบมีคำท้องถิ่นและภาษาคนยักษ์ที่สอดคล้องกันเขียนไว้ ถ้าพวกคุณต้องการอาหารหรือบริการด้านอื่น แค่สั่นกระดิ่งตรงนี้และรอให้พนักงานเดินมาหา จากนั้นก็เรียงไพ่ให้พวกเขาอ่าน แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่เข้าใจ แต่เขาจะขอความช่วยเหลือจากคนที่เข้าใจ”
นี่เป็นวิธีที่สะดวกและเข้าใจง่าย ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์เข้าใจวิธีใช้ไพ่ได้อย่างรวดเร็ว และเริ่มตื่นเต้นที่พวกตนสามารถสื่อสารกับผู้คนได้เบื้องต้น
จากนั้น เดนิสสาธิตวิธีเปิดน้ำประปา วิธีใช้ห้องน้ำ และวิธีจุดไฟตะเกียงแก๊ส ฉากดังกล่าวทำให้เดอร์ริค ลีอาวาล และแคนดิสรู้สึกราวกับพวกตนหลงเข้ามาในอาณาจักรเทพ
ปุ่มที่จะปล่อยน้ำออกมาเพียงแค่กด ปุ่มที่ทำให้อุจจาระหายไปและไม่ทิ้งร่องรอยเพียงแค่กด ตะเกียงที่สามารถส่องแสงได้ตลอดเวลาหลังจากจุดไฟเพียงครั้งเดียว ไม่มีใครในเมืองเงินพิสุทธิ์เคยจินตนาการถึงสิ่งเหล่านี้มาก่อน
และสิ่งเหล่านี้กำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตใหม่พวกตน
เมื่อทุกคนในเมืองเงินพิสุทธิ์เริ่มคุ้นชินกับโรงแรม ท้องฟ้าด้านนอกมืดก็ถึงคราวสนิท ยามวิกาลเข้าครอบงำเมืองบายัม
แม้เดอร์ริคและคนที่เหลือจะได้รับการยืนยันว่าความมืดที่นี่ไม่อันตราย แต่พวกมันยังคงหวาดกลัวโดยสัญชาตญาณ บางคนจึงสร้างแสงไฟจากร่างกาย และบางคนก็รีบเปิดตะเกียงแก๊ส
ทันใดนั้นเอง พวกมันพบว่าบนถนนด้านนอกกระจกหน้าต่าง ในบ้านหลังที่อยู่ใกล้และไกล ตะเกียงแก๊สหลายดวงทยอยสว่างขึ้นทีละหนึ่งและขจัดความมืดมิดรอบตัว
แสงจ้าและแสงสลัวเหล่านี้กำลังสะท้อนอยู่ในดวงตาของชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ทุกคน
………………………
Related
เหนือหมอกสีเทา ภายในวังโบราณ ร่างของไคลน์ปรากฏขึ้น
แต่ในเวลาเดียวกัน อีกร่างหนึ่งก็กำลังนั่งบนเก้าอี้เดอะฟูล รายล้อมด้วยหมอกสีเทา
เมื่อไคลน์กลับมายังปราสาทต้นกำเนิด ร่างดังกล่าวพลันสลายตัวกลายเป็นหนอนวิญญาณโปร่งใสและบิดเบี้ยว ลอยกลับมาหาร่างต้นไคลน์และผสานเป็นหนึ่งเดียว
โชคดีที่ข้อห้ามของ 0-02 มีแค่การ ‘ห้ามออกจากเบลดัน’ และ ‘ห้ามแพร่งพรายความลับ’ ไม่ได้ตัดการเชื่อมต่อกับโลกภายนอกโดยสมบูรณ์ ไม่อย่างนั้น หากเราขาดการเชื่อมต่อกับหนอนวิญญาณที่คอยปกป้องปราสาทต้นกำเนิด หมอนี่จะคลุ้มคลั่งและกลายเป็นสัตว์ประหลาด… ไคลน์รำพันด้วยอารมณ์เข้มข้น เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ตำแหน่งเดอะฟูลและหยิบไพ่เย้ยเทพที่เพิ่งสังเวยขึ้นมา
เนื่องจากไพ่เย้ยเทพใบนี้ถูกเปิดใช้งานแล้ว ไคลน์จึงไม่จำเป็นต้องหาคาถามาปลดผนึก ชายหนุ่มสามารถมองเห็นรายละเอียดบนไพ่ได้ทันทีขอเพียงถ่ายพลังวิญญาณเข้าไป
ไพ่เดอะฟูลกลายเป็นหนังสือมายาเล่มเล็กในพริบตา และตามเจตจำนงของไคลน์ มันพลิกรวดเดียวไปจนถึงสองหน้าสุดท้าย
“ลำดับ 1: บริวารเร้นลับ”
“นี่คือเทวทูตผู้คอยรับใช้ความเร้นลับ สามารถถือครองอำนาจในขอบเขตที่เกี่ยวข้องกันได้เบื้องต้น สามารถปลุกด้ายวิญญาณขึ้นมาจากวัตถุ และสามารถผสานสิ่งของทางกายภาพหรือแนวคิดเชิงนามธรรมเข้าด้วยกัน…”
“สูตรโอสถ:”
“วัตถุดิบหลัก: ตะกอนพลังบริวารเร้นลับหนึ่งก้อน”
“วัตถุดิบเสริม: วัตถุท้องถิ่นของโลกวิญญาณเก้าชนิด”
“พิธีกรรมเลื่อนลำดับ: สร้างเมืองที่มีประชากรเป็นหุ่นเชิดล้วน และออกแบบชะตากรรมกับเส้นทางชีวิตให้หุ่นเชิดทุกตัว คอยกำกับควบคุมให้พวกมันโต้ตอบกันเองเพื่อสร้างภาพของสังคมที่สมจริง จนกระทั่งถือกำเนิดพื้นที่บนโลกวิญญาณในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกัน”
“ยิ่งเมืองมีขนาดใหญ่ ยิ่งมีจำนวนหุ่นเชิดมาก ยิ่งมีชีวิตประจำวันที่ละเอียดอ่อน ยิ่งมีโชคชะตาที่แตกต่างกัน ผลลัพธ์ของพิธีกรรมจะยิ่งยอดเยี่ยม”
“ลำดับ 0: เดอะฟูล”
“นี่คือเทพแท้จริง ในแง่หนึ่ง พระองค์เป็นร่างอวตารของอำนาจในขอบเขตที่สอดคล้องกัน… พระองค์เก่งกาจด้านการปั่นหัวผู้คนด้วยวิธีการอันหลากหลาย และสร้างสิ่งที่น่าอัศจรรย์ได้ทุกประเภท…”
“สูตรโอสถ:”
“วัตถุดิบหลัก: เอกลักษณ์ของเดอะฟูล, ตะกอนพลังบริวารเร้นลับอีกสองก้อนนอกเหนือจากของตัวเอง”
“วัตถุดิบเสริม: ควบคุมสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ให้ได้อย่างน้อยหนึ่งในสี่”
“พิธีกรรมเลื่อนลำดับ: ปั่นหัวประวัติศาสตร์ กระแสแห่งเวลา หรือชะตากรรมหนึ่งครั้ง”
หลังจากอ่านจบ ไคลน์ค่อยๆ ขมวดคิ้วพลางพึมพำกับตัวเอง
เมื่อเทียบกับพิธีกรรมเลื่อนลำดับของบริวารเร้นลับ พิธีกรรมของเดอะฟูลฟังดูเป็นนามธรรมเกินไป… การปั่นหัวประวัติศาสตร์ กระแสเวลา หรือชะตากรรมคืออะไร? พิจารณายังไงว่าสำเร็จ?
การควบคุมสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ราวหนึ่งในสี่ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเรา… แง่หนึ่ง เรามีความลับโบราณมากพอที่จะทำให้ชิ้นส่วนทางประวัติศาสตร์จำนวนมากสว่างไสว ในอีกแง่หนึ่ง เราสามารถใช้ปราสาทต้นกำเนิดเพื่อสร้างอิทธิพลกับสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ได้โดยตรง…
คงต้องพับเก็บคำถามเกี่ยวกับเดอะฟูลไปก่อน ตอนนี้ควรเพ่งความสนใจไปยังบริวารเร้นลับ คนเราต้องเดินไปทีละก้าว แต่ก็มีพวกวาสนาดีบางคนสามารถบินไปได้ทันที…
การค้นหาวัตถุท้องถิ่นของโลกวิญญาณเก้าชนิดไม่ใช่เรื่องยาก จะฝากให้มิสผู้ส่งสารช่วยหรือถามเอาจากเจ็ดแสงพิสุทธิ์ก็ได้ทั้งนั้น… พิธีกรรมเลื่อนลำดับมีลักษณะคล้ายคลึงกับสถานการณ์รอบตัวบรรพบุรุษของซาราธและอันทีโกนัส แถมยังสอดคล้องกับพูดของเจ็ดแสงพิสุทธิ์ที่ระบุว่าเราต้องเชื่อมโยงกับโลกวิญญาณอย่างใกล้ชิด ตอนนี้ยืนยันได้แล้วว่าพวกเขาพูดจริง…
คิดถึงตรงนี้ ไคลน์ถอดจี้บุษราคัมออกจากข้อมือซ้าย ใช้พลังทำนายเพื่อยืนยันความถูกต้องของสูตรโอสถบริวารเร้นลับ
ไม่ใช่ว่าชายหนุ่มไม่เชื่อใจจักรพรรดิโรซายล์ แต่ก่อนที่จะสร้างไพ่เย้ยเทพ เพื่อนข้างห้องรายนี้อาจได้รับอิทธิพลบางอย่างจากมิสเตอร์ประตู หรือไม่ก็เป็นผลพวงจากการสำรวจดวงจันทร์และถูกมารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทรามกัดกร่อนจนความทรงจำบิดเบือน
ด้วยเหตุผลข้างต้น จึงมีความเป็นไปได้ที่โรซายล์จะแอบวางกับดักไว้ในไพ่เย้ยเทพบางใบ
สำหรับเรื่องทำนองนี้ ไคลน์ไม่เคยประมาท
เมื่อกล่าวถึงตัวจริงของดวงจันทร์บรรพกาล วันวานที่ทรงพลังที่สุด พิจารณาจากหนึ่งในตัวตนของพระองค์ มีโอกาสสูงมากที่จักรพรรดิจะถูกกัดกร่อนโดยไม่รู้ตัว… บนดวงจันทร์อาจมีพี่น้องแบร์นาแดตที่พลัดพรากอาศัยอยู่ก็เป็นได้ แน่นอนว่าแนวคิดเรื่องการจำแนกเพศคงไม่จำเป็น…
หุ่นเชิดที่จำเป็นสำหรับพิธีกรรมของบริวารเร้นลับ เราสามารถหาได้จากดินแดนเทพทอดทิ้ง ที่นั่นมีสัตว์ประหลาดจำนวนนับไม่ถ้วนซึ่งถือเป็นข้อดีเพียงไม่กี่เรื่อง นอกจากนั้น เรายังทยอยสั่งสมไว้บางส่วนแล้วด้วย… ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์หันไปมองอีกฟากหนึ่งของวังโบราณ เสกให้หมอกสีเทาด้านข้าง ‘กองขยะ’ เลือนหายไป
เมื่อหมอกจางลง แถวเก้าอี้สีน้ำตาลอมเหลืองปรากฏขึ้น บนเก้าอี้แต่ละตัวมีร่างหนึ่งนั่งอยู่
ร่างเหล่านี้มีทั้งคนยักษ์หุ้มเกราะเงิน มนุษย์ใบหน้าพิการที่แต่งกายในชุดลินิน และก้อนเนื้อขนาดใหญ่ที่มีดวงตา… พวกมันนั่งนิ่งบนแถวเก้าอี้ ดวงตาหันมาทางโต๊ะทองแดงยาวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
ทั้งหมดนี้คือหุ่นเชิดที่ไคลน์รวบรวมมาจากดินแดนเทพทอดทิ้ง ทุกครั้งที่ไคลน์ต้องย้ายตำแหน่ง เป็นเรื่องยากลำบากที่จะพกพาหุ่นเชิดจำนวนมากติดตัว ชายหนุ่มจึงสังเวยขึ้นมาบนมิติเหนือสายหมอก
แน่นอนว่าไคลน์ไม่ได้มีนิสัยชอบสะสมขยะ แต่การได้เห็นหมู่บ้านสายหมอกและฉากที่ซาราธเคยแสดง ทำให้ชายหนุ่มเชื่อโดยสัญชาตญาณว่า คงต้องมีสักพิธีกรรมที่ใช้หุ่นเชิดเป็นจำนวนมาก มันจึงเตรียมการไว้ล่วงหน้าตั้งแต่เนิ่นๆ
ส่วนคำถามที่ว่า เหตุใดไคลน์ถึงไม่แขวนคอพวกมัน แต่กลับให้นั่งประหนึ่งผู้ชมในโรงละคร นั่นเป็นเพราะไคลน์รู้สึกว่าพฤติกรรมของบรรพบุรุษตระกูลอันทีโกนัสและซาราธค่อนข้างขาดความเป็นมนุษย์
จริงอยู่ที่ชายหนุ่มเคยเลียนแบบพฤติกรรมอีกฝ่ายในบางแง่มุม แต่นั่นก็เพื่อสวมบทบาท ปัจจุบันไม่จำเป็นต้องทำแล้ว
แต่เมืองหุ่นเชิดจะสร้างข้อมูลที่สอดคล้องกันบนโลกวิญญาณได้ยังไง? โลกวิญญาณคือแหล่งรวบข้อมูลจากอดีต ปัจจุบัน และอนาคต แต่นั่นไม่ได้รวมถึงวัตถุปลอม…
เกิดจากการรับรู้ของผู้อื่น? พฤติกรรมและคำพูดของสิ่งมีชีวิตจะสะท้อนอยู่บนโลกวิญญาณในรูปแบบนามธรรม และกลายเป็นข้อมูลสำหรับการทำนาย… เมื่อพฤติกรรม คำพูด และความคิดที่เข้มข้นของเหล่าหุ่นเชิดได้ทำให้เมืองหุ่นเชิดมีความสมจริงและชัดเจน โลกวิญญาณก็จะสร้างข้อมูลของเมืองหุ่นเชิดจนมันกลายเป็น ‘สถานที่ซึ่งมีตัวตนอยู่จริง’ …
‘ปฏิสัมพันธ์’ ระหว่างสิ่งมีชีวิตจะเชื่อมโยงกับความลับในเชิงลึกบนโลกวิญญาณ… ไคลน์ปิดไพ่เดอะฟูลด้วยสีหน้าครุ่นคิดพลางใช้มือควงเล่น
อาจเป็นเพราะตอนนี้มันก้าวมาถึงระดับเทวทูต ไคลน์จึงเริ่มเข้าใจหลักการสร้างไพ่เย้ยเทพขึ้นมาบ้างแล้ว
ในเวลานั้น ไม่เพียงโรซายล์จะดึงพลังจากความรู้ได้ แต่ยังบรรจุพลังมหาศาลไว้ในความรู้ที่เป็นนามธรรมได้ด้วย!
แต่สำหรับคำถามที่ว่า โรซายล์สร้างไพ่จากวัสดุอะไร ผลิตอย่างไร แล้วทำไมถึงมีคุณสมบัติต่อต้านการทำนายและพยากรณ์ในระดับทวยเทพ ไคลน์ยังไม่พบคำตอบ
ผ่านไปสักพัก ไคลน์ยัดไพ่เดอะฟูลไว้ในร่างวิญญาณ
ร่างวิญญาณของชายหนุ่มเปลี่ยนไปทันที เสื้อผ้ากลายเป็นหรูหราหลายชั้น สวมผ้าโพกหัวหรูหรา ออร่าลุ่มลึกและน่ากลัว แต่กลับแฝงไว้ด้วยความตลกขบขัน ไร้สาระ และไร้แก่นสาร เป็นความขัดแย้งที่ชวนให้ฉงน
ห้วงมิติที่แนบมากับปราสาทต้นกำเนิดพลันสั่นสะเทือน ราวกับมันกำลังยอมจำนนแทบเท้าเทพผู้พิสดารจนยากอธิบาย
ระดับตัวตนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน นั่นสินะ ก็เราเป็นเจ้าของปราสาทต้นกำเนิดแล้ว หึหึ ดูเหมือนว่าแฟชั่นทำนองนี้จะช่วยเน้นให้ออร่าของเราชัดเจนยิ่งขึ้น… ไคลน์ส่ายหน้าพลางจิกกัดตัวเอง
ในเวลาเดียวกัน หนอนวิญญาณสีใสที่ดีดดิ้นค่อยๆ ชอนไชออกจากร่างไคลน์ จากนั้นก็เรียงตัวใหม่ด้านข้างจนมีรูปลักษณ์แบบเดียวกัน
หลังจากแบ่งตัวตนที่สามารถตอบสนองต่อคำสวดวิงวอนได้ตลอดเวลา ไคลน์ส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริง เดินผ่านใจกลางเมืองเบลดัน อาศัยพลังการขอพรช่วยเหลือผู้คนที่กำลังทุกข์ทรมาน พลางเรียนรู้อีกมุมหนึ่งของสงครามจากปากผู้มีประสบการณ์ตรง
…
“แม่เย็*!” เดนิสอดไม่ได้ที่จะสบถหลังจากได้ยินรายงานจากลูกเรือที่กลับมา “พวกเขากินน้ำมันวาฬเข้าไปจริงหรือ? แล้วทำไมนายถึงไม่ห้ามไว้ล่ะโว้ย!”
ในตอนที่แล่นผ่านหมู่เกาะการ์กัส เดนิสและลูกเรือได้ซื้อน้ำมันวาฬที่ยังไม่ได้กลั่นไว้จำนวนหนึ่งเพื่อกลับไปขายทำกำไรที่บายัม แต่ก็ต้องเหนือความคาดหมาย ครึ่งยักษ์ของเมืองเงินพิสุทธิ์ได้แอบขโมยกินไปส่วนหนึ่ง
ลูกเรือชำเลืองลอร์ดเดนิสพลางกระซิบกระซาบ
“พวกเขาไม่เข้าใจในสิ่งที่เราพูด และเราก็ไม่เข้าใจสิ่งที่พวกเขาพูดเช่นกัน มีเพียงคนที่เตี้ยที่สุดที่พอจะคุยรู้เรื่อง แต่เราก็ไม่ได้พบตัวเขาได้ตลอดเวลา เขามักนั่งเข้าฌานในจุดที่แสงแดดส่องถึง และเปลี่ยนตำแหน่งแทบจะทุกครั้ง”
เดนิสเย้ยหยันตามความเคยชิน
“นี่คือผลพวงของการไม่รู้หนังสือยังไงล่ะ… ถ้านายชำนาญภาษาฟุซัค คนยักษ์ และเอลฟ์ได้เหมือนฉัน เรื่องแบบนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น… แต่ช่างเถอะ ความสามารถทางภาษานั้นขึ้นอยู่กับสติปัญญา นายไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเอง”
ลูกเรือจ้องเดนิสอีกครั้งด้วยสายตาประหม่า
“ท่านลอร์ด น้ำมันวาฬที่พวกเขากินเข้าไปเป็นส่วนของท่าน”
“แม่เย็*!” การกระทำเดนิสไวกว่าสมอง มันรีบปรี่ไปทางเขตห้องโดยสารทันที
หลังจากเผชิญความวุ่นวายอยู่สักพัก เดนิสได้รับตะกอนพลังลำดับ 8 เป็นค่าชดเชย มันเองก็ไม่แน่ใจว่านี่เป็นกำไรหรือขาดทุน แต่ของเหลวสกปรกจากศพสัตว์ประหลาดที่ติดมากับตะกอนพลัง ทำให้มันรู้สึกคลื่นไส้ไม่น้อย
เมื่อบรรยากาศบนเรือกลับมาสงบสุข ฉากของเมืองแห่งการให้ บายัม ก็ปรากฏสู่สายตาทีมบุกเบิกของชาวเมืองเงินพิสุทธิ์
เดอร์ริคนำลีอาวาล แคนดิส และคนที่เหลือมายังดาดฟ้าเรือเพื่อมองไปยังปลายทางของ ‘การเดินทาง’
แม้พวกมันจะเคยแวะท่าเรือหลายแห่ง แต่ก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ลงจากเรือ ทำได้เพียงมองดูจากระยะไกล แต่แล้วในที่สุด ถึงเวลาที่พวกมันจะได้เหยียบลงบนพื้นดินของโลกภายนอกเป็นครั้งแรกเสียที
แต่ถึงอย่างนั้น ฉากของผู้คน บ้านเรือน ความทุกข์ยากและเจ็บปวดตามท่าเรือต่างๆ ที่เดอร์ริคและพรรคพวกเคยเห็นจากระยะไกล กลายเป็นเชื้อไฟที่ทำให้มันยิ่งโหยหาชีวิตท่ามกลางแสงสว่าง
แน่นอนว่าพวกมันที่ใช้ชีวิตท่ามกลางความมืดและสายฟ้ามานาน ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะปรับตัวให้คุ้นชินกับแสงแดด หากไม่ใช่เพราะเป็นผู้วิเศษ หลายคนคงดวงตาเสียหายถาวร
ขณะจ้องมองท่าเรือที่มีผู้คนพลุกพล่าน เรือเหาะที่แล่นไปบนท้องฟ้าและเรือหลายลำที่ผ่านเข้าออกท่า พลางฟังเสียงของสภาพแวดล้อมที่พอจะจับใจความได้เล็กน้อย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าที่นี่คือถิ่นฐานในอนาคตของชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ แต่ทันใดนั้นเอง เดอร์ริคสัมผัสถึงบรรยากาศกดดันที่ยากจะอธิบาย
เมื่อกวาดตาไปมอง เด็กหนุ่มเห็นชายคนหนึ่งกำลังยืนบนประภาคารริมทะเล แต่งกายในเสื้อคลุมปักสัญลักษณ์พายุ ผมสีน้ำเงินเข้มจนเกือบดำ หยักศกและยุ่งเหยิงคล้ายสาหร่ายทะเล ใบหน้าชัดลึกและดุดัน
หลังจากสายตาประสานกัน เดอร์ริคสงบจิตใจลงทันที ปราศจากความกังวลโดยสิ้นเชิง
…………………………
Related
เมื่อหยิบไพ่เดอะฟูลมาถือ ไคลน์ดึงยุบพองหิวโหยออกจากความว่างเปล่า สวมไว้ที่มือซ้ายและเริ่มเทเลพอร์ต
หลังจากกลับมาที่ห้องสมุดเทศบาลซึ่งหดเล็กลง มันพูดกับบริวารอำพรางอาเรียนน่า
“ผมโยนเข้าไปในวังร้างบนยอดเขาหลักของเทือกเขาโฮนาซิส”
นั่นคือทางเข้าหมู่บ้านสายหมอก
สำหรับคำถามที่ว่า หลังจากนี้จะจัดการกับ 0-02 อย่างไร นั่นเป็นปัญหาของโบสถ์รัตติกาล
“ตกลง” อาเรียนน่าผงกศีรษะโดยไม่กล่าวสิ่งใดต่อ เธอเข้าสู่ภาวะซ่อนเร้นและหายตัวไปเหมือนกับภาพวาดที่ถูกลบ
เธอมิได้ขอบคุณชายหนุ่ม และไม่ได้เรียกร้องสิ่งตอบแทน เฉกเช่นทุกครั้งในอดีตที่ไคลน์ได้รับความช่วยเหลือจากเธอ
มาดามอาเรียนน่าทราบหรือไม่ว่าเราได้ไพ่เดอะฟูล? ไคลน์กวาดตาด้วยสีหน้าครุ่นคิด ตามด้วยถอนหายใจแผ่วเบาในความมืด
แม้เหตุการณ์เหนือธรรมชาติจะถูกแก้ไขภายในเวลาถึงสองชั่วโมง แต่ผู้คนจำนวนมากก็ยังล้มตายไปด้วย ‘กฏ’ ที่เข้มงวด
ชาวเมืองเบลดันที่นี่อาจเผลอทำผิดบ้างไม่มากก็น้อย แต่บทลงโทษที่พวกมันได้รับนั้นเกินกว่าความผิดไปมาก และเหยื่อที่น่าสงสารที่สุดคือเหล่านักท่องเที่ยวต่างถิ่นที่แวะมายังเบลดัน หลายคนได้เผชิญกับฝันร้ายเพียงเพราะพวกมันไม่ใช่คนที่นี่
ไคลน์พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะช่วยปกป้องเหล่าคนนอก รวมไปถึงรอยและพวกพ้อง แต่เนื่องจากถูกตีกรอบด้วยกฎระเบียบ ทำให้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่มันทำไม่ได้ ประกอบกันการที่กฎของ 0-02 แทบไม่มีช่องโหว่น้อยให้ฉกฉวย ไคลน์จึงไม่สามารถสร้างปาฏิหาริย์อย่างการช่วยชีวิตทุกคน
หลังจากนี้คงต้องมุ่งเน้นไปที่การรักษาผู้รอดชีวิต… ไคลน์ถอนสายตากลับและเตรียมเทเลพอร์ตไปยังบ้านไบลส์เพื่อสะสางอันตรายซ่อนเร้น
ทันใดนั้นเอง ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ที่ถือสี่หัวทองตาแดงไว้ในมือสองข้าง แต่งกายในเดรสยาวสีเข้ม เดินออกจากความว่างเปล่าในสภาพปากคาบเขาแพะสีดำหนึ่งกิ่ง
“เขาหนี…” “ไปใน…” “โลกวิญญาณ…” อีกสามหัวของมิสผู้ส่งสารกล่าวเรียงกัน
“สมแล้วที่เป็นอดีตราชาคณะ” ไคลน์ที่สัมผัสได้นานแล้ว ถอนหายใจอย่างไม่ตื่นตระหนก
จากนั้นก็ชี้ไปยังเขาแพะสีดำ
“ขอลาร์เรี่ยนหรือ”
เมื่อไคลน์รับช่วงต่อเขาแพะ ศีรษะของไรเน็ตต์ที่ไม่ได้พูดในตอนแรกกล่าวขึ้น
“ใช่”
แม้จะถูกคำสาปจำแลงกายของมิสผู้ส่งสารเล่นงาน หมอนั่นกลับยังตีฝ่าวงล้อมและหนีหายเข้าไปในโลกวิญญาณสำเร็จ แข็งแกร่งชะมัด… นี่น่ะหรือเทวทูตแห่งเส้นทางที่เก่งกาจด้านการประจันหน้าที่สุด? เพียงไคลน์สะบัดข้อมือ เขาแพะสีดำแตกออกเป็นละอองแสงทันที เศษเสี้ยวจิตใจที่ยังหลงเหลือพลันกระจัดกระจาย
อวัยวะที่ผู้วิเศษเหลือทิ้งไว้หลังจาก ‘จำแลงกาย’ จะมีตะกอนพลังแฝงอยู่ ซึ่งพวกมันจะไม่กลับคืนสู่ร่างกายเจ้าของ
หลังจากละอองแสงจัดระเบียบใหม่กลายเป็นตะกอนพลังลำดับ 9 8 7 และลำดับ 4 ไคลน์เลือกลำดับ 8 กลาดิเอเตอร์และส่งที่เหลือคืนให้มิสผู้ส่งสาร
“นี่เป็นรางวัลของคุณ ผมแค่คิดค่าข่าว”
ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ไม่มากพิธี เธอจับหนึ่งในหัวทองตาแดงเงยขึ้นและอ้าปาก ดูดกลืนตะกอนพลังลำดับ 9 7 และ 4 ของเส้นทางนักรบเข้าไป
หลังจากยืนมองมิสผู้ส่งสารหายตัวไปจากเบลดัน ไคลน์เทเลพอร์ตตัวเองไปยังบ้านของไบลส์และยิ้มให้ทุกคน
“ปัญหาถูกสะสางแล้ว พวกคุณไม่ใช่คนต่างถิ่นที่เป็นศัตรูกับชาวเมืองอีกต่อไป”
ขณะผู้วิเศษทั้งสี่เผยรอยยิ้มจากก้นบึ้งและเตรียมกล่าวคำขอบคุณ พวกมันเห็นมิสเตอร์นักมายากลดึงใครบางคนออกจากอากาศ
เป็นชายชราที่แต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ต เสื้อกั๊ก ติดโบสีแดงเข้ม เสื้อนอกสุภาพ และกางเกงขายาวสีน้ำเงิน เส้นผมยังคงดกหนาแม้จะมีสีขาวโพลน บรรยากาศอ่อนโยนและสง่างาม
นี่คือหุ่นเชิดเฮอร์วิน·แรมบิสที่ไคลน์เคยครอบครอง ชายหนุ่มเตรียมจะใช้มันผนึกความทรงจำบางส่วนที่เกี่ยวกับ 0-02 ให้ไบลส์
การไม่ถูกกัดกร่อนด้วยแก่นแท้แห่งต้นกำเนิดในเหตุการณ์ก่อนหน้า ไม่ได้หมายความว่าไบลส์จะปลอดภัยในตอนที่นึกถึงภายหลัง!
เนื่องจากไบลส์มีความทรงจำที่เกี่ยวข้องเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แถมยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับสมบัติปิดผนึกชิ้นนี้มากนัก วิธีผนึกความทรงจำนับว่าค่อนข้างง่าย ไคลน์จึงไม่ขอความช่วยเหลือจากมิสจัสติส และคิดจะทำเองผ่านอดีตหุ่นเชิด
“คุณยังไม่ได้เล่าสิ่งที่พบเจอในห้องสมุดเทศบาลให้พวกเขาฟังใช่ไหม?” ไคลน์บังคับให้เฮอร์วิน·แรมบิสเดินเข้าไปใกล้ขณะถามไบลส์
ไบลส์รีบส่ายหน้า
“ผมจำสิ่งที่คุณสั่งได้”
“ทำดีมาก หลังจากนี้ผมจะบำบัดจิตให้คุณ ช่วยให้คุณลืมข้อมูลเหล่านั้น หากไม่แล้ว คุณจะถูกเพ่งเล็งโดย 0-02 และมิอาจใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปจนตาย เชื่อผมเถอะ สมบัติปิดผนึกระดับนี้ทำได้แน่ แม้ว่ามันจะไม่อยู่แล้วก็ตาม” ไคลน์อธิบายจุดประสงค์อย่างเถรตรง
ริมฝีปากไบลส์สั่นเทาเล็กน้อย ก่อนจะผงกศีรษะพูด
“ตกลงครับ”
มันเลือกจะเชื่อและทำตาม
หลังจากขอให้รอย พาชา และฟิลออกไปรอด้านนอกห้องเช่า ไคลน์บังคับให้เฮอร์วิน·แรมบิสจัดการกับสภาพจิตใจ ช่วยให้ไบลส์ลืมเรื่องเกี่ยวกับหนังสือทองเหลืองและเนื้อหาด้านใน
จัดการเสร็จ ไคลน์บรรจงหยิบกระจกวิเศษออกมา เฝ้ามองมันสักพักและกล่าว
“อาโรเดส ยังมีภัยอันตรายซ่อนเร้นหลงเหลืออยู่อีกไหม”
บนผิวกระจกเงินโบราณ คลื่นวารีกระเพื่อมพร้อมกับการเรียงตัวของอักษรสีเงิน
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ ในเบลดันไม่มีอันตรายซ่อนเร้นอีกแล้ว แต่สำหรับสถานที่อื่นๆ ภายในอาณาจักรโลเอ็นและฟุซัค ข้ามองเห็นได้ไม่ชัดเพราะเรื่องนี้เกี่ยวกับพัน 0-02 โดยตรง… แต่หากเป็นท่าน เรื่องแค่นี้น่าจะตรวจสอบได้ไม่ยาก”
“อา” ไคลน์พยักหน้ารับ หยิบเหรียญทองออกมาพร้อมกับพึมพำประโยคทำนายเสียงแผ่ว
กิ๊ง! เหรียญทองถูกดีดหมุนกลางอากาศ
ระหว่างนี้ ฉากต่างๆ ทยอยปรากฏขึ้นในความคิดไคลน์อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นภาพของปล่องไฟ ถนน และเมืองที่ดูธรรมดาจนยากจะระบุอย่างเฉพาะเจาะจง
ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย รวบรวมความคิดพลางยื่นมือออกไปรับเหรียญ
จากนั้นมันก็บอกให้พาชาและคนที่เหลือด้านนอกกลับเข้ามา ก่อนจะกล่าวกับรอย:
“ไม่อยากได้โอสถลำดับถัดไปหรือ? ลองขอพรสิ”
รอยเผยสีหน้าประหลาดใจทันที ก่อนจะถามด้วยเสียงประหม่า
“ผมยังขอพรได้อีกหรือ”
“ของขวัญน่ะ” ไคลน์ยิ้ม
หัวใจรอยพลันสั่นสะท้าน จากนั้นก็เลิกลังเล มันถือโอกาสนี้ขอพรเป็นโอสถลำดับถัดไป
ไคลน์โยนตะกอนพลังของโอสถลำดับ 8 กลาดิเอเตอร์ให้อีกฝ่าย
“โดยพื้นฐานแล้ว สิ่งนี้มีค่าเทียบเท่าโอสถ แต่เพื่อความปลอดภัย ผมขอแนะนำให้คุณหาสูตรโอสถและรวบรวมวัตถุดิบเสริมมาปรุงดื่ม”
“มายากลของคุณช่างน่าทึ่ง” รอยขอบคุณด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
โอสถขวดแรกที่มันดื่มคือโอสถนักรบ แต่ในความเป็นจริง รอยกินตะกอนพลังนักรบเข้าไป แต่เนื่องจากวันสิ้นโลกใกล้เข้ามาทุกขณะ อีกทั้งยังเป็นโอสถในลำดับต่ำ รอยที่ค่อนข้างโชคดีจึงไม่เกิดภาวะคลุ้มคลั่ง ไม่มีแม้แต่อาการทางจิต
หลังจากนั้น เมื่อเข้าสู่โลกผู้วิเศษ มันมีโอกาสติดต่อกับผู้วิเศษคนอื่นมากขึ้น และได้ศึกษาเกี่ยวกับศาสตร์เร้นลับในเชิงลึก ทำให้ทราบว่าพฤติกรรมก่อนหน้าของตนคือสิ่งที่อันตรายมาก จนไม่กล้าที่จะทำแบบเดิมอีกเลย
ได้ยินคำชมเชยจากรอย ไคลน์กวาดสายตาพลางยิ้ม
“หลังจากนี้ พวกคุณต้องตามผมออกจากเบลดัน ไม่ใช่เพราะที่นี่ยังมีอันตรายหลงเหลือ แต่เพราะผมต้องเติมเต็มความปรารถนาของพวกคุณ”
หนึ่งคือความปรารถนาของรอยที่ต้องการให้ไคลน์ช่วยพาออกจากเบลดัน และสองคือความปรารถนาของพาชาที่ขอให้ไคลน์ช่วยปกป้องพวกตนและพาออกจากเบลดันแบบยังมีชีวิต
แม้ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน การกระทำเช่นนี้จะไม่จำเป็นอีกแล้ว แต่สำหรับไคลน์ นี่เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะจุดประสงค์ของชายหนุ่มคือการเติมเต็มความปรารถนาให้ผู้คน
ขอโทษนะ ฉันเป็นแค่ ‘เครื่องประทานพร’ ที่ไร้หัวใจ… ไคลน์รำพันจิกกัดตัวเองขณะยิ้มให้ไบลส์และคนที่เหลือ
พาชาและคนที่เหลือต่างหันมองหน้ากัน ไม่มีใครกล้าคัดค้านมิสเตอร์นักมายากล และเฉกเช่นทุกครั้ง พวกมันจับมือกันแน่น
จากนั้น ไคลน์พาทั้งสี่เทเลพอร์ตออกมายังด้านนอกเบลดัน
“การแสดงกลจบลงแล้ว คงถึงคราวต้องบอกลา” ไคลน์ถอนหมวกคำนับ พยายามทำตัวให้เหมือนนักมายากลพเนจรตัวจริง
มันสวมบทบาทจนติดเป็นนิสัย
ได้เห็นฉากตรงหน้า พาชารีบโพล่งขึ้น
“พวกเราขอทราบชื่อคุณได้ไหม”
ไคลน์ยิ้ม
“ผมมีชื่อมากมาย ต่างคนต่างเรียกผมในชื่อที่ต่างกัน คุณสามารถเรียกผมว่า ‘นักมายากลปาฏิหาริย์’ เมอร์ลิน·เฮอร์มิส”
“มิสเตอร์เฮอร์มิส คุณเป็นผู้เชื่อในเทพธิดาหรือ” รอยถามด้วยความลังเล
“…” ไคลน์ตอบไม่ถูกไปสักพัก มันต้องการตอบว่าเคยเป็น แต่ตอนนี้ไม่ใช่
แต่หลังจากไตร่ตรองสักพัก ชายหนุ่มตัดสินใจสวมบทบาทเป็น ‘บริวารเร้นลับ’ ล่วงหน้า
มันหุบยิ้มพร้อมกับกล่าวเสียงขรึม
“สิ่งที่ผมเชื่อคือเดอะฟูล ราชันเร้นลับ ผู้ปกครองสูงสุดเหนือโลกวิญญาณ… หากคุณอยากมีความเชื่อแบบเดียวกับผม หรือต้องการศึกษาเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ สามารถเดินทางไปยังหมู่เกาะรอสต์ในทะเลโซเนีย ที่นั่นมีผู้เผยแผ่คำสอนของพระองค์อยู่ ลอร์ดเดนิสผู้คอยเทศนาผู้คน”
นอกจากนั้น เมืองเงินพิสุทธิ์ยังมีสูตรโอสถเส้นทางนักรบจนถึงลำดับ 3… ไคลน์เสริมในใจ แต่ไม่ได้พูดออกไป
รอยพยักหน้าเล็กน้อย
“นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินชื่อของตัวตนผู้ยิ่งใหญ่รายนี้ และปาฏิหาริย์ของคุณยิ่งทำให้พระองค์สง่างามและน่าเกรงขาม”
มันยังไม่ตกปากรับคำของมิสเตอร์เมอร์ลิน·เฮอร์มิสเพราะยังลังเลอยู่
พาชา ไบลส์ และฟิลก็เช่นกัน
ไคลน์ไม่กล่าวคำใด เพียงหันหลังและเดินจากผู้วิเศษทั้งสี่ ตรงไปยังเมืองเบลดันที่อยู่อีกฟากหนึ่ง
มันยังไม่ลืมจุดประสงค์ในการแวะมายังเมืองเล็กๆ แห่งนี้ และวางแผนที่จะเปิดห้องพักเพื่อศึกษาไพ่เดอะฟูลบนมิติหมอก
…
แคว้นเลียบทะเล ภายในห้องสมุดแห่งหนึ่ง
นักวิจัยกฎหมายหนุ่มคนหนึ่งดึงหนังสือออกจากชั้นวาง เดินไปยังโต๊ะริมหน้าต่างและนั่งลง
หลังจากอ่านอย่างละเอียด มันพบกระดาษสีน้ำตาลอมเหลืองด้านในหนึ่งแผ่น
“นี่อะไร?” นักวิจัยกฎหมายหนุ่มพึมพำด้วยสีหน้างุนงง จากนั้นก็ดึงกระดาษออกมา
หลังจากจำแนกได้ว่าเป็นภาษาฟุซัคโบราณ มันพยายามอ่านอย่างยากลำบาก
“…ในยุคสมัยที่สี่ มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า ‘หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์’ …”
…………………………
Related
หลังจากกลับมายังบ้านของไบลส์ โดยไม่รอให้รอยและคนที่เหลือถามสิ่งใด ไคลน์ดึงเก้าอี้ออกมานั่งพร้อมกับขอพรตัวเองด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ข้าปรารถนาให้พลังวิญญาณได้รับการฟื้นฟู”
ทันทีที่สิ้นเสียง ชายหนุ่มยกมือขวาดีดนิ้วเพื่อเติมเต็มความปรารถนาของตัวเอง ทันใดนั้น พลังวิญญาณของมันฟื้นฟูกลับมาเป็นปรกติ
ทันทีหลังจากนั้น ไคลน์เหยียดฝ่ามือข้างซ้ายออก เตรียมยุติภาพฉายของ ‘ม่าน’ และอัญเชิญผืนใหม่ออกมาปิดกั้นโลกวิญญาณรอบเมืองเบลดันต่อไป เพื่อป้องกันมิให้ลาร์เรี่ยน ราชาคณะของโบสถ์เทพสงครามหลบหนี
“ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น พลาดครั้งนี้ก็ยังมีครั้งถัดไป” อาเรียนน่าส่ายศีรษะ เป็นนัยว่าไคลน์ไม่จำเป็นต้องอัญเชิญภาพฉายของม่านที่มีต้นกำเนิดมาจากหมาป่าอสูรมทิฬอีกแล้ว
ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของพลังความปรารถนาก็คือ ผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ไม่สามารถเติมเต็มความปรารถนาเดิมจากผู้ขอพรคนเดิมได้ติดๆ กัน นั่นจึงหมายความว่า ไคลน์ต้องรออีกอย่างน้อยหนึ่งถึงสองชั่วโมงกว่าจะขอพรเติมพลังวิญญาณได้ใหม่
แน่นอน สำหรับเทวทูตเส้นทางนักทำนายที่มากประสบการณ์ ข้อจำกัดดังกล่าวยังพอจะมีวิธีหลบเลี่ยง ยกตัวอย่างเช่น มันสามารถบอกให้พาชา รอย ไบลส์ และอาเรียนน่าผลัดกันขอพรให้พลังวิญญาณของไคลน์·โมเร็ตติถูกฟื้นฟู จากนั้นผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ก็จะเติมเต็มความปรารถนาดังกล่าว
แต่ปัญหาคือ แม้ว่าชายหนุ่มจะฟื้นฟูพลังวิญญาณได้หลายครั้ง แต่ทั้งหมดนั่นก็ไม่ช่วยให้คงสภาพ ‘ม่าน’ ซึ่งทัดเทียมลำดับ 1 ได้ต่อเนื่องนานถึงหนึ่งชั่วโมง ไม่ว่าอย่างไรม่านก็จะสลายไปก่อนที่ 0-02 จะล้างกฎและเขียนใหม่
ไตร่ตรองสักพัก ไคลน์พยักหน้ารับพร้อมกับยิ้มตอบ
“ลองดูก่อนก็คงไม่เสียหาย เพราะไม่ว่ายังไงตอนนี้พวกเราก็ว่างอยู่ ผมจะยอมแพ้ก่อนการขอพรเติมพลังวิญญาณครั้งสุดท้าย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับโชคของราชาคณะด้วย… บางทีในระหว่างนี้ เขาอาจคลุ้มคลั่งเพราะความวิตกกังวล หงุดหงิด และเครียดก็ได้ ใครจะไปรู้”
ขณะกล่าว ไคลน์ยกเลิกม่านผืนเก่าและเหยียดมือซ้ายไปด้านหน้า จากนั้นก็ลากม่านผืนใหม่ออกมาและส่งมันไปปกคลุมโลกวิญญาณรอบเมืองเบลดัน
ท่ามกลางสีสันฉูดฉาดที่ซ้อนทับ ลาร์เรี่ยนซึ่งแต่งกายในชุดคลุมสีดำขอบขาวและหมวกทรงสี่เหลี่ยม สัมผัสได้ว่าข้อจำกัดโดยรอบเลือนหายไป แต่เมื่อมันเตรียมหลบหนี ม่านผืนใหม่กลับถูกโปรยลงมาอีกครั้งและตัดขาดบริเวณโดยรอบออกจากโลกภายนอก
รอยยิ้มเล็กๆ บนใบหน้ามันพลันแข็งทื่อ
ฟู่ว… ไม่กี่วินาทีถัดมา ลาร์เรี่ยนถอนหายใจเชื่องช้าพร้อมกับควบคุมสติ รอคอยอย่างสงบต่อไป
หลายสิบนาทีถัดมา ราชาคณะแห่งโบสถ์เทพสงครามต้องเผชิญกับความคับแค้นใจหลายครั้ง โดยทุกครั้งความหวังจะปรากฏขึ้นตรงหน้าแต่สุดท้ายก็เลือนหายไป
มันพยายามค้นหาหลักการ ค้นหาช่วงเวลาที่แน่นอน เพื่อรอคว้าโอกาสเพียงเสี้ยววินาทีขณะม่านผืนเก่าหายไปและม่านใหม่ยังไม่ปรากฏ
อย่างไรก็ตาม ในที่สุดมันก็พบว่าความห่างในแต่ละครั้งล้วนไม่มีกฎตายตัว บุคคลที่กีดขวางการหลบหนีของตนไม่ได้สลายม่านในตอนที่พลังวิญญาณใกล้หมดเสมอไป บ้างก็ลงมือก่อนเป็นเวลานาน
หากไม่ใช่เพราะชาวฟุซัคไม่ได้ถูกบังคับให้เปลี่ยนศาสนา และข่าวคราวการทรยศของลาร์เรี่ยนยังไม่แพร่กระจายออกไป เทวทูตแห่งเส้นทางคนยักษ์คงไม่มีทางคงสติมาได้นานขนาดนี้ อาจต้องกลายเป็นคลุ้มคลั่งอยู่ภายในโลกวิญญาณ
ผ่านไปอีกสักพัก ลาร์เรี่ยนสัมผัสถึงการสลายตัวของม่านผืนเก่า
แต่คราวนี้ไม่มีม่านผืนใหม่ถูกสร้างขึ้น
เจ้านั่นถึงขีดจำกัดแล้วสินะ… ลาร์เรี่ยนโล่งใจเป็นอย่างมาก มันไม่ลังเลอีกต่อไป รีบย้ายตัวเองออกจากอาณาจักรแห่งเทพเทียมที่เลือนหายไป
ในวินาทีถัดมา มันเห็นสตรีไร้หัวที่แต่งกายในเดรสสีเข้ม กำลังถือสี่หัวทองตาแดงไว้ในมือสองข้าง เห็นสิ่งมีชีวิตนิรนามที่ทั่วร่างพันด้วยผ้าพันแผลและมีของเหลวสีน้ำตาลอมเหลืองไหลออกมาจากทุกจุด เห็นสัตว์วิญญาณที่ทรงพลังและแปลกประหลาดอีกมากมาย
ม่านที่ไคลน์อัญเชิญออกมาหลายครั้งล้วนเป็นภาพฉายทางประวัติศาสตร์ที่มีออร่าของปราสาทต้นกำเนิดปะปนอยู่ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะดึงดูดสิ่งมีชีวิตซึ่งที่อ่อนไหวต่อปราสาทต้นกำเนิด หรือต่อให้ในกลุ่มนี้มีอามุนด์ร่วมอยู่ด้วยก็คงไม่น่าแปลกใจเลยสักนิด!
รอยยิ้มเล็กๆ ของลาร์เรี่ยนพลันแข็งทื่ออีกครั้ง
…
เมืองเบลดัน ภายในห้องเช่าของไบลส์
ไคลน์แหงนหน้าขึ้นมองฟ้าก่อนจะพึมพำ
“น่าทึ่งมาก…”
มันกลับไปเงียบอีกครั้ง จนกระทั่งกระจกวิเศษฉายแสงวารีเพื่อเผยให้เห็นสถานะปัจจุบันของกระดานข่าวสาร
กฎและส่วนขยายบนกระดาษ ทยอยเลือนไปตามลำดับการปรากฏ เรียงจากหลังไปหน้า
หมายความว่า 0-02 เริ่มลบกฎที่มันเขียนขึ้นและเตรียมจะเริ่มต้นใหม่
ทันทีที่เคอร์ฟิวถูกยกเลิก ไคลน์ซึ่งกำลังจดจ่อมาสักพัก รีบใช้พลังกระโจนเพลิงเพื่อพามาดามอาเรียนน่าไปโผล่ที่ด้านนอกห้องสมุดเทศบาลซึ่งถูกย่อส่วน
ชายหนุ่มเพ่งมองและพบว่ากฎต่างๆ บนหน้าทองเหลืองกำลังถูกลบด้วยความเร็วสูง เพียงพริบตาก็เหลือเพียงประโยค ‘กฎหมายทั้งหมดหลังจากส่วนนี้ถือเป็นโมฆะ’ อยู่กึ่งกลางเล่มหนังสือ
ทันทีหลังจากนั้น ประโยคดังกล่าวเลือนหายไป กฎใหม่ถูกเขียนขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่มีช่องว่าง
“หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์เป็นสิ่งที่ค้ำค่าที่สุด ไม่มีสิ่งมีชีวิตหรือวัตถุชิ้นใดแตะต้องมันได้…”
ยังไม่ทันที่กฎดังกล่าวจะเขียนเสร็จ อาเรียนน่าหายตัวไปโผล่ด้านข้างโต๊ะสี่เหลี่ยม จากนั้นก็ใช้ปลายนิ้วสัมผัสลงบนหน้าหนังสือที่ทำจากทองเหลือง
ปึด! คอของผู้นำนักบวชรัตติกาลพลันถูกรัดแน่นด้วยสิ่งที่คล้ายกับเชือกล่องหน
แม้แต่เทวทูตอย่างเธอก็ยังกระดูกหักและหายใจลำบาก
ประหารโดยการแขวนคอ!
อย่างไรก็ตาม ขณะที่ปลายนิ้วของอาเรียนน่าเริ่มขยับไปบนหน้าหนังสือ กฎข้อแรกที่เพิ่งปรากฏพลันถูก ‘ยางลบ’ ลบออกก่อนจะได้เรียงตัวจนเสร็จสมบูรณ์ ส่งผลให้เข้าสู่สภาวะ ‘ซ่อนเร้น’ ทันที
และต้องไม่ลืมว่า กฎทุกข้อที่ถูกกำหนดโดย 0-02 จะต้องถูกประกาศหรือแจ้งให้ทราบจึงจะมีผลบังคับใช้!
ฟ้าว! อาเรียนน่าคว้าหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์และโยนมาทางไคลน์ที่ยืนรอด้านนอกหน้าต่างสูงพื้นจรดเพดาน
ตลอดหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา ไคลน์ลองคาดเดาถึงความเป็นไปได้ทั้งหมดและปรึกษาหารือกับอาเรียนน่าอย่างละเอียด เมื่อได้เห็นฉากตรงหน้า ชายหนุ่มมิได้ตื่นตระหนกหรือประหม่า ขณะ 0-02 กำลังลอยอยู่กลางอากาศ ไคลน์ดึงตัวเองที่สวมถุงมือหนังมนุษย์ออกจากความว่างเปล่า
จากนั้นก็คว้าหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์และบังคับให้ภาพฉายของตัวเองใช้พลังเทเลพอร์ตจากถุงมือ
เมื่อร่างชายหนุ่มเลือนหายไป อาเรียนน่าทรุดตัวลงกับพื้นทันทีจนเกิดเสียงดัง รอบคอมีรอยรัดลึกจนเห็นได้ชัด
ไม่กี่วินาทีถัดมา ไคลน์ที่ถือ 0-02 ปรากฏตัวบนยอดเขาหลักของเทือกเขาโฮนาซิส จากนั้นก็ใช้ ‘เนตรวิญญาณ’ ระดับเทวทูตค้นหาจนพบซากกำแพงวังที่พังทลาย ทรุดโทรม และรายล้อมด้วยสายหมอก
โดยปราศจากความลังเล ไคลน์ส่งหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ให้ภาพฉายของตัวเอง จากนั้นก็บังคับให้มัน ‘บลิงค์’ ไปยังทางเข้าหลักของวังและใช้มือกระแทกประตูเข้าไป
ฉากเบื้องหน้าคือห้องโถงที่มีศพจำนวนมากถูกแขวนไว้บนเพดาน แต่ละศพแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง มีทั้งชายและหญิงแต่งกายในชุดที่หลากหลาย บ้างหรูหรา บ้างเรียบง่าย บ้างประณีต และบ้างก็เป็นกันเอง
ด้านหลังศพถูกแขวนมีหนวดรยางค์โปร่งใสและเรียบเนียนจำนวนมาก ผิวหนวดเต็มไปด้วยลวดลายซับซ้อน หนวดทั้งหมดเหยียดออกมาจากเก้าอี้หินโบราณในส่วนลึกของห้องโถง
บนเก้าอี้หินยักษ์ หนอนโปร่งใสและดีดดิ้นกำลังกระจุกตัวเป็นก้อนกลม พวกมันชอนไชอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับเหยียดหนวดรยางค์พิสดารออกไปโดยรอบ
ไม่ใช่ใครนอกจากฮาล์ฟฟูลแห่งตระกูลอันทีโกนัสที่คลุ้มคลั่งและเสียสติ!
เมื่อสัมผัสได้ว่าภาพฉายของไคลน์เปิดประตูเข้ามา กลุ่มหนอนสีใสคลานออกจากเก้าอี้ทันที จากนั้นก็โบกสะบัดหนวดรยางค์ผิวเรียบจำนวนมากด้วยความบ้าคลั่ง หนวดทุกเส้นพุ่งไปทางประตูโดยพร้อมเพรียงประหนึ่งถูกดึงดูดโดยอิทธิพลที่มองไม่เห็น
ในทำนองเดียวกัน ที่ด้านล่างของเก้าอี้หิน ไพ่ทาโรต์ซึ่งมีใบหน้าของโรซายล์และถูกเขียนด้วยแสงสว่าง ถูกดีดลอยไปทางประตูหน้าทันที
ได้เห็นฉากตรงหน้า ภาพฉายของไคลน์พลันสติแตกในพริบตา โชคดีที่มันไม่มีปัญญาเป็นของตัวเอง และกำลังถูกควบคุมด้วยร่างต้นไคลน์ซึ่งซ่อนตัวอยู่ห่างออกไป มันจึงไม่ได้ผลกระทบทางความคิดที่เกิดจากภาวะสติแตก ร่างกายมิได้หยุดนิ่งอย่างสิ้นสภาพ
ก่อนจะเลือนหายไป ภาพฉายทำการขว้างหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ในมือ ไปทางกลุ่มก้อนหนอนสีใสที่น่าสะพรึง
หนวดรยางค์โปร่งใสสัมผัสได้ถึงอันตรายทันที พวกมันตอบสนองตามสัญชาตญาณโดยไม่การไม่เข้าไปรัดพันรอบสมบัติปิดผนึก 0-02
อาศัยปัจจัยดังกล่าว รวมถึงอิทธิพลจาก ‘สายลมกระโชก’ ที่มองไม่เห็น ไพ่เดอะฟูลได้ลอยมาถึงหน้าประตูก่อนกลุ่มหนวดประหลาด
ภาพฉายไคลน์ที่ใกล้จะเลือนหายเต็มที เมื่อได้เห็นฉากตรงหน้า มันรีบยื่นแขนออกไปคว้าตามจิตใต้สำนึก จับไพ่เย้ยเทพโยนมาทางด้านหลัง
ในวินาทีถัดมา หนวดรยางค์ที่เริ่มได้สติรีบเหยียดยาวออกมาทางประตู แต่ทั้งหมดก็ถูกสายหมอกกีดขวางไว้ ทำอะไรไม่ได้นอกจากกระหน่ำทุบบาเรียล่องหนอย่างบ้าคลั่ง
บานประตูปิดสนิทด้วยความบรรจง ตัดขาดภายในและภายนอกโดยสิ้นเชิง
ไคลน์ที่ซ่อนตัวอยู่บนยอดเขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายในใจกำลังยินดีเจือผ่อนคลาย แต่ขณะเดียวกันก็ยังคลางแคลง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เรานำ 0-02 มาแลกกับไพ่เดอะฟูล? เทพธิดายังไม่ต้องการให้เราแวะไปที่เมืองกัลเดรอนเพื่อค้นหาเบาะแสของแม่น้ำอันธการนิรันดร์ตอนนี้? ไคลน์พึมพำเงียบ ก่อนจะเดินออกจากที่ซ่อนมายังหน้าวังโบราณซึ่งอยู่ไม่ไกลจากผืนดิน โน้มตัวลงและหยิบไพ่เย้ยเทพ
หน้าไพ่คือโรซายล์·กุสตาฟที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าหลากสีสัน สวมหมวกหรูหรา ถือไม้เท้าและย่ามสัมภาระ ดวงตาโหยหาอนาคต ด้านหลังมีลูกสุนัขหนึ่งตัว
ณ มุมซ้ายบนของไพ่ แสงดาวที่สว่างไสวเรียงเป็นคำ:
“ลำดับ 0: เดอะฟูล!”
…
ภายในวังโบราณ หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ตกลงบนพื้นและพลิกไปยังหน้าแรกของครึ่งหลัง
กฎใหม่ถูกเขียนขึ้น
“…หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์เป็นสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด สิ่งมีชีวิตหรือวัตถุห้ามแตะต้องโดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกตัดสินประหารชีวิต!”
“…สถานะของหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์คือสิ่งที่ห้ามเปลี่ยนแปลง ผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกตัดสินประหารชีวิต!”
ขณะกฎสองข้อเพิ่งถูกเขียนเสร็จ โดยที่มันยังไม่ทันจะได้ ‘แจ้ง’ ให้เจ้าของสถานที่ทราบ ประโยคหนึ่งได้ปรากฏขึ้นระหว่างครึ่งแรกและครึ่งหลังของหนังสือ:
“กฎหมายทั้งหมดหลังจากส่วนนี้ถือเป็นโมฆะ”
ราวหนึ่งชั่วโมงถัดมา กฎสองข้อที่ถูกเขียนบนหน้าทองเหลืองทยอยเลือนหายไป และกฎใหม่ก็ถูกเขียนขึ้นมาแทนทันที แต่หลังจากผ่านไปได้แค่สองข้อ ประโยค ‘กฎหมายทั้งหมดหลังจากส่วนนี้ถือเป็นโมฆะ’ ก็ปรากฏขึ้นกลางเล่มอีกครั้ง – ลักษณะคล้ายกับ 0-02 ถูกเติมเต็มด้วยกฎครบทุกหน้าจนไม่สามารถเขียนเพิ่ม
ครั้งแล้วครั้งเล่า หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์เข้าสู่สภาวะวังวนอนันต์อย่างแท้จริง
………………………………
Related
แม้ไบลส์จะเคยเห็นฟิลถูกตัดข้อมือ เห็นเวเบอร์ถูกจับแขวน เห็นหนอนสีใสที่ชอนไชปากแผลของมิสเตอร์นักมายากล และมีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงที่นำมาโดย 0-02 แต่มันยังขาดประสบการณ์ตรงที่จะทำให้เกรงกลัวสิ่งเหล่านี้จากก้นบึ้ง นั่นคือเหตุผลว่าทำไมคนส่วนใหญ่ถึงไม่เชื่อเรื่องผีหากไม่เจอกับตัว
ดังนั้น แม่มันจะหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่ภายใต้การเฝ้ามองจากนักมายากลและเทวทูตเดินดิน ไบลส์รวบรวมสติได้อย่างรวดเร็วและเดินไปทางโต๊ะสี่เหลี่ยม แน่นอนว่าการอยู่บนเส้นทางลูกเรือก็ส่งผลไม่น้อย
ผ่านไปไม่กี่ก้าว ไบลส์มาถึงจุดที่สามารถเอื้อมถึงหนังสือทองเหลือง
โดยไม่มัวคิดมาก มันเหยียดแขนขวาออกไปพลิกหน้า 0-02 กลับอย่างรวดเร็ว
ระหว่างนั้น มือของไบลส์คอยคั่นอยู่ระหว่างหน้ากระดาษทองเหลืองซึ่งยังถูกเขียนไม่เต็ม เพื่อให้มิสเตอร์นักมายากลและเทวทูตสตรีด้านนอกยังมองเห็นการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองได้ทันท่วงที
ท่ามกลางเสียงพลิกหน้า ลูกเรือคนดังกล่าวเหลือบไปเห็นประโยค ‘หากผู้ใดสัมผัสกับหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์จะถูกประหารชีวิต’ จนเกิดความตื่นตระหนกปนฉงนอย่างแรงกล้าถึงสถานะของตัวเอง
อย่างไรก็ดี นั่นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความเร็วในการพลิกหน้า ช่วยให้ไคลน์เก็บรายละเอียดของกฎเกณฑ์ทุกหน้าอย่างครบถ้วน
ในการมองเห็นของไคลน์ ‘ภาพฉาย’ ของหน้าหนังสือใหม่จะไม่ถูกลบหรือเขียนทับบนหน้าเก่า แต่หน้าใหม่จะปรากฏขึ้นมาด้านข้างและเพิ่มจำนวนไปเรื่อยๆ
ท้ายที่สุด ทัศนวิสัยของไคลน์เต็มไปด้วย ‘แผ่นทองเหลือง’ จำนวนมากที่จัดเรียงอย่างเป็นระเบียบทีละบรรทัด ราวกับชายหนุ่มฉีก 0-02 ออกมาทีละหน้าและวางบนกระจกแผ่นใหญ่เพื่อเตรียมนำไปตากแดด
นี่คือเทคนิคการทำนายฝันในระดับเทวทูต ช่วยให้ไคลน์จำลองสิ่งที่เห็นทั้งหมดได้พร้อมกัน
เมื่อเวลาผ่านไป ภายในดวงตาสีน้ำตาลเข้มของชายหนุ่ม หน้าทองเหลืองจำนวนมากเริ่มหมุนวนรอบๆ หน้าหนึ่ง:
“…หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์มีต้นกำเนิดจากเอกลักษณ์ของเส้นทางผู้ชี้ชะตาซึ่งถูกปนเปื้อนโดยแคว้นแห่งความยุ่งเหยิง…”
อย่างที่คิดไว้ทุกประการ ในเมื่อหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์น่าจะเคยเขียนกฎระดับพื้นฐานมาแล้วทั้งหมด รายละเอียดของเนื้อหาย่อมต้องมีคำอธิบายเกี่ยวกับตัวเองระบุไว้! สิ่งนี้เกิดจากธรรมชาติของตัวมัน เว้นเสียแต่จะลืมตาตื่นขึ้นโดยสมบูรณ์ จนมีสติปัญญามากพอที่จะเลือกซ่อนข้อความที่เป็นโทษ… ขณะไคลน์ไขปริศนาได้บางส่วนและกำลังมีความสุข มันพบว่าบนหน้าทองเหลืองที่ยังถูกเขียนไม่เต็ม ข้อความสีเงินกำลังเรียบเรียงเป็นประโยคใหม่
สิ่งนี้หมายความว่าในที่สุด 0-02 ก็สามารถแบ่งพลังบางส่วนออกจากวังวนอนันต์ และเตรียมเพิ่มข้อกำหนดเพื่อแก้ไขช่องโหว่
“ออกมา!” ไคลน์ตะโกนโดยไม่ลังเล
ไบลส์ทำตามคำสั่งของตัวตนลำดับสูงอย่างเคร่งครัด รีบชักมือขวากลับและหมุนตัววิ่งออกมาจากหน้าต่างสูงพื้นจรดเพดาน
“พยายามโจมตีผม” เมื่อพบว่าลูกเรือที่มีคุณสมบัติเป็นทั้งชาวเมืองและคนต่างถิ่นวิ่งออกจากห้องสมุด ไคลน์เสริมคำสั่งใหม่เข้าไป
ไบลส์งุนงงทันที แต่ก็ยังยกแขนขวาขึ้นพร้อมกับง้างไหล่ไปด้านหลัง ทำท่าเตรียมประเคนกำปั้นใส่ไคลน์เต็มแรง
ทันใดนั้นเอง กฎข้อใหม่ของหนังสือถูกเขียนจนเสร็จ
“สำหรับกฎข้างต้น หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์และบุคคลที่ได้รับอนุญาตจะไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายขณะทำการบังคับใช้กฎหมาย…”
อย่างไรก็ดี แม้กฎหมายใหม่จะถูกประกาศใช้ แต่ไบลส์กลับยังไม่ถูกลงโทษในคดีเก่า
เห็นได้ชัดว่าหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์มิได้ตามคิดบัญชีย้อนหลังกับต้นตอที่ทำให้มันเข้าสู่วังวนอนันต์ เฉกเช่นที่มันไม่เล่นงานอาโรเดสย้อนหลังเมื่อครั้งที่นิยามของผู้บังคับใช้กฎหมายยังคลุมเครือ
ในทำนองเดียวกัน ไบลส์ที่เคยสัมผัสกับ 0-02 โดยตรงก็จะไม่ได้รับการกัดกร่อนจากแก่นแท้แห่งต้นกำเนิด เพราะก่อนที่กฎหมายใหม่จะถูกประกาศใช้งาน ไบลส์คือส่วนหนึ่งของเบลดันซึ่งจะไม่ถูกทำลายไม่ว่าจะแง่มุมใด จึงรอดพ้นจากการกัดกร่อนไปโดยปริยาย และกฎใหม่ก็ไม่สามารถเอาผิดย้อนหลังกับพฤติกรรมก่อนหน้านี้ของไบลส์ได้
อันที่จริง ในตอนที่ออกจากร่มเงาของห้องสมุดเทศบาล ไบลส์ได้ฝ่าฝืนกฎเคอร์ฟิว แต่ไคลน์เคยเห็นว่าชาวเมืองเบลดันจะไม่ได้รับโทษเคอร์ฟิวขณะไล่ล่าชาวต่างชาติ จึงบอกให้ไบลส์ทำท่าโจมตีใส่ตนเพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษที่เกี่ยวข้อง
ทันทีหลังจากนั้น ชายหนุ่มฉวยโอกาสที่ 0-02 เพิ่งแก้ไขช่องโหว่ นึกทบทวนข้อมูลของหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์อย่างละเอียด
“…หนังสือเล่มนี้มีสัญญาณชีพ แต่โดยส่วนมากจะอยู่ในระดับที่ต่ำ…”
“…ครึ่งแรกจะเป็นการแสดงกฎพื้นฐานที่สำคัญเกือบทั้งหมด โดยครึ่งหลังจะว่างเปล่าและถูกเขียนเพิ่มเติมในภายหลัง…”
“…หากได้รับอิสระ มันจะกำหนดชุดกฎหมายที่มีความเอนเอียงในระดับหนึ่ง และบังคับใช้กับพื้นที่โดยรอบด้วยความเข้มงวด หลังจากนั้นก็จะคอยแก้ไขกฎหมายตามผลตอบรับที่เกิดขึ้น”
“…ยิ่งกฎหมายเข้มงวดมากขึ้น สัญญาณชีพของมันก็ยิ่งชัดเจน… เมื่อชุดกฎหมายอันเข้มงวดสามารถแทรกแซงทุกสรรพสิ่ง หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์จะมีชีวิตขึ้นมาโดยสมบูรณ์และสามารถปรับเปลี่ยนกฎพื้นฐานในครึ่งแรกได้ในระดับหนึ่ง… ขอบเขตที่สามารถกระทำได้มีดังนี้…”
“…หากมีความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างข้อกฎหมายและไม่สามารถหาทางออกได้ หรือหน้าหนังสือถูกกรอกจนเต็มแต่ยังไม่สามารถสร้างกฎหมายที่แทรกแซงทุกสรรพสิ่ง หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์จะเขียนข้อความใหม่ระหว่างครึ่งแรกกับครึ่งหลังว่า ‘กฎหมายทั้งหมดหลังจากส่วนนี้ถือเป็นโมฆะ’ ”
“…เมื่อประโยคดังกล่าวถูกเขียนเสร็จ กฎที่เขียนในครึ่งหลังของหนังสือจะหายไป กลายเป็นหน้าหนังสือที่ว่างเปล่า…”
“…หลังจากครึ่งหลังของหนังสือว่างเปล่าโดยสมบูรณ์ ประโยคที่ระบุว่า ‘กฎหมายทั้งหมดหลังจากส่วนนี้ถือเป็นโมฆะ’ จะถูกลบออก และหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์จะกระทำซ้ำในสิ่งเดิมจนกว่าจะสร้างกฎหมายที่สามารถแทรกแซงทุกสรรพสิ่งสำเร็จ…”
“…กฎที่ถูกสร้างขึ้นจะต้องประกาศหรือแจ้งแก่กลุ่มคนจึงจะมีผลบังคับใช้… เมื่อบางพฤติกรรมไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนรองรับ หรือขัดต่อสามัญสำนึกและความเข้าใจของสิ่งมีชีวิตรอบข้าง…”
“…หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์เกลียดกฎเกณฑ์ที่บิดเบี้ยวและอัปลักษณ์ ขณะเดียวกันก็เกลียดการถูกพบช่องโหว่…”
ละเอียดฉิบ… น่าจะมีวิธีผนึก 0-02 ซ่อนอยู่ในเงื่อนไขเหล่านี้… สมองไคลน์กำลังประมวลผลเพื่อค้นหาข้อมูลที่จำเป็นในแต่ละประโยค
ทันใดนั้น อาเรียนน่า ผู้นำนักบวชรัตติกาลกระซิบกระซาบ
“หาวิธีเติมเต็มหน้าหนังสือที่เหลือของ 0-02 โดยไม่ให้กฎเข้มงวดเกินไป”
ใช่แล้ว! ด้วยวิธีนี้ หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์จะประกาศว่ากฎในส่วนครึ่งหลังถือเป็นโมฆะและเริ่มต้นใหม่ เมื่อถึงตอนนั้น ข้อจำกัดทั้งหมดจะหายไปชั่วคราว ทำให้เรามีโอกาสนำมันไปไว้ที่อื่นหรือสวดวิงวอนต่อทวยเทพ… แต่จะทำแบบนั้นได้ยังไง หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์เกลียดกฎที่บิดเบี้ยวและอัปลักษณ์ เกลียดการถูกพบช่องโหว่… หัวใจไคลน์เริ่มเต้นแรงขณะฉุกคิดบางสิ่ง
โดยปราศจากความลังเล ชายหนุ่มเหยียดแขนออกไปข้างหน้า ทำท่าคล้ายกับโอบกอดอากาศ
วินาทีถัดมา ภายในตึกห้องสมุดเทศบาลที่มีขนาดเหลือเพียงหนึ่งส่วนสิบจากของเดิม ฉากของห้องโถงที่ปูด้วยแผ่นหินสีดำเข้มสลักลวดลายซับซ้อนถูกอัญเชิญให้มาปรากฏบนโลกความจริง
ในห้องโถงมีเสาหินสีดำแปดต้น มีแท่งโลหะแขวนลงมาจากโดมสูง ปลายด้านล่างของทุกแท่งโลหะเชื่อมติดกับเชิงเทียนที่แกะสลักเป็นรูปสัตว์นานาชนิด ฝั่งซ้ายสี่สิบเอ็ดแท่ง และฝั่งขวาสี่สิบแท่ง
ที่นี่คือท้องพระโรงของกงสุลแฝดแห่งจักรวรรดิร่วมทูดอร์-ทรันซอสต์ที่ไคลน์เคยเห็น ในตอนนั้น กงสุลทั้งสองยังเป็น ‘องค์ชายวิปลาส’ ลำดับ 1 แห่งเส้นทางจักรพรรดิมืด ส่งผลให้กฎเกณฑ์ภายในห้องโถงเต็มไปด้วยความบิดเบี้ยว ไม่สมมาตร และอัปลักษณ์ในสายตาคนปรกติ
นอกจากนั้น ในตอนที่ไคลน์อัญเชิญฉากจากประวัติศาสตร์ มันใช้พลังของตนเพื่อเพิ่มรายละเอียดเกี่ยวกับยุคสมัยที่สี่ซึ่งตนเชี่ยวชาญเข้าไป ส่งผลให้กฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากจักรพรรดิมืด มีรายละเอียดชัดเจนและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ราวกับหลุดมาจากฉากในประวัติศาสตร์ของจริง
ฉึบ!
ข้อมือทั้งสองข้างของชายหนุ่มถูกตัดขาดและร่วงหล่นพื้น เลือดสีแดงกระเซ็นออกจากบาดแผลเหมือนกับคนทั่วไป
นี่คือครั้งที่สองที่ไคลน์กระทำความผิดข้อหาหลอกลวง!
หลังจากที่ฝ่ามือทั้งสองข้างหล่นลงพื้นพร้อมกับหยดเลือด พวกมันสลายตัวอย่างรวดเร็ว กลายเป็นหนอนสีใสดีดดิ้นและของเหลวล่องหนลักษณะเหนียวหนืด
ขณะหนอนวิญญาณเหล่านี้ตัวกระตุกและตายไป ไคลน์ดึงหน้าตึงพลางกัดฟันทนความเจ็บปวด จากนั้นก็ควบคุมให้หนอนวิญญาณจำนวนหนึ่งชอนไชออกจากข้อมือและก่อตัวกลายเป็นฝ่ามือใหม่เอี่ยม
ในเวลาเดียวกัน ชายหนุ่มฝืนคงสภาพฉากที่สร้างขึ้นด้วยการอัญเชิญซ้ำอีกหลายหน ไม่ยอมปล่อยให้มันเลือนหายไป
บนโต๊ะสี่เหลี่ยม บนหน้าหนังสือเล่มเล็กที่เกิดจากการนำแผ่นทองเหลืองมาเรียงกัน ประโยคจำนวนมากที่แฝงความรู้สึกตึงเครียดถูกเขียนขึ้น:
“…สิ่งปลูกสร้างและสถาปัตยกรรมทั้งหมดต้องเป็นไปตามสัดส่วนสองคำและหลักความสมมาตร…”
“…ไม่อนุญาตให้แต่งกายแปลกประหลาด…”
“…ความผิดต่อไปนี้ต้องถูกลงโทษด้วยการประหารชีวิต…”
“…”
หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์พลิกไปยังหน้าใหม่อย่างรวดเร็วพลางแก้ไขกฎเกณฑ์ที่ดูเหมือนจะมาจากคำสั่งของ ‘จักรพรรดิมืด’ ยิ่งเขียนมากเท่าไร ความเร็วของประโยคถัดไปก็ยิ่งมากขึ้น ไม่มีการหยุดพักตลอดหนึ่งนาทีเต็ม
ภายในห้องโถง เชิงเทียนโลหะที่ห้อยจากเพดานทยอยปริแตกและสลายตัวไป จากนั้น องค์ประกอบหลายสิ่งภายในห้องโถงเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง กฎเกณฑ์เดิมถูกลบออกไปทีละหนึ่ง
ในที่สุดห้องโถงก็มิอาจคงสภาพเอาไว้ได้ มันพังถล่มโดยสมบูรณ์ก่อนจะกลับสู่ช่องว่างประวัติศาสตร์
ปัจจุบัน หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์กำลังเปิดค้างไว้ที่สองหน้าสุดท้ายโดยไม่มีการเคลื่อนไหวใดเพิ่มเติม
เมื่อเห็นว่าหน้าสุดท้ายเต็มไปด้วยข้อความจนไม่สามารถสร้างกฎที่เข้มงวดกว่านี้ได้อีก ไคลน์ถอนหายใจเงียบด้วยท่าทีผ่อนคลาย สัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณของตนใกล้แห้งเหือด
“ไปรอที่บ้านของไบลส์สักชั่วโมงกันเถอะ” มันหันไปกล่าวกับอาเรียนน่า
หากพวกตนยังแช่อยู่ที่นี่ คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกลงโทษในข้อหาฝ่าฝืนเคอร์ฟิว และโทษก็จะยิ่งรุนแรงขึ้นจนถึงขั้นประหารชีวิต
สำหรับหน้าที่ในการตรวจสอบหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีความผิดพลาดเกิดขึ้น งานดังกล่าวย่อมตกเป็นของอาโรเดสแม้กระจกวิเศษบานนี้จะมิอาจจ้องมอง 0-02 ได้โดยตรง แต่มันสามารถจับตามองกระดานข่าวสารได้ตามปรกติ หากกฎหมายหายไปเมื่อไรก็จะทราบได้ทันที
…………………………
Related
เมื่อเห็นว่าไคลน์นิ่งเงียบไป ลาร์เรี่ยน ราชาคณะแห่งโบสถ์เทพสงครามเผยสีหน้าเคร่งขรึม
“นอกจากนั้น การร่วงหล่นของพระองค์จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว ในท้ายที่สุด พระองค์จะกลับมายืนชีพภายในตัวข้า”
“…” ไคลน์ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยิน มันไม่ทราบว่าเทวทูตฝั่งตรงข้ามถูกสั่นคลอนหลักยึดเหนี่ยวจนใกล้คลุ้มคลั่งไปแล้ว หรือเพราะถูกเทพสงครามล้างสมองอย่างหนักกันแน่ เพราะนั่นฟังดูไม่ต่างอะไรกับการเกิดมาเป็น ‘อะไหล่’ ของอีกฝ่าย
อย่าว่าแต่เทพแท้จริงลำดับ 0 เลย กระทั่งราชาเทวทูตหรือเทวทูตบางตนยังมีวิธีที่ทำให้ตัวเองไม่ร่วงหล่นโดยสมบูรณ์!
“เจ้าคงทราบดีว่าอีกเพียงสิบกว่าปีก็จะเกิดวันสิ้นโลก ข้าเกรงว่าเทพสงครามอาจฟื้นคืนชีพไม่ทัน” ไคลน์พยายามดึงสติอีกฝ่ายด้วยความจริงอันโหดร้าย
ลาร์เรี่ยนพ่นลมหายใจ
“พลังของเทพ คนเยี่ยงเจ้าคงไม่มีวันจินตนาการออก”
มันไม่เปิดโอกาสให้ไคลน์ปั่นประสาท เพียงยิ้มและชิงกล่าว
“สรุปโดยสั้น ข้าจะไม่เจรจากับเจ้า จงสวดวิงวอน… วิงวอนถึงรัตติกาล วิงวอนให้เทพที่เจ้าศรัทธาช่วยผนึก 0-02! ส่วนข้าก็แค่รออีกไม่เกินสี่สิบวินาทีก็จะได้ออกไปจากที่นี่”
ไคลน์ทำเพียงแหงนมองผืนม่านสีดำที่ห้อยลงมาจากมุมสูงโดยไม่กล่าวคำใด จากนั้นก็ปล่อยให้ร่างวิญญาณกลับไปยังห้องสมุดที่มีหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์วางอยู่
“คุณพอจะมีวิธีหรือยัง” ชายหนุ่มถามเสียงเร่งเร้า
อาเรียนน่าส่ายศีรษะเล็กน้อย
“ลาร์เรี่ยนกล่าวเช่นไร”
“เจ้านั่นบอกให้เราสวดวิงวอนถึงทวยเทพเพื่อผนึก 0-02…” ไคลน์ชะงักระหว่างคำพูด
หากฟังผิวเผิน คำพูดของลาร์เรี่ยนไม่มีจุดใดเป็นปัญหา แต่ความจริงแล้วมันเผลอเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญมากโดยไม่ได้ตั้งใจ:
มันเชื่อว่าเทพแท้จริงสามารถผนึก 0-02 ได้ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม!
เช่นนั้นแล้ว เทพพึ่งพาสิ่งใดในการผนึก? กำราบด้วยระดับตัวตนของลำดับ 0? หรือใช้พลังมหาศาลที่สามารถทำลายล้างโลก? คำถามมากมายผุดขึ้นในใจไคลน์
ทันใดนั้นเอง หนังสือทองแดงทรันซอสต์พลิกเป็นหน้าเปล่าเพื่อเขียนอักษรสีเงินทีละคำ – ภาษาที่ใช้เป็นชนิดเดียวกับที่ปรากฏบนศิลาเย้ยเทพแผ่นที่หนึ่ง คล้ายกับภาษารากของทุกภาษาซึ่งกำลังใช้กันในปัจจุบัน
เพียงพริบตา ตัวหนังสือสีปรอทเรียงตัวกลายเป็นประโยค:
“ห้องสมุดเทศบาลเบลดันเป็นสถานที่จัดเก็บหนังสือทองแดงทรันซอสต์ ถือเป็นเขตหวงห้ามสำคัญ ผู้ที่ใดเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์จะถูกลงโทษสถานหนัก”
เป็นการยกระดับความรุนแรงของบทลงโทษ ถ้าปล่อยไว้เราอาจได้รับโทษประหาร… รูม่านตาไคลน์ขยายออกเล็กน้อย
ทว่า มันมิได้ตื่นตระหนกแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ชายหนุ่มยิ้มด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและเปี่ยมศรัทธา
“ความปรารถนาของข้าก็คือ ลดขนาดห้องสมุดเทศบาลเบลดันลง ให้ตำแหน่งปัจจุบันของข้ากับมาดามอาเรียนน่ากลายเป็นเส้นแบ่งเขต”
ทันทีที่สิ้นเสียง ชายหนุ่มยกมือขึ้นพร้อมกับดีดนิ้วเพื่อบันดาลให้ความปรารถนาของตนเป็นจริง
ท่ามกลางเสียงดีดนิ้วที่ดังกังวาน สนามหญ้าภายในเขตห้องสมุดเทศบาลเบลดันพลันอันตรธานหาย อาคารเริ่มหดตัว กำแพงขยับเข้ามา เพียงไม่นานก็มีขนาดเหลือแค่หนึ่งในสิบจากของเดิม
ไคลน์และอาเรียนนา ‘ออกมา’ ยังด้านนอกหน้าต่างที่สูงจากพื้นจรดเพดาน สายตามองผ่านหน้าต่างเข้าไปยังหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ที่ยังคงอยู่บนโต๊ะสี่เหลี่ยม
ระยะห่างจากพวกมันและเป้าหมายยังคงเท่าเดิม ยังคงอยู่ใกล้กันมาก แต่จะไม่ได้รับบทลงโทษร้ายแรงในข้อหาบุกรุกสถานที่ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไคลน์และอาเรียนน่าทำการฝ่าฝืนกฎเคอร์ฟิวเป็นครั้งแรก ทั้งสองจึงถูกแส้ล่องหนเฆี่ยนอีกครั้ง
หลังจากสั่งสมความปรารถนาในการซ่อมแซมบ้านเรือนของผู้คนจนถึงจำนวนหนึ่ง ไคลน์สามารถสร้างปาฏิหาริย์ในระดับนี้ได้แล้ว!
ชายหนุ่มไม่ขอพรใดอีก สมองเปลี่ยนไปวิเคราะห์ความนัยที่แฝงมากับคำพูดของราชาคณะแห่งโบสถ์เทพสงคราม:
ลำพังระดับตัวตนของเทพคงผนึกสิ่งนี้ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นสัมผัสวิญญาณคงแจ้งเตือนเรานานแล้ว และอาจแนะนำให้ใช้ออร่าของปราสาทต้นกำเนิดเพื่อผนึกมัน…
จากความรู้ในเชิงศาสตร์เร้นลับ นี่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะ 0-02 ต้องมีความเกี่ยวพันบางอย่างกับแก่นแท้แห่งต้นกำเนิดบางชนิด ลำพังระดับตัวตนของลำดับ 0 คงไม่สูงพอที่จะผนึก…
ผนึกด้วยพลังอำนาจของทวยเทพโดยตรง? นั่นก็อาจทำได้ แต่คงไม่ใช่วิธีผนึกที่แท้จริง เพราะลาร์เรี่ยนเองก็ทราบวิธีผนึกโดยไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากเทพ…
เทพลำดับ 0 ยังมีความพิเศษใดอีก? แล้วตัวตนอย่างเทวทูตจะใช้วิธีใดในการอาศัยความพิเศษดังกล่าวเพื่อผนึก?
สิ่งที่พิเศษเกี่ยวกับเทพที่เรานึกออกในตอนนี้… ลำดับ 0 ทุกคนจะต้องมีเอกลักษณ์ของเส้นทางอยู่กับตัว และเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถอัญเชิญออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์ได้ เพราะมันยึดถือคุณลักษณะของ ‘เอกลักษณ์’ ที่ต้องมีเพียงหนึ่งเดียว
แต่เทวทูตจะจำลอง ‘เอกลักษณ์’ ทางอ้อมได้ยังไง?
กระแสความคิดมากมายแล่นผ่านสองไคลน์จนเกิดประกายไฟนับไม่ถ้วน แต่ไม่ว่าจะคิดยังไงก็เข้าไม่ถึงแก่นสำคัญของปัญหา
ทันใดนั้นเอง ตัวหนังสือสีเงินเริ่มก่อตัวบนหน้าหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์อีกครั้ง คล้ายกับต้องการสร้างประโยคใหม่ขึ้นมาจำแนกให้ไคลน์และอาเรียนน่ากลายเป็นกลุ่มที่ต้องถูกลงโทษ
หลังจากสังเกตมาสักพัก อาเรียนน่ากล่าวขึ้น
“ข้าจะทำการ ‘ซ่อน’ ดินใต้โต๊ะเพื่อทำให้ 0-02 ตกลงไปยังใจกลางโลก เจ้าเตรียมรับมือกับเหตุไม่คาดฝันให้ดี”
ซ่อนดิน… ตกลงไปยังใจกลางโลก… สมองไคลน์ประมวลผลทันทีที่ได้ยิน จากนั้นก็พบว่าเป็นวิธีที่น่าสนใจ
หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ห้ามแค่การ ‘สัมผัสตัว’ และ ‘เปลี่ยนสถานะ’ ของตัวมัน ดังนั้นการลงมือกับสภาพแวดล้อมจึงไม่ถือว่าละเมิดกฎ และกฎที่ห้ามไคลน์กับอาเรียนน่าเข้าไปในห้องสมุดเทศบาลก็ย่อมไม่เข้าข่าย เพราะกฎไม่ได้ห้ามการใช้พลังเข้าไปด้านใน
และเมื่อ 0-02 ที่สามารถผ่านเข้าออกเบลดันได้อย่างอิสระถูกส่งลงไปยังใจกลางโลก มันจะสูญเสียอิทธิพลที่กระทำต่อเมืองเบลดันทันทีเพราะอยู่ห่างเกินไป กฎทั้งหมดที่เคยกำหนดไว้ก็จะคลายออก เว้นแต่มันจะลืมตาตื่นขึ้นมากกว่าเดิมจนขอบเขตการประกาศกฎหมายขยายใหญ่ขึ้น
แต่เมื่อถึงตอนนั้น ไคลน์และอาเรียนน่าซึ่งไม่ถูกผูกมัดด้วยกฎ สามารถขอความช่วยเหลือจากเทพธิดารัตติกาลได้โดยตรง!
ทว่า ขณะอาเรียนน่าเตรียมลงมือ ข้อกฎหมายใหม่ได้ถูกบัญญัติเพิ่ม:
“ห้องสมุดเทศบาลเบลดันเป็นสถานที่จัดเก็บหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ ถือเป็นเขตหวงห้ามสำคัญ ห้ามมิให้สิ่งมีชีวิตหรือวัตถุใดสร้างความเสียหายกับมันในทุกแง่มุม”
0-02 ก็เล็งเห็นช่องโหว่นี้เหมือนกัน… ช่องโหว่… ขณะไคลน์ขมวดคิ้ว มันฉุกคิดถึงประเด็นหนึ่งในอดีต:
‘เอกลักษณ์’ ของเทพลำดับ 0 อาจเป็นกุญแจสำคัญในการผนึก 0-02 ก็จริง แต่วิธีใช้งานไม่น่าจะเป็นการยืมพลังจากมันโดยตรง
วิธีผนึกที่ถูกต้องอาจกระทำโดยการพึ่งพาคุณลักษณะของ ‘เอกลักษณ์’ เพื่อกระตุ้นให้ 0-02 สร้างกฎที่ขัดแย้งขึ้นมา จนกระทั่งมันตกอยู่ในวังวนความขัดแย้งที่ไม่มีวันจบสิ้น!
ด้วยวิธีนี้ ไม่ว่าจะเทวทูต นักบุญ หรือแม้แต่คนธรรมดาก็สามารถผนึกได้ด้วยตัวเอง กุญแจสำคัญอยู่ที่การคิดหาความขัดแย้งและล่อลวงให้หนังสือกำหนดมันขึ้นมา
สำหรับวิธีผนึก 0-02 ก่อนที่มันจะสร้างกฎขึ้นมาแก้ไข ‘วังวนความขัดแย้งอนันต์’ ไคลน์ยังคิดไม่ตก จำเป็นต้องสังเกตพฤติกรรมเพื่อเก็บข้อมูลต่อไปอีกสักพัก
ก่อนอื่น เราจะสร้างความขัดแย้งได้ยังไง… ไคลน์นึกทบทวนกฎทั้งหมดที่ 0-02 เคยกำหนดไว้ รวมถึงจุดประสงค์ในการออกกฎ
ภายในไม่กี่วินาที ชายหนุ่มจับจุดที่อาจสร้างวังวนอนันต์ขึ้นมาได้ จึงรีบหันไปพูดกับอาเรียนน่า
“มาดาม เราจะไม่สร้างความเสียหายกับห้องสมุดเทศบาลโดยตรง แต่จะ ‘ซ่อน’ ดินในส่วนที่เหลือของเบลดันแทน ทำให้เมืองนี้ขาดการค้ำจุนและตกลงไปสู่ใจกลางโลก”
อาเรียนน่ายังไม่ลงมือ เพียงหันหน้ามาจ้องไคลน์ด้วยดวงตาลุ่มลึก
“นั่นจะทำให้พลเรือนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก”
“หากมีสองสิ่งที่อันตราย เราต้องเลือกสิ่งที่อันตรายน้อยกว่า” ไคลน์กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
อาเรียนน่าไม่ตอบสิ่งใดอีก เพียงเงียบไปสักพักคล้ายกับความคิดภายในใจเกิดการต่อสู้กัน หรือไม่ก็กำลังเตรียมตัวลงมือ
ทันใดนั้นเอง บนหน้าหนังสือทองเหลืองซึ่งมีกฎถูกเขียนไว้แล้วสองข้อ เริ่มเขียนประโยคใหม่อีกครั้งด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิม
“เบลดันเป็นเมืองที่มีหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์จัดเก็บอยู่ ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์โดยแท้จริง ห้ามมิให้สิ่งมีชีวิตหรือวัตถุใดสร้างความเสียหายกับมันได้ในทุกแง่มุม”
ได้เห็นข้อความดังกล่าว ไม่เพียงไคลน์จะไม่ผิดหวัง มันกลับอมยิ้ม
ชายหนุ่มดีดนิ้วเพื่อเสกเปลวไฟสีแดงลุกไหม้ออกจากกระเป๋าเสื้อ เพียงไม่นานก็ลุกท่วมร่าง
ผ่านไปไม่กี่วินาที เปลวไฟลูกหนึ่งปรากฏบนท้องฟ้า ไคลน์กระโดดออกมาพร้อมกับใครบางคน
เป็นหนึ่งในสี่ผู้วิเศษที่มันเคยช่วยไว้ ไบลส์ผู้เป็นชาวเมืองเบลดัน!
“รีบเข้าไปข้างในและพลิกหน้าหนังสือ” ไคลน์ชี้ไปยัง 0-02 บนโต๊ะสี่เหลี่ยมพลางออกคำสั่งกับไบลส์
แม้ไบลส์จะไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น แต่มันเชื่อใจมิสเตอร์นักมายากลที่เคยประทานพรสองข้อให้ตนโดยไม่เคลือบแคลง ภายในใจรู้สึกว่านี่คือวิธีนำพาเบลดันออกจากสถานการณ์อันเลวร้าย ดังนั้นหลังจากสูดลมหายใจยาว ไบลส์ก้าวเข้าไปในห้องสมุดเทศบาลขนาดย่อส่วนผ่านหน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดานที่เปิดอยู่
ระหว่างนั้น มันไม่ได้รับการลงโทษชนิดใดเลย ไม่แม้แต่จะถูกเฆี่ยน!
ได้เห็นฉากตรงหน้า ไคลน์ฉีกยิ้มกว้าง
0-02 เกิดวังวนความขัดแย้งอนันต์แล้ว!
เนื่องจากการดำรงอยู่ของอาโรเดส หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์จึงต้องสร้างข้อห้ามที่ครอบคลุมไว้เสมอ และล่าสุดมันห้ามมิให้ใครหรือวัตถุใดสร้างความเสียหายต่อเมืองเบลดันในทุกแง่มุม
และคำว่า ‘เมืองเบลดัน’ ย่อมไม่ได้ถูกจำกัดเฉพาะภูมิประเทศหรือสิ่งก่อสร้าง แต่ยังรวมถึงชาวเบลดันด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้ หาก 0-02 ทำการลงโทษไบลส์ซึ่งเป็นพลเมืองของเบลดันจนเกิดความเสียหาย นั่นหมายความว่ามันจะละเมิดกฎที่ตัวเองตั้งไว้ แต่ถ้าไบลส์ไม่ถูกลงโทษ กฎห้ามบุกรุกห้องสมุดเทศบาลก็จะเสื่อมมนต์ขลังลง ดังนั้น สถานการณ์ปัจจุบันจึงส่งผลให้หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์กำลังตกอยู่ในวังวนความขัดแย้งอนันต์!
แต่แน่นอน ไคลน์ทราบดีว่าวังวนอนันต์จะคลายออกถ้าหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์ออกกฎข้อใหม่มาแก้ไข จึงได้แต่หวังให้ไบลส์ที่สามารถพลิกหน้าหนังสือ ค้นพบเบาะแสสำคัญในการผนึกมันโดยเร็ว!
“ถ้าหนังสือเขียนประโยคใหม่ใกล้เสร็จ ให้คุณรีบหนีออกมาทันที” ไคลน์จ้องไปยังไบลส์และ 0-02 ขณะออกคำสั่ง
…………………………
Related
โอกาส… พาชา ไบลส์ และฟิลเผยความสุขทันทีที่ได้ยิน ราวกับพวกมันได้เห็นแสงสว่างหลังจากคลำหาท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิดเป็นเวลานาน
“โอกาสแบบไหน?” รอยโพล่งขึ้นจากสภาพกึ่งอัมพาต
ไคลน์ไม่รีบร้อน เพียงยิ้มพลางบรรจงพูด
“พวกคุณไม่สังเกตเห็นกันหรือ… ประกาศดังกล่าวไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย”
ในฐานะอดีตนักรบคีย์บอร์ด ไคลน์มักอ้างตัวว่าเป็น ‘ผู้ที่รู้ทุกเรื่องอย่างละนิด’ เสมอ และไม่เพียงเท่านั้น ในชีวิตปัจจุบันยังมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับนักกฎหมายหลายคน แถมยังเคยมีหุ่นเชิด ‘เคาต์แห่งการเสื่อมถอย’ ดังนั้นในแง่ของกฎหมายและข้อบังคับ ไคลน์นับว่ามีความรู้พื้นฐานค่อนข้างแน่น
จริงด้วย ในประกาศกล่าวถึงกงสุลใหม่เท่านั้น แต่ไม่ได้บอกว่าใครคือผู้บังคับใช้กฎหมาย… ที่พวกเราเคยพบล้วนมาในรูปแบบล่องหน… พาชาและคนที่เหลือเผยสีหน้าครุ่นคิด
ได้เห็นฉากตรงหน้า ไคลน์เหยียดมือออกไปลูบไล้ผิวกระจกวิเศษประหนึ่งหวีขนให้สัตว์เลี้ยง
“ภายใต้สถานการณ์ปรกติ ทุกคนต่างเข้าใจตรงกันว่าตำรวจคือผู้บังคับใช้กฎหมาย และหน่วยพิเศษคือผู้บังคับใช้กฎหมายในคดีเหนือธรรมชาติ นั่นคือข้อมูลที่ถูกกำหนดโดยกฎหมายอาณาจักรและเป็นที่เข้าใจตรงกันของสาธารณชน แต่ในคราวนี้ กฎหมายกลับมิได้แสดงความเข้มงวดในจุดดังกล่าว… หากส่วนที่ไม่ได้ระบุไว้ในกฎหมายใหม่ เป็นการหยิบยกกฎหมายเดิมของอาณาจักรมาใช้งาน ในตอนที่เรากระทำความผิด ก็ควรต้องได้เห็นหน้าตำรวจ เหยี่ยวราตรี หรือทูตพิพากษาไม่ใช่หรือ? แต่ที่นี่ไม่เป็นแบบนั้น… กล่าวคือ เนื้อหาในหมวดผู้บังคับใช้กฎหมายยังคงคลุมเครือและถูกปล่อยว่างไว้”
จากบรรดาผู้วิเศษทั้งสี่ พาชาซึ่งรอบรู้มากที่สุด ไตร่ตรองสักพักก่อนจะพูด
“บางที ผู้บังคับใช้กฎหมายอาจเป็นเพียงแนวคิดเชิงนามธรรม หรือบางทีอาจหมายถึงกงสุลใหม่โดยนัย”
“ถ้าเป็นกรณีหลังก็ยังไม่ชัดเจนเช่นกัน เพราะกฎหมายไม่ได้ระบุว่ากงสุลใหม่เป็นใคร ในกรณีนี้ใครก็สามารถเป็นได้ หรือถ้าเป็นกรณีแรก ก็หมายความว่ายังไม่มีใครถูกกำหนดให้เป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย…” ไคลน์ตอบเรียบง่าย
ฟิลขมวดคิ้ว
“แต่ทั้งพวกเราและชาวเมืองต่างก็ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมาย”
“กล่าวคือ อำนาจที่เกี่ยวข้องจะถูกกำหนดด้วยวิธีตัดผู้ที่มีคุณสมบัติที่ไม่ผ่านออกไป” ไคลน์ยิ้มพลางอธิบาย “คนต่างถิ่นที่ถูกกีดกันและถูกไล่ล่าย่อมไม่มีทางเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายได้ และสำหรับชาวเมือง พวกเขามีหน้าที่เพียงไล่ล่าคนต่างถิ่น เราสามารถยืนยันเรื่องนี้ได้จากเหตุการณ์รอบป้ายประกาศ”
โดยไม่รอให้รอยและไบลส์พูด ไคลน์กล่าวต่อ
“ดังนั้น ผมจึงอาศัยความขัดแย้งที่ซ่อนอยู่เพื่อทดสอบกับรอย และผลลัพธ์ก็เป็นไปตามคาด… ประการแรก กระจกวิเศษไม่ได้เป็นคนต่างถิ่น ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่คนท้องถิ่น เป็นเพียงสิ่งของที่มีสติปัญญาในระดับหนึ่ง ไม่สามารถจำแนกไว้ในหมวดหมู่ใดได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าว เมื่อตัวตนของผู้บังคับใช้กฎหมายไม่ชัดเจน ในทางทฤษฎี ผู้ที่มีคุณสมบัติไม่ขัดกับข้อห้ามย่อมมีสิทธิ์บังคับใช้กฎหมาย…”
“ประการที่สอง กฎการลงโทษคนต่างถิ่น ประกาศดังกล่าวบ่งบอกเป็นนัยว่า ‘ทุกคนที่จัดการกับคนต่างถิ่นคือผู้บังคับใช้กฎหมาย’ …”
“ประการสุดท้าย กระจกวิเศษก็มีกฎการลงโทษเป็นของตัวเองเช่นกัน หมายความว่าก่อนที่กฎใหม่จะถูกเขียนเพื่อกลบช่องโหว่นี้ กระจกวิเศษในมือผมยังคงมีพลังในการลงโทษผู้คน…”
“จากเหตุผลสามข้อข้างต้น ผมเชื่อว่าตอนนี้ 0-02 คงรู้ตัวแล้วว่ากฎของมันมีความขัดแย้งในหลายเรื่อง ถัดไปจะต้องออกกฎใหม่มาเพื่อระบุตัวผู้บังคับใช้กฎหมายและอุดช่องโหว่ และเมื่อมีการกำหนดตัวผู้บังคับใช้กฎหมาย นั่นจะเป็นการเปิดเผยข้อมูลจำนวนหนึ่งซึ่งช่วยให้เราล็อกเป้าหมายได้ง่ายขึ้น…”
“หึหึ ถ้า 0-02 ใช้การสร้างข้อห้ามแบบคลุมเครือ ตัวมันก็จะได้รับผลนั้นไปด้วยเนื่องจากมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับกระจกวิเศษ นั่นคงไม่ใช่ทางเลือกแรกแน่นอน”
ในเวลาเดียวกัน รอย พาชา และคนที่เหลือซึ่งกำลังฟังไคลน์พึมพำกับตัวเอง พลันเกิดความรู้สึกที่ยากอธิบาย เชื่อโดยสนิทใจว่าอีกฝ่ายเป็นผู้มากความรู้และฉลาดเป็นกรด
หรือว่ามิสเตอร์นักมายากลจะเป็นนักปราชญ์ในตำนานที่ชอบพเนจรไปในหมู่คนธรรมดา? ผู้วิเศษทั้งสี่อดไม่ได้ที่จะคาดเดา
ทันใดนั้นเอง กระจกวิเศษในมือไคลน์ส่องแสงในลักษณะหมอกวารี
ท่ามกลางคลื่นน้ำกระเพื่อม ภาพบนกระจกเปลี่ยนเป็นป้ายกระดานข่าวสาร
บนกระดาษสีขาวใบหลัก มีสองประโยคถูกเพิ่มเข้ามา:
“การบังคับใช้กฎหมายจะกระทำโดย ‘หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์’ หรือบุคคลที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น”
“กฎระเบียบส่วนตัวไม่สามารถแทนที่กฎหมายอย่างเป็นทางการได้”
หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์… ชื่อจริงของ 0-02? โอกาสมาถึงแล้ว! ไคลน์เข้าฌานด้วยสีหน้าเคร่งขรึมทันที
มันบีบบังคับให้ 0-02 ต้องกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมในหัวข้อการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้ตนเข้าใจสถานการณ์ของสมบัติปิดผนึกสุดแกร่งรายนี้ได้มากขึ้นจากข้อมูลที่เพิ่มเข้ามา
จากการอนุมานของไคลน์ 0-02 น่าจะมีความเกี่ยวข้องบางอย่างกับแก่นแท้แห่งต้นกำเนิดบางชนิด เหมือนกับตนสมัยที่ยังไม่ได้เป็นเจ้าของปราสาทต้นกำเนิดอย่างแท้จริง
ดังนั้น การพยายามทำความเข้าใจมันอาจทำให้ต้องเผชิญการกัดกร่อนแบบย้อนกลับและสร้างการเชื่อมต่อบางอย่าง
ในบางแง่มุม แก่นแท้แห่งต้นกำเนิดจะมีค่าเท่ากับ ‘วันวาน’ ‘เทพภายนอก’ หรือไม่ก็ ‘อวกาศ’ !
ย้อนกลับไปในอดีต ไคลน์เคยใช้วิธีนี้เพื่อระบุตำแหน่งของหมาป่าอสูรทมิฬโคทาร์ แต่ปัจจุบัน มันกำลังทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม
ตามความเห็นของชายหนุ่ม 0-02 น่าจะถูกแก่นแท้แห่งต้นกำเนิดกัดกร่อนรุนแรงยิ่งกว่าตน เพราะต้องไม่ลืมว่า สมบัติปิดผนึกคือสิ่งที่อยู่ในสภาวะคลุ้มคลั่งตลอดเวลา เป็นเหตุผลว่าทำไมพวกมันต้องถูกผนึกอย่างแน่นหนา
ภายใต้คุณสมบัติดังกล่าว การทำความเข้าใจ 0-02 ย่อมโอกาสสูงที่จะถูกกัดกร่อน
และสมมติฐานของไคลน์ก็ได้รับการพิสูจน์แล้ว!
ด้วยอันตรายข้างต้น ชายหนุ่มจึงไม่ได้แสดงเนื้อหาใหม่บนผิวกระจกวิเศษให้ผู้วิเศษทั้งสี่เห็น
ภายในการเข้าฌาน ไคลน์ตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าตนสร้างการเชื่อมต่อล่องหนเข้ากับสถานที่แห่งหนึ่ง ขณะเดียวกัน การกัดกร่อนที่ยากจะอธิบายก็กำลังถาโถมเข้าใส่
กิ๊ง!
ขณะดีดเหรียญทองขึ้นฟ้า ชายหนุ่มใช้ออร่าของปราสาทต้นกำเนิดเพื่อตัดการเชื่อมต่อและปิดกั้นการกัดกร่อน
ทันทีหลังจากนั้น ภาพที่ชัดเจนปรากฏขึ้นในใจ
ไคลน์ใช้มือซ้ายคว้าเหรียญทองที่กำลังร่วงหล่นลงมา และเมื่อถุงมือกลายเป็นสีใส มันหายตัวไปจากบ้านของไบลส์ ไปโผล่ในห้องโถงที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือ
ณ ด้านข้างของห้องโถง ริมหน้าต่างที่สูงจากพื้นจรดเพดาน โต๊ะสี่เหลี่ยมจำนวนมากตั้งเรียงราย ภายในนั้นมีหนังสือที่เกิดจากการนำทองเหลืองแผ่นบางมาประกอบเข้าด้วยกัน
เจอตัวแล้ว! ใบหน้าไคลน์ฉาบด้วยรอยยิ้มเล็กๆ
มันใช้การเชื่อมต่อสั้นๆ เพื่อเป็นสื่อกลางในการทำนาย จากนั้นก็อาศัยแรงดึงดูดระหว่างแก่นแท้แห่งต้นกำเนิดเพื่อเทเลพอร์ตมาอย่างแม่นยำ!
จริงอยู่ กฎการดึงดูดระหว่างแก่นแท้แห่งต้นกำเนิดอาจช่วยให้ใครบังเอิญเดินเข้ามาในห้องสมุดแห่งนี้และพบหนังสือทองเหลืองระหว่างการค้นหา แต่นั่นอาจต้องใช้เวลานานถึงสองวัน สองสัปดาห์ หรือแม้กระทั่งสองปี สายเกินกว่าจะยับยั้งสิ่งใดได้ และนั่นต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า 0-02 ไม่ได้ก่อกวนหรือแทรกแซงให้กฎแรงดึงดูดมีอิทธิพลน้อยลง
เพี๊ยะ!
เสื้อผ้าบนหลังไคลน์ถูกแหวกเป็นทางยาว รอยแดงของเลือดปรากฏขึ้น
นี่คือบทลงโทษของการบุกรุกสถานที่สาธารณะซึ่งยังไม่เปิดให้บริการ
เพี๊ยะ!
โชคดีที่ความผิดนี้มีโทษเบา… และเราจะไม่โดนลงโทษซ้ำในข้อหาเดิมภายในหนึ่งถึงสองนาที เพราะกฎต้องมอบเวลาให้ผู้บุกรุกถอนตัวกลับ… ไคลน์เหยียดแขนออกไปจับอากาศสองสามหนทันที
มันไม่ได้ลากผู้นำนักบวชอาเรียนน่าออกมาจากความว่างเปล่า นั่นเพราะการใช้งานภาพฉายต่อหน้า ‘บุคคล’ ที่ไม่สมัครใจถือเป็นความผิดในข้อหาหลอกลวง แต่ไคลน์ทำไปเพื่อแจ้งข้อมูลของตำแหน่งปัจจุบันไปยัง ‘บริวารอำพราง’
ด้วยเหตุผลเดียวกัน ชายหนุ่มได้ปลดถุงมือหนังมนุษย์ออกจากมือซ้าย
ทันใดนั้นเอง หนังสือทองเหลืองเริ่มพลิกหน้าและเผยให้เห็นกฎเกณฑ์:
“…เมื่อสติสัมปชัญญะลดต่ำกว่าสองในสิบส่วน ผู้วิเศษจะเริ่มส่งสัญญาณของภาวะคลุ้มคลั่ง…”
“…ปราชญ์โบราณมีพลังในการอัญเชิญภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์ อัตราความสำเร็จของการอัญเชิญจะขึ้นอยู่กับระดับความสนิทสนมและเป็นมิตรของเป้าหมาย…”
“…”
“…หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์เป็นสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด สิ่งมีชีวิตทุกชนิดไม่ได้รับอนุญาตให้แตะต้อง ผู้ใดที่ละเมิดจะถูกตัดสินประหารชีวิต!”
“…สถานะของหนังสือทองเหลืองทรันซอสต์คือสิ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ผู้ใดที่ละเมิดจะถูกตัดสินประหารชีวิต!”
“…”
กฎเหล่านี้ทำให้เปลือกตาไคลน์กระตุกแผ่วเบา มันพบว่าสติสัมปชัญญะของตนเริ่มลดลง
และนั่นส่งผลให้ตราประทับทางจิตของมหาต้นกำเนิดในตัวไคลน์ได้รับอำนาจมากขึ้น
กฎในส่วนแรกเป็นสีเทาเข้ม ดูเหมือนว่าจะอยู่ในสถานะที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้… หรือต้องรอให้ 0-02 ลืมตาตื่นมากกว่านี้? ถ้ามันตื่นขึ้นมาถึงจุดที่สามารถเปลี่ยนแปลงกฎในส่วนแรกได้ สถานการณ์ของเราจะยิ่งแย่ลง… บางทีมันอาจจะลดอัตราความสำเร็จในการอัญเชิญภาพฉาย หรือไม่ก็ทำให้เราแสดงสัญญาณของภาวะคลุ้มคลั่งหลังจากสูญเสียสติสัมปชัญญะไปเพียงเล็กน้อย… เป็นวิธีแก้ทาง ‘นักทำนาย’ ที่ทรงพลังเกินไป? สมแล้วที่เป็น 0-02… รหัสนี้ไม่ได้มาเพราะจับสลาก…
ข้อความถัดมาเป็นสีเงิน… หมายความว่ากฎในส่วนนี้ยังถูกแก้ไขได้?
เราสัมผัสมันไม่ได้ เปลี่ยนสถานะก็ไม่ได้… หมายความว่าไม่สามารถนำออกไปได้ และไม่สามารถใช้พลัง ‘ปกปิด’ กับมันได้โดยตรง… บางทีเราอาจลองใช้ไม้เท้าดวงดาวหรือกล่องวันวานเพื่อเชื่อมต่อห้องสมุดแห่งนี้เข้ากับอวกาศ จากนั้นก็ปล่อยให้ 0-02 คุยกับเทพภายนอก… แต่ถ้ามีเทพภายนอกตนใดได้ครอบครองสมบัติวิเศษชิ้นนี้ สถานการณ์ในอนาคตจะยิ่งแย่ลง… ไคลน์ลังเลเป็นเวลานาน ไม่กล้าเสี่ยงอัญเชิญสมบัติปิดผนึกระดับ 0 เนื่องจากกังวลถึงบทลงโทษ
วินาทีถัดมา ชายหนุ่มได้ยินเสียง ‘เพี๊ยะ’ ข้างหู
อาเรียนน่าในชุดผ้าลินินเรียบง่าย แต่งกายด้วยเข็มขัดเปลือกไม้ ปรากฏกายขึ้นด้านข้างไคลน์อย่างรวดเร็ว แผ่นหลังของเธอถูกแส้ล่องหนเฆี่ยนจนเลือดไหลเป็นทางยาว
“ปัญหาแรกถูกสะสางแล้ว ตอนนี้ต้องหาวิธีแก้ไขปัญหาที่สอง นั่นคือการผนึกเจ้านี่” ไคลน์รีบกล่าวสรุป
เพราะอีกไม่นานมันจะถูกลงโทษเป็นครั้งที่สอง
อาเรียนน่าส่ายศีรษะ
“ข้อมูลที่เกี่ยวข้องถูกทำลายไปหมดแล้ว พวกเราทำได้แค่ลองผิดลองถูก”
ฟังดูอันตรายอยู่นะ… แม้พวกเราจะไม่รู้ แต่ใครบางคนต้องรู้แน่… หัวใจไคลน์เริ่มบีบคั้น จากนั้นก็นำร่างวิญญาณเข้าไปในโลกวิญญาณ
ชายหนุ่มตะโกนผ่านบาเรียล่องหนที่สร้างโดย 0-02 เพื่อสนทนากับราชาคณะแห่งโบสถ์เทพสงครามซึ่งกำลังรอให้ม่านหายไป:
“มาเจรจากันไหม”
“อยากได้วิธีผนึก 0-02 สินะ” ลาร์เรี่ยนหันมากล่าวด้วยรอยยิ้ม “คิดว่าข้าจะยอมบอกหรือ”
“อันที่จริง ข้าไม่ค่อยเข้าใจนัก เหตุใดเจ้าถึงยังอุทิศตัวให้เทพสงครามที่ร่วงหล่น? หากเข้าร่วมโบสถ์รัตติกาล เจ้ายังได้เป็นเทวทูต ได้รับพร และมีชีวิตที่ยืนยาวเหมือนเดิม” ไคลน์ไม่ตอบคำถามอีกฝ่าย
สีหน้าลาร์เรี่ยนพลันดำมืด
“สัตว์ในตำนานที่ปราศจากศรัทธาอย่างแรงกล้าเยี่ยงเจ้า ไม่มีวันเข้าใจข้า”
…ก็เราเป็น ‘เทพมาร’ จำเป็นต้องศรัทธาใครอย่างแรงกล้าด้วยหรือ? ไคลน์รำพันในใจ
นี่คือส่วนที่ยังเป็นมนุษย์ของชายหนุ่ม
……………………………
Related
แม้ในช่วงกลางคืนจะไม่ค่อยมีคนเข้ามาสวดมนต์ในวิหารวายุสลาตัน แต่ไคลน์ก็เลือกที่จะ ‘ลงจอด’ บนทางเดินที่นำพาไปสู่สวนเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ
“น่าทึ่งมาก…” พาชาพึมพำในลำคอขณะกวาดตามองฉากรอบตัว
รอยฝืนข่มอารมณ์ เหลียวซ้ายแลขวาสักพักก่อนจะพูด
“หากราชาคณะมาที่วิหารเพื่อเลี่ยงเคอร์ฟิว ท่านก็น่าจะอยู่ในสถานที่แบบนี้”
“หากไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการสั่งสมความผิด เทวทูตมีวิธีการมากมายที่จะซ่อนตัวจากคนธรรมดา” ไคลน์กล่าวอย่างเป็นกันเอง “เดี๋ยวผมจะส่งพวกคุณไปยังวิหารแห่งอื่น พยายามอยู่ใกล้กับหน้าต่างหรือกระจกเข้าไว้ ทันทีที่พบคนต่างถิ่นซึ่งต้องสงสัยว่าจะเป็นชาวฟุซัค รีบหาโอกาสวาดสัญลักษณ์…”
ยังไม่ทันจะกล่าวจบประโยค ชายหนุ่มหันไปทางประตูโถงสวดมนต์ขนาดใหญ่ที่นำไปสู่สวน
ร่างที่สูงกว่า 2.6 เมตรเดินออกมาอย่างเชื่องช้า มันสวมชุดคลุมยาวสีดำที่มีขอบสีขาว กล้ามเนื้อปูดขึ้นมาจากเนื้อผ้าหลวมๆ
เป็นชายชราเคราขาวที่สวมหมวกทรงสี่เหลี่ยม ดวงตาสีฟ้าซีด ใบหน้ามีรอยย่นเล็กน้อย แผ่บรรยากาศเย้ยหยันทุกสรรพสิ่ง
ลาร์เรี่ยน ราชาคณะแห่งโบสถ์เทพสงคราม… โดยไม่ต้องวิเคราะห์เพิ่มเติม สัมผัสวิญญาณของไคลน์บ่งบอกว่าอีกฝ่ายคือเทวทูต เป็นเป้าหมายที่ไคลน์เดินทางมาที่นี่
ลาร์เรี่ยนชำเลืองชายหนุ่มพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
“ไม่ใช่อาเรียนน่า…”
มันระงับสีหน้าพร้อมกับกล่าวอย่างเฉยเมย
“ผู้ช่วยของหล่อนสินะ… เชิญเจ้าไปบอกกับหล่อนว่า ตอนนี้ข้าสามารถบรรลุข้อตกลงกับ 0-02 ซึ่งสัญญาณชีพตื่นขึ้นมาในระดับหนึ่ง โดยการปลดผนึกให้มันเพื่อแลกกับการออกไปจากที่นี่อย่างปลอดภัย แต่พวกเจ้าทุกคนยังต้องอยู่ต่อไปและเผชิญกับกฎที่เข้มงวดขึ้นจนกว่าจะตาย…”
ราชาคณะมิได้กังวลว่าจะถูกไคลน์ยับยั้งแม้แต่น้อย เพราะทันทีที่พูดจบ ร่างกายของมันแก่ชราลงอย่างรวดเร็ว ผิวหนังเหี่ยวย่นในพริบตา ร่องรอยความชราเพิ่มขึ้นพร้อมกับของเหลวเน่าเปื่อยที่ถูกขับออกจากร่าง
เพียงกะพริบตาไม่กี่หน ลาร์เรี่ยนก็แก่ชราราวกับจะระเหยไปจากโลก
จากนั้น มันกลายเป็นแอ่งของเหลวเน่าจนกระทั่งระเหย
ฉากดังกล่าวกระทบกระเทือนจิตใจไบลส์และคนที่เหลืออย่างรุนแรง ความกลัวปะทุจากก้นบึ้ง ความคิดสับสนและอารมณ์แปรปรวน
สิ่งนี้น่าสะพรึงไม่ต่างจากหนอนสีใสที่เคยชอนไชออกจากปากแผลบริเวณข้อมือของนักมายากล!
เป็นพลังที่แปลกมาก… อยู่ในขอบเขตสนธยา? ไคลน์ไม่ได้คิดจะหยุดลาร์เรี่ยน เพียงพยักหน้ากับตัวเอง
ภายในโลกวิญญาณ ณ ตำแหน่งเดียวกัน ร่างของลาร์เรี่ยนถูกวาดขึ้นในสภาพปรกติ
ทันทีหลังจากนั้น ราวกับมันควบคุมร่างวิญญาณได้ดั่งใจ ลาร์เรี่ยนทะลวงผ่านบาเรียล่องหนและหลุดพ้นจากข้อห้ามมากมายในเมืองเบลดัน
แต่เมื่อลาร์เรี่ยนเตรียมเทเลพอร์ต วิสัยทัศน์ของมันพลันดำมืดพร้อมกันเห็น ‘ผ้า’ สีดำที่ไร้รอยต่อ
สิ่งนี้ราวกับเป็นกำแพงที่คอยกีดขวางเส้นทางหลบหนีของลาร์เรี่ยน!
ลาร์เรี่ยนหยุดการเทเลพอร์ตด้วยความระมัดระวัง พลางแหงนมองขึ้นไปด้านบนซึ่งเป็นตำแหน่งของเจ็ดแสงพิสุทธิ์ ทว่า มันกลับมองเห็นเพียง ‘ม่าน’ มายาห้อยลงมาจากมุมสูง ปกคลุมโลกวิญญาณนอกขอบเขตเมืองเบลดันจนตัดขาดจากโลกภายนอก
ในเวลาเดียวกัน สัญชาตญาณ ‘นักล่าปีศาจ’ ของลาร์เรี่ยนร้องเตือนว่า บาเรียที่สร้างจาก ‘ม่าน’ ผืนนี้ทรงพลังมากจนยากจะทะลวงผ่าน ต้องใช้ความพยายามและเวลาพอสมควรจึงจะทำสำเร็จ
สำหรับราชาคณะ สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าเปี่ยมไปด้วยความตลกขบขันอันแปลกประหลาด ส่งผลให้โทสะของมันปะทุอย่างมิอาจหักห้าม
ประหนึ่งว่าในที่สุดมันก็หากุญแจห้องลับพบอย่างยากลำบาก แต่เมื่อลองไขกุญแจเข้าไปเพื่อหวังจะหลบหนีเป็นคนแรก มันกลับพบว่าด้านในยังมีแม่กุญแจอยู่อีกหนึ่งอัน แถมยังเป็นแม่กุญแจที่ถูกป้องกันแน่นหนากว่าเดิม!
มันดูขาดความสมจริง น่าจะเป็นภาพฉายจากประวัติศาสตร์… นี่ถือเป็นการละเมิดกฎห้ามหลอกลวง! ไม่สิ ที่นี่อยู่นอกเขตเมืองเบลดัน อำนาจของกฎหมายเอื้อมมาไม่ถึง… ภาพฉายจากประวัติศาสตร์ น่าจะอยู่ตรงนี้มานานแล้ว อีกแค่ไม่เกินสองนาทีก็น่าจะเลือนหายไปเอง… ลาร์เรี่ยนฟื้นคืนความสุขุมอย่างรวดเร็วเพื่อปรับสมดุลระหว่างหลักยึดเหนี่ยวและความบ้าคลั่ง
…
ณ ทางเดินภายในวิหารวายุสลาตัน รอยและคนที่เหลือทยอยฟื้นคืนสติ พวกมันรีบหันไปทางมิสเตอร์นักมายากลที่น่าเกรงขามไม่น้อยไปกว่าเทวทูตตนเมื่อครู่
พาชาลังเลสักพักก่อนจะถามด้วยความกลัว
“ด…ดูเหมือนว่าท่านจะหนีไปแล้ว”
หมายความว่า พวกตนจะไม่ได้ทราบตำแหน่งของ 0-02 และต้องสำรวจแบบปูพรมจนกระทั่งเวลาหมดลง
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีใครในที่นี้ทราบว่าสมบัติปิดผนึกชิ้นดังกล่าวมีหน้าตาเป็นเช่นไร และคำอธิบายที่ระบุว่าเป็นหนังสือก็กว้างเกินไป
“คงต้องคิดหาวิธีอื่น” ไคลน์ตอบพลางยกมุมปาก “พวกคุณมีคำแนะนำไหม?”
เดิมที มันคิดจะรอให้ลาร์เรี่ยนกลับมาเจรจาด้วย แต่ตอนนี้เริ่มตระหนักว่าราชาคณะคงเลือกที่จะรอให้ภาพฉายทางประวัติศาสตร์ของม่านในโลกวิญญาณเลือนหายไปเอง และต่อให้ไคลน์สามารถตามเข้าไปในโลกวิญญาณได้ แต่มันก็ไม่มีอำนาจที่จะทะลวงผ่าน 0-02 ซึ่งสร้างบาเรียปกคลุมรอบเมืองเบลดัน
ขณะกล่าว ชายหนุ่มเค้นสมองคิดพลางสั่งให้หนอนวิญญาณจำนวนหนึ่งเข้าควบคุมร่างกายตัวเองเพื่อฟังบทสนทนาของผู้วิเศษด้านข้าง หวังค้นหาแรงบันดาลใจจากคำพูดของอีกฝ่าย
“เราน่าจะลองหาวิธีสร้าง ‘ความขัดแย้ง’ ที่คล้ายกับกรณีของไบลส์เพื่อทำให้ตัวเองอยู่ในสถานะค่อนข้างปลอดภัย นั่นเป็นวิธีเดียวที่จะเริ่มลงมือค้นหาหนังสือได้” ฟิลเล่าข้อเสนอที่มันคิดมาสักพักแล้ว
พาชาส่ายหน้า
“แต่ถ้าเราใช้ความขัดแย้งเพื่อลงมือทำบางสิ่ง 0-02 ที่มีชีวิตจะเพิ่มกฎใหม่เข้ามากลบช่องโหว่อย่างแน่นอน”
“แต่อย่างน้อยก็ช่วยยื้อเวลาให้พวกเรา” ฟิลยังคงยืนกราน
“วิธีนี้คุ้มค่าแก่การลองเสี่ยง” รอยเห็นด้วย ก่อนจะเสริม “แต่จุดประสงค์หลักยังคงเป็นการค้นหา 0-02… บางทีเราอาจคิดหาวิธีสร้างความขัดแย้งบางอย่างเพื่อทำให้มันเผยตำแหน่งตัวเอง”
แต่สำหรับคำถามที่ว่า ต้องใช้ความขัดแย้งแบบใดจึงจะบรรลุผล รวมถึงวิธีการสร้างมันขึ้นมา รอยเองก็ยังไม่ทราบ
สถานการณ์ที่ขัดแย้งในตัวเอง… กฎใหม่จะถูกเพิ่มเพื่อกลบช่องโหว่… ไคลน์ที่กำลังยิ้มพลางยืนฟังเงียบๆ มาสักพัก พลันเกิดประกายความคิดภายในใจ
ทันใดนั้นเอง ผิวกระจกวิเศษในมือชายหนุ่มเริ่มส่องแสง ตัวอักษรสีเงินเรียงกันทีละหนึ่ง
“พาชา เจ้าอยากรู้ไหมว่ากระดานข่าวสารมีเนื้อหาใดเพิ่มเข้ามา”
กระจกบานนี้เจาะจงถามเรา… ทำไมถึงเป็นเราล่ะ? พาชาผงะเล็กน้อยก่อนจะผงกศีรษะ
“อยาก”
คลื่นแสงวารีบนกระจกเกิดกระเพื่อมทันที กลายเป็นฉากปัจจุบันของกระดานข่าวสาร
มีกฎใหม่เพิ่มขึ้นมาสองข้อ
“…ตามนโยบายการเคอร์ฟิว วิหารจะต้องปิดเร็วกว่ากำหนด…”
“…โรงแรมทั้งหมดจะต้อนรับเฉพาะแขกที่ลงทะเบียนด้วยตัวตนจริง…”
ฟิลเริ่มตื่นตระหนก
“…พวกเราจะไปไหนกันดี”
มันคิดไม่ออกเลยว่า ตน รอย และพาชาจะรอดพ้นจากการลงโทษไปได้อย่างไร
รอยและพาชามองหน้ากัน หลากหลายความคิดผุดขึ้นมา แต่สุดท้ายก็ถูกปัดตกไปทั้งหมด
ทันใดนั้นเอง ไคลน์ที่เงียบงันมาสักพัก เผยรอยยิ้มพร้อมกับหันไปจ้องไบลส์
“บ้านคุณอยู่แถวไหนของเบลดัน”
“หอพักเช่าเลขที่ 18 ถนนเมเปิ้ลแดง แต่อาคารหลังดังกล่าวพังไปแล้วเพราะถูกปืนใหญ่ยิงถล่ม” ไบลส์ตอบกลับด้วยความงุนงง
ไคลน์ยิ้มพลางกล่าว
“คุณสามารถขอพรจากผมเพื่อให้บ้านกลับไปอยู่ในสภาพเดิมได้”
“…ทำแบบนั้นได้ด้วยหรือ” แม้ว่ามิสเตอร์นักมายากลฝั่งตรงข้ามจะเคยรักษามือที่ขาดของฟิลด้วยพลังอันน่าทึ่ง แต่ไบลส์ยังคงมองว่าการฟื้นฟูบ้านของตนให้กลับสู่สภาพเดิมเป็นเรื่องที่ยากกว่าหลายเท่า เพราะต้องไม่ลืมว่า หมอทหารเวเบอร์ที่รอยแนะนำก็สามารถต่อมือของฟิลกลับไปเป็นปรกติได้เช่นกัน
“แน่นอน” ไคลน์ยิ้มและเตือน “เร็วเข้า”
ในเวลาเดียวกัน บรรดาสาวกที่มาสวดมนต์ในวิหารเริ่มทยอยเดินทางกลับ
ไบลส์ไม่มัวลังเลอีกต่อไป มันกล่าวขึ้นทันที
“ผมอยากให้บ้านกลับสู่สภาพเดิม”
“ตกลง” ไคลน์ยกมือขวาขึ้นมาดีดนิ้ว “ความปรารถนาของคุณถูกเติมเต็มแล้ว”
หือ? ขณะรอยและคนที่เหลือกำลังมึนงง ไคลน์พาทุกคนเทเลพอร์ตไปยังบ้านเลขที่ 18 ถนนเมเปิ้ลแดงและลงจอดหน้าห้องพักสองห้องนอน
ไบลส์จ้องมองประตูไม้ที่คุ้นเคยด้วยสายตาเหม่อลอย จากนั้นก็เหยียดแขนขวาออกไปเปิดตามสัญชาตญาณ
ทั้งตู้กับข้าว เตาถ่านหิน เตียงสองชั้น โต๊ะไม้เปื้อนคราบมัน และหนังสือพิมพ์เก่าที่ถูกวางอย่างไม่เป็นระเบียบ ทุกสิ่งฉายเข้ามาในการมองเห็นของไบลส์จนดวงตาของมันเริ่มเปียกชื้น
ก่อนสงครามจะปะทุ ทุกวันที่กลับจากเหมืองแร่ ไบลส์มักจะเห็นแม่ของตนง่วนอยู่หน้าเตาถ่านหิน สำหรับพ่อและพี่ชาย หากไม่กำลังซ่อมแซมบางสิ่งก็จะคอยจัดการกับผลไม้ในส่วนที่เน่าเสีย หรือไม่ก็นำงานบางส่วนกลับมาทำที่บ้าน หลานสาวจะได้เรียนการเขียนอ่านจากหนังสือพิมพ์เก่า คนสอนคือแม่ของเธอที่คอยบรรจุไม้ขีดไฟใส่กล่อง
แม้ชีวิตแบบนั้นจะยากลำบากและไม่สามารถรับมือกับเหตุไม่คาดฝัน แต่ก็ยังถือเป็นความทรงจำที่ล้ำค่าสำหรับไบลส์ ดีกว่าภาพอุโมงค์เหมืองแร่ที่มืดสลัว ก้อนแร่ที่หนักอึ้ง และแส้จากผู้คุมหลายเท่า
แต่อยู่มาวันหนึ่ง ความงดงามเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตมันกลับต้องแหลกสลายกลายเป็นผง
“จะไม่ชวนเราเข้าไปจริงหรือ” ฟิลทำเพียงยืนอยู่หน้าประตู ไม่กล้าเดินเข้าไปด้วยเกรงว่าจะละเมิดกฎบุกรุกเคหสถาน
ไบลส์ที่ได้สติกลับมารีบโพล่งขึ้น
“เชิญเข้ามาได้”
หลังจากเดินเข้าไปในบ้านที่ปลอดคน ไคลน์ดึงเก้าอี้ตัวที่พร้อมจะพังทุกเมื่อออกมานั่งและปิดปากเงียบ
รอย พาชา และอีกสองคนไม่กล้ารบกวนสุภาพบุรุษรายนี้ ทำเพียงเฝ้ารอด้านข้างอย่างอดทน
ผ่านไปราวสามสิบวินาที ไคลน์กวาดตาพลางยิ้ม
“ผมมีแนวคิดที่ต้องการทดสอบ ใครอยากเป็นอาสาสมัคร?”
“ผม” รอยตอบโดยไม่ลังเล
ไคลน์ยังคงยิ้ม
“หลังจากนี้ คุณอย่าเพิ่งตอบคำถามตามจริง ผมกำลังมองหาช่องว่างในกฎของ 0-02”
รอยพยักหน้า
“ไม่มีปัญหา”
ไคลน์หยิบกระจกวิเศษออกมาและพูดกับรอย
“คุณสามารถถามอะไรก็ได้”
รอยครุ่นคิดสักพัก
“ผมจะหาโอสถลำดับถัดไปได้ที่ไหน”
ฉากหนึ่งปรากฏขึ้นบนผิวกระจกสีเงิน เป็นภาพของลาร์เรี่ยน ราชาคณะแห่งโบสถ์เทพสงครามที่กำลังเดินวนไปมาภายในโลกวิญญาณ!
“…” สีหน้ารอยพลันแข็งทื่อ จากนั้น มันได้ยินเสียงของมิสเตอร์นักมายากล
“คุณรอตอบคำถามของมัน อย่าลืมเลี่ยงคำตอบที่ถูกต้อง”
รอยรีบตั้งสติและมองไปที่กระจกอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าฉากบนกระจกแปรเปลี่ยนเป็นภาพของมิสเตอร์นักมายากล พร้อมด้วยตัวอักษรสีเลือดราวสองสามบรรทัด:
“ใครคือครั้งแรกของคุณ”
รอยนึกทบทวนอดีตด้วยใบหน้าหน้าแดงก่ำ จากนั้นจึงตอบตามที่มิสเตอร์นักมายากลสั่ง
“ผมไม่แน่ใจ”
“โกหก!” อักษรสีเลือดบนผิวกระจกเงินพลันรวมตัวเป็นถ้อยคำที่น่าสะพรึง
เปรี้ยง!
สายฟ้าที่ไม่รุนแรงนักโผล่ออกจากอากาศว่างเปล่าและปะทะเข้ากับร่างรอย
รอยล้มลงไปเกลือกกลิ้งบนพื้นด้วยร่างกายสั่นกระตุก อวัยวะบางส่วนมีรอยไหม้ เส้นผมตั้งชี้ แต่ยังห่างไกลจากอันตรายถึงชีวิต
ไบลส์ พาชา และฟิลต่างพากันตกตะลึงเนื่องจากไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ในเวลาเดียวกัน ไคลน์สำรวจรอบตัวก่อนจะยกมุมปากพูด
“ก็อย่างที่เห็น กระจกไม่ถูกลงโทษในฐานความผิดจงใจทำร้ายผู้คน… นี่คือโอกาสของเรา”
……………………………
Related
บนโลกในยุคปัจจุบัน ความศรัทธาในเรื่องเทพถือเป็นสามัญสำนึก จุดแตกต่างเพียงหนึ่งเดียวคือเทพที่นับถือ ดังนั้นแม้รอย พาชา และคนที่เหลือจะไม่เข้าใจความหมายของเทวทูตในเชิงศาสตร์เร้นลับ แต่มันก็เคยได้ยินตำนานเกี่ยวกับเทวทูตจากปากนักบวช บิชอป และผู้อาวุโสรอบตัว พวกมันจึงทราบว่าเทวทูตคือบริวารของทวยเทพ เป็นสิ่งมีชีวิตทรงพลังที่ควรค่าแก่การถูกเรียกขานว่า ‘ท่าน’ ทุกการเคลื่อนไหวของเทวทูตสามารถสร้างปาฏิหาริย์ ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะเทียบเคียงได้
ภายในใจของผู้วิเศษทั้งสี่ เทวทูตเปรียบดังวิญญาณศักดิ์สิทธิ์จากอีกระดับหรืออีกโลกหนึ่ง ภายใต้สถานการณ์ปรกติ พวกท่านจะอาศัยอยู่บนอาณาจักรเทพโดยไม่เสด็จเยือนโลกความจริงพร่ำเพรื่อ ถือเป็นตำนานอย่างแท้จริงโดยไม่ต้องคำนึงถึงผลงานที่เคยสร้างไว้บนโลก ย้อนกลับไปในการต่อสู้ที่พวกมันเคยเผชิญ แม้จะมีผู้วิเศษไม่น้อยที่ทำให้ทุกคนหวาดกลัวจวบจนปัจจุบัน แต่ก็ไม่มีใครคิดว่าอีกฝ่ายเป็นเทวทูต
ทั้งสองสิ่งแตกต่างกันราวกับอยู่คนละมิติ!
แต่ในวันนี้ นักมายากลพเนจรกลับบอกพวกมันว่า ราชาคณะของโบสถ์เทพสงครามคือเทวทูตเดินดิน
สำหรับสุภาพบุรุษที่แสดงปาฏิหาริย์มากมายให้ได้เห็น ฟิลและพวกพ้องต่างเชื่อใจจากก้นบึ้ง เหตุผลข้อแรก อีกฝ่ายยอมเติมเต็มความปรารถนาด้วยท่าทีเป็นมิตร และข้อที่สอง พวกมันคิดหาเหตุผลไม่ได้ว่าบุคคลระดับนี้จะหลอกลวงตนไปเพื่ออะไร ดังนั้นในการรับรู้ของทุกคน ราชาคณะแห่งโบสถ์เทพสงครามคือเทวทูตตัวจริง หรือไม่ก็ผู้วิเศษที่ทรงพลังเหนือจินตนาการ โดยทั้งสองความหมายนั้นแทบไม่ต่างกัน
ความเป็นจริงของโลกอยู่เหนือจินตนาการพวกเราไปมาก… ถ้อยคำที่พาชามักเปรย ดังสะท้อนเข้ามาในใจเธออีกครั้ง
รอยรีบปะติดปะต่อ
มันยังไม่ลืมว่าสตรีที่นักมายากลอัญเชิญออกมาจากอากาศ บอกว่าเธอกำลังไล่ล่าราชาคณะของโบสถ์เทพสงคราม นอกจากนั้นยังดูเหมือนว่า เธอมีสิทธิ์ได้รับวิวรณ์จากเทพธิดารัตติกาลโดยตรง
บุคคลที่สามารถไล่ล่าเทวทูตย่อมต้องเป็นเทวทูตเหมือนกัน… และพิจารณาจากท่าทีของนักมายากลต่อสตรีคนดังกล่าว ระดับของเขาก็ไม่น่าจะต่ำกว่าอีกฝ่าย หรือต่อให้ต่ำกว่าก็ไม่มาก… รอยรีบถอนสายตาออกจากไคลน์โดยไม่กล้าจ้องอีกฝ่ายตรงๆ
มันเหลียวซ้ายแลขวาและพบว่าฟิลเองก็กำลังคิดแบบเดียวกัน อารมณ์มากมายกำลังปรากฏบนใบหน้าขาวซีดที่เกิดจากการเสียเลือดของฟิล
ไบลส์ลืมหายใจไปหลายวินาที จากนั้นก็พูดขึ้น
“เข้าใจแล้วว่าทำไมเบลดันถึงเกิดเหตุการณ์ประหลาดที่เข้าใจได้ยากนี้…”
“ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาตัดพ้อ รีบไปจากที่นี่กันก่อน กฎเคอร์ฟิวกำลังจะมีผลบังคับใช้” ไคลน์เตือนด้วยรอยยิ้มโดยไม่ประหม่า
พาชาชำเลืองไปทางป้ายประกาศพร้อมกับบันทึกเนื้อหาทั้งหมดของกฎเคอร์ฟิวไว้ในใจ:
“…ตั้งแต่สองทุ่มถึงแปดโมงเช้า ห้ามออกมาเคลื่อนไหวและชุมนุมกลางแจ้งโดยเด็ดขาด…”
“พวกเราควรไปไหนดี” หญิงสาวโพล่งถาม
ภายใต้กฎสองข้ออย่างเคอร์ฟิวและห้ามบุกรุกเคหสถาน ดูเหมือนว่าทางเลือกเดียวของพวกมันคือการรอรับโทษ
ไคลน์ยิ้มพลางกล่าว:
“ห้ามเคลื่อนไหวหรือชุมนุมกลางแจ้ง”
ขณะกล่าว มันใช้เท้าเคาะฝาท่อระบายน้ำทิ้ง
ดวงตาไบลส์พลันส่องประกาย
“ใช่แล้ว กฎไม่ได้ห้ามลงท่อระบายน้ำ! ย้อนกลับไปในตอนที่มีกฎเคอร์ฟิวระหว่างสงคราม คนเร่ร่อนมักซ่อนตัวในท่อระบายน้ำหรือไม่ก็อาคารร้าง”
รอยและคนที่เหลือเลิกลังเล รีบก้าวไปข้างหน้าและออกแรงเปิดฝาท่อ จากนั้นก็ปีนลงไป
ท่ามกลางความมืดมิด แสงสลัวสว่างขึ้นจากตะเกียงในมือไคลน์
ขณะเดินตามนักมายากลผู้เก่งกาจ ฟิลกล่าวพลางครุ่นคิด
“พวกเราควรไปที่โรงแรม… ไบลส์เป็นคนท้องถิ่น เขาสามารถเปิดห้องได้โดยไม่ถูกโจมตี จากนั้นเราจะปีนเข้าไปทางหน้าต่าง และเนื่องจากได้รับอนุญาตจากเจ้าของโรงแรมแล้ว พฤติกรรมของเราจึงไม่ถือเป็นการบุกรุกเคหสถาน… ด้วยวิธีนี้ เราจะรอดตัวจนกระทั่งหมดเคอร์ฟิวในตอนรุ่งเช้า”
“เป็นความที่น่าสนใจ แต่เป้าหมายของเราไม่ใช่การเอาตัวรอดจนถึงรุ่งเช้า” ไคลน์ที่ถือตะเกียงเดินหน้าสุดตอบด้วยรอยยิ้ม
รอยพยักหน้า
“ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยและเอาแต่หลบอยู่ในโรงแรม กฎใหม่จะถูกเพิ่มเข้าไปทีละนิด จนถึงขั้นที่คนต่างถิ่นไม่สามารถเข้าพักในโรงแรมได้อีก”
“อันที่จริง จุดที่น่าสนใจของแนวคิดเมื่อครู่ไม่ใช่การมองหาช่องโหว่ของข้อบังคับ แต่เป็นการทำให้ผมตระหนักถึงบางสิ่ง” ไคลน์หันไปมองไบลส์ “ทั้งที่เป็นคนท้องถิ่นของเบลดัน แต่เขากลับไม่พยายามจับกุมเราที่เป็นคนต่างถิ่น”
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไบลส์ไม่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งในกระดาษสีเหลือง
นี่มัน… พาชาและคนที่เหลือต่างหันไปมองไบลส์ด้วยสายตาระแวงเล็กๆ ภายในใจสงสัยว่าอีกฝ่ายอาจมีเจตนาซ่อนเร้น
เหตุการณ์ที่ได้เห็นก่อนหน้าทำให้พวกมันมั่นใจว่า ชาวเมืองเบลดันจะไล่ล่าจับกุมคนนอกด้วยความขาดสติ
“ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไม…” ไบลส์กระซิบอย่างสับสน
“คุณยังเป็นพลเมืองของเบลดันจริงหรือ” ไคลน์ถามโดยไม่มองหน้าขณะเดินไปตามท่อระบายน้ำที่ชื้นและมีกลิ่นเหม็น
ไบลส์ที่ตามหลังตอบอย่างมั่นใจ
“แน่นอน”
ไคลน์ถามด้วยสีหน้าไตร่ตรอง
“ในเชิงหลักการ คุณยังเป็นพลเมืองเบลดัน แต่อีกแง่หนึ่งคุณก็ถูกจำแนกให้เป็นคนนอก คุณสมบัติทั้งสองทับซ้อนกันจนเกิดความขัดแย้ง ภายใต้กฎดังกล่าว คุณจึงทั้งไม่ถูกโจมตีและไม่ถูกล้างสมอง”
“ถ้าเราสามารถสร้างความ ‘ขัดแย้ง’ แบบเดียวกันได้ พวกเราก็จะเป็นอิสระจากกฎเกณฑ์?” ฟิลถามอย่างมีความหวัง
พาชาส่ายหน้า
“แต่ความขัดแย้งแบบนั้นสร้างขึ้นไม่ง่าย อย่างน้อยฉันก็คิดไม่ออกแม้แต่เรื่องเดียว…”
ยังไม่ทันกล่าวจบ เธอเผยสีหน้าลังเลและพูดต่อ
“ประเด็นสำคัญในตอนนี้คือการที่เราอยู่ห่างจากกระดานข่าวสาร ไม่มีทางทราบได้ว่ากฎใหม่คืออะไร ยากที่จะหลบเลี่ยงได้ถูก”
เมื่อถึงตอนนั้น พวกมันก็คงไม่กล้าทำอะไรเลย!
ไคลน์ยิ้ม
“ไม่ต้องกังวล กระจกบานนี้จะช่วยให้เราเห็นเนื้อหาใหม่ๆ บนกระดานข่าวสาร”
มันเผยกระจกวิเศษที่ถูกเลื่อนออกจากแขนเสื้อมายังฝ่ามือซ้าย
พาชาถอนหายใจโล่งอก ก่อนจะถามด้วยความสงสัย
“นี่ไม่เข้าข่ายทำผิดกฎการแอบมองหรือ?”
บนผิวกระจกสีเงิน ถ้อยคำที่มีสีเดียวกับเลือดสดปรากฏขึ้น
“ข้ามองป้ายประกาศแบบเดียวกับที่มองดวงอาทิตย์ นั่นไม่ใช่การแอบมอง”
ไคลน์เก็บกระจกวิเศษและเสริมด้วยรอยยิ้ม
“นอกจากนั้น สิ่งนี้เป็นแค่วัตถุ มันจะทำผิดกฎได้อย่างไร”
สมเหตุสมผล… ไบลส์และฟิลพยักหน้าพร้อมกัน
หลังจากรอยเข้าใจภาพรวม มันถอนหายใจและถาม
“ถ้าอย่างนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการตามหาสิ่งของ แต่เราไม่มีเบาะแสเลยสักอย่างเดียว… ในเมื่อเป้าหมายเป็นหนังสือ มันจะอยู่ตรงไหนก็ได้ทั้งนั้น วิธีเดียวคือการค้นหาแบบปูพรมไปทั่วเมือง แต่ดูเหมือนว่าเวลาจะไม่อำนวย”
“ใช่แล้ว พวกเรายังไม่ทราบว่า 0-02 อยู่ที่ใด แถมยังไม่มีเบาะแส แต่มีตัวตนหนึ่งที่ทราบข้อมูลดังกล่าวอย่างชัดเจน” ไคลน์ตอบด้วยท่าทีผ่อนคลายขณะฟังเสียงฝีเท้าสะท้อนในท่อระบายน้ำ
หัวใจพาชาพลันเต้นระรัว
“คุณหมายถึงราชาคณะ?”
ไคลน์ยิ้มพลางพยักหน้า
“0-02 อาจอยู่ในมือของเขา หรือไม่ก็ซ่อนอยู่ที่ใดสักแห่งโดยฝีมือของเขา และหนังสือไม่มีทางย้ายตำแหน่งได้เอง หรืออย่างน้อยกฎในตอนนี้ก็ยังไม่เอื้อให้มันทำแบบนั้น”
“แล้วเราจะหาราชาคณะพบได้ยังไง?” ไบลส์โพล่งขึ้น
คงเป็นเพราะมีมิสเตอร์นักมายากลอยู่ด้านข้าง มันจึงไม่กลัวการตามหาเทวทูตเดินดิน
ไคลน์ที่ถือตะเกียงตอบอย่างใจเย็น
“ตราบใดที่ 0-02 ไม่ได้มอบความคุ้มครองเป็นพิเศษกับราชาคณะ เขาก็ต้องปฏิบัติตามกฎบนป้ายประกาศเช่นกัน… และเนื่องจากเขาเป็นชาวฟุซัค ย่อมไม่มีทางถูกจำแนกให้เป็นชาวเบลดัน จึงไม่ได้รับอภิสิทธิ์แบบเดียวกับชาวเมือง… ในทำนองเดียวกัน แม้ว่าเขาจะเป็นเทวทูต ไม่ใช่มนุษย์ในเชิงชีววิทยา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังถูกจำแนกให้เป็นคนต่างถิ่น ผมสามารถยืนยันเรื่องนี้ได้”
“สรุปโดยสั้น ราชาคณะคนนั้นต้องทำตามกฎเคอร์ฟิวโดยมิอาจบุกรุกเคหสถาน และไม่สามารถซ่อนในสถานที่สาธารณะซึ่งไม่อนุญาตให้บุคคลทั่วไปผ่านเข้าออกในยามวิกาล นอกจากนั้น คนต่างถิ่นอย่างท่านก็ไม่มีทางถือครองคุณสมบัติสองชนิดเหมือนกับไบลส์… ถ้าอย่างนั้น คุณคิดว่าตอนนี้ท่านกำลังซ่อนตัวอยู่ที่ใด?”
รอยกลอกตาไปรอบๆ พลางมอบตัวเลือกหลายข้อ
“ท่อนระบายน้ำ สุสาน วิหารก่อนเที่ยงคืน อาคารร้าง…”
“ตอนกลางคืนห้ามเข้าสุสาน และอาคารร้างก็เป็นทรัพย์สินของใครสักคนหรือไม่ก็นิติบุคคล” พาชารีบเตือน
“ถูกต้อง หากเมื่อใดที่ท่อระบายน้ำกลายเป็นข้อห้าม เราจะมุ่งหน้าไปยังวิหารเพื่อตามหาราชาคณะ หรือถ้าไม่พบก็ดักรออยู่ที่นั่น” ไคลน์กล่าวอย่างผ่อนคลายประหนึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อย
รอย ฟิล และคนที่เหลือต่างพากันตกตะลึง พวกมันคาดไม่ถึงว่าจะระบุตำแหน่งของเป้าหมายได้ด้วยวิธีง่ายๆ เช่นนี้
แค่สนทนาเพียงไม่กี่คำก็สามารถระบุตำแหน่งของเทวทูต!
“แต่ในเบลดันมีวิหารหลายแห่ง พวกเราต้องร่วมมือกันเพื่อย่นเวลาลง และอย่าเพิ่งตัดความเป็นไปได้ที่ว่า ราชาคณะอาจใช้ระดับตัวตนและพลังของตัวเองในการต่อต้านบทลงโทษจากกฎหมาย” กล่าวจบ ไคลน์ก้มหน้าลงพลางพูดกับกระจกวิเศษในมือ “อาโรเดส คอยจับตามองทั้งเมืองและให้ความสนใจกับสถานการณ์ผิดปรกติ”
หลังจากออกคำสั่ง ไคลน์ลากอาเรียนน่าออกจากสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์อีกครั้ง และขอให้อีกฝ่ายคอยจับตาวิหารของโบสถ์รัตติกาล
จัดการเสร็จ มันหันไปพูดกับรอย พาชา และอีกสองคน
“หากทำถึงขนาดนี้แล้วยังไม่พบตัวราชาคณะ แสดงว่าเขาอาจออกจากเบลดันไปแล้วโดยทิ้งให้ 0-02 คอยสกัดกั้นศัตรูแทน หรือไม่ก็สามารถควบคุม 0-02 ได้ในระดับหนึ่ง ถ้าเป็นแบบนั้น พวกเราต้องกลับไปใช้วิธีตัดตัวเลือกเหมือนเดิม”
รอยและคนที่เหลือพยักหน้ารับโดยพร้อมเพรียง จากนั้นก็เดินตามไคลน์ไปตามแนวท่อระบายน้ำ
ผ่านไปหลายนาที กระจกสีเงินโบราณส่องแสงคลื่นน้ำกระเพื่อม ฉายให้เห็นภาพหนึ่ง:
บนป้ายประกาศ มีกระดาษขาวแผ่นใหม่ถูกเขียนไว้ด้วยกฎใหม่
“…เนื่องจากทางเทศบาลมีความจำเป็นต้องปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก หลังจากนี้ห้ามทุกสิ่งมีชีวิตเข้าไปในท่อระบายน้ำ”
“ความถี่ในการเพิ่มกฎสูงขึ้น…” ไคลน์พึมพำพลางขมวดคิ้วจนเกือบมองไม่เห็น จากนั้นก็หยิบถุงมือหนังมนุษย์ออกจากอากาศ
ทันทีหลังจากนั้น ชายหนุ่มส่งสัญญาณให้พาชาและคนที่เหลือมาจับมือกัน
ถัดมา ไคลน์จับไหล่หนึ่งในพวกมัน จากนั้นก็พาเทเลพอร์ตออกจากท่อระบายน้ำไปยังวิหารวายุสลาตันที่ใกล้ที่สุด
ระหว่างนี้ ผู้วิเศษทั้งสี่มองเห็นหนูและแมลงสาบในท่อระบายน้ำทยอยล้มตายไปทีละตัว ก่อนที่จะถูกฉากภายในโลกวิญญาณดึงดูดสายตาจนเกิดความวิงเวียนทางจิต
…………………………………
Related
0-02… ไคลน์ทวนรหัสภายในใจ พบว่าปัญหาอาจร้ายแรงกว่าที่ตนคิด
แม้จะยังสรุปไม่ได้ว่า 0-02 ทรงพลังกว่า 0-05 เพราะแก่นแท้ของ ‘ตะเกียงวิเศษประทานพร’ คือ ‘เทพภายนอก’ ซึ่งแข็งแกร่งยิ่งกว่าเทพแท้จริงในปัจจุบันทั้งหมด หากไม่ติดว่าโลกนี้มีบาเรียคุ้มกันจากมหาต้นกำเนิด ตัวตนระดับดังกล่าวสามารถทำลายโลกได้ง่าย หรืออาจรวมถึงทั้งระบบสุริยะ อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่ 0-02 มีรหัสต่ำกว่า ย่อมความว่ามีอันตรายสูงกว่าและผนึกได้ยากกว่า 0-05
โบสถ์เจ็ดเทพจารีตเพิ่งเริ่มตั้งรหัสสองหลักให้สมบัติปิดผนึกระดับ 0 ในช่วงปลายยุคสมัยที่สี่ หมายความว่า การที่มันเป็นรองเพียง 0-01 คือเครื่องยืนยันว่าสิ่งนี้น่าสะพรึงจนเหนือจินตนาการ… แต่ดูเหมือนว่าเทพสงครามจะไม่ได้ใช้มันในศึกระหว่างทวยเทพ… เป็นประเภทที่ไม่เหมาะกับการประจันหน้าหรือไม่ก็อันตรายเกินไป? หรือไม่แบ่งแยกมิตรศัตรู? ความคิดมากมายแล่นผ่านสมองไคลน์
สีหน้าชายหนุ่มทวีความเคร่งขรึม
“มาดาม คุณมีข้อมูลเกี่ยวกับ 0-02 บ้างไหม”
อาเรียนน่าส่ายศีรษะ
“ในตอนที่โบสถ์หลักแบ่งปันข้อมูลของสมบัติปิดผนึกระดับ 0 และ 1 พวกเขาจะแจ้งเพียงรหัส”
นั่นสินะ สำหรับโบสถ์หนัก ข้อมูลของสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ถือเป็นความลับสำคัญ ต่อให้เป็นบุคลากรระดับสูง กว่าจะได้ทราบข้อมูลก็ต้องถึงคราวที่ตนถูกมอบหมายให้ใช้งาน… แถมใช้เสร็จก็อาจถูกลบความทรงจำด้วย… ในแง่หนึ่ง มาตรการนี้ทำไปเพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล ในอีกแง่หนึ่ง ทางโบสถ์ป้องกันความปลอดภัยของตัวสมาชิกเอง เพราะสำหรับบางสิ่ง แค่ ‘เข้าใจ’ ก็อาจทำให้เกิดปัญหาหรืออาจทำให้ผนึกเสื่อมสภาพ… ไคลน์ถามด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“ไม่ใช่ว่าทางศาสนจักรเข้ายึดครองโบสถ์เทพสงครามแล้วหรือ”
ก็น่าจะมีข้อมูลของ 0-02 สิ
อาเรียนน่าชำเลืองรอยและคนที่เหลือซึ่งกำลังยืนไม่ห่าง
“ลาร์เรี่ยนทำลายข้อมูลของสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ทั้งหมดก่อนที่จะหลบหนี”
ให้ตายสิ… พวกขี้ระแวงนี่น่ารำคาญชะมัด… ไคลน์ไตร่ตรองและพูด
“เทพธิดากล่าวถึง 0-02 ไว้ว่าอย่างไร”
จากมุมมองของชายหนุ่ม เทพธิดารัตติกาลและเทพสงครามคือตัวตนจากยุคสมัยเดียวกัน ไม่เพียงเท่านั้น พระองค์ยังถือครองอำนาจในขอบเขตการปกปิด เทพธิดาจึงน่าจะได้ทราบสถานการณ์ของเทพสงครามอยู่ไม่น้อย
และเป็นไปไม่ได้ที่สมบัติปิดผนึกระดับ 0-02 จะไม่เคยทิ้งร่องรอยใดไว้ในประวัติศาสตร์ มันอาจเคยเป็นต้นตอของหายนะบางอย่าง ตัวตนจากบรรพกาลจึงควรจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี
อาเรียนน่าทำท่าคล้ายกับนึกทบทวนสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว เธอกล่าวโดยไม่รีรอ
“จากวิวรณ์ในอดีต เทพธิดาเคยเรียก 0-02 ว่า ‘หนังสือกฎหมายและข้อบังคับ’ ”
หนังสือกฎหมายและข้อบังคับ… นั่นยิ่งฟังดูน่ากลัวกว่าเดิม… ไคลน์หรี่ตาลงหลังจากครุ่นคิดในหลายสิ่ง
ในชีวิตก่อนหน้า ไคลน์ชอบเล่นเกมมาก แถมยังเคยเล่นมาแล้วเกือบทุกแนวทั้งที่ไม่ได้ติดเกมหนัก แต่ถึงอย่างนั้นกลับไม่เคยได้ยินวลี ‘หนังสือกฎหมายและข้อบังคับ’ ภายในเกมมาก่อน
ทันใดนั้นเอง อาเรียนน่าเสริม
“การที่คุณบังเอิญมาที่เมืองเบลดัน อาจเป็นผลพวงมาจากคุณลักษณะบางอย่างของ 0-02”
นั่นสินะ สำหรับมาดามอาเรียนน่าที่กำลังไล่ตามราชาคณะลาร์เรี่ยน คงเป็นเรื่องปรกติที่เธอจะถูกดึงดูดมายังเบลดัน แต่การที่เราบังเอิญมาอยู่ที่นี่ด้วยคงไม่ใช่เพราะเหตุผลธรรมดาแน่ ความบังเอิญที่มากเกินไปย่อมหมายถึงปัญหา…
ใครบางคนกำลัง ‘ชักใย’ อยู่เบื้องหลัง? หรือเป็นผลมาจากกฎการดึงดูดระหว่างตะกอนพลัง? แต่พิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน เราไม่น่าจะถูกใครชักใยได้ ในฐานะเจ้าของปราสาทต้นกำเนิด เราสามารถหยั่งถึงความผิดปรกติได้ทุกชนิดแม้จะปรากฏเพียงเล็กน้อย… ถ้าเป็นกฎการดึงดูดระหว่างตะกอนพลัง หากไม่นับมิสเตอร์ประตูที่ถูกเนรเทศและต้นตระกูลอันทีโกนัสที่ถูกผนึกไว้ในหมู่บ้านสายหมอก จะเหลือแค่ซาราธและอามุนด์ที่สามารถสร้างอิทธิพลกับเรา…
ทว่า เราจงใจหลีกเลี่ยงซาราธเป็นอย่างดี และร่างต้นของอามุนด์ก็กำลังถูกพระผู้สร้างแท้จริงไล่ล่า ลำพังร่างโคลนคงไม่สามารถทำให้เกิดการดึงดูดระหว่างตะกอนพลังได้… ใช่แล้ว ยังมีความเป็นไปได้อีกหนึ่งอย่าง… กฎการดึงดูดระหว่างแก่นแท้แห่งต้นกำเนิด… 0-02 สามารถดึงดูดปราสาทต้นกำเนิดจนเราบังเอิญมาที่นี่?
ถ้าเป็นกรณีนี้จริง ถึง 0-02 จะไม่ใช่แก่นแท้แห่งต้นกำเนิดโดยตรง แต่ก็น่าจะเกี่ยวข้องไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง… ไคลน์ที่ผุดข้อสันนิษฐานมากมาย เริ่มจับทาง 0-02 ได้อย่างคลุมเครือ
มันไตร่ตรองสักพัก
“พิจารณาจากความคืบหน้าของสถานการณ์ ดูเหมือนว่ากฎเกณฑ์ที่มันตั้งขึ้นจะยิ่งเข้มงวดและหลากหลายเมื่อเวลาผ่านไป หลักฐานที่ชัดเจนคือแผ่นกระดาษสีเหลือง หรือกล่าวได้ว่า สัญญาณชีพของ 0-02 จะถูกกระตุ้นจนใกล้เคียงกับสิ่งมีชีวิต หรือไม่ก็ระดับการตื่นของมันจะทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป?”
อาเรียนน่าผงกศีรษะเรียบง่าย
“ถูกต้อง เราต้องค้นหามันให้พบก่อนที่จะเกิดเหตุร้ายแรง จากนั้นก็พยายามผนึกมัน… วิธีที่ดีที่สุดคือการแยกกันค้นหาเพื่อขยายขอบเขต นั่นจะช่วยประหยัดเวลาได้มาก”
ไคลน์ไม่คัดค้าน เพียงครุ่นคิดสักพักก่อนจะกล่าว
“มาดาม คุณบอกข้อมูลกับผมมากขนาดนี้ ไม่ถือเป็นการแพร่งพรายความลับหรือ”
“ไม่” อาเรียนน่าตอบอย่างมั่นใจ “กฎการแพร่งพรายความลับหมายถึง การรายงานความผิดปรกติของเมืองเบลดันออกสู่โลกภายนอกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”
เป็นวิธีตัดการเชื่อมต่อกับโลกภายนอกโดยสมบูรณ์… แต่ก็ยังดี อย่างน้อยเราก็ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับบทสนทนาทั่วไป สรุปคือ สามารถพูดอะไรก็ได้ขอเพียงไม่ใช่การสบถ… ไคลน์ถอนหายใจโล่งอกก่อนจะถามต่อ
“เหยี่ยวราตรีและทูตพิพากษาของที่นี่ก็ต้องปฏิบัติตามกฎที่ถูกประกาศไว้ใช่ไหม?”
“ใช่” อาเรียนน่ายืนยัน จากนั้นก็เลือนหายไปในตำแหน่ง
หลังจากเฝ้ามองหัวหน้าสำนักชีรัตติกาลจากไป ไคลน์รีบจำแนกข้อมูลภายในสมอง ก่อนจะเริ่มคาดเดาพัฒนาการถัดไปของเหตุการณ์:
การต่อสู้ไม่ใช่ประเด็นหลัก กุญแจสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ เราจะตามหา 0-02 ได้ทันเวลาหรือไม่ และจะมีวิธีผนึกไหม…
และระหว่างกระบวนการ บุคคลภายนอกอย่างพวกตนจะต้องเผชิญกับกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนและยากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงระดับที่การใช้ชีวิตภายใต้กฎเป็นเรื่องยากลำบาก แถมอีกฝ่ายยังควบคุมชาวเมืองไว้ในมือ
คิดถึงตรงนี้ ไคลน์หันไปหารอยและคนที่เหลือซึ่งยืนอยู่ไม่ห่าง จากนั้นก็ถามด้วยรอยยิ้ม
“เกี่ยวกับสิ่งที่เพิ่งได้ยิน พวกคุณคิดยังไงกันบ้าง”
รอยประสานสายตากับพาชาก่อนจะตอบ
“พวกเราไม่ทราบว่าสมบัติปิดผนึกระดับ 0 คืออะไร แต่พอจะเดาได้ว่า 0-02 เป็นวัตถุที่อันตรายมาก มันสามารถเขียนกฎเกณฑ์ขึ้นมาใหม่และบังคับใช้กับความเป็นจริงได้ในระดับหนึ่ง ไม่เพียงเท่านั้น มันจะเพิ่มกฎขึ้นมาเองเมื่อเวลาผ่านไป… แล้วก็… ราชาคณะของโบสถ์เทพสงครามน่าจะเป็นผู้วิเศษที่แข็งแกร่งมาก”
ไคลน์ปรบมือให้พร้อมกับยิ้ม
“ก็ทำนองนั้น หากพวกเราไม่เร่งมือและเอาแต่ซ่อนตัวเพื่อหนีอันตราย จำนวนกฎที่เพิ่มขึ้นจะตีกรอบพฤติกรรมของเราอย่างต่อเนื่อง จนถึงระดับที่ทำผิดกฎหมายได้ง่ายดายถ้าไม่ระวัง หึหึ ในท้ายที่สุด พวกเราอาจจะถูกประหารเพราะทำผิดกฎห้ามก้าวออกจากบ้านด้วยเท้าซ้ายก่อน”
คำพูดดังกล่าวทำให้พาชา ไบลส์ ฟิล และรอยเริ่มหวาดผวา
การจินตนาการตามอาจทำให้เกิดอารมณ์ขัน แต่ถ้าลองคิดดูให้ดี นั่นเป็นอนาคตที่น่าสะพรึงในระดับเหนือพรรณนา!
ไม่กี่วินาทีถัดมา พาชากล่าวเสียงขรึม
“นอกจากนั้น ชาวเมืองยังสามารถใช้ทุกวิถีทางเพื่อจัดการเรา แต่เราไม่สามารถตอบโต้กลับไปได้ เพราะการฆาตกรรมและทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บโดยเจตนาถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรง…”
“พวกเราสามารถตบตาชาวเมืองได้ แต่ก็ทำได้ไม่บ่อยนัก” ไคลน์กล่าวอย่างเป็นกันเอง “สิ่งที่เราต้องทำในตอนนี้คือการจับหลักการของ 0-02 โดยเร็วเพื่อค้นหาและผนึกมัน ไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงปัญญา… พวกคุณมีความเห็นอย่างไร”
นักจารกรรมฟิลไตร่ตรองสักพักก่อนจะพูดหยั่งเชิง
“ดูเหมือนว่ามันจะมิอาจโจมตีเราได้โดยตรง ทำได้แค่รอให้เราแหกกฎแล้วค่อยลงโทษ”
ไคลน์ดีดนิ้ว
“ถูกต้อง! ผมสามารถสรุปหลักการข้อแรกได้ว่า: 0-02 ไม่สามารถลงโทษคนที่ไม่ทำผิดกฎ”
ไบลส์โพล่งขึ้น
“แต่มันทำให้ชาวเมืองไล่ล่าคนต่างถิ่นได้ ตามปรกติแล้ว คนต่างถิ่นไม่น่าจะถูกจำแนกให้เป็นผู้ร้าย”
“สิ่งนี้อาจฟังดูขัดแย้งกับหลักการข้อแรก” ไคลน์ยิ้มตอบ “แต่ในประวัติศาสตร์ มีหลายเมืองที่ชาวเมืองและคนต่างถิ่นใช้กฎหมายไม่เหมือนกัน จุดประสงค์เพื่อขับไล่คนต่างถิ่นทางอ้อม พิจารณาจากประเด็นนี้ พวกคุณพอจะถอดรหัสหลักการข้ออื่นในเชิงลึกได้ไหม?”
ผู้วิเศษทั้งสี่ทยอยขมวดคิ้ว ไม่ค่อยเข้าใจว่านักมายากลที่เก่งกาจตรงหน้าต้องการจะสื่อถึงเรื่องใด
หลังจากเงียบไปสักพัก พาชาซึ่งย้อนนึกถึงสิ่งที่นักมายากลตรงหน้าเคยถาม เป็นคำถามที่สงสัยว่า พฤติกรรมบางอย่างเข้าข่ายการหลอกลวงหรือไม่ เธอลังเลเล็กน้อยก่อนจะแสดงความเห็น:
“กฎที่ประกาศโดย 0-02 จะต้องสอดคล้องกับสิ่งที่สาธารณชนเข้าใจและยอมรับ?”
“เป็นแนวคิดที่ดี” ไคลน์ชมเชย “ผมสงสัยเรื่องนี้จากกฎที่ระบุให้ชาวเมืองจับกุมคนต่างถิ่น และยืนยันว่าเป็นความจริงจากการทดสอบพวกคุณในคราวก่อน หมายความว่าเราสามารถกำหนดให้สิ่งนี้เป็นหลักการข้อที่สองไปก่อน ซึ่งจะช่วยให้เราพิจารณาได้ว่า พฤติกรรมใดเป็นการฝ่าฝืนกฎและพฤติกรรมใดไม่ใช่”
เมื่อเห็นว่าพาชาได้รับการยกย่องจากนักมายากลทรงพลังถึงสองครั้ง รอยรีบเสริม
“มันจะเพิ่มกฎและข้อบังคับที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เพื่อตีกรอบพฤติกรรมเรา จนถึงจุดที่เราจะถูกลงโทษไม่ว่าจะทำอะไร… หากพิจารณาจากกฎการจับกุมคนต่างถิ่น มีโอกาสที่กฎของมันจะพัฒนาไปในทิศทาง ‘ห้ามบุกรุกสถานีที่ส่วนตัว’ และ ‘ห้ามขับถ่ายในที่สาธารณะ’ จนพวกเราใช้ชีวิตได้ยากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป”
ขณะไคลน์พยักหน้าเห็นพ้อง สัมผัสวิญญาณของมันพลันถูกกระตุ้น
ชายหนุ่มรีบเงยหน้ามองป้ายประกาศ และพบว่ามีกระดาษหนังสัตว์ถูกแปะไว้ตั้งแต่ตอนไหนก็มิอาจทราบได้:
“เคอร์ฟิว…”
“นี่มัน…” พาชาและคนที่เหลือซึ่งหันหน้ามาอ่าน รูม่านตาพวกมันพลันเบิกกว้าง
ปัจจุบันเป็นเวลากลางคืน หากพวกมันอยู่ข้างนอกต่อไปอีกสักพักจะถือเป็นการฝ่าฝืนกฎเคอร์ฟิวและถูกลงโทษ และบทลงโทษก็จะแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถูกตัดสินประหารชีวิต
“ไปกันเถอะ พวกเราเหลือเวลาไม่มากแล้ว” ไคลน์ยกมือขวาขึ้นมากดหมวก จากนั้นก็ยิ้มและพูด “เป้าหมายของพวกเราน่าจะมีลักษณะเป็นหนังสือ อาจอยู่กับตัวราชาคณะหรือไม่ก็ถูกซ่อนไว้ที่ใดสักแห่ง สัญชาตญาณของผมบอกว่าเป็นอย่างหลัง เพราะไม่ว่าจะเป็นใคร วัตถุชิ้นดังกล่าวก็อันตรายเกินกว่าจะพกไว้กับตัว แถมจะยิ่งอันตรายเมื่อเวลาผ่านไป แต่แน่นอน นั่นต้องอยู่ในเงื่อนไขที่ว่าราชาคณะยังไม่เสียสติ แค่ต้องการใช้ 0-02 เพื่อเปิดโอกาสให้ตัวเองหลบหนี… จริงสิ ผมลืมบอกไป ราชาคณะตนนั้นเป็นเทวทูตเดินดิน”
เทวทูต… รอย พาชา และคนที่เหลือซึ่งกำลังจะเริ่มเดิน มีอันต้องตัวแข็งทื่ออีกครั้ง
……………………
Related
“ฮะฮะ! การจะระบุว่าใครสักคนเป็นคนต่างถิ่นไม่ใช่เรื่องง่าย มีวิธีใดจำแนกได้ด้วยหรือ?” รอยแสร้งทำเป็นเยือกเย็น ทำทีคุยกับพวกพ้องเกี่ยวกับเนื้อหาบนกระดาษสีเหลือง
มันอาศัยความนัยที่ซ่อนอยู่เพื่อปลอบประโลมมิให้ฟิลและพาชาตื่นตระหนก หากไม่นับไบลส์ที่เป็นชาวท้องถิ่น อีกสามคนที่เหลือก็ยังเป็นชาวโลเอ็น ไม่มีใครเป็นลูกผสมชาวทวีปใต้ ใบหน้าและรูปร่างแทบไม่แตกต่างกับคนพื้นเมือง
“ต…แต่นี่เป็นเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ…” พาชาตะกุกตะกัก
พวกตนไม่ควรใช้สามัญสำนึกปรกติในการวิเคราะห์!
หัวใจรอยแทบหยุดเต้น มันมองไปทางชาวเมืองที่ค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ จากนั้นก็ตะโกนอย่างร้อนรน:
“วิ่ง!”
ทันทีที่สิ้นเสียง มันหันหลังและเร่งฝีเท้าไปยังถนนที่ใกล้ที่สุด พาชาและฟิลตามติดมาไม่ห่าง
ในฐานะคนท้องถิ่น ไบลส์อาสาอยู่ท้ายแถวพร้อมกับปกคลุมร่างกายตัวเองด้วยเกล็ดปลา
ปัง! ปัง! ปัง!
ชาวเมืองจำนวนหนึ่งยกปืนลูกซองแฝดออกมายิงใส่
รอย ฟิล และพาชาล้วนเป็นผู้วิเศษที่เก่งกาจด้านการต่อสู้ ระหว่างหนีก็คอยเปลี่ยนทิศทางการวิ่ง บ้างม้วนกลิ้งไปข้างหน้า หลบหลีกการโจมตีระลอกแรกได้ง่ายดาย
ถัดมา ภายใต้การแนะนำของพาชา พวกมันวิ่งผ่านถนนและตรอก หลบหนีจากการไล่ล่าของชาวเมืองและซ่อนตัวในมุมมืด
“พวกเราควรทำยังไงดี” ฟิลเสียมือไปหนึ่งข้างถามเสียงหอบ “พิจารณาจากเนื้อหาของประกาศ พวกเรายังออกจากเมืองนี้ไม่ได้”
“คงต้องวิเคราะห์กฎเกณฑ์ให้แตกฉานและหาช่องโหว่” แม่รอยจะกำลังหัวเสีย แต่ก็ฝืนตัวเองให้ขบคิดอย่างใจเย็นเพื่อหลีกเลี่ยงการทำให้บรรยากาศของทีมแย่ลง
พาชาชำเลืองไปทางไบลส์ที่คอยระวังหลัง ตามด้วยกล่าว
“กระดานข่าวสารนั่นมีมาตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหม?”
ไบลส์พยักหน้า
“ใช่ แม้ว่าฉันจะไม่ค่อยผ่านจัตุรัสเทศบาลบ่อยนัก แต่ตอนไปเกณฑ์ทหารต้องไปรวมตัวที่นั่น และฉันเคยเห็นกระดานข่าวสารมาก่อน”
“หมายความว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่กระดานข่าวสาร แต่เป็นกระดาษสองแผ่นนั่น ใครบางคนทำให้กฎที่เขียนอยู่บนกระดาษมีพลังในเชิงศาสตร์เร้นลับ” พาชากล่าวสิ่งที่เธอคิด
รอยเห็นพ้องทันที
“ใช่… นอกจากนั้นฉันยังสงสัยว่า กฎเหล่านั้นต้องถูกประกาศสู่สาธารณะเสียก่อนจึงจะเกิดผล ถ้าเราหาโอกาสดึงกระดาษสองแผ่นนั้นออกมาได้ บางทีกฎที่เขียนไว้อาจหายไป”
หลังจากได้ยินคำพูดของรอย พาชา ฟิล และไบลส์ต่างพากันเงียบงัน
ผ่านไปไม่กี่วินาที ฟิลกล่าวใบหน้าที่สั่นกระตุก
“มาลองทำกันเถอะ! ถ้าเราต้องติดอยู่ในเมืองนี้ ต่อให้ไม่ถูกชาวเมืองจับตัว แต่ก็คงถูกลงโทษตามกฎหมายโดยไม่ได้ตั้งใจเข้าสักวัน”
แม้ทุกคนจะเป็นผู้วิเศษ แต่ลำดับของพวกมันไม่สูง จริงอยู่ที่การรับมือกับคนกลุ่มเล็กอาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่ไม่มีทางต่อกรกับคนทั้งเมืองได้แน่
รอย ไบลส์ และพาชาต่างก็เคยเข้าร่วมสนามรบ ย่อมทราบว่าความลังเลเป็นผลเสียร้ายแรงในสถานการณ์ตรงหน้า จึงต่างเห็นด้วยกับความคิดของฟิลทันที
ภายใต้การนำของพาชาผู้เป็น ‘นักล่า’ มากประสบการณ์ กลุ่มคนทั้งสี่ย้อนกลับมายังจัตุรัสเทศบาลจากถนนอีกเส้นหนึ่ง
ปัจจุบันไม่มีชาวเมืองมายืนมุงดูประกาศเหมือนคราวก่อน คล้ายกันคนทั้งเมืองกำลังค้นหาคนนอกอย่างเอาเป็นเอาตาย
เมื่อมองไปยังกระดานข่าวสารที่ตั้งอย่างเงียบงันท่ามกลางแสงไฟ รอยและคนที่เหลือบรรจงย่างกรายเข้าใกล้ด้วยความระมัดระวัง ทุกคนพร้อมที่จะหลบหนีหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน
หลังจากมาถึงเป้าหมาย รอยผุดคำถามหนึ่ง จึงหรี่เสียงลงและถาม
“การทำลายใบประกาศ… ถือเป็นการทำผิดกฎหมายไหม?”
“ในทางทฤษฎีก็ใช่…” พาชากล่าวด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
พวกมันกวาดตาอ่านกระดานข่าวสารอีกครั้ง จากนั้นก็อ่านการกระทำผิดที่เข้าข่ายอาชญากรรมในหมวดที่สาม:
“…”
“8. ทำลายทรัพย์สินสาธารณะ”
“…”
“มีเขียนไว้จริงๆ” ไบลส์โพล่งขึ้น
ฟิลที่หน้าซีดเป็นทุนเดิมเนื่องจากขาดเลือด ยิ่งหน้าซีดลงกว่าเก่า มันไตร่ตรองสักพักก่อนจะพูด
“ถ้าทำลายทรัพย์สินสาธารณะจะถูกลงโทษอย่างไร”
พฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นการละเมิดกฎหมายที่ไม่ร้ายแรง มีแนวโน้มว่าบทลงโทษจะค่อนข้างเบา
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ฟิลก็ยอมเสี่ยงทำลายประกาศเพื่อยุติเหตุการณ์ประหลาดทั้งหมด
“ความผิดครั้งแรกจะถูกเฆี่ยน” ขณะรอย พาชา และไบลส์ครุ่นคิดหาคำตอบ เสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง
ทั้งสี่หันหลังกลับด้วยสีหน้าประหลาดใจ จากนั้นก็พบชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาที่แต่งกายในชุดคลุมสีดำและหมวกทรงสูง
ชายคนเดิมกล่าวต่อ
“ความผิดครั้งที่สองคือการตัดมือ… แต่ผมไม่ทราบว่าหลังจากนั้นจะโดนอะไร”
“คุณรู้ได้ยังไง?” รอยคิ้วถามพลางกำมีดสั้นที่ซ่อนไว้อย่างแนบแน่น
ชายหนุ่มยิ้มพลางตอบ
“ผมลองดึงประกาศออกแล้ว มันไม่ได้ผล ตัวประกาศกลับคืนสภาพเดิมอย่างรวดเร็ว”
“แล้วคุณก็ถูกเฆี่ยน?” พาชาถามด้วยสีหน้าฉงน
“ใช่” ชายหนุ่มผงกศีรษะผ่อนคลาย “แต่ผมทำผิดฐานหลอกลวงด้วย จึงถูกลงโทษต่อเนื่องเป็นการตัดข้อมือ”
“หลอกลวง?” ไบลส์ถามด้วยความประหลาดใจ
ชายหนุ่มคนเดิมตอบพลางยิ้ม
“สรุปให้เข้าใจง่าย ผมไม่ได้ทำลายประกาศเอง แต่สร้างหุ่นจำลองขึ้นมา และผู้ที่ถูกเฆี่ยนก็คือหุ่นจำลอง”
กล่าวจบ มันยกแขนขวาขึ้น
เฉกเช่นฟิล ข้อมือของมันถูกตัดขาดอย่างประณีต บาดแผลซีดและแดง คล้ายกับยังมีเลือดไหลซึม
ทันใดนั้น บาดแผลของมันเริ่มยุบพอง หนอนสีใสที่ดีดดิ้นตลอดเวลาชอนไชออกมาทีละหนึ่ง ถักสานเข้าด้วยกันจนกลายเป็นฝ่ามือใหม่
ในระหว่างนี้ รอยและคนที่เหลือมิได้รู้สึกสยองขวัญ เพราะทันทีที่พวกมันเห็นหนอนสีใสซึ่งยากจะเพ่งมองรายละเอียด ความคิดพลันสับสน ฟุ้งซ่าน และยากจะควบคุมอารมณ์ที่แปรปรวน
เมื่อฝ่ามือที่ถูก ‘ปกคลุม’ ด้วยหนังมนุษย์กลับเป็นปรกติ บรรดาผู้วิเศษเริ่มได้สติกลับมา ต่างคนต่างก้าวถอยหลังอย่างหวาดกลัวและสงสัย
ฉากตรงหน้าอยู่นอกเหนือความเข้าใจของพวกมันโดยสิ้นเชิง!
“จริงสิ ลืมแนะนำตัวไปเลย ผมคือนักมายากลพเนจร” บุรุษก่อคดีทำลายทรัพย์สินและหลอกลวงไม่ใช่ใครนอกจากไคลน์
มันชำเลืองไปทางเหล่าผู้วิเศษพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“มายากลของผมสามารถเติมเต็มความปรารถนาของผู้คน พวกคุณมีสิ่งใดที่ต้องการสมหวังหรือไม่”
ได้ยินคำถาม รอยเริ่มมีความหวัง:
“พาพวกเราออกจากเบลดันได้ไหม?”
“แน่นอน ผมจะพยายาม แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้” ไคลน์ให้คำมั่นสัญญา
จากนั้น ชายหนุ่มจ้องข้อมือฟิล
“เขาเอ่ยความปรารถนาแล้ว ถึงตาคุณ”
“…ช่วยต่อมือให้หน่อย” ฟิลกล่าวหนักแน่น
“ตกลง” ไคลน์ชำเลืองไบลส์ “นำมือออกมา”
ไบลส์ลังเลสักพักก่อนจะในสิ่งที่ชายลึกลับบอก นำกล่องไม้ออกมาและคืนมือให้ฟิล
“เข้ามาสิ” ไคลน์ยิ้มขณะจ้องหน้าฟิล
ฟิลรวบรวมความกล้า หยิบมือที่ขาดและเดินไปหา
“ถอดผ้าพันแผล” ไคลน์ยังคงสั่ง “วางมือที่ขาดไว้ในตำแหน่งเดิม ขอเตือนว่าห้ามวางกลับด้าน ไม่อย่างนั้นคุณต้องตัดมันทิ้งแล้วต่อใหม่”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเปี่ยมด้วยความมั่นใจ ฟิลเองก็เริ่มใจชื้น ขณะดึงผ้าพันแผลที่ติดกับแผลออก สีหน้าของมันเริ่มบิดเบี้ยว
หลังจากฟิลนำมือที่ขาดมาวางต่อกับข้อมือ ไคลน์หยิบกระดาษเปล่าออกมาพร้อมกับโน้มตัว
ทันทีหลังจากนั้น มันเหยียดแขนออกไปและใช้กระดาษ ‘เช็ด’ รอยต่อ
แผ่นกระดาษถูกตัดครึ่งอย่างเงียบงัน ขณะเดียวกัน ฟิลสัมผัสได้ว่าความเจ็บปวดของตนเลือนหายไป
มันรีบก้มหน้าและพบว่ามือซ้ายที่เคยขาด ตอนนี้กลับเป็นปรกติแล้ว ราวกับไม่เคยได้รับบาดเจ็บมาก่อน
ฟิลขยับนิ้วตามความเคยชินและพบว่าความคล่องแคล่วมิได้ลดลงแม้แต่น้อย
“ความปรารถนาของคุณถูกเติมเต็มแล้ว” ไคลน์ก้าวถอยหลังพลางยิ้ม
“ขอบคุณครับ…” ฟิลตอบรับด้วยสีหน้างุนงง
ไคลน์หันไปมองผู้วิเศษอีกสองคน
“ความปรารถนาของพวกคุณคือสิ่งใด”
ได้เห็นความปรารถนาของฟิลเป็นจริง ไบลส์ก้าวออกมาข้างหน้าและพูด
“ผมอยากทราบว่าตอนนี้ครอบครัวอยู่ที่ไหน”
ไคลน์สะบัดแขนซ้าย นำกระจกเงินที่มีลวดลายโบราณออกมาถือ ก้มหน้าลงและพูดด้วยรอยยิ้ม
“คำตอบของคำถามเมื่อครู่คืออะไร”
บนผิวกระจก คลื่นกระเพื่อมสว่างขึ้นพร้อมกับการเรียงตัวของอักษรสีเงิน
“สุสานเบลดันกลอริน…”
ไบลส์พลันขมวดคิ้วเมื่อเห็นภาพตรงหน้า หัวใจของมันดำดิ่งทันที ความโศกเศร้าและผิดหวังปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างมิอาจควบคุม
วินาทีถัดมา ถ้อยคำสีเงินเรียงเป็นประโยคใหม่
“…ในกระท่อมของสัปเหร่อ”
…หมายความว่า… ไบลส์เปลี่ยนจากความโศกเศร้าเป็นยินดี จากนั้นก็ตบท้ายอย่างจริงใจ
“ขอบคุณครับ”
ทันใดนั้น มันผุดคำถามใหม่สองข้อ
กระท่อมสัปเหร่อจะอาศัยได้สักกี่คนเชียว? แถวนั้นมีกระท่อมสัปเหร่อกี่หลัง?
ครอบครัวของมันมิได้มีสมาชิกแค่สองหรือสาม!
ใบหน้าของไบลส์สลับไปมาระหว่างโศกเศร้าและยินดี มันเงียบไปเป็นเวลานาน
นั่นทำให้มันมองไม่เห็นข้อความถัดไปบนกระจกสีเงิน
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ ข้าตอบได้ดีแล้วใช่ไหม”
“แน่นอน” ไคลน์พยักหน้ารับก่อนจะจ้องไปทางสตรีคนที่เหลือ
พาชาครุ่นคิดสักพักก่อนจะพูด
“ความปรารถนาของฉันก็คือ อยากให้คุณปกป้องเราจนกว่าจะออกไปจากเบลดันแบบมีชีวิต”
เธอพบว่าความปรารถนาของรอยยังมีช่องโหว่ เพราะนั่นไม่ได้รับประกันว่าพวกตนจะออกไปแบบมีชีวิต
“ฉลาดมาก” ไคลน์ยิ้มชมเชย “คุณได้รับสิ่งนั้น”
“แล้วพวกเราต้องจ่ายเท่าไร? หมายถึงค่าใช้จ่ายในการชมมายากล” พาชารีบถาม
“ความปรารถนาของพวกคุณคือราคา” ไคลน์ตอบห้วนก่อนจะถามด้วยสีหน้าครุ่นคิด “หากมีบางสิ่งที่พวกคุณทราบว่าเป็นของปลอม แต่ก็ยังเลือกที่จะใช้งาน นั่นคงไม่เข้าข่ายการหลอกลวงใช่ไหม?”
รอยและคนที่เหลือต่างงุนงงเมื่อได้ยิน แต่หลังจากไตร่ตรองสักพัก พวกมันทยอยส่ายหน้า
“ไม่เข้าข่ายแน่นอน”
“ก็สมัครใจเองไม่ใช่หรือ”
“ในเมื่อสมัครใจทั้งที่ทราบ นั่นไม่ใช่การหลอกลวงอย่างแน่นอน”
“เป็นอื่นไปไม่ได้”
หลังได้ฟังคำตอบจากทั้งสี่ ไคลน์ยิ้ม
“ดีมาก นั่นคือกรอบความคิดของคนปรกติ”
กล่าวจบ มันใช้มือขวาจับอากาศสองสามหนก่อนจะดึงร่างสตรีในชุดคลุมเรียบง่ายเจ้าของผมยาวสีดำออกมา
เป็นภาพฉายทางประวัติศาสตร์ของอาเรียนน่า หัวหน้าสำนักชีรัตติกาล
ไคลน์กวาดตาไปรอบตัว และเมื่อไม่พบความผิดปรกติ มันยิ้มให้ภาพฉายและพูด
“มาดาม เกิดอะไรขึ้นกันแน่”
ดวงตาอาเรียนน่ากลอกไปมาเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนเป็นลุ่มลึก มอบความรู้สึกสุขสงบจากก้นบึ้งแก่ผู้พบเห็น
เธอตอบเสียงเรียบ
“ลาร์เรี่ยน ราชาคณะแห่งโบสถ์เทพสงครามอยู่ระหว่างการหลบหนี ข้ากำลังไล่ตามจับกุม”
อาเรียนน่าเว้นวรรค
“หลังจากมาถึงเบลดัน ข้าได้รับข้อมูลใหม่… หน่วยข่าวกรองของเรายืนยันได้ว่าลาร์เรี่ยนหนีไปพร้อมสมบัติปิดผนึกหนึ่งชิ้น”
“รหัสของมันคือ 0-02”
…………………………
Related
เมืองเบลดัน ภายในผับแห่งหนึ่ง
รอย ไบลส์ ฟิล และพาชา กำลังนั่งรอบโต๊ะกลมตัวเล็กพลางจิบเบียร์นันวีลล์
พวกมันไม่ได้พูดคุยกันมากนัก ทำเพียงนั่งฟังขี้เมาโต๊ะข้างๆ ถกเถียงเกี่ยวกับพลังพิเศษและเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ
“ก่อนหน้านี้ สะอึก! ฉันเห็นเต็มสองตา ไอ้พวกฟุซัคไม่เพียงจะตัวเท่าหมี แต่ยังเสกเปลวไฟออกมาขว้างเหมือนหอกได้ด้วย!”
“บ้าน่า… พลังพิเศษมีจริงงั้นหรือ”
“ฮะฮะ! นั่นเพราะนายยังอ่อนต่อโลกยังไงล่ะ มีวันหนึ่งที่ฉันเมาหลับใกล้กับสุสาน ฉันเห็นคนจากโบสถ์รัตติกาลปรากฏตัวออกมาพร้อมกับผี ใช่แล้ว ผี! พวกมันลอยอยู่กลางอากาศ… น่ากลัวฉิบ!”
…
ไม่มีใครทราบว่าขี้เมาเหล่านี้เล่าเรื่องจากประสบการณ์ตรงหรือเคยฟังมา แต่ลีลาการเล่าเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศปลุกเร้า ละอองน้ำลายกระเด็นไปทุกสารทิศ ใบหน้าแดงก่ำ
“พวกเขาก็เป็นแบบนี้ตลอด พอได้ดื่มก็เริ่มตื่นเต้น ชอบคุยโวโอ้อวดทั้งที่ชีวิตตัวเองจมอยู่กับความทุกข์เป็นส่วนมาก” ไบลส์ซึ่งเป็นคนท้องถิ่นของเบลดันอธิบาย “นับตั้งแต่แหล่งถ่านหินในเมืองเริ่มหมดลง คนหนุ่มสาวก็ทยอยออกจากเบลดันและมุ่งหน้าไปยังคอนสแตนหรือไม่ก็เบ็คลันด์ บรรยากาศของเมืองนี้เริ่มถดถอยและยิ่งทวีความรกร้างลงเรื่อยๆ”
บุรุษผู้มีอายุยังไม่ถึงสามสิบรายนี้เคยทำงานเป็นคนงานเหมืองตั้งแต่ยังเด็ก แม้จะโชคดีที่ไม่ตายในเหมือง แต่ผิวพรรณก็คล้ำขึ้นมาก
กล้ามเนื้อของมันมิได้กำยำใหญ่โต แต่มอบความรู้สึกแข็งเหมือนเหล็กกล้า
รอยซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่ม ยิ้มและกล่าว
“สิ่งที่พวกเขาพูดอาจเป็นเรื่องจริงก็ได้ ไม่ใช่แค่การคุยโม้ สงครามที่เพิ่งจบลงไปได้ทำให้สาธารณชนตระหนักถึงพลังพิเศษมากขึ้น โดยเฉพาะกับเหล่าทหารที่เข้าร่วมโดยตรง ตราบใดที่รอดชีวิตกลับมาได้ พวกเขาก็จะนำประสบการณ์มาเล่าต่อ… ในทำนองเดียวกัน สงครามก็ยังเป็นโอกาสพลิกชีวิตของใครหลายคน คนทั่วไปซึ่งไม่มีทางรู้จักกับพลังพิเศษ ก็ได้กลายเป็นผู้วิเศษเพราะสงคราม”
วิธีการเล่าฟังดูห่างเหินและไกลตัว ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องของคนอื่น แต่ความจริงแล้วเป็นประสบการณ์ตรงของพวกมันทั้งสี่
ไบลส์และรอยเป็นทหารที่เข้าร่วมในสงครามปิดล้อมเมืองเบลดันมาก่อน ฟิลเคยถูกกองทัพฟุซัคปล้นทรัพย์สิน แต่โชคดีที่รอดมาได้ พาชาและอดีตเพื่อนร่วมชาติของเธอเข้าร่วมการต่อสู้แบบกองโจร ล่อลวงทหารอินทิสกลุ่มหนึ่งเข้ามาซุ่มโจมตี
พวกมันได้เห็นการตายของพวกพ้องมากมายและมีโอกาสครอบครองพลังพิเศษด้วยเหตุผลที่ต่างกันไป
ในภายหลัง อาศัยความโกลาหลที่เกิดจากสงคราม พวกมันถอนตัวออกจากหน่วยของตัวเองหรือไม่ก็แอบหนีออกมาโดยที่ทางการไม่ทราบ จากนั้นก็ค่อยๆ ทำความรู้จักกันและเป็นเพื่อนที่มีประสบการณ์คล้ายคลึงกัน
ปัจจุบัน พวกมันเดินทางมายังเบลดันซึ่งเป็นเมืองของรอยและไบลส์เพื่อตามหาญาติสนิทและพวกพ้องที่อาจยังมีชีวิตรอด
“ความเป็นจริงของโลกช่างอยู่เหนือจินตนาการไปไกล” พาชาเจ้าของผมยาวสีทองเข้มและดวงตาสีน้ำเงินเข้ม ถอนหายใจอย่างมีอารมณ์
เธอมีอายุเพียงสิบ หน้าตาค่อนข้างดี แต่ใบหน้ากลับซูบผอมจนแทบไม่มีเนื้อส่วนเกิน โหนกแก้มนูนยืนเด่นชัด ทำให้ดูหน้าแก่กว่าอายุจริงพอสมควร
“ในอนาคต พวกเราคงมีชีวิตที่ต่างออกไป” รอยผู้มีรูปลักษณ์ตามแบบฉบับบุรุษชาวโลเอ็น ยกแก้วขึ้นและกล่าว “แด่อนาคตใหม่ที่สดใส…”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ใครบางคนในผับแหกปากกรีดร้อง
รอยและคนที่เหลือซึ่งมีประสบการณ์โชกโชน รีบตื่นตัวและหันไปมองที่ต้นเสียง
พวกมันเห็นชายหนุ่มในเสื้อผ้าธรรมดากำลังนอนเกลือกกลิ้งบนพื้น สีหน้าคล้ายกับเจ็บปวดเหนือพรรณนา
ภายใต้แสงจากโคมไฟผนังสีเหลืองจาง ทุกคนพบว่ากลางแผ่นหลังของชายหนุ่ม เสื้อผ้ามีรอยฉีกขาดเป็นทางยาวพร้อมกับเลือดที่ไหลซึม ประหนึ่งถูกฟาดด้วยแส้หนังก็มิปาน
อย่างไรก็ดี ไม่มีใครในบริเวณใกล้เคียงที่กำลังถือแส้ และท่าทางการกรีดร้องของเหยื่อก็ดูเหมือนจะถูกเฆี่ยนมาแล้วหลายสิบครั้ง
แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ทำไมถึงไม่มีใครเห็นเหตุการณ์?
“…เขากำลังถือกระเป๋าสตางค์ในมือ… จะเกี่ยวข้องกับความผิดปรกติที่เกิดขึ้นไหม?” ฟิลร่างผอมชำเลืองเล็กน้อยก่อนจะพูดด้วยสีหน้าใคร่ครวญ “ฉันเข้าไปดูดีไหม?”
รอยไตร่ตรองสักพักก่อนจะพยักหน้า
“ระวังตัวด้วย”
ฟิลอืมในลำคอก่อนจะเดินออกจากโต๊ะกลมตัวเล็ก อาศัยความช่วยเหลือจากฝูงชน มันแหวกผ่านเข้าไปใกล้ชายหนุ่มที่ปัจจุบันหยุดเกลือกกลิ้งแต่ยังคงส่งเสียงร้องครวญคราง
ฟิลเหยียดแขนซ้ายอย่างเงียบงัน เป้าหมายคือกระเป๋าสตางค์ที่ดูธรรมดา
“อ๊าก!”
ฟิลแหกปากกะทันหัน มันจ้องมือซ้ายของตนที่ถูกตัดขาดและหล่นลงไปบนพื้น
บริเวณปากแผล เลือดสีแดงพวยพุ่งไปทุกทิศทาง กระเด็นใส่คนรอบข้างในรัศมี
ทุกสิ่งภายในผับหยุดนิ่งทันที บรรดาขี้เมาตกตะลึงในตอนต้นก่อนจะกลืนน้ำลายและหันหลังกลับ รีบเผ่นไปทางประตูหรือมุมห้องสุดชีวิต!
“แปลกมาก… ฉันไม่ได้ถูกใครโจมตี!” ฟิลที่ใกล้จะหมดสติเพราะความเจ็บปวด ยังคงกัดฟันบอกเล่าประสบการณ์ของตนแก่รอย ไบลส์ และพาชา
รอยหรี่ตาลงและออกคำสั่งเสียงเข้ม
“พวกเราหนีออกจากที่นี่กันก่อน!”
จากนั้น มันหันหน้าไปพูดกับไบลส์
“เก็บมือของฟิลขึ้นมาและถนอมเอาไว้ ฉันจำได้ว่าหมอทหารที่เคยพบเป็นชาวเบลดัน หลังออกจากกองทัพ เขากลับมาเปิดคลินิกเอกชนที่นี่… ข…เขารักษาบาดแผลระดับนี้ได้แน่”
หมอทหารที่ชื่อเวเบอร์เองก็เป็นผู้วิเศษ หลังจากเข้าร่วมสงครามภาคใต้ มันค่อยๆ เลื่อนลำดับทีละนิดจนกระทั่งมีฝีมือทางการแพทย์ก้าวข้ามความเป็นจริง กล่าวกันว่าสามารถเย็บแขนขาที่ถูกตัดขาดให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์เหมือนเดิมได้
“ตกลง” ไบลส์ขานรับโดยไม่ลังเล
มันก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย หยิบกล่องไม้ออกมา หยิบมือที่ขาดของฟิลบรรจุเข้าไป
ขณะเดียวกัน พาชาใช้ขี้ผึ้งวิเศษที่เธอซื้อเตรียมไว้ ทาลงบนแผลที่แขนฟิลเพื่อห้ามเลือดและพันผ้าทับ
จากนั้นคนทั้งสี่ก็ออกจากผับ
หลังจากสอบถามคนเดินถนนอยู่สักพัก ในที่สุดพวกมันก็พบเวเบอร์คลินิก
คลินิกยังไม่เปิด แต่แสงไฟจากภายในสว่างขึ้นด้วยสีเหลืองจาง
รอยดึงกริ่งประตูอย่างสุภาพ จากนั้นก็ได้ยินเสียงสะท้อนดังมาจากภายใน
แต่ผ่านไปหลายนาทีก็ยังไม่มีใครออกมาทักทาย
“เขาเมาหลับไปแล้ว?” พาชาชำเลืองไปทางฟิลที่กำลังเจ็บปวด พยายามคาดเดาด้วยความสงสัย
รอยส่ายหน้า
“เท่าที่จำได้ เวเบอร์ไม่ใช่ขี้เหล้า นอกจากนิสัยเจ้าชู้ เขาไม่มีพฤติกรรมแย่ๆ ด้านอื่น บางทีเขาอาจกำลัง…”
ขณะกล่าว ชายรูปร่างสันทัดซึ่งใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยและร่องหลุม ผลักประตูเข้าไปและพบว่ามันไม่ได้ถูกลงกลอน แค่ปิดไว้เฉยๆ
เมื่อประตูเปิดออก รอย ไบลส์ และคนที่เหลือมองเห็นสองร่าง
ร่างทั้งสองถูกแขวนไว้กึ่งกลางคลินิก ร่างกายโยกเอนเล็กน้อยตามแรงลมที่พัดเข้ามาจากด้านนอก
คนหนึ่งเป็นชายวัยสามสิบในเสื้อนอกสีขาว อีกคนเป็นสตรีอ่อนเยาว์แต่งกายในชุดพยาบาล ร่างกายท่อนล่างเปลือยเปล่า ดวงตาเหลือกถลนจนเกือบหลุดจากเบ้า ปากอ้าค้างไว้ครึ่งหนึ่ง ลิ้นแลบจุกปาก พวกมันถูกแขวนไว้กับเพดานด้วยเชือกล่องหน สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความกลัว สิ้นหวัง และสับสน
“เวเบอร์…” รอยจดจำผู้ตายได้
ทันใดนั้น รอย พาชา และไบลส์พลันเย็นไปถึงสันหลัง พวกมันไม่ทราบว่าเหตุใดถึงเกิดเรื่องแบบนี้ และฉากตรงหน้าจะนำพาสิ่งใดมาสู่พวกตน
โครม!
เสียงเก้าอี้ล้มกระแทกพื้นด้านข้าง ปลุกให้รอยและคนที่เหลือได้สติด้วยความตื่นตระหนก
พวกมันมองไปตามเสียงและได้พบสตรีอุ้มลูกคนหนึ่งกำลังยืนสั่นระริก เธอพึมพำด้วยสีหน้าตกใจและสับสน
“พวกมันเป็นชู้กัน…”
ทำไมพวกเราถึงต้องเข้ามาพัวพันกับอะไรแบบนี้? รอยสูดลมหายใจยาว มันตระหนักว่าไม่ควรแช่อยู่ที่นี่นานนัก
รอยรีบออกคำสั่ง
“ออกไปจากที่นี่เร็ว!”
มันมิได้บอกให้พาชาปลอบโยนสตรีลึกลับ และไม่ได้พยายามขโมยยาฆ่าเชื้อกับผ้าพันแผลไปจากคลินิก
ไบลส์และคนที่เหลือต่างพากันกลืนน้ำลายเสียงดัง รีบหันหลังกลับและออกจากคลินิกด้วยความระมัดระวัง
สำหรับฟิล ความสยองขวัญที่เกิดจากความไม่รู้ กำลังครอบงำร่างกายจนมือข้างซ้ายไม่รู้สึกเจ็บปวด
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่” หลังจากเลี้ยวเข้าไปในถนนอีกเส้น ฟิลถามด้วยใบหน้ากระตุก
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง!” ไบลส์โพล่งขึ้น คล้ายกับเก็บซ่อนอารมณ์ไว้ไม่อยู่
รอยหันมามอง กล่าวพลางถอนหายใจ
“ใจเย็นก่อน… นี่คงเป็นเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่พวกเราเข้าไม่ถึง”
“ใช่ เหตุการณ์ทั้งหมดเต็มไปด้วยความแปลกประหลาด ไม่มีเหตุผลใดอธิบายได้อีกแล้ว” พาชาพยักหน้าเห็นพ้อง
“ถ้าอย่างนั้นเราควรทำยังไง?” ฟิลถามด้วยสีหน้ากังวล
รอยไตร่ตรองสักพัก
“ตอนนี้คงต้องออกจากเบลดันกันก่อน… วิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นและจับทางความผิดปรกติให้ได้… เหตุการณ์ประหลาดเมื่อครู่อาจเกิดขึ้นกับพวกเราอีกในอนาคต ต้องจับหลักการให้ได้จึงจะมีโอกาสรอด”
“อื้อ” ไบลส์สงบลงและเห็นพ้องกับรอย
ขณะเดินไปพลางสนทนา มันเริ่มฉุกคิดบางสิ่ง
“เวเบอร์เล่นชู้ก่อนที่จะถูกแขวนคอ… ฟิลถูกตัดข้อมือเพราะพยายามจะหยิบกระเป๋าสตางค์ นั่นถือเป็นการลักทรัพย์…” พาชาสรุปสาเหตุเบื้องต้นของทั้งสองเหตุการณ์
“…” รอยได้รับแรงบันดาลใจบางอย่าง
“เป็นเพราะทำผิดกฎหมาย ก็เลยต้องเจอเรื่องแบบนี้?”
“จะเป็นไปได้ยังไง?” ไบลส์และฟิลตอบพร้อมกัน
ทันทีที่สิ้นเสียง พวกมันฉุกคิดในสิ่งเดียวกัน ใบหน้าแต่ละคนทยอยดำมืด
“บางทีอาจมีผู้บังคับใช้กฎหมายล่องหนคอยตรวจตราไปรอบเมือง นั่นคือแก่นแท้ของเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้น” ไบลส์คิด
รอยอืมในลำคอ
“มีโอกาสเป็นไปได้สูง… หลังจากนี้พวกเราต้องคอยระวังพฤติกรรมของตัวเอง”
พาชาและคนที่เหลือพยักหน้า เดินไปตามถนนโดยมีจุดหมายเป็นด้านนอกเมือง
ไม่นานหลังจากนั้น พวกมันมาถึงจัตุรัสเทศบาลและเห็นคนจำนวนมากกำลังยืนมุงกระดานข่าวสาร
“ประกาศใหม่?” รอยและคนที่เหลือมองหน้ากัน เชื่อว่าเป็นประกาศจากทางการที่เตือนเกี่ยวกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ
พวกมันตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้และอาศัยแสงโคมไฟถนนเพื่ออ่านเนื้อหา
กึ่งกลางกระดานมีกระดาษสีขาวแผ่นหนึ่งติดอยู่ และมีกระดาษสีเหลืองติดอยู่ใต้กระดาษสีขาว คล้ายกับเป็นส่วนขยาย
หลังจากกวาดตาอ่านประกาศอย่างรวดเร็ว รอย พาชา และคนที่เหลือพลันเผยสีหน้าตะลึง คล้ายกับเข้าใจสาเหตุของเรื่องราวแล้ว
อ่านกระดาษสีขาวจบ สายตาชำเลืองไปอ่านกระดาษสีเหลืองต่อ
“ขอสั่งให้ชาวเมืองทุกคนจับกุมคนต่างถิ่นโดยไม่เกี่ยงวิธี”
จับกุมคนต่างถิ่น… รอยและคนที่เหลือเริ่มหายใจลำบาก สัญชาตญาณสั่งให้กวาดตาไปมองกลุ่มคนที่ยืนมุงรอบกระดานข่าวสาร
คล้ายกับสัมผัสได้ว่าถูกจ้องมอง ชาวเมืองต่างหันกลับมามองกลุ่มของรอยโดยพร้อมเพรียง
ภายใต้แสงสีเหลืองสลัว ดวงตาทุกคู่คล้ายกับกำลังส่องแสงประหลาด
…………..
Related
บนรถไฟไอน้ำที่กำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองคอนสแตนแห่งแคว้นเลียบทะเล
ไคลน์ที่แต่งกายในชุดนักมายากลพเนจร มองไปยังชายหนุ่มและพ่อแม่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะแคบซึ่งมีสิ่งของวางอยู่มากมาย
“ผมมีมายากลสองประเภท แบบแรกจะช่วยเติมเต็มความปรารถนาของพวกคุณ และแบบที่สองคือการใช้กระจกตอบคำถาม แน่นอนว่ามายากลแบบแรกต้องมีค่าตอบแทน และสำหรับมายากลแบบที่สอง พวกคุณต้องตอบคำถามที่กระจกตั้งขึ้น… ต้องการรับชมกลแบบใด?”
ชายหนุ่มเจ้าของผมสีดำและดวงตาสีน้ำตาล ดูคล้ายกับได้รับการศึกษาที่ดี มองไปยังพ่อแม่ที่นั่งอยู่ด้านข้างพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ความปรารถนาของผมยากเกินไป จึงไม่ขอรบกวนคุณ… เมื่อเทียบกันแล้ว ผมอยากเห็นกระจกที่สามารถตอบคำถามมากกว่า”
ไคลน์ถอนหายใจพลางส่ายหน้า พลิกมือซ้ายขึ้น เผยให้เห็นกระจกเงาสีเงินที่มีอัญมณีสีดำประดับอยู่ทั้งสองฝั่ง
“ของโบราณสินะครับ” ชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามแสดงความเห็นด้วยสีหน้าสนใจ จากนั้นก็กล่าว “คำถามของผมก็คือ ในเที่ยวนี้ จุดประสงค์ในการเดินทางไปยังคอนสแตนของผมคืออะไร”
ไคลน์ที่เผยรอยยิ้มตามแบบฉบับนักมายากลข้างถนน เหยียดมือขวาออกมาลูบไล้ผิวกระจก ตามด้วยกระซิบกระซาบเสียงขรึม
“กระจกวิเศษเอ๋ย จงบอกข้าเถิด คำตอบของคำถามเมื่อครู่คืออะไร”
หลังจากทำสามครั้งติดต่อ ไคลน์ปล่อยมือขวาเพื่อเผยผิวกระจกต่อหน้าผู้โดยสารทั้งสามที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
ที่นั่นมีตัวอักษรสีเงินเขียนอยู่ไม่มาก
“สมรส”
“…สุดยอด” ชายหนุ่มและพ่อแม่ต่างมองหน้ากันอย่างไม่เชื่อสายตา
หลังจากขึ้นมาบนรถไฟ พวกมันไม่เคยสนทนาในหัวข้อเกี่ยวกับการแต่งงาน และไม่ได้เผยร่องรอยใดที่น่าจะเชื่อมโยงได้
นี่คือครั้งแรกที่พวกมันได้เห็นมายากลประเภทที่ไม่พึ่งพาอุปกรณ์หรือผู้ชมเก๊
“เอาล่ะ ตากระจกถามบ้าง” ไคลน์ยิ้มพร้อมกับนำมือขวาปิดกระจก
“ตกลง” ชายหนุ่มตอบรับด้วยความสนใจ
“มาดูกันว่ากระจกวิเศษต้องการถามสิ่งใด” ไคลน์ปล่อยมือขวาอย่างมีชั้นเชิงประหนึ่งกำลังแสดงมายากลบนเวทีใหญ่
อักษรสีเงินบนผิดกระจกได้แปรสภาพกลายเป็นประโยคที่สมบูรณ์
“คุณอยากให้เจ้าสาวเป็นสตรีที่มีอายุมากกว่าสี่สิบใช่ไหม?”
สีหน้าชายหนุ่มผงะไปเล็กน้อย ก่อนจะขาวซีดและเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ
“จะเป็นแบบนั้นได้ยังไง!” มันรีบโต้แย้ง อดไม่ได้ที่จะหันไปทางพ่อแม่ด้านข้างและบ่นอย่างหัวเสีย “นี่มันคำถามบ้าอะไร”
“…มันแค่ล้อเล่นน่ะ” ไคลน์ยิ้มอย่างรู้สึกผิดก่อนจะรีบกดมือขวาลงบนกระจก ประหนึ่งตนก็ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้
จากนั้นก็ปล่อยมือขวาอีกครั้ง
ข้อความบนผิวกระจกเปลี่ยนไปอีกครั้ง
“คุณอายุเท่าไร”
“ยี่สิบห้า…” ชายหนุ่มตอบด้วยความระมัดระวังประหนึ่งกังวลว่าจะตกหลุมพราง
มันสัมผัสได้ว่าสายตาจากพ่อแม่และผู้โดยสารรอบข้างเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“เอาล่ะ การแสดงกลจบลงเพียงเท่านี้” ไคลน์ยิ้มพลางเก็บกระจก “จะลองมายากลอีกแบบก็ได้นะ”
ทันทีที่สิ้นเสียง หวูดของหัวรถจักรไอน้ำพลันส่งเสียงคำราม เป็นสัญญาณว่ารถไฟใกล้ถึงสถานี
“ต้องขอโทษด้วย แต่ผมต้องไปแล้ว” ไคลน์หยิบนาฬิกาพกสีทองออกมาตรวจสอบเวลา
มันหยิบสัมภาระขึ้นและเดินตามฝูงชนลงไปจากขบวนรถไฟ จนกระทั่งมาถึงชานชาลาที่โคมไฟแก๊สยังไม่ถูกเปิด
ที่นี่คือเมืองเบลดันแห่งแคว้นเลียบทะเล เป็นเมืองที่ทั้งเจริญก้าวหน้าและเสื่อมถอยจากอิทธิพลของเหมืองถ่านหิน
สำหรับไคลน์ ความสำคัญอันดับหนึ่งของเมืองนี้คือ การที่มันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในเส้นทางการบุกของกองทัพฟุซัคในสงครามล่าสุด
ฟุซัคบุกเข้ามาทั้งสิ้นสามเส้นทาง หนึ่งคือการโจมตีชายแดนฝั่งเทือกเขาอมานด้า พยายามตีฝ่าแนวป้องกันทางบกที่นั่น สองคือการโจมตีจากเกาะโซเนีย เน้นทำลายท่าเรือชายฝั่งและยกพลขึ้นบก และสามคือการบุกมาตามแนวรางรถไฟสายหลักสู่กรุงเบ็คลันด์
จากบรรดาทั้งสามเส้นทาง เนื่องจากทางทะเลมีโบสถ์วายุสลาตันและพลังอำนาจจากเรือรบหุ้มเกราะที่ผสานเข้ากับ ‘ผู้ตัดสิน’ ระดับสูงคอยคุมเชิง กองทัพเรือของฟุซัคและเฟเนพ็อตจึงมิอาจคว้าผลลัพธ์ที่ตนต้องการไว้ได้ ไม่แม้กระทั่งจะถือครองความได้เปรียบทางทะเล ส่วนสมรภูมิเทือกเขาอมานด้าซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่โบสถ์รัตติกาล แนวรบที่นี่สามารถต้านทานการโหมบุกจากศัตรูได้อย่างเหนียวแน่นจนกระทั่งสงครามจบลง ปิดกั้นการรุกรานเข้าไปในแคว้นเหมันต์และเชสเตอร์ตะวันออกจนแทบไม่ได้รับผลกระทบจากสงคราม
จากบรรดาทั้งหมด เส้นทางเดียวที่ประสบความสำเร็จคือการนำกองทัพบุกแคว้นเลียบทะเล พวกมันอาศัยความร่วมมือระหว่างกองทัพบกและกองทัพเรือในการส่งกำลังพลเข้ามายึดครองเมืองใหญ่อันดับสองของอาณาจักรโลเอ็นอย่างคอนสแตน เมืองหลวงแห่งแคว้นเลียบทะเล จากนั้นก็มุ่งหน้าลงไปทางตะวันออกเฉียงใต้เพื่อบรรจบกับกองทัพอินทิสที่กำลังโจมตีเบ็คลันด์
การที่ไคลน์เลือกสวมบทบาทเป็นนักมายากลพเนจร ในแง่หนึ่ง มันต้องการสั่งสมความปรารถนา สร้างปาฏิหาริย์ ย่อยโอสถ และเพิ่มพูนความแข็งแกร่ง ในอีกแง่หนึ่ง มันประสงค์ที่จะกลับมายังเขตสงครามเพื่อใช้ตา หู และหัวใจในการสัมผัสความบอบช้ำของสงครามด้วยตัวเอง
เมื่อล่วงรู้ความลับเกี่ยวกับอวกาศและใต้ดิน ชายหนุ่มเริ่มเข้าใจแผนการภาพรวมของเทพธิดารัตติกาลและทำใจยอมรับในระดับหนึ่ง แต่ก็ใช่ว่าตนจะไม่แยแสเหล่าผู้ที่สูญเสียเลย
ในเวลาเดียวกัน มันยืนยันได้หนึ่งสิ่ง นั่นก็คือ หากตนล้มเหลวในการทำลายพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์จักรพรรดิมืดของจอร์จที่สาม สงครามโลกจะยังไม่สิ้นสุดลงในปัจจุบัน เพียงแต่โลเอ็นจะถือครองความได้เปรียบอย่างมาก โดยที่เทพธิดารัตติกาลกับพันธมิตรจะค่อยๆ สร้างแรงกดดันให้เทพสงครามจนกระทั่งอีกฝ่ายต้องขอความช่วยเหลือจากพระแม่ธรณี
เมื่อถึงตอนนั้น ไม่ว่าจะปริมาณ ความรุนแรง หรือขนาด ศึกระหว่างทวยเทพจะรุนแรงชนิดที่การต่อสู้ที่ผ่านมาเทียบไม่ติด
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา ไคลน์จึงตัดสินใจย้อนเกล็ดเส้นทางการบุกของฟุซัคโดยแวะระหว่างทางเป็นครั้งคราว
หลังออกจากชานชาลาที่ยังหลงเหลือร่องรอยดินปืน ชายหนุ่มถือกระเป๋าเดินทางใบเก่าที่บรรจุเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยน จากนั้นก็หักเลี้ยวและเดินไปยังบริเวณที่น่าจะมีโรงแรม
ในยามค่ำคืน ชายหนุ่มจะเตร็ดเตร่ไปตามถนนและตรอกซอกซอยเพื่อแสดงมายากลสำหรับเติมเต็มความปรารถนาของผู้คน
หลังจากเดินไปได้ไม่กี่ก้าว สัมผัสวิญญาณของไคลน์ถูกกระตุ้นจนต้องหันไปมองยังตำแหน่งสุดปลายถนน
ที่นั่นมีสตรีผมสีดำยาวผู้หนึ่ง แต่งกายในชุดคลุมผ้าลินินเรียบง่าย คาดเข็มขัดเปลือกไม้ ไม่สวมถุงเท้าและรองเท้า
อาเรียนน่า!
หัวหน้านักบวชแห่งโบสถ์รัตติกาล เทวทูตเดินดินอาเรียนน่า!
ท่านมาทำอะไรที่เบลดัน? ไม่ใช่ว่าต้องกลับไปยังสำนักชีในมหาวิหารสุขสงบหรอกหรือ? หรือไม่ก็ถูกส่งไปยังกรุงนักบุญมิลลอม เมืองหลวงของฟุซัคเพื่อเป็นประธานในการรับมอบ ‘มรดก’ จากเทพสงคราม? ไม่ใช่เรื่องปรกติอย่างแน่นอนที่เทวทูตเดินดินจะมาปรากฏตัวในเมืองเล็กแบบนี้… ไคลน์ผงะพร้อมกับขมวดคิ้ว
มันลังเลสักพักก่อนจะตัดสินใจถาม
ไม่ใช่ว่าไคลน์ชอบสอดรู้สอดเห็น แต่ในเมื่ออยู่เมืองเดียวกัน หากเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นก็คงหนีกันไม่พ้นอยู่ดี
แต่ทันใดนั้นเอง อาเรียนน่าได้หายตัวไปท่ามกลางฝูงชน และเนื่องจากอีกฝ่ายเป็น ‘บริวารอำพราง’ ไคลน์ย่อมหมดสิทธิ์ไล่ตามทันทีไม่ว่าจะอยากทำมากเพียงไหน และในทำนองเดียวกัน เมื่อพูดถึงพลังในขอบเขตการซ่อนเร้น อาโรเดสจะไร้ประโยชน์เสมอ
ไคลน์สูดลมหายใจเข้า หันหลังกลับไปทางโรงแรมด้วยสีหน้าครุ่นคิด จากนั้นก็เปิดห้องและนำสัมภาระไปเก็บ
ถัดมา ชายหนุ่มยังคงแต่งกายในชุดนักมายากลพเนจรและนำกระจกวิเศษอาโรเดสติดตัวออกมาด้วย อาศัยสัมผัสวิญญาณของนักทำนายเพื่อเดินไปยังจัตุรัสใจกลางเมืองเบลดัน
ใกล้กับศาลากลางมีกระดานข่าวสารตั้งอยู่ บนกระดานเต็มไปด้วยกระดาษหลายแผ่น
เมื่อสังเกตเห็นว่าผู้คนจำนวนมากกำลังมุงดู และเอกสารก็คล้ายกับประกาศฉบับใหม่ ชายหนุ่มจึงเดินเข้าไปใกล้และยืนมองจากบริเวณรอบนอกฝูงชน
กึ่งกลางกระดานมีกระดาษสีขาวแผ่นหนึ่งถูกแปะทับกระดาษสีเหลืองด้านล่าง บนกระดาษสีขาวเขียนด้วยข้อความภาษาโลเอ็นเป็นหมึกดำ:
“สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทั้งหลาย ผมคือกงสุลคนใหม่ของพวกคุณ”
“นับแต่นี้ไป ข้าพเจ้าจะออกกฎใหม่สามข้อ:”
“กฎข้อแรก: หากไม่ได้รับอนุญาตจากผม ไม่สิ่งมีชีวิตใดออกจากที่นี่ไปได้”
“กฎข้อที่สอง: ทุกชีวิตล้วนเท่าเทียมกันเมื่ออยู่ต่อหน้ากฎหมาย แม้แต่คนธรรมดาก็สามารถฆ่าเทวทูตได้”
“กฎข้อที่สาม: ผู้ใดกระทำความผิดดังต่อไปนี้จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง โทษสูงสุดคือการประหารชีวิต”
“1. ฆาตกรรม”
“2. ชิงทรัพย์”
“3. ท่องนามเต็มอันทรงเกียรติของเทพอย่างครบถ้วน”
“4. ประกอบพิธีสังเวยแด่เทพมาร”
“5. ฉ้อโกง”
“6. แพร่งพรายความลับ”
“…”
ประกาศฉบับนี้… ไคลน์เลิกคิ้วเมื่ออ่านจบ โดยไม่ต้องใช้สัมผัสวิญญาณ มันทราบทันทีว่าเนื้อหาบนกระดาษมีปัญหา
ชายหนุ่มกระตุ้นความคิดและพยายามนำร่างวิญญาณกลับไปยังปราสาทต้นกำเนิด
ทว่า พลังที่มองไม่เห็นได้ปิดกั้นการ ‘จากไป’ ของไคลน์ ส่งผลให้มองเห็นสายหมอกสีเทาแต่มิอาจผ่านไปได้
บ้าน่า… ไคลน์หรี่ตา ก้าวถอยหลังเล็กน้อยและปลีกตัวจากฝูงชน
จากมุมมองของชายหนุ่ม ความผิดปรกติระดับนี้จะต้องเกิดจากตัวตนที่มีฝีมือใกล้เคียงเทพ
มันเคยเผชิญสถานการณ์ที่มิอาจกลับเข้าปราสาทต้นกำเนิดมาก่อน แต่เหตุผลของเหตุการณ์ในอดีตส่วนใหญ่เป็นเพราะว่า มันหาโอกาสเดินถอยหลังสี่ก้าวพลางท่องคาถาไม่ได้ หรือไม่ก็ถูก ‘ตัวเอง’ ขวางทางไว้
และถ้าเป็นบนโลกความจริง มีเพียงครั้งเดียวที่ไคลน์ไม่สามารถหนีออกจากโลกความจริงได้:
นั่นคือเรื่องราวในหมู่บ้านสายหมอก — ภายในโลกซ่อนเร้นที่ถูกผนึกโดยพลังของเทพธิดารัตติกาล
หากไม่นับหมู่บ้านสายหมอก แม้แต่ผู้เย้ยเทพอามุนด์ก็มิอาจทำเช่นนั้นได้ แต่แน่นอน ในช่วงเวลาดังกล่าว จุดประสงค์หลักของอามุนด์คือการบีบบังคับให้ไคลน์ระดมพลังปราสาทต้นกำเนิด มันจะได้ฉวยโอกาสใช้ช่องโหว่เพื่อแทนที่และกลายเป็น ‘ผู้ปกครองสูงสุดเหนือโลกวิญญาณ’ คนใหม่ ไม่อย่างนั้น เทวทูตกาลเวลาคงทำให้ไคลน์หยุดนิ่งโดยการขโมยความคิดอย่างง่ายดาย
แล้วใครคือกงสุลคนใหม่ของเมืองเบลดัน… นี่คือสาเหตุที่มาดามอาเรียนน่าต้องมาที่นี่? ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์นำกระจกวิเศษออกจากแขนเสื้อกว้างๆ ด้วยมือซ้าย
“เกิดอะไรขึ้น” ไคลน์กระซิบถาม
บนผิวกระจกสีเงิน คลื่นน้ำกระเพื่อมพร้อมกับเกิดข้อความสีเงินเรียงตัว
“กฎเดิมของที่นี่ถูกแทนที่ด้วยกฎใหม่จำนวนหนึ่ง ส่วนใครเป็นคนทำนั้น ข้าเองก็ไม่ทราบ… นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ ท่านสามารถตามหาบริวารอำพรางอาเรียนน่าเพื่อสอบถามข้อมูลจากพระองค์ได้… ท่านพึงพอใจกับคำตอบของข้าหรือไม่?”
กฎเดิมถูกแทนที่… นักกฎหมาย? ผู้ตัดสิน? หรือ ‘บั๊ก’ ? ไคลน์ครุ่นคิดสักพักก่อนจะกวาดสายตาจนพบว่า ชาวเมืองในจัตุรัสกำลังเผยสีหน้าสับสน พวกมันไม่เข้าใจว่าทำไมประกาศใหม่ถึงมีการเอ่ยถึงเทวทูต แล้วเหตุใดพวกมันถึงไปไหนไม่ได้หากไม่ได้รับอนุญาต?
ก็ในเมื่อสงครามจบลงไปแล้ว!
…………………………………
Related
วันสิ้นโลก… แม้ออเดรย์จะเคยได้ยินคำทำนายดังกล่าวจากครึ่งเทพของโบสถ์ปัญญาความรู้มานานแล้ว แต่เธอก็รู้สึกว่าข้อมูลดังกล่าวยังขาดความน่าเชื่อถือ คล้ายกับโฆษณาชวนเชื่อที่ใช้หลอกลวงผู้คน
แม้เธอจะเคยลิ้มรสสงครามที่คนคนเดียวทำอะไรแทบไม่ได้ แต่ก็ไม่คิดว่าโลกจะอยู่ห่างจากวันสิ้นโลกแค่สิบกว่าปี
เพราะไม่มีสัญญาณของเหตุการณ์ดังกล่าวเลยสักนิด!
อย่างไรก็ตาม บุคคลที่แจ้งข่าวเกี่ยวกับวันสิ้นโลกเป็นถึงข้ารับใช้ของมิสเตอร์ฟูล เป็นบุคคลน่าเชื่อถือ เป็นตัวตนสุดแกร่งที่กล้าท้าทายเทวทูต ไม่เพียงเท่านั้น น้ำเสียงของมันก็ยังฟังดูมั่นใจมาก คล้ายกับได้เห็นเหตุการณ์ในอีกสิบกว่าปีข้างหน้าด้วยตาตัวเอง
ปัจจัยข้างต้นทำให้สัญชาตญาณของออเดรย์เลือกที่จะเชื่อ หัวใจของหญิงสาวพลันดำดิ่งด้วยความประหม่าและสับสน
แต่เพียงไม่นาน ความสับสนภายในใจเธอทยอยบรรเทาลงหลายส่วน เพราะยังมีเวลาอีกกว่าสิบปีก่อนที่หายนะจะเกิดขึ้น แม้แต่มนุษย์ธรรมดาที่จมน้ำก็ยังพยายามดิ้นรน นับประสาอะไรกับครึ่งเทพแบบเธอ
วันสิ้นโลก… ในฐานะพระคาร์ดินัลแห่งโบสถ์วายุ แฮงแมนอัลเจอร์ย่อมเคยเห็นคำทำนายวันสิ้นโลกมาไม่น้อย แต่สิ่งเหล่านั้นเทียบไม่ได้เลยกับคำเตือนแสนเคร่งขรึมและจริงจังจากปากเดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์ แรงกระเพื่อมทางจิตใจจากทั้งสองแหล่งข้อมูล แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
ขณะเดียวกัน มันสังเกตเห็นรายละเอียดในเชิงลึก นั่นคือ เดอะเวิร์ลกล่าวว่ากระทั่งเหล่าทวยเทพก็มีโอกาสดับสูญ
ในตอนแรก อัลเจอร์คิดว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์เผลอดูแคลนมิสเตอร์ฟูล เพราะรายหลังก็เป็นเทพเช่นกัน
แต่เพียงไม่นานมันก็ปัดตกแนวคิดดังกล่าว เพราะท้ายที่สุด เดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์เป็นข้ารับใช้และสาวกเดนตายของมิสเตอร์ฟูล สมาชิกชุมนุมทาโรต์คนอื่นอาจเคยเผลอดูหมิ่นพระองค์ แต่ไม่ใช่กับเดอะเวิร์ลแน่นอน
หากนำเรื่องที่เกอร์มัน·สแปร์โรว์จะไม่ดูแคลนมิสเตอร์ฟูลอย่างเด็ดขาด และเรื่องที่แม้กระทั่งทวยเทพก็อาจดับสูญในวันสิ้นโลกมาผนวกกัน แฮงแมนอัลเจอร์ได้ข้อสรุปหนึ่งทันที:
ในสายตาเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ระดับตัวตนของมิสเตอร์ฟูลนั้นสูงส่งยิ่งกว่าเทพแท้จริงเสียอีก!
นี่มัน… อัลเจอร์ไม่คิดสงสัยในข้อมูลของเกอร์มัน·สแปร์โรว์แม้แต่น้อย เพราะอีกฝ่ายเป็นถึงยอดฝีมือที่มักเข้าไปพัวพันกับเทวทูต
ข้อมูลดังกล่าวทำให้อัลเจอร์พลันตกตะลึงเจือสงสัย แต่ก็มิอาจหาคำอธิบายที่ดีกว่านี้มาหักล้างได้
เนื่องจากเลื่อนเป็นครึ่งเทพได้ด้วยเลือดของอสรพิษแห่งชะตา แคทลียาซึ่งอยู่บนเส้นทางที่ลำดับ 3 มีชื่อว่า ‘ผู้หยั่งรู้’ จึงมักจะฝันถึงรุ่งอรุณแห่งวันสิ้นโลกบ่อยครั้ง นอกจากนั้น ราชินีเงื่อนงำแบร์นาแดตยังตักเตือนเธอเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นประจำ หญิงสาวจึงไม่ประหลาดใจกับคำพูดของเดอะเวิร์ลสักเท่าไร รู้สึกแค่เพียง ในที่สุดฝุ่นละอองที่เคยลอยฟุ้งในอากาศ ถึงคราวตกกลับลงไปบนพื้นอีกครั้ง
สำหรับเรื่องราวในอนาคต ปราชญ์พิศวงรายนี้ยังไม่มีแผนในใจ นอกจากพัฒนาฝีมือตัวเอง เธอไม่รู้ว่าตนควรมุ่งหน้าไปยังทิศทางใด
วันสิ้นโลก… จัดจ์เมนต์ซิลและเมจิกเชี่ยนฟอร์สชำเลืองมองกันและกันพลางสัมผัสถึงพายุที่ก่อตัวภายในใจอีกฝ่าย
พวกมันไม่เคยคิดมาก่อนว่าชีวิตที่กำลังราบรื่นในตอนนี้ จะคงอยู่ต่อไปได้อีกเพียงสิบกว่าปี
ในช่วงเวลาดังกล่าว พวกเธอคงกำลังอยู่ในจุดสูงสุดของชีวิต ต่อให้ยังไม่เป็นครึ่งเทพ แต่ก็ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการคลุ้มคลั่งที่เพิ่มขึ้นไปตามอายุ
และเมื่อคนพูดคือเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ทั้งสองสาวจึงไม่สงสัยในความถูกต้องของข้อมูล เพียงตื่นตระหนกและกังวลไปพักใหญ่
แน่นอน เดอร์ริคกำลังหงุดหงิดจนยากจะควบคุมอารมณ์ นั่นเพราะเมืองเงินพิสุทธิ์เพิ่งหลุดพ้นจากดินแดนเทพทอดทิ้งซึ่งเปรียบดังวันสิ้นโลกและได้พบกับแสงสว่างภายนอก แต่กลับต้องเผชิญกับวันสิ้นโลกครั้งใหม่ภายในเวลาเพียงสิบกว่าปี
แต่เพียงไม่นาน เด็กหนุ่มสงบสติและเลือกที่จะเชื่อในตัวมิสเตอร์ฟูล
ในเมื่อตัวตนที่ยิ่งใหญ่รายนี้สามารถช่วยเมืองเงินพิสุทธิ์ให้รอดพ้นจากดินแดนเทพทอดทิ้งได้ การป้องกันวันสิ้นโลกก็น่าจะทำได้เช่นกัน
แม้ว่าเราจะเป็นผู้กอบกู้ของตระกูลในวันสิ้นโลก แต่ก็ไม่คิดมาว่าวันนั้นจะมาถึงเร็วเพียงนี้… ปัจจุบันเรายังเป็นแค่เอิร์ล… เดอะมูนเอ็มลินอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว ประหนึ่งนักเรียนที่เพิ่งได้เข้าเรียน แต่ต้องเตรียมตัวสอบปลายภาคในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ทำให้มันตื่นเต้น เพราะใช้เวลาอีกไม่นานมันก็จะบรรลุภารกิจอันยิ่งใหญ่ ขณะเดียวกันก็ได้แสดงความน่าเกรงขามต่อหน้าเหล่าพี่น้องที่คอยเย้ยหยัน
เดอะสตาร์เลียวนาร์ดย่อมเคยได้ยินคำทำนายวันสิ้นโลกจากพาลีส·โซโรอาสเตอร์ แม้จะไม่ทราบเหตุผลเบื้องหลัง แต่มันก็เตรียมใจมาเป็นอย่างดี จึงเป็นคนแรกที่ได้สติกลับมาและตั้งคำถาม
“เหตุใดวันสิ้นโลกถึงเกิดขึ้นอย่างกะทันหันนัก ตอนนี้ยังไม่เห็นวี่แววเลยสักนิด…”
ไคลน์บังคับเดอะเวิร์ลตอบ
“พวกคุณมองไม่เห็นสัญญาณเองต่างหาก… คิดว่าศึกระหว่างทวยเทพปะทุขึ้นอย่างไร้สาเหตุหรือ?”
เมื่อเห็นว่าบรรดาสมาชิกต่างเผยสีหน้างุนงง เกอร์มัน·สแปร์โรว์พูดเสริม
“ตอนนี้พวกคุณยังไม่มีสิทธิ์รับรู้เหตุผล… ลำพังการเข้าใจ ก็มากพอจะทำให้เกิดการกัดกร่อนที่มิอาจต้านทาน มีเพียงเทวทูตและลำดับสูงกว่าเท่านั้นจึงจะรับมือไหว”
เหมือนกับสิ่งที่ครึ่งเทพของโบสถ์ความรู้เคยกล่าวไว้… การกัดกร่อนมีความรุนแรงใกล้เคียงกับอวกาศ… ดูเหมือนว่าเราจะหลงลืมบางสิ่งไป… ตอนนี้มิสเตอร์เวิร์ลคงเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้วสินะ… หืม… แล้วเขาไม่กลัวการกัดกร่อนบ้างหรือ? ร…หรือว่าเขาเป็นเทวทูตแล้ว? ตอนนี้เขาคือท่าน? ท่ามกลางกระแสความคิด จัสติสออเดรย์เริ่มตระหนักว่า เดอะเวิร์ลเกอร์มัน·สแปร์โรว์อาจประกอบพิธีกรรมเลื่อนลำดับเป็นสัตว์ในตำนานเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ในสมัยบรรพกาล ระดับตัวตนเช่นนี้จะถูกเรียกว่าเทพรับใช้ เป็นตัวตนที่ใกล้ชิดทวยเทพ!
ทันทีหลังจากนั้น สมาชิกของชุมนุมทาโรต์อย่างอัลเจอร์ แคทลียา และคนที่เหลือต่างพากันทราบข้อเท็จจริงเดียวกัน นั่นคือการที่เกอร์มัน·สแปร์โรว์ได้ก้าวไปถึงจุดสูงสุดของโลกความจริง กลายเป็นเทวทูตเดินดินเรียบร้อยแล้ว
ข้อสันนิษฐานดังกล่าวมีต้นตอจากเหตุการณ์ที่เกอร์มัน·สแปร์โรว์วางแผนล่าสัตว์ในตำนาน บ้างก็เชื่อว่านี่เป็นรางวัลตอบแทนจากการช่วยให้มิสเตอร์ฟูลฟื้นคืนพลังกลับมาหลายส่วน
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด หากไม่นับรวมเจ้าขององค์กรและผู้จัดการชุมนุม นี่คือครั้งแรกที่สมาชิกชุมนุมทาโรต์ได้เป็นเทวทูต!
แน่นอนว่าไม่มีใครประหลาดใจกับเรื่องที่เกอร์มัน·สแปร์โรว์กลายเป็นลำดับ 2 สักเท่าไร เพราะทุกคนต่างทึ่งในความเร็วการเลื่อนลำดับของชายคนนี้มานานแล้ว
ไคลน์บังคับเดอะเวิร์ลกวาดสายตา
“ต่อไป พวกคุณลองคิดเกี่ยวกับเป้าหมายของตัวเองและแผนการที่จะทำให้มันเกิดขึ้น”
สมาชิกชุมนุมทาโรต์อย่างซิล ฟอร์ส และที่เหลือต่างผงกศีรษะรับเป็นนัยว่ารับทราบ
หลังจากสนทนาอิสระต่อไปอีกราวสิบนาที ชุมนุมทาโรต์ของสัปดาห์นี้ก็ถึงคราวยุติ
…
หลังจากกลับถึงโลกความจริง ซิลกวาดตาไปรอบห้องนอน สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
เป็นอีกครั้งที่เธอเกิดความรู้สึกร้อนรน
หญิงสาวเดินออกจากห้องและพบว่าฟอร์สกำลังเดินออกมาพร้อมกัน ความมึนงงเมื่อครู่เลือนหายไปทันที
“จะไปไหน” ทั้งสองกล่าวขึ้นพร้อมกับและเงียบไปพร้อมกัน
ไม่กี่วินาทีถัดมา ชายหนุ่มรูปร่างผอมบางเดินออกจากห้องนอนแขก มันแต่งกายในแว่นตากรอบแคบ ผมชี้ฟูเล็กน้อย ถือหนังสือหนาสองเล่มไว้ในมือทั้งสองข้าง
“ตายแล้ว! ลืมเข้าเรียนคาบบ่าย!” เด็กชายพึมพำกับตัวเองก่อนจะรีบวิ่งไปทางบันไดโดยไม่แยแสสตรีทั้งสองแม้แต่น้อย
มันคือน้องชายของซิล ลัวร์·เดียร์ชา ปัจจุบันเพิ่งเข้าโรงเรียนเตรียมทนาย
ในกรุงเบ็คลันด์ ทุกคนต้องผ่านการสอบเตรียมทนายก่อนที่จะเป็นทนายฝึกหัด โดยทนายฝึกหัดต้องศึกษาและทำงานกับทนายความตัวจริงเป็นเวลาอย่างน้อยห้าปีก่อนจะได้รับอนุญาตให้สอบตั๋วและรับใบอนุญาตเป็นทนายความ
ถ้าใครต้องการเป็นทนายอาวุโส ต้องผ่านการศึกษาที่วิทยาลัยกฎหมายแห่งเบ็คลันด์และจบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย
ซิลยืนมองน้องชายวิ่งลงบันได ขณะเดียวกันก็เผยรอยยิ้มโดยไม่รู้ตัว
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นและพูดกับฟอร์ส
“ฉันจะไปที่ MI9 และทำงานหนักให้หนักขึ้น”
“ฉันจะไปหาอาจารย์” ฟอร์สตอบคำถามเมื่อครู่เช่นกัน
ทันทีหลังจากนั้น ร่างของนักท่องเที่ยวพลันโปร่งใสและหายไป
ไม่กี่วินาทีถัดมา ฟอร์สปรากฏตัวที่ท่าเรือพริสต์ซึ่งกำลังถูกฟื้นฟูกลับมาใหม่ จากนั้นก็ตรงไปยังบ้านหลังที่ยังไม่บุบสลาย
จากนั้น หญิงสาวหยิบปากกาและกระดาษออกจากช่องกระเป๋าลับพร้อมกับเขียนข้อความ ตั้งใจที่จะแจ้งกับอาจารย์ว่า ตอนนี้เธอย่อยโอสถนักท่องเที่ยวเสร็จสมบูรณ์แล้ว
เก็บปากกากลับไป ฟอร์สยัดกระดาษลงในกล่องจดหมายหน้าประตู
นี่ไม่ใช่บ้านของโดเรียน·เกรย์·อับราฮัม แต่เป็นสถานที่ซึ่งฟอร์สและสุภาพบุรุษรายดังกล่าวเลือกใช้ส่งข้อมูล
เมื่อฟอร์สกลับมาที่เดิมในวันรุ่งขึ้น เธอพบว่าโดเรียนได้กำหนดสถานที่และวันเวลานัดพบไว้เสร็จสรรพ
…
เอ็มลินลืมตาขึ้นภายในห้องของตัวเอง รีบเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อนอกปกตั้ง เตรียมแวะไปเยี่ยมบ้านมาร์ควิสนีบาส
ขณะนั่งรถม้าไปตามถนนกุหลาบ มันมองออกไปนอกหน้าต่างตามความเคยชิน และต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าประตูของวิหารฤดูเก็บเกี่ยวกำลังเปิดอยู่
หลังจากลังเลเล็กน้อย มันบอกให้คนขับจอดและจ่ายค่าโดยสาร
หลังจากสวมหมวกทรงสูงและถือไม้เท้า เอิร์ลผีดูดเลือดเจ้าของดวงตาสีแดงสดเดินขึ้นบันไดเข้าไปยังวิหารฤดูเก็บเกี่ยว จากนั้นก็พบหลวงพ่อยูทรอฟสกี้ซึ่งดูเหมือนจะสูงขึ้นเล็กน้อย กำลังทำความสะอาดโถงสวดมนต์ในท่าก้มตัว
เขาถูกปล่อยตัวแล้ว… เป็นการคุมขังเชิงคุ้มครองจริงๆ … เอ็มลินส่ายหน้าแผ่วเบา
ทันใดนั้นเอง หลวงพ่อยูทรอฟสกี้เงยหน้าขึ้นและหันมามอง
“เช็ดเชิงเทียน”
…ที่ข้าทำเพราะอยากให้พระแม่พึงพอใจหรอกนะ… เอ็มลินพึมพำเงียบ เดินไปยังห้องด้านในและเปลี่ยนเป็นชุดนักบวชสีน้ำตาลของโบสถ์พระแม่ธรณี จากนั้นก็เริ่มทำงาน
ไม่มีใครพูดคำใดอีก ต่างตนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง หวังให้วิหารฤดูเก็บเกี่ยวกลับมาสะอาดและน่าอยู่อีกครั้ง
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ ทันใดนั้น ผู้คนจำนวนมากเดินเข้ามาทางประตู
เอ็มลินหันไปมองตามความเคยชินและพบบารอนคาซีมี·โอดรา ไวเคาต์เออร์เนส·โบยาร์ที่เคย ‘ทำงาน’ อยู่ที่วิหารแห่งนี้ รวมถึงใบหน้าที่มันคุ้นเคยอีกหลายคน
มุมปากเอ็มลินค่อยๆ ขดขึ้นโดยไม่รู้ตัว
…………………………………
Related
สถานะเทพสมุทร รวมถึงระดับตัวตนและพลัง… ได้ยินตัวอย่างจากมิสเตอร์ฟูล แฮงแมนอัลเจอร์สมองขาวโพลนไปเกือบสองวินาที
นี่เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของมันโดยสิ้นเชิง!
จากมุมมองของมัน มิสเตอร์ฟูลที่ช่วงชิงพลังเทพสมุทรจากคาเวทูว่าผ่านเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ย่อมได้รับฐานสาวกไปเป็นจำนวนมาก เรียกได้ว่าเป็นกุญแจสำคัญในขั้นตอนการฟื้นฟูพลังของพระองค์ ดังนั้น คงเป็นเรื่องยากที่ตัวตนดังกล่าวจะยอมทิ้งสถานะและตัวตนของเทพสมุทร
แต่ผิดความคาดหมาย เมื่อครู่มันเพิ่งได้ยินมิสเตอร์ฟูลกล่าวว่า ทุกคนสามารถนำบางสิ่งมาแลกเปลี่ยนกับสถานะของเทพสมุทร รวมถึงระดับตัวตนและพลังได้
เมื่อพลังฟื้นคืนมาในระดับหนึ่ง สถานะและสาวกของเทพสมุทรก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป? นี่คือตัวตนที่ยิ่งใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย สิ่งใดที่ไม่คู่ควรจะถูกใช้เพียงชั่วคราวและส่งต่อให้ผู้อื่น… แฮงแมนอัลเจอร์ถอนหายใจเงียบด้วยความตื่นเต้น มันสัมผัสได้ว่าคำพูดของมิสเตอร์ฟูลกำลังเพ่งเล็งมายังตน
ภายในโบสถ์รัตติกาล มันกลายเป็นครึ่งเทพได้ด้วยพลังจากภายนอก แม้จะตอนนี้จะไต่เต้าขึ้นมาเป็นสมาชิกระดับเบื้องบนได้ แต่ตำแหน่งของตนก็น่าจะถึงทางตันแล้ว และปัจจุบันก็ยังมองไม่เห็นโอกาสที่จะขโมย ‘หนังสือแห่งภัยธรรมชาติ’ ออกมา ส่งผลให้อัลเจอร์จำต้องข่มความทะเยอทะยานไว้ชั่วคราวและรอคอยโอกาสที่กำลังจะมาถึงอย่างอดทน
โอกาสที่ว่ามาถึงแล้ว แถมยังมาเร็วมาก!
ปัจจุบันอัลเจอร์เป็นพระคาร์ดินัลแห่งโบสถ์วายุสลาตันที่ดูแลมุขมณฑลหมู่เกาะรอสต์ หากเมื่อใดที่มันแอบกลายเป็น ‘เทพสมุทร’ สำเร็จและควบคุมอำนาจเหนือน่านน้ำดังกล่าว มันจะกลายเป็นราชาแห่งหมู่เกาะรอสต์ทันที ราชาตัวจริงเสียงจริง!
คิดถึงตรงนี้ แฮงแมนอัลเจอร์แทบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่ ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการสงบจิตใจ
แม้ว่าออเดรย์ เดอร์ริค และคนที่เหลือจะค่อนข้างตกตะลึงกับเรื่องที่ชุมนุมทาโรต์เริ่มแลกเปลี่ยนสถานะและพลังของเทพ – ถึงจะเป็นเพียงเทพกำมะลอก็ตาม แต่ก็ไม่มีใครอยากย้ายไปยังเส้นทางวายุ พวกมันจึงไม่มีทางรู้สึกตื่นเต้นได้เท่ากับอัลเจอร์ ทุกคนรีบข่มจิตใจและหันไปเพ่งมองมิสเตอร์แฮงแมน
อัลเจอร์สูดลมหายใจเงียบ กล่าวกับบุคคลในตำแหน่งประธานด้วยความนอบน้อม:
“เรียนมิสเตอร์ฟูลที่เคารพ สิ่งที่พระองค์เพิ่งยกตัวอย่าง ต้องแลกเปลี่ยนด้วยอะไร”
เดอะฟูลไคลน์ที่กำลังรอให้แฮงแมนถาม ยิ้มพลางกล่าว
“ภารกิจที่ข้าจะมอบให้ รวมถึงการสวดวิงวอนเพื่อขอพรจากก้นบึ้งเป็นครั้งคราว”
สาระสำคัญอยู่ที่ประโยคในส่วนหลัง แต่มันเชื่อว่าสมาชิกชุมนุมทาโรต์คงมิได้ใส่ใจนัก
สำหรับวิธีเติมเต็มความปรารถนาของเป้าหมาย ไคลน์ในปัจจุบันคิดออกอยู่สองทาง วิธีแรก มันจะใช้พลังพิเศษเดิมของตัวเองเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่อีกฝ่ายปรารถนา เช่นการอัญเชิญฉากในประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่เหมือนกับที่ทำให้ ‘เจ้าของผับเลี้ยงเบียร์’ วิธีที่สอง อาศัยพลัง ‘ความปรารถนา’ ที่สั่งสมไว้เพื่อเสกให้ความปรารถนาง่ายๆ เป็นจริงในเชิงปาฏิหาริย์ ยกตัวอย่างเช่น การดีดนิวเพื่อเสกให้บ้านที่เคยพังกลับคืนสภาพเดิมในพริบตา
นอกจากนั้น บนมิติเหนือสายหมอก ไคลน์สามารถระดมพลังของปราสาทต้นกำเนิดซึ่งมีระดับตัวตนทัดเทียมราชาเทวทูตที่ปราศจากเอกลักษณ์ได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ไคลน์ตอบสนองการสวดวิงวอนได้ด้วยพลังและความแข็งแกร่งของลำดับ 1 อย่างบริวารเร้นลับ
หลังจากลองทดสอบในระยะหลัง มันค้นพบพลังสองชนิดที่เพิ่มเข้ามา:
หนึ่งคือพลังในการสร้างอาณาจักรเทพอย่างง่าย และสองคือพลัง ‘ปลูกถ่าย’
วลีการปลูกถ่ายเป็นสิ่งที่ไคลน์ตั้งชื่อเอง เพราะมันยังไม่ใช่บริวารเร้นลับตัวจริง ย่อมไม่มีข้อมูลของพลังดังกล่าว
พลังชนิดนี้จะช่วย ‘ปลูกถ่าย’ สิ่งต่างๆ ที่ไม่สามารถเชื่อมต่อกันโดยตรงภายใต้สถานการณ์ปรกติ เข้าด้วยกันจนเกิดเป็นผลลัพธ์ที่น่าอัศจรรย์
ตัวอย่างที่เห็นภาพได้ง่ายก็คือ การผสานแนวคิดเกี่ยวกับ ‘จุดจบ’ และ ‘จุดเริ่มต้น’ ของถนนเข้าด้วยกัน ทำให้คนที่กำลังเดินบนถนนได้พบกับถนนที่ไม่มีวันสิ้นสุดและไม่มีทางออก
สำหรับผู้วิเศษ ยังมีพลังอีกหลายชนิดที่สามารถสร้างผลลัพธ์คล้ายคลึงกัน แต่การ ‘ปลูกถ่าย’ ของบริวารเร้นลับสามารถส่งผลกับ ‘แนวคิด’ ได้โดยตรง ไม่เพียงแต่จะมีระดับตัวตนที่สูงมากจนคล้ายกับการลงมือของทวยเทพตัวจริง แต่ยังผสมผสานความพิสดารและ ‘ซ่อนเร้น’ เข้าไปด้วย
เมื่อผนวกเข้ากับพลังในการจำลองของสมบัติปิดผนึกระดับ 0 อย่างไม้เท้าดวงดาว ไคลน์ที่อยู่บนปราสาทต้นกำเนิดสามารถตอบสนองคำสวดวิงวอนได้ทัดเทียมกับราชาเทวทูตตัวจริง และในบางกรณีก็อาจทำได้มากกว่านั้น
หลังจากได้ยินมิสเตอร์ฟูลเอ่ยถึงภารกิจ แฮงแมนอัลเจอร์ฉุกคิดถึงบางสิ่งพลางก้มหน้าถาม
“เรียนมิสเตอร์ฟูลที่เคารพ ท่านต้องการให้ผมสืบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับนายพลทั้งสามคนของฟุซัคที่เคยเข้าร่วมยุทธนาวีโคโนโต้ใช่หรือไม่?”
ก่อนหน้านี้มันประสบความสำเร็จในการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นของกลุ่มบุคคลซึ่งน่าจะเคยเป็นเจ้าของยุบพองหิวโหย แต่อัลเจอร์ยังไม่พบสิ่งใดผิดปรกติเพิ่มเติม
เดอะฟูลไคลน์ส่ายหน้าแผ่วเบา
“ไม่ใช่”
เดิมทีไคลน์ต้องการจะใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อจับหางสภานักสิทธิ์สนธยา แต่เนื่องจากตอนนี้อาดัมน่าจะกลายเป็นเทพแท้จริงไปแล้ว หากเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง
หลักการดำเนินชีวิตของไคลน์คือ ควรรู้จักทำตัวสำรวมต่อหน้าเทพแท้จริง ตอนไหนควรยอมก็ต้องยอม
โดยไม่รอให้แฮงแมนอัลเจอร์พูดต่อ เดอะฟูลไคลน์กล่าวเสียงสงบนิ่ง
“ภารกิจของเจ้าในตอนนี้ก็คือ ร่วมมือกับสาวกเทพสมุทรและคอยอำนวยความสะดวกให้ผู้คนที่อพยพมาจากดินแดนเทพทอดทิ้ง”
“ความประสงค์ของพระองค์คือความประสงค์ของกระผม!” แฮงแมนอัลเจอร์ตอบโดยปราศจากความลังเล
ได้ยินคำพูดดังกล่าว เดอะซันเดอร์ริคถอนหายใจโล่งอกทันที มันเลิกกังวล คลางแคลง และกระสับกระส่ายเกี่ยวกับอนาคตของชาวเมืองเงินพิสุทธิ์
มันไว้วางใจฝีมือในการจัดการบริหารของมิสเตอร์แฮงแมนอย่างเต็มที่
ในเวลาเดียวกัน เดอะฟูลไคลน์กวาดตาและยิ้ม
“นอกจากสถานะ พลัง และระดับตัวตนของเทพสมุทร ข้ายังมีอีกหลายสิ่งให้แลกเปลี่ยน ยกตัวอย่างเช่น สูตรโอสถและตะกอนพลังของจอมเวทกฎหมาย”
มันมิได้ยกตัวอย่างพร่ำเพรื่อเพราะเกรงว่าอาจทำให้เสียบุคลิกภาพของเดอะฟูล สำหรับสิ่งที่เคยพูดออกไปมากมายเมื่อครู่ มันทำให้ทุกคนเข้าใจโดยนัยว่านั่นเป็นเพราะเดอะฟูลกำลังมีความสุขที่ฟื้นตัวกลับมาได้หลายระดับ
มรดกเกี่ยวกับ ‘จอมเวทกฎหมาย’ ล้วนมาจากเมืองจันทรา ไคลน์สามารถร้องขอได้ง่ายดายหลังจากเติมเต็มความปรารถนาของชาวเมืองด้วยการ ‘ช่วยให้รอด’ ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่แน่นอน ถึงจะไคลน์เรียกร้องให้ชาวเมืองจันทราสังเวยสูตรโอสถกับตะกอนพลังทันที อีกฝ่ายก็คงเต็มใจเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากได้ลิ้มรสพรและการคุ้มครองไปแล้ว
สิ่งที่พวกมันหวาดกลัวยิ่งกว่าคือการที่เดอะฟูลละทิ้งเมืองจันทราและไม่ยอมรับการเซ่นสังเวย
นอกจากนั้น ไคลน์ยังมีหุ่นเชิดอัศวินสีเงิน; ตะกอนพลังลำดับ 9 ถึง 3 ของเส้นทางนักทำนาย; สมบัติปิดผนึก แม้ทัพไร้รูม่านตา; หยดเลือดที่เปี่ยมไปด้วยพรของดวงจันทร์บรรพกาล รวมถึงยันต์และกระสุนอีกหลายชนิดที่สร้างจากหนอนวิญญาณ
และถ้าผู้ขอพรต้องการสิ่งอุปโภคบริโภค หรือยืมใช้บางสิ่งชั่วคราว ไคลน์ก็สามารถดึงออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์ได้ง่ายดาย
สูตรโอสถและตะกอนพลังของจอมเวทกฎหมาย… จัดจ์เมนต์ซิลรู้สึกคล้ายกับมิสเตอร์ฟูลกำลังมองมาทางตน
ด้วยความสัตย์จริง ในระยะหลังเธอขาดแรงกระตุ้นที่จะเลื่อนลำดับไปมาก ในแง่หนึ่ง เธอเป็นเพียงสมาชิกระดับกลางของ MI9 โอกาสไต่เต้าไปจนถึงครึ่งเทพนั้นยากเย็นแสนเข็ญ และอีกแง่หนึ่ง ชื่อเสียงของบิดาเธอถูกฟื้นฟูมาถึงระดับที่น่าพึงพอใจ จึงไม่มีเหตุผลให้ต้องเร่งตัวเอง
ขณะเดียวกัน สงครามจบลงแล้ว แม่และน้องชายกำลังจะย้ายกลับมายังเบ็คลันด์เพื่อเริ่มต้นชีวิตปรกติ รายได้ในปัจจุบันของซิลเพียงพอที่จะจุนเจือครอบครัวให้มีชีวิตที่มั่งคั่ง
ด้วยเหตุผลข้างต้นประกอบกัน ซิลรู้สึกว่าชีวิตในปัจจุบันของตนค่อนข้างดีแล้ว และไม่อยากเปลี่ยนแปลงมัน
แต่แน่นอน หากสบโอกาสที่จะได้เป็นครึ่งเทพ ซิลจะคว้าเอาไว้อย่างแน่นอน เพราะในสงครามล่าสุด เธอได้ลิ้มรสความไร้พลังของผู้วิเศษลำดับ 5 กับตัวเอง และนอกจากนั้น ภายในชุมนุมทาโรต์ หากไม่นับเธอและฟอร์ส ทุกคนล้วนกลายเป็นครึ่งเทพกันหมดแล้ว ซิลเองก็ไม่อยากถูกทิ้งห่างสักเท่าไร
ท่ามกลางกระแสความคิด จัดจ์เมนต์ซิลชำเลืองมองเมจิกเชี่ยนฟอร์สด้านข้าง ก่อนจะก้มศีรษะให้กับตำแหน่งประธานโต๊ะทองแดงยาวเป็นนัยว่าตนจะทำงานให้หนักขึ้น
เมจิกเชี่ยนฟอร์สคาดเดาความคิดเพื่อนสนิทได้ เพราะเธอเองก็กำลังคิดในสิ่งเดียวกัน
หากไม่ใช่เพราะว่าลำดับ 4 สามารถต่อกรกับเสียงเพรียกในคืนจันทร์เต็มดวงได้ดี ทำให้เธอไม่ต้องรบกวนเดอะฟูลอีก รวมถึงเรื่องที่ตระกูลอับราฮัมเตรียมสูตรโอสถและตะกอนพลังให้เธอรีบร้อยแล้ว ฟอร์สก็คงไม่รีบร้อนที่จะเลื่อนลำดับเป็นจอมเวทลึกลับสักเท่าไร
นักท่องเที่ยวอย่างเธอสามารถไปได้ทุกที่ที่อยากไป เทเลพอร์ตไปกินอะไรก็ได้ตามแต่จะนึกออก เพียงเท่านี้ก็เติมเต็มความคาดหวังของเธอในตอนที่ก้าวเข้าสู่โลกผู้วิเศษได้แล้ว
แน่นอนว่าฟอร์สยังมีอีกหนึ่งเหตุผลที่เป็นแรงจูงใจในการพัฒนาตัวเอง นั่นก็คือ หลังจากกลายเป็นครึ่งเทพ เธอสามารถช่วยเหลืออาจารย์และตระกูลอับราฮัมได้
เมื่อเห็นมิสเตอร์ฟูลผู้ปกคลุมไปด้วยม่านหมอกเอนหลังพิงเก้าอี้โดยไม่กล่าวสิ่งใดต่อ จัสติสออเดรย์ลังเลสักพักก่อนจะเปิดปากพูด
“ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทั้งหลาย ดิฉันมีคำถาม… หากมีสักเรื่องที่คุณไม่มีทางเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้ไม่ว่าจะพยายามสักเพียงใด โดยที่เรื่องดังกล่าวเปรียบดังเกมซึ่งผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับอารมณ์ของบางตัวตนเท่านั้น พวกคุณจะทำเช่นไร”
ทันทีที่กล่าวจบ อัลเจอร์ขำในลำคอ
“ทุกคนต้องตายในสักวันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะพยายามสักเพียงใดก็คงยากที่จะเปลี่ยน เช่นนั้นแล้ว ชีวิตของเขาไร้ความหมายอย่างนั้นหรือ?”
ประหนึ่งอัลเจอร์เคยขบคิดคำถามเชิงปรัชญาข้อนี้ จึงเสริมอีกหนึ่งประโยค
“ถ้าคุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ในปัจจุบัน ให้พยายามปรับปรุงตัวเอง ครอบครองพลังที่มากขึ้น มีอำนาจมากขึ้น จนกระทั่งคุณกลายเป็นส่วนหนึ่งของเกมได้ในสักวัน ถึงจะต้องตายไประหว่างนั้น แต่ก็คงดีกว่าไม่ทำอะไรเลย”
ถ้อยคำที่จริงใจที่สุดเท่าที่มิสเตอร์แฮงแมนเคยพูด… ดูเหมือนว่าจะออกมาจากก้นบึ้งของเขา… สิ่งเล็กๆ ก็สามารถยิ่งใหญ่ได้ในสักวันสินะ… ออเดรย์ที่เกิดความซาบซึ้งพยักหน้าแผ่วเบา
ทันใดนั้นเอง เดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์กวาดตาพลางกล่าว
“ทุกคน ผมมีบางสิ่งต้องการจะเตือน”
เมื่อสมาชิกชุมนุมทาโรต์หันมาโดยพร้อมเพรียง ไคลน์บังคับให้เดอะเวิร์ลจำลองกล่าวเสียงทุ้มต่ำ
“วันสิ้นโลกกำลังจะมาถึงในอีกสิบกว่าปีข้างหน้า ทุกคนอาจดับสูญ ไม่เว้นแม้กระทั่งทวยเทพ”
……………
Related
ได้ยินคำพูดมิสเตอร์ฟูล หัวใจอัลเจอร์พลันสั่นสะท้านด้วยความรู้สึกที่ยากอธิบาย มันรู้สึกแบบเดียวกับเมื่อครั้งเคยสวดวิงวอนถึง ‘วายุสลาตัน’ บนเกาะปาซู
ในตอนที่ทักทายเดอะฟูลเมื่อสักครู่ มันไม่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของอีกฝ่าย ทุกสิ่งดูคล้ายเดิม แต่ในวินาทีนี้ มันตระหนักได้อย่างชัดเจนว่ามิสเตอร์ฟูลเปลี่ยนไป
นี่เป็นความรู้สึกจากสัมผัสวิญญาณที่อัลเจอร์มิอาจอธิบายเป็นถ้อยคำ เพียงรู้สึกว่าบุคคลที่ถูกสายหมอกรายล้อมเบื้องหน้า อัดแน่นไปด้วยความน่าสะพรึงยิ่งกว่าในอดีตนับหมื่นเท่า ประโยคที่ดูเหมือนธรรมดากลับข่มขวัญดวงวิญญาณได้โดยสมบูรณ์
มิสเตอร์ฟูลฟื้นคืนพลังขึ้นมาอีกระดับแล้ว… หลังจากเดอะเวิร์ลเดินทางไปยังดินแดนเทพทอดทิ้งและช่วยชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ออกมา พลังอำนาจของพระองค์ก็เพิ่มพูน… ตอนนี้เทียบได้กับลำดับ 0 แล้ว? หากไม่ใช่เพราะเส้นทางลูกเรืออ่อนไหวต่อตัวตนระดับสูงเป็นพิเศษ เราคงไม่มีทางตระหนักได้… อัลเจอร์ที่เตรียมจะกล่าวบางสิ่งในตอนแรก หลงลืมทั้งหมดไปในพริบตา
เดอะสตาร์เลียวนาร์ดมองไปรอบตัวและพบว่าสมาชิกคนอื่นยังคงเงียบ จึงชิงกล่าวหยั่งเชิง
“จากข้อมูลที่รวบรวมมาได้จนถึงปัจจุบัน หน่วยงานของผมสามารถยืนยันได้ว่ามีศึกระหว่างทวยเทพเกิดขึ้นจริง ตัวตนที่ปรากฏเหนือท้องฟ้าสูงของกรุงเบ็คลันด์ในช่วงเวลาดังกล่าวประกอบด้วยเทพธิดารัตติกาล เทพสงคราม และพระแม่ธรณี สำหรับผลลัพธ์ของการต่อสู้ ผมเชื่อว่าทุกคนคงทราบดีอยู่แล้ว มีใครมีความเห็นอย่างไรบ้าง?”
ในชุมนุมทาโรต์เมื่อสัปดาห์ก่อน เลียวนาร์ดเคยหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดคุย และเป็นคนบากหน้าถามมิสเตอร์ฟูลถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
น่าเสียดายที่มิสเตอร์ฟูลเพียงตอบว่า พระองค์กำลังเพ่งความสนใจไปที่ดินแดนเทพทอดทิ้ง และมิได้มอบข้อมูลใดกลับมา
“ฉันไม่เข้าใจว่าเหตุใดเรื่องราวถึงลงเอยเช่นนี้ สองแม่ลูกเทพสงครามกับพระแม่ธรณีน่าจะรุมเทพธิดารัตติกาลและเอาชนะได้ง่ายดาย” แคทลียาไม่เก็บซ่อนความสงสัย
แฮงแมนอัลเจอร์ถอนสายตากลับและกล่าวหลังจากเรียบเรียง
“ผมได้รับรายงานหนึ่งเรื่อง ทันทีที่ศึกระหว่างทวยเทพจบลง ฝ่ายเฟเนพ็อตก็เปลี่ยนข้างทันที”
“นี่หมายความว่า…” จัสติสออเดรย์คล้ายกับจับประเด็นได้
ทันใดนั้นเอง เดอะซันเดอร์ริคยกมือขึ้นพูด
“ผมพอจะทราบเหตุผล”
“เจ้าเนี่ยนะ?” เดอะมูนเอ็มลินทำเสียงไม่เชื่อ เพราะต้องไม่ลืมว่า เดอะซันถูกกักขังไว้ในดินแดนเทพทอดทิ้งมาเป็นเวลานาน ข้อมูลเกี่ยวกับโลกภายนอกล้วนรับรู้ผ่านชุมนุมทาโรต์ แล้วจะเข้าใจศึกระหว่างทวยเทพดีกว่าคนที่อยู่ข้างนอกได้อย่างไร
อัลเจอร์ที่ทราบมาตลอดว่าเดอะซันเป็นคนเถรตรง ถามกลับด้วยความตื่นเต้นปนอยากรู้อยากเห็น
“เพราะเหตุใด?”
เดอร์ริคจ้องทุกคนและกล่าวอย่างใจเย็น
“พวกคุณต้องสาบานต่อหน้ามิสเตอร์ฟูลว่าจะไม่เปิดเผยความลับนี้”
“ไม่มีปัญหา” เฮอร์มิทแคทลียาขานรับเป็นคนแรก
หลังจากทุกคนสาบานต่อหน้าเดอะฟูล เดอร์ริคผงกศีรษะรับ
“พระแม่ธรณีมิใช่ราชินีคนยักษ์โอมีเบล่า… โอมีเบล่าตัวจริงเสียชีวิตไปนานแล้ว พระศพของท่านอยู่ที่เมืองเงินพิสุทธิ์”
ข้อมูลดังกล่าวเปรียบดังระเบิดที่หล่นลงมากลางหัวใจสมาชิกทุกคน ภายในใจพลันปั่นป่วนรุนแรง
แฮงแมน จัสติส และคนที่เหลือต่างกล่าวคำใดไม่ออกเป็นเวลานาน ประหนึ่งถูกฟ้าผ่ากลางวันแสก แต่ละคนแน่นิ่งเป็นรูปปั้นหิน
ผ่านไปสักพัก เดอะสตาร์เลียวนาร์ดถามด้วยสีหน้ายากจะทำใจเชื่อ
“คุณแน่ใจนะ?”
ทันทีที่กล่าวจบ มันเริ่มรู้สึกผิดกับคำถามตัวเองทันที เพราะแค่เมืองเงินพิสุทธิ์มีศพของราชินีคนยักษ์โอมีเบล่า ข้อมูลดังกล่าวก็แทบจะเป็นความจริงแน่นอนแล้ว
ออเดรย์ ฟอร์ส และซิลต่างหันไปมองบุคคลบนเก้าอี้สุดขอบโต๊ะทองแดงยาวทันที และพบว่าดวงตาของเดอะฟูลกำลังยิ้มโดยไม่เปลี่ยนท่านั่ง
การแสดงออกดังกล่าวมีความหมายโดยนัยว่าพระองค์เห็นพ้องกับเดอะซันน้อย… ออเดรย์พยักหน้ารับแผ่วเบาพลางกล่าว:
“ข้อมูลนี้สามารถอธิบายได้หลายสิ่งที่พวกเราคาใจ… แต่ถ้าพระแม่ธรณีไม่ใช่ราชินีคนยักษ์ แล้วทำไมเทวทูตโชคชะตาโอโรเลอุสถึงเชื่อว่าพระองค์คือโอมีเบล่า? แล้วทำไมเทพสงครามถึงยังร่วมมือกับเธอ? พระองค์เป็นใครกันแน่?”
ได้ยินชุดคำถามจากมิสจัสติส แฮงแมนอัลเจอร์พลันเกิดความซาบซ่าน
หัวข้อสนทนาภายในชุมนุมทาโรต์ ในที่สุดก็ถูกยกระดับจากราชาเทวทูตเป็นเทพแท้จริง!
ก่อนหน้านี้ แม้พวกมันจะเคยยับยั้งการจุติของเทพมารและเรียนรู้ประวัติศาสตร์เทพแท้จริงมาบ้าง แต่ก็เลี่ยงการถกเถียงในประเด็นที่เกี่ยวกับเทพแท้จริงมาโดยตลอด เนื่องด้วยความกลัวที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกว่า บทสนทนาดังกล่าวอาจส่งอิทธิพลไปถึงโลกความจริง
แต่ในปัจจุบัน สมาชิกชุมนุมทาโรต์ต่างขจัดความกลัวที่อยู่ในส่วนลึกของจิตใจออกไปโดยไม่รู้ตัว
เฮอร์มิทแคทลียามิได้คิดลึกขนาดนั้น เพียงเพ่งความสนใจไปที่คำถามของมิสจัสติสพลางกล่าวด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“บางทีพระแม่ธรณีอาจปลอมตัวเป็นโอมีเบล่ามาตลอด และสามารถตบตาเทวทูตโชคชะตากับเทพสงครามได้อย่างแนบเนียน…”
“เป็นไปได้ยังไง…” ซิลพึมพำตามความเคยชิน
เมจิกเชี่ยนฟอร์สสูดลมหายใจยาว:
“น่าสะพรึงชะมัด”
ทันใดนั้นเอง เกอร์มัน·สแปร์โรว์ผู้เงียบงันมาตลอดเปิดปากพูด
“ไม่มีสิ่งใดเป็นไปไม่ได้… จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเทพธิดารัตติกาลและเทพแท้จริงตนอื่นช่วยกันปกปิดเรื่องนี้?”
…แผนการสมคบคิดที่ยาวนานกว่าสองถึงสามพันปี… ดวงตาแฮงแมนอัลเจอร์พลันแข็งทื่อ ขณะเดียวกันก็เกิดความรู้สึกหวาดกลัวเทพธิดารัตติกาลและพระแม่ธรณีจากก้นบึ้งดวงวิญญาณ
สมาชิกชุมนุมทาโรต์เงียบไปอีกครั้ง จนกระทั่งเดอะสตาร์เลียวนาร์ดทวนคำถามของจัสติส
“แล้วใครคือพระแม่ธรณี?”
ขณะกล่าว มันชำเลืองไปทางเดอะเวิร์ล ไคลน์·โมเร็ตติ พลางรอฟังคำตอบจากอดีตเพื่อนร่วมงานรายนี้
ทันใดนั้นเอง ทุกคนได้ยินเสียงเคาะโต๊ะที่ห่างหายไปนาน
เสียงเคาะโต๊ะของมิสเตอร์ฟูล
จัสติสออเดรย์และคนที่เหลือรู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที สายตาทุกคู่จดจ้องไปยังตำแหน่งประธานโต๊ะทองแดงเพื่อรอฟังคำตอบ
เดอะฟูลไคลน์หัวเราะในลำคอ
“ข้าจะช่วยบอกใบ้”
หลังจากมองไปรอบตัว ชายหนุ่มกล่าวต่อ
“ข้อแรก เหตุใดโบสถ์พระแม่ธรณีถึงชอบที่จะเปลี่ยนผีดูดเลือดให้เป็นสาวก? ข้อที่สอง เส้นทางธรณีและจันทราเป็นเส้นทางใกล้ชิดกัน… ข้อที่สาม มีข่าวลือว่าในยุคสมัยที่สอง ลิลิธ เทพธิดาบรรพกาลผู้เป็นตัวแทน ‘ดวงจันทร์’ เสียชีวิตเนื่องจากการทรยศของราชาคนยักษ์… ข้อที่สี่ ลิลิธยังคงตอบสนองต่อคำวิงวอนของผีดูดเลือดเป็นครั้งคราวราวกับมิได้ร่วงหล่นไปโดยสมบูรณ์”
หลังจากผ่านไปสี่คำใบ้ สมาชิกชุมนุมทาโรต์ทุกคนรวมถึงเอ็มลินต่างได้คำตอบเดียวกัน:
ตัวตนที่แท้จริงของพระแม่ธรณีคือลิลิธ ต้นตระกูลผีดูดเลือด!
ดวงตาเอ็มลินพลันเบิกกว้าง เหยียดหลังตั้งตรงตามสัญชาตญาณ ความคิดยุ่งเหยิงปั่นป่วน
เดอะสตาร์เลียวนาร์ดผงะในตอนต้น ก่อนจะพึมพำด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“เมื่อสองสามวันก่อน โบสถ์เทพธิดารัตติกาลประกาศเลิกใช้งานชื่อ ‘สตรีสีชาด’ และเปลี่ยนสัญลักษณ์การวิงวอน จากการวาดพระจันทร์สีแดงเป็นจุดดวงดาว…”
ในฐานะอาวุโสใหญ่แห่งเหยี่ยวราตรี เลียวนาร์ดมีสิทธิ์อย่างเต็มที่ในการอ่านเอกสาร
“เทพธิดารัตติกาลใช้อำนาจในขอบเขตจันทราเป็นเครื่องต่อรอง?” แคทลียากล่าวในสิ่งที่ล่องลอยอยู่ในความคิดทุกคน
ทันใดนั้นเอง พวกมันไม่สงสัยในตัวตนที่แท้จริงของพระแม่ธรณีอีกต่อไป
“ขอบคุณสำหรับคำใบ้ค่ะ” จัสติสออเดรย์ทำความเคารพเดอะฟูลทันที
หลังจากทุกคนทำความเคารพมิสเตอร์ฟูล พวกมันหันมาจ้องเดอะมูนเอ็มลินที่กำลังแข็งทื่ออยู่ในตำแหน่ง
พระแม่ธรณีคือท่านต้นตระกูล… ท่านต้นตระกูลคือพระแม่… เราไม่เคยเปลี่ยนความเชื่อ… เข้าใจแล้วว่าทำไมเราถึงยังไปที่วิหารฤดูเก็บเกี่ยวทั้งที่การชี้นำของหลวงพ่อเสื่อมอำนาจแล้ว… นั่นเป็นเพราะสัมผัสวิญญาณของเราร้องเตือนว่า พระแม่ธรณีคือท่านต้นตระกูล! เป็นเหตุให้ท่านต้นตระกูลโปรดปรานเราและเลือกเราเป็นผู้กอบกู้เผ่าพันธุ์ผีดูดเลือด… ความคิดมากมายแล่นผ่านเอ็มลิน จนกระทั่งมันพบคำอธิบายที่สมเหตุสมผลเกี่ยวกับพฤติกรรมก่อนหน้าของตน
มันเชื่อว่าตนเป็นผีดูดเลือดที่เคร่งศาสนาที่สุดแล้ว!
ชำเลืองไปทาง ‘เอิร์ล’ สักพัก เมจิกเชี่ยนฟอร์สยิ้มอย่างสนใจ
“มิสเตอร์มูน บางทีคุณอาจได้เป็นอาร์ชบิชอปของโบสถ์พระแม่ธรณีในอีกไม่ช้า… ไม่สิ อาจได้เป็นตัวแทนผีดูดเลือดที่คอยประสานงานกับโบสถ์พระแม่ธรณีอย่างเป็นทางการ”
นักเขียนสตรีรายนี้เริ่มแต่งนิยายเรื่องใหม่ในหัว
“ทำไม?” เดอะมูน เอ็มลิน ถามด้วยความฉงน
มันเชื่อว่าต้นตระกูลจะรักษาสถานภาพเดิมของผีดูดเลือดโดยไม่ได้ผนวกรวมเข้ากับโบสถ์พระแม่ธรณีโดยตรง
เดอะสตาร์เลียวนาร์ดยิ้มพลางกล่าว
“เนื่องจากเทพธิดารัตติกาลยกเลิกชื่อ ‘สตรีสีชาด’ หมายความว่าในอีกไม่ช้าพระแม่ธรณีก็คงมีชื่อที่คล้ายคลึงกันเพิ่มเข้ามา สิ่งนี้ไม่มีทางเล็ดลอดสายตาโบสถ์อื่นไปได้”
เดอะมูนเอ็มลินเริ่มเข้าใจสิ่งที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของโบสถ์รัตติกาลต้องการจะสื่อ มันพยักหน้าแผ่วเบาพลางจินตนาการภาพต่างๆ
เหล่าพี่น้องที่เคยหัวเราะเยาะเพราะเอ็มลินนับถือพระแม่ธรณี กำลังต่อแถวเพื่อรอรับศีลจากตน
คิดถึงตรงนี้ เอ็มลินมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก อดไม่ได้ที่จะเชิดคางขึ้นเล็กน้อย
ผ่านไปสักพัก สมาชิกชุมนุมทาโรต์ต่างตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีใครหยิบยกประเด็นใดออกมาสนทนา
ไม่กี่วินาทีถัดมา อัลเจอร์ทำลายความเงียบและกล่าวอย่างใจเย็น
“สมาชิกส่วนใหญ่ของพวกเราเป็นครึ่งเทพกันหมดแล้ว กว่าจะเลื่อนลำดับคงใช้เวลานาน นอกจากนั้นแต่ละคนก็ยังมีอำนาจในองค์กรที่ตัวเองสังกัด ความต้องการด้านตะกอนพลัง สูตรโอสถ และสมบัติปิดผนึกอาจลดลงมากจนทิ้งระยะห่างนานนับปี ดังนั้น ผมขอเสนอให้ทิศทางของชุมนุมทาโรต์เปลี่ยนไปเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประชุมความร่วมมือลับ”
ออเดรย์ แคทลียา เลียวนาร์ด และคนที่เหลือพยักหน้าพร้อมกับเป็นนัยเห็นด้วยกับคำพูดของมิสเตอร์แฮงแมน
ทันใดนั้นเอง เดอะฟูลไคลน์มองกวาดพลางกล่าวด้วยรอยยิ้มจาง
“เมื่อเรื่องราวเกี่ยวกับดินแดนเทพทอดทิ้งถูกสะสาง พลังของข้าได้ฟื้นฟูกลับมาหลายส่วน หากใครสนใจ พวกเจ้าสามารถแลกเปลี่ยนวัตถุระดับสูงกับข้าได้”
มันแสร้งเยือกเย็นขณะเอ่ยถึง ‘ข้อเท็จจริง’ ที่พลังของตนฟื้นตัวกลับมา แม้จะเป็นสิ่งที่สมาชิกชุมนุมทาโรต์พอจะเดากันหมด
ขณะจัสติสออเดรย์และคนที่เหลือพยายามคาดเดาว่ามิสเตอร์ฟูลอยู่ในระดับใดแล้ว ไคลน์เสริมด้วยรอยยิ้ม
“วัตถุระดับสูงเหล่านั้นประกอบด้วย: สถานะเทพสมุทร รวมถึงความแข็งแกร่งและระดับตัวตน”
………………………
Related
ได้เห็นฉากตรงหน้า คาร์เทอริน่าพลันผงะถอยหลัง ภายในใจเงียบสงัดทันที
ผ่านไปสองวินาที เธอเปิดปากพร้อมกับเปล่งเสียงผู้ชาย
“ว่าไง อีกาน้อย”
โดยไม่รอให้อีกฝ่ายตอบ คาร์เทอริน่ายิ้มและกล่าวต่อ
“ส่งร่างโคลนมาแค่ไม่กี่ตัว เจ้ากำลังถูกดูข้าอยู่หรือ? อย่าบอกนะว่าเจ้าเป็นบุรุษไปรษณีย์ที่เดินทางไกลมาเพียงเพื่อส่งตะกอนพลังให้ข้าถึงที่? บอกมาตรงๆ ว่าต้องการความร่วมมือแบบใด ข้าก็ไม่ได้เกลียดเจ้านักหรอก เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเป็นแผนของเจ้าคนขี้ระแวงนั่น ตัวต้นคิดคืออลิสต้า·ทูดอร์ ส่วนเจ้าเป็นแค่ผู้ร่วมมือ”
ชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามใช้มือคว้ามงกุฎสีแดงที่เปื้อนสนิมและเลือด มันเหยียดตัวตรงพร้อมกับส่ายหน้าและยิ้ม
“ทันทีที่ได้ยินเสียงเจ้า ข้าก็ไม่อยากร่วมมือทันที… ช่วยนำเซารอนกับไอน์ฮอร์นออกมาคุยแทนด้วย”
“เฮ้อ… ผ่านมาแล้วหลายปี เจ้ายังเอาแต่ใจเหมือนเด็กน้อย… ลืมไปแล้วหรือว่าใครมีหน้าที่อุ้มเจ้าตอนเจ้ายังเล็ก? ใครเป็นคนเผาผมของเจ้า?” วิญญาณมารเทวทูตสีชาดเย้ยหยันโดยไม่เกรงกลัว
ชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามขยับแว่นตาขาเดียวด้วยมือที่ว่างอยู่ จากนั้นก็หันหลังกลับโดยไม่กล่าวคำใด เดินออกจากห้องโดยไม่ลังเล
ระหว่างนั้น มันถอนหายใจเสียงต่ำ
“เด็กน้อย”
เมื่อเห็นว่าอามุนด์ไม่มีทีท่าจะหยุดเดิน เทวทูตสีชาดเงียบไปสักพัก จนกระทั่งอีกฝ่ายเดินออกจากห้อง มันจึงบังคับร่างคาร์เทอริน่าส่งเสียง:
“อย่าคิดว่าข้าไม่รู้จุดประสงค์ของเจ้า… แต่เรื่องนั้นมิได้สำคัญ ขอเพียงเจ้าไม่เหมือนกับคนขี้ระแวงนั่น พวกเรายังร่วมมือกันได้”
อามุนด์ชะงักฝีเท้า หันกลับไปครึ่งตัวพลางจ้องมองแม่มดขาวคาร์เทอริน่าซึ่งถูกวิญญาณมารเทวทูตสีชาดสิงสู่
แว่นขาเดียวที่ตาขวาคล้ายกับส่องแสงเล็กน้อย
…
แคว้นอาโฮว่า ในเมืองที่ถูกสร้างใหม่หลังสงคราม ภายในผับที่มีร้อยไหม้หลายแห่ง
“โทบี้ นายผสมน้ำเปล่าใส่เบียร์มากไปไหม?” ชายสวมหมวกแก๊ปใบโทรมยกแก้วขึ้นมาจิบ อดไม่ได้ที่จะบ่น
เจ้าของร้านซึ่งทำหน้าที่เป็นบาร์เทนเดอร์ด้วย พ่นลมหายใจขณะเช็ดแก้ว
“จำกฎห้ามขายเหล้าไม่ได้หรือ? โอลิช การที่ยังมีเหล้าให้นายดื่มก็ดีแค่ไหนแล้ว!”
ชายร่างกำยำนามว่าโอลิช พึมพำสองสามคำก่อนจะดื่มเบียร์ต่อโดยไม่กล่าวคำใด
ชาวผิวแทนด้านข้างที่ถกแขนเสื้อ เงยหน้าขึ้นพูด
“ฉันได้ยินว่ากฎห้ามขายเหล้ากำลังจะถูกยกเลิกในอีกไม่ช้า เพราะธัญพืชจากเฟเนพ็อตใกล้จะลำเลียงมาถึง และฟุซัคกับอินทิสก็ยังจะชดเชยค่าปฏิกรรมสงครามด้วยธัญพืชเป็นจำนวนมาก!”
“ได้แต่หวังว่าจะเป็นแบบนั้น ขอพระองค์ทรงอวยพรพวกเรา” ทันทีที่เจ้าของร้านอย่างโทบี้ตอบ มันได้ยินเสียงเปิดประตู
มันเงยหน้าขึ้นและพบชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งดูคล้ายนักมายากลพเนจรเดินเข้ามา
ชายคนดังกล่าวแต่งกายในชุดคลุมสีดำและหมวกทรงสูงแบบโบราณ เดินตรงมาที่เคาน์เตอร์และนั่งบนเก้าอี้ยกสูง
“เบียร์นันวีลล์หนึ่งแก้ว” ชายคนดังกล่าววางเหรียญเพนนีทองแดงลงบนเคาน์เตอร์ไม้
ชายกำยำที่ชื่อโอลิชชำเลืองมาทางด้านข้างและถามด้วยความสงสัย
“คนต่างถิ่น? นักมายากล?”
ชายหนุ่มเจ้าของรูปลักษณ์ธรรมดาจนยากจะจดจำ หัวเราะพลางกล่าว
“ใช่แล้ว ผมเชี่ยวชาญเวทมนตร์ที่เติมเต็มความปรารถนาของผู้คน”
โอลิชผิวปาก
“อะไรนะ? เติมเต็มความปรารถนาของผู้คน? ข้าแต่พระองค์ ที่นี่มีคนพยายามทำตัวเป็นเทพ!”
การเย้ยหยันดังกล่าวทำให้คนรอบข้างต่างพากันหัวเราะ
ชายหนุ่มที่อ้างตัวว่าเป็นนักมายากลมิได้ถือสา เพียงยิ้มและกล่าวต่อไป
“ก็แค่มายากลชนิดพิเศษ”
โอลิชจิบเบียร์พลางหัวเราะ
“ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยเติมเต็มความปรารถนาของข้า โดยการให้เจ้าของร้านขี้งกคนนี้เลี้ยงเบียร์ข้าหนึ่งแก้ว”
“ตกลง” ชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำยกมือขวาขึ้นพลางเคาะเคาน์เตอร์
ตึง! โทบี้ผู้เป็นเจ้าของร้านกระแทกแก้วลงบนเคาน์เตอร์พร้อมกับรินเบียร์ จากนั้นก็ผลักไปหาโอลิชและกลับไปเช็ดแก้วต่อ
ฉากที่ดูคล้ายเดิมทำให้โอลิชตกตะลึงสักพักก่อนจะตะโกนด้วยความฉงน
“โทบี้ นายรู้จักเขาหรือ”
“ไม่” โทบี้ผู้เป็นเจ้าของร้าน ชำเลืองโอลิชด้วยสายตาราวกับอีกฝ่ายเป็นไอ้งั่ง
“…” โอลิชยกแก้วเบียร์ขึ้นด้วยความลังเล จิบมันอย่างระมัดระวังเพื่อทดสอบว่าโทบี้จะคิดเงินหรือไม่
เมื่อเห็นว่าเจ้าของร้านเลิกสนใจตน ชายกำยำรีบหันมาทางชายหนุ่มที่แต่งกายในชุดคลุมสีดำและหมวกทรงสูงด้วยความประหลาดใจ
“นายทำได้ยังไง?”
“ผมบอกแล้วว่านั่นคือมายากลชนิดพิเศษ” ชายหนุ่มจิบเบียร์นันวีลล์ด้วยความสบายใจ
ขณะโอลิชกำลังทึ่ง ชายที่พับแขนเสื้อหัวเราะในลำคอ
“ฉันพนันได้เลยว่านายกับโทบี้ต้องเตี๊ยมกันมาก่อน และการเคาะโต๊ะย่อมหมายความว่านายจะเป็นคนจ่ายค่าเบียร์”
“คุณลองบอกความปรารถนามาสิ” นักมายากลพเนจรตอบเสียงเรียบ
“บ้านของพี่ชายและฉันพังถล่มจากการทิ้งระเบิด ตอนนี้กำลังสร้างใหม่ ความปรารถนาของฉันก็คือ อยากให้บ้านกลับสู่สภาพเดิมก่อนที่ฉันจะกลับไปถึง” ชายที่พับแขนเสื้อกล่าวเชิงเยาะเย้ย
นี่ไม่ใช่งานง่ายแน่นอน
นักมายากลพเนจรยกมือขวาขึ้น ดีดนิ้วและกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เรียบร้อย ความปรารถนาของคุณเป็นจริงแล้ว”
ผู้คนในผับที่กำลังเฝ้ามองเหตุการณ์ต่างระเบิดเสียงหัวเราะ หลายคนเลิกสนใจคนต่างถิ่นและการแสดงกลเชยๆ ของอีกฝ่าย
หลังจากดื่มเสร็จ ชายที่พับแขนเสื้อและโอลิชเดินออกจากผับด้วยสภาพเมามาย จากนั้นก็เดินไปตามถนนที่มุ่งหน้าไปทางชานเมือง
สิบห้านาทีถัดมา พวกมันกลับถึงย่านที่ใกล้กับบ้านของตนซึ่งกำลังอยู่ระหว่างสร้างใหม่ เตรียมจะเข้าไปในเต็นท์ที่รัฐบาลจัดหาให้
ทันใดนั้นเอง สายลมเย็นพัดผ่านจนพวกมันสั่นสะท้านพร้อมกัน
เพียงพริบตา อาคารสองชั้นสภาพใหม่เอี่ยมปรากฏขึ้นในการมองเห็น เป็นบ้านที่พวกมันคุ้นเคยและใช้เวลาสร้างนานหลายปี
โอลิชและน้องชายหันมองหน้ากันโดยไม่รู้ตัว ต่างฝ่ายต่างมองเห็นความสับสนในกันและกัน
“ฉันก็ไม่ได้ดื่มหนักขนาดนั้น… เพราะไอ้เวรโทบี้นั่นผสมน้ำเปล่าลงในเบียร์เยอะฉิบหาย!” โอลิชพึมพำประหนึ่งได้เห็นในสิ่งที่คนเมาเห็น
น้องชายของมันไม่ตอบ หลังจากยืนทึ่งสักพัก มันรีบย่ำเท้าวิ่งไปที่บ้านและสัมผัสกำแพงกับประตู
“ของจริง… ของจริง…” มันเอาแต่พึมพำซ้ำไปมาราวกับคนบ้า
โอลิชก็ทำในสิ่งเดียวกันเป็นเวลานาน จนกระทั่งมันยืนยันว่าบ้านที่กำลังสร้างขึ้นใหม่ของพวกตน กลับมามีสภาพเป็นแบบเดิมแน่นอนแล้ว ซึ่งนั่นทำให้พวกมันทั้งประหลาดใจ ยินดี และหวาดกลัว
ทันใดนั้นเอง น้องชายของมันพูดขึ้น
“ความปรารถนาของฉันเป็นจริง… นักมายากลคนนั้น… เขา… เขา…”
ยังไม่ทันกล่าวจบ มันหันหลังและรีบวิ่งไปทางผับ โอลิชที่ได้สติกลับมารีบไล่ตามไปไม่ห่าง
โครม!
พวกมันผลักประตูผับอย่างแรง รีบวิ่งตรงเข้าไปและจ้องไปทางเคาน์เตอร์
ทว่า นักมายากลพเนจรที่แต่งกายในชุดคลุมสีดำและหมวกทรงสูงไม่อยู่อีกแล้ว ไม่มีใครทราบว่าอีกฝ่ายจากไปตอนไหน
โอลิชและน้องชายรีบมองไปรอบตัว พวกมันรู้สึกโล่งใจ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกเสียดายอย่างบอกไม่ถูก
ณ จัตุรัสใจกลางเมือง นักมายากลพเนจรกำลังนั่งยองต่อหน้าเด็กสาววัยสิบขวบ
“มายากลของฉันคือการเติมเต็มความปรารถนาของเธอหนึ่งข้อ” ชายหนุ่มชำเลืองไปทางวิหารรัตติกาลที่อยู่ไม่ห่างออกไป
เด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่เพิ่งเดินออกมาจากพิธีมิสซา ดูคล้ายกับเธอชอบที่โล่งมากกว่า
ครุ่นคิดสักพัก เด็กหญิงจ้องหน้านักมายากลที่อ่อนโยนและกล่าว
“ความปรารถนาของหนูก็คือ อยากให้พ่อ ลุง และพี่ชายฟื้นคืนชีพกลับมา หนูไม่ต้องการเงินชดเชยจากรัฐบาล…”
นักมายากลพเนจรยังคงนิ่งเงียบ ทำเพียงจ้องไปยังเด็กหญิงตัวเล็กด้านหน้าด้วยสายตาลุ่มลึก
เด็กหญิงเม้มปากพลางฝืนยิ้มแห้ง
“หนูล้อเล่น… แม่เคยบอกว่า นั่นเป็นความปรารถนาที่แม้แต่พระองค์ก็มอบให้ไม่ได้…”
ขณะกล่าว เธอก้มหน้าลงพลางจ้องนิ้วเท้า
“แค่อยากให้พ่อกอดหนูอีกครั้ง…”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง เด็กหญิงตระหนักได้ว่ามีร่างหนึ่งปรากฏขึ้นในมุมสายตา จึงรีบเงยศีรษะและหันไปมอง
ที่นั่นมีทหารโลเอ็นยืนอยู่ แต่งกายในเครื่องแบบสีแดงกางเกงสีขาว ไม่ได้ถือปืน ทำเพียงยิ้มอย่างอบอุ่น มันย่อตัวลงพร้อมกับกางแขนออกเหมือนทุกครั้ง
“พ่อ…” เด็กหญิงตัวน้อยรีบวิ่งเข้าไปสวมกอดอย่างอบอุ่น “หนูคิดถึงพ่อเหลือเกิน…”
ทันใดนั้นเอง นักมายากลพเนจรทำการกดหมวกทรงสูงบนศีรษะ เหยียดตัวตรงและเดินออกจากจัตุรัส
ท่ามกลางสายลมยามค่ำคืน ชุดคลุมสีดำของมันสะบัดพลิ้วอย่างอ่อนโยนบนจัตุรัสที่ว่างเปล่า
…
วันจันทร์วนมาถึงอีกครั้งอย่างรวดเร็ว สมาชิกชุมนุมทาโรต์ทยอยปรากฏตัวและทักทายมิสเตอร์ฟูลอย่างเป็นระเบียบ
ไคลน์มองไปรอบๆ ด้วยอารมณ์ที่ก่อตัว
ปัจจุบันแฮงแมนกลายเป็นหนึ่งในพระคาร์ดินัลของโบสถ์วายุสลาตัน รับหน้าที่ดูแลมุขมณฑลหมู่เกาะรอสต์ ทางด้านมิสจัสติส แม้ว่าเธอจะขาดการติดต่อกับสมาคมแปรจิตชั่วคราว แต่ด้วยระดับพลังก็มีสิทธิ์เพียงพอที่จะเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ เดอะซันกลายเป็นหาสภาอาวุโสแห่งเมืองเงินพิสุทธิ์ เดอะมูนกลายเป็นเอิร์ลผีดูดเลือด เดอะสตาร์กลายเป็นอาวุโสใหญ่ของเหยี่ยวราตรีแห่งโบสถ์รัตติกาล เฮอร์มิทกลายเป็นราชินีลับแห่งท้องทะเล หนึ่งในสิบเสาหลักของนิกายมอสส์
นอกจากเมจิกเชี่ยนและจัดจ์เมนต์ที่อยู่ในลำดับ 5 สมาชิกที่เหลือทุกคนของชุมนุมทาโรต์ล้วนอยู่ในระดับครึ่งเทพกระจายกันไปเป็นสมาชิกระดับสูงขององค์กรลับในโลกเหนือธรรมชาติ
และด้วยการสนับสนุนอย่างสุดกำลังจากตระกูลอับราฮัม เมจิกเชี่ยนก็น่าจะได้เป็นลำดับ 4 ‘จอมเวทลึกลับ’ ภายในปีนี้
กล่าวอีกนัยหนึ่ง จัดจ์เมนต์เป็นสมาชิกที่เลื่อนลำดับได้ยากที่สุด ปัจจุบันเธอเป็นแค่สมาชิกระดับกลางของ MI9 และยากมากที่จะไต่เต้าไปเป็นครึ่งเทพ
เดอะฟูลไคลน์ที่ถูกรายล้อมด้วยหมอกสีเทา รีบถอนสายตากลับพลางจิกกัดตัวเองในใจ
ในที่สุดก็กลายเป็นองค์กรลับระดับสูง… แต่บางทีเราก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า ชุมนุมทาโรต์ดูเหมือนการประชุมตัวแทนจากองค์กรลับเสียมากกว่า…
จากนั้น ชายหนุ่มผงกศีรษะให้สมาชิกทุกคน:
“เชิญ”
…………………………
Related
โบโนว่า·กุสตาฟ… สายตาไคลน์จดจ้องใบหน้าชายหนุ่มฝั่งตรงข้าม จากนั้นก็หันไปมองวัตถุที่ลอยอยู่และตุ๊กตาที่สร้างจากชิ้นส่วนโลหะ
ตุ๊กตามีรูปแบบสมัยใหม่… ดูเหมือนว่ากฎทางกายภาพของที่นี่จะเปลี่ยนแปลงไปในระดับหนึ่ง… ไคลน์พยักหน้า
“ข้าต้องการนำกระจกวิเศษกลับไป”
มันแจ้งความประสงค์อย่างตรงไปตรงมา
โบโนว่าไม่เปลี่ยนสีหน้า ราวกับมันเป็นแค่ตุ๊กตา
“ข้ารับใช้แห่งรัตติกาล?”
“จะเรียกเช่นนั้นก็ได้” ไคลน์ยิ้ม
โบโนว่าพยักหน้ารับ
“เชิญเอาไป”
บางที หมอนี่อาจคิดว่าเรากำลังรีดไถในนามเทพธิดารัตติกาล… ไคลน์มิได้อธิบาย เพียงถอดหมวกทรงสูงออกอย่างสุภาพพร้อมกับโน้มตัว
“ขอบคุณมาก”
กล่าวจบ ร่างของไคลน์เลือนหายไปทันที
แน่นอนว่าชายหนุ่มมาเยือนในฐานะภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์
ถัดมา ภายในขบวนที่ไอคานส์และทีมจิตแห่งจักรกลโดยสารมาด้วย ไม่มีความผิดปรกติใดเกิดขึ้น
แน่นอน สภาพแวดล้อมที่พวกมันกำลังอาศัยอยู่เป็นเพียงฉากในประวัติศาสตร์ สภาพที่แท้จริงของขบวนรถไฟถูกอำพรางโดยไม่มีใครรู้ตัว
บนรถม้าที่อยู่ห่างจากรถไฟไอน้ำไปราวสิบกิโลเมตร กระจกบานหนึ่งพลันโผล่ขึ้นในมือไคลน์
กระจกเงาบานนี้มีสีเงิน ด้านหลังมีลวดลายโบราณและลึกลับ ทั้งสองฝั่งมีอัญมณีที่ดูคล้ายดวงตาประดับอยู่
“ยังไม่ต้องพูดอะไร” ไคลน์จ้องเข้าไปในกระจกพลางออกคำสั่ง
“ขอรับ นายท่านผู้ยิ่งใหญ่” ถ้อยคำสีเงินจางผุดขึ้นจากส่วนลึกของกระจก
ไคลน์หยิบปากกาและกระดาษออกมาเขียนโดยใช้กระจกวิเศษเป็นแผ่นรอง
ชายหนุ่มครุ่นคิดสักพัก จากนั้นก็เขียนด้วยรอยยิ้มมุมปาก:
“เรียนมิสเตอร์อะซิก”
“ดูเหมือนว่าผมจะไม่ได้เขียนจดหมายถึงคุณนานแล้ว เพราะมัวแต่ไปเตร็ดเตร่อยู่ในดินแดนเทพทอดทิ้งและมีการเดินทางที่แสนวิเศษ”
“ที่นั่นมีสิ่งมีชีวิตแค่สองประเภท หากไม่ใช่สิ่งมีชีวิตทรงปัญญาก็จะเป็นสัตว์ประหลาด และเผ่าพันธุ์ที่ชาญฉลาดเหล่านั้นล้วนถูกสาปหรือไม่ก็เกิดการกลายพันธุ์อย่างรุนแรง เป็นสภาพที่น่าสังเวชกว่าที่ผมคิดไว้”
“ผมพยายามช่วยเหลือพวกเขา แต่มิได้ทำไปเพียงเพื่อประกอบพิธีกรรม เพื่อสร้างหลักยึดเหนี่ยว หรือเพื่อสนองความใจอ่อนของตัวเอง มันมีความหมายที่ลึกซึ้งในตัวเอง…”
“หากไม่นับความทุกข์ยากของผู้คน สภาพแวดล้อมในดินแดนเทพทอดทิ้งแตกต่างจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง ประหนึ่งภาพเขียนสีน้ำมันที่ใช้สีดำเป็นหลัก… สิ่งที่น่าทึ่งคือการที่มรณาเทียมสามารถสร้างอิทธิพลต่อคนตายที่นี่ได้ในขอบเขตจำกัด ตอนนั้นผมรู้สึกสับสนและตกใจมาก แต่วันนี้พอจะคาดเดาบางสิ่งได้ และข้อสันนิษฐานก็คือ นั่นอาจเป็นอิทธิพลของแม่น้ำอันธการนิรันดร์ หนึ่งในเก้าแก่นแท้แห่งต้นกำเนิด”
“เรื่องดังกล่าวทำให้ผมนึกถึงเมืองกัลเดรอนแห่งโลกวิญญาณ รวมถึงเครื่องประดับฟีนิกซ์ที่สร้างจากทองคำซึ่งคุณเคยเล่าให้ฟัง… มีข่าวลือว่าต้นตระกูลฟีนิกซ์ หรือที่รู้จักกันในนามมรณาแห่งยุคสมัยที่สี่ สามารถใช้งานแม่น้ำอันธการนิรันดร์ได้ในระดับหนึ่ง คุณรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง?”
“สงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่าหนึ่งปีถึงคราวสิ้นสุดลง เทพธิดารัตติกาลคว้าชัยได้ในท้ายที่สุด และเป็นเทพสงครามที่ร่วงหล่น ผมเชื่อว่าด้วยระดับตัวตนและสถานะของคุณ คงทราบได้ไม่ยากว่าสิ่งนี้หมายถึงอะไร”
“ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด แต่ความสงบสุขที่หายไปแสนนานได้กลับคืนมาแล้ว ผู้คนทยอยกลับไปใช้ชีวิตตามปรกติ นี่เป็นภาพที่ผมอยากจะเห็น แต่น่าเสียดายที่ความเจ็บปวดบางอย่างอาจไม่มีวันถูกลบเลือน…”
“ผมไม่แน่ใจว่าวันสิ้นโลกจะเกิดขึ้นตรงตามคำทำนายหรือไม่ และคุณจะตื่นขึ้นเมื่อไร ตอนนี้ทำได้แค่หวังให้ทุกสิ่งดำเนินไปในทิศทางที่ดีที่สุด”
“สุดท้ายนี้ ผมขอเล่าเรื่องที่สำคัญน้อยที่สุด ปัจจุบันผมกลายเป็นลำดับ 2 ผู้ชี้นำปาฏิหาริย์เรียบร้อยแล้ว สิ่งนี้นำมาซึ่งคำสาปและความหวัง”
“ขอให้คุณโชคดี ไคลน์·โมเร็ตติ ศิษย์ตลอดกาลของคุณ”
เขียนเสร็จ ไคลน์ตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนจะพับกระดาษ จากนั้นก็เป่านกหวีดทองแดงอะซิกเพื่ออัญเชิญผู้ส่งสารโครงกระดูก
เมื่อผู้ส่งสารกระดูกร่างยักษ์โผล่ขึ้นจากพื้นดิน กระดูกทั่วร่างของมันพลันสั่นสะท้าน ประหนึ่งสัมผัสถึงออร่าของ ‘ผู้ปกครองสูงสุดเหนือโลกวิญญาณ’
ไคลน์หัวเราะในลำคอก่อนจะยื่นจดหมายให้ผู้ส่งสารซึ่งไม่ทราบว่าเป็นตัวที่เท่าไร จากนั้นก็เฝ้ามองอีกฝ่ายทำความเคารพอย่างนอบน้อม จนกระทั่งผู้ส่งสารแตกตัวกลายเป็นน้ำพุกระดูกไหลลงไปใต้ดิน
จัดการเสร็จ ไคลน์จ้องลงไปยังกระจกวิเศษที่วางอยู่บนต้นขา
เมื่อสัมผัสถึงสายตา คลื่นน้ำบนผิวกระจกพลันกระเพื่อมพร้อมกับสร้างตัวหนังสือสีเงินจาง:
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ พวกเรากำลังจะไปที่ใดต่อ?”
จะไปไหนสินะ… ไคลน์ทวนคำถามเงียบ ภายในใจอยากจะเทเลพอร์ตไปยังยอดเขาหลักของเทือกเขาโฮนาซิส เข้าไปในวังโบราณที่ตั้งอยู่ระหว่างความจริงเป็นกับหมู่บ้านสายหมอก จากนั้นก็พิจารณาว่าพอจะมีโอกาสนำไพ่เย้ยเทพที่แสนจะมีประโยชน์กับตน มาจากฮาล์ฟฟูลแห่งตระกูลอันทีโกนัสได้หรือไม่
ด้วยความแข็งแกร่งในปัจจุบันที่ทัดเทียมลำดับ 1.5 ของไคลน์ ภารกิจดังกล่าวใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ — ย้อนกลับไปในตอนที่ซาราธยังเป็นเพียงลำดับ 2 มันสามารถช่วงชิงวัตถุดิบหลักโอสถบริวารเร้นลับมาจากฮาล์ฟฟูลได้เช่นกัน
แต่แน่นอน เงื่อนไขคือการที่เทพธิดารัตติกาลยังคงสะกดพลังและผนึกบรรพบุรุษของตระกูลอันทีโกนัสเอาไว้
เป็นอีกครั้งที่ปัญหาวนกลับมาที่เดิม ไคลน์ต้องเจรจากับเทพธิดารัตติกาล
ตัวเราในปัจจุบันคือเจ้าของปราสาทต้นกำเนิด สามารถแบ่งหนอนวิญญาณเอาไว้เหนือมิติหมอกเพื่อคอยตอบสนองคำสวดวิงวอนได้ตลอดเวลา อาศัยวิธีดังกล่าว ต่อให้คำนึงถึงเรื่องที่สุขภาพจิตจะแย่ลงเล็กน้อย แต่ประโยชน์ที่จะได้รับก็ยังมากกว่าอยู่ดี… อา นอกจากนั้นเรายังสามารถใช้หนอนวิญญาณบนมิติหมอกคอยสนับสนุนร่างหลัก แถมยังช่วยเพิ่มตัวเลือกในการคืนชีพ… ต่อให้ร่างกายแหลกสลาย แต่ถ้าอาศัยความช่วยเหลือจากหนอนวิญญาณบนมิติหมอก เราสามารถประกอบร่างกายและเจตจำนงขึ้นมาใหม่ได้… แต่ถ้าร่างหลักของเราบนโลกความจริงถูกทำให้อยู่ในสถานะ ‘ซ่อนเร้น’ จนการเชื่อมต่อกับปราสาทต้นกำเนิดถูกตัดขาด หนอนวิญญาณบนมิติหมอกก็จะคลุ้มคลั่งและกลายเป็นสัตว์ประหลาด เหมือนกับซาราธในตอนนั้น… ไคลน์รีบวิเคราะห์สถานการณ์ พลางพิจารณาว่าด้วยฝีมือในปัจจุบัน ตนยังไม่ควรสำรวจลึกเข้าไปในเมืองกัลเดรอนแห่งโลกวิญญาณ
หรือต่อให้จำเป็นต้องเข้าไปสืบหาเบาะแสเกี่ยวกับแม่น้ำอันธการนิรันดร์จริง ไคลน์ก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมโดยการเติมเต็มความปรารถนาของผู้คนจำนวนมากเสียก่อน
คิดถึงตรงนี้ ไคลน์วางมือลงบนกระจกวิเศษพลางยิ้ม
“ถัดไป พวกเราจะไปท่องโลกด้วยกัน… เจ้าอยากไปไหน?”
“ทรีอาร์… ไม่สิ ข้าจะไปทุกหนแห่งที่ท่านปรารถนา” อาโรเดสตอบอย่างนอบน้อม
ไคลน์ยิ้มเล็กน้อย กระโดดลงจากรถม้าและเดินไปยังเมืองที่ใกล้ที่สุด
หลังจากรถม้าวิ่งต่อไปอีกไม่กี่เมตร มันค่อยๆ เลือนหายไปและกลับสู่สายหมอกแห่งประวัติศาสตร์
ในเวลาเดียวกัน เสื้อกันลมตัวยาวของไคลน์แปรเปลี่ยนเป็นชุดคลุมสีดำ หมวกทรงสูงกลายเป็นหมวกทรงโบราณ
สิ่งนี้ทำให้ไคลน์รู้สึกประหนึ่งตนคือนักมายากลพเนจรที่เตร็ดเตร่ไปตามตรอกซอกซอย
…
กรุงเบ็คลันด์ ภายในบ้านที่สภาพค่อนข้างดี
แม่มดยุพนิรันดร์ คาร์เทอริน่าในชุดคลุมศักดิ์สิทธิ์สีขาว วางกระจกในมือลงพลางหันหน้าไปหาชายหนุ่มบนเก้าอี้เอนหลังด้านข้าง:
“สงครามจบลงแล้ว พวกเขาตัดสินใจเรียกฉันกลับไปยังสำนักงานใหญ่”
“ข้ารอเวลานี้มาแสนนาน” ชายหนุ่มบนเก้าอี้เอนหลังส่ายหน้า
มันแต่งกายในชุดคลุมสีดำแถบแดง ผิวสีน้ำตาล ใบหน้านุ่มนวลแต่ค่อนข้างซีด ไม่ใช่ใครนอกจาก ‘ผู้เฝ้าประตู’ ที่ถูกสิงสู่โดยวิญญาณมารเทวทูตสีชาด
คาร์เทอริน่าใช้มือสองข้างยันโต๊ะก่อนจะนั่งลงไปด้านบน มุมปากยกโค้งพลางกล่าว
“คุณดูไม่ค่อยรีบนะ”
“ถ้าต้องถูกขังอยู่ใต้ดินร่วมกับพวกที่น่ารังเกียจอีกสองคนนานนับพันปี เธอจะพบว่าการรอคอยอีกสักปีสองปีนั้นเป็นเรื่องง่ายดายและผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก… แน่นอนว่าข้าไม่รีบ” วิญญาณมารเทวทูตสีชาดกล่าวพลางขำในลำคอ “ถ้าเรื่องนี้จบลงเมื่อไร และเจ้าอยากรู้ว่าข้าเคยรู้สึกเช่นไร ข้าสามารถช่วยได้… แน่นอนว่าข้าจะไม่ลืมโยนผู้ชายสองคนลงไปพร้อมกับเจ้า อยากอยู่นานแค่ไหนก็แล้วแต่เจ้าเลย”
ขณะกล่าว สองปากบนสองแก้มของวิญญาณมารเทวทูตสีชาดมิได้ส่งเสียงโต้แย้ง เพราะสำหรับพวกมัน สิ่งนี้คือความจริง
พวกมันก็เคยถูกขังร่วมกับพวกที่น่ารังเกียจสองคนนานนับพันปีโดยที่มิอาจหลบหนีเช่นกัน
ได้ยินคำตอบ คาร์เทอริน่าหันมาจ้องสักพักก่อนจะยิ้ม
“เมื่อคุณไปถึงสำนักงานใหญ่ของเรา ไม่กลัวบ้างหรือว่าท่านบรรพกาลจะค้นพบความจริง?”
“แล้วยังไง? ไม่ว่าจะลงมือทำสิ่งใดก็ต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งสิ้น นอกจากนั้น ผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดคือการผสานเข้ากับพระองค์ ตอนนี้ข้าใช้ชีวิตแบบสามในหนึ่งร่าง การต้องใช้ชีวิตแบบสี่ในหนึ่งร่างย่อมไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด” เซารอน·ไอน์ฮอร์น·เมดีซีกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ไปกันเถอะ” คาร์เทอริน่าตอบด้วยรอยยิ้มก่อนจะกระโดดลงจากโต๊ะโดยปราศจากสุ้มเสียง
ทันทีที่เธอกล่าวจบ ภาพของชายผมแดงที่มีสัญลักษณ์ธงตรงหว่างคิ้วพลันปรากฏบนกระจกตา
ผู้เฝ้าประตูในชุดคลุมสีดำแถบหายหยุดหายใจทันที ผิวหนังและเนื้อของมันเน่าเปื่อยอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นหนองสีเหลืองอมเขียว
เพียงไม่กี่วินาที สิ่งที่เหลืออยู่บนเก้าอี้เอนหลังมีเพียงโครงกระดูกสีขาวและตะกอนพลัง
คาร์เทอริน่าโบกมือ ดึงตะกอนพลังดังกล่าวให้ตกลงบนฝ่ามือด้วยด้ายล่องหน
ทันทีหลังจากนั้น ร่างของหญิงสาวเริ่มโปร่งแสงก่อนจะเข้าไปในกระจกบานที่เธอเพิ่งใช้งานเมื่อครู่
เส้นทางมายาอันมืดมนโผล่ขึ้นด้านหน้า ‘นักบุญสีขาว’ มันเชื่อมต่อเข้ากับวัตถุบนพื้นที่โดยรอบในลักษณะใยแมงมุม ถักสานจนกลายเป็นโลกประหลาดที่แตกต่างจากความจริง
คาร์เทอริน่าเคลื่อนตัวผ่าน ‘โลกกระจก’ อย่างรวดเร็วและมุ่งหน้าไปยังจุดเป้าหมาย
ทันใดนั้นเอง หญิงสาวสัมผัสถึงพลังดึงดูดที่หนักหน่วง เธอหลุดออกจากเส้นทางทันทีโดยมิอาจขัดขืน ก่อนจะพุ่งเข้าไปในหมอกที่มืดมิดและพร่ามัวซึ่งเป็นตัวแทนกระจกบานหนึ่งบนโลกความจริง
ไม่กี่อึดใจถัดมา คาร์เทอริน่าและวิญญาณมารเทวทูตสีชาดหลุดออกจากกระจกและมาถึงห้องที่ไม่คุ้นเคยซึ่งมีพรมปกคลุม
ณ มุมห้อง ชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาคนหนึ่งซึ่งสวมเสื้อผ้าธรรมดา กำลังเอนหลังพิงราวบันไดพลางจ้องมายังแม่มดขาวด้วยรอยยิ้ม
มือซ้ายของมันโยนสิ่งหนึ่งเล่นตลอดเวลา เป็นมงกุฎประหลาดซึ่งเต็มไปด้วยสนิมและเลือด
ยังไม่ทันที่คาร์เทอริน่าจะตอบสนอง ชายหนุ่มคนดังกล่าวหยิบแว่นตาผลึกขาเดียวออกมาสวมที่ตาซ้าย
“เฮอะ…” เสียงพ่นลมหายใจเย้ยหยันของวิญญาณมารเทวทูตสีชาดดังก้องในใจคาร์เทอริน่า
วินาทีถัดมา ชายหนุ่มคนเดิมถอดแว่นย้ายไปยังตาข้างขวา จากนั้นก็ยิ้มกว้างพลางกล่าว
“ขออภัย ใส่ผิดข้าง”
……………………………
Related
บนผิวกระจกเงา ข้อความสีเงินจางพรั่งพรูออกมาท่ามกลางคลื่นกระเพื่อม
“…เทพธิดายอมรับการสวามิภักดิ์จากผู้วิเศษของโบสถ์เทพสงครามและกองทัพฟุซัคบางส่วน และเลือกกวาดล้างเฉพาะนักบวชเคร่งศาสนาที่ติดสู้จนวาระสุดท้ายของชีวิต รวมถึงผู้วิเศษลำดับกลางและสูงอีกจำนวนหนึ่ง นี่มิใช่เพียงพระเมตตาและความเห็นใจจากเทพธิดา แต่ยังเป็นการวางแผนเผื่ออนาคต… เมื่อวันสิ้นโลกค่อยๆ ย่างกรายเข้ามา เหตุการณ์เหนือธรรมชาติย่อมต้องเกิดขึ้นอย่างมิอาจเลี่ยง เพื่อให้โลกยังคงสงบสุข ทางศาสนจักรก็ต้องเสริมความแข็งแกร่งให้มากที่สุด… ถ้าเราสังหารผู้วิเศษของโบสถ์เทพสงครามและกองทัพฟุซัคไปจนหมด และนำตะกอนพลังมาแจกจ่ายให้ฝ่ายโลเอ็นเพื่อบ่มเพาะ นั่นคงมิอาจสร้างผู้วิเศษที่แข็งแกร่งและมีประสบการณ์ระดับเดียวกันได้ภายในเวลาไม่กี่ปี ไม่ว่าจะเป็นการย่อยโอสถหรือสั่งสมความรู้ ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่ต้องใช้เวลา…”
เมื่ออ่านจบ ไคลน์พึมพำในใจทันที มันรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ลีลาการเขียนตามปรกติของอาโรเดส แต่คล้ายกับเอกสารของทางการมากกว่า
หมอนี่นำเอกสารที่ตัวเอง ‘แอบส่อง’ มาแสดงให้เรา… มีการใช้คำว่า ‘ย่อยโอสถ’ หมายความว่าทั้งผู้เขียนและผู้อ่านต้องเข้าถึงเทคนิคการสวมบทบาทอย่างกระจ่าง และพิจารณาจากสำนวน ดูแล้วน่าจะเป็นเอกสารของโบสถ์รัตติกาล… ทั้งสองข้อสังเกตุช่วยบอกกับเราว่า เอกสารดังกล่าวน่าจะถูกเผยแพร่ภายในหมู่อาร์ชบิชอปและอาวุโสใหญ่… ผู้เขียนคงเป็นสันตะปาปาจากมหาวิหารสุขสงบ… พลังในการส่องความลับของอาโรเดสน่าทึ่งมาก… ไคลน์ผงกศีรษะเล็กน้อยและรอให้กระจกวิเศษ ‘พลิกหน้า’ เอกสาร
อักษรสีเงินเลือนหายไปและปรากฏขึ้นใหม่ เพียงไม่นานก็เรียงตัวกันเป็นประโยคและย่อหน้า
“สำหรับขุนนางทั่วไปและประชาชนชาวฟุซัค ไม่มีความจำเป็นต้องแจ้งให้พวกเขาทราบว่าเทพธิดาได้เข้ามาแทนที่เทพสงครามแล้ว เพราะการปล่อยให้พวกเขายังศรัทธาเทพสงครามต่อไปจะเป็นประโยชน์กับฝ่ายเรามากกว่า ในแง่หนึ่ง บรรดาบิชอปและนักบวชที่ยอมสวามิภักดิ์ต่อเราจะได้ทำงานง่ายขึ้น รักษาเสถียรภาพภายในฟุซัคได้เร็วขึ้น ในอีกแง่หนึ่ง สิ่งนี้ทำไปเพื่อป้องกันมิให้เทพธิดาถูกรบกวนจากความเชื่อแปลกปลอมก่อนที่พระองค์จะครอบงำอำนาจของเทพสงครามได้อย่างสมบูรณ์… เมื่อมีวิวรณ์ใหม่ถูกส่งมาถึง ผมจะรายงานความคืบหน้าเพิ่มเติม ตอนนี้ให้ดำเนินการตามข้อมูลปัจจุบันไปก่อน”
“…พยายามอย่าไปกระตุ้นกลุ่มต่อต้านหัวรุนแรงจากฟุซัคและอาณาจักรอื่น ฝ่ายเราสูญเสียผู้วิเศษและทหารมากเกินไป แถมยังใช้ทรัพยากรและวัสดุไปเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นศาสนจักร อาณาจักร หรือผู้คนในทุกชนชั้น ทางเรากำลังอ่อนแออย่างมาก จำเป็นต้องพึ่งพาช่วงเวลาที่สงบสุขในการฟื้นฟูอย่างมั่นคง… พวกเราต้องร่วมมือกับโบสถ์วายุสลาตัน โบสถ์ปัญญาความรู้ โบสถ์พระแม่ธรณี และอาณาจักรอย่างเฟเนพ็อตกับลุนเบิร์กเพื่อกดดันให้อินทิสและฟุซัคยอมจำนนอย่างไร้เงื่อนไข จนกระทั่งนำไปสู่การเปิดโต๊ะเจรจา ระหว่างนั้นก็จัดการเชือดบรรดาสาวกเดนตายที่ยังคงดื้อรั้นเพื่อเป็นเยี่ยงอย่างและเพิ่มแรงกดดัน”
“หากต้องรับมือกับสถานการณ์ภายในอาณาจักรแทนที่ว่างของโบสถ์จักรกลไอน้ำ เทพธิดาแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนว่าจะให้ความเคารพต่อเทพวายุสลาตัน หากจำเป็น ทางเราสามารถผ่อนปรนบางเรื่องให้พวกเขาได้… ท้ายที่สุด นับแต่นี้เป็นต้นไป พวกเราจะลดจำนวนการเอ่ยถึงพระจันทร์สีแดงภายในภารกิจ บทสวด พิธีกรรมสังเวย และมิสซาลง โดยพระนาม ‘สตรีสีชาด’ จะไม่ถูกเอ่ยถึงอีกต่อไป…”
จะไม่มีการเอ่ยถึงสตรีสีชาดอีกต่อไป… คิ้วไคลน์กระตุกเล็กน้อย มันฉงนอย่างมากกับประโยคสุดท้าย
แต่เพียงไม่นาน ชายหนุ่มหวนนึกถึงต้นตระกูลผีดูดเลือด ลิลิธ เทพบรรพกาลจากยุคสมัยที่สอง พระแม่ธรณีคนปัจจุบัน ลำดับ 0 ของเส้นทางจันทรา และ ‘สตรีสีชาด’ ตัวจริง โดยนั่นทำให้ไคลน์กระจ่างทันทีว่าเทพธิดาใช้สิ่งใดแลกเปลี่ยน ‘ใต้โต๊ะ’ กับอีกฝ่าย เป็นราคาที่พระองค์ต้องยอมจ่ายอย่างมิอาจเลี่ยง
อา… ท่าทีของเทพธิดานั้นชัดเจนมาก นั่นคือการทำให้สถานการณ์เข้าสู่เสถียรภาพโดยเร็ว… ก่อนที่พระองค์จะครอบครองอำนาจเส้นทางมรณากับเทพสงครามได้อย่างสมบูรณ์และกลายเป็น ‘วันวาน’ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพระองค์ไม่ประสงค์ให้มีเทพจารีตตนใดร่วงหล่นเพิ่มเติม เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น จะไม่มีใครคอยใช้พลังอุดรอยร้าวของบาเรียล่องหนที่ ‘มหาต้นกำเนิด’ เหลือทิ้งไว้ นั่นจะทำให้เทพภายนอกสบโอกาสเร่งให้วันสิ้นโลกเกิดขึ้นเร็วกว่าเดิม… ไม่เพียงเท่านั้น พิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันของโลเอ็น ยิ่งสงครามดำเนินต่อไป หลักยึดเหนี่ยวของพระองค์จะยิ่งสั่นคลอน บางทีอาจทำให้ ‘มหาต้นกำเนิด’ ตื่นขึ้นในตัวเทพธิดา…
ในระหว่างสงคราม เทพธิดายอมเสี่ยงครั้งใหญ่โดยการสั่งให้แนวหน้าทั้งหมดถอยกลับมาที่เบ็คลันด์… และเนื่องจากหลักยึดเหนี่ยวกำลังสั่นคลอน พระองค์คงต้องแบ่งพลังบางส่วนมาจัดการกับจิตของมหาต้นกำเนิดภายในตัว หากพระแม่ธรณีคิดทรยศ เทพธิดาคงร่วงหล่นไปก่อนเทพสงครามแน่นอน… หืม… หรือว่าพระองค์ยังมีไพ่ตายอื่นซ่อนไว้อีก?
ทั้งโบสถ์รัตติกาลและวายุสลาตันต่างก็สูญเสียไม่น้อย เข้าใจแล้วว่าทำไมตอนที่กลุ่มต่อต้านในบายัมประกาศว่าจะช่วยดูแลรักษาวิหารโดยยังคงศรัทธาและไม่ก้าวก่ายศาสนาวายุสลาตัน พวกบ้ากล้ามขี้หงุดหงิดถึงไม่พยายามตอบโต้ และยอมจำนนต่อข้อเรียกร้องในการก่อตั้งรัฐบาลใหม่แต่โดยดี… ไคลน์พึมพำเงียบ มันเริ่มเข้าใจสถานการณ์ภาพรวมมากขึ้น
ชายหนุ่มถามคำถามที่สาม
“หากเทพธิดารัตติกาลต้องการเลื่อนลำดับ พระองค์จำเป็นต้องค้นหา ‘แม่น้ำอันธการนิรันดร์’ หรือไม่?”
นี่คือหนึ่งในเก้าแก่นแท้แห่งต้นกำเนิด ไคลน์ยังจำได้แม่นยำ อาโรเดสเคยกล่าวว่า ‘แม่น้ำ’ มีส่วนเกี่ยวข้องบางอย่างกับเทพมรณาบรรพกาล ต้นตระกูลฟีนิกซ์ เกรจารี และดูเหมือนว่าเบาะแสดังกล่าวจะซ่อนอยู่ในส่วนลึกของเมืองกัลเดรอนแห่งโลกวิญญาณ
“นายท่านเข้าใจถูกแล้ว” ตัวหนังสือสีเงินบิดเบี้ยวและดีดดิ้นเป็นคำใหม่ “ในช่วงสิ้นสุดยุคสมัยที่สี่ เทพมรณาที่น่าจะครอบครอง ‘แม่น้ำอันธการนิรันดร์’ อยู่กับตัว พยายามอาศัยแก่นแท้แห่งต้นกำเนิดชนิดนี้ฝืนปรองดองกับ ‘เอกลักษณ์’ ของเส้นทางที่ไม่ใกล้เคียงจนเกิดเสียสติ”
นี่คือเหตุผลที่เทพมรณาเสียสติ? นั่นสินะ เทพลำดับ 0 ผู้ดำรงตนมานานถึงสามยุคสมัยและเคยเห็นศิลาเย้ยเทพ ย่อมไม่ดื่มโอสถส่งเดชจนกลายเป็นบ้าแน่ พระองค์แตกต่างจากอลิสต้า·ทูดอร์ที่เลือกได้แค่ความตายหรือกลายเป็นบ้า… เข้าใจแล้วว่าทำไมเทพมรณาที่มีเพียงแม่มดบรรพกาลเป็นพวกพ้อง ถึงกล้าท้าทายเจ็ดเทพจารีตซึ่งภายในกำลังเกิดรอยร้าว… ในตอนนั้น พระองค์เป็น ‘วันวาน’ ไปแล้วครึ่งตัว… จริงสิ มิสเตอร์อะซิกมีเครื่องประดับสีทองรูปทรงนกฟีนิกซ์ที่เป็นของมรณา… ไคลน์ปะติดปะต่อเรื่องราว
ทันใดนั้น ชายหนุ่มซี้ดปากภายในใจ เพราะเริ่มสงสัยว่า การที่เทพธิดาทำดีกับตนมากมาย อีกฝ่ายอาจกำลังหวังสิ่งตอบแทนเป็น ‘แม่น้ำอันธการนิรันดร์’
เฉกเช่นที่พระผู้สร้างแท้จริงยอมทนต่อวีรกรรมสุดแสบของไคลน์หนแล้วหนเล่า นั่นก็เพื่อหาโอกาสบังคับให้ไคลน์เข้าไปเปิดประตูตำหนักของราชาคนยักษ์และช่วงชิงศิลาเย้ยเทพแผ่นที่หนึ่ง!
ในฐานะเจ้าของปราสาทต้นกำเนิด ไคลน์อาจเป็นลำดับสูงคนเดียวที่สามารถต่อต้านการกัดกร่อนจากแก่นแท้แห่งต้นกำเนิดชนิดอื่น
จริงอยู่ เทพธิดารัตติกาลสามารถอดทนรอสักสิบปีเพื่อให้เจตจำนงของมหาต้นกำเนิดจางลง จากนั้นค่อยช่วงชิงแม่น้ำอันธการนิรันดร์ด้วยตัวเอง แต่หากใช้วิธีดังกล่าว ไคลน์ไม่มั่นใจว่าพระองค์จะประกอบพิธีกรรมเสร็จก่อนวันสิ้นโลกมาถึงหรือไม่
มันรีบสลัดความคิดและยิงคำถามที่สี่
“เราจะหาสูตรโอสถของบริวารเร้นลับได้จากที่ใด”
กระจกวิเศษอาโรเดสเรียงแสงสีเงินเป็นเนื้อหาใหม่
“ซาราธ, ศิลาเย้ยเทพแผ่นที่หนึ่ง, ศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สอง, ไพ่เย้ยเทพเดอะฟูล, เอกลักษณ์ของเดอะฟูลที่กลายเป็นสัตว์ในตำนาน”
ตัวเลือกแรกและตัวเลือกที่สองกำลังวางแผนฆ่าเรา… ซาราธน่ากลัวและเจ้าเล่ห์กว่าหมาป่าอสูรทมิฬมาก หากวางแผนจัดการกับอีกฝ่าย มีโอกาสสูงมากที่เราจะตกหลุมพรางเสียเอง… อันตรายจริงมาก… ตัวเลือกที่สามอยู่ในมือของพี่ชายอามุนด์ เขาคงอาศัยสงครามที่ผ่านมาผลักดันให้ตัวเองกลายเป็น ‘นักสร้างฝัน’ เรียบร้อยแล้ว หากเราไปยั่วยุเข้า แม้แต่ปราสาทต้นกำเนิดก็คงช่วยไม่ได้… ตัวเลือกที่สี่และห้าล้วนเกี่ยวข้องกับฮาล์ฟฟูลแห่งตระกูลอันทีโกนัส เกี่ยวข้องกับหมู่บ้านสายหมอกของเทพธิดา… อา เทพธิดาน่าจะมีหนทางในการอ้อมผ่านฮาล์ฟฟูลและนำไพ่เย้ยเทพออกมา แต่เราอาจต้องแลกเปลี่ยนด้วยแม่น้ำอันธการนิรันดร์… ไคลน์พบว่าตนกำลังเข้าสู่ทางตัน
เส้นทางข้างหน้าคือแม่น้ำอันธการนิรันดร์ โดยที่ด้านหลังมีซาราธ ผู้นำแห่งลัทธิเร้นลับ
น่าเสียดาย ถ้าเราหาหมาป่าอสูรพบอีกครั้ง ว่าจะลองเจรจาดูสักหน่อย ทางนั้นน่าจะเคยเห็นศิลาเย้ยเทพแผ่นที่หนึ่งและเข้าถึงสูตรโอสถของบริวารเร้นลับ… เฮ้อ แต่ถ้าไปตามหาตอนนี้ อีกฝ่ายคงหนีไปไกลทันทีที่ดมกลิ่นพบเรา… ไคลน์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะพูดกับอาโรเดส
“คำถามที่ห้า เจ้าหมายความว่าอย่างไรในตอนที่บอกว่า เจ้ามองเห็นเสาหลักและการค้ำจุนในตัวเรา”
คลื่นน้ำบนผิวกระจกกระเพื่อมเล็กน้อย ความมืดลุ่มลึกลงอย่างเห็นได้ชัด ตัวอักษรสีเงินกลายเป็นสีขาวอีกครั้ง
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ นั่นเป็นความรู้สึกที่ข้ามิอาจอธิบายได้ด้วยคำพูด… อย่างไรก็ดี ข้าเคยสัมผัสถึงความรู้สึกที่คล้ายคลึงกันได้จากอีกหนึ่งตัวตน หากไม่นับพระองค์ มีเพียงท่านที่มอบความรู้สึกดังกล่าว… พระองค์ที่ข้าหมายถึงคือเทพสุริยันบรรพกาล”
เทพสุริยันบรรพกาล… ไคลน์พยักหน้าครุ่นคิด
“พอแล้ว ถึงตาเจ้าถาม”
บนผิวกระจก ข้อความสีเงินพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีทอง
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ ท่านช่วยพาอาโรเดส ทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์และถ่อมตนติดสอยห้อยตามไปด้วยได้หรือไม่?”
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ ท่านช่วยพาอาโรเดส ทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์และถ่อมตนติดสอยห้อยตามไปด้วยได้หรือไม่?”
…
คำถามแบบเดียวกับปรากฏขึ้นห้าบรรทัดรวดจนเต็มผิวกระจก
ไคลน์ที่กลายเป็นเทวทูตย่อมไม่เกรงกลัวภัยอันตรายที่อาโรเดสอาจนำมา หลังจากไตร่ตรองสักพัก มันยิ้มและกล่าว
“เราขอไปคุยกับเทวทูตตนนั้นก่อน นั่นเป็นมารยาท”
ลำแสงมายาหลากสีสันพุ่งออกจากกระจกประหนึ่งพลุแสง จากนั้นก็ระเบิดออกเป็นดอกไม้ไฟภายในรถม้า
แทบจะในเวลาเดียวกัน ลำแสงสีเข้มสองดวงสว่างขึ้นตรงมุมกระจก สองแขนมายายื่นยาวออกมา
เดิมที ‘แขน’ ทั้งสองต้องการจะเอื้อมมาจับน่องไคลน์ แต่ในท้ายที่สุด พวกมันถูกชักกลับอย่างเงียบงันและโยกเอนเล็กน้อย
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่จงเจริญ!” หลังจากดอกไม้ไฟทยอยเลือนหาย ข้อความสีทองก็สว่างขึ้นบนกระจก
…
ภายในห้องเรียบง่ายกึ่งกลางขบวนรถไฟ
ชายรูปงามตัวสูง ผมยาวสีเกาลัดกำลังนั่งบนเก้าอี้ไม้เนื้อแข็ง หันหน้าเข้าหาตราศักดิ์สิทธิ์สามเหลี่ยม ประสานมือหลับตาพลางสวดวิงวอนด้วยมาดเคร่งศาสนา
บนโต๊ะแคบๆ ด้านข้างมีตุ๊กตาที่สร้างจากชิ้นส่วนโลหะ ด้านหลังตุ๊กตาส่องแสงระยิบระยับ
ทันใดนั้นเอง ชายหนุ่มลืมตาขึ้นและหันไปยังทิศทางหนึ่ง
ใครบางคนกำลังยืนอยู่ได้สักพักแล้ว
บนกระจกตาสีฟ้าของชายหนุ่ม ร่างดังกล่าวอาจดูคล้ายมนุษย์ แต่ในความเป็นจริงคือวังวนล่องหนที่กำลังสวมหมวกผ้าไหมทรงสูงและเสื้อกันลมยาวสีดำ ภายในวังวนเต็มไปด้วยหนอนโปร่งใสที่กำลังจับกลุ่มดีดดิ้น
“เกอร์มัน·สแปร์โรว์” อีกฝ่ายเอ่ยชื่ออย่างใจเย็น
วัตถุทั้งหมดรอบตัวลอยขึ้นทันที ทั้งที่ภายในห้องไม่มีลม
ไคลน์กดหมวกทรงสูง เผยให้เห็นใบหน้ามนุษย์พลางกล่าว
“ต้องเรียกคุณว่าอย่างไร”
ชายหนุ่มตาสีฟ้าพยักหน้าเล็กน้อย
“โบโนว่า·กุสตาฟ”
……………………………
Related
ไคลน์ไม่ได้แวะไปหาเบ็นสันกับเมลิสซ่าเนื่องด้วยเหตุผลว่า สิ่งที่ตนต้องพัวพันนั้นมีระดับสูงเกินไป การเข้าใกล้พี่ชายกับน้องสาวรังแต่จะนำพาหายนะไปสู่อีกฝ่าย สำหรับตัวตนที่ไม่ได้สนิทสนมกับไคลน์มาก่อน ลำพังพฤติกรรมดังกล่าวก็มากพอจะทำให้กระจ่างในความสัมพันธ์ระหว่างเบ็นสัน เมลิสซ่า และไคลน์ และหากเมื่อใดที่ความสัมพันธ์ถูกล่วงรู้ พวกมันจะทราบทันทีว่าไคลน์ยังคงเป็นมนุษย์และห่วงใยครอบครัว
ดังนั้น การอยู่ให้ห่างจากเบ็นสันและเมลิสซ่า คือการแสดงความรักที่ดีที่สุดของชายหนุ่ม
แต่แน่นอน ไคลน์พอจะเข้าใจสถานการณ์ของพี่ชายกับน้องสาวตนผ่านมิสจัสติส
ระหว่างสงคราม เบ็นสันได้แสดงฝีมือและไหวพริบอันโดดเด่นภายในกระทรวงการคลัง และได้รับการเลื่อนขั้นหลายครั้งจนกลายเป็นรองอธิบดีกรมที่ห้าพร้อมด้วยค่าจ้างสามร้อยปอนด์ต่อปี
เมลิสซ่าได้รับการสนับสนุนจากอาจารย์ที่ปรึกษา พอร์ตแลนด์·โมมงต์และได้รับโอกาสในการเป็นผู้วิเศษ แน่นอนว่าอธิการบดีของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเบ็คลันด์เป็นสาวกของโบสถ์จักรกลไอน้ำ และตัวมันก็เป็นผู้วิเศษ ปัจจุบันอยู่ในลำดับ 7 นักประเมิน มันต้องการให้เมลิสซ่ากลายเป็นลำดับ 9 ‘นักปราชญ์’ เพื่อพัฒนาความจำและซึมซับความรู้ จะได้มีรากฐานมั่นคงในสาขาอาชีพเครื่องกล
อันที่จริง เมลิสซ่าเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ แต่ก็มิอาจเล็ดลอดสายตาของผู้ชมระดับครึ่งเทพไปได้ นอกจากนั้น ออเดรย์ยังแจ้งไคลน์ว่าเมลิสซ่ามีแนวโน้มที่จะตอบตกลง และเตรียมจะตัดสินใจในอีกไม่กี่วัน
สำหรับทัศนคติของไคลน์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ชายหนุ่มยอมอนุญาตโดยนัย เพราะในแง่หนึ่ง สัมผัสวิญญาณของผู้วิเศษอย่าง ‘นักปราชญ์’ นั้นค่อนข้างจำกัด เมลิสซ่าจะไม่ได้เห็นหรือได้ยินในสิ่งที่ไม่ควร และในอีกแง่หนึ่ง เมื่อวันสิ้นโลกใกล้เข้ามา โอกาสที่ผู้วิเศษระดับล่างจะคลุ้มคลั่งยิ่งมีต่ำลง นอกจากนั้นยังมีผู้ชี้นำปาฏิหาริย์อย่างไคลน์ที่คอยลดความเสี่ยงในการคลุ้มคลั่ง
สำหรับแม่สาวคลั่งเครื่องจักร พลังความรู้ของลำดับ 9 นักปราชญ์ก็คงเพียงพอ… โมมงต์เองก็คงคิดแบบเดียวกัน เขาคงไม่อยากให้สาวกของเทพธิดาดื่มโอสถจากโบสถ์จักรกลไอน้ำมากนัก…
อา วันสิ้นโลกกำลังใกล้เข้ามา บาเรียล่องหนรอบโลกอ่อนกำลังลงทุกที สัญญาณการรุกรานโลกจากเทพภายนอกคงชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โอกาสที่คนธรรมดาจะได้พบเจอเหตุการณ์เหนือธรรมชาติย่อมต้องเพิ่มขึ้น จากมุมมองดังกล่าว เป็นเรื่องดีแล้วที่เมลิสซ่ากลายเป็นผู้วิเศษ หากเธอสามารถเลื่อนเป็นลำดับ 6 ‘ช่างฝีมือ’ หรือที่มีฉายาว่าเจ้าแห่งเครื่องกล ไม่เพียงเธอจะได้เติมเต็มความฝัน แต่ยังสามารถปกป้องตัวเองและเบ็นสันได้ด้วย…
คงต้องฝากให้มิสจัสติสหาโอกาสสอนเทคนิคสวมบทบาทอย่างแนบเนียน… เธอจะเติบโตไปได้ไกลแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับตัวเองแล้ว อย่างมากเราทำได้เพียงมอบความโชคดีให้เธอ… เอ่อ… อาจรวมถึงสูตรโอสถกับวัตถุดิบด้วย… ทำไมฟังดูเหมือนเราเป็นพี่ชายที่ไม่ยอมปล่อยวาง… นั่นสินะ ก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว… อีกอย่าง นี่คือการช่วยเติมเต็ม ‘ความปรารถนา’ ในแง่หนึ่งไม่ใช่หรือ?
เดี๋ยวนะ… เมลิสซ่าคงต้องการชุบชีวิตให้ไคลน์ไม่ผิดแน่ ถ้าเราเดินไปปรากฏตัวต่อหน้าเธอ จะได้รับผลตอบสนองจากโอสถเป็นอย่างไร?
…เลิกคิดไปได้เลย การทำแบบนั้นมีแต่จะนำพาหายนะไปสู่เมลิสซ่ากับเบ็นสัน… ไคลน์ส่ายหน้าพร้อมกับเลิกหาข้ออ้าง
ชายหนุ่มกดหมวกทรงสูงบนศีรษะและเดินเข้าไปในโรงแรมใกล้เคียง หยิบเงินหนึ่งทองปอนด์ออกมาเปิดห้อง
นี่เป็นเหรียญจริง ไคลน์นำกลับมายังโลกความจริงได้สักพักแล้ว
ในสงครามก่อนหน้า ไคลน์ทำการบริจาคธนบัตร 14,800 ปอนด์ ทองคำแท่งมูลค่า 14,200 ปอนด์ และอัญมณีคุณภาพสูงอีกเกือบยี่สิบเม็ดผ่านมิสจัสติส หากไม่นับสินค้าบนกองขยะ ปัจจุบันชายหนุ่มจะเหลือเงินติดตัวเพียงสามสิบเก้าทองปอนด์และอัญมณีคุณภาพสูงอีกสิบเม็ด
ชำเลืองไปทางเงินทอนที่เป็นเหรียญซูลและเพนนีซึ่งเจ้าของโรงเรียนทอนกลับมา ไคลน์เก็บพวกมันเข้ากระเป๋าเสื้อ เดินเข้าไปในห้องและตรงไปยังกระจกบานใหญ่
โดยไม่มัวรีรอ ชายหนุ่มหยิบปากกาและกระดาษออกมาวาดคาถาอัญเชิญกระจกวิเศษอาโรเดส
เวลาผ่านไป แต่กลับไม่มีสิ่งใดผิดปรกติเกิดขึ้น
กระจกบานยาวยังคงเงียบสงัด
ผ่านไปอีกไม่กี่วินาที ไคลน์หัวเราะในลำคอพลางเลิกคิ้ว ตามด้วยหยิบเหรียญทองออกจากกระเป๋าเสื้อ
…
ฉึกฉัก! ฉึกฉัก! ฉึกฉัก!
หัวรถจักรพลังไอน้ำพ่นควันโขมงไปตามแนวราง มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกของผืนทวีป
ไอคานส์เจ้าของผมเผ้ายุ่งเหยิง รวมถึงสมาชิกหน่วยจิตแห่งจักรกล พวกมันกำลังยืนอยู่ในรถม้า จดจ้องไปยังกรงเหล็กด้านหน้าด้วยใจจดจ่อ
บนกรงดังกล่าว หนามโลหะแหลมยื่นออกมาด้วยบรรยากาศอันน่าสะพรึง ส่องสะท้อนท่ามกลางแสงสลัว
“ท่านอาวุโส ไปถึงอินทิสแล้วจะกลับไปที่โลเอ็นอีกไหม” สมาชิกจิตแห่งจักรกลที่มีหน้าตาตามแบบฉบับชาวโลเอ็น มองไปยังทุ่งกว้างด้านนอกหน้าต่างที่ฉายผ่านไปอย่างรวดเร็ว อดไม่ได้ที่จะถาม
หลังสงครามจบลง โบสถ์จักรกลไอน้ำที่เลือกฝ่ายผิด ต้องยอมรับผลของการตัดสินใจผิดพลาดด้วยความขื่นขม ต้องย้ายผู้วิเศษทั้งหมดในระดับสูงกว่าครึ่งเทพ และสมบัติปิดผนึกที่สูงกว่าลำดับ 2 ออกจากโลเอ็นภายในเวลาที่กำหนด ตามคำสั่งของโบสถ์รัตติกาลและวายุสลาตัน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง พวกมันสูญเสียสถานะเดิมไปแล้ว จะเปิดทำการได้เพียงวิหารเล็กๆ ไม่กี่แห่งภายในโลเอ็นเหมือนกับโบสถ์พระแม่ธรณี
หากไม่ใช่เพราะมีสาวกเทพจักรกลไอน้ำในอาณาจักรเป็นจำนวนมาก และบางคนก็เป็นบุคคลสำคัญที่ช่วยซ่อมบำรุงอาณาจักรโลเอ็นหลังสงคราม เป็นที่เชื่อกันว่าโบสถ์จักรกลไอน้ำจะไม่มีทางได้รับการบทลงโทษเพียงเท่านี้
ในทำนองเดียวกัน เมื่อวิหารน้อยลง จำนวนสมาชิกของจิตแห่งจักรกลก็ลดลงเช่นกัน ผู้วิเศษส่วนใหญ่จึงต้องย้ายจากโลเอ็นไปยังอินทิส
ไอคานส์เงียบไปสักพักก่อนจะยิ้มขื่นขม
“ในตอนแรก ผมจะปฏิบัติตามการจัดสรรของท่านอาร์ชบิชอปไปก่อน แต่ภายหลังจะหาโอกาสโยกย้ายกลับไปยังโลเอ็น เพราะที่นั่นเปี่ยมไปด้วยวัยเด็ก วัยรุ่น และวัยหนุ่มของผม มีความทรงจำมากมายที่ยังไม่อยากทิ้งไป…”
ขณะกล่าว สายตาของมันมองออกไปยังที่ห่างไกล ประหนึ่งกำลังจดจ้องมหานครแห่งนคร เมืองหลวงแห่งเมืองหลวง
ทันใดนั้นเอง กรงเหล็กที่มีหนามแหลมพลันสั่นสะเทือน
เส้นสายฟ้าสีเงินสว่างจำนวนมากผุดขึ้นจากอากาศว่างเปล่าและผ่าลงมา แต่ทั้งหมดก็ถูกดูดซับไว้โดยกรงโลหะ ไหลผ่านลวดจำนวนหนึ่งที่หุ้มด้วยฉนวนไฟฟ้า ออกไปยังพื้นดินด้านนอกรถไฟจนเกิดแสงประกาย
ตึง! ตึง! ตึง!
กรงเหล็กคล้ายกับถูกมือล่องหนทุบตี แต่ก็มิอาจทำลายบาเรียคุ้มกัน
“กระจกวิเศษมีการตอบสนองที่รุนแรงมาก… ทั้งที่เมื่อก่อนมันสงบเสงี่ยมมาตลอด” สมาชิกของจิตแห่งจักรกลคนเดิมกล่าวด้วยสีหน้างุนงง
ท่ามกลางเสียงอึกทึก ไอคานส์สัมผัสไรผม
“ไม่ได้สงบขนาดนั้น บางครั้งมันก็แสดงด้านที่บ้าคลั่ง หากไม่มีอาการดังกล่าว พวกเราจะมองว่ามันเป็นแค่สมบัติปิดผนึกระดับ 2”
“อย่างนี้นี่เอง หึหึ ผมไม่เคยสัมผัสมันมาก่อน ก็เลยไม่ทราบ… ไม่รู้ว่าคิดไปเองไหม แต่ดูเหมือนว่ากระจกวิเศษจะไม่ต้องการไปจากเบ็คลันด์” สมาชิกของจิตแห่งจักรกลกล่าวพลางยิ้ม
เปรี้ยง!
สายฟ้าฟาดลงมาทีละเส้น แต่ก็ดูดกรงเหล็กดูดซับไว้
ตึง! ตึง! ตึง! เสียงกระแทกค่อยๆ ดังขึ้น ประหนึ่งเป็นเสียงคร่ำครวญสุดท้ายแสนอ่อนแอ
ไอคานส์หยิบนาฬิกาพกที่ค่อนข้างเก่าออกมาเปิดฝา
“เจ้านั่นอาละวาดแค่สองนาที ดีกว่าตอนเช้ามาก”
ขณะสมาชิกของจิตแห่งจักรกลที่เพิ่งย้ายมาใหม่เตรียมถาม มันพบว่าเสียงทุบกระแทกเงียบลงกะทันหัน ประหนึ่งได้รับผลกระทบจากปัจจัยที่มิอาจต้านทาน
“กระจกวิเศษมักเป็นแบบนี้เสมอเลยหรือ?” มันถาม
ไอคานส์ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ก็ไม่เชิง… ตามปรกติแล้ว มันจะอาละวาดไม่เกินยี่สิบถึงสามสิบวินาทีต่อครั้ง ดูเหมือนจะมีบางสิ่งผิดปรกติ…”
“ท่านอาวุโสไม่ต้องกังวล บนรถไฟมีคนใหญ่คนโตโดยสารมาด้วย ตำแหน่งสูงกว่าท่านอาร์ชบิชอปเสียอีก” สมาชิกจิตแห่งจักรกลด้านข้างพูดสร้างความมั่นใจด้วยเสียงเรียบ
บนรถไฟลำนี้มีสมบัติปิดผนึกอันตรายอยู่มากเกินไป หากไม่มียอดฝีมือมาคอยดูแล โอกาสเกิดเหตุไม่คาดฝันย่อมมีสูง
ไอคานส์พยักหน้า เป็นนัยว่าไม่กังวล
บนถนนในชานเมืองที่ห่างจากรถไฟลำดังกล่าวราวสิบกิโลเมตร ไคลน์ซึ่งกำลังนั่งบนรถม้าที่ตนเสกขึ้น จ้องมองกระจกเงาตรงหน้า
เมื่อวาดสัญลักษณ์ที่ผสมผสานระหว่างการ ‘ปกปิด’ และ ‘ส่องความลับ’ เสร็จ แสงสว่างพลันปรากฏขึ้นบนกระจก ข้อความภาษาโลเอ็นสีทองบรรจงเรียงตัวทีละหนึ่ง
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ ในที่สุดท่านก็มาถึง! อาโรเดส ทาสรับใช้ผู้ต่ำต้อย ซื่อสัตย์ และน่าสงสารของท่านคิดถึงท่านมาก!”
หือ… เมื่อต้องเผชิญความกระตือรือร้นที่เหนือความคาดหมาย ไคลน์ผงะเล็กน้อยจนยากจะสังเกตเห็น
หากพฤติกรรมเมื่อครู่ของกระจกวิเศษอาโรเดสยังหลงเหลือความเคร่งขรึมอยู่บ้าง ไคลน์คงมองว่าอีกฝ่ายต้องการประจบสอพลอ แต่เมื่อครู่ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่คล้ายการร่ำไห้อย่างเลือนราง
“ในทรีอาร์เต็มไปข่าวชู้สาว อัตราส่วนสูงลิบชนิดที่เบ็คลันด์เทียบไม่ติด เจ้าน่าจะชอบไม่ใช่หรือ” ไคลน์เย้าแหย่อาโรเดสด้วยรอยยิ้ม
“นั่นเพราะนายท่านไม่ต้องการไปอยู่ทรีอาร์” ตัวอักษรสีทองบนผิวกระจกจางลงและกลายเป็นสีเงินซีด
ไคลน์ส่ายหน้าเล็กน้อย
“เรามีเรื่องอยากถามเจ้า”
“ได้โปรดถาม” อาโรเดสตอบอย่างถ่อมตน
“เจ้าทราบหรือไม่ว่าพระแม่ธรณีเป็นใคร” ไคลน์เข้าประเด็นทันที
แสงบนกระจกทึบลงทันใด ตัวหนังสือสีเงินถูกย้อมเป็นสีขาวซีด
“ข้าเองก็ไม่ทราบ… แต่ในศึกระหว่างทวยเทพ ข้าได้ยินเสียงเรียกชื่อจากภายใน ‘สวรรค์มืด’ … เป็นชื่อจริงของต้นตระกูลผีดูดเลือด”
กระจกวิเศษไม่กล้าเอ่ยนามลิลิธโดยตรง
ลิลิธ? เป็นลิลิธนี่เอง… ไคลน์ผงะในตอนต้น ก่อนจะพบว่าคำตอบดังกล่าวอธิบายความคาใจของตนได้มากมาย
จากนั้น ชายหนุ่มหวนนึกถึงเดอะมูนเอ็มลิน
แวมไพร์รายนี้เดินวนเป็นวงกลม เผชิญเหตุการณ์มากมายจนตั้งคำถามกับตัวเอง แต่กลับกลายเป็นว่า แท้จริงแล้วเขาไม่เคยเปลี่ยนความเชื่อ…
หากเอ็มลินมีนิสัยเหมือนแอนเดอร์สัน หมอนั่นคงพูดกับเจ้าชายและมาร์ควิสผีดูดเลือดว่า: โย่! พวกนายก็สาวกพระแม่ธรณีเหมือนกันสินะ… ไคลน์ที่จินตนาการฉากสุดฮาในใจ กล่าวกับกระจกวิเศษอาโรเดส:
“ตาเจ้าถาม”
“นายท่านเชิญถามต่อได้ ไว้ข้าค่อยถามทีเดียวในตอนสุดท้าย” ตัวอักษรสีขาวซีดเปลี่ยนกลับไปเป็นสีเงิน
ไคลน์ครุ่นคิดสักพักก่อนจะพูด
“สถานการณ์โลกตอนนี้เป็นเช่นไรบ้าง? ยกตัวอย่างเช่น สถานการณ์ในฟุซัค”
…………………………
Related
‘ราชันกาลเวลาและห้วงมิติ’ ‘ดวงประทีปแห่งชะตากรรม’ ‘ร่างอวตารของปราสาทต้นกำเนิด’ ‘ผู้ปกครองโลกวิญญาณ’ ‘ราชันเร้นลับ’ … หมายความว่า ‘เร้นลับ’ ที่เทพสุริยันบรรพกาลเคยเรียกขานหมายถึง ‘ราชันเร้นลับ’ … ไคลน์ไล่พึมพำทุกชื่อพลางพบว่าเงาแห่งความกลัวภายในใจตนเองเริ่มเติบโต
มันผุดคำถามหนึ่งทันที ลังเลสักพักก่อนจะตัดสินใจพูด
“เท่าที่ข้าทราบ ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชคปรากฏตัวก่อนที่อารยธรรมสุดท้ายจะล่มสลาย”
หลังจากเจ็ดแสงมองหน้ากัน แสงเหลืองเวนิธานที่ร่างกายโปร่งแสงประหนึ่งสัตว์วิญญาณถอนหายใจยาว
“พวกเราไม่ทราบเรื่องนั้น เมื่ออารยธรรมสุดท้ายสิ้นสุดลงและ ‘ปฐมต้นกำเนิด’ ลืมตาตื่น เจ็ดแสงรุ่นก่อนหน้าล้วนถูกลบหายไป พวกเราเป็นแสงพิสุทธิ์ที่ก่อตัวขึ้นภายในโลกวิญญาณจากยุคสมัยที่หนึ่ง… อย่างไรก็ดี พวกเราพอจะมีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับ ‘ผู้ปกครองสูงสุดเหนือโลกวิญญาณ’ อยู่บ้าง ซึ่งนั่นอาจช่วยตอบคำถามของท่านได้”
ไคลน์เผยสีหน้าตั้งใจฟังทันที
แสงเหลืองเวนิธานกล่าวต่อ
“พวกเราสงสัยว่า ‘วันวาน’ ที่โลดแล่นในยุคแรก บางส่วนอาจเป็น ‘เทพภายนอก’ ที่ถูกโลกนี้ดึงดูดเข้ามา และบางส่วนเกิดจากการกระตุ้นโดยแก่นแท้แห่งต้นกำเนิด หรือกล่าวได้ว่า ‘วันวาน’ บางตนนั้นเทียบได้กับ ‘ปฐมต้นกำเนิด’ เพราะเป็นร่างอวตารบุคลิกภาพของพระองค์ที่ถูกแบ่งออกมา… สิ่งใดที่แยกจากกันต้องกลับมารวมกันในที่สุด และสิ่งที่รวมกันต้องแยกจากกันในที่สุด นิยามนี้ไม่เพียงใช้กับตะกอนพลัง แต่ยังรวมไปถึงตัว ‘ปฐมต้นกำเนิด’ เองด้วย ดังนั้น แก่นแท้แห่งต้นกำเนิดและตะกอนพลังที่มีต้นตอจากตัวตนผู้ยิ่งใหญ่ดังกล่าว จึงมีแนวโน้มที่จะรวมกันเป็นหนึ่งเดียว และเนื่องจาก ‘ปฐมต้นกำเนิด’ เป็นศูนย์รวมของความขัดแย้งทั้งหมดในจักรวาล หลังจากแก่นแท้แห่งต้นกำเนิดและตะกอนพลังผสานเข้าด้วยกัน มันจะแยกออกจากกันอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง”
นี่คือที่มาของกฎการดึงดูดระหว่างตะกอนพลัง? ‘เทพแห่งตะเกียง’ คือ ‘เทพภายนอก’ ผู้โชคร้ายที่ถูกดึงดูดมายังโลกและได้พบกับ ‘ราชันเร้นลับ’ ? ไคลน์พยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่ขัดจังหวะ รอคอยอย่างอดทนให้แสงเหลืองเวนิธานแสดงความเห็นเพิ่มเติม
เวนิธานในชุดคลุมสีเหลืองมะนาวจ้องหน้าไคลน์และพูด
“บางที ‘ปฐมต้นกำเนิด’ อาจค้นพบแนวโน้มที่จะแยกตัวในระหว่างที่พระองค์กำลังหลับ จึงทำการแยกจิตออกเป็นหลายส่วน และใช้จิตเหล่านั้นแอบแทรกแซงโลกในชื่อที่ต่างกันเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการ ‘แยกตัว’ ที่จะเกิดขึ้นเมื่อร่างต้นของพระองค์ลืมตาตื่น… ชื่อเหล่านั้นอาจประกอบด้วย ‘พระเจ้า’ หรือ ‘ราชันสวรรค์’ …”
สมเหตุสมผล สามารถอธิบายข้อสงสัยของเราได้มากมาย… ไคลน์กระจ่างทันที
มันครุ่นคิดสักพักก่อนจะกล่าว
“กล่าวอีกนัยหนึ่ง พวกเจ้าเชื่อว่า ‘ผู้ปกครองสูงสุดเหนือโลกวิญญาณ’ คือส่วนหนึ่งของ ‘ปฐมต้นกำเนิด’ และในบางแง่มุมก็อาจเทียบเท่า ‘ปฐมต้นกำเนิด’ ตัวจริง?”
“ถูกต้อง” แสงส้มฮิลลาเรี่ยนยืนยันคำตอบ ตามด้วยปลอบโยนไคลน์ “แต่จากสถานการณ์ปัจจุบัน ท่านผู้ปกครองสูงสุดคนดังกล่าวก็มีสภาพไม่ต่างจากบรรดาจิตอื่นของ ‘ปฐมต้นกำเนิด’ เจตจำนงและพลังของพระองค์จะยิ่งเลือนรางลงเมื่อเวลาผ่านไป ไม่ว่าท่านจะเป็นพระองค์หรือไม่ ก็จะไม่มีสิ่งใดฉุดรั้งการต่อต้านของท่านได้ จงรักษาความเป็นมนุษย์ในปัจจุบันไว้ให้ดี คอยสร้างสมดุลกับพระองค์… หึหึ อย่าลืมว่าการแยกจากคือสิ่งที่มิอาจเลี่ยง”
ไม่ได้สบายใจขึ้นสักนิด… ไคลน์อดไม่ได้ที่จะรำพัน
จากนั้น ชายหนุ่มตระหนักถึงปัญหา
ในเมื่อ ‘ปฐมต้นกำเนิด’ แบ่งจิตออกเป็นหลายส่วน ตราประทับทางจิตภายในตัวผู้วิเศษลำดับสูงย่อมต้องเป็นของ ‘วันวาน’ ที่แตกต่างกันไปตามแต่ละเส้นทาง…
ถ้าบอกว่า ‘มหาต้นกำเนิด’ ที่ลืมตาตื่นขึ้นในร่างเทพสุริยันบรรพกาลคือ ‘พระเจ้า’ ตามที่เจ็ดแสงเพิ่งอธิบาย เช่นนั้นแล้วใครเป็นเจ้าของตราประทับทางจิตของ ‘มหาต้นกำเนิด’ ที่อยู่ภายในตัวเรา?
ตอบได้ไม่ยาก ไคลน์ทราบคำตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด:
ราชันเร้นลับ ผู้ปกครองสูงสุดเหนือโลกวิญญาณ ราชันสวรรค์ฟ้าดินผู้ครองพลังโชคลาภ!
กล่าวอีกนัยหนึ่ง มิใช่ว่าราชันสวรรค์ฟ้าดินผู้ครองพลังโชคลาภจะไม่ทิ้งร่องรอยใดไว้ในตัวอย่างที่ไคลน์เข้าใจ แต่ตราประทับทางจิตของอีกฝ่ายได้ตื่นขึ้นภายในร่างกายชายหนุ่มเรียบร้อยแล้ว!
บัดซบ… ไคลน์พลันเย็นเยียบไปทั้งตัว มันเริ่มเข้าใจความรู้สึกของเทพสุริยันบรรพกาลขึ้นมาบ้างแล้ว
ในตอนนี้ ชายหนุ่มกังวลเป็นอย่างมากว่าสักวันหนึ่ง ตนจะค่อยๆ กลายเป็นคนอื่นโดยไม่รู้ตัว กลายเป็นราชันเร้นลับ กลายเป็นราชันสวรรค์ฟ้าดินผู้ครองพลังโชคลาภที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมา
อย่างไรก็ดี การ ‘ตื่น’ ในระดับนี้น่าจะเป็นสิ่งที่เทวทูตทุกตนต้องเผชิญ คงมิได้ทรงพลังและต่อต้านได้ยากอย่างที่เรากังวล… ส่วนหนึ่งเพราะเราแตกต่างจากเทพสุริยันบรรพกาล ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับตัวตนระดับเทวทูต ไม่ได้ปรองดองกับเอกลักษณ์โดยอัตโนมัติ แต่เป็นการบรรจงเลื่อนลำดับและย่อยโอสถอย่างสมบูรณ์ในทุกขั้นตอน… เราเข้าใจถูกไหม? แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็ต้องขอบคุณกลุ่มหมอกสีเทาที่ส่ง ‘ม่าน’ ผืนดังกล่าวเข้าไปในดินแดนเทพทอดทิ้ง บางทีนี่อาจเกิดจากความช่วยเหลือของหลายบุคคล… ใช่แล้ว มันไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด เราเป็นถึงเจ้าของปราสาทต้นกำเนิด ไม่มีทางที่จะถูกกัดกร่อนร้ายแรงเท่ากับเทวทูตลำดับ 2 ตนอื่นแน่นอน… ไคลน์ทำเพียงส่ายหน้าเงียบงัน มิได้ไต่ถามสิ่งใดกับเจ็ดแสงเพิ่มเติมในประเด็นนี้
สำหรับชายหนุ่ม นี่เป็นหนึ่งในความลับแสนสำคัญ ไม่มีทางปล่อยให้บุคคลอื่นทราบว่าสถานะปัจจุบันเป็นเช่นไร
ไคลน์ยกมือขวาขึ้น กำจ่อปากและกระแอมแห้ง:
“พอจะเข้าใจแล้ว”
หลังจากพูดคุยเกี่ยวกับข้อสงสัยอื่นสักพัก ไคลน์ลุกขึ้นยืนทำความเคารพ
“ขอบคุณสำหรับคำตอบ”
“เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ขอให้พระองค์ได้กลับไปนั่งบนบัลลังก์ผู้ปกครองสูงสุดเหนือโลกวิญญาณโดยเร็ว” เจ็ดแสงลุกขึ้นยืนพร้อมกันก่อนจะกล่าวอย่างสุภาพ
พวกเขากำลังแช่งเรา? ไคลน์จิกกัดตัวเองพลางส่งดวงแสงทั้งเจ็ดกลับไปอย่างสุภาพ
จากนั้นก็ใช้พลังเทเลพอร์ตอีกครั้งเพื่อส่งตัวเองกลับไปยังตรอกเงียบภายในกรุงเบ็คลันด์
ไคลน์กดหมวกทรงสูงบนศีรษะขณะเดินไปตามถนน
สิ่งที่ดึงดูดสายตาชายหนุ่มเป็นอันดับแรกคือผู้คนอันคับคั่งที่กำลังรีบเร่งจนเกิดเป็นคลื่นความร้อน
มันเห็นบางคนที่แต่งกายด้วยชุดผ้าลินิน กำลังใช้เลื่อยและเครื่องมือที่คล้ายกันเพื่อตัดต้นไม้ประหลาดสูงลิบ บางคนจับกลุ่มกันซ่อมแซมบ้านเรือนริมถนนที่ได้รับความเสียหายไม่มากนัก และบางคนกำลังถือพายเดซีย์และชาเย็นพร้อมกับรีบวิ่งผ่านไคลน์ไป รวมกับกำลังรีบเสียเต็มประดา บางคนขับรถม้าบรรทุกอาหาร เนื้อสัตว์ และผักไปยังสถานที่ต่างๆ
แม้คนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าซอมซ่อเต็มไปด้วยรอยเย็บ ใบหน้าเฉยชาและเจ็บปวด แต่ความมีชีวิตชีวาที่แผ่ออกจากร่างกาย ได้สะท้อนเข้ามาในดวงตาไคลน์ประหนึ่งแสงแห่งความหวัง บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยพลังงาน
พวกมันเปรียบดังหญ้าแพรกที่ดิ้นรนดันหินให้พ้นทางหลังจากผ่านฤดูหนาวอันเย็นยะเยือก
ไคลน์เดินช้าลง เฝ้ามองฉากที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาตรงหน้า
แม้ชายหนุ่มจะไม่ได้เห็นโลกอันน่าหดหู่ในช่วงหลังของสงครามด้วยตาตัวเอง แต่มันก็ได้ฟังรายละเอียดมากมายจากมิสจัสติสและเลียวนาร์ด ไม่เพียงเท่านั้น มันยังต้องเตร็ดเตร่ท่ามกลางดินแดนเทพทอดทิ้งที่มืดมิดและกดดันยิ่งกว่าเป็นเวลานาน ย่อมช่วยไม่ได้ที่จะเกิดอารมณ์มากมายเมื่อได้เห็นฉากปัจจุบัน
ฤดูใบไม้ผลิกำลังย่างกรายเข้ามา
สีหน้าไคลน์ค่อยๆ ผ่อนคลาย มุมปากบรรจงยกโค้งเล็กน้อย
มันเดินผ่านถนนหนทางและตรอกซอกซอยที่ถูกซ่อมแซมใหม่หลังสงคราม จนกระทั่งมาถึงวิหารนักบุญแซมมวลในเขตเหนือ
จัตุรัสที่นี่เต็มไปด้วยหลุมบ่อ คนงานกำลังเร่งมือทำความสะอาด นกพิราบขาวจำนวนหนึ่งบินกลับจากที่ใดสักแห่งและร่อนลงในจุดที่พวกมันคุ้นเคย
ไคลน์มองไปรอบตัวแต่กลับไม่พบพ่อค้าแม่ค้าแผงลอย จึงไม่มีทางเลือกนอกจากหยิบภาพฉายอาหารนกจากอดีตมาโปรยให้พวกมัน
เมื่อนกพิราบขาวบินเรียงกันลงมา ชายหนุ่มเดินผ่านจัตุรัสเข้าไปในวิหารที่กำลังบูรณะหอระฆัง จากนั้นก็นั่งแถวหน้าสุดในโถงสวดมนต์
จ้องมองตราศักดิ์สิทธิ์ที่รายล้อมด้วยดวงดาวและพระจันทร์สีแดงตรงหน้าสักพัก ไคลน์ถอดหมวกพลางประสานมือ หลับตาลงท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ
อารมณ์ของชายหนุ่มสงบลงอย่างรวดเร็ว รู้สึกราวกับกำลังสวดมนต์อยู่จริงๆ
ทันใดนั้นเอง เลียวนาร์ดเจ้าของดวงตาสีเขียวและผมสีดำที่ยาวขึ้นเล็กน้อย แต่งกายในเสื้อกันลมสีดำและถุงมือสีแดง เดินเข้ามาจากประตูทางเข้าหลัก ตรงมาตามทางเดินด้านข้างและนั่งลงบนเก้าอี้ถัดจากไคลน์ไปสองตัว จากนั้นก็เริ่มสวดวิงวอน
ท่ามกลางความเงียบสงัด ไคลน์ลืมตา ลุกขึ้นยืน สวมหมวก และเดินผ่านเลียวนาร์ด
เมื่อมันเดินเข้าใกล้ทางออก เลียวนาร์ดลุกขึ้นยืนอย่างไม่รีบร้อนและเดินตามไป
ทั้งสองเดินไล่หลังกันมา ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงมุมหนึ่งของจัตุรัสด้านนอก
เลียวนาร์ดเฝ้ามองนกพิราบขาวกลุ่มหนึ่งบนพื้น ตามด้วยพึมพำกับตัวเอง
“ผมเป็นอาวุโสใหญ่ของเหยี่ยวราตรีแล้ว มีกำหนดจะกลับไปยังมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ในอีกสองวันข้างหน้าเพื่อศึกษาเล่าเรียนเพิ่มเติม รวมถึงรับสมบัติศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวข้อง”
ในช่วงสุดท้ายของสงคราม เลียวนาร์ดถูกเลื่อนเป็นลำดับ 4 ‘ผู้พิทักษ์ราตรี’ และถูกส่งไปรบแนวหน้า
“ดูเหมือนคุณจะไม่มีความสุขสักเท่าไร” ไคลน์ที่กำลังยืนข้างเลียวนาร์ด ยังคงจ้องนกพิราบและกล่าวโดยไม่หันหน้าไปมอง
เลียวนาร์ดยิ้มเจื่อน
“จะไม่มีความสุขได้อย่างไร… ผมแค่กำลังคิดว่า ศึกระหว่างเทพจบลงเร็วเกินไป เป็นผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงเลยสักนิด หมายความว่าความปราชัยอย่างต่อเนื่องในช่วงแรกของสงคราม มิได้เป็นมากไปกว่าเหยื่อล่อ?”
“ก่อนวันนี้ ผมก็เคยคิดแบบเดียวกันคุณ ทั้งสับสนและไม่พอใจอย่างรุนแรง แต่ตอนนี้เริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว… ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น… อาจเกิดขึ้นเพราะจำเป็นจริงๆ” ไคลน์ไม่เก็บซ่อนความรู้สึก
เลียวนาร์ดเงียบงันสักพัก สายตาก้มมองนกพิราบขาวที่เดินวนรอบปลายเท้าตน
“ตาแก่ก็พูดแบบเดียวกัน…”
โดยไม่รอให้ไคลน์กล่าวคำใด มันชำเลืองไปทางอดีตเพื่อนร่วมงานและถาม
“คุณเป็นเทวทูตแล้วหรือ”
พาลีส·โซโรอาสเตอร์บอกกับเลียวนาร์ดแล้วว่า สิ่งที่ไคลน์กำลังทำ คล้ายกับการเตรียมตัวสำหรับพิธีกรรมเลื่อนลำดับเป็นเทวทูต
“ใช่” ไคลน์พยักหน้าแผ่วเบา “แต่นี่ไม่ใช่ความรุ่งโรจน์หรืออำนาจ… มีเพียงความเจ็บปวด คำสาป และความรับผิดชอบ”
“ทำไมกัน?” เลียวนาร์ดถามตามความเคยชิน
ไคลน์ไม่ตอบในทันที เพียงก้มศีรษะลง ชำเลืองเงาที่เท้าก่อนจะหันหลังกลับและเดินไปยังทางออกจัตุรัส
ไม่กี่ก้าวถัดมา ชายหนุ่มหันกลับมาหาเลียวนาร์ดพลางพึมพำ:
“คุณคงยังจำประโยคนี้ได้… พวกเราคือผู้พิทักษ์ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นมดปลวกน่าสมเพชที่ต้องต่อสู้กับอันตรายและความบ้าคลั่งตลอดเวลา”
เลียวนาร์ดผงะไปเล็กน้อย จนกระทั่งผ่านไปไม่กี่วินาที มันรีบหันไปมองแผ่นหลังของไคลน์ที่แต่งกายในชุดคลุมกันลมและหมวกทรงกึ่งสูง จากนั้นก็พบว่าอีกฝ่ายกำลังจะหายไปจากมุมถนน
ท่ามกลางเสียงสายลมพัดผ่าน นกพิราบขาวบนพื้นทยอยบินขึ้นไปบนท้องฟ้าสีคราม
……………………………
Related
เมื่อได้ยินคำตอบจากแสงครามเฮซุส จิตไคลน์พลันตึงเครียดทันที พลางนึกถึงพระจันทร์สีแดง ดาวน้ำตาล ดาวแดง ดาวน้ำเงิน และดาวทอง ชายหนุ่มสัมผัสได้ว่ามีสายตาจำนวนมากกำลังจดจ้องมายังโลกด้วยความเหยียดหยัน
การเชื่อมต่อถูกสร้างขึ้นอย่างเงียบงัน ความรู้สึกถูกกัดกร่อนที่เริ่มก่อตัว ทำให้หนอนวิญญาณภายในใจไคลน์เริ่มกระสับกระส่าย
ในฐานะเทวทูตผู้ควบคุมปราสาทต้นกำเนิด ไคลน์มีวิธีมากมายสำหรับตัดการเชื่อมต่อดังกล่าว วิธีแรก ใช้ระดับตัวตนและพลังของร่างสัตว์ในตำนานที่สมบูรณ์ วิธีที่สอง ข่มหลักยึดเหนี่ยวและปล่อยให้ตราประทับทางจิตของมหาต้นกำเนิดอาละวาดเพื่อกับการกัดกร่อนชนิดใหม่ วิธีที่สาม พึ่งพาออร่าของปราสาทต้นกำเนิดที่สามารถระดมพลังบนโลกความจริงได้แล้ว
โดยปราศจากความลังเล ชายหนุ่มเลือกวิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุดเพื่อไม่ให้เหลือทิ้งภัยซ่อนเร้น
หมอกสีเทาเจือจางปรากฏขึ้นรอบตัวชายหนุ่ม ภาพจินตนาการเกี่ยวกับดวงดาวต่างๆ เริ่มเลือนหาย
ผ่านไปสักพัก ไคลน์กล่าวต่อ:
“เทพภายนอกมีมากมายขนาดนั้นเชียว?”
แสงครามเฮซุสเป็นสัญลักษณ์ในขอบเขตการสวดวิงวอน มันสัมผัสแหวนทับทิมที่สวมอยู่พลางพยักหน้ากล่าว
“นับตั้งแต่ปฐมต้นกำเนิดลืมตาตื่นขึ้นและแบ่งตัว เหล่าเทพภายนอกที่ทรงพลังทั่วจักรวาลก็เริ่มมารวมตัวกันรอบระบบสุริยะแห่งนี้ บ้างต้องการทวงคืน ‘แก่นแท้แห่งต้นกำเนิด’ และตะกอนพลังที่ถูกฉีกออกจากร่างพวกท่านและถูกดึงดูดมายังโลก บ้างต้องการช่วงชิงแก่นแท้แห่งต้นกำเนิดและตะกอนพลังลำดับสูงที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง”
ปฐมต้นกำเนิด… เจ็ดแสงเรียกพระผู้สร้างต้นกำเนิดว่า ‘ปฐมต้นกำเนิด’ ไม่ใช่ ‘มหาต้นกำเนิด’ … ในเชิงความหมายฟังดูไม่ต่างกันมากนัก… ไคลน์เรียงคำพูดก่อนจะถาม
“ตะกอนพลังกับแก่นแท้แห่งต้นกำเนิดที่ฉีกขาดและถูกดึงดูดมายังโลก?”
ชายหนุ่มเข้าใจคำพูดส่วนใหญ่ของแสงคราม และสามารถปะติดปะต่อข้อมูลได้ทันที มีเพียงประเด็นนี้ที่คาดไม่ถึง
ในฐานะสัญลักษณ์ของขอบเขต ‘เข้าฌาน’ แสงน้ำเงินคูทูมีซึ่งใช้ความรักและปัญญาเป็นคุณลักษณะหลัก อธิบายอย่างเป็นกันเอง:
“ท่านน่าจะคุ้นเคยกับกฎแรงดึงดูดของพลังพิเศษดีอยู่แล้ว”
เมื่อเห็นไคลน์พยักหน้า ชายชราเคราดกที่ผูก ‘ไพลิน’ ไว้รอบหน้าผากกล่าวต่อไป:
“นั่นไม่ได้เป็นเพียงกฎของลำดับเส้นทาง แต่ยังใช้ได้กับตะกอนพลังและแก่นแท้แห่งต้นกำเนิดของเทพภายนอกด้วย โดยเฉพาะตัวตนที่เคยถูกบ่มเพาะโดย ‘ปฐมต้นกำเนิด’ โดยตรงอย่าง ‘มารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทราม’ ‘บุตรแห่งปฐมกาล’ และ ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ … สำหรับคำถามที่ว่า ยังมีเทพภายนอกตนอื่นอยู่ในกลุ่มนี้อีกไหม พวกเราเองก็ไม่แน่ใจ… สรุปโดยสั้น ‘วันวาน’ ทั้งสามที่สูญเสียแก่นแท้แห่งต้นกำเนิดและตะกอนพลังไปบางส่วน ให้ความสนใจและกระตือรือร้นที่จะกัดกร่อนโลกวิญญาณและโลกแห่งความจริง เพื่อสร้างมลพิษแก่พวกเรา”
ไคลน์พยักหน้ารับ ตามด้วยถามกึ่งมั่นใจ
“กล่าวคือ บางส่วนของยี่สิบสองเส้นทางและเก้าแก่นแท้แห่งต้นกำเนิดเคยเป็นของเทพภายนอก?”
“ใช่” แฌร์แม็ง สัญลักษณ์ในขอบเขต ‘เวทมนตร์พิธีกรรม’ ผู้ถืออัญมณีสีม่วง ถือโอกาสตอบคำถาม “เมื่อมีเส้นทางครบยี่สิบสองและแก่นแท้แห่งต้นกำเนิดครบเก้า ทุกสิ่งก็เข้าสู่ภาวะสมดุล นี่อาจเป็นการเชื่อมโยงในเชิงศาสตร์เร้นลับจาก ‘ปฐมต้นกำเนิด’”
ไคลน์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะถามต่อ
“มีเส้นทางใดบ้าง?”
แฌร์แม็งซึ่งมีใบหน้าส่องแสงสีม่วงจางตอบ:
“ยกตัวอย่างเช่น เส้นทางจันทราและธรณีล้วนเป็นของ ‘มารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทราม’ พระองค์คือตัวตนอันยิ่งใหญ่ที่อยู่เหนือเทพภายนอกทั้งหมด แม้ว่าหนึ่งในแก่นแท้แห่งต้นกำเนิดซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของพระองค์อย่าง ‘รังมารดา’ จะถูกฉีกออกจากร่าง แต่ความจริงดังกล่าวก็ไม่เปลี่ยนไป ในทำนองเดียวกัน พระองค์คือผู้ปกครองพลังแห่งสตรีทั้งปวงในจักรวาล”
ได้ยินแฌร์แม็งกล่าวเช่นนั้น แสงเขียวซาราพิสขำออกมาทันที:
“อันที่จริง ถ้าลองวิเคราะห์ยี่สิบสองเส้นทางอย่างละเอียด คุณจะพบว่าเส้นทางจันทราและธรณีมีความขัดแย้งกันมากที่สุด… หึหึ ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพ แม้เส้นทางแม่มดจะแสดงถึงส่วนที่เป็นสตรีของ ‘ปฐมต้นกำเนิด’ แต่เส้นทางนักบวชสีชาดก็คอยถ่วงดุลด้วยการเป็นตัวแทนส่วนที่เป็นบุรุษของพระองค์ ทว่า สำหรับเส้นทางจันทราและธรณีที่ทำให้ผู้วิเศษลำดับสูงกลายเป็นสิ่งมีชีวิตเพศหญิงได้ทั้งคู่เช่นกัน กลับไม่มีเส้นทางใดเลยมาคอยถ่วงดุลเพศชาย”
เมื่อเห็นไคลน์ขมวดคิ้ว แสงเขียวเจ้าของผมยาวประหนึ่งศิลปินยิ้มและพูดต่อ:
“ลำดับ 2 สองเส้นทางธรณีมีชื่อว่า ‘มารดามหาแพร่พันธุ์’ และลำดับ 1 ของเส้นทางจันทรามีชื่อว่า ‘เทพธิดาแห่งความงาม’ ดังนั้น เผ่าพันธุ์ผีดูดเลือดจึงมีเพียงราชินีโดยปราศจากเจ้าชาย”
ถ้าอย่างนั้น เพศเดิมของเทพธิดาบรรพกาลอย่างลิลิธเป็นชายหรือหญิง? ไคลน์พึมพำในใจก่อนจะถามด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“ดวงจันทร์บรรพกาลคือ ‘มารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทราม’ ?”
“ใช่” แสงแดง ไอร์·โมเรียที่แต่งกายด้วยมงกุฎเพชร พยักหน้ารับอย่างสง่างาม “พระองค์ครอบครองดวงจันทร์ เมื่อผนวกกับปัจจัยอื่นอย่างระดับตัวตน รังมารดา และเอกลักษณ์ของทั้งเส้นทางจันทราและธรณี อิทธิพลของพระองค์ค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาในโลกความจริงในฐานะตัวตน ‘ดวงจันทร์บรรพกาล’ ”
กล่าวถึงตรงนี้ ไอร์·โมเรียเว้นวรรค
“นามเต็มของพระองค์คือ ‘มารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทราม’ ‘ปฐมกาลแห่งความชั่ว’ ‘ผู้ไม่ดับสูญ’ และ ‘รังมารดาแห่งมลทิน’ ”
ไคลน์หวนนึกถึงการตอบสนองอย่างสุดโต่งของดวงจันทร์ในตอนที่ตนรู้ความลับอวกาศเป็นครั้งแรก มันถามต่อไปด้วยร่างกายที่สั่นสะท้าน:
“เส้นทางปีศาจและนักโทษมาจากมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย?”
แสงเหลืองเวนิธานในเสื้อคลุมสีเหลืองมะนาว ถอนหายใจยาว:
“ถูกต้อง นามเต็มของพระองค์คือ ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ ‘บิดาแห่งปีศาจ’ ‘ผู้แผดเสียงคำรามนิรันดร์’ และ ‘เทพไร้จิตใจ’ … ดังนั้นเมื่อเทพผู้ถูกล่ามเกิดปัญหา พระองค์จึงฉวยโอกาสกัดกร่อนโดยสมบูรณ์ได้ง่ายดาย”
มารดา… บิดา… ตกลงเจ้านั่นเป็นชายหรือหญิงกันแน่… นั่นสินะ สำหรับตัวตนระดับนี้ การจำแนกเพศคงไม่ใช่เรื่องสำคัญ และบทสวดที่แตกต่างกันหมายถึงตัวตนที่ต่างออกไป… หึหึ หล่อนเคยอยากมีทายาทกับเรา… พิจารณาจากสภาพของเทพผู้ถูกล่าม ถ้าเราโดนจับตัว คนที่อุ้มท้องก็น่าจะเป็นเราเอง… เมื่อลูกคลอดออกมาก็จะให้สืบทอดปราสาทต้นกำเนิด ช่วยให้มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายกัดกร่อนและเข้าควบคุมแก่นแท้แห่งต้นกำเนิดได้ทางอ้อม…
จากมุมมองดังกล่าว บางทีการ ‘ปล่อยตัวปล่อยใจ’ อาจเป็นวิธีสวมบทบาทที่ถูกต้องของเส้นทางนักโทษ… แต่เส้นทาง ‘ที่ถูกต้อง’ ดังกล่าวนำพาไปยังเทพภายนอก ดังนั้นฝ่ายระงับแรงปรารถนาก็ยังดูดีกว่าในสายตาเรา… ไคลน์ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะถามในสิ่งที่คาใจมานาน:
“ในเมื่อเทพภายนอกมีมากมายถึงเพียงนี้ แล้วเหตุใดพวกเขาถึงยังไม่ลงมือรุกรานโลก?”
จากข้อมูลที่ไคลน์ทราบจนถึงปัจจุบัน มันสามารถอนุมานได้ว่า แม้จะมีเพียง ‘มารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทราม’ และ ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ แต่กองทัพเทพภายนอกก็แข็งแกร่งพอที่จะจัดการเจ็ดเทพจารีตอย่างง่ายดาย ต่อให้ผนึกกำลังเข้ากับพระผู้สร้างแท้จริงและแม่มดบรรพกาลไปด้วยก็ตาม
แสงส้มฮิลลาเรี่ยนเจ้าของร่างท้วม ยิ้มและกล่าว
“ความทุกข์ยากทั้งหมดของพวกเราเกิดจาก ‘ปฐมต้นกำเนิด’ แต่ขณะเดียวกัน โชคก็เกิดจาก ‘ปฐมต้นกำเนิด’ ด้วยเช่นกัน… ไม่เพียงพระองค์จะเหลือดวงวิญญาณ เจตจำนง ตราประทับ และมลพิษทิ้งไว้ให้เราเท่านั้น แต่ยังเหลือแก่นแท้ต้นกำเนิด ตะกอนพลัง และพลังพิเศษทิ้งให้เราด้วย… นอกจากนั้น พลังส่วนสุดท้ายของพระองค์ได้แปรสภาพกลายเป็นบาเรียล่องหนห่อหุ้มโลกไว้ ส่งผลให้เทพภายนอกมิอาจบุกรุกเข้ามาโดยตรง อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปโดยที่ ‘ปฐมต้นกำเนิด’ มิได้คืนชีพขึ้นมา เจตจำนงและพลังของพระองค์จึงเริ่มเลือนราง ในช่วงปลายยุคสมัยที่สี่ สถานการณ์แย่ลงจนเข้าขั้นวิกฤติ บาเรียล่องหนเริ่มเกิดรอยร้าว เป็นเหตุให้เหล่าเทพแท้จริงต้องย้ายอาณาจักรเทพของตนไปยังดินแดนดาราเพื่ออุดรอยรั่ว”
เข้าใจแล้วว่าทำไมเทพแท้จริงซึ่งเคยเดินดินในยุคสมัยที่สี่ ถึงแทบจะหายตัวไปในยุคสมัยที่ห้า… ไคลน์ซึ่งกระจ่างผุดคำถามใหม่:
“เมื่อถึงคราวที่เจตจำนงและพลังของ ‘ปฐมต้นกำเนิด’ ลดลงถึงขีดสุด บาเรียล่องหนจะหายไป และนั่นหมายถึงคำทำนายวันสิ้นโลก?”
แสงส้มฮิลลาเรี่ยนที่มักยิ้มแย้มอยู่เสมอ ชำเลืองไปทางแสงเหลืองเวนิธาน กล่าวด้วยสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม:
“ถูกต้อง”
เมื่อถึงตอนนั้น มารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทราม มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย และบุตรแห่งปฐมกาลจะทำการรุกรานโลกมนุษย์พร้อมกับเทพภายนอกอีกมาก ต่อให้เทพธิดารัตติกาลกลายเป็น ‘วันวาน’ ก็คงไม่มีอำนาจไปยับยั้ง… เทพลำดับ 0 ตนอื่นอาจร่วมมือกันจนสามารถตรึงเทพภายนอกไว้ได้สักหนึ่งหรือสองตน แต่โอกาสทำสำเร็จไม่ต่างอะไรกับโอกาสเกิดปาฏิหาริย์… อาจต้องใช้เทพลำดับ 0 เก้าตนในการรับมือเทพภายนอกสักหนึ่งตน หรืออาจจะมากกว่านั้น… ไคลน์ชาไปทั้งหนังหัวเมื่อมองเห็นความสิ้นหวังที่รออยู่
ไม่แปลกใจว่าทำไมมันถึงถูกเรียกว่าวันสิ้นโลก!
เมื่ออารมณ์แปรปรวนอย่างหนัก ชายหนุ่มสัมผัสได้ทันทีว่าตราประทับทางจิตของ ‘มหาต้นกำเนิด’ ทวีความรุนแรงขึ้น เริ่มกัดกร่อนส่วนที่เป็นหลักยึดเหนี่ยวมากขึ้น
ไคลน์รีบสงบสติเพื่อทำให้สมดุลที่เปราะบางกลับมาอีกครั้ง
นี่คือเหตุผลที่การกัดกร่อนจากใต้ดินจะค่อยๆ หายไปเองตามธรรมชาติ ขอเพียงไม่ไปเข้าใกล้หรือเผชิญหน้ากับมัน? ไคลน์นึกทบทวนความรู้เชิงศาสตร์เร้นลับและเริ่มจับทางได้
“ท่านกล่าวได้ถูกต้องแล้ว” แสงส้มฮิลลาเรี่ยนช่วยยืนยัน
ไคลน์เชื่องโยงกับประเด็นอื่นทันที
“หมายความว่ายิ่งเข้าใกล้วันสิ้นโลกมากเท่าไร ก็ยิ่งเลื่อนลำดับได้ง่ายขึ้น? เพราะเจตจำนงของ ‘มหาต้นกำเนิด’ ค่อยๆ จางหายไป และการตื่นขึ้นของพระองค์ก็จะกลายเป็นเรื่องยาก หรืออาจไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว”
แสงแดง ไอร์·โมเรีย ครุ่นคิดสักพักก่อนจะกล่าว
“นี่คือเหตุผลที่เจ็ดเทพจารีตแทบไม่มีการเคลื่อนไหวมาตลอด จนกระทั่งไม่นานมานี้จึงค่อยเริ่มเล็ง ‘เหนือลำดับ’ และลงมืออย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ดี แม้เจตจำนงของปฐมต้นกำเนิดจะเลือนหายไปได้ แต่ดวงวิญญาณของท่านจะคงอยู่ตลอดกาล และไม่ถูกทำลายเว้นเสียแต่จักรวาลแห่งนี้จะกลับคืนสู่หนึ่งเดียวอีกครั้ง ดังนั้นจึงยังมีโอกาสที่ ‘ปฐมต้นกำเนิด’ จะตื่นขึ้นภายในตัวตนลำดับสูง ยิ่งระดับสูงเพียงใดก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากเท่านั้น และผลข้างเคียงทางอิทธิพลกับการกัดกร่อนจะยิ่งหนักหน่วง”
พลังเหนือมนุษย์และคำสาปเปรียบดังเหรียญสองด้านที่ไม่มีวันแยกจากกัน… ไคลน์ถอนหายใจยาว บังคับตัวเองให้เลิกคิดเกี่ยวกับประเด็นที่ยังค่อนข้างไกลตัว
“พวกเจ้าทราบสูตรโอสถบริวารเร้นลับหรือไม่”
แสงม่วงแฌร์แม็งที่ถืออัญมณีสีม่วงเป็นผู้มอบคำตอบ
“ความรู้ในประเด็นดังกล่าวเกี่ยวเนื่องกับปริศนาบางอย่าง และสิ่งนั้นไม่ได้อยู่ภายในโลกวิญญาณ แต่จากการสังเกตของพวกเรา พิธีกรรมเลื่อนลำดับเป็นบริวารเร้นลับน่าจะเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับโลกวิญญาณ”
แสงส้มฮิลลาเรี่ยนยิ้มให้ไคลน์ทันที
“หากเวลานั้นมาถึงและท่านประสงค์สิ่งใด พวกเรายินดีช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง”
ความกระตือรือร้นที่จะผูกมิตรของพวกเขาทำให้เรากลัวนิดหน่อย เหมือนกับกำลังเผชิญหน้าอาโรเดส… ไคลน์ผงกศีรษะแผ่วเบาก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
หลังจากไตร่ตรองสักพัก ชายหนุ่มถามเสียงขรึม
“พวกเจ้ารู้จักราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชคหรือไม่”
ชายหนุ่มแปลงชื่อเป็นภาษาเอลฟ์
เจ็ดแสงเงียบไปครู่หนึ่ง พวกมันมองหน้ากันโดยไม่มีใครตอบอยู่สักพัก
ผ่านไปไม่กี่วินาที แสงส้มฮิลลาเรี่ยนถอนหายใจ:
“พวกเรายังยืนยันไม่ได้ว่าท่านคือ ‘พระองค์’ หรือไม่… พระองค์เป็น ‘วันวาน’ ที่มีบทบาทสำคัญในช่วงสิ้นสุดอารยธรรมโบราณจนถึงกลางยุคสมัยที่หนึ่ง… พระองค์คือ ‘ผู้ปกครองสูงสุดเหนือโลกวิญญาณ’ ที่พวกเรามักพูดถึง… ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชคคือชื่อที่พระองค์ใช้ในทวีปตะวันตก นอกจากนั้นพระองค์ยังมีชื่ออื่นซึ่งประกอบไปด้วย: ‘ราชันกาลเวลาและห้วงมิติ’ ‘ดวงประทีปแห่งชะตากรรม’ ‘ร่างอวตารของปราสาทต้นกำเนิด’ ‘ผู้ปกครองโลกวิญญาณ’ และ…”
กล่าวถึงตรงนี้ แสงส้มเว้นวรรคเล็กน้อย:
“ราชันเร้นลับ”
Related
บนเรือเทพสมุทร ลีอาวาล แคนดิส และสมาชิกทีมบุกเบิกคนอื่นของเมืองเงินพิสุทธิ์กำลังนั่งบนเก้าอี้ที่ไม่เหมาะกับตัวเอง พลางเฝ้ามองเหล่า ‘คนแคระ’ เดินผ่านไปมาด้วยสายตาระมัดระวัง
แน่นอน พวกมันย่อมทราบว่าคนเหล่านี้เป็นมนุษย์ธรรมดาเหมือนกับตัวเอง และความสูงของพวกตนเป็นผลมาจากโอสถ แต่ถึงอย่างนั้นก็อดคิดไม่ได้ว่า ผู้คนบนเรือลำนี้มีส่วนสูงน้อยเกินไป รวมถึงผู้ที่เรียกตัวเองว่าผู้ส่งสารแห่งเทพอย่างลอร์ดเดนิส สืบเนื่องจากส่วนสูงเฉลี่ยของชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ที่เลื่อนถึงลำดับ 6 ทุกคนยกเว้นเด็กเล็ก จะไม่ต่ำกว่า 1.8 เมตรทั้งสิ้น และจากบรรดาทั้งหมด มีจำนวนไม่น้อยที่สูงกว่าสองเมตรตั้งแต่ยังอยู่ลำดับ 9
การโคลงเคลงของลำเรือทำให้เหล่า ‘ครึ่งยักษ์’ ต่างพากันพะอืดพะอม แต่ร่างกายที่แข็งแรงของพวกมันช่วยให้เอาชนะอิทธิพลเล็กน้อยได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ดี ฉากการแล่นอย่างโดดเดี่ยวของเรือใบท่ามกลางทะเลที่ไร้ขอบเขต ทำให้พวกมันมิอาจเก็บซ่อนความกระสับกระส่าย ความกังวล และความกลัว เป็นความรู้สึกคล้ายกับเมื่อครั้งได้ทำภารกิจสำรวจหนแรก รอบตัวเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดในความมืดที่อาจโจมตีเข้ามาได้ทุกเมื่อ
ทันใดนั้นเอง เดนิสเดินเข้ามาในห้องที่ถูกเปลี่ยนให้เป็นห้องอาหาร จากนั้นก็ยิ้มให้เหล่าคนตัวสูงที่สวมเสื้อผ้าประหลาดซึ่งกำลังนั่งด้วยความหวาดระแวง:
“อาหารของพวกคุณพร้อมแล้ว อีกเดี๋ยวจะได้เพลิดเพลินจนกว่าจะพอใจ… แล้วก็ อย่าลืมคำเตือนที่ผมแจ้งไปเมื่อสักครู่ น่านน้ำแถบนี้อันตรายมาก… ไม่ต้องลุกขึ้นมา แค่นั่งรอก็พอ”
เมื่อเดนิสเห็นเด็กหนุ่มที่เรียกตัวเองว่าอาวุโสเดอร์ริคและครึ่งยักษ์ที่เหลือต้องการลุกขึ้นพร้อมกับทำความเคารพอย่างสุภาพ มันรีบยกมือขึ้นเพื่อหยุดพฤติกรรมที่ไร้อารยธรรม
ถ้าเราสูงเท่าพวกเขา คงเยาะเย้ยคนรอบข้างว่าเป็นไอ้เตี้ยทั้งวัน… เดนิสพึมพำก่อนจะปรบมือหนึ่งครั้ง เป็นสัญญาณบอกให้ลูกเรือนำอาหารเข้ามาเสิร์ฟ
กลิ่นอาหารอันหอมฟุ้งทะลุทะลวงเข้าไปในจมูกของเดอร์ริคและทีมบุกเบิกทันที เป็นกลิ่นที่คล้ายกับเมื่อครั้งพวกมันย่างเห็ดเนื้อ แต่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอื่นๆ ที่ยากจะอธิบาย ทั้งแปลกประหลาดและชวนให้น้ำลายไหล
กลิ่นดังกล่าวเย้ายวนจนทำให้ลีอาวาล แคนดิส และคนที่เหลือต่างน้ำลายแตกฟองอย่างบ้าคลั่ง กระเพาะอาหารถูกปลุกให้ตื่นทันที
“เนื้อย่างสไตล์เดซีย์” เดนิสชี้ไปทางลูกเรือคนที่กำลังเดินเข้ามาในห้อง
ในมือลูกเรือถือถาดเหล็กใบใหญ่ที่มีเนื้อสีน้ำตาลฉ่ำแทรกด้วยไขมันวางอยู่ โรยหน้าด้วยยี่หร่า โหระพา และเครื่องเทศอื่น
“สเต๊กเนื้อ ปลาทอด ขนมปังขาว ซุปทะเล และเบียร์แอลกอฮอล์ต่ำ…” เดนิสแนะนำทีละจานจนกระทั่งแสยะยิ้มเมื่อเสร็จ “พวกคุณไม่ต้องเกรงใจ เชิญรับประทานด้วยความสบายใจ พวกเรามีอาหารเหลือเฟือ”
กล่าวจบ มันชำเลืองไปทางครึ่งยักษ์ที่ดูเหมือนอยากจะยืนขึ้น จากนั้นก็เดินออกจากห้องพลางหัวเราะในลำคอ
แคนดิสเจ้าของผมสั้นเรียบร้อย ถอนสายจากอาหารพลางกลืนน้ำลาย:
“อาวุโสเดอร์ริค พวกเราควรทำเช่นไร”
แม้เดอร์ริคจะมั่นใจว่าอัครสาวกของมิสเตอร์ฟูลคงไม่ทำร้ายพวกตน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ลดความระแวงลง
“แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งรอกิน อีกกลุ่มทดลองกินทันที”
“รับทราบ อาวุโสเดอร์ริค” แคนดิสยืนขึ้นทันที “ฉันอาสาเข้ากลุ่มทดลอง!”
กลุ่มของสมาชิกสิบคนถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน แคนดิสและลีอาวาลเดินไปทางโต๊ะยาวใกล้กับกำแพง จากนั้นก็ตักสิ่งที่ตัวเองคิดว่าน่าสนใจมากที่สุดอย่างเนื้อย่างเดซีย์มาหนึ่งส่วน
หลังจากกัด ไม่ว่าจะกลิ่นของเลือดภายในเนื้อ รสสัมผัส และความเย้ายวนของรสเนื้อเน้นๆ ทุกองค์ประกอบทำให้เกิดประสบการณ์อันซับซ้อนภายในช่องปากของทั้งสอง เมื่อเคี้ยวไปได้สองครั้ง พวกเธอรอไม่ไหวแล้วที่จะกลืนอาหารลงท้องเพื่อกินคำต่อไป
อร่อยกว่าเห็ดเนื้อที่เคยกินหลายเท่า
พอรู้ตัวอีกที ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ทั้งสิบคงต่างก็น้ำตาคลอเบ้าด้วยการมองเห็นที่พร่ามัว
บนดาดฟ้าเรือ เดอร์ริคมองไปตามเส้นทางเดินเรือปลอดภัยบนซากสมรภูมิเทพ ภายในใจกำลังขบคิดเกี่ยวกับวิธีวางตัวให้เหมาะสมเมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่าสาวกของเดอะฟูล
ทันใดนั้นเอง ลูกเรือคนหนึ่งวิ่งเข้ามาพร้อมกับหายใจหอบ
“ท่านลอร์ด พวกเขากินเสร็จแล้ว แถมยังขอเบิ้ล!”
…คนพวกนี้มาจากที่ไหนกันแน่? เดนิสผงะไปเล็กน้อย
“เตรียมอาหารชุดใหม่ให้พวกเขา”
เมื่อเห็นว่าลูกเรือเตรียมหันหลังกลับ เดนิสรีบเสริม
“นับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป พวกเราจะเริ่มตกปลา!”
…
ทะเลโซเนีย บนเกาะร้าง
ไคลน์ที่เริ่มปรับตัวให้เข้ากับสภาพปัจจุบัน พยายามข่มพลังวิญญาณให้สงบเพื่อเตรียม ‘เทเลพอร์ต’ กลับเบ็คลันด์และอัญเชิญกระจกวิเศษอาโรเดสออกมาถามสิ่งที่คาใจ
ชายหนุ่มยังไม่รีบร้อนพาชาวเมืองจันทราออกมาสู่โลกภายนอก แต่เลือกจะรอให้เดนิสจัดระเบียบผู้บุกเบิกของเมืองเงินพิสุทธิ์ให้เรียบร้อยเสียก่อน และรอให้ร่างกายของตนสมบูรณ์กว่านี้ก่อนก็ยังไม่สาย ต้องไม่ลืมว่า เส้นทางสำหรับออกจากดินแดนเทพทอดทิ้งถูกเปิดแล้ว ไคลน์สามารถใช้วิธีตอบสนองคำสวดวิงวอนเพื่อส่งพลังของไม้เท้าดวงดาวลงไปเคลื่อนย้ายชาวเมืองจันทราออกมาได้ทันที
และแน่นอน ต่อให้ประตูปิดกลับไปอีกครั้งไคลน์ก็ยังมีวิธี นั่นคือการย้ายชาวเมืองจันทรามาที่วังราชาคนยักษ์และให้คนเหล่านั้นเปิดประตูออกไปด้วยตัวเอง เมื่อปราศจากศิลาเย้ยเทพแผ่นที่หนึ่งและวิญญาณมารเทวทูตมืด ผู้วิเศษทั่วไปย่อมสามารถเปิดประตูได้ง่ายดาย
สำหรับคำถามที่ว่า พระผู้สร้างแท้จริงจะขัดขวางหรือไม่ ไคลน์ไม่สนใจ เพราะต่อให้เทพลำดับ 0 สนใจจะขัดขวางจริง ตนก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี
นอกจากนั้น ไคลน์เชื่อว่าพระผู้สร้างแท้จริงคงไม่ได้กำลังเพ่งความสนใจมาที่ประเด็นนี้ เพราะสิ่งที่เร่งด่วนที่สุดของอีกฝ่ายคือการจับตัวอามุนด์และนำศิลาเย้ยเทพแผ่นที่หนึ่งมาครอบครอง
ถ้าว่ากันตามตรง นี่เป็นเรื่องภายในครอบครัว… ไคลน์พึมพำเงียบ จากนั้นก็คว้ายุบพองหิวโหยออกจากอากาศและนำมาสวมลงบนมือซ้าย
ร่างกายชายหนุ่มโปร่งใสและเลือนหายไปทันที
ท่ามกลางโลกวิญญาณที่มีสีสันฉูดฉาดซ้อนทับ ไคลน์รีบแหวกผ่านกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่ยากจะอธิบาย เข้าใกล้จุดหมายปลายทางอย่างกรุงเบ็คลันด์ด้วยความเร็วสูง
ทันใดนั้น ชายหนุ่มชะงักร่างกายและยืนอยู่ท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวาย จากนั้นก็แหงนหน้ามองริ้วแสงสีสันต่างๆ จำนวนเจ็ดเส้นที่ปกคลุมด้านบนสุดของโลกวิญญาณ
ก่อนหน้านี้ เนื่องจากยังมีลำดับต่ำ เราจึงไม่กล้าเตร็ดเตร่ไปในโลกวิญญาณ และไม่คิดที่จะไปเยี่ยมเจ็ดแสงพิสุทธิ์ซึ่งค่อนข้างใจดีกับเรา ดูเหมือนว่าตอนนี้คงถึงเวลาแล้ว… พวกเขาล้วนเป็นศูนย์รวมของความรู้และดำรงชีวิตอยู่ในโลกวิญญาณมานาน บางทีเราอาจได้ทราบความลับมากมายเพิ่มเติม… เพียงไคลน์คิดเสร็จ เบื้องหน้าพลันสว่างจ้า ชายชราในชุดคลุมสีส้มคนหนึ่งปรากฏกาย
ชายชราคนดังกล่าวมีรูปร่างอ้วนเตี้ย เคราสั้นสีขาว ดูเป็นมิตรอย่างมาก
มันจ้องไคลน์และยิ้ม
“ได้โปรดให้ข้าแนะนำตัวกับท่าน แต่บางทีท่านอาจจำได้อยู่แล้ว ข้าคือ ‘แสงส้ม’ ฮิลลาเรี่ยน”
แต่คราวก่อนนายผอมมาก… ไคลน์ยิ้มและถาม
“พวกเจ้าเดาได้ว่าข้ากำลังจะไปเยี่ยม?”
ฮิลลาเรี่ยนไม่ปิดบัง เพียงยิ้มอย่างอ่อนโยน
“โลกวิญญาณถูกประกอบขึ้นจากข้อมูลมากหลายประเภท บ้างมาจากอดีต บ้างเป็นของปัจจุบัน และบ้างบ่งบอกอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการทำนายหรือพยากรณ์ ส่วนใหญ่มักใช้พลังผ่านโลกวิญญาณทั้งสิ้น รองมาก็เป็นการแอบส่องชะตากรรม”
แสงส้มกำลังหมายความว่า เป็นเพราะไคลน์อยู่ในโลกวิญญาณ เมื่อมีความคิดที่จะไปเยือนพวกตนและเตรียมลงมือ ข้อมูลที่สอดคล้องกันย่อมถูกสร้างขึ้นอย่างมิอาจเลี่ยง ส่งผลให้เจ็ดแสงพิสุทธิ์ที่ควบคุมโลกวิญญาณได้ในระดับหนึ่ง สัมผัสถึงและพยากรณ์เห็น
ไคลน์ไม่ประหลาดใจ เพียงพยักหน้ารับ
“นอกจากเจ้า มีใครอยากพบข้าอีกไหม?”
เดิมทีมันอยากจะเรียกขานอีกฝ่ายอย่างสุภาพ แต่เมื่อพิจารณาถึงทัศนคติของแสงส้มและคำที่อีกฝ่ายเรียกขานตน ชายหนุ่มปัดตกความคิดดังกล่าวทิ้งและรักษาความน่าเกรงขามของตัวแทน ‘ปราสาทต้นกำเนิด’ ต่อไป
แสงส้มฮิลลาเรี่ยนเผยรอยยิ้ม
“ทุกคน… ท่านไม่ถือใช่ไหม?”
ไคลน์ส่ายหน้าพลางตอบด้วยความสุภาพ
“แน่นอน นับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง”
ทันทีที่สิ้นเสียง แสงสีสันต่างๆ ทยอยสว่างขึ้นรอบตัวฮิลลาเรี่ยน เปลี่ยนเป็นร่างของชายชรา
“ข้าขอเสียมารยาทเป็นผู้แนะนำ” หลังจากเห็นไคลน์พยักหน้ารับ แสงส้มชี้ไปทางชายชราในเสื้อคลุมแดงเจ้าของมาดสง่างาม “เขาคือแสงแดง ไอร์·โมเรีย”
คนที่เคยตอบคำถามเรา… ไคลน์ยิ้มทันทีพร้อมกับแสดงท่าทีเป็นมิตร
จากนั้น ฮิลลาเรี่ยนทำการแนะนำ ‘แสงเหลือง’ เวนิธาน ‘แสงน้ำเงิน’ คูทูมี ‘แสงคราม’ เฮซุส และ ‘แสงม่วง’ แฌร์แม็ง
แสงเหลืองเวนิธาน… นี่คือผู้ทำนายวันสิ้นโลกตามที่บรรพบุรุษของตระกูลอับราฮัมบันทึกไว้? ไคลน์ชำเลืองไปทางชายชราร่างผอมที่แต่งกายในชุดคลุมสีเหลืองมะนาวและมีเครายาวสีขาว:
“นั่งคุยกันดีกว่า”
ขณะกล่าว มันยกมือขวา
บริเวณโดยรอบสว่างไสวไปด้วยสีแดงเข้มทันที เป็นแสงจากไฟเตาผิงที่ใช้ฟืนคุณภาพสูง
แสงไฟฉาบลงบนเก้าอี้เอนหลัง พรมสีเหลืองหม่น ตู้กับข้าว โซฟา โต๊ะกาแฟ รูปปั้นปูนหล่อ ถ้วยชากระเบื้องเคลือบสีขาว และสิ่งตกแต่งอื่นตามสไตล์ห้องนั่งเล่นของเบ็คลันด์
“เชิญนั่ง” ไคลน์หันหน้าเข้าหาเจ็ดแสงพิสุทธิ์พลางชี้ไปทางโซฟาและเก้าอี้พนักสูงอย่างยิ้มแย้ม
เมื่อเจ็ดแสงพิสุทธิ์แยกกันนั่ง ไคลน์นั่งลงบนเก้าอี้เอนหลัง หยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบและกล่าวอย่างเป็นธรรมชาติ
“ด้วยความสัตย์จริง ข้าต้องการจะเยี่ยมเยียนพวกเจ้าทั้งเจ็ดมานานแล้ว แต่หาโอกาสไม่ได้สักที ในที่สุดก็ได้เติมเต็มความปรารถนานั้น”
“เป็นความปรารถนาของเราเช่นกัน” คล้ายกับแสงส้มมีนิสัยเข้ากับคนง่ายที่สุดในหมู่เจ็ดแสง มันรีบตอบรับแทนพวกพ้องทุกคน
เห ทำไมเราถึงรู้สึกเหมือนได้เติมเต็มความปรารถนาของผู้อื่น… ไคลน์โล่งใจ ตามด้วยถามหยั่งเชิง
“พวกเจ้าทั้งเจ็ดทราบสิ่งใดเกี่ยวกับอวกาศ วันวาน และเทพภายนอกบ้าง?”
แสงน้ำเงินเฮซุสซึ่งมีรูปลักษณ์ค่อนข้างอ่อนวัย แต่งกายในชุดผ้าลินิน ตอบด้วยสีหน้าเคร่งขรึม:
“วันวานที่กำลังเฝ้ามองโลกของเราประกอบไปด้วย ‘มารดาเทพธิดาแห่งความเสื่อมทราม’ ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ ‘บุตรแห่งปฐมกาล’ ‘ต้นกำเนิดความหิวโหย’ ‘ธำมรงค์แห่งกรรม’ ‘เจ้าแห่งมหาดารา’ ‘เสียงเพรียกนิรันดร์’ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ …”
…นี่ไม่มากไปหน่อยหรือ? ไคลน์ถึงกับผงะ
………………………………
Related
เดิมทีไคลน์เข้าใจว่าพลังปรารถนาสามารถใช้ได้ตามใจต้องการ ขอเพียงไม่ละเมิดข้อห้ามหรือขีดจำกัด แต่กลับต้องผิดคาดเมื่อได้ทราบว่าแหล่งกำเนิดพลังชนิดนี้ไม่ได้มาจากตะกอนพลัง
สรุปโดยสั้น ผู้ชี้นำปาฏิหาริย์จะต้องรวบรวมและสนองความปรารถนาจำนวนมากของผู้คนให้ได้เสียก่อน เช่นนั้นจึงจะมีสิทธิ์ใช้ความปรารถนาที่เกี่ยวข้องกันในระหว่างการต่อสู้ นอกจากนั้นในช่วงเริ่มแรก ไคลน์ต้องเริ่มจากการสนองความปรารถนาเล็กๆ และค่อยๆ ไล่เรียงไปจนถึงขั้นที่สามารถสร้าง ‘ปาฏิหาริย์’ ไม่สามารถทำตามใจชอบได้
อา ถ้าเราต้องการใช้ความปรารถนาที่จะ ‘เทเลพอร์ต’ เหมือนกับหมาป่าอสูรทมิฬโคทาร์ ก่อนอื่นก็ต้องเติมเต็มความปรารถนาที่คล้ายคลึงกันให้ผู้คนเสียก่อน เริ่มจากง่ายไปถึงยาก… ในแง่นี้เรามีวิธีแก้ปัญหา ด้วยการใช้ยุบพองหิวโหยและไม้เท้าดวงดาวเพื่อเติมเต็มความปรารถนา เราไม่จำเป็นต้องเริ่มจากความปรารถนาที่ง่ายที่สุดก่อน…
กล่าวถึงตรงนี้ พลัง ‘ความปรารถนา’ นั้นเหมือนกับการใช้หลักยึดเหนี่ยว เป็นพลังประเภท ‘รวบรวมผู้คน’ … เฉกเช่นความเข้าใจเกี่ยวกับเทพของเหล่าสาวกที่สามารถส่งผลต่อตัวเทพได้ในระดับหนึ่ง เปรียบดัง ‘นิยาม’ และ ‘จุดยืน’ ของเทพ ช่วยให้เทพต่อกรกับตราประทับดวงวิญญาณของมหาต้นกำเนิดที่อยู่ในตะกอนพลัง การเติมเต็มความปรารถนาของสัตว์วิญญาณชนิดต่างๆ ก็อาจช่วยเราสร้าง ‘ปาฏิหาริย์’ ได้เช่นกัน…
หลักการทำงานอาจเกี่ยวข้องกับทะเลจิตใต้สำนึกรวม แต่ไม่ใช่เหตุผลในเชิงวิทยาศาสตร์ จะค่อนไปทางศาสตร์เร้นลับมากกว่า… หลังจากยืนยันสถานการณ์ของพลัง ‘ความปรารถนา’ ไคลน์เริ่มวางแผนการสวมบทบาทเป็นผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ไว้คร่าวๆ
นั่นคือการท่องโลกแห่งความจริงในฐานะ ‘นักมายากล’ ที่เก่งกาจที่สุด ให้ผู้คนได้เห็นปาฏิหาริย์และถูกเติมเต็มความปรารถนา
เข้าใจแล้วว่าทำไมสมญานามเดิมของหมาป่าอสูรทมิฬจึงเป็นเทพแห่งความปรารถนา… เพราะเมื่อชื่อดังกล่าวโด่งดังและแพร่หลาย ผู้คนจะบอกเล่าความปรารถนาของตนผ่านการสวดวิงวอน ช่วยให้ผู้ชี้นำปาฏิหาริย์สามารถตอบสนองจากระยะไกลในทันที ส่งผลให้การสวมบทบาทกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก แถมยังประหยัดเวลา… แต่ปัญหาคือ โอสถนี้มีชื่อว่าผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ ไม่ใช่เทพแห่งความปรารถนา ฝ่ายหนึ่งต้องสวมบทบาทเป็นเทพด้วย นับว่ายังมีความแตกต่างพอสมควร…
ระหว่างที่ตระเวนไปตามอาณาจักรต่างๆ เราจะคอยสร้างปาฏิหาริย์พลางเติมเต็มความปรารถนาของผู้คนในนามของเดอะฟูล จากนั้นค่อยมาดูกันว่ามีผลตอบรับเป็นอย่างไร…
แต่นั่นไม่ใช่กฎการสวมบทบาทเพียงข้อเดียวของผู้ชี้นำปาฏิหาริย์… เราอาจต้องสร้างสิ่งที่ใกล้เคียงกับปาฏิหาริย์ไว้บนโลกความจริงจนเกิดเป็นตำนานอันโด่งดังด้วย? ไคลน์เคาะขอบโต๊ะทองแดงยาวลวดลายเก่าแก่ด้วยปลายนิ้ว ภายในใจพึมพำกับตัวเอง
ในการสำรวจร่างกายตัวเองเมื่อครู่ ชายหนุ่มพบว่าตนย่อยโอสถไปแล้วเกินกว่าครึ่งทันทีที่ดื่ม เพราะในอดีตเคยสร้างปาฏิหาริย์มาแล้วหลายครั้ง แถมยัง ‘คืนชีพ’ ไปถึงสามครั้ง
แต่แน่นอน ไคลน์มองสิ่งนี้เป็นเรื่องของวาสนา เพราะการสร้างปาฏิหาริย์ล่วงหน้าล้วนเกิดจากฝีมือของปราสาทต้นกำเนิดทั้งสิ้น
ราวกับมีใครบางคนคอยปูทางให้เรา… ไคลน์ถอนหายใจเงียบ ภายในมิได้รู้สึกผ่อนคลาย ตรงกันข้าม สติของชายหนุ่มยิ่งทวีความตึงเครียดเจือหวาดระแวง
ส่วนคำถามที่ว่า ใครคือผู้ปูทางให้ มันมีในใจหนึ่งชื่อ:
‘เร้นลับ’ ที่เทพสุริยันบรรพกาลเคยเอ่ยถึง ตัวตนที่ต้องสงสัยว่าจะเป็น ‘ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค’
สิ่งที่ทำให้ไคลน์ฉงนยิ่งกว่าเดิมก็คือ หลังจากตนเลื่อนเป็นลำดับ 2 กลายเป็นเทวทูตเต็มตัวและได้รับการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ เหตุใด ‘ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค’ ถึงไม่ปรากฏตัว รวมถึงไม่ฟื้นขึ้นมาในจิตใต้สำนึก
พัฒนาการของเรื่องราวแตกต่างจากที่ชายหนุ่มคาดหวังไว้โดยสิ้นเชิง
ไม่มีร่องรอยเลยสักนิด ถ้าจะมีก็เป็นตราประทับดวงวิญญาณของมหาต้นกำเนิดที่ต้องเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้… มันควรจะมีตราประทับทางจิตของราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชคถูกทิ้งไว้ในตะกอนพลังบ้างสิ… หรือว่าท่านดันร่วงหล่นอย่างสมบูรณ์หลังจากปูทางและจัดแจงทุกสิ่ง ส่งผลให้ตอนนี้ไม่สามารถคืนชีพได้จากร่างกายเรา? ถ้าเป็นแบบนั้นจริงก็ต้องขอบคุณท่านมาก! ไคลน์รำพันติดตลกก่อนจะยืนขึ้นด้วยความฉงนปนระมัดระวัง
เพียงแค่คิด ชายหนุ่มหายตัวมาโผล่ด้านหน้าบานประตูแห่งแสงที่แปลกประหลาด
หลังจากเฝ้ามอง ‘รังไหม’ โปร่งแสงจำนวนมากที่ห้อยอยู่เหนือศีรษะสักพัก ไคลน์บรรจงยื่นมือขวาออกไปสัมผัสกับบานประตู
เมื่อกลายเป็นเจ้าของมิติเหนือสายหมอกโดยสมบูรณ์ ไคลน์ได้ตระหนักถึงข้อเท็จจริงหนึ่งเรื่องเมื่อกลับมาถึง และนั่นก็คือ ประตูแห่งแสงที่แปลกประหลาดบานนี้ แท้จริงแล้วคือแก่นสำคัญของห้วงมิติเหนือสายหมอก เป็นตัวจริงของปราสาทต้นกำเนิด และความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขตโดยรอบคือ ‘อาณาจักรเทพ’ ที่มาพร้อมกับปราสาทต้นกำเนิด
สำหรับวังโบราณ โต๊ะทองแดงยาวพร้อมด้วยเก้าอี้พนักสูงยี่สิบสองตัว และสิ่งของที่สมาชิกชุมนุมทาโรต์เสกขึ้นจากความตั้งใจ ไคลน์พบว่ามันคือส่วนหนึ่งของพลัง ‘ความปรารถนา’
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในตอนที่มันปรารถนาวังและสถานที่ชุมนุม ปราสาทต้นกำเนิดได้เติมเต็มความปรารถนานั้น
และเนื่องจากไคลน์ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด ปราสาทต้นกำเนิดจึงสร้างฉากขึ้นมาจากความปรารถนาที่คล้ายคลึงกันในอดีต โดยไคลน์สงสัยว่าวังโบราณและเก้าอี้พนักสูงยี่สิบสองตัวเป็นสิ่งที่ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชคเคยเสกขึ้นมาก่อน
ขณะย่างกรายเข้าไปทีละนิด มือขวาไคลน์สัมผัสเข้ากับขอบประตูแห่งแสง
คราวนี้ฝ่ามือของชายหนุ่มมิได้ทะลุผ่านไปราวกับเป็นภาพมายา
ทันใดนั้นเอง บานประตูแห่งแสงเกิดสั่นสะเทือนเล็กน้อย แม้กระทั่ง ‘รังไหม’ ที่ห้อยลงมาจากด้านบนซึ่งภายในบรรจุร่างมนุษย์ก็เริ่มแกว่งไปมาในทำนองเดียวกัน
เหนือสายหมอกสีเทาที่มีวังเก่าแก่ตั้งเด่นตระหง่านตามลำพังท่ามกลางความว่างเปล่าไร้ก้นบึ้ง ตึกระฟ้าสูงใหญ่ทยอยผุดขึ้นเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงรถยนต์และผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาจำนวนนับไม่ถ้วน
จากบรรดาฉากเหล่านั้น ภายในหอพักธรรมดาย่านที่อยู่อาศัย หน้าต่างบานหนึ่งกำลังส่องแสงสลัวที่เกิดจากหลอดไฟประหยัดไฟ
นี่คือเมืองเก่าที่ไคลน์มักเข้ามาหลบอยู่ในช่องว่างประวัติศาสตร์ก่อนยุคสมัยที่หนึ่ง เป็นบ้านที่มันเคยพักอาศัย
มองไปรอบตัวสักพัก ไคลน์ถอนหายใจพร้อมกับเสกให้ทุกสิ่งสลายไปต่อหน้า
อา เราใช้พลังของปราสาทต้นกำเนิดได้หลายส่วนแล้ว… พิจารณาจากจุดนี้ เราจะใกล้เคียงกับราชาเทวทูตในตอนที่อยู่บนมิติหมอก… ไม่เพียงเท่านั้น อำนาจที่แสดงออกมาไม่ถูกกำจัดเฉพาะขอบเขต ‘ปาฏิหาริย์’ แต่ยังรวมถึงส่วนหนึ่งของ ‘จอมเวทท่องมิติ’ และ ‘ม้าไม้ชะตากรรม’ …
และถ้ากลับไปยังโลกความจริง เรายังดึงพลังบางส่วนออกมาใช้ได้โดยตรง ต่อให้ไม่นำออร่าปราสาทต้นกำเนิดห่อหุ้มร่างกาย… กล่าวคือ เราสามารถจำลองอาณาจักรเทพของตัวเองและได้รับพลังทัดเทียมกับลำดับ 1… น่าเสียดาย บนโลกความจริง เรายังไม่สามารถใช้พลังพิเศษในระดับสูงของเส้นทางนักจารกรรมและผู้ฝึกหัดได้… ไคลน์ประเมินสถานการณ์พลางจ้องไปยังรังไหมโปร่งใสที่แขวนอยู่ด้านบนประตูแห่งแสง
ชายหนุ่มยังไม่คิดจะปล่อยคนข้างในออกไป เพราะท้ายที่สุดคงหนีไม่พ้นการตกเป็นเครื่องมือของอามุนด์
หลังจากยืนยันสถานการณ์ในทุกแง่มุม ไคลน์กลับมาที่วังโบราณและนั่งบนเก้าอี้พนักสูงของเดอะฟูล
มันจำได้ว่าความทรงจำบางส่วนของตนถูกผนึกไว้ จึงเรียกแผ่นกระดาษออกจากกองขยะ
เมื่อเปิดอ่าน ดวงตาไคลน์หรี่ลงเล็กน้อย ริมฝีปากขยับขึ้นลงพลางพึมพำเสียงต่ำ:
“วันวาน เทพภายนอก อวกาศ พระผู้สร้าง เหนือลำดับ… อย่างนี้นี่เอง…”
ในวินาทีนี้ ชายหนุ่มเพิ่งเข้าใจความหมายของศึกระหว่างทวยเทพที่เพิ่งจบลงไปอย่างถ่องแท้ เข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดวันสิ้นโลก และเข้าใจว่าเหตุใดเจ็ดเทพจารีตถึงอนุญาตโดยนัยให้มีจักรพรรดิมืดถือกำเนิด แถมยังไม่แยแสการกลับมาของวิญญาณมารเทวทูตสีชาด
จากข้อมูลของเลียวนาร์ดและมิสจัสติส โลเอ็นเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในที่สุด ดูเหมือนว่าเทพสงครามคงถึงคราวร่วงหล่นแล้ว… กล่าวคือ เทพธิดาประสบความสำเร็จ แต่เราไม่ทราบว่าพระองค์กลายเป็นเหนือลำดับแล้วหรือยัง หรือยังขาดเงื่อนไขใดอีก… ไว้ค่อยเรียกอาโรเดสออกมาสอบถามสถานการณ์ปัจจุบันทีหลัง… คิดถึงตรงนี้ ไคลน์นึกทบทวนรายละเอียดในอดีตและปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน
พระแม่ธรณีที่ยังไม่ทราบว่าตัวจริงเป็นใคร สวมรอยเป็นราชินีคนยักษ์โอมีเบล่าได้นานหลายพันปีโดยที่ไม่ถูกเปิดโปง… สิ่งนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้หากปราศจากความช่วยเหลือจากพลังปกปิด… ให้ตายสิ เทพธิดาวางแผนมาตั้งแต่ปลายยุคสมัยที่สองเลยหรือ?
ทำไมเราถึงรู้สึกว่าพระองค์น่ากลัวยิ่งกว่าอามุนด์เสียอีก…
อา แต่พลังปกปิดทำได้เพียงซุกซ่อนร่องรอยและตบตาผู้ที่พยายามสอดส่องหรือทำนายถึง ไม่น่าจะช่วยให้แปลงโฉมได้แนบเนียน… การที่พระแม่ธรณีสามารถสวมรอยเป็นโอมีเบล่าโดยไม่ถูกเทพสงครามสงสัยเป็นพันปี คงจะมีปัจจัยอื่นร่วมอยู่ด้วย… หรือว่าใครบางคนช่วยให้เธอขโมยชะตากรรมของราชินีคนยักษ์มาเป็นของตัวเอง? ในสมัยนั้น บุคคลเดียวที่มีอำนาจในขอบเขตดังกล่าวและแข็งแกร่งพอที่จะทำได้ ไม่ใช่ใครนอกจากเทพสุริยันบรรพกาล พระผู้สร้างรุ่นที่สอง บิดาของอามุนด์และอาดัม…
ถ้าเป็นแบบนั้นจริง หมายความว่าเทพธิดาและเทพสุริยันบรรพกาลสมคบคิดกันมานานแล้ว จนกระทั่ง ‘มหาต้นกำเนิด’ ตื่นขึ้นในร่างของพระผู้สร้างรุ่นที่สอง… นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเทวทูตมืดซาสเรีย ถึงเลือกสมคบคิดกับเทพธิดาเป็นคนแรก แน่นอนว่าพลังในขอบเขต ‘ซ่อนเร้น’ ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญในแผนการ…
นับตั้งแต่ได้รับเอกลักษณ์ของเส้นทางมรณา เทพธิดาก็เริ่มวางกับดัก… ในแง่หนึ่ง พระองค์ต้องการให้เราเข้ายึดอำนาจของนิกายวิญญาณฝ่ายมรณาเทียมในกรุงเบ็คลันด์เพื่อให้ไม่มีใครทราบถึงความผิดปรกติ แต่ในอีกแง่หนึ่ง พระองค์ก็ไม่จัดการกับคนหรือสิ่งของที่อาจทำให้ข้อมูลดังกล่าวรั่วไหลออกไป ส่งผลให้ในสายตาเทพสงคราม พฤติกรรมของเทพธิดาจึงดูเหมือนพยายามปกปิดเป็นความลับ แต่ทำไม่สำเร็จเพราะร่างหลักกำลังยุ่งอยู่กับการยึดครองเอกลักษณ์ จนมิอาจควบคุมปัจจัยต่างๆ ได้ทั่วถึง…
หลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นการยอมให้จอร์จที่สามเถลิงบัลลังก์จักรพรรดิมืด หรือช่วยให้เราทำลายพิธีกรรมของอีกฝ่าย เทพธิดามิได้สนใจผลลัพธ์ของเหตุการณ์สักเท่าไร เป้าหมายที่แท้จริงของพระองค์มีเพียงการแสดงให้เทพตนอื่นเข้าใจว่า พระองค์ไม่สามารถแทรกแซงโลกความจริงได้มากนัก เพราะกำลังยุ่งอยู่กับการยึดครองเอกลักษณ์ของเส้นทางมรณา…
ยังมีรายละเอียดอีกมากที่คล้ายคลึงกัน…
สำหรับเทพสงคราม เนื่องจากมีความเข้าใจในตัวเทพธิดาอย่างลึกซึ้ง ท่านย่อมไม่หลงติดกับได้ง่ายนัก จึงเลือกที่จะเปิดศึกด้วยการสั่นคลอนหลักยึดเหนี่ยวของเทพธิดาเสียก่อน เพื่อให้ดวงวิญญาณและจิตใจเกิดความปั่นป่วน เมื่อเทพธิดาต้องทุ่มพลังไปกับการยับยั้งการกัดกร่อน นั่นจึงเป็นเวลาที่จะบุกเข้าไปโจมตีเทพธิดาพร้อมกับพระแม่ธรณี…
และนั่น… ทำให้ท่านติดกับเทพธิดาเข้าอย่างจัง…
กล่าวอีกนัยหนึ่ง จุดประสงค์ที่แท้จริงของพฤติกรรมต่างๆ ของเทพธิดามิใช่การวางกับดักโดยใช้เอกลักษณ์ของเส้นทางมรณาเป็นเหยื่อล่อ แต่เพื่อให้เทพตนอื่นมุ่งความสนใจไปที่ประเด็นดังกล่าว โดยที่ไม่มีใครเอะใจว่าตัวพระแม่ธรณีคือปัญหา…
น่ากลัวอะไรเช่นนี้…
ไคลน์ถอนหายใจจากก้นบึ้ง มันตระหนักว่าสองพี่น้องอาดัมและอามุนด์ยังเป็นรองเทพธิดาอยู่หนึ่งก้าวในแง่ความน่าสะพรึง
ชายหนุ่มส่ายหน้าพลางเสกปากกาและกระดาษ เขียนเตือนตัวเองลงไปว่า:
“จงจำไว้เสมอว่าเราคือเขา ไม่ใช่ท่าน”
……………………
Related
ทันทีที่โอสถผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ไหลเข้าสู่ท้องของไคลน์ ของเหลวก็แตกตัวกลายเป็น ‘หนอน’ เย็นเยียบจำนวนมากทันที แหวกว่ายไปยังทุกส่วนของร่างกาย
ทันใดนั้น ร่างวิญญาณไคลน์ถูกแบ่งออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจำนวนนับไม่ถ้วนและผสานเข้ากับ ‘หนอนวิญญาณ’ ที่แตกต่างกัน ไม่มีความแตกต่างระหว่างร่างต้นกับร่างรอง ไม่มีการแบ่งแยกว่าใครเป็นร่างหลัก
ผ่านไปถึงจุดหนึ่ง ชายหนุ่มเข้าสู่สายหมอกสีเทา หมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูงและเสื้อกันลมตัวยาวสีดำพลันสลายไป หนอนโปร่งใสและบิดเบี้ยวจำนวนมากทยอยชอนไชออกมาทีละหนึ่ง
หนอนเหล่านี้บินไปยังส่วนลึกของสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ด้วยความเร็วสูง แต่ละตัวเข้าไปยึดครอง ‘จุดแสง’ ที่แตกต่างกันและซ้อนทับกับภาพฉายของตัวเองในช่องว่างประวัติศาสตร์
เพียงไม่กี่วินาที ในตำแหน่งเดิมของไคลน์เหลือแค่เสื้อกันลม เสื้อเชิ้ต หมวกทรงกึ่งสูง ถุงเท้า รองเท้าหนัง และของใช้ส่วนตัวถูกทิ้งไว้โดยปราศจากร่างกายค้ำจุน
“เรา…”
“เราเป็นใคร…”
“ใครคือเรา…”
“เราคือร่างต้น…”
…
หนอนวิญญาณทยอยผุดความคิดที่แตกต่างแต่คล้ายคลึงกัน ไม่มีตัวใดต้องการกลับคืน ‘ร่างเนื้อ’ ด้วยความตั้งใจของตัวเอง มีแต่จะยิ่งทวีความเกลียดชังต่อพวกเดียวกันอย่างรุนแรง หากไม่ใช่เพราะยังมีอิทธิพลทางจิตของไคลน์หลงเหลืออยู่เล็กน้อย พวกมันคงลงมือทำในสิ่งที่สุดโต่ง
ทันใดนั้น ระลอกคลื่นที่มองไม่เห็นปรากฏขึ้นภายในหมอกสีเทา
ระลอกคลื่นดังกล่าวมิได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีอยู่ในสายหมอกนานมาแล้ว ไคลน์อาจไม่เคยสังเกตเห็น แต่สำหรับหนอนวิญญาณ ภาพดังกล่าวชัดเจนเพียงพอ
บางส่วนแผ่ออกจากช่วงเวลาประวัติศาสตร์ในยุคปัจจุบัน บางส่วนมาจากช่วงเวลาสิ้นสุดยุคสมัยที่สอง และบางส่วนมาจากยุคสมัยที่สาม สิ่งเหล่านี้คือสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์กว่าสองพันปีของเมืองเงินพิสุทธิ์ที่ยืนหยัดอย่างมั่นคงในความมืด
ประวัติศาสตร์ที่ถูกลืมเลือนดังกล่าวสอดประสานเข้ากับปัจจุบันในบางส่วน ช่องว่างทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกันสว่างขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับแผ่ระลอกคลื่นที่ยากจะอธิบาย
คล้ายกับระลอกคลื่นดังกล่าวสร้างแรงดึงดูดที่ทรงพลังต่อหนอนวิญญาณ จนพวกมันต้องทยอยโผล่หัวออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์
หลังจากผ่านไปไม่นาน หนอนวิญญาณตัวหนึ่งกึ่งทนไม่ไหวกึ่งได้รับอิทธิพลจากจิตที่หลงเหลือของไคลน์ รีบคลานออกจากจุดแสงที่มันเข้าไปยึดครองในตอนแรก จากนั้นก็ ‘บิน’ ไปยังกึ่งกลางระลอกคลื่น
ถัดมาไม่นาน หนอนวิญญาณทยอยกลับมาจากจุดต่างๆ บนสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ ตรงมายังประกายแสงที่ก่อขึ้นท่ามกลางประวัติศาสตร์ของเมืองเงินพิสุทธิ์ในยุคสมัยปัจจุบัน
เมื่อพวกมันเข้าใกล้กันในระยะหนึ่ง แรงดึงดูดที่ทรงพลังพลันก่อตัว กระชากหนอนวิญญาณจำนวนมากให้กลับมารวมตัวและผสานเป็นหนึ่ง
นี่ไม่ใช่อิทธิพลที่หนอนวิญญาณเพียงสองหรือสามตัวจะทำได้ จะต้องใช้จำนวนมากเพียงพอจึงจะเกิดขึ้น
และเมื่อหนอนวิญญาณบางส่วนประกอบเข้าด้วยกัน จิตใต้สำนึกที่ไม่สมบูรณ์ของไคลน์เริ่มกลับมาปะติดปะต่อ จนกระทั่งกระบวนการดำเนินไปในทิศทางที่เรียบง่าย
หนอนวิญญาณเหล่านั้นก่อตัวเป็นวังวนโปร่งใสที่แผ่แรงดึงดูดอันทรงพลังออกมา ดูดกลืนหนอนวิญญาณที่เหลือซึ่งยังลังเลและไม่เต็มใจที่จะกลับมายังรวมตัว
เมื่อหนอนวิญญาณกลับมารวมตัวมากกว่าสองในสาม หนวดรยางค์เรียบโปร่งใสทยอยงอกขึ้นภายในวังวน
หนวดรยางค์ยืดยาวออกไปยังยุคสมัยที่สอง ยุคที่หนึ่ง และแม้แต่เมืองโบราณในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ทยอยจับหนอนวิญญาณกลับมาทีละตัวและใส่กลับเข้าไปในวังวน
ภายในเวลาเพียงสิบวินาที วังวนเริ่มขยายใหญ่และกลายเป็นร่างหนึ่งซึ่งน่าสยดสยองและรายล้อมไปด้วยหนอนโปร่งใสบิดเบี้ยว หนวดรยางค์ล่องหนยื่นยาวออกจากร่างดังกล่าว
หนวดรยางค์ทยอยนำเสื้อกันลม หมวกทรงกึ่งสูง ถุงเท้า และรองเท้าหนังที่ลอยอยู่ในสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์กลับมา ‘สวมใส่’ ลงบนร่างอันน่าสะพรึง
ร่างที่ประกอบจากหนอนวิญญาณจำนวนมากกดหมวกทรงกึ่งสูงบนศีรษะลง ส่งผลให้ความโปร่งใสบนร่างกายจางหายไปอย่างรวดเร็ว ผิวกายสีเนื้อแผ่ปกคลุมไปยังทุกส่วน ผมสั้นสีดำและดวงตาสีน้ำตาลทยอยงอกเงย
นี่คือรูปลักษณ์ของไคลน์·โมเร็ตติ แต่เป็นในความสูง 1.8 เมตร
หลังจากได้รับสติสัมปชัญญะกลับมาอีกครั้ง ไคลน์ที่รวบรวมร่างวิญญาณกลับมาอย่างสมบูรณ์ ยังไม่มีเวลาตรวจสอบสถานการณ์ปัจจุบันของตนอย่างละเอียด เพียงค้นพบความผิดปรกติสองเรื่องได้ในทันที:
เรื่องแรก ตะกอนพลังพิเศษที่ผสานเข้ากับร่างกายชายหนุ่มเต็มไปด้วย ‘จิต’ อันทรงพลัง น่าสะพรึง แกร่งกล้า และยากจะต้านทาน คล้ายกับมันตื่นขึ้นมาเล็กน้อยและทยอยฉายภาพทีละหนึ่ง บางส่วนเกี่ยวกับความรู้เชิงศาสตร์เร้นลับของผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ บางส่วนเกี่ยวกับฝุ่นที่ถูกดวงอาทิตย์แผดเผา และบางส่วนเป็นฉากวิจิตรงดงามที่เกิดจากดวงดาวมากมาย ทั้งหมดคือตราประทับทางวิญญาณที่เปี่ยมไปด้วยความโดดเดี่ยว เฉยเมย โหดร้าย บ้าคลั่ง เหยียดหยัน และไร้อารมณ์ พวกมันผสานเข้ากับดวงวิญญาณไคลน์อย่างรวดเร็วและเปลี่ยนสถานภาพของไคลน์โดยที่มิอาจต่อต้าน
เรื่องที่สอง ดาวสีแดงเข้มและจุดแสงจำนวนมากที่ปรากฏในการมองเห็นของไคลน์ ภายในดวงดาวเหล่านั้นมีสมาชิกชุมนุมทาโรต์อย่างจัสติส แฮงแมน และเดอะมูน โดยจุดแสงเกือบทั้งหมดเป็นเสียงสวดวิงวอนจากชาวเมืองจันทรา ทั้งสองผสานเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นร่างหนึ่งซึ่งปกคลุมด้วยหมอกสีเทาอ่อน เฝ้ามองดูโลกด้วยสายตาเอ็นดูประหนึ่งผู้ปกครองที่สูงส่งที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุด
ความผิดปรกติดังกล่าวแบ่งแยกร่างกายไคลน์ออกเป็นสองส่วน ฝั่งซ้ายปกคลุมด้วยหมอกสีเทาอ่อน เผยให้เห็นรอยยิ้มจางๆ และดวงตาลุ่มลึก ร่างกายฝั่งขวาเริ่มปริแตกอีกครั้ง กลายเป็นกลุ่มก้อนหนอนแมลงสีใสที่บิดเบี้ยว ดวงตาแดงก่ำเปี่ยมไปด้วยความบ้าคลั่ง
ในเวลานี้ ฝั่งขวาพยายามกัดเซาะฝั่งซ้ายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้หมอกสีเทาถูกบีบอัดจนหนาแน่น
ไคลน์ไม่มัวรีรอ รีบยกมือซ้ายขึ้นอย่างยากลำบาก อัญเชิญคทากระดูกสีขาวที่เลี่ยมอัญมณีสีเงินจากสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์
รอบๆ คทาเทพสมุทรเต็มไปด้วยจุดแสงแห่งการสวดวิงวอน อาศัยคทาเป็นสื่อกลาง จุดแสงทยอยถูกถ่ายเทมายังร่างไคลน์
ร่างกายฝั่งขวาของไคลน์มีสายฟ้าพวยพุ่งออกมาทันที แถมรายล้อมไปด้วยสายลมล่องหนและคลื่นมายา สิ่งเหล่านี้ช่วยให้หมอกสีเทาฝั่งซ้ายเริ่มต้านทานการกัดเซาะจากมลพิษ เกิดเป็นสมดุลที่ละเอียดอ่อน
ทันใดนั้น ไคลน์ฟื้นคืนความเป็นมนุษย์และความทรงจำกลับมาหลายส่วน ค่อยๆ เข้าใกล้สภาพก่อนจะดื่มโอสถ
ในที่สุดมันก็เลื่อนเป็นลำดับ 2 สำเร็จ ได้ครอบครองระดับตัวตนของเทวทูต ได้เป็นผู้ชี้นำปาฏิหาริย์โดยสมบูรณ์
เดิมทีปราสาทต้นกำเนิดเกือบจะสั่นคลอนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับชายหนุ่ม แต่เพียงแค่ไคลน์คิด ความผิดปรกติทั้งหมดก็กลับสู่ภาวะสงบสุข
สิ่งนี้คือเครื่องพิสูจน์ว่าไคลน์สามารถควบคุมปราสาทต้นกำเนิดได้อย่างเบ็ดเสร็จ กลายเป็นเจ้าของปราสาทต้นกำเนิดตัวจริง ส่วนคำถามที่ว่า ปัจจุบันสามารถระดมพลังส่งมายังโลกความจริงได้ในระดับใด มันยังมิอาจกะเกณฑ์ได้แม่นยำ
ฟู่ว… โชคดีที่เราเลือกใช้ประวัติศาสตร์เป็นชาวเมืองเงินพิสุทธิ์และนำพวกเขากลับมาสู่ยุคปัจจุบัน มันทรงพลังมากพอ… เพราะหากผลลัพธ์ของพิธีกรรมด้อยประสิทธิภาพกว่านี้เพียงเล็กน้อย วันนี้เราคงคลุ้มคลั่งคาที่… ไคลน์ยกมือขึ้นลูบหน้าผากพลางผ่อนลมหายใจ ขณะเดียวกันก็เริ่มเข้าใจแก่นสารของหลักยึดเหนี่ยวมากขึ้น:
หลักยึดเหนี่ยวไม่ใช่เครื่องมือสำหรับคงสภาพความเป็นคน แต่หน้าที่หลักของมันคือการสร้างความเข้าใจ จุดยืน และภาพจำที่ชัดเจน เพื่อต่อกรกับตราประทับดวงวิญญาณในตะกอนพลังและรักษาสมดุลระหว่างกันอย่างละเอียดอ่อน
ภายใต้ความสมดุล ไคลน์คงสภาพความเป็นคนไว้ได้อย่างพอดิบพอดีโดยไม่ได้รับผลกระทบจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ภาพลักษณ์ของเทพที่สาวกเชื่อและภาพลักษณ์ที่แท้จริงของเทพยังมีความแตกต่างกันบางส่วน แต่หากปราศจากตราประทับดวงวิญญาณภายในตะกอนพลังเพื่อคอยถ่วงดุลอิทธิพลดังกล่าว ภาพลักษณ์ที่สาวกเชื่อจะค่อยๆ กลืนกินภาพลักษณ์ที่แท้จริงของเทพ
นั่นก็เป็นการกัดกร่อนประเภทหนึ่ง
ในวินาทีนี้นี่เองที่ไคลน์ได้ทราบว่า เหตุใดเจ็ดเทพจารีตที่เคยมีเทวรูปเป็นร่างมนุษย์ถึงเปลี่ยนมาใช้ ‘ตราศักดิ์สิทธิ์’ แทน นั่นก็เพื่อป้องกันมิให้เหล่าสาวกทุกคนจินตนาการรูปลักษณ์ของตนเป็นแบบเดียวกัน ถือเป็นมาตรการสำหรับต่อต้านการกัดกร่อนจากตราประทับดวงวิญญาณของ ‘มหาต้นกำเนิด’ ได้เป็นอย่างดี แถมรูปลักษณ์ก็จะไม่เปลี่ยนแปลงไปทีละนิดตามความเชื่อของสาวก
ส่วนคำถามที่ว่า เหตุใดไคลน์ถึงคิดหาคำตอบได้รวดเร็วนัก ทั้งที่เทพจารีตถึงใช้เวลาราวหนึ่งถึงสองยุคสมัยกว่าจะกระจ่าง เหตุผลมีอยู่สองข้อ
ข้อแรก มันเปรียบเทียบภาพในอดีตของเทพจารีตกับสถานะปัจจุบัน โดยใช้ไดอารีจักรพรรดิโรซายล์เป็นข้อมูลอ้างอิง และอาศัยความรู้เชิงศาสตร์เร้นลับเป็นแรงบันดาลใจ ข้อที่สอง ร่างสัตว์ในตำนานของผู้ชี้นำปาฏิหาริย์มีความโน้มเอียงไปในทางแยกตัวออกจากกัน ส่งผลให้ไคลน์ไวต่ออิทธิพลที่คล้ายคลึงกัน
ความสมดุลที่เกิดขึ้นมักขาดความเสถียร มันจะเบี่ยงเบนไปในระดับหนึ่งเสมอ และนั่นจะทำให้สถานภาพของเราขาดความมั่นคงจนอาจทำให้ผู้คนหวาดกลัวเป็นครั้งคราว โชคดีที่สิ่งนี้สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้าและรับมือได้ง่าย… นอกจากนั้น ขณะอยู่ในสภาวะสมดุลโดยสมบูรณ์ เราต้องแสดงออกถึงความเป็นมนุษย์ให้มากที่สุดเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในตัวเอง… นี่คงเป็นวิธีที่เทวทูตส่วนใหญ่เลือกปฏิบัติ และพฤติกรรมของโรงเรียนกุหลาบฝ่ายฝักใฝ่แรงกระหายก็คงอยู่ในหมวดหมู่นี้…
แต่สาวกทั้งหมดของอามุนด์คือตัวเอง แล้วเขารักษาสมดุลได้ยังไง?
หรือว่าสัตว์ในตำนานที่เกิดมาพร้อมกับ ‘เอกลักษณ์’ จะผสานจิตใต้สำนึกเข้ากับมหาต้นกำเนิดได้ตั้งแต่แรก? อามุนด์ก็เลยคุ้นเคยกับสภาวะกึ่งเสียสติมานานแล้ว? ไม่สิ สำหรับอามุนด์แล้วนี่คือสภาวะปรกติ… ส่วนภาพลักษณ์ก็เกิดจากการลงคะแนนของบรรดาร่างโคลน…
หากอ้างอิงจากหลักการดังกล่าว เราก็สามารถสร้างหุ่นเชิดขึ้นมาเป็นสาวกของเดอะฟูลได้เช่นกัน โดยใช้รูปลักษณ์ที่แท้จริงของเราเป็นตัวแทนทวยเทพ วิธีนี้จะช่วยสร้างหลักยึดเหนี่ยวที่มีประสิทธิภาพ… เข้าใจแล้วว่าทำไมซาราธและหมาป่าอสูรทมิฬถึงอยู่ได้โดยไม่มีสาวก… อา เมื่อชาวเมืองเงินพิสุทธิ์เปลี่ยนมานับถือเดอะฟูล เราสามารถแยกอวตาร ‘เทพสมุทร’ ออกจากตัวเองเพื่อทำให้หลักยึดเหนี่ยวนี้เป็นอิสระ เพราะภาพจำของสาวกเทพสมุทรขัดแย้งกับภาพจำของสาวกจากแหล่งอื่นมาก ไม่สามารถนำมารวมกันได้… ไคลน์ครุ่นคิดในหลายสิ่ง จากนั้นก็ส่งตัวเองขึ้นไปยังหมอกสีเทา
เมื่อกลายเป็นผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ ไคลน์ได้เป็นเจ้าของปราสาทต้นกำเนิดโดยสมบูรณ์ จึงไม่จำเป็นต้องเดินถอยหลังสี่ก้าวพลางท่องมนต์ หรือขอร้องให้สมาชิกชุมนุมทาโรต์สวดวิงวอนพร้อมกันล่วงหน้า เพียงแค่คิดก็กลับปราสาทต้นกำเนิดได้ง่ายดาย
แต่ดูเหมือนว่าปัจจุบันยังมิอาจระดมพลังของปราสาทต้นกำเนิดได้เต็มประสิทธิภาพนัก และร่างที่เข้ามาบนสายหมอกก็ยังคงจำกัดแค่ร่างวิญญาณ มิอาจส่งร่างเนื้อขึ้นมาได้โดยตรง
หลังจากนั่งในตำแหน่งเดอะฟูล ไคลน์ไม่รีบร้อนตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของปราสาทต้นกำเนิด ก่อนอื่นก็สำรวจพัฒนาการของตัวเองและย่อยข้อมูลเกี่ยวกับโอสถที่เพิ่งได้รับ:
อา… พลังพิเศษของผู้ชี้นำปาฏิหาริย์มาจากสองคุณสมบัติ หนึ่งคือการยกระดับพลังจากสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ และอีกหนึ่งคือพลังที่เพิ่มเข้ามาใหม่อย่าง ‘พลังปรารถนา’
พลังที่เกี่ยวกับสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ครอบคลุมไปถึงความสามารถใหม่หลายชนิด:
ชนิดแรก คืนชีพด้วยความช่วยเหลือจากหนอนวิญญาณในอดีต แต่พลังชนิดจะใช้งานได้เพียงสี่ครั้ง และเราใช้ไปแล้วสาม… หมายความว่าในลำดับผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ เราคืนชีพได้อีกแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่หลังจากเลื่อนระดับเป็นบริวารเร้นลับ จำนวนครั้งน่าจะเพิ่มขึ้น… ชนิดที่สอง เราสามารถสร้างอิทธิพลบางอย่างกับอนาคต ทำให้ความน่าจะเป็นของบางสิ่งเพิ่มขึ้นหรือลดลงในระดับหนึ่ง เทียบเท่ากับการแทรกแซงชะตากรรมเป้าหมาย… หึหึ ในที่สุดก็ได้ครอง ‘พลังโชคลาภ’ จริงๆ เสียที แต่ยังเทียบไม่ได้กับลูกเต๋าความน่าจะเป็นของวิล… ชนิดที่สาม สิ่งที่อัญเชิญออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์จะไม่จำกัดแค่วัตถุอีกต่อไป แต่เราสามารถนำ ‘ฉาก’ ที่คุ้นเคยออกมาได้ด้วย..
อา… จำนวนสูงสุดของภาพฉายวัตถุและฉากที่เราเรียกออกมาได้คือเก้า แต่ภาพฉายที่มีระดับทัดเทียมเทวทูตห้ามเกินสาม…
‘พลังปรารถนา’ เป็นอำนาจพื้นฐานของทวยเทพอยู่แล้ว แต่ก็มีบางส่วนที่แปลก ความปรารถนาของเราจะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อเราเติมเต็มความปรารถนาของผู้อื่นก่อนเท่านั้น… และจำเป็นต้องทำความปรารถนาเล็กให้สำเร็จก่อน จึงจะมีโอกาสบรรลุความปรารถนาที่ใหญ่ขึ้น…
………………………………
Related
ด้านหลังประตูสีเทาน้ำเงินที่เปิดกว้าง บันไดหินลาดยาวเป็นทางลง ทะเลสีทองและแสงพร่างพราวสว่างเข้ามาในการมองเห็นของบรรดาชาวเมืองเงินพิสุทธิ์อย่างลีอาวาลและแคนดิสอีกครั้ง
ในฐานะสมาชิกทีมเบิกทางชุดก่อน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกมันได้เห็นฉากตรงหน้า แต่กระนั้นกลับยังตกตะลึงไปถึงดวงวิญญาณจนเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
เดอร์ริคถือค้อนยักษ์เทพสายฟ้าคำรามยืนอยู่ด้านหน้าสุด ส่วนสูงสองเมตรกว่า ไหล่กว้างบึกบึน บรรยากาศเงียบขรึม
ผ่านไปเกือบหนึ่งนาที ลีอาวาลถามหยั่งเชิง
“ท่านอาวุโสเบเกอร์ พวกเราจะได้ออกไปเมื่อไร”
มันคือลำดับ 5 ‘ผู้พิทักษ์’ เจ้าของส่วนสูงสองเกือบสองเมตรครึ่ง ผู้มีอัตราส่วนของมือและเท้าผิดไปจากปรกติเล็กน้อย
เดอร์ริคจ้องคลื่นทะเลที่มีจุดสีทองนานหลายวินาทีก่อนจะกล่าว
“รอก่อน”
ปัจจุบันผ่านไปแล้วหลายวันนับตั้งแต่ประตูถูกเปิดออก เด็กหนุ่มนำทีมสำรวจกลับไปยังเมืองเงินพิสุทธิ์พร้อมกับเถ้ากระดูก ตะกอนพลัง และสมบัติปิดผนึกของเจ้าเมืองและอาวุโสโลเฟียร์ จากนั้นก็ใช้ความลับเพื่อสร้างความไว้วางใจจากเจ้าเมืองคนใหม่ ฮอยต์·เฌอมงต์
คราวนี้ เดอร์ริคนำทางผู้วิเศษของเมืองเงินพิสุทธิ์ยี่สิบคนมาเป็นทีมบุกเบิกเพื่อค้นหาเส้นทางที่ปลอดภัยและยืนยันสถานการณ์ของโลกภายนอก
สำหรับเรื่องนี้ เด็กหนุ่มปฏิเสธข้อเสนอของมิสเตอร์เวิร์ลที่จะย้ายชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ทั้งหมดออกจากดินแดนเทพทอดทิ้งทันทีด้วยไม้เท้าดวงดาว แต่เลือกเส้นทางเดินเท้าเพื่อแสวงหาความหวัง พลางรำลึกถึงสิ่งที่เมืองเงินพิสุทธิ์ต้องประสบพบเจอกว่าสองพันปี จนกระทั่งได้พบกับ ‘รุ่งอรุณ’ ที่ตามหามาแสนนาน
ได้ยินคำตอบจากอาวุโสเดอร์ริค ลีอาวาล แคนดิส และสมาชิกคนอื่นของทีมบุกเบิกไม่กล่าวคำใด เพียงก้าวถอยหลังและชมทิวทัศน์ต่อไป
พวกมันยังคงไม่เชื่อใจเดอร์ริคเต็มร้อย เพราะอย่างไรก็ดี อาวุโสใหม่รายนี้สนิทสนมกับคนนอก และเจ้าเมืองกับอาวุโสโลเฟียร์ต่างก็เสียชีวิตไปในภารกิจสำรวจครั้งล่าสุด หากไม่ใช่เพราะหกสภาอาวุโสแสดงความเชื่อใจ คนที่เหลือคงทำตัวเป็นศัตรูและเผยท่าทีต่อต้านอย่างชัดเจน
หลังจากผ่านไปสักพัก ทะเลสีทองพลันถูกปกคลุมด้วยความมืด
ณ ส่วนลึกสุดของความมืด ทุกคนมองเห็นสายหมอกเจือจาง ภายในหมอกมีวิหารสีดำที่มียอดแหลมและอาคารหลายหลัง มอบความรู้สึกกึ่งจริงกึ่งมายาแก่ผู้พบเห็น
เดอร์ริคและคนที่เหลือไม่ประหลาดใจกับความมืด ร่างกายเด็กหนุ่มส่องสว่างในทันที ส่วนคนที่เหลือต่างจุดเทียนไข เป็นการลงมืออย่างคล่องแคล่วโดยปราศจากความแตกตื่น
เมื่อสมาชิกยี่สิบเอ็ดคนถูกปกคลุมโดยแสงสว่าง พวกมันเฝ้ามองเมืองในม่านหมอกและผู้คนที่เดินผ่านไปมาโดยไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
นี่ไม่ใช่ความมืดที่พวกมันคุ้นเคย
ทันใดนั้นเอง เดอร์ริคที่เปล่งแสงธรรมชาติออกจากร่างกาย ยกมือซ้ายขึ้นพลางกล่าวเสียงต่ำ
“ออกเดินทางได้”
โดยไม่รอให้สมาชิกในทีมตอบสนอง มันเดินนำทุกคนผ่านประตูลงไปตามบันไดหินด้านนอก บรรจงย่างกรายไปสู่ความมืดทีละขั้น
ลีอาวาล แคนดิส และคนที่เหลือมองหน้ากันก่อนจะกัดฟันเดินตามอาวุโสคนใหม่ เดอร์ริค·เบเกอร์ออกจากตำหนักราชาคนยักษ์
ท่ามกลางความมืดมิด เมื่อพวกมันเดินลงจากบันไดสำเร็จ ฉากตรงหน้าคือแสงสีส้มและอารามสีดำ
“นี่คือโลกภายนอก?” แคนดิสมองไปรอบตัวด้วยความระแวงเจือสงสัย เธอรู้สึกราวกับตนและคนที่เหลือหลงเดินมายังอีกฟากหนึ่งของวังราชาคนยักษ์โดยไม่รู้ตัว และกำลังถูกทะเลหมอกสีส้มอมแดงตัดขาดจากตำแหน่งเมื่อครู่
“ไม่ใช่” เดอร์ริคเปรียบเทียบสภาพแวดล้อมปัจจุบันกับคำอธิบายของมิสเตอร์เวิร์ลและมาดามเฮอร์มิท จากนั้นก็พยักหน้าและกล่าว “พวกเราต้องรอที่นี่สักพัก เชิญพวกคุณหาไปหาจุดพักผ่อน”
ผู้เจิดจรัสที่ไม่หลงเหลือบรรยากาศของ ‘เด็ก’ คอยจัดแจงทุกสิ่งอย่างสุขุม
ลีอาวาลมองไปทางอารามสีดำที่ประตูปิดสนิท ตามด้วยถามเจือสงสัย
“ไม่ใช่ว่าต้องสำรวจที่นี่เพื่อค้นหาทางออกหรอกหรือ”
“ไม่จำเป็น” เดอร์ริคส่ายหน้า
สมาชิกของทีมบุกเบิกไม่ถามเพิ่มเติมหรือแยกย้ายไปพัก เพียงยืนรอด้วยความอดทน
เมื่อเวลาผ่านไป แสงอาทิตย์อันเจิดจ้าพลันส่องเข้ามาในโลกเบื้องหน้า ฉาบทุกสิ่งให้สว่างไสวด้วยสีขาว แต่จากนั้นก็จางลงและเลือนหาย
เดอร์ริค แคนดิส และคนที่เหลือมองไปรอบตัวตามสัญชาตญาณจนกระทั่งพบทะเลสีทองอีกครั้ง ทันใดนั้นก็สัมผัสถึงออร่าอันน่าสะพรึงที่ทำให้ทุกคนไม่กล้าจ้องมองโดยตรง
แต่แตกต่างจากคราวก่อน ตอนนี้พวกมันอยู่บนเกาะ ด้านหลังเป็นกระจุกพืชประหลาดสีทองที่มีหน้ายิ้ม บรรยากาศอันปราศจากความเสื่อมทรามและกลายพันธุ์โดยสิ้นเชิง ทำให้สมาชิกทีมบุกเบิกของเมืองเงินพิสุทธิ์สัมผัสถึงความสุขของชีวิต
พวกเราออกมาแล้วจริงๆ … เป็นโลกที่ต่างออกไป… ลีอาวาล แคนดิส และคนที่เหลืองพลันถอนหายใจหนักแน่น
พวกมันยืนยันเรื่องหนึ่งได้ทันที:
อาวุโสเดอร์ริคมิได้ทรยศเมืองเงินพิสุทธิ์ การร่วมมือกับคนนอกมีจุดประสงค์เพื่อนำทางทุกคนออกจากดินแดนต้องสาป
“อาวุโสเบเกอร์…” แคนดิสพึมพำ “ขอบคุณค่ะ”
เดอร์ริคพยักหน้าในท่ายืนหลังตรง
ลีอาวาลที่มิได้กำลังทำหน้ารู้สึกผิดเหมือนแคนดิสและคนอื่น มองไปรอบตัวก่อนจะถาม:
“อาวุโสเดอร์ริค พวกเราจะออกจากที่นี่ได้ยังไง? ต่อเรือ?”
วลี ‘ต่อเรือ’ ถูกเขียนไว้เฉพาะในหนังสือประวัติศาสตร์ จึงเป็นคำที่ค่อนข้างแปลกหู
“แต่ที่นี่ไม่มีวัสดุสำหรับต่อเรือ…” แคนดิสและคนที่เหลือมองสำรวจไปรอบเกาะเล็กๆ แห่งนี้ แต่ก็ไม่พบต้นไม้หรือพืชชนิดอื่น
เดอร์ริคส่ายหน้าอีกครั้ง
“ไม่จำเป็น แค่รออีกสักครู่…”
ยังไม่ทันจบประโยค มันเห็นเงาดำโผล่ขึ้นจากเส้นขอบฟ้า
เงาดำขยายขนาดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แล่นมาตามน่านน้ำปลอดภัยระหว่างจุดสีทองบนทะเล
ใช้เวลาไม่นานเงาดังกล่าวก็เผยเค้าโครง เป็นเรือพลังงานผสมที่มีทั้งใบเรือและปล่องควัน กึ่งกลางลำเรือด้านบนมีธงงูทะเลสีฟ้าถูกแขวนไว้
“เรือ?”
“นั่นคือเรือ?”
…
ขณะลีอาวาล แคนดิส และคนที่เหลือตั้งคำถาม พวกมันไม่ลดความหวาดระแวง
เดอร์ริคซึ่งได้รับความรู้พื้นฐานจากชุมนุมทาโรต์และเคยเห็นรูปเรือหลายชนิด พยักหน้ารับพร้อมกับเปล่งเสียง
“ถูกต้อง”
ขณะกล่าว เรือใบแล่นเข้ามาใกล้ทุกขณะ จนกระทั่งเผยให้เห็นบุคคลที่กำลังยืนบนหัวเรือ
อีกฝ่ายเป็นชายเจ้าของคิ้วสีน้ำตาล ดวงตาสีน้ำเงินเข้ม แต่งกายในผ้าคลุมสีดำ มันกระโดดขึ้นไปบนหัวเรือพร้อมกับกางแขนออกเล็กน้อยให้กับชาวเมืองเงินพิสุทธิ์
ได้เห็นฉากตรงหน้า เดอร์ริคที่เงียบขรึมมานานแอบโล่งใจเมื่อตระหนักว่าทุกสิ่งเป็นไปตามคาด ปราศจากอุบัติเหตุ
เดิมทีเดนิสอยากกระโดดลงจากเรือและเดินเข้าไปหาเหล่าสาวกเดอะฟูลพร้อมกับประกาศว่า: ฉันมาโปรดแล้ว! แต่หลังจากเห็นความสูงของชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ มันตัดสินใจทำเพียงยืนนิ่งอยู่ในตำแหน่ง
บนหัวเรือ เดนิสกางแขนออกกว้าง ยิ้มอย่างสงวนกิริยาและกล่าวกับเดอร์ริค
“ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกที่สว่างไสวตามที่พระองค์สัญญาไว้!”
…
เหนือหมอกสีเทา ภายในวังโบราณ
ไคลน์นั่งบนเก้าอี้พนักสูงของเดอะฟูลพลางเฝ้ามองทีมบุกเบิกของเมืองเงินพิสุทธิ์ผ่านดาวแดงตัวแทนเดอะซัน เตรียมพร้อมรับมือกับเหตุไม่คาดฝันอยู่ตลอดเวลา
เมื่อได้เห็น ‘ประวัติศาสตร์’ ที่ถูกฝุ่นปกคลุมมานานหลายพันปีบรรจบกับ ‘ปัจจุบัน’ และทยอยขึ้นเรือซึ่งจัดหามาโดยรัฐบาลใหม่ของหมู่เกาะรอสต์ จนกระทั่งคนเหล่านั้นเดินทางออกจากน่านน้ำอันตรายของซากสมรภูมิเทพสำเร็จ ไคลน์เผยสีหน้าโล่งใจพร้อมกับวางไม้เท้าดวงดาวและโบกมือเสกวัตถุสองชิ้นให้ลอยเข้าหาตัว
ชิ้นหนึ่งเป็นตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ที่สกัดจากม่าน ส่วนอีกชิ้นคือหนอนดวงดาวจากนักบุญเร้นลับ โบทิส
ครุ่นคิดสักพัก ไคลน์เหยียดแขนซ้ายออกไปหยิบของเหลวสีแดงเข้มก้อนใหญ่ออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์
สิ่งนี้คือเลือดของหมาป่าอสูรทมิฬโคทาร์ ปริมาณสามร้อยมิลลิลิตรพอดิบพอดี เป็นหนึ่งในวัตถุดิบเสริมของโอสถผู้ชี้นำปาฏิหาริย์
แน่นอน ในฐานะวัตถุดิบเสริม ประโยชน์ของมันมีเพียงเรื่องเดียว นั่นคือการลดผลข้างเคียงจากตะกอนพลัง รวมถึงป้องกันอิทธิพลลึกลับที่อาจยังหลงเหลือ ดังนั้นจึงไม่สำคัญว่าจะเป็นภาพฉายจากอดีตหรือไม่ เพราะตราบใดที่มันผสมเข้ากับโอสถและถูกดื่ม บทบาทหน้าที่จะถูกคงสภาพไว้จนกระทั่งหมดอายุขัยของภาพฉาย ซึ่งไม่ว่าไคลน์จะเลื่อนลำดับสำเร็จหรือล้มเหลว ภาพฉายก็จะทำงานของมันอย่างดีที่สุด และเมื่อไคลน์กลายเป็นผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ ถึงตอนนั้นเลือดสามร้อยมิลลิลิตรตรงนี้ก็ไม่สำคัญอีกต่อไป
ถัดมา ชายหนุ่มหยิบอีกหนึ่งสิ่งออกจากสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์
หนอนกลางเวลาที่มีหลายปล้อง
เนื่องจากยังคงหวาดผวาต่ออามุนด์ ไคลน์จึงเลือกใช้หนอนกาลเวลาที่พาลีส·โซโรอาสเตอร์มอบให้เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุไม่คาดฝัน
หลังจากเตรียมการเสร็จ ชายหนุ่มเสกหม้อโลหะและโยนเลือดของหมาป่าอสูรทมิฬสามร้อยมิลลิลิตรลงไป จากนั้นก็ใส่หนอนกาลเวลาและหนอนดวงดาวที่ส่องประกายตามลำดับ
ของเหลวสีแดงเข้มในหม้อโลหะเริ่มมืดมน บนผิวอันโปร่งใสมีวังวนหมุนลึกลงไปถึงก้นหม้อ
ไคลน์หยิบตะกอนพลังของผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ขึ้นมาโดยปราศจากความลังเล
รูปร่างคล้ายหัวใจ โปร่งใสประหนึ่งผลึกแก้ว แต่บางครั้งก็มีฟองเล็กๆ ผุดขึ้น แต่ละฟองคล้ายกับบรรจุภาพมายาเอาไว้
เมื่อตะกอนพลังสัมผัสกับของเหลวในหม้อโลหะ มันผสานตัวเองเข้าไปเป็นเนื้อเดียวกันทันที เปลี่ยนให้ความมืดมนเข้มข้นยิ่งขึ้น ดูคล้ายกับดวงตาจำนวนมากลืมขึ้นพร้อมกัน
หลังจากจ้องมองอยู่หลายวินาที ไคลน์เทโอสถผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ลงในขวดแก้วที่เตรียมไว้ จากนั้นก็ส่งไปยังโลกความจริงผ่านพิธีกรรมสังเวยและรับมอบ
บนเกาะร้างในทะเลโซเนีย ไคลน์ที่เพิ่งเทเลพอร์ตมาถึงก้มมองโอสถในมือทันที ภายในใจเกิดความลังเลเล็กน้อย เพราะเมื่อตนกลายเป็นเทวทูตเต็มตัว คงเสี่ยงไม่ได้ที่จะถูกอิทธิพลของตะกอนพลังครอบงำ กลายเป็นคนเย็นชาและโหดร้ายมากขึ้น มองคุณค่าชีวิตอื่นต่ำลง จำเป็นต้องใช้หลักยึดเหนียวในการรักษาความเป็นมนุษย์
ผลข้างเคียงในคราวนี้มิใช่สิ่งที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยเทคนิคสวมบทบาทเหมือนกับที่ผ่านมา แม้กระทั่งจักรพรรดิโรซายล์ที่ดำเนินชีวิตผู้วิเศษอย่างราบรื่นมาตลอด ก็ยังเกือบคลุ้มคลั่งและกลายพันธุ์เมื่อครั้งเลื่อนเป็นเทวทูตลำดับ 2
สำหรับเทวทูตที่ไคลน์รู้จัก ภายนอกอาจดูปรกติ แต่ชายหนุ่มก็ไม่ทราบว่าลับหลังคนเหล่านี้ทำตัวเช่นไรและซุกซ่อนสิ่งใดไว้
หากลำดับ 4 และ 3 สามารถมีอายุขัยยืนยาวนับพันปี นักบุญเหล่านั้นคงไม่มีแรงจูงใจที่จะผลักดันตัวเองให้เป็นเทวทูต
จากคำกล่าวที่ว่า ยิ่งลำดับสูงเท่าใดก็ยิ่งเข้าใกล้มหาต้นกำเนิดมากเท่านั้น ไคลน์เข้าใจทันทีว่าทำไม ‘แม่มดขาว’ คาร์เทอริน่าถึงเลื่อนลำดับจาก 4 ไปเป็น 3 และค้างเอาไว้นานนับพันปี
แต่เราไม่มีทางเลือก… หลังจากเงียบงันสักพัก ไคลน์ถอนหายใจแผ่ว
ไม่ว่าจะอามุนด์และซาราธที่รออยู่เบื้องหน้า วันสิ้นโลกที่ย่างกรายเข้ามาใกล้ และข้อเท็จจริงที่ว่าตนไม่มีพลังพอจะแทรกแซงสงคราม ทำได้เพียงสนับสนุนผ่านการบริจาคและวิธีทางอ้อมอื่นๆ ทุกสิ่งผลักดันให้ไคลน์ต้องก้าวไปเป็นเทวทูต
ดวงตาชายหนุ่มสั่นไหวเพียงไม่นานก่อนจะกลับสู่ความสงบนิ่ง ทันใดนั้น ไคลน์ยกโอสถขึ้นมากระดกใส่ปาก
…………………………
Related
สำหรับผู้วิเศษระดับครึ่งเทพ ดวงวิญญาณของพวกมันจะแข็งแกร่งกว่าปรกติเนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ ถึงแม้จะตายไป แต่ดวงวิญญาณก็จะคงสภาพไว้ได้ชั่วขณะ เว้นเสียแต่ศัตรูจงใจทำลายดวงวิญญาณ ครึ่งเทพที่ยังมีความปรารถนาอันแรงกล้าเนื่องจากบางสิ่งยังไม่ถูกสะสางสามารถคงสภาพดวงวิญญาณไว้ได้นานกว่าปรกติ กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมและโลกวิญญาณหรือแม้กระทั่งโลกแห่งความตาย จนกระทั่งกลายเป็นวิญญาณมารในที่สุด
ดังนั้นแม้ออร่าของโคลินจะเลือนหายไป แต่ในสภาพสวมชุดเกราะสีเงินพังยับเยินขณะนั่งบนบันไดของเทพบรรพกาล มันยังคงได้ยินเสียงเรียกจากเดอร์ริค และสามารถหันหน้าไปจ้องครึ่งเทพหนุ่มที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะพลางยิ้มและกล่าว:
“เมื่อเทียบกับอาวุโสในอดีต โลเฟียร์และผมถือว่าโชคดีแล้วที่ได้ตายที่นี่”
ได้ยินคำพูดดังกล่าว เดอร์ริคเปิดปากคล้ายกับต้องการกล่าวบางสิ่ง แต่เด็กหนุ่มสัมผัสได้ว่ามีพลังงานบางอย่างกดทับหัวใจและปิดกั้นลำคอไว้
ไม่ไกลออกไป ไคลน์ยกไม้เท้าดวงดาวขึ้นและพยายามใช้ ‘เริ่มต้นใหม่’ ของวิล·อัสตินเพื่อช่วยโคลิน·อีเลียด แต่กลับต้องล้มเหลวหลายครั้งติดต่อกัน หรือต่อให้สำเร็จก็ไม่เกิดการเริ่มต้นใหม่ใดๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากพลังที่เลียนแบบมีระดับต่ำกว่าต้นฉบับมาก แถมบริเวณโดยรอบยังเกี่ยวข้องกับเอกลักษณ์โดยตรง – ร่างต้นของอามุนด์ที่เสด็จเยือน
เขาตายไปแล้ว เปลี่ยนให้เป็นหุ่นเชิดไม่ได้… ทำได้แค่เปลี่ยนให้เป็นวิญญาณมาร แต่แทบไม่เคยมีวิญญาณมารตนใดรักษาความเป็นมนุษย์ไว้ได้ กระทั่งเทวทูตมืดซาสเรียก็ไม่เป็นแบบนั้น… ข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียวคือเทวทูตสีชาดสามสหายเมดีซี แต่นั่นเป็นเพราะพวกมันออกจาก ‘ถิ่น’ ของตัวเองและไปยังท่าเรือแบนชี… เจ้าเมืองคงไม่เต็มใจเลือกเส้นทางนี้… สำหรับชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ การเป็นวิญญาณมารหมายถึงคำสาป… ไคลน์ถอนหายใจเงียบพลางมองไปรอบตัว พยายามสำรวจตำหนักคนยักษ์ที่เงามืดจางหายไป
โคลิน·อีเลียดจ้องหน้าเดอร์ริคก่อนจะถอนหายใจและกล่าว
“เมื่อกลับไป คุณจะกลายเป็นหนึ่งในหกสภาอาวุโส… ผมทราบดี หากเทียบกับอายุ นี่เป็นความรับผิดชอบที่หนักหนาเกินตัว แต่ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ทุกคนต้องพร้อมแบกรับชะตากรรมอันยิ่งใหญ่ตลอดเวลา”
เดอร์ริคพยักหน้าหนักแน่นพร้อมกับกล่าวเสียงขึ้นจมูก
“ครับ ท่านเจ้าเมือง!”
โคลินยิ้มอย่างอ่อนโยน:
“ไม่ต้องกังวลว่าพวกเขาจะเข้าใจผิด ผมจะบอกความลับเรื่องหนึ่งให้คุณทราบ… ทั่วทั้งเมืองเงินพิสุทธิ์ มีเพียงผมและฮอยต์ที่รู้เรื่องนี้… หลังจากกลับไป รีบบอกสิ่งนี้กับฮอยต์ทันที เขาจะได้เข้าใจว่าการตายของโลเฟียร์และผมไม่เกี่ยวข้องกับคุณ หาไม่แล้ว คุณจะไม่มีทางได้ทราบความลับดังกล่าวจากผม”
กล่าวถึงตรงนี้ โคลิน·อีเลียดมองขึ้นไปทางเกอร์มัน·สแปร์โรว์พร้อมกับพยักหน้า
“นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทุกคนในเมืองเงินพิสุทธิ์สามารถเปลี่ยนความเชื่อเป็นมิสเตอร์ฟูลได้ตามใจชอบ”
เดอร์ริคไม่ตื่นเต้นเลยสักนิด เพียงพยักหน้าเป็นนัยว่าทราบดี
โคลินถอนสายตากลับ ใบหน้าที่อ่อนเพลียอย่างชัดเจนของมันถูกเสริมด้วยความเคร่งขรึมเจือขื่นขม
“ความลับดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสมบัติปิดผนึกระดับเทพชิ้นที่สองในเมืองเงินพิสุทธิ์ของเรา… ชื่อของมันคือ ‘พระกรุณาแห่งธรณี’”
เดอร์ริคเช็ดน้ำตาด้วยแขนพลางตั้งใจฟังคำสั่งเสียของเจ้าเมือง
โคลินถอนหายใจและพูดท่อ
“เป็นเพราะสิ่งนี้ หญ้าผิวดำจึงเจริญเติบโตรอบเมืองเงินพิสุทธิ์และช่วยให้พวกเราไม่ถูกกลืนกินในยุคมืด…”
ทันใดนั้น รูม่านตาเดอร์ริคขยายออกเล็กน้อย ความเศร้าในใจสลายไปบางส่วน
มันยังจำได้แม่นยำ หนังสือเรียนระบุไว้ชัดเจนว่าการค้นพบหญ้าผิวดำคือจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์เมืองเงินพิสุทธิ์ เด็กหนุ่มเชื่อว่าหากปราศจากอาหารที่ปลอดภัยชนิดนี้ เมืองเงินพิสุทธิ์คงกลายเป็นแดนสวรรค์สำหรับสัตว์ประหลาดนานแล้ว
เด็กหนุ่มครุ่นคิดหลายสิ่งทันที และในที่สุดก็เข้าใจว่าเหตุใดเห็ดที่มิสเตอร์เวิร์ลมอบให้จึงถือเป็นอีกหนึ่งพัฒนาการก้าวใหญ่ของเมืองเงินพิสุทธิ์ แตกต่างไปจากคำอธิบายดั้งเดิมในหนังสือเรียน
ดวงตาโคลินกวาดไปทั่วใบหน้าเด็กหนุ่มก่อนจะกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“แต่เป็นเพราะเหตุผลดังกล่าว พวกเราจึงต้องแบกรับชะตากรรมที่ถูกสาป มีเพียงบุคคลที่ถูกฆ่าโดยญาติสนิทเท่านั้นจึงจะไม่กลายเป็นวิญญาณมารอันน่าสะพรึง… ‘ความอุดมสมบูรณ์’ มีราคาเสมอ”
สีหน้าเดอร์ริคชะงักงันไปทันที
การต้องฆ่าพ่อแม่ตัวเองได้สร้างบาดแผลทางใจที่ไม่มีวันสมานแก่เดอร์ริค เด็กหนุ่มเอาแต่โทษคำสาปสุดแสนร้ายกาจของดินแดนที่ทวยเทพทอดทิ้งมาโดยตลอด แต่ตอนนี้ เจ้าเมืองกลับบอกความจริงที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เชื่อ คำสาปดังกล่าวช่วยมอบอาหารสำหรับประทังชีวิตให้ผู้คน!
ดวงตาของโคลิน·อีเลียดที่ดูอ่อนเพลียกำลังเผยอาการเหม่อลอย คล้ายกับหวนนึกถึงบิดา มารดา พี่ชาย น้องสาว บุตรชายคนโต ลูกสาว และหลายคนโตที่มันฆ่าด้วยมือตัวเอง
เสียงของมันเริ่มล่องลอย
“โลเฟียร์เคยกล่าวไว้ว่า หากออกจากเมืองเงินพิสุทธิ์ ผู้ตายจะไม่กลายเป็นวิญญาณมาร… ผมไม่ได้บอกเธอว่านั่นเป็นความจริง เพราะ ‘พระกรุณาแห่งธรณี’ ปกคลุมพื้นที่กว้างขวาง คนที่ใกล้ตายส่วนมากมักออกไปจากขอบเขตไม่ทันเวลา… นี่คือความลับที่เจ้าเมืองทุกคนจะได้ทราบ ผมทำงานอย่างหนักเพื่อสำรวจและต่อสู้เสมอมา โดยหวังว่าชนรุ่นหลังจะไม่ต้องเผชิญความเจ็บปวดแบบเดียวกันอีก”
เจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ที่เห็นได้ชัดว่าชราลงมาก ถอนหายใจเชื่องช้า โดยไม่เปิดโอกาสให้เดอร์ริคได้รับปาก มันกล่าวหลังจากฉุกคิดบางสิ่ง:
“นอกจากนั้น อย่าเพิ่งปักใจเชื่อสถานการณ์ของกุหลาบไถ่บาปที่ถูกบันทึกไว้ในตำหนักดังกล่าว”
เห? ไคลน์ชะงักการกวาดสายตา ส่วนเดอร์ริคเผยสีหน้าสับสน
โคลิน·อีเลียดเสริมเสียงเข้ม
“พระแม่ธรณีไม่มีทางเป็นราชินีคนยักษ์โอมีเบล่าไปได้… โอมีเบล่าเสียชีวิตนานแล้ว พระศพของพระองค์ถูกเก็บไว้ในเมืองเงินพิสุทธิ์ในนาม ‘พระกรุณาแห่งธรณี’ …”
นี่มัน… รูม่านตาไคลน์พลันเบิกกว้างเมื่อได้ยิน ความเย็นเยียบแผ่ซ่านไปถึงแผ่นหลัง
ราชินีคนยักษ์ตัวจริงเสียชีวิตในเมืองเงินพิสุทธิ์เมื่อนานมาแล้วและกลายเป็นสมบัติปิดผนึก เช่นนั้นแล้วใครคือพระแม่ธรณีคนปัจจุบัน?
…
ภายใน ‘อาณาจักร’ อันมืดมิดที่เต็มไปด้วยบุปผาจันทราและวานิลลาราตรี ดาบยาวของคนยักษ์สนธยาฟาดเข้าใส่เคียวยักษ์สีดำสนิทและชะงักค้างกลางอากาศ
ท่ามกลางความมืดมิดที่กระจัดกระจายจากการต่อสู้อันดุเดือดของทวยเทพ กระแสเวลาคล้ายกับหยุดไหลกะทันหัน ไม่ว่าจะเป็นคนยักษ์ที่อาบแสงสนธยาและแต่งกายด้วยชุดเกราะสีเงินซึ่งมอบความรู้สึกผุกร่อน หรือหมาป่าอสูรร่างมนุษย์ที่มีหกแขนในชุดดวงดาว ทั้งสองฝ่ายต่างดูคล้ายกับภาพเขียนสีน้ำมันที่ถูกแช่แข็งเอาไว้
ทันใดนั้นเอง ไม้เท้าสีน้ำตาลเข้มถูกสอดเข้าไปในหัวใจของคนยักษ์สนธยาจากด้านหลัง ดูดกลืนพลังชีวิตของทวยเทพอย่างหิวกระหาย คล้ายกับเป็นการกระชากอีกฝ่ายกลับมายังพื้นโลกเพื่อหวนคืนสู่อ้อมกอดมารดา
ไม้เท้าสีตาลเข้มอันนี้กำลังถูกสตรีร่างยักษ์อวบอิ่มถือไว้ในมือ บนร่างกายของเธอมอบบรรยากาศประหนึ่งปลายฤดูใบไม้ร่วงซึ่งมีดอกไม้แห้งเหี่ยว หญ้า และเห็ดประดับประดา
คนยักษ์สนธยาบรรจงหันศีรษะกลับมาจ้องหน้าสตรีที่ถือทารกมายาไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง จากนั้นก็กล่าวด้วยเสียงเจือความเจ็บปวด
“ลิ…ลิ…ธ…?”
ทันใดนั้นเอง หมาป่าอสูรที่แต่งกายในเดรสดวงดาวซึ่งมีศีรษะเป็นมนุษย์สตรีเกิดหัวเราะในลำคอเสียงแผ่ว เครื่องประดับรูปนกทองคำถูกปล่อยออกมาบินทะลุเข้าไปในช่องว่างกะบังหมวกของคนยักษ์สนธยา จากนั้นก็ย้ายพระจันทร์สีแดงที่ถือด้วยมือสองข้างไปยังสตรีร่างอวบอิ่ม
วินาทีถัดมา ร่างกายบางส่วนของคนยักษ์สนธยาพลันทรุดลง ส่งผลให้แสงสีส้มอมแดงจำนวนมากเจาะทะลุความมืดมิดเบื้องล่างลงไปยังโลกแห่งความจริง
บ้างตกลงไปในสนามรบและคร่าชีวิตทหารจำนวนมาก บ้างปะทะกับภูเขา บ้างสร้างทะเลสาบที่ทำให้สิ่งมีชีวิตทุกชนิดแก่ชรา บ้างรวมเข้ากับสัตว์ที่โชคดีบางชนิดและเปลี่ยนให้เป็นสัตว์ประหลาดที่บ้าคลั่งแต่ทรงพลัง และส่วนที่เหลือปกคลุมบรมมหาราชวังสนธยาด้านนอกกรุงนักบุญมิลลอม จนกระทั่งแสงสีส้มอมแดงที่คล้ายกับถูกแช่แข็งสลายไป
ในเทือกเขาอมานด้า ด้านนอกมหาวิหารสุขสงบ เทพหายนะเซียอาและสัตว์ในตำนานตนอื่นที่กำลังร่วมมือกับเทวทูตอินทิสและฟุซัคล้อมโจมตี สัมผัสได้ถึงบางสิ่งจนต้องชะงักพฤติกรรมโดยพร้อมเพรียง
บนท่อนยาวไม้สีเข้มที่มีลักษณะเป็นแขน ดวงตาสีแดงก่ำจำนวนมากกลอกไปมาทีละหนึ่งก่อนที่เทพหายนะเซียอาจะเดินเข้าไปในความว่างเปล่าและหลบหนีเข้าสู่โลกวิญญาณทันที
ด้านนอกกรุงเบ็คลันด์ ภายในวิหารเล็กๆ ที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
นักบวชท่าทางเคร่งศาสนาที่แต่งกายในชุดคลุมสีขาวเรียบง่าย เจ้าของเคราสีทองอ่อน ลืมตาขึ้นพร้อมกับเผยให้เห็นความไร้เดียงสาของเด็ก
มันหยิบโอสถสีทองออกจากแขนเสื้ออย่างใจเย็น คลายเกลียวฝาพร้อมกับเทของเหลวภายในเข้าปาก
…
สงครามจบลงทั้งอย่างนั้น
หากไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง ไม่ได้สัมผัสด้วยร่างกายตัวเอง ออเดรย์จะไม่มีวันเชื่อว่าสงครามจบลงทั้งอย่างนั้น
เมื่อค่ำคืนอันมืดมิดกลืนกินแสงสนธยาจนหมดและเลือนหายไปด้วยตัวเอง อัศวินสีเงินด้านหน้าออเดรย์ออกอาการคล้ายกับถูกกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างหนัก หรือต่อให้ฟืนคืนสติกลับมา มันก็เลิกสนใจเป้าหมายตรงหน้า เอาแต่ล่าถอยด้วยท่าทางน่าเวทนาและเข้าใจได้ยาก
เฉกเช่นอัศวินสีเงิน เทวทูตและนักบุญในกองทัพผสมอินทิสฟุซัคต่างพากันล่าถอย ส่งผลให้กองทหารที่มีผู้วิเศษเป็นแกนนำแตกกระเจิงทันที
อย่างไรก็ตาม บรรดาครึ่งเทพ ผู้วิเศษลำดับต่ำถึงกลาง รวมถึงทหารธรรมดาของโลเอ็นไม่พยายามไล่ตามไป เพราะพวกมันต่างกำลังสับสน ฉงน และงุนงงไม่ต่างกัน
ออเดรย์เดินกลับไปที่เมืองและพบว่าชาวเมืองที่รอดชีวิตทยอยเดินออกจากบ้าน หลุมหลบภัย และกำบัง หลายคนเอาแต่จ้องมองฉากที่ดูคล้ายป่าดงดิบโบราณด้วยสายตาเหม่อลอย
ไม่มีใครส่งเสียงเชียร์ ตะโกน หรือระเบิดอารมณ์ มีเพียงสีหน้ามึนงงและดวงตาที่ว่างเปล่า ไม่มีใครทราบว่าเหตุใดสงครามจึงหยุดลงกะทันหัน
มีคนจำนวนไม่น้อยที่เคยถูกช่วยเหลือโดยกองทุนการกุศล มีหลายใบหน้าที่คุ้นตาออเดรย์ แต่สภาพของทุกคนแทบมิได้ต่างไปจากตอนที่ต่อแถวรอรับอาหารมากนัก
ออเดรย์เฝ้ามองสถานการณ์อย่างเงียบงันก่อนจะเดินกลับไปยังเขตราชินี กลับไปที่คฤหาสน์ของเธอ
เธอเห็นบิดา มารดา พี่ชายคนโต แม่บ้าน พ่อบ้าน และสาวใช้มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยท่าทีสับสน เป็นสีหน้าที่ไม่ต่างจากคนเดินถนนสักเท่าไร
ด้วยเหตุผลบางประการ ประโยคหนึ่งผุดขึ้นในใจออเดรย์:
คนตาย ตายโดยไม่รู้ว่าใครฆ่า คนรอด รอดโดยไม่รู้ว่าใครช่วย
…
แสงสนธยาสีส้มแดงที่พุ่งลงมาทำให้พายุสายฟ้าสงบ ก่อนที่มันจมลงในทะเลสีน้ำเงินเข้มที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง เฉียดเรือ ‘รุ่งอรุณ’ ไปเล็กน้อย
ราชินีเงื่อนงำแบร์นาแดตใช้สมบัติปิดผนึกระดับ 0 ได้ทันเวลาเพื่อช่วยให้เรือของเธอรอดพ้นจากภัยพิบัติ
หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อยคล้ายกับสัมผัสถึงบางอย่าง แต่สีหน้าดังกล่าวก็คลายออกในเวลาไม่นาน จากนั้นก็สั่งให้รุ่งอรุณแล่นต่อไปบนน่านน้ำอันตราย ปะทะเข้ากับภัยอันตรายนานาชนิดเช่นลมพายุ คลื่นยักษ์ ฟ้าผ่า และสัตว์ทะเล
ในสภาพแวดล้อมที่มืดมิด สายตาแบร์นาแดตคล้ายกับมองทะลุผ่านสิ่งกีดขวางและเห็นแสงที่เธอต้องการไล่ตาม
แม้จะมีอุปสรรคมากขึ้น แต่เธอก็ไม่หยุดเข้าใกล้สิ่งนั้น
…
ภายในตำหนักราชาคนยักษ์ บนขั้นบันไดที่ฉาบด้วยแสงสีส้ม
หลังจากบอกเล่าความลับเสร็จ โคลิน·อีเลียดกล่าวกับเดอร์ริค
“ไปเปิดประตูสิ ผมอยากเห็นว่าแสงแดดด้านนอกเป็นเช่นไร…”
“ครับ!” ดวงตาเดอร์ริคแดงก่ำอีกครั้ง ริมฝีปากเม้มแน่นก่อนจะลุกขึ้นยืน
มันวางค้อนยักษ์ในมือลง และภายใต้สายตาให้กำลังใจจากไคลน์ เด็กหนุ่มอ้อมบัลลังก์เหล็กดำอย่างสุขุมจนกระทั่งมาถึงประตูสีเทาน้ำเงิน
เดอร์ริคยืนจ้องสักพักก่อนจะโน้มตัวลง เหยียดมือออกไปกดด้านข้างของประตู
จากนั้นก็เกร็งกล้ามเนื้อและผลักออกไปเต็มแรง
ทันใดนั้นเอง คล้ายกับมันมองเห็นบิดามารดา เห็นเพื่อนร่วมรบที่ตายไปอย่างโจชัวและแอนเทียน่า โลเฟียร์ในชุดคลุมสีดำปักด้ายม่วง และโคลิน·อีเลียดเจ้าของผมหงอกสีเทาขาว
ทุกคนยืนด้านข้างขณะเด็กหนุ่มใช้มือสัมผัสประตู จากนั้นก็ร่วมส่งแรงไปพร้อมกับเดอร์ริค
หยดน้ำสีใสไหลลงจากใบหน้าเดอร์ริค เสียงเสียดสีอันหนักแน่นดังขึ้นข้างใบหู
ช่องว่างปรากฏขึ้นพร้อมกับแสงแดดสีทองที่ส่องผ่านเข้ามาจากด้านนอก
ช่องว่างขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งทะเลสีทองปรากฏในการมองเห็นของเดอร์ริคและโคลิน
ได้เห็นฉากตรงหน้า มุมปากโคลิน·อีเลียดยกขึ้นแผ่วเบาเมื่อขณะอาบแสงแดดอันอบอุ่น รอยยิ้มของมันแฝงไว้ด้วยความสดใสและโหยหาในขณะที่ร่างกายค่อยๆ ‘ระเหย’ ไป
แสงสว่างคือคำตอบของทุกสิ่ง
Related
“โจมตี!”
เดอร์ริคตกใจเมื่อได้ยินคำพูดเจ้าเมือง แต่จากนั้นก็รีบกางแขนโดยสัญชาตญาณ
ระหว่างนั้น การมองเห็นเด็กหนุ่มพลันพร่ามัว ตามด้วยแผดเสียงคำรามต่ำในลำคออย่างยากลำบาก
ลูกบอลแสงที่ท่วมท้นไปด้วยเพลิงศักดิ์สิทธิ์ร่วงหล่นลงมาจากด้านบน กลืนกินร่างของเทวทูตมืดซาสเรียและโคลิน·อีเลียดไปพร้อมกัน
ยังไม่ทันที่แสงจะระเบิด เดอร์ริคชักแขนกลับพร้อมกับควบแน่นหอกเจิดจรัสที่บริสุทธิ์ไว้ในฝ่ามือ
ท่ามกลางเสียงปริแตก หอกแสงพุ่งผ่านเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์และปะทะเข้ากับศีรษะวิญญาณมารอย่างแม่นยำ
แสงสว่างพร่างพราวแผ่ปกคลุมไปทั่วทุกซอกมุมตำหนัก แม้แต่ไคลน์ที่พยายามฟื้นฟูสติก็อยู่ไม่ไกลพอที่จะหลบพ้น มันรีบหลับตาลงพร้อมกับทำหน้าบิดเบี้ยว หนอนวิญญาณทยอยระเหยไปทีละหนึ่ง ขณะเดียวกันก็สัมผัสได้ว่าการเชื่อมต่อระหว่างศิลาเย้ยเทพกับพลังกัดกร่อนของพระผู้สร้างแท้จริง ถูกชำระล้างหายไปก่อนที่จะก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์
ภายในตำหนักที่คล้ายกับมีดวงอาทิตย์ลอยอยู่กึ่งกลาง ร่างของเทวทูตมืดซาสเรียเริ่มจางลงและบิดเบี้ยวท่ามกลางอำนาจของเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ พร้อมกับค่อยๆ ละลายหายไปทีละนิด
จากนั้น เงาดำที่ปกคลุมผนัง เสาหิน และพื้นเริ่มสลายตัว ทยอยเผยให้เห็นแสงสีส้ม
ตำหนักเงาที่ซ่อนอยู่ในตำหนักราชาคนยักษ์สูญเสียเสถียรภาพและเริ่มผสานเข้ากับโลกความจริง มิอาจปิดกั้นอิทธิพลจากภายนอกได้อีกต่อไป
ขณะเดียวกันก็หมายความว่าวิญญาณมารชนิดพิเศษที่สูญเสียการเชื่อมต่อกับทะเลแห่งความโกลาหลก็ถูกชำระล้างไปแล้วเช่นกัน
ขณะตำหนักเงาที่กำลังพังทลายยังไม่สลายไปโดยสมบูรณ์ พลังที่มองไม่เห็นได้ทะลวงผ่านแนวป้องกันจนแทรกซึมเข้ามาบางส่วน ส่งผลให้ร่างกายไคลน์บริเวณที่ถูก ‘กัดเซาะ’ ถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวมากกว่าปรกติ!
พวกมันทะลวงออกจากหน้าอกไคลน์ กลายเป็นก้อนเลือดเนื้อสีเข้ม
เลือดเนื้อดังกล่าวแยกตัวออกจากร่างไคลน์ทันที ตัดสายสัมพันธ์ล่องหนทั้งหมดจนขาดสะบั้น จากนั้นก็ยุบพองอย่างรวดเร็วและขยายขนาด กลายเป็นมือยักษ์สีดำ ไล่ตาม ‘แสง’ มายาระหว่างตัวมันเองกับศิลาเย้ยเทพแผ่นที่หนึ่งจนกระทั่งคว้าเอาไว้ได้
ขณะเดียวกันบนโลกแห่งความฝันของซากสมรภูมิเทพ ในตำแหน่งด้านหน้าภาพฉายของวังราชาคนยักษ์
อามุนด์ที่แต่งกายด้วยหมวกปลายแหลมและชุดคลุมสีดำทรงโบราณ กำลังนั่งบนราวกั้นสีเทาสูงตระหง่านโดยหันหลังให้ ‘เส้นทาง’ สีส้มที่แหวกทะเลหมอกออกจากกัน มันเฝ้ามองบานประตูสีเทาน้ำเงินที่ตอกด้วยหมุดทองคำด้วยท่าทีผ่อนคลาย ไม่มีใครทราบว่ารอมานานแค่ไหนแล้ว
ทันใดนั้นเอง อามุนด์ขยับกรอบแว่นตาข้างขวา กระโดดลงจากราวกั้นเพื่อลงมายังหน้าประตูราชาคนยักษ์
“พลังของทะเลแห่งความโกลาหลเริ่มเลือนหายไปแล้ว เราสามารถใช้ ‘บั๊ก’ เพื่อเข้าไปข้างในได้โดยตรง…” อามุนด์ยิ้มกับตัวเองพลางเหยียดมือขวาออกไปกดลงบนประตู
ขณะแสง ‘ไหล’ เข้าไปในประตู ร่างของมันอ่อนนุ่มลงทันทีพร้อมกับจางลง
…
กรุงเบ็คลันด์ ที่ใดสักแห่งในสนามรบ
เครสไทน์·ซีสม่าเจ้าของผมสั้นสีน้ำตาลทองและดวงตาสีเขียวเข้ม คุกเข่าลงหนึ่งข้างพลางแทงดาบกระดูกสีขาวโพลนที่ยาวไม่ถึงหนึ่งเมตรลงตรงหน้าเพื่อพยุงร่างกาย
ร่างกายของมันเต็มไปด้วยรอยไหม้และรูโหว่ ฟันยื่นยาวออกมาในลักษณะแหลมคมเหมือนสัตว์ร้าย
อาวุโสใหญ่แห่งเหยี่ยวราตรีซึ่งสติเริ่มเลือนราง ถอนสายตาออกจากศัตรูที่อ่อนแอด้วยความยากลำบาก จากนั้นก็แหงนหน้ามองฟ้า
สนธยาสีส้มกำลังแทรกซึมเข้ามาในค่ำคืนอันมืดมิดเล็กน้อย
เครสไทน์·ซีสม่าพยายามดึงดาบกระดูกออกมาเพื่อลุกขึ้นสู้และทำหน้าที่เหยี่ยวราตรีจนวาระสุดท้าย แต่ท่อนแขนของมันกลับเอาแต่สั่นระริกอย่างมิอาจหักห้าม ลมหายใจแผ่วลงทุกขณะ
ภายในดินแดนดารา ท่ามกลางความเงียบสงบและความมืดมิดไร้ก้นบึ้งที่ปกคลุมไปด้วยบุปผาจันทรา วานิลลาราตรี และพืชชนิดอื่น
ทันใดนั้น แสงสีส้มอมแดงสาดส่องเข้ามาในอาณาจักรดังกล่าว เปลี่ยนให้ดินแดนบางส่วนถูกฉาบไปด้วยแสงสนธยาจนดอกไม้และพืชพรรณทยอยเหี่ยวเฉา
ท่ามกลางแสงสนธยาที่แปลกแยก ร่างขนาดมหึมาที่ใหญ่โตราวกับภูเขาบรรจงย่างกรายออกมา แขนขาของมันยาวผิดปรกติ สวมชุดเกราะสีเงินที่ดูราวกับกรำศึกอย่างโชกโชน ใบหน้าถูกกะบังหมวกปกปิด เผยให้เห็นเพียงแสงสว่างสีส้มที่คลุมเครือ
ในมือถือดาบเล่มมโหฬารชนิดที่ต้องปล่อยให้ส่วนปลายแหลมลากไปบน ‘พื้น’ อันมืดมิด
ขณะยักษ์ที่น่าสะพรึงย่างกรายไปทีละก้าว ดาบยาวของมันลากไปตามพื้น ส่งผลให้ความมืดถูกแยกออกเป็นสองโดยมีแสงสนธยาถูกแช่แข็งเป็นทางยาว
ในส่วนลึกของความมืด ร่างขนาดใกล้เคียงกันกำลังลากเคียวยักษ์เข้าหาในสภาพลอยตัว
เธอสวมเดรสยาวสีดำที่มีหลายชั้นแต่ไม่ซับซ้อน ประดับประดาด้วยแสงพร่างพราวราวกับดวงดาวในยามค่ำคืน
ในจุดระหว่างซี่โครงและเอวมีแขนงอกออกมาฝั่งละสองข้าง ผิวแขนปกคลุมด้วยขนสั้นสีเข้ม
จากบรรดาแขนทั้งหก สองข้างถือเคียวยักษ์สีดำที่ดูท่าทางหนัก อีกสองถือ ‘พระจันทร์’ สีแดงเข้ม ส่วนแขนที่เหลือ ข้างหนึ่งว่างเปล่า แต่อีกข้างถือเครื่องประดับโบราณที่ทำจากทองคำ
เครื่องประดับดังกล่าวมีลักษณะคล้ายนกรูปร่างผอมเพรียว รายล้อมด้วยปีกที่ทำจากเปลวเพลิงสีซีด ภายในดวงตาสีทองแดงของนกมีแสงซ้อนทับกันหลายชั้น
คนยักษ์ตนดังกล่าวมิได้ประหลาดใจกับฉากตรงหน้า เพียงเร่งฝีเท้าเพื่อเข้าประชิดตัวอีกฝ่าย
ดาบยาวของมันยังคงถูกลากไปในความมืด แสงสนธยาที่เกิดขึ้นทำให้สภาพแวดล้อมโดยรอบเริ่มแปรเปลี่ยน ดูคล้ายกับแสงรุ่งอรุณในยามเช้า
ทันใดนั้นเอง บุปผาจันทราและวานิลลาราตรีที่อีกฟากหนึ่งพลันเพิ่มจำนวนและเติบโตอย่างบ้าคลั่ง เพียงไม่นานก็ดูคล้ายกับต้นไม้ที่ดำรงอยู่มาหลายพันปีภายในป่าโบราณ พวกมันเรียงตัวกันหนาแน่นจนกระทั่งบดบัง ‘ท้องฟ้า’
ท่ามกลางแนวต้นไม้เบียดเสียด ร่างหนึ่งที่รายล้อมด้วยเถาวัลย์สีเข้มและสมุนไพรกับดอกไม้นานาชนิดปรากฏกาย
ร่างของเธอก็ใหญ่โตไม่ต่างจากภูเขาเช่นกัน เนื้อตัวอวบอิ่ม เสื้อผ้าปลิวไสว ในอ้อมแขนโอบกอดทารกมายา
ทันทีที่ร่างดังกล่าวร่อนลงมา เธอย่างกรายเข้าหาคนยักษ์สนธยาและมนุษย์ครึ่งหมาป่าอสูรที่ถือเคียวยักษ์กึ่งลอยกึ่งบิน
…
ภายในตำหนักเงาที่ค่อยๆ สลายตัว แม้ส่วนที่ถูก ‘กัดเซาะ’ จะหลุดออกไปจากร่างแล้ว ช่วยให้ไคลน์เป็นอิสระจากอันตรายซ่อนเร้น แต่ผลลัพธ์ของเหตุการณ์ดังกล่าวก็มีค่าเท่ากับการทำลาย ‘หนอนวิญญาณ’ ไปเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ร่างกายชายหนุ่มยากจะทานทน ลมหายใจสั่นกระเส่า หนอนวิญญาณสีใสจำนวนมากที่สลักลวดลายลึกลับชอนไชออกจากใบหน้าที่บิดเบี้ยว ความคิดไคลน์เปรียบดังทะเลสาบที่ถูกโยนหินยักษ์ลงไป คงมิอาจสงบจิตใจไปได้อีกพักใหญ่
ทันใดนั้นเอง ร่างที่คุ้นเคยสะท้อนในดวงตาซึ่งกำลังแดงก่ำเพราะความเจ็บปวด
ไม่ใช่ใครนอกจากเทวทูตกาลเวลาอามุนด์ที่แต่งกายด้วยแว่นตาขาเดียวและหมวกปลายแหลม
อามุนด์ส่งยิ้มให้ ไคลน์หวาดผวาสุดขีดจนในหัวคิดแต่จะส่งตัวเองกลับไปยังปราสาทต้นกำเนิด
แม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะไม่เป็นผลดีกับเดอะซันน้อย แต่ไคลน์ก็มั่นใจว่าหากเป็นบนปราสาทต้นกำเนิดที่ตนมีพลังระดับเทวทูต ตัวมันยังมีโอกาสช่วยเด็กหนุ่มได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะท้ายที่สุด อิทธิพลจากโลกภายนอกสามารถถูกส่งมายังที่นี่ได้แล้ว
แต่หลังจากนั้นไม่นาน เทวทูตกาลเวลาชำเลืองสายตาไปทางศิลาเย้ยเทพสีเทา จ้องมองไปยังมือยักษ์สีดำที่ทวีความแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อยิ่ง ‘ดินแดนบรรทม’ พังถล่ม
อามุนด์ยกมือขวาขึ้นทันทีพร้อมกับขยับกรอบแว่นตาข้างขวา
แว่นผลึกใสแปรเปลี่ยนเป็นสีเข้มทันใด ราวกับเป็นส่วนผสมของสีสันจำนวนนับไม่ถ้วน ยากที่จะอธิบายรายละเอียด
ด้านหน้าอามุนด์ ทะเลมายาอันน่าสะพรึงปรากฏขึ้น
ผู้เย้ยเทพรายนี้กำลังปลดปล่อยหรือรวบรวมพลังที่ขโมยมาจากที่ใดสักแห่ง!
ศิลาเย้ยเทพสั่นสะเทือนรุนแรงพร้อมกับส่งเสียงอื้ออึง ราวกับมีชีวิตขึ้นมา
มันเป็นอิสระ ‘แสง’ มายาที่ขาดเสถียรภาพระหว่างมันกับฝ่ามือเงาดำ จากนั้นก็ลอยมาหาอามุนด์!
ไคลน์ที่ฟื้นตัวจากความเจ็บปวดเนื่องจากอาการตื่นตระหนัก ดวงตาหรี่ลงอย่างแทบไม่เชื่อสายตา
ศิลาเย้ยเทพแผ่นที่หนึ่งไม่เลือกพระผู้สร้างแท้จริงแห่งเส้นทางแฮงแมน แต่เลือกเทวทูตกาลเวลาแห่งเส้นทางนักจารกรรม!
หลังจากมึนงงสักพัก ไคลน์เริ่มเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดอย่างคร่าว
ร่างต้นของอามุนด์ได้เตร็ดเตร่ไปในดินแดนเทพทอดทิ้งนานกว่าหลายพันปี เข้าสู่เชอร์โนบิลและค้นหาประวัติศาสตร์ของยุคสมัยที่สองรวมถึงช่วงเวลาก่อนยุคสมัยที่หนึ่ง และตัวมันที่อยู่ใกล้ทะเลแห่งความโกลาหลคงลองเสี่ยงค้นคว้าบางสิ่งที่เต็มไปด้วยอันตราย จนกระทั่งประสบความสำเร็จในการ ‘ขโมย’ คุณลักษณะพิเศษบางอย่างมาไว้กับตัว และเมื่อครู่ก็ใช้คุณลักษณะดังกล่าวเพื่อดึงดูดศิลาเย้ยเทพแผ่นที่หนึ่ง
สรุปโดยสั้น ราชาเทวทูตเตรียมการในเรื่องนี้มาเป็นเวลานาน โดยที่พระผู้สร้างแท้จริงมิอาจเสด็จเยือนลงมาด้วยตัวเอง เพราะต้องรอให้ดินแดนบรรทมของเทวทูตมืดสลายไปโดยสมบูรณ์เสียก่อน
แต่คำถามคือ อามุนด์ขโมยศิลาเย้ยเทพแผ่นที่หนึ่งไปทำไม? มันไม่มีประโยชน์สำหรับหมอนั่น… ใช่ว่าจะย้ายไปยังเส้นทางผู้ชม นักอ่าน ทรราช สุริยัน หรือแฮงแมนได้สักหน่อย… เพียงเพราะสนุก? ขณะที่เหล่าทวยเทพและพี่ชายของตนกำลังวางแผนขโมยศิลาเย้ยเทพ อามุนด์ก็โผล่ออกมาขโมยและวิ่งหนีไป? แต่สำหรับอามุนด์ การจับตัวเราคือเรื่องสำคัญกว่าไม่ใช่หรือ? ไคลน์ก้าวถอยหลังอย่างเงียบงัน ภายในใจยังคงตกตะลึงกับเป้าหมายของอามุนด์ แต่ดวงตากำลังเบิกกว้าง หวังเพ่งมองพื้นผิวของแผ่นศิลาสีเทาเพื่อครอบครองสูตรโอสถที่ต้องการ
ลำดับ 1 บริวารเร้นลับ… ทันทีที่ข้อความดังกล่าวฉายเข้ามาในดวงตาไคลน์ อามุนด์ทำการเหยียดมือซ้ายคว้าศิลาเย้ยเทพ จากนั้นก็พลิกตัวพร้อมกับกดมือขวาลงบนบานประตูสีเทาน้ำเงินที่ยังถูกปกคลุมไปด้วยแผ่นเงาจาง
ร่างที่แต่งกายด้วยหมวกปลายแหลมและชุดคลุมสีดำทรงโบราณพลันกลายเป็นเพียงมายา จากนั้นก็ไหลผ่านบานประตูและลับสายตาไป
มือยักษ์เงาดำที่เกิดจากชิ้นส่วนร่างกายไคลน์ที่ถูกกัดเซาะ ยังคงขยายขนาดขึ้นท่ามกลางการล่มสลายของดินแดนบรรทม จนในที่สุดก็กลายเป็นเงาดำไล่ตามอามุนด์ออกไปด้านนอกบานประตูที่ปิดสนิท
วินาทีถัดมา เงาทั้งหมดเลือนหายไป แสงสีส้มอมแดงส่องเข้ามาในตำหนักที่ราชาคนยักษ์เคยพักอาศัย
ด้านหน้าบัลลังก์เหล็กดำ ร่างของโคลิน·อีเลียดปรากฏบนขั้นบันไดที่ฉาบไปด้วยแสงสนธยา
โคลินแต่งกายในชุดเกราะสีเงินสภาพยับเยินจนเผยให้เห็นรอยแผลเป็นเก่าบนใบหน้า โดยกำลังนั่งบนขั้นบันไดอย่างเงียบงันประหนึ่งนักรบที่เพิ่งจบศึกสุดท้าย
ดาบรุ่งอรุณสองเล่มถูกป่นเป็นเศษเหล็ก ออร่าของโคลินเลือนหายไปโดยสมบูรณ์ แต่ไคลน์สัมผัสได้ว่าเจตจำนงและจิตวิญญาณของอีกฝ่ายยังคงอยู่ ราวกับไม่ต้องการจากไปทั้งที่ยังมีบางสิ่งต้องการพูด
เดอร์ริคที่ยืนชั้นล่างสุดของบันไดเฝ้ามองฉากตรงหน้าด้วยดวงตาแดงก่ำ เด็กหนุ่มรีบวิ่งโซเซเข้าไปหาโคลินโดยไม่เหลือมาดของครึ่งเทพ
มันคุกเข่าลงด้านข้างโคลิน·อีเลียดพร้อมกับแผดเสียงคำรามต่ำ
“ท่านเจ้าเมือง…”
…………………………
Related
ไม่จำเป็นต้องสนทนา ไคลน์และโคลินต่างก็คิดตรงกันทันทีที่สายตาสอดประสาน
ชายหนุ่มไม่ลังเลที่จะสลับปลายไม้เท้าสีดำเลี่ยมอัญมณีกลับมาชี้เข้าหาตัวเอง
วินาทีถัดมา ร่างไคลน์เป็นราวกับภาพเขียนที่ถูกยางลบลบออกทีละส่วนจนกระทั่งเลือนหายโดยสมบูรณ์
นี่คือพลัง ‘ปกปิด’ ซึ่งเป็นของมาดามอาเรียนน่า ผู้นำเหล่านักบวชแห่งโบสถ์รัตติกาล
และเนื่องจากพลังปกปิดที่เลียนแบบโดยไม้เท้าดวงดาวจะมีประสิทธิภาพต่ำกว่าต้นฉบับพอสมควร เมื่อพิจารณาว่าวิญญาณมารเทวทูตมืดมีระดับตัวตนค่อนข้างสูง ไคลน์จึงไม่กล้าใช้กับซาสเรียโดยตรง แต่เลือกใช้กับตัวเอง
ขณะชายหนุ่มกำลังเข้าสู่สถานะซ่อนเร้น โคลิน·อีเลียดที่ถือดาบยาวสองเล่ม ผสานเข้ากับแสงจางที่กำลังปกคลุมทุกสิ่งภายในตำหนักเงาแห่งนี้
บริเวณรอบตัวเทวทูตมืดที่แต่งกายในชุดคลุมสีดำปักด้ายเงิน ลำแสงสีเงินเส้นแล้วเส้นเล่าถูกกระหน่ำยิงเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง โคลินพยายามโจมตีวิญญาณมารจากทุกทิศทางพลางสร้างพายุที่กลืนกินทุกสิ่ง ในระหว่างนี้ มันไม่เผยตัวแม้แต่ครั้งเดียว แถมยังเก็บซ่อนจิตสังหารมิดชิด ทำให้ศัตรูมิอาจระบุตำแหน่งของการโจมตีถัดไปได้แม่นยำ
เดอร์ริค·เบเกอร์ฟื้นตัวจากอาการตกตะลึงและรีบควบแน่นหอกเจิดจรัสก่อนจะกระหน่ำแทงอย่างบ้าคลั่ง
ท่ามกลางเสียงกระแทก หอกเจิดจรัสบ้างถูกปัดป้องด้วยชุดเกราะสีดำที่เกิดจากออร่าความเสื่อมทราม บ้างก็ลูกบอลสายฟ้าสีเงินสว่างรับไว้ อย่างไรก็ตาม แม้เดอร์ริคจะทำร้ายอีกฝ่ายไม่สำเร็จ แต่ก็ช่วยตีกรอบการเคลื่อนไหวได้ในระดับหนึ่ง
เมื่อสองครึ่งเทพแห่งเมืองเงินพิสุทธิ์กำลังดึงความสนใจจากวิญญาณมาร ไคลน์ที่อยู่ในสถานะซ่อนเร้นแอบเข้าไปใกล้บัลลังก์เหล็กดำ
ภายใต้สถานะซ่อนเร้น ทัศนวิสัยของไคลน์จะถูกปกคลุมด้วยม่านความมืดแผ่นบาง ทำให้มองเห็นตำแหน่งของวัตถุรอบข้างได้แค่อย่างคร่าว แถมยังไม่สามารถสร้างอิทธิพลใดกับโลกภายนอกได้ ไม่อย่างนั้น ทันทีที่ไคลน์เข้าสู่สถานะซ่อนเร้น มันคงเลือกที่จะ ‘ควบคุมด้ายวิญญาณ’ ของวิญญาณมารเทวทูตมืดมากกว่า เพราะนั่นจะเป็นการโจมตีที่ไม่มีทางรับมือได้เลย
เมื่อไปถึงบัลลังก์เหล็กดำ ไคลน์ยกเลิกสถานะซ่อนเร้นและเผยตัวทางฝั่งขวาของเป้าหมาย
จากนั้นก็เล็งปลายไม้เท้าดวงดาวไปยังแผ่นหินโบราณสีเทา
ไคลน์รีบจินตนาการข้อมูลของพลังพิเศษที่คุ้นเคยโดยไม่เสียเวลาอ่านเนื้อหาบนแผ่นศิลา
เปรี้ยง!
เส้นสายฟ้าจำนวนมากที่อัดแน่นด้วยออร่าแห่งการทำลายล้างพุ่งปะทะกับศิลาเย้ยเทพทันที
พายุสายฟ้าจากคทาเทพสมุทร!
บึ้ม!
ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยแสงสีเงินสว่าง กลุ่ม ‘แสง’ มายาที่เกือบจะล่องหนปรากฏขึ้นในตำแหน่งระหว่างเทวทูตมืดกับศิลาเย้ยเทพ เป็นการยากที่จะอธิบายสีของมัน แต่สิ่งนั้นถูกพายุสายฟ้าสีเงินอันเกรี้ยวกราดทำให้ระเหยและสลายตัว
ในเวลาเดียวกัน กระแสแห่งแสงอันบริสุทธิ์ผุดผ่องแผ่ออกจากร่างกายซาสเรีย ขจัดความมืดทั้งหมดภายในตำหนักเงาออกไปจนไม่มีใครสามารถซ่อนตัว
เขตแดนเจิดจรัส
โคลิน·อีเลียดเจ้าของความสูงเกือบหกเมตรแต่งกายในชุดเกราะสีเงินถูกบังคับให้เผยตัว มันและไคลน์ถูกกระแสแห่งแสงผลักจนกระเด็นถอยหลังเสียหลักไปหลายก้าว สำหรับเดอร์ริค ไม่ว่าจะหอกเจิดจรัสหรือเพลิงสุริยันก็ล้วนแล้วแต่ถูกแสงเหล่านี้กีดขวาง
ทันทีหลังจากนั้น ดวงตาทั้งสองข้างของเทวทูตมืดพลันถูกย้อมด้วยสีทองเหลือง ด้านในมีแม่น้ำระยิบระยับ ข้างหนึ่งสะท้อนภาพศิลาเย้ยเทพ ข้างหนึ่งสะท้อนภาพของตัวซาสเรีย
‘แม่น้ำ’ เริ่มไหลจากปลายน้ำไปยังต้นน้ำอีกครั้ง สร้าง ‘แสง’ มายาที่เคยระเหยและถูกทำลายไปให้กลับมาเชื่อมต่อตามปรกติ
ความเสียหายที่ไคลน์สร้างขึ้นอย่างยากลำบากถูกฟื้นฟูในพริบตา
วัฏจักรแห่งชะตากรรม การเริ่มต้นใหม่!
ซาสเรียยกมือซ้ายขึ้นมาควบแน่นคทาสีดำ จากนั้นก็ใช้ดวงตาทองเหลืองกวาดมองครึ่งเทพทุกคนในตำหนักและเปล่งเสียงลุ่มลึกสง่างาม
“ข้าคือผู้ปราดเปรื่อง… ขณะเดียวกันก็ทรงพลัง”
ท่ามกลางเสียงกังวาน ไคลน์และโคลินมิได้หวั่นไหว คนหนึ่ง ‘บลิงค์’ คนหนึ่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ไม่เปิดโอกาสให้วิญญาณมารได้มีโอกาสจ้องมองได้ง่ายนัก ขณะเดียวกันก็วางแผนเตรียมโจมตีเข้าไปอีกระลอก แต่คราวนี้ไคลน์ไม่กล้าดึงเทวทูตมืดซาสเรียเข้าสู่ความฝัน เพราะถ้าต้องเผชิญหน้ากับทะเลแห่งความโกลาหลอีกคำรบ เกรงว่าอาจพลาดท่าจนได้คลุ้มคลั่งคาที่ สำหรับเดอร์ริคในอีกฟากหนึ่ง เด็กหนุ่มทำการปกคลุมร่างกายตัวเองด้วยเกราะแห่งแสง
ทันใดนั้นเอง ดวงตาทองเหลืองของซาสเรียมีเปลวไฟสีดำลุกไหม้
เสียงของมันแปรเปลี่ยนเป็นชั่วร้ายและเปี่ยมไปด้วยความเสื่อมทราม
“คนที่ลบหลู่พระองค์ต้องตาย!”
ร่างกาย จิตใจ และวิญญาณไคลน์พลันดำดิ่งสุดขีด มันรู้สึกราวกับตัวเองกำลังจะตาย สติเลือนรางและเรี่ยวแรงเริ่มถูกเผาผลาญ ผิวหนังทยอยเหี่ยวแห้งไปทีละจุด
โคลิน·อีเลียดอยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่าไคลน์เล็กน้อย แค่ร่างกายหนักอึ้ง สัญญาณชีพลดลงอย่างมิอาจควบคุม และความบ้าคลั่งที่มีต้นตอจากร่างสัตว์ในตำนานทวีความรุนแรง
เดอร์ริคที่อยู่ไกลจากเทวทูตมืดที่สุดและกำลังแผ่แสงเจิดจ้า สามารถหลุดพ้นจากภวังค์ได้เร็วกว่าใคร จึงรีบอ้าปากเปล่งเสียง:
“พระองค์ทรงตรัสว่า มันไม่ได้ผล!”
ออร่าแห่งความตายสลายไปบางส่วน ช่วยให้ไคลน์และโคลินฟื้นตัวกลับมาได้
ตึง ตึง ตึง!
คนยักษ์โคลิน·อีเลียดปรี่เข้าหาเทวทูตมืดด้วยฝีก้าวหนักแน่น ตลอดทางคอยเปลี่ยนตำแหน่งเพื่อหลบลำแสงสีดำอันแหลมคมที่มิอาจปัดป้อง
เพียงพริบตา มันเข้าประชิดเป้าหมายสำเร็จ
เทวทูตมืดซาสเรียยกคทาสีดำชี้มาทางโคลิน ส่งผลให้ร่างกายเจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์สร้างเงาดำขึ้นมาภายในเขตแดนเจิดจรัส เงาดังกล่าวมีชีวิตและขยายใหญ่ขึ้นราวกับต้องการจะกลืนกินขึ้นไปตามขาของโคลิน
ก๊อง!
เสียงระฆังที่ราวกับดังมาจากโบราณกาลดังกึกก้อง
ภาพมายาของนาฬิกาโบราณโผล่ขึ้นด้านหน้าไคลน์อีกครั้ง จุดประสงค์คือการทำให้ศัตรูชะงักไปครู่หนึ่ง
ท่ามกลางการชะงักงันของซาสเรีย ไคลน์ใช้ไม้เท้าดวงดาวสร้างหอกเจิดจรัสยิงใส่เงาดำที่ขาโคลิน
แสงบริสุทธิ์ระเบิดออกพร้อมกับขจัดเงาให้หายไป
ใบหน้าโคลินหลังกะบังหมวกบิดเบี้ยวเล็กน้อย แต่ความตั้งใจเดิมยังไม่แปรเปลี่ยน มันกระโจนรวดเดียวไปถึงด้านข้างเทวทูตมืดและใช้ดาบรุ่งอรุณสองเล่มสับใส่เต็มแรง
ก๊อง!
คล้ายกับซาสเรียอ่านเจตนาของโคลินออก มันตั้งคทาเป็นแนวนอนเพื่อรอรับการฟันจากมุมสูงของอีกฝ่าย
ทันใดนั้น ร่างโคลินเริ่มละลาย
มันกลายเป็น ‘ปรอท’ ที่ข้นและหนัก จากนั้นก็ถาโถมใส่ซาสเรียประหนึ่งคลื่นสมุทร ภาพดังกล่าวดูคล้ายกับเทวทูตมืดกำลังสวมชุดเกราะสีเงินที่ไม่มีช่องว่าง เจตนาของโคลินคือการทำให้อีกฝ่ายขาดอากาศหายใจตาย!
การเคลื่อนไหวของซาสเรียถูกตีกรอบทันที
ฉวยโอกาสดังกล่าว ร่างไคลน์กลายเป็นสีใสก่อนจะหายตัวไปโผล่ข้างบัลลังก์เหล็กดำ
เทเลพอร์ต!
จากนั้นก็ยกไม้เท้าดวงดาวขึ้นมาและจินตนาการข้อมูลของพลังพิเศษ
หนึ่งในพลังหลักของเส้นทางนักจารกรรม
ขโมย!
และไม่ผิดจากที่คาด การขโมยประสบความสำเร็จอย่างราบรื่น เพราะสิ่งนี้ถูกจำลองมาจากพลัง ‘ขโมย’ ที่เทวทูตลำดับ 2 พาลีส·โซโรอาสเตอร์ลงมือทำด้วยตัวเอง
‘แสง’ ที่เชื่อมต่อระหว่างเทวทูตมืดกับศิลาเย้ยเทพถูกโอนถ่ายจากซาสเรียมาอยู่กับไคลน์!
เพียงพริบตา สมองไคลน์แทบระเบิดออก สีสันและรูปร่างที่ยากอธิบายปรากฏขึ้นในการมองเห็นอีกครั้ง คล้ายกับทะเลมายาเบื้องหน้ามีความลับมหาศาลซ่อนอยู่
ขณะชายหนุ่มใกล้คลุ้มคลั่งจากผลของออร่าและพลังของทะเลแห่งความโกลาหล ร่างกายส่วนหนึ่งที่ถูกพระผู้สร้างแท้จริง ‘เกาะเซาะ’ เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน คล้ายกับพวกมันทั้งหมดถูกดึงดูดให้มารวมตัวกันที่จุดเชื่อมต่อระหว่างไคลน์กับ ‘แสง’ และแบกรับคุณสมบัติของทะเลแห่งความโกลาหลเอาไว้เอง ช่วยให้ไคลน์รอดพ้นจากความตายได้อย่างหวุดหวิด
ฟู่ว… ไคลน์ถอนหายใจพลางรวบรวมสติที่ปั่นป่วน ส่งผลให้ขยับไม่ได้ไปสักพัก
บึ้ม บึ้ม บึ้ม!
‘เกราะ’ สีเงินที่ปกคลุมร่างเทวทูตมืดซาสเรียเริ่มปรากฏรอยร้าวสีดำ
เส้นดาบสีดำที่เกิดจากผลของพลัง ‘ดาบเนื้อวิญญาณ’ ได้แยกปรอทออกจากกันและทำให้บางส่วนกระเด็นไปไกล
โครม! เศษปรอทกระเด็นลงพื้นก่อนจะเรียงตัวใหม่กลายเป็นโคลิน·อีเลียด
บนร่างกายของเจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์มีรูโหว่ขนาดใหญ่ ภายในอัดแน่นด้วยออร่าสีดำของความเสื่อมทรามที่แข็งตัว
ปัจจุบันปีกมายาสีดำของเทวทูตมืดซีดลงจากเดิมมาก ดวงตาเปล่งแสงสีทองเหลืองซึ่งมีแม่น้ำระยิบระยับภายในอีกครั้ง
ได้เห็นฉากตรงหน้า โคลินนึกทบทวนสิ่งที่เคยเกิดขึ้น
แทบจะในเวลาเดียวกัน มันรีบพุ่งตัวไปข้างหน้าตามสัญชาตญาณด้วยสีหน้ามุ่งมั่น
ร่างกายโคลินลุกโชนไปด้วยเปลวไฟสีใส ตามด้วยการแผ่แสงรุ่งอรุณอันเจิดจ้า
แสงเหล่านี้ส่องสว่างมาจากดวงวิญญาณ จากร่างกาย และจากตะกอนพลัง พวกมันผสานเข้ากับดาบคู่กายสองเล่ม ก่อตัวเป็นพายุที่ทรงพลังและเกรี้ยวกราดพร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง
ดวงตาโคลินกลายเป็นแสงสีขาวโพลนแบบเดียวกับร่างกาย สะท้อนภาพของชายร่างใหญ่ที่แต่งกายในชุดคลุมสีดำปักด้ายเงิน
แสงต้องเจอกับแสง คิดได้เช่นนี้ โคลินรีบปรี่เข้าหาซาสเรีย
‘พายุแสง’ อันทรงพลังกลืนกินและฉีกกระชากร่างเทวทูตมืดในพริบตา รวมไปถึงการก่อกวนพลังพิเศษที่อีกฝ่ายเตรียมปลดปล่อย ส่งผลให้วิญญาณมารที่สูญเสียแหล่งพลังงานไปเรื่อยๆ เริ่มจางลงท่ามกลางประกายแสงระยิบระยับ
พายุแสงสลายไปและเผยให้เห็นรูโหว่ขนาดใหญ่บนตัวเทวทูตมืดซาสเรีย แม้ปีกของมันจะสยายออก แต่ก็ไม่มีพลังใดถูกปลดปล่อยออกมา
โคลิน·อีเลียดกลายเป็นปรอทอีกครั้งและพันธนาการร่างเทวทูตมืดไว้ทุกซอกมุม
จากนั้น เจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ตะโกนบอกกับเดอร์ริค·เบเกอร์ด้วยเสียงเคร่งขรึมแบบเดียวกับเมื่อครั้งโลเฟียร์:
“โจมตี!”
………………………………
Related
หลังจากชะงักไปเล็กน้อย แสงสีเงินสว่างของมหาสมุทรสายฟ้าเริ่มแผ่มาปกคลุมบาเรียล่องหนที่ช่วยปกป้องโคลิน เดอร์ริค และโลเฟียร์
บาเรียที่คอยต้านรับอสรพิษสายฟ้าสีเงินเริ่มสั่นสะเทือนรุนแรง รอยปริแตกที่คล้ายกิ่งไม้เริ่มปรากฏบนบาเรียจนเกิดคำถามว่าพวกมันจะต้านรับการโจมตีได้อีกนานแค่ไหน
ทันใดนั้นเอง ไคลน์ที่แต่งกายด้วยหมวกทรงกึ่งสูงและชุดกันลมสีดำ โผล่ขึ้นด้านหลังเทวทูตมืดซาสเรียในจุดที่ไม่ถูกปกคลุมโดยผืนป่าสายฟ้า
มันเป็นราวกับเครื่องจักรที่แม่นยำและไร้หัวใจ โดยปราศจากความลังเล ไคลน์กระแทกปลายไม้เท้าดวงดาวใส่ด้านข้างของวิญญาณมารประเภทพิเศษ ตามด้วยการจินตนาการข้อมูลพลังบางชนิดไว้ในหัว
ก่อนหน้านี้ไคลน์เคยลองทดสอบแล้ว ภายในวังราชาคนยักษ์ไม่สามารถ ‘ท่องเที่ยว’ ได้ไกลนัก หากต้องการเคลื่อนย้ายตำแหน่งต้อง ‘บลิงค์’ ระยะสั้นหลายครั้งแทน ไคลน์จึงละทิ้งความคิดที่จะส่งเทวทูตมืดออกไปนอกวังราชาคนยักษ์และขโมยศิลาเย้ยเทพ จากนั้นก็หลบหนีด้วยการเปิดประตูด้านหลัง
เมื่ออัญมณีบนหัวไม้เท้าทยอยส่องแสง ดวงตาที่ลุกไหม้ด้วยเปลวไฟสีดำของซาสเรียพลันปิดสนิท
มันถูกไคลน์ลากเข้าสู่ความฝัน!
เดิมทีนี่คือพลังพิเศษลำดับ 7 ของเส้นทางรัตติกาล แต่พลังที่ไคลน์เลียนแบบนั้นมาจากการใช้งานของบริวารอำพรางอาเรียนน่า ประมุขแห่งสำนักชีรัตติกาล เป็นพลังสำหรับลากเป้าหมายเข้าสู่ความฝันในระดับเทวทูต!
ในโลกความฝันอันพร่ามัว เทวทูตมืดซาสเรียที่แต่งกายในชุดคลุมสีดำปักลวดลายซับซ้อนและติดเครื่องประดับหลายชิ้น ปรากฏตัวท่ามกลางดินแดนอันรกร้าง
ดวงตาของมันยังคงเย็นชา แตกต่างจากดวงตาเหม่อลอยที่ผู้วิเศษปรกติมักเป็นขณะถูกลากเข้าความฝัน
เส้นทางผู้ชมเองก็เป็นหนึ่งในเส้นทาง ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ และลำดับ 5 กับลำดับ 3 ก็มีชื่อว่า ‘นักท่องฝัน’ และ ‘นักสานฝัน’ !
ผ่านไปสักพัก ดวงตาของซาสเรียแปรเปลี่ยนเป็นสีทอง รูม่านตากลายเป็นทรงรีแนวตั้ง
‘ม่าน’ สีดำผืนหนาโผล่ขึ้นมาบดบังด้านหน้าซาสเรียจนไคลน์มองไม่เห็นร่างกายที่ใหญ่โตทัดเทียมคนยักษ์
เงาดำบังร่างซาสเรียไว้โดยสมบูรณ์ ยากจะคาดเดาว่าดวงตาสีทองของอีกฝ่ายซ่อนอยู่ในตำแหน่งใดหลังม่าน
ทันใดนั้นเอง ม่านดำแยกออกเป็นสองฝั่ง เผยให้เห็นทะเลที่คล้ายกับอัดแน่นไปด้วยความลับมากมายซึ่งมีสีที่ยากอธิบาย
บึ้ม!
เมื่อไคลน์ที่เป็นเจ้าของความฝันเห็นภาพดังกล่าว สติของมันพลันระเบิดก่อนจะได้คิดวิเคราะห์สิ่งใด คล้ายกับสมองกำลังถูกต้มในน้ำที่เดือดพล่าน
มุมปากไคลน์ขดขึ้นตามสัญชาตญาณ บุคลิกเสมือนที่ถูกสร้างขึ้นเริ่มแหลกสลาย ทันใดนั้น ชายหนุ่มแหกปากกรีดร้องขณะที่หนอนแมลงสีใสทยอยชอนไชออกจากแก้มซ้ายทีละหนึ่ง ขณะเดียวกัน เนื้อบนแก้มขวาเริ่มยื่นออกมาในลักษณะไม้เลื้อย เหยียดยาวไปหาหนอนวิญญาณบนแก้มฝั่งซ้าย
โลกแห่งความฝันที่ถูกฝืนสร้างขึ้นแตกสลายทันที สติของเทวทูตมืดกลับสู่โลกความจริง
ทว่า ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ซาสเรียถูกลากเข้ามาในความฝัน มหาสมุทรสายฟ้าบนโลกความจริงเริ่มเลือนหาย เปิดโอกาสให้สามครึ่งเทพแห่งเมืองเงินพิสุทธิ์อย่างโคลิน เดอร์ริค และโลเฟียร์ได้มีโอกาสตอบโต้
โคลิน·อีเลียดเหยียดตัวตรงพร้อมกับแทงดาบรุ่งอรุณในมือขวาไปข้างหน้า เป็นการเทเลพอร์ต ‘เรเพียร์เงิน’ ไปยังตำแหน่งของซาสเรียในพริบตา ทางด้านโลเฟียร์ที่พยายามขัดขืนการครอบงำของเงา ‘ผ้าคลุม’ สั่งให้วิญญาณมารอัศวินสีเงินฟันดาบเสยขึ้นเพื่อสร้างพายุประกายแสง สำหรับเดอร์ริค เด็กหนุ่มควบแน่นหอกเจิดจรัสและแทงใส่เทวทูตมืดจนเกิดเสียงปริแตก
ทันใดนั้น ซาสเรียแผ่แสงสว่างบริสุทธิ์ผุดผ่องออกจากร่างประหนึ่งตัวมันคือสุริยันเจิดจรัสที่เสด็จเยือนลงมา
ท่ามกลางแสงสว่างอันเจิดจ้า หอกเจิดจรัสเริ่มหลอมละลาย พายุแสงเริ่มสงบนิ่ง และลำแสงสีเงินเริ่มจางลง โดยการโจมตีหลังสุดสร้างความเสียหายได้เพียงออร่าของเป้าหมาย มิอาจทำอันตรายใดกับร่างต้น
ฉากที่ดูคล้ายกับเทพเสด็จเยือนสร้างความตกตะลึงให้เดอร์ริคและโลเฟียร์เป็นอย่างมาก พวกมันเกิดความรู้สึกอยากจะก้มศีรษะคำนับอย่างแรงกล้า สำหรับวิญญาณมารอัศวินสีเงิน มันถูกแสงแดดแผดเผาและสลายไปอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้น ดวงตาซาสเรียปิดลงอีกครั้ง
ด้านหลังเทวทูตมืด ไคลน์ซึ่งถูก ‘แสงแดดแผดเผา’ เล่นงานจนหนอนวิญญาณเริ่มระเหยออกจากร่าง ยังคงกัดฟันทนความเจ็บปวดอย่างเต็มกลืนพลางเล็งปลายไม้เท้าดวงดาวมายังวิญญาณมารซึ่งเป็นร่างอวตารของราชาเทวทูต
เป็นอีกครั้งที่มันเลียนแบบพลังพิเศษที่ใช้ลากเป้าหมายเข้าสู่ความฝัน!
แต่ไม่เหมือนกับคราวก่อน ทันทีที่ไคลน์เข้าสู่ความฝัน มันระดมพลังปราสาทต้นกำเนิดและเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นบานประตูแห่งแสงที่บางจุดมีสีน้ำเงินเข้ม ประตูแสงดังกล่าวเกิดจากการก่อตัวของลูกบอลแสง โดยที่ในแต่ละลูกมีหนอนโปร่งใสและโปร่งแสงดีดดิ้นอยู่ด้านใน
เฉกเช่นไคลน์ เทวทูตมืดซาสเรียทำการเผยพลังบางส่วนของทะเลแห่งความโกลาหล เริ่มจากการกลายเป็นเงาสีดำหนา จากนั้นก็ทำการเปิด ‘ม่าน’ เพื่ออัญเชิญ ‘ทะเล’ ที่อัดแน่นไปด้วยสีสันและความลับที่มนุษย์อธิบายไม่ได้ให้มาปรากฏภายในความฝัน
ไคลน์และซาสเรียลืมตาขึ้นอย่างเงียบงันในความฝัน จากนั้น ต่างคนต่างพุ่งประจัญเข้าหากันเต็มกำลัง
คนหนึ่งปกคลุมด้วยเงาแผ่นบาง ส่วนอีกคนมีใบหน้าบิดเบี้ยวจนน่าเกลียด หนอนวิญญาณจำนวนมากกำลังชอนไชออกมาจากร่างกาย
ตอนนี้บุคลิกเสมือนของไคลน์ได้แตกสลายโดยสมบูรณ์แล้ว
ฉวยโอกาสในจังหวะที่ซาสเรียยังไม่กลับเป็นปรกติ โลเฟียร์ซึ่งถูกผ้าคลุมห่อหุ้มร่าง กะพริบดวงตาสีเทาหนึ่งครั้ง จากนั้นร่างกายที่สูงกว่าสองเมตรเริ่มยุบพองและขยายออก ขาทั้งสองข้างที่ปราศจากผิวหนังโดยมีเพียงเลือดสีแดงสดไหลเวียน ย่างกรายไปข้างหน้าพร้อมกับอาศัยกระแสลมช่วยให้กระโจนไปถึงร่างเทวทูตมืด
ดวงตาของหญิงสาวเริ่มเผยความบ้าคลั่ง เกรงว่าอีกไม่นานวิญญาณคงถูกกัดกร่อนจนคลุ้มคลั่งโดยสมบูรณ์
แต่ทันใดนั้นเอง ดวงตาโลเฟียร์เปลี่ยนกลับมาเปี่ยมไปด้วยสติและความมุ่งมั่น
เธอทราบเป็นอย่างดี ตอนนี้ตัวเองกำลังทำอะไร สถานะปัจจุบันเป็นเช่นไร และชะตากรรมจะเป็นอย่างไร
ท่ามกลางเสียงสายลม ร่างที่ปกคลุมด้วยเงาดำของโลเฟียร์ร่อนลงมาประชิดตัวเทวทูตมืด
ก้อนเลือดเนื้อเงาดำที่สูงกว่าสองเมตรเริ่มขยายขนาดจนกระทั่งพันธนาการทั้งสองร่างเข้าด้วยกัน
โคลินทราบเจตจำนงของโลเฟียร์ทันที โดยไม่รอให้อีกฝ่ายตะโกนบอก มันรีบออกคำสั่งด้วยเสียงคำรามต่ำ:
“โจมตี!”
บึ้ม!
ดาบยาวรุ่งอรุณสองเล่มในมือโคลินฟันผ่านห้วงมิติโดยพร้อมเพรียง เกิดเป็นคลื่นแสงสีเงินถาโถมเข้าใส่ร่างเทวทูตมืดและโลเฟียร์ที่กำลังพัวพันกลายเป็นหนึ่ง
ได้ยินคำสั่งจากเจ้าเมือง เดอร์ริคกัดริมฝีปากจนเลือดไหลพร้อมกับกางแขนออกโดยไม่ลังเล
ลูกบอลแห่งแสงที่รายล้อมด้วยเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าจนทำให้ตำหนักที่ปกคลุมด้วยเงาดำพลันสว่างไสว แสงสีขาวบริสุทธิ์แผ่ปกคลุมร่างโลเฟียร์และเทวทูตมืดพร้อมกับหลอมละลายเนื้อหนังของพวกมัน
เพลิงสุริยัน!
ท่ามกลางแสงสว่างเจิดจ้า ดวงตาสีเทาซีดของโลเฟียร์เผยความเจ็บปวดแสนสาหัส จากนั้น เธอเปล่งเสียงอันล่องลอยและกังวาน
“ฉันไม่เคยทรยศเมืองเงินพิสุทธิ์…”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง เลือดเนื้อและ ‘ผ้าคลุม’ สีดำที่โลเฟียร์ใช้โอบกอดร่างเทวทูตมืดพลันขยายใหญ่
บึ้ม!
ร่างกายที่หมดสภาพของโลเฟียร์กระเด็นออกไปไกลก่อนจะกระแทกพื้น ผ้าคลุมเงาดำฉีกขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและร่วงลงมาอย่างเชื่องช้า
เทวทูตมืดซาสเรียกลายร่างเป็น ‘ทะเล’ สีดำเหนียวข้นที่เปี่ยมล้นไปด้วยออร่าเสื่อมทราม ทะเลดังกล่าวทำการดูดกลืนประกายแสงสีเงินและเพลิงสุริยันที่ยังหลงเหลือเข้าไปจนหมด
จากนั้นก็เปลี่ยนกลับไปเป็นรูปลักษณ์เก่า – มนุษย์ที่สูงราวกับคนยักษ์ แต่งกายในชุดคลุมสีดำปักด้ายเงินลวดลายซับซ้อน แต่ปีกสีดำบนแผ่นหลังบางลงจากเดิมมาก
ทันใดนั้น ดวงตาของมันแปรเปลี่ยนเป็นสีทอง รูม่านตากลายเป็นทรงรีแนวตั้ง
พายุลมกระโชกล่องหนโผล่ขึ้นรอบตัวซาสเรีย จากนั้นก็พัดพาห้วงความคิดอันเข้มข้นไปยังทุกซอกมุมตำหนัก
ช่วงชิงจิตใจ!
หอกเจิดจรัสที่เดอร์ริคพยายามควบแน่นอีกครั้งพลันเลือนหาย เด็กหนุ่มทำได้เพียงยืนแน่นิ่งในตำแหน่ง สำหรับโคลิน แม้มันจะมีจิตใจเข้มแข็ง แต่ก็ยังต้องเผชิญกับความบ้าคลั่ง ป่าเถื่อน กระหายเลือด ที่มีบ่อเกิดจากการเผยร่างสัตว์ในตำนาน สิ่งเดียวที่ทำได้คือการรีบเบี่ยงเบนสมาธิไปทางอื่น ไม่อย่างนั้นอาจคลุ้มคลั่งโดยสมบูรณ์ในอีกไม่กี่วินาทีถัดไป สำหรับไคลน์ แม้จะฟื้นฟูหนอนวิญญาณกลับเข้าร่างได้หลายส่วน แต่มันก็ยังต้องเผชิญความหวาดกลัวอย่างท่วมท้นที่นำพามาโดย ‘ช่วงชิงจิตใจ’ ร่างกายชายหนุ่มสั่นสะท้านจนยากที่จะใช้งานไม้เท้าดวงดาวได้ถนัดมือ
ร่างกายโลเฟียร์กำลังทรุดโทรมสุดขีด และประกอบกับการที่ดวงวิญญาณถูกกัดกร่อนไปเกือบหมด ยิ่งเป็นการยากที่เธอจะฟื้นฟูกลับมาได้ หญิงสาวทำได้เพียงกลิ้งไปบนพื้นด้วยความทุรนทุรายจนเกิดเป็นเมือกเลือดสีแดงข้น
ทันใดนั้นเอง เทวทูตมืดซาสเรียยกมือซ้ายขึ้น ดวงตาสีทองของมันถูกแทนที่ด้วยดวงอาทิตย์ขนาดย่อมสองดวง
ลำแสงเส้นแล้วเส้นเล่ากระหน่ำยิงใส่ร่างกายโลเฟียร์จากด้านบน ทำลายดวงวิญญาณและแผดเผาร่างเนื้อของหญิงสาว
ออร่าของโลเฟียร์เลือนหายอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีเทาซีดสูญเสียความแวววาว
ศพของเธอที่กลายเป็นก้อนเลือดเนื้อเริ่มขดงอ ท่อนแขนไร้ผิวหนังที่ชุ่มไปด้วยเลือดสีแดงขยับเพื่อโอบกอดกะโหลกศีรษะมนุษย์ ‘บนหน้าอก’ และกดเข้าไปในร่างกาย
ท่ามกลางการโหมกระหน่ำจาก ‘แสงแดด’ และเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ที่แผดเผา โลเฟียร์ยังค้างอยู่ในท่าเดิมไม่แปรเปลี่ยน ไม่อนุญาตให้กะโหลกศีรษะมนุษย์สีขาวได้รับความเสียหายใด
ลำแสงอีกหนึ่งเส้นถูกยิงลงมาเพิ่ม โลเฟียร์อดไม่ได้ที่จะร่างกายสั่นกระตุก แต่ในท้ายที่สุดก็ยังคงสภาพในท่าขดตัวเอาไว้
ผ่านไปสักพัก ก้อนเลือดเนื้อที่บิดเบี้ยว น่าขยะแขยง และยุบพองตลอดเวลาได้ไหลลงมาปกคลุมกะโหลกศีรษะมนุษย์ที่มีสภาพหมองหม่นและทรุดโทรม จากนั้นก็หยุดความเคลื่อนไหวโดยสมบูรณ์
ระหว่างที่เทวทูตมืดกำลังเข่นฆ่าโลเฟียร์ ไคลน์อาศัยความพิเศษส่วนตัวและประสบการณ์ในอดีตเอาชนะความหวาดกลัวอันเกิดจากผลของ ‘ช่วงชิงจิตใจ’ แต่ภายในใจอดไม่ได้ที่จะเกิดความสิ้นหวัง
ทั้งที่พวกมันพยายามอย่างสุดความสามารถ แต่กลับสร้างบาดแผลให้เทวทูตมืดได้เพียงรอยขีดข่วน มิหนำซ้ำปัจจุบันยังมาเสียเทวทูตไปอีกหนึ่งคน สถานการณ์หลังจากนี้คงมีแต่จะยิ่งแย่ลง
ต้องทำยังไง… ขณะไคลน์ใช้ยุบพองหิวโหยเปลี่ยนตำแหน่ง สมองของมันรีบคิดหาจุดอ่อนของศัตรู
แก่นแท้ของมันคือวิญญาณมาร… วิญญาณมาร… เมื่อไคลน์หายตัวมาโผล่ในตำแหน่งอื่น มันฉุกคิดบางสิ่งได้พร้อมกับจ้องไปทางแผ่นศิลาบนบัลลังก์เหล็กดำ!
วิญญาณมารบางตนอาจมีตะกอนพลัง แต่เกือบทั้งหมดจะไม่มี พลังวิญญาณของพวกมันมาจากแหล่งอื่นเช่นโลกวิญญาณ วิญญาณมารสามารถดำรงอยู่ได้โดยการพึ่งพาสิ่งยึดเหนี่ยว อาจเป็น ‘เขตแดน’ ที่มันถือกำเนิดหรือบางสิ่งที่สำคัญเป็นพิเศษ หลักการพื้นฐานก็คือ วิญญาณมารจะใช้สิ่งดังกล่าวเป็นสื่อกลางในการติดต่อกับโลกวิญญาณและดึงพลังออกมาใช้เพื่อดำรงตัวตน
แล้ววิญญาณมารตรงหน้าที่ถือกำเนิดจากจิตตกค้างของเทวทูตมืดและอาจผสมผสานเข้ากับ ‘มหาต้นกำเนิด’ เล็กน้อย นำพลังมาจากไหน?
ที่นี่คือดินแดนเทพทอดทิ้งที่ถูกตัดขาดจากโลกวิญญาณและยากจะใช้พลังบางชนิดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไคลน์สามารถใช้พลังเทเลพอร์ตได้เพราะอาศัยความพิเศษของอาณาจักรแห่งเทพ แต่วังราชาคนยักษ์ย่อมไม่มีทางให้วิญญาณมารยืมใช้พลังของเส้นทางผู้ชม สุริยัน แฮงแมน นักอ่าน และทรราชได้แน่ และคุณสมบัติพิเศษที่เคยเป็นของเทวทูตมืดซาสเรีย ปัจจุบันดำรงอยู่กับพระผู้สร้างแท้จริง ซึ่งไม่ใช่ที่นี่เช่นกัน
ดังนั้น คำตอบของปริศนาที่ว่าวิญญาณมารนำพลังมาจากไหนจึงไม่ซับซ้อน:
ทะเลแห่งความโกลาหล!
และในตำหนักเงาแห่งนี้ สิ่งเดียวที่เกี่ยวข้องกับทะเลแห่งความโกลาหลคือศิลาเย้ยเทพ!
เมื่อไคลน์หันไปมองบัลลังก์เหล็กดำ ชายหนุ่มพบว่าโคลิน·อีเลียดเองก็กำลังจ้องไปทางเดียวกัน
……………………
Related
เมื่อตระหนักว่าเทวทูตมืดลืมตาตื่น ไคลน์พลันตึงเครียดและเต็มไปด้วยความหวาดระแวง แต่นั่นไม่ใช่ความกลัวหรือประหม่า เพราะชายหนุ่มยืนยันได้ว่าเทวทูตมืดตัวจริงกลับไปยังร่างต้นของเทพสุริยันเรียบร้อยแล้ว และหลังจากถูกวายุสลาตัน สุริยันเจิดจรัส และปัญญาความรู้หักหลัง พระองค์ได้สกัดอารมณ์สุดท้ายที่รุนแรงที่สุดออกมาผสานกับศพและเกิดใหม่กลายเป็นพระผู้สร้างแท้จริง ในเมื่อพระองค์ตัวจริงไม่ได้กลับมายังร่างบนบัลลังก์ สิ่งที่เหลืออยู่น่าจะมีเพียงจิตและเจตจำนงบางอย่าง
นอกจากนั้น ไคลน์เพิ่งพูดคุยกับจิตที่หลงเหลือของเทวทูตมืดอย่างเป็นกันเองโดยมิอาจสัมผัสถึงความมุ่งร้าย
อย่างไรก็ตาม เมื่อได้เห็นอาวุโสโลเฟียร์แห่งเมืองเงินพิสุทธิ์เกิดคลุ้มคลั่งโดยมิอาจต่อต้านทันทีที่ซาสเรียลืมตาตื่น กลายร่างเป็นม่านเงาดำที่มีดวงตาว่างเปล่า ไคลน์อดไม่ได้ที่จะยกมุมปากด้วยอาการตัวเกร็ง ความกลัวและสิ้นหวังอันท่วมท้นเอ่อล้นภายในใจ ราวกับกำลังเฝ้ามองตัวเองหล่นลงไปในหุบเหวโดยที่ไม่มีฟางช่วยชีวิต
ลำพังการ ‘ลืมตา’ โดยที่ไม่ได้ใช้พลังพิเศษหรือเผยร่างสัตว์ในตำนานก็มากพอจะทำให้ผู้วิเศษลำดับ 4 ของเส้นทางเดียวกันเกิดคลุ้มคลั่งคาที่ เพียงเรื่องนี้เพียงเดียวก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าอีกฝ่ายมีระดับตัวตนสูงเพียงใด!
สิ่งเดียวที่กำลังอยู่ในหัวไคลน์ตอนนี้มีเพียงสมญานามมากมายของอีกฝ่ายที่ตนเคยท่องจำ:
หัตถ์ซ้ายแห่งเทพ รองประมุขสวรรค์ ราชาเหนือราชาเทวทูต!
ใช่ว่าไคลน์จะไม่เคยเผชิญหน้าราชาเทวทูตมาก่อน ออกจะตรงกันข้าม มันเคยทำให้เมดีซีหวาดผวาและเคยเจรจาทำข้อตกลงกับอาดัม กุญแจที่ใช้เข้าสู่ตำหนักแห่งนี้ก็มาจากเทวทูตปัญญาเฮราเบอร์เก้น และเคยได้รับสูตรโอสถเส้นทางสุริยันจากเทวทูตสีขาวโอซาคุส เคยทำลาย ‘วังวนชะตากรรม’ ของโอโรเลอุสต่อหน้าเจ้าตัว และเคยเค้นสมองดิ้นรนเอาตัวรอดจากเทวทูตกาลเวลาอามุนด์ ไคลน์สมควรที่จะได้รับฉายา ‘มนุษย์ที่พานพบราชาเทวทูตมากที่สุดในโลก’
แต่จากบรรดาการพานพบทั้งหมด แทบไม่มีครั้งใดเลยที่เป็นการต่อสู้ ส่วนใหญ่เป็นการใช้ปราสาทต้นกำเนิดหลบหนีหรือไม่ก็ตัดการเชื่อมต่อกับอีกฝ่ายในพริบตา ไม่เคยต่อสู้กับราชาเทวทูตในเชิงความหมายที่แท้จริง อาจมีข้อยกเว้นเดียวที่พอจะนับได้คือการปะทะกับอามุนด์ประปรายในรอบหลายวันครั้ง
แต่การปะทะกับอามุนด์เกือบทั้งหมดเป็นการชิงไหวชิงพริบ ไม่ใช่ประจัญบานในเชิงกายภาพ และอามุนด์ผู้ชอบเล่นสนุกกับเหยื่อก็มักจะแสดงคุณสมบัติด้านการกลั่นแกล้งเป็นส่วนใหญ่ แทบไม่เคยปลดปล่อยพลังต่อสู้ที่แท้จริงต่อหน้าไคลน์ อาจมีอยู่หนึ่งครั้งที่อามุนด์เอาจริงที่สุด แต่นั่นก็ถูกขัดขวางไว้โดยเทพธิดารัตติกาลที่ชักใยบุตรชายราชาคนยักษ์ ช่วยป้องกันมิให้อามุนด์ทำร้ายไคลน์ได้โดยตรง
โดยหลังจากนั้น เมื่อไคลน์บังเอิญปะทะกับอามุนด์ระหว่างทางในดินแดนเทพทอดทิ้ง อามุนด์จะปิดบัญชีตัวช่วยที่แข็งแกร่งที่สุดที่ไคลน์เชิญได้ในง่ายดายเสมอ – สิ่งนี้คือปัญหาที่ไคลน์คิดไม่ตกมานาน อีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่าเทวทูตที่มันรู้จักมากเกินไป และการอัญเชิญซาราธก็อาจส่งผลร้ายกับตัวไคลน์มากกว่าผลดี
ปัจจุบันโคลิน·อีเลียด ไคลน์ และเดอร์ริค กำลังเผชิญหน้ากับราชาเทวทูตรองประชุมสวรรค์ผู้เต็มไปด้วยความมุ่งร้าย – หัตถ์ซ้ายแห่งเทพผู้สามารถทำให้ครึ่งเทพลำดับ 4 คลุ้มคลั่งคาที่ได้ด้วยการลืมตา
การต้องสู้กับศัตรูในระดับนี้ ผู้เป็นเจ้าของสมญานามมากมายเช่นนี้ แล้วจะให้ไม่สิ้นหวังได้อย่างไร?
ความคิดแรกในหัวไคลน์ก็คือ มันจะทิ้งเดอร์ริคและเจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ไว้ที่นี่และหนีด้วย ‘ระบบส่งกลับด่วน’ ของปราสาทต้นกำเนิด จากนั้นก็อาศัยกระสุนหลอกลวงและปาฏิหาริย์ครั้งสุดท้ายเพื่อคืนชีพด้านนอกดินแดนเทพทอดทิ้ง
ท่ามกลางกระแสความคิด ชายหนุ่มยกไม้เท้าดวงดาวในมือขึ้น
ทันใดนั้น กระแสเงาดำที่เกิดจากการคลุ้มคลั่งของโลเฟียร์พลันหยุดนิ่ง ตามด้วยการส่งเสียงแฝงความเจ็บปวดแต่มิได้เสียสติ:
“เขาไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น!”
ขณะกล่าว ม่านเงาแยกออกจากกันและเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ด้านใน:
ก้อนเลือดเนื้อดีดดิ้นที่สูงกว่าสองเมตร
ด้านบนสุดของก้อนเนื้อเป็นดวงตาสีเทาที่ดูราวกับกำลังก้มมองโลกอย่างเย็นชา แต่ดวงตาดังกล่าวยังหลงเหลือสติสัมปชัญญะอย่างชัดเจน
ส่วนที่เหลือของก้อนเลือดเนื้อประกอบด้วย แขน ต้นขา และน่องซึ่งมิได้หุ้มด้วยหนัง หากแต่เป็นเลือดข้น บางส่วนช่วยค้ำร่างกาย บางส่วนช่วยถือกะโหลกศีรษะมนุษย์สีขาว และบางส่วนหดเข้าไปรวมกับ ‘หน้าอก’
ม่านเงาร่วงลงมาอีกครั้งและปกคลุมก้อนเนื้อในลักษณะคล้ายผ้าคลุม
จากนั้น ร่างหนึ่งซึ่งสูงราวหกเมตรปรากฏขึ้นเบื้องหน้าโลเฟียร์
นี่คือวิญญาณมารอัศวินสีเงินที่เธอต้อน
แม้จะอยู่ในสภาพนี้ แต่หญิงสาวก็ยังควบคุมสติได้และสามารถโจมตีใส่เทวทูตมืดซาสเรียได้ด้วย
เมื่อเห็นฉากตรงหน้า และเมื่อนำไปผนวกกับคำพูดของโลเฟียร์เมื่อครู่ ไคลน์กับโคลินเข้าใจความหมายได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้เธออธิบาย
เทวทูตมืดซาสเรียมิได้แข็งแกร่งเทียบเท่าตัวตนเดิมของมัน ร่างปัจจุบันสามารถใช้ได้เพียงอำนาจในขอบเขตความเสื่อมทราม นอกจากนั้นยังสามารถสร้างอิทธิพลข่มขวัญผู้วิเศษลำดับต่ำกว่าของเส้นทางเดียวกันเพื่อเปลี่ยนให้ร่างกายโลเฟียร์เสื่อมทราม ทรยศ และคลุ้มคลั่งคาที่ แต่ดวงวิญญาณของหญิงสาวยังเป็นปรกติ สติยังคงกระจ่างชัดและใช้พลังของตัวเองได้ในระดับหนึ่ง
แต่แน่นอน เนื่องจากร่างเนื้อกลายพันธุ์โดยสมบูรณ์ การกัดกร่อนที่รุนแรงย่อมส่งผลไปถึงดวงวิญญาณ ใช้เวลาเพียงนานโลเฟียร์ก็จะเสียสติโดยสมบูรณ์ แต่ก็ยังพอมีทางรักษาหากรีบปิดบัญชีศัตรูและหาทางทำให้เธอกลายเป็นวิญญาณมาร จากนั้นค่อยหาโอกาสคืนชีพ
เมื่อนำข้อมูลข้างต้นไปเชื่อมโยงกับการได้เห็นศิลาเย้ยเทพแผ่นแรก ไคลน์พอจะเห็นเค้าลางของร่างจริงศัตรู:
สิ่งนี้เกิดจากการหลอมรวมระหว่างจิต เจตจำนง และออร่าที่ตกค้างของเทวทูตมืด จากนั้นก็ผสานเข้ากับพลังของทะเลแห่งความโกลาหลซึ่งมีสื่อกลางเป็นศิลาเย้ยเทพแผ่นที่หนึ่งบนบัลลังก์ หรือบางทีอาจรวมถึงเศษเสี้ยวจิตใต้สำนึกของพระผู้สร้างต้นกำเนิดที่ลืมตาตื่นขึ้น หากมีสิ่งนั้นเจือปนเพียงเล็กน้อยก็มากพอจะทำให้บุคคลตรงหน้าเต็มไปด้วยความชั่วช้า!
เทียบได้กับวิญญาณมารประเภทหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าแข็งแกร่งถึงระดับเทวทูตหรือไม่
และนี่คงเป็นเหตุผลสำคัญที่ตัวตนระดับสูงอย่างพระผู้สร้างแท้จริง เทพปัญญาความรู้ และพี่ชายอามุนด์มิได้ลงมือสำรวจตำหนักราชาคนยักษ์ด้วยตัวเอง เพราะต้องไม่ลืมว่าธรรมชาติของทะเลแห่งความโกลาหลก็คือ: ยิ่งอันตรายเมื่อยิ่งมีลำดับสูง!
ย้อนกลับไปในตอนที่ ‘ข้อผิดพลาด’ อามุนด์วางกับดักไคลน์ที่เชอร์โนบิล โดยในความเป็นจริง ราชาเทวทูตรายนี้ไม่มีความกล้าพอที่จะสำรวจทะเลแห่งความโกลาหลด้วยร่างโคลน ทำเพียงซ่อนตัวอยู่ใกล้กับหน้าผาและรอให้ไคลน์ไปถึง
ไม่อย่างนั้น ทะเลแห่งความโกลาหลอาจกัดกร่อนร่างโคลนจนลามไปถึงเจ้าตัว
และสำหรับผู้วิเศษลำดับต่ำ พวกมันย่อมไม่มีปัญญาจะฝ่าด่าน ‘คลื่นทะเล’ ที่เกิดขึ้นขณะเปิดประตูตำหนักราชาคนยักษ์ เพราะนั่นเป็นถึงออร่าการกัดกร่อนที่สั่งสมมานานกว่าสองพันปี!
หรือต่อให้บรรดาตัวตนระดับสูงคัดเลือกหัวกะทิครึ่งเทพลำดับ 3 มาทำงานแทนและคอยช่วยเหลือทางอ้อมจนกระทั่งเปิดประตูตำหนักบรรทมสำเร็จ แต่ผู้วิเศษเหล่านั้นก็คงมิอาจเข้าใกล้ตัวตนที่ซาสเรีย ‘เหลือทิ้งไว้’ ได้เพราะไม่มี ‘แก่นต้นกำเนิด’ เหมือนกับไคลน์ หรือกล่าวได้ว่า ถ้าไม่ใช่ไคลน์ก็ไม่มีใครสามารถตรวจสอบสถานการณ์ของซาสเรียและช่วงชิงศิลาเย้ยเทพแผ่นที่หนึ่งกลับไปได้
ดังนั้นพระผู้สร้างแท้จริงจึงยอมอดทนต่อ ‘วีรกรรม’ ของไคลน์มาตลอด จนกระทั่งสบโอกาสกัดเซาะเพื่อบีบบังคับให้ชายหนุ่มเปิดประตูตำหนักและเผชิญหน้ากับเทวทูตมืดซาสเรีย ดูเหมือนว่าในโลกนี้ นอกจากไคลน์ก็ไม่น่าจะมีใครทำได้อีกแล้ว
อาศัยหลักการเดียวกัน บรรดาทวยเทพอย่างเทพปัญญาความรู้เฮราเบอร์เก้น เทวทูตจินตภาพอาดัม และเทพตนอื่นที่สนใจในประเด็นดังกล่าวต่างทำการ ‘สร้างอิทธิพล’ กับชะตากรรมของไคลน์ไม่มากก็น้อย หลายคนมอบพรอันยิ่งใหญ่เพื่อผลักดันให้ชายหนุ่มมาถึงที่นี่
โดยไม่มัวรีรอ ไคลน์ยกไม้เท้าดวงดาวขึ้นพร้อมกับเริ่มจินตนาการ ส่วนทางด้านโคลิน·อีเลียดทำการก้าวออกไปข้างหน้าและโค้งหลังลง
ร่างของเจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์เริ่มพองตัว เป็นอีกครั้งที่มันเผยร่างสัตว์ในตำนานเพื่อทำศึกเต็มรูปแบบ โคลินเปลี่ยนเป็นคนยักษ์สูงหกเมตรที่แต่งกายด้วยชุดเกราะสีเงิน สองมือถือดาบรุ่งอรุณเล่มใหญ่สองเล่ม
เดอร์ริคตอบสนองได้ช้ากว่าสองครึ่งเทพที่ช่ำชองการทำศึก เด็กหนุ่มรีบกางแขนออกกว้างคล้ายกับพยายามโอบกอดความว่างเปล่าตรงหน้า
ทันใดนั้น เปลวเพลิงสีดำสองดวงพลันลุกโชนภายในดวงตาของเทวทูตมืดที่ตื่นขึ้น
ซาสเรียเจ้าของส่วนสูงทัดเทียมคนยักษ์ทำลายที่พักแขนไปหนึ่งข้างด้วยเพียงการลดมือลง จากนั้นมันบรรจงลุกขึ้นยืน เครื่องประดับจำนวนมากบนชุดเริ่มสั่นไหว ปีกสีดำมายาบนแผ่นหลังทยอยสยายออกจนถึงขีดสุด
ระหว่างนั้น ผ้าคลุมเงาที่สวมโดยก้อนเนื้อสูงสองเมตรอย่างโลเฟียร์ กลับมามีชีวิตชีวาและทำการสนับสนุนโดยไม่ขยับตำแหน่ง
ถัดมา ซาสเรียที่ห่อหุ้มตัวเองด้วยด้ายสีเงิน ทำการเสกสายฟ้าจำนวนมากออกจากอากาศว่างเปล่าด้านหน้าเสื้อคลุมสีดำ สายฟ้าดังกล่าวถักทอเข้าด้วยกันและแผ่ออร่าคุกคามออกมาอย่างท่วมท้น จากนั้นก็เคลื่อนที่มาข้างหน้าและเปลี่ยนเป็นมหาสมุทรสายฟ้าที่กลืนกินทั่วทั้งตำหนักเงา
ก๊อง!
ระฆังมายาส่งเสียงใสกังวานประหนึ่งดังมาจากอดีตกาลอันยาวนาน
นาฬิกาหินโบราณโผล่ขึ้นด้านหน้าไคลน์ทันที หน้าปัดแบ่งออกเป็นสิบสองส่วนสีเทาขาวสลับน้ำเงินเข้ม แต่ละส่วนถูกสลักด้วยสัญลักษณ์และอักขระลึกลับที่ไม่สมมาตรกัน
เข็มนาฬิกาสามเข็มที่มีความยาวไม่เท่า ลักษณะคล้ายกับสร้างจากหนอนกาลเวลา เริ่มขยับเดินด้วยความอ่อนโยน
เมื่อระฆังดังอีกครั้ง มหาสมุทรสายฟ้าที่กำลังถล่มตำหนักเงาพลันถูกแช่แข็ง
ไคลน์ใช้ไม้เท้าดวงดาวเลียนแบบพลังของเทวทูตกาลเวลาสำเร็จ!
ผลลัพธ์ยอดเยี่ยมกว่าคร่าวก่อนที่มันใช้งานค่อนข้างมาก
สิ่งนี้ทำให้ไคลน์อดสงสัยไม่ได้ว่า เทพแห่งการหลอกลวงอาจอนุญาตให้ตนยืมพลังเป็นกรณีพิเศษ หรือไม่ก็ประทานพรมาให้บางส่วน
ชายหนุ่มมิได้พยายามเลียนแบบพลังของอามุนด์เพียงเพื่อเรียกร้องความสนใจจากอีกฝ่าย แต่เป็นเพราะราชาเทวทูตรายนี้ถือครองเอกลักษณ์ของเส้นทางนักจารกรรม พูดได้เต็มปากว่าเป็นผู้ปกครองเส้นทางอย่างชอบธรรมและถือครองอำนาจในระดับหนึ่ง อามุนด์ย่อมมีพลังในการปรับแต่งพลังพิเศษหรือเพิ่มและลดบางสิ่ง
พิจารณาจากผลลัพธ์ ดูเหมือนว่าอามุนด์ตั้งใจปล่อยให้ไคลน์เข้ามาในตำหนักราชาคนยักษ์เพื่อพบกับเทวทูตมืดซาสเรียโดยตรง แถมยังแอบปรับแต่งพลังพิเศษบางอย่างของตนล่วงหน้าพร้อมกับลด ‘อำนาจ’ ของตัวเองลงเล็กน้อย เพียงเท่านี้ก็ช่วยสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ให้ไคลน์
ฉวยโอกาสจากจังหวะที่มหาสมุทรสายฟ้าชะงักงัน อัศวินสีเงินที่โลเฟียร์ควบคุมและโคลิน·อีเลียด ต่างปักดาบลงพื้นโดยพร้อมเพรียงเพื่อสร้างบาเรียคุ้มกันที่มองไม่เห็นจำนวนสองจุด ส่วนไคลน์ ร่างของมันจางลงและเลือนหายไป
……………………
Related
ผ่านไปสักพัก ไคลน์ถามต่อ
“มหาต้นกำเนิดหมายถึงผู้สร้างโลกใบนี้ขึ้นมาและแบ่งร่างให้กลายเป็นทุกสิ่ง?”
อันที่จริง ไคลน์อยากถามว่ามหาต้นกำเนิดเป็นคนเดียวกับแม่มดบรรพกาลหรือไม่ แต่หลังจากไตร่ตรองสักพักก็ปัดตกความเป็นไปได้ดังกล่าว ประการแรก ตัวตนอย่างแม่มดบรรพกาลไม่น่าจะสร้างความกลัวให้กับเทพสุริยันบรรพกาลได้ เพราะแม้แต่เทพธิดารัตติกาลก็ไม่น่าจะทำได้ ประการที่สอง แม่มดบรรพกาลถือกำเนิดในยุคสมัยที่สี่โดยได้รับอิทธิพลจากศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สอง นั่นเป็นช่วงเวลาหลังจากซาสเรียหลับใหลไปนอนแล้ว เทวทูตมืดตนนี้จึงไม่น่าจะรู้จักอีกฝ่าย และถึงจะทราบได้จากพลังรู้แจ้ง แต่ซาสเรียก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องเอ่ยถึงลำดับ 0 ซึ่งไม่มีตัวตนในประวัติศาสตร์ของยุคสมัยที่สาม
ดวงตาทองเหลืองหลังม่านเงาดำกล่าวขึ้นพร้อมกัน:
“จักรวาล”
หมายความว่ายังไง? ได้ยินคำตอบเสียงล่องลอย ไคลน์เกิดความฉงนอย่างหนัก คล้ายกับเทวทูตมืดซาสเรียไม่ได้ตอบคำถามของตน
แต่เพียงไม่นานมันก็เริ่มเข้าใจอย่างคร่าวว่าอีกฝ่ายสื่อถึงสิ่งใด
มหาต้นกำเนิดมิได้สร้างแค่โลกใบนี้ แต่เป็นทั้งจักรวาล!
หมายความว่า ‘มหาต้นกำเนิด’ คือพระผู้สร้างต้นกำเนิด? ไคลน์หมุนตัวหันไปทางสามครึ่งเทพแห่งเมืองเงินพิสุทธิ์อย่างโคลิน เดอร์ริค และโลเฟียร์จนกระทั่งได้พบว่า อีกฝ่ายกำลังสวมสีหน้าสับสนสุดขีด บางคนขมวดคิ้วพลางวิเคราะห์เนื้อหาของบทสนทนา
ตามประวัติศาสตร์ของเมืองเงินพิสุทธิ์ เทพสุริยันบรรพกาลมีค่าเท่ากับพระผู้สร้างต้นกำเนิด เป็นตัวตนระดับสูงสุดที่ลืมตาตื่นขึ้นมาบนโลกหลังจากหลับใหลไปนานหลายปี จากนั้นก็ตระเวนทวงคืนพระอำนาจมาจากเทพบรรพกาล
จริงอยู่ที่หากพิจารณาในเชิงความหมาย ตำนานของเทพสุริยันบรรพกาลไม่ใช่เรื่องโกหก เพียงแต่เรื่องราวการ ‘ลืมตาตื่น’ ของพระองค์อาจแตกต่างจากสิ่งที่ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์จินตนาการไว้
จักรวาล… ไคลน์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะถาม
“มหาต้นกำเนิดตื่นขึ้นในร่างของท่านเพราะท่านคือผู้ครอบครองทะเลแห่งความโกลาหล?”
ถ้าอย่างนั้นจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราได้ครอบครองปราสาทต้นกำเนิดในเชิงลึก…
ดวงตาทองเหลืองจ้องไคลน์นานหลายสิบวินาทีก่อนจะตอบ
“ไม่ใช่แค่นั้น… ยิ่งมีลำดับสูงเพียงใดก็ยิ่งเข้าใกล้มหาต้นกำเนิด…”
หมายความว่ามีโอกาสที่มหาต้นกำเนิดจะลืมตาตื่นในร่างของลำดับ 0 หรือไม่ก็ราชาเทวทูต? ได้ยินเช่นนั้น หัวใจไคลน์หล่นไปถึงตาตุ่ม
จากนั้นก็คิดในแง่อื่น:
ยิ่งมีลำดับสูงเพียงใดก็ยิ่งง่ายต่อการถูกใต้ดินกัดกร่อน!
เมื่อรวมกับข้อเท็จจริงที่ว่า ทะเลแห่งความโกลาหลอยู่ใต้ดิน กล่าวคือ ยิ่งมีลำดับสูงเพียงใดก็ยิ่งได้รับอิทธิพลจากทะเลแห่งความโกลาหลมากเท่านั้น ทำให้มีโอกาสที่มหาต้นกำเนิดจะตื่นขึ้นในร่าง? สิ่งที่มังกรจินตภาพแอนเคอร์เวลผนึกไว้ในเมืองแห่งปาฏิหาริย์ที่ซ่อนอยู่ใน ‘การเดินทางของกรอซาย’ แม้จริงแล้วไม่ใช่การกัดกร่อนจากใต้ดิน หากแต่เป็นมหาต้นกำเนิดที่ตื่นขึ้น? ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสิ่งนี้คือการกัดกร่อนที่ทรงพลังที่สุดในเชิงศาสตร์เร้นลับ… และต้นตอของตะกอนพลังเกือบทั้งหมดก็มาจาก… พระผู้สร้างต้นกำเนิด… เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายพระองค์? กระแสความคิดมากมายแล่นผ่านสมองไคลน์จนทำให้เกิดคำถามมากมาย
จนในที่สุด ชายหนุ่มหวนนึกถึงคำเตือนของดันน์·สมิทก่อนที่ไคลน์จะก้าวเข้าสู่โลกของผู้วิเศษ:
“เราเป็นผู้พิทักษ์ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นมดปลวกน่าสมเพชที่ต้องคอยต่อสู้กับอันตรายและความบ้าคลั่งตลอดเวลา”
ในวินาทีนี้ ไคลน์เข้าถึงประโยคดังกล่าวอย่างลึกซึ้งในอีกหนึ่งแง่มุม
ฟู่ว… ชายหนุ่มถอนหายใจเงียบพลางรำพัน
ตะกอนพลังเปรียบดังของขวัญและคำสาป…
มันครุ่นคิดสักพักก่อนจะยิ้มและพูด
“ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้ผู้ที่เข้าใจถูกกัดกร่อนหรือไม่”
“ไม่” ดวงตาทองเหลืองจ้องไปทางโคลินและอีกสองครึ่งเทพ “แค่มีโอกาสมากขึ้นที่มหาต้นกำเนิดจะตื่นขึ้นในร่างพวกเจ้า”
ไคลน์ตกตะลึงในทันทีเมื่อได้ยินคำตอบ ในแง่หนึ่ง มันโล่งใจที่เดอะซันน้อยและเจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้มากนัก จึงยังมิอาจเชื่อมโยงบทสนทนาเข้าด้วยกันได้ ลำพังประโยคที่ว่า ‘ยิ่งมีลำดับสูงยิ่งเข้าใกล้มหาต้นกำเนิด’ ยังไม่มากพอจะทำให้ผู้ฟังถูกกัดกร่อน แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันสมเพชตัวเองที่มีข้อมูลเกี่ยวกับโลกเหนือธรรมชาติมากมายเหลือเกิน หลังจากได้ทราบเรื่องราว มันสามารถปะติดปะต่อเข้าด้วยกันอย่างละเอียดคมชัด ไคลน์ไม่อยากคิดว่าตนจะได้รับอิทธิพลใดบ้างหากหลุดพ้นจากการคุ้มครองวังราชาคนยักษ์ – อาณาจักรแห่งเทพ
ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนปัญหาดังกล่าวจะมิอาจแก้ไขได้ด้วยการผนึกความทรงจำ เพราะตะกอนพลังได้ผสานเข้ากับวิญญาณและร่างกายโดยสมบูรณ์
ลองใช้วิธีเดียวกับมังกรจินตภาพ? แต่อันที่จริง ตอนนี้เรายังไม่ต้องเปลืองสมองกังวลกับเรื่องดังกล่าวมากนัก เพราะอามุนด์กับอาดัมเองก็น่าจะทราบเรื่องเหล่านี้ดี แต่ก็ยังไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับพวกเขา… ตราบใดที่ไม่ได้เข้าใกล้ทะเลแห่งความโกลาหล ลำดับ 3 อย่างเราก็ไม่จำเป็นต้องไปกังวล และถึงจะเป็นลำดับ 2 ก็คงไม่ต่างกันมากนัก… ไตร่ตรองสักพัก ไคลน์ตัดสินใจเลิกขบคิดเรื่องดังกล่าวในเชิงลึก เพียงยกมุมปากขึ้นและเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปยังปริศนาการตายของเทพสุริยันบรรพกาล:
“ดังนั้นท่านจึงยินยอมที่จะก่อตั้งกุหลาบไถ่บาปร่วมกับเทพธิดารัตติกาลและวางแผนลอบสังหารตัวเอง… มีเพียงการคืนชีพโดยหลบหนีจากมหาต้นกำเนิดเท่านั้น ท่านจึงจะได้ครอบครองทะเลแห่งความโกลาหลและห้าเส้นทางผู้วิเศษที่เกี่ยวข้องโดยสมบูรณ์?”
บนม่านเงาดำ ดวงตาทองเหลืองคล้ายกับแฝงไว้ด้วยอารมณ์ของมนุษย์
“ใช่… ข้าพบปัญหานี้หลังเดินออกจากทะเลแห่งความโกลาหลได้ไม่นาน จึงจงใจแบ่งบุคลิกบางส่วนออกมาบรรจุลงในตะกอนพลังเส้นทางแฮงแมนที่ผสานเข้ากับอำนาจในขอบเขตเสื่อมทรามจนเกิดเป็นตัวข้าอีกคน จุดประสงค์เพื่อคอยควบคุมทะเลแห่งความโกลาหลโดยที่ร่างต้นไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงในการถูกกัดกร่อน… แต่ในท้ายที่สุด มหาต้นกำเนิดยังคงตื่นขึ้นในร่างข้า…”
ที่จริงแล้ว เทวทูตมืดเป็นแค่ ‘ไฟร์วอลล์’ ของเทพสุริยันบรรพกาล? เส้นทางแฮงแมนหมายถึงเส้นทางผู้วิงวอนความลับ? ย้อนกลับไปในตอนนั้น เทวทูตมืดน่าจะทรงพลังอย่างมากเพราะสามารถควบคุมทะเลแห่งความโกลาหลได้บางส่วน… สมแล้วที่เป็นราชาเทวทูต… ไคลน์ถอนหายใจพลางตระหนักถึงความจริงที่ว่า เทพสุริยันบรรพกาลล้มเหลวในการป้องกันมิให้ ‘พระผู้สร้างต้นกำเนิด’ ตื่นขึ้นมาในร่างแม้จะพยายามป้องกันทุกวิถีทางแล้ว และนั่นทำให้ไคลน์เกิดความหวาดผวาเกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง
“ดังนั้นข้าจึงเรียกเลโอเดโร โอซาคุส เฮราเบอร์เก้น เมดีซี และโอโรเลอุสมาชุมนุมกันและประกาศก่อตั้งกุหลาบไถ่บาปร่วมราชาเทวทูตและเทพที่อมานีซิสเชิญมา” เสียงของเทวทูตมืดซาสเรียดังกังวานไปทุกทิศ
เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงต้องไถ่บาป… เข้าใจแล้วว่าทำไมราชาเทวทูตอย่างเมดีซีและโอโรเลอุสที่ซื่อสัตย์ต่อเทพสุริยันบรรพกาลอย่างมากถึงยอมเข้าร่วมองค์กร… ไคลน์อดไม่ได้ที่จะถามพลางยิ้ม
“แล้วทำไมไม่ชักชวนอามุนด์กับพี่ชาย?”
ในทางทฤษฎี พวกมันควรจะอยู่ฝ่ายเทวทูตมืด
“การถือกำเนิดของพวกเขาเป็นผลลัพธ์จากการทำงานหนักของข้าที่พยายามต่อต้านมหาต้นกำเนิด ข้าเกรงว่าการเชิญพวกเขาเข้าร่วมอาจทำให้เกิดเหตุไม่คาดฝัน” ดวงตาทองเหลืองทั้งหมดหันกลับมาจ้องไคลน์เป็นตาเดียว
ความลับเหล่านี้ทำให้สามครึ่งเทพของเมืองเงินพิสุทธิ์ตกอยู่ในภวังค์เหม่อลอยไปชั่วขณะ แม้กระทั่งโคลิน·อีเลียดที่เคยอ่านเอกสารโบราณมากมายก็ยังต้องเผชิญความปั่นป่วนทางอารมณ์
แบบนี้นี่เอง นึกแล้วเชียวว่าเทพสุริยันบรรพกาลคงตัดสินใจมีทายาทด้วยเหตุผลบางอย่าง… เป็นอีกครั้งที่ไคลน์พยายามข่มตัวเองไม่ให้พูดในสิ่งที่คิดตามที่บุคลิกภาพเสมือนถูกตั้งค่าไว้
ยังไม่ทันที่ไคลน์จะได้ถามต่อ คล้ายกับวิญญาณที่เทวทูตมืดซาสเรียเหลือทิ้งไว้กำลังดำดิ่งลงไปในห้วงความทรงจำ:
“หลังจากเตรียมการทุกสิ่งเสร็จสรรพ ข้าเข้ามาที่นี่และทำการผนึกตำหนัก จากนั้นก็หลับใหลเพื่อกลับไปสู่ร่างต้น เสริมสร้างความแข็งแกร่งของจิตใต้สำนึกเพื่อถ่วงดุลอำนาจกับมหาต้นกำเนิด เปิดโอกาสให้อมานีซิสกับพวกพ้องลงมือ… ในท้ายที่สุด พวกเขาฆ่าข้าสำเร็จ… ตามแผนเดิม ข้าต้องคืนชีพภายในวังราชาคนยักษ์ แต่ขณะกำลังปรองดองกับเอกลักษณ์และตะกอนพลังด้วยวิธีการที่ถูกต้อง เลโอเดโร โอซาคุส และเฮราเบอร์เก้นได้ลงมือทรยศข้าและกัดกินร่างกาย… ข้าไม่มีทางเลือกนอกจากสกัดอารมณ์ที่รุนแรงที่สุดก่อนตายออกมาและเกิดใหม่ภายในศพ สืบทอดตะกอนพลังเส้นทางแฮงแมนและอำนาจในขอบเขตเสื่อมทรามเป็นของตัวเอง…”
เกือบจะตรงตามที่เราคิดไว้ทั้งหมด… วายุสลาตัน สุริยันเจิดจรัส และปัญญาความรู้ทรยศเทพสุริยันบรรพกาลจริงๆ … ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเวทมนตร์นิทานปรัมปรา ‘งานเลี้ยงแห่งการทรยศ’ ของมาดามเฮอร์มิทถึงใช้ได้ผล… เมื่อปริศนาดังกล่าวถูกคลี่คลาย ไคลน์พบว่าหมอกแห่งประวัติศาสตร์ในยุคสมัยที่สามเกือบทั้งหมดถูกปัดเป่า
แต่แน่นอน นั่นยังเป็นแค่ความเชื่อของไคลน์ เพราะปัจจุบันมันยังติดต่อกับสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ไม่ได้
ถอนหายใจใคร่ครวญสักพัก ไคลน์ผุดคำถามใหม่
หากเทวทูตมืดซาสเรียกลับคืนร่างต้นอย่างเทพสุริยันบรรพกาลไปแล้ว และในภายหลังได้วิวัฒนาการเป็นพระผู้สร้างแท้จริงด้วย ‘ร่าง’ ของพระองค์เอง… แล้วใครคือคนที่กำลังหลับใหลบนบัลลังก์เหล็กดำ?
เหตุใดพระผู้สร้างแท้จริงถึงบังคับให้เราเข้ามาในตำหนักเพื่อพบซาสเรีย?
ท่ามกลางกระแสความคิด ชายหนุ่มหันไปมองบัลลังก์เหล็กดำและสำรวจสภาพปัจจุบันของเทวทูตมืดอย่างตั้งใจ
ปีกมายาสีดำหลายคู่ที่คอยปกคลุมร่างซาสเรียไว้เกินกว่าครึ่ง มีการขยับขึ้นลงตลอดเวลาและเผยให้เห็นวัตถุสีเทา
ตำแหน่งของวัตถุสีเทาอยู่บนบัลลังก์เหล็กดำ ซ่อนอยู่ทางขวามือของเทวทูตมืด มอบความรู้สึกเก่าแก่โบราณเหนือพรรณนา
ดวงตาไคลน์หรี่ลงขณะเพ่งจ้อง จนกระทั่งยืนยันได้ว่าวัตถุสีเทาดังกล่าวคือหินประหลาด พื้นผิวของหินสึกกร่อนไปตามกาลเวลา สลักด้วยตัวหนังสือที่ไคลน์ไม่เคยเรียนแต่เข้าใจได้ทันทีที่เห็น
ถ้อยคำดังกล่าวถูกเขียนด้วยรากของภาษาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคนยักษ์ เฮอร์มิส ฟุซัคโบราณ และตูทานของทวีปใต้
ลำดับ 3 ปีศาจลึกลับ… ลำดับ 2 ผู้ชี้นำ… ลำดับ 1 แสงแห่งความมืด… ลำดับ 0 ผู้ไร้ตำหนิ… ข้อมูลมากมายพรั่งพรูเข้ามาในความคิดไคลน์จนกระทั่งเริ่มกระจ่าง
ศิลาเย้ยเทพ!
ศิลาเย้ยเทพแผ่นแรก!
ศิลาเย้ยเทพแผ่นแรกที่เกิดจากทะเลแห่งความโกลาหล!
และนี่คงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เทวทูตมืดสามารถครอบครองทะเลแห่งความโกลาหลได้บางส่วน!
คิดถึงตรงนี้ ไคลน์พบว่าบรรยากาศรอบตัวเงียบจนผิดวิสัย
ดวงตาทองเหลืองที่ซ่อนบนผิวม่านดำคล้ายกับเลือนหายไปแล้ว
ไคลน์เงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณและเห็นดวงตาคู่หนึ่งที่ซ่อนอยู่ในเงา
เทวทูตมืดซาสเรียที่หลับใหลบนบัลลังก์มายาวนาน บัดนี้ลืมตาตื่นขึ้นแล้ว
โครม! ร่างของอาวุโสโลเฟียร์ทรุดลงและกลายเป็นเงาดำขนาดใหญ่
ด้านหลังเงามีดวงตาที่ว่างเปล่าเจือความเจ็บปวดปรากฏขึ้น
…………………
Related
โดยไม่จำเป็นต้องมีใครพูด สี่ครึ่งเทพเข้าใจได้ตรงกันทันที:
ชายผู้มีส่วนสูงทัดเทียมคนยักษ์และกำลังหลับใหลบนบัลลังก์เหล็กดำ ไม่ใช่ใครนอกจากหัตถ์ซ้ายแห่งเทพ รองประมุขสวรรค์ เทวทูตมืดซาสเรีย!
จากบรรดาพวกมัน โลเฟียร์เป็นคนเดียวที่สัมผัสถึงแรงกดดันมหาศาลได้ชัดเจน เพราะนี่เป็นความรู้สึกแบบเดียวกับที่ได้รับเมื่อครั้งสวดวิงวอนถึงพระผู้สร้างแท้จริง ออร่าที่สามารถทำให้ความคิดของเธอกระจัดกระจาย ดวงวิญญาณเสื่อมทราม และร่างกายสั่นเทิ้ม
ทันใดนั้น เธอได้ยินใครบางคนระเบิดเสียงหัวเราะ จึงรีบหันไปมองด้านข้างด้วยความมึนงง
ไคลน์กำลังงอตัวขำ
“ท่านกำลังหลับอยู่… เราควรปลุกหรือรอให้ตื่นเองดี? และถ้าเลือกที่จะปลุก พวกเราควรทักทายท่านว่าอย่างไร? พระคุณเจ้าเทวทูตมืด? ท่านประมุขแห่งกุหลาบไถ่บาป?”
สองคำถามดังกล่าวอาจแฝงไว้ด้วยความโอหังและเย่อหยิ่ง แต่ก็ช่วยให้คนอย่างโคลินหลุดพ้นจากภาวะกดดันและสามารถวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใจเย็น
หลายคนคิดหาคำตอบของคำถามแรกตามสัญชาตญาณ เพราะมันค่อนข้างสำคัญและเกี่ยวพันกับอนาคตของพวกตน
โคลินครุ่นคิดสักพัก:
“ตอนนี้อย่าเพิ่งปลุกท่าน พยายามเข้าใกล้และค้นหาเบาะแสเพิ่มเติม”
“คิดเหมือนกันเลย” ไคลน์ดีดนิ้วด้วยมือซ้ายพลางเดินไปทางบัลลังก์เหล็กดำ
ในเวลาเดียวกัน มันรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่สามารถฟื้นฟูดวงวิญญาณให้กลับมาสมบูรณ์ได้ก่อนจะเข้ามาสำรวจ ไม่อย่างนั้นคงมิอาจควบคุมพฤติกรรมไร้มารยาทที่เกิดจาก ‘บุคลิกเสมือน’ เพราะขณะกำลังคิดว่าควรทักทายอย่างไรดี ในหัวผุดคำหนึ่งขึ้นมาว่า: สวัสดีน้องสาว!
เมื่อเห็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์เดินไปข้างหน้าสองก้าว โลเฟียร์เริ่มได้สติกลับมา
“ฉันจะลองใช้ดวงวิญญาณที่ต้อนมา”
นี่เป็นวิธีที่ค่อนข้างปลอดภัยและช่วยลดความเสี่ยงให้กับสมาชิกทีมสำรวจ
ไคลน์ที่กำลังถือไม้เท้า พยักหน้าพลางหันข้างมายิ้มให้
ร่างมายาสูงเกือบสี่เมตรโผล่ขึ้นตรงหน้าโลเฟียร์ เหนือศีรษะมีเขาแพะที่สลักลวดลายลึกลับ ผิวสีดำด้านและเต็มไปด้วยบรรยากาศเลวทราม
เป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากปีศาจ
แตกต่างจากปีศาจที่ไคลน์เคยเห็นทั้งหมด บนร่างกายของมันมีร่องรอยการผุกร่อน หนองข้นสีเหลืองเขียวไหลย้อย ลักษณะคล้ายกับผสานเข้ากับคุณสมบัติ ‘การเสื่อมทราม’
หลังจากไคลน์จ้องร่างมายาหัวจรดเท้าสักพัก ปีศาจตนดังกล่าวสยายปีกคล้ายค้างคาวขนาดใหญ่พร้อมกับสร้างเปลวไฟสีฟ้าที่ดูเกรี้ยวกราดและเหม็นฉุนกลิ่นกำมะถัน
มันย่างกรายไปข้างหน้าและเดินบนขั้นบันไดที่สร้างมาเพื่อให้คนยักษ์ใช้งาน จากนั้นก็อาศัยลางสังหรณ์แจ้งเตือนอันตรายเพื่อสำรวจหาความผิดปรกติโดยรอบ
ระหว่างที่โคลิน ไคลน์ และอีกสองครึ่งเทพกำลังให้ความสนใจปีศาจ พวกมันก็ตรวจสอบรอบวังเงาแห่งนี้ไปพลาง เพียงไม่นานก็พบบานประตูคู่สีเทาน้ำเงินซ่อนอยู่ด้านหลังบัลลังก์เหล็กที่ซาสเรียกำลังบรรทม บนประตูมีภาพวาดเกี่ยวกับยามพระอาทิตย์ตก
นี่อาจเป็นประตูที่พาออกไปสู่โลกภายนอก… ความคิดแบบเดียวกันผุดขึ้นในหัวสามครึ่งเทพแห่งเมืองเงินพิสุทธิ์
ในเวลาเดียวกัน อสูรที่กำลังเดินสำรวจเกิดชะงักฝีเท้ากะทันหัน ทันใดนั้น ร่างของมันถูกรายล้อมด้วยประกายสายฟ้าก่อนจะระเบิดออกเป็นเศษซากและสลายไปท่ามกลางเสียง ‘เปรี้ยะ’ ที่ดังอย่างต่อเนื่อง
เสาลำแสงที่มีเกลียวเปลวไฟพันรอบ ผุดขึ้นจากความว่างเปล่าพร้อมกับชำระล้างดวงวิญญาณของปีศาจตนนั้นจนหมดจด
โลเฟียร์มิได้เสียใจที่ต้องสูญเสียวิญญาณแกะ เพียงขมวดคิ้วเล็กน้อยเนื่องจากยังคิดหาวิธีสำรวจที่ดีกว่านี้ไม่ได้
ไคลน์มองไปรอบตัวก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง
“อย่างที่คิด ผมต้องออกโรงเองเหมือนเคย”
ขณะกล่าวก็เดินไปข้างหน้าพร้อมกับล้วงหยิบกล่องไม้ขีด จากนั้นก็จุดทีละก้านและโปรยออกไปรอบทิศ
“อันที่จริง ผมค่อนข้างขี้อายนะ” หลังจากโยนไม้ขีดไฟไปครึ่งกล่อง ไคลน์หันหลังกลับมายิ้มให้ทุกคน
กระทั่งเดอร์ริค·เบเกอร์ก็ยังไม่ปักใจเชื่อประโยคเมื่อครู่
ถัดมา ท่ามกลางแสงสว่างจากเปลวไฟสีแดง ไคลน์ย่างกรายไปยังบัลลังก์เหล็กดำที่น่าจะเคยเป็นของเทพบรรพกาล
จนกระทั่งมาถึงจุดที่วิญญาณปีศาจถูกทำลาย ถุงมือซ้ายของมันกระชับขึ้นทันที
ไคลน์ก้มหน้าลงและพบว่ายุบพองหิวโหยได้เปลี่ยนกลับไปเป็นรูปลักษณ์หนังมนุษย์ กึ่งกลางฝ่ามือมีรอยแยกขนาดใหญ่และฟันซี่ขาวเรียงสวย
สมบัติปิดผนึกชิ้นนี้กำลังพยายามกัดกินเลือดเนื้อไคลน์และสูบวิญญาณเข้าไป
ยุบพองหิวโหยเสื่อมทราม!
“ชิ!” ไคลน์ออกอาการหงุดหงิดชัดเจนก่อนจะชำเลืองไปทางไม้เท้าดวงดาว มันยืนยันว่าสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ที่ไม่มีสัญญาณชีพชิ้นนี้ยังไม่กลายพันธุ์หรือแสดงท่าทีผิดปรกติ
จากนั้นก็ยกมือขวาขึ้นและใช้ส่วนปลายของไม้เท้าดวงดาวยัดใส่ปากยุบพองหิวโหย
ยุบพองหิวโหยกัดไม้เท้าสักพักก่อนจะสงบลงหลังจากสัมผัสถึงแรงกดดันจากตัวตนที่มีระดับสูงกว่า
หลังจากยืนขำสักพัก ไคลน์ก้าวไปข้างหน้าอีกครั้งเป็นระยะทางหลายเมตร
ทันใดนั้นเอง รอยปริแตกเริ่มปรากฏบนเงาแผ่นบางที่คลุมผนัง กำแพง เพดาน เสา และพื้น จากนั้นดวงตาสีทองเหลืองก็โผล่ขึ้นจากรอยแยก
ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าไคลน์ที่กำลังถูกสายตาจำนวนมากจดจ้อง
ตอนแรกมาในรูปลักษณ์ของเกอร์มัน·สแปร์โรว์เจ้าของผมสีดำ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนและบุคลิกเย็นชา แต่จากนั้นก็บิดเบี้ยวและแปรเปลี่ยนเป็นไคลน์·โมเร็ตติเจ้าของผมสีดำ ดวงตาสีน้ำตาลและบรรยากาศนักวิชาการ จากนั้นก็กลายเป็นภาพมายาคลุมเครือที่รายล้อมด้วยหมอกสีเทา
ทันใดนั้นเอง ร่างที่คล้ายกับพยายามเปิดโปงความลับของไคลน์พลันหยุดชะงัก
บึ้ม!
ร่างดังกล่าวระเบิดออกและกลายเป็นเศษกระจกมายาที่ร่วงกราวลงพื้น
ไคลน์ยักคิ้วก่อนจะยิ้ม
“นี่คือพลังรู้แจ้งของเส้นทางนักอ่าน?”
เมื่อสิ้นเสียง ดวงตาทองเหลืองจำนวนมากที่ผุดจากจุดภายในตำหนักพลันสั่นสะท้าน จากนั้นก็เปล่งเสียงที่คล้ายกับดังมาจากโบราณกาล
“ออร่าของ… ปราสาทต้นกำเนิด…”
ปราสาทต้นกำเนิด… โคลิน·อีเลียดทำหน้าคล้ายกับฉุกคิดบางสิ่งได้
อา… ต้องมี ‘แก่นต้นกำเนิด’ เท่านั้นซาสเรียถึงจะตอบสนอง? เข้าใจแล้วว่าทำไมแฮงแมนที่ควบคุมครึ่งเทพผู้แฝงตัวอยู่ในเมืองเงินพิสุทธิ์อย่างโลเฟียร์ ถึงต้องบีบบังคับให้เรามาหาเทวทูตมืดแทน… ไคลน์พยายามข่มบุคลิกเสมือนที่ต้องการจะพูดทุกความคิดในใจ
ขณะไคลน์กำลังขบคิดถึงสิ่งที่ควรพูดออกไป ดวงตาทองเหลืองที่ซ่อนตัวในเงามืดเปล่งเสียงออกมาอีกหนึ่งประโยค:
“ชะตากรรมของเจ้าเกี่ยวพันกับอมานีซิส เลโอเดโร อาดัม อามุนด์ เฮราเบอร์เก้น โอซาคุส เมดีซี โอโรเลอุส และพระองค์…”
โคลิน เดอร์ริค และโลเฟียร์ย่อมเคยได้ยินชื่อที่ดวงตาทองเหลืองกล่าวออกมา และทราบว่าคนแรกคือเทพธิดารัตติกาล ส่วนที่เหลือคือเจ็ดในแปดราชาเทวทูต โดยเกือบทั้งหมดได้กลายเป็นเทพแท้จริงแล้วในปัจจุบัน ข้อเท็จจริงนี้ทำให้พวกมันเกิดความตะลึงอย่างมาก เพราะคาดไม่ถึงว่าชะตากรรมของเกอร์มัน·สแปร์โรว์จะมีส่วนพัวพันกับตัวตนที่มีลำดับสูงกว่า 1 มากมายถึงเพียงนี้
เมื่อนับรวมเทวทูตมืดตรงหน้า มิสเตอร์เวิร์ลถือว่ามีชะตากรรมพัวพันกับราชาเทวทูตครบทั้งแปดตนแล้ว… น่าเหลือเชื่อมาก… เดอร์ริคสรรเสริญอีกฝ่ายจากก้นบึ้งหัวใจ
ไคลน์ไม่มีอารมณ์จะรำพันติดตลก เพียงถามกลับด้วยรอยยิ้ม
“พระองค์?”
ไคลน์เชื่อว่า ‘พระองค์’ ในที่นี้หมายถึงพระผู้สร้างแท้จริง เพราะการกัดเซาะจากอีกฝ่ายยังคงหลงเหลือภายในร่างกายตน
ดวงตาทองเหลืองบนม่านเงาเงียบไปสักพักก่อนจะตอบเสียงล่องลอย
“ท่านคือตัวข้าอีกคน…”
พระผู้สร้างแท้จริงคืออีกด้านของเทพสุริยันบรรพกาลอย่างที่คิด… เป็นด้านที่เกิดจากซากศพของเทพ เต็มไปด้วยความเกลียดชังและขุ่นเคือง ถือครองอำนาจในขอบเขตความเสื่อมทราม? ภายในใจ ไคลน์ลากเครื่องหมาย ‘เท่ากับ’ จากทารกสีดำที่นั่งอยู่ในท้องและกัดกินลำไส้ของเทพสุริยันบรรพกาล มายังพระผู้สร้างแท้จริง ขณะเดียวกันก็ยืนยันได้ว่าดวงตาทองเหลืองที่กำลังพูดอยู่กับตน คือจิตตกค้างของเทวทูตมืดซาสเรีย
มันครุ่นคิดสักพักก่อนจะยิ้มอย่างมิอาจหักห้าม
“เหตุใดท่านถึงก่อตั้งกุหลาบไถ่บาปเพื่อลอบสังหารเทพสุริยันบรรพกาล?”
ข้อมูลที่มาพร้อมกับคำถามดังกล่าวคือสิ่งที่ทั้งโคลินและโลเฟียร์มีเค้าลางในใจอยู่ก่อนแล้ว แต่เมื่อได้ยินเกอร์มัน·สแปร์โรว์พูดออกมาต่อหน้า หัวใจของพวกมันอดไม่ได้ที่จะเศร้าและสับสน
ม่านเงาที่ปกคลุมผนัง พื้น เพดาน และเสาเริ่มสั่นสะเทือน แต่เทวทูตมืดที่กำลังหลับใหลยังคงไม่เคลื่อนไหว
ดวงตาทองเหลืองจ้องไคลน์และกล่าว
“เทพสุริยันเป็นเพียงนามเดิมของข้า ตอนนี้เจ้าควรเรียกว่า: พระผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง มหาเทพผู้ปราดเปรื่องและทรงปัญญา… หรือไม่ก็พระเจ้า”
…ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไร หมอนี่พยายามเดินสายนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว… ไคลน์พลันระเบิดเสียงหัวเราะ แต่ทันใดนั้นพลันเกิดความกลัว เนื่องจากเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนกำลังลบหลู่รองประมุขสวรรค์ หัตถ์ซ้ายแห่งเทพ ราชาเหนือราชาเทวทูต และ ‘ส่วนหนึ่ง’ ของพระองค์
เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายโกรธเคือง ไคลน์รีบเปลี่ยนข้อหัวด้วยคำถาม
“แล้วทำไมท่านถึงร่วมมือกับเทพธิดารัตติกาลเพื่อก่อตั้งกุหลาบไถ่บาปและทรยศตัวเอง?”
ดวงตาทองเหลืองกลับไปเงียบอีกครั้ง ม่านเงาที่ปกคลุมทุกสิ่งภายในห้องกำลังสั่นไหวแผ่วเบาโดยไม่หยุด
ผ่านไปหลายวินาที เสียงล่องลอยกล่าวอีกครั้งอย่างเชื่องช้า
“มหาต้นกำเนิดตื่นขึ้นในร่างกายข้า…”
ได้ยินคำตอบ รูม่านตาไคลน์เบิกกว้างทันที ขณะเดียวกันก็รู้สึกเย็นท้ายทอยอย่างบอกไม่ถูก
ข้อเท็จจริงดังกล่าวถือว่าใกล้เคียงกับสมมติฐานขอตน เพียงแต่น่าสะพรึงกลัวกว่าหลายเท่า
ทันใดนั้น เงาดำรอบตัวชายหนุ่มทวีความหนาแน่นและเข้มข้นทันที แฝงไปด้วยความชั่วร้ายและหมองหม่น ราวกับกำลังจะให้กำเนิดบางสิ่งที่น่าสะพรึง อันตราย นิรนาม และมิอาจต้านทาน
แม้โคลิน เดอร์ริค และโลเฟียร์จะมิได้เข้าใจคำพูดเทวทูตมืดโดยสมบูรณ์ แต่พวกมันก็ยังคงได้รับอิทธิพลจากถ้อยคำที่มืดมนและน่าสะพรึงจนร่างกายพากันสั่นสะท้าน
“มหาต้นกำเนิดตื่นขึ้นในร่างกายข้า…”
ถ้อยคำดังกล่าวดังก้องกังวานอยู่เป็นเวลานาน
………………………
Related
ลุนเบิร์ก สมรภูมิใกล้กับเมืองหลวง
กลุ่มลูกไฟสีแดงจำนวนมากพุ่งผ่านดงซากศพ อาวุธ เลือด และควันโดยการนำทางของหอกเพลิง จนกระทั่งพวกมันปะทะเข้ากับแนวป้องกันที่ถูกสร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายและเกิดระเบิดหลายระลอก
เมื่อเห็นควันพวยพุ่งพร้อมกับเปลวไฟที่ลุกโชน แอนเดอร์สันปัดฝุ่นออกจากมือพลางหันไปยิ้มให้รองหัวหน้าหน่วยด้านข้าง
“ฉันไม่รู้ว่าพวกเราจะยื้อได้อีกนานแค่ไหน… คิดคำสั่งเสียไว้หรือยัง? ฉันช่วยเขียนพินัยกรรมได้นะ”
และเป็นไปตามคาด มันเห็นดวงตาที่โกรธขึ้งของเหล่า ‘ทหาร’ รอบตัวราวกับความคิดของทุกคนกำลังสอดประสาน
แต่ ‘ทหาร’ เหล่านี้มิได้ลงไม้ลงมือ ทำเพียงถอนสายตากลับและมองไปยังทิศทางหนึ่ง
“ไม่ตอบสนองต่อคำยั่วยุของฉัน…” แอนเดอร์สันขมวดคิ้ว “พวกนายกำลังคิดอะไรอยู่ใช่ไหม”
โดยไม่รอให้รองหัวหน้าและ ‘ทหาร’ ตอบ ยอดนักล่ายกมุมปากยิ้มและกล่าวต่อ
“พวกนายคิดจะยอมจำนน… สินะ? เพื่อให้ญาติพี่น้องและผองเพื่อนปลอดภัย”
เมื่อเห็นทุกคนจ้องมองมา แอนเดอร์สันส่ายหน้าพลางรำพัน
“พวกนายเพิ่งเป็นผู้วิเศษได้ไม่นาน… ทุกคนฉวยโอกาสจากสงครามเพื่อรวบรวมวัตถุดิบจากศัตรูและเลื่อนลำดับเป็นนักล่า นักยั่วยุ และนักวางเพลิง… แต่สำหรับนักวางแผน พวกนายยังอ่อนหัด… บางทีฉันก็สงสัย ทำไมพวกนายถึงไม่พยายามโน้มน้าวให้ฉันยอมจำนนไปพร้อมกัน? ฉันมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้มีภาพลักษณ์เข้มงวดขนาดนั้น และไม่ใช่สาวกของโบสถ์ปัญญาความรู้ด้วย”
กล่าวถึงตรงนี้ แอนเดอร์สันชำเลืองไปทางรองหัวหน้าหน่วยด้วยสายตาครุ่นคิด
“หรือเป็นเพราะเบื้องบนของฝั่งศัตรูเกลียดชังฉันมากจนไม่ยอมรับการจำนนจากฉัน?”
รองหัวหน้าหน่วยเงียบไปสักพักก่อนจะพูด
“รู้อยู่แล้วยังจะถามทำไมอีก?”
ฉึบ! ทหารทุกคนในบริเวณใกล้เคียงยกมือขวาขึ้นและเล็งมาทางแอนเดอร์สันโดยพร้อมเพรียง สื่อให้เห็นถึงการมีความคิดเชื่อมโยง
“ถ้าฉันไม่ถามแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าทุกคนมีความคิดเดียวกัน” แอนเดอร์สันยังคงยิ้มโดยไม่ตื่นตระหนก
มันนำมือซ้ายจับท้องและใช้มือขวาล้วงกระเป๋าเสื้อ ไม่มีใครทราบว่ากำลังคลำหาสิ่งใด
ทันใดนั้นเอง ดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าพลันขยายใหญ่จนผิดวิสัย แสงแดดสีทองอันเจิดจ้าส่งผลให้แอนเดอร์สันและเหล่าทหารยากจะลืมตา สมองขาวโพลนจนยากจะคิดสิ่งใด
หอคอยมายาขนาดมหึมาปรากฏขึ้นในไม่กี่อึดใจถัดมา ทุกชั้นเกิดจากการเรียงตัวของหนังสือเล่มหนาที่มีดวงตาสีทองเหลืองฝังอยู่ ยิ่งเป็นชั้นที่สูงเพียงใดก็ยิ่งมืดมนมากเท่านั้น หอคอยโดยรวมอัดแน่นไปด้วยออร่าแห่งความบ้าคลั่ง ทำลายล้าง อัปยศ และภัยพิบัติ
หอคอยดังกล่าวเหยียดยาวขึ้นจนสูงเสียดฟ้า เป็นการเสียดแทงท้องฟ้าในความหมายที่แท้จริง ราวกับต้องการจะดูดกลืนโลกทั้งใบไว้ภายในตัวเองโดยไม่เว้นแม่แต่ดวงอาทิตย์ขนาดมหึมา
…
กรุงเบ็คลันด์ ภายในคฤหาสน์ตระกูลโอดรา
ผีดูดเลือดทั้งหมดในเมืองกำลังรวมตัวกันเพื่อเตรียมรับมือกับบทสรุปของสงคราม
เอ็มลิน·ไวท์ผู้กลายเป็นเอิร์ลกำลังยืนริมหน้าต่างเพื่ออาบแสงสีดำผสมส้มจากท้องฟ้าด้านนอก ในท่าสองมือล้วงกระเป๋า สายตาของมันกวาดมองสมาชิกตระกูลที่กำลังถกเถียงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ทันใดนั้นเอง สัมผัสวิญญาณของมันถูกกระตุ้นจนต้องหันออกไปนอกหน้าต่าง
ภายในสวน วัชพืชที่เคยเหี่ยวแห้งกลับมาเขียวชอุ่มอีกครั้งและงอกเงยด้วยความรวดเร็วอันน่าทึ่ง เพียงไม่นานก็มีความสูงเทียบเท่าผู้ใหญ่
ตามจุดต่างๆ ของเมือง ต้นไม้ริมถนนที่ยังไม่ถูกทำลายจากสงคราม พลันงอกงามอย่างบ้าคลั่งประหนึ่งดูดซับแร่ธาตุมหาศาลจากแหล่งนิรนาม
เพียงไม่นานต้นไม้เหล่านี้ก็มีความสูงมากถึงสิบเมตร กิ่งก้านใหญ่หนา ใบไม้บานราวกับร่ม
ต้นไม้ที่สูงตระหง่านเหล่านี้ทยอยงอกเงย พวกมันเชื่อมต่อเข้าด้วยกันและปกคลุมท้องฟ้ากรุงเบ็คลันด์ไปกว่าครึ่ง
อาคารหลายหลังถูกทำลาย หลายหลังถูกโอบล้อมด้วยพืชพรรณและเถาวัลย์ขนาดยักษ์ประหนึ่งเมืองร้างที่ถูกละเลยมาหลายสิบปี
ภายในระยะเวลาเพียงเจ็ดถึงแปดวินาที สถานที่หลายแห่งในกรุงเบ็คลันด์กลายสภาพเป็นป่าดงดิบ
…
หลังจากเดินผ่านประตูที่เปิดอ้าเข้ามายังเขตที่มืดสนิทภายในตำหนักราชาคนยักษ์ ไคลน์รีบตรวจสอบหุ่นเชิดที่เดินนำหน้า ไม้เท้าดวงดาวในมือขวา และยุบพองหิวโหยที่สวมอยู่ข้างซ้าย
ตอนนี้พวกมันยังไม่เกิดการกลายพันธุ์ ด้ายวิญญาณยังคงไม่ถูกทำให้เสื่อมทราม
หลังจากยืนยันสถานการณ์เกี่ยวกับตัวเอง ไคลน์มองไปรอบๆ เพื่อตรวจสอบสภาพแวดล้อม
ที่นี่ถูกปกคลุมด้วยความมืดที่หนาแน่นจนมองไปข้างหน้าได้ไม่เกินห้าเมตร พื้นห้องปูด้วยอิฐสีเทาอ่อนคล้ายกับแสงสนธยาที่แข็งตัว แต่ก็ไม่มีสัญญาณของความผิดปรกติ
มุมปากไคลน์เริ่มยกโค้งหลังจากครุ่นคิดอยู่สักพัก จากนั้นก็เหยียดแขนออกไปคว้าอากาศโดยหวังจะอัญเชิญเทวทูต
วินาทีต่อมา ชายหนุ่มระเบิดเสียงหัวเราะเนื่องจากสัมผัสได้ว่า ตอนนี้ตนขาดการเชื่อมต่อกับสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์โดยสมบูรณ์
นี่คงเป็นเหตุผลที่ภาพฉายฯ ขาดการติดต่อทันทีที่เข้ามาด้านใน
หัวเราะเสร็จ ไคลน์หันหลังกลับและเดินไปยังบริเวณทางเข้า
“มิสเตอร์เวิ…ส…สแปร์โรว์ คุณคิดจะทำอะไร?” เดอร์ริคที่กำลังตรวจสอบข้อจำกัดของตัวเอง ส่งเสียงถามด้วยความฉงน
ไคลน์ตอบพลางยิ้ม
“ตอนนี้ยังไม่ใช่โอกาสที่เหมาะสมในการสำรวจ… ไว้ผมจะกลับเข้ามาใหม่”
“คุณคิดจะอัญเชิญภาพฉายของลำดับ 4 เพื่อตรวจสอบว่า มันจะถูกทำให้เสื่อมทรามและทรยศคุณไหม… สินะ?” โคลินกล่าวขณะครุ่นคิด
ไคลน์ผายมือซ้าย
“ที่นี่ไม่ได้มีกฎห้ามออกไปหลังจากเดินเข้ามา และห้ามกลับเข้ามาหลังจากออกไปสักหน่อย”
แม้คำพูดของมิสเตอร์เวิร์ลในคราวนี้จะฟังดูประหลาด แต่เดอร์ริคก็ยังมองว่าฟังขึ้น เพราะทีมสำรวจของเมืองเงินพิสุทธิ์เองก็เคยทำในสิ่งที่คล้ายกันขณะสำรวจบริเวณโดยรอบ อาศัยการทดสอบง่ายๆ อย่าง ‘เดินเข้า’ และ ‘เดินออก’ สถานที่เดิมหลายครั้ง พวกมันสามารถรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ปัญหาที่ตนกำลังเผชิญได้
โลเฟียร์ไม่คัดค้าน เพราะเธอเองก็มองว่าคงเป็นการดีกว่าหากจะมีเวลาเตรียมความพร้อมเพิ่มเติม
ในการสำรวจที่ผลลัพธ์คือตัวกำหนดชะตากรรมของเมืองเงินพิสุทธิ์ ทุกสิ่งต้องรัดกุมและรอบคอบที่สุด
หลังจากเดินกลับไปไม่กี่ก้าว ไคลน์ชะงักฝีเท้าและหัวเราะเสียงดัง
“ดูเหมือนว่าเจ้าถิ่นจะไม่ต้องการให้เราออกไป…”
แสงสว่างที่เคยเจือจางบริเวณประตูทางเข้า ยามนี้ถูกความมืดมิดกลืนกินโดยสมบูรณ์
โคลิน·อีเลียดมองไปรอบตัวและพูด
“เรามีแต่ต้องตรงไป”
เมื่อพบว่ามิสเตอร์เวิร์ลและเจ้าเมืองหันหลังกลับพร้อมกัน เดอร์ริคสูดลมหายใจยาวพร้อมกับยกแขนซ้ายเพื่อสร้างแสงสีทองที่มอบความสว่างไสวให้กับบริเวณข้างเคียง
ภาพแรกในการมองเห็นคือเสาหินต้นใหญ่ที่มองไม่เห็นปลายยอด มีห้าถึงหกต้นอยู่ไม่ไกลจนเห็นเค้าโครงได้คมชัด ส่วนที่เหลือจะมองเห็นแค่ตำแหน่งอย่างเลือนราง
เดอร์ริคถอนสายตากลับและเตรียมเดินตามมิสเตอร์เวิร์ลกับเจ้าเมือง
แต่ทันใดนั้นเอง เด็กหนุ่มกลับมองไม่เห็นร่างอันคุ้นเคยที่ควรจะยืนอยู่ในตำแหน่งหางตา.Aileen-novel
รูม่านตาเดอร์ริคพลันเบิกกว้าง มันรีบหันหน้าไปทางอาวุโสโลเฟียร์ที่เคยยืนข้างๆ ตนจนถึงเมื่อครู่
แล้วก็ได้พบว่า ครึ่งเทพผู้ศรัทธาพระผู้สร้างแท้จริงได้อันตรธานหายไป! หายไปอย่างไร้ร่องรอย!
ไคลน์และโคลินสังเกตเห็นความผิดปรกติของเดอร์ริคทันที จึงรีบหันกลับไปมองเด็กหนุ่มและพบว่าโลเฟียร์ผู้แต่งกายในชุดคลุมสีดำปักลวดลายสีม่วง หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยประหนึ่งระเหยไปในอากาศ
แม้จะอาศัยสัมผัสวิญญาณของนักทำนายและพลังการตรวจจับของนักล่าปีศาจ แต่พวกมันไม่พบสาเหตุหรือเบาะแสที่ทำให้โลเฟียร์หายตัวไป
มุมปากไคลน์ยกโค้งอย่างมิอาจควบคุม โดยปราศจากความลังเล ชายหนุ่มรีบ ‘คิด’ เพื่อส่งตัวเองกลับไปยังปราสาทต้นกำเนิดและผสานเข้ากับร่างมายาสีแดงในตำแหน่งเดอะฟูล
มันจ้องเข้าไปในดาวแดงตัวแทนเดอะซันทันที โดยหวังจะใช้ตาทิพย์ค้นหาข้อเท็จจริง
ทว่า ทุกสิ่งยังคงถูกปกคลุมด้วยความดำมืด เฉกเช่นที่ไคลน์เคยคาดการณ์ไว้ก่อนจะเดินผ่านประตูเข้ามา
ไคลน์รีบส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริงโดยไม่มัวมากพิธี
แต่ผ่านไปเพียงไม่ถึงสามวินาที รอบกายชายหนุ่มกลับเหลือแค่เดอร์ริคและหุ่นเชิดอัศวินสีเงิน
เจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ที่สวมชุดเกราะสีเงินหายตัวไปแล้ว!
“เกิดอะไรขึ้น?” ไคลน์ยิ้มถาม
เดอร์ริคชำเลืองมาทางชายหนุ่มด้วยท่าทีตกตะลึง สับสน และตื่นตระหนก:
“คุณไม่เห็นหรือ?”
ทันทีที่สิ้นเสียง เงาดำใต้ฝ่าเท่าเดอร์ริคเกิดมีชีวิตขึ้นมากะทันหัน มันขยายขนาดและโอบกอดเดอร์ริคกับแสงอาทิตย์ที่เด็กหนุ่มปลอดปล่อย
เมื่อร่างกายเดอร์ริคถูกปกคลุมโดยสมบูรณ์ เงาดำได้ผสานเป็นเนื้อเดียวกับความมืดรอบข้างจนแยกไม่ออก
ไคลน์ที่ถือไม้เท้าดวงดาวมาตั้งแต่แรกเพื่อเตรียมรับมือกับความผิดปรกติ มิได้พยายามทำสิ่งใดเพื่อช่วยเหลือเหล่าคนที่หายไป เพียงเฝ้ามองอย่างเงียบงันพลางฉีกยิ้มกว้างบนใบหน้า
ผ่านไปไม่กี่วินาที ไคลน์ตระหนักว่าร่างกายของตนเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ายกับถูกความมืดมิดรอบตัวหลอมละลาย
ไคลน์ไม่พยายามช่วยเหลือตัวเอง ยังคงเอาแต่ยิ้มและส่ายหน้าแผ่วเบา
หลังจากร่างกายหายไปจากตำแหน่ง ทัศนวิสัยของชายหนุ่มพลันแปรเปลี่ยน
ความมืดมิดรอบตัวสลายไปในพริบตา ไม่ว่าจะพื้นอิฐสีเทา ผนังโดยรอบ และเสาหินต้นใหญ่ล้วนปรากฏในสายตาไคลน์ด้วยความคมชัด แต่หลายจุดยังดูเหมือนถูกเงาแผ่นบางปกคลุม
แม้ด้านนอกหน้าต่างจะปราศจากดวงอาทิตย์ พระจันทร์ และดวงดาว แต่กลับมีแสงสว่างส่องผ่านเข้ามาและมอบบรรยากาศดำมืด ชั่วร้าย และว่างเปล่า
ในส่วนลึกสุดของตำหนักมีแผ่นเงาจางที่ดูคล้ายกับผ้าม่าน
โลเฟียร์ โคลิน และเดอร์ริคยังคงยืนอยู่ในจุดเดิมที่ไม่ห่างจากตน ทุกคนกำลังสำรวจรอบตัวอย่างละเอียดประหนึ่งถูกส่งมายังต่างโลก
“น่าเสียดายที่หุ่นเชิดของผมเข้ามาไม่ได้” ไคลน์โบกไม้เท้าดวงดาวพลางส่งยิ้มให้เดอร์ริคและอีกสองคน
ท่าทีผ่อนคลายของไคลน์และบุคลิกสุขุมของเจ้าเมืองช่วยให้เดอร์ริคสงบใจได้รวดเร็ว ไม่ปล่อยให้ความกลัวและตื่นตระหนกเป็นตัวฉุดรั้ง
โคลิน·อีเลียดพยักหน้ารับเล็กน้อย แต่ก่อนที่จะได้แบ่งปันความเห็น มันสัมผัสถึงบางสิ่งจนต้องรีบมองเข้าไปในส่วนลึกสุดของตำหนัก
ไคลน์ เดอร์ริค และโลเฟียร์ล้วนทำแบบเดียวกัน
ในส่วนลึกสุดของตำหนัก เงาที่ส่องส่องแสงพลันหดตัวและเลือนหายไป เผยให้เห็นบันไดขนาดมหึมาที่สร้างให้คนยักษ์ใช้งาน รวมถึงบัลลังก์เหล็กดำที่ด้านบนสุด
บุคคลที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เป็นชายผมดำยาวประบ่าและม้วนงอเล็กน้อย ดวงตาถูกเงาดำปกปิด รูปลักษณ์พร่ามัวจนยากจะจำแนก ปีกสีดำหลายคู่จากแผ่นหลังโน้มลงมาโอบกอดร่างกายไว้เกือบทุกส่วน แต่งกายด้วยชุดคลุมสีดำปักลวดลายและอักขระด้วยด้ายเงิน บางจุดของชุดคลุมมีเครื่องประดับหรูหราห้อยลงมา
ชายคนดังกล่าวกำลังใช้ศอกซ้ายยันที่พักแขน และใช้ฝ่ามือข้างเดียวกันรองแก้มในสภาพหลับลึก
………………………………………
ลุนเบิร์ก สมรภูมิใกล้กับเมืองหลวง
กลุ่มลูกไฟสีแดงจำนวนมากพุ่งผ่านดงซากศพ อาวุธ เลือด และควันโดยการนำทางของหอกเพลิง จนกระทั่งพวกมันปะทะเข้ากับแนวป้องกันที่ถูกสร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายและเกิดระเบิดหลายระลอก
เมื่อเห็นควันพวยพุ่งพร้อมกับเปลวไฟที่ลุกโชน แอนเดอร์สันปัดฝุ่นออกจากมือพลางหันไปยิ้มให้รองหัวหน้าหน่วยด้านข้าง
“ฉันไม่รู้ว่าพวกเราจะยื้อได้อีกนานแค่ไหน… คิดคำสั่งเสียไว้หรือยัง? ฉันช่วยเขียนพินัยกรรมได้นะ”
และเป็นไปตามคาด มันเห็นดวงตาที่โกรธขึ้งของเหล่า ‘ทหาร’ รอบตัวราวกับความคิดของทุกคนกำลังสอดประสาน
แต่ ‘ทหาร’ เหล่านี้มิได้ลงไม้ลงมือ ทำเพียงถอนสายตากลับและมองไปยังทิศทางหนึ่ง
“ไม่ตอบสนองต่อคำยั่วยุของฉัน…” แอนเดอร์สันขมวดคิ้ว “พวกนายกำลังคิดอะไรอยู่ใช่ไหม”
โดยไม่รอให้รองหัวหน้าและ ‘ทหาร’ ตอบ ยอดนักล่ายกมุมปากยิ้มและกล่าวต่อ
“พวกนายคิดจะยอมจำนน… สินะ? เพื่อให้ญาติพี่น้องและผองเพื่อนปลอดภัย”
เมื่อเห็นทุกคนจ้องมองมา แอนเดอร์สันส่ายหน้าพลางรำพัน
“พวกนายเพิ่งเป็นผู้วิเศษได้ไม่นาน… ทุกคนฉวยโอกาสจากสงครามเพื่อรวบรวมวัตถุดิบจากศัตรูและเลื่อนลำดับเป็นนักล่า นักยั่วยุ และนักวางเพลิง… แต่สำหรับนักวางแผน พวกนายยังอ่อนหัด… บางทีฉันก็สงสัย ทำไมพวกนายถึงไม่พยายามโน้มน้าวให้ฉันยอมจำนนไปพร้อมกัน? ฉันมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้มีภาพลักษณ์เข้มงวดขนาดนั้น และไม่ใช่สาวกของโบสถ์ปัญญาความรู้ด้วย”
กล่าวถึงตรงนี้ แอนเดอร์สันชำเลืองไปทางรองหัวหน้าหน่วยด้วยสายตาครุ่นคิด
“หรือเป็นเพราะเบื้องบนของฝั่งศัตรูเกลียดชังฉันมากจนไม่ยอมรับการจำนนจากฉัน?”
รองหัวหน้าหน่วยเงียบไปสักพักก่อนจะพูด
“รู้อยู่แล้วยังจะถามทำไมอีก?”
ฉึบ! ทหารทุกคนในบริเวณใกล้เคียงยกมือขวาขึ้นและเล็งมาทางแอนเดอร์สันโดยพร้อมเพรียง สื่อให้เห็นถึงการมีความคิดเชื่อมโยง
“ถ้าฉันไม่ถามแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าทุกคนมีความคิดเดียวกัน” แอนเดอร์สันยังคงยิ้มโดยไม่ตื่นตระหนก
มันนำมือซ้ายจับท้องและใช้มือขวาล้วงกระเป๋าเสื้อ ไม่มีใครทราบว่ากำลังคลำหาสิ่งใด
ทันใดนั้นเอง ดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าพลันขยายใหญ่จนผิดวิสัย แสงแดดสีทองอันเจิดจ้าส่งผลให้แอนเดอร์สันและเหล่าทหารยากจะลืมตา สมองขาวโพลนจนยากจะคิดสิ่งใด
หอคอยมายาขนาดมหึมาปรากฏขึ้นในไม่กี่อึดใจถัดมา ทุกชั้นเกิดจากการเรียงตัวของหนังสือเล่มหนาที่มีดวงตาสีทองเหลืองฝังอยู่ ยิ่งเป็นชั้นที่สูงเพียงใดก็ยิ่งมืดมนมากเท่านั้น หอคอยโดยรวมอัดแน่นไปด้วยออร่าแห่งความบ้าคลั่ง ทำลายล้าง อัปยศ และภัยพิบัติ
หอคอยดังกล่าวเหยียดยาวขึ้นจนสูงเสียดฟ้า เป็นการเสียดแทงท้องฟ้าในความหมายที่แท้จริง ราวกับต้องการจะดูดกลืนโลกทั้งใบไว้ภายในตัวเองโดยไม่เว้นแม่แต่ดวงอาทิตย์ขนาดมหึมา
…
กรุงเบ็คลันด์ ภายในคฤหาสน์ตระกูลโอดรา
ผีดูดเลือดทั้งหมดในเมืองกำลังรวมตัวกันเพื่อเตรียมรับมือกับบทสรุปของสงคราม
เอ็มลิน·ไวท์ผู้กลายเป็นเอิร์ลกำลังยืนริมหน้าต่างเพื่ออาบแสงสีดำผสมส้มจากท้องฟ้าด้านนอก ในท่าสองมือล้วงกระเป๋า สายตาของมันกวาดมองสมาชิกตระกูลที่กำลังถกเถียงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ทันใดนั้นเอง สัมผัสวิญญาณของมันถูกกระตุ้นจนต้องหันออกไปนอกหน้าต่าง
ภายในสวน วัชพืชที่เคยเหี่ยวแห้งกลับมาเขียวชอุ่มอีกครั้งและงอกเงยด้วยความรวดเร็วอันน่าทึ่ง เพียงไม่นานก็มีความสูงเทียบเท่าผู้ใหญ่
ตามจุดต่างๆ ของเมือง ต้นไม้ริมถนนที่ยังไม่ถูกทำลายจากสงคราม พลันงอกงามอย่างบ้าคลั่งประหนึ่งดูดซับแร่ธาตุมหาศาลจากแหล่งนิรนาม
เพียงไม่นานต้นไม้เหล่านี้ก็มีความสูงมากถึงสิบเมตร กิ่งก้านใหญ่หนา ใบไม้บานราวกับร่ม
ต้นไม้ที่สูงตระหง่านเหล่านี้ทยอยงอกเงย พวกมันเชื่อมต่อเข้าด้วยกันและปกคลุมท้องฟ้ากรุงเบ็คลันด์ไปกว่าครึ่ง
อาคารหลายหลังถูกทำลาย หลายหลังถูกโอบล้อมด้วยพืชพรรณและเถาวัลย์ขนาดยักษ์ประหนึ่งเมืองร้างที่ถูกละเลยมาหลายสิบปี
ภายในระยะเวลาเพียงเจ็ดถึงแปดวินาที สถานที่หลายแห่งในกรุงเบ็คลันด์กลายสภาพเป็นป่าดงดิบ
…
หลังจากเดินผ่านประตูที่เปิดอ้าเข้ามายังเขตที่มืดสนิทภายในตำหนักราชาคนยักษ์ ไคลน์รีบตรวจสอบหุ่นเชิดที่เดินนำหน้า ไม้เท้าดวงดาวในมือขวา และยุบพองหิวโหยที่สวมอยู่ข้างซ้าย
ตอนนี้พวกมันยังไม่เกิดการกลายพันธุ์ ด้ายวิญญาณยังคงไม่ถูกทำให้เสื่อมทราม
หลังจากยืนยันสถานการณ์เกี่ยวกับตัวเอง ไคลน์มองไปรอบๆ เพื่อตรวจสอบสภาพแวดล้อม
ที่นี่ถูกปกคลุมด้วยความมืดที่หนาแน่นจนมองไปข้างหน้าได้ไม่เกินห้าเมตร พื้นห้องปูด้วยอิฐสีเทาอ่อนคล้ายกับแสงสนธยาที่แข็งตัว แต่ก็ไม่มีสัญญาณของความผิดปรกติ
มุมปากไคลน์เริ่มยกโค้งหลังจากครุ่นคิดอยู่สักพัก จากนั้นก็เหยียดแขนออกไปคว้าอากาศโดยหวังจะอัญเชิญเทวทูต
วินาทีต่อมา ชายหนุ่มระเบิดเสียงหัวเราะเนื่องจากสัมผัสได้ว่า ตอนนี้ตนขาดการเชื่อมต่อกับสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์โดยสมบูรณ์
นี่คงเป็นเหตุผลที่ภาพฉายฯ ขาดการติดต่อทันทีที่เข้ามาด้านใน
หัวเราะเสร็จ ไคลน์หันหลังกลับและเดินไปยังบริเวณทางเข้า
“มิสเตอร์เวิ…ส…สแปร์โรว์ คุณคิดจะทำอะไร?” เดอร์ริคที่กำลังตรวจสอบข้อจำกัดของตัวเอง ส่งเสียงถามด้วยความฉงน
ไคลน์ตอบพลางยิ้ม
“ตอนนี้ยังไม่ใช่โอกาสที่เหมาะสมในการสำรวจ… ไว้ผมจะกลับเข้ามาใหม่”
“คุณคิดจะอัญเชิญภาพฉายของลำดับ 4 เพื่อตรวจสอบว่า มันจะถูกทำให้เสื่อมทรามและทรยศคุณไหม… สินะ?” โคลินกล่าวขณะครุ่นคิด
ไคลน์ผายมือซ้าย
“ที่นี่ไม่ได้มีกฎห้ามออกไปหลังจากเดินเข้ามา และห้ามกลับเข้ามาหลังจากออกไปสักหน่อย”
แม้คำพูดของมิสเตอร์เวิร์ลในคราวนี้จะฟังดูประหลาด แต่เดอร์ริคก็ยังมองว่าฟังขึ้น เพราะทีมสำรวจของเมืองเงินพิสุทธิ์เองก็เคยทำในสิ่งที่คล้ายกันขณะสำรวจบริเวณโดยรอบ อาศัยการทดสอบง่ายๆ อย่าง ‘เดินเข้า’ และ ‘เดินออก’ สถานที่เดิมหลายครั้ง พวกมันสามารถรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ปัญหาที่ตนกำลังเผชิญได้
โลเฟียร์ไม่คัดค้าน เพราะเธอเองก็มองว่าคงเป็นการดีกว่าหากจะมีเวลาเตรียมความพร้อมเพิ่มเติม
ในการสำรวจที่ผลลัพธ์คือตัวกำหนดชะตากรรมของเมืองเงินพิสุทธิ์ ทุกสิ่งต้องรัดกุมและรอบคอบที่สุด
หลังจากเดินกลับไปไม่กี่ก้าว ไคลน์ชะงักฝีเท้าและหัวเราะเสียงดัง
“ดูเหมือนว่าเจ้าถิ่นจะไม่ต้องการให้เราออกไป…”
แสงสว่างที่เคยเจือจางบริเวณประตูทางเข้า ยามนี้ถูกความมืดมิดกลืนกินโดยสมบูรณ์
โคลิน·อีเลียดมองไปรอบตัวและพูด
“เรามีแต่ต้องตรงไป”
เมื่อพบว่ามิสเตอร์เวิร์ลและเจ้าเมืองหันหลังกลับพร้อมกัน เดอร์ริคสูดลมหายใจยาวพร้อมกับยกแขนซ้ายเพื่อสร้างแสงสีทองที่มอบความสว่างไสวให้กับบริเวณข้างเคียง
ภาพแรกในการมองเห็นคือเสาหินต้นใหญ่ที่มองไม่เห็นปลายยอด มีห้าถึงหกต้นอยู่ไม่ไกลจนเห็นเค้าโครงได้คมชัด ส่วนที่เหลือจะมองเห็นแค่ตำแหน่งอย่างเลือนราง
เดอร์ริคถอนสายตากลับและเตรียมเดินตามมิสเตอร์เวิร์ลกับเจ้าเมือง
แต่ทันใดนั้นเอง เด็กหนุ่มกลับมองไม่เห็นร่างอันคุ้นเคยที่ควรจะยืนอยู่ในตำแหน่งหางตา.Aileen-novel
รูม่านตาเดอร์ริคพลันเบิกกว้าง มันรีบหันหน้าไปทางอาวุโสโลเฟียร์ที่เคยยืนข้างๆ ตนจนถึงเมื่อครู่
แล้วก็ได้พบว่า ครึ่งเทพผู้ศรัทธาพระผู้สร้างแท้จริงได้อันตรธานหายไป! หายไปอย่างไร้ร่องรอย!
ไคลน์และโคลินสังเกตเห็นความผิดปรกติของเดอร์ริคทันที จึงรีบหันกลับไปมองเด็กหนุ่มและพบว่าโลเฟียร์ผู้แต่งกายในชุดคลุมสีดำปักลวดลายสีม่วง หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยประหนึ่งระเหยไปในอากาศ
แม้จะอาศัยสัมผัสวิญญาณของนักทำนายและพลังการตรวจจับของนักล่าปีศาจ แต่พวกมันไม่พบสาเหตุหรือเบาะแสที่ทำให้โลเฟียร์หายตัวไป
มุมปากไคลน์ยกโค้งอย่างมิอาจควบคุม โดยปราศจากความลังเล ชายหนุ่มรีบ ‘คิด’ เพื่อส่งตัวเองกลับไปยังปราสาทต้นกำเนิดและผสานเข้ากับร่างมายาสีแดงในตำแหน่งเดอะฟูล
มันจ้องเข้าไปในดาวแดงตัวแทนเดอะซันทันที โดยหวังจะใช้ตาทิพย์ค้นหาข้อเท็จจริง
ทว่า ทุกสิ่งยังคงถูกปกคลุมด้วยความดำมืด เฉกเช่นที่ไคลน์เคยคาดการณ์ไว้ก่อนจะเดินผ่านประตูเข้ามา
ไคลน์รีบส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริงโดยไม่มัวมากพิธี
แต่ผ่านไปเพียงไม่ถึงสามวินาที รอบกายชายหนุ่มกลับเหลือแค่เดอร์ริคและหุ่นเชิดอัศวินสีเงิน
เจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ที่สวมชุดเกราะสีเงินหายตัวไปแล้ว!
“เกิดอะไรขึ้น?” ไคลน์ยิ้มถาม
เดอร์ริคชำเลืองมาทางชายหนุ่มด้วยท่าทีตกตะลึง สับสน และตื่นตระหนก:
“คุณไม่เห็นหรือ?”
ทันทีที่สิ้นเสียง เงาดำใต้ฝ่าเท่าเดอร์ริคเกิดมีชีวิตขึ้นมากะทันหัน มันขยายขนาดและโอบกอดเดอร์ริคกับแสงอาทิตย์ที่เด็กหนุ่มปลอดปล่อย
เมื่อร่างกายเดอร์ริคถูกปกคลุมโดยสมบูรณ์ เงาดำได้ผสานเป็นเนื้อเดียวกับความมืดรอบข้างจนแยกไม่ออก
ไคลน์ที่ถือไม้เท้าดวงดาวมาตั้งแต่แรกเพื่อเตรียมรับมือกับความผิดปรกติ มิได้พยายามทำสิ่งใดเพื่อช่วยเหลือเหล่าคนที่หายไป เพียงเฝ้ามองอย่างเงียบงันพลางฉีกยิ้มกว้างบนใบหน้า
ผ่านไปไม่กี่วินาที ไคลน์ตระหนักว่าร่างกายของตนเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ายกับถูกความมืดมิดรอบตัวหลอมละลาย
ไคลน์ไม่พยายามช่วยเหลือตัวเอง ยังคงเอาแต่ยิ้มและส่ายหน้าแผ่วเบา
หลังจากร่างกายหายไปจากตำแหน่ง ทัศนวิสัยของชายหนุ่มพลันแปรเปลี่ยน
ความมืดมิดรอบตัวสลายไปในพริบตา ไม่ว่าจะพื้นอิฐสีเทา ผนังโดยรอบ และเสาหินต้นใหญ่ล้วนปรากฏในสายตาไคลน์ด้วยความคมชัด แต่หลายจุดยังดูเหมือนถูกเงาแผ่นบางปกคลุม
แม้ด้านนอกหน้าต่างจะปราศจากดวงอาทิตย์ พระจันทร์ และดวงดาว แต่กลับมีแสงสว่างส่องผ่านเข้ามาและมอบบรรยากาศดำมืด ชั่วร้าย และว่างเปล่า
ในส่วนลึกสุดของตำหนักมีแผ่นเงาจางที่ดูคล้ายกับผ้าม่าน
โลเฟียร์ โคลิน และเดอร์ริคยังคงยืนอยู่ในจุดเดิมที่ไม่ห่างจากตน ทุกคนกำลังสำรวจรอบตัวอย่างละเอียดประหนึ่งถูกส่งมายังต่างโลก
“น่าเสียดายที่หุ่นเชิดของผมเข้ามาไม่ได้” ไคลน์โบกไม้เท้าดวงดาวพลางส่งยิ้มให้เดอร์ริคและอีกสองคน
ท่าทีผ่อนคลายของไคลน์และบุคลิกสุขุมของเจ้าเมืองช่วยให้เดอร์ริคสงบใจได้รวดเร็ว ไม่ปล่อยให้ความกลัวและตื่นตระหนกเป็นตัวฉุดรั้ง
โคลิน·อีเลียดพยักหน้ารับเล็กน้อย แต่ก่อนที่จะได้แบ่งปันความเห็น มันสัมผัสถึงบางสิ่งจนต้องรีบมองเข้าไปในส่วนลึกสุดของตำหนัก
ไคลน์ เดอร์ริค และโลเฟียร์ล้วนทำแบบเดียวกัน
ในส่วนลึกสุดของตำหนัก เงาที่ส่องส่องแสงพลันหดตัวและเลือนหายไป เผยให้เห็นบันไดขนาดมหึมาที่สร้างให้คนยักษ์ใช้งาน รวมถึงบัลลังก์เหล็กดำที่ด้านบนสุด
บุคคลที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เป็นชายผมดำยาวประบ่าและม้วนงอเล็กน้อย ดวงตาถูกเงาดำปกปิด รูปลักษณ์พร่ามัวจนยากจะจำแนก ปีกสีดำหลายคู่จากแผ่นหลังโน้มลงมาโอบกอดร่างกายไว้เกือบทุกส่วน แต่งกายด้วยชุดคลุมสีดำปักลวดลายและอักขระด้วยด้ายเงิน บางจุดของชุดคลุมมีเครื่องประดับหรูหราห้อยลงมา
ชายคนดังกล่าวกำลังใช้ศอกซ้ายยันที่พักแขน และใช้ฝ่ามือข้างเดียวกันรองแก้มในสภาพหลับลึก
………………………………………
แม้ภายนอกไคลน์จะพูดกระตุ้น แต่กลับทำเพียงโยนไม้เท้าแห่งชีวิตลงไปที่บันไดขั้นล่างโดยให้โลเฟียร์รักษาอาการบาดเจ็บของโคลินเอง
อดีต ‘นักบวชกุหลาบ’ อย่างโลเฟียร์คือคนที่แทบไม่ต้องกังวลผลข้างเคียงของไม้เท้าแห่งชีวิต เพราะไม่ว่าร่างกายของหญิงสาวจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะใด ขอเพียงไม่เกี่ยวข้องกับขอบเขตดวงวิญญาณและจิตใจ เธอสามารถจัดการมันได้
ขณะเดียวกัน เดอร์ริครีบวิ่งไปยังกึ่งกลางบันไดยักษ์เพื่อเก็บแขนของเจ้าเมืองข้างที่ขาด
ตราบใดที่แขนขายังไม่หายไป ไม้เท้าแห่งชีวิตสามารถฟื้นฟูอาการบาดเจ็บและต่อให้ติดเหมือนของใหม่!
ไคลน์ที่ยังคงฉีกยิ้มกว้าง พยักหน้าให้โคลินก่อนจะกระโดดเข้าไปในสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ มันวิ่งไปจนถึงช่วงเวลาก่อนยุคสมัยที่หนึ่งและซ่อนตัวอยู่ในจุดแสง
จากนั้นก็ส่งตัวเองกลับสู่ปราสาทต้นกำเนิดด้วยเพียงความคิด และอาศัยความช่วยเหลือจากดาวแดงเดอะฟูลที่ยังคงยุบพองตลอดเวลาเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ด้านในตำหนักราชาคนยักษ์
แต่แม้จะมองด้วยตาทิพย์ ไคลน์ก็ไม่เห็นสิ่งใดเลยนอกจากความมืด
สมแล้วที่เป็นหัตถ์ซ้ายของเทพ รองประมุขสวรรค์ และราชาเทวทูตที่ต้องสงสัยว่าจะเกี่ยวพันกับ ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ … ไคลน์ถอนหายใจสักพักก่อนจะขมวดคิ้ว
ตอนนี้มันเริ่มสงสัยว่า ต่อให้เดอะซันน้อยเข้าไปด้านในและสวดวิงวอนถึงเดอะฟูล แต่ตนก็คงมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากความมืด เว้นเสียแต่จะกลายเป็นเทวทูตและได้รับสิทธิ์ควบคุมปราสาทต้นกำเนิดมากขึ้น
ไม่เพียงเท่านั้น สัมผัสวิญญาณของไคลน์ยังร้องเตือนอย่างรุนแรงว่า ภายในตำหนักบรรทมของเทวทูตมืดยังมีพลังลึกลับซุกซ่อนอยู่อีกมาก ไม่ว่ายังไงก็ห้ามประมาทโดยเด็ดขาด
ชายหนุ่มรวบรวมสมาธิเพื่อตรวจสอบสถานการณ์รอบตัวโดยละเอียด พยายามค้นหาร่องรอยของตัวตนระดับสูงอย่างอาดัมและอามุนด์ แต่ก็ไม่พบความผิดปรกติใดเลย
หลังจากถอนหายใจผ่อนคลาย ไคลน์รีบป่นตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ที่สกัดออกจาก ‘ม่าน’ โดยเหลือไว้เพียงตะกอนพลังลำดับ 9 ถึง 3 ทำให้ตะกอนพลังลำดับ 2 ที่แยกออกมามีความบริสุทธิ์
เมื่อกลับมายังสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ ‘บุคลิกเสมือน’ ได้ส่งผลต่อจิตใจไคลน์โดยทำให้มีนิสัยคล้ายตัวตลก
วินาทีถัดมา มันออกจากสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์และปรากฏตัวอีกครั้งด้านหน้าตำหนักราชาคนยักษ์ที่ประตูทางเข้ากำลังเปิดอ้า
หุ่นเชิดอัศวินสีเงินที่กำลังคุกเข่าใช้ดาบปักพื้นเพื่อสร้างบาเรียคุ้มกัน เปลี่ยนท่ามาเป็นลุกขึ้นยืน
ปัจจุบันแขนข้างที่ขาดของโคลินถูกสมานติดกับร่างกายอีกครั้ง โลเฟียร์เองก็ฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บแล้ว ปัญหาเดียวที่เหลืออยู่คงเป็นรวงข้าวสีทองที่งอกขึ้นบริเวณท้ายทอยของเธอ
พวกมันเดินกลับมาพร้อมเดอร์ริคและยื่นไม้เท้าแห่งชีวิตให้ไคลน์
หลังจากรับไว้ ชายหนุ่มสะบัดพร้อมกับยกเลิกภาพฉาย ส่งผลให้ไม้เท้าเลือนหายไปกับความว่างเปล่า
ทันทีหลังจากนั้น ไคลน์เหยียดแขนออกไปจับอากาศโดยหวังจะอัญเชิญมิสผู้ส่งสารที่สภาพสมบูรณ์ที่สุดออกมา
แต่โคลินโพล่งขึ้นแทรก:
“คุณกำลังจะอัญเชิญเทวทูตตนนั้น?”
“ไม่จำเป็นต้องเป็นท่าน ผมมีตัวเลือกมากมาย” ไคลน์กล่าวข้อเท็จจริงด้วยสีหน้าท่าทีล้นเกินพอดี
ปัจจุบันโคลินสลายร่างคนยักษ์และกลับสู่ส่วนสูงสองเมตรกว่าตามปรกติ เพราะไม่ว่าอย่างไร การคงสภาพร่างสัตว์ในตำนานก็ถือเป็นภาระอันหนักอึ้งสำหรับผู้วิเศษเสมอ
ขณะโคลินสวมเกราะสีเงินและลดดาบสองเล่มกลับไปเป็นขนาดปรกติ มันกล่าวกับไคลน์อย่างใจเย็น:
“สัตว์ประหลาดที่ถูกกัดกร่อนนั่นเผยลักษณะของสิ่งมีชีวิตเสื่อมทราม ตำหนักบรรทมของเทวทูตมืดซาสเรียก็น่าจะไม่แตกต่างกัน”
ท่านเจ้าเมืองต้องการสื่อว่า ภาพฉายเทวทูตของมิสเตอร์เวิร์ลอาจหักหลังเมื่อเข้าไปในตำหนักบรรทมของเทวทูตมืด? เทวทูตเสื่อมทราม… แม้จะเป็นแค่ภาพฉาย แต่พวกเราคงต้องสูญเสียมหาศาล… เดอร์ริคเข้าใจความนัยของเจ้าเมืองได้ทันที
ในอีกด้านหนึ่ง ท้ายทอยของโลเฟียร์ยุบพองเล็กน้อยก่อนจะกลืนกินรวงข้าวให้เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย
“มีเหตุผล” ไคลน์ยิ้มพลางพยักหน้า ตามด้วยดีดนิ้ว
จากนั้นก็ดึงอีกาธรรมดาออกจากสายหมอกประวัติศาสตร์และสั่งให้มันบินเข้าไปในความมืดด้านในตัวอาคาร
เมื่อร่างอีกาถูกความมืดโอบกอดโดยสมบูรณ์ ไคลน์กระตุกแผ่วเบาก่อนจะหันมาพูดกับโคลิน
“ขาดการติดต่อ…”
โคลินตอบอย่างไม่ประหลาดใจ
“ราชาเทวทูตเชียวนะ”
ไคลน์กระตุกมุมปากอย่างมิอาจควบคุม สำหรับมัน สภาพแวดล้อมดังกล่าวถือเป็นเงื่อนไขที่หนักหนาสาหัส เพราะนั่นหมายความว่าไคลน์จะมิอาจส่งภาพฉายเทวทูตเข้าไปต่อสู้แทนตัวเองได้
และ ‘เงา’ ซึ่งเคยถูกเฉือนออกจากร่างต้นในเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ก็เป็นหลักฐานยืนยันได้ดี
“นั่นสินะ” ชายหนุ่มเหยียดแขนออกไปดึงความว่างเปล่าสักพักก่อนจะลากไม้เท้าสีดำเลี่ยมอัญมณีออกมา
0-62 ไม้เท้าดวงดาว!
มันคงต้องลองเสี่ยงดูว่าภาพฉายของสมบัติปิดผนึกกับหุ่นเชิดจะถูกทำให้เสื่อมทรามและทรยศตนหรือไม่
หลังจากเตรียมตัวเสร็จ โคลิน·อีเลียด โลเฟียร์ และเดอร์ริคต่างจ้องเข้าไปในความมืดด้านหลังประตูพร้อมกัน
ไคลน์ใช้ไม้เท้าดวงดาวชี้ไปยังความมืดข้างหน้าและพูดพลางยิ้ม
“หลังจากนี้จะอันตรายมาก… ทุกคนมีโอกาสตาย ไม่ว่าจะพวกคุณหรือผม”
กล่าวจบ ชายหนุ่มกดหมวกลงพร้อมกับเดินตามหุ่นเชิดอัศวินสีเงินผ่านกรอบประตูที่เปิดอ้า ย่างกรายเข้าไปในความมืดมิดด้านหลัง
โคลิน·อีเลียด โลเฟียร์ และเดอร์ริคไม่กล่าวคำใด เพียงเดินตามหลังไปอย่างเงียบงันด้วยสีหน้ามุ่งมั่น
…
กรุงเบ็คลันด์ บริเวณแนวรบด้านนอกเมือง
ออเดรย์ผู้ใช้ ‘คำลวง’ ปรับแต่งรูปลักษณ์มังกรของตน กำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับครึ่งเทพของกองทัพฟุซัคที่สวมหน้ากากกับถุงมือและแต่งกายในชุดนายทหาร
ปราการป้องกันสุดแข็งแกร่ง รวมถึงดาบใหญ่ที่ควบแน่นจากแสงรุ่งอรุณและเรเพียร์ที่สามารถเทเลพอร์ตกับอำพรางตัวตน พลังพิเศษน่าสะพรึงของอีกฝ่ายสร้างความประทับใจให้กับหญิงสาวอย่างมาก
หากไม่ใช่เพราะทราบอยู่ก่อนแล้วว่าครึ่งเทพในกองทัพฟุซัคและอินทิสเกือบทั้งหมดจะไม่หนีไปจากอัศวินสีเงิน นักล่าปีศาจ อัศวินเลือดเหล็ก นักบวชสงคราม ผู้เจิดจรัส ผู้ชี้นำคุณธรรม นักแปรธาตุ และผู้บรรลุความลับ จนเธอสามารถศึกษาข้อมูลพลังพิเศษเพื่อรับมือล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ป่านนี้ออเดรย์ผู้ยังขาดประสบการณ์การรบจริงคงพ่ายแพ้ไปนานแล้ว
อาศัยเพียงประสบการณ์พื้นฐาน ออเดรย์สามารถต้านรับการโจมตีระลอกแรกได้อย่างเต็มกลืนและค่อยๆ สั่งสมความเยือกเย็น จากนั้นก็พึ่งพาพลังจำพวก ‘สะกดจิตต่อสู้’ ‘ช่วงชิงจิตใจ’ ‘ลมหายใจจิต’ และ ‘พายุจิต’ เพื่อพลิกกระแสสงครามจนรอดพ้นจากสถานการณ์วิกฤติ
แต่แน่นอน กุญแจสำคัญคือการที่ ‘ออร่าเทพ’ จากการเผยร่างสัตว์ในตำนานของออเดรย์สามารถส่งอิทธิพลต่อความคิดและพฤติกรรมของอัศวินสีเงิน แถมยังช่วยให้ออเดรย์มีร่างกายที่ทนทานต่อการโจมตีอันหนักหน่วง ไม่อย่างนั้นคงถูกสุดยอดนักรบปิดบัญชีในพริบตา
แต่ในฐานะลำดับ 3 แห่งเส้นทางนักรบ แม่ทัพของฟุซัคย่อมจิตใจอันแข็งกล้าและไม่ถูกตบตาโดยภาพลวงตาได้ง่ายนัก การโจมตีทางจิตของออเดรย์ย่อมถูกลดทอนประสิทธิภาพลงหลายส่วน พลังบางชนิดก็ไม่ได้ผลเลย ดังนั้นฝ่ายที่ถือไพ่ได้เปรียบจึงยังเป็นอัศวินสีเงินผู้สามารถใช้ ‘แสงอำพราง’ เพื่อปกปิดตัวตนและคอยลอบโจมตีด้วย ‘เรเพียร์เงิน’
ออเดรย์ยังใจเย็นได้ในสถานการณ์ตรงหน้า นั่นเพราะระหว่างต่อสู้เธอได้สร้างบุคลิกเสมือนเพิ่มเติม จากนั้นก็แอบใช้พวกมันหว่านเมล็ดพันธุ์โรคระบาดทางจิตไว้ในสภาพแวดล้อมโดยรอบ
อีกไม่นานแม่ทัพของฟุซัครายนี้ก็จะติดเชื้อ!
แต่ทันใดนั้นเอง หอกเพลิงสีแดงจำนวนมากถูกยิงมาจากแนวรบของกองทัพผสมจนเต็มท้องฟ้า
อัศวินสีเงินไม่คิดหลบหลีก แต่ยิ่งรุกโจมตีใส่ออเดรย์อย่างหนักเพื่อตรึงเธอไว้ในตำแหน่งเดิม
บึ้ม! บึ้ม! บึ้ม!
ห่าฝนหอกเพลิงกระหน่ำยิงใส่สองครึ่งเทพเบื้องล่าง
ใบหน้าออเดรย์เริ่มบิดเบี้ยวอย่างมิอาจควบคุม ตามเกล็ดมังกรสีเทาเผยรอยไหม้หลายจุด แต่ทางชุดเกราะสีเงินของอีกฝ่ายกลับยังคงส่องสว่างโดยแทบไม่ได้รับความเสียหาย
เมื่อเทียบกับ ‘คนยักษ์’ ที่โดดเด่นด้านการป้องกัน ความสามารถในการต้านรับการโจมตีของมังกรย่อมตกเป็นรอง
นี่คือวินาทีที่ออเดรย์ได้ตระหนักว่าเธอกำลังอยู่ในสงคราม ไม่ใช่ศึกดวลเดี่ยวบนลานประลอง
ขณะหอกเพลิงระลอกใหม่เตรียมระดมยิงใส่ตำแหน่งเดิม ความโกลาหลพลันอุบัติขึ้นท่ามกลางแนวรบของกองกำลังผสม และดูเหมือนว่าเหตุการณ์จะร้ายแรงจนสร้างความปั่นป่วนเป็นวงกว้าง
ทันใดนั้นเอง หมอกหนาทึบที่ปกคลุมสนามรบพลันสลายไปในพริบตาราวกับไม่เคยมีตัวตนมาก่อน
ออเดรย์และแม่ทัพฟุซัคต่างหยุดดวลกันโดยมิได้นัดหมาย ทั้งสองพบว่าร่างกายของตนกำลังอ่อนแอสุดขีดอย่างผิดธรรมชาติ กระทั่งจะยกแขนขึ้นมาสักข้างก็ยังเป็นเรื่องยากลำบาก
หญิงสาวพบว่าด้านหลังของแนวรบศัตรู แสงสว่างสีส้มแดงแผ่ออกจากเส้นขอบฟ้าด้วยความเร็วสูงจนกระทั่งปกคลุมพื้นที่กว่าครึ่งของผืนนภา พร้อมกับบดบังแสงอาทิตย์
สนามรบรอบด้านนอกกรุงเบ็คลันด์พลันกลายเป็นยามสนธยา!
ในเวลาเดียวกัน ความมืดอันลุ่มลึกสีดำสนิทพลันแผ่ปกคลุมท้องฟ้าอีกฟากหนึ่งและปะทะเข้ากับท้องฟ้าสีส้มแสด
ทหารและนายทหารทุกคนในสมรภูมิล้วนผล็อยหลับลึกอย่างไม่ได้สติ
…
ภายในกรุงเบ็คลันด์ ด้านนอกมหาวิหารนักบุญฮิลลัน
เลียวนาร์ดที่แต่งกายด้วยถุงมือสีแดง แหงนมองท้องฟ้ากึ่งมืดกึ่งสนธยา
มันถอนหายใจแผ่วเบาพลางมองเข้าไปยังทางเข้าวิหารนักบุญฮิลลัน
ไอคานส์·เบอร์นาร์ดเจ้าของผมสีน้ำตาล และหน่วยจิตแห่งจักรกลที่เหลือต่างกำลังยืนแหงนมองฟ้าด้วยสายตาเหม่อลอย
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา พวกมันได้รับความช่วยเหลือเชิงลึกจากหน่วยถุงมือแดงของเลียวนาร์ดในการกวาดล้างกองกำลังชั่วร้ายที่แฝงตัวอยู่ในกรุงเบ็คลันด์ ขณะเดียวกันก็คอยสืบหาองค์กรลับที่ศรัทธาเดอะฟูลและใช้ไพ่ทาโรต์เป็นโค้ดเนม
…
หมู่เกาะรอสต์ เมืองแห่งการให้ บายัม บนหอระฆังของมหาวิหารคลื่นสมุทร
เดนิสเฝ้ามองกลุ่มต่อต้านเคลื่อนพลเข้ามาในเมืองและยึดครองสถานที่หลายแห่ง จากนั้นก็ถอนหายใจแผ่วและหันไปพูดกับอัลเจอร์
“ดูนั่นสิ… พวกเขาได้รับความนิยมอย่างมากไม่ว่าจะเป็นที่ใดในเมือง”
อัลเจอร์มองตามชนพื้นเมืองผิวเข้มโดยไม่ตอบโต้คำพูดเดนิส
เดนิสที่กำลังผ่อนคลายหัวเราะในลำคอและกล่าวต่อ
“ฉันคิดไม่ถึงว่าพวกเราจะได้พบกันอีกครั้งในสถานการณ์แบบนี้”
อัลเจอร์เงยหน้าขึ้นและเตรียมพูดบางสิ่ง แต่ทันใดนั้นเอง มันสัมผัสถึงความไม่ชอบมาพากลและรีบหันไปทางท้องฟ้าฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือ
ตำแหน่งที่อัลเจอร์กำลังจ้องมองพลันมืดลงกะทันหัน เมฆดำจำนวนมหาศาลซ้อนทับกันหลายชั้นและปลดปล่อยฝูงอสรพิษสายฟ้าออกมา
คลื่นสมุทรสีครามเข้มพวยพุ่งจากผิวทะเล อาศัยความช่วยเหลือจากสายลมกระโชกเพื่อเชื่อมท้องฟ้าและมหาสมุทรเข้าด้วยกัน
ณ จุดที่ทะเลและท้องฟ้าผสมผสานกลมกลืน ลำแห่งหนึ่งสว่างขึ้นในลักษณะที่ไม่สุกสว่าง ไม่เจิดจ้า และไม่มีสี คล้ายกับเป็นการรวมตัวกันของวัตถุมายาจำนวนมหาศาล
……………………………………………….
ขณะกล่าว ไคลน์ยกมือขวาขึ้น
เศษเนื้อสกปรกสีดำปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ ภายในคล้ายกับอัดแน่นไปด้วยความบ้าคลั่งหนักหน่วง
“สิ่งนั้นก็คือ… การกัดเซาะจากแฮงแมน” ไคลน์กล่าวกับ ‘เงา’ ด้วยรอยยิ้ม
สิ่งที่ไคลน์มีแต่ ‘เงา’ ไม่มีคือการกัดเซาะจากพระผู้สร้างแท้จริง เป็นอิทธิพลซึ่งแม้แต่ปราสาทต้นกำเนิดก็มิอาจขจัดได้ในตอนนี้!
ดังนั้นหนึ่งสิ่งที่ไคลน์มั่นใจมากก็คือ หากตนยังไม่ได้พบกับเทวทูตมืดซาสเรีย พระผู้สร้างแท้จริงคงไม่ปล่อยให้คลุ้มคลั่งหรือตายไปง่ายนัก
นั่นคือเหตุผลที่ไคลน์จงใจปล่อยให้ส่วนที่ถูก ‘กัดเซาะ’ ติดเชื้อโรคระบาดทางจิตและแสร้งคลุ้มคลั่ง ตามด้วยการทำเป็นควบคุ้มด้ายวิญญาณของคนรอบตัวส่งเดชเพื่อปกปิดว่าเป้าหมายที่แท้จริงคือนักบุญผู้ชม จนกระทั่งศัตรูเริ่มถูกควบคุมเบื้องต้นในจังหวะที่พยายามโจมตีเข้ามา หุ่นเชิดอัศวินสีเงินที่สบโอกาสจึงชิงลงมือ
และเป็นไปตามที่คาด เมล็ดพันธุ์ของโรคระบาดทางจิตมิได้เกิดการปะทุเมื่อไคลน์นำส่วนที่ถูกพระผู้สร้างแท้จริง ‘กัดเซาะ’ ไปผนึกไว้
ระหว่างนั้น ‘เงา’ ได้รีบสร้างระยะห่างกับไคลน์เนื่องจากกังวลว่าจะติดเชื้อจากโรคระบาดทางจิต ส่งผลให้มันไม่สังเกตเห็นว่าเป้าหมายที่แท้จริงในการควบคุมด้ายวิญญาณคือนักบุญผู้ชม
ตัวเองเป็นคนรอบคอบและรัดกุมเพียงใด ไคลน์จะไม่ทราบเชียวหรือ?
แต่แน่นอน ไคลน์มิอาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหากตนไปพบกับเทวทูตมืดซาสเรียตามที่พระผู้สร้างแท้จริงต้องการ บางทีโรคระบาดทางจิตที่ถูกผนึกไว้อาจปะทุขึ้นและทำให้ลงเอยด้วยชะตากรรมแบบเดิม แต่ถึงอย่างนั้น ไคลน์มองว่ารีบกังวลไปตอนนี้ก็เปล่าประโยชน์ การเอาชนะอุปสรรคตรงหน้าให้ได้มีความสำคัญมากกว่า
ทันทีที่ได้ยินคำอธิบาย เงาบริสุทธิ์พลันเสกเปลวไฟสีแดงขึ้นมาปกคลุมร่าง
ณ สุดเขตแดนเจิดจรัส ใกล้กับตำหนักราชาคนยักษ์ เปลวไฟจุดหนึ่งลุกโชนขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของ ‘เงา’
มันไม่ลังเลเลยที่จะเผ่นหนี เอาแต่ก้มหน้าก้มตาถอยกลับไปยังตำหนักบรรทมของซาสเรียโดยไม่แยแสเอ็นยูนและนักบุญสุริยัน!
เมื่อไคลน์ผู้ชดเชยความไม่สมบูรณ์ของดวงวิญญาณด้วย ‘บุคลิกเสมือน’ เห็นฉากดังกล่าวเข้า มันผงะไปครู่หนึ่งก่อนจะอมยิ้มพร้อมกับหนอนวิญญาณสีใสบนใบหน้าอีกฝั่ง ตามด้วยส่ายศีรษะ
เราปอดแหกขนาดนั้นเลย?
ชายหนุ่มสงสัยว่า ‘เงา’ ที่ถูกตัดออกจากร่างต้นได้พรากความรอบคอบและรัดกุมไปเกือบทั้งหมด ส่งผลให้ร่างต้นที่เหลืออยู่ค่อนข้างหุนหันและติดประมาทพอสมควร
เป๊าะ!
ลำแสงสีเงินสว่างพลันระเบิดออกในจุดเดียวกับเปลวไฟสีแดงด้านนอกเขตแดนเจิดจรัส ส่งผลให้ร่าง ‘เงา’ ที่เพิ่งโผล่ขึ้นจากอากาศถูกแยกส่วนและกลายเป็นเศษเนื้อตอตะโก
ไคลน์ไม่มัวเสียเวลารำพัน ตัวมันที่ควบคุมหุ่นเชิดอัศวินสีเงิน พยายามทำนายจุดหมายการกระโจนเพลิงของ ‘เงา’ ผ่านอุปนิสัยส่วนตัวและทรัพยากรที่ยังเหลือ จากนั้นก็ควบแน่น ‘เรเพียร์เงิน’ ล่วงหน้าและจุดระเบิดทันทีที่เปลวไฟก่อตัว
เขตแดนศักดิ์สิทธิ์มิได้มีบาเรียกั้น ทุกคนสามารถผ่านเข้าออกได้อย่างอิสระ รวมไปถึงการส่งพลังไปยังข้างนอก
ทว่า ‘เงา’ ที่ดูเหมือนจะถูกเรเพียร์เงินเล่นงานกลับกลายร่างเป็นเศษกระดาษและเลือนหายไป
เปลวไฟสีแดงลุกโชนขึ้นอีกหลายจุด เงาดำบริสุทธิ์พยายามกระโจนผ่านพวกมันเพื่อไปให้ถึงตำหนักราชาคนยักษ์โดยเร็ว และการกระหน่ำยิงแสงสีเงินจากไคลน์ก็ได้เพียงฉีกป่นเศษกระดาษให้เป็นผุยผง – เส้นทางนักรบตั้งแต่ลำดับ 5 ขึ้นไปจะมีพลังในการมองทะลุภาพลวงตา หากปราศจาก ‘ล่องหนทางใจ’ คอยช่วยสนับสนุน ‘กระดาษคนตัวแทน’ จะเป็นพลังที่หลบหนีได้ดีกว่า ‘ภาพลวงตา’ มีเพียงการดวลกันอย่างดุเดือดของนักทำนายเท่านั้นจึงจะมีการใช้ภาพลวงตาประกอบ
ในไม่กี่วินาทีถัดมา เสาลำแสงเพลิงแดงพวยพุ่งขึ้นฟ้าในตำแหน่งด้านนอกตำหนักราชาคนยักษ์ราวกับมีใครบางคนจุดพลุเพื่อต้อนรับแขก
‘เงา’ เตรียมกระโดดเข้าไปในเปลวไฟลูกดังกล่าวโดยหวังจะเข้าไปซ่อนตัวภายในตำหนักบรรทมของเทวทูตมืด
แต่ทันใดนั้นเอง ร่างหนึ่งโผล่ขึ้นด้านข้างเสาเปลวเพลิงสีแดง
แต่งกายในชุดกันลมสีดำและหมวกทรงกึ่งสูง ใบหน้าซีกขวาปรกติ แต่ซีกซ้ายเต็มไปด้วยหนอนวิญญาณสีใสชอนไช ไม่ใช่ใครนอกจากร่างต้นของไคลน์
มุมปากชายหนุ่มยกโค้งขณะใช้มือขวาดีดนิ้ว
เป๊าะ!
เสาเปลวไฟสีแดงเลือนหายไปทันทีจน ‘เงา’ ถูกบังคับให้เผยตัวตนบนขั้นบันไดที่ปกคลุมด้วยแสงรุ่งอรุณ
ควบคุมไฟ!
การที่ไคลน์สามารถตรงดิ่งมาทางตำหนักราชาคนยักษ์และดักหน้า ‘เงา’ ได้ก่อนก็เพราะว่า นับตั้งแต่ ‘เงา’ คิดเพียงแต่จะหนี ไคลน์ก็ไม่ถูกผูกมัดด้านการ ‘อัญเชิญภาพฉายฯ’ อีกต่อไป! สามารถดึงยุบพองหิวโหยออกมาใช้และเทเลพอร์ตมาดักหน้า!
“รอบคอบเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดี” ไคลน์กล่าวกับเงาก่อนจะเริ่มทำท่าคุกเข่าหนึ่งข้าง
ทันทีที่เข่าติดพื้น ร่างของชายหนุ่มพลันแปรเปลี่ยนเป็นอัศวินสวมเกราะสีเงิน
อัศวินใช้ดาบปักลงบนพื้นในท่าคุกเข่าหนึ่งข้าง เกิดเป็นบาเรียล่องหนที่ผนึกทางเข้าตำหนักบรรทมของเทวทูตมืดซาสเรียโดยสมบูรณ์
ทันใดนั้นเอง ไคลน์เปลี่ยนตำแหน่งกับหุ่นเชิดอีกครั้งพลางจ้อง ‘เงา’ ด้วยสายตาทำนองว่า: ถ้าพังบาเรียได้จะอนุญาตให้เข้าไป
แต่แน่นอน ร่างต้นของชายหนุ่มยังคอยขัดขวางการอัญเชิญภาพฉายฯ และคอยควบคุมด้ายวิญญาณตลอดเวลา
เมื่อสถานการณ์พลิกผัน ศึกระหว่างสามครึ่งเทพแห่งเมืองเงินพิสุทธิ์กับเอ็นยูนและนักบุญสุริยันก็เริ่มแปรเปลี่ยน
โคลิน·อีเลียดคอยตรึงเอ็นยูนที่สูญเสียเกราะดำให้อยู่กับที่โดยมีเดอร์ริคทำตามกลยุทธ์เดิม
บางครั้งเด็กหนุ่มจะใช้เพลิงสุริยันเพื่อสร้างความเสียหายโดยแลกกับอาการบาดเจ็บของเจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ บางครั้งก็ควบแน่นหอกเจิดจรัสและคอยแทรกแซงการโจมตีอย่างแม่นยำ แต่วิธีหลังถูกนำมาใช้ไม่บ่อยนัก เพราะเอ็นยูนสามารถหลบหนีได้ง่ายและยังมีโอกาสทำร้ายพวกเดียวกันโดยไม่ตั้งใจ
หลังจาก ‘เพลิงสุริยัน’ ผ่านไปสามรอบ เอ็นยูนก็ถูกกดดันให้จนตรอกถึงขีดสุด เป็นอีกครั้งที่มันต้องสละปีกสีดำสองคู่สุดท้ายเพื่อสร้างทะเลดำที่ดูดกลืนแสงสว่างทั้งหมด มันสั่งให้ทะเลถาโถมใส่โคลินจนอีกฝ่ายปนเปื้อนเหลวสีดำหนืด การเคลื่อนไหวช้าลงอย่างชัดเจน
ฉวยโอกาสดังกล่าว เอ็นยูนตีฝ่าการรุมล้อมออกมาได้และหลบหอกเจิดจรัสที่ยิงดักพ้นอย่างฉิวเฉียด จากนั้นก็รีบแปลงเป็นเงาดำเพื่อมุ่งหน้ากลับไปยังตำหนักราชาคนยักษ์และร่วมมือกับ ‘เงา’ เพื่อทำลายบาเรีย
ทันใดนั้นเอง ลำแสงสีเงินระเบิดออกจากร่างกายมันพร้อมกับส่งก้อนเนื้อสีแดงเข้มกระจายออกไปทุกทิศ
เป็นการโจมตีจากโลเฟียร์ที่ทั้งแม่นยำและรวดเร็ว
หนึ่งในหกสภาอาวุโสรายนี้ตัดสินใจไม่หลบหลีกการโจมตีจากนักบุญสุริยัน ในวินาทีที่เอ็นยูนกำลังจะหลบหนีสำเร็จ เธอสลับดวงวิญญาณเป็นอัศวินสีเงินพร้อมกับเปลี่ยนเกราะสีดำให้กลายเป็นสีเงินสว่าง
ฉ่า!
หอกเจิดจรัสพุ่งปะทะร่างหญิงสาวจนเธอสั่นสะท้านไปทั้งตัว นอกจากนั้นยังถูกเผาซ้ำด้วยระเบิดดวงอาทิตย์ขนาดย่อส่วน
เศษเลือดเนื้อที่กระจัดกระจายของเอ็นยูนยังไม่สูญเสียชีวิตชีวา พวกมันหลั่งไหลมารวมกันและประกอบเป็นร่างใหม่
แต่ทันใดนั้น ร่างกายโคลิน·อีเลียดที่ถูกปกคลุมด้วยของเหลวสีดำหนืดเกิดระเบิดพร้อมกับสร้างประกายแสงระยิบระยับ แสงเหล่านั้นหมุนวนจนกลายเป็นพายุแสงเกรี้ยวกราด ช่วยให้ชุดเกราะสีเงินกลับมาปรากฏบนผิวหนังอีกครั้งหนึ่ง
วินาทีถัดมา อัศวินสีเงินร่างยักษ์ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวพร้อมกับฟาดดาบรุ่งอรุณ เป็นการสั่งให้ ‘พายุแสง’ ที่กำลังห้อมล้อมร่างกายพุ่งตรงไปกวาดล้างก้อนเลือดเนื้อสีแดงที่กำลังประกอบเข้าด้วยกันด้านหน้า..ไอรีนโนเวล
ปีกมายาสีดำปรากฏขึ้นและเลือนหายไป ช่วยทำให้พายุแสงของโคลินสงบลงไปครู่หนึ่ง แต่ทันใดนั้นเอง เพลิงสุริยันจากเดอร์ริคพุ่งลงจากฟากฟ้าและแผดเผาทุกสรรพสิ่งด้วยเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์ผุดผ่อง
เมื่อนักบุญสุริยันเห็นฉากตรงหน้า มันทราบทันทีว่าตนคงหลีกหนีจุดจบไม่พ้นหากยังสู้ต่อไป จึงไม่มัวเสียเวลาโจมตีระลอกใหม่ใส่โลเฟียร์ แต่เตรียมสลายเขตแดนเจิดจรัสทิ้งและรีบเผ่นหนี
ทันใดนั้นเอง มันได้ยินเสียงที่เต็มไปด้วยจิตสังหารและการกัดกร่อน:
“เชื่องช้า!”
เป็นโลเฟียร์ที่กัดฟันทนต่อผลข้างเคียงของเขตแดนเจิดจรัสโดยใช้พลังเทเลพอร์ตมายังตำแหน่งใกล้กลับนักบุญสุริยัน จากนั้นก็สลับวิญญาณเป็นปีศาจและเปล่งเสียงภาษากัดกร่อน
วินาทีถัดมา ชุดเกราะสีดำของหญิงสาวแตกละเอียดและร่วงกราวลงพื้น เผยให้เห็นสภาพอันยับเยินของชุดคลุมสีดำที่ปักลวดลายสีม่วง ผิวหนังบางส่วนกำลังยุบพองอย่างน่าสยดสยอง ออร่าของเธอกำลังอ่อนแอสุดขีด
พลัง ‘เชื่องช้า’ ที่ไม่ใช่ระดับครึ่งเทพย่อมมิอาจส่งผลกับนักบุญสุริยันได้นานนัก แต่ก็นับว่าเหลือเฟือในสายตาโคลิน·อีเลียด มันทำการควบแน่น ‘เรเพียร์เงิน’ และเทเลพอร์ตพลังไปยังตำแหน่งของศัตรู
‘เรเพียร์เงิน’ ทะลวงชุดเกราะศักดิ์สิทธิ์ของนักบุญสุริยันทันทีและระเบิดร่างกายของมันจากภายใน
แสงสีเงินเบ่งบานไปทุกทิศประหนึ่งพลุ ร่างกายนักบุญสุริยันระเบิดเละเทะเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
แปะ! แปะ! แปะ! เลือดเนื้อจำนวนมากตกลงบนพื้นและเลือนหายไปในพริบตา ราวกับพวกมันหวนคืนสู่หน้าประวัติศาสตร์
เมื่อศึกอันยืดเยื้อจบลง สามครึ่งเทพแห่งเมืองเงินพิสุทธิ์ได้ตามไปสมทบที่ด้านหน้าตำหนักราชาคนยักษ์และล้อม ‘เงา’ ไว้ทุกทิศ
‘เงา’ พยายามกระโจนเข้าไปหลบในสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ แต่ทันทีที่ได้เห็นหมอกสีเทา ร่างของมันถูกฝ่ามือที่เต็มไปด้วยหนอนวิญญาณสีใสกดทับทันที
ทั้งไคลน์และ ‘เงา’ ไม่มีใครรีบร้อนวิ่งไปยังประวัติศาสตร์ก่อนยุคสมัยที่หนึ่ง เพราะทั้งคู่ทราบดีว่าอีกฝ่ายจะต้องคอยขัดขวางแน่!
เมื่อไม่มีที่ให้ซ่อนตัว ‘เงา’ ตัดสินใจตีฝ่าไปทางสามครึ่งเทพแห่งเมืองเงินพิสุทธิ์ แต่พลังจำนวนมากของมันก็ถูกไคลน์สลายทิ้งอย่างง่ายดาย แม้กระทั่งกระโจนไฟก็ยังถูกทำลายด้วยควบคุมไฟ เป็นการยากที่จะหลีกหนีจากสถานการณ์แสนสิ้นหวังตรงหน้า
ผ่านไปราวสิบวินาที หลังจากกระดาษคนใบสุดท้ายฉีกขาด ‘เงา’ ก็ถูกเดอร์ริคใช้หอกเจิดจรัสแทงเข้าที่ช่องท้อง
เกิดระเบิดดวงอาทิตย์ขนาดย่อมจากภายใน ร่างของเงาดำบริสุทธิ์พลันซีดจางและเริ่มหลอมละลาย
ไคลน์รู้สึกปวดแปลบประหนึ่งถูกมีดกรีดแทง แต่ทันใดนั้น จิตใจที่ใกล้จะคลุ้มคลั่งกลับผ่อนคลายลงกะทันหัน
มันก้มจ้องฝ่าเท้าและพบว่าภายใต้แสงสว่างรุ่งอรุณ เงาสีดำกำลังทอดยาวออกจากปลายขา
“อ่อนแอชะมัด…” ไคลน์โน้มตัวเล็กน้อยและอดไม่ได้ที่จะจิกกัดตัวเอง เป็นอีกครั้งที่มันได้ตระหนักว่า หากปราศจากพลังปราชญ์โบราณ ปราศจากหุ่นเชิด และปราศจากพลังควบคุมด้ายวิญญาณ ผู้วิเศษเส้นทางนักทำนายจะอ่อนแอกว่าเส้นทางอื่นในลำดับเดียวกันมาก
ดวงวิญญาณของไคลน์กลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์อีกครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ยังไม่ลบ ‘บุคลิกเสมือน’ ออกไป และยังไม่คิดจะอัญเชิญมิสจัสติสออกมาแก้ไขในตอนนี้ด้วย เพราะต้องไม่ลืมว่า หลังจากตนถูกเทวทูตมืดกัดกร่อน เอ็นยูนได้รับคุณสมบัติของเส้นทางสุริยัน ผู้ชม วายุ และผู้วิงวอนความลับ หมายความว่าถ้าต้องการเข้าไปในตำหนักราชาคนยักษ์ ไคลน์ก็ต้องระวังอิทธิพลทางจิตเอาไว้ประมาณหนึ่ง และ ‘บุคลิกเสมือน’ ถือเป็นเครื่องป้องกันการโจมตีทางจิตที่ยอดเยี่ยม
ขณะเดียวกัน หนอนแมลงโปร่งใสบนใบหน้าและร่างกายฝั่งซ้ายของไคลน์ได้เปลี่ยนกลับไปเป็นเนื้อหนังอีกครั้ง แต่เนื่องจากยังหลงเหลือความบ้าคลั่งที่แฝงมากับ ‘บุคลิกเสมือน’ บนผิวหนังซีกซ้ายของร่างกายจึงยังคงมีลักษณะโปร่งแสงเล็กน้อยจนสามารถมองเห็นหนอนวิญญาณด้านใน
เมื่อพบว่าเดอร์ริค โลเฟียร์ และโคลินกำลังหันมามอง ไคลน์เหยียดตัวตรงก่อนจะคว้าไม้เท้าแห่งชีวิตออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์ จากนั้นก็ชี้ไปทางประตูตำหนักราชาคนยักษ์ที่เปิดอยู่และฉีกยิ้ม:
“เร่งมือกันเถอะ… เทวทูตมืดกำลังรออยู่ข้างใน”
……………………………………………
‘ทะเล’ ลึกกลืนกินวงกลมแสงสว่าง เปลี่ยนให้บรรยากาศภายในเขตแดนเจิดจรัสมืดลงจากเดิมมาก
สายฟ้าสีเงินทยอยระเบิดออกจากภายในทีละหนึ่ง เปลี่ยนให้จุดที่เอ็นยูนและโคลินกำลังสู้กันกลายเป็นผืนป่าอสนี
ท่ามกลางเสียงฉ่า อสรพิษสายฟ้าจำนวนมหาศาลแทรกซึมเข้าไปช่องว่างชุดเกราะของโคลินรวมถึงกะบังหน้า
อัศวินสีเงินผู้เผยร่างสัตว์ในตำนานไม่สมบูรณ์พลันชะงักราวกับถูกสายฟ้าทำให้เป็นอัมพาต ทางด้านเอ็นยูน เกราะสีดำที่คล้ายกับสร้างจากพลัง ‘เสื่อมทราม’ ของมันมีคุณสมบัติดูดกลืนสายฟ้า ช่วยให้ร่างกายไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
ฉวยโอกาสตรงหน้า เอ็นยูนที่เกราะสีดำเริ่มร่วงกราวหลุดจากผิวหนัง ทำการเหวี่ยงดาบใหญ่สีดำด้วยสองมือเพื่อฟันในแนวเฉียง โดยที่โคลินหมดสิทธิ์หลบโดยสิ้นเชิงเนื่องจากกำลังอยู่ในอาการอัมพาต
ท่ามกลางเสียงผิวหนังถูกเชือดเฉือน รอยแยกเป็นทางยาวปรากฏขึ้นบนไหล่ซ้าย ราวกับชุดเกราะสีเงินที่ถูกฟันขาดสูญเสียคุณสมบัติในการป้องกันไปโดยสิ้นเชิง
นี่คือ ‘ดาบเนื้อวิญญาณ’ ของอัศวินมืด ไม่เพียงจะมีคุณสมบัติกัดกร่อนเลือดเนื้อ ทำลายวิญญาณ และฟันผ่านสิ่งกีดขวาง แต่ยังสามารถมองข้ามพลังป้องกันของสิ่งมีชีวิตที่มีความคิดด้านลบ ถือเป็นพลังหลักของอัศวินมืดที่อยู่ในขอบเขต ‘ความเสื่อมทราม’
เมื่อเห็นว่า ‘ดาบเนื้อวิญญาณ’ สามารถเฉือนเกราะบนไหล่ซ้ายโคลินสำเร็จ แถมรอยแผลก็ยังกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่องประหนึ่งจะฉีกไปถึงหัวใจ เดอร์ริคเผยสีหน้าตึงเครียดทันที มันรีบควบแน่นหอกพลังแสงอาทิตย์และขว้างใส่เอ็นยูนหลังจากง้างไปด้านหลังเล็กน้อย
หอกเจิดจรัส!
เอ็นยูนไม่หยุดโจมตีหรือหลบหลีก เพียงสยายปีกมายาออกมาป้องกันตัวเองประหนึ่งโล่
บึ้ม!
หอกเจิดจรัสทะลวงผ่านปีกมายาสีดำได้สองชั้น จากนั้นก็ระเบิดแสงสีขาวไปทุกทิศคล้ายกับดวงอาทิตย์ขนาดย่อม
ในเวลาเดียวกัน ร่างกายทุกส่วนของโคลินเริ่มละลายกลายเป็นแอ่งโลหะเหลวสีเงิน
ของเหลวดังกล่าวไหลด้วยความเร็วสูงก่อนจะจัดระเบียบใหม่กลายเป็นร่างกายโคลินในจุดห่างออกไป มันยังคงอยู่ในรูปลักษณ์คนยักษ์ที่สวมเกราะสีเงินตามเดิม เพียงแต่ไหล่และแขนซ้ายของเจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์หลุดร่วงหล่นพื้น รอยตัดบนบาดแผลเรียบเนียนโดยไม่มีเลือดแม้แต่หยดเดียว
โคลินที่ใช้พลัง ‘จำแลงปรอท’ หลบหนี ยอมสละแขนซ้ายเพื่อแลกกับบาดแผลที่อาจร้ายแรงถึงชีวิต
สายตาด้านหลังกะบังหมวกของโคลินมิได้สั่นคลอนแม้แต่น้อย มันรีบกำดาบสนธยาอีกข้างแน่นกระชับก่อนจะวิ่งปรี่เข้าใส่ศัตรูด้วยบรรยากาศคุกคามประหนึ่งหัวรถจักรที่แล่นด้วยความเร็วเกิดขีดจำกัด
เดอร์ริครีบควบแน่นหอกแสงอาทิตย์อีกครั้งจากด้านข้าง ตามด้วยการปาหอกแห่งแสงเข้าใส่เอ็นยูน
ระหว่างนั้นก็เปิดปากเปล่งเสียงเคร่งขรึม:
“พระองค์ทรงตรัสว่า การชำระล้างจะสัมฤทธิผล”
นี่คือพลังของ ‘ผู้รับรอง’ ที่ถูกยกระดับเมื่อก้าวมาถึงผู้เจิดจรัส
พลังดังกล่าวสอดประสานเข้ากับเขตแดนเจิดจรัสของนักบุญสุริยันจนทำให้บรรยากาศโดยรอบสว่างขึ้น ออร่าความเสื่อมทรามของเอ็นยูนและโลเฟียร์อ่อนแอลงถนัดตา
“พระองค์ทรงตรัสว่า มันไม่ได้ผล!” นักบุญสุริยันรีบปฏิเสธ ‘การรับรอง’ ของเดอร์ริคเพื่อเปลี่ยนให้คุณสมบัติ ‘ชำระล้าง’ กลับไปเป็นปรกติ
ท่ามกลางเสียงแหวกอากาศ หอกเจิดจรัสพุ่งเข้าใกล้เอ็นยูนทุกขณะ โดยที่ปีกมายาสีดำของอัศวินมืดปัจจุบันเหลือเพียงครึ่งเดียวจากของเดิมเพราะถูกการโจมตีล่าสุดทำลายไปหลายคู่
เอ็นยูนหลบหลีกหอกแสงบริสุทธิ์ได้ไม่ถนัดนักเนื่องจากอีกฝ่ายขว้างมาในระยะใกล้ แถมตนยังต้องการต้านรับการโจมตีจากโคลินที่พุ่งเข้าหาอย่างต่อเนื่อง จึงตัดสินใจสยายปีกมายาสีดำคู่หนึ่งออกจนสุดและปล่อยให้พวกมันแตกกระจัดกระจายกลายเป็นชิ้นส่วน ‘ความมืด’
เมื่อหอกเจิดจรัสสัมผัสกับ ‘ความมืด’ บางส่วนของหอกปนเปื้อนด้วยของเหลวสีดำเหนียวหนืด บางส่วนถูกกัดกร่อนและแตกหักลงไปกระแทกใส่บันไดหิน บางส่วนกระเด็นกลับมาหาเดอร์ริค·เบเกอร์
ทุกส่วนเกิดความเสื่อมทรามในพริบตา
ได้เห็นฉากตรงหน้า เดอร์ริครีบเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณที่ถูกขัดเกลามานานหลายปีจากการฝึก จากหน่วยลาดตระเวน และจากหน่วยสำรวจแห่งเมืองเงินพิสุทธิ์ เด็กหนุ่มกระโดดไปข้างหน้าและกลิ้งม้วนตัว
ฉ่า!
เศษหอกสีดำพุ่งปะทะพื้นด้านหลังเดอร์ริคและกัดกร่อนบันไดหินเป็นวงกว้าง
ในเวลาเดียวกัน นักบุญสุริยันทำการซัดหอกเจิดจรัสบ้าง เกิดเป็นลำแสงสีขาวแหวกผ่านอากาศจนโลเฟียร์ต้องรีบสลับหนึ่งในดวงวิญญาณเพื่อ ‘บลิงค์’ เข้าไปประชิดตัวศัตรู
เรื่องน่าเสียดายก็คือ ในสภาพปัจจุบันเธอสามารถใช้ดวงวิญญาณได้พร้อมกันเพียงทีละหนึ่ง มิอาจใช้ ‘บลิงค์’ ควบคู่กับ ‘เรเพียร์เงิน’ เพื่อสะบั้นร่างนักบุญสุริยันจากระยะไกลได้เหมือนทุกที
ในอีกด้านหนึ่ง ศึกระหว่างไคลน์และ ‘เงา’ กำลังดุเดือดจนเหนือความคาดหมาย ท่ามกลางเสียงระเบิดของปืนใหญ่อัดอากาศและแสงสีแดงจากเปลวไฟที่ลุกท่วม เศษกระดาษจำนวนมากโปรยปรายเต็มสนามรบ ภาพลวงตากลายเป็นฟองอากาศหลังจากถูกทำลาย
หุ่นเชิดอัศวินสีเงินกำลังถูกส่งไปรับมือนักบุญผู้ชม เพราะไม่ว่ากายามังกรจิตจะทนทานสักเพียงใด แต่ย่อมไม่ใช่คู่มือของครึ่งเทพเส้นทางคนยักษ์ที่เชี่ยวชาญการรบระยะประชิด
แต่แน่นอน ฝ่ายนักบุญผู้ชมเองก็ไม่ได้รับบาดเจ็บสักเท่าไร เพราะท้ายที่สุด มันสามารถเผยร่างสัตว์ในตำนานได้อย่างปลอดภัย หากไม่ใช่เพราะศัตรูในคราวนี้เป็นเพียงหุ่นเชิด และไคลน์ยังเป็นถึงผู้วิเศษลำดับ 3 ที่ย่อยโอสถสมบูรณ์ แถมยังเคยเห็นร่างสัตว์ในตำนานมาแล้วมากมาย การแปลงมังกรของผู้ชมครึ่งเทพจะแผ่ออร่าที่สามารถแทรกแซงความคิดศัตรูจนค่อยๆ เปลี่ยนให้กลายเป็นบ้า
เมื่อไม่มีข้อได้เปรียบจากการเผยร่างสัตว์ในตำนาน นักบุญผู้ชมย่อมทำได้เพียงใช้พลังของนักสะกดจิตอย่าง ‘สะกดจิตต่อสู้’ เพื่อก่อกวนจิตใจเป้าหมายจนเกิดอาการ ‘รวน’ และโจมตีพลาดเป้าเป็นครั้งคราว จากนั้นก็จะฉวยโอกาสหลบหนีจากศึกระยะประชิดและเข้าสู่สถานะ ‘ล่องหนทางใจ’ เพื่อเตรียมลอบโจมตีไคลน์ทีเผลอ
จริงอยู่ที่นักสะกดจิตสามารถบังคับใช้ ‘สะกดจิตต่อสู้’ โดยไม่มีเงื่อนไขและทำให้ศัตรูเกิดอาการรวน แต่นั่นไม่ได้สร้างความเสียหายกับร่างกายศัตรูโดยตรงหรือทำลายจิตใจในระยะยาว และผลลัพธ์ก็จะคงอยู่ได้เพียงครู่เดียวเท่านั้น
แน่นอนว่าเป้าหมายการ ‘สะกดจิตต่อสู้’ ของนักบุญผู้ชมย่อมไม่ใช่หุ่นเชิดอัศวินสีเงินโดยตรง เพราะอีกฝ่ายไม่ต่างอะไรกับคนตายที่สามารถต้านทานพลังในขอบเขตจิตใจได้ทุกชนิด เป้าหมายที่แท้จริงคือการแทรกแซงความคิดไคลน์ ‘ที่ส่งมาถึงหุ่นเชิด’ ผ่านด้ายวิญญาณ ทำให้ข้อมูลที่หุ่นเชิดได้รับเกิดอาการ ‘รวน’ เป็นพักๆ จนมันเคลื่อนไหวผิดพลาด
อันที่จริง พลังชนิดนี้มีคุณสมบัติในเชิงแทรกแซงความคิดมากกว่าสะกดจิต ผลลัพธ์จึงไม่รุนแรงเท่าการสะกดจิตโดยตรง ครึ่งเทพเส้นทางผู้ชมหลายคนไม่สามารถใช้พลังนี้ได้เต็มประสิทธิภาพเพราะยังขาดประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง หรือไม่ก็ไม่ยอมศึกษาพลังพิเศษของตัวเองให้ถ่องแท้
สำหรับนักบุญผู้ชม มันทำมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นพลัง ‘ช่วงชิงจิตใจ’ ‘พายุจิต’ หรือ ‘ลมหายใจจิต’ ล้วนไม่มีสิ่งใดส่งผลกับหุ่นเชิดทั้งสิ้น
แน่นอนว่ามังกรสีเทาที่ใบหน้าเป็นเงาดำพยายามเข้าประชิดตัวไคลน์หลายครั้ง หรือไม่ก็พยายามใช้พลังพิเศษพิสัยไกลเพื่อเล่นงานจิตใจ แต่ทุกครั้งก็จะถูกขัดขวางไว้โดยหุ่นเชิดอัศวินสีเงินเสมอ เพราะอีกฝ่ายมีท่าโจมตีที่สะดวกสบายอย่าง ‘เรเพียร์เงิน’ ที่สามารถบังคับให้ต้องหลบหนีไม่อาจนั้นอาจร่างระเบิด
ขณะไคลน์บังคับหุ่นเชิดก็คอยทิ้งระยะห่างจากนักบุญผู้ชมพลางพยายามจัดการกับ ‘เงา’ ไปพร้อมกัน แม้จะไม่ใช่งานที่ง่ายดาย แต่ก็มิได้หนักหนาสาหัสอะไร
ทันใดนั้นเอง สัมผัสวิญญาณไคลน์ถูกกระตุ้นจนเข้าสู่ภาวะตื่นตัวแบบพิเศษ สิ่งนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะในยามถูกบุกรุกความฝันหรือจิตใจ
ด้วยสติกระจ่างชัด ไคลน์สั่งให้จิตใต้สำนึกบางส่วนของตนลอยสูงขึ้นฟ้าเพื่อคอยเฝ้ามองเกาะแห่งจิตเบื้องล่าง
จากนั้นก็เห็นเอ็นยูนที่ดูแก่ชราเจ้าของใบหน้าถูกคลุมด้วยเงาดำ เดินมาจากทะเลจิตใต้สำนึกรวมและพยายามเปิดประตูกายปัญญาของตน
นักบุญผู้ชมรายนี้ไม่พยายามแก้ไขจิตใต้สำนึกของไคลน์ สิ่งที่มันทำมีเพียงการสร้างลูกบอลแสงสีดำซึ่งมีหนวดรยางค์ยื่นออกมา ตามด้วยการเปลี่ยนลูกบอลดังกล่าวให้กลายเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ยากจะหาพบและทิ้งลงบน ‘พื้น’
เมล็ดพันธุ์ของโรคระบาดทางจิต!
โดยไม่รีรอ ไคลน์รีบสลับตำแหน่งกับหุ่นเชิดอัศวินสีเงินเพื่อป้องกันมิให้เมล็ดพันธุ์ฝังตัวลงบนเกาะแห่งจิตของตน
นักบุญผู้ชมย่อมค้นพบการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แต่ไม่เพียงจะไม่ผิดหวัง มันยังเผยรอยยิ้มชั่วร้าย
นั่นเพราะมันแอบใช้ ‘บุคลิกเสมือน’ ของตัวเองหว่านเมล็ดพันธุ์ลงในเกาะแห่งจิตของหุ่นเชิดอัศวินสีเงินไว้นานแล้ว แม้สิ่งนี้จะไม่มีผลกับหุ่นเชิดโดยตรง แต่จะแอบกัดกร่อนเมื่อร่างต้นสลับตำแหน่งกับหุ่นเชิด
นี่เป็นเทคนิคการเล็งกัดกร่อนและแพร่เชื้อใส่เกาะแห่งจิต ไม่ใช่การโจมตีด้วยอาการทางจิตโดยตรง ส่งผลให้แม้แต่ ‘บุคลิกเสมือน’ ก็ยากจะตรวจพบหรือลบล้างโดยอัตโนมัติได้
เมื่อถึงตอนนั้น ปัญหาที่ไคลน์ปกปิดไว้ชั่วคราวด้วย ‘บุคลิกเสมือน’ จะปะทุออกอย่างหนักหน่วงไปยังบริเวณใกล้เคียง จิตใจและร่างกายจะเข้าสู่ภาวะใกล้คลุ้มคลั่งเต็มรูปแบบชนิดที่ไม่วันย้อนกลับไปได้อีก!
‘เงา’ ย่อมทราบเทคนิคนี้เป็นอย่างดี เพราะเฮอร์วิน·แรมบิสเคยทำสิ่งที่คล้ายกันมาก่อน
ขณะมันเผยรอยยิ้มพลางเย้ยหยันว่าไคลน์กำลังจะกลายเป็นคนบ้า หุนหัน หยิ่งผยอง มีบุคลิกเยี่ยงตัวตลก และหลงลืมบทเรียนในอดีต ‘เงา’ ทำการดีดนิ้วเพื่อเสกเปลวไฟสีแดงและกระโจนเข้าไปประจัญบานกับไคลน์
เศษกระดาษปลิวกระจัดกระจายอีกครั้งพร้อมกับฟองภาพลวงตาที่ทยอยแตกออก
แต่ผ่านไปไม่นาน ไคลน์ชะงักความเคลื่อนไหวกะทันหันก่อนจะเลื่อนแขนซ้ายที่ปกคลุมด้วยหนอนโปร่งใสขึ้นมาปิดใบหน้าฝั่งซ้าย
“ฮะฮะฮะ… ฮะฮ่าฮ่า!” มันหัวเราะอย่างบ้าคลั่งพลางควบคุมด้ายวิญญาณรอบตัวส่งเดชโดยไม่สนมิตรหรือศัตรู
บนแก้มฝั่งขวา ตุ่มเนื้อสีใสนูนออกมาคล้ายกันหนอนวิญญาณที่พยายามชอนไช
เมื่อ ‘เงา’ เห็นไคลน์เสียสติและใกล้คลุ้มคลั่งเต็มที ตัวมันที่กลัวว่าจะติดเชื้อจากโรคระบาดรีบเสกเปลวไฟสีแดงขึ้นมาห่อหุ้มร่าง
ในจุดที่ห่างออกไป ร่างของมันโผล่ขึ้นจากเปลวไฟที่ยังไม่มอด
ขณะเดียวกัน หุ่นเชิดอัศวินสีเงินที่กำลังโจมตีใส่นักบุญผู้ชมเกิดชักกระตุก เห็นได้ชัดว่ากำลังถูกควบคุมอย่างผิดปรกติ
หุ่นเชิดตัวดังกล่าวไม่แข็งแกร่งพอที่จะหยุดนักบุญผู้ชมในร่างมังกรสีเทาสีได้อีก ทำได้เพียงปล่อยให้เป้าหมายสยายปีกและบินขึ้นฟ้าไปยังทิศทางของไคลน์และเตรียมพ่น ‘ลมหายใจจิต’
นักบุญผู้ชมไม่คิดจะปล่อยให้ศัตรูที่ถูกเล่นงานด้วยโรคระบาดทางจิตได้พักหายใจนาน มันต้องการทำให้ไคลน์คลุ้มคลั่งเดี๋ยวนี้!
แต่ทันใดนั้นเอง การเคลื่อนไหวของมังกรจิตพลันเฉื่อยชาประหนึ่งข้อต่อถูกทาด้วยกาวเหนียว
วินาทีถัดมา แสงสว่างสีเงินพลันระเบิดออกจากร่างเนื้อของมันพร้อมกับทำลายร่างวิญญาณจนแหลกละเอียด
ไคลน์ที่กุมท้องหัวเราะอย่างบ้าคลั่งพลันเปลี่ยนท่าทีกลับมาเยือกเย็น ตามด้วยการลดมือซ้ายลงจากใบหน้าและยิ้มให้ ‘เงา’ ในจุดห่างไกล
ด้านหลังชายหนุ่ม คลื่นแสงสีเงินระลอกแล้วระลอกเล่ากระหน่ำฉีกทำลายร่างมังกรจิตอย่างโหดเหี้ยมจนกลายเป็นเศษเนื้อสีดำ จนกระทั่งซากศพเหล่านั้นเริ่มตกถึงพื้น หุ่นเชิดอัศวินสีเงินที่ถือดาบใหญ่ถอนสายตากลับไปจดจ้อง ‘เงา’ อย่างเย็นชา
มอง ‘เงา’ ที่เผยท่าทีสับสนอยู่สักพัก หนอนวิญญาณสีใสฝั่งซ้ายของใบหน้าไคลน์พยายามเรียงตัวกันเป็นมุมปากและยกขึ้น
“ดูเหมือนว่าจะไม่สังเกตสินะ… ฉันมีในสิ่งที่นายไม่”
……………………………………….
เมื่อไคลน์เผยรอยยิ้ม ‘จริงใจ’ ใบหน้าของเอ็นยูนร่างนักบุญผู้ชมพลันเกิดรอยร้าว จากนั้นร่างกายของมันก็เต็มไปด้วยรอยร้าวสีเงินสว่างพร้อมกับแตกกระจัดกระจาย
เป็นไคลน์ที่ฉวยโอกาสใช้หุ่นเชิดอัศวินสีเงินควบแน่นพลัง ‘เรเพียร์เงิน’ เพื่อโจมตี!
ลำแสงจำนวนมากพวยพุ่งออกมาพร้อมกับฉีกร่างเหยื่อเป็นเศษเล็กเศษน้อย
อย่างไรก็ตาม เศษเนื้อดังกล่าวกลับดูเหมือนภาพมายามากกว่า เพราะไคลน์มิอาจสัมผัสถึงได้ถึงความจริง
นักบุญผู้ชมได้ใช้พลัง ‘ล่องหนทางใจ’ และสร้างภาพมายาขึ้นมาปกปิดตัวตนที่แท้จริง!
ชิ้ง! ชิ้ง! ชิ้ง!
ลำแสงสีเงินบ้างพุ่งใส่ร่างนักบุญผู้ชมที่เอ็นยูนแบ่งออกมา บ้างระเบิดออกจากภายในร่างกายเป้าหมายโดยตรง
นักบุญผู้ชมอาศัยความเร็วและคล่องตัวที่มีรากฐานจากกายาอันแข็งแกร่ง คอยหลบหลีกและเปลี่ยนตำแหน่งอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันมิให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บ
เนื่องจากถูกสะกดจิตให้ควบคุมจิตใจความคิดได้อย่างแม่นยำ นิมิตลางสังหรณ์แจ้งเตือนอันตรายจึงมิอาจร่างภาพขึ้นในใจไคลน์ได้ ส่งผลให้ยากที่จะคาดเดาพฤติกรรมอีกฝ่าย ไคลน์จึงไม่สามารถยิง ‘เรเพียร์เงิน’ ดักหน้าหรือกะระยะให้ระเบิดในร่างเป้าหมายได้
ตึง! ตึง! ตึง!
อัศวินยักษ์ที่ห่อหุ้มร่างกายด้วยเกราะเงินแข็ง ถือดาบใหญ่พุ่งเข้าหาเป้าหมายด้วยบรรยากาศคุกคามประหนึ่งสามารถชนภูเขาให้ล้ม
เนื่องจากการคงอยู่ของเขตแดนเจิดจรัส อัศวินสีเงินหุ่นเชิดไคลน์จึงมิอาจใช้พลัง ‘แสงอำพราง’ เพื่อซ่อนตัวและลอบโจมตีได้ มีแต่ต้องวิ่งเข้าใส่อีกฝ่ายตรงๆ เท่านั้น
เมื่อเห็นฉากตรงหน้า นักบุญผู้ชมพลันพองตัวและกลายร่างเป็นมังกรดุร้ายเจ้าของเกล็ดสีเทาอ่อน อันแน่นไปด้วยออร่าเทพท่วมท้น
มังกรตัวนี้มีร่างกายใหญ่โต เกล็ดสีเทาแข็ง กรงเล็บทรงพลังจนสามารถต้านรับดาบใหญ่ของอัศวินสีเงินได้
เปรี้ยง! โครม! ครืน! ท่ามกลางเสียงอึกทึก การปะทะกันของหนึ่งคนยักษ์หนึ่งมังกรสร้างความเสียหายแก่อาคารบ้านเรือนรอบข้าง ตำหนักหลายหลังพังถล่มด้วยความวุ่นวาย
ไคลน์ยังคงฉีกยิ้มกว้างเกินพอดีพลางตั้งใจควบคุมหุ่นเชิดให้เมินเฉย ‘เงา’
ไม่สิ อันที่จริงก็แอบรับมืออย่างลับๆ
มันคอยควบคุมด้ายวิญญาณของตัวเอง ของหุ่นเชิด ของเจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ ของโลเฟียร์ และของเดอะซันน้อยเพื่อป้องกันมิให้คนเหล่านี้ถูก ‘เงา’ เข้าควบคุมด้ายวิญญาณ ระหว่างนั้นก็คอยเหยียดแขนออกไปอัญเชิญภาพฉายที่ ‘เงา’ พยายามอัญเชิญ เป็นการยกเลิกการใช้พลังของอีกฝ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
แต่นอกเหนือจากนั้น ไคลน์ไม่ชายตามอง ‘เงา’ แม้แต่น้อย
‘เงา’ เตร็ดเตร่อย่างไร้จุดหมายอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะอ้าปากส่งเสียง ‘ปัง’ อย่างไม่มีทางเลือก
กระสุนอัดอากาศพุ่งปะทะหุ่นเชิดอัศวินสีเงินและระเบิดออก
ท่ามกลางเสียงอึกทึก หุ่นเชิดสั่นสะเทือนแผ่วเบาก่อนจะกลับเป็นปรกติ เกราะสีเงินไม่มีรอยร้าวแม้แต่จุดเดียว
“ฮะฮะ!” ได้เห็นฉากตรงหน้า ไคลน์หัวเราะเสียงดังพร้อมกับทำท่าคล้ายจะกุมมือหัวเราะ
พลังโจมตีและพลังป้องกันทางกายภาพของ ‘ตัวเอง’ อ่อนแอเพียงใด คิดว่าไคลน์จะไม่ทราบเชียวหรือ?
ในสถานการณ์ที่พลังหากินอย่างอัญเชิญภาพฉายฯ และควบคุมด้ายวิญญาณกลายเป็นหมัน ‘เงา’ ที่ปราศจากหุ่นเชิดย่อมทำได้เพียงเฝ้ามองจากวงนอก ไม่ว่าจะเป็นปืนใหญ่อัดอากาศ ควบคุมไฟ สร้างภาพลวงตา หรือทักษะต่อสู้ของตัวตลก ทั้งหมดเป็นเพียงส่วนเสริมหรือไม่ท่าสนับสนุน
ในทำนองเดียวกัน ไคลน์มิได้โจมตีใส่ ‘เงา’ เพราะทราบดีว่าเป็นเรื่องน่าปวดหัวเพียงใดเมื่อต้องเผชิญกับ ‘กระดาษคนตัวแทน’ ‘กระโจนเพลิง’ ‘ย้ายความเสียหาย’ และ ‘สร้างภาพลวงตา’ ไม่มีทางที่จะปิดบัญชีอีกฝ่ายได้ในเวลาอันสั้น การปล่อยให้เป็นแค่ผู้ชมคือตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะ ‘เงา’ แทบไม่สร้างอิทธิพลใดกับศึกนี้เลย
ได้ยินเสียงหัวเราะเย้ยหยัน เงาดำชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจกระโจนมาด้านหน้า เป้าหมายของการโจมตีคือไคลน์ร่างต้น
อีกด้านหนึ่งของสนามรบ เมื่อร่างต้นเอ็นยูนกระโดดลงมาเผชิญหน้ากับสามครึ่งเทพของเมืองเงินพิสุทธิ์ โคลิน·อีเลียดรีบชำเลืองไปทางเดอร์ริคก่อนจะเบือนหน้ากลับ ตามด้วยการไขว้ดาบในลักษณะกางเขนเพื่อตั้งท่าป้องกัน
ขณะเคลื่อนไหว เสื้อผ้าของเจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ฉีกขาดทันทีเนื่องจากกล้ามเนื้อขยายใหญ่กะทันหัน
เพียงพริบตา โคลิน·อีเลียดกลายร่างเป็นคนยักษ์ที่สูงเกือบหกเมตร มีผิวกายสีเทาน้ำเงินและมัดกล้ามเนื้อสีน้ำเงินเข้ม นับเป็นคนยักษ์ที่ร่างกายกำยำบึกบึนทีเดียว
กึ่งกลางหน้าผากมีรอยแยกสีเข้มที่ดูราวกับจะดูดกลืนวิญญาณรอบตัวเข้าไป แต่ดวงตาในตำแหน่งเดิมได้หายไปโดยสมบูรณ์
ทุกตารางนิ้วของผิวกายคนยักษ์รายนี้อัดแน่นไปด้วยพละกำลังมหาศาล ความลึกลับไร้ก้นบึ้ง และอิทธิพลทางวิญญาณที่แปลกประหลาด ส่งผลให้ใครก็ตามที่ได้เห็นเป็นต้องรู้สึกปวดแปลบทางจิต ต้องการทำลายทุกสิ่งรวมไปถึงตัวเอง
เขตแดนเจิดจรัสที่เอ็นยูนกางขึ้นช่วยให้โคลิน·อีเลียดไม่ต้องกังวลว่า ‘แสงสนธยา’ ภายในอาณาจักรเทพจะส่งผลต่อการเผยร่างสัตว์ในตำนานของตนจนเกิดอาการคลุ้มคลั่ง
บาเรียล่องหนรอบตัวโคลินพลันควบแน่น พวกมันแปรเปลี่ยนเป็นกระแสโลหะเหลวสีเงินหลั่งไหลมาปกคลุมร่างกายคนยักษ์ จากนั้นก็แข็งตัวกลายเป็นชุดเกราะที่หนักแน่นจนดูราวกับไม่มีวันถูกสั่นคลอน
ทันใดนั้นเอง เงาดำบนตัวเอ็นยูนเริ่มกลั่นเป็นบางสิ่งที่ดูจับต้องได้ ช่วยให้เอ็นยูนสามารถแปลงร่างเป็น ‘คนยักษ์’ ที่สูงหลายเมตรซึ่งแต่งกายในชุดเกราะสีดำและถือดาบใหญ่สีเดียวกัน
อัศวินมืด!..Aileen-novel
เคร้ง!
ดาบยักษ์สีดำฟันสับลงมาในแนวตั้งก่อนจะถูกหยุดไว้กลางอากาศโดยดาบรุ่งอรุณที่ไขว้กันด้านหน้า
เงาดำใต้ฝ่าเท้าเอ็นยูนรวมถึงปีกมายาสีดำด้านหลัง เริ่มขยายขนาดและพยายามโอบล้อมร่างกายโคลิน·อีเลียด
แทบจะในเวลาเดียวกัน ‘พายุแสง’ ที่เกิดจากการควบแน่นของแสงรุ่งอรุณหมุนวนรอบตัวโคลินที่กำลังก้าวไปข้างหน้า
พายุที่เปี่ยมไปด้วยประกายแสงกลืนกินเงาดำของเอ็นยูนในพริบตา ขณะเดียวกันก็ป้องกันอันตรายจากปีกมายา
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! ปัง! ปัง!
อัศวินสีเงินโคลินและอัศวินมืดเอ็นยูนระเบิดพลังปะทะกันอย่างหนักหน่วง เกิดเป็นประกายแสงกระเด็นออกไปโดนหอคอยจนพังถล่ม
ทางด้านเดอร์ริค มันกระโจนออกไปพร้อมกับค้อนเทพสายฟ้าคำรามหลังได้รับสัญญาณจากเจ้าเมือง เป้าหมายคือนักบุญสุริยัน
ท่ามกลางเสียงกระแสลมโหยหวน เด็กหนุ่มฟาดค้อนยักษ์ที่รายล้อมด้วยสายฟ้าไปข้างหน้าด้วยกิริยาท่าทางคล้ายกับผู้วิเศษเส้นทางวายุมากกว่าเส้นทางสุริยัน
นักบุญสุริยันคาดไม่ถึงว่า ‘ผู้เจิดจรัส’ ฝั่งศัตรูจะบุกเข้ามาประชิดตัวด้วยความห้าวหาญเช่นนี้ เมื่อพิจารณาว่าตนตอบสนองช้าเกิดกว่าจะตอบโต้ มันตัดสินใจฉากหลบไปด้านข้างตามสัญชาตญาณ
ทันใดนั้นเอง แสงเงินสว่างพลันระเบิดออกจากจุดที่นักบุญสุริยันกำลังจะก้าวไป ส่งผลให้คลื่นพลังงานฉีกกระชากร่างกายอย่างโหดเหี้ยม
วิญญาณมารของโลเฟียร์เองก็กำลังเล็งโจมตีนักบุญสุริยันเช่นกัน
ในวินาทีดังกล่าว แสงสีทองพรั่งพรูออกจากร่างนักบุญสุริยันประหนึ่งคลื่นสมุทร หลอมละลายแสงสีเงินที่ปกคลุมร่างกายก่อนจะก่อตัวเป็นชุดเกราะแห่งแสงและกระบองศึก
บึ้ม!
กระบองศึกปัดป้องเทพสายฟ้าคำรามจนประกายอสนีกระเด็นออกไปทุกทิศ
ในเวลาเดียวกัน นักบุญสุริยันแผ่แสงอบอุ่นออกจากร่างจนทำให้วิญญาณมารอัศวินสีเงินเริ่มเลือนรางราวกับใกล้สลาย โลเฟียร์ที่อยู่ในชุดเกราะสีดำพลันหน้าซีดราวกับกระดาษ และเมื่อออร่า ‘เสื่อมทราม’ เริ่มเจือจาง หุ่นเชิดอัศวินสีเงินของไคลน์ก็อ่อนแอลงด้วยเช่นกัน
แสงชำระล้าง!
พลังหลักของผู้เจิดจรัส จะแสดงผลได้เต็มประสิทธิภาพเมื่อเผชิญหน้ากับเป้าหมายประเภทอันเดด วิญญาณอาฆาต เสื่อมทราม และสกปรก!
เมื่อต้องเผชิญกับพลังชำระล้าง โลเฟียร์ไม่มีทางเลือกนอกจากต้อนวิญญาณมารอัศวินสีเงินกลับมาอยู่สถานะเข้าคอก จากนั้นก็ใช้พลังของวิญญาณด้วยร่างกายตัวเองซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพด้อยลง
ชิ้ง! ชิ้ง! ชิ้ง!
เส้นแสงสีเงินสว่างบ้างก็ ‘บลิงค์’ บางก็พุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วสูง กดดันให้นักบุญสุริยันทำได้เพียงตั้งรับและหลบหลีก
หลังจากชำเลืองหนึ่งครั้ง เดอร์ริคหยุดการกวัดแกว่งเทพสายฟ้าคำรามหรือพุ่งเข้าประชิดตัวนักบุญสุริยันมากไปกว่าเดิม เพียงก้าวถอยหลังสร้างระยะห่างและหันไปมองการปะทะกันระหว่างดาบยักษ์สีดำและดาบยาวสองเล่มสีรุ่งอรุณ จากนั้นมันเปลี่ยนใจยื่นมือช่วยโคลินจัดการเอ็นยูน
เด็กหนุ่มกางแขนออกกว้างด้วยสีหน้าเคร่งขรึมประหนึ่งโอบกอดของขวัญจากพระเจ้า
เขตแดนเจิดจรัสยิ่งทวีความสว่างไสว ราวกับแสงอาทิตย์สามารถทะลวงผ่านบาเรียเข้ามาและมอบแสงสว่างแก่ภายใน
ทันทีหลังจากนั้น ลูกบอลแสงบริสุทธิ์ที่รายล้อมด้วยเพลิงศักดิ์สิทธิ์จำนวนมหาศาลเริ่มโปรยปรายลงจากฟากฟ้า ถล่มใส่ตำแหน่งของเอ็นยูนและโคลินโดยไม่จำแนกมิตรหรือศัตรู
เพลิงสุริยัน!
เพลิงสุริยันของผู้เจิดจรัส!
นี่คือเวทมนตร์ที่ไคลน์เคยใช้ทำลายเมกูสและทารกในท้อง สามารถสร้างความเสียหายมหาศาลแก่สิ่งมีชีวิตในขอบเขต ‘กัดกร่อน’ ‘เสื่อมทราม’ และ ‘อันเดด’ หรือในบางกรณีอาจลบล้างให้หายไปในพริบตา
ท่ามกลางลูกบอลแสงที่รายล้อมด้วยเพลิงศักดิ์สิทธิ์ ปีกมายาสีดำบนแผ่นหลังเอ็นยูนเริ่มผุดหมอกเจือจางลอยขึ้นด้านบน ชุดเกราะสีดำของมันเริ่มละลายและผิวกายบางส่วนเริ่มปริแตก นอกจากนั้นเปลวเพลิงยังคอยแผดเผาออร่าเสื่อมทรามที่เล็ดลอดออกมาอย่างต่อเนื่อง
โคลิน·อีเลียดก็ได้รับบาดเจ็บไม่ต่างกัน เกราะสีเงินบนตัวมันแปรสภาพเป็นโลหะเหลวสีเงิน
เดอร์ริคมิได้ใส่ใจกับเรื่องดังกล่าวมากนัก ยังคงปลดปล่อยเพลิงสุริยันอีกระลอกลงในตำแหน่งของเอ็นยูนและโคลิน
มันเชื่อว่าเมื่อเทียบกับศัตรูที่อยู่ในขอบเขตเสื่อมทรามและกัดกร่อน เจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ที่เป็นเส้นทางนักรบย่อมได้รับความเสียหายน้อยกว่าหลายเท่า ไม่ต้องสงสัยเลยว่าฝ่ายใดจะล้มตายไปก่อน
และเมื่อจัดการกับศัตรูตัวหลักเสร็จ เด็กหนุ่มค่อยขอให้มิสเตอร์เวิร์ลอัญเชิญไม้เท้าแห่งชีวิตออกมารักษาเจ้าเมือง
นี่คือวิธีที่เร็วที่สุดแล้วในการปิดบัญชีเอ็นยูน!
เดอร์ริคมิได้คิดแผนนี้ขึ้นมาเอง และไม่ใช่ไอเดียจากไคลน์ หากแต่เป็นสิ่งที่เจ้าตัวโคลินเสนอ
ย้อนกลับไปในช่วงก่อน ระหว่างที่กำลังปรึกษาหารือด้านหน้าประตูวัง ไคลน์ทำเพียงอธิบายขอบเขตความสามารถที่เป็นไปได้ของเอ็นยูนและ ‘เงา’ โดยไม่เสนอแนวคิดหรือแนะนำทิศทาง การวางแผนทั้งหมดตกเป็นหน้าที่ของเจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์เพียงคนเดียว
นั่นเพราะชายหนุ่มทราบดีว่า ‘เงา’ ตัวดังกล่าวก็รู้จักตนทุกซอกมุมเช่นกัน สิ่งใดที่ไคลน์คิดได้อีกฝ่ายก็ย่อมคิดได้ หากวางแผนโดยใช้แนวทางของไคลน์เป็นหลัก ศัตรูจะคิดหาทางรับมือได้ง่ายดาย ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดจึงเป็นการฝากชะตากรรมไว้กับสัญชาตญาณและสติปัญญาของนักล่าปีศาจ
และโคลิน·อีเลียดก็ไม่อ้อมค้อม มันยืนกรานว่าเป้าหมายหลักต้องเป็นเอ็นยูนที่ถูกเทวทูตมืดกัดกร่อน จึงเริ่มวางแผนโดยใช้จุดประสงค์ดังกล่าวเป็นแกนหลัก เลือกวิธีคว้าชัยโดยให้ตัวเองต้องเสียสละบางส่วน
มันไม่กลัวความเจ็บปวด สิ่งเดียวที่กังวลคือโอกาสทองอาจไม่โผล่มาให้ไขว่คว้า
ลูกบอลแสงที่รายล้อมด้วยเพลิงศักดิ์สิทธิ์จำนวนมากถูกยิงลงมาจากฟากฟ้าพร้อมกับมอบความสว่างไปทุกสารทิศ ผลของการโจมตีทำให้ ‘เงา’ ของไคลน์จางลงไปจากเดิมหลายส่วน และปีกมายาสีดำของเอ็นยูนก็ยิ่งระเหยจนแทบจะกลายเป็นเพียงภาพมายาโดยสมบูรณ์
แต่ทันใดนั้นเอง ปีกมายาสีดำคู่หนึ่งได้ลอยออกจากแผ่นหลังเอ็นยูนและกลายร่างเป็น ‘ทะเล’ ลึก
……………………………………..
ปัง!
ทันทีที่ ‘เงา’ ยิงกระสุนปืนใหญ่อัดอากาศใส่ ไคลน์ตอบสนองราวกับมองเห็นล่วงหน้า มันดีดตัวกระโดดกลับหลังในท่าควงสว่านและร่อนลงบนขั้นบันไดด้านล่างอย่างนุ่มนวล
ระหว่างนั้น มือขวายังคงกดลงบนหมวกทรงกึ่งสูงด้วยบรรยากาศผ่อนคลาย
เมื่อพบว่าเอ็นยูนและเงาดำไม่พยายามไล่ตามมา รอยยิ้มบนใบหน้าชายหนุ่มยิ่งแจ่มชัด
“ไม่รู้หรือว่าการขัดคนอื่นขณะกำลังพูดมันเสียมารยาท? เดิมทีฉันอยากเจรจาวิธีแก้ปัญหากับพวกนายอย่างสันติ แต่เห็นทีว่าคงต้องเลี่ยง”
ขณะกล่าว ใบหน้าฝั่งซ้ายของชายหนุ่มที่ก่อตัวจากหนอนสีใสชอนไชเกิดกระตุกเล็กน้อยคล้ายกำลังยักคิ้วให้อดีตหุ่นเชิดและเงาของตน
จากนั้น มันเดินกลับไปหาโคลิน เดอร์ริค และโลเฟียร์ด้วยรอยยิ้มสดใสพร้อมกับยักไหล่
“เจ้าของสถานที่ไม่ต้อนรับเรา… คงต้องกลับไปปรึกษาหาวิธีจัดการกับตัวปัญหาอย่างพวกมันก่อน”
โคลินมิได้ดูแคลนชายที่มีพฤติกรรม ‘ล้น’ คนนี้เพียงเพราะอีกฝ่ายดูเหมือนจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ นั่นเพราะในศึกก่อนหน้า เกอร์มัน·สแปร์โรว์แสดงความช่ำชองและรัดกุมให้เห็นเป็นประจักษ์ ไม่ใช่สิ่งที่ครึ่งเทพเสียสติทั่วไปจะทำได้
“ตกลง” เจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ไม่คัดค้านข้อเสนอ
แน่นอนว่าเดอร์ริคก็เช่นกัน ส่วนโลเฟียร์เอาแต่ปิดปากเงียบ
เป็นเหตุให้ครึ่งเทพทั้งสี่และหุ่นเชิดทยอยถอยหลังกลับ พวกมันเดินลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งผ่านประตูหลักของวังราชาคนยักษ์ ไคลน์สั่งให้หุ่นเชิดช่วยปิดประตูบานใหญ่ตามหลังด้วยท่าทีสุภาพนอบน้อม
ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว เอ็นยูนเจ้าของปีกมายาสีดำและเงาบริสุทธิ์ทำเพียงยืนมอง พวกมันไม่คิดโจมตีใส่คณะสำรวจราวกับถูกบาเรียล่องหนกีดขวางไว้
ผ่านไปสักพัก แสงสนธยาเลือนหายไปโดยมีความมืดเข้ามาแทนที่ ราวกับกำลังรอให้แสงรุ่งอรุณมาช่วยสาดส่องทุกสิ่ง
ท่ามกลางโลกที่เงียบสงัด แสงเส้นหนึ่งสว่างขึ้นและนำมาซึ่งรุ่งอรุณสาบสูญไปนาน
ทันใดนั้นเอง เอ็นยูนและเงาได้ยินเสียง ก๊อก ก๊อก ก๊อก! จากหน้าวังราชาคนยักษ์
ใครบางคนกำลังเคาะประตู
ก๊อก ก๊อก ก๊อก! หลังจากเสียงดังขึ้นหลายครั้ง บานประตูส่งเสียงเสียดสีพร้อมกับเปิดออกในลักษณะหนักแน่น
ไคลน์ที่แต่งกายในชุดกันลมสีดำ เผยรอยยิ้มตรงมุมปากฝั่งขวาขณะเดินเข้าเขตวังมาเป็นคนแรก จากนั้นก็ย่างกรายขึ้นบันไดทีละขั้นโดยมีครึ่งเทพอีกสามคนและหุ่นเชิดเดินตามหลัง
หลังจากมาถึงครึ่งทาง ไคลน์หยุดฝีเท้าและพูดกับเอ็นยูนและเงาที่ห่างออกไปราวสิบเมตร
“ขออภัยด้วยที่เข้ามาโดยไม่รอให้พวกนายตอบว่า ‘เชิญ’ เสียก่อน บางทีอาจเป็นเพราะที่นี่อยู่ห่างจากบานประตูค่อนข้างไกล พวกนายอาจไม่ได้ยินเสียงเคาะประตูของฉัน… ก็อย่างที่ทราบ ฉันเป็นสุภาพบุรุษ เวลาเคาะประตูจะใช้แค่ปลายนิ้ว ไม่ใช่ทั้งมือ”
ทันทีที่กล่าวจบ เอ็นยูนผู้ไม่เคยกล่าวคำใดเลยเปิดปากเป็นครั้งแรก:
“เจ้าคิดจะตรึงเงาไว้ตามลำพังโดยปล่อยให้ชาวเงินพิสุทธิ์จัดการกับข้า”
“โฮ่?” ไคลน์พ่นลมออกทางจมูกและยิ่งฉีกยิ้มกว้างกว่าเก่าราวกับรอให้เอ็นยูนอธิบายเพิ่มเติม
ขณะเดียวกันก็ยกมือซ้ายขึ้นมากดใบหน้าฝั่งซ้าย
หนอนโปร่งใสที่กำลังดีดดิ้นบางส่วนชอนไชออกมา บางส่วนชอนไชกลับเข้าไป เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครู่เดียวแล้วจบ
เอ็นยูนเจ้าของใบหน้าเงาดำและผมยาวประบ่า กล่าวต่อไปด้วยเสียงลุ่มลึก
“เจ้าไม่ได้อัญเชิญภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์มาก่อนเพราะทราบดีว่า ‘เงา’ สามารถอัญเชิญไม้เท้าดวงดาวและจำลองพลังของเทวทูตกาลเวลาเพื่อเร่งอายุขัยของภาพฉายได้ นั่นจะทำให้เทวทูตผู้ช่วยของเจ้าสลายไปอย่างรวดเร็ว… และทาง ‘เงา’ ก็ไม่ได้อัญเชิญออกมาล่วงหน้าด้วยเหตุผลแบบเดียวกัน… และถ้าเจ้าสามารถอัญเชิญเทวทูตที่คงสภาพได้นาน ทางนี้ก็ทำได้เช่นกัน… ดังนั้นเจ้ากับเงาจึงเสมอกันในทุกแง่มุม”
“เกลียดการเล่นไพ่กับตัวเองชะมัด! ฮะฮะ!” ไคลน์พยักหน้าหนักแน่นเชิงเห็นด้วยพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง
เอ็นยูนเจ้าของใบหน้าพร่ามัว ชำเลืองมาทางชายหนุ่มและครึ่งเทพทั้งสามของเมืองเงินพิสุทธิ์
“ดังนั้นเจ้าจึงเปลี่ยนองครักษ์อัศวินสีเงินหน้าประตูให้เป็นหุ่นเชิดเพื่อใช้มันสั่นคลอนความสมดุล”
“นั่นเป็นปัญหาของเงา ไม่ใช่ฉัน… เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่แถวนี้ไม่มีเหยื่อให้เปลี่ยนเป็นหุ่นเชิด… หรือนายควรเสียสละตัวเองดีล่ะ?” มุมปากไคลน์ฉีกขึ้นสุดขณะพูดกับอดีตหุ่นเชิดเอ็นยูน
เอ็นยูนถอนสายตากลับและหันไปทางโคลิน เดอร์ริค และโลเฟียร์
“ถ้าแผนของเจ้าคือการเอาชนะเงาด้วยหุ่นเชิด… เงื่อนไขคือสามคนนั้นต้องแข็งแกร่งพอที่จะตรึงข้าได้”
กล่าวจบ หัวไหล่ของหุ่นเชิดที่ถูกพลังของเทวทูตมืดกัดกร่อนพลันยุบพองก่อนจะมีศีรษะงอกขึ้นมาทั้งสองข้าง
ทั้งสามหัวล้วนมีใบหน้าปกคลุมด้วยเงาดำและผมยาวประบ่าหยักศกเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม แต่ละหัวให้ความรู้สึกว่ามีอายุไม่เท่ากัน
ทันใดนั้น โดยไม่ปล่อยไคลน์และอีกสามครึ่งเทพได้ตอบสนอง ศีรษะที่ ‘แก่’ บนไหล่เอ็นยูนทำการฉีกร่างกายฝั่งขวาออกจากร่างหลักไปราวหนึ่งในสามส่วน
ร่างกายพิการที่ถูกฉีกออกยุบพองเล็กน้อยก่อนจะฟื้นฟูเป็นร่างสมบูรณ์ในพริบตา บนใบหน้าที่เคยเป็นเงาดำปรากฏดวงตาสีทองคู่หนึ่ง รูม่านตามีสีดำเป็นทรงรีในแนวตั้ง
เพียงพริบตา บันไดยักษ์สุดแสนอลังการที่นำพาไปสู่ตำหนักราชาคนยักษ์พลันถล่มลงและกลายเป็นพื้นราบรกร้าง สุดปลายทางของพื้นราบมีเมืองหนึ่งซึ่งกำแพงปกคลุมไปด้วยวัชพืช
เมืองเงินพิสุทธิ์!
ฉากดังกล่าวสมจริงจนหัวใจเดอร์ริคพลันเต้นระรัว เด็กหนุ่มกังวลว่าศัตรูปริศนารายนี้จะลากตนและเหล่าครึ่งเทพไปต่อสู้ด้านในจนเมืองเงินพิสุทธิ์ถูกทำลาย ทางด้านโลเฟียร์ ดวงตาของเธอแข็งทื่อและร่างกายสั่นระริกนับตั้งแต่ได้เห็นเอ็นยูนงอกสามหัว คล้ายกับกำลังตกตะลึงในออร่าของสิ่งมีชีวิตระดับสูงสุด
โคลิน·อีเลียดมองไปรอบตัวก่อนจะไขว้ดาบที่ฉาบแสงรุ่งอรุณไว้ด้านหน้าและสะบัดออกไป:
“ของปลอม”
ขณะเดียวกัน ไคลน์เลื่อนมือซ้ายที่เต็มไปด้วยหนอนสีใสชอนไชขึ้นมาปิดปาก ตามด้วยหาวกึ่งยิ้มและถามเอ็นยูนร่างหลัก
“นายจะแข็งแกร่งขึ้นในความฝัน? หืม… หรือถ้าเป็นที่นี่ นายสามารถออกจากเขตตัวเองและโจมตีเข้ามาได้? ไม่สิ… ถ้าเป็นฉันคงพยายามใช้ความฝันล่อให้ศัตรูหลงกลเข้ามาในระยะโจมตี”
ทันทีที่พูดจบ พื้นราบอันรกร้างและกำแพงเมืองพลันอันตรธานหาย เปลี่ยนกลับมาเป็นขั้นบันไดสุดอลังการที่ถูกฉาบด้วยแสงรุ่งอรุณอีกครั้ง
คราวนี้ร่างกายฝั่งซ้ายของเอ็นยูนฉีกขาดออกจากร่างหลัก ศีรษะ ‘หนุ่ม’ แบ่งร่างกายออกไปราวหนึ่งในสวม
เงาดำที่ปกคลุมใบหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นแสงสว่างสีทอง ดวงตาทั้งสองข้างดูคล้ายพระอาทิตย์ย่อส่วน
“ดวงอาทิตย์?” ไคลน์พึมพำเชิงคำถามก่อนจะหัวเราะตัวงอ “ฮะฮ่าฮ่า! เข้าใจแล้ว นายคิดจะใช้ ‘เขตแดนเจิดจรัส’ เพื่อแก้ทางพลัง ‘แสงอำพราง’ ของอัศวินสีเงินสินะ? อา… ทางนี้มีอัศวินสีเงินถึงสามตน มากพอจะให้ใส่ใจเป็นพิเศษ… แต่ถ้าทำแบบนั้น… นายไม่ใส่ใจความรู้สึกของ ‘เงา’ บ้างหรือ? คงไม่สินะ นายคิดถึงแต่ตัวเอง! เจ้านั่นเป็นเงาเลยนะ! ไม่คิดบ้างหรือว่าพลังของผู้เจิดจรัสจะทำให้มันอ่อนแอแค่ไหน?”
กล่าวถึงตรงนี้ ไคลน์ยิ่งหัวเราะร่วนจนหนอนสีใสบนใบหน้าฝั่งซ้ายชอนไชเร็วขึ้น
“ฮิฮะฮะ! นอกจากนั้น… นายเคยคำนึงถึงพลังพิเศษของตัวเองในขอบเขตกัดเซาะ เสื่อมทราม และความมืดบ้างไหม? สรุปแล้วการใช้พลังในขอบเขตผู้เจิดจรัสสร้างผลดีหรือผลเสียให้กับนายมากกว่ากัน?”
หัวเราะเสร็จ ไคลน์เหยียดหลังตรงและถามเสียงขรึม:
“แล้วตอนนี้ฉันควรเรียกนายว่าอะไร? เจ้าเอ็นน้อย? เจ้ายูนน้อย? ฮะฮะ!”
เอ็นยูนร่างหลักที่ใบหน้ายังคงปกคลุมด้วยเงาสูดลมหายใจยาวก่อนจะกล่าว
“หากเจ้าเลือกเส้นทางนักล่า ตอนนี้คงแข็งแกร่งกว่าที่เป็นอยู่หลายเท่า…”
โดยไม่รอให้สิ้นเสียง ปีกมายาสีดำบนแผ่นหลังเอ็นยูนพลันขยายใหญ่จนปกคลุมท้องฟ้าและบันไดยักษ์สุดอลังการ
บรรยากาศโดยรอบถูกปกคลุมด้วยชั้นเงาบางสีดำ ช่วยให้เอ็นยูนสามารถออกจาก ‘เขต’ ของตัวเองและลงไปหาโคลิน โลเฟียร์ และเดอร์ริค
มันมีวิธีปลดพันธนาการของตัวเอง!
จากนั้น ร่างหนุ่มของเอ็นยูนที่อยู่ในรูปโฉม ‘นักบุญสุริยัน’ ยกแขนขึ้น
แสงรุ่งอรุณโดยรอบแปรเปลี่ยนเป็นร้อนระอุ ปกคลุมทุกซอกมุมของบันไดยักษ์จนปราศจากเงาดำ ไม่มีสิ่งใดสามารถซ่อนตัวภายในนี้ได้
เขตแดนเจิดจรัส!
แต่ ‘เงา’ ด้านข้างมันมิได้เลือนหายไปไหน ปีกมายาสีดำบนหลังเอ็นยูนคอยช่วยบดบังแสงอาทิตย์ไว้ให้
ขณะเดียวกัน คล้ายกับ ‘เงา’ กำลังถูกห่อหุ้มด้วยผ้าคลุมล่องหน แม้สีของร่างกายจะจางลงมากแต่ก็มิได้ส่งสัญญาณความอ่อนแอ
ทันใดนั้น ร่างชราของเอ็นยูนกระแทกฝ่ามือขวาเข้าหาไคลน์
สายลมมายาที่เกรี้ยวกราดผุดขึ้นจากความว่างเปล่าในลักษณะโอบล้อมร่างชายหนุ่ม จากนั้นก็พัดพาเจตจำนงอันเข้มข้นเข้าปะทะร่างไคลน์และหุ่นเชิดอัศวินสีเงิน
ช่วงชิงจิตใจ!
เป็นพลังสำหรับข่มขวัญเป้าหมาย ทำให้เหยื่อเกิดความหวาดกลัว ก่อโรคประสาท และสูญเสียสติสัมปชัญญะไปบางส่วน
ซึ่งในปัจจุบัน ไคลน์กำลังอยู่ในสภาวะดวงวิญญาณไม่สมบูรณ์และใกล้คลุ้มคลั่งเต็มที แม้กระทั่งอารมณ์พื้นฐานก็ยังยากจะควบคุมให้สงบนิ่ง หากได้รับผลกระทบจาก ‘ช่วงชิงจิตใจ’ เข้าไป มีแนวโน้มสูงว่าจะคลุ้มคลั่งคาที่และกลายพันธุ์เป็นสัตว์ประหลาด
เอ็นยูนเข้าใจดีว่าอีกฝ่ายอยู่ในสถานะใดและมีจุดอ่อนเป็นเช่นไร จึงสั่งให้ ‘นักบุญผู้ชม’ เปิดฉากโจมตีด้วยพลังก่อกวนจิตใจเป็นวงกว้างซึ่งยากจะรับมือ
สายลมกระโชกที่เต็มไปด้วยห้วงอารมณ์กลืนกินไคลน์เข้าไปในพริบตา ทว่า นักผจญภัยกึ่งเสียสติที่มีร่างกายครึ่งหนึ่งปรกติและครึ่งหนึ่งสยดสยอง กลับไม่เผยสีหน้าบิดเบี้ยวหรือแสดงอาการคลุ้มคลั่งคาที่ให้เห็น ตรงกันข้าม รอยยิ้มตรงมุมปากขวาของมันกำลังสุขุมเยือกเย็นสุดขีด
ระหว่างที่รอให้ทีมสำรวจของเมืองเงินพิสุทธิ์มาถึง ชายหนุ่มได้อัญเชิญมิสจัสติสออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์และขอให้เธอช่วยสร้าง ‘บุคลิกเสมือน’ ที่ชอบรำพันจิกกัดและมีนิสัยเหมือน ‘ตัวตลก’ ขึ้นมาช่วยอุดรอยรั่วความไม่สมบูรณ์ของดวงวิญญาณเป็นระยะเวลาหนึ่ง!
นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไม ไคลน์ซึ่งยังปรกติเมื่อครั้งหลบหนีออกจากวังราชาคนยักษ์ ถึงมีบุคลิก ‘ล้น’ และบ้าบิ่นเหมือนกับตัวตลกเมื่อได้พบกับทีมสำรวจของเมืองเงินพิสุทธิ์
ไม่เพียงเท่านั้น บุคลิกเสมือนที่มิสจัสติสสร้างให้ยังทนทานต่อการโจมตีทางจิตได้ยอดเยี่ยม
ดวงตาที่เย็นชาเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว มุมปากขวาของมันฉีกขึ้นสูงทำมุมสมมาตรกับปากซ้ายที่เป็นหนอนสีใสชอนไช
นี่คือรอยยิ้มจากก้นบึ้ง
………………………………………..
กว่าสององครักษ์ของวังราชาคนยักษ์จะตอบสนอง ไคลน์ก็ลอยมาถึงบันไดขั้นสุดท้ายแล้ว
พวกมันหันหน้าจ้องไคลน์พร้อมกับกะพริบแสงสีส้มหลังกะบังหมวกสองครั้งราวกับพยายามระบุตัวตนของผู้มาเยือน จากนั้นก็เผยท่าทีคล้ายสับสนอยู่ครู่หนึ่ง
ครึ่งหนึ่งของใบหน้าไคลน์ยังเป็นปรกติ แต่อีกครึ่งน่าสะพรึงสุดขีด มุมปากขวาฉีกกว้าง มุมปากซ้ายที่มีหนอนสีใสชอนไชเผยรอยยิ้มเย็นชา
กึก!
เมื่อเท้าขวาก้าวผ่านบันไดขั้นสุดท้าย ชายหนุ่มร่อนลงบนพื้นยกสูงซึ่งเป็นรากฐานของวังราชาคนยักษ์
ทันใดนั้นเอง หน้าผากไคลน์ผุดรอยแยกสีเงินสว่าง ลำแสงสีเงินจำนวนมากพวยพุ่งออกจากลำตัว
ร่างกายชายหนุ่มระเบิดเป็นเศษเนื้อเลือดเนื้ออย่างน่าสยดสยอง
เศษเนื้อที่กระจัดกระจายเต็มอากาศค่อยๆ กลายเป็นแผ่นกระดาษแบนราบ
ไคลน์ที่แต่งกายด้วยหมวกทรงกึ่งสูงและเสื้อกันลมสีดำหายตัวไปโผล่ในจุดแล้วจุดเล่า แต่ทุกครั้งก็ถูกลำแสงสีเงินระเบิดเป็นเศษเนื้อเสมอ บางร่างกลายเป็นภาพลวงตา บางร่างกลายเป็นเศษกระดาษ
ทันใดนั้นเอง ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นด้านหน้าประตูทางเข้าหลักของวังราชาคนยักษ์ในจุดที่สององครักษ์ ‘หายตัวไป’
ตุ๊กตาผ้าร่างยักษ์ที่แต่งกายด้วยเดรสโกธิกสีเข้มซับซ้อนและรายล้อมด้วยเถาวัลย์ชั่วร้าย
ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์!
ย้อนกลับไปในตอนที่ไคลน์ลอยข้ามขั้นบันได เป้าหมายการอัญเชิญไม่ใช่ใครนอกจากมิสผู้ส่งสาร แต่เนื่องจากเธอถูกดึงออกมาในร่างวิญญาณอาฆาต โคลิน โลเฟียร์ และเดอร์ริคจึงมองไม่เห็น
ถึงตรงนี้ สององครักษ์ที่ไล่ล่าไคลน์ตามสัญชาตญาณโดยอาศัยแสงสว่างช่วยในการ ‘ลบจิตสังหาร’ และ ‘ลบตัวตน’ ถูกไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์พบตำแหน่งหลังจากจับตามองมาสักพัก
พื้นที่ซึ่งดูเหมือนจะว่างเปล่าสะท้อนบนกระจกตาสีแดงของไรเน็ตต์
เกิดแสงสว่างวาบหนึ่งครั้ง กระต่ายสีขาวตัวหนึ่งกระโดดออกจากความว่างเปล่าและวนเป็นวงกลมด้วยดวงตาไร้ชีวิตชีวา
ทันทีหลังจากนั้น มิสผู้ส่งสารก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวพร้อมกับเลือนหายไป
ในตำแหน่งอื่น อัศวินสีเงินที่เหลืออีกหนึ่งตนเผยตัวจากความว่างเปล่า พฤติกรรมของมันทั้งเฉื่อยชาและแข็งทื่อ
มันถูกวิญญาณอาฆาตสิงร่าง!
ไคลน์ที่ใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อหยุดการ ‘บลิ้ง’ ทันที ตามด้วยนำมือทาบอกและโค้งศีรษะคำนับ:
“เจอตัวครบแล้ว… ลาก่อน”
ชายหนุ่มเหยียดตัวยืนตรง มือขวายกขึ้นมาดีดนิ้ว
บึ้ม!
กระต่ายขนขาวระเบิดตัวเองทันที เลือดเนื้อกระจัดกระจายเต็มพื้น
จากนั้น ไคลน์ย่างกรายไปทางอัศวินสีเงินที่พยายามดิ้นรนแต่ทำไม่สำเร็จ
เมื่อร่างทั้งสองเดินสวนกัน ภาพฉายของไรเน็ตต์ถูกส่งกลับสู่สายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ ส่วนอัศวินสีเงินทำเพียงเดินตามไคลน์อย่างว่าง่ายไปยังขอบบันไดหินสีเทาหน้าประตูทางเข้าวัง
มันกลายเป็นหุ่นเชิดของไคลน์โดยสมบูรณ์
“เข้ามาได้” ไคลน์ยิ้มให้โคลินและคนที่เหลือซึ่งกำลังยืนรอที่ขั้นบันไดหินชั้นล่างสุด
ดวงตาเดอร์ริคพลันส่องประกายพร้อมกับสรรเสริญภายในใจ:
มิสเตอร์เวิร์ลแข็งแกร่งมาก! สามารถจัดการอัศวินสีเงินสองตนในพริบตาตามลำพัง!
โคลินชำเลืองไปทางโลเฟียร์ด้านข้างและสัมผัสถึงความกดดันของอีกฝ่าย
เจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ยังคงไม่เปลี่ยนสีหน้า เพียงถือดาบเคลือบแสงรุ่งอรุณสองเล่มเดินขึ้นไปตามขั้นบันไดอย่างใจเย็น จนกระทั่งมาถึงด้านบนสุดจึงกระซิบถาม:
“มนุษย์กลายพันธุ์?”
ไคลน์ใช้มือกดหนอนวิญญาณบริเวณดวงตาซ้ายและเอาแต่ยิ้มโดยไม่ตอบ
เมื่อเดอร์ริคและโลเฟียร์เดินตามมาถึง สี่ครึ่งเทพและหนึ่งหุ่นเชิดหันหลังเดินเข้าไปในทางเข้าหลักของวังราชาคนยักษ์
ระหว่างทาง ไคลน์ก้มเก็บตะกอนพลังอัศวินสีเงินที่สกัดออกจากกระต่ายขนขาว
นี่คือส่วนแบ่งของไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์
ตามข้อตกลงระหว่างมันและเทวทูตสาว สมบัติที่ได้รับจากการอัญเชิญภาพฉายทางประวัติศาสตร์ของ ‘มารบรรพกาล’ จะถูกหารครึ่ง
ในศึกเมื่อครู่ ไรเน็ตต์ได้รับตะกอนพลัง ส่วนไคลน์ได้รับหุ่นเชิด
ชายหนุ่มจ้องบานประตูหลักก่อนจะบังคับให้อัศวินสีเงินที่สูงกว่ามันหลายเท่า เดินไปข้างหน้าเล็กน้อยและปักดาบลงบนพื้น
จากนั้น อัศวินสีเงินย่อตัวลงพร้อมกับเหยียดแขนออกไปผลักบานประตูที่สูงกว่าสิบเมตร
ท่ามกลางเสียงเสียดสี ประตูยักษ์ที่ตอกด้วยหมุดทองบรรจงเปิดออกอย่างเชื่องช้า
ทันใดนั้น ดวงอาทิตย์ที่ลอยสูงพลันเปลี่ยนตำแหน่ง วังราชาคนยักษ์ทั้งหมดถูกปกคลุมด้วยแสงสนธยาสีส้มที่ถูกแช่แข็ง
บานประตูเปิดออกด้วยความเร่ง จนกระทั่งฉากด้านในถูกเผยให้เห็นต่อหน้าไคลน์และพรรคพวก
ท่ามกลางแสงสีส้มอมแดง ขั้นบันไดจำนวนมากทอดยาวจากด้านหลังประตูไปยังตำหนักที่สูงและสง่างามที่สุดภายในวังราชาคนยักษ์ ระหว่างทางปราศจากสิ่งกีดขวาง สองฝั่งเต็มไปด้วยตำหนักและหอคอยเรียงรายหนาแน่น
รูปปั้นคนยักษ์หุ้มเกราะเหล็กและถือง้าวใหญ่จำนวนมากกำลังยืนเด่นสง่าหน้าอาคารน้อยใหญ่ คอยคุ้มกันเส้นทางที่นำไปสู่ถิ่นพำนักแห่งเทพ
“ถึงเวลาพวกคุณแสดงฝีมือแล้ว” ไคลน์หันไปทางโคลินและโลเฟียร์พร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง
อดีตนักล่าปีศาจโคลินพยักหน้ารับโดยไม่คัดค้าน ด้านหลังโลเฟียร์ปรากฏร่างหุ้มเกราะสีเงินตาแดงสูงหลายเมตร
ชิ้ง! ชิ้ง! ชิ้ง!
รูปปั้นองครักษ์คนยักษ์บนสองฝั่งบันไดอาณาจักรแห่งเทพ ทยอยระเบิดลำแสงสีเงินออกจากร่างพร้อมกับเกิดเสียงแตกหัก
‘ดอกไม้สีเงินสว่าง’ ผุดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นทางยาวตลอดสองฝั่งบันไดราวกับคอยต้อนรับผู้มาเยือน
เพียงไม่นาน อัศวินสีเงินทั้งสามซึ่งประกอบด้วยโคลิน·อีเลียด ดวงวิญญาณที่โลเฟียร์ต้อนแกะ และหุ่นเชิดของไคลน์ ตระเวนกวาดล้างรูปปั้นบนสองฝั่งบันไดยาวจนเกือบหมด เหลือไว้เพียงบริเวณที่ใกล้กับตำหนักราชาคนยักษ์มากที่สุดโดยไม่กล้าบุ่มบ่ามลงมือ
ทันใดนั้นเอง ร่างปริศนาสองร่างบินออกจากตำหนักราชาคนยักษ์ลงมายังตำแหน่งที่สามอัศวินสีเงินยืนอยู่
หนึ่งในนั้นมีใบหน้าปกคลุมด้วยเงา ผมยาวประบ่าหยักศกเล็กน้อย บนแผ่นหลังมีปีกสีดำมายา ส่วนอีกร่างเป็นเงาบริสุทธิ์ที่บิดเบี้ยวเป็นระยะ
พวกมันคือเอ็นยูนและเงาที่แต่เดิมเคยเป็นของไคลน์ แต่ภายหลังเกิดกลายพันธุ์โดยอิทธิพลลึกลับของเทวทูตมืด
…
ในสนามรบที่เต็มไปด้วยหมอกหนา ชั้นเกล็ดมังกรสีเทาสว่างผุดขึ้นบนร่างกายออเดรย์กะทันหัน เป็นผลมาจากการได้เห็นในสิ่งที่ไม่ควร
แม้จะมีหมอกหนาช่วยบดบังทัศนวิสัย แต่เทวทูตระดับสูงก็ยังสามารถกัดกร่อนสิ่งมีชีวิตระดับต่ำกว่าที่พยายามจ้องมอง!
ออเดรย์ที่เป็นครึ่งเทพเส้นทางผู้ชมรีบถอนสายตากลับและสงบจิตใจเพื่อมิให้คลุ้มคลั่ง
ท่ามกลางกระแสความคิด หญิงสาวตัดสินใจถอยหลังกลับและ ‘ล่องหนทางใจ’ เพื่อซ่อนตัวในหมอกหนา ไม่รีบร้อนแทรกซึมเข้าไปในแนวรบของกองทัพผสมอินทิสฟุซัคตามแผนเดิม
เธอกำลังรอโอกาส โอกาสที่เชื่อว่าจะต้องมาถึงอย่างแน่นอน
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าจนกระทั่งออเดรย์เชื่อว่าสถานการณ์เริ่มสงบลง แต่ไม่กี่อึดใจถัดมา หญิงสาวพบว่าหมอกหนาบริเวณแนวรบของฝ่ายศัตรูเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีดำ ประหนึ่งดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าและค่ำคืนอันมืดมิดกลับมาปกคลุมโลกอีกครั้ง
ทหารและนายทหารของอินทิสกับฟุซัคทยอยผล็อยหลับไปทีละคนอย่างเงียบงัน รวมถึงผู้วิเศษอีกจำนวนมาก
ออเดรย์ที่ซ่อนอยู่ไม่ไกลเองก็ผล็อยหลับ แต่เนื่องจาก ‘นักท่องฝัน’ รายนี้ฝังการชี้นำตัวเองไว้ล่วงหน้า เธอจึงยังมีสติภายในความฝัน
จากนั้น หญิงสาวฉกฉวยโอกาสที่ไม่รู้ว่าจะคงอยู่ไปอีกนานแค่ไหน รีบใช้พลัง ‘ท่องฝัน’ บุกเข้าไปในแนวรบของกองทัพผสมอินทิสฟุซัค เธอเดินเตร็ดเตร่ท่ามกลางกลุ่มทหารและแอบทิ้ง ‘โรคระบาดทางจิต’ ด้วยความเงียบงัน
โรคระบาดดังกล่าวจะทำให้ผู้ติดเชื้อเกิดอาการตื่นตระหนัก ฉุนเฉียว และสติแตกเมื่อถูกกระตุ้น และไม่มีทางรักษาได้ด้วยวิธีการปรกติ
หวูด—!
เสียงแตรเขาสัตว์ดังทะลวงผ่านความเป็นจริงและความฝัน บดขยี้โลกอันพร่ามัวและปลุกให้ทหารทุกนายลืมตาตื่น
ออเดรย์ไม่มัวรีรอ ก่อนที่ความฝันจะแตกสลายโดยสมบูรณ์ หญิงสาวรีบท่องฝันไปยังอีกฝั่งของแนวรบที่ห่างไกลจากกลุ่มซึ่งถูกฝังเมล็ดพันธุ์โรคระบาดทางจิต
วินาทีถัดมา โลกความฝันแตกสลายโดยสมบูรณ์และดีดให้ออเดรย์กลับสู่โลกความจริงใกล้กับชายขอบแนวรบกองกำลังร่วม
บึ้ม!
แสงสีเงินสว่างวาบ เกิดระเบิดด้านข้างออเดรย์พร้อมกับแหวกหมอกหนาสีเทาออกจากกัน
หญิงสาวมิได้ตื่นตระหนกเนื่องจากเตรียมใจรับการโจมตีไว้แต่แรกแล้ว
เมื่อต้องแทรกซึมเข้ามาในแนวรบของกองทัพผสมอินทิสฟุซัค ออเดรย์เชื่อว่าตัวตนระดับสูงของฝ่ายศัตรูคงสังเกตเห็น ‘ล่องหนทางใจ’ ของเธอได้จากเบาะแสอื่นๆ จำพวก ‘จิตสังหาร’ ที่เธอปกปิดได้ไม่มิดชิด
ดังนั้น นอกเหนือจากพลังล่องหนทางใจ หญิงสาวยังอาศัยเทคนิคที่คล้ายคลึงกันและพลัง ‘ยุ่งเหยิง’ จากหัตถ์แห่งความกลัวในการสร้างตัวตนปลอมใกล้กับร่างจริงเพื่อเบี่ยงเบนให้อีกฝ่ายโจมตีพลาดเป้า
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ออเดรย์กางภาพลวงตาซ้อนทับกับการล่องหนทางใจ
และผลลัพธ์ได้พิสูจน์แล้วว่าออเดรย์เข้าใจจิตวิทยาของศัตรูอย่างถ่องแท้ ตัวตนปลอมของเธอถูกโจมตีในจังหวะที่คาดไม่ถึง
ฉวยโอกาสดังกล่าว หญิงสาวรีบถอนตัวเข้าไปในส่วนลึกของหมอกหนา
จากนั้น มังกรสีเทาที่ยังอยู่ในร่างมนุษย์ปรากฏกาย บนเกล็ดมังกรมีอักขระสามมิติประทับอยู่ อักขระเหล่านั้นทั้งจมเข้าไปด้านในและนูนออกมาด้านนอกประหนึ่งกำลังผสานเข้ากับสิ่งที่อธิบายไม่ได้ ภาพที่ดูไม่จริงตรงหน้าสามารถทำให้ผู้พบเห็นกลายเป็นบ้าและจิตบิดเบี้ยวในพริบตา
ขณะเดียวกัน ร่างหนึ่งที่แต่งกายในชุดแม่ทัพฟุซัคปรากฏตัวในจุดที่ออเดรย์กำลังยืน บริเวณใบหน้า ลำคอ และฝ่ามือของมันถูกปกคลุมด้วยเกราะสีเงินที่แผ่บรรยากาศเย็นเยียบ
…
เอ็นยูนและเงาของไคลน์ร่อนลงบนลานกว้างที่ปกคลุมด้วยแสงสีส้ม ส่งผลให้สามอัศวินสีเงินต่างรีบถอยกลับมายืนข้างเดอร์ริคและไคลน์
ไคลน์ยกมือขึ้นปิดใบหน้าฝั่งซ้ายพลางยิ้มให้เงาดำและเอ็นยูน:
“พวกแกออกจากเขตของตัวเองไม่ได้สินะ”
จากนั้นก็ก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับกางฝ่ามือในท่ายียวน:
“ช่างน่าเสียดาย… แล้วแบบนี้จะโจมตีฉันยังไงดีล่ะ?”
ปัง!
‘เงา’ อ้าปากและยิงปืนใหญ่อัดอากาศ
…………………………………………….
เมื่อเห็นร่างที่เดินออกจากซากหอคอย สมาชิกทีมสำรวจของเมืองเงินพิสุทธิ์รีบตั้งท่าป้องกันทันที พร้อมโจมตีหรือตั้งรับได้ทุกสถานการณ์
ในสายตาพวกมัน บุรุษที่แต่งกายด้วยหมวกและเสื้อประหลาดนั้นไม่ต่างอะไรกับสัตว์ประหลาด แถมยังเป็นประเภทที่แข็งแกร่งมาก!
แม้แต่ผู้วิเศษทั่วไปก็ต้องถูกจำแนกให้เป็นสัตว์ประหลาดหลังจากเผชิญการเปลี่ยนแปลงในระดับนี้!
เมื่อท่าทีตอบสนองของพวกครึ่งยักษ์ ไคลน์ฉีกยิ้มกว้างพลางกล่าวอย่างอารมณ์ดี
“สวัสดีทุกคน ผมเกอร์มัน·สแปร์โรว์… ทุกคนควรจะยินดีที่ผมยังควบคุมตัวเองได้ ไม่อย่างนั้นหลายคนในที่นี้อาจคลุ้มคลั่งทันทีเมื่อได้เห็นผม”
ขณะกล่าว หนอนแมลงบนใบหน้าฝั่งซ้ายยังคงชอนไชอย่างเชื่องช้า แม้แต่ใต้ร่มผ้าฝั่งซ้ายก็ยังมีสัญญาณของบางสิ่งกระดุกกระดิกภายใน
สัตว์ประหลาด! สมาชิกทีมสำรวจเมืองเงินพิสุทธิ์ที่ไม่ใช่ครึ่งเทพยิ่งมั่นใจในการประเมินของตน
“คุณคือ… มิสเตอร์… เวิ… เกอร์มัน·สแปร์โรว์?” เดอร์ริค·เบเกอร์จดจำคนที่เพิ่งพบกันเพียงหนึ่งครั้งแทบไม่ได้
ไคลน์ยกมือซ้ายขึ้นมาปิดหน้าฝั่งซ้ายพลางยิ้ม
“ชีวิตคือการได้พานพบสิ่งที่ไม่คาดคิด”
โดยไม่รอให้เดอะซันน้อยตอบสนอง ชายหนุ่มเว้นวรรคและพูดต่อ
“ผมเปิดประตูตำหนักบรรทมของราชาคนยักษ์ออกมาแล้ว นั่นทำให้เกิดอุบัติเหตุและการเปลี่ยนแปลงภายในอาณาจักรแห่งเทพ”
ประตูตำหนักบรรทมถูกเปิดออกแล้ว? โคลินผมเทาขาวหรี่ตาลง จิตใต้สำนึกสั่งให้หันไปมองทางอาคารที่สง่างามที่สุดภายใต้แสงอาทิตย์
แต่ก็มิอาจกะเกณฑ์สถานการณ์ใดได้เนื่องจากอยู่ไกลเกินไป
อย่างไรก็ดี การที่แสงสนธยาแช่แข็งถูกแทนที่ด้วยแสงอาทิตย์เจิดจ้าสามารถอธิบายในหลายเรื่อง
สายตาไคลน์ชำเลืองไปทางเจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์และโลเฟียร์ในชุดเกราะสีดำ จากนั้นก็หันกลับมามองเดอะซันและพูดโดยไม่หุบยิ้ม
“อุบัติเหตุดังกล่าวทำให้ผมมีสภาพอย่างที่คุณกำลังเห็น”
เล่าถึงตรงนี้ มันปรบมือหนึ่งครั้งพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงคล้ายผู้ใหญ่สั่งเด็ก
“อา… ผู้วิเศษที่ลำดับต่ำกว่าครึ่งเทพรบกวนช่วยถอยหลังกลับไป วังราชาคนยักษ์กลายพันธุ์ไม่ใช่สถานที่ที่พวกคุณจะสำรวจได้”
เหล่าสมาชิกทีมสำรวจ ยกเว้นโคลิน โลเฟียร์ และเดอร์ริค ต่างทวีความหวาดกลัวและหันไปมองทางเจ้าเมืองโดยพร้อมเพรียง
โคลินเงียบไปสักพักก่อนจะหันไปพูดกับทุกคน
“ออกจากวังราชาคนยักษ์ไปรอบที่ขอบทางเข้า ถ้าเห็นสัญญาณให้ทำตามแผนทันที”
สมาชิกทีมสำรวจที่คัดเลือกมาอย่างดีไม่เพียงจะแข็งแกร่งทัดเทียมครึ่งเทพ แต่ยังถือครองสมบัติปิดผนึกที่ทรงพลังไว้กับตัว หากเผชิญหน้ากับศัตรูระดับนักบุญ ก็ใช่ว่าจะต้องงอมืองอเท้ารอรับความพ่ายแพ้เสมอไป อาจคิดถึงชัยชนะได้ด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม ในแผนการสำรวจของเมืองเงินพิสุทธิ์ พวกมันไม่ใช่กำลังรบหลัก การที่โคลินตัดสินใจพามาด้วยก็เพราะว่า หากตนและครึ่งเทพที่เหลือคอยจัดการกับศัตรูที่แข็งแกร่งให้ กลุ่มคนเหล่านี้ก็คงพอสร้างประโยชน์ได้บ้าง เช่นหน้าที่เชิงสนับสนุนอย่างการใช้สมบัติปิดผนึกช่วยให้สมาชิกในทีมไม่ถูกทำให้อ่อนแอลง
แต่ตอนนี้ทีมสำรวจได้รับการความช่วยเหลือจากบุคคลภายนอก และเมื่อพิจารณาจากการกลายพันธุ์ของวังราชาคนยักษ์ ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะต้องพบเจอสิ่งใดบ้างหากสำรวจลึกเข้าไป ถ้าคิดเผื่อในกรณีเลวร้ายที่สุด โคลินมองว่าคำอธิบายของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ฟังขึ้น นอกจากนั้นตัวมันเองก็คิดมาตลอดว่า ไม่อยากให้สมาชิกระดับต่ำกว่าครึ่งเทพต้องเสี่ยงอันตรายโดยไม่จำเป็น จึงเห็นพ้องกับยอดฝีมือที่ดูคล้ายกับสัตว์ประหลาดรายนี้ได้ในทันที
เมื่อถึงเวลาและโอกาสที่เหมาะสม โคลิน เดอร์ริค และโลเฟียร์จะส่งสัญญาณเพื่อแจ้งให้สมาชิกที่เหลือเข้ามาเป็นกำลังเสริม
สำหรับปัญหาที่อาจเกิดจากความไม่หลากหลายของพลังพิเศษซึ่งจะทำให้รับมือสถานการณ์ได้ไม่ครอบคลุม โคลิน·อีเลียดไม่กังวลมากนักเพราะข้างกายมันยังมีคนเลี้ยงแกะโลเฟียร์
เหล่าสมาชิกทีมสำรวจที่ไม่ใช่ครึ่งเทพจ้องหน้ากันสักพักด้วยความลังเล แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเชื่อใจเจ้าเมือง:
“ครับ ท่านเจ้าเมือง!”
ทันทีที่ขานตอบ พวกมันหันจ้องเดอร์ริคด้วยสายตาลุ่มลึก ราวกับต้องการเตือนเจ้าเมืองว่าอย่าได้เชื่อใจครึ่งเทพลำดับ 4 รายนี้มากนัก
เพราะเด็กคนนี้รู้จักกับสัตว์ประหลาดที่ทรงพลังนั่น!
สำหรับชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ที่แทบไม่เคยเห็นคนนอกมาก่อน ข้อเท็จจริงนี้มากพอจะชวนให้ตั้งคำถาม!
เมื่อสัมผัสถึงความไม่เชื่อใจจากพวกพ้อง หัวใจเดอร์ริคพลันเจ็บแปลบด้วยดวงตาที่เริ่มแดง
แต่ในท้ายที่สุด มันมิได้โต้เถียงใดกลับไป เพียงรักษาความเงียบในท่ายืนสง่าผ่าเผย
หลังจากสมาชิกทีมสำรวจคนอื่นถอนตัวออกจากวังราชาคนยักษ์ ไคลน์ยิ้มพลางชี้ไปทางครึ่งเทพทั้งสองนอกจากเดอร์ริค
“ผมขอเดา… คุณคือโคลิน·อีเลียด เจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ อดีตนักล่าปีศาจ ปัจจุบันเป็นอัศวินสีเงิน… ส่วนคุณคืออัศวินมืดโลเฟียร์ สาวกของแฮงแมน ปัจจุบันกำลังช่วยท่านต้อนแกะ?”
ดวงตาสีเทาของโลเฟียร์ที่ซ่อนอยู่หลังกะบังหมวกเหล็กหรี่ลงทันที
“ส่วนคุณก็เป็นตัวตลก”
แฮงแมน? เมื่อได้ยินคำพูดของมิสเตอร์เวิร์ล เดอร์ริคแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
ตอนแรกมันคิดว่าอาวุโสโลเฟียร์มีส่วนเกี่ยวข้องกับมิสเตอร์แฮงแมนแห่งชุมนุมทาโรต์ แต่ภายหลังหันไปฉุกคิดถึงรูปลักษณ์ของพระผู้สร้างเสื่อมทราม – ชายเปลือยที่ถูกแขวนกลับหัวบนไม้กางเขน
มิสเตอร์เวิร์ลเรียกพระผู้สร้างเสื่อมทรามว่าแฮงแมน เป็นเหตุให้อาวุโสโลเฟียร์ตอบโต้กลับไปด้วยความโกรธ? เดอร์ริคที่เพิ่งมีส่วนสูงพ้นสองเมตรได้ไม่นาน พยักหน้าพลางชื่นชมในความกล้าของมิสเตอร์เวิร์ลจากก้นบึ้งหัวใจ
ชายคนนี้กล้าตั้งชื่อเล่นให้เทพแท้จริง แถมยังเรียกออกมาต่อหน้าสาวก!
โคลินมองเกอร์มัน·สแปร์โรว์สลับกับโลเฟียร์ จากนั้นก็กล่าวต่อโดยไม่สนใจว่าใครถูกใครผิด:
“ไปต่อกันเถอะ”
ปัจจุบันมันชักดาบทั้งสองเล่มออกมาและฉาบไว้ด้วยแสงรุ่งอรุณ
“ไม่มีปัญหา” ไคลน์ยิ้มพลางเดินนำครึ่งเทพทั้งสามของเมืองเงินพิสุทธิ์ไปทางฝั่งซ้ายของบันไดหินมหึมา
เดินไปได้สักพัก พวกมันได้พบกับเส้นทางขรุขระที่คุ้นเคย ฝั่งหนึ่งเป็นหน้าผาสูงชัน อีกฝั่งเป็นเมฆอาบแสงอาทิตย์ยามเที่ยง
ทันใดนั้นเอง ไคลน์และทุกคนสัมผัสถึงการสั่นสะเทือนได้จากพื้นดิน พวกมันหันไปเห็นแก๊สสีดำสนิทพวยพุ่งขึ้นมาจากส่วนลึกของเมฆทอง
ท่ามกลางเสียงอึกทึก เส้นทางขรุขระทรุดตัวและถล่มลงไปใน ‘ผิวน้ำ’ ที่มืดสนิท
ใต้ผิวน้ำดังกล่าวคล้ายกับมีวังวนล่องหนซ่อนอยู่
“ฮะฮะ! ทางเดินถล่ม… ฮะฮะ! ทางหายไปแล้ว!” ไคลน์งอตัวหัวเราะเสียงดัง ทำเอาโคลิน เดอร์ริค และโลเฟียร์พากันตึงเครียด
ใช้เวลาหลายวินาทีกว่าไคลน์จะควบคุมสติได้ มันเหยียดตัวตรงพลางนำแผ่นกระดาษสีขาวออกจากกระเป๋าเสื้อด้วยรอยยิ้มเปื้อนหน้า จากนั้นก็พับให้เป็น ‘เครื่องบิน’
ฟู่ว! ชายหนุ่มเป่าลมใส่ส่วนหัวเครื่องบินกระดาษ ตามด้วยสะบัดแขนขว้างมันไปยังเมฆที่ถูกความมืดกลืนกิน
ในเวลาเดียวกัน ถุงมือข้างซ้ายปกคลุมไปด้วยเกล็ดปลามันเลื่อม
ได้เห็นฉากตรงหน้า โคลินที่ฉงนเล็กน้อยในตอนต้นเริ่มจ้องเครื่องบินกระดาษอย่างตั้งใจ
สายลมกระโชกพัดผ่านและช่วยพยุงให้เครื่องบินกระดาษร่อนไปข้างหน้าหลายวินาที
จากนั้น สายลมสลายตัวกะทันหัน ส่งผลให้เครื่องบินกระดาษพุ่งหัวปักบนเมฆมืดโดยไม่เกิดแรงกระเพื่อมใด
“ดูเหมือนว่าพลังที่เกี่ยวกับการบินจะใช้ไม่ได้” ไคลน์หันมายิ้มให้เดอร์ริคและทุกคน
โลเฟียร์ไม่ตอบสนอง เพียงปลดปล่อยดวงวิญญาณโปร่งแสงออกไปห่อหุ้มก้อนกรวดบนพื้น
กรวดก้อนดังกล่าวหายไปในพริบตา เป็นการ ‘บลิงค์’ ไปยังตำแหน่งเหนือเมฆมืด จากนั้นก็ร่วงหล่นเข้าไปในกลุ่มเมฆอย่างมิอาจควบคุม
“เทเลพอร์ตก็ไม่ได้ผลเช่นกัน” โลเฟียร์พูดเสียงขรึม
ไคลน์เลื่อนมือมากุมท้อง งอตัวเล็กน้อยและพูดปนขำ
“ดูเหมือนว่าต้องเข้าจากประตูหน้าเท่านั้น”
เดอร์ริคหันหลังทันทีเพื่อเตรียมตัวเดินย้อนกลับ ส่วนโคลินกับโลเฟียร์มองหน้ากันสักพักก่อนจะผงกศีรษะแผ่วเบา
สี่ครึ่งเทพเดินกลับมาถึงบันไดหินสีเทาขนาดมหึมาอีกครั้งและเงยหน้าขึ้น
ด้านบนสุดของขั้นบันไดสูงชันมีกำแพงเมืองเด่นสง่าที่ถูกปกคลุมด้วยรอยไหม้หลายจุด รวมไปถึงร่องรอยของลูกธนูที่ใหญ่เท่าต้นไม้
กึ่งกลางกำแพงวังมีประตูสีเทาน้ำเงินบานใหญ่ที่สูงกว่าสิบเมตร ผิวบางส่วนตอกด้วยหมุดทองคำ
สองฝั่งประตูมีทหารเวรยามตัวสูงกว่าหกเมตร แผ่บรรยากาศคุกคามตลอดเวลา สวมเกราะสีเงินเต็มอัตราศึก ตนหนึ่งถือดาบใหญ่ อีกตนถือขวานยักษ์ ด้านหลังกะบังหมวกส่องแสงสีส้ม
อัศวินสีเงิน!
องครักษ์อัศวินสีเงินสองตน!
โดยไม่มัวรีรอ โคลิน·อีเลียดถอนสายตากลับมาพูดกับเกอร์มัน·สแปร์โรว์
“ผมจะตรึงไว้ให้หนึ่งตัว รีบจัดการอีกตัวโดยเร็ว”
มันยังไม่แน่ใจความแข็งแกร่งของเกอร์มัน·สแปร์โรว์สักเท่าไร แต่พิจารณาจากความเคารพที่เดอร์ริค·เบเกอร์แสดงออก รวมถึงข้อเท็จจริงที่อีกฝ่ายสามารถเปิดประตูตำหนักบรรทมของราชาคนยักษ์ โคลินประเมินว่าครึ่งเทพข้ารับใช้เดอะฟูลรายนี้ไม่น่าจะอ่อนแอไปกว่าตน
ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์หรือโคลิน·อีเลียดก็ย่อมฆ่าอัศวินสีเงินหนึ่งตนได้ไม่ยากเห็นหากมีการสนับสนุนจากโลเฟียร์และเดอร์ริค เพราะองครักษ์เหล่านี้ไม่เหมือนกับครึ่งเทพลำดับ 3 ตัวจริง เป็นเพียงรูปปั้นปราศจากสติปัญญา
ทันทีที่โคลินกล่าวจบ มันหันไปเห็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์กุมท้องขำเสียงดัง
“ทำไมถึงต้องจริงจังกับของเล่นสองชิ้นนี้นัก? ถ้าพวกมันยังมีชีวิตอยู่ในฐานะอัศวินสีเงินทรงปัญญา ผมคงเคร่งเครียดแบบที่คุณกำลังทำ… แต่สำหรับตอนนี้… ฮะฮ่าฮ่า! จับตาดูให้ดี”
กล่าวจบ ไคลน์ใช้มือซ้ายที่มีหนอนวิญญาณชอนไชกดลงบนหมวก ตามด้วยเหยียดตัวตรงพร้อมกับเร่งฝีเท้าขึ้นบันได
ทันใดนั้น สายลมกระโชกช่วยพัดร่างชายหนุ่มขึ้นไปยังประตูทางเข้าหลักวังราชาคนยักษ์
ระหว่างทาง ชายหนุ่มเหยียดมือขวาออกไปสะบัดสองสามหนคล้ายกับพยายามดึงบางสิ่งออกจากอากาศ
ในความพยายามครั้งสุดท้าย ไหล่ไคลน์ทรุดลงและค้างไว้ประหนึ่งถูกแช่แข็ง แต่ก็ไม่มีสิ่งใดถูกดึงออกจากความว่างเปล่า
โคลินที่ต้องการประเมินความแข็งแกร่งของเกอร์มัน·สแปร์โรว์เป็นทุนเดิมย่อมไม่คิดแทรกแซงอีกฝ่าย เพียงส่งสัญญาณให้โลเฟียร์เตรียมสนับสนุนในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน แต่ทันใดนั้นเอง โคลินอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วราวกับได้กลิ่นของบางสิ่ง
สำหรับเดอร์ริค เด็กหนุ่มจ้องมองแผ่นหลังอีกฝ่ายด้วยความชื่นชม โดยเชื่อว่ามิสเตอร์เวิร์ลสามารถจัดการกับองครักษ์สองตนได้ไม่ยากเย็น
………………………
Related
ไม่ใช่เทวทูตมืดซาสเรีย… ภาพฉายเอ็นยูนถูกกัดกร่อนโดยพลังที่พรั่งพรูออกจากตำหนักราชาคนยักษ์ เปลี่ยนให้มันกลายเป็นสัตว์ประหลาดที่เรามิอาจทำความเข้าใจ นอกจากนั้นยังดูเหมือนจะคงสภาพไว้ได้นาน… บางทีอาจมีเจตจำนงของซาสเรียเข้ามาเกี่ยวข้อง… ในสภาพใช้มือซ้ายปิดหน้า ไคลน์ปล่อยให้หนอนวิญญาณชอนไชระหว่างนิ้วอย่างอิสระ
แต่สิ่งที่มันไม่เข้าใจมากที่สุดกลับเป็นประเด็นอื่น นั่นคือการที่แม้ตนจะเปิดประตูตำหนักบรรทมของซาสเรียสำเร็จ แต่กลับไม่มีเทพหรือราชาเทวทูตตนใดตอบสนอง
ตามที่ไคลน์จินตนาการไว้ ทันทีที่ ‘ทะเล’ โกลาหลพรั่งพรูออกมา ตัวตนอย่างพระผู้สร้างแท้จริง เทพปัญญาความรู้ ผู้เย้ยเทพอามุนด์ หรือพี่ชายอามุนด์ที่ควรอยู่เบื้องหลังของเรื่องนี้มากที่สุด จะเสด็จเยือนลงมาเพื่อยืนยันสภาพปัจจุบันของเทวทูตมืดซาสเรีย หรือไม่ก็พยายามช่วงชิงสมบัติมีค่าภายใน แต่กลับต้องผิดคาด วังราชาคนยักษ์ยังคงเงียบสงัดปราศจากพลังรบกวนจากภายนอก
หรือว่าพวกท่านๆ จะรอให้เราเข้าไปในตำหนักบรรทมและติดต่อกับรองประมุขสวรรค์โดยตรงเสียก่อน? นั่นสินะ… พระผู้สร้างแท้จริงระบุชัดเจนว่าต้องพบซาสเรีย… ร่างวิญญาณของเรายังไม่เป็นอิสระจากการกัดเซาะ แปลว่าเป้าหมายของพระผู้สร้างแท้จริงยังไม่บรรลุผล… ฮะฮะ… ยิ่งความคิดไคลน์พลุ่งพล่าน ชายหนุ่มก็ยิ่งพบว่าตนควบคุมอารมณ์ได้ยากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ เศร้า กังวล หรือหดหู่ มันอดไม่ได้ที่จะกระตุกมุมปากพลางเงยหน้าหัวเราะ
เรื่องน่ายินดีคือการที่สมองยังทำงานได้ปรกติ ไคลน์ยังสามารถคิดและใช้พลังพิเศษได้ตามใจต้องการ เพียงแต่ในบางครั้ง ความบ้าคลั่งจะปะทุออกมาพร้อมกับสร้างความหุนหันและก้าวร้าว
ครึ่งเทพในขอบเขตจิตใจสามารถรักษาอาการแบบนี้ได้ไหม… แต่อย่างน้อยในบรรดาสมบัติปิดผนึกที่เราสามารถอัญเชิญได้ ไม่มีชิ้นใดที่สามารถรักษา… อาการนี้เกิดจากการที่ดวงวิญญาณขาดความสมบูรณ์ ปัญหาคงไม่ถูกแก้ไขถ้าไม่จัดการกับเงาดำที่ถูกแยกออกไป… แต่ก็อาจมีบางวิธีที่ช่วยให้เรากลับเป็นปรกติได้ชั่วขณะ เช่นการสร้างบุคลิกเสมือนขึ้นมาชดเชยความไม่สมบูรณ์… แต่น่าเสียดาย ตอนนี้เรายังกลับปราสาทต้นกำเนิดไม่ได้… ความคิดไคลน์สับสนวุ่นวายสุดขีด ภาพที่ผุดขึ้นในใจเริ่มเลือนหาย
ชายหนุ่มหยิบหมวกทรงกึ่งสูงที่หล่นพื้นขึ้นมาสวม จากนั้นก็มองออกไปนอกกระจกหน้าต่างบานใหญ่ที่ทำจากอัญมณีสีส้ม เฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงภายในวังราชาคนยักษ์
แตกต่างจากในตอนแรก ปัจจุบันมีดวงอาทิตย์มายากำลังส่องสว่างกึ่งกลางท้องฟ้า ส่งผลให้ย่านที่เต็มไปด้วยอาคารสง่างามเพลิดเพลินไปกับช่วงเวลายามเที่ยงวัน
รูปปั้นที่คอยปกป้องวังดูคล้ายกับมีผ้าคลุมที่ถักทอจากเงาห่อหุ้มร่างกาย
เอ็นยูนเจ้าของปีกมายาสีดำบนแผ่นหลัง รวมถึงเงาดำที่แต่เดิมเคยเป็นของไคลน์ ต่างกระโดดลงจากราวหินและร่อนมาหาชายหนุ่ม
ดวงตาไคลน์หรี่ลงพร้อมกับก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย เตรียมเปิดศึกกับศัตรูอย่างเต็มกำลัง
แต่ทันใดนั้น ชายหนุ่มดึงสติกลับมาได้และตระหนักถึงสภาพร่างกายในปัจจุบัน จึงรีบถอยไปทาง ‘ลิฟต์โบราณ’ และสับสวิตช์เพื่อส่งตัวเองลงไปยังอุโมงค์ร้างด้านล่าง
จากนั้นก็ ‘บลิงค์’ หนีไปทางป่าเสื่อมโทรมและล่าถอยจนกระทั่งถึงสุดขอบวังราชาคนยักษ์
สัมผัสวิญญาณแจ้งกับไคลน์ว่า ด้วยสภาพร่างกายในปัจจุบัน มันไม่สามารถเอาชนะเอ็นยูนกลายพันธุ์และเงาของตัวเองได้
แต่แน่นอน หากนับแค่อย่างหลัง ไคลน์มั่นใจว่ายังพอสู้ไหว
เมื่อมาถึงสุดขอบแสงสว่าง ไคลน์หันหลังกลับและพบว่าทั้งเอ็นยูนและเงาดำมิได้ไล่ตามตนมา คล้ายกับมีขอบเขตการเคลื่อนไหวจำกัด
พวกมันออกจากเขตตำหนักราชาคนยักษ์ไม่ได้… หรือควรบอกว่า พวกมันอยู่ห่างจากเทวทูตมืดซาสเรียไม่ได้? ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์สังเกตเห็นว่า ‘ดวงอาทิตย์’ มายาด้านบนท้องฟ้าขยับตำแหน่งจากกึ่งกลางไปทางทิศตะวันตก ส่งผลให้แสงสนธยากลับมาปกคลุมอาณาจักรทวยเทพอีกครั้ง
ไคลน์เฝ้ามองสถานการณ์อย่างเงียบงันโดยไม่รีบร้อนออกจากวังราชาคนยักษ์
ถัดมาไม่นาน ‘ดวงอาทิตย์’ มายาได้พุ่งเข้าไปในตำหนักบรรทมของเทวทูตมืดซาสเรีย ส่งผลให้ความมืดเริ่มแผ่ปกคลุมทุกซอกมุมของวังราชาคนยักษ์อันกว้างใหญ่
ความมืดดังกล่าวแตกต่างจากยามกลางคืน – ปราศจากดวงจันทร์หรือดวงดาวโดยสิ้นเชิง มีเพียงเงาดำอันพร่ามัว
ไคลน์ที่ยืนอยู่ท่ามกลางความมืดเกิดความรู้สึกประหลาดคล้ายกับมีใครบางคนเกาะหลัง แต่มันทราบดีว่าสิ่งนี้เป็นแค่ความรู้สึก จึงไม่ได้บุ่มบ่ามหันหลังกลับไปมอง
ไม่กี่นาทีถัดมา ดวงอาทิตย์มายาลอยสูงขึ้นอีกครั้ง แสงสนธยาสว่างขึ้นพร้อมกับขจัดความมืด
พลังที่พรั่งพรูออกจากตำหนักบรรทมของเทวทูตมืด รุนแรงถึงขนาดเปลี่ยนสภาพแวดล้อมอาณาจักรเทพบรรพกาล… เป็นพลังที่ใกล้เคียงกับเทพแท้จริงมาก… อย่างต้องก็ต้องครอบครอง ‘เอกลักษณ์’ อยู่กับตัว แต่จะเป็นเอกลักษณ์ของเส้นทางใดกัน?
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นประกอบไปด้วยขอบเขต ‘สุริยัน’ ‘ความมืด’ ‘เสื่อมทราม’ และ ‘กลายพันธุ์’ … ฟังดูขัดแย้งกันเองชอบกล… หรืออาจจะไม่ได้เกิดจากเอกลักษณ์แค่หนึ่งเส้นทาง? นอกจากนั้น เอกลักษณ์ของเส้นทางสุริยันย่อมต้องอยู่กับสุริยันเจิดจรัส… ส่วน ‘ความมืด’ ซึ่งเป็นบ่อเกิดของ ‘เงาดำ’ และ ‘ความเสื่อมทราม’ ก็ต้องเป็นของพระผู้สร้างแท้จริง… ในตอนที่เปิดประตู เราเห็นทะเลมายาสีดำสนิท… เกี่ยวข้องอย่างไรกับทะเลแห่งความโกลาหล? ไคลน์ส่ายหน้าหลังจากเฝ้ามองสักพัก มันตัดสินใจรอให้ทีมสำรวจของชาวเมืองเงินพิสุทธิ์เดินทางมาถึง
…
ชายขอบกรุงเบ็คลันด์
ทันทีที่ออเดรย์มาถึง เธอพบว่าหมอกในบริเวณนี้หนาแน่นมาก การมองเห็นเหลือไม่ไกลไปกว่าห้าเมตร
สายลมกระโชกพัดผ่านหมอกและช่วยให้มองเห็นเป็นระยะ แต่เพียงไม่นานทัศนวิสัยก็ท่วมท้นไปด้วยแสงสีขาวโพลน
ดวงตาออเดรย์แปรเปลี่ยนเป็นสีทอง ช่วยให้เธอมองเห็นได้ไกลและชัดขึ้น
ขณะหญิงสาวกำลังย่างกรายด้วยความระมัดระวัง หมอกทึบตรงหน้ายิ่งทวีความเข้มข้น
ทันใดนั้น พลังพิเศษของเธอถดถอยลงอย่างกะทันหัน
พลังแห่งศาสตร์เร้นลับอ่อนแอลง… ข้อมูลที่เคยได้ยินจากมิสเตอร์เวิร์ลแล่นเข้ามาในสมองออเดรย์
บึ้ม! บึ้ม! บึ้ม!
ปืนใหญ่ของเบ็คลันด์ส่งเสียงคำรามอย่างบ้าคลั่งจากด้านหน้า ส่งผลให้กระสุนปืนใหญ่สีแดง น้ำเงิน สีเงิน และดำเข้มพุ่งถล่มไปยังตำแหน่งของศัตรูอย่างแม่นยำ
แต่ในวินาทีถัดมา กระสุนเหล่านั้นปะทะเข้ากับม่านบาเรียล่องหนจนระเบิดกลางอากาศ ส่งผลให้ ‘กำแพง’ โปร่งใสเกิดการสั่นคลอน
ทันใดนั้นเอง ร่างพร่ามัวขนาดใหญ่โผล่ขึ้นในหมอกทึบ ณ จุดห่างไกลออกไป อีกฝ่ายเป็นมนุษย์เพศชาย แต่สูงเกินกว่าสิบเมตร แขนงอกออกจากจุดระหว่างซี่โครงและเอวฝั่งละสองข้าง ร่างกายแผ่ความมืดมิดเข้มข้นตลอดเวลา
ด้วยเหตุผลบางประการ เมื่อสิ่งมีชีวิตซึ่งคล้ายกับโผล่ออกจากเทพนิยายปรากฏกาย กองกำลังผสมระหว่างอินทิสและฟุซัคพลันเกิดความโกลาหลในทันที
ทหารและนายทหารทุกคนคล้ายกับย้อนคืนสู่วัยเด็ก พวกมันต้องเดินอย่างเดียวดายท่ามกลางถนนที่มืดมิดโดยไม่มีใครคอยอยู่เคียงข้าง บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดโดยสมบูรณ์ ความกระสับกระส่ายกัดกินหัวใจอย่างรุนแรง
ความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้มักถูกเติมเต็มด้วยจินตนาการ พวกมันทยอยสติแตกไปทีละคนและเริ่มแตกทัพ
ทันใดนั้นเอง แสงอาทิตย์ฉาบร่างพวกมันทุกคนอย่างท่วมท้น ส่งผลให้เริ่มมองเห็นแสงสว่างพร้อมกับปลุกความฮึกเหิมภายในใจ
แต่ก็ยังเหลือทหารอีกจำนวนหนึ่งที่ยังมิอาจควบคุมตัวเอง พวกมันเอาแต่แหกปาก ‘แม่จ๋า’ หรือไม่ก็ชื่อสตรีสักคนขณะวิ่งหนีออกจากสนามรบ
ปัง! ปัง! ปัง!
ท่ามกลางเสียงปืนอันดุเดือด ทหารที่ปั่นป่วนทยอยล้มลงโดยมีดอกไม้สีเลือดผลิบานบนร่างกาย
พวกมันล้มลงชักกระตุกสักพักก่อนจะนอนแน่นิ่ง ไม่มีใครใส่ใจว่าคนเหล่านี้ชื่ออะไรหรือมีอดีตเป็นอย่างไร
ทันทีหลังจากนั้น บาเรียล่องหนที่คอยคุ้มกันกองทัพผสมอินทิสฟุซัคพลันถูกปลดออกตามคำสั่งของผู้บัญชาการสงคราม ตามด้วยการกระหน่ำยิงหอกเพลิงสีแดงเข้มจนเต็มท้องฟ้าประหนึ่งสายฝนโปรย เป้าหมายคือตำแหน่งแนวรบของทหารฝ่ายโลเอ็น
ขณะหอกเพลิงพุ่งประชิดเป้าหมาย หอกทุกเล่มพลันกระจัดกระจายไปทุกทิศด้วยความโกลาหล หลายเล่มปักลงบนพื้นพร้อมกับสร้างหลุมลึกสีดำไหม้เกรียม
นี่คือครั้งแรกที่ออเดรย์ได้เห็นผู้วิเศษรบกันในระดับสงครามใหญ่ หลังจากผงะอยู่สักพัก หญิงสาวเริ่มนึกทบทวนว่าคนรู้จักของตนเข้าร่วมสงครามในฐานะใดบ้าง:
ขุนนางหนุ่มอย่างกายลินและคนที่เหลือเข้าร่วมกองทัพในตำแหน่งนายทหารยศแตกต่างกันไป ทุกคนต้องเข้าร่วมสงครามแนวหน้าและสามารถถูกฆ่าได้ทุกเมื่อ
เมจิกเชี่ยนออกจากกรุงเบ็คลันด์ไปพร้อมครอบครัวของจัดจ์เมนต์ ปัจจุบันกำลังซ่อนตัวอยู่ในเมืองเล็กๆ ในแคว้นเชสเตอร์ตะวันออก
จัดจ์เมนต์ที่เป็นสมาชิกระดับกลางของ MI9 กำลังต่อต้านการแทรกซึมของสายลับจากฟุซัคและอินทิสอย่างยากลำบาก
เดอะสตาร์ที่เป็นหัวหน้าหน่วยพิเศษทางการ ตระเวนไล่ปิดวิหารจักรกลไอน้ำเพื่อรักษาความมั่นคงของเมืองหลวง
นักบุญแอนโทนีและเหล่าครึ่งเทพของโบสถ์รัตติกาล โบสถ์วายุ ราชวงศ์ และกองทัพเริ่มสร้างแนวป้องกันด่านสุดท้ายของเบ็คลันด์
ผีดูดเลือดยังคงรักษาความเป็นกลางไว้ตลอดสงคราม…
ไม่กี่วินาทีถัดมา ออเดรย์รวบรวมสมาธิและเตรียมล่องหนทางจิตเข้าไปแพร่โรคระบาดทางจิตภายในแนวรบของศัตรู
ทันใดนั้นเอง สัมผัสวิญญาณของเธอถูกกระตุ้นจนต้องมองไปยังจุดห่างไกล
ภายในหมอกหนาทึบ หนวดรยางค์พร่ามัวที่ใหญ่และหนาแถมยังรายล้อมไปด้วยประกายสายฟ้าสีเงิน ยืดยาวและฟาดใส่แนวรบของกองกำลังผสมอินทิสฟุซัค
ขนนกที่เผาไหม้ด้วยเปลวไฟสีทองร่วงหล่นตามมาจากด้านบน
ในส่วนลึกของหมอกหนาทึบ ฝ่ามือสีเทาน้ำเงินขนาดมหึมากำลังกวัดแกว่งดาบยักษ์
…
ทะเลหมอก ในจุดห่างไกลจากเส้นทางเดินเรือปลอดภัย
ท่ามกลางคลื่นสูงที่เกรี้ยวกราด สายฟ้าจำนวนมากผ่าลงมาด้านล่างอย่างต่อเนื่อง
‘รุ่งอรุณ’ ของแบร์นาแดตโยกคลอนรุนแรงตลอดเวลา เรือลำนี้ดูเล็กลงไปถนัดตาเมื่อเทียบกับความโหดร้ายของธรรมชาติรอบข้าง
ราชินีเงื่อนงำกำลังยืนอยู่บนหัวเรือพลางเฝ้ามองทุกสิ่งด้วยสีหน้าสงบนิ่ง นานๆ ครั้งจะใช้เวทมนตร์ ‘ฉลองพระองค์ใหม่ของจักรพรรดิ’ และเวทมนตร์นิทานอื่นเพื่อปรับสมดุลของเรือ
สายตาเพ่งทะลุพายุอันเกรี้ยวกราดเพื่อควานหาเกาะโบราณต้องสงสัย
…
หลังจากพักผ่อนจนเพียงพอ โคลิน·อีเลียดพาเดอร์ริค โลเฟียร์ และทีมสำรวจที่เหลือเดินทางออกจากค่ายหมู่บ้านยามบ่าย พวกมันเดินไปตามแนวถนนขึ้นเขาจนกระทั่งถึงประตูหน้าของวังราชาคนยักษ์
สิ่งที่ทำให้พวกมันประหลาดใจก็คือ แสงสนธยาที่ถูกแช่แข็งหายไป แทนที่ด้วยแสงอาทิตย์สว่างเจิดจ้าปกคลุมทุกซอกมุม
“…ผู้ช่วยที่คุณเชิญมาอยู่ที่ไหน” โคลิน·อีเลียดหันไปถามเดอร์ริคโดยไม่ลดความระแวง
ขณะเดอร์ริคเตรียมพูด มันเห็นร่างหนึ่งเดินออกจากหอคอยที่พังถล่มไปกว่าครึ่ง
ร่างดังกล่าวสวมหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูงและเสื้อกันลมสีดำ ใบหน้าฝั่งขวาชัดลึกเย็นชา แต่ฝั่งซ้ายโปร่งแสงและมีหนอนชอนไชตลอดเวลา
…………………………
Related
เนื่องจากมีข้อมูลการสำรวจครั้งก่อนของเมืองเงินพิสุทธิ์ ไคลน์จึงทราบดีว่าสถานที่ใดอันตรายรวมไปถึงวิธีหลีกเลี่ยง ใช้เวลาไม่นานในการอ้อมเข้าทางลับผ่าน ‘ป่าเสื่อมโทรม’ ‘อุโมงค์ร้าง’ และ ‘ลิฟต์โบราณ’ จนกระทั่งมาถึงเขตที่พักขององครักษ์
หลังจากรอสักพักให้ ‘ม่าน’ เหนือสายหมอกสีเทาสกัดตะกอนพลังบริวารเร้นลับออกจากส่วนหลัก ไคลน์ทำการเหยียดแขนออกไปคว้าความว่างเปล่าเพื่อดึงตัวเองในอดีตออกมา
มันไม่แน่ใจว่าอาณาจักรทวยเทพแห่งอื่นสามารถปิดกั้นสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ได้ไหม แต่สำหรับวังราชาคนยักษ์ที่ปราศจากเจ้าของ ไคลน์ย่อมกล้าทดลองสิ่งต่างๆ
น่าเสียดายที่ดินแดนแห่งนี้เกี่ยวพันกับพลังในระดับสูง พลังทำนายจึงไม่มีวิวรณ์ตอบกลับ ไม่อย่างนั้นเราคงสบายใจกว่านี้มาก… ไคลน์ส่ายหน้าขณะรำพัน
ชายหนุ่มไม่รีบร้อนกระโจนเข้าไปในสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ แต่ดึงวัตถุสองชิ้นออกมาและยื่นให้ภาพฉายของตัวเองก่อน
หนึ่งในนั้นคือภาพฉายของกล่องไม้สีดำเข้ม ภายในบรรจุเถ้ากระดูกของกรอซาย ผู้พิทักษ์แห่งคนยักษ์
ไคลน์ไม่เคยลืมสัญญาที่เคยให้ไว้กับอีกฝ่าย
เดิมทีชายหนุ่มคิดจะรอให้เดอะซันน้อยทำการสำรวจวังราชาคนยักษ์ครั้งที่สองจึงค่อยฝากกล่องบรรจุเถ้ากระดูกมาฝัง แต่ด้วยหลากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้น กลายเป็นว่าไคลน์มีโอกาสได้มายังดินแดนเทพทอดทิ้งและเข้าสู่วังราชาคนยักษ์ด้วยตัวเอง
สำหรับเถ้ากระดูกของนักบวชสโนวมัน ไคลน์เตรียมโปรยลงบนทะเลสีทองทันทีที่ออกจากดินแดนเทพทอดทิ้ง เพราะทะเลดังกล่าวอัดแน่นไปด้วยโลหิตของเทพสุริยันบรรพกาล
หลังจากยื่นกล่องเถ้ากระดูกและกุญแจเหล็กดำของพลเรือโทธารน้ำแข็งให้ภาพฉาย ไคลน์ทำเหมือนทุกครั้งคือกระโจนเข้าไปในสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ จนกระทั่งซ่อนตัวอยู่ในช่องว่างในช่วงก่อนยุคสมัยที่หนึ่งสำเร็จ สติจึงถูกโอนถ่ายมายังภาพฉายบนวังราชาคนยักษ์
ภาพฉายดังกล่าวเพียงสวมถุงมือยุบพองหิวโหยแต่มิได้ถือไม้เท้าดวงดาว เพราะยังอีกไกลกว่าจะไปถึงตำหนักราชาคนยักษ์ ยังมีรูปปั้นจำนวนมากคอยเป็นอุปสรรคขวางทาง ไคลน์จึงไม่มั่นใจว่าตนจะถึงจุดหมายได้ภายในห้านาที
ทันทีหลังจากนั้น ชายหนุ่มกระตุ้นให้ถุงมือข้างซ้ายกลายเป็นสีใสและหายตัวไปจากตำแหน่ง
วินาทีถัดมา ไคลน์โผล่ขึ้นด้านนอกเขตที่พักขององครักษ์พร้อมกับกุญแจเหล็กดำในมือ เป็นการเทเลพอร์ตที่ไม่ได้ไกลสักเท่าไร
กะแล้วเชียว พลังพิเศษส่วนใหญ่จะเสื่อมประสิทธิภาพลงเมื่ออยู่ในวังราชาคนยักษ์… มีเพียงองครักษ์และคนคุ้มกันที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นจึงจะแสดงฝีมือได้ตามมาตรฐาน? เฮ้อ… แม้แต่พลังพิเศษอย่างเทเลพอร์ตก็ยังถูกบั่นทอน อย่างมากเราคงทำได้แค่ ‘บลิงค์’ ในระยะสั้น… หมายความว่าต่อให้เราถือไม้เท้าดวงดาว ก็คงมิอาจเทเลพอร์ตไปยังหน้าตำหนักราชาคนยักษ์ได้ทันทีแม้จะจินตนาการภาพได้ถูกต้อง… สมแล้วที่เป็นอาณาจักรเทพของเทพบรรพกาล… ไคลน์สำรวจสภาพแวดล้อมอย่างตั้งใจ
หลังจากวิเคราะห์เบื้องต้น ชายหนุ่มหันหลังและเดินกลับเข้ามาในเขตที่พักขององครักษ์ ตามด้วยการใช้มือขวาเปิดกล่องไม้และบรรจงโปรยเถ้ากระดูกลงในทุกมุมห้องด้วยท่าทางเคร่งขรึม
พิจารณาจากภาพที่เห็นในความฝันของกรอซาย ห้องพักองครักษ์คือสถานที่ที่คนยักษ์ใช้ชีวิตอยู่นานที่สุด เปรียบดังบ้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำ
สามารถจินตนาการได้ว่า หากกรอซายและเหล่าผู้พิทักษ์คนยักษ์ที่มีสติสัมปชัญญะกำลังอาศัยอยู่ในยุคสมัยเดิม พวกเขาคงจะใช้ห้องนี้สำหรับพักผ่อน ปรับทุกข์ระหว่างกัน นินทาเพื่อนร่วมงาน คุยเรื่องดนตรี และหาเกมสนุกๆ มาเล่นฆ่าเวลา ได้ใช้ชีวิตทุกวันอย่างมีความสุขโดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับโรคภัยหรืออาหาร…
ด้วยการสะบัดข้อมืออย่างใจเย็นของไคลน์ เถ้ากระดูกถูกโปรยลงบนผนังห้อง บนพื้น ข้างเตียง บนโต๊ะ บนเก้าอี้ และบนเสาหิน
แสงสีส้มที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่างตลอดเวลาช่วยทำให้ฉากดังกล่าวดูสงบสุข
ทันทีที่เถ้ากระดูกหยิบมือสุดท้ายถูกโปรยลงไป แสงสนธยาพลันเข้มขึ้นกะทันหัน พวกมันฉาบลงบนเถ้ากระดูกภายในห้องและเปลี่ยนให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรทวยเทพ
ไคลน์หลับตาลงและดื่มด่ำความยินดีของกรอซาย
สิ่งมีชีวิตเร่ร่อนที่ต้องจากบ้านไปนานกว่าสามพันปี ในที่สุดก็ได้กลับมายังสถานที่ที่คิดถึงทุกคืนวัน
แสงสนธยาอ่อนลงเล็กน้อย ไคลน์สัมผัสได้ว่าตนไม่ได้ถูกอาณาจักรแห่งนี้พยายามขับไล่เหมือนกับในตอนแรก
หืม… ดูเหมือนว่าเราจะได้รับการยอมรับจากที่นี่แล้วในระดับหนึ่ง… สถานะเทียบเท่าองครักษ์ที่ชาวคนยักษ์นับหน้าถือตา… ไคลน์แผ่พลังวิญญาณออกไปตรวจสอบการเปลี่ยนแปลง
ชายหนุ่มไม่มัวประวิงเวลา รีบใช้ยุบพองหิวโหยในการบลิงค์สำรวจเส้นทางที่ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์เคยนำร่องมาก่อน บางครั้งก็ต้องอ้อมเพราะเจออุปสรรค บางครั้งก็สามารถขจัดอุปสรรคได้ด้วยการอัญเชิญไม้กางเขนเจิดจรัส ไคลน์เดินผ่านโถงที่เหล่าราชาลอบวางแผนจนกระทั่งมาถึงด้านหน้าตำหนักราชาคนยักษ์ ถึงตรงนี้ มันมองเห็นเสาหินต้นใหญ่ที่เรียงตัวกันในลักษณะราวกั้น ด้านหลังราวกั้นเป็นเมฆสีส้มและทะเลสีครามซัดสาด
สูดลมหายใจเข้าออกสักพัก ชายหนุ่มเดินกลับเข้าไปในโถงที่เพิ่งออกมา จากนั้นก็เหยียดแขนดึงหุ่นเชิดผู้ชนะเอ็นยูนสมัยยังไม่ถูกอามุนด์ปรสิตร่างออกจากความว่างเปล่า
แม้นี่จะเป็นเพียงภาพฉาย แต่ไคลน์ก็ไม่คิดจะเปิดประตูด้วยตัวเอง!
จดจ้องเอ็นยูนที่เหม่อลอยสักพัก ไคลน์ยื่นกุญแจเหล็กดำที่หนีบไว้ใต้รักแร้ให้อีกฝ่าย จากนั้นก็บังคับเอ็นยูนเดินออกจากโถง ผ่านแนวราวกั้นเสาหินจนกระทั่งถึงด้านหน้าอาคารที่สูงและสง่างามที่สุดในวังราชาคนยักษ์แห่งนี้
แสงสนธยากำลังทำหน้าที่คล้ายสารฉาบผิวตำหนัก มอบความรู้สึกเสื่อมทรามอย่างรุนแรงประหนึ่งทุกสิ่งในโลกกำลังจะถึงจุดจบ
ด้านหนึ่งของตำหนักมีหอคอยสูง อีกด้านเป็นยอดแหลม ประตูหน้าสีเทาน้ำเงินสูงกว่าสิบเมตร สลักลวดลายซับซับซ้อนพิสดาร
ฝั่งซ้ายของประตูมีช่องว่างสีดำขนาดเท่ากำปั้นผู้ใหญ่ สูงจากพื้นราวสามสี่เมตร
เอ็นยูนจ้องมองสักพักก่อนจะยกกุญแจเหล็กดำคล้ายกู่ฉินขึ้นและสอดเข้าไปในช่องว่างลึกด้านหน้า
มันพอดิบพอดีจนไม่เหลือแม้แต่ช่องว่าง
ขณะกุญแจเหล็กดำบรรจงถูกดันเข้าไปในช่อง ไคลน์ที่หลบในโถงใกล้เคียงเริ่มกลั้นหายใจพร้อมกับเตรียมตัว ‘สลายร่าง’ หนีทุกเมื่อ
กริ๊ก! กุญแจเหล็กดำในมือเอ็นยูนสัมผัสกับทางตัน
ผิวกุญแจนิ่มลงในพริบตาประหนึ่งหลอมรวมเข้ากับรูกุญแจ ตามด้วยการส่องแสงสีเทาน้ำเงิน
ลวดลายและสัญลักษณ์มากมายบนประตูเริ่มสว่างขึ้นและยื่นออกมา
แสงสว่างผสานเข้าด้วยกันพร้อมกับสร้างแรงดันที่ช่วยผลักประตูยักษ์เข้าไปด้านในอย่างเชื่องช้า
ช่องว่างระหว่างประตูขยายขึ้นทุกขณะ จนกระทั่งทัศนวิสัยของเอ็นยูนเต็มไปด้วยทะเลมายาสีดำที่เหนียวหนืดและโกลาหล
ฉิบหาย… สัมผัสวิญญาณกระตุ้นเตือนถึงอันตรายทันที
โดยไม่มัวลังเล สติไคลน์ถูกโอนถ่ายกลับมายังร่างต้นพร้อมกับตัดขาดการเชื่อมต่อกับภาพฉายทันที
วินาทีถัดมา การมองเห็นของไคลน์พลันดำมืด ศีรษะฝั่งซ้ายปวดแปลบกะทันหันราวกับมีใครใช้แท่งเหล็กร้อนแทงเข้ามาและคนกวนสมอง
ในเวลาเดียวกัน มันได้ยินเสียงเพรียกที่ยากจะจำแนกความหมาย ลักษณะคล้ายกับดังมาจากอดีตกาลอันแสนนาน
สีหน้าไคลน์บิดเบี้ยวรุนแรงอย่างมิอาจหักห้าม
แม้จะยังรักษาสติสัมปชัญญะไว้ได้ แต่ไคลน์ไม่หลงเหลือเรี่ยวแรงที่จะอาศัยอยู่ในช่องว่างประวัติศาสตร์ต่อไป
ไคลน์รีบถอยกลับมายังเขตที่พักขององครักษ์อย่างเงียบเชียบ จากนั้นก็เตรียมส่งตัวเองเข้าสู่ห้วงมิติเหนือสายหมอก
ย้อนกลับไปในตอนก่อนที่จะทำภารกิจสำรวจเสี่ยงชีวิต ไคลน์ย่อมบอกให้สมาชิกชุมนุมทาโรต์ทุกคนสวดวิงวอนถึงเดอะฟูลเพื่อใช้ระบบ ‘ส่งกลับอัตโนมัติ’ ของปราสาทต้นกำเนิด ช่วยให้ลัดผ่านขั้นตอนเดินถอยหลังสี่ก้าวและท่องคาถาสี่วรรค
แต่ทันทีที่มองเห็นสายหมอกสีเทาและได้ยินเสียงเพรียกที่คุ้นเคย ชายหนุ่มกลับรู้สึกว่าตนถูกปราสาทต้นกำเนิด ‘ดีดกลับ’ ประหนึ่งรับคำสั่งจากใครบางคนว่าห้ามมิให้ไคลน์เข้าไป
นี่มัน… ท่ามกลางความตกตะลึง ไคลน์เห็นเงาดำกระโจนผ่านไปโดยกำลังมุ่งหน้าขึ้นไปยังปราสาทต้นกำเนิด!
อีกฝ่ายไม่ใช่อามุนด์ แต่เป็นเงาดำที่แผ่ออร่าเหมือนกับไคลน์ทุกประการ!
ไคลน์รีบตั้งสติและสั่งให้ปราสาทต้นกำเนิดปฏิเสธผู้มาเยือนแปลกหน้า
ไคลน์ทำสำเร็จ เงาดังกล่าวถูกกีดขวางด้วยหมอกสีเทาเหมือนกับตน
ทันทีหลังจากนั้น ทั้งชายหนุ่มและเงาดำต่างถูกส่งกลับโลกความจริงในเวลาเดียวกัน
หลังจากร่างวิญญาณกลับคืนร่างเนื้อ ไคลน์งอตัวด้วยความเจ็บปวดประหนึ่งกุ้งถูกต้ม
ปุ! หมวกทรงกึ่งสูงบนศีรษะร่วงลงพื้น
มันใช้เวลาหลายวินาทีกว่าจะฟื้นคืนสติ จากนั้นก็บรรจงเหยียดตัวตรงพลางจ้องไปทางกระจกหน้าต่างที่ทำจากอัญมณีสีส้ม
ภาพสะท้อนบนกระจกเผยให้เห็นรูปลักษณ์ปัจจุบันของไคลน์:
ใช้สันจมูกเป็นเส้นแบ่ง ฝั่งขวาของใบหน้ายังอยู่ในสภาพเดิม แต่ฝั่งซ้ายมีหลายสิ่งกำลังคลานออกมา
ไคลน์หรี่ตาลง
จากนั้นก็รีบปรับลมหายใจและใช้พลังตัวตลกเพื่อช่วยให้เห็นภาพจากมุมมอง ‘บุคคลที่สาม’
รูปลักษณ์ปัจจุบันกำลังปรากฏในใจอย่างชัดเจน:
ด้วยผมสีดำและดวงตาสีน้ำตาล ใบหน้าฝั่งขวายังคงเป็นของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ตามปรกติ แต่ฝั่งซ้ายกลายเป็นโปร่งแสงและมีหนอนจำนวนมากกำลังดีดดิ้น
เมื่อก้มมองลงไป บริเวณลำคอยังคงปรกติเฉกเช่นผิวหนังใต้เสื้อผ้า
เราเกือบจะ… คลุ้มคลั่ง… ไม่ได้การ ต้องรีบต่อต้านแนวโน้มที่จะนำไปสู่ความบ้าคลั่งสุดโต่ง… ด…เดี๋ยวนะ… เกิดอะไรขึ้น? ไคลน์ที่สัมผัสถึงความไม่ชอบมาพากลรีบก้มมองฝ่าเท้า
ที่นั่นว่างเปล่า – ปราศจากเงาที่ควรจะมี:
แสงสนธยาสีส้มยังคงส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา แต่ไคลน์กลับไม่มีเงาของตัวเอง
“ฮะฮะ… แบบนี้นี่เอง” ไคลน์โน้มตัวลงพลางหัวเราะอย่างมิอาจควบคุมตัวเอง
ชายหนุ่มสงสัยว่า ‘น้ำทะเล’ ที่พรั่งพรูออกจากตำหนักราชาคนยักษ์ไม่เพียงจะ ‘ท่วม’ หุ่นเชิดและภาพฉายของตน แต่ยังอาศัยอย่างหลังในการเฉือน ‘เงา’ ออกไปจนทำให้ดวงวิญญาณขาดความสมบูรณ์แบบและยากที่จะสยบแนวโน้มซึ่งนำไปสู่ความบ้าคลั่งสุดโต่ง
และเงาดำที่มีศักดิ์เทียบเท่ากับตนก็สามารถส่งอิทธิพลต่อปราสาทต้นกำเนิดได้ในระดับหนึ่ง ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายมิอาจเข้าไปในปราสาทต้นกำเนิดได้ด้วยกันทั้งคู่
ปัญหาจะหมดไปถ้าเราทำให้เงานั่นหายไปได้… หน้าผากฝั่งขวาไคลน์กระตุกแผ่วเบาขณะพยายามเหยียดหลังตรง
ทันใดนั้นเอง แสงสีส้มที่ส่องมาจากด้านบนพลันถูกย้อมด้วยสีทองสว่างไสว เปลี่ยนให้วังราชาคนยักษ์มีบรรยากาศของกลางวันแทนที่จะเป็นช่วงพลบค่ำ
ไคลน์มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยหัวใจที่เต้นระรัว จากนั้นก็มองเห็นภาพหนึ่ง
ด้านหน้าอาคารที่สูงและสง่างามที่สุดในวังราชาคนยักษ์ หุ่นเชิดเอ็นยูนกำลังยืนหันหน้าเข้าหาประตูที่เปิดอยู่
ด้านหลังประตูมืดสนิทจนมองไม่เห็นสิ่งใด
ทันใดนั้น เอ็นยูนหันกลับมาและก้มมองต่ำ
ใบหน้าของมันกำลังถูกปกคลุมด้วยเงาดำ เส้นผมกลายเป็นสีดำเข้มประป่าและหยักศกเล็กน้อย
ด้านหลังมีปีกมายาสีดำสยายออก
ในห้องโถงที่ไม่ห่างออกไป ร่างกายท่อนล่างของเงาดำบริสุทธิ์กำลังแนบติดอยู่กับแผ่นหิน ร่างกายท่อนเหยียดตัวตั้งตรง
………………………………………
บึ้ม! บึ้ม!
ณ หลุมหลบภัยในกรุงเบ็คลันด์ ออเดรย์ที่แต่งกายในชุดล่าสัตว์เงี่ยหูฟังเสียงระเบิดที่ดังมาจากจุดห่างไกล
เมื่อหันศีรษะกลับมา หญิงสาวพบเมลิสซ่าที่กำลังจ้องมองตนด้วยใบหน้าสับสน
เด็กสาวที่เพิ่งกลายเป็นหญิงสาวถามเสียงสั่นเครือ
“มิสออเดรย์ ถ้าพวกเราพ่ายแพ้โดยสมบูรณ์ สงครามจะยุติลงหรือไม่? ภาวะขาดแคลนอาหารและภัยสงครามจะหมดไปไหม?”
ออเดรย์จ้องด้วยสายตาลุ่มลึกก่อนจะกล่าว
“แต่ถ้าลงเอยเช่นนั้น คุณก็ต้องเปลี่ยนศาสนา”
เมลิสซ่าเผยสีหน้าลังเลเนื่องจากจนปัญญาจะตอบ ทันใดนั้น ชาวเมืองที่ขดตัวอยู่ริมกำแพงโพล่งขึ้น
“ฉันนับถือเทพจักรกลไอน้ำ! ต่อให้ฟุซัคและอินทิสชนะสงคราม ฉันก็ไม่ต้องเปลี่ยนศาสนา!”
เมื่อถึงเวลานั้น ชีวิตจะกลับมาสงบสุขและอบอุ่นได้อีกครั้ง!
คำพูดดังกล่าวสั่นคลอนจิตใจของพลเรือนจำนวนมากที่ซ่อนตัวในหลุมหลบภัย หลายคนถกเถียงกันถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งหลายคนในนี้เป็นสาวกของโบสถ์รัตติกาล
สำหรับคนส่วนใหญ่ ความเชื่อไม่สำคัญไปกว่าชีวิต เพราะไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดเทพแท้จริงก็ต้องคอยคุ้มครองพวกตน
เจ้าหน้าที่ตำรวจที่คอยดูแลความเรียบร้อยในหลุมหลบภัยมิได้ห้ามปรามหัวข้อสนทนา หลายคนทำเพียงเฝ้ามองด้วยสายตาเย็นชา แต่ก็มีบางส่วนที่แสดงสีหน้าคาดหวัง
แต่ผู้แพ้จะมีชะตากรรมโหดร้ายกว่าที่พวกคุณคิด… ไม่ได้จบแค่การเปลี่ยนศาสนาแน่นอน… ไม่ว่าจะข้อมูลจากบันทึกประวัติศาสตร์หรือศาสตร์แห่งจิตวิทยามนุษย์ ทุกสิ่งหล่อหลอมให้ออเดรย์มองโลกในแง่ร้าย
หญิงสาวมองไปรอบตัวและอดไม่ได้ที่จะตัดพ้อ
หลักยึดเหนี่ยวของเทพธิดากำลังสั่นคลอนอย่างหนัก… หากไม่ใช่เพราะทางโบสถ์คอยแจกจ่ายอาหารในช่วงที่ผ่านมา ป่านนี้คงพังครืนโดยสมบูรณ์ไปแล้ว…
และออเดรย์ก็เข้าใจความหมายของสถานการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างดี หญิงสาวหลับตาเอียงคอพึมพำเงียบ:
ศึกระหว่างทวยเทพกำลังจะเริ่ม…
และผลลัพธ์ของสงครามใกล้จะได้ข้อสรุป
หลังจากพยักหน้าให้เมลิสซ่า ออเดรย์หันหลังและเดินไปทางประตูหลุมหลบภัย
ซูซี่ สุนัขโกลเดนรีทรีเวอร์ขนทองกำลังนั่งยองอย่างสงบนิ่งอยู่ที่นั่นประหนึ่งองครักษ์
“เธอ… ไม่คิดจะกลับไปจริงๆ หรือ?” ซูซี่หรี่เสียงถามพลางฟุดฟิดจมูก
นับตั้งแต่กรุงเบ็คลันด์เริ่มถูกตีโอบในตอนเช้า ออเดรย์ก็ถูกพามายังหลุมหลบภัยแห่งนี้และซ่อนตัวจนถึงปัจจุบัน จึงไม่มีโอกาสกลับไปยังคฤหาสน์ของตระกูลที่เขตราชินี แต่เมื่อการต่อสู้เริ่มทวีความรุนแรง เอิร์ลฮอลล์ตัดสินใจส่งคนมารบเร้าให้เธอกลับบ้าน จะได้ย้ายไปยังหลุมหลบภัยของขุนนางโดยเฉพาะ
ออเดรย์ส่ายหน้าพลางยิ้มจาง
“ฉันมีบางสิ่งที่ต้องทำ”
โดยไม่รอให้ซูซี่ตอบ เธอยิ้มและกล่าวต่อ
“เธอต้องอยู่ที่นี่และคอยแอบปลอบประโลมพวกเขาแทนฉัน อย่าให้เกิดความโกลาหลเด็ดขาด ถ้ามีใครอยากสัมผัสตัวเธอก็ปล่อยให้เขาทำ”
ซูซี่ลังเลสองวินาที
“…ตกลง”
ออเดรย์ไม่กล่าวคำใดต่อ เพียงเดินออกจากหลุมหลบภัยโดยที่ไม่มีทหารเวรยามคนใดสังเกตเห็น
ท้องฟ้าด้านนอกกำลังมืดครึ้ม อาคารหลายหลังพังถล่ม บางหลังอาบด้วยเปลวไฟที่ใกล้มอด ถนนหนทางโปร่งโล่งปราศจากคนเดิน
นี่คือเบ็คลันด์ที่ต่างออกไปจากความทรงจำของออเดรย์
เบ็คลันด์ตามปรกติจะมีสีโทนฟ้า เหลือง และเหลืองไข่ไก่ เป็นเมืองที่มีชีวิตชีวา รุ่งโรจน์ และเปี่ยมไปด้วยพลังงาน แต่ปัจจุบันเมืองหลวงแห่งอาณาจักรโลเอ็นกำลังถูกย้อมด้วยสีเทา ดำ และแดงสด เต็มไปด้วยความพังพินาศ โกลาหล และเงียบสงัด
เหลียวซ้ายแลขวาสักพักจนกระทั่งจับทิศทางได้ ออเดรย์ในชุดล่าสัตว์เดินตรงไปทางชายขอบของเมือง
สิ่งที่เธอต้องการจะทำนั้นไม่ซับซ้อน:..ไอลีนโนเวล
เข้าร่วมสงครามและพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อไม่ให้โลเอ็นพ่ายแพ้ก่อนที่ศึกระหว่างทวยเทพจะจบลง
แต่ถ้าลงเอยด้วยชัยชนะของฝ่ายศัตรู หญิงสาวก็มีวิธีรับมือแล้วเช่นกัน นั่นคือการใช้พลังอย่างฝังการชี้นำ สะกดจิต โรคระบาดทางจิต และอีกมากมายเพื่อป้องกันมิให้ทหารกับผู้วิเศษของฝ่ายศัตรูระบายอารมณ์ใส่พลเรือน รวมถึงลดทอนความเสียหายของสงครามให้ได้มากที่สุด
ท่ามกลางเปลวไฟที่ไหววูบ ออเดรย์รีบเดินผ่านไปจนกระทั่งลับสายตา
…
หมู่เกาะรอสต์ เมืองแห่งการให้ บายัม ภายในห้องชั้นบนสุดของมหาวิหารคลื่นสมุทร
เดนิสที่แต่งกายในชุดคลุมสีดำ กำลังเผชิญหน้ากับพระคาร์ดินัลผู้โด่งดังแห่งโบสถ์วายุสลาตัน อาวุโสใหญ่แห่งทูตพิพากษา แยนน์·ค็อตแมน
เมื่อเหลือบไปเห็นกล้ามต้นแขนอันบึกบึนใต้ชุดคลุมนักบวช เดนิสกลืนคำที่เตรียมไว้ลงคอและเรียบเรียงใหม่:
“ฉันมาด้วยเจตนาดี”
ด้วยเหตุผลบางประการ มันรู้สึกว่าผิวหนังของตนเริ่มชา ประหนึ่งมีสายฟ้าล่องหนกำลังกระโดดโลดเต้นอยู่ด้านบน
“เจตนาดี?” แยนน์·ค็อตแมนเจ้าของร่างกายกำยำบึกบึนแต่สง่างามคำรามต่ำ
ฟู่ว… โชคดีที่เราคิดเผื่อไว้แล้วว่าเส้นทางลูกเรือเป็นพวกฉุนเฉียวง่ายและไม่ค่อยขำมุกตลก และจะไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมใดทั้งนั้นในยามที่โทสะปะทุ… ก็เลยต้องมาคอยพูดเพราะกันแบบนี้… แม่เย็*! เดนิสพึมพำกับตัวเองพลางพยายามฝืนรักษารอยยิ้ม จากนั้นก็อธิบายเจตนารมณ์ของกลุ่มต่อต้าน
แยนน์·ค็อตแมนจ้องหน้าโจรสลัดที่คนดังที่ยังไม่แน่ชัดว่าออกจาก ‘ฝันทองคำ’ แล้วหรือยัง ตามด้วยพ่นลมหายใจ:
“ถ้าเราถอนกำลังหลักออกจากที่นี่… พวกนายจะปกป้องบายัมและหมู่เกาะข้างเคียงได้จริงหรือ? ถ้าทำไม่ได้ แล้วจะรับประกันได้อย่างไรว่าช่องทางรายได้ทั้งหมดของโลเอ็นจะปลอดภัย คิดว่ากองทัพร่วมฟุซัคเฟเนพ็อตอ่อนแอจนไม่สามารถทะลวงแนวป้องกันห่วยๆ ได้หรือ?”
ครึ่งเทพอย่างมันย่อมทราบแน่ชัดว่าเทพสมุทรคาเวทูว่าร่วงหล่นไปแล้ว เพียงแต่ยังไม่ใจว่าใครคือตัวแทน ‘เทพสมุทร’ คนใหม่ และตัวตนลึกลับดังกล่าวจะปกป้องหมู่เกาะรอสต์ได้จริงไหม
เป็นคำถามที่ดี… ถ้าอีกฝ่ายยิงคำถามที่สมเหตุสมผล ประตูแห่งการเจรจาก็จะเปิดออก… อันที่จริงเดนิสก็ไม่ทราบว่ากลุ่มต่อต้านจะใช้วิธีใดในการปกป้องช่องทางรายได้ของโลเอ็นขณะที่กองทัพและโบสถ์วายุถอนกำลังกลับไปช่วยเบ็คลันด์ มันเพียงเชื่อโดยไม่เคลือบแคลงว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์และมิสเตอร์ฟูลที่อยู่เบื้องหลังแข็งแกร่งมากพอที่จะรักษาสัญญา
ท่ามกลางกระแสความคิด เดนิสจ้องไปทางเจ้าสมุทรที่แผ่แรงกดดันมหาศาล:
“ฉันจะสวดวิงวอนถึงพระองค์และขอให้พระองค์ช่วยปกป้องหมู่เกาะรอสต์”
“โฮ่…” เจ้าสมุทร แยนน์·ค็อตแมนหรี่ตาลงและก้าวเข้าหา
ออร่าจากเส้นทางทรราชคุกคามหนักหน่วงจนเดนิสผงะถอยหลังสองก้าว มันรีบก้มหน้าลงและสวดวิงวอนเป็นการเร่งด่วน
“ข้ารับใช้แห่งท้องทะเลและโลกวิญญาณ ผู้พิทักษ์แห่งหมู่เกาะรอสต์ ผู้ปกครองมวลหมู่สัตว์ทะเล เจ้าแห่งคลื่นยักษ์และลมพายุ มหาคาเวทูว่า ได้โปรดส่งพลังของพระองค์ลงมาปกป้องหมู่เกาะแห่งนี้…”
สิ้นเสียงสวดวิงวอน เดนิสรีบมองออกไปนอกหน้าต่าง แต่ก็ไม่พบความผิดปรกติใดเลย
แยนน์·ค็อตแมนจ้องหัวจรดเท้าก่อนจะกล่าวเย้ยหยัน
“ดูเหมือนว่าเทพของนายจะไม่ตอบสนองนะ…”
“แฮ่ม!” เดนิสกระแอมแห้งด้วยหัวใจที่เต้นระรัวราวกับกลองศึก
ทันใดนั้นเอง ท้องฟ้าด้านนอกมืดลงกะทันหัน ประหนึ่งเมฆดำจำนวนมากถูกคลื่นย้ายมาที่นี่จนแสงอาทิตย์ถูกบดบัง
เจ้าสมุทร แยนน์·ค็อตแมนรีบมองออกไปนอกหน้าต่างตามสัญชาตญาณ จากนั้นก็พบว่าท้องฟ้าที่ดำมืดทอดยาวไปจนถึงเส้นขอบฟ้า
เนื่องจากน่านน้ำหมู่เกาะรอสต์คือ ‘เขตการปกครอง’ ของมัน เจ้าสมุทรรายนี้จึงมองเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดผ่านนิมิต:
หมู่เกาะรอสต์ทั้งหมดรวมถึงน่านน้ำโดยรอบกำลังถูกหมอกหนาปกคลุม กลายเป็นดินแดนที่ดูไม่สมจริง
นกทะเลตัวหนึ่งบินเข้ามาในหมอกและพยายามลงจอดบนท่าเรือ แต่สุดท้ายก็ทำไม่สำเร็จ
พลเมืองทั่วไปบนเกาะยังชีวิตไปตามปรกติ เพียงแค่รู้สึกว่าพายุกำลังจะก่อตัว
นี่มัน… รูม่านตาสีน้ำเงินเข้มของแยนน์·ค็อตแมนหดเกร็งรุนแรง จากนั้นก็รีบหันมาจ้องเดนิสผู้อ้างตัวว่าเป็นข้ารับใช้แห่งเทพสมุทร
เดนิสอ้าปากค้างเล็กน้อยโดยไม่หุบลง ความตกตะลึงของมันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าที่แยนน์·ค็อตแมนรู้สึก
หลายวินาทีถัดมา หมอกหนาสลายตัวไปพร้อมกับเงาดำบนท้องฟ้า บรรยากาศรอบหมู่เกาะรอสต์กลับมาเป็นปรกติ
“…” เดนิสกะพริบตาถี่ จนกระทั่งเห็นว่าเจ้าสมุทรหันกลับมาจ้องตนอีกครั้ง มันรีบกล่าวพลางหัวเราะในลำคอ “พระองค์ตอบสนองแล้ว”
ขณะกล่าว โจรสลัดคนดังที่มีค่าหัวเกินหนึ่งหมื่นปอนด์ตบหน้าตัวเองหนึ่งฉาดในใจ
แม่เย็*! เดนิส! กล้าดียังไงถึงสงสัยในตัวมิสเตอร์ฟูล? ต…แต่ว่า มิสเตอร์ฟูลทรงพลังขนาดนี้เชียว?
แยนน์·ค็อตแมนเงียบงันไปหลายวินาที:
“ทางเราจะรับข้อเสนอนี้ไว้พิจารณา… ขอปรึกษาหารือกับบุคคลสำคัญในบายัมก่อน จะมอบคำตอบในอีกหนึ่งชั่วโมงให้หลัง”
เดนิสเชิดคางพลางยกมุมปาก
“แล้วจะรอนะ”
กล่าวจบ มันทำตามสัญชาตญาณของนักล่าโดยการแสดงความเคารพพอเป็นพิธีก่อนจะเดินออกจากห้อง
ท่ามกลางเสียงประตูไม้เสียดสี เส้นสายฟ้าจำนวนมากปรากฏขึ้นภายในดวงตาสีฟ้าของแยนน์·ค็อตแมน
…
เหนือสายหมอกสีเทา ภายในวังโบราณ
ไคลน์โยน ‘ม่าน’ กลับเข้าไปในหม้อโลหะและทำการผนึกอีกครั้ง
เมื่อครู่มันเพิ่งใช้ตะกอนพลังลำดับ 1 อย่างบริวารเร้นลับในการระดมพลังมิติเหนือสายหมอกและสร้างความตกตะลึงให้กับแยนน์·ค็อตแมน
ในอีกครึ่งวัน ตะกอนพลังบริวารเร้นลับจะถูกสกัดออก และส่วนที่เหลือสามารถนำไปปรุงเป็นโอสถผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ได้ทันที… อา… แต่ถ้าตะกอนพลังเหลือแค่ลำดับ 2 เมื่อใด เราสามารถลองระดมพลังของปราสาทต้นกำเนิดเพื่อป่นมันและแยกตะกอนพลังของปราชญ์เร้นลับกับจอมเวทพิสดารออก วิธีนี้จะช่วยลดอันตรายในการดื่มโอสถได้หลายระดับ… ไคลน์พึมพำก่อนจะส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริง
สถานที่ปัจจุบันของมันมิใช่ดินแดนอันรกร้างและมืดมิดอีกต่อไป หากแต่เป็นวังราชาคนยักษ์ที่มีแสงสนธยาถูกแช่แข็ง
ชายหนุ่มรีบรุดหน้ามายังวังราชาคนยักษ์ก่อนที่ทีมสำรวจของเมืองเงินพิสุทธิ์จะเดินทางถึงค่ายหมู่บ้านยามบ่าย
ท่ามกลางแสงสนธยาสีส้ม ไคลน์สัมผัสถึงออร่าความเสื่อมทรามและอ่อนล้า มันแหงนหน้ามองอาคารที่ตั้งเด่นตระหง่านในตำแหน่งสูงสุด
ตำหนักและหอคอยจำนวนมากยังคงยิ่งใหญ่อลังการเฉกเช่นในยุคสมัยที่สอง ราวกับเป็นตำนานที่ยังหลงเหลือมาถึงปัจจุบัน
ไม่สิ ไม่ใช่ราวกับ แต่นี่คือตำนานของจริง
ไคลน์มีแผนจะเปิดตำหนักบรรทมของเทวทูตมืดซาสเรียก่อนที่ทีมสำรวจเมืองเงินพิสุทธิ์จะเดินทางมาถึง
ด้วยวิธีข้างต้น หากมีสิ่งไม่คาดฝันรออยู่ด้านใน ทีมสำรวจของเมืองเงินพิสุทธิ์จะได้มีเวลาเตรียมตัวรับมือ สำหรับอันตรายที่ไคลน์อาจได้รับ มันไม่กังวลสักเท่าไร เพราะผู้ทำการทดลองไม่ใช่ใครนอกจากภาพฉายทางประวัติศาสตร์
หมู่เกาะรอสต์ ในป่าดงดิบด้านนอกเมืองบายัม
ผู้นำกลุ่มต่อต้านที่มารวมตัวกันในถ้ำ กำลังจ้องมองข้ารับใช้แห่งเทพสมุทรผู้แต่งกายในชุดคลุมสีดำ ขนคิ้วสีทอง และดวงตาสีน้ำเงินเข้มด้วยความเคารพยำเกรง
“ท่านเดนิส นี่คือโอกาส!” ชายหัวล้านเคราสีครามผู้นั่งบนรถเข็น ไครัท กล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
พวกพ้องของมัน เอ็ดมันตันผู้แต่งหน้าด้วยแถบสีแดงสั้น รีบเสริมทันที
“ท่านเดนิส หน่วยข่าวกรองของเรายืนยันว่าบายัมกำลังวุ่นวายสุดขีด ไม่ว่าจะโบสถ์วายุสลาตันหรือเทศบาล ทุกคนต่างพะว้าพะวังกับเรื่องที่กรุงเบ็คลันด์กำลังถูกกองทัพฟุซัคล้อมโจมตี”
กล่าวถึงตรงนี้ เอ็ดมันตันชำเลืองไปทางไครัทและส่งสัญญาณให้คนที่รับผิดชอบก้าวออกมาเล่าถึงรายละเอียด
ไครัทจ้องลอร์ดเดนิสรักษามาดครึ่งขรึมก่อนจะเรียบเรียงประโยค:
“พวกมันกำลังขัดแย้งภายในอย่างชัดเจน บางส่วนต้องการส่งกองทัพกลับไปช่วยเบ็คลันด์ แต่บางส่วนยืนกรานว่าจะคอยปักหลักปกป้องบายัมและหมู่เกาะรอสต์เพื่อให้เป็นฐานที่มั่นสำคัญ… ความขัดแย้งดังกล่าวทำให้กองทัพกับโบสถ์วายุกำลังคิดไม่ตกและเผยช่องโหว่เต็มไปหมด… ท่านเดนิส นี่คือโอกาสของเรา! หากยอมทำตามข้อเสนอของกองทัพฟุซัคและเฟเนพ็อต เราสามารถร่วมมือกับพวกนั้นเพื่อทวงคืนอาณาจักรกลับมาเป็นของตัวเองได้!”
ก็เป็นโอกาสจริงๆ นั่นแหละ… แต่อำนาจตัดสินใจอยู่กับฉันหรือไง? ฉันไม่ได้โง่สักหน่อย! เดนิสที่ฟังข้อเสนอของผู้นำกลุ่มต่อต้านอย่างเงียบงันทำได้เพียงรำพันในใจ
ในฐานะที่เกิดมาเป็นชาวอินทิส โจรสลัดและนักล่าสมบัติคนดังรายนี้ย่อมไม่ตะขิดตะขวงใจที่จะโจมตีอาณานิคมของโลเอ็น ภายในใจปราศจากความลังเลหรือสงสารโดยสิ้นเชิง
แต่แน่นอน มันไม่ได้รู้สึกผูกพันกับอินทิสสักเท่าไร และอันที่จริง สมัยยังเป็นนักล่าสมบัติกึ่งโจรสลัด เดนิสชื่นชอบการปล้นเรือสินค้าสัญชาติอินทิสมากเป็นพิเศษ เพราะนั่นหมายถึงบนเรือจะเต็มไปด้วยสินค้าราคาแพง
การที่เดนิสยังไม่ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดหลังจากได้ฟังคำแนะนำจากบรรดาผู้นำกลุ่มต่อต้าน เป็นเพราะ ‘นักวางแผน’ อย่างมันมีสติปัญญาสูงพอจะตระหนักจุดยืนของตัวเอง:
ตัวมันเป็นแค่เครื่องมือสื่อสารเท่านั้น!
เครื่องมือที่คอยรับส่งข้อความระหว่างหัวหน้ากลุ่มผู้นำและเกอร์มัน·สแปร์โรว์!
เกอร์มัน·สแปร์โรว์น่าจะเป็นชาวโลเอ็น ถ้าเราลงมือในเรื่องสำคัญส่งเดช มีแววที่จะไม่อยู่จนเห็นดวงอาทิตย์ของวันถัดไป… แต่ในอดีตที่ผ่านมา หมอนั่นทำตัวเหมือนไม่แยแสโลเอ็นเลยสักนิด… แม่เย็*! คนอะไรเข้าใจยากชะมัด! เดนิสกระแอมแห้งก่อนจะมองไปรอบตัว
“นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก… จงไปเตรียมแท่นบูชาที่สะอาดและเงียบสงบ ฉันจะสวดวิงวอนถึงพระองค์”
สำหรับองค์กรที่นับถือเทพสมุทร คำขอร้องเช่นนี้ถือว่าปรกติในสายตาสาวกเดนตายอย่างไครัท เอ็ดมันตัน และคนที่เหลือ อาจพูดได้ว่าเป็นสิ่งที่พวกมันคาดหวังให้เกิดขึ้น ทุกคนจึงเร่งมือจัดเตรียมพิธีกรรมด้วยความกระฉับกระเฉง
…
กลุ่มต่อต้านบนหมู่เกาะรอสต์เริ่มทนนิ่งดูดายไม่ไหวแล้วหรือ… พวกเขาอยู่มาได้นานขนาดนี้เพราะมีการสนับสนุนลับๆ จากกองทัพเฟเนพ็อตและฟุซัค ไม่อย่างนั้นคงถูกกองทัพโลเอ็นกับโบสถ์วายุกวาดล้างไปนานแล้ว… และเป็นเราเองที่บอกให้พวกเขารับความช่วยเหลือจากอาณาจักรต่างๆ … ไคลน์ถอนหายใจยาวหลังได้ยินรายงานจากเดนิส
มันกำลังนั่งเคาะขอบโต๊ะทองแดงยาวภายในวังโบราณ หลังจากไตร่ตรองสักพักก็ตัดสินใจเสกเกอร์มัน·สแปร์โรว์ขึ้นมา
นักผจญภัยเสียสติรีบทำท่าสวดวิงวอนอย่างเคร่งขรึมและพูดเสียงต่ำ
“…อาศัยโอกาสนี้เจรจากับเบื้องบนของโบสถ์วายุสลาตันและเทศบาล สร้างแรงกดดันให้พวกมัน… เป้าหมายคือการบีบบังคับให้พวกมันยอมรับแนวคิดที่จะให้ชนพื้นเมืองของหมู่เกาะรอสต์บริหารดินแดนด้วยตัวเอง…”
“…กองกำลังต่อต้านจะให้คำมั่นสัญญาว่า ทางเราจะช่วยปกป้องช่องทางรายได้ของโลเอ็นทั้งหมดบนเกาะ ดังนั้นพวกมันสามารถส่งกองทัพกลับไปช่วยเหลือเมืองหลวงได้อย่างสบายใจ…”
…
ณ แท่นบูชาที่สะอาดและเงียบสงบ เดนิสที่ได้รับการตอบสนองเหยียดหลังตั้งตรง
มันหันไปพูดกับกลุ่มผู้นำที่ยืนรอด้านนอกด้วยเสียงเคร่งขรึม
“ฉันได้รับวิวรณ์… พระองค์ตรัสว่าประชาชนทุกคนของพระองค์ล้วนมีค่า ห้ามเซ่นสังเวยใครไปเพียงเพราะกระหายสงครามเด็ดขาด… พวกเราจะไม่เป็นฝ่ายเริ่มสงครามกับใคร แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเราจะกลัว… กล่าวคือ อันดับแรกให้อาศัยสถานการณ์ที่ได้เปรียบในปัจจุบันเพื่อเจรจากดดันกับเบื้องบนของโบสถ์วายุและกองทัพโลเอ็น บีบบังคับให้พวกมันยอมรับข้อเสนอที่ฝ่ายเราพึงพอใจ… แต่ถ้าพวกมันยังยืนกราน… ก็เตรียมแตกหักกันได้เลย… พระองค์ตรัสว่า มนุษย์ไม่ควรลืมความแค้น แต่อย่านำมันมาบดบังเหตุและผล สิ่งสำคัญที่สุดคืออนาคตอันสดใสของทุกคน”
หลังจากกลายเป็นนักวางแผน เดนิสเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของพลังแห่งการโน้มน้าว ทุกคำอธิบายของมันถึงถูกขัดเกลาและปรับแต่งให้ใหม่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด มีหลายครั้งที่ความคิดจุดบรรเจิดพรั่งพรูเข้ามาในสมองขณะเปิดปากพูด
ผู้นำกองกำลังต่อต้านอย่างไครัทและเอ็ดมันตันล้วนเกลียดชังโลเอ็นเข้ากระดูกดำ แต่ตอนนี้กลับมองว่าพระวจนะของเทพสมุทรที่ลอร์ดเดนิสถ่ายทอดนั้นฟังดูสมเหตุสมผลและเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา พวกมันตระหนักถึงความแข็งแกร่งของ ‘เจ้าสมุทร’ ได้ดีกว่าใคร หากสงครามดำเนินไปถึงจุดที่มีการหลั่งเลือดโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม เกราะภูเขาครามซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองบายัมคงถูกคลื่นยักษ์ถาโถมจนกลายเป็นเพียงซากปรักหักพัง และชนพื้นเมืองจำนวนมากจะล้มตายโดยมิอาจขัดขืน
จริงอยู่ที่เหล่ายอดฝีมือของฟุซัคและเฟเนพ็อตอาจแข็งแกร่งพอที่จะป้องกันมิให้เหตุการณ์ลงเอยด้วยผลลัพธ์เลวร้ายที่สุด แต่พวกมันจะปกป้องความเสียหายของหมู่เกาะรอสต์ได้สักเท่าไรกันเชียว?
ไครัทและเอ็ดมันตันมิได้ไว้ใจฝ่ายเฟเนพ็อตกับฟุซัคเต็มร้อย เพราะมองว่าชาวจักรวรรดิเหล่านี้ไม่แตกต่างจากโลเอ็นที่จ้องแต่จะยึดครองดินแดนอาณานิคม โจรคนเถื่อนจากทางเหนือสามารถฉีกหน้ากากและเผยธาตุแท้ออกมาได้ทุกเมื่อ
ความเงียบงันเข้าปกคลุมสักพัก ไครัทบนรถเข็นจ้องหน้าชายในชุดคลุมสีดำข้างแท่นบูชาและกล่าว
“ท่านเดนิส พวกเรายินดีทำทุกสิ่งเพื่อทวงคืนดินแดนอย่างสันติ”
มันเว้นวรรค
“หน่วยข่าวกรองของเราแจ้งเข้ามาว่า บุคคลที่มีอำนาจตัดสินใจสุดท้ายบนหมู่เกาะรอสต์คือเจ้าสมุทร แยนน์·ค็อตแมน คงเป็นการดีกว่าหากจะติดต่อกับชายคนนั้นโดยตรง”
เดนิสพยักหน้าแผ่วเบา
“ฉันก็คิดแบบนั้น… พวกเราต้องส่งใครสักคนไปเป็นตัวแทนเผชิญหน้ากับแยนน์·ค็อตแมนในบายัม…”
ขณะเตรียมถามว่าใครจะอาสา เดนิสพบว่าสายตาของไครัท เอ็ดมันตัน และคนที่เหลือต่างจดจ้องมายังใบหน้าของตนโดยพร้อมเพรียง ราวกับต้องการจะบอกว่าไม่มีใครเหมาะสมที่จะเป็นตัวแทนไปกว่าข้ารับใช้แห่งเทพสมุทรและโจรสลัดคนดังอีกแล้ว
…แม่เย็*! เดนิสสบถเงียบขณะมองไปทางฝูงชน จากนั้นก็ฉุกคิดบางสิ่ง
“อา… วีรกรรมครั้งนี้ถือเป็นเกียรติยศอย่างใหญ่หลวงสำหรับพวกเราทุกคน ฉันรู้ว่าพวกนายล้วนต้องการอาสาเป็นผู้เสียสละแด่พระองค์เพื่อแลกกับคะแนนผลงาน… ดังนั้น มาจับสลากตัดสินกันเถอะว่าใครจะโชคดีได้ไป วิธีนี้ยุติธรรมที่สุดแล้ว”
“ไม่คัดค้าน” ไครัทและคนที่เหลือตอบสนองโดยไม่ลังเล
ไม่กี่นาทีถัดมา เดนิสก้มหน้าจ้องไพ่ในมือด้วยมุมปากสั่นกระตุกแผ่วเบา
…
เมืองเงินพิสุทธิ์ ภายในห้องเจ้าเมืองด้านบนสุดของหอคอย
โคลินจ้องเดอร์ริคที่มีพัฒนาการด้านร่างกายน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับคนรอบข้าง
“คุณพร้อมหรือยัง?”
เดอร์ริคผู้กำลังถือค้อนยักษ์ ‘เทพสายฟ้าคำราม’ ที่มีด้ามเป็นกระดูกแข้งสีขาวและมีสายฟ้ารายล้อม พยักหน้าพลางตอบเคร่งขรึม
“พร้อมครับ”
รูปลักษณ์ของมันดูไม่เหมือนผู้วิเศษเส้นทางสุริยัน หากแต่คล้ายกับนักรบคลั่ง
โคลิน·อีเลียดเจ้าของผมหงอกและรอยแผลเป็นเก่า เบือนสายตาไปทางโลเฟียร์และถาม
“คุณพร้อมไหม”
โลเฟียร์เจ้าของผมสีเทาเงินและดวงตาสีเทาอ่อน ปัจจุบันมิได้แต่งกายในชุดคลุมสีดำปักลายม่วงเหมือนเคย หากแต่เป็นชุดเกราะสีดำเต็มอัตราศึก
หญิงสาวพยักหน้าแผ่วเบา
“ไม่มีปัญหา”
นักล่าปีศาจโคลินที่ปัจจุบันกลายเป็น ‘อัศวินสีเงิน’ หันไปมองทุกคนในห้องและไล่ถามแบบเดียวกัน
หลังจากได้รับคำตอบในเชิงบวก โคลินย่างกรายไปทางผนังห้องและดึงดาบสองเล่มที่แขวนอยู่ลงมาสะพายหลัง
“ออกเดินทางได้” เจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ออกคำสั่งเสียงขรึม
เป็นอีกครั้งที่ทีมสำรวจซึ่งนำโดยโคลินจะออกเดินทางไปยังค่ายในหมู่บ้านยามบ่าย เป้าหมายคือการสำรวจลึกเข้าไปในวังราชาคนยักษ์และมองหาทางออกไปยังทะเลที่แท้จริง
ท่ามกลางเสียงโลหะกระทบดังเป็นจังหวะ โลเฟียร์ เดอร์ริค และคนที่เหลือต่างเดินตามหลังเจ้าเมืองอย่างเงียบงัน มุ่งหน้าออกจากห้องและลงบันไดวนอย่างเป็นระเบียบตามลำดับ
ระหว่างทางได้พบกับหกสภาอาวุโสคนที่เหลืออย่างฮอยต์·เฌอมงต์ รวมถึงชาวเมืองที่คอยทำงานในหอคอย
หลายคนยืนรอหลังราวบันได หลายคนยืนบนขั้นบันไดใหญ่ สีหน้าทุกคนเปี่ยมไปด้วยความเคร่งขรึมประหนึ่งกำลังยืนส่งหน่วยสำรวจที่เป็นความหวังสูงสุดเท่าที่เมืองเงินพิสุทธิ์เคยมีมา
ไม่มีใครส่งเสียงแม้แต่คนเดียว หอคอยทั้งหลังถูกปกคลุมด้วยความเงียบสงัดสุดขีด แต่เมื่อโคลินและทีมเดินผ่าน เหล่าชาวเมืองจะยกมือขวาขึ้นและวางกำปั้นไว้บนกึ่งกลางหน้าผาก
โคลินและทีมเดินลงจากหอคอยโดยมีเสียงดังกล่าวเกิดขึ้นตลอดทาง จนกระทั่งมาถึงบริเวณถนนภายในเมือง
พวกมันเริ่มจุดโคมไฟที่ทำจากหนังสัตว์
ท่ามกลางแสงสีเหลืองสลัว ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ทยอยเดินออกจากบ้านและยืนรอริมถนน
พวกมันเฝ้ามองหน่วยสำรวจที่มีเดอร์ริคและคนอื่นๆ ด้วยสายตาชื่นชมเจือคาดหวัง จากนั้นก็ค่อยๆ ยกแขนขวาขึ้นและวางกำปั้นลงบนกึ่งกลางหน้าผาก
โดยไม่รู้ตัวเดอร์ริคเหยียดหลังตั้งตรงด้วยหัวใจที่เร่าร้อน
เป็นเช่นนี้ไปตลอดทางจนกระทั่งทีมสำรวจเดินพ้นประตูเมืองเงินพิสุทธิ์อย่างเป็นทางการ
ราวกับทุกคนมีความคิดแบบเดียวกัน ทันทีที่โคลิน โลเฟียร์ และคนที่เหลือเดินพ้นแนวรักษาความปลอดภัยของเมือง พวกมันต่างหันหลังกลับไปมองบ้านเกิดที่ถูกความมืดปกคลุมมานาน 2,584 ปี
ทีมสำรวจทุกคนพบว่าชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ยังคงไม่กลับเข้าไปในบ้าน หลายคนมายืนออกันที่ประตูเพื่อส่งพวกมันจนถึงวินาทีสุดท้าย
ทันใดนั้น ทั้งหมดยกแขนขวาขึ้นและนำกำปั้นวางลงบนหน้าผากอีกครั้ง
นี่มิได้เป็นเพียงท่าแสดงความเคารพขั้นสูงสุดของเมือง แต่ยังเป็นการขอให้เหล่าทวยเทพอำนวยพรขั้นสูงสุด
โคลิน·อีเลียดยืนจ้องนานหลายวินาที จากนั้นก็หลับตาลงพลางยกมือขวาขึ้นมาโบก
“ออกเดินทางได้!”
เดอร์ริคและคนที่เหลือต่างหันหลังกลับโดยยังถือตะเกียงหนังสัตว์ไว้ในมือ ทุกย่างก้าวที่ย่ำไปลงบนดินล้วนอัดแน่นไปด้วยความมุ่งมั่น
ปลายทาง: วังราชาคนยักษ์
………………………………….
หมู่เกาะรอสต์ ในป่าดงดิบด้านนอกเมืองบายัม
ผู้นำกลุ่มต่อต้านที่มารวมตัวกันในถ้ำ กำลังจ้องมองข้ารับใช้แห่งเทพสมุทรผู้แต่งกายในชุดคลุมสีดำ ขนคิ้วสีทอง และดวงตาสีน้ำเงินเข้มด้วยความเคารพยำเกรง
“ท่านเดนิส นี่คือโอกาส!” ชายหัวล้านเคราสีครามผู้นั่งบนรถเข็น ไครัท กล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
พวกพ้องของมัน เอ็ดมันตันผู้แต่งหน้าด้วยแถบสีแดงสั้น รีบเสริมทันที
“ท่านเดนิส หน่วยข่าวกรองของเรายืนยันว่าบายัมกำลังวุ่นวายสุดขีด ไม่ว่าจะโบสถ์วายุสลาตันหรือเทศบาล ทุกคนต่างพะว้าพะวังกับเรื่องที่กรุงเบ็คลันด์กำลังถูกกองทัพฟุซัคล้อมโจมตี”
กล่าวถึงตรงนี้ เอ็ดมันตันชำเลืองไปทางไครัทและส่งสัญญาณให้คนที่รับผิดชอบก้าวออกมาเล่าถึงรายละเอียด
ไครัทจ้องลอร์ดเดนิสรักษามาดครึ่งขรึมก่อนจะเรียบเรียงประโยค:
“พวกมันกำลังขัดแย้งภายในอย่างชัดเจน บางส่วนต้องการส่งกองทัพกลับไปช่วยเบ็คลันด์ แต่บางส่วนยืนกรานว่าจะคอยปักหลักปกป้องบายัมและหมู่เกาะรอสต์เพื่อให้เป็นฐานที่มั่นสำคัญ… ความขัดแย้งดังกล่าวทำให้กองทัพกับโบสถ์วายุกำลังคิดไม่ตกและเผยช่องโหว่เต็มไปหมด… ท่านเดนิส นี่คือโอกาสของเรา! หากยอมทำตามข้อเสนอของกองทัพฟุซัคและเฟเนพ็อต เราสามารถร่วมมือกับพวกนั้นเพื่อทวงคืนอาณาจักรกลับมาเป็นของตัวเองได้!”
ก็เป็นโอกาสจริงๆ นั่นแหละ… แต่อำนาจตัดสินใจอยู่กับฉันหรือไง? ฉันไม่ได้โง่สักหน่อย! เดนิสที่ฟังข้อเสนอของผู้นำกลุ่มต่อต้านอย่างเงียบงันทำได้เพียงรำพันในใจ
ในฐานะที่เกิดมาเป็นชาวอินทิส โจรสลัดและนักล่าสมบัติคนดังรายนี้ย่อมไม่ตะขิดตะขวงใจที่จะโจมตีอาณานิคมของโลเอ็น ภายในใจปราศจากความลังเลหรือสงสารโดยสิ้นเชิง
แต่แน่นอน มันไม่ได้รู้สึกผูกพันกับอินทิสสักเท่าไร และอันที่จริง สมัยยังเป็นนักล่าสมบัติกึ่งโจรสลัด เดนิสชื่นชอบการปล้นเรือสินค้าสัญชาติอินทิสมากเป็นพิเศษ เพราะนั่นหมายถึงบนเรือจะเต็มไปด้วยสินค้าราคาแพง
การที่เดนิสยังไม่ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดหลังจากได้ฟังคำแนะนำจากบรรดาผู้นำกลุ่มต่อต้าน เป็นเพราะ ‘นักวางแผน’ อย่างมันมีสติปัญญาสูงพอจะตระหนักจุดยืนของตัวเอง:
ตัวมันเป็นแค่เครื่องมือสื่อสารเท่านั้น!
เครื่องมือที่คอยรับส่งข้อความระหว่างหัวหน้ากลุ่มผู้นำและเกอร์มัน·สแปร์โรว์!
เกอร์มัน·สแปร์โรว์น่าจะเป็นชาวโลเอ็น ถ้าเราลงมือในเรื่องสำคัญส่งเดช มีแววที่จะไม่อยู่จนเห็นดวงอาทิตย์ของวันถัดไป… แต่ในอดีตที่ผ่านมา หมอนั่นทำตัวเหมือนไม่แยแสโลเอ็นเลยสักนิด… แม่เย็*! คนอะไรเข้าใจยากชะมัด! เดนิสกระแอมแห้งก่อนจะมองไปรอบตัว
“นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก… จงไปเตรียมแท่นบูชาที่สะอาดและเงียบสงบ ฉันจะสวดวิงวอนถึงพระองค์”
สำหรับองค์กรที่นับถือเทพสมุทร คำขอร้องเช่นนี้ถือว่าปรกติในสายตาสาวกเดนตายอย่างไครัท เอ็ดมันตัน และคนที่เหลือ อาจพูดได้ว่าเป็นสิ่งที่พวกมันคาดหวังให้เกิดขึ้น ทุกคนจึงเร่งมือจัดเตรียมพิธีกรรมด้วยความกระฉับกระเฉง
…
กลุ่มต่อต้านบนหมู่เกาะรอสต์เริ่มทนนิ่งดูดายไม่ไหวแล้วหรือ… พวกเขาอยู่มาได้นานขนาดนี้เพราะมีการสนับสนุนลับๆ จากกองทัพเฟเนพ็อตและฟุซัค ไม่อย่างนั้นคงถูกกองทัพโลเอ็นกับโบสถ์วายุกวาดล้างไปนานแล้ว… และเป็นเราเองที่บอกให้พวกเขารับความช่วยเหลือจากอาณาจักรต่างๆ … ไคลน์ถอนหายใจยาวหลังได้ยินรายงานจากเดนิส
มันกำลังนั่งเคาะขอบโต๊ะทองแดงยาวภายในวังโบราณ หลังจากไตร่ตรองสักพักก็ตัดสินใจเสกเกอร์มัน·สแปร์โรว์ขึ้นมา
นักผจญภัยเสียสติรีบทำท่าสวดวิงวอนอย่างเคร่งขรึมและพูดเสียงต่ำ
“…อาศัยโอกาสนี้เจรจากับเบื้องบนของโบสถ์วายุสลาตันและเทศบาล สร้างแรงกดดันให้พวกมัน… เป้าหมายคือการบีบบังคับให้พวกมันยอมรับแนวคิดที่จะให้ชนพื้นเมืองของหมู่เกาะรอสต์บริหารดินแดนด้วยตัวเอง…”
“…กองกำลังต่อต้านจะให้คำมั่นสัญญาว่า ทางเราจะช่วยปกป้องช่องทางรายได้ของโลเอ็นทั้งหมดบนเกาะ ดังนั้นพวกมันสามารถส่งกองทัพกลับไปช่วยเหลือเมืองหลวงได้อย่างสบายใจ…”
…
ณ แท่นบูชาที่สะอาดและเงียบสงบ เดนิสที่ได้รับการตอบสนองเหยียดหลังตั้งตรง
มันหันไปพูดกับกลุ่มผู้นำที่ยืนรอด้านนอกด้วยเสียงเคร่งขรึม
“ฉันได้รับวิวรณ์… พระองค์ตรัสว่าประชาชนทุกคนของพระองค์ล้วนมีค่า ห้ามเซ่นสังเวยใครไปเพียงเพราะกระหายสงครามเด็ดขาด… พวกเราจะไม่เป็นฝ่ายเริ่มสงครามกับใคร แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเราจะกลัว… กล่าวคือ อันดับแรกให้อาศัยสถานการณ์ที่ได้เปรียบในปัจจุบันเพื่อเจรจากดดันกับเบื้องบนของโบสถ์วายุและกองทัพโลเอ็น บีบบังคับให้พวกมันยอมรับข้อเสนอที่ฝ่ายเราพึงพอใจ… แต่ถ้าพวกมันยังยืนกราน… ก็เตรียมแตกหักกันได้เลย… พระองค์ตรัสว่า มนุษย์ไม่ควรลืมความแค้น แต่อย่านำมันมาบดบังเหตุและผล สิ่งสำคัญที่สุดคืออนาคตอันสดใสของทุกคน”
หลังจากกลายเป็นนักวางแผน เดนิสเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของพลังแห่งการโน้มน้าว ทุกคำอธิบายของมันถึงถูกขัดเกลาและปรับแต่งให้ใหม่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด มีหลายครั้งที่ความคิดจุดบรรเจิดพรั่งพรูเข้ามาในสมองขณะเปิดปากพูด
ผู้นำกองกำลังต่อต้านอย่างไครัทและเอ็ดมันตันล้วนเกลียดชังโลเอ็นเข้ากระดูกดำ แต่ตอนนี้กลับมองว่าพระวจนะของเทพสมุทรที่ลอร์ดเดนิสถ่ายทอดนั้นฟังดูสมเหตุสมผลและเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา พวกมันตระหนักถึงความแข็งแกร่งของ ‘เจ้าสมุทร’ ได้ดีกว่าใคร หากสงครามดำเนินไปถึงจุดที่มีการหลั่งเลือดโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม เกราะภูเขาครามซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองบายัมคงถูกคลื่นยักษ์ถาโถมจนกลายเป็นเพียงซากปรักหักพัง และชนพื้นเมืองจำนวนมากจะล้มตายโดยมิอาจขัดขืน
จริงอยู่ที่เหล่ายอดฝีมือของฟุซัคและเฟเนพ็อตอาจแข็งแกร่งพอที่จะป้องกันมิให้เหตุการณ์ลงเอยด้วยผลลัพธ์เลวร้ายที่สุด แต่พวกมันจะปกป้องความเสียหายของหมู่เกาะรอสต์ได้สักเท่าไรกันเชียว?
ไครัทและเอ็ดมันตันมิได้ไว้ใจฝ่ายเฟเนพ็อตกับฟุซัคเต็มร้อย เพราะมองว่าชาวจักรวรรดิเหล่านี้ไม่แตกต่างจากโลเอ็นที่จ้องแต่จะยึดครองดินแดนอาณานิคม โจรคนเถื่อนจากทางเหนือสามารถฉีกหน้ากากและเผยธาตุแท้ออกมาได้ทุกเมื่อ
ความเงียบงันเข้าปกคลุมสักพัก ไครัทบนรถเข็นจ้องหน้าชายในชุดคลุมสีดำข้างแท่นบูชาและกล่าว
“ท่านเดนิส พวกเรายินดีทำทุกสิ่งเพื่อทวงคืนดินแดนอย่างสันติ”
มันเว้นวรรค
“หน่วยข่าวกรองของเราแจ้งเข้ามาว่า บุคคลที่มีอำนาจตัดสินใจสุดท้ายบนหมู่เกาะรอสต์คือเจ้าสมุทร แยนน์·ค็อตแมน คงเป็นการดีกว่าหากจะติดต่อกับชายคนนั้นโดยตรง”
เดนิสพยักหน้าแผ่วเบา
“ฉันก็คิดแบบนั้น… พวกเราต้องส่งใครสักคนไปเป็นตัวแทนเผชิญหน้ากับแยนน์·ค็อตแมนในบายัม…”
ขณะเตรียมถามว่าใครจะอาสา เดนิสพบว่าสายตาของไครัท เอ็ดมันตัน และคนที่เหลือต่างจดจ้องมายังใบหน้าของตนโดยพร้อมเพรียง ราวกับต้องการจะบอกว่าไม่มีใครเหมาะสมที่จะเป็นตัวแทนไปกว่าข้ารับใช้แห่งเทพสมุทรและโจรสลัดคนดังอีกแล้ว
…แม่เย็*! เดนิสสบถเงียบขณะมองไปทางฝูงชน จากนั้นก็ฉุกคิดบางสิ่ง
“อา… วีรกรรมครั้งนี้ถือเป็นเกียรติยศอย่างใหญ่หลวงสำหรับพวกเราทุกคน ฉันรู้ว่าพวกนายล้วนต้องการอาสาเป็นผู้เสียสละแด่พระองค์เพื่อแลกกับคะแนนผลงาน… ดังนั้น มาจับสลากตัดสินกันเถอะว่าใครจะโชคดีได้ไป วิธีนี้ยุติธรรมที่สุดแล้ว”
“ไม่คัดค้าน” ไครัทและคนที่เหลือตอบสนองโดยไม่ลังเล
ไม่กี่นาทีถัดมา เดนิสก้มหน้าจ้องไพ่ในมือด้วยมุมปากสั่นกระตุกแผ่วเบา
…
เมืองเงินพิสุทธิ์ ภายในห้องเจ้าเมืองด้านบนสุดของหอคอย
โคลินจ้องเดอร์ริคที่มีพัฒนาการด้านร่างกายน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับคนรอบข้าง
“คุณพร้อมหรือยัง?”
เดอร์ริคผู้กำลังถือค้อนยักษ์ ‘เทพสายฟ้าคำราม’ ที่มีด้ามเป็นกระดูกแข้งสีขาวและมีสายฟ้ารายล้อม พยักหน้าพลางตอบเคร่งขรึม
“พร้อมครับ”
รูปลักษณ์ของมันดูไม่เหมือนผู้วิเศษเส้นทางสุริยัน หากแต่คล้ายกับนักรบคลั่ง
โคลิน·อีเลียดเจ้าของผมหงอกและรอยแผลเป็นเก่า เบือนสายตาไปทางโลเฟียร์และถาม
“คุณพร้อมไหม”
โลเฟียร์เจ้าของผมสีเทาเงินและดวงตาสีเทาอ่อน ปัจจุบันมิได้แต่งกายในชุดคลุมสีดำปักลายม่วงเหมือนเคย หากแต่เป็นชุดเกราะสีดำเต็มอัตราศึก
หญิงสาวพยักหน้าแผ่วเบา
“ไม่มีปัญหา”
นักล่าปีศาจโคลินที่ปัจจุบันกลายเป็น ‘อัศวินสีเงิน’ หันไปมองทุกคนในห้องและไล่ถามแบบเดียวกัน
หลังจากได้รับคำตอบในเชิงบวก โคลินย่างกรายไปทางผนังห้องและดึงดาบสองเล่มที่แขวนอยู่ลงมาสะพายหลัง
“ออกเดินทางได้” เจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ออกคำสั่งเสียงขรึม
เป็นอีกครั้งที่ทีมสำรวจซึ่งนำโดยโคลินจะออกเดินทางไปยังค่ายในหมู่บ้านยามบ่าย เป้าหมายคือการสำรวจลึกเข้าไปในวังราชาคนยักษ์และมองหาทางออกไปยังทะเลที่แท้จริง
ท่ามกลางเสียงโลหะกระทบดังเป็นจังหวะ โลเฟียร์ เดอร์ริค และคนที่เหลือต่างเดินตามหลังเจ้าเมืองอย่างเงียบงัน มุ่งหน้าออกจากห้องและลงบันไดวนอย่างเป็นระเบียบตามลำดับ
ระหว่างทางได้พบกับหกสภาอาวุโสคนที่เหลืออย่างฮอยต์·เฌอมงต์ รวมถึงชาวเมืองที่คอยทำงานในหอคอย
หลายคนยืนรอหลังราวบันได หลายคนยืนบนขั้นบันไดใหญ่ สีหน้าทุกคนเปี่ยมไปด้วยความเคร่งขรึมประหนึ่งกำลังยืนส่งหน่วยสำรวจที่เป็นความหวังสูงสุดเท่าที่เมืองเงินพิสุทธิ์เคยมีมา
ไม่มีใครส่งเสียงแม้แต่คนเดียว หอคอยทั้งหลังถูกปกคลุมด้วยความเงียบสงัดสุดขีด แต่เมื่อโคลินและทีมเดินผ่าน เหล่าชาวเมืองจะยกมือขวาขึ้นและวางกำปั้นไว้บนกึ่งกลางหน้าผาก
โคลินและทีมเดินลงจากหอคอยโดยมีเสียงดังกล่าวเกิดขึ้นตลอดทาง จนกระทั่งมาถึงบริเวณถนนภายในเมือง
พวกมันเริ่มจุดโคมไฟที่ทำจากหนังสัตว์
ท่ามกลางแสงสีเหลืองสลัว ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ทยอยเดินออกจากบ้านและยืนรอริมถนน
พวกมันเฝ้ามองหน่วยสำรวจที่มีเดอร์ริคและคนอื่นๆ ด้วยสายตาชื่นชมเจือคาดหวัง จากนั้นก็ค่อยๆ ยกแขนขวาขึ้นและวางกำปั้นลงบนกึ่งกลางหน้าผาก
โดยไม่รู้ตัวเดอร์ริคเหยียดหลังตั้งตรงด้วยหัวใจที่เร่าร้อน
เป็นเช่นนี้ไปตลอดทางจนกระทั่งทีมสำรวจเดินพ้นประตูเมืองเงินพิสุทธิ์อย่างเป็นทางการ
ราวกับทุกคนมีความคิดแบบเดียวกัน ทันทีที่โคลิน โลเฟียร์ และคนที่เหลือเดินพ้นแนวรักษาความปลอดภัยของเมือง พวกมันต่างหันหลังกลับไปมองบ้านเกิดที่ถูกความมืดปกคลุมมานาน 2,584 ปี
ทีมสำรวจทุกคนพบว่าชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ยังคงไม่กลับเข้าไปในบ้าน หลายคนมายืนออกันที่ประตูเพื่อส่งพวกมันจนถึงวินาทีสุดท้าย
ทันใดนั้น ทั้งหมดยกแขนขวาขึ้นและนำกำปั้นวางลงบนหน้าผากอีกครั้ง
นี่มิได้เป็นเพียงท่าแสดงความเคารพขั้นสูงสุดของเมือง แต่ยังเป็นการขอให้เหล่าทวยเทพอำนวยพรขั้นสูงสุด
โคลิน·อีเลียดยืนจ้องนานหลายวินาที จากนั้นก็หลับตาลงพลางยกมือขวาขึ้นมาโบก
“ออกเดินทางได้!”
เดอร์ริคและคนที่เหลือต่างหันหลังกลับโดยยังถือตะเกียงหนังสัตว์ไว้ในมือ ทุกย่างก้าวที่ย่ำไปลงบนดินล้วนอัดแน่นไปด้วยความมุ่งมั่น
ปลายทาง: วังราชาคนยักษ์
………………………………….
เร้นลับ… หัวใจไคลน์เริ่มสั่นคลอนเมื่อได้ยินถ้อยคำดังกล่าว ใจอยากส่งตัวเองกลับเข้าไปในปราสาทต้นกำเนิดเพื่อหนีจากที่นี่ทันที
แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็ไร้ผล ร่างวิญญาณยังคงติดอยู่ในร่างเนื้อโดยไม่มีความเปลี่ยนแปลง
ให้ตายสิ… ไคลน์ขมวดคิ้วชนกันพลางหันไปมองไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ด้านข้าง มันพบว่ามิสผู้ส่งสารของตนกำลังตั้งท่าคล้ายเตรียมต่อสู้กับศัตรูที่น่าสะพรึง ความมืดสนิทรอบตัวถูกแช่แข็งประหนึ่งทะเลสาบเย็น สายฟ้าหยุดการผ่าลงมาจากเบื้องบน
เร้นลับ… ไคลน์เริ่มรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อลองไตร่ตรองเกี่ยวกับชื่อดังกล่าว
ชื่อนี้มิได้แปลกหูสำหรับชายหนุ่มสักเท่าไร แต่คนสุดท้ายที่เรียกไคลน์ว่า ‘เร้นลับ’ คือเทพสุริยันบรรพกาลจากสองพันปีก่อน ย้อนกลับในช่วงเวลาดังกล่าว ก่อนที่จะตาย พระผู้สร้างที่เมืองเงินพิสุทธิ์นับถือรายนี้สัมผัสถึงการทำนายของไคลน์และเปล่งนามดังกล่าวข้ามผ่านกระแสแห่งเวลามายังสมัยปัจจุบัน!
ไม่มีทาง… พระผู้สร้างแท้จริงคือเทพสุริยันบรรพกาล? ไม่ใช่… พระผู้สร้างแท้จริงน่าจะอยู่แค่ลำดับ 0 ส่วนเทพสุริยันบรรพกาลต้องสงสัยว่าจะอยู่เหนือลำดับ… และจากท่าทีของอามุนด์ เทพสุริยันบรรพกาลน่าจะร่วงหล่นไปแล้วจริงๆ … หรือว่าพระผู้สร้างแท้จริงจะเป็นทารกสีดำที่เกิดจากท้องเทพสุริยันบรรพกาลโดยสืบทอดตะกอนพลังและความทรงจำมาบางส่วน เป็นร่างที่เสื่อมทรามของพระผู้สร้างคนนั้น? ไคลน์พยายามรวบรวมความสุขุมเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลจากสถานการณ์ตรงหน้า
ทันใดนั้นเอง วังวนภายในผ้าคลุมที่สร้างจากม่านเปล่งเสียง:
“จงไปที่วังราชาคนยักษ์และพบซาสเรีย”
ประโยคดังกล่าวดังก้องในใจไคลน์สักพักก่อนจะก่อนตัวเป็นอักขระมายา อักขระดังกล่าวบีบอัดเข้าด้วยกันและห่อหุ้มด้วยชั้นบางๆ สีดำจนกลายเป็น ‘เมล็ดพันธุ์’ ที่แปลกประหลาด
เมล็ดพันธุ์ดังกล่าวลอยเข้าไปในร่างเนื้อและร่างวิญญาณไคลน์ จากนั้นก็หลอมรวมเป็นหนึ่ง
วังวนสีดำสลายไปโดยไม่เปิดโอกาสให้ไคลน์ตอบสนอง ม่านในรูปลักษณ์ผ้าคลุมที่สูญเสียพลังค้ำจุนพลันร่วงหล่นลงพื้น
ชิ้นส่วนความคิดที่พระผู้สร้างแท้จริงส่งลงมา ตอนนี้กำลังกัดเซาะร่างวิญญาณและร่างเนื้อของเราบางส่วน… เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องไปที่วังราชาคนยักษ์และเปิดประตูตำหนักบรรทมของซาสเรีย… นี่คือปริศนาที่เหล่าทวยเทพต้องการทราบคำตอบ แต่กลับกลายเป็นพระผู้สร้างแท้จริงที่บีบบังคับเราทางอ้อมหลังจากเฝ้ามองมานาน… ไคลน์มองไปรอบตัวสักพักก่อนจะอัญเชิญตัวเองในอดีตออกมาเก็บม่าน
จากนั้นก็พูดกับมิสผู้ส่งสารโดยปราศจากความลังเล
“เราต้องรีบหนี!”
พระผู้สร้างแท้จริงส่งเจตจำนงลงมาถึงแล้ว ดังนั้นอามุนด์จะอยู่ห่างสักแค่ไหนเชียว?
นอกจากนั้น ไคลน์ยังต้องหาโอกาสขึ้นไปบนมิติเหนือสายหมอกโดยหวังว่าปราสาทต้นกำเนิดจะมีอำนาจในการขจัดการกัดเซาะที่ตนได้รับ
“ตกลง” ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์พยักหน้าพร้อมกับเสกให้ตะกอนพลังจำนวนมากในหลุมลึกลอยเข้ามาผสานกับตัวเธอ
ตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า สมบัติที่ล่าได้จะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับลำดับสูงของเส้นทางนักทำนาย และส่วนที่สองคือที่เหลือ ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์จะได้ครอบครองครึ่งหนึ่งของส่วนที่สองโดยมีสิทธิ์เลือกก่อน เพราะต้องไม่ลืมว่าไคลน์เองก็ได้ส่วนแบ่งเหมือนกันในตอนที่จัดการกับราชาหมอผีคารามัน
สำหรับอีกครึ่งหนึ่งของส่วนที่สอง ไคลน์มีแผนจะสังเวยให้เทพธิดารัตติกาลเพื่อแสดงความขอบคุณ โดยไม่ว่าเทพแท้จริงรายนี้จะต้องการพวกมันหรือไม่ ชายหนุ่มก็อยากแสดงความจริงใจและมารยาทให้อีกฝ่ายเห็น สองสิ่งนี้จะมีคุณค่าเมื่อนำออกมาใช้ในจังหวะที่เหมาะสม
เก็บกวาดสนามรบเสร็จ ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ลอยเข้าไปในกล่องบุหรี่โลหะและสิงอยู่บนผิวเหรียญทอง
ไคลน์ไม่รีบร้อนผนึกกล่อง เพียงถือไม้เท้าดวงดาวและเริ่มจินตนาการภาพ
เป็นภาพของหนึ่งในฉากที่มันบันทึกไว้ขณะตระเวนสำรวจภูมิประเทศ
เมื่ออัญมณีบนไม้เท้าสว่างวาบ ไคลน์อันตรธานหายไปจากหลุมลึกโดยสมบูรณ์
ไม่กี่วินาทีถัดมา ห้วงมิติใกล้กับหลุมใหญ่เกิดบิดเบี้ยวพร้อมกับมีสัตว์ขนาดเล็กซึ่งยากจะมองด้วยตาเปล่าคลานออกมา
สิ่งมีชีวิตดังกล่าวพองตัวขึ้นจนกลายเป็นอามุนด์ที่สวมแว่นตาขาเดียว
มุมปากอามุนด์ยกโค้งเล็กน้อยขณะใช้มือจับกรอบแว่น:
“ในที่สุดก็มีคนเปิดประตูบานนั้นสักที”ไอลีนโนเวล
…
หลังจากเทเลพอร์ตสองครั้งติดต่อ ไคลน์ล้วงหยิบกล่องบุหรี่โลหะที่มิสผู้ส่งสารซ่อนตัวอยู่ออกมาและใช้ไม้เท้าดวงดาวสร้างผนึกคลุมหลายชั้น – เป็นผนึกที่จะสลายไปในยามถูกตนสัมผัส
ถัดมา ชายหนุ่มเข้าไปในสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์และวิ่งตรงไปยังช่วงเวลาก่อนยุคสมัยที่หนึ่ง จากนั้นก็กลับปราสาทต้นกำเนิดด้วยระบบ ‘ส่งกลับในพริบตา’ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการไม่ยอมตอบสนองดวงดาวสีแดง
ท่ามกลางเสียงเพรียกที่ดังกังวาน ไคลน์สัมผัสได้ว่าการกัดเซาะที่อยู่ในร่างวิญญาณของตนเริ่มหลั่งไหลมารวมกันและขดตัวเป็นลูกบอล แต่พวกมันยังคงสภาพไว้ได้แม้จะผ่านกระบวนการชำระล้างหลายครั้ง
นี่คือพลังและคุณสมบัติของเทพแท้จริง? นั่นสินะ แถมยังเป็นถึงเทพแท้จริงในขอบเขตความเสื่อมทราม… ไคลน์ที่นั่งบนเก้าอี้เดอะฟูลเริ่มขมวดคิ้วขณะสำรวจอาการตัวเอง
การกัดเซาะจากเทพแท้จริงนั้นไม่รุนแรงนัก หากถูกนำออกจากร่างวิญญาณไคลน์ พวกมันคงสลายตัวภายในไม่กี่วินาทีบนสายหมอกสีเทา และนี่คือเหตุผลที่ไคลน์กล้าส่งตัวเองขึ้นมายังปราสาทต้นกำเนิดทันทีโดยไม่กังวลถึงอันตราย
ขณะเดียวกันก็ได้ทราบว่า การกัดเซาะชนิดนี้จะไม่มีวันหายไปหากไม่ฆ่าตัวตาย
อาศัยพลังทำนายและความช่วยเหลือด้านอื่น ไคลน์ค้นพบคุณสมบัติของการกัดเซาะดังกล่าว
มันจะไม่กลายพันธุ์ ไม่ส่งข้อมูลกลับไปหาพระผู้สร้าง และไม่แทรกแซงความคิดไคลน์ หน้าที่เดียวคือการใช้สารพัดความคิดเพื่อโน้มน้าวให้ไคลน์เดินทางไปยังวังราชาคนยักษ์และเปิดตำหนักบรรทมของเทวทูตมืดซาสเรีย
แง่หนึ่งเป็นการฝังชุดความคิด และอีกแง่หนึ่งเป็นการแทรกแซงชะตากรรม… หากเรากลายเป็นเทวทูตอย่างผู้ชี้นำปาฏิหาริย์และได้ครอบครองปราสาทต้นกำเนิดในเชิงลึกกว่านี้ บางทีอาจมีวิธีขจัดการกัดเซาะ… แต่ถ้าเราต้องการเป็นผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเดินทางไปยังวังราชาคนยักษ์เพื่อเปิดประตูบานนั้นและพาชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ออกจากดินแดนเทพทอดทิ้ง… ไคลน์ยิ้มขื่นขมขณะครุ่นคิด
โชคดีที่มันวางแผนจะเปิดตำหนักบรรทมของซาสเรียอยู่แล้ว จึงไม่ถือว่าสิ่งนี้เป็นภาระมากนัก
ถัดมาไคลน์อัญเชิญไม้กางเขนเจิดจรัสออกมาระดมพลังปราสาทต้นกำเนิดเพื่อลองขจัดการกัดเซาะ แต่น่าเสียดายที่ร่างกายบางส่วนของคนได้ผสานกับการกัดเซาะโดยสมบูรณ์แล้ว ไม่สามารถชำระล้างได้ด้วยพลังจากภายนอก
นั่นยิ่งทำให้มันเข้าใจความน่าสะพรึงของลำดับ 0 ได้ชัดเจนมากขึ้น
ถ้าไม่สิ้นหวังโดยแท้จริงก็ห้ามสวดวิงวอนถึงเทพมารส่งเดชเด็ดขาด… ไคลน์ส่ายหน้าสักพักก่อนจะส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริง จากนั้นก็ประกอบพิธีกรรมสังเวย ‘ม่าน’ ขึ้นมายังมิติเหนือสายหมอก
เป็นตะกอนพลังของบริวารเร้นลับจริงๆ … รวมไปถึงผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ ปราชญ์โบราณ และจอมเวทพิสดาร… ระดับของมันสูงจนเราระดมพลังจากปราสาทต้นกำเนิดเพื่อป่นมันไม่ได้… แต่ที่นี่เป็นถึงจุดสูงสุดของเส้นทางนักทำนาย อำนาจย่อมข่มกันรุนแรง ส่งผลให้อาจแยกตะกอนพลังออกมาได้ถ้าใช้เวลามากพอ…
ก่อนอื่นก็ต้องแยกตะกอนพลังบริวารเร้นลับออกมา ส่วนที่เหลือก็นำไปปรุงเป็นโอสถผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ได้เลย… หืม… ดูเหมือนว่าเจ้านี่จะไม่มีสัญญาณชีพ สิ่งที่ดูคล้ายกับสติปัญญาไม่หลงเหลืออยู่อีกแล้ว… ไคลน์นั่งจ้องม่านกำมะหยี่สีดำในมือสักพัก
จากนั้นก็ระดมพลังปราสาทต้นกำเนิดเพื่อสร้างหม้อโลหะที่มีพลังบางชนิดเดือดพล่านอยู่ภายใน
ไตร่ตรองอยู่สักพัก ไคลน์ตัดสินใจโยนม่านลงไปในหม้อและสร้างผนึกหลายชั้นครอบตรงส่วนที่เป็นฝา
ตะกอนพลังบริวารเร้นลับน่าจะถูกสกัดออกมาได้ภายในสามสี่วัน… จากนั้นค่อยใส่วัตถุดิบเสริมลงไปผสมกับส่วนที่เป็นลำดับ 9 ถึงลำดับ 2…
มองไปรอบตัว ชายหนุ่มตวัดแขนขวาเพื่อเรียกเศษกระดาษออกจากกองขยะ
นี่คืออีกหนึ่งการเตรียมตัวของไคลน์:
มันต้องเผชิญกับความล้มเหลวหลายครั้งตลอดหลายวันเพียงเพื่อให้ได้อัญเชิญ 0-08 สำเร็จหนึ่งครั้ง เมื่อสำเร็จ ไคลน์รีบใช้ปากกาขนนกเขียนระบุให้หมาป่าอสูรทมิฬมีความคิดเป็นเหตุเป็นผลมากที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายทำตัวเหนือความคาดหมายจนแผนการล่มตั้งแต่ต้น
อาศัยอำนาจจาก ‘บท’ สั้นๆ แผ่นนี้ หมาป่าอสูรทมิฬให้ความสนใจกับพฤติกรรมประหลาดของไคลน์อย่างสมเหตุสมผล ลงเอยด้วยการที่มันไม่รีบทำลายจุดแสงสวดวิงวอนของไคลน์
ในทำนองเดียวกัน เนื่องจากไม่ทราบว่าศัตรูมีจำนวนเท่าใดและแข็งแกร่งระดับไหน หมาป่าอสูรทมิฬจึงไม่รีบร้อนหลบหนีด้วยความแตกตื่น แต่เลือกที่จะสร้าง ‘อาณาจักรเอกเทศ’ เพื่อตัดขาดกำลังเสริมของอีกฝ่าย ถือเป็นชุดความคิดที่สมเหตุสมผลอย่างมาก
ไคลน์สะบัดข้อมือเพื่อเผากระดาษทิ้ง จากนั้นก็ส่งตัวเองกลับโลกความจริง ประกอบพิธีกรรมสังเวยกล่องบุหรี่โลหะขึ้นมายังปราสาทต้นกำเนิดและตอบสนองคำวิงวอนของมิสเมจิกเชี่ยนด้วยรูปลักษณ์ของเดอะเวิร์ล
เมจิกเชี่ยนฟอร์สไม่กล้าพิรี้พิไร รีบลุกพรวดและใช้พลัง ‘อัญเชิญภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์’ ที่บันทึกไว้เพื่อดึงเกอร์มัน·สแปร์โรว์ออกจากความว่างเปล่า
จากนั้นไคลน์เทเลพอร์ตไปห้องว่างในโรงแรมใกล้เคียง ประกอบพิธีกรรมรับมอบกล่องโลหะและคลายผนึกที่กักขังไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์
หลังจากกล่าวขอบคุณมิสผู้ส่งสารและเฝ้ามองเธอเดินจากไปพร้อมกับตะกอนพลังครึ่งหนึ่ง ชายหนุ่มเปลี่ยนไปประกอบพิธีกรรมสังเวยถึงเทพธิดารัตติกาลทันที
มาถึงช่วงท้ายพิธีกรรม มันวิงวอนด้วยความคาดหวัง:
“ข้าต้องการทราบแนวทางสำหรับขจัดการกัดเซาะภายในร่างกาย”
ตามความคิดของมัน ไคลน์เชื่อว่ามีเพียงตัวตนระดับเทพธิดารัตติกาลเท่านั้นจึงจะขจัดการกัดเซาะจากพระผู้สร้างแท้จริงได้
หากเทพธิดายินยอม มันก็พร้อมจะมาเยือนกรุงเบ็คลันด์ด้วยร่างวิญญาณของตัวเองเพื่อให้เทพธิดาช่วยปัดเป่า
แต่สำหรับคำถามที่ว่า จะทำอย่างไรกับร่างวิญญาณในส่วนที่ถูกกัดเซาะ มันยังไม่ได้คิดวิธีรับมือไว้
ทันทีที่สิ้นเสียงไคลน์ เมฆสีดำพลันปกคลุมแท่นบูชา
เมื่อเมฆมืดเลือนหาย ตะกอนพลังทุกก้อนก็ไม่อยู่อีกแล้ว
ไม่มีแม้กระทั่งคำบอกใบ้หรือแนวทางแก้ปัญหา
…คงต้องพึ่งตัวเองสินะ… ไคลน์ไม่หดหู่ เพียงใช้มือขวาแตะหน้าอกสี่จุดเพื่อวาดพระจันทร์แดง
“เทพธิดาจงเจริญ!”
เป็นคำสรรเสริญที่มาจากก้นบึ้งหัวใจ เพราะมันก็ได้รับความช่วยเหลือมากมายจากอีกฝ่าย
จัดการทั้งหมดเสร็จ ภาพฉายของไคลน์เลือนหายไปพร้อมกับสติที่กลับมายังดินแดนเทพทอดทิ้ง
มันถือตะเกียงที่ยืมมาจากอดีตพลางเฝ้ามองแสงสีเหลืองทอดไปตามภูมิประเทศของดินแดนอันเงียบสงัด ภายในใจผ่อนคลายลงหลายส่วน
ในที่สุด…
………………………………………
คล้ายกับหมาป่าอสูรทมิฬที่กำลังกระหน่ำโจมตีใส่ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์สัมผัสถึงบางสิ่ง มันชะลอความเร็วลงพลางหันไปจ้องวิญญาณอาฆาตที่เพิ่งปรากฏตัว
รูม่านตาที่กินพื้นที่กว่าสองในสามของดวงตาอยู่แล้วยิ่งขยายกว้างมากกว่าเก่า ประหนึ่งได้กลิ่นออร่าอันตรายที่คุ้นเคย
วิญญาณอาฆาตยกแขนขึ้นในพริบตา
‘พลังปรารถนา’ ที่ปกคลุมพื้นที่เริ่มสลายตัวด้วยอัตราเร่ง ออร่าเทพทยอยคืนกลับมาถึงลำดับ 4 ทันใดนั้นเอง บึงใต้ฝ่าเท้าหมาป่าอสูรทมิฬพลันผุดท่อนแขนมายาสีซีดเป็นจำนวนมาก พวกมันเบียดเสียดราวกับป่า จับคว้าขาตั้งแปดข้างของโคทาร์ไว้จนมันเกิดความรู้สึกเย็นเยียบและเงียบเชียบโดยมิอาจสลัดหลุดได้ชั่วขณะ
ฉวยโอกาสดังกล่าว ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ที่เคยเคลื่อนไหวร่างกายได้เชื่องช้าเนื่องจากถูกควบคุมด้ายวิญญาณ รีบเปลี่ยนเป็นร่างมายาและเลือนหายไปในทันที
บนกระจกตาสีดำของหมาป่าอสูรทมิฬ มิสผู้ส่งสารผมสีทองดวงตาสีแดงที่แต่งกายในเดรสโกธิกซับซ้อนและมีเถาวัลย์รายล้อม ปรากฏตัวขึ้นกะทันหันและประสบความสำเร็จในการสิงร่าง
พฤติกรรมของเทพแห่งความปรารถนาโคทาร์เชื่องช้าลงทันที ราวกับถดถอยจากสิ่งมีชีวิตกลายเป็นเพียงหุ่นเชิด
มันพยายามดิ้นรนขัดขืนไปพร้อมกับตอบโต้ด้วยการควบคุมด้ายวิญญาณของไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ แต่ทุกครั้งก็จะถูกก่อกวนโดยฝ่ามือสีซีดที่เกิดจากฝีมือวิญญาณอาฆาตหญิงอีกตนขยับตัวไม่สะดวก
ได้เห็นฉากดังกล่าว ไคลน์ที่พยายามคงสภาพด้ายวิญญาณเป็นวงกลมบรรจงยกไม้เท้าดวงดาวขึ้นมาชี้ไปทางม่านกำมะหยี่สีดำที่อยู่ในรูปลักษณ์ผ้าคลุม
จากนั้นก็ร่างฉากหนึ่งภายในใจ
ความมืดรอบตัวเริ่มไหลเวียนราวกับอัดแน่นไปด้วยความลับมหาศาล แสงเทียนดวงเล็กจำนวนมากทยอยสว่างขึ้นท่ามกลางความมืดจนเผยให้เห็นโต๊ะยาวที่มีเลือดเนื้อวางอยู่เต็ม
สองฝั่งของโต๊ะยาวมีร่างที่พร่ามัวจำนวนสามร่างกำลังหยิบเลือดเนื้อขึ้นมากัดกินอย่างหิวโหย
วินาทีถัดมา ร่างทั้งสามเงยหน้าและหันไปมอง ‘ม่าน’ กำมะหยี่สีดำใสเป็นตาเดียว
แรงดึงดูดปริมาณมหาศาลที่มีศูนย์กลางมาจาก ‘ม่าน’ เกิดหยุดลงกะทันหัน ม่านผืนดังกล่าวทำเพียงลอยกลางอากาศแน่นิ่งในสภาพคล้ายเสื้อคลุม ประหนึ่งกำลังหลงลืมชั่วขณะว่าตนเป็นใคร อยู่ฝ่ายใด และควรทำสิ่งใดต่อ
งานเลี้ยงแห่งการทรยศ!
งานเลี้ยงแห่งการทรยศจากเวทมนตร์นิทานปรัมปรา!
เมื่อครู่ไคลน์ทำการเลียนแบบเวทมนตร์ที่เฮอร์มิทแคทลียาเคยใช้งาน ความสามารถคือการทำให้วัตถุในมือเป้าหมายมีสติปัญญาขึ้นมาและตัดสินใจทรยศต่อเจ้าของ!
นี่คือพลังในขอบเขตลำดับ 4 ก่อนหน้านี้ไคลน์จึงมิอาจใช้งานได้เพราะติดเงื่อนไข ‘พลังปรารถนา’ ของโคทาร์
อย่างไรก็ดี เนื่องจากการเลียนแบบของไม้เท้าดวงดาวจะทำให้ประสิทธิภาพของพลังด้อยลงจากต้นฉบับมาก ผลลัพธ์จึงออกมาแค่ทำให้ ‘ม่าน’ เหม่อลอยไปชั่วขณะโดยไม่ได้โจมตีใส่เจ้าของ
และทันทีที่หลุดพ้นจากอิทธิพลของม่าน ไคลน์รีบดีดนิ้วเพื่อเสกเปลวไฟสีแดงเข้มให้ลุกท่วมร่าง
ไม่กี่อึดใจถัดมา มันหายตัวไปโผล่ที่เปลวไฟด้านข้างหมาป่าอสูรทมิฬในสภาพแต่งกายด้วยหมวกทรงกึ่งสูงและชุดกันลมสีดำตัวยาว
เปลวไฟพุ่งสูงขึ้นฟ้า ช่วยให้ไคลน์กระโจนเข้าใส่อีกฝ่ายได้สะดวก
ชายหนุ่มโค้งหลังเล็กน้อยขณะพุ่งเข้าหาหมาป่าอสูรทมิฬร่างยักษ์ด้วยไม้เท้าดวงดาว
กึก กึก กึก!
ไคลน์เร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนดูคล้ายกับสายลมกระโชก สิ่งที่กำลังรอคอยชายหนุ่มคือหมาป่าอสูรทมิฬซึ่งยกอุ้งเท้าหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก
ปึก! ปึก!
ไคลน์สะบัดไม้เท้าไปทางฝั่งซ้ายและขวา กระแทกใส่อุ้งเท้าหน้าทั้งสองข้างของโคทาร์จนพวกมันชะงักไปชั่วขณะ
จากนั้นก็โน้มตัวลงและร่อนไปตามช่องว่างระหว่างขาหน้าทั้งสองข้าง
ท่ามกลางเสียงสายลมโหยหวน ไคลน์หมุนตัวกลางอากาศและกระแทกไม้เท้าดวงดาวขึ้นด้านบน
สิ้นเสียงกระแทกทื่อๆ ไม้เท้าสีดำเลี่ยมอัญมณีจำนวนมากพลันพุ่งผ่านผิวหนังของโคทาร์ที่ปกคลุมด้วยขนสั้นสีเข้ม ปลายไม้เท้าเจาะลึกเข้าไปในร่างหมาป่าอสูรทมิฬ ไคลน์ตัดสินใจออกแรงกรีดเป็นทางยาวจนเกิดบาดแผลฉกรรจ์
ฉูด!
เลือดสีดำเจือแดงเข้มพวยพุ่งราวกับกระแสน้ำทะลัก พ่นของเหลวที่มีคุณสมบัติกัดกร่อนรุนแรงของสัตว์ในตำนานลงบนร่างไคลน์
แต่ในปัจจุบัน ไคลน์อาศัยแรงปะทะถีบตัวเองให้ลอยไปอีกทางหนึ่งและเตรียมโจมตีระลอกถัดไป
ทันใดนั้นเอง ชายหนุ่มได้ยินเสียงคำรามดังต่อเนื่อง
เป็นเสียงของหมาป่าอสูรทมิฬที่กำลังถูกวิญญาณอาฆาต ‘สิงร่างเบื้องต้น’ สามารถถอดความหมายได้ว่า:
“เล…โอ…เด…โร!”
“…” ดวงตาไคลน์พลันแข็งทื่อเมื่อได้เห็นรอยยิ้มแฝงเลศนัยของโคทาร์
มันไม่ใช่คนเดียวที่สามารถกระตุ้นพลังที่หลงเหลือของทวยเทพได้ หมาป่าอสูรทมิฬก็ทำได้เช่นกัน!
แม้มันจะไม่ทราบว่าเทวทูตวายุเลโอเดโรได้กลายเป็นเทพวายุสลาตันแล้ว แต่เมื่อเห็นไคลน์ทำเป็นตัวอย่าง การเลียนแบบก็ไม่ใช่เรื่องยาก
แค่พูดตามให้ถูก มีใครทำไม่ได้ด้วยหรือ?
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
พายุสายฟ้าสีเงินสว่างกระหน่ำผ่าลงมายังเบื้องล่างอย่างมูมมามประหนึ่งน้ำไหลออกจากท่อ ทุกเส้นปกคลุมทุกสรรพสิ่งภายในปราสาทโบราณอย่างท่วมท้น
ไคลน์เกือบตอบสนองไม่ทัน หลังจากได้ยินครึ่งแรกของชื่อ มันพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะใช้พลังตัวตลกบิดหมุนร่างกาย ขาขวาถูกสะบัดเพื่อส่งร่างกายตัวเองกลับเข้ามายังใต้ท้องหมาป่าอสูรทมิฬ ส่วนไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ก็รีบกลับเข้ามาสิงในเหรียญทอง
ทันทีหลังจากนั้น ไคลน์คุกเข่าลงพร้อมกับแทงไม้เท้าดวงดาวลงไปในพื้น
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
พายุสายฟ้าขนาดมหึมายังคงกวาดล้างทุกสิ่งที่ขวางทาง
เมื่อสายฟ้าเริ่มสลายตัว ตอนนี้คงเรียกปราสาทโบราณของหมาป่าอสูรทมิฬว่า ‘ซากปรักหักพัง’ ไม่ได้อีกต่อไป เพราะแทบไม่มีสิ่งใดหลงเหลือนอกจากหลุมลึกขนาดใหญ่ที่ไหม้เกรียม
ภายในหลุมลึก แม้กระดาษคนก็ยังถูกป่นเป็นเถ้าถ่าน
ทันใดนั้น เนื้อดินอ่อนนุ่มที่เต็มไปด้วยเกล็ดกระจกหลากสีเกิดขยับเขยื้อนและมีมือที่ไหม้เกรียมของไคลน์โผล่ออกมา
เมื่อตระหนักว่าร่างของหมาป่าอสูรทมิฬคงทนรับความเสียหายทั้งหมดไม่ไหว ชายหนุ่มตัดสินใจใช้กระดาษคนตัวแทนและ ‘ดินยุบตัว’ เพื่อเอาตัวรอดอย่างฉิวเฉียด แต่ถึงอย่างนั้นก็ดูเหมือนจะได้กลิ่นเนื้อย่างลอยโชยมาจากร่างกายตัวเอง
หลังจากคลานกลับขึ้นมาถึงพื้น ไคลน์ที่เสื้อผ้าขาดวิ่นรีบกวาดสายตาสำรวจสถานการณ์:
ซากของหมาป่าอสูรทมิฬกระจัดกระจายไปทุกทิศ สนามรบเต็มไปด้วยเศษเนื้อไร้ชีวิตชีวา
‘ม่าน’ กำลังม้วนตัวเป็นลูกบอลอยู่ตรงขอบหลุมลึกโดยไม่กระดุกกระดิก
‘พลังปรารถนา’ เลือนหายไปโดยสมบูรณ์ ออร่าเทพกลับคืนมายังบริเวณใกล้เคียงอีกครั้ง
วิญญาณอาฆาตที่เชื่อมต่อกับมรณาเทียมถูกทำลาย…
หากเป็นผู้วิเศษคนอื่นคงคิดว่าหมาป่าอสูรทมิฬต้องการทำลายตัวเองไปพร้อมศัตรู แต่สำหรับไคลน์ที่เป็นครึ่งเทพเส้นทางนักทำนายและเคยลิ้มลองสิทธิพิเศษของผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ล่วงหน้า ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจทันที:
ปาฏิหาริย์คือสิ่งใด? คือการฟื้นคืนชีพจากความตายยังไงล่ะ!
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก มันไม่ลังเลเลยที่จะเรียกเทวทัณฑ์ลงมาฆ่าทุกคน จากนั้นตัวเองก็จะคืนชีพที่ใดสักแห่งในบริเวณใกล้เคียง!
เราเกือบต้องใช้โควตาคืนชีพครั้งสุดท้าย…
สำหรับประเด็นดังกล่าว ไคลน์เตรียมวิธีรับมือไว้ล่วงหน้าแล้ว มันรีบนำยันต์ที่สลักสัญลักษณ์เดอะฟูลออกมาใช้เพื่อเป็นทางผ่านในการสวดวิงวอนถึงเดอะฟูลต่อหน้ามิสผู้ส่งสาร จากนั้นก็จะใช้ระบบส่งตัวเองกลับแบบด่วนที่ปราสาทต้นกำเนิดอนุญาตภายใต้เงื่อนไขพิเศษ ปิดท้ายด้วยการอาศัยจุดแสงวิงวอนของตัวเองเพื่อสำรวจสภาพแวดล้อมด้วยตาทิพย์และมองหาจุดคืนชีพของหมาป่าอสูรทมิฬ
ในเวลาเดียวกัน ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ออกจากเหรียญทองในกระเป๋าเสื้อไคลน์และหายตัวไปโผล่ข้าง ‘ม่าน’ ที่ขดตัวเป็นก้อน ตามด้วยกล่าวด้วยเสียงล่องลอย:
“เจ้านี่มีส่วนประกอบของตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์หนึ่งก้อน”
ตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์หนึ่งก้อน? นั่นสินะ… สมมติให้ตำแหน่งบริวารเร้นลับถูกครอบครองเต็มสามที่นั่ง จำนวนตะกอนผู้ชี้นำปาฏิหาริย์จะเหลือแค่หกตำแหน่ง และโคทาร์คือผู้ครอบครองก้อนสุดท้ายที่เหลืออยู่… หากจะมีตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ส่วนเกิน มันก็ต้องมาจากตะกอนพลังบริวารเร้นลับก้อนสุดท้ายที่หายไป… ขณะได้ยินคำบอกเล่าของมิสผู้ส่งสาร สัมผัสวิญญาณของไคลน์ก็แจ้งเตือนในสิ่งเดียวกัน มันจึงนำข้อมูลไปปะติดปะต่อกับสิ่งที่วิล·อัสตินเคยเล่าให้ฟัง:
ตามปรกติแล้วจะมีตะกอนผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ทั้งหมดเก้าก้อน แต่ถ้าสมมติให้มีบริวารเร้นลับครบสามตน ทุกตนจะมีตะกอนพลังอยู่กับตัวจำนวนหนึ่งก้อน ส่งผลให้ตะกอนพลังของลำดับ 2 อย่างผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ต้องเหลือแค่หกก้อน โดยหกก้อนประกอบด้วยของซาราธ อันทีโกนัส ตะเกียงวิเศษประทานพร โรงละครที่ไม่มีวันปิดม่าน งานเลี้ยงมื้อสุดท้าย และหมาป่าอสูรทมิฬ…
เดิมทีไคลน์ต้องการล่าโคทาร์เพื่อช่วงชิงตะกอนพลัง แต่คาดไม่ถึงว่าไม่เพียง ‘ม่าน’ จะมีตะกอนพลังของลำดับ 1 อย่างบริวารเร้นลับ แต่มันยังมีตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์รวมอยู่ด้วย หมายความว่านี่คือตะกอนพลังบริวารเร้นลับก้อนสุดท้ายที่หายไปนาน
ดูเหมือนว่าหมอกสีเทาจะเป็นสาเหตุที่ทำให้มันหายตัวไป จากนั้นก็ถูกพ่นออกมาในภายหลัง… แล้วเรายังจำเป็นต้อง ‘ดักจุดเกิด’ หมาป่าอสูรทมิฬอยู่อีกไหม? ไม่ควร… เราไม่มีทางทราบได้ว่าอามุนด์หรือพระผู้สร้างแท้จริงจะเสด็จเยือนตอนไหน และปัจจุบันก็แทบไม่หลงเหลือไพ่ตายสำหรับต่อสู้อีกแล้ว ในทางกลับกัน โคทาร์ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์… มันทั้งสามารถสร้างคำปรารถนา อัญเชิญภาพฉาย และสร้างปาฏิหาริย์… ต้องไม่ลืมว่าเป้าหมายของเราคืออะไร… ตอนนี้ก็ได้สิ่งที่ต้องการแล้วไม่ใช่หรือ? ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์เงยหน้าขึ้นพูดกับมิสผู้ส่งสาร
“ผมจะนำม่านผืนนี้กลับไป”
ชายหนุ่มล้มเลิกความคิดที่จะดักจุดเกิดหมาป่าอสูรทมิฬ และเปลี่ยนไปช่วงชิงม่านที่กำลังอ่อนแอแทน
ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์พยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะหันไปทางซากศพของหมาป่าอสูรทมิฬ
ทันใดนั้น ซากศพพลันสว่างวาบพร้อมกับแปรสภาพกลายเป็นกระต่ายหรือไม่ก็แกะสีขาว เป็นประเภทที่เนื้อฉ่ำอวบอ้วน
…
ณ จุดลับตาในบริเวณใกล้เคียง ร่างของหมาป่าอสูรทมิฬขนสั้นสีเข้มถูกร่างขึ้นจากความว่างเปล่า
มันทิ้งศพเก่าของตัวเองอย่างไม่ไยดี สิ่งแรกที่โคทาร์ทำคือการขอพรกับตัวเองและตอบสนองเอง ช่วยให้มันสามารถเทเลพอร์ตไปยังสถานที่ห่างไกลโดยไม่คิดกลับมาเหลียวแลบริเวณนี้อีก
เทพแห่งความปรารถนาไม่มัวนึกเสียดาย ‘ม่าน’ แม้แต่วินาทีเดียว การที่มันไม่คืนชีพในตำแหน่งเดิมก็เพราะหวังว่าม่านผืนดังกล่าวจะช่วยถ่วงเวลาอีกฝ่ายที่ดูเหมือนจะสนิทสนมกับรัตติกาลไว้ได้สักพัก และเป็นไปตามที่ต้องการ ม่านผืนนั้นช่วยให้โคทาร์หลบหนีไปได้อย่างราบรื่น
สิ่งที่ทำให้โคทาร์มีชีวิตยืนยาวตั้งแต่ยุคสมัยที่สองจวบจนปัจจุบันก็คือ มันซื่อสัตย์ต่อหัวใจตัวเองอย่างมาก รู้ว่าจังหวะไหนควรโลกและไม่ควร
แสงสว่างวาบอีกครั้ง หมาป่าอสูรทมิฬที่มีกระจุกขนสีเทากึ่งกลางหน้าผากพลันเลือนหายไปในความมืด
…
ไคลน์ไม่ได้ห้ามปรามการระบายโทสะของมิสผู้ส่งสาร ชายหนุ่มเพียงเดินเข้าไปใกล้ม่านพลางพึมพำในใจ:
เทวทูตคือสิ่งมีชีวิตที่ตายยากมาก โดยเฉพาะเส้นทางนักทำนาย!
ท่ามกลางกระแสความคิด ขณะไคลน์เตรียมอัญเชิญตัวเองจากอดีตออกมาช่วยหยิบม่าน มันสัมผัสถึงออร่าที่คุ้นเคยได้เลือนราง
ออร่าดังกล่าวทั้งมืดมน สกปรก และเสื่อมทราม ทำให้ไคลน์หวนนึกถึงพระผู้สร้างแท้จริงในทันที!
ทันใดนั้นเอง ม่านลอยขึ้นในลักษณะคล้ายผ้าคลุมอีกครั้ง
ภายในผ้าคลุม ความมืดมิดหมุนวงเป็นวังวนพร้อมกับส่งเสียงทุ้มต่ำ
“เร้นลับ”
……………………
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
สายฟ้าสีเงินสว่างที่หนาราวกับงูยักษ์ปะทะเข้ากับม่านกำมะหยี่สีใส ส่งผลให้ผิวม่านสั่นระริกพร้อมกับบิดเป็นเกลียว
ฉวยโอกาสดังกล่าว ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ที่อยู่ในกระจกบนผนังปราสาทรีบกระโดดเข้ามาในกระเป๋าเสื้อไคลน์และกลับเข้าไปในกล่องบุหรี่โลหะที่มีเหรียญทองโลเอ็นนอนแน่นิ่ง
ไคลน์ที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วรีบยกแขนขวาคว้าไม้เท้าดวงดาวบนพื้นห้องอย่างใจเย็น
ภาพหนึ่งผุดขึ้นในใจชายหนุ่มทันที เป็นหนึ่งในพลังของดรูอิด
พื้นดินใต้ฝ่าเท้าไคลน์อ่อนตัวลงกะทันหันจนกลายเป็น ‘บึง’ ส่งผลให้ร่างไคลน์ทรุดลงราวกับกำลังยืนบนผิวทะเล
ดินยุบตัว!
เปรี้ยง!
ขณะบึงใหญ่กำลังก่อตัว ‘ม่าน’ กำมะหยี่สีดำโปร่งแสงมิอาจทนต่อการกวาดล้างจากสายฟ้าได้อีกต่อไป มันม้วนเป็นก้อนกลมและกลิ้งตกลงมาในปราสาท
เมื่อปราศจากสิ่งกีดขวาง สายฟ้าปริมาณมหาศาลถล่มผ่าลงมายังปราสาทโบราณ
ยอดหอคอยหักโค่น ห้องโถงพังพินาศ หุ่นเชิดตัวแล้วตัวเล่าทยอยล้มลงในสภาพไหม้เกรียมและกายเป็นเถ้าถ่าน
จนกระทั่งแสงสีเงินที่แผ่ปกคลุมเทือกเขาเลือนหายไป เผยให้ปราสาทโบราณของหมาป่าอสูรทมิฬโคทาร์ที่กลายเป็นเพียงซากปรักหักพัง หลายจุดมีกองไฟลุกไหม้อย่างต่อเนื่อง
ไคลน์โผล่ตัวออกจากก้นหลุมลึกและพบว่าโคทาร์เองก็กำลังทำแบบเดียวกัน
อาศัยพลังดรูอิดจากหุ่นเชิดทั้งสามตัว ไคลน์ประสบความสำเร็จในการเอาชีวิตรอดจากพายุสายฟ้า
ในวินาทีปัจจุบัน อาณาจักรเอกเทศที่สร้างโดยม่านตกอยู่ในสภาพพังพินาศโดยสมบูรณ์ แต่ดูเหมือนว่า ‘พลังปรารถนา’ ของหมาป่าอสูรทมิฬจะยังไม่เลือนหายไปไหน ต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าออร่าเทพจะคืนกลับมา
ทั้งสองฝ่ายปรี่เข้าปะทะกันอีกยกโดยไม่มัวรีรอ
โคทาร์สั่งให้ม่านหดตัวและห่อหุ้มร่างกายมันเพื่อมิให้ถูกวิญญาณอาฆาตสิงร่าง เนื่องจากตอนนี้เหลือหุ่นเชิดแค่สามตัว มันจึงไม่กังวลปัญหาที่จะสลับตำแหน่งกับหุ่นเชิดไม่ได้
ขณะเดียวกัน ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ลอยออกจากเหรียญทองในกระเป๋าเสื้อไคลน์และพุ่งไปทางหมาป่าอสูรแปดขา
เธอเลิกหมกมุ่นอยู่กับการสิงร่างอีกฝ่าย แขนทั้งสองข้างเริ่มขยายใหญ่โดยมีขนสีเทางอกขึ้นมาปกคลุมหลังมือ เล็บมือทั้งสิบยืดยาวในลักษณะคมและแข็ง
จำแลงกาย มนุษย์หมาป่า!
ตุ๊กตายักษ์ที่แผ่กลิ่นอายความชั่วร้ายพลันแปรเปลี่ยนเป็นมนุษย์หมาป่าขนาดมหึมา เธอพุ่งตัวด้วยความเร็วสูงพร้อมกับใช้กรงเล็บอันแหลมคมตะปบใส่หมาป่าอสูรทมิฬจนเกิดเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือด
ท่ามกลางเสียงกรงเล็บปะทะ ไคลน์ถูกล้อมโจมตีโดยหุ่นเชิดทั้งสามของโคทาร์
หนึ่งในนั้นเงยหน้าขึ้นและร้องคำราม ส่งผลให้ขนดกหนาสีน้ำตาลงอกยาวพร้อมกับเสื้อผ้าที่ฉีกขาด มันกลายร่างเป็นหมีใหญ่ที่สูงกว่ามนุษย์ทั่วไปราวสองเท่าในพริบตา อีกหนึ่งหุ่นเชิดหมอบลงและใช้มือยันพื้น ส่วนอีกหนึ่งใช้มือขวากระชากเส้นผมตัวเอง
ทันใดนั้นเอง เปลวไฟสีแดงเข้มลุกท่วมร่างไคลน์ทุกซอกมุม
ชายหนุ่มหายตัวไปโผล่ที่ตำแหน่งของกองเพลิงในปราสาท จากนั้นก็กระโจนเข้าใส่หมีสีน้ำตาลตัวใหญ่ด้วยไม้เท้าดวงดาวในมือ
ในตำแหน่งเดิมที่ไคลน์เคยยืน เถาวัลย์กลายพันธุ์สีเข้มเขียวทะลวงขึ้นจากดินอย่างดุร้ายพลางกวัดแกว่งเปลวไฟที่ยังหลงเหลือ
ตึง! ตึง! ตึง!
หมีใหญ่ไม่ถอยหนี มันก้าวเท้าอย่างหนักแน่นเข้าหาไคลน์ด้วยบรรยากาศราวกับหัวรถจักร แขนทั้งสองข้างอ้ากว้างประหนึ่งเตรียมสวมกอดอย่างเร่าร้อนเพื่อป่นกระดูกและกล้ามเนื้อไคลน์
กึก กึก กึก
ไคลน์เองก็มิได้ถอยหนี มันวิ่งเข้าใส่หมีน้ำตาลในสภาพชายเสื้อกันลมพัดกระพือ
แต่ทันใดนั้น ชายหนุ่มถีบเท้าซ้ายลงพื้นพร้อมกับบิดเป็นเกลียวเพื่อกระโดดหมุนตัวข้ามหมีใหญ่ในแนวเฉียง
ปึก!
ขณะกำลังกระโดดผ่าน ไคลน์เหวี่ยงไม้เท้าสีดำลงบนหัวไหล่หมีน้ำตาล
ตามปรกติแล้ว การโจมตีดังกล่าวไม่ควรจะทะลวงผ่านแผ่นหนังหนาของหมีเข้าไปได้ แต่คุณสมบัติของไม้เท้าดวงดาวก็คือ การโจมตีทางกายภาพทุกครั้งจะสุ่มสร้างอาการผิดปรกติหรือไม่ก็ผลลัพธ์พิสดาร
แต่แน่นอน ภายใต้พลังปรารถนาของโคทาร์ ผลลัพธ์ย่อมไม่มีทางรุนแรงเกินกว่าผู้วิเศษลำดับ 4
ฉึบ!
ท่ามกลางเสียงทื่อขณะไม้เท้ากระทบหนัง ร่างของหมียักษ์ถูกแบ่งครึ่งซีกตั้งแต่หัวไหล่ลงไปเป็นแนวเฉียง ส่วนที่ปราศจากศีรษะถูก ‘เทเลพอร์ต’ ห่างออกไปราวสิบเมตร โดยส่วนที่เหลือยังคงยืนหยัดอยู่ในตำแหน่งเดิม
พรวด! อวัยวะภายในและเลือดของหมีน้ำตาลทะลักลงลงพื้นจนเกิดเป็นภาพอันน่าสยดสยอง
แต่มีสีน้ำตาลยังไม่หยุดเคลื่อนไหว ร่างกายทั้งสองซีกที่ขาดออกจากกันพยายามพยุงตัวยืนอย่างยากลำบากและยังคงโจมตีต่อไป
มันคือหุ่นเชิดที่ตายไปนานแล้ว ความเสียหายแค่นี้ย่อมมิอาจหยุดยั้งมันได้
ถึงตรงนี้ ไคลน์กระโดดข้ามหมีน้ำตาลโดยสมบูรณ์แล้ว ฝ่าเท้าของมันกำลังติดพื้นทั้งสองข้าง
เปลวไฟสีแดงลุกท่วมร่างชายหนุ่มอีกครั้ง
เปลวไฟในบริเวณข้างเคียงที่ใกล้ดับพลันสว่างวาบ ไคลน์กระโจนออกมาประชิดตัวหุ่นเชิดที่กำลังกดมือทั้งสองข้างลงบนพื้น
ชายหนุ่มผู้แต่งกายด้วยหมวกทรงสูงพุ่งผ่านหุ่นเชิดและใช้ไม้เท้าฟาดใส่โดยไม่หันไปมอง
ปึก!
เปลวเพลิงสีทองระเบิดท่วมร่างหุ่นเชิดตัวดังกล่าวก่อนจะเริ่มหลอมละลาย
ไฟสีทองพุ่งขึ้นฟ้าขณะหุ่นเชิดทรุดลงไปนอนกับพื้น แต่เปลวเพลิงก็ไม่ยอมดับจนกว่าร่างหุ่นเชิดจะกลายเป็นเถ้าถ่าน
ไคลน์มิได้เหลียวแลแม้แต่น้อย ยังคงวิ่งตรงไปยังหุ่นเชิดที่กระชากผมตัวเองออกมา
หุ่นเชิดตัวดังกล่าวเตรียมขว้างกระจุกผมในมือใส่ชายหนุ่ม
เส้นผมเหล่านั้นเริ่มลุกไหม้และกลายเป็นแก๊สสีดำ สัมผัสวิญญาณไคลน์ร้องเตือนถึงอันตรายทันที
พิษร้าย!
พิษร้ายที่ไม่รู้จัก!
ไคลน์เปลี่ยนแผนทันที มันใช้พลังตัวตลกเพื่อหยุดการวิ่งและอาศัยแรงเฉื่อยช่วยเหยียดไม้เท้าไปข้างหน้า
ท่ามกลางกระแสความคิดมากมาย มันสร้างฉากหนึ่งขึ้นในหัวอย่างรวดเร็ว
ก่อนจะเริ่มลงมือ ไคลน์ขอให้มิสจัสติสด้วยสะกดจิตตน ป้องกันมิให้สมองร่างภาพออกมาเองตามจิตใต้สำนึก ฉากในใจจะต้องเกิดจากความตั้งใจของเจ้าตัวเท่านั้น กระแสความคิดทำได้เพียงล่องลอยในรูปแบบข้อมูล สิ่งนี้ช่วยให้ไคลน์สามารถใช้งานไม้เท้าดวงดาวได้เป็นเวลานานโดยไม่ต้องกังวลผลข้างเคียง ส่วนข้อเสียของการคิดแบบเป็นข้อมูลโดยไม่เห็นภาพ ไคลน์มองว่ายังอยู่ในระดับที่ยอมรับได้
โดยปราศจากสุ้มเสียง อัญมณีบนหัวไม้เท้าดวงดาวทยอยสว่างขึ้นทีละเม็ด เกิดเป็นเสาลำแสงศักดิ์สิทธิ์อันแสนบริสุทธิ์ฉายลงมาจากท้องฟ้าและปกคลุมแก๊สสีดำกับหุ่นเชิดตัวดังกล่าวไปพร้อมกัน
พิษละลายหายไปท่ามกลางเพลิงสุริยัน เช่นเดียวกันกับชะตากรรมของหุ่นเชิด
ท่ามกลางแสงสว่าง ไคลน์เบือนหน้าหนีและหันไปเล็งไม้เท้าใส่หมีน้ำตาลครึ่งซีกแทน
สายฟ้าสีเงินสว่างผ่าลงมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งหมีน้ำตาลล้มลงและไม่ลุกขึ้นมาอีก
ภายในไม่กี่วินาที ไคลน์จัดการกับหุ่นเชิดที่เหลืออยู่ของหมาป่าอสูรทมิฬจนหมด
หลังจากปราสาทต้นกำเนิดเผยความผิดปรกติ ทั้งไคลน์และโคทาร์ต่างไม่ต้องการทำศึกยืดเยื้อ พวกมันต้องแข่งกับเวลาเนื่องจากตัวตนระดับสูงอย่างเทวทูตกาลเวลาอามุนด์หรือพระผู้สร้างแท้จริงอาจเสด็จเยือนได้ทุกเมื่อ
ได้เห็นฉากตรงหน้า หมาป่าอสูรทมิฬรีบสะบัดร่างอย่างรุนแรงเพื่อขว้างม่านกำมะหยี่สีดำใสออกไป
ม่านดังกล่าวลอยหายไปในอากาศก่อนจะโผล่อีกครั้งที่ด้านหลังไคลน์ จากนั้นก็ห่อหุ้มร่างกายชายหนุ่มโดยที่สัมผัสวิญญาณยังไม่ทันร้องเตือน
ดวงตาไคลน์เข้มขึ้นพร้อมกับความคิดที่เริ่มเฉื่อยชา ด้ายวิญญาณทยอยถูกดูดเข้าไปในม่านทีละเส้น
มันพยายามทั้งลองกระโจนเพลิง ทำให้กระดูกอ่อน รวมถึงใช้ไม้เท้าดวงดาว แต่ก็ไม่มีสิ่งใดสำเร็จภายใต้ภาวะผิดปรกติเช่นนี้
ม่านกำมะหยี่สีดำรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งบริเวณดวงตา จมูก ปาก และอีกหลายตำแหน่งบนตัวไคลน์เริ่มเกิดตราประทับ ราวกับมันพยายามเค้น ‘ร่างใหม่’ ออกมาให้ได้
ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์รีบกระโดดมาอยู่ด้านข้างม่านโปร่งแสงทันที จากนั้นก็ดึงออกจากร่างไคลน์และพาเทเลพอร์ตหนีไปยังตำแหน่งอื่น
หมาป่าอสูรทมิฬฉวยโอกาสดังกล่าวแหงนคอคำราม
ทันใดนั้น ‘ม่าน’ พลันลอยขึ้นในลักษณะคล้ายเสื้อคลุมของมนุษย์ล่องหน
แรงดึงดูดมหาศาลแผ่ออกไปทุกทิศ ส่งผลให้ด้ายวิญญาณของทั้งไคลน์และไรเน็ตต์ลอยไปยังทิศทางดังกล่าวอย่างมิอาจควบคุม
หากไม่ได้แก้ไขสถานการณ์ด้วยพลังพิเศษบางชนิด ด้ายวิญญาณของทั้งสองจะผสานเป็นหนึ่งเดียวกับม่านภายในไม่ถึงสี่วินาที และพวกมันก็จะกลายเป็นหุ่นเชิดของอีกฝ่ายโดยสมบูรณ์
โชคดีที่ไคลน์เองก็เป็นนักเชิดหุ่น สามารถเพ่งสมาธิเพื่อควบคุมด้ายวิญญาณของทั้งตัวเองและมิสผู้ส่งสารให้รอดพ้นจากวิกฤติ ชายหนุ่มเลียนแบบเทคนิคที่ซาราธเคยใช้จัดการกับด้ายวิญญาณตัวเอง นั่นคือการบังคับให้ส่วนปลายด้ายวกกลับมาเชื่อมเป็นเนื้อเดียวกับจุดเริ่มต้น
กรรร!
หมาป่าอสูรทมิฬพ่นก้อนอากาศใส่ไคลน์ด้วยความเร็วสูงประหนึ่งกระสุนปืนใหญ่
เนื่องจากต้องเพ่งสมาธิควบคุมด้ายวิญญาณของทั้งตัวเองและมิสผู้ส่งสาร ไคลน์จึงตอบสนองได้ไม่รวดเร็วพอที่จะหลบ แต่ขณะกำลังจะถูกกระสุนอัดอากาศปะทะใส่ ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ได้ใช้ร่างกายตัวเองบังไว้
เปรี้ยง!
ผมสีทองของไรเน็ตต์ปลิวไสวไปทุกทิศ เถาวัลย์ชั่วร้ายที่ปกคลุมเดรสโกธิกถูกทำลายไปหลายส่วน
หมาป่าอสูรทมิฬลงมืออย่างต่อเนื่องด้วยความชำนาญ อาศัยโอกาสที่ม่านดำกำลังสร้างอิทธิพลต่อด้ายวิญญาณคนทั้งสอง มันลงมือกระหน่ำโจมตีใส่ไคลน์อย่างหนักหน่วง บีบบังคับให้ไรเน็ตต์ต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับทางเดียว มารบรรพกาลเผยอาการสั่นสะท้านเมื่อต้องรับมือกับกรงเล็บ ก้อนอากาศ และเปลวไฟที่ประเคนใส่ไม่หยุดหย่อน บาดแผลเพิ่มจำนวนต่อเนื่องจนดูเหมือนเธอจะยื้อได้อีกไม่นาน
ในช่วงเวลาความเป็นความตาย ไคลน์ที่กำลังควบคุมด้ายวิญญาณให้หลุดพ้นจากอิทธิพลของม่านดำ รีบสอดมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อเพื่อหยิบกล่องบุหรี่โลหะอีกอันออกมา
ผนึกถูกคลายพร้อมกับฝาที่เปิดออก ด้านในเป็นอีกหนึ่งเหรียญทองที่นอนแน่นิ่ง บนผิวเหรียญมีวิญญาณอาฆาตแฝงตัวอยู่
เป็นวิญญาณอาฆาตสตรีรูปร่างพร่ามัว หล่อนคือสิ่งมีชีวิตประเภทอันเดดโดยแท้จริง ไม่ใช่ผู้วิเศษบนเส้นทางมนุษย์กลายพันธุ์
นี่คืออีกหนึ่งไพ่ตายที่ไคลน์เก็บงำไว้ การที่มันไม่ใช่ในตอนแรกเป็นเพราะ ‘อาณาจักรเอกเทศ’ ของโคทาร์ถูกตัดขาดจากโลกความจริง นั่นอาจทำให้ไม่เกิดผลลัพธ์ที่ไคลน์ปรารถนาที่สุด โดยโอกาสเพิ่งมาถึงในตอนตนและมิสผู้ส่งสารต่างก็ถูกม่านดำเล่นงาน
เมื่อกล่องถูกเปิดอ้า วิญญาณอาฆาตด้านในกระโดดเข้าไปบนผิวเศษกระจกหนึ่งทันที บนร่างวิญญาณอาฆาตตนดังกล่าวมี ‘ท่อ’ มายาสีดำที่เชื่อมต่อเข้ากับความว่างเปล่าอนันต์
ท่อดังกล่าวคือสัญลักษณ์ของมรณาเทียม
และมรณาเทียมในตอนนี้ย่อมสื่อถึงเทพธิดารัตติกาล!
ไพ่ตายชนิดนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตอนที่เทพธิดาส่งพลังควบคุม ‘เทพแห่งเกียรติยศ’ บลาเดลเพื่อช่วยไคลน์จากการถูกอามุนด์ช่วงชิงปราสาทต้นกำเนิด
เพื่อการนั้น ไคลน์ตั้งใจตามหาสัตว์ประหลาดประเภทวิญญาณอาฆาตในดินแดนเทพทอดทิ้งและนำมันมาขังไว้ จากนั้นก็ผสานเข้ากับ ‘ขนนกสีขาว’ ของผลผลิตที่ล้มเหลวจากโครงการมรณาเทียมซึ่งไคลน์อัญเชิญมาจากสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์
อาศัยการทดลองหลายครั้งและการสวดวิงวอนขณะแวะไปเที่ยวเบ็คลันด์ของไคลน์ ในที่สุดวิญญาณอาฆาตตนนี้ก็สร้างการเชื่อมต่อกับมรณาเทียมสำเร็จ ส่งผลให้เทพธิดารัตติกาลสามารถส่งอิทธิพลมาแทรกแซงได้เล็กน้อย!
……………………
ทันทีที่ภาพของไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์โผล่ขึ้นบนกระจกตาโคทาร์ ร่างของเธอถูกส่งออกหน้าต่างจิตใจและขยายกลับมาเป็นขนาดปรกติ
สิ่งนี้หมายความว่าการใช้พลังสิงร่างของวิญญาณอาฆาตล้มเหลว
ร่างของหมาป่าอสูรทมิฬหดตัวและบางลงพร้อมกับดูดกลืนแสงสว่างรอบตัวอย่างบ้าคลั่ง กลายร่างเป็นม่านกำมะหยี่สีดำโปร่งแสง
ไคลน์เคยเห็นสิ่งนี้จากการทำนายด้วยความฝัน เป็นม่านที่ถูกขับออกจากหมอกสีเทาจนกระทั่งตกมาอยู่ในมือหมาป่าอสูรทมิฬ ต้องสงสัยว่ามีส่วนผสมของตะกอนพลัง ‘บริวารเร้นลับ’ ลำดับ 1 แห่งเส้นทางนักทำนาย
เมื่อสักครู่ โคทาร์ยืมพลังจากม่านดังกล่าวเพื่อหลบหลีกการสิงร่างของไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ในจังหวะสำคัญ ช่วยให้รอดพ้นจากชุดการโจมตีที่จะกระหน่ำซ้ำเข้ามาหลังจากตรึงร่างสำเร็จ
ม่านถูกเก็บทันทีที่ใช้เสร็จ เผยให้เห็นร่างหมาป่าอสูรทมิฬเจ้าของขนสั้นสีดำในตำแหน่งที่เคยว่างเปล่า
ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์มิได้เสียขวัญกับความล้มเหลว แต่ฉวยโอกาสนี้เพื่อพ่นยันต์เพชรทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าออกจากหนึ่งในสี่ปาก
อีกสามเศียรเปล่งเสียงพร้อมกับเป็นภาษาเฮอร์มิส คนยักษ์ และเอลฟ์:
“วันวาน!”
ยันต์เพชรทรงสี่เหลี่ยมถูกเปลวไฟสีใสลุกท่วมทันทีจนกระทั่งผสานเป็นหนึ่งเดียวกับความว่างเปล่า
ร่างกายไรเน็ตต์ขยายใหญ่โดยที่ทั้งสี่หัวลอยมาซ้อนทับกันบนลำคอในเชิงมายา
เพียงพริบตาเดียว มิสผู้ส่งสารได้กลายร่างเป็นตุ๊กตายักษ์ที่เกือบทำให้ปราสาทของหมาป่าอสูรทมิฬถล่มลงมา
เธอแต่งกายในชุดโกธิกสีดำซับซ้อนที่ปักลวดลายลึกลับและมีเถาวัลย์พิสดารรายล้อม ดวงตาสีแดงเลือด แผ่ออร่าที่มนุษย์ไม่น่าจะมีได้
หมาป่าอสูรทมิฬโคทาร์ไม่คิดจะขัดขวางการยืมพลังจากอดีตของไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ หรือไม่คิดจะเผยร่างสัตว์ในตำนานที่สมบูรณ์ของตน เพียงแหงนหน้าอ้าปากคำรามในท่ายืนแปดขาติดพื้น
เสียงคำรามที่เป็นภาษาคล้ายคนยักษ์ฟังดูสูงส่ง ส่งผลให้ ‘ม่าน’ ลอยขึ้นฟ้าและขยายใหญ่ในพริบตา ปกคลุมปราสาทโบราณจากบนลงสู่ล่าง
ม่านแปรเปลี่ยนเป็นสีใสและผสานเป็นเนื้อเดียวกับตัวปราสาทราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น แต่สัมผัสวิญญาณไคลน์แจ้งเตือนอย่างชัดเจนว่าสถานที่แห่งนี้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์ หากต้องการหนีออกไปต้องทำลายบาเรียล่องหนให้ได้เสียก่อน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ม่านผืนดังกล่าวได้เปลี่ยนปราสาทโบราณของหมาป่าอสูรทมิฬให้กลายเป็นดินแดนเอกเทศ
นี่คือหลักในการสร้างอาณาจักรแห่งทวยเทพ!
ไคลน์ที่เตรียมอัญเชิญเทวทูตออกมาเพิ่มเติมหลังจากแผนการคลาดเคลื่อน ผุดแนวคิดใหม่ได้กะทันหัน มันเปลี่ยนใจเหยียดขวาแขนออกไปดึง ‘ตัวเอง’ อีกร่างจากความว่างเปล่า
เป็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์ที่กำลังถือไม้เท้าดวงดาว
ทันทีหลังจากนั้น ไคลน์เปลี่ยนให้ภาพฉายของตัวเองกลายเป็นหุ่นเชิดและส่งหนอนวิญญาณเข้าไปบางส่วน
ขณะชายหนุ่มลงมือกระทำหลายสิ่ง ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์กลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดเรียบร้อยแล้ว ดวงตาสีแดงเลือดของหญิงสาวกำลังสะท้อนภาพขาทั้งแปดของหมาป่าอสูรทมิฬ
เพียงแสงวาบเจือจางหนึ่งครั้ง หมาป่าอสูรทมิฬก็กลายเป็นแพะสีขาวทันที
แต่ ณ ด้านนอกห้องโถงมืด ไม้กวาดยักษ์เกิดสั่นระริกรุนแรงและแปลงกายหมาป่าอสูรทมิฬที่มีกระจุกขนสีเทากึ่งกลางหน้าผาก
ในวินาทีที่ถูกคำสาปเล่นงาน โคทาร์ได้ใช้พลังปาฏิหาริย์เพื่อสลับตำแหน่งตัวเองกับหุ่นเชิด!
มันอ้าปากอีกครั้งและส่งเสียงคำราม
เสียงคำรามดังกล่าวเป็นชุดคำที่ฟังดูคล้ายภาษาคนยักษ์ แปลความหมายได้ดังนี้:
“ข้าปรารถนาให้ออร่าเทพทั้งหมดสลายไป!”
ในวินาทีถัดจากการขอพรของเทพแห่งความปรารถนา ไคลน์สัมผัสได้ว่าออร่าเทพของตนถูกสะกด พลังพิเศษที่เป็นของปราชญ์โบราณและจอมเวทพิสดารไม่สามารถใช้การได้!
โชคดีที่ภาพฉายยังคงอยู่ได้จากการหล่อเลี้ยงของพลังวิญญาณ ตราบใดที่การอัญเชิญจากช่องว่างประวัติศาสตร์ประสบผลสำเร็จไปแล้ว พวกมันจะไม่หายไปเพียงเพราะพลังปรารถนาของหมาป่าอสูรทมิฬ นอกจากนั้นไคลน์ยังเปลี่ยนให้ภาพฉายของตัวเองเป็นหุ่นเชิดและถ่ายเทหนอนวิญญาณเข้าไปบางส่วน ส่งผลให้สามารถสลับตำแหน่งกับภาพฉายได้ง่ายดาย
ทางด้านไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ก็ได้รับผลกระทบพลังปรารถนาไม่ต่างกัน พลังพิเศษที่สูงกว่าลำดับ 5 ทั้งหมดของเธอเลือนหายไปในทันทีและมิอาจใช้งานได้เพิ่มเติม
แต่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นหุ่นเชิดของหมาป่าอสูรทมิฬที่กลายเป็นแพะ หรือไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ที่กลายเป็นตุ๊กตายักษ์ พวกมันยังอยู่ในร่างเดิมไม่แปรเปลี่ยน – สิ่งใดที่เกิดขึ้นอย่างสมเหตุสมผลจะไม่ถูกบังคับให้กลับสู่สภาพปรกติด้วย ‘พลังปรารถนา’
ใช้พลังปรารถนาเสร็จ หมาป่าอสูรทมิฬโค้งหลังเล็กน้อยในท่ากึ่งหมอบ ประหนึ่งเตรียมประจันหน้ากับไคลน์และไรเน็ตต์อย่างเต็มกำลัง
ในวินาทีนี้ ร่างของหมาป่าอสูรทมิฬขยายใหญ่ประหนึ่งเนินเขา ขนาดใกล้เคียงกับตุ๊กตายักษ์ของไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ โคทาร์จ้องไคลน์ด้วยสายตาเย็นชาราวกับพร้อมฉีกทำลายร่างกายชายหนุ่มด้วยการใช้อุ้งเท้าตะปบ
ขณะเดียวกัน หุ่นเชิดจำนวนมากภายในปราสาทกำลังกรูเข้ามายังจุดเกิดเหตุ พวกมันประกอบด้วยคนยักษ์ เอลฟ์ มนุษย์ แวมไพร์ และสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์
เดิมทีพวกมันล้วนอ่อนแอ มีเพียงไม่กี่ตัวที่เป็นถึงลำดับ 5 แต่ปัจจุบันหุ่นเชิดทั้งหมดได้รับหนอนวิญญาณจากร่างต้นโคทาร์จนแข็งแกร่งทัดเทียมลำดับ 5 ภายใต้สถานการณ์พิเศษ
หลังจากสลายออร่าเทพและปิดตายอาณาจักรเอกเทศ หมาป่าอสูรทมิฬโคทาร์กำลังถือครองความได้เปรียบอย่างมาก
ลำดับ 5 กว่าหลายร้อยชีวิตกำลังรุมล้อมลำดับ 5 เพียงสอง!
ไม่เพียงเท่านั้น ตัวหมาป่าอสูรทมิฬถือเป็นเผ่าพันธุ์สัตว์วิเศษ ต่อให้ไม่หลงเหลือออร่าเทพ แต่ร่างกายขนาดมหึมาและพละกำลังมหาศาลของมันก็มากพอจะช่วยให้ถือไพ่เหนือกว่าในการต่อสู้ มิได้อ่อนแอโดยสิ้นเชิงเหมือนกับ ‘นักเชิดหุ่น’ ไคลน์
ทันใดนั้นเอง ร่างของไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ที่แต่งกายในเดรสโกธิกสีเข้มซับซ้อนและรายล้อมด้วยเถาวัลย์พิสดารพลันกลายเป็นโปร่งแสง เธอเริ่มด้วยการกระโดดเข้าไปในกระจกที่สูงพื้นจรดเพดาน จากนั้นก็กระโดดเข้าไปในดวงตาของหมาป่าอสูรทมิฬ
ไรเน็ตต์พยายามใช้พลังสิงร่างของวิญญาณอาฆาตอีกครั้ง
น่าเสียดายที่หมาป่าอสูรโคทาร์สลับตำแหน่งกับหุ่นเชิดตัวอื่นได้ทันจนทำให้พลังสิงร่างของไรเน็ตต์พลาดเป้า
แต่ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์มิได้เสียขวัญ เธอยังคงกระโดดผ่านสื่อกลางอย่างกระจก โคมไฟระย้า และดวงตาอย่างต่อเนื่องเพื่อไล่ล่าหมาป่าอสูรทมิฬ
สำหรับโคทาร์ มันอาศัยข้อได้เปรียบจากจำนวนหุ่นเชิดและการที่ทุกตัวล้วนมีหนอนวิญญาณ ช่วยให้สลับตำแหน่งกับเป้าหมายได้ในพริบตาจนพลังสิงร่างของวิญญาณอาฆาตแทบจะไร้ผล
ขณะสองเทวทูตกำลังปะทะกันอย่างเงียบงัน หุ่นเชิดจำนวนมากกำลังรายล้อมไคลน์ทั้งสอง
พลังพิเศษอย่าง ‘ตรวนนรก’ ของแวมไพร์ ‘พายุแสง’ จากคนยักษ์ ‘พันธนาการแห่งสายลม’ กับ ‘ศรสายฟ้า’ จากเอลฟ์ และ ‘ทะลวงจิต’ กับ ‘อัญเชิญแสงศักดิ์สิทธิ์’ ของมนุษย์ล้วนพรั่งพรูเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย พวกมันพยายามตีกรอบไคลน์และทำให้อ่อนแอลง จนไคลน์ทำได้เพียงหลบหลีกบางส่วนและจมท่วมไปกับส่วนที่เหลือ
กระแสไฟฟ้าระเบิดออกพร้อมกับเกิดคลื่นลำแสง ภาพฉายของไคลน์ที่ถือไม้เท้าดวงดาวหายตัวไปโผล่อีกฟากหนึ่งอย่างรวดเร็ว
ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ไคลน์สลับตำแหน่งกับหุ่นเชิดได้ทันเวลาและจินตนาการพลัง ‘ท่องเที่ยว’ ภายในใจพร้อมกับถ่ายพลังวิญญาณเข้าไปในไม้เท้าสีดำ
แก่นแท้ของสมบัติปิดผนึกชนิดนี้คือการปลดปล่อยพลังที่ทำการ ‘บันทึก’ ไว้ในใจ
หลังจากหลบหลีกพายุการโจมตีอย่างต่อเนื่องและเตรียมพักหายใจ ไคลน์พบว่าหุ่นเชิดบางตัวกำลังพยายามควบคุมด้ายวิญญาณของตน
ในเวลาเดียวกัน หุ่นเชิดของมนุษย์ที่ถูกหมาป่าอสูรทมิฬควบคุมยื่นมือขวาชี้ไปทางตำแหน่งของร่างต้นผู้ชี้นำปาฏิหาริย์
วินาทีถัดมา หมาป่าอสูรทมิฬทำการสลับร่างกับหุ่นเชิดอีกตัวหนึ่ง โดยในภายหลังหุ่นเชิดตัวนั้นถูกไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์สิงร่าง
ส่งผลให้ปลายมือของหุ่นเชิดตัวแรกกำลังชี้ไปหาไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์
ฝ่ามือของหุ่นเชิดตัวดังกล่าวพลันกำแน่นและบิดเป็นครึ่งวงกลม เป็นการขโมยความคิดถัดไปของอีกฝ่าย
ทันทีหลังจากนั้น มันกระโจนไปทางพวกพ้องอีกตัวหนึ่ง
ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์กำลังยืนเหม่อลอยอยู่สักพัก
ได้เห็นฉากดังกล่าว หมาป่าอสูรทมิฬรีบสั่งให้หุ่นเชิดหลายตัวกางแขนออกเพื่อสร้างเสาลำแสงที่มีเกลียวเปลวไฟหมุนวน
ร่างกายไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์เริ่มหลอมละลายท่ามกลางเสาลำแสงจำนวนมาก เธอตัดสินใจกระโดดเข้าไปในกระจกสูงบนผนังปราสาทเพื่อเอาตัวรอดจากพายุการชำระล้างที่กำลังจะตามมา
ผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที ทั้งเธอและไคลน์ต่างตกอยู่ในสภาพจนตรอก
ด้วยสภาพแวดล้อมที่จำกัด แถมยังเป็นถิ่นของอีกฝ่าย เมื่อผนวกเข้ากับพลังของเทพแห่งความปรารถนา โคทาร์สามารถสร้างความได้เปรียบเหนือไคลน์และไรเน็ตต์ได้ถึงขีดสุด
หากเป็นปราชญ์โบราณคนอื่น คำถามเดียวในใจคงเป็น: จะให้ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ช่วยพาหนีอย่างไรดี? แต่กับไคลน์แล้วไม่ใช่ มันยังมีไพ่ตายซุกซ่อนอยู่
ในวินาทีที่ดึงด้ายวิญญาณของตัวเองกลับมา ชายหนุ่มไม่ลังเลที่จะระดมพลังของปราสาทต้นกำเนิด
ความพิเศษในข้อนี้อยู่นอกเหนือพลังปรารถนาของหมาป่าอสูรทมิฬ
นี่คือสิ่งที่แม้แต่ดินแดนเทพทอดทิ้งก็ยังมิอาจปิดกั้น!
หมอกสีเทาปรากฏขึ้นกลางอากาศ เผยให้เห็นวังโบราณเหนือสายหมอกอย่างเลือนราง
การปรากฏตัวของมันสร้างแรงกระเพื่อมไปทุกสารทิศ พลังบางส่วนสั่นสะเทือนปราสาทโบราณของโคทาร์ทั้งหลังจน ‘ม่าน’ ล่องหนหลุดออก ส่งผลให้อาณาจักรเอกเทศแห่งนี้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของโลกความจริงอีกครั้ง
ไคลน์ฉวยโอกาสดังกล่าวอ้าปากเปล่งเสียงเป็นภาษาคนยักษ์:
“เลโอเดโร!”
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
พายุสายฟ้าสีเงินเส้นหนากระหน่ำฝ่าลงมาใส่ปราสาทของหมาป่าอสูรทมิฬอย่างไร้ความปรานี ทุกหนแห่งถูกปกคลุมด้วยผืนป่าอสนีที่มาพร้อมออร่าทำลายล้างอันน่าสะพรึง
………………………
ลึกเข้าไปในแนวเทือกเขา ภายในปราสาทเก่าแก่หลังหนึ่ง
หมาป่าอสูรทมิฬโคทาร์รีบตัดการเชื่อมต่อทุกชนิดทันทีที่กลับถึงโลกความจริง เตรียมละทิ้งสถานที่แห่งนี้และย้ายไปอยู่ที่อื่น
แม้จะยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ถ้ามีความผิดปรกติปรากฏ ประสบการณ์อันยาวนานได้เตือนมันว่าไม่ควรเสี่ยง สิ่งที่ต้องทำมีเพียงการรีบหนีโดยไม่หันหลังกลับมามอง!
ขณะเดียวกัน ทันทีที่สติถูกถ่ายทอดมายังไคลน์ผู้ซ่อนตัวในเมืองเก่า ร่างกายชายหนุ่มพลันอันตรธานหายและโผล่ขึ้นภายในวังโบราณเหนือสายหมอกในพริบตา ผสานเข้ากับร่างมนุษย์สีแดงเข้มอันพร่ามัวบนเก้าอี้ตำแหน่งเดอะฟูล
ท่ามกลางมิติลึกลับแห่งนี้ ดาวแดงตัวแทนสมาชิกชุมนุมทาโรต์อย่างแฮงแมน จัสติส และคนที่เหลือต่างกำลังยุบพองพลางแผ่คลื่นแสงที่คล้ายน้ำกระเพื่อมออกมาซ้อนทับกันตลอดเวลา
นี่คือหนึ่งสิ่งที่ไคลน์เตรียมการล่วงหน้า เกอร์มัน·สแปร์โรว์อาศัยเหตุผลมากมายเพื่อทำให้สมาชิกทุกคนสวดวิงวอนคำตอบถึงเดอะฟูล
ผลลัพธ์ทำให้บรรดาดาวแดงก่อหวอดสร้างความวุ่นวาย ปราสาทต้นกำเนิดจึงต้องอัญเชิญเดอะฟูลกลับมาสะสางปัญหา
สิ่งนี้เคยเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ไคลน์หลุดพ้นจากสถานการณ์ยากลำบากที่เกิดจากฝีมืออามุนด์ เป็นวิธีที่ช่วยให้สามารถส่งจิตขึ้นมายังปราสาทต้นกำเนิดได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการเดินถอยหลังสี่ก้าวและท่องคาถา
ความแตกต่างเพียงเสี้ยววินาทีสามารถกำหนดผลแพ้ชนะได้ในศึกระหว่างครึ่งเทพ ไคลน์ซึ่งวางแผนจะสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าตัวเองย่อมต้องเก็บรายละเอียดทุกเม็ด!
เมื่อกลับมานั่งบนเก้าอี้เดอะฟูล ไคลน์เสกคทาเทพสมุทรและไม้เท้าดวงดาวพลางสำรวจความเปลี่ยนแปลงภายในปราสาทต้นกำเนิด
เหนือสายหมอกสีเทายังคงมีอีกหนึ่งจุดแสงสีแดงที่กำลังหดตัวอย่างรวดเร็วและใกล้จะหายไปอีกในไม่ช้า และด้านข้างเก้าอี้เดอะฟูลก็มีคลื่นแสงกำลังกระเพื่อมคล้ายกับอุโมงค์บริสุทธิ์
ภายในจุดแสงสีแดงมีร่างอันเลือนรางของหมาป่าอสูรทมิฬฉายอยู่ เป็นผลพวงจากการที่โคทาร์พยายามจ้องมองปราสาทต้นกำเนิดโดยตรง ตัวมันที่พยายามทำความเข้าใจสถานการณ์กลับถูกบุกรุกเสียเองโดยไม่รู้ตัว เกิดเป็นการเชื่อมต่อเบื้องต้นกับปราสาทต้นกำเนิด แต่แน่นอน เทวทูตและเทพแห่งความปรารถนาจากยุคสมัยที่สองอย่างมันย่อมมีพลังเพียงพอที่จะตัดขาดการเชื่อมต่อโดยสมบูรณ์ หากไคลน์รีบไม่ลงมือกระทำสิ่งใดภายในสองสามวินาทีถัดไป มันจะสูญเสียการเชื่อมต่อกับหมาป่าอสูรทมิฬไปตลอดกาล
ด้านข้างเก้าอี้เดอะฟูล ภาพในจุดแสงปริศนาไม่ใช่ใครนอกจาก ‘เกอร์มัน·สแปร์โรว์’ ที่แต่งกายด้วยหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูงและเสื้อกันลมสีดำตัวยาว ดวงตาข้างขวาสวมแว่นขาเดียว
อามุนด์!
ไม่มีใครทราบว่าผู้เย้ยเทพรายนี้ใช้ช่องโหว่ใดในการชะลอการสลายตัวของภาพฉายที่ไคลน์ยกเลิกไปแล้ว จากนั้นมันอาศัยการเชื่อมต่อระหว่างภาพฉายกับไคลน์ร่างต้นและปราสาทต้นกำเนิดเป็นบันไดในการพยายามบุกรุกมิติเหนือสายหมอกจนเกิดเป็นจุดแสงกระเพื่อม!
เมื่อแสงสว่างขยายขนาด ฝ่ามือที่เรียวยาวและทรงพลังของเกอร์มัน·สแปร์โรว์เริ่มทะลวงผ่านแนวป้องกันเข้ามาในวังโบราณสำเร็จ จากนั้นมันไขว่คว้าบางสิ่งคล้ายกับพยายามเปิดประตูที่มองไม่เห็น
แม้ไคลน์จะเตรียมใจไว้หลายส่วนและทราบดีว่าการไปแหย่อามุนด์คงลงเอยไม่ราบรื่นนัก แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกคันไปถึงหนังศีรษะเมื่อได้เห็นฉากตรงหน้า เกรงว่าในอีกหนึ่งวินาทีถัดมา ตัวมันจะนำแว่นตาขาเดียวขึ้นมาสวมที่ตาขวาจริงๆ
ชายหนุ่มต้องรีบแก้ไขสถานการณ์ภายในไม่กี่วินาทีข้างหน้า ไม่อย่างนั้นอาจต้องมานั่งถกเถียงกันว่าปัจจุบันใครคือเจ้าของปราสาทต้นกำเนิด
ไคลน์ไม่ลังเลอีกต่อไป หนอนวิญญาณโปร่งใสผุดขึ้นบนผิวหนังในสภาพดีดดิ้น พวกมันหลั่งไหลมารวมตัวกันและกลายเป็นไคลน์อีกคน
ไคลน์คนใหม่จับคทาเทพสมุทรและเริ่มระดมพลังของปราสาทต้นกำเนิดทันที อัญมณีบนคทากระดูกส่องสว่างพร้อมกับสร้างคลื่นล่องหนซ้อนทับกันหลายชั้น ลูกบอลสายฟ้าที่เกิดจากการบีบอัดเส้นสายฟ้าถูกสร้างขึ้นและส่งเข้าไปในจุดแสงลักษณะคล้ายอุโมงค์
ท่ามกลางเสียงปริแตก ฝ่ามือที่ทะลวงเข้ามาในปราสาทต้นกำเนิดถูกป่นจนระเหยไปในพริบตา
ไม่จบเพียงเท่านั้น ลูกบอลสายฟ้าที่อัดแน่นด้วยออร่าการทำลายล้างถูกส่งมายังโลกความจริงด้านนอก ปะทะเข้ากับร่างของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ที่สวมแว่นตาขาเดียวเข้าอย่างจัง
ภาพฉายที่คงสภาพได้จากการใช้ช่องโหว่ย่อมทรุดลงทันทีที่รับการโจมตีเข้าไป เกอร์มัน·สแปร์โรว์ทำได้เพียงยิ้มอย่างขื่นขมและนึกเสียดายพลางขยับกรอบแว่นขาเดียวขณะร่างกายของมันเริ่มสลายไปเพราะสายฟ้า
ขณะที่หนอนวิญญาณซึ่งถูกแบ่งออกมากำลัง ‘ตอบสนอง’ ต่อคำสวดวิงวอนของอามุนด์ ไคลน์ร่างต้นเสกไม้เท้าดวงดาวออกมาถือ
มันกำไม้เท้าที่เลี่ยมด้วยอัญมณีหลายเม็ดและเล็งสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ตรงไปยัง ‘ดาวแดง’ ขนาดเล็กที่กำลังหดตัวลงเรื่อยๆ
ขณะเดียวกัน ฉากหนึ่งผุดขึ้นภายในใจชายหนุ่ม
ทับทิม มรกต ไพลิน ไข่มุก และเพชรบนไม้เท้าดวงดาวทยอยส่องแสงแบบไม่เรียงลำดับ
ก๊อง!
เสียงระฆังที่คล้ายกับดังข้ามเวลามาจากอดีตกาลพลันก้องกังวานท่ามกลางห้วงมิติเหนือสายหมอก คลื่นเสียงสั่นพ้องเข้าไปในดาวแดงที่กำลังหดตัว
ในการมองเห็นของหมาป่าอสูรทมิฬโคทาร์ ความมืดมิดเลือนหายไปพร้อมกับแทนที่ด้วยนาฬิกาหินแขวนผนังขนาดมหึมา
นาฬิกาแขวนเรือนนี้ทั้งเก่าแก่และกระดำกระด่าง หน้าปัดสีเทาอ่อนสลับกับน้ำเงินเข้มถูกแบ่งออกเป็นสิบสองส่วน แต่ละส่วนวาดด้วยสัญลักษณ์ที่แสดงถึงแต่ละช่วงเวลาของวัน
มีเข็มสามเล่มที่คล้ายกับทำจากหนอนกาลเวลายื่นออกจากกึ่งกลางหน้าปัด แต่ละเล่มมีขนาดต่างกัน ประกอบด้วย ‘สั้น’ ‘กลาง’ และ ‘ยาว’ พวกมันอัดแน่นไปด้วยความผันผวนของชีวิต
นี่คือพลังพิเศษของเทวทูตกาลเวลาอามุนด์ ไคลน์จำลองมันขึ้นมาอีกครั้งด้วยพลังของไม้เท้าดวงดาว!
ตามปรกติแล้ว พลังพิเศษในระดับนี้จะมิอาจเข้าใจอย่างถ่องแท้ได้ด้วยการเห็นเพียงหนหรือสองหน เรียกได้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะ ‘บันทึก’ พลังไว้ในความทรงจำ แต่ต้องไม่ลืมว่าไคลน์มิได้ต่อสู้ตามลำพัง
ในช่วงที่ผ่านมา ชายหนุ่มรบกวนให้มิสเมจิกเชี่ยนอัญเชิญภาพฉายที่กรุงเบ็คลันด์บ่อยครั้ง เพื่อจะได้แวะไปหาเดอะสตาร์เลียวนาร์ดและพูดคุยกับพาลีส·โซโรอาสเตอร์โดยตรง ซึมซับความรู้และรายละเอียดเกี่ยวกับพลังดังกล่าวให้ได้มากที่สุด
แม้พาลีสจะถูกลดขั้นเหลือเพียงลำดับ 2 จนไม่สามารถใช้พลังในขอบเขตกาลเวลา แต่ข้อมูลและความรู้ยังคงไม่สูญหายไป
ก๊อง!
บนหน้าปัดนาฬิกาหินแขวนผนัง เข็มวินาทีขยับอย่างกะทันหัน ส่งผลให้ทุกสิ่งรอบตัวหมาป่าอสูรทมิฬเชื่องช้าลงทันที แม้แต่ความมืดโดยรอบก็ดูเหมือนจะถูกแช่แข็ง
ผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ที่ใกล้จะตัดขาดการเชื่อมต่อสำเร็จและเตรียมหนีด้วยการขอพร พลันชะงักค้างในตำแหน่งเป็นเวลาชั่วครู่
ไม่ต้องสงสัยเลยว่ายังมีความแตกต่างอย่างมากระหว่างพลังต้นฉบับและพลังที่ถูกเลียนแบบโดยไม้เท้าดวงดาว แต่ผลลัพธ์เท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับไคลน์
ทันทีที่เห็นว่าหมาป่าอสูรทมิฬถูก ‘นาฬิกาโบราณ’ เล่นงาน ชายหนุ่มรีบทิ้งไม้เท้าดวงดาวและสั่งให้บรรดาหนอนวิญญาณที่แยกตัวออกไปลอยกลับมายังร่างต้น
มันส่งตัวเองกลับมายังเมืองแห่งน้ำมันในช่วงก่อนยุคสมัยที่หนึ่ง จากนั้นก็ส่งตัวเองกลับไปยังดินแดนอันรกร้างว่างเปล่าที่มีเพียงแสงสีเหลืองจากตะเกียง
มือขวาชายหนุ่มเหยียดเข้าไปในอากาศและคว้า ‘ตัวเอง’ ที่กำลังถือไม้เท้าดวงดาวออกมา
ด้วยวิธีนี้ ไคลน์สามารถอัญเชิญภาพฉายของไม้เท้าดวงดาวได้ง่ายดาย แต่นั่นก็จะทำให้ประสิทธิภาพลดลงไปหลายส่วนเนื่องจากสิ่งที่เพิ่งอัญเชิญของมาคือ ‘ภาพฉายของภาพฉาย’ ของสมบัติปิดผนึกระดับ 0 แต่แน่นอน ในสถานการณ์ที่ต้องแข่งกับเวลา ความเร็วและเรียบง่ายคือสิ่งที่จำเป็น
ไคลน์ไม่ได้นำร่างต้นเข้าไปหลบในสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์เหมือนเคย แต่ใช้มืออีกข้างจับไหล่ ‘ตัวเอง’ และใช้พลังทำนายฝันเพื่อร่างฉากที่เคยเห็นจากการเชื่อมต่อกับหมาป่าอสูรทมิฬด้วยวิธี ‘กัดกร่อนแบบย้อนกลับ’ :
ภายในปราสาทโบราณอันมืดมิด ภายในโถงที่ปราศจากแสงสว่าง หมาป่าอสูรที่ตัวใหญ่ราวกับภูเขากำลังยืนเด่นสง่า
รายละเอียดของฉากถูกเติมเต็มอย่างรวดเร็วและแม่นยำด้วยพลังทำนายฝัน ไคลน์ปรับแต่งเล็กน้อยให้เหมาะสมกับเป้าหมายที่ยืนตัวแข็งทื่อ
อัญมณีเม็ดหนึ่งบนไม้เท้าสีดำพลันส่องสว่าง
ภายในใจไคลน์ ฉากที่ดูคล้ายภาพเขียนสีน้ำมันขยายขนาดขึ้นจนกระทั่งซ้อนทับกับความจริงในระดับที่แยกไม่ออก
ชายหนุ่มร่อนลงภายในห้องโถงมืดของปราสาทโบราณ เท้าสัมผัสกับพื้นด้านข้างหมาป่าอสูรทมิฬโคทาร์ที่กำลังยืนนิ่งด้วยขาแปดข้าง
ในที่สุดมันก็ได้พบกับเทพแห่งความปรารถนาตัวจริงเสียงจริงที่ดำรงชีวิตมาตั้งแต่ยุคสมัยที่สอง!
โดยปราศจากความลังเล ไคลน์ฉวยโอกาสที่หมาป่าอสูรทมิฬเพิ่งสลัดหลุดจากอิทธิพลของ ‘นาฬิกาโบราณ’ รีบสลายภาพฉายของตัวเองกับไม้เท้าดวงดาวทิ้งและหยิบกล่องบุหรี่โลหะออกจากกระเป๋าเสื้อมาเปิดฝา
ภายในกล่องบุหรี่โลหะมีเหรียญทองของโลเอ็นกำลังนอนแน่นิ่ง บนผิวเหรียญมันวาวสะท้อนภาพไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ที่แต่งกายในเดรสสีเข้มซับซ้อนและกำลังถือสี่หัวทองตาแดงด้วยมือสองข้าง
นี่คืออีกหนึ่งการเตรียมตัวของไคลน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวิธีพกพาหุ่นเชิดพลเรือเอกโลหิตเซนอล ทั้งหมดก็เพื่อพาตัวมิสผู้ส่งสารร่างจริงมายังดินแดนเทพทอดทิ้ง!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์เป็นวิญญาณอาฆาต แถมยังเป็นวิญญาณอาฆาตที่ทรงพลังมาก การสิงลงบนผิวเหรียญมันวาวไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็น นอกจากนั้นเธอยังเป็นสิ่งมีชีวิตโลกวิญญาณที่มีแก่นแท้เป็นร่างวิญญาณ ย่อมสามารถผ่านเข้าออกสายหมอกสีเทาได้เหมือนกับเมื่อครั้งที่จัสติสออเดรย์ส่งร่างวิญญาณลงมายังดินแดนเทพทอดทิ้ง
ด้วยเงื่อนไขดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้ความลับเกี่ยวกับเดอะฟูลและปราสาทต้นกำเนิดรั่วไหล ไคลน์ทำการผนึกกล่องโลหะทันทีที่มิสผู้ส่งสารเข้าไปสิงในเหรียญ จากนั้นก็ประกอบพิธีกรรมสังเวยและรับมอบเพื่อเคลื่อนย้ายเธอมายังดินแดนอันรกร้าง
แต่แน่นอน การจะทำเช่นนี้ได้ไคลน์ต้องมีพลังทัดเทียมเทวทูตลำดับ 2 เสียก่อน เผื่อในกรณีที่ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์เกิดคิดไม่ซื่อพยายามยึดครองปราสาทต้นกำเนิด มันจะได้แข็งแกร่งพอที่จะต่อกร
สำหรับไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ เธอมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยเหลือเพราะเกอร์มัน·สแปร์โรว์เพิ่งช่วยให้เธอทวงคืนร่างเนื้อกลับมาส่วนหนึ่ง
ภาพของหญิงสาวที่สิงในเหรียญทองอย่างเงียบงันมานานได้ย้ายไปปรากฏบนกระจกตาของหมาป่าอสูรทมิฬ
วิญญาณอาฆาต สิงร่าง!
………………………………
เกาะโบราณที่จักรพรรดิค้นพบโดยบังเอิญ… สัตว์บนเกาะกราบไหว้บูชาพลังลึกลับจากอวกาศ… หากยังไปไม่ถึงระดับเทวทูต ลำพังการเข้าใจเกี่ยวกับอวกาศก็มากพอจะทำให้ถูกกัดกร่อน… พยายามอย่าขอพรจากเทพแห่งตะเกียงหรือพาไปยังเกาะโบราณนั่น… แคทลียาซึ่งในที่สุดก็ได้รับการตอบสนองจากเดอะฟูล ถึงคราวถอนหายใจโล่งอก
หญิงสาวชำเลืองไปทางตะเกียงวิเศษประทานพรที่ไม่มีการตอบสนองก่อนจะรีบนำไปเก็บ จากนั้นเธอคลี่กระดาษเปล่า นำปากกาออกมาเขียนจดหมายเตือนไปถึงราชินีเงื่อนงำแบร์นาแดตโดยหวังว่าอีกฝ่ายจะให้ความสนใจ
…
กรุงเบ็คลันด์ ภายในหอพักทรุดโทรม
ชายเคราดกคนหนึ่งกำลังนั่งบนเก้าอี้โดยถูกใส่กุญแจมือในท่าไพล่หลัง
ซิลที่ไต่เต้าจนกลายเป็นสมาชิกระดับกลางของ MI9 ด้วยฝีมือตัวเอง กำลังยืนประจันหน้าชายคนดังกล่าวพลางถือมีดสามคมโดยมีลูกน้องสองคนขนาบข้าง จากนั้นก็กล่าวด้วยเสียงหนักแน่น
“พวกเรามีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าคุณคือหนึ่งในแกนนำการประท้วง หากต้องการให้โทษเบาลง กรุณาร่วมมือโดยการตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา”
ชายเคราดกสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลก่อนที่ซิลจะเปิดปากพูดเสียอีก และในยามที่เธอพูดจบ จิตใจของมันพลันสั่นสะท้านรุนแรงราวกับถูกฟ้าผ่า ร่างกายเต็มไปด้วยความรู้สึกซาบซ่านประหนึ่งพร้อมปะทุทุกเวลา
ชายเคราดกพยายามข่มความกลัวและอ่อนแอภายในใจ:
“ไม่มีใครยุยงทั้งนั้น ฉันทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ… พวกเธอไม่รู้หรือว่าตอนนี้กรุงเบ็คลันด์กลายเป็นถังดินระเบิดไปเรียบร้อยแล้ว ขอเพียงมีประกายไฟเล็กน้อย ระเบิดก็จะลุกลามไปทั้งเมือง… ในหมู่ประชาชนยังมีประกายไฟที่กล้าเสี่ยงแบบฉันอยู่อีกมาก! ไอ้พวกขุนนางชั่วและพ่อค้ากล้าดียังไงถึงกักตุนอาหารในช่วงที่ชาวเขตตะวันออกอดตายกันทุกวัน! เธอจะทำอะไรกับฉันก็ได้ ฉันไม่ขอเชื่อคำสัญญาอะไรทั้งนั้น… พวกเราหยุดการประท้วงเพียงเพราะทุกคนได้รับอาหารกลับไปมากมาย”
ขณะซิลเตรียมสอบปากคำเพิ่ม เธอรีบหันหน้าไปยังทิศทางที่มีเสียงประหลาดดังมาจากด้านนอก
เสียงทื่อๆ ทุ่มต่ำที่ซ้อนทับกันดังก้องมาจากระยะไกล
กองทัพของฟุซัค อินทิส หรือไม่ก็เฟเนพ็อตสามารถตีฝ่าแนวรบเข้ามาประชิดกรุงเบ็คลันด์ได้แล้ว? สีหน้าซิลพลันเคร่งเครียด
…
เมื่อกลับถึงดินแดนเทพทอดทิ้ง ไคลน์ที่อยู่บนโลกความจริงพยายามเหยียดมือขวาออกไปเพื่อตรวจสอบว่าตนสามารถอัญเชิญตะเกียงวิเศษประทานพรออกจากสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ได้หรือไม่
เพียงไม่นานก็ยืนยันได้ว่าตนคงมิอาจอัญเชิญ 0-05
อย่างที่คิด สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับเอกลักษณ์ของเส้นทาง… หรือเราควรเรียกว่า ‘แก่นต้นกำเนิด’ ดี? สรุปได้ว่าเทพแห่งตะเกียงเป็นตัวตนระดับสูงที่กำลังถูกผนึก อย่างน้อยก็ระดับทัดเทียมราชาเทวทูต… ไม่มีทางใช้ประโยชน์จากมันได้… ไคลน์ถอนหายใจยาวก่อนจะเพ่งสมาธิเพื่อวางแผนล่าหมาป่าอสูรทมิฬโคทาร์
มันเตรียมความพร้อมอย่างละเอียดและรัดกุม แถมยังมีการทำนายยืนยันบนมิติหมอกอีกหลายครั้ง
แต่ชายหนุ่มยังไม่รีบร้อนลงมือ ยังคงอาศัยช่วงเวลาถัดมาเพื่อตรวจสอบความไม่สมบูรณ์และอุดรอยรั่ว
ไม่กี่วันถัดมา ท่ามกลางดินแดนอันรกร้างและมืดมิด ไคลน์ที่แต่งกายด้วยเสื้อกันลมสีดำพลางถือตะเกียงส่องแสงสีเหลือง เหยียดแขนขวาออกไปคว้าบางสิ่งด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ทันใดนั้นเอง สายฟ้าผ่าลงมาจากเบื้องบนและมอบแสงสว่าง
ไคลน์ดึงร่างหนึ่งออกจากความว่างเปล่า ไม่ใช่ใครนอกจากตัวมันเองที่กำลังถือไม้เท้าดวงดาวมายาและตะเกียง
ทันทีหลังจากนั้น ร่างต้นของชายหนุ่มเข้าไปหลบในสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ช่วงก่อนยุคสมัยที่หนึ่ง เป็นการซ่อนตัวภายในซากเมืองโบราณที่ซ้อนทับหลายชั้น
ภาพฉายของไคลน์มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที จากนั้นก็จินตนาการถึงหนึ่งในสถานที่ที่เพิ่งไปสำรวจมาเพื่อให้ไม้เท้าดวงดาวพาไปส่ง
จุดดังกล่าวอยู่ไกลจากตำแหน่งของร่างต้นมากโข ชนิดที่ต่อให้เกิดความผิดปรกติกับภาพฉาย แต่อีกฝ่ายก็จะไม่มีทางระบุพิกัดของร่างต้นไคลน์บนโลกความจริงได้แม่นยำ
สำรวจสภาพแวดล้อมสักพัก ไคลน์ได้พบกับท้องลำธารที่เหือดแห้งและหินก้อนใหญ่ซึ่งเด่นตระหง่านในความมืดราวกับสัตว์ประหลาด จากนั้นก็รีบสลายไม้เท้าดวงดาวทิ้งด้วยการสะบัดมือแผ่วเบา
ถัดมามันเดินไปทางหินใหญ่ วางตะเกียงลงและเริ่มเปล่งพระนามเต็มอันศักดิ์สิทธิ์เป็นภาษาคนยักษ์
“เจ้าแห่งความมืดที่อาศัยอยู่ในประวัติศาสตร์”
“ร่างอวตารของมหาปาฏิหาริย์”
“เทพผู้ถือครองพลังแห่งความปรารถนา…”
นี่คือพระนามเต็มอันทรงเกียรติของหมาป่าอสูรทมิฬที่ไคลน์ทราบมาจากเทพธิดารัตติกาล แม้ว่าสัตว์ในตำนานชนิดนี้อาจเลิกใช้ชื่อดังกล่าวไปนานแล้วหรือไม่ก็เปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางจุด แต่ในเชิงศาสตร์เร้นลับก็ยังคง ‘พุ่งเป้า’ ไปถึงโคทาร์เช่นเคย
…
ภายในปราสาทโบราณที่อยู่ลึกเข้าไปในเทือกเขา
คนยักษ์ เอลฟ์ มนุษย์ และแวมไพร์กำลังทำหน้าที่เป็นคนสวน พ่อครัว คนรับใช้ สาวใช้ และองครักษ์ พวกมันสามารถแสดงสีหน้าซับซ้อนและมักกระซิบคุยกันในยามที่เดินสวน ทำให้ดูเหมือนยังมีชีวิตประสติปัญญา
แต่พวกมันจะเฉื่อยชาลงทันทีที่กลับถึงห้อง ดวงตาหยุดกลอกไปมา ร่างกายถูกแขวนห้อยลงมาจากเพดาน
ณ ส่วนลึกของปราสาท ภายในห้องโถงที่แหล่งแสงสว่างเดียวคือสายฟ้าจากด้านนอก ร่างขนาดมหึมากำลังนอนภายในความมืด
ร่างกายของมันดูคล้ายกับเนินเขาขนาดเล็กที่ปกคลุมไปด้วยขนสั้นสีดำ รูม่านตาสีดำสนิทกินพื้นที่มากถึงหนึ่งในสามของดวงตา บริเวณหน้าผากมีกระจุกขนสีเทาอ่อน รูปทรงศีรษะเหมือนหมาป่าดุร้ายตัวใหญ่
ไม่ใช่ใครนอกจากเทพแห่งความปรารถนา หมาป่าอสูรทมิฬโคทาร์
ทันใดนั้น หมาป่าอสูรซึ่งตัวใหญ่กว่าคนยักษ์ทั่วไปพลันเงยหน้าขึ้น ขนสั้นสีดำทุกเส้นของมันเริ่มขยับไปมาพร้อมกับการกลับมาทำงานอีกครั้งของบรรดาคนรับใช้ภายในปราสาท
โคทาร์เอียงคอพลางกลอกตาเล็กน้อยประหนึ่งกำลังเงี่ยหูฟังบางสิ่ง
ในวินาทีถัดมา มันอ้าปากคำรามเงียบเพื่ออัญเชิญ ‘ตัวเอง’ อีกร่างหนึ่งออกมา
ทันทีที่หมาป่าอสูรทมิฬปรากฏกาย ร่างต้นของโคทาร์กระโจนเข้าไปในสายหมอกและรีบวิ่งตรงไปยังจุดแสงหนึ่งในยุคสมัยที่สอง
นี่คือหนึ่งในชิ้นส่วนลับทางประวัติศาสตร์ที่มันทราบ
ภาพฉายของหมาป่าอสูรทมิฬบนโลกความจริงทำการอธิษฐานด้วยภาษาที่ซับซ้อน ทันใดนั้น ร่างของมันพลันสว่างวาบและหายไปโผล่บนภูเขาใกล้กับซากเมืองนอร์ธ
หลังจากเตรียมตัวเสร็จ เทพแห่งความปรารถนาสลัดขนสั้นสีดำจนหลุดร่วงและเปลี่ยนให้มันเป็นหนอนวิญญาณมายา หนอนตัวดังกล่าวพองออกจนมีลักษณะคล้ายจุดแสงแห่งการวิงวอน
นั่นทำให้โคทาร์ของเห็นว่าใครกำลังวิงวอนถึงตน
เป็นชายหนุ่มที่แต่งกายด้วยหมวกและเสื้อผ้าประหลาด ด้านข้างเป็นตะเกียงส่องแสงสีเหลือง ปากขยับเอ่ยพระนามเต็มอันทรงเกียรติของเทพแห่งความปรารถนา
หืม… รูม่านตาขนาดใหญ่ของหมาป่าอสูรทมิฬพลันหดลีบเมื่อพบว่าชายหนุ่มที่กำลังสวดวิงวอนถึงตนมีสายหมอกสีเทารายล้อม และในสายหมอกดังกล่าวมีบางสิ่งซ่อนอยู่อย่างเลือนราง
เทวทูตเส้นทางนักทำนายลำดับ 2 อย่างมันย่อมตระหนักได้ว่าสายหมอกปริศนานั่นมีความคล้ายคลึงกับสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ แถมยังสัมผัสถึงแรงดึงดูดมหาศาลได้จากด้านในสายหมอก
…ปราสาทต้นกำเนิด? เนื่องจากเคยได้ยินตำนานบางส่วนจากเทพบรรพกาลอย่างราชาหมาป่าอสูรเฟรเกีย โคทาร์คาดเดาบางสิ่งได้ทันที
ภายใต้สมมติฐานดังกล่าว มันคาดเดาเจตนาถัดไปของชายหนุ่มปริศนาทันที
คิดจะใช้ปราสาทต้นกำเนิดเพื่อดึงดูดเรา ล่อให้เราเป็นฝ่ายโจมตีเข้าไปก่อน จากนั้นก็ระบุตำแหน่งร่างต้นจากการเชื่อมต่อ?
นี่คือเหยื่อล่อ?
ไม่ผิดแน่ ชายคนนี้เป็นเพียงภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์… เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่าร่างต้นของมันซ่อนอยู่ในชิ้นส่วนใดของประวัติศาสตร์ และผู้ซุ่มโจมตีกำลังแอบอยู่ที่ไหน…
ก่อนหน้านี้ในตอนที่ปราสาทต้นกำเนิดเผยความผิดปรกติ เราสามารถยับยั้งชั่งใจมิให้เข้าไปสำรวจพื้นที่บริเวณดังกล่าว รวมถึงการไม่ค้นหาเบาะแสที่เกี่ยวข้อง แล้วเหตุใดพวกมันถึงคิดว่าเราจะตกหลุมพรางตื้นๆ ในครั้งนี้?
แค่ลองหยั่งเชิง จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นแผนอื่นหลังจากยืนยันว่าไม่ได้ผล? หรือมีช่องโหว่ในคำสวดวิงวอนชุดนี้?
หึหึ… เรามีชีวิตอยู่มาหลายพันปี ยังมีสถานการณ์แบบใดที่ไม่เคยเห็นด้วยหรือ?
วิธีที่ดีที่สุดคือการปล่อยเจ้านั่นไปโดยไม่เสียเวลาเฝ้ามอง แค่จดจำไว้ก็พอ…
หมาป่าอสูรทมิฬตัดสินใจหนักแน่น มันคิดจะเฝ้ามองอีกสักพักก่อนจะทำลายจุดแสงแห่งการสวดวิงวอน
ทันใดนั้นเอง มันเห็นชายหนุ่มอ้าปากเปล่งเสียงอีกครั้ง:
“สุริยันผู้เจิดจรัสนิจนิรันดร์”
“แสงสว่างที่ไม่มีวันดับมอด”
“ร่างอวตารแห่งกฎระเบียบ”
“…” หมาป่าอสูรทมิฬค่อนข้างฉงนกับสิ่งที่ชายหนุ่มกำลังทำ
ในดินแดนเทพทอดทิ้งแห่งนี้ การสวดวิงวอนถึงเทพแท้จริงตนอื่นคือสิ่งที่ไร้ความหมาย!
วินาทีถัดมา ไคลน์อ้าปากท่องพระนามเต็มของเทพอีกตน
“พระองค์ผู้รังสรรค์ทุกสรรพสิ่ง”
“ผู้คอยปกครองจากด้านหลังเงามืด”
“ผู้เป็นรากฐานแห่งความเสื่อมทรามทั้งปวง!”
รูม่านตาของหมาป่าอสูรทมิฬเบิกกว้างเล็กน้อย มันไม่เข้าใจว่ามนุษย์ภายในจุดแสงสวดวิงวอนต้องการทำสิ่งใด
ก่อนจะได้ข้อสรุป มันได้ยินไคลน์ท่องชื่อที่สาม
“เข็มนาฬิกาผู้คอยก่อกวนกระแสเวลา”
“เงาดำผู้ท่องไปทั่วชะตากรรม”
“ร่างอวตารแห่งการกลั่นแกล้งและหลอกลวง…”
อามุนด์… มันกำลังสวดวิงวอนถึงอามุนด์… หมาป่าอสูรทมิฬไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าอีกฝ่ายต้องการทำสิ่งใด เพียงสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลอย่างเลือนรางและคิดจะสลายจุดแสงแห่งการสวดวิงวอนทิ้งไป
ทันใดนั้นเอง มันเห็นชายหนุ่มคนดังกล่าวเงยหน้าขึ้นและยกมุมปากยิ้ม
ตามด้วยการหยิบแว่นตาขาเดียวขึ้นมาสวมบนดวงตาข้างขวา
ภาพฉายของไคลน์แปรเปลี่ยนเป็นร่างโคลนของอามุนด์หลังจากเอ่ยนามอีกฝ่ายไปเพียงครั้งเดียว!
แทบจะในเวลาเดียวกัน หมาป่าอสูรทมิฬรู้สึกคล้ายกับอีกฝ่ายกำลังมองทะลุจุดแสงแห่งการสวดวิงวอนมายังภาพฉายของตนได้โดยตรง จากนั้นก็มองผ่านภาพฉายเข้ามาในสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์และมองมาถึงร่างต้น
มันรีบดับไฟจุดแสงสวดการวิงวอนโดยปราศจากความลังเล
ณ สายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ ภายในเมืองโบราณเก่าแก่ ไคลน์พยุงตัวยืนพร้อมกับวาดภาพหนึ่งในใจ
ไม่กี่วินาทีก่อนที่ฉากดังกล่าวจะเป็นรูปเป็นร่าง ชายหนุ่มรีบตัดการเชื่อมต่อกับภาพฉายเพื่อมิให้อามุนด์เสด็จเยือนลงมาด้านข้าง
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ พฤติกรรมสุดประหลาดของชายหนุ่มมีเจตนาเพื่อทำให้หมาป่าอสูรทมิฬเกิดความสับสน ชายหนุ่มต้องการประวิงเวลาให้อีกฝ่ายยังคงเฝ้ามองต่อไปแม้จะทราบว่าผู้สวดวิงวอนเป็นเพียงภาพฉาย เพราะนั่นจะยิ่งทำให้ไคลน์มีเวลาเฝ้ามองจากปราสาทต้นกำเนิดนานขึ้น
ปิดท้ายด้วยการสวดวิงวอนถึงอามุนด์ ไคลน์อาศัยการเสด็จเยือนของเทพแห่งการหลอกลวงรายนี้เพื่อปกปิดการกัดกร่อนแบบย้อนกลับที่ปราสาทต้นกำเนิดกระทำต่อหมาป่าอสูรทมิฬ!
หรือถ้าอามุนด์ไม่ตอบโต้และทำเพียงเฝ้ามองจากวงนอก ไคลน์ก็เตรียมแว่นตาขาเดียวไว้สำหรับตบตาโคทาร์แล้ว
…………………………………
แสงจากไส้ตะเกียงมีลักษณะค่อนข้างหนืด คล้ายกับกระแสน้ำที่ผสมน้ำตาลลงไปเป็นจำนวนมาก แสงดังกล่าวไหลขึ้นไปด้านบนและก่อตัวกลายเป็นร่างสีทองที่พร่ามัว
ร่างดังกล่าวปกคลุมดาวแดงตัวแทน ‘เฮอร์มิท’ อย่างท่วมท้นจนไคลน์สัมผัสถึงแคทลียาไม่ได้ไปชั่วขณะ
ไคลน์ตาไคลน์ที่กำลังนั่งบนเก้าอี้หัวโต๊ะทองแดงยาวพลันเบิกกว้าง ความคิดหนึ่งไหลเข้ามาในสมองโดยไม่รู้ตัว:
สมแล้วที่เป็นสมบัติปิดผนึกรหัส 0-05!
โดยทั่วไปแล้ว สมบัติปิดผนึกระดับ 0 จะเรียงรหัสตามช่วงเวลาที่โบสถ์หลักครอบครองสมบัติหรือไม่ก็ศึกษาพวกมันเสร็จ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าระบบนี้ถูกสร้างขึ้นหลังจากที่เจ็ดโบสถ์หลักก้าวขึ้นมาปกครองโลกเต็มตัว ซึ่งนั่นหมายถึงช่วงท้ายยุคสมัยที่สี่และต้นยุคสมัยที่ห้า
อย่างไรก็ตาม สมบัติปิดผนึกระดับ 0 ส่วนใหญ่ถือกำเนิดหรือมีตัวตนอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว โดยที่บรรดาโบสถ์หลักต่างก็ทราบถึงตัวตนของสมบัติปิดผนึกทุกชิ้นเป็นอย่างดี!
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในช่วงที่ระบบ ‘รหัส’ ของสมบัติปิดผนึกถูกสร้างขึ้น สมบัติที่มีตัวตนอยู่ก่อนแล้วจะถูกจัดเรียงลำดับตามความแข็งแกร่งจากน้อยไปหามาก ยิ่งทรงพลังและน่าสะพรึงเพียงใดก็ยิ่งมีรหัสเป็นเลขต่ำ ส่วนสมบัติที่พบหลังจากนั้นจะถูกจัดเรียงรหัสตามเวลาค้นพบ
นอกจากนั้น แม้สมบัติปิดผนึกเก่าแก่จะมิได้ทรงพลังกว่าของใหม่เสมอไป แต่สำหรับสมบัติปิดผนึกที่ดำรงอยู่มาตั้งแต่ยุคสมัยที่หนึ่งและไม่มีข้อมูลว่าเคยถือครองโดยเทพบรรพกาลตนใดมาก่อน ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกที่มันจะกุมความลับซึ่งแม้แต่ทวยเทพก็มิอาจทำความเข้าใจ
หรือพูดได้เต็มปากว่า ยิ่งสมบัติปิดผนึกระดับ 0 มีรหัสต่ำเพียงใดก็ยิ่งน่าสะพรึงมากเท่านั้น
แต่แน่นอนว่า ต่อให้เป็นสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ที่มีรหัสสูงก็ไม่ได้รับประกันว่าพวกมันจะอ่อนแอกว่าสิบอันดับแรกเสมอไป บางทีอาจเป็นเพราะบางชิ้นถูกโบสถ์หลักค้นพบในยุคหลัง และเมื่อตัวเลขข้างหน้าเต็มหมดก็ต้องนำไปต่อท้ายแถวตามลำดับ
ขณะไคลน์กำลังวิเคราะห์ ร่างสีทองทำการจ้องมองผ่านดาวแดงตัวแทนเฮอร์มิทขึ้นมายังวังโบราณเหนือสายหมอกทันที
จากนั้นก็เปล่งเสียงของมันด้วยความกังวลและสง่างามอย่างน่าเหลือเชื่อ
“ไม่ได้พบกันนาน”
ไม่ได้พบกันนาน? ไม่ได้พบกันนานกับผีน่ะสิ! หมอนี่… รู้จักอดีตเจ้าของปราสาทต้นกำเนิดอย่างราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชคด้วย? เทพแห่งตะเกียงผู้ประกาศตัวว่าเป็นนิรันดร์… มันสามารถใช้คำสวดวิงวอนของมาดามเฮอร์มิทเพื่อสนทนากับเราโดยตรง… ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์ทวีความเครียดขึ้นจากเดิมหลายเท่า
อาศัยประสบการณ์ที่สั่งสมมาหลายปีและพลังตัวตลก ไคลน์ผ่อนคลายตัวเองลงทันทีในท่าเอนหลังพิงพนักเก้าอี้
จากนั้นก็มอบคำตอบ
“อา”
มันมิได้ยอมรับหรือปฏิเสธว่าเป็นตัวปลอม เพียงแสดงท่าทีเย้ยหยันและเหนือกว่าอย่างเป็นธรรมชาติ
ร่างสีทองพร่ามัวพ่นลมหายใจทันที
“เจ้าอ่อนแอลงมาก… ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมถึงไม่ได้ยินนามเต็มอันทรงเกียรติของเจ้ามาหลายพันปีแล้ว”
นามเต็มอันทรงเกียรติ… อ่อนแอ… หมอนี่รู้จักอดีตเจ้าของปราสาทต้นกำเนิด… เป็นตัวตนที่เคยโลดแล่นในยุคสมัยที่หนึ่ง? ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์ยิ้มและกล่าว
“สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่ความจริง”
“ฮะฮะ!” ร่างสีทองที่พร่ามัวและบิดเบี้ยวขำแห้งสองคำ “ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ พยายามหลอกลวงผู้อื่นทุกครั้งที่มีโอกาส… แต่สภาพของปราสาทต้นกำเนิดหลอกข้าไม่ได้ หากเป็นในยามปรกติ ข้าไม่มีทางผ่านแนวป้องกันชั้นนอกเข้ามาสนทนากับเจ้าได้แน่”
“มั่นใจได้อย่างไรว่านั่นไม่ใช่ความตั้งใจของข้า?” ไคลน์ถามผ่อนคลาย
“ตบตาข้าไปก็เปล่าประโยชน์” เทพแห่งตะเกียงตัวสีทองพร่ามัวตอบ
…ทำไมเหยื่อของการบลัฟถึงไม่หลงกลแม้แต่น้อย… นอกจากจะไม่เชื่อว่าเรารวย ยังมั่นใจว่าเราไม่เงินจนต้องขายไต… สมัยก่อนเจ้าของปราสาทต้นกำเนิดที่น่าจะเป็นราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค ทำอะไรไว้กับเทพแห่งตะเกียงกันแน่… จริงสิ… ส่วนหนึ่งของตะเกียงวิเศษเกิดจากตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์… ไคลน์ที่อาศัยการรำพันติดตลกเพื่อบรรเทาความเครียด เผยรอยยิ้มแฝงเลศนัย
“จะมีประโยชน์หรือไม่ เจ้าไม่ใช่ผู้กำหนด”
ร่างสีทองที่พร่ามัวสั่นระริกเล็กน้อย
“พิจารณาจากสภาพของปราสาทต้นกำเนิด ดูเหมือนว่าเจ้ากำลังต้องการตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์สินะ”
มันไม่มัวสนทนาอยู่แต่หัวข้อเดิม แต่พุ่งประเด็นไปยังสถานการณ์ที่สังเกตเห็น
…มองเห็นได้ถึงขั้นนั้นเชียว… ระดับตัวตนต้องสูงมากแน่… หรือว่าเจ้านี่สามารถสกัดตะกอนพลังของผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ออกจากตะเกียงวิเศษประทานพรได้? ไคลน์ที่เกือบสูญเสียความเยือกเย็นหรี่ตาลง
มันควบคุมภาษากายและสีหน้าก่อนจะยิ้ม
“แล้วแต่จะคิด”
เป็นอีกครั้งที่ร่างสีทองเปล่งสุ้มเสียงอันน่าเกรงขามไปทั่วสายหมอก
“ข้ามีข้อเสนอ… เจ้าจงปลดผนึกและคืนอิสระให้ข้า ส่วนข้าจะมอบตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ให้โดยเก็บไว้เฉพาะส่วนที่เป็นของตัวเอง… สำหรับสักขีพยาน… ใช้ต้นแก่นกำเนิดของพวกเราเป็นอย่างไร? แม้ว่าทั้งเจ้าและข้าสามารถรอดชีวิตจากการฝ่าฝืนพันธสัญญาได้ก็จริง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ต้องจ่ายสิ่งใดเลย เราทั้งคู่ต่างไม่อยากเผชิญผลลัพธ์ที่จะตามมา… และข้าสัญญาว่าจะไม่อยู่ที่นี่นานเกินกว่าความจำเป็น”Aileen
ผนึก… แก่นต้นกำเนิด… อุปนิสัยที่น่ากลัวของตะเกียงวิเศษประทานพร แท้จริงแล้วเกิดจากตัวตนลึกลับซึ่งมีระดับทัดเทียมเทพแท้จริง? ไคลน์สังเกตเห็นประเด็นสำคัญของในบทสนทนาได้รวดเร็ว
ในไม่ช้ามันก็ตัดสินใจหนักแน่น นั่นคือการไม่ถูกอีกฝ่ายล่อลวง!
มีเหตุผลสองข้อ ข้อแรก ไคลน์ไม่ใช่อดีตเจ้าของปราสาทต้นกำเนิดตัวจริง ยังมีอีกหลายสิ่งที่มันทำไม่ได้ ข้อสอง มันเคยศึกษาศาสตร์เร้นลับมาไม่น้อย แถมยังเคยมีประสบการณ์จริงสมัยทำงานเหยี่ยวราตรี ชายหนุ่มทราบดี ไม่ว่าจะกรณีใดก็ห้ามทำสัญญากับตัวตนลึกลับโดยเด็ดขาด!
เมื่อตัดสินใจแน่วแน่ ไคลน์สงบสติอารมณ์และคิดหาวิธีรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุด
เทพแห่งตะเกียงซึ่งต้องสงสัยว่ามาจากยุคสมัยที่หนึ่งอันแสนวุ่นวายและลึกลับ ย่อมต้องล่วงรู้ข้อมูลที่สำคัญเป็นจำนวนมาก!
ครุ่นคิดสักพัก มุมปากไคลน์กระตุกแผ่วเบา
“คิดว่าเงื่อนไขแค่นี้จะทำให้ข้าสนใจได้จริงหรือ?”
ชายหนุ่มต้องการหยั่งเชิงว่าอีกฝ่ายเต็มใจจ่ายได้มากที่สุดระดับไหน บางทีนั่นอาจเป็นการเผยความลับบางอย่าง
ได้ยินประโยคดังกล่าว ดวงตาของร่างพร่ามัวสีทองพลันส่องประกาย เป็นการส่องประกายในความหมายที่แท้จริง!
ดวงตาของมันคล้ายกับจดจ้องมาทางไคลน์ จากนั้นก็เปล่งเสียงดังกังวานอันน่าเกรงขามประหนึ่งฟ้าร้อง
“เจ้าไม่ใช่หมอนั่น!”
เจ้าไม่ใช่หมอนั่น… ไคลน์พลันผงะเจือความผวา เป็นความรู้สึกคล้ายกับถูกคนดูเปิดโปงกลต่อหน้าผู้ชมจำนวนมากขณะกำลังแสดง
มันไม่แน่ใจว่าคำถามยอกย้อนของตนผิดพลาดในจุดใด และยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ระยะเวลาเตรียมตัวสั้นเกินกว่าจะให้วิเคราะห์หาการตอบสนองที่ดีที่สุดอย่างรัดกุม ไคลน์จึงทำได้เพียงตอบสนองในสิ่งที่ตนเชื่อว่าเหมาะสม
…ทำไมจู่ๆ เจ้านั่นถึงมองออกว่าเราไม่ใช่อดีตเจ้าของปราสาทต้นกำเนิดอย่างราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค… คำถามยอกย้อนของเราก็ฟังดูสมเหตุสมผลไม่ใช่หรือ… ในเมื่อคุยเรื่องธุรกิจ การต่อรองย่อมเป็นเรื่องปรกติ… หรืออดีตเจ้าของปราสาทที่เทพแห่งตะเกียงรู้จักไม่ได้มีนิสัยแบบนั้น? เป็นไปไม่ได้ คนชอบโกหกไม่มีทางไม่ต่อรองเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด… บ้าจริง! เราคิดนานเกินไป ตอนนี้ผ่านไปเกือบสิบวินาทีแล้ว… ถ้าเราไม่โต้แย้งคำกล่าวหาของเทพแห่งตะเกียง นั่นจะมีค่าเท่ากับยอมรับทางอ้อม… ไคลน์ไม่คุ้นเคยกับสถานการณ์ที่ตนถูกเปิดโปงความจริง จึงทำตัวไม่ถูกไปสักพัก
ชายหนุ่มเริ่มหวาดระแวง มันเตรียมเสกไม้เท้าดวงดาวออกมาระดมพลังปราสาทต้นกำเนิดเผื่อไว้ในกรณีที่เทพแห่งตะเกียงโจมตีเข้ามา แต่ทันใดนั้นเอง ร่างสีทองอันพร่ามัวพลันระเบิดเสียงหัวเราะ
“ฮะฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”
เสียงหัวเราะดังกล่าวคล้ายกับมีอำนาจสั่นสะเทือนดวงวิญญาณ แม้แต่ไคลน์ที่นั่งภายในปราสาทต้นกำเนิดก็ยังเกือบคลุ้มคลั่งคาที่ เป็นการยากที่จะรักษาความเยือกเย็นไว้ได้
อีกฝ่ายไม่มีเจตนาทำร้าย เป็นเพียงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ… เทพแห่งตะเกียงหัวเราะทำไม? มีอะไรน่าขำ? ไคลน์ขมวดคิ้วพลางวิเคราะห์หาเหตุผลอย่างใจเย็น แต่สุดท้ายก็คิดไม่ตก
ไม่กี่วินาทีถัดมา เสียงหัวเราะของเทพแห่งตะเกียงหยุดลงก่อนจะกล่าวอย่างร่าเริง
“กระทั่งตัวตนระดับอย่างเรา ชะตากรรมก็ยังเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์เสมอ… ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร ข้อเสนอของข้าไม่แปรเปลี่ยน ขอเพียงเจ้าปลดผนึกและคืนอิสระให้ข้า ทางนี้สัญญาว่าจะกลับอวกาศเฉพาะส่วนที่เป็นของตัวเองทันที โดยตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์จะตกเป็นของเจ้า นอกจากนั้นข้ายังคงมอบพรให้อีกสามข้อ… เป็นอย่างไรบ้าง? สนใจไหม?”
อวกาศ… ได้ยินเช่นนั้น เปลือกตาไคลน์กระตุกอย่างมิอาจหักห้ามขณะสัมผัสถึงอันตราย
นั่นคือคำเตือนจากส่วนลึกของสัมผัสวิญญาณ
เดิมทีมันคิดจะรับปากส่งๆ เพื่อสืบหาข้อมูลเพิ่มเติมแล้วค่อยอาศัยพลังปราสาทต้นกำเนิดเพื่อกลับคำพูดในภายหลัง แต่ด้วยเหตุผลบางประการ มันกลับรู้สึกว่าตนไม่ควรรับปากส่งเดช!
ส่งผลให้ไคลน์ตัดสินใจเปล่งเสียงด้วยความเด็ดขาด
“ออกไป”
กล่าวจบ ชายหนุ่มตัดการเชื่อมต่อระหว่างตนเองและดาวแดงตัวแทนเฮอร์มิท
ร่างสีทองอันพร่ามัวเริ่มกระจัดกระจายและเลือนหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงคำพูดสุดท้ายที่ยังดังกังวาน:
“แล้วเจ้าจะตอบตกลงในท้ายที่สุด!”
รอจนกระทั่งห้วงมิติเหนือสายหมอกกลับมาสงบสุขโดยแท้จริง ไคลน์จึงกล้าถอนหายใจผ่อนคลาย
เทพแห่งตะเกียงเป็นสิ่งมีชีวิตจากอวกาศ… มันถูกผนึกไว้ในตะเกียงวิเศษประทานพรในยุคสมัยที่หนึ่งหรือก่อนหน้านั้น?
ผู้ผนึกน่าจะเป็นอดีตเจ้าของปราสาทต้นกำเนิดอย่างราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค… สิ่งนี้สามารถอนุมานได้จากการใช้ตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์เป็นส่วนประกอบของผนึก…
นั่นคือสาเหตุที่เทพแห่งตะเกียงเริ่มสงสัยว่าเราไม่ใช่อดีตเจ้าของปราสาทตัวจริง? แต่คำถามยอกย้อนของเราก็ไม่ได้ขัดแย้งในตัวเองขนาดนั้น… เว้นเสียแต่ว่าระหว่างอดีตเจ้าของปราสาทต้นกำเนิดและเทพแห่งตะเกียงจะมีบางความลับที่รู้กันแค่สองคน…
พลังส่วนใหญ่ของเทพแห่งตะเกียงทะลุผนึกออกมาสู่ภายนอกไม่ได้ แต่มันสามารถใช้พลังจากตะกอนพลังที่เป็นผนึกได้… คุณสมบัติในการ ‘ประทานพร’ น่าจะเป็นของผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ จากนั้นเทพแห่งตะเกียงก็ใช้ระดับตัวตนเพื่อขยายให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น…
ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์เงยหน้ามองดาวแดงตัวแทนมาดามเฮอร์มิทและพบว่าแคทลียาไม่สังเกตเห็นความผิดปรกติที่เกิดขึ้นระหว่างตนกับตะเกียงวิเศษประทานพร
ฟู่ว… ไคลน์เสกจุดแสงข้อมูลและโยนคำเตือนเข้าไปในดาวแดงดวงดังกล่าว
…………………………….
ยามเช้าตรู่ เอิร์ลฮอลล์ที่ตื่นขึ้นในเวลาปรกติกำลังเดินเล่นในสวนและสนามหญ้า
หลังจากเชยชมม้าพันธุ์ดีตัวโปรด มันเดินกลับไปยังชั้นสามของคฤหาสน์เพื่อเปลี่ยนชุดเตรียมออกไปข้างนอก ส่วนทางด้านภรรยาของมัน คุณหญิงเคทลินเองก็ตื่นแล้วและกำลังถ่ายทอดความคิดที่ตนเพิ่งนึกขึ้นได้ให้กับสาวใช้ เพื่อให้เธอนำไปกระจายบอกกับสาวใช้คนอื่น
“ได้เวลาอาหารเช้าแล้ว” เอิร์ลฮอลล์ที่ยืนข้างราวแขวนชุดหันมายิ้มให้ภรรยา
ทันใดนั้นเอง มันได้ยินเสียงอึกทึกดังมาจากด้านนอก แถมยังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง
เอิร์ลฮอลล์ขมวดคิ้วก่อนจะหันไปทางบุรุษรับใช้ส่วนตัว
โดยไม่ต้องกล่าวคำใด บุรุษรับใช้รีบเดินไปทางหน้าต่างและเปิดม่านออก
เมื่อสิ้นเสียงรูดม่าน แสงสว่างส่องเข้ามาในห้องพร้อมกับเผยภาพที่คมชัด
บุรุษรับใช้กวาดสายตามองออกไป สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที
มันชำเลืองไปทางคุณหญิงเคทลินที่ยังคงสนทนากับสาวใช้ส่วนตัว จากนั้นก็เดินมาด้านข้างเอิร์ลฮอลล์และกระซิบ
“กลุ่มผู้ประท้วง ผู้คนจำนวนมากกำลังเดินขบวนประท้วงครับ”
ประท้วง? คำคำนี้มิได้แปลกหูสำหรับเอิร์ลฮอลล์ ในฐานะขุนนางทรงอำนาจแห่งโลเอ็นและผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสองของกลุ่มทุนถ่านหินและเหล็กกล้าคอนสแตน มันย่อมเคยเห็นกลุ่มผู้ประท้วงที่เรียกร้องให้ขึ้นค่าแรงและลดจำนวนเวลาทำงาน นอกจากนั้นตลอดสองเดือนที่ผ่านมา กรุงเบ็คลันด์เองก็เผชิญหน้าการประท้วงด้วยหลากหลายเหตุผล แต่ทั้งหมดก็ถูกจัดการได้รวดเร็วจนไม่สร้างปัญหาใด
สายตาเอิร์ลฮอลล์มองกวาดบนใบหน้าบุรุษรับใช้สักพักก่อนจะขมวดคิ้ว มันเริ่มสัมผัสได้ว่ากลุ่มผู้ประท้วงในวันนี้อาจแตกต่างไปจากทุกที
มันเดินไปทางหน้าต่างอย่างเงียบงัน
ดวงตาเอิร์ลฮอลล์พลันผงะเมื่อมองออกไปด้านนอก
ความสูงของชั้นสามช่วยให้มันมองเห็นฝูงชนที่เบียดเสียดกันจนเต็มถนน ทุกคนรวมตัวกันวิ่งมาทางคฤหาสน์ประหนึ่งเมฆครึ้มขนาดมหึมาที่เตรียมจะกลืนกินเบ็คลันด์
“ขนมปัง!”
“พวกเราต้องการขนมปัง!”
เสียงตะโกนของผู้คนนับหมื่นหรือมากกว่านั้นค่อยๆ ดังขึ้น บางเสียงดังชัดถ้อยชัดคำจนเอิร์ลฮอลล์ถึงกับขนลุก
เนื่องจากเคยเข้าร่วมมหามิสซาบ่อยครั้ง เสียงตะโกนของผู้คนหลักหมื่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับเอิร์ลฮอลล์ แต่ในตอนนั้นมันคือส่วนหนึ่งของฝูงชน ไม่เหมือนปัจจุบันที่กำลังตกเป็นเป้าของมวลมหา ‘คลื่นมนุษย์’
เอิร์ลฮอลล์พยายามมองหาปลายแถวของกลุ่มผู้ชุมนุม แต่มองเท่าไรก็ไม่เห็น จึงทำได้เพียงอาศัยประสบการณ์ที่สั่งสมมาเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์เบื้องต้นจากข้อมูลที่ตาเห็น
มันพบตำรวจและทหารในปริมาณน้อยมากบริเวณสองฝั่งของกลุ่มผู้ชุมนุม เมื่อเทียบกับจำฝูงชนจำนวนมหาศาล ตำรวจและทหารเป็นได้เพียงละอองฝอยที่เกิดจากคลื่นซัดสาด
เอิร์ลฮอลล์เชื่อว่าเขตราชินีย่อมมีระดับความเข้มงวดสูงที่สุด หากเกิดการชุมนุมประท้วง ไม่มีทางที่ตำรวจและทหารจะไม่ส่งกำลังพลมาทำงานอย่างสุดความสามารถ ดังนั้นสถานการณ์ปัจจุบันจึงสามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลเดียว:
ฝูงชนที่เข้าร่วมการชุมนุมประท้วงมีจำนวนมากเกินไป!
จนทำให้ทหารกับตำรวจดูบางตาและกระจายตัวอย่างมาก!
การชุมนุมของผู้คนหลักแสน? หรืออาจจะมากกว่านั้นอีก… การชุมนุมที่เกิดจากภาวะขาดแคลนอาหารสามารถพัฒนาไปเป็นจลาจลและชิงทรัพย์ได้ทุกเมื่อ… แต่ตอนนี้ยังดูเหมือนมีระเบียบ พวกเขามีกลุ่มแกนนำ? บ้าจริง! ทั้ง MI9 และสามโบสถ์หลักไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปรกติล่วงหน้าเลยหรือ? การชุมนุมประท้วงที่ใหญ่ขนาดนี้จะเกิดขึ้นในชั่วข้ามคืนได้ยังไง… ต่อให้กรุงเบ็คลันด์กลายเป็นถังดินปืน แต่ถ้าจะจุดไฟก็ต้องใช้ไม้ขีดหลายก้าน! ท่ามกลางกระแสความคิด สีหน้าของเอิร์ลฮอลล์ทวีความดำมืด
“ขนมปัง!”
“พวกเราต้องการขนมปัง!”
เสียงตะโกนดังขึ้นอย่างเป็นระเบียบและต่อเนื่อง ประหนึ่งภายในมหานครแห่งนี้กำลังเกิดคลื่นยักษ์
คนใช้และสาวใช้ในคฤหาสน์ตระกูลฮอลล์เริ่มตระหนักถึงความวุ่นวายภายนอก หลายคนเดินมายืนริมหน้าต่างและมองออกไปด้านนอกรั้ว
สีหน้าทุกคนพลันขาวซีดราวกับกำลังเผชิญหน้าคลื่นยักษ์ที่หลบไม่พ้น
“ขนมปัง!”
“เราต้องการขนมปัง!”
เสียงจากแหล่งกำเนิดที่แตกต่างกันกำลังดังสอดประสาน สร้างบรรยากาศกดดันรุนแรงที่ยากแม้แต่จะหายใจ
เอิร์ลฮอลล์รีบดึงสติกลับมา ภายในใจเริ่มวางแผนส่งโทรเลขถึงราชวงศ์เพื่อให้ระดมกองทัพออกมาปราบปราม
แต่เมื่อสังเกตกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง มันพบว่าหลายคนในนั้นแต่งกายด้วยเครื่องแบบทหาร แถมบางคนก็อยู่ในสภาพพิการ
“ขนมปัง!”
“พวกเราต้องการขนมปัง!”
ทหารที่เข้าเวรรักษาความสงบมองไปทางกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยสีหน้าเห็นใจ ปากกระบอกปืนเล็งชี้ขึ้นฟ้า
ในบรรดากลุ่มผู้ชุมนุมเต็มไปด้วยอดีตสหายร่วมรบของทหาร บ้างก็เป็นพ่อแม่ ภรรยา และลูกของเพื่อนฝูง ทุกคนเพียงต้องการได้รับสิทธิ์ในการดำรงชีวิตต่อไปเหมือนกับคนอื่น พวกมันแค่ไม่อยากอดตาย แล้วจะให้ไม่เห็นใจหรือสงสารได้อย่างไร?
ความรู้สึกดังกล่าวเคยเกิดขึ้นแค่ในหมู่ทหารและตำรวจจำนวนน้อย แต่ภายหลังเริ่มแพร่กระจายไปจนทั่ว
หากเป็นเมื่อก่อน ถ้าผู้บังคับบัญชาสั่งอะไรลงมาก็คงยอมทำตามโดยไม่ขัดขืน แต่ปัจจุบันหลายคนกำลังผุดความคิดหนึ่งตรงกัน:
ไอ้หน้าไหนที่สั่งให้ยิง มันนั่นแหละจะโดนยิงคนแรก!
“ขนมปัง!”
“เราต้องการขนมปัง!”
เสียงโห่ร้องของมวลมหาประชาชนทำให้ใบหน้าเอิร์ลฮอลล์ซีดลงหลายส่วน
มันอดไม่ได้ที่จะมองไปทางบอดี้การ์ดและกลุ่มผู้วิเศษที่ถูกจ้างมาคุ้มกัน จากนั้นก็มองไปทางผู้วิเศษจากโบสถ์รัตติกาลที่ถูกส่งมาปกป้องตระกูล นั่นทำให้เอิร์ลฮอลล์พบว่าคนเหล่านี้มีท่าทีแตกต่างกันออกไป
บอดี้การ์ดกำลังตื่นตระหนกและหวาดกลัว ส่วนผู้วิเศษที่ถูกจ้างยังคงมีสีหน้าเคร่งขรึม และคนคุ้มกันจากโบสถ์รัตติกาลเผยสีหน้าเห็นอกเห็นใจ
ในสายตาศาสนจักร เราอาจมีค่าเทียบเท่าสาวกนับพัน แต่กลุ่มผู้ชุมนุมประกอบด้วยสาวกนับหมื่นนับแสนหรือมากกว่านั้น… เอิร์ลฮอลล์เริ่มชั่งน้ำหนักถึงผลลัพธ์ของสิ่งที่มันกำลังวางแผน
ไม่ว่าจะติดอาวุธครบมือสักเพียงใด แต่จำนวนกองกำลังปกป้องคฤหาสน์เพียงเท่านี้ก็ไม่มากพอจะต้านทานกลุ่มผู้ประท้วงหลักแสน และผู้วิเศษของโบสถ์รัตติกาลก็คงไม่ช่วยเหลือหากมีการนองเลือดเกิดขึ้น ลำพังการหนีรอดจากเขตราชินีได้อย่างปลอดภัยก็นับว่าปาฏิหาริย์มากแล้ว
นี่คือครั้งแรกที่เอิร์ลฮอลล์ตระหนักถึงความน่ากลัวของฝูงชนที่ร่วมใจสามัคคี
ท่ามกลางกระแสความคิด เอิร์ลฮอลล์ออกคำสั่งกับบุรุษรับใช้
“ส่งโทรเลขไปหานายกรัฐมนตรีและขุนนางคนอื่น แจ้งว่าผมจะเป็นแกนนำในการบริจาคอาหารจำนวนมากให้แก่ชาวเมืองเบ็คลันด์! ได้โปรดทำให้พวกเขาสงบลงด้วย!”
หลังจากสัญญาณวิทยุกระจายไปตามกระแสอากาศ บรรดาขุนนางในเขตราชินีทุกคนได้ทราบเจตจำนงของเอิร์ลฮอลล์
ดยุคนีแกนมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มันถอนหายใจสักพักก่อนจะหันไปพูดกับเลขานุการชายด้านข้าง
“แค่ปกป้องคฤหาสน์ไว้ก็พอ ห้ามใช้ความรุนแรงกับผู้คนโดยไม่จำเป็น ผมจะทำแบบเดียวกับเอิร์ลฮอลล์… นอกจากนั้นยังต้องเชือดพวกพ่อค้าที่กักตุนอาหารเพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่าง!”
เอิร์ลฮอลล์ถอนหายใจโล่งอกหลังจากเหล่าชนชั้นสูงบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นและได้ข้อสรุปเกี่ยวกับวิธีการ มันเริ่มมีกะจิตกะใจจะแวะไปพบหน้าสมาชิกครอบครัวที่โถงรับประทานอาหาร
ขณะเดินมาถึงประตูห้องโถงรับประทานอาหาร เอิร์ลฮอลล์มองเข้าไปสำรวจสถานการณ์ด้านในตามความเคยชิน
ภรรยาของมันกำลังยืนริมหน้าต่างพลางมองออกไปด้วยสีหน้าเป็นกังวล บุตรชายคนโตกำลังเดินกระวนกระวายด้วยความโกรธ บุตรสาวเพียงคนเดียวกำลังยืนข้างภรรยา เฝ้ามองคลื่นยักษ์ผู้ชุมนุมอย่างเงียบงัน
…
ทะเลหมอก อนาคตกาล
แคทลียาเดินบนสะพานดวงดาวระยิบระยับกลับมายังดาดฟ้าเรือ
“กัปตัน คุณควรรีบทำอะไรสักอย่างกับแฟรงค์ได้แล้ว!” สรั่งเรือนีน่าปรี่เข้ามาใกล้พร้อมกับตะโกน
ความโศกเศร้าของแคทลียาพลันแตกเป็นเสี่ยงๆ ก่อนจะขมวดคิ้วถาม
“เขาทำอะไรอีก?”
นีน่าตอบด้วยเสียงโกรธขึ้ง
“เขาถามฉันว่าอยากมีลูกไหม เขาต้องการศึกษาว่าชีวิตและวิญญาณเกิดขึ้นได้อย่างไร!”
“…ชกเขาไปหรือยัง?” แคทลียาถามเสียงขรึม
“แน่นอน!” นีน่าไม่ปิดบัง
แคทลียามองไปทางแฟรงค์ที่อยู่ไม่ไกล จากนั้นก็ถามโดยไม่แยแสใบหน้าที่บวมเป่ง
“คุณควรเริ่มจากการศึกษาวิธีขยายพันธุ์ของปลา”
“ก็ได้…” แฟรงค์เกาหัวอย่างเชื่อฟัง
แคทลียาหันไปพยักหน้าให้กับเงาดำที่ยื่นออกจากเขตห้องโดยสาร – ผู้ไร้เลือด ฮีธ·ดอยล์
“ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว”
ฮีธ·ดอยล์ผ่อนคลายอย่างเห็นได้ชัด
“ครับ กัปตัน”
หลังจากสะสางเรื่องชวนปวดหัวของลูกเรือ แคทลียามีเวลาอยู่กับตัวเอง เธอบินกลับห้องกัปตันพลางลูบหน้าผากในตอนที่ไม่มีใครเห็น
จากนั้นก็ผนึกห้องกัปตันและนำสมบัติปิดผนึกระดับ 0 อย่างตะเกียงวิเศษประทานพรออกมา
หลังจากเตรียมการเสร็จ แคทลียานั่งลงบนโต๊ะทำงานในท่าก้มหน้า ตามด้วยการเปล่งพระนามเต็มอันทรงเกียรติของเดอะฟูลเพื่อรายงานข้อมูลเกี่ยวกับราชินีเงื่อนงำ
ไคลน์ที่กำลังสำรวจเขตรอบนอกของซากเมืองนอร์ธด้วยโคมไฟ รีบหันหน้าไปยังทิศทางหนึ่งและตั้งใจฟังเป็นเวลานาน จากนั้นก็รีบส่งตัวเองเข้าสู่ห้วงมิติเหนือสายหมอก
ชายหนุ่มนั่งลงบนเก้าอี้เดอะฟูลและถ่ายพลังวิญญาณเข้าไปในดาวแดงตัวแทน ‘เฮอร์มิท’
ราชินีเงื่อนงำมีเบาะแสเบื้องต้นเกี่ยวกับเกาะโบราณแห่งนั้นแล้ว เธอคิดจะออกจากน่านน้ำปลอดภัยเพื่อไปค้นหา…
เกาะโบราณที่โรซายล์พบเข้าโดยบังเอิญน่าจะเป็นที่ตั้งของหนึ่งในเก้าสุสานลับ… และคงเป็นแห่งเดียวที่ยังไม่ถูกทำลาย เป็นความหวังสุดท้ายในการคืนชีพของจักรพรรดิ…
แต่ถ้าจำไม่ผิด สิ่งมีชีวิตบนเกาะโบราณกราบไหว้บูชาพลังจากอวกาศ… แค่เข้าใจอวกาศก็เพียงพอแล้วที่จะถูกกัดกร่อน… เราต้องเตือนเรื่องนี้ให้ราชินีเงื่อนงำทราบผ่านมาดามเฮอร์มิท…
ตะเกียงวิเศษประทานพร… อยู่กับราชินีเงื่อนงำนี่เอง… เกิดจากตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์และตะกอนพลังปริศนาอีกหนึ่งชนิด กระทั่งเทพก็มิอาจป่นให้เป็นผุยผงได้… หลังจากได้ฟังข้อมูลของ 0-05 ไคลน์จ้องเข้าไปในภาพและทำการขยายเพื่อดูรายละเอียดของกาต้มน้ำสีทอง
ทันใดนั้น ไส้ตะเกียงที่ปากกาต้มน้ำพลันถูกจุดขึ้นด้วยตัวเอง!
…………………………………
เมื่อได้ยินคำพูดแคทลียา ราชินีเงื่อนงำแบร์นาแดตจ้องอีกฝ่ายนานหลายวินาทีก่อนจะพูด
“นั่นเป็นทางเลือกของคุณ เป็นเสรีภาพของคุณ”
แคทลียาจ้องอีกฝ่ายโดยไม่กะพริบตาสักพัก จากนั้นก็เม้มปาก
“ฉันทราบดี… คุณคงทำลายเบาะแสทั้งหมดทิ้งโดยไม่ปล่อยให้ฉันไล่ตามไปได้… สำหรับคุณแล้ว การออกเดินทางครั้งนี้มีเพื่อทำลายอดีตของตัวเองทั้งหมดโดยไม่สนว่าจะได้กลับมาอีกหรือไม่”
แบร์นาแดตเจ้าของผมยาวสีเกาลัดมิได้กล่าวคำใด ราวกับเป็นการยืนยันคำพูดของพลเรือเอกดวงดาวทางอ้อม
แคทลียาเห็นดังนั้นจึงยิ้มขื่นขม
“ดิฉันคงไม่สาธยายว่าจะตามหาคุณอย่างไรหากคุณหายตัวไปนานครึ่งปีหรือหนึ่งปี… แต่ฉันอยากให้คุณไม่ลืมที่จะเอ่ยพระนามเต็มอันทรงเกียรติของมิสเตอร์ฟูลในยามที่เผชิญวิกฤติร้ายแรงซึ่งอาจถึงแก่ชีวิต”
เธอเอ่ยชื่อออกมาตรงๆ
ราชินีเงื่อนงำพยักหน้าเชื่องช้าพลางกล่าว
“ฉันจะจำใส่ใจไว้”
แคทลียายิ้มด้วยดวงตาพร่ามัว
“คุณจะฝากฝังวัตถุและงานใดให้ดิฉัน?”
วัตถุชิ้นหนึ่งโผล่ขึ้นจากความว่างเปล่าเพียงแบร์นาแดตพลิกฝ่ามือ
วัตถุดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกาต้มน้ำสีทองล้วน ผิวสลักลวดลายและอักขระซับซ้อน ปากกาต้มน้ำมีไส้ตะเกียงยื่นออกมา
“ชื่อของมันคือตะเกียงวิเศษประทานพร รหัส 0-05 กล่าวกันว่ามาจากยุคสมัยที่หนึ่ง แม้แต่เทพแท้จริงก็มิอาจป่นมันได้ ในสภาพปรกติมันจะไม่สร้างปัญหาหรือประโยชน์ แต่จะคอยล่อลวงผ่านความฝันหรือนิมิตให้เธอขัดถูมันเพื่ออัญเชิญเทพแห่งตะเกียง” ราชินีเงื่อนงำแนะนำต้นกำเนิดและคุณสมบัติของวัตถุอย่างคร่าว “เทพแห่งตะเกียงอ้างว่าตนเป็นนิรันดร์และสามารถมอบพรได้สิบข้อ แต่ตามปรกติแล้วจะประทานพรในรูปแบบที่บิดเบี้ยวสุดขีดหรือไม่ก็มีผลกระทบสุดเลวร้ายตามมา ท่านพ่อบอกว่าเราสามารถหลีกเลี่ยงอันตรายได้โดยการขอพรสองข้อแรกอย่างระมัดระวังและใช้คำรัดกุม แต่ห้ามขอพรข้อที่สามโดยเด็ดขาด”
แบร์นาแดตเน้นย้ำหลังจากกล่าวถึงตรงนี้
“ห้ามโดยเด็ดขาด!”
“ฟังดูรับมือไม่ยากเท่าไร…” แคทลียาไตร่ตรองสักพัก “สามารถทำแบบนี้ได้ไหม… ให้ท่านขอพรสองข้อแล้วส่งให้ดิฉัน จากนั้นดิฉันจะขอพรอีกสองข้อแล้วส่งให้แฟรงค์ ต่อด้วยฮีธและคนที่เหลือ… วิธีนี้นอกจากจะไม่มีโทษแล้วยังเป็นประโยชน์”
หญิงสาวแค่ยกตัวอย่างชื่อแฟรงค์ เพราะเธอไม่มีทางปล่อยให้แฟรงค์สัมผัสวัตถุอันตรายเช่นนี้
แบร์นาแดตที่กำลังถือตะเกียงวิเศษประทานพรส่ายหน้าเล็กน้อย
“เจ้าของแตกต่างจากผู้ถือ หากฉันยังไม่ตาย แม้เธอจะได้ครอบครองต่อ แต่ก็เป็นแค่ในฐานะผู้ถือ มิใช่เจ้าของ… พรข้อแรกของเธอจะถูกนับเป็นพรข้อที่สามของฉันและข้อแรกของเธอในเวลาเดียวกัน… นอกจากนั้น แม้เราจะเลือกใช้คำขอพรอย่างรัดกุมที่สุดเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีทางเกิดผลกระทบร้ายแรงหรือผลลัพธ์ผิดไปจากที่ต้องการ แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าเทพแห่งตะเกียงจะไม่ฉลาด ตรงกันข้ามเลยต่างหาก เจ้านั่นทั้งเจ้าเล่ห์ ฉลาดเป็นกรด แถมยังมีจินตนาการบรรเจิด”
แคทลียาอืมในลำคอ
“เคยมีความปรารถนาที่มอบให้ไม่ได้บ้างไหม?”
“ตอนนี้ยัง แต่ถ้าเกี่ยวข้องกับระดับเทพแท้จริงเมื่อไร ความปรารถนาจะผิดเพี้ยนไปมากจนเธอจินตนาการไม่ออก… ยกตัวอย่างเช่น หากเธอขอให้ตัวเองกลายเป็นลำดับ 0 ร่างกายของเธอจะถูกทำลายทันที ดวงวิญญาณจะหลอมรวมเข้ากับเทพมารนิรนามสักตน จงจำไว้ว่าพรที่ขอจากเทพแห่งตะเกียงต้องเรียบง่ายและรัดกุมที่สุด ไม่อย่างนั้นท่านอาจจะปฏิเสธการให้พรและทำราวกับเธอเคยขอมันไปแล้ว” แบร์นาแดตอธิบาย
กล่าวจบ เธอสั่งให้คนรับใช้ล่องหนพาตะเกียง 0-05 ไปหาแคทลียา
เมื่อแคทลียายื่นมือออกไปรับตะเกียงวิเศษประทานพร ราชินีเงื่อนงำเล่าต่อ
“หากเธอฝันว่าเทพแห่งตะเกียงกำลังล่อลวงให้ขอพร นั่นแปลว่าฉันคงกลับมาไม่ได้อีกแล้ว เธอจะกลายเป็นเจ้าของคนใหม่ของตะเกียง… ฉันหวังว่าพรข้อแรกของเธอจะเป็นการกู้คืนทรัพย์สินทั้งของแบร์นาแดต·กุสตาฟก่อนออกทะเล รวมไปถึงตะกอนพลัง… แน่นอนว่าต้องระบุวันที่ให้ชัดเจนด้วย”
แคทลียาก้มมองทะเลก่อนจะโพล่ง
“ขอพรให้ท่านคืนชีพได้ไหม?”
ราชินีเงื่อนงำเงียบไปสักพัก
“ตัวฉันที่ฟื้นขึ้นมาคงเป็นแค่สัตว์ประหลาด… ถ้าเธอต้องการทำแบบนั้น ลองขอความเห็นจากมิสเตอร์ฟูลดูก่อน”
แคทลียาพยักหน้า
“ตกลง”
“นี่คือวัตถุและงานที่ฉันต้องการจะฝากฝัง ส่วนเรื่องที่เหลือจะถูกจัดการโดยแก่นแห่งรุ่งอรุณ พวกเขาจะมีผู้นำคนใหม่โดยไม่ล่มสลายไปเพียงเพราะคนคนเดียวหายตัวไป” แบร์นาแดตไม่มัวประวิงเวลา – อธิบายทันทีว่าทำไมถึงต้องเรียกแคทลียามายังมรกตนคร
ตะเกียงวิเศษมีระดับตัวตนสูงจนไม่สามารถส่งผ่านผู้ส่งสารได้
ราชินีเงื่อนงำกล่าวต่อโดยไม่รอให้แคทลียาตอบสนอง
“เธออยากแบ่งปันประสบการณ์ตลอดหลายปีที่ผ่านมาให้ฉันฟังไม่ใช่หรือ?”
พลเรือเอกดวงดาวแคทลียาผงะเล็กน้อยก่อนจะอืมในลำคอ
“ใช่”
เธอรีบเดินไปด้านข้างราชินีเงื่อนงำ ดึงเก้าอี้มานั่งและมองออกไปทางทะเลสีครามเหนือราวกั้นสีมรกต
แบร์นาแดตนั่งฟังประสบการณ์ชีวิตหลังออกจากเรือ ‘รุ่งอรุณ’ ของแคทลียาอย่างเงียบงัน
แคทลียาเคยเขียนเรื่องราวบางส่วนไว้ในจดหมาย แต่ก็ไม่เคยลงลึกรายละเอียดเนื่องจากข้อจำกัดด้านตัวหนังสือ และบางเรื่องก็เพิ่งเคยเล่าที่นี่เป็นครั้งแรก
จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง แคทลียาผล็อยหลับและฝันถึงอดีตเมื่อหลายปีก่อน
ในช่วงเวลาดังกล่าว เธอเป็นเพียงเด็กสาวที่เดินลงจาก ‘รุ่งอรุณ’ อย่างดื้อรั้นโดยไม่คิดหันหลังกลับมามอง
ทันใดนั้นเอง แคทลียาสะดุ้งตื่นและพบว่าไม่มีใครอยู่เคียงข้าง ท้องฟ้าด้านนอกมืดสนิทและมีแสงรุ่งอรุณสว่างมาจากจุดห่างไกล
หญิงสาวสะบัดข้อมือเพื่อขว้างก้อนด้ายมายาออกไป
ก้อนด้ายกลิ้งเข้าไปในความว่างเปล่าโดยเหลือทิ้งไว้เพียงด้ายขนสัตว์สีสว่าง
แคทลียาเดินตามเส้นด้ายเข้าไปในโลกวิญญาณประหนึ่งผู้ชำนาญพลังเทเลพอร์ตจนกระทั่งส่งตัวเองมาถึงริมเกาะลาชา
หญิงสาวยืนริมขอบผาพลางทอดสายตาออกไปไกล จนกระทั่งเห็นเรือใบลำใหญ่โอ่อ่ากำลังแล่นมาจากเส้นขอบฟ้าท่ามกลางน้ำทะเลสีคราม
แคทลียาบรรจงนั่งในท่าเอนตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย ตามด้วยการกอดเข่าและมองไปยังทิศทางดังกล่าวเป็นเวลานาน
แสงอาทิตย์ค่อยๆ สว่างขึ้นจนกระทั่งสาดส่องอาบร่างหญิงสาว
…
กรุงเบ็คลันด์ จุดแจกจ่ายอาหาร
สตาร์ลิ่ง·ซาเมอร์ที่สวมผ้าคลุมหน้าไม่ก้มศีรษะบ่อยครั้งเหมือนในอดีต ด้วยเกรงว่าจะมีใครจำหน้าเธอได้ ภายในใจกำลังกังวลว่าจะมีอาหารเหลือมาถึงคิวของเธอหรือไม่
เสียงปืนดังแว่วมาจากระยะไกล เธอไม่แน่ใจว่านั่นเป็นเสียงของกองทัพฟุซัค อินทิส หรือเฟเนพ็อตที่บุกทะลวงแนวต้านเข้ามาสำเร็จ หรือเป็นเสียงปืนของตำรวจที่จัดการกับหัวขโมย
ได้โปรดจบสักที… จบสงครามบ้าๆ นี้สักที… สตาร์ลิ่งที่วันนี้ตระเวนไปจุดแจกจ่ายอาหารมาสามแห่งได้แต่ภาวนาในใจ
ทันใดนั้นเอง พนักงานที่อยู่ห่างออกไปหลายเมตรตะโกนเสียงดัง
“อาหารที่นี่หมดแล้ว!”
สีหน้าสตาร์ลิ่งพลันดำมืด เธอแหงนมองท้องฟ้ามืดครึ้มก่อนจะลากสังขารกลับถึงบ้านเลขที่ 17 ถนนมินส์ด้วยความสิ้นหวัง
ทันทีที่เปิดประตู เด็กสองคนเดินเข้ามาถามด้วยความไร้เดียงสา
“แม่ครับ ได้ขนมปังกลับมาบ้างไหม?”
“แม่คะ หนูหิว…”
เป็นคู่แฝดชายหญิงที่น่ารักน่าเอ็นดู
สตาร์ลิ่งฝืนยิ้มพลางกลั้นน้ำตา
“มี”
เธอเข้าไปในบ้านและนำขนมปังออกจากที่ซ่อน ตัดแบ่งให้กับลูกทั้งสองอย่างเท่าเทียม
เมื่อเห็นเด็กทั้งสองกินขนมปังอย่างมูมมามโดยไม่สนใจมารยาทโต๊ะอาหาร สีหน้าสตาร์ลิ่งแปรเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง วนเวียนไปมาระหว่างความโศกเศร้าและเจ็บปวด
ไม่นานหลังจากนั้น ลุค·ซาเมอร์สามีของเธอกลับถึงบ้าน แต่ก็ไม่มีอาหารในมือเช่นกัน
เนื่องจากบริษัทโคอิมถูกรัฐบาลยึดครองด้วยกฎอัยการศึก อดีตผู้จัดการอย่างลุคย่อมตกงาน ทำได้เพียงพึ่งพาเงินออมในอดีต รวมถึงรับการบรรเทาทุกข์จากสวัสดิการรัฐเพื่อพยุงครอบครัว
“ผมทำไม่สำเร็จ…” เมื่อเผชิญสายตาคาดหวังจากภรรยา ชายร่างกำยำหนวดรุงรังก้มหน้าลงด้วยความละอาย
สตาร์ลิ่งที่ยังงดงามในวัยสามสิบสูดลมหายใจยาว
“ฉันก็เหมือนกัน… ว่าจะออกไปต่อคิวใหม่ ต้องมีสักจุดที่อาหารยังไม่หมด!”
เธอวิ่งไปทางประตูทันทีโดยไม่รอให้สามีตอบสนอง
ลุคหันไปมองและกล่าว
“ผมก็จะไปหาเพิ่มด้วย!”
สตาร์ลิ่งไม่ชะลอฝีเท้า เธอรีบเดินผ่านถนนสองเส้นและหยุดลงหน้าบ้านที่มีสวน
เพียงไม่นานก็ได้พบกับเจ้าของสถานที่ อีกฝ่ายเป็นเศรษฐีในวัยห้าสิบ
“ดิฉันต้องการซื้ออาหาร” สตาร์ลิ่งหยิบปึกธนบัตรยับยู่ยี่ออกมา
ชายชราผมขาวยิ้ม
“แล้วทำไมผมต้องขาย? ผมจำได้ว่าคราวที่แล้วคุณปฏิเสธผม”
สตาร์ลิ่งหน้าซีดทันที เธอก้มศีรษะต่ำและใช้มืออีกข้างปลดเข็มขัดโดยไม่กล่าวคำใด
เพียงพริบตาเดียว เข็มขัดหนังลูกวัวที่มีรอยเปื้อนเล็กน้อยตกลงไปบนพื้น
…
ลุค·ซาเมอร์ตระเวนไปตามถนนอย่างไร้จุดหมาย ไม่แน่ใจว่าตนต้องไปรับอาหารที่ไหน
เมื่อเห็นกลุ่มคนเดินถนนจำนวนไม่มากกำลังผ่านไปมาด้วยท่าทางพยายามปกป้องถุงกระดาษ ดวงตาของสุภาพบุรุษผู้รักเครื่องจักรพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดง
มันเดินตามใครบางคนไปยังถนนอีกเส้นโดยไม่รู้ตัว
เคอร์ฟิวจะเริ่มในอีกไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง นี่คือโอกาสที่หาได้ยาก
ชายที่ลุคเดินตามหยุดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่งสักพัก จากนั้นก็เดินไปที่ประตูด้วยท่าทางอิดโรย
ทันใดนั้นเอง ชายคนดังกล่าวหมดสติและล้มลงกับพื้นกะทันหัน
ลุคผงะถอยหลังตามสัญชาตญาณก่อนจะรีบเข้าไปตรวจสอบลมหายใจอีกฝ่าย
สายตาชำเลืองลงไปมองถุงขนมปังในอ้อมแขนอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว กลิ่นหอมของขนมปังกำลังลอยเตะจมูก
ลุคกลืนน้ำลายพลางยื่นมือไปทางถุงกระดาษ
ขณะกำลังขยับแขน ลุคมองเข้าไปในบ้านด้วยความกลัวและพบภาพวาดของเด็กบนมุขหน้าต่าง
การเคลื่อนไหวของลุคแข็งทื่อทันที จนกระทั่งผ่านไปหลายวินาที มันลุกขึ้นยืนและเดินไปสั่นกระดิ่งบ้าน
ภรรยากับลูกภายในบ้านรีบเปิดประตูทันที พวกมันเห็นบิดาที่อ่อนแอกำลังนอนกอดถุงขนมปังในสภาพหมดสติ
เพียงไม่นานก็ถึงเวลาเคอร์ฟิว ลุคเดินกลับถนนมินส์ด้วยความรู้สึกตำหนิตัวเอง
เมื่อเปิดประตูบ้าน มันเห็นภรรยายิ้มให้พลางกล่าว
“ฉันได้อาหาร!”
ขอบคุณสวรรค์… ลุคถอนหายใจโล่งอกพร้อมกับกอดเธอแนบแน่น
…
ไม่มีใครมองเห็นออเดรย์ที่กำลังเดินไปตามตรอกซอกซอย
เธอเดินตรงกลับไปยังถนนราชินีโดยไม่กล่าวคำใด และเดินต่อไปจนกระทั่งถึงคฤหาสน์หรูหราที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของฟัวกราส์ทอดและอาหารอีกหลายประเภท
ออเดรย์ยืนจ้องสักพักเพื่อเฝ้ามองกลุ่มสาวใช้ที่ผ่านเข้าออก จึงค่อยเดินกลับขึ้นไปยังห้องนอนชั้นบน
กลางดึกสงัดของวันเดียวกัน หญิงที่แต่งกายด้วยเสื้อคลุมเดินเข้าไปในห้องนอนพ่อแม่ก่อนจะหยุดลงที่ปลายเตียง
หลังจากจดจ้องทั้งสองเป็นเวลานาน ออเดรย์คุกเข่าลงข้างหนึ่งและนำหน้าผากวางลงบนฝ่ามือบิดา
หยาดน้ำตาไหลรินลงบนพรม
จากนั้น หญิงสาวผมทองผู้ส่งสง่าบรรจงเงยหน้าขึ้นและกล่าวกับพ่อแม่ด้วยเสียงสั่นเครือ
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกขอบคุณมาก… ขอบคุณที่สอนให้รู้จักความเมตตา ความกรุณา และคุณธรรม”
เมื่อสิ้นเสียง หญิงสาวหลบตาลงพลางลุกขึ้นยืน จากนั้นก็หันหลังกลับและเดินไปทางประตูห้องโดยปราศจากอารมณ์ทั้งปวง
………………………………………………
หลังจากจัดสรรส่วนแบ่งและส่งตะกอนพลังปลอดมลพิษกลับไปให้เอ็มลิน ไคลน์ยังไม่รีบร้อนออกจากปราสาทต้นกำเนิด ภายในใจกำลังนึกทบทวนการต่อสู้ที่เกิดขึ้นในวันนี้
สิ่งที่ชายหนุ่มสนใจเป็นพิเศษคือความสามารถที่เทพหายนะเซียอาแสดงให้เห็น เพื่อวิเคราะห์ความแข็งแกร่งของเทวทูต
หากต้องสู้กันซึ่งหน้าโดยไม่มีการออมมือ เราคงตายก่อนจะได้อัญเชิญภาพฉายเทวทูตออกมา… เว้นแต่จะอัญเชิญสำเร็จในครั้งเดียว… แต่เป้าหมายของเรา หมาป่าอสูรทมิฬโคทาร์นั้นเป็นเพียงผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ในลำดับ 2 ส่วนเทพหายนะเซียอาคือลำดับ 1 ช่องว่างย่อมห่างกันมาก… แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าหมาป่าอสูรทมิฬอยู่บนเส้นทางเดียวกับเรา พลังข่มเราได้ทุกทาง… เรื่องเดียวที่น่ายินดีคือการที่มันยังไม่เลื่อนเป็นลำดับ 1 ไม่อย่างนั้นเราคงหมดโอกาสเอาชนะ… ลำดับ 1… ท่ามกลางกระแสความคิด รูม่านตาไคลน์พลันหดลีบพร้อมกับเอนหลังตั้งตรง
มันพบอีกหนึ่งความเป็นไปได้ที่น่าสะพรึง
หรือว่าหมาป่าอสูรทมิฬโคทาร์จะเลื่อนเป็นลำดับ 1 ‘บริวารเร้นลับ’ เรียบร้อยแล้ว? และการสร้างเมืองหุ่นเชิดก็ทำไปเพื่อตบตาผู้ไล่ล่าอย่างเทวทูตกาลเวลาอามุนด์?
นั่นเป็นไปได้… และอีกหนึ่งความเป็นไปได้ก็คือ หมาป่าอสูรทมิฬโคทาร์สามารถครอบครอง ‘ม่าน’ ผืนดังกล่าวได้อย่างสมบูรณ์จนมีพลังทัดเทียมกึ่งลำดับ 1 แล้ว… ยิ่งครุ่นคิด ไคลน์ก็ยิ่งพบว่าเส้นทางของตนเต็มไปด้วยอันตราย
หมาป่าอสูรทมิฬสามารถเอาตัวรอดในดินแดนเทพทอดทิ้งมาได้เป็นเวลานาน แม้กระทั่งเทพแห่งการหลอกลวงอย่างอามุนด์ก็ยังจับไม่ได้ นั่นแปลว่าทั้งความแข็งแกร่งและสติปัญญาของโคทาร์ล้วนอยู่ในระดับเหนือจินตนาการ!
เราต้องเตรียมตัวให้รัดกุมกว่านี้หากต้องการล่าเจ้านั่น… ไคลน์ขมวดคิ้วพลางถอนหายใจยาว
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตตะวันตก ภายในคฤหาสน์ตระกูลโอดรา
เอ็มลินกำลังนั่งบนโซฟาหนังในห้องนั่งเล่นด้วยท่าไขว่ห้างขวาทับซ้าย รอคอยการมาถึงของบารอนคาซีมีอย่างใจเย็น
เพียงไม่นาน บารอนผีดูดเลือดวัยกลางคนเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นและกวาดตามองเอ็มลิน
“ไวเคาต์ไวท์ มาเยือนยามดึกดื่นด้วยเหตุผลอันใด?”
เอ็มลินยิ้ม
“วันของพวกเราเพิ่งเริ่มต้นไม่ใช่หรือ? พระจันทร์สีแดงด้านนอกหน้าต่างช่างงดงาม”
ใจจริงคาซีมีต้องการโต้เถียงโดยชี้ให้เห็นว่า เอ็มลินเคยทำตัว ‘เรียบร้อย’ สมัยอยู่วิหารฤดูเก็บเกี่ยวโดยการตื่นเจ็ดโมงเช้าและเข้านอนก่อนห้าทุ่มตรง แต่หลังจากลังเลอยู่สักพัก มันสลัดความคิดดังกล่าวทิ้งและเปลี่ยนเป็นคำถาม
“เจ้ามีธุระอะไร?”
เอ็มลินยกมือขึ้นตบเสื้อแผ่วเบา จัดโบหูกระต่ายและลุกขึ้นยืนเชื่องช้า ตามด้วยเชิดคางพูด:
“ไปบอกกับลอร์ดนีบาสว่า รบกวนเตรียมพิธีกรรมเลื่อนลำดับเป็นเอิร์ลให้ข้าด้วย”
“…” คาซีมีถามกลับตามสัญชาตญาณ “เจ้ากำลังพูดเรื่องอะไร…”
ทันทีที่สิ้นเสียง มันนึกขึ้นได้ว่าเอ็มลินเพิ่งลงทะเบียนยืมใช้งานสมบัติปิดผนึก
“นี่เจ้า… ได้รับตะกอนพลังของเอิร์ล… ไม่สิ ราชาหมอผีมาแล้วหรือ?”
เอ็มลินดื่มด่ำไปกับช่วงเวลาสุดหฤหรรษ์ ตามด้วยยิ้มและตอบ
“เจ้าคิดว่าข้ายืมเนตรสีขาวไปเล่นๆ หรืออย่างไร”
กล่าวจบมันหยิบกล่องทองแดงเลี่ยมทับทิมออกมาถือ จากนั้นก็เปิดฝาเพื่อยืนยันว่าตนไม่ได้ทำหาย
คาซีมีกะพริบตาสักพัก
“โรงเรียนกุหลาบฝ่ายระงับแรงปรารถนาซุกซ่อนยอดฝีมือเอาไว้หรือไง… แล้วทำไมพวกเขาถึงยอมร่วมมือกับเจ้า?”
เบื้องบนของตระกูลผีดูดเลือดแห่งเบ็คลันด์อย่างมาร์ควิสนีบาส·โอดรา ไม่ได้คิดมากในตอนที่เอ็มลินขอยืมเนตรสีขาวไปใช้งาน พวกมันเพียงรอฟังข่าวคราวความล้มเหลวและหวังให้เอ็มลินอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากฝั่งผีดูดเลือด
เอ็มลินชำเลืองพลางยิ้ม
“ความลับ”
นี่คือน้ำเสียงที่เลียนแบบมาจากเกอร์มัน·สแปร์โรว์ มันพบว่าเป็นบุคลิกที่ดูเท่และเข้ากับตัวเอง
ขณะเดียวกัน สิ่งนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ ‘มิสเตอร์แฮงแมน’ พยายามเน้นย้ำกับมันในช่วงเวลาแลกเปลี่ยนข้อมูลอิสระของชุมนุมทาโรต์:
ยิ่งมีความลับมากเท่าไร เบื้องบนของตระกูลผีดูดเลือดก็ยิ่งหวาดกลัวเท่านั้น การทำแบบนี้จะช่วยให้พวกมันไม่กล้าหาข้ออ้างช่วงชิงตะกอนพลังราชาหมอผี
โดยไม่รอให้คาซีมีตอบโต้ เอ็มลินโยนกล่องทองแดงเลี่ยมทับทิมไปทางอีกฝ่ายก่อนจะจัดกระดุมเสื้อ จากนั้นก็เดินผ่านบารอนผีดูดเลือดจนกระทั่งถึงประตูห้องนั่งเล่น
ขณะเตรียมเดินพ้นกรอบประตู เอ็มลินชะงักฝีเท้าและกล่าวโดยไม่หันกลับไปมอง
“คราวหน้าก็อย่าลืมเรียกข้าว่าท่านเอิร์ล”
พิจารณาจากความโปรดปรานของบรรพชนผีดูดเลือดและการที่ ‘พระจันทร์’ มองตนเป็นคนสำคัญ เอ็มลินมั่นใจว่าตนสามารถเลื่อนลำดับเป็นราชาหมอผีได้อย่างราบรื่น
กล้ามเนื้อใบหน้าคาซีมีพลันกระตุก แต่มันมิได้กล่าวคำใดจนกระทั่งเอ็มลินเดินจากไปจึงค่อยเผยสีหน้าบิดเบี้ยวอย่างมิอาจควบคุม
ผีดูดเลือดอย่างมันที่ดำรงอยู่มาตั้งแต่ยุคสมัยจักรพรรดิโรซายล์ อายุของคาซีมีย่อมมากกว่าเอ็มลินหลายเท่าตัว แต่กระนั้นมันกลับยังเป็นได้เพียงบารอน สูงส่งกว่าแวมไพร์ไร้ศักดินาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เทียบกับเอ็มลินที่เคยถูกหัวเราะเยาะในแวดวงผีดูดเลือดกรุงเบ็คลันด์ ปัจจุบันกลับเตรียมก้าวข้ามของเขตครึ่งมนุษย์ครึ่งเทพและกลายเป็นลำดับ 4 ราชาหมอผี หรือที่รู้จักกันในนามเอิร์ลผีดูดเลือด
แล้วจะไม่ให้คาซีมีสูญเสียความเยือกเย็นได้อย่างไร? ไม่ให้ริษยาและตกตะลึงได้อย่างไร?
หลังจากข่มสติอยู่หลายนาที คาซีมีเดินลงไปยังชั้นใต้ดิน ผ่านประตูลับหลายชั้นจนกระทั่งถึงห้องโถงสีเทาที่นีบาสหลับอยู่:
“ท่านปู่ เอ็มลินทำสำเร็จ”
ไม่มีเสียงใดดังจากโลงศพเหล็กดำเป็นเวลานาน จนกระทั่งนีบาสกล่าวในอีกหลายวินาทีถัดมา
“องค์กรที่หนุนหลังเจ้านั่นแข็งแกร่งกว่าที่พวกเราคาดคิดมาก…”
เสียงของมาร์ควิสผีดูดเลือดที่ทั้งลุ่มลึกและแก่ชราดังกังวานไปทั่วห้องโถง
“ท่านปู่ เอ็มลินประสบความสำเร็จได้เพราะพึ่งพาเนตรสีขาว ผลลัพธ์ส่วนหนึ่งจึงควรตกเป็นของตระกูล…” คาซีมีกล่าวด้วยความคาดหวัง
เสียงของนีบาสดังขึ้นเล็กน้อย
“งี่เง่า! การจะล่าราชาหมอผีในสถานการณ์ที่โรงเรียนกุหลาบเตรียมพร้อมรับมือ จะมีสักกี่องค์กรที่ทำเช่นนี้ได้? โรงเรียนกุหลาบฝ่ายระงับแรงปรารถนาอยู่ในสภาพทรงตัวมานานหลายปี พวกมันจะมีขุมกำลังเหลือสักเท่าไรเชียว? อย่างมากก็เทวทูตหนึ่งตนที่อยู่ในสภาพย่ำแย่ สมบัติปิดผนึกระดับ 0 หนึ่งชิ้นและครึ่งเทพอีกสองสามคน… ต่อให้ทั้งหมดลงมือพร้อมกันก็ไม่มีทางต้านทานเทพหายนะเซียอา เหล่าเทวทูต บรรดาสมบัติปิดผนึกระดับ 0 และครึ่งเทพอีกจำนวนมากได้… แถมยังมีพรปกป้องจากเทพผู้ถูกล่ามและมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย… ในเมื่อเอ็มลินกลับมาพร้อมกับความสำเร็จ เจ้าคิดว่าศึกครั้งนี้ต้องมีการเคลื่อนทัพที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน? ต้องใช้สมบัติปิดผนึกไปกี่ชิ้น? นั่นเป็นขุมพลังที่เทียบเท่าหรือมากกว่าพวกเราด้วยซ้ำ! หลังจากนี้ให้ยกเลิกการจับตามองเอ็มลินและพวกพ้องทันที!”
หลังจากพูดกึ่งตะโกนต่อเนื่องเป็นเวลานาน นีบาสไอแห้งสองสามหน
คาซีมีหน้าซีดขณะได้สติกลับมา
“ถ้าอย่างนั้น… ท่านจะเตรียมพิธีกรรมให้เอ็มลินใช่ไหม?”
“ยังมีตัวเลือกอื่นอีกหรือ?” นีบาสย้อนถามกลับก่อนจะถอนหายใจ “บางที… หลังจากเอ็มลินกล้าเสี่ยงชีวิตเพื่ออนาคตของผีดูดเลือด ท่านต้นตระกูลอาจเริ่มโปรดปรานเจ้านั่นเข้าแล้วจริงๆ …”
…
ทะเลหมอก เกาะลาชา
หลังจากจอดอนาคตกาลไว้ในเส้นทางเดือดเรือปลอดภัย พลเรือเอกดวงดาวแคทลียาใช้เวทมนตร์นิทานปรัมปราในการปีนขึ้นมายังยอดเขาบนเกาะลับซ่อนเร้น จากนั้นก็ท่องคาถาเป็นภาษาคนยักษ์ริมขอบหน้าผาว่างเปล่า
“เซซามี จงเปิด!”
ทางเดินกึ่งจริงกึ่งมายาปรากฏขึ้นริมหน้าผาทันที แต่ดูไม่ออกว่าปลายทางนำพาไปยังสถานที่ใด
แคทลียาพยากรณ์ถึงอันตรายสักพักก่อนจะก้าวลงบนทางเดินที่พาไปยังก้นเหวมืด
ยิ่งเดินก็ยิ่งมองเห็นข้างหน้าชัดขึ้น หญิงสาวได้พบกับทะเลที่ใสประหนึ่งไพลินและปราสาทที่งามราวกับมรกต
นี่คือ ‘มรกตนคร’ ของราชินีเงื่อนงำแบร์นาแดต
แคทลียาไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับที่นี่ เธอผ่านบททดสอบและคำถามของเวรยามได้ง่ายดายจนกระทั่งมาถึงห้องกึ่งเปิดโล่งที่วิวดีที่สุดในปราสาท
ราชินีตัวสูงกำลังยืนหลังราวกั้นพลางเฝ้ามองคลื่นซัดสาด
ด้วยเหตุผลบางประการ ความตื่นเต้น สั่นสะท้าน และยินดีปรีดาในส่วนลึกของจิตใจแคทลียากลับสงบลงอย่างน่าประหลาด ภายในใจมีเพียงความผ่อนคลายและอิสระ
ในตอนที่ออกทะเล แคทลียามักรู้สึกโดดเดี่ยวและโศกเศร้า เฉกเช่นใบไม้ที่ปลิดปลิวจากต้นและถูกสายลมพัดพาไปยังสถานที่ต่างๆ อย่างไร้จุดหมาย แต่ดูเหมือนว่าท้ายที่สุดจะกลับมาหล่นลงบนโคนต้นไม้ต้นเดิม
หญิงสาวเปิดปากแต่มิได้กล่าวคำใดเป็นเวลานาน จนกระทั่งใช้นิ้วดันกรอบแว่นและทักทายเรียบง่าย
“ทิวาสวัสดิ์เพคะ องค์ราชินี”
แบร์นาแดตหันมาพยักหน้ารับ
“ฉันเรียกเธอมาที่มรกตนครเพราะมีบางสิ่งจะฝากฝัง”
แคทลียาถามตามความเคยชิน
“เหตุใดถึงต้องฝากฝังกับดิฉัน…”
ราชินีมีองค์กรลับนามว่า ‘แก่นรุ่งอรุณ’ และกลุ่มโจรสลัดในบัญชาอีกเป็นจำนวนมาก!
แบร์นาแดตไม่ตอบคำถามโดยตรง เพียงกล่าว:
“ฉันเพิ่งได้รับเบาะแสสำคัญจนต้องรีบร้อนออกจากเบ็คลันด์”
“ดิฉันจำได้” แคทลียาพูดแทรก
คิ้วที่ตรงและยาวของแบร์นาแดตกระตุกเล็กน้อย
“เบาะแสดังกล่าวช่วยให้ฉันสามารถประกอบชิ้นส่วนแผนที่เดินเรือที่ไม่สมบูรณ์ของทายาทเอ็ดเวิร์ด วิลเลียม และโพลีเข้าด้วยกัน ข้อมูลดังกล่าวคือบันทึกการสำรวจทะเลหมอกของท่านพ่อในช่วงเวลานั้น… อาศัยพลังพยากรณ์และแผนที่ ฉันสามารถคาดเดาตำแหน่งที่อาจซ่อนความลับของท่านพ่อได้อย่างคลุมเครือ จึงวางแผนที่จะเดินทางไปสำรวจอย่างละเอียดด้วยรุ่งอรุณ… ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่าจะได้กลับเมื่อไร หรือบางทีอาจไม่ได้กลับมาอีกแล้ว… จึงอยากฝากฝังวัตถุบางชิ้นและงานบางอย่างให้เธอล่วงหน้า”
แคทลียากล่าวโดยไม่ลังเลหลังจากได้ยิน
“ดิฉันก็จะไปกับท่านด้วย”
“เขาเป็นพ่อของฉัน… นี่คือเรื่องที่ฉันต้องจัดการด้วยตัวคนเดียว” ราชินีเงื่อนงำส่ายหน้าเชื่องช้า
แคทลียาเงียบงันหลายวินาที
“ถ้าท่านไม่กลับมา ดิฉันก็จะทำแบบเดียวกัน”
…………………………
ทันทีที่แสงสีทองดับไป ร่างของราชาหมอผีคารามันผู้ดำรงชีวิตมานานนับพันปี แหลกละเอียดและร่วงกราวลงด้านหน้าประตูทางเข้าวิหารรัตติกาล ทุกส่วนไหม้เกรียมและเปื้อนเลือดสีแดง
มีบางสิ่งหลุดออกจากชุดคลุมที่ไหม้เป็นตอตะโก มันคือฝ่ามือขนาดปรกติ แต่ผิวหนังแวววาวผิดไปจากมนุษย์ นิ้วทั้งห้าเรียวยาวได้สัดส่วน
หากไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง เอ็มลินคงเชื่อว่านี่คือฝ่ามือของตุ๊กตาชั้นเลิศ
ศีรษะที่เหลืองอีกข้างหนึ่งในมือไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ถูกเหวี่ยงออกไปคาบฝ่ามือดังกล่าว
ขณะเดียวกัน ร่างของชารอนกลายเป็นโปร่งใส่ เธอลอยเข้าไปสิงศพคารามันเพื่อเร่งกระบวนการตกตะกอน
เอ็มลินรวบรวมสมาธิก่อนจะหันไปมองบานประตูอัญเชิญที่แหวนลิลิธสร้างขึ้น ทันใดนั้นร่างของมันพลันเปลี่ยนเป็นแสงจันทร์สีแดงพร่ามัว
แสงจันทร์แดงแตกกระจัดกระจายกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยจำนวนมาก
เกล็ดแสงสีแดงสว่างและลึกลับลอยไปรวมตัวกันใต้แสงจันทร์ด้านข้างศพคารามัน จากนั้นก็ประกอบกลับเป็นร่างกายเอ็มลิน·ไวท์ในชุดทักซิโด้
เอ็มลินมิได้สนใจตะกอนพลังที่กำลังควบแน่น เพียงสลายไม้กางเขนเจิดจรัสและโน้มตัวลงไปหยิบ ‘เนตรสีขาว’ ด้วยถุงมือกำมะหยี่สีดำ
มืออีกข้างพลิกเปิดสมุดเวทมนตร์เลมาโน่ไปยังหน้าหนึ่ง ลวดลายและอักขระบนแผ่นกระดาษสื่อถึงพลัง ‘เทเลพอร์ต’
ร่างเอ็มลินเปลี่ยนเป็นโปร่งใสก่อนจะเลือนหายไปจากสนามรบ
มันทำตามแผนโดยการหนีกลับเป็นคนแรกเมื่อศึกจบลง ไม่คิดแทรกแซงการเก็บกวาดที่เกิดเหตุของชารอนและพรรคพวก เพราะต้องไม่ลืมว่าเอ็มลินอ่อนแอที่สุด แถมในศึกเมื่อครู่ยังสิ้นเปลืองพลังวิญญาณไปมากจากการใช้สมบัติปิดผนึก
สำหรับส่วนแบ่ง พวกมันจะจัดการหลังจากกลับถึงเบ็คลันด์เรียบร้อยแล้ว
ในประเด็นนี้ เอ็มลินไม่กังวลว่าจะมีใครคดโกง มันเชื่อใจเกอร์มัน·สแปร์โรว์และคนของโรงเรียนกุหลาบฝ่ายระงับอย่างเต็มที่
หลังจากเทเลพอร์ตมาถึงห้องว่างในกรุงเบ็คลันด์ เอ็มลินรีบโยนสมุดเวทมนตร์เลมาโน่ทิ้งทันที ตามด้วยการหยิบกล่องทองแดงที่เลี่ยมด้วยทับทิมจำนวนมากออกมาเปิดฝาและใส่ ‘เนตรสีขาว’ ลงไป
จัดการทั้งหมดเสร็จ เอ็มลินถึงคราวถอดถุงมือข้างซ้าย มันได้เห็นนิ้วที่บวมพองและมีตุ่มน้ำนูนยื่น
พิจารณาจากพลังการฟื้นตัวของผีดูดเลือด ความเสียหายระดับนี้น่าจะถูกเยียวยาได้นานแล้ว แต่ความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น
รอยไหม้จากเนตรสีขาวจะคงอยู่ไปอย่างน้อยเจ็ดวัน… เอ็มลินควักครีมส่วนหนึ่งที่บรรจุในท่อโลหะออกมาใส่แผลแล้วทา
ความเจ็บปวดที่กัดลึกเข้าไปถึงระดับวิญญาณเริ่มบรรเทาลงหลายส่วนจากผลของความเย็น เอ็มลินสูดลมหายใจยาวราวกับได้เกิดใหม่
มันอาศัยพลังใจอย่างมากเพื่อยับยั้งชั่งใจมิให้โยนเนตรสีขาวลงไปบนพื้น นั่นเพราะถ้าสมบัติปิดผนึกชิ้นนี้สูญเสียเจ้าของเมื่อไร มันจะดูดกลืนแสงรอบข้างและส่องสว่างโดยอัตโนมัติ นั่นไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตายสำหรับผีดูดเลือด
ทันทีหลังจากนั้น เอ็มลินหยิบขวดแก้วที่บรรจุเลือดตัวเองออกมาเปิดฝา ตามด้วยการละเลงเลือดลงไปบนปกสมุดเวทมนตร์เลมาโน่ จากนั้นก็ดื่มเลือดจากอีกขวดเพื่อดับกระหายที่เกิดจากผลของแหวนลิลิธ
จัดการทั้งหมดเสร็จ เอ็มลินได้เป็นอิสระจากผลข้างเคียงด้านลบของสมบัติปิดผนึกทุกชิ้นที่มันใช้งานในวันนี้
และนั่นทำให้มันมีเวลานึกทบทวนเหตุการณ์ไม่คาดฝันระหว่างต่อสู้
ประตูแห่งการอัญเชิญมิได้เรียกสิ่งมีชีวิตใดออกมาจากส่วนลึกของโลกวิญญาณ มีเพียงดวงจันทร์ประหลาดแค่ดวงเดียว
ดวงจันทร์ที่โผล่ขึ้นจากประตูแห่งการอัญเชิญส่องแสงไปทางราชาหมอผีคารามันพร้อมกับผนึกพลังพิเศษในขอบเขตจันทราหลายชนิด
หากไม่ใช่เพราะสิ่งนี้ ต่อให้ประตูแห่งการอัญเชิญเรียกสิ่งมีชีวิตระดับครึ่งเทพออกมา แต่ศึกชุลมุนก็คงไม่มีทางจบลงเร็วเช่นนี้แน่ บางทีการต่อสู้อาจยื้อออกไปจนกระทั่งเทวทูตจากโรงเรียนกุหลาบเสด็จเยือนสำเร็จและพลิกผันกระแสสงคราม
…ดวงจันทร์สีเงินสว่าง… หรือว่าท่านต้นตระกูลยื่นมือช่วยเหลือเรา? เอ็มลินครุ่นคิดก่อนจะได้ข้อสรุปหนึ่ง
สิ่งนี้สอดคล้องกับการที่ตัวมันถูกเลือกให้เป็นผู้กอบกู้ของตระกูล
หลังจากไตร่ตรองอย่างรอบคอม เอ็มลินเชื่อว่าข้อสันนิษฐานดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูง แต่ก็มิได้ดีใจจนกระโดดโลดเต้นเหมือนสมัยก่อน
เมื่อได้ลิ้มรสการต่อสู้ระดับครึ่งเทพของจริงและมั่นใจว่าตนคือผู้แบกรับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ เอ็มลินไม่ได้กำลังภาคภูมิใจ หากแต่หัวใจเต็มไปด้วยความกดดัน
ฟู่ว… ไม่กี่วินาทีถัดมา เอ็มลินเปิดปากพึมพำ
“ข้าคือผู้กอบกู้ของตระกูลผีดูดเลือด”
สีหน้าของมันทวีความเคร่งขรึมขณะกล่าว แต่ก็เจือไว้ด้วยความน่าเกรงขามหลายส่วน
…
ภายในบ้านหลังที่เอ็มลินนัดพบกับชารอนและมาริค
ขณะผีดูดเลือดหนุ่มเห็นสตรีผู้งดงามราวกับตุ๊กตาหยิบวัตถุสองชิ้นออกมา มันได้ยินเธอเปล่งเสียงล่องลอย:
“ตามข้อตกลง พวกเราต้องการแค่ชิ้นเดียว นี่คือที่เหลือ”
ทั้งสองชิ้นประกอบด้วย:
อัญมณีขนาดเท่ากำปั้นที่ควบแน่นจากเลือดข้น มันส่องแสงคล้ายกับพระจันทร์สีแดงขนาดย่อส่วนตลอดเวลา อีกหนึ่งชิ้นคือตุ๊กตาเพศชายที่ดูสง่างาม บริเวณเบ้าตากลวงทั้งสองข้าง
ตะกอนพลังราชาหมอผี… แม่ทัพไร้รูม่านตา… เอ็มลินพยักหน้าขณะเฝ้ามองวัตถุทั้งสองชิ้นลอยมาหาตนราวกับมีชีวิต
เมื่อเหยียดแขนออกไปเตรียมสัมผัส มันได้ยินเสียงชารอนอีกครั้ง
“ตะกอนพลังของราชาหมอผีมีร่องรอยการปนเปื้อนที่น่าประหลาด แม้แต่หอกเจิดจรัสก็มิอาจชะล้าง”
หมายความว่าต้องให้เทวทูตช่วยป่นให้แหลกเพื่อขจัดการกัดกร่อน? เอ็มลินพยักหน้ารับเมื่อเข้าใจสิ่งที่ชารอนต้องการจะสื่อ
“ข้ามีวิธีจัดการ”
ชารอนที่แต่งกายด้วยหมวกอ่อนใบเล็ก ลอยขึ้นไปในอากาศพร้อมกับแสดงความเคารพ
“ขอบคุณสำหรับความร่วมมือ”
“เช่นกัน” เอ็มลินถอดหมวกคำนับตอบ
…
เหนือสายหมอกสีเทา ภายในวังโบราณ
ไคลน์ตรวจสอบแก๊สสีดำที่ผุดออกจากร่างวิญญาณพลางส่ายหน้าและถอนหายใจ
เราได้รับคำสาปจากเทพหายนะโดยไม่รู้ตัว… หรืออาจเกิดจากภาพฉายของเทพผู้ถูกล่าม…
ทั้งที่ถูกคั่นด้วยภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์…
หากเปลี่ยนเป็นนักบุญคนอื่นที่มิได้ครอบครองปราสาทต้นกำเนิด มันคงตายไปโดยที่คิดว่าตัวเองหลบหนีอย่างปลอดภัย…
สำหรับมิสผู้ส่งสาร ต่อให้เธอไม่ถูกคั่นด้วยภาพฉายก็คงไม่เป็นอะไร เพราะรายนั้นคือเทวทูตตัวจริง ไคลน์จึงไม่เป็นกังวล
หลังจากแก๊สสีดำระเหยไปจนหมด ไคลน์รออีกสักพักจนกระทั่งเอ็มลินสังเวยสิ่งของขึ้นมาพร้อมกับไหว้วานให้ป่นตะกอนพลังราชาหมอผี
มลพิษประหลาด… เกิดจากดวงจันทร์บรรพกาลหรือมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย? ไคลน์หยิบพระจันทร์สีแดงขนาดเล็กขึ้นมาตรวจสอบ
ระหว่างนั้นก็ไม่ประมาท เตรียมระดมพลังของปราสาทต้นกำเนิดทุกเมื่อ
หากไม่ใช่เพราะตนมีระดับเทียบเท่าเทวทูตในยามอยู่บนปราสาทต้นกำเนิด ไคลน์คงไม่กล้ารับของสังเวยจากเอ็มลินโดยตรง แต่จะเลือกป่นตะกอนด้วยการส่งพลังที่เทียบเท่าเทวทูตลำดับ 2 จากระยะไกลแทน
ย้อนกลับไปในอดีต ไคลน์ไม่กล้า ‘ทำนาย’ ถึงที่มาของตะกอนพลังมนุษย์หมาป่าซึ่งปนเปื้อนออร่ามารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย มีแต่จะรีบหาทางขายออกไปโดยเร็ว
ไคลน์ออกแรงบีบมือขวาหลังจากพิจารณาตะกอนพลังอย่างละเอียด ส่งผลให้ห้วงมิติเหนือสายหมอกเกินการสั่นสะเทือนรุนแรง
พระจันทร์สีแดงขนาดย่อส่วนเผยรอยร้าวก่อนจะแตกกระจายกลายเป็นจุดแสงเล็กๆ จำนวนมาก
ท่ามกลางจุดแสงมากมาย หมอกสีแดงเข้มเกิดการระเหยและกลั่นตัวเป็นหยดเลือด
ละอองแสงสีแดงหลั่งไหลมารวมตัวกันอีกครั้ง ควบแน่นจนกระทั่งกลายเป็นพระจันทร์สีแดงขนาดเล็กดวงใหม่ แต่เมื่อเทียบกับคราวก่อน พระจันทร์ดวงนี้กระจ่างใสและบริสุทธิ์กว่ามาก
ไคลน์เสกมือเทียมขึ้นมาหยิบหยดเลือดข้นและพบว่ามันเปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณ
ไม่ถึงระดับเทวทูต แต่ก็ไม่ปรกติ… ดูเหมือนว่าจะเป็นพรจากเทพมาร… ไคลน์ตัดการเชื่อมต่อทั้งหมดระหว่างตนกับหยดเลือดปริศนา จากนั้นก็เสกกระดาษคนขึ้นมาและเตรียมหยดเลือดลงไป
ทันทีที่สัมผัสกระดาษ หยดเลือดซึมเข้าไปด้านในทันที ผ่านไปราวหนึ่งวินาที ส่วนท้องของกระดาษพองออกและเกิดระเบิด
หลังจากท้องของกระดาษคนฉีกขาด กระดาษคนแผ่นใหม่ที่มีออร่าพระจันทร์สีแดงคลานออกจากช่องท้อง และดูเหมือนว่าจะมีประสิทธิภาพแบบเดียวกับกระดาษคนทุกประการ
พลังแห่งการแพร่พันธุ์… ไคลน์ขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางสะบัดมือขวา ป่นกระดาษคนเกิดใหม่ให้กลายเป็นผุยผง
หมอกสีเลือดระเหยและควบแน่นกลายเป็นหยดเลือดอีกครั้ง
พลังวิญญาณลดลงเพียงเล็กน้อย… ต้องทำซ้ำไม่ต่ำกว่าร้อยครั้งจึงจะสลายไปโดยสมบูรณ์… ไคลน์วิเคราะห์สักพักก่อนจะระดมพลังปราสาทต้นกำเนิดมาผนึกหยดเลือด
จากนั้นก็เงยหน้ามองตุ๊กตาเพศชายบนโต๊ะทองแดงยาว
ตุ๊กตาขนาดเท่าฝ่ามือที่แต่งกายในชุดทางการกำลังอยู่ในท่าหมอบกราบ ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า
หึหึ… พวกมีสัญญาณชีพคุยด้วยง่ายเสมอ… ไคลน์ขำในลำคอพลางเคลื่อนย้ายหยดเลือดที่ถูกผนึกไปใกล้กับแม่ทัพไร้รู้ม่านตา
แม่ทัพไร้รูม่านตารีบใช้แขนขาดันตัวเองออกไปไกลในท่าคลาน
ผ่านไปสักพัก มันรีบกระแทกหน้าผากลงบนโต๊ะพร้อมกับเปล่งเสียงที่มนุษย์ฟังไม่รู้เรื่อง
“ยอมจำนนแล้วสินะ… ไม่เลว…” ไคลน์ยิ้มพลางออกคำสั่งอย่างเป็นกันเอง “แสดงความสามารถให้ดูหน่อย”
หลังจากสาธิตอยู่สักพัก ไคลน์ได้ทราบว่าแม่ทัพไร้รูม่านตาสามารถสิงร่างเป้าหมายและสร้างอิทธิพลกับวัตถุไร้ชีวิต แถมยังสามารถควบคุมสมบัติวิเศษที่ปราศจากเจ้าของได้เบื้องต้น หรือไม่ก็สมบัติวิเศษที่ยังไม่ถูกถ่ายพลังวิญญาณเข้าไป
พลังอย่างหลังน่าจะมีประโยชน์ในอนาคต… ไคลน์พยักหน้าและโบกมือสั่งให้มันกระโดดเข้าไปในกล่องที่ตนเสกขึ้น
เมื่อผนึกเรียบร้อย ไคลน์โยนกล่องกับหยดเลือดที่ถูกผนึกไปทางกองขยะในตำแหน่งใกล้เคียงกัน พวกมันจะได้คุ้นเคยกันได้เร็วขึ้น
นั่นก็เพื่อให้ง่ายต่อการเจรจาต่อรอง ‘ผลข้างเคียง’ ของแม่ทัพไร้รูม่านตาในอนาคต
………………………
ดวงจันทร์สีเงินสว่างท่วมท้นการมองเห็นของราชาหมอผีคารามันอย่างรวดเร็ว
ดวงจันทร์ตรงหน้าแตกต่างจากดวงจันทร์สีแดงตามปรกติ และไม่ใช่จันทราโลหิตที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ลักษณะดูคล้ายกับดวงจันทร์พิสดารที่เคยเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ แต่ก็มีบางจุดที่แตกต่างออกไป
แสงจันทร์สีเงินฉาบลงบนร่างกายและดวงตาคารามัน ส่งผลให้มันถูกตัดขาดจากอิทธิพลของดวงจันทร์สีแดง
กล่าวคือ ระหว่างที่ยังไม่กลับสู่ภาวะปรกติ คารามันจะมิอาจใช้พลัง ‘จำแลงแสงจันทร์’ หรือใช้พลังเพื่อเทเลพอร์ตในขอบเขตแสงสว่างของพระจันทร์สีแดง
ทันใดนั้นเอง ราชาหมอผีแห่งเส้นทางจันทราพลันผุดความคิดหนึ่ง:
ลิลิธ!
ลิลิธ เทพธิดาบรรพกาลผู้เคยครอบครองเส้นทางจันทรา!
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอยู่เหนือความคาดหมายของเอ็มลินโดยสิ้นเชิง แต่สำหรับชารอนที่เชี่ยวชาญการควบคุมอารมณ์และความคิด เธอไม่ได้รับผลกระทบมากนัก หลังจากแปลงกายเป็นหุ่นกระบอกคารามันเสร็จก็ทำการกระชากเส้นผมสีขาวสลับดำบนหน้าผากออกมา
แทบจะในเวลาเดียวกัน เส้นผมบนหน้าผากของราชาหมอผีพลันหลุดร่วงหนึ่งกระจุกโดยที่ยังมิได้ถูกโจมตี
บานประตูอัญเชิญที่มันเพิ่งเปิดออกถูกหลอมละลายโดยแสงอาทิตย์สว่างเจิดจ้าของ ‘เนตรสีขาว’
นี่มิได้เป็นเพราะเทวทูตของโรงเรียนกุหลาบที่ถูกอัญเชิญมาพ่ายแพ้ต่อการโจมตีของสมบัติปิดผนึกระดับ 1 แต่เป็นเพราะบานประตูอัญเชิญไม่สามารถคงสภาพไว้ได้อีกต่อไป
นอกจากนั้นราชาแห่งคำสาป บาร์รันก้า เพิ่งจะทำได้เพียงเหยียดแขนทั้งสองข้างออกมา จึงมิอาจส่งพลังผ่านการเสด็จเยือนได้มากนัก ออร่าชั่วร้ายที่แทรกซึมมายังโลกความจริงจึงถูกชำระล้างโดยเนตรสีขาวจนไม่สามารถสร้างอิทธิพลกับชารอนและเอ็มลิน
เมื่อบานประตูอัญเชิญหายไป บาร์รันก้าก็ไม่มีทางเลือกนอกจากกลับไปยังตำแหน่งเดิมของตัวเอง ต้องรอจนกว่าราชาหมอผีคารามันจะทำการสวดวิงวอนครั้งถัดไป
แต่ในฐานะเทวทูต มันสามารถตอบสนองคำวิงวอนได้จากทั่วทุกมุมโลก!
เมื่อพบว่าเส้นผมสีขาวสลับดำหลุดร่วง ชารอนที่อยู่ในร่างหุ่นกระบอกคารามันไม่มัวรีรอ รีบเลื่อนมือขวาลงจากหน้าผากเล็กน้อยเพื่อบีบรอยแยกขนาดใหญ่ที่ดูคล้าย ‘จันทราโลหิต’ ให้ปิดเข้าหากัน
คารามันแผดเสียงกรีดร้องทันที เนื้อกลางหน้าผากเริ่มเละขณะพยายามดันเข้าหากันเพื่อถมรอยแยก ‘พระจันทร์เต็มดวง’ ขนาดเล็ก
นี่คือหนึ่งในพลังพิเศษของหุ่นกระบอก ลำดับ 4 แห่งเส้นทางมนุษย์กลายพันธุ์ ชื่อของมันคือ ‘ต้นตอคำสาป’
นอกจากการสร้างอิทธิพลต่อสิ่งไม่มีชีวิต หุ่นกระบอกยังสามารถแปลงกลายเป็น ‘หุ่นกระบอกคน’ หรือ ‘กระดาษคน’ ได้ด้วย จากนั้นก็อาศัยการเชื่อมต่อที่สร้างขึ้นเพื่อสาปใส่เป้าหมาย
พลังพิเศษชนิดนี้จะถูกยกระดับเชิงคุณภาพในลำดับ 3 สำหรับการใช้งานในลำดับปัจจุบันจะทำให้เกิดความเสียหายต่อทั้งศัตรูและตัวเอง ครึ่งเทพในลำดับหุ่นกระบอกจึงมักไม่นิยมใช้งานในสถานการณ์ทั่วไป
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หุ่นกระบอกต้องทำร้ายศัตรูด้วยการทำร้ายตัวเอง
การที่ชารอนกล้าทำเช่นนี้เพราะเธอมั่นใจว่า เมื่อทั้งตนและศัตรูต่างอยู่ในลำดับ 4 เหมือนกัน ตัวเธอที่ผ่านลำดับซอมบี้และวิญญาณอาฆาตมาย่อมได้เปรียบกว่า ‘แวมไพร์’
หลังจากที่ทราบล่วงหน้าว่าราชาหมอผีคารามันถือครองสมบัติปิดผนึกระดับ 1 ‘แม่ทัพไร้รูม่านตา’ ชารอนก็ไม่คิดจะสิงร่างอีกฝ่ายโดยตรง แผนของเธอคือการใช้ร่างหุ่นกระบอกคนเพื่อสร้างการเชื่อมต่อกับคารามันเชื่อมโยงด้วยคำสาป
การดึงกระจุกผมของคารามันออกมาคือสัญญาณของการใช้คำสาป การปิดจันทราโลหิตเต็มดวงกึ่งกลางหน้าผากก็เพื่อป้องกันมิให้อีกฝ่ายสร้างบานประตูแห่งการอัญเชิญ ป้องกันมิให้เทวทูตของโรงเรียนกุหลาบเข้ามาแทรกแซงในการต่อสู้
แต่แน่นอน คารามันซึ่งเป็นครึ่งเทพย่อมไม่ตายไปง่ายๆ เพียงเพราะคำสาป
ถ้าเป็นเมื่อก่อนมันจะใช้ ‘จำแลงแสงจันทร์’ หรือไม่ก็ ‘จำแลงค้างคาว’ เพื่อลดทอนความเสียหายจากคำสาป จากนั้นก็อาศัยความเร็วในการหลบหนีและหาโอกาสเปล่งพระนามเต็มอันทรงเกียรติของครึ่งเทพโรงเรียนกุหลาบ ทว่าหลังจากถูกเล่นงานโดยดวงจันทร์สีเงิน ร่างกายของมันประสบภาวะแข็งทื่อจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ดังใจนึก
หลังจากขบคิดอยู่พักใหญ่ หุ่นกระบอก ‘แม่ทัพไร้รูม่านตา’ บนไหล่คารามันพลันยืนขึ้นพร้อมกับแผดเสียงที่ชวนให้แสบแก้วหู
กระจกหน้าต่างโดยรอบแตกกระจายพร้อมกับพุ่งเข้าใส่ชารอนประหนึ่งห่ากระสุน ในเวลาเดียวกัน ลูกแก้วทรงดวงตาที่ไม่มีใครควบคุมเริ่มลอยขึ้นฟ้าด้วยตัวเองก่อนจะสร้างเสาลำแสงขนาดใหญ่ที่มีเกลียวเปลวเพลิงหมุนวนอยู่ด้านใน
เสาลำแสงตกลงบนร่างชารอน ส่งผลให้บริเวณโดยรอบสว่างไสวราวกับกลางวัน
แม่ทัพไร้รูม่านตาสามารถสร้างอิทธิพลต่อสมบัติวิเศษที่ปราศจากผู้ใช้งานเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตัวเอง!
ท่ามกลางลำแสงสุริยัน ร่างชารอนที่อยู่ในรูปลักษณ์คารามันเริ่มหลอมละลายด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว เศษกระจกหน้าต่างครึ่งหนึ่งถูกแสงสุริยันแผดเผาจนละลาย แต่อีกครึ่งเสียบเข้าไปในตัวชารอน
คารามันส่งเสียงโหยหวนอีกครั้ง ร่างกายเอ็มลินพลันเย็นยะเยียบราวกับเลือดในตัวกำลังแข็ง
รูพรุนสีแดงปรากฏบนตัวคารามันจำนวนมาก ร่างของราชาหมอผีเริ่มละลายราวกับเทียนไขที่ถูกโยนลงเตาหลอม อวัยวะทุกส่วนอ่อนนุ่มพร้อมกับแปรสภาพเป็นของเหลวคล้ายไขมัน
ทุกความเสียหายที่เกิดกับ ‘ต้นกำเนิดคำสาป’ จะถูกสะท้อนไปหาเป้าหมาย!
คารามันที่เป็นครึ่งเทพของโรงเรียนกุหลาบย่อมทราบเรื่องนี้ การลงมือเมื่อครู่ทำไปเพื่อหวังให้ชารอนยกเลิกคำสาป
ตามหลักศาสตร์เร้นลับ เวทมนตร์ในขอบเขตสุริยันย่อมสร้างความเสียหายต่อสิ่งมีชีวิตประเภทชั่วร้ายอย่างหุ่นกระบอก วิญญาณอาฆาต ซอมบี้ และมนุษย์หมาป่าได้รุนแรงกว่าแวมไพร์ ศาสตราจารย์โอสถ ปราชญ์สีชาด และราชาหมอผี!
กล่าวคือ ‘ลำแสงเพลิงสุริยัน’ จะทำให้ร่างชารอนสลายไปโดยที่คารามันแค่บาดเจ็บหนัก นอกจากนั้นครึ่งเทพเส้นทางจันทรายังมีความสามารถในการฟื้นตัวที่สูงมาก
เพียงเสี้ยววินาที คารามันอาศัยความรู้เชิงศาสตร์เร้นลับเพื่อวิเคราะห์จุดอ่อนของ ‘ต้นตอคำสาป’ และเลือกวิธีที่ดีที่สุดในการเล่นงานศัตรูอย่างมีประสิทธิภาพ
แต่ในเวลาเดียวกัน หลังจากเอ็มลิน·ไวท์ที่สูญเสียเนตรสีขาวทำการอัญเชิญดวงจันทร์ประหลาด มันเริ่มได้สติกลับมาและรีบหยิบสมุดเวทมนตร์ปกแข็งสีเขียวขี้ม้าออกมาเปิดไปยังหน้าหนึ่ง
เสียงคล้ายบางสิ่งปริแตกดังขึ้นพร้อมกับเส้นสายฟ้าสีเงินที่ผุดขึ้นจากความว่างเปล่า เส้นสายฟ้าเหล่านั้นถักทอเข้าด้วยกันจนกลายเป็นพายุลูกใหญ่ที่แผ่ออร่าคุกคามเหนือพรรณนา เพียงพริบตาพายุก็กวาดลงบนร่างราชาหมอผีคารามัน
บันทึกการเดินทางของเลมาโน่ พายุสายฟ้า!
คารามันที่ปราศจาก ‘จำแลงแสงจันทร์’ และพลังจำพวก ‘บลิงค์’ ระยะสั้นย่อมหลบพายุไม่พ้น สายฟ้าสีเงินสว่างทุกเส้นกระหน่ำฟาดใส่ราชาหมอผีรายนี้อย่างหนักหน่วง
ชารอนฉวยโอกาสดังกล่าวยกเลิก ‘ต้นกำเนิดคำสาป’ เพื่อป้องกันมิได้ร่างกายของตนได้รับความเสียหายแบบเดียวกับอีกฝ่าย
แต่ถึงอย่างนั้นใบหน้าของเธอก็ซีดลงอย่างเห็นได้ชัด ลมหายใจอ่อนระทวยไม่เป็นจังหวะ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเสาลำแสงเพลิงสุริยันสร้างความเสียหายต่อร่างกายหญิงสาวมากเพียงใด
เพียงไม่นานพายุสายฟ้าสีเงินสว่างก็สลายตัว เหลือทิ้งไว้เพียงร่างกายที่ไหม้เกรียมของคารามัน
ผิวหนังที่ดำเป็นตอตะโกค่อยๆ หลุดลอกทีละแผ่น เผยให้เห็นเนื้อสีแดงเละด้านใน
ร่างของ ‘แม่ทัพไร้รูม่านตา’ พลันแปรเปลี่ยนเป็นมายาคล้ายร่างวิญญาณ ประหนึ่งเตรียมสิงสู่คารามันและพาหลบหนีออกจากสมรภูมิเพื่อป้องกันการโจมตีเพิ่มเติม
แต่ทันใดนั้นเอง ศีรษะผมทองตาแดงโผล่ขึ้นจากความว่างเปล่าและกัดเข้าที่หัวของแม่ทัพไร้รู้ม่านตา
คารามันที่ยังคงมึนงงเล็กน้อยรีบมองไปยังทิศทางดังกล่าวและได้พบกับสตรีไร้หัวคนหนึ่ง
เธอแต่งกายในเดรสโกธิกสีเข้มซับซ้อน สองมือหิ้วสี่หัวทองตาแดง
ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์!
…
ในทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ดวงตาของไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ที่กำลังต่อสู้กับเทพหายนะเซียอาท่ามกลางความช่วยเหลือจากอะซิก อาเรียนน่า และอสรพิษปรอทสีเงิน พลันเหม่อลอยและทำได้เพียงต่อสู้ตามสัญชาตญาณ
นี่คือส่วนหนึ่งของแผนไคลน์ เมื่อถึงคราวที่สถานการณ์ทรงตัวและเทพหายนะเซียอาไม่สามารถหลบหนีได้สักพัก ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ร่างต้นจะออกจากสถานะซ่อนเร้นเพื่อย้ายไปช่วยชารอนกับเอ็มลินปิดฉากศัตรู
ทันทีที่เห็นภาพฉายมัมมี่สภาพน่าสังเวชโผล่ขึ้นกลางอากาศ ไคลน์รีบควบคุมเทวทูตทั้งสามเข้าไปพัวพันกับเทพหายนะเซียอาเพื่อให้ออร่าของทุกคนสร้างอิทธิพลกับสภาพแวดล้อม จากนั้นชายหนุ่มเปลี่ยนจากการใช้พลัง ‘เทเลพอร์ต’ ไปเป็น ‘กระโจนเพลิง’ เพื่อเดินหน้าจัดการกับราชาหมอผีแห่งโรงเรียนกุหลาบโดยเร็ว
แม้ระหว่างนี้ไคลน์จะทำตัวผ่อนคลาย แต่ภายในใจตระหนักดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับวิญญาณค่อยๆ ถดถอยลงทุกขณะ ร่างเนื้อเริ่มกลายเป็นกรงขังดวงวิญญาณ ส่งผลให้การเคลื่อนไหวเชื่องช้าลงในทุกวินาที
สถานการณ์ปัจจุบันทำให้ไคลน์นึกถึงนิยามของ ‘นักโทษ’ :
ร่างเนื้อคือกรงขังจิตใจ และโลกคือกรงขังร่างเนื้อ
เวลาล่วงเลยมานานจนกระทั่งชายหนุ่มได้เข้าใจความหมายของมันอย่างถ่องแท้จากอีกแง่มุม
หลังจากเทพหายนะหันเหความสนใจมาหาไคลน์ แม้มันจะไม่ได้เป็นผู้โจมตีอีกฝ่ายโดยตรง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังหนีไม่พ้นจากออร่ากัดกร่อน!
…
ทันทีที่ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์เข้าควบคุม ‘ไม้ทัพไร้รูม่านตา’ สำเร็จ เธอใช้ศีรษะอีกข้างยกไม้เท้าสีดำซึ่งกำลังคาบอยู่ในปาก
ไม้เท้าที่เลี่ยมอัญมณีหลากหลายชนิดพลันส่องสว่างด้วยประกายระยิบระยับ
ร่างหนึ่งถูกวาดขึ้นกลางอากาศอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่ใครนอกจากเกอร์มัน·สแปร์โรว์ที่กำลังถือปืนพกลางมรณะ
ปัง!
ลำแสงสีเงินทึบพุ่งออกจากปากกระบอกปืนทะลุร่างคารามันอย่างแม่นยำ
ความคิดของราชาหมอผีหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ร่างกายแข็งทื่อไปทั้งตัว
กระสุนคุมวิญญาณ!
นี่คือกระสุนคุมวิญญาณที่เกอร์มัน·สแปร์โรว์เคยยิงและถูกจำลองขึ้นโดยไม้เท้าดวงดาว!
สมบัติปิดผนึก 0-62 สามารถลอกเลียนแบบพลังพิเศษหรือผู้คนที่กำลังจินตนาการ โดยอย่างหลังจะโจมตีเพียงครั้งเดียวและหายไป
อีกฝั่งหนึ่งของสนามรบ ชารอนรีบเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นหุ่นกระบอกคารามันอีกครั้ง ตามด้วยการหดมือขวาแทงใส่หัวใจตัวเอง
ละอองเลือดถูกพ่นออกจากปากคารามันอย่างไร้สุ้มเสียง
สำหรับวิญญาณอาฆาต หัวใจไม่ใช่จุดตาย แต่กับแวมไพร์แล้วไม่เหมือนกัน
โดยไม่ปล่อยให้คารามันมีโอกาสรอด เอ็มลินรีบเปิดสมุดเวทมนตร์เลมาโน่และเลือกใช้พลัง ‘อัญเชิญภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์’ เพื่อนำไม้กางเขนเจิดจรัสออกมาใช้งาน
ปลายนิ้วก้อยของมันถูกกดลงบนหนามแหลม เลือดสีแดงไหลซึมเข้าไปพร้อมกับ ‘ชะล้าง’ ไม้กางเขนทองแดงให้ดูใหม่เอี่ยม
หอกแสงสีขาวโพลนถูกควบแน่นในทันที
หลังจากชารอนปลด ‘ต้นกำเนิดคำสาป’ เอ็มลินบรรจงขว้างหอกแห่งแสงเสียบร่างราชาหมอผีคารามันเข้ากับกำแพงสูงของวิหารด้านหลัง
แสงสว่างอันเจิดจ้าขยายตัวพร้อมกับดับลมหายใจสุดท้ายของคารามันในพริบตา
หอกเจิดจรัส!
…
ณ ทะเลทรายกว้างใหญ่ ไคลน์หยุดความเคลื่อนไหวทันที ตามด้วยการหันไปทางราชาหมอผีแห่งโรงเรียนกุหลาบและเทพหายนะเซียอาพร้อมกับถอดหมวกโค้งศีรษะคำนับ
ร่างของมันบรรจงเลือนหายไป
ไคลน์ไม่กังวลแม้แต่น้อยว่าตนจะถูกขัดขวาง เพราะการหลบหนีของมันไม่ได้เกิดจากตัวมัน แต่เป็นเพราะร่างต้นไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ทำการสลายภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์
นั่นหมายความว่าปฏิบัติการในสนามรบอีกฟากจบลงแล้ว!
……………………………………………
กล่องเครื่องประดับสามชั้นสีเงินทึบเลี่ยมอัญมณีถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นภายในของชั้นที่สอง
ด้านในมืดสนิท กระทั่งผนังโดยรอบก็ยังดูคล้ายกับหลอมรวมเป็นเนื้อเดียว มอบความรู้สึกประหนึ่งห้วงมิติลึกลับไร้ก้นบึ้ง
เพียงพริบตา ความมืดเจือจางสว่างขึ้นพร้อมกับประกายแสงสุกใส ราวกับด้านในแปรเปลี่ยนเป็นห้วงอวกาศหรือจักรวาลขนาดเล็ก
จุดแสงเหล่านั้นจับกลุ่มหมุนวนด้วยความเร็วสูงพร้อมกับทำให้ฉากด้านในแปรเปลี่ยนไปหลายครั้งในหนึ่งวินาที
ภาพที่ไคลน์จินตนาการไว้คือการส่ง ‘เทพหายนะ’ เซียอาและ ‘ราชาหมอผี’ แห่งโรงเรียนกุหลาบไปยังซากสมรภูมิแห่งเทพ เพราะเมื่อพวกมันถูกส่งไปไกลจากทวีปใต้ ก็คงใช้เวลาอีกสักพักใหญ่กว่าจะตระหนักว่าราชาหมอผีราคามันกำลังถูกโจมตี ทำให้ส่งกำลังมาช่วยเหลือไม่ทันการ แต่ต้องไม่ลืมว่าชั้นที่สองของกล่องวันวานมีคุณสมบัติแบบสุ่ม มีโอกาสต่ำมากที่เป้าหมายจะถูกส่งไปยังตำแหน่งในจินตนาการ โดยส่วนมากมักถูกส่งไปยังปลายทางแบบสุ่ม และคุณสมบัติดังกล่าวจะไม่ได้รับอิทธิพลจากความโชคดี หรืออย่างน้อยก็พลังแห่งโชคในลำดับต่ำกว่า 0
ดังนั้นหลังจากเปิดชั้นที่สองของกล่องวันวานออกมา ไคลน์เองก็ไม่มั่นใจผลลัพธ์อีกต่อไป เหมือนกับการเล่นไพ่โปเกอร์โดยไม่ใช้พลังพิเศษช่วย ต้องเดิมพันชิปด้วยการสังเกตและสัญชาตญาณ แต่แน่นอน ไคลน์ไม่กังวลเกินไปนัก เพราะไม่ว่ากล่องวันวานจะพาตนกับมิสผู้ส่งสารไปยังที่ใดก็ไม่ถือว่าเป็นสถานการณ์วิกฤติ เพราะต้องไม่ลืมว่าไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์เป็นเพียงตัวปลอม กล่องวันวานเป็นของปลอม และตัวไคลน์เองก็ปลอม
ด้วยเหตุผลข้างต้น ต่อให้ไคลน์ถูกโยนลงไปยัง ‘ใต้ดิน’ และปนเปื้อนการกัดกร่อนรุนแรง มันก็แค่สลายภาพฉายทางประวัติศาสตร์ทิ้งและเข้าไปยังปราสาทต้นกำเนิดเพื่อ ‘ฆ่าเชื้อ’ พร้อมกับตัดการเชื่อมต่อทุกชนิด
บนพื้นฐานดังกล่าว มันเองก็มีวิธีช่วยร่างต้นของมิสผู้ส่งสารต่อต้านการกัดกร่อนเช่นกัน – เพราะนี่เป็นเพียงการเผชิญหน้าผ่านภาพฉาย ไม่ใช่ร่างต้นโดยตรง ระดับความรุนแรงย่อมไม่เท่าของจริง
ผลลัพธ์เดียวที่ต้องกังวลคือเมื่อกล่องวันวานสุ่มส่งทุกคนไปยังตำแหน่งที่ชารอนและเอ็มลินกำลังไล่ล่าราชาหมอผีคารามัน นั่นจะไม่ต่างอะไรกับการนำกองทัพหลักของศัตรูเข้ามาในศูนย์บัญชาการใหญ่ตัวเอง ทางออกเดียวคือการล้มเลิกแผนและร่วมมือกับไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์เพื่อช่วยพาทุกคนออกจากสนามรบทวีปใต้อย่างปลอดภัย
โอกาสเกิดสถานการณ์ดังกล่าวอาจมีต่ำมาก แต่ก็ห้ามวางใจเด็ดขาด
ทันใดนั้นเอง เนื่องจากอิทธิพลจากออร่าเทพหายนะเซียอายังคงแสดงผล พลังวิญญาณไคลน์จึงถูกแช่แข็งจนชะงักไปเล็กน้อย ราวกับร่างกายและวิญญาณถูกตรึงไว้ชั่วขณะ แต่ในท้ายที่สุดพวกมันก็หลั่งไหลเข้าไปในกล่องวันวานและช่วยให้สมบัติปิดผนึกชิ้นนี้เปิดฝาออก
เพียงพริบตา ฉากพื้นหลังภายในกล่องวันวานชั้นที่สองพลันแปรเปลี่ยน กลายเป็นท้องทะเลอันกว้างใหญ่ในกล่องใบเล็ก
ไคลน์ ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ เทพหายนะเซียอา ราชาหมอผีผู้สวมชุดคลุม และคนของโรงเรียนกุหลาบอีกเป็นจำนวนมากต่างได้เห็นทรายสีเหลืองสุดลูกหูลูกตาและสัมผัสความหนาวเย็นของยามค่ำคืน
นอกจากภาพฉายของเทพผู้ถูกล่าม สิ่งมีชีวิตทุกชนิดในสนามรบล้วนถูกส่งไปยังทะเลทรายในพริบตา!
สำหรับภาพฉายดังกล่าว การเชื่อมต่อได้ขาดสะบั้นเนื่องจากการหายตัวไปของเทพหายนะเซียอา ส่งผลให้พลังของมันมิอาจแทรกซึมมายังโลกความเป็นจริงได้อีก
โดยไม่มัวเสียเวลาขบคิดว่าตนกำลังอยู่ที่ใด ไคลน์รีบสลายภาพฉายของกล่องวันวานทิ้งพร้อมกับดีดนิ้ว เป็นการเสกเปลวไฟสีแดงลุกท่วมร่างเพื่อเตรียมกระโดดหนีเป็นระยะทางไกล
มันทำไปเพราะต้องการหลบเลี่ยงความสนใจจากเทพหายนะเซียอา ขณะเดียวกันก็เพื่อหาโอกาสอัญเชิญภาพฉายทางประวัติศาสตร์
แต่ทันใดนั้นเอง ชายหนุ่มได้ยินเสียงคำรามที่เปี่ยมด้วยความชั่วร้ายจนสติขาวโพลนในทันที ความคิดทั้งหมดสูญหายไปชั่วขณะ
เปลวไฟสีแดงที่กำลังลุกท่วมร่างคล้ายกับมีชีวิตขึ้นมาและพันธนาการไคลน์ไว้กับพื้น
ลำพังเสียงคำรามและออร่าก็มากพอจะพันธนาการไคลน์ได้ในระดับหนึ่ง
หากไม่ใช่เพราะมีพวกพ้องเป็นไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ซึ่งอยู่ในสภาพสมบูรณ์สุดขีด ภาพฉายของไคลน์คงถูกกำจัดทิ้งโดยมิอาจตอบโต้ และบางทีอาจทำให้ร่างต้นได้รับผลกระทบบางอย่าง
ทันใดนั้นเอง ตุ๊กตาผ้าขนาดใหญ่เท่าปราสาทก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวพร้อมกับอ้าปากที่ปิดสนิท
แม้จะปราศจากสุ้มเสียง แต่ ‘ท่อนไม้’ ที่ไปด้วยของเหลวสีดำคล้ายกับถูกคลื่นน้ำซัดสาด มันแกว่งไปมาในลักษณะโซเซโดยมีวัตถุประหลาดงอกออกมา
นี่คือคำสาปซึ่งไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์แอบสั่งสมมานานแล้ว เป็นคำสาปที่มีรากฐานมาจากความโกรธ เกลียดชัง และเคียดแค้นเมื่อครั้งเธอถูกโจมตีอย่างหนัก!
ทว่าเทพหายนะเซียอากลับแทบไม่ออกอาการ แค่เผชิญผงะไปชั่วครู่ก่อนจะกลับเป็นปรกติ
ตัวตนลำดับสูงย่อมต้านทานพลังพิเศษลำดับต่ำกว่าในเส้นทางเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แถมมันยังสามารถส่งอิทธิพลผ่านห้วงมิติ!
ไคลน์ฉวยโอกาสดังกล่าวเอาตัวรอดจากเปลวเพลิงที่พันธนาการตัวเอง จากนั้นก็ใช้ยุบพองหิวโหยเทเลพอร์ตไปยังอีกด้านหนึ่งเพื่อหลบ ‘ศรพระจันทร์เลือด’ จากราชาหมอผีแห่งโรงเรียนกุหลาบ
มันไม่กล้าจ้องหน้าเทพหายนะเซียอาโดยตรง เพียงเหยียดแขนขวาเพื่อดึงบางสิ่งออกจากความว่างเปล่า
แต่ไม่มีสิ่งใดติดมือกลับออกมา
ไคลน์ยังคงเทเลพอร์ตและกระทำซ้ำเดิมจนกระทั่งดึงร่างหนึ่งออกมาสำเร็จ ไม่ใช่ใครนอกจากผู้นำนักบวชแห่งรัตติกาล อาเรียนน่า เทวทูตแห่งการปกปิดผู้สวมชุดคลุมเรียบง่ายและเข็มขัดเปลือกไม้!
รายงานของเราก่อนหน้านี้ได้ผล… ไคลน์ผุดความคิดในใจขณะเทเลพอร์ตตัวเองไปยังตำแหน่งอื่น
ดวงตาอาเรียนน่ากลอกไปมาเล็กน้อยก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นลุ่มลึกไร้ก้นบึ้ง จากนั้นเธอก็เข้าร่วมศึกระหว่างไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์และเทพหายนะเซียอาทันที
ด้วยความช่วยเหลือของอาเรียนน่า ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ที่กำลังเผชิญสถานการณ์ยากลำบากในที่สุดก็ได้พักหายใจหายคอโดยไม่ถูกครอบงำจากเซียอาจนกลายเป็นตุ๊กตามีชีวิต
ราชาหมอผีแห่งโรงเรียนกุหลาบสำแดงพลังที่หลากหลายในขอบเขตจันทราอย่างต่อเนื่อง มันพยายามตรึงไคลน์ด้วย ‘ตรวนนรก’ แต่น่าเสียดายที่ ‘เทเลพอร์ต’ ของไคลน์นั้นเร็วกว่าหนึ่งก้าวเสมอ เมื่อปราศจากออร่าของภาพฉายเทพผู้ถูกล่ามและเทพหายนะเซียอาคอยกวนใจ ไคลน์ก็กลายเป็นดั่งปลาที่แหวกว่ายในสายน้ำ มันมีอิสระและสามารถผ่อนคลายได้เต็มที่ แค่ต้องคอยคำนวณว่าจะรับมือกับเวทมนตร์ของศัตรูอย่างไรในทุกการเทเลพอร์ตสองครั้ง
ในทางกลับกัน ราชาหมอผีแทบไม่มีทางคาดเดาได้ว่าไคลน์จะหายตัวไปโผล่ตรงไหนในครั้งถัดไป เป็นการยากที่จะรับมือได้สะดวก
ช่วงเวลาระหว่างนั้น ไคลน์ฉวยโอกาสคว้าอากาศอีกหลายครั้งจนกระทั่งดึงใครบางคนออกมาได้
ผิวสีแทน ดวงตาสีน้ำตาล ใบหน้าอ่อนโยน สายตาเย็นชา แต่งกายในชุดคลุมสีดำปักด้ายทอง สวมมงกุฎทองคำอร่าม ไม่ใช่ใครนอกจากอดีตกงสุลมรณะแห่งจักรวรรดิไบลัม อะซิก·อายเกส!
อีกหนึ่งเทวทูต… ราชาหมอผีแห่งโรงเรียนกุหลาบเฝ้ามองฉากตรงหน้าด้วยมุมปากสั่นกระตุก โดยในเวลาเดียวกัน เทพหายนะเซียอาทำการเสียบท่อนแขนสีดำลงไปในทะเลทราย
ทะเลทรายโดยรอบพลันเดือดพล่านพร้อมกับถูกฉาบด้วยของเหลวสีดำสนิท สิ่งนี้แผ่ขยายออกไปไกลทั้งในโลกแห่งความจริงและโลกวิญญาณ
ไคลน์ฉวยโอกาสในตอนที่พลังเทเลพอร์ตของตนยังไม่ถูกรบกวนโดยสมบูรณ์ รีบหายตัวไปโผล่ด้านหลังภาพฉายของมิสเตอร์อะซิกพร้อมกับเหยียดแขนขวาออกไปคว้าอากาศโดยใช้ร่างกายอีกฝ่ายเป็นกำบัง
แขนของมันทรุดลงก่อนจะดึงหางงูสีเงินออกมา
อีกหนึ่งเทวทูต!
การที่ไคลน์กล้าอัญเชิญเทวทูตออกมาถึงสามตน เป็นเพราะภาพฉายในปัจจุบันของมันถูกอัญเชิญโดยไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ที่ใช้พลังของไม้เท้าดวงดาว ผู้แบกรับภาระทางพลังวิญญาณจึงเป็นมารบรรพกาล ไม่ใช่เมจิกเชี่ยนฟอร์ส
ไม่อย่างนั้นฟอร์สคงหมดสติไปแล้วตั้งแต่วินาทีที่บริวารอำพราง อาเรียนน่า เสด็จเยือน ไม่มีทางที่เธอจะคงสติเอาไว้ได้แม้แต่วินาทีเดียว
หน้าที่ของฟอร์สมีเพียงการอัญเชิญเกอร์มัน·สแปร์โรว์ออกมาในครั้งแรกเพื่อประกอบพิธีกรรมอัญเชิญไม้เท้าดวงดาวมายังโลกจริง จากนั้นฟอร์สจะยกเลิกการอัญเชิญและให้ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ที่ถือไม้เท้าทำแทน
ไม่ถึงสิบวินาทีที่เทพหายนะเซียอาเพิกเฉยไคลน์และมัวแต่พุ่งความสนใจไปยังไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ ไม่เพียงมันจะสูญเสียอิทธิพลความช่วยเหลือจากภาพฉายเทพผู้ถูกล่าม แต่เซียอายังต้องเผชิญสถานการณ์ที่ถูกสี่เทวทูตล้อมโจมตีพร้อมกัน
เทวทูตลำดับ 1 อ้าปากคำรามเป็นภาษาเฮอร์มิสโบราณโดยไม่ลังเล มันพยายามสวดวิงวอนถึงเทพผู้ถูกล่ามอีกครั้ง
…
วินาทีที่ ‘บานประตูอัญเชิญ’ ปรากฏขึ้นตรงหน้าราชาหมอผีคารามันพร้อมกับมีแขนสองข้างที่ทำให้ผู้คนสั่นระริกเมื่อได้เห็นเหยียดยาวออกมา เอ็มลิน·ไวท์พลันผุดความคิดหนึ่งในใจทันที:
อีกหนึ่งเทวทูตของโรงเรียนกุหลาบ ราชาแห่งคำสาป บาร์รันก้า!
นี่คือข้อมูลที่ชารอนกับมาริคจัดหามาให้
เอ็มลินตึงเครียดทันทีที่ได้เห็นฉากตรงหน้า โดยปราศจากความลังเล มันรีบโยน ‘เนตรสีขาว’ เข้าไปในบานประตูอัญเชิญโดยไม่เสียเวลาคิด!
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเอ็มลินเพิ่งเคยเข้าร่วมศึกระดับครึ่งเทพเป็นครั้งแรก จึงไม่กล้าประมาทศัตรู แต่อีกส่วนเป็นเพราะเอ็มลินไม่นึกเสียดายเนตรสีขาว วัตถุชิ้นดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของตระกูลผีดูดเลือด อย่างแย่มันก็ยังสามารถค่อยๆ ชดใช้คืนได้ในอนาคต
ขณะเดียวกัน ต่อให้ไม่มีเนตรสีขาว มันก็ยังเหลือสมบัติวิเศษชิ้นอื่นอย่างบันทึกการเดินทางของเลมาโน่
อาศัยพลังที่บันทึกในสมุด เอ็มลินสามารถอัญเชิญไม้กางเขนเจิดจรัสออกมาแทนที่เนตรสีขาวได้
หลังจากลูกแก้วทรงดวงตาลอยออกไป มันดูดกลืนแสงสว่างระหว่างทางจนส่งผลให้สภาพแวดล้อมมืดสนิท
ทันทีที่ลอยเข้าใกล้ประตูแห่งการอัญเชิญ เนตรสีขาวพลันสว่างไสวจุดดังดวงอาทิตย์ยามเที่ยง แสงสว่างห่อหุ้มบานประตูและท่อนแขนทั้งสองข้างพร้อมกับหลอมละลายออร่าความชั่วร้าย เสื่อมทราม สกปรก และอันเดด
พระจันทร์เต็มดวงสีเลือดบนหน้าผากคารามันได้รับผลกระทบเข้าอย่างจัง แสงจ้าถูกตีกรอบอยู่รอบตัวมันโดยไม่ส่งอิทธิพลกับสภาพแวดล้อมรอบข้าง
ฉวยโอกาสดังกล่าว ร่างชารอนที่ลอยกลางอากาศพลันบิดเบี้ยวและแปรเปลี่ยนเป็นหุ่นกระบอกขนาดเท่าคนจริง
หุ่นกระบอกดังกล่าวหน้าตาเหมือนกับราชาหมอผีคารามันทุกประการ ผมสีขาวสลับดำยุ่งเหยิงและดวงตาสีแดงสว่าง
ในอีกฟากหนึ่ง เอ็มลินยกแขนซ้ายเพื่อเผยให้เห็นแหวนโปร่งแสงที่สวมบนนิ้วชี้นอกถุงมือ
แหวนวงดังกล่าวคล้ายกับทำจากอำพันแดง ด้านบนเลี่ยมด้วยอัญมณีสีเลือด
แหวนลิลิธ!
แหวนที่สร้างโดยต้นตระกูลแวมไพร์ เทพธิดาบรรพกาล ลิลิธ
ความสามารถของมันคือการฉายภาพบานประตูที่เชื่อมต่อกับส่วนลึกของโลกวิญญาณเป็นระยะเวลาหนึ่ง ระหว่างนั้นจะสุ่มอัญเชิญสิ่งมีชีวิตนิรนามออกมา
เอ็มลินเองก็ไม่ทราบว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร ตามปรกติแล้วคงได้สิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งกว่าตนเล็กน้อย แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะอัญเชิญตัวตนในระดับครึ่งเทพออกมา
เมื่อปลายแหวนส่องแสงสีแดงเลือดเจือจาง บานประตูมายาที่เต็มไปด้วยลวดลายซับซ้อนโผล่ขึ้นตรงหน้าเอ็มลินทันที
ประตูเปิดออกพร้อมกับเสียงเสียดสี เผยให้เห็นฉากด้านในชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ราชาหมอผีคารามันที่เพิ่งได้สติกลับมาจากแสงอาทิตย์เจิดจ้า มันมองเห็นพระจันทร์กำลังลอยสูงเหนือบานประตูแห่งการอัญเชิญ
พระจันทร์สว่างสุกใสสีเงิน
………………………………………………
แสงสีขาวสว่างพุ่งทะลุกระจกกระทบร่างราชาหมอผีคารามัน
จากนั้นก็สว่างวาบพร้อมกับแผดเผาอันเดด ความมืด และมาร
ร่างคารามันกำลังถูกเปลวไฟลุกไหม้ ดูคล้ายกับกระดาษคนที่ติดไฟหลังจากเผลอยื่นเข้าไปใกล้เปลวเพลิง
แต่เมื่อครู่ คารามันใช้พลังของกระดาษคนจริงๆ แถมยังเป็นกระดาษที่สร้างโดยการอาบพระจันทร์สีแดง
พลังสำหรับเอาตัวรอด กระดาษคนจันทรา!
เมื่อกระดาษคนกลายเป็นขี้เถ้า ราชาหมอผีโบราณได้หายตัวไปโผล่บนยอดหอคอยพร้อมกับจดจ้องเอ็มลินไวท์ที่กำลังยืนใกล้กับหอระฆัง
ในเวลาเดียวกัน เมื่อกระจกตาคารามันสะท้อนภาพชารอนที่แต่งกายในชุดเดรสยาวซับซ้อนและหมวกอ่อน ร่างกายของมันพลันแข็งทื่อประหนึ่งควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้
ได้เห็นดังนั้น เอ็มลินไม่มัวรีรอ มันรีบลงมือประหนึ่งซักซ้อมมาเป็นพันรอบ เป้าหมายคือการหันเหเนตรสีขาวไปยังหน้าอกซ้ายของราชาหมอผีและปลดปล่อยพลัง ‘หอกเจิดจรัส’ ซึ่งอยู่ในขอบเขตสุริยัน
หากการโจมตีนี้ปะทะกับหัวใจของคารามันโดยตรง อย่างน้อยก็รับประกันได้ว่ามันจะมิอาจหลบหนีได้ด้วย ‘จำแลงแสงจันทร์’ นอกจากนั้นพลังฟื้นฟูร่างกายตามธรรมชาติของแวมไพร์ก็คงไม่ช่วยแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าว
แน่นอนว่านั่นอาจเป็นการสร้างความเสียหายร้ายแรงแก่ชารอนที่กำลังสิงร่างคารามัน แต่เธอเป็นคนยืนกรานเองว่า เธอยินดีเสี่ยงหากการเสียสละของตนช่วยให้ทุกสิ่งจบลงในพริบตา
ในการปรึกษากันคราวก่อน เอ็มลิน ชารอน และมาริคได้ลงความเห็นตรงกันว่าจะใช้แผนนี้
นั่นคือเหตุผลที่ชารอนไม่มัวเสียเวลาพันธนาการคารามันด้วยเสื้อผ้ามันเอง เมื่อเทียบกันแล้ว ศัตรูที่มีพลังจำแลงแสงจันทร์ย่อมหลบหนีจากภาวะถูกสิงร่างได้ยากกว่า และสำหรับคำถามที่ว่าคารามันจะอับอายไหมหากมันต้องต่อสู้ในสภาพเปลือยเปล่า คำตอบจากกระจกวิเศษระบุชัดเจนว่า ‘ไม่’
เมื่อพิจารณาทุกปัจจัยเข้าด้วยกัน ทั้งสามตัดสินใจให้เอ็มลินไวท์เป็นผู้โจมตีเปิดฉาก เป้าหมายจะได้สิ้นเปลืองกระดาษคนจันทราและเปิดโอกาสให้ชารอนเข้าสิงร่างได้ง่าย
ลูกตาแก้วสีใสในมือเอ็มลินเริ่มควบแน่นละอองแสง จากนั้นก็สร้างหอกแสงที่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง ทว่า ร่างกายคารามันซึ่งถูกสิงร่างในสภาพแข็งทื่อกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
รอยแยกปริแตกในจุดกึ่งกลางหน้าผากคารามัน ดูคล้ายกับด้านในมีดวงจันทร์สีแดงเลือดฝังอยู่
แสงจันทร์พวยพุ่งจากรอยแรกดังกล่าวประหนึ่งสายน้ำ ส่งผลให้ชารอนผมทองตาฟ้าถูกบีบให้สละร่างเหยื่ออย่างมิอาจเลี่ยง
การเคลื่อนไหวที่เคยเชื่องช้าและแข็งทื่อของคารามันเริ่มกลับเป็นปรกติ ภายใต้ความช่วยเหลือจากคืนจันทร์เต็มดวง คารามันเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นบ่อเลือดและพุ่งกระจายออกไปทุกทิศทาง
ร่างของมันกลับมารวมตัวกันใหม่อีกครั้งบนยอดแหลมถัดไปของวิหาร ตามติดมาด้านหลังโดยชารอน ส่วนหอกเจิดจรัสของเอ็มลินได้พุ่งใส่ตำแหน่งยืนเดิมของคารามันและทะลุผ่านไปจนกลายเป็นดวงอาทิตย์ขนาดเล็กในระยะไกล
เมืองท่าสว่างไสวในทันที
ขณะเดียวกัน ไหล่ขวาของคารามันเริ่มพองขึ้นก่อนที่บางสิ่งจะพุ่งทะลุชุดคลุมสีดำขึ้นมา
วัตถุดังกล่าวคือตุ๊กตาเพศชายขนาดประมาณฝ่ามือ แต่งกายในชุดทักซิโด้สีดำขลิบแดงสลับทอง ดวงตากลวงโบ๋ทั้งสองข้าง
หุ่นกระบอกตัวดังกล่าวนั่งลงบนไหล่คารามันพลางยกสองมือขึ้นมากดอากาศประหนึ่งกำลังบรรเลงเครื่องดนตรีล่องหน
ร่างชารอนถูกผลักออกจากด้านหลังคารามันทันที ราวกับเป็นแม่เหล็กแรงสูงคนละขั้ว
เอ็มลินสัมผัสได้ว่าเสื้อผ้าของมันแน่นขึ้นคล้ายกับพยายามพันธนาการเจ้าของ
โบหูกระต่ายมีชีวิตชีวาขึ้นมาและบีบคอผีดูดเลือดหนุ่มแน่น
ตุ๊กตาตัวดังกล่าวคือสมบัติปิดผนึกระดับหนึ่งที่โรงเรียนกุหลาบมอบให้คารามัน ชื่อของมันคือ ‘แม่ทัพไร้รูม่านตา’ ถือกำเนิดจากลำดับสี่เส้นทางมนุษย์กลายพันธุ์ที่ได้รับอุบัติเหตุเสียชีวิต
เป็นวัตถุมีสัญญาณชีพ สามารถเข้าสิงวัตถุแฝงพลังวิญญาณและทำให้พวกมันมีชีวิตขึ้นมา แต่ผู้ใช้งานสมบัติปิดผนึกจะต้องคอยป้อนเลือดสดเป็นอาหาร ไม่อย่างนั้นดวงตาจะค่อยๆ งอกขึ้นมา
หากสมบัติปิดผนึกชิ้นนี้มีอวัยวะสมบูรณ์ มันจะแปลงกายเป็นวิญญาณมารและไล่ล่าเจ้าของด้วยความรู้สึกเกลียดชังมนุษย์ทุกคน
ขณะเอ็มลินได้ยินเสียงกระดูกกำลังร่ำร้อง เนตรสีขาวในมือเริ่มทำการเผาผลาญพลังวิญญาณอีกครั้งก่อนจะสร้างแสงสว่างอันเจิดจ้า เปลี่ยนให้ทุกซอกมุมของดินแดนปราศจากความมืดหรือความชั่วร้าย
อิทธิพลจาก ‘แม่ทัพไร้รูม่านตา’ บนเสื้อผ้าเอ็มลินหยุดลงทันที
แต่ในเวลาเดียวกัน คารามันยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์หลังจากพึมพำบางสิ่งเสร็จ มันเอื้อมแขนไปด้านหน้าและหยิบประตูมายาสลักลวดลายซับซ้อนออกจากความว่างเปล่า
ประตูแห่งการอัญเชิญ!
ลำดับสามแห่งเส้นทางจันทรามีชื่อว่า ‘จอมอาคมอัญเชิญ’ !
ภายใต้ความช่วยเหลือจาก ‘พระจันทร์เต็มดวง’ กึ่งกลางหน้าผาก คารามันที่มีพลังเพียงราชาหมอผี สามารถข้ามขั้นไปใช้พลังอัญเชิญได้!
แต่นั่นก็ทำให้ออร่าของมันเปลี่ยนไป คารามันสูญเสียความเป็นเหตุเป็นผลไปหลายส่วน ความบ้าคลั่งในส่วนลึกของจิตใจยิ่งทวีความเข้มข้น
ประตูแห่งการอัญเชิญเปิดออกท่ามกลางเสียงเสียดสี
ฝ่ามือมนุษย์สองข้างพุ่งออกจากช่องว่างดังกล่าว ผิวพรรณขาดสีสันและความซับซ้อนจนดูคล้ายกับชุดของตุ๊กตาเกรดต่ำ
…
ด้านนอกเมืองฟาลเทค เหล่าสาวกและสมาชิกโรงเรียนกุหลาบที่เตรียมบุกโจมตีตามหลังกองทัพซอมบี้ กำลังหันมาฆ่ากันเองเนื่องจากสูญเสียสติสัมปชัญญะไปเกือบทั้งหมด
หนึ่งในนั้นซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงคนทั่วไป งอหลังลงขณะที่ขนหมาป่าเริ่มผุดขึ้นเต็มตัว มุมปากทั้งสองข้างฉีกออกเพื่อรองรับเขี้ยว น้ำลายเหนียวยืดไหลลงพื้นตลอดเวลา ผิวหนังบางคนเปลี่ยนเป็นสีดำและแข็งประหนึ่งเหล็กกล้า บางคนสูญเสียหัวใจและทำได้เพียงทรุดลงไปกับพื้น แต่ไม่กี่วินาทีถัดมากลับยืนขึ้นได้ใหม่อย่างน่าฉงน ใครบางคนมีร่างกายจางลงเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็นผี
การเสด็จเยือนของ ‘ออร่า’ เซียอาส่งผลให้สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในขอบเขตเผชิญชะตากรรมที่น่าสังเวช บ้างก็กลายเป็นหมาป่าและซอมบี้
ในฐานะลำดับหนึ่ง เซียอาสามารถมอบพลังของตนให้สาวกได้ แต่นั่นจะมีข้อจำกัดด้านเวลา และยังไม่เป็นผลดีกับกลุ่มต่อต้านสักเท่าไร
ในอีกฟากหนึ่งของสมรภูมิ ในป้อมปราการของโลเอ็นที่ห่างออกไปราวสองกิโลเมตร แม้ทหารจะไม่ได้ยินหรือเห็นสิ่งใดเลย แต่ตามลำตัวพวกมันกลับมีตุ่มใสผุดขึ้นเป็นจำนวนมาก ห้วงความคิดมีเพียงการปลดปล่อยอารมณ์และแรงกระหาย
ใช้เวลาเพียงไม่นานพวกมันก็ทยอยกลายเป็นสัตว์ป่าไร้สติ ทั่วทั้งฐานทัพและเขตกำแพงชั้นในของเมืองฟาลเทคเต็มไปด้วยความโกลาหลจนยากจะพบมนุษย์ปรกติ
แต่ทันใดนั้น พวกมันได้ยินเสียงสวดมนต์
เป็นบทสวดอันศักดิ์สิทธิ์และล่องลอย
บทสวดดังกล่าวดังมาจากวิหารของโบสถ์รัตติกาลภายในเมือง คล้ายกับพวกมันกำลังร้องประสานเสียงเพื่อสรรเสริญเทิดทูนเทพธิดา
ทหาร ชาวเมือง และแม่ทัพต่างพากับหมดสติหลับไปทีละคนสองคน ไม่ว่าจะบนถนน ภายในป้อม หรือในค่ายทหาร
พวกมันฝันถึงความมืดมิดอันสุขสงบ ฝันถึงดอกจันทราและวานิลลารัตติกาล ร่างกายเข้าสู่ภาวะสงบนิ่งจนไม่ได้รับอิทธิพลจากความชั่ว
ภายในวิหารรัตติกาลประจำเมืองฟาลเทค อาวุโสใหญ่แห่งเหยี่ยวราตรี ดวงตาแห่งเทพธิดา อิลิยา พยายามอย่างหนักในการคงสภาพความฝันที่ปกคลุมทั่วเมือง ยากจะปลีกตัวออกไปช่วยศึกครึ่งเทพด้านนอกได้
ขณะเดียวกัน ไคลน์และไรเน็ตต์สัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงทางพลังวิญญาณจากสภาพแวดล้อมโดยรอบ คล้ายกับพวกมันก่อตัวเป็นบาเรียที่มองไม่เห็นและพยายามตีกรอบความเคลื่อนไหวของพวกตน
และภายในโคลนเลือดบนหน้าอกของราชาหมอผี เลือดเนื้อก้อนใหญ่ยุบพองเป็นเวลานานก่อนจะพุ่งพรวดออกมาโดยมีของเหลวเหนียวข้นสีดำปกคลุม สิ่งนี้คือร่างกายของเซียอาส่วนที่ต่อกับท่อนแขนซึ่งโผล่ออกมาในตอนแรก
มันย่างกรายไปบนสมรภูมิในสภาพที่เหมือนกับต้นไม้ยักษ์ชุบน้ำมันดิบ ทุกกิ่งก้านที่งอกออกมาล้วนกลายเป็นท่อนแขนใหม่ซึ่งมีวัตถุประหลาดผุดขึ้น
เหนือ ‘ลำต้น’ ขึ้นไปในจุดที่มีของเหลวสีดำเหนียวหนืด ดวงตาสีแดงเลือดกำลังกลอกไปมา หากเผลอสบตาเข้าจะทำให้เหยื่อสูญสิ้นสติและถูกสาปกลายเป็นกระต่าย แพะ และหมู
ท่อนแขนหลายสิบแขนงยืดยาวออกมาด้านหน้า บางผนึกท้องฟ้า บ้างเจาะลงไปในดิน บ้างคอยโอบล้อม และบ้างพยายามจับคว้าไคลน์กับไรเน็ตต์ไทน์เคอร์โดยตรง
ขณะเดียวกัน เทพหายนะเซียอาทำการคำรามเพื่อโจมตีเข้าใส่ดวงวิญญาณโดยตรง ส่งผลให้ทั้งสองสั่นระริกโดยพร้อมเพรียง ความรู้สึกเย็นวาบแล่นไปถึงท้ายทอย ฉากดังกล่าวทำให้พระจันทร์บนท้องฟ้าทวีความเข้มข้น นิมิตลางสังหรณ์หนึ่งปรากฏขึ้นในหัวทันที
ตัวละครหลักเป็นมัมมี่ที่ถูกพันด้วยผ้าสีเหลือง มัมมี่ตัวดังกล่าวถูกกิ่งไม้จำนวนมากแทงกลางอากาศและค้างอยู่เช่นนั้นตลอดไป
ท้องของมัมมี่ป่องขึ้น และบางครั้งอวัยวะอื่นก็ป่องขึ้นราวกับเตรียมให้กำเนิดชีวิตใหม่
มัมมี่กำลังอ้าปากกว้างราวกับแหกปากตะโกนเป็นระยะ แม้ไคลน์จะไม่ได้ยินเสียง แต่ก็สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดทางร่างกายจิตใจที่สั่นพ้อง ทำเอาอยากช่วยเหลือให้มัมมี่ตัวดังกล่าวรอดพ้นจากเคราะห์กรรม
เทพผู้ถูกล่าม!
เสียงคำรามของเทพหายนะเซียอาถูกประกอบขึ้นจากถ้อยคำภาษาเฮอร์มิสโบราณอันเหนือจินตนาการมนุษย์ แก่นแท้คือการสวดวิงวอนถึงเทพผู้ถูกล่ามและได้รับการตอบสนอง!
ดูเหมือนว่ามารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายจะสร้างอิทธิพลต่อโลกไม่ได้มากนัก หากใครต้องการสวดวิงวอนถึงเธอและได้รับการตอบสนอง อย่างน้อยก็ต้องมีระดับเทวทูตและจัดพิธีกรรมเต็มรูปแบบขนานใหญ่ แน่นอนว่าการสร้างอิทธิพลโดยตรงผ่านเทพผู้ถูกล่ามนั้นไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับวิธีการข้างต้น
เทพผู้ถูกล่ามยังไม่ใช่เทพแท้จริง แต่เป็นราชาเทวทูตผู้ครอบครองเอกลักษณ์ของเส้นทางมนุษย์กลายพันธุ์รวมถึงตะกอนพลังอีกลำดับหนึ่งอีกสองชุด และหลังจากให้กำเนิดเทพหายนะเซียอาก็เสียไปอีกหนึ่งชุด นั่นคือจุดเริ่มต้นของการถูกมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายกัดกร่อนจนต้องประสบเคราะห์กรรมแห่งการโดดเดี่ยว
ดังนั้นไม่ว่ามารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายจะแข็งแกร่งสักเพียงใด แต่เธอก็ไม่สามารถสร้างอิทธิพลกับโลกได้มากนักเพราะติดตรงวิธีการที่ค่อนข้างอ้อมค้อม…แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องยอมรับ กับดักที่อีกฝ่ายใช้จับไรเน็ตต์ไทน์เคอร์นับว่าหรูหรามากทีเดียว!
ในวินาทีที่ภาพฉายของเทพผู้ถูกล่ามปรากฏ ผืนดินทั้งหมดพลันถูกย้อมด้วยสีแดงเข้ม ไคลน์สัมผัสได้ว่าการเชื่อมต่อกับโลกวิญญาณถูกตัดขาด จนตนไม่สามารถใช้พลังเทเลพอร์ตได้ชั่วคราว
ชายหนุ่มกระโจนเข้าไปในทะเลเพลิงทันที จากนั้นก็ฉวยโอกาสในจังหวะที่ไรเน็ตต์ไทน์เคอร์กำลังรับมือเซียอา มันเหยียดแขนออกไปในความว่างเปล่าและพยายามจับคว้าในองศาที่ต่างกัน
ในที่สุดไคลน์ก็ดึงกล่องอัญมณีสีเงินทึบออกมาได้ โดยไม่มัวรีรอ มันเปิดชั้นกลางของกล่องทันที
กล่องวันวาน!
ชั้นที่สองของสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ชิ้นนี้มีพลังในการส่งสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในรัศมีไปยังฉากที่บันทึกไว้ในกล่อง!
…………………
นับตั้งแต่สงครามยืดเยื้อยาวนาน ทหารโลเอ็นมีโอกาสได้เห็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติมากมาย มากเสียจนใครหลายคนชินชา ทว่า ฉากที่ศพกระจัดกระจายลุกขึ้นมาเดินได้อีกครั้งกำลังสร้างความตกตะลึงแก่ทุกคนโดยแท้จริง เป็นอาการสยองขวัญปนสับสน พวกมันเริ่มตระหนักว่าตนคงไม่รอดชีวิตไปจากหายนะอันใกล้ซึ่งกำลังจะเกิด ท้ายที่สุดต้องกลายเป็นหนึ่งในซอมบี้เหล่านั้น
แต่แน่นอน มีบางสิ่งช่วยให้พวกมันยังคงฮึกเหิมได้หลังจากเห็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติอันน่าสะพรึง
บทเพลงใสกังวานจะดังมาจากด้านหลังทุกครั้งที่ความหวาดกลัวสุดขีดเข้าครอบงำจิตใจ
“พวกมันปราศจากอาหารเครื่องนุ่งห่ม ปราศจากกำบังในยามหนาว”
“…”
“รัตติกาลมิได้ทอดทิ้งพวกมัน แต่โอบกอดไว้ด้วยความรัก”
เสียงสวดมนต์อันศักดิ์สิทธิ์และเปี่ยมด้วยเมตตากำลังดังกังวานทั่วแนวป้องกัน ช่วยขจัดปัดเป่าความกลัวในใจทหารจนหมดสิ้น ร่างกายจิตใจกลับมาสุขุมเยือกเย็น
ถัดมา ทหารจำนวนหนึ่งปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดโดยการลากปืนใหญ่สลักลวดลายสีเงินออกมาตั้ง จากนั้นก็ปรับความสูงลำกล้องเพื่อเล็งไปทางกลุ่มศพแยกส่วนที่กำลังปรี่เข้าหา
บึ้ม! บึ้ม! บึ้ม!
ประกายแสงสว่างวาบขณะกระสุนปืนใหญ่ตกลงบนจุดต่างๆ ของสนามรบ แต่ละนัดระเบิดพร้อมกับปลดปล่อยความมืดเข้มข้น
ซากศพพิการทรุดลงทันที พละกำลังภายในร่างกายพลันเลือนหาย หรือถ้าไม่ใช่ก็ถูกทำลายในทันที กลับสู่การหลับใหลอันเป็นนิรันดร์
ชายลึกลับในชุดคลุมด้านหลังกลุ่มต่อต้านยกมือทันทีที่ได้เห็นฉากตรงหน้า ประหนึ่งต้องการโอบกอดพระจันทร์สีแดงไว้แนบแน่น
ร่างกายของมันเริ่มเลือนหาย แปรเปลี่ยนเป็นแสงจันทร์พร่ามัวสีแดง
แสงจัดสาดส่องไปทุกทิศในพริบตา กลายเป็นเกล็ดสีแดงและสลายหายไป
จำแลงแสงจันทร์!
พลังพิเศษของ ‘ปราชญ์สีชาด’ ลำดับห้าแห่งเส้นทางนักเพาะปลูก สำหรับลำดับสี่อย่างราชาหมอผี มันสามารถใช้งานได้ดังใจนึก
ร่างหนึ่งถูกวาดขึ้นกลางอากาศในตำแหน่งที่ราชาหมอผีเคยยืน
ร่างดังกล่าวคือตุ๊กตาผ้าตัวใหญ่ ผมสีทอง ดวงตาแดงก่ำ สวมเดรสโกธิกสีดำสลักลวดลายซับซ้อน รอบกายรายล้อมด้วยเถาวัลย์ที่ดูชั่วร้าย ผิวกายของเธอแวววาวชนิดที่ไม่มีมนุษย์คนใดมีได้
ไรเน็ตต์ไทน์เคอร์
เธอใช้ไม้เท้าดวงดาว ‘ของจริง’ เพื่ออัญเชิญตัวเองในช่วงที่ดีที่สุดออกมา
หากไม่ทำแบบนี้ การอัญเชิญภาพฉายของไรเน็ตต์ไทน์เคอร์ด้วยภาพฉายของไคลน์ จะทำให้ฟอร์สต้องแบกรับภาระทางพลังวิญญาณในปริมาณมหาศาล
วิธีแก้ปัญหามีเพียงให้ไรเน็ตต์ไทน์เคอร์ยืมไม้เท้าดวงดาวของจริง ภาระทางพลังวิญญาณก็จะตกเป็นของมารบรรพกาล
นอกจากนั้นไรเน็ตต์ไทน์เคอร์ยังเป็นเพียงไม่กี่ตัวตนที่ไม่ต้องกังวลผลข้างเคียงของไม้เท้า
ในฐานะสมาชิกหลักของฝ่ายระงับแรงปรารถนาและในฐานะหุ่นกระบอก ‘ตุ๊กตาผ้า’ เธอสามารถควบคุมสมองให้ไม่จินตนาการฉากที่ไม่จำเป็นได้สบาย และหลังจากเปลี่ยนไปอยู่ในภาวะซ่อนเร้น ไม้เท้าดวงดาวก็ยากที่จะส่งผลกับภาพฉายของไรเน็ตต์
ไรเน็ตต์ไทน์เคอร์ร่างสมบูรณ์พยายามลอบเข้าใกล้ราชาหมอผีเพื่อสิงร่างและจบศึกนี้โดยเร็ว แต่อีกฝ่ายกลับไหวตัวทันเนื่องจากค้นพบอันตรายล่วงหน้า มันจึงอาศัยแสงจันทร์เพื่อหลบหนีได้เร็วกว่าการสิงร่างของวิญญาณอาฆาตหนึ่งก้าว
เท่ากลางแสงจันทร์สีแดงที่ฉาบลงบนพื้นดิน เกล็ดสีแดงประกอบกลับเข้าไปเป็นชายในชุดคลุมดำ ราชาหมอผีแห่งโรงเรียนกุหลาบอีกครั้ง ดวงตาของมันกำลังปิดสนิท ไม่กล้าจ้องหน้ามารบรรพกาลฝั่งตรงข้ามโดยตรง
ในเวลาเดียวกัน อีกฟากหนึ่งของสนามรบมีร่างใครบางคนถูกวาดขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นเกอร์มันสแปร์โรว์ผู้แต่งกายในชุดกันลมสีดำและหมวกทรงกึ่งสูง มือซ้ายสวมถุงมือโปร่งใส มือขวายกขึ้นมาดีดนิ้ว
เปลวไฟสีแดงลุกโชนหลายจุดบนสนามรบ ประหนึ่งเป็นการประกาศจุดเริ่มต้นของการแสดงอันยิ่งใหญ่
ทันทีที่ร่างกายถูกวาดเสร็จ ราชาหมอผีรีบเลื่อนมือขึ้นมาฉีกอกเสื้อตัวเอง
ขณะเดียวกัน กระจกตาสีแดงก่ำของไรเน็ตต์กำลังสะท้อนภาพของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน
หากเรื่องราวดำเนินไปอย่างที่คาด ราชาหมอผีของโรงเรียนกุหลาบจะถูกสาปให้กลายเป็นกระต่ายหรือไม่ก็แพะในวินาทีถัดไป นั่นจะทำให้มันสูญเสียตะกอนพลังและพลังพิเศษในทันที แต่น่าเสียดายที่ร่างกายของมันทำเพียงแค่ส่องแสงจางโดยไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวง
บนอกเสื้อที่ถูกฉีกขาดเผยให้เห็นว่ามีการฝังตุ๊กตาสีน้ำตาลตัวยาวลงไป
คล้ายกับหุ่นกระบอกตัวดังกล่าวกำลังเจริญเติบโตออกจากร่างต้นของราชาหมอผี ร่างของหุ่นเชื่อมต่อเข้ากับอวัยวะภายในทั้งหมด ดวงตามีลักษณะคล้ายจันทร์เสี้ยว ผิวกายมีดอกไม้และหญ้าแห้งผุดขึ้น มอบความรู้สึกสุดประหลาดท่ามกลางแสงจันทร์สาดส่อง
ทันใดนั้น หุ่นกระบอกพลันถูกย้อมด้วยสีแดงจนดูคล้ายกับชุ่มฉ่ำไปด้วยเลือด
หุ่นกระบอกแปรสภาพเป็นแอ่งโคลนและไหลซึมเข้าไปในร่างกายราชาหมอผี
ท่อนแขนข้างหนึ่งเหยียดออกมาจากแอ่งโคลนดังกล่าว
ผิวของท่อนแขนมีของเหลวสีดำเหนียวหนืดปกคลุม วัตถุประหลาดงอกเงยขึ้นมาของเหลวตลอดเวลา บ้างเป็นกะโหลกมนุษย์ บ้างเป็นหนามแหลม และบ้างเป็นดวงตาสามมิติ
เทพหายนะ เซียอา!
ผู้นำแห่งโรงเรียนกุหลาบ ตัวตนลำดับหนึ่ง ที่น่าเกรงขามรายนี้สามารถเดินทางข้ามมิติอันห่างไกลผ่านพิธีกรรมที่ลูกน้องเตรียมไว้ล่วงหน้า!
ออร่าอันแสนชั่วร้ายทำให้สมาชิกโรงเรียนกุหลาบในละแวกใกล้เคียงและหน่วยสนับสนุนต่างพากันเสียชีวิต กลายพันธุ์ หรือไม่ก็โจมตีใส่พวกเดียวกันเองอย่างบ้าคลั่ง ไม่มีใครรอดพ้นนอกจากราชาหมอผี
…
ไบลัมตะวันตก เมืองท่า
ราชาหมอผีคารามันผู้มีอำนาจสูงสุดที่นี่ กำลังยืนอยู่ด้านบนสุดของวิหารซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นของโบสถ์รัตติกาล จากนั้นก็ก้มลงมายังเมืองที่ค่อนข้างขาดแคลนแสงสว่าง
ในบ้านหลังที่ไม่ห่างออกไป เอ็มลินไวท์แอบชำเลืองไปทางชารอนผู้คล้ายตุ๊กตา ตามด้วยการหยิบกล่องทองแดงที่ประดับทับทิมจำนวนมาก
ภายในกล่องบรรจุแก้วทรงกลมที่ดูคล้ายลูกตา นี่คือสมบัติปิดผนึกที่เอ็มลินทำเรื่องเบิกใช้งานชั่วคราวจากเผ่าพันธุ์ผีดูดเลือด ชื่อของมันคือ ‘เนตรสีขาว’ สมบัติปิดผนึกจากเส้นทางสุริยัน
มันจะทรงพลังมากเมื่อนำไปใช้เล่นงานราชาหมอผีและครึ่งเทพของเส้นทางมนุษย์กลายพันธุ์ โดยเฉพาะคุณสมบัติในด้านการตรึงให้อยู่นิ่ง
แต่ถึงอย่างนั้น ‘เนตรสีขาว’ ก็มิได้อ่อนโยนแม้ชารอนกับเอ็มลินอยู่ฝ่ายเดียวกัน
เมื่อเห็นชารอนพยักหน้าบอกเป็นนัยว่าไม่มีปัญหา ร่างเอ็มลินเลือนหายไปทันทีและถูกแทนที่ด้วยแสงจันทร์สว่าง จากนั้นแปรสภาพกลายเป็นเกล็ดสีฉันฉูดฉาดจำนวนมาก
ณ ชั้นบนสุดของวิหารใกล้เคียง คารามันกำลังเดินไปเดินมาในสภาพเส้นผมนุ่มฟูสีดำ มันพ่นลมหายใจเหยียดหยันในเรื่องที่เหยี่ยวราตรีและทูตพิพากษารีบอพยพชาวเมืองและสมบัติปิดผนึกหนีไปก่อนที่พวกมันจะมาถึง
ถ้ามีแค่หน่วยพิเศษ การหลบหนีอย่างง่ายดายก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร…แต่กับชาวเมืองธรรมดาซึ่งมีมากมายเช่นนี้ เหตุใดถึงสามารถเคลื่อนย้ายอย่างเงียบเชียบได้โดยที่เราไม่ทราบ? การที่เราไม่ได้ส่งสายลับเข้ามาเป็นหูเป็นตา เพราะลำพังการปิดตายท่าเรือและเส้นทางขนส่งอาหารก็มากพอจะทำให้พวกมันตายไปเองโดยที่ไม่ต้องใช้พลังพิเศษ…
ขณะพึมพำกับตัวเอง ราชาหมอผีผู้โลดแล่นในทวีปใต้มาตั้งแต่ต้นยุคสมัยที่ห้าและมีข่าวลือว่าตายไปแล้ว เบือนสายตาออกไปมองนอกหน้าต่างและจดจ้องพระจันทร์สีแดงบนท้องฟ้า
ย้อนกลับไปเมื่อหลายก่อน ปรากฏการณ์สุดพิสดารอย่าง ‘พระจันทร์กลายเป็นสีขาว’ ทำให้คารามันรู้สึกโกรธเคืองดวงจันทร์บรรพกาลไม่น้อย ขณะเดียวกันก็เริ่มประหม่าและไม่สบายใจ
มันค่อยๆ กลายเป็นสาวกดวงจันทร์บรรพกาลทีละนิดหลังจากศึกษาศาสตร์เร้นลับ พิธีกรรมพันธสัญญาลับ และปฏิสัมพันธ์ของธรรมชาติ
หากเป็นเมื่อก่อน ราชาหมอผีสามารถมีอายุยืนยาวหลักหลายพันปีจนเป็นปรกติ แต่ยิ่งเวลาผ่านไป สภาพร่างกายก็ยิ่งทรุดโทรมลงอย่างมิอาจเลี่ยง ร่างวิญญาณเกิดการผุดกร่อนจนไม่สามารถฟื้นฟูกลับไปเป็นปรกติ ดังนั้นอายุขัยหนึ่งพันสองร้อยปีจึงกลายเป็นขีดจำกัดใหม่ของทั้งราชาหมอผีและแวมไพร์เอิร์ล หากต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไปก็ต้องพึ่งพาสารพัดวิธี เช่นการผนึกตัวเองและหลับใหลในโลงศพซึ่งมีปราสาทล้อมรอบ
แต่คารามันกลับมีอายุขัยยืนยาวกว่าหนึ่งพันสี่ร้อยปีแล้วยังแข็งแรงโดยไม่ต้องขังตัวเองเหมือนแวมไพร์ นั่นเพราะมันมีพรสุดวิเศษที่ดวงจันทร์บรรพกาลเคยประทานให้
ขณะเดียวกันนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้มันหายหน้าหายตาไปนานหลายปี
ในภายหลัง คารามันได้รับวิวรณ์จากดวงจันทร์บรรพกาลให้เข้าร่วมโรงเรียนกุหลาบ
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มันเกิดข้อสงสัยบางอย่าง บางทีมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายอาจเป็นคนเดียวกับดวงจันทร์บรรพกาล เฉกเช่นเหรียญสองด้านของหนึ่งตัวตนอันยิ่งใหญ่ แต่ก็มีหลายครั้งที่มันได้ทราบว่าไม่เพียงเทพทั้งสองจะขัดแย้งกัน แต่ยังบาดหมางกันอย่างรุนแรง
เป็นเหตุให้สาวกดวงจันทร์บรรพกาลถูกละเลยหลังจากเข้าร่วมกับโรงเรียนกุหลาบ นอกจากการได้รับประทานวัตถุเป็นระยะ พวกมันก็แทบไม่มีตำแหน่งสำคัญภายในองค์กร
ขณะคารามันพยายามสัมผัสถึงดวงจันทร์เพื่อรับวิวรณ์ แสงจันทร์สีแดงในจุดที่สาดลงบนยอดหอระฆังพลันแปรเปลี่ยนเป็นเกล็ดสีแดง จากนั้นก็ก่อตัวเป็นเอ็มลินไวท์ผู้แต่งกายในทักซิโด้และโบหูกระต่าย
ด้านหลังผีดูดเลือดตนดังกล่าวมีแก๊สสีดำจับตัวหนาและค่อยๆ กลายเป็นปีกค้างคาว
เอ็มลินไวท์ได้กินยาวิเศษเพื่อลบกลิ่นและพลังวิญญาณล่วงหน้า มันจึงเข้าใกล้เป้าหมายได้อย่างเงียบเชียบ
แต่แน่นอน มันกำลังเผชิญหน้าอยู่กับครึ่งเทพลำดับสี่แถมยังเป็นครึ่งเทพในเส้นทางเดียวกัน ต่อให้เตรียมตัวมาพร้อมแค่ไหนก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้มากนัก ไม่อย่างนั้นอาจถูกพบตัวได้ง่าย
เอ็มลินมองไปยังหน้าต่างบานที่ราชาหมอผีคารามันกำลังยืนและสังเกตภาพสะท้อนบนผิวกระจกสักพัก จากนั้นก็เปิดฝากล่องทองแดงที่ประดับประดาไปด้วยอัญมณีและใช้มือซ้ายซึ่งสวมถุงมือผ้าสีดำหยิบ ‘เนตรสีขาว’ ขึ้นมาถือ
สีหน้าของมันพลันบิดเบี้ยวเมื่อสัมผัสถึงความเจ็บปวดที่คล้ายกับออกไปตากแดด
เอ็มลินกัดฟันทนต่อความทรมานและนำลูกตาแก้วสวมลงบนดวงตาข้างขวา
อาคารบ้านเรือนทุกหลังอันตรธานหายไปจากการมองเห็นของเอ็มลินทันที เหลือเพียงเงาดำที่เย็นชาและแดงฉาน
จากบรรดาทั้งหมด มีตัวตนหนึ่งเป็นวังวนขนาดใหญ่คล้ายหลุมดำ กำลังกลืนกินทุกสิ่งอย่างบ้าคลั่งไม่เว้นร่างกายตัวเอง
อีกฝ่ายคือเป้าหมายของเอ็มลิน ราชาหมอผีคารามัน
จุดแสงหนึ่งสว่างขึ้นก่อนจะควบแน่นกลายเป็นลำแสงเส้นใหญ่ เป็นการยิงจากเนตรสีขาวและกำลังตรงไปทางเป้าหมาย
…………………….
ไคลน์สามารถผนึกออร่าสายหมอกได้หลังจากกลายเป็นครึ่งเทพและหลอมรวมเข้ากับปราสาทต้นกำเนิดในระดับหนึ่ง สิ่งนี้ช่วยให้ชายหนุ่มรอดพ้นจากปัญหามากมาย เพราะไม่อย่างนั้นความผิดปรกติดังกล่าวจะถูกตรวจพบโดยผู้วิเศษเส้นทาง ‘โชคชะตา’ ได้ง่ายดายเกินไป
เมื่อถูกวิลอัสตินเตือนความจำ ไคลน์ผุดแนวคิดใหม่ได้มากมาย
ในตอนที่เรายังทำได้แค่ผูกมัดตัวเองเข้ากับปราสาทต้นกำเนิดในระดับผิวเผิน ออร่าของสายหมอกรุนแรงจนแม้แต่นักบุญเส้นทางโชคชะตาก็ยังไม่กล้าจ้องหน้าเราโดยตรง คล้ายกับการที่ผู้วิเศษระดับกลางและต่ำได้เห็นร่างสัตว์ในตำนาน…แต่ตอนนี้เรามีโอกาสทำให้ผลข้างเคียงดังกล่าวรุนแรงขึ้นเนื่องจากควบคุมปราสาทต้นกำเนิดได้มากขึ้น…แต่นั่นจะเพียงพอสำหรับเล่นงานเทวทูตที่เป็นสัตว์ในตำนานร่างสมบูรณ์จริงหรือ? ปราสาทต้นกำเนิดมีพลังที่แท้จริงใกล้เคียงลำดับศูนย์เป็นอย่างน้อย? ไม่น่าแปลกใจเท่าไร เพราะถ้าเป็นไปตามข้อสันนิษฐานเดิมของเรา มันต้องแข็งแกร่งยิ่งกว่าลำดับศูนย์เสียอีก…หรือว่าปราสาทต้นกำเนิดเองก็มีคุณสมบัติ ‘ยิ่งรู้จัก ยิ่งถูกกัดกร่อน’ เหมือนอวกาศ? สมองไคลน์ผุดความคิดมากมายประหนึ่งพายุสายฟ้ากำลังผ่าลงมาอย่างต่อเนื่อง
ชายหนุ่มคิดแผนหนึ่งขึ้นมาได้เมืองกลับไปยังดินแดนเทพทอดทิ้ง มันจะตามหาสัตว์ประหลาดในความมืดมาทดสอบอิทธิพลของสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ จากนั้นจึงค่อยพิจารณาว่าวิธีนี้ได้ผลหรือไม่
ไคลน์ยิ้มพลางพูดกับเด็กทารกหนึ่งขวบ
“ผมเข้าใจความนัยของคุณแล้ว…เดี๋ยวจะให้คนส่งไอศกรีมไป”
วิลอัสตินในผ้าห่อไหมเงินและรถเข็นเด็กสีดำบรรจงเบือนสายตาไปทางด้านข้าง
“ไม่… นั่นไม่จำเป็น…ช่วงนี้ข้ากินไอศกรีมมากเกินไปจนเริ่มส่งผลต่อพัฒนาการร่างกายแล้ว…”
ไคลน์ขมวดคิ้ว
“ไอศกรีมแท้เกรดสูงสุดผลิตจากกรุงทรีอาร์แห่งอินทิสโดยตรง?”
“…ส่งมาสัปดาห์หน้า” วิลอัสตินตอบหลังจากลังเลสักพัก
ทารกวัยหนึ่งขวบในรถเข็นหมุนตัวเอาหน้าซุกหมอนใบเล็กหลังจากพูดจบ
ไคลน์ไม่กล่าวคำใดต่อเนื่องจากมิสเมจิกเชี่ยนมีพลังวิญญาณจำกัด มันอาศัยความพิเศษของตัวเองบังคับตื่นและลุกจากเตียง
ทันทีหลังจากนั้น ชายหนุ่มเหยียดแขนออกไปจับอากาศหลายครั้ง
แขนของมันทรุดลงหลังจากผ่านไปสี่ถึงห้าครั้ง ไคลน์ชักมือพร้อมกับดึงสตรีผู้แต่งกายในชุดคลุมโบราณและเข็มขัดเปลือกไม้ออกมา เส้นผมของเธอสีดำขลับ เท้าสองข้างเปลือยเปล่า ใบหน้าธรรมดาปราศจากจุดเด่น
หัวหน้านักบวชแห่งโบสถ์รัตติกาล บริวารอำพราง อาเรียนน่า!
เวลาเดียวกันในหอพักเขตฮิลสตัน ฟอร์สซึ่งกำลังนอนบนเก้าอี้เอนหลังพลันรู้สึกประหนึ่งถูกดึงด้วยด้ายล่องหนจนต้องลุกขึ้นนั่ง เส้นเลือดบนหน้าผากกำลังปูดโปนและเต้นแรง
คล้ายกับพลังวิญญาณของฟอร์สกำลังพรั่งพรูเข้าไปในความว่างเปล่าตรงหน้า และไม่ว่าจะทำอย่างไรก็มิอาจหยุดภาวะดังกล่าว อีกไม่นานคงถูกสูบออกไปจดแห้งเหือด
การพรั่งพรูบรรเทาลงเล็กน้อยในวินาทีถัดมา แต่ยังคงน่ากลัวไม่แปรเปลี่ยน ไม่ใช่สิ่งที่เธอจะรับมือไหวในปัจจุบัน
ภายในห้องพักโรงแรม ไคลน์ยิงคำถามทันทีที่เห็นร่างของมาดามอาเรียนน่าก่อตัวสำเร็จ
“ผมมีแผนจะร่วมมือกับคนบางกลุ่มเพื่อสังหารราชาหมอผีแห่งโรงเรียนกุหลาบ”
อาเรียนน่าผงกศีรษะอ่อนโยนเป็นนัยว่าเข้าใจ แต่มิได้มอบคำแนะนำ
เมื่อเห็นว่าหัวหน้านักบวชรายนี้มิได้ตักเตือน ไคลน์เริ่มคลายกังวลในแผนการล่าราชาหมอผี
“ผมวางแผนจะล่าหมาป่าอสูรทมิฬในอนาคตอันใกล้”
อาเรียนน่าขยับปากเล็กน้อย
“จงระวัง”
…หมายความว่าเราไม่ควรประมาทหมาป่าอสูรทมิฬโคทาร์? สติของไคลน์เริ่มพร่ามัวขณะเตรียมถาม มันพบว่าสตรีฝั่งตรงข้ามและภาพสะท้อนของตนบนกระจกตาเธอกำลังเลือนหายไปพร้อมกัน
ตุ้บ!
ฟอร์สทิ้งตัวลงบนเก้าอี้เอนหลังด้วยร่างกายสั่นกระตุก
“เหนื่อยกว่าเขียนนิยายทั้งคืนอีก…” หญิงสาวขบกรามแน่นพลางเข้าฌานให้ตัวเองหลับสนิท
ภาวะการอ่อนเพลียเฉียบพลันอาจส่งผลให้เป็นโรคนอนไม่หลับได้ในบางครั้ง
…
ดินแดนเทพทอดทิ้ง ใกล้กับซากเมืองโบราณนอร์ธทางทิศเหนือ ไม่มีใครอาศัยอยู่ในความมืดมิดอันรกร้าง
ไคลน์เดินวนไปมาสักพักเพื่อยืนยันตำแหน่งตัวเองโดยถือตะเกียงสีเหลืองในมือ
จากนั้นมันนั่งลงบนหินก้อนหนึ่ง ตามด้วยการสลายผนึกออร่าสายหมอกที่ถูกตัดขาดจากโลกความจริง
ด้วยหลักการเดียวกัน ไคลน์ทำการเสริมแกร่งภาพฉายของปราสาทต้นกำเนิดบนร่างกาย
ชายหนุ่มรีบเปลี่ยนให้สัตว์ประหลาดในความมืดกลายเป็นหุ่นเชิดหลังจากเตรียมการเสร็จ
หุ่นเชิดเดินออกจากความมืด มันเข้าใกล้ไคลน์และจ้องมองด้วยตาเปล่าโดยอาศัยแสงจากตะเกียง
ในการมองเห็นของหุ่นเชิด หากไม่นับเรื่องที่ไคลน์มีดวงตาลุ่มลึกกว่าปรกติและบรรยากาศรอบตัวซึ่งยากจะอธิบาย การเปลี่ยนแปลงด้านอื่นเกิดขึ้นไม่มากนัก
หลังจากเปลี่ยนชนิดของหุ่นเชิดเพื่อทดสอบสักพัก ไคลน์สามารถยืนยันได้ว่าคนธรรมดาและผู้วิเศษส่วนใหญ่ มิอาจมองเห็นออร่าสายหมอกของปราสาทต้นกำเนิดบนร่างกายตน
ทันทีหลังจากนั้น มันเหยียดแขนออกไปดึงร่างกายจากครึ่งวันที่แล้วออกมา ตามด้วยการบังคับให้ภาพฉายจ้องมองตัวเอง
คราวนี้ ‘ไคลน์’ มองเห็นออร่าสายหมอกที่กำลังปกคลุมร่างกายตัวเอง ด้านในเป็นประกายแสงสว่างโดยมิได้เผยเค้าโครงชัดเจน
ชายหนุ่มยกเลิกการคงสภาพและดึงนักเชิดหุ่นโรซาโก้ รวมถึงผู้วิเศษเส้นทางนักทำนายคนอื่นออกมาทดสอบ
อา…หลังจากเสริมความแข็งแกร่งของภาพฉาย ผู้วิเศษเส้นทางนักทำนายสามารถพบความผิดปรกติได้ด้วยตาเปล่า แต่บุคคลที่มีระดับต่ำกว่าเทวทูตจะมิอาจเชื่อมโยงเรากับปราสาทต้นกำเนิดได้…ไม่มีใครมองเห็นบานประตูแห่งแสงซึ่งเป็นภาพฉายของปราสาทต้นกำเนิด…ผลการทดลองมิได้สร้างความประหลาดใจให้ไคลน์มากนัก
หลังจากเตรียมมาตรการ ‘ช่วยเหลือตัวเอง’ เสร็จและสูดลมหายใจเข้าลึก ชายหนุ่มเหยียดแขนดึงผู้ชนะเอ็นยูนสมัยยังไม่ได้เป็นหุ่นเชิดออกจากความว่างเปล่า
เอ็นยูนบรรจงเงยหน้าจนกระทั่งกระจกตาสะท้อนร่างไคลน์ ด้านในมีหมอกสีเทาที่ทยอยกระจายออกมา
ลึกเข้าไปในสายหมอก กลุ่มก้อนหนอนแมลงโปร่งใสและโปร่งแสงกำลังรวมตัวรอบลูกบอลแสงจำนวนมาก ลูกบอลแสงเรียงตัวกันเป็นรูปทรงบานประตูแห่งแสงซึ่งมีสีเจือน้ำเงิน
ประตูแสงคมชัดมากขึ้นและเต็มไปด้วยรายละเอียด ขณะเดียวกัน กรอบประตูด้านบนก็กำลังยืดขึ้นพร้อมกับรูปทรงที่มีการเปลี่ยนแปลง
รูปทรงของบานประตูแปรเปลี่ยนเป็นร่างที่สูงผอมและสง่างาม หมอกสีเทาที่รายล้อมร่างดังกล่าวกำลังทำตัวประหนึ่งผ้าคลุมศีรษะ
ลูกบอลแสงยังคงสว่างวาบต่อเนื่องจนกระทั่งไคลน์รู้สึกคล้ายกับถูกจ้องมองจากร่างปริศนาอันน่าสะพรึง
บึ้ม! ศีรษะไคลน์กระแทกไปด้านหลังอย่างมิอาจควบคุม หยดเลือดจำนวนมากผสานเข้าไปหนอนแมลงโปร่งใสที่ผุดออกจากรูขุมขน
หนอนวิญญาณบางส่วนร่วงหล่นลงพื้นและเริ่มดีดดิ้นอย่างบ้าคลั่ง บ้างสลายไปอย่างรวดเร็ว บ้างก็คลานเข้าไปซ่อนในรูขุมขนตามเดิม
ฟู่ว…ดีขึ้นกว่าคราวก่อนที่หมดสติกลางอากาศและสูญเสียความทรงจำไปชั่วขณะ…ไคลน์ลูบหน้าผากพลางรำพัน
ผู้ชนะเอ็นยูนที่กำลังยืนจ้องพลันหายไปเนื่องจากแรงปะทะที่ร่างต้นไคลน์ได้รับ
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ไคลน์ไม่ได้รับบาดเจ็บมากมายนักในครั้งนี้
ชายหนุ่มย่อมมองไม่เห็นบานประตูแห่งแสงที่กลายพันธุ์เมื่อเอ็นยูนสลายไป ส่งผลให้ไม่เกิดแรงปะทะต่อเนื่องตามหลังขณะกำลังหมดสติ
ไคลน์เข้าสู่สายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ในอีกสองวินาทีถัดมา จากนั้นก็เดินถอยหลังทวนเข็มสี่ก้าวเพื่อส่งตัวเองเข้าสู่มิติเหนือสายหมอก
เมื่อเห็นแสงสว่างสีดำผุดขึ้นจากร่างกายและสลายไป ไคลน์ถอนหายใจโล่งอกจากก้นบึ้งพลางตัดพ้อกับตัวเอง
เกือบจะกัดกร่อนตัวเองแล้วสิ…
เราจะใช้โรซาโก้กับผู้วิเศษเส้นทางนักทำนายคนอื่นเพื่อทดสอบเพิ่มเติมในคราวหน้าถึงจะไม่เกิด ‘แรงกระแทก’ โดยตรงแบบเมื่อครู่ แต่ก็ต้องยืนยันให้ได้ว่ามีการกัดกร่อนแบบย้อนกลับจากปราสาทต้นกำเนิดหรือไม่ถ้าใช้เวลาจ้องนานขึ้น…
…
ทวีปใต้ ไบลัมตะวันออก ภายในเมืองฟาลเทคที่ถูกโจมตี
ภายใต้แสงจันทร์สีแดงเข้ม ทหารโลเอ็นกำลังซ่อนตัวอยู่ด้านหลังป้อมปราการเรียบง่ายเพื่อฟื้นฟูกำลังวังชา
ใบหน้าพวกมันล้วนเปรอะเปื้อนและเต็มไปด้วยรอยดินปืน นานๆ ครั้งจะมีคนตื่นขึ้นมาม้วนใบยาสูบแห้ง จากนั้นก็จุดด้วยไม้ขีดที่ยังเหลือและเลื่อนมาจ่อปากดูด ดวงตาพลันแปรเปลี่ยนเป็นเหม่อลอยและว่างเปล่าทันที
เมื่อทหารที่กำลังเข้าเวรได้กลิ่นยาสูบ ทุกคนจะฟุดฟิดจมูกตามสัญชาตญาณและมองมา
“ยังมียาสูบเหลืออีกไหม” ทหารถือปืนไรเฟิลคนหนึ่งกระซิบถามพวกพ้อง
พวกพ้องส่ายหน้า
“ของผมหมดแล้ว”
“ไม่มีใครรู้ว่าชุดใหม่จะมาถึงเมื่อไร…ถ้าไม่มียาสูบผมต้องเป็นบ้าแน่!” ทหารโลเอ็นที่พูดขึ้นเป็นคนแรกใช้คางชี้ออกไปด้านนอกป้อม “เห็นนั่นไหม…สนามรบที่เต็มไปด้วยซากศพ เต็มไปด้วยซากมือเท้ากระจัดกระจายซึ่งเคยเป็นของคนมีชีวิต”
ก่อนดวงอาทิตย์จะลับฟ้า กลุ่มต่อต้านได้เปิดฉากโจมตีและบุกฝ่าแนวป้องกันของเมืองฟาลเทคอย่างบ้าคลั่ง พวกมันยอมสละชีวิตตัวเองเพื่อสร้างความหวาดผวาให้กับทหารโลเอ็นและทหารเกณฑ์ที่คอยป้องกันเมือง ขาดอีกนิดเดียวก็จะได้รับชัยชนะ แต่ท้ายที่สุดก็ล้มเหลวในการตีฝ่าปราการด้านในสุด ทำได้เพียงทยอยถอยกลับราวกับน้ำลดโดยเหลือซากศพเกลื่อนกลาดทิ้งไว้
พวกพ้องด้านข้างเงียบไปสักพักก่อนจะพูดขึ้น
“พวกเราอาจกลายเป็นหนึ่งในนั้นไม่วันพรุ่งนี้ก็มะรืน…”
กล่าวจบ มันจ้องดวงจันทร์สีแดงพลางเปล่งเสียงล่องลอย
“เบ็คลันด์จะเป็นยังไงบ้างนะ ไม่ได้รับจดหมายจากที่บ้านมาสักพักแล้ว…พวกเขาจะมีอาหารพอไหม ได้หาหมอตอนป่วยไข้รึเปล่า…”
ขณะทหารที่อดสูบเตรียมสบถด่าสงครามและด่าศัตรู ดวงตาของมันพลันเบิกกว้างพลางสั่นระริก ตามด้วยการเหยียดมือขวาชี้ไปข้างหน้า
“พ…พวกมัน…พ…พวก…มัน…ย…ยังมีชีวิต…”
กลุ่มทหารเริ่มมองตามโดยอาศัยแสงสว่างจากดวงจันทร์ พวกมันเห็นศพที่กระจัดกระจายซึ่งกลุ่มต่อต้านเหลือทิ้งไว้ทยอยคลานขึ้นมายืนทีละหนึ่งตัว บางตัวกำลังเดินโงนเงนเข้าหาแนวป้องกันของทหาร
ในจุดห่างออกไป บุคคลลึกลับที่สวมผ้าคลุมศีรษะสีดำสลักลวดลายดวงจันทร์ กำลังยืนด้านหลังกลุ่มต่อต้านพร้อมกับกางแขนออกเล็กน้อย
พลังวิญญาณทั่วทั้งสนามรบพลันอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาทันที
……………….
เอ็มลินมองไปทางเก้าอี้ยกสูงอีกมุมหนึ่งของห้องและพบกับ ‘ตุ๊กตาสุดงาม’
ดวงตาผีดูดเลือดหนุ่มพลันท่วมท้นด้วยอารมณ์หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นตกตะลึง ชื่นชม หลงใหล กระตือรือร้น และอีกมาก มันอ้าปากและเตรียมถามว่าตุ๊กตาตัวนี้หาซื้อได้จากที่ไหน และช่างฝีมือคนใดคือเจ้าของผลงานชิ้นเอกระดับโลก
แต่ตอนนี้เอ็มลินเป็นผู้ใหญ่แล้ว มันทราบดีว่าคำถามดังกล่าวถือเป็นเรื่องเสียมารยาท จึงข่มใจเก็บไว้ถามหลังจากเจรจางานใหญ่ลุล่วงเสียก่อน
ชารอนขมวดคิ้วเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น จากนั้นหันไปโค้งคำนับไรเน็ตต์ไทน์เคอร์และเชอร์ล็อกโมเรียตี้ในสภาพลอยตัว
“ไม่ต้องมากพิธี” ไคลน์พูดห้วน “แผนการของเราจะเริ่มจาก…”
มันเล่าว่าตนจะบุกเข้าไปหากับดักเพื่อดึงดูดความสนใจของโรงเรียนกุหลาบอย่างไร
ชารอนผู้แต่งกายด้วยหมวกอ่อนใบเล็กตั้งคำถามหลังจากฟังอย่างเงียบงัน
“พวกมันอาจไม่ติดกับ…ทันทีที่พบว่าผู้โจมตีเป็นคุณ ราชาหมอผีคนนั้นคงถอนตัวภายใต้ความคุ้มครองจากสมบัติปิดผนึกหรือไม่ก็เทวทูต”
ด้วยวิธีดังกล่าว โรงเรียนกุหลาบจะเสียกำลังรบไปแค่ส่วนน้อย
สี่เศียรของไรเน็ตต์ไทน์เคอร์เปิดปากพูดด้วยจังหวะค่อนข้างเร็วโดยไม่รอให้ไคลน์หรือเอ็มลินตอบสนอง
“เป้าหมายหลัก…” “ของพวกมัน…” “น่าจะเป็น…” “ตัวข้า…”
ถึงตรงนี้ เอ็มลินเริ่มตามบทสนทนาไม่ทัน แต่มันพอจะเดาได้ว่าสิ่งมีชีวิตที่เกอร์มันสแปร์โรว์อัญเชิญออกมามีสถานะไม่ธรรมดา แถมยังมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับสมาชิกโรงเรียนกุหลาบฝ่ายระงับแรงปรารถนา
นั่นสินะ…แม้ว่ามารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายจะสนใจในตัวเรามาก แต่เป้าหมายอันดับหนึ่งก็น่าจะเป็นมิสผู้ส่งสารอยู่ดี…ไคลน์เสริมหลังจากไตร่ตรองสักพัก
“มาดาม คุณกับผมจะโจมตีราชาหมอผีคนอื่นด้วยภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์”
…ทำไมเกอร์มันสแปร์โรว์ถึงต้องสุภาพกับสัตว์วิญญาณขนาดนี้? ขณะเอ็มลินกำลังฉงน มันเห็นสี่หัวแปดตาชำเลืองมาทางตน
ร่างกายของมันสั่นสะท้านและตัดสินใจเข้าร่วมบทสนทนาทันที
“ภาพฉายจะหลอกโรงเรียนกุหลาบได้หรือ?”
เนื่องจากเป็นคนเสนอแผน ไคลน์ย่อมคิดเผื่อไว้แล้ว
“ผมมีบางสิ่งจะให้มาดามไทน์เคอร์ยืมใช้”
มันมองไปทางไรเน็ตต์ไทน์เคอร์หลังจากกล่าวเช่นนั้น
“วัตถุชิ้นดังกล่าวสามารถเลียนแบบพลังพิเศษที่จินตนาการในใจได้…แผนของผมก็คือ ให้คุณใช้สิ่งนั้นอัญเชิญตัวเองออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์ ส่วนร่างต้นก็เข้าสู่ภาวะซ่อนเร้นและถ่ายโอนสติมายังภาพฉาย ด้วยวิธีดังกล่าว คนของโรงเรียนกุหลาบจะยังไม่สังเกตเห็นความผิดปรกติในช่วงแรก มีโอกาสสูงมากที่พวกมันจะติดกับและทุ่มกำลังโจมตีใส่คุณกับผม ถึงตอนนั้นก็ให้ชารอนกับเอ็มลินลอบจู่โจมเป้าหมายที่แท้จริง…แต่ถ้าพวกมันยังรอบคอบมากกว่านั้น…”
ไคลน์เว้นวรรคพลางยิ้ม
“ในช่วงแรกที่พวกมันยังไม่ตื่นตัว ผมกับคุณในสภาพสมบูรณ์สุดขีดแข็งแกร่งพอที่จะฆ่าราชาหมอผีซึ่งถูกคุ้มกันโดยสมบัติปิดผนึก…เงื่อนไขสำคัญของแผนนี้ก็คือ คุณเข้าใจพลังอัญเชิญภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์ดีพอหรือยัง? และมีพลังในการเข้าสู่ภาวะซ่อนเร้นไหม? ผมสามารถช่วยอธิบายให้คุณเข้าใจพลังของผมมากขึ้น แต่คุณต้องหาวิธีซ่อนตัวเอาเอง…”
สี่หัวของไรเน็ตต์ไทน์เคอร์ส่ายหน้าพร้อมกัน
“ทำ…” “ได้…” “ไม่มี…” “ปัญหา…”
“นี่คือภาพรวมของแผน พวกคุณสามารถกลับไปวางรายละเอียดก่อนได้” ไคลน์คำนวณเวลาในใจและรีบตัดจบเนื้อหา
ชารอนพยักหน้าเล็กน้อย
“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือข้อมูล…อาจารย์ช่วยได้แค่ส่วนหนึ่ง ที่เหลือพวกเราถามจากกระจกวิเศษ”
มาริคช่วยเสริม
“ผมจำสัญลักษณ์ที่คุณเคยวาดได้”
จากความทรงจำของชารอน ตัวตนลึกลับด้านหลังกระจกมิได้ถามในสิ่งที่ล่วงละเมิดเธอหรือน่าอับอายจนเกินไป
เอ็มลินถามหลังจากไตร่ตรอง
“สนามรบทั้งสองฝั่งจะติดต่อกันด้วยวิธีใด? หากฉวยโอกาสช้าไปเพียงเล็กน้อย แผนการคงล้มเหลวอย่างไม่ต้องสงสัย”
แหวนคำสาบานแห่งกุหลาบมิอาจส่งภาพและเสียงในระยะทางไกลขนาดนั้น
ชารอนชำเลืองไรเน็ตต์พลางกล่าว
“ร่างต้นของอาจารย์จะอยู่ฝั่งเรา…เมื่ออาจารย์เข้าสู่ภาวะซ่อนเร้นครบสิบวินาที พวกเราจะลงมือทันที…จนกระทั่งร่างต้นของท่านออกจากสภาวะดังกล่าว เราจะรีบถอนตัวกลับโดยไม่สนว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว”
ท่าน…! เอ็มลินสะดุ้งเฮือกพลางชำเลืองไปทางเกอร์มันสแปร์โรว์
มันยังไม่ลืมว่า ‘ท่าน’ ผู้นี้ถูกอัญเชิญโดยเดอะเวิร์ล เกอร์มันสแปร์โรว์
น่าสะพรึงอะไรเช่นนี้…แม้แต่เอ็มลินเองก็ไม่แน่ใจว่าตนกำลังหมายถึงเดอะเวิร์ลหรือสัตว์วิญญาณ
“ไว้พวกเราค่อยปรึกษากันใหม่เมื่อรวบรวมข้อมูลได้มากพอ” ไคลน์สวมหมวกและกล่าวคำอำลาหลังจากยืนยันว่าใกล้ครบกำหนดเวลา
ในสภาพริมฝีปากสั่นระริก เอ็มลินมิได้ถามสิ่งใดต่อ เพียงเดินตามเกอร์มันสแปร์โรว์ออกจากบ้านหลังที่ชารอนกับมาริคอาศัย
มิสผู้ส่งสารไม่เรียกร้องเหรียญทอง…เพราะงานนี้ถือเป็นการช่วยเธอ…แต่ถ้าเธอต้องการค่าจ้าง เหรียญทองที่เรามีในปัจจุบันล้วนเป็นภาพฉายทางประวัติศาสตร์ คงต้องรบกวนเอ็มลินไปก่อน…ต้องยอมรับว่า ‘กำไลข้อมือพลังวิญญาณ’ ที่เอ็มลินหามาให้มิสเมจิกเชี่ยนมีประสิทธิภาพดีมาก แง่หนึ่งช่วยเพิ่มปริมาณพลังวิญญาณสูงสุด และอีกแง่หนึ่งช่วยให้ฟื้นฟูพลังวิญญาณได้เร็วขึ้น เธอถึงคงสภาพเราได้นานขนาดนี้…ไคลน์ได้ยินคำถามจากเอ็มลินขณะครุ่นคิดกับตัวเอง
“สตรีผู้นั้น…เอ่อ…มิสชารอน…คือลำดับสี่ของเส้นทางมนุษย์กลายพันธุ์หรือ?”
“ถูกต้อง โอสถชื่อว่าหุ่นกระบอก” ไคลน์เล่าอย่างเป็นกันเอง
เอ็มลินกระจ่างทันที มันเงียบไปหลายวินาทีก่อนจะกล่าวด้วยสีหน้าค่อนข้างซับซ้อน
“ถ้าเธอไม่ขยับตัวหรือพูด นั่นจะวิเศษมาก”
“…” หากไม่ใช่เพราะตัวตลกคือเอกอุในด้านควบคุมสีหน้าและอารมณ์ ไคลน์คงพ่นบางสิ่งใส่หน้าเอ็มลินไปแล้ว
คิดว่าหมอนี่จะชมเชยเรื่องที่ชารอนงดงามราวกับตุ๊กตาเสียอีก จากนั้นก็แสดงความลุ่มหลงอีกเล็กน้อย แต่กลับกลายเป็นว่า…
ไม่มีทางเดาได้เลยว่าในหัวเอ็มลินกำลังคิดสิ่งใด…ไคลน์ถอนหายใจยาวหลังจากข่มใจไม่ให้พ่นของในปากใส่อีกฝ่าย
เอ็มลินชำเลืองอีกฝ่ายและคล้ายกับคาดเดาความคิดได้ มันรีบพ่นลมหายใจพูด
“สองสิ่งที่เจ้าชอบมากที่สุดคืออะไร”
พิจารณาจากบุคลิกของเกอร์มันสแปร์โรว์ ชายหนุ่มไม่ควรตอบคำถามไร้สาระเช่นนี้ แต่หากมองในมุมไคลน์โมเร็ตติมิตรสหายที่ดีของแวมไพร์ตรงหน้า ไคลน์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะตอบขณะเดินเข้าไปในตรอกใกล้เคียง
“เงินและของอร่อย”
“แล้วถ้าข้าให้เงินที่กินได้กับเจ้า…จะยังชอบอยู่ไหม?” เอ็มลินตั้งคำถามกับนักผจญภัยเสียสติโดยปราศจากความเกรงกลัว เป็นท่าทีที่ต่างจากมิสเมจิกเชี่ยนโดยสิ้นเชิง
ไคลน์จินตนาการภาพตามและพบว่า ไม่เพียงนั่นจะทำให้ทองคำเสียมูลค่า แต่ยังทำให้ของอร่อยดูไม่น่ารับประทานไปด้วย มันจึงตอบสนองโดยการส่ายหน้าแผ่วเบา
“เห็นไหม…” เอ็มลินยกมุมปาก “ถึงข้าจะชอบตุ๊กตาและหญิงงาม แต่เมื่อนำทั้งสองสิ่งมาไว้ด้วยกัน นั่นกลับทำให้เกิดความตะขิดตะขวงใจอย่างบอกไม่ถูก…ข้าจินตนาการนิสัยและภูมิหลังให้กับตุ๊กตาทุกตัว ถ้าวันใดพวกหล่อนเกิดมีชีวิตขึ้นมาและดันมีนิสัยไม่ตรงตามจินตนาการ ข้าคงทั้งผิดหวังและกังวล…บางที…ข้าควรลองปรุงโอสถหุ่นกระบอกและนำไปพรมลงบนตัวพวกหล่อนดู…”
เอ็มลินวางมาดนักปราชญ์ขณะพ่นความคิดที่ขัดแย้งกันเอง
ถ้ามิสจัสติสอยู่ด้วย เธอคงบอกได้ว่านี่เป็นอาการทางจิตแบบไหน…ร่างไคลน์เลือนหายไปก่อนที่จะได้ตอบสนองอีกฝ่าย
…
ภายในหอพักเช่าที่ซิลกับฟอร์สอาศัย
ฟอร์สเจ้าของผิวพรรณซีดเซียวกำลังนอนบนเก้าอี้เอนหลังหน้าเตาผิง เธอรีบถึงผ้าห่มขึ้นและเข้าฌานเพื่อให้หลับสนิท
เธอตื่นขึ้นด้วยความกระปรี้กระเปร่าในอีกสองชั่วโมงถัดมา แต่ใบหน้ายังคงมีร่องรอยความอิดโรย
มิสเมจิกเชี่ยนถอนหายใจยาวพร้อมกับเหยียดแขนออกไปด้านหน้า ดึงเกอร์มันสแปร์โรว์ออกจากความว่างเปล่า
กว่าครึ่งของพลังครึ่งเทพที่เธอบันทึกไว้ล้วนเป็นการอัญเชิญภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์
ไคลน์ชำเลืองหญิงสาวด้วยหางตา แต่คราวนี้กลับเทเลพอร์ตออกไปทันทีโดยไม่แม้แต่จะพยักหน้าให้ ปลายทางคือห้องว่างในโรงแรมแห่งหนึ่ง
สองชั่วโมงที่แล้วเป็นการนัดพบชารอนกับมาริค แต่คราวนี้มันเยือนกรุงเบ็คลันด์ด้วยเหตุผลส่วนตัว
ไคลน์รีบหยิบฮาร์โมนิก้าออกมาเป่าโดยไม่ประวิงเวลา
เมื่อมิสผู้ส่งสารเดินออกจากความว่างเปล่า ไคลน์เล่าแผนการล่าหมาป่าอสูรทมิฬให้อีกฝ่ายฟังและขอความเห็น
“คุณคิดว่ายังไง?”
สี่หัวทองตาแดงของไรเน็ตต์ไทน์เคอร์ขยับขึ้นลงและพูดพร้อมกัน
“ปราสาทต้นกำเนิด!”
โดยนัยแล้ว คำตอบเหมือนกับพาลีสโซโรอาสเตอร์…ไคลน์ถามต่อด้วยความสงสัย
“ด้วยวิธีใด?”
“ข้าไม่ทราบ!” สี่หัวของไรเน็ตต์เปล่งเสียงพร้อมเพรียง
ไคลน์ถอนหายใจแผ่วเบาก่อนจะขอบคุณอีกฝ่าย
“ขอโทษที่รบกวน คุณกลับไปได้แล้ว”
สี่หัวทองตาแดงของไรเน็ตต์ไทน์เคอร์พูดเรียงกัน
“บันทึก…” “หนี้สิน…” “ปี…” “หนึ่งพันสามร้อยห้าสิบเอ็ด…”
“เดือน…” “กันยายน…” “เกอร์มัน…” “สแปร์โรว์…”
“ติดค้าง…” “หนึ่ง…” “เหรียญ…” “ทอง…”
เธอเดินหายเข้าไปในโลกวิญญาณทันทีที่พูดจบ
“…” ไคลน์ตะลึงงันไปสองวินาทีก่อนจะบรรจงหยิบนกกระเรียนกระดาษออกจากกระเป๋าสตางค์
“ผมมีคำถาม” ชายหนุ่มเขียนลงบนตัวนก
จากนั้นก็นอนลงบนเตียงและเข้าฌานให้หลับลึก
ท่ามกลางโลกความฝันอันพร่ามัว ไคลน์ได้พบกับวิลอัสตินในรถเข็นเด็กสีดำอีกครั้ง ร่างทารกถูกห่อหุ้มด้วยผ้าไหมสีเงิน
นายหนึ่งขวบแล้วไม่ใช่หรือ…คิดว่ายังเป็นทารกอายุไม่กี่เดือนอยู่รึไง? ไคลน์รีบอธิบายความต้องการของตนโดยแสร้งทำเป็นไม่เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังนอนดูดนิ้ว
วิลอัสตินจ้ำม่ำดึงนิ้วโป้งออกจากปาก จ้องไคลน์หัวจรดเท้าสามครั้งและกล่าว
“ก็มีวิธีง่ายๆ อยู่ไม่ใช่หรือ?”
“หือ?” ไคลน์ส่งเสียงประหลาดใจ
วิลอัสตินยิ้มแฝงเลศนัย
“ช่วงนี้คงได้กินของหวานน้อยสินะ ความจำก็เลยเสื่อมเร็ว…ลืมไปแล้วหรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้วิเศษเส้นทางโชคชะตาระดับต่ำกว่าเทวทูตที่พยายามจ้องมองเจ้าด้วยตาเปล่า?”
นี่มัน…ดวงตาไคลน์พลันส่องประกาย
…………………..
ไคลน์ลองสวมบทบาทเป็นหมาป่าอสูรทมิฬโดยอาศัยประสบการณ์ส่วนตัว
อันดับแรก มันต้องยกเลิกระบบตอบรับอัตโนมัติเพื่อมิให้ศัตรูระบุตำแหน่งจากการตอบสนอง
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว เมื่อเผชิญกับคำสวดวิงวอนแปลกหน้า สิ่งที่ต้องทำคือการจับตามองอีกฝ่ายผ่าน ‘จุดแสง’ เพื่อยืนยันสถานการณ์ จะได้เตรียมวางแผนรับมือในอนาคตได้อย่างถูกต้อง
หากผู้สวดวิงวอนเป็นตัวตนทรงพลังอย่างอามุนด์หรือสูงกว่า ทางเลือกเดียวคือการรีบสลายจุดแสงดังกล่าวทิ้งไป แต่ถ้าอีกฝ่ายเป็นตัวตนอ่อนแอและไม่มีพิษภัย หมาป่าอสูรก็คงจับตามอง ‘เหยื่อ’ เป็นเวลานานจนมั่นใจและหาทางตอบโต้ พฤติกรรมเช่นนี้ถือเป็นเรื่องปรกติของสิ่งมีชีวิตทรงปัญญา หรืออย่างน้อยไคลน์ก็เชื่อเช่นนั้น
ต้องไม่ลืมว่าฝ่ายที่สวดวิงวอนสามารถถูกผู้ที่ถูกเอ่ยนาม ‘ทำเครื่องหมาย’ ไว้บนจุดแสงได้ และนั่นอาจทำให้ผู้สวดวิงวอนเสียชีวิตขณะกำลังนอนหรือในตอนที่ประมาทโดยไม่รู้ตัว ไม่ต่างอะไรกับการยื่นมีดให้อีกฝ่ายเชือดตนอย่างง่ายดาย สถานการณ์ดังกล่าวจึงมีแต่ผลดีกับหมาป่าอสูรทมิฬ แทบไม่มีผลเสียแม้แต่น้อย
โคทาร์จะมองว่าเป็นกลอุบายในตอนต้นและไม่กล้าสร้างการเชื่อมต่อกับไคลน์จากระยะไกล แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนโคทาร์มั่นใจว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงตัวตนอ่อนแอที่มีออร่าของปราสาทต้นกำเนิด มันจะหาโอกาสจู่โจมทีเผลอด้วยการลงมือระยะไกลผ่านจุดแสงที่ทำเครื่องหมาย
วิธีนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ไคลน์มองเป็นจุดแข็งของตัวเองเหนืออามุนด์มันอ่อนแอกว่า
ปัญหาเพียงอย่างเดียวในแผนคือ ไคลน์ทำได้แค่รอให้หมาป่าอสูรทมิฬเป็นฝ่ายลงมือก่อน และเนื่องจากทุกการกระทำจะถูกเฝ้าจับตามองอย่างถี่ถ้วนเป็นเวลานาน แทบไม่มีโอกาสที่ไคลน์จะได้เตรียมตัวหรือวางกับดักล่วงหน้า ในวินาทีที่โคทาร์ตัดสินใจลงมือ ชายหนุ่มจะกลายเป็นหุ่นเชิดในพริบตาและมิอาจเอาตัวรอด
ฟู่ว…การทำแบบนี้จะช่วยให้เราล่อเหยื่อสำเร็จก็จริง แต่นายพรานก็จะตายไปด้วย…ไม่มีประโยชน์เลยสักนิด…แต่ถ้าหากไม่ทำตัวให้ดูเสียเปรียบและอ่อนแอเข้าไว้ คงเป็นเรื่องยากที่จะหลอกล่อเทวทูตเส้นทางนักทำนาย หมาป่าอสูรทมิฬขี้ระแวง…แถมวิธีนี้ยังไม่สามารถใช้หุ่นเชิดหรือภาพฉายทำหน้าที่แทน…และเราก็ไม่รู้ว่าหมาป่าอสูรทมิฬจะโจมตีเข้ามาจริงไหม หรือจะเอาแต่เฝ้ามองอยู่เช่นนั้น…ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์พยายามตัดตัวเลือกออกให้เหลือเพียงสิ่งที่ดีที่สุด
คิดถึงตรงนี้ มันนึกเสียดายที่ตนไม่ใช่เทวทูตของเส้นทางผู้ชม
จากการวิเคราะห์ของไคลน์ เทวทูตเส้นทางผู้ชมน่าจะมีคุณสมบัติพิเศษทำนองว่า ‘ยิ่งถูกรู้จัก ยิ่งรู้จักอีกฝ่าย’ กล่าวคือถ้าหมาป่าอสูรทมิฬทำการเฝ้ามองผ่านจุดแสงจนลงเอยด้วยการ ‘รู้จัก’ เทวทูตเส้นทางผู้ชม ตำแหน่งของโคทาร์ก็จะถูกเปิดเผยให้ ‘เหยื่อ’ ทราบทันที
แต่น่าเสียดายที่เราไม่ใช่…นอกจากนั้นยังไม่แน่ใจว่าเทวทูตลำดับสองสามารถทำได้ไหม ที่เรามั่นใจมีเพียงลำดับหนึ่ง…อัญเชิญ ศูนย์-ศูนย์แปด ออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์? ยังไม่ต้องพูดเรื่องอัญเชิญสำเร็จหรือไม่เมื่อไม่มีการสนับสนุนจากการเดินทางของกรอซาย ต่อให้อัญเชิญภาพฉายออกมาสำเร็จ แต่ปากกาก็ยังเป็นคนละสิ่งกับตัวเรา หมาป่าอสูรทมิฬที่มองเห็นเราไม่จำเป็นต้องมองเห็น ศูนย์-ศูนย์แปด…แถมเรายังอัญเชิญออกมาได้ไม่เกินสองนาที เวลาแค่นั้นไม่มากพอที่จะสร้างอิทธิพล…แต่เราสามารถใช้มันเป็นอุปกรณ์เสริมในแผนการได้ เขียนเรื่องราวที่ต้องการโดยทำให้โคทาร์เชื่อว่าเหตุการณ์ดำเนินไปอย่างสมเหตุสมผล นั่นจะช่วยตัดตัวแปรออกไปได้มากมาย…ไคลน์ยังคงไม่พบวิธีล่อเหยื่อแม้จะเค้นสมองคิดอย่างหนัก
นอกจากการนึกเสียดายที่ตนไม่ใช่เทวทูตลำดับหนึ่งของเส้นทางผู้ชม ไคลน์ยังนึกถึงประเด็นเกี่ยวกับอวกาศ
แค่ ‘รู้จัก’ อวกาศก็มากพอจะทำให้ถูกกัดกร่อน!
หากเรามีคุณสมบัติแบบเดียวกับอวกาศ หมาป่าอสูรทมิฬจะถูกกัดกร่อนทันทีที่รู้จักเรา และช่วยให้เราระบุพิกัดอีกฝ่ายได้ทันที…แต่อวกาศมีระดับตัวตนสูงกว่าเทวทูตด้วยซ้ำ จะไปมีคุณสมบัติแบบนั้นได้ยังไง…ดูเหมือนว่าความทรงจำของเราจะขาดหายไปบางส่วน…ไคลน์ส่ายหน้าพลางกวาดสายตาไปรอบตัว
“ยังไม่ต้องรีบตอบคำถามตอนนี้ พวกคุณสามารถกลับไปปรึกษาคนอื่นเพื่อช่วยกันเลือกวิธีที่ดีที่สุด”
ประโยคดังกล่าวสื่อถึงเลียวนาร์ดและแคทลียาเป็นหลัก ไคลน์หวังว่าจะได้ฟังความเห็นของราชินีเงื่อนงำกับพาลีสโซโรอาสเตอร์
สำหรับตัวไคลน์เอง มันเตรียมจะเดินทางกลับเบ็คลันด์ในสถานะภาพฉาย จากนั้นก็ขอคำปรึกษาจากมิสผู้ส่งสาร วิลอัสติน และมาดามอาเรียนน่า
สิ่งนี้เรียกว่าการขอคำปรึกษาจากเหล่ารุ่นพี่เทวทูตและกึ่งเทวทูตก่อนลงมือ…ไคลน์รำพันจิกกัดตัวเอง
เดอะสตาร์และเฮอร์มิทพยักหน้ารับทันทีที่ได้ยิน
“ตกลง”
จากนั้นก็เข้าสู่ช่วงเวลาแลกเปลี่ยนข้อมูลอิสระ ชุมนุมทาโรต์ยุติลงหลังจากสมาชิกทุกคนแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับสงครามเสร็จ
…
กลับถึงโลกความจริง เลียวนาร์ดที่พักในชั้นใต้ดินของวิหารนักบุญแซมมวล เปล่งเสียงต่ำเพื่อเล่าคำถามจากไคลน์และตบท้ายว่า
“ตาแก่…คุณมีความเห็นอย่างไร”
“เขาพยายามช่วงชิงตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ที่ยังเหลือในดินแดนเทพทอดทิ้ง…” พาลีสโซโรอาสเตอร์ขำแห้งหลังจากเข้าใจเจตนา “บอกกับอดีตเพื่อนร่วมงานของเจ้าว่า เขาไม่มีทางทำเรื่องนี้สำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว…ข้ามีเพียงหนึ่งคำแนะนำเท่านั้น จงขอความช่วยเหลือจากเดอะฟูลซะ!”
เลียวนาร์ดยิ่งคำถามใหม่เนื่องจากรู้จักนิสัยของตาแก่เป็นอย่างดี
“มีแค่คำแนะนำเดียวจริงหรือ?”
พาลีสโซโรอาสเตอร์กระแอมแห้ง
“นั่นเป็นถึงสัตว์ในตำนานที่แม้แต่อามุนด์ยังล่าไม่สำเร็จ…ไม่มีตัวเลือกใดปลอดภัยการขอความช่วยเหลือจากเดอะฟูลอีกแล้ว”
เลียวนาร์ดพยักหน้าพลางถอนหายใจ
“คงทำได้แค่นี้จริงๆ สินะ…”
…
สองวันถัดมา สองนาทีก่อนจะถึงเวลานัดที่เอ็มลินตกลงกับมาริค
เมจิกเชี่ยนฟอร์สกำลังนอนบนเก้าอี้เอนหลังข้างเตาผิง จากนั้นก็หันไปคุยกับซิลพลางฟังความเคลื่อนไหวจากชั้นบน
“ถ้าสงครามยังดำเนินต่อไป เบ็คลันด์จะต้องเสียหายหนักกว่านี้แน่…เธอไม่คิดจะย้ายแม่กับน้องไปอยู่ในแถบชนบทจริงหรือ?”
ผมสั้นสีทองของซิลถูกหวีแสกอย่างเรียบร้อยแต่ไม่สมมาตร บรรยากาศรอบตัวดูเคร่งขรึมขึ้นมากเมื่อเทียบกับครึ่งปีก่อน ปัจจุบันหญิงสาวมีมาดคล้ายกับผู้พิพากษา คล้ายกับอัศวินระดับสูงที่คอยปกครองอัศวินอีกทอด
เธอลังเลอยู่พักหนึ่ง
“หมู่บ้านแถบชนบทมีจำนวนประชากรสูงเกินกว่าจะรับไหวแล้ว นอกจากนั้น การที่ยังมีกินทุกวันนี้ได้เป็นเพราะอาหารจาก เอ็มไอเก้า”
หญิงสาวเว้นวรรคเมื่อเล่าถึงตรงนี้
“ถ้าเปลวไฟแห่งสงครามลามมาถึงเบ็คลันด์จริง…คงรบกวนเธอช่วย ‘เทเลพอร์ต’ พวกเขาไปยังอินทิสหรือไม่ก็เฟเนพ็อต…”
“นั่นสินะ คงไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว…” ขณะเตรียมเล่าเรื่องที่เธอไปซื้ออาหารจากอินทิสเมื่อไม่กี่วันก่อน ฟอร์สได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก
หญิงสาวสั่นสะท้านไปทั้งร่างพร้อมกับรีบเหยียดตัวตรง เธอเหยียดแขนขวาซึ่งผูกเชือกสีแดงออกไปจับคว้าอากาศ
แขนของเธอทรุดทรงขณะดึงเกอร์มันสแปร์โรว์ผู้แต่งกายด้วยหมวกทรงกึ่งสูงและเสื้อกันลมออกมา
นักผจญภัยผู้น่าสะพรึงเริ่มกลอกตาอย่างมีชีวิตชีวา ช่วยลดทอนการเผาผลาญพลังวิญญาณของฟอร์ส
มันพยักหน้าแผ่วเบาพร้อมกับเปลี่ยนให้ถุงมือข้างซ้ายกลายเป็นโปร่งใส
ภายในไม่กี่วินาที เกอร์มันสแปร์โรว์เทเลพอร์ตหายไปจากหอพักเช่าของซิลและฟอร์ส
“…” ฟอร์สหมดคำจะกล่าวด้วยมุมปากสั่นกระตุก จากนั้นก็หันไปหาซิลและพูด “ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่เครื่องมือ…”
…
โคมไฟถนนยังปิดอยู่ทั้งที่ฟ้าเริ่มมืด มีเพียงแสงจันทร์สีแดงที่คอยมอบแสงสว่างไปทั่วเมือง
เมื่อมาถึงจุดนัดพบ ไคลน์ใช้เวลาหลายวินาทีในการกวาดสายตาไปรอบๆ เพื่อสำรวจถนนอันเปล่าเปลี่ยวผิดวิสัย สำรวจอาคารที่มีรอยไหม้บนผนังและซากตึกถล่มที่อยู่ห่างไม่ไกล
เพียงได้เห็นก็ทราบทันทีว่ากรุงเบ็คลันด์กำลังอยู่ในสภาพทรุดโทรมและเต็มไปด้วยกลิ่นควันดินปืน
เอ็มลินเดินออกจากตรอกแห่งหนึ่งพร้อมกับพยักหน้าให้นักผจญภัยเสียสติ
ตามที่เกอร์มันสแปร์โรว์กำชับ เอ็มลินมิได้ทักทายหรือคำนับ เพียงรีบนำทางไปยังบ้านหลังใกล้เคียงเพื่อไม่ให้เวลาอันแสนมีค่าของนักผจญภัยเสียสติถูกผลาญไปอย่างเปล่าประโยชน์ จากนั้นก็เคาะประตูเป็นจังหวะ
ประตูเปิดออกด้วยตัวเองพร้อมกับเสียงเสียดสี เผยให้เห็นความมืดที่เจือปนแสงจันทร์เล็กน้อย
พวกมันเห็นมาริคในเชิ้ตขาวกั๊กดำนั่งอยู่บนโซฟาทันทีที่เดินเข้าไป ส่วนประตูด้านหลังก็เปิดลงด้วยตัวเองราวกับชีวิต
เอ็มลินยิ้มและชี้มาทางไคลน์หลังจากสำรวจมาริค
“พวกพ้องของผม เกอร์มันสแปร์โรว์”
ทันทีที่กล่าวจบ เอ็มลินสัมผัสได้ทันทีว่ามาริคมองตนด้วยสายตาแปลกประหลาด ราวกับกำลังจ้องไอ้งั่งคนหนึ่ง
“ไม่ได้พบกันนาน” มาริคลุกขึ้นยืนพร้อมกับยกมือทาบอกคำนับเชอร์ล็อกโมเรียตี้
แต่มันมิได้เอ่ยชื่อเนื่องจากอีกฝ่ายปรากฏกายในรูปลักษณ์อื่น
“นานแล้วสินะ” ไคลน์ถอนหมวกพลางกวาดสายตา “มิสชารอน ออกมาคุยกันเถอะ ผมมีเวลาไม่มาก”
มันหยิบฮาร์โมนิก้านักผจญภัยออกมาเป่าหลังจากกล่าวจบ
ร่างของสตรีแต่งกายในเดรสสีเข้มซับซ้อน สองมือถือสี่หัวทองตาแดง เดินออกจากความว่างเปล่าอย่างเงียบงัน
มิสผู้ส่งสารซึ่งถูกเรียกออกจากภาพฉายฮาร์โมนิก้าคือตัวจริง จึงไม่เป็นภาระต่อพลังวิญญาณของฟอร์ส
มาริคพยักหน้า
“ตกลง”
มันจ้องไปทางเก้าอี้สูงไร้พนักอีกฝั่งของห้อง
เอ็มลินจ้องวิญญาณอาฆาตด้วยสายตาว่างเปล่าสักพัก จากนั้นก็หันไปทางเกอร์มันสแปร์โรว์และสิ่งมีชีวิตที่อีกฝ่ายอัญเชิญ ด้วยเหตุผลบางประการ มันสัมผัสได้เลือนรางว่าตนเป็นส่วนเกิน
ร่างหนึ่งถูกวาดขึ้นอย่างรวดเร็วบนเก้าอี้สูง ผิวกายละเอียดประหนึ่งตุ๊กตา สวมเดรสสีดำซับซ้อนและหมวกอ่อนใบเล็กเหนือศีรษะ ผมสีทองซีด ดวงตาสีฟ้าลุ่มลึก
……………….
ไคลน์เสริมขณะเห็นว่ามิสเมจิกเชี่ยนตอบสนองไม่ทัน
“คุณไม่จำเป็นต้องไปที่นั่น แต่อัญเชิญภาพฉายของผมก็พอ”
“…ตกลง!” เมจิกเชี่ยนฟอร์สรีบพยักหน้ารับ
เมื่อเห็นว่าเกอร์มันสแปร์โรว์รับงานด้วยตัวเอง เอ็มลินผ่อนคลายลงหลายส่วน
มันทราบจากประสบการณ์ของตัวเองว่า โอกาสสำเร็จของภารกิจได้ก้าวกระโดดขึ้นหลายเท่าตัว
เดอะเวิร์ลจ้องมันและถามในวินาทีถัดมา
“จะจ่ายด้วยอะไร”
เอ็มลินเงียบไปสองวินาทีก่อนจะกลอกตาขึ้นพูด
“ถ้าได้เป็นราชาหมอผี ข้ารับปากว่าจะมอบความช่วยเหลือในสิ่งที่คล้ายกันโดยไม่คิดค่าตอบแทน…นอกจากนั้นข้ายังต้องการแค่ตะกอนพลังราชาหมอผี และโรงเรียนกุหลาบฝ่ายระงับก็ทำไปเพราะเหตุผลส่วนตัว ส่วนแบ่งที่เหลือจึงตกเป็นของเจ้า”
มิสเตอร์มูนรู้สึกผิดเล็กน้อยและค่อนข้างไม่มั่นใจ…ออเดรย์ได้ข้อสรุปจากอากัปกิริยาและคำพูด
สหายเอ็มลินรู้จักใช้เทคนิคการ ‘กู้ก่อนจ่ายทีหลัง’ กับเขาด้วยหรือ…ไคลน์ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะบังคับเดอะเวิร์ลกล่าว
“ดูเหมือนว่านอกจากผม คุณคงไม่มีปัญญาจ้างครึ่งเทพคนอื่น”
ถ้ามิสเตอร์มูนมีอาหารเก็บไว้มาก บางทีเราอาจพิจารณารับข้อเสนอ…จัสติสออเดรย์พึมพำเงียบ
แต่เธอไม่ได้พูดออกไปเพราะทราบคำตอบของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี
ทำไมถึงคิดว่าผีดูดเลือดจะมีขนมสะสมไว้เต็มบ้าน?
อาหารหลักสำหรับผีดูดเลือดคือเลือดมนุษย์ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพลังวิญญาณ ขนมปังและเนื้อเป็นเพียงสิ่งไร้ค่า
เอ็มลินถอนหายใจเมื่อเห็นว่าเกอร์มันสแปร์โรว์ไม่ปฏิเสธข้อเสนอตน
“ให้ทางนี้ช่วยอำนวยความสะดวกด้านใดเป็นพิเศษไหม? ข้าจะสนับสนุนเท่าที่ทำได้”
เกอร์มันสแปร์โรว์กล่าวหลังจากไตร่ตรอง
“อยากได้สมบัติวิเศษหรือสมบัติปิดผนึกที่ช่วยเพิ่มพลังวิญญาณของผู้ถืออย่างมากชั่วขณะหนึ่ง”
ไคลน์ต้องการสิ่งนี้ให้มิสเมจิกเชี่ยน เธอจะได้อัญเชิญภาพฉายของตนนานขึ้นอีกหลายนาที และมันไม่เคลือบแคลงเลยว่าเส้นทางจันทราจะต้องมีพลังในขอบเขตดังกล่าว ยกตัวอย่างเช่นมงกุฎจันทร์ชาดซึ่งสามารถสร้างสภาวะพระจันทร์เต็มดวง ช่วยให้พลังวิญญาณเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง
ฟู่ว…เดอะมูนเอ็มลินผงกศีรษะ
“ไม่มีปัญหา”
ฟอร์สยกมือขึ้นหลังจากเห็นว่าการเจรจาของหนึ่งคนหนึ่งแวมไพร์จบลง
“อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่พระจันทร์เต็มดวง”
เพราะถ้าเป็นแบบนั้น เลิกคิดเรื่องการเพิ่มพูนพลังวิญญาณไปได้เลย ช่วยกันสวดภาวนาให้เธอไม่ตายคาที่กันก่อนดีกว่า เพราะยิ่งมีลำดับสูงขึ้นก็ยิ่งได้ยินเสียงเพรียกของมิสเตอร์ประตูชัดเจนขึ้น ตัวฟอร์สในปัจจุบันคือลำดับห้า นักท่องเที่ยว
เอ็มลินไม่มีคำถามเพราะมันเองก็ทราบเกี่ยวกับคำสาปพระจันทร์เต็มดวงของเมจิกเชี่ยน มันพยักหน้ารับเล็กน้อยเป็นนัยว่าจะช่วยดูให้
อัลเจอร์ที่นั่งฟังการค้าขายด้านข้างมาสักพักกล่าวขึ้น
“แม้ผู้วิเศษของโรงเรียนกุหลาบจะถูกใช้ประโยชน์จากอารมณ์และสัญชาตญาณได้ง่าย แต่นั่นไม่ได้แปลว่าสมองของพวกมันกลวงเหมือนกับพวกซอมบี้ หรือต่อให้ไม่มีสมองจริง แต่พวกมันก็ยังมีผู้วิเศษในขอบเขตจันทราคอยให้ความช่วยเหลือ…ในเมื่อครึ่งเทพของพวกมันต้องออกหน้าในสงครามทวีปใต้ ไม่มีทางที่โรงเรียนกุหลาบจะไม่ระวังการฉกฉวยโอกาสจากผีดูดเลือดและฝ่ายระงับแรงปรารถนา ผมเชื่อว่ามีโอกาสสูงมากที่จะมีกับดักถูกเตรียมไว้”
“ผมเห็นด้วย” เลียวนาร์ดสนับสนุน “เอกสารสืบสวนหลายฉบับแจ้งตรงกันว่า แม้พวกโรงเรียนกุหลาบจะหลงใหลในเลือด ความรุนแรง และความกระหาย แต่พวกมันก็ยังวางแผนอย่างรอบคอบในทุกการกระทำ เรียกได้ว่าเป็นพวกชั่วที่เจ้าเล่ห์”
จัดจ์เมนต์ซิลชำเลืองเพื่อนสนิท
“เมื่อสองเดือนก่อน ฉันมีโอกาสได้อยู่ในเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่พัวพันกับโรงเรียนกุหลาบ…เหยื่อถูกหลอกและติดกับดัก”
เดอะเวิร์ล เกอร์มันสแปร์โรว์พ่นลมหายใจขณะฟัง จากนั้นก็พูดกับเดอะมูน
“ราชาหมอผีคนไหนที่เป็นเป้าหมายของคุณ”
เอ็มลินไม่ปิดบัง
“ราชาหมอผีที่นำชนพื้นเมืองจากแคว้นโอลิเต้เหนือของไบลัมตะวันออกเข้าล้อมเมืองอาณานิคมหลักของโลเอ็น”
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจไคลน์หลังจากได้ยินคำอธิบาย
ดูเหมือนว่ามารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายจะไม่ต้องการให้เทพธิดารัตติกาลได้ครอบครองเอกลักษณ์ของเส้นทางมรณา จึงนำชนพื้นเมืองเข้าโจมตีโบสถ์รัตติกาลในทวีปใต้เพื่อสั่นคลอนหลักยึดเหนี่ยวโดยใช้สงครามบังหน้า…
ท่ามกลางกระแสความคิด เดอะเวิร์ลจ้องหน้าเอ็มลิน
“ถ้าอย่างนั้นเป้าหมายของผมจะเป็นคนอื่น…คุณก็ลงมือของคุณไป”
ไคลน์ไม่จำเป็นต้องอธิบายอย่างเถรตรง เอ็มลินและทุกคนก็เข้าใจแผนการในทันที
แผนไม่ซับซ้อน
เกอร์มันสแปร์โรว์จะล่าราชาหมอผีคนอื่นอย่างเปิดเผย เป็นการนำตัวเองเข้าไปสู่กับดักเพื่อดึงดูดความสนใจจากกองกำลังลับของโรงเรียนกุหลาบ เมื่อถึงตอนนั้น เอ็มลินกับหน่วยจู่โจมของโรงเรียนกุหลาบฝ่ายระงับจะลงมือโจมตีเป้าหมายที่แท้จริง
“ไม่ฟังดูอันตรายไปหน่อยหรือ” เอ็มลินถามตามความเคยชิน
อันตรายที่ว่าย่อมหมายถึงการเสี่ยงบุกเข้าใส่กับดักของเกอร์มันสแปร์โรว์
เดอะเวิร์ลตอบเสียงสุขุม
“นั่นเป็นเพียงภาพฉายทางประวัติศาสตร์”
ถ้าต้องตาย ก็ต้องตาย…
ได้ยินคำตอบดังกล่าว เอ็มลิน เลียวนาร์ด และสมาชิกชุมนุมทาโรต์คนอื่นต่างหมดคำจะกล่าวและตอบสนองไม่ถูกไปสักพัก ไม่แน่ใจว่าพวกตนควรทึ่งในความแข็งแกร่งของครึ่งเทพลำดับสามหรือควรอิจฉาพลังพิเศษแสนสะดวกสบายของปราชญ์โบราณดี
ไคลน์บังคับเดอะเวิร์ลพูด
“ถ้าโรงเรียนกุหลาบยังคลางแคลงในการโจมตีของผมและไม่ส่งกำลังทั้งหมดมารับมือ หรือไม่ยอมใช้งานกับดักที่วางไว้ ผมจะเริ่มล่าราชาหมอผีคนดังกล่าวอย่างสุดฝีมือ เปลี่ยนเป้าลวงให้กลายเป็นเป้าหมายจริง…สิ่งที่คุณต้องการมีแค่ตะกอนพลังอยู่แล้ว เจ้าของจะเป็นใครก็ได้”
แผนการง่ายๆ แต่ได้ผลดี…กุญแจสำคัญคือ เกอร์มันสแปร์โรว์ต้องแข็งแกร่งเหนือจินตนาการถึงขั้นสามารถเผชิญหน้ากับเทวทูต…ออเดรย์วิเคราะห์ในใจหลังจากได้ฟังจนจบ
เอ็มลินหมดข้อสงสัย มันกล่าวหลังจากไตร่ตรองไม่กี่วินาที
“ก่อนจะเริ่มปฏิบัติการ ข้าต้องไปปรึกษาหารือกับคนของโรงเรียนกุหลาบฝ่ายระงับเพื่อยืนยันรายละเอียดสุดท้าย”
เดอะเวิร์ล เกอร์มันสแปร์โรว์พยักหน้ารับ
“นัดมาได้เลย”
จบประเด็นดังกล่าว ไคลน์ให้เดอะเวิร์ลเสกปึกกระดาษแจกจ่ายไปยังสมาชิกชุมนุมทาโรต์ทุกคน
“ผมกับพวกพ้องกำลังเตรียมจู่โจมสัตว์ในตำนาน…อยากฟังความเห็นของทุกคน”
กระดาษปึกดังกล่าวเขียนเกี่ยวกับลักษณะนิสัยและพฤติกรรมของหมาป่าอสูรทมิฬโคทาร์ และยังเสริมด้วยบทวิเคราะห์จากมิสจัสติส
ไคลน์หวังจะได้รับแรงบันดาลใจหรือไอเดียใหม่จากประสบการณ์ของผู้คนหลากหลายสาขาอาชีพ
สัตว์ในตำนาน…มิสเตอร์เวิร์ลเริ่มเล็งล่าสัตว์ในตำนานแล้ว? อัลเจอร์ผู้สงบกว่าใคร อดไม่ได้ที่จะมองไปยังสุดขอบโต๊ะทองแดงยาวอีกฝั่ง
แม้อัลเจอร์จะเตรียมใจไว้นานแล้วว่า คงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเดอะเวิร์ลจะเรียกตัวเองว่าเทวทูตในเร็ววัน แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงเมื่ออีกฝ่ายประกาศว่าจะล่าสัตว์ในตำนาน
เฮอร์มิทแคทลียาผงะไปเล็กน้อยเช่นกัน แต่จากนั้นก็นึกถึงอสรพิษแห่งชะตา กงสุลมรณะ และมารบรรพกาล
รายชื่อข้างต้นน่าจะเป็น ‘พวกพ้อง’ ที่เกอร์มันสแปร์โรว์หมายถึง
ไม่ใช่เรื่องแปลกหากเทวทูตสามตนกับครึ่งเทพลำดับสามอีกหนึ่งคนจะล่าสัตว์ในตำนาน!
พวกมันทยอยถอนสายตาจากสุดขอบโต๊ะทองแดงยาวมาใส่ใจกับเอกสารเบื้องหน้า
ในวินาทีนี้ ทั้งที่ไม่ใช่การจ้างงานหรือการขายของ แต่สมาชิกชุมนุมทาโรต์กลับร่วมแรงร่วมใจโดยมีเป้าหมายเดียวกันได้ นั่นให้ทุกคนเริ่มมองการชุมนุมอันแสนผ่อนคลายแห่งนี้เป็นเหมือนกับ ‘องค์กร’ มากขึ้น
อัลเจอร์เป็นคนแรกที่พูดขึ้นหลังจากอ่านจบ
“พิจารณาจากบทวิเคราะห์ของมิสจัสติส คงไม่มีเหยื่อล่อใดสามารถดึงดูดสัตว์ในตำนานขี้ระแวงตัวนี้ได้ การวางกับดักรังแต่จะทำให้อีกฝ่ายหนีไปไกลขึ้น…ภายใต้สถานการณ์ที่มันอาจถือครองตะกอนพลังลำดับหนึ่งไว้กับตัว เป้าหมายในชีวิตของมันไม่น่าจะเป็นการออกล่าใคร หากแต่เป็นการเพ่งสมาธิเพื่อเลื่อนลำดับ คุณต้องฉวยโอกาสจากข้อเท็จจริงดังกล่าวหากหวังจะล่ามัน”
หลังจากฟังจบ ซิลเสริมด้วยมุมมองมืออาชีพของเธอ
“แต่สัตว์ในตำนานตัวนี้รอบคอบมาก แทบไม่เหลือร่องรอยใดทิ้งไว้…และจากข้อมูลเพิ่มเติม สถานที่ประกอบพิธีกรรมเลื่อนเป็นลำดับหนึ่งของมันอาจไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ในสภาพแวดล้อมของดินแดนเทพทอดทิ้ง”
“ถูกต้อง นอกจากนั้นเจ้านั่นยังสามารถใช้สัตว์ประหลาดรอบตัวได้มากมาย” เดอร์ริคสนับสนุนสิ่งที่มิสจัดจ์เมนต์พูด
เลียวนาร์ดเปิดปากหลังจากความเงียบปกคลุมสักพัก
“เราใช้ประโยชน์จากกฎการดึงดูดระหว่างตะกอนพลังได้ไหม?”
มันมองไปทางไคลน์โมเร็ตติขณะกล่าว
“สัตว์ในตำนานตัวนั้นอยู่บนเส้นทางเดียวกับคุณใช่ไหม”
“ด้วยระดับในปัจจุบัน ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองปีหากพึ่งพาเพียงกฎการดึงดูด…นอกจากนั้นเป้าหมายยังเป็นถึงสัตว์ในตำนานร่างสมบูรณ์ มีพลังในการแทรกแซงกฎเกณฑ์ระดับหนึ่ง” ไคลน์ปัดตกข้อเสนอเลียวนาร์ด
แต่แน่นอน หากไคลน์อาบออร่าของปราสาทต้นกำเนิดไว้อย่างท่วมท้น การใช้ไม้เท้าดวงดาวเคลื่อนที่แบบสุ่มครั้งถัดไปจะมีโอกาสได้พบกับหมาป่าอสูรทมิฬโดยบังเอิญ แต่ปัญหาคือ ตนมีโอกาสพบอามุนด์โดยบังเอิญมากกว่า และนั่นจะมีค่าเท่ากับขุดหลุมฝังศพตัวเอง
เฮอร์มิทแคทลียาฟังข้อเสนอของทุกคนอย่างตั้งใจ เมื่อผนวกกับข้อห้ามของราชินี เธอลองเสนอแนะ
“เราสร้างการเชื่อมต่อกับสัตว์ในตำนานด้วยพระนามเต็มอันทรงเกียรติได้ไหม?”
นั่นคงทำได้หากหมาป่าอสูรทมิฬไม่เคยถูกอามุนด์ตามล่ามาก่อน…อามุนด์ก็น่าจะเคยลองทุกสิ่งที่เราคิดได้ไปหมดแล้ว และการที่หมาป่าอสูรทมิฬยังไม่ร่วงหล่นย่อมแปลว่ามันมีความรอบคอบในระดับน่าทึ่ง…เกอร์มันสแปร์โรว์ส่ายหน้า
“พิจารณาจากความขี้ระแวง เจ้านั่นคงไม่เปิดการตอบสนองอัตโนมัติ”
มันฉุกคิดบางสิ่งหลังจากพูดจบ
การไม่เปิดระบบตอบรับอัตโนมัติ ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่สนใจจุดแสงแห่งการวิงวอน!
………………..
ออเดรย์ซึ่งยังอยู่ในท่าสำรวม พูดออกมาอีกหลายคำโดยไม่รอให้ไคลน์ตอบสนอง
“ต่ำต้อย…”
“เจ็บปวด…”
“อับอาย…”
ไคลน์ถามกลับด้วยเสียงอบอุ่นของดอนดันเตสหลังจากฟังอยู่นานโดยไม่พูดแทรก
“ทำไมจู่ๆ คุณถึงทำการทดสอบ?”
“นี่ไม่ใช่การทดสอบ” ออเดรย์ส่ายหน้า “เป็นแค่การเผยรายละเอียดบางส่วนที่ฉันเคยปกปิดมาตลอด ฉันอยากเห็นว่าตัวเองเป็นเช่นไรในสายตาคนอื่น”
เธอขยับริมฝีปากหลังจากเว้นวรรคเล็กน้อย
“ฉันคิดจะทำตามแผนเดิมหลังจากที่พวกเราคุยกันคราวก่อน แผนที่ว่าคือการแอบบงการขุนนาง พ่อค้า และราชวงศ์เพื่อให้พวกเขายอมเสียสละอาหารจากยุ้งฉางมาแบ่งปันผู้คน…เรื่องนี้ฟังดูง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากในทางทฤษฎี แต่ฉันกลับพบว่าตัวเองไม่หนักแน่นพอที่จะลองปฏิบัติจริง…บางคนเป็นลุงป้าของฉันเอง บางคนเป็นญาติพี่น้อง บางคนเป็นเพื่อนที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก และบางคนเป็นคนเฒ่าคนแก่ที่คอยเอ็นดูและปกป้อง…หลายคนได้พบกันในงานเลี้ยงการกุศลและพบว่าค่อนข้างเป็นมิตร ทุกคนหล่อหลอมให้วัยเด็กของฉันสมบูรณ์แบบ ไม่ได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเติบโต แต่ยังเป็นชิ้นส่วนสำคัญในความทรงจำอันสดใสวัยเด็ก…นอกจากนั้น อาหารที่พวกเขากักตุนก็ไม่ใช่ของที่ขโมยมา และข้ออ้างในการไม่แบ่งปันก็ฟังขึ้น…ถ้าต้องมองพวกเขาเป็นเป้าหมายและช่วงชิงทรัพย์สินบางส่วนมาด้วยพลังพิเศษ…ฉันทำไม่ได้จริงๆ…อย่างน้อยก็ในตอนนี้”
น้ำเสียงของเธอขึ้นลงอย่างผันผวนโดยไม่รู้ตัว ประหนึ่งกำลังมีปากเสียงกับใครสักคน
หลังจากพบว่าตัวเองสูญเสียความเยือกเย็น ออเดรย์เว้นวรรคหลายวินาทีก่อนจะเล่าต่อ
“นั่นคือเหตุผลที่ฉันอยากรู้จักตัวเองให้มากกว่านี้ อยากขจัดภาพลวงตาซึ่งเป็นที่มาของความอบอุ่น อยากถามตัวเองว่า ใจจริงแล้วต้องการทำแบบใดในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน อยากรู้ว่าพฤติกรรมในอดีตเกิดจากก้นบึ้งจิตใจหรือเป็นแค่การเสแสร้ง”
ออเดรย์ยิ้มเมื่อพูดถึงตรงนี้
“แม้ฉันจะยังไม่ได้ข้อสรุป แต่การทดลองก็ช่วยมอบประโยชน์บางอย่าง…ฉันเคยเข้าใจว่าตัวเองเป็นคนเคร่งกฎ ‘ห้ามลืมว่ากำลังสวมบทบาทโดยเด็ดขาด’ มาตลอด แต่ตอนนี้เริ่มตระหนักได้ว่า แท้จริงแล้วฉันก็แค่เสพติดการสวมบทบาท…แต่ละเส้นทางต้องมีอาชีพและตัวตนที่แตกต่างไปจากเนื้อแท้ แต่การสวมบทบาทของผู้ชมกลับอยู่ในชีวิตประจำวัน หลายครั้งก็ยากที่จะจำแนกอย่างชัดเจน…ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายมีใครบ้างไม่อยากถูกรักโดยทุกคน? ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงใช้พลังพิเศษเพื่อสร้างหน้ากากที่ดูดีที่สุดในสายตาอีกฝ่ายเสมอ เมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง คุณจะเสพติดการสวมบทบาททุกครั้งที่ได้พบปะผู้คน จนท้ายที่สุดก็สูญเสียเนื้อแท้ของตัวเองไป”
ไคลน์พยักหน้า
“เป็นบทเรียกที่ดีมาก”
มันมิได้แสดงความเห็นต่อคำพูดในช่วงแรกของมิสจัสติส
ออเดรย์เปิดปากหลังจากเงียบมาสักพัก
“ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ฉันมีโอกาสได้อ่านรายงานการสืบสวนเขตตะวันออกที่ท่านพ่อจ้างให้ใครสักคนทำ ข้อมูลเหล่านี้มอบประสบการณ์อันหลากหลายให้ฉัน…คนจนอย่างแรงงานและชาวนาล้วนใช้ชีวิตยากลำบากมาตั้งแต่ก่อนสงครามจะเริ่ม…พวกเขาต้องเผชิญความหิวโหยและเจ็บปวดจนกลายเป็นชีวิตประจำวัน…กฎหมายบรรเทาความยากจนและการกำหนดชั่วโมงทำงานที่เคร่งครัด ช่วยให้มลพิษทางอากาศลดลงเล็กน้อย…เล็กน้อยจริงๆ…หลังจากสงครามจบลง หลังจากพวกเราเอาชนะวันสิ้นโลก…สิ่งเหล่านี้ก็จะยังคงอยู่ใช่ไหม?”
ออเดรย์เม้มปากและเงียบไปเมื่อพูดจบ
ไคลน์สัมผัสถึงความสับสนปนว้าวุ่นภายในใจมิสจัสติส แต่หลังจากไตร่ตรองสักพัก มันไม่กล้าบอกคำตอบที่ตัวเองคิด ทำได้เพียงเปล่งเสียงเคร่งขรึม
“คำถามเมื่อครู่ของคุณ รวมถึงคำถามเกี่ยวกับเนื้อแท้ของคุณ ต้องเป็นคุณที่หาคำตอบด้วยตัวเอง ไม่มีใครช่วยเรื่องนี้ได้…ผมทำได้เพียงแนะนำว่า จงออกไปที่ทุ่งนาและเฝ้ามองชาวนาผู้ทำงานหนัก จงไปที่โรงงานและจับตามองแรงงานมีฝีมือ จงไปที่เขตตะวันออกและสัมผัสทุกสิ่งด้วยตัวเอง และจงไปห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือพิมพ์เก่าเกี่ยวกับข่าวเหล่านั้น”
ออเดรย์พยักหน้าหลังจากฟังอย่างตั้งใจ
“ฉันจะทำ”
หญิงสาวลุกขึ้นยืนพลางคำนับไปทางตำแหน่งประธาน แม้มิสเตอร์ฟูลจะไปแล้ว แต่เธอเชื่อว่าอีกฝ่ายยังคงเฝ้ามองอยู่
เดอะเวิร์ลกล่าวขึ้นขณะหญิงสาวรอให้มิสเตอร์ฟูลส่งตนกลับสู่โลกความจริง
“รอสักครู่”
“หือ?” ออเดรย์ถามเสียงขึ้นจมูก
ไคลน์จ้องหญิงสาวพร้อมกับยื่นกระดาษแผ่นหนึ่ง
“นี่คือคำอธิบายลักษณะนิสัยและพฤติกรรมของสัตว์ในตำนานตัวหนึ่ง ผมอยากให้คุณช่วยวิเคราะห์การตัดสินใจของมันภายใต้สถานการณ์ต่างๆ โดยอาศัยข้อมูลข้างต้น”
“ตกลงค่ะ” ออเดรย์ไม่ปฏิเสธ
ไคลน์กล่าวหลังจากเห็นหญิงสาวรับกระดาษไปอ่านจนจบ
“ผมยังมีอีกหนึ่งคำแนะนำสำหรับปัญหาของคุณเมื่อครู่ข้อสงสัยของคุณแบ่งออกได้สองประเภท หนึ่งคือชนิดที่ต้องการคำตอบทันทีและอีกหนึ่งไม่ใช่ หากเป็นอย่างหลัง คุณสามารถรอให้จิตใจสงบลงจึงค่อยดำเนินการสืบสวนเชิงลึก เพราะมนุษย์จะยิ่งผิดพลาดเมื่อร้อนรน ส่วนเรื่องใดเร่งด่วนหรือไม่ คุณต้องจำแนกด้วยตัวเอง”
ออเดรย์พูดหลังจากไตร่ตรอง
“เข้าใจแล้ว”
จากนั้นก็ยิ้ม
“ฉันคิดว่าคุณหยุดเรียกเพราะจะประทานพรให้เสียอีก…พรที่จะทำให้ฉันยังคงรักโลกใบนี้แม้จะได้เห็นธาตุแท้ของมัน”
ไคลน์ผงะเล็กน้อยก่อนจะยิ้มถาม
“ถ้าจำไม่ผิด คุณอ่านนิยายของจักรพรรดิโรซายล์มาเยอะใช่ไหม”
“เขาเป็นนักเขียนนิยายที่โดดเด่น แต่บางครั้งก็เป็นคนซับซ้อนและขัดแย้งในตัวเอง” ออเดรย์เล่าด้วยรอยยิ้ม
ไคลน์พยักหน้ารับ
“ถ้าผมต้องการอวยพรคุณ มันจะไม่ใช่การประทานพร แต่เป็นการบอกว่า…จงยังรักครอบครัวและเพื่อนหลังจากได้เห็นธาตุแท้พวกเขา”
ออเดรย์ผงะพลางเม้มริมฝีปาก คล้ายกับกำลังทวนคำซ้ำ
หลังจากนั้นไม่กี่วินาที เธอหลับตาลงและกล่าวด้วยเสียงแหบแห้ง
“ขอบคุณค่ะ…”
…
ทะเลโซเนีย น่านน้ำหมู่เกาะรอสต์
โทสะสีครามแล่นนำกองเรือโจรสลัดเข้าประจัญบานในสนามรบที่เต็มไปด้วยกลิ่นดินปืนของสงคราม
ลูกไฟขนาดมหึมาพุ่งตรงมาจากทิศทางหนึ่งกะทันหัน รวมถึงแสงสีเงินที่ถักทอเข้าด้วยกันจนแหวกทะเลออกเป็นสองซีกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คลื่นทะเลสองฝั่งซัดสาดใส่โทสะสีครามด้วยแรกดันมหาศาลของพวกมัน
อัลเจอร์บนหัวเราะโทสะสีครามยกสองมือขึ้นโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
พายุทอร์นาโดเกรี้ยวกราดโผล่ขึ้นจากความว่างเปล่าในพริบตา พัดพาน้ำทะเลสีครามและแสงสีเงินพุ่งขึ้นฟ้าประหนึ่งอสรพิษครามตัวยาว ปะทะเข้ากับลูกไฟขนาดมหึมาอย่างจัง
บึ้มมม—!
ละอองน้ำตกลงมาประหนึ่งสายฝน
อัลเจอร์เล็งเป้าไปยังเรือรบทันที ตามด้วยอ้าปากเปล่งเสียงคำราม
เรือลำดังกล่าวถูกคลื่นโซนิคบูมซัดกระเด็นไปในอากาศทันที
ปืนใหญ่บนโทสะสีครามฉวยโอกาสดังกล่าวกระหน่ำยิงอย่างต่อเนื่อง
อัลเจอร์ลดมือขวาลงทันทีเมื่อเล็งเห็นว่าผู้วิเศษบนเรือรบฝั่งตรงข้ามเตรียมใช้พลังลูกไฟเพื่อสร้างแรงถีบในการหนี
สายฟ้าสีเงินสว่างเส้นใหญ่ฟาดผ่าลงมายังเบื้องล่าง เปลี่ยนให้ผู้วิเศษเป้าหมายกลายเป็นซากสีดำไหม้เกรียมที่สั่นกระตุก
บึ้ม! บึ้ม! บึ้ม!
กระสุนปืนใหญ่นัดแล้วนัดเล่าปะทะเข้ากับเรือรบที่ลอยกลางอากาศในสภาพเสียสมดุล
อัลเจอร์หันไปจ้องมือขวาตัวเองด้วยสายตาเหม่อลอยสักพัก
นี่คือพลังของผู้สังเวยภัยพิบัติ…การเป็นครึ่งเทพรู้สึกแบบนี้เองหรือ? มันปลาบปลื้มอยู่คนเดียวสักพักก่อนจะได้สติกลับมา ตามด้วยการควบคุมโทสะสีครามไล่ล่าศัตรู
สงครามยุทธนาวีจบลงในอีกหนึ่งชั่วโมงถัดมา เป็นอีกครั้งที่ฝ่ายโลเอ็นปกป้องหมู่เกาะรอสต์สำเร็จ
อัลเจอร์ค่อนข้างอารมณ์ดี หลังจากนำโทสะสีครามจอดเทียบท่า มันพาลูกเรือตรงไปผับที่ยังเปิดให้บริการทันที
โลเอ็นออกนโยบายห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างสงครามเพื่อลดการสิ้นเปลืองอาหาร แต่เหล้าคือสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับลูกเรือ ดินแดนที่ปกครองโดยโบสถ์วายุสลาตันจึงไม่เคร่งกฎระเบียบมากขนาดนั้น และต้องไม่ลืมว่าหมู่เกาะรอสต์มีผลผลิตมากแต่ประชากรน้อย ประกอบกับการที่เส้นทางเดินเรือขนเสบียงถูกปิดตาย การส่งเสบียงออกไปจึงทำไม่ได้
สายตาอัลเจอร์พลันชะงักหลังจากเดินไปได้สักพัก
ถนนเบื้องหน้าถูกกระสุนปืนใหญ่ยิงถล่มใส่ บ้านเรือนหลายหลังพังทลาย หนึ่งในนั้นเกิดหลุมลึกบนพื้นคอนกรีต อาคารสี่ชั้นด้านข้างก็เหลือเพียงซากปรักหักพัง
รอยยิ้มจางบนใบหน้าเลือนหายไปโดยสมบูรณ์
….
บ่ายสามโมงตรงของวันจันทร์ตามเวลาเบ็คลันด์
ลำแสงสีแดงสว่างขึ้นสองฝั่งโต๊ะทองแดงยาวพร้อมกับควบแน่นเป็นร่างกาย
ช่วงเวลาค้าขายเริ่มขึ้นทันทีหลังจากสมาชิกทุกคนทักทายมิสเตอร์ฟูลเสร็จ เนื่องจากช่วงนี้ไม่มีไดอารีหน้าใหม่หรือคำถามที่แคทลียาสะสมไว้
เดอะมูนเอ็มลินเหยียดหลังตรงพลางมองไปรอบตัว
“สุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ข้ามีงานจ้าง”
“คุณคิดจะล่าราชาหมอผีคนไหน?” แคทลียาถามเดอะมูนตามข้อมูลในมือ
“…” เอ็มลินใช้เวลาสองวินาทีเต็มในการย่อยคำถามของแคทลียา จากนั้นก็ตอบโดยยังรักษารอยยิ้มสง่างาม “เดาได้ถูกต้อง”
เฮอร์มิทแคทลียาพยักหน้า
“แล้วคุณจะตอบแทนด้วยอะไร?”
เอ็มลินชะงักไปอีกครั้ง เริ่มกระอักกระอ่วนในสิ่งที่เตรียมมา
เดอะเวิร์ลสุดขอบโต๊ะทองแดงอีกฝั่งเห็นดังนั้นจึงพูดขึ้น
“คุณขอความช่วยเหลือจากคนของโรงเรียนกุหลาบฝ่ายระงับแรงปรารถนาแล้วหรือ?”
เดอะมูนเอ็มลินถอนหายใจโล่งอก
“ใช่”
“ถ้าอย่างนั้นผมรับงานนี้เอง” ไคลน์ตัดสินใจรับงานเนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมิสผู้ส่งสาร ชารอน และมาริค “แต่แน่นอนว่าผมจำเป็นต้องใช้สื่อกลาง”
มันหันไปคุยกับมิสเมจิกเชี่ยนโดยไม่รอคำตอบจากเอ็มลิน
“คุณเตรียมตัวให้พร้อม”
“…?” ใบหน้าของฟอร์สผู้กำลังนั่งชมเหตุการณ์ประหนึ่งดูละครพลันแข็งทื่อ
………………….
หลังจบพิธีมิสซาใหญ่ ไคลน์เดินตามนักบวชหน้าใหม่ของศาสนาเดอะฟูล นีม เข้าไปในหอคอยสีดำ
นีมอธิบายเกี่ยวกับสมบัติปิดผนึกระดับหนึ่ง และครึ่งเทพในเมืองจันทราโดยไม่มากพิธีรีตอง
ครึ่งเทพสามตน…สมบัติปิดผนึกระดับหนึ่งห้าชิ้น…เมืองจันทราไม่ได้อ่อนแอเลยสักนิด…สมแล้วที่ถูกเลือกให้ได้รับวิวรณ์มาเฝ้าม่านหมอก…นอกจากนั้นยังมีความหลากหลายของเส้นทางผู้วิเศษ สามารถร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิภาพและช่วยกันประกอบพิธีกรรมเลื่อนลำดับโดยไม่ต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากภายนอก ไม่ต้องคำนึกถึงข้อจำกัดทางสภาพแวดล้อม…แต่ถ้าเทียบกับเมืองเงินพิสุทธิ์ ธรรมชาติของที่นี่แย่กว่ามาก แถมยังไม่มีสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ คอยค้ำจุน การมีชีวิตรอดมาถึงปัจจุบันถือเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มากทีเดียว…ถ้าไม่ติดปัญหาด้านขาดแคลนอาหาร พวกเขาคงดำรงอยู่ได้อีกไม่ต่ำกว่าร้อยปี…ไคลน์ผุดความคิดมากมายหลังจากได้ฟังข้อมูล
นีมกล่าวอย่างนอบน้อม
“ท่านผู้ส่งสาร พวกเรามีความยินดีที่จะสังเวยตะกอนพลังและสมบัติปิดผนึกทุกชิ้นแด่พระองค์…ท่านคิดว่าพระองค์ชื่นชอบชิ้นใดมากเป็นพิเศษ?”
มหานักบวชทั้งสามคนนอกจากนีมซึ่งเป็นผู้พิทักษ์ราตรี เมืองจันทรายังมีอัศวินเลือดเหล็กและจอมเวทกฎหมายซึ่งถูกขนานนามให้เป็น ‘นักบวชอสนี’ และ ‘นักบวชรัตติกาล’ ตามลำดับ
สำหรับสมบัติปิดผนึกระดับหนึ่งชิ้นแรกเป็นของเส้นทางสัตว์ประหลาด คาดว่าเป็นตะกอนพลังของ ‘จอมเวทเคราะห์กรรม’ ที่ผสานเข้ากับ ‘นักท่องกลียุค’ จำนวนเล็กน้อย ชิ้นที่สองมาจากตะกอนพลัง ‘หุ่นกระบอก’ ของเส้นทางมนุษย์กลายพันธุ์ ชิ้นที่สามได้รับการประทานจากเทวทูตสีชาดเมดีซีโดยตรง มีพลังในการรวบรวมพลังไว้ในจุดเดียว ชิ้นที่สี่เป็นตะกอนพลังของ ‘จอมเวทพิสดาร’ กับอะไรบางอย่าง และชิ้นสุดท้ายไม่มีใครทราบว่ามาจากเส้นทางใด มีพลังในขอบเขตการหยั่งรู้ระดับสูง แต่ก็จัดว่าอันตรายมากเนื่องจากผู้ใช้งานจะถูกกัดกร่อนโดยไม่ทราบแหล่งที่มา
เปลือกตาไคลน์กระตุกทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น
“จงรับใช้พระองค์ด้วยหัวใจ มิใช่เครื่องสังเวย…พระองค์คือผู้โอบกอดโลกใบนี้ ย่อมไม่แยแสสิ่งเล็กน้อยของพวกท่าน”
มันกล่าวต่อหลังจากเว้นวรรค
“หากพวกคุณไม่รังเกียจ สามารถพาผมเดินชมที่นี่เพื่อเปิดหูเปิดตาได้”
“ไม่มีปัญหาขอรับ!” นีมตอบโดยปราศจากความลังเล
เดิมทีมันคิดว่าเกอร์มันสแปร์โรว์จะรับสมบัติปิดผนึกระดับหนึ่งไว้สักชิ้นก่อนเดินชมเมือง แต่กลับต้องผิดคาดเมื่ออีกฝ่ายต้องการทราบสถานการณ์ของเมืองมากกว่าผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย ผู้ส่งสารแห่งเทพรายนี้อาจหยิบทุกชิ้นขึ้นมาดู แต่สุดท้ายก็วางกลับไป
ไคลน์กล่าวกับสามมหานักบวชหลังจากการเดินชมเมืองจบลง
“โอกาสในการเดินทางออกจากดินแดนต้องสาปยังมาไม่ถึง พวกคุณต้องอดทนรออีกสักพัก…ส่วนผมยังคงต้องออกเดินทางเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตและเผยแผ่พระกรุณาของพระองค์”
“ขอรับ ท่านผู้ส่งสาร” นีมและนักบวชที่เหลือขานรับแข็งขัน
ด้วยเห็ดวิเศษเหล่านี้ พวกมันจะไม่ขาดแคลนอาหารไปอีกอย่างน้อยสามชั่วอายุคน
สะสางเรื่องราวของเมืองจันทราเสร็จ ไคลน์ถือตะเกียงเดินฝ่าความมืดในสภาพแต่งกายด้วยเสื้อกันลมและหมวกทรงกึ่งสูง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันจะทำอะไรต่อ
ตามหาหมาป่าอสูรทมิฬโคทาร์และล่าเทพแห่งความปรารถนารายนี้!
ความปรารถนาของเราคือตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์และผ้าม่านผืนนั้น…ไม่ทราบว่าท่านจะช่วยทำให้เป็นจริงได้ไหม…ไคลน์จิกกัดติดตลกภายในใจขณะเดิน
ชายหนุ่มดึงตัวเองอีกคนออกจากความว่างเปล่าหลังจากเดินลับสายตาชาวเมืองจันทรา
สติถูกโอนถ่ายมายังภาพฉายทันทีที่ร่างต้นเข้าไปหลบในช่องว่างประวัติศาสตร์
ภาพฉายทำการอัญเชิญไม้เท้าดวงดาว จากนั้นไคลน์ก็ย้ายตำแหน่งไปยังภาพในจินตนาการ
ซากเมืองโบราณนอร์ธทางตอนเหนือ!
ภาพฉายของไคลน์และไม้เท้าดวงดาวสลายตัวทันทีที่ไปโผล่เหนือเมืองนอร์ธ จิตใต้สำนึกชายหนุ่มย้ายกลับมายังร่างต้นบนดินแดนรกร้างใกล้กับเมืองจันทราอีกครั้ง
ถัดมาเป็นการอัญเชิญภาพฉายไม้เท้าออกมาใหม่ จากนั้นก็ให้ร่างต้นย้ายตำแหน่งไปยังเมืองนอร์ธด้วยตัวเอง
การทดสอบครั้งแรกมีเพื่อยืนยันว่าภาพในจินตนาการไคลน์และสภาพจริงของเมืองนอร์ธยังคงตรงกัน ป้องกันมิให้ไม้เท้าดวงดาวส่งร่างต้นไปยังตำแหน่งสุ่ม
นี่คือความไม่ประมาทของปราชญ์โบราณ
…
ใจกลางลานฝึกของเมืองเงินพิสุทธิ์ที่เงียบและมืด
โดยมีโคลินอีเลียดผู้สะพายดาบยาวสองเล่มบนหลังยืนอยู่ไม่ห่าง เดอร์ริคก้มหน้าประกอบพิธีกรรมถึงเดอะฟูลพลางวิงวอนให้พระองค์ส่งวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ลงมาช่วยเหลือ
คาถาค่อนข้างซับซ้อนเนื่องจากพิธีกรรมในคราวนี้แตกต่างจากการอัญเชิญตามปรกติ
“ข้าแต่มหาเดอะฟูล พระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งสายหมอกสีเทา พระองค์ผู้เป็นราชันเหลืองดำผู้ครองพลังโชคลาภ”
“ข้าขอวิงวอนความรักจากท่าน…”
“ข้าขอวิงวอนความสนใจ…”
“ข้าขอวิงวอนพลังในขอบเขตการปกปิดและแปรเปลี่ยน…”
“ตัวข้า!”
“ขออัญเชิญในนามแห่งมหาเดอะฟูล”
“วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ผู้เห็นแจ้งในทุกสิ่ง ข้ารับใช้แห่งราชันเหลืองดำ ผู้ท่องดินแดนความฝันและจิตวิญญาณ”
เมื่อถ้อยคำภาษาคนยักษ์ดังกังวานทั่วแท่นบูชา เปลวไฟปลายเทียนไขพลันขยายออกและก่อตัวเป็นบานประตูมายาที่เต็มไปด้วยลวดลาย
ประตูเปิดออกอย่างเชื่องช้าโดยมีสตรีที่แต่งกายในชุดสีขาวบริสุทธิ์และหน้ากากโลหะสีเงินย่างกรายออกมา เธอเหยียบลงบนความว่างเปล่าทีละก้าวจนกระทั่งสัมผัสกับพื้น
ผมสีแดง ดวงตาสีทองกระจ่างใสและลุ่มลึกประหนึ่งสามารถมองเข้าไปในหัวใจผู้คน
ไม่ใช่ใครนอกจากจัสติสออเดรย์ เธอใช้ ‘คำลวง’ เพื่อเปลี่ยนส่วนสูง และใช้หน้ากากเพื่อปกปิดจุดเด่นประจำตัว
หญิงสาวเดินทางมายังดินแดนเทพทอดทิ้งในร่างวิญญาณ
อันที่จริงพิธีกรรมไม่มีความจำเป็นต้องซับซ้อน เพียงแค่ไคลน์ดึงร่างวิญญาณของออเดรย์ขึ้นมารอบนมิติหมอกล่วงหน้า จากนั้นก็ส่งเธอออกจากบานประตูแห่งการสังเวยและรับมอบเพื่อสะสางเรื่องราว
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ต่อให้คาถาเปลี่ยนจาก ‘วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ผู้เห็นแจ้งในทุกสิ่ง’ เป็น ‘เจ้าหญิงนิทรา…ผู้ถือครองแอปเปิลทองคำ…อดีตเจ้าของรองเท้าแก้ว’ คนที่ลงไปก็ยังจะเป็นออเดรย์เช่นเดิม เพราะดุลพินิจในการผ่านเข้าออกประตูอยู่ที่ไคลน์ตัดสินใจทั้งหมด กุญแจสำคัญมีเพียงการเอ่ยนามเดอะฟูลเพื่อสร้างการเชื่อมต่อระหว่างปราสาทต้นกำเนิดและดินแดนเทพทอดทิ้ง
ออเดรย์หน้ากากเงินมองไปรอบตัว ตามด้วยแหงนมองท้องฟ้า สำรวจความมืดมิดที่เต็มไปด้วยอันตราย และสุดท้ายหันมาจ้องโคลินอีเลียด
เธอถอนสายตากลับไปพยักหน้าให้เดอะซันน้อย
“มาเริ่มกันเถิด”ไอรีนโนเวล
ขณะกล่าว เธออดไม่ได้ที่จะถอนหายใจให้กับส่วนสูงของเด็กหนุ่ม
แม้จะเคยเห็นบ่อยครั้งในชุมนุมทาโรต์ แต่การได้พบตัวจริงก็ยังทำให้เธอตะลึง
ออเดรย์มั่นใจว่าเดอะซันน้อยเด็กกว่าตน หรืออย่างน้อยก็ยังไม่บรรลุนิติภาวะตามมาตรฐานโลเอ็น แต่อีกฝ่ายกลับมีส่วนสูงเกินกว่าสองเมตรอย่างน่าทึ่ง ส่งผลให้ออเดรย์ที่ใช้คำลวงปรับแต่งส่วนสูงยังคงต้องแหงนหน้าคุย
สายตาเดอร์ริคจดจ้องไปยังโอสถสีทองบนแท่นบูชาโดยปราศจากความลังเล
ทันใดนั้น สมองของมันเริ่มมึนงงพร้อมกับมีฉากแล้วฉากเล่าแล่นผ่านเข้ามา
ฉากของพ่อแม่ที่นอนในโลงศพโดยยังมีชีวิต
ดาบเงินที่ถูกแทงลงไปอย่างสุดกำลัง เลือดที่สาดกระเซ็นจนทำให้มันมองสิ่งใดไม่เห็นไปชั่วขณะ
ภาพความอบอุ่นของครอบครัวในอดีต
ภาพของเมืองเงินพิสุทธิ์ที่ใกล้จะพ่ายแพ้ต่อความมืด
ภาพของบรรดาพวกพ้องที่ช่วยเหลือกันและกันอย่างเข้มแข็ง
ภาพของอาวุโสที่ช่วยปกป้องทุกคนจากลมฝน
ภาพของคำสาปที่เล่นงานชาวเมืองหนแล้วหนเล่า ภาพของความหวังที่มองเห็นจากแสงสายฟ้าท่ามกลางความมืด
ภาพที่เล่นซ้ำมานานกว่าสองพันปี ความกระหายในแสงสว่างที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น
อารมณ์ที่เข้มข้นที่สุดที่เดอร์ริคไม่ต้องการละทิ้งนั้นซับซ้อนมาก อัดแน่นไปด้วยความโกรธแค้นโลกแห่งความจริง ความโหยหาอดีต ความเจ็บปวดที่ได้รับจากสภาพแวดล้อม ความหดหู่สิ้นหวังจากการศึกษาประวัติศาสตร์ และความปรารถนาที่จะกอบกู้เมืองเงินพิสุทธิ์
ออเดรย์บรรจงสกัดอารมณ์เหล่านั้นออกมาอย่างใจเย็น ระหว่างทางเธอได้ซึมซับความเศร้าของชาวเมือง ได้รับรู้ความเข้มแข็ง สามัคคี และความเสียสละของทุกคน
ดวงตาสีทองของเธอหรี่ลงและกะพริบเป็นระยะ คล้ายกับเริ่มเข้าใจบางสิ่งและสัมผัสถึงบางอย่าง แต่ก็ยังสับสนเป็นบางครั้ง
เธอมองเห็นเทวทูตแห่งแสงเจ้าของสิบสองปีกหลังจากผ่านไปสักพัก นี่คืออีกหนึ่งการตอบสนองของมิสเตอร์ฟูล
ออเดรย์ฉวยโอกาสดังกล่าวบรรจุความรู้สึกอันแรงกล้าใส่เข้าไปในร่างมายาของเทวทูต ป้องกันมิให้พวกมันสลายไปในเวลาอันสั้น เรียกได้ว่ายังไม่ถูกตัดขาดจากร่างเดอร์ริคโดยสมบูรณ์
สำเร็จ…หญิงสาวสร้างเสียงสะท้อนภายในใจโดยมิได้เปิดปาก
ทันใดนั้น ดวงตาเดอร์ริคพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาจนน่าขนลุก ราวกับมันไม่รู้สึกถึงความสุข เศร้า เจ็บปวด และหดหู่อีกต่อไป
เด็กหนุ่มหยิบขวดโอสถสีทองตรงหน้ากระดกดื่มทันที
นี่คือโอสถที่ปรุงจากตะกอนพลังซึ่งได้จากการป่นไม้กางเขนเจิดจรัส
สมบัติปิดผนึกซึ่งมีต้นกำเนิดจากเทพสุริยันบรรพกาลไม่หลงเหลืออีกต่อไป แต่แน่นอน ทุกสิ่งที่ไคลน์เคยครอบครองจะคงอยู่ไปตลอดกาล
ของเหลวที่แผดเผาอย่างเกรี้ยวกราดไหลไปตามหลอดอาหารของเดอร์ริคจนกระทั่งเติมเต็มร่างกายและวิญญาณ
แสงอาทิตย์อันเจิดจ้าบรรจงแผ่ออกจากร่างเด็กหนุ่มทีละนิด ช่วยชะล้างมลพิษที่เคยตกค้างในร่างกายและจิตใจออกจนหมด
ร่างกายเดอร์ริคบริสุทธิ์ผุดผ่องประหนึ่งวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่ก่อตัวจากแสง
การตระหนักรู้ตัวเองและอารมณ์ทุกชนิดล้วนถูกชำระล้างและขับไล่ออกจากร่างกาย อีกไม่นานเดอร์ริคก็จะเอาแต่ท่องคำสรรเสริญสุริยัน
ออเดรย์ฉวยโอกาสดังกล่าวนำทางอารมณ์อันเข้มข้นที่เธอสกัดออกมากลับเข้าไปในตัวเดอะซันน้อย
ฉากแล้วฉากเล่าผุดขึ้นในจิตใจเดอร์ริคจนเกิดเป็นอารมณ์อันซับซ้อน
ความเจ็บปวดที่ได้สังหารพ่อแม่ย้อนกลับมาอีกหน รวมถึงความสิ้นหวังกับสภาพแวดล้อมของเมืองเงินพิสุทธิ์ และความปีติยินดีหลังจากได้รับพระกรุณาจากเดอะฟูล
อารมณ์ดังกล่าวสลักลึกเข้าไปในกระดูกเดอร์ริค ขณะเดียวกันก็กลายเป็นรากฐานที่สำคัญของโลกแห่งจิต พวกมันหนักแน่นมั่นคงจนช่วยให้เด็กหนุ่มเอาชนะพลังชำระล้างที่ถาโถมจากโอสถอีกสองสามระลอก
จนกระทั่งเดอร์ริคลืมตาอีกครั้ง – สีของมันขาวโพลนโดยสมบูรณ์
เด็กหนุ่มพยายามเอื้อมแขนออกไปจับออร่าแสงที่ตนมองเห็นรอบตัว
แต่แสงดังกล่าวพลันสลัวและดับลงทันที
เดอร์ริคผงะเล็กน้อยแต่ยังคงกำมือขวาแน่น
ทันใดนั้น แสงสว่างพวยพุ่งออกมาทุกทิศทางและโอบล้อมเมืองเงินพิสุทธิ์เอาไว้อย่างท่วมท้น
กลางวันในตำนานกลับมาปรากฏอีกครั้งเป็นการชั่วคราว
ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ทุกคนรวมถึงโคลินอีเลียดต่างพากันจนตะลึงจนอ้าปากค้าง ฉากดังกล่าวน่าทึ่งยิ่งกว่าการเลื่อนลำดับเป็นครึ่งเทพครั้งใดในประวัติศาสตร์ของเมือง
แสงอาทิตย์
แสงอาทิตย์กำลังฉาบไปทั่วไปเมือง
…
ออเดรย์กลับมายังมิติหมอกหลังจากพิธีกรรมสิ้นสุด
ตอนนี้มิสเตอร์ฟูลไม่อยู่อีกแล้ว ภายในวังโบราณมีเพียงเดอะเวิร์ลที่เฝ้ามองพิธีกรรมมาตลอด
“อาการของคุณดูไม่ดีเลยนะ” ไคลน์ถามอย่างเป็นกังวล
ออเดรย์นั่งพลางยิ้ม
“ดินฉันแค่กำลังสับสนและลังเล”
“เป็นเรื่องธรรมดา…คนเรามักเป็นเช่นนี้ก่อนจะตัดสินใจได้เด็ดขาดเสมอ หลายคนไม่กล้าตัดสินใจในท้ายที่สุด และหลายคนต้องเสียใจกับสิ่งที่ตนเลือก” ไคลน์กล่าวเสียงขรึม
ออเดรย์ทำเพียงยิ้มโดยไม่ตอบโต้บทสนทนา
“นับตั้งแต่กลายเป็นผู้ชม ดิฉันมักเผยด้านที่ดูดีที่สุดในสายตาผู้อื่นอยู่เสมอ เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดความรู้สึกในเชิงบวกตลอดเวลา…นี่ไม่ใช่สิ่งที่แย่ แต่มันทำให้ฉันไม่รู้ว่าเนื้อแท้ของตัวเองเป็นเช่นไรในสายตาคนอื่น…ฉันไม่กล้าถอดเสื้อผ้าหรูหราและให้ใครเห็นความเน่าเปื่อยภายใน และนั่นทำให้ฉันไม่มีวันเข้าใจปัญหาของตัวเอง…เมื่อไม่นานมานี้ ฉันพยายามเผยธาตุแท้บางส่วนเพื่อดูว่าคนรอบตัวจะตอบสนองเช่นไร อยากรู้ว่าพวกเขายังคงมองฉันเป็นคุณหนูจิตใจงดงามและสง่าผ่าเผยอยู่หรือไม่…”
เธอเงียบหลังจากเล่าถึงตรงนี้ ตามด้วยถอนหายใจและกล่าวในอีกไม่กี่วินาทีถัดมา
“เกินเอื้อม…”
…………………………
เอ็มลินตอบหลังจากค้างยิ้มไว้สักพัก
“ผมหาผู้ช่วยที่แข็งแกร่งเพียงพอได้”
คราวนี้มันไม่อยากหยิบยืมแรงจากตระกูลผีดูดเลือดสักเท่าไร เพราะไม่อย่างนั้นคงได้ทำงานจำพวกคนประสานงาน คนดูต้นทาง หรือไม่ก็คนคอยส่งข่าวเหมือนทุกที ส่งผลให้ไม่มีสิทธิ์มากพอที่จะเลือกแบ่งสมบัติ
และสำหรับดยุคกับมาร์ควิสผีดูดเลือด พวกมันมีคนในบัญชาที่รอต่อคิวเป็นเอิร์ลมากมาย
เดิมทีเอ็มลินเชื่อว่าในฐานะผู้กอบกู้ของตระกูล มันควรมองพี่น้องทุกคนอย่างเท่าเทียม แต่หลังจากมิสเตอร์แฮงแมนช่วยวิเคราะห์คำสั่งไม่ชอบมาพากลจำนวนมากที่มาจากลอร์ดนีบาสและคนอื่น เอ็มลินเริ่มหวาดระแวงเจตนาของพวกมัน
มาริคขมวดคิ้วถาม
“เชอร์ล็อกโมเรียตี้?”
เอ็มลินประหลาดใจจนต้องเปลี่ยนท่านั่ง
“ทำไมคุณถึงคิดว่าเป็นเขา?”
ถ้าเป็นเมื่อก่อนเอ็มลินจะถามออกไปตามตรงว่า ‘ทำไมถึงเป็นเชอร์ล็อกโมเรียตี้ ชายคนนั้นหายไปจากเบ็คลันด์เกือบสองปีแล้ว!’ แต่คราวนี้มันจับสังเกตได้จากคำตอบของมาริค จึงถามกึ่งหยั่งเชิง
เชอร์ล็อกโมเรียตี้เป็นคนพิเศษในสายตาวิญญาณอาฆาตตนนี้หรือ? แต่ก็เข้าใจได้ ชายคนนั้นพิเศษอย่างแท้จริง…เอ็มลินพยายามคาดเดา
สีหน้ามาริคแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาทันทีที่ได้ยินคำถามเอ็มลิน ราวกับมันเพิ่งได้พบไวเคาต์ผีดูดเลือดเป็นครั้งแรก
มันพยายามระงับความผิดปรกติทางสีหน้าก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ
“ขอทบทวนดูก่อน…หวังว่าคราวหน้าคุณจะมาพร้อมแผนการที่ชัดเจนกว่าเดิม”
“ไม่มีปัญหา” เอ็มลินแอบโล่งใจ
มันลุกขึ้นยืนพร้อมกับคำนับอย่างสุภาพ
เอ็มลินสวมหมวกผ้าไหมและเดินออกจากห้องหลังจากตกลงวิธีการติดต่อ
ผีดูดเลือดหนุ่มนึกทบทวนแผนระหว่างทางกลับบ้าน
ถ้าทำให้ครึ่งเทพโรงเรียนกุหลาบฝ่ายระงับแรงปรารถนายอมตกลงร่วมมือได้ เราก็จะมีสิทธิ์เบิกใช้งานสมบัติปิดผนึกระดับหนึ่ง จากมาร์ควิสหรือดยุคของตระกูล…
จากนั้นก็อ้างว่าทางฝั่งพันธมิตรไม่ต้องการให้มีผีดูดเลือดครึ่งเทพเข้าร่วมปฏิบัติการ ถือเป็นการกีดกันอย่างสมเหตุสมผล…
แต่การจะทำให้มาริคยอมตกลงรับข้อเสนอ เราต้องแสดงให้เห็นว่ามีความแข็งแกร่งเพียงพอ…อาจต้องจ้างงานจากสมาชิกชุมนุมทาโรต์อย่างมาดามเฮอร์มิท มิสจัสติส และมิสเตอร์แฮงแมน…มิสเมจิกเชี่ยนก็ได้เช่นกัน เธอมีพลังเทเลพอร์ตและอัญเชิญเกอร์มันสแปร์โรว์ออกมาได้…
แต่ปัญหาก็คือ…เราจะจ่ายด้วยอะไร…
ทำได้แค่สัญญาล่วงหน้าว่าเมื่อได้กลายเป็นเอิร์ล เราจะไล่ชดใช้คืนให้จนครบทุกคน…
คิดถึงตรงนี้ เอ็มลินรู้สึกขอบคุณโชคชะตาที่นำพาตนมาเข้าร่วมชุมนุมทาโรต์
เท่าที่มันทราบ นี่คือองค์กรเดียวที่อนุญาตให้มีการจ่ายค่าจ้างเป็นคำสัญญาล่วงหน้า
เมื่อเทียบกันแล้ว ทั้งตระกูลผีดูดเลือดและโบสถ์หลักต่างใช้วิธีสะสมคะแนนผลงานจนถึงกำหนด จึงจะได้รับตะกอนพลังและความช่วยเหลือในการจัดพิธีกรรม น่าเศร้าที่มีผู้วิเศษบางคนไม่สามารถสะสมคะแนนผลงานได้ครบก่อนตาย
ระบบของชุมนุมทาโรต์เหมือนกับการกู้สินเชื่อที่มีมิสเตอร์ฟูลช่วยค้ำประกัน สามารถใช้เพื่อจ้างงานและซื้อของ จากนั้นก็ค่อยผ่อนจ่ายภายหลังเมื่อเลื่อนลำดับสำเร็จ…เอ็มลินเปรียบเปรยตามสิ่งที่ตนคุ้นเคย
แม้ว่ามันจะไม่เคยกู้เงินจากธนาคาร แต่ผีดูดเลือดผู้มั่งคงบางตนเชี่ยวชาญด้านนี้และมักแบ่งปันประสบการณ์ให้ฟังบ่อยครั้ง
ผีดูดเลือดส่วนมากมักมีงานอดิเรกประจำที่ค่าใช้จ่ายสูง ประกอบกับการที่ทรัพย์สินราคาแพงต้องใช้เวลาในการขายสักพัก มีบ่อยครั้งที่พวกมันต้องยืมเงินจากคนสนิทหรือธนาคารเพื่อรักษาสภาพคล่อง
เอ็มลินจำได้ว่ามีผีดูดเลือดที่ทำธุรกิจไม่เก่งตนหนึ่งซึ่งหาเงินจากการประกอบอาชีพหมออย่างเดียว เมื่อถึงคราวที่มันอยากได้ภาพศิลปะหายากราคาสูง ผีดูดเลือดตนดังกล่าวเลือกใช้วิธีกู้เงินจากธนาคารเบ็คลันด์
แต่หลังจากนั้นมันก็ต้องนำบ้านและที่ดินไปจำนอง ฉกฉวยโอกาสจากการมีชีวิตยืนยาวเพื่อผ่อนจ่ายได้นานกว่ามนุษย์ปรกติ แน่นอนว่าเมื่อผู้เป็นบิดาตาย ลูกก็ต้องสานหนี้ต่อ และเมื่อลูกตายก็ถึงคิวของหลาน
จากกรณีดังกล่าว เอ็มลินสามารถนิยามได้หนึ่งคำ ซื่อสัตย์ฉิบหาย
…
เขตเหนือของกรุงเบ็คลันด์ ด้านนอกวิหารนักบุญแซมมวล
ชาวเมืองกำลังต่อแถวเพื่อรับอาหารจำพวกขนมปังปิ้ง เห็ดแห้ง ผลไม้ตากแห้ง และอาหารชนิดอื่นจากพนักงานของกองทุนช่วยเหลือผู้ยากไร้แห่งโลเอ็น
แถวการแจกจ่ายยาวจากหน้าทางเข้าวิหารไปถึงจัตุรัสและวนอีกหลายรอบ มองเข้าไปจะเห็นผู้คนเบียดเสียดจำนวนมาก
ออเดรย์ที่ยืนอยู่ด้านหลังเมลิสซ่ากำลังเก็บรายละเอียดทั้งหมดในการมองเห็น
เธอเห็นใบหน้าอันซีดเซียวของชาวเมืองผู้มีสายตาหิวโหย เห็นแม่ที่กำลังกล่อมลูกน้อยในอ้อมแขนพลางชำเลืองแถวที่แทบไม่สั้นลง เห็นผู้คนแต่งกายหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะชุดสุภาพ เดรสยาว หรือเสื้อผ้าสีสันสดใส บางคนกดปีกหมวกต่ำ บ้างก็สวมตาข่ายคลุมหน้าราวกับไม่ต้องการให้คนรู้จักจดจำได้
มีบ่อยครั้งที่คนพยายามฝ่าฝืนกฎและถูกนักบวชกับตำรวจไล่ออกไปต่อคิวท้ายแถว
ยิ่งอาหารถูกแจกจ่าย ถุงผ้าใบใหญ่ด้านหลังก็ค่อยๆ ลดขนาดลงกระทั่งไม่เหลือสิ่งใดด้านใน
อาหารถูกแจกจ่ายหมดแล้ว แต่คิวกลับยังลดไปแค่ครึ่ง
ชาวเมืองที่พลาดอาหารต่างแสดงอารมณ์หลากหลาย มีทั้งผิดหวังรุนแรง หงุดหงิดฉุนเฉียว และไม่พอใจ แต่ทุกคนก็ทำเพียงเดินเท้าไปยังจุดแจกจ่ายถัดไปโดยไม่มีใครกล้าก่อความวุ่นวายหรือส่งเสียง
พวกมันเคยเผชิญประสบการณ์ดังกล่าวมาแล้วหลายครั้งในช่วงไม่กี่เดือนหลัง ทุกคนทราบดีว่าการระเบิดอารมณ์โดยเปล่าประโยชน์ทำได้เพียงเผาผลาญพลังงานซึ่งเหลืออยู่น้อยนิดเต็มที คงฉลาดกว่าหากจะใช้พลังงานนั้นเพื่อเร่งฝีเท้าไปยังจุดแจกจ่ายอาหารใหม่ก่อนใคร
สีหน้าทุกคนค่อนไปทางเหม่อลอย ดวงตาว่างเปล่าขณะเดินออกจากจัตุรัสประหนึ่งซอมบี้
ทันใดนั้นเอง สตรีที่อุ้มเด็กเล็กพลันล้มลงกับพื้นหลังจากเดินกะเผลกมาได้สักพัก
ลูกชายของเธอแหกปากร้องไห้ด้วยเสียงเจ็บปวด
ขณะร้องก็พูดกับแม่ว่า
“แม่…ผมหิว”
“เดี๋ยวก็ได้อาหารแล้ว…ต้องได้แน่…ที่จัตุรัสรำลึกมีอาหาร” สตรีคนดังกล่าวอุ้มลูกอีกครั้งพร้อมกับตบหลังทั้งน้ำตา
เห็นฉากตรงหน้า ขณะออเดรย์เตรียมกล่าวบางสิ่ง เธอเห็นเมลิสซ่าก้มหยิบอาหารจากกล่องไม้ใต้โต๊ะยาวและวิ่งไปหาสองแม่ลูก
“ฉันดูผิด…ยังเหลืออีกหนึ่งชุด…” เมลิสซ่านั่งยองพลางยื่นขนมปัง เห็ดแห้ง และผลไม้แห้งใส่มือแม่ เธอพยายามอธิบายด้วยเสียงเบาที่สุดเพื่อไม่ให้ดึงดูดความสนใจจากคนรอบข้าง
อาหารที่ยังเหลือในกล่องถูกจัดเตรียมไว้สำหรับเจ้าหน้าที่กองทุน ชุดที่มอบให้สองแม่ลูกเป็นส่วนของเมลิสซ่า
สตรีคนดังกล่าวส่งอาหารให้ลูกชายพร้อมกับรีบไหว้ลวกๆ
“ขอบคุณค่ะ…ขอบคุณจริงๆ …”
เด็กเล็กกอดอาหารแนบแน่นพร้อมกับเปล่งเสียงเลียนแบบมารดาด้วยความไร้เดียงสา
“ขอบคุณครับ…”
ออเดรย์ถอนสายตากลับและมองไปรอบตัวตามความเคยชิน จากนั้นก็พบว่านักบวชของวิหาร ตำรวจ และเหยี่ยวราตรีที่ปะปนอยู่กับฝูงชนเพื่อคอยคุ้มครองอย่างลับๆ ต่างกำลังแสดงความเห็นใจ สงสาร และเศร้าโศกโดยไม่ปิดบัง
ออเดรย์หยิบอาหารในส่วนของเธอมายืนใส่มือเมลิสซ่าเมื่อชาวเมืองกลับไปหมดแล้ว
“ส่วนของคุณ”
เมลิสซ่าจ้องมิสฮอลล์พลางส่ายศีรษะ
“ส่วนของฉันให้แม่ลูกคู่นั้นไปแล้ว…มิสฮอลล์ คุณไม่ต้องเป็นห่วง ที่บ้านของฉันมีอาหาร พี่ชายฉันเป็นข้าราชการ…”
ออเดรย์ยิ้มจางพลางยัดขนมปัง เห็ดแห้ง และผลไม้แห้งใส่มือเมลิสซ่า
“ไม่ต้องห่วงฉัน ทางตระกูลได้เตรียมของวางให้ฉันออกมากินข้างนอกอยู่แล้ว”
หญิงสาวหยิบกล่องไม้จากสาวใช้แอนนี่และเปิดให้เมลิสซ่าดูขณะเล่า
ในกล่องไม้มีแซนด์วิชแตงกวาหรูหรา มัฟฟินเนย และเค้กแคร์รอตชิ้นเล็ก
เมลิสซ่าเผยใบหน้าตกตะลึงทันที เธอจ้องของว่างในกล่องไม้สักพักก่อนจะเงยหน้ามองออเดรย์ฮอลล์
หญิงสาวก้มหน้าและรีบกินขนมปังคู่กับน้ำเปล่าที่ทางวิหารจัดหาให้
ออเดรย์ยืนนิ่งเป็นเวลานานราวกับถูกสาปให้เป็นหิน ผ่านไปหลายวินาทีที่เธอเอาแต่เม้มปากโดยไม่กล่าวคำใด
…
หลังจากชาวเมืองชุดที่ห้าผ่านการชำระล้างและรักษา รวมถึงเพลิดเพลินไปกับเห็ดวิเศษ ชาวเมืองจันทราก็กลายเป็นสาวกของเดอะฟูลอย่างไร้แรงต่อต้าน ทุกคนต้อนรับผู้เผยแผ่พระวจนะ เกอร์มันสแปร์โรว์เข้าไปในเมืองด้วยความอบอุ่น
ไคลน์ไม่รีรอที่จะจัดพิธีกรรมชำระล้างหมู่ครั้งใหญ่ด้วยไม้กางเขนเจิดจรัส จากนั้นก็รักษาโรคชาวเมืองที่เหลือด้วยไม้เท้าแห่งชีวิต
มหานักบวชนีมที่กักตัวเสร็จ เดินออกมาถามเกอร์มันสแปร์โรว์หลังพิธีกรรมจบ
“ท่านเจ้าคุณ…พระนามเต็มอันทรงเกียรติของพระองค์คืออะไรหรือ”
ไคลน์มองไปรอบตัวพลางเปล่งเสียงสำรวม
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย…”
มันเน้นย้ำเพิ่มเติมหลังจากมอบพระนามเต็ม
“ห้ามสวดวิงวอนถึงพระองค์ในยามปรกติเด็ดขาด ให้ทำเฉพาะในตอนที่มีเหตุสำคัญเท่านั้น”
ไม่อย่างนั้นมิสเตอร์ฟูลคงสติแตกกับ ‘สายโทรศัพท์นอกเวลางาน’
นีมมิได้เผยท่าทีประหลาดใจ เพราะเทพสุริยันบรรพกาลเองก็กำชับเช่นนี้
มันถามหลังจากไตร่ตรองสักพัก
“พิธีกรรมของพระองค์มีข้อกำหนดใดบ้าง?”
ไคลน์เปล่งเสียงทุ้มเหมือนกับพวกสิบแปดมงกุฎ
“พระองค์ทรงตรัสว่า บัญญัติข้อที่แปด จงรับใช้เราด้วยใจ หาใช่เครื่องสังเวย”
“สิ่งสำคัญที่สุดของพิธีกรรมคือความศรัทธา ไม่มีเงื่อนไขอื่น เรียบง่ายเข้าไว้”
เพราะพระองค์มิได้สนใจเลยสักนิด…ไคลน์เสริมในใจ
มันยกมือขวาชี้ไปทางกองเห็ดหลังจากอธิบายจบ
“พระองค์ทรงประทานเห็ดเหล่านี้เพื่ออวยพรให้ทุกคนมีอาหารอุดมสมบูรณ์…นี่เป็นเห็ดชนิดพิเศษที่ต้องปลูกจากศพสัตว์ประหลาด เห็ดสีดำมีหน้าที่กักเก็บมลพิษ การกัดกร่อน และความบ้าคลั่งเอาไว้ สามารถนำไปใช้เป็นวัตถุคำสาปหรือใช้ฉาบหัวลูกศร”
ชาวเมืองจันทราต่างฟังด้วยความปลาบปลื้มพลางก้มหน้าประสานมือตะโกน
“มิสเตอร์ฟูลจงเจริญ!”
ทันใดนั้น ไคลน์รู้สึกคล้ายกับได้ยินเสียงมายาดังจากอากาศ เสียงดังกล่าวผสานเข้ากับเสียงจริงและโอบกอดชายหนุ่มไว้ในฐานะหลักยึดเหนี่ยว
……………………
ไคลน์รู้สึกเห็นใจเมื่อได้ยินคำพูดแสนหดหู่เจอสับสนของมิสจัสติส เพราะมันเองก็เคยคิดแบบเดียวกัน
มันเรียบเรียงคำพูดก่อนจะกล่าวตามเนื้อหาของหนังสือปลุกใจที่เคยอ่าน
“ความตายของบิดาผู้หนึ่งอาจเป็นเพียงเรื่องเล็กสำหรับอาณาจักรโลเอ็น แต่นั่นคือเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของครอบครัวและเด็กคนหนึ่งไปตลอดกาล…ในทำนองเดียวกัน หากก้าวไปไม่ถึงระดับเทวทูต มนุษย์อายุขัยสั้นทุกคนล้วนมีจุดจบไม่ต่างกัน – ตายและถูกฝัง แต่นั่นไม่ได้แปลว่าช่วงชีวิตที่ผ่านมาไร้ความหมายหรือเปล่าประโยชน์”
จัสติสออเดรย์ผงกศีรษะรับเมื่อได้ยิน ตามด้วยการกล่าวตัดพ้ออีกครั้ง
“ดิฉันเข้าใจความหมาย แต่ความลับที่คุณเพิ่งถ่ายทอดนั้นยิ่งใหญ่จนกระทบกระเทือนจิตใจดิฉันอย่างหนัก ยากที่จะควบคุมอารมณ์ไว้ได้…ทั้งที่เป็นนักจิตบำบัด แต่ดิฉันกลับต้องการใครสักคนมาช่วยปลอบใจเหมือนกัน…”
ไคลน์ยิ้ม
“นั่นเป็นเรื่องปรกติ…มีหลายครั้งที่คนเรามองไม่เห็นปัญหาของตัวเองแม้จะชี้ข้อบกพร่องของคนอื่นได้อย่างแม่นยำ…คุณเคยเล่าให้ผมฟังว่า คุณกับซูซี่ต้องคอยปลอบประโลมกันและกันอย่างต่อเนื่อง”
เนื่องจากดอนดันเตสเคยพบกับซูซี่แล้ว ออเดรย์จึงไม่ปิดบังข้อมูลในการสนทนาหลังจากนั้น
หญิงสาวพยักหน้า
“ค่ะ นั่นสินะ…ฉันคิดออกแล้ว…หลังจากนี้แค่ทำเต็มที่เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเสียใจภายหลังก็พอ”
จิตใจของหญิงสาวดีขึ้นตามลำดับ
ไคลน์จึงกล่าว
“ไม่ใช่แค่การทำไปเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเสียใจภายหลัง แต่ความสำเร็จเล็กๆ ของเราอาจเป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยที่ช่วยยับยั้งวันสิ้นโลกสำเร็จ…ผลงานของเราอาจดูเล็กน้อยเมื่อเทียบกับภาพรวม แต่ทะเลทรายกว้างใหญ่ก็ยังประกอบกันจากทรายเม็ดเล็ก มหาสมุทรกว้างใหญ่เกิดจากการรวมตัวของหยดน้ำ ตราบใดที่ทุกคนคอยส่งต่อความร้อนและแบ่งปันแสงสว่างให้กันและกัน ความหวังก็ยังมีให้เห็นเสมอ”
“ส่งต่อความร้อนและแบ่งปันแสงสว่าง…” ออเดรย์พึมพำคำเกอร์มันสแปร์โรว์แผ่วเบา
“ผมไม่ได้คิดเองหรอกนะ” ไคลน์ยิ้มพลางเสริม
ออเดรย์ยกมุมปากพร้อมกับยิ้มตอบ
“คำพูดจักรพรรดิโรซายล์หรือ?”
ไม่แน่ใจว่าหมอนั่นพูดเอาไว้หรือยัง…เรายังไล่อ่านคำคมของโรซายล์ไม่ครบทุกอัน อ่านแล้วอดกำหมัดไม่ได้ทุกที…นั่นคือสาเหตุที่ยังอ่านไม่จบจนถึงตอนนี้…ไคลน์เปลี่ยนเรื่องโดยไม่ยืนยันหรือปฏิเสธ
“เริ่มสะกดจิตผมได้ ทำให้ผมลืมเรื่องที่เกี่ยวกับอวกาศ และเรียกความทรงจำกลับคืนมาเมื่อได้ยินคำกระตุ้น”
“อีกสักพักได้ไหมคะ ดิฉันมีเรื่องอยากขอคำแนะนำ” ออเดรย์ขอร้องอย่างตรงไปตรงมา เธออาศัยโอกาสนี้เล่าถึงสิ่งที่ตนกระทำในระยะหลังและความหนักใจที่ต้องเผชิญ “…มิสเตอร์เวิร์ล คุณมีความเห็นว่าอย่างไรบ้าง? ดิฉันต้องใช้วิธีใดถึงจะบรรเทาความหิวโหยของชาวเบ็คลันด์ไปจนกระทั่งสงครามสิ้นสุด?”
สำหรับการหยุดสงครามเพื่อขจัดความหิวโหย ต่อให้เธออยากทำมากเพียงใดก็คงจนปัญญา
และออเดรย์ก็ตระหนักดีว่ามิสเตอร์เวิร์ลไม่มีกำลังที่จะทำเช่นกัน หรือต่อให้เดอะฟูลแทรกแซงด้วยตัวเอง อย่างมากก็คงทำได้แค่พลิกผันกระแสสงคราม มิใช่การยุติความทุกข์ยากของผู้คน ต้องไม่ลืมว่าสงครามโลกในคราวนี้มีศึกระหว่างเทพอยู่เบื้องหลัง
ไคลน์กล่าวเยือกเย็นหลังจากลังเลสักพัก
“แม้ว่าหลักการของเส้นทางผู้ชมคือการซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังให้มากที่สุด และแม้ว่าผมจะให้ความสำคัญกับคำว่า ‘รอบคอบ’ และ ‘ไม่ประมาท’ ในทุกการกระทำของตัวเองเสมอ รวมถึงการไม่นำพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์อันตราย…”
ได้ยินอีกฝ่ายกล่าวเช่นนั้น จัสติสออเดรย์แอบรำพันในใจตามความเคยชิน
จากข่าวลือมากมายในทะเล จากคำบรรยายของฟอร์สและคนอื่น จากศึกระหว่างครึ่งเทพที่ดิฉันเคยประจักษ์ด้วยตาตัวเอง มิสเตอร์เวิร์ล…ดิฉันไม่เห็น ‘ความรอบคอบ’ และ ‘ไม่ประมาท’ ในตัวคุณเลยค่ะ…มีเพียง ‘ความเกรี้ยวกราด’ และ ‘การทำลายล้าง’ เท่านั้น…อา…นั่นสินะ การจะมีชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้ได้ ลำพังความแข็งแกร่งเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ…ไอรีนโนเวล
เมื่อเห็นว่าดวงตามิสจัสติสกำลังส่องประกายด้วยความตั้งใจฟัง ไคลน์กล่าวต่อทันที
“แต่ในโลกใบนี้ บางสิ่งก็ต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อให้ได้มา…บางครั้งผมก็ต้องลงมือทำในเรื่องที่ ‘อาจต้องตาย’”
ออเดรย์หยุดรำพันในใจ เธอเปิดปากพูดหลังจากเงียบงันอยู่สักพัก
“ดิฉันเข้าใจที่คุณจะสื่อ…ความปลอดภัยหรือผลลัพธ์ บางครั้งก็เลือกได้เพียงหนึ่ง”
ไคลน์พยักหน้ารับ จากนั้นก็พูดเพื่อให้มิสจัสติสตระหนักถึงความโหดร้ายของโลกให้มากขึ้น เธอจะได้ไม่ทำในสิ่งที่เป็นอุดมคติมากเกินไป
“วิธีการที่คุณเพิ่งนำเสนอมีโอกาสสำเร็จสูงและความเสี่ยงต่ำที่สุดแล้ว หากจะถามว่าใครสามารถช่วยบรรเทาความหิวโหยให้ชาวเบ็คลันด์ได้บ้าง คำตอบย่อมหนีไม่พ้นขุนนาง โบสถ์ พ่อค้า และราชวงศ์”
“แล้วการขโมยอาหารจากค่ายฟุซัค อินทิส และเฟเนพ็อตไม่ดีหรือคะ” ออเดรย์ถามด้วยความสงสัย
ไคลน์ตอบเยือกเย็น
“ไม่…ตอนนี้ทั้งสามกองทัพตั้งค่ายอยู่ในดินแดนของโลเอ็น ต่อให้คุณเล็ดลอดสายตาครึ่งเทพเข้าไปขโมยอาหารในค่ายสำเร็จ แต่พวกมันก็จะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก อย่างมากก็แค่ออกไปปล้นอาหารจากชาวเมืองในละแวกใกล้เคียงเพื่อบรรเทาความหิว วิธีนี้จะไม่สำเร็จในระยะสั้น และเราก็อดทนรอให้สำเร็จในระยะยาวไม่ได้เช่นกัน”
หากทำเช่นนั้น ออเดรย์จะกลายเป็นตัวการที่ทำให้ชายเมืองแถบชายแดนหิวตาย
นี่คือความแตกต่างระหว่างสงครามทั่วไปกับสงครามที่มีเทพอยู่เบื้องหลัง
“นั่นสินะ…ถึงจะเลือกวิธีนั้น แต่ดิฉันคงทำไม่สำเร็จ…กระเป๋าสัมภาระของนักท่องเที่ยวมีความจุจำกัด เช่นเดียวกับพลังเทเลพอร์ตที่บันทึกไว้ในสมุดเวทมนตร์เลมาโน่” ออเดรย์เริ่มวิเคราะห์และปัดตกแนวคิดตัวเอง ตามด้วยถาม “แล้วถ้าดิฉันแอบรวบรวมอาหารจากขุนนาง พ่อค้า และราชวงศ์สำเร็จ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าสามโบสถ์หลักค้นพบร่องรอย? พวกเขาจะตอบสนองเช่นไร?”
ไคลน์ตอบด้วยเสียงเดิม
“ทำเป็นมองไม่เห็น”
“…” ออเดรย์เชื่อคำพูดอีกฝ่าย แต่รู้สึกว่ายังขาดเหตุผลที่มีน้ำหนัก
ไคลน์กล่าวต่อ
“สาวกคือหลักยึดเหนี่ยวของทวยเทพ หนึ่งสาวกหมายถึงหนึ่งจุด หรือกล่าวได้ว่าไม่มีข้อแตกต่างระหว่างคนจนกับคนรวยในเรื่องนี้ ระบุให้ชัดเจนก็คือ ไม่มีหลักยึดเหนี่ยวใดสูงส่งกว่ากัน…ในสถานการณ์ปรกติ ขุนนางและพ่อค้าสามารถใช้สถานะทางสังคม อำนาจ ทรัพย์สิน และอิทธิพลของตนในการเผยแผ่และทำนุบำรุงศาสนา พวกเขาจึงดูเหมือนสำคัญกว่า… แต่ในยามศึกสงคราม คุณคิดว่าหนึ่งล้านหลักยึดเหนี่ยวหรือหนึ่งพันมีค่ามากกว่ากัน? ก็แค่คณิตศาสตร์ง่ายๆ”
เมื่อได้ฟังความจริงอันโหดร้ายโดยไม่มีม่านแห่งความโรแมนติกคอยบดบัง ออเดรย์อึ้งจนพูดไม่ออกไปพักใหญ่
ได้เห็นท่าทีอีกฝ่าย ไคลน์กล่าวต่อ
“จากมุมมองดังกล่าว สิ่งที่คุณกำลังจะทำอาจส่งผลประโยชน์เป็นวงกว้าง…คุณกำลังจะช่วยรักษาหลักยึดเหนี่ยวจำนวนมากให้กับเทพธิดารัตติกาลและเทพวายุสลาตัน การกระทำในคราวนี้อาจกลายเป็นบันไดให้พวกท่านเพิ่มพูนความแข็งแกร่งจนสามารถต้านทานวันสิ้นโลก”
ออเดรย์เม้มริมฝีปากแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งคลายออก จากนั้นก็ยิ้ม
“ฉันไม่เคยภูมิใจกับสถานะขุนนางมากเท่าวันนี้มาก่อน”
“ขุนนางคือตัวตนของคุณ มิใช่สถานะ” ไคลน์ช่วยเสริมให้สมบูรณ์
ออเดรย์ถอนหายใจยาวหลังจากความปั่นป่วนเริ่มบรรเทาลง แต่ก็ยังมิได้ตัดสินใจแน่นหนัก
หญิงสาวกล่าวอย่างเป็นกันเอง
“ความสัมพันธ์ของชุมนุมทาโรต์กับศาสนจักร…เอ่อ…โบสถ์รัตติกาล…ดูเหมือนจะเป็นมิตรกันมาก…มิสเตอร์ฟูลเป็นพันธมิตรกับเทพธิดารัตติกาลหรือคะ?”
ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกัน…ทางนี้ต้องการเป็นพันธมิตรกับเทพธิดาใจแทบขาด แต่อีกฝ่ายอาจไม่สนใจก็ได้…ไคลน์กล่าวเสียงขรึมหลังจากรำพันติดตลกสองสามคำ
“ผมขอตอบว่า…ในตอนนี้ก็ใช่”
มันจงใจเน้นย้ำคำว่าปัจจุบันเพื่อมิให้หน้าแตกในอนาคต
ขณะเดียวกันก็รำพันคำตอบที่แท้จริงภายในใจ
ถ้าพูดให้ถูกก็คือ…เทพธิดาเป็นผู้ปลุกปั้นเทวทูตให้กับชุมนุมทาโรต์…เธอเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่…
จัสติสออเดรย์พยักหน้าเชื่องช้าพร้อมกับวาดรอยยิ้ม
“ดิฉันได้แต่สงสัยว่า คุณกำลังรำพันสิ่งใดในใจขณะตอบว่า ‘ในตอนนี้ก็ใช่’…มันต้องน่าสนใจมากแน่ เหมือนกับตอนที่พวกเราสำรวจเลฟซิด”
คุณหนู…จิตแพทย์ไม่ควรพูดจาติดตลกกับคนไข้ตัวเองแบบนี้…หรือเป็นเพราะพวกเราได้คุยกันบ่อยครั้งตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา คุณจึงกล้าเผยธาตุแท้เวลาอยู่ต่อหน้าผม? ได้โปรดให้เกียรตินักผจญภัยเสียสติและเย็นชาตรงหน้าด้วย…เฮ่อ…คงต้องยอมรับว่าพลังในการคงสภาพจิตใจของเส้นทางผู้ชมช่างน่าอิจฉา…ทั้งหมดเป็นความผิดเลียวนาร์ดคนเดียว! ไคลน์ผงะเล็กน้อยก่อนจะแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“มาเริ่มกันเถอะ”
ออเดรย์เริ่มรวบรวมสมาธิและตั้งใจสะกดจิตอีกฝ่าย
จัดการทุกสิ่งเสร็จ ไคลน์จับตามองมิสจัสติสผ่านดาวแดงสักพักและยืนยันจนมั่นใจว่าเธอไม่ถูก ‘วันวาน’ สร้างการเชื่อมต่อหลังจากกลับถึงโลกแห่งความจริง
แน่นอนว่ามันลืมเรื่องเกี่ยวกับ ‘วันวาน’ และ ‘เทพภายนอก’ ไปเกือบหมดแล้ว ความทรงจำที่เหลืออยู่แค่พอจะยืนยันว่าไม่มีสิ่งผิดปรกติเกิดขึ้นกับมิสจัสติส
ฟู่ว…ไคลน์ถอนหายใจผ่อนคลาย จากนั้นก็โยนกระดาษที่สามารถปลุกความทรงจำเข้ากองขยะพร้อมกับเตือนตัวเองให้อ่านหลังจากกลายเป็นเทวทูต
…
กรุงเบ็คลันด์ ภายในหอพักย่านสะพาน
เอ็มลินจ้องหน้ามาริคที่ปรากฏกายฝั่งตรงข้าม จากนั้น รายแรกถอดหมวกคำนับอย่างสุภาพ
“คราวนี้มีอะไร” มาริคบนโซฟาประสานสองมือพลางเอนตัวมาด้านหน้าเล็กน้อย
เอ็มลินดึงเก้าอี้นั่ง ตามด้วยยิ้มและถาม
“คุณยังอยากจัดการกับสมาชิกระดับสูงของโรงเรียนกุหลาบฝ่ายฝักใฝ่แรงปรารถนาอยู่ไหม?”
“มีความคืบหน้าใหม่หรือ” มาริคถามเสียงเรียบ
เอ็มลินตอบอย่างใจเย็นเนื่องจากคิดเตรียมไว้ตั้งแต่ก่อนมาแล้ว
“ผมไม่มีเบาะแสเกี่ยวกับสมาชิกระดับสูงของโรงเรียนกุหลาบในเบ็คลันด์…แต่หลังจากสงครามปะทุขึ้น ทั่วทั้งไบลัมตะวันตกและตะวันออกของทวีปใต้ล้วนตกอยู่ในความวุ่นวาย ไม่ว่าจะเป็นที่ราบสูงดวงดาว หุบเขาเพิร์ธ หรือทุ่งกว้างฮาเก็นติ ครึ่งเทพของโรงเรียนกุหลาบจำนวนมากปรากฏตัวในสนามรบ ไม่ใช่เรื่องยากที่จะระบุพิกัด”
มาริคจ้องเอ็มลินเจ้าของดวงตาสีแดงและริมฝีปากบางเฉียบ
“ดยุคหรือมาร์ควิสผีดูดเลือดตนใดคือตัวแทนของฝั่งคุณ?”
“ผมเป็นตัวแทนไม่ได้หรือ?” เอ็มลินเชิดคางพลางยิ้ม
มาริคส่ายหน้าเคร่งขรึม
“คุณยังเป็นแค่ลำดับห้า…คุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์”
มันพูดตรงไปตรงมาเสียจนเอ็มลินตอบสนองไม่ถูก
…………………………
อาณาจักรโลเอ็น กรุงเบ็คลันด์
ฟอร์สตื่นจากความฝันกะทันหันขณะกำลังหลับสนิท สายตาจดจ้องไปทางหน้าต่างตามสัญชาตญาณ
ใช่ว่าเธอไม่เคยมีประสบการณ์ในทำนองนี้ ย้อนกลับไปสมัยยังมิได้เข้าร่วมชุมนุมทาโรต์ ฟอร์สต้องตื่นขึ้นมากลางดึกบ่อยครั้งเพราะคำสาปพระจันทร์เต็มดวง แม้ในคราวนี้จะไม่ได้เจ็บปวดทรมานเหมือนเคย แต่หัวใจกลับเต้นแรงอย่างไร้เหตุผล
เนื่องจากผ้าม่านปิดอยู่จนทำให้แสงสว่างลอดผ่านได้ยาก ฟอร์สมิอาจระบุเวลาได้แม่นยำ หญิงสาวตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียงและเดินไปทางหน้าต่างเพื่อเปิดผ้าม่าน
แสงแดดส่องทะลุหมอกจางเข้ามาในห้องพร้อมกับสลายความมืดมิด ฟอร์สที่ยืนริมหน้าต่างแหงนหน้ามองฟ้าด้วยความสับสนสุดขีด
แม้พระอาทิตย์จะขึ้นแล้วและพระจันทร์ได้เลือนหายไปพักใหญ่ แต่ทำไมเรากลับสัมผัสถึงกลิ่นอายคำสาปในคืนจันทร์เต็มดวง?
นอกจากนั้นยังเหลืออีกหลายวันกว่าจะถึงกำหนดพระจันทร์เต็มดวง!
…
สาธารณรัฐอินทิส กรุงทรีอาร์
เหล่านักดาราศาสตร์ที่ตื่นเช้า ผู้คลั่งไคล้ศาสตร์เร้นลับ รวมถึงผู้วิเศษที่แฝงตัวท่ามกลางคนธรรมดาต่างพากันแหงนมองฟ้า
เมฆยามค่ำคืนเลือนหาย พระจันทร์ยักษ์กำลังส่องแสงสุกสว่างจนบดบังแสงดาวรอบข้างทั้งหมด
สีของพระจันทร์มิได้แดงเลือดเหมือนในอดีต แต่เป็นสีขาวสุกใส
ผู้พบเห็นต่างพากันตกตะลึง เพราะนี่คือดวงจันทร์ที่พวกมันไม่เคยเห็นมาก่อน
ไม่ว่าจะตำราวิชาการของมนุษย์หรือตำนานศาสตร์เร้นลับ ก็ไม่เคยมีการบรรยายฉากพระจันทร์แบบนี้แม้แต่ครั้งเดียว!
ดวงจันทร์ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงนอกเหนือไปจากพระจันทร์เสี้ยว พระจันทร์เต็มดวง และจันทราโลหิต ไม่เคยเกิดขึ้นแม้แต่ครั้งเดียวตลอดหนึ่งพันสามร้อยปีที่ผ่านมาของยุคสมัยที่ห้า!
ในวินาทีนี้ ทุกคนได้ทราบแล้วว่านอกจากพระจันทร์สีแดงเข้มกับสีเลือด พระจันทร์ยังเป็นสีขาวได้ด้วย
…
ดินแดนเทพทอดทิ้ง เมืองเงินพิสุทธิ์
เดอร์ริคและทุกคนตระหนักถึงความผิดปรกติบนท้องฟ้ายามบ่ายซึ่งควรมีสายฟ้าค่อนข้างถี่
พวกมันคุ้นเคยกับสายฟ้าและความมืด แต่ยามนี้ทั้งสองสิ่งกลับเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย ถูกแทนที่ด้วยก้อนแสงทรงกลมสีเลือดที่มีขนาดใหญ่จนปกคลุมกว่าครึ่งของท้องฟ้า ช่วยมอบความสว่างให้กับทุกซอกมุมของบริเวณโดยรอบ
ชาวเมืองบางคนที่หัวไวและมีความรู้พลันนึกถึงภาพพระจันทร์และคำอธิบายในตำราเรียน หลายคนแสดงความเห็นตรงกัน
“นี่คือพระจันทร์?”
“พระจันทร์แดง?”
“พวกเราได้เห็นพระจันทร์แดงด้วยตาตัวเอง…”
แต่เพียงไม่นาน พระจันทร์แดงตรงหน้าเริ่มซีดลงจนกลายเป็นพระจันทร์สว่างสุกใส
ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ตกอยู่ในภวังค์ความฉงนโดยสมบูรณ์ ตอบสนองไม่ถูกไปสักพักใหญ่
เดอร์ริคเบเกอร์ที่เคยฟังเรื่องราวโลกภายนอกจากแฮงแมน จัสติส และชาวชุมนุมทาโรต์ยิ่งทวีความตกตะลึงกว่าใคร เพราะแม้แต่โลกด้านนอกดินแดนเทพทอดทิ้งก็ยังไม่เคยปรากฏพระจันทร์สีนี้มาก่อน
ความมืดมิดกลับมาปกคลุมทุกสิ่งในอีกไม่กี่วินาทีถัดมา แสงจากสายฟ้ากลับมาเป็นแหล่งกำเนิดความสว่างตามเดิม
“เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น?”
“เห็นวงกลมสีแดงนั่นไหม?”
“พระจันทร์ นั่นคือพระจันทร์!”
“พระจันทร์แดง!”
“เป็นสัญญาณว่าพวกเรากำลังจะหลุดพ้นจากความยากลำบาก?”
“การสำรวจวังราชาคนยักษ์ครั้งที่สองจะประสบความสำเร็จอย่างราบรื่นจนสามารถเปิดประตูออกสู่โลกภายนอก?”
ท่ามกลางความสับสน ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ส่วนใหญ่ตีความว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวคือลางดีในเชิงศาสตร์เร้นลับ มีเพียงโคลินอีเลียดและบรรดาอาวุโสเท่านั้นที่เผยสีหน้าเคร่งเครียดพลางขมวดคิ้ว
…
เหนือสายหมอกสีเทา ภายในวังโบราณ
ไคลน์กำลังวิเคราะห์ ‘ความลับ’ หลังเอาตัวรอดจากกลอุบายของอามุนด์มาได้ฉิวเฉียด
อันที่จริงมีหลายเรื่องที่มันพอจะทราบอยู่แล้ว แต่พอได้ยินคำยืนยันก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงปนสิ้นหวัง
เมื่อพิจารณาว่าอวกาศเล่นงานเรารุนแรงเช่นนี้ หมายความว่าความลับเกือบทั้งหมดที่อามุนด์เล่าเป็นของจริง…
ยังมีลำดับเหนือลำดับศูนย์…คงเป็นระดับที่เทพสุริยันบรรพกาลเอื้อมถึง…แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่สมบูรณ์สักเท่าไร เพราะยังสามารถพลาดท่าถูกหักหลังจนร่วงหล่นและถูกแบ่งศพ…
…เป็นไปตามที่อามุนด์บอก การนิยามลำดับดังกล่าวว่า ‘พระผู้สร้าง’ ยังไม่ถูกต้องเสียทีเดียว…อามุนด์ตั้งชื่อมันว่า ‘เหนือลำดับ’…แต่ก็ยังมีบางตัวตนที่เรียกระดับดังกล่าวว่า ‘ก้าวข้ามลำดับ’…กำลังจะสื่อว่าเป็นลำดับที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของเส้นทางผู้วิเศษ?
ทวยเทพมักเรียกลำดับดังกล่าวว่า ‘วันวาน’ ‘เทพภายนอก’ และ ‘อวกาศ’…อวกาศอาจเป็นการเรียกแบบรวม โดยภายในอวกาศที่เต็มไปด้วยดวงดาวด้านนอกโลก มีตัวตนระดับทัดเทียมพระผู้สร้างที่ถูกเรียกว่า ‘วันวาน’ และ ‘เทพภายนอก’ อาศัยอยู่ หนึ่งในนั้นอาจเป็นผู้ควบคุมดวงจันทร์…
…พิจารณาจากเท่าที่เห็น ดาวสีน้ำตาล ดาวสีส้ม และดาวอื่นๆ คงเคยเป็นดาวเคราะห์ที่เรารู้จักมาก่อน แต่พวกมันเปลี่ยนตำแหน่งจนจักรพรรดิโรซายล์จำไม่ได้…หรือว่าภายในนั้นจะมีตัวตนระดับ ‘วันวาน’ และ ‘เทพภายนอก’ อาศัยอยู่และคอยเฝ้ามองโลกของเรา?
…กล่องวันวานเกิดจากการกลายพันธุ์ที่ถูกอวกาศกัดกร่อน…
…มีความเป็นไปได้สูงที่ตัวตนระดับวันวานและเทพภายนอกจะมีมากกว่าหนึ่ง…แล้วทำไมพวกท่านถึงต้องรายล้อมโลกของเรา? กำลังจับตามองสิ่งใดกันแน่?
…พวกท่านไม่กล้าบุกเข้ามาเพราะมีพลังจากภายในคอยขับไล่?
…หมายถึงเจ็ดเทพจารีต?
…ถ้าอย่างนั้น จากคำทำนายวันสิ้นโลกในปีหนึ่งพันสามร้อยหกสิบแปด เหล่าเจ็ดเทพจารีตจะสิ้นฤทธิ์ในช่วงเวลาดังกล่าว? นั่นสินะ พวกท่านยังก้าวข้ามลำดับไม่ได้…ถ้าแนวป้องกันที่คอยคุ้มครองโลกหายไปในปีหนึ่งพันสามร้อยหกสิบแปด จนทำให้เหล่า ‘วันวาน’ และ ‘เทพภายนอก’ ปราศจากอุปสรรค นั่นหมายถึงจุดจบของโลกใบนี้?
คำถามมากมายที่ไคลน์เคยสงสัยในอดีตพลันปะทุขึ้นเมื่อคิดถึงตรงนี้
เหตุใดเทพธิดารัตติกาลถึงต้องเสี่ยงกระตุ้นให้เกิดศึกระหว่างทวยเทพเพื่อช่วงชิงเอกลักษณ์ของเส้นทางมรณา?
เหตุใดเหล่าเจ็ดเทพจารีตถึง ‘อนุญาตโดยนัย’ ให้มีจักรพรรดิมืดถือกำเนิด?
เหตุใดตัวละครลับหลังฉากอย่างอาดัม อามุนด์ และราชาเทวทูตตนอื่นถึงเริ่มเคลื่อนไหวในยุคปัจจุบันทั้งที่เก็บตัวเงียบมานาน?
เหตุใดมรดกจากเทพบรรพกาลในยุคสมัยที่สองถึงทยอยโผล่ออกมาทีละชิ้น?
เหตุใด ‘ผู้เดินทางข้ามโลก’ ถึงถูกปล่อยตัวจากปราสาทต้นกำเนิดเพียงคนเดียวในสี่ยุคสมัยแรก และมากถึงสองคนในยุคสมัยที่ห้า? แล้วทำไมถึงต้องเว้นระยะห่างนานนับพันปี?
ฟู่ว…ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว ทุกคนล้วนพัฒนาตัวเองเพื่อรับมือกับจุดจบที่กำลังจะมาถึง…เทพธิดาที่ถนัดการวางแผนอย่างแยบยลและอดทนกลับยอมเสี่ยงเพราะพระองค์ต้องการก้าวไปเป็น ‘วันวาน’ ? นั่นสินะ เหลืออีกแค่สิบกว่าปี เวลาไม่คอยท่าใคร…พระองค์คอยช่วยเหลือเราเพราะว่ามองเห็นความหวังบางอย่าง? อาดัมไม่ยอมลงมือแม้จะมีโอกาสปลิดชีพเราถึงสองครั้ง…นอกจากเหตุผลที่เรากับท่านไม่เคยบาดหมางกัน นี่ก็อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุ? ไคลน์เคาะขอบโต๊ะทองแดงยาวอย่างอ่อนโยนก่อนจะพึมพำ
กุญแจสำคัญสำหรับกลายเป็น ‘วันวาน’ หรือ ‘เทพภายนอก’ คือหนึ่งในเก้าแก่นแท้ต้นกำเนิด?
ไคลน์กวาดตามองไปรอบปราสาทอันว่างเปล่าพลางถอนหายใจ
คงต้องอ่านศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองเท่านั้นจึงจะเข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริง…น่าเสียดาย เราไม่มีทางรู้ว่าโอกาสนั้นจะมาถึงหรือไม่…
ชายหนุ่มหันไปสนใจประเด็นอื่น
เรายังยืนยันไม่ได้ว่าเทพสุริยันบรรพกาลก้าวข้ามลำดับโดยสมบูรณ์หรือยัง…หาก ‘วันวาน’ สามารถคืนชีพได้อีกครั้ง มนุษย์อาจมีความหวังมากขึ้นในวันสิ้นโลก…การร่วงหล่นของพระองค์ซับซ้อนกว่าที่เราคิดไว้มาก…
เข้าใจแล้วว่าทำไมจักรพรรดิโรซายล์ถึงกล่าวว่า มีเพียงลำดับศูนย์ เท่านั้นที่สามารถปกป้องตัวเองและคนที่มีค่ารอบตัว…
ไม่มีทางรู้เลยว่าตอนนี้โลกเราถูกพลังของ ‘วันวาน’ และ ‘เทพภายนอก’ แทรกซึมมากน้อยแค่ไหน…
ถ้าพิจารณาเรื่องที่เจ็ดเทพจารีตและเทพมารอย่างพระผู้สร้างแท้จริง ล้วนมอง ‘ดวงจันทร์บรรพกาล’ และ ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ เป็นศัตรูตัวฉกาจ…หมายความว่าสองคนหลังน่าจะเป็น ‘วันวาน’ หรือไม่ก็ ‘เทพภายนอก’ …
ถ้าอย่างนั้นก็เข้าใจได้ว่าทำไมมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายถึงมีอำนาจในการแทรกแซงคำทำนายบนมิติหมอก…พระองค์แทบจะเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งอันดับหนึ่งในพจนานุกรมของเรา!
เข้าใจแล้วว่าทำไมพวกวันวานและเทพภายนอกถึงรวมตัวกันรอบดาวเคราะห์โลก…
พวกท่านปรารถนาแก่นแท้แห่งต้นกำเนิด…การทำลายโลกเป็นเพียงทางผ่าน…
คิดถึงตรงนี้ ไคลน์นึกทบทวนคำพูดที่มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายกล่าวกับตนผ่านซินเธีย
“ท่านนายพล…ข้าอยากมีทายาทกับท่าน”
ไคลน์อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ขณะเดียวกันก็เริ่มพิจารณาถึงความปลอดภัยของตนในยามกลับไปยังโลกจริง
ตัวมันในปัจจุบันมีความรู้เกี่ยวกับอวกาศพอสมควร หากครั้งใดเผลอขบคิดในสิ่งที่เกี่ยวข้อง การเชื่อมต่อระหว่างตนกับ ‘วันวาน’ และ ‘เทพภายนอก’ จะถูกสร้างขึ้นและนำมาซึ่งการกัดกร่อน!
ถ้าไม่ใช่เพราะปราสาทต้นกำเนิดตัดการเชื่อมต่อก่อนหน้าทิ้งไปหมดแล้ว เราคงไม่กล้ากลับไปยังโลกความจริง…ไคลน์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะตัดสินใจขอให้จิตแพทย์ส่วนตัว มิสจัสติส ช่วยสะกดจิตเพื่อผนึกข้อมูลดังกล่าวไว้ในส่วนลึกของจิตใต้สำนึก โดยความทรงจำดังกล่าวจะไม่ตื่นขึ้นมาถ้าไม่ถูกกระตุ้นด้วยกุญแจ
เดิมทีมันคิดจะดึงมิสจัสติสออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์และสั่งให้ภาพฉายของเธอช่วยสะกดจิตแทน แต่ไม่นานก็ต้องเปลี่ยนใจเมื่อพิจารณาว่าปัญหานี้ค่อนข้างร้ายแรงและต้องการความละเอียดอ่อนสูง การลงมืออาจเกิดความผิดพลาดถ้าไม่เข้าใจสภาพจิตดีพอ และถ้ามีข้อมูลถูกผนึกไม่ครบถ้วน ตนก็คงไม่รอดจากสายตาของวันวานและเทพภายนอกอยู่ดี
ฟู่ว…ต้องเตือนให้มิสจัสติสลบความจำตัวเองไปด้วย…ไตร่ตรองสักพัก ไคลน์เปลี่ยนคำขอร้องให้กลายเป็นจุดแสงและส่งเข้าไปในดาวแดงตัวแทนมิสจัสติส
ไม่นานหลังจากเสร็จอาหารเช้า ออเดรย์ที่ยังไม่ได้ออกจากบ้านปรากฏกายบนมิติเหนือสายหมอก
โต๊ะทองแดงยาวหายไป ภายในวังโบราณมีเพียงโต๊ะเล็กหนึ่งตัวและเก้าอี้สองตัว
“มิสเตอร์เวิร์ล คราวนี้ต้องการลืมสิ่งใดหรือ” ออเดรย์จ้องเกอร์มันสแปร์โรว์ฝั่งตรงข้ามพลางถามเข้าประเด็น
ไคลน์นวดหน้าผากพร้อมกับเค้นเสียงต่ำเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอวกาศ วันวาน และเทพภายนอก
ข้อมูลดังกล่าวทำให้ดวงตาออเดรย์เบิกกว้างประหนึ่งถูกเทพมารสิงสู่
เธอปิดปากเงียบเป็นเวลานานหลังจากฟังไคลน์เล่าจบ จนกระทั่งเปล่งเสียงต่ำโทนเดียวกันด้วยอารมณ์สับสน
“นี่คือความจริงเบื้องหลังวันสิ้นโลก? กระทั่งเหล่าเจ็ดเทพจารีตก็ยังมิอาจปกป้องพวกเราได้?”
ออเดรย์ตัดพ้อโดยไม่รอไคลน์ตอบสนอง
“ฉันเคยเข้าใจว่าสิ่งที่พวกเรากำลังทำในระยะหลังคือเรื่องสำคัญมากเสียอีก…ฉันเคยเข้าใจว่า ข่าวร้ายที่สุดที่จะได้ยินคือการล่มสลายของอาณาจักรโลเอ็นและโบสถ์รัตติกาล…แต่เมื่อเทียบกับความลับที่คุณเล่า…ทุกสิ่งช่างกระจ้อยร่อย”
……………………
เราเป็นใคร? ไคลน์ที่เตรียมสลายภาพฉายพลันผงะกับคำถาม
มันฝืนควบคุมตัวเองไม่ให้ขมวดคิ้ว จากนั้นก็ถามแทนการตอบ
“คุณไม่ใช่อามุนด์ร่างต้นหรือ”
อามุนด์ที่ยืนขอบหน้าผาแสยะยิ้มพลางก้าวเข้ามา
“แน่นอนว่าไม่ใช่…ดูเหมือนว่าเจ้าจะรู้จักกับร่างต้นและร่างโคลนอื่นๆ ของข้าสินะ”
แม้อามุนด์จะยังมิได้ลงมือ แต่ลำพังการก้าวครั้งเดียวของมันก็มากพอจะสร้างแรงกดดันมหาศาลแก่ไคลน์ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเอาชนะความขี้ขลาดและยืนหยัดปักหลักในตำแหน่งเดิมโดยไม่ก้าวถอยหลัง
ชายหนุ่มอืมในลำคอพลางตอบเสียงต่ำ
“นั่นคือเหตุผลที่ผมแปลกใจว่าทำไมคุณถึงไม่รู้จักผม”
“เจ้าเป็นคนดังหรือ?” อามุนด์ผู้คลานออกจากความมืดถาม ตามด้วยการยกแขนขยับกรอบแว่นตา
มันทำเช่นนั้นหลายวินาทีก่อนจะหยุดมือและพึมพำ
“แถวนี้ไม่มีข้าตนอื่นอยู่อีก…เป็นเพราะไม่มีจริงๆ หรือถูกตัดการเชื่อมต่อกันแน่?”
เกิดอะไรขึ้น? ทำไมอามุนด์ตัวนี้ถึงเป็นเอกเทศ? ไม่สิ เราห้ามเชื่อทุกสิ่งที่มันแสดงออก ไม่มีใครในโลกต้มตุ๋นได้เก่งเท่าอามุนด์อีกแล้ว…หัวใจไคลน์เต้นแรงสักพักก่อนจะสลัดความคิดฟุ้งซ่าน
“ทำไมคุณถึงคลานออกจากใต้ดิน”
อามุนด์ขำแห้งหลังจากสีหน้ากลับเป็นปรกติ
“ลองเดาดูสิ”
สันดานแย่ๆ ไม่เปลี่ยนไปเลยไม่ว่าจะร่างต้นหรือร่างโคลน…ไคลน์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะถามหยั่งเชิง
“คุณกำลังค้นหาความลับของโลก”
อามุนด์พยักหน้าแผ่ว
“ไม่ว่าใครก็คงดูออกสินะ”
มันหมุนตัวครึ่งรอบและชี้ไปทางความมืดด้านล่างหน้าผาที่มีอำนาจดูดกลืนแสงสว่าง
“บิดาของข้าเคยคลานออกจากตรงนี้เหมือนกับที่ข้าเพิ่งทำ…จริงสิ มันมีชื่อเรียกอยู่…เจ้าคงเคยได้ยินคำว่า ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ มาบ้างแล้วกระมัง”
ทะเลแห่งความโกลาหล? หนึ่งในเก้าแก่นแท้แห่งต้นกำเนิด? อยู่ใต้ดินเองสินะ…หรือว่าการกัดกร่อนด้านหลังประตูทองแดงจะเกิดจากมัน? ไม่น่าเชื่อว่าเราไขปริศนาอันยิ่งใหญ่ของศาสตร์เร้นลับได้จากการคุยเล่นกับอามุนด์…เทพสุริยันบรรพกาลเคยเป็นสมาชิกทีมวิจัย จากนั้นก็ตกลงไปในทะเลแห่งความโกลาหลและเพิ่งคลานออกมาในยุคสมัยที่สอง? พิจารณาจากสัจธรรมที่ว่า ยิ่งมีลำดับสูงก็ยิ่งอันตราย เขาจึงไม่ได้รับอิทธิพลจากใต้ดินมากนักเนื่องจากเป็นแค่คนธรรมดาในตอนที่ตกลงไป? สมองไคลน์กำลังประมวลผลด้วยความเร็วสูงพร้อมกับสร้างสมมติฐาน
มันตอบหลังจากผ่านไปไม่กี่วินาที
“คุณก็เลยเสี่ยงกระโดดลงไปเพื่อค้นหาประวัติศาสตร์ที่หายไปและความจริงของโลก?”
“ก็ทำนองนั้น” อามุนด์ขยับกรอบแว่นก่อนจะกล่าวตัดพ้อ “แต่ข้าไม่ได้เต็มใจสักเท่าไร”
“หือ?” ไคลน์ใช้เสียงเพื่อเสริมความตกตะลึง
อามุนด์ยิ้ม
“ทุกร่างของข้าล้วนทราบว่าใต้ดินเต็มไปด้วยอันตราย ไม่มีใครต้องการลงไปตามลำพัง พวกเราเคยทดสอบด้วยหลากหลายวิธี หนึ่งในนั้นคือการส่งหุ่นเชิดลงไปแทน แต่ก็ล้มเหลวและไม่มีการตอบสนองใดกลับมาเลย…
“ในที่สุดพวกเราก็ต้องลงคะแนนภายใต้การเป็นสักขีพยานของร่างต้น…โชคร้ายที่ข้าถูกเลือก”
…น่าอัศจรรย์มากที่อามุนด์ยังไม่กลายเป็นบ้า…สมแล้วที่เป็นเทพแห่งการกลั่นแกล้ง แม้แต่ในภารกิจสำรวจก็ยังมีเหยื่อที่ถูกแกล้ง…ไคลน์ฝืนใจไม่ให้ส่งเสียงรำพัน
“หลังจากนั้นคุณก็กระโดดลงไป?”
“ยังจะเป็นอะไรได้อีก? รอให้คนที่เหลือโยนข้าลงไป?” อามุนด์กล่าวพลางผายมือออก
คล้ายกับมันฉุกคิดบางสิ่งได้เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ อามุนด์พึมพำกับตัวเอง
“ทะเลแห่งความโกลาหลทำให้ข้าถูกตัดขาดจากร่างโคลนอื่น? ข้าเป็นอิสระแล้ว?”
เป็นอิสระ…ย้อนกลับไปในตอนที่ยืนหน้าประตูทองแดงใต้โถงแห่งความจริง เรารู้สึกคล้ายกับหนอนวิญญาณทุกตัวในร่างเริ่มมีจิตสำนึกเป็นของตัวเองที่แตกต่างกันไป…คงไม่ใช่เรื่องแปลกหากสิ่งนั้นจะเกิดกับร่างโคลนอามุนด์ผู้ลงไปสำรวจทะเลแห่งความโกลาหล…ร่างโคลนอามุนด์ตัวนี้น่าจะตบตาร่างต้นได้ไม่มากก็น้อย…ไม่สิ เราห้ามเชื่อทุกสิ่งที่มันพูด…อาศัยประสบการณ์ส่วนตัว ไคลน์พบว่าคำอธิบายของอามุนด์ฟังดูสมเหตุสมผล แต่มันเลือกที่จะไม่เชื่อใจเทพแห่งการหลอกลวง
ชายหนุ่มยิ้ม
“ผมสงสัยว่าคุณอาจกำลังโกหก”
อามุนด์ขยับกรอบแว่นอีกครั้งพลางจ้องไคลน์หัวจรดเท้า
“ข้ามิได้แยแสว่าเจ้าจะเชื่อหรือไม่ เพราะต่อให้ข้าต้องการหาพวกพ้องจริง ก็คงไม่เลือกคนที่อ่อนแอเช่นเจ้า”
นั่นสินะ ในยุคสมัยแปดราชาเทวทูต อามุนด์กับเมดีซีเคยใกล้ชิดกัน…ไคลน์ถามต่อไปโดยไม่ปักใจเชื่อคำพูดของอามุนด์ผู้กลายเป็นอิสระ
“ค้นพบสิ่งใดในทะเลแห่งความโกลาหลบ้าง”
“มากมาย…ลองเดาดูสิ” อามุนด์ยิ้ม
“คุณไม่พบอะไรเลย” ไคลน์จงใจกล่าว
อามุนด์ส่ายหน้า
“ร่างอื่นของข้าก็คงคิดแบบเดียวกัน…ข้าหายตัวไปหลายปีและไม่มีการตอบสนอง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะปักใจเชื่อว่าข้าถูกทะเลแห่งความโกลาหลกัดกร่อนจนสลายไป”
อามุนด์เล่าต่อโดยไม่รอการตอบสนองจากไคลน์
“ทะเลแห่งความโกลาหลนั้นกว้างใหญ่ไพศาล อาจครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งหมดของแกนโลกและชั้นที่ลึกลงไป เป็นแก่นแท้แห่งต้นกำเนิดเพียงชนิดเดียวที่ผสมผสานระหว่างความจริงกับภาพมายา แถมยังมีทางเข้าออกชัดเจน…สำหรับแก่นแท้แห่งต้นกำเนิดชนิดอื่น ถ้าไม่ใช่สถานที่มายาโดยสมบูรณ์และซ่อนอยู่ในตำแหน่งลึกลับ ก็ต้องเป็นสถานที่บนโลกจริงที่ไม่ข้องเกี่ยวกับความมายา ไม่มีทางปะปนกัน…ภายในนั้นข้าพบสิ่งที่น่าสนใจหลายเรื่อง…ยกตัวอย่างเช่น ศิลาเย้ยเทพแผ่นที่หนึ่งน่าจะถือกำเนิดจากทะเลแห่งความโกลาหล แต่ด้วยแรงดึงดูดจากพลังบางชนิด มันถูกดึงออกจากที่นั่นก่อนจะเสร็จสมบูรณ์…บิดาของข้าคงเคยเห็นศิลาเย้ยเทพแผ่นแรกแล้ว ไม่อย่างนั้นบางส่วนของร่างกายท่านคงไม่ควบแน่นกลายเป็นศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองหลังจากร่วงหล่น”
นี่คือต้นกำเนิดของศิลาเย้ยเทพทั้งสองแผ่น? ไม่แปลกใจว่าทำไมเทพสุริยันบรรพกาลถึงทรงพลังนักในช่วงท้ายยุคสมัยที่สอง…ไคลน์ถามตามความเคยชินหลังจากเริ่มเข้าใจบางสิ่ง
“ข้อแตกต่างระหว่างศิลาเย้ยเทพทั้งสองแผ่นคืออะไร?”
อามุนด์ขยับกรอบแว่นขาเดียว
“ศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองมีการเปลี่ยนแปลงชื่อลำดับและเพิ่มเนื้อหาบางส่วน…เนื้อหาดังกล่าวซ่อนความลับเกี่ยวกับการก้าวข้ามลำดับ”
“ก้าวข้ามลำดับ?” รูม่านตาไคลน์เบิกกว้างทันที มันพบว่าข้อสันนิษฐานอันยาวนานของตนได้รับการยืนยัน “พระผู้สร้าง?”
อามุนด์ยิ้ม
“เกือบถูก แต่คำนิยามยังไม่ใช่…ข้าชอบเรียกระดับนั้นว่า ‘เหนือลำดับ’ มากกว่า…แต่เหล่าทวยเทพมักเรียกด้วยชื่ออื่นเช่น ‘วันวาน’ หรือบ้างก็เรียก ‘เทพภายนอก’ และบ้างก็เรียกว่า ‘อวกาศ’…”
อวกาศ…สัมผัสวิญญาณของไคลน์พลันร้องเตือนอย่างบ้าคลั่งเมื่อได้ยินคำดังกล่าว
มันยังไม่ลืมว่าหัวหน้านักบวชแห่งรัตติกาล อาเรียนน่า เคยเตือนตนว่าหากยังไม่เป็นเทวทูต ห้ามทำความเข้าใจเกี่ยวกับอวกาศเด็ดขาด เพราะลำพังข้อมูลของอวกาศก็มากพอจะทำให้ผู้วิเศษเผชิญหายนะร้ายแรง!
ไคลน์ที่หลบอยู่ในช่องว่างประวัติศาสตร์ก่อนยุคสมัยที่หนึ่งรีบสลายภาพฉายโดยไม่ลังเล จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนและเดินถอยหลังสี่ก้าวท่ามกลางซากเมืองเก่ารอบตัว
แทบจะในเวลาเดียวกัน สายฟ้าอันเกรี้ยวกราดที่ผ่าเหนือดินแดนเทพทอดทิ้งพลันสงบนิ่ง ความมืดมิดไร้ก้นบึ้งโดยรอบเริ่มสลายตัว
พระจันทร์สีแดงขนาดมหึมาเข้าปกคลุมกว่าครึ่งของท้องฟ้า
แสงสว่างจากผิวดวงจันทร์แผ่ออกไปเป็นระยะทางไกลราวกับมีชีวิต
ด้านนอกโลก บนดวงจันทร์ที่กำลังโคจรรอบดาวเคราะห์โลก กระแสน้ำสีแดงกำลังไหลเชี่ยวท่วมท้นทุกสิ่ง ราวกับต้องการกลืนกิน ‘ดาวเทียม’ ธรรมชาติยักษ์ใบนี้
ทะเลสีเลือดเริ่มเดือดพล่านนับตั้งแต่ไคลน์ได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับ ‘วันวาน’ ‘เทพวงนอก’ และ ‘อวกาศ’
พวกมันหลั่งไหลมารวมกันในจุดกึ่งกลางดวงจันทร์และซ้อนทับหลายชั้น จนกระทั่งก่อตัวเป็นภาพมายาสีเลือดอันคลุมเครือ
ภาพมายาดังกล่าวมีขนาดใหญ่กว่าดวงจันทร์หลายเท่า ดวงตาจำนวนมหาศาลของมันทั้งหมดกำลังจดจ้องดาวเคราะห์สีคราม ปลายทางของทุกสายตาคือไคลน์ซึ่งสร้างการเชื่อมต่อกับพวกมันในวินาทีที่ชายหนุ่มเรียนรู้ข้อมูลข้างต้น!
และเมื่อทะเลสีแดงเลือด ‘สลายตัว’ บนผิวดวงจันทร์เริ่มปกคลุมไปด้วยรอยแยกจำนวนมาก
ดวงจันทร์มีได้เป็นสีแดงอีกต่อไปหากมองจากภาคพื้น มันกำลังสุกสว่างสดใสเช่นเคยแม้จะผ่านมานานกว่าล้านปี
ในจักรวาลที่ห่างออกไปไกลโพ้น ดาวสีน้ำตาล ดาวสีส้ม ดาวสีแดง ดาวสีทอง และดาวสีน้ำเงินต่างส่องแสงวาบคล้ายกับการกะพริบตา
ภายในสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ ผิวกายไคลน์เริ่มเดือดเป็นฟอง ทุกฟองหมายถึงหนึ่งหนอนวิญญาณที่กลายพันธุ์ พวกมันสวมใบหน้าของโจวหมิงรุ่ย โคลน์โมเร็ตติ เกอร์มันสแปร์โรว์ และดอนดันเตส ทุกตัวพยายามอย่างหนักที่จะไชออกจากร่างกายชายหนุ่ม
ความคิดไคลน์ผันผวนพลุ่งพล่านในทันที ร่างวิญญาณคล้ายกับถูกเชือดเฉือนด้วยใบมีดจนฉีกขาด แต่โชคยังดีที่ฝืนข่มสติท่องบทสุดท้ายของคาถาได้ทันเวลา
“ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค!”
ร่างวิญญาณของไคลน์แหวกผ่านสายหมอกเข้าไปยังปราสาทต้นกำเนิดอย่างเงียบงัน ทันใดนั้น พลังทั้งหมดของห้วงมิติพลันเดือดพล่านพร้อมกับพรั่งพรูเข้ามาห่อหุ้มร่างกายชายหนุ่ม ช่วยสลายชั้นของแก๊สสีดำ ละอองแสงสีแดง แผลพุพอง และตัดขาดการเชื่อมต่อล่องหน
ไคลน์ที่นอนดีดดิ้นบนพื้นเริ่มได้สติหลังจากผ่านไปราวสิบวินาที มันยืนขึ้นพลางใช้พนักพิงสูงคอยค้ำยัน
อามุนด์ผู้ยืนริมหน้าผาภายในเชอร์โนบิล พึมพำกับตัวเองเสียงต่ำพลางขยับกรอบแว่นตา
“ตอบสนองเร็วมาก…”
หากไคลน์ช้ากว่านี้อีกสักหนึ่งวินาที อามุนด์จะฉวยโอกาสจากความโกลาหลเพื่อสร้างการเชื่อมต่อกับร่างต้นไคลน์ก่อนที่ชายหนุ่มจะสลายภาพฉายได้ทันเวลา จากนั้นมันก็จะไปโผล่ในช่องว่างประวัติศาสตร์เดียวกับร่างต้นไคลน์
เหนือสายหมอกสีเทา ไคลน์นั่งลงพร้อมกับลูบหน้าผาก
อามุนด์ตัวนั้นโกหก…
คงเป็นร่างต้นที่ถูกสั่งให้เฝ้าเชอร์โนบิลตามลำพัง…เจ้านั่นรีบเข้าไปซ่อนตัวใต้หน้าผาทันทีที่สัมผัสได้ว่าเราไปเยือน แสร้งว่าเพิ่งคลานออกจากทะเลแห่งความโกลาหล…พิจารณาจากการที่ไม่สามารถค้นหาร่างต้นของเราได้จากภาพฉายโดยตรง มันคงมีพลังไม่ถึงลำดับสอง …มันเล่นละครเป็นอามุนด์ผู้ได้รับอิสระและเล่าเรื่องเพื่อรอฉวยโอกาส…
ภายนอกพยายามตบตาโดยทำให้เราเชื่อว่ามันเป็นอิสระและกำลังหาพวก ขณะเดียวกันเบี่ยงประเด็นให้เราระแวงเรื่องอื่นโดยที่แฝงเจตนาร้ายมากับเนื้อหาของบทสนทนา…
ลำพังการคุยเล่นกับเทพแห่งการหลอกลวงก็เพียงพอที่จะทำให้ถูกหลอก…
แต่ในทางกลับกัน มันต้องยอมเผยความลับมากมายเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย…
………………..
ในท่าถือไม้เท้าด้วยมือข้างหนึ่ง ไคลน์ใช้มืออีกข้างล้วงหยิบเหรียญทองออกจากความว่างเปล่าและดีดขึ้นฟ้า
วิวรณ์ผลการทำนายปรากฏขึ้นในใจขณะเหรียญทองกำลังหมุนรอบตัวเองกลางอากาศ
เป็นฉากของหุบเหวร่องลึก ด้านล่างเป็นอาคารกว้างที่ดูหนาซึ่งปกคลุมไปด้วยชั้นสีเทาอ่อน
ไคลน์ได้รับรายละเอียดของเชอร์โนบิลในยามที่เคยเห็นครั้งแรกอย่างครบถ้วน โดยสิ่งนี้มิได้มาจากโลกวิญญาณ หากแต่เป็นจิตใต้สำนึกของตัวไคลน์เอง
ชายหนุ่มสร้างฉากที่คมชัดขึ้นภายในใจด้วยความช่วยเหลือจากวิชาทำนายฝัน
อัญมณีสีดำบนหัวไม้เท้าส่องแสงทันทีที่ภาพสมบูรณ์ ภาพฉายของไคลน์หายตัวไปพร้อมไม้เท้าและโผล่เหนืออาคารสีเทาอ่อน
ไคลน์เดินทางจากสุดขอบตะวันออกของดินแดนเทพทอดทิ้งมายังเชอร์โนบิลภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งวินาที!
หนึ่งในพลังหลักของไม้เท้าดวงดาวก็คือ หากฉากในจินตนาการของผู้ถือยังมีอยู่จริงบนโลกนี้ ไม้เท้าดวงดาวจะช่วยให้ผู้ถือข้ามผ่านอุปสรรคทั้งหมดมาโผล่ในฉากดังกล่าวทันที
แต่มีเงื่อนไขสำคัญก็คือ ฉากในจินตนาการจะต้องสมบูรณ์เชิงโครงสร้าง ไม่มีจุดใดเลยที่แตกต่างจากต้นฉบับ
การที่ไคลน์เลือกลงมายังด้านล่างหุบเหวลึกซึ้งเป็นที่ตั้งของเชอร์โนบิลโดยตรง มิใช่หมอกสีเหลืองด้านบน เพราะทราบดีว่าบุตรชายคนสุดท้องของราชาคนยักษ์ เทพแห่งเกียรติยศบลาเดล ร่วงหล่นโดยสมบูรณ์แล้วหลังเป็นอิสระจากคำสาป นั่นหมายความว่าบริเวณโดยรอบทั้งหมดจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จุดเดียวที่ไม่ได้รับผลกระทบคือเชอร์โนบิลปริศนาซึ่งมีคุณค่าในสายตาเทพสุริยันบรรพกาลและอามุนด์
แต่นั่นก็ไม่ได้รับประกันว่าหุบเหวลึกและอาคารสีเทาจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเสียทีเดียว ไคลน์เองก็เตรียมตัวรับมือกับความล้มเหลวไว้แล้วทุกสิ่งล้วนเป็นของปลอมไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่ใช้งานไม้เท้าหรือตัวไม้เท้าเอง สูญหายไปก็ไม่มีอะไรให้ต้องเสียดาย
ไคลน์ที่ลอยตัวกลางอากาศไม่มีเวลาแม้แต่จะได้สำรวจสถานการณ์รอบตัว ร่างกายทิ้งดิ่งลงเบื้องล่างในพริบตา
ชายหนุ่มมิได้สวมยุบพองหิวโหยหรือแปลงกายเป็นสัตว์ปีก ย่อมบินไม่ได้ในสถานะปัจจุบัน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไม่ว่าครึ่งเทพเส้นทางนักทำนายจะแข็งแกร่งและพิสดารสักเพียงใด ก็ยังมีบางมุมที่เป็นมนุษย์ธรรมดา
ท่ามกลางกระแสความคิด พลังพิเศษชนิดหนึ่งผุดขึ้นในความทรงจำ
อัญมณีบนหัวไม้เท้าดวงดาวส่องแสงทันทีพร้อมกับสร้างสายลมห้อมล้อม
สายลมดังกล่าวทำให้เสื้อกันลมสีดำของไคลน์พัดกระพือ แต่ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ร่วงหล่นช้าลง
มือขวาไคลน์ขยับเล็กน้อยในระหว่างนั้น เป็นการส่งภาพฉายของไม้เท้าดวงดาวกลับไปยังตำแหน่งเดิม เพื่อมิให้เกิดอุบัติเหตุเนื่องจากจินตนาการฉากใดในความคิดโดยไม่ตั้งใจ
ทันทีหลังจากนั้น มือซ้ายชายหนุ่มเลื่อนขึ้นมากดหมวกบนศีรษะ ตามด้วยการดึงภาพฉายของตะเกียงออกจากความว่างเปล่าก่อนที่สายฟ้าเส้นถัดไปจะผ่าลงมา
ฝ่าเท้าไคลน์ที่สวมรองเท้าหนังเหยียบลงบนพื้นก้นหุบเหวโดยอาศัยแสงสลัวจากตะเกียง และดูเหมือนว่าภายในความมืดมิดรอบตัวจะมีสัตว์ประหลาดจำนวนหนึ่งซุ่มซ่อนอยู่
เบื้องหน้าชายหนุ่มคือเชอร์โนบิลสีเทาอ่อนที่แบ่งออกเป็นหลายชั้น
แสงของสายฟ้าผสานเข้ากับแสงจากตะเกียง ช่วยให้ไคลน์มองเห็นสถานการณ์รอบตัวอย่างชัดเจน
อาคารสีเทาอ่อนที่หนาและกว้างหลังนี้ไม่มีประตูแม้แต่บานเดียว!
หืม…ทุกซอกมุมถูกผนึก…เราจำได้ว่าเทพสุริยันบรรพกาลเดินออกมาโดยการสร้างรอยแยกมายาบนผนังสีเทา…ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์นึกทบทวนฉากในความทรงจำพลางท่องพระนามเต็มของเดอะฟูล
ณ สุดขอบตะวันออกของดินแดนเทพทอดทิ้ง ด้านข้างม่านหมอกหนาทึบใกล้กับเมืองจันทรา ไคลน์ผู้ซ่อนตัวอยู่ในสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ถูกเข้าสู่ปราสาทต้นกำเนิดทันที จากนั้นก็มองเข้าไปในจุดแสงแห่งการสวดวิงวอนเพื่อตรวจสอบรายละเอียดด้วยตาทิพย์
ไม่มีอามุนด์แม้แต่ตัวเดียวไม่ว่าจะเป็นก้นหุบเหวหรือด้านบนที่ยังมีหมอกสีเหลืองเจือจาง
สำหรับเชอร์โนบิล แม้แต่ตาทิพย์ของไคลน์ก็มิอาจส่องเข้าไปตรวจสอบด้านในได้
คล้ายกับด้านหลังของชั้น ‘สีเทาอ่อน’ จะไม่มีสิ่งใดอยู่เลย
คิดไว้แล้วว่าต้องไม่ธรรมดา…เป็นถึงสถานที่ที่เทพสุริยันบรรพกาลเดินออกมาครั้งแรก…หลังจากถอนหายใจยาว ไคลน์ออกจากปราสาทต้นกำเนิดและกลับไปยังช่วงก่อนยุคสมัยที่หนึ่งในสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์
‘ไคลน์’ ด้านนอกเชอร์โนบิลได้สติกลับคืนมา จากนั้นก็เหยียดแขนและดึงบันทึกการเดินทางของเลมาโน่ออกจากความว่างเปล่า
มันพลิกไปยังหน้าหนึ่งและเตรียมใช้พลังเปิดประตูของผู้ฝึกหัดที่ถูกบันทึกไว้
พฤติกรรมดังกล่าวค่อนข้างบุ่มบ่ามสำหรับไคลน์ แต่นั่นก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเมื่อพิจารณาว่าร่างนี้เป็นเพียงภาพฉาย
พลังของเส้นทางนักทำนายทำให้เรารอบคอบและประมาทในเวลาเดียวกัน…ต้องเตรียมการวางแผนอย่างรอบคอบก่อนลงมือ แต่เมื่อลงมือไปแล้วก็กลายเป็นคนประมาททันที…รำพันจิกกัดตัวเองเสร็จ ไคลน์เดินผ่านเข้าไปภายในเชอร์โนบิลอย่างเงียบงัน
ในที่สุดไคลน์ก็เดินผ่านชั้นสีเทาอ่อนหลังจาก ‘เปิดประตู’ อยู่หลายครั้ง เบื้องหน้าเป็นบานประตูโลหะขนาดใหญ่ที่เปิดค้างไว้
บานประตูโลหะมิได้สูงมาก แค่ราวสองเมตรครึ่งเท่านั้น เห็นได้ชัดว่ามีไว้ให้มนุษย์ใช้งาน
หน้าประตูมีคราบสีดำสองจุดและปืนกลสองกระบอกที่ล้ำสมัยกว่าอาวุธในยุคปัจจุบันไปไกล
ปืนกลสองกระบอกดังกล่าวดูคล้ายกับสิ่งที่ไคลน์เคยเห็นในนิตยสารจากโลกเก่า แต่ก็ไม่มั่นใจสักเท่าไรเพราะไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ด้านปืน
ไคลน์ไม่ได้หยิบพวกมันขึ้นมาตรวจสอบ เพราะสัมผัสวิญญาณแจ้งอย่างชัดเจนว่าปืนกลสองกระบอกนี้อยู่ในสภาพผุกร่อนโดยสมบูรณ์ หากมีสิ่งใดไปสัมผัสเข้าจะสลายตัวทันที
จ้องมองสักพัก ชายหนุ่มสลายบันทึกการเดินทางของเลมาโน่ก่อนจะเดินถือตะเกียงผ่านคราบดำสองจุดและผ่านเข้าไปในประตู
ด้านหลังประตูคือทางเดินกว้าง สองข้างทางมีห้องขนาดแตกต่างกันออกไป โต๊ะและเก้าอี้ภายในห้องล้มระเนระนาด บ้างชำรุดและบ้างยังมีสภาพดี บนผนังและพื้นเต็มไปด้วยคราบสีดำ
ดูเหมือนกับ…สถาบันวิจัย…ไคลน์กลั่นกรองข้อสรุปจากสภาพแวดล้อมและโครงสร้างโดยรวม
ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาค้นหานานก็ได้พบกับห้องที่มีเครื่องจักรชำรุด บนโต๊ะภายในห้องมีกระดาษสีเหลืองหลายแผ่นวางอยู่
คล้ายกับใครบางคนรวบรวมมาวางไว้ที่นี่
เทพสุริยันบรรพกาลหรืออามุนด์? ไคลน์ก้าวเข้าไปในห้องหลังจากลังเลสักพัก
เมื่อแสงสลัวจากตะเกียงขับไล่ความมืดภายใน ไคลน์หยิบกระดาษขึ้นมาจำนวนหนึ่งพลางกวาดตาอ่าน
สิบวินาทีถัดมา ไคลน์วางกระดาษลงด้วยมุมปากสั่นกระตุก
มันอ่านข้อความบนกระดาษไม่ออกแม้แต่คำเดียว!
กว่าเราจะสอบผ่านวิชาภาษาอังกฤษสักครั้งยังเจียนตาย นับประสาอะไรกับภาษาอื่น? ไคลน์รู้สึกเข้าใจหัวอกผู้วิเศษทั่วโลกที่เคยพยายามอ่านไดอารีจักรพรรดิโรซายล์
ชายหนุ่มหายใจออกเชื่องช้าพลางเหยียดแขนเข้าไปในความว่างเปล่าเพื่อดึงบางสิ่งออกมา
สิ่งนี้คืออุปกรณ์แปลภาษาที่โจวหมิงรุ่ยซื้อเตรียมไว้สำหรับเที่ยวต่างประเทศหลังจากเก็บเงินมานาน มันเคยวางอยู่ในกระเป๋าใส่แล็ปท็อปด้านข้างชายหนุ่มขณะประกอบพิธีกรรมเสริมดวงชะตา
สำหรับไคลน์ ความเจ๋งของอุปกรณ์แปลภาษาชิ้นนี้คือการทำงานแบบออฟไลน์ ขอเพียงคำศัพท์ไม่อยู่นอกเหนือคลังข้อมูลที่บันทึกไว้
ในที่สุดมันก็เข้าใจความหมายบนกระดาษหลังจากกดปุ่มอยู่สักพัก
“…งานวิจัยเกี่ยวกับน้ำมันที่ผุดขึ้นมาใหม่ในบ่อน้ำมันแห้ง…ทำไมพวกเขาถึงต้องสร้างสถาบันวิจัยในสถานที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้?”
“…พระเจ้า พวกเขาพบอะไรในส่วนลึกของบ่อน้ำมันกันแน่…”
“…ช่างเป็นวัสดุที่น่าสนใจมาก…”
“…เกิดอะไรขึ้นกันแน่? คุณหมอกลายเป็นแอ่งน้ำมันสีดำต่อหน้าต่อตาเรา!”
“…มีคนกลายเป็นน้ำมันมากขึ้นเรื่อยๆ แถมสถาบันวิจัยแห่งนี้ก็ยังถูกปิดตายจากภายนอก…ไม่มีใครออกไปได้แม้แต่คนเดียว…”
“…เสียสติไปแล้ว พวกเขาเสียสติไปแล้ว…พวกเรายังคงปรกติดี แต่อาหารเหลือน้อยเต็มที…”
“…ดูเหมือนว่าเราจะได้ยินเสียงบางอย่างจากใต้ดิน มันกำลังเรียกหาเรา…ท่านกำลังเรียกหาเรา!”
ข้อความอันเรียบง่ายและตรงไปตรงมาทำให้ไคลน์เย็นวาบไปถึงสันหลัง คล้ายกับกำลังอยู่ในเหตุการณ์ที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและความตาย
ขณะเดียวกันก็ผุดความคิดหนึ่งขึ้นมาในหัว
การกัดกร่อนจากใต้ดิน
จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดคือการทดลองที่ไม่จำเป็นเกี่ยวกับวัสดุประหลาดที่พบในบ่อน้ำมันแห้ง? จากนั้นโลกก็ถูกทำลาย? แต่ถ้าเป็นเหตุที่เกิดจากความบังเอิญ ก็คงไม่สมเหตุสมผลที่จักรพรรดิโรซายล์ ตัวเรา และคนอื่นจะถูก ‘ส่งข้ามโลก’ ล่วงหน้า…หรือในความบังเอิญมีความไม่บังเอิญ และความไม่บังเอิญมีความบังเอิญ? เช่นการที่ใต้ดินกัดกร่อนโลกของเราอย่างลับๆ มานานแล้ว แต่ไม่ได้สร้างเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่อะไรนัก จนกระทั่งทีมวิจัยตรวจสอบลึกลงไปและทำให้ ‘พระองค์’ ตื่นขึ้นมาโดยสมบูรณ์? ไคลน์อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายอึกใหญ่
ชายหนุ่มถือตะเกียงเดินออกจากห้องและตรงไปยังส่วนลึกของสถาบันวิจัย ระหว่างทางก็คอยสอดส่องสิ่งที่น่าสนใจ
การมองเห็นของมันมืดลงกะทันหันหลังจากเดินไปได้เกือบหนึ่งนาที
แสงสว่างกว่าครึ่งจากตะเกียงถูกพื้นที่ด้านหน้าดูดกลืนเข้าไป!
หลังจากตั้งใจเพ่งมอง ไคลน์พบหน้าผาชันอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว
สถาบันวิจัยในจุดดังกล่าวถล่มลงไปด้านล่างซึ่งเต็มไปด้วยความมืดมิดไร้ก้นบึ้ง
คล้ายกับไคลน์ได้ยินเสียงสะอื้นแผ่วเบา เป็นเสียงที่ดังจากใต้ดินตรงเข้ามาในใจ
ไคลน์เคยสัมผัสความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน นั่นคือประสบการณ์เมื่อครั้งได้ยินเสียงด้านหลังบานประตูทองแดงใต้โถงแห่งความจริง
ชายหนุ่มขมวดคิ้วพลางผงะถอยหลังสองสามก้าว เตรียมสลายภาพฉายทิ้งทุกเมื่อ
ทันใดนั้นเอง ฝ่ามือที่ผอมซูบราวกับมีเพียงหนังหุ้มกระดูกโผล่ขึ้นจากความมืดและจับขอบ ‘หน้าผา’ ไว้
จากนั้นก็มีใครบางคนกระโดดขึ้นมายืนหน้าไคลน์
แต่งกายด้วยหมวกปลายแหลมและเสื้อคลุมสีดำทรงโบราณ สวมแว่นตาขาเดียวไว้บนตาขวา ไม่ใช่ใครนอกจากเทวทูตกาลเวลาอามุนด์
แต่มีบางสิ่งแปลกไปเกี่ยวกับอามุนด์ตัวนี้ สภาพของมันคล้ายกับโครงกระดูกสวมหนังมนุษย์เสียมากกว่า
ไคลน์ผงะถอยหลังโดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็เห็นเลือดเนื้อของอีกฝ่ายเริ่มเติมเต็มส่วนที่ขาดหาย
มันขยับกรอบแว่นพลางส่งเสียง
“หืม…มีแขกมาเยี่ยม…คาดไม่ถึงเลยทีเดียว…เจ้าเป็นใคร?”
…………………
หากหมาป่าอสูรกำลังประกอบพิธีกรรมเป็นบริวารเร้นลับจริง ร่องรอยของมันต้องไม่สูญหายไปโดยสมบูรณ์… ไคลน์พยักหน้าเชื่องช้า มันผุดแนวคิดบางอย่างในหัวแต่ยังมิอาจวางแผนลงมือทำได้จริง
ความคิดแรกคือการใช้ดินที่เคยถูก ‘ม่าน’ ปกคลุมเพื่อทำนายหาตำแหน่ง เพราะนั่นจะเท่ากับตำแหน่งของหมาป่าอสูรเช่นกัน แต่เมื่อพิจารณาว่าอีกฝ่ายเป็นเทวทูต การทำนายถึงในลักษณะนี้ย่อมทำให้โคทาร์ไหวตัวทันและเตรียมมาตรการรับมือล่วงหน้า ไคลน์จึงจำใจสลัดความคิดดังกล่าวทิ้งไปและส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริง จากนั้นก็เริ่มวางแผนกันใหม่
ในวันถัดมา เมื่อถึงยามสายฟ้าแลบถี่มากที่สุดของวัน ชาวเมืองจันทรากลุ่มใหม่เดินทางมาถึงกองไฟของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ภายใต้การนำทางจากนักบวชนามว่าดุ๊ก พวกมันตั้งใจฟังคำสอน เพลิดเพลินไปกับเห็ด และรอรับการชำระล้าง
หลังจากชาวเมืองจันทราได้รับการชำระล้างจนน้ำตานองหน้า ไคลน์มองไปรอบตัวพร้อมกับถาม
“เทพสุริยันบอกให้พวกคุณเฝ้าจับตามองที่นี่เพื่อคอยดูว่ามีใครเดินออกจากม่านหมอก?”
“ขอรับ” ดุ๊กที่หายจากอาการป่วยทราบว่ามหานักบวชเคยเล่าวิวรณ์ของเทพสุริยันให้อีกฝ่ายฟังแล้ว จึงตอบกลับเสียงเรียบ
ไคลน์พยักหน้าแผ่วพลางสานต่อบทสนทนา
“พวกคุณจะทำอย่างไรต่อถ้าพบคนเดินออกจากม่านหมอก”
ดุ๊กตอบโดยไม่ลังเล
“ท่องพระนามเต็มอันทรงเกียรติของมหาเทพสุริยันทันที… และรายงานข้อมูลดังกล่าว… แด่พระองค์…”
น้ำเสียงของมันทวีความหม่นหมองขณะกล่าว และลงเอยด้วยการพูดไม่จบประโยค นั่นเพราะเทพสุริยัน – พระผู้สร้าง ไม่มีการตอบสนองมานานกว่าสองพันปีแล้ว ดังนั้นต่อให้ชาวเมืองจันทราประกอบพิธีกรรมที่สมบูรณ์และเอ่ยนามเต็ม ก็คงไม่มีการตอบสนองกลับมาเช่นเดิม
“มีอย่างอื่นอีกไหม?” ไคลน์พยายามซักไซ้
ชายหนุ่มสัมผัสถึงได้ถึงบางสิ่ง และนั่นมิได้มาจากสัญชาตญาณ แต่เป็นข้อสรุปจากการอนุมานในระดับหนึ่ง – ไม่มีทางที่เทพสุริยันบรรพกาลจะไม่คำนึงถึงปัญหาที่จะตามมา: บุคคลผู้เดินผ่านม่านหมอกจะต้องเปี่ยมไปด้วยความระมัดระวัง ไม่มีทางปล่อยให้ถูกจับตามองเป็นเวลานานโดยเด็ดขาด อาจถึงขั้นใช้พลังพิเศษเพื่อสะกดจิตให้ชาวเมืองจันทราหลงลืมที่จะสวดวิงวอน หรือไม่ก็ลืมในสิ่งที่ได้เห็นและได้ยิน
เมื่อคำนึงถึงปัญหาดังกล่าว ไม่มีทางที่เทพสุริยันบรรพกาลจะไม่เตรียมตัวล่วงหน้า
แต่แน่นอนว่าอาจไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะถ้าในคำทำนายของบิดาอามุนด์ระบุว่า ผู้ที่เดินออกจากม่านหมอกเป็นเพียงมือใหม่อ่อนหัด การเตรียมตัวเพิ่มเติมก็คงไม่จำเป็น
แต่เมื่อพิจารณาว่าเทพสุริยันบรรพกาล ‘ทายผิด’ – เนื่องจากคนที่เดินออกจากม่านหมอกคือตนซึ่งมีความแข็งแกร่งพอสมควร ไคลน์จึงปัดตกแนวคิดเมื่อครู่และมั่นใจว่าพระผู้สร้างที่เมืองเงินพิสุทธิ์นับถือจะต้องมีแผนสองเตรียมไว้
ดุ๊กไตร่ตรองสักพักก่อนจะกล่าวด้วยความลังเล
“เดินเข้าไปหาบุคคลดังกล่าวและทักทายหนึ่งคำ”
หัวใจไคลน์เริ่มเต้นแรงก่อนจะถามหน้านิ่ง
“คำว่า?”
ริมฝีปากดุ๊กสั่นเทาราวกับพยายามเลียนแบบการออกเสียง จากนั้นก็กล่าวด้วยสำเนียงประหลาด:
“เชอร์โนบิล”
“…” สมองไคลน์หยุดทำงานไปพักหนึ่งก่อนจะถอนหายใจยาว
…
อาณาจักรโลเอ็น แคว้นเชสเตอร์ตะวันออก ภายในป่าทึบแห่งหนึ่ง
ชาวนาจากหมู่บ้านใกล้เคียงกำลังรวมตัวกันที่นี่เพื่อเก็บเห็ดประหลาดที่ซ่อนอยู่ตามรากไม้ ซากไม้ และพุ่มไม้
ตามกฎหมายของอาณาจักร ทุกสิ่งที่เติบโตในป่าแห่งนี้ล้วนเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่ดิน – มิสออเดรย์·ฮอลล์ แต่เนื่องจากสงครามยืดเยื้อเป็นเวลานานจนประสบภาวะขาดอาหารรุนแรง ปัจจัยดังกล่าวทำให้ชาวนาไม่แยแสกฎหมายอีกต่อไป เพราะคงไม่เกิดประโยชน์หากจะเป็นพลเมืองดีแต่เอาชีวิตไม่รอด ผนวกกับการที่มีคนจำนวนมากร่วมกระทำผิด ความกล้าหาญก็ยิ่งเพิ่มพูนเป็นเท่าตัว
พวกมันแบ่งเป็นกลุ่มเล็กเพื่อเก็บเห็ดลายดาวสีทองและลายเนื้อหินอ่อนอย่างมีประสิทธิภาพ เห็ดถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนน้อยเก็บไว้กินกันเอง และส่วนใหญ่เก็บไว้ขายพ่อค้าที่รอด้านนอกป่าเพื่อแลกกับทองปอนด์ เกลือ ผ้า และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ
ชาวนาเหล่านี้ไม่ได้ล้ำเส้น นอกเหนือจากเห็ด พวกมันนำกลับไปเพียงผลไม้ส่วนน้อย ยังเหลือส่วนใหญ่ไว้ให้ผู้ดูแลป่าที่ต้องนำผลผลิตกลับไปส่งให้เจ้านาย
ชาวนาสามารถขายเห็ดและผลไม้ได้มากมายภายในเวลาเพียงสองชั่วโมง จากนั้นก็เดินกลับหมู่บ้านด้วยรอยยิ้มเปื้อนหน้า
สำหรับพวกมัน ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ล้วนเป็นไปตามความตั้งใจของเจ้าตัว
พ่อค้าธัญพืชเคราดกเองก็มีความสุขไม่น้อยเช่นกัน เพราะพืชผลที่ชาวนาหามาได้จะทำกำไรมหาศาล
มันสั่งให้คนงานที่มาด้วยกันเคลื่อนย้ายเห็ดและผลไม้ไปยังจุดแปรรูปนอกเมือง หลังจากแปรรูปเสร็จก็เป็นการเก็บใส่ยุ้งฉาง
ในฐานะนักธุรกิจรอบคอบ มันส่งคนงานกลับไปก่อนจะตรวจสอบยุ้งฉางอีกครั้ง เมื่อยืนยันจนแน่ใจว่าทุกสิ่งเรียบร้อยดี พ่อค้าปิดประตูยุ้งฉางและลงกลอนแน่นหนา
ทันใดนั้นเอง มันพบเงินสดก้อนโตวางกองอยู่บนพื้น ทั้งหมดคือธนบัตรสิบปอนด์
เราเผลอทำเงินมากขนาดนี้หล่นตั้งแต่เมื่อไร? พ่อค้าธัญพืชก้มลงเก็บธนบัตรด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
มันฉุกคิดถึงที่มาของเงินหลังจากนับจำนวนเสร็จ:
นี่คือกำไรจากการขายผงเห็ด เห็ดตากแห้ง และผลไม้แห้ง!
กำไรเป็นกอบเป็นกำ! พ่อค้าธัญพืชถอนหายใจด้วยสีหน้ายิ้มแย้มก่อนจะเดินออกห่างจากยุ้งฉาง
ออเดรย์ที่อยู่ในยุ้งฉางทำการสลายพลัง ‘ล่องหนทางใจ’ พร้อมกับนำกระเป๋าสีดำออกมา
นี่คือ ‘กระเป๋าสัมภาระของนักท่องเที่ยว’ ที่เธอยืมมาจากซิล
จากนั้นออเดรย์เจ้าของผมสีทอง ทำการเทกระสอบอาหารแห้งเข้าไปในกระเป๋าสีดำอย่างง่ายดาย
จัดการเสร็จ หญิงสาวหยิบสมุดบันทึกสีเขียวขี้ม้าออกมาพลิกเปิดไปยังหน้า ‘เทเลพอร์ต’
นี่คือ ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’ ที่ยืมมาจากฟอร์ส
และสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดก่อนหน้านี้คือการ ‘บงการ’ จากออเดรย์
เริ่มจากการที่เธอรับเห็ดซึ่งขยายพันธุ์ได้รวดเร็วมาจากมาดามเฮอร์มิท เมื่อนำไปให้สัตว์ป่ากิน พวกมันก็ ‘ช่วย’ นำไปปลูกในตำแหน่งที่เหมาะสมจนทั่วป่า ถัดมาเป็นการ ‘สร้างอิทธิพล’ กับชาวนาในหมู่บ้านใกล้เคียงเพื่อกระตุ้นแรงปรารถนาของพวกมันให้เกิดความไม่เกรงกลัวกฎหมาย รวมถึงการทำให้พ่อค้าผ่านมาพบเข้า ‘โดยบังเอิญ’
การบงการผู้คนอย่างง่ายดายเช่นนี้ทำให้ออเดรย์เกิดความรู้สึกสุขสมอย่างน่าประหลาด ราวกับเธอได้เป็นเจ้าชีวิตของมนุษย์ส่วนใหญ่ แต่อย่างไรก็ตาม หญิงสาวมิได้หลงระเริงไปกับมัน เพียงถอนหายใจด้วยความหดหู่
ยังไม่พอ… อาหารยังขาดแคลนอีกมาก… มากจริงๆ …
เห็ดที่เธอได้รับมาเป็นคนละชนิดกับเห็ด ‘กินศพสัตว์ประหลาด’ ที่เดอะซันน้อยได้รับ พวกมันจำเป็นต้องได้รับสารอาหารเพียงพอเพื่อให้เจริญเติบโตได้รวดเร็ว จึงไม่มีทางนำมาปลูกติดกันในป่าแห่งเดิมได้ถี่นัก ไม่อย่างนั้นที่นี่จะกลายเป็นทะเลทราย
ดวงตาออเดรย์เริ่มส่องประกายหลังจากจดจ้องกระสอบเปล่าอยู่สักพัก เธออดคิดไม่ได้ว่า:
ตอนนี้อาหารส่วนใหญ่กำลังถูกกักตุนโดยโบสถ์ ตระกูลขุนนาง กองทัพ รัฐบาล และพ่อค้า…
ที่ค่ายทหารของฟุซัค อินทิส และเฟเนพ็อตก็มีเช่นกัน แต่เราไม่มีทางรู้เลยว่าต้องเวลานานแค่ไหนถึงจะขนหมดด้วยกระเป๋าใบนี้…
นอกจากนั้นการลอบบงการขุนนาง พ่อค้า และคนของกองทัพถือเป็นงานเสี่ยงอันตราย หากประมาทเพียงเล็กน้อยก็จะถูกพบตัวทันที…
ถ้าสถานการณ์ไม่ย่ำแย่ถึงขีดสุดโดยแท้จริง เราคงไม่มีวันทราบว่ามนุษย์บางคนมีด้านนี้อยู่ด้วย…
เมื่อเติบโตมาในสภาพแวดล้อมต่างกัน ธรรมชาติของคนเราจึงไม่เหมือนกัน… เราต้องจำเรื่องนี้ใส่ใจให้ดี…
ท่ามกลางกระแสความคิด ออเดรย์ที่พบว่าตนยังอ่อนประสบการณ์ด้านนี้ตัดสินใจปรึกษามิสเตอร์เวิร์ลเพื่อขอความเห็น
และเนื่องจากเกอร์มัน·สแปร์โรว์ต้องเตร็ดเตร่ตามลำพังในดินแดนอันรกร้างและมืดมิดเป็นเวลานาน ออเดรย์เสนอให้อีกฝ่ายเข้ารับการรักษาอาการทางจิตกับเธอเป็นระยะ แน่นอนว่าไม่จำเป็นต้อง ‘รักษา’ ทุกครั้งไป เพียงได้คุยกันแบบผ่อนคลายก็มากพอจะช่วยให้ความเครียดและความเดียวดายบรรเทาลงหลายส่วน
เกอร์มัน·สแปร์โรว์ไม่คัดค้านคำแนะนำของจิตแพทย์ส่วนตัว และจากบทสนทนาระหว่างคนทั้งสอง หากไม่นับประเด็นด้านการรักษา ออเดรย์มักได้ยินอีกฝ่ายนินทาเดอะสตาร์บ่อยครั้งเพื่อรักษาสุขภาพจิตที่ดี
เมื่อตัดสินใจได้ หญิงสาวเตรียมกระตุ้นพลังเทเลพอร์ตเพื่อเดินทางกลับเบ็คลันด์
แต่ทันใดนั้นก็ชะงักพลางหยุดคิดไตร่ตรองด้วยสีหน้าหดหู่
นั่นเพราะหญิงสาวตระหนักดีว่า ต่อให้เธอรวบรวมอาหารมาเลี้ยงผู้คนได้เป็นจำนวนมาก แต่นั่นไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน สถานการณ์ก็มีแต่จะยิ่งเลวร้ายตราบใดที่สงครามยังไม่จบลง
สงคราม… ออเดรย์หลับตาลงอย่างจนปัญญาจะคิดหาทางออก
หญิงสาวเคยได้ยินมาดามเฮอร์มิทกล่าวว่า เนื้อแท้ของสงครามนี้คือการต่อสู้ระหว่างทวยเทพ และศึกระหว่างทวยเทพมักมีสิ่งหนึ่งร่วมกันเสมอ: ต่างฝ่ายต่างยินดีที่จะสละเวลาและขุมกำลังเพื่อสั่นคลอน ‘หลักยึดเหนี่ยว’ ซึ่งเป็นแหล่งพลังของอีกฝ่าย
ไตร่ตรองสักพัก ออเดรย์เม้มปากพร้อมกับตัดสินใจหนักแน่นในสิ่งที่จะทำ
หลังจากหน้ากระดาษส่องแสง ร่างกายหญิงสาวแปรเปลี่ยนเป็นโปร่งใสและเลือนหายไป
…
ไคลน์ที่นั่งข้างกองไฟไตร่ตรองเกี่ยวกับคำพูดอามุนด์หลังจากส่งคณะเดินทางของเมืองจันทรากลับไป
อามุนด์กล่าวว่า ในส่วนลึกของเชอร์โนบิลเต็มไปด้วยเบาะแสของสิ่งที่ไคลน์ต้องการจะทราบ
เทพสุริยันบรรพกาลก็ยังเน้นย้ำเกี่ยวกับเชอร์โนบิลมากเป็นพิเศษ… ท่ามกลางความคิดดังกล่าว ชายหนุ่มนึกอยากสำรวจเชอร์โนบิลขึ้นมาทันที
การตัดสินใจครั้งนี้มิได้เกิดขึ้นอย่างปุบปับ ไคลน์ต้องการจะสำรวจมานานแล้ว แต่ไม่กล้าเพราะมีอามุนด์คอยขัดขวาง
เราเอาแต่มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกมานานกว่าครึ่งปี คงไม่มีใครคาดคิดว่าเราจะไปโผล่เชอร์โนบิลได้… อามุนด์ที่ได้รับตะกอนพลัง ‘หนอนกาลเวลา’ ก้อนสุดท้ายไปแล้วคงกำลังเตรียมประกอบพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์ ไม่มีทางที่ร่างต้นจะยังอยู่ในเชอร์โนบิล อา… แต่ในฐานะราชาเทวทูตผู้มีความอดทนเป็นเลิศ ร่างโคลนของอามุนด์สักตัวคงเฝ้าอยู่ที่นั่น… ไตร่ตรองสักพัก ไคลน์ตัดสินใจจะทดสอบด้วยการใช้ภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์ของตัวเอง
หัวเด็ดตีนขาดยังไงมันไม่มีทางไปโผล่ที่เชอร์โนบิลด้วยร่างต้นเด็ดขาด!
ไคลน์ส่งตัวเองขึ้นไปทำนายบนมิติหมอกหลังจากวางแผนเสร็จ จากนั้นก็กลับลงมาและดึงตัวเองเมื่อห้านาทีที่แล้วออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์
ภาพฉายเริ่มได้สติหลังจากร่างต้นเลือนหาย ตามด้วยการคว้าอากาศอยู่หลายหนจนกระทั่งดึงไม้เท้าสีดำเลี่ยมอัญมณีออกมาสำเร็จ
ไม้เท้าดวงดาว!
ไคลน์ต้องการใช้พลังของไม้เท้าดวงดาวเพื่อเทเลพอร์ตไปยังเชอร์โนบิลในพริบตา!
……………………
“พระองค์… พระองค์ทรงมาโปรดพวกเราทุกคน…”
ถ้อยคำเจือเสียงสะอื้นดังก้องไปทั่วทางเข้าเมืองจันทรา ทำให้บรรดาผู้ที่กำลังยืนรอต่างตกอยู่ในภวังค์
…
ณ ชายขอบม่านหมอกสีเทา ข้างกองไฟที่ลุกโชนเงียบงัน
ไคลน์ที่กินเห็ดอีกรอบก่อนจะสลายเหล็กเสียบสีดำทิ้ง ออกตามหาหลุมลึกที่มหานักบวชนีมเล่าให้ฟัง
ทันใดนั้นก็เหยียดมือขวาออกไปจับความว่างเปล่าและดึง ‘ตัวเอง’ เมื่อสิบห้านาทีก่อนออกมา
หลังจากประสานสายตากัน ร่างต้นไคลน์ก็เลือนหายเข้าไปในสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ ชายหนุ่มวิ่งตรงยาวไปจนกระทั่งก่อนยุคสมัยที่หนึ่ง
ภาพฉายทางประวัติศาสตร์ของไคลน์ลุกขึ้นและเริ่มดีดนิ้วหลายครั้ง สร้างเปลวไฟตลอดทางไปจนถึงจุดหมาย
จนกระทั่งหยุดลงเมื่อมาถึงใกล้กับหลุมลึกซึ่งเคยเป็นเนินเขา จากนั้นก็เหยียดแขนออกไปดึงโจนาส·โคลเกอร์ออกจากความว่างเปล่า
กล้ามเนื้อบนใบหน้าเคาต์แห่งการเสื่อมถอยพลันยุบพองก่อนจะแปลงโฉมเป็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์
มันใช้มือข้างหนึ่งหยิบตะเกียงออกจากสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์และใช้อีกข้างลูบหน้าผากพลางพึมพำ
“ทำไมเราต้องแปลงโฉมหุ่นเชิด? แถวนี้ไม่มีใครสักหน่อย… จะปล่อยให้ตัวเองเป็นพวกย้ำคิดย้ำทำไม่ได้”
ไม่กี่วินาทีถัดมา ภาพฉายของหุ่นเชิดเดินถือตะเกียงตรงไปทางหลุมลึกที่อยู่ไม่ห่าง
ไคลน์อาศัยแสงสว่างช่วยให้เห็นว่าหลุมลึกที่ตนตามหาไม่ได้ลึกมากขนาดนั้น ก้นหลุมกับพื้นเรียบห่างกันไม่เกินสองเมตร แต่แน่นอนว่าเมื่อเทียบกับสมัยที่ยังเป็นเนินเขา นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ดินด้านใน ‘หลุมลึก’ ค่อนข้างนุ่มและมีก้อนหินประปราย เต็มไปด้วยพืชกลายพันธุ์ที่ยากจะเดาต้นตระกูล ไม่มีจุดใดโดดเด่นกว่าที่อื่น
หลังจากตรวจสอบอยู่สักพัก ไคลน์เปิดเนตรวิญญาณและเนตรด้ายวิญญาณเดินเข้าไปในหลุมลึกอย่างใจเย็น ตรงไปทางเส้นทางที่คำนวณไว้พลางเก็บทุกรายละเอียดรอบตัวอย่างครบถ้วน
มันขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะส่งเสียงสะดุ้งขณะก้าวเดิน
ชายหนุ่มตระหนักว่าความคิดของตนเริ่มเฉื่อยชา แต่สมองกลับยังคำนวณได้ตามปรกติ!
ความรู้สึกคล้ายกับเพิ่งตื่นหลังจากนอนเป็นเวลานาน สมองตื้อจนขาดความเฉียบแหลม
เป็นประสบการณ์ที่ใครหลายคนย่อมต้องเคยพบเจอ ผู้วิเศษเส้นทางอื่นอาจไม่ตระหนักถึงความผิดปรกติ แต่สำหรับนักทำนายมากประสบการณ์อย่างไคลน์ สภาวะเช่นนี้ถือว่าไม่ชอบมาพากลอย่างรุนแรง
หากปล่อยให้ควบคุมลึกไปกว่านี้ ผลลัพธ์จะเหมือนกับการถูกนักเชิดหุ่นเข้าควบคุมด้ายวิญญาณ… เป็นอิทธิพลที่หลงเหลือจากหมาป่าอสูรทมิฬโคทาร์? ไม่สิ… ถ้าโคทาร์ไม่ได้ตั้งใจทิ้งไว้ อิทธิพลเหล่านี้ก็ต้องมาจากการเผยร่างสัตว์ในตำนาน… แต่ถ้าเป็นแบบนั้นจริง หน่วยสืบสวนของเมืองจันทราก็ต้องคลุ้มคลั่งกันหมด… มันจงใจทิ้งไว้? ด้วยเหตุผลอะไร? บอกกับผู้อื่นว่าตนเคยมาที่นี่? ไคลน์เดินวนรอบจุดเกิดเหตุด้วยท่าทีฉงน แต่สุดท้ายก็ไม่พบความผิดปรกติใด
ไตร่ตรองสักพัก ร่างต้นไคลน์ที่ซ่อนตัวในช่องว่างประวัติศาสตร์ก่อนยุคสมัยที่หนึ่ง เริ่มเดินถอยหลังสี่ก้าวเพื่อส่งตัวเองไปยังมิติเหนือหมอก
มันจะใช้พลังทำนาย!
อาศัยข้อมูลด้านเวลาและสถานที่อย่างเจาะจง รวมถึงคำอธิบายของนีม การสำรวจสถานที่จริงด้วยตัวเอง และชิ้นส่วนทางประวัติศาสตร์ที่กำลังส่องแสง ไคลน์เชื่อว่าปัจจัยในการทำนายครบถ้วนตามความต้องการขั้นต่ำแล้ว
แม้จะยังไม่มั่นใจเต็มร้อย แต่ชายหนุ่มมองว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยง นอกจากนั้นถ้าเหตุการณ์ ‘เนินเขากลายเป็นหลุมลึก’ เกี่ยวข้องกับตนและปราสาทต้นกำเนิดจริง โอกาสทำนายสำเร็จก็จะสูงขึ้นมาก ผลลัพธ์อาจชัดเจนและไม่ถูกแทรกแซง
ไคลน์นั่งลงบนเก้าอี้โดยไม่มัวรีรอ ปากกาหมึกซึมและกระดาษหนังถูกเสกขึ้นมาเขียนข้อความ:
“วันที่ 28 มิถุนายนปี 1349 แห่งยุคสมัยที่ห้า ความผิดปรกติที่เกิดขึ้นที่นี่”
ชายหนุ่มวางปากกาลงและถือกระดาษไว้ในมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างทำการดึงดินในหลุมลึกหนึ่งกำมือมาจากอดีตเพื่อเป็น ‘สื่อกลาง’
ไคลน์เอนหลังพิงพนักพลางท่องประโยคทำนายเจ็ดครั้งในสภาพดังกล่าว ตามด้วยการเข้าฌานเพื่อสะกดจิตตัวเองให้หลับ
ท่ามกลางโลกแห่งความฝันอันพร่ามัว มันมองเห็นกลุ่มหมอกสีเทาหนาแน่น และเห็นเนินเขาที่สูงราวสิบเมตรซึ่งถูกพืชกลายพันธุ์ปกคลุม
ไม่กี่วินาทีถัดมา กลุ่มหมอกหนาแน่นพลันปั่นป่วนพร้อมกับ ‘คาย’ เงาสีดำ
เงาดำดูคล้ายกับผ้าม่านกำมะหยี่ผืนใหญ่ที่ดูดซับแสงสว่างรอบตัวเข้าไป
ม่านมายาขยายขนาดในสภาพโปร่งแสงจนกระทั่งปกคลุมเนินเขาทั้งลูก
เนินเขาอันตรธานหายไปทั้งอย่างนั้นจนเหลือเพียง ‘หลุมลึก’
หลังจากนั้น พืชประหลาดรอบหลุมลึกเริ่มถูกแผ่ปกคลุม ด้ายวิญญาณสีดำของพวกมันยืดยาวออกไปหา ‘ม่านดำ’ ผืนดังกล่าว
‘ม่าน’ ทวีความโปร่งใสมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งยากจะมองเห็นด้วยตาเปล่า หากไม่ใช่เพราะมีเนตรวิญญาณ ไคลน์คงไม่ทราบว่า ‘ม่าน’ ผืนดังกล่าวยังคงปกคลุมปากหลุมอยู่
ฉากความฝันเกิดการสั่นไหวบิดเบี้ยวจนกระทั่งฉายภาพใหม่
หน่วยลาดตระเวนของเมืองจันทราจำนวนหาคนเดินมาถึงจุดเกิดเหตุและพบว่าเนินเขาหายไปโดยถูกแทนที่ด้วยหลุมลึก
พวกมันชะงักงันและรีบหันหลังกลับทันที ไม่มีใครกล้าเข้าไปตรวจสอบ
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ ร่างขนาดมหึมาโผล่ขึ้นในทิศทางตรงกันข้าม
เป็นหมาป่าอสูรขนสั้นแปดขา สูงสี่ถึงห้าเมตร
กลางหน้าผากแซมด้วยขนสั้นสีเทา รูม่านตาสีดำสนิทปกคลุมสามในสี่ส่วนของดวงตา เป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากหมาป่าอสูรทมิฬโคทาร์
หมาป่าอสูรทมิฬเงยหน้าขึ้นพร้อมกับอ้าปากคล้ายเตรียมหอน แต่กลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ร่างหนึ่งปรากฏกายด้านข้างมันในวินาทีถัดมา เป็นมันเองอีกตัวหนึ่ง
หมาป่าอสูรทมิฬก้าวขาทั้งแปดอย่างเรียบง่าย แต่ร่างของมันกลับมาโผล่ข้างหลุมลึกในพริบตา
หลังจากกวาดสายตารอบตัว มันก้มศีรษะลงคาบ ‘ม่าน’ โปร่งใสที่ทำให้เนินเขาหายไปทั้งลูก
ม่านผืนดังกล่าวมีชีวิตขึ้นมาทันทีพร้อมกับหดและม้วนตัว ห่อหุ้มร่างหมาป่าอสูรไว้ประหนึ่งเป็นอาภรณ์โปร่งแสงโทนดำ
หมาป่าอสูรตัวสั่นอยู่สักพัก ราวกับมันกลายเป็นหุ่นเชิดภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
แต่แน่นอนว่า ‘ร่าง’ ดังกล่าวคือภาพฉายทางประวัติศาสตร์ ร่างต้นของมันรีบสลายภาพฉายทิ้งในพริบตา
‘ม่าน’ ที่สูญเสียเหยื่อทำได้เพียงหล่นลงพื้นและแผ่ขยายออกไปทุกทิศ
หมาป่าอสูรทมิฬโคทาร์ยังไม่ยอมแพ้ มันเปลี่ยนให้สัตว์ประหลาดรอบตัวกลายเป็นหุ่นเชิดหรือไม่ก็อัญเชิญภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์เพื่อบุกเข้าไปหา ‘ม่าน’ หนแล้วหนเล่า เผชิญความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน แต่ท้ายที่สุดก็ทำสำเร็จด้วยการใช้หุ่นเชิดฝูงใหญ่กรูเข้าไปหยิบและควบคุมม่าน
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างเงียบงันประหนึ่งละครใบ้
ถัดมา หมาป่าอสูรร่างยักษ์บังคับให้หุ่นเชิดนำ ‘ม่าน’ มาให้ตน
ทันใดนั้นเอง สายหมอกสีเทาในบริเวณใกล้เคียงเกิดความผันผวนก่อนจะก่อตัวเป็นกระแสวังวนที่มีขนาดใหญ่เท่าเนินเขา
กระแสวังวนสร้างแรงดูดล่องหนอันทรงพลัง ส่งผลให้ม่านและโคทาร์ถูกดูดเข้าไปในวังวนโดยพร้อมเพรียง!
ฉากดังกล่าวท่วมท้นไปด้วยกระแสคลื่นและละอองแสง ทำให้ไคลน์ยากที่จะมองเห็นรายละเอียด
เมื่อเหตุการณ์กลับสู่สภาพปรกติ หมาป่าอสูรโคทาร์ทำการห่อ ‘ม่าน’ โปร่งใสไว้รอบตัวและรีบหนีออกจากหมอกทึบด้วยความเร็วสูง
ในเวลาเดียวกัน หน่วยสืบสวนของเมืองจันทราได้รุดมาถึงจุดเกิดเหตุและพบว่าเทพรับใช้โบราณรายนี้กำลังจากไป
โคทาร์หันมาชำเลืองเล็กน้อยแต่มิได้หยุดฝีเท้า ยังคงวิ่งตรงเข้าไปในความมืดมิด
ความฝันแตกกระจายและจบลงตรงนี้ ไคลน์ถูกบังคับให้ตื่น
ชายหนุ่มนั่งหลังตรงพลางใช้นิ้วเคาะขอบโต๊ะทองแดงยาว:
ใช่ว่าหมอกทึบสีเทาจะไม่เคยเกิดการเปลี่ยนแปลงก่อนที่เราจะไปถึง เพียงแต่ชาวเมืองจันทราไม่เคยเห็น… เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะไม่มีใครทราบว่าม่านหมอกสีเทาแผ่ขยายออกไปไกลแค่ไหน…
‘ม่าน’ ที่กลุ่มหมอกสีเทาพ่นออกมาคืออะไร? มันสามารถขยายขนาดปกคลุมเนินเขาและทำให้หายไปอย่างน่าอัศจรรย์… ในสภาพหดตัว มันสามารถสวมใส่ลงบนตัวหมาป่าอสูรทมิฬและเปลี่ยนให้กลายเป็นหุ่นเชิด… น่าจะเป็นสมบัติระดับสูงของเส้นทางนักทำนาย…
มันถูกคายออกมาจากกลุ่มหมอกเพราะเราทำการผูกมัดปราสาทต้นกำเนิดเป็นของตัวเอง?
เปลี่ยนพืชพรรณโดยรอบให้เป็นหุ่นเชิดได้ด้วย… ทำไมถึงรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก…
นึกออกแล้ว… อาหารใน ‘หมู่บ้านสายหมอก’ ก็มีด้ายวิญญาณเช่นกัน พวกมันยืดยาวไปยังใจกลางวิหารสีดำ ใครก็ตามที่กินอาหาร ร่างกายจะระเหยและอันตรธานหายในพริบตา… จากนั้นก็ลงเอยด้วยการถูกแขวนไว้บนยอดวิหารในสภาพหุ่นเชิด…
กล่าวคือ ผู้ชี้นำปาฏิหาริย์หรือไม่ก็บริวารเร้นลับสามารถเปลี่ยนพืชที่แฝงพลังวิญญาณให้มี ‘ด้ายวิญญาณ’ และครอบงำในฐานะหุ่นเชิด?
…ม่านผืนดังกล่าวคือตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์หรือไม่ก็บริวารเร้นลับ?
พิจารณาจากสภาพของหมาป่าอสูรทมิฬ คำตอบน่าจะเป็นอย่างหลัง…
นี่คือเหตุผลที่หนึ่งในตะกอนพลังบริวารเร้นลับสาบสูญเป็นเวลานาน? มีเพียงเบาะแสเลือนรางจนไม่มีใครหาพบ?
ก่อนที่ปราสาทต้นกำเนิดจะมีเจ้าของ กลุ่มหมอกสีเทาในแถบนี้คอยดึงดูดตะกอนพลังระดับสูงของทั้งสามเส้นทางเข้าไปโดยไม่รู้ตัวและกักขังพวกมันเอาไว้? จุดประสงค์คืออะไรกันแน่?
เป็นแรงดูดที่ทรงพลังมาก… กระทั่งหมาป่าอสูรโคทาร์ก็ยังหวาดผวา… ความคิดเดียวในหัวคือการเผ่นหนีโดยไม่หยุดฝีเท้า…
เจ้านั่นรู้อะไรเข้า? หรือกำลังกลัวอะไร?
ไคลน์เริ่มเผยสีหน้าตื่นเต้นหลังจากลองวิเคราะห์สักพัก
หากตนประสบความสำเร็จในการล่าหมาป่าอสูรทมิฬ รางวัลตอบแทนจะมีมูลค่ามหาศาลชนิดที่มิอาจกะเกณฑ์ได้!
แต่แน่นอน หมาป่าอสูรทมิฬผู้ครอบครอง ‘ม่าน’ ย่อมทรงพลังกว่าแต่ก่อน ความจริงดังกล่าวทำให้ไคลน์สูญเสียความเชื่อมั่นที่จะล่าสำเร็จ
ท่ามกลางกระแสความคิด มันฉุกคิดบางสิ่งได้
พิจารณาจากลำดับเหตุการณ์ หมาป่าอสูรทมิฬน่าจะมี ‘ม่าน’ ติดตัวไปในตอนที่ผ่านซากเมืองนอร์ธ…
โคทาร์เปลี่ยนเมืองนอร์ธให้กลายเป็นเมืองแห่งหุ่นเชิด… แต่เจตนาไม่ใช่การลงหลักปักฐานหรือเพิ่มจำนวนกองทัพ… หรือว่ามันกำลังเตรียมประกอบพิธีกรรมเลื่อนลำดับเป็น ‘บริวารเร้นลับ’ ?
…………………………
ในทะเลหมอกที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสงคราม อนาคตกาลกำลังแล่นไปยังทะเลคลั่งโดยมีกองเรือล้อมรอบ
พลเรือเอกดวงดาวแทบมิได้กระทำสิ่งใดในระยะหลัง มีเพียงการรอให้นิกายมอสส์ตอบสนองคำร้อง ปัจจุบันเธอกำลังดื่มด่ำไปกับแสงแดดที่ส่องผ่านกลุ่มหมอกหนาทึบพลางเดินไปบนดาดฟ้าเรือ
แคทลียาชำเลืองสายตาไปเห็นแฟรงค์·ลี
รองกัปตันแห่งอนาคตกาลและ ‘หมายเลขสอง’ ของกลุ่มโจรสลัดดวงดาวกำลังแต่งกายในกางเกงสีฟ้าอ่อนและเสื้อเชิ้ตสีขาวไม่ติดกระดุมสองเม็ดบน เผยให้เห็นแผงขนหน้าอกดกหนาสีน้ำตาล มองผิวเผินอาจเข้าใจผิดว่าชายคนนี้คือหมียักษ์
มันกำลังยืนริมหัวเรือพลางมองออกไปยังจุดห่างไกล มีใครทราบว่าแฟรงค์กำลังคิดสิ่งใด แต่สีหน้าค่อนไปทางหดหู่
แคทลียาจงใจลดความเร็วขณะเลี้ยวกลับเข้าเขตห้องโดยสาร
“กัปตัน!” แฟรงค์ตื่นจากภวังค์ทันทีที่เห็นอีกฝ่าย คล้ายกับกำลังรอให้พลเรือเอกดวงดาวตั้งคำถาม
แคทลียาชะงักพลางดันแว่นตาเลนส์หนาบนสันจมูกขึ้น:
“คุณกำลังจมอยู่กับเรื่องใด”
แฟรงค์เรียบเรียงคำพูดและกล่าวออกไป
“ผมกำลังใคร่ครวญเกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์และผลงานการรังสรรค์ของตัวเองในช่วงหลายปีหลัง”
“…ได้คำตอบว่าอย่างไร” แคทลียาถามให้ความร่วมมือ
แฟรงค์พยักหน้าพลางตอบด้วยสายตากระอักกระอ่วน
“มีหลายสิ่งที่ผมต้องนึกทบทวนดูใหม่… เกือบทุกสิ่งที่ผลสร้างขึ้นยังขาดแก่นสำคัญไป”
แคทลียาฉงนเล็กน้อยแต่ไม่กล้าถามเพิ่มเติม แต่หลังจากพิจารณาสักพัก เธอตระหนักว่าตนควรใส่ใจพฤติกรรมของลูกเรืออนาคตกาลทุกคน:
“แก่นสำคัญ?”
สีหน้าแฟรงค์แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
“ทั้งหมดยังขาดดวงวิญญาณ!”
“เป็นเรื่องดีแล้วที่ข้าวสาลี องุ่น และเห็ดไม่มีดวงวิญญาณ…” แคทลียาเล่าความรู้สึกโดยไม่รู้ตัว “นั่นยังไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องกังวล ตอนนี้คุณยังเป็นเพียงลำดับ 5 ดรูอิด”
แฟรงค์โพล่งขึ้นด้วยดวงตาเบิกโพลงทันทีที่ได้ยิน
“จริงด้วย… ผมเข้าใจแล้ว!”
แคทลียาขมวดคิ้วแผ่วเบาจนมองไม่เห็น
“คุณเข้าใจอะไร”
แฟรงค์หายจากอาการหดหู่โดยสิ้นเชิง
“ผมเข้าใจปัญหาแล้ว… ผมปรารถนาในสิ่งที่เกินกว่าขอบเขตความสามารถของดรูอิด… ดังนั้นกัปตัน ผมไม่อยากเป็นแค่ดรูอิดอีกต่อไป ผมจะเป็นนักถลุงโลหะโบราณ!”
ลำดับ 4 ของเส้นทางนักเพาะปลูก จุดเริ่มต้นของครึ่งเทพ
พลเรือเอกดวงดาวผงะไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบรักษาอากัปกิริยาของกัปตันและครึ่งเทพ หญิงสาวพยักหน้าอ่อนโยน:
“การมีเป้าหมายถือเป็นสิ่งที่ดี แต่คุณก็ต้องทำใจยอมรับให้ได้ว่า การไปถึงจุดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย”
ความนัยแฝงก็คือ เธอไม่ต้องการให้แฟรงค์มีความหวัง หากเป็นไปได้ก็ควรเลิกคิดเกี่ยวกับเป้าหมายดังกล่าว
แฟรงค์·ลีผู้ ‘ได้รับกำลังใจ’ พยักหน้าหนักแน่นทันที
“ผมจะทำให้ดีที่สุด!”
เพื่อป้องกันไม่ให้แฟรงค์·ลีไปถึงเป้าหมายเร็วเกินไป แคทลียาตัดสินใจควบคุมพัฒนาการด้วยมือตัวเอง
“ฉันก็จะช่วยอีกแรง”
กล่าวคือ ต่อให้แคทลียาค้นพบวัตถุดิบที่เกี่ยวข้อง เธอก็จะบอกแฟรงค์ว่ายังไม่มีความคืบหน้า
แฟรงค์ดีใจมากและรู้สึกขอบคุณกัปตันของตนจากก้นบึ้ง
“ผมจะเขียนจดหมายถึงเกอร์มัน·สแปร์โรว์และขอให้เขาช่วยอีกแรง… เขาเป็นเพื่อนที่ดีของผม!”
สิ่งที่แฟรงค์ยังไม่ทราบก็คือ ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา จดหมายจำนวนมากที่มันเขียนถูกส่งถึงเป้าหมายผ่านขั้นตอนอันซับซ้อน:
หลังจากมอบจดหมายให้ผู้ส่งสาร ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์จะนำไปส่งให้ฟอร์ส และฟอร์สก็จะมอบให้เกอร์มัน·สแปร์โรว์โดยตรงในชุมนุมทาโรต์หรือไม่ก็ถ่ายทอดเนื้อหาผ่านมิสเตอร์ฟูล
แคทลียาดันกรอบแว่นอีกครั้งพลางหันหลังกลับเข้าเขตห้องพักโดยไม่กล่าวคำใด
กลับถึงห้องกัปตัน เธอพบจดหมายถูกวางอยู่ข้างอุปกรณ์เดือนเรือโดยที่ยังไม่ทันจะได้คิดสิ่งใด
แคทลียาเกิดความยินดีทันที เธอรีบเดินไปหยิบขึ้นมาเปิดอ่านโดยไม่ได้พึ่งพาพลังพิเศษ
เป็นจดหมายจากแบร์นาแดต หลังจากพ้นช่วงเกริ่นตามมารยาท อีกฝ่ายเขียนว่า:
“ถ้ามีเวลาว่าง เราสามารถแอบพบกันได้ที่ลาชา”
ลาชาคือเกาะที่ค่อนข้างลับบนทะเลหมอก บนเกาะมีวังของราชินีเงื่อนงำซ่อนอยู่ – ชื่อของมันคือ ‘มรกตนคร’
แคทลียาอ่านทวนซ้ำหลายครั้งด้วยมุมปากที่ยกโค้งโดยไม่รู้ตัว
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตตะวันตก ภายในคฤหาสน์ตระกูลโอดรา
เป็นอีกครั้งที่เอ็มลิน·ไวท์ได้พบกับสุภาพบุรุษบารอนผีดูดเลือด คาซีมี·โอดรา
“ลอร์ดนีบาสกล่าวเช่นไร” เอ็มลินฝืนข่มอารมณ์โดยไม่เผยความกระหายมากเกินไป
คาซีมีจ้องเข้าไปในดวงตาสีแดงของเอ็มลินก่อนจะกล่าว
“ท่านแจ้งว่าตระกูลของเราไม่มีตะกอนพลังของเอิร์ลว่างอยู่ เจ้าทำได้เพียงรอให้เหล่าเอิร์ลในปัจจุบันเสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือสิ้นอายุขัยและทิ้งมรดกไว้”
อายุขัยของผีดูดเลือดยืนยาวมากเมื่อเทียบกับมนุษย์ แม้แต่ผีดูดเลือดทั่วไปที่ไม่มีบรรดาศักดิ์ก็ยังอยู่ได้นานถึงสามร้อยปี ด้วยปัจจัยดังกล่าว เผ่าพันธุ์จึงมี ‘ตำแหน่ง’ เต็มเกือบจะตลอดเวลา
ลำพังการเลื่อนลำดับเป็นบารอนหรือไวเคาต์ยังไม่ใช่เรื่องง่าย ทำได้เพียงรอขุนนางเดิมตายหรือไม่ก็หาตะกอนพลังจากแหล่งภายนอกมาเอง รวมถึงการสะสมคะแนนผลงานจำนวนมากเพื่อลัดคิวมรดก
การเป็นเอิร์ลนั้นยากกว่าหลายเท่าเมื่อเทียบกับสองลำดับข้างต้น เพราะเอิร์ลผีดูดเลือดหมายถึงครึ่งเทพซึ่งมีอายุขัยนานกว่าพันปี กล่าวคือ ไวเคาต์ผีดูดเลือดที่รอรับตะกอนพลังจากเอิร์ลส่วนใหญ่จะเสียชีวิตไปก่อน
ด้วยเหตุผลข้างต้น ตำแหน่งเอิร์ลจะถูก ‘แทนที่’ ทันทีที่ว่างลง แทบไม่มีโอกาส ‘เหลืออยู่ในคลัง’
สำหรับตะกอนพลังบารอนและไวเคาต์ อาจมีบางช่วงที่ในคลังมีเก็บไว้เป็นก้อนหรือไม่ก็ในรูปแบบสมบัติปิดผนึก แต่จำนวนก็ไม่มากนัก และทุกการแจกจ่ายถูกควบคุมอย่างเข้มงวด
คำตอบไม่เกินความคาดหมายของเอ็มลินไปนัก มันเพียงจ้องบารอนคาซีมีพลางพยักหน้า
“กล่าวคือ ถ้ามีเอิร์ลเสียชีวิต ข้าก็จะได้สืบทอดใช่ไหม?”
“ไม่ใช่” คาซีมีส่ายหน้า “แม้เจ้าจะสร้างผลงานไว้มากมาย แต่ก็ยังไม่ใช่ลำดับหนึ่งของคิว”
“ข้าอยู่อันดับเท่าไร” เอ็มลินขมวดคิ้วก่อนจะรีบคลายด้วยเกรงว่าอีกฝ่ายจะสังเกตเห็นความอยากของตน
คาซีมีกระแอมแห้ง
“สิบสอง”
…คงไม่ทันวันสิ้นโลกแน่… ในเมื่อท่านบรรพบุรุษต้องการให้เราเป็นผู้กอบกู้เผ่าพันธุ์ เหตุไฉนถึงไม่จัดแจงเรื่องนี้ไว้ด้วย? โอสถปราชญ์สีชาดของเราย่อยเสร็จนานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว… หรือนี่จะเป็นอีกหนึ่งบททดสอบ… เอ็มลินไตร่ตรองสักพักก่อนจะตั้งคำถาม
“หากข้าหาตะกอนพลังเอิร์ลจากภายนอกได้ เบื้องบนบนจะช่วยประกอบพิธีกรรมไหม”
คาซีมีพ่นลมหายใจ
“แน่นอน!”
เอ็มลินไม่มัวแช่อยู่นาน มันรีบขึ้นรถม้ากลับบ้านตัวเอง
มันไม่ได้แวะไปที่วิหารฤดูเก็บเกี่ยวอีกเลยนับตั้งแต่เฟเนพ็อตประกาศสงคราม เอ็มลินได้ยินจากเดอะสตาร์ว่าประตูของวิหารถูกทำลายและหลายสิ่งด้านในถูกขโมย ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่สำหรับคนจรจัด
ส่วนหลวงพ่อยูทรอฟสกี้ใช้เวลาครึ่งเดือนในห้องขังด้านหลังประตูยานิส ส่วนอีกครึ่งเดือนจะถูกย้ายขึ้นมาพักด้านบนวิหารนักบุญแซมมวลติดกับห้องของอาร์ชบิชอปแห่งเบ็คลันด์ เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในทุกเดือน
นั่นเพราะทางโบสถ์รัตติกาลกังวลว่าหากขังบิชอปยูทรอฟสกี้ไว้หลังประตูยานิสนานเกินไป อีกฝ่ายจะได้รับความเสียหายเชิงร่างกายในระดับที่มิอาจฟื้นฟูให้กลับเป็นปรกติ ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน โบสถ์รัตติกาลจำเป็นต้องยื้อเวลาและรักษาโอกาสในการเจรจากับโบสถ์พระแม่ธรณี
แม้เอ็มลินจะไม่ใช่สาวกของรัตติกาลและเกลียดการเข้าไปเหยียบวิหาร แต่มันก็หาโอกาสเยี่ยมเยียนหลวงพ่อยูทรอฟสกี้บ่อยครั้ง
จะหาตะกอนพลังเอิร์ลได้จากไหนกัน… เอ็มลินที่รู้สึกว่าตนกำลังล้าหลังและอาจไม่แข็งแกร่งพอที่จะช่วยกอบกู้เผ่าพันธุ์ กวาดสายตาไปตามถนนอันเงียบสงัดพลางเค้นสมองคิดหาทุกวิถีทาง
จากนั้นก็ผุดไอเดีย
มาดามเฮอร์มิทเคยเล่าให้ฟังว่า นักบุญมืดแห่งชุมนุมแสงเหนือได้ต้อนแกะดวงวิญญาณราชาหมอผีเข้าไป… นั่นเทียบเท่ากับตะกอนพลังเอิร์ล ถ้าเราสามารถล่าครึ่งเทพเส้นทางคนเลี้ยงแกะได้เหมือนกับนักบุญเร้นลับ ปัญหาทุกอย่างก็จะคลี่คลาย…
แต่หลังจากมีบทเรียน เกรงว่านักบุญมืดคงไม่ตกหลุมพรางง่ายๆ อีกแล้ว…
นอกจากนั้นยังมีโอกาสที่เทวทูตจะกำลังจับตามอง…
ปัญหาข้างต้นคือสิ่งที่ชาวชุมนุมทาโรต์ปรึกษาหารือกันมาสักพัก ทุกคนได้ข้อสรุปตรงกันว่า เนื่องจากเหตุการณ์สังหารครึ่งเทพของชุมนุมแสงเหนือเพิ่งผ่านไปได้เพียงครึ่งปี คงเป็นการดีกว่าหากจะไม่ไปยั่วยุพวกมันเพิ่มเติม
หากไม่นับตะกอนพลังราชาหมอผีที่นักบุญมืดถือครอง เอ็มลิน·ไวท์คิดได้เพียงอย่างเดียว:
โรงเรียนกุหลาบ!
ไม่ว่าจะแวมไพร์เทียมของโรงเรียนชีวิตหรือสาวกดวงจันทร์บรรพกาลแห่งทวีปใต้ ปัจจุบันพวกมันคือสมาชิกโรงเรียนกุหลาบ
จริงอยู่ที่อาจมีราชาหมอผีบางคนรักอิสระและไม่ต้องการเข้าร่วมองค์กรใด แต่ข้อมูลของพวกมันก็หาได้ไม่ง่ายนัก
เอ็มลินนึกถึงชื่อหนึ่งทันทีที่นึกถึงโรงเรียนกุหลาบ
มาริค!
มาริคคือสมาชิกโรงเรียนกุหลาบฝ่ายระงับแรงปรารถนา เป็นขั้วตรงข้ามกับมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย
ดูเหมือนว่าพวกเขาจะต้องการบางสิ่งจากโรงเรียนกุหลาบ บางทีพวกเราอาจร่วมมือกันได้… เอ็มลินพยักหน้าแผ่วเบา
…
ชาวเมืองจันทราจำนวนมากมารวมตัวที่หน้าทางเข้าพลางจ้องไปยังทิศตะวันออกเป็นระยะ
ส่วนใหญ่เป็นญาติของคณะเดินทางที่นำโดยมหานักบวช คนกลุ่มดังกล่าวถือเป็นตัวแทนของชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ทั้งหมด
จนกระทั่งแสงสว่างผุดขึ้นท่ามกลางความมืด มหานักบวชนีมพารุสและทุกคนเดินย่างกรายเข้าใกล้เมือง
ชายคนหนึ่งรีบเดินออกไปมองหาพี่สาว จนกระทั่งพบอีกฝ่ายเดินเข้ามาพร้อมกับคราบน้ำตา
สตรีชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ผู้มิได้พิการสัมผัสถึงการจ้องมองจากน้องชายทันที จึงเปิดปากเปล่งเสียงด้วยน้ำตานองหน้า
“พระองค์… พระองค์ทรงมาโปรดพวกเราทุกคน…” หญิงสาวเริ่มสะอื้นเสียงดัง เป็นการปลดปล่อยความโศกเศร้าและสิ้นหวังที่ครอบงำจิตใจมาแสนนาน
………………………
“คุณก็ลองด้วยสิ” ไคลน์ยื่นเหล็กเสียบสีดำไปทางชาวเมืองจันทราคนอื่น
พวกมันกลืนน้ำลายคำโตจนลูกกระเดือกขยับ แต่ก็ไม่มีใครตอบสนองในทันที ทุกคนต่างหันไปมองทางมหานักบวชและรอให้อีกฝ่ายพยักหน้า
นีมหยิบบางสิ่งออกจากชุดหนังสัตว์ที่ตนกำลังสวม ลักษณะคล้ายกับแว่นขยายที่มีด้ามจับ
ไคลน์มองแวบแรกเข้าใจว่าเป็นแว่นตาขาเดียว ภาพดังกล่าวทำให้หัวใจชายหนุ่มเกือบหยุดเต้น โชคดีที่นีมควบคุมตัวเองได้จนกระทั่งมองเห็นรายละเอียดชัดเจน
นีมถือด้ามจับโลหะเลื่อนเลนส์ขึ้นมาส่องไปหารุสและจับตามองอยู่หลายวินาที
เงียบงันอยู่สักพัก ในที่สุดนีมก็หันไปพยักหน้าให้ชาวเมืองจันทราคนอื่น
ทุกคนนอกจากรุสรีบกรูเข้าไปรุมล้อมเหล็กเสียบสีดำและบรรจงดึงเห็ดออกมากัด
รสชาติและกลิ่นหอมอันปราศจากสิ่งชั่วร้ายทำให้ทุกคนหลงมัวเมาในทันที โดยไม่สนใจว่าอาหารจะลวกช่องปากหรือไม่ พวกมันรีบกินรีบกลืนลงท้องก่อนจะยื่นมือออกไปหยิบอีกชิ้นตามสัญชาตญาณ
แต่น่าเสียดายที่เห็ดทุกดอกบนเหล็กเสียบสีดำถูกจับจองไปหมดแล้ว
นีมถอนสายตาออกจากเหล็กเสียบสีดำและมองไปทางเกอร์มัน·สแปร์โรว์เพื่อรอฟังคำสอนถัดไปของเดอะฟูล
ไคลน์มองไปรอบตัวก่อนจะพูดคำเดิมอีกครั้ง
“ยกเว้นเห็ดสีดำ พวกคุณสามารถเลือกหยิบเห็ดบนศพสัตว์ประหลาดได้ตามใจชอบ แต่อย่าลืมว่าต้องทำให้สุกจนทั่วเสียก่อน ไม่อย่างนั้นจะได้รับคำสาปที่รุนแรง”
ชาวเมืองจันทราไม่ลังเลอีกต่อไป พวกมันรีบลุกขึ้นไปเลือกเห็ดที่ตนปรารถนา
ไคลน์ชำเลืองพลางเสริม
“เห็ดสีขาวจะปริแตกได้ง่ายเมื่อปรุงจนสุก พวกคุณต้องเตรียมภาชนะสำหรับรองรับของเหลว หรือไม่ก็รีบดื่มให้ทัน”
และโดยไม่รอให้คณะเดินทางตอบสนอง ชายหนุ่มกลับไปเล่าเรื่องที่พูดค้างไว้ในตอนแรก เล่ายาวมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงตอนที่ได้ยินม่านหมอกสีเทาเปล่งเสียงเอ่ยนามเดอะฟูล
เมื่อตระหนักว่ามหานักบวชนีมซึมซับเรื่องราวของตนอย่างอิ่มเอม ไคลน์ไตร่ตรองสักพักและพูด
“ยังมีอีกหลายวิธีที่ทำให้ม่านหมอกตอบสนองได้ แต่ทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับพระองค์ของผม”
เป็นสมมติฐานที่สมเหตุสมผล เพราะต้องไม่ลืมว่าบนบานประตูแห่งแสงมีคนถูกแขวนไว้มากกว่าหนึ่ง นั่นหมายถึงวิธีการเข้าสู่ปราสาทต้นกำเนิดย่อมไม่ได้มีแค่หนึ่งเช่นกัน หากจักรพรรดิโรซายล์นำถาดเงินที่สร้างเลียนแบบของโลกเก่ามายังที่นี่ ม่านหมอกสีเทาก็คงมีการตอบสนองเช่นกัน แต่แน่นอนว่าเงื่อนไขสำคัญก็คือ จักรพรรดิต้องอยู่บนสามเส้นทางที่เกี่ยวข้องอย่างนักทำนาย นักจารกรรม และผู้ฝึกหัด
ไคลน์กล่าวต่อไปอย่างอบอุ่นเมื่อเห็นว่าไม่มีใครตั้งคำถาม
“จากที่ผมเห็น… เมืองจันทรามิผู้วิเศษหลากหลายเส้นทาง?”
นีมเจ้าของผมสีเทาหงอกตอบอย่างซื่อตรงโดยไม่ปิดบัง
“ใช่แล้ว ในตอนที่พวกเราถูกเลือกให้มายังเมืองจันทรา ผู้ส่งสารของพระองค์กำชับว่าต้องประกอบด้วยผู้วิเศษจากหลากหลายเส้นทางอย่างครอบคลุม แต่น่าเสียดายที่สูตรโอสถและวัตถุดิบส่วนมากสูญหายไปหลังจากเผชิญหายนะหลายครั้ง”
“คุณมาจากเส้นทางใด” ไคลน์ถามอย่างเป็นกันเองขณะจ้องชาวเมืองจันทราผู้กำลังใช้กระดูกสัตว์ประหลาดย่างเห็ด
“ผมคือผู้พิทักษ์ราตรี” นีมตอบตามความจริง
ลำดับสี่ของเส้นทางรัตติกาล? ไคลน์พยักหน้าพร้อมกับถาม
“เคยมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นใกล้กับม่านหมอกสีเทาบ้างไหม?”
นีมเจ้าของใบหน้าร่องลึกตอบหลังจากครุ่นคิดราวสิบวินาที
“…มี”
ไคลน์รีบถามต่อไปด้วยหัวใจที่เต้นแรง
“ความผิดปรกติแบบไหน?”
นีมชำเลืองเห็ดที่กำลังส่งกลิ่นหอมพลางเรียบเรียงความคิด
“เนินเขาเล็กๆ อันตรธานหายไปอย่างเป็นปริศนา เหลือไว้เพียงหลุมลึก… บริเวณดังกล่าวไม่มีร่องรอยของการระเบิด ดินยังอยู่ในสภาพปรกติโดยไม่กระจัดกระจาย”
เกิดอะไรขึ้นกันแน่… ค่อนข้างประหลาดทีเดียว… ไคลน์ถามต่อไปหลังจากโยนรากเห็ดเข้าไปในกองไฟเพื่อทำเป็นเชื้อเพลิง
“ได้สืบสวนเพิ่มเติมไหม”
“ทำครับ” มหานักบวชนีมแห่งเมืองจันทราผงกศีรษะ “หน่วยสืบสวนพบหมาป่าอสูรที่นั่น… ไม่ใช่หมาป่าอสูรที่เน่าเปื่อยหรือกลายพันธุ์ แต่เป็นหมาป่าดั้งเดิมที่น่าจะมีชีวิตอยู่มานานแล้ว”
หมาป่าอสูร? ไคลน์คาดไม่ถึงว่าจะได้ยินข้อมูลดังกล่าวในที่แบบนี้ มันรีบถามด้วยดวงตาขยายออกเล็กน้อย
“หมาป่าอสูรมีลักษณะแบบใด”
นีมสูดลมหายใจยาวโดยไม่รู้ตัว
“ลักษณะเหมือนกับหมาป่าอสูรที่บันทึกไว้ในเอกสารโบราณ แต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก แม้ว่าขาทั้งแปดจะสัมผัสกับพื้นครบถ้วน แต่ส่วนสูงของมันก็ยังเท่ากับมนุษย์สองสามคนรวมกัน… ขนของมันมิได้ดำสนิท แต่ก็มอบบรรยากาศความมืดอันลุ่มลึก ดวงตาของมันประหลาดมาก รูม่านตามีขนาดใหญ่ที่สุดในดวงตา และเหนือศีรษะมีขนสั้นสีเทาแซมอยู่บางส่วน…”
นี่มัน… หมาป่าอสูรทมิฬโคทาร์ไม่ใช่หรือ? เดินทางมาถึงสุดขอบตะวันออกของดินแดนเทพทอดทิ้งเชียว… แถมยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ประหลาด? อา… หากการหายไปของทวีปตะวันตกเป็นฝีมือของปราสาทต้นกำเนิดจริง ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าม่านหมอกสีเทาที่นี่จะดึงดูดตัวตนระดับผู้ชี้นำปาฏิหาริย์… ไคลน์ขมวดคิ้วก่อนจะกล่าว
“มันไม่โจมตีหน่วยสืบสวน?”
ไคลน์จงใจเรียกอีกฝ่ายว่า ‘มัน’ มากกว่า ‘ท่าน’ เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความกลัว
ตามความเห็นของเรา ไม่ใช่เรื่องยากที่หมาป่าอสูรทมิฬจะกวาดล้างหน่วยสืบสวนได้ในพริบตา แถมยังไม่ต้องออกแรงมากก็สามารถทำให้เมืองจันทราทั้งหมดกลายเป็นเมืองแห่งหุ่นเชิด… แต่กลับกลายเป็นว่า สิ่งมีชีวิตทรงพลังเช่นนั้นเลือกที่จะปล่อยผ่านเมืองจันทรา…
หากไม่ใช่เพราะไคลน์ได้เห็นด้ายวิญญาณของทุกคนอย่างครบถ้วน มันคงสงสัยว่าตอนนี้ตนอาจกำลังคุยกับหุ่นเชิดอยู่
“ไม่ครับ มันรีบหนีไปทันที” นีมตอบตามความจริง
ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติขี้สงสัยและรอบคอบของหมาป่าอสูร… มีบางสิ่งทำให้มันหวาดกลัวอย่างมากจนต้องรีบหนีไป? รีบร้อนถึงขนาดไม่มีเวลาปิดปากพยานที่พบเห็นตน? หรือว่าชาวเมืองจันทราที่คอยเฝ้าจับตามองม่านหมอกสีเทาตามวิวรณ์ของเทพสุริยันบรรพกาลจะมีบางสิ่งพิเศษ หากไม่จำเป็นจริงๆ หมาป่าอสูรทมิฬก็จะไม่ทำร้าย? ไคลน์ถามต่อไปโดยไม่เปลี่ยนน้ำเสียง
“ทิ้งร่องรอยใดไว้ไหม?”
“ไม่ครับ” นีมส่ายหน้าหนักแน่น “นอกจากเนินเขากลายเป็นหลุมลึก พวกเราก็ไม่พบความผิดปรกติใดอีกเลย”
ไคลน์พยายามมองในมุมใหม่ด้วยสมองที่กำลังประมวลผล
“เกิดขึ้นเมื่อไร?”
ยิ่งเข้าใจเหตุการณ์และวัตถุในอดีตมากเพียงใด มันก็ยิ่งเข้าใกล้สิ่งนั้นในสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์
นีมตอบหลังจากไตร่ตรอง
“สองปี… สองเดือน… และสิบวันก่อน…”
มันรีบอธิบาย
“มีเหตุการณ์ไม่มากที่ควรค่าแก่การใส่ใจ ผมถึงจำได้แม่น”
สองปี สองเดือน และสิบวันก่อน… ปัจจุบันคือวันที่ 8 กันยายนปี 1351 ถ้านับเวลาแบบย้อนกลับก็จะได้ 28 มิถุนายน 1349… นี่มัน… มือขวาไคลน์สั่นระริกอย่างมิอาจหักห้ามทันที
รูม่านตาและสีหน้าของมันยังคงเป็นปรกติ แต่นั่นมาจากผลของพลังตัวตลก
ชายหนุ่มไม่มีทางลืมว่าวันที่ 28 มิถุนายน 1349 คือวันที่ตน ‘เดินทางข้ามโลก’ วันที่ตนกลายเป็นไคลน์·โมเร็ตติและทดลองพิธีกรรมเสริมดวงชะตาจนส่งตัวเองเข้าไปในปราสาทต้นกำเนิด!
ความผิดปรกติที่นี่ รวมถึงการปรากฏตัวของหมาป่าอสูรทมิฬและการรีบหนีไปของมัน ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับเรา? กระแสอารมณ์ลูกใหญ่กำลังท่วมท้นอยู่ภายในจิตใจไคลน์
ไคลน์มิอาจหาคำตอบได้ในทันที จึงแสร้งทำหน้านิ่งพลางถามเสียงเย็น
“ตลอดสองพันปีที่ผ่านมา เคยมีเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นหรือไม่”
“ไม่ครับ” นีมตอบอย่างมั่นใจ
“แล้วเมื่อสองพันกับอีกแปดปีก่อนล่ะ? มีอะไรพิเศษเกิดขึ้นไหม?” ไคลน์ถาม
นั่นคือช่วงเวลาที่จักรพรรดิโรซายล์เดินทางข้ามโลก
นีมลังเลสักพักก่อนจะตอบ
“ตอนนี้ผมยังตอบไม่ได้ จำเป็นต้องกลับไปอ่านบันทึกที่เกี่ยวข้อง… โชคดีที่เอกสารทางประวัติศาสตร์ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี”
จากนั้นมันเสริม
“แต่ความทรงจำอันเลือนรางของผมแจ้งว่าคงไม่น่าจะมีสิ่งใดพิเศษ”
ถ้าเป็นแบบนั้นจริง… หมายความว่าเหตุการณ์ผิดปรกติที่นี่เกิดขึ้นเพราะเราผูกมัดปราสาทต้นกำเนิดไว้เป็นของตัวเอง? ไคลน์พยักหน้าโดยไม่ถามซักไซ้ เพียงกล่าวในสิ่งอื่น
“บอกผมมาว่าหลุมลึกนั่นอยู่ที่ไหน”
ขณะมหานักบวชนีมมอบคำตอบ เห็ดชุดใหม่ที่ชาวเมืองจันทราย่างถึงเวลาสุกพอดี บางคนลงฟันกัดเห็ดสีขาวที่ด้านในมีนมจนถูกของเหลวลวกปาก แต่ก็ไม่กล้าพ่นออกมา บ้างเคี้ยวซ้ำไปซ้ำมาประหนึ่งกำลังดื่มด่ำกับกลิ่นอันหอมหวน และบางคนก็หยุดกินไม่ได้เลย
นีมผงะกับภาพที่เห็น มันไม่อยากเชื่อว่าผู้คนเหล่านี้คือชาวเมืองจันทรา
ทุกคนแสดงอารมณ์ซับซ้อนขณะกินอาหารด้วยความตะกละตะกลาม เป็นความสุขอันเปี่ยมล้นถึงแม้สีหน้าจะบิดเบี้ยวไปบ้าง
“ท่านมหานักบวช ลองกินดูบ้างสิ” รุสผู้มีดวงตาชิดกันยื่นเห็ดลายจุดสีทองที่ส่งกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ให้นีม
นีมลังเลสักพักก่อนจะนำ ‘แว่นขยาย’ ออกมาส่องเห็ดจนมั่นใจ จากนั้นค่อยยัดใส่ปาก
วินาทีถัดมา สีหน้าของมันแปรเปลี่ยนเล็กน้อยพร้อมกับหลับตาลง
มันเคยลิ้มรสชาติที่คล้ายกันจากรากไม้กลายพันธุ์ แต่ก็ไม่มีรสชาติที่บริสุทธิ์และน่าจดจำเช่นนี้
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ นีมจ้องเกอร์มัน·สแปร์โรว์เจ้าของใบหน้าเฉยชาก่อนจะกล่าวด้วยความรู้สึกจากก้นบึ้ง
“ท่านเจ้าคุณ… พวกเราอยากฟังคำเทศนาของเดอะฟูล”
ทางนี้ก็ยังคิดไม่ออกเหมือนกัน… แต่ในเมื่อเราใกล้จะเป็นเทวทูตเต็มที ของแบบนี้ต้องเตรียมตัวให้พร้อม… จำเป็นต้องมีสาวกจำนวนหนึ่งเป็นหลักยึดเหนี่ยวไว้ล่วงหน้า… ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์นึกทบทวนสิ่งที่ตนจะใช้หลอก ไม่สิ ใช้เผยแผ่ศาสนาโดยดัดแปลงมาจากสาวกเทพสมุทรคาเวทูว่า
ชายหนุ่มเหยียดแขนออกไปคว้าบางสิ่งจากความว่างเปล่าด้วยใบหน้าสำรวม จากนั้นก็ดึงไม้กางเขนทองแดงที่พันด้วยหนามแหลมออกมา
ไคลน์กดนิ้วโป้งลงบนหนามและปล่อยให้เลือดไหลซึมเข้าสู่ไม้กางเขนเจิดจรัส
คราบสีเขียวขี้ม้าบนผิวไม้กางเขนลอกออกอย่างรวดเร็วพร้อมกับแผ่แสงสว่างเจิดจ้า
“พระองค์ตรัสว่า…” ไคลน์อ้าปากเปล่งเสียงต่ำพลางยกแขนที่ถือไม้กางเขนขึ้นสูง
แสงสว่างอันอบอุ่นและเจิดจ้าแผ่ปกคลุมทุกซอกมุมในบริเวณใกล้เคียงทันที
ความเศร้าและความอึดอัดภายในร่างกายนีม รุส และคนที่เหลือพลันถูกขจัดอย่างรวดเร็ว ประหนึ่งร่างกายถูกชำระล้างอย่างหมดจด
ท่ามกลางความมึนงง ทุกคนได้ยินเสียงก้องกังวานจากผู้เผยแผ่พระวจนะแห่งเทพซึ่งปกคลุมไปด้วยแสงสว่างเรืองรองในท่าถือไม้กางเขน
“พระองค์ตรัสว่า…”
“บัญญัติข้อแรก: ห้ามสังเวยสิ่งมีชีวิตและมนุษย์แด่เรา”
“บัญญัติข้อที่สอง: ห้ามทำให้นามของเราเสื่อมเกียรติ”
……………………
เมืองจันทรา
มนุษย์จำนวนมากเดินออกจากอาคารที่ค่อนข้างมั่นคงแม้พื้นผิวจะเต็มไปด้วยร่องรอยโบราณ หลายคนพิการ และหลายคนเกิดการกลายพันธุ์เล็กน้อย
มนุษย์กลุ่มดังกล่าวมองหน้ากันเองด้วยความฉงน
ยังเหลือเวลาอีกสามเดือนก่อนจะถึงพิธีกรรมสังเวยสุริยัน แล้วเหตุใดมหานักบวชถึงเรียกทุกคนมารวมตัวที่จัตุรัส?
เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น? เหล่าชาวเมืองจันทราที่เดินมารวมตัวในจัตุรัสเพียงแห่งเดียวของเมือง ต่างพากันหวาดกลัว กังวล และสับสน
เวทียังคงว่างเปล่า ดูเหมือนว่าผู้เรียกประชุมจะยังมาไม่ถึง
ชาวเมืองจันทรารวมตัวกันอย่างเป็นระเบียบโดยแบ่งตามเขตพักอาศัย ระหว่างกำลังรอก็กระซิบกระซาบคุยกัน
“ทำไมท่านมหานักบวชยังไม่มาอีก?”
“เขาเป็นพวกไม่ชอบให้คนอื่นรอไม่ใช่หรือ?”
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมถึงต้องเรียกรวมชาวเมืองทั้งหมดนอกจากเวรยาม?”
…
ท่ามกลางความวุ่นวาย บนยอดหอคอยใกล้กับจัตุรัส มหานักบวชนีมกำลังเอนตัวพิงกำแพงพลางมองออกไปนอกกระจกแก้วด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวราวกับกำลังอดทนบางสิ่ง
ผมสีเทาของมันกำลังตั้งชูชัน เส้นขนสั้นสีดำทยอยผุดขึ้นบนใบหน้า ตำแหน่งบริเวณซี่โครงและสะโพกบวมขึ้นในลักษณะยุบพองคล้ายกับมีบางสิ่งเตรียมงอกเงยออกมา
การเปลี่ยนแปลงที่ผิดปรกติดังกล่าวเกิดขึ้นและหายไปอย่างต่อเนื่อง ราวกับนีมต้องป่วยหนักซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนบรรยากาศรอบตัวชั่วร้ายและน่าสะพรึง
จนในที่สุดก็สงบลงหลังจากผ่านไปราวหนึ่งนาที มันผ่อนลมหายใจพลางปาดเหงื่อบนหน้าผาก
เมื่อครู่มันกำลังเผชิญหน้ากับความบ้าคลั่งที่สั่งสมอยู่ในร่างกาย
และโดยพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นผู้วิเศษเส้นทางใด ยิ่งมีลำดับสูงก็ยิ่งเข้าใกล้ภาวะเสียสติและมีแนวโน้มสูงที่จะคลุ้มคลั่ง สิ่งนี้คือสัจธรรมของมนุษย์อย่างมิอาจหลีกเลี่ยง จำเป็นต้องพึ่งพาหลักยึดเหนี่ยวนอกร่างกายเพื่อคงสมดุลเอาไว้
ในกรณีทั่วไป อาการแบบนีมจะไม่ปรากฏในลำดับ 3 หรือ 4 แต่จะชัดเจนมากขึ้นเมื่อกลายเป็นเทวทูตลำดับ 2 อาการรุนแรงถึงขั้นที่ยังถลำลึกลงสู่ความมืดได้แม้จะมีหลักยึดเหนี่ยวคอยค้ำจุน เมื่อเผชิญกับภาวะความผิดปรกติดังกล่าว ผู้วิเศษต้องผ่านมันไปด้วยพลังใจอันเข้มแข็งจนกระทั่งสถานการณ์คลี่คลาย
ภายนอกอาจดูเหมือนตัวตนอันศักดิ์สิทธิ์และสำรวม สามารถตอบสนองคำวิงวอน สวดมนต์ตามปรกติ รวมถึงการยิงมุกตลก แต่ในบางครั้งก็ต้องหลบซ่อนในมุมมืดและฉีกเนื้อเฉือนหนังตัวเอง เผยให้เห็นความชั่วร้ายและบ้าคลั่ง
เป็นเพราะนีมกินเนื้อสัตว์ประหลาดมายาวนาน ร่างกายจึงสะสมพิษ การกัดกร่อน และความบ้าคลั่งไว้เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ต้องอดทนต่อความเจ็บปวดแสนสาหัสตั้งแต่ลำดับสี่
แต่แน่นอน เหตุการณ์แบบเดียวกันจะเกิดขึ้นกับลำดับสามและสี่ ที่ไม่รู้จักเทคนิคสวมบทบาทหรือเลื่อนลำดับด้วยวาสนา
นีมหันหลังและเดินออกจากห้องเมื่อร่างกายกลับเป็นปรกติ จากนั้นก็อาศัยประตูมายามาโผล่บนเวทีใจกลางจัตุรัสในพริบตา
การกระซิบกระซาบทั้งหมดหยุดลงทันที ชาวเมืองจันทราต่างจ้องมองมหานักบวชด้วยสายตาฉงนเจือกระสับกระส่าย
นีมมองไปรอบตัวและพูด
“หน่วยล่าที่นำโดยอดาลได้พบกับคนนอก”
คนนอก! ดวงตาชาวเมืองจันทราพลันเบิกกว้างประหนึ่งถูกฟ้าผ่ากลางวันแสก
เป็นเวลากว่าสองพันปีแล้วที่เมืองจันทราไม่ได้พบกับคนนอก! แน่นอนว่าหมายถึงปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ มิใช่สัตว์ประหลาด
นีมถอนหายใจยาวและกล่าวต่อ
“เขาอ้างตัวว่าเป็นผู้เผยแผ่ศาสนาที่คอยนำพาแสงสว่างจากเทพ… เขาสามารถทำให้ม่านหมอกหนาทึบเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวง นอกจากนั้นยังช่วยชำระล้างพิษและการกัดกร่อนที่สั่งสมในร่างกายอดาลและคนที่เหลือ แถมยังแก้ไขการกลายพันธุ์ได้บางส่วน”
กล่าวถึงตรงนี้ มันหันไปพยักหน้าในทิศทางด้านข้างเวที อดาลกับซินที่ยืนรอในเงามืดจึงเดินถือคบเพลิงขึ้นมายืนข้างนีมเพื่อใช้ร่างกายตัวเองเป็นหลักฐานยืนยันคำพูดมหานักบวช
“บ้าน่า…”
“พระเจ้า!”
“นี่คืออดาลกับซินจริงหรือ?”
“เป็นพวกเขาจริงๆ … ไม่ผิดแน่…”
เสียงอุทานด้วยความประหลาดใจเจือตกตะลึงผสมผสานกันอย่างเข้มข้น
อดาลและซินมองหน้ากันก่อนจะก้าวขาออกมา ช่วยกันเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ที่หน่วยล่าได้พบเจอ
ชาวเมืองได้ฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับจุดแสงที่สว่างขึ้นในความมืดอย่างกะทันหัน กางเขนที่สาดแสงเจิดจ้า ไม้เท้าที่สามารถรักษาการกลายพันธุ์และโรคภัย ได้ฟังเรื่องที่สายหมอกสีเทาแยกออกจากกัน รวมถึงประตูมายาที่ก่อตัวอย่างไม่สมบูรณ์ จนกระทั่งได้ยินคำอธิบายจากสมาชิกหน่วยล่าเกี่ยวกับสุขภาพร่างกายที่ดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ชาวเมืองจันทราต่างพากันปิดปากเงียบไปพักใหญ่
ใครบางคนหลั่งน้ำตาโดยไม่รู้ตัว เป็นเพราะพวกมันได้เห็นแสงสว่างหลังจากจมอยู่กับความหดหู่และเหน็ดเหนื่อยมานาน
หยาดน้ำตาแฝงความอบอุ่นปนเค็มไหลจากแก้มผ่านมุมปากจนกระทั่งหยดลงพื้น
คนที่ยังพอจะมีสติคิดวิเคราะห์ยกมือขึ้นเพื่อแสดงความเห็น
“ผู้เผยแผ่ศาสนาคนนั้นไม่ใช่สัตว์ประหลาดชนิดพิเศษจากในความมืดแน่หรือ”
“อดาลและซินทำตัวเช่นนี้เพราะกำลังถูกครอบงำและบงการหรือไม่?”
หลังจากคำถามที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงบลง นีมกล่าวเสียงขรึม
“ผมตรวจสอบพวกเขาด้วยสมบัติปิดผนึกแล้ว ถึงตอนนี้ก็ยังไม่พบความผิดปรกติใดเลย… ผมจะให้พวกเขาพักอาศัยในหอคอยมืดเพื่อกักตัวเป็นเวลาสิบห้าวัน”
มันกล่าวต่อหลังจากรับปากชาวเมือง
“ผู้เผยแผ่ศาสนานามว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์จะวิปัสสนาในบริเวณใกล้กับม่านหมอกสีเทาไปอีกสักพัก เขากล่าวว่าพวกเรามีสิทธิ์ได้รับพระกรุณาและฟังเทศนาจากเทพที่เขาศรัทธา และทุกวันในยามที่สายฟ้ามีความถี่สูงสุด เขาจะทำการชำระล้างและรักษาหมู่วันละหนึ่งรอบ… ทุกคนมีอิสระในการตัดสินใจว่าจะไปที่นั่นหรือไม่ แต่ถ้าใครอยากไปจะต้องแจ้งความประสงค์ล่วงหน้าและปฏิบัติตัวตามข้อกำหนด ห้ามมิให้ใครทำตามอำเภอใจจนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของเมืองเด็ดขาด และทุกคนที่ออกไปจะต้องถูกกักตัวหลังจากกลับมาเป็นเวลาสิบห้าวันเหมือนอดาลกับซิน”
ชาวเมืองจันทราจมอยู่กับความเงียบอีกครั้ง ต่างคนต่างมองหน้ากันโดยไม่กล้าตัดสินใจ
ทันใดนั้นเอง รุสและสมาชิกหน่วยล่าคนที่กลับมาก่อนจนพลาดการรักษา ก้าวเท้าออกมาด้านหน้า
“ท่านมหานักบวช ผมจะไป!”
“ตกลง ผมจะนำทางคณะ… ไปในวันพรุ่ง…” นีมพยักหน้า
ตอนแรกมันคิดจะตั้งชื่อให้กับคณะเดินทาง แต่สุดท้ายก็นึกคำนิยามที่เหมาะสมไม่ออกจึงทำได้เพียงตะกุกตะกักและข้ามไป
อันที่จริงมันมีชื่อหนึ่งในใจที่ไม่กล้าพูด:
คณะจาริกแสวงบุญ
เมื่อเห็นรุสและพวกพ้องทำเป็นตัวอย่าง ชาวเมืองจันทราอีกหลายคนจึงก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อแสดงความเต็มใจที่จะเสี่ยง
จนกระทั่งความถี่สายฟ้าเพิ่มขึ้น นั่นหมายถึงรุ่งอรุณของวันใหม่ กลุ่มชาวเมืองจันทราจำนวนแปดคนเดินถือตะเกียงหนังสัตว์ฝ่าความมืดมิดไปยังบริเวณม่านหมอกสีเทา
ท่ามกลางสายฟ้าที่ผ่าลงมาอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดดวงตาของรุสและคนที่เหลือก็สะท้อนกับแสงสว่าง
เป็นแสงจากกองไฟที่กำลังลุกไหม้อย่างเชื่องช้า ด้านข้างมือเกอร์มัน·สแปร์โรว์ที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าและหมวกประหลาดนั่งอยู่ ในมือกำลังถือแท่งเหล็กสีดำซึ่งใช้สำหรับย่างบางสิ่ง
ใกล้กับกองไฟมีซากศพสัตว์ประหลาด บนศพเต็มไปด้วยวัตถุประหลาดงอกเงย บางชิ้นมีสีขาวและบวมเป่งราวกับจะพ่นของเหลวออกมาทันทีที่ถูกกระแทก บางชิ้นมีสีดำ บางชิ้นเป็นสีเลือดและมีลวดลายคล้ายหินอ่อน บ้างมีลายจุดสีทอง กระเปาะด้านบนใหญ่เท่าฝ่ามือ
วัตถุเหล่านี้เบียดเสียดกันแน่นหนาบนศพสัตว์ประหลาด มอบความรู้สึกงดงามในทำนองแปลกตา
เดินต่อไปอีกสักพัก มหานักบวชนีมพบว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์กำลังย่างหนึ่งในวัตถุประหลาด
น้ำมันอันเกิดจากการย่างหยดลงบนกองไฟจนเกิดเสียงฉ่าร้อนแรง ส่งผลให้ไฟสว่างขึ้นและเกิดกลิ่นหอมฟุ้งกระจาย
อึก บรรดาชาวเมืองจันทราต่างพากันกลืนน้ำลายแห้ง ภายในใจเกิดความอยากอาหารจนยากจะควบคุม
ทุกเซลล์ในร่างกายกำลังแหกปากกรีดร้อง:
อยากกินสิ่งนั้น!
อยากกินสิ่งนั้น!
ส่งมาทางนี้!
ไคลน์ที่นั่งบนก้อนหินชี้นิ้วไปทางวัตถุสีสันสดใสบนศพสัตว์ประหลาด จากนั้นก็กล่าวเสียงขรึม
“สิ่งนี้เรียกว่าเห็ด มีหลากหลายชนิด หากต้องการ พวกคุณสามารถเลือกหยิบได้ตามใจชอบ แต่ห้ามสัมผัสกับเห็ดสีดำเด็ดขาด และต้องไม่ลืมปรุงให้สุกจนทั่วก่อนกิน ไม่อย่างนั้นจะได้รับคำสาปที่น่ากลัว”
มหานักบวชนีมไตร่ตรองสักพักก่อนจะตอบแทนคนอื่น
“อันดับแรก พวกเราต้องการฟังคำเทศนาและพระกรุณาจากเทพของท่าน”
ไคลน์พยักหน้าพลางหมุนแท่งเหล็กบาร์บีคิวที่ดึงออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์:
“เชิญนั่ง”
จนกระทั่งชาวเมืองจันทรานั่งลงในฝั่งตรงข้ามของกองไฟ ชายหนุ่มเปิดปากเล่า
“ผมมาจากวังราชาคนยักษ์”
ชาวเมืองจันทรารู้จักคำดังกล่าวเป็นอย่างดี จึงรีบถอนสายตาออกจากอาหารที่เกอร์มัน·สแปร์โรว์กำลังย่างและเริ่มตั้งใจฟัง
จากนั้นเป็นการเล่าเกี่ยวกับเมืองเงินพิสุทธิ์และสถานการณ์ของโลกภายนอก ขณะเดียวกับก็เล่าถึงซากปรักหักพังที่พบระหว่างทาง
เรื่องราวดังกล่าวทำให้ชาวเมืองจันทราถอนหายใจเป็นระยะ บางครั้งก็เกิดความคาดหวัง แต่บางเรื่องก็ยากจะทำใจเชื่อลง นอกจากนั้นยังมีเรื่องที่ฟังแล้วเศร้าและน่าเห็นใจ
ไคลน์ชะงักหลังจากเล่าไปได้ครึ่งทาง จากนั้นก็ดึงเหล็กเสียบสีดำกลับมาและกัดลงบนเห็ดดอกหนึ่ง
น้ำเนื้อเข้มข้นทะลักออกมาพร้อมกับความร้อนผ่าว มอบความชุ่มฉ่ำไปทั่วช่องปากชายหนุ่ม
ไคลน์สามารถเอาชนะความรู้สึกขยะแขยงที่มีต่อเห็ดหลังจากใช้ชีวิตบนดินแดนเทพทอดทิ้งนานกว่าครึ่งปี เพราะเดนิสก็ไม่ได้ว่างตลอดเวลา ยากที่จะหาอาหารมาสังเวยได้ทุกครั้ง ช่วงเวลาดังกล่าวบีบคั้นให้ไคลน์จำใจต้องกินเห็ด
ชายหนุ่มหลับตาลงพลางยื่นเหล็กเสียบสีดำที่เต็มไปด้วยเห็ดไปยังอีกฝั่ง ตามด้วยยิ้มและกล่าว
“ลองกินดูสิ”
รุสรีบยื่นมือออกมาขณะที่มหานักบวชนีมเอาแต่ลังเล มันแสดงความขอบคุณก่อนจะกัดเข้าไปคำใหญ่
มันรีบกินจนปากเกือบพอง แต่หลังจากเผยสีหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อย ดวงตารุสพลันแข็งทื่อ
ไม่กี่อึดใจถัดมา สีหน้าของรุสผ่อนคลายลงพร้อมกับเผยอากัปกิริยาถวิลหา สุขสม และเพลิดเพลิน
ลงเอยด้วยรุสเผลอหลั่งน้ำตาโดยไม่รู้ตัวพลางพึมพำติดขัด
“นี่คืออาหารที่ดีที่สุด… ยอดเยี่ยมที่สุด… เท่าที่ผมเคยกิน…”
แม้ประสาทการรับรสจะเปลี่ยนไปตามบรรพบุรุษ แต่ไม่ว่าอย่างไรมนุษย์ก็มิอาจทำใจให้ชินกับอาหารที่ปนเปื้อนพิษและความบ้าคลั่ง ร่างกายยังคงปรารถนาน้ำตาลและไขมันไม่แปรเปลี่ยน
ชาวเมืองจันทราทุกคนกำลังประจักษ์ความอิ่มเอมใจของรุสอย่างเต็มสองตา
…………………………
เมืองเงินพิสุทธิ์ บนยอดหอคอยกลม ห้องเจ้าเมือง
โคลิน·อีเลียดเจ้าของผมสีขาวและรอยแผลเป็นเก่าบนใบหน้า มองออกไปนอกหน้าต่างท่ามกลางความมืดมิด จากนั้นก็ถอนสายตากลับเมื่อเห็นแสงสายฟ้าเส้นที่สองแลบจากจุดห่างไกล
เฌอมงต์เลื่อนลำดับสำเร็จ…
สายตาของมันจ้องไปทางเด็กหนุ่มเจ้าของส่วนสูงสองเมตรที่กำลังยืนกลางห้อง
“เดอร์ริค คุณทราบไหมว่าทำไมผมที่กลายเป็นลำดับสาม อัศวินสีเงินแล้วถึงไม่จัดทีมไปสำรวจวังราชาคนยักษ์ตามแผนเดิม”
เดอร์ริคใช้ความคิดสักพัก
“แง่หนึ่งท่านเจ้าเมืองต้องการค้นหาว่ามีเส้นทางอื่นที่นำไปสู่ทะเลหรือไม่ อีกแง่หนึ่งเป็นเพราะท่านเจ้าเมืองต้องการให้อาวุโสท่านอื่นในสภาเลื่อนเป็นลำดับสาม ให้เรียบร้อย”
และทั้งสองสิ่งก็ได้ข้อสรุปแล้วในปัจจุบัน:
เมื่อราวห้าเดือนก่อน ทีมสำรวจของเมืองเงินพิสุทธิ์ค้นพบเส้นทางลับสำหรับอ้อมภูเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของวังราชาคนยักษ์ไปยังทะเลได้โดยตรง แต่ทะเลดังกล่าวกลับเป็นเพียงภาพมายา ร่างกายของผู้ที่ฝืนผ่านเข้าไปจะแหลกสลาย
และเมื่อครู่ ในที่สุดครึ่งเทพของหกสภาอาวุโส ฮอยต์·เฌอมงต์ ก็ประสบความสำเร็จในการเลื่อนเป็นลำดับสามและสามารถมีพระนามเต็มอันทรงเกียรติเพื่อตอบสนองคำวิงวอนของชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ได้ในขอบเขตจำกัด
โคลิน·อีเลียดถอนหายใจและกล่าว
“เยี่ยมมาก คุณเข้าใจสถานการณ์อย่างชัดเจนและครอบคลุม… หากเลือกได้ ผมไม่อยากพาคุณไปสำรวจวังราชาคนยักษ์ซึ่งมีเทวทูตมืดหลับใหลสักเท่าไร…”
โคลินเว้นวรรคเมื่อกล่าวถึงตรงนี้
“พวกเราไม่มีทางคาดเดาได้ว่าอันตรายแบบใดกำลังรออยู่ เรื่องเดียวที่ทำได้คือการเตรียมตัวให้พร้อมและรัดกุมมากที่สุด… ตอนนี้เฌอมงต์ทำสำเร็จแล้ว หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นระหว่างการสำรวจ เขากับโลเฟียร์จะช่วยกันค้ำจุนเมืองเงินพิสุทธิ์ให้เดินหน้าต่อไปได้ จากนั้นก็รอคอยโอกาสใหม่ในอนาคต”
มันจ้องเดอร์ริคหัวจรดเท้าก่อนจะพยักหน้าเชิงชื่นชม
“คุณมีพัฒนาการไวกว่าที่ผมคิดไว้มาก หากไม่ใช่เพราะคุณเป็นคนสำคัญในการสำรวจวังราชาคนยักษ์ ผมอยากเก็บคุณไว้ที่นี่และบ่มเพาะให้กลายเป็นอาวุโส”
ได้ยินเช่นนั้น เดอร์ริครีบตอบโต้
“ต่อให้คุณอยากเก็บผมไว้ที่เมือง แต่ผมก็จะสมัครเข้าร่วมทีมสำรวจอยู่ดี”
นี่คือแสงแห่งความหวังที่เด็กหนุ่มมองเห็น เป็นโอกาสอันแสนล้ำค่าที่จะช่วยเหลือเมืองเงินพิสุทธิ์ เดอร์ริคยินดีที่จะสละทุกสิ่งเพื่อเดิมพัน
โคลิน·อีเลียดเผยรอยยิ้มที่หาได้ยาก
“คุณยังหนุ่มยังแน่น… หากเคยผ่านประสบการณ์มากมายมาแบบผม คุณจะเข้าใจว่าการชักดาบสละชีพด้วยศรัทธาอันแรงกล้านั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายเมื่อเทียบกับการต้องกล้ำกลืนความสิ้นหวังและอับอายในความมืดอย่างเจ็บปวดขื่นขม… หรือถ้าไม่เชื่อผม คุณรอถามเฌอมงต์ก็ได้… ถามว่าอยากนำทีมไปสำรวจวังราชาคนยักษ์หรือประจำการอยู่ที่เมืองเงินพิสุทธิ์มากกว่ากัน”
เดอร์ริคจมอยู่กับความเงียบ ปากอ้าขึ้นเล็กน้อยโดยไม่มีเสียงใดเล็ดลอด
โคลิน·อีเลียดไม่สานต่อบทสนทนาและตัดสินใจเปลี่ยนหัวข้อ
“ย่อยโอสถนักบวชแสงเสร็จสมบูรณ์แล้วหรือยัง”
“เสร็จแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อนครับ” เดอร์ริคตอบเถรตรง
โคลินพยักหน้า
“รวบรวมวัตถุดิบเสริมได้ครบถ้วนไหม”
เดอร์ริคอืมในลำคอ
“รวบรวมครบหมดแล้ว เหลือแค่พิธีกรรมครับ”
พิธีกรรมคือการสกัดอารมณ์ที่เข้มข้นที่สุดซึ่งไม่ต้องการละทิ้งออกมา จากนั้นค่อยบรรจุกลับเข้าไปใหม่หลังจากดื่มโอสถ
หลังจากผ่านชุมนุมทาโรต์มาหลายครั้งและมีการพูดคุยส่วนตัวกับมิสจัสติส พวกมันร่างแผนซึ่งค่อนข้างมีประสิทธิภาพขึ้นมา
เดอร์ริคจะเลื่อนลำดับภายใต้ความช่วยเหลือจากอ้อมกอดเทวทูตของมิสเตอร์ฟูลและพลังในขอบเขตจิตใจของนักวางแผน
นักล่าปีศาจโคลินเพียงกล่าวอย่างใจเย็น
“ไม่ต้องกังวลไป กำหนดการสำรวจวังราชาคนยักษ์ครั้งที่สองจะยังไม่มีขึ้นในเร็วๆ นี้”
“ทุกคนกำลังรอให้ผมกลายเป็นผู้เจิดจรัส?” เดอร์ริคถาม
โคลินพยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่ปฏิเสธ
“นอกจากนั้นพวกเรายังรอให้โลเฟียร์กลายเป็นอัศวินมืด เธอเตรียมวัตถุดิบกับพิธีกรรมเรียบร้อยแล้ว”
เดอร์ริครู้สึกกดดันทันทีเมื่อได้ยิน
…
ณ เมืองหลวงของหมู่เกาะรอสต์ เมืองแห่งการให้ บายัม บนยอดหอระฆังสูงสุด
คาร์ดินัลแห่งโบสถ์วายุสลาตัน อาวุโสใหญ่แห่งทูตพิพากษา เจ้าสมุทรแยนน์·ค็อตแมน กำลังยืนริมราวกั้นพลางจ้องเข้าไปในทะเลที่มิได้สีครามเหมือนเมื่อก่อน บนผิวทะเลเต็มไปด้วยซากโลหะของเรือรบที่บางส่วนกำลังลุกไหม้
“ฮึ… ในน่านน้ำของข้า แม้แต่นักบวชสงครามก็ยังต้องยอมศิโรราบ…” ครึ่งเทพกล้ามใหญ่ที่มีใบหน้าชัดลึกถอนสายตากลับพลางพึมพำ
เจ้าของดวงตาและเส้นผมสีน้ำเงินเข้มที่เส้นใหญ่หนาราวกับตัวหนอน ปัจจุบันกำลังควบคุมสภาพอากาศบนน่านน้ำหมู่เกาะรอสต์
อัลเจอร์·วิลสันที่กำลังยืนเคียงข้างเจ้าสมุทรมิได้เผยท่าทีกระอักกระอ่วน เพียงรอให้แยนน์·ค็อตแมนหันมาสนใจด้วยตัวเอง
ธรรมชาติของผู้วิเศษเส้นทางลูกเรือไม่เพียงจะมีอารมณ์หุ่นหันพลันแล่น แต่ยังจะตัวสั่นยอมจำนนเมื่ออยู่ต่อหน้าลำดับสูงของเส้นทางเดียวกัน นี่คือคุณลักษณะเฉพาะของ ‘ทรราช’
หลังจากพึมพำกับตัวเองสักพัก เจ้าสมุทรแยนน์·ค็อตแมนหันมาสนใจอัลเจอร์ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มโจรสลัด ตามด้วยกล่าวไร้อารมณ์
“ความสำเร็จของคุณน่าชื่นชมมาก… สภาคาร์ดินัลอนุมัติคำร้องของคุณและจัดแจงให้ผมเป็นประธานในพิธีกรรมเลื่อนลำดับ”
หลังได้รับมรดกจากราชินีแห่งภัยธรรมชาติ อัลเจอร์อดทนรออย่างใจเย็นจนกระทั่งสบโอกาสแจ้งข่าวแก่เจ้าสมุทรแยนน์·ค็อตแมน
มันเล่าประสบการณ์ขณะสำรวจโบราณสถานเอลฟ์ในป่าดงดิบบนเกาะโซเนียออกไปตามจริงโดยบิดเบือนเพียงสองเรื่อง:
เรื่องแรก อัลเจอร์เล่าว่าตนมุ่งหน้าไปยังโบราณสถานเอลฟ์เพื่อเตรียมดักซุ่มโจมตีกองทัพฟุซัค ระหว่างทางก็ตระเวนหาจุดเหมาะสมไปเรื่อยๆ โดยมีสักขีพยานเป็นลูกเรือจำนวนมาก
เรื่องที่สองคือการโกหกว่าตนไม่ค่อยมีสติหลังจากสำรวจโบราณสถานเอลฟ์ และเล่าว่าตนฝันถึงเอลฟ์สาวลำดับสูงในคืนเดียวกัน แต่เมื่อไม่มีความผิดปรกติเกิดขึ้นกับร่างกายแม้จะดื่มไวน์จากหล่อนไปหนึ่งแก้ว มันจึงไม่ได้เก็บไปคิดมากนัก จนกระทั่งเมื่อเดินทางมาถึงหมู่เกาะรอสต์และสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกในคืนหนึ่ง อัลเจอร์พบว่าตนกำลังอยู่ในวังปะการังใต้ทะเล จากนั้นก็หยิบปะการังสายฟ้าขึ้นมา
ในตอนแรก แม้หลักฐานยืนยันของอัลเจอร์จะแน่นหนาทั้งในเชิงกายภาพและข้อมูล แต่เจ้าสมุทรแยนน์·ค็อตแมนก็ยังไม่ปักใจเชื่อในทันที มันส่งอัลเจอร์ไปยังเกาะปาซูเพื่อให้สังฆราชคาร์ดที่สองตรวจสอบด้วยตัวเอง
ภายใต้ความช่วยเหลือจากอ้อมกอดเทวทูต อัลเจอร์แสร้งตัวสั่นต่อหน้าออร่าของทรราช จากนั้นก็ทำทีเป็น ‘เล่าความจริง’ ต่อหน้าสังฆราชโดยเกริ่นว่า มันเกิดความโลภหลังจากได้พบกับเอลฟ์ลำดับสูงในความฝัน จึงจงใจมุ่งหน้ากลับมายังหมู่เกาะรอสต์เพื่อตามหามรดกของเธอ แต่ในความเป็นจริง ยังมีความลับและปัญหาอีกมากมายที่อัลเจอร์ไม่ได้เล่าออกไป
มันอาศัยเทคนิคการ ‘สารภาพ’ และ ‘ทำไปเพราะความทะเยอทะยาน’ เพื่อผลักดันให้ตัวเองผ่านบททดสอบ สำหรับประเด็นเกี่ยวกับเอลฟ์หญิงระดับสูง เธอจะสนใจอัลเจอร์เพราะในตัวชายหนุ่มมีเลือดเอลฟ์ไหลเวียนโดยบังเอิญ หรือทำไปเพราะมีเจตนาอื่นแอบแฝง อัลเจอร์แจ้งว่าตนเองก็ไม่แน่ใจเช่นกัน และอยากให้สังฆราชช่วยตรวจสอบหาความจริง
อัลเจอร์แสร้งทำเป็นหวาดกลัวในสิ่งที่ตนไม่รู้อย่างสมจริง และนั่นทำให้คาร์ดินัลเชื่อว่าเป็นเหตุผลที่อัลเจอร์ยอม ‘สารภาพ’
มันเป็นคนคิดแผนการนี้ด้วยตัวเอง แต่ได้มิสจัสติสช่วยปรับแต่งให้สมบูรณ์แบบและตรงตามธรรมชาติของมนุษย์มากขึ้น
แน่นอนว่าอัลเจอร์ยังไม่ได้เข้ารับพิธีกรรมเลื่อนตำแหน่งในทันที แต่เป็นช่วงเวลาสำหรับการ ‘พิสูจน์ตัวเอง’
สังฆราชคาร์ดที่สองแห่งโบสถ์วายุสลาตัน – เทวทูตเดินดิน ได้ใช้พลังผนึกตะกอนพลังผู้สังเวยภัยพิบัติในตัวอัลเจอร์ไว้ราวสองถึงสามปี ป้องกันมิให้รั่วไหลออกมาส่งผลกระทบต่อร่างกาย
ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา อัลเจอร์นำกองเรือโจรสลัดที่ได้รับการจัดหา ทำการบุกโจมตีเรือของฟุซัคและเฟเนพ็อตอย่างขยันขันแข็ง แถมยังเข้าร่วมยุทธนาวีอันดุเดือดพร้อมกับพาตัวเองเข้าไปเสี่ยงอันตรายเพื่อสร้างผลงานชิ้นใหญ่ เป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนว่าตนศรัทธาในวายุสลาตันเป็นล้นพ้นและอุทิศกายใจให้ศาสนจักร
จนกระทั่งสงครามน่านน้ำเกาะรอสต์จบลง สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ความพยายามของมันได้ผลิดอกออกผลจนสภาคาร์ดินัลให้การยอมรับ
อัลเจอร์สูดลมหายใจยาวพร้อมกับกระแทกกำปั้นขวาลงบนอกซ้าย ตามด้วยตะโกนกึกก้อง
“แด่มหาวายุสลาตัน!”
ครึ่งหนึ่งของความฮึกเหิมเป็นการเสแสร้ง แต่อีกครึ่งหนึ่งคือความรู้สึกจากก้นบึ้ง เพราะมันต้องเผชิญแรงกดดันมหาศาลตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา
มาดามเฮอร์มิทย่อยโอสถจอมเวทพิสดารเสร็จแล้วและเตรียมเลื่อนเป็นลำดับสาม
แม้มิสจัสติสจะยังย่อยโอสถจอมบงการไม่เสร็จ แต่ก็มีความคืบหน้าไปไกลพอสมควร นอกจากนั้นยังต้องไม่ลืมว่า เธอเคยเป็นเพียงเด็กใหม่ไร้เดียงสาในช่วงที่เพิ่งเข้าร่วมชุมนุมทาโรต์ แต่ปัจจุบันกลับได้เป็นครึ่งเทพแซงหน้าอัลเจอร์ แถมไม่ใช่แค่การมีลำดับสูงกว่าหนึ่งขั้น แต่นั่นหมายถึงหนึ่งระดับตัวตน
ในอีกไม่ช้าเดอะซันก็จะกลายเป็นครึ่งเทพลำดับสี่ ผู้เจิดจรัส
เดอะสตาร์เองก็ย่อยโอสถลำดับห้า เสร็จแล้วและรวบรวมคะแนนผลงานได้มากมาย รอแค่โอกาสที่เบื้องบนจะหยิบยื่นให้
มิสเมจิกเชี่ยนเองก็ใกล้จะย่อยโอสถนักท่องเที่ยวเสร็จหลังจากใช้พลังอย่างต่อเนื่อง แถมเธอยังได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากอาจารย์ วัตถุดิบสำหรับปรุงโอสถลำดับสี่ ถูกเตรียมไว้พร้อมสรรพแล้ว
ไม่ต้องเอ่ยถึงเดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์ อัลเจอร์จะไม่แปลกใจแม้แต่น้อยหากวันดีคืนดีชายคนนี้แจ้งว่าตนกลายเป็นเทวทูตเรียบร้อยแล้ว
ปัจจุบันมิสจัดจ์เมนต์กำลังอยู่ในลำดับห้า อัศวินวินัย เธอเองก็พยายามย่อยโอสถเพื่อไล่ตามสมาชิกคนอื่นให้ทัน
แม้แต่เดอะมูน เอ็มลินซึ่งค่อนข้างขี้เกียจก็ยังตื่นตัวและพยายามผลักดันตัวเองให้กลายเป็นเอิร์ลผีดูดเลือด
ท่ามกลางสถานการณ์ข้างต้น หนึ่งในสมาชิกชุมนุมทาโรต์ยุคบุกเบิกอย่างอัลเจอร์ย่อมไม่ต้องการถูกทิ้งไว้ด้านหลัง มันพยายามไขว่คว้าหาการเลื่อนระดับเป็นครึ่งเทพอย่างแรงกล้ายิ่งกว่าใคร
วันเวลาผ่านไปเนิ่นนานอย่างมีความหวัง อัลเจอร์สลัดความกระสับกระส่ายและรอคอยอย่างอดทน ระหว่างทางเกือบคลุ้มคลั่งไปสองรอบจนต้องหยิบยืมความช่วยเหลือจากมิสจัสติส
และบัดนี้ ในที่สุดมันก็ได้ยินในสิ่งที่ปรารถนามานาน
มันผ่านการทดสอบและเตรียมเข้ารับพิธีกรรม!
…………………………………..
“ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค”
ท้ายทอยไคลน์พลันเย็นวาบเมื่อได้ยินเสียงที่ดังมาจากส่วนลึกของม่านหมอก
ความรู้สึกดังกล่าวแผ่ซ่านไปทั่วร่างจนเส้นขนตามลำตัวลุกตั้งชัน
นี่คือหนที่สองที่มันได้ยินชื่อ ‘ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค’ บนโลกความจริง โดยครั้งแรกเป็นการได้ยินจากปากอามุนด์ในตอนที่อีกฝ่ายขโมยความคิดของตน แต่แน่นอนว่าอามุนด์ไม่ทราบความหมายหรือแก่นแท้ของ ‘คาถา’
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง นี่คือครั้งแรกอย่างเป็นทางการ
ณ ชายแดนของทวีปตะวันตกในตำนาน ด้านนอกบ้านเกิดที่เลือนหายไปของตน ไคลน์ได้ยินคาถาซึ่งส่งให้ตัวเองเดินทางข้ามโลกมาถึงที่นี่ เป็นความลับในส่วนลึกสุดของจิตใจและยังเป็นชื่อที่พุ่งเป้าไปยังตัวตนอันยิ่งใหญ่
มันยืนแช่อยู่นานด้วยสมองขาวโพลน ฟังเสียงสะท้อนที่ยังคงก้องกังวานแบบเดิม
“ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค…”
“ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค…”
“ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค…”
ไคลน์เริ่มได้สติกลับมาเมื่อเสียงแผ่วลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเลือนหายไป
ในฐานะเทพกำมะลอที่กระทำสิ่ง ‘น่าละอายใจ’ มาไม่น้อย ท่าทีแรกของชายหนุ่มคือ:
ถ้าเปลี่ยน ‘ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค’ เป็น ‘ราชันเหลืองดำผู้ครองพลังโชคลาภ’ เราจะโดยเทวทัณฑ์เล่นงานไหม?
ย้อนกลับไปในตอนแรกที่ตั้งพระนามเต็มอันทรงเกียรติสามวรรคให้เดอะฟูล วรรคแรกเป็นการบรรยายสถานะและสิ่งที่ตนได้เผชิญ โดยตอนนั้นไคลน์ยังเชื่อว่าตนคือ ‘ผู้เดินทางข้ามโลก’ และกังวลว่าอาจเกิดปัญหา จึงดัดแปลง ‘เดอะฟูลจากต่างโลก’ เป็น ‘เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย’ แต่กลับกลายเป็นว่า คาถาพุ่งเป้ามาหาตนอย่างถูกต้องแม่นยำ โดยวรรคที่สองเป็นการผูกสายหมอกสีเทาเข้ากับตัวเองเพื่อสร้างความชัดเจน
และเพื่อให้มีคุณสมบัติครบถ้วนไปพร้อมกับหลีกเลี่ยงความกำกวม ไคลน์ทำการ ‘แปล’ ชื่อ ‘ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค’ ให้มาเป็นวรรคสุดท้ายโดยตรง
เดิมทีชายหนุ่มไม่คิดอะไรมาก แต่ในภายหลังเริ่มสงสัยว่าการเดินทางข้ามโลกอาจเป็นฝีมือของอดีตผู้ครอบครองประตูแห่งแสงภายในปราสาทต้นกำเนิดอย่าง ‘ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค’ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ตัวตนดังกล่าวดึงคนขึ้นมาโดยมีเจตนาแอบแฝงบางอย่าง แน่นอนว่า ‘ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค’ อาจเป็นแค่ ‘คาถา’ ที่พุ่งเป้าไปยังตัวตนลึกลับซึ่งรู้จักกันดีในชื่ออื่น ส่วนจะเป็นใครนั้นไคลน์ไม่ทราบ
นั่นเพราะไคลน์ไม่เคยได้ยินพระนามเต็มอันทรงเกียรติ ‘ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค’ จากที่ใดเลยบนโลกใบนี้ ดังนั้นถึงจะเกิดคำถามคาใจมากมาย แต่ไคลน์ก็ไม่มัวเสียเวลาขบคิด คล้ายกับยอมปล่อยวางมาตลอด
แต่ในวินาทีนี้ เสียงลึกลับที่เอาแต่ท่องว่า ‘ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค’ เปรียบดังปืนใหญ่ที่กระหน่ำใส่หัวใจและสมองของไคลน์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความกังวลและความกลัวที่ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกพรั่งพรูออกมาอย่างบ้าคลั่ง
หลังจากได้สติกลับมา ไคลน์บังคับตัวเองให้วิเคราะห์เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน
เสียงดังกล่าวดังมาจากภายในม่านหมอกแห่งนี้… หรือดังมาจากทวีปตะวันตกที่สาบสูญ…
เราคิดมาสักพักแล้วว่าม่านหมอกที่นี่มีสีและลักษณะใกล้เคียงกับสายหมอกใต้ปราสาทต้นกำเนิด… พลังที่มาจากอดีต? หากต้องการจะ ‘เปิด’ มันออกจำเป็นต้องมีพลังที่ถูกต้องและใช้อย่างถูกเวลา?
ราชินีแห่งภัยธรรมชาติ โคฮีเน็มเล่าว่าทวีปตะวันตกจะปรากฏตัวอีกครั้งอย่างแน่นอนในวันสิ้นโลก… กล่าวอีกนัยหนึ่ง มีแต่ต้องปล่อยให้กระแสเวลาดำเนินไปถึงจุดดังกล่าวเท่านั้นสายหมอกจึงจะชีวิตขึ้นมา และนั่นคือเวลาที่ต้องใช้คาถาเพื่อเปิดออก?
บุคคลที่ทำให้ทวีปตะวันตกหายสาบสูญ หรือผนึกไว้ หรือตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่ใช่ใครนอกจาก ‘ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค’ ผู้ต้องสงสัยว่าเคยเป็นเจ้าของปราสาทต้นกำเนิด?
พิจารณาจากตำนานและเรื่องเล่า ปราสาทต้นกำเนิดและสถานที่วิเศษแห่งอื่นคือสิ่งที่ถูกทิ้งไว้โดยพระผู้สร้างต้นกำเนิด อาจเกิดจากบางส่วนของร่างกายพระองค์หรือไม่ก็เป็นสิ่งที่พระองค์สร้างขึ้นเอง… ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชคเปรียบดังอดีตเจ้าของปราสาทต้นกำเนิด และนั่นอาจหมายถึงพระผู้สร้างต้นกำเนิดได้เช่นกัน… แต่ถ้าจำไม่ผิด ปราสาทต้นกำเนิดมีตัวตนครั้งแรกหลังจากกายาของพระผู้สร้างถูกแบ่งแยก… นอกจากนั้นคาถา ‘ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค’ ยังพุ่งเป้าไปหาเพียงปราสาทต้นกำเนิด ไม่ใช่ทะเลแห่งความโกลาหลหรือสถานที่ใด…
ไม่เพียงเท่านั้น ทวีปตะวันตกหายไปหลังจากยุคสมัยที่สองอย่างแน่นอน เพราะแม้แต่เทพบรรพกาลอย่างราชาเอลฟ์ ซอนญาธริมก็ยังมิไม่มีโอกาสได้ ‘กลับบ้านเกิด’ …
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในยุคสมัยที่หนึ่งอันแสนโกลาหลวุ่นวายหรือเก่าแก่กว่านั้น ช่วงเวลาหลังจากพระผู้สร้างแท้จริง – มหาต้นกำเนิดทำการแบ่งร่างกายตัวเองออกเป็นสถานที่อย่างปราสาทต้นกำเนิดและทะเลแห่งความโกลาหล ช่วงเวลาก่อนที่เหล่าเทพบรรพกาลจะถือกำเนิด ในยุคดังกล่าวมีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นมากมาย? เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ทวีปตะวันตกสูญหายไปพร้อมกับอดีตเจ้าของปราสาทต้นกำเนิด?
คำพยากรณ์ของเทพสุริยันบรรพกาล – พระผู้สร้างที่เมืองเงินพิสุทธิ์นับถือก็น่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน พระองค์กล่าวว่าจะมีใครบางคนเดินออกจากม่านหมอกสีเทา ถึงกับต้องส่งคนมาคอยเฝ้าจับตามองตลอดเวลา… ถ้าว่ากันตามตรง เราคือคนที่มาจากทวีปตะวันตกด้านหลังม่านหมอก… แต่เราออกจากทวีปตะวันตกมาอยู่บนปราสาทต้นกำเนิดนานมากแล้ว เกิดขึ้นก่อนที่เทพสุริยันบรรพกาลจะมอบคำพยากรณ์เสียอีก… อา… ปีที่เราได้ออกจากปราสาทต้นกำเนิดและลงมายังโลเอ็นคือ 1349…
แล้ววันนี้เราก็วนกลับมาหาชาวเมืองจันทราจนได้… ว่ากันตามตรง คำพยากรณ์ของเทพสุริยันบรรพกาลยังคงแม่นยำ… แค่กระบวนการระหว่างทางค่อนข้างไม่ปรกติ เป็นความซับซ้อนที่เหนือการคาดหมาย…
ไคลน์อารมณ์ดีขึ้นหลังจากได้ไตร่ตรองสักพัก นั่นเพราะลางสังหรณ์แจ้งเตือนกับชายหนุ่มว่า ยังคงมีอารยธรรมอยู่ด้านหลังม่านหมอกสีเทา ผู้คนมากมายยังมีชีวิตอยู่ที่นั่น
ทำให้ทวีปตะวันตกหายไป… วิธีนี้ชวนเราให้นึกถึงพิธีกรรมเลื่อนลำดับเป็นผู้ชี้นำปาฏิหาริย์… ดูเหมือนว่าพลังในขอบเขตเวลาและห้วงมิติจะอยู่บนเส้นทางผู้ฝึกหัดและนักจารกรรมเป็นหลัก… หมายความว่าอดีตเจ้าของปราสาทต้นกำเนิด – ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชคคือตัวแทนของสามเส้นทางใกล้เคียง? ไคลน์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะขยับไปข้างหน้าสองก้าว
จากนั้นก็หันมาพูดกับนีมและคนที่เหลือ
“ผมได้ยินเสียงของพวกเขาอย่างชัดเจน”
“…พวกเขาพูดว่าอะไร?” ดวงตาสีเทาของนีมเบิกกว้างทันที ใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยร่องลึกเผยความตื่นเต้น
อดาล ซิน รุส และคนที่เหลือล้วนมีอากัปกิริยาแบบเดียวกัน บางคนรุนแรงยิ่งกว่า
ร่างกายบางคนออกอาการสั่นระริกชัดเจน
นี่คือสิ่งที่ชาวเมืองจันทราอยากรู้มานานกว่าพันปี คำตอบของปริศนาดังกล่าวอาจเป็นกุญแจที่ช่วยให้พวกตนรอดพ้นจากทางตัน!
ไคลน์ถอนหายใจยาวก่อนจะกล่าวด้วยสำเนียงของนักต้มตุ๋น
“พวกเขากำลังสวดวิงวอนถึงพระองค์ของผม”
ประโยคดังกล่าวมิได้ปนเปื้อนคำโกหกแม้แต่น้อย เพราะเดอะฟูลเองก็ควบคุมปราสาทต้นกำเนิดได้ในระดับหนึ่งแล้ว แถมวรรคสุดท้ายของชื่อเดอะฟูลก็ยังเป็น ‘ราชันเหลืองดำผู้ครองพลังโชคภาพ’ ซึ่งแปลมาจาก ‘ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค’
นีมและคนที่เหลือปิดปากเงียบทันที สายตาที่จดจ้องมาทางไคลน์แฝงไว้ด้วยความเคารพยำเกรง
เมื่อผนวกเข้ากับ ‘ปาฏิหาริย์’ ที่ไคลน์แสดงให้เห็น พวกมันเริ่มมองเดอะฟูลเป็นเทพผู้มาโปรดตัวจริง
ไคลน์พูดพลางมองไปรอบตัว
“ทุกคนถอยออกไปอย่างน้อยหนึ่งร้อยเมตร”
“ขอรับ ท่านเจ้าคุณ” มหานักบวชนีมยอมทำตามโดยไม่ลังเล
หลังจากผู้วิเศษของชาวเมืองจันทราถอยหลังไปได้ระยะทางที่พอเหมาะ ไคลน์ใช้มือขวาดึงตัวเองออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์พร้อมกับสลายร่างต้นให้หายไป
ทันทีหลังจากนั้น ภาพฉายของไคลน์เดินตรงไปยังม่านหมอกสีเทาหนาทึบ ตามด้วยการเหยียดแขนขวาทาบลงไป
คล้ายกับมีบาเรียล่องหนที่มอบความเย็นแผ่วเบากีดขวางอยู่
จ้องมองอยู่ประมาณสามวินาที ไคลน์เปิดปากเปล่งเสียงเป็นภาษาจีน
“ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค”
ท่ามกลางเสียงดังกังวาน ม่านหมอกสีเทายังคงไม่ตอบสนอง มันเอาแต่แน่นิ่งราวกับถูกแช่แข็ง
ชายหนุ่มยืนรอเกือบหนึ่งนาที จากนั้นก็สูดลมหายใจยาวและกล่าวหลังจากไตร่ตรอง
“เซียนราชันฟ้าดินประทานโชค”
“เทพสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค”
“จักรพรรดิสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค”
“ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค”
นี่คือคาถาเต็มของพิธีกรรมเสริมดวงชะตา
ทันทีที่ประโยคสุดท้ายจบลง มือขวาไคลน์ซึ่งสัมผัสอยู่กับบาเรียล่องหนพลันตระหนักถึงแรงสั่นสะเทือน
ม่านหมอกสีเทาเกิดความปั่นป่วนทันทีประหนึ่งโยนหินใหญ่ลงในทะเลสาบ
ระลอกคลื่นแผ่ออกไปทุกทิศ จนกระทั่งซ้อนทับกันและก่อตัวเป็น ‘ประตู’ เบื้องหน้าไคลน์
สายฟ้าเส้นหนึ่งผ่าลงมาจากท้องฟ้าและมอบแสงสว่างเป็นวงกว้าง ส่งผลให้รูม่านตาชาวเมืองจันทราที่อยู่ไม่ห่างออกไปพลันเบิกโพลงสุดขีด ไม่ขยับเขยื้อนไปไหนเป็นเวลานาน
จากบรรดาพวกมัน กลุ่มที่เพิ่งมาถึงและไม่ได้เห็นเหตุการณ์ก่อนหน้าต่างพากันใจเต้นระรัว ยามจะมีใครยับยั้งอารมณ์เอาไว้ได้
ไม่สายตาชาวเมืองจันทรา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสิ่งนี้เปรียบดังปาฏิหาริย์!
ไคลน์กลั้นหายใจพลางรอให้บานประตูก่อตัวเป็นรูปร่างชัดเจน แต่น่าเสียดายที่คลื่นกระเพื่อมบนม่านหมอกเลือนหายไปเสียก่อน เรียกได้ว่าอยู่ห่างจากความสำเร็จเพียงก้าวเดียว
“…” ไคลน์ตัดสินใจท่องคาถาอีกครั้งหลังจากเงียบไป อย่างไรก็ตาม แม้ม่านหมอกจะเริ่มกระเพื่อมระลอกใหม่ แต่บานประตูก็ยังมิอาจร่างภาพตัวเองให้เสร็จ
ชายหนุ่มนึกอยากจะลองประกอบพิธีกรรมเต็มรูปแบบทันที กล่าวคือ มันจะวางอาหารไว้ตรงมุมสี่จุดพร้อมกับเดินถอยหลังสี่ก้าว แต่เพียงไม่นานก็รู้สึกขบขันความคิดของตัวเอง
ถ้าทำแบบนั้นจริง ไคลน์จะได้เข้าไปในปราสาทต้นกำเนิดแทนการผ่านบานประตูในม่านหมอก
หลังจากถอนหายใจยาว ไคลน์หยิบเหรียญทองออกจากความว่างเปล่าและดีดทำนาย เพียงไม่นานก็ยืนยันได้ว่าผลลัพธ์จากการประกอบพิธีกรรมเต็มรูปแบบคือการเข้าไปในปราสาทต้นกำเนิด
ยังไม่ถึงเวลาเพราะตอนนี้ไม่ใช่วันสิ้นโลก? ไคลน์จ้องหมอกสีเทาเบื้องหน้านานหลายวินาทีโดยไม่กระทำสิ่งใดเลย
เมื่อฟ้าผ่าลงมาและมอบแสงสว่างอีกครั้ง ชายหนุ่มหันหลังกลับและเดินถือตะเกียงไปหานีม มหานักบวชแห่งเมืองจันทรา
“ตรงตามที่วิวรณ์แจ้งไว้ ยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสมในการเปิดมัน… ยังเหลืออีกสิบกว่าปี”
โดยไม่รอคำตอบจากนีม อดาล ซิน รุส และคนที่เหลือ ไคลน์ใช้มือขวาชี้เข้าไปในความมืดบริเวณใกล้เคียง
“ผมจะอยู่ที่นี่ไปอีกสักระยะ หากพวกคุณต้องการรับพระกรุณาและฟังคำเทศนาของพระองค์ สามารถมาที่นี่ได้ทุกเมื่อในยามสายฟ้าถี่… นอกจากนั้น ผมจะทำการชำระล้างหมู่วันละหนึ่งครั้งในยามที่สายฟ้ามีความถี่สูงสุด”
ชายหนุ่มไม่คิดจะเปลี่ยนชาวเมืองจันทราให้เป็นสาวกในทันที และไม่คิดจะตามพวกมันกลับไปที่เมืองหรือซักถามข้อมูลสำคัญเพิ่มเติม ไคลน์ยึดหลักการที่ว่า เวลาคือสิ่งสำคัญในการเปลี่ยนใจคน
มหานักบวชแห่งเมืองจันทรา นีม ถอนหายใจด้วยสีหน้าโล่งอกก่อนจะตอบกลับด้วยท่าทีนอบน้อมยิ่งกว่าเก่า
“ผมจะถ่ายทอดคำพูดของท่านให้ทุกคนได้ทราบ”
……………………………………………
ได้ยินคำตอบจากมหานักบวชนีม ไคลน์ถือตะเกียงเดินไปทางขวาในแนวขนานกับม่านหมอกราวยี่สิบก้าว
จากนั้นก็หลับตาลงประหนึ่งสัมผัสถึงบางสิ่ง ฉากดังกล่าวทำให้ชาวเมืองจันทราไม่กล้าส่งเสียงดังด้วยเกรงว่าจะไปรบกวนผู้เผยแผ่ศาสนา
ผ่านไปห้าหกวินาที ไคลน์เหยียดแขนออกมาจับอากาศว่างเปล่า
แท่นบูชาหินถูกดึงออกมายังโลกแห่งความจริง ด้านบนมีเทียนไขสามเล่มที่ทำจากน้ำมัน รวมถึงวัตถุดิบวิญญาณอีกเจ็ดแปดชนิด
นีมตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นแม้จะเป็นถึงครึ่งเทพลำดับ 4
ก่อนหน้านี้ ในตอนที่เห็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์ใช้ไม้เท้ารักษาพวกพ้องของตน นีมเข้าใจว่านั่นคือการถ่ายทอดพลังของเดอะฟูลผ่านห้วงมิติ แต่สิ่งที่เกิดเมื่อครู่ทำให้มันต้องมองในมุมใหม่ทั้งหมด นั่นเพราะทั้งแท่นบูชา เขียนไข และวัตถุดิบวิญญาณล้วนเป็นสิ่งที่นีมคุ้มเคย
ทั้งหมดคือสิ่งที่มันเคยใช้งาน!
เขาสามารถสร้างสิ่งของที่เราเคยใช้งาน…? พลังในขอบเขตประวัติศาสตร์และกระแสเวลา? นีมนึกทบทวนเนื้อหาของพระคัมภีร์โบราณแห่งเมืองจันทรา เมื่อนำมาประกอบกับความรู้จากครึ่งเทพ มันสามารถคาดเดาบางสิ่งได้เบื้องต้น
ทันใดนั้นเอง ไคลน์หันกลับมาจ้องมหานักบวช
“เริ่มประกอบพิธีกรรมได้”
นีมสูดลมหายใจยาว จากนั้นก็เดินมาสร้างกำแพงวิญญาณรอบแท่นบูชาต่อหน้าสายตาอดาล ซิน รุส และคนที่เหลือ
หลังจากตรวจสอบสัญลักษณ์ อักขระ ลวดลายบนแท่นบูชาและยืนยันว่าไม่มีสิ่งใดผิดปรกติ มันเริ่มดำเนินการตามขั้นตอนในความทรงจำอย่างชำนาญและคุ้นเคย
จากนั้นก็ก้มศีรษะลงและสวดวิงวอนเสียงต่ำ
“หมอกทึบนิรันดร์ที่ไม่แปรเปลี่ยน”
“บาเรียที่ถูกแช่แข็งท่ามกลางกระแสเวลาและห้วงมิติ”
“ตัวตนที่บรรจุทุกสรรพสิ่งไว้ภายใน…”
ไคลน์ตั้งใจฟังเสียงตั้งแต่คำสวดวิงวอนยังไม่จบ โดยหวังว่าจะได้ยินบางสิ่งจากส่วนลึกของกลุ่มหมอก
และเพื่อการนั้น ชายหนุ่มเปลี่ยนให้สัตว์ประหลาดในความมืดจำนวนมากกลายเป็นหุ่นเชิดและกระจายตัวออกไปตามแนวม่านหมอก ป้องกันมิให้รายละเอียดแม้เพียงเล็กน้อยตกหล่น
แต่สุดท้ายก็ไม่พบสิ่งใดเลยจนกระทั่งพิธีกรรมจบลง
หลังจากอดทนรอสักพัก ไคลน์หันไปมองมหานักบวชแห่งเมืองจันทรา นีม และสั่งเสียงเรียบ
“อีกครั้ง”
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตราชินี ภายในห้องอ่านหนังสือของตระกูลฮอลล์
ออเดรย์เปิดประตูหลังจากได้รับอนุญาต และพบว่าบิดาของตน เอิร์ลฮอลล์กำลังปรึกษาบางสิ่งอยู่กับพี่ชายคนโต ฮิบเบิร์ต
“ลูกรักของพ่อ… หน้าตาดูไม่สดชื่นเลยนะ” เอิร์ลฮอลล์ชำเลืองมาทางประตู
ออเดรย์ไม่แสร้งร่าเริง เพิ่มฝืนยิ้มเล็กๆ และพูด
“กองทุนช่วยเหลือผู้ยากไร้กำลังขาดแคลนอาหารอย่างหนัก… ลูกอยากจะรวบรวมเพิ่มเติม จึงตระเวนไปตามบ้านตระกูลขุนนางและได้รับคำตอบว่าตอนนี้ไม่มีอาหารเหลือแล้ว ต่อให้ยืนกรานว่าจะซื้อด้วยทองปอนด์ก็ไม่มีใครยอมขาย”
แต่ขณะที่ตอบปฏิเสธ ขุนนางเหล่านั้นส่วนใหญ่กำลังนั่งดื่มชาคุณภาพดีในห้องหรูหรา บางคนยังเชื้อเชิญให้ออเดรย์ช่วยทดสอบฝีมือพ่อครัวขนมหวานของตน
ไม่เพียงเท่านั้น คนรับใช้ซูบผอมรอบบ้านยังพยายามเดินให้เสียงเบาที่สุดเพื่อมิให้รบกวนแขกผู้มีเกียรติ
“สถานการณ์ในปัจจุบันก็แบบนี้…” เอิร์ลฮอลล์ถอนหายใจยาว
ออเดรย์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะพูดต่อ
“ท่านพ่อ ลูกจำได้ว่าบ้านเรายังมีอาหารเหลืออยู่พอสมควร ขอซื้อด้วยทองปอนด์ได้หรือไม่”
“ออเดรย์ น้องช่วยเหลือพวกเขามากเกินพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองไปกว่านี้” ฮิบเบิร์ตขมวดคิ้วพูด แต่ออเดรย์ยังคงสนใจเพียงบิดาโดยไม่แยแสคำของพี่ชาย
สีหน้าเอิร์ลฮอลล์ที่ผ่อนคลายลงหลังจากได้พบลูกสาว เปลี่ยนกลับไปเป็นเคร่งขรึมอีกครั้ง
“ออเดรย์ พื้นฐานสำคัญขององค์กรการกุศลคือการไม่เบียดเบียนครอบครัว นั่นคือหลักการที่พ่ออยากให้ลูกจำเอาไว้”
ออเดรย์ที่แต่งกายในเดรสยาวสีขาวขลิบทอง คล้ายปมคิ้วพลางกล่าวอย่างจริงใจ
“ท่านพ่อ อาหารที่เก็บไว้ในบ้านสามารถเลี้ยงทุกคนได้อีกหนึ่งปีหรือมากกว่านั้น ยิ่งในแคว้นเชสเตอร์ตะวันออกยิ่งแล้วใหญ่”
เป็นเพราะแคว้นเหมันต์ยังไม่แตกพ่ายโดยสมบูรณ์ กองทัพฟุซัคที่บุกเข้ามาทางแคว้นเลียบทะเลจึงยังโจมตีแคว้นเชสเตอร์ตะวันออกไม่ได้ ส่วนเรือรบของฟุซัค อินทิส และเฟเนพ็อตล้วนถูกตรึงไว้โดยกองเรือรบหุ้มเกราะอันเกรียงไกรของโลเอ็น เป็นการตั้งรับอย่างเต็มกลืนชนิดที่ทำได้เพียงปกป้องเรือเสบียง
เอิร์ลฮอลล์จ้องเข้าไปในดวงตาสีเขียวมรกตของบุตรสาวสักพัก จากนั้นก็ถอนหายใจยาว
“ออเดรย์ ลูกโตขึ้นมาก กลายเป็นเด็กที่มีความคิดและมีเจตจำนงแน่วแน่… แต่พวกเรายังไม่ทราบว่าสงครามจะดำเนินไปถึงเมื่อไร ไม่ทราบว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร จำเป็นต้องเผื่ออาหารไว้รับมือในกรณีฉุกเฉิน… พ่อสามารถกินอาหารให้น้อยลงสองจานในแต่ละมื้อเพื่อแบ่งไปช่วยเหลือคนยากไร้ แต่พ่อจะไม่ยอมให้ครอบครัวต้องกินอาหารแบบเดียวกับชนชั้นกลางที่ถูกอธิบายไว้ในหนังสือพิมพ์โดยเด็ดขาด นั่นจะทำให้ตระกูลของเราเสื่อมเสียเกียรติแห่งขุนนาง เป็นหลักการที่พวกเรายึดถือมาตลอดหลายชั่วอายุคน… เข้าใจสิ่งที่พ่อต้องการจะสื่อใช่ไหม? เมื่อครู่เป็นแค่การอุปมา แก่นแท้ของคำสอนก็คือ พ่อจะให้ความสำคัญกับอนาคตของตระกูลมากกว่าคนนอก จะยึดถือสถานะและจุดยืนของพวกเราเป็นที่ตั้ง น้ำใจจะถูกแบ่งปันก็ต่อเมื่อไม่ส่งผลกระทบกับครอบครัว”
“ออเดรย์ สิ่งที่พ่อพูดอาจฟังดูโหดร้าย แต่ในเมื่อลูกโตขึ้นมากแล้ว คงถึงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริง มนุษย์ทุกคนล้วนเห็นแก่ตัว แต่ระดับความเข้มข้นจะแตกต่างกันไป สำหรับพ่อ ตระกูลฮอลล์มีความสำคัญมากกว่าตัวพ่อ แม่ของลูก ลูก ฮิบเบิร์ต และอัลเฟรด ความสำคัญถัดลงไปคือมิตรสหายและความศรัทธา ถัดลงไปอีกคือคนรู้จัก และสุดท้ายคือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือในเบ็คลันด์… พ่อยินดีช่วยเหลือทุกคนอย่างเต็มที่ขอเพียงไม่กระทบกับสิ่งที่มีความสำคัญอยู่เหนือขึ้นมา… น่าเสียดายที่ในตอนนี้มีเรื่องให้ต้องขบคิดมากมาย”
เอิร์ลฮอลล์ส่ายหน้าตำหนิตัวเองเมื่อกล่าวถึงตรงนี้
“พ่อเสียใจที่ต้องแจ้งให้ทราบว่า พ่อของลูกเป็นคนเห็นแก่ตัว”
ออเดรย์ฟังทุกคำอย่างตั้งใจ แม้สีหน้าจะเปลี่ยนไปเล็กน้อยในตอนต้น แต่สุดท้ายกลับมาเป็นปรกติโดยปราศจากอารมณ์แต่งเติม
หญิงสาวเงียบไปสักพักก่อนจะย้อนถาม
“…แต่ในเมื่อพวกเรามีมากเกินจำเป็น… แบ่งปันบางส่วนให้ผู้อื่นบ้างไม่ได้หรือ”
ฮิบเบิร์ต·ฮอลล์พูดแทรกด้วยเสียงโกรธเคือง
“ทำไมเราถึงต้องแบ่งปันสิ่งที่ได้มาอย่างยากลำบากให้ผู้อื่น? อาหารทั้งหมดล้วนผลิตจากทุ่งนา สวน และป่าของตระกูลเราเอง บางส่วนซื้อมาด้วยเงินของตระกูล เป็นที่ดินและเงินทองซึ่งตกทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น บางส่วนก็เพิ่มพูนมาจากวิสัยทัศน์และความกล้าหาญของท่านพ่อ… พวกเราทำการกุศลด้วยใจรัก ไม่ใช่หน้าที่… น้องเข้าใจใช่ไหม?”
เอิร์ลฮอลล์พยักหน้า
“ฮิบเบิร์ตพูดถูกแล้ว พ่อเองก็คิดแบบเดียวกัน”
ออเดรย์เม้มริมฝีปากก่อนจะพยักหน้าเชื่องช้า
“เข้าใจแล้วค่ะ…”
เอิร์ลฮอลล์ถอนสายตากลับไปคุยกับฮิบเบิร์ต
“พวกเราต้องป้องกันอาหารที่กักตุนไว้ให้ดี หากผลลัพธ์ของสงครามไม่เป็นไปตามที่คาด ให้ลองติดต่อสหายจากอินทิสและแบ่งปันอาหารให้พวกเขาเพื่อแสดงความจริงใจ… สงครามยืดเยื้อนานเกินไป เป็นเรื่องปรกติที่จะมีคนเสียชีวิตระหว่างทาง ทุ่งนาและสวนจำนวนมากกลายเป็นดินแดนรกร้างจนราคาอาหารในเมืองสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาปศุสัตว์ อาหาร และที่ดินสูงขึ้น… นอกจากนั้นพ่อยังมีหุ้นในธนาคารซูซิตของอินทิส เมื่อรวมกับหุ้นจากธนาคารบาวาร์ตและธนาคารเบ็คลันด์ นั่นคงมากพอที่จะติดสินบนพวกเขา หึหึ… ต้องมีทรัพยากรพร้อมสรรพเช่นนี้เท่านั้นพวกเขาถึงจะยอมเกี่ยวดอง”
ตระกูลขุนนางของอินทิสและโลเอ็นมักมีการเกี่ยวดองจนเป็นเรื่องปรกติ ขุนนางจำนวนไม่น้อยล้วนเป็นเครือญาติกัน โดยเฉพาะเหล่าผู้ศรัทธาในจักรกลไอน้ำ
“ท่านพ่อเตรียมย้ายฝั่งแล้วหรือ” ฮิบเบิร์ตถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ
เอิร์ลฮอลล์ผงกศีรษะแผ่วเบาก่อนจะถอนหายใจยาว
“ในสถานการณ์เช่นนี้จะไม่คิดก็คงไม่ได้… เมื่อถึงตอนนั้น ลูกต้องเป็นเอิร์ลฮอลล์คนต่อไป”
ฮิบเบิร์ตใจหายเจือฉงน
“แล้วท่านล่ะ?”
เอิร์ลฮอลล์ยิ้มขื่นขม
“ทั้งพ่อและแม่ของเจ้าต่างเป็นผู้ศรัทธาที่เคร่งครัดและมีหน้ามีตาในโบสถ์ ถ้าโลเอ็นล่มสลายและโบสถ์รัตติกาลถูกทำลาย ชะตากรรมของตระกูลคงไม่ดีนักหากพ่อกับแม่ยังเป็นผู้นำ”
มันกล่าวปลอบประโลมบุตรชายคนโต
“ขอเพียงตระกูลฮอลล์ยังอยู่และมีสถานะเป็นขุนนาง ทรัพย์สินหลังก็คงหายไปไม่มากนัก อนาคตยังสามารถดำเนินไปได้ในสภาพค่อนข้างดี… อย่าลืมสร้างห้องสวดมนต์ลับให้พ่อกับแม่หลังจากลูกเปลี่ยนไปนับถือเทพจักรกลไอน้ำ”
ระหว่างบทสนทนาของคนทั้งสองดำเนินไป ออเดรย์ผู้แต่งกายในเดรสยาวสีขาวขลิบทองยังคงเฝ้ามองจากประตู ดวงตาสีเขียมมรกตของเธอเอาแต่จดจ้องโดยไม่ส่งเสียงใดออกมา
…
หลังจากทดลองอีกหลายครั้งจนกระทั่งแท่นบูชาเลือนหายไป มหานักบวชแห่งเมืองจันทรา นีม เรียบเรียงคำพูดและกล่าวกับเกอร์มัน·สแปร์โรว์ผู้กำลังยืนถือตะเกียง
“ดูเหมือนว่าวันนี้จะไม่สำเร็จ ไว้เราค่อยมาทดลองกันใหม่ในวันพรุ่งนี้ ผมคิดว่าอย่างมากคงไม่เกินสองเดือนก็น่าจะเห็นผล”
ในเวลาเดียวกัน ไคลน์กำลังขบคิดเกี่ยวกับคำถามใหม่
หรือว่าพิธีกรรมจะไม่สำเร็จเพราะเราใช้แท่นบูชาและวัสดุเป็นภาพฉายทางประวัติศาสตร์ ส่งผลให้ดูขาดความจริงใจ?
มันไตร่ตรองสักพักก่อนจะตัดสินใจทำตามคำแนะนำของมหานักบวช ไว้ทดสอบกันใหม่ในวันพรุ่งนี้ด้วยวัสดุของจริง
แต่ทันใดนั้นเอง ชายหนุ่มได้ยิน ‘เสียง’ ขณะเตรียมพยักหน้ารับ
เสียงดังมาจากส่วนลึกของม่านหมอกอย่างแผ่วเบาและคลุมเครือ
ได้ผล? พิธีกรรมมีการตอบสนอง เพียงแต่มาช้าไปมาก… ไคลน์พลันตื่นเต้น มันรีบยกมือขวาขึ้นและกดลงเล็กน้อยเพื่อส่งสัญญาณบอกให้ผู้วิเศษของเมืองจันทรางดใช้เสียง
จากนั้นก็กลั้นหายใจและเงี่ยหูฟัง
เสียงที่ดังกังวานท่ามกลางม่านหมอกฟังดูคล้ายกับมาจากต่างแหล่งกำเนิด ทั้งหมดสอดประสานซ้อนทับกันอย่างต่อเนื่อง แต่บ้างก็รบกวนกันเองจนกลายเป็นเสียงคลุมเครือ และบ้างก็สั่นพ้องร่วมกันจนดังกังวาน
ไคลน์เริ่มได้ยินชัดเจนขึ้นมาก โดยเฉพาะคลื่นเสียงที่สั่นพ้อง
ฟังดูคล้ายกับภาษาที่มันคุ้นเคย ประหนึ่งผู้คนมากมายกำลังตะโกนนามหนึ่งโดยพร้อมเพรียง
นามนั้นก็คือ:
“ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค”
…………………………………………..
สามพันเจ็ดร้อยยี่สิบสองปี… นั่นสินะ พวกเขาถูกส่งมาที่นี่ตั้งแต่ตอนที่เทพสุริยันบรรพกาลยังมีชีวิต… เนื่องจากเมืองเงินพิสุทธิ์เองก็มีชะตากรรมต้องดิ้นรนท่ามกลางความมืดมานานกว่าสองถึงสามพันปี ไคลน์จึงไม่เคลือบแคลงข้อมูลจากปากมหานักบวชแห่งเมืองจันทรา
มันพยักหน้าเล็กน้อยพร้อมกับถาม
“พวกคุณคอยจับตากลุ่มหมอกแห่งนี้เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเปลี่ยนแปลง?”
มหานักบวชแห่งเมืองจันทราผู้แต่งกายด้วยชุดหนังสัตว์สีน้ำตาลเข้ม นีม ส่ายหน้าและมอบคำตอบ
“วิวรณ์จากพระองค์มีเพียง… คอยจับตามองกลุ่มมองเอาไว้ตลอดเวลาและดูว่ามีใครเดินออกมาบ้างไหม”
เดินออกจากหมอก… เทพสุริยันบรรพกาลเกิดลางสังหรณ์ว่าจะมีคนเดินออกจากหมอก? ถ้าอีกฟากหนึ่งของหมอกคือทวีปตะวันตก หมายความว่าที่นั่นอาจมีผู้คนและอารยธรรม? หัวใจไคลน์พลันเต้นแรงเมื่อได้ยินคำตอบ แต่จากนั้นก็ฉุกคิดถึงข้อเท็จจริงหนึ่ง
แม้แต่บิดาของอามุนด์ พระผู้สร้างรุ่นที่สอง ก็ยังจนปัญญาจะผ่านกลุ่มหมอกเข้าไป ทำได้เพียงส่งคนมาคอยเฝ้าจับตามอง!
บาเรียเหล่านี้ต้องผ่านเข้าไปด้วยวิธีการพิเศษเท่านั้น? จริงสิ… มิสเตอร์แฮงแมนเคยเล่าให้ฟัง ราชินีแห่งภัยธรรมชาติ โคฮีเน็มกล่าวว่าการจะผ่านเข้าไปในทวีปตะวันตกอาจต้องใช้คาถาหรือคำสั่งบางอย่าง แต่นั่นคือในกรณีที่ทวีปตะวันตกกลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง… ไคลน์จ้องมหานักบวชผู้มีร่องลึกบนใบหน้าและกล่าวโดยไม่ขยับเปลือกตา
“พวกเขาคงแนะนำไปแล้ว ผมคือผู้เผยแผ่ศาสนา เดินทางมาที่นี่เพื่อเผยแผ่แสงสว่างแห่งพระองค์”
มหานักบวชแห่งเมืองจันทรา นีม ยังคงรักษาความเยือกเย็นพลางใช้ดวงตาสีเทาเหมือนกับเส้นผมจ้องมาทางไคลน์
“ท่านผู้ยิ่งใหญ่ เทพที่ท่านศรัทธาคือผู้ใด”
ใจจริงไคลน์อยากจะตอบกลับไปง่ายๆ แต่เมื่อพิจารณาถึงตัวตนผู้เผยแผ่ศาสนาที่สร้างขึ้น มันตัดสินใจข่มความละอายพร้อมกับอาศัยพลังตัวตลกในการเผยสีหน้าเปี่ยมศรัทธา:
“ผมขอถือโอกาสนี้แนะนำเทพที่ผมศรัทธา พระองค์ผู้มาโปรดดินแดนแห่งนี้… มหาเดอะฟูล…”
เดอะฟูล… มหานักบวชของเมืองจันทรา นีม คาดไม่ถึงกับคำตอบดังกล่าว มันวิเคราะห์หาความไม่ชอบมาพากลอยู่สักพัก จากนั้นก็พิจารณาว่าคำตอบดังกล่าวอาจเป็นการแฝงความนัย
ท้ายที่สุด นีมให้ความสนใจกับคำนิยาม:
พระองค์ผู้มาโปรดดินแดนแห่งนี้
นีมอดไม่ได้ที่จะหันไปมองอดาลและคนอื่นๆ ที่มีใบหน้าเปล่งปลั่ง
สำหรับผู้วิเศษลำดับ 4 นีมทราบทันทีว่าภาวะเช่นนี้เป็นผลมาจากการขจัดมลพิษและโรคภัยที่สั่งสมในร่างกาย ไม่เพียงเท่านั้น บรรดาสมาชิกหน่วยล่ายังได้รับการรักษาเพิ่มเติมในระดับยอดเยี่ยม หากไม่ใช่เพราะมันเคยเห็นวัยรุ่นเหล่านี้เติบโตมากับตาตัวเอง คงไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายเป็นคนของเมืองจันทรา
อดาลโพล่งขึ้นทันทีที่เห็นมหานักบวชจ้องมาทางตน
“ท่านเจ้าคุณสแปร์โรว์สวดวิงวอนให้เทพประทานพรแก่พวกเรา!”
“ใช่แล้ว! พวกเราเห็นแสงสว่าง! พวกเราสัมผัสถึงความอบอุ่น!” ซินผู้ปราศจากจมูกรีบเสริม
หลังจากได้รับพรอันยิ่งใหญ่เมื่อครู่ เธอเริ่มเกิดความศรัทธาในเทพที่เกอร์มัน·สแปร์โรว์เอ่ยถึง
เมื่อเทียบกับพระผู้สร้างที่ไม่ยอมตอบสนองและไม่แยแสความทุกข์ยากของเมืองจันทรา ตัวตนนามว่าเดอะฟูลยังน่าเลื่อมใสเสียกว่า!
รุสและสมาชิกทีมล่าที่กลับเมืองไปก่อนเพื่อแจ้งข่าวกับมหานักบวช ปัจจุบันกำลังจดจ้องไปทางกลุ่มเพื่อนร่วมหน่วยด้วยสายตาอิจฉา ไม่เปิดบังความปรารถนาที่จะได้รับพรอันยิ่งใหญ่
มหานักบวช นีม ถอนสายตากลับและจ้องไปทางเกอร์มัน·สแปร์โรว์ผู้แต่งกายในชุดและหมวกประหลาด
“มหาเดอะฟูลของท่านคือเทพของโลกใบนี้… ไม่สิ คือเทพด้านนอกดินแดนต้องสาป?”
ไคลน์พยักหน้าเคร่งขรึมอย่างเชื่องช้า
“ถูกต้อง”
“เช่นนั้นแล้ว… มหาเทพสุริยันผู้รังสรรค์ทุกสรรพสิ่ง?” นีมลังเลสักพักก่อนจะถามในสิ่งที่มันอยากรู้มากที่สุด
ไคลน์เปลี่ยนสำเนียงการพูดให้คล้ายพวกนักต้มตุ๋น
“ท่านผู้นั้นถูกเหล่าราชาหักหลัง ส่งผลให้โลหิต โทสะ ความเสื่อมทราม และเงามืดเริ่มปกครองดินแดนแห่งนี้ภายใต้มหาภัยพิบัติ”
รูม่านตานีมพลันเบิกกว้างประหนึ่งต้องการรับแสงเพิ่มเพื่อให้เห็นบุคคลตรงหน้าอย่างชัดเจน
มันพยายามข่มอารมณ์อย่างยากลำบากก่อนจะถามต่อ
“กล่าวคือ… พระองค์ร่วงหล่นจากเหตุการณ์ดังกล่าว?”
“ไม่เพียงท่านผู้นั้นจะร่วงหล่น แม้แต่เลือดเนื้อยังถูกเหล่าผู้ทรยศกลืนกินจนเป็นเหตุให้ดินแดนแห่งนี้ต้องคำสาป”
ไคลน์มิได้แบ่งแยกสองพี่น้องตัวแสบออกจากอีกหกราชาเทวทูตเพราะอยากให้ชาวเมืองจันทราเข้าใจไปเองว่าราชาเทวทูตทั้งหมดคือผู้ทรยศ เมืองจันทราจะได้ไม่ถูกอามุนด์ล่อลวงในภายหลัง
ตลอดการเดินทางกว่าครึ่งปีและการทดลองอีกมากมาย ไคลน์มั่นใจว่าดินแดนเทพทอดทิ้งแห่งนี้ถูกผนึกและปิดตาย หรือกล่าวได้ว่าถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์ จุดเชื่อมโยงเดียวคือวังราชาคนยักษ์หรือไม่ก็ตัวตนระดับปราสาทต้นกำเนิด ดังนั้นการใช้ไม้เท้าดวงดาวที่นี่จะไม่ช่วยให้ออกไปยังโลกภายนอกแม้จะจินตนาการภาพได้ถูกต้อง อย่างมากก็แค่เคลื่อนย้ายตำแหน่งอยู่ภายในดินแดน
แม้แต่ภาพฉายทางประวัติศาสตร์ของกล่องวันวานก็ยังถูกปิดกั้นและสะกดไว้ ภาพฉายจะถูกสภาพแวดล้อมกลืนกินทันทีที่การอัญเชิญสำเร็จ ส่งผลให้ไร้ประโยชน์โดยสมบูรณ์
นั่นทำให้ไคลน์วิเคราะห์ว่า ‘ชั้นที่สาม’ ของกล่องวันวานอาจเป็นอันตรายแม้แต่กับทวยเทพอย่างพระผู้สร้างแท้จริง
คำตอบของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ทำให้ร่างกายมหานักบวช นีม สั่นระริกเล็กน้อย ใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องลึกแปรเปลี่ยนเป็นหมองคล้ำ
สีหน้าของผู้วิเศษด้านหลังแปรเปลี่ยนไปเช่นกัน ประหนึ่งพวกมันถูกกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างหนัก บางคนถึงกับเผยสัญญาณการคลุ้มคลั่ง
ไคลน์ที่เห็นฉากตรงหน้ารีบอัญเชิญไม้เท้าแห่งชีวิตออกจากความว่างเปล่าและซัดไปทางเป้าหมายอย่างแม่นยำ
สัญญาณการคลุ้มคลั่งเลือนหายทันที หน้าผากผุดเหงื่อจำนวนมากราวกับเพิ่งหายจากโรคร้ายแรง
ไม้เท้าแห่งชีวิตหายไปทันทีที่ไคลน์สลายทิ้ง โดยในขณะเดียวกัน ชาวเมืองจันทราเริ่มฟื้นตัวจากภวังค์ข่าวร้าย บางคงเผยท่าทีเคลือบแคลง บางคนสะอื้นแผ่วเบา บางคนหันมามองเกอร์มัน·สแปร์โรว์ด้วยใบหน้าเหม่อลอยประหนึ่งชายคนนี้คือความหวังสุดท้าย
นีมหลับตาลงหลายวินาทีก่อนจะลืมขึ้นใหม่และกล่าวกับเกอร์มัน·สแปร์โรว์
“ท่านต้องการทราบเรื่องใดอีก”
สภาพของมันชราลงมากภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วินาที ร่างกายแสดงสัญญาณความทรุดโทรม สีหน้าเผยความหดหู่ แต่มันยังไม่หมดหวังเสียทีเดียว คล้ายกับต้นไม้ผุพังและใกล้เฉาตายแต่ก็เตรียมให้กำเนิดชีวิตใหม่
ไคลน์ที่ถือตะเกียงมองเฉียงไปทางกลุ่มหมอก
“พยายามเปิดบาเรียตั้งแต่ตอนไหน และได้รับสิ่งใดกลับมาบ้าง”
นีมตอบเถรตรง
“ตั้งแต่เริ่มแรก… ในตอนที่พระองค์แจ้งผ่านทางวิวรณ์ให้พวกเราคอยเฝ้าจับตามอง พระองค์ได้กำชับให้พยายามคิดหาวิธีผ่านเข้าไปด้วย… และเมื่อดินแดนแห่งนี้ต้องคำสาป พวกเราจึงอาศัยวิวรณ์ดังกล่าวเป็นความหวังในการรอดชีวิต… แต่ท้ายที่สุดก็ไม่เคยได้รับสิ่งใดเป็นรูปธรรมกลับมาเลย กลุ่มหมอกไม่ยอมตอบสนองไม่ว่าจะลองด้วยวิธีใด…”
มันเผยท่าทีลังเลเมื่อเล่าถึงตรงนี้
“ใช่ว่าจะไม่มีการตอบสนองเสียทีเดียว… แต่เป็นการตอบสนองที่พวกเราไม่ได้ปรารถนา”
ไคลน์ที่เริ่มพบความหวังถามกลับไปด้วยเสียงราบเรียบ
“ตอบสนองแบบใด”
ซินตัดสินใจเปิดปากพูดเมื่อเห็นว่ามหานักบวชออกอาการลังเล
“ท่านมหานักบวช ท่านเจ้าคุณสแปร์โรว์สามารถแยกกลุ่มหมอกออกจากกันสำเร็จ… แยกได้ลึกกว่าที่พวกเราพยายามกันมาตลอดสามพันปีที่ผ่านมา!”
นีมอดไม่ได้ที่จะจ้องเกอร์มัน·สแปร์โรว์
“เมื่อราวหนึ่งเจ็ดร้อยสามสิบปีก่อน มหานักบวชสมัยนั้นได้รับแรงบันดาลใจจากความจริงที่ว่า เมืองจันทราล้มเหลวมาตลอดสองพันกว่าปี… เขารู้สึกว่าพวกเราต้องเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับกลุ่มหมอก ห้ามมองว่าหมอกทึบเหล่านี้คือผนึกที่ต้องทำลาย แต่ให้มองเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่แทน… เขาออกแบบพระนามอันทรงเกียรติ คำสวดวิงวอน และสัญลักษณ์ให้กับกลุ่มหมอกทึบ จากนั้นก็ประกอบพิธีกรรมหนแล้วหนเล่าโดยพยายามสื่อสาร”
…ไอเดียแบบนี้คนปรกติคิดไม่ได้แน่… ไม่มีอยู่ในหัวเราแม้แต่น้อย… นั่นสินะ ผ่านมาตั้งหลายพันปี การที่เมืองจันทราจะมีแนวคิดพิสดารเกิดขึ้นบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก… ไคลน์ถอนหายใจแผ่วพลางพยักหน้า
“มีการตอบสนองกลับมา?”
นีมพ่นลมทางจมูกเป็นนัยยืนยัน
“กาลครึ่งหนึ่ง มหานักบวชได้เปลี่ยนวรรคแรกของพระนามเต็มอันทรงเกียรติให้กลายเป็น ‘หมอกทึบนิรันดร์ที่ไม่แปรเปลี่ยน’ … และเมื่อพิธีกรรมสิ้นสุดลง เขาได้ยินเสียงแผ่วเบาดังมาจากส่วนลึกของหมอกอย่างต่อเนื่อง น่าเสียดายที่เสียงดังกล่าวเบามากจนยากจะทำความเข้าใจ ไม่ว่าจะพยายามสักเท่าไรก็ไม่ได้ยิน… พวกเราเริ่มประกอบพิธีกรรมมากมายนับแต่นั้นเป็นต้นมา และยืนยันได้ว่าไม่ใช่ทุกพิธีกรรมจะมีการตอบสนอง หรือต่อให้มีก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่จะตอบสนองทันที จำเป็นต้องรอคอยอย่างอดทน”
ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์ตั้งคำถาม
“ต้องทำกี่ครั้งถึงจะมีการตอบสนองกลับมา”
“ไม่ตายตัว บางครั้งก็สำเร็จในหนเดียว บางครั้งก็ไม่ได้รับการตอบสนองเลยตลอดหนึ่งเดือน” นีมถอนหายใจยาว “พวกเราลองปรับปรุงอีกหลายรูปแบบ แต่ทั้งหมดก็คว้าน้ำเหลว”
“สรุปว่าในภายหลังสามารถถอดคำพูดเหล่านั้นได้ไหม?” ไคลน์ถาม
“ไม่… บางทีอาจเป็นเพราะพวกเรายังมีลำดับต่ำเกินไป หรืออ่อนแอเกินไป” นีมส่ายหน้า
ถ้านั่นคือเหตุผล เราควรลองทดสอบดู… ไคลน์ตั้งคำถามหลังจากลังเลหลายวินาที
“ช่วยประกอบพิธีกรรมอีกได้ไหม ผมอยากจะฟังเสียงเหล่านั้น”
ความสุภาพของชายหนุ่มทำให้นีมปฏิเสธไม่ลงแม้จะไม่กล้าปฏิเสธอยู่แล้ว
นีมกล่าวหลังจากไตร่ตรองสักพัก
“ตกลง… แต่วัสดุส่วนใหญ่อยู่ในเมืองจันทรา ท่านต้องรอที่นี่สักครู่”
ไคลน์ถามหลังจากครุ่นคิด
“คุณเคยใช้วัสดุพวกนั้นมาก่อนไหม?”
“เคย” นีมตอบด้วยสีหน้าสับสน
ไคลน์พยักหน้าเยือกเย็น
“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน… ตอบผมมาว่าพวกคุณเคยใช้วัสดุเหล่านั้นครั้งล่าสุดเมื่อไร และจะหาได้จากที่ใดใกล้ที่สุด”
……………………………………………….
ขณะไคลน์กำลังคิดหาวิธี ฉากหนึ่งปรากฏขึ้นในใจ
ทะเลหมอกซึ่งอยู่ท่ามกลางยอดเขาสองแห่งเริ่ม ‘เดือดพล่าน’ และแยกออกจากกันจนเผยให้เห็นรอบแยกอันไร้ก้นบึ้ง แสงแดดยามเย็นสีส้มส่องเข้ามาปกคลุมพร้อมกับสร้างทางเดินยาวที่มั่นคง
นี่คือฉากที่ผู้เย้ยเทพ อามุนด์ สร้างขึ้นเพื่อเข้าไปในภาพฉายของวังราชาคนยักษ์
เมื่อไคลน์พิจารณาว่าตนยังเข้าใจพลังดังกล่าวได้ไม่ดีพอและเตรียมเปลี่ยนไปคิดหาวิธีอื่น แสงเจือจางสีแดง น้ำเงิน และเขียวบนหัวอัญมณีพลันสว่างขึ้นเป็นสัญญาณการเริ่มทำงาน
หมอกสีเทาที่เกาะกลุ่มหนาแน่นมานานเริ่มเกิดอาการ ‘เดือด’ ที่ไม่รุนแรงมาก
กลุ่มหมอกแยกออกจากกันเป็นสองฝั่ง แต่ด้านในก็ยังคงเป็นหมอกสีเทาหนาแน่นซึ่งดูคล้ายกับไร้ก้นบึ้ง
ไคลน์ถอนหายใจเงียบ จากนั้นก็ลงมืออีกครั้งเมื่อค้นพบวิธีใหม่
ชายหนุ่มทดสอบเกินกว่าสิบวิธีภายในสามนาที เจ็ดครั้งเป็นความตั้งใจและสามครั้งเกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่ไม่มีครั้งใดเลยที่สามารถเปิดบาเรียล่องหนสำเร็จ
…นั่นสินะ วิธีทั่วไปคงใช้ไม่ได้… ไคลน์สะบัดข้อมือเพื่อสลายภาพฉายของ 0-62 ที่ใกล้ถึงขีดจำกัดเต็มที
มันเอาแต่จ้องสายหมอกโดยไม่ขยับตัวนานกว่าหนึ่งนาที ราวกับค่อยๆ เปลี่ยนสถานะกลายเป็นรูปปั้นหิน
จนในที่สุด ไคลน์หลับตาลงและมองไปทางอื่น จากนั้นก็เดินถือตะเกียงฝ่าความมืดไปหากลุ่มมนุษย์ที่กำลังแอบมองอยู่ไม่ไกล
ชายหนุ่มคำนวณแล้วว่าการสุ่มทดลองส่งเดชคงมีแต่ความล้มเหลว จึงคิดจะสอบถามข้อมูลจากผู้คนที่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงมานานกว่าสองสามพันปีแทน เพราะค่อนข้างแน่ชัดว่ามนุษย์กลุ่มนี้จะต้องเคยสำรวจสายหมอกสีเทามานับครั้งไม่ถ้วน บางทีตนอาจพบเบาะแสหรือได้รับคำใบ้จากประสบการณ์อันยาวนาน
จากการวิเคราะห์ของไคลน์ในตอนแรก มนุษย์กลุ่มดังกล่าวคงไม่เปิดใจเจรจาแต่โดยดี มันจึงคิดวิธี ‘สำแดงพลัง’ เพื่อให้อีกฝ่ายยอมพูดคุยอย่างสันติ แต่กลับต้องผิดคาด เมื่อแสงจากตะเกียงส่องลงบนใบหน้าอีกฝ่าย ไคลน์พบว่ากลุ่มมนุษย์ที่ประสบภาวะพิการรุนแรงต่างอ้าปากค้างพลางจ้องตนด้วยสายตาตกตะลึง สีหน้าเปี่ยมด้วยความสับสนมึนงงและเหม่อลอยอยู่พักใหญ่
ไคลน์ขมวดคิ้วเล็กน้อยท่ามกลางความมืด จากนั้นก็เดินไปทางกลุ่มมนุษย์โบราณผู้รอดชีวิตและหยุดในจุดที่ห่างออกมาสองสามก้าว
“รู้อะไรเกี่ยวกับหมอกพวกนี้บ้าง” ไคลน์ถามเสียงต่ำเป็นภาษาคนยักษ์
ภาษาที่กระตุ้นพลังธรรมชาติชนิดนี้สามารถใช้สื่อสารได้ในทุกภูมิภาค อาจมีความแตกต่างทางสำเนียงเล็กน้อยแต่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะถ้ามีการดัดแปลงภาษามากเกินไป อำนาจในการกระตุ้นพลังธรรมชาติก็จะถูกลดทอนลง
อดาลถูกดึงสติกลับมาหลังจากได้ยินคำถามของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ริมฝีปากของมันสั่นเทาเล็กน้อยขณะพ่นประโยคบอกเล่าโดยไม่ตอบคำถาม
“พ…พวกเรา… ไม่เคยทำให้หมอกเหล่านั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงมาก่อน…”
เมื่อครู่เกอร์มัน·สแปร์โรว์เพิ่งทำให้หมอกเดือดและแยกออกจากกันเป็นสองฝั่ง ฉากดังกล่าวสร้างความหวาดผวาให้พวกมันไม่น้อย บางคนรู้สึกประหนึ่งกำลังรับชมปาฏิหาริย์
ความพยายามกว่าสองสามพันปีของชาวเมืองจันทราไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น เทียบไม่ได้เลยกับความพยายามไม่กี่ร้อยลมหายใจของชายถือไม้เท้า!
นี่คือเหตุผลที่พวกมันไม่แสดงท่าทีต่อต้านขณะเกอร์มัน·สแปร์โรว์ย่างกรายเข้าหา
พวกมันเชื่อโดยสัญชาตญาณว่า ถึงจะพยายามหลบหนีไปก็คงเปล่าประโยชน์
ผ่านไปไม่กี่วินาที ไคลน์ถามต่อ
“มีบันทึกเกี่ยวกับมันบ้างไหม”
อดาลเข้าใจความนัยของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ทันที มันออกอาการลังเลสักพักก่อนจะพยักหน้า
“มี… แต่มีเพียงมหานักบวชและคนใกล้ชิดเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าถึงได้บ่อย”
แต่งกายในชุดกันลมสีดำและหมวกทรงกึ่งสูง ไคลน์ตรึกตรองหลายวินาทีก่อนจะเหยียดแขนออกไปหยิบบางสิ่งจากความว่างเปล่า
สิ่งนั้นคือไม้กางเขนทองแดงที่เก่าจนกลายเป็นสีเขียว รายล้อมด้วยหนามแหลมหลายกิ่ง
ภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์ของไม้กางเขนเจิดจรัส!
ไคลน์ยกไม้กางเขนขึ้นสูงและส่องไปทางกลุ่มผู้รอดชีวิตโบราณ
แสงสว่างอันเจิดจ้าและบริสุทธิ์พลันสาดส่อง สลายความมืดมิดโดยรอบพร้อมกับอาบร่างพวกมันอย่างท่วมท้น
ประสบการณ์ต่อสู้อันโชกโชนของทุกคนตอบสนองเชิงตั้งรับโดยอัตโนมัติ แต่เพียงไม่นานก็เลิกขัดขัน
ความอบอุ่นจากแสงสว่างคือสิ่งที่หาไม่ได้จากกองไฟกองใดเลย!
ฉากตรงหน้าทำให้พวกมันหวนนึกถึง ‘เทพ’ ที่มหานักบวชเคยนิยามให้ฟัง เทพเหล่านั้นสามารถเปล่งแสงสว่างแสนอบอุ่นอันไร้ขอบเขต
ท่ามกลางแสงเจิดจ้า แก๊สมายาสีดำค่อยๆ ลอยขึ้นจากร่างกายอดาล ซิน และคนที่เหลือจนกระทั่งสลายไปโดยสมบูรณ์
สมาชิกหน่วยล่าของเมืองจันทราสัมผัสได้ทันทีว่าร่างกายของพวกมันเบาขึ้น ความรู้สึกขื่นขมภายในใจถูกขจัดออกไปอย่างน่าประหลาด
หลังจากชำระล้างมลพิษและโรคภัยที่สั่งสมในร่างกายอีกฝ่าย ไคลน์สะบัดข้อมือแผ่วเบาเพื่อสลายไม้กางเขนต่อหน้าทุกคน
ทันทีหลังจากนั้น ชายหนุ่มหยิบไม้เท้าอีกอันหนึ่งที่ทำจากท่อนไม้ออกมา
สิ่งนี้คืออดีตสมบัติปิดผนึกของเมืองเงินพิสุทธิ์ ไม้เท้าแห่งชีวิต!
แม้ไคลน์จะสังเวยมันให้เทพธิดาไปแล้ว แต่สำหรับปราชญ์โบราณ สิ่งของที่เคยใช้งานจะยังคงอยู่ในอีกรูปแบบหนึ่ง
ชายหนุ่มก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับใช้ปลายไม้เท้าสัมผัสตัวหัวหน้าหน่วยล่าของเมืองจันทรา
ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้อดาลไม่หลบหลีก ทันใดนั้น ตุ่มเนื้อจำนวนมากบนหน้าอดาลเริ่มปริแตกพร้อมกับมีหนองไหล หนองเหล่านั้นเลือนหายไปในเวลาต่อมาจนกระทั่งไม่เหลือทิ้งร่องรอยใด
พิจารณาจากสายตาของสมาชิกหน่วยล่า อดาลทราบทันทีว่าร่างกายของตนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มันลังเลอยู่นานก่อนจะยอมเลื่อนมือขวาขึ้นมาลูบไล้ใบหน้า เป็นการเลื่อนมือขึ้นลงหลายครั้งโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
ระหว่างนั้นก็พบว่าสุขภาพของตนดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ดีกว่าในช่วงวัยเด็กเสียอีก
ไคลน์ไม่ได้จ้องค้างที่อดาล เพียงก้าวในแนวเฉียงและใช้ไม้เท้าแห่งชีวิตทำแบบเดียวกันกับสมาชิกหน่วยล่าคนอื่นๆ
เมื่อเห็นอดาลเป็นตัวอย่าง ซินและคนที่เหลือไม่คิดขัดขืนการสัมผัสจากไม้เท้าและได้ลิ้มรสความรู้สึกแปลกใหม่
ในหมู่พวกมัน สองคนที่เกิดมาพิการและอ่อนไหวง่ายเริ่มหลั่งน้ำตาทันที
น่าเสียดายที่รักษาความพิการโดยกำเนิดไม่ได้… และถึงจะรักษาอาการทางจิตได้ แต่ก็รักษาแนวโน้มความบ้าคลั่งไม่ได้… ไคลน์ชักมือขวากลับพร้อมกับสลายไม้เท้าแห่งชีวิต
ชายหนุ่มเดินไปยังตำแหน่งเดิมและหมุนตัวกลับหลัง จากนั้นก็กล่าวพลางจดจ้องกลุ่มผู้รอดชีวิตโบราณ
“ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อทำลาย แต่มาเพื่อเผยแผ่พระกรุณาของพระองค์พร้อมกับนำพาแสงสว่างและความอบอุ่นมาสู่… จงกลับไปบอกหัวหน้าของพวกคุณว่าผมจะรออยู่ที่นี่ หากต้องการก็มาหาได้ทุกเมื่อ”
ชายหนุ่มไม่ต้องการทราบแหล่งกบดานของผู้รอดชีวิตโบราณเหล่านี้ และไม่คิดจะเดินทางไปที่นั่นโดยตรง ไม่อย่างนั้นจะทำให้อีกฝ่ายเกิดความหวาดระแวงและต่อต้าน
จึงไม่มีวิธีใดเหมาะสมไปกว่าการมอบทางเลือกให้พวกมันตัดสินใจเอาเอง
อดาล ซิน และคนที่เหลือต่างพากันตกตะลึงกับภาพที่เกอร์มัน·สแปร์โรว์เสกสมบัติวิเศษชิ้นแล้วชิ้นเล่าออกมาใช้งาน พวกมันรู้สึกประหนึ่งกำลังพานพบปาฏิหาริย์และแสงศักดิ์สิทธิ์ซึ่งสามารถขจัดความผิดปรกติพร้อมกับฟื้นฟูสุขภาพร่างกาย เปลี่ยนให้ทุกคนแข็งแรงอย่างที่ไม่เคยเป็น
“…ตกลง” อดาลมอบคำตอบในอีกหลายวินาทีถัดมา
ขณะพวกมันหันหลังและเตรียมกลับไปยังเมืองจันทรา จุดแสงสว่างขึ้นจากในความมืดและขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ
นำหน้ามาโดยชายชราผู้แต่งกายด้วยชุดหนังสัตว์สีน้ำตาลเข้ม ผมเผ้าสีเทายุ่งเหยิง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแยกร่องลึก
“ท่านมหานักบวช…” ซินโพล่งขึ้นหลังจากจดจำอีกฝ่ายได้
ผู้มาเยือนคือมหานักบวชแห่งเมืองจันทรา นีม
ด้านหลังนีมคือรุสและสมาชิกหน่วยล่าที่กลับไปก่อน รวมถึงผู้วิเศษลำดับสูงอีกจำนวนหนึ่ง
นีมผงกศีรษะให้อดาล ซิน และคนที่เหลือก่อนจะเดินผ่านไป มันจ้องไปทางชายผู้เรียกตัวเองว่าผู้เผยแผ่ศาสนา เกอร์มัน·สแปร์โรว์ จากนั้นก็เหยียดแขนออกมาข้างหน้า มือขวาทับศอกซ้าย มือซ้ายรองใต้ศอกขวาพร้อมกับโค้งศีรษะคำนับ
“ยินดีต้อนแรกท่านแขกผู้มีเกียรติ ผมคือมหานักบวชแห่งเมืองจันทราผู้มีนามว่านีม… เมืองจันทราเคยเป็นของแวมไพร์มาก่อน แต่อารยธรรมดังกล่าวถูกทำลายไปเมื่อนานมาแล้ว… ในภายหลัง พวกเราได้รับพระบัญชาจากมหาเทพสุริยัน พระผู้สร้างทุกสรรพสิ่งให้มาที่นี่เพื่อคอยเฝ้ามองกลุ่มหมอกสีเทาและพยายามทดลองบางสิ่ง พวกเรายังคงทำหน้าที่ดังกล่าวเรื่อยมาแม้จะไม่ได้รับการตอบสนองจากพระองค์… ถึงตรงนี้ก็ผ่านมาแล้วทั้งสิ้นสามพันเจ็ดร้อยยี่สิบสองปี”
…………………………………………
ขณะรถม้าแล่นไปตามถนนอย่างไม่รีบร้อน ออเดรย์มองออกไปนอกหน้าต่าง
ผู้คนผ่านไปผ่านมาริมถนนต่างหันมาจ้องม้าที่กำลังลากห้องโดยสาร ดวงตาพวกมันเผยประกายความบ้าบิ่น ส่วนคนที่โชคดีได้รับแจกอาหารต่างเร่งฝีเท้าวิ่งกลับไปยังบ้านของตน
ตำรวจในเครื่องแบบตารางหมากรุกขาวดำคอยเดินตรวจตราบนถนน พวกมันเหน็บลูกโม่ไว้ข้างเอวและถือกระบองไว้ในมือ หมายยับยั้งทุกคนที่พยายามกระทำความผิด
“เมื่อไม่กี่วันก่อน ถนนเส้นนี้น่ากลัวมากจนพวกเราไม่กล้าออกมาตามลำพัง…” สาวใช้ส่วนตัว แอนนี่ กระซิบกระซาบ
ออเดรย์พยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่พูดอะไร
ผ่านไปสักพัก รถม้าแล่นมาถึงถนนเฟลป์และจอดที่จัตุรัสหน้าวิหารนักบุญแซมมวล
ไม่มีใครมองเห็นฝูงพิราบขาวที่มักรวมตัวในบริเวณใกล้เคียง
กองทุนการกุศลเพื่อการศึกษาแห่งโลเอ็น รวมถึงกองทุนที่จัดตั้งในภายหลังอย่าง ‘กองทุนช่วยเหลือผู้ยากไร้แห่งโลเอ็น’ และ ‘กองทุนการกุศลเพื่อการรักษาพยาบาลแห่งโลเอ็น’ ล้วนย้ายสำนักงานจากอาคารหมายเลข 22 ถนนเฟลป์มายังห้องเล็กๆ ภายในวิหาร นั่นเพราะอาคารหลังดังกล่าวที่มีลักษณะเป็นบ้านเพิ่งถูกโจมตีทางอากาศจนพังถล่ม
เจ้าหน้าที่ของทั้งสามกองทุนต่างตกอยู่ในอาการขวัญผวา หากไม่ใช่เพราะพวกตนเดินทางออกจากอาคารหมายเลข 22 ถนนเฟลป์ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ปัจจุบันคงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้
หลังจากก้าวลงจากรถม้าและผ่านประตูหลัก ออเดรย์เห็นสตรีผมสีดำ ดวงตาสีน้ำตาล ใบหน้าค่อนข้างผอมเพรียว เดินเข้ามาใกล้
โดยไม่รอให้อีกฝ่ายพูด เธอชิงกล่าว
“เมลิสซ่า… ยังมีอาหารสำหรับแจกเหลือไหม”
เมลิสซ่าส่ายหน้าเคร่งขรึม
“แม้แต่ทหารผ่านศึกที่พวกเราคอยดูแลก็ยังมีอาหารไม่พอแจก…”
ดวงตาสีเขียวของออเดรย์พลันหม่นหมอง แต่ก็มิได้แสดงความอ่อนแอให้เห็น เพียงพยักหน้าเล็กน้อย
“ฉันจะช่วยคิดหาวิธี”
…
“จากเมืองเงินพิสุทธิ์… และจากด้านนอกดินแดนต้องสาป…”
คำตอบของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ดังกังวานในโสตประสาทของหน่วยล่าเมืองจันทราอย่างอดาล ซิน และรุส ถ้อยคำดังกล่าวทำให้พวกมันตกอยู่ในภวังค์แห่งความฝัน ตอบสนองไม่ถูกไปสักพักใหญ่
ขณะอดาลซึ่งเริ่มได้สติกลับมาเตรียมกล่าวบางสิ่ง ซินผู้เกิดมาไม่มีจมูกพลันพรั่งพรูคำถามด้วยความตื่นเต้น
“เมืองเงินพิสุทธิ์ตั้งอยู่ที่ใด? หน้าตาเป็นเช่นไร? ห่างจากที่นี่ไกลแค่ไหน? …และด้านนอกดินแดนต้องคำสาปมีคนปรกติอาศัยอยู่มากแค่ไหน”
ไคลน์ชำเลืองหญิงสาวพลางตอบอย่างไร้อารมณ์
“เมืองเงินพิสุทธิ์ตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของดินแดนแห่งนี้ พวกเขาค้นพบหญ้าที่กินได้ซึ่งมีชื่อว่าหญ้าผิวดำ อาหารชนิดดังกล่าวทำให้พวกเขายังรักษาเสถียรภาพเอาไว้ได้และสำรวจความมืดเพื่อค้นหาทางออกอย่างมีประสิทธิภาพ… เมื่อไม่นานมานี้ พวกเขาเพิ่งค้นพบเห็ดบางชนิด เห็ดดังกล่าวสามารถใช้ศพของสัตว์ประหลาดในการเจริญเติบโตเป็นอาหารที่ปราศจากมลพิษและความบ้าคลั่ง… เมืองเงินพิสุทธิ์ในปัจจุบันขยับออกห่างจากความบ้าคลั่งไปอีกหนึ่งก้าว ทายาทรุ่นใหม่จะไม่คลุ้มคลั่งง่ายนักต่อให้มีอายุมาก…”
คำพูดดังกล่าวทำให้อดาล ซิน และรุสกับถึงผงะ พวกมันตระหนักว่าตนกำลังเผชิญความยากลำบากโดยไม่จำเป็น
ชีวิตในเมืองเงินพิสุทธิ์ตามที่เกอร์มัน·สแปร์โรว์อธิบาย คือฉากอันงดงามที่สุดเท่าที่พวกมันจะจินตนาการออก งดงามจนไม่น่าจะเป็นความจริง
“…ทารกแรกเกิดของพวกเขา… มีภาวะพิการบ้างไหม?” ซินถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
ไคลน์ส่ายหน้า
“แทบไม่มี”
“พ่อแม่ของพวกเขาต้องเตร็ดเตร่ท่ามกลางความมืดในยามที่สภาพร่างกาย… ไม่สิ ในยามที่อายุมากหรือไม่?” อดาลถามออกไปโดยไม่รู้ตัว
ไคลน์ผู้แต่งกายด้วยเสื้อนอกสีดำ หมวกทรงสูง ถือตะเกียง มอบคำตอบ
“ไม่… เพราะพวกเขาต้องแบกรับคำสาปในการเข่นฆ่าสายเลือดตัวเอง หากมิได้ถูกปลิดชีพด้วยฝีมือของญาติพี่น้องในสายเลือด พวกเขาจะกลายเป็นวิญญาณมารหรือไม่ก็สัตว์ประหลาดดุร้าย”
ในที่สุดสมาชิกหน่วยล่าของเมืองจันทราก็เริ่มสัมผัสถึงความจริง หัวใจพวกมันรู้สึกคล้ายกับทะเลสาบที่ค่อยๆ อุ่นขึ้นโดยมีฟองอากาศทยอยผุด
ฟองอากาศเหล่านั้นทั้งเปราะบาง ว่างเปล่า และถูกทำลายได้ง่ายดาย ทว่า แม้ด้านในจะไม่มีสิ่งใด แต่พวกมันยังคงสะท้อนแสงแห่งความหวัง
รุสผู้มีดวงตาชิดกัน อดไม่ได้ที่จะย้ำคำถามของซิน
“ด้านนอกดินแดนต้องสาบมีคนปรกติอาศัยอยู่มากแค่ไหน?”
ไคลน์จ้องพวกมันด้วยสีหน้าค่อนข้างซับซ้อน
“เกือบทั้งหมดเป็นคนปรกติ… ไม่มีใครต้องคอยพะวงว่าจะถูกสัตว์ประหลาดทำร้าย ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกความมืดรายล้อม ไม่ต้องเสียสติในยามแก่เฒ่า ไม่ต้องเผชิญกับคำสาปทุกชนิด ทุกวันจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับแสงแดดและได้กินอาหารปรกติ ทุกคืนจะมีดวงจันทร์สีแดงลอยสูง…”
แต่ปัจจุบัน สิ่งเหล่านั้นกำลังจะถูกทำลาย… ไคลน์รำพันในใจ
คราวนี้ทั้งอดาล ซิน และรุสต่างปิดปากเงียบ เพราะแม้เกอร์มัน·สแปร์โรว์จะอธิบายอย่างเรียบง่าย แต่พวกมันกลับจินตนาการไม่ออก… เป็นความรู้สึกคล้ายกับได้อ่านหนังสือโบราณ พวกมันเข้าใจเนื้อหาและคำบรรยาย แต่ยังเข้าไม่ถึงแก่นแท้บางส่วน
พวกมันไม่เข้าใจว่าแสงแดดคืออะไรและดวงจันทร์สีแดงหมายถึงสิ่งใด
นอกจากนั้น ทั้งการได้ยินอาหารธรรมดาจนเป็นปรกติ การเป็นอิสระจากคำสาป การไม่ต้องกังวลสัตว์ประหลาดในความมืด และการไม่เสียสติในยามที่แก่ชรา สิ่งเหล่านี้คือความฝันที่ทุกคนถวิลหาอย่างแท้จริง
มีสถานที่แบบนั้นอยู่บนโลกด้วย? หรือจะหมายถึงสวรรค์ที่เขียนไว้ในหนังสือ? …ดินแดนของพวกเราถูกสาปจริงๆ? เป็นอีกครั้งที่สมาชิกหน่วยล่าเอาแต่ปิดปากเงียบ
หนึ่งในพวกมันอ้าปากเล็กน้อย แต่ก็มิได้ถามสิ่งใดออกมา บางคนอยากพาเกอร์มัน·สแปร์โรว์กลับไปยังเมืองจันทราเพื่อแจ้งกับมหานักบวชและชาวเมือง แต่ติดที่กลัวจะนำพาอันตรายเข้าไปสู่ทุกคน
ระหว่างสนทนา ไม่มีใครลดการป้องกันแม้แต่คนเดียว
ไคลน์ไม่ประหลาดใจกับท่าทีของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันเชื่อว่านี่คือทัศนคติที่สำคัญหากต้องการมีชีวิตรอดในดินแดนเทพทอดทิ้ง
ในสภาพถือตะเกียง ชายหนุ่มก้าวไปทางซ้ายโดยหวังเดินอ้อมกลุ่มคนซึ่งแต่งกายด้วยหนังสัตว์หรือวัสดุพิสดารเพื่อเดินต่อไปยังทิศตะวันออก
สำหรับเรื่องราวของอีกฝ่ายและคำถามที่ว่า ตนควรยื่นมือช่วยเหลือหรือไม่ ไว้รอให้สืบสวนอย่างละเอียดก่อนค่อยตัดสินใจก็ยังไม่สาย นั่นเพราะสัมผัสวิญญาณของไคลน์กำลังแจ้งเตือนว่า ปลายทางของตนอยู่ไม่ห่างออกไป เดินเท้าอีกสักสองสามชั่วโมงก็คงถึงทวีปตะวันตกในตำนาน
ทันทีที่ไคลน์ก้าวขา อดาลและคนที่เหลือต่างงอตัวเพื่อตั้งท่ารับการโจมตี อย่างไรก็ตาม พวกมันพบว่าชายที่ชื่อเกอร์มัน·สแปร์โรว์มิได้เดินเข้ามาใกล้ตน ท่าทีคล้ายกับคนที่ต้องการตรงไปข้างหน้ามากกว่า
เมื่อเห็นชายหนุ่มแต่งกายด้วยชุดประหลาดสีดำ หมวกประหลาดสีเดียวกัน เดินถือตะเกียงประหลาดเดินจากไปพร้อมกับแสงไฟสีเหลืองที่ค่อยๆ จางลง ใบหน้าอดาลซึ่งปกคลุมด้วยตุ่มเนื้อพลันซับซ้อน มันตัดสินใจตะโกนเสียงดัง
“คุณเป็นใครกันแน่?”
ไคลน์ไม่หันกลับมามอง ยังคงถือตะเกียงเดินตรงเข้าไปในความมืดก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ
“ผู้เผยแผ่ศาสนา… ผู้ถ่ายทอดพระวจนะของพระองค์”
อดาล ซิน รุส และคนที่เหลือต่างจ้องหน้ากันด้วยความฉงน
พวกมันลังเลอยู่นาน จนกระทั่งเปลวไฟสีเหลืองจางใกล้เลือนหาย ทุกคนตัดสินใจเดินตามหลังชายหนุ่มลึกลับไป
ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้หรือทิ้งระยะห่าง ทำเพียงเดินถืออาหารที่ล่ามาได้ตามหลังอย่างเงียบเชียบประหนึ่งกำลังสะกดรอย ส่วนทางด้านไคลน์ ชายหนุ่มยังคงเดินด้วยความเร็วปรกติโดยไม่พยายามสลัดให้หลุดหรือหยุดรอ
ทั้งสองฝ่ายเคลื่อนตัวท่ามกลางความมืดภายใต้สายฟ้าที่ผ่าลงมาเป็นระยะ จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง รุสและสมาชิกหน่วยล่าอีกหนึ่งคนแยกตัวออกจากทีมพร้อมกับอาหารที่ล่ามาได้และตะเกียงหนังสัตว์ หายตัวไปในความมืดมิดไร้ก้นบึ้งอย่างเงียบงัน
จากวินาทีเป็นนาที จนกระทั่งไคลน์หยุดนิ่งอยู่กับที่
อาศัยความช่วยเหลือจากแสงสายฟ้า มันมองเห็นกลุ่มหมอกสีเทาเข้มข้นที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตร
กลุ่มหมอกเชื่อมจากพื้นดินยาวไปถึงท้องฟ้าราวกับด้านบนไม่มีจุดสิ้นสุด
ขณะเดียวกันก็แผ่ขยายออกด้านข้างในลักษณะไร้ขอบเขต
ไคลน์ตั้งใจจดจ้องเป็นเวลานาน จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันมืดมิด จนกระทั่งสายฟ้าเส้นที่สองเลือนหายไปโดยสมบูรณ์ ชายหนุ่มถอนสายตากลับ
ด้านหลังหรือด้านในกลุ่มหมอก… คือทวีปตะวันตกที่หายไป? ขณะครุ่นคิดด้วยหัวใจหนักอึ้ง ไคลน์อดไม่ได้ที่จะผ่อนลมหายใจ
มันถือตะเกียงเดินต่อไปข้างหน้าจนกระทั่งแสงสว่างสาดลงบนสายหมอก
โดยไม่ต้องลองทดสอบ อาศัยสัมผัสวิญญาณของนักทำนาย ไคลน์ทราบได้ทันทีว่าตนไม่มีทาง ‘ผ่าน’ บาเรียล่องหนตรงหน้าไม่ว่าจะใช้วิธีใด
มันไตร่ตรองสักพักก่อนจะเหยียดแขนออกไปคว้าความมืดตรงหน้าหนแล้วหนเล่า
ผ่านไปสี่ห้าครั้ง ไคลน์ดึงไม้เท้าสีดำเลี่ยมอัญมณีออกมา
นี่คือไม้เท้าดวงดาว สมบัติปิดผนึกทรงพลังนามว่า 0-62 ที่ถูกนำมาแลกเปลี่ยนกับกล่องวันวาน!
แต่แน่นอน สิ่งที่ไคลน์ทำคือการอัญเชิญภาพฉายของไม้เท้าดวงดาวออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์
ด้วยวิธีนี้ ต่อให้ไคลน์เผลอจินตนาการฉากใดในใจ ก็ยังมีเวลาเพียงพอให้สลายไม้เท้าทิ้งเพื่อยับยั้งผลการทำงาน
สำหรับปราชญ์โบราณ นี่คือวิธีที่ดีที่สุดในการใช้งานสมบัติปิดผนึก แต่ข้อเสียคือการอัญเชิญแต่ละครั้งจะใช้งานได้ไม่เกินสามนาที แถมประสิทธิภาพยังด้อยกว่าต้นตำรับเล็กน้อย ในทางกลับกัน การให้หุ่นเชิดถือไม้เท้าดวงดาวแทนยังไม่ใช่ทางออกที่ดีสักเท่าไร เพราะหุ่นเชิดทุกตัวต้องการ ‘การควบคุม’ จากเจ้าของ และการควบคุมมักมาพร้อม ‘จินตนาการ’ จึงมีโอกาสสูงที่ฉากหนึ่งจะถูกสร้างขึ้นในใจ
แต่แน่นอน หากเป็นการต่อสู้ที่เตรียมตัวล่วงหน้า ไคลน์จะไม่ใช่วิธีอัญเชิญภาพฉายของสมบัติปิดผนึกเด็ดขาด เพราะนั่นจะทำให้เสีย ‘โควตา’ แสนมีค่าของภาพฉายไปถึงในหนึ่งในสาม ไม่เพียงเท่านั้น แม้เจ้าของคนปัจจุบันของไม้เท้าดวงดาวจะเป็นไคลน์ แต่ส่วนใหญ่ยังเก็บรักษาไว้ในสภาพปิดผนึก แถมระดับของวัตถุยังค่อนข้างสูง ส่งผลให้ไคลน์มิอาจอัญเชิญให้สำเร็จในครั้งเดียว ต้องเสียเวลาไม่ต่ำกว่าสามถึงหกรอบ ไม่เหมาะแก่การดึงออกมาใช้ขณะต่อสู้จริง
และด้วยเหตุผลข้างต้น เมื่อเป็นการต่อสู้ที่วางแผนล่วงหน้า ไคลน์จะสะกดจิตตัวเองเพื่อให้ไม่จินตนาการฉากใด ช่วยให้สามารถใช้ไม้เท้าดวงดาวได้พร้อมกับการอัญเชิญภาพฉายคนสำคัญอย่างมิสผู้ส่งสาร มิสเตอร์อะซิก มาดามอาเรียนน่า วิล·อัสติน หรือเทวทูตที่คุ้นเคยตนอื่น
ในท่าถือไม้เท้าสีดำเลี่ยมอัญมณีหลายเม็ด ไคลน์จินตนาการภาพบานประตูค่อยๆ เปิดออก
เมื่ออัญมณีบนหัวไม้เท้าส่องแสงจาง ประตูมายาบานหนึ่งถูกวาดขึ้นท่ามกลางกลุ่มหมอกสีเทาหนาแน่น
ประตูเปิดออกอย่างเชื่องช้า แต่ด้านในก็ยังเป็นกลุ่มหมอกสีเทา
พลังเปิดประตูใช้การไม่ได้… แม้จะไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เกิดความคาดหมาย แต่ไคลน์ก็ผิดหวังเล็กๆ
มันไตร่ตรองสักพักก่อนจะเปลี่ยนวิธีการ
ทว่า ขณะกำลังครุ่นคิด ไม้เท้าดวงดาวพลันถูกกระตุ้นด้วยภาพในจินตนาการ
…………………………………….
ขณะรถม้าแล่นไปตามถนนอย่างไม่รีบร้อน ออเดรย์มองออกไปนอกหน้าต่าง
ผู้คนผ่านไปผ่านมาริมถนนต่างหันมาจ้องม้าที่กำลังลากห้องโดยสาร ดวงตาพวกมันเผยประกายความบ้าบิ่น ส่วนคนที่โชคดีได้รับแจกอาหารต่างเร่งฝีเท้าวิ่งกลับไปยังบ้านของตน
ตำรวจในเครื่องแบบตารางหมากรุกขาวดำคอยเดินตรวจตราบนถนน พวกมันเหน็บลูกโม่ไว้ข้างเอวและถือกระบองไว้ในมือ หมายยับยั้งทุกคนที่พยายามกระทำความผิด
“เมื่อไม่กี่วันก่อน ถนนเส้นนี้น่ากลัวมากจนพวกเราไม่กล้าออกมาตามลำพัง…” สาวใช้ส่วนตัว แอนนี่ กระซิบกระซาบ
ออเดรย์พยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่พูดอะไร
ผ่านไปสักพัก รถม้าแล่นมาถึงถนนเฟลป์และจอดที่จัตุรัสหน้าวิหารนักบุญแซมมวล
ไม่มีใครมองเห็นฝูงพิราบขาวที่มักรวมตัวในบริเวณใกล้เคียง
กองทุนการกุศลเพื่อการศึกษาแห่งโลเอ็น รวมถึงกองทุนที่จัดตั้งในภายหลังอย่าง ‘กองทุนช่วยเหลือผู้ยากไร้แห่งโลเอ็น’ และ ‘กองทุนการกุศลเพื่อการรักษาพยาบาลแห่งโลเอ็น’ ล้วนย้ายสำนักงานจากอาคารหมายเลข 22 ถนนเฟลป์มายังห้องเล็กๆ ภายในวิหาร นั่นเพราะอาคารหลังดังกล่าวที่มีลักษณะเป็นบ้านเพิ่งถูกโจมตีทางอากาศจนพังถล่ม
เจ้าหน้าที่ของทั้งสามกองทุนต่างตกอยู่ในอาการขวัญผวา หากไม่ใช่เพราะพวกตนเดินทางออกจากอาคารหมายเลข 22 ถนนเฟลป์ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ปัจจุบันคงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้
หลังจากก้าวลงจากรถม้าและผ่านประตูหลัก ออเดรย์เห็นสตรีผมสีดำ ดวงตาสีน้ำตาล ใบหน้าค่อนข้างผอมเพรียว เดินเข้ามาใกล้
โดยไม่รอให้อีกฝ่ายพูด เธอชิงกล่าว
“เมลิสซ่า… ยังมีอาหารสำหรับแจกเหลือไหม”
เมลิสซ่าส่ายหน้าเคร่งขรึม
“แม้แต่ทหารผ่านศึกที่พวกเราคอยดูแลก็ยังมีอาหารไม่พอแจก…”
ดวงตาสีเขียวของออเดรย์พลันหม่นหมอง แต่ก็มิได้แสดงความอ่อนแอให้เห็น เพียงพยักหน้าเล็กน้อย
“ฉันจะช่วยคิดหาวิธี”
…
“จากเมืองเงินพิสุทธิ์… และจากด้านนอกดินแดนต้องสาป…”
คำตอบของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ดังกังวานในโสตประสาทของหน่วยล่าเมืองจันทราอย่างอดาล ซิน และรุส ถ้อยคำดังกล่าวทำให้พวกมันตกอยู่ในภวังค์แห่งความฝัน ตอบสนองไม่ถูกไปสักพักใหญ่
ขณะอดาลซึ่งเริ่มได้สติกลับมาเตรียมกล่าวบางสิ่ง ซินผู้เกิดมาไม่มีจมูกพลันพรั่งพรูคำถามด้วยความตื่นเต้น
“เมืองเงินพิสุทธิ์ตั้งอยู่ที่ใด? หน้าตาเป็นเช่นไร? ห่างจากที่นี่ไกลแค่ไหน? …และด้านนอกดินแดนต้องคำสาปมีคนปรกติอาศัยอยู่มากแค่ไหน”
ไคลน์ชำเลืองหญิงสาวพลางตอบอย่างไร้อารมณ์
“เมืองเงินพิสุทธิ์ตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของดินแดนแห่งนี้ พวกเขาค้นพบหญ้าที่กินได้ซึ่งมีชื่อว่าหญ้าผิวดำ อาหารชนิดดังกล่าวทำให้พวกเขายังรักษาเสถียรภาพเอาไว้ได้และสำรวจความมืดเพื่อค้นหาทางออกอย่างมีประสิทธิภาพ… เมื่อไม่นานมานี้ พวกเขาเพิ่งค้นพบเห็ดบางชนิด เห็ดดังกล่าวสามารถใช้ศพของสัตว์ประหลาดในการเจริญเติบโตเป็นอาหารที่ปราศจากมลพิษและความบ้าคลั่ง… เมืองเงินพิสุทธิ์ในปัจจุบันขยับออกห่างจากความบ้าคลั่งไปอีกหนึ่งก้าว ทายาทรุ่นใหม่จะไม่คลุ้มคลั่งง่ายนักต่อให้มีอายุมาก…”
คำพูดดังกล่าวทำให้อดาล ซิน และรุสกับถึงผงะ พวกมันตระหนักว่าตนกำลังเผชิญความยากลำบากโดยไม่จำเป็น
ชีวิตในเมืองเงินพิสุทธิ์ตามที่เกอร์มัน·สแปร์โรว์อธิบาย คือฉากอันงดงามที่สุดเท่าที่พวกมันจะจินตนาการออก งดงามจนไม่น่าจะเป็นความจริง
“…ทารกแรกเกิดของพวกเขา… มีภาวะพิการบ้างไหม?” ซินถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
ไคลน์ส่ายหน้า
“แทบไม่มี”
“พ่อแม่ของพวกเขาต้องเตร็ดเตร่ท่ามกลางความมืดในยามที่สภาพร่างกาย… ไม่สิ ในยามที่อายุมากหรือไม่?” อดาลถามออกไปโดยไม่รู้ตัว
ไคลน์ผู้แต่งกายด้วยเสื้อนอกสีดำ หมวกทรงสูง ถือตะเกียง มอบคำตอบ
“ไม่… เพราะพวกเขาต้องแบกรับคำสาปในการเข่นฆ่าสายเลือดตัวเอง หากมิได้ถูกปลิดชีพด้วยฝีมือของญาติพี่น้องในสายเลือด พวกเขาจะกลายเป็นวิญญาณมารหรือไม่ก็สัตว์ประหลาดดุร้าย”
ในที่สุดสมาชิกหน่วยล่าของเมืองจันทราก็เริ่มสัมผัสถึงความจริง หัวใจพวกมันรู้สึกคล้ายกับทะเลสาบที่ค่อยๆ อุ่นขึ้นโดยมีฟองอากาศทยอยผุด
ฟองอากาศเหล่านั้นทั้งเปราะบาง ว่างเปล่า และถูกทำลายได้ง่ายดาย ทว่า แม้ด้านในจะไม่มีสิ่งใด แต่พวกมันยังคงสะท้อนแสงแห่งความหวัง
รุสผู้มีดวงตาชิดกัน อดไม่ได้ที่จะย้ำคำถามของซิน
“ด้านนอกดินแดนต้องสาบมีคนปรกติอาศัยอยู่มากแค่ไหน?”
ไคลน์จ้องพวกมันด้วยสีหน้าค่อนข้างซับซ้อน
“เกือบทั้งหมดเป็นคนปรกติ… ไม่มีใครต้องคอยพะวงว่าจะถูกสัตว์ประหลาดทำร้าย ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกความมืดรายล้อม ไม่ต้องเสียสติในยามแก่เฒ่า ไม่ต้องเผชิญกับคำสาปทุกชนิด ทุกวันจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับแสงแดดและได้กินอาหารปรกติ ทุกคืนจะมีดวงจันทร์สีแดงลอยสูง…”
แต่ปัจจุบัน สิ่งเหล่านั้นกำลังจะถูกทำลาย… ไคลน์รำพันในใจ
คราวนี้ทั้งอดาล ซิน และรุสต่างปิดปากเงียบ เพราะแม้เกอร์มัน·สแปร์โรว์จะอธิบายอย่างเรียบง่าย แต่พวกมันกลับจินตนาการไม่ออก… เป็นความรู้สึกคล้ายกับได้อ่านหนังสือโบราณ พวกมันเข้าใจเนื้อหาและคำบรรยาย แต่ยังเข้าไม่ถึงแก่นแท้บางส่วน
พวกมันไม่เข้าใจว่าแสงแดดคืออะไรและดวงจันทร์สีแดงหมายถึงสิ่งใด
นอกจากนั้น ทั้งการได้ยินอาหารธรรมดาจนเป็นปรกติ การเป็นอิสระจากคำสาป การไม่ต้องกังวลสัตว์ประหลาดในความมืด และการไม่เสียสติในยามที่แก่ชรา สิ่งเหล่านี้คือความฝันที่ทุกคนถวิลหาอย่างแท้จริง
มีสถานที่แบบนั้นอยู่บนโลกด้วย? หรือจะหมายถึงสวรรค์ที่เขียนไว้ในหนังสือ? …ดินแดนของพวกเราถูกสาปจริงๆ? เป็นอีกครั้งที่สมาชิกหน่วยล่าเอาแต่ปิดปากเงียบ
หนึ่งในพวกมันอ้าปากเล็กน้อย แต่ก็มิได้ถามสิ่งใดออกมา บางคนอยากพาเกอร์มัน·สแปร์โรว์กลับไปยังเมืองจันทราเพื่อแจ้งกับมหานักบวชและชาวเมือง แต่ติดที่กลัวจะนำพาอันตรายเข้าไปสู่ทุกคน
ระหว่างสนทนา ไม่มีใครลดการป้องกันแม้แต่คนเดียว
ไคลน์ไม่ประหลาดใจกับท่าทีของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันเชื่อว่านี่คือทัศนคติที่สำคัญหากต้องการมีชีวิตรอดในดินแดนเทพทอดทิ้ง
ในสภาพถือตะเกียง ชายหนุ่มก้าวไปทางซ้ายโดยหวังเดินอ้อมกลุ่มคนซึ่งแต่งกายด้วยหนังสัตว์หรือวัสดุพิสดารเพื่อเดินต่อไปยังทิศตะวันออก
สำหรับเรื่องราวของอีกฝ่ายและคำถามที่ว่า ตนควรยื่นมือช่วยเหลือหรือไม่ ไว้รอให้สืบสวนอย่างละเอียดก่อนค่อยตัดสินใจก็ยังไม่สาย นั่นเพราะสัมผัสวิญญาณของไคลน์กำลังแจ้งเตือนว่า ปลายทางของตนอยู่ไม่ห่างออกไป เดินเท้าอีกสักสองสามชั่วโมงก็คงถึงทวีปตะวันตกในตำนาน
ทันทีที่ไคลน์ก้าวขา อดาลและคนที่เหลือต่างงอตัวเพื่อตั้งท่ารับการโจมตี อย่างไรก็ตาม พวกมันพบว่าชายที่ชื่อเกอร์มัน·สแปร์โรว์มิได้เดินเข้ามาใกล้ตน ท่าทีคล้ายกับคนที่ต้องการตรงไปข้างหน้ามากกว่า
เมื่อเห็นชายหนุ่มแต่งกายด้วยชุดประหลาดสีดำ หมวกประหลาดสีเดียวกัน เดินถือตะเกียงประหลาดเดินจากไปพร้อมกับแสงไฟสีเหลืองที่ค่อยๆ จางลง ใบหน้าอดาลซึ่งปกคลุมด้วยตุ่มเนื้อพลันซับซ้อน มันตัดสินใจตะโกนเสียงดัง
“คุณเป็นใครกันแน่?”
ไคลน์ไม่หันกลับมามอง ยังคงถือตะเกียงเดินตรงเข้าไปในความมืดก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ
“ผู้เผยแผ่ศาสนา… ผู้ถ่ายทอดพระวจนะของพระองค์”
อดาล ซิน รุส และคนที่เหลือต่างจ้องหน้ากันด้วยความฉงน
พวกมันลังเลอยู่นาน จนกระทั่งเปลวไฟสีเหลืองจางใกล้เลือนหาย ทุกคนตัดสินใจเดินตามหลังชายหนุ่มลึกลับไป
ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้หรือทิ้งระยะห่าง ทำเพียงเดินถืออาหารที่ล่ามาได้ตามหลังอย่างเงียบเชียบประหนึ่งกำลังสะกดรอย ส่วนทางด้านไคลน์ ชายหนุ่มยังคงเดินด้วยความเร็วปรกติโดยไม่พยายามสลัดให้หลุดหรือหยุดรอ
ทั้งสองฝ่ายเคลื่อนตัวท่ามกลางความมืดภายใต้สายฟ้าที่ผ่าลงมาเป็นระยะ จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง รุสและสมาชิกหน่วยล่าอีกหนึ่งคนแยกตัวออกจากทีมพร้อมกับอาหารที่ล่ามาได้และตะเกียงหนังสัตว์ หายตัวไปในความมืดมิดไร้ก้นบึ้งอย่างเงียบงัน
จากวินาทีเป็นนาที จนกระทั่งไคลน์หยุดนิ่งอยู่กับที่
อาศัยความช่วยเหลือจากแสงสายฟ้า มันมองเห็นกลุ่มหมอกสีเทาเข้มข้นที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตร
กลุ่มหมอกเชื่อมจากพื้นดินยาวไปถึงท้องฟ้าราวกับด้านบนไม่มีจุดสิ้นสุด
ขณะเดียวกันก็แผ่ขยายออกด้านข้างในลักษณะไร้ขอบเขต
ไคลน์ตั้งใจจดจ้องเป็นเวลานาน จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันมืดมิด จนกระทั่งสายฟ้าเส้นที่สองเลือนหายไปโดยสมบูรณ์ ชายหนุ่มถอนสายตากลับ
ด้านหลังหรือด้านในกลุ่มหมอก… คือทวีปตะวันตกที่หายไป? ขณะครุ่นคิดด้วยหัวใจหนักอึ้ง ไคลน์อดไม่ได้ที่จะผ่อนลมหายใจ
มันถือตะเกียงเดินต่อไปข้างหน้าจนกระทั่งแสงสว่างสาดลงบนสายหมอก
โดยไม่ต้องลองทดสอบ อาศัยสัมผัสวิญญาณของนักทำนาย ไคลน์ทราบได้ทันทีว่าตนไม่มีทาง ‘ผ่าน’ บาเรียล่องหนตรงหน้าไม่ว่าจะใช้วิธีใด
มันไตร่ตรองสักพักก่อนจะเหยียดแขนออกไปคว้าความมืดตรงหน้าหนแล้วหนเล่า
ผ่านไปสี่ห้าครั้ง ไคลน์ดึงไม้เท้าสีดำเลี่ยมอัญมณีออกมา
นี่คือไม้เท้าดวงดาว สมบัติปิดผนึกทรงพลังนามว่า 0-62 ที่ถูกนำมาแลกเปลี่ยนกับกล่องวันวาน!
แต่แน่นอน สิ่งที่ไคลน์ทำคือการอัญเชิญภาพฉายของไม้เท้าดวงดาวออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์
ด้วยวิธีนี้ ต่อให้ไคลน์เผลอจินตนาการฉากใดในใจ ก็ยังมีเวลาเพียงพอให้สลายไม้เท้าทิ้งเพื่อยับยั้งผลการทำงาน
สำหรับปราชญ์โบราณ นี่คือวิธีที่ดีที่สุดในการใช้งานสมบัติปิดผนึก แต่ข้อเสียคือการอัญเชิญแต่ละครั้งจะใช้งานได้ไม่เกินสามนาที แถมประสิทธิภาพยังด้อยกว่าต้นตำรับเล็กน้อย ในทางกลับกัน การให้หุ่นเชิดถือไม้เท้าดวงดาวแทนยังไม่ใช่ทางออกที่ดีสักเท่าไร เพราะหุ่นเชิดทุกตัวต้องการ ‘การควบคุม’ จากเจ้าของ และการควบคุมมักมาพร้อม ‘จินตนาการ’ จึงมีโอกาสสูงที่ฉากหนึ่งจะถูกสร้างขึ้นในใจ
แต่แน่นอน หากเป็นการต่อสู้ที่เตรียมตัวล่วงหน้า ไคลน์จะไม่ใช่วิธีอัญเชิญภาพฉายของสมบัติปิดผนึกเด็ดขาด เพราะนั่นจะทำให้เสีย ‘โควตา’ แสนมีค่าของภาพฉายไปถึงในหนึ่งในสาม ไม่เพียงเท่านั้น แม้เจ้าของคนปัจจุบันของไม้เท้าดวงดาวจะเป็นไคลน์ แต่ส่วนใหญ่ยังเก็บรักษาไว้ในสภาพปิดผนึก แถมระดับของวัตถุยังค่อนข้างสูง ส่งผลให้ไคลน์มิอาจอัญเชิญให้สำเร็จในครั้งเดียว ต้องเสียเวลาไม่ต่ำกว่าสามถึงหกรอบ ไม่เหมาะแก่การดึงออกมาใช้ขณะต่อสู้จริง
และด้วยเหตุผลข้างต้น เมื่อเป็นการต่อสู้ที่วางแผนล่วงหน้า ไคลน์จะสะกดจิตตัวเองเพื่อให้ไม่จินตนาการฉากใด ช่วยให้สามารถใช้ไม้เท้าดวงดาวได้พร้อมกับการอัญเชิญภาพฉายคนสำคัญอย่างมิสผู้ส่งสาร มิสเตอร์อะซิก มาดามอาเรียนน่า วิล·อัสติน หรือเทวทูตที่คุ้นเคยตนอื่น
ในท่าถือไม้เท้าสีดำเลี่ยมอัญมณีหลายเม็ด ไคลน์จินตนาการภาพบานประตูค่อยๆ เปิดออก
เมื่ออัญมณีบนหัวไม้เท้าส่องแสงจาง ประตูมายาบานหนึ่งถูกวาดขึ้นท่ามกลางกลุ่มหมอกสีเทาหนาแน่น
ประตูเปิดออกอย่างเชื่องช้า แต่ด้านในก็ยังเป็นกลุ่มหมอกสีเทา
พลังเปิดประตูใช้การไม่ได้… แม้จะไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เกิดความคาดหมาย แต่ไคลน์ก็ผิดหวังเล็กๆ
มันไตร่ตรองสักพักก่อนจะเปลี่ยนวิธีการ
ทว่า ขณะกำลังครุ่นคิด ไม้เท้าดวงดาวพลันถูกกระตุ้นด้วยภาพในจินตนาการ
…………………………………….
ณ ดินแดนเทพทอดทิ้ง ยามค่ำคืนที่มีความถี่สายฟ้าต่ำ
สิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์กลุ่มหนึ่งย่างกรายเข้าใกล้ก้อนเนื้ออย่างระมัดระวัง พวกมันมีหกขาและดวงตาเกินกว่าสิบ
แต่งกายด้วยผ้าและหนังสัตว์ซึ่งมิอาจระบุวัสดุได้แน่ชัด ทุกตัวอาศัยแสงสว่างจากตะเกียงเพื่อข้ามผ่านความมืดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
บนใบหน้าบางคนมีตุ่มเนื้อสิบถึงยี่สิบเม็ด บางคนดวงตาชิดกันจนผิดปรกติ และบางคนไม่มีจมูก ตำแหน่งดังกล่าวถูกแทนที่ด้วยช่องว่างสีดำ
หลังจากการต่อสู้อันดุเดือด พวกมันจัดการกับสัตว์ประหลาดอย่างราบรื่นก่อนจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งคอยอารักขาบริเวณโดยรอบ ส่วนอีกกลุ่มทำหน้าที่เก็บกวาดส่วนแบ่งสงคราม
ระหว่างนี้ ชายผู้บนใบหน้าเต็มไปด้วยตุ่มเนื้อทำการผ่าศพสัตว์ประหลาด แต่ทันใดนั้นก็ต้องชะงักกลางคันขณะค้นหาส่วนที่กินได้
“อดาล มีอะไร?” สตรีปราศจากจมูกถามด้วยความสงสัย
ชายที่ชื่ออดาลบรรจงดึงมือขวากลับ เผยให้เห็นวัตถุที่ตนพบจากศพสัตว์ประหลาด
เป็นเครื่องรางที่แกะสลักจากหินผุกร่อน
“นี่มัน…” ชายผู้มีดวงตาชิดกัน คล้ายกับมันเข้าใจความนัยบางสิ่ง เกิดความลังเลที่จะพูดให้จบ
อดาลมองไปรอบตัว
“ซิน… รุส… นี่คือสิ่งที่ผมเคยมอบให้พ่อสมัยยังเด็ก… จนกระทั่งถึงวันที่ผมโตเป็นผู้ใหญ่ ท่านพ่อบอกว่าท่านควบคุมตัวเองไม่ได้แล้ว จึงตัดสินใจออกจากเมืองและอาศัยอยู่ในความมืด…”
ได้ยินเช่นนั้น ซินและรุสเงียบงันไปพักหนึ่ง พวกมันเข้าใจความรู้สึกของอดาล
เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในเมืองจันทรา
เนื่องจากไม่มีอาหารที่ปลอดภัย พวกมันจึงทำได้เพียงเลือกกินเนื้อสัตว์ประหลาดและพืชกลายพันธุ์เพื่อความอยู่รอด
นั่นคือบ่อเกิดของการสะสมสารพิษและความบ้าคลั่งในร่างกาย จนกระทั่งสภาพร่างกายเสื่อมโทรมจนถึงจุดหนึ่ง พวกมันต้องเลือกว่าจะตายในทันทีหรือค่อยๆ คลุ้มคลั่ง
เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับเมืองและบริเวณใกล้เคียง คนที่เลือกอย่างหลังจะสะสางทุกสิ่งให้เรียบร้อยและเดินทางออกจากเมืองทันทีที่ตระหนักว่าร่างกายถึงขีดจำกัด อาศัยเพียงคบไฟและอาหารปริมาณเล็กน้อย พวกมันจะเดินทางออกจากแนวป้องกันของเมืองและเตร็ดเตร่ท่ามกลางความมืดโดยไม่หวนกลับมาอีกเลย
ส่วนจะมีจุดจบแบบใดนั้น ชาวเมืองจันทราล้วนทราบเป็นอย่างดี หากไม่ถูกสัตว์ประหลาดฆ่าตายก็จะกลายเป็นสัตว์ประหลาดเสียเอง ไม่มีตัวเลือกที่สาม
ความเงียบงันเข้าปกคลุมราวเจ็ดแปดวินาที จนกระทั่งสตรีปราศจากจมูกกล่าวด้วยน้ำเสียงลังเล
“บางที เจ้านี่อาจเป็นสัตว์ประหลาดที่ฆ่าพ่อของคุณ”
“มันสวมเข็มขัดหนัง…” เสียงอดาลค่อยๆ แผ่วลง จากนั้นก็สอดมีดกระดูกเข้าไปเฉือนเนื้อส่วนที่น่าจะกินได้ออกมา
ท่ามกลางความเงียบ สมาชิกหน่วยล่าต่างทำหน้าที่ของตนอย่างชำนาญ จนกระทั่งรุส เจ้าของดวงตาชิดกัน กล่าวเสียงขรึม
“ทารกแรกเกิดมีความผิดปรกติมากขึ้นเรื่อยๆ …”
การสั่งสมมลพิษและความบ้าคลั่งจากรุ่นสู้รุ่นมิได้ส่งผลกระทบต่ออายุขัยเพียงอย่างเดียว แต่ชาวเมืองที่เคยมีร่างกายปรกติดีจะค่อยๆ เกิดการกลายพันธุ์ทีละนิด เฉกเช่นอดาลที่มีตุ่มเนื้อจำนวนมากบนใบหน้า
ในทำนองเดียวกัน มลพิษและความบ้าคลั่งยังสามารถส่งต่อทางพันธุกรรมและทำให้ลูกหลานเกิดความผิดปรกติกับร่างกาย ซินกับรุสถือเป็นกลุ่มคนประเภทดังกล่าว
อายุขัยของพวกมันจะสั้นลง แถมยังมีโอกาสคลุ้มคลั่งและเสียสติเพิ่มขึ้น
ยิ่งพิการมากเท่าไร โอกาสเกิดเหตุการณ์ข้างต้นก็ยิ่งมากขึ้นเป็นเงาตามตัว หน่วยล่าของเมืองจันทรามั่นใจว่า ในอีกเพียงสองถึงสามรุ่นข้างหน้า ชาวเมืองจันทรารุ่นใหม่จะเกิดภาวะคลุ้มคลั่งก่อนจะมีโอกาสได้สืบพันธุ์มีทายาท
เมื่อถึงตอนนั้น ต่อให้ไม่มีภัยคุกคามจากภายนอก แต่เมืองจันทราก็จะถึงคราวจบสิ้นโดยแท้จริง เหลือทิ้งไว้เพียงซากอาคารเพื่อเป็นหลักฐานว่าครั้งหนึ่งเคยมีเมืองอยู่ตรงนี้
“หวังว่าท่านมหานักบวชจะค้นพบหนทางใหม่โดยเร็ว…” อดาลลุกขึ้นยืนพลางถือตะเกียง น้ำเสียงของมันค่อนข้างอ่อนเพลีย
ในช่วงหลายปีหลัง ใช่ว่าเมืองจันทราจะไม่พยายามค้นหาวิธีเอาตัวรอดจากปัญหา พวกมันทำการส่งทีมสำรวจเข้าไปในส่วนลึกของความมืด แต่บ้างก็กลับมาในสภาพเจ็บหนักโดยที่ไม่ได้อะไรเลย บ้างก็หายตัวไปในความมืดโดยไม่ได้ข่าวคราวอีกเลย
นอกจากนั้น ในจุดห่างออกไปทางทิศตะวันออกของเมืองจันทรา ที่นั่นมีหมอกสีเทาปกคลุมทั้งผืนดินและท้องฟ้าอย่างหนาแน่น
หมอกเหล่านั้นไม่เพียงจะบดบังการมองเห็น แต่ยังทำตัวเป็นบาเรียล่องหนที่ไม่อนุญาตให้สิ่งมีชีวิตใดข้ามผ่าน
ชาวเมืองจันทราเคยเชื่อว่าสถานที่ดังกล่าวคือดินแดนแห่งความหวัง เชื่อว่าด้านหลังม่านหมอกจะต้องเป็นเมืองปรกติ เป็นดินแดนที่ไม่ถูกสาป
พวกมันพยายามข้ามผ่านสายหมอกหนแล้วหนเล่า แต่ทุกความพยายามล้วนสูญเปล่า
พวกมันเคยลองขุดอุโมงค์ใต้ดินเป็นทางยาวเพื่อหวังมุดผ่านไป แต่กลับพบว่าด้านล่างก็ถูกปกคลุมด้วยสายหมอกทึบเช่นกัน
พวกมันเคยลองครอบครองพลังการบินโดยหวังจะบินข้ามกลุ่มหมอก แต่ไม่ว่าจะทะยานขึ้นไปสูงเพียงใดก็ไม่พบจุดสิ้นสุด สุดท้ายผู้ที่พยายามสำรวจก็ล้วนถูกฟ้าผ่า
พวกมันเคยลองใช้พลังครึ่งเทพและสมบัติปิดผนึกเพื่อถล่มสถานที่ดังกล่าวอย่างหนักหน่วง แต่ผ่านไปสองถึงสามพันปี การโจมตีที่สั่งสมอย่างยาวนานกลับยังมิอาจพังบาเรียล่องหนที่กีดขวางทุกคนไว้
ทันทีที่ได้ยินคำพูดอดาล สมาชิกหน่วยล่าต่างพากันสิ้นหวังและเศร้ามอง ประหนึ่งกำลังลื่นไถลลงสู่ก้นเหวโดยไม่มีวิธีช่วยเหลือตัวเอง
กลุ่มคนที่กลายพันธุ์เล็กๆ ยากที่จะเก็บซ่อนอารมณ์ พวกมันอยากระบายความอัดอั้นออกมาไม่มากก็น้อย
เมื่อสองถึงสามร้อยปีก่อน กลุ่มคนกลายพันธุ์จะไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้วิเศษหรือเข้าร่วมหน่วยพิเศษ งานเดียวที่ทำได้คือการเก็บเกี่ยว แต่ยิ่งเวลาผ่านไปกำลังคนก็ยิ่งขาดแคลน สภาอาวุโสจึงตัดสินใจผ่อนปรนความเข้มงวด
“ไปต่อกันเถอะ อาหารแค่นี้ยังไม่พอ” อดาลมองไปรอบตัวก่อนจะถือตะเกียงเดินเข้าไปในความมืด
พวกมันไม่เสี่ยงดับไฟเพื่อล่อสัตว์ประหลาดออกจากความมืด ด้วยเกรงว่าจะไม่มีปัญญาจัดการ
ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เงียบสงัดและชวนให้อึดอัด สมาชิกหน่วยล่าของเมืองจันทราอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าพวกตนกำลังถูกความมืดโอบกอด
เฉกเช่นเชื้อเพลิงในตะเกียงของหน่วยล่าที่ค่อยๆ ลดลง สถานการณ์ของเมืองจันทราก็กำลังเดินหน้าเข้าหาจุดจบ
หากแสงไฟสุดท้ายดับมอด พวกมันจะถูกความมืดมิดกลืนกินอย่างไร้สุ้มเสียง
ขณะย่างกรายอย่างเงียบเชียบ อดาลมองเห็นแสงไฟสีเหลืองจาง
เป็นแสงสว่างที่ไม่ได้มาจากหน่วยล่าคนใด!
จุดแสงดังกล่าวสว่างปกคลุมดวงตาสมาชิกหน่วยล่าทุกคน
อดาล ซิน รุส และคนที่เหลืออดไม่ได้ที่จะขยายรูม่านตาด้วยอากัปกิริยาตกตะลึง
ตลอดชีวิตของพวกมัน รวมถึงประวัติศาสตร์ของเมืองจันทรานับตั้งแต่หลังมหาภัยพิบัติ ไม่เคยมีครั้งใดเลยที่ได้เห็นแสงไฟจากแหล่งภายนอก!
จริงอยู่ที่สัตว์ประหลาดบางชนิดมีพลังในขอบเขตของสุริยันและสามารถส่องแสง แต่พวกมันก็จะเร้นกายอย่างมิดชิดและใช้พลังเฉพาะในตอนที่เริ่มต่อสู้
แต่ในตอนนี้ แสงสว่างกำลังส่องมาจากส่วนลึกของความมืด!
อดาล ซิน รุส และคนที่เหลือต่างพากันสั่นระริก แต่หลังจากครุ่นคิดสักพัก พวกมันยังไม่พบคำตอบ
พวกมันนึกทบทวนเส้นทางการล่าและยืนยันว่าในบริเวณใกล้เคียงไม่มีทางมีชาวเมืองจันทราเดินเพ่นพ่าน
แล้วถ้าแสงสว่างมิได้มาจากชาวเมืองจันทรา เช่นนั้นแล้วมาจากไหน?
หน่วยล่าทุกคนลดความเร็วลง พวกมันกำลังตกตะลึง ประหลาดใจ สงสัย หวาดกลัว กังวล และตื่นเต้น
แน่นอนว่าพวกมันเคยค้นพบซากเมืองมาแล้วหลายแห่ง และตระหนักว่าความผิดปรกติในความมืดอาจหมายถึงอันตรายใหญ่หลวง
“…ระวังตัว!” อดาลที่ตื่นจากภวังค์รีบออกคำสั่ง
หน่วยล่าปรับเข้าสู่รูปแบบต่อสู้ทันที รอคอยให้แสงสีเหลืองเข้ามาใกล้อย่างใจเย็น
คล้ายกับเวลาหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ทุกนาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้า แสงสว่างขยายใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเผยร่างหนึ่ง
ร่างเดียว… แค่คนเดียว… หน่วยล่าของเมืองจันทราต่างพากันกลั้นหายใจ
ดูเหมือนว่า บางที พวกมันอาจได้พบกับคนนอก!
ผ่านไปนานกว่าสองสามพันปี ในที่สุดก็มีคนนอกย่างกรายเข้ามาในดินแดน
พวกมันไม่ได้ถูกทอดทิ้งอย่างเดียวบนโลกอีกต่อไป
สำหรับคำถามที่ว่า ใครคือผู้ที่เดินทางข้ามผ่านความมืดมาถึงที่นี่ได้สำเร็จ อดาลและพวกพ้องยังขนาดประสบการณ์และไม่มีทางเดาถูก
เมื่อแสงไฟขยายใหญ่จนถึงจุดหนึ่ง พวกมันสามารถมองเห็นอีกฝ่ายได้ชัดเจน
เป็นชายหนุ่มรูปร่างผอมเพรียว ผมสีดำ ดวงตาสีน้ำตาล บรรยากาศรอบตัวเย็นชา ไม่ใช่คนพิการหรือพวกกลายพันธุ์
สวมหมวกและเสื้อผ้าประหลาด ถือตะเกียงที่ทำจากวัสดุแปลกใหม่ขณะย่างกรายผ่านความมืด
แสงจากตะเกียงดังกล่าวสว่างกว่าตะเกียงทุกดวงของหน่วยล่ารวมกัน ส่งผลให้ความมืดโดยรอบถูกขจัดอย่างรวดเร็ว
ใช้เวลาไม่นานแสงก็อาบลงบนร่างอดาล ซิน รุส และคนที่เหลือ
ร่างดังกล่าวหยุดเดินและจ้องมาทางหน่วยล่าของเมืองจันทรา ตามด้วยถามเสียงแผ่ว
“พวกคุณมาจากไหน”
พูดภาษาคนยักษ์… ดวงตากระจ่างชัดและสามารถสนทนา… อดาลอ้าปากเล็กน้อยก่อนจะรีบยับยั้งชั่งใจมิให้ตอบกลับตามความเคยชิน
มันตัดสินใจถามแทน
“คุณเป็นใคร”
ร่างดังกล่าวตอบอย่างใจเย็น
“เกอร์มัน·สแปร์โรว์”
หลังจากเดินทางนานกว่าครึ่งปีและฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย สัมผัสวิญญาณของไคลน์แจ้งว่าตนมาถึงจุดหมายแล้ว
แถมยังได้พบผู้คนกลุ่มแรก ‘ระหว่างการเดินทาง’ ไปบนดินแดนเทพทอดทิ้ง
“คุณมาจากที่ไหน” อดาลซักไซ้โดยไม่ลดความระแวง
สายตาไคลน์กวาดมองใบหน้าอีกฝ่ายและกล่าวโดยไม่เปลี่ยนน้ำเสียง
“มาจากเมืองเงินพิสุทธิ์… และยังมาจากด้านนอกดินแดนต้องคำสาปแห่งนี้”
ได้ยินคำตอบดังกล่าว สมาชิกหน่วยล่าทุกคนต่างตกอยู่ในภวังค์ทันที พวกมันอดคิดไม่ได้ว่าตนอาจวิงวอนมากเกินไปจนเห็นภาพหลอน
…
ฤดูใบไม้ร่วงปี 1351 กรุงเบ็คลันด์ ท่ามกลางไฟแห่งสงคราม
นับตั้งแต่เฟเนพ็อตประกาศสงครามกับโลเอ็น สมดุลของสงครามก็พังทลายทันที โลเอ็นและพันธมิตรอย่างลุนเบิร์ก มาซิน เซกัลต่างสูญเสียดินแดนไปมากมายจนเหลืองเพียงแนวป้องกันไม่กี่แห่งที่พยายามปักหลักปกป้องอย่างสุดกำลัง และเห็นทีอีกไม่นานคงถล่มลง
เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าและพบว่าจุดแจกจ่ายอาหารมีผู้คนมายืนต่อแถวยาวเหยียด ออเดรย์ถอนสายตากลับอย่างเชื่องช้าพลางหันไปกล่าวกับสาวใช้ส่วนตัว แอนนี่
“ไปวิหารนักบุญแซมมวล…”
…………………
ภายในห้อง แสงจันทร์สีแดงที่ดูคล้ายสายน้ำกำลังปกคลุมทุกซอกมุม
โดเรียนบรรจงเงยหน้าขึ้นและมองไปยังพระจันทร์สีแดงด้านนอกมุขหน้าต่าง สายตาแข็งค้างอยู่เช่นนั้นเป็นเวลานานราวกับไม่เคยเห็นทัศนียภาพอันงดงามเช่นนี้มาก่อนในชีวิต
ฟู่ว… มันถอนหายใจสั้น ยืนขึ้นและเดินเข้าห้องน้ำ จากนั้นก็เปิดก๊อกและรองน้ำหนึ่งอุ้งมือขึ้นมาสาดหน้า
ล้างหน้าเสร็จ โดเรียนเช็ดหน้าด้วยผ้าขนหนูก่อนจะเดินกลับมายังโซฟาตัวเก่า ตามด้วยการก้มศีรษะพึมพำด้วยท่าทีขึงขัง
“มิสเตอร์ฟูลจงเจริญ!”
สวดวิงวอนเสร็จ มันเดินไปยังห้องอ่านหนังสือ หยิบปากกาและกระดาษเพื่อเขียนถึงฟอร์ส:
“…”
“ได้โปรดแจ้งกับมิสเตอร์เกอร์มัน·สแปร์โรว์ว่าผมยืนยันคำสัญญาของเราแล้ว… หวังว่าเขาจะค้นพบวิธีที่ดีกว่านี้เพื่อรักษาคำสาปของพวกเรา”
“ผมจะเรียกประชุมสมาชิกคนอื่นของตระกูลว่าสามารถนำสมบัติปิดผนึกระดับ 0 มาแลกเปลี่ยนกับกล่องวันวานได้หรือไม่…”
“ถึงตรงนี้ ผมจะถือโอกาสแนะนำสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ทั้งสองชิ้นไว้ล่วงหน้า มิสเตอร์เกอร์มัน·สแปร์โรว์จะได้มีเวลาตัดสินใจ…”
“ชิ้นแรกมีชื่อว่า ‘ม้วนคัมภีร์แห่งเทพ’ มองผิวเผินจะดูเหมือนภาพเขียนสีน้ำมันทั่วไปในกรอบทองเหลือง แต่เนื้อหาของภาพจะเปลี่ยนไปแบบสุ่ม…”
“เมื่อภาพแสดงสถานที่ใด ผู้ครอบครองสามารถเปลี่ยนพื้นที่เป้าหมายให้กลายเป็นสถานที่ในภาพ”
“เมื่อภาพแสดงบุคคลใด ผู้ครอบครองสามารถสั่งให้บุคคลในภาพโจมตีใส่หนึ่งเป้าหมาย”
“เมื่อภาพแสดงนามธรรมที่ยากจะทำความเข้าใจ ผลลัพธ์หลากหลายชนิดสามารถเกิดขึ้นได้ และทางเรายังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างสัญลักษณ์กับผลลัพธ์”
“เมื่อภาพแสดงประตู การเปิดประตูบานที่ต่างกันจะทำให้เคลื่อนย้ายไปยังสถานที่แตกต่าง ไม่มีวิธีกำหนดปลายทาง และยังสามารถใช้เพื่อเนรเทศศัตรูได้ด้วย”
“เมื่อภาพแสดงใต้ดินอันมืดมิดหรืออวกาศ นั่นหมายถึงอันตรายยิ่งยวด ต้องถูกผนึกเท่านั้น!”
“หากไม่มีใครจ้องมองหรือชื่นชมภาพเขียนสีน้ำมันเป็นระยะเวลาหนึ่ง บุคคลในภาพจะมีชีวิตขึ้นมา พวกเขาจะพยายามเหยียดแขนออกจากภาพและค่อยๆ คลานออกมายังโลกความจริง ในตอนที่ผนึกมัน จำเป็นต้องระวังปัญหานี้ให้ดี!”
“ครั้งหนึ่งเคยเกิดอุบัติเหตุขึ้นขณะที่ตระกูลสาขารับหน้าที่เก็บรักษาม้วนคัมภีร์แห่งเทพ พวกเขาละเลยภาพนานกว่าหนึ่งนาที โดยในช่วงเวลาดังกล่าว เนื้อหาของภาพเขียนคือฉากที่เหล่าเทวทูตกำลังรายล้อมทวยเทพ ส่งผลให้เทพแท้จริงมีชีวิตขึ้นมาและเดินออกจากภาพ”
“ตระกูลย่อยสาขาดังกล่าวถูกทำลายในทันที เหลือเพียงสมาชิกแค่ไม่กี่คนที่เสียสติโดยสมบูรณ์ ส่วนเทพตนดังกล่าวหายตัวไปอย่างเป็นปริศนา ไม่มีใครทราบว่าไปไหน แต่ภาพเขียนสีน้ำมันยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม”
“พวกเราเป็นกังวลกันอยู่นาน ด้วยเกรงว่าเทพตนดังกล่าวจะทำลายโลก โชคดีที่พระองค์ไม่ปรากฏตัวออกมาอีกเลย หรือบางทีอาจถูกตรวจพบโดยเจ็ดเทพจารีตและถูกทำลายไปแล้ว”
“แต่แน่นอน เรื่องเหล่านี้อาจเป็นเพียงสิ่งที่กลุ่มผู้รอดชีวิตเสียสติแต่งขึ้น แต่การที่สมาชิกเกือบทั้งหมดถูกทำลายในชั่วข้ามคืนและคนที่เหลือล้วนเป็นบ้าไปทั้งหมด ก็พอจะพิสูจน์บางสิ่งได้”
“อีกหนึ่งชิ้นมีชื่อว่า ‘ไม้เท้าดวงดาว’ อยู่ในรูปลักษณ์ไม้เท้าสีดำเลี่ยมอัญมณี”
“ขณะถือไม้เท้าให้จินตนาการฉากที่ต้องการเดินทางไป ต้องเป็นฉากที่มีอยู่จริงและดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน หากสำเร็จจะช่วยให้ผู้ถือเดินทางไปยังตำแหน่งดังกล่าวในพริบตา แต่ต้องใช้งานด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง… ฉากในจินตนาการจะต้องตรงกับสถานที่จริงทุกองค์ประกอบ… ห้ามผิดพลาดในเชิงรายละเอียดแม้แต่นิดเดียว ห้ามแตกต่างจากต้นฉบับ ไม่อย่างนั้นอาจถูกส่งไปยังที่ใดสักแห่งแทน”
“ในทำนองเดียวกัน ขณะถือไม้เท้าดวงดาว หากจินตนาการถึงพลังพิเศษหรือตัวตนใด ไม้เท้าจะจำลองพลังหรือบุคคลดังกล่าวออกมาทันที… อย่างหลังจะเป็นการโจมตีหนึ่งครั้ง แต่เพื่อให้ประสบผลสำเร็จ ผู้ใช้ต้องเข้าใจพลังพิเศษหรือตัวตนที่ถูกอัญเชิญมาในระดับหนึ่ง ไม่อย่างนั้นอาจเกิดความผิดปรกติที่ยากจินตนาการขึ้น ครั้งหนึ่งเคยมีคนพยายามใช้ไม้เท้าดวงดาวเพื่อสร้างพายุสายฟ้า แต่กลับลงเอยด้วยการสาปตัวเองเป็นกบแทน กว่าจะกลับร่างเดิมได้ก็ต้องตามหาคนที่ชำนาญการแก้คำสาปเฉพาะ”
“ไม้เท้าดวงดาวมีความแข็งมากจนสามารถใช้โจมตี เป้าหมายที่ถูกไม้เท้ากระแทกใส่จะเกิดการกลายพันธุ์แบบสุ่ม ผมเคยใช้ไม้เท้าดังกล่าวฟาดใส่คนของชุมนุมแสงเหนือ ทันใดนั้น ร่างกายซีกซ้ายของมันถูกเคลื่อนย้ายไปยังด้านนอกประตู แต่ด้านขวายังคงเดิม ผลลัพธ์จึงลงเอยด้วยการที่เครื่องในของมันทั้งยวงหล่นลงพื้นอย่างน่าสยดสยอง”
“ไม้เท้าดวงดาวจะสุ่มเปลี่ยนตำแหน่งของตัวเองเป็นระยะ หากมิได้ผนึกให้แน่นหนา มีโอกาสที่มันจะหลบหนีจากความควบคุม”
“ผู้ถือจำเป็นต้องทำสมองให้ว่างแทบจะตลอดเวลา เพราะถ้าผุดจินตนาการขึ้นมาแบบสุ่ม ผลลัพธ์จะตรงตามที่อธิบายไปข้างต้น”
“ถ้าไม่มีผู้ถือ ไม้เท้าดวงดาวจะสร้างความผิดปรกติแก่บริเวณโดยรอบไม้เท้า ไม่มีใครเดาได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบใด จึงเป็นการดีกว่าหากจะผนึกไว้เงียบๆ …”
“เผาทิ้งเมื่ออ่านจบ”
เขียนจดหมายเสร็จ โดเรียนอ่านทบทวนหลายรอบจนมั่นใจว่าเนื้อหาที่ส่งไปนั้นไม่ผิดเพี้ยน จึงยัดใส่ซองและติดตราไปรษณียากร
ในเวลาเดียวกัน บนมิติเหนือสายหมอกเทา
ไคลน์อาศัยจุดแสงแห่งการวิงวอนของโดเรียนเพื่ออ่านจดหมายตั้งแต่ต้นจนจบ
ดูเหมือนเราจะลืมบอกเขาว่า หากมีเรื่องสำคัญให้ส่งข้อมูลมาถึงเกอร์มัน·สแปร์โรว์ผ่านเดอะฟูล… ช่างเถอะ จะถือว่าสิ่งนี้เป็นอภิสิทธิ์เฉพาะสมาชิกหลักของชุมนุมทาโรต์ก็แล้วกัน… เพราะถ้ามีสาวกจำนวนมาก ‘ฝากข้อความ’ พร้อมกัน เกรงว่าจะมีหนอนวิญญาณกี่ตัวก็คงไม่พอ… อา… ขณะเดียวกันวิธีนี้ยังเป็นการรักษาภาพลักษณ์ของเดอะฟูล ช่วยให้ตระกูลอับราฮัมไม่กล้าดูแคลนเดอะฟูลแห่งสายหมอก… ไคลน์พึมพำก่อนจะหันเหความสนใจไปยังสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ทั้งสองชิ้น
เป็นอีกครั้งที่ชายหนุ่มตระหนักว่าสมบัติปิดผนึกระดับ 0 มีผลข้างเคียงรุนแรงจนไม่สามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตประจำวัน
แต่แน่นอน พลังของพวกมันล้วนคู่ควรแก่ความเสี่ยง
เมื่อเทียบกันแล้ว ไม้เท้าดวงดาวเหมาะสมกับเรามากกว่า
เราสามารถขอร้องให้มิสจัสติสสะกดจิตล่วงหน้า เพื่อสั่งจิตให้ใต้สำนึกของเราห้ามสร้างภาพหรือฉากใดขึ้นมาเอง หากอยากสร้างฉากจะต้องเกิดจากเจตจำนงอันแน่วแน่เท่านั้น…
ชักอยากรู้แล้วว่าชาวเมืองเงินพิสุทธิ์จะเดินทางออกจากดินแดนเทพทอดทิ้งด้วยการจินตนาการถึงฉากในกรุงเบ็คลันด์ได้ไหม…
แต่ไม่มีวิธีสะกดจิตให้พวกเขาทำแบบนั้น… ไม่มีใครเคยเห็นเบ็คลันด์มาก่อน หากเป็นภาพเหมือนก็ไม่มีทางเก็บรายละเอียดได้ครบถ้วน…
อย่างไรก็ตาม ถึงจะเสี่ยงไปสักหน่อย แต่เราสามารถใช้อาสาสมัครที่ไม่กลัวตายมาทดสอบ…
ถ้าสิ่งที่เราแลกเปลี่ยนคือไม้เท้าดวงดาว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรีบป่นมันให้กลับไปอยู่ในสภาพตะกอนพลัง ใครจะไปรู้ สิ่งนี้อาจเป็นประโยชน์ต่อเราในอนาคต… นอกจากนั้น เราอาจจนปัญญาที่จะประกอบพิธีกรรมเลื่อนลำดับ…
ด้วยไม้เท้าดวงดาว การรับมือกับหมาป่าอสูรทมิฬก็คงง่ายขึ้น รวมถึงการหลบหนีจากดินแดนเทพทอดทิ้งแม้จะมีเทวทูตมืดขวางทางอยู่ สมบัติชิ้นนี้จะช่วยมอบความมั่นใจให้เราหลายส่วน… ไคลน์ถอนหายใจพลางวางแผน
ทันใดนั้น มันค้นพบอีกหนึ่งความจริง
นั่นก็คือ ถ้าในอนาคตมีคนของตระกูลอับราฮัมมาเป็นสาวกของเดอะฟูลตามโดเรียน การขอยืมกล่องวันวานก็จะไม่ใช่เรื่องยาก
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นกล่องวันวาน ม้วนคัมภีร์แห่งเทพ หรือไม้เท้าดวงดาว ไคลน์จะได้สิทธิ์ยืมใช้งานสมบัติสองในสามชิ้น และจะกลายเป็นเจ้าของเองหนึ่งชิ้น
การมีสาวกมันดีแบบนี้นี่เอง… เมื่อเวลานั้นมาถึง ตระกูลอับราฮัมจะกลายเป็นกองกำลังภายใต้ชุมนุมทาโรต์… แต่โดเรียนคงไม่รีบร้อนเผยแพร่ความเชื่อเกี่ยวกับเดอะฟูลเร็วนัก เว้นเสียแต่จะมีสมาชิกใกล้คลุ้มคลั่งชนิดที่มิอาจข้ามผ่านพระจันทร์เต็มดวงรอบถัดไป… ด้วยเหตุผลบางประการ ไคลน์สัมผัสได้ว่าชุมนุมทาโรต์กำลังเติบโต
แต่หลังจากไตร่ตรองสักพัก ชายหนุ่มรู้สึกเหนื่อยเมื่อพบว่าในอนาคตตนอาจต้องคอยตอบสนองคำวิงวอนตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
มีเพียงการเป็นเทวทูตและดึงพลังจากปราสาทต้นกำเนิดได้มากขึ้น ตนจึงจะกล้านำหนอนวิญญาณขึ้นมาช่วยตอบสนอง
ถ้าวิธีนั้นยังไม่ได้ผล เห็นทีต้องให้อาโรเดสรับหน้าที่ปัญญาประดิษฐ์ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์… ไคลน์นวดหน้าผากก่อนจะส่งตัวเองออกจากห้วงมิติเหนือสายหมอก กลับมายังดินแดนเทพทอดทิ้งอีกครั้ง
…
กลางดึกสงัด บนน่านน้ำในหมู่เกาะรอสต์
สัตว์ทะเลขนาดมหึมาตัวหนึ่งกำลังว่ายน้ำไปยังปลายทางด้วยความเร็วสูง
นี่คือ ‘ผู้ช่วย’ ที่อัลเจอร์วิงวอนต่อเทพสมุทร คาเวทูว่า ลำพังผู้ขับขานสมุทรยังไม่มีพลังพอจะบงการสัตว์ทะเลตัวใหญ่ขนาดนี้
อันที่จริง มันสามารถว่ายน้ำจากบายัมมายังที่นี่ได้เอง แต่เกรงว่านั่นจะทำให้เหนื่อยเกินไปจนมิอาจรับมือกับเหตุไม่คาดฝัน
ไม่กี่วินาทีถัดมา สัตว์ทะเลอ้าปากกว้าง อัลเจอร์ว่ายออกมาและพบกับแนวปะการังอันงดงาม
หลังจากแหวกผ่านสิ่งกีดขวางสักพัก แสงสีน้ำเงินเข้มสว่างขึ้นตรงมุมสายตาอัลเจอร์
มองผ่าน ‘แสงสีน้ำเงินเข้ม’ เข้าไป มันได้พบกับวังปะการังอันงดงาม
สิ่งนี้เป็นของจริง แต่จะไม่มีใครมองเห็นจนกว่าจะได้รับสื่อกลางที่ถูกต้อง
อัลเจอร์จ้องสักพักก่อนจะว่ายไปข้างหน้า เมื่อมาถึงนอกรั้ววังจึงผลักประตูเข้าไป
น้ำกระเพื่อมหยุดลงที่นี่ อัลเจอร์อาศัยแรงลมผลักตัวเองผ่านประตูม่านน้ำเข้าไปด้านใน
มันมองไปรอบตัวและพบกับจิตรกรรมฝาผนังทั้งสองฝั่ง
เนื้อหาของภาพวาดไม่ใช่สิ่งที่น่าตกตะลึง เป็นฉากที่ชาวเอลฟ์พยายามต่อต้านพายุและคลื่นยักษ์
แต่อัลเจอร์เริ่มสังเกตเห็นว่าเรือลำดังกล่าวมิได้กำลังแล่นกลางทะเล หากแต่เป็นท่ามกลาง ‘สีดำ’ อันท่วมท้น
ฉากดังกล่าวทำให้อัลเจอร์นึกถึงคำหนึ่งทันที:
นรก
ฉากนี้ดูคล้ายกับนรกที่บรรยายไว้ในตำนาน แต่ก็แค่คล้าย แถมยังไม่มีปีศาจ… ดูเหมือนกับสิ่งที่โผล่ออกจากใต้ดินมากกว่า… นี่คือภาพจิตรกรรมที่บันทึกประวัติศาสตร์เอลฟ์? แต่ไม่เห็นเหมือนกับตำนานเอลฟ์ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย… มิสเตอร์เวิร์ลเคยบอกว่า ภาษาเอลฟ์ถูกสร้างจากชื่อของเอลฟ์รุ่นแรก… อัลเจอร์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะเดินไปทางขั้นบันไดเก้าขั้น
เมื่อขยับเข้าใกล้ มันได้พบกับบัลลังก์สองแห่งและผลึกปะการังสีน้ำเงินเข้ม
บนกิ่งปะการังมีแสงสายฟ้าสีเงินสว่างวาบ ช่วยมอบความสว่างให้กับสภาพแวดล้อม
อัลเจอร์กลั้นลมหายใจ เดินขึ้นบันไดเก้าขั้นอย่างเชื่องช้า
มันเหยียดมือขวาออกไปหยิบปะการังด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ท่ามกลางเสียงคลื่นทะเลซัดสาด น้ำทะเลนอกวังพลันเกิดความโกลาหล สำหรับผลึกปะการังที่ถูกห่อหุ้มด้วยชั้น ‘สีน้ำเงินเข้ม’ มันสลายตัวและหลอมรวมเข้ากับร่างอัลเจอร์
เส้นสายฟ้าทยอยผลิบานทีละหนึ่งราวกับกลีบดอกไม้
สร้างตำนานไว้ในสถานที่เก้าแห่งนอกโลก… หมายถึงอวกาศใช่ไหม? จ้องมองสูตรโอสถในมือสักพัก ไคลน์เกือบขมวดคิ้ว
มันพบว่าพิธีกรรมดังกล่าวอันตรายยิ่งกว่าการเลื่อนลำดับเป็นผู้ชี้นำปาฏิหาริย์เสียอีก
แม้ว่ากล่องวันวานและสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ของตระกูลอับราฮัม รวมถึงสมบัติปิดผนึกระดับหนึ่ง อีกหลายชิ้นจะมีพลังในการส่งคนออกไปนอกอวกาศ ทำให้การประกอบพิธีกรรมเป็นเรื่องง่าย แต่มันยังไม่ลืมคำเตือนของหัวหน้านักบวชแห่งโบสถ์รัตติกาล อาเรียนน่า ซึ่งเคยเตือนเกี่ยวกับการกัดกร่อนที่รุนแรงจากอวกาศ หากไม่ใช่เทวทูต ลำพังการทำความเข้าใจก็อันตรายถึงแก่ชีวิตได้
ถ้ายังไม่เป็นจอมเวทท่องมิติ ก็มีโอกาสสูงที่จะถูกอวกาศกัดกร่อน… แต่ถ้าต้องการเป็นจอมเวทท่องมิติ ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องท่องอวกาศ… นี่มันคำถามโลกแตก… บางทีตระกูลอับราฮัมอาจบันทึกพิกัดที่ปลอดภัยนอกโลกเอาไว้ เราอย่าเพิ่งคิดในแง่ร้ายเกินไป… นอกจากนั้นยังต้องกลับไปทำนายยืนยันความถูกต้องของสูตรโอสถอีกครั้ง… โดเรียนอาจไม่ได้โกหกเรา แต่ใช่ว่าเขาจะไม่ถูกหลอกมาอีกที… ไคลน์ถอนสายตากลับมาจ้องโดเรียนฝั่งตรงข้าม
“ตะกอนพลังของจอมเวทท่องมิติอยู่ที่ใดบ้าง”
หลังจากท่องพระนามเต็มของเดอะฟูลเสร็จ โดเรียนทำหน้านึก
“มีสองก้อนอยู่ในสถานะสมบัติปิดผนึกของตระกูล หนึ่งก้อนกลายเป็นส่วนผสมของกล่องวันวาน หนึ่งก้อนกล่าวกันว่าอยู่ในมือนิกายแม่มด และอีกหนึ่งก้อนอยู่กับโบสถ์เทพสงคราม อันที่จริงควรจะมีอีกหนึ่งก้อน แต่ไม่มีใครหาพบตั้งแต่ยุคสมัยที่สอง”
ถ้าเราใช้กล่องวันวานแลกเปลี่ยนกับสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ หนึ่งในสองชิ้นที่ค่อนข้างธรรมดาของตระกูลอับราฮัม ก็คงไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับตะกอนพลังของจอมเวทท่องมิติอีกต่อไป… แต่ปัญหาอยู่ที่พิธีกรรมเลื่อนลำดับนั่น… แก่นสำคัญของพิธีกรรมคือการจารึกตัวตนไว้ในอวกาศ ไม่ว่าจะพยายามดัดแปลงสักเพียงใดก็คงข้ามขั้นตอนที่เกี่ยวกับอวกาศไปไม่ได้… ไคลน์ควบคุมสีหน้าก่อนจะผงกศีรษะให้โดเรียน
“ผมหวังว่าคุณจะค้นพบตอบก่อนพระจันทร์สีแดงเต็มดวง”
กล่าวจบ ร่างกายชายหนุ่มจางลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากถึงขีดจำกัดของฟอร์ส
เมื่อเห็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ‘กลับไป’ ในลักษณะดังกล่าว โดเรียนก้มลงหน้าลงตามสัญชาตญาณเพื่ออ่านกระดาษที่เขียนพระนามเต็มอันทรงเกียรติของเดอะฟูล และพบว่ากระดาษแผ่นดังกล่าวก็เลือนหายไปเช่นกัน
“…” จากบรรดาพลังพิเศษมากมายที่ตระกูลเคยบันทึก โดเรียนมิอาจเชื่อมโยงพลังของเกอร์มัน·สแปร์โรว์เข้ากับสิ่งใด จึงหันไปทางฟอร์สและอ้าปากเตรียมถาม
ทันใดนั้นเอง หัวใจของมันพลันรู้สึกเจ็บแปลบ ดวงตาเบิกกว้างกะทันหัน
แย่แล้ว! คำสาปกำลังจะกำเริบ! โดเรียนรีบสอดมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อเพื่อหยิบขวดโลหะใบเล็ก จากนั้นก็รีบเปิดฝาและกระดกเข้าไป
เคร้ง!
มันขยับตัวเร็วเกินไปจนฝาขวดโลหะตกพื้น
ฟอร์สมองดูใบหน้าอาจารย์ที่เริ่มซีดเผือด หัวใจหญิงสาวเริ่มเต้นแรงและทำอะไรไม่ถูกไปสักพัก
ในฐานะอดีตศัลยแพทย์ เธอตัดสินใจฉับไวและรีบถาม
“อาจารย์… คุณหัวใจวายหรือ? ต้องกินยาตัวไหนเป็นพิเศษไหม?”
หลังจากถามจบ ฟอร์สเพิ่งตระหนักว่าตนตื่นเต้นเกินไปจนเป็นไอ้งั่ง
ของเหลวในขวดโลหะที่อาจารย์เพิ่งดื่มเข้าไปจะต้องเป็นยาที่ว่านั่นอย่างไม่ต้องสงสัย!
“ให้ช่วยอะไรอีกไหมคะ? ฉันบันทึกพลังของ ‘แพทย์’ เอาไว้ด้วย” ฟอร์สซักถามขณะเห็นสีหน้าของอาจารย์เริ่มดีขึ้น
โดเรียนส่ายหน้า นัยว่าสบายดี
ขณะเดียวกันก็ตัดพ้อภายในใจ
นั่นเป็นเพราะเธอไม่ยอมทำตามแผนของฉันและอัญเชิญเกอร์มัน·สแปร์โรว์ออกมาทันที ทำให้ฉันไม่มีเวลาดื่มยานี้…
…
ทะเลโซเนีย เมืองหลวงแห่งหมู่เกาะรอสต์ ‘เมืองแห่งการให้’ บายัม
โทสะสีครามจอดเทียบท่าในยามเย็น
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ความเสียหายของเส้นทางเดินเรือรอบเกาะโซเนียที่โบสถ์วายุสลาตันสร้าง เริ่มดึงดูดความสนใจจากครึ่งเทพฝ่ายฟุซัค มี ‘กัปตัน’ มากมายต้องสังเวยชีวิต กองเรือของพวกมันเสียหายหนักหน่วง
อัลเจอร์·วิลสันและลูกเรือสามารถหลีกเลี่ยงความเสียหายได้โดยการซ่อนตัวในป่าดิบชื้นของเกาะพลางฉวยโอกาสโจมตีท่าเรือเป็นระยะ จนกระทั่งโบสถ์วายุสลาตันและกองทัพเรือโลเอ็นประกาศบรรลุเป้าหมาย พวกมันทยอยเดินทางกลับเกาะปาซูเพื่อพักผ่อน
ถัดมา อัลเจอร์จงใจเข้าร่วมสงครามเพื่อแสดงความจริงใจ แสดงความศรัทธาและความฮึกเหิม ลงเอยด้วยการได้รับคำชมจากพระคาร์ดินัล
และเนื่องจากอัลเจอร์มีความคุ้นเคยกับน่านน้ำรอบหมู่เกาะรอสต์เป็นอย่างดี มันจึงถูกส่งมาเสริมกำลังรบทางทะเลเพื่อป้องกันหนึ่งในอาณานิคมสำคัญ
แน่นอนว่าเพื่อมิให้ขัดแย้งกับตัวตนที่สร้างขึ้นในอดีต และเพื่อกรุยทางไปสู่อนาคตอันสดใส อัลเจอร์และลูกเรือจอดเทียบท่าบายัมในฐานะโจรสลัดรับจ้าง
ในสงครามที่เกิดขึ้น มีโจรสลัดจำนวนมากถูกว่าจ้างโดยอาณาจักรเพื่อชดเชยความสูญเสียทางกองทัพเรือ เฉกเช่นทหารรับจ้างในช่วงสงครามยุคสมัยที่สี่
อาศัยแสงท้องฟ้าที่ยังพอมีแสง อัลเจอร์ลงจากเรือและตรงไปเข้าพบ ‘เจ้าสมุทร’ แยนน์·ค็อตแมนภายในมหาวิหารคลื่นสมุทร
ในฐานะผู้ขับขานสมุทรลำดับห้า มันสิทธิ์เข้าพบพระคาร์ดินัลแห่งโบสถ์วายุสลาตันและอาวุโสใหญ่แห่งทูตพิพากษาได้โดยตรง
ขณะย่างกราย อัลเจอร์พบใบหน้าที่คุ้นเคย
ชายวัยกลางคนสวมชุดทางการ แว่นตา และโบหูกระต่าย บรรยากาศอ่อนโยนและเป็นมิตร แต่อัลเจอร์ทราบดีว่านี่คือสาวกของ ‘เทพสมุทร’ คาเวทูว่า ครั้งหนึ่งเคยเป็นโจรสลัด ปัจจุบันเป็นพ่อค้าที่ทำธุรกิจกับทางการและตลาดมืดไปพร้อมๆ กัน
“ราล์ฟ ไม่ได้เจอกันนาน” อัลเจอร์กล่าวทักทายลูกครึ่งโลเอ็น ฟุซัค และชาวรอสต์
ราล์ฟผงะเล็กน้อย ราวกับจำหน้ากัปตันโทสะสีครามไม่ได้
“อัลเจอร์? กัปตันเรือผีสิงของพวกเราคนนั้น?” ผ่านไปสักพัก มันเริ่มนึกออก
อัลเจอร์ยิ้มและพูด
“ฉันเปลี่ยนไปมากขนาดนั้นเชียว?”
ราล์ฟขมวดคิ้ว
“บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปมาก คล้ายกับมหาสมุทรและเมฆมืดก่อนเกิดพายุ”
สายตาเฉียบแหลม… แต่นั่นเป็นสิ่งที่เราจงใจให้เห็น… หลังจากดื่มโอสถผู้ขับขานสมุทร หากไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงทำนองนี้ เราก็คงดูไม่เหมือนคนของโบสถ์วายุสลาตันสักเท่าไร… อัลเจอร์ถอนหายใจยาว
“เพราะมีเรื่องให้กังวลไม่น้อยทีเดียว… แต่ตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้ว ฉันได้รับการว่าจ้างจากโบสถ์วายุสลาตัน”
ดวงตาราล์ฟหรี่ลงเล็กน้อย ภายในใจเริ่มเกิดความหวาดระแวง แต่สุดท้ายก็ขำแห้งและกล่าว
“ถือเป็นข่าวดี… ถ้าไม่มีสงครามล่ะนะ”
อัลเจอร์ชำเลืองไปยังจุดที่ราล์ฟเดินผ่านมาและถาม
“มีโรงเรียนใหม่… ตั้งแต่ตอนไหน?”
เพียงกวาดสายตาก็มองเห็นอาคารสูงสี่ชั้น สนามซีเมนต์ ลานหญ้า และเด็กเล็กมากมายกำลังวิ่งเล่น
เด็กเหล่านั้นมีผิวสีเข้ม แต่บางคนก็ไม่ได้เป็นเข้มเท่ากับชนเผ่าท้องถิ่น เส้นผมหยักศกเพียงเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นี่คือกลุ่มของเด็กลูกครึ่ง
ราล์ฟมองย้อนกลับไปก่อนจะถอนหายใจพลางยิ้ม
“นายก็เคยบริจาคเงินให้กองทุนการกุศลของฉันไม่ใช่หรือ? ภายใต้การนำทางจากพระองค์ ฉันนำเงินไปสร้างโรงเรียนตามเมืองใหญ่บนเกาะ เน้นการมอบความรู้ อาหารวันละสามมื้อ และหอพักสำหรับเหล่าเด็กๆ ที่ถูกสังคมกีดกัน… วัยเด็กของพวกเราช่างหม่นหมอง และฉันไม่อยากให้พวกเขาต้องพบเจอสิ่งเดียวกัน”
ขณะราล์ฟตอบ อัลเจอร์เอาแต่จ้องไปทางโรงเรียน จนกระทั่งราล์ฟพูดจบ อัลเจอร์ถอนสายตากลับและพูด
“ฉันคิดว่านายจะเก็บไว้ใช้เองสักครึ่งนึงเสียอีก”
ราล์ฟระเบิดเสียงหัวเราะ
“ดูเหมือนว่าฉันจะมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีในสายตานายสินะ… คิดว่าโรงเรียนพวกนี้เป็นยังไงบ้าง?”
อัลเจอร์จ้องอีกฝ่ายหัดจรดเท้าสักพักก่อนจะตอบ
“นายคิดว่าฉันเคยเข้าโรงเรียนหรือ”
มันเว้นวรรค
“กองทุนการกุศลของนายตั้งอยู่บนถนนเส้นไหน บางทีฉันอาจแวะไปหาเมื่อมีธุระ”
เมื่อตระหนักว่าอีกฝ่ายถูกว่าจ้างโดยโบสถ์วายุสลาตัน ราล์ฟไม่กล้าเปิดเผยความสัมพันธ์ระหว่างตนกับกลุ่มต่อต้าน เพียงขำแห้งและตอบ
“มาบริจาคน่ะได้ แต่ถ้ามาเพราะอย่างอื่นก็ไม่ต้อง”
หลังจากแจ้งตำแหน่งอาคารกองทุน ราล์ฟเดินทางกลับบ้าน จากนั้นก็เดินขึ้นไปยังชั้นสองและเคาะประตู
“ท่านเดนิส ผมมีเรื่องมารายงาน”
ภายในห้อง เสียงทุ้มต่ำและน่าเกรงขามดังขึ้น
“เข้ามา”
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตเชอร์วู้ด
โดเรียนผู้อาศัยในหอพักเช่า เดินตรงมาทางหน้าต่าง หลังจากพระอาทิตย์ตกดิน ท้องฟ้าก็เริ่มมืด
คืนนี้จะเป็นช่วงเวลาที่พระจันทร์สีแดงเปล่งปลั่งเต็มดวง เป็นอีกครั้งที่คำสาปของตระกูลอับราฮัมจะกำเริบ
โดเรียนไม่ได้โกนหนวดมาหลายวันแล้ว รอบปากเต็มไปด้วยหนวดเคราสีขาว ลากยาวไปถึงเส้นกรามและจอน ไม่สอดคล้องกับรูปลักษณ์ชายวัยกลางคนอย่างมาก
เฝ้ามองสักพัก โดเรียนก้มศีรษะลงพลางเปล่งภาษาคนยักษ์
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย…”
หลังจากท่องจบ มันเดินกลับมานั่งบนโซฟากลางห้อง รอคอยให้พระจันทร์เต็มดวงและเข้าสู่ช่วงเวลาที่พลังวิญญาณเข้มข้นที่สุด
ในเวลาเดียวกัน ณ วังโบราณเหนือสายหมอกสีเทา ไคลน์ที่คอยอยู่บนเก้าอี้เดอะฟูลทำการกวักมือเสกกระดาษคน
กระดาษคนแผ่นดังกล่าวอัดแน่นด้วยพลังของปราสาทต้นกำเนิด จากนั้นก็ลอยผ่านจุดแสงการสวดวิงวอนของโดเรียนและประทับร่าง
ระหว่างนี้ ไคลน์จงใจซ่อน ‘เอฟเฟกต์’ และปล่อยให้ ‘เทวทูต’ โอบกอดโดเรียนอย่างเงียบงัน
มันรู้สึกว่าหากมิสเตอร์ฟูลสำแดงอิทธิฤทธิ์ท่วมท้นเกินไป นั่นอาจทำให้สมาชิกตระกูลอับราฮัมตกใจกลัว จึงเลือกที่จะลงมือเงียบๆ
ช่วงเวลาแห่งการรอคอยนั้นทุกข์ทรมานเสมอ โดเรียนหยิบนาฬิกาพกออกมาตรวจสอบเวลาเป็นครั้งคราว จะได้ทราบว่ายังเหลือเวลาอีกกี่นาทีก่อนที่พระจันทร์สีแดงจะทำให้พลังวิญญาณบนโลกเอ่อล้น – สิ่งนี้สามารถคำนวณได้ด้วยความรู้เชิงศาสตร์เร้นลับ
จนกระทั่งใกล้รุ่งสาง โดเรียนงอตัวโดยสัญชาตญาณ หวังต้านรับความเจ็บปวดที่จะมาพร้อมคำสาป
ทว่า เวลากลับผ่านไปด้วยความเงียบเชียบ ปราศจากเสียงเพรียกทำลายโสตประสาทโดยสิ้นเชิง
ขณะแสงจันทร์สีแดงเข้มส่องลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาอาบร่างของโดเรียน มันยืนขึ้นด้วยอาการมึนงงพลางพบว่าบรรยากาศรอบตัวอยู่ในความสงบสุข เงียบงัน และผ่อนคลายโดยสิ้นเชิง ปราศจากสิ่งผิดปรกติทั้งปวง
โดเรียนมองออกไปนอกหน้าต่างและได้พบกับพระจันทร์สีแดงอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง สง่างาม อ่อนโยน และชวนฝัน ราวกับกำลังแขวนคล้อยอยู่ภายในใจมัน
เงียบงันอยู่สักพัก โดเรียนก้มศีรษะลงพลางหยิบนาฬิกาพกออกมา
“…” มันยกมือขวาขึ้นมาขยี้ตา จากนั้นก็ปิดหน้าเอาไว้เป็นเวลานาน
เคราสีขาวบนใบหน้าของมันกำลังเลอะคราบน้ำตาและน้ำมูก
………………………………………..
กรุงเบ็คลันด์ เขตเชอร์วู้ด บ้านเลขที่สองสอง ถนนปรารถนา โรงแรมแฮตทริก
โดเรียน·เกรย์·อับราฮัมเจ้าของไหล่กว้างและต้นแขนล่ำ เดินกระสับกระส่ายไปมาภายในห้องมาได้สักพัก มันกำลังรอให้ศิษย์ของตน ฟอร์ส แวะเข้ามาเยี่ยม
ไม่ว่าจะเตรียมใจไว้ดีแค่ไหน มันอดไม่ได้ที่จะประหม่าและตื่นกลัวในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับคำตอบ
ผ่านไปนานแค่ไหนก็มิอาจทราบ เสียเคาะประตูดังขึ้นเป็นชุด
โดเรียนตั้งใจฟังจังหวะสักพักก่อนจะถอนหายใจยาว มันเดินไปที่ประตู บิดด้ามจับและดึงเข้าหาตัว
ด้านนอกประตูมีสตรีเจ้าของผมสีน้ำตาลหยักศกเล็กน้อย แต่งกายในเดรสยาวสีเข้มและแว่นกันแดด
โดเรียนมองไปด้านหลังฟอร์สตามสัญชาตญาณ เมื่อยืนยันว่าไม่มีใครจ้องมาทางพวกตน มันหลีกทางให้ศิษย์ของตนผ่านเข้าไป
ขณะเดียวกัน มันชำเลืองไปทางฟอร์สและพบว่าอีกฝ่ายไม่ได้พกสัมภาระมาด้วย
โดเรียนถอนสายตากลับและเดินไปยังกลางห้อง นั่งลงและชี้ไปยังโซฟาฝั่งตรงข้าม
“เชิญนั่ง”
ฟอร์สถกชายกระโปรงขึ้นอย่างเป็นกันเอง นั่งและทักทาย
“อรุณสวัสดิ์ค่ะอาจารย์”
โดเรียนไม่รีบร้อนเข้าประเด็น ไตร่ตรองสักพักก่อนจะถาม
“พวกคุณฆ่าโบทิสได้แล้วจริงหรือ”
“ค่ะ” ฟอร์สหยิบกล่องบุหรี่โลหะทรงยาวที่ดูหรูหราออกจากกระเป๋าและเปิดฝาให้เห็นด้านใน
สิ่งที่ถูกบรรจุไว้คือดวงตาคู่หนึ่งซึ่งอัดแน่นไปด้วยความกลัวเหนือพรรณนา ราวกับได้เห็นสิ่งที่น่าสะพรึงจากก้นบึ้งก่อนตาย
โดเรียนเตรียมใจไว้แล้ว เตรียมใจที่จะเผชิญชะตากรรมการถูกศิษย์ทรยศและเกิดเหตุนองเลือดเหมือนในอดีต แต่กลับต้องผิดคาดเมื่อศิษย์ของตนผู้ไม่ถือสัมภาระ ทำการหยิบกล่องบุหรี่ออกมาเพียงใบเดียว
โดเรียนเข้าใจว่าสิ่งที่อยู่ภายในกล่องคงจะเป็น ‘ข้าวของ’ ของโบทิสซึ่งเป็นตัวแทนคนตาย แต่ความเป็นจริงกลับน่าตกตะลึงยิ่งกว่านั้น
นี่คือซากศพของโบทิส แถมยังเหลือชิ้นน้อยกว่าลูอิส·เวย์นเสียอีก!
เหลือแค่ดวงตาคู่เดียว… สัมผัสวิญญาณของโหราจารย์ยืนยันว่าสิ่งนี้คือดวงตาของโบทิส
เมื่อเห็นอาจารย์เงียบไป ฟอร์สอธิบายตามที่เตรียมมา
“ร่างกายของเขาเสื่อมสลายอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงดวงตาที่ยังเป็นชิ้นเป็นอัน”
หญิงสาวเว้นวรรค
“ดวงตาคู่นี้ยังมีความหวาดกลัวของโบทิสหลงเหลืออยู่ รวมถึงการปนเปื้อนจากกล่องวันวานด้วย เรียกได้ว่าเป็นวัตถุต้องสาปที่ทรงพลัง ฉันจึงไม่กล้าส่งไปหาคุณโดยตรง ไม่อย่างนั้นอาจเกิดเหตุร้ายขึ้นกับบุรุษไปรษณีย์จนเสียชีวิตโดยไม่รู้ตัว”
การกัดกร่อนจากกล่องวันวาน… โดเรียนพยักหน้ารับพลางถอนหายใจ
“ท้ายที่สุด… เจ้านั่นตายด้วยฝีมือกล่องวันวาน? โชคชะตาช่างเล่นตลก…”
สิ่งแรกที่โบทิสทำการขโมยหลังจากพาคนของชุมนุมแสงเหนือมาบุกถล่มคือกล่องวันวาน
ในชุมนุมย่อยที่มีขึ้นเพื่อแบ่งส่วนแบ่ง ฟอร์สได้ฟังรายละเอียดจากมาดามเฮอร์มิทและมิสจัสติสแล้ว ย่อมทราบถึงความอันตรายและยิ่งใหญ่ของการต่อสู้ที่ตนพลาดไป จึงไตร่ตรองสักพักก่อนจะพูด
“จะพูดแบบนั้นก็ไม่ผิด… แต่ก่อนที่จะถูกกล่องวันวานกัดกร่อน โบทิสคลุ้มคลั่งเรียบร้อยแล้ว”
โดเรียนไม่ประหลาดใจ เพียงกล่าวกับศิษย์ของตน
“เก็บไว้เถอะ มันเป็นส่วนแบ่งที่คุณสมควรจะได้รับ”
หลังจากฟอร์สปิดกล่องบุหรี่โลหะและเก็บไว้ในกระเป๋า โดเรียนเอนตัวมาข้างหน้าพลางประสานมือใต้จมูก
“โบทิสเป็นผู้ฝึกหัดที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น ใครจะไปคิดว่ามันจะตายในสภาพนี้…”
กล่าวจบ โดเรียนถอนหายใจพลางนึกทบทวนบางสิ่ง
ฟอร์สไม่ค่อยทราบรายละเอียดมากนัก จึงไม่กล้าพูดส่งเดช ทำได้เพียงจมอยู่กับความเงียบจนกระทั่งอารมณ์อาจารย์ของเธอกลับเป็นปรกติ
ราวสิบวินาทีถัดมา โดเรียนเอนหลังและพูด
“คุณย่อยโอสถนักบันทึกด้วยวิธีใด”
นี่ไม่ใช่เพียงการแสดงความเป็นห่วงศิษย์ แต่ยังทำไปเพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับแบ่งปันกับคนในตระกูล
สีหน้าฟอร์สพลันซับซ้อน ประหนึ่งกำลังนึกทบทวนใจสิ่งที่ไม่อยากจำ
“ส่วนใหญ่เป็นเพราะมีคนคอยช่วยเหลือ… ในแง่หนึ่ง ฉันมีโอกาสได้บันทึกพลังในระดับสูงมากมาย และในอีกแง่หนึ่ง ฉันถูกพาไปยังสถานที่ต่างๆ ตลอดหลายเดือนเพื่อบันทึกวัฒนธรรมที่แตกต่างกันและฉากวิวทิวทัศน์อันงดงาม…”
โดเรียนเงียบงันสักพักก่อนจะพยักหน้า
“ฟังดูไม่ง่ายเลยนะ…”
จากนั้นก็ถามต่อ
“เกอร์มัน·สแปร์โรว์?”
“ค่ะ” ฟอร์สไม่ปฏิเสธ
โดเรียนปิดปากเงียบอีกครั้ง จากนั้นก็ถามในอีกไม่กี่วินาทีถัดมา
“เขาต้องการทำธุรกิจอะไรกับเรา? หรือระบุให้ชัด เขากำลังปรารถนาสิ่งใด?”
ฟอร์สรวบรวมสมาธิก่อนจะตอบกระอักกระอ่วน
“เขาต้องการสูตรโอสถของจอมเวทท่องมิติ และอยากใช้กล่องวันวานเพื่อแลกเปลี่ยนกับสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ หนึ่งในสองชิ้นที่ตระกูลของอาจารย์ครอบครอง”
เป็นข้อเสนอที่ใจกว้างมาก ฟอร์สคิดว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์จะขอแลกเปลี่ยนกับสูตรโอสถและสมบัติปิดผนึก คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะยอมใส่กล่องวันวานเข้ามาในข้อแลกเปลี่ยนด้วย
แต่แน่นอนว่านั่นคือกรณีที่ตระกูลอับราฮัมเป็นอิสระจากคำสาป ลำพัง ‘คำมั่นสัญญา’ ยังไม่ใช่สิ่งที่รับประกันผลสำเร็จ
โดเรียนไม่แปลกใจกับเรื่องที่อีกฝ่ายขอแลกเปลี่ยนกับสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ มันเตรียมใจกับเรื่องนี้ไว้แล้ว แต่โดเรียนคาดไม่ถึงกับอีกหนึ่งเงื่อนไข เพราะอันที่จริง ตระกูลอับราฮัมในปัจจุบันแทบไม่มีสิ่งใดดึงดูดสายตาครึ่งเทพได้เลย
มันขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เขาต้องการสูตรโอสถจอมเวทท่องมิติไปทำอะไร?”
“ฉันเองก็ไม่ทราบ” ฟอร์สตอบเถรตรง
โดเรียนยืนขึ้นพลางเดินวนเวียน
ทันใดนั้น มันชะงักฝีเท้าและหันมาจ้องฟอร์ส
“ผมอยากพบเขาเป็นการส่วนตัวก่อนตัดสินใจ”
“ตกลงค่ะ” ฟอร์สรับปากโดยไม่ลังเล
โดเรียนถอนหายใจโล่งอก เตรียมส่งศิษย์กลับไปและกินยาที่เตรียมไว้
มันเลือกเวลานัดพบเป็นตอนนี้เพราะคำนวณแล้วว่าคำสาปสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ หากมีเหตุไม่คาดฝัน ศัตรูจะหมดสิทธิ์สื่อวิญญาณของตนด้วยประการทั้งปวง
แต่เมื่อฟอร์สลุกขึ้น หญิงสาวมิได้เดินไปทางประตู แต่ยืนอยู่ในจุดเดิมพลางเหยียดแขนจับอากาศ
แขนของหญิงสาวทรุดลงทันที จากนั้นก็ดึงร่างที่แต่งกายด้วยเสื้อนอกสีดำและหมวกผ้าไหมออกมา
ร่างดังกล่าวมีผมสีดำตาสีน้ำตาล ใบหน้าชัดลึกเย็นชา ไม่ใช่ใครนอกจากเกอร์มัน·สแปร์โรว์
ดวงตาเกอร์มัน·สแปร์โรว์กลอกไปมาเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนจากท่าทีแข็งทื่อเป็นมีชีวิตชีวา
“อาจารย์ เขามาแล้ว” ฟอร์สแนะนำหน้าขรึม “นี่คือเกอร์มัน·สแปร์โรว์”
พฤติกรรมดังกล่าวทำให้โดเรียน·เกรย์·อับราฮัมอ้าปากค้าง ตอบสนองไม่ถูกไปชั่วขณะ
แม้ว่ามันจะเป็นคนของตระกูลโบราณที่ถือครองความรู้มากมาย แต่ก็ยังมีหลายสิ่งที่มันจินตนาการไม่ได้ด้วยประสบการณ์ของผู้วิเศษลำดับเจ็ด
หลังจากย้ายจิตใต้สำนึกเสร็จ ไคลน์สอดมือเข้าไปในเสื้อและหยิบนาฬิกาพกสีทองออกมา
เป๊าะ! มันเปิดฝาตรวจสอบ จากนั้นก็กล่าวกับโดเรียนอย่างไร้อารมณ์
“คุณมีเวลาสามนาที”
…ตรงตามข่าวลือไม่มีผิด เย็นชา เย่อหยิ่ง และเสียสติ… โดเรียนไม่กล้าปล่อยเวลาให้สูญเปล่า รีบเข้าประเด็นทันที
“อยากฟังเหตุผลที่ผมต้องเชื่อคำมั่นสัญญาของคุณ”
ขณะปิดนาฬิกาพก ไคลน์สอดกลับเข้าไปในเสื้อและพูด
“อันที่จริง ผมทราบรายละเอียดของพิธีกรรมที่จะทำให้มิสเตอร์ประตูกลับมาได้”
ดวงตาโดเรียนส่องประกายทันที ขณะเตรียมถามต่อ มันได้ยินเกอร์มัน·สแปร์โรว์กล่าวเสียงเย็น
“แต่ผมไม่คิดจะทำแบบนั้น”
“ทำไมกัน…?” โดเรียนและฟอร์สต่างฉงน แต่คนหนึ่งกล้าถาม ส่วนอีกคนไม่
ไคลน์มองออกไปนอกหน้าต่าง
“คุณรู้จักการกัดกร่อนจากอวกาศไหม”
เมื่อเอ่ยถึงความรู้เกี่ยวกับอวกาศ ตระกูลอับราฮัมย่อมยืนหนึ่งหากไม่นับเทพแท้จริงและเทวทูต ไคลน์เชื่อว่าประเด็นดังกล่าวต้องถูกบันทึกไว้ในตำราของตระกูลไม่มากก็น้อย
โดเรียนรวบรวมความคิด
“ทราบ”
“ผมสงสัยว่ามิสเตอร์ประตูจะถูกอวกาศกัดกร่อนโดยสมบูรณ์แล้ว” ไคลน์อธิบายฉะฉาน “สำหรับคำมั่นสัญญาที่จะขจัดคำสาป… วิธีของผมสามารถลงมือได้ในทันที แต่คุณอาจไม่อยากทำก็ได้ และมันก็ไม่ได้ช่วยขจัดคำสาปโดยสมบูรณ์”
“วิธีอะไร?” โดเรียนถามพลางข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน
สีหน้าไคลน์แปรเปลี่ยนเป็นขึงขัง
“คุณและตระกูลต้องเปลี่ยนความศรัทธามายังเทพที่ผมนับถือ ด้วยวิธีดังกล่าว ในยามที่พระจันทร์เต็มดวงหรือจันทราโลหิตปรากฏ พวกคุณทุกคนจะได้รับพรที่ช่วยให้รอดพ้นจากคำสาป”
หลังจากย่อยโอสถปราชญ์โบราณเสร็จสมบูรณ์ ไคลน์ไม่ต้องเสียเวลาดึงคนเข้ามาในมิติหมอกเพื่อหลีกเลี่ยงเสียงเพรียกจากมิสเตอร์ประตูอีกต่อไป มันสามารถใช้ ‘อ้อมกอด’ เทวทูตกับทุกคนได้อย่างสะดวกสบาย สิ่งเดียวที่มันกังวลคือการที่ตระกูลอับราฮัมอาจมีสมาชิกมากเกินไปจนตนช่วยเหลือได้ไม่ทันเวลา หรือไม่ก็พลังวิญญาณหมดเสียก่อน
“…เทพของท่านเป็นใคร” โดเรียนเงียบไปสักพักก่อนจะถาม
ไคลน์ข่มความอายพร้อมกับกล่าวเสียงขรึม
“มหาเดอะฟูล”
“เดอะฟูล… คุณเป็นคนของตระกูลอันทีโกนัส?” โดเรียนพยายามเชื่อมต่อข้อมูล
ไคลน์ส่ายหน้า
โดเรียนเงียบไปอีกครั้ง แต่หลังจากพิจารณาว่าตนมีเวลาไม่ถึงสามนาที มันรีบถาม
“ถ้าเราเชื่อในตัวตนดังกล่าว พวกเราจะรอดพ้นจากปัญหาที่มาพร้อมคำสาปได้ใช่ไหม?”
ในฐานะสมาชิกของตระกูลเก่าแก่ มันทราบดีว่าการศรัทธาในตัวตนลึกลับเป็นเรื่องอันตรายมากเพียงใด จึงกังวลว่าพวกตนอาจหลบหลีกปัญหาจากมิสเตอร์ประตูได้ก็จริง แต่ก็ต้องเผชิญกับปัญหาใหม่แทน
ไคลน์ตอบเสียงเย็น
“นี่เป็นแค่วิธีชั่วคราว ผมจะหาวิธีที่ยั่งยืนให้พวกคุณในภายหลัง”
โดเรียนพยักหน้าก่อนจะกล่าว
“ผมจะพยายามศรัทธาในเทพของคุณ และจะมอบสูตรโอสถจอมเวทท่องมิติให้คุณ หากปัญหาถูกขจัดได้จริงแม้จะเป็นเพียงชั่วคราว พวกเราค่อยมาแลกเปลี่ยนสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์กัน”
มันคิดจะใช้ตัวเองเป็นหนูทดลองไปก่อน จึงยังไม่มีแผนจะบอกกับสมาชิกคนอื่นในระยะนี้ โดยจะรอให้เกอร์มัน·สแปร์โรว์ค้นพบวิธีที่ยั่งยืนเสียก่อน หรือไม่ก็ค่อยบอกในตอนที่สถานการณ์เริ่มวิกฤติสุดขีด
“ตกลง” ไคลน์หยิบปากกาและกระดาษออกจากกระเป๋า จากนั้นก็เขียนพระนามเต็มอันทรงเกียรติของเดอะฟูล
สำหรับโดเรียน มันใช้บอลคริสตัลในการดึงความทรงจำเพื่อเขียนสูตรโอสถจอมเวทท่องมิติ
แลกเปลี่ยนเสร็จ ไคลน์ชำเลืองอ่านวัตถุดิบเสริมและพิธีกรรม
“วัตถุดิบเสริม: หนอนดวงดาวหนึ่งตัว หนอนกาลเวลาหนึ่งตัว และหนอนวิญญาณหนึ่งตัว”
“พิธีกรรมเลื่อนลำดับ สร้างตำนานไว้บนสถานที่เก้าแห่งนอกโลก”
……………………………………
สายเกินไป? หลังจากหัวใจไคลน์หล่นไปอยู่ตาตุ่ม มันสัมผัสได้ว่ากล่องวันวานในมือเกิดการสั่นสะเทือนรุนแรง
มันรีบก้มมองและพบว่าผิวประตูของวิหารกระดูกที่หดกลายเป็นของเล่น ทยอยเปล่งแสงสว่างทีละเส้น จนกระทั่งกะโหลกสีขาวและใบหน้าบิดเบี้ยวทยอยมีชีวิตชีวาขึ้นมากะทันหัน
วิหารกระดูกของอาดัมทรงพลังขนาดนี้เชียว? แค่ประตูบานเดียว 0-61 ก็ยังทำอะไรไม่ได้? โดยไม่มัวรีรอ ไคลน์รีบใช้ดาวแดงของเลียวนาร์ดในการระบุภาพโคมไฟถนนของบ้านเลขที่เจ็ด ถนนพินสเตอร์
ทันใดนั้น บานประตูฝังกะโหลกสีขาวและใบหน้าบิดเบี้ยวพลันกลับสู่โลกความจริง และบนชั้นหนึ่งของกล่องวันวานถูกแทนที่ด้วยถนนที่มีโคมไฟส่องสว่าง
ทันทีหลังจากนั้น ไคลน์เล็งไปยังอามุนด์ในวิหารกระดูกพลางตวัดมือขวาเปิดกล่องชั้นที่สองของ 0-61
ปัจจุบัน พาลีส·โซโรอาสเตอร์ไม่ได้อยู่ในสนามรบแล้ว ไคลน์สามารถย้ายอามุนด์ไปไว้สถานที่อื่นโดยปราศจากความลังเล
ชายหนุ่มระบุตำแหน่งปลายทางให้เป็นดินแดนดารา หวังให้อามุนด์ได้รับ ‘ความรัก’ จากทวยเทพทั้งเจ็ด แต่มันก็ไม่ทราบว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบสุ่มหรือไม่
ทันใดนั้นเอง บานประตูกลับคืนมายังวิหารกระดูก พร้อมกันกับการสลายตัวของอาคารสูงตระหง่านที่ซ้อนทับกับโลกความจริงบนบ้านเลขที่เจ็ด ถนนพินสเตอร์
การสลายตัวเกิดขึ้นอย่างเป็นระเบียบ เริ่มจากส่วนโดมตามด้วยส่วนโค้งและกำแพง ปิดท้ายด้วยเสาหินสีดำสนิท
สิ่งของที่ร่วงหล่นมิได้ตกกระทบพื้น แต่จะเลือนหายไปกลางอากาศ
อามุนด์ซึ่งยืนอยู่ด้านหน้าไม้กางเขนยักษ์เริ่มเลือนหายไปพร้อมกับวิหารกระดูกขนาดมหึมา ราวกับพวกมันเป็นเพียงสิ่งที่ ‘จินตนาการขึ้น’ และพร้อมจะถูกลบเลือนได้ทุกเมื่อ
แน่นอนว่าไคลน์ทราบดี นี่เป็นผลลัพธ์จากการที่อามุนด์ฉกฉวย ‘ช่องโหว่’ ของพลังในขอบเขต ‘จินตภาพ’ ซึ่งมาจากวิหารกระดูก ส่งผลให้สามารถเปลี่ยนร่างตัวเองให้กลายเป็นจินตนาการและหลบหนีออกจากเบ็คลันด์
บึ้ม!
เมฆหนาทึบโผล่ขึ้นกลางอากาศ ลูกบอลสายฟ้าขนาดเท่าบ้านพร้อมด้วยลำแสงสีเงินกระแทกใส่วิหารกระดูกและร่างอามุนด์ที่ยังไม่สลายไปโดยสมบูรณ์
รอยร้าวผุดขึ้นบนแว่นตาขาเดียว หมวกปลายแหลมที่เคยเด่นสง่าทรุดลง
อย่างไรก็ตาม เทวทูตกาลเวลาตนนี้มิได้ตื่นตระหนก แม้ใบหน้าจะกระตุกอย่างมิอาจควบคุม แต่มันยังคงรักษารอยยิ้มพลางถือเสาผลึกที่ก่อตัวจากแสงและเงา จากนั้นก็สลายตัวไปท่ามกลางทะเลแห่งแสงภายในวิหารกระดูก
วินาทีถัดมา วิหารสูงตระหง่านที่ฝังกระดูกขาวและใบหน้าบิดเบี้ยวพลันกลายเป็นเพียงวัตถุในจินตนาการ
เหลือเพียงบ้านเลขที่เจ็ด ถนนพินสเตอร์ตามเดิม แต่บนห้องนั่งเล่นมีร่องรอยขนาดใหญ่ถูกทิ้งไว้
ร่องรอยดังกล่าวดูคล้ายกับใครบางคนขดตัวนอนก่อนจะกลายเป็นเถ้าถ่าน
เป็นร่องรอยอันเกิดจากร่างโคลนอามุนด์จำนวนมหาศาลถูกฟ้าผ่า แต่แน่นอน ไคลน์ทราบว่าอามุนด์ร่างหลักหลบหนีไปได้สำเร็จ แถมยังบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ
และเมื่อฟื้นฟูตัวเองเสร็จ ราชาเทวทูตตนนี้ก็จะเหลือแค่พิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพเพื่อกลายเป็นร่างอวตารของ ‘ข้อผิดพลาด’ ทั้งปวง
หลังจากเราทำการสลับประตูหลักของวิหารกระดูก คนแรกที่สัมผัสได้และตอบสนองคือวายุสลาตัน… ดูเหมือนว่าเทพธิดาจะเสด็จเยือนไม่ได้จริงๆ … พระองค์ทำได้เพียงใช้สื่อกลางในการส่งพลังเล็กๆ น้อยๆ แต่ในกรณีที่อามุนด์เตรียมความพร้อม คงไม่สามารถสร้างอิทธิพลใดได้มาก…
…เรามัวแต่ยินดีที่หลบหนีจากอามุนด์สำเร็จ และมัวดีใจที่สามารถรอดพ้นกับดักในภายหลังได้ทั้งหมด แต่กลับกลายเป็นว่า ชายคนนั้นลงมือทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่โดยไม่มีใครรู้ตัวล่วงหน้า…
อามุนด์ย้ายความสนใจมาที่เบ็คลันด์ตอนไหน? อา… คงเป็นตอนที่เราบิดเบือนกฎแห่งธรรมชาติและเลือกเกิดในตำแหน่งอื่นได้ อามุนด์ตระหนักว่านั่นอาจเป็นคำบอกใบ้ของพาลีส·โซโรอาสเตอร์และเชื่อมต่อความสัมพันธ์ของเขากับเรา ลงเอยด้วยการเบนเป้ามายังตะกอนพลังลำดับหนึ่ง ก้อนสุดท้ายเพื่อกลายเป็นเทพแท้จริง…
เลียวนาร์ดไม่ได้อธิบายรายละเอียดในคำวิงวอนมากนัก เพียงระบุว่าการสำรวจขุมทรัพย์ตระกูลเจคอปเกิดปัญหา… การที่ผู้วิเศษลำดับหนึ่ง ซึ่งรู้จักอามุนด์ดีที่สุดไม่เอะใจถึงความผิดปรกติเลยและพลาดท่าติดกับดัก หมายความว่าอามุนด์ทำในสิ่งที่น่าทึ่งอีกครั้ง…
ฟู่ว… แม้ว่าเราจะพัฒนาตัวเองอย่างก้าวกระโดดหลังจากต่อสู้ชิงเหลี่ยมกับอามุนด์และเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ แต่ปัจจุบันก็ยังห่างไกลจากการเป็นมหาเทพนักต้มตุ๋นเหมือนกับหมอนั่น… เรียกได้ว่าเรายังอ่อนหัด…
หากอามุนด์กลายเป็นลำดับศูนย์ ‘ข้อผิดพลาด’ เมื่อไร และถ้าหมอนั่นยังเดินดินได้ เราเจอเรื่องใหญ่แน่…
ไม่สิ เราต้องรีบค้นหาพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพของเส้นทางนักจารกรรม… อาจพบหนทางในการก่อกวนหรือทำลาย เราห้ามปล่อยให้อามุนด์เถลิงบัลลังก์เทพได้ง่ายดายเด็ดขาด…
แต่นี่อาจเป็นสิ่งที่อามุนด์เล็งไว้ก็ได้… พิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพของหมอนั่นอาจเป็นกับดักล่อให้เราไปเคาะประตูด้วยตัวเอง… ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์พ่นลมหายใจยาว
จากนั้นก็ส่งเสียงไปหาเลียวนาร์ดด้วยมาดของเดอะฟูล
“ไม่ต้องวิงวอนแล้ว”
…
ภายในวิหารนักบุญแซมมวล เลียวนาร์ดโผล่ขึ้นจากดินในสวนเพื่อเตรียมมุ่งหน้าเข้าไปในห้องโถง แต่ทันใดนั้นก็ได้ยินคำสั่งจากเดอะฟูล
ไม่ต้องวิงวอนแล้ว… เลียวนาร์ดลดความเร็วพลาดทวนคำ
มันเดินช้าลงเรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดลงข้างเสาหิน จากนั้นยกแขนขึ้นมาปิดหน้า
ทันใดนั้นเอง เสียงค่อนข้างชราดังขึ้นภายในใจ
“เจ้ามัวเศร้าโศกเรื่องใด? ข้ายังไม่ตาย!”
“อะ…?” เลียวนาร์ดลดมือลงก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ “ตาแก่… คุณยังไม่ตาย?”
ดวงตาของมันเริ่มแดงระเรื่อ
“เจ้าพูดอะไรออกมา!” เสียงของพาลีส·โซโรอาสเตอร์กำลังอ่อนแออย่างชัดเจน “แฮ่ม… สรุปโดยสั้น ข้าตายไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ยังไม่ร่วงหล่นโดยสมบูรณ์”
เลียวนาร์ดถอนหายใจยาวก่อนจะรีบเหลียวซ้ายแลขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีใครหันมาสนใจ มันหรี่เสียงถาม
“คุณหลอกอามุนด์สำเร็จ?”
“เรียกว่าหลอกก็คงไม่ถูกนัก” พาลีส·โซโรอาสเตอร์ถอนหายใจ “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สิ่งที่ข้าคิดคำนึงบ่อยที่สุดคือจะทำอย่างไรหากร่างต้นของอามุนด์ตามหาข้าพบ หลังจากทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้าได้ ‘สร้าง’ วิชาหนึ่งขึ้นมา ช่วยให้หลังจากร่างหลักตาย ข้ายังสามารถคืนชีพในร่างโคลน แต่ก็จะสูญเสียตะกอนพลังลำดับ 1 และถูกลดขั้นลงอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง… หึหึ… ข้าเองก็มิได้ล้าหลังอย่างที่เจ้านั่นพูด”
“กล่าวอีกนัยหนึ่ง อามุนด์ฆ่าคุณไปแล้วหนึ่งครั้งและช่วงชิงตะกอนพลังลำดับ 1 สำเร็จ ส่วนคุณก็คืนชีพในร่างลำดับ 2?” เลียวนาร์ดพอจะมองเห็นภาพรวมของเหตุการณ์ แต่ก็ยังถามหาการยืนยัน
พาลีส·โซโรอาสเตอร์ถอนหายใจและตอบ
“ก็ทำนองนั้น และอันที่จริง ใช่ว่าอามุนด์จะไม่สังเกตเห็น เจ้านั่นไม่ได้พยายามยับยั้งในตอนที่ข้าโยนเจ้าออกจากวิหารกระดูก… อามุนด์แค่ต้องการให้ข้าอยู่ต่อไปอย่างมีความหวัง เพื่อจะมอบความสิ้นหวังโดยสมบูรณ์ให้ข้าในการเผชิญหน้าครั้งถัดไป… หากไม่เพราะหวังเช่นนั้น ข้าคงไม่ถูกอามุนด์เพ่งเล็งเร็วขนาดนี้แน่ เรื่องราวจะต่างออกไปหากข้าดูดซับตะกอนพลังจากขุมทรัพย์ตระกูลเจคอปเสร็จสมบูรณ์…”
เลียวนาร์ดโพล่งขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“ตาแก่… คุณผลักผมออกจากวิหารกระดูกเพราะในตัวมีร่างโคลนอยู่?”
พาลีสพ่นลมหายใจ
“แล้วยังเป็นเพราะอะไรได้อีก? เจ้าคิดว่าข้าเอ็นดูเหมือนหลานคนหนึ่งหรือไง?”
“…ไม่เหลือร่างโคลนอื่นแล้วจริงหรือ” เลียวนาร์ดพึมพำ
พาลีสครางต่ำ
“อามุนด์ถึงกับโกหกร่างโคลนตัวเอง… ยอมรับว่าครั้งนี้ข้าแพ้เต็มประตู”
หากไม่ใช่เพราะพาลีสทราบจากร่างโคลนอามุนด์ที่เคยดูดกลืนเข้าไปว่า อามุนด์ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับขุมทรัพย์ตระกูลเจคอปเลย พาลีสคงระมัดระวังมากกว่านี้และน่าจะเตรียมพร้อมรับมือในกรณีที่อามุนด์อาจโผล่หน้าออกมา
นั่นคือสาเหตุสำคัญที่สุด ส่วนเรื่องเกี่ยวกับบรรพบุรุษตระกูลเจคอปหรือเรื่องที่ไคลน์·โมเร็ตติกำลังเล่นไล่จับกับอามุนด์บนดินแดนเทพทอดทิ้ง ปัจจัยเหล่านั้นไม่ใช่สาเหตุที่พาลีสตัดสินใจลงมือ
เลียวนาร์ดไตร่ตรองสักพักก่อนจะกล่าวอย่างผ่อนคลาย
“ตาแก่… ไม่ว่ายังคงคุณก็คงติดกับดักขุมทรัพย์เจคอปเข้าสักวัน การเอาตัวรอดมาได้ถือเป็นเรื่องดีแล้ว”
“ก็ไม่เชิง” พาลีสตอบโต้ “หากข้ามีลางสังหรณ์ว่าอันตรายร้ายแรงกำลังจะเกิดขึ้น ข้าก็ไม่ลังเลเลยที่จะเลือกเป็นเทวทูตของเทพแท้จริงสักตน… เมื่อมีพรจากพระองค์คอยคุ้มครอง การไปเยือนขุมทรัพย์ตระกูลเจคอปก็จะปลอดภัยมากขึ้น เฮ่อ… เคยคิดไว้ว่าถ้าดูดซับตะกอนพลังเสร็จสิ้นและกลับไปเป็นลำดับ 1 เมื่อไร ข้าคงเลือกรับใช้เทพธิดารัตติกาล หรือไม่ก็เดอะฟูลของเจ้า หรือไม่ก็ยกเลิกการปรสิตเจ้าและกลับไปซ่อนตัวจากอามุนด์ตามเดิม”
กล่าวถึงตรงนี้ อารมณ์ของพาลีสทวีความซับซ้อน
ตาแก่วางแผนในหัวอย่างรัดกุม… ทำไมถึงเชี่ยวชาญการหลบภัยภายใต้ความคุ้มครองของทวยเทพนัก… เลียวนาร์ดถอนหายใจสักพักก่อนจะหันเหสมาธิไปยังเรื่องสำคัญที่สุด
“ตาแก่… หลังจากอามุนด์ช่วงชิงตะกอนพลังลำดับ 1 ของคุณสำเร็จ ทางนั้นจะเริ่มประกอบพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพเลยไหม?”
“ใช่” พาลีสตอบเสียงทุ้ม “สิ่งนี้หมายถึง อดีตเพื่อนร่วมงานของเจ้าและพวกเรา อย่างมากก็จะถูกรบกวนจากร่างโคลนระดับต่ำของอามุนด์ไปอีกสักพักใหญ่”
“พิธีกรรมมีข้อกำหนดอย่างไรบ้าง” เลียวนาร์ดซักไซ้
พาลีสเงียบไปสักพักก่อนจะตอบ
“แทนที่การเถลิงบัลลังก์เทพของคนอื่น”
กล่าวถึงตรงนี้ พาลีสขำจิกกัดตัวเอง
“เป้าหมายถัดไปของอามุนด์คือพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพอย่างแน่นอน ก่อนจะถึงตอนนั้น พวกเราจะได้ดื่มด่ำไปกับความสงบสุขสุดท้าย… เมื่อเจ้านั่นกลายเป็นเทพแท้จริง ในไม่ช้าก็เร็วคงหันกลับมาเล่นงานเจ้าและเดอะฟูลผ่านเจ้า… แม้ข้าจะสามารถทิ้งเจ้าและหนีไปก่อนได้ แต่อีกฝ่ายก็คงไม่ปล่อยให้ตะกอนพลังระดับเทวทูตรอดพ้นไปจากเงื้อมมือ… พยายามทำความเคยชินกับวิญญาณหายากตนนี้โดยเร็ว รีบย่อยโอสถและกลายเป็นครึ่งเทพ จากนั้นก็ถือครองสมบัติศักดิ์สิทธิ์และได้รับการโปรดปรานจากรัตติกาล”
สีหน้าเลียวนาร์ดเคร่งขรึมขณะพยักหน้า
จากนั้น มันพยายามมองหาสถานที่เงียบสงบเพื่อสวดวิงวอนแจ้งข่าวกับเดอะฟูล
…
ขโมยพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพของใครสักคน? คนเดียวที่ใกล้จะเถลิงบัลลังก์เทพคืออาดัม… คงดีไม่น้อยถ้าสองพี่น้องหันมาแว้งกัดกันเอง… ช่วงเวลาสงบสุขครั้งสุดท้าย… ได้แต่หวังว่าร่างโคลนที่อามุนด์ส่งมาก่อกวนเราจะไม่แข็งแกร่งจนเกินไป… หลังจากนี้คงต้องรีบหาเบาะแสของหมาป่าอสูรทมิฬให้พบโดยเร็ว… หวังว่าโดเรียนจะยอมรับข้อเสนอ… ไคลน์ถอนหายใจก่อนจะส่งตัวเองกลับสู่โลกจริง จากนั้นก็เดินตรงไปในความมืดโดยอาศัยความช่วยเหลือจากแสงตะเกียงในมือ
……………………
อามุนด์!
ผู้เย้ยเทพอามุนด์!
เลียวนาร์ดย่อมเคยเห็นชายตรงหน้า ไม่เพียงมันเคยเผชิญหน้ากับร่างโคลนนี้ แต่ยังเคยได้ฟังวีรกรรมความชั่วร้ายมากมายจากพาลีส·โซโรอาสเตอร์และชุมนุมทาโรต์
ทันใดนั้น สมองของเลียวนาร์ดแทบหยุดนิ่ง มีเพียงส่วนน้อยที่ยังสามารถประมวลผล
ริมฝีปากอามุนด์กำลังพึมพำพลางส่งเสียงเพรียกในระดับครึ่งเทพ
เสียงแล้วเสียงเล่าดังขึ้นในใจเลียวนาร์ดราวกับดังมาจากอามุนด์จำนวนมาก
“ประหลาดใจใช่ไหม? คาดไม่ถึงเลยล่ะสิ?”
“หลังจากพบว่าข้ามิอาจขโมยปราสาทต้นกำเนิดได้ในเวลาอันสั้น ข้าจึงเบนเป้ามายังเบ็คลันด์…”
“หากไม่ใช่เพื่อตบตาพวกเจ้า… ทำไมข้าต้องเสียเวลาเล่นเกมแมวจับหนูกับเจ้านั่นด้วย?”
“ข้าเชื่อว่าเจ้าทั้งสองคงยังติดต่อกัน…”
“เจ้านั่นคงเล่าให้ฟังว่าถูกข้าแกะรอยและทำลายแผนการของตน… ถึงขั้นวางกับดักไว้ที่ปลายทาง…”
“แต่นั่นก็แค่ร่างโคลนที่มีลำดับใกล้หนึ่ง…”
“เอาล่ะ พาลีส ข้าลืมบอกไปว่าในช่วงท้ายยุคสมัยที่สี่ ข้าแสร้งสวมรอยเป็นบรรพบุรุษของตระกูลเจคอปมาตลอด ในความเป็นจริง ข้าแอบกลืนกินเจ้านั่นมานานแล้ว เพื่อที่จะได้เห็นลูกหลานของมันเผยสีหน้าตื่นตระหนก จากนั้นก็แอบทิ้งขุมสมบัติไว้ในจุดที่ทูดอร์กลายเป็นจักรพรรดิโลหิต…”
“ข้าทิ้งพวกมันไว้เพราะเชื่อว่าจะต้องมีประโยชน์เข้าสักวัน นอกจากนั้นยังทิ้งร่างโคลนที่หลับใหลมานานนับพันปีเพื่อรอให้ใครบางคนมาเปิดกรุสมบัติ แถมยังไม่ได้แบ่งปันข้อมูลนี้กับร่างโคลนอื่น เพื่อไม่ให้ข้อมูลรั่วไหลออกไประหว่างทาง…”
“อา… การ ‘แบ่งปัน’ ข้อมูลในลักษณะนี้คือเทคนิคที่ข้าเป็นผู้คิดค้น พาลีส เจ้ายังล้าหลังอยู่มากทีเดียว…”
“เพื่อจะระบุตำแหน่งของเจ้า ข้าเฝ้ามองพวกมันทำลายกับดักและขโมยข้าวของอย่างใจเย็น จนกระทั่งเห็นร่างโคลนของเจ้าขโมยตะกอนพลังไปจากมือพวกมัน… ข้าเห็นร่างโคลนนั่นกลืนกินเข้าไปและทำการย่อย… หึหึ ในที่สุดความอดทนของข้าก็ถูกตอบแทน… ตอนนี้เจ้ากำลังคิดจะถ่วงเวลาเพื่อให้ ‘เทพเสด็จเยือน’ ใช่ไหม?”
สุ้มเสียงดังกล่าวดังกังวานซ้อนทับ ฉีกทำลายดวงวิญญาณเลียวนาร์ดจนเจ็บปวดรวดร้าว ร่างกายของมันพองตัวและหดกลับอย่างมิอาจควบคุม ส่งผลให้กระจุกขนสั้นสีดำผุดขึ้นบนใบหน้า ซี่โครงและสะโพกนูนขึ้นประหนึ่งเตรียมงอกแขนขาข้างใหม่
ลำพังเสียงเพรียกไม่กี่หนก็ทำให้เลียวนาร์ดใกล้คลุ้มคลั่งเต็มที ความเจ็บปวดแสนสาหัสแล่นไปทั่วร่างชนิดไม่มีทางรับมือ
นี่คือบุตรแห่งพระผู้สร้าง ราชาเทวทูต
ในเวลาเดียวกัน บ้านเลขที่เจ็ด ถนนพินสเตอร์เริ่มเกิดการเปลี่ยน เสาหินสีดำทยอยตั้งเรียงรายรอบบ้านจนกลายเป็นมหาวิหารสูงสง่า
ทุกต้นเสาของวิหารฝังไว้ด้วยโครงของสิ่งมีชีวิตหลากเผ่าพันธุ์ พวกมันเรียงชิดติดกันและใช้เบ้าตากระดูกจ้องมาทางเลียวนาร์ดผู้อ่อนแอในจุดใจกลาง ประหนึ่งกำลังดำเนินการพิจารณาคดี
อามุนด์ยืนอยู่หน้าไม้กางเขนสูงกว่าร้อยเมตรในส่วนลึกของวิหาร ยิ้มพลางจ้องหน้าเลียวนาร์ดซึ่งกำลังบิดเบี้ยว
“วิหารกระดูกแห่งนี้ไม่เลวเลยใช่ไหม? ข้าเพิ่งขโมยมาเมื่อไม่นานนี้เอง… ด้วยสิ่งนี้ ต่อให้พวกท่านทั้งหลายสัมผัสถึงความผิดปรกติและรีบใช้เทพเสด็จเยือน แต่ก็จะถูกถ่วงเวลาไว้ไม่ต่ำกว่าสามสิบวินาที… เท่านั้นก็เหลือเฟือ”
ขณะกล่าว อามุนด์ยกมือขึ้นมาจับกรอบแว่นบนใบหน้าเปื้อนยิ้ม
โสตประสาทของเลียวนาร์ดพลันได้ยินเสียง ‘ก๊อง’ เป็นเสียงที่ฟังดูล่องลอยราวกับดังมาจากจุดห่างไกล
เสียงดังกล่าวทำให้เสียงเพรียกที่กัดกร่อนดวงวิญญาณเลียวนาร์ดหยุดลงทันที ทุกสิ่งรอบตัวเงียบงันกะทันหัน
ในการมองเห็นของเลียวนาร์ด ลำแสงหนึ่งพุ่งออกจากร่างกายและควบแน่นกลายเป็นร่างอันบริสุทธิ์ซึ่งดูคล้ายเทวทูตไร้ปีก
ร่างดังกล่าวสูงกว่าร้อยเมตร ผิวกายส่องสว่างอย่างต่อเนื่องคล้ายกับบ่งบอกถึงกาลเวลา
ทันใดนั้นเอง ร่างเลียวนาร์ดถูกผลักด้วยพลังล่องหนจนลอยไปยังทางเข้าวิหารกระดูก
บนประตูมีใบหน้าโปร่งใสและบิดเบี้ยวโผล่ขึ้น ทำหน้าที่ตัดขาดภายในกับภายนอก ตัดขาดที่นี่จากโลกวิญญาณและโลกดารา
ก๊อง!
อีกหนึ่งเสียงระฆังดังขึ้น ใบหน้าโปร่งใสที่แฝงความเจ็บปวดพลันหยุดชะงัก
ร่างเลียวนาร์ดไม่ถูกกีดขวางอีกต่อไป ภายในระยะเวลาแสนสั้น มันพุ่งผ่านประตูหลักของวิหารกระดูกโดยไม่สัมผัสกับสิ่งใด
ทุกสิ่งในการมองเห็นกลับเป็นปรกติทันที เหนือท้องฟ้าสูงยังมีแสงสว่างอยู่เล็กน้อย โคมไฟถนนถูกจุดเรียบร้อยแล้ว ช่วยมอบความสว่างแก่บ้านเลขที่เจ็ด ถนนพินสเตอร์
ด้านนอกบ้านเงียบสงบและมืดมิด ไม่มีใครเดินผ่านไปผ่านมา
ตาแก่… เลียวนาร์ดเพิ่งได้สติกลับมา หัวใจของมันเต้นระรัวขณะเดินตรงไปข้างหน้าเพื่อกลับเข้าบ้าน
ทว่า ประตูของบ้านเลขที่เจ็ด ถนนพินสเตอร์กลับหนักอึ้งราวกับไม่สามารถเปิดได้อีกสักพัก
เมื่อถูกกีดขวางด้วยอุปสรรค สมองเลียวนาร์ดกลับมาทำงานเต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง มันรีบถอยหลังกลับและคิดหาวิธีช่วยตาแก่
ผ่านไปไม่กี่ก้าว มันหยุดเดินพลางก้มหน้าอย่างเคร่งขรึม จากนั้นก็ท่องเป็นภาษาคนยักษ์
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย…”
เลียวนาร์ดมั่นใจว่าอามุนด์ด้านในเป็นร่างหลัก และหากหวังจัดการกับร่างหลักของอามุนด์ ก็มีแต่ต้องขอความช่วยเหลือจากเทพเท่านั้น!
…
ขณะเดินถือตะเกียงท่ามกลางความมืด ไคลน์รีบส่งตัวเองเข้าสู่ช่องว่างประวัติศาสตร์ จากนั้นก็ถอยหลังสี่ก้าวเข้ามายังมิติเหนือสายหมอก
หลังจากได้ฟังคำวิงวอนของเลียวนาร์ด ไคลน์ซึ่งสมองตื้อเล็กน้อยในตอนแรกพลันได้สติ ราวกับเพิ่งตื่นจากการจำศีลและคลานออกจากเตียงนอนพร้อมกับถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัด
ร่างต้นของอามุนด์ไปโผล่ที่เบ็คลันด์… ร่างต้นอามุนด์ค้นพบเลียวนาร์ดและพาลีส… อามุนด์ขโมยวิหารกระดูกมาจากพี่ชายเพื่อถ่วงเวลาในการเสด็จเยือนของเทพ… หมายความว่าที่บอกว่าจะเล่นเกม ‘ใครจะจับหมาป่าอสูรทมิฬโคทาร์ได้ก่อนกัน’ ไม่ได้ทำไปเพื่อหวังผลแพ้ชนะมาตั้งแต่แรก ไม่สนใจที่จะเดิมพันด้วยซ้ำ เป้าหมายเดียวของเจ้านั่นคือการดึงดูดความสนใจของเราโดยทำให้เชื่อว่ามันพยายามเล็งขโมยปราสาทต้นกำเนิดในทุกลมหายใจ… กับดักในขุมทรัพย์ตระกูลเจคอป เป็นสิ่งที่อามุนด์วางไว้กว่าสองพันปีและเพิ่งถึงเวลาสุกงอมในตอนนี้… ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์ยกมือขวาขึ้นมาเสกบางสิ่งออกจากกองขยะ
0-61 กล่องวันวาน!
นี่ไม่ใช่แค่สมบัติปิดผนึกระดับ 0 แต่มันเป็นถึงสมบัติปิดผนึกของเส้นทางผู้ฝึกหัดซึ่งสามารถระดมพลังของปราสาทต้นกำเนิดเพื่อแสดงศักยภาพที่ให้สูงกว่าเดิมได้!
หากต้องเผชิญหน้ากับร่างหลักของอามุนด์ สิ่งนี้อาจมอบความหวังอันริบหรี่ให้พาลีส
ในเวลาเดียวกันผ่านจุดแสงสวดวิงวอน ไคลน์ยืนยันว่าเลียวนาร์ดยังไม่ถูกอามุนด์สิงร่าง จึงรีบออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงของเดอะฟูล
“รีบออกจากจุดเกิดเหตุและมุ่งหน้าไปยังวิหารของรัตติกาล… และอย่าลืมสวดวิงวอนถึงรัตติกาล”
เลียวนาร์ดย่อมไม่มีบทบาทในศึกระหว่างสุดยอดตัวตนซึ่งเป็นรองเพียงทวยเทพ หรือต่อให้ไคลน์ควบคุมปราสาทต้นกำเนิดในเชิงลึกและดึงศักยภาพของ 0-61 ออกมาได้ถึงขีดสุด แต่มันก็ไม่มั่นใจสักเท่าไร ได้แต่หวังว่าจะยื้อเวลาให้ถึงช่วงเวลา ‘เสด็จเยือน’
ด้านนอกบ้านเลขที่เจ็ด ถนนพินสเตอร์ เลียวนาร์ดกำลังได้ยินคำสั่งจากเดอะฟูล
มันผงะเล็กน้อยพลางมองไปทางประตูที่ปิดสนิท จากนั้นก็หันหลังกลับและใช้สันหมัดขวากระแทกฟันซี่หนึ่งอย่างแรง
โคลนมายาพรั่งพรูออกจากศีรษะของเลียวนาร์ดทันที ห่อหุ้มร่างกายมันหัวจรดเท้า
ทันใดนั้น คล้ายกับเลียวนาร์ดกลายเป็นตุ๊กตาโคลนและผสานเป็นหนึ่งเดียวกับผืนดิน
นี่คือดวงวิญญาณหายากที่มันซื้อมาจากชุมนุมผู้สันโดษแห่งชะตา เป็นวิญญาณที่ไม่มีตะกอนพลัง ความสามารถส่วนใหญ่มาจากโลกวิญญาณ
มันช่วยให้เลียวนาร์ดสามารถเดินทางใต้ดินได้ด้วยความเร็วระดับหัวรถจักรไอน้ำ
ขณะเลียวนาร์ดออกจากสนามรบ ไคลน์หยิบกล่องวันวานขึ้น จากนั้นก็ระดมพลังของปราสาทต้นกำเนิดพร้อมกับจ้องไปยังวิหารขนาดมหึมาสีดำสนิทที่มีโครงกระดูกซ้อนทับจำนวนมาก
วิหารแห่งนี้ปิดกั้น ‘ตาทิพย์’ จนไคลน์มองไม่เห็นสถานการณ์ด้านใน แต่พิจารณาจากแสงสว่างที่ส่องลอดผ่านกระจกหลากสี การต่อสู้คงไม่จบลงในอนาคตอันใกล้
ใช้พลังของ 0-61 เพื่อสับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมภายในกล่องกับวิหาร? ไม่ได้ แบบนั้นไม่ต่างอะไรกับอนุญาตให้อามุนด์ขึ้นมาบนปราสาทต้นกำเนิดโดยตรง… ลำพังชั้นบนสุดของกล่องวันวานไม่มีอำนาจพอจะผนึกมันแน่…
เปิดชั้นที่สองเพื่อย้ายบ้านเลขที่เจ็ด ถนนพินสเตอร์ไปยังสถานที่อื่น? แบบนั้นไม่ดีแน่… หากไปไกลจากกรุงเบ็คลันด์ ความช่วยเหลือจากทวยเทพก็ยิ่งช้าลงไปใหญ่ ถือเป็นสถานการณ์อันตรายสำหรับพาลีส…
ชั้นที่สาม? การเปิดมันอาจทำให้เจ้าของปราสาทต้นกำเนิดเปลี่ยนมือในพริบตา…
“…”
ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์ผุดไอเดียใหม่ นั่นคือการลดขนาดพื้นที่เป้าหมายให้เล็กลงและออกแรงเพื่อทำลาย!
อันดับแรก มันต้องการสับเปลี่ยนบริเวณประตูวิหารกับสภาพแวดล้อมในกล่องวันวาน
วิธีนี้จะช่วยให้ทวยเทพไหวตัวได้เร็วขึ้นและดำเนินการเทพเสด็จเยือนเร็วขึ้นด้วย!
พลังอันท่วมท้นหลั่งไหลเข้าไปในดาวแดงตัวแทนเลียวนาร์ดพร้อมกันกับที่ไคลน์เปิดกล่องชั้นบนสุด
บนโลกความจริง ณ บ้านเลขที่เจ็ด ถนนพินสเตอร์ ประตูวิหารที่ซ้อนทับกับโลกความเป็นจริงพลันสูญเสียแสงสว่าง
สถานการณ์ภายในและภายนอกวิหารกระดูกได้รับความกระจ่างแล้วบนดวงตาไคลน์
ต่อหน้าไม้กางเขนที่สูงราวร้อยเมตร อามุนด์ผู้แต่งกายในชุดคลุมสีดำ หมวกปลายแหลมและแว่นตาขาเดียว บรรจงเปิดประตูอย่างใจเย็น
มือข้างหนึ่งกำลังถือเสาผลึกที่สร้างจากแสงและเงา ภายในนั้นเต็มไปด้วยหนอนโชคชะตา คล้ายกับกระแสเวลาหยุดนิ่งโดยสิ้นเชิง
อามุนด์เงยหน้าขึ้นพลางแหงนมองยามค่ำคืนด้วยรอยยิ้มแฝงเลศนัย
…………………
ฟอร์สไม่ตกตะลึงกับคำขอของมิสเตอร์เวิร์ล เธอรีบตอบอย่างประหม่า
“ต…ตกลง… ว่าแต่คุณต้องการทำธุรกิจแบบไหน”
ในช่วงก่อนจะเริ่มภารกิจ เธอแลกเปลี่ยนกับอาจารย์ของเธอ โดเรียน·เกรย์·อับราฮัมอย่างต่อเนื่อง และภายใต้คำแนะนำจากมิสจัสติส ฟอร์สประสบความสำเร็จในการวางรากฐานธุรกิจให้เกอร์มัน·สแปร์โรว์
เดอะเวิร์ล ไคลน์กล่าวพลางยิ้ม
“ยังไม่ต้องบอกเขาว่าเป็นธุรกิจแบบใด แค่เกริ่นข้อเสนอของผมและรอดูท่าทีตอบสนอง”
“ข้อเสนอของคุณคือคำมั่นสัญญาว่าจะช่วยตระกูลอับราฮัมขจัดคำสาป?” ฟอร์สพยายามหาคำยืนยัน
ไคลน์พยักหน้าพร้อมกับชี้ไปทาง 0-61 บนโต๊ะทองแดงยาว
“หรือจะเป็นกล่องวันวานก็ได้”
สิ่งที่ใช้แลกเปลี่ยนกับสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ต้องไม่ธรรมดาแน่… ไม่ว่าจะเป็นจัสติสหรือแคทลียา พวกเธอต่างได้ข้อสรุป
แต่ฟอร์สสนใจคำมั่นสัญญาที่จะช่วยขจัดคำสาปมากกว่า นั่นเพราะเธอเคยลิ้มรสด้วยตัวเอง ย่อมทราบดีว่าตระกูลอับราฮัมน่าสงสารเพียงใด
หญิงสาวตอบเสียงขรึมโดยไม่ลังเล
“ตกลง”
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตตะวันตก ในห้องใต้ดินของบ้านหลังหนึ่ง
นักบุญมืดผู้ซ่อนตัวในเงา คิสม่า งอกขึ้นมาจากความมืดมิดด้านล่าง
มันหันศีรษะกะทันหันคล้ายกับได้ยินบางสิ่ง จากนั้น กล้ามเนื้อใบหน้าพลันกระตุก ไม่ใช่การกระตุกทั้งแผง แต่เป็นเพียงส่วนเล็กๆ อย่างไรก็ตาม จุดเล็กๆ ดังกล่าวทยอยผุดขึ้นจนเต็มแก้ม ดูน่าสยดสยองและพิสดารสุดขีด
ไม่กี่วินาทีถัดมา คิสม่าสวมสีหน้าเจ็บแปลบประหนึ่งผิวหนังถูกฉีกทำลาย เลือดเนื้อตามร่างกายยุบพองต่อเนื่อง ผสมผสานเข้ากับสีดำสนิท
มันทรุดคุกเข่าลงกับพื้นก่อนจะคลานไปยังหน้าแท่นบูชา จากนั้นก็คายอวัยวะและประกายแสงออกมา
นักบุญมืดแนบศีรษะลงกับพื้นอย่างสุดกำลังพลางพึมพำด้วยความบ้าคลั่ง
“โบทิสตายแล้วจริงๆ … จอมเวทลึกลับผู้ถือครองสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ถูกฆ่าอย่างง่ายดาย… ที่เกิดเหตุมีไพ่ทาโรต์… เฮอร์มิท… ศัตรูสองคนที่ลงมือจู่โจมเป็นนักบุญทั้งคู่… คนหนึ่งเป็นปราชญ์พิศวง ส่วนอีกคนเป็นจอมบงการ… องค์กรลับที่ศรัทธาเดอะฟูลและใช้ไพ่ทาโรต์แทนรหัส… เกอร์มัน·สแปร์โรว์… อะซิก·อายเกส…”
“…”
หลังจากพึมพำอย่างหยุดไม่ได้ นักบุญมืดหลั่งน้ำตาด้วยความเจ็บปวดเป็นทุกข์
“ผิดไปแล้ว… ข้าผิดไปแล้ว…”
…
ไม่กี่วันถัดมา ภายในห้องพักใกล้กับท่าเรือพริสต์
โดเรียน·เกรย์·อับราฮัมที่ปลอมตัว ได้รับจดหมายจากฟอร์สหลังจากส่งผ่านมาหลายทอด
มันตรวจสอบอย่างละเอียดและไม่พบปัญหา หลังจากยืนยันว่าไม่มีสัญญาณของความผิดปรกติ มันใช้มีดกรีดเปิดซองจดหมาย
จดหมายเริ่มด้วยการทักทายตามปรกติ จากนั้น ฟอร์สเขียนเข้าประเด็น
“…พวกเราสังหารนักบุญเร้นลับ โบทิส เรียบร้อยแล้ว นอกจากนั้นยังช่วงชิงสมบัติที่เขาพกพา”
“…” เดิมที โดเรียนคิดจะอ่านจดหมายอย่างคราวก่อนหนึ่งรอบ แต่ท้ายที่สุดกลับต้องชะงักอยู่กับประโยคดังกล่าว มันอ่านทวนหลายหนประหนึ่งหลงลืมว่าต้องอ่านต่อ
โดเรียนทราบดีว่าโบทิสแข็งแกร่งเพียงใด เพราะอีกฝ่ายเป็นถึงจอมเวทลึกลับ
แต่ในวินาทีนี้ ศิษย์คนใหม่ที่มันเพิ่งสอนได้ปีกว่าๆ กลับเล่าอย่างใจเย็นว่าโบทิสถูกเก็บแล้ว
เสียงในหัวโดเรียนมีเพียงคำว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ ‘โกหก’ และ ‘แผนลวง’ โดยอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่า ฟอร์สคงถูกชุมนุมแสงเหนือควบคุมตัวไปแล้ว
แม้แต่ในองค์กรใหญ่ ผู้วิเศษลำดับ 4 ถือเป็นขุมกำลังชั้นยอดและสมาชิกคนสำคัญ ไม่มีทางที่จะถูกฆ่าได้ง่ายดายเช่นนี้แน่!
ลูกกระเดือกโดเรียนขยับขึ้นลงก่อนฝืนใจอ่านจดหมายต่อ
“…พวกเรายังได้ครอบครองกล่องวันวาน… ฉันเชื่อว่าอาจารย์คงรู้จักดี…”
หลังจากอ่านจบอีกหนึ่งบรรทัด เปลือกตาโดเรียนกระตุกถี่ๆ มันรู้สึกราวกับกระดาษจดหมายในมือหนักอึ้งประหนึ่งหินยักษ์
แน่นอนว่ามันคุ้นเคยกับกล่องวันวานเป็นอย่างดี เพราะสิ่งนี้คือสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ของตระกูลอับราฮัม สัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ของพวกตน
…คนที่ถูกฆ่าคือโบทิสซึ่งพกพากล่องวันวาน… ความตกตะลึงของโดเรียนยังไม่หยุดลง เรื่องราวดำเนินไปไกลกว่าจินตนาการของมันมาก ขณะเดียวกัน โดเรียนเริ่มพบว่าคำบอกเล่าของศิษย์ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว เพราะโบทิสอาจตายด้วยน้ำมือของกล่องวันวานเอง
มันตระหนักดีว่าสมบัติปิดผนึกชิ้นดังกล่าวอันตรายมากเพียงใด!
ขณะเดียวกัน โดเรียนสังเกตเห็นวลีหนึ่ง:
“พวกเรา”
นี่คือครั้งแรกที่ฟอร์สจงใจเปิดเผยว่าเธอมีพวกพ้อง
แน่นอนว่าโดเรียนเดาได้นานแล้ว แค่ไม่ได้โพล่งออกไปตามตรง
อย่างที่คิด… โดเรียนถอนหายใจด้วยความอยากอ่านต่อ
“…เพื่อนคนหนึ่งของฉันต้องการแสดงความปรารถนาดีต่ออาจารย์ เขาเป็นคนที่ผลักดันให้ปฏิบัติการเด็ดหัวโบทิสเกิดขึ้น… เขาอยากทำธุรกิจกับคุณโดยยินดีที่จะแลกเปลี่ยนกับกล่องวันวาน หรือไม่ก็คำมั่นสัญญาว่าจะช่วยขจัดคำสาปของตระกูลอับราฮัม… เขาอยากทราบว่าอาจารย์สนใจหรือไม่… แน่นอนว่าเขาไม่รู้ที่อยู่ของอาจารย์ และฉันก็ไม่คิดจะบอก คุณสามารถปฏิเสธได้อย่างสบายใจ…”
คำมั่นสัญญาว่าจะช่วยขจัดคำสาป? โดเรียนอ่านข้าม ‘กล่องวันวาน’ และเอาแต่พึมพำในสิ่งที่มันปรารถนาโดยแท้จริง
หลังจากเคยติดต่อกันหลายครั้ง โดเรียนพอจะทราบอย่างคร่าวว่าคำสาปของตระกูลมีลักษณ์เป็นเช่นไร มันคือโศกนาฏกรรมอันแสนเศร้า เป็นความหวังสุดท้ายของใครบางคนที่นำพามาซึ่งหายนะ
คงไม่มีใครคาดคิดว่า บุคคลที่ทำให้ลูกหลานของตระกูลอับราฮัมคลุ้มคลั่งไปหลายชั่วอายุคน แท้จริงแล้วคือบรรพบุรุษที่พยายามร้องขอความช่วยเหลือจากพวกตน
ราวกับเป็นมุกตลกจากโชคชะตา
โดเรียนอาจไม่ทราบว่ามิสเตอร์ประตูตระหนักถึงผลลัพธ์ที่ตามมาหรือไม่ และไม่มีทางอธิบายความรู้สึกอันแสนซับซ้อนของตนให้ใครเข้าใจ แต่โดเรียนก็อดไม่ได้ที่จะมองหาวิธีช่วยมิสเตอร์ประตู เพราะนั่นจะช่วยให้คำสาปของตระกูลสิ้นสุดลง
วิธีนี้แทบไม่มีโอกาสทำสำเร็จ แต่สำหรับตระกูลอับราฮัม ประกายความหวังแค่นี้ก็นับว่าเพียงพอ เพราะจุดแสงมักสว่างจ้าในความมืดเสมอ
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ โดเรียนพับกระดาษจดหมายพลางยิ้มขื่นขม
“ความปรารถนาดี… ความปรารถนาดีนี่แหละน่ากลัวที่สุด…”
หลังจากพึมพำกับตัวเอง มันปิดปากเงียบอีกครั้ง สีหน้ามืดมนและหัวใจเต็มไปด้วยความลังเล
ก๊อง!
นาฬิกาแขวนผนังดังขึ้นตามเวลา ปลุกโดเรียนให้ตื่นจากภวังค์
สีหน้าของมันทวีความเคร่งขรึม ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจได้
หลังจากยืนยันหัวใจตัวเอง โดเรียนผ่อนคลายลงทันที ถึงขั้นยิ้มออกมาได้
มันเผาจดหมายของฟอร์สทิ้ง จากนั้นก็เก็บกระเป๋าและมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟไอน้ำประจำท่าเรือพริสต์
มันกำลังจะไปที่นันวีลล์ ไม่ใช่เพื่อซ่อนตัว แต่เพื่อเตรียมการ
มันคิดจะมอบสมบัติประจำตระกูลและสูตรโอสถให้กับคนของตระกูลอับราฮัมซึ่งอาศัยอยู่ที่นั่น จากนั้นกลับมายังท่าเรือพริสต์ ถัดมา โดเรียนจะนัดพบกับศิษย์ของตน ฟอร์ส และบุคคลทรงพลังที่ต้องการแสดงความปรารถนาดี
เมื่อถึงเวลานั้น มันจะดื่มยาล่วงหน้าเพื่อให้ตัวเองได้รับคำสาปที่ฝังลึกเข้าไปในดวงวิญญาณ ขณะเดียวกันก็จะดื่มยาชนิดอื่นเพื่อประคองชีวิตเอาไว้ ด้วยวิธีนี้ ต่อให้มันถูกควบคุมจนมิอาจฆ่าตัวตาย แต่ก็จะตายในภายหลังอยู่ดีเพราะไม่ได้ดื่มยาแก้ เมื่อดวงวิญญาณแหลกสลายไป ข้อมูลสำคัญก็จะไม่รั่วไหล
สำหรับ ‘การเดินทาง’ ครั้งนี้ โดเรียนเดิมพันด้วยชีวิต
เพียงเพื่อโอกาสรอดอันแสนน้อยนิด โดเรียนยอมสละชีวิตของตัวเอง
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตเหนือ ชั้นใต้ดินของวิหารนักบุญแซมมวล
เลียวนาร์ดที่เพิ่งเสร็จการประชุมกับทูตพิพากษา จิตแห่งจักรกล และ MI9 กลับมายังห้องทำงานและนั่งลง
ทันใดนั้น เสียงค่อนข้างชราของพาลีส·โซโรอาสเตอร์ดังก้องในใจ
“ในที่สุดพวกเขาก็พบตำแหน่งของขุมทรัพย์ตระกูลเจคอปและเตรียมเข้าไปสำรวจ”
“หือ?” เลียวนาร์ดผงะเล็กน้อย ยากจะตอบสนองได้ทันท่วงที
ในการชุมนุมของผู้สันโดษแห่งชะตาคราวก่อน มันเพิ่งขายข้อมูลขุมทรัพย์ตระกูลเจคอปออกไป เนื่องจากไม่มีใครทราบว่าด้านในมีสิ่งใด ย่อมไม่มีใครอยากจ่ายแพงเพื่อซื้อข้อมูล เลียวนาร์ดจึงไม่ได้แลกเปลี่ยนกับเงินทอง แต่เป็นวิญญาณหายากบางชนิด
มันหรี่เสียงลงและถาม
“ตาแก่ คุณทราบได้ยังไง”
“หึหึ… แน่นอนอยู่แล้ว หนึ่งในร่างโคลนของข้ากำลังเฝ้าจับตามอง” พาลีส·โซโรอาสเตอร์ตอบเสียงขรึม “เจ้าไม่ประเมินเทวทูตเส้นทางนักจารกรรมต่ำไปหน่อยหรือ?”
เลียวนาร์ดขำแห้ง
“ตาแก่ พลังฟื้นฟูกลับมาหลายส่วนแล้วใช่ไหม? ถึงกับแบ่งตะกอนพลังไปให้ร่างโคลนได้”
“ตอนนี้คงอยู่ราวลำดับ 2” พาลีสพ่นลมหายใจ “หลังจากนี้อย่าเพิ่งออกไปไหน เจ้าต้องอยู่แต่ในวิหารเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน”
“คุณกลัวว่าจะมีกับดักในขุมทรัพย์?” เลียวนาร์ดถามครุ่นคิด
“ขุมทรัพย์ของเทวทูตเส้นทางนักจารกรรมจะไม่มีกับดักได้ยังอย่างไร?” พาลีสยังคงพ่นลมหายใจ “ขาเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่เพื่อความปลอดภัยที่มั่นคง การอยู่ในวิหารคือตัวเลือกที่ดีที่สุด”
เลียวนาร์ดพยักหน้าพร้อมกับหรี่เสียง
“ขอให้ทุกสิ่งผ่านไปอย่างราบรื่น… ตาแก่ คุณเคยสัญญาว่าถ้าได้ครอบครองตะกอนพลังลำดับ 2 คุณจะขโมยสมบัติปิดผนึกระดับ 1 สักชิ้นมาจากพวกเขาใช่ไหม?”
เลียวนาร์ดไม่ได้สนใจสิ่งของที่ขโมยมา แต่มันพูดเพื่อระงับความกระสับกระส่าย
“ไหนเจ้าเคยบอกว่าไม่ชอบการขโมย?” หลังจากจิกกัดเลียวนาร์ด พาลีสเงียบไปทันที คล้ายกับกำลังเพ่งสมาธิอยู่กับสถานการณ์ฝั่งขุมทรัพย์ตระกูลเจคอป
ราวหนึ่งชั่วโมงถัดมา มันถอนหายใจโล่งอกและเปล่งเสียงในหัวเลียวนาร์ด
“แม้จะเต็มไปด้วยกับดักและเหตุไม่คาดฝัน แต่พวกเขาก็ไปถึงเป้าหมายจนได้… หึหึ ข้าขโมยมาแค่ตะกอนพลังกับสมบัติปิดผนึก ที่เหลือถือว่าเป็นรางวัลของพวกเขา… อย่าเพิ่งรีบออกจากที่นี่ รอให้ข้าดูดซับตะกอนพลังเสร็จก่อน จะได้ไม่ต้องพะวงปัญหาที่อาจตามมา”
เลียวนาร์ดทำตัวผ่อนคลายด้วยการเอนหลังพิงพนัก ไขว่ห้างและอ่านหนังสือพิมพ์อย่างสบายใจ
ตกเย็น พาลีสกล่าวขึ้นอีกครั้ง
“เรียบร้อยแล้ว”
เสียงของมันเจืออารมณ์อันหลากหลาย และเนื่องจากอารมณ์เหล่านั้นซ้อนทับ เลียวนาร์ดจึงมิอาจระบุได้ชัดเจน
เมื่อพบว่าไม่มีปัญหา และคำนึงว่าตาแก่อาจต้องการใช้เวลาย่อยอีกสักพัก เลียวนาร์ดยืนขึ้นพลางลูบหน้าผาก เดินทางออกจากวิหารนักบุญแซมมวลมายังบ้านเลขที่เจ็ด ถนนพินสเตอร์
หลังจากเดินผ่านเฉลียง มันเห็นคนผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่บนโซฟา
อีกฝ่ายแต่งกายในชุดคลุมสีดำทรงโบราณและหมวกปลายแหลม ไขว่ห้างขวาทับซ้ายพลางอ่านหนังสือพิมพ์ด้วยความสบายใจ
คล้ายสัมผัสได้ว่าเลียวนาร์ดมาถึง มันเงยหน้าปรับแว่นตาขาเดียวข้างขวาและเผยรอยยิ้มยียวน
………………………
เหนือสายหมอกสีเทา ภายในวังโบราณ
เสาลำแสงสีแดงสว่างขึ้นก่อนจะก่อตัวเป็นร่างจำนวนหนึ่ง
เดอะสตาร์ เลียวนาร์ดชำเลืองไปรอบตัว จากนั้นก็หยุดสายตาที่กล่องอัญมณีสีเงินทึบเลี่ยมเพชรพลอยบนโต๊ะทองแดง
ถ้ามันจำไม่ผิด สิ่งนี้น่าจะเป็นสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ กล่องวันวานที่เดอะเวิร์ล ไคลน์·โมเร็ตติเน้นย้ำหลายครั้งในการชุมนุมย่อยคราวก่อน
นักบุญเร้นลับ โบทิส ได้รับมอบหมายให้ดูแลสมบัติปิดผนึกลำดับศูนย์ จริงๆ? แถมยังพกพามาด้วย? และถึงอย่างนั้น มาดามเฮอร์มิทกับมิสจัสติสก็ยังทำงานสำเร็จ? รูม่านตาเลียวนาร์ดเบิกกว้างเล็กน้อยด้วยความไม่เชื่อ
ในฐานะผู้วิเศษของทางการและหัวหน้าหน่วยหัวกะทิแห่งโบสถ์รัตติกาล มันคุ้นเคยกับสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ เป็นอย่างดี และทราบว่าสมบัติระดับนี้สามารถทำลายเมืองได้ทั้งเมือง หรือทำให้ผู้คนจำนวนมากเสียชีวิตอย่างมิอาจขัดขืน หากต้องเผชิญหน้า ไม่ใช่แค่ห้ามสัมผัส แต่ยังห้ามทำความเข้าใจ
เดิมทีเลียวนาร์ดเข้าใจว่า มาดามเฮอร์มิทกับมิสจัสติสจะทำการล่าถอยทันทีที่พบว่าอีกฝ่ายพกพาสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ จากนั้นค่อยคิดหาวิธีช่วยเหลือมิสเมจิกเชี่ยนในภายหลัง แต่กลับกลายเป็นว่า พวกเธอทำงานสำเร็จ แถมยังช่วงชิงสมบัติปิดผนึกดังกล่าวมาได้ด้วย!
พลัง ‘สำแดงความรู้’ ของมาดามเฮอร์มิทยอดเยี่ยมขนาดนั้นเชียว? หรือว่า ‘งานเลี้ยงแห่งการทรยศ’ ที่เธอเคยเล่าให้ฟังจะทำให้สมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ ทรยศเจ้าของได้จริง? หรือมิสเตอร์ฟูลยื่นมือเข้าไปแทรกแซงในระดับหนึ่ง? เลียวนาร์ดพึมพำกับตัวเองก่อนจะชำเลืองหาไคลน์·โมเร็ตติที่สุดขอบโต๊ะทองแดงยาวอีกฝั่ง มันพบว่าอดีตเพื่อนร่วมงานของตนค่อนข้างใจเย็น
ไคลน์มองไปรอบตัวและพูด
“ขอบแสดงความยินดีกับทุกคน การล่าประสบความสำเร็จเกิดคาด… นี่คือส่วนแบ่งทั้งหมด”
มันยกมือขวาขณะกล่าว ทำการควบแน่นข้อมูลศาสตร์เร้นลับให้กลายเป็นจุดแสงสีขาวซีด ภายในนั้นยังบรรจุความรู้จากทวีปตะวันไว้ด้วยเล็กน้อย รวมถึงตำนานนำพุสวนดอกท้อและหมากกระดานแห่งลั่นเกอ มันต้องการให้มาดามเฮอร์มิทช่วยยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความรู้ในเชิงศาสตร์เร้นลับหรือไม่ เป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริงไหม
“มาดาม… นี่คือรางวัลของคุณ” เดอะเวิร์ล ไคลน์ผลักแสงสีขาวลอยไปหามาดามเฮอร์มิท จากนั้นก็ชี้ไปทางกล่องวันวาน ตะกอนพลังจอมเวทลึกลับ กระเป๋าสัมภาระของนักท่องเที่ยว ดวงตาโบทิส หนอนดวงดาวเก้าตัว และอัญมณีกับวัสดุวิญญาณจำนวนหนึ่งบนโต๊ะ “นอกจากนั้นคุณยังจะได้สิทธิ์เลือกเป็นคนแรก”
หลังจากต่อสู้อย่างดุเดือดกับนักบุญเร้นลับ โบทิส และเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ แคทลียามีความมั่นใจและฮึกเหิมที่สมฐานะนักบุญ อันดับแรก หญิงสาวรับก้อนแสงความรู้และหลับตาลงเพื่อย่อยพวกมันในหัว
ในยุคสมัยที่สอง เทพบรรพกาลเชื่อว่าพระผู้สร้างต้นกำเนิดได้ทิ้งบางสิ่งไว้เบื้องหลัง อาจเป็นอาณาจักรซึ่งเกิดจากบางส่วนของพระองค์ หรือไม่ก็เป็นสิ่งที่พระองค์สร้างขึ้นด้วยตัวเอง…
สิ่งเหล่านี้มีทั้งหมดเก้าชนิด ประกอบด้วยทะเลแห่งความโกลาหล ปราสาทต้นกำเนิด แม่น้ำอันธการนิรันดร์ ดินแดนรกร้างแห่งความรู้ โลกเงามืด รังมารดา แคว้นแห่งความยุ่งเหยิง เมืองแห่งหายนะ และกุญแจแห่งแสง…
เทพสุริยันบรรพกาลมาจากสถานที่ที่เชื่อว่าเชอร์โนบิล…
ลำดับศูนย์ ของเส้นทางนักจารกรรมคือข้อผิดพลาด…
นิทานปรับปรามของจักรพรรดิโรซายล์อาจจะมาจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นจริง…
“…”
ขณะความรู้ศาสตร์เร้นลับกำลังคำรามในหัว เฮอร์มิท แคทลียา อดไม่ได้ที่จะมองไปทางเกอร์มัน·สแปร์โรว์
มีหลายสิ่งที่ทำให้เธอตกตะลึง ทั้งหมดช่วยให้แคทลียาเปิดประตูก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่โดยสิ้นเชิง!
เมื่อก่อนเราไม่เคยคิดถึงที่มาของมิสเตอร์ฟูล… แต่ตอนนี้เริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว… แคทลียาคาดเดาขณะปล่อยความคิดล่องลอย
เธอรีบควบคุมตัวเอง ไม่อยากครุ่นคิดกับมันมากนัก รวมถึงไม่อยากส่องความลับเข้าไปลึก
ด้วยกังวลว่าคำตอบที่ได้จะรุนแรงพอที่จะทำให้เธอคลุ้มคลั่งคาที่:
มิติเหนือสายหมอกคือหนึ่งในเก้าต้นกำเนิด และจุดประสงค์ของมิสเตอร์ฟูลคือการรวบรวมทั้งหมด…
หญิงสาวยกมือขวาขึ้นมาขยับแว่นบนสันจมูก บังคับให้สมองหันเหกลับมาสนใจ ‘เรื่องราว’ เล็กๆ ที่มิสเตอร์เวิร์ลถ่ายทอด พลางตัดสินใจว่า เธอจะย่อยโอสถให้เสร็จและลองสร้างเวทมนตร์ขึ้นจากพวกมันด้วยพลัง ‘สำแดงความรู้’
แต่แน่นอน แคทลียาเชื่อว่าไม่ใช่ทุกเรื่องราวจะประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งอาจเป็นสิ่งที่มนุษย์แต่งขึ้น ต้องไม่ลืมว่าข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงของแถมจากมิสเตอร์เวิร์ลที่อีกฝ่ายไม่รับประกันผล เพราะแม้แต่นิทานกล่อมเด็กจำนวนมากที่จักรพรรดิโรซายล์เล่าให้ราชินีเงื่อนงำฟัง ก็ยังมีแค่ส่วนน้อยที่สามารถนำมาใช้สร้างเวทมนตร์ได้จริง
หญิงสาวใช้เวลาสักพักก่อนจะดึงสติกลับมา จากนั้นก็กวาดสายตาไปบนโต๊ะทองแดงยาวเพื่อเตรียมเลือกส่วนแบ่งของตัวเอง
สิ่งที่สะดุดตามากที่สุดย่อมต้องเป็นกล่องวันวานรหัสศูนย์-61 อย่างไม่ต้องสงสัย ลำพังรูปลักษณ์ของกล่องอัญมณีสีเงินทึบเลี่ยมเพชรพลอยก็มากพอจะดึงดูดความสนใจไปจากทุกสิ่ง
สมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ ไม่ใช่ของแปลกหน้าสำหรับแคทลียา เพราะราชินีเงื่อนงำเองก็มีในครอบครองไม่ต่ำกว่าหนึ่ง และเป็นเพราะพวกมัน องค์กร ‘แก่นรุ่งอรุณ’ ของราชินีถึงได้กลายเป็นองค์กรลับที่ทัดเทียมนิกายมอสส์ซึ่งถือกำเนิดในช่วงต้นยุคสมัยที่สี่
ช่องว่างระหว่างนักบุญกับเทวทูตคือสิ่งที่มิอาจชดเชยได้ด้วยเวทมนตร์จากนิทานกล่อมเด็กเพียงอย่างเดียว
หากต้องการเป็นใหญ่เป็นโตในโลกผู้วิเศษ ถ้าเป็นเลื่อนลำดับเป็นเทวทูตลำดับ 2 ก็ต้องถือครองสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ อย่างไรก็ดี ไม่ใช่เพราะแคทลียาไม่ปรารถนากล่องวันวาน แต่เธอเป็นกังวลเกี่ยวกับคำบอกใบ้ที่มิสเตอร์ฟูลตักเตือนผ่านเดอะเวิร์ลตักเตือน ไม่ว่าจะผลข้างเคียงของมัน ความอันตรายในการเปิดกล่องชั้นที่สาม หรือการที่พลังพิเศษเป็นแบบเดาสุ่ม ทั้งหมดทำให้แคทลียาหวาดกลัว
แม้เธอจะมี ‘โชคชั่วคราว’ แต่ก็ยังขาดวิธีผนึกกล่องวันวานอย่างมีประสิทธิภาพ
หลังจากเค้นสมองขบคิดเป็นเวลานาน เฮอร์มิท แคทลียาชี้ไปทางผลึกชวนฝันและกล่าว
“ฉันเลือกตะกอนพลังจอมเวทลึกลับ”
ถ้าหาช่างฝีมือที่เก่งกาจได้ มันจะกลายเป็นสมบัติปิดผนึกชั้นเยี่ยมชนิดที่เธอสามารถทนรับผลข้างเคียงไหว และดูเหมือนว่าราชินีเงื่อนงำก็จะมีช่างฝีมือในระดับดังกล่าว อย่างไรก็ตาม มีโอกาสที่คำขอร้องของแคทลียาจะไม่ถูกตอบรับ
ขอแค่ได้พลังเทเลพอร์ตมาก็คุ้มค่าแล้ว… แต่เป็นถึงระดับจอมเวทลึกลับ คงไม่ได้มีดีแค่เทเลพอร์ตแน่… ต่อให้ผลข้างเคียงรุนแรง แต่เราก็สามารถขอร้องให้ราชินีป่นมันและสร้างใหม่ หรือแม้กระทั่งขายตะกอนพลังต่อให้มิสเมจิกเชี่ยน… ไม่สิ อาจารย์ของเธอบอกว่าจะเตรียมวัตถุดิบไว้ให้… แคทลียาหันไปพักหน้าให้เกอร์มัน·สแปร์โรว์เพื่อยืนยันคำตัดสินใจ
เลือกตะกอนพลังจอมเวทลึกลับ? ทันทีที่ได้ฟังคำตอบของเฮอร์มิท ฉากหนึ่งผุดขึ้นในหัวไคลน์
สตรีในชุดคลุมหัวสีดำลายม่วงใช้พลัง ‘บลิงค์’ อย่างต่อเนื่องจนเกิดภาพตกค้าง จากนั้นทั้งหมดก็จุดไม้ขีดไฟพร้อมกัน
หนูน้อยขายไม้ขีดไฟจะกลายเป็นกองทัพแม่มดขายไม้ขีดไฟทันที… เป็นนิทานกล่อมเด็กที่สยองขวัญชะมัด… เดอะเวิร์ล ไคลน์อดไม่ได้ที่จะกระตุกมุมปาก จากนั้นก็พยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงรับทราบ
“ตกลง… คุณได้สิทธิ์นั้น”
จากนั้นก็จ้องไปทางมิสเมจิกเชี่ยน
“ตาคุณเลือก”
“ต…แต่ฉันไม่ได้ทำอะไรเลย” ฟอร์สกล่าวด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
ไคลน์พ่นลมหายใจเยือกเย็น
“คุณเป็นเหยื่อที่สมบูรณ์แบบ”
“…” ฟอร์สตอบสนองไม่ถูกไปสักพัก แต่เธอสัมผัสได้ว่าเดอะสตาร์กำลังขำ
หญิงสาวเข้าใจเข้าเชื่องช้าก่อนจะสำรวจส่วนแบ่งบนโต๊ะทองแดงยาว
ว่ากันตามตรง เธอต้องการเลือกกล่องวันวาน เพราะมันคือสิ่งที่ถูกขโมยไปจากตระกูลของอาจารย์
เธอไม่คิดจะใช้เอง แต่จะคืนให้อาจารย์ทันที
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาว่าตนทำหน้าที่เป็นแค่เหยื่อล่อ ฟอร์สตระหนักว่าตัวเองไม่คู่ควรกับสมบัติชิ้นดังกล่าว
สมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ คือวัตถุหายากโดยแท้จริง แถมยังมีมูลค่าสูงและอันตรายมาก เธอตระหนักถึงความน่าสะพรึงของมันได้จากคำอธิบายของมิสเตอร์สตาร์ ฟอร์สค่อนข้างมั่นใจว่ากล่องวันวานมีมูลค่าสูงลิบชนิดที่ตะกอนพลังของนักบุญเทียบไม่ติด
ด้วยความคิดดังกล่าว เธอตัดสินใจหนักแน่นท่ามกลางสายตาจ้องมองจากเดอะเวิร์ล ฟอร์สสลัดความคิดฟุ้งซ่านและเลือกดวงตาของโบทิส
“พวกมัน”
เธอคิดจะนำดวงตาคู่นี้ไปให้อาจารย์เพื่อแจ้งข่าวว่าโบทิสตายแล้ว เป็นการสิ้นสุดความเคียดแค้นอันยาวนาน
นอกจากนั้น ดวงตาของโบทิสยังมีสรรพคุณในการเป็นสื่อกลางสร้างวัตถุต้องสาปหรือใช้คำสาปโดยตรง เรียกได้ว่าไม่แย่นัก
ไคลน์พยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่พยายามเปลี่ยนใจอีกฝ่าย เพียงจ้องไปทางกองอัญมณี วัตถุวิญญาณ และหนอนดวงดาวก่อนจะพูดเสียงเย็น
“คุณเสียกระดาษคนจันทราไปหนึ่งใบ เลือกหนึ่งในนี้เพื่อชดเชยความเสียหาย”
“ตกลง” ฟอร์สรับคำทันที
เนื่องจากยันต์และพิธีกรรมจำนวนมากของเส้นทางผู้ฝึกหัดล้วนเกี่ยวข้องกับอัญมณี ฟอร์สตัดสินใจเลือกอัญมณีไปบางส่วนและวัตถุดิบประกอบพิธีกรรมอีกเล็กน้อย
เสร็จจากนั้น ไคลน์หันไปมองมิสจัดจ์เมนต์
“ตาคุณ”
จัดจ์เมนต์ซิลเองก็ทราบดีว่าเธอไม่ได้ทำประโยชน์มากนัก และทราบดีว่าตนไม่มีปัญญาจะผนึกหรือทนรับผลข้างเคียงของกล่องวันวาน สายตาจึงมองผ่านศูนย์-61 หนึ่งไปยังกระเป๋าสีดำ
“ขอเลือกกระเป๋าสัมภาระของนักท่องเที่ยว”
ด้วยสิ่งนี้ เธอสามารถพกพาวัตถุขนาดใหญ่ไปไหนมาไหนได้ตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่นการควักปืนใหญ่ออกมายิงในช่วงเวลาวิกฤติ
สำหรับปัญหาเกี่ยวกับการ ‘บำรุงรักษา’ มิติซ่อนเร้น เธอคิดเผื่อไว้แล้ว อย่างน้อยเธอจะยังใช้กระเป๋าใบนี้ไปได้อีกหนึ่งปี และในอนาคตก็ยังอาจยืมสมบัติปิดผนึกเส้นทางผู้ฝึกหัดจากมาดามเฮอร์มิท หรือไม่ก็รอให้ฟอร์สกลายเป็นจอมเวทลึกลับ
ไคลน์พยักหน้ารับก่อนจะมองเลียวนาร์ด
“ตาคุณ”
เลียวนาร์ดไม่มากพิธี กวาดสายตาหนึ่งรอบพร้อมกับเคาะโต๊ะ
“หนอนดวงดาวสามตัว อัญมณียี่สิบเม็ด และวัตถุวิญญาณจำนวนหนึ่ง”
ทำไมเราถึงรู้สึกเหมือนกับถูกตำรวจ ‘รีดไถค่าคุ้มครอง’ … หลังจากรำพันจิกกัดเพื่อนรักนักกวี ไคลน์หันไปพูดกับมิสจัสติส
“ภารกิจคราวนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีและผมก็พอใจมาก แม้คุณจะได้รับค่าตอบแทนไปแล้ว แต่ผมจะให้สิทธิ์คุณเลือกเพิ่ม”
จัสติสออเดรย์มองเห็นความจริงใจจากคำพูดเดอะเวิร์ล โดยไม่เล่นตัว เธอเลือกหนอนดวงดาวหนึ่งตัวและวัตถุวิญญาณอีกจำนวนหนึ่ง
ถึงตรงนี้ ในฐานะผู้จ้างงาน เดอะเวิร์ล เกอร์มัน สแปร์โรว์ได้รับหนอนดวงดาวห้าตัว สมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ วัตถุวิญญาณหนึ่งในสาม และอัญมณีคุณภาพสูงอีกสามสิบเม็ด
มันยิ้มพลางหันไปจ้องฟอร์ส
“อย่าลืมบอกอาจารย์ของคุณเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย จะถือว่าเป็นความปรารถนาดีจากผมก็ได้ ผมแค่ต้องการทำธุรกิจกับพวกเขา”
……………………
บรรดาครึ่งเทพและผู้วิเศษในห้องต่างพากันพยักหน้าให้เลียวนาร์ด เป็นนัยว่าพวกมันเข้าใจสิ่งที่หน่วยหน้าหน่วยถุงมือแดงกำลังสื่อ
หนึ่งในทูตพิพากษายกมือขึ้นตั้งคำถาม
“กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้ที่ทิ้งไพ่ไว้ในจุดเกิดเหตุคือสมาชิกที่ลงมือ?”
“น่าจะเป็นเช่นนั้นครับ” เลียวนาร์ดไม่ฟันธง
ทูตพิพากษาคนเดิมพูดต่อ
“ถ้าอย่างนั้น ไพ่ทาโรต์ที่กองสุมบนตัวลาเนวุสหมายความว่าอย่างไร? ทำไมถึงไม่มีการเจาะจงผู้ลงมือ”
เลียวนาร์ดหยิบชอล์กขาวขึ้นมาเขียนชื่อลาเนวุสบนกระดานดำ จากนั้นก็วาดวงกลม
“ดังที่ผมเคยกล่าวไป ในช่วงไม่กี่ปีหลัง คดีเกี่ยวกับไพ่ทาโรต์เพิ่งเริ่มดึงดูดความสนใจของเรานับตั้งแต่การตายของลาเนวุส… หมายความว่าคดีนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง… ดังนั้น การที่ไม่เจาะจงผู้ลงมืออาจสื่อได้ว่าเป็นฝีมือของสมาชิกทุกคน… หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง นี่คือการประกาศตัวตนอย่างเป็นทางการและประทับรอยเท้าแรกขององค์กรที่ใช้ไพ่ทาโรต์ลงบนหน้าประวัติศาสตร์… หึหึ ต้องขออภัยที่ผมต้องพูดเป็นภาษากวี”
“สมเหตุสมผล” ทูตพิพากษาหลายคนเห็นพ้องกับเลียวนาร์ด
เลียวนาร์ดมองไปรอบตัวและกล่าวต่อ
“ผมขอใช้ชุมนุมแสงเหนือที่ทุกคนคุ้นเคยเป็นตัวเปรียบเทียบ… พวกเราทราบดีว่าชุมนุมแสงเหนือมีผู้ส่งสารทั้งสิ้นยี่สิบสองคน แต่ละคนรับหน้าที่ดูแลแต่ละท้องถิ่น… มีความเป็นไปได้ว่าชุมนุมที่ใช้ไพ่ทาโรต์เป็นรหัสอาจมีโครงสร้างคล้ายคลึงกัน สมาชิกอย่างจัดจ์เมนต์ ดิเอ็มเพอเรอร์ และเฮอร์มิทอาจมีกองกำลังและพื้นที่ในความรับผิดชอบของตัวเอง”
ฟังถึงตรงนี้ สมาชิกคนหนึ่งของจิตแห่งจักรกลครุ่นคิดสักพักก่อนจะถาม
“แต่ในกรุงเบ็คลันด์กลับมีสมาชิกหลักอย่างจัดจ์เมนต์ ดิเอ็มเพอเรอร์ และเฮอร์มิทปรากฏตัวมากถึงสามคน… หากพิจารณาจากสิ่งที่คุณพูด อาจหมายความว่าชุมนุมที่ใช้ไพ่ทาโรต์แทนรหัสคงมีขนาดไม่ใหญ่นัก สมาชิกอาจกระจุกตัวภายในโลเอ็น หรืออาจแค่กรุงเบ็คลันด์? เพราะเทียบกับชุมนุมแสงเหนือ คนที่ดูแลกรุงเบ็คลันด์มีเพียงผู้ส่งสารหนึ่งคน ส่วนทั้งอาณาจักรโลเอ็นจะอยู่ภายใต้ความดูแลของนักบุญมืด”
เลียวนาร์ดพยักหน้าเชื่องช้า เป็นนัยว่าเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูด
มันเรียบเรียงคำพูดสักพัก
“นั่นก็เป็นไปได้ เพราะองค์กรที่ว่าเพิ่งมีชื่อครั้งแรกในช่วงไม่กี่ปีหลัง… แต่ก็อาจเป็นเพราะเหตุผลอื่น… เช่นว่า องค์กรดังกล่าวมิได้แบ่งขอบเขตการดูแลตามภูมิภาค แต่แบ่งตามขอบเขตความสามารถของตัวเอง และจะร่วมมือกันในบางสถานการณ์ เช่นคดีของคาพิน”
เมื่อเห็นว่าผู้วิเศษของสามโบสถ์หลักและกองทัพไม่ตั้งคำถาม เลียวนาร์ดเรียบเรียงคำพูดสักพักและกล่าวต่อ
“หลังจากนี้จะเป็นการคาดเดาของผม อาจมีบางจุดที่ยังไม่สมบูรณ์ แต่จะใช้เป็นแนวทางการสืบสวนในอนาคต… คำถามแรก องค์กรนี้มีจุดประสงค์อะไร? หากพวกเขาเป็นเหมือนกับชุมนุมแสงเหนือที่พยายามเผยแพร่ความเชื่อให้เทพมาร ทำไมทางเราถึงยังไม่เคยพบตัวสาวกของลัทธินอกรีตนี้แม้แต่คนเดียว? หรือต่อให้มี แต่การสืบสวนเชิงลึกก็ยืนยันว่าพวกเขาทั้งหมดเป็นแค่นักต้มตุ๋นที่แอบอ้างเดอะฟูล… คำถามที่สอง แต่ละภารกิจของพวกเขามีสิ่งใดร่วมกัน? สำหรับเรื่องนี้ ผมยังหาจุดเชื่อมโยงไม่ได้… ข้อสงสัยที่สามของผมก็คือ สมาชิกระดับสูงของชุมนุมที่ใช้ไพ่ทาโรต์เป็นรหัสซึ่งน่าจะมีกองกำลังและขอบเขตในความดูแล ทำไมพวกเขาถึงไม่เคยมีชื่อเสียงในโลกผู้วิเศษเลย? เรื่องนี้ผิดปรกติอย่างมาก เพราะต่อให้ยี่สิบสองนักบุญของชุมนุมแสงเหนือพยายามปกปิดตัวตนสักเพียง แต่พวกมันก็เคยปะทะกับเราบ่อยครั้ง… บางคนเลื่อนลำดับจากลำดับต่ำเป็นลำดับกลางภายใต้ ‘สายตา’ ของพวกเรา จนกระทั่งรับตำแหน่งแทนผู้ส่งสารคนเก่าที่ตายไปหรือเลื่อนตำแหน่ง เกือบทั้งหมดของพวกมันอยู่ในรายชื่อเฝ้าระวังของเรามานานแล้ว”
กล่าวถึงตรงนี้ เลียวนาร์ดเว้นวรรคก่อนจะเล่าต่อ
“ถ้าองค์กรที่ใช้ไพ่ทาโรต์เป็นรหัสศรัทธาในเดอะฟูลจริง… มีหนึ่งคนที่สามารถตอบคำถามที่สามของผมได้… นักผจญภัยเสียสติ เกอร์มัน·สแปร์โรว์ มีข่าวลือหนาหูว่าเขาศรัทธาในเดอะฟูล”
ชื่อดังกล่าวทำให้เหล่าผู้วิเศษจากสามโบสถ์หลักและกองทัพปิดปากเงียบ ราวกับกำลังเค้นสมองทบทวนข้อมูล
พวกมันทราบมานานแล้วว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์มีปูมหลังลึกลับและเชื่อในเดอะฟูล ทุกหน่วยมีข้อมูลในมือไม่มากก็น้อย แต่ไม่มีใครเคยจับมาเชื่อมโยงอย่างจริงจังเหมือนกับเลียวนาร์ด
“…เกอร์มัน·สแปร์โรว์ถูกสงสัยว่ามีความสนิทสนมกับกงสุลมรณะแห่งไบลัมผู้เป็นเทวทูตที่ยังโลดแล่นบนพื้นดิน” อาร์ชบิชอปแห่งโบสถ์รัตติกาล แอนโทนี·สตีเวนสัน กล่าวหลังจากนั่งฟังอย่างเงียบงันมานาน
คำพูดดังกล่าวทำให้ผู้วิเศษที่ยังมีระดับไม่ถึงครึ่งเทพต่างพากันสั่นกลัวและนั่งหลังตรงโดยไม่รู้ตัว
พวกมันอาจรู้จักพลเรือเอกขุมนรก แต่เนื่องจากยังขาดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูล หลายคนจึงไม่ทราบว่ากงสุลมรณะคือเทวทูตเดินดิน
“…กงสุลมรณะคนนั้นดูไม่เหมือนสมาชิกฝ่ายใดของนิกายวิญญาณ” สมาชิก MI9 คนหนึ่งกล่าวอย่างไม่มั่นใจ
เลียวนาร์ดพยักหน้าเคร่งขรึม
“บางทีท่านอาจเป็นสมาชิกองค์กรลับที่ใช้ไพ่ทาโรต์เป็นรหัส… ไพ่เดธ!”
ห้องประชุมเงียบงันอีกครั้ง เหล่าครึ่งเทพต่างมองว่าข้อสันนิษฐานนี้มีมูล
องค์กรลับที่ใช้ไพ่ทาโรต์เป็นรหัส มีระดับสูงขึ้นในสายตาทุกคนทันที ทัดเทียมกับองค์กรใหญ่อย่างชุมนุมแสงเหนือ
“สรุปโดยสั้น เกอร์มัน·สแปร์โรว์คือเบาะแสสำคัญ” เลียวนาร์ดสูดลมหายใจยาวและพูดต่อ “ท่านเจ้าคุณ ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ผมขอจบการรายงาน”
นักบุญแอนโทนีพยักหน้าแผ่วเบาและยืนขึ้น มองไปรอบตัวก่อนจะกล่าว
“จวบจนปัจจุบัน องค์กรลับที่ใช้ไพ่ทาโรต์เป็นรหัสยังไม่เคยมุ่งเป้ามาหาพวกเราแม้แต่ครั้งเดียว แถมยังมีท่าทีค่อนข้างเป็นมิตร… ตอนนี้ภาวะสงครามกำลังคุกรุ่น ทุกหน่วยขาดกำลังพลอย่างหนัก พวกเราไม่สามารถแบ่งกำลังไปจัดการกับพวกเขาได้อย่างจริงจัง… คำแนะนำของผมก็คือ อย่าหลีกเลี่ยงการปะทะอย่างรุนแรงกับพวกเขาไปสักระยะ… แต่แน่นอน เรายังต้องทำในสิ่งควรทำ องค์กรลับที่มีเทวทูตเดินดินเป็นสมาชิกคือตัวอันตรายอย่างไม่ต้องสงสัย หากเราไม่มีข้อมูลของอีกฝ่ายมากพอ การตอบสนองอาจเชื่องช้าเกินไปในยามที่พวกเขาตัดสินใจลงมือ”
ฮารามิคและครึ่งเทพที่เหลือไตร่ตรองสักพักก่อนจะพยักหน้า
แอนโทนี·สตีเวนสันมองไปรอบตัวก่อนจะหยุดสายตาที่เลียวนาร์ด
“การสืบสวนพวกเขาคือหน้าที่ของคุณ… พยายามประสานงานกับทุกหน่วยให้ดี”
“…” เลียวนาร์ดผงกศีรษะรับด้วยท่าทีเคร่งขรึม
ทันใดนั้น เจ้าพิธีกรรมสีคราม เรดาลล์·วาเลนไทน์กล่าวกับเลียวนาร์ดด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง
“ตั้งชื่อให้พวกมันซะ… เราไม่ควรมัวเรียกว่า ‘องค์กรที่ใช้ไพ่ทาโรต์แทนรหัส’ แบบนั้นเวิ่นเว้อเกินไป… คุณมีความเห็นอะไรไหม?”
เลียวนาร์ดทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะตอบ
“ชุมนุมทาโรต์?”
“เข้าท่า” เรดาลล์·วาเลนไทน์ลุกขึ้นยืนพร้อมกับเปล่งเสียงกึกก้อง “เราจะเรียกมันว่าชุมนุมทาโรต์!”
…
กลางดึกสงัด ถนนราชินี ในคฤหาสน์ของตระกูลฮอลล์
ทิม หัวหน้าพ่อครัวของหวาน ตื่นจากนิทรากะทันหันพลางลืมตามองเพดาน
มันเพิ่งฝันว่าตนกำลังเพลิดเพลินไปกับไอศกรีมจนกระทั่งตื่น
ยิ่งทิมคิดเรื่องนี้ ท้องมันก็ยิ่งหิว ลงเอยด้วยมันตัดสินใจลุกออกจากเตียงและเตรียมดับกระหาย ทิมสวมชุดนอนตัวหนาก่อนจะเดินออกจากห้องนอนไปยังห้องทำขนมที่อยู่ไม่ไกล
ในฐานะพ่อครัวขนมหวานที่ค่อนข้างโด่งดังในแวดวงชนชั้นสูง ทิมได้รับสิทธิพิเศษจากเอิร์ลฮอลล์ให้เข้าออกห้องทำขนมได้ทุกเวลาและใช้วัตถุดิบได้อย่างอิสระเพื่อทดสอบเมนูใหม่
และทิมก็ตอบแทนความไว้ใจของเอิร์ลฮอลล์ด้วยของว่างชั้นเลิศเสมอ
แน่นอนว่าทิมเคยแอบเข้าไปในห้องทำขนมกลางดึกบ่อยครั้ง เฉกเช่นในตอนนี้
หลังจากลงแรงอย่างสุดฝีมือ ทิมใช้วัตถุดิบที่เหลือรังสรรค์ไอศกรีมจำนวนหนึ่งก่อนจะกินอย่างเพลิดเพลินไปกว่าครึ่ง
จากนั้นมันก็ลูบท้อง ลุกขึ้นทำความสะอาดเครื่องครัวและเดินออกจากห้องทำขนม
ถ้วยไอศกรีมที่ยังเหลือถูกทิ้งไว้ตรงมุมห้อง ราวกับทิมหลงลืมพวกมันโดยสมบูรณ์
…
เขตเชอร์วู้ดริมฝั่งแม่น้ำทัสซอค กระท่อมหลังเล็กริมตลิ่งที่ไม่มีคนพักอาศัย
แต่งกายในเสื้อคลุมสีเข้ม ออเดรย์ท่องความฝันมายังตำแหน่งใกล้เคียงก่อนจะเดินเท้ามาถึงที่นี่
เธอประกอบพิธีกรรมสังเวยอย่างชำนาญและสวดวิงวอนถึงเดอะฟูล
เพียงไม่นาน กล่องอัญมณีสีเงินทึบที่เลี่ยมด้วยเพชรพลอยลอยผ่านประตูมายามาตกลงด้านหน้าออเดรย์
หญิงสาวสางเส้นผมสีทองทัดหูก่อนจะรีบหยิบกล่องวันวานรหัส 0-61 ขึ้นมา สายตาเล็งไปทางหินก้อนหนึ่งพร้อมกับเปิดฝาชั้นบนสุด
โต๊ะยาวและเก้าอี้ปรากฏขึ้นในพื้นที่ดังกล่าวอย่างเงียบงัน เหล่าผู้วิเศษจำนวนหนึ่งซึ่งพยายามปกปิดตัวตนโผล่ขึ้นจากความว่างเปล่า หนึ่งในนั้นคือฟอร์สที่กำลังสวมชุดคลุมหัว
ผิวหนังแปรเปลี่ยนจากของเล่นเป็นมนุษย์ ดวงตากลับมากลอกไปมาอีกครั้ง
ฟอร์สซึ่งมีลำดับสูงสุดย่อมฟื้นตัวได้เร็วที่สุด หลังจากมองไปรอบตัว เธอตกตะลึงอย่างมากเมื่อพบว่าตนถูกย้ายตำแหน่งจากหอพักทรุดโทรมมายังกระท่อมริมตลิ่งโดยไม่รู้ตัว
นอกจากนั้น สิ่งที่เปลี่ยนมีเพียงสภาพแวดล้อม แต่เครื่องเรือนรอบตัวยังคงเหมือนเดิม
เราอยู่ที่ไหน… เกิดอะไรขึ้น… ฟอร์สจ้องไปยังแท่นบูชาว่างเปล่า หลังจากครุ่นคิดสักพัก คล้ายกับเธอฉุกคิดบางสิ่ง จึงโพล่งถามด้วยความสงสัย
“จัดการเสร็จแล้ว?”
“ใช่” ออเดรย์ที่ใช้พลังล่องหนทางใจตอบ
จบแล้ว… ทุกสิ่งจบลงแล้ว… ฟอร์สยังคงถามต่อด้วยท่าทีไม่สงบ
“เป้าหมายเป็นยังไง?”
“ตาย” เนื่องจากออเดรย์กำลังทำหลายสิ่ง รวมถึงการควบคุมผู้วิเศษอีกหกคน จึงทำได้เพียงตอบห้วนๆ
ตาย… นักบุญเร้นลับ โบทิส ตายแล้ว… เราไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้ ไม่ต้องอัญเชิญภาพฉายของเกอร์มัน·สแปร์โรว์… ฟอร์สอ้าปากค้างเล็กน้อยด้วยความทึ่งประหนึ่งกำลังฝันไป
เท่าที่เธอจำความได้ ตนเพียงมึนงงและตะลึงไปเล็กน้อย พอรู้ตัวอีกครั้งภารกิจก็สำเร็จแล้ว
ขณะเดียวกัน ฟอร์สเริ่มสังเกตเห็นผู้วิเศษคนอื่นทยอย ‘กลับมามีชีวิต’ แต่ก็ไม่มีใครเลยที่ประหลาดใจกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ราวกับชุมนุมลับถูกจัดขึ้นที่นี่มาตั้งแต่ต้น
ทุกคนทำลายโต๊ะและเก้าอี้อย่างชำนาญก่อนจะโยนลงแม่น้ำทัสซอค จากนั้นก็ทยอยเดินออกจากกระท่อมและตรงกลับบ้านด้วยความช่วยเหลือจากโคมไฟถนน
…นี่คือจอมบงการ… น่ากลัวมาก… ฟอร์สผงะเล็กน้อยก่อนจะได้สติตื่น
“คุณกลับไปก่อน” ออเดรย์ไม่มีเวลาอธิบายมากนัก หญิงสาวหันหลังกลับและเดินไปทางแท่นบูชาอันเดิม เตรียมสังเวยกล่องวันวานกลับไปยังมิติเหนือสายหมอก
ฟอร์สแอบชำเลืองด้วยหางตา แต่ก็มิได้ไต่ถามสิ่งใด เพียงเปลี่ยนให้ร่างกายตัวเองโปร่งใสและเลือนหายไป
ดวงตาทั้งสองข้างของโบทิสกลายเป็นสีดำสนิท เปี่ยมไปด้วยความตื่นตระหนกที่ยากจะบรรยายจนไคลน์รู้สึกใจสั่นอย่างบอกไม่ถูก คล้ายกับสัมผัสถึงการผันแปรทางอารมณ์ที่เข้มข้นขณะอีกฝ่ายกำลังเสียชีวิต
หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียดร่วมกับการใช้พลังทำนาย ไคลน์ยืนยันว่าดวงตาทั้งสองของโบทิสปราศจากตะกอนพลังในตัวเอง แต่ซ่อนจิตตกค้างที่แข็งแกร่งและพลังลึกลับเอาไว้ สามารถใช้เป็นสื่อกลางในการสาปแช่งหรือสร้างอิทธิพลโดยตรงต่อเป้าหมาย… เป็นวัตถุทางวิญญาณที่มี ‘อายุขัย’ ยาวนานและเต็มไปด้วยอันตราย
พกพาติดตัวนานไม่ได้ ไม่อย่างนั้นอาจทำให้จิตใจอ่อนแอ หรือไม่ก็ฝันร้ายทุกวันจนเกิดการกลายพันธุ์… ไคลน์อัญเชิญกล่องโลหะสี่เหลี่ยมขึ้นมาและนำดวงตาของโบทิสเข้าไปเก็บ
ชายหนุ่มไม่คิดจะทำให้บริสุทธิ์ เพราะเมื่อวัตถุถูกบดขยี้จนมลพิษหายไป พลังวิญญาณจะหายไปด้วย และนั่นถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย
เนื่องจากหนอนดวงดาวไม่มีความผิดปรกติและเป็นวัตถุดิบที่ไคลน์รู้จักดีที่สุดจากบรรดาทั้งหมด มันจึงมองข้ามและหันไปสนใจกระเป๋าสีดำก่อน
ผลของการทำนายทำให้ชายหนุ่มต้องประหลาดใจ เพราะสิ่งนี้ถูกจำแนกให้เป็นวัตถุประเภท ‘ห้วงมิติ’
พิจารณาจากภายนอก กระเป๋าใบนี้ควรจะใส่สิ่งของได้แค่ประมาณฝ่ามือผู้ใหญ่ แต่ในความเป็นจริง ปริมาตรบรรจุของมันกลับเทียบเท่าหอพักสองห้องนอนที่ครอบครัวของโมเร็ตติเคยอาศัยในเมืองทิงเก็น สามารถบรรจุสิ่งของได้มากมาย
นี่คือสิ่งที่โบทิสสร้างขึ้นด้วยพลังจอมเวทลึกลับ ในทางหลักการ ตัวกระเป๋าไม่ใช่คลังเก็บ แต่เป็นทางเข้าและทางออก
…อาศัยพลังของมิติซ่อนเร้นเพื่อบิดเบือนและแบ่งแยกห้วงมิติภายในโลกวิญญาณ จากนั้นก็อาศัยธรรมชาติอันวุ่นวายของโลกวิญญาณเพื่อสร้างการซ้อนทับระหว่างโลกวิญญาณและความจริง… ตราบใดที่ระบุพิกัดได้อย่างถูกต้อง ทุกคนสามารถ ‘เข้าถึง’ ตำแหน่งดังกล่าวได้โดยตรง… ปากกระเป๋าใบนี้เปรียบเสมือน ‘ประตู’ ที่นำพาไปสู่มิติซ่อนเร้น…
วิธีนี้คล้ายกับการปิดผนึกกล่องวันวานมาก ยกเว้นเพียง วิธีหนึ่งจะสร้าง ‘ประตู’ ในโลกวิญญาณ ส่วนอีกวิธีจะสร้างประตูบนโลกความจริง โดยวิธีหลังจะทำให้ผลข้างเคียงด้านลบของสมบัติปิดผนึกและสมบัติวิเศษ ยังคงส่งผลกับผู้พกพา ‘กระเป๋าห้วงมิติ’ …
สำหรับเรา ประโยชน์ใช้สอยของมันไม่ได้มากมายอะไร แถมยังไม่มีวิธีอิทธิพลด้านลบ… เหนือสิ่งอื่นใด เราไม่สามารถเชื่อมต่อกับโลกวิญญาณได้ในดินแดนเทพทอดทิ้ง ส่งผลให้กระเป๋าใบนี้ไร้ประโยชน์โดยสมบูรณ์…
นอกจากนั้นเรายังต้องคอยใช้พลัง ‘มิติซ่อนเร้น’ เป็นระยะ ไม่อย่างนั้นมิติจะเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา… เหมาะสำหรับครึ่งเทพเส้นทางผู้ฝึกหัด หรือไม่ก็องค์กรที่มีครึ่งเทพเส้นผู้ฝึกหัดคอยบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง…
ชื่อ ‘กระเป๋าห้วงมิติ’ ฟังดูเชยไปหน่อย… แต่เราก็ไม่รู้ว่าโบทิสเคยเรียกมันว่าอะไร… เรียกมันว่า ‘กระเป๋าของนักท่องเที่ยว’ ก็แล้วกัน… หลังจากยืนยันอันตราย ไคลน์เสกมือเทียมเข้าไปในกระเป๋าสีดำ
แกร่ก! อัญมณีจำนวนมากพรั่งพรูออกมาพร้อมกับมือเทียมที่หดกลับ หลังจากร่วงกราวลงบนโต๊ะทองแดงยาวลวดลายโบราณ อัญมณีสีแดง ฟ้า เขียว ขาวอ่อน และดำเข้มพลันส่องประกายระยิบระยับ แสงโปร่งใสสะท้อนจนเต็มการมองเห็นของชายหนุ่ม
…นึกแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้… วัตถุดิบที่สอดคล้องกับเส้นทางผู้ฝึกหัดคืออัญมณี… อัญมณีล้วนๆ … ไคลน์เผยรอยยิ้มสดใสพลางถอนหายใจ จากนั้นก็ใช้มืออีกข้างหยิบอัญมณีขึ้นมาสองสามเม็ดเพื่อชั่งน้ำหนักและพิจารณาวัสดุ
นอกจากนั้นยังมีวัสดุวิญญาณอีกหลายชิ้นใน ‘กระเป๋าสัมภาระของนักท่องเที่ยว’ บ้างเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไป แต่บ้างก็เป็นวัสดุหายาก
กล่องวันวาน ตะกอนพลังจอมเวทลึกลับ แมลงดวงดาว ดวงตาโบทิส กระเป๋าสัมภาระของนักท่องเที่ยว อัญมณีและวัตถุดิบวิญญาณ… ปฏิบัติการคราวนี้มอบผลตอบแทนสูงทีเดียว สามารถแบ่งปันให้ทุกคนอย่างเพียงพอ…
น่าเสียดายที่โบทิสสามารถบันทึกพลังพิเศษได้หลายชนิด ตัวมันจึงแทบไม่ต้องพกพาสมบัติวิเศษ เพราะการทำแบบนั้นจะมีแต่สร้างผลเสียด้านลบให้ร่างกาย… ในฐานะครึ่งเทพ มันควรจะพกพาสมบัติปิดผนึกติดตัวมากกว่านี้อีกสักชิ้นสองชิ้น… ไม่รู้ว่ายังมีซ่อนไว้ในมิติซ่อนเร้นของโลกวิญญาณบ้างไหม หรือไม่ก็ในสำนักงานใหญ่ของชุมนุมแสงเหนือ… น่าเสียดายที่ดวงวิญญาณโบทิสแหลกสลายโดยสมบูรณ์ หมดโอกาสให้เราสื่อวิญญาณเพื่อถามตอบ… ไคลน์ส่ายหน้าก่อนจะส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริง มันมองหาจุดซ่อนตัว วางตะเกียงลง จากนั้นก็ประกอบพิธีกรรมสังเวยและรับมอบ
มันอยากทราบว่าตนสามารถนำสมบัติปิดผนึกรหัส 0-61 ‘กล่องวันวาน’ ลงมายังดินแดนเทพทอดทิ้งได้หรือไม่
หากทำได้ ไคลน์จะลองสลับเมืองเงินพิสุทธิ์กับสภาพแวดล้อมภายในกล่องชั้นแรก จากนั้นก็สลับอีกครั้งกับโลกด้านนอกผ่านพิธีกรรมสังเวยและรับมอบบนมิติหมอก ด้วยวิธีนี้ มันจะไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการบุกฝ่าวังราชาคนยักษ์และห้องบรรทมของซาสเรีย เป็นการเสร็จสิ้นพิธีกรรมเลื่อนลำดับเป็นผู้ชี้นำปาฏิหาริย์อย่างง่ายดายและชาญฉลาด
หลังจากยุ่งวุ่นวายสักพัก ไคลน์ที่เตรียมการเสร็จเหยียดแขนขวาเพื่อดึงภาพฉายของตัวเองออกมา จากนั้นก็นำร่างต้นวิ่งเข้าไปในหลบช่องว่างประวัติศาสตร์ช่วงก่อนยุคสมัยที่หนึ่ง
มันกังวลว่ากล่องวันวานจะสุ่มสร้างอิทธิพล ‘ตายคาที่’ ทันทีที่ข้ามผ่านประตูแห่งการสังเวยและรับมอบ
ท่ามกลางประกายแสงในทุ่งสายหมอกสีเทา ไคลน์เดินถอยหลังสี่ก้าวและส่งตัวเองกลับเข้าสู่มิติเหนือสายหมอกอีกครั้ง ตอบสนองต่อคำสวดวิงวอนของตัวเอง
หลังจากประตูแห่งการสังเวยและรับมอบก่อตัวเป็นรูปร่าง ชายหนุ่มเปิดมันอย่างเชื่องช้า โบกมือแผ่วเบาเพื่ออัญเชิญกล่องวันวานที่ห่อหุ้มด้วยชั้นพลังงานเข้มข้น จากนั้นก็โยนผ่านประตูมายา ส่งมันไปยังความมืดอันไร้ก้นบึ้งด้านหลังประตู
ทันใดนั้นเอง ความว่างเปล่าภายในความมืดพลันก่อตัวเป็นรูปทรง ประหนึ่งบาเรียล่องหนที่คอยปิดกั้นการผ่านเข้าออก ส่งผลให้กล่องวันวานทำได้เพียงลอยค้างอยู่กลางอากาศ ไม่สามารถไปได้ไกลกว่านี้
ไคลน์ขมวดคิ้วกับฉากตรงหน้า จากนั้นก็พยายามระดมพลังปราสาทต้นกำเนิดและผลักออกไป แต่ก็สุดท้ายล้มเหลวในการช่วยให้กล่องวันวานฝ่าบาเรียล่องหนออกไป
อย่างที่คิด… ดินแดนเทพทอดทิ้งถูกผนึก… เป็นเพราะเราควบคุมปราสาทต้นกำเนิดได้ในระดับหนึ่ง จึงยังตอบสนองบางสิ่งได้ แต่ก็ไม่ใช่กับทุกเรื่อง… ไคลน์พยักหน้าแผ่วเบาก่อนจะนำกล่องวันวานกลับมาโยนใส่กองขยะ
จากนั้นก็เสกเกอร์มัน·สแปร์โรว์เทียมขึ้นมาสวดวิงวอนถึงเดอะฟูล อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับกล่องวันวานให้มาดามเฮอร์มิทและมิสจัสติสทราบ
ส่วนหนึ่งเป็นการตักเตือนว่าพวกเธอต้องรีบนำกล่องวันวานกลับไปภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงเพื่อช่วยเมจิกเชี่ยน ฟอร์ส
นอกจากนั้นไคลน์ยังเตือนมิสจัสติสว่า หากจะประกอบพิธีกรรมรับมอบกล่องวันวานเพื่อช่วยฟอร์ส ให้เธอสังเวยไอศกรีมรสเลิศแก่ ‘ข้ารับใช้’ ของอสรพิษแห่งชะตาเพื่อรับพรโชคลาภเสียก่อน แต่ในกรณีของมาดามเฮอร์มิท เธอไม่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากอิทธิพลภายนอก เนื่องจากหนึ่งในเวทมนตร์ของเธอมีอำนาจช่วยให้โชคดีได้สักพัก แต่เธอก็ต้องรีบจัดการทุกสิ่งให้เสร็จภายในไม่กี่นาทีและสังเวยกล่องวันวานกลับมายังมิติเหนือสายหมอกอีกครั้ง
…
กรุงเบ็คลันด์ ในเขตรอยต่อระหว่างย่านใต้สะพานกับเขตตะวันออก ภายในหอพักที่ทรุดโทรม
เลียวนาร์ดผู้แต่งกายด้วยถุงมือสีแดงและเสื้อคลุมสีดำ นำหน่วยถุงมือแดงมาตรวจสอบสถานที่อย่างละเอียด
ในฐานะกองกำลังพิเศษของโบสถ์รัตติกาล พวกมันกำลังสดชื่นและกระปรี้กระเปร่าอย่างมากในช่วงสี่ทุ่ม
“หัวหน้า กำแพงตรงนี้มีรอยแตกใหญ่มาก แถมผนังบางจุดก็ยังเสียหายหนัก หอพักแห่งนี้ไม่น่าจะผ่านพายุฤดูร้อนปีหน้าไปได้” ซินดี้เจ้าของผมสีไวน์แดงเดินเข้ามารายงานผลกับเลียวนาร์ด
เลียวนาร์ดกวาดสายตาไปรอบตัวก่อนจะผงกศีรษะ
“โชคดีที่หอพักแห่งนี้เป็นอาคารทรุดโทรมและไม่มีผู้คนอาศัยเป็นเวลานาน แต่ที่น่าแปลกก็คือ ทำไมถึงไม่มีคนเร่ร่อนเข้ามาหลบอาศัย”
ซินดี้ครุ่นคิดสักพักก่อนจะตอบ
“หัวหน้า คุณกำลังจะบอกว่ามีผู้วิเศษบางกลุ่มแอบใช้อาคารหลังนี้ พวกเขาจึงคอยขับไล่คนเร่ร่อนเป็นระยะ?”
“และในภายหลัง พวกเขาขัดแย้งกันเองภายในจนเกิดการลงไม้ลงมือ?” ถุงมือแดงอีกหนึ่งคน บ็อบ ตรวจสอบผนังด้านล่างพลางเสริม
“นั่นก็ไม่ควรมองข้าม” เลียวนาร์ดตอบอย่างมืออาชีพ “แต่พวกคุณไม่สังเกตเห็นบ้างหรือ ทุกจุดภายในห้องมีร่องรอยการถูกกัดกร่อน แถมยังไม่มีเครื่องเรือนจำพวกโต๊ะหรือเก้าอี้ที่ควรจะมี มันดูว่างเปล่าเกินไป… นี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่ผู้วิเศษลำดับกลางถึงล่างจะทำได้ ผมสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากพลังในลำดับสูง”
แม้จะยิ่งตรวจสอบและยิ่งพบความผิดปรกติ แต่หน่วยถุงมือแดงที่นำโดยเลียวนาร์ดกลับไม่พบเบาะแสใดเพิ่มเติม ไม่มีทางเลือกนอกจากกลับไปยังวิหารนักบุญแซมมวลก่อน
ทันทีที่มาถึงชั้นใต้ดิน บิชอปคนหนึ่งเดินมาหาเลียวนาร์ด บอกให้มันพาสมาชิกในทีมของคนเข้าร่วมประชุมด้านบน
เลียวนาร์ดพยักหน้าครุ่นคิด แต่ไม่ถามสิ่งใดเพิ่มเติม มันพาบ็อบและซินดี้เดินผ่านช่องทางลับไปยังวิหารนักบุญแซมมวล
จากนั้นก็เดินผ่านบันไดเวียนท่ามกลางแสงจันทร์สีแดงที่ส่องผ่านกระจกหลากสี เดินมาจนถึงห้องที่มีผู้คนรออยู่จำนวนหนึ่ง ด้านหน้าห้องมีกระดานดำ
เพียงกวาดสายตาหนึ่งครั้ง เลียวนาร์ดพบว่าตนเคยร่วมงานกับหลายคนที่นี่ มีทั้งจากหน่วยทูตพิพากษา จิตแห่งจักรกล และ MI9
จากนั้นก็สังเกตเห็นครึ่งเทพสามตน ประกอบด้วยฮารามิค·ไฮเดิน เรดาลล์·วาเลนไทน์ และแอนโทนี·สตีเวนสัน รวมถึงชายผมดำดวงตาสีทองที่มีระดับทัดเทียมกับสามคนที่กล่าวมา
โดยไม่รอให้เลียวนาร์ดทักทาย นักบุญแอนโทนีในชุดคลุมสีดำแถบแดงลุกขึ้นและกล่าวเสียงขรึม
“มีการต่อสู้ระดับสูงเกิดขึ้นด้านนอกกรุงเบ็คลันด์ สิ่งที่ยังหลงเหลือในจุดเกิดเหตุคือออร่าที่ทรงพลังและไพ่ทาโรต์ ‘เฮอร์มิท’ … ผมทราบมาว่าคุณเคยตามสืบคดีที่เกี่ยวข้องกับไพ่ทาโรต์มาอย่างละเอียดและมีข้อมูลในมือมากกว่าใคร ดังนั้นช่วยอธิบายให้ทุกคนที่อยู่ที่นี่ได้เข้าใจตรงกัน”
“…ไพ่เฮอร์มิท?” เลียวนาร์ดเผยสีหน้าตกตะลึงจากก้นบึ้ง แต่นั่นเป็นเพราะมันซักซ้อมมาอย่างดี
อะแฮ่ม มันกระแอมแห้งพร้อมกับเดินไปทางกระดานดำ หันหน้าไปหาครึ่งเทพจากสามโบสถ์หลักและกองทัพ จากนั้นก็วาดพระจันทร์แดงกลางหน้าอก
เรียบเรียงคำพูดเสร็จ หน่วยหน้าหน่วยถุงมือแดงกล่าวเสียงขรึม
“ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คดีที่เกี่ยวข้องกับไพ่ทาโรต์มีต้นตอมาจากการตายของลาเนวุส โดยในคดีนั้น พวกเราคาดว่าเลเนวุสวางแผนใช้ตัวเองเป็นภาชนะให้เทพแท้จริงลงมาจุติ ศพของเขาถูกกองสุมด้วยไพ่ทาโรต์… หลังจากนั้นระยะหนึ่ง ไพ่ทาโรต์ได้ปรากฏตัวอีกครั้งในคดีคาพิน แต่คราวนี้การจัดเรียงไพ่มีลักษณะแตกต่างกันออกไป และหน้าไพ่หลักคือจัดจ์เมนต์และดิเอ็มเพอเรอร์… ในช่วงเวลาดังกล่าว ผมนำไปเชื่องโยงกับองค์กรที่นับถือเดอะฟูลซึ่งเพิ่งโด่งดังภายในกรุงเบ็คลันด์ เพราะอย่างที่ทุกคนทราบ เดอะฟูลคือไพ่ใบแรกของสำหรับไพ่ทาโรต์…”
ข้อสันนิษฐานเชิงรุกดังกล่าวทำให้ครึ่งเทพและคนของกองทัพผงกศีรษะพร้อมกัน พวกมันค่อนข้างเห็นด้วยว่าน่าจะมีความเกี่ยวพันกันในเชิงศาสตร์เร้นลับไม่มากก็น้อย
เลียวนาร์ดเว้นวรรคก่อนจะกล่าวต่อ
“และภายใต้เดอะฟูล องค์กรดังกล่าวน่าจะมีสมาชิกหลักอยู่หลายคนที่ใช้ไพ่ทาโรต์แทนรหัส เช่นจัดจ์เมนต์ ดิเอ็มเพอเรอร์… หรือเฮอร์มิทซึ่งปรากฏในเหตุการณ์ล่าสุด…”
ขณะกล่าว เลียวนาร์ดหยิบไพ่ทาโรต์สำหรับสาธิตและสุ่มหยิบขึ้นมาหนึ่งใบ
มันชำเลืองพลางหัวเราะ
“หรือเดอะสตาร์…”
…………………………………………..
ผ่านไปสักพัก ห้วงมิติเหนือป่าเสื่อมโทรมพลันฉีกขาดพร้อมกับเผยให้เห็นประตูมายาบานหนึ่ง
ประตูเปิดออกอย่างไร้สุ้มเสียง หนุ่มใหญ่รูปงามมาดภูมิฐานเจ้าของผมสีดำดวงตาสีทองเดินออกมา
ยังไม่ทันจะได้ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ มันได้ยินเสียงโซนิคบูมพร้อมกับสัมผัสถึงพายุเฮอร์ริเคนที่ทรงพลัง จากนั้นก็เห็นชายวัยกลางคนเจ้าของบรรยากาศดุดันโผล่ขึ้นด้านหน้า
ชายคนดังกล่าวมีติ่งหูใหญ่ชัดเจน ผมสีน้ำเงินเข้มดกหนา ดวงตาอัดแน่นไปด้วยสายฟ้าจำนวนมาก
ไม่ใช่ใครนอกจากพระคาร์ดินัลแห่งโบสถ์วายุสลาตัน อาร์ชบิชอปประจำมุขมณฑลเบ็คลันด์ ‘เจ้าพิธีกรรมสีคราม’ เรดาลล์·วาเลนไทน์
นักบวชในชุดคลุมสีดำปักลวดลายพายุเหลียวซ้ายแลขวาหนึ่งรอบ จากนั้นก็จ้องไปทางบุรุษดวงตาสีทองและถามด้วยเสียงคล้ายฟ้าคำราม
“เซลเต้ เกิดอะไรขึ้นที่นี่”
บุรุษดวงตาสีทองตามเซลเต้ส่ายหน้า
“ผมเองก็เพิ่งมาถึง”
ทันทีที่สิ้นเสียง ในความว่างเปล่าอีกด้านหนึ่งมีร่างมายาเกือบโปร่งใสขนาดใหญ่ประหนึ่งขุนเขาเดินออกจากความว่างเปล่า
ร่างดังกล่าวแต่งกายในชุดอาร์ชบิชอปสีดำแถบแดง ดวงตาลุ่มลึก ใบหน้าเกลี้ยงเกลา ไม่ใช่ใครนอกจากแอนโทนี สตีเวนสัน อาร์ชบิชอปแห่งโบสถ์รัตติกาลประจำมุขมณฑลกรุงเบ็คลันด์
หลังจากร่างวิญญาณขนาดมหึมาเสร็จสิ้นภารกิจ มันย่อตัวลงและไหลเข้าไปในปากแอนโทนี·สตีเวนสัน ขณะเดียวกัน วิญญาณที่มียาวปรกหน้าโผล่ขึ้นด้านหลังแอนโทนีพร้อมกับพยุงไหล่ไม่ให้อาร์ชบิชอปล้มลง
ในวินาทีถัดมา มวลอากาศอันปั่นป่วนพุ่งออกจากกรุงเบ็คลันด์ ผลักร่างหนึ่งให้มาถึงจุดเกิดเหตุด้วยความเร็วสูง
เพียงไม่นานร่างดังกล่าวก็หยุดลง เผยให้เห็นใบหน้าชายชราสวมชุดและหมวกนักบวชสีขาว ใบหน้าอ่อนโยนและใจดี
กระแสลมที่คอยส่งชายชราจนถึงเมื่อครู่เลือนหายไป ขณะเดียวกัน ท่อโลหะสีดำผิวมันวาวทำการหดกลับเข้าไปในร่างกายชายชรา
ไม่ใช่ใครนอกจากอาร์ชบิชอปแห่งโบสถ์จักรกลไอน้ำประจำมุขมณฑลกรุงเบ็คลันด์ หนึ่งในสภาศักดิ์สิทธิ์ ฮารามิค·ไฮเดิน
ตัวมันที่กำลังลอยค้างอากาศอย่างไร้เหตุผล มองไปรอบตัวและพูด
“แม้การต่อสู้ที่นี่จะไม่ดุเดือด แต่ก็เป็นระดับนักบุญแน่นอน… นอกจากนั้น ออร่าที่ยังหลงเหลือช่างเหมือนกับ… เหมือนกับ…”
ขณะกล่าว ครึ่งเทพทั้งสี่ก้มศีรษะลงพร้อมกัน เพ่งมองไปยังใจกลางป่าเสื่อมโทรม
ที่นั่นมีไพ่ทาโรต์ปักดินอยู่ หน้าไพ่เป็นชายชราถือไม้เท้าและตะเกียงแก้ว
ไพ่เฮอร์มิท!
เรดาลล์·วาเลนไทน์ เซลเต้ แอนโทนี และฮารามิคต่างปิดปากเงียบไปสักพัก ไม่มีใครกล่าวคำใดออกมา
…
เหนือสายหมอกสีเทา ภายในพระราชวังโบราณ ไคลน์ขมวดคิ้วขณะจ้องกล่องวันวานตรงหน้า
ทันทีที่สมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ ชิ้นนี้ถูกสังเวย ปราสาทต้นกำลังพลันตื่นตัวราวกับน้ำที่ถูกต้มจนเดือด
ไอน้ำที่เกิดจากมวลพลังงานเคลื่อนไหวด้วยตัวเอง ก่อตัวเป็นกระแสน้ำและพรั่งพรูเข้าใส่กล่องวันวานอย่างท่วมท้นและห่อหุ้มไว้
ทันใดนั้น กล่องอัญมณีสีเงินทึบสามชั้นเลี่ยมเพชรพลอยราชาแพงถูกเปลี่ยนให้เป็นแมลงในก้อนอำพัน ไม่มีช่องว่างให้กระดุกกระดิก
ก่อนหน้านี้ ปราสาทต้นกำเนิดจะสั่นสะเทือนเฉพาะตอนที่เราแอบส่องเทพแท้จริงหรือราชาเทวทูต หรือไม่ก็ตอนที่เราบาดเจ็บ… นี่เป็นครั้งแรกที่มันตอบสนองต่อวัตถุแปลกปลอมในลักษณะเดียวกัน… ไคลน์อดไม่ได้ที่จะยกมือขวาขึ้นปาดเหงื่อที่ไม่มีอยู่จริง
ว่ากันตามตรง มันประหม่าเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็ตระหนักว่าตนหยิ่งผยองเกินไปหลังจากควบคุมปราสาทต้นกำเนิดได้ในระดับหนึ่ง
หากเป็นสมัยก่อน ไคลน์ไม่มีทางนำสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ เข้ามาที่นี่แน่นอน แต่เนื่องจากสมบัติปิดผนึกคราวนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเอกลักษณ์ของเส้นทาง แถมตัวตนไคลน์ก็ยังถูกยกระดับขึ้นมากเมื่อเทียบกับอดีต จึงกล้าที่จะลองเสี่ยง
โชคดีที่ยังอยู่ในความควบคุม… คงต้องเตือนมาดามเฮอร์มิทว่าในอนาคตห้ามสังเวยทุกสิ่งขึ้นส่งเดช เราไม่ใช่คนเก็บขยะสักหน่อย… หลังจากพึมพำสองสามคำ ไคลน์หันกลับมาสนใจกล่องวันวานอีกครั้ง
มันยังไม่ลืมว่ามิสเมจิกเชี่ยนยังอยู่ในสมบัติปิดผนึก จึงคิดจะวิเคราะห์รูปแบบของกล่องวันวานโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เหยื่อต้องตายฟรีจากความช่วยเหลือที่ล่าช้า
สมบัติปิดผนึกชิ้นนี้น่าสะพรึงมาก แม้แต่อาโรเดสก็ยังแทบไม่มีข้อมูล เราถึงต้องมาวิเคราะห์ด้วยตัวเอง… ขอแค่ไม่พยายามทำนายถึงชั้นสุดท้ายของกล่อง ระดับอันตรายก็คงไม่สูงเกินไป หรืออาจไม่มีเลย… ไคลน์อาศัยสัมผัสวิญญาณช่วยประเมินสถานการณ์เบื้องต้น
ทันทีหลังจากนั้น มันเสกกระดาษเปล่าและเริ่มการทำนาย
ผ่านไปสักพัก ชายหนุ่มลืมตาขึ้นพลางพึมพำกับตัวเอง
ชั้นแรกมีพลังในการสลับพื้นนี่ภายในกล่องกับพื้นที่เป้าหมาย เปลี่ยนให้ฉากดังกล่าวกลายเป็นของเล่น… หาประโยชน์ใช้งานได้ยากมาก…
สิ่งมีชีวิตที่กลายเป็นของเล่นจะต้องถูกปลดปล่อยภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่อย่างนั้นจะอยู่ในสภาพดังกล่าวตลอดไป แม้แต่ดวงวิญญาณก็ไม่ได้พบกับการพักผ่อนชั่วนิรันดร์…
การปลดปล่อยทำได้ไม่ยาก แค่กำหนดให้พื้นที่หนึ่งเป็นเป้าหมายในการสลับภายในและภายนอก ควรเลือกจุดเล็กๆ ที่ปราศจากสิ่งมีชีวิต…
พื้นที่เป้าหมายต้องไม่ใหญ่เกินหนึ่งเมือง… ประมาณกรุงเบ็คลันด์… แล้วทำไมเราถึงต้องยกตัวอย่างเบ็คลันด์…
ชั้นที่สองของกล่องจะบันทึกสถานที่ต่างๆ เอาไว้ มีทั้งนรกและอวกาศ… เมื่อใช้งานจะทำให้ผู้ถือกล่องและสิ่งมีชีวิตในรัศมีใกล้เคียงย้ายตำแหน่งไปยังพื้นที่เป้าหมายในทันที…
ปัญหาก็คือ ปลายทางเป็นแบบสุ่มเกือบทั้งหมด… มีโอกาสเล็กน้อยที่จะระบุปลายทางได้เอง แต่ส่วนใหญ่ตำแหน่งปลายทางจะเกิดขึ้นแบบสุ่มซึ่งยากต่อการคาดเดา… และไม่มีทางทราบว่าครั้งใดที่ปลายทางจะตรงกับจุดที่เลือก…
นอกจากนั้น ดูเหมือนว่าความโชคดีจะไม่ส่งผลต่อการสุ่ม… ไม่สิ… คงต้องบอกว่าความโชคดีมีอิทธิพลไม่มากพอจะแทรกแซงสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ชิ้นนี้…
หมายความว่าเราไม่สามารถใช้พลังของกล่องวันวานเพื่อพาชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ออกจากดินแดนเทพทอดทิ้ง… น่าเสียดาย ไม่อย่างนั้นพิธีกรรมผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ของเราจะง่ายขึ้นมาก… แต่บางทีการเปลี่ยนให้พวกเขาเป็นของเล่นอาจทำได้…
ชั้นล่างสุดเต็มไปด้วยอันตราย… อันตรายอย่างยิ่ง อันตรายที่สุด… ไม่ควรส่องความลับด้วยประการทั้งปวง นั่นมีค่าเท่ากับรนหาที่ตาย…
ผลข้างเคียงด้านลบของกล่องวันวานนั้นไม่ซับซ้อน ผู้ถือจะมีโอกาสสุ่มหายตัว ตายคาที่ หรือไม่ก็กลายพันธุ์อย่างน่าอนาถ… หากไม่มีผู้ถือ สิ่งมีชีวิตในละแวกใกล้เคียงจะได้รับผลกระทบแทน ขึ้นอยู่กับขนาดและระยะทาง ขอบเขตที่ไกลที่สุดเท่ากับชั้นบนสุด… สมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ ชิ้นนี้น่าสะพรึงกลัวสมชื่อ สามารถทำลายเมืองทั้งเมืองไปพร้อมกับคร่าชีวิตผู้คนกว่าสิบล้าน… ไม่แปลกใจว่าทำไมถึงเป็นสมบัติปิดผนึกที่ถูกจัดให้มีความอันตรายในระดับสูงสุด ห้ามส่องความลับ ห้ามสอบถาม และห้ามเล่าให้ใครฟัง…
คนที่สุ่มหายตัวจะถูกส่งไปไหน… อาจจะเกี่ยวข้องกับฉากที่บันทึกในชั้นที่สอง…
การที่นักบุญเร้นลับกล้าพกพากล่องใบนี้ไปไหนมาไหน คงเป็นเพราะมันได้รับการอวยพรจากเทวทูตโชคชะตา โอโรเลอุส จนสามารถลดผลข้างเคียงให้เหลือน้อยที่สุด… แต่ถึงอย่างนั้นก็คงไม่กล้าพกพาตลอดเวลา เพราะพรย่อมมีวันเสื่อม… เหมือนกับช่วงสุดท้ายที่มันฟื้นคืนสติไม่ทันจนพลาดโอกาสเทเลพอร์ตหนี เห็นได้ชัดว่าความโชคดีหมดลงไปแล้ว… เป็นเรื่องยากมากที่จะฆ่านักบุญซึ่งมีองค์กรใหญ่หนุนหลัง…
ต้องยอมรับว่ามาดามเฮอร์มิทมีมากไปด้วยประสบการณ์ แถมยังเฉลียวฉลาด เธอไม่บุ่มบ่ามสัมผัสกล่องโดยตรง แต่สร้างคนรับใช้ล่องหนขึ้นมาช่วยประกอบพิธีกรรมแทน ทำให้สามารถสังเวยกล่องใบนี้ถึงเราได้ด้วยระยะเวลาที่สั้นที่สุด…
ในทางทฤษฎี เราสามารถอัญเชิญภาพฉายของตัวเองในอดีตมาถือกล่องใบนี้แทนได้ เพราะต่อให้มันตายคาที่ กลายพันธุ์ หรือสุ่มหายไป ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อร่างต้น… แต่จะใช้งานได้นานแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่อง บางทีเราอาจต้องพึ่งพาพรจากวิล·อัสตินเหมือนกัน…
วิธีผนึกคือการนำไปเก็บไว้ในโลกวิญญาณ แต่แค่นั้นยังไม่พอ ต้องเป็นห้วงมิติที่ซ่อนเร้นอย่างมิดชิดภายในโลกวิญญาณ จากนั้นก็เทน้ำจากแม่น้ำให้ท่วมกล่องวันวาน ปล่อยให้มันเล่นกับจุลินทรีย์ไปเรื่อยๆ … ด้วยปริมาณของสิ่งมีชีวิตในน้ำ วิธีผนึกแบบนี้จะคงสภาพได้นาน… แต่ถ้าเข้าใจหลักการ ยังมีอีกหลายวิธีที่คล้ายคลึงกันให้ลองทำ…
หลังจากวิเคราะห์เบื้องต้นเกี่ยวกับกล่องวันวาน ไคลน์จ้องสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ชิ้นนี้พลางตระหนักว่าชั้นที่สามของกล่องอาจไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด และใช่ว่าจะเปิดไม่ออกเสียทีเดียว
ชายหนุ่มค่อนข้างมั่นใจว่าถ้าตนคลายผนึกที่ปราสาทต้นกำเนิดทำไว้ การเปิดชั้นที่สามของกล่องก็ไม่ใช่เรื่องยาก
…เย้ายวนให้เปิดมาก… ไคลน์ถอนสายตากลับพร้อมกับโบกมือ เสกให้กล่องวันวานลอยไปตกลงบนกองขยะ
ไม่ว่าจะเป็นสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ หรือไม่ แต่ทุกคนก็ต้องถูกส่งไป ‘ละลายพฤติกรรม’ ที่นั่น!
ในฐานะสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ อันน่าสะพรึง มันควรมีรหัสเพื่อบ่งบอกความพิเศษ… น่าเสียดายที่เราไม่รู้ว่าเจ็ดโบสถ์หลักมีสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ ในครอบครองรวมกันที่ชิ้น… คงไม่เกินห้าสิบกระมัง? ถ้าอย่างนั้นเราจะเรียกกล่องวันวานว่า 0-61 ไปก่อน จากนั้นค่อยปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมในอนาคต…
ถ้ามาดามเฮอร์มิทไม่มีวิธีผนึกมันอย่างมีประสิทธิภาพ เธอสามารถฝาก 0-61 มาเก็บไว้บนมิติหมอกและทำเรื่องเบิกเมื่อต้องการ แน่นอนว่าเธอต้องสวดวิงวอนขอพรจากวิลก่อน… ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่เราจะได้เป็น ‘ราชันเหลืองดำผู้ครองพลังโชคลาภ’ ตัวจริง… วรรคดังกล่าวมีบางส่วนอยู่ในขอบเขตผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ และบางส่วนอยู่ในขอบเขตบริวารเร้นลับ… ไคลน์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะหยิบตะกอนพลังของนักบุญเร้นลับ โบทิสขึ้นมา
มันดูคล้ายผลึกที่มีลำแสงจำนวนมากหักเหอยู่ภายใน แสงดังกล่าวเรียงตัวกันเป็นประตูมายาสว่างไสว
จ้องมองสักพัก ไคลน์ตัดสินใจโยนตะกอนพลังขึ้นไปในอากาศ
เป็นอีกครั้งที่พลังของปราสาทต้นกำเนิดเริ่มเดือดพล่าน และภายใต้การควบคุมของไคลน์ คลื่นล่องหนจำนวนมากหลั่งไหลมารวมกันก่อนจะพุ่งกระแทกใส่ก้อนผลึกอย่างหนักหน่วง
ผลึกดังกล่าวแตกละเอียดในทันที กลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยจำนวนมาก ก๊าซสีดำกลุ่มโผล่ขึ้นมาจากเศษผลึก จากนั้นก็บิดตัวอย่างโกลาหลและสลายตัวไปท่ามกลางปราสาทต้นกำเนิด
อาศัยกฎการอนุรักษ์ตะกอนพลัง เศษผลึกแสงเหล่านั้นบรรจงขยับเข้าหากันอีกครั้ง ใช้เวลาเกือบหนึ่งนาทีในการจัดระเบียบจนกลายเป็นผลึกก่อนใหม่ที่งดงามและชวนฝัน จากนั้นตกลงบนฝ่ามือไคลน์
การกัดกร่อนด้านในถูกลบออกโดยสมบูรณ์
ไคลน์ในปราสาทต้นกำเนิดอาจมีพลังเทียบเท่าเทวทูตลำดับสองก็จริง แต่ส่วนใหญ่เป็นเพียง ‘พลังดิบ’ ที่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตใดขอบเขตหนึ่ง จำเป็นต้องมีอุปกรณ์เสริมที่ถูกต้องคอยสนับสนุน
หลังจากวางตะกอนพลังจอมเวทลึกลับลง ไคลน์จ้องไปทางดวงตาทั้งสองข้างของโบทิส
…………………………………………..
ไม่ว่าจะเป็นการกลับมาของสมบัติปิดผนึกลำดับ 0 หรือการกลับไปอยู่ในสถานะเดิม เฮอร์มิทแคทลียา และจัสติสออเดรย์ ไม่คาดการณ์เผื่อไว้ล่วงหน้าแล้ว เพราะนี่ไม่ใช่แผนสังหารครึ่งเทพที่เพิ่งคิดขึ้น
หากโบทิสไม่ตกหลุมพรางและเผชิญกับโรคระบาดทางจิต เจ้าหญิงนิทรา และโรคประสาทจนตกอยู่ในภาวะใกล้บ้า มันคงมีวิธีมากมายในการเทเลพอร์ตหนีอย่างต่อเนื่องจนสองสาวยากจะยับยั้ง
หากเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น แคทลียากับออเดรย์ก็จะรอให้โบทิสกลับไปยัง ‘เซฟเฮาส์’ เพื่อปล่อยฟอร์สออกมาสอบปากคำ เมื่อถึงเวลาที่เนตรผู้ส่องความลับกลับมาทำงาน พวกเธอจะสร้างอิทธิพลทางไกลเพื่อเปิดช่องว่างให้มิสเมจิกเชี่ยนอัญเชิญภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์
แต่ปัจจุบัน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับโบทิสที่เสียสติจนย้อนกลับไปเป็นปรกติไม่ได้อีกแล้ว แถมยังพยายามเปิดใช้งานสมบัติปิดผนึกลำดับ 0 อย่างเต็มกำลัง แคทลียาซึ่งอยู่ใจกลางสนามรบ รวมถึงออเดรย์ที่ซ่อนตัวอยู่ด้านนอกป่า ต่างลงมือทำในสิ่งคล้ายคลึงกันคือการนำยันต์โลหะโปร่งใส่ออกมาถือและเปล่งภาษาคนยักษ์:
“ดารา!”
นี่คือยันต์เทเลพอร์ตที่ไคลน์สร้างขึ้นเองโดยอาศัยลวดลายและอักขระที่บันทึกไว้บน ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’
ในเมื่อปราสาทต้นกำเนิดสามารถข้ามไประดมพลังของเส้นทางนักจารกรรมได้ ก็ย่อมต้องระดมพลังของเส้นทางผู้ฝึกหัดได้เช่นกัน!
สำหรับวัสดุที่จำเป็นในการสร้างยันต์ ทั้งปราชญ์พิศวงอย่างแคทลียา และนักท่องเที่ยวอย่างฟอร์สย่อมมีความรู้เชิงศาสตร์เร้นลับที่เกี่ยวข้องในระดับหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเดือดร้อนไปถึงเดอะฟูล
โบทิสแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ขณะสองสาววางแผนเตรียมถ่ายพลังวิญญาณเข้าไปในยันต์เพื่อเทเลพอร์ตหนีแล้วค่อยวกกลับมาตรวจสอบสถานการณ์ในอีกสองสามนาทีข้างหน้า แต่ไม่กี่อึดใจถัดมา ดวงตาซึ่งเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งของมันกลับต้องชะงักงัน
ไม่ว่าจะพยายามสักเพียงใด มันก็มิอาจเปิดชั้นล่างสุดของกล่องวันวานได้!
มันหนักมาก ราวกับถูกกดทับด้วยชั้นพลังที่มองไม่เห็นจำนวนมากจนไม่สามารถเปิดออก
โบทิสรู้สึกเหมือนตนกำลังพยายามเปิดโลกทั้งใบ ไม่ใช่กล่องหนึ่งกล่อง
ผ่านไปสักพัก มันตระหนักถึงบางสิ่งจนความบ้าคลั่งในดวงตาเลือนหายไปจนหมดสิ้น แทนที่ด้วยความประหลาดใจและสยองขวัญสุดขีด
แปะ แปะ ผิวกายโบทิสทยอยหลุดลอก เมื่อหล่นสัมผัสกับพื้น พวกมันเปลี่ยนตัวเองกลายเป็นหนอนส่องแสงระยิบระยับ
หนอนแมลงเหล่านี้มีลำตัวบิดงอเป็นครึ่งวงกลม รายล้อมด้วยวงแหวนแห่งแสงจนดูคล้ายประตูมายา
โบทิสผู้อยู่ในร่างสัตว์ในตำนานที่ไม่สมบูรณ์ ร่างกายพังครืนและสลายไปอย่างมิอาจยับยั้ง
ดวงตาทั้งสองหล่นจนเปื้อนดิน
ดวงตาเหล่านี้คล้ายกับถูกแช่แข็ง ความหวาดกลัวและตกตะลึงยังคงยกถูกรักษาไว้ในสภาพสมบูรณ์ เป็นอวัยวะที่ยังไม่สลายไปส่วนสุดท้ายของร่างกาย
จอมเวทลึกลับ ครึ่งเทพลำดับ 4 เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ
แปะ
กล่องวันวานสีเงินทึบที่เลี่ยมอัญมณีหลายชนิดหล่นลงมาอยู่ข้างดวงตาหนึ่งคู่ของโบทิส ภายนอกดูเหมือนกับกล่องหรูหราธรรมดาที่ตระกูลขุนนางชอบใช้
เหนือสายหมอกสีเทา ภายในวังโบราณ ไคลน์ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอกพร้อมกับลดคทาเทพสมุทรในมือลง
ชายหนุ่มกำลังระดมพลังของปราสาทต้นกำเนิดและเตรียมส่งพายุสายฟ้าลงไปก่อนที่โบทิสจะเปิดกล่องวันวานสำเร็จ แต่กลับกลายเป็นว่า นักบุญเร้นลับล้มเหลวในการงัดไพ่ตายออกมาแลกชีวิตกับสองสาว และเป็นฝ่ายเสียชีวิตไปเองอย่างเหนือความคาดหมาย
หลังจากซิลออกจากสนามรบ เธอสวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูลตามแผนที่วางไว้ ช่วยให้ไคลน์หาโอกาสเข้ามายังมิติเหนือสายหมอกและจับตามองสถานการณ์ผ่านดาวแดงของเฮอร์มิทกับจัสติส
และหลังจากย้ายสนามรบ ออเดรย์หาโอกาสสวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูล ไคลน์จึงสามารถส่งพลังไปยังโลกความจริงผ่านดาวแดงของเธอโดยตรง
เป็นเหตุผลว่าทำไมร่างต้นของออเดรย์ถึงมายังจุดนัดพบช้ากว่าเฮอร์มิท แคทลียา
“จากข้อมูลของอาโรเดส ชั้นล่างสุดของกล่องวันวานซุกซ่อนที่สิ่งน่าสะพรึงกลัวอย่างมากเอาไว้… เราเคยคิดว่าพระผู้สร้างแท้จริงจงใจมอบให้โบทิสใช้สร้างหายนะในช่วงเวลาวิกฤติ เป็นการสำแดงฤทธิ์เดชของเทพมาร… แต่กลับกลายเป็นว่า มันเปิดไม่ออก…” ไคลน์ชำเลืองไปทางดาวแดงตัวแทนมิสจัสตินและพบว่าผิวของดาวกำลังถูกเคลือบด้วยชั้นของแผ่นบางสีเทาเข้ม ส่งผลให้มิอาจมองเข้าไปหรือตรวจสอบสภาพปัจจุบันของมิสเมจิกเชี่ยน
นี่คือครั้งแรกที่มันเคยเผชิญสถานการณ์แบบนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างดีว่ากล่องวันวานลึกลับและน่าสะพรึงเพียงใด
นอกจากนั้น เวทมนตร์เจ้าหญิงนิทราและหอกลองกินุสของแคทลียา ช่วยให้มันผุดแนวคิดบางอย่าง
หลังจากฟังนิยามของพลัง ‘สำแดงความรู้’ ในชุมนุมย่อย ไคลน์เริ่มมองนิทานปรัมปราของแบร์นาแดตในแง่มุมใหม่
เดิมทีชายหนุ่มเข้าใจว่าจักรพรรดิแต่งนิทานเหล่านี้ขึ้นมาเองเพื่อเล่าให้ลูกสาวฟังโดยดัดแปลงจากนิทานของโลกเก่า หรือไม่ก็เป็นแบร์นาแดตที่รื้อฟื้นนิทานขึ้นมาหลังจากจักรพรรดิเสียชีวิตเพื่อเป็นการระลึกถึง แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นแบบนั้น เพราะนิทานบางเรื่องที่มีต้นกำเนิดก่อนยุคสมัยที่หนึ่งนั้นเข้าข่าย ‘ความรู้ในเชิงศาสตร์เร้นลับ’
กล่าวอีกนัยหนึ่ง นิทานเหล่านี้เคยเกิดขึ้นจริงและแพร่กระจายผ่านการบอกเล่าปากต่อปากหรือไม่ก็การบันทึก จากนั้นชนรุ่นหลังจึงมาทำการดัดแปลงเป็นนิทานกล่อมเด็ก
ทฤษฎีนี้สอดคล้องกับคำพยากรณ์ที่ว่า เมื่อดวงดาวเรียงตัวในตำแหน่งที่ถูกต้อง มหาต้นกำเนิดจะกลับมา… ศาสตร์เร้นลับเคยมีอยู่บนโลกเก่ามานานแล้วและไม่เคยหายไปไหน เพียงแต่ถูกผนึกไว้โดยบางสิ่งหรือไม่ก็พลังบางชนิด…
ถ้าเป็นแบบนี้ หลายๆ ตำนานของโลกสามารถอธิบายได้ง่ายดายจากอีกแง่มุมหนึ่ง… การมีอยู่จริงของหอกลองกินุสก็ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอีกต่อไป… ชักสงสัยแล้วว่าตำนานของจีนอย่างสวนดอกท้อแสนสวรรค์เกี่ยวข้องกับศาสตร์เร้นลับไหม… ไว้หลังจากนี้เราจะเล่าบางเรื่องให้มาดามเฮอร์มิทฟัง ดูว่าเธอสามารถสร้างเวทมนตร์จากมันได้หรือไม่…
เรายังไม่รู้ว่าแบร์นาแดตกลายเป็นปราชญ์พิศวงก่อนที่จักรพรรดิจะร่วงหล่นหรือไม่ เพราะถ้าใช่ ก็มีแนวโน้มว่าเวทมนตร์จากเทพนิยายเหล่านี้จะถูกจักรพรรดิสร้างขึ้นเป็นคนแรกในสมัยยังเป็นลำดับหนึ่ง จักรพรรดิความรู้… แต่ถ้าไม่ใช่ก็แปลว่าราชินีเงื่อนงำสร้างเวทมนตร์เหล่านี้ขึ้นเอง… แต่ไม่ว่าจะอย่างไหน จักรพรรดิก็น่าจะค้นพบว่า ‘เทพนิยาย’ ของโลกเก่าคือสิ่งเดียวกันกับ ‘ศาสตร์เร้นลับ’ และพยายามดึงพลังของพวกมันออกมาใช้งาน… น่าเสียดายที่ไดอารีจากแบร์นาแดตไม่มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกันเขียนไว้ ยากที่จะคาดเดาข้อเท็จจริง…
หรือการที่เขายืนกรานจะไปท่องดวงจันทร์ก็เพื่อที่จะยืนยันบางสิ่ง?
น่าเสียดายที่ตำนานส่วนใหญ่เป็นเรื่องแต่ง ไม่สามารถดึงพลังออกมาใช้ได้ รวมถึงนิยายจากยุคอินเทอร์เน็ตด้วย… ไคลน์ถอนหายใจแผ่วพลางเอนหลังพิงพนักสูง สายตาจ่อจออยู่กับการต่อสู้ของสองสาว
ณ ป่าเสื่อมโทรม แคทลียาและออเดรย์ที่ได้เห็นโบทิสทำลายตัวเอง เข้าใจกันโดยปริยายและเลิกถ่ายพลังวิญญาณเข้าไปในยันต์
ออเดรย์ที่อยู่ในร่างมังกรยังคงซ่อนตัวที่ใดสักแห่งด้านนอกป่า คอยระวังเหตุไม่คาดฝันจากครึ่งเทพของหน่วยพิเศษทางการที่อาจสัมผัสถึงความวุ่นวายและรุดหน้ามายังที่นี่
สำหรับแคทลียา เธอใช้สายลมส่งตัวเองมายืนอยู่ด้านข้างศพโบทิสโดยพยายามหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้กล่องวันวาน
เนื่องจากนักบันทึกมีพลังพิเศษหลากหลายชนิด สมบัติปิดผนึกที่พวกมันพกพาจึงต้องโดดเด่นและน่าสะพรึงโดยแท้จริง และส่วนใหญ่มักมาพร้อมผลข้างเคียงที่รุนแรง นอกจากกล่องวันวาน โบทิสยังมีสิ่งที่คล้ายกับกระเป๋าสีดำซึ่งเย็บติดเป็นเนื้อเดียวกับชุดคลุม
นอกจากสมบัติปิดผนึกก็ยังมีดวงตาหนึ่งคู่ ก้อนตะกอนพลัง และหนอนดวงดาวอีกราวสิบตัว – หนอนที่เหลือถูกทำลายไปหมดแล้ว
เมื่อพิจารณาจากความน่าสะพรึงที่กล่องวันวานแสดงให้เห็น รวมถึงเรื่องที่โบทิสคือสมาชิกระดับสูงของชุมนุมแสงเหนือซึ่งอาจเป็นหนึ่งในข้ารับใช้ของเทพมาร แคทลียาไม่บุ่มบ่ามเดินเข้าไปสัมผัส ด้วยเกรงว่าอาจเกิดอุบัติที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง
ก่อนหน้านี้เคยมีการปรึกษากันในชุมนุมย่อยถึงวิธีกับมือกับสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน พวกมันได้ข้อสรุปว่าหากมีเวลาและโอกาส ให้สังเวยทุกสิ่งให้กับมิสเตอร์ฟูลจึงค่อยจัดสรรกันบนมิติหมอก เพราะต้องไม่ลืมว่าสมบัติหลายชิ้นจะมอบผลข้างเคียงด้านลบทันทีที่สัมผัส และมีโอกาสสูงมากที่โบทิสจะครอบครองสมบัติปิดผนึกระดับ 0
สำหรับสมบัติปิดผนึกบางชิ้น เพียงแค่รู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของมันก็มากพอจะทำให้เสียชีวิตคาที่
จากคำอธิบายของเดอะสตาร์ เลียวนาร์ด หากเป็นไปได้ก็ไม่ควรไปสัมผัส สอบถาม หรือพยายามส่องความลับสมบัติวิเศษ มีเพียงตัวตนระดับสูงเท่านั้นที่สามารถมองข้ามผลข้างเคียงไปได้
โดยปราศจากความลังเล แคทลียาหยิบเทียนไขและเครื่องพิธีกรรมอื่นๆ ออกจากกระเป๋าของชุดคลุมหัวสีดำลายม่วง จากนั้นก็ลงมือประกอบพิธีกรรมสังเวยอย่างเรียบง่าย
ระหว่างนั้นก็เม้มริมฝีปากและผิวลม สร้างคนรับใช้ที่มองไม่เห็นให้คอยช่วยจัดแจง ผ่านไปเพียงสิบวินาที แท่นบูชาสำหรับพิธีกรรมสังเวยก็ถูกเตรียมเสร็จอย่างเรียบร้อย
หลังจากเอ่ยพระนามเต็มอันทรงเกียรติของมิสเตอร์ฟูลและใช้วัตถุวิญญาณเปิดประตูแห่งการสังเวยและรับมอบ แคทลียาถอนหายใจผ่อนคลายพลางนำดวงตา ตะกอนพลัง กล่องวันวาน และหนอนดวงดาวมาวางบนแท่นบูชา
ท่ามกลางเสียงสายลมพัดผ่าน วัตถุทั้งหมดลอยขึ้นและถูกดูดเข้าไปในบานประตูมายา
ได้เห็นฉากตรงหน้า แคทลียาเม้มริมฝีปากล่างด้วยนิ้วโป้งและชี้ เตรียมผิวปากอีกครั้งเพื่อสลายคนรับใช้ล่องหน
แต่หลังจากผิวปาก คนรับใช้ของเธอกลับยังแน่นิ่งประหนึ่งไม่มีหน้าที่ต้องฟังคำสั่งจากแคทลียา
เปลือกตาแคทลียากระตุกแผ่วเบา ก่อนจะยกมือขวาขึ้นมาในลักษณะกำหลวมและเตรียมใช้ ‘แตรเขาสัตว์เวทมนตร์’
ทันใดนั้นเอง กลุ่มอสรพิษสายฟ้าสีเงินสว่างโผล่ขึ้นจากอากาศว่างเปล่าเหนือแท่นบูชา จากนั้นก็ก่อตัวเป็นพายุแห่งการทำลายล้างและกระหน่ำจู่โจมใส่คนรับใช้ล่องหนด้านล่าง
ทุกสิ่งจบลงอย่างรวดเร็ว คนรับใช้ที่กลายพันธุ์ถูกทำลายโดยสมบูรณ์
แคทลียาถอนหายใจแผ่ว ก้มหน้าลงพลางกล่าวขอบคุณมิสเตอร์ฟูลจากก้นบึ้ง
จากนั้นก็ยุติพิธีกรรมและเก็บกวาดสิ่งของ ปิดท้ายด้วยการเก็บกวาดสถานที่ด้วยเวทมนตร์ ‘สโนว์ไวท์’ ซึ่งสามารถขจัดร่องรอยและทำนายถึง
สำหรับออเดรย์ เธอได้ใช้ยันต์เทเลพอร์ตเพื่อกลับไปก่อน
แคทลียามองไปรอบตัวและพิจารณาว่า มิสเตอร์ฟูลน่าจะปรารถนาให้จุดเกิดเหตุมีความเป็นพิธีการมากขึ้น จึงดึงไพ่ออกจากกระเป๋าเสื้อคลุมและโยนลงบนผืนป่าเสื่อมโทรม
ไพ่ปักลงบนดินครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นภาพชายชราหนึ่งคนกำลังถือไม้เท้าและตะเกียงแก้วนำทาง
ไพ่ทาโรต์ เฮอร์มิท
…………………………………………………
หลังจากนักบุญเร้นลับ โบทิส เข้าสู่โลกวิญญาณ มันเริ่มท่องเที่ยวทันที ปลายทางคือเขตซากสมรภูมิเทพ ณ สุดขอบตะวันออกของทะเลโซเนีย
แต่ทันใดนั้นเอง สมองของมันพร่ามัวกะทันหันก่อนจะหมุนตัวกลับและเดินออกจากโลกวิญญาณในตำแหน่งอื่น
จนกระทั่งโบทิสได้รับคำเตือนจากสัมผัสวิญญาณ จิตของมันทวีความตึงเครียด เมื่อสติเริ่มกลับมาคมชัดอีกครั้ง ภาพที่โผล่ตรงหน้าโบทิสคือผืนป่าเปล่าที่แทบจะไม่มีใบไม้ บริเวณโดยรอบทั้งเงียบเชียบและรกร้าง กึ่งกลางท้องฟ้ามีพระจันทร์แดงห้อยสูง
ในฐานะอดีตนักท่องเที่ยวและโหราจารย์ โบทิสทราบได้ทันทีว่าตนยังอยู่ในเบ็คลันด์ เพียงแต่ย้ายออกจากเขตใจกลางมายังชานเมืองรอบนอก
ขณะเดียวกัน มันเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตน
โลกแห่งจิตของมันถูกจิตใต้สำนึกของผู้อื่นรุกล้ำโดยไม่รู้ตัว และนั่นทำให้ตัดสินใจเปลี่ยนจุดหมายในช่วงเวลาสำคัญ!
ครึ่งเทพเส้นทางผู้ชม! เราไม่ทันสังเกตเห็น! รูม่านตาโบทิสพลันเบิกกว้างพร้อมกับสะท้อนภาพหนังสือมายาสีเงินสว่าง
หนังสือเล่มดังกล่าวถูกพลิกไปยังบางหน้าในครั้งเดียว
โบทิสยกมือขึ้นจับหว่างคิ้ว ดึงกลุ่มเมฆสีเข้มออกจากเกาะแห่งจิตใต้สำนึกซึ่งปรกติแล้วจะสัมผัสไม่ได้ จากนั้นก็โยนเข้าไปในเงาตัวเอง
เงาโบทิสแยกออกจากร่างหลัก บิดเบี้ยวและงอกเงยจนกระทั่งกลายเป็นร่างสตรีผู้หนึ่ง
อัศวินมืด เงาเสื่อมทราม!
นี่คือพลังที่โบทิสบันทึกจากนักบุญมืด คิสม่า สามารถสกัดความคิดที่เสื่อมทรามภายในใจและนำมาผสานเข้ากับเงา จนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตอิสระที่อยู่นอกเหนือความควบคุม
โบทิสให้มันเพื่อล้างจิตใต้สำนึกที่ไม่ใช่ของตัวเอง เป็นวิธีป้องกันมิให้ถูกจอมบงการควบคุมร่าง!
ขณะเดียวกันก็เป็นการโต้กลับของโบทิส หากครึ่งเทพเส้นทางผู้ชมที่ซ่อนตัวอยู่ไม่สามารถจัดการกับ ‘เงา’ ได้ทันเวลา จิตใต้สำนึกที่เธอแบ่งออกมาจะค่อยๆ กลายเป็นอิสระจนกระทั่งร่างต้นเสียสติ
ทันทีที่ขจัดอันตรายซ่อนเร้นทางจิตได้หมด โบทิสไม่ลังเลที่จะหนีจาก ‘สังเวียน’ ของศัตรูด้วยพลังเทเลพอร์ต
แต่ทันใดนั้นเอง จิตของโบทิสเกิดอาการกระสับกระส่าย มันรู้สึกว่าทุกสิ่งรอบตัวคือบ่อเกิดของความหงุดหงิดและรำคาญใจ ความเดือดดาลกำลังสุมในอกและต้องการหาที่ระบาย
หลังจากโบทิสพลิกหนังสือมายาสีเงินสว่างตรงหน้า ผืนป่าทั้งหมดพลันพังทลายพร้อมกับเสียงคำรามดังกึกก้อง ขณะเดียวกัน ‘เงา’ สีดำด้านข้างโบทิสหดตัวลงจนมีสภาพคล้ายลูกบอล
อาการทางจิตทำให้โบทิสรู้สึกหดหู่เหนือพรรณนา ไม่หลงเหลืองแรงจูงใจที่จะต่อสู้ รู้สึกว่าตัวเองไม่มีประโยชน์ เป็นภาระต่อโลกและคนใกล้ตัว
โรคระบาดทางจิต! ในการต่อสู้ก่อนหน้า โบทิสติดเชื้อจากโรคระบาดและเพิ่งเริ่มส่งผล!
การที่แคทลียาเลือกใช้เวทมนตร์ ‘หนูน้อยไม้ขีดไฟ’ ในตอนต้น ไม่ใช่แค่เพราะต้องการรบกวนพลังเทเลพอร์ตของโบทิส แต่ยังเป็นการช่วยกลบเกลื่อนร่องรอยให้ ‘บุคลิกเสมือน’ ของมิสจัสติสแทรกซึมเข้าไปในโลกแห่งจิตของโบทิสอย่างแนบเนียน จากนั้นก็แอบฝังเมล็ดพันธุ์ของโรคระบาดโดยยังไม่ไปกระตุ้นการทำงาน
ด้วยเหตุนี้ แม้การลอบจู่โจมจะล้มเหลว แคทลียากับออเดรย์ก็ยังกล้าที่จะใช้แผนสำรอง ทำทีแสร้งถอยเพื่อให้นักบุญเร้นลับ โบทิส และนักบุญมืด คิสม่า ตัดสินใจต่างคนต่างแยกย้ายเมื่ออันตรายจบลง
และในตอนสุดท้าย การเผาเถาวัลย์สีเขียวของแคทลียาซึ่งสร้างความโกลาหลครั้งใหญ่ คล้ายกับเธอต้องการดึงดูดความสนใจของหน่วยพิเศษของทางการเพื่อสกัดกั้นการไล่ล่าจากศัตรู แต่ในความเป็นจริง เธอทำเช่นนั้นเพื่อบีบให้นักบุญเร้นลับ โบทิส ล่าถอยทันทีโดยไม่มัวเสียเวลาตรวจสอบสภาพร่างกายในเชิงลึก
ลงเอยด้วย ท่ามกลางช่วงเวลาสำคัญขณะกำลังใช้เทเลพอร์ต ความคิดของมันถูกบุคลิกเสมือนของออเดรย์ดัดแปลงให้ลงจอดในเขตปลอดคนย่านชานเมืองกรุงเบ็คลันด์ – ทุ่งสังหารที่ชุมนุมทาโรต์เลือก
และในวินาทีที่มันขจัด ‘บุคลิกเสมือน’ ของจอมบงการเสร็จ ‘โรคระบาดทางจิต’ จะถูกกระตุ้นต่อทันที
อันที่จริง ถ้าตอนนั้นโบทิสใช้ ‘การเริ่มต้นใหม่แห่งชะตากรรม’ เร็วกว่าเดิมสักนิด มันอาจย้อนไปยังจุดที่ไม่ถูกบุคลิกเสมือนลอบแทรกซึม แต่โบทิสตัดสินใจเก็บไพ่ตายของตนไว้ใช้ในยามคับขันหลังจากเกือบถูกหอกลองกินุสแทงตาย ซึ่งในเวลาดังกล่าว โบทิสถูกบุกรุกโลกแห่งจิตนานเกินกว่าสามวินาทีแล้ว
ปัจจุบัน โบทิสที่กำลังหดหู่และพยายามต่อสู้กับอาการทางจิต มองเห็นก้อนด้ายมายากลิ้งออกจากความว่างเปล่าเบื้องหน้า
ด้านหลังก้อนด้ายดังกล่าว ด้ายสีสันสดใสทอดยาวออกไปอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด
มองไปตามเส้นด้ายจะพบแคทลียาที่แต่งกายในชุดคลุมหัวสีดำลายม่วง เดินออกจากโลกวิญญาณและย่างกรายเข้าหาหน้าโบทิสจากด้านหน้า
อันที่จริง เธอไม่มีความสามารถสำหรับไล่ตามศัตรูที่ใช้พลังขัดขวางการทำนาย แต่เธอสามารถเชื่อมต่อกับ ‘บุคลิกเสมือน’ ของจัสติสออเดรย์ได้เพราะเตรียมการไว้ล่วงหน้า!
ทันทีที่มาถึง แคทลียาหลับตาลงพร้อมกับสร้างภาพมายาของโลงศพขึ้นด้านหน้าโบทิส
โบทิสที่กำลังหงุดหงิดและหดหู่จนร่างกายอ่อนเพลียสุดขีด อดไม่ได้ที่จะหลับตาลงและเกิดความรู้สึกอยากทิ้งตัวลงไปนอน
เจ้าหญิงนิทรา!
อีกด้านหนึ่ง บุคลิกเสมือนของออเดรย์ที่อยู่ในรูปลักษณ์เงาดำต่ำทรามและใกล้กลายเป็นอิสระจากร่างต้นเต็มที ยกมือขึ้นมาสัมผัสหว่างคิ้ว
รูม่านตาของเธอกลายเป็นทรงรีแนวตั้ง ดวงตากลายเป็นสีทองซีดเย็นชา
จิตโบทิสแตกสลายในทันที ตามร่างกายมี ‘ฟองแสง’ จำนวนมากผุดขึ้น ภายในฟองแสงมีหนอนแมลงพยายามชอนไชออกมา หนอนดังกล่าวเกิดจากการควบแน่นของแสงดวงดาวโดยที่ส่วนหัวและหางเชื่อมต่อกับความว่างเปล่า
นักจิตบำบัด โรคประสาท!
พลังดังกล่าวสามารถทำให้เป้าหมายระเบิดอารมณ์อย่างท่วมท้นและคลุ้มคลั่งคาที่
เดิมที โบทิสติดเชื้อจากโรคระบาดทางจิตอยู่ก่อนแล้ว ร่างกายอยู่ในสภาวะไม่ปรกติ และในภายหลังยังได้รับอิทธิพลจากเวทมนตร์เจ้าหญิงนิทราจนอารมณ์ดำดิ่งสุดขีด การถูกจุดชนวนด้วย ‘โรคประสาท’ จึงทำให้ครึ่งเทพเริ่มแสดงสัญญาณของภาวะคลุ้มคลั่ง
ฉวยโอกาสดังกล่าว แคทลียาลืมตาขึ้นพร้อมกับยกมือขวา สร้างลูกบอลทรายจากแสงดาวและบังคับให้พวกมันหมุนวนบนฝ่ามือ
ผืนป่ายามค่ำคืนยิ่งทวีความมืดมิด พระจันทร์แดงเริ่มเลือนหาย แทนที่ด้วยดวงดาวพราวพรายจำนวนมหาศาล
ดวงดาวเคลื่อนคล้อยมารวมกลุ่มกันจนกลายเป็นเสาลำแสงขนาดมหึมาที่งดงาม ปกคลุมผืนป่ารอบตัวนักบุญเร้นลับ โบทิสอย่างท่วมท้น
ท่ามกลางความเจ็บปวด โบทิสที่ได้สติกลับมาหลายส่วนรีบทำให้ร่างกายตัวเองจางลง จากนั้นก็ใช้ ‘บลิงค์’ อีกหลายครั้งจนเกินภาพตกค้างนับสิบภายในป่า
ทว่า มันมิอาจบลิงค์ออกจากม่านดวงดาวไปได้ พลังเทเลพอร์ตก็เช่นกัน
ร่างโบทิสถูกแสงดาวลบเลือนไปทีละหนึ่ง ทั้งหมดทยอยทรุดตัวลงและสลายไปกับความว่างเปล่า จนกระทั่งเหลือบโบทิสคนสุดท้าย มันอยู่ในท่าคุกเข่าพร้อมกับวางมือหนึ่งข้างลงบนพื้น พยายามดิ้นรนเอาตัวรอดอย่างสุดชีวิต
ร่างกายโบทิสยับเยินสุดขีด ดวงตากลายเป็นสีแดงก่ำราวกับใกล้บ้าเต็มที
ขณะแสงดาวใกล้สิ้นสุดลง มันใช้บลิงค์เพื่อหลบหลีกการโจมตีบุคลิกเสมือนของออเดรย์
จากนั้นก็ยังคงใช้บลิงค์อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างภาพตกค้างใกล้กับแคทลียาและบุคลิกเสมือนของออเดรย์
หนึ่งใน ‘ร่างแยก’ ของมันใช้มือซ้ายจับห้วงมิติใกล้กับบุคลิกเสมือนของออเดรย์เพื่อสร้างมิติซ่อนเร้นกักขังศัตรู
จากนั้นก็บังคับให้อีกหนึ่งร่างแยกกางแขนออก อัญเชิญเสาลำแสงที่ท่วมท้นไปด้วยเพลิงศักดิ์สิทธิ์ให้ตกลงมายังด้านบนมิติซ่อนเร้นดังกล่าว
ถัดมา มันบังคับให้อีกหนึ่งร่างแยกแอบ ‘สลาย’ มิติซ่อนเร้น
ส่งผลให้เงาดำต่ำทรามที่เป็นบุคลิกเสมือนของออเดรย์ถูกลำแสงศักดิ์สิทธิ์อาบร่างและแผดเผาในพริบตา
ร่างแยกที่เกิดจากการ ‘บลิงค์’ ของโบทิส สามารถใช้พลังพิเศษของร่างต้นได้เพราะมีหนอนดวงดาวฝังไว้หนึ่งตัว แต่ก็มิอาจคงสภาพได้นานนัก
อีกด้านหนึ่ง นักบุญเร้นลับโบทิสกำลัง ‘ล้อมโจมตี’ แคทลียาจากทุกทิศด้วยการประเคนพลังพิเศษจำนวนมหาศาลภายในสองวินาที
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้แคทลียาต้องใช้เวท ‘ฉลองพระองค์ใหม่ของจักรพรรดิ’ อย่างต่อเนื่องเพื่อหลบหลีก ส่งผลให้เธอไม่สามารถโจมตีโต้กลับได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง เรียกว่าตกเป็นฝ่ายตั้งรับโดยสมบูรณ์
ไม่กี่วินาทีถัดมา การบลิงค์ของโบทิสเริ่มชะลอลง ความบ้าคลั่งในใจก็เริ่มถูกบรรเทา
แต่ทันใดนั้น สัตว์ยักษ์ขนาดมหึมาที่มีเกล็ดสีเทาหนาปกคลุมร่างโผล่ขึ้นด้านนอกป่า
ท่ามกลางบรรยากาศยามค่ำคืนที่ถูกฉาบด้วยแสงจันทร์สลัว ลมหายใจล่องหนพรั่งพรูมาจากด้านบนและท่วมท้นโบทิสไปพร้อมกับแคทลียา
ครึ่งเทพทั้งสองรู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่า จิตใจของพวกมันถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ร่างกายวิญญาณเจ็บแปลบประหนึ่งถูกเจาะทะลวง
ลมหายใจมังกรจิต!
ด้วยสภาพจิตใจที่ย่ำแย่เป็นทุนเดิม รวมถึงการผลาญไพ่ตายไปมากมาย โบทิสจึงมิอาจกระทำสิ่งใดได้นอกจากยืนเหม่อลอยด้วยสมองที่ว่างเปล่า ร่างกายสั่นเทาอย่างมิอาจหักห้าม
สำหรับแคทลียา เธอพกพา ‘กระดาษคนจันทรา’ ที่ได้รับจากเมจิกเชี่ยนฟอร์ส ช่วยให้ป้องกันการทะลวงจิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ!
แม้จะมิอาจขจัดผลด้านลบของลมหายใจมังกรจิตได้โดยสมบูรณ์ แต่ก็มากพอจะทำให้แคทลียาฟื้นตัวได้เร็วกว่า
นี่คือช่องว่างที่ใหญ่มากในการต่อสู้ระหว่างครึ่งเทพ!
ไม่กี่วินาทีถัดมา ดวงตาแคทลียาเริ่มกลับเป็นปรกติ ส่วนออเดรย์ที่อยู่ในร่างมังกรและกำลังซ่อนตัวด้านนอกป่า ลงมือใช้พลัง ‘ช่วงชิงจิตใจ’ ใส่โบทิสอีกครั้ง
แคทลียายกมือขวาขึ้นและควบแน่นหอกยาวสีเลือดโดยปราศจากความลังเล จากนั้นก็ขว้างไปทางนักบุญเร้นลับ โบทิส
คราวนี้โบทิสหมดสิทธิ์หลบหลีกหรือเอาตัวรอดโดยสิ้นเชิง หน้าอกของมันถูกหอกลองกินุสทะลวงผ่านอย่างโหดเหี้ยม
ร่างของมันชะงักงันเล็กน้อยก่อนจะทรุดลงโดยสมบูรณ์ แปรสภาพเป็นหนอนดวงดาวระยิบระยับจำนวนมาก
หนอนดวงดาวสลายไปบางส่วน บางส่วนกัดกินกันเอง และบางส่วนผสานเข้าด้วยกันในจุดห่างไกล กลายเป็นโบทิสในร่างใหม่
ดวงตาของโบทิสกำลังเหม่อลอย มันทรุดลงไปอีกครั้งพร้อมกับเผยให้เห็นร่างสัตว์ในตำนานที่อ่อนแอสุดขีด
ทันใดนั้นเอง ประตูมายาปรากฏขึ้นด้านข้างโบทิส เป็นบานที่มีสีเทาอมฟ้าและมีรูกุญแจทองเหลืองเจ็ดรู
ประตูมายาบานดังกล่าวเปิดออกอย่างรวดเร็วและพ่น ‘กล่องอัญมณี’ ที่เลี่ยมด้วยอัญมณีมากมาย
กล่องวันวานที่เคยถูก ‘เนรเทศ’ ถึงคราวกลับมายังโลกแห่งความจริง
โบทิสหยิบกล่องด้วยสายตาที่บ้าคลั่ง เผยรอยยิ้มแสนชั่วร้ายและกระหายเลือดก่อนจะออกแรงเปิดฝา
ชั้นล่างสุด!
……………………………………………..
หอกเปื้อนเลือดที่ดูเหมือนจะเก่าแก่จนไม่สามารถไล่ย้อนอดีตไปตรวจสอบ ทำการดูดซับสัมผัสทั้งหมดภายในห้องก่อนจะพุ่งทะลวงร่างนักบุญเร้นลับ โบทิส
ร่างโบทิสเจ้าของผมสีน้ำตาล พลันแข็งทื่อก่อนจะเลือนหายกลายเป็นบานประตูคู่สีดำเข้ม
ขณะเดียวกัน มันโผล่ขึ้นด้านหลัง ‘ประตู’ โดยอาศัยอยู่ในโลกคนละใบกับหอกอันน่าสะพรึง ทั้งที่ห่างกันแค่หนึ่งบานประตูกั้น
เสี้ยววินาทีถัดมา หอกเปื้อนเลือดพุ่งทะลุบานประตูคู่สีดำเข้าไปในมิติที่โบทิสอาศัยอยู่
โบทิสยังคงหนีด้วยวิธีเดิม ร่างกายถูกแทนที่ด้วยบานประตูมายาและหายตัวไปโผล่ด้านหลัง บ้างเป็นประตูที่สร้างจากรูปปั้นหินสองตัว บ้างเป็นประตูที่มีช่องว่างขนาดเท่ากับกำปั้นอยู่กึ่งกลาง บ้างเป็นประตูฝังตะปูสีเงิน บ้างปกคลุมไปด้วยลวดลายลึกลับ เป็นเช่นนี้ไปอีกหลายครั้งราวกับไม่มีวันจบสิ้น
หอกลองกินุสยังคงทะลวงผ่านประตูมายาทั้งหมดอย่างเงียบงันโดยไม่หยุดพัก ไม่ปล่อยให้นักบุญเร้นลับ โบทิส มีโอกาสหลบหนี
ภายในไม่ถึงหนึ่งวินาที หอกเปื้อนเลือดทะลวงผ่านประตูมายาไปเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งออร่าของมันเริ่มจางลง คมหอกประสบความสำเร็จในการแทงทะลุหน้าอกเป้าหมาย
ร่างโบทิสผุดรอยแตกจำนวนมาก ประหนึ่งชามกระเบื้องเคลือบที่หล่นตกพื้น
ท่ามกลางเสียง ‘เปรี้ยะ’ ร่างนักบุญเร้นลับกลายเป็นสีดำสนิทพร้อมกับแตกกระจัดกระจายเต็มพื้น
พวกมันดูไม่เหมือนร่างจริง แต่เหมือนเงามากกว่า
นี่คือพลัง ‘แทนเงา’ ซึ่งมันบันทึกมาจากนักบุญลำดับสาม ผู้เป็นบริวารของพระผู้สร้างแท้จริง
แต่แน่นอน หากปราศจาก ‘ชั้นประตู’ ที่ช่วยซับแรงกระแทกจากหอกลองกินุส โบทิสเชื่อว่ามีโอกาสสูงที่ร่างจริงจะแตกสลายไปพร้อมกับเงา
หลังจากเอาตัวรอดจากชุดการโจมตีสุดอลังการ โบทิสกัดฟันทนต่อความวิงเวียนที่ร่างสัตว์ในตำนานของแคทลียามอบให้และรีบสร้างงูยักษ์สีเงินไร้เกล็ดภายในดวงตา
งูตัวดังกล่าวมีขนาดใหญ่จนเต็มดวงตาโบทิส ผิวงูวาดลวดลายและสัญลักษณ์เต็มพรืดในลักษณะบรรจบกันเป็นกงล้อ
จากกงล้อหนึ่งเชื่อมกับอีกกงล้อหนึ่งจนดูคล้ายแม่น้ำมายาหลายสายไหลบรรจบ แม่น้ำเหล่านี้เรียงต่อกันไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นกงล้อยักษ์ที่พร่ามัวและไม่สมจริงซึ่งหมุนรอบตัวเองอย่างเชื่องช้า ภายในแต่ละกงล้อเล็กสุดมีลักษณ์ต่างๆ ซึ่งแสดงถึงอนาคตที่ไม่เหมือนกัน
ทันใดนั้น เศษชิ้นส่วนสีดำที่กระจัดกระจายบนพื้นกลับมาประกอบกันอีกครั้งจนกลายเป็นร่างโบทิส
หอกลองกินุสเปื้อนเลือดพุ่งถอยหลังด้วยความเร็วสูง ผ่านบานประตูมายาจำนวนมากที่มันเคยทำลายไป ประตูแต่ละบานก่อตัวกลับสู่สภาพสมบูรณ์ก่อนจะเลือนหาย จนกระทั่งหอกสีแดงกลับมาอยู่ตรงหน้าแคทลียาและเปลี่ยนกลับเป็น ‘ก้อนพลังงานสีดำ’
ออร่าอันน่าสะพรึงที่ทำให้ผู้คนหวาดผวา ทยอยเลือนหายไปราวกับกระแสน้ำที่พรั่งพรูออกจากห้อง
‘ก้อนสีดำ’ เปลี่ยนกลับเป็นหงส์ผิวแตกและมีดวงตาเต็มร่าง จากนั้นก็เปลี่ยนกลับเป็นสตรีที่แต่งกายในชุดคลุมหัวสีดำลายม่วง
ทุกสิ่งกลับคืนสภาพเดิมก่อนที่จะมีการใช้งานเวทมนตร์ ‘ลูกเป็ดขี้เหร่’
การเริ่มต้นใหม่แห่งชะตากรรม!
นี่คือหนึ่งในรางวัลที่นักบุญเร้นลับ โบทิส ได้รับจากการสร้างความพินาศให้ตระกูลอับราฮัม – สิทธิ์ในการบันทึกพลังจากผู้วิเศษลำดับหนึ่ง เทวทูตโชคชะตา โอโรเลอุส
แน่นอนว่าประสิทธิภาพยังห่างไกลจากต้นตำรับ พลังที่โบทิสบันทึกสามารถย้อนกลับได้เพียงสามวินาที และย้อนกลับได้เฉพาะพื้นที่แคบอย่างห้องสำหรับจัดชุมนุมลับ ไม่กว้างพอจะครอบคลุมทั้งหมดของหอพักชั้นแรก
ทันทีที่การเริ่มต้นใหม่จบลง นักบุญมืด คิสม่าลงมือทันทีราวกับรอคอยจังหวะนี้อยู่
เงาดำบิดเบี้ยวซึ่งเป็นวิญญาณต้อนแกะที่แข็งแกร่งระดับเอิร์ลผีดูดเลือด ทำท่ากางแขนประหนึ่งต้องการโอบกอดพระจันทร์สีแดง
ความมืดมิดรอบตัวแคทลียาเริ่มเคลื่อนไหว พวกมันเรียงตัวกันเป็นตรวนสีดำหลายเส้นและพันธนาการหญิงสาวแนบแน่น
เลือดเนื้อที่ปกคลุมพื้นห้อง ผนัง และเพดาน พุ่งเข้ามารวมตัวกันกลายเป็นอัศวินสวมเกราะดำถือดาบใหญ่
ในช่องว่างกะบังหน้าของอัศวินมืด แสงสีแดงเข้มสองจุดกำลังไหววูบขณะจดจ้องมายังสตรีสวมชุดคลุมหัวที่ยืนข้างรถม้าฟักทอง
เงาที่ปลายเท้าแคทลียามีชีวิตชีวาขึ้นมากะทันหัน พวกมันจับคว้าข้อเท้าของเธอและรัดไว้แน่น
อัศวินมืด บงการเงา!
จากนั้น อัศวินร่างยักษ์ผู้สูงเกือบถึงเพดานประหนึ่งเป็นตัวตนจากในตำนาน พุ่งเข้าใกล้เป้าหมายภายในก้าวเดียวพร้อมกับฟันดาบยาวในมือ
อีกด้านหนึ่ง หนังสือมายาสีเงินสว่างโผล่ขึ้นด้านหน้าโบทิสพลางพลิกเปิดอย่างรวดเร็วจนกระทั่งหยุดลงในบางหน้า
โบทิสยื่นมือซ้ายไปทางรถม้าฟักทองที่อยู่ห่างออกไปราวยี่สิบถึงสามสิบเมตร หมายจับคว้าสตรีลึกลับในชุดคลุมหัวสีดำลายม่วง
ทันใดนั้น แขนของมันยาวขึ้นและปกคลุมด้วยเมือกเหนียว ประหนึ่งเคลือบด้วยความชั่วร้ายนานาชนิด
ท่ามกลางเมือกเหนียว กะโหลกสีซีดงอกขึ้นจากท่อนแขน รวมถึงดวงตาที่เส้นเลือดปูดโปน ลิ้นที่มีฟัน และสิ่งพิสดารอีกมากมายที่ทำให้ทุกคนสัมผัสถึงความชั่วร้ายจากก้นบึ้ง
ภายในห้อง พื้นดินพลันเหือดแห้งและแตกระแหง แมลงสาบหลายตัวที่ยังมีชีวิตต่างแข็งทื่อและตายไป
ที่คือการโจมตีจาก ‘เทพหายนะ’ เซียอา ในสถานะพิเศษ!
ย้อนกลับไปในศึกนอกเมืองบายัม หลังจากโบทิสถูกดึงดูดด้วยถุงมือ ‘อินธน์’ จนหลงเข้ามาในสนามรบ มันทำทีเป็นหยิบถุงมือและเฝ้ามองสถานการณ์สักพักก่อนจะจากไป แต่ความจริงแล้วพยายามบันทึกพลังของเซียอาที่อยู่ในสถานะพิเศษอย่างสุดความสามารถ
หลังจากล้มเหลวอยู่หลายครั้ง ในที่สุดมันก็ประสบความสำเร็จด้วยความช่วยเหลือจากพรแห่งโชค แต่แน่นอนว่าตอนนั้นมีเวลาเพียงพอสำหรับบันทึกแค่พลังเดียว
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับท่อนแขนที่ชั่วร้ายและมืดมน สติของแคทลียาถูกความบ้าคลั่งปนเปื้อนเล็กน้อย ส่งผลให้เธอตอบสนองได้ไม่ทันท่วงที
ผนวกกับการถูกตรวนแห่งความมืดพันธนาการอยู่ก่อนแล้ว หญิงสาวทำได้เพียงยืนนิ่งในตำแหน่งเดิมพลางเฝ้ามองการฟาดฟันจากดาบยักษ์ของนักบุญมืด และมือซ้ายของนักบุญเร้นลับที่พยายามจับคว้าเธอ
ทันใดนั้นเอง เมื่อผนังห้องปราศจากเลือดเนื้อคอยตัดขาดจากโลกภายนอก สายลมล่องหนพลันพรั่งพรูเข้ามาพร้อมกับแรงระเบิด
ทันทีที่สายลมก่อตัว มันทวีความรุนแรงพร้อมกับพัดกวาด ‘จิตใจ’ ของนักบุญมืดและนักบุญเร้นลับ
จอมบงการ พายุจิต!
ขณะเผชิญกับอิทธิพลทางจิตที่พยายามแทรกซึมความคิด โบทิสไม่เพียงไม่ตกตะลึงหรือลนลาน ตรงกันข้าม มันขดมุมปากขึ้นเล็กน้อย
ในตอนที่กดปุ่ม ‘เริ่มต้นใหม่’ มันยังไม่ลืมว่ามีครึ่งเทพที่แข็งแกร่งอีกหนึ่งคนคอยซ่อนตัวสนับสนุนครึ่งเทพข้างรถม้าฟักทอง
การที่มันทำทีเป็นเพ่งสมาธิจดจ่ออยู่กับอีกฝ่าย นั่นเพราะต้องการล่อให้อีกคนเผยตัวออกมา!
ในรอยต่อระหว่างการใช้งาน ‘การเริ่มต้นใหม่แห่งชะตากรรม’ และ ‘สถานะพิเศษของเทพหายนะ’ โบทิสแอบสะกดจิตตัวเองอย่างแนบเนียนเพื่อบรรเทาอิทธิพลของ ‘ช่วงชิงจิตใจ’ และการพรั่งพรูของความรู้ที่เล่นงานในจังหวะก่อนหน้า วิธีนี้สามารถทำได้ง่ายดายโดยการแบ่งหนอนดวงดาว จากนั้นก็ทิ้งจิตอีกส่วนหนึ่งไว้คอยรับมือกับศัตรูที่ ‘ล่องหน’
เมื่อพิจารณาว่าการโจมตีก่อนหน้าเป็นแขนงหนึ่งของ ‘มังกรข่มขวัญ’ และการที่อีกฝ่ายซ่อนตัวได้แนบเนียน โบทิสมั่นใจอยู่หลายส่วนว่าผู้ช่วยของสตรีสวมชุดคลุมดำลายม่วงคือครึ่งเทพเส้นทางผู้ชม
ทันทีที่จิตโบทิสเริ่มวิงเวียนและถูกปิดกั้น เครือข่ายประสาทสัมผัสของมันแผ่กิ่งก้านอย่างรวดเร็วจนค้นพบแห่งที่มาของการโจมตี
แต่ทันใดนั้นเอง ข้อมูลซึ่งกำลังพรั่งพรูเข้ามาในหนอนดวงดาวกลับไม่ใช่ความรู้ที่ท่วมท้นและไร้สาระอย่างที่มันเข้าใจ
สมองของมันได้ยินเสียงพูดประมาณหลายพันคำในหนึ่งวินาที
“ในห้องใต้ดินของปราสาทร้างในป่าเดแลร์มีบานประตูทองแดงที่คอยผนึกการกัดกร่อน ยิ่งมีลำดับสูงเท่าไรก็ยิ่งได้รับอิทธิพลมาก…”
“อวกาศอันตรายมาก มีตัวตนลึกลับที่ไม่มีใครรู้จักคอยจับตามองตลอดเวลา…”
“เทวทูตมืดอาจเป็นบุคลิกด้านลบที่เทพสุริยันบรรพกาลแบ่งออกมา…”
“…”
อะไรกัน…? โบทิสผงะไปครู่หนึ่ง มันสัมผัสได้ว่าความคิดเหล่านี้เต็มไปด้วยอันตราย แต่ก็อดไม่ได้ที่จะอยากฟังต่อ
เพียงพริบตาที่มันเผลอ ศัตรูซึ่งค้นพบอย่างยากลำบากสบโอกาสหายตัวไปอีกครั้ง หลุดพ้นจากเครือข่ายประสาทสัมผัสอันแหลมคม ขณะเดียวกัน ฝ่ามือเทพหายนะที่พุ่งไปทางรถม้าฟ้าทองและเตรียมคว้าครึ่งเทพหญิงในชุดคลุมหัวสีดำลายม่วง พลันเชื่องช้าลงกะทันหัน
ในทำนองเดียวกัน นักบุญมืด คิสม่าเองก็ได้รับผลกระทบจากพายุจิต ส่งผลให้การเคลื่อนไหวแข็งทื่อเกือบวินาที
เมื่อพวกมันฟื้นคืนสติกลับมา แคทลียากำลังอ้าปากและพ่นเมล็ดถั่ว
ถั่วเจริญเติบโตกลายเป็นเถาวัลย์สีเขียวต้นหนาที่ช่วยพาแคทลียาหนีไปทางประตู ส่งผลให้เธอหลุดพ้นจากตรวนความมืดและฟื้นคืนอิสรภาพในการเคลื่อนไหวร่างกาย
วินาทีที่ดาบยักษ์ของนักบุญมืดและแขนแห่งหายนะของนักบุญเร้นลับปะทะกับร่างกาย พวกมันทำได้เพียงโจมตีโดนเงาดำจนแตกละเอียด แต่มิอาจสร้างรอยขีดข่วนให้กับร่างต้นของปราชญ์พิศวง
เมื่อครู่แคทลียาใช้เวทมนตร์ ‘ฉลองพระองค์ใหม่ของจักรพรรดิ’ เมื่อไม่เคยมีตัวตนอยู่ เธอย่อมไม่บาดเจ็บ!
วินาทีถัดมา ร่างของสตรีในชุดคลุมหัวสีดำลายม่วงพลันโปร่งใสและกลายเป็นฟองสบู่
กลุ่มฟองสบู่ลอยขึ้นฟ้าและสลายตัวอย่างรวดเร็วโดยไม่เหลือสิ่งใดทิ้งไว้ ส่วนเถาวัลย์สีเขียวงอกเงยขึ้นไปด้านบนพร้อมกับเผาไหม้ตัวเองจนบริเวณใกล้เคียงสว่างไสว
ทุกสิ่งกลับมาสงบสุขอีกครั้ง ราวกับการต่อสู้อันดุเดือดของครึ่งเทพเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
นักบุญเร้นลับ โบทิส และนักบุญมืด คิสม่า มองหน้ากันโดยไม่แปลกใจกับสถานการณ์
เห็นได้ชัดว่าหลังจากการลอบโจมตีล้มเหลว ครึ่งเทพศัตรูทั้งสองตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบและประเมินว่าพวกตนยากจะทำภารกิจให้สำเร็จ ไม่เพียงเท่านั้น ที่นี่คือกรุงเบ็คลันด์ หากลากความโกลาหลให้ยาวนานขึ้น ฝ่ายที่อันตรายจะเป็นตัวเอง จึงฉวยโอกาสหลบหนีโดยไม่รีรอ
และเพื่อให้หลบหนีอย่างราบรื่น ทางนั้นจงใจสร้างความวุ่นวายเพื่อดึงดูดความสนใจของหน่วยพิเศษประจำกรุงเบ็คลันด์
สำหรับ ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’ และผู้วิเศษเส้นทางผู้ฝึกหัดลำดับ 6 หรือ 7 คนดังกล่าว เธอเป็นเหยื่อล่อที่สละได้
เมื่อพยักหน้าให้กันเล็กน้อย โบทิสหยิบลูกบอลแก้วออกจากกระเป๋าเสื้อคลุมสีดำ จากนั้นก็ทำให้มันระเบิดและหลอมเป็นเนื้อเดียวกับความว่างเปล่า
มันเองก็พยายามลบร่องรอยและขัดขวางการทำนายถึง
โบทิสไม่กล้าแช่อยู่นานนัก แผนการขั้นถัดไปคือการเทเลพอร์ตกลับไปยังสำนักงานใหญ่ชุมนุมแสงเหนือและ ‘สอบปากคำ’ เหยื่อเพื่อเค้นหาความจริง จึงค่อยตัดสินใจว่าจะทำสิ่งใดต่อ
วินาทีถัดมา ร่างโบทิสโปร่งใสและหายไปอย่างรวดเร็ว ส่วนนักบุญมืด คิสม่าได้ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับเงามืดและรีบหนี ระหว่างทางคอยทำลายเบาะแสที่อาจถูกสาวถึงเป็นระยะ
……………………………………..
ด้านในชั้นบนสุดของกล่องวันวานที่ถูกเปิดค้างไว้มีโต๊ะยาว เก้าอี้ ฟอร์ส และตุ๊กตาอีกจำนวนหนึ่ง บ้างแน่นิ่ง บ้างเคลื่อนไหวซ้ำๆ ตามกลไก
ได้เห็นฉากตรงหน้า เส้นขนทั่วร่างโบทิสพลันลุกตั้งชั้น มันรู้สึกอย่างบอกไม่ถูกว่าตนกำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่ง
ขณะเตรียมใช้พลังกับสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ ในมือตัวเอง โบทิสเหลือบเห็นสตรีในชุดคลุมหัวสีดำลายม่วงข้างรถม้าฟักทอง ทำการเลื่อนมือขวาขึ้นมาป้องปากในท่ากำหลวม
แตรเขาสัตว์โบราณสีเข้มพลันควบแน่นในฝ่ามือหญิงสาว บรรยากาศรอบตัวหนักแน่นและทรงพลังขึ้นมาทันที
‘แตรเวทมนตร์’ แตรแห่งการทำลายล้าง!
รูม่านตาโบทิสเบิกกว้างทันที มันไม่สนใจปัญหาที่เกิดขึ้นกับกล่องวันวานอีกต่อไป รีบจับคว้าด้านหน้าด้วยมือขวา จากนั้นก็ยกสิ่งที่คล้ายกับฉากกั้นล่องหนขึ้น
ห้วงมิติที่มันยืนถูกบิดเบือนอีกครั้ง ร่างโบทิสหายไปและเข้าสู่ภาวะซ่อนเร้น
วู—!
แตรเขาสัตว์ในมือแคทลียาส่งเสียงแผ่วเบา เกิดเสียงสะท้อนภายในห้องโดยไม่เล็ดลอดออกไปด้านนอก
ท่ามกลางคลื่นเสียงที่ดังซ้อนทับ เงาดำแตกกระจัดกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อย พื้นห้องแตกร้าวเป็นทางยาว ห้วงมิติซ่อนเร้นของโบทิสมีสภาพคล้ายกับถูกค้อนยักษ์กระแทกใส่ พื้นผิวเต็มไปด้วยรอยแตกที่ถักสานเข้าด้วยกัน
อีกด้านหนึ่ง อัศวินร่างใหญ่ในชุดเกราะเต็มอัตราศึกสีดำพุ่งตัวออกจากเงามืด ในมือถือดาบยักษ์ที่ยาวและกว้าง เบ้าตาส่องแสงสีแดงเข้ม
นักบุญมือ คิสม่า
วู—!
แคทลียาเป่าแตรอีกครั้ง ทุกสิ่งภายในห้องถูกแช่แข็งทันทีและมีบางสิ่งคล้ายอำพันสีเหลืองปกคลุม
‘อำพัน’ แตกละเอียดอย่างเงียบงัน เช่นเดียวกันกับอัศวินเกราะดำ มันล้มลงพื้นจนร่างกายแตกกระจายกลายเป็นเศษแก้ว
มิติซ่อนเร้นที่บิดเบี้ยวเริ่มกลับสู่ความจริง
แต่นักบุญเร้นลับ โบทิส ฉวยโอกาสระหว่างรอยต่อการเป่าแตรทั้งสองครั้ง เสกบานประตูยามายาจำนวนมากขึ้นรอบตัว
บ้างเป็นประตูคู่ที่เปิดอ้าอย่างต้อนรับ บ้างปิดสนิทและลุ่มลึก บ้างปกคลุมไปด้วยลวดลายซับซ้อน และบ้างถูกเจาะตรงกลาง เผยให้เห็นความมืดมิดไร้ขอบเขตด้านใน
บานประตูมายาเหล่านี้มีจำนวนมหาศาล เรียงรายเบียดเสียดซ้อนทับ แทบจะห่อหุ้มนักบุญเร้นลับ โบทิสไว้ด้านใน
โบทิสไม่มัวคิดมาก และไม่มีเวลาให้คิดนานกว่านี้ มันรีบเปิดประตูมายาบานสีเทาอมฟ้าซึ่งมีรูกุญแจทองเหลืองเจ็ดรู จากนั้นก็รีบโยนกล่องวันวานที่กำลังจะเปิดชั้นกลางด้วยตัวเองเข้าไปด้านใน
นี่คือพลัง ‘เนรเทศ’ ของจอมเวทลึกลับ สามารถโยนสิ่งที่กำลังควบคุมเข้าไปในห้วงมิติปลายทางอันปั่นป่วน ประตูมายาแต่ละบานหมายถึงปลายทางที่แตกต่างกันไป มีทั้งอันตรายและโอกาสรอดผสมปนเป
การเนรเทศด้วยพลังดังกล่าวจะไม่ส่งผลถาวร ด้วยความแข็งแกร่งในปัจจุบันของโบทิส มันสามารถตัดขาดกล่องวันวานจากโลกแห่งความจริงได้เพียงยี่สิบวินาที และเมื่อครบกำหนด สมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ ก็จะถูกส่งกลับมายังข้างกายโบทิสผ่านประตูมายาบานเดิม
แต่เมื่อถึงเวลานั้น ‘การทรยศ’ ที่เกิดจากอิทธิพลของพลังศัตรูก็คงเลือนหายไปแล้ว
ในฐานะครึ่งเทพเส้นทางผู้ฝึกหัด โบทิสเคยเดินทางไปยังหลากหลายสถานที่ เคยพบเห็นหลายสิ่ง และเคยบันทึกพลังพิเศษหลายชนิด การตัดสินใจของมันจึงเกิดขึ้นอย่างฉับไวและแม่นยำ
ขณะเดียวกัน เศษอัศวินดำที่แตกกระจัดกระจายเต็มพื้นเริ่มดีดดิ้นและเรียงตัวใหม่ พวกมันแปรเปลี่ยนเป็นก้อนเนื้อแผ่นบางปกคลุมไปทั่วทุกซอกมุมห้อง
ในฐานะลัทธินอกรีตที่ต้องคอยซ่อนตัวในเงามืดของโลกความจริง ชุมนุมแสงเหนือเต็มไปด้วยคนบ้า แต่กระนั้น สันดานพื้นฐานของพวกมันกลับค่อนข้างระมัดระวังตัว หากยังไม่บรรลุเป้าหมายใหญ่ พวกมันจะไม่ทำอะไรโจ่งแจ้งจนไปดึงดูดสายตาหน่วยพิเศษของทางการ
แต่แน่นอน หากกำลังเผชิญวิกฤติเลวร้ายถึงขีดสุด พวกมันก็ไม่ลังเลเลยที่จะเปิดเผยตัวตนอันน่าสะพรึง
นอกจากนั้น นักบุญมืด คิสม่ายังหวังจะสกัดกั้นการมาถึงของกำลังเสริมศัตรู เป็นการแบ่งสนามรบออกเป็นหลายส่วน
เมื่อชั้นของเลือดเนื้อทยอยงอกเงยขึ้นจากพื้นห้อง ผนัง และเพดาน เงาดำที่บิดเบี้ยวและสั่นไหวร่างหนึ่งโผล่ขึ้นจากมุมห้อง
นี่คือหนึ่งในดวงวิญญาณที่นักบุญมืด คิสม่า ต้อนแกะ
แวมไพร์ทรงพลังจากดินแดนเทพทอดทิ้ง ตะกอนพลังของมันสอดคล้องกับ ‘ราชาหมอผี’ ลำดับสี่ แห่งเส้นทางจันทรา
หากคนเลี้ยงแกะทำการ ‘ต้อนแกะ’ ครึ่งเทพเข้าไป พวกมันสามารถปล่อยครึ่งเทพซึ่งมีร่างวิญญาณแข็งแกร่งออกมา ‘กินหญ้า’ ภายนอกได้อย่างอิสระ เพียงแต่จะไม่สามารถปล่อยได้มากกว่าครั้งละหนึ่งดวง เว้นเสียแต่คนเลี้ยงแกะจะพัฒนาไปเป็นลำดับ 3 ‘นักบุญสามหน้า’
ฉวยโอกาสที่แตรเขาสัตว์ของครึ่งเทพสตรีข้างรถม้าฟักทองกำลังเลือนหาย เงาดำที่เป็นราชาหมอผีใช้แขนกระชากดวงตาสีแดงของตัวเองออกมาจากเบ้าหนึ่งข้าง
ดวงตาดังกล่าวส่องประกายสีแดงเข้มข้น มอบความสว่างไปทั่วห้องในคราวเดียว ประหนึ่งพระจันทร์แดงกำลังเสด็จเยือนที่นี่
กระจกตาของมันกำลังสะท้อนภาพสตรีในชุดคลุมหัวสีดำลายม่วง
ทันทีหลังจากนั้น เงาดำที่เป็นราชาหมอผีขยับแขนข้างที่ถือดวงตาและทำการฉาบ ‘ดวงจันทร์’ ด้วยความมืดมิด
ความมืดอันเข้มข้นปรากฏขึ้นรอบตัวแคทลียา ส่งผลให้เธอมิอาจขยับเขยื้อนร่างกายจนดูคล้ายกับถูกแช่แข็ง
ได้เห็นฉากตรงหน้า นักบุญเร้นลับ โบทิสขยับขาหนึ่งก้าวเพื่อไปโผล่ด้านหลังศัตรู
โบทิส ‘บลิงค์’ อย่างรวดเร็วและต่อเนื่องจนกระทั่งรอบตัวแคทลียามีโบทิสถึงแปดร่าง!
นี่ไม่ใช่การสร้างร่างแยก แต่เป็นการ ‘บลิงค์’ ด้วยความเร็วสูงจนเกิดภาพตกค้างในตำแหน่งเดิม และภาพจะยังค้างไปอีกสักระยะ
โบทิสทั้งแปดร่างบ้างปล่อยพายุสายฟ้า บ้างควบแน่นหอกเพลิงสีขาวโชติช่วง บ้างห่อหุ้มร่างกายด้วยชุดเกราะสีดำและถือดาบใหญ่ที่ดูราวกับจะตัดขาดได้ทุกสิ่ง
ร่างที่แตกต่างกันและมีพลังไม่เหมือนกัน ต่างลงมือโจมตีหรือสะกดเหยื่อโดยพร้อมเพรียง และเป้าหมายคือแคทลียาเพียงคนเดียว
ทุกการกระทำของมันแทบจะไร้รอยต่อ จนกระทั่งร่างของโบทิส ‘บลิงค์’ ไปยังอีกมุมหนึ่งของห้องและกลายเป็นสีโปร่งใส ราวกับกำลังจะเลือนหายไป
โบทิสไม่มีความคิดที่จะสังหารศัตรู เพราะที่นี่คือเบ็คลันด์ หากความวุ่นวายจากการต่อสู้รุนแรงเกินกว่าจะควบคุมและแพร่กระจายเป็นวงกว้าง มันอาจต้องเผชิญหน้ากับเทวทูตของหน่วยพิเศษทางการ
ไอรีนโนเวล
การที่มันลงมือตอบโต้หนึ่งยกก่อนจะเทเลพอร์ตหนี เป็นเพราะต้องการสะกดศัตรูให้อยู่ในสถานะตั้งรับจนไม่สามารถขัดขวางการหลบหนีของตนและนักบุญมืด นี่เป็นกลยุทธ์พื้นฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย
แต่เมื่อไม่กี่วินาทีก่อน ภายในห้องหนึ่งด้านบนหอพักทรุดโทรม จัดจ์เมนต์ ซิลสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงที่ปรกติผ่าน ‘เสียงของจิตใจ’ ซึ่งเป็นพลังของมิสจัสติส
แม้จะกังวลอยู่หลายส่วน แต่เธอมิได้สูญเสียความเยือกเย็น ซิลลงมือตามแผนที่วางไว้โดยการกระโดดลงจากหน้าต่าง ม้วนตัวกลางอากาศและเปล่งเสียงพร้อมกับเล็งมือไปยังตำแหน่งเป้าหมาย:
“ที่นี่ห้ามเทเลพอร์ต!”
หลังจากลงมือเสร็จ หญิงสาวรีบออกห่างจากหอพักทรุดโทรมทันทีเพื่อไม่ให้ครึ่งเทพพวกพ้องเป็นห่วงเธอ
ด้วยการแทรกแซงดังกล่าว นักบุญเร้นลับ โบทิส เข้าสู่โลกวิญญาณล้มเหลว เส้นทางของมันถูกขวางไว้ด้วยประตูขึ้นสนิมหนึ่งบาน
สำหรับโบทิส ประตูลวงตาระดับนี้ไม่เพียงพอที่จะหยุดมัน แค่ใช้พลัง ‘เปิดประตู’ ของผู้ฝึกหัดและผ่านเข้าไปได้โดยตรง
แต่ทันใดนั้นมันสัมผัสได้ว่า มีการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปรกติเกิดขึ้นกับครึ่งเทพสตรีนิรนามผู้สวมชุดคลุมหัวสีดำลายม่วง!
กลุ่มแสงสีเงินสว่างปรากฏขึ้นในดวงตาแคทลียา พวกมันบรรจงเรียงร้อยจนกลายเป็นงูยักษ์ลึกลับ
นี่คือ ‘โชคชั่วคราว’ ซึ่งเกิดจากความรู้ที่ได้รับจากการวิเคราะห์เลือด ‘อสรพิษแห่งชะตา’ หนึ่งหยด
ไม่ว่าจะเป็นพายุสายฟ้าอันน่าสะพรึง หอกเพลิงโชติช่วง หรือการฟันของอัศวินเกราะดำ ทั้งหมดล้วนล้มเหลวโดยบังเอิญ ประหนึ่งแคทลียากำลังยืนใจกลางตาพายุ ไม่ว่าลมพายุจะกรรโชกสักเพียงใดก็ไม่มีทางโดนตัวเธอ
การโจมตีและการสะกดทุกชนิดที่พุ่งตรงเข้าหาเธอล้วน ‘ขัดขวางกันเอง’ จนมิอาจบรรลุผลลัพธ์ที่ต้องการ แถมยังช่วยให้เธอเป็นอิสระจากพันธนาการของ ‘ตรวนความมืด’ ได้ง่ายขึ้น
เพียงพริบตา แคทลียาโน้มตัวเล็กน้อยพร้อมกับเสกให้ ‘ขน’ มายาสีขาวงอกเงยบนแผ่นหลัง พวกมันไม่ใช่ปีกเทวทูต แต่เป็นปีกของ ‘หงส์’
‘ลูกเป็ดขี้เหร่’ กลายเป็นหงส์แสนสง่างาม
สำหรับคำถามที่ว่า ‘หงส์’ เกี่ยวข้องกับผู้วิเศษลำดับสี่ เส้นทางผู้ส่องความลับอย่างไร คำตอบนั้นไม่ซับซ้อน:
ร่างสัตว์ในตำนาน!
ลูกเป็ดขี้เหร่ที่โตไปเป็นหงส์!
นี่คือเวทมนตร์ทรงพลังซึ่งช่วยให้ปราชญ์พิศวงสามารถเผยร่างสัตว์ในตำนานได้อย่างปลอดภัยวันละหนึ่งครั้ง ครั้งละสิบวินาที
ผิวกายแคทลียาทยอยปริแตกทีละจุด โดยในจุดที่ปริแตก เลือดเนื้อด้านในรวมตัวกันกลายเป็นลูกตาสีดำและขาว
ดวงตาจำนวนนับไม่ถ้วนล้วนกวาดมองไปยังทุกทิศโดยรอบอย่างเย็นชา คล้ายกับพวกมันกำลังแผ่มวลความรู้มหาศาลให้แทรกซึมไปในอากาศ ทุกสิ่งที่ถูกกระแสความรู้เหล่านี้ชอนไชจะแปรเปลี่ยนเป็นความมืดสีดำที่พร่ามัว ดูคล้ายภาพวาดนามธรรมซึ่งขาดความสมจริง
เมื่อได้เห็นกลุ่มก้อนดวงตาสีดำเข้ม นักบุญเร้นลับ โบทิส และนักบุญมืด คิสม่าพลันวิงเวียนศีรษะเนื่องจากถูกพายุแห่งความรู้บุกรุกจิตใจ
ชั้นเลือดเนื้อที่กำลังปกคลุมทุกซอกมุมห้องพลันสั่นสะเทือนแผ่วเบา บ้างร่วงหล่นและบ้างยุบพองอย่างน่าขยะแขยง
ทันใดนั้น กระแสออร่าหนึ่งพุ่งทะลวงผ่านกำแพงเลือดเนื้อและพรั่งพรูเข้ามาในห้องชั้นหนึ่งของหอพักทรุดโทรม
นักบุญเร้นลับ โบทิส และนักบุญมืด คิสม่า ต่างพากันตกตะลึงเนื่องจากร่างกาย จิตใจ และวิญญาณของพวกมันอยู่ในสถานะที่มิอาจควบคุม
นี่คือ ‘มังกรข่มขวัญ’ ซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพจนมีชื่อใหม่ว่า ‘ช่วงชิงจิตใจ’ !
ฉวยโอกาสดังกลาว ร่างที่เต็มไปด้วยดวงตาและรอยปริแตกแปรเปลี่ยนเป็นก้อนพลังงานสีดำ จากนั้นก็ควบแน่นกลายเป็นหอกยาวหนึ่งเล่ม
เป็นหอกทรงโบราณ ตั้งแต่ด้ามจนถึงส่วนปลายมีรอยเลือดสีแดงเปรอะเปื้อนเป็นทางยาว
คมหอกแผ่บรรยากาศทำลายล้างและความกระหายเลือดที่ทรงพลัง ประหนึ่งเคยทำให้สิ่งมีชีวิตยิ่งใหญ่บางตนต้องเจ็บปวด
ท่ามกลางเสียงแหวกอากาศ หอกที่น่าสะพรึงพุ่งตรงไปยังนักบุญเร้นลับ โบทิสซึ่งกำลังยืนนิ่ง
สุ้มเสียงทั้งหมด รวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยส่วนใหญ่ภายในห้องพลันอันตรธานหาย แม้แต่พลัง ‘มังกรข่มขวัญ’ ก็สลายไปราวกับเป็นเรื่องโกหก มีเพียงปลายหอกเปื้อนเลือดที่กำลังลดระยะห่างจากร่างของโบทิสเข้าไปทุกที
หอกลองกินุส!
………………………………………………..
ภายในมิติที่ถูกซ่อน นักบุญเร้นลับ โบทิส หรี่ตาลงเล็กน้อยเนื่องจากจดจำได้ว่านั่นคือ ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’
ฉากตรงหน้าทำให้มันเลิกคลางแคลงข้อมูลจากนักบุญมืดทันที
มันรู้จักสมุดบันทึกเล่มนี้ดี และทราบว่าเป็นสมบัติวิเศษที่ตระกูลอับราฮัมหวงแหนมาก เรียกได้ว่าเป็นอาวุธที่แข็งแกร่งที่สุดในลำดับต่ำกว่าครึ่งเทพ และผลข้างเคียงก็น้อยมากจนแทบไม่ต้องกังวล
หึหึ… ในตอนที่ยังอยู่ลำดับกลาง เราปรารถนาสมุดเล่มนี้เหนือสิ่งอื่นใด แต่ตระกูลอับราฮัมกลับไม่เชื่อใจและไม่แยแสความต้องการของเรา… พวกมันได้รับบทเรียนแล้วหรือ? อา… ผู้หญิงคนนี้คงไม่ใช่เป็นทายาทของตระกูลอับราฮัมโดยตรง ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องดิ้นรนตระเวนหาวัตถุต้องสาปของวิญญาณอาฆาตโบราณด้วยตัวเอง… โบทิสพึมพำด้วยสีหน้าที่เริ่มเคร่งขรึม แต่ยังคงแฝงความตื่นเต้น
ตรวจสอบสภาพแวดล้อมสักพัก มันบรรจงสอดมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมสีดำ
โบทิสลากกล่องเครื่องประดับสามชั้นออกจากกระเป๋าที่ดูคล้ายเชื่อมต่อกับมิติอันกว้างใหญ่
กล่องใบดังกล่าวมีขนาดไม่เล็ก ยากจะถือด้วยมือข้างเดียว ผิวกล่องมีสีเงินทึบสลักลวดลายซับซ้อนและเลี่ยมด้วยอัญมณีราคาแพงอย่างทับทิม มรกต ไพลิน และเพชร ทำให้ดูหรูหราอลังการ
ขณะถือ ‘กล่องอัญมณี’ ไว้ในมือ โบทิสเผยสีหน้าหวาดกลัวเจือตื่นตระหนก ประหนึ่งกำลังย่างกรายเข้าไปใน ‘นรก’ หรือได้ยินเสียงเพรียกจากเทพมาร
…
ชุมนุมลับดำเนินไปตามปรกติ ฟอร์สเก็บ ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’ และหันมาจดจ่ออยู่กับบทสนทนาของผู้ร่วมงาน คล้ายกับกำลังมองหาคำตอบของบางสิ่ง
ระหว่างนั้นก็ประกาศความต้องการของตัวเองเป็นระยะโดยแลกเปลี่ยนกับทองปอนด์และวัตถุวิญญาณ แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองที่ตรงใจ
จนกระทั่งชุมนุมลับใกล้สิ้นสุดลง เจ้าของงานเริ่มจัดระเบียบให้ผู้ร่วมงานทยอยกลับด้วยทางออกที่แตกต่างกัน
เพียงไม่นานก็เหลือแค่ฟอร์สและผู้วิเศษอีกกลุ่มเล็กภายในห้อง
เมื่อได้รับสัญญาณจากผู้จัดงาน ฟอร์สยืนขึ้นและพยายามข่มใจไม่ให้ยืดเส้นยืดสาย จากนั้นก็เดินไปที่ประตูด้านข้าง
ทันใดนั้นเอง หญิงสาวตระหนักว่าร่างกายของตนกำลังแข็งทื่อ หมุนคอได้ยากลำบาก คล้ายกับของเล่นที่ข้อต่อชำรุด
จากมุมสายตา หญิงสาวพบว่าผนังสีเทาแปรเปลี่ยนเป็นสีเงินทึบ ประหนึ่งประกอบจากโลหะเม็ดเล็กจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ผิวหนังของผู้ร่วมชุมนุมที่เหลือและเจ้าของงานพลันสูญเสียความเต่งตึงที่มนุษย์ควรมี ดวงตากลายเป็นเหม่อลอย ร่างกายขยับแข็งทื่อราวกับตุ๊กตาตัวใหญ่
ภายในมิติที่ถูกซ่อน นักบุญเร้นลับ โบทิสเปิดกล่องอัญมณีชั้นบนสุดค้างไว้ได้สักพักแล้ว ด้านในกล่องมิได้หรูหราเหมือนภายนอก แต่เป็นฉากของห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง
ภายในห้องเล็กๆ ดังกล่าว เก้าอี้และโต๊ะยาวถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ มีตุ๊กตาขนาดเท่าฝ่ามือสองสามตัวกำลังนั่งหรือยืน ราวกับพยายามจำลองสถานการณ์จริงของโลกภายนอก
จากบรรดาตุ๊กตา มีตัวหนึ่งสวมชุดคลุมศีรษะ เผยให้เห็นคางโค้งมนที่งดงามและริมฝีปากแดงฉ่ำ ไม่ใช่นอกจากฟอร์ส
ตัวเธอ ผู้ร่วมชุมนุม และเจ้าของงาน รวมถึงห้องทั้งห้อง ถูกเปลี่ยนให้เป็นของเล่นและจับยัดเข้าไปในชั้นบนสุดของกล่องอัญมณีอย่างเงียบเชียบ!
ขณะเดียวกัน ห้องด้านนอกเหลือเพียงผนังสีเทา ปราศจากสิ่งอื่นโดยสิ้นเชิง
นักบุญเร้นลับ โบทิสยกมุมปากเล็กน้อย มือขวาออกแรงกดปิดผากล่องอัญมณี
เพียงลมหายใจเดียว มันประสบความสำเร็จในการควบคุมเป้าหมายอย่างน่าทึ่ง!
กล่องอัญมณีสามชั้นสีเงินทึบใบนี้คือสมบัติปิดผนึกระดับ ศูนย์ ที่มันขโมยมาจากตระกูลอับราฮัม
เนื่องจากไม่เคยตกอยู่ในมือของโบสถ์หลัก และข้อมูลก็แทบไม่เคยรั่วไหล จึงไม่มีเลขรหัสของสมบัติปิดผนึก
เท่าที่โบทิสทราบ กล่องอัญมณีใบนี้เกิดจากเทวทูตตระกูลอับราฮัมในยุคสมัยที่สี่ เทวทูตตนดังกล่าวชอบท่องไปในอวกาศท่ามกลางจักรวาลอันกว้างใหญ่ แต่มีครั้งหนึ่งที่มันกลับมาหาครอบครัวเพื่อพักผ่อน เทวทูตรายนี้เกิดร่วงหล่นอย่างเงียบงันภายในวังส่วนตัว ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด คล้ายกับได้เห็นสิ่งที่น่าสะพรึงที่สุดในชีวิต
สัตว์ในตำนานร่างสมบูรณ์ ตัวตนที่เคยถูกขนานนามให้เป็น ‘เทพรับใช้’ ในยุคสมัยที่สองกลับเสียชีวิตลงอย่างน่าประหลาดโดยไม่มีมูลเหตุ
ตะกอนพลังที่หลงเหลือได้ผสานเข้ากับศพและกลายเป็น ‘กล่องอัญมณี’ ซึ่งมีลักษณะแปลกไปจากสมบัติปิดผนึกทั่วไป ในเวลาดังกล่าว มิสเตอร์ประตู เบเทล อับราฮัมไม่เพียงจะไม่ทำลายทิ้งเพื่อเปลี่ยนกลับเป็นตะกอนพลัง แต่ยังมอบชื่อที่ค่อนข้างประหลาดให้มัน:
“กล่องวันวาน”
ชั้นบนสุดของกล่องวันวานมีพลังในการสับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมที่กำหนดกับภายในกล่อง โบทิสอาศัยพลังดังกล่าวเพื่อบรรลุเป้าหมายอย่างรวดเร็วและเรียบง่าย
ชั้นกลางของกล่องวันวานนั้นมีสถานที่ต่างๆ ถูกบันทึกเก็บไว้ เมื่อทำการปลดปล่อย ผู้ถือและสิ่งมีชีวิตในรัศมีจะถูกย้ายไปยังสถานที่ดังกล่าวทันที สามารถใช้ท่องอวกาศและสำรวจจักรวาลได้เหมือนกับที่เทวทูตของตระกูลอับราฮัมเคยทำ
สำหรับชั้นล่างสุดของกล่องวันวาน นักบุญเร้นลับ โบทิส รู้แต่ไม่กล้าคิด คล้ายกับที่มันไม่กล้าแตะต้องสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ ชิ้นนี้บ่อยนัก
แกร่ก หลังจากปิดผากล่องวันวาน โบทิสเหยียดแขนไปดึงกระจกเงาที่ฝังอยู่ในวังวนโปร่งใสกลับมา
หากจอมเวทลึกลับต้องการออกจากมิติซ่อนเร้นของตน มันต้องผ่านประตูพิเศษหรือไม่ก็สลายมิติซ่อนเร้นทิ้งไป
โบทิสเลือกอย่างหลังเพราะสะดวกและรวดเร็วที่สุด
เมื่อเงาดำเลือนหาย มิติซ่อนเร้นสลายตัวและขนาดของห้องกลับเป็นปรกติอีกครั้ง
โบทิสไม่มัวแช่อยู่นาน รีบเปลี่ยนร่างกายให้โปร่งใส
มันถือกล่องวันวานสีเงินทึบเลี่ยมอัญมณีเดินทางผ่านโลกที่มีสีสันฉูดฉาดซ้อนทับ เพียงไม่นานก็เทเลพอร์ตมาถึงปลายทาง จากนั้นไม่กี่วินาที โบทิสเดินออกจากความว่างเปล่าและเตรียมเข้าไปในซากสมรภูมิเทพผ่าน ‘หุบเหวน้ำตก’ ที่กั้นแบ่งทะเล
ผ่านไปสักพัก โบทิสเริ่มชะลอความเร็ว
ดวงตาของมันหรี่ลงพร้อมกับเปลี่ยนเป็นสีเข้ม ด้านในส่องประกายระยิบระยับ
ประหนึ่งกระจกตากำลังสะท้อนภาพอวกาศอันกว้างใหญ่
ละอองดาวจำนวนมากหมุนวนอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนให้ห้วงมิติบริเวณก้นหุบเหวเกิดพร่ามัว ทันใดนั้นเอง ทุกสิ่งที่โบทิสกำลังเห็นพลันถูกบีบอัดจนกลายเป็นเปลวไฟสีส้มสั่นไหว
เปลวไฟดังกล่าวขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ บนหัวไม้ขีด
ใช่แล้ว ทุกสิ่งที่นักบุญเร้นลับ โบทิส ได้เผชิญหลังจาก ‘สลายมิติซ่อนเร้น’ ล้วนเป็นภาพลวงตา ตัวจริงกำลังยืนนิ่งเท้าติดพื้น!
และภาพลวงตาทั้งหมดเกิดจากไม้ขีดไฟที่กำลังลุกไหม้
ไม้ขีดดังกล่าวถูกถือด้วยมือที่มีผิวพรรณละเอียด เจ้าของมือเป็นสตรีในชุดคลุมหัวสีดำลายม่วงเธอกำลังนั่งบนรถม้าฟักทองคันใหญ่ที่ทะลุผ่านกำแพงห้องเข้ามาครึ่งหนึ่ง
สัตว์ที่กำลังลากจูงห้องโดยสารคือหนูสีเทากลุ่มหนึ่ง
ไม่ใช่ใครนอกจากพลเรือเอกดวงดาว แคทลียา ที่มีรูปลักษณ์แตกต่างไปจากปรกติ
นี่คือผลลัพธ์จากพลัง ‘ซินเดอเรลล่า’ !
พลังสำคัญของ ‘ปราชญ์พิศวง’ ลำดับสี่ แห่งเส้นทางผู้ส่องความลับก็คือ ‘สำแดงความรู้’ ซึ่งเป็นการเน้นย้ำวลี ‘ความรู้คือพลัง’ ได้อย่างเห็นภาพชัดเจน
กล่าวคือ จอมเวทพิศวงสามารถนำความรู้เชิงศาสตร์เร้นลับของตนมาสร้างเป็นเวทมนตร์หรือคาถา ยิ่งเป็นความรู้ที่ไม่ค่อยมีคนทราบ เวทมนตร์ก็จะยิ่งทรงพลัง
ในทางกลับกัน หากนำความรู้หรือตำนานที่ทุกคนทราบอย่างแพร่หลายมาใช้งาน เวทมนตร์หรือคาถาก็แทบจะไร้ประสิทธิภาพ
แม้แคทลียาจะไม่เข้าใจว่าทำไมนิทานปรัมปราที่จักรพรรดิโรซายล์เล่าให้แบร์นาแดตฟังถึงมีพลังมหาศาลนัก แต่เธอก็ไม่รังเกียจที่จะเลียนแบบและนำบางส่วนมาใช้งาน
การจำแลงกายชั่วคราวเกิดจากเวทมนตร์ ‘ซินเดอเรลล่า’ ส่วนพลังที่สร้างภาพลวงตาหลอกโบทิสจนอีกฝ่ายไม่สามารถเทเลพอร์ตคือเวทมนตร์ ‘หนูน้อยไม้ขีดไฟ’
ขณะโบทิสสลัดหลุดจากภาพลวงตา ซินเดอเรลล่าผู้นั่งบนรถม้าฟักทองบรรจงก้าวลงจากห้องโดยสาร จากนั้นก็กางแขนออกเพื่อเสกไม้กางเขนยักษ์ขึ้นด้านหลังตน
แคทลียาทำท่าทางคล้ายกับกำลังแบกวัตถุมายาดังกล่าวไว้บนหลัง
ภายในห้องว่าง เทียนไขเล็มเล็กจำนวนมากพลันสว่างไสว เผยให้เห็นโต๊ะยาวที่เต็มไปด้วยเลือดเนื้อ
รอบโต๊ะมีร่างที่พร่ามัวจำนวนสามร่างกำลังถือก้อนเนื้อและกัดกินไม่หยุดพัก
คล้ายกับร่างทั้งสามสัมผัสถึงการจ้องมอง พวกมันบรรจงหันหน้ามาทางโบทิสโดยพร้อมเพรียง ฉากดังกล่าวทำให้หัวใจนักบุญเร้นลับเต้นระรัวอย่างไร้เหตุผล ขณะเดียวกันก็รู้สึกหนาวเย็นไปถึงส่วนลึกของดวงวิญญาณ
จากนั้นก็ได้ยินเสียงกัด เคี้ยว และกลืนอย่างต่อเนื่อง บรรยากาศเต็มไปด้วยความอาฆาตและหิวโหยโดยไม่เก็บซ่อน
เปลือกตาโบทิสกระตุกแผ่วเบา มันรีบก้มหน้าจ้องกล่องวันวานในมือ
กล่องลึกลับสีเงินทึบอยู่ในสภาพเปิดอ้ามาสักพักโดยที่มันไม่ทันรู้ตัว!
เวทมนตร์ที่แคทลียาเพิ่งใช้มีชื่อว่า ‘งานเลี้ยงแห่งการทรยศ’ ซึ่งเป็นข้อมูลเกี่ยวกับเทพสุริยันบรรพกาลที่ได้ฟังจากชุมนุมทาโรต์ ผลลัพธ์คือการทำให้เป้าหมายลงมือ ‘ทรยศ’!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พลังชนิดนี้คือไพ่ตายอันยอดเยี่ยมสำหรับกระตุ้นให้สมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ ทำการทรยศผู้ถือ
แต่หากไม่ใช่เพราะมีพรจากเดอะฟูลคอยคุ้มครองทุกครั้งที่เธอเฝ้าจับตามองการชุมนุม แคทลียาคงไม่กล้าใช้เวทมนตร์ชนิดนี้
ในวินาทีที่ ‘ตัวเอก’ ทั้งสามของงานเลี้ยงแห่งการทรยศตระหนักถึง ชะตากรรมเดียวของเธอคือการตายเยี่ยงสุนัขข้างถนนอย่างมิอาจขัดขืน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปราชญ์พิศวงคือตัวตนที่ชีวิตเต็มไปด้วยความเสี่ยง พลังส่วนใหญ่มาจากการเสี่ยงเดินบนขอบเหว เสี่ยงแอบฟังในสิ่งที่ไม่ควรฟัง และเสี่ยงแอบมองในสิ่งที่ไม่ควรมอง
หรือกล่าวได้ว่า ราชินีเงื่อนงำ แบร์นาแดตผู้สามารถสร้างเวทมนตร์จากนิยายปรัมปราที่บิดาเล่าให้ฟังเป็นการส่วนตัว คือปราชญ์พิศวงที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมีมาชนิดที่ไม่มีใครในรุ่นเดียวกันเทียบได้
ในที่สุด โดเรียนหยุดด้านข้างจดหมาย
มันโน้มตัวลงพร้อมกับเหยียดแขนขวา จับขอบกระดาษและหยิบขึ้นฝ่ามือสั่นเทา
คราวนี้โดเรียนตั้งใจมาก บรรจงอ่านทีละคำ ออกอาการสะดุดบ้างเล็กน้อยด้วยความสับสน ประหลาดใจ และเจ็บปวด
จดหมายจากฟอร์สมีเนื้อหาไม่มากนัก ใช้เวลาเพียงสามนาทีก็อ่านจบสองรอบ จากนั้นก็เงียบงันเป็นเวลานาน
แสงแดดจากนอกหน้าต่างส่องเข้ามาปกคลุมโต๊ะทำงานที่พลิกหงาย
ริมฝีปากของโดเรียน เกรย์ อับราฮัมขยับขึ้นลง แต่สุดท้ายก็ไม่มีเสียงเล็ดลอด
มันรีบเสียดสีกระดาษที่อยู่ระหว่างนิ้วชี้และนิ้วโป้งมือขวา จุดไฟสีแดงเข้มให้ลุกท่วมจดหมาย
จัดการทั้งหมดเสร็จ โดเรียนเก็บข้าวของ แปลงโฉม เดินออกจากบ้านเช่าเพื่อย้ายไปที่อยู่และใช้ตัวตนที่เตรียมไว้ล่วงหน้า
เมื่อทุกสิ่งเรียบร้อย มันนั่งลงริมโต๊ะทำงานพลางจ้องไปยังเครื่องประดับทองเหลือง ไม่มีใครรู้ว่ากำลังคิดสิ่งใด
จนกระทั่งแสงอาทิตย์อ่อนแรงลง โดเรียนขยับเปลือกตาพลางถอนหายใจแผ่ว
มันคลี่กระดาษจดหมายออก หยิบปากกาขึ้นมาเขียนสลับกับคิด
“…ผมดีใจมากที่ได้เห็นคุณย่อยโอสถนักบันทึกเสร็จสมบูรณ์ภายในเวลาไม่กี่เดือน… สิ่งนี้หมายความว่าคุณอาจก้าวไปถึงระดับครึ่งเทพได้…”
“…สิ่งเหล่านี้คือกุญแจสำคัญในการสวมบทบาทเป็นนักท่องเที่ยว อย่างน้อยก็เท่าที่ผมทราบ… แต่ผู้วิเศษทุกคนมีบุคลิกแตกต่างกัน การสวมบทบาทย่อมมีบางจุดที่ไม่เหมือนกันและไม่ควรเลียนแบบ… ผมไม่ได้หมายความว่าการสวมบทบาทของผู้อื่นนั้นผิด แต่ประเด็นสำคัญก็คือ บางสิ่งอาจสร้างความขัดแย้งภายในใจคุณอย่างรุนแรงจนส่งผลเสีย… ในบางครั้ง การปรับเปลี่ยนวิธีสวมบทบาทให้เหมาะสมกับตัวเองอาจทำให้ย่อยโอสถได้ช้าลง แต่นั่นจะเป็นประโยชน์มากกว่า มั่นคงมากกว่า… คุณต้องจำไว้ว่าเทคนิคสวมบทบาทเป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่เจ้าชีวิต…”
“…ผมตั้งตารอวันที่คุณย่อยโอสถนักท่องเที่ยวเสร็จสมบูรณ์ เมื่อถึงตอนนั้น ผมจะเตรียมวัตถุดิบและของขวัญที่เกี่ยวข้องไว้ให้…”
“…ผมค่อนข้างสนใจประเด็นเกี่ยวกับคำสาปตระกูลอับราฮัมที่สุภาพบุรุษคนดังกล่าวเอ่ยถึง… คุณคงสังเกตเห็นมานานแล้วว่าผมพยายามค้นคว้าเรื่องนี้อย่างหนัก ไม่อย่างนั้นคุณคงไม่คอยไถ่ถามเป็นประจำ…”
“…หวังว่าคุณจะได้รับข้อมูลในประเด็นนี้มากขึ้น…”
หลังจากเขียนตอบ โดเรียน·เกรย์·อับราฮัมหลับตาลงและพับกระดาษ
…
มกราคมปี 1351 ปีใหม่ของเบ็คลันด์รอบนี้หนาวเย็นกว่าปรกติหลายเท่า
ณ ห้องใต้ดินของบ้านหลังหนึ่งในเขตตะวันตก เทียนไขจำนวนหนึ่งกำลังไหววูบ มอบความสว่างให้กับแท่นบูชา เก้าอี้ และโต๊ะกลม
บริเวณสุดขอบแสงสว่าง ในจุดที่มืดสนิท ร่างหนึ่งสั่นไหวและยืดออก ลักษณะบางเฉียบคล้ายกับเงาดำมีชีวิต
ทันใดนั้น ร่างดังกล่าวเปล่งเสียงต่ำ
“มาถึงเร็วกว่าที่คิด”
ด้านข้างเทียนไข ร่างหนึ่งถูกวาดขึ้นอย่างรวดเร็วในจุดที่สว่างที่สุด
เพศชาย แต่งกายในเสื้อคลุมสีดำ ผมสีน้ำตาลหยักศกเล็กน้อย ดวงตาลุ่มลึกคล้ายกับซ่อนวัตถุมากมายไว้ด้านใน
ไม่ใช่ใครนอกจากนักบุญเร้นลับ โบทิส หนึ่งในห้านักบุญแห่งชุมนุมแสงเหนือ
โบทิสยิ้มและพูด
“สำหรับฉัน ระยะทางไม่ใช่ปัญหา”
มันดึงเก้าอี้ออกมานั่งและหันไปพูดกับเงาดำ
“ตรวจสอบละเอียดแล้วหรือ? ไม่มีอะไรผิดปรกติแน่นะ?”
เงาดำที่เกือบจะกลืนไปกับความมืด ตอบเสียงต่ำ
“ไม่มีอะไรผิดปรกติ”
“จริงหรือ?” โบทิสถามตามความเคยชิน “คิสม่า นี่ไม่ใช่กับดักแน่หรือ”
นักบุญมืดแห่งชุมนุมแสงเหนือ คิสม่า ส่ายหน้าและกล่าว
“เป้าหมายระมัดระวังตัวมาก ไม่ใช่การจงใจเปิดเผยแน่… หากไม่ใช่เพราะเธอต้องการซื้อวัตถุต้องสาปของวิญญาณอาฆาตโบราณ เราคงไม่เอะใจว่าเธออาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลอับราฮัม”
นักบุญเร้นลับ โบทิส ครุ่นคิดสักพักก่อนจะตอบ
“วัตถุต้องสาปของวิญญาณอาฆาตโบราณ… หนึ่งในวัตถุดิบหลักโอสถนักบันทึก… ฉันจำได้ว่าตระกูลอับราฮัมมีสมองของอัสมานเก็บไว้… หึหึ พวกมันไม่อยากมอบตะกอนพลังของนักบันทึกโดยตรง เพราะหวังว่าจะได้ทดสอบอีกฝ่ายไปในตัว… สมกับเป็นพวกตระกูลอับราฮัม หรือสรุปให้เข้าใจง่าย พวกมันไม่เชื่อใจใครทั้งนั้น”
นักบุญมืด คิสม่า กล่าวต่อไปโดยไม่สนใจคำพูดโบทิส
“หรือต่อให้เธอจะประกาศซื้อวัตถุดิบหลักของโอสถนักบันทึก แต่นั่นก็ยังไม่มากพอจะทำให้เราเกิดความสงสัย เพราะใช่ว่าสาวกทุกคนของเราจะมีความรู้เชิงศาสตร์เร้นลับระดับนั้น… แต่สิ่งทำให้เราเริ่มเอะใจคือการตั้งคำถามถึงผู้ฝึกหัดและอับราฮัม… เธอระมัดระวังตัวเองมาก ชุมนุมลับที่ประกาศซื้อวัตถุดิบหลักและตั้งคำถามเป็นคนละชุมนุม และในบางครั้งเธอก็จ้างให้สมาชิกคนอื่นในชุมนุมช่วยถามแทน… หากไม่ใช่เพราะพวกเรามีคนในทุกแวดวงและนำข้อมูลมาประกอบกัน ก็คงไม่มีทางสังเกตเห็น”
นักบุญมืด โบทิส พยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะตั้งคำถาม
“แล้วทำไมนายไม่ลงมือเอง?”
ภายในความมืด เงาดำลอยตัวพร้อมกับตอบเชื่องช้า
“สถานการณ์ในเบ็คลันด์กำลังตึงเครียด เหยี่ยวราตรี ทูตพิพากษา และจิตแห่งจักรกล กำลังดำเนินแผนกวาดล้างครั้งใหญ่ องค์กรของเราถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด… หากจัดการกับเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ถ้าไม่เกิดเหตุเหนือความคาดหมายก็คงไม่เป็นไร แต่มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น ตัวฉันที่ไม่ได้ต้อนแกะ ‘จอมเวทลึกลับ’ เข้าไปอาจหลบหนีไม่ทัน… นอกจากนั้น เจ้าคือคนที่สนใจตระกูลอับราฮัมมากที่สุดไม่ใช่หรือ?”
โบทิสยิ้มและกล่าว
“ฉันไม่ได้สนใจ… แค่อยากให้พวกมันตายไปให้หมด… เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง สิ่งสำคัญคือการถอนรากถอนโคนเสี้ยมหนามให้สิ้นซาก นี่คือปรัชญาในการดำรงชีวิตของฉัน”
ขณะกล่าว นักบุญเร้นลับหยิบลูกบอลแก้วออกจากกระเป๋าเสื้อคลุมสีดำ
ลูกแก้วดังกล่าวมิได้โปร่งใสหรือโปร่งแสง แต่ดูเหมือนค่ำคืนอันมืดมิด
อาศัยการลูบไล้ของโบทิสและการขยับปาก แสงสว่างเจือจางปรากฏขึ้นภายในลูกบอลพิสดาร
คล้ายกับหมู่ดาวที่บรรจงหมุนวน ในที่สุดพวกมันก็ก่อตัวเป็นฉากอันซับซ้อน
“อยู่ในขอบเขตที่รับได้…” โบทิสชำเลืองไปทางลูกบอลแก้วในมือขวาก่อนจะพยักหน้า
จากนั้นก็มองไปที่ ‘เงาดำ’
“ขอรายละเอียด”
หลังจากทราบว่าคืนนี้จะมีชุมนุมลับที่เป้าหมายอาจปรากฏตัว นักบุญเร้นลับ โบทิส ลุกขึ้นพูดกับนักบุญมืด คิสม่า
“ฉันต้องเตรียมความพร้อม”
ทันทีที่สิ้นเสียง มันหงายมือขวาพร้อมกับยกขึ้นแผ่วเบา ตามด้วยกำมือแน่น
ห้วงมิติโดยรอบพลันบิดเบี้ยวและหายไป
เทียนไข แสงไฟ โต๊ะกลม และเก้าอี้ที่เคยตั้งอยู่ล้วนอันตรธานหาย เหลือเพียงกระเบื้องและเพดาน
ผ่านไปสักพัก เมื่อเงาเริ่มขยับ ทุกสิ่งก็กลับเป็นปรกติ
ไม่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับนักบุญเร้นลับ โบทิส แต่ร่างของนักบุญมืด คิสม่า ถึงคราวโผล่ออกจากความมืด
มันจ้องไปทางโบทิสพลางกล่าวเสียงลุ่มลึก
“ความหวาดระแวงของนายมันเกินขอบเขต”
“แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่แย่ ฉันอยากสะสางปัญหาโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น” โบทิสตอบพลางยิ้ม “นายจะซ่อนอยู่ในเงาของฉันและตามมาช่วยสนับสนุนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องลงมือ ถ้าพบความผิดปรกติให้รีบหนีทันที”
“…ตกลง” นักบุญมืด คิสม่า ย่างกรายออกจากความมืด
ใบหน้าของมันทั้งอ่อนเยาว์และมีเสน่ห์ แต่คล้ายกับมีม่านสีดำแผ่นบางปกคลุมใบหน้า
หลังจากเข้าใกล้โบทิส เสียง ‘เคี้ยว’ ‘แทะ’ และ ‘ย่อย’ ดังขึ้นอย่างล่องลอย คิสม่าแผ่ความอาฆาตและหิวกระหายโดยไม่ปิดบัง
ฉากดังกล่าวทำให้แม้แต่ครึ่งเทพก็ยังสั่นสะท้าน
ดวงตานักบุญมืดแน่นิ่งสักพักก่อนจะหันไปสังเกตสีหน้าตกตะลึงของโบทิส
โบทิสขดมุมปากพลางเผยรอยยิ้มเจือความชั่วร้าย
ไม่กี่วินาทีถัดมา หนึ่งในพวกมันใช้เทเลพอร์ต ส่วนอีกคนใช้พลังผสานเงามืด พากันออกจากบ้านโดยพร้อมเพรียง
…
ณ รอยต่อระหว่างเขตตะวันออกและย่านสะพานเบ็คลันด์ ภายในหอพักทรุดโทรมหลังหนึ่งซึ่งห้องชั้นหนึ่งเชื่อมติดกันบางส่วน
เมื่อโบทิสเดินออกจากโลกวิญญาณ ยังเหลือเวลาอีกสองสามชั่วโมงกว่าชุมนุมลับจะเริ่มขึ้น จึงยังไม่มีใครมาถึง
มันมองไปรอบตัวก่อนจะเดินไปยังบริเวณเก้าอี้และโต๊ะยาวซึ่งอยู่ในสภาพรก
ตรวจสอบสภาพแวดล้อมสักพัก โบทิสเดินไปที่มุมห้องพร้อมกับดึงมือขวาในลักษณะคล้ายกับดึงผ้าม่าน
ห้วงมิติรอบตัวถูกปกคลุมด้วยเงามืดที่บิดเบี้ยวสักพักก่อนจะหายไป
เนื่องจากแถวนั้นไม่มีอะไรวางอยู่แต่แรก แถมยังไม่มีวัตถุสำหรับเปรียบเทียบอย่างชัดเจน จึงไม่มีใครตระหนักว่าห้วงมิติในจุดดังกล่าวหายไปบางส่วน อย่างมากก็สัมผัสได้ว่าระยะห่างระหว่างตัวเองกับกำแพงสั้นลงเล็กน้อย แต่ถึงจะตรวจสอบอย่างละเอียดก็คงไม่พบความผิดปรกติ
นี่คือพลัง ‘ซ่อนมิติ’ ของจอมเวทลึกลับ!
พวกมันสามารถใช้พลังดังกล่าวเพื่อแบ่งมิติออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งจะถูกซ่อนและต้องผ่านเข้าออกด้วยประตูพิเศษเท่านั้น
ในจุดที่ถูกตัดแบ่งและซุกซ่อน สภาพห้องยังเป็นปรกติทุกประการ บนพื้นมีกระเบื้อง บนฟ้ามีเพดาน และมีแมลงสาบคลานไปมา
แมลงสาบตัวดังกล่าววิ่งไปจนสุดทางจนกระทั่งถูกกีดขวางด้วยความมืดที่มองไม่เห็น
นักบุญเร้นลับ โบทิส มองไปรอบตัวจนกระทั่งหยุดสายตาที่วังวนโปร่งใสกลางอากาศ
นั่นคือ ‘ประตู’
ทุก ‘มิติ’ ที่ถูกซ่อนจะต้องมีประตูสำหรับเข้าออกเสมอ
โบทิสครุ่นคิดสักพักก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมสีดำ หยิบกระจกบานหนึ่งออกมาวางไว้ในตำแหน่ง ‘ประตู’
กระจกบิดเบี้ยวเล็กน้อยก่อนจะสะท้อนภาพของโลกภายนอก
เก้าอี้และโต๊ะยาวกำลังถูกวางอย่างระเกะระกะ
โบทิสคิดจะใช้กระจกบานดังกล่าวเพื่อตรวจสอบบรรยากาศภายในชุมนุมลับ
จากวินาทีกลายเป็นนาที ผู้วิเศษที่ปกปิดตัวตนด้วยวิธีการต่างๆ ทยอยเดินทางมาถึง
ในหมู่พวกมันมีบุคคลสวมชุดคลุมศีรษะที่เลือกนั่งตรงมุมหน้าต่างตามความเคยชิน บุคคลดังกล่าวหยิบสมุดเล่มเล็กขนาดเท่าฝ่ามือออกมาพลิกอ่านอย่างสบายใจ คล้ายกับกำลังทบทวนสิ่งที่จะถาม หรือไม่ก็กำลังตรวจสอบความพร้อมของตัวเอง
ด้านหลังเธอมีกระจกเงาธรรมดาแขวนอยู่บนผนัง
………………………………………..
มีโอกาสสูงที่เทวทูตมืด ซาสเรียจะเป็นบุคลิกด้านลบที่เทพสุริยันบรรพกาลแบ่งออกมา… มิสเตอร์ประตูเคยเป็นราชาเทวทูตที่แข็งแกร่งที่สุด… ตระกูลอับราฮัมมีสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ อย่างน้อยสองชิ้น เกิดจากตะกอนพลังของเทวทูตเส้นทางผู้ฝึกหัด…. กฎพื้นฐานของโลกใบนี้คือความบ้าคลั่งและโกลาหล… ความรู้เชิงศาสตร์เร้นลับกำลังดังก้องภายในใจเฮอร์มิท แคทลียา ส่งผลให้หญิงสาวเกิดความตะลึงและสัมผัสถึงน้ำหนักมหาศาล
หากไม่ใช่เพราะชุมนุมทาโรต์ซึ่งมีมิสเตอร์ฟูลคอยคุ้มครอง รวมถึงความช่วยเหลือจากเกอร์มัน·สแปร์โรว์ คงเป็นการยากที่แคทลียาจะเข้าถึงความรู้เหล่านี้ด้วยตัวเอง หรืออย่างน้อยก็ต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อแลกมา และถ้าไม่ระวังตัวให้ดี ระหว่างทางอาจเผลอดึงดูดความสนใจจากตัวตนลึกลับ หรือไม่ก็จมอยู่กับความบ้าคลั่งและเจ็บปวด
“ขอบคุณสำหรับค่าจ้างล่วงหน้า… พวกมันช่วยฉันย่อยโอสถได้มาก” แคทลียาลืมตาขึ้นและขอบคุณจากก้นบึ้ง
ตามแผนเดิม เธอเตรียมนัดพบราชินีเงื่อนงำทันทีที่ถึงเบ็คลันด์ และนั่นจะช่วยให้ได้รับความรู้บางส่วน เมื่อผนวกกับค่าจ้างล่วงหน้าของเกอร์มัน สแปร์โรว์ โอสถปราชญ์พิศวงของเธอก็น่าจะย่อยเสร็จสมบูรณ์ แต่น่าเสียดาย ไม่กี่วันก่อนที่แคทลียาจะมาถึงเบ็คลันด์ ราชินีเงื่อนงำ แบร์นาแดตได้เดินทางออกจากเมืองหลวงเพื่อตามหาเบาะแส ส่งผลให้แคทลียาผิดหวังอย่างรุนแรง
ได้ยินคำพูดเฮอร์มิท ไคลน์บังคับให้เดอะเวิร์ลหัวเราะแหบพร่า
“ทุกของขวัญมีราคาเสมอ”
ขณะเสียงดังกังวาน ชายหนุ่มหันไปผงกศีรษะให้สตรีทั้งจัสติสและเมจิกเชี่ยน เป็นการบอกใบ้ว่าประโยคเมื่อครู่หมายถึงพวกเธอด้วย
เมื่อชุมนุมย่อยจบลงและสมาชิกทุกคนทยอยออกจากปราสาทต้นกำเนิดจนครบ ไคลน์ลุกขึ้นและเดินกลับมายังหัวโต๊ะทองแดง นั่งลงบนเก้าอี้ของเดอะฟูล
ชายหนุ่มเอนหลังพิงเก้าอี้ วางศอกไว้บนที่พักแขน ทันใดนั้น ความว่างเปล่าถัดจากเก้าอี้ไคลน์พลันเกิดคลื่นกระเพื่อม
นี่คือจุดแสงแห่งการวิงวอนที่ภาพฉายหุ่นเชิดของไคลน์สร้างขึ้น เป็นสิ่งที่มีตั้งแต่ก่อนเริ่มชุมนุมย่อย แต่ไม่มีสมาชิกคนใดมองเห็นเนื่องจากไคลน์ใช้พลังปกปิดไว้ ปัจจุบันถูกทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม
ไคลน์เพ่งสายตาไปยังจุดแสงและขยายภาพให้กว้างไกล
บนโลกแห่งความจริง ภูเขามืดมิดกำลังเด่นตระหง่านในทัศนียภาพ บริเวณเนินเขามีโพรงถ้ำที่ทอดยาวลงมาด้านล่าง
เคยมีกลุ่มมนุษย์ที่รอดชีวิตจากมหาภัยพิบัติเข้ามาหลบอยู่ด้านใน แต่ในภายหลังได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นหุ่นเชิดของหมาป่าอสูรทมิฬ โคทาร์
ในระยะหลัง ไคลน์ตระเวนไล่ตรวจสอบสถานที่ซ่อนตัวเก่าๆ ของหมาป่าอสูรทมิฬจำนวนสามแห่ง แต่ก็ไม่ได้อะไรมากนัก
เหตุผลไม่ซับซ้อน และที่นี่เองก็เช่นกัน – ในโพรงถ้ำมีชายสวมชุดคลุมสีดำทรงโบราณและหมวกปลายแหลม หน้าผากกว้าง ใบหน้าผอมเพรียว กำลังนั่งเฝ้าอยู่
อามุนด์
คล้ายกับเทวทูตกาลเวลาสัมผัสถึงการจ้องมองจากปราสาทต้นกำเนิด มันเงยหน้าขึ้นพลางขยับกรอบแว่นและยกมุมปากขึ้น
“…” ไคลน์ถอนสายตากลับ กล้ามเนื้อใบหน้ากระตุกขณะพึมพำ “หลอนฉิบ… ใช่ว่าหมอนี่ไม่รู้จักอดีตของหมาป่าอสูรทมิฬสักหน่อย จำเป็นต้องทำลายเบาะแสที่เราต้องการให้หมดเลยหรือ? แถมยังมาถึงก่อนหน้าเราเล็กน้อยทุกครั้ง…”
หากไม่ใช่เพราะไคลน์จนปัญญาจะเอาชนะอีกฝ่าย มันคงจับอามุนด์แขวนและซ้อมจนสาแก่ใจ
ฟู่ว… ชายหนุ่มถอนหายใจยาวพร้อมกับส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริง
แต่งกายด้วยหมวกสีดำทรงกึ่งสูงและถือตะเกียงในมือ ไคลน์ยกเลิกภาพฉายและเดินออกห่างจากภูเขาโดยไม่หันหลังกลับ ตรงดิ่งเข้าไปในส่วนลึกของทุ่งกว้างที่แสนอันตราย
ย่างก้าวของไคลน์ปราศจากความลังเล ชายหนุ่มได้รับข้อมูลอย่างละเอียดของหมาป่าอสูรทมิฬ โคทาร์ จากเทพธิดารัตติกาล ส่งผลให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอุปนิสัย ธรรมชาติ และบุคลิกของ ‘เทพแห่งความปรารถนา’
การที่ไคลน์ยังต้องตระเวนสืบจุดซ่อนตัวเก่าของหมาป่าอสูรทมิฬ เป็นเพราะมันอยากยืนยันข้อมูลให้แน่ใจ ต้องไม่ลืมว่าทวีปตะวันออกคือดินแดนที่ถูกเทพทอดทิ้งมานานกว่าสามพันปี หมายความว่าหมาป่าอสูรทมิฬย่อมหลุดพ้นจากสายตาของเทพธิดารัตติกาลมาเป็นเวลานานแล้ว มีโอกาสสูงที่อุปนิสัยบางอย่างจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย หากวางแผนโดยยึดติดกับข้อมูลจากเทพธิดารัตติกาล มีโอกาสเล็กน้อยที่จะเกิดเหตุการณ์สั่งยิงถล่มเป้าหมายด้วยแผนที่ซึ่งยังเป็นข้อมูลเก่า
ภายใต้แรงกดดันจากอามุนด์และพระผู้สร้างแท้จริง โอกาสที่หมาป่าอสูรทมิฬจะเปลี่ยนนิสัยนั้นไม่ต่ำเลย… ตอนนี้อาจกลายพันธุ์ไปแล้วก็ได้ หรือไม่ก็สติแตกเนื่องจากความเครียด… ไคลน์อดไม่ได้ที่จะรำพัน
และจากประโยคข้างต้น คำว่า ‘หมาป่าอสูรทมิฬ’ สามารถเปลี่ยนเป็น ‘ไคลน์·โมเร็ตติ’ หรือ ‘โจวหมิงรุ่ย’ เพียงแต่ต้องเปลี่ยนกาลของประโยคให้เป็นอนาคต
อีกหนึ่งเหตุผลที่ไคลน์ยืนกรานจะไล่ตามอดีตของหมาป่าอสูรทมิฬก็คือ มันต้องการตบตาอามุนด์ว่าตนยังไม่มีข้อมูล
แต่แน่นอน ของแค่นี้ไม่มีทางหลอก ‘เทพแห่งการหลอกลวง’ ได้แน่ แต่ไคลน์ทำไปเพื่อให้ตัวเองได้รับ ‘ชัยชนะทางใจ’ เพื่อบรรเทาความเครียดและลดความถี่ในการรักษากับมิสจัสติสลง
จากเท่าที่ดู หมาป่าอสูรทมิฬยังคงมีสติและเหตุผลเหมือนกับในช่วงกลางและท้ายยุคสมัยที่สอง มิได้เสียสติและกระหายเลือดเฉกเช่นตอนแรกที่รวมเข้ากับตะกอนพลังใหม่ๆ … นิสัยประจำตัวยังไม่เปลี่ยน เป็นพวกขี้ระแวง ไม่เชื่อใจแม้กระทั่งหุ่นเชิดของตัวเอง ทุกครั้งที่ย้ายถิ่นฐานจะทิ้งหุ่นเชิดทั้งหมดพร้อมกับตัดการเชื่อมต่อ… ดูเหมือนว่ามันจะอพยพมาจากฝั่งตะวันออกจนถึงที่นี่… คิดถึงตรงนี้ ไคลน์พักสมองพลางหันไปยังทิศทางหนึ่งตามสัญชาตญาณ
สีหน้าชายหนุ่มทวีความเคร่งขรึม จากนั้นก็ยกมือขวาขึ้นมากดหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง
จากนั้น ไคลน์หมุนตัวและเดินไปยังทิศทางที่ดวงตาจ้องมอง
ทิศตะวันออก
ท่ามกลางความมืดมิดไร้ก้นบึ้ง ตะเกียงในมือชายหนุ่มคอยสร้างเงาดำแห่งความอ้างว้างเป็นระยะ ในสภาพที่เสื้อกันลมตัวยาวกลมกลืนไปกับยามค่ำคืน ฝีเท้าไคลน์เร่งขึ้นจากปรกติเล็กน้อย
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตราชินี ภายในคฤหาสน์สุดหรูของเอิร์ลฮอลล์
ออเดรย์นั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ภายในหัวครุ่นคิดเกี่ยวกับวิธี ‘ล่อเหยื่อ’ อย่างสมเหตุสมผล
ระหว่างนี้ เธอฉุกคิดถึงบางสิ่ง
นั่นก็คือ หากต้องการฟังเสียงจิตใจผู้ร่วมชุมนุมคนอื่นในระยะใกล้ เธอยังขาดวิธีที่มีประสิทธิภาพ
แม้จะเป็นครึ่งเทพลำดับสี่ แต่ออเดรย์ไม่สามารถบินหรือเทเลพอร์ต รวมถึงทักษะการในกระโจนไฟ ช่วงกลางคืนอาจสามารถทำสิ่งที่คล้ายกับเทเลพอร์ตได้ด้วยการท่องผ่านความฝัน แต่หากเป็นกลางวัน ตัวเลือกเดียวของเธอคือการเดินเท้า
อา… อันที่จริงเราก็ไม่ได้วิ่งช้านักหรอก แต่ถ้าวิ่งด้วยความเร็วที่มากกว่าหัวรถจักรไอน้ำ ผู้คนคงแตกตื่นไม่น้อย… นอกจากนั้น กรุงเบ็คลันด์ยังเต็มไปด้วยยอดฝีมือที่มองเห็นทะลุผ่าน ‘การล่องหนทางใจ’ ของเรา… ในทำนองเดียวกัน เราสามารถบินได้ด้วยร่างมังกร แต่นั่นยิ่งเตะตากว่าการวิ่งแข่งกับรถไฟเสียอีก… ตัวเราในปัจจุบันทำได้เพียงท่องทะเลจิตใต้สำนึกรวมด้วยร่างวิญญาณ ไม่สามารถพาร่างเนื้อไปด้วยได้… ออเดรย์อดคิดไม่ได้ว่าเธอควรซื้อสมบัติปิดผนึกที่มีพลังเทเลพอร์ต ไม่อย่างนั้นก็ต้องเดินหรือไม่ก็นั่งรถไฟใต้ดินในกรณีที่ปราศจากความฝัน
เป็นครึ่งเทพที่เรียบง่ายอะไรเช่นนี้… สมแล้วที่ชื่อเต็มคือครึ่งเทพครึ่งมนุษย์ แง่หนึ่งมีพลังพิเศษอันน่าสะพรึงเปรียบดังเทพ แต่อีกแง่หนึ่งก็มีด้านที่เป็นมนุษย์ธรรมดา… ออเดรย์จิกกัดตัวเองก่อนจะรวบรวมสติ
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตฮิลสตัน
ฟอร์สที่นั่งข้างเตาผิง วางหนังสือลงบนตักเพื่อใช้เป็นฐานรองเขียนจดหมาย
ในท่าจับปากกา หญิงสาวจ้องไปยังเส้นแนวนอนบนกระดาษ รวมถึงไพ่ทาโรต์ที่กระจัดกระจายบนพื้น
“มีอะไรหรือ? ไม่อยากโกหกอาจารย์? ไม่สิ… เธอไม่คิดจะโกหกเขาสักหน่อย… หรือไม่อยากหลอกใช้อาจารย์?” ซิลเดินไปก้มอ่านจดหมายก่อนจะเงยหน้าคุยกับฟอร์ส
ฟอร์สส่ายหน้า
“ไม่ใช่เรื่องนั้น… ฉันอาจรู้สึกผิดเล็กน้อย แต่ก็มั่นใจว่าตัวเองกำลังทำเพื่อตระกูลอับราฮัม… ฉันแค่ลังเล… บางทีหลังจากเขียนจดหมายฉบับนี้ ชะตากรรมของพวกเราอาจเปลี่ยนไปตลอดกาล”
“หา?” ซิลค่อนข้างตกตะลึง เพราะเธอจับใจความอะไรไม่ได้เลย
ฟอร์สถอนหายใจ
“สงครามทั้งในอดีตและปัจจุบันมิได้เป็นอันตรายกับพวกเรามากนัก ยังพอจะมีช่องทางให้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขต่อไป ฉันจึงไม่แทบไม่รู้สึกอะไรเลยกับสถานการณ์ตรงหน้า… พวกเราเปรียบดังคนที่ยืนริมน้ำ สามารถเฝ้ามองโลกดำเนินไปได้อย่างปลอดภัย… แต่หลังจากเขียนจดหมายฉบับนี้ เราอาจถูกจับโยนลงแม่น้ำและกลายเป็นหนึ่งในคนที่กระแสน้ำพัดพาไป”
ซิลซึ่งฟังอย่างเงียบงันสักพัก อ้าปากพูดอีกครั้ง
“ถ้าไม่เขียนจดหมายฉบับนี้ เธอคิดว่าเราจะหลีกหนีกระแสแห่งชะตากรรมพ้นหรือ”
ขณะกล่าว หญิงสาวหยิบไพ่ทาโรต์ขึ้นจากพื้น
หน้าไพ่เป็นภาพของเทวดากำลังเป่าแตรโดยที่ด้านล่างเป็นคนตาย
ไพ่จัดจ์เมนต์
ฟอร์สจ้องไพ่ทาโรต์สักพัก หลับตาลง สางผมและยิ้ม
“เข้าใจแล้ว… นี่คือชะตากรรมที่พวกเรามิอาจเลี่ยง”
หลังจากสวดวิงวอนถึงเดอะฟูล และหลังจากไพ่รับไพ่เมจิกเชี่ยน ชะตาชีวิตของเธอก็ถูกกำหนดไว้แล้ว
ในที่สุดปากกาในมือฟอร์สก็กดลงบนกระดาษจดหมาย
…
ท่าเรือพริสต์
โดเรียน เกรย์ อับราฮัมที่ออกจากสมาคมชาวประมงและเปลี่ยนตัวตน เปิดอ่านจดหมายของศิษย์
หลังจากชำเลืองสายตาอ่าน สีหน้าของมันสลับไปมาระหว่างความตกตะลึง ยินดี สงสัย และตื่นตระหนก
โครม!
โดเรียนวางจดหมายลงและทุบโต๊ะ ประหนึ่งกระดาษจดหมายมีสัตว์ประหลาดหรือคำสาปซ่อนอยู่
มันถอยไปยังอีกมุมหนึ่งของห้อง เปิดลิ้นชักหยิบบางสิ่งออกมา จากนั้นรีบเดินไปทางประตูและเตรียมจากไป
แต่เมื่อฝ่ามือสัมผัสกับด้ามจับทองเหลือง พฤติกรรมของโดเรียนค่อยๆ ช้าลงจนกระทั่งหยุดนิ่ง
มันบรรจงหมุนตัวกลับและจ้องไปยังจดหมายบนพื้นด้วยสีหน้าซับซ้อน
ผ่านไปไม่กี่วินาที โดเรียน เกรย์ อับราฮัมเดินตรงไปทางจดหมายด้วยย่างก้าวเชื่องช้า ฝีเท้าเจือความลังเลและต่อต้าน แต่กระนั้นก็ยังไม่หยุด ราวกับถูกปีศาจล่อลวงเข้าไปใกล้
……………………………………
วิธีที่นุ่มนวลกว่านั้น… เฮอร์มิท แคทลียาที่ขาดแค่ประสบการณ์ในศึกลำดับสูง ฉุกคิดบางสิ่งก่อนจะกล่าว
“ให้มิสเมจิกเชี่ยนเข้าร่วมชุมนุมลับต่างๆ ภายในเบ็คลันด์และเผยความสัมพันธ์กับตระกูลอับราฮัม ‘โดยบังเอิญ’ เพื่อดึงดูดความสนใจจากชุมนุมแสงเหนือ?”
เมื่อเห็นว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์ไม่ปฏิเสธ แคทลียาไตร่ตรองสักพักพลางมองไปยังอีกทิศทางหนึ่ง
“ส่วนวิธีที่จะทำอย่างไรให้สมเหตุสมผลโดยไม่เกิดความน่าสงสัย… การออกแบบขั้นตอนและกระบวนการ ‘เปิดเผยความจริง’ และการวางรากฐานในแต่ละชุมนุม พวกเราคงต้องฝากให้มิสจัสติสช่วยจัดการ”
ตามความเห็นของเธอ มีเพียง ‘จอมบงการ’ เท่านั้นที่สามารถเข้าใจจิตวิทยาของผู้ร่วมชุมนุมทุกคนอย่างแม่นยำ จนสามารถวางแผนได้อย่างเป็นธรรมชาติและสมเหตุสมผล ปราศจากร่องรอยและเบาะแสให้สืบสาว
“ตกลง” จัสติส ออเดรย์พยักหน้าเคร่งขรึม ภายในใจตื่นเต้นเล็กน้อย
เธอเสริมทันที
“แม้ฉันจะไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน แต่ก็จะพยายามทำให้ทุกสิ่งสมเหตุสมผลที่สุด”
…ทำไมเราถึงรู้สึกไม่ดีเลย… ทุกคนยังขาดประสบการณ์ ยกเว้นมิสเตอร์เวิร์ลที่เข้าร่วมปฏิบัติการไม่ได้… อา… มาดามเฮอร์มิทอาจมีประสบการณ์ด้านอื่นมากมาย แต่ยังไม่น่าจะเคยล่าใคร… นี่ไม่ใช่เกมสักหน่อย หากผิดพลาดแม้แต่นิดเดียวอาจทำให้ใครบางคนต้องตาย… ฟอร์สตัวสั่นอย่างมิอาจหักห้ามเมื่อตระหนักว่าทุกคนที่นี่รวมถึงเธอแทบไม่มีประสบการณ์การล่าจริง
อย่างไรก็ตาม เมื่อตระหนักว่ามิสจัสติสและมาดามเฮอร์มิทล้วนเป็นครึ่งเทพลำดับสี่ ส่วนตนกับเดอะสตาร์ต่างก็เป็นลำดับ 5 ฟอร์สพบว่าปัญหาอาจไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คิด เพราะท้ายที่สุด ทุกคนย่อมสั่งสมประสบการณ์มาในแบบของตัวเอง มิได้ว่างเปล่าโดยสมบูรณ์ นอกจากนั้นยังมีเกอร์มัน·สแปร์โรว์ นักล่าที่แข็งแกร่งที่สุดในห้าห้วงทะเลคอยให้คำปรึกษา
สมเหตุสมผล…วางแผน…จอมบงการ…นั่งฟังบทสนทนาระหว่างเฮอร์มิทกับจัสติส ไคลน์พึมพำคำสำคัญตามความเคยชิน
นั่นทำให้มันหวนนึกถึงประสบการณ์การใช้ 0-08 และถูกเล่นงานด้วย 0-08 จึงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาว
ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมลำดับหนึ่งของเส้นทางผู้ชมถึงมีชื่อว่า ‘นักประพันธ์’ เส้นทางนี้เชี่ยวชาญพัฒนาการที่สมเหตุสมผล แถมยังเปลี่ยนจากการ ‘ฝังการชี้นำ’ ไปเป็น ‘บังคับ’ ได้ในลำดับสูง…
“คุณไม่จำเป็นต้องวางแผนอย่างละเอียดในทันที ให้กลับไปนึกทบทวนอย่างรอบคอบเสียก่อน นอกจากนั้นยังต้องปรับแต่งแผนไปตามสถานการณ์จริง” เฮอร์มิท แคทลียาพยักหน้าไตร่ตรองก่อนจะผุดแนวคิดใหม่ “ระหว่างที่มิสเมจิกเชี่ยนเข้าร่วมชุมนุมลับ คุณควรซ่อนตัวในบริเวณใกล้เคียงเพื่อฟังเสียงหัวใจของผู้ร่วมชุมนุมทุกคนผ่านทะเลจิตใต้สำนึกรวม จะได้นำไปปรับใช้กับแผนขั้นถัดไปอย่างถูกต้อง”
ลำพังบุคลิกเสมือนแค่สิบสามบุคลิกจะเพียงพอหรือ? ผู้เข้าร่วมชุมนุมต้องมีมากกว่าสิบสามคนแน่… ไม่สิ เราสามารถสับเปลี่ยน ‘การจับตามอง’ เป็นระยะเพื่อสังเกตภาพรวมได้… จัสติส ออเดรย์วิเคราะห์ความเป็นไปได้ก่อนจะอืมในลำคอ
“ไม่มีปัญหา”
สำหรับเธอ หน้าที่ดังกล่าวเปรียบดังการซ้อมประเภทหนึ่ง ขณะเดียวกันก็เป็นการสวมบทบาท เพราะเธอไม่ได้ใช้พลังพิเศษเพื่อโน้มน้าวเป้าหมายโดยตรง แต่เป็นการชักนำโดยอาศัยข้อมูลจากสภาพจิตใจ ผ่านการกระทำ คำพูด และบท
เมื่อพบว่าทางฝั่งมิสจัสติสไม่มีปัญหา เฮอร์มิท แคทลียาหันมาทางเมจิกเชี่ยนอีกครั้ง
“เพื่อป้องกันการถูกโจมตีอย่างไม่คาดฝัน และเพื่อให้คุณเข้าใจสถานการณ์รอบตัวได้ดีขึ้น ฉันจำเป็นต้องฝังบางสิ่งไว้ในตัวคุณ”
“สิ่งนั้นคืออะไร” ฟอร์สถามอย่างรอบคอบ
แคทลียาชำเลืองไปทางเดอะเวิร์ลที่สุดขอบโต๊ะทองแดงยาว และเมื่อได้รับความยินยอมจากข้ารับใช้เดอะฟูล เธอยกมือขึ้นสัมผัสหว่างคิ้ว
ดวงตาสีใสคู่หนึ่งปรากฏขึ้นด้านหน้าหญิงสาว ปราศจากขนตา ดูเย็นชาและไร้อารมณ์
“นี่คือเนตรส่องความลับ หลังจากกลายเป็นปราชญ์พิศวง ฉันสามารถนำไปใส่ในตัวคนอื่นได้ ทุกสิ่งที่คุณเห็นฉันก็จะเห็น ถ้าอยู่ในภาวะซ่อนเร้นจะตรวจพบได้ยากมาก” แคทลียานิยามอย่างง่าย
ได้เห็นฉากตรงหน้า ไคลน์เอนหลังเล็กน้อยพลางถอนหายใจแผ่ว
ย้อนกลับไปในตอนที่มันหัดใช้เนตรวิญญาณครั้งแรก ไคลน์เคยเห็นสิ่งที่คล้ายกันจากด้านหลังลุงนีลล์
หากตอนนั้นตนมีความรู้เชิงศาสตร์เร้นลับเทียบเท่าปัจจุบัน ปัญหาคงถูกตรวจพบได้เร็วขึ้นและสถานการณ์อาจลงเอยในทิศทางที่แตกต่าง
ถ้าดวงตาพิสดารคู่นี้ถูกฝังไว้ในตัวเรา มาดามเฮอร์มิทย่อมต้องเห็นทุกสิ่งในตอนที่เราเข้าห้องน้ำ… เมจิกเชี่ยน ฟอร์ส สูดลมหายใจยาวพลางถามด้วยสีหน้าเจือความลังเล
“คุณคอยฝังดวงตาใหม่ทุกครั้งก่อนที่ฉันจะเข้าร่วมชุมนุมลับได้ไหม?”
“ถ้าเราติดต่อกันบ่อยเกิดไปอาจทำให้คนอื่นเกิดความสงสัย และนักบุญเร้นลับ โบทิสสามารถปรากฏตัวได้ทุกเมื่อ ไม่ใช่แค่ช่วงเวลาที่คุณเตรียมเข้าร่วมชุมนุม” เฮอร์มิท แคทลียาดันแว่นกรอบหนาบนสันจมูก “ไม่ต้องกังวล ฉันจะไม่ดูในสิ่งที่ไม่ควรดู”
นั่นเป็นบทเรียนที่เธอเคยลิ้มรสด้วยเลือดมาแล้ว
ฟอร์สเงียบไปสักพักก่อนจะถอนหายใจเชื่องช้า
“ก็ได้…”
เฮอร์มิท แคทลียาพยักหน้าเล็กน้อย
“หลังจากพบเบาะแสเกี่ยวกับตระกูลอับราฮัม ชุมนุมแสงเหนือจะลงมือสืบสวนอย่างแน่นอน และเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน พวกมันต้องส่งคนที่มีฝีมือเพียงพอมาทำงาน… ไม่ต้องสงสัยเลยว่านักบุญเร้นลับโบทิสคือคนที่สนใจเรื่องราวของตระกูลอับราฮัมมากที่สุด ประกอบกับการที่กรุงเบ็คลันด์ไม่เหมาะแก่การเสด็จเยือนด้วยร่างหลักของราชาเทวทูต โอกาสที่มันจะปรากฏตัวจึงมีสูงมาก”
ทันใดนั้น เดอะสตาร์ เลียวนาร์ดที่กำลังเอนหลังตั้งใจฟัง ยกมือขึ้นและพูด
“ไม่เสมอไป… จากข้อมูลของทางผม ในกรุงเบ็คลันด์ยังมีสมาชิกระดับสูงของชุมนุมแสงเหนือแฝงตัวอยู่อีกหนึ่งคน นั่นคือนักบุญมืด… หลังจากที่มิสเตอร์เอหายตัวไปอย่างเป็นปริศนา มันก็เข้ามาจัดระเบียบสถานการณ์แทน… เมื่อถึงตอนนั้น มีแนวโน้มสูงว่าบุคคลที่จะลงมือสืบสวนเบาะแสของตระกูลอับราฮัมอาจไม่ใช่นักบุญเร้นลับ แต่เป็นนักบุญมืด เพราะท้ายที่สุด กรุงเบ็คลันด์คือ ‘มุขมณฑล’ ของมัน”
ครึ่งเทพที่เราพบตอนลอบสังหารมิสเตอร์เอกซ์คือนักบุญมืด? ไคลน์พยักหน้าแผ่วเบาในระดับที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
แคทลียาคิดเผื่อไว้แล้ว เธอกล่าวกับเดอะสตาร์โดยปราศจากความลังเล
“เรื่องนี้อาจจะต้องรบกวนคุณ ฉันอยากให้คุณเพิ่มความเข้มข้นในการสืบสวนชุมนุมแสงเหนือ ทำให้พวกมันตกที่นั่งลำบากมากกว่าปรกติ… ด้วยวิธีดังกล่าว พวกมันจะไม่กล้าเคลื่อนไหวอย่างอิสระนัก เมื่อพบเบาะแสของตระกูลอับราฮัมในภายหลัง พวกมันจะขอการสนับสนุนจากเบื้องบนจนกระทั่งลงเอยด้วย ชุมนุมแสงเหนือจะส่ง ‘นักบุญ’ ที่เคลื่อนไหวได้สะดวกที่สุดอย่างโบทิสมาทำงาน”
เลียวนาร์ดไตร่ตรองงานของตนสักพัก จากนั้นก็พยักหน้า
“เข้าใจแล้ว”
ในฐานะหัวหน้าหน่วยถุงมือแดง มันมีอำนาจที่จะทำ
“คำถามก็คือ…พระผู้สร้างแท้จริงจะมองเห็นสิ่งเหล่านี้ไหม?” เลียวนาร์ดหันไปมองไคลน์
ไคลน์ครุ่นคิดสักพักก่อนจะกล่าว
“คุณอยู่ภายใต้ความดูแลของทวยเทพ”
เลียวนาร์ดถอนหายใจพลางหันไปพูดกับเฮอร์มิท
“หมดคำถามแล้ว”
เฮอร์มิท แคทลียาจับขาแว่นพร้อมกับจ้องไปทางจัดจ์เมนต์
“เราจะตีกรอบชุมนุมลับที่มิสเมจิกเชี่ยนเข้าร่วมไว้ในเขตตะวันออกและย่านสะพานเบ็คลันด์ แถบดังกล่าวคือถิ่นของคุณ ให้คอยระวังความผิดปรกติทุกชนิดและรายงานฉันเป็นระยะ”
“ตกลง” แม้ซิลจะค่อนข้างผิดหวังที่ตนทำได้แค่งานจิปาถะ แต่เธอก็ทราบดี ฝีมือของตนคงไม่เป็นประโยชน์ในการต่อสู้มากนัก
แคทลียาทำหน้าครุ่นคิดสักพัก
“คุณเป็นผู้พิพากษาใช่ไหม… อาจต้องคอยใช้พลัง ‘ข้อห้าม’ เป็นวงกว้างเพื่อรบกวนนักบุญเร้นลับ ถึงจะแสดงผลได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ แต่ก็ช่วยทำให้ชะงักได้ในจังหวะสำคัญ… อย่าได้สงสัยในฝีมือตัวเอง เชื่อฉันเถอะ ผู้วิเศษลำดับกลางสายสนับสนุนสามารถสร้างอิทธิพลกับนักบุญได้ในระดับหนึ่งแน่นอน”
การสนับสนุนของเราจะได้ผลก็ต่อเมื่อครึ่งเทพเป้าหมายกำลังปะทะกับครึ่งเทพคนอื่น… เมื่อผนวกการศึกษาที่ซิลได้รับตั้งแต่ยังเด็ก เข้ากับประสบการณ์ระหว่างทำงานให้เอ็มไอเก้า เธอเข้าใจความนัยของมาดามเฮอร์มิทได้รวดเร็ว
ตอนนี้แผนการเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการปรับแต่งตามข้อมูลจริงในภายหลัง
เมจิกเชี่ยน ฟอร์ส ถอนหายใจโล่งอกได้ไม่นานก็ฉุกคิดบางสิ่งได้ จึงรีบพูดขึ้น
“ก่อนหน้านี้มิสเตอร์เวิร์ลเคยกล่าวว่า โบทิสอาจครอบครองสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ไว้กับตัว พวกเราควรรับมืออย่างไร?”
อันที่จริง เธอไม่เคยมีประสบการณ์โดยตรงกับสมบัติปิดผนึกระดับ 0 มาก่อน รวมถึงไม่เคยเห็นใครเผชิญหน้ากับมันในระยะใกล้ แต่ฟอร์สเคยลิ้มรสความน่าสะพรึงของสมบัติปิดผนึกระดับ 1 ที่มิสเตอร์เวิร์ลยืมมาจากเดอะฟูล เมื่อพิจารณาว่าระดับศูนย์สูงกว่าระดับหนึ่งถึงหนึ่งขั้นเต็ม เธอพอจะทวีคูณความน่ากลัวของมันขึ้นไปอีกหลายเท่า นอกจากนั้นฟอร์สยังเคยได้ยินว่าสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ สามารถทำลายกรุงเบ็คลันด์ได้ง่ายดาย หรือแม้กระทั่งโลกทั้งใบ
เฮอร์มิท แคทลียากล่าวหลังจากเงียบงันไปสักพัก
“เราจะอาศัยการฟังเสียงจิตใจผู้คนของมิสจัสติสเพื่อค้นหาร่องรอยน่าสงสัย ขณะเดียวกันก็จะใช้ความเป็นเจ้าถิ่นของมิสจัดจ์เมนต์ในการตรวจสอบความผิดปรกติในพื้นที่ เมื่อเสริมพลังทำนายเข้าไปอีกชั้น พวกเราสามารถยืนยันได้ว่าเป้าหมายพกพาสมบัติปิดผนึกมาด้วยหรือไม่… แต่ถ้าทำทุกทางแล้วยังตรวจไม่พบ และนักบุญเร้นลับโบทิสยังคงพกพาสมบัติปิดผนึกชิ้นดังกล่าว คุณก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเกินไป มันจะไม่รีบฆ่าคุณแน่นอน แต่จะพาหนีไปยังสถานที่ปลอดภัยเพื่อสอบปากคำ และนั่นจะทำให้พวกเรามีเวลากีดกันมันออกจากสมบัติปิดผนึก…จงจำไว้ว่าสมบัติปิดผนึกไม่สามารถช่วยเหลือผู้วิเศษได้ตลอดเวลา…ในระหว่างนี้…ถ้าจำไม่ผิด คุณเคยบันทึกพลังพิเศษในลำดับสูงไว้จำนวนหนึ่งใช่ไหม? หากสถานการณ์ไม่สู้ดี อย่าลังเลที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อหลบหนี”
เท่าที่ฟัง… คุณเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน… ใบหน้าฟอร์สซีดลงอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นก็ฝืนยิ้ม
“ฉันจะทำให้เต็มที่”
เดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์ถือโอกาสพูด
“หากสถานการณ์คับขัน พวกคุณสามารถสวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูล… ผมจะขอให้พระองค์ประทานพรล่วงหน้าและมอบวิวรณ์บางส่วน”
เนื่องจากปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ส่งผลต่อร่างต้นไคลน์โดยตรง ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นไร แถมยังอาจเกี่ยวข้องกับสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ แม้ไคลน์จะควบคุมปราสาทต้นกำเนิดได้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ก็มิอาจทำนายเชิงลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เยี่ยมเลย… ฟอร์ส ซิล และคนที่เหลือต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เมื่อการชุมนุมย่อยใกล้ยุติ ไคลน์เหลือบมองไปทางเฮอร์มิทและกล่าว
“ดูเหมือนว่าภารกิจนี้คงไม่เสร็จภายในสิ้นปี… ผมจะจ่ายค่าตอบแทนคุณล่วงหน้า”
มันบีบอัดบางสิ่งให้กลายเป็นก้อนแสงสีซีดและผลักไปทางหญิงสาว
นี่คือมวลความรู้มหาศาลที่ไม่เคยเล่าให้แคทลียาฟัง
………………………………
เป็นมิตร? เมื่อได้ยินคำถามเกอร์มัน สแปร์โรว์ ฟอร์สแทบไม่เชื่อหู
ภาพของศีรษะมิสเตอร์เอกซ์ที่เต็มไปด้วยรอยแตกร้าว ความเหวอะหวะและคราบเลือด ปรากฏขึ้นภายในใจหญิงสาว
ขณะฟอร์สกำลังเรียบเรียงคำพูด จัสติส ออเดรย์ชำเลืองไปทางด้านข้างเล็กน้อยก่อนจะยิ้มให้เดอะเวิร์ล
“สิ่งที่จะทำให้ตระกูลอับราฮัมสัมผัสถึงความเป็นมิตรจากคุณ ไม่ใช่การกระทำของคุณ แต่เป็นสิ่งที่มิสเมจิกเชี่ยนเขียนลงในจดหมาย”
นั่นสินะ… ถ้าเราไม่ไปปรากฏตัวต่อหน้าอาจารย์ของมิสเมจิกเชี่ยนโดยตรง อีกฝ่ายคงรู้จักเราได้จากข่าวลือและสิ่งที่เธอเขียนบอกในจดหมายเพียงอย่างเดียว… ตราบใดที่เธอเล่าเรื่องดีๆ เกี่ยวกับเรา ทางนั้นก็จะมองเราในแง่ดีโดยไม่สนใจความเป็นจริง… ไคลน์พบว่าตนสามารถตอบคำถามของตัวเองได้ทันทีหลังจากไตร่ตรองเพียงเล็กน้อย
“อะ…?” เมจิกเชี่ยน ฟอร์สเข้าใจบางส่วนในประโยคที่มิสจัสติสพูด แต่ไม่ใช่ทั้งหมด
จัสติส ออเดรย์ชำเลืองไปทางเฮอร์มิท เดอะสตาร์ และหันกลับมาหาฟอร์ส
“คุณต้องเขียนบรรยายความเป็นมิตรของมิสเตอร์เวิร์ลให้อาจารย์รับรู้ ไม่ต้องเป็นความจริงทุกเรื่องก็ได้”
“แล้วควรเริ่มจากตรงไหน” ฟอร์สถามกลับ
ไม่ใช่ว่าเธอแต่งเรื่องไม่เก่ง ตรงกันข้าม นี่คือหนึ่งในความถนัดและพรสวรรค์ของเธอ แต่ปัญหาคือ การเขียนจดหมายเพื่อโน้มน้าวใจคนไม่เหมือนกับการแต่งนิยาย หากได้รับคำแนะนำจากนักจิตวิทยามากประสบการณ์ เธอคงเริ่มต้นได้ง่ายขึ้น
จัสติส ออเดรย์ร่างเนื้อหาจดหมายไว้ในใจแล้ว จึงตอบกลับอย่างไม่เร่งรีบ
“อาจารย์ของคุณต้องสังเกตเห็นการเลื่อนลำดับที่เร็วผิดปรกติของคุณแน่ และเมื่อผนวกเข้ากับความตายของมิสเตอร์เอกซ์ รวมถึงปัญหาปลีกย่อยด้านอื่น คงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเขาจะหวาดระแวงสังคมผู้วิเศษที่คุณเข้าร่วม”
“ใช่” ฟอร์สพยักหน้าแผ่วเบาจนแทบมองไม่เห็น เป็นนัยยืนยันคำกล่าวของมิสจัสติส
หากอาจารย์ของเธอ โดเรียน เกรย์ อับราฮัมเป็นคนประมาทเลินเล่อ คงไม่มีชีวิตยืนยาวจนถึงทุกวันนี้แน่ อาจถูกชุมนุมแสงเหนือจับตัวหรือไม่ก็ตายด้วยน้ำมือกองกำลังฝ่ายอื่นที่สนใจตระกูลอับราฮัม
จัสติส ออเดรย์กล่าวต่อ
“ในสถานการณ์เช่นนี้ เขากลับยังติดต่อกับคุณ มอบความรู้ มอบสูตรโอสถ และจัดหาวัตถุดิบให้คุณ หมายความว่าในแง่หนึ่ง เขายอมรับในอุปนิสัยและตัวตนของคุณ แต่ในอีกแง่หนึ่ง เขาคาดหวังให้คุณล้วงความลับจากสังคมผู้วิเศษแสนอันตรายที่คุณเข้าร่วม คาดหวังให้คุณพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นลำดับสี่… เราต้องฉกฉวยประโยชน์จากความคิดดังกล่าว”
เดิมทีออเดรย์ต้องการใช้คำว่า ‘อาศัย’ ที่ฟังดูเป็นมิตรกว่า ‘ฉกฉวย’ แต่หลังจากไตร่ตรองสักพัก เธอเลือกจะเผชิญหน้ากับความจริง
เมื่อเห็นเมจิกเชี่ยน ฟอร์สทำท่าตั้งใจฟังและจัดจ์เมนต์ เดอะสตาร์ และเฮอร์มิทกำลังรอคำพูดถัดไป ออเดรย์เม้มริมฝีปากล่างเล็กน้อย
“หลังจากที่กลับไป ให้คุณเขียนจดหมายถึงเขาและบอกว่าตัวเองกลายเป็นนักท่องเที่ยวเรียบร้อยแล้ว เพื่อทำให้อีกฝ่ายมีความสุขไปพร้อมกับประหลาดใจที่คุณเลื่อนลำดับได้รวดเร็วจนน่าทึ่ง… จากนั้นก็ตอบคำถามเขา เปรยว่าสุภาพบุรุษผู้ต้องการซื้อหนอนดวงดาวเคยเล่าว่า คำสาปโบราณของตระกูลอับราฮัมดูเหมือนจะมาจากตัวตนลึกลับที่ชื่อมิสเตอร์ประตู… นี่คือปัญหาที่อาจารย์ของคุณไม่เคยบอก แต่เขากำลังอยากทราบคำตอบเป็นอย่างมาก… ไม่ต้องสงสัยเลย เขาต้องหวาดกลัวสุภาพบุรุษคนดังกล่าวแน่นอน เพราะดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะทราบเรื่องที่คุณมีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลอับราฮัม… อย่างไรก็ตาม แม้ภายในใจต้องการหลีกให้ห่าง แต่ลึกๆ แล้วเขาก็ยังอยากทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำสาปและวิธีแก้ไข… ขณะเดียวกัน การแลกเปลี่ยนผ่านจดหมายจะทำให้เขารู้สึกปลอดภัยในระดับหนึ่ง อย่างมากก็แค่ย้ายที่อยู่และเปลี่ยนตัวตน หรือเปลี่ยนวิธีรับจดหมายให้ซับซ้อนขึ้น แต่มีโอกาสสูงที่เขาจะยังไม่ตัดขาดการเชื่อมต่อ… รักษาความสัมพันธ์แบบนี้ไว้ ค่อยๆ เปิดเผยเนื้อหาสำคัญมากขึ้นทีละนิด ปลุกความอยากรู้อยากเห็นในตัวอาจารย์และฉวยโอกาสดังกล่าวสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้มิสเตอร์เวิร์ล จนกระทั่งอาจารย์ของคุณสัมผัสถึงความเป็นมิตร”
กล่าวจบ ออเดรย์เว้นวรรคและหันไปมองเกอร์มัน·สแปร์โรว์อีกครั้ง
หญิงสาวเล็งเห็นว่าเดอะเวิร์ลพยายามตีสนิทตระกูลอับราฮัมเพราะมีคำขอร้องบางอย่าง แต่เธอไม่ใช่นักพยากรณ์ และมิอาจอ่านความคิดของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ จึงเป็นเรื่องปรกติที่จะคาดเดาไม่ได้
ไคลน์พยักหน้าพลางยิ้มเยือกเย็นให้เมจิกเชี่ยน
“หลังจากสายสัมพันธ์ดังกล่าวถูกสร้างขึ้น ผมมีบางสิ่งจะขอร้องอาจารย์คุณ โดยแลกกับคำสัญญาว่าขจัดคำสาปให้ตระกูลอับราฮัม”
จากข้อมูลของแม่มดทริสซี่ ไคลน์พอจะเล็งเห็นวิธีขจัดคำสาปให้ตระกูลอับราฮัม แต่ก็ไม่คิดจะใช้สิ่งนี้แลกเปลี่ยนกับสูตรโอสถจอมเวทท่องมิติหรือสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์โดยตรง
แง่หนึ่งเพราะมูลค่าของทั้งสองสิ่งแตกต่างกันเกินไปจนไคลน์รู้สึกผิดในที แต่อีกแง่หนึ่งเพราะชายหนุ่มไม่อยากนำมิสเตอร์ประตูผู้ทรงพลังและอันตรายกลับมายังโลกความจริง มันไม่อยากเป็นต้นตอที่ทำให้ผู้บริสุทธิ์จำนวนมากเดือดร้อน
สิ่งที่ชายหนุ่มกำลังวางแผนคือ วิธีที่จะ ‘บรรเทา’ ความรุนแรงของคำสาปในระดับหนึ่ง กล่าวคือคำสาปจะยังคงอยู่ แต่จะไม่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันของตระกูลอับราฮัม และยังสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้เล็กน้อย
อย่างนี้นี่เอง… ผู้วิเศษลำดับกลางถึงสูงของเส้นทาง ‘จิตใจ’ นั้นน่าทึ่งมาก สามารถชักนำให้ผู้คนทำในสิ่งที่ต้องการโดยไม่รู้ตัว… เมื่อเทียบกับครั้งแรกที่พวกเราได้พบเธอ มิสจัสติสเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ทั้งน่าสะพรึงและน่าชื่นชม… เมจิกเชี่ยน ฟอร์ส ชำเลืองไปทางซิล อ่านสายตาและพบว่าอีกฝ่ายกำลังคิดแบบเดียวกัน
หญิงสาวไตร่ตรองสักพักก่อนจะรวบรวมความกล้าพูดกับเดอะเวิร์ล เกอร์มัน สแปร์โรว์
“แล้วถ้าอาจารย์ของดิฉันปฏิเสธคำขอร้องของคุณ?”
เธอคิดว่าฉันจะเชือดเขาและขโมยของหรือไง? ไคลน์รำพันเป็นภาษาจีนกลาง
“ไม่ต้องห่วง ผมจะไม่ทำอันตรายกับเขา รวมถึงไม่ใช้วิธีบีบบังคับหรือข่มขู่”
ฟู่ว… แม้ว่ามิสเตอร์เวิร์ลจะน่ากลัว แต่เขารักษาสัญญาเสมอ… ฟอร์สพยักหน้าแผ่วเบา
“ไว้กลับไป ดิฉันจะเขียนจดหมายถึงอาจารย์ตามที่มิสจัสติสแนะนำ”
ไคลน์พยักหน้าและมองไปรอบตัว
“เชิญพวกคุณหารือเกี่ยวกับแผนการล่า”
แคทลียาเป็นฝ่ายเริ่ม
“ปัญหาใหญ่ที่สุดในปฏิบัติการนี้คือการตามหานักบุญเร้นลับ โบทิส”
ฟอร์สนึกทบทวนเหตุการณ์ที่เคยเผชิญหน้าโบทิส จากนั้นก็ยกมือขึ้น
“หากฉันขอยืมสมบัติปิดผนึกชิ้นดังกล่าวจากอาจารย์มาได้ ก็สามารถพกติดตัวและตระเวนไปตามจุดต่างๆ ของเบ็คลันด์เพื่อดึงดูดให้โบทิสเข้ามาใกล้ตามกฎการดึงดูดระหว่างตะกอนพลัง… ต…แต่วิธีนี้อาจดึงดูดครึ่งเทพของเส้นทางผู้ฝึกหัดคนอื่น หรือไม่ก็ผู้นำลัทธิเร้นลับอย่างซาราธ หรือผู้เย้ยเทพ อามุนด์…”
ยิ่งพูด เสียงของฟอร์สยิ่งเบาลงเนื่องจากเริ่มตระหนักถึงอันตราย
หากซาราธหรืออามุนด์ปรากฏตัวขึ้นมา แม้เธอจะเดาไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสมาชิกคนอื่นในปฏิบัติการบ้าง แต่สำหรับตัวเธอเอง ชะตากรรมเดียวคือความตายแน่นอน
เฮอร์มิท แคทลียาพยักหน้าและกล่าวหลังจากครุ่นคิด
“หากเป็นแค่สมบัติปิดผนึกระดับหนึ่งของเส้นทางผู้ฝึกหัด กฎการดึงดูดจะไม่ส่งอิทธิพลกับผู้วิเศษเส้นทางใกล้เคียง ขอบเขตจะจำกัดเฉพาะเหล่าครึ่งเทพเส้นทางผู้ฝึกหัดซึ่งปัจจุบันมีจำนวนไม่มาก… จะเรียกว่าเหลือเพียงหยิบมือก็ยังได้ ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบสมบัติปิดผนึกหรือไม่ก็ตะกอนพลัง”
จู่ๆ ก็รู้สึกไม่อยากเป็นลำดับสี่… เปลือกตาเมจิกเชี่ยน ฟอร์สพลันกระตุก
แคทลียาเบือนสายตาไปหาเดอะเวิร์ล เกอร์มัน สแปร์โรว์
“ยังไม่ต้องคำนึงว่าฝ่ายเรามีสมบัติปิดผนึกระดับหนึ่งของเส้นทางผู้ฝึกหัดหรือไม่ หากต้องการให้นักบุญเร้นลับและมิสเมจิกเชี่ยนเผชิญหน้ากันโดยบังเอิญ เงื่อนไขสำคัญก็คือ ปัจจุบันเขายังต้องอยู่ในกรุงเบ็คลันด์และเป็นพวกชอบเดินเตร็ดเตร่อย่างไม่ระวังตัว”
ได้ยินคำพูดดังกล่าว เดอะสตาร์ เลียวนาร์ด กล่าวจากมุมมองเจ้าพนักงานของทางการ
“อันที่จริง นี่ไม่ใช่เรื่องยาก… ในฐานะครึ่งเทพของเส้นทางผู้ฝึกหัดซึ่งมีความคล่องตัวสูง งานของโบทิสย่อมเป็นการตระเวนสะสางปัญหาให้กับชุมนุมแสงเหนือตามสถานที่ต่างๆ แน่นอน แม้โลกนี้จะมีหัวรถจักรไอน้ำและเรือเหาะแล้วก็ตาม… ขอเพียงเราสร้างสถานการณ์บางอย่างในกรุงเบ็คลันด์โดยมีเป้าหมายเป็นชุมนุมแสงเหนือ ย่อมมีโอกาสสูงที่ชายคนนั้นจะปรากฏตัว”
ขณะกล่าว เลียวนาร์ดเหลือบมองไคลน์
เท่าที่มันทราบ ในเหตุการณ์ต่อสู้แสนโกลาหลบนยอดเขานอกเมืองบายัมซึ่งจุดประกายโดยเกอร์มัน·สแปร์โรว์ นักบุญเร้นลับ โบทิสเองก็ปรากฏตัวขึ้นเพื่อหยิบถุงมือกลับไปข้างหนึ่ง
“วิธีนี้แหละ…” ออเดรย์และคนอื่นต่างพากันพยักหน้า
ทันใดนั้น เดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์เปิดปากพูด
“ผมขอเตือนความจำสักนิดว่า ชุมนุมแสงเหนือเป็นองค์กรที่นับถือเทพมาร เมื่อคุณวางแผนจะลงมือกับพวกมันโดยมีเป้าหมายเป็นสมาชิกระดับสูง พระผู้สร้างแท้จริงอาจคาดเดาได้และมอบคำเตือนล่วงหน้า”
มีโอกาสเกิดเรื่องแบบนี้ด้วย? ดวงตาออเดรย์พลันเบิกโพลง จากนั้นก็พบว่าเฮอร์มิท เดอะสตาร์ และคนที่เหลือต่างก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน
นี่คือสิ่งที่พวกมันไม่เคยคำนึงถึงมาก่อน
ไม่ใช่ว่าพวกมันไม่ฉลาด แต่ยังไม่มีใครในที่นี้เคยเข้าร่วมปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับตัวตนระดับสูงมาก่อน หรือต่อให้เคยก็มิได้เอะใจ
“ถ้าอย่างนั้นควรทำยังไง…” เมจิกเชี่ยน ฟอร์สอดไม่ได้ที่จะถาม
ไคลน์ตอบด้วยน้ำเสียงเชิงสั่งสอน
“ไม่จำเป็นต้องมุ่งเป้าไปที่ชุมนุมแสงเหนือโดยตรง พวกเราสามารถใช้วิธีที่นุ่มนวลกว่านั้นเพื่อล่อโบทิสออกมา”
………………………………………………
เมื่อถ้อยคำของแอนโทนี สตีเวนสันดังกังวานทั่วจัตุรัสรำลึกและแพร่กระจายไปยังบริเวณใกล้เคียง ชาวโลเอ็นที่เข้าร่วมพิธีมิสซาต่างพากันสะเทือนใจ โศกเศร้า อบอุ่น และหดหู่
ในจัตุรัสแห่งอื่น คณะนักร้องประสานเสียงเริ่มขับขานบทเพลงอันศักดิ์สิทธิ์จนดังก้องอยู่ภายในใจทุกคน
“จันทร์แดงเลือด คลุมพสุธา มาช้านาน”
“เหล่ามนุษย์ ดำดิ่ง ฝันแสนหวาน”
“เห็นพ่อแม่ คู่สมรส ตลอดกาล”
ดวงวิญญาณของทุกคนได้รับการชำระล้างโดยไม่รู้ตัว ขณะเดียวกันก็ปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมาตามธรรมชาติ
คล้ายกับทุกคนกำลังย่างกรายเข้าสู่ดินแดนความฝันและเดินไปตามความมืดมิดอันเงียบสงบ
ไม่ว่าจะเป็นลูก พ่อแม่ ภรรยา สามี หรือเพื่อนฝูงที่จากไป คนตายทั้งหมดถูกชำระล้างให้ปราศจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง ขณะเดียวกัน สีหน้าของผู้เข้าร่วมมิสซาเริ่มบรรเทาความเจ็บปวด แปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนและสงบนิ่ง
“เราทุกคน แหงนมองฟ้า ยามราตรี”
“เปล่งพระนาม สามัคคี และอ่อนโยน”
“เทพธิดารัตติกาล!”
“…หากพระองค์ ทรงสดับ คงเห็นด้วย”
“คงส่งยิ้ม เพื่อช่วย ชำระศพ”
“เหล่าวิญญาณ ล้วนบรรจบ หลับฝันดี”
บรรดาผู้คนที่กำลังหลงทางท่ามกลางความฝัน ต่างพากันโศกเศร้ารุนแรง คล้ายกับเตรียมบอกลาทุกคนในชีวิตจริง
พวกมันหวนนึกถึงฉากอันงดงามในอดีต นึกถึงฉากที่ครอบครัวรวมตัวกันและเพลิดเพลินไปกับอาหาร พูดคุยหัวเราะอย่างสนุกสนาน นึกถึงคนที่มองพวกตนอย่างอ่อนโยน นึกถึงช่วงเวลาที่อีกฝ่ายจากไปและความเจ็บปวดในตอนนั้น นึกถึงความเจ็บปวดทางวิญญาณและความโศกเศร้าอันเกิดจากสงคราม
คนตายทั้งหมดกำลังหลับใหลอย่างสงบสุขในประเทศที่สุขสงบ ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับปัญหาใดในภายหลัง แต่ผู้ที่เหลือรอดยังต้องทุกข์ทรมานทั้งกลางวันและกลางคืน ยังต้องเผชิญความเฉื่อยชาและเหี่ยวเฉา
น้ำตาหยดหนึ่งไหลริน และอีกหลายหยดไหลรินตามมา มวลชนของจัตุรัสรำลึกมิอาจระงับอารมณ์ได้อีกต่อไป ต่างคนต่างระบายความเจ็บปวดที่สั่งสมออกมาอย่างเงียบงัน
มวลความโศกเศร้าแพร่กระจายไปทุกทิศ สอดประสานเข้ากับบทเพลงที่ล่องลอย
“จงประสาน สองมือ ให้แนบแน่น”
“จงยกแขน ประกบติด แนบชิดเต้า”
“จงสวดมนต์ดลบันดาล เสียงแผ่วเบา”
“การหลุดพ้นของคนเราคือนิพพาน”
เหล่าผู้คนที่หลับตาอย่างพากันร่ำไห้อย่างเงียบงัน สองมือขยับไปตามเนื้อหาบทเพลงพร้อมกับส่งเสียงตะโกนภายในใจ:
“การหลุดพ้น ของคนเรา คือนิพพาน!”
ความโศกเศร้าปะทุถึงขีดสุด ผู้เข้าร่วมกว่าหมื่นคนของจัตุรัสรำลึกกำลังสร้างความสั่นพ้องทางจิตใจ
ทันใดนั้น ออเดรย์ลืมตาและหยิบขวดยาออกจากกระเป๋าหนังใบเล็กบนตัวซูซี่
เนื้อโอสถเต็มไปด้วยประกายแสงระยิบระยับ คล้ายกับเป็นสัญลักษณ์แทนทะเลจิตใต้สำนึกรวม
ออเดรย์ปราศจากความลังเล ท่ามกลางสภาพแวดล้อมปัจจุบัน หญิงสาวคลายเกลียวฝาและดื่มของเหลวด้านในเข้าไปรวดเดียวจนหมด
เธอสัมผัสถึงความผิดปรกติได้ทันที แตกต่างจากอดีตที่ต้องรู้สึกพะอืดพะอมขณะโอสถไหลผ่านหลอดอาหาร
หญิงสาวมิอาจตระหนักถึงร่างกายตัวเองได้อีก คล้ายกับทุกสิ่งของเธอแปรเปลี่ยนเป็นก้อนความคิดและหลอมรวมเข้ากับทะเลมายาโดยรอบ
นี่คือหนแรกที่ออเดรย์ได้เห็นทะเลจิตใต้สำนึกรวมโดยไม่ต้องผ่าน ‘เกาะแห่งจิต’ หรือความฝัน ประหนึ่งกำลังย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่ได้ลิ้มรสอ้อมกอดมารดาเป็นครั้งแรกก่อนจะลืมตาดูโลก ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของจิตใต้สำนึกหลังจากชำระล้างตราประทับวิญญาณจากบรรพบุรุษ
หญิงสาวถูกถาโถมด้วยความกลัว บ้าคลั่ง และการกัดกร่อนทางจิตอันน่าสะพรึง ยากที่จะต่อต้านอยู่พักใหญ่ สติเลือนรางลง ‘ร่างกาย’ สั่นระริกจนใกล้เลือนหายเต็มที
อย่างไรก็ดี ‘ทะเล’ โดยรอบมิได้เงียบสงบโดยสมบูรณ์ ยังมีความผันผวนในระดับหนึ่ง คอยแผ่ความโศกเศร้าและเจ็บปวดไปทุกสารทิศ
ภายใต้อิทธิพลดังกล่าว ออเดรย์ซึ่งจิตใต้สำนึกกำลังจะหลอมรวมเป็นหนึ่งกับทะเลรอบข้าง เกิดความสั่นพ้องทางใจและถูกบุกรุกโดยความเศร้าโศกและเจ็บปวดเหนือพรรณนา
ความโศกเศร้าแพร่จากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง จากความคิดไปยังความคิด จนกระทั่งเติมเต็ม ‘ก้อนความคิด’ ที่ออเดรย์กำลังเป็น แทรกซึมเข้าไปในทุกอณูร่างวิญญาณและดวงจิต
ในที่สุดออเดรย์ก็ได้สติกลับมาบางส่วน จึงรีบใช้พลังปลอบโยนกับตัวเองอย่างชำนาญ คอยย้ำเตือนว่า ตนต้องขจัดการกัดกร่อนอย่างต่อเนื่องจนกว่าสติจะฟื้นฟูกลับมาโดยสมบูรณ์
เสียงในโสตประสาทชัดเจนขึ้นทุกขณะ จนในที่สุดก็สั่นพ้องอย่างท่วมท้นท่ามกลางทะเลจิตใต้สำนึกรวม
“การหลุดพ้นของคนเราคือนิพพาน!”
“การหลุดพ้นของคนเราคือนิพพาน!”
การหลุดพ้นของคนเราคือนิพพาน… ออเดรย์ทวนคำด้วยร่างกายที่กำลังมาคมชัด
ท่ามกลางกระแสความคิด หญิงสาวแยกร่างวิญญาณออกมาเป็นจำนวนมาก ส่งพวกมันท่องไปในทะเลจิตใต้สำนึกรวมและบุกรุกเกาะแห่งจิตของผู้คนโดยรอบ
ออเดรย์เห็นทันทีว่าความโศกเศร้าของผู้คนมีต้นตอมาจากสิ่งใด
มาจากกระสุนปืนใหญ่ที่ตกจากฟากฟ้า มาจากระเบิดที่เรือเหาะทิ้งลงมา มาจากจดหมายที่ส่งจากสนามรบแนวหน้า มาจากข่าวร้ายที่บุรุษไปรษณีย์นำมาแจ้ง มาจากเลือดที่สาดกระเซ็นต่อหน้าต่อตา มาจากการทรุดลงอย่างกะทันหันของบุคคลอันเป็นที่รัก มาจากกองของเล่นที่ปราศจากเจ้าของ มาจากการไออย่างรุนแรงท่ามกลางหมอกควัน
“การหลุดพ้น ของคนเรา คือนิพพาน”
ซูซี่ โกลเดนรีทรีเวอร์ตัวใหญ่หลับตาลงระหว่างพิธีมิสซาพลางท่องประโยคดังกล่าวในใจเป็นภาษามนุษย์ แต่กลับไม่สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงรอบตัว
ทันใดนั้น ภายในดวงวิญญาณของเธอ ภายในกายปัญญา เสียงของออเดรย์ดังขึ้น
“ซูซี่ ฉันทำได้แล้ว…ก่อนหน้านี้ฉันเคยกังวลมาตลอด กลัวว่าเมื่อลำดับสูงขึ้น ฉันจะได้รับอิทธิพลจากโอสถจนปราศจากความรู้สึก กลายเป็นเหมือนสัตว์ในตำนานมากกว่ามนุษย์”
ซูซี่เงยหน้าขึ้นด้วยความงุนงง และพบว่าแม้หญิงสาวผมทองด้านข้างจะกำลังหลับตาสนิท แต่กลับพรั่งพรูน้ำตาออกมาอย่างท่วมท้น
จากนั้น ซูซี่ได้ยินเสียงออเดรย์จากภายในใจ
“โชคดีที่ฉันยังสัมผัสถึงความโศกเศร้าของพวกเขาได้…ดีจังเลย…”
ในการมองเห็นของซูซี่ หางตาของสตรีผมทองมีหยดน้ำสีใสไหลรินออกมา
ขณะเดียวกัน แสงอาทิตย์สุดท้ายลาลับโลก นำมาซึ่งกลางคืนอันสุขสงบ
ทุกคนลืมตาขึ้นโดยพร้อมเพรียงพลางเปล่งเสียงใสกังวาน
“การหลุดพ้น ของคนเรา คือนิพพาน”
…
หลังจากพรั่งพรูน้ำตาอย่างไม่ยับยั้ง ออเดรย์ซึ่งแต่เดิมเป็นคนสดใสร่างเริง กลายเป็นสตรีที่อ่อนไหวต่อความเศร้าโศก ใครก็ตามที่เห็นพลันเกิดความเอ็นดูและรักใคร่จากก้นบึ้ง
ท่ามกลางความคุ้มครองที่หนาแน่น หญิงสาวกลับถึงเขตราชินีและกลับเข้าห้องนอน
ถึงตรงนี้ เธอมีโอกาสสำรวจตัวเองอย่างจริงจัง ตกผลึกความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากโอสถและทะเลจิตใต้สำนึกรวม
มองจากภายนอกอาจไม่ทราบ แต่ออเดรย์ตระหนักดีว่าสตรีเลอโฉมเจ้าของผมสีทองดวงตาสีฟ้าในกระจก มีพลังป้องกันที่เป็นเลิศจากเกล็ดมังกร และพละกำลังมหาศาลชนิดที่สามารถป่นเหล็กกล้าให้แหลกภายในหมัดเดียว
อา… เรายังมีพลัง ‘แปลงมังกร’ ซึ่งเทียบเท่ากับการเผยร่างสัตว์ในตำนานที่ไม่สมบูรณ์ แต่คงต้องรอให้คุ้นชินกับโอสถเสียก่อน แถมยังต้องฝังการชี้นำทางจิตหลายชั้นก่อนใช้งาน ไม่อย่างนั้นอาจคลุ้มคลั่งคาที่… ‘แปลงมังกร’ แต่ละครั้งต้องห้ามเกินเวลาที่กำหนด ไม่อย่างนั้น ต่อให้มีวิธีรักษาอาการทางจิตและทางวิญญาณ แต่เราก็จะยังถูกความบ้าคลั่งและโกลาหลกัดกร่อนในเชิงลึก สั่งสมปัจจัยของภาวะคลุ้มคลั่งในระยะยาว…ขีดจำกัดในปัจจุบันของเราคือหนึ่งนาที…
พลังหลักของจอมบงการคือ ‘บงการ’ เราสามารถนำกายปัญญาบุกรุกเข้าไปในเกาะแห่งจิตของผู้อื่น ดัดแปลงจิตใต้สำนึกโดยตรง อ่านความคิดของพวกเขา และชักนำให้พวกเขาทำทุกสิ่งโดยไม่รู้ตัว…
พลังที่สอดคล้องกับ ‘บงการ’ คือ ‘บุคลิกเสมือน’ เราสามารถจำลองบุคลิกจำนวนมากโดยที่แต่ละบุคลิกจะมีกายปัญญาแตกต่างกัน แง่หนึ่งสามารถนำไปใช้รับมือการโจมตีทางจิต อีกแง่หนึ่งสามารถอาศัยบุคลิกเหล่านั้นเพื่อบุกรุกเกาะแห่งจิตของเป้าหมายโดยไม่ทิ้งร่องรอย…
ปัจจุบันเรามีบุคลิกเสมือนได้สูงสุดสิบสาม…
จอมบงการยังสามารถสร้าง ‘โรคระบาดทางจิต’ อันน่าสะพรึง และใช้ทะเลจิตใต้สำนึกรวมในการแพร่โรคระบาดทางจิต…
อา… ‘เกรงขาม’ ยังพัฒนาเป็น ‘ช่วงชิงจิตใจ’ ซึ่งจะแสดงผลเป็นวงกว้าง ไม่ใช่แค่เป้าหมายเดียวอีกต่อไป…
เราสามารถเปลี่ยนความคิดให้กลายเป็น ‘พายุจิต’ เพื่อพัดกวาดโดยรอบและสร้างอิทธิพลกับศัตรูทั้งหมด…
หึหึ… ในฐานะจอมบงการ เรายังมีพลัง ‘ท่องจิตใต้สำนึก’ สำหรับเดินทางไปในทะเลจิตใต้สำนึกรวมได้อย่างอิสระ ไม่อย่างนั้นกว่าจะเดินผ่านความฝันไปถึงทะเลจิตใต้สำนึกรวม เป้าหมายคงเผ่นหนีไปก่อนแล้ว… ออเดรย์จ้องตัวเองในกระจกพลางยิ้มกรุ้มกริ่ม
จากนั้นก็ทำแก้มพองพลางอ้าปากราวกับเตรียมพ่นบางสิ่ง
ในเมื่อร่างสัตว์ในตำนานของเธอคือมังกรจิต ก็ต้องมีพลังประเภท ‘ลมหายใจมังกร’
พลังชนิดนี้สามารถกระตุ้นหรือสร้างความเสียหายแก่กายปัญญาของเป้าหมายเป็นวงกว้าง เรียกได้ว่าเป็นการยกระดับ ‘ทะลวงจิต’
ดวงตาสีฟ้าของออเดรย์ขยับเล็กน้อย ก่อนจะถอนสายตากลับพลางถอนหายใจยาว
นี่คือครึ่งเทพ… พลังช่างน่าสะพรึง… เช่นนั้นแล้ว มิสเตอร์เวิร์ลที่สามารถฆ่าเฮอร์วิน·แรมบิสอย่างง่ายดาย จะแข็งแกร่งเพียงใดกัน…
…
เหนือสายหมอกสีเทา ภายในวังโบราณ
เมื่อผู้เข้าร่วมทีมล่าทยอยเตรียมความพร้อมเสร็จ พวกมันตัดสินใจนัดประชุมย่อยเพื่อปรึกษาหารือรายละเอียด
“จอมบงการทรงพลังขนาดนั้นเลยหรือ…” เมจิกเชี่ยน ฟอร์สจ้องหน้าจัสติสด้านข้างและโพล่งด้วยความประหลาดใจ
เมื่อครู่ออเดรย์เพิ่งอธิบายพลังในขอบเขตครึ่งเทพของตนอย่างคร่าว แม้จะไม่ได้ลงลึกรายละเอียดเพื่อเก็บไว้เป็นไพ่ตาย แต่ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เมจิกเชี่ยน เฮอร์มิท จัดจ์เมนต์ และเดอะสตาร์เกิดความทึ่ง
“อันที่จริงก็ไม่ได้ทรงพลังขนาดนั้น… มิสเตอร์เวิร์ลทราบเรื่องนี้ดี” ออเดรย์มองไปยังสุดขอบโต๊ะทองแดงยาวอีกฝั่ง
เดอะเวิร์ล เกอร์มัน สแปร์โรว์มิได้พยักหน้า แต่อืมในลำคอก่อนตอบ
“ในตอนที่ฆ่าเฮอร์วิน แรมบิส ผมได้รับการสนับสนุนจากผู้ช่วยที่แข็งแกร่ง”
มันเว้นวรรคและกล่าว
“ก่อนจะพูดคุยเกี่ยวกับแผนการล่า ผมต้องการทราบวิธีทำให้ตระกูลอับราฮัมสัมผัสถึงความเป็นมิตรจากผม”
…………………………………………..
ในตรอกใกล้เคียง ไคลน์ยกมือขึ้นลูบหน้าผากพลางพึมพำ
“ถ้าไม่อยากให้ก็ไม่เป็นไร…แต่ทำไมต้องทำลายหุ่นเชิดของเรา…”
ชายหนุ่มถอนหายใจยาวก่อนจะสลายร่าง – อายุขัยของภาพฉายใกล้สิ้นสุดเต็มที เพราะในท้ายที่สุด การบันทึกพลังลำดับสูงของนักบันทึกย่อมมีประสิทธิภาพต่ำกว่าของเดิม ถือเป็นภาระทางพลังวิญญาณที่หนักอึ้งสำหรับผู้วิเศษลำดับหก อย่างเธอ แม้การโอนถ่ายสติของไคลน์จะช่วยบรรเทาภาระลงหลายส่วน แต่ฟอร์สก็ยังมีพลังไม่มากพอจะคงภาพได้นาน
…
ย่านชานกรุงเบ็คลันด์ ปลายแม่น้ำทัสซอค
เลียวนาร์ดซ่อนถุงมือสีแดงขณะเดินสำรวจบางจุดอย่างเชื่องช้า
ทันใดนั้น เสียงค่อนข้างชราของพาลีสดังขึ้นในใจ
“อดีตเพื่อนร่วมงานของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
นึกทบทวนข้อมูลล่าสุดจากชุมนุมทาโรต์เสร็จ เลียวนาร์ดหรี่เสียงลง
“เขาเพิ่งเอาตัวรอดจากกับดักที่ร่างโคลนอามุนด์วางไว้ ตอนนี้กำลังค้นหาความจริงของดินแดนเทพทอดทิ้ง”
หลังจากได้ยิน พาลีสโซโรอาสเตอร์ปล่อยให้เลียวนาร์ดเดินหน้าต่อไปโดยไม่กล่าวสิ่งใดต่อ
…
เมื่อบันทึกพิกัดพิเศษเสร็จ ฟอร์สถูกผู้ส่งสารของเกอร์มันสแปร์โรว์โยนกลับมายังโลกความจริง
“ฉันเพลียอีกแล้ว ทั้งที่เพิ่งตื่นได้ไม่นาน…คงเพราะพลังพิเศษในลำดับสูงสูบพลังวิญญาณมากเกินกว่าที่ฉันจะรับไหว…” ฟอร์สเอื้อมมือปิดปากหาวพลางชำเลืองซิลด้วยใบหน้าซีดเซียว
“อาจจะใช่…” ซิลเห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานของเพื่อนสนิท
สัมผัสวิญญาณของเธอแจ้งว่า ภาพฉายของเกอร์มันสแปร์โรว์ที่ถูกอัญเชิญออกมานั้นมีระดับไม่ธรรมดา อาจไม่ด้อยไปกว่านักบุญ
ซิลลังเลสักพักก่อนจะพูดต่อ
“เธอไปพักผ่อนก่อน ยังไม่ควรเสี่ยงเลื่อนลำดับในสภาพนี้…จากคดีที่ฉันเคยตัดสิน คนร้ายในคดีหนึ่งเป็นฆาตกรจิตวิปริต หมอนั่นจงใจปล่อยให้เพื่อน ศิษย์ และคนจรจัดที่รับมาดูแล ดื่มโอสถขณะมีสภาพร่างกายย่ำแย่และเฝ้ามองพวกเขาคลุ้มคลั่งจนกลายเป็นสัตว์ประหลาดที่น่าขยะแขยงและน่าสะพรึง”
“…ทำไปเพื่ออะไร” ฟอร์สผงะเล็กน้อย
“สองข้อ…ข้อแรก มันต้องการพิสูจน์ว่า ภาวะคลุ้มคลั่งที่เกิดจากโอสถชนิดเดิมจะเหมือนกันทุกครั้งหรือไม่ และข้อสอง…มันต้องการบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยภาพเขียนสีน้ำมัน โดยเชื่อว่าความเจ็บปวด สิ้นหวัง และบิดเบี้ยวที่หาได้ยากจากสถานการณ์ปรกติ คือความวิจิตรงดงามที่สามารถจุดประกายไฟแห่งความสร้างสรรค์ของมันให้ลุกโชน…” ซิลเล่ารายละเอียดด้วยความรังเกียจ “ก็แค่พวกเสียสติ”
“สมควรถูกประหาร!” หลังจากนึกภาพตาม ฟอร์สอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านไปทั้งร่าง จากนั้นก็หันมาถาม “เป็นพวกคลั่งศาสนารึเปล่า?”
“ก็อาจจะ แต่ทางเราไม่มีเบาะแส…เปลือกนอกของหมอนั่นคือจิตรกรที่มีชื่อเสียงและรู้จักกันในวงกว้าง หากไม่ใช่เพราะคนใกล้ตัวหายไปอย่างเป็นปริศนาเกินกว่าห้ารายในช่วงหลายปีหลัง จนไปกระตุ้นความสนใจของทางการ ก็อาจไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลยจนกระทั่งหมอนั่นเสียสติและคลุ้มคลั่งไปเอง” ซิลเว้นวรรคก่อนจะเล่าต่อ “กองปราบที่เข้าไปจับกุมในตอนนั้น ทุกคนพากันอาเจียนเรี่ยราดเมื่อลงไปสำรวจห้องใต้ดิน ที่นั่นเต็มไปด้วยซากศพสยดสยองซึ่งเกิดจากการกลายพันธุ์ รวมถึงภาพเขียนสีน้ำมันที่แฝงมนต์เสน่ห์แต่ก็น่าหวาดกลัว…”
“เป็นชายที่น่ารังเกียจ แต่ก็เต็มไปด้วยความพิศวงและน่าสนใจ…” ฟอร์สไตร่ตรองสักพัก “หมอนั่นเป็นปีศาจ?”
“ไม่ใช่…เป็นนักจิตบำบัด” ซิลโต้แย้งข้อสันนิษฐานของเพื่อนสนิท
“…คำตัดสินของเธอคืออะไร? ประหารชีวิต?” ฟอร์สถามด้วยความคาดหวัง
ซิลส่ายหน้า
“ทนายของจำเลยโน้มน้าวให้นำเขาไปใช้เป็นหนูทดลองสมบัติปิดผนึก”
“ทนาย? ศาลคดีเหนือธรรมชาติมีทนายด้วย? ไม่ใช่ว่าจะถูกดำเนินคดีทันทีหรอกหรือ?” ฟอร์สถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ
ซิลสางผมสีทองและตอบ
“ทางเรามีผู้วิเศษเส้นทางนักกฎหมายที่ต้องสวมบทบาทเช่นกัน…แต่แน่นอน พวกเขาไม่รู้ว่าตัวเองกำลังสวมบทบาท”
“อา…” ฟอร์สอ้าปากหาวอีกครั้งก่อนจะชี้นิ้วไปทางเก้าอี้เอนหลังข้างเตาผิง “ฉันขอพักสักงีบ…แล้วเธอไม่ต้องไปทำงานหรือ”
“วันนี้ลา” ซิลตอบห้วน
ฟอร์สไม่ถามซักไซ้ เพียงเดินไปทางเตาผิงและทิ้งตัว
หลายชั่วโมงถัดมา เธอตื่นขึ้นและเข้าฌานสิบห้านาที
จากนั้น หญิงสาวนำตะกอนพลังและวัตถุดิบเสริมของ ‘นักท่องเที่ยว’ ที่อาจารย์ของตนมอบให้ มาปรุงเป็นโอสถ
โอสถดังกล่าวมีสีขาวโปร่งใส ลักษณะคล้ายหิมะกึ่งละลาย มีฟองอากาศผุดขึ้นเป็นระยะ
ฟอร์สหยิบโอสถขึ้นมาและหันไปชำเลืองเพื่อนสนิทด้านข้าง
“ถ้าฉันคลุ้มคลั่ง อย่าได้ลังเลที่ตัดหัวให้ขาดในครั้งเดียว…ไม่สิ…สวดวิงวอนก่อนดีกว่า บางทีพระองค์อาจมีวิธีช่วยเหลือ”
“…” ซิลพยักหน้าเชื่องช้า “รักษาภาพจิตใจแบบนี้ไว้”
ฟอร์สถอนหายใจเงียบ จากนั้นก็ยกโอสถกระดกโดยไม่ลังเล
เพียงพริบตา หญิงสาวสัมผัสได้ว่าทุกส่วนของร่างกายตนกำลังส่องแสง ประหนึ่งบานประตูมายาจำนวนมากกำลังเปิดออก
จิตใต้สำนึกของฟอร์สหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพวกมันอย่างมิอาจเลี่ยง จนกระทั่งร่างกายโปร่งใสและหายไป
ท่ามกลางความคิดที่ล่องลอยและโกลาหล ฟอร์สแทบไม่ตระหนักรู้ในตัวเอง แต่โชคดีที่เธอเพิ่งผ่านการถูก ‘ทรมาน’ มาในระยะหลัง ส่งผลให้จิตใจกำลังแข็งแกร่งเป็นพิเศษ นอกจากนั้นยังสัมผัสถึงพิกัดสี่จุดของโลกวิญญาณอย่างเลือนราง สติจึงค่อยๆ กลับมาคมชัด
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ เธอพบว่าตัวเองหลงเข้ามาในส่วนลึกของโลกวิญญาณจนยากที่ระบุตำแหน่ง มองไปทิศใดก็ไม่เห็น ‘เส้นทาง’ สำหรับกลับไปยังโลกความจริง
อาศัยความช่วยเหลือจากพิกัดพิเศษทั้งสี่ ฟอร์สค่อยๆ ‘ท่อง’ ผ่านสถานที่อันคุ้นเคยจนกระทั่งหลุดพ้นจากดินแดนที่มีสีสันฉูดฉาดซ้อนทับ ประสบความสำเร็จในการออกจากโลกวิญญาณ
พิกัดพิเศษทั้งสี่จุดไม่เพียงจะช่วยให้เราค้นพบทาง แต่ยังทำให้สติกลับมาคมชัดได้เร็วขึ้น…อาจารย์เป็นเพียงผู้วิเศษลำดับเจ็ด ย่อมไม่มีประสบการณ์จริงในลำดับสูงกว่านั้น เป็นเรื่องธรรมดาที่ข้อมูลจะตกหล่นไปบ้าง…ฟอร์สหันหลังกลับไปยิ้มให้ซิล
“ฉันเป็นนักท่องเที่ยวแล้ว”
ซิลโล่งใจพลางถามด้วยความสงสัย
“มีพลังแบบใดเพิ่มเข้ามาบ้าง?”
“พลังที่สำคัญคือ ‘เทเลพอร์ต’ และ ‘มือล่องหน’ นอกจากนั้นฉันยังสามารถบันทึกพลังระดับครึ่งเทพได้สูงสุดสี่ชนิด ประสิทธิภาพการใช้งานใกล้เคียงกับผู้วิเศษลำดับสี่” ฟอร์สสำรวจตัวเองสักพักก่อนตอบ
หญิงสาวยกมือขึ้นพร้อมกับหยิบไพ่ทาโรต์ภายในห้องที่ใช้สำหรับทำนายขึ้นมา
หน้าไพ่เป็นภาพชายคนหนึ่งใช้มือขวาถือคทาชี้ขึ้นฟ้า มือซ้ายชี้ลงพื้น เบื้องหน้ามีจอกศักดิ์สิทธิ์ คทา ดาบ และดาวห้าแฉกวางอยู่
ไพ่เมจิกเชี่ยน
…
วันที่กลางคืนยาวนานที่สุดของทุกปีคือวันคล้ายวันเกิดของเทพธิดารัตติกาล หรือที่รู้จักกันในชื่อวันเฉลิมฉลองเหมันต์
ในวันนี้ สาวกแห่งรัตติกาลทุกคนจะออกไปยังวิหารใกล้เคียงเพื่อชมพระอาทิตย์ตกดิน จากนั้นก็ร่วมพิธีมิสซาและรับศีล ฟังเสียงขับขานของคณะนักร้อง รวมถึงทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง
ปีหนึ่งพันสามร้อยห้าสิบ ถือเป็นปีที่หนักหนาสาหัสสำหรับสาวกแห่งเทพธิดาทุกคน นั่นเพราะสงครามกำลังปะทุและข้าวของเครื่องใช้มีราคาแพง แต่ถึงอย่างนั้นทุกคนก็ยังออกจากบ้านในวันเฉลิมฉลองเหมันต์ เนื่องจากทางศาสนจักรจะจัดพิธีมิสซาตามจัตุรัสใหญ่เพื่อสวดส่งดวงวิญญาณผู้ล่วงลับ
ขณะเดียวกัน บรรดาองค์กรการกุศลจะช่วยสนับสนุนและแจกจ่ายอาหารตามจุดชุมนุมโดยไม่แบ่งแยก แม้แต่คนทั่วไปก็สามารถเดินทางมารับอาหารได้ ส่งผลให้เหล่าสาวกของวายุสลาตันและจักรกลไอน้ำที่ไม่คิดจะเข้าร่วมวันเฉลิมฉลองเหมันต์ ก็ยังพากันออกมาเดินบนถนน
เขตตะวันตก ณ จัตุรัสรำลึกซึ่งจอร์จที่สามถูกลอบปลงพระชนม์
ออเดรย์ที่แต่งกายในชุดคลุมสีดำ และซูซี่ โกลเดนรีทรีเวอร์ตัวใหญ่ที่คาดกระเป๋าหนังใบเล็ก กำลังเดินท่ามกลางกลุ่มขุนนางสูงศักดิ์ แม้ภายนอกจะมิได้เผยสีหน้าผิดแผก แต่ออเดรย์กำลังเก็บซ่อนความรู้สึกผิด
เธอได้รับเลือดของมังกรจิตชราแล้ว โอสถจอมบงการที่ถูกปรุงเสร็จถูกเก็บไว้ในกระเป๋าหนังบนตัวซูซี่
เนื่องจากซูซี่เป็นสัตว์วิเศษลำดับหก นักสะกดจิต ออเดรย์จึงเชื่อว่าคงไม่มีคนธรรมดาที่ไหนสามารถขโมยโอสถไปจากหลังโกลเดนรีทรีเวอร์ได้
เลือดมังกรจิตชราคือวัตถุดิบที่ได้รับจากเฮอร์มิท แคทลียา กล่าวกันว่าเธอได้รับมาจากราชินีเงื่อนงำอีกทอดหนึ่ง ออเดรย์ควักเงินซื้อวัตถุดิบเสริมชนิดนี้มาในราคาสามพันปอนด์
สิ่งนี้เป็นไปตามที่เธอต้องการ ออเดรย์ไม่อยากซื้อวัตถุดิบจากสมาคมแปรจิตเนื่องจากเจ้านายสายตรงของเธออย่างเฮอร์วินแรมบิส เพิ่งเสียชีวิตไปได้ไม่กี่เดือน หากเธอเปิดเผยว่ามีตะกอนพลังจอมบงการในครอบครอง คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะตกเป็นเป้าสงสัย คนของสมาคมแปรจิตไม่ได้โง่ พวกมันมีความสามารถและสติปัญญาพอที่จะสังเกตเห็นความผิดปรกติ
นอกจากนั้น การจะเลื่อนลำดับเป็นครึ่งเทพจำเป็นต้องผ่านการรับรู้ของคณะกรรมการเบื้องบน…มิสเตอร์เวิร์ลเคยบอกว่า หนึ่งในคนเหล่านั้นมีเทวทูตแฝงตัวอยู่ เราจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมให้มากกว่านี้เสียก่อน จึงจะเผชิญหน้าพวกเขาได้อย่างแนบเนียนและเหมาะสม…ไว้ค่อยคิดเรื่องการไต่เต้าตำแหน่งวันหลัง ตอนนี้ต้องปกปิดฝีมือที่แท้จริงไว้ก่อน…ออเดรย์เจ้าของผมสีทอง ยกชายกระโปรงขึ้นและเดินไปทางที่นั่งของตัวเองซึ่งถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า
ระหว่างทางมีขุนนางหลายคนพยายามยื่นมือเข้าหาหญิงสาวอย่างเป็นมิตร หวังช่วยประคองสตรีสูงศักดิ์และบอบบางรายนี้ข้ามผ่านสิ่งขีดขวาง แต่ทั้งหมดก็ถูกเอิร์ลฮอลล์ปัดทิ้งอย่างมีมารยาท
ในบางครั้ง มันจะปล่อยให้บุตรชายคนโตอย่างฮิบเบิร์ตฮอลล์คอยดูแลน้องสาวคนสุดท้อง ส่วนตัวเองจะเดินนำหน้าไปพร้อมกับภรรยา แต่บางครั้งก็หันกลับมาดูแลอัญมณีที่เจิดจรัสที่สุดของเบ็คลันด์
เพียงไม่นานหลังจากที่ตระกูลฮอลล์ถึงจุดหมาย อาร์ชบิชอปแห่งโบสถ์รัตติกาลประจำมุขมณฑลเบ็คลันด์ นักบุญแอนโทนีสตีเวนสันในชุดคลุมสีดำแถบแดง เดินขึ้นเวทีด้วยมาดสุขุมลุ่มลึก
มันมองไปรอบตัว ยกมือขวาพร้อมกับเคาะสี่จุดบนหน้าอกตามเข็มนาฬิกา
“เทพธิดาจงเจริญ!”
ทันทีที่เหล่าสาวกด้านล่างขานรับ นักบุญรายนี้เปล่งเสียงลุ่มลึกแต่อยู่ในระดับที่ทุกคนได้ยิน
“อันที่จริง วันนี้เป็นค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลอง แต่ภายในใจพระองค์กลับเปี่ยมไปด้วยความสงสาร…พระองค์สงสารมารดาทุกคนที่สูญเสียลูก สงสารลูกทุกคนที่กลายเป็นเด็กกำพร้า สงสารมนุษย์ทุกคนที่ต้องทนทุกข์จากความเจ็บปวดแสนสาหัส…พระองค์ทรงตรัสว่าเรื่องราวทั้งหมดกำลังจะสิ้นสุดลง…ความทุกข์ทั้งปวงจะเปลี่ยนกลับไปเป็นความสุขสงบและเงียบงัน”
…………………………
อัญเชิญผู้ส่งสาร…ในฐานะจัดจ์เมนต์แห่งชุมนุมทาโรต์และสมาชิก เอ็มไอเก้า ซิลเข้าใจดีว่าผู้ส่งสารหมายถึงสิ่งใด และทราบว่าในองค์กรระดับกลางขึ้นไปมักมีการใช้ผู้ส่งสารอย่างแพร่หลาย
ยังไม่ทันจะถามรายละเอียดเพิ่มเติม ซิลเห็นฟอร์สเดินเหม่อเข้าไปในห้องรับแขกชั้นหนึ่งพลางกล่าวด้วยสีหน้าล่องลอย
“ขอฉันนอนก่อน ไว้คุยกันทีหลัง”
เธอหลับยาวจนกระทั่งรุ่งเช้าของอีกวัน ถูกปลุกให้ตื่นโดยกลิ่นอันหอมหวนของเนื้อ
“พายเดซีย์?” ฟอร์สขยี้ตาพร้อมกับเดินออกจากห้องและพบว่ามีอาหารวางอยู่บนโต๊ะแล้ว
“ใช่” ซิลเดินออกจากห้องน้ำ “ร้านหัวมุมถนน รสชาติไม่เลวเลย”
ฟอร์สพยักหน้ารับรู้และเดินไปนั่งบนโต๊ะอาหาร หยิบพายเดซีย์ใส่ปากอย่างรวดเร็ว
หลังจากกินไปหนึ่ง หญิงสาวจิบชาเย็นพลางถอนหายใจด้วยสีหน้าอิ่มเอม
“ฮ้า~ นี่แหละชีวิต…อ๊ะ…ฉันลืมแปรงฟัน”
เมื่อทำความสะอาดร่างกายเสร็จ สติฟอร์สกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ จึงชำเลืองไปทางซิลและถามอย่างสงสัย
“เอ็มไอเก้า ไม่สงสัยเลยหรือว่าเธอกลายเป็นผู้พิพากษาอย่างลับๆ แล้ว”
“พวกเขาเข้าใจว่าเป็นรางวัลที่ฉันได้รับจากภารกิจก่อนหน้า” ซิลเล่า
ฟอร์สสางผมพร้อมกับยิ้ม
“อา…ปล่อยให้พวกเขาไปถามโบสถ์รัตติกาลเอาเอง”
หญิงสาวปิดปากหาว
“ฉันจะอัญเชิญผู้ส่งสารของชายคนนั้น”
หลังจากผ่านช่วงเวลาแห่งการ ‘บันทึก’ อย่างหนักหน่วง สรรพนามที่ฟอร์สใช้เรียกเกอร์มันสแปร์โรว์กลายเป็น ‘ชายคนนั้น’
แง่หนึ่งเป็นการแสดงความเคารพ และอีกแง่หนึ่งทำไปเพราะกลัวถูกดักฟัง
ได้ยินคำพูดของเพื่อนสนิท ซิลกวาดสายตาไปรอบตัวพร้อมกับถามด้วยความฉงน
“ไม่ต้องประกอบพิธีกรรม?”
เธอจำได้ว่าการอัญเชิญผู้ส่งสารต้องประกอบพิธีกรรม
“นั่นแค่หนึ่งในวิธีอัญเชิญ” ฟอร์สก้มมองเสื้อผ้าตัวเองและพบว่าพวกมันอยู่ในสภาพยับย่น เนื่องจากไม่ได้เปลี่ยนชุดใหม่ก่อนนอนเมื่อวาน
เมื่อตระหนักว่าตนต้องเผชิญหน้ากับผู้ส่งสาร เธอตัดสินใจให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ จึงรีบเดินกลับไปยังห้องนอนชั้นสองและเปลี่ยนเป็นเดรสสีเบจปกตั้งลวดลายฟูฟ่อง
จัดการเสร็จ หญิงสาวยกมือขวาต่อหน้าซิลและคว้าอากาศด้านหน้า ท่าทางราวกับต้องการกระชากบางสิ่งออกมา
ในการมองเห็นของเธอ หนังสือมายาก่อตัวเป็นรูปร่างและพลิกหน้าอย่างรวดเร็วก่อนจะหยุดลง
จากนั้น ท่อนแขนของเธอทรุดลงพร้อมลากร่างหนึ่งออกจากความว่างเปล่า
ไม่ใช่ใครนอกจากเกอร์มันสแปร์โรว์ผู้แต่งกายด้วยหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูงและเสื้อคลุมขนสัตว์สีดำ ใบหน้าเย็นชาไร้อารมณ์
สำเร็จในครั้งเดียว? เราเพิ่งทดลองเป็นครั้งที่สอง…เมื่อวานลองไปหนึ่งครั้งแต่ล้มเหลว…ดวงตาฟอร์สเบิกกว้างทันที ประหนึ่งต้องการรับแสงให้มากขึ้นเพื่อที่จะได้มองเห็นอย่างชัดเจน
เธอทราบดีว่าบุคคลตรงหน้าเป็นเพียงภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์ จึงไม่ออกอาการประหม่าเหมือนกับทุกครั้ง เพียงตั้งใจสำรวจอีกฝ่ายหัวจรดเท้าและพบว่า เกอร์มันสแปร์โรว์ที่เธอเพิ่งดึงออกมา ดูเหมือนกับตัวจริงจนยากจะแยกแยะ
บรรยากาศอันน่าสะพรึงของนักผจญภัยเสียสติคนนี้ยังไม่จางหายไปไหน
ฟอร์สอัญเชิญเกอร์มันสแปร์โรว์? ไม่ใช่ผู้ส่งสารของเขาหรือ? เกอร์มันสแปร์โรว์กลายเป็นเป้าหมายการอัญเชิญได้ด้วย? คำถามมากมายผุดขึ้นในใจซิล
ขณะฟอร์สไม่มั่นใจว่าตนควรทำอย่างไรต่อ ดวงตาเกอร์มันสแปร์โรว์เปลี่ยนไปจากเดิมเล็กน้อย กลายเป็นความกระจ่างใสและกระฉับกระเฉง มิได้แข็งทื่อและเฉยเมยเหมือนในตอนแรก มอบความรู้สึก ‘มีชีวิตชีวา’ ให้แก่ผู้พบเห็น
ทันทีหลังจากนั้น ชายหนุ่มหยิบฮาร์โมนิก้าสีเงินสว่างออกมาและโน้มตัวเป่า
ไม่มีเสียงใดเล็ดลอด แต่บรรยากาศโดยรอบพลันมืดสลัวและปราศจากลมพัด
จากนั้น สตรีผู้หนึ่งที่แต่งกายในเดรสยาวซับซ้อนสีเข้ม ถือหัวสี่หัวสีทองตาแดงเดินออกจากความว่างเปล่า ดวงตาทั้งแปดจดจ้องไปทางเกอร์มันสแปร์โรว์โดยพร้อมเพรียง
เกอร์มันสแปร์โรว์พยักหน้ารับแผ่วเบาพร้อมกับชี้มาทางฟอร์ส
“ผู้หญิงคนนี้ต้องการเดินทางเข้าไปในส่วนลึกของโลกวิญญาณเพื่อบันทึกพิกัดพิเศษสี่แห่ง ได้โปรดช่วยเธอด้วย”
“ตกลง…” ไรเน็ตต์ไทน์เคอร์ตอบพลางผงกในหนึ่งศีรษะขึ้นลง
เกอร์มันสแปร์โรว์ไม่กล่าวเพิ่มเติม เพียงเดินไปใกล้หน้าต่างและเปลี่ยนถุงมือข้างซ้ายให้โปร่งใส
ร่างของมันหายไปอย่างรวดเร็วจากพลังเทเลพอร์ต
หายไป…หายไปแล้ว…ภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์ที่เราอัญเชิญหนีไปเองได้ด้วยหรือ? ฟอร์สอ้าปากค้างเล็กน้อยราวกับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น
ตามความเข้าใจของเธอ เป้าหมายการอัญเชิญควรตกอยู่ในความควบคุมของเธอ แล้วเหตุไฉนถึงเคลื่อนไหวด้วยตัวเองได้?
หรือว่าภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์จะมีนิสัยแบบเดียวกับตัวจริง…ไม่สิ มันดูเหมือนเกอร์มันสแปร์โรว์ตัวจริงมาเองมากกว่า…ฟอร์สชำเลืองไปทางซิลและพบว่าอีกฝ่ายกำลังสับสนไม่ต่างกัน
ทันใดนั้น ฟอร์สพลันสะดุ้งตัวสั่นเมื่อตระหนักว่ามีบางสิ่งที่น่าสะพรึงกำลังจ้องมอง
เธอหันไปมองตามสัญชาตญาณและพบผู้ส่งสารของเกอร์มันสแปร์โรว์กำลังใช้ดวงตาทั้งแปดจดจ้องตนหัวจรดเท้า
น่ากลัวยังกับเกอร์มันสแปร์โรว์…ฟอร์สยิ้มแห้งก่อนจะเปิดปากพูด
“…ขอโทษที่รบกวนนะคะ”
ทันใดนั้น สี่หัวทองตาแดงของไรเน็ตต์ไทน์เคอร์พูดเรียงกัน
“ต้อง…” “จ่าย…” “แปดร้อย…” “เหรียญทอง…”
มีค่าใช้จ่ายด้วย? ฟอร์สอ้าปากอีกครั้ง ตอบสนองไม่ถูกไปสักพัก
ผ่านไปหลายวินาที สมองของเธอเริ่มกลับมาทำงาน จึงรีบคำนวณเงินเก็บในปัจจุบัน
หลังจากให้ซิลยืมไปสองพันสี่ร้อยปอนด์ เราเหลือเงินเก็บเจ็ดร้อยแปดสิบปอนด์…ในระยะหลังเรามีค่าใช้จ่ายพอสมควร แต่ก็ยังได้รับเงินค่าลิขสิทธิ์จากนิยายเก่าอย่างต่อเนื่อง ผนวกกับรายได้ทางอื่นและสามร้อยปอนด์ที่ซิลเพิ่งคืน ปัจจุบันเรามีเงินเก็บรวมหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบแปดปอนด์…เพียงพอ…
ขณะฟอร์สเตรียมตอบตกลง เธอพบปัญหา
“ต้องเป็นเหรียญทองทั้งหมด…?”
หัวทั้งสี่ของไรเน็ตต์ไทน์เคอร์ขยับพร้อมกัน
“ถูกต้อง…” “เจ้า…” “สามารถ…” “ติดหนี้…”
นึกแล้วเชียว…เหรียญทองล้วน…เราจำได้ว่ามิสเตอร์เวิร์ลเคยรวบรวมเหรียญทองจำนวนมาก…เพื่อจ่ายผู้ส่งสาร? ความสัมพันธ์ของเขากับผู้ส่งสารค่อนข้างแปลกทีเดียว…อา…มิสเตอร์เวิร์ลน่าจะยังมีเหรียญทองเหลืออยู่ ไว้เราค่อยแลกเขามาจ่ายหนี้…ฟอร์สถอนหายใจโล่งอก
“ตกลง”
หลังจากเจรจาเสร็จ ฟอร์สเห็นศีรษะในมือผู้ส่งสารไร้หัวถูกยกขึ้นมากัดเสื้อผ้าบนไหล่เธอ
สีสันโดยรอบทวีความเข้มและฉูดฉาด แดงยิ่งแดงก่ำ ดำยิ่งดำสนิท และขาวยิ่งขาวโพลน
ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว ฟอร์สมิอาจแยกแยะทิศทางได้แม่นยำ เธอถูกไรเน็ตต์ไทน์เคอร์พาท่องโลกที่มีวิวทิวทัศน์คล้ายคลึงกันจนกระทั่งถึงจุดที่เต็มไปด้วยหมอกจาง
ในส่วนลึกของสายหมอกคล้ายกับมีดวงตาพยายามจ้องมอง แต่สุดท้ายก็หดกลับและหายไป
…
เมื่อครั้งเมจิกเชี่ยน ฟอร์สอัญเชิญภาพฉายของเกอร์มันสแปร์โรว์ในเบ็คลันด์ ร่างต้นไคลน์ได้เข้าสู่สายหมอกแห่งประวัติศาสตร์และวิ่งตรงไปยังช่วงเวลาก่อนยุคสมัยที่หนึ่ง
จิตสำนึกของชายหนุ่มถูกโอนถ่ายไปยังภาพฉายดังกล่าว ช่วยลดภาระทางพลังวิญญาณบางส่วนที่ฟอร์สต้องแบกรับ
เรียกได้ว่าเป็นการกลับมาเยือนเบ็คลันด์ทางอ้อมของไคลน์ และนั่นคือสาเหตุที่มันขอให้มิสเมจิกเชี่ยนอัญเชิญผู้ส่งสารของตนด้วยวิธีนี้
มิสผู้ส่งสารซึ่งถูกอัญเชิญจากภาพฉายฮาร์โมนิก้าจะไม่สูบพลังวิญญาณของฟอร์สเนื่องจากเป็น ‘ตัวจริง’ ดังนั้น แม้พลังวิญญาณของฟอร์สจะหมดลง แต่ไรเน็ตต์ไทน์เคอร์ก็จะไม่หายไปไหน
หลังจากเทเลพอร์ต ร่างไคลน์โผล่ขึ้นอีกครั้งในตรอกเงียบใกล้กับวิหารนักบุญแซมมวล จากนั้นก็แปลงโฉมด้วยพลังผู้ไร้หน้า
ระหว่างลงมือ แม้จะมีผู้คนเดินผ่านไปมาในตรอกพอสมควร แต่ก็ไม่มีใครพบความผิดปรกติเพราะถูกภาพลวงตาบดบัง
ไคลน์จัดระเบียบเครื่องแต่งกายและเดินเข้าไปในวิหารนักบุญแซมมวล ตรงเข้าไปในโถงสวดมนต์และนั่งลงบนม้านั่งฝั่งด้านข้าง
หลังจากถอดหมวกและท่องพระนามเต็มอันทรงเกียรติ ชายหนุ่มวาดพระจันทร์แดงบนหน้าอกอย่างสำรวม ประสานมือและหลับตาพลางสวดวิงวอนถึงเทพธิดาด้วยเสียงต่ำ
“…ผมกำลังค้นหาร่องรอยในอดีตของหมาป่าอสูรทมิฬเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ของอีกฝ่ายได้ดีขึ้น…”
กล่าวถึงตรงนี้ ไคลน์นึกขึ้นได้ว่าหมาป่าอสูรทมิฬอาจเป็นอดีตเพื่อนร่วมงานของเทพธิดารัตติกาล และพระองค์อาจมีข้อมูลเพิ่มเติม จึงตัดสินใจเสริมอีกหนึ่งประโยค
“…ไม่ทราบว่าพระองค์จะช่วยบอกใบ้สักนิดได้ไหม…”
โดยไม่รอคำตอบ ชายหนุ่มสงบสติพร้อมกับกล่าวต่อ
“…เมื่อสะสางเรื่องนี้เสร็จ ผมวางแผนจะตรงไปทางตะวันออกเรื่อยๆ เพื่อดูว่าสามารถไปถึงทิศตะวันตกได้ไหม และสำรวจว่ามันกำลังอยู่ในสภาพใด เผื่อว่าที่นั่นจะเป็นช่องทางในการหลบหนีอามุนด์ของผม หรือช่องทางสำหรับค้นพบโอกาสใหม่…”
สวดวิงวอนเสร็จ ไคลน์เคาะหน้าอกตามเข็มนาฬิกาพร้อมกับพึมพำ
“เทพธิดาจงเจริญ”
ทันทีที่สิ้นเสียง การมองเห็นของชายหนุ่มพลันแปรเปลี่ยนเป็นท้องฟ้ายามค่ำคืนอันมืดมิด ข้อมูลชุดหนึ่งพรั่งพรูเข้ามาในใจ
ข้อมูลเกี่ยวกับหมาป่าอสูรทมิฬ โคทาร์
“…” ไคลน์ผงะเล็กน้อย จนกระทั่งท้องฟ้ายามค่ำคืนเลือนหายไป ชายหนุ่มสรรเสริญเทพธิดาในใจอีกครั้ง
เมื่อออกจากวิหารนักบุญแซมมวล ชายหนุ่มใช้ยุบพองหิวโหยเทเลพอร์ตไปใกล้กับมหาวิหารแห่งวายุในเขตเชอร์วู้ด
มันต้องการสวดวิงวอนถึงวายุสลาตันด้วย
ยืนจ้องยอดหอคอยสูงตระหง่าน ไคลน์ลังเลเป็นเวลานานว่าตนควรเข้าไปในสำนักงานใหญ่ของโบสถ์วายุสลาตันประจำกรุงเบ็คลันด์หรือไม่
เราไม่ต้องกลัวตาย เพราะนี่เป็นแค่ภาพฉาย…การสวดวิงวอนถึงพระองค์ไม่มีข้อเสีย…จะเกิดอะไรขึ้นถ้าวายุสลาตันได้ฟังสถานการณ์ของอามุนด์แล้วตัดสินใจยก ศูนย์-สามสิบสอง ให้เรา? ภารกิจเสี่ยงตายอย่างการล่าหมาป่าอสูรทมิฬก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป…เกิดเป็นคนต้องมีความหวังอยู่เสมอ! ไคลน์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะตัดสินใจ
มันยกมือขึ้นและดึงผู้ชนะ เอ็นยูน สมัยยังไม่ถูกอามุนด์ใช้ปรสิตยึดร่างออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์ จากนั้นก็แปลงโฉมหุ่นเชิดและบังคับให้เดินเข้าไปในมหาวิหารแห่งวายุ
ราวสองนาทีถัดมา เมฆก้อนหนึ่งปรากฏขึ้นเหนือกรุงเบ็คลันด์และยิงสิ่งที่คล้ายกับแสงสีเงินลงมายังมหาวิหารแห่งวายุโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
เมื่อได้ยินคำสั่งกัปตัน นีน่าขดมุมปากพลางชี้ไปนอกหน้าต่างและกล่าว
“มีการทดลองใดของแฟรงค์ไม่พิสดารด้วยหรือ”
“…” แคทลียาเถียงไม่ออกไปสักพัก จนกระทั่งเธอถอนหายใจและกล่าว
“ถ้ามีสัญญาณอันตรายให้รีบเขียนจดหมายถึงฉัน”
ในฐานะปราชญ์พิศวง เธอเองก็มีผู้ส่งสารส่วนตัว
“เข้าใจแล้วค่ะ” นีน่ายืดอกพูด “ฉันทราบดี…คงไม่มีใครบนอนาคตกาลเป็นผู้ใหญ่และรับผิดชอบมากไปกว่าฉันอีกแล้ว”
กล่าวจบ เธอถามเสียงฉงน
“กัปตัน คุณมาทำอะไรที่โลเอ็น? เป็นภารกิจแบบไหน? ทำลายศัตรูจากด้านหลัง?”
นีน่าเป็นลูกครึ่งฟุซัค-อินทิส จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเธอจะไม่เป็นกลางในสงครามที่กำลังปะทุขึ้น นีน่าเดาว่ากัปตันของตนอาจกำลังทำงานร่วมกับหน่วยข่าวกรองของอินทิส
“…จะพูดแบบนั้นก็ได้” พลเรือเอกดวงดาว แคทลียาตอบเสียงขรึม
ในแง่หนึ่ง การคาดเดาของนีน่าไม่ผิด แคทลียาต้องมาทำภารกิจลอบสังหารในกรุงเบ็คลันด์จริง แต่เป้าหมายไม่ใช่กองทัพหรือรัฐบาล หากแต่เป็นลัทธินอกรีต
นอกจากนั้นเรายังมีโอกาสได้เจอกับราชินี…ท่านน่าจะยังอยู่ในเบ็คลันด์ไปจนถึงต้นปีหน้า…คิดถึงตรงนี้ แคทลียาอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้น
นับตั้งแต่ออกจาก ‘รุ่งอรุณ’ เธอก็ไม่ได้พบกับราชินีเงื่อนงำอีกเลย มีเพียงการเขียนจดหมายตอบโต้ หรือแม้กระทั่งในยามที่ได้อยู่บนเรือลำเดียวกัน ก็ยังไม่มีโอกาสได้สนทนาด้วยเหตุผลบางประการ
นีน่าไม่ถามซักไซ้ เพียงชี้ไปทางประตูและพูด
“กัปตัน ยังมีอะไรอีกไหม? ถ้าไม่ พวกเราขอตัว”
พลเรือเอกดวงดาว แคทลียาผงกศีรษะแผ่วเบา เป็นนัยให้หัวหน้ากะลาสีเรือแห่งอนาคตกาล นีน่า พาลูกเรือทุกคนออกทะเล
ขณะนีน่าจับคันบังคับและออกแรงบิดเล็กน้อย แคทลียาที่ฉุกคิดบางสิ่งได้รีบตะโกน
“นีน่า”
“หือ?” นีน่าเจ้าของผมสีทองมัดหางม้าเผยความสับสนบนใบหน้า
“ห้ามดื่มเด็ดขาด!” แคทลียาเน้นย้ำ “ไว้ฉันกลับมาเมื่อไรจะอนุญาตให้เธอดื่มได้เต็มคราบ!”
นีน่าเผยรอยยิ้มอย่างมีเสน่ห์
“สัญญาแล้วนะ!”
แคทลียาไตร่ตรองสักพักก่อนจะกล่าวต่อ
“นอกจากแฟรงค์แล้ว…เธอควรจับตามองสถานะของฮีธให้ดี อย่าปล่อยให้เขาเกิดความอยากรู้อยากเห็นในเสียงที่ไม่ควรได้ยิน อย่าปล่อยให้เขาเหนื่อยเกินไป…คอยดึงอ็อตโตลอฟออกจากห้องเป็นระยะเพื่อไม่ให้เขาสัมผัสกับความรู้ในปริมาณมาก…นอกจากนั้น…”
“ฉันรู้น่า…ไม่มีใครรู้จักพวกเขาดีกว่าฉันอีกแล้ว” นีน่าโบกไม้โบกมือ
หลังจากนีน่ากับลูกเรือที่เหลือเดินออกจากห้องกัปตันและปิดประตูสนิท แคทลียามองออกไปนอกหน้าต่างในทิศทางของกรุงเบ็คลันด์
ไม่กี่นาทีถัดมา เธอดึงไพ่ทาโรต์ออกจากสำรับในมือ
ภาพหน้าไพ่เป็นชายชราผู้สันโดษกำลังถือตะเกียงแก้วและไม้เท้า
ไพ่เฮอร์มิท
…
กลางดึกสงัดในกรุงเบ็คลันด์ บ้านเอิร์ลฮอลล์
ออเดรย์ผู้แต่งกายในชุดนอนโปร่งสีขาว ลืมตาขึ้นกะทันหันพร้อมกับนำผ้าห่มสีน้ำเงินมาคลุมตัว
จากนั้นก็พลิกตัวและลุกจากเตียง เดินไปทางกระจกเงาบานใหญ่ในห้อง สำรวจตัวเองอย่างถี่ถ้วนโดยอาศัยแสงจันทร์ที่ส่องลอดผ้าม่าน
ดวงตาสีเขียวมรกตของเธอเปล่งประกายแวววาวและคมชัด ใครก็ตามที่จ้องมองจะเห็นรายละเอียดทั้งหมดอย่างชัดเจน
ออเดรย์หลับตาลง และเมื่อลืมตาอีกครั้ง ความผิดทั้งหมดพลันอันตรธานหาย
มุมปากหญิงสาวบรรจงยกโค้งจนแก้มถูกเน้น คิวและดวงตาโก้งโค้งเล็กน้อย จากนั้นก็สรรเสริญตัวเองในใจด้วยเสียงต่ำ
ออเดรย์ ในที่สุดเธอก็มาถึงจุดนี้จนได้~!
โอสถนักท่องฝันถูกย่อยอย่างสมบูรณ์แล้ว
ตามความเข้าใจและการคาดเดาของออเดรย์ เธอเชื่อว่าตนจะย่อยโอสถเสร็จสมบูรณ์ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ แต่กลับกลายเป็นว่า ในระยะหลังเธอได้พบกับความฝันพิสดารจำนวนมาก
มีทั้งฝันซ้อนฝัน ฝันที่เกิดจากอาการทางจิต ฝันที่คมชัด ฝันที่เกิดจากอิทธิพลของวิญญาณมาร และฝันของครึ่งเทพอีกจำนวนหนึ่ง
ภายใต้สถานการณ์ปรกติ ออเดรย์ซึ่งเป็นนักท่องฝันสามารถประเมินได้อย่างคร่าวว่าตนเข้ามาในความฝันของสิ่งมีชีวิตระดับใด ช่วยให้หลีกเลี่ยงอันตรายได้ง่าย ทว่า เหล่าครึ่งเทพกลับซ่อนตัวได้ยอดเยี่ยมเกินไปจนออเดรย์ไม่รู้ตัวและสำรวจถลำลึก พอรู้ตัวว่ามีบางสิ่งผิดปรกติก็อดไม่ได้ที่จะหวาดผวา
โชคดีที่เธอไม่ถูกพบตัวในช่วงเวลาดังกล่าว ในทางกลับกัน ออเดรย์ยังทำการสำรวจต่ออย่างระมัดระวัง รวมไปถึงการวิเคราะห์และสังเกตความฝัน และนั่นช่วยให้โอสถย่อยได้เร็วมาก
นอกจากนั้น บรรดาความฝันพิเศษยังช่วยให้เธอได้รับประสบการณ์แปลกใหม่ ในภายหลังออเดรย์สร้างฝันซ้อนฝันขึ้นมาและเข้าไปหลบในความฝันดังกล่าว จากนั้นก็แอบชักนำความฝันอย่างชาญฉลาดและแทรกแซงจิตใต้สำนึกของผู้คนเพื่อรักษาอาการทางจิต หรือไม่ก็ขจัดการกัดกร่อนจากวิญญาณมาร
เธอละเมิดกฎที่ตัวเองตั้งไว้ว่าจะทำเพียงเฝ้าสังเกตและบันทึก อย่างไรก็ตาม การแหกกฎกลับช่วยให้โอสถถูกย่อยเร็วขึ้นอย่างน่าฉงน
นั่นทำให้เธอสรุปกฎข้อใหม่
…หากต้องการแทรกแซงความฝัน จงทำจากเบื้องหลังโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็นแม้เป้าหมายจะลุล่วง
สำหรับเรื่องนี้ ออเดรย์ทำได้ดีจนน่าทึ่ง ผู้ที่มีอาการทางจิตกลับมาหายดีหลังจากเธอเข้าฝันไปเพียงห้าหกครั้ง
และโดยทั่วไป ความฝันของคนเหล่านั้นจะทั้งแปลกประหลาดและเข้าใจได้ยาก
การที่โอสถนักท่องฝันย่อยได้เร็วขนาดนี้ ปัจจัยสำคัญคือความโชคดีในระยะหลัง หากปราศจากเหตุการณ์พิเศษ เห็นทีคงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองเดือนกว่าจะย่อยเสร็จสมบูรณ์…จะว่าไป เรามีสิทธิ์ที่จะถูกครึ่งเทพพบตัวและฆ่าทิ้งหลายครั้ง แต่ก็รอดมาได้ทั้งหมด…เริ่มโชคดีขึ้นตั้งแต่ตอนไหนกันนะ? อา…ดูเหมือนว่าจะเป็นช่วงหลังจากสังเวยไอศกรีมให้เทวทูตแห่งเส้นทางชะตากรรมตนนั้น…ไม่สิ ข้ารับใช้ของท่านต่างหาก…ออเดรย์จ้องตัวเองในกระจกพลางยิ้มและกะพริบตาถี่
หญิงสาวรีบถอนสายตา สำรวจห้องนอนและโต๊ะเครื่องแป้ง
ด้านบนมีไพ่ทาโรต์หนึ่งสำรับ
เป็นเรื่องธรรมดาที่ห้องนอนของสตรีผู้หลงใหลศาสตร์เร้นลับจะมีสำรับไพ่ทาโรต์
ออเดรย์เหยียดมือขวาไปข้างหน้า สัมผัสหน้าไพ่ด้วยปลายนิ้วพลางหายใจเชื่องช้าและพึมพำกับตัวเอง
แนวรบอมานด้าทวีความดุเดือดขึ้นอย่างต่อเนื่อง…แคว้นเลียบทะเลสูญเสียท่าเรือไปแล้ว…
เป็นที่คาดกันว่า แนวรบสันเขาโฮนาซิสในแคว้นซิลวารัสคงยื้อได้ไม่ถึงฤดูใบไม้ผลิ…
หากไม่ใช่เพราะกองทัพของเราได้เปรียบในสมรภูมิกลางทะเล ป่านนี้คงถูกตัดขาดกับไบลัมตะวันออกไปแล้ว…
พี่อัลเฟรดยังอยู่ที่นั่น…
สงครามนี้จะพัฒนาไปในทิศทางใดกัน…
โชคดีที่เรากำลังจะกลายเป็นครึ่งเทพ มิสเตอร์เวิร์ลได้มอบสูตรโอสถและตะกอนพลังจอมบงการมาแล้ว…สำหรับน้ำตาของมนุษย์เจ็ดคนที่หลั่งออกมาขณะอารมณ์กำลังเข้มข้นสุดขีด เรารวบรวมครบแล้วระหว่างการท่องความฝันในช่วงที่ผ่านมา…
ใบไม้สีทองของเจ้าแห่งมนุษย์ต้นไม้ได้จากการแลกเปลี่ยนกับเดอะซันน้อย ตอนนี้เหลือแค่เลือดของมังกรวิญญาณชรา…
อา…บางทีอาจหาได้จากชุมนุมลับของสมาคมแปรจิต…ก่อนที่เฮอร์วินแรมบิสจะตาย เรากลายเป็นหัวหน้าชุมนุมย่อยบางกลุ่มแล้ว…แต่นั่นจะไม่ทำให้เบื้องบนสงสัยว่า เรามีส่วนเกี่ยวข้องกับความตายของเฮอร์วินแรมบิสหรอกหรือ?
หรือจะให้มิสเตอร์เวิร์ลช่วยอัญเชิญออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์? วัตถุดิบดังกล่าวสามารถคงสภาพได้นานสิบห้านาที ไว้เราเลื่อนลำดับสำเร็จค่อยเข้าฌานเพื่อชดเชยพลังวิญญาณที่หายไปก็ได้…ต่อให้ภาพฉายดังกล่าวหมดอายุขัย แต่มันก็เป็นแค่วัตถุดิบเสริม…
ออเดรย์ เธอไปหัดขี้โกงมาจากไหน! แถมยังคิดจะโกงในเรื่องแบบนี้อีก!
หลังจากถากถางตัวเอง ออเดรย์เริ่มไตร่ตรองว่าตนควรใช้โอกาสใดในการประกอบพิธีกรรมเลื่อนลำดับเป็นจอมบงการ
สาระสำคัญของพิธีกรรมคือการดื่มโอสถท่ามกลางอารมณ์ที่สั่นพ้องของผู้คนนับหมื่น
ท่ามกลางกระแสความคิด ออเดรย์ผุดไอเดียเบื้องต้น
วันเฉลิมฉลองเหมันต์ของเทพธิดา?
แต่ไม่ว่าพิธีมิสซาจะใหญ่แค่ไหนก็คงจุคนได้ไม่ถึงหมื่น…วิหารหลังหนึ่งรองรับคนไม่ได้มากขนาดนั้น…
ยังมีวิธีอยู่…แค่เราบริจาคเงินจำนวนหนึ่งและระดมคนให้มารวมตัวกันในจัตุรัสรำลึกหรือสถานที่ที่คล้ายกัน ฉากหน้าอ้างว่าเป็นพิธีสวดส่งดวงวิญญาณคนตายที่จากไปเพราะสงคราม…
จัตุรัสที่สำคัญที่สุดจะต้องเชิญครอบครัว ญาติ และเพื่อนของผู้เสียชีวิตมาร่วมงาน นั่นจึงจะทำให้การสั่นพ้องของอารมณ์ส่งผลไปถึงผู้เข้าร่วมมิสซาคนอื่น ช่วยให้เราบรรลุเงื่อนไขพิธีกรรมอย่างง่ายดาย…
หลังจากไตร่ตรองอย่างใจเย็น ออเดรย์ก้มหน้ามองกระจกเงาบนโต๊ะเครื่องแป้ง พบว่ารอยยิ้มบนหน้าเลอโฉมเลือนหายไป แทนที่ด้วยความเศร้าโศกในดวงตา
หญิงสาวจ้องหน้าตัวเองพลางกระซิบด้วยรอยยิ้มขื่นขม
“ออเดรย์…เธอกลายเป็นคนที่น่ารังเกียจไปแล้วนะ…”
เมื่อหลับตาลงและลืมขึ้นอีกครั้ง หญิงสาวกลับเป็นปรกติ
เธอเหยียดแขนไปหยิบไพ่ทาโรต์ใบบนสุดของสำรับและหงายขึ้น
หน้าไพ่เป็นภาพของเทพีแห่งความยุติธรรมกำลังนั่งบนเก้าอี้หิน มือข้างหนึ่งถือดาบ อีกข้างถือตาชั่ง จ้องมองมาข้างหน้าด้วยสายตาเฉยเมย
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตฮิลสตัน ภายในบ้านที่มีเตาผิง
“โอสถนักบันทึกของเธอย่อยสมบูรณ์แล้วหรือ” หลังจากซิลเปลี่ยนชุดและเดินกลับมายังห้องนั่งเล่น เธอได้ยินข่าวที่น่าทึ่ง
ฟอร์สพยักหน้าอย่างอิดโรย
“อา…เธอรู้ไหมว่าฉันต้องใช้ชีวิตแบบใดในช่วงที่ผ่านมา?”
นอกจากจะถูกบังคับให้ท่องเที่ยวไปยังสถานที่หกแห่งที่แตกต่างกันเพื่อบันทึกทุกสิ่งตลอดคืนวัน ฟอร์สยังถูกดึงเข้าไปในมิติหมอกเป็นครั้งคราวเพื่อบันทึกพลังพิเศษระดับสูงสุดพิสดาร
พายุสายฟ้าและอัญเชิญภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์ถูกบันทึกทับของเก่าหลายครั้ง และวันนี้ถึงคราวกลับมาวนครบรอบใหม่อีกครั้ง
“ไม่รู้…” ซิลตอบเถรตรง
“ฉันรู้อยู่แล้วว่าเธอไม่รู้!” ฟอร์สสูดลมหายใจยาว “เฮ้อ…แล้วเธอล่ะ ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง”
“ก็ไม่เลว…พักหลังได้รับมอบหมายให้ดูแลศาลคดีเหนือธรรมชาติ หลังจากตั้งกฎการสวมบทบาท โอสถก็ถูกย่อยเร็วขึ้น” ซิลพยักหน้ารับ
“ฉันจินตนาการภาพเธอสวมชุดผู้พิพากษาและนั่งพิจารณาคดีไม่ออก…” ฟอร์สถอนหายใจด้วยความอ่อนเพลีย
“เธอกำลังจะบอกว่า…นักโทษและทนายความอาจมองไม่เห็นฉัน?” ซิลตั้งคำถาม แต่มิได้ถือสาเป็นจริงจัง
ฟอร์สหัวเราะแห้ง
“ฉันขอพักผ่อนอีกสักระยะก่อนจะเริ่มพิธีกรรมเลื่อนเป็นนักท่องเที่ยว”
“เธอต้องเดินทางเข้าไปในส่วนลึกของโลกวิญญาณใช่ไหม? มีวิธีแล้วหรือยัง?” ซิลถามด้วยความสงสัย
ฟอร์สพยักหน้ารับ
“ชายคนนั้นบอกให้ฉันอัญเชิญผู้ส่งสารของเขา”
…………………………
เดอะฟูล ไคลน์เพียงอืมในลำคอ มิได้ยืนยันหรือปฏิเสธข้อสันนิษฐานของแฮงแมน เพราะตนไม่มีวิธียืนยันว่าอีกฝ่ายคือราชินีแห่งภัยธรรมชาติ โคฮีเน็มจริงหรือไม่ และคงไม่เหมาะหากจะนำเหรียญทองออกมาดีดทำนายต่อหน้าแฮงแมน
แฮงแมน อัลเจอร์รอสักพักจนกระทั่งแน่ใจว่าเดอะฟูลไม่อธิบายเพิ่มเติม มันรีบเล่าลงลึกรายละเอียด เริ่มจากการปรากฏตัวของสตรีที่อ้างตัวว่าเป็นราชินีแห่งภัยธรรมชาติ ต่อด้วยเรื่องที่อีกฝ่ายทักว่าตนมีสายเลือดเอลฟ์อยู่บางส่วน คำสัญญาที่จะช่วยให้เป็นครึ่งเทพ การปรากฏตัวอีกครั้งของทวีปตะวันตก และกุญแจสำคัญของเรื่องราวทั้งหมด
กล่าวจบ อัลเจอร์ปิดปากพร้อมกับก้มศีรษะลงต่ำ ไม่กล้าถามความเห็นของเดอะฟูลโดยตรง เพียงรอฟังสิ่งที่อีกฝ่ายจะพูด
เลือดเอลฟ์บางส่วน…นำบางสิ่งจากหนังสือแห่งภัยธรรมชาติไปยังทวีปตะวันตก…ทวีปตะวันตกอาจปรากฏขึ้นอีกครั้ง…ทวีปตะวันตก…เดอะฟูล ไคลน์ นั่งฟังเงียบงันพลางหลับตาและกล่าวเสียงแผ่ว
“แม้จะอันตราย แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีสำหรับเจ้า”
ไคลน์ในปัจจุบันสามารถระดมพลังของปราสาทต้นกำเนิดได้ทัดเทียมเทวทูตลำดับสอง และราชินีแห่งภัยธรรมชาติโคฮีเน็มก็ไม่น่าจะมีระดับสูงไปกว่านี้ ชายหนุ่มจึงมั่นใจว่าตนสามารถรับมือกับภัยคุกคามจากราชินีเอลฟ์ได้ทุกประเภท
นั่นคือเหตุผลที่มันกล้าพูดว่านี่เป็นโอกาสของแฮงแมน
แต่แน่นอน เงื่อนไขคือแฮงแมนห้ามบุ่มบ่ามหรือประมาทโดยเด็ดขาด ต้องไม่ลืมขอความคุ้มครองจากมิสเตอร์ฟูลอย่างสม่ำเสมอ ไคลน์จึงต้องเน้นย้ำว่าเรื่องนี้อันตรายเพื่อให้แฮงแมนไม่ลืมสวดวิงวอนถึงเดอะฟูลก่อนลงมือ
ประโยคสั้นดังกล่าวแฝงความนัยไว้สองเรื่อง และไคลน์เชื่อว่าแฮงแมนน่าจะวิเคราะห์ได้
อัลเจอร์เผยความโล่งใจ จากนั้นก็รีบกล่าวสิ่งที่เดอะซันเคยพูด
“ศรัทธาของผมมีเพียงมิสเตอร์ฟูลเท่านั้น!”
คำพูดดังกล่าวทำให้ไคลน์กระอักกระอ่วนเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะนึกถึงความเจ็บปวดเมื่อครั้งถูกพายุสายฟ้ากระหน่ำใส่ ทำได้เพียงยิ้มโดยไม่กล่าวคำใด
แฮงแมนครุ่นคิดสักพักก่อนจะถาม
“เรียนมิสเตอร์ฟูล คาถาหรือรหัสผ่านในการเข้าสู่ทวีปตะวันตกคืออะไร?”
ทางนี้เองก็อยากรู้เหมือนกัน…เดอะฟูล ไคลน์ ถอนหายใจเงียบ
“ยังไม่ถึงเวลาที่เจ้าต้องรู้”
“ครับ มิสเตอร์ฟูล” แฮงแมน อัลเจอร์ไม่ถามเพิ่มเติม เพียงก้มศีรษะคำนับนอบน้อม
เมื่อกลับมายังโลกความจริง มันออกจากเต็นท์และพาลูกเรือออกเดินทางทันที ใช้เวลาสักพักกว่าจะถึงโบราณสถานเอลฟ์ในยามรุ่งสาง
ฉากตรงหน้าเหมือนกับที่อัลเจอร์เห็นในความฝันทุกประการ เถาวัลย์เหี่ยวเฉาปกคลุมอาคารไม้ผุพัง บางจุดมีแผ่นป้ายจารึก บรรยากาศเงียบสงัดราวกับไม่เคยมีใครมาเหยียบเป็นเวลานาน
มองไปรอบตัว อัลเจอร์ผุดคำถามใหม่
นั่นก็คือ หากมันกลายเป็นครึ่งเทพโดยอาศัยความช่วยเหลือจากราชินีแห่งภัยธรรมชาติ แล้วจะต้องกลับไปรายงานกับศาสนจักรว่าอย่างไร?
ก่อกบฏและกลายเป็นราชาแห่งท้องทะเลคนที่ห้า? ไม่สิ คนที่หก…แต่หากทำแบบนั้นก็จะยิ่งห่างไกลจากหนังสือแห่งภัยธรรมชาติมากขึ้น เว้นเสียแต่เราจะออกแบบสถานการณ์ให้ทางศาสนจักรนำหนังสือซึ่งน่าจะเป็นสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ออกมาเล่นงานเรา…แต่นั่นเกิดขึ้นได้ยากมาก เพราะเราแทบไม่มีข้อมูลของหนังสือเลย และอย่างน้อยก็ต้องอยู่ในลำดับ ‘เจ้าสมุทร’ หรือ ‘ภัยธรรมชาติ’ เสียก่อน…เรื่องนี้สามารถนำไปปรึกษากับเดอะเวิร์ลได้…แต่ถ้าเราต้องการจะอยู่ในศาสนจักรต่อไป ต้องสร้างเหตุผลดีๆ ที่อีกฝ่ายปฏิเสธไม่ลง…อัลเจอร์ขมวดคิ้วแผ่วเบาโดยไม่สูญเสียความเยือกเย็น
ในสายตาลูกเรือ การแสดงออกของอัลเจอร์หมายถึงความกังวลที่มีต่อโบราณสถาน
ท่ามกลางกระแสความคิด อัลเจอร์ตระหนักถึงบางสิ่ง
ตามเอกสารหลายฉบับของศาสนจักร มีตัวตนระดับสูงบางคนกลายเป็นครึ่งเทพได้จากเหตุไม่คาดฝัน…แม้สองในสามจะถูกกัดกร่อนโดยเทพมารและเสียชีวิตในภายหลังจากกระบวนการชำระล้าง…แต่หนึ่งในสามสามารถเอาตัวรอดมาได้และกลายเป็นอาวุโสใหญ่หรือไม่ก็พระคาร์ดินัล…
ตอนนี้สงครามกำลังปะทุหนัก สถานการณ์ในโลเอ็นกำลังตึงเครียดสุดขีด ตราบใดที่ตรวจสอบแล้วไม่พบปัญหา ทางศาสนจักรคงไม่ถือสาเรื่องที่จะมีครึ่งเทพลำดับสี่ เพิ่มขึ้นสักคนมาให้ใช้เป็นเบี้ยในแนวหน้า…จากนั้นเราค่อยสร้างความไว้วางใจในภายหลัง…
เงื่อนไขของแผนการนี้ก็คือ ราชินีแห่งภัยพิบัติต้องไม่พยายามกัดกร่อนหรือทิ้งตราประทับไว้บนตัวเรา…
พิจารณาจากสมบัติปิดผนึกจำนวนมากที่โบสถ์ถือครอง เราคงต้องสวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูลล่วงหน้า…จากคำบอกเล่าของมิสจัสติส อ้อมกอดเทวทูตของมิสเตอร์ฟูลสามารถซ่อนความคิดที่แท้จริงได้ในการสอบปากคำ…
ท่ามกลางสถานการณ์ที่สมาชิกชุมนุมทาโรต์ทยอยเลื่อนลำดับเป็นครึ่งเทพหรือใกล้จะเป็น อัลเจอร์ไม่ต้องการกลายเป็นชนชั้นล่างสุดของสังคม เฉกเช่นที่มันเคยดิ้นรนไขว่คว้าหาอำนาจภายในศาสนจักร มันกล้าเสี่ยงเพื่อให้ตัวเองมีอนาคตที่สดใส
เมื่อตัดสินใจหนักแน่น อัลเจอร์นำทางลูกเรือเข้าไปสำรวจภายในซากปรักหักพังตามลำดับที่เคยทำในฝัน
ในครั้งนี้ มันมิได้แบ่งลูกน้องออกเป็นกลุ่มย่อยและแยกกันสำรวจ แง่หนึ่งเพราะกังวลเกี่ยวกับอุบัติเหตุ แต่อีกแง่หนึ่งเพราะต้องการให้ทุกคนเป็น ‘พยาน’ ปากสำคัญ
ผ่านไปสิบห้านาที อัลเจอร์และลูกเรือเดินมาถึงบริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ด้านล่างมีร่องรอยดินใหม่
ยังไม่ทันจะได้สำรวจโดยรอบ สายตาของมันพลันพร่ามัวพร้อมกับวิวทิวทัศน์ที่แปรเปลี่ยนเป็นวังปะการัง
เหนือวังมีคลื่นน้ำกระเพื่อมหลายชั้น ภายในวังเต็มไปด้วยเสาหินต้นใหญ่เรียงรายคอยค้ำจุนโดมสูง
อัลเจอร์มองไปรอบตัวและพบว่าลูกเรือด้านข้างหายไปทั้งหมด มันวิเคราะห์ตนคงถูกดึงเข้ามาในภาพลวงตา
สูดลมหายใจเงียบงันสักพัก อัลเจอร์เดินเข้าไปในวังปะการังอย่างไม่รีบร้อน
ด้านในมีเอลฟ์อยู่หลายตน บ้างกำลังย่างปลา บ้างกำลังโรยเครื่องเทศลงบนหม้อต้มเลือดสัตว์ที่แข็งเป็นก้อน บ้างใช้กิ่งไม้สองกิ่งเป็นอุปกรณ์คีบอาหารเข้าปาก ไม่มีใครสนใจคนแปลกหน้าที่เพิ่งเดินเข้ามา
อัลเจอร์ทอดสายตาไปทางขั้นบันไดเก้าขั้นที่อยู่ห่างออกไปกว่าร้อยเมตร
เหนือขั้นบันไดเป็นบัลลังก์ปะการังที่ฝังด้วยไพลิน มรกต และไข่มุกแวววาว ราชินีแห่งภัยพิบัติที่นั่งอยู่ด้านบนกำลังมองต่ำมาทางอัลเจอร์
“เลือกได้ดี” โคฮีเน็มพยักหน้าแผ่วเบาพลางโยนแก้วไวน์ทองคำสลักลวดลายวิจิตรในมือลงมา
สายลมแผ่วเบาแต่มั่นคงโอบกอดแก้วไวน์และพามาหาอัลเจอร์ประหนึ่งภูตลมตัวจิ๋ว
อัลเจอร์เอื้อมมือไปหยิบและก้มมองเข้าไปในแก้ว จนกระทั่งเห็นของเหลวสีน้ำเงินที่ดูมายา ชวนฝัน และพร่ามัว
“ดื่มให้หมด จากนั้นก็เดินทางไปยังน่านน้ำใกล้กับเกาะไซมีมในเขตหมู่เกาะรอสต์ สิ่งที่เจ้าต้องการอยู่ภายในวังปะการัง”
“ถ้าไม่ได้ดื่มไวน์แก้วนี้ ผมจะมองไม่เห็นวังดังกล่าว?” อัลเจอร์ถามสีหน้าครุ่นคิด
แม้จะกำลังเผชิญหน้ากับเทวทูต แต่อัลเจอร์ยังคงสนทนาโต้ตอบอย่างใจเย็น นั่นเพราะมันได้พบกับตัวตนที่ยิ่งใหญ่กว่าในทุกสัปดาห์จนเกิดความเคยชิน
ราชินีแห่งภัยพิบัติพยักหน้าแผ่วเบาและกล่าว
“ใช่”
“คุณจะฝังตราประทับลงบนตัวผม?” อัลเจอร์ถามอย่างรอบคอบ
“ใช่” โคฮีเน็มกล่าวเสียงเย็น “ดังนั้น หากยังไม่ได้เข้าไปในวังดังกล่าว เจ้าห้ามกลับไปยังเกาะปาซูและพบกับเทวทูตของเลโอเดโร”
ต่อให้อยากพบ แต่คนอย่างเราก็คงไม่มีสิทธิ์ได้เข้าเฝ้าองค์สังฆราช…อัลเจอร์ถอนหายใจโล่งอกก่อนจะถาม
“หลังจากได้ครอบครองสิ่งนั้น ผลของ ‘ไวน์’ แก้วนี้จะหายไป?”
ราชินีเอลฟ์ โคฮีเน็มตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“ไม่…ที่เจ้าต้องทำคือการกินตะกอนพลังดังกล่าวเข้าไปโดยตรง…เมื่อถึงตอนนั้น ‘ไวน์’ ในแก้วจะทำหน้าที่เป็นผนึกป้องกันมิให้ตะกอนพลังกัดกร่อนร่างกาย…สำหรับพิธีกรรมเพื่อสยบอำนาจของมันและคำอธิบายต่อโบสถ์วายุสลาตัน เจ้าต้องคิดเอาเอง”
ปล่อยให้ตะกอนพลังเข้ามาอยู่ในร่างกายเราก่อน จากนั้นค่อยประกอบพิธีกรรมสยบในภายหลัง? เยี่ยมเลย แบบนี้ทางศาสนจักรยิ่งยอมรับในตัวเราง่ายขึ้น…อัลเจอร์ไตร่ตรองสักพักและยกมือขึ้นกระดกไวน์เข้าปาก
ของเหลวเย็นเยียบไหลผ่านลำคออัลเจอร์ก่อนจะเลือนหายไป ขณะเดียวกัน ทิวทัศน์วังปะการังแตกละเอียด แสงแห่งรุ่นอรุณส่องเข้ามาแยงตาอัลเจอร์จนเผยให้เห็นภาพต้นไม้ยักษ์
ไม่ได้ทำพันธสัญญา ไม่ต้องสาบาน? นั่นสินะ…การดื่ม ‘ไวน์’ แก้วนั้นคงเท่ากับบรรลุข้อตกลง…อัลเจอร์ถอนสายตากลับและหันไปพูดกับบรรดาลูกเรือไร้เดียงสา
“แถวนี้ไม่มีอะไร ไปสำรวจที่อื่นกันต่อ”
…
ภายในวังโบราณเหนือสายหมอกสีเทา
ไคลน์ถอนสายตาออกจากดาวแดงตัวแทนแฮงแมนพลางพยักหน้าครุ่นคิด
ตรงนั้นคือสุสานของเซียธาสกับโมเบธ…แก้วไวน์มีพลังแบบนี้ด้วยหรือ…
เป็นราชินีเอลฟ์ โคฮีเน็มตัวจริง…ตอนนี้เธออยู่ในสถานะไหน? ครึ่งหนึ่งอยู่ในหนังสือแห่งภัยพิบัติ ส่วนอีกครึ่งซ่อนตัวอยู่ที่ใดสักแห่งและสร้างอิทธิพลต่อโลกความจริงผ่านแก้วไวน์หรือไม่ก็ตะกอนพลัง?
มิสเตอร์แฮงแมนจะไม่ถูกกัดกร่อนไปอีกสักระยะ…ค่อยตรวจสอบอีกครั้งในตอนที่เขาไปถึงหมู่เกาะรอสต์…
เนื่องจากร่างต้นของไคลน์อาศัยอยู่ในช่องว่างประวัติศาสตร์ได้ไม่นานนัก มันจึงไม่มัวแช่อยู่นาน รีบส่งตัวเองกลับมายังดินแดนอันรกร้างและมืดมิด จากนั้นก็เดินถือตะเกียงสีเหลืองไปยังทิศทางหนึ่งอย่างใจเย็น
ขณะย่างกราย ไคลน์หันหน้าไปทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นสถานที่ตั้งเชอร์โนบิล ฝีเท้าเชื่องช้าลงโดยไม่รู้ตัว
หลังจากทราบข้อมูลเกี่ยวกับจุดซ่อนตัวเก่าของหมาป่าอสูรทมิฬทั้งหมด เราจะตรงไปทางตะวันออกและเดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงสุดขอบ จากนั้นค่อยยืนยันสถานการณ์และพิจารณาทางเลือกในการครอบครองตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์…อามุนด์คงคาดไม่ถึงว่าเราจะหนีออกมาเร็วขนาดนี้…อีกฝ่ายรู้จุดซ่อนตัวเก่าของหมาป่าอสูรทมิฬดีอยู่แล้ว คงไม่น่าจะสำรวจชนกับเรา…อา…แต่เจ้านั่นคงยังพยายามค้นหาเราอย่างไม่ลดละแน่นอน…ไคลน์ถอนหายใจออกพร้อมกับเร่งฝีเท้า
อสนีบาตสีเงินแผ่ซ่านไปทั่วท้องฟ้าพลางมอบแสงสว่างแก่ดินแดนอันรกร้างและเต็มไปด้วยอันตราย จากนั้นก็บรรจงโปรยฝนลงมาทีละเม็ด
ไคลน์ดึงร่มออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์ ในสภาพมือข้างหนึ่งถือร่มและอีกข้างถือตะเกียง มันตรงไปข้างหน้าตามลำพัง
…
ราวหนึ่งสัปดาห์ถัดมา อนาคตกาลจอดเทียบท่าที่ใดสักแห่งตามแนวชายฝั่งยาวของโลเอ็น
พลเรือเอกดวงดาว แคทลียา ถือสำรับไพ่ทาโรต์พลางหันไปกล่าวกับลูกเรืออย่างนีน่าและคนที่เหลือ
“ฉันจะอยู่ที่โลเอ็นสักพัก พวกคุณต้องคอยจับตาแฟรงค์ให้ดี ห้ามมิให้เขาทำการทดลองพิสดารเด็ดขาด”
…………………………
เถาวัลย์เหี่ยวเฉาห้อยปกคลุมอาคารไม้ผุพัง ซากอาคารโดยรอบทั้งหมดเข้าสู่สภาวะถูกแช่แข็งราวกับไม่เคยมีใครเหยียบย่ำเป็นเวลานาน
อัลเจอร์และลูกเรือกลุ่มเล็กเดินวนรอบโบราณสถานท่ามกลางบรรยากาศฤดูหนาวที่แห้งผาก แต่ก็ไม่มีใครพบสิ่งของล้ำค่า
“กัปตัน เคยมีนักผจญภัยหลายกลุ่มมาสำรวจที่นี่ก่อนหน้าพวกเรา แล้วยังจะมีสิ่งใดหลงเหลืออยู่อีก?” ลูกเรือวัยสามสิบกว่าคนหนึ่งโพล่งขึ้นอย่างหมดความอดทน
เสียงลูกเรือคนอื่นดังขึ้นในทำนองเดียวกัน
“สถานที่ที่เราพบเจอได้ง่ายดาย ไม่มีทางที่คนอื่นจะหาไม่พบ”
“ใช่แล้ว…กลับไปเชือดพวกฟุซัคนั่นดีกว่า!”
“กัปตัน หรือคุณคิดจะใช้ที่นี่เป็นป้อม?”
อัลเจอร์กวาดสายตาไปรอบตัว ใช้สีหน้าทำให้ลูกเรือหยุดบ่นและเชื่อฟัง
ผ่านไปสองสามวินาที มันกล่าว
“ฉันคิดจะใช้ที่นี่เพื่อซุ่มโจมตีชาวฟุซัค…มาลองสำรวจภูมิประเทศกันก่อนว่าเหมาะสมหรือไม่”
ด้วยข้ออ้างดังกล่าว ลูกเรือกลับมาอยู่ในความสงบทันทีก่อนจะแบ่งกลุ่มเข้าไปสำรวจส่วนลึกของโบราณสถานเอลฟ์
ขณะย่างกราย สัมผัสวิญญาณอัลเจอร์ถูกกระตุ้นโดยไม่รู้ตัว มันรีบมองไปยังด้านหลังต้นไม้ใหญ่
ดินในจุดดังกล่าวมีร่องรอยถูกขุด แถมยังเป็นรอยใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ถึงหนึ่งปี
อัลเจอร์รีบถอนสายตากลับอย่างเป็นธรรมชาติ แสร้งทำเป็นไม่เห็นความผิดปรกติ
หลังจากสำรวจโบราณสถานเสร็จ พวกมันเดินทางกลับค่ายพักใหม่
ปัจจุบันเป็นช่วงใกล้ยามเย็นซึ่งบรรยากาศในป่าค่อนข้างหนาว หลังจากเสร็จมื้ออาหาร อัลเจอร์แบ่งเวรยามชุดละสองคน ส่วนตัวมันเองและคนที่เหลือกลับเข้าไปในนอนในเต็นท์ส่วนตัว
ท่ามกลางสายลมเย็นเยียบและกองไฟไหววูบ อัลเจอร์ซึ่งเตรียมแอบหนีออกจากค่ายในตอนกลางคืนได้ยินเสียงร้องมาจากระยะไกล
เนื้อเสียงฟังดูล่องลอยคล้ายกับสตรีคนหนึ่งกำลังระบายความในใจ
สิ่งนี้ทำให้อัลเจอร์หวนนึกถึงอดีตโดยไม่รู้ตัว นึกถึงมารดาผู้ล่วงลับ และนึกถึงวัยเด็กที่เคยถูกข่มเหงรังแก
ความโศกเศร้าที่ยากจะบรรยายถาโถมเข้ามาในจิตใจอย่างท่วมท้น ส่งผลให้อัลเจอร์ไม่รีบตื่นในทันที แต่เลือกจะนอนฟังเพลงอีกหลายวินาทีก่อนบรรจงพยุงตัวลุกนั่งพลางขมวดคิ้ว
แต่คราวนี้อัลเจอร์กลับไม่ได้ยินเสียงใดเลย บทเพลงดังกล่าวเงียบไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น
อัลเจอร์หรี่ตาลง สวมเสื้อนอกตัวหนาและเดินออกมายังกองไฟ
ลูกเรือสองคนซึ่งรับหน้าที่เวรกลางคืน เพิ่งเสร็จการลาดตระเวนและกำลังซึมซับความอุ่นจากกองไฟ
“พบสิ่งผิดปรกติบ้างไหม” อัลเจอร์ถามเสียงหนักแน่น
ลูกเรือที่แข็งแกร่งทั้งสองส่ายหน้าพร้อมเพรียง
“ไม่”
อัลเจอร์เลิกขมวดคิ้วเล็กน้อยและหันหลังกลับ เตรียมเดินออกไปสำรวจด้วยตัวเอง
ทันใดนั้น มันพบบางสิ่งจากหางตา
ลูกเรือทั้งสองคนขยับเข้ามาใกล้มากเกินไป
หากเป็นโจรสลัดทั่วไปคงไม่เป็นปัญหา แต่ลูกเรือเหล่านี้ถูกฝึกฝนจากโบสถ์วายุสลาตันอย่างเข้มงวด ย่อมทราบว่าหลักปฏิบัติในการลาดตระเวนคือห้ามเข้าใกล้กันหรืออยู่ไกลกันมากเกินไป ต้องอยู่ในระยะห่างที่มองเห็นกันได้แต่ไม่ถูกโจมตี ‘กวาด’ รวดเดียวตายเป็นกลุ่ม
อัลเจอร์เดินไปอีกสองก้าวอย่างใจเย็นก่อนจะหันหลังกลับไปมองและถามเป็นกันเอง
“พบสิ่ง ‘ปรกติ’ บ้างไหม”
มันเปลี่ยนคำถาม ส่งผลให้บทสนทนาฟังดูแปลกมาก
ลูกเรือกำยำทั้งสองส่ายหน้าพลางตอบเสียงเรียบ
“ไม่”
ไม่…อัลเจอร์พยักหน้าแผ่วเบาด้วยท่าทีโล่งใจ
“ดี”
มันหันหลังกลับและเดินเข้าไปในเต็นท์อย่างเชื่องช้า
เมื่อลับสายตาลูกเรือ อัลเจอร์ดึงมีดหมื่นพิษและแว่นตาการ์กอยล์ออกมา จากนั้นก็อ้าปากเตรียมเปล่งเสียงร้องเพลง
ทันใดนั้น เสียงเพลงเจือความเศร้าดังขึ้นอีกครั้ง มันทะลวงผ่านโสตประสาทเข้ามายังดวงวิญญาณอัลเจอร์โดยตรง
นี่คือเพลงวิเศษโบราณที่จะขับขานความโศกเศร้าอย่างหาที่สุดมิได้ ส่งผลให้มีท่อนแขนสีซีดงอกออกจากร่างวิญญาณอัลเจอร์และฉีกกระชากร่างกายตัวเองตลอดเวลา
สีหน้าอัลเจอร์พลันบิดเบี้ยว ผิวหนังผุดเกล็ดปลาสีดำด้านปกคลุม เส้นผมสีน้ำเงินที่ยุ่งเหยิงคล้ายสาหร่ายเริ่มหนาและชี้ขึ้น
ความคิดเดิมภายในใจอัลเจอร์ถูกรบกวนด้วยเสียงเพลงและขัดจังหวะด้วยความเจ็บปวด มิอาจก่อตัวให้เป็นรูปร่างคมชัด
อัลเจอร์ล้มลงนอนกระเสือกกระสนบนพื้น ความเป็นมนุษย์ลดน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งใกล้คลุ้มคลั่ง
ทันใดนั้น เสียงเพลงหยุดลงกะทันหัน น้ำเสียงอันเย็นเยียบดังเข้ามาในโสตประสาทอัลเจอร์
“ยังพอมีสายเลือดเอลฟ์อยู่บ้าง…ถ้าอย่างนั้นก็พอแค่นี้…จงใช้ตะกอนพลังของเซียธาสให้เกิดประโยชน์สูงสุด”
อัลเจอร์ลุกขึ้นเชื่องช้าโดยมีเหงื่อเย็นผุดขึ้นบนหน้าผาก จากนั้นก็พบว่ามีใครบางคนกำลังยืนอยู่ภายในเต็นท์
เป็นสตรีเลอโฉมผมสีดำขลับ ปลายหูเรียวแหลม ดวงตาลุ่มลึก ใบหน้าอ่อนโยน แต่งกายในชุดโบราณเรียบง่าย แม้ส่วนสูงจะไม่มากนัก แต่กลับมอบบรรยากาศน่าเกรงขามและน่าเคารพ
“…ท่านคือราชินีเอลฟ์ ‘ราชินีแห่งภัยธรรมชาติ’ โคฮีเน็ม ใช่ไหม?” อัลเจอร์ถามด้วยสีหน้าครุ่นคิด
สตรีผู้กำลังเล่นแก้วไวน์ทองคำตอบเสียงเรียบ
“เจ้าเคยพบข้าแล้วไม่ใช่หรือ”
อัลเจอร์หวนนึกถึงเหตุการณ์บนเกาะปาซูเมื่อครั้งอดีตทันที เป็นความฝันที่มันหลุดเข้าไปในวังปะการังใต้ทะเลและพบกับเอลฟ์สาวสูงส่ง
“คุณยังมีชีวิตอยู่…” อัลเจอร์เปล่งเสียงหลังจากเงียบงันหลายวินาที
ขณะเดียวกันก็รีบเอ่ยพระนามเต็มอันทรงเกียรติของมิสเตอร์ฟูลในใจ แม้จะคิดว่าคงไม่ได้ผลเพราะตนมิได้เปล่งออกมาเป็นคำ
สตรีผมดำขลับเกล้ามวยสูงตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“เป็นเรื่องยากที่เทวทูตจะร่วงหล่นโดยไม่ได้เผชิญหน้ากับศัตรู”
“แล้วทำไมคุณถึงต้องแบ่งตะกอนพลังจนทำให้ตัวเองตกอยู่ในสภาวะไม่ปรกติและต้องรอการคืนชีพ?” อัลเจอร์ที่เคยได้ยินข้อมูลจากชุมนุมทาโรต์ แง่หนึ่งถามเพราะอยากรู้ อีกแง่หนึ่งถามเพราะต้องการซื้อเวลา
เอลฟ์สาวที่คาดว่าน่าจะเป็นราชินีแห่งภัยธรรมชาติ โคฮีเน็ม พ่นลมหายใจ
“เพราะบัลลังก์แห่งพายุตกอยู่ในความครอบครองของเลโอเดโร และข้าก็ไม่มีพลังพอจะต้านทาน ‘ทรราช’…นอกจากนั้น จำนวนประชากรเอลฟ์ยังลดลงอย่างต่อเนื่อง หลักยึดเหนี่ยวของข้าเริ่มไม่มั่นคง”
คนทั่วไปอาจไม่ทราบว่าเลโอเดโรเป็นใคร แต่ไม่ใช่กับอัลเจอร์ มันจึงไม่กล้าสนทนาประเด็นนี้บนโลกความจริง
ขณะเตรียมถามราชินีแห่งภัยพิบัติ โคฮีเน็ม ว่ามาพบตนด้วยจุดประสงค์ใด ราชินีเอลฟ์เป็นฝ่ายเปิดปาก
“เจ้าอยากเป็นครึ่งเทพหรือไม่”
หล่อนต้องการใช้ร่างของเราเป็นภาชนะในการคืนชีพ? คิดจะใช้สถานะครึ่งเทพมาเป็นเหยื่อล่อเรา? ขณะอัลเจอร์เริ่มคล้อยตาม มันผุดคำถาม
เมื่อพิจารณาว่ามิสเตอร์ฟูลสามารถ ‘ชำระล้าง’ สิ่งแปลกปลอมทุกชนิดให้สมาชิกชุมนุมได้ อัลเจอร์มองว่านี่เป็นโอกาส
มันหวนนึกถึงหนึ่งในวลียอดนิยมของจักรพรรดิโรซายล์
กระสุนเคลือบน้ำตาล!
พิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน มันมีโอกาสที่จะได้กินน้ำตาลฟรีและคายกระสุนทิ้งไป
“ผมจะต้องทำยังไง” อัลเจอร์มิได้ทำตัวออกนอกหน้า เพียงถามอย่างใจเย็นตามนิสัย
ราชินีแห่งภัยธรรมชาติ โคฮีเน็ม จ้องมองหัวจรดเท้าก่อนจะกล่าว
“เมื่อเจ้ามีโอกาสและคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าถึงหนังสือแห่งภัยธรรมชาติ ขโมยบางสิ่งออกจากหนังสือโดยไม่ให้ใครรู้ จากนั้นก็นำไปยังทวีปตะวันตก”
ทวีปตะวันตก…บ้านเกิดในตำนานของเอลฟ์? อัลเจอร์ขมวดคิ้วก่อนจะถาม
“ไม่ใช่ว่าทวีปตะวันตกหายไปแล้วหรือ”
โคฮีเน็มยกมุมปากเล็กน้อย
“ในเมื่อหายไปได้ ก็ปรากฏขึ้นใหม่ได้…ทวีปตะวันตกจะปรากฏตัวอีกครั้งในวันสิ้นโลก”
โดยไม่รอให้อัลเจอร์ถาม ราชินีเอลฟ์เว้นวรรคเล็กน้อยและพูดต่อ
“เจ้าไม่จำเป็นต้องนำสิ่งนั้นไปส่งยังทวีปตะวันตกด้วยตัวเอง สามารถฝากใครไปแทนก็ได้…แม้ข้าจะไม่ถนัดคำสาป แต่ก็มีพลังมากพอจะทำให้เจ้าตายอย่างทุกข์ทรมานหากผิดสัญญา”
“แต่ถ้าทวีปตะวันตกไม่ปรากฏขึ้นหรือไม่มีทางเข้า?” อัลเจอร์ถามด้วยสีหน้าจริงจัง
โคฮีเน็มเจ้าของใบหน้าสะสวยและผมสีดำขลับ บรรจงถอนสายตากลับอย่างอ่อนโยนประหนึ่งกำลังดำดิ่งท่ามกลางความทรงจำสมัยอดีต
ผ่านไปหลายวินาที เธอกล่าวอย่างใจเย็น
“ถ้ามันไม่ปรากฏขึ้นอีกจริงๆ ให้ถือว่าสัญญาเป็นโมฆะ…การเข้าทวีปตะวันตกอาจต้องใช้คาถาหรือรหัสผ่านบางอย่าง ซึ่งข้าเองก็ไม่ทราบ…แต่เจ้าสามารถถามได้จากตัวตนลึกลับบางคน”
“ใคร” อัลเจอร์ขมวดคิ้วถาม
โคฮีเน็มจ้องหน้าพลางกล่าวเสียงเย็น
“มิสเตอร์ฟูลที่เจ้าเพิ่งเอ่ยนามเต็มของเขาในใจ…ข้ามีลางสังหรณ์ว่าเขาคือกุญแจสำคัญของเรื่องนี้”
หัวใจอัลเจอร์หล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม มันรีบก้มศีรษะลงและตอบอย่างสำรวม
“เข้าใจแล้วครับ”
เห็นฉากตรงหน้า ราชินีแห่งภัยธรรมชาติ โคฮีเน็มพยักหน้าแผ่วเบาและกล่าวต่อ
“หากเจ้าอยากเป็นครึ่งเทพและยินดีที่จะรักษาสัญญา…เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น จงมุ่งหน้าไปยังโบราณสถานเอลฟ์”
หลังจากสิ้นเสียง ร่างของราชินีเอลฟ์เลือนหายไปราวกับภาพลวงตาในทะเลทราย
อัลเจอร์ลืมตาขึ้นและพบว่าตนกำลังนอนอยู่ในเต็นท์
ท่ามกลางความทรงจำที่สับสน อัลเจอร์พยายามจัดระเบียบจนกระทั่งได้ข้อสรุป
มันและลูกเรือเพิ่งทราบตำแหน่งของโบราณสถานการณ์เอลฟ์ แต่ยังไม่เคยเข้าไปสำรวจ!
ไม่ว่าจะเป็น ‘การสำรวจ’ เมื่อตอนกลางวัน เสียงเพลง ความผิดปรกติของลูกเรือ การปรากฏตัวของราชินีแห่งภัยธรรมชาติ และบทสนทนาทั้งหมด ทุกสิ่งล้วนเป็นเพียงความฝัน!
ไม่แปลกใจว่าทำไมเราถึงทำตัวประมาท…ในความเป็นจริง หากตระหนักว่าตัวเองอาจต้องเผชิญหน้ากับราชินีแห่งภัยธรรมชาติ ไม่มีทางที่เราจะไม่สวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูลล่วงหน้า…ราชินีแห่งภัยธรรมชาติสามารถสร้างความฝันที่สมจริงได้ด้วยอำนาจของเทวทูต? หรือพระองค์พึ่งพาสมบัติปิดผนึกบางชนิดที่ช่วยให้สำแดงพลังได้แม้จะอยู่ในสถานะพิเศษ? อัลเจอร์ออกไปนอกเต็นท์และยืนยันว่าสถานการณ์ปรกติ
มันนั่งลงและเริ่มสวดวิงวอนถึงเดอะฟูลอย่างเคร่งครัด
ผ่านไปราวสามสิบวินาที อัลเจอร์ถูกดึงขึ้นไปบนมิติหมอกและพบกับเดอะฟูลที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานโต๊ะทองแดงยาว
“เจ้าได้พบโคฮีเน็มมาหรือ” หลังจากแฮงแมนทักทายเสร็จ เดอะฟูล ไคลน์ถามอย่างเป็นกันเอง
แฮงแมน อัลเจอร์ตอบขึงขัง
“ครับ…แต่ผมไม่มีหลักฐานยืนยันว่านั่นคือราชินีเอลฟ์ตัวจริง”
…………………………
ปัจจุบันยังไม่มีหนอนดวงดาว…อาจารย์ฝากเราถามว่าผู้ซื้อต้องการหนอนดวงดาวไปทำอะไร…ฟอร์สอ่านจดหมายตอบกลับของอาจารย์พลางถอนหายใจโล่งอก
แต่เมื่อจินตนาการว่าปฏิบัติการล่านักบุญเร้นลับ โบทิส กำลังจะเริ่มขึ้น ฟอร์สอดไม่ได้ที่จะประหม่า เพราะท้ายที่สุดอีกฝ่ายเป็นถึงครึ่งเทพและอยู่ในลำดับสี่ มาหลายปีแล้ว ปัจจุบันอาจกลายเป็นลำดับสามแล้วก็ได้
แม้ว่าคนลงมือหลักจะเป็นมาดามเฮอร์มิท แต่ในฐานะเหยื่อล่อเราก็ควรเป็นห่วงความปลอดภัยของตัวเอง…ยิ่งไปกว่านั้น เบื้องหลังชุมนุมแสงเหนือยังมีกุหลาบไถ่บาปที่เต็มไปด้วยเทวทูตและราชาเทวทูต…ฟอร์สไม่เสียใจที่ตนรับทำงานให้เกอร์มันสแปร์โรว์ เพราะนี่คือสิ่งที่เธอสมัครใจและอยากจะทำ เพียงแต่อดไม่ได้ที่จะกระสับกระส่าย
เธอเริ่มจินตนาการถึงความเป็นไปได้อื่น
ถ้ามิสเตอร์เวิร์ลเข้าร่วมและนำทีมด้วยตัวเอง…เราคงสบายใจกว่านี้มาก…
ไม่ใช่เพราะฟอร์สไม่เชื่อใจฝีมือและประสบการณ์ของมาดามเฮอร์มิท เพียงแต่เมื่อเทียบกับเดอะเวิร์ล อีกฝ่ายเป็นคนละระดับ เกอร์มันสแปร์โรว์เคยล่าครึ่งเทพตามลำพังมานักต่อนัก ไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะสบายใจเมื่อมีคนเช่นนั้นคอยนำทีม
ซิลที่นั่งข้างเตาผิงชำเลืองเพื่อนสนิทก่อนจะถาม
“สรุปว่าต้องล่าเหยื่อใช่ไหม”
“ใช่…” ฟอร์สพยักหน้าเคร่งขรึมและกล่าวต่อ “แต่ยังไม่ใช่เร็วๆ นี้ อีกหลายคนยังต้องใช้เวลาเตรียมตัว”
การล่าครึ่งเทพไม่ง่ายเหมือนกับการล่าสุนัขจิ้งจอกแถบชานเมือง ไม่จบแค่การชักชวนเพื่อนและเตรียมอุปกรณ์ ภารกิจดังกล่าวต้องมีการวางแผนที่เข้มงวดและรอบคอบ ฟอร์สเชื่อว่ามาดามเฮอร์มิทอาจต้องมาเยือนกรุงเบ็คลันด์ด้วยตัวเอง หรือไม่ก็เก็บตัวคิดหาแผนฆ่าอยู่ในสนามรบจำลองที่ใดสักแห่ง
และมิสจัสติสก็ยังต้องเร่งมือย่อยโอสถนักท่องฝัน อาจใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งถึงสองเดือน
สำหรับฟอร์ส เธอสามารถรอได้ เพราะยังต้องย่อยโอสถนักบันทึกและประกอบพิธีกรรมเลื่อนลำดับเป็นนักท่องเที่ยวก่อนภารกิจจะเริ่มขึ้น
สิ่งเดียวที่เธอไม่มั่นใจก็คือ เดอะเวิร์ลจะกระตุ้นให้ทุกคนเร่งมือหรือไม่
เราต้องพยายามโน้มน้าวเขา…ไม่สิ ต้องให้มิสจัสติสช่วยโน้มน้าว นี่คือความถนัดของผู้ชม…ขณะฟอร์สกำลังพึมพำ ซิลหันมากล่าวด้วยสีหน้าเจือความลังเล
“วันนี้เจ้าหน้าที่ เอ็มไอเก้า คนที่คอยประสานงาน ยื่นข้อเสนอให้ฉันเข้าทำงานกับรัฐบาลอย่างเปิดเผย โดยบอกว่าหลังจากกษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นครองบัลลังก์แทน เรื่องเก่าๆ ในอดีตจะไม่ถูกขุดคุ้ยและเขากับฉันจะมีโอกาสได้ทำงานในตำแหน่งสำคัญ”
ฟอร์สฟังอย่างตั้งใจและไตร่ตรองสักพัก
“คงไม่ใช่วิธีสอบสวนพวกเราในรูปแบบใหม่หรอกนะ…เพราะนั่นจะทำให้พวกเขาค้นพบองค์กรเบื้องหลังเธอได้ง่ายขึ้น”
ซิลพยักหน้า
“ไม่หรอก พวกเขาเชื่อว่าฉันถูกเขี่ยทิ้งหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวจบลง และองค์กรที่ว่าน่าจะอยู่ในรูปแบบของศาสนจักร…โบสถ์รัตติกาล”
ซิลเป็นผู้ศรัทธาเทพธิดารัตติกาล เมื่อเอ่ยถึงศาสนจักรย่อมหมายถึงโบสถ์เทพธิดา แต่เนื่องจากเพื่อนสนิทของเธอนับถือเทพจักรกลไอน้ำ จึงต้องเน้นย้ำว่าเป็นศาสนาใดเพื่อหลีกเลี่ยงความคลุมเครือ
“หึหึ…นั่นคือสิ่งที่มิสเตอร์เวิร์ลบอกให้พวกเราแสร้งทำ” ฟอร์สลูบผมด้วยสีหน้าผ่อนคลาย
จากนั้นก็วางมาดขึงขังด้วยความเป็นผู้ใหญ่
“ซิล นี่เป็นโอกาสสำคัญสำหรับเธอ การสวมบทบาทเป็นผู้พิพากษาจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล ลำพังการเป็นผู้ตัดสินของโลกใต้ดินเบ็คลันด์ยังไม่เพียงพอ…ลำดับในปัจจุบันของเธอยังค่อนข้างต่ำ อาจช่วยเหลือสมาชิกคนอื่นได้ไม่มากเท่าที่ควร…ถ้าเธอได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่ผู้พิพากษาในศาลแขวงหรือศาลอาญาสักสองสามเดือน โอสถคงถูกย่อยอย่างรวดเร็ว…จริงสิ ฉันเคยได้ยินจาก เอ็มไอเก้า ว่ามี ‘ศาลคดีลี้ลับ’ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติโดยเฉพาะ ถ้าเธอได้เข้าไปทำงาน อาจกลายเป็นอัศวินวินัยได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคมปีหน้า”
เมื่อเห็นซิลเริ่มคล้อยตาม ฟอร์สรีบเสริม
“เมื่อเธอสร้างผลงานได้มากพอ ก็มีสิทธิ์ที่จะกอบกู้ชื่อเสียงของพ่อกลับมาได้ในระดับหนึ่ง เพราะในเมื่อจอร์จที่สามตายไปแล้ว ตราบใดที่การฟื้นฟูชื่อเสียงของพ่อเธอไม่ส่งผลกระทบต่อเขา เจอร์วิงตันที่สองก็คงไม่ลงมือทำอะไร”
เจอร์วิงตันเป็นบุตรชายคนโตของจอร์จที่สาม ปัจจุบันสืบทอดมงกุฎจักรพรรดิแห่งไบลัมและกษัตริย์โลเอ็นต่อจากบิดา
ซิลที่ตั้งใจฟังอย่างเงียบงันในที่สุดก็พยักหน้า
“ฉันจะลองดู”
“เธอยังสามารถพาแม่กับน้องชายย้ายเข้ามาในเบ็คลันด์ได้ด้วย แม้สถานการณ์สงครามจะกำลังตึงเครียดจนราคาอาหารพุ่งสูงขึ้น แต่เธอมีสวัสดิการของ เอ็มไอเก้า ซึ่งจะแจกจ่ายมายังครอบครัว!” ยิ่งฟอร์สพูด ซิลก็ยิ่งรู้สึกว่าการเข้าร่วมกับ เอ็มไอเก้า มีแต่ได้กับได้
หลังจากเกลี้ยกล่อมซิลเสร็จ ฟอร์สเดินกลับเข้าห้องนอนและสวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูล ขอร้องให้อีกฝ่ายช่วยถ่ายทอดข้อความไปยังเดอะเวิร์ล
ระหว่างนั้นฟอร์สได้เล่าประเด็นสำคัญในจดหมายของอาจารย์ รวมถึงการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวเพื่อให้เกอร์มันสแปร์โรว์ช่วยใจเย็น
หลังจากวิงวอนเสร็จและเตรียมออกจากห้อง หญิงสาวมองเห็นสายหมอกสีเทาปกคลุมทัศนียภาพ และเห็นกระแสน้ำสีแดงเข้มพรั่งพรูออกจากความว่างเปล่าจนท่วมท้นร่างกาย
ฟอร์สพบว่าตนกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางวังโบราณบนเก้าอี้พนักสูงเหมือนทุกครั้ง แต่ในตำแหน่งประธานกลับปราศจากตัวตนผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งร่างกายปกคลุมด้วยม่านหมอกสีเทา
ในเวลานี้มีเพียงเธอและเดอะเวิร์ล เกอร์มันสแปร์โรว์เพียงสองคน
“…” ฟอร์สเครียดขึ้นมาทันที รีบคิดบทสนทนาและพูดออกไป “มิสเตอร์เวิร์ล ฉันหมายความว่าหากคุณอดทน ผลลัพธ์ของงานจะออกมาดีที่สุด แต่ถ้าคุณมีเหตุเร่งด่วนก็ไม่เป็นอะไร พวกเราจะหาโอกาสเริ่มปฏิบัติการโดยเร็วที่สุด”
ไคลน์หัวเราะแห้ง
“ไม่ต้องกังวล ผมไม่รีบ”
เมื่อเป้าหมายสูงสุดคือสูตรโอสถระดับเทวทูตและสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ ชายหนุ่มอดทนในเรื่องแบบนี้ได้เป็นอย่างดี
ฟู่ว…เมจิกเชี่ยน ฟอร์ส ถอนหายใจโล่งอกก่อนจะถามเสียงฉงน
“แล้วคุณอยากให้ดิฉันทำอะไร”
ไคลน์ตอบเสียงเรียบ
“อยากย่อยโอสถนักบันทึกโดยเร็วไม่ใช่หรือ? นอกจากการบันทึกวัฒนธรรมและทัศนียภาพของดินแดนแปลกใหม่ ผมคิดว่าคุณต้องบันทึกพลังพิเศษชนิดต่างๆ ให้มากที่สุด ยิ่งมีระดับสูงเท่าไรก็ยิ่งย่อยได้เร็วเท่านั้น”
ดวงตาฟอร์สส่องประกายทันที
“ต…ตกลง!”
หลังจากโพล่งออกไป เธอเริ่มตระหนักว่าท่าทีของตนโจ่งแจ้งเกินไปหน่อย จึงรีบเสริมอย่างกระอักกระอ่วน
“นี่คือการจ่ายค่าจ้างล่วงหน้าที่คุณเคยพูดถึงใช่ไหม”
ไคลน์พยักหน้าสำรวจ
“มาเริ่มกันเลย…เตรียมตัวให้พร้อม ผมยืมสมบัติวิเศษระดับหนึ่ง มาจากมิสเตอร์ฟูลแล้ว พลังของมันอยู่ในขอบเขตนักบุญ”
สำหรับนักบันทึกลำดับหกโอกาสที่จะบันทึกพลังระดับเทวทูตสำเร็จนั้นเกือบเป็นศูนย์ ไคลน์จึงไม่พยายามอัญเชิญมิสผู้ส่งสารและมิสเตอร์อะซิกออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์เพื่อสำแดงพลัง
ฟอร์สนั่งหลังตรงพลางผงกศีรษะหนักแน่น
“ค่ะ!”
วินาทีถัดมา เธอเห็นเดอะเวิร์ล เกอร์มันสแปร์โรว์ยกคทากระดูกที่เลี่ยมด้วยอัญมณีสีฟ้าขึ้น
ท่ามกลางแสงสว่างอันเจิดจ้า สายฟ้าหลายเส้นโผล่ออกจากความว่างเปล่าและถักทอเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นผืนป่าสายฟ้าคำราม มอบบรรยากาศทำลายล้างอย่างท่วมท้น
ดวงตาฟอร์สสะท้อนแสงสีเทาสว่างด้วยอากัปกิริยาตกตะลึง
หลังจากพายุสายฟ้าสงบลง หญิงสาวทำหน้ามึนงงสักพักก่อนจะกล่าว
“ล้มเหลว…”
“เอาใหม่” ไคลน์ตอบเสียงเย็น
พายุสายฟ้าอุบัติขึ้นหนแล้วหนเล่าท่ามกลางวังโบราณเหนือสายหมอก จนกระทั่งผ่านไปสักพัก ฟอร์สเอนหลังพิงเก้าอี้พลางกล่าวด้วยสีหน้ายินดีปรีดา
“ส…สำเร็จ! สำเร็จแล้ว!”
ในที่สุดเธอก็ประสบความสำเร็จในการบันทึกพายุสายฟ้า
จบสักที…เมื่อฟอร์สเริ่มผ่อนคลาย เธอได้ยินเสียงเย็นเยียบของเดอะเวิร์ลถูกเปล่ง
“เอาล่ะ…พลังต่อไป”
…ต่อไป? เพียงพริบตา ฟอร์สเห็นนักผจญภัยเสียสติเหยียดแขนขวาเข้าไปในสายหมอกและดึงไม้กางเขนทองแดงซึ่งพันด้วยหนามออกจากความว่างเปล่า
ให้บันทึกพลังของไม้กางเขน? ฟอร์สพยายามเก็บสีหน้า
หลังจากโอสถนักบันทึกของเธอย่อยไปถึงระดับหนึ่ง สิทธิ์ในการบันทึกพลังครึ่งเทพได้เพิ่มจากหนึ่งเป็นสอง
“เปล่า…” ไคลน์ชำเลืองมิสเมจิกเชี่ยนก่อนจะพูด “บันทึกพลังที่ผมใช้ดึงไม้กางเขนออกมา”
“…ล้มเหลว” ฟอร์สกระซิบกระซาบ
สาเหตุของความล้มเหลวคือเธอบันทึก ‘ไม่ทัน’
ไคลน์ยกเลิกภาพฉายไม้กางเขนและล้วงมือเข้าไปหยิบปืนลูกโม่สีดำออกไปหนึ่งกระบอก
“ไม่สำเร็จ…” ฟอร์สตอบด้วยสีหน้าซับซ้อน
ภายในใจเธออยากจะกลับสู่โลกความจริงและวิเคราะห์พัฒนาการของโอสถ แต่ฟอร์สทำเช่นนั้นไม่ได้เพราะ ‘กริ่งหมดคาบ’ ยังไม่ดังขึ้น
เกือบสามสิบครั้งถัดมา ขณะที่พลังใจและพลังวิญญาณของหญิงสาวใกล้เหือดแห้ง ในที่สุดเธอก็บันทึก ‘อัญเชิญภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์’ ได้สำเร็จ
ตอนนี้เธอรู้สึกอยากพรั่งพรูน้ำตาอาบสองแก้ม แต่ก็ยังต้องสงวนท่าทีเพื่อให้ดูเป็นนักเรียนที่ดีในสายตาอีกฝ่าย
“พลังชนิดนี้สามารถอัญเชิญผู้คนหรือวัตถุที่เกี่ยวข้องกับตัวเองออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์? เมื่อเวลานั้นมาถึง ฉันควรอัญเชิญใครหรือวัตถุชิ้นใด?”
ไคลน์จ้องมิสเมจิกเชี่ยนและตอบหน้านิ่ง
“ผม”
“…” ฟอร์สยิ้มแห้งก่อนจะถาม “ตัวคุณในช่วงเวลาใด?”
“ครั้งล่าสุดที่พวกเราได้พบกัน” ไคลน์คิดคำตอบไว้แล้ว
ในช่วงเวลาดังกล่าว ไคลน์ที่เป็นปราชญ์โบราณเรียบร้อยแล้ว เดินทางไปรับมิสเมจิกเชี่ยนกลับจากโลกแห่งน้ำแข็ง จากนั้นจึงค่อยดำเนินแผนการทำลายพิธีกรรมของจอร์จที่สาม
ฟอร์สพยักหน้าขึงขังและถามตามความเคยชิน
“ถ้าล้มเหลวต้องทำยังไง? การอัญเชิญเป้าหมายที่มีระดับสูงกว่าตัวเองมากมักล้มเหลว…”
“พรุ่งนี้มาบันทึกพลังเดิมด้วย ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’” ไคลน์ตอบเสียงทุ้ม
รับประกันความสำเร็จภายในสองครั้ง? เมจิกเชี่ยน ฟอร์ส สงสัยแต่มิได้ถามออกไป เพราะเธอเห็นว่าเกอร์มันสแปร์โรว์กำลังแสดงความมั่นใจ
หญิงสาวยกมือขึ้นพร้อมกับทำท่าทาง
“ถ้าอย่างนั้น ฉันกลับได้หรือยัง?”
ไคลน์อืมในลำคอก่อนจะส่งมิสเมจิกเชี่ยนที่กำลังมีความสุขกลับไป
…
บนเกาะโซเนีย ภายในป่าดิบชื้น
อัลเจอร์วิลสันพาลูกน้องจำนวนหนึ่งเข้าไปในโบราณสถานเอลฟ์ที่มีผู้มาเยี่ยมเยียนไม่บ่อยนัก
…………………………
“…” เป็นอีกครั้งที่ไคลน์ตระหนักว่าทำไมอามุนด์ถึงมีฉายาว่าเทพแห่งการกลั่นแกล้ง
ไคลน์ไม่มีอารมณ์แม้แต่จะรำพันติดตลก ภายในใจคิดเพียงเรื่องเดียวคือการยกเลิกอัญเชิญภาพฉายทางประวัติศาสตร์เพื่อหลบหนีจากอามุนด์ตรงหน้า ไม่สิ ‘กลุ่ม’ อามุนด์ตรงหน้า
ศพไหม้เกรียมซึ่งถูกปรสิตยึดร่างทำการลบรอยไหม้บนใบหน้าและกล่าวก่อนที่ไคลน์จะหายตัว
“ไม่ต้องกังวล เจ้าเป็นเพียงภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์ที่ข้ามิอาจใช้ปรสิตยึดครองร่าง และเจ้าคงทราบว่าข้ามิได้อยู่ตามลำพัง การคิดตอบโต้นั้นไม่ใช่เรื่องฉลาด”
“ต้องการจะพูดอะไร” ไคลน์ที่ถือตะเกียงธรรมดาในมือ ไตร่ตรองสักพักก่อนจะหยิบเศษรูปปั้นที่มีผิวสีดำแต่ด้านในสีแดง
อามุนด์เปลี่ยนกลับไปเป็นใบหน้าปกติ แต่ปัญหาคือผิวกายยังค่อนข้างดำเข้ม
มันขยับกรอบแว่นพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“คงทราบอยู่แล้วว่าข้ารู้เรื่องที่เจ้ากำลังมองหาหมาป่าอสูรทมิฬเพื่อช่วงชิงตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ ข้าเองก็กำลังสนใจมันเช่นกัน…เอาแบบนี้เป็นไง ทำไมเราไม่มาแข่งกันว่าใครจะได้ก่อน?”
สำคัญยังไง? ทำยังกับว่าถ้าเราไม่เล่นเกม เราจะต้องล้มเลิกการตามล่าหมาป่าอสูรทมิฬ…ไคลน์เงียบไปหลายวินาทีก่อนจะส่ายหน้า
“ขอปฏิเสธ”
มันไม่คิดจะฟังเงื่อนไขจากอามุนด์ เพราะยิ่งฟังนักต้มตุ๋นพูด ตนก็ยิ่งเดือดร้อนและเป็นฝ่ายเจ็บปวด
อามุนด์ยิ้มโดยไม่เผยความโกรธ
“เจ้าจะต้องเสียใจภายหลัง…ตอนแรกข้าคิดไว้ว่าหากตัวเองเป็นฝ่ายชนะ จะมอบตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์พ่วงบริวารเร้นลับให้เจ้า แต่แน่นอนว่าต้องแลกกับปราสาทต้นกำเนิด…นอกจากนั้นยังจะให้เวลาเจ้าเตรียมตัวบอกลาชุมนุมลับที่สร้างขึ้น…แต่ปัจจุบัน ข้าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขโมยชะตากรรมของเจ้าโดยตรงและแบกรับความเสี่ยงที่อาจถูก ‘ต้นกำเนิด’ กัดกร่อน แม้เรื่องนี้จะอันตรายอยู่บ้าง แต่ก็น่าตื่นเต้นไม่เลว ข้าเองก็อยากรู้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะคนสุดท้าย…อาศัยประสบการณ์จากพระบิดา ข้าไม่คิดว่าตัวเองด้อยฝีมือแต่อย่างใด”
อะไรนะ…การกัดกร่อนจากต้นกำเนิด? ประสบการณ์ของเทพสุริยันบรรพกาล? อันที่จริง ไคลน์ไม่อยากเสวนากับอามุนด์ในหัวข้อตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์หรือปราสาทต้นกำเนิดสักเท่าไร แต่สิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่กำลังสร้างแรงปะทะทางจิตใจอันหนักหน่วง
มันนึกทบทวนสิ่งที่อามุนด์เพิ่งอธิบายและอดไม่ได้ที่จะถาม
“ต้นกำเนิดหมายถึง ‘มหาต้นกำเนิด’ พระผู้สร้างต้นกำเนิด?”
มันเองก็อยากทราบว่าชะตากรรมอันเลวร้ายแบบใดที่ปราสาทต้นกำเนิดจะนำมาให้ตน
อามุนด์ขยับกรอบแว่นตาพลางจ้องหน้าไคลน์สักพัก
“ข้าคิดว่าคงไม่จำเป็นต้องตอบ เพราะเจ้าคงไม่เชื่อคำพูดข้าอยู่แล้ว”
บอกมาเถอะน่า! ฉันจะวิเคราะห์ด้วยตัวเองว่าน่าเชื่อถือหรือไม่! ไคลน์ระงับความกระสับกระส่าย เพียงตอบอย่างเยือกเย็น
“น่าจะเป็นเพราะคุณแต่งเรื่องกลบเกลื่อนไม่ทันมากกว่า”
อามุนด์มิได้ขุ่นเคือง มันยกมุมปากและตอบพลางยิ้ม
“จะคิดแบบนั้นก็ได้…หึหึ…ในหลายๆ ครั้ง ความจริงที่ได้ค้นพบด้วยตัวเองย่อมน่าเชื่อถือว่าสิ่งที่ได้ยินจากผู้อื่น…หากมีเวลา เจ้าควรเตร็ดเตร่บนดินแดนเทพทอดทิ้งสักพักเพื่อค้นหาเบาะแสเพิ่มเติม…หรือถ้ามีความกล้ามากพอก็ลองสำรวจเชอร์โนบิล ที่นั่นมีความลับซ่อนอยู่มากมาย”
“…” ไคลน์ไม่ถามซักไซ้ เพียงจ้องไปทางซากวิหารที่ถูกย้อมด้วยแสงสลัวสีเหลืองพลางตั้งคำถามอย่างเป็นกันเอง
“หมาป่าปีศาจทมิฬรีบหนีไปเพราะตระหนักถึงตัวตนของคุณ?”
อามุนด์พยักหน้าแผ่วเบา
“ไม่ใช่แค่ข้า แต่ยังสัมผัสถึงการจ้องมองจากแฮงแมน…เจ้านั่นซ่อนตัวในดินแดนเทพทอดทิ้งมานานกว่าพันปี ย่อมอ่อนไหวต่อสิ่งเหล่านี้”
เทวทูตลำดับสอง หรือบางทีอาจเป็นถึงลำดับหนึ่ง กลับยังทำได้เพียงใช้ชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ในดินแดนเทพทอดทิ้ง…สภาพแวดล้อมของที่นี่ไม่เลวร้ายไปหน่อยหรือ? ไคลน์รำพันกลางถอนหายใจ จากนั้นก็ตอบ
“คุณมีร่างโคลนในเมืองเงินพิสุทธิ์มากกว่าหนึ่ง ทำไมถึงไม่พยายามยั[ยั้งการคืนชีพของผม? หรือทำไมไม่ทรงร่างโคลนที่แข็งแกร่งกว่านี้มา?”
อามุนด์ใช้นิ้วชี้สัมผัสขอบล่างของแว่นตาพลางยิ้ม
“หากทำแบบนั้น เจ้าจะเลือกคืนชีพบนโลกภายนอกแทน นั่นจะทำให้งานของข้ายากกว่าเดิม…ถ้าข้าแสร้งผ่อนคลายสักนิด ตัวเจ้าที่ตระหนักถึงตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์บนดินแดนเทพทอดทิ้งจะต้องเลือกคืนชีพที่นี่แน่นอน…ในเกมถัดไปของพวกเรา อุปสรรคภายนอกจะมีเพียงแฮงแมนและโอโรเลอุส”
อย่างที่คิด…ไคลน์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะถาม
“แม้จะอยู่ในดินแดนเดียวกัน แต่ถ้าอยู่นอกระยะของพลัง ร่างต้นของคุณจะมิอาจใช้ ‘รวมตัว’ หรือ ‘สลับตำแหน่ง’ กับร่างโคลนใช่ไหม? เหตุผลที่คุณเปลี่ยนเป็นร่างต้นทันทีที่เข้าสู่ดินแดนเทพทอดทิ้ง ก็เพราะปราสาทต้นกำเนิดสร้างความผิดปรกติบางอย่างกับดินแดนแห่งนี้ ร่างต้นของคุณจึงสัมผัสได้และมารอรับที่หน้าทางเข้า…ผมพูดถูกไหม?”
ได้ยินเช่นนั้น อามุนด์ยิ้มตอบ
“คิดว่ายังไงล่ะ? ลองเดาดูสิว่าตอนนี้ข้าสามารถเปลี่ยนกลับเป็นร่างต้นได้ไหม”
ไคลน์ยกกำปั้นขวาขึ้นมาจ่อจมูกพลางครุ่นคิดสักพัก จากนั้นก็มอบคำตอบด้วยรอยยิ้ม
“ขอเดาว่าร่างโคลนตัวอื่นกำลังประกอบพิธีกรรมเพื่อให้ร่างต้นเสด็จเยือนได้ในพริบตา…”
ยังไม่ทันกล่าวจบประโยค ร่างของชายหนุ่มเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
ภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์ถูกยกเลิก
ณ ทุ่งกว้างนอกซากเมืองนอร์ธ ในจุดที่ไคลน์ซ่อนตัว ห้วงมิติโดยรอบพลันปั่นป่วนจนกระทั่งถูกปกคลุมด้วยแว่นตาขาเดียวจำนวนมาก
พวกมันจ้องไคลน์โดยพร้อมเพรียงประหนึ่งกำลังพูดว่า ‘หาเจ้าพบแล้ว’
แต่เพียงไม่นาน ร่างไคลน์ก็จางหายไป
ในตอนที่อามุนด์ย้ายแว่นจากตาซ้ายมายังตาขวา ร่างต้นไคลน์ได้ออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์และกลับมายังโลกความจริง จากนั้นก็อาศัยเทวทูตกระดาษเพื่อลบร่องรอยและหนีด้วยพลังกระโจนไฟ
การที่ภาพฉายของไคลน์ยังสามารถพูดคุยกับอามุนด์ได้อย่างมีสติ เพราะนั่นคือหุ่นเชิดโจนาสโคลเกอร์ที่แปลงโฉมเป็นเกอร์มันสแปร์โรว์และถูกบังคับผ่านหนอนวิญญาณจากช่องว่างประวัติศาสตร์ ผู้บังคับคือภาพฉายของไคลน์ที่อยู่นอกเมือง
ขณะร่างต้นไคลน์พยายามหลบหนี มันเข้าสู่ช่องว่างประวัติศาสตร์เป็นพักๆ เพื่อโอนถ่ายสติมายังภาพฉายด้านนอกเมือง จากนั้นก็ควบคุมหุ่นเชิดโจนาสภายในเมืองให้สนทนากับอามุนด์
ส่งผลให้ไคลน์ที่ยืนคุยกับอามุนด์เผยสีหน้าครุ่นคิดเป็นระยะ บ้างก็จ้องไปยังทิศทางหนึ่งสองสามวินาที บ้างก็ทำเป็นทบทวนคำพูดอามุนด์
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเทพแห่งการหลอกลวง ไคลน์ไม่มีทางประมาท!
หลังจากหนีออกจากซากเมืองนอร์ธ ชายหนุ่มเดินวนอีกสองรอบใหญ่ก่อนจะส่งตัวเองเข้าสู่มิติเหนือสายหมอกเพื่อยืนยันสถานการณ์โดยรอบด้วยตาทิพย์ จึงค่อยลดความเร็วในการเดินทางลง
การกัดกร่อนจากต้นกำเนิด…เราไม่รู้ว่าอามุนด์กุเรื่องขึ้นมาหลอกหรือไม่…แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสักวันเราต้องไปสำรวจเชอร์โนบิลเพื่อค้นหาความจริง แต่นั่นคือเรื่องราวหลังจากกลายเป็นผู้ชี้นำปาฏิหาริย์แล้ว ไม่อย่างนั้นคงมีค่าเท่ากับย่างกรายเข้าไปในประตูนรกด้วยตัวเอง…ไคลน์เดินถือตะเกียงที่เดนิสสังเวย เตร็ดเตร่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มืดมิด
อาศัยประสบการณ์ในช่วงที่ผ่านมา ชายหนุ่มเริ่มเข้าใจเกี่ยวกับภัยอันตรายบนดินแดนเทพทอดทิ้งอย่างลึกซึ้ง
สภาพแวดล้อมที่โหดร้ายและผิดเพี้ยน…ลัทธิของคนเสียสติ เทวทูตเสื่อมทราม ฝูงอามุนด์เดินเตร็ดเตร่ สัตว์ในตำนานที่ซ่อนตัวในความมืด แถมยังมีเทพมารคอยจับตามองจากที่ใดสักแห่ง นอกจากนั้นเราและทุกคนยังสามารถกระตุ้นเศษเสี้ยวพลังเทพที่หลงเหลือได้ด้วยการเอ่ยนามจริงของทวยเทพ…สมแล้วที่ได้ชื่อว่าดินแดนเทพทอดทิ้ง ระดับอันตรายสูงกว่าที่เราจินตนาการไว้มาก…ไคลน์ถอนหายใจยาวก่อนจะกลับมานึกทบทวนเกี่ยวกับหมาป่าปีศาจทมิฬ
ว่ากันตามตรง ไคลน์มองไม่เห็นจุดแข็งของตัวเองในการไล่ล่าสัตว์ในตำนานชนิดนี้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับดินแดนเทพทอดทิ้งหรือการตระหนักรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ของเป้าหมาย ตนยังเป็นรองอามุนด์ที่เตร็ดเตร่มานานกว่าพันปีและสาวกของพระผู้สร้างแท้จริงที่สามารถอาศัยบนดินแดนแห่งนี้ได้ราวกับบ้าน
ข้อได้เปรียบของเราคือการอยู่บนเส้นทางนักทำนายเหมือนกับหมาป่าอสูรทมิฬ นอกจากนั้นยังมีปราสาทต้นกำเนิดซึ่งจะส่งอิทธิพลต่อกฎการดึงดูดระหว่างตะกอนพลัง ช่วยให้ชะตากรรมและการตัดสินใจมีแนวโน้มที่จะมาบรรจบกัน…แต่อามุนด์เองก็เป็นราชาเทวทูตในเส้นทางใกล้เคียง ทางนั้นเองก็ส่งอิทธิพลกับกฎการดึงดูดไม่น้อย และไม่น่าจะด้อยไปกว่าเรามากนัก…ไคลน์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะฉุกคิดบางสิ่งได้ เป็นข้อได้เปรียบที่ตนถือครอง
ข้อได้เปรียบนั้นก็คือ
ตนอ่อนแอมาก!
เมื่อเทียบกับอามุนด์ ข้ารับใช้ของพระผู้สร้างแท้จริง และหมาป่าอสูรทมิฬ ตนยังอ่อนแออยู่มาก!
หากมองเพียงผิวเผิน สิ่งนี้คือข้อเสียอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ในบางสถานการณ์ก็อาจช่วยสร้างผลลัพธ์ที่ไคลน์ต้องการ
ลำดับของเรายังต่ำมาก นั่นหมายความว่าเราสามารถกลายเป็นเหยื่อของหมาป่าอสูรทมิฬแทนที่จะเป็นผู้ล่า…ในเมื่อการตามหาตัวอีกฝ่ายมันยากนัก ก็ต้องล่อให้ทางนั้นเป็นฝ่ายเข้าหาด้วยตัวเอง! จริงอยู่ที่ปราชญ์โบราณคงมิอาจดึงดูดความสนใจของหมาป่าอสูรทมิฬ แต่ถ้าเป็นปราชญ์โบราณที่สามารถกระตุ้นปราสาทต้นกำเนิดแล้วคนละเรื่อง…เราจะคอยกระตุ้นปราสาทต้นกำเนิดเป็นระยะเพื่อทิ้งออร่าสายหมอกสำหรับล่อให้หมาป่าอสูรทมิฬเป็นฝ่ายเข้ามาหา…ยิ่งครุ่นคิด ไคลน์ก็ยิ่งพบว่าวิธีนี้มีโอกาสสำเร็จ
แน่นอนว่าวิธีนี้เต็มไปด้วยอันตราย หากไม่ระวังตัว ชายหนุ่มมีสิทธิ์พลาดท่าดึงดูดอามุนด์หรือพระผู้สร้างแท้จริงเข้ามาหา นอกจากนั้นหมาป่าอสูรทมิฬก็อาจทำเพียงเฝ้ามองจากวงนอก จึงค่อยหาโอกาสจู่โจมในตอนที่ไคลน์เผลอ
ก่อนจะใช้วิธีนี้ เราต้องเตรียมความพร้อมให้เรียบร้อย…ไม่จำเป็นต้องรีบ…ไคลน์เหยียดแขนออกไปหยิบเศษชิ้นส่วนรูปปั้นหมาป่าอสูรซึ่งด้านนอกเป็นสีดำและด้านในเป็นสีแดง
แม้ในตอนนั้นไคลน์จะยังไม่ได้หยิบเศษก้อนหินขึ้นมาเนื่องจากถูกอามุนด์ขวางไว้ แต่เพราะเคยเห็นและเคยสัมผัส การดึงออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์จึงไม่ใช่เรื่องยาก เพราะหินดังกล่าวมีระดับไม่สูงนัก
ไคลน์ต้องการใช้หินก้อนนี้สำหรับค้นหาแหล่งกบดานของหมาป่าอสูรทมิฬรวมถึงพฤติกรรมของอีกฝ่าย
ท่ามกลางทุ่งกว้างอันรกร้าง ไคลน์ถือตะเกียงสาดแสงสีเหลืองสลัว หันไปรอบตัวเพื่อตรวจสอบทิศทางที่แน่นอนก่อนจะมุ่งหน้าตรงไป
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตฮิลสตัน
ฟอร์สที่ออกไป ‘ท่องเที่ยว’ มาแล้วครั้งหนึ่ง ในที่สุดก็ได้รับคำตอบจากอาจารย์โดเรี่ยนเกรย์อับราฮัม
…………………………
“…” เป็นอีกครั้งที่ไคลน์ตระหนักว่าทำไมอามุนด์ถึงมีฉายาว่าเทพแห่งการกลั่นแกล้ง
ไคลน์ไม่มีอารมณ์แม้แต่จะรำพันติดตลก ภายในใจคิดเพียงเรื่องเดียวคือการยกเลิกอัญเชิญภาพฉายทางประวัติศาสตร์เพื่อหลบหนีจากอามุนด์ตรงหน้า ไม่สิ ‘กลุ่ม’ อามุนด์ตรงหน้า
ศพไหม้เกรียมซึ่งถูกปรสิตยึดร่างทำการลบรอยไหม้บนใบหน้าและกล่าวก่อนที่ไคลน์จะหายตัว
“ไม่ต้องกังวล เจ้าเป็นเพียงภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์ที่ข้ามิอาจใช้ปรสิตยึดครองร่าง และเจ้าคงทราบว่าข้ามิได้อยู่ตามลำพัง การคิดตอบโต้นั้นไม่ใช่เรื่องฉลาด”
“ต้องการจะพูดอะไร” ไคลน์ที่ถือตะเกียงธรรมดาในมือ ไตร่ตรองสักพักก่อนจะหยิบเศษรูปปั้นที่มีผิวสีดำแต่ด้านในสีแดง
อามุนด์เปลี่ยนกลับไปเป็นใบหน้าปกติ แต่ปัญหาคือผิวกายยังค่อนข้างดำเข้ม
มันขยับกรอบแว่นพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“คงทราบอยู่แล้วว่าข้ารู้เรื่องที่เจ้ากำลังมองหาหมาป่าอสูรทมิฬเพื่อช่วงชิงตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ ข้าเองก็กำลังสนใจมันเช่นกัน…เอาแบบนี้เป็นไง ทำไมเราไม่มาแข่งกันว่าใครจะได้ก่อน?”
สำคัญยังไง? ทำยังกับว่าถ้าเราไม่เล่นเกม เราจะต้องล้มเลิกการตามล่าหมาป่าอสูรทมิฬ…ไคลน์เงียบไปหลายวินาทีก่อนจะส่ายหน้า
“ขอปฏิเสธ”
มันไม่คิดจะฟังเงื่อนไขจากอามุนด์ เพราะยิ่งฟังนักต้มตุ๋นพูด ตนก็ยิ่งเดือดร้อนและเป็นฝ่ายเจ็บปวด
อามุนด์ยิ้มโดยไม่เผยความโกรธ
“เจ้าจะต้องเสียใจภายหลัง…ตอนแรกข้าคิดไว้ว่าหากตัวเองเป็นฝ่ายชนะ จะมอบตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์พ่วงบริวารเร้นลับให้เจ้า แต่แน่นอนว่าต้องแลกกับปราสาทต้นกำเนิด…นอกจากนั้นยังจะให้เวลาเจ้าเตรียมตัวบอกลาชุมนุมลับที่สร้างขึ้น…แต่ปัจจุบัน ข้าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขโมยชะตากรรมของเจ้าโดยตรงและแบกรับความเสี่ยงที่อาจถูก ‘ต้นกำเนิด’ กัดกร่อน แม้เรื่องนี้จะอันตรายอยู่บ้าง แต่ก็น่าตื่นเต้นไม่เลว ข้าเองก็อยากรู้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะคนสุดท้าย…อาศัยประสบการณ์จากพระบิดา ข้าไม่คิดว่าตัวเองด้อยฝีมือแต่อย่างใด”
อะไรนะ…การกัดกร่อนจากต้นกำเนิด? ประสบการณ์ของเทพสุริยันบรรพกาล? อันที่จริง ไคลน์ไม่อยากเสวนากับอามุนด์ในหัวข้อตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์หรือปราสาทต้นกำเนิดสักเท่าไร แต่สิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่กำลังสร้างแรงปะทะทางจิตใจอันหนักหน่วง
มันนึกทบทวนสิ่งที่อามุนด์เพิ่งอธิบายและอดไม่ได้ที่จะถาม
“ต้นกำเนิดหมายถึง ‘มหาต้นกำเนิด’ พระผู้สร้างต้นกำเนิด?”
มันเองก็อยากทราบว่าชะตากรรมอันเลวร้ายแบบใดที่ปราสาทต้นกำเนิดจะนำมาให้ตน
อามุนด์ขยับกรอบแว่นตาพลางจ้องหน้าไคลน์สักพัก
“ข้าคิดว่าคงไม่จำเป็นต้องตอบ เพราะเจ้าคงไม่เชื่อคำพูดข้าอยู่แล้ว”
บอกมาเถอะน่า! ฉันจะวิเคราะห์ด้วยตัวเองว่าน่าเชื่อถือหรือไม่! ไคลน์ระงับความกระสับกระส่าย เพียงตอบอย่างเยือกเย็น
“น่าจะเป็นเพราะคุณแต่งเรื่องกลบเกลื่อนไม่ทันมากกว่า”
อามุนด์มิได้ขุ่นเคือง มันยกมุมปากและตอบพลางยิ้ม
“จะคิดแบบนั้นก็ได้…หึหึ…ในหลายๆ ครั้ง ความจริงที่ได้ค้นพบด้วยตัวเองย่อมน่าเชื่อถือว่าสิ่งที่ได้ยินจากผู้อื่น…หากมีเวลา เจ้าควรเตร็ดเตร่บนดินแดนเทพทอดทิ้งสักพักเพื่อค้นหาเบาะแสเพิ่มเติม…หรือถ้ามีความกล้ามากพอก็ลองสำรวจเชอร์โนบิล ที่นั่นมีความลับซ่อนอยู่มากมาย”
“…” ไคลน์ไม่ถามซักไซ้ เพียงจ้องไปทางซากวิหารที่ถูกย้อมด้วยแสงสลัวสีเหลืองพลางตั้งคำถามอย่างเป็นกันเอง
“หมาป่าปีศาจทมิฬรีบหนีไปเพราะตระหนักถึงตัวตนของคุณ?”
อามุนด์พยักหน้าแผ่วเบา
“ไม่ใช่แค่ข้า แต่ยังสัมผัสถึงการจ้องมองจากแฮงแมน…เจ้านั่นซ่อนตัวในดินแดนเทพทอดทิ้งมานานกว่าพันปี ย่อมอ่อนไหวต่อสิ่งเหล่านี้”
เทวทูตลำดับสอง หรือบางทีอาจเป็นถึงลำดับหนึ่ง กลับยังทำได้เพียงใช้ชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ในดินแดนเทพทอดทิ้ง…สภาพแวดล้อมของที่นี่ไม่เลวร้ายไปหน่อยหรือ? ไคลน์รำพันกลางถอนหายใจ จากนั้นก็ตอบ
“คุณมีร่างโคลนในเมืองเงินพิสุทธิ์มากกว่าหนึ่ง ทำไมถึงไม่พยายามยั[ยั้งการคืนชีพของผม? หรือทำไมไม่ทรงร่างโคลนที่แข็งแกร่งกว่านี้มา?”
อามุนด์ใช้นิ้วชี้สัมผัสขอบล่างของแว่นตาพลางยิ้ม
“หากทำแบบนั้น เจ้าจะเลือกคืนชีพบนโลกภายนอกแทน นั่นจะทำให้งานของข้ายากกว่าเดิม…ถ้าข้าแสร้งผ่อนคลายสักนิด ตัวเจ้าที่ตระหนักถึงตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์บนดินแดนเทพทอดทิ้งจะต้องเลือกคืนชีพที่นี่แน่นอน…ในเกมถัดไปของพวกเรา อุปสรรคภายนอกจะมีเพียงแฮงแมนและโอโรเลอุส”
อย่างที่คิด…ไคลน์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะถาม
“แม้จะอยู่ในดินแดนเดียวกัน แต่ถ้าอยู่นอกระยะของพลัง ร่างต้นของคุณจะมิอาจใช้ ‘รวมตัว’ หรือ ‘สลับตำแหน่ง’ กับร่างโคลนใช่ไหม? เหตุผลที่คุณเปลี่ยนเป็นร่างต้นทันทีที่เข้าสู่ดินแดนเทพทอดทิ้ง ก็เพราะปราสาทต้นกำเนิดสร้างความผิดปรกติบางอย่างกับดินแดนแห่งนี้ ร่างต้นของคุณจึงสัมผัสได้และมารอรับที่หน้าทางเข้า…ผมพูดถูกไหม?”
ได้ยินเช่นนั้น อามุนด์ยิ้มตอบ
“คิดว่ายังไงล่ะ? ลองเดาดูสิว่าตอนนี้ข้าสามารถเปลี่ยนกลับเป็นร่างต้นได้ไหม”
ไคลน์ยกกำปั้นขวาขึ้นมาจ่อจมูกพลางครุ่นคิดสักพัก จากนั้นก็มอบคำตอบด้วยรอยยิ้ม
“ขอเดาว่าร่างโคลนตัวอื่นกำลังประกอบพิธีกรรมเพื่อให้ร่างต้นเสด็จเยือนได้ในพริบตา…”
ยังไม่ทันกล่าวจบประโยค ร่างของชายหนุ่มเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
ภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์ถูกยกเลิก
ณ ทุ่งกว้างนอกซากเมืองนอร์ธ ในจุดที่ไคลน์ซ่อนตัว ห้วงมิติโดยรอบพลันปั่นป่วนจนกระทั่งถูกปกคลุมด้วยแว่นตาขาเดียวจำนวนมาก
พวกมันจ้องไคลน์โดยพร้อมเพรียงประหนึ่งกำลังพูดว่า ‘หาเจ้าพบแล้ว’
แต่เพียงไม่นาน ร่างไคลน์ก็จางหายไป
ในตอนที่อามุนด์ย้ายแว่นจากตาซ้ายมายังตาขวา ร่างต้นไคลน์ได้ออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์และกลับมายังโลกความจริง จากนั้นก็อาศัยเทวทูตกระดาษเพื่อลบร่องรอยและหนีด้วยพลังกระโจนไฟ
การที่ภาพฉายของไคลน์ยังสามารถพูดคุยกับอามุนด์ได้อย่างมีสติ เพราะนั่นคือหุ่นเชิดโจนาสโคลเกอร์ที่แปลงโฉมเป็นเกอร์มันสแปร์โรว์และถูกบังคับผ่านหนอนวิญญาณจากช่องว่างประวัติศาสตร์ ผู้บังคับคือภาพฉายของไคลน์ที่อยู่นอกเมือง
ขณะร่างต้นไคลน์พยายามหลบหนี มันเข้าสู่ช่องว่างประวัติศาสตร์เป็นพักๆ เพื่อโอนถ่ายสติมายังภาพฉายด้านนอกเมือง จากนั้นก็ควบคุมหุ่นเชิดโจนาสภายในเมืองให้สนทนากับอามุนด์
ส่งผลให้ไคลน์ที่ยืนคุยกับอามุนด์เผยสีหน้าครุ่นคิดเป็นระยะ บ้างก็จ้องไปยังทิศทางหนึ่งสองสามวินาที บ้างก็ทำเป็นทบทวนคำพูดอามุนด์
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเทพแห่งการหลอกลวง ไคลน์ไม่มีทางประมาท!
หลังจากหนีออกจากซากเมืองนอร์ธ ชายหนุ่มเดินวนอีกสองรอบใหญ่ก่อนจะส่งตัวเองเข้าสู่มิติเหนือสายหมอกเพื่อยืนยันสถานการณ์โดยรอบด้วยตาทิพย์ จึงค่อยลดความเร็วในการเดินทางลง
การกัดกร่อนจากต้นกำเนิด…เราไม่รู้ว่าอามุนด์กุเรื่องขึ้นมาหลอกหรือไม่…แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสักวันเราต้องไปสำรวจเชอร์โนบิลเพื่อค้นหาความจริง แต่นั่นคือเรื่องราวหลังจากกลายเป็นผู้ชี้นำปาฏิหาริย์แล้ว ไม่อย่างนั้นคงมีค่าเท่ากับย่างกรายเข้าไปในประตูนรกด้วยตัวเอง…ไคลน์เดินถือตะเกียงที่เดนิสสังเวย เตร็ดเตร่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มืดมิด
อาศัยประสบการณ์ในช่วงที่ผ่านมา ชายหนุ่มเริ่มเข้าใจเกี่ยวกับภัยอันตรายบนดินแดนเทพทอดทิ้งอย่างลึกซึ้ง
สภาพแวดล้อมที่โหดร้ายและผิดเพี้ยน…ลัทธิของคนเสียสติ เทวทูตเสื่อมทราม ฝูงอามุนด์เดินเตร็ดเตร่ สัตว์ในตำนานที่ซ่อนตัวในความมืด แถมยังมีเทพมารคอยจับตามองจากที่ใดสักแห่ง นอกจากนั้นเราและทุกคนยังสามารถกระตุ้นเศษเสี้ยวพลังเทพที่หลงเหลือได้ด้วยการเอ่ยนามจริงของทวยเทพ…สมแล้วที่ได้ชื่อว่าดินแดนเทพทอดทิ้ง ระดับอันตรายสูงกว่าที่เราจินตนาการไว้มาก…ไคลน์ถอนหายใจยาวก่อนจะกลับมานึกทบทวนเกี่ยวกับหมาป่าปีศาจทมิฬ
ว่ากันตามตรง ไคลน์มองไม่เห็นจุดแข็งของตัวเองในการไล่ล่าสัตว์ในตำนานชนิดนี้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับดินแดนเทพทอดทิ้งหรือการตระหนักรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ของเป้าหมาย ตนยังเป็นรองอามุนด์ที่เตร็ดเตร่มานานกว่าพันปีและสาวกของพระผู้สร้างแท้จริงที่สามารถอาศัยบนดินแดนแห่งนี้ได้ราวกับบ้าน
ข้อได้เปรียบของเราคือการอยู่บนเส้นทางนักทำนายเหมือนกับหมาป่าอสูรทมิฬ นอกจากนั้นยังมีปราสาทต้นกำเนิดซึ่งจะส่งอิทธิพลต่อกฎการดึงดูดระหว่างตะกอนพลัง ช่วยให้ชะตากรรมและการตัดสินใจมีแนวโน้มที่จะมาบรรจบกัน…แต่อามุนด์เองก็เป็นราชาเทวทูตในเส้นทางใกล้เคียง ทางนั้นเองก็ส่งอิทธิพลกับกฎการดึงดูดไม่น้อย และไม่น่าจะด้อยไปกว่าเรามากนัก…ไคลน์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะฉุกคิดบางสิ่งได้ เป็นข้อได้เปรียบที่ตนถือครอง
ข้อได้เปรียบนั้นก็คือ
ตนอ่อนแอมาก!
เมื่อเทียบกับอามุนด์ ข้ารับใช้ของพระผู้สร้างแท้จริง และหมาป่าอสูรทมิฬ ตนยังอ่อนแออยู่มาก!
หากมองเพียงผิวเผิน สิ่งนี้คือข้อเสียอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ในบางสถานการณ์ก็อาจช่วยสร้างผลลัพธ์ที่ไคลน์ต้องการ
ลำดับของเรายังต่ำมาก นั่นหมายความว่าเราสามารถกลายเป็นเหยื่อของหมาป่าอสูรทมิฬแทนที่จะเป็นผู้ล่า…ในเมื่อการตามหาตัวอีกฝ่ายมันยากนัก ก็ต้องล่อให้ทางนั้นเป็นฝ่ายเข้าหาด้วยตัวเอง! จริงอยู่ที่ปราชญ์โบราณคงมิอาจดึงดูดความสนใจของหมาป่าอสูรทมิฬ แต่ถ้าเป็นปราชญ์โบราณที่สามารถกระตุ้นปราสาทต้นกำเนิดแล้วคนละเรื่อง…เราจะคอยกระตุ้นปราสาทต้นกำเนิดเป็นระยะเพื่อทิ้งออร่าสายหมอกสำหรับล่อให้หมาป่าอสูรทมิฬเป็นฝ่ายเข้ามาหา…ยิ่งครุ่นคิด ไคลน์ก็ยิ่งพบว่าวิธีนี้มีโอกาสสำเร็จ
แน่นอนว่าวิธีนี้เต็มไปด้วยอันตราย หากไม่ระวังตัว ชายหนุ่มมีสิทธิ์พลาดท่าดึงดูดอามุนด์หรือพระผู้สร้างแท้จริงเข้ามาหา นอกจากนั้นหมาป่าอสูรทมิฬก็อาจทำเพียงเฝ้ามองจากวงนอก จึงค่อยหาโอกาสจู่โจมในตอนที่ไคลน์เผลอ
ก่อนจะใช้วิธีนี้ เราต้องเตรียมความพร้อมให้เรียบร้อย…ไม่จำเป็นต้องรีบ…ไคลน์เหยียดแขนออกไปหยิบเศษชิ้นส่วนรูปปั้นหมาป่าอสูรซึ่งด้านนอกเป็นสีดำและด้านในเป็นสีแดง
แม้ในตอนนั้นไคลน์จะยังไม่ได้หยิบเศษก้อนหินขึ้นมาเนื่องจากถูกอามุนด์ขวางไว้ แต่เพราะเคยเห็นและเคยสัมผัส การดึงออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์จึงไม่ใช่เรื่องยาก เพราะหินดังกล่าวมีระดับไม่สูงนัก
ไคลน์ต้องการใช้หินก้อนนี้สำหรับค้นหาแหล่งกบดานของหมาป่าอสูรทมิฬรวมถึงพฤติกรรมของอีกฝ่าย
ท่ามกลางทุ่งกว้างอันรกร้าง ไคลน์ถือตะเกียงสาดแสงสีเหลืองสลัว หันไปรอบตัวเพื่อตรวจสอบทิศทางที่แน่นอนก่อนจะมุ่งหน้าตรงไป
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตฮิลสตัน
ฟอร์สที่ออกไป ‘ท่องเที่ยว’ มาแล้วครั้งหนึ่ง ในที่สุดก็ได้รับคำตอบจากอาจารย์โดเรี่ยนเกรย์อับราฮัม
…………………………
แม้ไคลน์จะเพิ่งเข้ามาอยู่ในดินแดนเทพทอดทิ้งได้ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ แต่ก็ได้ฟังข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้จากเดอะซันน้อยมาพอสมควร ย่อมทราบว่ามนุษย์ธรรมดาหรือแม้กระทั่งนักบุญก็ยังต้องพึ่งพาแสงสว่างเพื่อเดินทางในความมืด ไม่อย่างนั้นอาจเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดดุร้ายหรือไม่ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
แต่ในปัจจุบัน นักบวชชรามิได้กำลังถือตะเกียงหนังสัตว์ เพียงย่างกรายผ่านหมอกทึบเข้าไปในวิหารที่มีแสงไฟสลัว
หากไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายมีดวงตาสงบนิ่งปราศจากความบ้าคลั่ง ไคลน์คงเชื่อว่าตนกำลังเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดชนิดพิเศษ
แน่นอนว่าการเป็นมนุษย์ปกติและการอาศัยอยู่ในความมืดคือสองสิ่งที่แตกต่างกันสุดขั้ว บางทีสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาอาจอันตรายและน่ากลัวยิ่งกว่าสัตว์ประหลาดชนิดพิเศษ
ตัวตนที่สามารถเดินทางท่ามกลางความมืดโดยยังรักษาสติได้มั่นคง จวบจนปัจจุบัน ไคลน์รู้จักเพียงคนเดียว
ผู้เย้ยเทพ อามุนด์!
เมื่อสัมผัสได้ว่าแสงสลัวกำลังสะท้อนบนใบหน้า ชายชราร่างยักษ์ผู้แต่งกายในชุดนักบวชสีเข้มและหลังค่อมเล็กน้อย มองไปยังรูปปั้นหมาป่าอสูรที่อยู่ถัดจากไคลน์พลางถามเสียงล่องลอย
“เจ้าเมืองนี้ไปไหน?”
ไคลน์เป็นคนประเภทที่หากสะสางปัญหาโดยไม่ต้องนองเลือดได้ก็จะทำ เพิ่มความระมัดระวังในท่าทีพลางตอบอย่างใจเย็น
“ผมเพิ่งมาถึงที่นี่ ไม่รู้ว่าเจ้าเมืองหายไปไหน”
ทันทีที่สิ้นเสียง วิหารทั้งหลังพลันมีบรรยากาศสลัว หมอกเจือจางพวยพุ่งเข้ามาจากด้านนอกประหนึ่งกระแสน้ำถาโถม
แสงตะเกียงในมือไคลน์มิอาจมอบความสว่างไปยังบริเวณประตูและหน้าต่าง โลกภายนอกมืดสนิทและมองไม่เห็นสิ่งใด
เพียงพริบตา คล้ายกับวิหารที่นับถือหมาป่าอสูรถูกตัดขาดจากซากปรักหักพังเมืองนอร์ธ ไม่มีใครทราบว่าปัจจุบันกำลังอยู่บนมิติใด
รูม่านตาไคลน์ขยายขึ้นทันที มันจ้องนักบวชหน้าย่นผู้เป็นเจ้าของผมสีขาวโพลนก่อนจะถามเสียงเข้ม
“คุณเป็นใคร”
นักบวชหลังค่อนข้างค่อมตอบด้วยสายตามองลง
“ข้าคือบริวารรับใช้ใกล้ชิดพระองค์ เทวทูตวาจาศักดิ์สิทธิ์ สตีฟ…ข้าเตร็ดเตร่ไปในสถานที่แห่งอดีตของพระองค์เพื่อตามหาผู้เย้ยเทพที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืด”
ขณะกล่าว ร่างกายของชายชราขยายใหญ่กลายเป็นสี่เมตร ขนนกมายาสีดำปรากฏขึ้นด้านหลังและถักทอกลายเป็นปีกสี่คู่ที่ดูอึมครึมแต่ศักดิ์สิทธิ์
เทวทูตวาจาศักดิ์สิทธิ์ สตีฟ…บริวารรับใช้ใกล้ชิดพระองค์…สถานที่แห่งอดีต…นี่คือหนึ่งในข้ารับใช้ของพระผู้สร้างแท้จริง? เทวทูตบริวารของเทวทูตโชคชะตา สมาชิกของกุหลาบไถ่บาป? เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงสามารถเตร็ดเตร่ในความมืด เพราะมีพลังเสื่อมทรามคอยปกป้อง…เทพมารตนดังกล่าวยังคงตามหาตะกอนพลังของบริวารเร้นลับจนถึงทุกวันนี้? ไคลน์เงยหน้ามองสตีฟผู้แต่งกายในชุดคลุมนักบวชสีดำ ด้านหลังมีปีกเทวทูตสี่คู่และเส้นผมสีขาวโพลนซึ่งถูกขัดแย้งกันไปหมด
ไคลน์แสร้งทำเป็นไม่ใช่อริของชุมนุมแสงเหนือ อ้าปากกล่าวเสียงขรึม
“ผู้เย้ยเทพหนีไปแล้ว ผมเองก็กำลังตามหาเขาอยู่”
เทวทูตวาจาศักดิ์สิทธิ์ สตีฟ จ้องไคลน์สองสามวินาทีก่อนจะถามเสียงต่ำ
“เจ้าเป็นใคร?”
ไม่สะดวกที่จะตอบเท่าไร…ไคลน์ถอนหายใจพลางยิ้ม
“นักเดินทางสันโดษ”
หลังจากตอบคำถามจบ ชายหนุ่มสัมผัสถึงความมืดที่เริ่มก่อตัวภายในใจ จากนั้นก็จมลงไปด้านล่างและรวมกับเงาดำที่เกิดจากแสงตะเกียง
ร่างอันมืดมิดบิดเบี้ยว ‘งอกเงย’ ขึ้นมาจากเงาดำและกลายเป็นเกอร์มันสแปร์โรว์อีกคนหนึ่ง ดวงตาดุร้ายและอารมณ์เย็นชา
นี่มัน…ไคลน์หรี่ตาลงพร้อมกับเหยียดมือขวาออกไปโดยไม่ลังเล พยายามจับคว้าบางสิ่งออกจากอากาศ
หากไคลน์คิดไม่ทันว่าสตีฟกำลังฉกฉวยโอกาสจาก ‘คำตอบ’ ของตน ป่านนี้ไคลน์คงเข้าร่วมชุมนุมแสงเหนือในฐานะอัครสาวกของพระผู้สร้างแท้จริงไปแล้ว
ชายหนุ่มเข้าใจแจ่มแจ้งว่า ‘วาจาศักดิ์สิทธิ์’ หมายถึงสิ่งใด
นี่มันเทวทูต ‘วาจามาร’ ชัดๆ !
สตีฟจะทำการ ‘สกัด’ บางส่วนของคำตอบออกมา หรือไม่ก็ทำให้จุดที่คลุมเครือของคำตอบชัดเจนขึ้นเพื่อสร้างผลลัพธ์ทางวิญญาณ!
ในตอนที่ไคลน์ตอบว่า ‘ผมเพิ่งมาถึงที่นี่ ไม่รู้ว่าเจ้าเมืองหายไปไหน’ สตีฟได้สกัดคำว่า ‘ผมไม่รู้จะไปไหน’ ส่งผลให้ไคลน์ผนึกตัวเองออกจากโลกภายนอก
เมื่อเทวทูตทำการเปิดเผยตัวเอง ทุกคำพูดจะยิ่งมีน้ำหนักและเปี่ยมไปด้วยพลัง
ในตอนที่ไคลน์นิยามตัวเอง คำว่า ‘นักเดินทางสันโดษ’ จึงถูกสกัดออกจากร่างหลัก
นับตั้งแต่ที่นักบวชสตีฟปรากฏตัวในเมืองนอร์ธ มันได้แผ่จิตสังหารที่รุนแรงออกมาตลอดเวลา!
และเมื่อไคลน์พยายามอัญเชิญภาพฉายบางอย่างออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์ คล้ายกับเกอร์มันสแปร์โรว์ร่างมืดมีความคิดที่เชื่อมโยงกัน จึงพยายามดึงภาพฉายเดียวกันออกมา ส่งผลให้เกิดการหักล้างซึ่งกันและกัน
ทันทีที่ตระหนักว่าพลังของปราชญ์โบราณของตนถูกผนึก ไคลน์หรี่ตาลงและอ้าปากเปล่งเสียงเป็นภาษาคนยักษ์
แต่ในวินาทีถัดมา คำดังกล่าวถูกขโมยไป
บนไหล่ซ้ายของเทวทูตวาจาศักดิ์สิทธิ์ที่สูงเกือบสี่เมตรมีศีรษะชุ่มเลือดงอกขึ้นมาเศียรหนึ่ง ใบหน้าเหมือนกับสตีฟทุกประการ แต่เยาว์วัยกว่าพอสมควร ราวกับเพิ่งสี่สิบเท่านั้น
รอบศีรษะดังกล่าวมีแขนเปื้อนเลือดสองข้าง พวกมัน ‘ต้อนแกะ’ วิญญาณที่แตกต่างกันเข้าไปและมีพลังในการขโมยความคิด
ขณะเดียวกัน ศีรษะชุ่มเลือดงอกออกจากไหล่ขวาของสตีฟ ใบหน้าคล้ายกับช่วงอายุในวัยยี่สิบ
จากบรรดาทั้งสามหัว หัวหนึ่งต้อนแกะและขโมยความคิดไคลน์ อีกหัวหนึ่งมองตรงไปยังเป้าหมายอย่างเย็นชาพลางเพ่งสมาธิควบคุม ‘นักเดินทางสันโดษ’ และอีกหัวอ้าปากเปล่งเสียง
“เจ้าโกหก! เจ้าเป็นพวกนอกรีตที่ขัดขวางพิธีกรรมการจุติของบุตรแห่งพระองค์ รวมถึงขัดขวางการเสด็จเยือนถึงสองครั้ง! เจ้าก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ข้ากำลังตามหา!”
มุมปากไคลน์กระตุกแผ่วเบาก่อนจะเปล่งเสียงภาษาคนยักษ์โบราณ
“เลโอเดโร!”
ชื่อจริงของวายุสลาตัน!
ความคิดไคลน์ไม่ถูกขโมยเพราะมันป้อน ‘ชุดคำสั่ง’ แบบเดียวกันจำนวนมากลงในสมอง ต่อให้ความคิดแรกถูกขโมย ก็ยังมีความคิดถัดไปตามมาอีกหลายระลอก
นี่คือประสบการณ์ที่ได้รับจากการเผชิญหน้ากับอามุนด์
แน่นอนว่าหากต้องสู้กับอามุนด์อีกครั้ง ไคลน์เชื่อว่าวิธีเดิมไม่น่าจะได้ผลกับเทพแห่งการกลั่นแกล้งที่เตรียมความพร้อมล่วงหน้า ถ้าต้องการเอาชนะมีแต่ต้องคิดกลอุบายใหม่
ทันทีที่สิ้นเสียงไคลน์ สายฟ้าสีเงินสว่างขึ้นในดวงตาของเทวทูตวาจาศักดิ์สิทธิ์ สตีฟ
พวกมันปกคลุมซากเมืองนอร์ธทุกซอกมุม ฉีกกระชากความมืดมิดที่ปกคลุมวิหารพร้อมกับทำลายพลังเสื่อมทราม พลังความลับ พลังความโศก ความสกปรก และความชั่วร้ายในพริบตา
ภายในวิหาร ไคลน์และเกอร์มันสแปร์โรว์ร่างมืดที่อยู่ใจกลางตาพายุพลันแหลกสลายโดยไม่มีแม้แต่เสียงครวญคราง
จากนั้น อสรพิษสายฟ้าสีเงินสว่างอันน่าสะพรึง แพร่กระจายปกคลุมบริเวณโดยรอบทุกตารางนิ้ว กลืนกินรูปปั้นหมาป่าอสูรและเทวทูตวาจาศักดิ์สิทธิ์ สตีฟ
ท่ามกลางเสียงคำรามต่ำอย่างต่อเนื่อง ซากปรักหักพังเมืองนอร์ธถึงคราวพังทลายกลายเป็นซากของจริง
ณ ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำที่เหือดแห้ง ภาพฉายของไคลน์เลือนหายอย่างรวดเร็ว ร่างต้นกลับมายังโลกความจริง
ทันทีหลังจากนั้น ไคลน์ใช้กระโจนไฟหลายครั้งเพื่อสร้างระยะห่างจากซากปรักหักพังเมืองนอร์ธ ขณะเดียวกันก็นำเทวทูตกระดาษออกมาลบร่องรอยเป็นระยะ
ทุ่งกว้างอันรกร้างกลับสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง จนกระทั่งผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ ซากวิหารภายในเมืองนอร์ธเกิดการสั่นสะเทือนแผ่วเบา เป็นนักบวชสตีฟที่พยุงตัวขึ้นจากเศษฝุ่นและก้อนหิน
ผมสีขาวโพลนของมันบางลงอย่างเห็นได้ชัด เสื้อคลุมนักบวชอยู่ในสภาพขาดวิ่น
เทวทูตวาจาศักดิ์สิทธิ์เดินออกจากซากเมืองนอร์ธอย่างเงียบงัน หลังจากจำแนกทิศทางสักพักก็ตรงดิ่งหายเข้าไปในส่วนลึกของความมืด
ครึ่งวันถัดมา ร่างหนึ่งเดินเข้ามาใกล้กับซากปรักหักพังเมืองนอร์ธจากอีกทิศทางหนึ่ง ไม่ใช่ใครนอกจากไคลน์ที่อ้อมไปไกล
ในคราวก่อน มันไม่มีโอกาสได้สำรวจเมืองนอร์ธมากนัก คราวนี้จึงย้อนกลับมาโดยหวังจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าของเดิม
ในจุดห่างไกลออกไป ไคลน์ทำซ้ำขั้นตอนเดิม ส่งตัวเองเข้าไปในมิติหมอกและใช้ตาทิพย์ตรวจสอบรอบเมือง จากนั้นก็อัญเชิญภาพฉายของตัวเองออกมาพร้อมกับนำร่างต้นเข้าไปหลบในช่องว่างประวัติศาสตร์ ตามด้วยการใช้ภาพฉายอัญเชิญภาพฉายอีกทอดหนึ่ง
เตรียมการเสร็จ ชายหนุ่มก้าวเข้าไปในเมืองนอร์ธอีกครั้งและตรงมายังวิหารหลังเดิม
ระหว่างทาง ซากศพที่เกลื่อนกลาดตามถนนถูกเปลี่ยนให้เป็นเถ้าถ่านหรือไม่ก็ผุยผง ปราศจากความสยองขวัญและพิสดารเหมือนคราวก่อน
ตาแก่ที่ชื่อสตีฟนั่นยังไม่ตาย…ดูเหมือนว่าพลังของวายุสลาตันที่หลงเหลืออยู่จะไม่เพียงพอต่อการสังหารเทวทูต…ไคลน์หยุดยืนหน้าซากวิหารพลางรำพันด้วยความเสียดาย
แน่นอนว่าเป็นความเสียดายเพียงเล็กน้อย เพราะมันก็ไม่คิดว่าจะจัดการกับเทวทูตได้ง่ายดายอยู่แล้ว
กวาดสายตาสักพัก ชายหนุ่มมองเห็นชิ้นส่วนรูปปั้นหมาป่าอสูรที่แตกกระจัดกระจาย
ผิวเป็นสีเข้ม แต่ด้านในเป็นสีแดงเข้มไม่เหมือนกับหินทั่วไป
ไม่ใช่หินที่พบได้ในละแวกใกล้เคียง…หมาป่าอสูรทมิฬเจาะจงเลือกหินพิเศษชนิดนี้มาแกะสลักรูปปั้นด้วยตัวเอง? บางทีถ้าเราสืบค้นต้นกำเนิดของก้อนหิน ก็อาจพบจุดที่หมาป่าอสูรทมิฬเคยหลบซ่อนก่อนจะหนีมายังเมืองนอร์ธ…ในฐานะผู้ชี้นำปาฏิหาริย์หรือไม่ก็บริวารเร้นลับ หมาป่าอสูรทมิฬย่อมเก่งกาจด้านการลบร่องรอยจนยากที่จะระบุพิกัดปัจจุบัน แต่ถ้าเราสามารถระบุพิกัดในอดีตได้ทั้งหมด ก็น่าจะพอคาดเดาตำแหน่งซ่อนตัวในอนาคตจากอุปนิสัย…
การล่วงรู้อดีตของใครสักคนทุกซอกมุมย่อมช่วยให้ทำนายอนาคตได้แม่นยำ! ไคลน์ก้าวไปข้างหน้าและโน้มตัวลง เตรียมเก็บชิ้นส่วนก้อนหิน
ทันใดนั้น ฝ่ามือที่ผิวไหม้เกรียมพลันโผล่ออกมาขวางปลายนิ้วไคลน์
จากหางตา ชายหนุ่มพบว่าศพในละแวกใกล้เคียงที่อยู่ในสภาพไหม้เกรียมได้ฟื้นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไรก็มิอาจทราบได้!
มืออีกข้างของศพเลื่อนแว่นตาขาเดียวขึ้นมาวางลงบนตาซ้าย
อามุนด์! ตาซ้าย…? หัวใจไคลน์หล่นไปอยู่ตาตุ่มในตอนต้น ก่อนจะผุดความฉงนอย่างแรงกล้า
วินาทีถัดมา ศพไหม้เกรียมยิ้มและกล่าว
“ขออภัย…ใส่ผิดข้าง”
กล่าวจบ มันถอดแว่นไปสวมไว้ที่ตาขวา
…………………………
ได้ยินคำสั่งจากหัวหน้าบิชอป เลียวนาร์ดผงะเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจ
คำพยากรณ์ของมิสเตอร์ฟูลแม่นยำมาก…
ไม่สิ นั่นไม่ใช่คำพยากรณ์ แต่ท่านตระหนักรู้ทุกสิ่งอย่างชัดแจ้ง…
เลียวนาร์ดรีบตั้งสติและแจ้งกับอาร์ชบิชอปแอนโทนีว่าตนต้องการเอกสารอนุญาตอย่างเป็นทางการ จากนั้นก็เดินกลับไปยังชั้นใต้ดินและพาสมาชิกสองคนเข้าไปในประตูยานิส
เมื่อผู้คุมตรวจสอบเอกสารเสร็จ มันเดินมายังห้องขังของเอ็มลินไวท์ที่จุดเทียนสีเงินสลักลวดลาย สอดกุญแจทองเหลืองเข้าไปไขเปิดประตูหิน
แสงจางสีฟ้าส่องเข้าไปในห้องขังจนเอ็มลินไวท์ต้องหลับตาลงตามสัญชาตญาณ
ใบหน้าของอีกฝ่ายซีดเซียวกว่าเมื่อก่อนมาก และร่างกายก็ซูบผอมราวกับสายลมเพียงแผ่วเบาสามารถพัดให้ปลิว
นึกทบทวนคำพยากรณ์ของมิสเตอร์ฟูล เอ็มลินมั่นใจในสถานการณ์ปัจจุบันมาก มันลุกขึ้นโดยไม่ลืมตาพลางหัวเราะในลำคอ
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าในท้ายที่สุด พวกเจ้าจะเป็นฝ่ายปล่อยข้าออกไปเอง”
ถ้าฉันบอกว่านี่เป็นแค่การสอบสวนตามปรกติ นายจะผิดหวังแค่ไหนกันนะ? เลียวนาร์ดถากถางในใจพลางตอบหน้านิ่ง
“ให้เวลาสามสิบวินาที ถ้าคุณยังไม่รีบออกจากประตูยานิส ผมจะถือว่าคุณสมัครใจอยู่ต่อ”
ในฐานะเหยี่ยวราตรีที่ค่อนข้างอาวุโสและหัวหน้าหน่วยถุงมือแดงหลายเดือน เลียวนาร์ดมีประสบการณ์ในการรับมือนักโทษ
เอ็มลินผงะเล็กน้อย ปากอ้ากว้างเตรียมเปล่งบางสิ่งออกมา แต่สุดท้ายกลับปิดปากสนิทและรีบเดินผ่านเลียวนาร์ดกับพรรคพวกจนกระทั่งพ้นประตูยานิส
เมื่อถึงด้านนอก ร่างกายของมันสั่นระริกแผ่วเบาทันที ราวกับต้องการขจัดความหนาวเย็น
“หลังจากกลับถึงบ้าน ถ้าได้ตากแดดสักพักก็น่าจะดีขึ้น…จริงสิ ในกรุงเบ็คลันด์คงหาแดดได้ยาก…แล้วแวมไพร์อย่างพวกคุณก็คงไม่ชอบการอาบแดดสักเท่าไร…เป็นนักปรุงยาใช่ไหม? ลองปรุงยาในขอบเขตสุริยันดู” เลียวนาร์ดช่วยมอบคำแนะนำหลังจากเห็นท่าทีของอีกฝ่าย
เอ็มลินกำลังอยู่ในสภาวะค่อนข้างย่ำแย่ แง่หนึ่งเป็นเพราะไม่ได้ดื่มเลือดมนุษย์ที่เจือพลังวิญญาณมาหลายวัน ลำพังเลือดสัตว์ยังมีสารอาหารไม่เพียงพอ อีกแง่หนึ่งเป็นเพราะถูกขังหลังประตูยานิสนานเกินไปจนถูกพลังรัตติกาลกัดกร่อน จำเป็นต้องรักษาด้วยพลังในขอบเขตสุริยัน
ในฐานะศาสตราจารย์โอสถ เอ็มลินตระหนักรู้สภาพร่างกายและจิตใจตัวเองเป็นอย่างดี จึงไม่เถียงหรือเห็นด้วย เพียงเน้นย้ำคำว่า ‘ผีดูดเลือด’ ก่อนจะหันมาถาม
“หลวงพ่อยูทรอฟสกี้อยู่ที่ไหน?”
“เขาต้องอยู่ที่นี่ต่ออีกสักพัก ได้แต่หวังว่าสงครามบ้าๆ จะจบลงโดยเร็ว…แต่ไม่ต้องเป็นห่วง ทางเราจะปล่อยเขาออกมารับแสงแดดสัปดาห์ละสองหน ส่วนจะเป็นวันไหนก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ” เลียวนาร์ดตอบห้วนก่อนจะพาเอ็มลินไปส่งข้างนอกวิหาร
เอ็มลินลังเลเล็กน้อยก่อนจะถาม
“โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดไปทางไหน”
“คิดจะทำอะไร” เลียวนาร์ดถามด้วยความเป็นมืออาชีพ
“เข้ารับการถ่ายเลือด” เอ็มลินเชิดคางขึ้นโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
เข้ารับการถ่ายทอด…ดื่มเลือดมนุษย์มากกว่ามั้ง…เลียวนาร์ดมิได้กล่าวสิ่งใด เพียงชี้ไปยังทิศทางหนึ่งและอธิบายรายละเอียด
หลังจากยืนมองแผ่นหลังไวเคาต์ผีดูดเลือดเดินจากไป มันกลับมายังชั้นใต้ดินและเริ่มพูดคุยกับคนในทีมเกี่ยวกับคดีล่าสุด
…
หลังจากเดินทางเป็นเวลาหลายวัน ในที่สุดไคลน์ก็เข้าเขตซากปรักหักพังเมืองนอร์ธ
ที่นี่ยังคงเป็นทุ่งกว้างที่รกร้าง บนพื้นดินบางจุดมีร่องรอยของแม่น้ำเหือดแห้ง
เฝ้ามองเมืองที่มืดมิดและเต็มไปด้วยเงาดำสักพัก ไคลน์ตัดสินใจไม่บุ่มบ่ามเข้าไปใกล้ มองหาจุดซ่อนตัวและท่องพระนามเต็มของเดอะฟูล
จากนั้นก็เดินถอยหลังสี่ก้าวและท่องคาถาส่งตัวเองเข้ามิติหมอก หากไคลน์ต้องการกลับปราสาทต้นกำเนิดในพริบตาด้วยความคิด สมาชิกทุกคนของชุมนุมทาโรต์จะต้องสวดวิงวอนพร้อมกันจนเกิดการซ้อนทับหลายชั้น นั่นจะกลายเป็นหลักยึดเหนี่ยวที่แข็งแกร่งให้เดอะฟูล
อาศัยจุดแสงแห่งการวิงวอน ไคลน์ใช้ตาทิพย์ตรวจสอบสถานการณ์ของซากปรักหักพังเมืองนอร์ธจากระยะไกลและพบว่าหมอกบางๆ ที่เคยปกคลุมเมืองเริ่มจางลงทีละนิด แต่ก็ยังไม่หมดไป นอกจากนั้นภายในเมืองยังปราศจากด้ายวิญญาณโดยสิ้นเชิง ผู้คนที่สวมเสื้อลินินหรือหนังสัตว์ต่างกำลังนอนตามถนนอย่างไร้ชีวิตชีวา แตกต่างจากเมื่อครั้งที่ทีมสำรวจเมืองเงินพิสุทธิ์ค้นพบโดยสิ้นเชิง
หลังจากเทวทูตหรือสมบัติปิดผนึกที่เคยปกครองเมืองนี้ตระหนักว่าตำแหน่งของตนถูกเปิดเผย มันเลือกที่จะหนีไป? ไคลน์คาดเดาสถานการณ์ตามหลักเหตุและผล จากนั้นก็ถอนสายตากลับมาจ้องสายหมอกสีเทาที่ปกคลุมปราสาทต้นกำเนิด
มันกำลังป้องกันมิให้ผู้ชี้นำปาฏิหาริย์หรือบริวารเร้นลับ หรือสมบัติปิดผนึกบางชิ้นซ่อนตัวอยู่ในช่องว่างประวัติศาสตร์และซุ่มโจมตีใครก็ตามที่พยายามสำรวจเมืองนอร์ธ ไคลน์ไม่อยาก ‘กระโดด’ เข้าไปในส่วนลึกของสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ ไม่อยากถูกวังวนหนอนแมลงโปร่งแสงที่มีหนวดรยางค์ล่องหนตามไล่ล่า
การซุ่มโจมตีครั้งก่อนของซาราธยังคงสลักความกลัวไว้ในใจไคลน์ ยังมีการฝันถึงเป็นครั้งคราวและนึกอยากนัดพบมิสจัสติสเพื่อบำบัดจิต
แผลใจดังกล่าวรุนแรงยิ่งกว่าเมื่อครั้งที่เห็นหุ่นเชิดเอ็นยูนสวมแว่นตาขาเดียวและจ้องตนในสภาพมิอาจขยับเขยื้อนเสียอีก เพราะการไล่ล่าของซาราธทำให้สุนัขแห่งฟัลกริมบางส่วนได้รับบาดเจ็บ
หลังจากยืนยันความปลอดภัยของช่องว่างประวัติศาสตร์ ไคลน์ส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริงและเหยียดแขนจับอากาศ ดึงตัวเองที่แต่งกายด้วยเสื้อกันลมคลุมเข่า หมวกทรงกึ่งสูง และถือตะเกียงกระจกออกจากความว่างเปล่า
วินาทีถัดมา ชายหนุ่มกระโจนเข้าไปในสายหมอกสีเทาและวิ่งลึกเข้าไปในช่องว่างประวัติศาสตร์ที่สว่างไสว จนกระทั่งถึงซากอารยธรรมในช่วงก่อนยุคสมัยที่หนึ่ง
สำหรับไคลน์ ที่นี่คือ ‘เซฟเฮาส์’ ที่ยอดเยี่ยม เพราะไม่น่าจะมีปราชญ์โบราณคนใดสามารถย้อนกลับมาได้ไกลขนาดนี้นอกจากตน
แต่แน่นอน การต้องวิ่งมาไกลขนาดนี้ย่อมสิ้นเปลืองพลังวิญญาณไปมาก ส่งผลให้ไคลน์หลบอยู่ที่นี่ได้ไม่เกินสิบห้านาทีโดยห้ามอัญเชิญภาพฉายใดออกจากประวัติศาสตร์อีก
หลังจากซ่อนร่างต้นมิดชิด ภาพฉายของไคลน์บนโลกความจริงรีบวิ่งไปข้างหน้าจนกระทั่งถึงเขตรอบนอกของซากปรักหักพังเมืองนอร์ธ
ชายหนุ่มมิได้บุ่มบ่ามเข้าไปสำรวจ หลังจากเดินอ้อมเนินเขาลูกเล็กฝั่งตรงข้ามแม่น้ำเหือดแห้ง มันยกมือขวาขึ้นและดึงหุ่นเชิดที่คุ้นเคยออกมา – เคาต์แห่งการเสื่อมถอย โจนาสโคลเกอร์เจ้าของดวงตาสีน้ำเงินเข้มบรรยากาศเย็นชา
ร่างโจนาสยุบพองสักพักก่อนจะแปลงโฉมเป็นเกอร์มันสแปร์โรว์เสร็จสมบูรณ์ จากนั้นก็เหยียดแขวนออกไปหยิบตะเกียงออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์
ภาพฉายดังกล่าวทำการ ‘บิดเบือน’ ภาพฉายตะเกียงเพื่อให้ระยะทางของแสงสว่างไกลขึ้น จากนั้นก็เดินมาถึงเขตรอบนอกซากปรักหักพังเมืองนอร์ธตามลำพัง
อาศัยตะเกียงในมือ มันย่างกรายผ่านกลุ่มซากอาคารผุพัง ผ่านชั้นหมอกบางเข้าไปในซากปรักหักพัง
เมื่อเทียบกับการจ้องมองด้วยตาทิพย์บนมิติหมอก การได้เห็นของจริงช่วยให้ไคลน์พบรายละเอียดได้มากขึ้น
มนุษย์และสัตว์ประหลาดที่ถูกทิ้งให้นอนบนถนนส่วนใหญ่มีร่องรอยเน่าเปื่อย คล้ายกับถูกทิ้งมาเป็นเวลานาน
บางคนนั่งบนเก้าอี้ใต้ชายคาบ้าน บางคนทรุดลงข้างเตาไฟ บางคนถือขนมปังขึ้นราในท่าเหยียดแขน บางคนนั่งบนพื้นชิดกำแพงโดยที่ริมฝีปากกำลังจ่อขลุ่ยกระดูก
ฉากตรงหน้าทำให้ไคลน์จินตนาการภาพเมืองนอร์ธสมัยยัง ‘มีชีวิต’
บางคนกำลังพักผ่อนอย่างเกียจคร้าน บางคนกำลังทำอาหาร บางคนกำลังจับจ่ายซื้อของบนถนน บางคนจดจ่ออยู่กับดนตรี บางคนเดินผ่านไปมาและหัวเราะร่วน บางคนกำลังต่อสู้กับสัตว์ประหลาดบนสังเวียนด้วยความสิ้นหวัง…
ภาพเหล่านั้นเต็มไปด้วยชีวิตชีวา แต่ในความเป็นจริง ทุกคนเสียชีวิตไปหมดแล้ว ไม่หลงเหลือแม้แต่ดวงวิญญาณ เพียงเคลื่อนไหวไปตามกิจกรรมสุดท้ายก่อนตาย
จนกระทั่งวันหนึ่ง ฉากประหลาดดังกล่าวหยุดลงโดยที่ทุกคนทรุดลงอย่างกะทันหัน
เมืองใหญ่ที่พลเมืองทุกคนเป็นหุ่นเชิด โรงละครที่สมจริงที่สุด…หมู่บ้านสายหมอกก็มีลักษณะคล้ายคลึงกัน…แม้เราจะเป็นนักทำนายคนหนึ่ง แต่ก็ต้องยอมรับว่าในแง่ของความสยอง พิสดาร และน่าสะพรึง เส้นทางนี้ติดอันดับหนึ่งในสามอย่างไร้ข้อกังขา…เราจะเป็นแบบนั้นเหมือนกันไหมในตอนที่ก้าวไปถึงบริวารเร้นลับ? ไคลน์ถือตะเกียงเดินไปตามถนนซึ่งเต็มไปด้วยศพเกลื่อนกลาด อาศัยประสาทสัมผัสวิญญาณนำทางจนกระทั่งมาถึงใจกลางเมืองนอร์ธ
สถานการณ์ปัจจุบันทำให้ไคลน์ทราบว่า ผู้ที่เคย ‘ปกครอง’ เมืองนอร์ธมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดพอสมควร เพราะหลังจากถูกทีมสำรวจของเมืองเงินพิสุทธิ์ทำลายสันติภาพและความสงบสุข มันมิได้กำจัดเบาะแสหรือปิดปากพยาน แต่เลือกจะทิ้งทุกสิ่งและหนีไปที่อื่นโดยไม่ลังเล
เจ้านั่นคงไม่กล้าปิดปากทีมสำรวจเมืองเงินพิสุทธิ์เพราะหนึ่งในนั้นมีปรสิตอามุนด์ปะปนมาด้วย…อา…หรือไม่ก็กังวลเกี่ยวกับพระผู้สร้างแท้จริง…ไคลน์วิเคราะห์ด้วยสีหน้าครุ่นคิด จนกระทั่งเดินมาถึงวิหารที่ยังมีสภาพค่อนข้างดี
ด้านในวิหารมีรูปปั้นของหมาป่าอสูรขนสั้นแปดขา
บนศีรษะของรูปปั้นมีกระจุกขนสีเทาสองแถบซ้ายขวา รูม่านตาสีเข้มปกคลุมสามในสี่ของดวงตา
ไม่ใช่เฟรเกีย…หมาป่าอสูรทมิฬที่ปรากฏตัวเป็นครั้งคราวในยุคสมัยที่สาม? ในที่สุด ‘เทพแห่งความปรารถนา’ รายนี้ก็หาตะกอนพลังลำดับหนึ่ง พบหลังจากเตร็ดเตร่ในดินแดนรกร้างมานานกว่าพันปี? คิดถึงตรงนี้ ไคลน์พลันได้ยินเสียงฝีเท้าดัง ‘กึกกึกกึก’ อย่างต่อเนื่อง
ในท่ายืนหันข้าง ชายหนุ่มเพ่งสายตาออกไปนอกวิหารและพบร่างหนึ่งเดินฝ่าหมอกบางเข้ามาอย่างเชื่องช้า
สูงเกือบสองเมตรสามสิบเซนติเมตร หลังค่อมเล็กน้อย ผมสีขาวโพลน หางตามีรอยย่น มุมปากมีรอยแผลเป็น สวมชุดนักบวชสีเข้ม ดูคล้ายบิชอปแก่ชรา
ดวงตาสีน้ำตาลเข้มสุขุมเยือกเย็น มิได้แฝงความบ้าคลั่งและกระหายเลือดเหมือนกับสัตว์ประหลาดไร้สติปัญญาในความมืด
ทว่า ท่ามกลางความมืดมิดที่นานๆ ครั้งจะมีฟ้าผ่า นักบวชคนดังกล่าวกลับมิได้ถือตะเกียงหรือคบเพลิง เพียงเดินเงียบงันภายในสายหมอก
…………………………
ได้ยินคำสั่งจากหัวหน้าบิชอป เลียวนาร์ดผงะเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจ
คำพยากรณ์ของมิสเตอร์ฟูลแม่นยำมาก…
ไม่สิ นั่นไม่ใช่คำพยากรณ์ แต่ท่านตระหนักรู้ทุกสิ่งอย่างชัดแจ้ง…
เลียวนาร์ดรีบตั้งสติและแจ้งกับอาร์ชบิชอปแอนโทนีว่าตนต้องการเอกสารอนุญาตอย่างเป็นทางการ จากนั้นก็เดินกลับไปยังชั้นใต้ดินและพาสมาชิกสองคนเข้าไปในประตูยานิส
เมื่อผู้คุมตรวจสอบเอกสารเสร็จ มันเดินมายังห้องขังของเอ็มลินไวท์ที่จุดเทียนสีเงินสลักลวดลาย สอดกุญแจทองเหลืองเข้าไปไขเปิดประตูหิน
แสงจางสีฟ้าส่องเข้าไปในห้องขังจนเอ็มลินไวท์ต้องหลับตาลงตามสัญชาตญาณ
ใบหน้าของอีกฝ่ายซีดเซียวกว่าเมื่อก่อนมาก และร่างกายก็ซูบผอมราวกับสายลมเพียงแผ่วเบาสามารถพัดให้ปลิว
นึกทบทวนคำพยากรณ์ของมิสเตอร์ฟูล เอ็มลินมั่นใจในสถานการณ์ปัจจุบันมาก มันลุกขึ้นโดยไม่ลืมตาพลางหัวเราะในลำคอ
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าในท้ายที่สุด พวกเจ้าจะเป็นฝ่ายปล่อยข้าออกไปเอง”
ถ้าฉันบอกว่านี่เป็นแค่การสอบสวนตามปรกติ นายจะผิดหวังแค่ไหนกันนะ? เลียวนาร์ดถากถางในใจพลางตอบหน้านิ่ง
“ให้เวลาสามสิบวินาที ถ้าคุณยังไม่รีบออกจากประตูยานิส ผมจะถือว่าคุณสมัครใจอยู่ต่อ”
ในฐานะเหยี่ยวราตรีที่ค่อนข้างอาวุโสและหัวหน้าหน่วยถุงมือแดงหลายเดือน เลียวนาร์ดมีประสบการณ์ในการรับมือนักโทษ
เอ็มลินผงะเล็กน้อย ปากอ้ากว้างเตรียมเปล่งบางสิ่งออกมา แต่สุดท้ายกลับปิดปากสนิทและรีบเดินผ่านเลียวนาร์ดกับพรรคพวกจนกระทั่งพ้นประตูยานิส
เมื่อถึงด้านนอก ร่างกายของมันสั่นระริกแผ่วเบาทันที ราวกับต้องการขจัดความหนาวเย็น
“หลังจากกลับถึงบ้าน ถ้าได้ตากแดดสักพักก็น่าจะดีขึ้น…จริงสิ ในกรุงเบ็คลันด์คงหาแดดได้ยาก…แล้วแวมไพร์อย่างพวกคุณก็คงไม่ชอบการอาบแดดสักเท่าไร…เป็นนักปรุงยาใช่ไหม? ลองปรุงยาในขอบเขตสุริยันดู” เลียวนาร์ดช่วยมอบคำแนะนำหลังจากเห็นท่าทีของอีกฝ่าย
เอ็มลินกำลังอยู่ในสภาวะค่อนข้างย่ำแย่ แง่หนึ่งเป็นเพราะไม่ได้ดื่มเลือดมนุษย์ที่เจือพลังวิญญาณมาหลายวัน ลำพังเลือดสัตว์ยังมีสารอาหารไม่เพียงพอ อีกแง่หนึ่งเป็นเพราะถูกขังหลังประตูยานิสนานเกินไปจนถูกพลังรัตติกาลกัดกร่อน จำเป็นต้องรักษาด้วยพลังในขอบเขตสุริยัน
ในฐานะศาสตราจารย์โอสถ เอ็มลินตระหนักรู้สภาพร่างกายและจิตใจตัวเองเป็นอย่างดี จึงไม่เถียงหรือเห็นด้วย เพียงเน้นย้ำคำว่า ‘ผีดูดเลือด’ ก่อนจะหันมาถาม
“หลวงพ่อยูทรอฟสกี้อยู่ที่ไหน?”
“เขาต้องอยู่ที่นี่ต่ออีกสักพัก ได้แต่หวังว่าสงครามบ้าๆ จะจบลงโดยเร็ว…แต่ไม่ต้องเป็นห่วง ทางเราจะปล่อยเขาออกมารับแสงแดดสัปดาห์ละสองหน ส่วนจะเป็นวันไหนก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ” เลียวนาร์ดตอบห้วนก่อนจะพาเอ็มลินไปส่งข้างนอกวิหาร
เอ็มลินลังเลเล็กน้อยก่อนจะถาม
“โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดไปทางไหน”
“คิดจะทำอะไร” เลียวนาร์ดถามด้วยความเป็นมืออาชีพ
“เข้ารับการถ่ายเลือด” เอ็มลินเชิดคางขึ้นโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
เข้ารับการถ่ายทอด…ดื่มเลือดมนุษย์มากกว่ามั้ง…เลียวนาร์ดมิได้กล่าวสิ่งใด เพียงชี้ไปยังทิศทางหนึ่งและอธิบายรายละเอียด
หลังจากยืนมองแผ่นหลังไวเคาต์ผีดูดเลือดเดินจากไป มันกลับมายังชั้นใต้ดินและเริ่มพูดคุยกับคนในทีมเกี่ยวกับคดีล่าสุด
…
หลังจากเดินทางเป็นเวลาหลายวัน ในที่สุดไคลน์ก็เข้าเขตซากปรักหักพังเมืองนอร์ธ
ที่นี่ยังคงเป็นทุ่งกว้างที่รกร้าง บนพื้นดินบางจุดมีร่องรอยของแม่น้ำเหือดแห้ง
เฝ้ามองเมืองที่มืดมิดและเต็มไปด้วยเงาดำสักพัก ไคลน์ตัดสินใจไม่บุ่มบ่ามเข้าไปใกล้ มองหาจุดซ่อนตัวและท่องพระนามเต็มของเดอะฟูล
จากนั้นก็เดินถอยหลังสี่ก้าวและท่องคาถาส่งตัวเองเข้ามิติหมอก หากไคลน์ต้องการกลับปราสาทต้นกำเนิดในพริบตาด้วยความคิด สมาชิกทุกคนของชุมนุมทาโรต์จะต้องสวดวิงวอนพร้อมกันจนเกิดการซ้อนทับหลายชั้น นั่นจะกลายเป็นหลักยึดเหนี่ยวที่แข็งแกร่งให้เดอะฟูล
อาศัยจุดแสงแห่งการวิงวอน ไคลน์ใช้ตาทิพย์ตรวจสอบสถานการณ์ของซากปรักหักพังเมืองนอร์ธจากระยะไกลและพบว่าหมอกบางๆ ที่เคยปกคลุมเมืองเริ่มจางลงทีละนิด แต่ก็ยังไม่หมดไป นอกจากนั้นภายในเมืองยังปราศจากด้ายวิญญาณโดยสิ้นเชิง ผู้คนที่สวมเสื้อลินินหรือหนังสัตว์ต่างกำลังนอนตามถนนอย่างไร้ชีวิตชีวา แตกต่างจากเมื่อครั้งที่ทีมสำรวจเมืองเงินพิสุทธิ์ค้นพบโดยสิ้นเชิง
หลังจากเทวทูตหรือสมบัติปิดผนึกที่เคยปกครองเมืองนี้ตระหนักว่าตำแหน่งของตนถูกเปิดเผย มันเลือกที่จะหนีไป? ไคลน์คาดเดาสถานการณ์ตามหลักเหตุและผล จากนั้นก็ถอนสายตากลับมาจ้องสายหมอกสีเทาที่ปกคลุมปราสาทต้นกำเนิด
มันกำลังป้องกันมิให้ผู้ชี้นำปาฏิหาริย์หรือบริวารเร้นลับ หรือสมบัติปิดผนึกบางชิ้นซ่อนตัวอยู่ในช่องว่างประวัติศาสตร์และซุ่มโจมตีใครก็ตามที่พยายามสำรวจเมืองนอร์ธ ไคลน์ไม่อยาก ‘กระโดด’ เข้าไปในส่วนลึกของสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ ไม่อยากถูกวังวนหนอนแมลงโปร่งแสงที่มีหนวดรยางค์ล่องหนตามไล่ล่า
การซุ่มโจมตีครั้งก่อนของซาราธยังคงสลักความกลัวไว้ในใจไคลน์ ยังมีการฝันถึงเป็นครั้งคราวและนึกอยากนัดพบมิสจัสติสเพื่อบำบัดจิต
แผลใจดังกล่าวรุนแรงยิ่งกว่าเมื่อครั้งที่เห็นหุ่นเชิดเอ็นยูนสวมแว่นตาขาเดียวและจ้องตนในสภาพมิอาจขยับเขยื้อนเสียอีก เพราะการไล่ล่าของซาราธทำให้สุนัขแห่งฟัลกริมบางส่วนได้รับบาดเจ็บ
หลังจากยืนยันความปลอดภัยของช่องว่างประวัติศาสตร์ ไคลน์ส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริงและเหยียดแขนจับอากาศ ดึงตัวเองที่แต่งกายด้วยเสื้อกันลมคลุมเข่า หมวกทรงกึ่งสูง และถือตะเกียงกระจกออกจากความว่างเปล่า
วินาทีถัดมา ชายหนุ่มกระโจนเข้าไปในสายหมอกสีเทาและวิ่งลึกเข้าไปในช่องว่างประวัติศาสตร์ที่สว่างไสว จนกระทั่งถึงซากอารยธรรมในช่วงก่อนยุคสมัยที่หนึ่ง
สำหรับไคลน์ ที่นี่คือ ‘เซฟเฮาส์’ ที่ยอดเยี่ยม เพราะไม่น่าจะมีปราชญ์โบราณคนใดสามารถย้อนกลับมาได้ไกลขนาดนี้นอกจากตน
แต่แน่นอน การต้องวิ่งมาไกลขนาดนี้ย่อมสิ้นเปลืองพลังวิญญาณไปมาก ส่งผลให้ไคลน์หลบอยู่ที่นี่ได้ไม่เกินสิบห้านาทีโดยห้ามอัญเชิญภาพฉายใดออกจากประวัติศาสตร์อีก
หลังจากซ่อนร่างต้นมิดชิด ภาพฉายของไคลน์บนโลกความจริงรีบวิ่งไปข้างหน้าจนกระทั่งถึงเขตรอบนอกของซากปรักหักพังเมืองนอร์ธ
ชายหนุ่มมิได้บุ่มบ่ามเข้าไปสำรวจ หลังจากเดินอ้อมเนินเขาลูกเล็กฝั่งตรงข้ามแม่น้ำเหือดแห้ง มันยกมือขวาขึ้นและดึงหุ่นเชิดที่คุ้นเคยออกมา – เคาต์แห่งการเสื่อมถอย โจนาสโคลเกอร์เจ้าของดวงตาสีน้ำเงินเข้มบรรยากาศเย็นชา
ร่างโจนาสยุบพองสักพักก่อนจะแปลงโฉมเป็นเกอร์มันสแปร์โรว์เสร็จสมบูรณ์ จากนั้นก็เหยียดแขวนออกไปหยิบตะเกียงออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์
ภาพฉายดังกล่าวทำการ ‘บิดเบือน’ ภาพฉายตะเกียงเพื่อให้ระยะทางของแสงสว่างไกลขึ้น จากนั้นก็เดินมาถึงเขตรอบนอกซากปรักหักพังเมืองนอร์ธตามลำพัง
อาศัยตะเกียงในมือ มันย่างกรายผ่านกลุ่มซากอาคารผุพัง ผ่านชั้นหมอกบางเข้าไปในซากปรักหักพัง
เมื่อเทียบกับการจ้องมองด้วยตาทิพย์บนมิติหมอก การได้เห็นของจริงช่วยให้ไคลน์พบรายละเอียดได้มากขึ้น
มนุษย์และสัตว์ประหลาดที่ถูกทิ้งให้นอนบนถนนส่วนใหญ่มีร่องรอยเน่าเปื่อย คล้ายกับถูกทิ้งมาเป็นเวลานาน
บางคนนั่งบนเก้าอี้ใต้ชายคาบ้าน บางคนทรุดลงข้างเตาไฟ บางคนถือขนมปังขึ้นราในท่าเหยียดแขน บางคนนั่งบนพื้นชิดกำแพงโดยที่ริมฝีปากกำลังจ่อขลุ่ยกระดูก
ฉากตรงหน้าทำให้ไคลน์จินตนาการภาพเมืองนอร์ธสมัยยัง ‘มีชีวิต’
บางคนกำลังพักผ่อนอย่างเกียจคร้าน บางคนกำลังทำอาหาร บางคนกำลังจับจ่ายซื้อของบนถนน บางคนจดจ่ออยู่กับดนตรี บางคนเดินผ่านไปมาและหัวเราะร่วน บางคนกำลังต่อสู้กับสัตว์ประหลาดบนสังเวียนด้วยความสิ้นหวัง…
ภาพเหล่านั้นเต็มไปด้วยชีวิตชีวา แต่ในความเป็นจริง ทุกคนเสียชีวิตไปหมดแล้ว ไม่หลงเหลือแม้แต่ดวงวิญญาณ เพียงเคลื่อนไหวไปตามกิจกรรมสุดท้ายก่อนตาย
จนกระทั่งวันหนึ่ง ฉากประหลาดดังกล่าวหยุดลงโดยที่ทุกคนทรุดลงอย่างกะทันหัน
เมืองใหญ่ที่พลเมืองทุกคนเป็นหุ่นเชิด โรงละครที่สมจริงที่สุด…หมู่บ้านสายหมอกก็มีลักษณะคล้ายคลึงกัน…แม้เราจะเป็นนักทำนายคนหนึ่ง แต่ก็ต้องยอมรับว่าในแง่ของความสยอง พิสดาร และน่าสะพรึง เส้นทางนี้ติดอันดับหนึ่งในสามอย่างไร้ข้อกังขา…เราจะเป็นแบบนั้นเหมือนกันไหมในตอนที่ก้าวไปถึงบริวารเร้นลับ? ไคลน์ถือตะเกียงเดินไปตามถนนซึ่งเต็มไปด้วยศพเกลื่อนกลาด อาศัยประสาทสัมผัสวิญญาณนำทางจนกระทั่งมาถึงใจกลางเมืองนอร์ธ
สถานการณ์ปัจจุบันทำให้ไคลน์ทราบว่า ผู้ที่เคย ‘ปกครอง’ เมืองนอร์ธมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดพอสมควร เพราะหลังจากถูกทีมสำรวจของเมืองเงินพิสุทธิ์ทำลายสันติภาพและความสงบสุข มันมิได้กำจัดเบาะแสหรือปิดปากพยาน แต่เลือกจะทิ้งทุกสิ่งและหนีไปที่อื่นโดยไม่ลังเล
เจ้านั่นคงไม่กล้าปิดปากทีมสำรวจเมืองเงินพิสุทธิ์เพราะหนึ่งในนั้นมีปรสิตอามุนด์ปะปนมาด้วย…อา…หรือไม่ก็กังวลเกี่ยวกับพระผู้สร้างแท้จริง…ไคลน์วิเคราะห์ด้วยสีหน้าครุ่นคิด จนกระทั่งเดินมาถึงวิหารที่ยังมีสภาพค่อนข้างดี
ด้านในวิหารมีรูปปั้นของหมาป่าอสูรขนสั้นแปดขา
บนศีรษะของรูปปั้นมีกระจุกขนสีเทาสองแถบซ้ายขวา รูม่านตาสีเข้มปกคลุมสามในสี่ของดวงตา
ไม่ใช่เฟรเกีย…หมาป่าอสูรทมิฬที่ปรากฏตัวเป็นครั้งคราวในยุคสมัยที่สาม? ในที่สุด ‘เทพแห่งความปรารถนา’ รายนี้ก็หาตะกอนพลังลำดับหนึ่ง พบหลังจากเตร็ดเตร่ในดินแดนรกร้างมานานกว่าพันปี? คิดถึงตรงนี้ ไคลน์พลันได้ยินเสียงฝีเท้าดัง ‘กึกกึกกึก’ อย่างต่อเนื่อง
ในท่ายืนหันข้าง ชายหนุ่มเพ่งสายตาออกไปนอกวิหารและพบร่างหนึ่งเดินฝ่าหมอกบางเข้ามาอย่างเชื่องช้า
สูงเกือบสองเมตรสามสิบเซนติเมตร หลังค่อมเล็กน้อย ผมสีขาวโพลน หางตามีรอยย่น มุมปากมีรอยแผลเป็น สวมชุดนักบวชสีเข้ม ดูคล้ายบิชอปแก่ชรา
ดวงตาสีน้ำตาลเข้มสุขุมเยือกเย็น มิได้แฝงความบ้าคลั่งและกระหายเลือดเหมือนกับสัตว์ประหลาดไร้สติปัญญาในความมืด
ทว่า ท่ามกลางความมืดมิดที่นานๆ ครั้งจะมีฟ้าผ่า นักบวชคนดังกล่าวกลับมิได้ถือตะเกียงหรือคบเพลิง เพียงเดินเงียบงันภายในสายหมอก
…………………………
บนดินแดนเทพทอดทิ้ง ในยามค่ำคืนที่ความถี่สายฟ้าค่อนข้างต่ำ
ขนมปังขาวสองแผ่นกับเนื้อย่างช่วยให้รู้สึกดีมาก…เครื่องดื่มรสหวานอมเปรี้ยวจากทะเลหมอกรสชาติดีกว่าที่คิด…ไคลน์ถอนหายใจยาวหลังจากกลืนอาหารคำสุดท้ายลงท้อง มันโยนบรรจุภัณฑ์ของขนมปังและอาหารทิ้งในความมืด เพราะหากเป็นที่นี่ก็ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับกลุ่มรณรงค์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือถังขยะ
แน่นอนว่าไคลน์ไม่ลืมตัดขาดความเกี่ยวข้องกับขยะเหล่านั้น เฉกเช่นที่ต้องกลับเข้าปราสาทต้นกำเนิดเพื่อ ‘ฆ่าเชื้อ’ หลังจากสลายหุ่นเชิดทุกครั้งเพื่อป้องกันมิให้ถูกอามุนด์ระบุพิกัด
อา…วัตถุไร้ชีวิตจะไม่เข้าสู่สถานะถูกปกปิดภายในความมืด…ไคลน์ส่องตะเกียงที่เดนิสสังเวยให้ไปทางเศษขยะเมื่อครู่
หลังจากสะสางปัญหาเกี่ยวกับอาหาร ชายหนุ่มมีอารมณ์อยากทดสอบบางสิ่งที่ตนเคยทำนายวิเคราะห์ระดับอันตราย
ท่ามกลางแสงสลัว ไคลน์เหยียดมือไปข้างหน้าและลากใครบางคนออกจากอากาศ
เป็นตัวมันเองจากช่องว่างประวัติศาสตร์ซึ่งกำลังถือตะเกียง
วินาทีถัดมา ไคลน์เข้าไปในสายหมอกสีเทา ส่งผลให้จิตใต้สำนึกถูกถ่ายทอดมายังภาพฉายที่ตัวเองเรียก
ท่ามกลางเหล่าสัตว์ประหลาด ภาพฉายของชายหนุ่มอ้าปากในความมืดพร้อมกับเปล่งเสียง อมานีซิส
“…”
แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกจากปาก ราวกับสิ่งที่ต้องการจะพูดแต่ถูกใครบางคนปกปิดไว้
“เหมือนกับที่คิดไว้” ไคลน์ซึ่งแต่งกายในชุดกันลมคลุมเข่าและหมวกทรงกึ่งสูง ถอนหายใจออกเชื่องช้า
เฝ้ามองแสงไฟสีเหลือง มันเปล่งเสียงเป็นภาษาคนยักษ์
“เลโอเดโร!”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง สายฟ้านับร้อยเส้นผ่าลงมายังเบื้องล่างในลักษณะพัวพันประหนึ่งตอบสนองต่อการเรียกหา ปกคลุมไปทั่วบริเวณในพริบตา
ไคลน์ไม่มีโอกาสขยับตัวหลบแม้แต่น้อย หรือต่อให้สลับตำแหน่งกับหุ่นเชิดทันก็ยังไม่พ้นขอบเขตพลังทำลาย
ท่ามกลางแสงสีเงินสว่าง ชายหนุ่มทรุดตัวลงกับพื้นในตำแหน่งเดิม ร่างกายไหม้เกรียมพลางสั่นกระตุกประหนึ่งกลายเป็นถ่านหินก้อนใหญ่
จากนั้นก็ล้มลงและสลายไปราวกับภาพลวงตา
ไคลน์ในเสื้อกันลมและหมวกทรงกึ่งสูง ‘กลับ’ มายังโลกความจริงและเดินถือตะเกียงต่อไปราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
เดินไปได้สักพัก ร่างของมันพร่ามัวและกลับมาคมชัด
ถัดมาเป็นการอ้าปากเปล่งเสียงภาษาคนยักษ์
“เออเมี…”
ยังไม่ทันพูดจบ เปลวไฟสีใสพลันลุกท่วมร่างโดยไม่เปิดโอกาสให้สลับตำแหน่งกับหุ่นเชิด
ไคลน์ปรากฏตัวอีกครั้งพร้อมกับดันหมวกทรงสูง เดินไปข้างหน้าอย่างใจเย็นจนกระทั่งถึงเนินเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้ประหลาด
“เฮราเบอร์เก้น”
…
“บาร์ดไฮเออร์”
…
“โอมีเบล่า”
…
ไม่มีเหตุการณ์ผิดปรกติเกิดขึ้น หมายความว่าไม่หลงเหลือพลังของพวกท่านในบริเวณใกล้เคียงเมืองเงินพิสุทธิ์…
เมดีซี โอโรเลอุส ซาสเรีย…ไม่เกิดประโยชน์เลยสักชื่อ คงเป็นเพราะพวกท่านไม่ใช่เทพแท้จริง…เราเคยคิดว่าสถานการณ์ในหมู่บ้านยามบ่ายและวังราชาคนยักษ์อาจเป็นกรณีพิเศษ ถ้าเอ่ยนามซาสเรียด้านนอกจะสามารถกระตุ้นพลังเสื่อมทรามภายในดินแดนเทพทอดทิ้งได้ แต่เปล่าเลย…นอกจากนั้น แม้แต่เทวทูตสีชาดที่ปรองดองกับเอกลักษณ์เรียบร้อยและขาดอีกเพียงก้าวเดียวก็จะกลายเป็นเทพ ก็ยังไม่ทิ้งร่องรอยใดไว้บนดินแดนเทพทอดทิ้งแห่งนี้…เสียชื่อราชาเทวทูตชะมัด! ไคลน์ในชุดกันลมสีดำเดินลงเขาพลางอาศัยสัมผัสวิญญาณนำทางไปยังทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จุดหมายคือโบราณสถานเมืองนอร์ธ
บ้างก็เดินอ้อม บ้างก็กระโจนไฟ ไม่ได้ตรงไปตามเส้นทางที่ทีมสำรวจของเมืองเงินพิสุทธิ์สร้างขึ้น
…
กลางดึกในกรุงเบ็คลันด์
ออเดรย์ซึ่งตระหนักว่าโอสถของตนมีความคืบหน้าเล็กน้อย ใช้พลังท่องฝันเพื่อเดินทางออกจากบ้านและเข้าไปในความฝันบริเวณใกล้เคียง
เมื่อทราบสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างดี เธอปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะรีบเป็นครึ่งเทพ
ทันทีที่เริ่มท่องฝัน หญิงสาวได้พบกับบุคคลที่มีใบหน้าคุ้นเคย
อีกฝ่ายเป็นสตรีขุนนางที่สนิทสนมกับเธอ อายุยี่สิบเก้า แต่งงานกับไวเคาต์เมื่อสองปีก่อน
ในห้องเต็มไปด้วยกลีบกุหลาบ เตียงนอนสีขาวโพลนและมีแหวนรูปหัวใจวางอยู่ จากนั้นก็มีเสียงใครบางคนเคาะหน้าต่าง
หญิงสาวเดินไปเปิดหน้าต่างด้วยแก้มที่แดงระเรื่อ
ชายสวมหน้ากากเหล็กและเสื้อคลุมสีดำโผกอดสตรีพร้อมกับกระซิบ
“ผมจะช่วยให้คุณหลุดพ้นจากความทุกข์”
จากนั้น ร่างทั้งสองกอดก่ายกันอย่างนัวเนียและกลิ้งไปบนเตียง
ในฐานะนักท่องฝันผู้ต้องการย่อยโอสถ ออเดรย์เคยเห็นฉากที่คล้ายคลึงกันมานักต่อนัก เธอหลุดพ้นจากความเขินอายและทำได้เพียงตัดพ้อในจินตนาการสุดบรรเจิดของผู้คน อารมณ์ในปัจจุบันจึงกำลังสุขุมสุดขีด ทำตัวเป็น ‘ผู้ชม’ ละครที่ดีคนหนึ่ง
หลังจากจ้องมองสักพัก หญิงสาวพบปัญหา
บุรุษผู้สวมหน้ากากเหล็กสีดำไม่ใช่สามีของฝ่ายหญิง แต่เป็นเสือผู้หญิงคนหนึ่งในชนชั้นสูง
นี่คือภาพสะท้อนความคิดจากก้นบึ้งจิตใจ? ออเดรย์พึมพำด้วยท่าทีของนักวิจัย
จากนั้นก็เปลี่ยนไป ‘ท่อง’ ความฝันใกล้เคียงด้วยสีหน้าที่ยังเจือความฉงน
ความฝันใหม่เป็นของสามีขุนนางสตรีเมื่อครู่
ภายในความฝัน ไวเคาต์กำลังยุ่งอยู่กับการอภิปรายในสภาสูง แต่จากนั้นก็ถูกเอิร์ลคนหนึ่งไล่ยิงด้วยลูกโม่เนื่องจากลูกสาวถูกไวเคาต์รายนี้หลอกลวง
เมื่อหนีไปได้อย่างปลอดภัย ไวเคาต์เรียกเลขาสาวมาช่วยปลอบประโลมความกลัว
ออเดรย์ออกไม่ได้ที่จะออกจากความฝันเพื่อมองดูสภาพจริงๆ ของคนทั้งสอง
ในห้องนอนที่มีแสงจันทร์สีแดงสาดส่อง บนเตียงสีขาวโพลน ไวเคาต์และภรรยากำลังนอนกอดกันและกันในสภาพหลับสนิท
อา…คงต้องยอมรับว่ามนุษย์ทุกคนมีด้านมืด หากจะตัดสินมนุษย์ด้วยความฝันที่เกิดขึ้นอย่างมิอาจควบคุม มนุษย์ทุกคนคงตกนรกหมกไหม้กันถ้วนหน้า ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่เหลือรอด รวมถึงเราด้วย…แต่เราสามารถควบคุมความดำมืดในใจได้ชะงักงัน ไม่มีวันปล่อยให้หลุดออกมายังโลกความจริง เรียกว่าค่อนข้างจิตแข็งเมื่อเทียบกับคนส่วนใหญ่…ออเดรย์รู้สึกว่าการสวมบทบาทในฐานะนักท่องฝันช่วยให้เธอตั้งคำถามเชิงปรัชญาเพื่อฝึกฝนจิตใจ
หญิงสาวเข้าไปในดินแดนแดนความฝันและทำการ ‘ท่อง’ อีกครั้ง
เพียงไม่นานก็มาถึง ‘ห้อง’ ที่ดูอบอุ่น
ด้านในมีโต๊ะยาวสำหรับรับประทานอาหารที่ข้างใต้รองด้วยพรมหนา ตำแหน่งหัวโต๊ะมีหญิงชราผมหงอกนั่งอยู่
สองฝั่งซ้ายขวามีชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่งและลูกๆ ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะอีกสามคน ท่ามกลางแสงเทียน ทุกคนลิ้มรสอาหารอย่างเอร็ดอร่อยพลางพูดคุยและหัวเราะอย่างมีความสุข
แต่ด้านนอกห้องกลับมีบรรยากาศมืดสนิท กระจกส่งเสียงเสียดสีตลอดเวลาเนื่องมาจากแรงลม มอบความรู้สึกคล้ายกับภัยพิบัติกำลังก่อตัว
เจ้าของความฝันกำลังกังวลเรื่องอะไร? ออเดรย์ออกจากดินแดนความฝันเพื่อค้นหาคำตอบ
เธอได้พบกับหญิงชราผมหงอกและเตียงหลังเล็ก
บนโต๊ะข้างเตียงหญิงชรามีกรอบรูปหลายแผ่นเรียงกัน บ้างห่อด้วยผ้าสีดำหรือไม่ก็ดอกไม้สีขาว เป็นภาพของคู่สามีภรรยาและลูกทั้งสามคน
ออเดรย์หันศีรษะไปทางหน้าต่างอย่างเงียบงัน จนกระทั่งพบกับซากอาคารที่ถูกทิ้งระเบิดห่างออกไปไม่ไกล
คุณหนูตระกูลขุนนางใหญ่เม้มริมฝีปากอย่างสั่นระริก ตัดสินใจกลับเข้าไปในความฝันของหญิงชรา
เธอมิได้พยายามป้องกันภัยพิบัติที่กำลังเกิดขึ้น เพียงเสกเก้าอี้ขึ้นมาและนั่งลงด้านข้างพลางเฝ้ามองครอบครัวสุขสันต์ด้วยความตั้งใจ
ท่ามกลางเสียงลมกระโชกและเสียงกระจกสั่น บรรยากาศภายในห้องสว่างขึ้นทันที อาหารส่งกลิ่นหอมหวนโดยมีเสียงหัวเราะดังคลอ
ออเดรย์สรุปกฎข้อใหม่ของนักท่องฝันได้ว่า
“เมื่อนักท่องฝันเข้ามาเยือน สิ่งที่ทำได้มีเพียงการบันทึกทุกสิ่งโดยไม่แทรกแซง เฉกเช่นผู้ชมคนหนึ่ง”
…
ในวิหารนักบุญแซมมวล เลียวนาร์ดผู้ถูกอาร์ชบิชอปแอนโทนีสตีเวนสันเรียกพบ เดินขึ้นบันไดเวียนท่ามกลางแสงสว่างจากกระจกหลากสี
ทันใดนั้นก็หรี่เสียงพูด
“ตาแก่ ชุมนุมลับนั่นกำลังจะมาถึง…ปลายเดือนนี้คิดจะบุกรุกกรุสมบัติที่ตระกูลเจคอปทิ้งไว้จริงหรือ?”
“ข้าเองก็ยังไม่แน่ใจ แต่นี่เป็นโอกาสครั้งสำคัญเพราะอย่างน้อยร่างต้นของอามุนด์ก็กำลังพัวพันอยู่กับปราสาทต้นกำเนิด คงไม่โผล่หน้าออกมาอย่างกะทันหัน” ภายในใจเลียวนาร์ด เสียงค่อนข้างชราของพาลีสดังขึ้น “แต่ข้าก็ชื่นชอบแผน ‘ปล่อยข่าว’ ไม่แพ้กัน รอให้สมาชิกของชุมนุมดังกล่าวเข้าไปสำรวจ ส่วนข้าก็คอยจับตามองอยู่วงนอกและรอ ‘ฉก’ ในสิ่งที่ต้องการมาจากมือพวกเขา”
เลียวนาร์ดผงะเล็กน้อยก่อนกระซิบกระซาบ
“ตาแก่…นั่นไม่ฟังดูชั่วร้ายไปหน่อยหรือ”
นี่ไม่ต่างอะไรกับการปล่อยให้สมาชิกของ ‘ผู้สันโดษแห่งชะตา’ เป็นเครื่องมือสำรวจกับระเบิด
“ไร้เดียงสา…ข้าคิดจะบอกรายละเอียดทั้งหมดให้พวกเขาทราบ และปล่อยให้ตัดสินใจกันเองต่างหาก” พาลีสเย้ยหยัน
เลียวนาร์ดไม่สานต่อบทสนทนา เพียงถามในประเด็นอื่น
“ตาแก่ เมื่อไรผมจะเป็นครึ่งเทพ”
พาลีสหัวเราะแห้ง
“หากเจ้าได้ครอบครองดวงวิญญาณระดับเดียวกับผู้ส่งสารของอดีตเพื่อนร่วมงานคนนั้น คงย่อยโอสถเสร็จสมบูรณ์ภายในต้นปีหน้า…แต่ว่า หึหึ…ข้าขอแนะนำให้เลือกเดินบนเส้นทางที่ใจเย็น ค่อยๆ สวมบทบาทในเชิงลึกและย่อยโอสถเสร็จในช่วงครึ่งปีหลังของปีหน้าจะดีกว่า…แต่แน่นอน ข้าไม่รับประกันว่าทางโบสถ์รัตติกาลจะจัดหาสูตรโอสถลำดับสี่ ให้และช่วยเจ้าประกอบพิธีกรรม…เพราะแม้แต่อาวุโสใหญ่ที่ชื่อเครสไทน์ซีสม่าก็ยังต้องรอนานหลายปีจนกระทั่งสงครามปะทุ กว่าจะได้เป็นครึ่งเทพสมใจ”
เลียวนาร์ดผงกศีรษะก่อนจะถามอย่างครุ่นคิด
“ตาแก่ คุณสามารถทำหน้าที่เป็นดวงวิญญาณและช่วยผมย่อยโอสถได้ไหม? ระดับของคุณน่าจะสูงกว่าผู้ส่งสารของไคลน์”
พาลีสโซโรอาสเตอร์เงียบงันไปสักพักก่อนจะพ่นลมหายใจ
“เข้าใจคิดนะ…แต่ข้ามีวิธีที่ดีกว่านั้น ให้ช่วยไหม?”
“ทำยังไง?” เลียวนาร์ดทราบดีว่าอีกฝ่ายติดตลก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะถาม
“ยึดครองร่างเจ้าในเชิงลึก ทำการควบคุมอย่างสมบูรณ์” พาลีสตอบเจือความหงุดหงิด
ขณะกล่าว เลียวนาร์ดเดินมาถึงประตูห้องทำงานของอาร์ชบิชอปแห่งเบ็คลันด์
มันปิดปากสนิทพร้อมกับยกมือขวาเคาะประตู
“เชิญ” แอนโทนีสตีเวนสันชำเลืองเลียวนาร์ดที่เปิดประตูเข้ามา “คุณสามารถปล่อยแวมไพร์หลังประตูยานิสให้เป็นอิสระได้แล้ว”
…………………………
ทันใดนั้น แก้มของฟอร์สร้อนวูบวาบทันที ร่างกายแข็งทื่อ ไม่กล้าหันไปมองเพื่อนสนิทด้านข้าง
เธอเพิ่งตระหนักได้เมื่อสายว่าตนประเมินขีดจำกัดล่างของกระจกวิเศษต่ำไป!
หลังจากเม้มปากสักพัก ฟอร์สนึกทบทวนคำพูดของเดอะเวิร์ลก่อนจะเปล่งเสียง
“ขอเลือกรับโทษ”
เกิดเสียง ‘เปรี้ยง’ พร้อมกับสายฟ้าสีเงินที่ผ่าลงมายังกลางห้อง แต่มันกลับอันตรธานหายไปอย่างเงียบงันราวกับภาพลวงตา
บนผิวกระจก อักษรสีแดงเปลี่ยนกลับไปเป็นสีเงินในประโยคใหม่
“เกมถามตอบจบลงแล้ว ลาก่อน!”
โดยไม่รอให้ฟอร์สลืมตาหรือรอให้ซิลตอบสนอง แสงสว่างจากกระจกเลือนหายไป บรรยากาศสลัวภายในห้องถูกครอบงำด้วยแสงเทียน
“ไม่มีบทลงโทษหรือ?” ฟอร์สรอให้ผ่านไปสักพักก่อนจะลืมตาและมองไปทางซิลซึ่งเป็นสักขีพยาน
ซิลชี้ไปที่ศีรษะตัวเอง
“เคยมีสายฟ้าผ่าใส่เธอ แต่มันหายไปกลางทาง ตอนนี้กระจกวิเศษกลับไปแล้ว”
“…กระจกวิเศษแค่ล้อเล่น? ไม่น่าจะใช่…ฉันได้รับคำเตือนว่ากระจกวิเศษจะถามในสิ่งที่น่าละอายและมีบทลงโทษค่อนข้างหนัก…หรือว่ามิสเตอร์ฟูลช่วยปกป้อง?” ฟอร์สลูบแก้มขวาพลางคาดเดา
“เป็นไปได้” ซิลพยักหน้าเห็นพ้อง
ขณะฟอร์สกำลังโล่งใจ เธอพบว่าซิลแอบชำเลืองมาทางตน
“มีอะไร?” ฟอร์สถามลืมหายใจ
ซิลซักไซ้ด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“ใครคืออีกหนึ่งตัวเอกในความฝันลามกของเธอ?”
“…ฮะฮะ! ฝันนั้นผ่านมานานแล้ว ใครจะไปจำรายละเอียดได้ แถมความฝันมักพร่ามัวไม่ใช่หรือ” ฟอร์สฝืนยิ้ม
ซิลอืมในลำคอ
“ถ้าอย่างนั้น เมื่อครู่ทำไมเธอไม่ตอบไปตามตรง?”
“…ตื่นเต้น ฉันตื่นเต้นน่ะ” ฟอร์สเหล่ไปทางกระเป๋าเดินทางที่เก็บเสร็จแล้วและรีบพูด “พวกเราควรรีบย้ายบ้าน ฉันคิดถึงเตาผิงจะแย่แล้ว!”
เธอกล่าวพลางเดินไปยังสัมภาระ
ในวินาทีนี้ หญิงสาวพึงตระหนักว่าผลลัพธ์แทบไม่ต่างกันไม่ว่าตนจะตอบคำถามกระจกวิเศษหรือไม่
นี่คือ ‘ความตายทางสังคม’ ที่เกอร์มันสแปร์โรว์กล่าวถึง? อยากจะมุดหัวลงไปในดินจริงๆ ให้ตายสิ! ฟอร์สถอนหายใจพยายามเพื่อทำให้แก้มอันร้อนผ่าวกลับเป็นปรกติ
…
ภายในวังโบราณเหนือสายหมอกสีเทา
ไคลน์โยนคทาเทพสมุทรกลับเข้าไปในกองขยะพลางพ่นลมหายใจให้กับ ‘ท่าที’ ของอาโรเดส
ทั้งที่รู้ว่าเราเป็นคนฝากถาม แต่ยังกล้าตั้งคำถามกับตัวแทน…เมื่อเห็นเราหยุดฟ้าผ่า เจ้านั่นรีบเปลี่ยนท่าทีและเผ่นหนีไป…ตลกชะมัด…
แต่คำตอบของเจ้านั่นช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้เรา…ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับผู้ชี้นำปาฏิหาริย์สักหน่อย…
มีแนวโน้มสูงว่าศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองจะเกิดจากฝีมือพระผู้สร้างที่เมืองเงินพิสุทธิ์นับถือ และปัจจุบันก็น่าจะอยู่ในมืออาดัม…แม้อามุนด์กับพี่ชายจะเดินคนละเส้นทางโดยไม่ก้าวก่ายกัน และความสัมพันธ์ก็อาจไม่ดีนัก แต่เราก็ไม่เชื่อว่าอามุนด์จะไม่เคยเห็นศิลาเย้ยเทพ…ในกรณีนี้ อีกฝ่ายจะต้องทราบพิธีกรรมเลื่อนลำดับของผู้ชี้นำปาฏิหาริย์เป็นอย่างดี และเดาออกว่าเราอยากช่วยให้ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์เป็นอิสระจากดินแดนเทพทอดทิ้ง เมื่อถึงตอนนั้น เจ้านั่นไม่จำเป็นต้องเหนื่อยตามหาเรา แค่ดักรออยู่ที่วังราชาคนยักษ์ก็พอ…
เราไม่ควรทำในสิ่งที่ศัตรูคิด โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายเป็นเทพแห่งการหลอกลวงและกลั่นแกล้ง ไม่มีใครเดาได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์เหนือความคาดหมายแบบใดบ้าง…หากการเข้าไปพัวพันของเราทำให้เมืองเงินพิสุทธิ์ที่ดำรงอยู่มาหลายพันปีสูญสิ้นหรือหมดหวัง นั่นจะขัดต่อความตั้งใจเดิมโดยสิ้นเชิง…
ปัญหาของจอมเวทท่องมิติก็คือ เราจะได้ยินเสียงเรียกของมิสเตอร์ประตู แถมยังถูกเพ่งเล็งและกัดกร่อนจากอวกาศมากกว่าลำดับสอง ของเส้นทางอื่น…แต่นั่นก็ยังอยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้…
เหนือสิ่งอื่นใด เรายังสงสัยว่าอาจต้องจ่ายค่า ‘คืนชีพ’ สองครั้งให้ปราสาทต้นกำเนิด…โชคดีที่ลำดับหนึ่ง ของเราจะต้องกลับไปยัง ‘บริวารเร้นลับ’ ตามเดิมอย่างมิอาจเลี่ยง เพราะมิสเตอร์ประตูปิดกั้นลำดับหนึ่ง ของเส้นทางผู้ฝึกหัดไว้เกือบทั้งหมด ท่านน่าจะครอบครอง ‘เอกลักษณ์’ และตะกอนพลังอีกสองชุด หรืออาจทั้งสามชุด…
เราไม่จำเป็นต้องย้ายไปยัง ‘จอมเวทท่องมิติ’ เสมอไป แต่การมีทางเลือกไว้ย่อมเป็นสิ่งที่ดี เพราะเมื่อตัวเลือกเพิ่มขึ้น อามุนด์ก็ยิ่งขัดขวางได้ยากขึ้น นั่นคือวิธีเดียวที่จะกลายเป็นเทวทูตสำเร็จท่ามกลางการไล่ล่าจากราชาเทวทูต!
ใช่แล้ว เราต้องทำตัวจับปลาสองมือ ขณะเตรียมเลื่อนเป็นผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ ก็ต้องเตรียมเลื่อนเป็นจอมเวทท่องมิติไว้ด้วย…เมื่อถึงเวลาค่อยตัดสินใจตามหน้างาน…
ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์รู้สึกสดชื่นและจิตใจกระฉับกระเฉงอย่างบอกไม่ถูก รีบวางแผนการขั้นถัดไปทันที
ตอนนี้ยังไม่ควรรีบถามอาจารย์ของมิสเมจิกเชี่ยนเกี่ยวกับสูตรโอสถจอมเวทท่องมิติและสมบัติปิดผนึกที่สอดคล้องกัน ไม่อย่างนั้นอาจทำให้ตระกูลอับราฮัมเกิดความหวาดระแวงและเข้าใจว่ามิสเมจิกเชี่ยนนับถือเทพมารหรือองค์กรลับชั่วร้าย…
ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันของพวกเขา มีโอกาสสูงที่จะไม่ตอบกลับมาอีกเลย แต่จะเปลี่ยนตัวใหม่และย้ายบ้านเพื่อตัดขาดการเชื่อมต่อ…
ศีรษะของนักบุญโบทิสน่าจะเป็นของขวัญที่ยอดเยี่ยมสำหรับพวกเขา…ไม่สนว่าตระกูลอับราฮัมจะมอบหนอนดวงดาวให้เราหรือไม่ แต่ปฏิบัติการล่าโบทิสก็ยังคงเป็นวาระสำคัญ…หวังว่ามิสจัสติสจะย่อยโอสถนักท่องฝันได้ทันเวลา หวังว่ามาดามเฮอร์มิสจะเตรียมความพร้อมได้ดีพอ และหวังว่าสองสาวอย่างมิสเมจิกเชี่ยนกับมิสจัดจ์เมนต์จะพัฒนาฝีมือก่อนถึงเวลานั้น…
ตามข้อมูลที่มิสเมจิกเชี่ยนรายงาน นักบุญเร้นลับ โบทิส คือคนทรยศของตระกูลอับราฮัม…นอกจากนั้นชุมนุมแสงเหนือยังถือครองสมบัติปิดผนึกระดับ ศูนย์ เส้นทางผู้ฝึกหัด…น่าสนใจมาก…บางทีเราอาจไม่จำเป็นต้องเรียกร้องสมบัติปิดผนึกจากตระกูลอับราฮัม แต่ได้สิ่งที่ต้องการครบถ้วนหลังจากสังหารโบทิส…อา…ต้องเตือนมาดามเฮอร์มิสว่าโบทิสอาจพกพาสมบัติปิดผนึกระดับ ศูนย์ ติดตัว…
หากสมบัติปิดผนึกระดับ ศูนย์ ไม่ได้อยู่ในมือนักบุญเร้นลับ หมายความว่าถ้าเราอยากช่วงชิง ก็ต้องจัดการกับ ‘เทวทูตโชคชะตา’ โอโรเลอุสด้วยตัวเอง…ไม่ดีแน่ ลำพังสมบัติปิดผนึกระดับ ศูนย์ ก็น่ากลัวพออยู่แล้ว พวกมันคือต้นกำเนิดของภัยอันตราย…
ก่อนอื่นคงต้องรอการตอบสนองจากอาจารย์ของมิสเมจิกเชี่ยน พิจารณาว่าพวกเขาอ่อนไหวต่อคำขอร้องเกี่ยวกับหนอนดวงดาวหรือไม่…
คิดถึงตรงนี้ ไคลน์รู้สึกขบขันเล็กน้อย เพราะด้วยเหตุผลบางประการ ตนและชุมนุมแสงเหนือดูเหมือนจะถูกกำหนดให้เป็นศัตรูกันตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใดก็จะวกกลับมาปะทะกันเสมอ
เมื่อปฏิบัติการเริ่มขึ้น พวกชุมนุมแสงเหนือคงตะโกนกึกก้องภายในใจ
ทำไมถึงได้เป็นพวกแกอีกแล้ว!
หลังจากถอนหายใจ ไคลน์เสกเดอะเวิร์ล เกอร์มันสแปร์โรว์และตอบสนองคำวิงวอนของมิสเมจิกเชี่ยน
จากนั้นก็สวดวิงวอนอีกครั้งถึงมิสเตอร์ฟูล รบกวนให้พระองค์ถ่ายทอดคำพูดไปถึงเดนิส
…
บนเกาะแห่งหนึ่งในทะเลหมอก เดนิสที่กำลังรอให้ฝันทองคำมารับ ชำเลืองไปทางแอนเดอร์สันและกล่าวพลางยิ้ม
“ฉันจะอัญเชิญผู้ส่งสารของเกอร์มันสแปร์โรว์”
แอนเดอร์สันขมวดคิ้วพลางส่ายหน้า
“นายคู่ควรที่จะได้ดื่มโอสถนักวางแผน”
“นั่นเพราะท่าทีของนายชัดเจนเกินไป…แม้แต่ฉันยังมองออกว่านายกลัวผู้ส่งสารตนนั้น” เดนิสกล่าวด้วยความภูมิใจ
แอนเดอร์สันหัวเราะในลำคอ
“ทำไมนายถึงไม่คิดบ้างว่าฉันแสร้งทำเป็นกลัว? ก็แค่หาข้ออ้างปลีกตัวเพื่อไม่ให้ได้ยินและไม่ได้เห็นในสิ่งที่ไม่ควร”
“…แม่เย็*! คิดว่าฉันจะเชื่อคำโกหกที่นายพึ่งคิดออกรึไง!” เดนิสเกือบจะหลงเชื่อ
แอนเดอร์สันผายมือพลางเดินไปทางประตู
“ในเมื่อนายรวบรวมวัตถุดิบของโอสถนักวางแผนครบแล้ว อย่าลืมเตือนเกอร์มันสแปร์โรว์เกี่ยวกับสูตรโอสถอัศวินเลือดเหล็กของฉัน”
เดนิสโบกไม้โบกมือเป็นเชิงรับรู้
ทันทีที่แอนเดอร์สันเดินออกจากห้องและปิดประตู เดนิสประกอบพิธีกรรมอัญเชิญผู้ส่งสารเจ้าของสี่หัวทองตาแดง
เมื่อเห็นดวงตาทั้งแปดจ้องมองโดยพร้อมเพรียง หัวใจเดนิสแทบหยุดเต้น
มันฉีกยิ้มพลางยื่นเหรียญทองในมือ
“มาดาม…เกอร์มันสแปร์โรว์ฝากบอกว่าเขายังสบายดี ตอนนี้กำลังอยู่ในดินแดนเทพทอดทิ้ง”
…เดี๋ยวนะ เมื่อครู่เราพูดว่าอะไร? ดินแดนเทพทอดทิ้ง? ในฐานะลูกเรือของพลเรือโทธารน้ำแข็ง เดนิสย่อมเข้าใจในศาสตร์เร้นลับประมาณหนึ่ง จึงไม่แปลกที่จะตกตะลึงด้วยดวงตาเบิกโพลง
“ตกลง…” ไรเน็ตต์ไทน์เคอร์งับเหรียญทองพลางตอบห้วน
จากนั้นก็ก้าวเข้าไปในความว่างเปล่าและอันตรธานหาย
หลังจากแจ้งข้อมูลให้เกอร์มันสแปร์โรว์ เดนิสได้รับสูตรโอสถนักรบเลือดเหล็กและคำสั่งใหม่
เตรียมอาหารท้องถิ่นและสังเวยให้เทพสมุทร คาเวทูว่า…ไม่ฟังดูแปลกไปหน่อยหรือ? เดนิสพึมพำแต่ไม่กล้าถาม
มันรีบเก็บกวาดแท่นบูชา จากนั้นก็ควานหาแผ่นหนังและเขียนวัตถุดิบเสริมกับพิธีกรรมของอัศวินเลือดเหล็กลงไป
ถัดมาก็เปิดประตูและยื่นกระดาษหนังในมือให้แอนเดอร์สัน
“จัดทีมที่มีสมาชิกไม่ต่ำกว่าสามสิบ…ยิ่งทีมแข็งแกร่งและสามัคคีกันมากเท่าไร ผลลัพธ์ของพิธีกรรมก็ยิ่งยอดเยี่ยม…” แอนเดอร์สันคลี่แผ่นหนังอ่านต่อหน้าเดนิสก่อนจะขมวดคิ้ว “ถ้าความสามัคคีของทีมคือการร่วมใจกันฆ่าฉัน นั่นจะเป็นพิธีกรรมที่ง่ายมาก…”
เปลวไฟลุกไหม้จากปลายนิ้วของมันและเผากระดาษโดยไม่รอให้เดนิสเย้ยหยัน
แอนเดอร์สันแสยะยิ้ม
“ฉันคงต้องกลับบ้านเกิดเพื่อมองหาโอกาส ที่นั่นกำลังถูกเฟเนพ็อตรุกราน คงไม่มีที่ใดเหมาะแก่การสร้างและฝึกทีมไปกว่าสนามรบ”
เว้นวรรคสักพัก มันจ้องเดนิสและกล่าวพลางยิ้ม
“ฉันเตรียมโจทย์ไว้ให้นายแล้ว อยู่ในห้องของฉัน…ลองทำพวกมันหลังจากกลายเป็นนักวางแผนแล้ว จะได้รู้ว่าสติปัญญาเพิ่มขึ้นบ้างไหม”
“…แม่เย็*! นายคิดจะหลอกให้ฉันอ่านหนังสือทุกเล่มในห้องใช่ไหม?” เดนิสเกือบหลวมตัว แต่เพียงไม่นานก็ฉุกคิดได้
ไม่ว่าสติปัญญาของมันจะเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน แต่ก็ไม่มีทางแก้โจทย์ได้หากไม่อ่านหนังสือ!
“ใช่…คราวนี้นายใช้เวลาแค่สามวินาทีก่อนจะมองออก ถ้าเป็นเมื่อก่อนล่ะก็…หึหึ…นายคงเชื่อโดยไม่ลังเล” แอนเดอร์สันกล่าวชมเชยพร้อมกับหันหลังกลับและเดินออกจากโรงแรมไปทันที
…………………………
งูยักษ์สีเงินสว่างก้มมองออเดรย์พลางเปิดปากสีแดงก่ำ
“โอสถลำดับ หนึ่ง ที่ซาราธ ผู้นำลัทธิเร้นลับดื่มเข้าไปถูกปรุงจากตะกอนพลังของบริวารเร้นลับ กล่าวอีกนัยหนึ่ง เจ้านั่นมีตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์สองชุดในตัว…”
“เช่นเดียวกันกับบรรพบุรุษของตระกูลอันทีโกนัสในอดีต แต่แน่นอน หากมันมีคนโปรดและอยากอำนวยความสะดวกให้อีกฝ่าย ในฐานะเทวทูตที่มีระดับตัวตนสูง มันสามารถสกัดตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ส่วนเกินออกมาให้คนโปรดได้…”
“ตะกอนผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ก้อนที่สามได้ผสานเข้ากับตะกอนพลังที่ไม่ทราบต้นกำเนิด กลายเป็นสมบัติปิดผนึก ‘ศูนย์-ศูนย์ห้า’ หรือที่เรียกกันว่า ‘ตะเกียงวิเศษประทานพร’…เทพแท้จริงบางตนเคยพยายามทำลายสมบัติปิดผนึกชิ้นนี้เพื่อแยกตะกอนพลังออกจากกัน แต่ก็ต้องล้มเหลว…”
“ตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ก้อนที่สี่และห้าอยู่ในมือโบสถ์สุริยันเจิดจรัสและวายุสลาตันในรูปแบบสมบัติปิดผนึกระดับ ศูนย์ หนึ่งในนั้นมีรหัส ศูนย์-หนึ่งสาม มาจากพระผู้สร้างในยุคสมัยที่สาม ถูกเรียกว่า ‘งานเลี้ยงมื้อสุดท้าย’ ส่วนอีกหนึ่งมีรหัสว่า ศูนย์-สามสอง เป็นผลผลิตจากสงครามสี่จักรพรรดิ ถูกเรียกว่า ‘โรงละครที่ไม่มีวันปิดม่าน’…”
“ตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ก้อนที่หกน่าจะอยู่ในดินแดนเทพทอดทิ้ง กล่าวกันว่าที่นั่นมีหมาป่าอสูรทมิฬปรากฏตัวเป็นครั้งคราวในช่วงต้นของยุคสมัยที่สาม แต่หลังจากเหตุการณ์มหาภัยพิบัติ ข่าวคราวของมันก็หายไปโดยสิ้นเชิง”
ออเดรย์ฟังอย่างตั้งใจ กล่าวหลังจากไตร่ตรองด้วยความรอบคอบ
“คุณระบุว่าตะกอนพลังของผู้ชี้นำปาฏิหาริย์จะมีสูงสุดได้หกก้อนในกรณีที่ตำแหน่งลำดับ หนึ่ง อย่างบริวารเร้นลับถูกเติมเต็ม แต่เมื่อครู่คุณเพิ่งเอ่ยถึงลำดับ หนึ่ง เพียงสองตนนั่นคือซาราธแห่งลัทธิเร้นลับ และบรรพบุรุษของตระกูลอันทีโกนัส…ในสถานการณ์เช่นนี้ หมายความว่าอาจมีตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์หลงเหลือมากกว่าหกก้อน…”
นั่นไม่ใช่ข้อมูลที่เกอร์มันสแปร์โรว์แจ้งให้ทราบล่วงหน้า แต่เกิดจากการวิเคราะห์และตกผลึกเป็นความเข้าใจของออเดรย์เอง
ดวงตาสีแดงของงูยักษ์ขยับเล็กน้อย
“อันที่จริงต้องบริวารเร้นลับสามตน…แต่ในยุคสมัยที่สอง เมื่อครั้งเทพบรรพกาลเฟรเกียยังมีชีวิตอยู่ ตะกอนพลังบริวารเร้นลับก้อนที่สามได้อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย รวมถึงตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ที่เกี่ยวข้องกันด้วย บางทีพวกมันอาจรวมกันเป็นก้อนเดียวในสถานะซ่อนตัวที่มีประสิทธิภาพ”
ออเดรย์พยักหน้าแผ่วเบา
“เข้าใจแล้วค่ะ ดิฉันจะส่งต่อข้อมูลให้มิสเตอร์ดอนดันเตส…เอ่อ…เขายังฝากถามด้วยว่า คุณมีอะไรให้เขาช่วยไหม?”
งูยักษ์สีขาวเริ่มขยับตัว หนึ่งในสามของร่างกายท่อนบนชูคอขึ้น
“ไม่…ไม่ใช่เรื่องใหญ่…หนึ่งในข้ารับใช้ของข้าเป็นยอดนักชิม เขาปรารถนาจะชิมไอศกรีมรสเลิศจากบรรดาตระกูลขุนนางใหญ่เพื่อเปรียบเทียบกันว่าของใครอร่อยที่สุด”
…คำขอแบบนี้…มิสเตอร์งู…เอ่อ…อาจเป็นมาดามงู…ท่านใจดีกับข้ารับใช้มาก…แต่น้ำเสียงฟังดูเหมือนอดใจรอไม่ไหวแล้ว…ฟู่ว…เป็นคำขอที่ง่ายมาก เรารับปากแทนมิสเตอร์เวิร์ลได้ ให้มองว่าเป็นการสะสมคะแนนผลงานเพื่อแลกสูตรโอสถ…ออเดรย์ครุ่นคิดสักพักก่อนจะตอบ
“ไม่มีปัญหาค่ะ…แต่ดิฉันจะส่งไอศกรีมให้ด้วยวิธีใด?”
งูยักษ์สีเงินสว่างขดตัวเล็กน้อย
“สังเวยถึงเขา…เขาเป็นนักบุญลำดับ สาม แล้ว สามารถรับมอบเครื่องสังเวยหากอยู่ในเมืองเดียวกัน…นามเต็มอันทรงเกียรติก็คือ ร่างอวตารแห่งโชค สัตว์ประหลาดแห่งการพยากรณ์ ภัยพิบัติผู้แพร่กระจายเคราะห์กรรม สักขีพยานของทุกชะตากรรมในเบ็คลันด์ ผู้พิทักษ์แห่งความโกลาหลและบ้าคลั่ง”
มีบางจุดที่แตกต่างจากนามเต็มอันทรงเกียรติของผู้วิเศษลำดับ สาม ตามปรกติ…ในวรรคสุดท้ายไม่มีชื่อกำกับไว้…ดวงตาออเดรย์ขยับเล็กน้อย แต่ในท้ายที่สุดก็พยักหน้ารับ
…
ผู้พิทักษ์แห่งความโกลาหลและบ้าคลั่ง…วรรคสุดท้ายน่าสนใจทีเดียว…นี่คงไม่ใช่พระนามเต็มของอสรพิษแห่งชะตา แต่เป็นชื่อที่วิลเคยใช้เมื่อครั้งยังเป็นลำดับ สาม โดยมีการปรับแต่งเล็กน้อยในภายหลัง…เส้นทางสัตว์ประหลาดต้องคอยจับตามองความโกลาหลและบ้าคลั่งของโลกใบนี้? หรือหมายถึงเรื่องที่ผู้วิเศษลำดับต่ำของเส้นทางต้องต่อสู้กับความยากลำบากดังกล่าว และพยายามทำให้ทุกสิ่งดูเป็นปรกติ? ไคลน์ที่ได้ฟังคำตอบจากมิสจัสติส ไม่แปลกใจกับข้อเรียกร้องอยากกินไอศกรีมของวิลอัสติน แต่สนใจนามเต็มอันทรงเกียรติของประธานแห่งโรงเรียนชีวิตมากกว่า
หึหึ…ข้ารับใช้ของข้า…ฟังดูเหมือนกับการอ้างว่า ‘เพื่อนฝากถาม’…หมอนั่นกำลังเลียนแบบเรา? ไม่สิ เรามีข้ารับใช้ตัวจริง และนั่นคือเดนิส! อีกสักพักคงต้องให้เดนิสสังเวยอาหารจริงมาให้กินบ้าง คนเราคงไม่สามารถกินเห็ดหรือภาพฉายทางประวัติศาสตร์ไปได้ตลอดแน่…ถ้ามีโอกาสก็อยากชวนเดอะซันน้อยมากินด้วยกัน การกินเห็ดของแฟรงค์บ่อยๆ คงไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไร…อา…ข้ารับใช้จริงๆ ของวิลไม่น่าจะมีน้อยไปกว่าเรา อาจมากกว่าด้วยซ้ำเพราะหมอนั่นมีองค์กรใหญ่อย่างโรงเรียนชีวิต…ไคลน์เสกเกอร์มันสแปร์โรว์ขึ้นมาสวดวิงวอนและแจ้งกับมิสจัสติสว่า ไอศกรีมเหล่านั้นจะถูกแลกกับคะแนนผลงานจำนวนมาก
หลังจากจัดการเสร็จ มันเคาะนิ้วลงบนขอบโต๊ะทองแดงยาวลวดลายโบราณพลางพิจารณาเกี่ยวกับวัตถุดิบหลักโอสถผู้ชี้นำปาฏิหาริย์
เลิกหวังว่าซาราธจะสกัดตะกอนพลังส่วนเกินมาให้เราได้เลย…สิ่งเดียวที่เจ้านั่นต้องการคือการเปลี่ยนเราให้เป็นหุ่นเชิด…
การพึ่งพาตะกอนพลังส่วนเกินจากอันทีโกนัสยังไม่สิ้นหวังเสียทีเดียว…เทพธิดาอาจช่วยเราได้ แต่ปัญหาคือเรายังไม่มีสิ่งใดไปแลกเปลี่ยน…นอกจากนั้น เทพธิดาอาจยังไม่มีวิธีสกัดออกมา เพราะการฆ่า ‘ฮาล์ฟฟูล’ ที่คลุ้มคลั่งอาจทำให้อีกฝ่ายหลุดพ้นจากสถานการณ์ยากลำบากในปัจจุบันและคืนชีพที่ใดสักแห่ง เหมือนกับที่เราหลุดพ้นจากอามุนด์ นั่นคงเป็นเหตุผลที่เทพธิดาทำได้เพียงผนึกอีกฝ่ายไว้…ในสถานการณ์แบบนี้ การสกัดตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ออกจากตัวอันทีโกนัสคงเป็นไปไม่ได้…
เลิกคิดถึง ศูนย์-ศูนย์ห้า ได้เลย กระทั่งเทพแท้จริงยังไม่มีปัญญาป่น นับประสาอะไรกับเรา…แถมต้นกำเนิดของมันก็ยังฟังดูลึกลับและอันตราย…
ศูนย์-หนึ่งสาม ของโบสถ์สุริยันเจิดจรัสมีชื่อว่า ‘งานเลี้ยงมื้อสุดท้าย’ เป็นผลผลิตจากพระผู้สร้างที่เมืองเงินพิสุทธิ์นับถือ… ทำไมชายคนนี้ถึงชอบใช้ชื่อที่หมิ่นเหม่นัก…ศูนย์-สามสอง ของโบสถ์วายุสลาตันมีชื่อว่า ‘โรงละครที่ไม่มีวันปิดม่าน’…แต่ฟังชื่อก็พอจะจินตนาการวิธีใช้งานออก…โอกาสครอบครองสมบัติปิดผนึกระดับ ศูนย์ ทั้งสองชิ้นนั้นต่ำมาก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ขึ้นกับว่าสุริยันเจิดจรัสกับวายุสลาตันต้องการปลุกปั้นเราเพื่อต่อต้านอามุนด์มากแค่ไหน…
จวบจนปัจจุบัน พวกท่านยังไม่เคยแสดงความกรุณาให้เห็นเป็นประจักษ์ และเราก็ไม่มีโอกาสติดต่อกับตัวแทนอย่างเป็นทางการ…เราไม่ควรใช้พลังทำนายแอบมองสุริยันเจิดจรัสอีกครั้งเพื่อสื่อสารผ่านมิติกับท่านโดยตรง เพราะถ้าทำแบบนั้น ท่านคงเลือกจะบุกเข้ามายังปราสาทต้นกำเนิดและยึดครองที่นี่แทน แบบนั้นจะสะดวกกว่ามาก…
ถ้ามัวรอปลุกปั้นมิสเตอร์แฮงแมนจนอีกฝ่ายมีตำแหน่งสูงพอที่จะเบิกสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ ถึงตอนนั้นเราคงกลายเป็นอามุนด์ไปแล้ว…
พระผู้สร้างแท้จริงมีเบาะแสของตะกอนพลังบริวารเร้นลับก้อนที่สาม…ดินแดนเทพทอดทิ้งคืออาณาจักรของพระองค์ ทั้งสองสิ่งอาจเกี่ยวพันกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง…
มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่ภายในดินแดนเทพทอดทิ้งจะมีตะกอนพลังบริวารเร้นลับอยู่หนึ่งก้อนและผู้ชี้นำปาฏิหาริย์อยู่สองก้อน…ไม่รู้ว่าสิ่งที่อยู่ในซากปรักหักพังนอร์ธจะเป็นแบบไหน…
อา…พระผู้สร้างแท้จริงคงทราบแค่เบาะแสของตะกอนพลังบริวารเร้นลับ ไม่ใช่ตำแหน่งที่แน่นอน ไม่อย่างนั้นท่านคงครอบครองมันก่อนสงครามสี่จักรพรรดิจะเริ่มขึ้น เพื่อนำไปเสริมความแข็งแกร่งให้กับเหล่าขุนพล…
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตะกอนพลังบริวารเร้นลับไม่ใช่สิ่งที่แม้กระทั่งเทพแท้จริงจะครอบครองได้ง่ายนัก ต้องอาศัยการลงแรงค้นหา หมายความว่าแม้แต่อามุนด์ก็คงไม่ง่ายที่จะหาพบและวางกับดัก…หากอันตรายร้ายแรงภายในซากปรักหักพังนอร์ธเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น หมายความว่าเจ้าของตะกอนพลังเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ และเรื่องราวทั้งหมดก็จะลงล็อกพอดี…
ดูเหมือนว่าในท้ายที่สุด เราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องสำรวจซากปรักหักพังนอร์ธ แต่ต้องกระทำอย่างรอบคอบสุดขีด อันตรายจากซากปรักหักพังคงไม่ต่างกับอามุนด์มากนัก…ต้องมีการทำนายดวงชะตาก่อนลงมือ และควรเริ่มจากการเฝ้าสังเกตวงนอกเพื่อรวบรวมข้อมูล ห้ามเดิมดุ่มเข้าไปอย่างประมาท ความอดทนคือสิ่งสำคัญ…
ไคลน์หยิบปากกาและกระดาษเพื่อเตรียมเขียนประโยคทำนาย แต่ทันใดนั้นก็ต้องชะงักเพราะฉุกคิดถึงบางสิ่งได้
ชายหนุ่มวาดลวดลายอันซับซ้อนซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนการปกปิดและการส่องความลับ จากนั้นก็โยนเข้าไปในดาวแดงของมิสเมจิกเชี่ยนและเสกเกอร์มันสแปร์โรว์ขึ้นมาสวดวิงวอนถาม
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตตะวันออก ฟอร์สที่เตรียมย้ายบ้าน ขึงผ้าม่านมิดชิด จุดเทียนไข วางกระจก และขอให้ซิลช่วยเป็นสักขีพยาน
เธอวาดสัญลักษณ์ที่มิสเตอร์เวิร์ลมอบให้ลงบนกระดาษ
ภายในห้อง บรรยากาศสลัวลงทันทีพร้อมกับมีสายลมเย็นเยียบพัดผ่าน
ผิวกระจกพลันเกิดคลื่นน้ำกระเพื่อม ตามด้วยข้อความภาษาฟุซัคสีแดงเข้ม
“ในเมื่อเจ้าทำการอัญเชิญมหาอาโรเดสผู้นี้ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎอย่างเข้มงวด”
“หากเจ้าถาม ก็ต้องตอบคำถามเป็นการแลกเปลี่ยน หากโกหกหรือไม่ตอบก็จะโดนลงโทษ”
“ตกลง” ฟอร์สที่ได้รับการเตือนล่วงหน้าตอบอย่างใจเย็น
จากนั้นก็ถามด้วยความสงสัย
“ดิฉันจะหาวัตถุดิบหลักของโอสถผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ได้จากที่ไหน”
บนผิวกระจก ตัวอักษรสีแดงปรากฏขึ้นและเลือนหายไปทีละบรรทัด เนื้อหาเป็นการตอบคำถามโดยละเอียด
แทบจะเหมือนกับคำตอบของวิล…เหนือสายหมอกสีเทา ไคลน์ซึ่งเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านดาวแดงตัวแทนมิสเมจิกเชี่ยน พยักหน้ารับเจือความผิดหวัง
“ถึงคราวท่านถามแล้ว” ฟอร์สกล่าวอย่างประหม่า
อักษรสีแดงบนกระจกเรียงตัวเป็นคำใหม่
“ในปีที่แล้ว เจ้าเคยฝันลามกบ้างไหม”
ฟู่ว…โชคยังดี…ฟอร์สตอบอย่างโล่งใจ
“เคย”
นี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ เธอไม่คิดว่าเป็นสิ่งที่น่าละอาย
หลังจากนั้น หญิงสาวถามข้อถัดไป
“ท่านมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับวิธีครอบครองวัตถุดิบหลักของผู้ชี้นำปาฏิหาริย์บ้างไหม?”
กระจกวิเศษ อาโรเดส สลายตัวอักษรสีแดงและสร้างอักษรสีเงินเรียงเป็นคำใหม่
“ตระกูลอับราฮัมยังคงถือครองสูตรโอสถ ‘จอมเวทท่องมิติ’ ซึ่งเป็นลำดับ สอง ของเส้นทางผู้ฝึกหัด รวมถึงสมบัติปิดผนึกที่เกี่ยวข้องอีกสองชิ้น…ชุมนุมแสงเหนือก็เช่นกัน”
หรือว่า…ดวงตาไคลน์พลันส่องประกายหลังจากพบความเป็นไปได้ใหม่
“อา…” ฟอร์สขมวดคิ้วเล็กน้อย “ถึงคราวท่านถาม”
บนผิวกระจกเงา อักษรสีเงินหายไปและถูกแทนที่ด้วยอักษรสีแดงเข้ม
“ตัวเอกในความฝันลามกของเจ้า นอกจากเจ้าแล้วยังมีใครอีก”
ฟอร์สอ้าปากค้างด้วยใบหน้าแดงก่ำสุดขีด
…………………………
บนดินแดนอันรกร้างที่เต็มไปด้วยหุบเหวลึก กลุ่มอามุนด์ในจุดต่างๆ เริ่มอ้าปากและสวดเป็นภาษาคนยักษ์
“ข้ารับใช้แห่งโลกวิญญาณและปราสาทต้นกำเนิด”
“ตัวตนเร้นลับจากอดีตกาล”
“ประจักษ์พยานแห่งห้วงประวัติศาสตร์ชั่วนิรันดร์”
“ผู้พิทักษ์ละครและมายากลแห่งเบ็คลันด์”
“มหาเกอร์มันสแปร์โรว์…”
เสียงดังกล่าวดังกังวานซ้อนทับและพรั่งพรูเข้าไปในความว่างเปล่า คล้ายกับเชื่อมต่อกับปลายทางที่เป็นอนันต์
ผ่านไปสิบวินาที กลุ่มอามุนด์ต่างพากับขยับแว่นตาขาเดียวพลางหัวเราะเสียงต่ำ
“แก้ไขเร็วมาก…”
หากเกอร์มันสแปร์โรว์ยังคงใช้ระบบตอบรับอัตโนมัติกับนามเต็มอันทรงเกียรติดังกล่าว อามุนด์สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการระบุตำแหน่งและอาศัย ‘ข้อผิดพลาด’ เพื่อไปปรากฏตัวข้างเป้าหมาย
…
ท่ามกลางความมืดที่มีสายฟ้าช่วยมอบแสงสว่างเป็นครั้งคราว ไคลน์ซึ่งแต่งกายด้วยหมวกผ้าไหม เสื้อคลุมขนสัตว์ และกำลังถือตะเกียง รีบมุ่งหน้าผ่านทุ่งกว้างไปทางทิศเหนือ
มีคำสวดวิงวอน…อามุนด์เอ่ยนามเต็มอันทรงเกียรติของเกอร์มันสแปร์โรว์…หมายความว่าระยะห่างระหว่างเรากับอามุนด์บางคนยังไม่มากพอ…ในเมืองเงินพิสุทธิ์ไม่มีปรสิต…คงเป็นบริเวณโดยรอบ…หนึ่งในหน่วยลาดตระเวนหรือสิ่งมีชีวิตที่เราคาดไม่ถึง? ไคลน์หันหน้ากลับไปฟังสักพักก่อนจะมุ่งหน้าต่อไปด้วยความระมัดระวัง
สำหรับเรื่องนี้ ชายหนุ่มโชคดีที่ระมัดระวังตัวมากพอ ขณะอยู่บนมิติหมอก ไคลน์เปลี่ยนนามเต็มอันทรงเกียรติของตนซึ่งสามารถตอบสนองโดยอัตโนมัติจาก ‘ผู้พิทักษ์ละครและมายากลแห่งเบ็คลันด์’ เป็น ‘ผู้พิทักษ์เหล่าเด็กยากไร้แห่งเบ็คลันด์’ สิ่งนี้อ้างอิงจาก ‘กองทุนการกุศลเพื่อการศึกษา’ ที่ตนจัดตั้งขึ้น
อา…อามุนด์เป็น ‘นักถอดรหัส’ อาจถอดรหัสนามเต็มอันทรงเกียรติของเราได้จากข้อมูลเกี่ยวกับดอนดันเตส…เราไม่มีความจำเป็นต้องใช้ระบบตอบสนองอัตโนมัติ…ไคลน์ก้มมองแสงสลัวจากตะเกียงก่อนจะตัดสินใจหนักแน่น
มันเปลี่ยนให้หนอนวิญญาณทุกตัวมีหน้าที่เพียงรับฟังคำสวดวิงวอน แต่ไม่สามารถตอบสนองได้เอง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากร่างต้น
ด้วยวิธีนี้ แม้จะส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาที่ร้ายแรงนัก เพราะนอกจากการสวดวิงวอนที่แฝงความมุ่งร้ายของอามุนด์ คงไม่มีใครอีกแล้วที่จะสวดวิงวอนถึงเกอร์มันสแปร์โรว์ เพราะมันยังไม่เคยเผยแพร่นามเต็มอันทรงเกียรติออกไป
จัดการเสร็จ ไคลน์กลับมาทบทวนความน่าสะพรึงของอามุนด์และคิดวางแผนขั้นถัดไป
แผนเดิมคือการออกห่างจากเมืองเงินพิสุทธิ์และมุ่งหน้าไปยังซากปรักหักพังเมืองนอร์ธทางทิศเหนือ จุดประสงค์เพื่อตรวจสอบสถานการณ์และดูว่าตนมีโอกาสได้ครอบครองวัตถุดิบสำหรับปรุงโอสถผู้ชี้นำปาฏิหาริย์หรือไม่ แต่เมื่อเชื่อมโยงซากปรักหักพังดังกล่าวกับอามุนด์ ไคลน์พลันฉุกคิดถึงปัญหา
มันยืนยันได้ว่ากฎแห่งการดึงดูดของพลังพิเศษสามารถใช้ได้กับเส้นทางใกล้เคียงในลำดับสูง เมื่อพิจารณาว่าอามุนด์เตร็ดเตร่อยู่ในดินแดนเทพทอดทิ้งมานานกว่าพันปี แถมยังเคยมาเยือนเมืองเงินพิสุทธิ์ แล้วเป็นไปได้หรืออีกอีกฝ่ายจะไม่ถูกดึงดูดเข้าหาซากปรักหักพังเมืองนอร์ธทางทิศเหนือ?
ในเมื่อแม้แต่เจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ยังไม่กล้าย่างกราย ตัวตนลึกลับที่เร้นกายภายในเมืองนอร์ธย่อมต้องมีระดับไม่ต่ำกว่าเทวทูต ไม่มีทางที่อามุนด์จะปล่อยผ่าน…ต่อให้มันไม่กล้ากินตะกอนพลังลำดับสูงของเส้นทางใกล้เคียงโดยตรง แต่ก็ต้องมีการวางกับดักบางอย่างไว้…หรือต่อให้ในอดีตไม่เคยทำ แต่ปัจจุบันคงรีบรุดหน้าไปทำแน่…แต่ก็อย่าเพิ่งตัดความเป็นไปได้ที่อามุนด์จะไม่ทราบ เพราะในตอนที่เจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ไปเยือนครั้งแรก ซากปรักหักพังนอร์ธยังไม่มีอันตรายร้ายแรงแอบแฝง บางทีตัวตนระดับเทวทูตอาจเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในภายหลัง…หรือทางนั้นเองก็คอยเปลี่ยนตำแหน่งตลอดเวลาเพื่อหลบหนีอามุนด์? ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์เริ่มไม่กล้าไปเยือนซากปรักหักพังนอร์ธ
ชายหนุ่มตัดสินใจหันมาพิจารณาก่อนว่า ปัจจุบันยังมีวิธีครอบครองตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ทางอื่นอีกไหม ถ้าไม่มีค่อยไตร่ตรองเกี่ยวกับการสำรวจรอบนอกของซากปรักหักพังนอร์ธเพื่อรวบรวมข้อมูล
คิดถึงตรงนี้ ไคลน์ซึ่งแต่งกายในเสื้อคลุมขนสัตว์สีดำและหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง ถือตะเกียงเดินไปทางซากปรักหักพังหอคอยโดยอาศัยแสงสว่างจากสายฟ้า
ระหว่างทาง ท่ามกลางความมืดมิดที่อันตราย กลุ่มสัตว์ประหลาดเรียงแถวเดินตามชายหนุ่มมาอย่างเงียบงัน
พวกมันเป็นหุ่นเชิดของไคลน์
แต่เมื่อเทียบกันแล้ว นักบุญของเส้นทางนักทำนายดูพิสดารและน่ากลัวกว่ามาก
ขณะย่างกรายผ่านไป สัตว์ประหลาดที่ดูคล้ายกับปลามีขาอ้าปากเปล่งเสียงเป็นภาษาคนยักษ์
“ข้าแต่สุริยันผู้เจิดจรัสนิจนิรันดร์”
“พระองค์คือแสงที่ไม่มีวันดับ”
“พระองค์คือร่างอวตารแห่งระเบียบ”
ทันทีที่ท่องพระนามเต็มอันทรงเกียรติครบสามวรรค สัตว์ประหลาดตนดังกล่าวก็ล้มลงและเสียชีวิต
พระนามเต็มอันทรงเกียรติของเทพมีมากกว่าสามวรรค แต่การส่วนวิงวอนจะใช้แค่เพียงสาม ยกตัวอย่างเช่น พระนามเต็มของสุริยันเจิดจรัสคือ ‘องค์สุริยันผู้เจิดจรัสนิจนิรันดร์…พระองค์คือแสงที่ไม่มีวันดับ…พระองค์คือร่างอวตารแห่งระเบียบ…เทพแห่งพันธสัญญา…ผู้พิทักษ์แห่งการค้า’ และไคลน์เลือกใช้สามวรรคแรก
จากนั้นไคลน์ทำการสวดวิงวอนถึงวายุสลาตัน เทพปัญญาความรู้ และเทพธิดารัตติกาลโดยหวังจะได้รับการตอบสนอง
แต่ผ่านไปครึ่งชั่วโมง สภาพแวดล้อมโดยรอบก็ยังไม่มีการตอบสนอง
การสวดวิงวอนถึงเทพลำดับศูนย์ นั้นทำไม่ได้ในดินแดนเทพทอดทิ้ง เว้นเสียแต่เป้าหมายจะเป็นพระผู้สร้างแท้จริงหรือตัวตนลึกลับที่ถือครองสมบัติพิเศษอย่างปราสาทต้นกำเนิดและทะเลแห่งความโกลาหล?
ไม่ใช่…นักบวชในหมู่บ้านยามบ่ายยังถูกซ่อนคำพูดขณะพยายามเอ่ยพระนามเทพธิดา และขณะเตรียมเอ่ยนามราชาองค์ที่สี่ซึ่งสงสัยว่าจะเกี่ยวพันกับทวยเทพ ร่างกายของมันพลันถูกแผดเผา…อาจเป็นเพราะดินแดนเทพทอดทิ้งยังมีเศษเสี้ยวพลังเทพหลงเหลืออยู่อีกหลายชนิด ไม่ใช่แค่ ‘ปกปิด’ และ ‘เสื่อมทราม’ ส่งผลให้ชื่อจริงของเทพที่แฝงความนัยพิเศษในแง่ศาสตร์เร้นลับ สามารถกระตุ้นพลังดังกล่าวให้ตื่นตัว?
ทฤษฎีนี้อธิบายได้ว่าทำไมเมืองเงินพิสุทธิ์ถึงสามารถสอนชื่อจริงของเทพสองตนอย่าง ‘บาร์ดไฮเออร์’ และ ‘เฮราเบอร์เก้น’ ให้กับชาวเมืองโดยไม่ถูกทัณฑ์สวรรค์…การสวดวิงวอนที่นี่คงไปไม่ถึงหูทวยเทพ หรือต่อให้ถึงก็ตอบสนองไม่ได้…ขณะเดียวกันก็แปลว่าดินแดนเทพทอดทิ้งไม่มีเศษเสี้ยวพลังของเทพสงครามและเทพปัญญาความรู้หลงเหลืออยู่ ไม่อย่างนั้นคงต้องเกิดความผิดปรกติขณะเอ่ยชื่อ…
แต่ก็อาจไม่ใช่เพราะไม่มีเศษเสี้ยวพลังหลงเหลืออยู่ แต่อำนาจดังกล่าวถูกขจัดโดยสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ สองชิ้นในเมืองเงินพิสุทธิ์…
ด้วยหลักการดังกล่าว หากเราเอ่ยชื่อจริงของเทพธิดาโดยตรง อาจสามารถกระตุ้นให้พลังความมืดและการปกปิดโดยรอบแสดงผล และนั่นจะกลายเป็นอีกหนึ่งไพ่ตายให้เราใช้สำหรับหลบหนีการไล่ล่าของอามุนด์…โอกาสสำเร็จมีไม่มาก และการเอ่ยนามจริงของเทพพร่ำเพรื่อจะถือเป็นการลบหลู่พระเกียรติ มีโอกาสที่จะตายศพไม่สวยเหมือนกับนักบวชในหมู่บ้านยามบ่าย…ไคลน์วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันตามหลักเหตุและผลอย่างใจเย็น นึกอยากจะท่องชื่อจริงของเทพทุกตนที่มันทราบเพื่อทดสอบผลลัพธ์
แต่ในท้ายที่สุด ชายหนุ่มยับยั้งชั่งใจตัวเองและไม่ทดลองส่งเดช
“คงต้องขึ้นไปทำนายบนมิติหมอกเพื่อตรวจสอบว่าอันตรายที่จะตามมาอยู่ในเกณฑ์รับไหวหรือไม่…แต่การทำนายถึงเทพโดยตรงอาจไม่ได้รับคำตอบ…” ไคลน์รำพันเงียบก่อนจะจิกกัดตัวเอง “ความคิดเมื่อครู่ของเราไม่ต่างอะไรกับ เฮ้! นายไม่ได้รนหาที่ตายมาสองวันแล้วนะ ทำไมวันนี้ไม่ลองเอาจริงดูหน่อยล่ะ!”
ขณะเดียวกัน ชายหนุ่มเดินมาถึงซากหอคอยและนั่งลงข้างกำแพงที่พังถล่มมาครึ่งหนึ่ง เหยียดมือขวาจับอากาศและดึงนกกระเรียนกระดาษออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์พร้อมกับจุดไฟเผา
มันอยากยืนยันให้แน่ใจว่าตนสามารถติดต่อกับอสรพิษแห่งชะตา วิลอัสตินคริส ได้หรือไม่ถ้ามีสื่อกลาง เพื่อที่จะถามว่าตนสามารถตามหาตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ได้จากที่ใดบ้าง
ไคลน์ข่มใจให้หลับท่ามกลางแสงตะเกียงที่ถูกอัญเชิญมาเป็นหนที่สาม แต่กระนั้นกลับมิได้ฝันถึงสิ่งใด
นึกแล้วว่าต้องไม่ได้…หลังจากตื่นขึ้น ไคลน์ส่ายหน้าพลางส่งตัวเองเข้าไปในช่องว่างประวัติศาสตร์
จากนั้นก็ถอยหลังสี่ก้าวและเข้าสู่สายหมอกสีเทา
นั่งบนเก้าอี้เดอะฟูล ชายหนุ่มกวักมือเรียกกล่องกระดาษใบเล็กมาจากกองขยะ ด้านในกล่องเต็มไปด้วยนกกระเรียนกระดาษ
ทั้งหมดถูกพับโดยเด็กทารกบางคน
ขณะเดียวกัน เดอะเวิร์ล เกอร์มันสแปร์โรว์ทำการสวดวิงวอนถึงเดอะฟูลเพื่อให้พระองค์ถ่ายทอดข้อเสนอของตนไปยังมิสจัสติส โดยระบุว่างานนี้มีผลต่อคะแนนผลงานสำหรับแลกสูตรโอสถจอมบงการ
แน่นอน ไคลน์เคยเปิดเผยไปแล้วว่าโอสถต้องดื่มท่ามกลางการสั่นพ้องของห้วงอารมณ์ที่เข้มข้น
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตราชินี ภายในคฤหาสน์สุดหรูของเอิร์ลฮอลล์
ออเดรย์กลับมาที่ห้องนอนเพื่อประกอบพิธีกรรมรับมอบและรับนกกระเรียนกระดาษ
เธอหยิบดินสอปลายแหลมขึ้นมาเขียนบนผิวกระดาษ
“ดอนดันเตสต้องการให้คุณมาพบดิฉัน”
เมื่อเตรียมตัวเสร็จ ออเดรย์วางนกกระเรียนกระดาษไว้ใต้หมอนตามคำแนะนำของเดอะเวิร์ล จากนั้นก็ทิ้งตัวลงนอน
เพียงไม่นาน หญิงสาวได้พบกับทุ่งกว้างสีดำอันรกร้าง และในฐานะนักท่องฝันที่มีข้อมูลล่วงหน้า เธอยังคงมีสติตื่นในความฝัน จึงมุ่งหน้าไปยังยอดแหลมสีดำใจกลางทุ่งกว้างด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ขณะเดินมาถึงจุดหมาย สัมผัสวิญญาณออเดรย์ถูกกระตุ้นกะทันหัน จึงแหงนหน้ามองยอดหอคอยแหลม
เธอเห็นงูยักษ์สีเงินสว่างกำลังขดตัวอยู่
งูยักษ์ตัวนี้ปราศจากเกล็ด ผิวหนังปกคลุมด้วยอักขระและลวดลายกงล้อที่เชื่อมต่อกันด้วยสัญลักษณ์หลากหลาย
มันจ้องออเดรย์ด้วยดวงตาสีแดงสดก่อนจะกล่าวเสียงทุ้มต่ำและเย็นชา
“ดอนดันเตสต้องการอะไร”
นี่คือเทวทูตเส้นทางชะตากรรมที่มอบเลือดหนึ่งหยดให้มาดามเฮอร์มิท? ออเดรย์ควบคุมสติพลางจ้องตอบงูยักษ์ จากนั้นก็เล่าไปตามจริง
“เขาฝากถามว่าจะหาวัตถุดิบหลักของโอสถผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ได้จากที่ใด”
งูยักษ์สีเงินสว่างเงียบไปสักพักก่อนจะตอบ
“ลำดับสอง ของแต่ละเส้นทางจะมีจำนวนสูงสุดได้ไม่เท่ากัน หากตำแหน่งของบริวารเร้นลับถูกเติมเต็ม จะมีผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ได้ไม่เกินหก”
ผู้ชี้นำปาฏิหาริย์คือชื่อโอสถลำดับสอง…มิสเตอร์เวิร์ลกำลังจะกลายเป็นเทวทูต? หรือเตรียมไว้สำหรับพวกพ้อง? ไม่ใช่…ถ้าเป็นโอสถของพวกพ้องจริง เขาสามารถให้อีกฝ่ายถามด้วยตัวเอง…ออเดรย์ประหลาดใจในตอนต้น จากนั้นก็ตั้งตารอคำตอบจากงูยักษ์ลึกลับตรงหน้า
……………………..
ขณะเผชิญกับอ้อมกอดเทวทูต โคลินอีเลียดไม่เผยอาการตกตะลึง เพียงรับทุกสิ่งไว้ด้วยความสงบประหนึ่งเตรียมพร้อมมานานแล้ว
เมื่อพิธีกรรมเริ่มต้น มันก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับหยิบขวดโอสถอัศวินสีเงินออกมาเทใส่ปาก
ร่างของนักล่าปีศาจพองขึ้นจน ผิวหนังกลายเป็นสีน้ำเงินอมเทา รอบตัวเต็มไปด้วยเส้นเลือดสีดำปูดโปน สูงหลายเมตร กึ่งกลางหน้าผากมีรอยแยกสีเข้ม
ทุกตารางนิ้วของยักษ์ตนนี้อัดแน่นไปด้วยความลึกลับที่ยากอธิบาย นอกจากส่วนหัวที่ยังเป็นมนุษย์ ส่วนอื่นของร่างกายขยับเข้าใกล้สัตว์ในตำนานซึ่งสร้างอิทธิพลบางอย่างทางวิญญาณ
วินาทีถัดมา คล้ายกับกะโหลกศีรษะของโคลินอีเลียดอ่อนตัวลง พวกมันยุบพองตัวโดยมีรอยแยกสีเข้มกึ่งกลางศีรษะเป็นแกนกลาง
ความเจ็บปวดแสนสาหัสดังกล่าวรุนแรงเกินกว่าที่เจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ซึ่งเคยสังหารสัตว์ร้ายไปมากมายจะอดทนไหว มันส่งเสียงร้องโหยหวนชนิดที่สามารถทำให้จิตใจคนทั่วไปแตกสลายและเจ็บปวดราวกับศีรษะจะระเบิด
หากไม่ใช่เพราะโคลินอีเลียดทำการอพยพผู้คนภายในหอคอยออกไปล่วงหน้า เหลือไว้เพียงครึ่งเทพอย่างฮอยต์เฌอมงต์เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน คงมีผู้วิเศษหลายคนที่เกิดคลุ้มคลั่งคาที่
ซากของสัตว์ทรงพลังทั้งหกชนิดในตำแหน่งต่างๆ ของพิธีกรรมเริ่มลอยขึ้นด้วยแรงดึงดูดล่องหนและหมุนรอบโคลินที่กำลังกลายพันธุ์ อาศัยการเชื่อมต่อลึกลับบางอย่าง ซากศพเหล่านั้นช่วยปลุกความทรงจำของสุดยอดนักล่าปีศาจให้ตื่นขึ้น
เป็นประสบการณ์สมัยที่เคยล่าปีศาจ เช่นการโจมตีเพื่อยุติการความเจ็บปวดของอดีตเจ้าเมือง และการต่อสู้ที่ต้องเอาชีวิตเข้าเสี่ยงเพื่อโค่นสัตว์ประหลาดที่ทรงพลัง
ฉากดังกล่าวปรากฏขึ้นบนแท่นบูชาในลักษณะภาพวาด บางครั้งผสานเข้ากับร่างกายโคลินอีเลียด บางครั้งเป็นการดึงออกจากร่าง ช่วยให้สามารถคงสติและตระหนักรู้ตัวเองท่ามกลางการกลายพันธุ์อันเจ็บปวด
โคลินอีเลียดเพิ่งเข้าใจแก่นแท้ของพิธีกรรม
ในฐานะนักล่าปีศาจลำดับสี่ ประสบการณ์การล่าสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งล้วนอัดแน่นไปด้วยจิตวิญญาณอันเข้มข้น ร่องรอยของเหตุการณ์จะถูกสลักไว้ในดวงวิญญาณไปตลอดชีวิต
อาศัยความช่วยเหลือจากตราประทับดวงวิญญาณที่แข็งแกร่งเหล่านี้ โคลินอีเลียดสามารถระบุจุดยืนของตัวหลังจากดื่มโอสถได้โดยไม่เสียสติไปกับความเจ็บปวดและความบ้าคลั่ง
สิ่งนี้ทำให้โคลินฉุกคิดถึงวลีหนึ่งซึ่งถูกบันทึกไว้ในหนังสือโบราณของเมืองเงินพิสุทธิ์
หลักยึดเหนี่ยว!
ในลำดับสาม ซึ่งถือว่าใกล้เคียงทวยเทพ ผู้วิเศษสามารถตอบสนองต่อคำวิงวอนได้ภายในขอบเขตหนึ่ง จึงจำเป็นต้องมีหลักยึดเหนี่ยวที่มั่นคง
เนื่องจากยังไม่ใช่ระดับเทวทูต หลักยึดเหนี่ยวจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงสาวก แต่สามารถเป็นสิ่งทดแทนที่ใกล้เคียง เช่นตราประทับทางจิตที่มีความหมายในเชิงศาสตร์เร้นลับ
ท่ามกลางความทรงจำที่ตื่นขึ้น โคลินอีเลียดค่อยๆ ค้นพบจุดยืนของตัวเอง เริ่มกลับมาตระหนักรู้ร่างกายและเข้าใจความเปลี่ยนแปลง
ทันทีหลังจากนั้น ปีกมายาหลายคู่งอกขึ้นจากแผ่นหลังโคลิน พวกมันหลอมรวมเข้ากับ ‘ภาพวาด’ ที่กำลังหดเข้ามาในร่างกายโคลินอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผิวหนังของนักล่าปีศาจทยอยลอกออกจนกลายเป็นเกราะสีเงินที่ดูทนทาน สง่างาม แต่ไร้น้ำหนัก
สำหรับนักล่าปีศาจที่ได้เลื่อนลำดับเป็นอัศวินสีเงิน พรจากทวยเทพที่แตกต่างกันจะส่งผลให้คุณสมบัติของอัศวินสีเงินแตกต่างกันไป สำหรับผู้ไล่ล่าแห่งวังราชา เมิร์สกอร์กอน มันได้รับพรจากราชาคนยักษ์โดยตรง ความแข็งแกร่งในขอบเขตอัศวินสีเงินจึงสูงกว่ามาก
ในกรณีของโคลินอีเลียด มันสามารถควบแน่น ‘เรเพียร์สีเงิน’ ที่มีพลัง ‘เทเลพอร์ต’ ในระดับหนึ่งเพื่อสร้างตัวแปรที่ไม่คาดฝัน ส่งผลให้ศัตรูยากที่จะรับมือ
นอกจากนั้นยังจะได้รับคุณสมบัติพิเศษในยามที่ใช้พลัง ‘เปลี่ยนให้เป็นปรอท’
เมื่อเกราะเงินก่อตัวเป็นรูปร่างสมบูรณ์ พิธีกรรมเลื่อนลำดับของโคลินถือว่าสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี หากไม่นับดวงตาที่ยังเหมือนมนุษย์ปรกติ โคลินจะดูคล้ายกับร่างสัตว์ในตำนานทุกประการ
ทันใดนั้น มันยกมือขวาขึ้นและโบกไปด้านข้าง
ณ เนินเขาเล็กนอกเมืองเงินพิสุทธิ์ แสงสีเงินพุ่งออกจากอากาศว่างเปล่า ฉีกทุกสิ่งรอบข้างพร้อมกับผ่านเนินเขาออกเป็นสองซีก
…
ระหว่างที่โคลินอีเลียดกำลังเลื่อนลำดับ เดอร์ริคประกอบพิธีกรรมรับมอบและได้รับหลอดโลหะใบเล็ก
ฉวยโอกาสที่เจ้าเมืองกำลังสร้างความผิดปรกติและดึงดูดสายตาจากทุกคน ไคลน์บนวังโบราณเหนือสายหมอกเหยียดแขนไปข้างหน้าเพื่ออัญเชิญกระสุนและลูกโม่ลางมรณะออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์
ทันทีหลังจากนั้น มันทำนายล่วงหน้าและยืนยันว่าไม่มีปรสิตอยู่ใกล้กับเดอะซันน้อย จึงทำการดันโม่ออกมาและยัดกระสุนหลอกลวงเข้าไป
แกร่ก!
ไคลน์สะบัดมือขวาเพื่อผลักโม่กลับ จากนั้นก็อาศัยการเชื่อมต่อลึกลับเพื่อเล็งปืนไปยังจุดที่ตนเสียชีวิต
ปัง!
มันเหนี่ยวไกปืนอย่างเยือกเย็นเพื่อยิงกระสุนหนึ่งนัด
ขณะเดียวกัน มันอาศัยความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับเพื่อระดมพลังจากปราสาทต้นกำเนิด
สายหมอกสีเทาเดือดพล่านอีกครั้ง รวมถึงบริเวณโดยรอบทั้งหมด พลังงานสีเข้มพรั่งพรูออกมาราวกับกระแสน้ำ ห่อหุ้มกระสุนก่อนจะทะลวงผ่านช่องว่าง พุ่งตรงไปยังโลกแห่งความจริง
บรรยากาศรอบปราสาทต้นกำเนิดสลัวลงกะทันหัน ไคลน์ระงับความตื่นกลัวพลางถือภาพฉายของลางมรณะ จำลองความรู้สึกของการร่วงหล่นอย่างไร้น้ำหนักและกระโจนลงไปในดาวแดงตัวแทนเดอะซัน จากนั้นก็กระโจนเข้าไปในหลอดเลือดขนาดเล็กของตัวเอง
ท่ามกลางดินแดนอันรกร้างใกล้กับเชอร์โนบิล เหล่าอามุนด์ที่สวมหมวกปลายแหลมและแว่นตาขาเดียว ต่างแหงนหน้ามองฟ้าพลางจ้องมองไปยังเส้นสายฟ้าที่ลอยสูง จากนั้นก็มองเข้าไปในส่วนลึกของความมืดที่แม้แต่สายฟ้ายังมิอาจมอบความสว่าง
พวกมันขยับกรอบแว่นสักพักก่อนจะหัวเราะอย่างบ้าคลั่งหลังจากเวลาผ่านไป
“เจ้านั่นดูไม่เหมือนคนที่จะคิดวิธีนี้ได้…พาลีส? เข้าร่วมองค์กรชุมนุมทาโรต์กับเขาด้วยหรือ?”
เมืองเงินพิสุทธิ์ บ้านเบเกอร์
การมองเห็นของเดอร์ริคมืดลงทันใด คล้ายกับเทียนไขภายในห้องถูกเผาจนกลายเป็นขี้เถ้า
สำหรับชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดี เดอร์ริครีบสร้างแสงสว่างจากดวงตาที่คล้ายกับดวงอาทิตย์ย่อส่วน
ทันใดนั้น แสงสว่างอันริบหรี่ปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืด ตามด้วยหนอนแมลงโปร่งใสที่บิดตัวดีดดิ้นไปมา
หลอดโลหะใบเล็กที่เดอร์ริคเพิ่งได้รับพลันแตกละเอียด เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาโดยไม่แตกกลุ่ม จากนั้นก็ผสานเข้ากับจุดแสงเมื่อครู่
สองสามวินาทีถัดมา ประกายแสงเหล่านี้รวมตัวเป็นลูกบอลหนึ่งก้อนใหญ่ในลักษณะลูกบอลแสง
ลูกบอลแสงพองออกและแปรเปลี่ยนเป็นร่างกายอย่างรวดเร็ว
ร่างดังกล่าวมีใบหน้าชัดลึก บรรยากาศเย็นชาและแข็งกระด้าง สวมเสื้อขนสัตว์สีดำสนิท ถือปืนพกลูกโม่เหล็กสีดำ ไม่ใช่ใครนอกจากเกอร์มันสแปร์โรว์
ไคลน์ประสบความสำเร็จในการหลอกลวงกฎแห่งศาสตร์เร้นลับ จากนั้นคืนชีพด้วยเลือดของตัวเองที่ถูกกำหนดให้เป็นจุดคืนชีพปลอม!
โดยไม่ต้องแนะนำตัว เดอร์ริคทราบได้จากบรรยากาศแสนพิเศษ มันรู้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร หลังจากหัวใจเต้นสองระลอก เด็กหนุ่มฉีกยิ้มกว้างออกไปตามสัญชาตญาณ
มิสเตอร์เวิร์ล?
ไคลน์เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ชำเลืองไปทางเดอะซันที่ดูเหมือนจะสูงขึ้นกว่าเดิม จากนั้นก็ยกมือขึ้นกดหมวกทรงสูงตามความเคยชิน
ชายหนุ่มพยักหน้าอ่อนโยนและกล่าว
“ผมจะอยู่บนดินแดนเทพทอดทิ้งไปอีกสักพัก…แต่ตอนนี้คงต้องขอตัวก่อน ไม่อย่างนั้นอามุนด์อาจตามเข้ามาในเมืองเงินพิสุทธิ์…ถ้าในอนาคตมีโอกาส พวกเราคงได้ร่วมงานกัน”
เดอร์ริคเข้าใจคำพูดของเดอะเวิร์ลได้ทันที
“ครับ!”
ขณะไคลน์ยกมือขวาขึ้นและเตรียมดีดนิ้วเพื่อใช้กระโจนไฟ เดอร์ริคจ้องหน้าชายหนุ่มพร้อมกับชี้ไปทางห้องเก็บของ
“มิสเตอร์เวิร์ล คุณต้องการเสบียงไหม? ในนั้นมีเห็ดที่ผลิตนมได้!”
“…” ไคลน์พยายามควบคุมตัวเองมิให้กระตุกมุมปาก
“ผมไม่ดื่มนม”
ทันทีที่สิ้นเสียง มันดีดนิ้วและทำให้เปลวไฟลุกท่วมจากกระเป๋าเสื้อ จากนั้นก็ห่อหุ้มจนทั่วร่างกาย
เปลวไฟเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว เหลืองทิ้งไว้เพียงประกายไฟที่คล้ายดวงดาว ชายหนุ่มอันตรธานหายไปจากบ้านเบเกอร์โดยสมบูรณ์
นอกเมืองเงินพิสุทธิ์ ภายในป่าที่ผิดเพี้ยนไปจากปรกติ เปลวไฟลุกโชนอย่างต่อเนื่องเป็นเส้นทางยาวไปทางเหนือ
ไคลน์ลดความเร็วลงเล็กน้อยหลังจากพ้นเขตเมืองเงินพิสุทธิ์โดยสมบูรณ์ จากนั้นก็อัญเชิญภาพฉายตะเกียงจากประวัติศาสตร์
มันคิดไว้อยู่แล้วว่าแผนการคืนชีพจะดำเนินไปอย่างราบรื่น เพราะนับตั้งแต่ที่ค้นพบวิธีหลบหนี อามุนด์ก็หมดสิทธิ์เข้ามาแทรกแซง
ภายในเมืองเงินพิสุทธิ์ อามุนด์ยังมีร่างโคลนลำดับสามและสี่เหลืออยู่อีกเล็กน้อย ไคลน์จึงใช้ตาทิพย์ค้นหาพวกมันล่วงหน้าและจัดการทิ้ง
และถึงจะเผชิญหน้ากับร่างโคลนลำดับสอง ไคลน์ก็ยังมีปราสาทต้นกำเนิดที่สามารถระดมพลังระดับเทวทูต มีอำนาจเพียงพอที่ต่อกรกับร่างโคลนอามุนด์ได้ง่ายดายโดยไม่มีวันถูกโจมตี เรียกได้ว่ามั่นใจมากที่จะคว้าชัยชนะ
หากอามุนด์ตัดสินใจเลือกย้ายร่างต้นมายังเมืองเงินพิสุทธิ์ ไคลน์ก็จะคืนชีพในจุดเดิมแทน
แน่นอนว่าอามุนด์สามารถสร้างร่างโคลนลำดับหนึ่ง เพื่อดักรอในจุดเดิม ส่วนร่างต้นจะถูกส่งมายังเมืองเงินพิสุทธิ์ แต่ภายใต้กฎการอนุรักษ์ตะกอนพลัง อามุนด์จะสร้างร่างโคลนแบบนั้นได้เท่าไรกันเชียว?
อย่างมากก็ไม่เกินสอง!
แต่สำหรับไคลน์ มันสามารถแบ่งเลือดออกเป็นหลายส่วนและส่งผ่านพิธีกรรมรับมอบ ส่งไปยังแฮงแมน เฮอร์มิท เดอะสตาร์เพื่อคืนชีพได้อีกหลายตำแหน่ง ไม่มีทางที่อามุนด์จะไล่ตามได้ครบ
นี่คือแผนที่คำนึงถึงอำนาจและความสามารถของปราสาทต้นกำเนิด ไคลน์มั่นใจว่าจะสำเร็จ สิ่งเดียวที่มันกังวลคือกระสุนหลอกลวงซึ่งอาจถูกอามุนด์ตระหนักถึงล่วงหน้าและลงมือแทรกแซงสำเร็จในระดับหนึ่ง
โชคดีที่การทำนายช่วยยืนยันว่าระดับความอันตรายของแผนจะไม่สูงมาก มันจึงกล้าที่จะเสี่ยง
เฮ้อ…หนีจากอามุนด์พ้นสักที…ไคลน์ที่กำลังเดินท่ามกลางแสงสลัวจากตะเกียง รู้สึกขอบคุณตัวเองด้วยความโล่งใจจากก้นบึ้ง
แน่นอน มันทราบดีว่าตนกำลังจะถูกร่างต้นและร่างโคลนของอามุนด์ไล่ล่าไปอีกแสนนาน!
…………………………
“ทำให้อามุนด์ตกที่นั่งลำบาก?” พาลีสโซโรอาสเตอร์พ่นลมหายใจก่อนจะกล่าวต่อ “ทำแบบนั้นจะมีประโยชน์อะไร? ถ้าไม่จำเป็นก็ลืมไปเสีย”
เลียวนาร์ดพูดไม่ออกไปสักพัก จนกระทั่งผ่านไปหลายวินาที
“อย่างน้อยก็ทำให้คุณรู้สึกดี”
พาลีสยังคงหัวเราะ
“ข้าจะรู้สึกดีกว่านี้ถ้าเจ้าไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก”
โดยไม่รอให้เลียวนาร์ดตอบ เทวทูตลำดับหนึ่ง เส้นทางนักจารกรรมรายนี้กล่าวด้วยเสียงค่อนข้างชรา
“ไม่ใช่ว่าอดีตเพื่อนร่วมงานของเจ้ามียันต์หลอกลวงหรอกหรือ? ลองหาทางออกจากมันดู”
หลังจากขจัดร่างโคลนของอามุนด์ในเบ็คลันด์ไปจนหมด พาลีสได้ถ่ายทอดลวดลายและอักขระจำนวนสี่ชนิดให้ไคลน์ผ่านเลียวนาร์ด เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการสร้างยันต์หลอกลวง ยันต์ปรสิต ยันต์ช่วงชิง และยันต์ชราภาพ โดยไคลน์อาศัยความรู้ดังกล่าวและหนอนกาลเวลาเพื่อสร้างกระสุนหลอกลวง กระสุนปรสิต และกระสุนช่วงชิงอย่างละนัด ในภายหลังได้ใช้จัดการกับโจนาสโคลเกอร์ แต่เลียวนาร์ดไม่ทราบเรื่องนี้
เลียวนาร์ดพึมพำด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“ตาแก่…หมายความว่าให้ไคลน์ใช้ยันต์หลอกลวงเพื่อทำให้อามุนด์จดจำสถานที่ผิด ส่งผลให้หลบหนีสำเร็จ?”
ภายในใจ เสียงค่อนข้างชราของพาลีสตอนกลับอย่างไม่สบอารมณ์
“เจ้าคิดว่าจะใช้ยันต์หลอกลวงกับราชาเทวทูตเส้นทางนักจารกรรมได้จริงหรือ”
นั่นคงเป็นไปไม่ได้…เลียวนาร์ดหัวเราะแห้งและถามกลับ
“แล้วให้ทำยังไง?”
เสียงของพาลีสโซโรอาสเตอร์มีชีวิตชีวาขึ้นเล็กน้อย
“หลอกลวง ‘กฎ’ ที่จะต้องกลับไปยังตำแหน่งเดิมเท่านั้น!”
“หลอกลวง ‘กฎ’…ทำแบบนั้นได้ด้วยหรือ” เลียวนาร์ดถามหน้าฉงน
พาลีสหัวเราะจิกกัดพลางถอนหายใจ
“เมื่อเทียบกับการหลอกอามุนด์ การหลอกกฎนั้นง่ายกว่ามาก เพราะก้นบึ้งของโลกใบนี้เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและโกลาหล”
ประโยคดังกล่าวทำให้เลียวนาร์ดอึ้งไปสักพัก แง่หนึ่งเพราะมันตระหนักว่าตนยังอ่อนต่อโลกนัก เพิ่งรู้ว่าสามารถหลอกลวงสิ่งที่เรียกว่ากฎแห่งธรรมชาติได้ด้วย อีกแง่หนึ่ง มันคาดไม่ถึงว่าตาแก่จะประเมินให้การหลอกลวงกฎแห่งธรรมชาติ เป็นเรื่องง่ายกว่าการหลอกลวงอามุนด์
ผ่านไปราวสิบวินาที มันพูดอีกครั้ง
“วิธีนี้มีโอกาสสำเร็จมากแค่ไหน”
“ต่ำมาก…ต่ำมากๆ” พาลีสกล่าวพลางถอนหายใจ “มันเป็นแค่ยันต์หลอกลวงที่สร้างจากหนอนกาลเวลาของร่างโคลนอามุนด์ โอกาสหลอกลวงกฎแห่งธรรมชาติสำเร็จนั้นมีน้อยมาก คำแนะนำของข้าจึงเป็นการสวดวิงวอนขอความช่วยเหลือจากเดอะฟูลโดยตรง อย่าเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์อีกเลย ในการเผชิญหน้ากับอามุนด์ ยิ่งยืดเยื้อยิ่งอันตราย”
เลียวนาร์ดไตร่ตรองสักพักก่อนจะพยักหน้ารับ
“เข้าใจแล้ว ผมจะแนะนำเขาตามที่คุณบอก”
แน่นอนว่ามันไม่ลืมที่จะแนะนำวิธีใช้ยันต์ซึ่งมีโอกาสสำเร็จต่ำ
“เข้าใจก็ดีแล้ว…เฮ้อ…บังอาจรบกวนชายชราที่กำลังอ่านหนังสือพิมพ์…” พาลีสพึมพำเสียงแผ่วจนกระทั่งเลือนหายไปจากใจเลียวนาร์ด
ภายในบ้านเลขที่เจ็ด ถนนพินสเตอร์ หนังสือพิมพ์บนโต๊ะกาแฟลอยขึ้นและกางออกด้วยตัวเองหน้าโซฟา
…
ใช้ยันต์หลอกลวงเพื่อบิดเบือนกฎที่กำหนดว่าสามารถคืนชีพได้เฉพาะศพตัวเองหรือบริเวณใกล้เคียง? เหนือสายหมอกสีเทาภายในวังโบราณ ไคลน์สรุปคำพูดของพาลีสในแบบฉบับตัวเอง
ทันทีที่พูดจบ ชายหนุ่มหวนนึกถึงตะเกียงหนังสัตว์ที่ถูกจุดเป็นเวลานาน เป็นเพราะอามุนด์หลอกลวงกฎแห่งธรรมชาติและเปลี่ยนให้ตะเกียงอยู่ในสภาพพิเศษ จึงสามารถส่องแสงได้นานนับสัปดาห์โดยไม่ต้องใช้เชื้อเพลิง
ดวงตาไคลน์สว่างขึ้นพลางกระซิบ
เป็นแนวคิดที่ไม่มีทางคิดได้หากไม่ใช่เทวทูตเส้นทางนักจารกรรม…
ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสสำเร็จเสียทีเดียว!
เฉกเช่นพาลีส ไคลน์เองก็คิดว่าการหลอกลวงกฎแห่งธรรมชาติง่ายกว่าการหลอกอามุนด์
หลังจากพบความหวัง ชายหนุ่มวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทันที
แม้ว่าเราจะใช้กระสุนหลอกลวงไปแล้ว แต่ก็สามารถดึงมันออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์ได้…กว่าผลของมันจะเสื่อมลง เราก็คงคืนชีพในร่างใหม่สำเร็จไปแล้ว…
กฎแห่งธรรมชาติช่างน่าสมเพช ไม่ใช่แค่ถูกหลอกลวง แต่ยังสิ่งที่ใช้หลอกลวงก็ยังเป็นของปลอม…
ปัญหาเดียวก็คือ กระสุนอาจมีอำนาจไม่พอที่จะหลอกลวงกฎแห่งธรรมชาติ เพราะในตอนนั้นแม้แต่โจนาสก็ยังยากที่จะหลอกลวง…
ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์มองไปรอบตัวพลางผุดไอเดียบางอย่าง
นั่นคือการใช้ปราสาทต้นกำเนิด!
หลังจากควบคุมปราสาทต้นกำเนิดได้อย่างลึกซึ้ง มันสามารถระดมพลังได้ทัดเทียมกับเทวทูตลำดับสอง
และจากประสบการณ์มากมายที่ผ่านมา ไคลน์สงสัยว่าปราสาทต้นกำเนิดอาจมีอำนาจในทั้งสามเส้นทางใกล้เคียงซึ่งประกอบด้วยนักทำนาย ผู้ฝึกหัด และนักจารกรรม อีกทั้งยังสร้างแรงดึงดูดมหาศาลต่อผู้วิเศษของทั้งสามเส้นทางรวมถึงอามุนด์
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไคลน์เชื่อว่าปราสาทต้นกำเนิดมีพลังของทั้งสามเส้นทาง เพียงแต่ตนเป็นนักทำนาย จึงใช้พลังของนักทำนายได้มากเป็นพิเศษ
เมื่อมีกระสุนหลอกลวงเป็นสื่อกลาง เราน่าจะใช้พลังของปราสาทต้นกำเนิดในขอบเขตที่เกี่ยวข้องได้…ตัวเราที่เป็นนักทำนายยังเคยใช้พลังสร้างปาฏิหาริย์มาแล้ว ย่อมสมเหตุสมผลที่จะดึงพลังของเส้นทางนักจารกรรมในระดับเทวทูตออกมา… แต่ปัญหาคือต้องมีสื่อกลางที่ทรงพลังมากพอ…หากทำสำเร็จก็ไม่ต้องกลัวว่าจะหลอกลวงกฎแห่งธรรมชาติไม่ได้…คิดถึงตรงนี้ ไคลน์เริ่มวางแผนอย่างกระฉับกระเฉงและรอบคอบ
มันพุ่งเป้าไปยังกฎของศาสตร์เร้นลับและพยายามวางแผน ‘หลอกลวง’
เพื่อลดโอกาสล้มเหลว เราต้องเตรียมการเพิ่มเติม เพราะการหลอกลวงมือเปล่าคงยากที่จะประสบความสำเร็จ เว้นเสียแต่เราจะเป็นร่างต้นของอามุนด์…
นำเลือดของเราให้เดอะซันน้อยเพื่อสร้างจุดคืนชีพปลอมนอกระยะ…
จากนั้นก็ใช้กระสุนหลอกลวงเป็นตัวกระตุ้นพลังระดับเทวทูตบนปราสาทต้นกำเนิด หลอกลวงกฎเพื่อเปลี่ยนจุดคืนชีพของจริงให้ปลอม และเปลี่ยนจากของปลอมให้จริง…
รายละเอียดบรรจงถูกเพิ่มเข้าไปทีละนิด และหลังจากแผนการเป็นรูปเป็นร่าง ไคลน์อาศัยความเชื่อมโยงลึกลับที่มีต่อ ‘จุดคืนชีพเดิม’ เพื่อสังเกตสถานการณ์โดยรอบด้วย ‘ตาทิพย์’
มันพบว่าหมอกสีเทาอมเหลืองจางลงไปมาก แต่หุบเหวลึกที่ด้านล่างเป็นเชอร์โนบิลแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง
อามุนด์ที่แต่งกายด้วยหมวกปลายแหลมและแว่นตาขาเดียว ขโมยหินก้อนใหญ่มาวางไว้บนจุดที่ไคลน์เสียชีวิต ส่วนตัวเองกำลังนั่งบนก้อนหินพลางเล่นกับถุงมือหนังมนุษย์อย่างใจเย็น
มันงอนิ้วของถุงมือสลับกับยืดออก ราวกับสามารถทำเช่นนี้ได้นานนับร้อยปี
ห่างออกไปราวหนึ่งถึงสองกิโลเมตร ในส่วนลึกของสายหมอกสีเทาอมเหลือง อามุนด์สามคนในชุดคลุมจอมเวทสีดำกำลังนั่งยองข้างก้อนหินพลางเล่นไพ่โปเกอร์ที่ขโมยมาจากที่ใดสักแห่ง มีการขยับกรอบแว่นเป็นครั้งคราว
ในจุดอื่นของดินแดนอันรกร้างว่างเปล่า อามุนด์กระจายตัวออกไปทั้งตามลำพังและแบบกลุ่ม บ้างเดินเล่นผ่อนคลาย บ้างทำหน้าครุ่นคิด บ้างจับกลุ่มพูดคุยในหัวข้อสนทนาที่แตกต่าง
ท่ามกลางดินแดนอันมืดมิดและอันตราย ฉากดังกล่าวช่วยมอบชีวิตชีวาที่ขาดหายไปนาน คงจะดีกว่านี้หากชายหนุ่มทุกคนไม่ได้สวมชุดคลุมสีดำ หมวกปลายแหลม แว่นตาขาเดียว มีผมสีดำ ดวงตาสีดำ หน้าผากกว้าง และใบหน้าผอมเพรียวเหมือนกันทั้งหมด
ขณะไคลน์เตรียมสำรวจอย่างละเอียด อามุนด์ที่นั่งบนก้อนหินพลันเงยหน้าพร้อมกับจับกรอบแว่นตา แหงนมองขึ้นมาด้านบน
อามุนด์ทุกคนในดินแดนอันรกร้างพลันแหงนหน้าขึ้นมองยังจุดสูงสุดของสายหมอกสีเทาแห่งประวัติศาสตร์
ไคลน์รีบถอนสายตากลับและตัดการเชื่อมต่อ
…
ในเมืองเงินพิสุทธิ์ เดอร์ริคเบเกอร์ขึ้นไปยังยอดหอคอยทรงกลมเพื่อพบกับเจ้าเมือง โคลินอีเลียด
“ท่านเจ้าเมือง พระองค์รับปากว่าจะประทานพรแล้ว” เดอร์ริคเล่าอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา
โคลินอีเลียดเจ้าของผมสีเทาและรอยแผลเป็นเก่าบนใบหน้า เผยความโล่งใจพร้อมกับผงกศีรษะ
“ดีมาก…ดีจริงๆ”
มันทวนคำซ้ำซึ่งพบเห็นได้ไม่บ่อย
ในฐานะนักล่าปีศาจมากประสบการณ์ และในฐานะเจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ โคลินเป็นคนอดทนและไม่คิดเสี่ยงชีวิตโดยไม่จำเป็น หลังจากพบว่าเดอะฟูลขาดการติดต่ออย่างกะทันหัน มันไม่รีบหันไปพึ่งพาพระผู้สร้างแท้จริงในทันที แต่ตัดสินใจอดทนรออีกหนึ่งเดือน
สำหรับเมืองเงินพิสุทธิ์ที่รอคอยมานานกว่าสองพันปีในความมืด หนึ่งเดือนเป็นราคาที่ยอมรับได้
โดยไม่รอให้เดอร์ริคตอบ นักล่าปีศาจโคลินเดินออกจากริมหน้าต่างและกล่าวอย่างใจเย็น
“คุณกลับไปก่อน ผมต้องเตรียมพิธีกรรม”
เดอร์ริคชำเลืองเจ้าเมืองและกล่าวด้วยสีหน้าจริงใจ
“ทุกสิ่งจะต้องราบรื่นแน่!”
มันไม่มัวรีรอ รีบออกจากหอคอยและตรงกลับบ้านทันที
หลังจากจัดเตรียมพิธีกรรมใหม่และวางซากศพของหกสิ่งมีชีวิตทรงพลังไว้ตามตำแหน่งที่ถูกต้อง โคลินอีเลียดเริ่มปรุงโอสถ
เมื่อจัดการเสร็จ เจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์หลับตาลง ก้มศีรษะเล็กน้อยพร้อมกับสวดเป็นภาษาคนยักษ์
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย…ผู้ปกครองลึกลับเหนือห้วงสายหมอกสีเทา…ราชันเหลืองดำผู้ครองพลังโชคลาภ”
เหนือสายหมอก ไคลน์มองเห็นจุดแสงกำลังกระเพื่อมพร้อมกับคำสวดวิงวอนมายา
มันเสกกระดาษคนขึ้นมาและผสานเข้ากับพลังของปราสาทต้นกำเนิด จากนั้นก็โยนเข้าไปในจุดแสงสวดวิงวอนพร้อมกับทำ ‘สัญลักษณ์’ ว่าเป็นจุดแสงของเจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์
ขณะเดียวกันก็อาศัยการเชื่อมต่อเพื่อตรวจสอบสถานการณ์รอบเมืองเงินพิสุทธิ์และยอดหอคอยกลม จนกระทั่งยืนยันว่าไม่มีปรสิตของอามุนด์อยู่ใกล้กับเจ้าเมืองและเดอะซันน้อย
จังหวะนี้แหละ! ไคลน์รีบเสกเดอะเวิร์ล เกอร์มันสแปร์โรว์พร้อมกับบังคับให้ตั้งท่าวิงวอน
ขณะเดียวกัน โคลินอีเลียดมองเห็นแสงสว่าง
ท่ามกลางแสงสว่างที่ศักดิ์สิทธิ์และคมชัด เทวทูตเจ้าของปีกมายาสิบสองคู่บนแผ่นหลังเสด็จเยือนจากด้านบน ปีกแห่งแสงทยอยโอบกอดร่างของนักล่าปีศาจทีละชั้นจนกระทั่งครบสิบสอง
นี่คือพรจากเดอะฟูล
…………………………
นักบุญเร้นลับ โบทิสแห่งชุมนุมแสงเหนือ? มิสเตอร์เวิร์ลต้องการล่าเขา? ท่าทีตอบสนองแรกของฟอร์สคือตนหูฝาด เพราะเกอร์มัน·สแปร์โรว์ไม่น่าจะมีความเชื่อมโยงกับนักบุญเร้นลับได้เลย
แต่เธอเริ่มเอะใจหลังจากนึกทบทวนเกี่ยวกับหนอนกาลเวลาที่อีกฝ่ายเอ่ยถึง
เรื่องนี้ทำให้หญิงสาวค่อนข้างตื่นเต้น เพราะเธอเองก็อยากล่าโบทิสมานานแล้วเพื่อแก้แค้นให้ตระกูลของอาจารย์ แต่ไม่มีเงินจ้าง
แม้ดูเหมือนว่ามิสเตอร์เวิร์ลจะไม่ได้ออกโรงเอง แต่มาดามเฮอร์มิทก็เป็นถึงครึ่งเทพในลำดับ 4 แถมยังมีเบื้องหลังเป็นราชินีเงื่อนงำ… จัดไป! เราจะมอบความช่วยเหลืออย่างสุดกำลัง! ท่ามกลางกระแสความคิด ฟอร์สหันไปมองแคทลียาและรออีกฝ่ายตอบ
แคทลียาไตร่ตรองสักพัก
“โบทิสน่าจะเป็นนักบุญของเส้นทางผู้ฝึกหัด การปิดบัญชีเขาไม่ใช่เรื่องง่าย… ยิ่งไปกว่านั้น เบื้องหลังของเขายังมีกุหลาบไถ่บาปและพรจากพระผู้สร้างแท้จริง ด้วยระดับปัจจุบันของฉัน การล่าอีกฝ่ายตามลำพังคงยากที่จะประสบความสำเร็จ”
“คุณสามารถขอความช่วยเหลือจากราชินีเงื่อนงำได้ และทางผมเองก็จะจัดหาคนคอยช่วยเหลือ” ไคลน์บังคับเกอร์มัน·สแปร์โรว์ตอบเสียงต่ำ “รางวัลตอบแทนคือการที่คุณจะได้สิทธิ์เลือกผลการเก็บเกี่ยวก่อนใคร รวมถึงความรู้เชิงศาสตร์เร้นลับที่จะช่วยให้คุณย่อยโอสถเสร็จสมบูรณ์ภายในปีนี้”
ตอนนี้ก็เดือนธันวาคมแล้ว… หัวใจแคทลียาเริ่มเต้นแรง จากนั้นก็มอบคำตอบ
“ฉันจะพยายามอย่างสุดฝีมือ แต่ไม่ขอรับประกันผลลัพธ์”
ไม่ว่าภารกิจล่านักบุญเร้นลับจะยากลำบากสักเพียงใด แต่นั่นก็ไม่ทุกข์ทรมานเท่ากับการยอมให้ปราชญ์เร้นลับอัดฉีดความรู้ใส่สมองโดยตรง นอกจากนั้นยังมีโอกาสที่จะได้รับความรู้ซึ่งไม่ช่วยย่อยโอสถเช่นสมการทางคณิตศาสตร์ วิศวกรรม และวรรณกรรม
“ไม่มีปัญหา ขอเพียงคุณลงมือทำอย่างเต็มที่ ถึงแม้ในท้ายที่สุดจะล้มเหลว แต่ผมก็ยังจะมอบความรู้เชิงศาสตร์เร้นลับให้” เดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์พยักหน้ารับ
ในเวลาเดียวกัน เมจิกเชี่ยน ฟอร์ส อดไม่ได้ที่จะโพล่งขึ้น
“มิสเตอร์เวิร์ล มาดามเฮอร์มิท ดิฉันเข้าร่วมภารกิจด้วยได้ไหม? อาจพอทำประโยชน์ได้บ้าง”
ถึงเธอไม่บอก ฉันก็จะไปลากคอมาร่วมอยู่แล้ว… เดอะฟูล ไคลน์หัวเราะในใจด้วยความขบขัน จากนั้นก็บังคับเดอะเวิร์ลตัวปลอมพยักหน้า
“ผมสำรองที่ให้คุณมาตั้งแต่แรกแล้ว”
เมจิกเชี่ยน ฟอร์สไม่ประหลาดใจสักเท่าไร เพียงถามด้วยความอยากรู้
“ฉันต้องทำอะไรบ้าง?”
เกอร์มัน·สแปร์โรว์ตอบเสียงเย็นเยียบ
“เป็นเหยื่อล่อ”
“…” ฟอร์สอ้าปากค้างแต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอด เธอเริ่มเอะใจว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น
เดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์กล่าวต่อ
“แต่ไม่ต้องห่วง คุณจะได้สิทธิ์ในการเลือกผลการเก็บเกี่ยว เป็นรองแค่มาดามเฮอร์มิท… นอกจากนั้นผมจะช่วยคุณบันทึกพลังท่องเที่ยวจนกว่าภารกิจจะเริ่มขึ้น”
ฟอร์สมิได้คาดหวังของรางวัล เพราะรางวัลที่ดีที่สุดคือการที่โบทิสถูกฆ่า – อาจารย์ของเธอจะต้องตกรางวัลอย่างงามเพื่อตอบแทนการแก้แค้นในวันนี้แน่นอน ฟอร์สพยักหน้าโดยไม่ลังเล
“ตกลง”
เดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์หันเหความสนใจไปหามิสจัสติส
“โอสถนักท่องฝันย่อยไปถึงไหนแล้ว”
ต้องขอบคุณการสำรวจ ‘การเดินทางของกรอซาย’ และการสวมบทบาทอย่างขยันขันแข็งของเธอในระยะหลัง จัสติส ออเดรย์จึงย่อยโอสถด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง เธอกลอกตาครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวออกมา
“ดิฉันระบุกฎสำคัญได้ครบแล้ว อีกสองสามเดือนก็น่าจะย่อยเสร็จสมบูรณ์”
ยังค่อนข้างช้า… ไคลน์พึมพำก่อนจะสั่งให้เกอร์มัน·สแปร์โรว์พูด
“พยายามหาโอกาสสวมบทบาทให้มากขึ้น… ถ้าคุณสามารถย่อยโอสถได้ก่อนที่มาดามเฮอร์มิทจะเริ่มปฏิบัติการล่าโบทิส ผสมสามารถยกตะกอนพลังของเฮอร์วิน·แรมบิสให้คุณเป็นค่าจ้างล่วงหน้า”
ไคลน์เชื่อว่าตนจะต้องอยู่ในดินแดนเทพทอดทิ้งไปอีกพักใหญ่ ดังนั้นการแทรกแซงโลกภายนอกส่วนใหญ่จึงเป็นหน้าที่สมาชิกชุมนุมทาโรต์ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสในการพัฒนาฝีมือของทุกคน
นอกจากนั้น นี่ไม่ใช่การให้เปล่า การล่านักบุญเร้นลับโบทิสมีระดับความยากสูงตามที่มาดามเฮอร์มิทอธิบาย
“ตกลงค่ะ!” จัสติส ออเดรย์กังวลมาตลอดว่าเธอจะไม่มีคะแนนผลงานเพียงพอที่จะแลกตะกอนพลังเฮอร์วิน·แรมบิส จึงตอบตกลงโดยไม่ลังเลหลังจากได้ยินข้อเสนอ
ในสายตาหญิงสาว สมาชิกของชุมนุมแสงเหนือล้วนเป็นพวกอาชญากรสติไม่สมประกอบ การจะฆ่าพวกมันไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลปลอบใจ!
นอกจากนั้น ออเดรย์กังวลมาตลอดว่าตนยังมีประสบการณ์การต่อสู้จริงไม่มากพอ ดังนั้นแม้ภารกิจนี้จะอันตราย แต่ก็คุ้มค่าที่จะลองเสี่ยง
เกอร์มัน·สแปร์โรว์ใจกว้างมาก… ช่วยมอบความรู้ที่ทำให้ผู้วิเศษลำดับ 4 ย่อยโอสถได้ในพริบตา แถมยังมอบตะกอนพลังของครึ่งเทพลำดับ 4 ทั้งก้อนให้อย่างง่ายดาย… ฟังดูไม่น่าจะเป็นรางวัลตอบแทนสำหรับหนอนดวงดาวซึ่งน่าจะเป็นแค่วัตถุดิบเสริม… หรือว่านี่คือเจตจำนงของมิสเตอร์ฟูลที่ต้องการให้ทุกคนพัฒนาตัวเอง จะได้เป็นผลดีกับพระองค์ในระยะยาว? แฮงแมน อัลเจอร์ที่นั่งฟังการแลกเปลี่ยนระหว่างเดอะเวิร์ลและมาดามเฮอร์มิท พยายามคิดหาเหตุผลมารองรับ
สิ่งนี้ยิ่งทำให้มันหงุดหงิดตัวเอง อัลเจอร์เชื่อว่าถ้าตนศรัทธาในพระองค์มากกว่านี้และไม่ริอ่าน ‘ทดสอบ’ พระองค์ ตนคงได้เป็นหนึ่งในสมาชิกที่ถูกมอบหมายภารกิจและได้รับผลตอบแทนที่ช่วยเปิดประตูครึ่งเทพ
ขณะเดียวกัน จัสติส ออเดรย์ชำเลืองไปทางเมจิกเชี่ยนพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ดิฉันหวังว่าตระกูลอับราฮัมจะหาหนอนดวงดาวมาไม่ได้”
“เห็นด้วย” ฟอร์สพยักหน้าขึงขังด้วยความคิดแบบเดียวกัน
เมื่อเห็นว่าเดอะเวิร์ลหมดเรื่องกล่าว แคทลียาครุ่นคิดสักพักก่อนจะหันไปทางจัดจ์เมนต์ ซิลและพูด
“คุณอยากเข้าร่วมภารกิจไหม? คอยสืบข่าวและรวบรวมข้อมูลอยู่วงนอก ฉันประทับใจความสามารถด้านนี้ของคุณมาก”
แม้จะไม่ได้รับคำเชิญจากมาดามเฮอร์มิท แต่ซิลก็คิดที่จะช่วยเหลือเพื่อนสนิทอยู่แล้ว จึงพยักหน้าตอบรับแผ่วเบา
“ไม่มีปัญหาถ้าเป้าหมายของภารกิจอยู่ในเบ็คลันด์ แต่เป็นที่อื่น ฉันคงแสดงฝีมือได้ไม่มาก”
โอสถ ‘เจ้าพนักงาน’ และ ‘ขอบเขตรับผิดชอบ’ คือของคู่กัน ยิ่งคุ้นเคยกับถิ่นของตัวเองมากเพียงใดก็ยิ่งแสดงฝีมือได้ยอดเยี่ยม แต่ถ้าต้องทำงานนอกขอบเขต พลังวิเศษบางชนิดจะกลายเป็นสิ่งไร้ค่า
“คุณจะได้สิทธิ์ลำดับสามในการเลือกผลการเก็บเกี่ยว” แคทลียาหันไปมองเดอะสตาร์ เลียวนาร์ดต่อทันที “หากเป็นไปได้… ดิฉันอยากให้คุณนำหน่วยพิเศษของ ‘ทางการ’ ปรากฏตัวในเวลาที่เหมาะสม”
เดอะสตาร์เลียวนาร์ดหัวเราะ
“ภาวนาให้คุณไม่ต้องไปถึงจุดนั้น… รางวัลของผมคือการเลือกผลการเก็บเกี่ยวเช่นกัน”
…ถ้าไม่ใช่เพราะนักกวีเพื่อนรักของเราถูกชักชวนในวินาทีสุดท้าย ภารกิจล่านักบุญเร้นลับ โบทิส จะกลายเป็นหน่วยวีรสตรีแห่งชุมนุมทาโรต์ไปทันที… เดอะฟูล ไคลน์พึมพำในใจก่อนจะบังคับให้เดอะเวิร์ลสรุปรายละเอียดอีกครั้งและรอคอยคำตอบจากตระกูลบราฮัม
ถัดมา แฮงแมน อัลเจอร์ และเดอะซัน เดอร์ริคบรรลุข้อตกลงในการยืมไม้กางเขนเจิดจรัส
ทันทีที่เข้าสู่ช่วงเวลาแลกเปลี่ยนข้อมูลอิสระ เดอะมูน เอ็มลินอดใจไม่ไหวอีกต่อไป รีบหันไปทางตำแหน่งประธานและกล่าว
“เรียนมิสเตอร์ฟูล ช่วยบอกใบ้สักนิดได้หรือไม่ว่าข้าจะหลุดพ้นจากภาวะถูกกักกันนี้ได้อย่างไร”
เดอะฟูล ไคลน์ที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกสีเทา พยักหน้าแผ่วเบาและตอบเสียงเรียบ
“ภายในสัปดาห์นี้”
มันตอบอย่างมั่นใจ แต่ไม่ใช่เพราะมองเห็นอนาคต หากแต่เป็นการวิเคราะห์สถานการณ์
พิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ฟุซัคและอินทิสกำลังโจมตีโลเอ็น ส่วนเฟเนพ็อตโจมตีพันธมิตรของโลเอ็นอย่างลุนเบิร์ก มาซิน และเซกัล บรรดาสามโบสถ์หลักย่อมไม่ต้องการเผชิญปัญหาที่แวมไพร์อาจก่อขึ้น เอ็มลินถึงควรถูกปล่อยตัวในอนาคตอันใกล้ แต่กับหลวงพ่อยูทรอฟสกี้นั้นอีกเรื่องหนึ่ง
ในทำนองเดียวกัน เผ่าพันธุ์ผีดูดเลือดเองก็คงต้องการจดจ่ออยู่กับสงครามโลก จึงไม่อยากเสียเวลาแบ่งกำลังคนมาคอย ‘ทดสอบ’ ว่าพวกพ้องของเอ็มลินมีใครบ้าง
นอกจากนั้น ตลอดสองสามวันที่ผ่านมา บุคคลที่สวดวิงวอนถึงเดอะฟูลอย่างไม่สมเหตุสมผลที่สุด หากไม่นับมิสซิลก็คือเอ็มลิน·ไวท์ ไคลน์สงสัยว่าการที่เอ็มลินถูกขังไว้ในประตูยานิสของวิหารนักบุญแซมมวล อาจทำไปเพื่อให้เทพธิดาสร้างอิทธิพลกับเอ็มลินได้ง่ายขึ้น และเมื่อเรื่องราวจบลงแล้วก็คงไม่มีเหตุผลที่เอ็มลินจะอยู่ต่อ
ผนวกทั้งสามปัจจัยเข้าด้วยกัน เอ็มลินจึงน่าจะมีกำหนดถูกปล่อยตัวในอนาคตอันใกล้
ข้อยกเว้นเดียวก็คือ ทุกคนหลงลืมว่าเอ็มลินถูกขังอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์รัตติกาลหรือตระกูลผีดูดเลือด บางทีพวกมันอาจมัวแต่สนใจสงครามภายนอกจนลืมปล่อยตัวเอ็มลิน ถ้าเรื่องราวดำเนินไปถึงจุดนั้น ไคลน์ก็จะขอร้องให้เลียวนาร์ดช่วยดำเนินการ
เดอะมูน เอ็มลินถอนหายใจก่อนจะขอบคุณเดอะฟูลจากก้นบึ้ง
ในช่วงสุดท้ายของการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิสระ เดอะเวิร์ลจ้องไปทางมิสเตอร์แฮงแมน
“คุณบอกว่าตอนนี้อยู่ในป่าดิบชื้นบนเกาะโซเนีย?”
“ใช่” แฮงแมน อัลเจอร์ตอบด้วยสีหน้าฉงน
เกอร์มัน·สแปร์โรว์ครุ่นคิดเล็กน้อย
“บางทีคุณควรลองมองหาโบราณสถานของเอลฟ์ ภายในนั้นอาจมีผลประโยชน์ที่คาดไม่ถึง”
แฮงแมน อัลเจอร์ฉุกคิดถึง ‘หนังสือแห่งภัยธรรมชาติ’ ขึ้นมาได้ทันที หลังจากนึกทบทวนฉากที่เคยเห็นในความฝัน มันพยักหน้ารับ
“ตกลง”
หลังจากแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอีกสักพัก ชุมนุมทาโรต์ดำเนินมาถึงจุดจบ จัสติส ออเดรย์และคนที่เหลือลุกขึ้นทำความเคารพก่อนจะถูกส่งออกจากมิติเหนือสายหมอกสีเทา
…
หลังจากจิตถูกส่งกลับมายังร่างหลัก เลียวนาร์ดหรี่เสียงลงเพื่อเล่าความยากลำบากของไคลน์และปิดท้ายด้วยคำถาม
“ตาแก่… คุณมีคำแนะนำอะไรบ้างไหม”
“คำแนะนำของข้า? ขอให้เดอะฟูลช่วย” พาลีส·โซโรอาสเตอร์ตอบโดยไม่ลังเล
“…” เลียวนาร์ดกระแอมแห้งทันที
“คุณไม่อยากใช้โอกาสนี้ทำให้อามุนด์ต้องตกที่นั่งลำบากหรือ?”
……………………………………
เป็นคำถามที่ดี…เดอะฟูล ไคลน์แอบปรบมือในใจ จากนั้นก็อธิบายเหมือนกับที่วิญญาณมารเทวทูตสีชาดเคยนำ
“เทพทั้งเจ็ดตนหวังให้มีการถือกำเนิดของจักรพรรดิมืด แต่ด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่าง…เมื่อจอร์จที่สามแอบเตรียมการอย่างลับ ๆ จนมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเลื่อนลำดับ เทพทั้งเจ็ดต้องยินยอมโดยไม่สนใจว่าจะชื่นชอบจอร์จที่สามหรือไม่”
อย่างนี้นี่เอง…ยกเว้นเดอะมูน เอ็มลิน และเดอะซัน เดอร์ริคที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ สมาชิกที่เหลือของชุมนุมทาโรต์ต่างเข้าใจได้ทันที เนื่องจากท่าทีของโบสถ์ที่ตนศรัทธาค่อนข้างแปลกประหลาดไม่ว่าจะในโศกนาฏกรรมมหาหมอกควัน กองเรือเหาะของฟุซัคทิ้งระเบิด และการลอบสังหารจอร์จที่สาม
ทันใดนั้นทุกคนผุดคำถาม
ในเมื่อจอร์จที่สามแอบเตรียมการอย่างลับ ๆ จนเข้าสู่ก้าวสุดท้ายของการเถลิงบัลลังก์เทพ แถมยังได้รับอนุญาตโดยนัยจากเทพจารีตทั้งเจ็ด เหตุใดจอร์จที่สามยังล้มเหลว?
คำตอบผุดขึ้นตามมาทันที
นั่นเพราะมิสเตอร์ฟูลไม่อนุญาต
อา…เกี่ยวกับเรื่องที่มิสเตอร์ฟูลพยายามขัดขวางพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพ เหล่าเจ็ดเทพจารีตคงไม่มีใครคิดห้ามมิสเตอร์ฟูล และบางทีอาจคอยสนับสนุนบริวารของท่านด้วยซ้ำ…โบสถ์วายุสลาตันแอบฉวยโอกาสทำอะไรในความวุ่นวายนี้หรือไม่? คงไม่…พวกเขาไม่น่าจะแอบกระทำบางสิ่งได้แนบเนียนขนาดนี้…เลียวนาร์ดนึกทบทวนรายละเอียดและเริ่มเข้าใจอย่างถ่องแท้
เจ็ดเทพจารีตยอมรับโดยนัย…แต่มิสเตอร์ฟูลโหวตคัดค้านและแอบส่งข้ารับใช้อย่างเดอะเวิร์ลมาทำลายพิธีกรรม…แล้วเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับองค์ราชินียังไง? ทำไมท่านถึงทราบว่าเกอร์มันสแปร์โรว์หายตัวไป? หืม…จักรพรรดิมืด…ราชินีเงื่อนงำอาจเข้าร่วมแผนการของมิสเตอร์ฟูล และในภายหลังตระหนักถึงการหายตัวไปของผู้ร่วมงาน…เฮอร์มิท แคทลียาอาศัยความรู้อันมากมายของตนเพื่อคาดเดา
ถึงตรงนี้ เดอะมูน เอ็มลินเริ่มจับต้นชนปลายในสิ่งที่ตนได้ยินและพอจะเข้าในสถานการณ์อย่างคร่าวขณะที่ตนถูกคุมขัง
จอร์จที่สามแอบวางแผนเถลิงบัลลังก์เทพและได้รับการยินยอมโดยนัยจากเทพทั้งเจ็ด แต่มิสเตอร์ฟูลคัดคาดและส่งข้ารับใช้ไปทำลายพิธีกรรมจนอีกฝ่ายร่วงหล่นคาที่!
เมื่อเห็นว่าทุกคนเงียบไปสักพัก เดอะฟูล ไคลน์มองไปทางเฮอร์มิท แคทลียาและกล่าว
“ยังมีคำถามอีกไหม”
“วันนี้หมดแล้วค่ะ” แคทลียาก้มศีรษะต่ำยิ่งกว่าเดิม เธอทวีความยำเกรงในตัวบุคคลบนเก้าอี้สุดขอบโต๊ะทองแดงยาวรายนี้
แม้เธอจะทราบว่ามิสเตอร์ฟูลมีเทวทูตที่แข็งแกร่งสามตนอย่างอสรพิษแห่งชะตา กงสุลมรณะ และมารบรรพกาลคอยรับใช้ แถมยังแอบชักใยอยู่เบื้องหลังโรงเรียนชีวิต แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่คาดคิดว่ามิสเตอร์ฟูลจะมีอำนาจในการทำลายพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพบนโลกความจริง รวมถึงวางกับดักล่ออามุนด์ซึ่งเป็นราชาเทวทูตและบุตรแห่งพระผู้สร้าง
ขุมพลังเบื้องหลังมิสเตอร์ฟูลน่าสะพรึงกว่าที่เราคิดไว้มาก…สมาชิกชุมนุมทาโรต์มีค่าแบบใดในสายตาท่าน? กองทัพลับ? กลุ่มที่มีศักยภาพในการพัฒนา? หรือเป็นเพียงแผนสำรอง? เฮอร์มิท แคทลียากำลังเค้นสมองคิดอย่างหนัก จนหลงลืมไปชั่วขณะว่า ตัวเธอที่เป็นถึงครึ่งเทพลำดับสี่ ไม่ว่าจะสังกัดองค์กรลับใดก็ล้วนต้องได้รับตำแหน่งสำคัญ
สิ่งที่มิสเตอร์ฟูลกระทำลงไป มีอิทธิพลมากพอที่จะสั่นคลอนความมั่นใจของตัวตนระดับนักบุญ…ออเดรย์ซึ่งสำรวจภาษากายของมาดามเฮอร์มิทมาสักพัก เข้าใจสภาพจิตใจของอีกฝ่ายได้ทันที
ขณะเดียวกัน เดอะฟูล ไคลน์ผงกศีรษะ
“เชิญ”
ได้ยินเช่นนั้น เดอะสตาร์ เลียวนาร์ดรีบหันไปทางสุดขอบโต๊ะทองแดงยาวและกล่าวกับเดอะเวิร์ล
“สถานการณ์ของคุณเป็นยังไงบ้าง?”
สำหรับจัดจ์เมนต์ ซิล จัสติสออเดรย์ และคนที่เหลือต่างก็เป็นกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ของเดอะฟูล เกอร์มันสแปร์โรว์
ตามความเห็นของพวกมัน เดอะเวิร์ลคือตัวกลางที่คั่นกลางระหว่างเดอะฟูลกับเทวทูตกาลเวลา สถานการณ์ย่อมไม่สู้ดีนัก การยังมีชีวิตอยู่จึงถือว่าโชคดีมากแล้ว
เมื่อสัมผัสถึงสายตาเป็นกังวลจากหลายฝ่าย ไคลน์บังคับให้เดอะเวิร์ลที่เป็นเพียงร่างจำลอง พยักหน้าพลางยิ้ม
“ไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ได้ดีนัก…ต้องขอบคุณมิสเตอร์ฟูลที่ช่วยให้ผมเข้าถึงความลับของอามุนด์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังสลัดอีกฝ่ายไม่หลุด”
โดยไม่รอการตอบสนองจากคนอื่น มันพูดกับตัวเอง
“ปัจจุบันผมกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก…ผมอาศัยพลังของมิสเตอร์ฟูลในการเข้าสู่สถานะพิเศษและหลบหนีจากสายตาขออามุนด์เป็นการชั่วคราว แต่ถ้าสถานะนี้หมดลงและต้องกลับสู่ความเป็นจริง ผมจะโผล่ในจุดใกล้กับตำแหน่งเดิมซึ่งแถวนั้นมีอามุนด์รออยู่…ปัจจุบันผมกำลังหาทางออก ไม่ทราบว่าใครพอจะมีแนวคิดดี ๆ บ้างไหม”
ความนัยที่แฝงมากับคำพูดเกอร์มันสแปร์โรว์นั้นชัดเจน มันต้องการพึ่งพาตัวเองก่อนที่จะขอความช่วยเหลือจากเดอะฟูลเป็นที่พึ่งสุดท้าย
และความหมายที่แท้จริงก็มิได้เปลี่ยนไปมากนัก: ก่อนอื่นก็หยั่งเชิงว่ามีวิธีหลบหนีอามุนด์หรือไม่ หากไม่มีก็จะพิจารณาการดำรงชีวิตในฐานะวิญญาณเร่ร่อน
แนวคิด? แฮงแมนและคนที่เหลือรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย เพราะคำแนะนำของพวกตนกำลังจะถูกนำไปใช้กับราชาเทวทูต
หากถูกนำไปใช้และดันได้ผลจริง พวกมันสามารถโอ้อวดเรื่องนี้ได้ชั่วชีวิต!
จัสติส ออเดรย์กำลังจะกล่าวบางสิ่งด้วยความตื่นเต้น แต่ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจกลืนคำพูดลงคอเมื่อตระหนักว่า ตนไม่สามารถให้คำแนะนำส่งเดช ไม่อย่างนั้นอาจนำพาเดอะเวิร์ลไปสู่ความตาย หรือไม่ก็ทำให้อีกฝ่ายถูกอามุนด์จับกุม
จัดจ์เมนต์ ซิล เค้นสมองคิดอย่างหนักและพบว่าตนไม่มีวิธีการใดในหัวเลย จึงเลือกที่จะทำเป็นผู้ฟัง
“ต้องโผล่ในตำแหน่งเดิมทุกครั้งเลยหรือ? มีเลือดหรือเส้นผมถูกเก็บไว้ที่อื่นไหม?” แฮงแมน อัลเจอร์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะตั้งคำถาม
ไคลน์ครุ่นคิดสักพักก่อนจะบังคับเดอะเวิร์ลส่ายหน้า
“ไม่มี”
เมื่อเทียบกับร่างหลัก ลำพังเลือดในหลอดโลหะยังน้อยเกินไปมาก
คิดถึงตรงนี้ ไคลน์ผุดแนวคิดใหม่
บางทีมันอาจอาศัยเลือดสักสองหลอดเป็นวัตถุดิบ จากนั้นก็นำไปผนวกกับเทคนิคอื่นและพลังเสริมแกร่งชีวิตเพื่อสร้างเป็นร่างกายใหม่!
แต่วิธีนี้มีสองปัญหา หนึ่งคือ จำเป็นต้องใช้ร่างวิญญาณในพิธีกรรมเสริมแกร่งชีวิต ไม่อย่างนั้นร่างกายที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่ของเราโดยแท้จริง…และสอง เราไม่รู้จักครึ่งเทพที่สามารถใช้พลังเสริมแกร่งชีวิตแม้แต่คนเดียว ใกล้เคียงที่สุดคือแฟรงค์ลี…เราคงไม่ได้กลายเป็นมนุษย์เห็ดหรอกใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้นก็ขออยู่ในสถานะวิญญาณเร่ร่อนดีกว่า…คิดถึงตรงนี้ ร่างกายไคลน์เกือบจะสั่นระริก
หลังจากแนวคิดของแฮงแมนถูกปัดตก เฮอร์มิท แคทลียาอาศัยความรู้ขอบเธอเพื่อสอบถาม
“คุณมีสมบัติปิดผนึกที่เที่ยวเท่าลำดับสามบ้างไหม?”
“ถามไปทำไม” เกอร์มันสแปร์โรว์ถามกลับ
“สมบัติปิดผนึกลำดับสาม สามารถตอบสนองต่อคำวิงวอนได้เป็นระยะทางหนึ่ง คุณอาจใช้ประโยชน์จากมัน” แคทลียาอธิบาย
ไคลน์พอจะเข้าใจแนวคิดของมาดามเฮอร์มิท
“คุณกำลังหมายถึง…เสด็จเยือน?”
“ถูกต้อง ให้ใครสักคนประกอบพิธีกรรมเสด็จเยือนจากสุดระยะ จากนั้นก็ตอบสนองในสภาวะพิเศษ” เฮอร์มิท แคทลียาชำเลืองไปทางเดอะซันเล็กน้อยก่อนจะเตรียมอธิบายเพิ่มเติม แต่ทันใดนั้นก็เว้นวรรคและตั้งคำถาม “คุณมีสมบัติปิดผนึกลำดับสามอยู่จริง?”
เดิมทีเธอต้องการเสนอแนะให้อีกฝ่ายหยิบยืมจากมิสเตอร์ฟูล
“ตัวผมอยู่ในลำดับสามแล้ว” ไคลน์บังคับเดอะเวิร์ลตอบห้วน
“…” สมาชิกชุมนุมทาโรต์ต่างพากันปิดปากเงียบ ทุกคนพูดไม่ออกเป็นเวลานาน
พวกมันทราบดีว่าเดอะเวิร์ลเลื่อนเป็นครึ่งเทพลำดับสี่ ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน
และตอนนี้เพิ่งจะเดือนธันวาคมของปีเดียวกัน!
ราชินีเคยกล่าวไว้ว่า การใช้เลือดของอสรพิษแห่งชะตาในการเลื่อนลำดับเป็นปราชญ์พิศวงจะช่วยให้เราพัฒนาเป็นลำดับสาม ได้ง่ายกว่าคนอื่น…นอกจากนั้นชุมนุมทาโรต์ยังมอบความรู้ให้เรามากมายจนย่อยโอสถได้รวดเร็ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งปีกว่าจะมีโอกาสได้ทดสอบเลื่อนเป็นลำดับสามผู้หยั่งรู้…แคทลียามองไปรอบตัวและพบว่าทุกคนต่างอยู่ในอาการแบบเดียวกับเธอ
เธอถอนหายใจแผ่วเบาและกล่าว
“คุณคิดว่าวิธีของฉันจะได้ผลไหม?”
เดอะเวิร์ล เกอร์มันสแปร์โรว์ส่ายหน้า
“ในสถานะพิเศษดังกล่าว ตัวผมมีข้อจำกัดในการตอบสนอง”
หากมันตอบสนองต่อพิธีกรรมเสด็จเยือน นั่นหมายความว่าชีวิตในฐานะวิญญาณเร่ร่อนจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
บางทีเราอาจรวมทั้งสองวิธีเข้าด้วยกัน…อาจมีสักชื่อหนึ่งที่ช่วยให้เราหลบหนีออกจากดินแดนเทพทอดทิ้งสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเดอะฟูล เทพสมุทร หรือผู้พิทักษ์ละครและมายากลแห่งเบ็คลันด์…แต่ยังไม่ต้องรีบร้อน วิธีนี้ง่ายต่อการทำให้ความลับรั่วไหล…เดอะฟูล ไคลน์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะหันไปพูดกับเดอะสตาร์ เลียวนาร์ด
เลียวนาร์ดเข้าใจความหมายทันที จึงอืมในลำคอและกล่าว
“ถ้ากลับไปแล้วผมจะช่วยค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม”
แน่นอนว่านั่นคือการสอบถามจากชายชราพาลีส อีกฝ่ายเป็นถึงเทวทูตที่รู้จักอามุนด์ทุกซอกมุม อาจมีวิธีพิสดารที่คนทั่วไปคิดไม่ออก
นั่นคือคำตอบที่ไคลน์ต้องการ ชายหนุ่มบังคับให้เดอะเวิร์ลเปล่งเสียง
“ดี”
หลังจากหัวข้อเกี่ยวกับการหลบหนีของเดอะเวิร์ล เกอร์มันสแปร์โรว์สิ้นสุดลง ไคลน์หันไปทางเมจิกเชี่ยน ฟอร์ส
“ช่วยผมถามหาหนอนดวงดาวที่ยังไม่สูญเสียพลังวิญญาณจากตระกูลอับราฮัม…และถ้าพวกเขามีจะแลกเปลี่ยนด้วยสิ่งใด”
หนอนดวงดาวเป็นวัตถุดิบวิญญาณระดับสูงชนิดหนึ่ง โดยมากแล้วปราศจากเศษเสี้ยวตะกอนพลัง มวลพลังวิญญาณจึงเสื่อมถอยลงทุกวินาที เป็นเรื่องยากที่จะเก็บไว้ได้นานโดยไม่ผ่านขั้นตอนพิเศษ
“หนอนดวงดาว…” เมจิกเชี่ยน ฟอร์สผงะเล็กน้อยก่อนจะรีบพยักหน้า
“ได้ค่ะ”
หลังจากได้รับคำตอบ ไคลน์บังคับเดอะเวิร์ลมองไปทางเฮอร์มิท แคทลียา
“ถ้ามิสเมจิกเชี่ยนหาหนอนดวงดาวจากตระกูลอับราฮัมไม่ได้ ผมจะมอบหมายภารกิจหนึ่งให้คุณ”
“ภารกิจ?” แคทลียาถามอย่างสนใจ
เดอะเวิร์ล เกอร์มันสแปร์โรว์แสยะยิ้ม
“ล่านักบุญเร้นลับ โบทิส แห่งชุมนุมแสงเหนือ”
…………………………
ไคลน์จ้องไปยังแผ่นหนังด้านหน้าเป็นเวลานานโดยไม่เคลื่อนไหว
ผ่านไปสักพัก มันใช้มือเคาะขอบโต๊ะทองแดงยาวอย่างอ่อนโยน ส่งผลให้วัตถุทั้งหมดเลือนหายไป
ชายหนุ่มเสกนาฬิกาพกทองคำออกมาเปิดฝา จากนั้นก็ส่งข้อความไปเตือนให้เดอะซันน้อยเตรียมเข้าประชุม
หลังจากหัวใจเต้นราวหนึ่งพันครั้ง ลำแสงสีแดงสว่างขึ้นสองฝั่งโต๊ะทองแดงยาว ก่อตัวเป็นร่างคนบนเก้าอี้พนักสูงเรียงราย
สายตาของสมาชิกทุกคนทอดไปยังร่างของบุคคลในตำแหน่งประทานหลังม่านหมอกสีเทาทันที
เมื่อเห็นว่ามิสเตอร์ฟูลมิได้สวมแว่นตาขาเดียว เดอะสตาร์ เลียวนาร์ดถอนหายใจยาวด้วยความผ่อนคลาย จากนั้นก็หันไปมองยังสุดขอบโต๊ะทองแดงยาวอีกฝั่งเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ของเดอะเวิร์ล เกอร์มันสแปร์โรว์
ในทำนองเดียวกับ เฮอร์มิท แคทลียา จัสติส ออเดรย์ เมจิกเชี่ยน ฟอร์ส ต่างหันไปทางเดอะเวิร์ลเมื่อยืนยันว่าเดอะฟูลปรกติดี
คนหนึ่งทราบว่าเดอะเวิร์ลตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายและทำได้เพียงรอคอยความช่วยเหลือจากเดอะฟูล คนหนึ่งติดต่อไม่ได้เป็นเวลาสองวันและสงสัยว่าเกอร์มันสแปร์โรว์อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของจอร์จที่สาม ส่วนคนสุดท้ายทราบว่าเดอะเวิร์ลต้องเข้าไปพัวพันกับแผนการของจอร์จที่สามและกังวลว่าจะได้รับบาดเจ็บสาหัส
เมื่อพบว่าเดอะเวิร์ล เกอร์มันสแปร์โรว์ยังไม่บุบสลายและไม่มีอาการผิดปรกติ จัสติส ออเดรย์ถอนสายตากลับ จับชายกระโปรงมายาและหันไปทำความเคารพตำแหน่งประธาน
“ทิวาสวัสดิ์ค่ะ มิสเตอร์ฟูล~”
แม้ว่าสถานการณ์รอบโลกจะกำลังโกลาหล แต่การที่ชุมนุมทาโรต์ยังรักษาสถานะเดิมไว้ได้ ทำให้ออเดรย์อารมณ์ดีขึ้นมาก
เมื่อสมาชิกชุมนุมทาโรต์ทำความเคารพตามมิสจัสติส เดอะฟูล ไคลน์พยักหน้าแผ่วเบาพลางโบกมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนนั่ง
จากนั้นก็มองไปรอบตัวพร้อมกับหัวเราะในลำคอ
“ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะกังวลเรื่องที่ชุมนุมทาโรต์ในวันนี้จะถูกจัดตามปรกติหรือไม่”
ได้ยินคำถามดังกล่าว แฮงแมน อัลเจอร์พลันใจเต้นแรงราวกับได้ยินเสียงหัวใจจากข้างใบหู
มันเชื่อโดยไม่เคลือบแคลงว่ามิสเตอร์ฟูลหมายถึงตน และเตรียมจะมอบบทลงโทษที่นุ่มนวล
กล่าวอีกนัยหนึ่ง พระองค์กำลังเปิดโอกาสให้สารภาพ
อัลเจอร์ก้มหน้าพร้อมกับเปล่งเสียงสั่นเครือ
“เป็นเพราะพวกเรายังศรัทธาไม่มากพอ จึงคิดฟุ้งซ่านไม่เป็นเรื่อง”
อึก…ทำไมมิสเตอร์แฮงแมนถึงสารภาพความผิดแทนพวกเรา…เมจิกเชี่ยน ฟอร์สผู้บอกให้ซิลถามมิสเตอร์ฟูลว่าวันนี้จะมีการชุมนุมหรือไม่ เลิกขบคิดให้ปวดสมอง รีบหันไปทางสุดขอบโต๊ะทองแดงยาวและสารภาพ
“เป็นเพราะพวกเรายังศรัทธาไม่มากพอ จึงคิดฟุ้งซ่านไม่เป็นเรื่อง”
หมายความว่าไม่ได้มีแค่เราที่สวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูล…มิสเตอร์แฮงแมนเองก็คิดมากจนกังวลว่าชุมนุมทาโรต์อาจยกเลิกในสัปดาห์นี้ จึงตัดสินใจถามเพื่อยืนยันให้แน่ใจ? แต่ฟอร์สไม่น่าจะทำแบบนั้น…ออเดรย์มองไปทางด้านข้างด้วยความประหลาดใจ
เดอะฟูล ไคลน์พยักหน้าแผ่วเบาพลางมองไปรอบตัวอีกครั้ง
“ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะกังวล”
มันแสยะยิ้มก่อนจะถอนหายใจ
“ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ข้ายืมร่างเดอะเวิร์ลเพื่อเล่นเกมกับอามุนด์ในดินแดนเทพทอดทิ้ง…โชคดีที่ไม่ทำให้ชุมนุมทาโรต์ต้องยกเลิก”
ทุกประโยคที่มันพูดคือความจริง แต่รายละเอียดปลีกย่อยขึ้นอยู่กับการตีความของสมาชิกแต่ละคน
ด้วยวิธีนี้ต่อให้อามุนด์ปล่อยข่าวว่าเดอะเวิร์ล เกอร์มันสแปร์โรว์คือคนเดียวกับเดอะฟูล สมาชิกชุมนุมทาโรต์ก็จะทำเพียงหัวเราะเยาะในใจและเย้ยหยันว่าอามุนด์พยายามใช้ลูกไม้ตื้น ๆ นั่นเพราะการที่เดอะฟูลเท่ากับเดอะเวิร์ลในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าทั้งสองคนจะเป็นคนเดียวกันตลอดไป การจงใจพูดความจริงเพียงส่วนเดียวไม่ต่างอะไรกับการโกหก
เล่นเกมกับอามุนด์…ตาแก่เดาถูก มิสเตอร์ฟูลจงใจใช้ไคลน์เป็นเหยื่อล่ออามุนด์…พิจารณาจากผลลัพธ์ ดูเหมือนว่าท่านจะได้รับบทสรุปที่น่าพึงพอใจ และอามุนด์เกิดความเสียหายใหญ่หลวง…เนื่องจากเรื่องราวตรงตามที่เดอะสตาร์ เลียวนาร์ดคาดเดา มันจึงไม่เคลือบแคลงในคำพูดของมิสเตอร์ฟูล
มิสเตอร์ฟูลตอบช้าไปสิบห้านาทีเพราะกำลังยุ่งอยู่กับอามุนด์? พลังของท่านฟื้นฟูถึงระดับนี้แล้วหรือ? จัสติส ออเดรย์เกิดความประหลาดใจเจือยินดี ในแง่หนึ่งรู้สึกเป็นเกียรติอย่างอธิบายไม่ถูก
แฮงแมน อัลเจอร์ตีความจากความนัยแฝงของอีกฝ่าย เดาว่ามิสเตอร์ฟูลฟื้นฟูขึ้นมากจนสามารถชิงความได้เปรียบเหนือราชาเทวทูต
นั่นทำให้มันยิ่งหงุดหงิดตัวเองที่บังอาจเคลือบแคลงและทดสอบอีกฝ่าย
การที่มิสเตอร์ฟูลบอกใบ้ล่วงหน้าว่าชุมนุมทาโรต์อาจถูกยกเลิก เป็นเพราะพระองค์เล็งเห็นแล้วว่ากำลังปะทะกับอามุนด์? พระองค์สามารถวางแผนและเป็นฝ่ายกำหนดเวลาเปิดฉากใส่อามุนด์ได้ก่อน? อัลเจอร์ไตร่ตรองหลายสิ่งพลางพบว่า ความคิดอันต่ำต้อยของตนมิอาจถูกปิดบังต่อหน้าตัวตนอันสูงส่ง
มันเตือนตัวเองอีกครั้ง: ห้ามทำเรื่องโง่ ๆ แบบนี้อีกเป็นอันขาด!
กลายเป็นว่าการที่มิสเตอร์เวิร์ลไม่ตอบเรากลับมา เป็นเพราะระหว่างนั้นกำลังถูกมิสเตอร์ฟูลยืมร่างไปสู้กับอามุนด์…ราชาเทวทูตที่ชื่ออามุนด์ต้องแข็งแกร่งมากแน่นอน มิสเตอร์ฟูลถึงกับลงมือด้วยตัวเอง…เมจิกเชี่ยน ฟอร์ส และจัดจ์เมนต์ ซิล หันมองหน้ากันและเข้าใจโดยปริยาย
เฮอร์มิท แคทลียาเริ่มเข้าใจเหตุผลที่เดอะเวิร์ล เกอร์มันสแปร์โรว์หายตัวไป จากนั้นก็เดาว่าการที่ผู้ส่งสารซึ่งผูกพันทางวิญญาณไม่สามารถรับรู้ตำแหน่งของอีกฝ่าย เป็นเพราะเธอมิอาจย่างกรายเข้าสู่ดินแดนเทพทอดทิ้ง
ขณะเดียวกันเธอก็ตกตะลึงเรื่องที่ราชาเทวทูตเริ่มออกหน้าเคลื่อนไหว และพบว่านี่คงเป็นสัญญาณของวันสิ้นโลกตามคำทำนาย
เดอะมูน เอ็มลินย่อมไม่ทราบความเคลื่อนไหวของโลกภายนอก ทำได้เพียงกวาดสายตาไปรอบตัวและสังเกตอาการกดตะลึงของสมาชิกคนอื่นพลางครุ่นคิด มันรู้สึกว่าการถูกขังราวหนึ่งสัปดาห์ของตน ช่างยาวนานราวกับหนึ่งเดือน จนต้องพลาดข่าวสำคัญไปมากมาย
มิสเตอร์เวิร์ลมาเยือนดินแดนเทพทอดทิ้ง…มิสเตอร์ฟูลใช้ร่างกายของเขาเพื่อสู้กับอามุนด์? เดอะซัน เดอร์ริคประหลาดใจในตอนต้น แต่จากนั้นก็เกิดเป็นความยินดีปรีดา
นั่นหมายความว่า การสำรวจครั้งถัดไปของเมืองเงินพิสุทธิ์จะง่ายขึ้นมาก!
เด็กหนุ่มรีบมองไปทางโต๊ะทองแดงยาวและโพล่ง
“เรียนมิสเตอร์ฟูลที่เคารพ ท่านเจ้าเมืองต้องการพรจากท่านเพื่อประกอบพิธีกรรม…ไม่ทราบว่าอนุญาตหรือไม่”
ไคลน์ที่ทราบเรื่องนี้จากคำสวดวิงวอน พยักหน้ารับแผ่วเบา
“แน่นอน”
หลังจากได้ยินคำสัญญา เดอร์ริคฉีกยิ้มอย่างมิอาจควบคุม แสดงอารมณ์ไม่ถูกไปสักพัก
ผ่านไปสองสามวินาที มันรีบก้มหน้าและกล่าวเสียงดัง
“ศรัทธาของผมมีเพียงมิสเตอร์ฟูลเท่านั้น!”
เดอะฟูล ไคลน์พยักหน้ารับ หันไปทางเฮอร์มิทและกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน
“คราวนี้มีคำถามอะไร”
อึก…ราชินีมิได้เขียนบอกไว้ในจดหมาย…เฮอร์มิท แคทลียาผงะในตอนต้นก่อนจะตัดสินใจถามในสิ่งที่ตัวเองอยากทราบ นั่นเพราะเธอได้รับสิทธิ์ให้ถามได้อย่างอิสระจำนวนหนึ่งอยู่แล้ว
หญิงสาวครุ่นคิดหลายวินาที
“เรียนมิสเตอร์ฟูลที่เคารพ ความจริงเบื้องหลังการตายของจอร์จที่สามคืออะไร”
ทันทีที่สิ้นเสียงเฮอร์มิท จัสติส ออเดรย์และคนที่เหลือต่างจดจ่อสมาธิทันที
นี่คือสิ่งที่พวกมันอยากทราบใจแทบขาด
จากบรรดาทั้งหมด เดอะสตาร์ เลียวนาร์ดพอจะรู้เรื่องอยู่บ้าง แต่ก็อยากทราบถึงเนื้อหาในเชิงลึกของเหตุการณ์
ในหมู่สมาชิกชุมนุมทาโรต์ บุคคลเดียวที่ตามใครไม่ทันคือเดอะมูน เอ็มลิน สมองของมันเต็มไปด้วย ‘หา?’ และ ‘เกิดอะไรขึ้น?’
มันยังไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์ด้วยซ้ำ จึงยังไม่ทราบว่ากษัตริย์จอร์จที่สามสิ้นพระชนม์แล้ว
สำหรับเดอร์ริค แม้จะไม่ทราบว่าจอร์จที่สามเป็นใคร แต่เด็กหนุ่มก็ไม่สนใจอะไรแล้ว
เดอะฟูล ไคลน์เผยรอยยิ้มอบอุ่นและตอบเสียงเรียบ
“จอร์จที่สามต้องการเป็นจักรพรรดิมืด จึงขุดค้นซากโบราณสถานของทูดอร์ขึ้นมาใหม่ จากนั้นก็ค้ามนุษย์และก่อโศกนาฏกรรมมหาหมอกควันแห่งเบ็คลันด์ โดยในภายหลังได้ริเริ่มสงครามด้วยการจงใจปล่อยให้กองเรือเหาะของฟุซัคเข้ามาทิ้งระเบิดในเมืองหลวง…แต่ท้ายที่สุด เจ้านั่นล้มเหลวในพิธีกรรมเนื่องจากสุสานลับถูกทำลาย”
มันอธิบายเข้าประเด็นอย่างสั้นกระชับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยและมิได้เอ่ยว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องในจุดใด
การริเริ่มลงลึกรายละเอียดด้วยตัวเองดูจะขัดกับมาดของเดอะฟูล
โศกนาฏกรรมมหาหมอกควันแห่งเบ็คลันด์…กองเรือเหาะทิ้งระเบิด…จอร์จที่สามจงใจปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพื่อที่ตนจะได้กลายเป็นเทพ? ดวงตาของจัสติส ออเดรย์เบิกกว้างหลังจากนึกทบทวนเหตุการณ์
ทันใดนั้นเธอเข้าใจทันทีว่าเหตุใดเดอะเวิร์ล เกอร์มันสแปร์โรว์ถึงพยายามยับยั้งมิให้จอร์จที่สามกลายเป็นเทพ
สุภาพบุรุษรายนี้เป็นคนอ่อนโยนและเห็นใจเพื่อนมนุษย์ จึงไม่มีวันปล่อยให้คนชั่วที่คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปมากมายได้ลอยนวล
หากเปลี่ยนเป็นเราก็คงคิดจะทำแบบเดียวกัน แต่ในภายหลังก็ต้องปล่อยวางเนื่องจากกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่ตามมา…แต่มิสเตอร์เวิร์ลเป็นคนแน่วแน่และเด็ดขาด…หรือบางทีอาจเป็นเจตจำนงของมิสเตอร์ฟูล…ออเดรย์ชำเลืองเดอะเวิร์ล เกอร์มันสแปร์โรว์ที่นั่งนิ่งในตำแหน่งสุดขอบโต๊ะทองแดงยาวอีกฝั่ง
จักรพรรดิมืด…จอร์จที่สามต้องการเถลิงบัลลังก์เทพ? อา…มิสเตอร์ฟูลถือครองไพ่เย้ยเทพเส้นทางจักรพรรดิมืด…เกอร์มันสแปร์โรว์ตามสืบเกี่ยวกับคดีค้ามนุษย์และโศกนาฏกรรมมหาหมอกควันมาสักพักแล้ว…ดูเหมือนว่าแผนการของพระองค์จะประสบความสำเร็จด้วยดี…นั่นทำให้พลังของพระองค์ฟื้นฟูกลับมาจนสามารถต่อกรกับราชาเทวทูตได้แล้ว? ยิ่งคิด แฮงแมนก็ยิ่งฮึกเหิมเจือความหวาดกลัว นั่นเพราะว่าแม้ตนจะได้รับคำบอกใบ้ล่วงหน้าในระดับหนึ่ง แต่กลับไม่เคยคาดเดาแผนการของมิสเตอร์ฟูลได้ถูกต้องเลย
เดอะสตาร์ เลียวนาร์ด เมจิกเชี่ยน ฟอร์ส และสมาชิกชุมนุมทาโรต์คนอื่นเผยสีหน้าตกตะลึง ส่วนเฮอร์มิท แคทลียาที่พอจะเดาได้ในระดับหนึ่ง ระงับความตื่นตระหนักและถามเพิ่มเติม
“เรียนมิสเตอร์ฟูล เหล่าเจ็ดเทพมีท่าทีกับเรื่องนี้อย่างไร”
…………………………
นำชิ้นส่วนประวัติศาสตร์ที่หายไปกลับคืนมายังยุคสมัยปัจจุบัน…นำกลับมา…ไม่ใช่ทำให้ปรากฏอีกครั้ง…ความหมายต่างกันโดยสิ้นเชิง ไม่ง่ายเหมือนกับการเขียนประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของยุคสมัยที่สามและสี่เพื่อประกอบพิธีกรรม…ในท่าถือปากกาด้วยมือขวา ไคลน์ชะงักร่างกายพลางวิเคราะห์เนื้อหาของสูตรโอสถผู้ชี้นำปาฏิหาริย์
หลังจากไตร่ตรองสักพัก มันพบสิ่งที่ตรงตามเงื่อนไขของพิธีกรรมทุกกระเบียดนิ้ว
นั่นคือการช่วยชาวเมืองเงินพิสุทธิ์หลบหนีออกจากดินแดนเทพทอดทิ้งมายังทวีปเหนือใต้ เพื่อให้ประวัติศาสตร์ที่สูญหายไปกว่าสามพันปีถูกเล่าขานอีกครั้งภายในยุคปัจจุบัน!
การหลบหนีอามุนด์ไม่ใช่เรื่องง่าย และวิธีเดียวที่จะออกจากดินแดนเทพทอดทิ้งได้คือการเข้าไปในวังราชาคนยักษ์และเปิดห้องนอนซาสเรีย…เทวทูตมืดรายนี้คือบุคลิกด้านลบของเทพสุริยันบรรพกาล เป็นราชาเทวทูต หนึ่งหัตถ์ซ้ายแห่งเทพ และรองประมุขสวรรค์ อาจแข็งแกร่งยิ่งกว่าอามุนด์ในปัจจุบันเสียอีก…แถมเหล่าทวยเทพต่างก็อยากทราบสถานะปัจจุบันของท่าน…จุดที่ง่ายกว่าการหลบหนีอามุนด์ก็คือ เราสามารถเตรียมตัวล่วงหน้าได้…ไคลน์ถอนหายใจแผ่วเมื่อพบว่ายังพอมีโอกาสประกอบพิธีกรรมให้สำเร็จ
อันที่จริงชายหนุ่มทราบดีว่าต่อให้ไม่มีตน แต่เมืองเงินพิสุทธิ์ก็คงลองเปิดประตูห้องนอนซาสเรียอีกหลายครั้งในอนาคต พยายามทำทุกวิถีทางให้ออกไปจากดินแดนเทพทอดทิ้งโดยไม่สนใจชีวิต ประหนึ่งแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ถ้ามีเราช่วย ‘แทรกแซง’ โอกาสประสบความสำเร็จของพวกเขาก็จะเพิ่มขึ้นมาก…ไคลน์ผุดความคิดใหม่ มันต้องการดึงดูดอามุนด์ด้วยการเปิดประตูห้องนอนเทวทูตมืด ซาสเรีย เพื่อสร้างความโกลาหลและฉวยโอกาส
นี่เป็นกลยุทธ์ที่มันถนัดมากทีเดียว
แต่ท้ายที่สุดชายหนุ่มปฏิเสธแนวคิดดังกล่าวเนื่องจากอันตรายเกินไป
หลังจากได้พูดคุยกับอามุนด์สักพัก ไคลน์ตระหนักถึงความแข็งแกร่งและน่ากลัวของราชาเทวทูตรายนี้เป็นอย่างดี ส่งผลให้สัญชาตญาณกำลังร้องเตือนว่า วิธีฉกฉวยโอกาสจากความโกลาหลไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก
การปะทะกันระหว่างราชาเทวทูตจะนำมาซึ่งหายนะเป็นวงกว้างอย่างไม่ต้องสงสัย!
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว การล่อให้พวกท่านต่อสู้กันนั้นไม่ต่างอะไรกับการเดินไปบนขอบเหว หากผิดพลาดแม้แต่นิดเดียวก็จะตกสู่ความมืดมิดตลอดกาล ถ้าเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง
ไคลน์ไม่มีทางเลือกวิธีนี้ เว้นเสียแต่จะอับจนหนทางโดยสมบูรณ์
“อา…พลังส่วนหนึ่งของผู้ชี้นำปาฏิหาริย์มาจากอดีต พิธีกรรมจึงมีลักษณะแบบนี้…แล้วปราชญ์โบราณคนอื่นเลื่อนลำดับด้วยวิธีใด?” ไคลน์จ้องกระดาษหนังสัตว์บนโต๊ะทองแดงยาว คิดหาวิธีแก้ปัญหาจากหลากหลายมุม “เท่าที่นึกออก ถ้าเป็นเราจะหาวิธีแยกคนกลุ่มคนออกจากประวัติศาสตร์และโลกแห่งความจริงจนกระทั่งพวกเขาถูกลืม จากนั้นค่อยปล่อยกลับไปสู่ยุคสมัยปัจจุบัน…อาจใช้เวลานานสามร้อยปี ห้าร้อยปี หรือมากกว่านั้น…เป็นพฤติกรรมที่ชั่วร้ายมาก…หึหึ…ไอ้พวกที่ถูกตัดขาดจากโลกเป็นเวลานาน ล้วนมีความคิดไปในทำนองเดียวกันหมด…”
จากความคิดดังกล่าว ไคลน์เชื่อว่าสำหรับปราชญ์โบราณคนอื่น จุดยากของพิธีกรรมคือการที่มนุษย์ทั่วไปจะดำรงชีวิตอยู่จนถึงล่วงเวลาสิ้นสุดพิธีกรรมหรือไม่ นอกจากนั้น ระหว่างการปลีกตัวจากโลกภายนอกก็ยังเกิดเหตุไม่คาดฝันได้มากมาย
ดินแดนเทพทอดทิ้งช่วยขจัดจุดที่ยากที่สุดของพิธีกรรม แต่ขณะเดียวกันก็นำมาซึ่งความยากในรูปแบบอื่น…เทวทูตมืด ซาสเรีย…สถานภาพในปัจจุบันของรองประมุขแห่งสวรรค์เป็นอย่างไร? จะเกี่ยวข้องกับแผนการคืนชีพของเทพสุริยันบรรพกาลไหม? ตอนนี้เราเข้ามาพัวพันกับตัวตนที่มีระดับพลังเกือบจะเป็นเพดานของโลก…ทำไมถึงถูกดึงเข้ามายุ่งเยี่ยงกับเรื่องทำนองนี้บ่อยนัก? ไคลน์หัวเราะจิกกัดตัวเอง มันพอจะเดาได้ว่านี่คือชะตากรรมที่ชักนำโดยปราสาทต้นกำเนิด
เข้าใจได้ว่าทำไมผู้เย้ยเทพ อามุนด์ ถึงไม่อยากแบกรับชะตากรรมเหล่านี้
ไคลน์สลัดความคิดฟุ้งซ่านและกลับมาสนใจเนื้อหาของสูตรโอสถผู้ชี้นำปาฏิหาริย์
หนอนดวงดาวหมายถึงหนอนแมลงของเส้นทางผู้ฝึกหัด? วัตถุดิบเสริมประกอบด้วยวัตถุดิบวิญญาณระดับสูงของเส้นทางที่ใกล้เคียงกัน…หนอนกาลเวลาที่เรามีหมดไปกับยันต์โจรปล้นดวงแล้ว…คงต้องยืมปู่ในตัวเลียวนาร์ดมาเพิ่ม…ไม่สิ เราจะไม่ยืม แต่แลกกับยันต์วันวานอีกครั้งรุ่นพัฒนา!
จะหาหนอนดวงดาวได้จากไหน? โลกนี้มีผู้วิเศษเส้นทางผู้ฝึกหัดไม่มาก ยิ่งครึ่งเทพยิ่งแทบไม่เหลือ…นักบุญเร้นลับ โบทิสแห่งชุมนุมแสงเหนือ? แต่เรากำลังอยู่บนดินแดนเทพทอดทิ้ง ไม่มีทางกลับไปจัดการได้…อาจต้องขอให้ราชินีเงื่อนงำกับมาดามเฮอร์มิทช่วยจัดการแทน ขณะเดียวกันก็ต้องกระตุ้นให้มิสเมจิกเชี่ยนรีบพัฒนาตัวเองเป็นนักท่องเที่ยวโดยเร็ว…อา…ถือโอกาสถามเกี่ยวกับหนอนดวงดาวไปในตัว บางทีอาจารย์ของเธออาจมีข้อมูล…
คราวนี้วัตถุดิบหลักมีแค่ชิ้นเดียว หากไม่ใช้หัวใจของหมาป่าอสูรทมิฬก็ต้องเป็นตะกอนพลังผู้ชี้นำปาฏิหาริย์คนอื่น…ไม่ใช่สองตะกอนรวมเป็นหนึ่งเหมือนที่ผ่านมา…
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในระดับเทวทูต การกระจายตัวของตะกอนพลังมีน้อยมาก ส่วนใหญ่ถูกรวบรวมเป็นก้อนเดียว…
หมาป่าอสูรทมิฬมีอีกชื่อหนึ่งว่าเทพแห่งความปรารถนา เป็นเทวทูตอย่างไม่ต้องสงสัย ในยุคบรรพกาลยังถูกเรียกว่าเทพรับใช้…หากเราหาตะกอนพลังของผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ไม่ได้ หมายความว่าต้องลงมือฆ่าเทพ?
เทวทูตอยู่ในหมวดหมู่เดียวกับตัวตนลึกลับที่ยิ่งใหญ่ แตกต่างจากลำดับสาม โดยสิ้นเชิง…
แค่คิดก็ขาสั่นแล้ว…
ไคลน์ไล่รายชื่อผู้ช่วยที่ตนสามารถพึ่งพา จากนั้นถอนหายใจผ่อนคลาย เมื่อหนี้สินเพิ่มสูงถึงระดับหนึ่ง คนเราจะไม่กลัวการติดหนี้อีกต่อไป
มันยกมือขวาจับปากกาและบันทึกความรู้ล่าสุดลงไป
ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ไคลน์รู้อยู่แล้ว แต่การบันทึกจะช่วยให้จำได้
ไคลน์เขียนข้อความลงบนมุมกระดาษในตอนสุดท้าย
“ลำดับหนึ่ง: บริวารเร้นลับ”
“วัตถุดิบหลัก: ตะกอนพลังบริวารเร้นลับหนึ่งก้อน”
ข้อมูลดังกล่าวสื่อความหมายว่า ตะกอนพลังบริวารเร้นลับยากที่หามาครอบครองด้วยวิธีอื่น ต้องช่วงชิงมาจากหนึ่งในสามที่มีอยู่
ก้อนหนึ่งอยู่กับฮาล์ฟฟูลบนยอดเทือกเขาโฮนาซิส พ่วงด้วยเอกลักษณ์ อีกก้อนหนึ่งอยู่กับซาราธ และสำหรับอีกก้อน…เลียวนาร์ดเคยกล่าวว่าพระผู้สร้างแท้จริงมีเบาะแสของเรื่องนี้…อา…ถ้าจำไม่ผิด ในซากเมืองนอร์ธที่อยู่ทางเหนือของเมืองเงินพิสุทธิ์ซึ่งเดอะซันน้อยเคยไปล่าตัวจำแลงกาย ที่นั่นมีสิ่งมีชีวิตระดับสูงของเส้นทางนักทำนายอาศัยอยู่ แต่เรายังไม่แน่ใจว่าเป็นผู้ชี้นำปาฏิหาริย์หรือบริวารเร้นลับ…ไคลน์ทยอยวางแผนอนาคต หลังจากคืนชีพและหลบหนีจากอามุนด์สำเร็จ มันจะเดินทางขึ้นเหนือเพื่อสำรวจเบื้องต้น
หลังจากย่อยความรู้ใหม่จนหมด ไคลน์อัญเชิญนาฬิกาพกสีทองจากกองขยะและเปิดฝาตรวจสอบ
ก่อนจะลงมือบุกทำลายโบราณสถานทูดอร์ ชายหนุ่มสังเวยสิ่งของจำนวนมากที่ไม่จำเป็นในสงครามเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหาย
แต่ถึงจะทำขนาดนี้ ไคลน์ก็ยังสูญเสียหลายสิ่งในการต่อสู้ แถมสุดท้ายยังลงเอยด้วยการฆ่าตัวเอง เรียกได้ว่าเกิดความเสียหายใหญ่หลวง เพียงแค่คิดก็มากพอจะทำให้ผู้วิเศษทั่วไปคลุ้มคลั่ง
การเดินทางของกรอซาย ลูกโม่ลางมรณะ ยุบพองหิวโหย ยันต์โจรปล้นดวง ยันต์เพลิงสุริยัน กระสุนคุมวิญญาณ หุ่นเชิดโจนาสและอุปกรณ์ที่มันพกพา หุ่นเชิดเอ็นยูนและแหวนอีกสองวง ฮาร์โมนิก้านักผจญภัย…นึกไม่ออกแล้ว…โชคดีที่เราเก็บนกหวีดทองแดงอะซิกไว้บนมิติหมอก และโชคยังดีที่เราอัญเชิญภาพฉายของสิ่งเหล่านี้ออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์ได้ พวกมันยังอยู่กับเรา แค่ในรูปแบบที่แตกต่างออกไป…อีก…แต่การเดินทางกรอซายอาจอัญเชิญออกมาไม่ได้แล้ว…หน้าผากไคลน์กระตุกแผ่วเบา ภายในใจเกิดความเครียดกะทันหัน
มันถอนหายใจพลางคร่ำครวญถึงสิ่งที่สูญเสีย โดยเฉพาะสมบัติวิเศษที่คอยรับใช้มาเป็นเวลานาน
ยุบพองหิวโหย
หลังจากเงียบงันสักพัก ไคลน์ดึงสติกลับมาสนใจสถานการณ์ตรงหน้า ระหว่างรอให้ถึงเวลาจัดชุมนุมทาโรต์ มันไตร่ตรองเกี่ยวกับเรื่องของเทพสุริยันบรรพกาลและเชอร์โนบิล
ทันใดนั้นก็ต้องขมวดคิ้ว
ในเมื่อโลกใบนี้คือบ้านเกิดของเรามาตั้งแต่ต้น สิ่งที่เรียกว่า ‘ผู้เดินทางข้ามโลก’ จึงไม่มีอยู่จริง พวกเขาล้วนเป็นมนุษย์โบราณที่ถูกปราสาทต้นกำเนิดจับมาขัง…เช่นนั้นแล้ว ทะเลแห่งความโกลาหลและสถานที่อื่นจะมีมนุษย์ถูกดึงมาแขวนเหมือนกันไหม? แล้วเชอร์โนบิลคืออะไร? อารยธรรมสุดท้ายของมนุษย์โบราณ?
จากคำบอกเล่าของอามุนด์และจากสิ่งที่เราเห็นเองในการทำนายฝัน เทพสุริยันบรรพกาลเดินออกมาจากเชอร์โนบิลจริง…เขาเป็นนักเดินทางข้ามเวลาที่ถูกนำมาขังไว้ในปราสาทต้นกำเนิด หรือเป็นผู้รอดชีวิตจากอารยธรรมเก่า?
ถ้าเป็นอย่างหลัง แล้วใครคือคนที่สามที่ออกจากรังไหมเหนือประตูแสง…
คิดถึงตรงนี้ ไคลน์พลันผงะด้วยดวงตาเบิกโพลง
มันพอจะเดาต้นกำเนิดของเอลฟ์ออก จึงไม่น่าจะเกี่ยวกับปราสาทต้นกำเนิด
ด้วยวิธีนี้มันจึงไม่มีเบาะแสของนักเดินทางข้ามเวลาคนที่สาม ไม่สิ เรียกให้ถูกคือคนแรก
ผู้เดินทางรายนี้ไม่เคยทิ้งร่องรอยใดไว้ในประวัติศาสตร์เลย!
ไคลน์รีบส่งจิตดำดิ่งเข้าไปในสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ทันที อาศัยความช่วยเหลือจากปราสาทต้นกำเนิด มันเดินทางมายังประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องอย่างรวดเร็ว
ที่นี่เต็มไปด้วยละอองแสงพร่างพราว แต่จุดที่สว่างที่สุดก็ยังเป็นของโจวหมิงรุ่ยซึ่งถูกแขวนอยู่ในรังไหมโปร่งใสเหนือประตูแสง
และด้านข้างโจวหมิงรุ่ย เนื่องจากไคลน์มีข้อมูลของโรซายล์มากพอสมควร ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องจึงกำลังสว่างไสว ช่วยให้ไคลน์มองเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งในสภาพหลับตา
โดยไม่ต้องมีสิ่งใดมายืนยัน ไคลน์อาศัยความคุ้นเคยและสัมผัสวิญญาณเพื่อยืนยันว่า ชายคนนี้คือต้นกำเนิดของโรซายล์·กุสตาฟ ฮวงเทา
ไคลน์รีบหันไปอีกทางหนึ่งโดยไม่มัวเสียเวลากับรูปลักษณ์เดิมของจักรพรรดิ
ภายในรังไหมโปร่งแสง ชายหนุ่มมองเห็นร่างหนึ่ง
เนื่องจากไคลน์เคยเห็นบุคคลที่ถูกแขวนไว้ในรังไหมอื่นเกือบหมดแล้ว จุดแสงจำนวนมากในหมอกแห่งประวัติศาสตร์จึงสว่างขึ้น พวกมันถักทอกันจนกลายเป็นกลุ่มแสงที่ช่วยให้เห็นจุดซึ่งยังพร่ามัว
ในรังไหมของนักเดินทางข้ามเวลาคนที่สาม สตรีผู้หนึ่งกำลังหลับใหล
ผู้หญิง…หัวใจไคลน์พลันเต้นระรัว พบว่าตนวิเคราะห์เกี่ยวกับ ‘นักเดินทางข้ามโลก’ ผิดทิศมาตลอด
จริงอยู่ที่นักเดินทางข้ามโลกสามารถยับยั้งชั่งใจจนไม่ทิ้งร่องรอยแห่งยุคสมัยเก่า แต่มีข้อจำกัดหนึ่งข้อที่ทุกคนมิอาจเลี่ยง
เห็นได้ชัดว่าปราสาทต้นกำเนิดเกี่ยวข้องกับเส้นทางนักทำนาย ผู้ฝึกหัด และนักจารกรรม ดังนั้นหลังจากนักเดินทางข้ามเวลาถูกส่งไปเกิดบนโลกความจริง ทุกคนจะต้องมีส่วนพัวพันกับหนึ่งในสามเส้นทางเหล่านี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ไม่เพียงไคลน์จะเข้าไปพัวพันกับคดีสมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัส แต่มันยังเลือกเส้นทางนักทำนายอย่างรวดเร็ว
ในอินทิสที่โรซายล์อาศัยก็มีองค์กร ‘ลัทธิเร้นลับ’ ที่นำโดยซาราธ แถมตัวโรซายล์ก็ยังสนิทกับซาราธมาก
ตามตรรกะดังกล่าว เทพสุริยันบรรพกาลที่ถือครองอำนาจของนักจารกรรมจึงเข้าข่าย
ไคลน์รีบเสกปากกาและกระดาษขึ้นมาไล่รายชื่อที่มันรู้จักทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น บุคคลสำคัญของตระกูลอันทีโกนัส ซาราธ และอับราฮัมจากยุคสมัยที่สี่ รวมถึงราชาเทวทูตที่คอยรับใช้เทพสุริยันบรรพกาล
เพียงไม่นาน สายตาไคลน์จดจ่ออยู่กับไม่กี่ชื่อ
ชื่อแรกคือเทพบรรพกาล เฟรเกีย ที่มีอำนาจของเส้นทางนักทำนายอย่างชัดเจน ถัดมาก็เป็นชื่อเทพรับใช้ของเฟรเกีย
เทพแห่งวิญญาณมรณะ ซาลินเจอร์ และเทพธิดาแห่งเคราะห์กรรม อมานีซิส
สำหรับรายหลัง ปัจจุบันรู้จักกันดีในชื่อเทพธิดารัตติกาล
…………………………
กรุงเบ็คลันด์ เขตเหนือ
เลียวนาร์ดที่เพิ่งมอบหมายงานให้ทีม มองเห็นสายหมอกสีเทาไร้ก้นบึ้งพร้อมกับคำตอบจากเดอะฟูล
มันถอนหายใจโล่งอกพลางหรี่เสียงพูด
“ดูเหมือนว่าปัญหาจะจบลงแล้ว”
ในเมื่อมิสเตอร์ฟูลสามารถตอบสนอง แถมยังจัดการชุมนุมขึ้นตามเดิม หมายความว่าพระองค์เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะเหนืออามุนด์
ในทำนองเดียวกัน ไคลน์ก็น่าจะรอดพ้นจากภาวะวิกฤติแล้ว…
ภายในใจเลียวนาร์ด เสียงค่อนข้างชราของพาลีสพ่นลมหายใจ
“อย่าเพิ่งด่วนดีใจ หลังจากเข้าไปในปราสาทต้นกำเนิด ให้สังเกตว่ามิสเตอร์ฟูลสวมแว่นขาเดียวไว้ที่ตาขวาหรือไม่”
“ก…กำลังจะบอกว่า อามุนด์อาจสวมรอยแทนมิสเตอร์ฟูล?” เลียวนาร์ดโพล่งขึ้นด้วยเปลือกตาสั่นกระตุก
พาลีสถอนหายใจ
“อย่ามองข้ามความเป็นไปได้นี้…อามุนด์มีพลังพอที่จะทำ”
“…ตกลง” เลียวนาร์ดที่เคยผ่อนคลาย กลับมาเครียดอีกครั้ง
…
ในทะเลโซเนีย บนอนาคตกาล
มิสเตอร์ฟูลตอบกลับมาแล้วหลังจากขาดการติดต่อไปนาน…หมายความว่า การหายตัวไปของเกอร์มันสแปร์โรว์มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการบางอย่างของท่าน? อย่าเพิ่งด่วนสรุป…บางทีการที่มิสเตอร์ฟูลหายไป อาจเป็นเพราะต้องการทุ่มสมาธิเพื่อช่วยเหลือเกอร์มันสแปร์โรว์ และปัจจุบันเพิ่งทำสำเร็จ…ท่านมิได้ลงลึกรายละเอียด…คงจะให้เกอร์มันสแปร์โรว์เล่าแทนในการชุมนุม…หลังจากได้ยินการตอบสนองจากมิสเตอร์ฟูล พลเรือเอกดวงดาว แคทลียาผุดความเป็นไปได้มากมาย
พิจารณาจากข้อมูลในจดหมายของราชินี เธอสงสัยว่าการสิ้นพระชนม์ของจอร์จที่สาม จะต้องเกี่ยวข้องกับมิสเตอร์ฟูลอย่างเลี่ยงไม่ได้ และการหายตัวไปของเกอร์มันสแปร์โรว์ก็เป็นผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์
ความคิดแรกของแคทลียาก็คือ เธอต้องการเขียนจดหมายแจ้งกับราชินีเงื่อนงำว่าพบตัวเกอร์มันสแปร์โรว์แล้ว แต่หลังจากไตร่ตรองสักพัก หญิงสาวระงับความคิดดังกล่าวและตัดสินใจเข้าร่วมชุมนุมก่อน เมื่อวิเคราะห์สถานการณ์อย่างถี่ถ้วน เธอจะได้ทราบว่าข้อมูลใดเล่าได้และจุดใดที่เล่าไม่ได้
แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร ดูเหมือนเรื่องราวจะคลี่คลายด้วยดี…แคทลียาถอนหายใจยาวริมหน้าต่าง แหงนมองท้องฟ้าสีครามด้านบน
…
เกาะโซเนีย ชายขอบป่าดิบชื้น
อัลเจอร์วิลสันกำลังยืนบนกิ่งไม้บาง เฝ้ามองท่าเรือและท้องฟ้าที่ครามที่ไม่ไกลออกไป
รอบตัวมีลมกระโชกพัดผ่าน แต่กลับไม่ส่งผลใดต่อต้นไม้โดยรอบ
เมื่อสายหมอกสีเทาไร้ขอบเขตปรากฏขึ้นในการมองเห็น อัลเจอร์มีความสุขในตอนต้น จากนั้นก็เริ่มประหวั่น
มิสเตอร์ฟูลตอบสนองหลังจากหายไปนาน…หมายความว่าก่อนหน้านี้ ท่านเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบาก…
แต่ตอนนี้กลับมาเป็นปรกติแล้ว…
ท่านมิได้รับปากว่าจะยืมไม้กางเขนเจิดจรัสจากเดอะซันน้อยให้…อย่าบอกนะว่าท่านตระหนักถึงเจตนาของเราที่ต้องการทดสอบ? นอกจากนั้นยังค้นพบความคิดที่ซ่อนในส่วนลึกของจิตใจเรา?
ห้ามทำแบบนี้อีกในอนาคต! หนนี้มิสเตอร์ฟูลแค่ตักเตือน แต่ไม่มีครั้งหน้าแน่นอน!
อย่าทดสอบเทพ…อย่าทดสอบเทพ…
ขณะความคิดแล่นผ่าน อัลเจอร์รีบก้มหน้าและกล่าวอย่างเคร่งขรึม
“ขอบคุณสำหรับความเมตตากรุณาของท่าน”
…
กรุงเบ็คลันด์ คฤหาสน์สุดหรูของเอิร์ลฮอลล์
“มิสเตอร์ฟูลมิได้ถ่ายทอดคำถามของเราไปถึงมิสเตอร์เวิร์ล…เป็นเพราะชุมนุมทาโรต์กำลังจะเริ่มขึ้นตามปรกติในช่วงบ่าย เมื่อถึงตอนนั้นก็จะมีเวลาให้แลกเปลี่ยนข้อมูลเอง?” ออเดรย์พบความผิดปรกติจากการตอบสนองของอีกฝ่าย จึงอดไม่ได้ที่จะผุดคำถาม “ตามปรกติแล้ว การตอบสนองของมิสเตอร์ฟูลจะมาเร็วเสมอ แต่คราวนี้กลับใช้เวลาเกินสิบห้านาที…ท่านกำลังสะสางเรื่องอื่นที่สำคัญมาก? เกี่ยวข้องกับการสิ้นพระชนม์ของจอร์จที่สาม?”
แต่ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ความล่าช้าเพียงสิบห้านาทีมิใช่เรื่องร้ายแรง ออเดรย์กลับมาอารมณ์ดีอีกครั้ง
อีกไม่นานเราก็จะได้ทราบความจริงจากปากมิสเตอร์เวิร์ล…
หวังว่านอกจากสงครามเต็มรูปแบบ หลังจากนี้จะไม่มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นอีก…สงครามที่สถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว…
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตเหนือ ชั้นใต้ดินของวิหารนักบุญแซมมวล
มิสเตอร์ฟูลมิได้รับปากว่าจะช่วยเรา…เอ็มลินไวท์ขมวดคิ้วขณะถือแก้วของเหลวสีแดง
มันถอดความหมายเชิงสัญลักษณ์ของวิวรณ์ในอีกแง่มุมหนึ่ง
มิสเตอร์ฟูลเน้นย้ำว่าชุมนุมทาโรต์จะถูกจัดขึ้นตามปรกติในช่วงบ่าย…หรือท่านกำลังบอกเป็นนัยว่า โอกาสรอดของเราขึ้นอยู่กับสมาชิกคนใดคนหนึ่งของชุมนุม? ยังคงเป็นมิสเตอร์สตาร์อยู่ไหม?
อึก…ไม่ว่าจะออกหน้าไหน เราคงออกไปจากที่นี่ได้ในสัปดาห์นี้…
เนื่องจากเอ็มลินถูกขังไว้หลังประตูยานิสของวิหารนักบุญแซมมวล ไม่ว่าข้างนอกจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อชายคนนี้ และใช่ว่าเอ็มลินจะแหกคุกและไปเตร็ดเตร่แถวโบราณสถานทูดอร์ได้ง่ายดาย ไคลน์จึงไม่ได้แจ้งเอ็มลินเกี่ยวกับข้อควรระวังเหมือนกับคนอื่น
…
เมืองเงินพิสุทธิ์ บ้านตระกูลเบเกอร์
หลังจากได้ยินคำตอบจากมิสเตอร์ฟูล เดอร์ริคลุกพรวดจากเตียงด้วยสีหน้าแววตาตื่นเต้นเหนือคำบรรยาย
มิสเตอร์ฟูลยังไม่หายไปไหน! พระองค์มิได้ทอดทิ้งเมืองเงินพิสุทธิ์เหมือนกับพระผู้สร้างแท้จริง!
เด็กหนุ่มเดินวนเวียนไปมาสักพัก ภายในใจอยากรีบวิ่งออกจากห้องและมุ่งหน้าไปยังหอคอยแฝดเพื่อแจ้งข่าวดีกับเจ้าเมือง
แต่การเติบโตตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาทำให้เด็กหนุ่มยั้งคิด มันรีบสงบจิตใจและเลือกที่จะเข้าร่วมชุมนุมทาโรต์เพื่อถามความยินยอมจากมิสเตอร์ฟูลเสียก่อน ดูว่าอีกฝ่ายต้องการประทานพรให้เจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์หรือไม่
บางทีการที่พระองค์ไม่ตอบสนองเป็นเวลานาน อาจเป็นบททดสอบเพื่อต้องการดูว่าหัวหน้าและเมืองเงินพิสุทธิ์จะหันไปฝักใฝ่พระผู้สร้างเสื่อมทรามในเวลาอันสั้นหรือไม่…ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่เดอร์ริคมีชุดความคิดคล้ายคลึงกับแฮงแทน
แน่นอนว่ามันมิได้เกิดความคิดในแง่ลบ เพราะจากความเข้าใจที่สั่งสมมา เป็นเรื่องธรรมดาที่ทวยเทพจะทดสอบสาวกของตน แม้แต่พระผู้สร้างเองก็เคยทิ้งตำนานที่คล้ายคลึงกันไว้มากมาย
ไตร่ตรองเสร็จ เดอร์ริคยังคงนั่งไม่ติดเก้าอี้ เอาแต่เดินวนเวียนภายในห้อง
มันตั้งตารอชุมนุมทาโรต์ในช่วง ‘บ่าย’ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ในเมื่อเงินพิสุทธิ์ บนดินแดนเทพทอดทิ้ง ระยะเวลา ‘ยามบ่าย’ เป็นได้เพียงสัญลักษณ์ทางนามธรรม เนื่องจากไม่มีสิ่งใดสามารถระบุเวลาได้ชัดเจนกว่าปริมาณสายฟ้า และสายฟ้าก็แค่ช่วยแบ่งแยกกลางวันกลางคืน
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตตะวันออก บ้านเช่าสองห้องนอน
“ฮะฮะ…” หลังจากได้รับคำตอบจากเดอะฟูล ฟอร์สอดไม่ได้ที่จะระเบิดเสียงหัวเราะ
ในฐานะนักเขียนนิยายขายดี จินตนาการของเธอสุดบรรเจิดเสมอ และมักจะนึกถึงเรื่องแย่ ๆ มากมายในช่วยที่มิสเตอร์ฟูลหายไป
มิสเตอร์ฟูลยอมสละชีวิตตัวเองเพื่อขัดขวางการเถลิงบัลลังก์ของจอร์จที่สาม
เหล่าทวยเทพล่วงรู้แผนการของพระองค์และทำการล้อมโจมตี
แผลเก่าของเดอะฟูลกำเริบจนต้องหลับใหลไปอีกครั้ง เมื่อเดอะเวิร์ลที่เป็นข้ารับใช้ปราศจากเทพคุ้มครอง ศัตรูจึงรวมตัวกันไล่ล่า
แม้บทนิยายเหล่านี้จะมีเส้นเรื่องแตกต่างกัน แต่จุดจบก็มีเพียงหนึ่งเดียวก็คือ ฟอร์สวอลล์ได้ยินเสียงเพรียกของมิสเตอร์ประตูในคืนจันทร์เต็มดวงและกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาด
ฟู่ว…ฟอร์สถอนหายใจยาว หันไปกล่าวกับซิลด้วยรอยยิ้มฉาบบนใบหน้า
“วันนี้ฉันเพิ่งได้ตระหนักว่า มิสเตอร์ฟูลคือคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตฉัน…ไม่สิ คือเทพ”
“เธอควรรีบกลายเป็นครึ่งเทพและขจัดคำสาปของพระจันทร์เต็มดวงให้ได้ด้วยตัวเอง…” ซิลตอบขึงขัง
หลังจากเข้าร่วมชุมนุมทาโรต์ เธอย่อมทราบถึงสถานการณ์ที่แท้จริงของเพื่อนสนิท
“ใช่!” ฟอร์สพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “แต่ไม่ว่าจะยังไง นี่คือช่วงเวลาที่ต้องฉลองด้วยไวน์สักแก้ว!”
…
เหนือสายหมอกสีเทา ภายในปราสาทต้นกำเนิด
หลังจากสงบสติอารมณ์ ไคลน์เข้าฌานเพื่อฟื้นฟูพลังวิญญาณ
ในตอนแรกที่เรียนการเข้าฌาน เราถูกตอนว่าหลักสำคัญคือการจินตนาการถึงสิ่งที่ไม่มีจริงในโลก และนำสิ่งนั้นมาวาดเป็นภาพในใจ…ตอนนั้นเราพยายามวาดขีปนาวุธข้ามทวีปจากโลกเก่า แต่กลับทำไม่สำเร็จ…หึหึ ในตอนนั้นเราไม่ได้คิดอะไรเลย แต่ดูเหมือนว่านั่นจะมีประเด็นแอบแฝง…ขีปนาวุธไม่ใช่สิ่งของจากนอกโลก แต่ถูกฝังไว้ในสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้…ไคลน์ลูบหน้าผากพลาดหวนนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต
มันเพ่งสมาธิและเตรียม ‘ศึกษา’ สูตรโอสถผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ก่อนที่ชุมนุมทาโรต์จะเริ่มขึ้น
ในสถานการณ์ที่กำลังถูกอามุนด์เฝ้าศพ ไคลน์ไม่มีทางเลือกนอกจากหมกตัวอยู่ในปราสาทต้นกำเนิด
ไตร่ตรองสักพัก ชายหนุ่มคว้าแขนออกไปนอกโครงสร้างวังโบราณและหยิบวัตถุออกจากช่องว่างทางประวัติศาสตร์ของสายหมอก
เป็นสมุดบันทึกที่ปกทำจากกระดาษแข็งสีดำสนิท
บันทึกตระกูลอันทีโกนัส!
ชัดเจนแล้วว่า มันไม่ใช่เอกลักษณ์ของเส้นทาง เป็นแค่วัตถุที่แฝงเศษเสี้ยวพลังของฮาล์ฟฟูลแห่งตระกูลอันทีโกนัส…ไคลน์ถอนหายใจโล่งอก โยนสมุดบันทึกลงบนโต๊ะทองแดงยาวด้านหน้า
เนื่องจากเนื้อหาของสมุดบันทึกอาจเป็นปัญหา ไคลน์จึงไม่อยากเสี่ยงเปิดอ่านโดยตรง แต่จะใช้เป็นสื่อกลางในการทำนายถึงอันทีโกนัส
ถัดมาไคลน์เสกกระดาษและปากกาพร้อมกับเขียนประโยคทำนาย
“เจ้าของเดิมของสมุดเล่มนี้”
วางปากกาลง ถือกระดาษทำนายไว้ในมือข้าง สมุดบันทึกในมืออีกข้าง ไคลน์เอนหลังพิงเก้าอี้พลางพึมพำเสียงต่ำ
เมื่อครบเจ็ดครั้ง มันถูกส่งเข้าไปในดินแดนแห่งความฝันสีเทา มองเห็นยอดเขาสูงตระหง่านท่ามกลางเมฆขาว เห็นพระราชวังโบราณทรุดโทรมที่ด้านบนสุดของยอดเขาหลัก มันถูกกีดกันออกจากความจริงด้วยขอบเขตที่มองไม่เห็น
ภายในวังเต็มไปด้วยวัชพืชและตะไคร่น้ำ สุดปลายห้องโถงมีบัลลังก์หินขนาดใหญ่ที่เลี่ยมด้วยอัญมณีและทองคำหม่น หนอนโปร่งใสจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังเกาะกลุ่มดีดดิ้นยุบพองในจุดดังกล่าว แผ่กิ่งก้านหนวดรยางค์ล่องหนที่มันลื่นและปกคลุมไปด้วยลวดลาย
แต่ต่างจากสมัยก่อน ครั้งนี้ไคลน์มองเห็นรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน
ทันใดนั้นพระราชวังเหนือสายหมอกสีเทาพลันสั่นสะเทือนรุนแรง จิตของไคลน์ลอยสูงขึ้นไปในอากาศ
วินาทีถัดมาร่างวิญญาณชายหนุ่มพังครืน กลายเป็นหนอนวิญญาณจำนวนมากที่นอนดีดดิ้นไปมาบนพื้น
ปราสาทต้นกำเนิดสั่นไหวหนึ่งครั้ง ส่งผลให้ทุกสิ่งกลับคืนสภาพเดิม ร่างวิญญาณของไคลน์กลับมารวมตัวเป็นรูปร่าง
บนเก้าอี้เดอะฟูล ชายหนุ่มลูบหน้าผากพลางยิ้มขื่นขม
นึกแล้วเชียว…ฮาล์ฟฟูลผู้ถือครองเอกลักษณ์…
กล่าวจบ ไคลน์นึกทบทวนสักพักก่อนจะเสกปากกาเขียนความรู้ที่ตนได้รับลงบนกระดาษ
“ลำดับสอง ผู้ชี้นำปาฏิหาริย์”
“วัตถุดิบหลัก: หัวใจของหมาป่าอสูรทมิฬ (เทพแห่งความปรารถนา) หรือตะกอนพลังของผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ตนอื่น”
“วัตถุดิบเสริม: เลือดของหมาป่าอสูรทมิฬสามร้อยมิลลิมิตร หนอนกาลเวลาหนึ่งตัว และหนอนดวงดาวหนึ่งตัว”
“พิธีกรรม: นำชิ้นส่วนทางประวัติศาสตร์ที่หายไปกลับคืนมายังยุคสมัยปัจจุบัน”
…………………………
แสงสีแดงระยิบระยับทำให้ไคลน์รู้สึกอบอุ่นหัวใจ มันพบว่าตนมิได้อยู่ตามลำพัง ยังมีอีกหลายคนที่ยังจดจำได้
เมื่อเสียงสวดวิงวอนมายาซ้อนทับกันจนทวีความคมชัด ไคลน์สัมผัสได้ว่าปราสาทต้นกำเนิดกำลังเรียกหาตน โดยเสียงของทั้งสองสิ่งสอดประสานกันจนกลายเป็นพลังงานที่เข้มแข็ง
หลังจากสมาชิกทุกคนของชุมนุมทาโรต์สวดวิงวอน ไคลน์เกิดความรู้สึกคลุมเครือว่าตนสามารถเข้าสู่ปราสาทต้นกำเนิดได้ทุกเมื่อพร้อมกับจิตใต้สำนึก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังติดอุปสรรคในขั้นตอนสุดท้าย
อุปสรรคดังกล่าวได้รับการแก้ไขหลังจากชายหนุ่มย่อยโอสถปราชญ์โบราณสมบูรณ์
ด้วยเหตุนี้ไคลน์จึงสามารถกลับเข้าปราสาทต้นกำเนิดได้ก่อนอามุนด์ซึ่งถูกกีดขวางไว้โดยฝ่ามือของเทพแห่งเกียรติยศ บลาเดล
ภายในระยะเวลาเพียงสองวัน สมาชิกชุมนุมทาโรต์กลับสวดวิงวอนกันครบทุกคน ตามปรกติแล้วไม่ควรจะบังเอิญขนาดนี้…บางคนวิงวอนด้วยสาเหตุที่เข้าใจได้ แต่บางคนได้รับอิทธิพลจากเทพธิดาและวิลล์…เรากำลังโชคดีก็เลยเกิด ‘เรื่องดี ๆ ติดต่อกัน…หลังจากไตร่ตรองสักพัก ไคลน์พบว่าเหตุผลในการสวดวิงวอนของบางคงดูผิดหลักธรรมชาติ แต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตที่รับได้ และไม่ต้องกังวลมากเกินไป
หลังจากเปลี่ยนท่านั่ง ดวงตาไคลน์กลายเป็นสีเข้ม
แม้ในตอนที่ได้เห็นรังไหมและบานประตูแห่งแสง ไคลน์จะทำใจยอมรับว่าตนคงกลับบ้านไม่ได้อีกแล้ว แต่หลังจากได้ทราบความจริงว่าดาวเคราะห์ดวงนี้คือโลกในอนาคต นั่นยิ่งทำให้ชายหนุ่มรู้สึกฝันสลายโดยสมบูรณ์ แสงแห่งความหวังอันริบหรี่ถูกความมืดมิดกลืนกินจนดำมืด
ในตอนแรกที่เราเลือกใช้คำว่า เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย มาเป็นนามเต็มอันมีเกียรติ นั่นคงเกิดจากการดลใจทางวิญญาณ…ส่วนลึกของจิตใต้สำนึกเราอาจสัมผัสถึงบางสิ่งได้…จริงสิเราจำได้ว่าตอนเดินทางข้ามโลก เรากำลังนอนอยู่ แล้วทำไมตัวเราที่ห้อยอยู่ในรังไหมถึงสวมเสื้อยืดกับกางเกงสแล็ค? ไคลน์ขมวดคิ้ว ก่อนจะจ้องไปทางสายหมอกสีเทาด้านล่างปราสาทต้นกำเนิด
ขณะค้นหาข้อมูลจากสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ ชายหนุ่มพยายามอย่างหนักเพื่อนึกทบทวนรายละเอียดในค่ำคืนดังกล่าว
จนกระทั่งไคลน์พบชิ้นส่วนทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง
โจวหมิงรุ่ยที่สวมเสื้อยืดกางเกงสแล็ค กำลังประกอบพิธีกรรม ‘เปลี่ยนดวงชะตา’ ในช่วงก่อนอาหารค่ำ เดินถอยหลังสี่ก้าวและท่อง ‘เซียนราชันฟ้าดินประทานโชค’ พร้อมกับคาถาบทอื่น
ในความทรงจำของไคลน์ ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ฉากในประวัติศาสตร์กลับไม่ใช่แบบนั้น
หลังจากโจวหมิงรุ่ยเดินถอยหลังสี่ก้าวและประกอบพิธีกรรมจนเสร็จ ใบหน้าของมันซีดเซียวทันที ดวงตากลายเป็นหม่นหมอง
ถัดมามันเดินไปกินอาหาร อ่านหนังสือ ดูละคร และเล่นโทรศัพท์มือถือด้วยสีหน้าเหม่อลอย ราวกับหุ่นยนต์ที่ทำตามโปรแกรม
ท้ายที่สุดโจวหมิงรุ่ยเดินมายังอ่างล้างหน้า จ้องหน้าตัวเองในกระจก แปรงฟัน บ้วนปาก และเข้านอน
ตลอดทุกกิจกรรม มันไม่เคยถอดเสื้อยืดและกางเกงสแล็คที่สวมในตอนที่ออกนอกบ้าน เพียงห่มผ้าและหลับตาลงทั้งอย่างนั้น
ผ่านไปไม่นานฉากประวัติศาสตร์เริ่มสั่นสะเทือนและถูกปกคลุมด้วยแสงสว่างอันเจิดจ้า
ไคลน์อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นลูบหน้าผาก หัวเราะจิกกัดตัวเอง
กลับกลายเป็น…เราคิดไปเองว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นหลังจากพิธีกรรมเปลี่ยนดวงชะตา ทุกอย่างยังคงปรกติ…แต่ในความเป็นจริง ชะตากรรมของเราถูกเปลี่ยนแปลงไปนับแต่นั้น…
หากเปลี่ยนเป็นเมื่อก่อน ไคลน์คงหวาดผวากับความจริงข้อนี้มาก แต่ปัจจุบันเหตุการณ์ดังกล่าวได้ผ่านมานานแล้ว และตนมีโอกาสได้ลิ้มรสในสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่า ได้ทราบความจริงอันน่าตกตะลึงยิ่งกว่า ‘เรื่องเล็ก ๆ เช่นนี้จึงแทบไม่สร้างแรงกระเพื่อมภายในจิตใจ
อย่างไรก็ตามหลังจากค้นพบความจริง ไคลน์เริ่มฉุกคิดในประเด็นใหม่ นั่นคือเรื่องที่จักรพรรดิโรซายล์ ‘เดินทางข้ามเวลา’ ด้วยถาดเงินลึกลับ และภายในรังไหมโปร่งใสเหนือประตูแสงก็ยังมีคนที่พก ‘โทรศัพท์มือถือ’ ติดตัวมาด้วย
คงเป็นฝีมือของเจ้าของปราสาทต้นกำเนิดคนก่อน…บุคคลดังกล่าวสร้างอิทธิพลบางอย่างกับโลกความจริง ทำให้โทรศัพท์มือถือ ถาดเงิน และหนังสือพิธีกรรมโบราณของราชวงศ์ฉินและฮั่นมีความผิดปรกติ หากใครมีพฤติกรรมที่เข้าเงื่อนไขก็จะถูกดึงมาเก็บไว้ในรังไหมเหนือประตูแห่งแสงทันที…
นี่เป็นการคัดเลือกแบบสุ่ม ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ใครหรือวัตถุใดโดยเฉพาะ…ไม่รู้จะเรียกโชคดีหรือโชคร้ายดี…
แต่ทำไมหนังสือถึงชื่อว่า ‘พิธีกรรมโบราณของราชวงศ์ฉินและฮั่น’ ? เป็นการสุ่มเลือกที่อิงจากกลุ่มเหยื่อ หรือเพราะนั่นคือพิธีกรรมที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฉินและฮั่นจริง?
ฟังดูเป็นไปได้…หากคำพยากรณ์เกี่ยวกับการเรียงตัวของดวงดาวเป็นเรื่องจริง และนั่นสอดคล้องกับพระผู้สร้างต้นกำเนิด หมายความว่าพระองค์หลับใหลอยู่ใต้โลกมาตลอดนับตั้งแต่อดีตกาล…หรืออาจจะเก่ากว่านั้น…กล่าวกันว่า หนึ่งในชิ้นส่วนร่างกายของพระองค์กลายมาเป็นปราสาทต้นกำเนิด…หมายความว่าที่นี่ไม่ใช่อาณาจักรทวยเทพหรือสถานที่สำหรับคืนชีพของพระองค์…
แต่น่าแปลกพระผู้สร้างต้นกำเนิดที่เตรียมลืมตาตื่นขึ้นมาทำลายโลก เหตุใดถึงต้องเสียเวลาแผ่อิทธิพลเล็กน้อยบนโลกอย่างการสุ่มดึงมนุษย์มาเก็บไว้ในรังไหม? ไม่ฟังดูขัดแย้งไปหน่อยหรือ?
คำพยากรณ์ดังกล่าวคงถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ที่ได้รับอิทธิพลจากพระองค์…
ไคลน์เหยียดมือขวาออกไปเคาะโต๊ะทองแดงยาว พบว่าคำถามดังกล่าวยังไม่มีคำตอบในเวลานี้
ในไม่ช้าชายหนุ่มฉุกคิดถึงบางประโยคและบางเหตุการณ์
ประโยคดังกล่าวก็คือ
“สิ่งใดที่แยกจาก ย่อมมีวันกลับมาบรรจบ และสิ่งใดที่บรรจบ ก็ย่อมมีวันแยกจาก”
และบางเหตุการณ์ที่ว่าก็คือ
เทพสุริยันบรรพกาล บิดาของอามุนด์และอาดัม จงใจแยกตะกอนพลังของตัวเองออกจากกัน
ผู้วิเศษที่อยู่ใกล้ใต้ดินหรือเผชิญการกัดกร่อนบางอย่าง จะค่อย ๆ สร้างตัวตนใหม่ขึ้นมาในร่างกาย
หลังจากไปดวงจันทร์ อุปนิสัยของโรซายล์เปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว
จากทั้งยี่สิบสอง มีบางเส้นทางที่ขัดแย้งกัน เช่นแม่มดกับนักล่า
บางทีพระผู้สร้างต้นกำเนิดอาจสั่งสมความขัดแย้งมากมายไว้ภายในร่าง และทางเดียวที่จะบรรเทาได้ก็คือการหลับใหล…ไคลน์ผุดสมมติฐาน แต่ก็ไม่มีวิธียืนยันให้แน่ใจ
มันยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าคำพยากรณ์ของ ‘มหาต้นกำเนิด’ ที่จะลืมตาตื่นขึ้นเมื่อดวงดาวเรียงตัวในตำแหน่งที่เหมาะสม เป็นคนเดียวกับพระผู้สร้างต้นกำเนิดที่แบ่งแยกทุกสรรพสิ่งออกจากร่างกายตามตำนานของยุคสมัยปัจจุบัน
ข้อเท็จจริงนี้ต้องใช้หลักฐานในการพิสูจน์ ไม่สามารถสรุปและตกตะกอนได้ด้วยจินตนาการเพียงอย่างเดียว
“เราไม่ใช่นักสร้างฝันสักหน่อย…” ไคลน์พึมพำกับตัวเอง แหงนมองขึ้นด้านบนและพบเพียงความว่างเปล่าสีเทาที่มีมวลเมฆปะปนประปราย “ยังมีหลายสิ่งให้เราต้องตรวจสอบและยืนยัน เช่น สถานที่ที่ชื่อเชอร์โนบิล แท้จริงแล้วอาจเป็นจุดหลบภัยของมนุษย์หลังจาก ‘มหาต้นกำเนิด’ ลืมตาตื่น…และตะกอนพลังของทั้งยี่สิบสองเส้นทางถูกแบ่งออกจากร่าง ‘มหาต้นกำเนิด’ จริงหรือ…รวมถึงตำแหน่งของดวงดาว ในปัจจุบันคือตำแหน่งที่ผิดปรกติหรือถูกต้อง? ถ้าผิดปรกติหมายความว่าในวันสิ้นโลกปี หนึ่งพันสามร้อยหกสิบแปด พวกมันจะกลับมาอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง? ต้นกำเนิดของศิลาเย้ยเทพคืออะไร และมีสิ่งใดอยู่บนดวงจันทร์…”
คิดถึงตรงนี้ นิ้วที่ไคลน์ใช้เคาะโต๊ะหยุดขยับ ตามด้วยส่งเสียงพึมพำ
…ทวีปตะวันตกในตำนานซึ่งเป็นบ้านเกิดของเอลฟ์…ปัจจุบันยังมีตัวตนอยู่หรือไม่ และเหตุใดถึงไม่มีใครเข้าไปได้…
คำตอบของไคลน์คือความเงียบงันเป็นเวลานาน จนกระทั่งชายหนุ่มเอนหลังพร้อมกับวางแขนลงบนที่พักแขน
หลายนาทีผ่านไป ไคลน์หลับตาลงพลางตัดสินใจบางสิ่ง
หลังจากคืนชีพสำเร็จ มันจะอยู่บนดินแดนเทพทอดทิ้งไปอีกสักพัก เพื่อค้นหาคำตอบของชุดคำถามเมื่อครู่
ดังคำของจักรพรรดิโรซายล์ คำตอบของเรื่องราวมากมายซ่อนอยู่ในดินแดนเทพทอดทิ้ง และผู้เย้ยเทพอามุนด์ก็เตร็ดเตร่อยู่ที่นี่มานานกว่าพันปีเพื่อสืบหาความจริงของประวัติศาสตร์เหนือยุคสมัยที่หนึ่ง…
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเดินไปทางทิศตะวันออกของดินแดนเทพทอดทิ้งเรื่อย ๆ มีโอกาสที่เราจะได้พบกับทวีปตะวันตกในตำนาน…ไคลน์มองออกไปนอกวังโบราณ จ้องมองเข้าไปในความมืดที่มองไม่เห็นระยะทาง
สำหรับชายหนุ่ม การหมกตัวอยู่ในดินแดนอันรกร้างแห่งนี้ยังถือเป็นกลยุทธ์สำหรับดึงดูดความสนใจทั้งหมดของอามุนด์ อีกฝ่ายจะไม่ได้ต้องส่งร่างโคลนแทรกซึมเข้าไปในเบ็คลันด์เพื่อตามหาเกอร์มันสแปร์โรว์และสร้างอันตรายกับคนใกล้ตัว
โชคดีที่ร่างโคลนอามุนด์ตัวที่รู้ว่าเราเป็นคนใจอ่อนถูกกำจัดไปแล้ว และข้อมูลไม่มีทางรั่วไหลออกไปเพราะถูกปกปิดด้วยโลกพิเศษ…หากไม่แล้ว อามุนด์คงใช้เบ็นสัน เมลิสซ่า เลียวนาร์ด และมิสจัสติสเป็นเครื่องมือในการต่อรอง และผลลัพธ์จะเลวร้ายชนิดที่ไม่มีทางจินตนาการได้…หึหึ ในที่สุดราชาเหลืองดำผู้ครองพลังโชคลาภก็สำแดงฤทธิ์เดช…เฮ้อ…แต่ถึงเราอยากจะออกไปจากดินแดนเทพทอดทิ้ง นั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดูเหมือนว่าวิธีเดียวคือการบุกเข้าไปในสถานที่หลับใหลของเทวทูตมืด…ไคลน์ส่ายหน้าพลางยิ้มขื่นขม ตระหนักว่าแม้ตนจะคืนชีพสำเร็จ แต่ก็ยังอยู่ท่ามกลางวังวนแห่งอันตราย
ไม่ว่าจะขบคิดในมุมใด ปราชญ์โบราณที่ถูกราชาเทวทูตไล่ล่าก็ไม่น่าจะเอาตัวรอดได้นานนัก!
จุดที่สำคัญที่สุดก็คือ เทพธิดารัตติกาลยังคงย่อยเอกลักษณ์ของเส้นทางยมทูตไม่เสร็จ พลังที่พระองค์สามารถส่งมายังดินแดนเทพทอดทิ้งได้นั้นมีจำกัด หากเทวทูตกาลเวลาอยู่ในสถานะเตรียมพร้อม ไม่มีทางเลยที่เหตุการณ์ในวันนี้จะเกิดขึ้นซ้ำรอย
หลังจากคืนชีพคงต้องหาทางขอความช่วยเหลือจากตัวจนลึกลับอื่น เช่นการท่องพระนามเต็มอันทรงเกียรติของวายุสลาตัน สุริยันเจิดจรัส และปัญญาความรู้ เพื่อตรวจสอบว่าพวกท่านส่งพลังเข้ามาในดินแดนเทพทอดทิ้งได้หรือไม่…พวกท่านที่เคยแบ่งกันกินร่างของเทพสุริยันเจิดจรัส คงไม่อยากเห็นอามุนด์ได้ครอบครองปราสาทต้นกำเนิดแน่…
ในทำนองเดียวกับ เนื่องจากโอสถปราชญ์โบราณถูกย่อยสมบูรณ์แล้ว ก็ต้องพิจารณาถึงการเลื่อนลำดับเป็นผู้ชี้นำปาฏิหาริย์…เมื่อใดที่เรากลายเป็นเทวทูตและมีร่างสัตว์ในตำนานที่สมบูรณ์ หลายสิ่งจะง่ายขึ้นมาก…อย่างน้อยในยามที่เผชิญหน้ากับร่างต้นของอามุนด์ เราจะไม่ถูกเล่นงานด้วยเสียงเพรียกในหัว…ไคลน์ตัดสินใจรอให้ร่างวิญญาณของตนฟื้นฟูกลับมา จากนั้นก็หาสื่อกลางมาทำนายถึงกลุ่มก้อนหนอนแมลงโปร่งใสบนยอดเขาหลักของเทือกเขาโฮนาซิส เพื่อ ‘รับความรู้’ ที่เกี่ยวกับผู้ชี้นำปาฏิหาริย์
มีโอกาสเป็นไปได้สูงว่านั่นคือ ‘ฮาล์ฟฟูล’ แห่งตระกูลอันทีโกนัส!
หลังจากวางแผนอนาคต ไคลน์มองไปรอบตัวและเริ่มตอบสนองดาวแดง
“ชุมนุมทาโรต์จะถูกจัดขึ้นตามปรกติในวันนี้”
มันอยากได้ยินไอเดียจากเฮอร์มิท แฮงแมน และคนที่เหลือ สำหรับแนวคิดในการคืนชีพและเอาตัวรอดจากอามุนด์
แน่นอนว่าต้องมีข้ออ้างที่สมเหตุสมผล และไคลน์ก็คิดเตรียมไว้แล้ว
หลังจากตอบสนองครบ ชายหนุ่มกลับมานั่งนิ่งบนมิติหมอกอีกครั้งโดยไม่มีที่ไป
ผ่านไปสักพักมันเอียงตัวเล็กน้อย ใช้มือขวายันศีรษะพลางเอียงคอมองตรงไปข้างหน้า
บนโต๊ะทองแดงยาวลวดลายโบราณ จานอาหารรสเลิศจำนวนมากปรากฏขึ้นพร้อมกับเทียนไข เก้าอี้พนักสูงด้านนอกถูกเปลี่ยนให้มีรูปลักษณ์ใกล้เคียงกับยุคสมัยปัจจุบันมากขึ้น
ร่างของมนุษย์ทยอยปรากฏขึ้นทีละหนึ่ง บ้างเป็นชายวัยกลางคนที่ชอบพูดเสียงดัง ผมสีดำมีหงอกสีเงินแซม บ้างเป็นสตรีที่มีใบหน้าแบบชาวตะวันออก ผมสั้นติ่งหู อายุเกือบครึ่งร้อย บ้างเป็นเด็กหนุ่มที่กำลังเล่นโทรศัพท์อย่างสนุกนาน บ้างเป็นเด็กสาวร่างเล็กที่ชอบเล่าเรื่องตลก
ด้านหลังพวกมัน ร่างใหม่ถูกวาดเพิ่มเติม มีทั้งดันน์เจ้าของศีรษะเถิก ดวงตาสีเทาลุ่มลึก และดาลีย์ที่ทาปัดแก้มกับรอบดวงตาด้วยสีฟ้า
ท่ามกลางสายหมอกสีเทา ทุกคนหัวเราะและยิ้มแย้มอย่างมีความสุขใต้แสงเทียน รับประทานอาหารเป็นครั้งคราว
ไคลน์ยังคงค้างอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน เฝ้ามองฉากตรงหน้าโดยไม่ขยับเขยื้อน
เพียงพริบตาอามุนด์มองเห็นสายหมอกสีเทาและวังโบราณอันแสนสง่างามด้านบน
ขอเพียงมันเหยียดแขนผ่านสิ่งกีดขวางสุดท้ายเข้าไปสัมผัสกับปราสาทต้น สิทธิ์ความเป็นเจ้าของก็จะถูกโอนถ่ายทันที
แต่ทันใดนั้นฝ่ามือสีน้ำเงินเข้มขนาดมหึมาปรากฏขึ้นเหนือภาพมายาของอามุนด์ กีดขวางมิให้มันผ่านเข้าไปในปราสาทต้นกำเนิด
ภาพมายาของอามุนด์หันไปมองตามสัญชาตญาณ และพบกับคนยักษ์ตาเดียวที่ร่างกายเต็มไปด้วยหนอง
บลาเดล หรือที่รู้จักกันในนามเทพแห่งเกียรติยศ ดวงตาแนวตั้งของมันยังคงปราศจากชีวิตชีวา คำสาปแห่งสายหมอกยังคงแผ่ออกจากร่างกายอย่างต่อเนื่อง
แต่ต่างไปจากปรกติ ท่อมายาสีดำปริศนากำลังเชื่อมต่อกับแผ่นหลังบลาเดลและยืดยาวออกไปอย่างไร้จุดสิ้นสุด ไม่มีใครทราบว่ากำลังเชื่อมต่อกับสิ่งใด
ชิ้ง!
คนยักษ์สีน้ำเงินเข้มสูงหลายสิบเมตรทำการควบแน่นดาบสีส้มขนาดมหึมาไว้ในมือ จากนั้นก็แทงใส่อามุนด์ที่ยืนริมหุบเหว
บุตรชายคนสุดท้องของราชาคนยักษ์ซึ่งตายไปเพราะคำสาป กำลังระเบิดพลังเหนือจินตนาการออกมาหลังจากเตร็ดเตร่ท่ามกลางความว่างเปล่านานนับพันปี
ดาบยักษ์สนธยาแทงใส่ความว่างเปล่า ปลายดาบโผล่ในจุดที่อามุนด์กำลังยืน อำนาจการแทงรุนแรงจนสร้างพายุที่สามารถทำลายทุ่งกว้างแห่งนี้ได้อย่างง่ายดาย
อามุนด์ไม่ขยับเขยื้อน ยังคงยืนนิ่งในตำแหน่งเดิม และไม่ว่าพายุดาบสีส้มจะเกรี้ยวกราดสักเพียงใด แต่ก็มิอาจสร้างรอยขีดข่วนให้อามุนด์
คล้ายกับกำลังฉวยโอกาสจากข้อผิดพลาดบางอย่างของโลกใบนี้
แต่ในสภาพดังกล่าว อามุนด์มิอาจส่งเสียงเพรียกเข้าไปในหัวไคลน์ได้โดยตรง ส่งผลให้ชายหนุ่มได้รับความคิดกลับคืนมา
ทั้งที่เกือบคลุ้มคลั่งไปเมื่อครู่ แต่ไคลน์กลับมีสติกระจ่างชัดได้จากเสียงสวดวิงวอนที่ซ้อนทับหลายชั้น จึงรีบทำการเชื่อมต่อกับ ‘ร่าง’ สีแดงเข้มที่นั่งบนเก้าอี้เดอะฟูลบนมิติหมอก
มันไม่ลังเลที่จะกลับไปยังปราสาทต้นกำเนิด!
ขณะเดียวกัน ภาพมายาของอามุนด์ที่พยายามแทรกซึมสายหมอกสีเทา ยังคงถูกฝ่ามือของ ‘เทพแห่งเกียรติยศ’ บลาเดลขวางไว้จนมิอาจทะลวงผ่านอุปสรรคสุดท้ายได้ในเวลาอันสั้น
ราชาเทวทูตที่สวมแว่นตาขาเดียว เปล่งเสียงออกมาพร้อมกันทั้งร่างต้นและร่างมายา
“รัตติกาล…”
ถูกต้อง นี่คือความช่วยเหลือจากเทพธิดารัตติกาล แต่ก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล!
แม้ไคลน์จะไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าไร แต่มันก็เก็บไว้เป็นไพ่ตายมาตลอด ถึงจะมองเห็นโอกาสสำเร็จ แต่ความน่าจะเป็นก็ต่ำมาก จึงต้องเก็บไว้ใช้ในยามที่สิ้นหวังสุดขีดเท่านั้น
หลังจากเข้าสู่ดินแดนเทพทอดทิ้ง ทุกครั้งที่มีอิสระทางความคิด มันจะเค้นสมองนึกถึง ‘ทรัพยากร’ ที่ตนมีเสมอ และนั่นช่วยให้ตระหนักถึงหนึ่งสิ่ง
เหตุการณ์เกี่ยวกับอดีตเจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์!
นักล่าปีศาจพยายามเปลี่ยนไปยังลำดับสาม ของเส้นทางมรณา แต่เกิดการกลายพันธุ์เป็นสัตว์ประหลาดภายในอนุสาวรีย์บรรจุศพตัวเอง
การกลายพันธุ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ ‘ท่อมายาสีดำ’ และไคลน์ก็เคยเห็นสิ่งเดียวกันจากมรณาเทียมของนิกายวิญญาณ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การกลายพันธุ์ของอดีตเจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ น่าจะเกี่ยวข้องกับมรณาเทียมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
และนั่นช่วยอนุมานทางอ้อมได้ว่า ตัวตนที่สามารถส่งอิทธิพลมายังดินแดนเทพทอดทิ้ง นอกจากพระผู้สร้างแท้จริงก็ยังมีเทพมรณาเทียมซึ่งเคยกลับมา ‘มีชีวิต’ ในระดับหนึ่ง
และปัจจุบัน เทพมรณาเทียมมีค่าเท่ากับเทพธิดารัตติกาลในบางแง่มุม!
จากข้อเท็จจริงข้างต้น ไคลน์สงสัยว่าเทพธิดารัตติกาลสามารถส่งอิทธิพลบางอย่างมายังดินแดนเทพทอดทิ้งโดยอาศัย ‘เอกลักษณ์’ ของเส้นทางมรณาเป็นสื่อกลาง
นอกจากนี้ หากเป็นความลับเกี่ยวกับอดีตเจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ ผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์จะมีอยู่เพียงสาม ประกอบด้วย หนึ่งเจ้าเมืองคนปัจจุบัน โคลินอีเลียด สองอาวุโสครึ่งเทพ ฮอยต์เฌอมงต์ และสามอาวุโสคนเลี้ยงแกะ โลเฟียร์ พวกมันเป็นถึงนึกบุญลำดับสี่ หรือไม่ก็สาวกคนสำคัญของพระผู้สร้างแท้จริง ไม่มีทางที่จะถูกอามุนด์ยึดครองร่างโดยไม่รู้ตัว
สำหรับบุคคลเดียวที่ได้ยินเรื่องราวหลังจากนั้นอย่างเดอร์ริคเบเกอร์ เด็กหนุ่มเองก็ไม่ใช่เป้าหมายการยึดร่างของอามุนด์ เพราะอยู่ในสายตาของเดอะฟูลตลอดเวลา
กล่าวอีกนัยหนึ่ง อามุนด์ย่อมไม่ทราบว่า การกลายพันธุ์ของอดีตเจ้าเมืองมีต้นเหตุมาจากท่อมายาสีดำ
ดังนั้นต่อให้อามุนด์ทราบว่าเทพธิดารัตติกาลกำลังครอบครองเอกลักษณ์ของเส้นทางมรณา จนทำให้เทพสงครามตอบโต้อย่างเดือดดาล แต่ก็ไม่มีทางล่วงรู้ความลับซึ่งถูกปกปิดอย่างมิดชิดภายในดินแดนเทพทอดทิ้ง
อาศัยข้อมูลดังกล่าว ไคลน์ตัดสินใจเตรียมการบางอย่างทั้งที่ไม่มีความมั่นใจมากนัก
ภายในเมืองที่ศรัทธาฟีนิกซ์ ชายหนุ่มมิได้นำตะกอนพลังของเส้นทางมรณาติดตัวมาด้วย โดยหวังว่าพวกมันจะกลายเป็น ‘ป้ายบอกทาง’
หลังจากอัญเชิญภาพฉายซาราธจากช่องว่างประวัติศาสตร์ ไคลน์ไม่รีบร้อนฆ่าตัวตาย ในแง่หนึ่งมันกังวลว่าอามุนด์จะยังเหลือวิธีที่จะยับยั้งตน ส่วนอีกแง่หนึ่งมันต้องการอัญเชิญภาพฉายของบริวารอำพราง อาเรียนน่า เพื่อแจ้งเทพธิดารัตติกาลเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน
เมื่อเตรียมการทั้งสองสิ่งเสร็จ ไคลน์เองก็ไม่มั่นใจผลลัพธ์ในอนาคต จึงหันกลับไปสนใจเรื่องที่อามุนด์ใช้ร่างจริงสวมรอยแทนร่างโคลน
จนกระทั่งเดินทางมาถึงที่หมายสุดท้ายและได้พบกับซากศพเทวทูตเดินเตร็ดเตร่ ไคลน์ซึ่งเอาแต่สติแตกกับความจริงที่อามุนด์พรั่งพรู เพิ่งตระหนักได้เมื่อครู่ว่า เทพธิดาแอบควบคุมซากศพลูกชายคนสุดท้องของราชาคนยักษ์ด้วย ‘เอกลักษณ์’ ของเส้นทางมรณามาสักพักแล้ว และเธอรอคอยโอกาสลงมืออย่างเยือกเย็นมาตลอด
นอกจากนั้นพลังแห่งการปกปิดที่ยังหลงเหลือภายในดินแดนเทพทอดทิ้ง คือตัวช่วยชั้นดีที่ทำให้ ‘ท่อมายาสีดำ’ เล็ดลอดสายตาอามุนด์
ทันใดนั้นภายในวังโบราณเหนือสายหมอกสีเทา บนเก้าอี้ในตำแหน่งเดอะฟูล ร่างสีแดงเข้มซึ่งสลายตัวสลับกับควบแน่นเป็นระยะ เริ่มทวีความคมชัดและเผยให้เห็นเส้นผมสีดำ ดวงตาสีน้ำตาล บรรยากาศคล้ายหนอนหนังสือ ไคลน์โมเร็ตติ
เพียงแค่คิดสติและร่างวิญญาณของชายหนุ่มก็ถูกส่งเข้ามายังปราสาทต้นกำเนิดอย่างง่ายดาย!
อาศัยการเชื่อมต่อที่แน่นแฟ้นระหว่างปราสาทต้นกำเนิดกับร่างวิญญาณของตน รวมถึงการส่งเสริมจากคำสวดวิงวอนของสมาชิกชุมนุมทาโรต์ ไคลน์มองเห็นตัวเองบนโลกความจริงซึ่งกำลังดวงตาเหม่อลอยและใกล้คลุ้มคลั่งเต็มที มองเห็นร่างมายาของอามุนด์ที่กำลังใช้ ‘ข้อผิดพลาด’ ทะลวงผ่านฝ่ามือสีน้ำเงินเข้มของคนยักษ์
อามุนด์ที่สวมแว่นตาผลึกแก้วเงยหน้าขึ้น สบตากับไคลน์ซึ่งกำลังนั่งบนบัลลังก์เดอะฟูล
ไคลน์โบกมืออัญเชิญคทาเทพสมุทรและยกขึ้น
สายหมอกสีเทาทั้งหมดพลันเดือดพล่าน ปราสาทต้นกำเนิดสั่นสะเทือนไปทั้งหลัง
พลังอันน่าเกรงขามและน่าสะพรึงควบแน่นกลายเป็นพายุสายฟ้าที่ทรงพลัง ท่ามกลางแสงสว่างซึ่งเกิดจากอัญมณีทุกเม็ดบนหัวคทา กลุ่มก้อนสายฟ้าปริมาณมหาศาลกระหน่ำยิงใส่ร่างมายาของอามุนด์ในตัวไคลน์อย่างท่วมท้น
เสียงสายฟ้าร้องคำรามดังกึกก้อง อสนีบาตสีเงินสว่างฉีกทำลายทุกสรรพสิ่งที่มันปกคลุม
ภาพมายาของอามุนด์พลันเลือนหาย แต่ร่างเนื้อของไคลน์ก็ไม่เหลือซากเช่นกัน
ในที่สุดชายหนุ่มประสบความสำเร็จในการฆ่าตัวตาย
หลังจากโจมตีเสร็จ ไคลน์ที่กำลังนั่งบนบัลลังก์สูง รีบตัดการเชื่อมต่อระหว่างปราสาทต้นกำเนิดกับโลกแห่งความจริง เพื่อไม่ให้อามุนด์ใช้เป็นเส้นทางในการก่อความวุ่นวายเพิ่มเติม
ทันทีหลังจากนั้น มันเริ่มรอคอย ‘ปาฏิหาริย์’ และการคืนชีพ
ณ ริมหุบเหวที่ด้านล่างมีอาคารสีเทาอ่อน ร่างหลักอามุนด์ขยับกรอบแว่นตาพลางขโมยคำสาปที่ทำให้บลาเดล ‘ยังไม่หายไปไหน’
คนยักษ์สีน้ำเงินเข้มพลันเน่าเปื่อยและกลายเป็นกระดูกขาวอย่างรวดเร็ว ท่อมายาสีดำรีบหดกลับเข้าไปในส่วนลึกของความมืดมิด
อามุนด์ที่แต่งกายในเสื้อคลุมสีดำและหมวกปลายแหลม ยืนแช่อยู่ในตำแหน่งเดิมเป็นเวลานานก่อนจะแหงนมองฟ้าด้วยความเงียบงัน ราวกับมันกำลังจดจ้องปราสาทต้นกำเนิดผ่านสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์
ในที่สุดมันขยับกรอบแว่นพร้อมกับขดมุมปากยิ้ม:
“น่าสนุกดีนี่”
…
บนวังโบราณไคลน์นั่งในตำแหน่งเดอะฟูลหัวโต๊ะทองแดงยาว สายตามองลงไปยังหมอกสีเทาเบื้องล่าง
มันพบว่าตะกอนพลังซึ่งเคยอยู่ในร่างเนื้อที่เพิ่งถูกทำลายไปของตน ปัจจุบันถูกส่งเข้าไปในช่องว่างประวัติศาสตร์และผสานเข้ากับหนอนวิญญาณจากในอดีต
ขอเพียงจิตใต้สำนึกไคลน์บนปราสาทต้นกำเนิดอนุญาต หนอนวิญญาณเหล่านี้สามารถออกจากสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์และก่อตัวเป็นรูปร่างบนโลกความจริงอีกครั้ง
ปาฏิหาริย์การคืนชีพ โดยหลักแล้วเป็นการยืมพลังจากอดีตด้วยวิธีการซับซ้อน
ปาฏิหาริย์เกิดจากการเล่นแร่แปรธาตุอดีตกับอนาคต? ไคลน์ขมวดคิ้วพลางวิเคราะห์ว่า ‘ปาฏิหาริย์’ ของ ‘ผู้ชี้นำปาฏิหาริย์’ ทำงานอย่างไร
ไตร่ตรองสักพัก มันสลัดความคิดฟุ้งซ่านและหันมาทดสอบการคืนชีพบนปราสาทต้นกำเนิด แต่ทันใดนั้นก็พบปัญหา
การคืนชีพจะทำได้เฉพาะบนโลกความจริงเท่านั้น แถมยังต้องอยู่ในขอบเขตของซากศพ ส่วนร่างวิญญาณสามารถคืนชีพบนปราสาทต้นกำเนิดได้ แต่ในความเป็นจริง ร่างวิญญาณของไคลน์มิได้ถูกทำลาย แต่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงในตำแหน่งเดอะฟูล
หลักการคืนชีพคือการยืมพลังจากอดีต…จำนวนการคืนชีพจะเพิ่มขึ้นหลังจากเรากลายเป็นผู้ชี้นำปาฏิหาริย์…ตอนนี้น่าจะเหลืออีกแค่ครั้งเดียว…เฮ้อ…อามุนด์ต้องเฝ้าศพเราแน่…ต้องรีบหาวิธีออกจากสถานการณ์ปัจจุบันโดยเร็ว…สามัญสำนึกเกี่ยวกับเวลาของอามุนด์ผิดแผกไปจากมนุษย์ แถมยังเป็นเทพแห่งการกลั่นแกล้งที่อดทนมาก…อา…เราจะอยู่ในสภาพนี้ได้อีกสามวัน โดยหลังจากนั้นจะไม่สามารถยืมพลังจากอดีตเพื่อคืนชีพได้อีกแล้ว…หากทำไม่สำเร็จ เราจะกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนที่ไม่มีร่างเนื้อ! สมองไคลน์กำลังประมวลผลอย่างหนัก แม้ภายในใจจะยังกังวลอยู่หลายส่วน แต่ก็นับว่าผ่อนคลายกว่าสามวันที่ผ่านมา
ในที่สุดก็รอดพ้นจากสถานการณ์สิ้นหวังได้เสียที
ไคลน์มองไปทางทิวแถวเก้าอี้พนักสูงซึ่งสัญลักษณ์ด้านหลังกำลังเปล่งแสง จากนั้นก็มองดาวแดงที่คอยยุบพองและหดกลับตลอดเวลา
มันถอนหายใจยาวพร้อมกับเอนหลังพิงพนัก อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้ม
“พวกเขาคือหลักยึดเหนี่ยวของเรา”
…………………………
“เชอร์โนบิล!”
ได้ยินคำพูดอามุนด์ ท่าทีตอบสนองแรกของไคลน์คือตกตะลึง
ในตอนที่เข้าใกล้คนยักษ์สีน้ำเงินเข้ม ชายหนุ่มคาดหวังไว้หลายสิ่ง แต่ไม่คิดว่าจะได้ยินชื่อนี้
เป็นความรู้สึกคล้ายกับได้เห็นปืนกลในภาพวาดสีน้ำมันโบราณ หรือบทนิยายบนเอกสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ความตกตะลึงและยากจะทำใจยอมรับกำลังถาโถมหนักหน่วง
วินาทีถัดมาไคลน์นึกถึงประเด็นอันน่าขบขัน เป็นเรื่องที่เทพสุริยันบรรพกาลใช้กระดูกซี่โครงของตนสร้างเทวทูตมืด ซาสเรีย และยังตั้งชื่อลูกชายคนโตว่าอาดัม ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันมีความคล้ายคลึงกัน และนึกอยากหัวเราะออกมา
เมื่อตระหนักว่าอามุนด์ซึ่งแข็งแกร่งเหนือจินตนาการชนิดที่ควรถูกนิยามว่า ‘บั๊ก’ ของโลก อามุนด์ที่มักแสยะยิ้มแฝงเลศนัยบนใบหน้า กำลังเปล่งชื่อ ‘เชอร์โนบิล’ ออกมาด้วยท่าทีขึงขังและเคร่งขรึม ไคลน์ยิ่งนึกอยากหัวเราะเสียงดัง และไม่คิดจะเก็บซ่อนพฤติกรรมดังกล่าว
ถ้าหมอนั่นอับอายและโกรธจนพลั้งมือฆ่าเรา นั่นคงจะดีไม่น้อย…การที่อามุนด์มีนิสัยเช่นนี้มาจนถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าการอบรมสั่งสอนของเทพสุริยันบรรพกาลเต็มไปด้วยข้อบกพร่อง! ไคลน์ยิ้มอย่างไม่ปิดบัง เตรียมระเบิดเสียงหัวเราะโดยไม่ยำเกรง
ทันใดนั้นสายฟ้าสีเงินสว่างพาดยาวไปบนท้องฟ้า ช่วยมอบความสว่างไปทั่วหุบเหวลึก ไคลน์จึงมองเห็นอาคารสีเทาอ่อนด้านล่างอีกครั้ง
สถาปัตยกรรมของอาคารแตกต่างจากยุคสมัยที่สี่ สาม และสองโดยสิ้นเชิง
ตึกตัก!
หัวใจไคลน์หดตัวและพองออกอย่างรวดเร็ว รอยยิ้มที่เตรียมเบ่งบานพลันแข็งทื่อ
ตึกตัก! ตึกตัก!
ขณะได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง ไคลน์พลันฉุกคิดถึงสามัญสำนึกของโลกปัจจุบัน
หนึ่งปีมีสิบสองเดือน…สามร้อยหกสิบห้าวัน…และมีปีอธิกสุรทิน…
วันละยี่สิบสี่ชั่วโมง หกสิบนาทีต่อชั่วโมง หกสิบวินาทีต่อนาที…
ได้รับการยืนยันว่าเป็นดาวเคราะห์…
มีดวงอาทิตย์และดวงจันทร์บนท้องฟ้า…
ตึกตัก! ตึกตัก! ตึกตัก!
สัญชาตญาณของไคลน์คอยยับยั้งมิให้ตัวเองคิดลึกไปกว่านี้ แต่ก็อดไม่ได้ที่ภายในใจจะมี ‘เสียง’
หรือว่าที่จริงแล้วเราไม่ได้เดินทาง ‘ข้ามโลก’ ? ยังคงอยู่บนโลกใบเดิมมาตลอด แต่ถูกแขวนไว้บนประตูแสงเหนือมิติหมอกเกินไป…นานจนไม่ใช่คนจากยุคสมัยปัจจุบัน…
เมื่อความคิดดังกล่าวเริ่มก่อตัว รายละเอียดจำนวนมากที่มันเคยมองข้าม พลันปะทุขึ้นในใจราวกับภูเขาไฟระเบิด
ทางฝั่งตะวันออกของทะเลโซเนีย ก่อนจะเข้าเขตซากสมรภูมิเทพ มีอาคารที่ทำจากเหล็กผุพังและบ่อน้ำใต้ทะเลลึก…คล้ายกับเหลือทิ้งไว้โดยฝีมือของมนุษย์…
ทวีปเหนือและใต้มีความคล้ายคลึงกับทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้…ยกเว้นช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างทั้งสองทวีป ซึ่งนั่นดูคล้ายกับถูกพลังบางอย่างแยกออกจากกันจนเกิดเป็นทะเลคลั่งที่มีเส้นทางเดินเรือคดเคี้ยว…นอกจากนั้น เกาะโซเนียยังเหมือนกับเกาะขนาดใหญ่ทางเหนือที่ไหลลงมาทางใต้เล็กน้อย…แคว้นเลียบทะเลเปรียบดังทะเลสาป ‘เกรตเลค’ ของทวีปอเมริกาเหนือที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ราวกับถูกพุ่งชนโดยอุกกาบาตลูกยักษ์…
สำหรับทวีปเหนือ ภูเขา แนวสันเขา และแม่น้ำมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ยังหลงเหลือเค้าโครงพื้นฐานหากนำมาเทียบกัน…
ถ้าอย่างนั้น…ทวีปตะวันตก บ้านเกิดของเอลฟ์ และทวีปตะวันออกซึ่งเป็นสถานที่ตั้งดินแดนเทพทอดทิ้งกับเชอร์โนบิล…
จากตำนานขุมทรัพย์แห่งท้องทะเล มีอารยธรรมที่สาบสูญชื่อว่า ‘เนวินส์’ ซึ่งน่าจะจมอยู่ที่ใดสักแห่งในทะเลหมอก…
พ่อแม่ของราชาคนยักษ์เป็นมนุษย์…ต้นกำเนิดของผีดูดเลือดและเอลฟ์ก็ถูกสงสัยว่าจะมาจากมนุษย์เช่นกัน…
ข้อสงสัยก่อนหน้านี้ของเรา…เหตุใดปราสาทต้นกำเนิดถึงต้องจับมนุษย์จากโลกของเรา และทำไมพวกเขาถึงอาศัยในยุคสมัยเดียวกับเรา…เรื่องนี้สามารถอธิบายได้อย่างกระจ่าง…
ภายในเวลาเพียงสองถึงสามวินาที จิตไคลน์คล้ายถูกฟ้าผ่าเป็นระยะ ริมฝีปากของมันสั่นระริก ราวกับกำลังข่มใจมิให้โพล่งบางสิ่งออกมา
แต่ดวงจันทร์ของโลกใบนี้มีสีแดง…อวกาศก็แตกต่างจากโลกเล็กน้อย…เราไม่ใช่หนอนดาราศาสตร์ จึงไม่มั่นใจนัก แต่จักรพรรดิดื่มโอสถเส้นทางนักปราชญ์เข้าไป หากอวกาศมีดวงดาวเหมือนกับโลกเก่า เขาก็ต้องค้นพบนานแล้ว…ความคิดเชิงโต้แย้งผุดขึ้นในใจไคลน์
แต่วินาทีถัดมา มันหวนนึกถึงสองประโยค
ประโยคแรกเป็นคำพยากรณ์อันน่าสะพรึงที่เคยอ่านจากโลกออนไลน์ในชีวิตก่อนหน้า:
“เมื่อดวงดาวเรียงตัวกันในตำแหน่งเฉพาะเจาะจง ความโกลาหลจะบังเกิดขึ้นจากเบื้องล่าง และมหาต้นกำเนิดจะลืมตาตื่น”
อีกหนึ่งประโยคก็คือ
“ระวังดวงจันทร์ให้ดี!”
นี่มัน…คำพยากรณ์ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นอย่างส่งเดชหรอกหรือ? เมื่อดวงดาวเรียงตัวในตำแหน่งเฉพาะเจาะจง…ส่งผลให้ตำแหน่งปัจจุบันของดวงดาวในอวกาศ ไม่สอดคล้องกับโลกเก่า? ไคลน์แทบจะไม่สนใจอามุนด์ตรงหน้า เพียงยืนสั่นเทาอยู่จุดเดิม
มันรวบรวมเรี่ยวแรงอย่างมากเพื่อที่จะถอนหายใจ
บางทีเราอาจไม่เคยออกจากบ้านเกิด…แค่กลับไปไม่ได้อีกแล้ว…
ขณะความคิดกำลังกระจ่าง สายหมอกสีเทาปรากฏขึ้นอย่างเงียบงันเบื้องหน้า
คราวนี้มันกำลังยืนอยู่ในประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับป่าเสื่อมโทรม เป็นช่วงเวลาสิ้นสุดยุคสมัยที่หนึ่งและจุดเริ่มต้นของยุคสมัยที่สอง
แตกต่างจากอดีต สายหมอกสีเทาในปัจจุบันมิได้ว่างเปล่าอีกต่อไป ในส่วนลึกของสายหมอกมีจุดแสงหลายดวงกำลังส่องสว่าง
พวกมันเป็นราวกับประภาคารที่คอยนำทาง ช่วยให้ไคลน์สำรวจประวัติศาสตร์ลึกเข้าไปจากเดิมอีกนับพันปีหรือมากกว่านั้น
ถัดมาชายหนุ่มพบบานประตูแห่งแสงที่มีสีน้ำเงินเจือดำ เห็นรังไหมโปร่งใสถูกแขวนเรียงรายด้านบนประตูแสง และเห็นตัวเองในเสื้อยืดกางเกงสแล็ค
สายลมที่มองไม่เห็นพัดผ่าน ช่วยแหวกหมอกสีเทาใต้ประตูทีละนิด จนกระทั่งเผยให้เห็นเมือง
ภายในเมืองเต็มไปด้วยตึกระฟ้า รถยนต์หลายคันที่กำลังจอดรอคนเดินถนนข้ามทางม้าลาย
เมืองดังกล่าวทยอยถูกทำลายไปทีละจุด ปกคลุมด้วยฝุ่นผงสีเทา อาคารหลายหลังพังถล่มจนเผยเหล็กเส้นยื่นยาว รถบางคันติดอยู่ในตึก บางคันถูกสะเก็ดถล่มจนพัง และบางคนถูกบดแบนเป็นแผ่นเหล็ก คนเดินถนนต่างยืนแข็งทื่อราวกับหุ่นขี้ผึ้งไร้ชีวิต
ได้เห็นฉากตรงหน้า ไคลน์หยุดเพ่งมองทันที
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า
ดาวเคราะห์ดวงนี้คือโลก!
ในวินาทีนี้โอสถปราชญ์โบราณของชายหนุ่มถูกย่อยอย่างสมบูรณ์
จิตใต้สำนึกไคลน์ถูกส่งกลับมายังโลกความจริงทันที มันตระหนักว่าสายสัมพันธ์ระหว่างตนกับปราสาทต้นกำเนิดแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น
ท่ามกลางความอื้ออึง เสียงกังวานจากการสวดวิงวอนของสมาชิกชุมนุมทาโรต์ทวีความดังและคมชัด
ก่อนหน้านี้อาศัยความช่วยเหลือจากเสียงสวดวิงวอนของทุกคน ไคลน์พอจะมองเห็นสถานการณ์ภายในปราสาทต้นกำเนิดเหนือสายหมอก และเห็นว่าในตำแหน่งเก้าอี้เดอะฟูล มีร่างที่บิดเบี้ยวพยายามก่อตัวให้คมชัดเพื่อสร้างการเชื่อมต่อบางอย่าง
ไคลน์ตระหนักได้ทันที ในวินาทีนี้ตนไม่จำเป็นต้องท่องคาถาหรือเดินถอยหลังสี่ก้าวอีกต่อไป เพียงแค่คิด ร่างวิญญาณก็สามารถเข้าสู่ปราสาทต้นกำเนิดและรวมเข้ากับ ‘ร่าง’ ดังกล่าวได้ทันที
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นี่คือโอกาสอันดีในการหลุดพ้นจากปัญหาตรงหน้า!
สลัดความคิดที่ว่าดาวเคราะห์ดวงนี้คือโลกออกไปก่อน ไคลน์เชื่อว่าอามุนด์ไม่มีทางตระหนักถึงพัฒนาการเมื่อครู่ จึงรีบเพ่งจิตเพื่อส่งตัวเองขึ้นไปยังปราสาทต้นกำเนิด
ทันใดนั้นหางตาไคลน์ชำเลืองเห็นอามุนด์ที่แต่งกายในชุดคลุมสีดำ หมวกปลายแหลม และแว่นตาขาเดียว ยกมุมปากเล็กน้อยด้วยความยินดีปรีดาเหนือพรรณนา
จิตไคลน์ระเบิดในพริบตา ความคิดทั้งหมดถูกครอบงำด้วยเสียงเพรียกจำนวนมหาศาลจากอามุนด์
“เจ้าพูดถูก…ข้าไม่คิดจะขโมยชะตากรรมของเจ้าเพื่อแบกรับความเสี่ยงที่จะมาพร้อมการเป็นเจ้าของปราสาทต้นกำเนิด…”
“เจ้าพูดถูก ข้าหลอกลวงมาตั้งแต่ต้น…”
“แต่แก่นแท้ของการหลอกลวง…คือการทำให้เจ้า ‘คิดว่า’ ข้ากำลังสร้างความหวังและทำลาย เพื่อให้เจ้าตอบรับข้อเสนอที่จะเป็นข้ารับใช้…”
“หากข้าไม่เปลี่ยนเครื่องแต่งกายในตอนที่เข้าสู่ดินแดนเทพทอดทิ้ง หากข้าไม่ ‘เผลอ’ ใช้พลังของ ‘ข้อผิดพลาด’ ออกมา เจ้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าข้าคือร่างต้น?”
“เทพแห่งการหลอกลวงจะมองไม่ออกเชียวหรือ ว่าการเปลี่ยนเครื่องแต่งกายจะนำมาซึ่งปัญหามากมาย?”
“คิดจริงหรือว่าตัวข้าซึ่งอาศัยอยู่ในเชอร์โนบิลมานาน จะไม่เข้าใจที่มาของชื่อนี้?”
“ข้าอยู่ในดินแดนเทพทอดทิ้งมานานกว่าพันปีเพื่อคอยขุดคุ้ยประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุด…ช่วงเวลาก่อนที่จะเริ่มต้นยุคสมัยที่หนึ่ง”
“จุดประสงค์ที่แท้จริงของการเดินทางก็คือ…มอบความรู้ทางประวัติศาสตร์แก่เจ้า ช่วยให้เจ้าย่อยโอสถปราชญ์โบราณและผ่อนคลายเมื่อเดินทางมาถึงที่นี่…จนกระทั่งเจ้ามีสายสัมพันธ์กับปราสาทต้นกำเนิดอย่างแน่นแฟ้นและพยายามกระตุ้นการเชื่อมต่อ ข้าจะฉวยโอกาสนั้นใช้ช่องโหว่เพื่อขโมยปราสาทต้นกำเนิดมาเป็นของตัวเอง”
“ชะตากรรมยังคงเป็นของเจ้า…แต่ปราสาทต้นกำเนิดเป็นของข้า”
…
เสียงเพรียกเหล่านี้ไม่เพียงจะเจือเสียงหัวเราะเย้ยหยันของราชาเทวทูต แต่มันยังทำลายจิตใจไคลน์จนแหลกละเอียด ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเสียงเพรียกจากมิสเตอร์ประตู
บนผิวหนังไคลน์เผยร่องรอยของหนอนวิญญาณทันที ชายหนุ่มกำลังจะคลุ้มคลั่งคาที่
และภายในร่างกาย หนอนกาลเวลาสิบสองปล้องของอามุนด์ทยอยผุดออกมาทีละหนึ่ง จากนั้นก็ควบแน่นกลายเป็นภาพมายาของอามุนด์ที่แต่งกายด้วยเสื้อคลุมจอมเวทสีดำ หมวกปลายแหลมและแว่นตาขาเดียว
ที่ผ่านมาอามุนด์ทำการยึดร่างไคลน์ในระดับผิวเผินโดยที่เจ้าตัวไม่เอะใจมาตลอด แต่มันมิได้ทำไปเพื่ออ่านความคิด หรือเตรียมความพร้อมสำหรับ ‘ยึดในร่างเชิงลึก’ หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน แต่เพื่อรอคอยโอกาสนี้!
ในตอนแรกที่พบกัน อามุนด์จงใจใช้การยึดร่างในเชิงลึกเพียงเพื่อหนึ่งจุดประสงค์ นั่นคือการแอบฝังหนอนกาลเวลาสำหรับ ‘ยึดร่างแบบผิวเผิน’ โดยไม่ให้ไคลน์รู้ตัวหรือตรวจสอบได้!
ภาพมายาของอามุนด์ชำเลืองมาทางไคลน์ที่กำลังถูกเสียงเพรียกถาโถมจิตใจจนไม่เหลือช่องว่างทางความคิด จากนั้นก็เผยรอยยิ้มชั่วร้ายที่เหมือนกับร่างต้นทุกประการ
มุมปากของมันบรรจงขดขึ้น เผยความปีติยินดีเป็นล้นพ้นอย่างมิอาจพรรณนา
มันหันหลังกลับ อาศัยความช่วยเหลือจากการเชื่อมต่อที่มองไม่เห็นเพื่อ ‘กระโดด’ ไปยังปราสาทต้นกำเนิดเหนือสายหมอกสีเทา
คล้ายกับเมื่อครั้งที่มันเคยยึดครองร่างเดอร์ริคเบเกอร์และพยายามแทรกซึมสายหมอกสีเทาผ่านดาวแดงตัวแทนเดอะซัน
แต่ในคราวนี้ ไม่มีใครอยู่บนปราสาทต้นกำเนิดเพื่อคอย ‘ปัดเป่า’ และ ‘ปิดประตู’ การเชื่อมต่อ
นี่คือกลอุบายและการแสดงที่แยบยล
นี่คือเทพแห่งการหลอกลวง
…………………………
เส้นสายฟ้าสว่างวาบอีกครั้งท่ามกลางทุ่งกว้างที่เต็มไปด้วยหมอกสีเทาอมเหลือง แสงฉาบลงในจุดที่การต่อสู้ระหว่างเทวทูตเพิ่งจบลงไป และฉาบลงบนรอยยิ้มที่สงบนิ่งของไคลน์
อามุนด์จ้องหน้านานหลายวินาที จากนั้นก็ขยับแว่นและพูดพลางยิ้ม
“พูดอย่างอื่นไม่เป็นแล้วหรือ? อา…ดูเหมือนว่าเจ้าจะได้พบกับความหวังใหม่”
รอยยิ้มไคลน์ไม่แปรเปลี่ยน มันกำหมัดข้างหนึ่งมาวางไว้ที่ปลายจมูก ส่วนอีกข้างยัดใส่กระเป๋าเสื้อด้านใน
“ผมเพิ่งตระหนักถึงเรื่องที่สำคัญ…การเล่นเกมกับร่างต้นของคุณไม่ได้มอบความสิ้นหวังให้ผม ตรงกันข้าม มันแสดงให้เห็นว่าคุณไม่สามารถขโมยชะตากรรมของผมได้โดยตรง”
“โฮ่?” อามุนด์โพล่งด้วยรอยยิ้ม ท่าทีคล้ายกับคาดหวังในสิ่งที่ไคลน์จะพูดต่อ
ไคลน์หัวเราะและตอบโดยไม่ลังเล
“ไม่อย่างนั้น ทันทีที่เข้าสู่ดินแดนเทพทอดทิ้ง คุณคงขโมยชะตากรรมของผมและกลายเป็นเจ้าของคนใหม่ของปราสาทต้นกำเนิดไปแล้ว ต่อให้ต้องการจะเล่นเกมหนีและไล่จับเพื่อความบันเทิง ก็คงทำหลังจากบรรลุเป้าหมายหลัก ด้วยวิธีนี้คุณไม่จำเป็นต้องแบกรับความเสี่ยง และตัวผมที่เสียสิทธิ์ในการคืนชีพ สูญเสียชะตากรรมเดิม ย่อมต้องดิ้นรนมากขึ้นเพื่อเอาชีวิตให้รอด…จริงอยู่ เทพแห่งการกลั่นแกล้งอาจแสวงหาความตื่นเต้นโดยยอมแบกรับความเสี่ยง แต่ขณะเดียวกัน คุณก็เป็นเทพแห่งการหลอกลวง”
กล่าวถึงตรงนี้ไคลน์ชำเลืองสีหน้าที่ไม่แปรเปลี่ยนของอามุนด์ก่อนจะพูดต่อ
“ผมทราบดีว่าคุณมีพลังในการขโมยชะตากรรมของผู้คน แต่การที่สามารถทำได้ ไม่ได้แปลว่าต้องทำโดยไม่ยั้งคิด สิ่งนี้มีความเสี่ยง คุณต้องชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียและวิเคราะห์กำไรขาดทุน…ผมคิดว่าคุณยังไม่อยากขโมยชะตากรรมไปโดยตรง เพราะนั่นจะทำให้คุณต้องแบกรับอันตรายที่มาพร้อมกับปราสาทต้นกำเนิด…คุณไม่อยากเผชิญความเสี่ยงที่เจ้าของเดิมของปราสาทอาจคืนชีพภายในร่าง เรื่องนี้อันตรายมากจนแม้แต่ราชาเทวทูตก็ยังไม่กล้าบุ่มบ่าม หากไม่ระวังตัวให้มากพอ แม้แต่คุณก็มีโอกาสร่วงหล่น…ดังนั้น คุณจึงพยายามมองหาช่องโหว่ มองหาวิธีครอบครองปราสาทต้นกำเนิดโดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง และนั่นคือการให้ผมเป็นผู้ ‘มอบสิทธิ์’ ”
กล่าวถึงตรงนี้ไคลน์กำลังนึกถึงประสบการณ์การเผชิญหน้ากับไวรัสคอมพิวเตอร์จากโลกเก่า ไวรัสเหล่านั้นมักจะแสร้งทำตัวเป็นไฟล์ปรกติ และพยายามหลอกให้เจ้าของเครื่อง ‘มอบสิทธิ์’
เงื่อนไขเช่นนี้คล้ายคลึงกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ได้ยินคำพูดไคลน์ อามุนด์จ้องมองโดยไม่กล่าวคำใด เพียงขยับกรอบแว่นตาอย่างใจเย็น
ไคลน์ยิ้มและกล่าวต่อ
“ในตอนแรกที่ยึดร่าง คุณพยายามล่อลวงผมครั้งใหญ่ ในแง่หนึ่งคุณมอบโอกาสในการเป็นข้ารับใช้โดยบอกว่าร่างหลักของตัวเองสามารถขโมยชะตากรรมได้ง่ายดายเพราะแข็งแกร่งมากพอที่แบกรับความเสี่ยง และนั่นคือสิ่งที่คอยบั่นทอนจิตใจของผมมาตลอด…ระหว่างการเดินทางหลังจากนั้น คุณปล่อยให้ผมมีความหวังและทำลายมันเป็นครั้งคราว ขณะเดียวกันก็มอบโอกาสให้ได้พักหายใจ แต่จู่ ๆ ก็ย่นระยะเวลาการเดินทางให้สั้นลงกะทันหันเพื่อทำลายแผนการที่ผมวางไว้ และในท้ายที่สุด คุณเผยไต๋ว่าตัวเองคือร่างต้นเพื่อให้ผมจมอยู่กับความสิ้นหวัง พยายามทำลายพลังใจและบั่นทอนเกราะป้องกันทางจิตวิทยา พยายามทำให้จิตใจผมแตกสลายโดยสมบูรณ์ จะได้ตอบตกลงเป็นข้ารับใช้และฉวยโอกาสดังกล่าวแอบทำให้ผมยอม ‘มอบสิทธิ์’ ”
หลังจากยืนฟังอย่างเงียบงันสักพัก อามุนด์หัวเราะพร้อมกับปรบมือแผ่วเบา
“อนุมานได้สมบูรณ์แบบ…แต่ดูเหมือนว่าเจ้าจะมองข้ามปัญหาไปหนึ่งเรื่อง…ข้าเคยพูดว่าจะพาไปพบร่างหลักในสถานที่ปลอดภัย เมื่อถึงตอนนั้น การขโมยชะตากรรมของเจ้าจะเกิดความเสี่ยงน้อยลง…ตอนนี้เรายังไม่ถึงจุดหมาย แน่นอนว่าข้าจะไม่เสี่ยง”
สีหน้าไคลน์หม่นมองเล็กน้อยก่อนจะกลับมาผ่อนคลาย
“หวังว่าที่นั่นจะต่างออกไปนะ”
มันตอบสนองคำพูดอามุนด์ด้วยท่าทีของอามุนด์
ราชาเทวทูตตัวจริงขยับกรอบแว่น ยิ้มและชี้ไปทางด้านข้าง
“พวกเราจะไปถึงที่นั่นในอีกไม่เกินครึ่งวัน”
“ช่วยระบุให้แน่ชัดกว่านี้ได้ไหม” ไคลน์ซึ่งไม่เชื่อใจอามุนด์ไปโดยปริยาย ถามเน้นย้ำรายละเอียด
อามุนด์เกาคางพลางยิ้ม
“ครึ่งชั่วโมง”
ไคลน์หันหน้าไปยังทิศทางที่อามุนด์เพิ่งชี้ และพบว่าที่นั่นมีเพียงความมืดมิด
สายฟ้าแลบช่วยมอบแสงสว่างแก่ทุ่งกว้างอันรกร้าง แต่ยิ่งลึกเข้าไป สิ่งที่เห็นกลับมีเพียงหมอกสีเทาอมเหลืองที่เข้มข้นกว่าเดิม
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตราชินี ภายในคฤหาสน์สุดหรูของเอิร์ลฮอลล์
หลังจากสองวันแห่งความยุ่งเหยิงผ่านไป ในที่สุดออเดรย์ก็ได้รับชีวิตประจำวันกลับคืนมา และนั่นยิ่งทำให้เธอทวีความฉงนเกี่ยวกับความจริงเบื้องหลังเหตุลอบสังหารกษัตริย์
พิจารณาว่ามิสเตอร์ฟูลน่าจะยกเลิกการชุมนุมในวันนี้ ออเดรย์ตัดสินใจสวดวิงวอนถึงตัวตนลึกลับผู้ยิ่งใหญ่ล่วงหน้า หวังติดต่อกับเดอะเวิร์ล เกอร์มันสแปร์โรว์เพื่อสอบถามสถานการณ์ปัจจุบัน
เมื่อหญิงสาวชำเลืองไปทางซูซี่ โกลเดนรีทรีเวอร์ตัวใหญ่เดินออกจากห้องทันที ปิดประตูด้วยขาและนั่งเฝ้าด้านนอก
ออเดรย์นั่งลง สวดวิงวอนเป็นภาษาเฮอร์มิสโบราณด้วยความเคยชิน
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย…”
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตตะวันออก ภายในบ้านเช่าสองห้องนอน
“คิดว่าวันนี้จะมีการชุมนุมไหม? ตอนนี้ยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการออกมา…” ฟอร์สหยิบนาฬิกาพกสุภาพสตรีออกมาเปิดฝา
ซิลส่ายหน้า
“ฉันไม่รู้”
ฟอร์สนั่งไม่ติด เธอลุกขึ้นและเดินวนเวียนไปมาด้วยความกระสับกระส่าย
“มิสเตอร์เวิร์ลไม่ตอบสนอง…มิสเตอร์ฟูลก็ไม่…”
ขณะกล่าวฟอร์สพลันหันไปมองเพื่อนสนิทที่กำลังกินแฮม จากนั้นก็โพล่ง
“ซิล เธอลองสวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูลเพื่อถามเกี่ยวกับชุมนุมในวันนี้ได้ไหม?”
ซิลขมวดคิ้วเล็กน้อย วางส้อมลงและพยักหน้ารับ
“ตกลง”
เธอเองก็คิดว่าสถานการณ์ปัจจุบันค่อนข้างประหลาด
หญิงสาวประสานมือไว้ใต้คาง จากนั้นก็สูดลมหายใจและกล่าวเสียงต่ำ
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย…”
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตเหนือ ชั้นใต้ดินของวิหารนักบุญแซมมวล ภายในห้องด้านหลังประตูยานิส
เอ็มลินไวท์ลืมตาตื่นขึ้น ค่อนข้างสับสนกับความฝันเมื่อครู่
มันเพิ่งฝันถึงต้นตระกูลผีดูดเลือด ลิลิธ!
ภายในความฝัน มันถูกขังไว้ในปราสาทเก่าที่เต็มไปด้วยเถาองุ่นสีแดง และไม่มีทางหนีไม่ว่าจะดิ้นรนสักเพียงใด
ถัดมามันเห็นดวงจันทร์สีแดงเข้มนอกหน้าต่างแคบเหนือศีรษะ และเห็นปีกค้างคาวขนาดใหญ่คู่หนึ่งซึ่งปกคลุมดวงจันทร์ไปกว่าครึ่ง
จากตำนานของตระกูลผีดูดเลือด นี่คือหนึ่งในสัญลักษณ์ของเทพบรรพกาล ลิลิธ
ภายในความฝัน เอ็มลินบินขึ้นด้านบนด้วยความตื่นเต้น ขณะพยายามแหวกหน้าต่างแคบออกไป มันพบไพ่ทาโรต์ถูกวางไว้ใต้กระจก
หน้าไพ่เป็นภาพของชายคนหนึ่งในชุดสง่างาม สวมเครื่องประดับศีรษะที่หรูหราและพาดท่อนไม้ไว้บนบ่า ด้านหลังมีลูกสุนัขเดินตาม
ไพ่เดอะฟูล
ฝันถึงตรงนี้เอ็มลินตื่นขึ้นตามธรรมชาติ และในฐานะไวเคาต์ผีดูดเลือด มันย่อมมีพื้นฐานด้านวิเคราะห์ความฝัน
ความฝันน่าจะเกิดขึ้นเนื่องจากสภาพในปัจจุบันของเรา…เดอะสตาร์ไม่เคยส่งเลือดมนุษย์มาให้เราดื่มเลย…
เราเป็นคนโปรดของท่านบรรพบุรุษโดยแท้จริง…พระองค์กำลังบอกว่า หากต้องการหลุดพ้นจากสถานการณ์ที่ยากลำบาก ทางออกเดียวคือการขอความช่วยเหลือจากเดอะฟูล?
วันนี้วันอะไร…ช่างมัน แค่สวดวิงวอนก็พอ มีเพียงวิธีนี้ที่จะได้ออกไปโดยเร็ว…เอ็มลินผุดความหวังพร้อมกับสวดวิงวอนเสียงขรึม
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย…”
…
เหนือสายหมอก ดาวแดงสามดวงที่เป็นตัวแทนจัสติส จัดจ์เมนต์ และเดอะมูนเริ่มพองตัวและหดกลับ เปล่งแสงพร้อมกับสร้างระลอกคลื่น
พวกมันผสานเข้ากับกระแสน้ำสีแดงเข้มที่มีอยู่ก่อนแล้ว ส่งผลให้แรงสะเทือนภายในมิติลึกลับทรงพลังยิ่งกว่าเก่า
ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือน กระแสน้ำขึ้นลงกำลังท่วมท้นพระราชวังโบราณ และด้านหลังพนักพิงเก้าอี้ทั้งแปดข้างโต๊ะทองแดงยาว สัญลักษณ์ลึกลับทยอยสว่างขึ้นทีละหนึ่ง
สิ่งนี้ทำให้เกิดแสงสว่างใหม่ที่มาพร้อมกับเสียงอื้ออึง
แสงแบบเดียวกันยังสว่างขึ้นจากพนักเก้าอี้ของเดอะฟูล ส่งผลให้สัญลักษณ์ซับซ้อนที่ครึ่งหนึ่งเป็นเส้นเกลียวและอีกครึ่งเป็นดวงตาไร้รูม่านตา เริ่มขยายขนาดและซ้อนทับจนกลายเป็นภาพสามมิติ
กระแสน้ำขึ้นลงถูกดูดให้หลั่งไหลมารวมกันจนก่อตัวเป็น ‘ร่างคน’ บนเก้าอี้พนักสูงของเดอะฟูล
ร่างดังกล่าวยังขาดเสถียรภาพ มันบิดเบี้ยว กระจัดกระจาย และกลับมารวมตัว ยากจะรักษาความมั่นคง
บนทุ่งกว้างที่รกร้างซึ่งปกคลุมไปด้วยหมอกสีเทาอมเหลือง ไคลน์ชะงักฝีเท้าเล็กน้อย แหงนมองขึ้นไปยังฟ้าแลบบนท้องฟ้า
จากนั้นก็ถอนสายตากลับทันที ถือตะเกียงหนังสัตว์เดินตามอามุนด์เข้าไปในดินแดนรกร้างที่มองไม่เห็นปลายทาง
ยิ่งหนึ่งมนุษย์หนึ่งราชาเทวทูตย่างกรายเข้าไปลึก รอยแยกและหุบเหวบนพื้นดินก็ยิ่งเพิ่มจำนวน และยิ่งทวีความลึกมากขึ้นเรื่อย ๆ
ราวสิบนาทีถัดมา เมื่อสายฟ้าเส้นหนึ่งสว่างขึ้นจากด้านบน ไคลน์มองเห็นคนยักษ์ตาเดียวสีน้ำเงินเข้ม สูงหลายสิบเมตร อยู่ห่างออกไปไม่ไกล
บนร่างกายมีร่องรอยเน่าเปื่อย ดวงตาจมลึกและขาดชีวิตชีวา ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าตายไปแล้ว
แต่มันยังคงเตร็ดเตร่ไปตามทุ่งกว้าง แก๊สสีเหลืองอมเทาปกคลุมร่างกายหนาแน่น บางส่วนลอยขึ้นไปด้านบนและก่อตัวเป็นเมฆใหญ่ สิ่งนี้คือต้นตอของหมอกสีเทาอมเหลืองในดินแดนอันรกร้าง
หมอกสีเทาเหลืองที่ดูราวกับจะไร้สิ้นสุด ทั้งหมดถูกสร้างจากคนยักษ์สีน้ำเงินเข้มตรงหน้า!
“บุตรชายคนสุดท้องของราชาคนยักษ์เออเมียร์ เทพแห่งเกียรติยศ บลาเดล เจ้านั่นสาปแช่งพระบิดาของข้าอย่างเปิดเผย จึงถูกลงโทษให้เตร็ดเตร่อยู่ที่นี่ตลอดกาล แน่นอนว่ามันตายไปแล้วในเหตุการณ์มหาภัยพิบัติ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ได้รับอิสระ” อามุนด์จ้องไปทางคนยักษ์พลางแสยะยิ้ม “หากไม่ใช่เพราะข้าขโมยความเสียหายจากหมอก ทันทีที่เข้ามาในทุ่งกว้างแห่งนี้ เจ้าจะถูกหมอกที่บลาเดลสร้างจากแผ่นหลังกัดกิน จากนั้นก็ถูกสาปให้เตร็ดเตร่อยู่ที่นี่ไปตลอดกาล”
ต้องการคำขอบคุณใช่ไหม? ขณะเดียวกันไคลน์รู้สึกเหมือนได้ฟังตำนานเพิ่มเติม
อามุนด์พาไคลน์เดินต่อไป เพียงไม่นานก็เข้าใกล้คนยักษ์ตาเดียวสีน้ำเงินเข้ม
ในจุดที่คนยักษ์กำลังเดิน ใกล้กันเป็นหุบเหวที่เงียบสงบ และหลังจากสายฟ้าสว่างขึ้น ด้านล่างหุบเหวเผยให้เห็นอาคารสีเทาขนาดใหญ่
เพียงชำเลืองเปลือกตาไคลน์กระตุกแผ่วเบา เนื่องจากนึกขึ้นได้ว่าเคยเห็นฉากนี้จากนิมิตความฝันของไม้กางเขนเจิดจรัส
หากจำไม่ผิดที่นี่ควรเป็นจุดที่เทพสุริยันบรรพกาล พระผู้สร้างที่เมืองเงินพิสุทธิ์นับถือ บิดาของอามุนด์และอาดัม ย่างกรายออกมาเป็นครั้งแรก!
นี่คือจุดที่อามุนด์บอกว่าปลอดภัย? หัวใจไคลน์พลันดำดิ่ง
ทันใดนั้นอามุนด์ซึ่งแต่งกายด้วยหมวกปลายแหลมและแว่นตาขาเดียว เดินไปยังริมหุบเหวพร้อมกับหันหลังให้อาคารสีเทาอ่อน กางมือทั้งสองข้างออกและกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ที่นี่คือดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ที่พระบิดาลืมตาตื่น ด้านในเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ที่ข้าต้องการสำรวจ…พระบิดากล่าวว่า ที่นี่เคยมีชื่อโบราณซึ่งถูกเรียกขานว่า…”
ท่ามกลางแสงสายฟ้าสีเงินที่มอบความสว่าง อามุนด์ในชุดคลุมสีดำทรงโบราณ เว้นวรรคพลางกางแขนออกจนสุด จากนั้นก็กล่าวเสียงขรึม
“เชอร์โนบิล!”
…………………………
ขณะอามุนด์เปิดปากพูด วังวนกระแสน้ำขนาดใหญ่โผล่ขึ้นด้านหลัง หนวดรยางค์ล่องหนที่ปกคลุมไปด้วยลวดลายลึกลับพยายามโอบกอดด้ายวิญญาณแต่ละเส้นของอามุนด์
เพียงพริบตา กลุ่มก้อนด้ายมายาสีดำลอยขึ้นโดยไม่มีการขัดขืน
ส่งผลให้สัตว์ประหลาดพิสดารจำนวนหนึ่งลอยขึ้นไปแขวนในอากาศเหมือนแฮมตากแห้ง
ด้ายวิญญาณที่อยู่รอบอามุนด์เกือบทั้งหมด คือสิ่งที่มันขโมยมาได้สักพักแล้ว!
ขณะซาราธลงมือโจมตี หนวดรยางค์ที่ลื่นเหนียวได้เหยียดเข้าไปในอากาศว่างเปล่า พยายามดึงบางสิ่งออกมา
ผ่านไปสองสามหน ร่างหนึ่งถูกวาดอย่างรวดเร็ว
ผมยาวสีเกาลัดหยักศกตอนปลาย ดวงตาสีฟ้า จมูกโด่ง ริมฝีปากบาง หนวดชายชาตรีที่ถูกตัดแต่งอย่างงดงามสองข้าง แต่งกายด้วยเสื้อนอกสีแดงเข้มปักด้ายสีทอง ไม่ใช่ใครนอกจากอดีตจักรพรรดิแห่งอินทิส โรซายล์กุสตาฟ
ทันทีที่จักรพรรดิแห่งความรู้ย่างกรายเข้าสู่โลกความจริง มันจ้องลงไปทางอามุนด์ร่างยักษ์ ทันใดนั้น ดวงตาโรซายล์พลันควบแน่นไปด้วยอักขระมายาที่ดูซับซ้อน
มันมิได้กังวลว่าจะถูกอามุนด์ขโมยการโจมตี เพราะสิ่งที่โรซายล์เตรียมไว้คือเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ จำนวนมหาศาลที่ทั้งมีและไม่มีประโยชน์ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการฉีดเข้าไปโดยตรงหรือถูกอามุนด์ขโมยไป พวกมันก็จะยังทำหน้าที่ระเบิดสมองอีกฝ่ายตามเดิม
ขณะภาพฉายของโรซายล์คมชัด อีกร่างหนึ่งโผล่ขึ้นข้างซาราธในร่างหนอนโปร่งใส
ใบหน้าอ่อนเยาว์ ผมยาวสลวยที่กว่าครึ่งเป็นสีขาว กำลังสะบัดพลิ้วท่ามกลางความมืดมิดในอากาศ ครึ่งหนึ่งถูกบดบัง แต่อีกครึ่งหนึ่งยังเห็นได้ชัดเจน
นี่คือเทวทูตนิรนามที่ไคลน์ไม่รู้จัก ดูคล้ายเพศชาย ดวงตามืดมนและเต็มไปด้วยประสบการณ์ ใบหน้าค่อนข้างดูดี แต่มีขนสั้นดกหนาสีดำอยู่สองข้างแก้ม มอบความรู้สึกขัดแย้งอย่างรุนแรง ดูเยาว์วัยแต่แก่ชรา บ้าคลั่งแต่มีเหตุมีผล
มันแปลงร่างเป็นกลุ่มหนอนดีดดิ้นทันที พลางเหยียดหนวดโปร่งใสและมันลื่นคล้ายกับซาราธออกมา
เห็นได้ชัดว่าเป็นอีกหนึ่งเทวทูตจากเส้นทางนักทำนาย
ปัจจุบันไคลน์ไม่กล้าแม้แต่จะแหงนมองสถานการณ์ด้านบนท้องฟ้า แต่เนื่องจากสัมผัสวิญญาณถูกกระตุ้น มันเริ่มเกิดความคุ้นเคยบางอย่าง
เทวทูตตนที่สองซึ่งซาราธอัญเชิญออกมา ไม่ใช่ใครนอกจากต้นตระกูลอันทีโกนัส บุตรแห่งเทพบรรพกาล!
ภาพฉายทางประวัติศาสตร์นี้คือสมัยที่มันยังไม่กลายเป็น ‘ฮาล์ฟฟูล’
เห็นได้ชัดว่าซาราธเตรียมการมาเป็นอย่างดี
ทันทีที่อันทีโกนัสเผยร่างสัตว์ในตำนานที่สมบูรณ์ บรรยากาศโดยรอบแปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง ความมืดทวีความเข้มข้น ราวกับมันมีชีวิตชีวาและพรั่งพรูไปทางอามุนด์ร่างยักษ์ที่แต่งกายในชุดคลุมสีดำทรงโบราณ หมวกปลายแหลม และสวมแว่นตาขาเดียว
ท่ามกลางความมืดมิด สัตว์ประหลาดทั้งหมดกลายเป็นหุ่นเชิดทันที
คล้ายกับอันทีโกนัสย้ายส่วนหนึ่งของอาณาจักรทวยเทพในความทรงจำมายังโลกแห่งความจริง ส่งผลให้ไคลน์กับอามุนด์แยกออกจากกัน
นี่ก็เป็นปาฏิหาริย์เช่นกัน
หลังจากปาฏิหาริย์ถือกำเนิด หนวดโปร่งใสของซาราธทำการดึงบางสิ่งออกมาจากช่องว่างประวัติศาสตร์เป็นครั้งที่สาม
คราวนี้เป็นอัศวินในชุดเกราะสีดำเต็มอัตราศึก ครึ่งเทพแห่งอาณาจักรโซโลมอนจากยุคสมัยที่สี่ มันมิได้จารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์มากนัก
อย่างไรก็ตาม มันยังมีอีกหนึ่งตัวตน นั่นคือสมาชิกของกองทัพ ‘สีชาดแห่งสงคราม’ และผู้นำของกองทัพนี้คือราชาเทวทูตเมดีซี
ภายในกองทัพ สมาชิกทุกคนจะเชื่อมต่อกับจิตใจเมดีซีโดยตรง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมดีซีสามารถรวบรวมพลังและส่งต่อให้กับมัน และสมาชิกก็สามารถส่งพลังไปรวมไว้ยังจุดใดจุดหนึ่ง
พลังของปราชญ์โบราณไม่สามารถอัญเชิญสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเอกลักษณ์ออกมาได้ ต่อให้มีลำดับเพิ่มขึ้นจนเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพก็ตาม นี่คือกฎเหล็กที่ไม่มีวันแปรเปลี่ยน อย่างไรก็ตามบรรดานักทำนายมักสรรหาวิธีแหกกฎและเอาชนะข้อจำกัดได้เสมอ จนกระทั่งค้นพบวิธีได้รับความช่วยเหลือบางส่วนจากเอกลักษณ์ของเส้นทาง
ไคลน์เคยแหกกฎโดยการอัญเชิญภาชนะของเทพธิดา ส่วนซาราธก็ทำโดยการอัญเชิญยอดขุนพลของกองทัพสีชาดแห่งสงคราม
ในวินาทีนี้ภาพฉายดังกล่าวมีค่าเท่ากับส่วนหนึ่งของเมดีซี!
อัศวินในชุดเกราะสีดำย่างกรายเข้าสู่สนามรบ ชำเลืองไปรอบตัวอย่างไม่รีบร้อน จากนั้นก็ระเบิดเสียงหัวเราะ
“ว่าไง…อีกาน้อย เส้นผมที่ไหม้เกรียมงอกขึ้นมาใหม่แล้วหรือ”
เนื่องจากภาพฉายทางประวัติศาสตร์ของไคลน์ทำการอัญเชิญตัวตนระดับเทวทูตออกมาเพิ่มอีกสามภาพ พลังวิญญาณที่ใช้ในการคงสภาพจึงเพิ่มขึ้นอย่างมิอาจเลี่ยง ไคลน์เชื่อว่าตนไม่น่าจะคงภาพไว้ได้นานเกินสิบวินาที
หากไม่ใช่เพราะมีข้อจำกัดด้านพลังวิญญาณ ไคลน์เชื่อว่าตนสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งได้อย่างไร้ขีดจำกัด ด้วยการอัญเชิญเทวทูตสองตนออกมาพร้อมกับภาพฉายของตัวเองในอดีต จากนั้นก็ใช้ตัวเองในอดีตอัญเชิญตัวเองในอดีตออกมาเพิ่มพร้อมกับเทวทูตอีกสอง เมื่อทำซ้ำไปเรื่อย ๆ ก็จะได้กองทัพภาพฉายที่ใกล้เคียงกับอนันต์
ทันใดนั้นอาเรียนน่า ผู้นำนักบวชแห่งโบสถ์รัตติกาล เลือนหายไปกับความมืดและเข้าสู่ภาวะถูกปกปิด จากนั้นก็โผล่ขึ้นอีกครั้งด้านหลังอามุนด์ยักษ์และฟันดาบกระดูกที่ปกคลุมไปด้วยลวดลายพิสดาร
ไคลน์อาศัยจังหวะที่อามุนด์ถูกล้อมโจมตีด้วยฝีมือภาพฉายเทวทูตทั้งห้า แอบเปลี่ยนสัตว์ประหลาดให้กลายเป็นหุ่นเชิดของตนและบังคับให้เล็งโจมตีมายังร่างหลัก ตามด้วยการเปิดปากและส่งเสียง ‘ปัง’
ห่าฝนกระสุนปืนใหญ่ส่งเสียงคำรามและพุ่งเข้ามาหาไคลน์อย่างเกรี้ยวกราด
ขณะเดียวกันไคลน์ยื่นมือออกไปและหยิบยันต์เพลิงสุริยันที่ถ่ายพลังวิญญาณเข้าไปแล้วและพร้อมใช้งาน
มันไม่เชื่อว่าภายใต้ชุดการโจมตีระดับนี้ ตนจะยังมีชีวิตรอด
ท่ามกลางเสียงปืนใหญ่ดังสนั่น ชายหนุ่มได้ยินเสียง ‘ติ๊ก’
คล้ายกับโลกทั้งใบหยุดนิ่งไปชั่วขณะก่อนจะกลับเป็นปกติ
ไคลน์แหงนขึ้นไปเห็นหลุมขนาดใหญ่บนท้องฟ้าที่มืดสนิท แสงแดดที่ร้อนระอุส่องผ่านเข้ามาและจุดประกายยันต์ทองคำ
ยันต์เพลิงสุริยัน แผ่นยันต์แปรสภาพเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ที่รายล้อมด้วยเปลวไฟนับไม่ถ้วน
ทว่าเป้าหมายของการโจมตีกลับไม่ใช่ไคลน์ มันเกิดข้อผิดพลาดและโจมตีใส่ครึ่งเทพของกองทัพสีชาดแห่งสงครามแทน
ขณะเดียวกันทั้งมวลความรู้จำนวนมหาศาลที่โรซายล์กุสตาฟอัดฉีด ปาฏิหาริย์ที่สร้างโดยอันทีโกนัส ดาบแห่งการทำลายล้างที่อาเรียนน่ากวัดแกว่ง และหนวดรยางค์ล่องหนที่ยื่นออกจากตัวซาราธ ทั้งหมดกำลังโจมตีใส่เป้าหมายเดียวกัน แต่เป็นเป้าหมายที่ผิด ลูกน้องของเมดีซีในชุดเกราะเต็มอัตราศึกสีดำ
ภาพฉายที่แฝงเจตจำนงบางส่วนของเมดีซีเผชิญการระเบิดทางจิต แม้แต่การตอบสนองทางสัญชาตญาณก็ดูเหมือนจะเลือนหายไป จากนั้นก็ถูกกระหน่ำโจมตีอย่างหนักจนกระทั่งสลายไปในอากาศอย่างรวดเร็ว
อามุนด์ซึ่งแต่งกายด้วยหมวกปลายแหลมและชุดคลุมจอมเวทโบราณ กลับคืนขนาดปกติตั้งแต่ตอนไหนก็มิอาจทราบได้ ปัจจุบันกำลังร่อนลงไปยังส่วนล่างของสนามรบ
มันยกมือขวาขึ้นเพื่อขยับกรอบแว่น จากนั้นก็มีลำแสงส่องสว่าง
ด้านหลังอามุนด์ ภาพมายาของนาฬิกาโบราณปรากฏขึ้นอีกครั้ง เข็มวินาทีซึ่งยาวที่สุด หมุนเป็นครึ่งวงกลมด้วยความเร็วมากกว่าปกติ
ทุกสิ่งเกิดขึ้นภายในไม่ถึงหนึ่งวินาที แต่เหตุการณ์บนทุ่งกว้างอันรกร้างกลับสูญเสียเวลาไปกว่ายี่สิบวินาที
ภาพฉายทางประวัติศาสตร์ของอันทีโกนัสหายไป ตามต่อด้วยภาพฉายของโรซายล์ สุดท้ายเป็นภาพฉายของซาราธและอาเรียนน่า
ระยะเวลาที่พวกมันสามารถคงสภาพไว้ได้ ถูกขโมยไปในพริบตา
ไคลน์ซึ่งกำลังจะฆ่าตัวตายเป็นครั้งที่สาม ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น
มันคำนวณไว้แล้วว่าอามุนด์คงจัดการกับภาพฉายของเทวทูตห้าตนไหว เพราะพวกมันเป็นภาพฉายที่อ่อนแอกว่าร่างต้นพอสมควร แต่ไคลน์ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะทำได้อย่างง่ายดายจนตนไม่มีเวลาแม้แต่จะฆ่าตัวตาย
มันยอมสละไพ่ตายเพื่อแลกกับผลลัพธ์อันน่าอดสู ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะหดหู่และสิ้นหวัง
อามุนด์ขยับกรอบแว่น ขโมยระยะทางและก้าวมายืนตรงหน้าไคลน์พลางยิ้ม
“หากทั้งหมดเป็นร่างจริง ข้าคงลำบากกว่านี้มาก…แต่ภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์มีข้อบกพร่องที่ใหญ่หลวง และการมองหาข้อบกพร่องก็เป็นงานถนัดของข้า”
เมื่อเห็นรอยยิ้มที่ไม่แปรเปลี่ยนของเทวทูตกาลเวลา ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ จิตใจไคลน์ค่อย ๆ ดำดิ่งประหนึ่งจมลงไปในห้วงลึก
สัมผัสวิญญาณของมันถูกกระตุ้น ฉากแล้วฉากเล่าสว่างวาบในใจ:
หลังจากเข้าสู่ดินแดนเทพทอดทิ้ง อามุนด์ทำการเปลี่ยนเสื้อผ้า จากเสื้อนอกสีเข้ม กางเกงขนสัตว์และหมวกทรงสูงสีดำตามสมัยนิยม เปลี่ยนเป็นชุดคลุมจอมเวทและหมวกปลายแหลม
จากนั้นอามุนด์เสนอให้เล่นเกมหลบหนีและขัดขวาง
เขามั่นใจมาก มิได้เกรงกลัวว่าจะมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น…
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ไคลน์กล่าวด้วยเสียงแหบแห้งและอ่อนล้า
“คุณ…คือร่างต้น…หลังจากเข้าสู่ดินแดนเทพทอดทิ้ง ร่างต้นได้ผสานเข้ากับร่างโคลน?”
มันอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่า อามุนด์ตรงหน้าคือร่างจริง ผู้เย้ยเทพและราชาเทวทูตตัวจริงเสียงจริง!
มุมปากอามุนด์ข้างที่สวมแว่นค่อย ๆ ขดขึ้น
“น่าสนุกดีใช่ไหมล่ะ? สีหน้าของเจ้าในตอนที่ทราบความจริง คือสิ่งที่ข้าอยากเห็นมากที่สุดในเกมนี้”
มันยอมรับอย่างชัดเจนว่าเป็นร่างต้น ร่างที่เกิดมาพร้อมเอกลักษณ์ของเส้นทางนักจารกรรม ตัวตนที่แข็งแกร่งเป็นรองเพียงเทพแท้จริง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากไม่มีเทพเสด็จลงมาเยือนด้วยตัวเอง ไม่ว่าไคลน์จะพยายามสักเพียงใด ดิ้นรนมากแค่ไหน ก็จะไม่มีวันรอดพ้นจากเงื้อมมือของอามุนด์ไปได้ และที่นี่คือดินแดนซึ่งทวยเทพทอดทิ้งไปแล้ว ตัวตนเดียวที่ยังหลงเหลือคือพระผู้สร้างแท้จริง และอีกฝ่ายก็มิได้สนใจปราสาทต้นกำเนิดมากนัก
แม้จะสงสัยมาสักพักแล้วว่าอามุนด์ที่เดินทางมากับตน อาจเป็นร่างต้นที่สับเปลี่ยนกับร่างโคลน แต่ไคลน์ซึ่งเผชิญความหวังและถูกดับความหวังมาหลายครั้ง หลังจากได้รับการยืนยันแน่ชัด มันกำลังลิ้มรสความสิ้นหวังจากก้นบึ้ง หากไม่ใช่เพราะตนยังมีชุมนุมทาโรต์ ยังมีมิสจัสติส เลียวนาร์ด และคนที่เหลือ และหากไม่ใช่เพราะตระหนักว่าอามุนด์เป็นนักหลอกลวง ไคลน์คงยอมจำนนและเต็มใจที่จะเป็นข้ารับใช้ของอีกฝ่าย
เป็นเรื่องปกติที่จะเข้าร่วมกับศัตรูที่ไม่มีวันเอาชนะได้…ไคลน์รำพันพลางนึกทบทวนบางคำพูดในอดีตของอามุนด์
เดี๋ยวนะ…ดวงตาชายหนุ่มส่องประกายเล็กน้อยก่อนจะดับลง จ้องหน้าอามุนด์พร้อมกับผ่อนคลายร่างกายและพูดด้วยรอยยิ้ม
“ฆ่าผมเถอะ”
…………………………
แม้ว่าไคลน์จะเป็นผู้วิเศษยังไม่ถึงสองปี แต่ประสบการณ์กลับโชกโชนและชีวิตเต็มไปด้วยสีสัน ชนิดที่แม้แต่นักบุญลำดับสามและสี่ คนอื่นก็ยากจะหาใครทัดเทียม แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งของที่เคยผ่านมือหรือใช้งานซึ่งสามารถดึงออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์ กลับมีเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้นที่สามารถนำมาใช้ฆ่าตัวตายในพริบตา
ในครั้งนี้ชายหนุ่มเลือกยันต์เพลิงสุริยันที่เคยใช้งานในเมืองทิงเก็น เพราะมันง่ายต่อการท่องคาถาและถ่ายพลังวิญญาณเข้าไป!
อันที่จริงสำหรับครึ่งเทพเส้นทางนักทำนายที่พิสดารและไม่แน่นอน ยันต์ชนิดนี้ไม่ใช่อาวุธที่ยากจะรับมือ คุณสมบัติหลักของมันมีเพียงพลังทำลายที่หนักหน่วง แต่ในครั้งนี้ ไคลน์ไม่คิดหลบแม้แต่น้อย ไม่มีการป้องกันตัว ปล่อยร่างกายและจิตใจไปตามธรรมชาติ อ้าแขนรับแสง ‘แห่งความหวัง’ ที่จะมาเติมเต็มความปรารถนา
ถึงจะเป็นลำดับสาม อย่างปราชญ์โบราณ แต่พลังป้องกันของเส้นทางนักทำนายนั้นต่ำเป็นทุนเดิม และพลังพิเศษก็มิได้มีอำนาจทำลายล้างหนักหน่วงเหมือนกับลำดับเดียวกันบนเส้นทางอื่น สิ่งนี้นำไปสู่ข้อเท็จจริงอันน่าเศร้า
ในตอนที่ไคลน์ต้องการฆ่าตัวตาย มันไม่มีวิธีลงมือในพริบตา และไม่สามารถควบคุมด้ายวิญญาณของตัวเองเพื่อเปลี่ยนให้เป็นหุ่นเชิดได้ นั่นเป็นสิ่งที่ขัดกับหลักตรรกะ กล่าวคือยิ่งเป็นนักเชิดหุ่นที่เก่งกาจมากเพียงใด ก็ยิ่งหมดโอกาสทำให้ตัวเองเป็นหุ่นเชิดมากเท่านั้น
และเมื่อไคลน์พยายามมองหาวิธีฆ่าตัวตายจากอิทธิพลภายนอก มันได้ตระหนักว่า ตราบใดที่ตนไม่ได้ใช้พลัง ‘สลับตำแหน่งหุ่นเชิด’ ‘กระดาษคนตัวแทน’ และ ‘ซ่อนตัวในช่องว่างประวัติศาสตร์’ มีวิธีมากมายเหลือเกินที่จะปลิดชีพปราชญ์โบราณอย่างง่ายดาย
จริงอยู่ที่เส้นทางนักทำนายทั้งทรงพลังและเก่งกาจ แต่ก็ค่อนข้างสุดโต่ง
เมื่อเห็นว่าไคลน์กำลังจะนำยันต์เพลิงสุริยันออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์ด้วยเจตนาฆ่าตัวตาย อามุนด์แสยะยิ้มอย่างมีเลศนัย จากนั้นก็ขโมยความคิดทั้งหมดของไคลน์มาไว้ในแว่นตาโดยไม่ต้องขยับตัว
ไคลน์ลืมไปทันทีว่าตนคิดจะทำอะไร
แต่ความเคลื่อนไหวของมันกลับยังไม่หยุดลง!
ในตอนที่ได้ยินว่าเหลือเวลาอีกครึ่งวัน ท่าทีตกตะลึงของไคลน์เป็นเพียงการเสแสร้ง เพราะมันคอยหวาดระแวงเทพแห่งการหลอกลวงในทุกลมหายใจ ไคลน์มิได้เชื่อทุกสิ่งที่อามุนด์เล่า
คำว่า ‘อีกไม่ถึงสามวัน’ สามารถตีความได้กว้างมาก ไคลน์จึงตีความในกรณีเลวร้ายที่สุด หลังจากได้ยินคำพูดอามุนด์ สมองของชายหนุ่มเร่งประมวลผลและออกคำสั่งอย่างเป็นขั้นตอนทันที หลังจากคิดจะอัญเชิญยันต์เทพสุริยันเพื่อฆ่าตัวตาย ให้อัญเชิญตัวตนลึกลับตนหนึ่ง และอัญเชิญตัวตนลึกลับอีกตนหนึ่ง และอัญเชิญตัวตนลึกลับอีกตนหนึ่งเป็นต้น เพื่อสร้างลูกโซ่ทางความคิดจนแม้จะถูกอามุนด์ขโมยไปบางส่วน แต่ร่างกายก็ยังคงดำเนินตามแผนเดิมและขยับไปตามสัญชาตญาณ
สำหรับประเด็นนี้ ไคลน์เคยทำมาก่อนแล้ว นั่นคือเมื่อครั้งที่ต้องคิดแผนรับมือกับ ศูนย์-ศูนย์แปด บนมิติหมอก ชายหนุ่มทำตัวราวกับร่างต้นเป็นเพียงหุ่นเชิด เคลื่อนไหวไปตามชุดคำสั่งที่ป้อนข้อมูลไว้ล่วงหน้า และนั่นช่วยให้สิ่งที่กำลังทำในปัจจุบันเป็นเรื่องง่าย
ในวินาทีนี้แม้ไคลน์จะไม่ทราบเจตนาของตัวเอง และไม่เอะใจด้วยซ้ำว่าตนถูกขโมยความคิด เพียงแค่ขยับร่างกายไปตามชุดคำสั่งที่วางไว้
อดีตไม่สำคัญ ปัจจุบันและอนาคตคือกุญแจ!
ไคลน์เหยียดแขนอีกครั้ง พยายามจับคว้าอากาศด้านหน้า ทันใดนั้นท่อนแขนของมันทรุดลง
แต่เมื่อดึงมือขวากลับ ไม่มีสิ่งใดติดมือกลับมา
ขณะเดียวกันอามุนด์ยกมือขึ้นและจับอากาศด้านหน้าตัวเอง
มันขโมยภาพฉายทางประวัติศาสตร์ที่ไคลน์เพิ่งอัญเชิญ!
ร่างหนึ่งถูกวาดขึ้นด้านข้างอามุนด์ เป็นชายชราที่แต่งกายในชุดคลุมสีดำ ดวงตามืดสนิท หนวดเคราสีขาวรอบริมฝีปากทั้งยาวและดกหนา
ซาราธ!
ผู้นำลัทธิเร้นลับ เทวทูตลำดับหนึ่ง ซาราธ!
ตัวตนที่ไคลน์พยายามอัญเชิญคือซาราธ และประสบความสำเร็จในครั้งเดียว!
สิ่งนี้เกิดขึ้นได้เพราะไคลน์เตรียมการไว้ล่วงหน้า
ย้อนกลับไปในเมืองที่ก่อตั้งโดยสาวกฟีนิกซ์ ขณะไคลน์แบ่งหุ่นเชิดออกเป็นสามกลุ่มและพยายามอัญเชิญภาพฉาย หนึ่งในนั้นคือการพยายามอัญเชิญซาราธ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความพยายามครั้งนั้นล้มเหลว แต่ในฐานะปราชญ์โบราณด้วยกัน หากมีใครบางคนพยายามอัญเชิญภาพฉายตัวเองออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์ ไม่มีทางที่บุคคลดังกล่าวจะไม่ตระหนักถึง แม้จะเป็นความล้มเหลวก็ตาม และซาราธคือปราชญ์โบราณที่ยอดเยี่ยม มากไปด้วยประสบการณ์
หลังจากการอัญเชิญรอบแรกล้มเหลว ไคลน์สร้างการเชื่อมต่อกับซาราธขึ้น
นี่คือสายสัมพันธ์โดยนัยระหว่างปราชญ์โบราณด้วยกัน!
และในฐานะผู้ชี้นำปาฏิหาริย์ บริวารเร้นลับ มันสามารถ ‘ตอบสนอง’ ต่อการอัญเชิญภาพฉายในอดีตของตัวเองได้ เฉกเช่นที่ปราชญ์โบราณสามารถอัญเชิญตัวเองในอดีตด้วยอัตราความสำเร็จหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์
นอกจากนั้นสำหรับภาพฉายที่อัญเชิญออกมา นอกจากการปรากฏตัวในร่างไร้สติปัญญา ยังสามารถปรากฏตัวแบบมีสติหากอีกฝ่ายยินยอมและมีอำนาจที่จะทำแบบนั้นและบนโลกใบนี้ ตัวตนลึกลับที่ไม่ต้องการให้อามุนด์ครอบครองปราสาทต้นกำเนิดมากที่สุดประกอบด้วยมิสเตอร์ประตู พาลีส และซาราธ!
กล่าวอีกนัยหนึ่งไคลน์และซาราธยอมจับมือกันเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อยับยั้งอามุนด์
อาศัยปัจจัยข้างต้นไคลน์เชื่อว่าตนสามารถอัญเชิญซาราธสำเร็จได้ในครั้งเดียว และสิ่งที่เกิดขึ้นก็พิสูจน์แล้วว่าจริง
ด้วยเหตุนี้ ชายหนุ่มจึงไม่กังวลว่าอามุนด์จะขโมยภาพฉายทางประวัติศาสตร์ที่ตนอัญเชิญ และถึงขั้นหวังให้เทวทูตกาลเวลาลงมือทำ
สำหรับเหตุผลที่ต้องคิดฆ่าตัวตายก่อนจะอัญเชิญซาราธ ไคลน์มีเจตนาล่อให้อามุนด์ขโมยความคิดของตนก่อน และอามุนด์ย่อมไม่พลาดที่จะลงมือ เพราะมันคือราชาเทวทูตที่ไล่ล่าความตื่นเต้น เมื่ออามุนด์เผชิญกับชุดคำสั่งทางความคิดของไคลน์ มันมีแนวโน้มที่จะไม่ลงมือซ้ำกับของเดิม แต่เปลี่ยนไปขโมย ‘ภาพฉาย’ แทน ‘ความคิด’ ของไคลน์
นี่คือหนึ่งในไพ่ตายไม่กี่ใบที่ไคลน์ยังเหลือ
วินาทีถัดมาดวงตาซาราธเปลี่ยนจากหมองคล้ำและเหม่อลอยเป็นคมชัด มอบความรู้สึกราวกับเป็นตัวจริง
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า บริวารเร้นลับซึ่งเคยเป็นปราชญ์โบราณรายนี้ เข้าไปในช่องว่างประวัติศาสตร์ของช่วงเวลาดังกล่าว และเปลี่ยนให้ภาพฉายของตัวเองมีจิตสำนึกเหมือนตัวจริง!
และซาราธที่มีสติเหมือนกับตัวจริง ย่อมเล็งโจมตีใส่อามุนด์โดยไม่ลังเล
ดวงตาอามุนด์ข้างที่มิได้สวมแว่นหรี่ลงทันที มันพบว่าสายฟ้ารอบตัวมีความถี่เพิ่มขึ้น บรรยากาศรอบทุ่งกว้างและรอยแยกลึกในละแวกใกล้เคียงแปรเปลี่ยนเป็นดำมืด แสงจากดวงดาวระยิบระยับเริ่มปรากฏให้เห็น
คล้ายกับมันถูกซาราธดึงขึ้นไปบนท้องฟ้าใต้อวกาศ
นี่คือปาฏิหาริย์
สำหรับภาพฉายที่ยืนอยู่ด้านข้างอามุนด์ สิ่งนั้นกลายเป็นวังวนลึกลับขนาดใหญ่ที่เกิดจากการเรียงตัวของหนอนแมลงสีใสจำนวนมาก หนอนทุกตัวยุบพองและดีดดิ้น หนวดรยางค์ล่องหนจำนวนหนึ่งยืดยาวออกมา หากคนทั่วไปได้เห็นภาพนี้ ชะตากรรมเดียวคือการกลายเป็นบ้า
ทันใดนั้น ไคลน์สลัดความคิดที่ยังหลงเหลือใน ‘ชุดคำสั่ง’ และเปลี่ยนสัตว์ประหลาดในความมืดให้กลายเป็นหุ่นเชิดของตน
ถัดมาชายหนุ่มสลับตำแหน่งกับหุ่นเชิด
หลังจากย้ายตำแหน่งมายังส่วนลึกของความมืด ไคลน์รีบเหยียดแขนขวาออกไปจับอากาศตรงหน้าสองสามหนติดต่อกัน และหุ่นเชิดทั้งหมดก็ทำแบบเดียวกัน
ในที่สุดมันก็ดึงใครบางคนออกจากความว่างเปล่า
เป็นอาเรียนน่าที่สวมชุดลินินเรียบง่าย เข็มขัดทำจากเปลือกไม้ ผมยาวสีดำขลับ เท้าเปลือยเปล่า ใบหน้าธรรมดา ดวงตาสีเข้ม
หัวหน้าสำนักชีรัตติกาล ผู้นำแห่งนักบวช บริวารอำพราง และเทวทูตเดินดิน อาเรียนน่า
เมื่ออาเรียนน่าปรากฏกาย ดวงตาสีเข้มของเธอมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที ไม่ว่าจะมองยังไงก็ดูไม่เหมือนภาพฉาย
คล้ายกับร่างต้นเข้าสู่ภาวะถูกปกปิด ช่วยให้ภาพฉายทางประวัติศาสตร์ที่อัญเชิญออกมาได้รับสติปัญญา
นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ไคลน์เลือกอัญเชิญเธอ แทนที่จะเป็นมิสเตอร์อะซิกและมิสผู้ส่งสารที่มีอัตราความสำเร็จสูงกว่า เพราะด้วยวิธีนี้ ต่อให้ชายหนุ่มโชคร้ายฆ่าตัวตายไม่สำเร็จ แต่ก็ยังมีพวกพ้องที่แข็งแกร่งมากพอสำหรับต่อสู้กับอามุนด์!
และเมื่อภาพฉายจากอดีตมีสติสัมปชัญญะ ไคลน์จึงคงสภาพพวกมันได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ระยะเวลาในการดำรงอยู่จะถูกยืดออกไป
ถัดมาไคลน์อาศัยการเชื่อมต่อระหว่างปราชญ์โบราณกับภาพฉายทางประวัติศาสตร์ รีบสื่อสารกับบริวารอำพราง อาเรียนน่า เพื่อขอให้เธอช่วยปลิดชีวิตตน!
อาเรียนน่าโน้มตัวเล็กน้อย มือขวาของเธอจับลงบนท้ายทอยตัวเอง จากนั้นก็ชักดาบกระดูกที่สลักลวดลายพิสดาร
ถัดมาหญิงสาวก้าวเท้าอย่างมั่นคงพร้อมกับเหวี่ยงดาบมาข้างหน้า
ความมืดมิดพลันพลุ่งพล่าน แผ่ซ่านมายังตำแหน่งของไคลน์อย่างบ้าคลั่ง
สัตว์ประหลาดโชคร้ายตนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นระหว่างอาเรียนน่าและไคลน์ ส่งผลให้มันละลายหายไปทันทีท่ามกลางกระแสความมืดที่ท่วมท้น
นี่มิใช่อำนาจในขอบเขตการปกปิด แต่เป็นการผสมผสานระหว่างการหลับใหลและความกลัว เป็นสัญลักษณ์แทนอันตรายในความมืด และเป็นสัญลักษณ์แทนการทำลายล้างและการหายตัวไปอย่างเงียบงัน
มีเพียงผู้วิเศษลำดับสาม ของเส้นทางผู้ไร้หลับ ‘นักบวชสยองขวัญ’ เท่านั้นจึงจะได้ครอบครองพลังดังกล่าว
สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของไคลน์พลันทำงานในระดับจิตใต้สำนึก มันรู้สึกได้ทันทีว่าความมืดรอบตัวล้วนเป็นศัตรู หากเผลอไปสัมผัสเข้าจนติดเชื้อ ตนจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระแสอย่างมิอาจเลี่ยง
คุณไม่จำเป็นต้องเอาจริงขนาดนี้ก็ได้…แค่พลังบางส่วนก็เกินพอ…ไคลน์ยังยั้งสัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอด เพียงยืนอยู่ในตำแหน่งเดิมและรอให้ความพินาศเกิดกับตัว
ทันใดนั้นระฆังมายาที่อยู่ห่างไปไกลพลันส่งเสียงกังวาน
คล้ายกับชายหนุ่มกำลังเดินทางผ่านประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทุกสิ่งรอบตัวเคลื่อนไหวช้าลง รวมถึงความมืดที่ถาโถมเข้าใส่
กึ่งกลางอากาศด้านบน ความมืดมีดำสนิทถูกเจาะทะลวง เผยให้เห็นนาฬิกาแขวนขนาดใหญ่ที่แกะสลักจากหิน
รูปทรงโบราณ มีร่องรอยความเก่าแก่ พื้นผิวแบ่งออกเป็นสิบสองส่วนสีเทาอ่อนและน้ำเงินเข้ม แต่ละส่วนมีสัญลักษณ์ที่แตกต่างกันเขียนกำกับไว้ มีสามเข็ม ประกอบด้วยเข็มสั้น เข็มกลาง และเข็มยาว ไคลน์มั่นใจว่านาฬิกาเรือนนี้ประกอบจาก ‘หนอนกาลเวลา’ สิบสองปล้องที่อัดแน่นด้วยความผันผวนของชีวิต
เมื่อเข็มวินาทีขยับ ระฆังดังขึ้นอีกครั้ง
ก๊อง!
ท่ามกลางเสียงสะท้อน ความมืดมิดที่คล้ายกระแสน้ำยิ่งไหลช้าลงกว่าเดิม จากนั้นภาพมายาของนาฬิกาโบราณพลันสลายตัว เปลี่ยนกลับไปเป็นอามุนด์ที่แต่งกายด้วยหมวกปลายแหลมและแว่นตาขาเดียว
ภาพฉายของซาราธด้านหลังอามุนด์กำลังเข้าสู่ภาวะเฉื่อยชา
ทันทีหลังจากนั้น อามุนด์ลอยตัวขึ้นไปในอากาศ เหยียดแขนขวาและกดลงบนความมืด
ความมืดกลับสู่สภาวะปรกติ พวกมันหลั่งไหลท่วมท้นไคลน์โดยที่มิได้สร้างอันตราย ไม่มีทางเดาได้ว่าสิ่งนี้คือ ‘บั๊ก’ หรือการที่พลังพิเศษถูกขโมยไปกันแน่
ขณะเดียวกัน ร่างอามุนด์ขยายขนาดในพริบตาจนมีส่วนสูงเกือบยี่สิบเมตร แต่เสื้อผ้ากลับไม่เสียหายแม้แต่น้อย
มันจ้องไคลน์พลางยกมือขึ้นมาจับกรอบแว่น อามุนด์มิได้แยแสการโจมตีจากภาพฉายซาราธที่ด้านหลัง เพียงยกมุมปากและเปล่งเสียงด้วยความพึงพอใจ
“น่าสนใจมาก”
………………………..
เหนือสายหมอกสีเทา ดาวแดงตัวแทนเดอะสตาร์กำลังยุบพองอย่างต่อเนื่อง คลื่นกระเพื่อมคล้ายสายน้ำแผ่ออกไปซ้อนทับกับดาวแดงอีกสามดวง รวมกันเป็นกระแสน้ำที่ไหลผ่านพระราชวังโบราณในลักษณะขึ้นลง
หลังจากอธิบายสถานการณ์ของไคลน์ เลียวนาร์ดจบคำวิงวอนและรอการตอบสนองจากมิสเตอร์ฟูล
ทว่ามันกลับไม่ได้รับวิวรณ์ใดแม้จะผ่านมาแล้วสิบห้านาที
“ปรกติมิสเตอร์ฟูลจะตอบสนองเร็ว…” เลียวนาร์ดอดไม่ได้ที่จะพึมพำ
ผ่านไปสองสามวินาที พาลีสแนะนำด้วยเสียงที่ค่อนข้างชรา
“นึกทบทวนคำพูดของเดอะฟูลในระยะหลัง”
เลียวนาร์ดไตร่ตรองอย่างรอบคอบและบรรจงกล่าว
“ในช่วงกลางสัปดาห์ พระองค์เตือนมิให้พวกเราเข้าใกล้ป่าบนภูเขาในเขตชานกรุงเบ็คลันด์ฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือ…อา…นอกจากนั้นยังบอกใบ้ว่าสัปดาห์หน้าอาจไม่มีการชุมนุม…”
“อย่างที่คิด” พาลีสโซโรอาสเตอร์ถอนหายใจ “เดอะฟูลเดาได้ว่าอามุนด์จะลงมือ…ตอนนี้พวกเขาคงกำลังต่อสู้ในมิติหรือดินแดนที่แตกต่างจากเรา…ฝ่ายหนึ่งต้องการรักษาปราสาทต้นกำเนิด อีกฝ่ายต้องการยึดครองเป็นเจ้าของใหม่…อดีตเพื่อนร่วมงานของเจ้าถูกลากเข้าไปพัวพันอย่างไม่ต้องสงสัย”
“มิสเตอร์ฟูลเดาได้? เป็นกับดักที่วางล่ออามุนด์?” เลียวนาร์ดหรี่ตาถาม
พาลีสใช้เวลาขบคิดสักพัก ความเร็วในการพูดช้าลงอย่างมาก
“อาจจะใช่…แต่ก็อาจเป็นเพราะอามุนด์มองเห็นกับดักและฉวยโอกาสชิงความได้เปรียบ…อย่าประเมินผู้เย้ยเทพ หนึ่งในราชาเทวทูตที่ทรงพลังที่สุดต่ำเกินไป”
จากความเข้าใจของเลียวนาร์ด หากมิสเตอร์ฟูลไม่ใช่เจ้าของดั้งเดิมของปราสาทต้นกำเนิดผู้กำลังฟื้นฟูความแข็งแกร่งกลับคืนมา ก็คงเป็นเทพนิรนามสักตนจากอดีตกาล หรือไม่ก็เป็นร่างจุติของปราสาทต้นกำเนิดเสียเอง ในปัจจุบัน เดอะฟูลอาจยังควบคุมอำนาจเดิมได้ไม่เต็มที่ แต่ปัญหานี้จะหมดไปเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ
ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด แต่มิสเตอร์ฟูลในปัจจุบันก็ยังมิได้ครอบครองพลังระดับเทพแท้จริง อย่างมากก็ทัดเทียมราชาเทวทูต
ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว เป็นเรื่องธรรมดาที่มิสเตอร์ฟูลจะต่อสู้อย่างดุเดือดกับผู้เย้ยเทพเป็นเวลานานโดยไม่รู้ผลแพ้ชนะ เพราะอีกฝ่ายเป็นถึงหนึ่งในตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดรองจากเทพแท้จริง และน่าจะทรงพลังกว่าปราชญ์เร้นลับที่ถูกขนานนามให้เป็นเทพมารเสียอีก แม้แต่เทพแท้จริงก็ยังต้องหวาดระแวงอามุนด์
“…” เลียวนาร์ดอดไม่ได้ที่จะเครียด มันถามเสียงต่ำอย่างร้อนรน “ตาแก่ คุณมีวิธีส่งความช่วยเหลือไปไหม? อามุนด์เป็นศัตรูตัวฉกาจของคุณไม่ใช่หรือ”
ความช่วยเหลืออาจไม่มากมายนัก แต่ก็น่าจะเพียงพอที่จะช่วยให้ไคลน์รอดพ้นจากวังวนความวุ่นวาย
ได้ยินเช่นนั้น พาลีสหัวเราะแห้งเชิงจิกกัดตัวเอง
“เจ้าคาดหวังกับข้ามากไปไหม? จริงอยู่ที่หากอามุนด์ได้ครอบครองปราสาทต้นกำเนิด ตัวข้าก็คงไม่รอดพ้นเงื้อมมือ อาจมีชีวิตไม่พ้นหน้าหนาวนี้ด้วยซ้ำ และในทำนองเดียวกัน ถ้าเดอะฟูลยังคงเป็นผู้ครอบครองปราสาทต้นกำเนิด อนาคตของข้าก็ค่อนข้างสดใส…แต่สำหรับตาแก่ที่เพิ่งฟื้นฟูพลังกลับมาอยู่ในลำดับสอง ข้าจะเอาปัญญาใดไปแทรกแซงการต่อสู้ระดับนั้น? หรือต่อให้ข้าใช้ยันต์วันวานอีกครั้ง แต่ลำพังระยะเวลาเพียงสองสามวินาทีก็ไม่มากพอที่จะให้ทำอะไรได้…จริงอยู่ หากข้าใช้ยันต์ในจังหวะเหมาะสมก็อาจช่วยพลิกสถานการณ์มาทางฝั่งเดอะฟูล แต่ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกเขากำลังสู้กันที่ไหน และต้องลงมือในจังหวะใด?”
หลังจากฟังคำตอบของพาลีส เลียวนาร์ดได้เพียงปิดปากเงียบ นำสองมือขึ้นมากุมขมับทั้งสองข้างพลางพึมพำกับตัวเอง
“พวกเราทำได้แค่รอคอยผลลัพธ์จริงหรือ…”
พาลีสถอนหายใจ
“อดทน…ที่พวกเราต้องทำคืออดทน…เดอะฟูลกับรัตติกาล รวมถึงราชาเทวทูตบางตนอาจร่วมมือกันโดยนัย เพราะพวกท่านคงไม่ต้องการให้อามุนด์ได้ครอบครองปราสาทต้นกำเนิด…จงรอคอยอย่างอดทน บางทีโอกาสที่เหมาะสมอาจมาถึงในไม่ช้า”
เลียวนาร์ดเหยียดหลังตรง สูดลมหายใจยาวและพ่นออกมา
“เข้าใจแล้ว”
…
ณ น่านน้ำใกล้เกาะโซเนีย โทสะสีครามซึ่งได้รับคำสั่งจากโบสถ์วายุสลาตันให้โจมตีท่าเรือและเรือสินค้าของฟุซัค กำลังซ่อนตัวอยู่ที่ใดสักแห่งในเส้นทางเดินเรือปลอดภัย
อัลเจอร์วิลสันยืนอยู่หลังหน้าต่างห้องกัปตัน อาศัยดวงตาที่มองได้ไกลผิดธรรมชาติ สำรวจชายฝั่งของเกาะซึ่งเป็นแนวยาว
ในสายตาของผู้ขับขานสมุทร ‘หน้าใหม่’ อย่างอัลเจอร์ บรรดากัปตันของเรือหลายลำที่รับภารกิจในทำนองเดียวกับตน ล้วนเป็นผู้วิเศษแถวหน้าในหมู่ลำดับกลาง การร่วมมือของทุกคนจะช่วยให้ฟุซัคเผชิญความยากลำบากในด้านการเดินเรือและเสบียง
และนั่นแปลว่ากองทัพฟุซัคจะทำการตอบโต้ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม มีโอกาสสูงที่กองเรือจะนำโดยครึ่งเทพลำดับสี่ขณะเดียวกันก็มีโอกาสเป็นลำดับสาม นักบวชสงครามหรืออัศวินสีเงิน
สถานการณ์เช่นนี้นับว่าอันตรายมากในสายตาอัลเจอร์ มันไม่อยากนำพาตัวเองเข้าไปเผชิญปัญหาร้ายแรงระดับนั้น
ขณะเดียวกันบรรดาลูกเรือ เพื่อนร่วมงาน และพวกพ้องทุกคนก็เอาแต่จับตามองกันและกัน ป้องกันไม่ให้มีใครหนีกลางคัน หากอัลเจอร์ยังถูกสั่งให้เดินบนขอบหน้าผาเช่นนี้ต่อไป คงอีกไม่นานที่มันจะลงมือฆ่าลูกเรือทั้งหมดทิ้งและตั้งตนเป็นโจรสลัด หรือไม่ก็ยอมสละโทสะสีครามและกลับไปถูกสอบสวนที่เกาะปาซู
หลังจากจบภารกิจรอบนี้ กัปตันเรือคงเหลือรอดไม่ถึงหนึ่งในสาม…อัลเจอร์วิเคราะห์สถานการณ์อย่างใจเย็นและคิดหาลู่ทางเอาตัวรอด
ต้องมีส่วนร่วมในภารกิจ แต่ไม่ใช่แกนหลัก
อัลเจอร์จะอาสานำคนขึ้นเกาะโซเนียเพื่อใช้ยุทธการ ‘กองโจร’ และขณะที่เรือลำอื่นบุกโจมตีเรือสินค้ากับเรือเสบียงของฟุซัค มันจะซ่อนตัวอยู่ภายในป่าทึบและคอยสร้างความเสียหายประปรายแก่ท่าเรือ ด้วยวิธีนี้ครึ่งเทพของฟุซัคจะมุ่งความสนใจไปทางทะเลมากกว่าคนบนเกาะ
แต่ในสายตาของลูกเรือ มันจะกลายเป็นวีรบุรุษที่อาจหาญเสี่ยงชีวิตเข้าไปในดินแดนศัตรู
หลังจากไตร่ตรองอย่างรอบคอบ อัลเจอร์เรียกลูกเรือมาพบและอธิบายแผน ปิดท้ายด้วยการเน้นย้ำ
“แผนนี้เสี่ยงมาก…เชื่อฉันเถอะ มันต้องอันตรายมากแน่นอน เพราะพวกเราไม่สามารถโหมบุกหรือล่าถอยได้อย่างอิสระเหมือนกับบนทะเล อาจถูกศัตรูล้อมโจมตีได้ทุกเวลา แต่หากทำสำเร็จการโจมตีนี้จะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่พวกฟุซัค ผลลัพธ์จะคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่ต้องแลกมา…พวกนายจะอยู่บนเรืออย่างขี้ขลาด หรือตามฉันมาในฐานะวีรบุรุษที่อุทิศตัวให้กับพระองค์?”
ลูกเรือที่กำลังเลือดเดือด ขานรับพร้อมกับอย่างขันแข็ง
“เชือดไอ้พวกฟุซัค!”
“ดี” อัลเจอร์โล่งอก นำกำปั้นขวาทุบอกซ้าย “พายุจงสถิตกับเรา!”
“พายุจงสถิตกับเรา!” เหล่าลูกเรือเปล่งเสียงขานรับพร้อมเพรียง
หลังจากจัดแจงเรียบร้อย อัลเจอร์ประเมินว่าตนควรยืมไม้กางเขนเจิดจรัสโดยเร็วเพื่อสกัดตะกอนพลังผู้ขับขานสมุทรส่วนเกินออก แม้ว่าอันตรายบนเกาะจะไม่ได้ร้ายแรงตามที่มันพูด แต่ก็ต้องมีอันตรายในระดับหนึ่ง จึงอยากทำให้ตัวเองอยู่ในสภาพพร้อมรบที่สุด
และพิจารณาจากการบอกใบ้ของมิสเตอร์ฟูล อัลเจอร์เชื่อว่าหากไม่ใช่วันนี้ก็คงเป็นเช้าวันพรุ่งนี้ มิสเตอร์ฟูลจะส่งวิวรณ์มาแจ้งยกเลิกชุมนุม
แต่แน่นอนมันอดไม่ได้ที่จะเกิดความคลางแคลงจากส่วนลึกหัวใจ อัลเจอร์เชื่อว่าทุกครั้งที่มิสเตอร์ฟูลยกเลิกชุมนุมทาโรต์ หมายความว่ามีบางสิ่งเกิดขึ้นกับพระองค์ มันจึงอยากสวดวิงวอนเพื่อทดสอบสถานการณ์ปัจจุบันของอีกฝ่าย
ไม่สิ…ห้ามทดสอบเทพเด็ดขาด…แต่นี่ไม่ใช่การทดสอบ มิสเตอร์ฟูลมิได้ห้ามมิให้เราสวดวิงวอนถึงสักหน่อย… นอกจากนั้น การยืมไม้กางเขนเจิดจรัสของเราก็คำขอร้องที่เข้าใจได้…อัลเจอร์เดินวนเวียนไปมา ลังเลเป็นเวลานาน
ทันใดนั้นมันได้ยินเสียงคลื่นทะเลซัดสาด และจากมุมมองพิเศษของเรือผีสิง อัลเจอร์มองเห็นน้ำทะเลกำลังแยกออกจากกันด้วยฝีมือของสัตว์ทะเลขนาดมหึมา
ปลายักษ์หน้าตาพิสดารอ้าปากกว้างพร้อมกับพ่นลูกบอลโลหะขนาดเล็กขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือ
อัลเจอร์พยักหน้าและร้องเพลงขอบคุณ
นี่คือสัตว์ทะเลที่โบสถ์วายุสลาตันฝึกจนเชื่อง ในภารกิจปัจจุบัน มันและเพื่อนของมันจะทำหน้าที่ส่งข่าวระหว่างเรือและเกาะเป้าหมาย
เมื่อได้ยินคำขอบคุณ ปลายักษ์สะบัดร่างกาย ดำลึกลงไปในทะเลพลางส่ายหางขนาดมหึมา ว่ายออกไปไกลจากเรือ
อัลเจอร์เฝ้ามองเงียบงันหลายวินาที ก่อนจะเสกลมเพื่อนำลูกบอลโลหะเข้ามาในห้องกัปตัน
มันคลายเกลียวลูกบอลและดึงกระดาษด้านในออกมา เมื่ออ่านจบด้วยตาอัลเจอร์พลันแข็งทื่อ
จอร์จที่สามถูกลอบสังหารและเสียชีวิต…อัลเจอร์ทวนคำซ้ำในใจ จากนั้นก็นึกถึงคำเตือนของเกอร์มันสแปร์โรว์และคำบอกใบ้ของเดอะฟูล
ในคราวนี้มันไม่ลังเลอีกต่อไป รีบลงกลอนประตูห้องกัปตันและสวดวิงวอนเสียงต่ำ
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย…”
…
เสียงสวดมนต์ที่มีท่วงทำนองขับขาน…มิสเตอร์แฮงแมนต้องการยืมไม้กางเขนเจิดจรัสจากเดอะซันน้อย? เลียวนาร์ด…อา…ด้วยเสียงที่ซ้อนทับกันมากมาย ระดับความดังจึงเพิ่มขึ้นจนสภาพแวดล้อมสั่นสะเทือนแผ่วเบา…ไคลน์ยกมือลูบหน้าผาก รู้สึกราวกับถูกสว่างไฟฟ้าเจาะสมองจากทุกทิศทาง
ขณะเดียวกันมันเดินตามอามุนด์จนกระทั่งพบทุ่งกว้างที่ปกคลุมด้วยสายหมอกสีเทาอมเหลือง บนพื้นเต็มไปด้วยรอยแยก มีบางสิ่งกำลังเดินเตร็ดเตร่อยู่ในความมืด
เมื่อเทียบกับสภาพแวดล้อมที่มีสัตว์ประหลาดซ่อนตัวอย่างเงียบเชียบ ที่นี่ค่อนข้างพิเศษออกไป
อามุนด์ที่แต่งกายด้วยหมวกปลายแหลม ยกมือขยับแว่นพลางชี้ไปข้างหน้า
“อีกครึ่งวันก็จะถึงที่หมาย”
“ครึ่งวัน…แต่จากตอนนั้นยังผ่านมาไม่ถึงหนึ่งวันด้วยซ้ำ…ไหนบอกว่ามีเวลาสามวัน?” รูม่านตาไคลน์ขยายออก
อามุนด์ยิ้ม
“ข้าบอกว่าอีกไม่เกินสามวัน…หนึ่งวันก็ถือว่าไม่เกินสามวัน”
กล่าวจบ ราชาเทวทูตหยุดฝีเท้าและถามด้วยท่าทีสนใจ
“แผนของเจ้าคลาดเคลื่อนใช่ไหม? มันทำให้เจ้าหมดหวังมากขึ้นใช่ไหม?”
ไคลน์ไม่ตอบ เพียงเหยียดแขนขวาออกไปจับอากาศอันว่างเปล่าด้านข้าง
…………………………
เกอร์มันสแปร์โรว์หายไป…แบร์นาแดตเกิดลางสังหรณ์บางอย่างทันทีเมื่อเห็นผู้ส่งสารย้อนกลับมา เธอพอจะเข้าใจอย่างคลุมเครือว่าเกิดอะไรขึ้นกับอีกฝ่าย ดังนั้นเมื่อได้ยินคำอธิบายปากจากผู้ส่งสาร หัวใจหญิงสาวพลันดำดิ่ง แต่มิได้แสดงออกทางสีหน้า
ดวงตาสีฟ้าของราชินีเงื่อนงำทวีความลุ่มลึกและดำมืด สูญเสียความคมชัดไปชั่วขณะ ราวกับกำลังจ้องมองกระแสแห่งชะตากรรมของไรเน็ตต์ไทน์เคอร์
ไม่กี่วินาทีถัดมา แบร์นาแดตหลับตาสนิท ประหนึ่งเบื้องหน้าเต็มไปด้วยแสงสว่างเจิดจ้า
ของเหลวสีเลือดไหลออกจากหางตา ส่งผลให้ใบหน้าทวีความขาวซีด
เมื่อดวงตาราชินีเงื่อนงำปิดสนิท หญิงสาวกล่าวด้วยเสียงกึ่งล่องลอย
“เกอร์มันสแปร์โรว์กำลังเผชิญวิกฤติร้ายแรง…ความมืดมิดกลืนกินแสงสว่าง…โอกาสรอดเหลือเพียงริบหรี่”
นี่คือคำพยากรณ์
ลำดับสามของเส้นทางผู้ส่องความลับมีชื่อว่า ‘ผู้หยั่งรู้’
สีหัวของไรเน็ตต์ไทน์เคอร์พูดเรียงกัน
“ความมืด…” “คือสัญลักษณ์…” “ของ…” “สิ่งใด…”
แบร์นาแดตยังคงรักษาความเยือกเย็น
“ว่างเปล่า บิดเบือน หายนะ แง่ลบ และข้อผิดพลาด”
ไรเน็ตต์ไทน์เคอร์ที่แต่งกายในเดรสยาวสีเข้มซับซ้อน ไม่เปล่งคำใดออกมาอีก เพียงวางจดหมายและเหรียญทองลง เดินกลับเข้าไปในความมืด
ราชินีเงื่อนงำ แบร์นาแดต ยังคงยืนในตำแหน่งเดิมโดยไม่ขยับเขยื้อนนานหลายวินาที
ในที่สุดเธอก็ลืมตาอีกครั้ง แต่ดวงตาสีฟ้าทั้งพร่ามัวและหม่นหมอง คล้ายกับต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะฟื้นฟูกลับมา
แบร์นาแดตครุ่นคิดสักพักและเหยียดมือขวาออกไป
ผ้าปูโต๊ะห่อเข้าหากันและคลี่ออกอีกครั้ง อุปกรณ์ประกอบพิธีกรรมถูกแทนที่ด้วยปากกา กระดาษ และขวดหมึก
ปากกาลอยขึ้นราวกับถูกยกด้วยมือล่องหน เขียนอธิบายเกี่ยวกับการหายตัวไปของเกอร์มันสแปร์โรว์อย่างรวดเร็ว
…
ในทะเลโซเนีย ห้องกัปตันของอนาคตกาล
พลเรือเอกดวงดาว แคทลียา เฝ้ามองเห็ดทอดบนจานตรงหน้า แม้จะได้กลิ่นหอมหวนลอยโชย แต่เธอก็มิได้จับมีดส้อมเป็นเวลานาน
ทันใดนั้นสัมผัสวิญญาณของหญิงสาวถูกกระตุ้น เธอรีบมองไปทางเครื่องวัดมุมทองเหลืองและพบว่ามีจดหมายฉบับใหม่วางอยู่ตั้งแต่ตอนไหนก็มิอาจทราบ
แคทลียาเผยรอยยิ้มทันที รีบหยิบจดหมายขึ้นมาอ่าน
คิ้วของเธอบรรจงขมวดเข้าหากัน
“เกอร์มันสแปร์โรว์หายตัวไป…” แคทลียาพึมพำแก่นสารของจดหมายด้วยเสียงต่ำ เธอตระหนักว่าเรื่องนี้ร้ายแรงกว่าที่คิด
หญิงสาวเข้าใจความนัยแฝงของจดหมายจากราชินีเงื่อนงำทันที โดยไม่รีรอ แคทลียาก้มศีรษะพลางประสานมือ ท่องพระนามเต็มเป็นภาษาเฮอร์มิสโบราณ
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย…”
เหนือสายหมอกสีเทา ดาวแดงตัวแทนเฮอร์มิทพลันสั่นกระเพื่อม มันยุบพองอย่างต่อเนื่องพร้อมกับสร้างวงแหวนที่มาพร้อมเสียงสวดวิงวอน
วงแหวนวิงวอนที่มีลักษณะเป็นระลอกคลื่น สอดประสานเข้ากับคลื่นของดาวแดงตัวแทนเมจิกเชี่ยนและเดอะซัน ดูคล้ายกับกระแสน้ำที่ไหลผ่านพระราชวังโบราณอันโอ่อ่าสง่างาม
…
ใครบางคนสวดวิงวอนถึงเดอะฟูลอีกแล้ว…การสอดประสานทวีความรุนแรง เสียงที่ได้ยินก็ทวีความคมชัด…อา…เราได้ยินอย่างชัดเจน ภาพที่เห็นก็คมชัด…เป็นมาดามเฮอร์มิท…มีแค่เธอที่ชอบสวมชุดคลุมจอมเวทโบราณ…
ราชินีเงื่อนงำค้นพบความผิดปรกติเกี่ยวกับเกอร์มันสแปร์โรว์แล้ว? แม้ว่าเราจะเคยกังวลว่าตัวเองอาจต้องตายและใช้เวลาสักพักในการคืนชีพ จึงบอกใบ้ชุมนุมทาโรต์ไว้ล่วงหน้าว่าอาจมีการเลื่อน แต่นั่นเป็นแค่การบอกใบ้ ไม่ใช่ประกาศอย่างเป็นทางการ ยังไม่มีอะไรชัดเจน…เมื่อวันจันทร์มาถึง พวกเขาควรจะแตกตื่นและสวดวิงวอนหรือพยายามติดต่อ นั่นจะให้ทุกคนทราบว่ามิสเตอร์ฟูลหายตัวไปเช่นกัน…หนีตามไปกับเดอะเวิร์ล…ไคลน์รำพันจิกกัดตัวเอง หวังบรรเทาความตึงเครียด
มันชำเลืองอามุนด์ที่เดินอยู่ด้านข้างและยกตะเกียงขึ้น
“มันควรจะดับไปนานแล้ว”
อามุนด์ที่แต่งกายในชุดคลุมทรงโบราณสีดำและหมวกปลายแหม พยักหน้าเล็กน้อยพลางตอบ
“ข้าทำให้มันอยู่ในภาวะพิเศษ สามารถส่องแสงได้นานนับสัปดาห์โดยไม่ต้องใช้เชื้อเพลิง”
ไคลน์ไตร่ตรองสักพัก
“เป็นการ ‘หลอก’ กฎแห่งธรรมชาติ?”
อามุนด์หันหน้ามาทางไคลน์และจ้องด้วยตาข้างที่สวมแว่นสักพัก
“ฉลาดมาก…ลำดับสาม ของเส้นทางนักจารกรรมคือการยกระดับนักต้มตุ๋นขึ้นมาอีกขั้น มักถูกเรียกว่าเจ้าแห่งการหลอกลวง”
เกือบเดาถูก…แต่ไม่ใช่แค่เส้นทางข้อผิดพลาดที่ทำได้ เส้นทางจักรพรรดิมืดก็มีพลังในการบิดเบือนและฉกฉวยเช่นกัน…ไคลน์เริ่มเปรียบเทียบระหว่างเส้นทางนักกฎหมายและนักจารกรรม
ขณะเดียวกัน อามุนด์ลูบคางพลางถาม
“อีกไม่เกินสามวันก็ถึงแล้ว หากเจ้าไม่เริ่มคิดหาวิธีหนีอย่างจริงจัง เกรงว่าอาจไม่ทันการ…พรุ่งนี้จะลองหนีอีกครั้งใช่ไหม?”
“…ลองเดาดูสิ” ไคลน์แสยะยิ้ม ตอบอย่างยอกย้อนเฉกเช่นที่อามุนด์ชอบทำ
ว่ากันตามตรงในแง่ของการหลบหนี ไคลน์ไม่คิดว่ายิ่งทำบ่อยแล้วจะยิ่งได้ผลลัพธ์ที่ดี
ในแง่หนึ่งการทดสอบบ่อยครั้งอาจช่วยให้กะเกณฑ์พลังของอามุนด์ได้แม่นยำมากขึ้น แถมยังบั่นทอน ‘สิ่งของ’ ที่อามุนด์ขโมยมาไปเรื่อย ๆ ช่วยเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในศึกสุดท้าย แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันก็ต้องเผยไพ่ตายตัวเอง เพราะไคลน์กำลังอยู่ในสภาวะคล้อยตามและไม่มีโอกาสเตรียมตัวล่วงหน้า การจะบีบบังคับให้อามุนด์ใช้ไม้เด็ด ตนก็ต้องงัดไม้ตายก้นหีบมาใช้ไม่ต่างกัน
และถ้าอามุนด์เข้าใจพลังของไคลน์อย่างทะลุปรุโปร่ง โอกาสหลบหนีสำเร็จก็ยิ่งริบหรี่
ความพยายามในการหลบหนีเปรียบดังดาบสองคม หากไม่ระวังให้ดี ก็มีโอกาสที่ดาบจะบาดตัวเอง!
ด้วยเหตุนี้ไคลน์จึงไม่คิดหลบหนีส่งเดช แต่ต้องวางแผนอย่างรอบคอบและรัดกุม
ขณะสนทนามันกับอามุนด์เดินออกจากเมืองที่เคยนับถือราชามนุษย์กลายพันธุ์และเปลี่ยนมาเป็นเทพสุริยันบรรพกาลในภายหลัง ปัจจุบันเหลือเพียงซากกระดูกและอาคารหินผุพังเป็นร่องรอยสุดท้ายของอารยธรรม
ด้านนอกเมืองเป็นดินแดนรกร้างว่างเปล่าที่มองไม่เห็นขอบฟ้าแม้ในยามฟ้าแลบ
…
บ้านเลขที่เจ็ด ถนนพินสเตอร์ เลียวนาร์ดกำลังนั่งบนโซฟา วางเท้าลงบนโต๊ะกาแฟอย่างสบายใจพลางพลิกอ่านหนังสือพิมพ์รายวัน
เมื่อวานการตายของจอร์จที่สามทำให้มันต้องเผชิญกับงานกองเป็นภูเขา ต้องออกปฏิบัติการตลอดทั้งคืนโดยไม่หยุดพัก จนเพิ่งจะได้รับอนุญาตให้พักห้าชั่วโมง
หลังจากหลับไปสองชั่วโมง เลียวนาร์ดตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น เตรียมเสพข่าวล่าสุดจากสื่อทั่วไป
อันที่จริงในฐานะหัวหน้าหน่วยถุงมือแดง เลียวนาร์ดมีข้อมูลมากกว่านักข่าวหลายเท่า ยกตัวอย่างเช่น โบราณสถานทูดอร์ด้านนอกกรุงเบ็คลันด์เกิดพังถล่มจนกลายเป็นทะเลสาบขนาดมหึมา เกือบสร้างความเดือดร้อนให้กับคฤหาสน์เพลงกุหลาบของดอนดันเตส อีกหนึ่งข่าวสำคัญก็คือ จอร์จที่สามซึ่งระเบิดตัวเองบนเวทีจัตุรัสรำลึก แท้จริงแล้วไม่ใช่ร่างจริง แต่การค้นหาศพก็ยังไม่ประสบผล ราวกับอีกฝ่ายระเหยไปในอากาศ
แต่แน่นอน เลียวนาร์ดมั่นใจว่าจอร์จที่สามเสียชีวิตไปแล้ว เนื่องจากเจ้าชายรัชทายาทกำลังจะสืบทอดบัลลังก์จักรพรรดิแห่งไบลัมและกษัตริย์แห่งโลเอ็น
ย้อนกลับไปในตอนนั้น มีบางสิ่งเกิดขึ้นกับปราสาทต้นกำเนิด…ต้องเกี่ยวข้องกับมิสเตอร์ฟูลแน่…ไคลน์เคยเตือนเกี่ยวกับจอร์จที่สามมานานแล้ว…การตอบสนองของสามโบสถ์หลักก็แปลกมาก แม้แต่โบสถ์วายุสลาตันที่มักลงมืออย่างหุนหัน กลับแทบไม่แสดงความเดือดดาล…เลียวนาร์ดพลิกหน้าหนังสือพิมพ์ด้วยท่าทีผ่อนคลาย
ทันใดนั้นเสียงค่อนข้างชราของพาลีสดังขึ้นในใจ
“ผู้ส่งสารของเกอร์มันสแปร์โรว์มาหา”
เลียวนาร์ดเงยหน้าขึ้นและได้พบกับผู้ส่งสารระดับเทวทูตซึ่งแต่งกายในเดรสสีเข้มซับซ้อน กำลังยืนรอตั้งแต่ตอนไหนก็มิอาจทราบ
สี่หัวทองตาแดงของไรเน็ตต์ไทน์เคอร์พูดเรียงกัน
“เกอร์มัน…” “สแปร์โรว์…” “กำลังเผชิญ…” “วิกฤติร้ายแรง…”
“ที่ทำให้…” “เขา…” หายตัว…” “ไป…”
ไคลน์ตกอยู่ในอันตรายและหายตัวไป? เลียวนาร์ดหดขาลงและรีบลุกขึ้นยืน
โดยไม่มัวเสียเวลาถามพาลีส มันโพล่งขึ้นทันที
“เกี่ยวกับการตายของจอร์จที่สาม?”
“ใช่…” “เขา…” “ทำลาย…” พิธีกรรม…” “เถลิง…” บัลลังก์เทพ…” “ของ…” “จอร์จที่สาม…” ดวงตาสีแดงทั้งแปดของไรเน็ตต์จ้องเลียวนาร์ดโดยพร้อมเพรียง
พิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพ…? แม้เลียวนาร์ดจะกำลังเป็นห่วง แต่มันอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงกับรายละเอียด
ถ้าคิดจะประกอบพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพ ผู้ประกอบพิธีกรรมต้องอยู่ในลำดับหนึ่งเป็นอย่างน้อย แต่ไคลน์กลับยังมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ใหญ่ระดับนี้ได้…เป็นแผนการของมิสเตอร์ฟูล? ดวงตาสีเขียวของเลียวนาร์ดส่องประกายเล็กน้อย อาศัยประสบการณ์อันโชกโชน มันถามเข้าประเด็นทันที
“คุณเห็นไคลน์ครั้งสุดท้ายที่ไหน เขากำลังทำอะไร?”
สี่หัวทองตาแดงของไรเน็ตต์ส่ายหน้าพร้อมกัน
“บางที…” “อาจกำลัง…” “ถูกซาราธ…” “ไล่ล่า…”
ในฐานะผู้ส่งสารของเกอร์มันสแปร์โรว์ มารบรรพกาลตนนี้รับรู้ได้ว่า คู่พันธสัญญาของตนหนีออกจากซากโบราณสถานทูดอร์สำเร็จ
และคนที่เข้าใจหลักการของปราชญ์โบราณได้ดีที่สุด ย่อมต้องเป็นผู้วิเศษลำดับสูงกว่าในเส้นทางเดียวกัน ซาราธจึงเป็นคนเดียวที่สามารถไล่ล่าเกอร์มันสแปร์โรว์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ซาราธ? ผู้นำลัทธิเร้นลับ เทวทูตลำดับหนึ่ง ซาราธ? แม้เลียวนาร์ดจะเป็นห่วงไคลน์ แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะกลัว และเริ่มกังวลเกี่ยวกับชะตากรรมของอดีตเพื่อนร่วมงาน
ทันใดนั้น เสียงค่อนข้างชราของพาลีสดังขึ้นในใจ
“ถามท่านเกี่ยวกับเบาะแสเพิ่มเติม”
เลียวนาร์ดถามตามที่ถูกแนะนำทันที
คล้ายกับไรเน็ตต์ไทน์เคอร์ทราบว่าเลียวนาร์ดไม่ใช่ผู้วิเศษธรรมดา เธอทวนคำของราชินีเงื่อนงำทีละหนึ่ง
พาลีสโซโรอาสเตอร์เงียบงันไปสักพัก จากนั้นก็ถอนหายใจยาว
“ข้อผิดพลาด…ข้าพอจะทราบแล้วว่าอดีตเพื่อนร่วมงานของเจ้ากำลังเผชิญกับอะไร”
เลียวนาร์ดต้องการจะถามทันที แต่เนื่องจากมีคนนอกอยู่ด้วย มันตัดสินใจระงับความคาใจ
พาลีสเว้นวรรคก่อนจะเล่าต่อ
“ปราสาทต้นกำเนิดสามารถดึงดูดซาราธ…แล้วมีหรือที่อามุนด์จะไม่สังเกตเห็น? คงเป็นความพยายามในการช่วงชิงปราสาทต้นกำเนิด”
ปราสาทต้นกำเนิด…เลียวนาร์ดสูดลมหายใจเข้าเชื่องช้า หันไปพูดกับไรเน็ตต์ไทน์เคอร์
“เขาอาจตกอยู่ในมือของอามุนด์”
หลังจากผู้ส่งสารหันหลังและเดินกลับ เลียวนาร์ดนั่งลง ประสานมือพลางหลับตาสวดวิงวอน
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย…”
…………………………
ทำได้ไม่เลว…เมื่อได้ยินคำชมจากอามุนด์ ไคลน์ฝืนยิ้มและตอบอย่างสุภาพ
“ขอบคุณ”
ว่ากันตามตรงชายหนุ่มอยากได้ยินคำสาปมากกว่าคำเยินยอ เพราะนั่นหมายความว่าตนประสบความสำเร็จ
แต่แน่นอนไคลน์เชื่อว่าต่อให้ตนหลบหนีสำเร็จ อามุนด์ก็จะไม่เสียอาการมากนัก เพราะเมื่อพิจารณาจากนิสัยและธรรมชาติของเทพแห่งการกลั่นแกล้งรายนี้ อีกฝ่ายมีแนวโน้มที่จะแสยะยิ้มด้วยความตื่นเต้นและคาดหวัง แม้ภายในใจอาจผิดหวังและเสียดายเล็ก ๆ ก็ตาม
“ฉลาดมากที่เลือกใช้ ‘ประตู’ มาก่อกวนข้า” อามุนด์ยิ้มอย่างไม่ปิดบัง “แต่เจ้าไม่คิดบ้างหรือว่าขณะที่ ‘เปิดประตู’ ข้าจะระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ และคอยกังวลว่าจะมีอันตรายเกิดขึ้น?”
ไคลน์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะตอบขึงขัง
“ตอนแรกก็คิดแบบนั้น แต่เมื่อประเมินว่าคุณน่าจะประเมินสภาพจิตใจของผมได้ และเชื่อว่าผมไม่กล้าลงมือระหว่างเปิดประตู จึงใช้จิตวิทยาย้อนกลับเพื่อลองเสี่ยงหาผลลัพธ์”
กลยุทธ์ที่ดีคือลงมือในตอนที่ศัตรูไม่คิดว่าจะลงมือ
ในชีวิตที่แล้วไคลน์มีโอกาสลิ้มรสเกมที่ต้องเค้นความคิดและสติปัญญาในระดับเดียวกัน
“แล้วถ้าข้าคำนึงถึงจุดนั้นด้วยล่ะ?” อามุนด์แสยะยิ้มพลางใช้ข้อนิ้วชี้ขยับกรอบแว่น
ขณะเดียวกันบรรดาหุ่นเชิดของไคลน์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ทุกตัวนำแว่นตาขาเดียวออกจากความว่างเปล่าและสวมไว้บนตาขวา จากนั้นก็จ้องมองมาทางไคลน์โดยพร้อมเพรียง
ฉากดังกล่าวทำให้ชายหนุ่มเย็นสันหลังวาบ ขณะเดียวกันก็พบว่าการเชื่อมต่อระหว่างตนกับหุ่นเชิดขาดสะบั้นลง
“แม้จะพัฒนา แต่ความล้มเหลวก็สมควรได้รับบทลงโทษ” อามุนด์ยิ้มพลางหันหลังและเดินไปทางวิหาร
ขณะมันเดินขึ้นบันไดวิหาร บรรดาหุ่นเชิดของไคลน์ต่างยกโค้งมุมปากพร้อมกับทรุดตัวลงอย่างไร้ชีวิตชีวา ส่งผลให้ดวงวิญญาณไคลน์เกิดการฉีกขาดหนแล้วหนเล่า เส้นเลือดบนหน้าปากปูดโปนจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ท่ามกลางความเจ็บปวด ไคลน์ยืนแน่นิ่งเป็นเวลานานจนกระทั่งสงบลง
ระหว่างนั้นแม้ไคลน์จะยืนแช่ในความมืดนานหลายวินาที แต่กลับไม่ถูกโจมตีโดยสัตว์ประหลาดที่น่าสะพรึงหรือเข้าสู่ภาวะถูกปกปิด
อามุนด์ขโมยพลังปกปิดในละแวกนี้ไปตั้งแต่ตอนไหน? ถ้าเราพยายามฆ่าตัวตาย ความคิดดังกล่าวก็คงถูกขโมยเช่นกัน…เรายังเตรียมตัวไม่ดีพอ ยังรู้จักอามุนด์ไม่ดีพอ และไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเคยขโมยสิ่งใดมาก่อนหน้านี้บ้าง…ใครจะไปคิดได้ว่าชายคนนั้นจะปล่อย ‘กลางวัน’ ของซากสมรภูมิเทพออกมา…อามุนด์เคยขโมยอะไรมาบ้าง? ถ้าไม่มีข้อมูลนี้ ก็ไม่มีทางเตรียมตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ…แว่นตาขาเดียวเป็นภาชนะในการกักเก็บพลังที่ขโมยมา? หรือมันติดตัวอามุนด์มาตั้งแต่เกิด? ส่งผลให้สามารถนำแว่นออกมาได้ทุกครั้งที่ยึดครองร่างเหยื่อ…ไคลน์ลูบหน้าผาก เดินเข้าไปในวิหาร จ้องอามุนด์ที่ยืนรอหน้าประตูแสงและถามอย่างเป็นกันเอง
“ทำไมถึงมีแว่นตาขาเดียวเยอะนัก เก็บไว้ที่ไหน?”
อามุนด์ลูบแว่นตาขาเดียวที่ตาขวาพลางยิ้ม
“ทำไมเจ้าถึงไม่ถามว่าทำไมทุกร่างโคลนของข้าถึงมีแว่นตา? คิดว่าพวกมันถูกเก็บไว้ที่ไหนล่ะ?”
“…เข้าใจแล้ว” ไคลน์พยักหน้าด้วยความกระจ่าง
อามุนด์หันกลับไปมองประตูแสงที่ยังคงกระเพื่อมคล้ายคลื่นน้ำตลอดเวลา จากนั้นก็กล่าวอย่างเป็นกันเอง
“ข้ามีลางสังหรณ์ว่า ความพยายามของเจ้าเมื่อครู่เป็นเพียงการเตรียมตัว…ยังไม่ได้เอาจริง…กำลังแอบเล่นตุกติกอะไร?”
ไตร่ตรองสักพัก ไคลน์แสยะยิ้ม
“ลองเดาดูสิ”
“ก็พอจะมีในใจอยู่…เจ้าคิดว่าข้าจะเดาถูกไหม?” อามุนด์ถามด้วยความสนใจพลางขยับกรอบแว่น
“อาจจะ…และอาจจะไม่” ไคลน์ตอบคลุมเครือ เดินตามหลังอามุนด์อย่างให้ความร่วมมือ หยุดยืนมองอีกฝ่ายยื่นแขนออกไปกดลงบนบานประตูแสงสีซีด
เหนือบานประตูแสง ระลอกคลื่นน้ำกระเพื่อมในลักษณะที่รุนแรงขึ้น
ผ่านไปราวสิบวินาที ระลอกคลื่นแผ่ปกคลุมพื้นที่โดยรอบ ส่งผลให้ประตูแสงขยายขนาดเป็นสองเท่า
อามุนด์ชำเลืองไคลน์ ส่งสัญญาณบอกให้อีกฝ่ายไปก่อน
ไคลน์มองไปรอบตัวตามสัญชาตญาณ
นอกจุดที่แสงตะเกียงส่องถึง ตะกอนพลังของสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์กำลังส่องแสงระยิบระยับ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นผู้วิเศษในตอนที่มีชีวิต แต่หลังจากมนุษย์กลายเป็นสัตว์ประหลาด พลังส่วนใหญ่มาจากความเสื่อมทรามและความมืด คนกลุ่มนี้จึงไม่ทิ้งตะกอนพลังในยามที่ตาย
“ข้าเกือบลืมไปเลย” อามุนด์ที่มองตามไคลน์ ส่ายหน้าพลางยิ้ม
ทันทีที่สิ้นเสียง กลุ่มตะกอนพลังลอยขึ้นไปในอากาศและหลั่งไหลมารวมกันภายในร่างกายอามุนด์ เหลือทิ้งไว้เพียงจำนวนน้อย
“มนุษย์ที่กลายพันธุ์เป็นสัตว์ประหลาดส่วนใหญ่อยู่บนเส้นทางผู้ฝึกหัด เขาและครอบครัวสามารถเข้าสู่ ‘เขตมืด’ ของเมืองได้” อามุนด์ถอนสายตากลับพลางกล่าวโดยไม่มอง
แม้จะเป็นตะกอนพลังของเส้นทางใกล้เคียง แต่การ ‘กิน’ เข้าไปโดยตรงก็ย่อมต้องเกิดปัญหาไม่ใช่หรือ? เส้นทางใกล้เคียงสามารถสับเปลี่ยนกันในลำดับสูงเท่านั้นไม่ใช่รึไง? กลับมากินตะกอนพลังลำดับต่ำย้อนหลังได้ด้วย? เฝ้ามองด้วยสีหน้าตกตะลึงสักพัก ไคลน์ตัดสินใจถาม
“ทำแบบนี้จะไม่สั่งสมความบ้าหรือ”
และไม่ใช่แค่การสะสมความบ้าในปริมาณน้อย ไคลน์เชื่อว่าหากเป็นตนทำบ้าง คงได้เข้าสู่ภาวะกึ่งเสียสติทันที
“คนอื่นอาจจะใช่” อามุนด์ยิ้ม “แต่กับข้าแล้วไม่”
บั๊กของแท้…ไคลน์อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาว
จากนั้นระยะห่างระหว่างมันกับประตูแสงพลันหายไป
ชายหนุ่มเลิกสนใจตะกอนพลังคนตายโดยไม่รู้ตัว เพียงเดินเข้าประตูแสงไปที่ขยายใหญ่พร้อมกับอามุนด์
ความมืดมิดและเส้นแสงที่สาดกระเพื่อม ผสมผสานเข้าด้วยกันพร้อมกับมอบความรู้สึก ‘ร่อนลง’ ให้กับไคลน์
ผ่านไปสิบวินาที ไคลน์พบว่าตนและอามุนด์ปรากฏตัวที่จัตุรัสแห่งหนึ่ง และด้วยเหตุผลบางประการ แสงบางส่วนของตะเกียงถูกปิดกั้น ส่งผลให้ส่องสว่างได้เพียงครึ่งเดียวจากปรกติ
สายฟ้าที่ผ่าลงมาจากด้านบนช่วยให้สภาพแวดล้อมสว่างไสว
อาศัยความช่วยเหลืองจากสายฟ้า ไคลน์มองเห็นรูปปั้นที่ไม่สมบูรณ์รอบจัตุรัส บ้างถูกมัดมือไว้ด้านหลัง บ้างถูกห่อหุ้มด้วยหนามกุหลาบ บ้างถูกผ้าพันประหนึ่งมัมมี่ มอบความรู้สึกของการถูก ‘พันธนาการ’
“เดิมที ที่นี่เคยนับถือราชามนุษย์กลายพันธุ์” อามุนด์ทำตัวเป็นมัคคุเทศก์ที่ดี คอยกล่าวแนะนำ ‘สถานที่ท่องเที่ยว’ ให้ไคลน์ “วิถีชีวิตของพวกเขาน่าสนใจมาก มักจะพันธนาการตัวเองในสภาพยากลำบากเหมือนกับนักบวชหรือนักพรต แต่เมื่อเห็นเหยื่อเหยื่อเผชิญบางสถานการณ์ พวกเขาจะกลายเป็นคนกระหายเลือดที่เต็มไปด้วยจิตสังหารทันที…เจ้าสามารถจินตนาการได้ว่า ในคืนพระจันทร์เต็มดวง เมืองนี้จะมีมนุษย์หมาป่าเดินสวนกันขวักไขว่”
ดูเหมือนว่าเส้นทางมนุษย์กลายพันธุ์ดั้งเดิมจะยึดถือแนวทาง ‘ระงับแรงกระหาย’ เป็นหลัก…แต่ในภายหลัง คำสอนถูกบิดเบือนโดยมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย…อาศัยสายฟ้าระลอกใหม่ ไคลน์สำรวจอย่างใจเย็นก่อนจะถาม
“ภาพลักษณ์ของราชามนุษย์กลายพันธุ์ใกล้เคียงกับมัมมี่ใช่ไหม”
“เปล่า…ถึงแม้จะอัปลักษณ์และบิดเบี้ยว แต่เจ้านั่นชอบพันธนาการตัวเองด้วยหนามกุหลาบมากกว่า” อามุนด์เย้ยหยัน
“…” ไคลน์ถือโอกาสถาม
“บรรดาสาวกของคุณ นับถือคุณในรูปลักษณ์ใด? ในทางศาสตร์เร้นลับ สัญลักษณ์ของคุณถือหนอนกาลเวลาและนาฬิกา?”
อามุนด์ลูบคางพลางตอบ
“ในทางทฤษฎี สาวกทั้งหมดของข้าคือตัวข้า…จึงไม่มีความจำเป็นต้องสร้างรูปเคารพ”
สาวกทั้งหมดคือตัวเอง…อึก…แต่ตอนนี้เรามีเดนิสเป็นสาวกแล้ว…ไคลน์ตระหนักว่าตนมีความคล้ายคลึงอามุนด์ในบางแง่มุม
แต่แน่นอนเมื่อเราพูดว่าสาวกทั้งหมดคือตัวเอง นั่นจะกลายเป็นมุกตลก…แต่พออามุนด์พูดบ้าง นั่นคือเรื่องสยองขวัญทันที…ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว…ไคลน์รำพันจิกกัด
ขณะเดิน อามุนด์กล่าว
“แต่ในสมัยพระบิดา ข้ามีสาวกที่ติดตามและศรัทธาอยู่จำนวนหนึ่ง นั่นคือจุดเริ่มต้นของชื่อเทวทูตกาลเวลา พวกเขาใช้สัญลักษณ์นาฬิกาแทนรูปเคารพของข้า…แต่ก็มีบางส่วนที่เรียกข้าว่าเทพแห่งการกลั่นแกล้งและใช้อีกาที่มีลวดลายลึกลับเป็นสัญลักษณ์…บางส่วนก็นำมาผสมกัน”
กล่าวถึงตรงนี้ อามุนด์ที่สวมแว่นตาขาเดียว ชำเลืองมาทางไคลน์และยกมุมปาก
“อีกไม่เกินสามวันก็จะถึงจุดหมายของเรา”
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เราเหลือเวลาแค่สามวัน…ไคลน์พ่นลมหายใจเย็นเยียบอย่างยากลำบาก แรงกดดันมหาศาลทำให้มันรู้สึกราวกับเส้นประสาทกำลังจะถูกทำลาย
มันยังไม่พบจุดประสงค์ที่อามุนด์ต้องการเล่นเกม และไม่พบร่องรอยเจตนาที่แท้จริงของอีกฝ่าย นั่นแปลว่าไคลน์ยังมิได้กุมกุญแจสำคัญ การหลบหนีจึงเกิดขึ้นได้ยาก
ความแข็งแกร่งที่ร่างโคลนแสดงให้เห็น ช่วยให้ไคลน์ยืนยันว่าหากเกิดการปะทะกัน ตนไม่น่าจะยื้อได้นานถึงสิบวินาที
ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์ปิดปากเงียบ ทำเพียงเดินตามอามุนด์ออกจากลานกว้างซึ่งมีร่องรอยความพังพินาศ
…
คนเดินถนนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินขวักไขว่ด้วยความเร่งรีบ ภายในท่าเรือพริสต์ซึ่งอาคารหลายหลังมีร่องรอยถูกไฟไหม้ ราชินีเงื่อนงำ แบร์นาแดตเจ้าของผมสีเกาลัด วางหนังสือพิมพ์ในมือลงบนโต๊ะ
พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทัสซอคลงข่าวการถูกลอบสังหารของกษัตริย์โลเอ็น ระบุว่าเป็นฝีมือของฟุซัคหรือไม่ก็อินทิส
“เรื่องนี้มิได้ช่วยหยุดภัยพิบัติ…หรือทำให้มันรุนแรงขึ้น…” แบร์นาแดตพึมพำด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เธอครุ่นคิดพลางยกผ้าปูโต๊ะขึ้นมาห่อ จากนั้นก็ปล่อยมือให้มันคลายออก
ทันใดนั้น ถ้วยกาแฟ ที่วางปากกา หนังสือพิมพ์ และข้าวของเครื่องใช้อื่น ๆ ภายในผ้าปูโต๊ะพลันอันตรธานหาย สิ่งที่ปรากฏขึ้นมาแทนคืออุปกรณ์สำหรับประกอบพิธีกรรม
แบร์นาแดตประกอบพิธีกรรมอัญเชิญผู้ส่งสารของเกอร์มันสแปร์โรว์
ในฐานะเพื่อนร่วมงาน เธอเชื่อว่าตนควรไถ่ถามสถานการณ์ของอีกฝ่ายและดูว่าตนต้องหยิบยื่นความช่วยเหลือหรือไม่
ทันทีที่พิธีกรรมจบลง ไรเน็ตต์ไทน์เคอร์ซึ่งแต่งกายในเดรสยาวสีเข้มซับซ้อน เจ้าของสี่หัวทองตาแดง เดินออกจากแสงเทียนไขที่ลุกโชติช่วง
เปลือกตาแบร์นาแดตกระตุกแผ่วเบา จากนั้นก็ยื่นจดหมายและเหรียญทองที่เตรียมไว้ให้ผู้ส่งสาร
ไรเน็ตต์ไทน์เคอร์ใช้หนึ่งในศีรษะกัดจดหมายและเหรียญทอง ส่วนที่เหลือจ้องมองราชินีเงื่อนงำหัวจรดเท้า
ผู้ส่งสารถอนสายตากลับและเดินหายเข้าไปในความว่างเปล่า แต่ขณะแบร์นาแดตเตรียมเก็บผ้าปูโต๊ะ มิสผู้ส่งสารปรากฏตัวอีกครั้ง
สองหัวเจ้าของผมสีทองดวงตาสีแดง กล่าวเรียงกัน
“เขา…” “หายไป…”
…………………………
เมืองเงินพิสุทธิ์ ยอดหอคอยทรงกลม
หลังจากรอคอยเป็นเวลานาน เดอร์ริคเบเกอร์ก็ยังไม่ได้รับคำตอบจากเดอะฟูล
ผลลัพธ์เช่นนี้ทำให้เด็กหนุ่มแตกตื่นเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่ามีความหมายเช่นไรและตนต้องทำอย่างไร
มิสเตอร์ฟูลอยู่ในสภาพที่มิอาจตอบสนอง? เมื่อสองวันก่อน พระองค์แจ้งว่าการชุมนุมในสัปดาห์หน้าอาจถูกยกเลิก นั่นคงเป็นสัญญาณ…เดอร์ริคที่นึกออกว่าเคยเกิดอะไรขึ้น พยายามข่มความกังวลอย่างยากลำบาก
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เด็กหนุ่มจะออกอาการมากผิดปรกติ เพราะสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันเคยถูกบันทึกไว้ในตำนานเมืองเงินพิสุทธิ์
อยู่มาวันหนึ่งพระผู้สร้างที่คอยตอบสนองคำวิงวอนเป็นประจำ เลิกตอบสนองและทอดทิ้งดินแดนแห่งนี้!
หลังจากเงียบงันไปสักพัก เดอร์ริคลุกขึ้นยืน กลับไปที่ห้องเจ้าเมืองและพูดกับโคลิน
“เราคงต้องรออีกสองสามวัน”
“รอ?” นักล่าปีศาจโคลินทวนคำพลางขมวดคิ้ว
ตามความเห็นของมัน นี่เป็นเรื่องไม่ปกติ คล้ายกับเป็นสัญลักษณ์ของพัฒนาการที่ไม่ดี
เดอร์ริคฝืนไม่ยกมือขึ้นมาเกาท้ายทอย พยักหน้าเล็กน้อยอย่างยากลำบาก
“ใช่ครับ”
โคลินเจ้าของผมสีเทา จ้องเด็กหนุ่มสักพักก่อนจะผงกศีรษะรับ
“ตกลง คุณกลับไปก่อน”
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตตะวันออก ภายในบ้านเช่าสองห้องนอน
ฟอร์สซึ่งแต่งกายในเสื้อผ้าตัวหนา เดินวนเวียนไปมารอบเตาถ่านฟืน ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความฉงน
ในที่สุดเธอตัดสินใจหันมองไปทางซิลบนเก้าอี้
“ทำไมมิสเตอร์เวิร์ลถึงยังไม่ตอบ?”
“บางทีเขาอาจกำลังยุ่งอยู่กับงานบางอย่าง” ซิลเล่าเหตุผลที่เธอคิดมาสักพัก “หรือบางที มิสเตอร์ฟูลอาจไม่สะดวกที่จะถ่ายทอดข้อความของเธอ เพราะท่านถึงกับยกเลิกการชุมนุม”
ฟอร์สพยักหน้าไตร่ตรอง
“มิสเตอร์ฟูลเปรยว่าการชุมนุมในสัปดาห์หน้าอาจยกเลิก จากนั้นท่านก็ตัดสินใจในช่วงกลางสัปดาห์…คิดว่าจะเกี่ยวกับจอร์จที่สามไหม?”
เมื่อนึกทบทวนการสืบสวนที่มิสเตอร์เวิร์ลดำเนินการมาเป็นเวลานาน ซิลอืมในลำคอ
“เป็นไปได้”
…
ดินแดนเทพทอดทิ้งภายในเมืองที่รกร้าง
อามุนด์ซึ่งแต่งกายในชุดคลุมจอมเวทสีดำ นำทางไคลน์เข้าไปในวิหารที่มีสภาพค่อนข้างดี
เสาหินของที่นี่เอียงและหักเล็กน้อย วัชพืชสีแดงเข้มงอกเงยตามซอกด้านบนและรัดพันรูปปั้นนก
ไคลน์ในสภาพถือตะเกียงหนัง มองไปรอบตัวพร้อมกับยืนยันว่าชาวเมืองยังไม่ตายทั้งหมด ชายหนุ่มไม่ทราบว่าอีกฝ่ายแปลงร่างเป็นสัตว์ประหลาดและอาศัยในความมืดได้อย่างไร แต่พวกมันพยายามหลีกเลี่ยงแสงสีเหลืองจากตะเกียงและซุ่มรอโจมตีไคลน์กับอามุนด์
เหตุผลที่ไคลน์ยืนยันได้ว่าสัตว์ประหลาดเหล่านี้เคยเป็นชาวเมือง เพราะด้ายวิญญาณของพวกมันเกิดการกลายพันธุ์ในระดับหนึ่ง มีสีเทาลักษณะบิดเบี้ยว แตกต่างจากสัตว์ประหลาดในจุดอื่น คล้ายคลึงกับศพในโลงหน้าบ้านมากกว่า
ต้องสิ้นหวังและเผชิญความล่มสลายมากเพียงใด มนุษย์ที่เหลือรอดถึงเลือกเดินบนเส้นทางแบบนี้…บางที ความสิ้นหวังจากก้นบึ้งหัวใจอาจก่อตัวขึ้นเมื่อตระหนักว่าชีวิตของตนไม่มีอนาคต แถมสภาพแวดล้อมก็ยังย่ำแย่อย่างต่อเนื่อง…ไคลน์ครุ่นคิดด้วยอารมณ์ซับซ้อนจากนั้นก็รีบตั้งสติ
มันต้องการเห็นแสงแห่งความหวัง แต่กลับได้เห็นความหดหู่และสิ้นหวังยิ่งกว่าเก่า
อามุนด์ที่สวมแว่นตา เดินไปตามขอบแสงสว่างจนกระทั่งถึงส่วนลึกที่สุดของวิหาร
หลังจากไคลน์เดินตามเข้ามา มันเห็นประตูที่ส่องแสงสีซีด
“เมืองแห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน แสงสว่างและความมืด พวกเขาใช้พลังของเส้นทางผู้ฝึกหัดเพื่อซุกซ่อนบางพื้นที่ โดยต้องใช้ประตูพิเศษในการผ่านเข้าออก” อามุนด์ชี้ไปข้างหน้า
พลังของจอมเวทลึกลับ? ไคลน์พยักหน้าหนักแน่น บ่งบอกว่ามันเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น
อามุนด์กล่าวต่อไป
“เบื้องหลังประตูบ้านนี้เป็นส่วนความมืดของเมือง และข้าสามารถใช้มันเพื่อเดินทางไปยังจุดที่คล้ายคลึงกันซึ่งอยู่ห่างออกไป ช่วยให้การเดินทางของเราสั้นลงมาก”
สมแล้วที่เป็นร่างจุติของช่องโหว่…ไคลน์จ้องอามุนด์ที่กำลังเหยียดแขนซ้ายออกมากดประตูแสง
แสงสว่างเกิดการกระเพื่อมและแผ่ขยายไปยังบริเวณโดยรอบ
ทันใดนั้นร่างของสัตว์ประหลาดบิดเบี้ยวตัวหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในความมืด พลันสั่นกระตุกและกลายเป็นหุ่นเชิดไคลน์
ราวยี่สิบถึงสามสิบวินาทีก่อนไคลน์เข้าควบคุมเบื้องต้นรอไว้แล้ว และรอคอยโอกาสปัจจุบันเพื่อเปลี่ยนให้เป็นหุ่นเชิดอย่างสมบูรณ์
ทันทีหลังจากนั้นไคลน์และหุ่นเชิดทำการเหยียดแขนขวาออกไปพร้อมกัน ฉวยโอกาสในจังหวะที่อามุนด์เข้าประตูเพื่อจับคว้าบางสิ่ง
ในมือไคลน์คือวัตถุรูปร่างคล้ายจันทร์เสี้ยว เลี่ยมอัญมณีสีแดงเข้มมงกุฎจันทร์ชาด ส่วนในฝ่ามือหุ่นเชิดคือมาสเตอร์คีย์สีเหลืองเรียบง่าย!
ขณะเดียวกันพวกมันอ้าปากทำเสียง ‘ปัง’ และอาศัยกระสุนอัดอากาศเพื่อผลักมงกุฎจันทร์ชาดและมาสเตอร์คีย์ไปทางอามุนด์
การรวมกันของวัตถุสองชิ้นนี้จะทำให้ใครก็ตามได้ยินเสียงเพรียกขอความช่วยเหลือจากมิสเตอร์ประตู หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง พวกมันช่วยให้พลังของมิสเตอร์ประตูแทรกแซงโลกความเป็นจริงได้ในระดับหนึ่ง
อีกฝ่ายคือเจ้าแห่งประตูทั้งปวง และยังเป็นหนึ่งในผู้ที่ไม่ต้องการเห็นอามุนด์เถลิงบัลลังก์ ‘ข้อผิดพลาด’ หรือครอบครองปราสาทต้นกำเนิด!
ไคลน์ไม่คิดว่ามิสเตอร์ประตูซึ่งอยู่ในสภาวะถูกผนึกจะจัดการกับอามุนด์สำเร็จ แต่ก็หวังให้อีกฝ่ายช่วยก่อกวนเทวทูตกาลเวลา เพื่อที่ตนจะได้มีเวลาเพียงพอสำหรับลงมือ
แต่แน่นอน หากมิสเตอร์ประตูสามารถทำให้ประตูแห่งแสงเกิดความผิดปรกติ หรือขยายช่องโหว่ที่อามุนด์สร้างขึ้นจนราชาเทวทูตเส้นทางนักจารกรรมถูกส่งไปยังสถานที่ห่างไกล ไคลน์จะรู้สึกขอบคุณมิสเตอร์ประตูจากก้นบึ้งเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เต็ม
หลังจากความพยายามในการหลบหนีคราวก่อน ไคลน์พบว่าข้อเสียที่ใหญ่ที่สุดของตนไม่เกี่ยวกับความต่างชั้นเชิงคุณภาพของพลัง แต่เป็นเพราะตนไม่เคยมีโอกาสได้เตรียมตัวล่วงหน้า ทุกครั้งจะถูกขัดหรือทำลายโดยอามุนด์เสมอ
สำหรับนักมายากลมากประสบการณ์ การแสดงกลโดยไม่เตรียมตัวมักจะมีข้อผิดพลาดหรือไม่ก็ล้มเหลว
หากไคลน์มีโอกาสเตรียมตัวล่วงหน้าเพื่ออัญเชิญภาพฉายของมิสเตอร์อะซิก ไรเน็ตต์ไทน์เคอร์ และอสรพิษแห่งชะตา วิลอัสตินออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์ การเอาชนะอามุนด์ลำดับสอง อาจเป็นไปไม่ได้ แต่ก็มีสิทธิ์ที่จะสร้างช่องว่างสำหรับหลบหนี
ในเวลาเดียวกัน มงกุฎจันทร์ชาดที่แผ่แสงสงบเสงี่ยมและมาสเตอร์คีย์ที่เรียบง่าย ส่งเสียงแหวกอากาศขณะพุ่งไปทางประตูแห่งแสง
บานประตูมายาที่ก่อตัวจากแสงสีซีดพลันบิดเบี้ยว หลังจากกลืนกินวัตถุทั้งสองชิ้นเข้าไป มันถูกย้อมด้วยสีแดงฉานก่อนจะทรุดตัวกลายเป็นวังวนแอ่งน้ำ
วังวนดังกล่าวลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง ดูคล้ายกับดวงตาดวงหนึ่ง
อามุนด์ซึ่งกำลังจะหันกลับมามองไคลน์ พลันชะงักประหนึ่งได้ยินเสียงเรียกจากสหายเก่า
แต่อาการชะงักดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่
เมื่ออามุนด์หันมาจ้องไคลน์ ชายหนุ่มสูญเสียพลังพิเศษจำนวนหกชนิดในพริบตา
ประกอบด้วยพลังควบคุมด้ายวิญญาณ พลังอัญเชิญภาพจากช่องว่างประวัติศาสตร์ พลังกระดาษคนตัวแทน พลังควบคุมเพลิง พลังหายใจใต้น้ำ และพลังทำให้กระดูกอ่อนตัว
แต่แน่นอนการสูญเสียพลังเหล่านี้มิได้ส่งผลกระทบต่อแผนการถัดไปของไคลน์
อาการชะงักเพียงเสี้ยววินาทีในจังหวะเมื่อครู่ มากพอที่จะช่วยให้ไคลน์สลับตำแหน่งกับหุ่นเชิดทันเวลา!
มันย้ายตำแหน่งมายังส่วนลึกของความมืดด้านนอกวิหาร และสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์รอบตัวล้วนกลายเป็นหุ่นเชิดถ้วนหน้า
สำหรับเป้าหมายซึ่งยังมีลำดับไม่ถึงห้า ไคลน์ใช้เวลาเพียงสองสามวินาทีในการเปลี่ยนพวกมันให้กลายเป็นหุ่นเชิด โดยที่เริ่มลงมือขณะทำการอัญเชิญมงกุฎจันทร์ชาดออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์
ไคลน์ดื่มด่ำไปกับความมืดมิดรอบข้าง พยายามเปลี่ยนตัวเองให้อยู่ในสภาวะถูกปกปิดและลงมือฆ่าตัวตาย โดยในขณะเดียวกัน มือของร่างต้นและหุ่นเชิดต่างเหยียดเข้าไปในสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์
คราวนี้มันแบ่งหุ่นเชิดออกเป็นสามกลุ่มและแยกกันอัญเชิญไรเน็ตต์ไทน์เคอร์ มิสเตอร์อะซิก หรือไม่ก็อสรพิษปรอท วิลอัสติน เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยอดีตที่อุตส่าห์อัญเชิญออกมาสำเร็จ แต่สุดท้ายกลับถูกอามุนด์ขโมยไปคราวนี้อาจยังเหลือหนึ่งถึงสองภาพฉาย
แต่แน่นอนเงื่อนไขในการประสบความสำเร็จก็คือ อามุนด์ต้องไม่สามารถขโมยภาพฉายทางประวัติศาสตร์ได้หลายภาพพร้อมกัน
ไคลน์ต้องการยืนยันในเรื่องนี้ให้ชัดเจน
ชายหนุ่มชักมือกลับ แต่ก็ไม่มีสิ่งใดติดมือออกมา
หุ่นเชิดกลุ่มที่อัญเชิญอสรพิษปรอทล้มเหลวทั้งหมด ส่วนกลุ่มปราชญ์โบราณที่อัญเชิญกงสุลมรณะและไรเน็ตต์ไทน์เคอร์ มีสองคนที่ท่อนแขนทรุดลงเล็กน้อย
ไคลน์พลันยินดีปรีดา เริ่มเชื่อว่าความพยายามในการหลบหนีครั้งนี้อาจกลายเป็นโอกาสหลบหนีของจริง
แต่ทันใดนั้นบนผิวกระจกแว่นตาขาเดียวที่อามุนด์สวม แสงสว่างอันปั่นป่วนและน่าสะพรึงถูกฉายออกมา
เมืองทั้งเมืองตลอดจนหุบเขา ลำธาร ภูเขา และทุ่งกว้างรกร้าง พลันถูกฉาบด้วยแสงแดดเจิดจ้าและร้อนแรงในพริบตา ยาม ‘กลางวัน’ กลับคืนมาอีกครั้งหลังจากห่างหายไปหลายพันปี
อามุนด์คืนแสงแดดที่ขโมยมาจากซากสมรภูมิเทพ!
ท่ามกลาง ‘กลางวัน’ ไม่เพียงไคลน์จะสัมผัสได้ว่าร่างกายของตนเริ่มละลาย แต่เสียงเรียกอันบ้าคลั่งและคุ้นเคยก็เริ่มดังก้องในโสตประสาท เป็นความรู้สึกประหนึ่งถูกเข็มหมุดทิ่มแทงหนอนวิญญาณทุกตัวโดยพร้อมเพรียง
ผลลัพธ์ทำให้ไคลน์เจ็บปวดแสนสาหัส และการอัญเชิญที่กำลังจะสำเร็จของหุ่นเชิด แปรเปลี่ยนเป็นล้มเหลวในพริบตา
กลางวันของซากสมรภูมิเทพอัดแน่นไปด้วยเสียงเพรียกของพระผู้สร้างแท้จริง!
สัตว์ประหลาดกลายพันธุ์ที่เอาแต่ซ่อนตัวในความมืดของเมือง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้รอดชีวิตของเมือง คล้ายกับพวกมันฟื้นคืนสติกลับมาและเอาแต่แหงนมอง ‘กลางวัน’ ด้วยสีหน้าสับสนสุดขีด
จากนั้นพวกมันกรูกันเข้าไปยังแหล่งกำเนิดของกลางวันและทยอยละลายไปทีละตัว
ภายในค่ายของชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ในหมู่บ้านยามบ่าย เวรยามบนป้อมสังเกตเห็นแสงสว่างอันเจิดจ้าซึ่งแตกต่างจากแสงฟ้าผ่า ฉายมาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือของท้องฟ้าสูง ดูราวกับเป็นฉากพระอาทิตย์ขึ้นที่ถูกบรรยายไว้ในตำนาน
ฉากดังกล่าวกินเวลาเพียงไม่กี่วินาที ก่อนจะสลายไปและกลับสู่สภาพปกติ
หลังจากฟื้นคืนร่างกายจากเสียงเพรียก มันเห็นอามุนด์ที่แต่งกายด้วยหมวกปลายแหลม กำลังยืนอยู่ตรงหน้า
เทวทูตกาลเวลาขยับแว่นตาขาเดียว แสยะยิ้มและกล่าว
“ทำได้ไม่เลว”
…………………………
ประทานพรไม่ได้…เดอร์ริคสับสนเล็กน้อยกับคำตอบ ยังไม่ค่อยเข้าใจมากนัก
ย้อนกลับไปสมัยอยู่ในค่ายหมู่บ้านยามบ่าย ในตอนที่ยื่นสูตรโอสถอัศวินสีเงินให้เจ้าเมืองโคลินอีเลียด อีกฝ่ายออกปากชมเชยเดอร์ริคว่าเป็นผลงานอันยิ่งใหญ่ นั่นส่งผลให้เด็กหนุ่มเข้าใจว่าขีดจำกัดของเมืองเงินพิสุทธิ์จะไม่ใช่แค่ลำดับสี่ อีกต่อไป และคำพูดของเจ้าเมืองก็ไม่เคยสื่อว่า ปัจจุบันยังขาดการประทานพรจากภายนอก
ส่งผลให้เดอร์ริคเชื่อมาตลอดว่า เจ้าเมืองสามารถใช้สมบัติปิดผนึกระดับเทพทั้งสองชิ้นในการประกอบพิธีกรรมเลื่อนลำดับเป็นอัศวินสีเงิน จึงเป็นเรื่องปรกติที่จะแสดงท่าทีประหลาดใจ
ในตอนนั้นท่านเจ้าเมืองยังไม่ทราบว่าสมบัติปิดผนึกทั้งสองมิอาจประทานพร…เพิ่งมารู้ตัวหลังจากกลับถึงเมือง? เดอร์ริคคาดเดาบางสิ่งตามความเคยชิน จากนั้นก็พยักหน้าและกล่าว
“ครับ…ผมจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ท่านเจ้าเมืองได้รับพรจากเทพ”
นักล่าปีศาจโคลินถอนหายใจแผ่ว ชี้ไปทางประตูห้องและกล่าว
“ห้องฝั่งตรงข้ามไม่มีใครอยู่”
เดอร์ริคหันหลังกลับ เดินผ่านกรอบประตูข้ามทางเดินไปยังห้องที่เปิดแง้ม
จากนั้นก็นั่งลงและสวดวิงวอนเสียงแผ่ว
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย”
“ผู้ปกครองลึกลับเหนือห้วงสายหมอกสีเทา”
“ราชันเหลืองดำผู้ครองพลังโชคลาภ”
ภายในปราสาทต้นกำเนิดที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางสายหมอกสีเทา ดวงดาวสีแดงเข้มตัวแทนเดอะซันยุบพองเป็นจังหวะอย่างต่อเนื่อง รอบดวงดาวมีวงกลมที่คอยเปล่งเสียงสวดวิงวอน
ห่างออกไปไม่ไกลดาวแดงที่เป็นตัวแทน ‘เมจิกเชี่ยน’ เองก็อยู่ในสภาพคล้ายคลึงเนื่องจากเดอะฟูลยังมิได้ตอบสนอง ระลอกคลื่นและแรงกระเพื่อมที่แผ่ออกมาจากดาวทั้งสองดวง ซ้อนทับกันจนกลายเป็นแสงสีเข้ม
ท่ามกลางสายฟ้าที่ผ่าลงมาเป็นระยะ ไคลน์ซึ่งถือตะเกียงหนังสัตว์เดินท่ามกลางหุบเขาและลำธาร ได้ยินเสียงวิงวอนมายาดังขึ้นข้างใบหู
แต่ในคราวนี้ชายหนุ่มพบว่าตนได้ยินเสียงค่อนข้างคมชัด ไม่เพียงจะแยกแยะได้ว่าคำวิงวอนมาจากหญิงหนึ่งชายหนึ่ง แต่ยังเข้าใจเนื้อหาบางส่วนได้อย่างชัดเจน ฝ่ายหญิงกล่าวถึงเดอะเวิร์ลและกรุงเบ็คลันด์ ฝ่ายชายพูดเป็นภาษาคนยักษ์ เนื้อหาเกี่ยวกับพิธีกรรม
พิธีกรรม…คนยักษ์…จากเดอะซันน้อยสินะ…หืม…เจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ต้องการพรจากเดอะฟูล? แต่ตอนนี้เดอะฟูลกำลังต้องการพรจากใครสักคน…ฝ่ายหญิงอาจเป็นมิสเมจิกเชี่ยน แต่ก็อาจเป็นมิสจัสติสได้เช่นกัน…มุมปากไคลน์กระตุกด้วยความกระอักกระอ่วน สายตาชำเลืองไปทางบุรุษสวมหมวกปลายแหลมด้านข้าง
“ขอเข้าไปในปราสาทต้นกำเนิดเพื่อตอบสนองคำวิงวอนได้ไหม”
“คิดว่ายังไงล่ะ?” อามุนด์ผงะเล็กน้อยก่อนจะถามด้วยสีหน้าขบขัน
“ในเมื่ออยากเล่นเกม แล้วทำไมไม่ทำให้มันตื่นเต้นสักหน่อยล่ะ?” อันที่จริงไคลน์มิได้คาดหวังมากนัก เพราะหากอามุนด์ปล่อยให้ตนเข้าไปในปราสาทต้นกำเนิดจริง ความยากลำบากที่กำลังเผชิญอยู่จะจบลงทันที ไม่ต่างอะไรกับการบอกให้อามุนด์ปล่อยเป็นอิสระ
เหตุผลที่มันเกริ่นขึ้นมาก็เพื่อชักนำไปยังบทสนทนาถัดไป
อามุนด์จับกรอบแว่นผลักแก้วพลางยิ้ม
“ในฐานะเทพแห่งการกลั่นแกล้ง ข้ามีชีวิตอยู่มาตั้งแต่ยุคสมัยที่สามจวบจนปัจจุบัน เจ้าคงเข้าใจความหมายใช่ไหม…จะถามอะไรล่ะ?”
…สามารถวิเคราะห์ความคิดและสภาพจิตใจของเราอย่างแม่นยำ…ไคลน์ถอนหายใจเงียบและถาม
“ในตอนนั้นทำไมคุณถึงยึดครองร่างทีมสำรวจของเมืองเงินพิสุทธิ์? แถมยังอดทนอยู่ในคุกใต้ดินมานานหลายสิบปี”
อามุนด์พยักหน้า ตอบด้วยท่าทีผ่อนคลาย
“ข้ามีลางสังหรณ์ว่าจะได้พบข้อมูลสำคัญภายในเมืองเงินพิสุทธิ์…และตอนนี้คำทำนายก็เป็นจริงแล้ว ใช่ไหมล่ะมิสเตอร์ฟูล?”
…ที่ทำไปทั้งหมดก็เพื่อรอเรากับชุมนุมทาโรต์? ดูเหมือนว่าราชาเทวทูตเส้นทางนักจารกรรม สามารถมองเห็นการแทรกแซงในเชิงชะตากรรมจากฝีมือปราสาทต้นกำเนิดได้ในระดับหนึ่ง…ไคลน์คาดไม่ถึงกับคำตอบ จึงดำเนินบทสนทนาต่อไปไม่ถูก
ผ่านไปราวสิบวินาที ชายหนุ่มถอนหายใจ
“เป็นคนที่อดทนมาก”
ราชาเทวทูตที่ชอบกลั่นแกล้งและเล่นสนุก กลับยอมถูกขังอยู่ในคุกที่น่าเบื่อนานหลายสิบปี
“ไม่เกี่ยวกับความอดทน…ระยะเวลาที่ข้ารอคอยมิได้นานแต่อย่างใด” อามุนด์ตอบหน้านิ่ง
…เรายังติดนิสัยชอบนำบรรทัดฐานของมนุษย์ไปเปรียบกับเทพ…สำหรับอามุนด์ที่เกิดมาเป็นสัตว์ในตำนาน ระยะเวลาสิบปีคงน้อยนิดจนแทบไม่รู้สึก อายุจริงของชายคนนี้อาจมากกว่าสามพันปีด้วยซ้ำ…ไคลน์ปรับความเข้าใจใหม่จากนั้นก็เปลี่ยนคำถาม
“เมืองเงินพิสุทธิ์เป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่ยังศรัทธาในบิดาของคุณ…การทำแบบนั้นกับทีมสำรวจ ไม่คิดว่าเล่นแรงไปหน่อยหรือ”
คำถามดังกล่าวอาจฟังดูไม่สำคัญ แต่ไคลน์เชื่อว่าคำตอบของอีกฝ่ายจะช่วยให้ตนเข้าใจแนวคิดและสามัญสำนึกของอามุนด์มากขึ้น ในอนาคตอาจนำมาใช้ประโยชน์ได้
อามุนด์เอียงคอ ชำเลืองด้วยหางตาข้างที่สวมแว่น กล่าวพลางยิ้มเจือจาง
“ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขาศรัทธาในบิดา…ป่านนี้คงกลายเป็นซากปรักหักพังไปนานแล้ว…หึหึ…จากการสังเกตของข้า พวกเขาซ่อนความลับอันยิ่งใหญ่ไว้ด้านใน ส่วนจะเป็นสิ่งใดนั้นเนื่องจากมีสายตาจากเจ้าและแฮงแมนคอยเฝ้ามอง ข้าจึงไม่มีโอกาสตรวจสอบยืนยัน”
…การเป็นสัตว์ในตำนานตั้งแต่เกิดคงทำให้อามุนด์ไม่เห็นคุณค่าของชีวิต…คงเหมือนกับการบี้มดสักตัวสองตัว…ภายในเมืองเงินพิสุทธิ์เก็บซ่อนความลับที่แม้แต่อามุนด์ก็ยังมองเป็นเรื่องใหญ่…เป็นความลับแบบไหนกัน? ไคลน์ครุ่นคิดสักพักก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อ
“เทวทูตมืด ซาสเรีย ถูกสร้างขึ้นจากซี่โครงของบิดาคุณจริงหรือ”
นี่คือสิ่งที่ไคลน์อยากถามมานาน แต่ไม่สบโอกาสสักที
รอยยิ้มอามุนด์จางไปหลายส่วน มันมองตรงเข้าไปในความมืดเบื้องหน้าก่อนจะตอบ
“ใช่…พระบิดาแยกตะกอนพลังของตัวเองบางส่วนออกมาพร้อมกับบุคลิกภาพด้านลบบางอย่าง จากนั้นก็ใช้ซี่โครงเป็นสื่อกลางเพื่อสร้างเทวทูตมืด ซาสเรีย…หากไม่แล้ว จะมีเหตุผลใดให้สหายผู้จองหองอย่างเมดีซียอมเชื่อฟังคำสั่งของหัตถ์ซ้ายแห่งเทพรองประมุขแห่งสวรรค์? หากปราศจากการทรยศจากซาสเรีย รวมถึงการมีส่วนร่วมและอิทธิพลบางอย่าง ลำพังรัตติกาล ธรณี เทพสงคราม และราชาเทวทูตตนอื่น คงไม่มีปัญญาทำให้พระบิดาร่วงหล่นได้”
อย่างนี้นี่เอง…เทวทูตมืด ซาสเรีย คือกุญแจสำคัญของแผนการทั้งหมด…เข้าใจแล้วว่าทำไมเทพธิดาถึงต้องล่อลวงอีกฝ่ายตั้งแต่ต้น…ใครจะไปคิดว่าเทวทูตมืดจะทรยศตัวเอง? เมื่อข้อสันนิษฐานของไคลน์เกี่ยวกับศึกแห่งทวยเทพได้รับการยืนยัน โอสถปราชญ์โบราณเริ่มย่อยไปอีกระดับ
มันลังเลสักพักก่อนจะถามเชิงคาดเดา
“ไม่ใช่ว่าบิดาของคุณมองเห็นอนาคตเช่นนี้อยู่แล้วหรือ? จึงสร้างเทวทูตมืด ซาสเรีย เพื่อเป็นกุญแจสำคัญในการคืนชีพ”
อามุนด์หัวเราะในลำคอ
“เจ้าถามมากมายเช่นนี้เพื่อย่อยโอสถปราชญ์โบราณใช่ไหม”
“…” ไคลน์แสร้งทำเป็นเหงื่อแตก จากนั้นก็เรียบเรียงคำพูดและกล่าวออกไป
“ผมแค่สงสัย…คุณกำลังค้นหาหรือไล่ตามสิ่งใดในดินแดนเทพทอดทิ้ง? ที่นี่ไม่มีตะกอนพลังลำดับหนึ่ง ของเส้นทางนักจารกรรม ไม่มีปราสาทต้นกำเนิด…หรือว่ากำลังพยายามคืนชีพให้บิดา?”
อามุนด์มองตรงไปข้างหน้าโดยยังรักษารอยยิ้ม
“ใช่และไม่ใช่…พี่ชายขี้ระแวงของข้าใกล้จะชุบชีวิตพระบิดาสำเร็จแล้ว คงไม่ต้องการความช่วยเหลือจากข้าอีก”
อาดัมต้องการชุบชีวิตให้เทพสุริยันบรรพกาล? เราคิดว่าทั้งหมดที่เขาทำไป เพียงเพื่อเลื่อนเป็นลำดับศูนย์ เสียอีก…ไคลน์เอ่ยนามของผู้นำสภานักสิทธิ์สนธยาออกมาตรง ๆ โดยไม่เกรงกลัว
มันยังคาดหวังให้อีกฝ่ายโผล่ออกมาสาวหมัดใส่น้องชายตัวเอง
แต่แน่นอนการ ‘สาวหมัดใส่’ ฟังดูไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมของเทวทูตเส้นทางผู้ชมสักเท่าไร
“ไม่ต้องเอ่ยนามเขา…เขาจะไม่แทรกแซงเรื่องของข้า และข้าก็จะไม่แทรกแซงเรื่องของเขา…การที่ข้าไม่เรียกว่าอาดัม เพราะคิดว่าชื่อเล่น ‘พี่ชายจอมหวาดระแวง’ ฟังดูเหมาะสมกว่า…ต้องยอมรับว่าเมดีซีมีพรสวรรค์ในการตั้งชื่อเล่น…และต่อให้ข้าเอ่ยชื่อของเขา แต่ถ้าไม่ต้องการให้เขาได้ยิน เขาก็จะไม่ได้ยิน” อามุนด์ที่สวมหมวกปลายแหลม เปิดโปงความคิดไคลน์อย่างทะลุปรุโปร่ง
ถัดมาไคลน์ไม่ถามซักไซ้เกี่ยวกับเทวทูตมืดอีก เพราะอามุนด์คงไม่ตอบอะไร
ผ่านไปสักพักหนึ่งคนหนึ่งเทวทูตเดินออกจากหุบเขาและลำธาร ด้านหน้าเป็นเมืองที่เงียบสงัด
อาคารกว่าครึ่งของเมืองกลายเป็นซากปรักหักพัง ส่วนที่ยังหลงเหลือ โดยมากมีลักษณะเป็นยอดปลายแหลม ประหนึ่งหอคอยที่ทอดยาวขึ้นไปยังสรวงสวรรค์
บนผิวอาคารเต็มไปด้วยเถาวัลย์สีแดงเข้ม รวมถึงผลของมันที่กินได้ไหมก็มิอาจทราบ
หลังจากเข้าไปด้านใน ไคลน์พบว่าหน้าบ้านทุกหลังมีโลงศพวางอยู่ ด้านในเป็นกระดูกหรือซากศพเน่าเปื่อย
จุดร่วมกันของทุกศพคือการกลายพันธุ์ที่รุนแรง บางศพมีสี่ขา บางศพมีรอยแยกตรงหว่างคิ้ว บางศพไม่มีหนัง เผยให้เห็นเลือดเนื้อด้านในโดยตรง และบางศพมีแขนโอบล้อมลำคอคล้ายหาง
“ที่นี่เคยนับถือฟีนิกซ์ ในภายหลังหันมานับถือพระบิดา แต่ยังคงหลงเหลือธรรมเนียมเกี่ยวกับความตายไว้บางส่วน” อามุนด์ที่สวมแว่นเดินเข้าไปอย่างไร้จุดหมาย จากนั้นก็เล่าต่อ “หลังจากมหาภัยพิบัติ พวกเขาถูกทิ้งให้อยู่ท่ามกลางความมืด แต่เนื่องจากไม่มีพืชที่กินได้ แหล่งอาหารเดียวจึงเป็นซากศพสัตว์ประหลาด และนั่นส่งผลให้ร่างกายเกิดการกลายพันธุ์ จิตใจเริ่มบิดเบี้ยว จนกระทั่งเมืองถูกทำลายไป”
มหาภัยพิบัติซึ่งเกิดจากการที่เทพธิดาลอบสังหารพระผู้สร้าง กลายเป็นต้นกำเนิดของการล่มสลายทางอารยธรรมครั้งใหญ่…ก่อนหน้านี้มีทั้งเอลฟ์ คนยักษ์ ฟีนิกซ์ และอีกหลายสายพันธุ์บนดินแดนแห่งนี้ แต่ในภายหลังกลับสูญสิ้นไปเกือบหมด เหลือเพียงร่องรอยเจือจาง…ไคลน์จินตนาการถึงเมืองที่เจริญรุ่งเรืองก่อนจะถูกกลืนกิน จากนั้นก็ถอนหายใจกับตัวเอง
สมแล้วที่หนังสือประวัติศาสตร์และศาสตร์เร้นลับ เรียกขานช่วงเวลาดังกล่าวว่า ‘มหาภัยพิบัติ’ แห่งประวัติศาสตร์
ชายหนุ่มเว้นวรรคสักพักก่อนจะพูด
“ทำไมพวกเราถึงเข้ามาในเมืองแทนที่จะอ้อม?”
อามุนด์ตอบพลางยิ้ม
“ในยุคสมัยที่สอง ต้นตระกูลฟีนิกซ์ไม่เพียงจะถือครองเส้นทางมรณา แต่ยังถือครองอำนาจบางส่วนในเส้นทางผู้ฝึกหัด ของตกแต่งบางชิ้นของที่นี่จึงกลายเป็นช่องโหว่ช่วยให้ข้าสามารถย่นระยะทางลง”
สีหน้าไคลน์พลันดำมืด
หลังจากสบตากับแพะภูเขาและกระต่ายอย่างเงียบงันนานกว่าสิบวินาที ไคลน์หลับตาลง สะบัดนิ้วชี้และนิ้วกลางของมือขวาลงประหนึ่งกำลังกดเปียโนล่องหน
หุ่นเชิดราวหนึ่งในสามทรุดลงกะทันหัน สูญเสียชีวิตไปในทันที
สีหน้าไคลน์พลันบิดเบี้ยว ราวกับถูกแทงด้วยดาบยักษ์มากถึงสามสิบสามครั้ง
ความเจ็บปวดอันหนักหน่วงที่คุ้นเคยแล่นผ่านไปทั่วร่างวิญญาณ ตามผิวหนังชายหนุ่มผุดตุ่มเนื้อสีอ่อนเม็ดเล็ก แต่ละเม็ดคล้ายกับกำลังสร้างหนอนแมลงโปร่งใสภายใน
นี่คือผลข้างเคียงของการทำลายหนอนแมลงสามสิบสามตัวในคราวเดียว
ใช้เวลาราวสิบห้านาทีในการฟื้นฟู ไคลน์พยายามครั้งที่สอง ทำลายหุ่นเชิดอีกหนึ่งในสามจากร้อยตัวแรก
ความเจ็บปวดแบบเดิม การฟื้นฟูแบบเดิม และการทำลายแบบเดิมเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง จนกระทั่งไคลน์ทำลายหุ่นเชิดที่ถูกสาปจนหมด
มันไม่สามารถทำลายทั้งหมดในคราวเดียว เพราะความเจ็บปวดที่เกิดจากการตายของหนอนวิญญาณนับร้อยตัว มากพอจะทำให้ชายหนุ่มคลุ้มคลั่งคาที่ และเนื่องจากหุ่นเชิดทั้งหมดล้วนถูกสาป จึงมิอาจถอนตะกอนพลังกลับมาได้ตามปรกติ
แน่นอนว่า สิ่งที่ไคลน์ทำคือเรื่องปรกติของปราชญ์โบราณที่เพิ่งเลื่อนลำดับ มิใช่ปราชญ์โบราณที่ย่อยโอสถใกล้สมบูรณ์
อันที่จริงการสูญเสียหนอนวิญญาณรวดเดียวหนึ่งร้อยตัว อย่างมากก็แค่เพิ่มความเจ็บปวด แต่ไม่ทำให้ไคลน์คลุ้มคลั่ง ทั้งหมดเป็นแค่การแสดงละครให้เหมาะสมกับความแข็งแกร่งที่อยากให้อีกฝ่ายเชื่อ
ในระดับปัจจุบันของชายหนุ่ม มีแต่ต้องสูญเสียหนอนวิญญาณรวดเดียวเกินครึ่งในครอบครอง จึงจะทำให้เกิดภาวะคลุ้มคลั่ง
หลังจากย่อยโอสถปราชญ์โบราณอย่างสมบูรณ์ ไคลน์สามารถทนรับความตายของหนอนวิญญาณได้พร้อมกันห้าร้อยตัว หรือต่อให้สูญเสียตะกอนพลังไปเป็นการถาวร แต่ระดับตัวตนและความแข็งแกร่งก็จะไม่ลดลง และแก้ไขได้ง่ายดายด้วยการสะสมตะกอนพลังเส้นทางนักทำนาย
เมื่อจัดการทั้งหมดเสร็จ ไคลน์เดินออกจากซากอาคารไปทางความมืดด้านนอก นำกระต่ายและแพะกลับมาจำนวนหนึ่ง
ขณะเดียวกันมันตระหนักว่าความมืดภายในดินแดนเทพทอดทิ้งมิได้อันตรายอย่างที่เดอะซันน้อยอธิบาย สัตว์ประหลาดส่วนใหญ่อ่อนแอมาก
ไม่สิ…หากไม่นับการหายตัวไปอย่างเป็นปริศนา อันตรายในความมืดเทียบไม่ได้เลยกับบุรุษนามอามุนด์ข้าง ๆ เรา…ไคลน์ชำเลืองไปด้านข้างและพบอามุนด์กำลังนั่งยิ้มให้ตน ชายหนุ่มตัดสินใจอัญเชิญน้ำเดือดและสิ่งอื่นออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์ จากนั้นก็นั่งลงและจัดการขนกับหนังของกระต่ายขาวและแพะ
หลังจากเตรียมการหลายสิ่ง ไคลน์ก่อกองไฟและนำเตาย่างออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์ วางกระต่ายขาวไว้ด้านบนและทาด้วยโหระพา ยี่หร่า เกลือ และเครื่องปรุงชนิดอื่น จากนั้นก็คอยพลิกกลับด้าน
ขณะเดียวกันอาหารรสเลิศจากอดีตที่เคยกินไปก่อนหน้า ปัจจุบันเลือนหายโดยสมบูรณ์เนื่องจากไคลน์ยกเลิกการคงสภาพ ส่งผลให้ร่างกายและวิญญาณเรียกร้องสิ่งทดแทน
กลิ่นหอมเย้ายวนเริ่มฟุ้งกระจาย อามุนด์ฟุดฟิดจมูกเล็กน้อยและกล่าว
“เจ้าจะกินจริงหรือ”
โดยไม่รอให้ไคลน์ตอบ เทพแห่งการกลั่นแกล้งกล่าวกับตัวเอง
“แก่นแท้ของพวกมันคือเลือดเนื้อของสัตว์ประหลาดและหนอนวิญญาณของเจ้า..แน่ใจแล้วใช่ไหมว่าจะกัน?”
“สำหรับคำสาปจำแลงกายระดับเทวทูต หากไม่สลายด้วยพลังในระดับเดียวกันหรือขั้นตอนที่ถูกต้อง มันก็ไม่มีวันถูกยกเลิก…ในเมื่อเจ้านี่มีรูปร่างเหมือนกระต่าย รสชาติเหมือนกระต่าย มันก็คือกระต่าย” ไคลน์หัวเราะจิกกัดตัวเองพลางตั้งใจย่าง “ยิ่งไปกว่านั้น หากต้องการหนีให้พ้นจากคุณ ผมมีแต่ต้องรักษาสภาพร่างกายให้สมบูรณ์ที่สุด เมื่อความหวังอันน้อยนิดวางอยู่ตรงหน้า การก้าวข้ามกำแพงทางจิตใจคือสิ่งที่จำเป็น”
นี่คือการกัดฟันทนต่อความอัปยศและเจ็บปวด! ไคลน์เสริมในใจ
ขณะเดียวกัน มันถอนหายใจให้กับคำสาปจำแลงกายของมารบรรพกาล
ทรงพลังยิ่งกว่าคำสาปของลำดับสามอย่าง ‘บริวารใบ้’ หลายเท่า!
ผลของคำสาปแทบไม่มีวันหยดอายุ…แม้ว่าหุ่นเชิดสัตว์ทั่วไปสามารถใช้พลังของเราผ่านทางหนอนวิญญาณ แต่เราก็จนปัญญาจะคลายคำสาปจำแลงกายให้หุ่นเชิดตัวเอง…นั่นเป็นถึงคำสาปเทวทูตเชียวนะ…หากไม่นับการสลายด้วยพลังระดับเดียวกัน มีแต่ต้องแก้คำสาปด้วยวิธีที่ถูกต้องเท่านั้น…ไม่มีคำสาปใดที่ไม่มีทางแก้ ทุกสิ่งล้วนมีช่องโหว่…หึหึ หรือว่าการจูบกับกระต่ายจะช่วยเปลี่ยนพวกมันกลับเป็นเกอร์มันสแปร์โรว์? ไคลน์รำพันติดตลก ครึ่งหนึ่งเพื่อปรับสภาพจิตใจ ครึ่งหนึ่งเพื่อวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้น
ได้ยินคำตอบ อามุนด์ที่สวมแว่นตาขาเดียวพยักหน้า
“ยอดเยี่ยมมาก…นี่คือการตระหนักรู้ที่ทุกคนควรมี”
ไคลน์ไม่ตอบสนอง เพียงก้มหน้าก้มตาย่างกระต่าย
หลังจากนั้นไม่นาน ด้วยพลังควบคุมไฟ ชายหนุ่มเสร็จการย่างกระต่ายหนึ่งตัวและขาแกะหนึ่งข้าง อาศัยจังหวะที่เครื่องเทศยังไม่หายไป มันดึงชาเย็นออกจากประวัติศาสตร์มาดื่มคู่กับอาหาร กลิ่นอันหอมหวนช่วยเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจ บรรเทาความทุกข์และสิ้นหวังจากการถูกอามุนด์ลักพาตัวไปหลายระดับ
ระหว่างการกินไคลน์จินตนาการถึงรูปลักษณ์อันน่าขยะแขยงของสัตว์ประหลาด รวมถึงความจริงที่ว่าหนอนแมลงมีค่าเท่ากับตัวเอง แต่กระนั้นก็ยังควบคุมความรู้สึกไว้ได้ดี
หลังจากอิ่มท้องและฟื้นฟูพลังงาน ไคลน์ทยอยเปลี่ยนวัตถุดิบที่เหลือให้กลายเป็นอาหารแห้ง ประหนึ่งกำลังสะสมเสบียงสำหรับเดินทางไกล
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเตรียมการระยะยาวอย่างไม่รีบร้อน อามุนด์ขยับแว่นและถามพลางยิ้ม
“เจ้ากำลังถ่วงเวลาเพื่อให้พวกเราไปถึงจุดหมายได้ช้าลงใช่ไหม?”
ไคลน์ชะงักมือเล็กน้อย จากนั้นก็กลับไปทำต่อ
“ใช่ ผมกำลังรอผู้ช่วย…ลองเดาดูสิว่าใคร”
อามุนด์ไม่ตอบทันที รอยยิ้มยังคงฉาบบนใบหน้า
“จะตั้งตารอแล้วกัน”
“…” ไคลน์ก้มหน้าทำงานจนกระทั่งเตรียมอาหารแห้งสำหรับสามถึงสี่มื้อเสร็จ
ไตร่ตรองสักพัก ไคลน์เหยียดแขนขวาต่อหน้าอามุนด์ แต่ก็ทำได้เพียงจับคว้าความว่างเปล่าหนแล้วหนเล่า ทุกครั้งประสบความล้มเหลว ไม่มีใครทราบว่าชายหนุ่มพยายามอัญเชิญสิ่งใด แต่ดูคล้ายกับกำลังยั่วยุให้อามุนด์ลองขโมย
อามุนด์เฝ้ามองสักพัก ยิ้มพลางส่ายหน้า จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนและเดินออกไปนอกซากอาคารที่พังลงมาครึ่งหนึ่ง
มือขวาไคลน์ชะงักกลางอากาศก่อนจะชักกลับมาจับหน้าผาก
มันพึมพำกับตัวเองด้วยความฉงน
“เรากำลังทำอะไรอยู่…”
ขณะพยายามนึกทบทวน ไคลน์ลุกขึ้นยืนก้มหยิบอาหารแห้ง ถือตะเกียงหนังและเดินตามหลังอามุนด์
หนึ่งคนหนึ่งเทวทูตเดินทางอ้อมเนินเขาจนกระทั่งถึงหุบเหวแห่งหนึ่ง
เสียงน้ำไหลเชี่ยวดังมาแต่ไกล แต่เมื่อส่องไฟลงไปในแม่น้ำ ไคลน์กลับพบว่าแม่น้ำสายนี้แห้งเหือดโดยสมบูรณ์ แม้แต่เสียงน้ำเชี่ยวที่เพิ่งได้ยินก็หายไป
“แม่น้ำที่อยู่ในสภาวะถูกปกปิด?” ครุ่นคิดสักพัก ไคลน์หันไปถามอามุนด์
“ถูกต้อง มันจะปรากฏตัวในความมืดที่ปราศจากแสงสว่างเท่านั้น” อามุนด์พยักหน้ารับ
“ดื่มได้ไหม?” ไคลน์ถาม
อามุนด์ยิ้ม
“แน่นอน ครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นแหล่งน้ำสำคัญของเมืองหนึ่งซึ่งดิ้นรนในความมืดมานานกว่าหนึ่งพันหกร้อยปี ตราบใดที่สามารถนำน้ำออกจากลำธารแห่งนี้ไปได้ พวกมันจะเผยตัวท่ามกลางแสงสว่าง…หืม…เจ้ากำลังจะบอกให้ข้าช่วยถือตะเกียงและยืนรอ ส่วนตัวเองก็เข้าไปดื่มน้ำในความมืดมิด? ฉวยโอกาสนี้เปลี่ยนตัวเองให้อยู่ในสภาวะถูกปกปิด?”
ไคลน์ยิ้มกระอักกระอ่วน
“จะมีใครใช้ลูกไม้ตื้น ๆ แบบนั้นกัน”
อามุนด์หัวเราะพลางขยับแว่น
“ในบางครั้ง วิธีที่ง่ายที่สุดอาจให้ผลดีที่สุด…จะลองดูก็ได้นะ”
ทุกคำพูดที่ออกจากปากนักตุ้มตุ๋นระดับปรมาจารย์ ไคลน์เชื่อไม่ลงด้วยเกรงว่าอีกฝ่ายอาจใช้จิตวิทยาแบบย้อนกลับ
มันสลัดความคิดเกี่ยวกับน้ำ เปลี่ยนไปถามเรื่องอื่น
“ในดินแดนเทพทอดทิ้ง มีดินแดนมนุษย์กี่แห่งที่ยังไม่ถูกทำลายเหมือนกับเมืองเงินพิสุทธิ์?”
อามุนด์มองตรงไปข้างหน้า กล่าวเสียงเรียบ
“เท่าที่ข้ารู้จัก…มีเพียงไม่ถึงสิบแห่ง…ในแง่นี้ เมืองเงินพิสุทธิ์นับว่าโชคดี เพราะอย่างน้อยก็ยังมองเห็นรุ่งอรุณ”
กล่าวอีกนัยหนึ่งเป็นเพราะเมืองเงินพิสุทธิ์อยู่ใกล้กับวังราชาคนยักษ์ ประตูที่สามารถพามนุษย์ออกจากดินแดนเทพทอดทิ้ง พวกเขาจึงไม่ต้องเสี่ยงชีวิตเดินทางไกลท่ามกลางความมืด? แต่สำหรับเมืองอื่น ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวในความมืดได้รวดเร็วเพียงใด ส่งทีมสำรวจมากมายขนาดไหน ทั้งหมดก็เปล่าประโยชน์ เพราะพวกเขาจะไม่มีวันได้พบทางออก…ในกรณีนี้ เมืองเงินพิสุทธิ์ทั้งโชคร้ายและโชคดี…ขึ้นอยู่กับมุมมอง…ไคลน์ถือตะเกียงหนังพลางเดินไปตามริมฝั่งแม่น้ำ ภายในใจวางแผนการหลบหนีครั้งที่สอง
อามุนด์คอยเดินเคียงข้างไคลน์ไม่ห่าง บางครั้งก็พยายามเสนอวิธีที่ฟังดูน่าเชื่อถือแต่ไม่รับประกันผลลัพธ์ ทำตัวประหนึ่งพวกโรคจิตที่ต้องการให้ร่างหลักยึดครองปราสาทต้นกำเนิดล้มเหลว
…
อีกฟากหนึ่งของวังราชาคนยักษ์ ในเมืองเงินพิสุทธิ์
เดอร์ริคเบเกอร์ตอบรับการเรียกพบของเจ้าเมือง ถือไม้กางเขนเจิดจรัสเดินขึ้นไปยังยอดหอคอยกลม ผ่านประตูเข้าไปในห้องกว้างขวาง
ด้านในมีการตั้งแท่นบูชาซับซ้อน วัตถุดิบหลากชนิดถูกวางไว้ตามตำแหน่งอย่างประณีต มีวัตถุดิบหกชิ้นที่มอบกลิ่นอายความอันตราย
เดอร์ริคชำเลืองไปรอบตัวและพบขลุ่ยเงินหน้าตาธรรมดา หน้ากากกะโหลกศีรษะ และซากศพที่กลายพันธุ์
“เนื่องจากคุณพกไม้กางเขนเจิดจรัสมาด้วย จึงอยู่ที่นี่ได้แค่สิบห้านาที ห้ามเกินโดยเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นคุณจะตายคาที่” โคลินอีเลียดซึ่งแต่งกายในเสื้อเชิ้ตลินินและเสื้อนอกสีน้ำตาล กล่าวเตือนเดอร์ริค
หลังจากสัมผัสวิญญาณถูกกระตุ้น เดอร์ริคตั้งคำถาม
“ท่านเจ้าเมือง เป็นเพราะหน้ากากสนธยาใบนั้นหรือ”
มือขวาของมันชี้ไปทางหน้ากากกะโหลกศีรษะ
“ถูกต้อง” โคลินพยักหน้ารับแผ่วเบา “นี่คือการจัดเตรียมซากสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังจำนวนหกตน ซึ่งผมต้องล่าด้วยตัวเองหรือไม่ก็เป็นกำลังสำคัญในทีม”
เดอร์ริคกระจ่างทันที
“ยังขาดพรจากเทพใช่ไหมครับ?”
โคลินเงียบงันสักพัก อ้าปากหลังจากผ่านไปราวสิบวินาที
“ใช่”
หลังจากลังเลและตัดสินใจไม่ได้อยู่พักใหญ่ ท้ายที่สุด มันเลือกเดอะฟูล
อย่างน้อยเห็ดประหลาดก็นำพาความหวังมาสู่เมืองเงินพิสุทธิ์
เดอร์ริคพยายามเก็บซ่อนความสุข นึกทบทวนบทสนทนาภายในชุมนุมทาโรต์และถามกลับไปด้วยสีหน้าเจือสับสน
“แล้วทำไมท่านเจ้าเมืองถึงไม่ให้สมบัติปิดผนึกระดับเทพทั้งสองชิ้นประทานพร?”
มันยังจำได้แม่นยำ นิยามของทวยเทพในสมัยก่อน อาจรวมไปถึง ‘เทพรับใช้’ ซึ่งมีระดับเพียงเทวทูต หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง พรจากเทวทูตก็สามารถใช้ในพิธีกรรมได้เช่นกัน เพราะต้องไม่ลืมว่าอัศวินสีเงินเป็นเพียงผู้วิเศษลำดับสาม
โคลินเงียบงันหลายวินาที
“สิ่งเหล่านั้นประทานพรไม่ได้”
…………………………
ไคลน์ใช้มือยันกำแพงสีเทาพลางพยุงตัวยืนเชื่องช้ายิ้มและส่ายหน้า
“ถ้ายังไม่ได้เติมเต็มความหิว สมองมันไม่ยอมทำงาน”
ประโยคดังกล่าวกึ่งจริงกึ่งเท็จ เนื่องจากก่อนที่จะกลายเป็นร่างสัตว์ในตำนานที่สมบูรณ์ นักบุญยังคงหิวและกระหายน้ำ อย่างไรก็ตาม สำหรับครึ่งเทพลำดับสาม การไม่ได้ดื่มน้ำหรือกินอาหารสักครึ่งเดือนก็ยังไม่ใช่ปัญหา แต่ในกรณีของร่างสัตว์ในตำนานที่สมบูรณ์ การกินเป็นเพียงงานอดิเรกมิใช่สิ่งจำเป็น
สิ่งที่ไคลน์ต้องการจะสื่อก็คือ ก่อนที่จะเริ่มหลบหนีอย่างเป็นทางการ มันต้องการให้ร่างกายอยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด
“นิสัยพวกนักมายากล…” อามุนด์ยิ้มพลางแสดงความเห็น “ข้าจะไม่จัดหาอาหารให้ แต่อนุญาตให้เจ้าแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง”
ไคลน์ชำเลืองตะเกียงหนังสัตว์บนพื้น ไตร่ตรองสักพักก่อนจะเหยียดมือขวาออกจับคว้าอากาศตรงหน้า
โต๊ะกาแฟที่ไม่สูงนักปรากฏขึ้นตรงหน้าชายหนุ่ม เป็นหนึ่งในเครื่องเรือนของคฤหาสน์ดอนดันเตส
ท่ามกลางแสงสลัวไคลน์เหยียดแขนออกไปอีกครั้ง ทำการอัญเชิญกล่องบางอย่างออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์
ภายในกล่องประกอบด้วยชุดเครื่องเรือนและอุปกรณ์การกินครบชุดไม่ว่าจะเป็นมีด ส้อม จาน และถ้วย
เหตุผลที่ไคลน์เลือกหยิบออกมาเป็นกล่อง เนื่องจากมันไม่สามารถดึงภาชนะออกมาทีละชิ้นได้ ภาพฉายทางประวัติศาสตร์จะคงสภาพได้พร้อมกันสูงสุดแค่สามภาพ
หลังจากจัดวางเครื่องเรือนและภาชนะด้วยท่าทีผ่อนคลาย ไคลน์หันมาผงกศีรษะให้อามุนด์อย่างมีมารยาท จากนั้นก็อัญเชิญสเต๊กเนื้อพริกไทยดำชิ้นหนึ่งออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์
สเต๊กที่ค่อนข้างร้อนตกลงบนจานกระเบื้องเคลือบ หลังจากใช้มีดกรีดผิวด้านในยังคงมีเลือดชุ่มฉ่ำ
ไคลน์หั่นเนื้อออกมาหนึ่งชิ้นและยัดใส่ปาก รสสัมผัสทั้งหมดเป็นของจริง รสชาติก็ยอดเยี่ยมไม่มีส่วนใดเลยที่เหมือนของปลอม ช่วยให้บรรเทาความกระวนกระวายของกระเพาะอาหารได้เป็นอย่างดี
“ภายในสิบห้านาที ไม่เพียงผมจะไม่หิว แต่ยังได้รับสารอาหาร ‘ของจริง’ เข้าไปในร่างกาย” หลังจากกลืนเนื้อชิ้นแรกลงคอ ไคลน์ฉีกยิ้มกว้างพลางแนะนำอามุนด์ประหนึ่งเจ้าของบ้านอัธยาศัยดี ไม่ใช่เหยื่อที่กำลังถูกลักพาตัว
อามุนด์จับขอบแว่นตาผลึกกระจก ยิ้มให้และพยักหน้า
“ข้าเคยลองแล้ว รสชาติไม่เลวเลย…ความสามารถในการปรับตัวของเจ้าช่างยอดเยี่ยม…ไม่อยากเป็นข้ารับใช้ของข้าจริงหรือ?”
ไคลน์หั่นเนื้ออีกหนึ่งชิ้น ยกส้อมยัดใส่ปากพลางตอบประหนึ่งคุยกับเพื่อนสนิท
“ฆ่าผมเถอะ”
ปัจจุบัน สายฟ้าเริ่มแลบถี่ขึ้น สลับไปมาระหว่างความมืดดินที่ปกครองดินแดน และในบริเวณที่ปราศจากแสงสว่าง ดวงตาจำนวนมากกำลังจดจ้องมาทางมนุษย์สองคนอย่างไร้อารมณ์ วันพืชที่มียอดปลายสีแดงสดโยกเอนแผ่วเบาเป็นครั้งคราวท่ามกลางสายลมพัดผ่าน
ภายในซากอาคารแห่งหนึ่ง แสงสลัวสีเหลืองแผ่ปกคลุมโต๊ะกาแฟตัวเล็กที่ประดับตกแต่งด้วยเครื่องเรือนราคาแพง กลิ่นสเต๊กลอยโชยไปทั่วห้องซึ่งแทบจะเป็นแบบเดียวกับสภาพแวดล้อมภายนอก
ไคลน์ไม่แยแสการจ้องมองจากสัตว์ประหลาดในส่วนลึกของความมืด เพียงเพลิดเพลินไปกับอาหารด้วยกิริยามารยาทสง่างามท่ามกลางดินแดนสีเทาอันรกร้างและแห้งแล้งซึ่งเต็มไปด้วยภยันตราย
หลังจากจัดการกับสเต๊ก ชายหนุ่มอัญเชิญไวน์เย็นแก้วเล็กจากคฤหาสน์เพลงกุหลาบและดื่มรวดในอึกเดียว
ถัดมาเป็นซุปครีม ปลาค็อดทอด แกะตุ๋นถั่วลันเตา มันฝรั่งอบ และไวน์อีกหลายชนิด
ระหว่างกำลังกินสิ่งเหล่านี้ สเต๊กชิ้นแรกที่ไคลน์กินเข้าไป หมดเวลาในการคงสภาพและเริ่มเลือนหาย แต่กระเพาะอาหารกับร่างกายไคลน์ยังคงถูกเติมเต็มด้วยอาหารในจานถัดมาอย่างไร้รอยต่อ
แน่นอนว่ามีการอัญเชิญโต๊ะกาแฟและภาชนะออกมาใหม่ ไม่อย่างนั้นคงมิอาจคงสภาพได้จนจบมื้ออาหาร
ในช่วงสุดท้ายของมื้ออาหาร ไคลน์ยังยื่นมือออกไปในอากาศและคว้าถ้วยซึ่งมีก้อนไอศกรีมออกมา
จากนั้นชายหนุ่มวางถ้วยไอศกรีมลงและตักด้วยช้อนของหวาน ยัดใส่ปากเต็มคำลิ้มรสความหวานฉ่ำของไอศกรีม
หลังจากกินหมดไปหนึ่งลูก มันยังคงไม่พึงพอใจ จึงอัญเชิญออกมาเพิ่มอย่างต่อเนื่อง
เบ็ดเสร็จกินไปทั้งสิ้นห้าลูกซึ่งมีรสชาติแตกต่าง
เมื่อไคลน์ยื่นมือออกไปเป็นครั้งที่หก อามุนด์ด้านข้างเริ่มเผยรอยยิ้ม
“ชะตากรรมของเจ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ผิดปกติ…ดูเหมือนว่าจะโชคดีมากขึ้น…นี่คือแผนที่วางไว้?”
มือขวาไคลน์ที่ยื่นออกไปในอากาศพลันชะงัก รูม่านตาเบิกกว้างเล็กน้อย
แทบจะในเวลาเดียวกัน ท่ามกลางความมืดมิดที่แสงจากตะเกียงส่องไม่ถึง ร่างกายสัตว์ประหลาดจำนวนมากสั่นกระตุกโดยพร้อมเพรียง พวกมันกลายเป็นหุ่นเชิดของไคลน์ถ้วนหน้า
ครั้งนี้ไคลน์ส่งหนอนวิญญาณนับร้อยตัวออกไปในคราวเดียว หวังว่าจะมีสักตัวที่โชคดีหลบหนีการขโมยจากอามุนด์สำเร็จ
ทันทีหลังจากนั้นด้านหลังโต๊ะกาแฟ บุคคลที่แต่งกายในเสื้อขนสัตว์และมิได้สวมหมวก ถูกแทนที่ด้วยแวมไพร์รูปลักษณ์น่าขยะแขยงซึ่งเต็มไปด้วยหนองเหลือง
โต๊ะกาแฟที่งดงามและเครื่องเรือนด้านบน พลันแตกกระจัดกระจายประหนึ่งแก้วที่ตกพื้น
พวกมันถูกส่งกลับไปยังช่องว่างประวัติศาสตร์เพื่อไม่ให้กระทบกับการอัญเชิญครั้งถัดไปของไคลน์
วินาทีถัดมาหุ่นเชิดทั้งร้อยตัวและไคลน์ซึ่งซ่อนอยู่ในกลุ่มนั้น เหยียดแขนออกไปจับคว้าอากาศอันว่างเปล่า เป็นการใช้จำนวนเพื่อรบกวนสมาธิของอามุนด์
ในวินาทีปัจจุบันพวกมันทั้งหมดคือปราชญ์โบราณ
นี่คืออำนาจของจอมเวทพิสดาร ลำดับที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพของเส้นทางนักทำนาย
แน่นอนว่าโอกาสสำเร็จในการอัญเชิญของหุ่นเชิดแต่ละตัวเป็นอิสระจากกัน ไม่ส่งผลกระทบต่อกัน
สำหรับคราวนี้เป้าหมายการอัญเชิญของไคลน์คือภาพฉายไรเน็ตต์ไทน์เคอร์ร่างสมบูรณ์เมื่อครั้งต่อสู้อย่างดุเดือดภายในโบราณสถานทูดอร์ พิจารณาจากพันธสัญญา ความสัมพันธ์และยันต์ เธอคือภาพฉายเทวทูตที่ไคลน์อัญเชิญออกมาได้ง่ายที่สุด!
อามุนด์ยังคงนั่งสบายใจในจุดเดิม แว่นตาหันมาจดจ้องไคลน์ทั้งหนึ่งร้อยหนึ่งคนซึ่งกำลังพยายามอัญเชิญ
มือขวาของหุ่นเชิดทั้งร้อยตัวรวมถึงไคลน์เหยียดออกและดึงกลับ จากบรรดาหุ่นเชิดทั้งร้อย ไม่มีตัวใดประสบความสำเร็จในการลากไรเน็ตต์ไทน์เคอร์ออกจากความว่างเปล่า
ในเวลาเดียวกันอามุนด์ยกมือขวาขึ้นและจับคว้าอากาศ
แขนของมันยวบลงเล็กน้อยก่อนจะดึงกลับ ทันใดนั้นที่ด้านนอกซากอาคารพังทลาย ตุ๊กตาผ้าตัวใหญ่ทัดเทียมปราสาทพลันปรากฏกาย เธอแต่งกายด้วยเดรสยาวซับซ้อนสีเข้มรอบตัวมีมัดเถาวัลย์
มารบรรพกาล ไรเน็ตต์ไทน์เคอร์!
อามุนด์ขโมยภาพจากช่องว่างประวัติศาสตร์ที่ไคลน์อัญเชิญ!
ผิวกระจกตาสีแดงของไรเน็ตต์สะท้อนภาพหุ่นเชิดกว่าร้อยตัวของไคลน์
โดยปราศจากสุ้มเสียง หุ่นเชิดที่คล้ายไคลน์หรือไม่ก็สัตว์ประหลาด พลันแปรเปลี่ยนเป็นแพะภูเขา กระต่ายขาว และสัตว์อื่น
คำสาปจำแลงกาย!
ร่างจริงของไคลน์หายไปนานแล้ว ชายหนุ่มเดินออกจากเปลวไฟของตะเกียงหนังสัตว์
มันชำเลืองไปทางสัตว์หลากชนิดที่มีเศษเสี้ยวของตนแฝงอยู่จำนวนหนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะในลำคอ
“การเดินย่อยหลังอาหารจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น”
มันมิได้เอ่ยถึงพฤติกรรมในการหลบหนี ราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น
อามุนด์ยังคงอยู่ในท่าทางผ่อนคลาย พยักหน้าพร้อมกับยิ้ม
“ข้าเคยอ่านหนังสือหลายเล่มที่มนุษย์เขียนขึ้น มีการกล่าวไว้เช่นนั้นจริง”
ทันทีที่สิ้นเสียง มันยกนิ้วพลางชี้ไปทางภาพฉายของไรเน็ตต์ไทน์เคอร์ด้านนอก
“นี่คือผู้ส่งสารของเจ้า?”
เรื่องนี้สามารถยืนยันได้ไม่ยาก ไคลน์จึงไม่คิดปิดบัง เพียงอืมในลำคอพลางพยักหน้า
“น่าเสียดาย” อามุนด์มองภาพฉายของไรเน็ตต์หัวจรดเท้าก่อนจะส่ายหน้า
ไคลน์ที่เริ่มตระหนักว่าอาหารในท้องทยอยเลือนหายไป เอ่ยปากถาม
“เสียดายอะไร?”
“ข้าควรอยู่กับเจ้าที่เบ็คลันด์ต่ออีกสักสองสามวัน จนกระทั่งผู้ส่งสารนำจดหมายมาส่ง จากนั้นหล่อนจะกลายเป็นผู้ส่งสารของข้า” อามุนด์ขยับแว่นตาข้างขวา กล่าวต่อไปด้วยรอยยิ้ม “การขโมยผู้ส่งสารระดับเทวทูตเป็นสิ่งที่ท้าทายและน่าสนุกไม่ใช่หรือ? ชีวิตคนเรามักต้องการความตื่นเต้น สนุกสนาน และคาดหวังอยู่เสมอ”
“เห็นด้วย” ไคลน์ตอบจากก้นบึ้ง
“น่าเสียดาย” อามุนด์ที่แต่งกายด้วยหมวกปลายแหลม ส่ายหน้าอีกครั้ง “รัตติกาลคือตัวตนที่ห้ามประมาท หากแช่อยู่นานเกินไป ข้าเองก็ไม่มั่นใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง”
ขณะกล่าวเทวทูตกาลเวลายกเลิกการคงสภาพไรเน็ตต์ไทน์เคอร์จากอดีต ส่งผลให้ร่างของเธอสลายไปต่อหน้าไคลน์
“หืม…ดูเหมือนว่าคุณจะกลัวเทพธิดาพอสมควร” ไคลน์สวมรอยเป็นสาวกเดนตายของเทพธิดารัตติกาล
แต่แน่นอนแม้ไม่ต้องสวมรอย หนึ่งในตัวตนของมันก็ยังคงเป็นข้ารับใช้แห่งรัตติกาล
อามุนด์หัวไปมองตะเกียงหนังสัตว์ภายในซากอาคาร จ้องมองแสงสลัวพลางกล่าว
“ข้ามิอาจขโมยสิ่งของที่อยู่ในสภาพถูกปกปิดด้วยความอยากรู้อยากเห็น เพราะมองไม่ออกว่านั่นเป็นกลลวงหรือไม่ และสิ่งที่ต้องระมัดระวังคืออะไร”
สำหรับราชาเทวทูตเส้นทางนักจารกรรม ลำพังเหตุผลเพียงเท่านี้ก็มากพอจะทำให้ ‘ไม่กล้าขโมย’
อาศัยโอกาสที่อามุนด์กำลังตอบคำถาม ไคลน์แอบท่องพระนามเต็มอันทรงเกียรติของเทพธิดารัตติกาลในใจเป็นภาษาคนยักษ์
เทพธิดารัตติกาลผู้สูงสง่ายิ่งกว่าดวงดารา ผู้ยั่งยืนยิ่งกว่านิรันดร์…
เมื่อท่องจบประโยค ความคิดของมันพลันเลือนหาย หากไม่ใช่เพราะยังหลงความคิดที่เกี่ยวข้อง มันคงไม่รู้ว่าตนเคยลองทำ
อามุนด์หันมามองด้วยรอยยิ้ม
“พยายามทดสอบข้าสินะ…เจ้าสงสัยว่าหากข้าขโมยความคิดที่เป็นพระนามเต็ม ข้าจะท่องมันซ้ำในใจหรือไม่…สำหรับลำดับสี่ปรสิต พวกเราสามารถควบคุมสิ่งที่ขโมยมาได้ดั่งใจนึก กำหนดได้ว่าให้มันปรากฏขึ้นเฉพาะในเวลาที่เหมาะสม”
“อย่างนี้นี่เอง…” ไคลน์พยักหน้าแผ่วเบา “ขอบคุณ”
ขณะตอบไคลน์วิเคราะห์ประสบการณ์และบทเรียนจากการลองหนีอย่างคร่าว ๆ
เนื่องจากความเกี่ยวข้องทางพันธสัญญา จากบรรดาเทวทูตทั้งหมด การอัญเชิญมิสผู้ส่งสารย่อมมีโอกาสสำเร็จมากที่สุด…
การอัญเชิญไอศกรีมจากมือวิลล์ในอดีต ช่วยให้เกิดความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับตัวแทนแห่งชะตากรรม ส่งผลให้เราได้รับพรโชคดี ไอศกรีมแต่ละลูกคือตัวแทนของโชคในรูปแบบหนึ่ง…เดิมทีเราตั้งใจจะอัญเชิญไอศกรีมเพื่อปกปิดพฤติกรรมอัญเชิญอสรพิษแห่งชะตา…
ในอนาคตก่อนจะอัญเชิญแต่ละครั้งต้องทำให้อามุนด์เสียสมาธิเสีย ไม่อย่างนั้นอีกฝ่ายสามารถขโมยภาพฉายจากอดีตได้โดยตรง และนั่นจะกลายเป็นผู้ช่วยของอามุนด์แทนเรา…
ท่ามกลางกระแสความคิด อามุนด์ชี้ไปทางกลุ่มสัตว์ที่ถูกสาปจำแลงกาย กล่าวพลางแสยะยิ้มชั่วร้าย
“ไม่ใช่ว่าเจ้ากังวลเกี่ยวกับอาหารในดินแดนเทพทอดทิ้งหรอกหรือ? ตราบใดที่คำสาปไม่ถูกยกเลิก พวกมันก็คือสัตว์จริง ๆ”
“…” ไคลน์ตกตะลึงสักพัก หันไปทางแพะภูเขาและกระต่ายขาว
ด้วยความคิดอันแรงกล้า สายตาของสัตว์เหล่านั้นเองก็จ้องกลับมาทางชายหนุ่ม
ในแง่หนึ่งพวกมันคือตัวไคลน์เอง แต่ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า หนอนวิญญาณที่รวมร่างกับสัตว์ประหลาดเหล่านี้ ปัจจุบันถูกสาปให้กลายเป็นสัตว์โดยสมบูรณ์
…………………………
ในดินแดนเทพทอดทิ้งมักไม่มีค่อยถนนหนทางตามปกติ แต่ก็ไม่ได้เดินยากมากนัก เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นทุ่งกว้างสีดำสนิทอันแห้งแล้ง
เหนือดินแดนทุรกันดารมักมีพืชที่เติบโตอย่างดื้อรั้นประปราย พวกมันมีรูปร่างประหลาดและบิดเบี้ยว ไคลน์มิอาจระบุได้ว่าพืชเหล่านี้มาจากสายพันธุ์ใด
รอบนอกเขตแสงสว่างของตะเกียง คล้ายกับความมืดมีชีวิตชีวา พวกมันดูเหมือนกำลังเคลื่อนตัวอย่างเงียบงันเพื่อกลืนกินทุกสิ่งที่ปกคลุม
ในฐานะปราชญ์โบราณ ไคลน์ชำเลืองด้วยหางตาและพบว่ามีกลุ่มด้ายวิญญาณมายาจำนวนมากยื่นออกจากความมืดมิดรอบตัว บ่งบอกว่าภายในจุดดังกล่าวมีสัตว์ประหลาดซุ่มซ่อนอยู่ไม่น้อย
สัตว์ประหลาดเหล่านี้ทำตัวเงียบเชียบ เอาแต่จ้องอามุนด์ซึ่งแต่งกายในชุดจอมเวทโบราณ และจ้องไคลน์ที่แต่งกายในมาดสุภาพบุรุษยุคปัจจุบัน เฝ้ามองคนทั้งสองเดินท่ามกลางดินแดนทุรกันดารอันรกร้างโดยมีแสงสีเหลืองปกคลุม
ไคลน์มองตรงไปข้างหน้าพลางถือตะเกียงอย่างมั่นคงโดยไม่กังวลว่าจะดับ
ขณะมันและอามุนด์กำลังจะออกจากทุ่งกว้างและเข้าสู่เขตเนินเขา ในความมืดด้านหลังเยื้องออกไป ร่างของสัตว์ประหลาดสองหัวและห้าแขนพลันสั่นกระตุกแผ่วเบา
มันกลายเป็นหุ่นเชิดของไคลน์
พลังควบคุมด้ายวิญญาณนั้นเงียบเชียบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และระยะห่างก็อยู่ภายในห้าร้อยเมตร
วินาทีถัดมา สัตว์ประหลาดทรุดตัวลงอย่างเงียบงันพร้อมกับเสียชีวิต
ขณะเดินอยู่ฝั่งซ้ายมือไคลน์ อามุนด์ซึ่งแต่งกายด้วยหมวกปลายแหลมแสยะยิ้ม ยกแขนขวาขึ้นและแบมือเผยบางสิ่ง
หนอนแมลงโปร่งใส่ที่มีลวดลายสามมิติ
หนอนวิญญาณ!
อามุนด์ขโมยมันมาจากหุ่นเชิดตัวดังกล่าวพร้อมกับด้ายวิญญาณ
โดยไม่รอให้ไคลน์พูด อามุนด์ขยับนิ้วเพื่อกำมือ บดขยี้หนอนแมลงโปร่งใส
ไคลน์พลันเกิดความเจ็บปวดจากส่วนลึกของดวงวิญญาณ ประหนึ่งศีรษะกำลังถูกผ่า
โชคดีที่ชายหนุ่มเคยสร้างยันต์วันวานอีกครั้งและกระสุนคุมวิญญาณมาหลายครั้ง จึงค่อนข้างคุ้นเคยกับความรู้สึกดังกล่าว เพียงทำหน้าบิดเบี้ยวแผ่วเบาโดยไม่สูญเสียความเยือกเย็น
อามุนด์ยิ้มพลางโปรยสิ่งที่อยู่ในมือลงไป
“กังวลมากเกินไปแล้ว จะลองเสี่ยงบ้างก็ได้นะ”
ไคลน์ที่ฟื้นคืนจากความเจ็บปวดยกมือขึ้นมาลูบหน้าผาก คล้ายกับหนอนแมลงทุกตัวในร่างกายกำลังร่ำร้องให้พักผ่อน
ระหว่างการถูกซาราธไล่ล่า พลังวิญญาณที่ไคลน์ยืมจากอดีตแทบเกลี้ยงหลอด และในภายหลัง มันยังใช้เทเลพอร์ตและอ้อมกอดเทวทูตเพื่อลบร่องรอยอีกหลายครั้ง ปัจจุบันจึงใกล้ถึงขีดจำกัดเต็มที
หลังจากกลับถึงเขตปลอดภัย ความตั้งใจเดิมของชายหนุ่มก็คือ ขึ้นไปบนมิติหมอกเพื่อยืนยันความปลอดภัยของสภาพแวดล้อม จากนั้นก็ส่งตัวเองเข้านอนเพื่อฟื้นฟูกำลังวังชา แต่กลับต้องถูกอามุนด์ซุ่มโจมตีเสียก่อน ถูกยึดครองร่างกายและลากมายังดินแดนเทพทอดทิ้ง หากไม่ใช่เพราะเป็นคนที่ยิ่งสิ้นหวังจะยิ่งเยือกเย็น ป่านนี้มันคงหมดสติหรือไม่ก็แสดงสัญญาณของภาวะคลุ้มคลั่งไปแล้ว
“ผมอยากพัก…” ไคลน์ลดมือขวาลงและกล่าวอย่างใจเย็น
มันเชื่อว่าอามุนด์จะตอบรับคำขอ เพราะถ้ามันพยายามหลบหนีด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่มีแต่กลับยังล้มเหลว นั่นจะยิ่งสร้างความสุขให้กับเทพแห่งการกลั่นแกล้งได้มาก
“ตกลง” อามุนด์ชำเลืองเล็กน้อย จากนั้นก็มองไปยังด้านข้างเนินเขา “พวกเรากำลังจะถึงจุดพักผ่อนในอีกไม่ช้า…แน่นอนว่าข้าไม่ถือสาหากเจ้าต้องการนอนกลางดิน ข้าเพียงคิดว่ามนุษย์อย่างเจ้าคงชอบพักผ่อนในจุดที่มอบความรู้สึกปลอดภัยมากกว่า”
“ไปกันเถอะ” เดิมที ไคลน์ต้องการควบคุมเปลวไฟในตะเกียงพร้อมกับใช้กระโจนไฟ แต่เนื่องจากพลังวิญญาณของมันใกล้เหือดแห้งเต็มที จึงไม่มีทางเลือกนอกจากเดินเท้าตามอามุนด์ บรรจงย่างกรายไปทีละก้าว
ระหว่างทาง ไคลน์หันไปพูดกับอามุนด์หลังจากผุดคำถาม
“ทำไมคุณถึงไม่ขโมยระยะทางและพาพวกเราไปถึงจุดหมายในทันที?”
อามุนด์หันมาจ้องไคลน์พลางขยับแว่นตาข้างขวา มุมปากยกโค้งเล็กน้อย
“ข้าไม่ใช่คนที่อยากพัก”
“…” ไคลน์ปิดปากเงียบ ทำเพียงก้าวไปข้างหน้าอย่างเงียบงัน
ผ่านไปราวสิบฟ้าผ่า อามุนด์ยกนิ้วขึ้นและชี้ไปด้านหน้าในแนวเฉียง
“ถึงแล้ว”
ในเงามืดบริเวณเนินเขาซึ่งห่างออกไปไม่ถึงร้อยเมตร ที่นั่นมีซากอาคารทรงคล้ายหอคอยหลายหลัง มีเสาหินที่สูงประมาทเข่าของไคลน์ตั้งเรียงรายหลายสิบต้น มีหย่อมวัชพืชจำนวนหนึ่งโตแทรกขึ้นมาตามช่องว่าง ปลายพืชมีสีแดงคล้ายเลือด
“เคยมีคนอาศัยอยู่ที่นี่?” ไคลน์ลูบหน้าผากพลางตั้งคำถาม
อามุนด์ใช้ข้อต่อที่สองของนิ้วชี้ขวาจับกรอบแว่น ยิ้มและพูด
“บริเวณนี้เคยเป็นเมืองใหญ่ แต่เมื่อเกิดมหาภัยพิบัติ แผ่นดินได้แยกออกจากกันจนทั้งเมืองถูกกลืนกิน เหลืองเพียงอาคารเหล่านี้ที่ยังเป็นหลักฐานของการดำรงอยู่”
การล่มสลายของอารยธรรม…ไคลน์ผุดความคิดดังกล่าวในหัว จากนั้นก็เร่งฝีเท้าจนกระทั่งมาถึงจุดหมายที่มีวัชพืชประหลาด
หลังจากเข้าไปในซากอาคาร ไคลน์มองไปรอบตัวตามสัญชาตญาณ
บนกำแพงหินสีเทาอ่อนซึ่งเต็มไปด้วยรอยแตกร้าว มีภาพจิตรกรรมที่ถูกกาลเวลากว่าพันปีกัดเซาะจนเลือนราง ไคลน์ทราบเพียงว่าชาวเมืองที่นี่เชื่อในการขึ้นสวรรค์หลังความตาย
ไคลน์รีบปรับลมหายใจ วางตะเกียงหนังสัตว์ลงพร้อมกับเอนตัวพิงเสาหินต้นใหญ่ ภายในใจสร้างลูกบอลแสงหลายชั้น
มันไม่สนใจภัยอันตรายจากการนอนท่ามกลางสภาพแวดล้อมเช่นนี้
อันตรายจงถาโถมเข้ามา! ก่อนจะหมดสติหลับไป ไคลน์กู่ร้องในใจ
อามุนด์ที่แต่งกายในชุดคลุมจอมเวททรงโบราณ ชำเลืองชายหนุ่มเล็กน้อยก่อนจะนั่งลงด้านข้างด้วยท่าทีผ่อนคลายพลางดีดนิ้ว
ภายในตะเกียงหนังสัตว์ เทียนไขที่กำลังจะดับมอดพลันหยุดละลาย แต่เปลวไฟสีเหลืองยังคงฉายแสง
ไส้เทียนที่ดูราวกับจะคงสภาพได้อีกไม่กี่นาที กลับสามารถอยู่ได้นานหลายชั่วโมงหรือเป็นวัน
ราวกับเป็นข้อผิดพลาดที่เกิดมาเพื่อละเมิดกฎแห่งธรรมชาติ
หลังจากหลับไปอย่างไม่ได้สติเป็นระยะเวลาหนึ่ง ไคลน์ซึ่งฟื้นคืนพลังกลับมาบางส่วน ได้สติเนื่องจากคำสวดวิงวอนของมิสเมจิกเชี่ยน
มันมิอาจตอบสนองได้ทันที จึงยังคงหลับตาและแสร้งทำเป็นฝัน
เมื่อไม่ได้ถูกยึดครองร่างในเชิงลึก อามุนด์ย่อมอ่านความคิดเราไม่ได้ อย่างมากก็แจ้งเตือนในตอนที่เราเกิดความคิดอันตรายต่อมัน…หลังจากครุ่นคิดสักพัก ไคลน์แอบอัญเชิญสายหมอกสีเทา
มันทำการยืมตัวตนในอดีตจากประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้คิดจะหลบหนีตรง ๆ
ไคลน์ยืมตัวตนสมัยที่ถูกเฮอร์วินแรมบิสรุกล้ำเกาะแห่งจิต
ความพยายามดังกล่าวไม่ถูกขโมยหรือถูกยับยั้ง
อาศัยสภาวะดังกล่าวและความพิเศษของตนที่สามารถตื่นตัวในการบุกรุกความฝัน ไคลน์แบ่งจิตใต้สำนึกออกบางส่วนและส่งขึ้นไปยังกึ่งกลางของผืนนภาแห่งวิญญาณ จ้องมองลงมายังเกาะแห่งจิตอย่างสุขุม
มันเริ่มตรวจสอบว่ามีความผิดปรกติหรือปรสิตแฝงตัวอยู่ในโลกแห่งจิตหรือไม่
หลังจากจำแนกความแตกต่างอย่างเข้มงวด ไคลน์ยืนยันได้ว่าโลกแห่งจิตของตนไม่มีปัญหา
กล่าวอีกนัยหนึ่งต่อให้อามุนด์ทิ้งหนอนกาลเวลาไว้ในร่างกาย แต่การยึดครองร่างในเชิงตื้นนั้นไม่สามารถอ่านความคิดของโฮสต์ได้
หลังจากพบ ‘เขตปลอดภัย’ ไคลน์ทำการวิเคราะห์เรื่องราวที่เกิดขึ้นได้อย่างอิสระและไร้กังวล จากนั้นก็เริ่มวางแผนช่วยเหลือตัวเอง
อามุนด์เป็นเทพแห่งการกลั่นแกล้งและเทพแห่งการหลอกลวง…ไม่มีทางเล่นเกมนี้อย่างตรงไปตรงมาเพียงเพื่อความบันเทิงแน่…หากต้องการทำแบบนั้นจริง ก็คงเริ่มหลังจากพาเราไปเจอร่างต้นและขโมยชะตากรรมหรือปราสาทต้นกำเนิดสำเร็จแล้ว ด้วยวิธีนี้ถึงจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น แต่ก็ไม่มีอะไรให้เสีย…
ทำไปเพื่ออะไรกันแน่? หากเราสามารถไขปริศนา บางทีอาจพบวิธีรับมือ…
นอกจากนั้นหลังจากที่มันท่องคาถาของพิธีกรรมเสริมดวงชะตาเป็นภาษาจีน มันกลับไม่สนใจความพิเศษของภาษาและไม่ตั้งคำถาม ขัดแย้งกับนิสัยอยากรู้อยากเห็นตามปรกติมาก…
หรือว่า…เจ้านั่นจงใจพูดคำว่า ‘บั๊ก’ เพื่อทดสอบเรา…
แต่อามุนด์ไม่ได้ขโมยความคิดเราในตอนนั้นไป…ไม่สิ ถ้าความคิดถูกขโมยไปทั้งก่อนและหลัง เราก็จะไม่มีวันทราบว่าบางสิ่งหายไป…
ไคลน์นึกทบทวนสถานการณ์ในช่วงเวลาดังกล่าว และหลังจากเชื่อมโยงตรรกะทางความคิดของเหตุการณ์ก่อนและหลัง มันยังยืนยันว่าความคิดของตนในช่วงนั้นไม่ได้ถูกขโมยไป
นั่นทำให้ไคลน์มั่นใจหนึ่งเรื่อง
ในสภาวะ ‘ยึดร่างเชิงลึก’ อามุนด์สามารถตรวจสอบความคิดทั้งหมดได้โดยไม่ต้องขโมย!
อามุนด์แสร้งทำเป็นต้อง ‘ถูกกระตุ้น’ ก่อนจึงค่อยลงมือขโมยความคิด…มันปั่นหัวเรา!
นึกแล้วเชียว…การยึดครองร่างในเชิงลึกของอามุนด์ แตกต่างจากที่พาลีสเคยอธิบายไว้เล็กน้อย…
และถ้าอนุมานแบบนั้น…อามุนด์ก็น่าจะได้ยินความคิดในใจเรามาตลอดทาง รวมทั้งเรื่องโลกเก่า เพื่อนบ้าน และการอบรมลูก…
น่ากลัวชะมัด…
โชคดีที่ในแผนการขัดขวางพิธีกรรมของจอร์จที่สาม เราคำนวณเผื่อว่าจะถูกอามุนด์ยึดร่างไว้แล้ว ความคิดที่รั่วไหลออกมาครึ่งหนึ่งจึงเป็นไปตามสัญชาตญาณ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งจงใจถ่ายทอด และด้วยวิธีนี้แม้ต้องยอมเปิดเผยความลับไปบ้าง แต่เราก็จะได้รับความวางใจจากอามุนด์ไปพร้อมกับปกปิดข้อมูลสำคัญซึ่งเป็นไพ่ตาย…
หมายความว่าในปัจจุบัน มันทราบแล้วว่าเราจงใจถามความลับทางประวัติศาสตร์เพื่อย่อยโอสถปราชญ์โบราณ แต่มันไม่มีทางรู้ว่าเราใกล้ย่อยเสร็จสมบูรณ์เต็มที ขอเพียงโอกาสแค่หนึ่งถึงสองหน…
อามุนด์จงใจยกเลิกการยึดครองร่างและเล่นเกมกับเรา เพราะมันเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ ‘โลกเก่า’ จากเทพสุริยันบรรพกาล จึงสัมผัสถึงการเชื่อมโยงบางอย่าง? และต้องการให้เราดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยวิธีการพิเศษบางชนิด ซึ่งนั่นจะช่วยบรรลุเป้าหมายที่แท้จริงที่อามุนด์ทำเองไม่ได้? หรือไม่สะดวกที่จะทำ? ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ในอนาคตต้องมีบางสิ่งเกิดขึ้นอีกแน่…
อา…ถ้าอย่างนั้น เราต้องแสร้งทำเป็นไม่สังเกตเห็นเรื่องนี้และวางแผนหลบหนีด้วยวิธีปกติ…
เมื่อร่างกายกลับมาสมบูรณ์แล้ว ได้เวลาทดลองครั้งแรก! หลังจาก ‘หลับ’ มาได้สักพัก ไคลน์ลืมตาตื่น
อามุนด์ที่สวมหมวกปลายแหลมด้านข้างชายหนุ่ม เฝ้ามองพลางอมยิ้ม
“คิดแผนไว้หรือยัง? จะเริ่มตอนไหน?”
มันทำตัวเหมือนพวกพ้องที่ช่วยพาไคลน์หนี ไม่ใช่เป้าหมายที่ไคลน์ต้องการหลบหนี
…………………………
เบ็คลันด์ เขตตะวันออก
ฟอร์สซึ่งเพิ่งกลับจากโลกแห่งน้ำแข็งและหิมะ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าหนาหลายชั้น กำลังจ้องมองเตาถ่านฟืนตรงหน้า ประหนึ่งเธอใช้ชีวิตท่ามกลางสภาพอากาศที่เลวร้ายอีกครั้ง อดไม่ได้ที่จะสั่นระริกสองสามหน
“กษัตริย์จอร์จที่สามสิ้นพระชนม์แล้ว เรื่องร้าย ๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับเราคงจบลงแล้วเช่นกัน บางที เราควรย้ายกลับไปอยู่ที่เขตเหนือหรือไม่ก็เขตฮิลสตันตามเดิม…บ้านที่นั่นมีเตาผิง!”
ซิลนั่งอยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม จ้องไปทางเตาถ่านฟืน ตอบด้วยสีหน้าเจือความสับสน
“รออีกสักหนึ่งถึงสองสัปดาห์ดีกว่า…ว่ากันตามตรง ฉันไม่อยากเชื่อว่าจอร์จที่สามจะตายไปทั้งแบบนั้น…ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย”
นักล่าเงินรางวัลซึ่งมีลำดับปัจจุบันเป็นผู้พิพากษา ออกอาการเหม่อลอย สับสน และมึนงงอย่างเห็นได้ชัด คล้ายกับสูญเสียจุดมุ่งหมายในชีวิตไปอย่างกะทันหัน
ฟอร์สหลงลืมความเย็นที่กัดกินร่างกายไปชั่วขณะ ครุ่นคิดก่อนจะปลอบประโลมเพื่อนสนิท
“ฉันไม่คิดว่านี่เป็นฝีมือของเกอร์มันสแปร์โรว์ แต่น่าจะเป็นฝีมือของคนที่หลอกเคยใช้เชอร์มาเน่…มีเพียงพวกมันที่สืบหาความจริงเกี่ยวกับแผนการลับของจอร์จที่สาม และเธอเองก็ถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในความตายของจอร์จที่สามในระดับหนึ่ง นับว่าได้แก้แค้นทางอ้อมแล้ว…อา…การสอดแนมครอบครัวของเธอคงจบลงเพียงเท่านี้ ถือเป็นโอกาสสำหรับเริ่มต้นชีวิตใหม่…และถ้ามีลู่ทาง เธอสามารถอุทธรณ์ความตายของพ่ออย่างเป็นทางการได้เช่นกัน”
ได้ยินประโยคสุดท้าย ซิลเงยหน้า
“ใช่…แต่สถานการณ์สงครามก็เริ่มทวีความโกลาหล ฉันกังวลว่าพวกเขาจะได้รับผลกระทบจากภาวะสงคราม…ฟอร์ส สำหรับเธอแล้วเมืองที่ปลอดภัยที่สุดคือเบ็คลันด์ หรือเมืองเล็กที่ไม่ใกล้กับชายแดน?”
ฟอร์สไตร่ตรองสองสามวินาทีก่อนจะส่ายหน้า
“ไม่แน่ใจเหมือนกัน”
เธอเสริม
“ฉันจะไปถามมิสเตอร์เวิร์ล เขาคงมองเห็นภาพรวมได้ดีกว่าเรา…เธอเองก็ยังจำได้ใช่ไหม เขาคือคนที่เตือนว่าจะมีบางสิ่งเกิดขึ้น และอย่าพยายามเข้าใกล้จอร์จที่สาม”
นอกจากนั้นฟอร์สยังต้องการถามว่า ‘การท่องเที่ยว’ ครั้งถัดไปคือที่ไหน จะได้เตรียมตัวล่วงหน้าได้ทัน
“ตกลง!” ซิลพยักหน้าขึงขัง
ฟอร์สพลิกหนังสือพิมพ์บนตัก ดื่มกาแฟที่เหลือในแก้ว จากนั้นก็บรรจงลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปในห้อง สวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูลด้วยเสียงแผ่ว ขอให้พระองค์ช่วยส่งคำถามไปถึงเดอะเวิร์ล เกอร์มันสแปร์โรว์
…
ดินแดนเทพทอดทิ้ง ใกล้กับวังราชาคนยักษ์
ไคลน์ซึ่งไม่ถูกยึดครองร่างในเชิงลึก เดินตามอามุนด์ไปตามแนวเชิงเขามายังด้านหน้าสถานที่ในตำนาน
แม้อามุนด์จะเปิดโอกาสให้หลบหนี แต่ชายหนุ่มก็ไม่รีบร้อนลงมือ เพราะทราบดีว่าอามุนด์ในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งอย่างน้อยลำดับสอง เป็นเทวทูตตัวจริงเสียงจริง เป็นคู่ต่อสู้ที่ไม่มีทางเอาชนะได้ในการดวล และเส้นทางนักจารกรรมยังถูกนิยามให้เป็นข้อผิดพลาด ช่องโหว่ และบั๊ก พลังของอีกฝ่ายผิดแผกพิสดาร ยากแก่การวางแผนรับมือและคาดเดา ไคลน์เชื่อว่าวิธีสามัญที่คนทั่วไปคิดได้ ไม่มีทางใช้กับอามุนด์สำเร็จ
เราทำได้เพียงอดทนรอโอกาส…ระหว่างนั้นต้องพยายามสังเกตท่าทีของอามุนด์อย่างใกล้ชิด…มีหนึ่งสิ่งที่ต้องจำใส่ใจไว้ อย่าเชื่อคำพูดทุกคำของอามุนด์ รวมถึงเรื่องที่หนอนกาลเวลาถูกดึงกลับและเราเป็นอิสระจากการยึดครองร่าง…นี่อาจไม่ใช่เรื่องโกหก แต่ก็อาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมดเช่นกัน ยังสรุปไม่ได้ว่าหมอนั่นไม่ได้ทิ้งหนอนกาลเวลาตัวอื่นไว้ในร่างกายเรา และเตรียมยึดครองร่างในช่วงเวลาวิกฤติ…ขณะไคลน์กำลังจะหันไปสนทนากับอามุนด์เพื่อถามเกี่ยวกับเทวทูตมืด ซาสเรีย ทันใดนั้น มันพบว่าในจุดห่างไกลออกไปที่แสงสนธยาส่องไม่ถึง ความมืดกำลังปกคลุมท้องฟ้าโดยมีสายฟ้าผ่าลงมาเป็นระยะ
พวกมันมาถึงสุดเขตวังราชาคนยักษ์และกำลังจะออกจากดินแดนในตำนานแห่งนี้
เมื่อความมืดปกคลุมทุกสิ่ง เรามีสิทธิ์หายตัวไปในความมืดสนิทหรือไม่ก็ถูกสัตว์ประหลาดจู่โจม…จิตไคลน์เริ่มตึงเครียด แต่มันแสร้งทำเป็นไร้เดียงสา เพียงเดินออกห่างจากดินแดนสนธยาสีส้มและย่างกรายเข้าสู่ความมืด
ทันใดนั้นอามุนด์ซึ่งแต่งกายในชุดคลุมสีดำทรงโบราณ หมวกปลายแหลม และแว่นตาขาเดียว ยื่นมือออกไปข้างหน้าและดึงตะเกียงหนังสัตว์แผ่นบางกลับมา
ด้านในตะเกียง เทียนไขที่ทำจากไขมันของบางสิ่ง เปล่งแสงสลัวพร้อมกับส่งกลิ่นฉุนแผ่วเบา
“ถือไว้” อามุนด์โยนตะเกียงให้ไคลน์
“…” ชายหนุ่มรับไม้พร้อมกับปิดปากเงียบ
สองสามวินาทีถัดมา มันถามหยั่งเชิง
“เอามาจากไหน?”
ไคลน์กำลังคิดว่าอามุนด์สามารถดึงภาพฉายออกมาจากช่องว่างประวัติศาสตร์ได้เหมือนกับตน
อามุนด์จับกรอบแว่นผลึกแก้ว ยิ้มและกล่าว
“ขโมยมาจากค่ายของมนุษย์ข้างหน้า…อา…ถ้าจำไม่ผิดเป็นค่ายของชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ในหมู่บ้านยามบ่าย”
ขโมยมา…เปลือกตาไคลน์กระตุกแผ่วเบา มันไม่ถามสิ่งใดเพิ่มเติม เพียงเดินถือตะเกียงเข้าไปในความมืด
แสงสลัวที่เป็นเหมือนเกราะป้องกันล่องหน แผ่ออกไปรอบตัวอย่างรวดเร็ว สร้างเขตแดนอันอบอุ่นท่ามกลางค่ำคืนมืดมิด
ขณะเดียวกันสายฟ้าจากเบื้องบนยังคงแลบออกมาเป็นระยะ แต่แทบไม่มีเสียงฟ้าร้อง นานครั้งจึงจะส่งเสียงแผ่วเบา
อาศัยความรู้พื้นฐานที่ไคลน์ฟังมาจากเดอะซันน้อย นี่คือตอนกลางคืนของดินแดนเทพทอดทิ้ง เป็นช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด
ขณะย่างกรายไปข้างหน้า ไคลน์ใช้พลังของผู้ไร้หน้าที่ถูกยกระดับ จับคู่กับยุบพองหิวโหยเพื่อปรับโครงสร้างดวงตาให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมแสนพิเศษ จากนั้นหลังจากสัมผัสวิญญาณถูกกระตุ้น มันมองไปรอบตัว
มันรู้สึกว่าในความมืดสนิท ดวงตาจำนวนมากกำลังจ้องมองมาทางตน ประหนึ่งสภาพแวดล้อมกำลังเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่มิอาจพรรณนา แต่เมื่อฟ้าแลบจนทุกสิ่งสว่างไสว ในจุดดังกล่าวกลับว่างเปล่าโดยสมบูรณ์
ในสภาวะที่มิอาจอาหารมาป้อน ไคลน์ไม่กังวลเกี่ยวกับการใช้ยุบพองหิวโหยมากนัก ตามความคิดของมัน ผลลัพธ์สามารถลงเอยได้สองทาง ประการแรกยุบพองหิวโหยพยายามกลืนกินเจ้าของ แต่สุดท้ายก็จะถูกอามุนด์ขโมยความคิดไป ประการที่สองมันกลืนกินเจ้าของสำเร็จ ไคลน์เสียชีวิตและได้คืนชีพอีกครั้งพร้อมกับหลุดพ้นจากสถานการณ์ที่ยากลำบาก อย่างหลังคือสิ่งที่ชายหนุ่มคาดหวัง ส่วนอย่างแรกก็ไม่มีสิ่งใดเสียหาย นอกเสียการที่ยุบพองหิวโหยอาจเกิดความสับสน
หลังจากเดินไปได้สักพัก ไคลน์พบค่ายของชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ในหมู่บ้านยามบ่ายที่สร้างจากอาคารร้าง
ด้านหลังกำแพงที่ถูกปกคลุมด้วยหินใหญ่และเสาหิน กองไฟเผาไหม้เงียบงันและมอบแสงสว่างให้กับภายใน ส่งผลให้มีบรรยากาศแตกต่างจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
สมาชิกทีมสำรวจจับกลุ่มลาดตระเวนหรือไม่ก็เฝ้ายามท่ามกลางแสงไฟเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ
ในหมู่พวกมันมีอัศวินรุ่งอรุณซึ่งสูงกว่าสองเมตรสามสิบเซนติเมตร กำลังยืนอยู่บนหอคอยและสอดส่องจุดห่างไกล ค่อยเฝ้าระวังสัตว์ประหลาดในความมืด
ทันใดนั้นมันเห็นแสงสลัวสว่างขึ้นท่ามกลางความมืดในระยะไกล
นี่มัน…รูม่านตาอัศวินรุ่งอรุณพลันเบิกกว้าง หัวใจของมันเต้นระรัวทันที
หากไม่นับทารกแรกเกิดซึ่งยังไม่ผ่านระบบการศึกษา ทุกคนในเมืองเงินพิสุทธิ์ล้วนทราบดี ดินแดนแห่งนี้ถูกเทพทอดทิ้งไปแล้ว ย่อมไม่มีใครใช้เปลวไฟเพื่อสร้างแสงสว่างในความมืด แม้กระทั่งสัตว์ประหลาดที่สามารถควบคุมเพลิงก็ยังเลือกจะซ่อนตัวในความมืด สำหรับมนุษย์คนอื่นเมืองทุกแห่งที่ทีมสำรวจค้นพบล้วนถูกทำลายและกลายเป็นซากปรักหักพัง ไม่มีผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว บุคคลภายนอกเพียงหนึ่งในปัจจุบันคือเด็กชายแจ็ค
แต่ปัจจุบันแสงไฟกลับสว่างขึ้นท่ามกลางความมืด แถมยังเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่อง!
หมายความว่ายังไง? อัศวินรุ่งอรุณบนป้อมพยายามขบคิดแต่ไม่พบคำตอบ ร่างกายทำได้เพียงสั่นระริกแผ่วเบา
แสงไฟสลัวจากระยะไกลเคลื่อนตัวผ่านไปอย่างเชื่องช้า เพียงไม่นานก็เลยค่ายออกไปนอกหมู่บ้านยามบ่าย อัศวินรุ่งอรุณมองเห็นร่างมนุษย์สองคนกำลังเดินอยู่ในความมืดอย่างคลุมเครือ
คนทั้งสองกำลังถือสิ่งที่คล้ายกับตะเกียงหนัง ย่างกรายพ้นเขตหมู่บ้านอย่างใจเย็นและหายตัวไปในความมืด
อัศวินรุ่งอรุณบนป้อมกลั้นหายใจอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งแสงไฟเลือนหายไปโดยสมบูรณ์
มนุษย์คนอื่น? ไม่สิ…อาจไม่ใช่มนุษย์ก็ได้! อัศวินรุ่งอรุณหรี่ตาลงและหันหลังกลับ เตรียมแจ้งให้หนึ่งในหกสภาอาวุโสประจำค่ายทราบ
ทันใดนั้นมันพบว่าตะเกียงที่แขวนบนเสาหินหายไปหนึ่งดวง
ร่างกายของมันแข็งทื่อทันที เหงื่อเย็นเม็ดใหญ่ไหลซึมจากหน้าผาก
…
ขณะเดินย่างกรายออกจากหมู่บ้านยามบ่าย ไคลน์กัดฟันทนต่อสายตาที่จ้องมองมาจากส่วนลึกของความมืด พลางอาศัยพลังปราชญ์โบราณและการเชื่อมโยงกับปราสาทต้นกำเนิด พยายามสัมผัสถึงตัวตนของสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ที่ถักทอ
มันทำสำเร็จ
สิ่งนี้พิสูจน์ว่าพลังที่ปิดกั้นดินแดนเทพทอดทิ้งไม่ส่งผลกับปราสาทต้นกำเนิด
ที่นี่คือถิ่นพำนักของพระผู้สร้างแท้จริง เป็นอาณาจักรแห่งทวยเทพของพระองค์…หากเราระดมพลังจากปราสาทต้นกำเนิดเพื่อสร้างความผิดปรกติ มีโอกาสที่พระองค์จะจับตามองและปะทะกับอามุนด์…อีกฝ่ายเป็นเทพแท้จริง เราไม่คิดจะมีชีวิตรอดท่ามกลางความวุ่นวาย แต่เป็นโอกาสที่จะดึงความสนใจจากอามุนด์เพื่อฆ่าตัวตาย…ไคลน์เกิดความคิดที่จะสั่นสะเทือนปราสาทต้นกำเนิด
วินาทีถัดมา ความคิดดังกล่าวเลือนหายไป
มุมปากอามุนด์ด้านข้างยกขึ้นเล็กน้อย
“แฮงแมนไม่สนใจปราสาทต้นกำเนิดหรอกนะ…แต่ความเป็นเหตุเป็นผลก็ไม่ได้อยู่ในสมองของเขาบ่อยครั้งนัก”
“แฮงแมนหมายถึงลำดับศูนย์ของเส้นทางคนเลี้ยงแกะ?” ไคลน์ไม่คาดหวังแต่แรกว่าจะทำสำเร็จในครั้งแรก เพียงแค่อยากทดสอบปฏิกิริยาการตอบสนองของอามุนด์ ชายหนุ่มในเวลานี้ไม่เผยอาการสิ้นหวัง เพียงถามกลับไปด้วยความอยากรู้
อามุนด์พยักหน้าแผ่วเบา
“ถูกต้องนั่นเป็นสัญลักษณ์ของความเสื่อมทราม แต่ถ้าเจ้าต้องการคำนิยามในเชิงบวก อาจเรียกได้ว่าเป็นความเสียสละและการผูกมัดตัวเอง”
ไคลน์ไตร่ตรองก่อนจะถามอย่างไม่มั่นใจ
“คิดว่าเป็นชื่อเล่นที่คุณตั้งให้เสียอีก”
เหมือนกับที่เมดีซีชอบทำ
จากข้อมูลของไคลน์ พระผู้สร้างแท้จริงถือกำเนิดจากกุหลาบไถ่บาป และนั่นอาจเกี่ยวข้องกับการร่วงหล่นของเทพสุริยันบรรพกาล ดังนั้นชายหนุ่มจึงอยากทราบว่า อามุนด์จะมีท่าทีเช่นไรกับเทพมารตนนี้ และเป็นท่าทีแบบเดียวกับพี่ชายหรือไม่
อามุนด์ขยับแว่นพลางยิ้ม
“ข้าเคารพเทพเสมอ”
ได้ยินคำพูดแบบนี้จากปาก ‘ผู้เย้ยเทพ’ …ช่างน่าขันเสียจริง…ไคลน์ตัดสินใจยุติหัวข้อสนทนาอย่างไม่มีทางเลือก
…………………………
เส้นทางที่ควบแน่นด้วยแสงสนธยาดูราวกับไม่สามารถบรรทุกสิ่งใดได้ แต่หลังจากอามุนด์กับไคลน์ร่อนลง พวกมันมิได้ร่วงหล่นลงไป แต่สามารถเดินได้ราวกับอยู่บนพื้นดิน
ครั้งนี้อามุนด์มิได้ขโมยระยะทาง แต่เดินเข้าหาวังราชาคนยักษ์อันงดงามไปพร้อมกับไคลน์ เหลียวซ้ายแลขวาชื่นชมทัศนียภาพอันงดงาม
ย่างกรายไปทีละก้าวบนทะเลหมอก เหยียบย่ำลงบนสะพานแสงสนธยาโดยด้านหน้าเป็นฉากของพระราชวังในตำนาน ตามปรกติแล้วประสบการณ์เช่นนี้ควรเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นยินดี แต่ยิ่งขยับเข้าใกล้มากเท่าไร ไคลน์ก็ยิ่งดิ้นรนด้วยความสิ้นหวัง
หากไปถึงดินแดนเทพทอดทิ้งเมื่อไร หลายสิ่งที่มันพึ่งพาได้ก็จะกลายเป็นไร้ประโยชน์
เพียงไม่นานอามุนด์และไคลน์มาถึงภาพฉายวังราชาคนยักษ์และหยุดยืนอยู่หน้าอาคารหลังที่สุดที่สุด
อาคารหลังดังกล่าวมีด้านหนึ่งเป็นยอดหอคอยเหลี่ยม อีกด้านเป็นหอคอยทรงกลม ประตูทางเข้าสูงกว่าสิบเมตร สีโทนหลักคือเทาน้ำเงิน ปกคลุมไปด้วยสัญลักษณ์ ลวดลาย และเครื่องหมายสมมาตร เป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากสถานที่พำนักของราชาคนยักษ์ สถานที่ซึ่งเทวทูตมืด ซาสเรียกำลังหลับใหล
ไคลน์ชำเลืองไปทางช่องว่างสีดำฝั่งซ้ายของประตู และมั่นใจว่าประตูบานนี้สามารถเปิดได้โดยไม่ต้องใช้กุญแจ เพราะไม่เช่นนั้นเหล่าสาวกของพระผู้สร้างแท้จริงคงผ่านไปยังดินแดนเทพทอดทิ้งไม่ได้ เนื่องจากในเวลาดังกล่าว กุญแจตัวจริงยังอยู่ในห้องเก็บสะสมของพลเรือโทธารน้ำแข็ง
“ถัดไปตราบใดที่เปิดประตูบานนี้ เราจะผ่านเข้าไปยังดินแดนเทพทอดทิ้งได้ทันที แต่นั่นก็จะทำให้ถูกจับตามองเช่นกัน” อามุนด์แสยะยิ้ม เดินสองสามก้าวในแนวเฉียงจนถึงหน้าประตู “เราจะไม่เปิดประตู แต่เดินตรงเข้าไปเลย”
ขณะกล่าวเทวทูตกาลเวลายกมือขึ้นพลางขยับกรอบแว่น
ณ มุมหนึ่งของบานประตูสีเทาน้ำเงิน ประตูมายาสีฟ้าอ่อนที่ดูไม่จริงปรากฏขึ้น
“ ‘เปิดประตู’ ของเส้นทางผู้ฝึกหัด…แม้จะเป็นพลังระดับต่ำ แต่ก็เหมาะแก่การใช้งานในบางสถานการณ์ ดังเช่นปัจจุบัน” อามุนด์วางมือลงพร้อมกับอธิบายด้วยสีหน้าพึงพอใจ
มันเดินไปข้างหน้าสองก้าว ผ่านประตูมายาเข้าไป
อา…ไม่มีพลังพิเศษใดไร้ประโยชน์ มีแต่ผู้วิเศษที่ไร้ฝีมือ…การเปิดประตูเข้าไปโดยตรงจะทำให้ถูกจับตามอง…โดยใคร? พระผู้สร้างแท้จริง? ถิ่นพำนักอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ อาณาจักรทวยเทพของพระองค์ น่าจะอยู่ที่ใดสักแห่งในดินแดนเทพทอดทิ้ง…ถ้าเราสามารถดึงดูดความสนใจจากท่านให้มาปะทะกับอามุนด์ เราอาจสบโอกาสหลบหนี…ไคลน์ที่ควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้ เดินตามหลังอามุนด์อย่างใกล้ชิด ย่างกรายเข้าไปในประตูสีฟ้าอ่อนที่พร่ามัว
ทันทีที่ผ่านกรอบประตู ชายหนุ่มรู้สึกราวกับท้องฟ้าหมุนเคว้ง แม้กระทั่งพลังวิญญาณก็คล้ายกับถูกฉีกออกจากกัน
เมื่อความผิดปรกติเลือนหายและสถานการณ์กลับเป็นปรกติ ไคลน์พบว่าตัวเองกำลังอยู่บนชายหายที่ฉาบด้วยแสงสนธยา
กรวดและหินที่นี่ล้วนเป็นสีดำ คลื่นทะเลสีครามซัดสาดจากระยะไกลใส่ชายฝั่ง แต่ปราศจากเสียงน้ำกระเซ็นอย่างที่ควร
ทุกสิ่งเงียบงันประหนึ่งภาพลวงตาขนาดใหญ่
ทะเลที่นี่เป็นเพียงภาพลวงตา…เป็นจุดเริ่มต้นของทุกคนที่เข้ามา? แต่อาจไม่เหมือนกันในตอนที่ออกไป…อาศัยหลักการความเท่าเทียม หากต้องการจะออกจากดินแดนเทพทอดทิ้ง คนในต้องผ่านประตูวังพำนักของราชาคนยักษ์ สถานที่หลับใหลของเทวทูตมืด ซาสเรีย เท่านั้น? ไคลน์เหลียวซ้ายแลขวาหน้านิ่งก่อนจะมองไปยังทิศทางหนึ่ง ที่นั่นมีภูเขาซึ่งฉาบไปด้วยแสงสนธยาที่ถูกแช่แข็ง บนยอดเขาเต็มไปด้วยอาคารน้อยใหญ่มากมาย และกำแพงเด่นตระหง่านเรียงราย
วังราชาคนยักษ์ในตำนาน
ต่อให้ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ค้นพบเส้นทางมายังทะเล แต่นั่นก็คงไม่มีประโยชน์…ไคลน์สังเกตเห็นจากหางตาว่าอามุนด์เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์
มันแต่งกายในชุดคลุมสีดำทรงโบราณและหมวกจอมเวททรงแหลมสีเดียวกัน เปลี่ยนจากสุภาพบุรุษยุคปัจจุบันกลายเป็นจอมเวทโบราณจากยุคสมัยที่สี่หรือสาม
ไคลน์ไตร่ตรองสักพัก จ้องไปทางวังราชาคนยักษ์ที่อยู่ไม่ไกลและกล่าวอย่างเป็นกันเอง
“เทวทูตมืด ซาสเรีย กำลังหลับใหลอยู่ในวังราชาคนยักษ์”
อามุนด์ที่ยืนด้านข้าง มองไปในทิศเดียวกัน กล่าวโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“ข้าทราบ…ข้าเคยเข้าไปสำรวจวังราชาคนยักษ์และเยี่ยมสุสานของพ่อแม่เออเมียร์มาแล้ว”
อย่างที่คิด…ในที่สุดข้อสันนิษฐานของไคลน์ก็ถูกยืนยัน
มันไตร่ตรองสักพักก่อนจะถาม
“เพื่อหาคำตอบของเรื่องใด?”
“ลองเดาดูสิ” อามุนด์ยังคงมองไปทางวังราชาคนยักษ์พลางยิ้ม
ถ้าฉันมีเบาะแสในใจ คงไม่ต้องถามนายก็ได้กระมัง…ไคลน์ครุ่นคิดสองสามวินาทีก่อนจะตอบ
“ความลับของยุคสมัยที่หนึ่ง?”
“จะคิดแบบนั้นก็ได้” อามุนด์ตอบโดยไม่มองหน้า
“…” ไคลน์ลังเลสักพักก่อนจะถาม
“ไม่อยากทราบสถานะของเทวทูตมืด ซาสเรีย บ้างหรือ?”
“อยากสิ” อามุนด์แสยะยิ้มโดยไม่ถอนสายตา “แต่เทียบกับข้าแล้ว ยังมีอีกหลายคนที่อยากรู้มากกว่า เช่นพี่ชายที่หวาดระแวง แฮงแมน มังกรแห่งการทรยศ รวมถึงรัตติกาล วายุ และสีขาว…ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าใครจะอดใจไม่ไหวเป็นคนแรก…หึหึ…หากข้าสามารถช่วงชิงทุกสิ่งได้ในช่วงเวลาสำคัญ สีหน้าของพวกเขาต้องน่าสนใจมากแน่”
ความคิดแบบนี้…การเล่นใหญ่ทั้งหมดทำไปเพื่อสร้างความวุ่นวายอันเป็นต้นตอของความตื่นเต้น? ไคลน์ขมวดคิ้วแผ่วเบา พบว่าการมองโลกและประเมินคุณค่าของอามุนด์แตกต่างจากมนุษย์ปรกติ
นี่สินะ สัตว์ในตำนานตั้งแต่เกิด…แตกต่างจากมนุษย์โดยสิ้นเชิง…หืม…ทำไมเราถึงขมวดคิ้วเองได้…ไคลน์เพิ่งตระหนักว่าร่างกายของตนมีการเปลี่ยนแปลง
มันเอียงคอตามจิตใต้สำนึกและมองไปทางผู้เย้ยเทพ อามุนด์ ด้านข้าง
ในมืออามุนด์กำลังถือหนอนกาลเวลากึ่งโปร่งแสงสิบสองปล้อง มันจ้องตาไคลน์พลางแสยะยิ้ม กล่าวด้วยสีหน้าคาดหวัง
“ในเมื่อมาถึงดินแดนเทพทอดทิ้งแล้ว ข้าก็ไม่จำเป็นต้องกังวลการแทรกแซงจากภายนอกอีก…ข้าจะมอบโอกาสให้เจ้า…ก่อนจะไปถึงจุดหมาย ข้าจะไม่ยึดครองร่างกาย เจ้าสามารถพยายามหลบหนีด้วยทุกวิถีทางที่คิดออก และข้าจะพยายามหยุดอย่างเต็มที่…ขอให้โชคดี อย่าทำให้ข้าผิดหวังล่ะ”
“…” ในความคิดแรกไคลน์ไม่อยากจะเชื่อคำพูดอีกฝ่าย สงสัยว่าอามุนด์อาจกำลังปั่นหัวตนเล่น
แต่หลังจากนึกทบทวนพฤติกรรมและธรรมชาติที่ผ่านมาของอีกฝ่าย ชายหนุ่มพบว่านี่เป็นสิ่งที่อามุนด์จะทำ
“ตกลง” ไคลน์สูดลมหายใจยาว ท่ามกลางกระแสความคิดมากมายแล่นผ่าน มันขานรับขึงขังท่ามกลางแสงสนธยาสีส้ม
…
กรุงเบ็คลันด์ อาคารรัฐสภา
เนื่องจากกษัตริย์จอร์จที่สามระเบิดตัวเองกะทันหัน ขุนนางและสมาชิกสภาทุกคนจึงไม่ได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน แต่ถูกต้อนมารวมกันที่นี่เพื่อง่ายต่อการให้กองทัพและศาสนจักรคุ้มครอง
ออเดรย์ผู้แต่งกายในเดรสสีดำบริสุทธิ์ ยืนอยู่หลังราวบันไดชั้นสองพลางก้มมองอย่างเงียบงัน
เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างปุบปับโดยไม่มีลางบอกเหตุล่วงหน้า แม้เธอจะได้รับคำบอกใบ้บางอย่างจากเกอร์มันสแปร์โรว์ แต่นั่นก็ไม่ช่วยให้หญิงสาวหายจากอาการตกตะลึงและยากจะทำใจเชื่อ
คล้ายกับเธอหลุดพ้นจากโลกความจริงและกำลังรับชมการแสดงละคร
บิดาของเธอ พี่ชาย ขุนนาง และสมาชิกสภาคนอื่นต่างมารวมตัวกันภายในห้องเล็ก เดินออกไปด้านนอกเป็นครั้งคราว บ้างก็เปลี่ยนวงสนทนา ตามเสื้อผ้ามีกลิ่นควันบุหรี่
เหล่าคุณหนูและมาดามจะถูกจัดให้นั่งภายในห้องรับรอง ดวงตาของพวกเธอเหม่อลอยและสั่นระริกเล็กน้อย
เจ้าหน้าที่รัฐสภาและทหารตำแหน่งกลางถึงล่างต่างวิ่งวุ่น คอยรับส่งข้อมูลจากสถานที่ต่าง ๆ
องครักษ์เฝ้าประตูซึ่งแต่งกายในเสื้อสีแดงกางเกงขายาวสีขาว เดินเข้ามาจากด้านนอกและยื่นกระดาษให้คนดูแลห้องโถง คนดูแลโถงชำเลืองอ่านก่อนจะเรียกผู้ช่วยมาหาและชี้ไปทางห้องเล็กซึ่งมีเอิร์ลฮอลล์พักอยู่ หลังจากทราบข้อมูล ผู้ช่วยก็นำกระดาษวิ่งไปยังจุดหมายทันที
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นท่ามกลางสภาพแวดล้อมเงียบเชียบ มีเพียงเสียงฝีเท้าและเสียงกระซิบดังแผ่วเบา ประหนึ่งภาพวาดสีน้ำมันสมจริงบนกรอบรูปขนาดยักษ์ มีครบองค์ประกอบทั้งการจัดเรียงที่สวยงาม สีสันที่มืดมน และอารมณ์ของทุกชีวิต ทุกสิ่งมอบบรรยากาศอันชวนให้หดหู่
ออเดรย์เม้มปากแน่น เฝ้ามองด้วยสภาพจิตใจหดหู่ ต้องคอยใช้พลังปลอบโยนกับตัวเองอย่างต่อเนื่อง
ทำไมมิสเตอร์เวิร์ลถึงต้องจัดการกษัตริย์…
การสิ้นพระชนม์ขององค์ราชาย่อมนำมาซึ่งความเกลียดชังของคนหมู่มาก…
เนื่องจากไม่เคยมีการเปิดเผย จึงไม่มีใครทราบว่ากษัตริย์อยู่ในลำดับเท่าไร แต่นั่นก็ไม่สำคัญการสูญเสียกษัตริย์จะไม่กระทบต่อกำลังรบโดยรวมของอาณาจักร แต่เหตุการณ์ใหญ่เช่นนี้ทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงหนึ่งเรื่อง นั่นคือการที่สามโบสถ์หลัก กองทัพ และราชวงศ์เริ่มแตกแยก แรงเสียดทานภายในค่อนข้างรุนแรง…
สถานการณ์ของโลเอ็นในอนาคตค่อนข้างน่าเป็นห่วง ศัตรูไม่มีทางปล่อยให้โอกาสเช่นนี้หลุดลอยแน่…ออเดรย์ครุ่นคิดสักพักก่อนจะเห็นชายสวมเสื้อขนสัตว์สีดำเดินเข้ามาในเขตรัฐสภา
มันหรี่เสียงลงขณะกล่าวกับคนดูแลห้องโถง
ในฐานะผู้ชมมากประสบการณ์ เธอสามารถอ่านความเคลื่อนไหวของร่างกายได้อย่างละเอียด หนึ่งในจุดแข็งของออเดรย์จึงเป็นทักษะการอ่านปากอย่างไม่ต้องสงสัย หลังจากเฝ้ามองสักพักหญิงสาวถอดรหัสความหมายของประโยค
อินทิสฉวยโอกาสจากข้อพิพาททางชายแดนเทือกเขาโฮนาซิส ระดมกองทัพมาประจำการที่นั่นเป็นจำนวนมาก…
ออเดรย์เม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึก ‘ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเรา’ ทวีความแรงกล้า ประหนึ่งคำอธิบายในนิยายกำลังกลายเป็นจริง
…
สีเทาบนท้องฟ้าทวีความเข้มข้น และภายในบ้านครอบครัวโมเร็ตติ ไม่มีใครกล่าวสิ่งใดเป็นเวลานาน
เบ็นสันยืนในมาดสง่างามหลังมุขหน้าต่าง เฝ้ามองคนเดินถนนผ่านไปผ่านมาโดยไม่มีใครรู้ว่ากำลังคิดสิ่งใด
เมลิสซ่านั่งนิ่งบนโซฟาข้างโต๊ะกาแฟ ก้มมองสิ่งประดิษฐ์เรียบง่ายที่เธอสร้างขึ้นโดยไม่ขยับเขยื้อนประหนึ่งรูปปั้นหิน
“เฮ้อ…สถานการณ์ยุ่งเหยิงยิ่งกว่าเดิมอีก” เบ็นสันถอนหายใจยาว ลูบไล้ไรผมแผ่วเบาพลางหันกลับมายิ้มแห้ง “แต่ไม่ว่ายังไง เบ็คลันด์ก็ปล่อยภัยกว่าที่ใดในโลก”
เมลิสซ่าไม่เงยหน้า กล่าวด้วยน้ำเสียงกระจ่างใส
“ไคลน์ได้งานที่ดีช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตครอบครัว แต่แล้วอุบัติเหตุก็พรากเขาไป…พวกเราย้ายออกจากทิงเก็น นายได้ทำงานข้าราชการที่มั่นคง ส่วนฉันเข้ามหาวิทยาลัย พวกเรากำลังดำเนินวิถีชีวิตในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสม แต่แล้ว สงครามก็ปะทุขึ้น…ผ่านไปสักพัก พวกเราเริ่มคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมในยามสงคราม และคอยภาวนาให้เหตุการณ์เหล่านี้จบลงโดยเร็ว แต่แล้ว ร่างกษัตริย์ก็ระเบิดออก…”
กล่าวถึงตรงนี้ เมลิสซ่าบรรจงเงยหน้าขึ้นและจ้องไปทางพี่ชายด้วยสีหน้าสับสน
“เบ็นสัน…ยิ่งคุณภาพชีวิตดีขึ้น มันก็ยิ่งรักษาไว้ได้ยากหรือ?”
…………………………
ข้อผิดพลาด…บั๊ก…นี่คือแก่นแท้ของเส้นทางนักจารกรรม? ขณะไคลน์ตกตะลึงมันยืนยันได้หนึ่งสิ่ง
นั่นคือเรื่องที่เทพสุริยันบรรพกาล พระผู้สร้างที่เมืองเงินพิสุทธิ์นับถือ และบิดาของอามุนด์ เป็นคนจากโลกเก่า
คำที่อามุนด์เพิ่งพูดเมื่อครู่คือภาษาอังกฤษระดับพื้นฐาน!
สหายร่วมโลกเอ๋ย ลูกชายสองคนของนายทำให้ฉันต้องทุกข์ระทม…เรียบร้อยเหมือนแบร์นาแดตไม่ได้รึไง…ไคลน์รำพันจิกกัดก่อนจะถามด้วยความสงสัย
“คิดจะใช้…ช่องโหว่…จากโลกความฝัน?”
ไคลน์ยับยั้งชั่งใจไม่ให้พูดคำว่า ‘บั๊ก’ ออกไป อามุนด์จะได้ไม่สงสัยเรื่องที่ตนชำนาญภาษาอังกฤษ เพราะนั่นจะเป็นการเผยไพ่ตายโดยเปล่าประโยชน์
การเผชิญหน้ากับราชาเทวทูตที่ยึดครองร่างในเชิงลึกและสามารถขโมยความคิด ไพ่ตายของชายหนุ่มมีเพียงไม่กี่ใบ จำเป็นต้องเลือกใช้ทุกใบให้เกิดประโยชน์สูงสุด บางทีอาจมีสักใบที่ช่วยพลิกสถานการณ์
ขณะเดียวกัน อามุนด์เดินไปทางอารามสีดำ
ในท่ามือล้วงกระเป๋าหนึ่งข้าง ประตูบานใหญ่เปิดออกด้วยตัวเองโดยที่อามุนด์ยังมิได้เคลื่อนไหว ประหนึ่งต้อนรับการมาเยือนของแขกผู้มีเกียรติ
“จะคิดแบบนั้นก็ไม่ผิด แต่การลงมือจริงจะซับซ้อนกว่าพอสมควร” อามุนด์มิได้แสดงมาดอันน่าเกรงขามของผู้เย้ยเทพ เพียงตอบคำถามไคลน์ด้วยท่าทีผ่อนคลาย “โลกความฝันแห่งนี้ไม่มีข้อผิดพลาด หรือที่เรียกว่าช่องโหว่…แต่เนื่องจากที่นี่มีพลังเทพลงเหลือเป็นจำนวนมาก ในบางจุดจะโกลาหลเป็นพิเศษ และข้าสามารถใช้ความโกลาหลดังกล่าวเพื่อสร้างช่องโหว่”
เมื่อประตูบานใหญ่เปิดกว้าง อามุนด์จับแว่นบนตาขวาและเดินผ่านเข้าไปในห้องโถง ตรงลึกเข้าไปข้างใน
ระหว่างทางมันยิ้มและอธิบายเพิ่มเติม
“เจ้าคงรู้อยู่แล้วว่าอารามแห่งนี้ถูกสร้างจากความฝันที่ซ้อนทับ”
“อา…ความฝันของสิ่งมีชีวิตมากมายภายในซากสมรภูมิแห่งเทพ” ไคลน์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะเสริม “และบางทีอาจเป็นเศษซากความฝันจากอดีตที่ยังหลงเหลือ”
ทันใดนั้นหนึ่งมนุษย์หนึ่งเทวทูตเดินมาถึงบันไดสีดำที่คดเคี้ยว แสงสนธยาส่องลอดผ่านกระจกหน้าต่างซึ่งอยู่ลอยสูง มอบความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์อย่างเอ่อล้น
อามุนด์สัมผัสกะโหลกมนุษย์บนราวบันได แสยะยิ้มพลางมองไปรอบตัว
“ตามปรกติแล้ว สถานที่ที่ลืมตาตื่นในโลกความฝัน คือตำแหน่งสุดท้ายก่อนจะลืมตาตื่นบนโลกความจริง ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นความฝันของสิ่งมีชีวิตต่างชนิดกันบนทะเลหรือไม่”
เนื่องจากมิอาจพยักหน้า ไคลน์ทำได้เพียงส่งเสียงเห็นด้วย
“ใช่”
“แต่หากอาศัยช่องโหว่ ข้าสามารถสลับโลกความฝันและตื่นขึ้นในตำแหน่งเดียวกันได้…หึหึ…เห็นได้ชัดว่าอารามหลังนี้มีขนาดเล็กกว่าซากปรักหักพังด้านนอกมาก แถมโครงสร้างก็ยังกระชับกว่า บางทีในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า พวกเราคงไปถึงจุดหมาย” อามุนด์กล่าวเจือความสุข
สำหรับมันการฉกฉวยผลประโยชน์จากช่วงโหว่คือสิ่งที่สร้างความสุขได้เสมอ
…นี่มัน…อามุนด์มีวิธีเดินทางผ่านซากสมรภูมิเทพโดยไม่ต้องล่องเรือ…อย่าว่าแต่สองสัปดาห์ แค่สองชั่วโมงก็อาจจะไม่ถึง…ความหวังไคลน์ดับสลายในพริบตา
ชายหนุ่มไม่แน่ใจว่า การที่อามุนด์จงใจอธิบายให้ฟัง เป็นเพราะอยากเห็นเหยื่อเกิดความหวังและบดขยี้ทิ้งหนแล้วหนเล่า หรือความจริงแล้วมิได้แยแสเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้เลย เพียงแค่อยากระบายความสุขที่กำลังล้นปรี่
“คุณกำลังจะเข้าไปในความฝันที่เป็นแก่นสำคัญของโลกมายาใบนี้?”
มันไม่ลืมเรื่องที่ราชินีเงื่อนงำ แบร์นาแดต เคยกล่าวว่าเธอไม่กล้าเข้าไปยังหลังบานประตูไม้สีดำในส่วนลึกสุดของอาราม
“ไม่ใช่ข้า แต่เป็นเรา” อามุนด์ตอบพลางยิ้ม
คล้ายกับมันจดจำบางสิ่งได้ อามุนด์ยกมือขึ้นจับกรอบแว่นตาขาเดียวและถามด้วยสีหน้าสนใจ
“ทำไมหุ่นเชิดของเจ้าถึงพกแว่นตาขาเดียว? ข้าไม่ต้องใช้ของตัวเองด้วยซ้ำ”
“…” ไคลน์กระอักกระอ่วนไปสักพัก หลังจากครุ่นคิดมันตัดสินใจตอบเถรตรง “เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อที่จะย่อยโอสถจอมเวทพิสดาร ผมจงใจสวมแว่นตาขาเดียวต่อหน้าวิญญาณมารเทวทูตสีชาด”
อามุนด์ที่กำลังย่างกรายลงบันได ชะงักฝีเท้าพลางชำเลืองกลับมามองไคลน์และตอบอย่างอารมณ์ดี
“เข้าใจคิดนี่”
เทวทูตกาลเวลากล่าวต่อไป
“ไม่น่าเชื่อว่าสหายเมดีซีคนนั้นยังไม่ตาย…คราวหน้าที่พบกัน ข้าจะปลอมตัวเป็นเจ้าและสวมแว่นตาอีกครั้ง”
เซารอนไอน์ฮอร์นเมดีซีผู้น่าสงสาร…อามุนด์ก็เหมือนกัน เป็นถึงราชาเทวทูตแต่ทำไมถึงไม่สำรวมเลยสักนิด…นี่สินะเทพแห่งการกลั่นแกล้ง…ไคลน์ถอนหายใจด้วยอารมณ์ซับซ้อนหมดคำจะกล่าวไปสักพัก
อามุนด์กดแว่นพลางถาม
“เจ้าสวมแว่นที่ตาซ้ายใช่ไหม”
“รู้ได้ยังไง…” ไคลน์พลันผงะ คิดว่าอามุนด์ขโมยฉากดังกล่าวออกจากหมอกแห่งประวัติศาสตร์
“ข้ารู้ได้ยังไง?” อามุนด์แสยะยิ้ม “นั่นสินะ…มีความเป็นไปได้อยู่สองทาง ความเป็นไปได้แรก เป็นเพราะเจ้ายังมีลำดับต่ำ จึงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเมดีซี ย่อมเกรงว่าหากการกลั่นแกล้งสมจริงเกินไป เมดีซีจะบุ่มบ่ามโจมตีกลับมาจนไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ…ความเป็นไปได้ที่สอง หากเจ้าเลียนแบบข้าอย่างถูกต้อง ข้าสามารถหยั่งถึงเรื่องนี้ผ่านกระแสแห่งชะตากรรม และเนื่องจากข้าสัมผัสไม่ถึงย่อมแปลว่าเจ้าสวมแว่นผิดข้าง…คิดว่าเป็นแบบไหนล่ะ?”
…ขอเชื่อในความเป็นไปได้ที่อันตรายที่สุดก็แล้วกัน ไม่ว่านั่นจะจริงหรือเท็จก็ตาม…ด้วยวิธีนี้เราจะได้มีสติตื่นตัวและคอยระมัดระวังเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันในอนาคต…แต่แน่นอนว่าเราต้องมีอนาคตเสียก่อน…เป็นเพราะอามุนด์ไม่เคยเผยจิตสังหารให้เห็น ไคลน์จึงผ่อนคลายตัวเองโดยไม่รู้ตัว คิดว่าอีกฝ่ายเป็นราชาเทวทูตที่รับมือได้ง่าย แต่นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิดถนัด ชายหนุ่มพึ่งตระหนักว่านี่แหละคือสันดานของนักต้มตุ๋นชั้นเซียน!
“แบบที่สอง” ไคลน์มอบคำตอบ
อามุนด์ไม่เฉลย เพียงเดินลงไปยังชั้นล่างสุดของบันไดอารามและหยุดลงตรงหน้าประตูไม้สีดำที่เต็มไปด้วยลวดลายประหลาด
“ผมเคยมาที่นี่แล้ว เมื่อเปิดประตูบานนี้ออก พลังจากด้านในจะทำลายโลกแห่งความฝันทั้งหมด” ไคลน์กล่าวด้วยความกระตือรือร้น หวังล้วงข้อมูลทางประวัติศาสตร์เพิ่มเติมจากอามุนด์
อามุนด์จับราวบันได ใบหน้าผอมเพรียวของมันเปล่งเสียงอย่างไร้อารมณ์
“นี่คือความฝันสุดท้ายของบิดา…ตำแหน่งที่สอดคล้องกันคือจุดที่ท่านร่วงหล่น”
…ซากสมรภูมิแห่งเทพคือสนามรบที่กุหลาบไถ่บาปล้อมโจมตีเทพสุริยันบรรพกาล จนกลายเป็นต้นกำเนิดของมหาภัยพิบัติ? จิตไคลน์เริ่มตึงเครียด กระแสความคิดมากมายหลั่งไหลเข้ามาในใจ
สำหรับคำตอบของคำถามข้างต้น เมื่อเข้าใจโครงสร้างของกุหลาบไถ่บาปและวิเคราะห์ความผิดปรกติของซากสมรภูมิเทพ ไคลน์ก็พอจะเดาได้อย่างคลุมเครือ จึงไม่เผยอาการตกตะลึงมากนัก ขณะเดียวกันโอสถปราชญ์โบราณก็ย่อยไปเล็กน้อย
ทันทีหลังจากนั้น ชายหนุ่มถอนหายใจด้วยอารมณ์ซับซ้อน
นี่คือการเข้าใกล้เทพสุริยันบรรพกาลมากที่สุดของตน
ก่อนหน้านี้ในตอนที่เคยเห็นผ่านฉากทำนายฝัน ทั้งสองฝ่ายอยู่ห่างกันทั้งเวลาและสถานที่
ทั้งเทพสุริยันบรรพกาลและจักรพรรดิโรซายล์ต่างก็เป็นตัวเอกในยุคสมัยของตน แต่กลับต้องมีจุดจบที่น่าสังเวชทั้งคู่…โรซายล์ยังพอมีวิธีคืนชีพ แต่เราไม่ทราบว่าพระผู้สร้างได้เตรียมบางสิ่งที่คล้ายกันไว้หรือไม่… เทวทูตมืด ซาสเรีย? พระผู้สร้างแท้จริง? ขณะความคิดไคลน์ผสมปนเป อามุนด์เปิดประตูไม้สีดำที่เต็มไปด้วยลวดลาย
ด้านในเป็นทะเลที่ผิวสะท้อนกับแสงแดดจนเกิดประกาย ในระลอกคลื่นคล้ายกับมีทองเหลวซ่อนอยู่
สำหรับคราวก่อนไคลน์เคยฉงนว่าสีทองเหล่านี้สื่อถึงสิ่งใด แต่ปัจจุบันเริ่มเดาออก
เลือดของเทพสุริยันบรรพกาล!
ก่อนที่จะเสียชีวิตมันถูกเทพธิดารัตติกาลส่งเข้าสู่ความฝัน เป็นความฝันที่ตัวเองถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจนเลือดกระจัดกระจาย
ครืน!
ทันทีที่บานประตูไม้สีดำถูกเปิดออกจนสุด ออร่าอันท่วมท้นพลันพรั่งพรูเข้ามาด้านใน ส่งผลให้อารามทั้งหลังเกิดการสั่นสะเทือนหนักหน่วง ประหนึ่งกำลังเผชิญแผ่นดินไหวที่สามารถทำลายโลก
ท่ามกลางฝุ่นควันฟุ้งกระจายและซากหินถล่ม อามุนด์กับไคลน์เดินผ่านประตูไม้เข้าไปในทะเลสีทอง
ไคลน์ตระหนักได้ทันทีว่าร่างวิญญาณของตนกำลังละลาย ดวงวิญญาณกำลังระเหยอีกแค่ไม่กี่วินาที มันจะสลายตัวกลายเป็นอาหารสำหรับดินแดนความฝันแห่งนี้
ขณะเดียวกันบนผิวกระจกของแว่นตาขาเดียวที่อามุนด์สวม แสงสีขาวบริสุทธิ์พรั่งพรูออกมาจนโลกแห่งความฝันแตกสลาย
มันคืนกลางวันที่ขโมยมาให้กับซากสมรภูมิเทพ เปลี่ยนให้กลางคืนกลับเป็นกลางวันอีกครั้งในพริบตา!
พร้อมกันนั้นร่างของมันและไคลน์กลายเป็นโปร่งใส คนทั้งสองปรากฏตัวอีกครั้งเหนือมหาสมุทรสีทอง
ที่นี่มีอุณหภูมิสูงมากจนไคลน์ไม่ทันตั้งตัว แต่ก็ยังไม่อันตรายเท่ากับในความฝัน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง บริเวณทะเลในเขตหลักของซากสมรภูมิเทพถือเป็นเขตปลอดภัย เนื่องจากออร่าเทพจำนวนมากคานอำนาจกันเองจนความรุนแรงบรรเทาลง ขอเพียงไม่สำรวจส่งเดชก็จะไม่เกิดปัญหาร้ายแรง
ในวินาทีถัดมาแว่นของอามุนด์ดูดซับแสงโดยรอบทั้งหมด เปลี่ยนให้ผิวกระจกสว่างเจิดจ้า
กลางวันถูกขโมยส่งผลให้กลางคืนกลับมาเยือนอีกครั้ง หลังจากอามุนด์และไคลน์ร่อนลงบนเกาะแห่งหนึ่งในเขตปลอดภัย พวกมันเข้าถูกดึงเข้าสู่โลกความฝัน
ในหนนี้ทั้งสองปรากฏตัวด้านนอกประตูไม้สีดำที่มีลวดลายพิสดาร
อามุนด์ขยับแว่นที่ตาขวา ชักมือซ้ายออกจากกระเป๋า ทำการขโมยระยะห่างระหว่างจุดปัจจุบันกับของประตูอาราม
มันและไคลน์ย่างกรายออกจากประตูอารามไปพร้อมกัน เดินมาจนถึงริมหน้าผาฝั่งตรงข้ามวังราชาคนยักษ์ที่มีแสงสนธยาถูกแช่แข็ง
เดิมทีไคลน์คิดว่าอามุนด์จะทำตามขั้นตอนและท่องพระนามเต็มอันมีเกียรติของใครสักคน แต่อีกฝ่ายกลับยกมือขวาขึ้นมาดีดนิ้ว
ทะเลหมอกซึ่งแบ่งแยกยอดเขาทั้งสองลูกพลันเดือดพล่าน พวกมันแหวกออกเป็นสองฝั่งซ้ายขวา เผยให้เห็นช่องว่างอันมืดมิดและไร้ก้นบึ้ง
ภาพฉายของวังราชาคนยักษ์ฝั่งตรงข้ามทำการดูดกลืนแสงสนธยาทั้งหมด จากนั้นก็ยิงตรงมาด้านหน้าเพื่อเติมเต็มช่องว่าง
ส่งผลให้เกิดถนนสีส้มอมแดงพาดยาวระหว่างสองยอดเขาโดยมีฝั่งซ้ายและขวาเป็นทะเลหมอก
“ไปกันเถอะ” อามุนด์หัวเราะในลำคอ ท่ามกลางเสียงเสื้อผ้าสะบัดพลิ้ว มันกระโจนลงจากหน้าผา เหยียบลงบนทางเดินสนธยาด้านล่าง
ไคลน์มิอาจขัดขืน ทำได้เพียงกระโดดตามลงไป
เมื่อได้ยินคำตอบไคลน์ อามุนด์ยิ้มพลางส่ายหน้า และขณะกำลังเอื้อมมือไปเปิดประตู มันถามอย่างเป็นกันเอง
“เจ้าคิดนามเต็มอันมีเกียรติเช่นนี้ได้อย่างไร?”
“…จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับตัวเอง แต่ก็ต้องหลีกเลี่ยงการถูกระบุพิกัดโดยใช้การตอบสนองอัตโนมัติ จึงเหลือแค่ไม่กี่ชื่อที่เข้าข่าย” เมื่อตระหนักว่าตัวตนที่แท้จริงถูกเปิดเผย ไคลน์ตัดสินใจไม่ปิดบัง พลางหวังว่าบทสนทนาจะช่วยให้พบโอกาสรอด
ขณะเดียวกันสมองชายหนุ่มกำลังประมวลผลอย่างหนัก
เราถูกปรสิตยึดร่างในเชิงลึก หากมีความคิดที่สร้างโทษ อามุนด์จะสัมผัสถึงทันที…
วันนี้เป็นวันเสาร์ใกล้จะถึงวันจันทร์อีกครั้ง หากเดอะฟูลยกเลิกการชุมนุมโดยไม่แจ้งล่วงหน้า สมาชิกคงเกิดความตื่นตระหนก ประหม่า และสับสน ในบรรดาพวกเขาต้องมีใครสักคนที่พยายามอัญเชิญผู้ส่งสารเพื่อถามเหตุผล และเมื่อมิสผู้ส่งสารมาหาเรา เธอจะสังเกตเห็นอามุนด์และใช้ยันต์วันวานอีกครั้งเพื่อฟื้นฟูพลังกลับไปยังจุดสูงสุด เมื่อเทวทูตได้รับพลังคืนมา ก็มีโอกาสที่จะเอาชนะร่างโคลนอามุนด์…
สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเราในตอนนี้คือการอดทนและ ‘ยื้อชีวิต’ เป็นเวลาสองวัน!
หืม…ในเมื่ออามุนด์ยังขโมยชะตากรรมของเราไม่ได้ แล้วทำไมถึงพยายามเจรจาอย่างสันติ? เพราะไม่ว่ายังไง เจ้านี่ก็คงไม่อนุญาตให้เราเข้าสู่มิติหมอกเพื่อ ‘อนุญาต’ อยู่แล้วไม่ใช่หรือ? เพราะถ้าเป็นแบบนั้นจริง เราจะหลุดพ้นจากการถูกยึดร่างและสามารถโต้กลับอีกฝ่ายได้ด้วยพลังของปราสาทต้นกำเนิด…
หรือเพราะ ‘คำสัญญา’ คือตัวกระตุ้น ส่งผลให้ไม่จำเป็นต้องมีขั้นตอนหลังจากนั้น?
อามุนด์จงใจไม่พูดถึงมัน…
อย่างที่คิดหมอนั่นกำลังล่อลวงเรา!
ขณะไคลน์มองเห็นแสงสว่างและตัดสินใจจะยืดเวลาออกไปสองวัน อามุนด์ยังคงหมกมุ่นอยู่กับตามเต็มอันทรงเกียรติที่ไม่น่าจะมีมนุษย์หรือเทวทูตคนใดคิดออก
ขณะเดินนำออกจากห้อง มันเกาคางพลางกล่าว
“เจ้าเคยปกป้องละครและมายากลในเบ็คลันด์?”
เราเคยปกป้อง ‘นักตุกติก’ อยู่คนหนึ่ง…ไคลน์ที่มีแผนในใจ ยอมร่วมมือกับอีกฝ่ายมากขึ้น
“ผมเป็นนักมายากล และเคย ‘แสดงกล’ ในเบ็คลันด์หลายครั้ง”
อามุนด์ที่สวมแว่นพยักหน้ารับ
“ก็พอจะมีเหตุผล”
มันเดินออกจากห้องพักโรงแรมและลงบันไดออกไปยังถนน ไคลน์ตามไปไม่ห่างประหนึ่งคนรับใช้
เหลียวซ้ายแลขวาหนึ่งครั้ง อามุนด์จับกรอบแว่น ถอนหายใจพลางยิ้ม
“ช่างน่าเสียดาย”
“เสียดายอะไร?” ไคลน์ถามด้วยความสงสัย
ฉันโดนนายจับตัวแล้ว ยังมีอะไรให้ต้องเสียดาย?
อามุนด์กดหมวกผ้าไหมบนศีรษะ กล่าวโดยไม่หุบยิ้ม
“ลองเดาดูสิ…ถ้าเดาถูก ข้ายินดีช่วยให้เจ้ามีจุดจบที่ดีขึ้น”
ไคลน์ไม่เชื่อในคำสัญญาของอีกฝ่าย เพื่อไม่ให้ถูกปั่นหัวจนเผลอคายความลับ ชายหนุ่มเพียงส่ายหน้าและกล่าว
“เดาไม่ถูก”
“น่าเบื่อชะมัด” อามุนด์ตอบห้วน กำมือขวาแผ่วเบาพลางสัมผัสกับกรอบแว่น
ไม่ว่าจะเป็นคนเดินถนน ต้นไม้ข้างทาง นกกระจอกบนหลังคา หนูในโคลนตม และจุลินทรีย์ในอากาศ หนอนแมลงมายาจำนวนมหาศาลลอยกลับมาหาอามุนด์ราวกับละอองดวงดาว
ร่างโคลนบุตรแห่งเทพรายนี้ยกระดับตัวตนกลายเป็นเทวทูตทันที
สำหรับไคลน์มันยกมือซ้ายขึ้นพร้อมกับเปลี่ยนให้ถุงมือหนังมนุษย์โปร่งใส
นี่คือท่าเตรียมใช้เทเลพอร์ต
ในปัจจุบันจากบรรดาเครื่องแต่งกายทั้งหมดของไคลน์ มีเพียงยุบพองหิวโหยเท่านั้นที่เป็นของจริง ส่วนชิ้นอื่นถูกสร้างจากเลือดเนื้อด้วยพลังของผู้ไร้หน้า ไม่เว้นแม้แต่ถุงมืออีกข้าง
“…” เมื่อเห็นว่าเทเลพอร์ตเตรียมถูกใช้งาน ไคลน์ผงะก่อนจะโพล่งถาม
“ทำไมถึงไม่เทเลพอร์ตในห้อง?”
มันไม่ประหลาดใจเรื่องที่อามุนด์คิดจะพาตนออกจากเบ็คลันด์ เพราะมหานครแห่งนี้คือดินแดนที่แม้แต่ราชาเทวทูตก็ห้ามประมาท แต่ไคลน์ไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงต้องเปิดประตูห้อง เดินลงบันได และออกจากโรงแรมตามวิถีคนธรรมดา
ดวงตาหลังแว่นขาเดียวชำเลืองมาทางไคลน์ มุมปากขดขึ้นเล็กน้อย
“ข้าตอบไปแล้ว…น่าเสียดายที่เจ้าไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากพาลีส”
แม้บนใบหน้าของเทวทูตกาลเวลาจะเผยรอยยิ้มอย่างชัดเจน แต่ไคลน์กลับมิอาจสัมผัสถึงอารมณ์ใดในดวงตาอีกฝ่าย และนั่นทำให้บรรยากาศเย็นเยียบเหนือคำบรรยาย
ม…หมอนี่มั่นใจว่าเราใกล้ชิดกับพาลีสโซโรอาสเตอร์…เพราะการร่วมมือกันครั้งล่าสุด? ไม่สิ หยุดคิดเดี๋ยวนี้! ไคลน์พยายามเข้าฌานเพื่อควบคุมมิให้ความคิดฟุ้งซ่าน อามุนด์จะได้ขโมยไปไม่ได้
อามุนด์ชำเลืองคนเดินถนนด้วยสายตาไม่แยแส จากนั้นก็แหงนหน้ามองท้องฟ้าสีเทา
“ข้าคงต้องรอโอกาสถัดไป…สิ่งสำคัญในตอนนี้คือการพาเจ้าไปที่นั่น”
ขณะกล่าว ร่างของไคลน์และอามุนด์โปร่งใสพร้อมกับเลือนหายไปจากทางเข้าโรงแรม แต่คนรอบข้างกลับไม่ตระหนักถึงความผิดปรกติ
หลังจากผ่านโลกวิญญาณที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่ยากจะพรรณนาและสีสันอันฉูดฉาดซ้อนทับ ไคลน์กับอามุนด์ปรากฏตัวขึ้นกลางทะเล
ใต้ฝ่าเท้ามีรอยแยกขนาดมหึมา น้ำทะเลสีฟ้าครามถูกแยกออกจากกันและพรั่งพรูเข้าไปใน ‘ความมืด’ อันไร้ก้นบึ้งจนดูคล้ายกับน้ำตก แต่ไม่ว่าจะเติมเท่าไรก็ไม่มีทางเต็ม
ทางเข้าซากสมรภูมิแห่งเทพ
ไคลน์ครุ่นคิดสักพักก่อนจะถาม
“พวกเราจะไปดินแดนเทพทอดทิ้ง?”
‘น้ำตก’ อันงดงามสะท้อนอยู่บนกระจกแว่นของอามุนด์ มันพยักหน้าแผ่วเบาและตอบด้วยท่าทีเป็นกันเอง
“ถูกต้อง เมื่อพวกเราไปถึงที่นั่น แม้แต่ผู้ส่งสารของเจ้าก็คงมิอาจระบุตำแหน่งแม้จะมีการเชื่อมต่อทางพันธสัญญา”
อย่างที่คิดดินแดนเทพทอดทิ้งถูกตัดขาดจากโลกวิญญาณ สามารถเชื่อมต่อผ่านปราสาทต้นกำเนิดเท่านั้น…
…อามุนด์รู้แผนของเรา…แสงไฟแห่งความหวังในใจไคลน์ดับมอดทันที เหลือเพียงความจริงอันหนาวเหน็บ
สำหรับในตอนนี้ มันยังไม่พบวิธีเอาตัวรอดทางอื่น
อามุนด์ที่ลอยกลางอากาศพึมพำกับตัวเอง
“ถ้าสุสานของข้าในกรุงเบ็คลันด์ไม่ถูกโบสถ์จักรกลไอน้ำทำลาย เราสามารถใช้นรกเป็นสื่อกลางในการเดินทางอย่างสะดวกสบาย”
“…” ไคลน์ตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องคุย
“นรกเชื่อมต่อกับดินแดนเทพทอดทิ้ง?”
“เปล่า” อามุนด์ส่ายหน้าและกล่าวด้วยท่าทีผ่อนคลาย “แต่ข้าสามารถใช้คุณสมบัติพิเศษของมันเพื่อไปได้ทุกที่”
“ผมได้ยินมาว่าในนรกเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ดีนัก” ไตร่ตรองสักพัก ไคลน์ถามอย่างไม่มั่นใจ
อามุนด์เอียงคอพลางชำเลืองโดยไม่ปิดบังความประหลาดใจ
“เจ้าก็รู้สินะ”
“เคยคิดที่จะสำรวจน่ะ” ไคลน์ไม่สาธยายยืดยาว ด้วยเกรงว่าราชาเทวทูตเส้นทางนักจารกรรมจะล่วงรู้ว่าตนอ่านไดอารีโรซายล์
ทันใดนั้น อามุนด์หัวเราะ
“เจ้าอยากสำรวจนรก?”
“มีอะไรน่าขัน?” ไคลน์เองก็สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับนรก จึงถือโอกาสให้ความร่วมมือกับอามุนด์เพื่อรวบรวมข้อมูล
ทันทีที่สิ้นเสียง ชายหนุ่มผุดความคิดใหม่
อาศัยบทสนทนากับอามุนด์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เมื่อโอสถถูกย่อยมากขึ้น ย่อมมีโอกาสที่จะควบคุมปราสาทต้นกำเนิดได้มากขึ้น และนั่นอาจช่วยให้พลิกสถานการณ์
ทันทีที่กระแสความคิดดังกล่าวแล่นผ่าน ไคลน์รีบข่มสติเพื่อหยุดความคิดเอาไว้
อามุนด์หัวเราะและตอบ
“หากเจ้าไปเยือนนรก นั่นคงไม่ต่างอะไรกับการห่อของขวัญส่งให้คนที่ต้องการถึงที่”
“…ด้านมืดเอกภพ?” ไคลน์ผงะในตอนต้น จากนั้นก็ลองคาดเดา
อามุนด์ผงกศีรษะ
“เขาคือเทพบรรพกาลเพียงองค์เดียวที่ยังมีชีวิตรอด…ราชาปีศาจฟาโบธี…สำหรับตอนนี้…หึหึ”
ยังไม่ทันพูดจบ อามุนด์กระโจนลงไปยังช่องว่างขนาดใหญ่โดยอาศัยสายลมพัดพา
ไคลน์ที่สูญเสียลมหนุน ร่วงหล่นลงไปไม่ต่างกัน
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ กระแสน้ำพุ่งขึ้นเหมือนน้ำพุ โยนชายหนุ่มและอามุนด์ไปยังอีกฟากหนึ่ง
ทันทีที่ย่างกรายเข้ามาในซากสมรภูมิแห่งเทพ ไคลน์เผชิญกับแสงแดดเจิดจ้า โสตประสาทได้ยินเสียงเพรียกอันบ้าคลั่ง
ความรู้สึกคล้ายกับถูกเข็มเล่มเล็กแทงผ่านแก้วหูและเจาะเข้าไปในเนื้อสมอง สร้างความเจ็บปวดแสนสาหัสในทุกรูขุมขน
หนอนวิญญาณที่เกิดจากร่างสัตว์ในตำนานเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ราวกับพวกมันกำลังสร้างจิตใต้สำนึกชั่วร้ายใหม่ที่ไม่ใช่ของตน
เสียงเพรียกจากพระผู้สร้างแท้จริง!
ไคลน์เกือบเอาตัวไม่รอด และคงทนได้อีกไม่นาน มันมิอาจย่างกรายเข้าไปในซากสมรภูมิแห่งเทพได้มากกว่านี้
ขณะเดียวกันมันพบว่าแว่นขาเดียวบนดวงตาขวาของอามุนด์ทำการดูดกลืนแสงทั้งหมด ผิวกระจกกลายเป็นสีขาวสว่างจ้า
จากนั้นความมืดเข้าครอบงำท้องฟ้า
อามุนด์ทำการขโมย ‘กลางวัน’ ของซากสมรภูมิเทพ!
ท่ามกลางความมืด ร่างโคลนเทวทูตกาลเวลาพาไคลน์ไปยังเกาะแห่งหนึ่งและปล่อยให้ชายหนุ่มนอนหลับบนเสาหิน
เพียงไม่นาน ไคลน์เข้ามาในโลกแห่งความฝันสีเทา ได้พบกับอารามสีดำและภาพฉายของวังราชาคนยักษ์ฝั่งตรงข้ามหน้าผา
อามุนด์ซึ่งแต่งกายด้วยหมวกผ้าไหมสีดำและแว่นตาผลึกแก้ว ปรากฏตัวข้างชายหนุ่มพร้อมกับยิ้มอย่างผ่อนคลาย ชี้ไปทางภาพฉายวังราชาคนยักษ์ที่ถูกแช่แข็งท่ามกลางแสงสนธยา
“ที่นั่นมีทางเข้าดินแดนเทพทอดทิ้ง”
ไคลน์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะตั้งข้อสงสัย
“ไม่ใช่ว่าการเปิดประตูทางเข้า ต้องทำโดยการแล่นเรือไปยังตำแหน่งที่เฉพาะเจาะจง และเข้าสู่ความฝันจากที่นั่นหรอกหรือ?”
มันพบแสงแห่งความหวังอีกครั้ง เพราะถ้าอามุนด์ต้องเสียเวลาราวหนึ่งถึงสองสัปดาห์ภายในซากสมรภูมิแห่งเทพ นั่นจะเป็นเรื่องที่ดี
“ใช่” อามุนด์ไม่ปฏิเสธ ตามด้วยกล่าวอย่างผ่อนคลาย “หากต้องการเปิดประตูทางเข้า สิ่งสำคัญคือการแล่นเรือไปยังใจกลางทะเลแห่งนี้ ซึ่งนั่นอาจใช้เวลามากกว่าหนึ่งเดือน และระหว่างทางจะเต็มไปด้วยอันตรายที่ตัวเจ้าในปัจจุบันทนไม่ไหว…แต่กับข้าไม่จำเป็นต้องใช้วิธีดังกล่าว”
“เพราะคุณคือทายาทพระผู้สร้าง?” ไคลน์คาดเดาด้วยความระมัดระวัง
“เปล่า” อามุนด์ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า หันหลังและเดินไปทางบานประตูของอารามสีดำ “ภายในดินแดนอันแสนวุ่นวายแห่งนี้ กฎระเบียบซึ่งคอยควบคุมสถานที่ย่อมไม่ปรกติ และมีช่องโหว่ให้ข้าฉกฉวยมากมาย”
เทวทูตกาลเวลาเดินตรงไป ขณะเดียวกันก็ชำเลืองกลับมาหาไคลน์
“ลำดับศูนย์ของเส้นทางนักจารกรรมมีชื่อที่เป็นนามธรรมว่า…ข้อผิดพลาด…เป็นชื่อที่บิดาของข้าตั้งขึ้น ครั้งหนึ่งท่านเคยนิยามมันด้วยคำประหลาดที่ข้าไม่เคยได้ยินต้นตอ”
“คำประหลาด?”
“บั๊ก”
“…!”
“ความหมายก็คือ…ร่างอวตารของข้อผิดพลาดทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นม้าไม้ชะตากรรม หนอนกาลเวลา และช่องโหว่แห่งกฎเกณฑ์”
…………………………
ย่านสะพานเบ็คลันด์ ภายในโรงแรม
นอกจากความคิดที่ยังเป็นของตัวเอง ไคลน์มิอาจควบคุมสิ่งอื่นได้อีก แม้กระทั่งดวงตาตัวเอง
มันชัดเจนมากว่านี่คงเป็น ‘ปรสิต’ ในเชิงลึก
ในสถานะดังกล่าว ชายหนุ่มทำได้เพียงมองตรงอย่างสิ้นหวัง เห็นเอ็นยูนกลายร่างเป็นอามุนด์ตามปรกติ อีกฝ่ายเผยรอยยิ้มมุมปากพลางเดินทวนเข็มนาฬิกาและกระซิบเป็นภาษาจีนกลาง
“เซียนราชันฟ้าดินประทานโชค”
…อีกฝ่ายขโมยความคิดเรา หรือว่าความสามารถในการพูดจีน…น่าจะเป็นอย่างแรก ไม่อย่างนั้นคงไม่รู้จักพิธีกรรม…ไคลน์ตกตะลึงสุดขีด แต่รูม่านตามิอาจเบิกกว้างไปกว่าเดิม ภายในใจกำลังกังวลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
คล้ายกับอามุนด์ที่สวมแว่นตาขาเดียวสัมผัสถึงอารมณ์ของชายหนุ่ม มันชำเลืองมาทางด้านข้างเล็กน้อย แสยะยิ้มพลางก้าวทวนเข็มนาฬิกาอีกครั้งและเปล่งเสียงภาษาจีน
“เทพสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค”
หลังจากนั้นผู้เย้ยเทพยังคงประกอบพิธีกรรมด้วยความชำนาญ ทุกย่างก้าว ทุกการท่องคาถาล้วนบีบหัวใจไคลน์ให้จมลงในบึงอันมืดมิด ราวกับว่าจะไม่ได้เห็นแสงสว่างอีกเลย
“…จักรพรรดิสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค”
เมื่ออามุนด์ทำตามขั้นตอนสุดท้ายพลางท่องคาถา หมอกสีเทาไร้ขอบเขตพลันปรากฏขึ้นตรงหน้าไคลน์พร้อมกับคำสวดวิงวอน
โดยไม่ต้องได้ยินชัด สัมผัสวิญญาณช่วยบอกกับไคลน์ว่ามันหมายถึงสิ่งใด:
หลังจากเลื่อนลำดับเป็นปราชญ์โบราณ มันสามารถควบคุมปราสาทต้นกำเนิดได้ในระดับหนึ่ง หมายความว่าถึงจะมีคนอื่นสามารถประกอบพิธีกรรมอย่างถูกต้องพร้อมกับท่องคาถา แต่ก็ต้องได้รับอนุญาตจากไคลน์ก่อนหากต้องการเข้ามาในมิติหมอกสีเทา!
ขอปฏิเสธ! ไคลน์ยินดีปรีดาด้วยความคิดที่ชัดเจน
แต่ขณะผุดความคิดดังกล่าว มันหลงลืมไปในทันทีและเอาแต่ยืนนิ่งในตำแหน่งเดิมประหนึ่งรูปปั้นหินแกะสลัก
เจตนาที่ต้องการปฏิเสธ ถูกอามุนด์ขโมยไป
“…” ไคลน์กลับมาสิ้นหวังอีกครั้ง แต่พบว่าสายหมอกสีเทาเบื้องหน้าและคำสวดวิงวอนข้างหูกลับยังไม่เลือนหายไป
“…” ชายหนุ่มตกใจในตอนต้น ก่อนจะเริ่มตระหนักว่าเกิดอะไรขึ้น
เข้าใจแล้ว! วิธีที่เดียวที่จะอนุญาตให้อามุนด์เข้าไปได้ คือการที่เราต้องตอบสนองด้วยตัวเองบนมิติหมอก! ไม่มีตัวเลือกพื้นฐาน!
ความคิดดังกล่าวเป็นเหมือนกับฟางเส้นสุดท้าย ไคลน์คว้ามันไว้โดยไม่ลังเล ด้วยเกรงว่าตนจะจมลงไปในบึงเย็นเยียบอย่างเงียบงันโดยที่ไม่มีใครได้ยินเสียงตะโกน
แม้ว่าไคลน์จะยังไม่ทราบวิธีใช้ประโยชน์จากเรื่องดังกล่าว แต่สัญชาตญาณบ่งบอกว่า ความหวังและทางรอดอันริบหรี่อาจซ่อนอยู่ในนั้น
ขณะเดียวกันอามุนด์เลิกพฤติกรรมและหันมาทางไคลน์
เห็นได้ชัดว่ามันจนปัญญาจะเข้าไปในปราสาทต้นกำเนิด
เทวทูตกาลเวลาขยับแว่นตาขาเดียว แสยะยิ้มหน้านิ่ง
“เรียนมิสเตอร์ฟูล แนวคิดในการช่วยเหลือตัวเองของคุณน่าสนใจมาก”
อามุนด์ใช้ภาษาโลเอ็นตามปรกติ แต่ราวกับทุกคำสามารถระดมพลังธรรมชาติ ส่งผลให้เกิดการ ‘ระเบิด’ ภายในใจไคลน์หลายระลอก
มันแน่ใจได้ยังไงว่าเราคือเดอะฟูล ไม่ใช่ข้ารับใช้ของเดอะฟูล…ร่างกายและจิตใจไคลน์กลับมาสงบสติ ความหวังที่เพิ่งโผล่พ้นน้ำ จมกลับลงไปในบึงอีกครั้ง
“ข้าแน่ใจได้อย่างไร?” อามุนด์ส่ายหน้าเล็กน้อย ดึงเก้าอี้ออกมานั่งพร้อมกับชี้ไปยังเก้าอี้กลมอีกฝั่ง “เชิญนั่ง”
ทันทีที่สิ้นเสียง ไคลน์ก้าวไปข้างหน้าอย่างมิอาจควบคุมและนั่งลงบนเก้าอี้กลม
อามุนด์มองไปรอบห้อง ยกมือขึ้นหยิบหมวกผ้าไหมสีดำของไคลน์ไปสวมเอง จากนั้นก็กล่าวพลางยิ้ม
“คิดจริงหรือว่าข้าจะไม่รู้เรื่องที่พิธีกรรมจะล้มเหลว? ปราสาทต้นกำเนิดเพิ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ไม่นาน ข้าจะลืมเรื่องนี้ได้ยังไง…ข้าเพียงต้องการตรวจสอบท่าทีตอบสนองของเจ้า และความสิ้นหวังกับการตอบปฏิเสธโดยสัญชาตญาณที่เจ้าแสดงออก นับว่าน่าสนใจมากทีเดียว…หากเจ้าไม่ใช่คนที่เรียกตัวเองว่าเดอะฟูล แล้วจะมีความคิดในทำนองดังกล่าวได้อย่างไร? เรียนมิสเตอร์ฟูล ข้าพูดถูกใช่ไหม”
ขณะถามยอกย้อนสี่คำถาม สีหน้าของมันค่อนข้างกรุ้มกริ่ม ประหนึ่งพรานเฒ่ากำลังไล่จับหางจิ้งจอก
…เราถูกต้มจนเปื่อย…ไคลน์ตระหนักได้ทันทีว่าทำไมอามุนด์ถึงไม่แสดงความผิดหวัง
มันต้องการโต้แย้งตามสัญชาตญาณ แต่หลังจากนึกทบทวน มันเปิดปากกล่าวออกไปอย่างใจเย็น
“ฆ่าผมเถอะ”
เห…เราพูดได้แล้ว? ไคลน์ลองขยับร่างกาย แต่ก็ไม่ได้ผล
วินาทีถัดมา มันเตรียมท่องพระนามเต็มอันมีเกียรติของเทพธิดารัตติกาล แต่ความคิดดังกล่าวก็หายไปในทันที
ผู้เย้ยเทพอามุนด์ขยับแว่นตาข้างขวา กล่าวโดยรักษาความกระตือรือร้น
“เพื่อที่เจ้าจะได้คืนชีพภายในปราสาทต้นกำเนิด?”
…ยิ่งพูดกับหมอนี่ เราก็ยิ่งทำผิดพลาด…ไคลน์ปิดปากสนิทและไม่คิดจะกล่าวสิ่งใดอีก
เห็นเช่นนั้น อามุนด์ยิ้มพลางส่ายหน้า
“ไม่ต้องกังวลไปนัก อันที่จริง พวกเราไม่เคยบาดหมางกันรุนแรง”
หือ…ไคลน์ที่นั่งบนเก้าอี้กลม ผงะเล็กน้อย แต่มิได้ตอบสนองสิ่งใด
อามุนด์โน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย มองเข้าไปในดวงตาชายหนุ่ม กล่าวพลางยิ้ม
“ความขัดแย้งเพียงหนึ่งเดียวของเราคือปราสาทต้นกำเนิด…แต่เจ้าต้องการแบกรับชะตากรรมนั้นจริงหรือ? ไม่กังวลว่าเจ้าของปราสาทต้นกำเนิดคนเดิมจะคืนชีพในร่างบ้างหรือ?”
“…” นี่ก็เป็นประเด็นที่ไคลน์สนใจ แต่มันตอบสนองไม่ถูกไปสักพัก
อามุนด์บีบแว่นตาผลึกแก้ว โดยไม่รอคำตอบจากไคลน์ มันกล่าวพลางยิ้ม
“ขอเพียงเจ้ามอบปราสาทต้นกำเนิดให้ข้า ปัญหาทุกอย่างก็จะคลี่คลาย…เมื่อถึงตอนนั้น ไม่ว่าเจ้าของเดิมของปราสาทต้นกำเนิดจะคืนชีพในร่างกายได้หรือไม่ และไม่ว่าเจ้าของปราสาทจะต้องแบกรับชะตากรรมที่ยิ่งใหญ่เพียงใด คนที่กังวลจะไม่ใช่เจ้า แต่เป็นข้า…นอกจากนั้น ปัญหาเกี่ยวกับ ‘ประตู’ และการไล่ล่าจากซาราธน้อย รวมถึงของขวัญจากรัตติกาล และแผนการในอนาคตของพี่ชายขี้ระแวงของข้า ทั้งหมดจะถูกโอนถ่ายจากเจ้ามายังข้าแทน…เจ้าจะเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านี้และใช้ชีวิตในฐานะผู้วิเศษลำดับสามต่อไป…อา…และเหนือสิ่งอื่นใด ทำไมข้าต้องฆ่าเจ้า? มีเหตุผลใดที่ข้าต้องสังหารลำดับ สาม? ต่อให้ทำไปเพื่อชิงตะกอนพลัง แต่ลำดับสามก็ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นอะไรนัก เหยื่อของข้ามีเพียงพาลีส ซาราธน้อย และ ‘ประตู’ ส่วนที่เหลือล้วนขึ้นอยู่กับอารมณ์…สำหรับองค์กรที่เจ้าก่อตั้ง ข้าจะช่วยอนุรักษ์ไว้ให้ เพราะนั่นฟังดูน่าสนใจไม่น้อย…หรือถ้าเจ้าคิดว่าราคาเท่านี้ยังไม่เพียงพอ ข้ายินดีให้เจ้ากลายเป็นข้ารับใช้…หึหึ ไม่ใช่ว่าเจ้าให้มิสเตอร์ฟูลสวมรอยเป็นเทวทูตกาลเวลา อามุนด์ ต่อหน้าชาวเมืองเงินพิสุทธิ์หรอกหรือ? ข้าสามารถทำให้เป็นจริงได้ และพร้อมจะนำทางพวกเขาออกจากดินแดนเทพทอดทิ้งมาพบแสงสว่างภายนอก…และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เจ้าจะมีโอกาสได้เลื่อนเป็นเทวทูตลำดับสอง”
…ร้ายกาจ…คำพูดเหล่านี้ขจัดความกังวลและยากลำบากในใจเราทั้งหมด เหลือเพียงเรื่องดี ๆ ที่น่าฟัง…ไคลน์ซึ่งไม่เคยปรารถนาจะเป็นเทพและไม่สนใจการครอบครองปราสาทต้นกำเนิดมากนัก จิตใจเริ่มถูกสั่นคลอน หากไม่ทราบมาก่อนว่าอามุนด์เป็นจอมหลอกลวง มันคงตอบตกลงในทันที แต่ในท้ายที่สุด ชายหนุ่มทำได้เพียงตอบเสียงเรียบ
“ฆ่าผมเถอะ”
“เจ้าพูดเป็นอยู่คำเดียวหรือ” อามุนด์มิได้โกรธ เพียงจ้องมองด้วยความสนใจ
สำหรับมันเรื่องนี้ถือว่าน่าสนุก เพราะมีโอกาสสูงที่จะเผชิญอุปสรรคกลางคัน แต่นั่นจะยิ่งทำให้ความสำเร็จดูยิ่งใหญ่และอิ่มเอมใจมากขึ้น
เรากลายเป็นระบบตอบรับไร้หัวใจไปแล้ว…ไคลน์ใช้การรำพันติดตลกเพื่อบรรเทาความเครียดและสิ้นหวังในใจ ก่อนจะถามกลับ
“คุณรู้ได้ยังไงว่าเมืองเงินพิสุทธิ์คิดว่าเดอะฟูลเป็นคุณ”
มันไม่กล้าถามไปตามตรงว่า มั่นใจได้อย่างไรว่าชาวเมืองเงินพิสุทธิ์มิได้มองเดอะฟูลเป็นเทพที่อามุนด์คอยรับใช้ แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเงียบ ด้วยเกรงว่าจะเป็นการยั่วยุอีกฝ่าย
แน่นอนหากอามุนด์เป็นพวกสติแตกหลังจากถูกยั่วยุ ไคลน์คงลองเสี่ยงดู เพราะชายหนุ่มเชื่อว่า ตัวมันในปัจจุบันมีโอกาสที่จะคืนชีพบนปราสาทต้นกำเนิดหลังจากเสียชีวิต แต่น่าเสียดายที่อามุนด์ไม่ใช่ราชาเทวทูตจากเส้นทางวายุ แต่เป็น ‘เทพแห่งการหลอกลวง’ ที่เคยทำให้เทพแท้จริงปวดหัวมาแล้วในยุคสมัยที่สี่
อามุนด์แสยะยิ้ม
“เจ้าคิดจริงหรือว่าข้ามีร่างโคลนในเมืองเงินพิสุทธิ์แค่สอง? นับตั้งแต่เจ้าและแฮงแมนเข้ามาแทรกแซง ข้าก็เฝ้ามองอย่างตื่นเต้นมาตลอด”
…ในเมืองเงินพิสุทธิ์ยังเหลือร่างโคลนของอามุนด์…ใครกันที่ตกเป็นเหยื่อ…แต่ไม่ใช่ทีมสำรวจวังราชาคนยักษ์แน่นอน เรื่องนี้เรายืนยันได้…จิตไคลน์เริ่มตึงเครียด แต่ก็เชื่อว่ามีโอกาสเป็นไปได้ เพราะเลียวนาร์ดเคยบอกว่า หากเห็นหนึ่งอามุนด์ แปลว่ายังมีอามุนด์ซ่อนอยู่อีกกลุ่มหนึ่ง และไม่ใช่แค่สองหรือสาม
โดยไม่มัวคิดมาก ไคลน์พยายามเปิดโอกาสให้ตัวเอง
“คุณไม่กล้าขโมยชะตากรรมของผมในทันที เพราะปัจจุบันยังแบกรับมันไม่ไหว?”
อามุนด์พยักหน้าเยือกเย็นและตอบ
“ถูกต้อง นั่นคือเหตุผลที่ข้าเจรจาอย่างสันติ…แต่ในเมื่อเจ้าปฏิเสธ ทางเลือกเดียวคือการพาไปพบร่างต้นของข้า ไปยังสถานที่ซึ่งมีความปลอดภัยมากเพียงพอ จึงค่อยขโมยชะตากรรมของเจ้า…เมื่อถึงตอนนั้น จุดจบของเจ้าอาจไม่ดีเหมือนที่ข้าเล่าให้ฟัง”
ขณะกล่าวชายผมดำ ดวงตาสีเข้ม หน้าผากกว้างและหน้าเรียว บรรจงลุกขึ้นยืนและเดินไปทางประตู จากนั้น ไคลน์ยืนขึ้นและเดินตามหลังไปอย่างว่าง่ายประหนึ่งหุ่นกระบอก
ขณะเปิดประตู คล้ายกับอามุนด์ฉุกคิดคำถามใหม่ จึงใช้มือจับแว่นตาและมองกลับไปทางไคลน์
“นามเต็มอันมีเกียรติวรรคที่สี่ของปราชญ์โบราณอย่างเจ้าคืออะไร?”
ในเชิงศาสตร์เร้นลับ นามเต็มที่มีเกียรติซึ่งสอดคล้องกับตัวตนลึกลับนั้นมิได้เข้มงวดมากนัก ขอเพียงตีกรอบให้แคบลงจนไม่กำกวม และยังอยู่ในรูปแบบที่ถูกต้องเหมาะสม คำนิยามบางอย่างก็สามารถบ่งชี้ไปยังเป้าหมายที่สอดคล้องกันได้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม คนที่ศึกษาศาสตร์เร้นลับจนถึงระดับหนึ่ง สามารถสุ่มเอ่ยนามเต็มของตัวตนลึกลับและมีการตอบสนอง
แต่แน่นอนหากไม่ใช่นามเต็มที่ตัวตนลึกลับดังกล่าวมอบให้โดยตรง ระบบ ‘ตอบรับอัตโนมัติ’ ก็จะไม่ทำงาน และคำตอบจะขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของตัวตนลึกลับเพียงอย่างเดียว
ก่อนหน้านี้อามุนด์อาศัยความเข้าใจเกี่ยวกับปราชญ์โบราณและเกอร์มันสแปร์โรว์เพื่อวิเคราะห์นามเต็มของเกอร์มันสแปร์โรว์ผ่านพลังพิเศษของนักถอดรหัสลำดับเจ็ด แห่งเส้นทางนักจารกรรม แต่ถึงอย่างนั้นมันกลับยังไม่กล้าสวดวิงวอนเพื่อใช้ ‘ระบบตอบรับอัตโนมัติ’ สร้างการเชื่อมต่อและระบุพิกัดของเป้าหมาย เพราะสัญชาตญาณของมันแจ้งเตือนว่ามีปัญหาเกี่ยวกับวรรคที่สี่ และผลจะออกมาล้มเหลว
นามเต็มวรรคที่สี่ของตนผุดขึ้นในหัวตามสัญชาตญาณ แต่ไคลน์ไม่คิดจะบอกอีกฝ่าย
ทันใดนั้น อามุนด์เปิดปากพูดในสิ่งที่ชายหนุ่มคิด
“ผู้พิทักษ์ละครและมายากลแห่งเบ็คลันด์…”
เทวทูตกาลเวลาและผู้เย้ยเทพรายนี้นิ่งเงียบไปหลายวินาที
จากนั้นมันหัวเราะอย่างมีความสุข
เมื่อหัวเราะเห็นก็ใช้มือจับกรอบแว่นตาพลางฉีกยิ้ม
“ว่ากันตามตรง ทั้งหมดฟังดูน่าสนใจมาก…เจ้าไม่สนใจจะเป็นข้ารับใช้ของข้าจริงหรือ?”
ไคลน์เปิดปากพูดคำเดิม
“ฆ่าผมเถอะ”
…………………………
แม้ว่าในโถงแห่งความจริงจะไม่มีสิ่งที่เรียกว่าอุณหภูมิ แต่ไคลน์กลับรู้สึกเย็นเยียบและร้อนรน ต้องการจะโต้แย้งสักสองสามคำ แต่สุดท้ายกลับทำได้เพียงปิดปากเงียบ
จ้องมองไปทางอาดัมโดยไม่กล่าวคำใดสักพัก จนกระทั่งภาพของตนสะท้อนบนกระจกตากระจ่างใสของอาดัม ไคลน์ตอบอย่างยากลำบาก
“ผมยอมรับ…แต่ก็จะพยายามทุกวิถีทางเพื่อลดความเสียหายที่เกิดจากสงคราม…ตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่”
มันเว้นวรรค ก่อนจะถามด้วยเสียงหนักแน่น
“นี่คือราคาที่ผมต้องจ่าย เพื่อตอบแทนของขวัญที่คุณเคยมอบให้? หลังจากที่นักบวชสักคนเอ่ยนามคุณภายในหนังสือ คุณก็แอบจัดแจงทุกสิ่งอย่างเป็นความลับ?”
อาดัมซึ่งแต่งกายในชุดคลุมสีขาวเงียบง่าย ยังไม่มอบคำตอบในทันที เพียงเดินไปทางจิตรกรรมฝาผนังฝั่งซ้ายมือและหยุดลงหน้าภาพหนึ่ง เงยหน้าขึ้นและเฝ้ามองด้วยสายตาเชยชม
บนภาพดังกล่าว หนังสือที่เย็บติดกันด้วยกระดาษหนัง ลอยสูงขึ้นไปเหนือก้อนเมฆ ผ่านท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว จนกระทั่งตกลงบนอุ้งเท้าขนาดใหญ่ของสิ่งมีชีวิตบางประเภท
พิจารณาอยู่สักพัก อาดัมกล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“เจ้ากลับไปได้”
ไคลน์รู้สึกราวกับถูกปฏิเสธโดยโถงแห่งความจริง เมืองแห่งปาฏิหาริย์ และทะเลห้วงจิตรวมของโลกหนังสือ ร่างกายลอยขึ้นและพุ่งออกจากพื้นที่ดังกล่าว
ระหว่างนั้น มันเห็นอาดัมเดินกลับไปยังม้านั่งสีดำแถวหน้าสุด ถือไม้กางเขนสีเงินในสภาพหลับตา สวดวิงวอนอย่างเคร่งขรึมต่อหน้าร่างมายาขนาดมหึมา
ด้านนอกทะเลห้วงจิตรวม บานประตูมายาปรากฏตัวอย่างเงียบงันกลางอากาศ ปลายทางคือโลกภายนอก
โลกภายในหนังสือเริ่มปฏิเสธไคลน์และ ‘ขับ’ ชายหนุ่มออกจากประตู
ทันใดนั้น ไคลน์กลับมายังโลกแห่งความจริง รอบตัวเต็มไปด้วยสายหมอกสีเทาอ่อน เป็นจังหวะก่อนจะเข้าไปหลบในช่องว่างประวัติศาสตร์
จุดที่แตกต่างจากอดีตก็คือ มันมิได้ถูกกักขังภายในวังวนหนอนแมลงสีใส สำหรับหนวดรยางค์ล่องหนที่ดูลื่น พวกมันรัดพันการเดินทางของกรอซายแผ่วเบาจนกระทั่งหายไปในความว่างเปล่า
โดยไม่มัวอาลัยอาวรณ์กับการสูญเสีย ไคลน์ตัดสินใจทำตามสัญชาตญาณทันที
มันกระโดดไปลงในสายหมอกสีเทาฝั่งตรงข้าม ซ่อนตัวอยู่ในจุดอับแสง หนึ่งในช่องว่างของประวัติศาสตร์
วินาทีถัดมา ไคลน์นึกเสียใจในสิ่งที่ตนเลือก เพราะหนวดรยางค์อันน่าสะพรึงของซาราธยังคงแผ่ขยายไปทั่วสายหมอกสีเทา และหนอนโปร่งใสจำนวนมากก็เลิกรวมตัวกันเป็นวังวน แต่ทั้งหมดพรั่งพรูเข้าหาชายหนุ่มด้วยความเร็วสูง
ซาราธสามารถต่อสู้ภายในช่องว่างประวัติศาสตร์!
นี่คือความเหนือกว่าของผู้วิเศษลำดับสูงในเส้นทางเดียวกัน
ศัตรูตัวฉกาจที่สุดของนักทำนาย คือนักทำนายที่มีลำดับสูงกว่า
ไคลน์ไม่ลังเลอีกต่อไป เฉกเช่นตอนที่ดื่มโอสถเพื่อเลื่อนลำดับ มันรีบ ‘วิ่ง’ ท่ามกลางจุดแสง พยายามสำรวจเข้าไปในส่วนลึกของสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์
ฉากแล้วฉากเล่าแล่นผ่านการมองเห็น มีทั้งภาพสุสานลับพังทลาย เบ็คลันด์ถูกโจมตีทางอากาศ และโศกนาฏกรรมมหาหมอกควัน แต่สัมผัสวิญญาณที่คอยเตือนอันตรายให้ไคลน์ ไม่เพียงจะไม่บรรเทาลง กลับยิ่งทวีความเข้มข้นมากกว่าเก่า
มัน ‘เห็น’ เงาดำหนาทึบขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นทีละนิดและเริ่มครอบงำตน
นี่คือกระแสการถาโถมของหนอนแมลงโปร่งใสและหนวดรยางค์ล่องหน!
ไคลน์เผ่นหนีอย่างสิ้นหวัง พลางเอ่ยพระนามเต็มอันมีเกียรติของเทพธิดารัตติกาลอย่างต่อเนื่องเป็นภาษาคนยักษ์ หวังพึ่งพาความช่วยเหลือจากพระองค์ เพราะนี่เป็นสิ่งเดียวที่มันทำได้ และอีกฝ่ายคือตัวตนเดียวที่สามารถช่วยเหลือ
แน่นอนหากมันรู้จักนามเต็มอันทรงเกียรติของอามุนด์ คงพยายามดึงผู้เย้ยเทพรายนี้เข้ามาเอี่ยว
มีเพียงทำให้สถานการณ์วุ่นวายถึงขีดสุด ประตูแห่งทางรอดจึงจะเปิดออก
ฉากแล้วฉากเล่าแล่นผ่านสายตาชายหนุ่ม โรซายล์สถาปนาตัวเองเป็นจักรพรรดิ ยุคปฏิวัติเครื่องจักรไอน้ำ ศึกตระบัดสัตย์ และสงครามกุหลาบขาว ไคลน์ตระหนักได้ว่าเงาดำปกคลุมร่างกายตนมากขึ้นทุกที สติเลือนรางลงราวกับกำลังถูกควบคุมด้ายวิญญาณ
ทันใดนั้น สุนัขแห่งฟัลกริมวิ่งออกมาจากจุดต่าง ๆ ของสายหมอกสีเทาอ่อน
ร่างกายพวกมันปกคลุมด้วยขนสั้นเกรียนสีดำสนิท เบ้าตาเป็นเปลวเพลิงลุกไหม้ มุมปากยาวไปถึงท้ายทอย
กลุ่มสัตว์ประหลาด ‘ผู้พิทักษ์แห่งปราสาทต้นกำเนิด’ วิ่งผ่านไคลน์และไล่ล่าบางสิ่งด้านหลัง
สติไคลน์ฟื้นคืนกลับมาทันที
บัดซบ! มันสบถกับตัวเองด้วยดวงตาแดงก่ำและพร่ามัว ขณะเดียวกันก็ยังคง ‘เผ่น’ จากยุคสมัยที่ห้าไปจนถึงยุคสมัยที่สี่ และถึงยุคสมัยที่สาม
เงาดำขนาดใหญ่ซึ่งดูคล้ายกระแสน้ำชะงักงันไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ถาโถมเข้าใส่ไคลน์ต่อราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ท่วมท้นช่องว่างประวัติศาสตร์ที่ชายหนุ่มวิ่งผ่านมา
ไคลน์ไม่หวงแหนพลังวิญญาณ ท่ามกลางสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ มันวิ่งสุดแรงเกิดด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่มี อาศัยแสงไฟที่ตัวเองเคยจุดขึ้นคอยนำทาง มุ่งหน้าจากยุคสมัยที่สามไปจนถึงยุคสมัยที่สอง จนกระทั่งมาถึงจุดแสงอันอ้างว้างแห่งเดียวในยุคสมัยที่หนึ่ง เป็นภาพของป่าเสื่อมโทรมและหลุมศพขนาดเท่ามนุษย์
ประวัติศาสตร์เมื่อครั้งราชาคนยักษ์ เออเมียร์ฝังพ่อและแม่
สำหรับ ‘กระแสเงาดำ’ ของซาราธ คล้ายกับพวกมันยังไม่เข้าใจอดีตเหล่านี้ดีพอ จึงเลิกเล่นตามตั้งแต่ตอนไหนก็มิอาจทราบได้
ถึงตรงนี้ พลังวิญญาณไคลน์ใกล้เหือดแห้งเต็มที และภายในสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ ชายหนุ่มทำได้เพียงยืมพลังจาก ‘ตัวเอง’ ที่อยู่บนเส้นเวลาปัจจุบัน และเห็นได้ชัดว่ามันไม่มีตัวตนอยู่ในยุคสมัยนี้
และเมื่อพลังวิญญาณแห้งเหือด ไคลน์จะถูกขับออกจากสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์และกลับสู่โลกความจริง เมื่อถึงตอนนั้น มันจะต้องเผชิญหน้ากับซาราธอีกครั้ง
ฟู่ว…ไคลน์ถอนหายใจยาว นำนกกระเรียนกระดาษอีกตัวออกมาพร้อมกับดีดนิ้วจุดไฟ
ทว่าหลังจากรอคอยนานหลายวินาที อสรพิษแห่งชะตากลับมิได้ปรากฏกาย
ในช่องว่างประวัติศาสตร์ เราใช้นกกระเรียนกระดาษติดต่อกับวิลตามปรกติไม่ได้…ทำไมอามุนด์ถึงไม่ปรากฏตัวสักที…ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์ตัดสินใจท่องพระนามเต็มเป็นภาษาคนยักษ์
“เทพธิดารัตติกาลผู้สูงสง่ายิ่งกว่าดวงดารา ผู้ยั่งยืนยิ่งกว่านิรันดร์ พระองค์ผู้เป็นสตรีสีชาด มารดาแห่งความลับ จักรพรรดินีแห่งเคราะห์กรรมและนายหญิงแห่งความสุขสงบ…”
ผ่านไปสักพัก ไคลน์ผุดแนวคิดใหม่ จึงรีบออกจากสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์และกลับสู่โลกจริงโดยไม่ลังเล
ทันทีที่ปรากฏกาย ด้ายวิญญาณของชายหนุ่มพลันลอยไปในอากาศพร้อมกับถูกหนวดรยางค์ล่องหนจับไว้
ที่ฝั่งตรงข้าม อีกร่างหนึ่งโผล่ออกมาในเวลาไล่เลี่ย
เป็นมาดามอาเรียนน่า หัวหน้านักบวชแห่งรัตติกาลที่มีฝ่าเท้าเปลือยเปล่า
จากพลังในปัจจุบันของไคลน์ ภาพฉายทางประวัติศาสตร์ระดับเทวทูตที่อัญเชิญออกมาน่าจะสลายไปหมดแล้ว ดังนั้นอาเรียนน่าที่กำลังเห็นจึงต้องเป็นตัวจริงอย่างไร้ข้อกังขา
หัวหน้าสำนักชีรัตติกาลจ้องมาทางไคลน์ จากนั้นก็ทำให้ชายหนุ่มหายตัวไปท่ามกลางหนวดรยางค์ล่องหนของซาราธ
ไคลน์เข้าสู่โลกแห่งการปกปิดของอาเรียนน่า ปัจจุบันเป็นยามค่ำคืนที่มืดมิด รายล้อมด้วยวิหารเก่าแก่จำนวนมาก กึ่งกลางท้องฟ้ามีพระจันทร์สีแดงดวงใหญ่ห้อยแขวน
อาศัยประสบการณ์ที่เคยร่วมมือกันมาหลายหน ไคลน์ใช้เทเลพอร์ตเพื่อส่งตัวเองไปยังดวงจันทร์ด้านบน จากนั้นก็ออกจากโลกแห่งการปกปิดไปยังสถานที่อื่น
หลังจากกลับสู่โลกความจริง ไคลน์พบว่าตนทิ้งระยะห่างจากซาราธได้ไกลพอสมควร จึงรีบเทเลพอร์ตหนีทันที ส่วนอาเรียนน่าหลังจากถ่วงเวลาซาราธได้สักพัก เธอหลบหนีอย่างง่ายดายโดยการเข้าสู่สถานะถูกปกปิด
บึ้ม!
เสียงฟ้าร้องอันน่าสะพรึงดังกึกก้อง ส่งผลให้หนวดรยางค์ล่องหนและมันวาวซึ่งพยายามจับคว้าตำแหน่งที่ไคลน์หายตัวไป รีบหดกลับและหายไปพร้อมกับร่างหลัก
ไคลน์ที่เทเลพอร์ตมาถึงทะเล ไม่คิดจะยืมพลังจากตัวเองในอดีต แต่เลือกยืม ‘กระดาษคน’ จากช่องว่างประวัติศาสตร์และสะบัดข้อมือพร้อมกับจุดไฟเผา
ข้าวของส่วนใหญ่ของไคลน์ได้รับความเสียหายขณะกลายร่างเป็น ‘ที่คั่นหนังสือ’ ส่วนหุ่นเชิดโจนาสกับเอ็นยูน ชะตากรรมเป็นอย่างไรก็มิอาจทราบได้ บางทีคงระเหยไปท่ามกลางการโจมตีของเทวทูตแห่งแสง
พรึบ!
กระดาษคนลุกไหม้ด้วยเปลวไฟสีแดงเข้ม เกิดเป็นภาพมายาของเทวทูตสยายปีกหลายชั้นออกมาปกคลุมไคลน์ ลบร่องรอยอย่างหมดจด
จากนั้นไคลน์เทเลพอร์ตอีกครั้งเพื่อหลบหนีออกจากพื้นที่
…
ในสุสานลับของแคว้นเชสเตอร์ตะวันออก วิลเลียมออกัสตัสที่หนึ่งและราชินีเงื่อนงำ แบร์นาแดต อาศัยพลังของตัวเองในการหยั่งรู้ถึงการร่วงหล่นของจอร์จที่สาม
รายหลังไม่มัวแช่อยู่นาน รีบสลายร่างกายในลักษณะฟองสบู่และหายตัวไป
วิลเลียมออกัสตัสที่หนึ่งไม่มีอารมณ์จะยับยั้งหรือไล่ตาม และสีหน้าก็มิได้เผยความเจ็บปวดมากมายอะไร
…
ไคลน์ซึ่งอ้อมเป็นระยะทางไกลพลางใช้อ้อมกอดเทวทูตเพื่อลบร่องรอยถึงสามครั้ง เดินทางกลับมายังเบ็คลันด์อย่างเงียบเชียบ เพราะเชื่อว่าที่นี่ปลอดภัยที่สุดในโลกแล้ว
มันมิได้กลับบ้านเช่าหลังเก่า แต่เลือกเช่าห้องใหม่ภายในโรงแรมย่านสะพานเบ็คลันด์
แน่นอนว่ามันไม่ลืมที่แปลงโฉม เปลี่ยนความสูงเปลี่ยนบุคลิกและบรรยากาศรอบตัว
ยิ่งดูธรรมดาสามัญมากเพียงใด โอกาสถูกพบความผิดปรกติก็ยิ่งน้อย
หลังจากเข้าไปในห้อง ไคลน์ฝืนเอาชนะความอ่อนล้าทางใจและบาดแผลทางกาย เอ่ยนามเต็มของเทพสมุทร คาเวทูว่า เตรียมเดินถอยหลังสี่ก้าวเข้าสู่สายหมอกเพื่อใช้ ‘ตาทิพย์’ และอ้อมกอดเทวทูตของจริง ยืนยันความปลอดภัยของสภาพแวดล้อมที่ตนกำลังอาศัย
โชคดีที่ซาราธน่าจะทำพันธสัญญากับจอร์จที่สาม จึงมิอาจละทิ้งสุสานที่ตนดูแลได้ตามต้องการ ไม่อย่างนั้นเราคงกลายเป็นหุ่นเชิดของมันนานแล้วท่ามกลางการต่อสู้ที่วุ่นวาย…การปรากฏตัวของมันและเทพหายนะ เซียอา อยู่นอกเหนือความคาดหมายของเรามาก…ไคลน์ถอนหายใจโล่งอก ก้าวทวนเข็มนาฬิกา อ้าปากเปล่งภาษาจีนกลาง
“เซียนราชันฟ้าดิน…”
ทันใดนั้นร่างกายชายหนุ่มพลันสั่นสะท้าน น้ำเสียงขาดห้วงกะทันหันด้วยใบหน้าที่แข็งทื่อ
ในมุมสายตาไคลน์ชายคนหนึ่งกำลังนั่งบนเก้าอี้ข้างกระจกบานใหญ่ภายในห้อง รูปร่างสันทัด เพศชาย ใบหน้าค่อนข้างหนุ่ม สวมเสื้อนอกสีเข้มและกางเกงขายาวทำจากขนสัตว์ ผิวพรรณดูคล้ายกับลูกครึ่งโลเอ็นไบลัม
นี่คือหุ่นเชิดที่ไคลน์ทำสูญหายในศึกก่อนหน้านี้ ผู้ชนะ เอ็นยูน
เมื่อเผชิญกับสายตาที่แข็งทื่อของไคลน์ เอ็นยูนยิ้มและกล่าว
“อย่าทิ้งหุ่นเชิดเอาไว้ส่งเดชสิ…พวกมันถูกแกะรอยได้ง่าย”
ขณะกล่าว มันบรรจงลุกขึ้นยืน หยิบแว่นผลึกออกจากกระเป๋าพลางวางลงบนดวงตาข้างขวาอย่างใจเย็น
เมื่อออเดรย์และชาวเมืองมองเห็นฉากดังกล่าว พวกมันรู้สึกตื่นตาตื่นใจประหนึ่งได้เห็นมายากลที่ยอดเยี่ยม ไม่มีใครเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ไม่กี่วินาทีถัดมา เหตุการณ์เริ่มโกลาหล ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของผู้คน ทหารองครักษ์ต่างพากันกรูขึ้นไปบนเวทีสูง
เหล่าคณะรัฐมนตรีและขุนนางของสภาสูงพลันแตกตื่นและหากำบังหลบ บางคนรวบรวมความกล้าและวิ่งตามองครักษ์ขึ้นไป
ออเดรย์เฝ้ามองด้วยท่าทีเหม่อลอย เธอมิได้ประหลาดใจมากนัก แต่ก็ไม่คิดว่านี่จะเป็นเรื่องจริง
หากมิสเตอร์เวิร์ลให้ความสนใจใครเป็นพิเศษ นั่นแปลว่าเป้าหมายถูกจับตามองโดยมิสเตอร์ฟูล และพระองค์ไม่เคยล้มเหลวมาก่อน
นี่คือเจตจำนงของเทพ
ในจัตุรัสเทศบาลแห่งอื่นประจำกรุงเบ็คลันด์ เบ็นสัน เมลิสซ่า และคนที่เหลือต่างก็ได้ยินเสียงระเบิด จากนั้นก็ตระหนักว่าสุนทรพจน์ของกษัตริย์หยุดลงกลางคัน
หลังจากความเงียบเข้าครอบงำสักพัก ผู้คนเริ่มกระสับกระส่ายพลางส่งเสียงกระซิบกระซาบ
ความตื่นตระหนักและหวาดกลัวในอนาคตที่ไม่แน่นอน กำลังกัดกินจิตใจพวกมัน
…
เขตชานกรุงเบ็คลันด์ ภายในโบราณสถานหมายเลขหนึ่ง
สติของจอร์จที่สามกำลังเลือนรางสุดขีด มันสัมผัสถึงจิตสำนึกอันบ้าคลั่งและท่วมท้นกำลังปะทุจากภายในประหนึ่งภูเขาไฟ ส่งผลให้ร่างกายเริ่มแปรสภาพ ทุกสิ่งรอบตัวถูกบิดเบือน
มันเห็นบัลลังก์สีดำขนาดมหึมาอย่างคลุมเครือ และเห็นว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ด้านบน สวมมงกุฎจักรพรรดิสีดำ เฝ้ามองโลกเบื้องล่างด้วยท่าทางสง่าผ่าเผย ปกครองเหล่าพสกนิกรประหนึ่งทวยเทพ
มันเหยียดแขนออกไปโดยพยายามจับคว้าอนาคตดังกล่าว แต่กลับถูกคำสาปจำนวนมากและการโจมตีที่ไม่รู้จักถาโถมเข้าใส่ ส่งผลให้เอื้อมไปไม่ถึงความฝันดังกล่าว
“ไม่…”
มือมายาของจอร์จที่สามชะงักค้างกลางอากาศ สติของมันเลือนรางและขาดห้วง ร่างกายแปรสภาพโดยสมบูรณ์
ทริสซี่ที่ปัจจุบันกลายเป็นเพียงก้อนเลือด ใช้เส้นผมอสรพิษหนาจำนวนมากห่อหุ้ม ‘เงาดำแห่งระเบียบ’
บึ้ม!
ด้านนอกโบราณสถานหมายเลขหนึ่ง ภูเขาและป่าไม้พังทลายจนเกิดฝุ่นควันลอยฟุ้งปริมาณมหาศาล
บึ้ม!
จุดที่เชื่อมกับแม่น้ำทัสซอคพลันเกิดหลุมลึกขนาดมหึมา ส่งผลให้กระแสน้ำอันเชี่ยวกรากพรั่งพรูเข้าไป
ครืน—!
บนท้องฟ้าสูงในจุดดังกล่าว พายุอันน่าสะพรึงก่อตัวขึ้นและปกคลุมไปทั่วบริเวณ
บนยอดเขาไกลออกไป ร่างของสองบุคคลกำลังเฝ้ามองฉากดังกล่าวโดยไม่มีใครพูดคำใดเป็นเวลานาน
หนึ่งในนั้นคือแม่มดยุพนิรันดร์ที่แต่งกายในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ อีกคนคือวิญญาณมารเทวทูตสีชาดในร่างชายผิวซีดสวมเสื้อคลุม
ผ่านไปหลายวินาที นักบุญขาว คาร์เทอริน่าถอนหายใจแผ่ว
“เหตุผลที่เราไล่ตามเธอ เพราะท่านบรรพกาลแจ้งว่าเธอมีแนวโน้มที่จะทำลายตัวเอง”
หลังจากยืนฟังเงียบงัน ใบหน้าของวิญญาณมารเทวทูตสีชาดบิดเบี้ยวเล็กน้อย
“ข้ารู้แล้วว่าใครคอยขัดขวางผลการทำนายของข้า”
คาร์เทอริน่ามีคำตอบในใจมากมาย แต่ก็ไม่มีหลักฐานยืนยัน จึงเลือกที่จะเงียบ
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดเปล่งเสียงเชื่องช้า
“รัตติกาล”
เว้นวรรคสักพัก มันข่มอารมณ์พลางเสริม
“ไม่อย่างนั้นข้าคงหาทริสซี่ชีคพบนานแล้ว”
โดยไม่รอการตอบสนองจากคาร์เทอริน่า วิญญาณมารเทวทูตสีชาดหันหลังกลับและเดินจากไปทันที
…
ภายในโบราณสถานอีกแห่ง ไคลน์ที่ได้เห็นสุสานลับพังทลายและมีเลือดไหลออกมาเป็นจำนวนมาก เกิดความยินดีปรีดาอย่างเหนือคำบรรยาย แต่ก็ต้องรีบดึงสติกลับมาสนใจสถานการณ์ปัจจุบัน
เมื่อพิธีกรรมของจอร์จที่สามล้มเหลวและหมดสิทธิ์กลายเป็นจักรพรรดิมืด นั่นหมายความว่าเป้าหมายของไคลน์ลุล่วงแล้ว และขั้นตอนถัดไปคือการหาทางหลบหนี!
ทันใดนั้นอาศัยประโยชน์จากแรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นขณะสุสานถูกทำลาย ไรเน็ตต์ไทน์เคอร์ซึ่งตระหนักว่าข้อตกลงระหว่างเธอกับไคลน์ลุล่วงแล้ว หยุดต่อสู้และหลบหนีเข้าไปในส่วนลึกของโลกวิญญาณทันที
พลังที่เธอยืมจากอดีตกำลังจะหมดลง!
เทวทูตแห่งการปกปิดเจ้าของใบหน้าสะสวยแต่เฉื่อยชา ถึงขีดจำกัดที่ไคลน์จะคงสภาพไว้ได้ หลังจากจำแลงกายเป็นโลกพิสดาร เธอเลือนหายไปตามธรรมชาติ
ภายในโบราณสถานที่ใกล้ถูกทำลาย ไคลน์กำลังเผชิญหน้ากับท่อนแขนของเทพหายนะเซียอา เฮอร์มิสจากโบราณ ภาพฉายของจักรพรรดิโรซายล์ ภาพฉายของวิลเลียมออกัสตัสที่หนึ่ง ภาพฉายของเทวทูตแสงนิรนาม และเสียงฟ้าร้องที่ยังไม่ทราบเป้าหมาย ทุกฝ่ายสามารถสังหารชายหนุ่มได้ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
และหากมันหวังอัญเชิญเทวทูตออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์อีกครั้ง ใช่ว่าเพียงสองสามหนจะประสบความสำเร็จ
โดยปราศจากความลังเล ร่างไคลน์กลายเป็นมายา พยายามหลบเข้าไปในช่องว่างประวัติศาสตร์
ทันใดนั้นท่ามกลางทัศนียภาพของไคลน์ที่เต็มไปด้วยสายหมอกสีเทา วังวนอันเกิดจากกลุ่มหนอนแมลงสีใสปรากฏขึ้น พวกมันแผ่ขยายหนวดรยางค์โปร่งใสออกไปทุกทิศทาง
ซาราธ!
ร่างจริงของซาราธ!
มันกำลังรอไคลน์ภายในช่องว่างประวัติศาสตร์!
ถึงตรงนี้ไคลน์มิอาจถอนตัวจากการเข้าไปหลบในช่องว่างทางประวัติศาสตร์ ทำได้เพียงมองดูร่างของตนถูกวังวนดูดเข้าไปยังจุดศูนย์กลางของสายหมอก!
มันยกนิ้วขึ้นมาเตรียมดีดเพื่อจุดไฟเผานกกระเรียนกระดาษ แต่กลับพบว่าที่นี่ไม่สามารถจุดไฟได้
ซาราธซึ่งจับตามองมาสักพัก มีเข้าใจเกี่ยวกับไพ่ตายของเหยื่อในระดับหนึ่ง จึงอาศัยระดับตัวตนที่สูงกว่าและอำนาจในขอบเขตความพิสดาร ยับยั้งมิให้ไคลน์ควบคุมเปลวไฟได้อีก!
นอกจากนั้นสัญชาตญาณของไคลน์ยังเตือนว่า ปลายทางของการ ‘เทเลพอร์ต’ เชื่อมโยงกับวังวนหนอนแมลงสีใสอย่างน่าประหลาด
มันหนีไม่พ้นและไม่มีเวลาอัญเชิญผู้ช่วย
ทว่าผู้วิเศษเส้นทางนักทำนาย ย่อมไม่ลงมือโดยไม่เตรียมตัวล่วงหน้า
วังวนหนอนโปร่งใสหมุนรอบตัวเองอย่างเชื่องช้าราวกับกำลังต้อนรับ ‘การมาเยือนที่มิอาจเลี่ยง’ ของไคลน์ และหนวดรยางค์โปร่งใสกำลังแหวกว่ายไปมาโดยที่ไม่มีสิ่งใดสามารถยับยั้ง
พวกมันรัดพันร่างกายไคลน์ แต่สุดท้ายกลับคว้าได้เพียงหนังสือโบราณปกหนังสีเข้ม
บนผิวของปกหนังสือยังมีคราบเลือดเปียกติดอยู่
การเดินทางของกรอซาย!
ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ ไคลน์ทำการหักนิ้วตัวเองและปล่อยให้เลือดหยดลงบนผิวการเดินทางของกรอซาย ส่งตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกหนังสือเพื่อหลบหนีกับดักที่ซาราธวางไว้
ทันทีที่เข้าสู่โลกหนังสือ ไคลน์เอื้อมมือไปข้างหน้าทันที จับคว้าหุ่นเชิดที่เคยครอบครองครู่หนึ่งออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์
เฮอร์วินแรมบิส!
ไคลน์เคยทดสอบดูแล้ว หากเป็นที่นี่มันสามารถอัญเชิญภาพฉายทางประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นจริงได้ เพราะที่นี่ยังได้รับความช่วยเหลือจากปราสาทต้นกำเนิด อ้างอิงจากการที่โลกภายในหนังสือสามารถสวดวิงวอนถึงเดอะฟูลได้อย่างอิสระ แต่แน่นอนต่อให้ไม่ได้ผล ไคลน์ก็ยังมีวิธีแก้ขัดเป็นการอัญเชิญจัสติส ออเดรย์ ที่เคยมีตัวตนภายในโลกหนังสือออกมา!
สรุปโดยสั้น ชายหนุ่มต้องการผู้วิเศษลำดับกลางถึงสูงของเส้นทางผู้ชม จุดประสงค์เพื่อนำตนเข้าไปในทะเลจิตใต้สำนึกรวมและเข้าสู่ ‘เมืองแห่งปาฏิหาริย์’ เลฟซิด เป้าหมายคือโถงแห่งความจริง
ยิ่งเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี เพราะไคลน์ไม่มีทางทราบว่า เทวทูตลำดับหนึ่ง อย่างซาราธจะใช้เวลานานแค่ไหนในการถอดรหัสความลับของ ‘การเดินทางของกรอซาย’ และยิ่งไม่มีข้อมูลว่าอีกฝ่ายสามารถบุกรุกเข้ามาโดยตรงได้หรือไม่
ทางรอดเดียวคือต้องแข่งกับเวลา!
เฮอร์วินแรมบิสเจ้าของมาดอ่อนโยนและสง่างาม แต่งกายในชุดสุภาพและติดโบสีแดงเข้ม จับแขนไคลน์ด้วยสีหน้าแข็งทื่อ จากนั้นก็พาเข้าสู่ทะเลจิตใต้สำนึกรวมซึ่งมีลักษณะเป็นแสงเงาซ้อนทับกัน
อาศัยพลังของ ‘จอมบงการ’ พวกมันเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วจนกระทั่งถึงเลฟซิดภายในไม่กี่วินาที จากนั้นก็มาถึงหน้าโถงแห่งความจริง
ไคลน์ยกเลิกการคงสภาพหุ่นเชิดเฮอร์วินแรมบิส อาศัยแรงลมส่ง มัน ‘วิ่ง’ ผ่านประตูเข้าไปด้านใน
ขณะเดินผ่านภาพจิตรกรรมที่มีสีสัน เสียงชายหนุ่มดังก้องภายในห้องโถง
“ถ้าเป็นที่นี่ โอกาสอัญเชิญ ศูนย์-ศูนย์แปด สำเร็จน่าจะสูงขึ้น…”
“หากใช้มันวาดต่อท้ายภาพจิตรกรรมบนผนังฝั่งซ้าย มีโอกาสที่จะส่งผลต่อโลกความจริง…”
“อาศัยการจัดแจงทางโชคชะตา ซาราธอาจทำพลาดและเปิดช่องว่างให้เราหนีอย่างปลอดภัย…”
“ไม่สิ ให้ร่างโคลนของอามุนด์เข้ามาตะลุมบอนกับซาราธ แบบนี้จะง่ายกว่ามาก…”
“ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเทพธิดาถึงต้องการ ‘ล่อ’ อามุนด์เข้ามาในเบ็คลันด์…”
“ภาพจิตรกรรมฝาผนังฝั่งขวาสื่อถึงโลกในหนังสือ เราสามารถใช้ ศูนย์-ศูนย์แปด เพื่อพรรณนาถึงประตูชั่วคราวสำหรับเปิดทางหนี…”
ขณะกำลัง ‘บิน’ ไคลน์เหยียดแขนขวาออกไปจับคว้าความว่างเปล่า
ห้าครั้ง สิบครั้ง ยี่สิบครั้ง เมื่อไคลน์ทำการยืมพลังจากตัวเองในอดีตเพื่อฟื้นฟูพลังวิญญาณ มือขวาของมันจมลง ก่อนจะดึงปากกาขนนกทรงโบราณสีทึบออกมา
ศูนย์-ศูนย์แปด!
วินาทีถัดมาชายหนุ่มมาถึงหน้าเสาหินต้นยักษ์ที่ต้องใช้หลายคนโอบ
แม้จะผ่านกาลเวลามานานจนเสื่อมสภาพ แต่มันก็เคยเป็นบัลลังก์ของมังกรจินตภาพ แอนเคอร์เวล
ไคลน์อ้อมเสาหินไปทางด้านหลังจนกระทั่งสุดทางภาพจิตรกรรม ยกปากกาศูนย์-ศูนย์แปด ขึ้นและเตรียมเขียน
ชายหนุ่มไม่เคยทดสอบการใช้ศูนย์-ศูนย์แปดกับที่นี่มาก่อน ด้วยเกรงว่าอาจไปกระตุ้นให้พี่ชายอามุนด์ไหวตัวทัน จนตระหนักว่ามีใครบางคนพยายามขัดขวางพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์จักรพรรดิมืดของจอร์จที่สาม
แต่ปัจจุบันมันไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นอีกต่อไป สามารถเขียนในสิ่งที่ตนต้องการได้เต็มที่
ทันใดนั้นศูนย์-ศูนย์แปดที่กำลังจะถูกเขียนพลันเลือนหายไป สลายตัวก่อนจะครบกำหนดด้วยซ้ำ!
เกิดอะไรขึ้น…ไคลน์เริ่มตื่นตัว
ทันใดนั้น ชายหนุ่มพบว่าโถงแห่งความจริงมิได้ขยายความคิดของตนให้เป็นเสียง สภาพแวดล้อมกำลังเงียบสงัดสุดขีด
เมื่อสัมผัสวิญญาณถูกกระตุ้น ไคลน์บรรจงหันกลับไปและพบว่าเสาหินที่ผ่านร้อนผ่านหนาวเป็นเวลานานจนสึกกร่อน แปรสภาพกลายเป็นไม้กางเขนยักษ์ที่สูงกว่าร้อยเมตรตั้งแต่ตอนไหนก็มิอาจคาดเดา
เบื้องหน้าไม้กางเขน ร่างอันพร่ามัวขนาดมหึมากำลังยืนเด่นสง่า ราวกับแบกทุกสิ่งไว้บนแผ่นหลังและเฝ้ามองวิญญาณทุกดวงด้วยสีหน้าเห็นใจ
ภายในโถงแห่งความจริง แถวม้านั่งสีดำจำนวนมากปรากฏขึ้น แต่มีผู้สวดวิงวอนเพียงคนเดียว
ผู้วิงวอนนั่งอยู่กึ่งกลางแถวหน้าสุดในสภาพหลับตา แต่งกายด้วยชุดคลุมสีขาวเรียบง่าย หนวดเคราสีทองปกปิดครึ่งล่างของใบหน้า มือสองข้างประสานกันบนสร้อยคอไม้กางเขนสีเงินตรงหน้าอก บรรยากาศอ่อนโยนและสงบเสงี่ยม
อาดัม
ประธานใหญ่แห่งสภานักสิทธิ์สนธยา ราชาเทวทูตอาดัม
ไคลน์ไม่ทราบว่าชายคนนี้เข้ามาตั้งแต่ตอนไหน
ขณะเดียวกัน อาดัมเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นดวงตากระจ่างใสเหมือนเด็ก
มันบรรจงยืนขึ้นเชื่องช้า กล่าวด้วยมาดสงบนิ่ง
“การร่วงหล่นของจอร์จที่สามส่งผลให้โลเอ็นเผชิญสูญเสียครั้งใหญ่ อินทิสจะไม่นิ่งดูดายอีกต่อไป พวกเขาจะฉวยโอกาสนี้ในการเปิดศึกเต็มอัตรา และสงครามที่ปกคลุมโลกก็จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ…เจ้ายอมรับบทสรุปเช่นนี้หรือไม่?”
…………………………
สำหรับเรื่องที่กำลังติดอยู่ในดินแดนความฝัน ไคลน์แสร้งทำเป็นไม่สังเกตเห็น เพียงสลายภาพฉายกงสุลมรณะและเตรียมอัญเชิญ ‘ตัวเอง’ ออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์เพื่อตบตาเวรยามในสุสานลับของทูดอร์ จากนั้นก็แอบนำร่างหลักออกจากดินแดนความฝัน ลอบเข้าไปในส่วนลึกของสุสานลับและทำลายทิ้ง
ในปัจจุบันไคลน์สามารถเรียกภาพฉายทางประวัติศาสตร์ออกมาได้พร้อมกันสูงสุดสามภาพ หนึ่งคือกงสุลมรณะ อะซิกอายเกส หนึ่งคือตัวเองในสภาวะถูกปกปิด ซึ่งในกรณีของหัวหน้านักบวช อาเรียนน่า มันไม่แน่ใจว่าจะนับเป็นหนึ่งหรือไม่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เสี่ยง ไคลน์ตัดสินใจยกเลิกหนึ่งภาพก่อนจะอัญเชิญออกมาใหม่
เกี่ยวกับสถานะที่ผิดปรกติของอาเรียนน่า ไคลน์สงสัยว่ายังมีอีกหนึ่งความเป็นไปได้นอกจากตัวจริงมาเยือน นั่นก็คือ หลังจากที่ผู้นำแห่งสำนักชีรัตติกาลซึ่งอยู่ในแนวรบเทือกเขาอมานด้าสัมผัสได้ว่า ‘ตัวตนในอดีตถูกอัญเชิญ’ เธอทำการ ‘ปกปิด’ ร่างหลักจากโลกความเป็นจริง ส่งผลให้สติถูกโอนถ่ายมายังภาพฉายที่ไคลน์ดึงออกมา นั่นอาจเป็นคำอธิบายว่าทำไมภาพฉายของเธอถึงดูมีชีวิตชีวา กล่าวอีกนัยหนึ่งอำนาจในขอบเขตการปกปิดสามารถควบคุมภาพฉายทางประวัติศาสตร์ได้ในระดับหนึ่ง
สำหรับเทวทูตในขอบเขตการปกปิด ไคลน์มิอาจยืนยันสถานการณ์ของภาพฉายได้จากพลังปราชญ์โบราณ มันจึงตัดสินใจไม่ไปยุ่งกับภาพฉายของเธอเพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ
ขณะไคลน์เตรียมอัญเชิญตัวเองในอดีต ดินแดนความฝันตรงหน้าเลือนหายอย่างเงียบงัน ทุกสิ่งรอบตัวกลับคืนสู่สภาวะปรกติ
มันกำลังยืนอยู่ริมผาสูงหน้าทางเข้า ด้านล่างเป็นสุสานสีดำเด่นตระหง่าน
ชายชราหน้าตาธรรมดาคนหนึ่งกำลังลอยอยู่บนอากาศท่ามกลางแสงไฟจากตะไคร่น้ำริมกำแพงและเสาหินรอบหน้าผา มันจดจ้องไคลน์ด้วยสายตาสงบนิ่ง ถอนหายใจพลางกล่าวเป็นภาษาฟุซัคโบราณ
“เจ้าไม่หลงกลไปกับความฝันที่ข้าถักสาน”
ชายชรามีผมสีขาวล้วน ค่อนข้างดกหนา ใบหน้ามีริ้วรอยไม่มาก หน้าตาแสนธรรมดา
นักสานฝันลำดับสาม ของเส้นทางผู้ชม? ไม่สิ…ชายคนนี้มีระดับเทวทูตเป็นอย่างน้อย…ไคลน์ไม่ตอบสนอง จิตทวีความตึงเครียด ตัดสินใจรีบหยิบฮาร์โมนิก้านักผจญภัยออกมาเป่า
ไม่มีเสียงใดเล็ดลอด มีเพียงไรเน็ตต์ไทน์เคอร์ซึ่งแต่งกายในเดรสสีเข้มซับซ้อนเดินออกมาข้างไคลน์
หนึ่งในหัวทองตาแดงที่ถูกหิ้วในมือ พ่นบางสิ่งออกจากปากเป็นแผ่นยันต์เพชรทรงสี่เหลี่ยม อีกหัวหนึ่งเปล่งเสียงเป็นเฮอร์มิสโบราณ
“วันวาน!”
วันวานอีกครั้ง!
มิสผู้ส่งสารทำการยืมความแข็งแกร่งจากตัวเองในอดีต!
เมื่อเทียบกับลำดับหนึ่ง อย่างอสรพิษปรอทพลังที่เธอสามารถหยิบยืมสามารถคงอยู่ได้นานกว่า
ทว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับยันต์
ชายชราในชุดคลุมสีเทาที่ลอยอยู่กลางอากาศ ยกมุมปากอย่างมีเลศนัยพร้อมกับตักเตือน
“อย่าใช้เฮอร์มิสโบราณต่อหน้าข้า”
…เฮอร์มิส…นี่คือเฮอร์มิสที่รอดชีวิตมาจากยุคสมัยที่สองและเป็นผู้สร้างภาษาเฮอร์มิสโบราณ? เทวทูตเส้นทางผู้ชม…ต้นกำเนิดของสมาคมแปรจิต ไคลน์ประหลาดใจในตอนต้นก่อนจะตระหนักบางสิ่ง
แม้เฮอร์มิสจะออกหน้าสู้ แต่ท่าทีกลับไม่จริงจังมากนัก!
ไม่สิเขาอาจจงใจแสดงพฤติกรรมเช่นนี้เพื่อทำให้เราตายใจ…เส้นทางผู้ชมเก่งกาจด้านการครอบงำจิตใจ…ขณะไคลน์ผุดความคิดดังกล่าว อีกสองเศียรของไรเน็ตต์ไทน์เคอร์ทำการเปล่งเสียงเป็นภาษาคนยักษ์และเอลฟ์
“วันวาน!”
ยันต์เพชรรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าลุกไหม้และหลอมรวมเข้ากับความว่างเปล่า
ร่างของไรเน็ตต์ไทน์เคอร์ขยายออกอย่างรวดเร็ว ศีรษะทั้งสี่ลอยขึ้นและร่อนลงบนลำคอ
สี่หัวของหญิงสาวทยอยแปรเปลี่ยนเป็นภาพมายาทีละหนึ่ง
เพียงพริบตาไรเน็ตต์ไทน์เคอร์กลายร่างเป็นตุ๊กตาผ้าขนาดใหญ่ราวกับปราสาท แต่งกายในชุดโกธิกสีดำปักลวดลายซับซ้อน รายล้อมด้วยเถาวัลย์ที่ดูชั่วร้าย ดวงตาของเธอแดงก่ำราวกับเลือดสด
ไรเน็ตต์จ้องไปทางชายชราเฮอร์มิส อ้าปากกว้างแต่ไม่ส่งเสียง
ร่างกายเทวทูตเส้นทางผู้ชมพลันสว่างวาบ กลายเป็นกระต่ายสีขาวอวบอ้วน
‘คำสาปจำแลงกาย’ ของมารบรรพกาล!
กระต่ายมิได้เผยท่าทีตื่นตระหนก เพียงขยายร่างกายจนใหญ่ราวครึ่งหนึ่งของภูเขา สามารถเหยียบไคลน์ให้แบนได้ด้วยเท้าข้างเดียว
สำหรับเทวทูตเส้นทางผู้ชม ตราบใดที่เชื่อว่าตัวเองแข็งแกร่งพอ รูปลักษณ์จะเป็นอย่างไรก็ไม่สำคัญ!
เมื่อกระต่ายกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาด บรรยากาศภายในโบราณสถานเริ่มแปรเปลี่ยน ภาพมายาซ้อนทับกับความจริง ส่งผลให้ไรเน็ตต์ไทน์เคอร์สับสนระหว่างความเป็นจริงและความฝัน
ไคลน์สามารถจำแนกได้ชัดเจน และสังเกตเห็นว่า มิใช่แค่มิสผู้ส่งสารที่กำลังเผยร่างสัตว์ในตำนาน แม้แต่กระต่ายยักษ์ก็มีเกล็ดสีเทาปกคลุมร่างกาย บนเกล็ดเต็มไปด้วยลวดลายสามมิติลึกลับที่ดูคล้ายเชื่อมต่อกับจิตใจ
พวกเทวทูตช่างน่าสะพรึง…พวกท่านเผยร่างสัตว์ในตำนานทันทีที่เริ่มศึก…ไคลน์ถอนหายใจแผ่ว ไม่กล้าเพ่งมองนานนัก เนื่องจากเวลาไม่เอื้ออำนวย และระดับตัวตนของมันยังไม่สูงพอ หากจ้องสัตว์ในตำนานร่างสมบูรณ์เป็นเวลานาน เกรงว่าอาจเกิดผลข้างเคียงร้ายแรง เป็นข้อห้ามพื้นฐานสำหรับสนามรบระดับสูง
ขณะมิสผู้ส่งสารกำลังต่อสู้กับกระต่ายที่ยักษ์ในคราบมังกร ไคลน์อาศัยลมแรงส่งตัวเองลงไปยังสุสานลับด้านล่าง พลางท่องพระนามเต็มอันมีเกียรติของใครบางคนเป็นภาษาคนยักษ์ด้วยเสียงแผ่ว จากนั้นก็คว้าแขนไปในอากาศ
ครั้งแรกล้มเหลว ครั้งที่สองล้มเหลว ครั้งที่สามก็ยังล้มเหลว!
บนเกาะแห่งจิตของไคลน์ กระต่ายสีขาวตัวอวบอ้วนทยอยผุดขึ้นทีละหนึ่ง ขณะสติกำลังเลือนรางลงทุกที มือขวาที่เหยียดไปข้างหน้า จับคว้าบางสิ่งจากภายในช่องว่างประวัติศาสตร์
เมื่อดึงแขนกลับ ภาพฉายถูกวาดอย่างรวดเร็ว เป็นสตรีที่แต่งกายในชุดคลุมสีเข้ม สวมผ้าคลุมศีรษะหลวม ๆ ใบหน้าสะสวย ดวงตาสีเข้มมืดมน
เทวทูต ‘ยางลบ’ แห่งโบสถ์รัตติกาลที่ไคลน์เคยพบเจอในอดีต
ในภายหลังชายหนุ่มทราบจากหมู่บ้านสายหมอกว่า หล่อนคือ ‘มารดาแห่งผืนนภา’ ของแคว้นรัตติกาล บุตรสาวของเทพบรรพกาลเฟรเกีย และปัจจุบันต้องสงสัยว่าจะเป็น ‘ภาชนะ’ ในการเสด็จเยือนของเทพธิดา
เนื่องจากเคยอัญเชิญภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์ของหัวหน้านักบวช อาเรียนน่า สำเร็จในครั้งเดียว ไคลน์จึงลองเรียกสตรีผู้นี้ออกมา
พระนามเต็มอันมีเกียรติที่ท่องเมื่อครู่คือชื่อของเทพธิดารัตติกาล!
เกี่ยวกับการอัญเชิญภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์ ปราชญ์โบราณมีขีดจำกัดที่ห้ามฝ่าฝืนก็คือ พวกมันมิอาจอัญเชิญสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ ‘เอกลักษณ์’ ของเส้นทางออกมาได้ แต่สำหรับ ‘ภาชนะของเทพแท้จริง’ ข้อจำกัดจะขึ้นอยู่กับว่ามีพลังของเทพแฝงอยู่มาน้อยเพียงใด และเกี่ยวข้องกับ ‘เอกลักษณ์’ โดยตรงหรือไม่ ในทำนองเดียวกัน ไคลน์มิอาจอัญเชิญอามุนด์ร่างต้นได้ แต่กับร่างโคลนยังพอมีโอกาส
เพื่อความแน่นอน ไคลน์อัญเชิญหล่อนในตอนที่กำลังยิ้มให้ตนท่ามกลางโศกนาฏกรรมมหาหมอกควัน และประสบความสำเร็จภายในสี่ครั้ง!
แต่แน่นอนไคลน์เชื่อว่าหากไม่ใช่เพราะตนได้รับการยินยอมจากเทพธิดา หรืออาจถึงขั้นได้รับความเหลือในระดับหนึ่ง มันคงไม่มีทางอัญเชิญภาพฉายนี้ออกมาสำเร็จ ไม่ว่าจะผ่านไปนับร้อยนับพันหรือนับหมื่นครั้ง
หญิงงามรายนี้มิได้จ้องมองปราชญ์โบราณผู้อัญเชิญเธอออกมา แต่ก้มมองลงไปยังสุสานลับเบื้องล่าง
โบราณสถานเกิดการสั่นสะเทือนหนักหน่วง สุสานลับสีทึบด้านล่างเริ่มโยกเอนพร้อมกับผุดระลอกคลื่นน้ำ คล้ายกับกำลังถูกเคลื่อนย้ายไปยังโลกแห่งการปกปิด
ทันใดนั้นท่อนแขนสองข้างเหยียดยาวเข้ามาจากโลกภายนอก ข้างหนึ่งกระแทกใส่ไรเน็ตต์ไทน์เคอร์ร่างยักษ์ อีกข้างกางห้านิ้วและพยายามจับคว้าไคลน์
แขนทั้งสองข้างยาวไม่ต่ำกว่าสิบเมตร ผิวสีเข้ม มีของเหลวเหนียวข้นปกคลุม บางจุดมีตุ่มเนื้อนูนยื่น บ้างเป็นกะโหลกศีรษะ ดวงตาปูดโปน และลิ้นที่มีหนามแหลม
เทพหายนะ เซียอา!
เวรยามที่ยังหลงเหลือภายในโบราณสถานต่างพากันเสียสติ บางคนยกดาบขึ้นมาฆ่าพวกพ้อง บางคนยกปืนเล็งตัวเองและเหนี่ยวไก
ผิวของไคลน์เริ่มแห้งและแตก สติที่เลือนรางเต็มไปด้วยความคิดบ้าคลั่ง มิอาจตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เทวทูตแห่งการปกปิดที่ถูกอัญเชิญออกมา ถอนสายตากลับตามสัญชาตญาณ แหงนมองขึ้นไปยังท่อนแขนทั้งสองข้างที่ราวกับมาจากส่วนลึกของฝันร้าย
ความหวาดผวาอันหนักหน่วงส่งผลแขนของเทพหายนะ เซียอา สั่นระริกแผ่วเบาจนพลาดการจับคว้าไคลน์ ขณะเดียวกันก็ถูกไรเน็ตต์ไทน์เคอร์สาปจนปกคลุมไปด้วยขนสั้นสีเขียว
ทันทีหลังจากนั้น ขณะท่อนแขนเริ่มเลือนราง พวกมันพยายามดิ้นรนให้หลุดจากสถานะถูกปกปิด
ในเวลาเดียวกัน ร่างของสามบุคคลปรากฏกายกลางอากาศด้านบนโบราณสถานใต้ดิน ประกอบด้วยจักรพรรดิโรซายล์ ปฐมกษัตริย์แห่งโลเอ็น วิลเลียมออกัสตัสที่หนึ่ง และเทวทูตนามธรรมที่เป็นกลุ่มก้อนของแสง
ภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์ที่ซาราธอัญเชิญออกมา กำลังไล่ตามมาไม่ห่าง!
เมื่อเทวทูตจำนวนมากรวมตัวกันในสถานที่เดียว ลำพังออร่าก็มากพอจะทำให้บรรยากาศโดยรอบสั่นสะเทือน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่พวกท่านกำลังปะทะกันอย่างดุเดือด
เพียงพริบตา สุสานสีเข้มทวีความสั่นสะเทือน บนพื้นผิวเผยให้เห็นรอยแตกชัดเจน
ไคลน์ไม่แปลกใจเลยสักนิด เพราะนี่คือแผนที่มันวางไว้ในหัว
ในเมื่อศัตรูแข็งแกร่งและเตรียมการรัดกุมเกินไปจนไม่เปิดช่องว่างให้ทำลายสุสาน มันก็จะดึงทุกคนมารวมตัวกันในจุดเดียวและสร้างความโกลาหล!
นี่คือแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ชุลมุนด้านนอกบายัมเมื่อในอดีต
ย้อนกลับไปในตอนนั้น ผลลัพธ์จากการที่มีเทพหายนะ เซียอา และ ‘ผลผลิตจากโครงการมรณาเทียม’ และเจ้าสมุทร แยนน์ค็อตแมนคอยโจมตีจากระยะไกล ส่วนมิสผู้ส่งสาร ไรเน็ตต์ไทน์เคอร์ก็คอยรับมือครึ่งเทพจากโรงเรียนกุหลาบ คือการพังถล่มของยอดเขา
ไคลน์ต้องการให้สุสานลับพังถล่มเหมือนกับยอดเขาดังกล่าว
มันไม่เชื่อว่าหากเทวทูตต้องปะทะกันอย่างดุเดือด จะมีใครใจเย็นคอยอนุรักษ์สภาพแวดล้อมมิให้พวกมันถูกทำลาย!
และหนนี้กลุ่มเทวทูตที่เข้าร่วมก็ถูกยกระดับจากอดีต!
ยังไม่พอ…ต้องทำให้วุ่นวายยิ่งกว่านี้…ไคลน์ควบคุมด้ายวิญญาณเพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันลอยขึ้นด้านบน จากนั้นก็ฉากหลบออกมาตั้งหลักและใช้สัญชาตญาณสัมผัสถึงตัวตนของมิติลึกลับเหนือสายหมอก พยายามสั่งให้พวกมันสั่นเทาแผ่วเบา
หมอกสีเทาปรากฏขึ้นกลางอากาศ เหนือขึ้นไปเป็นพระราชวังสีเทาเด่นตระหง่าน
ปราสาทต้นกำเนิด!
เพียงพริบตา ท้องฟ้าเหนือมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งวายุประจำกรุงเบ็คลันด์พลันหมองคล้ำ คล้ายกับพายุเตรียมก่อตัว
นกตัวหนึ่งที่มีขอบตาดำซึ่งคอยก้มมองบริเวณปลายน้ำของแม่น้ำทัสซอค รีบเปลี่ยนทิศทางการมอง
…
ในซากโบราณสถานหมายเลขหนึ่งแถบชานกรุงเบ็คลันด์ แม่มดทริสซี่ซึ่งถูกขโมยพลังไปหลายชนิด อยู่ในสภาพปางตายจนไม่น่าแปลกใจหากจะล้มลงและเสียชีวิต
โครม!
เธอกระแทกศีรษะใส่หน้าผาจนเกือบฝังเข้าไป เลือดแดงฉานชุ่มฉ่ำไปทุกทิศ
ทันใดนั้นหญิงสาวหยิบวัตถุคล้ายยันต์เพชรรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าออกมา
วันวานอีกครั้ง!
…………………………
ในการต่อสู้ระดับสูง มีโอกาสน้อยมากที่จะใช้ยันต์ให้สำเร็จ นั่นเพราะไม่มีใครคิดจะปล่อยให้คู่ต่อสู้ท่องคาถาจนจบ สาเหตุที่ทริสซี่สามารถบรรลุผลลัพธ์ที่ต้องการ เพราะเธอทำการแผดเผาจากภายในออกสู่ภายนอก ต้องขอบคุณเปลวไฟสีดำที่ดูชั่วร้าย พวกมันคล้ายกับดูดซับความร้อนในบริเวณใกล้เคียงไว้ทั้งหมดจนทำให้เกิดผลึกน้ำแข็งหนา ด้านนอกผลึกน้ำแข็งยังมีใยแมงมุมล่องหนที่พันซ้อนทับกันหลายชั้นจนเกิดเป็นรังไหม
อาศัยการป้องกันสามชั้น ทริสซี่ถ่วงเวลาไว้ได้หนึ่งถึงสองวินาที จึงรีบหยิบยันต์เพชรรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าออกมาและเปล่งเสียง
วันวาน!
เปลวไฟสีใสลุกโชนท่ามกลางเพลิงสีดำที่ดูชั่วร้าย ยันต์เพชรสลายตัวไปอย่างเงียบงันและหลอมรวมเข้ากับความว่างเปล่า
ไคลน์มอบสิ่งนี้ให้กับแม่มด โดยหวังว่าการโจมตีจากทั้งสามทิศทางจะมีจุดใดจุดหนึ่งสร้างความเสียหายได้สำเร็จ
ทริสซี่มองเห็นสายหมอกสีเทา มองเห็นจุดแสงซึ่งเป็นฉากในอดีต เรียงรายหนาแน่นราวกับทะเลดวงดาว
ประกอบด้วยภาพสมัยเด็กของเธอที่เตร็ดเตร่ไปตามท้องถนน ตอนนั้นยังถูกแก๊งอันธพาลควบคุมตัว ถูกบังคับให้ฉ้อโกงและปล้นจี้ชาวบ้าน จนกระทั่งเข้าร่วมกับชุมนุมสัมผัสวิญญาณและกลายเป็นนักลอบสังหาร เขาเริ่มมีความสุขกับการปลิดชีวิตผู้อื่น สังหารหมู่ และคอยกระตุ้นให้ผู้คนเผยใบหน้าที่แท้จริงหลังหน้ากาก จนกระทั่งเขากลายเป็นเธอ กลายเป็นแม่มด เริ่มสร้างภัยพิบัตินานาชนิด แต่ในภายหลัง ภายใต้การจัดแจงของนิกายแม่มด ทริสซี่ถูกส่งตัวไปเป็นภรรยาลับของเจ้าชายเอ็ดซัค ยิ่งเวลาผ่านไป ความเป็นตัวเองก็ยิ่งลดลงเนื่องจากหลงมัวเมาไปกับความสุขสม แม้จะพยายามดิ้นรนให้หลุดพ้น แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงถลำลึกเข้าไปในนรกที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด
ขณะครุ่นคิด ภาพการมองเห็นของทริสซี่ขยายเข้าไป
ภายในจุดแสงดังกล่าว สนามหญ้าด้านนอกหน้าต่างมีสีเขียวขจี กลุ่มม้ากำลังเดินอ้อยอิ่ง มองเห็นหลุมกอล์ฟได้จากจุดห่างไกล และภายในบ้านมีตู้จัดแสดงที่บดบังทัศนียภาพบางส่วนจากประตู
ทริสซี่ในอดีตกำลังยืนริมขอบฉาก มองออกไปด้านนอก มือซ้ายสวมแหวนไพลิน
ในตอนนั้นเธอยังไม่ใช่ผู้วิเศษลำดับห้า และไม่มีพลังใดควรค่าแก่การให้ตัวตนในปัจจุบันหยิบยืม ทว่าเธอมีแหวนของนิกายแม่มดที่เกี่ยวพันกับแม่มดบรรพกาลอย่างใกล้ชิด
สิ่งที่ทริสซี่ต้องการจะยืมคือแหวน!
เพียงพริบตา แหวนไพลินที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ปรากฏขึ้นบนนิ้วก้อยของทริสซี่ แตกต่างจากในอดีต ปัจจุบันเธอมีอักขระพิเศษที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการยอมจำนนต่อแม่มดบรรพกาล และนั่นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เธอกลายเป็นครึ่งเทพลำดับสี่
กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ว่าร่างจริงจะยังไม่มีคุณสมบัติเพียงพอในการเป็น ‘ภาชนะ’ ให้ทวยเทพสถิต แต่ตอนนี้มีเพียงพอแล้ว
แหวนไพลินช่วยให้ทริสซี่ได้รับแรงบันดาลใจบางอย่าง
เฝ้ามองฉากในอดีตเป็นครั้งสุดท้าย ทริสซี่ทำลายรังไหมใยแมงมุม ละลายผนึกน้ำแข็งหนาอย่างเงียบงัน จนกระทั่งเปลวไฟสีดำเริ่มสลายตัว หญิงสาวยกมือซ้ายขึ้น หลับลงตาพลางแสยะยิ้ม จากนั้นก็เลื่อนแหวนไพลินสัมผัสกับหว่างคิ้ว
แหวนหลอมละลายราวกับโลหะ ไหลซึมเข้าสู่ศีรษะของทริสซี่ในลักษณะกึ่งจริงกึ่งมายา
เมื่อเปลวไฟสีดำถูกเจ้าชายโกรฟละลายจนหมด หอกแสงเล่มยาวที่ลุกโชติช่วงได้ถูกยิงใส่หญิงสาว
ด้านหน้าคมหอก ปีกสีขาวทยอยกางออกทีละคู่ ห่อหุ้มปลายหอกประหนึ่งเทวทูตโอบกอด อำนาจของมันคือการผนึกพื้นที่โดยรอบทั้งหมด ส่งผลให้เป้าหมายมิอาจหลบหนี
ในเวลาเดียวกัน ทริสซี่ลืมตาขึ้น เป็นดวงตาสีดำสนิท
เส้นผมของเธอลอยขึ้นไปในอากาศ ทุกเส้นขยายขนาดจนเท่ากับอสรพิษตัวเล็ก พื้นผิวมันวาวและดูชั่วร้าย สุดปลายเป็นหัวงูฝังลูกตาสีดำขาว ปากอ้าออกเล็กน้อยพร้อมกับแลบลิ้นสองแฉก
หอกที่ควบแน่นจากแสงบริสุทธิ์หยุดลงตรงหน้าทริสซี่ประหนึ่งถูกยันไว้ด้วยมือล่องหน มิอาจเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้แม้แต่นิ้วเดียว
หอกแสงเปลี่ยนเป็นสีเทาอย่างรวดเร็ว จากมายากลายเป็นจริง ราวกับหอกที่แกะสลักจากหิน
หอกตกลงพื้นกระแทกขอบผาชัน กระจัดกระจายกลายเป็นเศษผง
รอบตัวทริสซี่ สีเทาอ่อนกระจายออกไปเป็นวงกว้างในทุกทิศทางประหนึ่งมีชีวิตชีวา ทุกจุดที่พวกมันผ่าน หินจะยิ่งทวีความแข็ง ส่วนวัตถุประเภทอื่นจะถูกทำให้กลายเป็นหิน
พิธีกรรมต่าง ๆ ภายในโบราณสถานหมายเลขหนึ่งถูกย้อมด้วยสีเทาทันที ส่งผลให้เทวทูตที่คอยปกป้องสุสานลับแห่งอื่นมิอาจค้นพบความผิดปรกติของที่นี่และรุดมาช่วยเหลือ
เพียงพริบตาเจ้าชายโกรฟถูกรายล้อมด้วยสีเทาที่แผ่ขยายเข้ามาในความว่างเปล่า และทำได้เพียงพึ่งพาแสงจากมงกุฎหนามเหนือศีรษะในการสร้างเขตปลอดภัยอันคับแคบรอบตัว หมดสิทธิ์ใช้งานพลัง ‘ห้าม’ โดยสิ้นเชิง
ทริสซี่ซึ่งดวงตาปราศจากสีขาว ไม่แม้แต่จะชำเลืองมองคู่ต่อสู้ เพียงย่างกรายไปทางสุสานลับด้านล่างหุบเขาอันมืดมิดในสภาพเส้นผมอสรพิษชี้ขึ้นฟ้า
บึ้ม!
ผืนดินสั่นสะเทือนรุนแรง ส่วนลึกของหุบเหวส่งเสียงพังทลายแผ่วเบา ขณะเดียวกัน อุกกาบาตสีแดงหางเป็นเปลวเพลิง ผุดขึ้นจากความว่างเปล่าและพุ่งผ่านแม่มดทริสซี่ไปทางสุสานลับ
เพียงพริบตาโบราณสถานการณ์กำลังเผชิญหน้าหายนะ
จอร์จที่สามซึ่งกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการดื่มโอสถ สัมผัสถึงเหตุการณ์ดังกล่าวและผุดความโกรธเคืองเจือสับสน
มันแบ่งพลังออกมาบางส่วนอย่างยากลำบาก อาศัยการเตรียมการล่วงหน้า จอร์จที่สามส่งพลัง ‘บิดเบือน’ ไปยังจุดเกิดเหตุเพื่อแยกสุสานลับออกจากโลกแห่งความจริง ป้องกันมิให้อุกกาบาตและแผ่นดินไหวสัมผัสกับสุสาน
บึ้ม! ครืน!
ท่ามกลางภัยพิบัติ หน้าผาชันทรุดตัวลงทีละนิด โบราณสถานเริ่มถูกทำลายไปทีละส่วน ทันใดนั้น น้ำเสียงเจือความโกรธของจอร์จที่สามดังมาจากภายในสุสานลับที่มีโลกเป็นของตัวเอง
“เธอเสียสติไปแล้วหรือ?”
สำหรับผู้วิเศษลำดับ 4 การฝืนเป็นภาชนะให้ทวยเทพ ชะตากรรมเดียวที่รออยู่คือความตาย!
ทริสซี่หัวเราะในลำคอ ผิวหน้าของเธอที่ดำเนินมาถึงขีดจำกัดเริ่มปริแตกทีละจุด เผยให้เห็นเลือดเนื้อที่คล้ายกับกำลังยุบพองอย่างบ้าคลั่ง
แม่มดที่มีสภาพน่าสะพรึง พ่นลมหายใจเย้ยหยันและกล่าว
“ตอนจบของบทละครที่ดี ควรลงเอยด้วยความตายของพวกคนเลวไม่ใช่หรือ? ทั้งนาย…และฉัน…”
ยังไม่ทันจะสิ้นเสียง ทริสซี่แสยะยิ้มชั่วร้ายพร้อมกับเสกอุกกาบาตกระแทกใส่สุสานลับที่ถูกกีดกันด้วยห้วงมิติ หวังทำลายมันให้สิ้นซาก
…
ภายในสุสานแห่งอื่น ไคลน์มิได้เล่นใหญ่เกินตัว รีบตัดการเชื่อมต่อกับปราสาทต้นกำเนิด ทำให้ดูเหมือนตนขอความช่วยเหลือจากมิสเตอร์ฟูล
สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ควรจะทำให้เทวทูตทุกตนหยุดนิ่งและแหงนหน้ามอง แต่น่าเสียดาย เทวทูตแห่งการปกปิดเป็นเพียงภาพฉายที่ไคลน์ดึงมาจากช่องว่างประวัติศาสตร์ เธอทำได้เพียงต่อสู้ตามสัญชาตญาณ ส่งผลให้สถานการณ์ทวีความโกลาหล
ทันใดนั้นภาพฉายของวิลเลียมออกัสตัสที่หนึ่งชักดาบเรเพียร์สีเงินออกมาชี้ไปด้านหน้าแล้วก็ตวัดลง
โดยไม่ต้องเปล่งเสียง ความโกลาหลและพิสดารภายในโบราณสถานทั้งหมดหยุดลงทันที การต่อสู้ถูกแบ่งออกเป็นหลายสังเวียน
เฮอร์มิสดวลกับสตรีเลอโฉมใบหน้าเฉื่อยชา เทพหายนะเซียอาชิงความได้เปรียบเหนือไรเน็ตต์ไทน์เคอร์ ภาพฉายทางประวัติศาสตร์ของจักรพรรดิโรซายล์และเทวทูตแสงกำลังรายล้อมไคลน์ วิลเลียมออกัสตัสอยู่ในตำแหน่งอิสระที่คอยป้องกันมิให้เกิดความเสียหายกับสุสานด้านล่าง
สมแล้วที่เป็นหัตถ์ประกาศิต…รูม่านตาไคลน์พลันเบิกกว้าง และแทบไม่ต้องคิด มันสอดมือขวาเข้าไปในเสื้อ เหยียดมือซ้ายออกไปด้านหน้าเพื่อยืมพลังจากตัวเองในอดีต
ไม่ว่าจะเป็นกงสุลมรณะ หัวหน้าสำนักชีรัตติกาล หรือเทวทูตแห่งการปกปิด ทั้งหมดล้วนเป็นภาพฉายทางประวัติศาสตร์ที่มีตัวตนสูงเกิดกว่าระดับของไคลน์ ส่งผลให้สิ้นเปลืองพลังวิญญาณมหาศาลเพื่อคงสภาพ ก่อนที่พลังวิญญาณจะเหือดแห้ง ไคลน์จำเป็นต้องยืมพลังจากตัวเองในอดีต
ผลลัพธ์ทำให้ร่างกายชายหนุ่มเปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณปลอม และภายในห้านาทีถัดไป สิ่งนี้จะทำหน้าที่เหมือนพลังวิญญาณจริงทุกประการ
ทันใดนั้นไคลน์เห็นแสงสว่าง
เทวทูตซึ่งเกิดจากการควบแน่นแสงบริสุทธิ์ แผ่นหลังมีปีกมายา ทำการพรั่งพรูน้ำตกแสงใส่ชายหนุ่มอย่างท่วมท้น
ท่ามกลางทะเลแห่งแสงอันเจิดจ้า วัตถุบางชนิดร่วงหล่นอย่างรวดเร็วไปในทิศทางของสุสาน
หนังสือปกสีเข้มที่ทำจากกระดาษหนัง
การเดินทางของกรอซาย!
ไคลน์อาศัยแก่นสำคัญของพลังแบ่ง ‘หนอนวิญญาณ’ และพลังแปลงโฉม ทำการหดตัวกลายเป็น ‘ที่คั่นหนังสือเลือดเนื้อ’ และซ่อนตัวอยู่ในการเดินทางของกรอซาย ปกป้องตัวเองจากแสงสว่างอันท่วมท้น
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังได้รับบาดเจ็บสาหัส เนื่องจากแสงสว่างยังคงส่องโดนบางจุดของร่างกาย
ยังไม่จบเพียงเท่านี้ ในตำแหน่งที่การเดินทางของกรอซายร่วงหล่น จักรพรรดิโรซายล์ในเครื่องแต่งกายสง่างามกำลังยืนรอในท่ายกมือ
“…” โดยไม่สนใจประเด็นอื่น ไคลน์คิดออกเพียงวิธีปกป้องตัวเองเบื้องต้น
ซ่อนตัวอยู่ในช่องว่างประวัติศาสตร์!
ครืน!
เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องจากด้านนอกโบราณสถาน
แรกเริ่มด้วยการดังจากจุดห่างไกล แต่ปิดท้ายด้วยเสียงที่ใกล้ราวกับดังขึ้นข้างหู
ไคลน์และภาพฉายทางประวัติศาสตร์ รวมถึงสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโบราณสถานพลันตกตะลึงและยืนแข็งทื่อ เช่นเดียวกันกับ ‘ทะเลแสง’ ที่ลดทอนความเจิดจ้าลง
ไม่สิ ยังเหลือหนึ่งบุคคลที่ไม่ได้รับผลกระทบ เทวทูตแห่งการปกปิดของโบสถ์รัตติกาล สตรีใบหน้างดงามและเฉื่อยชารายนี้ฉวยโอกาสทำให้ร่างกายจางลง กลายเป็นลวดลายจำนวนมากที่สื่อถึงการปกปิดและความสยดสยอง โลกที่แปลกประหลาดขยายปกคลุมเฮอร์มิส ไรเน็ตต์ไทน์เคอร์ ท่อนแขนของเซียอา เทวทูตแสง และวิลเลียมออกัสตัสที่หนึ่ง
แม้ว่าสิ่งที่ไคลน์อัญเชิญจะเป็นเพียงภาพฉายทางประวัติศาสตร์ซึ่งถูกลดทอนฝีมือลงมาก แต่แก่นแท้บางอย่างยังคงอยู่!
ในที่สุดความโกลาหลที่คาดหวังก็มาถึง!
สำหรับผู้ช่วยคนอื่นของจอร์จที่สาม เช่นราชาเทวทูตมันยังคงอยู่ในสุสานแห่งอื่น
ในวินาทีที่โลกประหลาดกึ่งโปร่งใสก่อตัวขึ้น เทวทูตทุกตนพยายามขัดขืน
ท่ามกลางความโกลาหล โลกประหลาดถูกฉีกทำลายอย่างง่ายดาย
อย่างไรก็ตาม ภายใต้การชักนำของหญิงสาว กลุ่มก้อนลำแสงผสานเข้ากับพลังของเทวทูตและพุ่งตรงไปยังสุสานลับด้านล่าง
ครืน!
เสียงฟ้าร้องดังสนั่นอีกระลอก จักรพรรดิโรซายล์ที่พยายามจะหยุด ผงะตกใจอีกครั้งจนไม่เป็นอันทำสิ่งใด
เพียงพริบตา สุสานลับสีเข้มที่ดูสง่างามถูกโจมตีจนเกิดรอยแตกลึกบนพื้นผิว เผยให้เห็นสภาพด้านใน
ภายในช่องว่าง กระแสเลือดพวยพุ่งขึ้นมาด้านบน บ้างเป็นสีแดงสด บ้างหมองคล้ำ
บึ้ม! บึ้ม! บึ้ม!
คราวนี้เป็นปืนใหญ่อัดอากาศที่ยิงโดยไคลน์ผู้กลับคืนร่างมนุษย์ในท่าถือการเดินทางของกรอซาย
สุสานลับที่ใกล้พังทลายรอมร่อ ถึงคราวจบสิ้นโดยสมบูรณ์ เลือดด้านในพรั่งพรูออกมาเพิ่มขึ้น
…
เนื่องจากสุสานถูกทำลาย พิธีกรรมเลื่อนลำดับของจอร์จที่สามจึงขาดเสถียรภาพเพราะเสาหลักในการค้ำจุนหายไป
หากมีสุสานเพียงหลังเดียวที่ถูกโจมตี มันยังสามารถพึ่งพาการเชื่อมต่อระหว่างตนกับสุสานเหล่านั้นเพื่อสร้างแนวป้องกันบางอย่าง แต่ปัจจุบันมันเผชิญหน้ากับการโจมตีที่หนักหน่วงเกินไป
เมื่อร่างมายาของมันเริ่มเดือดปะทุ จอร์จที่สามมิอาจคงสภาพพลัง ‘บิดเบือน’ ที่ส่งไปยังโลกภายนอกได้อีก ในที่สุดสุสานซึ่งเคยถูกตัดขาดจากโลกความจริงก็กลับมาปรากฏต่อหน้าทริสซี่
ใบหน้าชุ่มเลือดของหญิงสาวซึ่งกำลังบิดเบี้ยว ยกโค้งมุมปากอย่างพึงพอใจ
…
กรุงเบ็คลันด์ จัตุรัสรำลึก
“เหล่าพสกนิกรที่รักทุกท่าน…” ขณะจอร์จที่สามเจ้าของหนวดทรงโบราณและใบหน้าเคร่งขรึม เตรียมกล่าวปิดสุนทรพจน์ เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วจัตุรัส
เลือดเนื้อของมันกลายเป็นสะเก็ดดอกไม้ไฟที่กระจายเต็มอากาศ
…………………………
หลังจากเดินผ่านประตูมายา ทริสซี่พรางตัวเงียบงันกระโดดจากหน้าผาตรงทางเข้า ร่อนลงไปในหุบเหวที่มืดมิดจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง
ที่นั่นคือสุสานลับของจักรพรรดิโลหิตทูดอร์
ระหว่างกำลังร่อนลง ร่างของทริสซี่เบาราวกับขนนก น้ำหนักของเธอแทบไม่หลงเหลือ แต่ความเร็วกลับไม่ลดลง
ไม่มีเวรยามคนใดตระหนักถึงการลอบเข้ามาของเธอ
ขณะทริสซี่กำลังย่างกรายเข้าใกล้เป้าหมาย เสียงหนึ่งดังขึ้น
“ห้ามซ่อนตัวที่นี่”
ร่างของทริสซี่ถูกเผยทันทีโดยมิอาจขัดขืน เธอพบชายคนหนึ่งกำลังลอยอยู่เหนือสุสานซึ่งเด่นตระหง่านท่ามกลางก้นหุบเหวอันมืดมิด
ชายคนดังกล่าวมีโครงหน้าทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผมสีขาว หนวดม้วนเหนือริมฝีปาก คิ้วดกหนา ดวงตาค่อนข้างโต
แต่งกายในชุดสูทสุภาพ สวมผ้าคลุมผืนใหญ่ หัวรองเท้ายาวผิดปกติ รสนิยมค่อนข้างล้าสมัย ไม่ใช่ใครนอกจากครึ่งเทพผู้สนับสนุนจอร์จที่สาม เจ้าชายโกรฟ
นักล่าแห่งกลียุคลำดับสาม รายนี้สวมมงกุฎหนามเหนือศีรษะ ละอองแสงที่มารวมตัวกันรอบมงกุฎถักสานเข้าด้วยกันจนกลายเป็นทะเล
สมบัติปิดผนึก ศูนย์-สามหก
…
ปลายแม่น้ำทัสซอค ขณะไคลน์พาหุ่นเชิดโจนาสและเอ็นยูนผ่านบานประตูมายา นิมิตภาพหนึ่งผุดขึ้นในความคิด
วิหารสีดำตั้งเด่นตระหง่านเบื้องหน้า ประตูบานมหึมากำลังเปิดกว้าง ด้านในมีชายแต่งกายด้วยกางเกงเอี๊ยมและหมวกทรงสูง สตรีผู้แต่งกายในเดรสแขนฟูฟ่อง และสตรีผู้สวมเดรสปักลวดลายดอกไม้
พวกมันทั้งหมดลอยอยู่กลางอากาศ ไม่มีใครขยับเขยื้อน
“ก๊า!” “ก๊า!” “ก๊า!”
อีกาดำบินวนรอบยอดแหลมของวิหาร ส่งเสียงร้องที่ช่วยให้ใจสั่น
ทั้งที่ยังมิได้คาดเดาสิ่งใด แต่ไคลน์กลับรู้สึกประหนึ่งตกลงไปในรอยแยกธารน้ำแข็ง ร่างกายเย็นเยียบ เส้นขนลุกตั้งชัน
ความคิดนับไม่ถ้วนผุดขึ้นอย่างบ้าคลั่ง แต่ทั้งหมดล้วนเรียกชื่อเดียวกัน
ซาราธ!
ในพริบตาสัญชาตญาณของไคลน์สั่งให้เปลี่ยนตำแหน่งกับหุ่นเชิดที่เตรียมไว้ด้านนอก พยายามหนีออกจาก ‘วิหาร’ ตรงหน้าให้เร็วที่สุด
เห็นได้ชัดว่ามันกำลังเผชิญกับ ‘ปาฏิหาริย์’ เพราะหลังจากผ่านบานประตูมายา แทนที่จะได้เข้าไปในสุสานลับของจอร์จที่สาม แต่มันกลับถูกส่งมายังสถานที่ซึ่งยากจะอธิบาย
วินาทีถัดมาชายหนุ่มพบว่าด้ายวิญญาณที่เชื่อมต่อกับหุ่นเชิดด้านนอกถูกตัดขาด ร่างหลักลอยสูงไปยังด้านในของวิหารสีดำสนิท
หากปราศจากนิมิตลางสังหรณ์ที่สูงกว่าระดับของตัวเองซึ่งช่วยให้ตระหนักถึงอันตรายล่วงหน้า ทุกสิ่งคงสายเกินกว่าจะตอบสนอง และไคลน์คงกลายเป็นหนึ่งในคอลเลกชั่นหุ่นเชิดเรียบร้อยแล้ว
โดยไม่มัวคิดมาก ไคลน์รีบควบคุมด้านวิญญาณ เรียกพวกมันทั้งหมดกลับมาและเชื่อมต่อเข้ากับตัวเองเป็น ‘วงกลม’ ทีละเส้น
ผลลัพธ์ช่วยให้มันรอดพ้นวิกฤติได้ชั่วคราว แต่ก็ต้องสูญเสียหุ่นเชิดโจนาสและเอ็นยูนไปในเสี้ยววินาที
ลำคอของหุ่นเชิดทั้งสองกระตุกรุนแรง จากนั้นก็ถูก ‘มือล่องหน’ กระชากขึ้นไปแขวนไว้ด้านในวิหารที่มียอดแหลม
หลังจากรวมกลุ่มกับกองซากศพ พวกมันโยกเอนแผ่วเบาท่ามกลางสายลม เปล่งเสียงที่แตกต่างแต่เป็นคำพูดเดียวกัน
“ยินดีต้อนรับกลับ…”
…
ณ จัตุรัสรำลึก ร่างจินตนาการของกษัตริย์จอร์จที่สามยังคงมอบสุนทรพจน์
“…เราจะลดคุณสมบัติขั้นต่ำในการเลือกตั้ง นอกจากนั้นยังจะมอบอำนาจเพิ่มเติมให้กับสภาสามัญ…”
แม้ผู้คนจะยังไม่ค่อยเข้าใจว่า เหตุใดสุนทรพจน์ถึงมีพัฒนาการในทิศทางนี้ แต่ก็เนื้อหาก็ฟังดูไม่เลว
นี่คือร่างกฎหมายที่ยื่นโดยสภาขุนนาง…แต่ก็ไม่มีความจำเป็นต้องอธิบายให้ประชาชนฟัง…คล้ายกับเป็นการเน้นย้ำว่า พระองค์จะดำเนินตามนโยบายดังกล่าวในอนาคต…ออเดรย์ค่อนข้างฉงน มิอาจหาเหตุผลมารองรับ
ณ โบราณสถานหมายเลขหนึ่งแถบชานเมืองกรุงเบ็คลันด์ ภายในสุสานลับที่มืดมิดและสง่างาม
จอร์จที่สามตัวจริงซึ่งสวมมงกุฎสีดำเรียบร้อย เริ่มดื่มโอสถ
ร่างกายของมันแปรสภาพกลายเป็น ‘เงาดำแห่งระเบียบ’ และขยายออกไปในลักษณะที่น่าอัศจรรย์ สุสานทั้งเก้าแห่งเปรียบดังเกาะท่ามกลางมหาสมุทรที่ว่างเปล่า เป็นส่วนหนึ่งของ ‘กฎ’ ทั้งมวล ประชาชนซึ่งพากันตะโกนว่า ‘จักรพรรดิจอร์จที่สาม’ อย่างพร้อมเพรียงเปรียบดังประภาคารจำนวนมากที่เป็น ‘หลักยึดเหนี่ยว’ ให้กับผู้ปกครองสูงสุดแห่งโลเอ็น ไบลัมตะวันออก และหมู่เกาะรอสต์ ทั้งหมดช่วยให้จอร์จที่สามหลุดพ้นจากโลกความจริงและกลายเป็นส่วนหนึ่งของ ‘เงาดำแห่งระเบียบ’
ระหว่างนี้ สติของจอร์จที่สามผันผวนอย่างมิอาจควบคุม ประหนึ่งกำลังถูกฉีกเป็นเศษเล็กเศษน้อย
ซาราธแห่งลัทธิเร้นลับติดต่อหาเราและเสนอตัวช่วยเหลือ…
เจ้านั่นบอกว่ามองเห็นความคิดของเกอร์มันสแปร์โรว์ผ่านคดีคาพิน ผ่านเหตุการณ์ลอบสังหารสตรีแห่งโรคภัย ผ่านเหตุการณ์ปิดปากกัปตันคลั่ง ผ่านการหายตัวไปของโจนาสโคลเกอร์ และอีกมากผลการทำนายของมันระบุว่า มันควรร่วมมือกับเราเพื่อช่วยเฝ้าสุสาน…รอให้เกอร์มันสแปร์โรว์เป็นฝ่ายเข้ามาหาด้วยตัวเองจากอิทธิพลของกฎการดึงดูด…
เจ้านั่นยังบอกด้วยว่า ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการกำจัดครึ่งเทพเส้นทางนักทำนายที่เก่งกาจ คือความอดทนและสมาธิ…
ทำตัวเหมือนกับพวกนักต้มตุ๋นไม่มีผิด…
แถมยังพา ‘เทพหายนะ’ เซียอา มาช่วยอีกแรง…
เราใช้พลังของตัวเองในการทำพันธสัญญากับพวกมัน…
ผนวกกับการมีผู้ช่วยที่เราเชิญมาจากสภานักสิทธิ์สนธยา รวมถึงโกรฟที่ถือครองสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ แม้ว่าครึ่งเทพส่วนใหญ่ของกองทัพและราชวงศ์จะถูกส่งไปรบในแนวหน้าหรือไม่ก็ปกป้องเบ็คลันด์ แต่เราก็ไม่ต้องกังวลว่าพิธีกรรมจะถูกขัดขวาง เว้นเสียแต่เทพแท้จริงจะเสด็จเยือน…
และนั่นก็เป็นไปไม่ได้…เดิมที เราคิดจะใช้โอกาสนี้เพื่อจับ ‘ศัตรู’ ที่คิดขัดขวาง แต่ท้ายที่สุด โอกาสมันเหมาะสมแก่การเลื่อนลำดับ…
หึหึ…แม้แต่โกรฟก็ยังไม่รู้ไพ่ตายของเรา…เจ้านั่นไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้…
อีกเพียงไม่ถึงสองนาที เราจะกลายเป็นเทพผู้มีชีวิตนิรันดร์ จักรพรรดิมืดผู้ปกครองความจริง…
…
“ก๊า!” “ก๊า!” “ก๊า!”
ท่ามกลางโลกอันมืดมิดที่มีเสียงอีกาดังกังวาน ศพซึ่งถูกแขวนอยู่ใต้ยอดแหลมสีดำ ร่อนลงมาพร้อมกับพุ่งตัวผ่านบานประตูหลัก
ทุกสายตาจดจ้องไคลน์ที่อยู่ด้านนอก
แทบจะในเวลาเดียวกัน ร่างหนึ่งถูกวาดขึ้นอย่างเชื่องช้ากลางอากาศ
ไคลน์ไม่สนใจว่าสิ่งนั้นคืออะไร ขณะอยู่ในสถานะพิเศษของด้ายวิญญาณ ชายหนุ่มรีบดีดนิ้ว
เปาะ!
เปลวไฟสีแดงลุกไหม้ออกจากกระเป๋าสตางค์ทันที เพียงไม่นานก็ลุกท่วมร่างกาย
เปลวไฟดับลงในเวลาไม่นาน แต่ไคลน์ยังอยู่ในตำแหน่งเดิม มิอาจกระโจนออกไปด้านนอก
มันรีบกระตุ้นยุบพองหิวโหยต่อทันทีและพยายามใช้เทเลพอร์ตโดยปราศจากอาการลนลาน
ร่างไคลน์กลายเป็นโปร่งใส แต่ก็โผล่กลับมาอีกครั้งโดยที่มิอาจเคลื่อนย้ายตัวเองไปไหน
ประหนึ่งจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดกลายเป็นจุดเดียวกันอย่างน่าประหลาด
ในเวลาเดียวกันร่างที่ปรากฏตัวกลางอากาศถูกวาดจนเสร็จ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าหรูหรา ผมยาวสีเกาลัด ดวงตาสีฟ้า จมูกโด่ง ริมฝีปากบาง ไม่ใช่ใครนอกจากโรซายล์กุสตาฟในสมัยเป็นมหาจักรพรรดิ
มันมองต่ำมาทางไคลน์ สัญลักษณ์มากมายผุดขึ้นในดวงตา
จิตไคลน์บวมพองทันที อัดแน่นไปด้วยความรู้ปริมาณมหาศาลที่ทั้งมีประโยชน์และไม่มี
เพียงพริบตาชายหนุ่มรู้สึกว่าศีรษะของตนกำลังจะระเบิด ความคิดยุ่งเหยิงโดยสมบูรณ์ ไม่แม้แต่จะขยับปลายนิ้ว
อาศัยสัญชาตญาณไคลน์ถ่ายเทความรู้เหล่านั้นเข้าไปในหนอนวิญญาณจำนวนมหาศาล
ผลลัพธ์ช่วยให้ไคลน์สามารถควบคุมร่างกายได้อีกครั้ง มือขวารีบจับคว้าบางสิ่งจากอากาศตรงหน้า
แขนของมันยวบลงกะทันหัน ไคลน์รีบชักกลับและดึงหางสีเงินสว่างซึ่งปราศจากเกล็ดออกมา ขณะเดียวกัน หุ่นเชิดจากด้านในวิหารกำลังพุ่งผ่านกรอบประตูและเตรียมโจมตี นอกจากนั้นยังมีอีกสองร่างใหม่ถูกวาดขึ้นกลางอากาศ
ในวินาทีที่ไคลน์ปล่อยมือขวา งูยักษ์ได้ปรากฏกายท่ามกลางดินแดนอันมืดมิด
ดวงตามีสีแดงสด สายตาเย็นชา บนร่างกายเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ ‘กงล้อ’ ที่แตกต่างกันจำนวนมาก
อสรพิษแห่งชะตา!
ไคลน์มิได้อัญเชิญตัวตนดังกล่าวจากช่องว่างประวัติศาสตร์ แต่เป็นวิลอัสตินที่ใช้ยันต์วันวานอีกครั้งและปรากฏตัวจากการเผาไหม้นกกระเรียนกระดาษในกระเป๋าสตางค์
การใช้ ‘กระโจนเพลิง’ เมื่อครู่ แท้จริงแล้วเป็นการขอความช่วยเหลือจากอสรพิษแห่งชะตา
และเหตุผลที่ต้องทำท่าทาง ‘ดึงออกมา’ ก็เพื่อปกปิดความจริงจากเทวทูตฝั่งตรงข้าม ไม่ให้อีกฝ่ายทราบตำแหน่งของอสรพิษแห่งชะตาและสร้างความเดือดร้อนแก่ครอบครัวนายแพทย์อลัน
สถานการณ์ปัจจุบันไม่เหมือนกับการกำจัดร่างโคลนอามุนด์ในคราวก่อน ไคลน์ไม่มั่นใจว่าจะขจัดภัยอันตรายได้ทั้งหมด จึงปรึกษากับวิลล่วงหน้าเพื่อหารือทางออกที่ดีที่สุด
โชคดีที่แผนการของวิลอัสติน ช่วยปิดบังแก่นแท้ของ ‘การอัญเชิญ’ เมื่อครู่อย่างมิดชิด
ทันใดนั้น อสรพิษปรอทขนาดมหึมาอ้าปากงับหางตัวเอง กลายเป็นกงล้อที่ดูลึกลับและน่าอัศจรรย์
สองร่างลึกลับปรากฏขึ้นสองฝั่งซ้ายขวาของภาพฉายของโรซายล์ที่ลอยอยู่กลางอากาศ ร่างหนึ่งคือราชินีเงื่อนงำ แบร์นาแดตซึ่งตัวจริงกำลังต่อกรกับเทวทูตลำดับหนึ่ง ‘หัตถ์ประกาศ’ วิลเลียมออกัสตัสที่หนึ่งอย่างดุเดือด ส่วนอีกร่างหนึ่งมีปีกเปล่งแสงบริสุทธิ์สยายจากแผ่นหลัง บรรยากาศยืนยันได้ชัดเจนว่าเป็นเทวทูต!
เพียงพริบตา ร่างของเทวทูตที่เพิ่งปรากฏกายทั้งสองเลือนหายอย่างรวดเร็ว ส่วนหุ่นเชิดที่พยายามโจมตีไคลน์ ถูกส่งกลับไปแขวนไว้ใต้ยอดแหลมของวิหารสีดำอีกครั้ง
หุ่นเชิดโจนาสและเอ็นยูนถูกไคลน์พาออกจากบานประตูมายาด้านหลัง หลบหนีออกจากโลกที่มีเสียงอีกาดังกังวานและโผล่ที่ปลายแม่น้ำทัสซอคอีกครั้ง
อสรพิษแห่งชะตา เริ่มต้นใหม่!
อสรพิษยักษ์ไร้เกล็ดเลือนหายไป ส่วนไคลน์ไม่ลังเลที่จะใช้เทเลพอร์ตส่งตัวเองผ่านโลกวิญญาณไปโผล่ที่สุสานลับอีกแห่งหนึ่ง มันใช้เลือดที่ยังเหลือวาดสัญลักษณ์และทำการเปิดประตูมายา
ในคราวนี้ มันเข้าไปด้านในจนกระทั่งพบสุสานลับที่มืดมิดและหม่นหมอง จากนั้นก็อัญเชิญคทาเทพสมุทร เสกพายุสายฟ้าอันน่าสะพรึงหนแล้วหนเล่าเพื่อทำลายเป้าหมายให้สิ้นซาก
ถัดมาไคลน์หันหลังกลับและจากไป
ทุกสิ่งเกิดขึ้นอย่างราบรื่นราวกับความฝัน
ใช่แล้วความฝันอันแสนหวาน
ไคลน์ซึ่งตื่นตัวตลอดเวลาในความฝัน ตระหนักว่านับตั้งแต่ที่ตนย่างกรายเข้าไปในซากโบราณสถาน มันตกอยู่ในความฝันที่ใครบางคนสร้างขึ้น!
……………………..
ไคลน์ไม่มีเวลามัวคิดเล็กคิดน้อย ทันทีที่เข้าสู่สถานะ ‘ปกปิด’ ชายหนุ่มสั่งให้ ‘ผู้ชนะ’ เอ็นยูนสลับตำแหน่งกับหุ่นเชิดใหม่ที่เป็นอดีตโจรสลัด
ทันทีหลังจากนั้น มันกระตุ้นยุบพองหิวโหยและพาหุ่นเชิดเอ็นยูนกับโจนาสไปยังสุสานในแคว้นอาโฮว่า
เนื่องจากภาพฉายทางประวัติศาสตร์จะถูกดึงออกมาได้มากที่สุดเพียงสามภาพในเวลาเดียวกัน ไคลน์จึงไม่มีทางเลือกนอกจากใช้ร่างจริงพาหุ่นเชิดมาด้วย เพราะถ้าส่งภาพฉายทางประวัติศาสตร์มาแทน นั่นจะเป็นการสิ้นเปลือง ‘โควตา’ ที่สำคัญสำหรับอัญเชิญภาพฉายอื่น ส่วนหุ่นเชิดที่ยังหลงเหลือในจัตุรัสรำลึก มันจะไม่ตายในทันที ยังมีชีวิตอยู่ได้อีกราวครึ่งชั่วโมงในสภาพเหม่อลอย แต่ก็ไม่ใช่สถานะที่ผิดปกติในการฟังสุนทรพจน์ และต่อให้ไคลน์ไม่กลับไป ก็จะมีถุงมือแดงจากโบสถ์รัตติกาลมาช่วยเก็บกวาดให้
ขณะเดียวกันด้านนอกสุสานลับในแคว้นเชสเตอร์ตะวันออก แบร์นาแดตซึ่งสวมชุดสีเหลืองของเด็กสาวและหมวกอ่อนสีดำทรงโบราณ ถูกรายล้อมด้วยเถาวัลย์ที่งอกเงยจากความว่างเปล่า
ผมยาวสีเกาลัดของเธอถูกปล่อยลงตามธรรมชาติ คิ้วยาวตรงได้สัดส่วน ดวงตาคล้ายกับอัดแน่นไปด้วยน้ำทะเลสีคราม
จ้องมองกำแพงภูเขาตรงหน้า ราชินีเงื่อนงำยื่นมือขวาออกไปพร้อมกับสร้างสัญลักษณ์จากความว่างเปล่า
เพียงตวัดปลายนิ้ว หยดเลือดสีแดงสดที่ดูคล้ายกับอัญมณีเลอค่า ไหลออกจากความว่างเปล่าและแข็งตัว
เพียงพริบตาสัญลักษณ์ซับซ้อนที่เกิดจากการเรียงทับของ ‘ประตู’ ถูกวาดเสร็จ พวกมันสั่นระริกราวกับกำลังเชื่อมต่อเข้ากับที่ใดสักแห่ง
ไม่กี่อึดใจถัดมา สัญลักษณ์โลหิตขยายตัวกลายเป็นประตูมายาโปร่งแสง มองเข้าไปด้านในจะเห็นสุสานขนาดใหญ่ที่สร้างจากหินสีดำ
แบร์นาแดตย่างกรายเข้าไปทันที ผ่านกรอบประตูมายาจนกระทั่งบรรยากาศกลายเป็นมืดสลัว
แสงสว่างส่องมาจากเสาหินทั้งสองฝั่งทางเดินและตะไคร่น้ำประหลาดที่เกาะอยู่บนกำแพง พวกมันช่วยกันมอบแสงสว่างจนเธอสามารถมองเห็นสุสานลับที่ตั้งอยู่ภายในสายหมอกด้านล่าง
สัญลักษณ์ของมิสเตอร์ประตูใช้ได้จริง!
ทันใดนั้นพิธีกรรมบางอย่างถูกประกอบขึ้นอย่างรวดเร็วในชั้นใต้ดิน ส่งผลให้จุดแสงเริ่มทยอยมารวมตัวกันและควบแน่นกลายเป็นร่างหนึ่งกลางอากาศ
ร่างดังกล่าวมีคางเหลี่ยม ผมสีดำ ดวงตาสีฟ้า จมูกโด่ง เคราดกหนา สีหน้าแววตาเคร่งขรึม
รูปลักษณ์เช่นนี้นับว่าคุ้นตาชาวโลเอ็นเป็นอย่างมาก เพราะเหมือนกับใบหน้าที่ถูกพิมพ์บนธนบัตรสิบปอนด์ทุกประการ และแน่นอน ต่อให้คนที่ไม่เคยจับธนบัตรสิบปอนด์มาก่อน ก็ต้องเคยเห็นรูปปั้นที่มีใบหน้าดังกล่าวตามสถานที่สำคัญของอาณาจักร เช่นจัตุรัสรำลึก
ผู้ก่อตั้งและผู้พิทักษ์ของอาณาจักรโลเอ็น ปฐมกษัตริย์ วิลเลียมออกัสตัสที่หนึ่ง
ตัวตนที่สมควรถูกเรียกว่า ‘ท่าน’ !
อาศัยความช่วยเหลือจากพิธีกรรม ท่านสามารถหายตัวจากเบ็คลันด์มาปรากฏกายที่นี่ได้ในพริบตา!
สีหน้าแบร์นาแดตยังคงเรียบเฉย เพียงพลิกฝ่ามือ สมบัติชิ้นหนึ่งปรากฏขึ้น
วัตถุดังกล่าวมีสีทอง รูปทรงคล้ายกาน้ำใบเล็ก มีไส้เทียนยื่นออกจากปากกา
ทันทีที่มือขวาของแบร์นาแดตถูไถไปบนผิววัตถุที่ปกคลุมด้วยสัญลักษณ์ซับซ้อน ไส้ตะเกียงลุกไหม้เงียบงัน
ละอองแสงที่สว่างขึ้นดูคล้ายกับไอน้ำที่ลอยสูง ก่อตัวเป็นร่างสีทองซีดอันพร่ามัวและบิดเบี้ยว
“ผู้เป็นนิรันดร์แห่งตะเกียงวิเศษเอ๋ย ความปรารถนาที่สองของข้าคือได้รับความแข็งแกร่งของ ‘จักรพรรดิความรู้’ เป็นเวลาหนึ่งวัน” แบร์นาแดตฉวยโอกาสที่วิลเลียมออกัสตัสยังเคลื่อนย้ายร่างกายไม่สมบูรณ์ กล่าวเป็นภาษาคนยักษ์ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
สมบัติที่อยู่ในมือเธอมีชื่อว่า ‘ตะเกียงวิเศษประทานพร’ กล่าวกันว่ามาจากยุคสมัยที่หนึ่ง ถึงแม้เจ็ดโบสถ์หลักจะไม่เคยครอบครองสิ่งนี้ แต่มันก็มีรหัสของสมบัติปิดผนึก
ศูนย์-ศูนย์ห้า!
สมบัติชิ้นนี้สามารถบรรลุความปรารถนาของผู้ถือได้สิบข้อ แต่จะมาในรูปแบบที่บิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยผลลัพธ์ที่ยากจะคาดเดา
ไม่เคยมีอดีตเจ้าของคนใดเผชิญจุดจบที่ดี ไม่เว้นแม้แต่โรซายล์กุสตาฟ
มหาจักรพรรดิได้ตักเตือนบุตรสาวของตนว่า สำหรับพรสองข้อแรก ต้องไตร่ตรองคำพูดให้รอบคอบและเตรียมการอย่างถี่ถ้วนเสียก่อน แต่ห้ามขอพรข้อที่สามเด็ดขาด ไม่ว่ายังไงก็ห้าม!
…
แคว้นอาโฮว่า ใกล้กับสุสานลับ ไคลน์มาเยือนที่นี่อย่างเงียบงันโดยปราศจากพิรุธ
แม้ว่าเวลาจะกระชั้นชิดเข้ามา แต่ชายหนุ่มก็มิได้บุ่มบ่ามบุกเข้าไปในสุสานอย่างประมาท เพียงเหยียดแขนขวาจับอากาศตรงหน้า
หลังจากทำแบบเดิมซ้ำห้าครั้ง กล้ามเนื้อแขนไคลน์พลันหดเกร็งประหนึ่งกำลังดึงวัตถุที่หนักมาก
เมื่อดึงมือขวากลับ ร่างหนึ่งถูกวาดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ร่างดังกล่าวมีผิวสีแทน รูปร่างสันทัด ผมสีดำ ดวงตาสีน้ำตาล ใบหน้าอ่อนโยนและมีไฝเม็ดเล็กใต้ติ่งหูขวา ไม่ใช่ใครนอกจากอะซิกอายเกส
ทว่าแตกต่างจากอะซิกที่ไคลน์รู้จัก ร่างดังกล่าวมีดวงตาเย็นชาสุดขีด แต่งกายในเสื้อคลุมสีดำเข้มปักด้ายสีทอง เหนือศีรษะสวมมงกุฎรูปนกที่สร้างจากทองคำ สายตามองต่ำราวกับกำลังดูแคลนสิ่งมีชีวิตทั้งปวง
นี่คืออดีตกงสุลมรณะ เทวทูตลำดับสอง!
ไคลน์ไม่มัวจ้องมอง เหยียดแขนจับอากาศอีกครั้ง
ในหนนี้ คล้ายกับมันไม่ได้จับสิ่งใดออกมา แต่ในความจริงเป็นการเรียกตัวเองเมื่อสิบวินาทีที่แล้วซึ่งอยู่ในสถานะถูกปกปิด!
จากนั้น ไคลน์โยนขวดโลหะให้ภาพฉายตัวเองก่อนจะหายตัวเข้าไปในช่องว่างประวัติศาสตร์
สติฟื้นคืนมาอยู่ในร่างอดีตด้วยความคล่องแคล่ว
ไคลน์ในสถานะปกปิด นำกงสุลมรณะอะซิก ไปยังที่ตั้งสุสานลับซึ่งมองไม่เห็นทางเข้า จากนั้นก็หยิบขวดโลหะเมื่อครู่และใช้พลังวิญญาณดึงเลือดสีแดงสดราวกับอัญมณีออกมา วาดเป็นสัญลักษณ์สีแดงของมิสเตอร์ประตูกลางอากาศอย่างว่องไว
สัญลักษณ์เสร็จสมบูรณ์อย่างรวดเร็ว เชื่อมต่อกับบางจุดภายในสุสานและขยายตัวเป็นประตูมายา
ไคลน์ในสถานะปกปิดและกงสุลมรณะอะซิก เดินผ่านกรอบประตูส่งตัวเองเข้าไปในสุสานปลายทาง
ขณะเดียวกันบรรดาเวรยามต่างตระหนักถึงผู้บุกรุกและเริ่มประกอบพิธีกรรม แต่สิ่งที่พวกมันเห็นกลับมีเพียงกงสุลมรณะซึ่งก้มมองทุกคนด้วยสายตาดูแคลน
ที่ใดสักแห่งภายในกรุงเบ็คลันด์ ขณะอดีตยุคแห่งนันวีลล์ ดริงก์ออกัสตัส เตรียมใช้เส้นทางที่เปิดออกโดยพิธีกรรมเพื่อมุ่งหน้าไปยังสุสานลับปลายทาง ชายที่อยู่ด้านข้างขมวดคิ้วและโพล่งขึ้น
“นั่นมันอะซิกอายเกส…ไม่สิ ท่าทีแข็งเกินไป คล้ายกับภาพฉายทางประวัติศาสตร์ที่ปราชญ์โบราณของลัทธิเร้นลับเรียกออกมา…งานนี้ให้ข้าจัดการเอง ท่านอยู่ที่นี่เพื่อคอยรับมือกับปราชญ์โบราณที่อาจซ่อนตัวในความมืด แม้พวกมันจะยังไม่ใช่เทวทูตแต่ก็น่ารำคาญพอตัว”
ดริงก์ออกัสตัส ชายชราซึ่งค่อนข้างเย่อหยิ่ง ผมสีดำมีสีเงินแซมพอประมาณ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาแสยะยิ้มหลังจากได้ยิน
“ปราชญ์โบราณก็อยู่ด้วยกันไม่ใช่หรือ? แม้จะเป็นสถานะปกปิด แต่ข้าสัมผัสได้จากความผิดปรกติรอบตัว…เจ้านั่นกำลังตบตาเรา ทำให้เราเข้าใจว่าเป็นการหลอกโจมตีที่นี่ด้วยภาพฉายทางประวัติศาสตร์ ส่วนตัวจริงเตรียมโจมตีสุสานอื่น…แต่ความจริงแล้วกำลังซ่อนตัวอยู่ข้างภาพฉายของอะซิก รอจนกระทั่งพวกเรานำกำลังหลักไปไว้ที่อื่น มันจะอาศัยสถานะปกปิดลอบเข้าไปทำลายสุสาน…นอกจากนั้นไม่ว่าตัวจริงจะอยู่ด้วยกันหรือไม่ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายอัญเชิญภาพฉายระดับเทวทูตออกมาแล้ว ต่อให้เจ้าใช้งานสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ แต่การกำจัดทิ้งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หากการต่อสู้ส่งผลกระทบไปถึงสุสาน สิ่งที่พวกเราทำมาทั้งหมดก็จะสูญเปล่า…และถึงอีกฝ่ายจะหลอกสามชั้นด้วยการนำตัวจริงไปบุกสุสานอื่น เจ้านั่นก็คงอัญเชิญเทวทูตตนใหม่ออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์ไม่ได้แล้ว ส่งผลให้เจ้าจัดการได้ค่อนข้างง่าย”
ขณะกล่าววรรคแรก ดริงก์ออกัสตัสได้เดินผ่านประตูที่เปิดจากพิธีกรรมเข้าไปแล้ว ส่วนรายละเอียดช่วงหลังเป็นการพูดผ่านภาพมายาที่ยังตกค้างอยู่
ภายในสุสานลับแห่งแคว้นอาโฮว่า อะซิกอายเกสซึ่งมีสีหน้าเฉยเมยและเย็นชา ชำเลืองไปรอบตัวก่อนจะขยายร่างกลายเป็นงูยักษ์ซึ่งปกคลุมพื้นที่ว่างด้านบนสุสาน
งูยักษ์ดังกล่าวดูกึ่งมายากึ่งจริง คล้ายกับก่อตัวจากสิ่งที่มนุษย์มิอาจทำความเข้าใจ ร่างกายทุกส่วนปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีเขียวเข้มขนาดใหญ่ ตามซอกเกล็ดมีขนนกสีขาวงอกแซม บนเกล็ดอัดแน่นด้วยสัญลักษณ์ประหลาดที่มีรูปร่างแตกต่างกัน เพียงจ้องมองด้วยตาเปล่าก็มากพอจะทำให้คนเป็นเปลี่ยนเป็นซอมบี้
นี่คือ ‘เทพงูขนนก’ ในตำนานทวีปใต้ เบ้าตาลุกโชนด้วยเพลิงสีซีด ปีกขนาดมหึมาแผ่ออกจากแผ่นหลัง
ท่ามกลางเสียงสายลม งูขนนกที่กำลังลอยกลางอากาศ โน้มตัวไปด้านหน้าพร้อมกับพ่นเพลิงสีซีดออกมาปกคลุมสุสาน
…แม้ภาพฉายทางประวัติศาสตร์ของมิสเตอร์อะซิกจะอ่อนแอกว่าตัวจริงพอสมควร แต่ก็ยังแข็งแกร่งมากอยู่ดี…สมแล้วที่เป็นบุตรแห่งเทพมรณา กงสุลมรณะแห่งจักรวรรดิไบลัม…ไคลน์ซึ่งเคยทดลองอัญเชิญบนเกาะ คาดไม่ถึงว่าอะซิกอายเกสในร่างอดีตจะแข็งแกร่งขนาดนี้
ในเวลาเดียวกัน ละอองแสงกลุ่มหนึ่งพุ่งมาจากส่วนลึกของสุสาน ส่งผลให้เปลวไฟสีซีดชะงักงัน มิอาจพุ่งไปข้างหน้าได้มากกว่าเดิม
วินาทีถัดมาละอองแสงก่อตัวเป็นร่างมนุษย์ ไม่ใช่ใครนอกจากเทวทูตลำดับสอง ‘ผู้สร้างสมดุล’ ดริงก์ออกัสตัส
เมื่อเห็นอีกฝ่าย ไคลน์ในสภาพถูกปกปิดพลันเปลี่ยนท่าทีกลายเป็นแข็งทื่อและไร้ชีวิตชีวา เคลื่อนไหวจากสัญชาตญาณได้เพียงอย่างเดียว เนื่องจากจิตของไคลน์ถูกส่งกลับไปยังช่องว่างประวัติศาสตร์ซึ่งอยู่นอกสุสานลับเรียบร้อยแล้ว
จากนั้นชายหนุ่มเทเลพอร์ตไปยังด้านนอกสุสานลับทางตอนล่างของแม่น้ำทัสซอค หยิบขวดโลหะอีกใบออกมาพร้อมกับใช้พลังวิญญาณวาดสัญลักษณ์สีแดง
เพียงพริบตา สัญลักษณ์เลือดเสร็จสมบูรณ์และกลายเป็นประตูมายา ไคลน์กับหุ่นเชิดโจนาสและเอ็นยูนพากันย่างกรายเข้าไป
แน่นอนว่าในแม่น้ำและป่าด้านนอก ไคลน์เปลี่ยนหลายชีวิตให้เป็นหุ่นเชิดเตรียมรอไว้แล้ว
…
ใกล้กับโบราณสถานหมายเลขหนึ่งแถบชานเมืองเบ็คลันด์ ร่างหนึ่งออกจากสถานะล่องหน
ผมสีดำขลับ ใบหน้ากลมกลึงและอ่อนโยน เจือความอ่อนหวานเล็กน้อย บรรยากาศรอบตัวน่าหลงใหล ไม่ใช่ใครนอกจากแม่มดทริสซี่
หลังจากทริสซี่เข้าใกล้โบราณสถานหมายเลขหนึ่ง เธอหยิบขวดโลหะออกมาและใช้เลือดด้านในวาดสัญลักษณ์ของมิสเตอร์ประตู
ประตูมายาก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
…………………………
เนื่องจากมาถึงค่อนข้างเร็ว เมลิสซ่าและเบ็นสันจึงจับจองตำแหน่งได้ค่อนข้างดี ช่วยให้มองเห็นวัตถุประหลาดสองชนิดที่วางอยู่บนเสาหินกึ่งกลางจัตุรัส อันหนึ่งเล็ก อันหนึ่งใหญ่ ถูกทาด้วยสีน้ำเงินเข้มเชื่อมกับสายโทรเลข
ด้านล่างวัตถุดังกล่าวมีกลุ่มทหารเสื้อแดงกางเกงขายาวสีขาวยืนอารักขาสี่ทิศ ทุกคนสะพายเป้โลหะสีเทา ถือปืนไรเฟิลลำกล้องใหญ่ที่มีกลไกซับซ้อน สายตากวาดมองไปรอบ ๆ อย่างไม่ประมาท
ท่ามกลางประชาชนที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย จัตุรัสมีชีวิตชีวามากขึ้นเรื่อย ๆ
จนกระทั่งเก้าโมงตรง วัตถุประหลาดบนเสาหินส่งเสียงซ่าออกมาเล็กน้อยและกลายเป็นเสียงทุ้มลึกในเวลาถัดมา
“สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทั้งหลาย เราคือจักรพรรดิของพวกท่าน ผู้ปกครองสูงสุดแห่งโลเอ็น ไบลัมตะวันออก และหมู่เกาะรอสต์…จอร์จออกัสตัสที่สาม”
…เสียงพูดดังออกมาจากสิ่งนั้น? ใช้หลักการเดียวกับโทรเลข? ดวงตาเมลิสซ่าเบิกโพลงทันที ความสนใจเบี่ยงจากเนื้อหามายังกลไกการทำงานของวัตถุประหลาด
…
“สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทั้งหลาย เราคือจักรพรรดิของพวกท่าน ผู้ปกครองสูงสุดแห่งโลเอ็น ไบลัมตะวันออก และหมู่เกาะรอสต์…จอร์จออกัสตัสที่สาม”
ณ จัตุรัสรำลึกในเขตตะวันตก ออเดรย์ยืนใกล้กับเวทีสูง ด้านข้างเป็นบิดา มารดา และพี่ชาย ทุกคนจดจ้องกษัตริย์ในเครื่องแต่งกายเต็มยศพร้อมกับตั้งใจฟังสุนทรพจน์
เนื่องจากทราบล่วงหน้าว่าเนื้อหาสุนทรพจน์ของจอร์จที่สามจะเป็นไปในทิศทางใด และจะสร้างบรรยากาศแบบไหน ออเดรย์จึงมิได้สวมชุดออกงานตัวเก่ง แต่แต่งกายในทำนองเดียวกับคุณหญิงเคทลิน เดรสเรียบง่ายสไตล์โบราณ สีดำล้วน ปราศจากเครื่องประดับ
“…เราทั้งดีใจและหนักใจที่จะแจ้งให้ทุกคนทราบว่า ในที่สุดโลเอ็นก็สามารถยับยั้งการรุกรานระลอกแรกจากฟุซัคได้สำเร็จ ทำลายแผนการของพวกมันที่คิดจะปิดฉากโลเอ็นภายในสามเดือน…”
“…อย่างไรก็ตาม มีคนหนุ่มสาวอนาคตไกลมากมายต้องจบชีวิตลงในสมรภูมิแนวหน้า พวกเขาควรจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ ควรได้อยู่เคียงข้างพ่อแม่และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ควรแต่งงานและออกเรือนไปสร้างครอบครัวที่สงบสุขกับคู่ครอง ให้กำเนิดเด็กน้อยที่น่ารักและแข็งแรง…”
“…ฟุซัค…พรากทุกสิ่งทุกอย่างไป…”
ออเดรย์ที่ทราบว่าสงครามปะทุขึ้นเพราะเหตุใด มิได้ซาบซึ้งไปกับสุนทรพจน์ของกษัตริย์ เพียงรู้สึกว่าอีกฝ่ายมีพรสวรรค์ในการเล่นละคร
เธอได้ยินเสียงสะอื้นแผ่วเบาดังมาจากรอบตัว ขณะเดียวกันก็สัมผัสได้ว่า มวลอารมณ์ความเศร้ากำลังก่อตัว ผสมผสานและบ่มเพาะ
สิ่งนี้ทำให้เบ้าตาของเธอแดงระเรื่ออย่างมิอาจควบคุม
จริงอยู่ที่สุนทรพจน์ของกษัตริย์เป็นของปลอม แต่ความโศกเศร้าของผู้คนเป็นเรื่องจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ออเดรย์มีโอกาสได้เห็นบรรดาญาติของผู้เสียชีวิต มีโอกาสได้ช่วยเหลือกลุ่มคนยากจนที่ต้องสูญเสียลูกหลาน สามี และบิดาในชั่วข้ามคืน
ท่ามกลางการสอดประสานของห้วงอารมณ์ที่เข้มข้น ช่วงเวลานี้เหมาะแก่การดื่มโอสถ ‘จอมบงการ’ มากที่สุด…ออเดรย์ฉุกคิดถึงพิธีกรรมเลื่อนลำดับ แต่เธอไม่สามารถฉวยโอกาสจากมันได้ เพราะนอกจากจะยังย่อยโอสถนักท่องฝันไม่เสร็จ เธอยังรวบรวมคะแนนผลงานจากมิสเตอร์เวิร์ลได้ไม่มากพอ
หญิงสาวสูดลมหายใจยาว ควบคุมอารมณ์ที่แปรปรวน ถอนสายตาจากจอร์จที่สามและปล่อยให้ความคิดล่องลอย
มิสเตอร์เวิร์ลให้ความสนใจกับสุนทรพจน์วันนี้มาก แต่เราไม่รู้ว่าเขาจะฉวยโอกาสลงมือทำสิ่งใด…
ขอให้ไม่เกิดอุบัติใหญ่ที่ลุกลามเป็นวงกว้าง…
เทคโนโลยีที่เรียกว่า ‘การกระจายเสียง’ อาศัยหลักการเดียวกับวิทยุ? มิสเตอร์เวิร์ลเคยเล่าให้ฟังว่า มีบางกองกำลังในทะเลกำลังใช้งานและพัฒนาเทคโนโลยีนี้อยู่…เมื่อเทียบกับทะเลที่เต็มไปด้วยพายุก่อกวน บนบกเหมาะจะใช้งานกว่ามาก…
ขณะออเดรย์ปล่อยให้ความคิดล่องลอย จอร์จที่สามซึ่งมีหนวดงามเหนือริมฝีปาก มีบรรยากาศเคร่งขรึมและหัวโบราณ เสร็จสิ้นการกล่าวส่วนแรกของสุนทรพจน์และเปล่งเสียงทุ้มต่ำ
“เราขอใช้โอกาสนี้เพื่อไว้ทุกข์ให้กับเหล่าวีรบุรุษผู้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ…ขอให้สุภาพบุรุษ สุภาพสตรี กล่าวตามเราในใจ”
“ในนามแห่งจักรพรรดิจอร์จที่สาม เราขอให้ดวงวิญญาณวีรบุรุษผู้ล่วงลับได้พานพบความสุขอันเป็นนิรันดร์ ขอให้พวกเขาทุกคนหลับใหลในดินแดนทวยเทพที่นับถืออย่างสงบสุข”
ประโยคดังกล่าวอันแน่นไปด้วยความน่าเกรงขามเหนือคำบรรยาย ส่งผลให้ผู้ฟังทุกคนรวมถึงออเดรย์ก้มศีรษะลงตามจิตใต้สำนึก ประสานมือและกล่าวภายในใจ
ในนามแห่งจักรพรรดิจอร์จที่สาม…
…
ในนามแห่งจักรพรรดิจอร์จที่สาม…อีกด้านหนึ่งของจัตุรัสรำลึก ไคลน์ซึ่งมีใบหน้าทั่วไป แต่งกายด้วยเสื้อขนสัตว์สีดำ สวดวิงวอนไปพร้อมกับผู้คนรอบข้างอย่างกลมกลืน
หลังจากความเงียบงันเข้าปกคลุมนานสามนาที ชายหนุ่มใช้หุ่นเชิดประเภทนกที่เกาะตามหลังคาคอยสอดส่องพฤติกรรมของจอร์จที่สามอย่างระมัดระวัง มองหาโอกาสที่กษัตริย์จะปลีกตัวลงจากเวทีเพื่อเข้าไปดื่มโอสถในสุสานลับ
ตามความเข้าใจของไคลน์ วลี ‘ในนามแห่งจักรพรรดิจอร์จที่สาม’ น่าจะเป็นแก่นสำคัญของพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์จักรพรรดิมืด การดื่มโอสถควรทำหลังทันทีจากนี้ทันทีเพราะมวลอารมณ์กำลังเข้มข้น หากปล่อยให้ล่าช้าเกินนานกว่าสามนาที ประสิทธิภาพและผลลัพธ์อาจไม่ถดถอย
หืม…จอร์จที่สามเอาแต่ไว้อาลัยอย่างเงียบงัน ไม่ขยับเขยื้อนไปไหน…ไคลน์พยายามระงับความกระสับกระส่ายและความสงสัย รอคอยให้เวลาผ่านไปอย่างอดทน
ความเงียบที่ทำให้หลายคนหลั่งน้ำตาดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุด ประชาชนทยอยลืมตา ส่วนจอร์จที่สามยังคงไม่ไปไหน ดำเนินการกล่าวสุนทรพจน์ของตนต่อไป
“เราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดมาแล้ว…พวกเราจะเอาชนะความชั่วร้ายและโหดเหี้ยมได้อย่างแน่นอน นี่คือพลังแห่งความยุติธรรม…พลังที่มาจากทหารแนวหน้าทุกคน…พลังที่มาจากแรงงานในอุตสาหกรรมทุกคน…”
นี่แปลว่า…ศูนย์ศูนย์แปดของเราสร้างอิทธิพลไม่สำเร็จ? จอร์จที่สามไม่มีแผนจะเถลิงบัลลังก์เทพในวันนี้ สุนทรพจน์มีขึ้นเพียงเพื่อ ‘ล่อ’ ให้ศัตรูที่ต้องการทำลายพิธีกรรมเผยตัว และในอนาคตก็จะมีสุนทรพจน์ทำนองเดียวกันเกิดขึ้นอีก? ไคลน์ขมวดคิ้วพลางครุ่นคิด
ทันใดนั้น ใบหน้าของมันเริ่มอึมครึมหลังจากฉุกคิดบางสิ่ง
เพียงพริบตา ไคลน์สลับตำแหน่งกับหุ่นเชิดเอ็นยูนในท่อระบายน้ำ ฝ่ายหลังแต่งกายเหมือนกับร่างต้นตั้งแต่หัวจรดเท้า
ถัดมาชายหนุ่มถอยหลังสี่ก้าวส่งตัวเองเข้าสู่มิติหมอก ใช้ตาทิพย์สังเกตสถานการณ์ในจัตุรัสรำลึกโดยอาศัยดวงดาวของจัสติสเป็นศูนย์กลาง
ปัจจุบันมันคือผู้วิเศษลำดับสาม สามารถใช้ตาทิพย์ขยายทัศนวิสัยได้โดยไม่ต้องพึ่งพาคทาเทพสมุทร จริงอยู่ที่ตาทิพย์ของเทพสมุทรมองเห็นได้ไกลกว่าปราชญ์โบราณพอสมควร แต่กับสถานการณ์ตอนนี้ยังไม่จำเป็น
เมื่อไคลน์มองลงไปยังเวทีสูงสำหรับกล่าวสุนทรพจน์ของกษัตริย์จอร์จที่สาม สายตาของมันพลันแข็งทื่อเนื่องจากไม่เห็นใครยืนอยู่เลย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งจอร์จที่สามเป็นเพียงภาพลวงตาจอมปลอม!
จอร์จที่สามซึ่งกำลังกล่าวสุนทรพจน์คือตัวตนที่ถูกจินตนาการขึ้น!
ก่อนสุนทรพจน์จะเริ่มขึ้น ไคลน์เคยตรวจสอบมาแล้วครั้งหนึ่งและยืนยันว่าจอร์จที่สามบนเวทีเป็นตัวจริง แต่หลังจากผ่านไปเพียงไม่กี่นาที ตัวจริงถูกสลับกับตัวปลอมตอนไหนก็มิอาจทราบได้
ในตอนที่ทุกคนกำลังไว้ทุกข์อย่างเงียบงัน จอร์จที่สามใช้พลังบิดเบือนของเส้นทางจักรพรรดิมืด สลับตำแหน่งภาพลวงตากับตัวจริง? ตอนนี้เขาน่าจะเข้าสุสานลับเรียบร้อยแล้ว เตรียมดื่มโอสถเพื่อเลื่อนลำดับ! ไคลน์เค้นสมองวิเคราะห์ รีบตรวจสอบสถานการณ์ของพื้นที่โดยรอบและพบความผิดปรกติจากใต้เวที ในจุดดังกล่าวมีพลังสีดำที่แข็งแกร่งกำลังไหลเวียน
ไคลน์หยิบไพ่จักรพรรดิมืดขึ้นมาจากโต๊ะทองแดงยาว อาศัยกฎการดึงดูดของตะกอนพลังเพื่อยืนยันว่า กลุ่มก้อนพลังงานสีดำที่ไหลเวียนใต้เวทีคือพลัง ‘บิดเบือน’ ของเส้นทางจักรพรรดิมืดอย่างที่คิด
ยอดเยี่ยมมาก…ระหว่างที่ ‘ล่อ’ ศัตรูด้วยสุนทรพจน์ จอร์จที่สามปลีกตัวจากเวทีอย่างเงียบเชียบเพื่อเตรียมดื่มโอสถ…เวลาเหลือไม่มากแล้ว…จิตไคลน์ทวีความตึงเครียด ชายหนุ่มรีบส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริงและสวดวิงวอนภายในท่อระบายน้ำเป็นภาษาคนยักษ์
“วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ผู้ไล่ล่าความรู้”
“ประภาคารแห่งโลกเงื่อนงำ”
“ดวงตาแห่งการส่องชะตากรรม”
“ราชินีแห่งท้องทะเล”
“แบร์นาแดต กุสตาฟผู้ศักดิ์สิทธิ์และผุดผ่อง”
นี่คือนามเต็มอันทรงเกียรติของราชินีเงื่อนงำ แต่แตกต่างจากลำดับสาม ทั่วไปเล็กน้อย เพราะรัศมีในการตอบสนองของเธอกว้างไกลจนน่าทึ่ง อาจไกลมาถึงเบ็คลันด์เลยทีเดียว สำหรับประเด็นดังกล่าว ไคลน์สงสัยว่าจักรพรรดิโรซายล์น่าจะสร้างสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ สักชิ้นมาช่วยสนับสนุนให้เธอครอบครองคุณสมบัตินี้
ก่อนจะถึงลำดับสอง แบร์นาแดตแทบไม่บอกนามเต็มของเธอกับใคร ด้วยเกรงว่าศัตรูบางคนจะใช้การตอบสนองอัตโนมัติเพื่อล็อกเป้า เป็นชุดความคิดและความรอบคอบแบบเดียวกับไคลน์
ไคลน์นัดหมายกับเธอล่วงหน้าว่า ทันทีที่ตนเอ่ยนามเต็มอันทรงเกียรติ ให้แบร์นาแดตเปิดสุสานลับสักแห่งตามใจชอบด้วยเลือดพิเศษและสัญลักษณ์ของมิสเตอร์ประตู จากนั้นก็พยายามทำลายมัน
ทั้งตัวมันและแบร์นาแดตต่างก็ไม่คาดหวังกับวิธีนี้มากนัก เพราะอีกฝ่ายก็มีเทวทูต สามารถให้คนเฝ้าสุสานผลัดเวรกันสวดวิงวอนเป็นระยะ ช่วยให้เทวทูตสามารถ ‘จับตามอง’ จากจุดแสงสวดวิงวอน และตอบสนองทันทีที่พบสิ่งผิดปรกติ
หน้าที่หลักของแบร์นาแดตคือการเบี่ยงเบนความสนใจ!
แต่แน่นอน หากเทวทูตเหล่านั้นตอบสนองได้เชื่องช้ากว่ากำหนด แบร์นาแดตจะเปลี่ยนท่าทีจาก ‘ถ่วงเวลา’ เป็น ‘ทำลายล้าง’
จัดการเสร็จ ไคลน์เหยียดมือขวาออกไปจับอากาศ
ในตอนที่ดึงแขนกลับ ร่างหนึ่งปรากฏกายเบื้องหน้า
เป็นสตรีผู้มีใบหน้าธรรมดา ดวงตาสีเข้ม ชุดคลุมสีดำเรียบง่าย สวมเข็มขัดเปลือกไม้ ผมยาวสีดำขลับปล่อยตามธรรมชาติ เท้าเปลือยเปล่า
หัวหน้าสำนักชีรัตติกาล ผู้นำแห่งเหล่านักบวช บริวารอำพราง เทวทูตเดินดิน อาเรียนน่า
สำเร็จในครั้งเดียว…ไคลน์ตกตะลึง แต่ไม่มัวเสียเวลา รีบกล่าวเข้าประเด็น
“ปกปิดตัวตนของผมและคอยช่วยเหลือผู้คนในเบ็คลันด์”
ไคลน์กังวลว่า หากจอร์จที่สามคลุ้มคลั่งเนื่องจากพิธีกรรมล้มเหลว มันจะออกจากสุสานมาทำร้ายผู้บริสุทธิ์
“ตกลง” อาเรียนน่าตอบด้วยท่าทีสำรวมและอ่อนโยน มิได้แข็งทื่อเหมือนกับที่ภาพฉายทั่วไปเป็น
…อย่าบอกนะว่า…หรืออันที่จริง การอัญเชิญของเราล้มเหลว แต่เทพธิดาได้กำชับให้มาดามอาเรียนน่าแอบกลับมายังเบ็คลันด์ล่วงหน้า และเมื่อท่านสัมผัสถึงการอัญเชิญของเรา จึงปรากฏตัวออกมา…เทวทูตในเส้นทาง ‘ปกปิด’ สามารถควบคุมภาพฉายทางประวัติศาสตร์ของตัวเองได้ในระดับหนึ่ง? ขณะความคิดถาโถม ไคลน์พบว่าตนเข้าสู่ภาวะแปลกประหลาด ถูกตัดขาดจากประสาทสัมผัสของโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
………………………..
คงสภาพได้แค่หนึ่งนาที…ไม่น้อยไปหน่อยหรือ? ความคิดไคลน์สว่างวาบ โดยไม่มัวรีรอ มันเดินสองก้าวมาที่โต๊ะอ่านหนังสือ
ชายหนุ่มวาง ‘การเดินทางของกรอซาย’ ลงและนำศูนย์ ศูนย์แปด เขียนลงบนกระดาษขาว
“จอร์จที่สามจงใจใช้สุนทรพจน์เป็นเหยื่อล่อศัตรูที่ต้องการขัดขวางพิธีกรรม แต่หากทุกสิ่งดำเนินไปอย่างราบรื่น มันจะถือโอกาสนี้ดื่มโอสถพร้อมกับเผยไพ่ตายในการเถลิงบัลลังก์เทพของตน ถึงแม้อนาคตจะไม่แน่นอนและมากด้วยตัวแปร ส่งผลให้พิธีกรรมในคราวนี้ยังไม่ปลอดภัยเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การเตรียมตัวในปัจจุบันก็สมบูรณ์แบบและเหมาะสมเพียงพอแล้ว…”
“ทุกสิ่งพัฒนาไปอย่างสมเหตุสมผล”
หลังจากเขียนประโยคสุดท้าย ไคลน์เตรียมอ่านทวนเนื้อหาเพื่อตรวจสอบข้อผิดพลาด แต่ปากกาขนนกสีเข้มในมือกลับสลายไปอย่างเงียบเชียบประหนึ่งไม่เคยมีตัวตนมาก่อน
และดูเหมือนว่าเนื้อหาสั้น ๆ ที่เขียนลงไปไม่กี่ประโยค จะดูดกลืนพลังงานของไคลน์ไปจนเกือบหมด ศีรษะชายหนุ่มวิงเวียนจนซวนเซสองสามก้าวและนั่งลงบนเก้าอี้
ไม่สมเหตุสมผลเลย…ทำไมอินซ์ แซงวิลล์ถึงเขียนได้โดยไม่เหนื่อย…คงเป็นเพราะเราฝืนใช้ศูนย์ ศูนย์แปด เขียนเรื่องราวโดยที่ไม่ยอมปล่อยให้มันเขียนเอง พลังวิญญาณจึงถูกดูดกลืนจากร่างกายเราโดยตรง…แต่กับอินซ์ แซงวิลล์ หมอนั่นคงเจรจาขอความร่วมมือ ส่งผลให้ไม่ต้องสิ้นเปลืองพลังวิญญาณของตัวเองทั้งหมด…ไคลน์หลับตาสนิท เข้าฌานสักพักจนอาการเริ่มดีขึ้น
ภายใต้สถานการณ์ปรกติ ไคลน์ที่ไม่เคยสัมผัสกับศูนย์ ศูนย์แปด มาก่อน และเคยเห็นกับตาแค่ครั้งเดียว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะอัญเชิญสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ ชิ้นนี้ออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์ แต่เมื่อครู่ มันได้รับพรโชคดีจากอสรพิษแห่งชะตา แถมยังมีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับ ‘การเดินทางของกรอซาย’ ซึ่งถูกทิ้งไว้โดยมังกรจินตภาพ แอนเคอร์เวล ด้านในหนังสือเล่มนี้มีเมืองแห่งปาฏิหาริย์ เลฟซิด ซ่อนอยู่ ความสัมพันธ์ระหว่างมันกับศูนย์ ศูนย์แปดย่อมไม่ธรรมดาและหากไม่ถูกก่อกวนด้วยพลังระดับสูง พวกมันคงได้กลับมาอยู่ด้วยกันไปนานแล้ว
ในตอนแรกไคลน์ไม่มั่นใจว่าความสัมพันธ์เชิงโชคชะตาผ่านสื่อกลางเช่นนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จหรือไม่ มันแค่พยายามอย่างสุดความสามารถและลองทำทุกวิธีที่นึกออก และผลลัพธ์ก็เหนือความคาดหมาย
นั่นคือเหตุผลที่ไคลน์ไม่กล้าใช้ ‘การเดินทางของกรอซาย’ เป็นกระดาษสำหรับเขียนด้วยศูนย์ ศูนย์แปด ไม่แม้แต่จะนำมาวางใกล้กัน ด้วยเกรงว่าอาจเกิดปรากฏการณ์ที่ตนไม่สามารถรับมือ
ที่นี่คือเบ็คลันด์ซึ่งมีปริมาณประชากรหนาแน่มาก!
แต่พิจารณาตามหลักเหตุและผล เราคิดว่าไม่น่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น เนื่องจากศูนย์ ศูนย์แปดเป็นเพียงภาพฉายทางประวัติศาสตร์ เป็นของปลอม และ ‘การเดินทางของกรอซาย’ ก็ถูกสร้างจากจินตนาการของมังกรจินตภาพ เรียกว่าเป็นของปลอมเช่นกัน เมื่อของปลอมมาเจอกัน มันก็ไม่น่าจะเกิดผลลัพธ์ใด เพราะปราศจากต้นกำเนิดความมหัศจรรย์อย่างตะกอนพลังทั้งคู่…ไว้ค่อยทดสอบเรื่องนี้วันหลังบนเกาะแนวปะการัง…ไคลน์ลูบหน้าผาก ยืนขึ้นและเดินกลับไปที่โต๊ะอ่านหนังสือ ทบทวนเนื้อหาที่ตัวเองเขียนลงไป
มันไม่ได้เขียนโดยตรงว่า จอร์จที่สามเลื่อนลำดับล้มเหลวและตายคาที่ เพราะเชื่อว่าเทวทูตลำดับหนึ่ง ไม่น่าจะได้รับอิทธิพลที่รุนแรงระดับนั้นจากฝีมือของศูนย์ ศูนย์แปดปลอมจึงทำได้เพียงสร้างอิทธิพลทางอ้อมที่สมเหตุสมผล
ยิ่งไปกว่านั้น เบื้องหลังของจอร์จที่สามยังมีสมาคมแปรจิตและพี่ชายอามุนด์ การสร้างอิทธิพลที่ชัดเจนเกินไปจะทำให้อีกฝ่ายสังเกตเห็น ไคลน์ต้องเลี่ยงความชัดเจนและลงมืออย่างรัดกุมแทน
หวังว่าจะได้ผลนะ…จ้องมองสักพัก ไคลน์พับกระดาษและยัดลงในกระเป๋าเสื้อ
จากนั้น มันสังเวย ‘การเดินทางของกรอซาย’ กลับเข้าสู่มิติหมอก
จัดการทั้งหมดเสร็จ ไคลน์เริ่มทบทวนปัญหาถัดไปของตัวเอง นั่นคือ มันควรจะออกไปซื้อไอศกรีมให้ทารกตอนไหน?
ในกรุงเบ็คลันด์มีซาราธ และน่าจะมีอามุนด์ด้วยเช่นกัน การออกไปเตร็ดเตร่บ่อยครั้งอาจทำให้เดินสวนกันโดยบังเอิญ ซึ่งนั่นอันตรายมาก…ดึงไอศกรีมออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์? สิ่งนี้จะหายไปในสิบห้านาที…นอกจากอร่อยแล้ว ยังไม่อ้วนด้วย ของกินในฝันเลย…ไคลน์พึมพำ
ท้ายที่สุด มันตัดสินใจเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อออกจากบ้าน เพราะไม่ว่ายังไงก็ต้องรักษาสัญญา!
…
เช้าวันเสาร์ ท้องฟ้าเป็นสีเทาหม่น มีหมอกหนา บรรยากาศทำให้ผู้คนรู้สึกหดหู่โดยไม่มีเหตุผล
นี่คือสภาพอากาศทั่วไปในฤดูหนาวจัดของกรุงเบ็คลันด์ แม้จะไม่มีหมอกควันหนาทึบและกลิ่นเหม็นเหมือนกับปีที่แล้ว แต่ในเชิงภูมิศาสตร์ สภาพอากาศเป็นเรื่องของสถานที่ตั้ง หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเผชิญฤดูกาลแบบเดิมตลอดทุกปี นอกจากนั้น ผู้คนเพิ่งตื่นตัวกับการรักษาสภาพแวดล้อม ไม่ใช่สิ่งที่จะประกาศชัยชนะได้ในหนึ่งถึงสองปี
เมลิสซ่าซึ่งแต่งกายด้วยเสื้อขนสัตว์สีดำยาวคลุมเข่า กระโปรงยาว สวมหมวกที่มีตาข่ายคลุมหน้าสีดำ เร่งฝีเท้าเดินไปทางประตู
เบ็นสันหยิบหมวกทรงสูงพลางส่ายหน้าให้กับสิ่งที่เห็น
“เด็กผู้หญิงที่อายุยังไม่ถึงยี่สิบ ไม่ควรแต่งตัวให้ดูแก่และเชยขนาดนี้…เข้าใจไหม? เชยมาก!”
เมลิสซ่าชำเลืองพี่ชายด้วยหางตา ตอบเสียงเย็น
“ราคาขนมปังเพิ่มขึ้นอีก ศูนย์จุดสองห้า เพนนีต่อน้ำหนักหนึ่งปอนด์”
“ให้ตายสิ…” เบ็นสันถอนหายใจ
มันหยิบนาฬิกาพกสีเงินที่มีลวดลายใบองุ่นออกมาตรวจสอบ
“ไปกันเถอะ ระยะทางจากที่นี่ไปถึงจัตุรัสเทศบาลค่อนข้างไกล”
เมลิสซ่าอืมในลำคอ เดินตามพี่ชายออกไปที่ถนน
“อรุณสวัสดิ์ครับ คุณนายแดเนียล” หลังจากเดินออกไปไม่กี่ก้าว เบ็นสันที่เห็นเพื่อนบ้านเตรียมออกเดินทาง หันไปกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม
มันเป็นคนมนุษยสัมพันธ์ดี ปัจจุบันสร้างความสนิทสนมกับเพื่อนบ้านละแวกในใกล้เคียงครบหมดแล้ว
สตรีที่ถูกเรียกว่าคุณนายแดเนียลมีอายุราวสี่สิบ แต่งกายด้วยเดรสสีดำล้วน ใบหน้าที่ผอมเพรียวถูกคลุมด้วยตาข่ายสีดำที่ห้อยจากหมวก เมื่อได้ยินคำทักทาย เธอหันมาพยักหน้าให้และตอบกระชับ
“อรุณสวัสดิ์ สองพี่น้อง”
เธอไม่ทักทายจิปาถะตามมารยาท เพียงจากไปอย่างเย็นชา
เบ็นสันจ้องมองแผ่นหลังสตรีคนดังกล่าวสักพัก ความเร็วในการเดินลดลง จนกระทั่งรักษาระยะห่าง จึงหันไปพูดกับน้องสาว
“เกิดอะไรขึ้นกับคุณนายแดเนียล? ช่วงนี้ฉันยุ่งมาก ไม่ได้แวะไปหาเพื่อนบ้านสักพักใหญ่แล้ว”
เมลิสซ่าเม้มปาก
“ลาร์รี่ บุตรชายคนโตของคุณนายแดเนียล ได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตในสมรภูมิเทือกเขาอมานด้า…ข่าวมาถึงเมื่อวาน”
“เด็กหนุ่มที่ตัวสูง ขี้อาย จิตใจดีและจริงใจคนนั้นน่ะหรือ? ครั้งก่อนที่กลับมาเยี่ยม เขาเพิ่งเล่าว่าถูกเลื่อนยศเป็นร้อยโท…” เบ็นสันเล่าด้วยสีหน้าประหลาดใจ
เมลิสซ่าพยักหน้า
“ไม่คิดเลยว่าลาร์รี่คนนั้นจะด่วนจากไปไว…”
ชวนให้เธอนึกถึงเพื่อนร่วมชั้นที่ถูกระเบิดตายไปต่อหน้าต่อตาในวันเกิดเหตุ
สิ่งที่เกิดขึ้นแค่ไม่กี่วินาที กลับทำให้ใครบางคนพูดไม่ได้ หรืออ่านหนังสือไม่ได้ไปตลอดชีวิต
เบ็นสันเงียบงันสักพัก ถอนหายใจยาว
“ช่วงนี้ฉันกำลังยุ่งมาก งานส่วนใหญ่เป็นการจัดสรรเงินชดเชยให้เหยื่อ…รายชื่อส่วนหนึ่งที่อยู่ในมือฉันไม่มีลาร์รี่ ก็เลยไม่ทราบเรื่องนี้…ข้อมูลที่ถูกส่งมาค่อนข้างลงลึกในรายละเอียด…ผู้สูญเสียบางคนร่าเริง กระตือรือร้น บางคนมีอารมณ์ขัน บางคนเป็นลูกคนเดียวของบ้าน บางคนขยันหมั่นเพียรและเป็นผู้นำของกลุ่มทหารรอบตัว บางคนเพิ่งแต่งงานแต่ยังไม่มีลูก บางคนลูกยังเล็ก บางคนกำลังเตรียมของขวัญให้ลูกสาวและบางคนพกจดหมายรักไว้กับตัว คิดจะรอให้สงครามจบลงก่อนค่อยนำไปส่งไปรษณีย์…แต่ทุกคนตายหมด”
เมลิสซ่าและเบ็นสันเงียบไปนาน ไม่มีใครกล่าวคำใดออกมา
เมื่อใกล้ถึงทางแยก เมลิสซ่ามองไปที่ถนนข้างหน้าและกล่าวเสียงเรียบ
“นายคิดว่าวันนี้ฝ่าบาทจะกล่าวสุนทรพจน์แบบไหน?”
“อาจมาเกณฑ์คนไปรบเพิ่ม หรือไม่ก็ปลุกใจและชวนให้เชื่อว่าพวกเรากำลังคว้าชัยชนะ” เบ็นสันตอบโดยไม่มองหน้า
เมลิสซ่าเหลือบไปมองพี่ชาย
“ตอบแบบนี้ไม่สมเป็นนายเลย เบ็นสัน…ไม่ใช่ว่าต้องจิกกัดหรือล้อเลียนพวกเขาหรือ?”
“การล้อเลียนจะเกิดขึ้นหลังจากฟังสุนทรพจน์จบ เมื่อเข้าใจเนื้อหาและแก่นสารอย่างถ่องแท้ การล้อเล่นจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด…หลักพื้นฐานในการดำรงชีวิตก็คือ ไม่ควรแสดงความเห็นในสิ่งที่ไม่เข้าใจหรือยังไม่รู้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับลิงบาบูนขนหยิก” เบ็นสันยิ้ม
ขณะเดียวกัน มันเห็นเพื่อนบ้านอีกหนึ่งคน
อีกฝ่ายมีผมหงอกขาว ใบหน้ากว่าครึ่งถูกปกปิดด้วยผ้าพันคอ สวมเสื้อนอกตัวหนา ถือถุงผ้าในมือ เดินผ่านสองพี่น้องไปอย่างรวดเร็ว
“มิสเตอร์โทมัสแต่งตัวแปลกมาก…เขากำลังจะไปไหน?” เบ็นสันถามขณะหันไปมองแผ่นหลังอีกฝ่าย
เมลิสซ่าตอนเสียงแผ่ว
“คุณนายโทมัสป่วย ทำให้เงินเก็บของครอบครัวเหลือน้อย ประกอบกับการที่ราคาอาหารพุ่งสูงขึ้นโดยที่รายรับของมิสเตอร์โทมัสยังเท่าเดิม เขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากไปต่อแถวรับบริจาคอาหารทุกสองสามวัน…เขาทำตัวเป็นสุภาพบุรุษมาตลอด คงไม่อยากให้ใครจำหน้าได้…นอกจากนั้น อาหารที่จุดบริการยังมีจำกัด ถ้าไปสายก็ไม่ได้กิน ต้องไปที่วิหาร โรงทำงาน หรือที่อื่นเพื่อขอเพิ่ม…ได้ยินว่าจะมีการแจกอาหารหลังจบสุนทรพจน์ของฝ่าบาทในวันนี้ บางทีเขาคงรีบไปที่นั่นให้ทัน”
เบ็นสันพยักหน้าเชื่องช้า
“คุณนายโทมัสป่วยเป็นอะไร? ฉันพอจะรู้จักหมอเก่ง ๆ อยู่บ้าง”
“โรควิตกกังวล” เมลิสซ่าเล่าในสิ่งที่ได้ยินมา “คุณนายโทมัสเป็นห่วงลูกชายคนสุดท้องที่เพิ่งถูกส่งไปแนวรบ”
“โทมัสจูเนียร์?” เบ็นสันขมวดคิ้ว
หลังจากฟังคำตอบจากน้องสาว มันเงียบไปพักใหญ่ราวกับกำลังใช้ความคิด
ผ่านไปสักพัก เมื่อเข้าใกล้จัตุรัสเทศบาล เบ็นสันมองตรงไปและหรี่เสียงพูด
“โทมัสจูเนียร์ตายแล้ว…”
“…” เมลิสซ่าไม่ตอบสนอง สีหน้าค่อนไปทางแข็งทื่อ
พวกมันเดินตรงไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางความเงียบ
ยิ่งตรงเข้าไปก็ยิ่งพบเจอผู้คนมากขึ้น บ้างแต่งกายด้วยชุดสุภาพ ถือไม้เท้าเหมือนกับสุภาพบุรุษ บ้างแต่งกายด้วยกระโปรงสีน้ำเงิน สีเขียว สีเหลือง หรือสีแดง บ้างแต่งกายด้วยเสื้อกันหนาว เสื้อคลุม และกางเกงขายาว บ้างแต่งกายในชุดสีดำโทนหม่น
พวกมันทยอยออกจากบ้านผ่านถนนที่อาศัย ดูคล้ายกับหยดน้ำที่ค่อย ๆ มารวมกลุ่มกันจนเป็นลำธารบริเวณทางแยก
กระแสน้ำยังคงไหลต่อไป ลำธารหลายสายได้ไหลเข้ามาบรรจบกันที่ทางเข้าจัตุรัสจนกลายเป็นแม่น้ำ
ยิ่งเวลาผ่านไป สายน้ำก็ยิ่งหลั่งไหลเข้ามาในจัตุรัสอย่างท่วมท้น
ท่ามกลางกระแสสายธารของผู้คน เมลิสซ่ารู้สึกลีบเล็กราวกับเป็นเพียงน้ำหนึ่งหยด
…………………………
เมื่อแกะเทวทูตกระดาษออก ไคลน์เทขวดที่บรรจุเลือดปีศาจลงในไหเคลือบเงา จากนั้นก็คนกวนด้วยแท่งแก้วที่เสกขึ้นมา
ฟู่ว…ในที่สุดก็รวบรวมมาได้ครบแล้ว…ชายหนุ่มจ้องมองสองสามวินาทีก่อนจะถอนหายใจยาว
ด้วยเหตุนี้ มันจึงมีเวลาเหลือพอสมควรก่อนที่จอร์จที่สามจะประกอบพิธีกรรม
สำหรับเลือดของนักลอบสังหารและปีศาจ ไคลน์ไม่กังวลว่ามันจะตัดการเชื่อมต่อกับเจ้าของหรือยัง เพราะหลังจากการทำนายถาม ชายหนุ่มยืนยันได้ว่าเจ้าของเลือดเสียชีวิตไปแล้วทั้งคู่
มันลองทำนายถึงที่มาของเลือดนักลอบสังหารเพื่อดูว่าเป็นของทริสซี่หรือไม่ ถ้าหากใช่ ไคลน์จะกันไว้บางส่วนสำหรับป้ายลงบนปก ‘การเดินทางของกรอซาย’ ในภายหลัง
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทำให้ชายหนุ่มผิดหวัง แต่ก็ไม่ประหลาดใจสักเท่าไร เพราะทริสซี่มันรู้จักเป็นคนรอบคอบเช่นนี้แต่ไหนแต่ไรแล้ว
เส้นทางแม่มดมีลำดับ ‘นักกระตุ้น’ ที่ต้องใช้สติปัญญาสูง…อา…โอสถนักกระตุ้นและนักวางแผนคงมีสรรพคุณช่วยเสริมสร้างสติปัญญา ไม่อย่างนั้นอนาคตของเดนิสต้องลำบากมากแน่…ขณะครุ่นคิด ไคลน์โยนไหเคลือบเงาเข้าไปในกองขยะ
มันส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริงและตรวจสอบรายละเอียดพิธีกรรมที่ทริสซี่เขียนให้
พิธีกรรมสำหรับสื่อสารกับมิสเตอร์ประตูในคืนจันทร์เต็มดวง
“อัญมณีเก้าชนิด…ไม่ฟุ่มเฟือยไปหน่อยหรือ?” ไคลน์ขมวดคิ้วพึมพำ
ในฐานะเศรษฐีที่มีเงินสดเกือบสามหมื่นปอนด์หลังจากบริจาคไปแล้วบางส่วน (ธนบัตรหนึ่งหมื่นสี่พันปอนด์ ทองคำแท่งหนึ่งหมื่นห้าพันปอนด์ เหรียญทองสามสิบห้าทองปอนด์ และเศษเหรียญอีกจำนวนหนึ่ง) ชายหนุ่มมีเงินเหลือเฟือสำหรับซื้ออัญมณี เพียงแค่คิดว่ามันสิ้นเปลืองเกินไป
หลังจากไตร่ตรองสิบวินาที ไคลน์ตัดสินใจจะอัญเชิญอัญมณีออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์ เพราะแต่ไหนแต่ไร มันไม่ได้คิดจะทำให้มิสเตอร์ประตูพึงพอใจอยู่แล้ว เพียงหวังว่าหลังจากพิธีกรรมจบลงและอัญมณีหายไป ตนจะไม่ถูกมิสเตอร์ประตูเล่นงาน
แต่ถ้าใช้การไม่ได้ เราคงไม่มีทางเลือกนอกจากซื้อจากร้านขายเครื่องประดับ…ไคลน์ลุกขึ้น ลงมือประกอบพิธีกรรมในห้องด้านนอก
หลังจากเตรียมการเบื้องต้นเสร็จ ชายหนุ่มเหยียดมือขวาออกพยายามคว้าอากาศด้านหน้าอย่างตั้งใจ
มันหยิบกุญแจทองเหลืองที่ดูธรรมดาออกจากความว่างเปล่า
นี่คือกุญแจที่เป็นวัตถุดิบสำคัญในพิธีกรรมติดต่อกับมิสเตอร์ประตู มาสเตอร์คีย์
ทันทีหลังจากนั้น ไคลน์เหยียดมือออกไปคว้าอากาศด้านหน้าอีกครั้ง ลากบางสิ่งออกจากความว่างเปล่า
วัตถุชิ้นนี้มีรูปทรงพระจันทร์เต็มดวง รายล้อมด้วยอัญมณีสีแดงเข้ม กึ่งกลางเป็นสัญลักษณ์ดวงจันทร์และลวดลายลึกลับ เปล่งแสงอบอุ่นออกมาตลอดเวลา
มงกุฎจันทร์ชาด!
มุงกฎจันทร์ชาดที่ปัจจุบันเป็นของชารอน!
มีคุณสมบัติในการสร้างผลลัพธ์แบบเดียวกับพระจันทร์เต็มดวง ช่วยให้ผู้ที่ถือมาสเตอร์คีย์ได้ยินเสียงเพรียกของมิสเตอร์ประตู
หากสิ่งที่ไคลน์ต้องการมีเพียงฟังเสียงเพรียกของมิสเตอร์ประตู การเตรียมตัวแค่นี้ถือว่าเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องประกอบพิธีกรรม อย่างไรก็ตามจุดประสงค์หลักของชายหนุ่มคือการได้พูดคุยกับราชาเทวทูต ดังนั้นพิธีกรรมคือสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้
หลังจากวางมาสเตอร์คีย์และมงกุฎจันทร์ชาดไว้บนแท่นบูชา ไคลน์ไตร่ตรองสักพัก ยื่นมือขวาออกไปข้างหน้า ดึงบางสิ่งออกจากอากาศ
คราวนี้มันหยิบสร้อยคอฝังเพชรพลอยที่ถูกดัดให้เป็นรูปทรงหัวใจ
อา…ประสบการณ์ของดอน ดันเตสก็พอจะมีประโยชน์บ้างเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นเราคงไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับสตรีชนชั้นสูงและเห็นเครื่องประดับหรูหรามากมายของพวกเธอ แถมยังดึงเส้นที่ต้องการออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์อย่างแม่นยำ…สร้อยเส้นนี้คงสภาพได้สิบห้านาที…มีเวลาเหลือเฟือ…ไคลน์ที่บรรลุเป้าหมาย ถอนหายใจอย่างอิ่มเอม
จากนั้น มันเหยียดมือขวาออกไปอีกครั้ง เตรียมรวบรวมอัญมณีให้ตรงตามเงื่อนไขจากสตรีที่เคยเต้นรำด้วย
ไม่กี่วินาทีถัดมา มือของมันชะงักกลางอากาศ สีหน้าพลันแข็งทื่อ
ลืมไปเลยว่าดึงภาพฉายออกมาได้พร้อมกันสูงสุดแค่สามภาพ…ทำยังไงดี? นำสร้อยเส้นปัจจุบันไปคืนและเปลี่ยนไปเป็นเส้นที่มีอัญมณีครบทั้งเก้าชนิด? แล้วต้องทำยังไงถึงจะนึกออกว่าเคยพบสร้อยแบบนั้นจากใคร…ทำนายด้วยความฝัน? ใช่แล้ว! โอสถนักทำนายช่วยสนับสนุนปราชญ์โบราณได้เป็นอย่างดี…เมื่อรวมกันจะกลายเป็นสุดยอดพลัง…ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์มองหาเก้าอี้เพื่อนั่งลงและเตรียมทำนาย แต่ทันใดนั้นก็ต้องขมวดคิ้ว
มันตระหนักถึงความผิดปรกติ
ภายใต้สถานการณ์ปรกติ เป็นไปไม่ได้ที่ตนจะลืมข้อจำกัดซึ่งระบุว่า สามารถอัญเชิญภาพฉายทางประวัติศาสตร์ได้สูงสุดแค่สามภาพในเวลาเดียวกัน
เป็นการเตือนจากสัมผัสวิญญาณ? ไคลน์ชำเลืองมาสเตอร์คีย์และมงกุฎจันทร์ชาดบนแท่นบูชา โบกมือแผ่วเบาเพื่อทำให้พวกมันเลือนหายไป
จากนั้น มันเดินถอยหลังสี่ก้าว ท่องพระนามเต็มอันศักดิ์สิทธิ์และส่งตัวเองมายังเก้าอี้เดอะฟูลบนสายหมอก
เมื่อกระดาษและปากกาถูกเสกขึ้น ไคลน์เขียนข้อความ
“การสนทนากับมิสเตอร์ประตูตอนนี้คือสิ่งที่อันตราย”
การทำนายจะพุ่งเป้าไปยังมิสเตอร์ประตูโดยตรง หมายความว่าไคลน์อาจต้องเผชิญกับการตอบโต้ที่รุนแรง แต่ในปัจจุบัน มันมีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับปราสาทต้นกำเนิดและระดมพลังสายหมอกได้มากขึ้น ไคลน์เชื่อว่าตนรับมือไหว และเหนือสิ่งอื่นใด ต้องไม่ลืมว่ามิสเตอร์ประตูกำลังอยู่ในสถานะถูกผนึกและเนรเทศ
ชายหนุ่มคลายลูกตุ้มที่ข้อมือซ้ายและจับมันด้วยมือซ้ายและปล่อยให้ปลายจี้จ่อกระดาษจนเกือบจะสัมผัส
มันหลับตาลง พึมพำประโยคทำนายเจ็ดครั้งด้วยสติเคร่งขรึม
ทันใดนั้น สัมผัสวิญญาณของไคลน์ถูกกระตุ้นอย่างน่าประหลาด
มันรีบลืมตาและพบว่าจี้บุษราคัมแหลกละเอียดกลายเป็นเศษผง
หลังจากเรากลายเป็นส่วนหนึ่งของปราสาทต้นกำเนิด การทำนายบางชนิดจะถูกยับยั้งเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ?
มันทำไปเพื่อความปลอดภัยของเรา? หรือเป็นเพราะช่องว่างระหว่างเรากับมิสเตอร์ประตูลดลงจนถึงระดับหนึ่งแล้ว? แน่นอนว่าหมายถึงมิสเตอร์ประตูในสภาพถูกผนึก…หรือเกิดจากเหตุผลทั้งสองข้อประกอบกัน?
ผลลัพธ์เช่นนี้หมายความว่า การสนทนากับมิสเตอร์ประตูในปัจจุบันมีอันตรายที่เหนือจินตนาการรออยู่…ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? ไคลน์ขมวดคิ้วสับสน มิอาจคาดเดาได้อย่างสมเหตุสมผล
ผ่านไปสักพัก ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักสูง ส่ายหน้าและถอนหายใจ ยกเลิกแผนการเดิม
คงต้องเตรียมตัวในรูปแบบอื่นแทน…เพียงไคลน์วางมือซ้ายลง จี้บุษราคัมก็กลับเป็นปรกติทันที เพราะมันเป็นเพียงภาพฉายบนมิติหมอก
เนื่องจากพลังทำนายบนมิติหมอกมีการเปลี่ยนแปลง ไคลน์ลองทบทวนสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และบางที การทำนายถึงกลุ่มก้อนหนอนแมลงบนยอดเขาหลักของเทือกเขาโฮนาซิสในคราวนี้ อาจไม่อันตรายเหมือนกับแต่ก่อน
อีกฝ่ายน่าจะเป็นเทวทูตลำดับหนึ่ง แห่งตระกูลอันทีโกนัส และอาจเป็น ‘ฮาล์ฟฟูล’ ที่เลียวนาร์ดพูดถึง…ถ้าเรา ‘จ้องมอง’ ได้สักพัก บางทีอาจถอดรหัสสูตรโอสถลำดับสอง ‘ผู้ชี้นำปาฏิหาริย์’ ได้จากลวดลายศักดิ์สิทธิ์บนตัวหนอน…แต่เรามีโอกาสแค่ครั้งเดียว ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหากเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดบ้าคลั่งที่แสนอันตราย…ไว้ย่อยโอสถปราชญ์โบราณเสร็จเมื่อไรค่อยทดสอบก็แล้วกัน…ไคลน์ลูบหน้าผาก ร่างของมันเลือนหายไปจากมิติเหนือสายหมอก
กลับถึงโลกความจริง ชายหนุ่มไม่รีบร้อนเก็บกวาดแท่นบูชา แต่นั่งบนเก้าอี้และไตร่ตรองอย่างจริงจังเกี่ยวกับการเตรียมตัวในแง่มุมอื่น
การเตรียมตัวแบบทั่วไปจะประกอบด้วยนัดพบกับราชินีเงื่อนงำเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับรายละเอียดของแผนมอบของขวัญเพิ่มเติมให้กับวิล อัสติน ไรเน็ตต์ ไทน์เคอร์ และพาลีส โซโรอาสเตอร์สวดวิงวอนถึงเทพธิดารัตติกาลเพื่อเพิ่มโอกาสในการอัญเชิญภาพฉายของหัวหน้านักบวชแห่งรัตติกาล อาเรียน่า ออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์ทำความเคยชินกับพลังของปราชญ์โบราณ…
สำหรับการเตรียมตัวที่เหนือกว่า ‘ทั่วไป’ นั่นขึ้นอยู่กับจินตนาการของไคลน์
ครุ่นคิดสักพัก สีหน้าไคลน์ทวีความเคร่งขรึม ขมวดคิ้วและเหยียดมือขวาไปในอากาศ
คราวนี้มันไม่ได้ลากอะไรออกมา
ไคลน์ลองคว้าอีกสิบครั้ง แต่ความพยายามทั้งหมดก็ล้มเหลว ส่งผลให้ไคลน์จำใจยอมรับสภาพ
ลำพังพลังของเราคนเดียว ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะทำให้สำเร็จ!
มันหยิบนกกระเรียนกระดาษออกจากกระเป๋าสตางค์ เขียนด้วยดินสอบนผิวกระดาษ
“ผมต้องการความโชคดี จะตอบแทนด้วยไอศกรีมจากภัตตาคารเซอเรนโซ่”
พับนกกระเรียนเสร็จ ไคลน์เข้าไปในห้องนอน ทิ้งตัวลงบนเตียงและบังคับหลับด้วยการเข้าฌาน
ท่ามกลางความฝันสีเทา มันเห็นงูสีเงินตัวเล็กเรียงเป็นคำพูด:
“ห้า!”
“จัดไป” ไคลน์ยิ้มและรับปาก
ถัดมามันลืมตาตื่น
หลังจากพยุงตัวนั่ง ชายหนุ่มยื่นมือขวาจับอากาศอีกสิบครั้งติดต่อกัน
แต่ก็ยังล้มเหลวทั้งหมด!
แค่โชคดียังไม่เพียงพอ…ยากฉิบ…ไคลน์นึกอยากจะใช้นิ้วเคาะที่วางแขนเก้าอี้ แต่มันระงับความคิดไว้ได้ทัน นิสัยดังกล่าวเป็นของเดอะฟูลเหนือสายหมอก ไม่เหมาะสมที่จะนำลงมาบนโลกความจริง
หลังจากเดินวนเวียนไตร่ตรองเป็นเวลานาน นึกทบทวนความสัมพันธ์ของตัวเองกับสิ่งต่าง ๆ ไคลน์ตัดสินเข้าสู่มิติหมอกและนำบางสิ่งกลับมายังโลกแห่งความจริง จากนั้นเดินออกจากห้องนอนมายังแท่นบูชาด้านนอก
สิ่งนั้นคือหนังสือโบราณที่ปกทำจากกระดาษหนังสีน้ำตาลเข้ม
‘การเดินทางของกรอซาย’
เมื่อหยิบบันทึกการเดินทางขึ้นมาถือ ไคลน์สูดลมหายใจยาว หลับตาลงและสัมผัสกับบางสิ่ง
จากนั้น มันเหยียดมือขวาออกไปคว้าอากาศ
ล้มเหลว
ล้มเหลว
ยังคงล้มเหลว
หลังจากล้มเหลวติดต่อกันห้าครั้ง การเคลื่อนไหวของไคลน์ชะงักไปเล็กน้อย คล้ายกับเตรียมหยิบถ่านออกจากเตาผิงที่กำลังลุกโชน
ทันใดนั้น กล้ามเนื้อแขนของมันกระตุกแผ่วเบา ดึงบางสิ่งออกมาอย่างระมัดระวัง
มือขวาของชายหนุ่มบรรจงลากปากกาขนนกที่ดูโบราณและธรรมดาออกมา
สิ่งนี้ถูกดึงออกจากเหตุการณ์ในจัตุรัสคืนชีพแห่งเมืองคูคัว แคว้นเหนือของไบลัมตะวันตก
เป็นปากกาขนนกที่เคยตกอยู่ข้างศพอินซ์ แซงวิลล์
ศูนย์ ศูนย์แปด ก่อนที่จะโดนพี่ชายอามุนด์หยิบไป
…………………………
ทะเลโซเนีย เกาะปาซู มหาวิหารห้วงลึกแห่งพายุ
ที่นี่คือสำนักงานใหญ่ของโบสถ์วายุสลาตัน มหาวิหารในหมู่วิหาร ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกทวยเทพอวยพร
ภาพจิตรกรรมฝาผนังของที่นี่วาดด้วยสีฟ้า สีเงิน สีคราม และสีทองเป็นหลัก อาจดูหยาบ แต่แฝงไปด้วยความรู้สึกและบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์ เมื่อผนวกกับหลังคาโดมที่สูงจากพื้นกว่าหนึ่งร้อยเมตร เพียงเข้ามาด้านใน ผู้คนต่างสัมผัสได้ถึงความต่ำต้อยในตัวเอง เกิดความรู้สึกอยากก้มศีรษะที่ยากจะหักห้าม
อัลเจอร์·วิลสันผ่านพิธีกรรมเลื่อนลำดับเป็นผู้ขับขานสมุทร ‘อย่างเป็นทางการ’ แล้ว มันและสมาชิกในกลุ่มเดียวกันถูกพาตัวมาที่นี่เพื่อรอฟังคำสอนจากมหาสังฆราช คาร์ดที่สอง
อย่างที่คิด การดื่มโอสถเกินขนาดนั้นง่ายต่อการทำให้เกิดภาวะคลุ้มคลั่ง แม้เราจะย่อยของเก่าสมบูรณ์แล้ว แต่ของใหม่ก็แทบจะทำให้จิตใจกลายเป็นบ้า…ไว้ออกจากเกาะปาซูเมื่อไร เราจะยืมไม้กางเขนเจิดจรัสจากเดอะซันน้อย…ไม่เพียงจะแลกเปลี่ยนเป็นเงิน แต่ยังสามารถเก็บไว้ใช้สำหรับแอบปลุกปั้นผู้วิเศษที่ภักดีต่อเรา…บนผิวสะท้อนของกระเบื้องสีฟ้าบนพื้น อัลเจอร์พบว่าผมของตนมีสีเข้มขึ้น และหนาขึ้นเล็กน้อย
ทันใดนั้น เสียงเครื่องดนตรีที่ฟังดูคล้ายฟ้าร้องดังกึกก้อง ท่วมท้นอยู่ในหัวใจของผู้วิเศษทุกคน สร้างความตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก
มหาสังฆราชคาร์ดที่สอง ปรากฏกายพร้อมกับคทา เดินขึ้นเวทีพื้นยกสูงต่อหน้าฝูงชน กล่าวด้วยเสียงแผ่ว
“ขอแสดงความยินดีกับทุกท่าน พวกคุณเข้าใกล้พระองค์ไปอีกขั้นแล้ว”
มันแต่งกายด้วยมงกุฎประดับไพลิน มรกต และอัญมณีชนิดอื่น เสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มจนเกือบดำ ปักลวดลายสายฟ้า พายุ และมหาสมุทรด้วยด้ายสีทองสลับเงิน บรรยากาศรอบตัวลุ่มลึกและยิ่งใหญ่ ราวกับมหาพายุกำลังก่อตัว มอบความรู้สึกสะกดข่ม
เทวทูตเดินดินตนนี้คือผู้เป็นปากเสียงแทนองค์วายุสลาตัน รูปลักษณ์คล้ายชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบ แต่ทุกคนทราบดี พระเจ้าคาร์ดที่สองปกครองสภาคาร์ดินัลมานานกว่าร้อยปีแล้ว
ในฐานะข้ารับใช้แห่งทวยเทพ การมีอายุยืนยาวเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกในสายตาสาวก ไม่มีสิ่งใดต้องแตกตื่น ถือเป็นเหตุการณ์ปรกติอย่างมาก
ได้ยินถ้อยแถลงของมหาสังฆราช อัลเจอร์ไม่มัวคิดมาก รีบทำตามผู้ขับขานสมุทรคนอื่น นำกำปั้นขวากระแทกอกซ้าย จากนั้นก็ตะโกน
“พายุจงสถิตกับเบื้องบน!”
สิบห้านาทีถัดมา พวกมันฟังคำเทศนาจากมหาสังฆราชคาร์ดที่สองด้วยความสำรวม
หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนทั้งหมด อัลเจอร์ได้รับภารกิจจากอาวุโสใหญ่ สั่งให้ไปซุ่มอยู่ในน่านน้ำนอกเกาะโซเนีย มองหาโอกาสลอบโจมตีท่าเรือ กองเรือเสบียง และเรือสินค้าของฟุซัค
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตราชินี ภายในคฤหาสน์สุดหรูของตระกูลฮอลล์
หลังจากเสื้อคลุมสีน้ำเงินเสร็จ ขณะออเดรย์เตรียมพาโกลเดนรีทรีเวอร์ ซูซี่ สาวใช้แอนนี่ และคนที่เหลือ เดินทางไปยัง ‘กองทุนการกุศลเพื่อการศึกษาแห่งโลเอ็น’ บนถนนเฟลป์ เธอเห็นบิดาของตน เอิร์ลฮอลล์ เดินเข้ามาจากประตูหลัก
“อรุณสวัสดิ์ค่ะท่านพ่อ เมื่อคืนไม่ได้กลับบ้านหรือ” ออเดรย์สำรวจหัวจรดเท้าด้วยความสงสัย
“รู้ได้เลยหรือ?” เอิร์ลฮอลล์สัมผัสหนวดงามและถามกลับด้วยรอยยิ้ม
เมื่อเห็นว่าบิดากำลังอารมณ์ดี ออเดรย์กะพริบตาสีเขียวและกล่าว
“เสื้อนอกของพ่อมีกลิ่นบุหรี่ติดอยู่ แปลว่าไม่ได้ถอนมานาน และเสื้อผ้าชุดนี้คือชุดสำหรับออกไปข้างนอก”
นอกจากสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนเหล่านี้ ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากที่ช่วยให้สรุปไปในทิศทางเดียวกัน แต่ออเดรย์เลือกจะไม่พูดออกไป
เอิร์ลฮอลล์ถอดเสื้อนอกส่งให้บุรุษรับใช้ ตามด้วยหัวเราะ
“ถูกต้อง…ช่างสังเกตมาก ดูเหมือนว่างานที่กองทุนจะช่วยพัฒนาลูกไม่น้อย…เมื่อคืนพ่ออยู่ที่บ้านพักของเทศมนตรีทั้งคืนเพื่อรอข่าว”
กล่าวจบ เอิร์ลฮอลล์ถอนหายใจ
“กองกำลังแนวหน้าที่แนวรบแคว้นเหมันต์และแคว้นเลียบทะเล ประสบความสำเร็จในการขับไล่กองทัพฟุซัคที่น่ารังเกียจกลับไปอีกครั้ง เมื่อฤดูหนาวที่รุนแรงย่างกราย ในที่สุดพวกเราก็มีเวลาได้พักหายใจ”
ออเดรย์กะพริบตา ตอบสนองด้วยความประหลาดใจอย่างเหมาะสม
เอิร์ลฮอลล์ยิ้ม
“พ่อเข้าใจความฉงนของเจ้า…สิ่งที่หนังสือพิมพ์บอก เป็นเพียงข้อมูลที่เราต้องการให้ประชาชนทราบ…สถานการณ์ของแนวรบบริเวณเทือกเขาอมานด้าและตามหัวเมืองใหญ่ชายฝั่งทะเลไม่ได้สวยหรูอย่างที่เข้าใจ ในการโจมตีระลอกแรก กองเรือและทหารประสบความสูญเสียใหญ่หลวง แต่เพื่อไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก พวกเราต้องประกาศชัยชนะและกระตุ้นให้อู่ต่อเรือกับคลังแสงทำงานอย่างแข็งขัน…ในช่วงเวลาดังกล่าว แนวป้องกันทั้งสองแห่งเกือบแตกพ่ายหลายครั้ง จุดยุทธศาสตร์สำคัญถูกยึดครองสลับกับยึดคืนกลับมาสำเร็จ เหมือนเลื่อยที่ขยับเข้าออก แต่สิ่งที่ถูกหั่นกลับเป็นชีวิตมนุษย์ในสงคราม…โชคดีที่พวกเรายันไว้ได้สำเร็จ ฤดูหนาวจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของสงคราม”
อันที่จริง หนูทราบอยู่แล้ว…จำนวนผู้เสียชีวิตสูญหายและบาดเจ็บอาจถูกปกปิดได้ แต่ปัญหาที่รั่วไหลออกมาย่อมมิอาจปิดบังได้มิดชิด…นอกจากนั้นฤดูหนาวอาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป จอมอาคมฟ้าดินของฟุซัคเก่งกาจในการใช้ประโยชน์จากสภาพอากาศ…ออเดรย์ที่เกิดความเศร้า ข่มอารมณ์พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ดีจังเลย…หวังว่าความสงบสุขจะกลับมาเยือนอีกครั้งโดยเร็ว”
เอิร์ลฮอลล์ชะงักเล็กน้อย
“ฝ่าบาทเตรียมกล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าประชาชนทั่วประเทศในวันเสาร์นี้ พระองค์จะประกาศความได้เปรียบ…เมื่อเวลานั้นมาถึง ประชาชนะจะถูกเกณฑ์มารวมตัวกันตามจัตุรัสของเมืองใหญ่และหมู่บ้าน เพื่อให้ทุกคนได้ยินเสียงของพระองค์อย่างทั่วถึงด้วยเทคโนโลยีล่าสุด”
เทคโนโลยีล่าสุด…เกณฑ์คนมารวมตัวกันตามจัตุรัสเพื่อฟังสุนทรพจน์ของกษัตริย์…ออเดรย์นึกถึงคำเตือนของเดอะเวิร์ล ตัดสินใจแจ้งข่าวนี้ให้อีกฝ่ายทราบ
…
เกณฑ์คนจำนวนมากมารวมตัวกันที่จัตุรัสเพื่อฟังสุนทรพจน์…นี่คือการสังเวยในพิธีกรรม? จอร์จที่สามกำลังจะประกอบพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์จักรพรรดิมืด? ไคลน์ที่ทราบข่าวจากมิสจัสติส กลับมายังโลกความจริงด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
มันเดินวนเวียนในห้องเช่า รีบหยิบปากกาและกระดาษออกมาเขียน
“ผมรวบรวมเลือดของผู้วิเศษได้ทั้งสิ้นยี่สิบสองเส้นทาง ยังขาดนักลอบสังหารกับอาชญากร…จอร์จที่สามเตรียมกล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าประชาชนจำนวนมากในวันเสาร์นี้ คุณคงเข้าใจว่าผมหมายถึงสิ่งใด…นอกจากนั้น ผมอยากทราบพิธีกรรมติดต่อกับมิสเตอร์ประตู”
หลังจากพับกระดาษจดหมายและเรียกไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ไปส่ง ไคลน์หายใจเข้าออกเชื่องช้า เค้นสมองคิดอย่างเป็นระเบียบ
เลือดของแม่มดไม่น่าจะมีปัญหา ทริสซี่ดูเหมือนจะต้องการยับยั้งแผนการของจอร์จที่สาม…
สำหรับราชินีเงื่อนงำ เราสามารถเปิดเผยเรื่องที่เรามีวิธีลอบเข้าไปในสุสานลับ…แม้เป้าหมายของเธอจะเป็นการคืนชีพให้บิดา และไม่เต็มใจจะเป็นศัตรูกับจอร์จที่สามโดยตรง แต่หากจอร์จที่สามเถลิงบัลลังก์เทพสำรวจ มีโอกาสสูงที่จักรพรรดิจะคืนชีพกลับมาไม่ได้…
สำหรับเลือดปิศาจ คงต้องรองให้เจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์กลับมาก่อน…ทีมล่าที่เขานำด้วยตัวเองออกเดินทางไปตั้งแต่สิบวันก่อน อีกไม่นานก็คงกลับถึงเมือง…ในทางทฤษฎี ยังเหลือเวลาอีกพอสมควร ไม่น่าจะมีปัญหา…แต่ถ้าไม่ทันการ เราจะลองใช้วิธีสำรองที่คิดเผื่อไว้สองทาง วิธีแรกคือการแทนที่เลือดด้วยออร่าของผู้ละเมอ หรือไม่ก็อัญเชิญปีศาจที่เราเคยเผชิญหน้าออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์และเจาะเลือดพวกมัน…
…
ย่านสะพานเบ็คลันด์ ภายในห้องที่ดูธรรมดา
ทริสซี่เจ้าของผมสีดำขลับมันวาว เอื้อมมือไปหยิบจดหมายจากกระจกเงา
เมื่อเปิดอ่าน คิ้วของเธอค่อย ๆ ถูกขมวดชนกัน สีหน้าเริ่มแปรเปลี่ยน
ในที่สุด โอกาสนั้นกำลังจะมาถึง…สีหน้าทริสซี่แปรเปลี่ยนอีกหลายหน ทั้งลังเล สับสน หวาดกลัว และไตร่ตรอง
ในที่สุด เธอยิ้มและพึมพำด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อย
“เราเคยฆ่าคนไปมากมาย ก่อโศกนาฏกรรมก็ไม่น้อย…ถึงเราจะตายในศึกนี้ แต่อย่างน้อยก็ได้ชดเชยอดีต…”
หลังจากเงียบไปหลายวินาที ทริสซี่ดึงหลอดแก้วออกจากกระเป๋าของเดรสสีดำ
นี่ไม่ใช่เลือดของเธอ แต่เป็นของแม่มดอีกคนหนึ่ง ชื่อเก่าคือเชอร์แมน ในภายหลังเปลี่ยนเป็นเชอร์มาเน่
ในฐานะแม่มดมากประสบการณ์ ระหว่างที่กำลังถ่ายทอดวิชา ทริสซี่หาโอกาสเจาะเลือดของเชอร์มาเน่มาเก็บไว้ เลือดคือพื้นฐานของคำสาป อาจไม่ใช่สิ่งที่มีประโยชน์ในยามปรกติ แต่ก็ช่วยป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ดี
หลังจากเชอร์แมนเสียชีวิต ทริสซี่ยังไม่ทิ้งเลือดไป เพราะแม่มดมักต้องการวัตถุดิบประเภทนี้ในหลายโอกาส เช่นตอนนี้
…
เมืองเงินพิสุทธิ์ ภายในบ้านหลังหนึ่ง
ทันทีที่ความถี่สายฟ้าเพิ่มขึ้น เดอร์ริคพยุงตัวลุกจากเตียง จุดไฟและปิ้งขนมปังเห็ด
ขนมปังชนิดนี้มีเนื้อละเอียดและหอมอร่อยกว่าหญ้าผิวดำมาก เดอร์ริคชอบมันเป็นพิเศษ และรอคอยที่จะกินวันละสามมื้อ
ปัญหาเดียวก็คือ ปริมาณการเพาะเห็ดในปัจจุบัน ยังนำมาผลิตเป็นขนมปังได้ไม่มากพอ
เนื่องด้วยจำนวนซากสัตว์ประหลาดที่มีจำกัด ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์จึงเบิกขนมปังเห็ดได้เพียงสัปดาห์ละครั้ง ต่อครั้งจะกินได้สี่ถึงห้ามื้อ
หลังจากความพยายามอย่างหนักตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา พื้นที่รอบเมืองเงินพิสุทธิ์กลายเป็นเขตปลอดภัยและมีสัตว์ประหลาดน้อยลงมาก
เดอร์ริคได้ยินมาว่า ในระยะหลังมีใครบางคนจงใจทำให้ตัวเองตกอยู่ในความมืด เพื่อหวังล่าสัตว์ประหลาดและนำศพไปเพาะเห็ด
จากนั้น บุคคลดังกล่าวก็ถูกกิน
เห็ดเหล่านั้นทำให้ชาวเมืองมองโลกในแง่ดีเกินไป…ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก…เดอร์ริคยังคงจำจดความกังวลที่เจ้าเมืองเคยเปรยไว้ก่อนออกเดินทาง เด็กหนุ่มส่ายหน้าแผ่วเบา เดินไปหยิบขวดโหลที่เก็บมาจากซากปรักหักพังของเมืองอื่น จากนั้นก็เทเห็ดนมสีขาวลงไป
ว่ากันตามตรง มันไม่ชอบนมสักเท่าไร แต่มิสจัสติสเคยบรรยายไว้ว่า นมมีสรรพคุณช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและตัวสูง มันจึงยอมกัดฟันดื่ม
ในฐานะชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ เดอร์ริคทราบดี การไม่ได้เลือกเส้นทางคนยักษ์เหมือนคนอื่น จะส่งผลให้ร่างกายไม่พัฒนาไปมากนักในอนาคต แต่มันก็แอบหวังว่าจะไม่ถูกเพื่อนทิ้งห่าง การมีอยู่ของนมคือแสงสว่างที่ช่วยเติมเต็มความปรารถนานั้น
อึก อึก อึก เดอร์ริคดื่มนมประจำวันด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ขณะเตรียมไปรับขนมปัง มันสัมผัสได้ถึงความผิดปรกติ จึงมองออกไปนอกหน้าต่าง
คนผู้หนึ่งงอกออกมาจากเงาหน้าประตูและกล่าว
“เดอร์ริค ท่านเจ้าเมืองบอกให้ผมนำเลือดขวดนี้มาส่ง”
เจ้าเมืองกลับมาแล้ว? เดอร์ริคลุกขึ้นยืนและรีบพูด
“ขอบคุณครับ”
ทันทีที่สิ้นเสียง เด็กหนุ่มพบว่าเงาดำกำลังงอกออกจากช่องวางตรงกรอบประตู ภายในนั้นมีขวดโลหะยื่นออกมา
เดอร์ริคทราบได้ทันที เลือดขวดนี้เป็นของปีศาจที่มิสเตอร์เวิร์ลต้องการ
…………………………
กรุงเบ็คลันด์ บ้านเลขที่เจ็ด ถนนพินสเตอร์
หลังจากวันที่วุ่นวายจบลง ในที่สุดเลียวนาร์ดก็มีโอกาสได้ถามในสิ่งที่สงสัย
“ตาแก่ ปราสาทต้นกำเนิดคืออะไร?”
เสียงค่อนข้างชราในใจเงียบไปสักพัก หัวเราะในลำคอและกล่าว
“สถานที่ที่เจ้าไปชุมนุมทุกวันจันทร์น่าจะเป็นปราสาทต้นกำเนิด”
“…” เลียวนาร์ดไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำตอบเช่นนี้ สมองของมันขาวโพลนไปชั่วขณะ เกิดเป็นความประหลาดใจและตกตะลึง ผสมปนเปกันอย่างซับซ้อน
ผ่านไปสักพัก มันถามเสียงต่ำด้วยความร้อนรน
“แล้วปราสาทต้นกำเนิดคือสถานที่แบบไหน”
พาลีส·โซโรอาสเตอร์ถอนหายใจพลางหัวเราะจิกกัดตัวเอง
“อันที่จริง ข้าเองก็ไม่มั่นใจนัก เคยได้ยินแค่ในข่าวลือ…เป็นตำนานพระผู้สร้างที่ต่างออกไปจากที่เจ้าเคยฟัง…ตามข่าวลือ พระผู้สร้างต้นกำเนิดได้ทิ้งสมบัติที่แตกต่างกันไว้เก้าชนิด บ้างเป็นอาณาจักร บ้างเป็นเมือง แม่น้ำ ทะเล และกุญแจ… ปราสาทต้นกำเนิดคือหนึ่งในนั้น…รูปลักษณ์ที่แท้จริงอาจไม่ใช่ปราสาท แต่อยู่ในโฉมอื่น…ส่วนจะเป็นอะไรนั้น เจ้าน่าจะรู้ดีกว่าข้า…สาเหตุที่ข้ามั่นใจว่ามันมีอยู่จริง เพราะในตอนที่กลายเป็นเทวทูต ข้าสัมผัสถึงมันได้ แต่มองไม่เห็นและมิอาจสร้างการเชื่อมต่อ…ปู่ทวดของข้าสันนิษฐานว่า ทั้งเก้าสิ่งอาจถูกบันทึกไว้ในศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองในฐานะ ‘แก่นแท้แห่งต้นกำเนิด’ น่าเสียดาย เนื่องด้วยเหตุผลหลายประการ ท่านมิอาจถอดรหัสความหมายที่เกี่ยวข้องกับแก่นแท้แห่งต้นกำเนิด”
เลียวนาร์ดสงบสติลง เอนหลังพิงโซฟาพลางถาม
“ตาแก่…คุณสงสัยว่ามิสเตอร์ฟูลคือร่างอวตารของแก่นแท้แห่งต้นกำเนิด?”
พิจารณาจากสิ่งที่มันเคยฟังจากชุมนุมทาโรต์ และสิ่งที่ตาแก่พาลีสมักเล่าให้ฟัง มันเริ่มตระหนักถึงระดับของทวยเทพตนนี้อย่างคร่าว
พาลีส·โซโรอาสเตอร์เงียบงันเป็นเวลานาน
“อาจจะ…”
…
ในค่ำคืนที่มีการบังคับใช้กฎเคอร์ฟิวอย่างเข้มงวด ท้องถนนเบ็คลันด์แทบไม่มีผู้คนเดินเตร็ดเตร่ นาน ๆ ครั้งจะมีรถม้าแล่นผ่านไป บุคคลด้านในเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคม
หลังจากไคลน์มาถึงบ้านที่นัดหมาย มันไม่รีบร้อนเข้าไป เพียงหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง ยกมือขวาขึ้นจับอากาศด้านหน้า ดึงเชอร์ล็อก·โมเรียตี้ที่แต่งกายด้วยเสื้อขนสัตว์สีดำกระดุมสองแถว หมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง และไม้ค้ำออกจากความว่างเปล่า
นี่คือภาพฉายทางประวัติศาสตร์ของตัวมันในช่วงเวลาก่อนหน้าเพียงไม่นาน ขณะที่เพิ่งออกจากบ้านเช่า
เนื่องจากมีไคลน์ตัวจริงยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม ภาพฉายดังกล่าวจึงดูแข็งทื่อราวกับอุปกรณ์ประกอบฉากบนเวที
จากการทดลองในช่วงที่ผ่านมา ไคลน์ค้นพบกฎทางศาสตร์เร้นลับ ‘จิตใต้สำนึกเพียงหนึ่งเดียวในช่วงเวลาหนึ่ง’ กล่าวคือ ในช่วงเวลาหนึ่ง ทุกคนจะมีจิตสำนึกที่แท้จริงได้เพียงหนึ่งเดียว หากไคลน์ตัวจริงมีความคิดและสติ ภาพฉายทางประวัติศาสตร์จะไม่มี
ผลลัพธ์เป็นเช่นเดียวกันการอัญเชิญคนตาย ไคลน์จึงสงสัยว่า อาจเป็นเพราะตนยังมีระดับพลังไม่เพียงพอ หรือกล่าวโดยย่อ ภาพฉายทางประวัติศาสตร์จะต่อสู้และมีกลไกความคิดในระดับแค่พื้นฐาน จะอ้างอิงจากสัญชาตญาณของร่างต้นเป็นหลัก และจะเกิดผลลัพธ์แบบเดียวกันต่อให้ปราชญ์โบราณอัญเชิญภาพฉายของตัวเองออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์
สิ่งนี้ช่วยยืนยันหนึ่งในข้อสันนิษฐานของไคลน์ที่ว่า ภาพเหตุการณ์ที่ปราชญ์โบราณมองเห็นในสายหมอกแห่งประวัติศาสตร์ คือสิ่งที่ปราชญ์โบราณผ่านการศึกษาและเข้าใจอย่างถ่องแท้บนโลกความจริง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ปราชญ์โบราณมีหน้าที่ต้อง ‘ขจัด’ หมอกที่คอยปิดบังประวัติศาสตร์ออกไปให้หมด
และแน่นอน ไคลน์เชื่อว่าหากชิ้นส่วนทางประวัติศาสตร์ในเหตุการณ์เดียวกันถูกเปิดเผยจนเกือบหมด ความลับที่เหลือเป็นส่วนน้อยก็จะถูกเผยออกมาตามธรรมชาติ
อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่า พลังพิเศษของเป้าหมายจะไม่ตกหล่นเพียงเพราะเรารู้จักอีกฝ่ายไม่ดีพอ…ตราบใดที่ดึงภาพฉายทางประวัติศาสตร์ออกมาได้สำเร็จ สถานภาพของเป้าหมายในช่วงเวลาดังกล่าวจะถูกบันทึกไว้อย่างสมบูรณ์…แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว…ไคลน์ชำเลืองไปทางภาพฉายประวัติศาสตร์ของตนที่เคลื่อนไหวไปตามสัญชาตญาณ จากนั้น ร่างจริงของไคลน์พลันเลือนหายและเข้าไปอยู่ในหมอกสีเทา
แม้แต่สุนัขแห่งฟัลกริมที่เป็น ‘ปราชญ์โบราณไม่สมบูรณ์’ ก็ยังอาศัยในช่องว่างของประวัติศาสตร์ได้ นับประสาอะไรกับปราชญ์โบราณตัวจริงเสียงจริง แต่ปัญหาก็คือ ระยะเวลามีจำกัด และนอกจากนั้น หากตัดขาดจากโลกความจริงนานเกินไป หุ่นเชิดจะเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม สำหรับปราชญ์โบราณ ความตายของหุ่นเชิดก็แค่การแยกจากกันทางกายภาพ แต่ความจริงแล้วยังอยู่ร่วมกันในอีกรูปแบบหนึ่ง
ในวินาทีที่ร่างต้นของไคลน์เข้าไปอาศัยอยู่ในจุดแสงของหมอกสีเทา จิตใต้สำนึกของชายหนุ่มถูกโอนถ่ายมายังภาพฉายทางประวัติศาสตร์บนโลกความจริงทันที
ไคลน์ซึ่งกำลังใช้ใบหน้าเชอร์ล็อก·โมเรียตี้ ยกมือกดหมวกทรงกึ่งสูงเหนือศีรษะ เดินมาถึงหน้าบ้านหลังที่นัดหมาย หยิบมาสเตอร์คีย์ออกมาสอดเข้าไปในรูกุญแจพร้อมกับออกแรงบิดแผ่วเบา
ร่างของมันหายเข้าไปโผล่ในตัวบ้าน สายตากวาดมองอย่างรวดเร็วท่ามกลางแสงจันทร์สีแดง
ไม่ว่าจะโซฟา ตู้ เก้าอี้พนักสูง โต๊ะกาแฟ หรือเครื่องเรือนชิ้นอื่น ทั้งหมดดูค่อนข้างโบราณ ราวกับหลุดมาจากศตวรรษก่อนหน้า
ท่ามกลางสภาพแวดล้อมมืดสลัว ชารอนซึ่งแต่งกายในชุดเดรสโกธิกสีเข้มซับซ้อน บนศีรษะสวมหมวกอ่อนสีเดียวกัน ปรากฏกายขึ้นบนเก้าอี้พนักสูง
“สายัณห์สวัสดิ์” หุ่นกระบอกสาวผงกศีรษะเล็กน้อยพร้อมกับทักทาย
หากเธอไม่พูดหรือขยับตัว จะดูเหมือนกับตุ๊กตาเลอค่าที่ถูกสร้างอย่างประณีตที่สุดในโลก
ขณะเดียวกัน มาริคที่แต่งกายในเชิ้ตสีขาวและเสื้อกั๊กสีดำ ปรากฏตัวบนโซฟา
…คุณสุภาพบุรุษ นี่ก็เข้าฤดูหนาวแล้ว แต่งตัวแบบนี้ไม่กลัวแข็งตายหรือ? นั่นสินะ นายคือคนตาย และคนตายก็คงไม่กลัวหนาว…ไคลน์พึมพำเงียบ ถอดหมวกออก หันไปทางชารอนเจ้าของผมสีทองอ่อน ตาสีฟ้า จากนั้นก็ก้มศีรษะ
“สายัณห์สวัสดิ์ มิสชารอน”
ถัดมา มันหมุนตัวครึ่งหนึ่งและหันไปพูดกับมาริค
“สายัณห์สวัสดิ์”
สำหรับอดีตซอมบี้ซึ่งกลายเป็นวิญญาณอาฆาตในปัจจุบัน ความทรงจำที่ชัดเจนที่สุดของไคลน์ก็คือ อีกฝ่ายชอบตั้งวงเล่นไพ่กับฝูงซอมบี้ที่ตัวเองเป็นคนบังคับ
ถ้าว่างก็เล่นไพ่กันได้นะ…ชายหนุ่มถอนหายใจเงียบ
สาเหตุที่ไคลน์นึกถึงการเล่นไพ่ขึ้นมา เพราะเมื่อลองวิเคราะห์หลักการต่อสู้ของปราชญ์โบราณ มันพบว่าหากตนต้องเผชิญหน้ากับซาราธ สถานการณ์จะไม่ต่างกับการเล่นไพ่
นายลงโรซายล์สมัยกงสุลใหญ่ ฉันลงโรซายล์สมัยจักรพรรดิ…นายลงแบร์นาแดต ฉันลงเบอนัวต์…ถ้านายลงฮาล์ฟฟูล ฉันก็ลงอามุนด์…
คิดไม่ถึงว่า การดวลกันระหว่างนักทำนายจะลงเอยด้วยการเล่นไพ่…แต่เป็นไพ่คนจริงที่ดุเดือดและอันตรายมาก… เฮ้อ…ซาราธเป็นถึงเทวทูตลำดับหนึ่ง เจ้านั่นคงไม่ปล่อยให้เราลงไพ่ง่ายนัก และบางที เป็นเราเองที่โชคร้ายดึงไพ่ดี ๆ ออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์ไม่สำเร็จเลย…ไคลน์ถอนสายตากลับ หันไปกล่าวกับชารอน
“ผมกำลังวางแผนจะทำบางสิ่งในอนาคตอันใกล้ เป็นงานที่ยากและอันตรายมาก หนึ่งในขั้นตอนสำคัญคือการรวบรวมเลือดของผู้วิเศษทั้งยี่สิบสองเส้นทาง สำหรับเส้นทางวิญญาณอาฆาต ผู้วิเศษที่ผมรู้จักมีแค่คุณกับมาริค…คุณน่าจะถนัดพลังสาปแช่ง และคงมีวิธีตัดขาดการเชื่อมต่อกับเลือดตัวเอง”
อันที่จริง มันสามารถทดลองเรียกพลเรือเอกโลหิตออกจากว่างประวัติศาสตร์ จากนั้นก็นำเลือดมาเทใส่ไหเคลือบเงาที่เตรียมไว้ แต่ไคลน์ไม่รู้ว่าวิธีดังกล่าวจะได้ผลหรือไม่ และการทำนายถามก็เปล่าประโยชน์ เพราะไม่เพียงสิ่งนี้จะเกี่ยวข้องกับลำดับที่สูงกว่าหนึ่ง แต่มันยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ สิ่งเดียวที่ควรให้ความสนใจจึงเป็น ผู้บริจาคเลือดทุกคนต้องไม่ได้รับอันตรายจากเหตุการณ์คราวนี้
เนื่องจากพลังของปราชญ์โบราณค่อนข้างกว้างและคลุมเครือ ไคลน์จึงเคยทดลองอัญเชิญแม่มดทริสซี่ออกมาจากช่องว่างประวัติศาสตร์และนำเลือดของเธอป้ายลงบน ‘การเดินทางของกรอซาย’
แต่น่าเสียดาย วิธีนี้ไม่ได้ผล
หลังจากไตร่ตรองเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ไคลน์พบว่าสาเหตุที่ล้มเหลวอาจเป็นเพราะความขัดแย้งของเส้นเวลา – เลือดของทริสซี่ที่นำมาป้ายบนลง ‘การเดินทางของกรอซาย’ เป็นทริสซี่ในอดีต ดังนั้น หนังสือจึงควรดูดทริสซี่ในอดีตเข้าไป แต่นั่นจะเท่ากับเป็นการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์
และเมื่อปราชญ์โบราณไม่มีพลังในการเปลี่ยนอดีต ผลลัพธ์จึงล้มเหลว
ได้ฟังคำขอของเชอร์ล็อก·โมเรียตี้ ชารอนตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“ตกลง…ต้องการแค่ไหน”
ชารอนตอบสนองเหมือนที่เราคิดไว้ทุกประการ…ไคลน์หยิบหลอดแก้วใบเล็กออกมา
“แค่หลอดนี้ก็พอ”
ชารอนที่แต่งกายในเดรสโกธิกซับซ้อน ยกมือขวาแผ่วเบา ประหนึ่งบันดาลให้หลอดแก้วมีชีวิต มันบินออกจากฝ่ามือของไคลน์ไปหาเธอ
ทันทีหลังจากนั้น สตรีที่ดูเหมือนตุ๊กตานำมือขวาวางลงบนมือซ้าย เล็บที่ยาวและคมมากงอกออกมา
เพียงรูดผ่านข้อมือแผ่วเบา รอยแผลถูกกรีดเป็นทางยาวปรากฏขึ้น แต่แทนที่เลือดสีแดงจะหยดลง พวกมันกลับลอยขึ้นไปในอากาศและบรรจุลงขวดแก้วอย่างนุ่มนวล
จนกระทั่งใส่จนเต็มบาดแผลของชารอนสมานปิดสนิท ปราศจากรอยแผลเป็นโดยสิ้นเชิง ขณะเดียวกัน จุกหลอดแก้วลอยขึ้นไปตรงปากพร้อมกับหมุนปิดด้วยตัวเอง
ระหว่างดำเนินการ ชารอนมีสีหน้าเรียบเฉย ปราศจากการเปลี่ยนแปลงทั้งปวง ประหนึ่งอารมณ์ทั้งหมดถูกผนึกอยู่ในส่วนลึกจิตใจ
จ้องมองหลอดแก้วที่บรรจุเลือดจนเต็ม ชารอนนำมือซ้ายไปจ่อเกลียวฝา รูดลงจากบนลงล่างอย่างเชื่องช้า
ทำไปเพื่อตัดขาดการเชื่อมต่อระหว่างเลือดกับร่างต้น
จัดการเสร็จ หลอดบรรจุเลือดลอยกลับมาตกลงบนฝ่ามือไคลน์
“มีอะไรให้ช่วยอีกไหม” ชารอนที่นั่งบนเก้าอี้พนักสูง กล่าวอย่างใจเย็น
“ไม่มีแล้ว ขอบคุณมาก” ไคลน์ส่ายหน้าพร้อมกับดีดนิ้ว จุดไฟลุกท่วมฝ่ามือ
เปลวไฟปกคลุมหลอดแก้วโดยสมบูรณ์
จนกระทั่งเปลวไฟสีแดงหายไป หลอดแก้วก็หายไปเช่นกัน
นี่คือการยกระดับของ ‘กระโจนไฟ’ สามารถย้ายวัตถุบนร่างกายไปยังหุ่นเชิดหรือร่างต้นในพริบตา
นอกจากกระโจนไฟ พลังพิเศษอื่นของไคลน์ยังถูกเสริมแกร่งในทุกมิติ
หลังจากแสดงการใช้พลังอย่างชำนาญ มันจ้องชารอนฝั่งตรงข้าม ถามอย่างเป็นกันเอง
“โอสถหุ่นกระบอกย่อยไปถึงไหนแล้ว”
ย้อนกลับไปตั้งแต่ที่มันพบชารอนครั้งแรก ภาพจำของอีกฝ่ายก็เหมือนตุ๊กตามาแต่ไหนแต่ไร ไคลน์เชื่อว่านี่คงเป็น ‘หลักคำสอน’ ของฝ่ายระงับแรงปรารถนา เพื่อให้ศิษย์ทุกคนมีโอกาสได้สวมบทบาทล่วงหน้า และเมื่อเธอดื่มโอสถหุ่นกระบอกเข้าไป พัฒนาการที่สั่งสมมานานจะเกิดความคืบหน้าในคราวเดียว
“ก็ดี” ชารอนตอบกระชับ “คงเสร็จสมบูรณ์ภายในหนึ่งถึงสองปี”
หนึ่งถึงสองปี…นั่นสินะ ต่อให้เร็วแค่ไหน คนปรกติก็คงมีหน่วยเป็นปี…แต่สำหรับเราเพิ่งผ่านไปเพียงครึ่งปีเท่านั้น… ไม่สิ นี่ไม่ใช่เรื่องที่ควรภาพภูมิใจ พัฒนาการของเราเกิดจากแผนการของใครบางคน…นอกจากนั้น หากนับรวมเวลาที่ถูกแขวนเหนือประตูแห่งแสง นั่นอาจนานถึงหลายพันปี…ผู้ชี้นำปาฏิหาริย์…หากเราหลุดพ้นจากชะตากรรมนี้ได้ บางทีอาจได้ชื่อว่าเป็น ‘ผู้สร้างปาฏิหาริย์’ … ไคลน์ถอนหายใจแผ่ว พยักหน้ารับและตั้งคำถาม
“เป้าหมายถัดไปของคุณคือ?”
ชารอนตอบ
“อยากฟื้นฟูร่างเนื้อของอาจารย์ให้ได้”
มาริคบนโซฟาเสริมทันที
“แต่คุณเคยบอกเราใช่ไหม…หัวหน้าลัทธิเร้นลับ ซาราธ กำลังอยู่ในเบ็คลันด์และใกล้ชิดกับโรงเรียนกุหลาบ”
“ใช่” ไคลน์ยิ้ม “กรุณาอดทนรออย่างใจเย็น โอกาสจะต้องมาถึงแน่”
อันที่จริง นี่เป็นแค่คำปลอบใจ เพราะถึงไคลน์จะกลายเป็นปราชญ์โบราณเรียบร้อยแล้ว แถมยังมีผู้ช่วยที่แข็งแกร่งอีกมาก แต่ชายหนุ่มก็ไม่มีความคิดที่จะลงมือกับซาราธแม้แต่น้อย – เทวทูตลำดับหนึ่ง ซึ่งไม่บาดเจ็บหรือตกหลุมพราง ระดับความน่าสะพรึงกลัวไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะจินตนาการออก!
นอกจากนั้น ยิ่งไคลน์มีความรู้ในเส้นทางนักทำนายมากขึ้น มันก็ยิ่งตระหนักถึงความน่ากลัวของซาราธ
หลังจากขัดขวางพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพของจอร์จที่สาม ไคลน์วางแผนจะออกจากเบ็คลันด์และหาเวลาพัฒนาตัวเอง
…………………………
เหนือสายหมอกสีเทาไร้ขอบเขต ไคลน์ปรากฏกายภายในวังโบราณ
เพียงมองไปรอบตัว มันพบความแตกต่างหลายจุด
จากบรรดาทั้งหมด จุดที่ชัดเจนที่สุดคือการที่โครงสร้างและสภาพปัจจุบันของมิติลึกลับแห่งนี้ ฉายเข้ามาในร่างวิญญาณไคลน์โดยตรง ช่วยให้มองเห็นเมฆสีเทาและบานประตูแห่งแสงแม้จะอยู่ห่างออกไป
นอกจากวังที่เราจินตนาการขึ้น และบานประตูแสงที่มีอยู่ตั้งแต่แรก ที่นี่ไม่มีอะไรเลย ว่างเปล่าและไร้ขอบเขต อัดแน่นด้วยพลังงานระดับสูง…ไคลน์พึมพำ นั่งลงพร้อมกับยกมือขวาขึ้น
เพียงพริบตา หมอกสีเทาทั้งหมดพลันเดือดพล่าน แม้กระทั่งมิติลึกลับก็ยังสั่นไหว ละอองแสงสีเข้มสว่างขึ้นด้านบน
ละอองแสงมารวมตัวกันและแปรสภาพกลายเป็นเทวทูตโปร่งแสงตามที่ไคลน์ต้องการ ด้านหลังมีปีกมายาหลายชั้น ระดับความแข็งแกร่งและความน่าเกรงขามทัดเทียบกับเทวทูตตัวจริง ทั้งสง่างาม ศักดิ์สิทธิ์ และสะกดข่ม
ไม่จำเป็นต้องฝังไพ่จักรพรรดิมืด ทรราช หรือนักบวชสีชาด ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคทาเทพสมุทร…ลำพังตัวเราคนเดียวก็สามารถระดมพลังของมิติลึกลับได้เกือบทั้งหมด เกิดเป็นเทวทูตของเดอะฟูลที่มีลำดับสองอย่างแท้จริง แต่แน่นอน เทวทูตดังกล่าวมิอาจตอบสนองต่อคำสวดวิงวอน และมิอาจคงสภาพไว้ได้นานนัก…มีพลังประเภทอ้อมกอดและโจมตีได้ไม่กี่ครั้ง รวมถึงพลังในขอบเขต ‘ปาฏิหาริย์’ บางชนิด…
อย่างที่คิด พลังการคืนชีพของเราคือของขวัญจากปราสาทต้นกำเนิด…ตอนนี้คืนชีพได้ทั้งหมดกี่ครั้งกันนะ…ดูเหมือนว่าจะไม่มีวิธีตรวจสอบ เว้นเสียแต่จะมีสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์บางชิ้น…แต่แค่ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว เราไม่ควรพึ่งพามันมากเกินไป…ผู้วิเศษเส้นทางนักทำนายต้องดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาทเสมอ…
น่าเสียดาย…ปาฏิหาริย์ระดับนี้กลับใช้ได้แค่เราคนเดียว…
แต่แน่นอนนั่นหมายถึงในปัจจุบันหากต้องการควบคุมพลังของมิติแห่งนี้ได้อย่างสมบูรณ์ อย่างน้อยก็ต้องก้าวไปถึงระดับเทวทูตหรือไม่ก็ลำดับศูนย์ซึ่งนั่นจะทำให้ปราสาทต้นกำเนิดมีอานุภาพสมชื่อของมัน…ส่วนบานประตูแห่งแสง เงื่อนไขในการใช้งานอาจสูงยิ่งกว่านั้นอีก…ตอนนี้เรายังมองไม่เห็นอันตรายจากมัน…
จุดประสงค์ของปราสาทต้นกำเนิดคืออะไร? จับนักเดินทางข้ามโลกมาขังและทยอยส่งลงไปช่วยคืนชีพให้พระผู้สร้างต้นกำเนิด? ไคลน์สะบัดมือขวาแผ่วเบา สลายเทวทูตที่ศักดิ์สิทธิ์และทรงพลัง
ปราสาทต้นกำเนิดสงบลงทันที
จากนั้น ไคลน์ลุกขึ้นยืน ก้าวไปบนเมฆสีเทาที่ควบแน่นกลางอากาศ หยุดยืนหน้าบานประตูแห่งแสงแปลกประหลาดที่ประกอบจากลูกบอลแสงจำนวนนับไม่ถ้วน
บานประตูแห่งแสงมีสีน้ำเงินและดำปะปนเล็กน้อย แกนกลางลูกบอลแสงทุกลูกคือกลุ่มหนอนแมลงโปร่งใส
ขณะจ้องมอง ‘รังไหม’ โปร่งใสซึ่งถูกแขวนไว้ด้วยด้ายสีดำเส้นบาง ไคลน์ลองเหยียดแขนขวาออกไปหาประตู พยายามสัมผัสกับมัน
ในที่สุดฝ่ามือของมันก็เอื้อมถึงประตู แต่ปลายนิ้วกลับทะลุผ่านไปราวกับเป็นเพียงภาพมายา
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับคราวก่อน บานประตูมายาดู ‘จริง’ ขึ้นกว่าคราวก่อน คล้ายกับสามารถกลายเป็นจริงได้ในอนาคต
สิ่งนี้คือแก่นแท้ของปราสาทต้นกำเนิด? ไคลน์ไตร่ตรองสักพัก ย้ายตัวเองกลับมาที่วังโบราณ
โดยไม่มัวรีรอ ชายหนุ่มออกจากมิติหมอกและเริ่มทดสอบพลังใหม่
ก่อนอื่นก็ต้องคิดพระนามเต็มอันมีเกียรติ…ลำดับสามจะตอบสนองได้ในระดับ ‘ดินแดน’ แต่รัศมีจะแตกต่างกันไปตามอำนาจที่ถือครอง เห็นได้ชัดว่า ‘เจ้าสมุทร’ มีอำนาจการปกครองค่อนข้างกว้างกว่าเส้นทางอื่น…ชื่อของเราควรเป็นอะไรดี? กรุงเบ็คลันด์? ผู้พิทักษ์เหล่าเด็กยากไร้ในกรุงเบ็คลันด์? ฟังดูประหลาดชะมัด…
อา…คนอื่นอาจต้องดิ้นรนภายใต้ขีดจำกัด แต่กับเราแล้วไม่ใช่ ทางนี้สามารถใช้ ‘ข้ารับใช้แห่งปราสาทต้นกำเนิดและโลกวิญญาณ’ แทนได้ และผู้ที่เป็นข้ารับใช้ของทั้งสองอย่างคงมีแค่เราคนเดียว ไม่ซ้ำกับใครแน่นอน ด้วยชื่อดังกล่าว ทุกคนที่อยู่ในเขตหรือในเมืองเดียวกับเรา สามารถสวดวิงวอนถึงเราได้โดยตรง…
แต่ถ้าอยู่นอกเขตก็คงช่วยอะไรไม่ได้ เราไม่สามารถแบ่งหนอนวิญญาณเก็บไว้บนมิติหมอกได้เหมือนกันคทาเทพสมุทรที่อาศัยพลังของปราสาทต้นกำเนิดในการตอบสนองคำวิงวอนจากทั่วโลก…แม้ว่าตอนนี้จะยังมิอาจยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างเทวทูตมืดกับเทพสุริยันบรรพกาล แต่เราก็ควรระวังการก่อกบฏของหุ่นเชิดและร่างโคลนของตัวเองไว้บ้าง… นอกจากนั้น การแบ่งหนอนวิญญาณทิ้งไว้แค่ไม่กี่ตัวคงไม่เกิดประโยชน์ หากต้องการผลลัพธ์แบบเดียวกับคทาเทพสมุทร เราต้องแบ่งหนอนวิญญาณไว้บนปราสาทต้นกำเนิดเป็นจำนวนมหาศาล และในปัจจุบันก็ยังทำแบบนั้นไม่ได้…
เหนือสิ่งอื่นใด จิตใจของเรายังปรกติ ไม่เกิดการแบ่งบุคลิกที่สอง ยังไม่ได้เป็นคนเย็นชาและป่าเถื่อน…เห็นได้ชัดว่าตราประทับที่ปราชญ์โบราณสลักไว้ในประวัติศาสตร์คือ ‘หลักยึดเหนี่ยว’ ที่เพียงพอ…นอกจากนั้น อาการของจักรพรรดิโรซายล์แย่ลงหลังจากกลายเป็นเทวทูต เขาจึงต้องแก้ไขด้วยการใช้สาวกเป็นหลักยึดเหนี่ยว สำหรับเรายังอีกห่างไกล ถือเป็นก้าวที่ใหญ่มาก…คงต้องหาข้อมูลเผื่อไว้ว่า หลักยึดเหนี่ยวนอกจากสาวกแล้วยังมีอะไรได้อีก…ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์หยิบกระดาษกับปากกา
มันเขียนพระนามเต็มอันทรงเกียรติของตัวเอง
“ข้ารับใช้แห่งโลกวิญญาณและปราสาทต้นกำเนิด”
ครุ่นคิดสักพัก ชายหนุ่มเขียนวรรคที่สองและสามโดยอาศัยประสบการณ์อันยาวนานและความรู้จากลวดลายศักดิ์สิทธิ์
“ตัวตนเร้นลับจากอดีตกาล”
“ประจักษ์พยานแห่งห้วงประวัติศาสตร์ชั่วนิรันดร์”
เนื่องจากลำดับสามไม่ใช่เทพแท้จริง จึงมิอาจใช้พระนามเต็มเพียงสามวรรค ไคลน์ไตร่ตรองสักพักและเพิ่มอีกสองประโยค
“ผู้พิทักษ์ละครและมายากล”
“มหาเกอร์มัน·สแปร์โรว์”
อันที่จริง บุคคลที่ไม่ใช่เทพแท้จริงก็สามารถมีพระนามเต็มสามวรรคได้ แต่ต้องมีวรรคหนึ่งผูกโยงกับเทพแท้จริง ยกตัวอย่างเช่น ไคลน์สามารถใช้นามเต็มว่า ‘ข้ารับใช้แห่งเทพธิดารัตติกาล’ แต่โดยพื้นฐานแล้ว ชื่อแบบนี้จะฟังดูไม่เหมือนนามเต็ม แต่เหมือนกับบทสวดอัญเชิญที่ใช้กับผู้ส่งสารมากกว่า อย่างไรก็ดี ในกรณีของผู้ส่งสาร สถานะของสิ่งมีชีวิตคือสัตว์วิญญาณ ข้อจำกัดตรงนี้จะไม่เหมือนกับมนุษย์ ต่อให้ระบุว่าเป็นข้ารับใช้ของเทพแท้จริงก็ไม่เกิดประโยชน์ นั่นคือเหตุผลที่การอัญเชิญผู้ส่งสารส่งเดชเป็นเรื่องที่อันตราย เพราะไม่รู้ว่าจะมีสิ่งมีชีวิตแบบใดออกมา
ครุ่นคิดสักพัก ไคลน์บังคับหุ่นเชิดเอ็นยูนท่องพระนามเต็มของตนเป็นภาษาเฮอร์มิสโบราณ
ผ่านไปไม่กี่วินาที ชายหนุ่มยกมือขวาลูบหน้าผาก สีหน้าเผยความแปลกใจ
มันไม่ได้ยินคำสวดวิงวอน
“ชื่อนี้มีจุดไหนที่ผิด…” ไคลน์ไตร่ตรองอย่างจริงจังจนกระทั่งเริ่มเอะใจ “ไม่ใช่แค่เราที่เป็นข้ารับใช้แห่งโลกวิญญาณและปราสาทต้นกำเนิด…สุนัขแห่งฟัลกริมก็ใช่…ต้องระบุให้ชัดเจนกว่าเดิม…”
หลังจากดัดแปลงชื่อ ไคลน์บังคับให้หุ่นเชิดเอ็นยูนสวดมนต์อีกครั้งเป็นภาษาเฮอร์มิสโบราณ
“ข้ารับใช้แห่งโลกวิญญาณและปราสาทต้นกำเนิด”
“ตัวตนเร้นลับจากอดีตกาล”
“ประจักษ์พยานแห่งห้วงประวัติศาสตร์ชั่วนิรันดร์”
“ผู้พิทักษ์ละครและมายากลแห่งเบ็คลันด์”
“มหาเกอร์มัน·สแปร์โรว์”
“ข้อปรารถนาคำอวยพร ขอวิงวอนให้ท่านช่วยขจัดความมืดมิดเบื้องหน้า”
ทันทีที่สิ้นเสียงเอ็นยูน ไคลน์ได้ยินคำวิงวอนแผ่วเบา เนื่องจากคำวิงวอนดังกล่าวมุ่งไปยังหนอนวิญญาณ ไม่ใช่ร่างต้นของไคลน์
แตกต่างจากคำวิงวอนที่ได้ยินบนปราสาทต้นกำเนิด อันนั้นฟังดูชัดเจนมาก…ขณะไคลน์กำลังครุ่นคิด หนอนวิญญาณตอบสนองต่อคำวิงวอนแทนชายหนุ่ม เนื่องจากมีการตั้งค่าไว้ล่วงหน้า
เปลวไฟลุกโชนตรงหน้าหุ่นเชิดเอ็นยูน มอบแสงสว่างไปทั่วห้อง
ไม่เลว…ถ้าสวดวิงวอนเป็นภาษาเฮอร์มิส ต้องประกอบพิธีกรรมและวาดสัญลักษณ์…สำหรับน้ำมันสกัดและสมุนไพร นั่นไม่สำคัญ จะมีหรือไม่มีก็ได้ คิดว่าคนอย่างเราจะพึงพอใจกับเรื่องแค่นี้หรือ? สัญลักษณ์ต้องประกอบด้วยม้วนกระดาษที่หมายถึงประวัติศาสตร์ ดวงตาสมบูรณ์ที่หมายถึงประจักษ์พยาน และเส้นโค้งที่หมายถึงการเปลี่ยนแปลง…ไคลน์ยังไม่มีแผนจะเผยแพร่นามเต็ม เพราะนั่นจะหมายความว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์กลายเป็นผู้วิเศษลำดับสามเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นการเผยไต๋โดยใช่เหตุ นอกจากนั้น มันก็ยังมีอีกสองตัวตนเป็นเดอะฟูลและเทพสมุทร เพียงพอต่อการตอบสนองอยู่แล้ว
เป๊าะ!
ทันทีที่ดีดนิ้ว กระดาษที่เขียนนามเต็มของเกอร์มัน·สแปร์โรว์พลันลุกไหม้
ปราชญ์โบราณมีพลังในการสร้างหมอกและลดอุณหภูมิ แต่นั่นไม่ใช่ความสามารถหลัก…ถัดไป เราต้องลองอัญเชิญภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์…เลือกใครเป็นคนแรกดี? ไคลน์ถอนหายใจยาว
มันหรี่ตาลง อาศัยประสาทสัมผัสของเทพ แบ่งวิญญาณบางส่วนเข้าไปท่องในโลกที่เต็มไปด้วยหมอกสีเทาแห่งประวัติศาสตร์
ท่ามกลางตำแหน่งที่เคยสลักตราประทับไว้ล่วงหน้า ไคลน์หยุดอยู่หน้าจุดแสงหนึ่ง
ด้านในมีหน้าต่างสองแถวที่สูงจากพื้นจรดเพดาน ภายในห้องมีชายแต่งกายด้วยชุดคลุมสีแดงปักด้ายสีทองยืนริมหน้าต่าง มองไปยังดวงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า
อายุราวสามสิบ ผมยาวสีเกาลัด ตาสีฟ้า จมูกโด่ง ริมฝีปากบาง หนวดบนริมฝีปากถูกตัดแต่งอย่างประณีต ใบหน้าโดยรวมหล่อเหลา
โรซายล์·กุสตาฟ
…
บนถนนเส้นหนึ่งในเขตเหนือ ชายหน้าเรียวหน้าผากเถิกคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ในร้านกาแฟริมถนน ดวงตาข้างขวาสวมแว่นตาขาเดียว ถือปากกาด้วยสีหน้าครุ่นคิด
มันยกมืออีกข้างขึ้นมาจับแว่น เขียนประโยคหนึ่งลงไป
“ข้ารับใช้แห่งโลกวิญญาณและปราสาทต้นกำเนิด…”
จากนั้น ปากกาหยุดขยับ ราวกับไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรต่อ
…
เขตตะวันออก ในบ้านเช่าแบบสองห้องนอน ไคลน์หยิบนาฬิกาพกเลี่ยมทองออกมาตรวจสอบเวลา
มันนัดพบชารอนกับมาริคในบ้านร้างหลังหนึ่งคืนนี้
ครุ่นคิดสักพัก ไคลน์ยกมือขวาขึ้นและคว้าอากาศด้านหน้า
กุญแจสีทองเหลืองหน้าตาธรรมดาปรากฏขึ้นบนฝ่ามือชายหนุ่ม
นี่คือ ‘มาสเตอร์คีย์’ ที่ครั้งหนึ่งเคยช่วยไคลน์เอาชนะวิญญาณมาร สตีฟ และช่วยป้องกันไม่ให้พระผู้สร้างแท้จริงลงมาจุติ ผลข้างเคียงด้านลบก็คือ มันจะทำให้ผู้ถือครองได้ยินเสียงเพรียกของมิสเตอร์ประตูในคืนจันทร์เต็มดวง
ปัจจุบัน ไคลน์อัญเชิญมันออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์ สามารถคงสภาพได้นานสิบนาที
หึหึ… สำหรับปราชญ์โบราณ ตราบใดที่เคยใช้งานวัตถุดังกล่าว ไม่ว่าสุดท้ายจะขายทิ้ง คืนเจ้าของ ถูกทำลาย หรือสูญหาย แต่มันก็ไม่ได้จากไปอย่างถาวร ยังคงอยู่ด้วยกันในอีกรูปแบบหนึ่ง…มองไปยังมาสเตอร์คีย์ในมือ ไคลน์รำพันด้วยสีหน้าพึงพอใจ
ด้วยวัตถุในมือ หากไคลน์ทราบพิธีกรรมที่เกี่ยวข้อง มันเองก็สามารถพูดคุยกับมิสเตอร์ประตูได้โดยตรง
เก็บมาสเตอร์คีย์กลับเข้าไป ไคลน์สวมเสื้อคลุมขนสัตว์กระดุมสองแถว หมวกผ้าไหม หยิบไม้ค้ำเลี่ยมทองและเดินออกจากห้อง
…………………………
บนที่ราบสูง เหนือแท่นบูชาที่มีดวงตา แขน หัว และอวัยวะภายในวางกอง
แสงสีแดงเข้มพวยพุ่งราวกับเลือดสด บิดตัวกลายเป็นเงาดำที่ดูคล้ายกับต้นไม้กลายพันธุ์
ท่ามกลางเสียงดังสนั่น กระดูกมนุษย์ เทียนไข ถาดเงิน กล่องทอง และวัตถุชิ้นอื่น สั่นสะเทือนรุนแรงราวกับจะสลักรอยขีดข่วนลงในวิญญาณ
บทสวดของผู้วิงวอนโดยรอบมีอันต้องหยุดชะงัก พวกมันก้มศีรษะลงตามสัญชาตญาณและหมอบกราบไปบนพื้น
จากนั้น พวกมันเข้าใจตรงกันโดยปริยาย
“ทะเลคลั่ง เกาะแนวปะการัง…”
…
เมื่อเห็นวังโบราณเหนือสายหมอกสีเทาด้วยสองตา ขณะเดียวกันก็สัมผัสถึงแรงสั่นสะเทือนแผ่วเบาของพื้นที่ลึกลับ ไคลน์ทราบทันทีว่า สายสัมพันธ์ที่มองไม่เห็นระหว่างตนกับสิ่งที่เรียกว่า ‘ปราสาทต้นกำเนิด’ แนบแน่นขึ้นไปอีกระดับ
ในวินาทีนี้ มันรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า สถานที่ดังกล่าวคือของตน
เพียงไม่กี่วินาที ความผิดปรกติบนท้องฟ้าเลือนหายไป ไคลน์ไม่มัวรีรอ บังคับหุ่นเชิดทั้งสองเก็บสิ่งของมีค่าและทำลายที่เหลือ จากนั้นก็นำกระดาษคนออกมาสะบัดหนึ่งครั้ง
สิ้นเสียงกระดาษปะทะกับอากาศ กระดาษคนลุกไหม้ด้วยเปลวไฟสีแดง ปีกมายาที่คมชัดงอกออกจากแผ่นหลังพวกมัน
ไคลน์ตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น ไม่คิดว่าการแทรกแซงจากกระดาษคนตัวแทนแสนธรรมดา จะมีกลิ่นอายคล้ายอ้อมกอดเทวทูต
มันรีบคว้าหุ่นเชิดเอ็นยูนและโจนาส อาศัยความช่วยเหลือจากพลังเทเลพอร์ต หายตัวไปจากเกาะที่เกิดจากแนวปะการัง
หลังจากอ้อมไปรอบเกาะหลายแห่งบนทะเลโซเนีย ในที่สุดไคลน์ก็กลับมายังบ้านเช่าในเขตตะวันออกของกรุงเบ็คลันด์
ระหว่างการเดินทาง มันกระหน่ำใช้กระดาษคนตัวแทนที่ถูกยกระดับเชิงคุณภาพเพื่อขัดขวางการทำนายถึง แกะรอย และพยากรณ์
ฟู่ว…เราไม่คิดว่าการเลื่อนลำดับจะสร้างความเปลี่ยนแปลงกับปราสาทต้นกำเนิด จนก่อให้เกิดทัศนียภาพที่มิอาจปกปิด…โชคดีที่เราระวังตัวมากพอ เพราะถ้าประกอบพิธีกรรมเลื่อนลำดับในกรุงเบ็คลันด์ อามุนด์กับซาราธคง ‘เห็น’ แน่นอน…ไคลน์ถอนหายใจผ่อนคลาย จากนั้นก็เข้าไปในมิติหมอกเพื่อทำนายยืนยัน
หลังจากมั่นใจว่าปลอดภัย มันไม่แช่อยู่นาน รีบกลับโลกความจริงและเข้าฌานเพื่อหลอมรวมพลังวิญญาณที่กำลังแตกซ่าน
เมื่อจัดการเสร็จ มันเปลี่ยนเสื้อผ้า ทิ้งตัวลงนอนและหลับสนิท
โดยทั่วไปแล้ว จอมเวทพิสดารที่เลื่อนลำดับไปเป็นปราชญ์โบราณสำเร็จจะไม่อ่อนเพลียอย่างที่ไคลน์เป็น และมีพละกำลังเหลือเฟือในการตรวจสอบสภาพร่างกายใหม่ แต่ขณะไคลน์สำรวจประวัติศาสตร์ มันอาศัยความเชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์โบราณที่เกินสามัญสำนึกอย่างเต็มที่ ทำการสำรวจลึกไปถึงจุดเริ่มต้นของยุคสมัยที่สอง หรือแม้กระทั่งจุดสิ้นสุดยุคสมัยที่หนึ่ง ในตอนที่วังราชาคนยักษ์ถือกำเนิด
ประสบการณ์เช่นนี้เทียบเท่าการย่อยโอสถ
หลังจากหลับลึกนานหลายชั่วโมง ไคลน์ตื่นขึ้นและบรรจงลืมตา
มันคลำหาหมอนและลุกขึ้นนั่งบนเตียง สอดหมอนไว้ด้านหลัง เงยหน้าขึ้นพลางลูบหน้าผาก
หลังจากผ่อนคลายตัวเองนานกว่าสิบนาที มันตื่นตัวเต็มที่และเริ่มสำรวจตัวเอง
อย่างที่คิด เราย่อยโอสถไปได้เกือบหมดทันทีหลังจากดื่ม…อย่างน้อยก็สี่ในห้าส่วน…ตรงตามที่คาดหวัง…แต่เราไม่รู้ว่าต้องรวบรวมข้อมูลโบราณมากเพียงใดเพื่อให้ย่อยโอสถได้สมบูรณ์…
ดูเหมือนว่า หลักการย่อยโอสถจะมีอยู่สองรูปแบบ หนึ่ง สวมบทบาทเป็น ‘ปราชญ์จากยุคโบราณ’ และสอง สวมบทบาทเป็น ‘ปราชญ์ที่ศึกษาประวัติศาสตร์โบราณ’ จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ใด…บทบาทแรกไม่ใช่เรื่องยาก เงื่อนไขของพิธีกรรมเลื่อนลำดับช่วยให้ทุกคนเป็น ‘ปราชญ์จากยุคโบราณ’ ได้อยู่แล้ว…
แต่บทบาทที่สองนั้นยากมาก…อาจง่ายในสังคมสมัยใหม่ แต่ไม่ใช่กับยุคสมัยที่มีเทพ ปีศาจ และมาร…ลำพังการรวบรวมข้อมูลโบราณก็มีความเสี่ยงสูงแล้ว ยังไม่นับรวมถึงการศึกษาประวัติศาสตร์ที่อาจตายได้ทุกเมื่อโดยไม่รู้ตัว เพราะยิ่งเข้าใกล้ความจริง อันตรายก็ยิ่งมาก…
การที่เรารวบรวมข้อมูลได้มากขนาดนี้ ส่วนใหญ่ต้องขอบคุณ ‘แผนการ’ ของตัวตนที่ยิ่งใหญ่สองสามคน รวมถึงชะตากรรมอันซับซ้อนที่ชักนำโดยปราสาทต้นกำเนิด จนได้มีประสบการณ์ที่ชีวิตโลดโผนดังที่ผ่านมา แต่ถึงอย่างนั้น ทั้งที่เป็นข้ารับใช้ของเทพแท้จริง เรากลับพลาดท่าตายไปแล้วหนึ่งครั้ง นับประสาอะไรกับปราชญ์โบราณคนอื่น…
มันคงง่ายขึ้นถ้า ‘ผู้ชี้นำปาฏิหาริย์’ และ ‘ปราชญ์โบราณ’ สลับวิธีการสวมบทบาทกัน…แต่โลกนี้ไม่มีคำว่าถ้า…
นอกจากนั้น สองวิธีในการสวมบทบาทที่เราเพิ่งสรุปได้ เน้นหนักที่คำว่า ‘โบราณ’ มากเกินไป ต้องสนใจคำว่า ‘ปราชญ์’ ด้วย…ต้องเรียนรู้สิ่งใดจากประวัติศาสตร์จึงจะคู่ควรกับคำว่า ‘ปราชญ์’ ?
หลังจากนี้ มีหลายทิศทางที่เราต้องมุ่งหน้าไป…อันดับแรกคือการยืนยันสถานการณ์ปัจจุบันของเทวทูตมืด ซาสเรีย และศึกษาขั้นตอนการเกิดมหาภัยพิบัติอย่างละเอียด ถัดมา เราต้องทุ่มเวลาให้กับการเชื่อมโยงประวัติศาสตร์อย่างละเอียดของยุคสมัยที่สี่เข้าด้วยกัน ไม่ใช่พึงพอใจแค่การปะติดปะต่อเหตุการณ์อย่างคร่าว…ประการที่สาม ต้องเจาะลึกประวัติศาสตร์ในบางจุด เช่นการผงาดและร่วงหล่นของตระกูลอันทีโกนัส…
หลังจากยืนยันวิธีสวมบทบาทอย่างมีประสิทธิภาพ และทิศทางที่ตนต้องเดินไปในอนาคต ไคลน์ทำการวิเคราะห์ความก้าวหน้าของพลังพิเศษที่เพิ่มเข้ามา รวมถึงลวดลายศักดิ์สิทธิ์ของหนอนวิญญาณ ระหว่างการทดลอง มันอาศัยพลังทำนายและการปฏิบัติจริงเพื่อกะเกณฑ์ประสิทธิภาพของพลังใหม่อย่างแม่นยำ
ตอนนี้สามารถแบ่งหนอนวิญญาณได้มากถึงหกร้อยตัว ลวดลายศักดิ์สิทธิ์บนตัวหนอนก็มีการเปลี่ยนแปลงพอสมควร ซับซ้อนมากขึ้น และสามารถสำแดงอำนาจในเชิงความพิสดารและสะกดข่ม…
การเปลี่ยนแปลงของลวดลายศักดิ์สิทธิ์ ปัจจัยแรกมาจากตะกอนพลัง…ปัจจัยที่สองมาจากความรู้เชิงศาสตร์เร้นลับในโอสถ และไม่ได้มาจากตะกอนพลังเพียงอย่างเดียว แต่บางส่วนมาจากแหล่งข้อมูลที่มีระดับสูงกว่านั้น…หมายความว่า หลังจากกลายเป็นผู้วิเศษลำดับสูงอย่างแท้จริง ผู้วิเศษสามารถดัดแปลงองค์ความรู้ภายในแหล่งข้อมูลระดับสูงเพื่อสร้างอิทธิพลต่อลำดับอื่นได้?
ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ การ ‘เข้าใจ’ สูตรโอสถหลังจากได้เห็นลวดลายศักดิ์สิทธิ์…ถ้ามีชีวิตรอดกลับไปล่ะนะ…
นอกจากนั้น สำหรับผู้วิเศษลำดับสาม การเปลี่ยนแปลงของลวดลายศักดิ์สิทธิ์จะมีผลต่อคุณสมบัติส่วนตัว และนั่นคือกุญแจสำคัญในการสวดวิงวอนและตอบสนอง ถึงจะเป็นปราชญ์โบราณเหมือนกัน แต่พระนามเต็มอันทรงเกียรติย่อมต่างกันไปตามคุณสมบัติ ประสบการณ์ และอุปนิสัย
อา…เราสามารถใช้หนอนวิญญาณเป็น ‘ระบบตอบรับอัตโนมัติ’ เวลามีคำสวดวิงวอนที่ไม่สำคัญเข้ามา และนั่นจะไม่ส่งผลกระทบต่อร่างหลัก…สำหรับบุคคลที่ทำเครื่องหมายพิเศษไว้ หรือคำสวดวิงวอนที่สำคัญมาก จะยังคงถูกส่งมายังร่างหลักเหมือนเดิม…
ปราชญ์โบราณสามารถใช้หนอนวิญญาณหลายตัวในการทำหน้าที่ ‘เทพ’ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ลำดับสาม ของเส้นทางอื่นจัดการกับเรื่องนี้ยังไง? คงไม่สามารถตอบสนองตอนนอนได้หรอกกระมัง…
หึหึ…ไว้ค่อยคิดพระนามเต็มอันทรงเกียรติของปราชญ์โบราณวันหลัง…ตอนนี้ต้องศึกษาพลังใหม่ก่อน…
หืม…พลังหลักของปราชญ์โบราณคือการพึ่งพาความช่วยเหลือจากประวัติศาสตร์…แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือการยืมความแข็งแกร่งมาจากอดีต…
สำหรับเราการทำแบบนั้นกับตัวเองคงมีแต่ผลเสีย เพราะตัวเราในอดีตอ่อนแอกว่าปัจจุบันมาก โดยเฉพาะช่วงที่ยังถูกแขวนอยู่เหนือบานประตูแห่งแสง ตอนนั้นเป็นแค่คนธรรมดา…เทียบกันแล้ว พลังนี้มีประโยชน์กับตัวตนที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีต แต่ปัจจุบันอ่อนแอจากหลายสาเหตุ…ยกตัวอย่างเช่น ใครสักคนที่เป็นทารกขี้แยและชอบกินไอศกรีม สามารถกลายร่างและเข้าร่วมสงครามของเทวทูตลำดับหนึ่งได้อย่างแข็งแกร่งและปราศจากจุดอ่อน…ปัญหาเดียวก็คือ ผลลัพธ์คงอยู่ได้ไม่นาน…
แต่แน่นอน ถ้าเราเป็นปราชญ์โบราณนานเข้า พลังนี้จะเริ่มมีประโยชน์กับตัวเอง เพราะสามารถยืมพลังของตัวเองซึ่งเป็นปราชญ์โบราณในสภาพ ‘แข็งแกร่งที่สุด’ มาสู้ได้เรื่อย ๆ แม้ว่าจะพลาดท่าจนได้รับบาดเจ็บหนัก…กล่าวคือ หากไม่ตายคาที่หรือพลังวิญญาณหมดลง เราจะไม่มีวันตกอยู่ในสภาพย่ำแย่เด็ดขาด…
ใช่แล้วตราบใดที่พลังวิญญาณยังเหลือ เราสามารถยืมความแข็งแกร่งจากอดีตได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง…สำหรับพลังวิญญาณในปัจจุบัน ต่อให้ไม่มีการฟื้นฟูระหว่างต่อสู้เลย ก็ยังยืมพลังจากตัวเองในอดีตได้เกือบสิบครั้งต่อวัน…ครั้งละห้านาที…
ส่วนที่สองพลังในการเรียกภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์ เป็นได้ทั้งมนุษย์และวัตถุ ยิ่งเป็นประวัติศาสตร์ที่เรามีส่วนเกี่ยวข้องและเข้าใจอย่างถ่องแท้มากเพียงใด โอกาสสำเร็จก็ยิ่งมากขึ้น และคงสภาพได้นานขึ้น…
ในทำนองเดียวกัน ยิ่งระดับตัวตนของเป้าหมายต่ำ โอกาสสำเร็จก็ยิ่งสูง และยิ่งคงสภาพได้นาน…
นอกจากนั้น ยิ่งเรากับเป้าหมายใกล้ชิดกัน โอกาสสำเร็จและระยะเวลาก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น…
นี่คือเงื่อนไขสามข้อที่ส่งผลต่ออัตราความสำเร็จ…นอกจากนั้น หากพยายามอัญเชิญสิ่งของหรือบุคคลที่มีระดับเหนือกว่าตัวเอง ถึงแม้จะโชคดีประสบความสำเร็จ แต่ภาพฉายที่เกิดขึ้นจะมีความแข็งแกร่งเพียงส่วนหนึ่งจากความจริง ไม่มีทางอัญเชิญร่างสมบูรณ์ออกมาได้…ในปัจจุบัน เราสามารถอัญเชิญภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์ได้พร้อมกับสูงสุดสามชนิด นับรวมกับสิ่งที่หุ่นเชิดอัญเชิญออกมา…
สำหรับตอนนี้ ต่อให้เป็นวัตถุที่เราใกล้ชิดและเคยใช้งาน แต่ก็จะคงสภาพได้นานที่สุดไม่เกินสิบห้านาที…
แนวคิดที่ว่า ยิ่งสนิทสนมกันยิ่งมีโอกาสสำเร็จสูงนั้นน่าสนใจมาก…โดยพื้นฐานแล้ว การยืมพลังจากตัวเองในอดีตก็เป็นการอัญเชิญภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์ประเภทหนึ่ง แต่เนื่องจากเราสนิทกับตัวเองมาก โอกาสล้มเหลวจึงแทบไม่มี…
หรือกล่าวได้ว่า หากเราต้องการอัญเชิญตัวตนที่ยิ่งใหญ่ออกจากช่องว่างประวัติศาสตร์ ก็ควรเลือกคนที่มีความสัมพันธ์ต่อกันมานาน…ยกตัวอย่างเช่น การอัญเชิญมิสเตอร์อะซิกจะมีโอกาสสำเร็จสูงกว่าการอัญเชิญเทวทูตตนอื่น…
สิ่งนี้เรียกว่าพลังพิเศษได้หรือ? เห็นได้ชัดว่าเรายังต้องพึ่งพาทักษะทางด้านอารมณ์ มนุษยสัมพันธ์ และการสื่อสารระหว่างบุคคล!
ไคลน์ถอนหายใจด้วยอารมณ์ซับซ้อน มันเชื่อโดยไม่คลางแคลงว่า พลังของปราชญ์โบราณนั้นเข้าขั้นมหัศจรรย์ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ตัวตนที่อยู่ในช่องว่างประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่แข็งแกร่งเหนือจินตนาการ
ทว่า หากต้องการสำแดงพลังอย่างเต็มประสิทธิภาพ ปราชญ์โบราณจำเป็นต้องใช้สมองให้มาก แถมยังต้องเตรียมตัวล่วงหน้า
นี่คือ ‘กฎ’ ที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยของเส้นทางนักทำนาย
อา…หลังจากเรียกภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์ออกมา เราคงสนทนาหรือสื่อสารกับพวกเขาไม่ได้…กล่าวคือ ปราชญ์โบราณไม่มีสิทธิ์แทรกแซงประวัติศาสตร์หรือเปลี่ยนแปลงอดีต…หากมองในมุมการสวมบทบาท เราสามารถสรุปแก่นสำคัญได้ว่า ปราชญ์โบราณต้อง ‘เป็นสักขีพยานให้กับอดีต’ ‘สร้างอิทธิพลกับปัจจุบัน’ และ ‘เปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้’
สำหรับกระดาษคนตัวแทน นอกจากการโอนถ่ายโรคภัย คำสาป การโจมตี คำพยากรณ์ และการจ้องมอง มันยังมีพลังใหม่ในการ ‘ถ่ายโอนอวัยวะบางส่วนของกระดาษ’ ให้กับเป้าหมาย…สมจริงมากจนต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะรู้ว่าเป็นของปลอม…หึหึ หากใครถูกทำลายหัวใจและรีบมาหาเรา ตราบใดที่สมองยังไม่ตาย เราสามารถมอบหัวใจกระดาษให้ จากนั้นก็ยืมความสามารถในการสูบฉีดเลือดมาจากประวัติศาสตร์…
ระยะเวลาในการเข้าควบคุมด้ายวิญญาณเบื้องต้นเหลือแค่สองวินาที และใช้เวลาเพียงสิบวินาทีในการเข้าควบคุมอย่างสมบูรณ์พร้อมกับเปลี่ยนให้เป็นหุ่นเชิด…รัศมีการใช้งานพลังคือห้าร้อยเมตร…พลังสลับตำแหน่งกับหุ่นเชิดเพิ่มเป็นห้ากิโลเมตร…
กระโจนไฟสามารถใช้ได้ไกลถึงห้ากิโลเมตร…สามารถใช้ปืนใหญ่อัดอากาศได้อย่างอิสระ และหากเค้นพลังเต็มที่ ความรุนแรงจะเทียบเท่าปืนใหญ่ป้องกันชายฝั่ง…
สามารถแปลงร่างเป็นสิ่งมีชีวิตทุกชนิดได้โดยไม่มีขีดจำกัดด้านขนาดร่างกาย…อวัยวะจำลองบางชิ้นจะใช้งานได้จริง แต่บางชิ้นก็เป็นแค่เครื่องประดับ…
ฟู่ว…นี่คือปราชญ์โบราณที่ย่อยโอสถเกือบสมบูรณ์…สำรวจตัวเองเสร็จ ไคลน์บรรจงลุกขึ้นยืน
มันเตรียมส่งตัวเองเข้าสู่มิติหมอก เพื่อตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของปราสาทต้นกำเนิด
…………………………
ทะเลคลั่ง บนเกาะแห่งหนึ่งซึ่งปราศจากผู้คน
ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากทวีปใต้ แต่ก็ไม่มีใครทราบตำแหน่งในเชิงภูมิศาสตร์ เหตุผลที่ไคลน์เลือกเกาะแห่งนี้เป็นสถานที่เลื่อนลำดับ แง่หนึ่งเพราะต้องการหลีกเลี่ยงอามุนด์กับซาราธ และเพื่ออยู่ให้ห่างขอบเขตอำนาจของมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย แต่ในอีกแง่หนึ่ง เนื่องจากทะเลคลั่งถูกปกคลุมด้วยพลังตกค้างจากเทพมรณา ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้อำนาจของเทพธิดารัตติกาล หากต้องการประกอบพิธีกรรมใหญ่ พลังของพระองค์จะช่วยปกปิดได้ไม่มากก็น้อย
เหนือสิ่งอื่นใด สถานที่แห่งนี้รกร้างว่างเปล่า ปราศจากสิ่งมีชีวิต ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดอุบัติเหตุและคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์…ไคลน์มองไปรอบตัว ตัดสินใจเริ่มประกอบพิธีกรรม นำวัสดุที่เตรียมไว้ออกจากมิติเหนือสายหมอก
ทันทีหลังจากนั้น มันพลิกอ่านเอกสารทางประวัติศาสตร์ปึกหนา ดึงบางแผ่นที่ยังไม่มั่นใจและไม่สามารถทำนายยืนยันออกมา
พรึบ!
เพียงสะบัดข้อมือ เปลวไฟสีแดงลุกท่วมปึกกระดาษ
วัตถุเสริมที่จำเป็นสำหรับโอสถปราชญ์โบราณก็คือ บันทึกทางประวัติศาสตร์โบราณที่ถูกต้อง ไคลน์จึงไม่ต้องการเสี่ยงใช้ข้อมูลที่ตนมิอาจยืนยันข้อเท็จจริง ต่อให้เนื้อหาจะลดลงก็ตาม
หลังจากเลือกเสร็จ อันดับแรก มันเทเลือดของสุนัขแห่งฟัลกริมลงในหม้อ จากนั้นก็ใส่ผลึกขนน้ำแข็งที่ชั่งน้ำหนักแล้วลงไป
ทันทีที่วัตถุดิบเสริมทั้งสองชนิดสัมผัสกัน หมอกเจือจางลอยสูงขึ้นทันที ห่อหุ้มภาชนะด้วยความสูงเท่าคนและกว้างหนึ่งศอก
ไคลน์ชำเลืองเข้าไปในหม้อ อาศัยสัมผัสวิญญาณช่วยนำทาง มันตัดสินใจยังไม่ใส่วัตถุดิบเสริมชิ้นสุดท้ายลงไป แต่ให้หุ่นเชิดเอ็นยูนโยนหัวใจที่ผุกร่อนของหมาป่าอสูรแห่งสายหมอก – วัตถุที่ดูคล้ายกับเกิดจากการควบแน่นของหมอก – ลงไปในหม้อต้ม
ขณะแขนของเอ็นยูนถูกน้ำค้างแข็งเกาะ สายหมอกที่อัดแน่นอยู่ภายในเส้นเลือดหัวใจเริ่มเกิดการยุบพอง หัวใจเริ่มเต้นแผ่วเบาประหนึ่งได้รับชีวิตชีวากลับคืนมา
โดยปราศจากความลังเล ไคลน์บังคับหุ่นเชิดเอ็นยูน หยิบดวงตาหนึ่งคู่ของสุนัขแห่งฟัลกริมออกมาถือ จากนั้นก็ยัดเปลวไฟสีแดงสองดวงเข้าไปในกลุ่มหมอกหนาทึบ
สีของกลุ่มหมอกเข้มขึ้นในพริบตา ไคลน์มองไม่เห็นหม้อต้มขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงกลางอีกต่อไป
มันไม่ตื่นตระหนก เพียงบังคับให้หุ่นเชิดอีกตัวหนึ่ง โยนเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องเข้าไปในกลุ่มหมอกทีละแผ่น
กลุ่มหมอกหนาทึบบรรจงหดตัวกลับเข้าไปในหม้อ และหลังจาก ‘ย่อย’ เอกสารทางประวัติศาสตร์เสร็จ กลุ่มหมอกดังกล่าวควบแน่นเป็นก้อน ลอยลงไปอยู่ที่ก้นหม้อในลักษณะคล้ายไอน้ำ กลายเป็นสสารที่มีสถานะกึ่งกลางระหว่างของเหลวกับก๊าซ สีแดงเข้ม ขนาดเกือบเท่าศีรษะทารก
ได้เห็นฉากตรงหน้า ไคลน์ถอนลูกตุ้มวิญญาณที่ข้อมือซ้ายออก ทำนายยืนยันว่าโอสถปรุงสำเร็จหรือไม่
ผลการทำนายก็คือ วัตถุดังกล่าวอันตรายมาก แต่ก็พอจะทนไหว
กล่าวอีกนัยหนึ่ง โอสถถูกปรุงสำเร็จ
ต่อให้ปรุงตามสูตรอย่างเคร่งครัด แต่โอสถลำดับสาม นั้นไม่ต่างอะไรกับยาพิษ หากเรารอดไปได้ก็จะเลื่อนลำดับ แต่ถ้าไม่ หากไม่กลายเป็นบ้าก็คงคลุ้มคลั่ง หรือในกรณีเลวร้ายก็ตายคาที่…ไคลน์จ้องจี้บุษราคัมที่หมุนทวนเข็มนาฬิกาสักพัก ดึงโซ่เงินขึ้นและพันรอบข้อมือซ้ายกลับเข้าไป
มันจ้องโอสถที่ลอยอยู่ในหม้อ ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว
นอกจากแก่นสำคัญอย่าง ‘สยองขวัญ’ ‘หวาดเสียว’ ‘กำกับการแสดง’ และ ‘ยากจะอธิบาย’ แล้ว จอมเวทพิสดารยังต้องมีคุณสมบัติเกี่ยวกับความลึกลับ นิรนาม ปกปิด ซับซ้อน และมีชะตากรรมที่ยากจะหยั่งถึง ต้องมีเพียบพร้อมทั้งสองด้านเท่านั้น จึงจะรวมกันเป็นจอมเวทพิสดารที่สมบูรณ์แบบ…ฝั่งหนึ่งคือรูปแบบของพฤติกรรม อีกฝั่งคือคุณสมบัติ…
และสำหรับเรา ต้นกำเนิดของเราลึกลับมากเสียจนแม้แต่ตัวเองก็ยังไม่ทราบความจริง แถมยังมีประสบการณ์ชีวิตที่ซับซ้อน เคยขัดขวางการจุติของเทพมาร เคยทำให้ราชาเทวทูตหวาดกลัว นอกจากนั้น ชะตากรรมของเรายังยากที่จะหยั่งถึง กระทั่งอสรพิษปรอทก็ยังมองไม่เห็นอนาคตล่วงหน้า ทุกปัจจัยประกอบกันจนโอสถของเราถูกย่อยอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันได้สรุปกฎเกณฑ์…
ทั้งหมดคือภาพสะท้อนของคำว่า ‘พิสดาร’
อา…พิธีกรรมของปราชญ์โบราณคือ ต้องตัดขาดจากโลกแห่งความจริงโดยสมบูรณ์เป็นเวลาอย่างน้อยสามร้อยปี เมื่อตัวเรากลายเป็นเพียงประวัติศาสตร์และไม่ได้อยู่ในยุคปัจจุบัน ถึงตอนนั้นคือช่วงเวลาที่ต้องดื่มโอสถ…อันที่จริง การถูกแขวนอยู่เหนือบานประตูแห่งแสงก็นับว่าเพียงพอต่อการบรรลุเงื่อนไข…แต่ปัญหาคือหลังจากนั้น เราคืนชีพกลับมายังโลกความจริงในฐานะไคลน์·โมเร็ตติ ผ่านเหตุการณ์มากมายตลอดสองปี จารึกชื่อไว้บนโลกความจริงไม่น้อย นั่นจะส่งผลต่อเงื่อนไขของพิธีกรรมหรือไม่?
ก็คงจะส่งผลกระทบบ้าง…แต่โชคดีที่ระยะเวลารวมยังไม่ถึงสองปี ตัวตนของเรายังถูกสลักลงบนยุคสมัยไม่มากนัก… และเหนือสิ่งอื่นใด จะให้เราแขวนตัวเองใหม่อีกสามร้อยปีแล้วค่อยดื่มโอสถคงทำไม่ได้ เพราะโลกกำลังจะถึงจุดจบในอีกสิบแปดปีข้างหน้า!
นอกจากนั้น ข้อมูลทางด้านประวัติศาสตร์โบราณของเราก็ยังมีมากกว่าจอมเวทพิสดารคนอื่น อาจใช้สิ่งนี้เป็นข้อหักล้างได้ในบางแง่มุม ส่งผลให้อันตรายที่ต้องเผชิญไม่ร้ายแรงนัก…
ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์สูดลมหายใจยาวพลางทำสมองให้โล่ง
ในสภาพแต่งกายด้วยหมวกผ้าไหมและเสื้อขนสัตว์กระดุมสองแถว ผิวหนังของชายหนุ่มพลันแปรเปลี่ยนเป็นโปร่งใส หนอนแมลงที่มีสัญลักษณ์สามมิติซ้อนทับทยอยผุดขึ้นทีละตัว
หนอนแมลงโปร่งใสเริ่มดีดดิ้น ราวกับพวกมันต้องการปืนลงไปในหมอกหนาบริเวณก้นหม้อ เหลือทิ้งไว้เพียงเสื้อผ้าและหมวกที่ไม่มีใครสวม
ไคลน์ควบคุมร่างกายตัวเองไว้ได้อย่างยากลำบาก เหยียดมือขวาออกไปอย่างใจเย็น หยิบโอสถที่ถูกห่อหุ้มในกลุ่มหมอก
คล้ายกับโอสถไม่มีน้ำหนัก มันลอยขึ้นมายังใบหน้าชายหนุ่มอย่างแผ่วเบา
ไคลน์อ้าปากและสูดลมสุดปอด
ทันใดนั้น โอสถเกิดการแปรสภาพและยื่นเข้าไปในปากไคลน์ ดูคล้ายกับกำลังกลืนแสงสีเข้มลงคอ
หนอนแมลงสีใสคลานกลับเข้ามาอยู่ในร่างกาย กรูกันเข้าไปฉีกกระชากโอสถและกลืนกิน
เนื่องจากร่างสัตว์ในตำนานของมันค่อนข้างพิเศษ สามารถรวมกันเป็นหนึ่งหรือแบ่งตัวเป็นจำนวนมหาศาลก็ได้ ไคลน์จึงสามารถดื่มโอสถได้ด้วยวิธีสุดพิสดารเช่นนี้
แต่แน่นอน หากมันสามารถควบคุมร่างวิญญาณได้อย่างใจนึก อะไร ๆ ก็จะง่ายขึ้นมาก
ไคลน์สัมผัสถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านไปทั่ว ‘หนอนวิญญาณ’ ทุกตัว มาพร้อมกับความแสบร้อนเล็กน้อย
หมอกสีเทาอ่อนที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นตรงหน้า พวกมันแผ่ปกคลุมโลกทั้งใบและฉายประสบการณ์ในอดีตของชายหนุ่มด้านล่าง
ประกอบด้วยเหตุการณ์เมื่อครั้งสร้างตำนานสยองขวัญ สนทนากับวิญญาณมารเทวทูตสีชาด พามิสจัสติสมารักษาลูก้าที่ใกล้คลุ้มคลั่ง ล่าเฮอร์วิน·แรมบิส จัดการกับร่างโคลนของอามุนด์ แก้แค้นอินซ์·แซงวีลล์ สำรวจเมืองกัลเดรอน ลอบเข้าไปในวิหารนักบุญแซมมวล อาละวาดในทะเล ป้องกันไม่ให้พระผู้สร้างแท้จริงลงมาจุติ ปกป้องทิงเก็น และประสบการณ์ในชีวิตประจำวันอื่น ๆ อันแสนสงบสุข
เป็นประสบการณ์ที่ได้เข้าไปพัวพันกับผู้คนและวัตถุมากมาย ทั้งซับซ้อนและกว้างใหญ่ราวกับมหาสมุทร ขณะไคลน์กำลัง ‘บิน’ ท่ามกลางมิติแห่งสายหมอก มันมิอาจหาจุดยืนที่มั่นคงและแม่นยำให้กับตัวเอง เป็นความรู้สึกคล้ายกับกำลังหลงทาง ไม่เพียงเท่านั้น ความเย็นเยียบและความแสบร้อนยังคอยผลักดันให้ต้องบินไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยากแก่การกลับสู่โลกความจริง
ไคลน์ฝืนควบคุมสติอย่างยากลำบาก ท่ามกลางจิตที่กำลังหลุดลอย ร่างของมันดิ่งลง พยายามค้นหาบางสิ่งเพื่อยืนยันความเป็นตัวเอง
ในที่สุดมันเห็นจุดแสงในส่วนลึกของสายหมอก อาศัยสัญชาตญาณ มันบินตรงไปด้วยท่าทางที่คล้ายกับล่องลอยอยู่บนอวกาศ
ภายในจุดแสงดังกล่าว ร่างหนึ่งถูกห่อหุ้มด้วยรังไหมและห้อยลงมาเหนือบานประตูแห่งแสง โยกคลอนแผ่วเบาอย่างอ่อนโยน รูปลักษณ์เหมือนโจวหมิงรุ่ยทุกประการ โดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ไคลน์ลอยไปจับร่างตัวเองที่กำลังห้อยอยู่ตามลำพัง
ก่อนหน้านี้…ในตอนที่ใช้ยันต์วันวานอีกครั้ง เราไม่เคยเห็นฉากเหล่านี้มาก่อน แต่ปัจจุบันกลับทำได้…กล่าวคือ ระหว่างดำเนินพิธีกรรมเลื่อนลำดับ เราสามารถส่งอิทธิพลทางอ้อมไปยังปราสาทต้นกำเนิดเหนือสายหมอกสีเทาได้? จริงสิ ความคิดก็เริ่มกลับมาแล้ว…เมื่อสติไคลน์กลับมากระจ่างชัด ในที่สุดมันก็เข้าใจแก่นสำคัญของพิธีกรรม
ขจัดรายละเอียดที่คอยก่อกวนใจทั้งหมดออกไป ตามหาจุดยืนและตำแหน่งที่แท้จริงของตนให้พบและกลายเป็นปราชญ์โบราณ นั่นคือวิธีเดียวที่จะช่วยให้ไม่หลงทางท่ามกลางโลกใบนี้!
ถัดมา ไคลน์ตัดสินใจไล่ตามจุดแสงที่คล้ายคลึงกัน เริ่มบินเข้าไปในส่วนลึกของสายหมอกสีเทาที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด มันได้พบกับจุดแสงอีกมากมายที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วมิติหมอก มีทั้งยุคสมัยสงครามอาณานิคม ยุคสมัยโรซายล์ครองบัลลังก์ ยุคสมัยศึกตระบัดสัตย์ ยุคสงครามกุหลาบขาว ยุคสงครามยี่สิบปี ทั้งหมดคือประวัติศาสตร์ในยุคสมัยที่ห้าที่ไคลน์ทราบ
ขณะลอยผ่าน ไคลน์แบ่งบางส่วนของจิตใต้สำนึกออกมาตามสัญชาตญาณ นำไปสร้างการเชื่อมต่อที่มองไม่เห็นกับจุดแสงเหล่านั้น ช่วยให้จุดยืนและตำแหน่งของตัวเองชัดเจนมากขึ้น
ยุคสมัยแห่งความไร้ชีวิตชีวา ยุคสงครามสี่จักรพรรดิ ยุคจักรวรรดิทรันซอสต์ ยุคจักรวรรดิทูดอร์ ยุคจักรวรรดิร่วม ยุคจักรวรรดิโซโลมอนที่หนึ่งและสอง เหตุการณ์เทวทูตสีชาดร่วงหล่น เหตุการณ์จักรพรรดิโลหิตเถลิงบัลลังก์เทพ เหตุการณ์จักรพรรดิมืดคืนชีพ รวมไปถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ อีกมาก ไคลน์ยังคงค้นหาต่อไป จุดแสงสว่างขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสายหมอกสีเทาไร้ขอบเขต ประหนึ่งดวงดาวที่มอบความสว่างในยามค่ำคืน ช่วยนำทาง ‘นักเดินทาง’ ให้กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย
ยิ่งเดินทางลึกเข้าไป ไคลน์ยิ่งรู้สึกว่าสติของตนทวีความคมชัด อาการเย็นเยียบและแสบร้อนซึ่งเกิดกับหนอนวิญญาณเริ่มบรรเทาลงหลายส่วน
อันที่จริง มันสามารถหันหลังและกลับไปยังโลกความจริงได้นานแล้ว แต่ชายหนุ่มยังไม่หยุดมุ่งหน้าอย่างกระตือรือร้น
ฉากการหักหลังของกุหลาบไถ่บาป ฉากของเทวทูตทั้งสามตน สีขาว วายุ และปัญญากำลังแบ่งปันร่างกายเทพสุริยันบรรพกาล ฉากการแอบสมคบคิดในวังราชาคนยักษ์ ฉากการแอบก่อตั้งองค์กรลับของรัตติกาล ธรณี และเทพสงคราม จุดแสงมากมายปรากฏขึ้นระหว่างทางที่เต็มไปด้วยสายหมอก ยิ่งไคลน์มองไปข้างหน้า มันก็ยิ่งรู้สึกผ่อนคลาย คล้ายกับเครื่องบินที่กำลัง ‘วิ่ง’ ก่อน ‘ทะยาน’
ในบางช่วง ฝูงสัตว์คล้ายสุนัขที่มีเบ้าตาเป็นเปลวไฟ ขนสั้นสีดำ ปรากฏขึ้นมาข้างขนาบข้างไคลน์และร่วมเดินทางโดยที่พวกมันเองก็มองไม่เห็นก้นบึ้งของสายหมอก ทำหน้าที่คอยอารักขาอย่างขันแข็งราวกับผู้พิทักษ์
ในหมู่พวกมัน มีสองตัวที่มีดวงตาแค่ข้างเดียว
ไคลน์เหลียวซ้ายแลขวา มิอาจหุบยิ้ม ยังคงดำดิ่งเข้าไปในส่วนลึกของสายหมอก
บางส่วนของประวัติศาสตร์ในยุคสมัยแห่งสองขั้วอำนาจ และยุคสมัยแห่งการริเริ่มใช้ไฟ คอยนำทางไคลน์ไปข้างหน้า จนกระทั่งชายหนุ่มหยุดลงจนตรงหน้าจุดแสงที่ส่องสว่างอย่างเดียวดาย เป็นฉากของป่าเสื่อมโทรมที่แห้งแล้ง เบื้องหน้ามีหลุมศพของมนุษย์ขนาดปกติ
มันมองไปข้างหน้าอีกครั้ง พบเพียงสายหมอกสีเทา มองไม่เห็นจุดแสงสว่าง
เมื่อตระหนักว่าพลังวิญญาณใกล้หมด ไคลน์เลิกค้นหา เชื่องโยงจิตใต้สำนึกเข้ากับตำแหน่งเริ่มต้น จากนั้นก็ดิ่งลงไปด้านล่าง
จนกระทั่งหมอกสีเทารอบตัวจางหายไป ไคลน์พบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ตรงหน้าหม้อใบใหญ่
มันไม่แยแสร่างกายในปัจจุบัน เพียงแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าตามสัญชาตญาณ
มันมองเห็นหมอกสีเทาด้วยสองตา และเห็นวังโบราณที่งดงาม ตั้งเด่นสง่าอยู่เหนือหมอกสีเทาขึ้นไป
พื้นที่ลึกลับดังกล่าวกำลังสั่นคลอนแผ่วเบา
…
ในกรุงเบ็คลันด์ บุรุษไปรษณีย์ที่กำลังปั่นจักรยานชะงักฝีเท้า เอียงคอเล็กน้อย เลื่อนมือขึ้นมาจับแว่นตาขาเดียวบนตาขวา
มันพึมพำกับตัวเอง
“ปราสาทต้นกำเนิด…”
ผ่านไปไม่กี่วินาที ชายหนุ่มหน้าเรียวยกมุมปากพลางหัวเราะในลำคอ สีหน้าเผยความคาดหวัง
เขตตะวันตกของเมืองเดียวกัน ภายในบ้านเช่าหลังหนึ่ง กลุ่มเงารางที่ถูกแขวนอยู่กลางอากาศและโยกเอน เปิดปากพูดโดยพร้อมเพรียง
“ปราสาทต้นกำเนิด…”
ชั้นใต้ดินของวิหารนักบุญแซมมวล เลียวนาร์ด·มิเชลซึ่งกำลังแบ่งงานให้สมาชิกในทีม ได้ยินเสียงที่ค่อนข้างชราในหัว
“ปราสาทต้นกำเนิด…”
…………………………
ทะเลคลั่ง บนเกาะแห่งหนึ่งซึ่งปราศจากผู้คน
ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากทวีปใต้ แต่ก็ไม่มีใครทราบตำแหน่งในเชิงภูมิศาสตร์ เหตุผลที่ไคลน์เลือกเกาะแห่งนี้เป็นสถานที่เลื่อนลำดับ แง่หนึ่งเพราะต้องการหลีกเลี่ยงอามุนด์กับซาราธ และเพื่ออยู่ให้ห่างขอบเขตอำนาจของมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย แต่ในอีกแง่หนึ่ง เนื่องจากทะเลคลั่งถูกปกคลุมด้วยพลังตกค้างจากเทพมรณา ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้อำนาจของเทพธิดารัตติกาล หากต้องการประกอบพิธีกรรมใหญ่ พลังของพระองค์จะช่วยปกปิดได้ไม่มากก็น้อย
เหนือสิ่งอื่นใด สถานที่แห่งนี้รกร้างว่างเปล่า ปราศจากสิ่งมีชีวิต ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดอุบัติเหตุและคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์…ไคลน์มองไปรอบตัว ตัดสินใจเริ่มประกอบพิธีกรรม นำวัสดุที่เตรียมไว้ออกจากมิติเหนือสายหมอก
ทันทีหลังจากนั้น มันพลิกอ่านเอกสารทางประวัติศาสตร์ปึกหนา ดึงบางแผ่นที่ยังไม่มั่นใจและไม่สามารถทำนายยืนยันออกมา
พรึบ!
เพียงสะบัดข้อมือ เปลวไฟสีแดงลุกท่วมปึกกระดาษ
วัตถุเสริมที่จำเป็นสำหรับโอสถปราชญ์โบราณก็คือ บันทึกทางประวัติศาสตร์โบราณที่ถูกต้อง ไคลน์จึงไม่ต้องการเสี่ยงใช้ข้อมูลที่ตนมิอาจยืนยันข้อเท็จจริง ต่อให้เนื้อหาจะลดลงก็ตาม
หลังจากเลือกเสร็จ อันดับแรก มันเทเลือดของสุนัขแห่งฟัลกริมลงในหม้อ จากนั้นก็ใส่ผลึกขนน้ำแข็งที่ชั่งน้ำหนักแล้วลงไป
ทันทีที่วัตถุดิบเสริมทั้งสองชนิดสัมผัสกัน หมอกเจือจางลอยสูงขึ้นทันที ห่อหุ้มภาชนะด้วยความสูงเท่าคนและกว้างหนึ่งศอก
ไคลน์ชำเลืองเข้าไปในหม้อ อาศัยสัมผัสวิญญาณช่วยนำทาง มันตัดสินใจยังไม่ใส่วัตถุดิบเสริมชิ้นสุดท้ายลงไป แต่ให้หุ่นเชิดเอ็นยูนโยนหัวใจที่ผุกร่อนของหมาป่าอสูรแห่งสายหมอก – วัตถุที่ดูคล้ายกับเกิดจากการควบแน่นของหมอก – ลงไปในหม้อต้ม
ขณะแขนของเอ็นยูนถูกน้ำค้างแข็งเกาะ สายหมอกที่อัดแน่นอยู่ภายในเส้นเลือดหัวใจเริ่มเกิดการยุบพอง หัวใจเริ่มเต้นแผ่วเบาประหนึ่งได้รับชีวิตชีวากลับคืนมา
โดยปราศจากความลังเล ไคลน์บังคับหุ่นเชิดเอ็นยูน หยิบดวงตาหนึ่งคู่ของสุนัขแห่งฟัลกริมออกมาถือ จากนั้นก็ยัดเปลวไฟสีแดงสองดวงเข้าไปในกลุ่มหมอกหนาทึบ
สีของกลุ่มหมอกเข้มขึ้นในพริบตา ไคลน์มองไม่เห็นหม้อต้มขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงกลางอีกต่อไป
มันไม่ตื่นตระหนก เพียงบังคับให้หุ่นเชิดอีกตัวหนึ่ง โยนเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องเข้าไปในกลุ่มหมอกทีละแผ่น
กลุ่มหมอกหนาทึบบรรจงหดตัวกลับเข้าไปในหม้อ และหลังจาก ‘ย่อย’ เอกสารทางประวัติศาสตร์เสร็จ กลุ่มหมอกดังกล่าวควบแน่นเป็นก้อน ลอยลงไปอยู่ที่ก้นหม้อในลักษณะคล้ายไอน้ำ กลายเป็นสสารที่มีสถานะกึ่งกลางระหว่างของเหลวกับก๊าซ สีแดงเข้ม ขนาดเกือบเท่าศีรษะทารก
ได้เห็นฉากตรงหน้า ไคลน์ถอนลูกตุ้มวิญญาณที่ข้อมือซ้ายออก ทำนายยืนยันว่าโอสถปรุงสำเร็จหรือไม่
ผลการทำนายก็คือ วัตถุดังกล่าวอันตรายมาก แต่ก็พอจะทนไหว
กล่าวอีกนัยหนึ่ง โอสถถูกปรุงสำเร็จ
ต่อให้ปรุงตามสูตรอย่างเคร่งครัด แต่โอสถลำดับสาม นั้นไม่ต่างอะไรกับยาพิษ หากเรารอดไปได้ก็จะเลื่อนลำดับ แต่ถ้าไม่ หากไม่กลายเป็นบ้าก็คงคลุ้มคลั่ง หรือในกรณีเลวร้ายก็ตายคาที่…ไคลน์จ้องจี้บุษราคัมที่หมุนทวนเข็มนาฬิกาสักพัก ดึงโซ่เงินขึ้นและพันรอบข้อมือซ้ายกลับเข้าไป
มันจ้องโอสถที่ลอยอยู่ในหม้อ ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว
นอกจากแก่นสำคัญอย่าง ‘สยองขวัญ’ ‘หวาดเสียว’ ‘กำกับการแสดง’ และ ‘ยากจะอธิบาย’ แล้ว จอมเวทพิสดารยังต้องมีคุณสมบัติเกี่ยวกับความลึกลับ นิรนาม ปกปิด ซับซ้อน และมีชะตากรรมที่ยากจะหยั่งถึง ต้องมีเพียบพร้อมทั้งสองด้านเท่านั้น จึงจะรวมกันเป็นจอมเวทพิสดารที่สมบูรณ์แบบ…ฝั่งหนึ่งคือรูปแบบของพฤติกรรม อีกฝั่งคือคุณสมบัติ…
และสำหรับเรา ต้นกำเนิดของเราลึกลับมากเสียจนแม้แต่ตัวเองก็ยังไม่ทราบความจริง แถมยังมีประสบการณ์ชีวิตที่ซับซ้อน เคยขัดขวางการจุติของเทพมาร เคยทำให้ราชาเทวทูตหวาดกลัว นอกจากนั้น ชะตากรรมของเรายังยากที่จะหยั่งถึง กระทั่งอสรพิษปรอทก็ยังมองไม่เห็นอนาคตล่วงหน้า ทุกปัจจัยประกอบกันจนโอสถของเราถูกย่อยอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันได้สรุปกฎเกณฑ์…
ทั้งหมดคือภาพสะท้อนของคำว่า ‘พิสดาร’
อา…พิธีกรรมของปราชญ์โบราณคือ ต้องตัดขาดจากโลกแห่งความจริงโดยสมบูรณ์เป็นเวลาอย่างน้อยสามร้อยปี เมื่อตัวเรากลายเป็นเพียงประวัติศาสตร์และไม่ได้อยู่ในยุคปัจจุบัน ถึงตอนนั้นคือช่วงเวลาที่ต้องดื่มโอสถ…อันที่จริง การถูกแขวนอยู่เหนือบานประตูแห่งแสงก็นับว่าเพียงพอต่อการบรรลุเงื่อนไข…แต่ปัญหาคือหลังจากนั้น เราคืนชีพกลับมายังโลกความจริงในฐานะไคลน์·โมเร็ตติ ผ่านเหตุการณ์มากมายตลอดสองปี จารึกชื่อไว้บนโลกความจริงไม่น้อย นั่นจะส่งผลต่อเงื่อนไขของพิธีกรรมหรือไม่?
ก็คงจะส่งผลกระทบบ้าง…แต่โชคดีที่ระยะเวลารวมยังไม่ถึงสองปี ตัวตนของเรายังถูกสลักลงบนยุคสมัยไม่มากนัก… และเหนือสิ่งอื่นใด จะให้เราแขวนตัวเองใหม่อีกสามร้อยปีแล้วค่อยดื่มโอสถคงทำไม่ได้ เพราะโลกกำลังจะถึงจุดจบในอีกสิบแปดปีข้างหน้า!
นอกจากนั้น ข้อมูลทางด้านประวัติศาสตร์โบราณของเราก็ยังมีมากกว่าจอมเวทพิสดารคนอื่น อาจใช้สิ่งนี้เป็นข้อหักล้างได้ในบางแง่มุม ส่งผลให้อันตรายที่ต้องเผชิญไม่ร้ายแรงนัก…
ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์สูดลมหายใจยาวพลางทำสมองให้โล่ง
ในสภาพแต่งกายด้วยหมวกผ้าไหมและเสื้อขนสัตว์กระดุมสองแถว ผิวหนังของชายหนุ่มพลันแปรเปลี่ยนเป็นโปร่งใส หนอนแมลงที่มีสัญลักษณ์สามมิติซ้อนทับทยอยผุดขึ้นทีละตัว
หนอนแมลงโปร่งใสเริ่มดีดดิ้น ราวกับพวกมันต้องการปืนลงไปในหมอกหนาบริเวณก้นหม้อ เหลือทิ้งไว้เพียงเสื้อผ้าและหมวกที่ไม่มีใครสวม
ไคลน์ควบคุมร่างกายตัวเองไว้ได้อย่างยากลำบาก เหยียดมือขวาออกไปอย่างใจเย็น หยิบโอสถที่ถูกห่อหุ้มในกลุ่มหมอก
คล้ายกับโอสถไม่มีน้ำหนัก มันลอยขึ้นมายังใบหน้าชายหนุ่มอย่างแผ่วเบา
ไคลน์อ้าปากและสูดลมสุดปอด
ทันใดนั้น โอสถเกิดการแปรสภาพและยื่นเข้าไปในปากไคลน์ ดูคล้ายกับกำลังกลืนแสงสีเข้มลงคอ
หนอนแมลงสีใสคลานกลับเข้ามาอยู่ในร่างกาย กรูกันเข้าไปฉีกกระชากโอสถและกลืนกิน
เนื่องจากร่างสัตว์ในตำนานของมันค่อนข้างพิเศษ สามารถรวมกันเป็นหนึ่งหรือแบ่งตัวเป็นจำนวนมหาศาลก็ได้ ไคลน์จึงสามารถดื่มโอสถได้ด้วยวิธีสุดพิสดารเช่นนี้
แต่แน่นอน หากมันสามารถควบคุมร่างวิญญาณได้อย่างใจนึก อะไร ๆ ก็จะง่ายขึ้นมาก
ไคลน์สัมผัสถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านไปทั่ว ‘หนอนวิญญาณ’ ทุกตัว มาพร้อมกับความแสบร้อนเล็กน้อย
หมอกสีเทาอ่อนที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นตรงหน้า พวกมันแผ่ปกคลุมโลกทั้งใบและฉายประสบการณ์ในอดีตของชายหนุ่มด้านล่าง
ประกอบด้วยเหตุการณ์เมื่อครั้งสร้างตำนานสยองขวัญ สนทนากับวิญญาณมารเทวทูตสีชาด พามิสจัสติสมารักษาลูก้าที่ใกล้คลุ้มคลั่ง ล่าเฮอร์วิน·แรมบิส จัดการกับร่างโคลนของอามุนด์ แก้แค้นอินซ์·แซงวีลล์ สำรวจเมืองกัลเดรอน ลอบเข้าไปในวิหารนักบุญแซมมวล อาละวาดในทะเล ป้องกันไม่ให้พระผู้สร้างแท้จริงลงมาจุติ ปกป้องทิงเก็น และประสบการณ์ในชีวิตประจำวันอื่น ๆ อันแสนสงบสุข
เป็นประสบการณ์ที่ได้เข้าไปพัวพันกับผู้คนและวัตถุมากมาย ทั้งซับซ้อนและกว้างใหญ่ราวกับมหาสมุทร ขณะไคลน์กำลัง ‘บิน’ ท่ามกลางมิติแห่งสายหมอก มันมิอาจหาจุดยืนที่มั่นคงและแม่นยำให้กับตัวเอง เป็นความรู้สึกคล้ายกับกำลังหลงทาง ไม่เพียงเท่านั้น ความเย็นเยียบและความแสบร้อนยังคอยผลักดันให้ต้องบินไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยากแก่การกลับสู่โลกความจริง
ไคลน์ฝืนควบคุมสติอย่างยากลำบาก ท่ามกลางจิตที่กำลังหลุดลอย ร่างของมันดิ่งลง พยายามค้นหาบางสิ่งเพื่อยืนยันความเป็นตัวเอง
ในที่สุดมันเห็นจุดแสงในส่วนลึกของสายหมอก อาศัยสัญชาตญาณ มันบินตรงไปด้วยท่าทางที่คล้ายกับล่องลอยอยู่บนอวกาศ
ภายในจุดแสงดังกล่าว ร่างหนึ่งถูกห่อหุ้มด้วยรังไหมและห้อยลงมาเหนือบานประตูแห่งแสง โยกคลอนแผ่วเบาอย่างอ่อนโยน รูปลักษณ์เหมือนโจวหมิงรุ่ยทุกประการ โดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ไคลน์ลอยไปจับร่างตัวเองที่กำลังห้อยอยู่ตามลำพัง
ก่อนหน้านี้…ในตอนที่ใช้ยันต์วันวานอีกครั้ง เราไม่เคยเห็นฉากเหล่านี้มาก่อน แต่ปัจจุบันกลับทำได้…กล่าวคือ ระหว่างดำเนินพิธีกรรมเลื่อนลำดับ เราสามารถส่งอิทธิพลทางอ้อมไปยังปราสาทต้นกำเนิดเหนือสายหมอกสีเทาได้? จริงสิ ความคิดก็เริ่มกลับมาแล้ว…เมื่อสติไคลน์กลับมากระจ่างชัด ในที่สุดมันก็เข้าใจแก่นสำคัญของพิธีกรรม
ขจัดรายละเอียดที่คอยก่อกวนใจทั้งหมดออกไป ตามหาจุดยืนและตำแหน่งที่แท้จริงของตนให้พบและกลายเป็นปราชญ์โบราณ นั่นคือวิธีเดียวที่จะช่วยให้ไม่หลงทางท่ามกลางโลกใบนี้!
ถัดมา ไคลน์ตัดสินใจไล่ตามจุดแสงที่คล้ายคลึงกัน เริ่มบินเข้าไปในส่วนลึกของสายหมอกสีเทาที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด มันได้พบกับจุดแสงอีกมากมายที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วมิติหมอก มีทั้งยุคสมัยสงครามอาณานิคม ยุคสมัยโรซายล์ครองบัลลังก์ ยุคสมัยศึกตระบัดสัตย์ ยุคสงครามกุหลาบขาว ยุคสงครามยี่สิบปี ทั้งหมดคือประวัติศาสตร์ในยุคสมัยที่ห้าที่ไคลน์ทราบ
ขณะลอยผ่าน ไคลน์แบ่งบางส่วนของจิตใต้สำนึกออกมาตามสัญชาตญาณ นำไปสร้างการเชื่อมต่อที่มองไม่เห็นกับจุดแสงเหล่านั้น ช่วยให้จุดยืนและตำแหน่งของตัวเองชัดเจนมากขึ้น
ยุคสมัยแห่งความไร้ชีวิตชีวา ยุคสงครามสี่จักรพรรดิ ยุคจักรวรรดิทรันซอสต์ ยุคจักรวรรดิทูดอร์ ยุคจักรวรรดิร่วม ยุคจักรวรรดิโซโลมอนที่หนึ่งและสอง เหตุการณ์เทวทูตสีชาดร่วงหล่น เหตุการณ์จักรพรรดิโลหิตเถลิงบัลลังก์เทพ เหตุการณ์จักรพรรดิมืดคืนชีพ รวมไปถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ อีกมาก ไคลน์ยังคงค้นหาต่อไป จุดแสงสว่างขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสายหมอกสีเทาไร้ขอบเขต ประหนึ่งดวงดาวที่มอบความสว่างในยามค่ำคืน ช่วยนำทาง ‘นักเดินทาง’ ให้กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย
ยิ่งเดินทางลึกเข้าไป ไคลน์ยิ่งรู้สึกว่าสติของตนทวีความคมชัด อาการเย็นเยียบและแสบร้อนซึ่งเกิดกับหนอนวิญญาณเริ่มบรรเทาลงหลายส่วน
อันที่จริง มันสามารถหันหลังและกลับไปยังโลกความจริงได้นานแล้ว แต่ชายหนุ่มยังไม่หยุดมุ่งหน้าอย่างกระตือรือร้น
ฉากการหักหลังของกุหลาบไถ่บาป ฉากของเทวทูตทั้งสามตน สีขาว วายุ และปัญญากำลังแบ่งปันร่างกายเทพสุริยันบรรพกาล ฉากการแอบสมคบคิดในวังราชาคนยักษ์ ฉากการแอบก่อตั้งองค์กรลับของรัตติกาล ธรณี และเทพสงคราม จุดแสงมากมายปรากฏขึ้นระหว่างทางที่เต็มไปด้วยสายหมอก ยิ่งไคลน์มองไปข้างหน้า มันก็ยิ่งรู้สึกผ่อนคลาย คล้ายกับเครื่องบินที่กำลัง ‘วิ่ง’ ก่อน ‘ทะยาน’
ในบางช่วง ฝูงสัตว์คล้ายสุนัขที่มีเบ้าตาเป็นเปลวไฟ ขนสั้นสีดำ ปรากฏขึ้นมาข้างขนาบข้างไคลน์และร่วมเดินทางโดยที่พวกมันเองก็มองไม่เห็นก้นบึ้งของสายหมอก ทำหน้าที่คอยอารักขาอย่างขันแข็งราวกับผู้พิทักษ์
ในหมู่พวกมัน มีสองตัวที่มีดวงตาแค่ข้างเดียว
ไคลน์เหลียวซ้ายแลขวา มิอาจหุบยิ้ม ยังคงดำดิ่งเข้าไปในส่วนลึกของสายหมอก
บางส่วนของประวัติศาสตร์ในยุคสมัยแห่งสองขั้วอำนาจ และยุคสมัยแห่งการริเริ่มใช้ไฟ คอยนำทางไคลน์ไปข้างหน้า จนกระทั่งชายหนุ่มหยุดลงจนตรงหน้าจุดแสงที่ส่องสว่างอย่างเดียวดาย เป็นฉากของป่าเสื่อมโทรมที่แห้งแล้ง เบื้องหน้ามีหลุมศพของมนุษย์ขนาดปกติ
มันมองไปข้างหน้าอีกครั้ง พบเพียงสายหมอกสีเทา มองไม่เห็นจุดแสงสว่าง
เมื่อตระหนักว่าพลังวิญญาณใกล้หมด ไคลน์เลิกค้นหา เชื่องโยงจิตใต้สำนึกเข้ากับตำแหน่งเริ่มต้น จากนั้นก็ดิ่งลงไปด้านล่าง
จนกระทั่งหมอกสีเทารอบตัวจางหายไป ไคลน์พบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ตรงหน้าหม้อใบใหญ่
มันไม่แยแสร่างกายในปัจจุบัน เพียงแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าตามสัญชาตญาณ
มันมองเห็นหมอกสีเทาด้วยสองตา และเห็นวังโบราณที่งดงาม ตั้งเด่นสง่าอยู่เหนือหมอกสีเทาขึ้นไป
พื้นที่ลึกลับดังกล่าวกำลังสั่นคลอนแผ่วเบา
…
ในกรุงเบ็คลันด์ บุรุษไปรษณีย์ที่กำลังปั่นจักรยานชะงักฝีเท้า เอียงคอเล็กน้อย เลื่อนมือขึ้นมาจับแว่นตาขาเดียวบนตาขวา
มันพึมพำกับตัวเอง
“ปราสาทต้นกำเนิด…”
ผ่านไปไม่กี่วินาที ชายหนุ่มหน้าเรียวยกมุมปากพลางหัวเราะในลำคอ สีหน้าเผยความคาดหวัง
เขตตะวันตกของเมืองเดียวกัน ภายในบ้านเช่าหลังหนึ่ง กลุ่มเงารางที่ถูกแขวนอยู่กลางอากาศและโยกเอน เปิดปากพูดโดยพร้อมเพรียง
“ปราสาทต้นกำเนิด…”
ชั้นใต้ดินของวิหารนักบุญแซมมวล เลียวนาร์ด·มิเชลซึ่งกำลังแบ่งงานให้สมาชิกในทีม ได้ยินเสียงที่ค่อนข้างชราในหัว
“ปราสาทต้นกำเนิด…”
…………………………
ไคลน์วางสูตรโอสถ ‘นักถลุงโลหะโบราณ’ ในมือลง หันไปจ้องหลอดบรรจุเลือดสองหลอดที่เดอะซันน้อยสังเวยมาให้
จากนั้น มันกวักมือเรียกไหเคลือบเงาที่ห่อหุ้มด้วยกระดาษคนหลายชั้น
นี่คือเลือดของผู้วิเศษจากแหล่งต่าง ๆ ที่รวบรวมมาได้ ไหเก็บเลือดถูกวางไว้บนมิติหมอกและผนึกด้วยเทวทูตกระดาษหลายชั้น ป้องกันมิให้ออร่าของสายหมอกไหลซึมเข้าไปปะปน รวมถึงตัดขาดการเชื่อมต่อกับเจ้าของเลือด เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุไม่คาดฝันขณะวาดสัญลักษณ์เปิดประตู
สำหรับไคลน์ มันไม่กลัวอันตรายที่อาจเกิดกับตัวเอง เพราะยังมีพลังในการคืนชีพอีกอย่างน้อยอีกหนึ่งครั้ง แต่ถ้าการนำเลือดไปใช้จะทำให้ผู้เสียสละต้องแบกรับความเสี่ยง มันขอไม่ทำดีกว่า
เมื่อแกะผนึกกระดาษออกและเทเลือดในหลอดทั้งสองลงไป ไคลน์เสกแท่งแก้วออกมาคนให้เข้ากันสองสามครั้ง
ทันทีหลังจากนั้น มันใช้เทวทูตกระดาษผนึกไหกลับไปใหม่
ตอนนี้ก็เหลือแค่เส้นทางนักโทษ ปีศาจ และแม่มด…หลังจากเสร็จพิธีกรรม เราจะไปขอเลือดจากชารอนด้วยตัวเอง สำหรับเรื่องแบบนี้ คงเป็นการดีกว่าหากจะเผชิญหน้าโดยตรง การเขียนจดหมายค่อนข้างหยาบคายไปสักนิด…มีเพียงมิสเมจิกเชี่ยนเท่านั้นที่ค่อนข้างพิเศษ เธอชอบที่จะติดต่อด้วยการเขียนจดหมายมากกว่าพบเกอร์มัน·สแปร์โรว์ตัวจริง…หึหึ ช่วงนี้เธอถึงกับอ้างว่าน้ำหมึกกลายเป็นน้ำแข็ง ส่งผลให้เขียนต้นฉบับได้ล่าช้า…คิดว่าฉันโง่หรือ? เธอเล่นกลจุดไฟได้! โชคดีที่โอสถของเราถูกย่อยสมบูรณ์แล้ว ไม่จำเป็นต้องเร่งนิยายอีก…ไคลน์พึมพำเงียบ โยนไหเคลือบเงาที่ห่อด้วยกระดาษคนเข้าไปในกองขยะ
หลังออกจากมิติหมอก ชายหนุ่มไม่คิดจะเลื่อนลำดับเป็นปราชญ์โบราณทันที แต่หยิบปากกากับกระดาษออกมาวาดสัญลักษณ์ของการส่องความลับและการปกปิด
นี่สิ่งมันที่วางแผนจะทำก่อนดื่มโอสถ – ถามกระจกวิเศษ อาโรเดส เกี่ยวกับข้อมูลของปราสาทต้นกำเนิด
เมื่อสัญลักษณ์ถูกวาดเสร็จ ภายในห้องที่มีบรรยากาศสลัวอยู่แล้ว ยิ่งทวีความมืดมิด ราวกับมีกลุ่มเมฆเคลื่อนตัวมาบดบังดวงอาทิตย์
ผ่านไปสิบวินาที บนกระจกบานใหญ่ซึ่งมีรอยแตกร้าว เกิดคลื่นน้ำกระเพื่อมบนพื้นผิว ตัวอักษรสีเงินถูกเขียนทีละหนึ่ง
“นายท่านผู้เป็นนิรันดร์ ยิ่งใหญ่ และสูงส่ง อาโรเดส ทาสรับใช้ที่ต่ำต้อย เปี่ยมศรัทธา และซื่อสัตย์ของท่าน มาหาท่านตามที่ต้องการแล้ว”
“ข…ข้ายังเป็นทาสรับใช้ที่นายท่านไว้ใจที่สุด ใกล้ชิดที่สุด และชื่นชอบที่สุดอยู่ไหม?”
คำถามนี้…เราเข้าใจความตื่นตระหนกและกังวลของเจ้ากระจกวิเศษ…รู้สึกว่าตำแหน่งของตัวเองไม่ปลอดภัย? ไคลน์พยักหน้าครุ่นคิดเจือความขบขัน
“ใช่”
อันที่จริง นายไม่เคยเป็น…ฉันแค่พูดปลอบใจ…ไคลน์รำพันติดตลก
บนผิวกระจก คลื่นน้ำสว่างขึ้น ตัวอักษรสีเงินถูกย้อมกลายเป็นสีทอง
พวกมันดีดดิ้นสักพักจนกลายเป็นประโยคใหม่
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ ท่านมีคำถามต้องการทดสอบข้าใช่ไหม?”
“ใช่” ไคลน์แอบเกร็ง “เจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับปราสาทต้นกำเนิดบ้าง”
อาโรเดสเงียบไปสักพักก่อนขยับตัวอักษรสีทองซีด
“ข้าไม่มีข้อมูลมากนัก แต่เคยฟังข่าวลือที่สอดคล้องกัน: ในช่วงต้นยุคสมัยที่สอง เทพบรรพกาลเชื่อว่าพระผู้สร้างต้นกำเนิดได้ทิ้งบางสิ่งไว้เบื้องหลัง อาจเป็นอาณาจักรที่เกิดจากส่วนหนึ่งของร่างกายพระองค์ หรือสิ่งที่พระองค์สร้างขึ้น และปราสาทต้นกำเนิดคือหนึ่งในนั้น”
“นี่คือชื่อที่ราชาหมาป่าอสูร เฟรเกีย ตั้งให้ นอกจากนั้นยังตั้งสมญานามให้กับสุนัขแห่งฟัลกริมว่า ผู้พิทักษ์แห่งปราสาทต้นกำเนิด อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่มีชีวิตอยู่จวบจนร่วงหล่น เฟรเกียก็ไม่เคยเข้าไปในปราสาทต้นกำเนิดสำเร็จ หลายฝ่ายจึงชื่อว่า ปราสาทต้นกำเนิดไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงสัญลักษณ์เชิงนามธรรม”
มีส่วนเกี่ยวข้องกับพระผู้สร้างต้นกำเนิด? ไคลน์ไตร่ตรองสักพัก
“หนึ่งในนั้น…มีสถานที่หรือสิ่งที่คล้ายกับปราสาทต้นกำเนิดอยู่กี่แห่ง?”
“แปด…ข้อมูลดังกล่าวถูกบันทึกไว้ในศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สอง น่าเสียดายที่ข้าไม่เคยได้อ่าน” บนผิวกระจก ถ้อยคำใหม่ปรากฏขึ้นทีละบรรทัด แต่สีทองซีดได้กลับไปเป็นสีเงินตามเดิม “เทพบรรพกาลตั้งข้อสังเกตว่า การกัดกร่อนจากใต้ดินอาจมาจากสถานที่ซึ่งคล้ายกับปราสาทต้นกำเนิด ชื่อของมันคือ ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ และลือกันว่ามีเบาะแสของ ‘แม่น้ำอันธการนิรันดร์’ ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของเมืองวิญญาณ กัลเดรอน นี่เป็นข้อมูลจากต้นตระกูลฟีนิกซ์ เกรจารี โดยตรง ส่วนชื่ออื่นข้าเคยได้ยินมาบ้าง แต่ก็ไม่ครบถ้วน ประกอบด้วย ‘โลกเงามืด’ ‘ดินแดนรกร้างแห่งความรู้’ และ ‘รังมารดา’ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับดวงจันทร์”
แปดแห่ง…ทะเลแห่งความโกลาหล แม่น้ำอันธการนิรันดร์ ดินแดนรกร้างแห่งความรู้ โลกเงามืด…รังมารดาซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับดวงจันทร์…ชื่อนี้ฟังดูอันตรายมาก…อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับมารดาพฤกษาแห่งกรงกระหาย…ไคลน์ทบทวนข้อมูลที่อาโรเดสเล่าโดยเชื่อว่าตนน่าจะจับใจความบางสิ่งได้ แต่ท้ายที่สุดมันกลับไม่เข้าใจอะไรเลย เนื่องจากมีเบาะแสไม่มากพอที่จะเชื่อมต่อ
เมื่อตระหนักว่าอาโรเดสเคยได้ฟังเพียงข่าวลือ ปราศจากรายละเอียดที่แน่ชัด ไคลน์สลัดความคิดฟุ้งซ่านพร้อมกับเผยรอยยิ้ม
“เท่าที่ฟังดู เจ้าอาจมาจากทะเลแห่งความโกลาหล…”
“นั่นไม่สำคัญอีกต่อไป สิ่งสำคัญก็คือ ปัจจุบันข้าเป็นทาสรับใช้ที่ซื่อสัตย์ ถ่อมตน และเชื่อฟังของท่านแต่เพียงผู้เดียว” กระจกวิเศษ อาโรเดส เขียนข้อความรวดเดียวจบ
เชื่อฟัง…ดูการเลือกใช้คำ…ไคลน์จิกกัดในใจ
“ต้นกำเนิดของเทวทูตมืด ซาสเรีย คืออะไร?”
บนผิวกระจก คำพูดสีเงินเรียกตัวทีละหนึ่ง
“ข้ามองไม่เห็น แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวมีตำนานเล่าขานว่า เมื่อเทพสุริยันบรรพกาลถือกำเนิด แสงสว่างและความมืดถูกรวมเป็นหนึ่ง พระองค์อ้างว่าพระผู้สร้างต้องรอบรู้และไม่มีข้อบกพร่อง…ในภายหลัง พระองค์ทำการแยกความมืดในร่างกายออกมา และสร้างเทวทูตตนแรกโดยการผสานด้านมืดเข้ากับกระดูกซี่โครงหนึ่งท่อน ชื่อของเทวทูตตนดังกล่าวคือ เทวทูตมืด ซาสเรีย”
ซี่โครง…หืม…ดูเหมือนว่าเทพสุริยันบรรพกาลจะเป็นคนแต่งเรื่องนี้ขึ้นและเผยแพร่ด้วยตัวเอง…พี่ชายอามุนด์ ว่าที่ภรรยาของนายกลายเป็นเทวทูตมืดไปแล้ว! ไคลน์ประหลาดใจในตอนต้น ก่อนจะผุดความคิดพิสดารมากมาย
เมื่อสติเริ่มสงบลง ชายหนุ่มวิเคราะห์ความจริงเบื้องหลังตำนาน:
การแพร่กระจายตำนานดังกล่าวจะทำให้เหล่าสาวกต่างพากันเชื่อว่า เทวทูตมืด ซาสเรีย เป็น ‘ด้านมืด’ ของเทพสุริยันบรรพกาล ส่งผลให้ถูกเทิดทูนในลักษณะเดียวกับพระองค์…แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่คัดค้านตำนานนี้… ประกอบกับเรื่องที่เทวทูตมืดดำรงตำแหน่งหมายเลขสองของดินแดนทวยเทพและหัตถ์ซ้ายของพระองค์มาตลอด แปลว่าตำนานดังกล่าวอาจเป็นเรื่องจริง…
โดยหลังจากนั้น…ด้านมืดของเทพสุริยันบรรพกาลสมรู้ร่วมคิดกับศัตรูภายนอก ล่อลวงเหล่าราชาเทวทูตและลอบสังหารร่างต้น?
เรื่องนี้อธิบายได้ว่า เหตุใดโอโรเลอุสและเมดีซีถึงเข้าร่วมกุหลาบไถ่บาป เพราะพวกท่านแค่เชื่อฟังคำสั่งของ ‘พระองค์’ …
จากมุมมองดังกล่าว ตำแหน่งของเทวทูตมืด ซาสเรีย ในดินแดนทวยเทพของสุริยันบรรพกาล เปรียบเสมือนเดอะเวิร์ลแห่งชุมนุมทาโรต์…
โชคดีที่เดอะเวิร์ลเป็นแค่หุ่นเชิดจำลอง ไม่มีวิญญาณและความคิดเป็นของตัวเอง…
คิดถึงตรงนี้ ไคลน์รู้สึกคล้ายกับเหงื่อแตก มันพบว่าตนโชคดีมากที่อยู่บนเส้นทางนักทำนาย ไม่ใช่เส้นทางอื่น
จากข้อมูลข้างต้น มันเริ่มเดาได้ว่าเหตุใดเทวทูตมืด ซาสเรีย ถึงตัดสินใจหลับใหลอยู่ในวังราชาคนยักษ์
บางที…อาจเกี่ยวข้องกับการร่วงหล่นของเทพสุริยันบรรพกาล…
ด้วยเหตุนี้ พี่ชายอามุนด์ มังกรแห่งปัญญา และพระผู้สร้างแท้จริง จึงต้องการยืนยันสถานะปัจจุบันของเทวทูตมืด ซาสเรีย…
แต่เรายังมีคำถาม…จากทั้งยี่สิบสองเส้นทางผู้วิเศษ ราชาเทวทูตและหัตถ์ซ้ายของพระผู้สร้าง อยู่บนเส้นทางใด?
นักจารกรรมมีอามุนด์ ผู้ฝึกหัดมีมิสเตอร์ประตู…ส่วนผู้ชม นักอ่าน นักขับขาน ลูกเรือ ผู้วิงวอนความลับ นักรบ ผู้ไร้หลับ นักเพาะปลูก นักปราชญ์ สัตว์ประหลาด นักลอบสังหาร นักล่า และผู้ตัดสินล้วนเป็นไปไม่ได้…ผู้เก็บซากศพก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะในยุคสมัยที่สี่มีเทพมรณาซึ่งเป็นลำดับศูนย์ ของเส้นทาง ย่อมไม่มีลำดับหนึ่ง เว้นเสียแต่เทวทูตมืดจะถอยไปเป็นลำดับ สอง…เหตุผลเดียวกันสามารถใช้ได้กับเส้นทางนักทำนายและนักกฎหมาย…อาจยืนยันได้แล้วว่า เทวทูตมืดในปัจจุบัน ไม่ใช่ราชาเทวทูตอีกต่อไป…
แต่อาจเป็นเส้นทางผู้ส่องความลับ จันทรา หรือปีศาจก็ได้เช่นกัน…เพราะบางที ปราชญ์เร้นลับ ดวงจันทร์บรรพกาล และด้านมืดเอกภพ อาจเป็นหนึ่งใน ‘ร่างอวตาร’ ของเทวทูตมืด…รวมไปถึงมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย…
เส้นทางนักโทษก็เป็นไปได้เช่นกัน เพราะไม่มีหลักฐานยืนยันว่า เส้นทางดังกล่าวเคยมีเทพแท้จริงถือกำเนิดขึ้นมาก่อน บางที ‘เทพผู้ถูกล่าม’ อาจไม่เคยก้าวไปถึงระดับราชาเทวทูตด้วยซ้ำ…
ไคลน์ครุ่นคิดสักพัก หันไปพูดกับกระจกวิเศษ อาโรเดส
“ตาเจ้าถาม”
บนกระจกที่เต็มไปด้วยรอยร้าว ตัวอักษรสีเงินบิดเข้าหากันและเรียงเป็นประโยคใหม่
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ ข้าขอเดาได้ไหมว่าท่านจะถามสิ่งใดต่อ?”
“…” ไคลน์พยักหน้า
“ได้สิ”
“ท่านต้องการถามเกี่ยวกับสถานะปัจจุบันของซาสเรีย และคำตอบของข้าคือ ไม่ทราบ…ข้ามองไม่เห็น” อักษรสีเงินปิดท้ายหน้ายิ้ม
“ไม่เลว” ไคลน์ชมเชย “วันนี้พอแค่นี้ก่อน ไว้ข้าจะเรียกหาเจ้าใหม่”
“ขอรับ นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ อาโรเดส ทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของท่าน พร้อมตอบสนองคำเรียกหาของนายท่านทุกเมื่อ!” บนผิวกระจก หน้ายิ้มท้ายประโยคถูกเปลี่ยนเป็นอุ้งเท้าแมวที่กำลังโบกมือ
เมื่อกระจกกลับเป็นปรกติ ไคลน์หยิบปากกาและกระดาษ จดสิ่งที่มันเพิ่งเรียนรู้
นี่คือหนึ่งในเอกสารที่เตรียมใช้ประกอบพิธีกรรมเลื่อนลำดับ ‘ปราชญ์โบราณ’
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา มันลงมือเขียนเอกสารทางประวัติศาสตร์มากมาย
จากนั้น ไคลน์ทำการเทเลพอร์ตไปยังทวีปใต้พร้อมกับหุ่นเชิดทั้งสองและเอกสารในมือ
มันไม่กล้าเลื่อนลำดับในเบ็คลันด์ เพราะถ้าทำเช่นนั้น ซาราธและอามุนด์จะสัมผัสได้ถึงความผิดปรกติ และพุ่งตรงมาหาโดยไม่รีรอแน่นอน!
…………………………
ทะเลโซเนีย เกาะปาซู
ในที่สุด โทสะสีครามซึ่งถูกเรียกให้เข้าพบ แล่นมาถึงสำนักงานใหญ่ของโบสถ์วายุสลาตันและจอดเทียบท่า
อัลเจอร์ถอดผ้าที่พันรอบศีรษะออก กระโดดลงจากกราบเรือ ลงจอดบนท่าเรือโดยอาศัยสายลม
โอสถ ‘ข้ารับใช้วายุ’ ขวดใหม่ที่ดื่มเข้าไปถูกย่อยหมดนานแล้ว แต่ที่อัลเจอร์ยังทำแบบนี้เพราะต้องการกลมกลืนไปกับกัปตันเรือคนอื่นของศาสนจักร
ประสบการณ์ตลอดหลายปีได้สอนอัลเจอร์ว่า ไม่ควรทำตัวโดดเด่นเกินหน้าเกินตาคนรอบข้าง โดยเฉพาะเมื่อตัวเองซ่อนความลับไว้มากมาย!
“ฮะฮะ! อัลเจอร์! ระงับความใจร้อนของนายหน่อย!” ชายที่รออยู่บนท่าเรือทักทายด้วยรอยยิ้ม
ชายคนนี้มีผมสีเหลืองอ่อน สวมเสื้อคลุมปักลวดลายสายฟ้า มันคืออดีตคู่หูของอัลเจอร์ ในภายหลัง คนหนึ่งเลือกเป็นกัปตันเรือผีสิงและผจญภัยไปในทะเล ส่วนอีกคนเลือกเป็นนักบวช
อัลเจอร์ยิ้ม ยกกำปั้นขวากระแทกอกซ้าย
“ขอพายุจงสถิตกับคุณ”
“ขอพายุจงสถิตกับคุณ” ชายผมเหลืองขานตอบด้วยท่าทางแบบเดียวกันพลางฉีกยิ้ม
มันหรี่เสียงลง:
“นายชำนาญโอสถข้ารับใช้วายุแล้ว?”
“ใช่…ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร แค่รักษาสถานะลอยตัวตลอดเวลา ใช้ลมในการเคลื่อนที่ไปยังจุดต่าง ๆ เป็นครั้งคราวเพื่อให้คุ้นเคยได้เร็ว ฉันส่งโทรเลขไปแจ้งเรื่องนี้ให้เบื้องบนทราบแล้ว” อัลเจอร์ยักคิ้ว เชิงว่าภาคภูมิใจมาก
ชายผมเหลืองเหลียวซ้ายแลขวา กล่าวด้วยระดับเสียงเท่าคราวก่อน
“เข้าใจแล้วว่าทำไมพวกเขาถึงเรียกนายกลับ…ฉันได้ยินว่าเป็นเพราะสงครามที่ยืดเยื้อ ทางเราจึงขาดแคลนกำลังคน สภาคาร์ดินัลจึงตัดสินใจรวบรวมกลุ่ม ‘ข้ารับใช้วายุ’ มาเลื่อนเป็นลำดับห้าโดยเร็ว นายคือหนึ่งในนั้น…น่าอิจฉาชะมัด ฉันเพิ่งได้เป็นข้ารับใช้วายุ จึงหมดสิทธิ์เข้าร่วม…”
รวบรวมกลุ่ม ‘ข้ารับใช้วายุ’ มาเพื่อเลื่อนลำดับโดยเร็ว…อัลเจอร์·วิลสันไม่ประหลาดใจกับเรื่องนี้สักเท่าไร เพราะมันทราบดีว่าสงครามครั้งใหญ่กำลังจะเกิด ในหัวมีเพียงคำคำเดียว
เบี้ยที่ใช้แล้วทิ้ง!
อันที่จริง ลำพังผลงานการรายงานข่าวของท่าเรือแบนชี อัลเจอร์ที่เป็นเพียง ‘นักเดินเรือ’ ในช่วงเวลาดังกล่าว สามารถใช้คะแนนผลงานเพื่อเลื่อนลำดับก้าวกระโดดไปจนถึง ‘ผู้ขับขานสมุทร’ ได้ไม่ยาก และไม่เพียงเท่านั้น ในภายหลังมันยังทำงานหนัก สร้างผลงานมากมาย แต่กลับยังติดแหง็กอยู่แค่ลำดับหก ข้ารับใช้วายุเป็นเวลานาน ต้องต่อคิวเพื่อรอประกอบพิธีกรรมเลื่อนเป็นลำดับห้า ผู้ขับขานสมุทร
แต่ในปัจจุบัน โดยที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย มันกลับถูกเรียกตัวมาเข้าคิวเลื่อนลำดับ และในไม่ช้าก็จะกลายเป็นสมาชิกระดับค่อนข้างสูงของศาสนจักร จึงอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถาม
จริงอยู่ เมื่อสงครามใหญ่ปะทุขึ้น คำสั่งที่คอย ‘กดหัว’ สมาชิกแบบเราจะคลายความเข้มงวด…แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการเอาชีวิตให้รอดจากความโหดร้ายของสงคราม หากไม่รอด สิทธิพิเศษที่ได้รับก็ไร้ความหมาย…ท่ามกลางกระแสความคิด อัลเจอร์หันมาถามด้วยความประหลาดใจ
“ไซแอน ที่พูดมาเป็นความจริงหรือ?”
“ไม่แน่ใจเหมือนกัน…แต่นั่นคือสิ่งที่ฉันได้ยินมา นายลองไปดูเองเถอะ ถ้ามีโอกาสได้เป็นอาวุโสหรือพระคาร์ดินัล อย่าลืมพวกเราเชียวนะ!” ชายผมสีเหลืองเจ้าของชื่อไซแอน เหยียดแขนออกไปตบบ่าอัลเจอร์
อัลเจอร์เดินตรงไปด้วยรอยยิ้ม
“แน่นอน”
…
เมืองเงินพิสุทธิ์ หลังจากที่ทีมสำรวจกลับมาเล่าว่า มีทะเลอยู่อีกฟากหนึ่งของวังราชาคนยักษ์ ชาวเมืองทุกคนต่างพากันตื่นเต้น
หลังจากรอคอยสองวัน ในที่สุดเดอร์ริค·เบเกอร์ก็ได้รับแจ้งจากหกสภาอาวุโสว่า สูตรโอสถนักถลุงโลหะโบราณผ่านการอนุมัติแล้ว
กล่าวคือ เหล่าเบื้องบนของเมืองเงินพิสุทธิ์ตกลงที่จะซื้อเห็ดเหล่านั้น
พิธีกรรมเลื่อนลำดับ…ต้องเจียระไนศิลาแห่งชีวิตด้วยตัวเอง…ศิลาแห่งชีวิตคืออะไร? ไม่คำอธิบายเขียนไว้…เดอร์ริคอ่านข้อมูลที่เขียนไว้ในกระดาษ เตรียมประกอบพิธีกรรมโดยไม่คิดมาก
ตามความเห็นของมัน มิสเตอร์ฟูลย่อมทราบว่าศิลาแห่งชีวิตคืออะไร ตนจึงไม่ต้องกังวลกับปัญหาของมิสเตอร์เวิร์ล
หลังจากเตรียมแท่นบูชาเสร็จ เด็กหนุ่มหยิบหลอดโลหะสองหลอดที่บรรจุเลือดของตนและ ‘อัศวินรุ่งอรุณ’ แห่งเมืองเงินพิสุทธิ์ออกมาถือ
อัศวินรุ่งอรุณคนดังกล่าวค่อนข้างมีอายุ ร่างกายของมันมิอาจทนต่อการกัดกร่อนจากสารพิษในอาหารที่สะสมมานาน อนาคตของมันค่อนข้าง ชัดเจน อีกไม่นานก็จะดำเนินไปถึงจุดจบของชีวิต เมื่อสองวันก่อนจึงตัดสินใจบอกหลานสาวแทงดาบเพื่อปลิดชีพ
เดอร์ริคได้รับการยินยอมจากเจ้าเมืองให้หาโอกาสเก็บเลือดของผู้ตาย
สำหรับเลือดของปีศาจที่มิสเตอร์เวิร์ลต้องการ ในคลังของเมืองเงินพิสุทธิ์ไม่มีเก็บไว้ แต่เจ้าเมืองโคลินรับปากว่า หากเห็ดดังกล่าวทำให้ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์พึงพอใจ มันจะตั้งทีมล่าและออกเดินทางไปจุดที่มีปีศาจชุกชุม
หลังจากวางท่อโลหะสองหลอดและกระดาษหนังสัตว์ลงบนแท่นบูชา เดอร์ริคก้าวถอยหลัง หันหน้าเข้าหาเทียนไขที่ถูกจุด เริ่มประกอบพิธีกรรมสังเวยและรับมอบ
เมื่อผ่านขั้นตอนอันวุ่นวาย ประตูมายาซึ่งเกิดจากเปลวไฟเทียนไขและวัสดุวิญญาณได้เปิดออก สิ่งของบนแท่นบูชาถูกดูดหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงแสงอันเจิดจ้า
เมื่อแสงจางลง เห็ดที่มีรูปร่างแตกต่างกันปรากฏสู่สายตาเดอร์ริค
สำหรับคำถามที่ว่า ‘รูปลักษณ์’ ของเห็ดผิดไปจากปกติหรือไม่ เดอร์ริคมิได้ใส่ใจนัก เพราะตลอดชีวิตของมันเคยเห็นเห็ดแค่ครั้งเดียว และไม่ทราบว่าเห็ดดังกล่าวปกติหรือไม่ เรียกได้ว่าขาดแคลนแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ
เมื่อนึกทบทวนคำอธิบายของมิสเตอร์เวิร์ล เดอร์ริคจัดหมวดหมู่ของเห็ดและแยกเก็บใส่กระเป๋า
ทันทีหลังจากนั้น มันมิอาจเก็บซ่อนความตื่นเต้น รีบหยิบไม้กางเขนเจิดจรัสและเตรียมมุ่งหน้าไปยังยอดหอคอย
ทว่า ทันทีที่ฝ่ามือสัมผัสกับไม้กางเขนทองแดงอมเขียว ความแสบร้อนและซาบซ่านพลันแล่นไปทั่วร่าง ขณะเดียวกันก็มีจุดแสงส่องจากไม้กางเขนไปทางเห็ด
“พวกมันคือสิ่งชั่วร้ายที่จำเป็นต้องถูกชำระล้าง…” เดอร์ริคออกอาการสับสน แต่ในที่สุดก็เลือกจะเชื่อใจเดอะเวิร์ล
มันนำไม้กางเขนเจิดจรัสไปซ่อน ถือค้อนเทพสายฟ้าคำรามและตรงไปยังยอดหอคอยเพื่อพบเจ้าเมืองโคลิน
“นี่คือเห็ดที่เคยเล่าให้ฟัง?” ขณะถาม นักล่าปีศาจโคลินอาศัยดวงตาที่มีสัญลักษณ์สีเขียวซับซ้อน จ้องไปทางกลุ่มเห็ดซึ่งประกอบด้วยเห็ดสีขาวล้วน หรือไม่ก็เห็นที่มีลักษณ์คล้ายเนื้อ
“ครับ…” เดอร์ริคเริ่มการแนะนำ
โคลินกลับเป็นปกติ กล่าวหลังจากเงียบไปหลายวินาที
“พวกมันมีกลิ่นอายของมลทินและความชั่วร้าย แต่ก็น้อยจนอยู่ในระดับที่รับไหว…คุณสมบัติดังกล่าวอาจหายไปหลังจากได้กินเลือดเนื้อของสัตว์ประหลาด”
มันเว้นวรรค
“ลองทดสอบความสามารถในการสืบพันธุ์ดูก่อน”
กล่าวจบ ทีมงานของเมืองเงินพิสุทธิ์ซึ่งเตรียมพร้อมอยู่ก่อนแล้ว นำซากศพสัตว์ประหลาดจำนวนหนึ่งเข้าไปในห้องทำงานเจ้าเมือง จากนั้นก็โปรยเห็ดชนิดต่าง ๆ ลงไป
ทันทีที่เห็ดสัมผัสกับเลือดเนื้อ พวกมันทำการงอกรากและแทรกซึมลงไปในศพ
ผ่านไปราวยี่สิบวินาที เห็ดเริ่มพองตัวและขยายขนาดอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับปล่อยสปอร์
เพียงพริบตาเดียว ซากของสัตว์ประหลาดเต็มไปด้วยเห็ด
ทว่า เห็ดชุดแรกยังไม่หยุดเติบโต ความสูงของลำต้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุด เห็ดบางดอกสูงยิ่งกว่าเดอร์ริค·เบเกอร์เสียอีก พวกมันเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มด้วยท่าทีของ ‘ผู้เหนือกว่า’
…มิสเตอร์เวิร์ลไม่ได้บอกว่าพวกมันจะใหญ่ขนาดนี้…แถมอัตราการทวีคูณและความเร็วในการเจริญเติบโตก็ยังสูงจนน่าตกตะลึง…เดอร์ริคจ้องด้วยสายตาเหม่อลอย แต่ไม่คิดว่านี่เป็นปัญหา
โคลิน·อีเลียดยังไม่เปลี่ยนสีหน้า รอจนกระทั่งซากสัตว์ประหลาดเหลือเพียงโครงกระดูก มันมองไปรอบ ๆ และพูด
“ยอดเยี่ยมกว่าที่คิดไว้…ต่อไป…ใครจะลองทดสอบกิน?”
เดอร์ริคเสนอตัวโดยไม่ลังเล
“ท่านเจ้าเมือง ผมเอง”
มันคือคนที่ ‘แนะนำ’ เห็ดเหล่านี้ให้กับเมืองเงินพิสุทธิ์ จึงต้องทดสอบความปลอดภัยด้วยตัวเอง
โคลิน·อีเลียดพยักหน้าแผ่วเบา
“ตกลง”
มันหันไปพูดกับทีมงานของตน
“เรียกอาวุโสโลเฟียร์มาที่นี่เพื่อเตรียมรับมือกับเหตุไม่คาดฝัน”
ในฐานะผู้วิเศษที่มีพลังในขอบเขตเลือดเนื้อ โลเฟียร์สามารถแก้ไขความผิดปกติที่เกิดกับร่างกายมนุษย์ได้เกือบทั้งหมด
แต่แน่นอน เหยื่อจะรอดชีวิตหรือไม่ นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ทุกคนยืนรอสักพัก จนกระทั่งคนเลี้ยงแกะโลเฟียร์ที่แต่งกายในชุดคลุมสีม่วงเข้มเดินเข้ามา
ทันทีที่ผ่านกรอบประตู ดวงตาสีเทาซีดของหญิงสาวหรี่ลง หันไปจ้องกลุ่มเห็ดซึ่งกำลังยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของห้อง
จ้องมองอยู่สักพัก โลเฟียร์หันไปทางโคลินและพยักหน้า เป็นนัยว่าพร้อมที่จะช่วยเหลือ
เดอร์ริค·เบเกอร์ไม่ลังเลอีกต่อไป เลือกเห็ดที่มีสีดำเป็นส่วนใหญ่ มีเนื้อสีแดงและลวดลายไขมันแทรกตรงกลาง สูงราวครึ่งหนึ่งของตัวเอง เด็กหนุ่มทำการฉีกเห็ดออกจากซากกระดูก จุดไฟก่อกองไฟและเริ่มย่าง
กลิ่นที่ราวกับสามารถซึมเข้าไปในท้องของทุกคน บรรจงลอยโชยด้วยความหอมหวน เป็นกลิ่นที่ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
ลูกกระเดือกของทุกคนขยับขึ้นลงขณะกลืนน้ำลายอย่างมิอาจหักห้าม
ยิ่งกองไฟส่งเสียง ‘ฉ่า’ จากน้ำมัน กลิ่นหอมหวนก็ยิ่งทวีความทรงพลัง
อาการเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับทุกคน พวกมันค่อนข้างคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะเป็นการตอบสนองแบบเดียวกับเมื่อครั้งที่กลับจากภารกิจสำรวจและได้กินหญ้าผิวดำซึ่งห่างหายไปนาน
เมื่อเสียง ‘ฉ่า’ ดังชัดเจนขึ้นและถี่ขึ้น เปลวไฟยิ่งลุกโชนร้อนแรง พวกมันรู้สึกราวกับมีมือยื่นออกจากท้องตัวเอง หวังคว้าอาหารนั่นกลับมากิน
โดยไม่รู้ตัว ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์คนอื่นที่อยู่ภายในหอคอย เดินตามกลิ่นหอมหวนจนกระทั่งมารวมกันหน้าประตูห้อง
เดอร์ริคใช้พลังใจอย่างมากในการควบคุมความอยากอาหาร กลั้นใจไม่ชิมรสชาติของเห็ดก่อนสุก จนกระทั่งเนื้อสีแดงแปรเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมน้ำตาล เดอร์ริคดึงเห็ดออกจากกองไฟและสูดลมหายใจ
ในวินาทีนี้ สายตาทุกคู่จดจ้องมาทางเด็กหนุ่ม ไม่เว้นแม้แต่โคลินและโลเฟียร์
ด้วยความศรัทธาที่มีต่อเดอะเวิร์ลและมิสเตอร์ฟูล เดอร์ริคไม่มัวลีลา รีบก้มหน้าลงและกัดเห็ดคำใหญ่
“อะ…” มันส่งเสียงคล้ายกับลิ้นถูกลวก ก่อนจะเริ่มเคี้ยวและกลืนลงคอ
เมื่อเห็ดหายไปกว่าครึ่ง เดอร์ริคเงยหน้าขึ้น กล่าวด้วยปากมันเยิ้ม
“เป็นรสชาติที่แปลก…มาก…หยุดไม่ได้…ผมหยุดกินไม่ได้…”
โคลิน·อีเลียดสำรวจเดอร์ริคหัวจรดเท้าสักพัก หันหน้าไปทางคนเลี้ยงแกะโลเฟียร์
โลเฟียร์ส่ายหน้าแผ่วเบา
“ไม่ผิดปกติ”
คนรอบข้างต่างส่งเสียงเชียร์พร้อมกับกรูเข้าไปล้อมหน้าล้อมหลังเดอร์ริค บ้างขอแบ่งเห็ดที่กำลังกิน บ้างถามถึงเห็ดชนิดอื่น
ได้เห็นฉากตรงหน้า นักล่าปีศาจโคลินเผยสีหน้าผ่อนคลาย บรรจงหลับตาลงและเชิดคาง
มันสูดลมหายใจยาว ดื่มด่ำไปกับกลิ่นหอมหวนที่ปกคลุมห้อง
…
เมืองเงินพิสุทธิ์กำลังจัดงานเทศกาลเห็ด? ฟังดูพิลึกหูฉิบ…แล้วศิลาแห่งชีวิตคืออะไร? อา…คนของโบสถ์พระแม่ธรณีน่าจะทราบ แฟรงค์ก็คงไม่ใช่ข้อยกเว้น…เหนือสายหมอกสีเทา ไคลน์ฟังรายงานล่าสุดจากเดอะซันน้อย คลี่แผ่นหนังที่เพิ่งมีโอกาสได้อ่านอย่างละเอียด
สาเหตุที่มันรีบกลับสู่โลกความจริงหลังจบพิธีกรรมสังเวยและรับมอบ เป็นเพราะนิยายตำนานสยองขวัญในของโรงพยาบาลในกรุงเบ็คลันด์ซึ่งถูกตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์มาหลายสัปดาห์ กำลังดำเนินถึงจุดเข้มข้น ส่งผลให้โอสถถูกย่อยอย่างรวดเร็ว
และในปัจจุบัน กระบวนการดังกล่าวจบลงอย่างสมบูรณ์แบบ
มันพร้อมแล้วที่จะเลื่อนลำดับเป็น ‘ปราชญ์โบราณ’
…………………………
หลังจากทริสซี่สวดวิงวอน อัญมณีรอบตัวหญิงสาวส่งเสียงปริแตก พวกมันแหลกเป็นผงและลอยขึ้น
ผงสีแดง น้ำเงิน เขียว และแสงสีสว่างระยิบระยับ บรรจบกันกลายเป็นกระแสน้ำเชี่ยวกราก หลั่งไหลเข้าไปในแสงเทียนบนแท่นบูชา
พร้อมกันนั้น เส้นผมที่ไหม้เกรียมในหม้อต้มเริ่มลอยขึ้นมาผสมโรง
เปลวไฟขยายตัว ถักสานเรียงร้อยเข้าด้วยกัน ทวีความมืดมิด ดูคล้ายกับประตูมายาที่นำไปสู่โลกอื่น
ทริสซี่สัมผัสได้ทันทีว่า อุณหภูมิโดยรอบลดลงกะทันหัน คล้ายกับมีอันตรายนับไม่ถ้วนพรั่งพรูออกจากเปลวไฟ
คำหนึ่งแล่นเข้าในหัวของเธอ เป็นคำเตือนจากเกอร์มัน·สแปร์โรว์
“ห้ามประมาทมิสเตอร์ประตู”
สมแล้วที่มีผู้ส่งสารในระดับนั้น…ความเข้าใจเกี่ยวกับมิสเตอร์ประตู และความเข้าใจในแผนการของเรา อาจลึกซึ้งและแม่นยำกว่าที่เราคิด…ทริสซี่สูดลมหายใจแผ่ว รอคอยความคืบหน้าอย่างอดทน
เพียงพริบตา เธอรู้สึกว่าห้อง ‘แคบ’ ลงมาก หลายจุดถูกปกคลุมด้วยเงาดำ คล้ายกับมีสัตว์ประหลาดและสิ่งมีชีวิตแสนอันตรายซุกซ่อนอยู่
แสงไฟจากเทียนไขที่หรี่ลงจนสลัว แปรเปลี่ยนเป็นวังวนขนาดมหึมา
เมื่อวังวนเริ่มหมุน เสียงที่พร่ามัวแต่แหลมลึกดังมาจากด้านใน
“…ชีค?”
ทันทีที่ได้ยินเสียง เส้นเลือดบนหน้าผากทริสซี่พลันปูดโปน เจ็บปวดราวกับถูกเข็มหมุดจำนวนมากเจาะเข้าไปในศีรษะและคนกวน
ผมสีดำของเธอลอยขึ้นโดยปราศจากสายลม แต่ละเส้นหนาขึ้น ผิวหน้าเริ่มโปร่งใส หลอดเลือดใบหน้าทยอยปูดโปนจนดูคล้ายกับใยแมงมุม
หลังจากใช้ความพยายามอย่างหนัก ในที่สุดทริสซี่ก็ควบคุมสติได้ จากนั้น เธอได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอ อานุภาพของเสียงรุนแรงมากพอที่จะทำให้ผู้วิเศษส่วนมากคลุ้มคลั่งคาที่
“เป็นข้ารับใช้ของชีคสินะ…เมื่อก่อนเราเคยดูศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองด้วยกัน…และในภายหลังสามารถทะลวงผ่านมาถึงลำดับหนึ่ง…คนที่ยังรอดชีวิตจนถึงตอนนี้…คงเหลือแค่ ‘ช่างฝีมือ’ ‘ชีค’ และข้า…”
ทริสซี่ไม่แยแสคำตัดพ้อของมิสเตอร์ประตู กล่าวด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว
“เรียนมิสเตอร์ประตูที่เคารพ ฉันมีเรื่องอยากถาม”
“ว่ามา…ช่วงเวลาอันยาวนานที่ต้องหลงทางท่ามกลางความมืดและพายุช่างน่าเบื่อ…หายากนักที่จะมีคนคุยด้วย…” เสียงอันน่าสะพรึงกลัวตอบกลับผ่านวังวนที่หมุนรอบตัวเองอย่างเชื่องช้า เนื้อเสียงแทบไม่แปรเปลี่ยน
กล้ามเนื้อใบหน้าทริสซี่กระตุกสองสามหนอย่างมิอาจหักห้าม เธอยังไม่สามารถปรับตัวให้คุ้นชินกับเสียงเพรียกของตัวตนที่ทัดเทียมเทพมาร
เธอเว้นวรรคสองสามวินาทีก่อนจะกล่าว
“…ฉันอยากทราบว่า มีวิธีการพิเศษแบบใดบ้างที่ช่วยให้เข้าไปในสุสานลับทั้งเก้าแห่งของจักรพรรดิโลหิต อลิสต้า·ทูดอร์ ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อเตรียมประกอบพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์จักรพรรดิมืด”
ผ่านไปสักพัก เสียงมิสเตอร์ประตูดังออกจากความว่างเปล่าอันไร้ก้นบึ้ง
“แบบนี้นี่เอง…ไม่ยาก…ข้าจะมอบสัญลักษณ์ให้…เพียงเจ้ารวบรวมเลือดของผู้วิเศษจากเส้นทางต่าง ๆ และนำมาผสมเข้าด้วยกัน…เมื่อไปถึงด้านหน้าสุสาน ให้ใช้พลังวิญญาณวาดสัญลักษณ์ด้วยเลือดดังกล่าว…เส้นทางลับสำหรับเข้าไปด้านในจะเปิดออก…”
ขณะที่ตัวตนลึกลับกำลังพูด ประกายไฟลอยออกจากวังวนความมืด เรียงตัวกันเป็นสัญลักษณ์ที่ซับซ้อนกลางอากาศ
ดูคล้ายกับประตูที่เรียกจากบานใหญ่ไปเล็ก ซ้อนทับกันอย่างไม่เป็นระเบียบ
ทริสซี่กัดฟันอดทนต่อความเจ็บปวดที่กำลังฉีกทำลายวิญญาณ พยายามจดจำสัญลักษณ์ จากนั้นก็ถามเพื่อยืนยัน
“ต้องรวบรวมเลือดจากยี่สิบสองเส้นทางผู้วิเศษ? ขอแค่เส้นทางละคน ไม่ต้องสนใจลำดับ? แต่ละเส้นทางต้องใช้เลือดมากแค่ไหน?”
มิสเตอร์ประตูยังตอบด้วยน้ำเสียงแบบเดิม
“ใช่แล้ว…ไม่ต้องมาก…เท่าหลอดแก้วใบเล็ก…แค่พอให้วาดสัญลักษณ์ได้จนจบ…”
แม้ทริสซี่จะมีใบหน้าบิดเบี้ยวเพราะความเจ็บปวด แต่เธออดไม่ได้ที่จะฉีกยิ้มกว้างหลังจากได้ฟังข้อมูลสำคัญ
เมื่อรวมสีหน้าทั้งหมดเข้าด้วยกัน มันดูแปลกประหลาดราวกับเธอกำลังเสียสติ
หลังจากบรรลุจุดประสงค์หลัก ทริสซี่ตัดสินใจถามอีกหนึ่งข้อเพื่อรักษาน้ำใจเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ทั้งสองฝ่ายจะได้ร่วมมือกันต่อไปในอนาคต
“ตระกูลอับราฮัมต้องการทราบวิธีขจัดคำสาปโบราณที่พวกเขากำลังเผชิญ”
วังวนอันมืดมิดเงียบไปหลายวินาที ก่อนจะถอนหายใจยาวและกล่าว
“ประกอบพิธีกรรมด้วยการใช้ครึ่งเทพของเส้นทางนักทำนาย ผู้ฝึกหัด และนักจารกรรมอย่างละหนึ่งคนเป็นเครื่องสังเวย…เมื่อข้าหลบหนีออกจากพายุและทะลวงผ่านความมืดสำเร็จ…คำสาปจะถูกขจัดอย่างหมดจด…”
ทริสซี่มิได้แยแสคำสาปของตระกูลอับราฮัม ทันทีที่ฟังคำตอบจบ ร่างกายของเธอทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงรีบกล่าวขอบคุณมิสเตอร์ประตูและยุติพิธีกรรม
สำหรับมิสเตอร์ประตู มันมิได้พยายามคุกคาม โน้มน้าว หรือกัดกร่อนเธอ
เมื่อวังวนอันมืดมิดของเปลวเทียนสลายตัว พิธีกรรมสิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ ทริสซี่เข้าฌานเพื่อสงบสติ และต้องใช้เวลานานกว่าหนึ่งชั่วโมงในการขจัดอิทธิพลจากคำพูดของมิสเตอร์ประตู
จัดการทั้งหมดเสร็จ ทริสซี่หยิบกระดาษและปากกา วาดสัญลักษณ์ที่มิสเตอร์ประตูมอบให้ เขียนอธิบายคำตอบทั้งสองข้ออย่างละเอียด
เธอทราบดี ตนกำลังถูกนักบุญขาว คาร์เทอริน่าตามล่าตัว และดูเหมือนจะมีนักล่าที่เก่งกาจคอยหนุนหลังอีกทอดหนึ่ง เป็นการยากที่จะออกไปรวบรวมเลือดของผู้วิเศษทั้งยี่สิบสองเส้นทาง ดังนั้น ทางออกเดียวจึงเป็นการฝากฝังให้เกอร์มัน·สแปร์โรว์ทำแทน
นอกจากนั้นเธอยังชื่อว่า ต่อให้จอร์จที่สามมั่นใจในความปลอดภัยของสุสานลับและไม่ส่งคนไปคุ้มกันมากนัก แต่ภายในก็คงมีระดับการป้องกันที่ไม่ธรรมดา ไม่ใช่สิ่งที่ผู้วิเศษลำดับสี่ เพียงคนเดียวจะบุกฝ่าเข้าไปทำลายในพริบตา และเมื่อการต่อสู้ยืดเยื้อจนกำลังเสริมมาถึง แผนการของเธอก็ยิ่งเข้าใกล้ความล้มเหลว
แต่ในทางกลับกัน หากเป็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์ซึ่งมีผู้ส่งสารเป็นถึงเทวทูต องค์กรที่อยู่เบื้องหลังชายคนนั้นย่อมไม่ธรรมดา สามารถทำลายสุสานในช่วงเวลาวิกฤติจนพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์จักรพรรดิมืดล้มเหลว
ในเมื่อทำเองไม่ได้ ก็ต้องไปขอให้คนที่ทำได้ช่วยเหลือ!
หลังจากโยนจดหมายลงตู้ไปรษณีย์ในละแวกใกล้เคียง ทริสซี่ซึ่งมีผมสีดำ สวมเสื้อนอกสีดำ เดินไปตามถนนอันเปล่าเปลี่ยว เย็นเยียบ และมืดสลัว ดวงตาจ้องมองแสงไฟจากโคมตะเกียงพลางหัวเราะในลำคอ
“เพียงเพื่อสนองต่ออารมณ์เล็กน้อย…ฉันยอมลงทุนมาไกลถึงขนาดนี้…นายโชคดีมากเลยนะ…อย่างน้อยฉันก็ล้างแค้นให้…แต่ในทางกลับกัน ถ้าฉันตายไปคงไม่มีใครจดจำฉันได้ ยกเว้นคนที่เคียดแค้นฉัน…”
…
หลังจากได้รับจดหมายของทริสซี่ผ่านมิสผู้ส่งสาร ไคลน์นั่งลงบนเก้าอี้และนั่งอ่านทวนซ้ำหลายรอบ
ก่อนที่จะส่งตัวเองเข้าสู่มิติหมอกเพื่อทำนายยืนยันว่าคำตอบของมิสเตอร์ประตูนั้นถูกต้อง ชายหนุ่มนั่งตรึกตรองว่าตนจะหาเลือดของผู้วิเศษทั้งยี่สิบสองเส้นทางได้จากที่ไหนจึงจะเร็วที่สุด
สัญลักษณ์ที่มิสเตอร์ประตูมอบให้ มีความใกล้เคียงกับสัญลักษณ์ด้านหลังเก้าอี้มิสเมจิกเชี่ยนมาก…เส้นทางนักทำนายใช้เลือดของเราได้…เส้นทางผู้ฝึกหัดใช้เลือดของมิสเมจิกเชี่ยน และตอนที่แวะไปขอก็จะถือโอกาสกดดันต้นฉบับไปในตัว…เส้นทางนักจารกรรมมีสามทางเลือก เปลี่ยนยุงให้เป็นหุ่นเชิดและบินไปกัดเฮเซล ขอจากผู้ช่วยรองกัปตันของเอ็ดวิน่าที่มีฉายาหูกระต่ายบุปผาโดยตรง ขอจากปู่ของเลียวนาร์ดโดยตรง…
เส้นทางผู้ชม มิสจัสติส…เส้นทางผู้ขับขาน เดอะซันน้อย…เส้นทางพายุ มิสเตอร์แฮงแมน…เส้นทางนักอ่าน พลเรือโทธารน้ำแข็งหรือไม่ก็ครึ่งเทพที่ชื่อลูก้า…เส้นทางผู้วิงวอนความลับ…ขอจากผู้ช่วยกัปตันของมาดามเฮอร์มิท ‘ผู้ไร้เลือด’ ฮีธ·ดอยล์…
เส้นทางผู้เก็บซากศพ แพทริค·เบรนแห่งนิกายวิญญาณ…เส้นทางผู้ไร้หลับ นักกวีเพื่อนรัก…เส้นทางนักรบ ใครก็ได้ในเมืองเงินพิสุทธิ์ หรือไม่ก็หลวงพ่อยูทรอฟสกี้…
นักเพาะปลูก แฟรงค์…นักปรุงยา เอ็มลิน…
ผู้ตัดสิน มิสซิล…นักกฎหมาย หุ่นเชิดโจนาส…
นักล่า เดนิสหรือไม่ก็แอนเดอร์สัน…แม่มด ใช้ของทริสซี่…
นักโทษ ใช้ของชารอนหรือไม่ก็มาริค…อาชญากร…ตอนนี้ยังนึกไม่ออก…
ผู้ส่องความลับ มาดามเฮอร์มิท…นักปราชญ์ ผู้ช่วยในการวิจัยของแฟรงค์…
สัตว์ประหลาด หุ่นเชิดเอ็นยูน…
เท่าที่นึกออก ส่วนใหญ่สามารถรวบรวมได้ในเวลาอันสั้น และทุกคนก็เชื่อใจเราพอสมควร ไม่กลัวว่าเราจะนำเลือดพวกเขาไปสาปแช่ง…สำหรับทริสซี่ หล่อนเป็นแม่มด คงมีวิธีตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างเลือดกับร่างต้น…เหลือแค่ ‘ปีศาจ’ เท่านั้นที่ยังหายาก…แม้จะเคยเผชิญหน้ากับปีศาจมาบ้าง แต่ถ้าไม่ตายก็หนีหายไปอย่างไร้ร่องรอย ปัจจุบันยังไม่มีตัวเลือกในใจ…
คงต้องถามเมืองเงินพิสุทธิ์ของเดอะซันน้อยว่า มีเลือดปีศาจเก็บไว้ในคลังบ้างไหม พวกเขาน่าจะเคยล่าปีศาจไม่มากก็น้อย…
ถ้าไม่มีประเด็นให้ฉุกคิด ไคลน์เองก็คงไม่ทราบว่า ผ่านไปเพียงไม่ถึงสองปีหลังจากเดินทางข้ามโลก มันสามารถสร้างสายสัมพันธ์ที่ค่อนข้างลึกซึ้งกับผู้วิเศษเกือบครบทุกเส้นทาง
ชายหนุ่มรวบรวมความคิดที่กำลังฟุ้งซ่าน ไตร่ตรองเกี่ยวกับพิธีกรรมสำหรับช่วยเหลือมิสเตอร์ประตู
สังเวยครึ่งเทพเส้นทางนักจารกรรม ผู้ฝึกหัด และนักทำนายอย่างละคน…ทั้งสามเส้นทางสามารถสับเปลี่ยนกันได้… หรือมิสเตอร์ประตูคิดจะนำทั้งสามเส้นทางมารวมกันชั่วคราว และใช้วิธีการที่ชาญฉลาดบางอย่างเพื่อเปิดเส้นทางหนี?
…ครึ่งเทพทั้งสามเส้นทางไม่ใช่เป้าหมายที่จะจับกุมได้ง่ายนัก กระทั่งตระกูลอับราฮัมในยุครุ่งเรืองก็อาจทำไม่สำเร็จ จึงไม่ต้องพูดถึงสมัยที่ผู้วิเศษลำดับสูงล้มตายไปเพราะคำสาปและสงครามสี่จักรพรรดิ…ฟังดูสิ้นหวังมาก…
หากมิสเตอร์ประตูอดทนและให้เวลาลูกหลานได้พัฒนาตัวเอง ก็ใช้ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว แต่ทำไมเขาถึงใจร้อนและเอาแต่ส่งเสียงเพรียกจนทำลายลูกหลานที่มีอนาคตไปทีละคน?
หรือว่าเสียสติไปแล้ว? คนบ้าที่พูดจาเหมือนคนปรกติ?
ไคลน์ไตร่ตรองสักพัก เผากระดาษจดหมาย ส่งตัวเองเข้าไปในมิติหมอกเพื่อทำนายถามสองประเด็น
ผลลัพธ์การทำนายก็คือ วิธีลอบเข้าไปในสุสานเป็นของจริง และพิธีกรรมช่วยเหลือมิสเตอร์ประตูก็ถูกต้องเช่นกัน
จ้องมองลูกตุ้มวิญญาณในมือ ไคลน์นั่งนิ่งบนเก้าอี้พนักสูงเป็นเวลานาน
ผ่านไปอีกหลายนาที มันกำจี้บุษราคัมในมือซ้ายแน่นพลางพึมพำกับตัวเอง:
ตอนนี้แค่ต้องรอให้โอสถจอมเวทพิสดารถูกย่อยอย่างสมบูรณ์…จากนั้นก็ภาวนาให้จอร์จที่สามประกอบพิธีกรรม…
…………………………
ในย่านสะพานเบ็คลันด์ อาศัยข้อมูลจากมิสผู้ส่งสาร ไคลน์มองเห็นชายที่ถูกทริสซี่ล่อลองให้ช่วยส่งจดหมายแทน
อย่างไรก็ตาม ไคลน์ไม่ได้ตามเข้าไปในบ้าน ไม่เข้าใกล้เป้าหมาย เพียงล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกันลมสีดำและเดินต่อไป
ท่ามกลางแสงไฟจากตะเกียงแก๊ส มันเดินมาถึงทางแยกและเลี้ยวไปยังถนนเส้นอื่น
ระหว่างนั้น หนูตัวหนึ่งซึ่งกำลังขโมยอาหารในอาคารเกิดตัวกระตุก
มันทิ้งก้อนชีสในมือทันที เดินกลับไปตามทางที่เคย ‘ผ่านประจำ’ และเข้าใกล้พื้นที่เป้าหมาย
จากนั้น หนูเปิดปากขึ้นในมุมอับ เปล่งเสียงภาษามนุษย์
“ข้ารับใช้แห่งท้องทะเลและโลกวิญญาณ ผู้พิทักษ์แห่งหมู่เกาะรอสต์ ผู้ปกครองมวลหมู่สัตว์ทะเล เจ้าแห่งสึนามิและลมพายุ คาเวทูว่าผู้ยิ่งใหญ่…”
ทันทีที่เสียงของหนูตัวดังกล่าวเงียบลง ไคลน์ซึ่งเลี้ยวเข้าไปในถนนเส้นอื่น อันตรธานหายไป เหลือเพียงร่องรอยของสะเก็ดไฟกลางอากาศ
มันใช้กระโจนเพลิง ทว่า ปลายทางไม่ใช่สถานที่เปิดโล่ง แต่เป็นภายในห้องพักโรงแรมที่ให้หุ่นเชิดแอบมาจองไว้ล่วงหน้า จึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกซาราธตระหนักถึงหรือเกิดเหตุไม่คาดฝัน เพราะระยะทางสั้นมาก แถมปลายทางยังชัดเจนและปลอดภัย
ภายในห้อง ไคลน์เดินถอยหลังสี่ก้าวโดยมีหุ่นเชิดเอ็นยูนยืนมอง ส่งตัวเองเข้าสู่มิติหมอก
เมื่อกลับมานั่งบนเก้าอี้ประธานโต๊ะทองแดงยาว ไคลน์เสกคทาเทพสมุทร อาศัยจุดแสงแห่งการสวดวิงวอน มองผ่านไปยังโลกความจริงด้วยตาทิพย์ คอยสังเกตพฤติกรรมของเป้าหมาย – ชายผู้ถูกแม่มดทริสซี่ล่อลวงให้ส่งข่าว
ผ่านไปไม่กี่นาที ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ปรากฏตัวในห้องเช่าตามที่นัดหมาย หยิบเหรียญทองและซองจดหมายที่ถูกวางไว้บนโต๊ะ
ชายคนเดิมสั่นกลัวอีกครั้ง แต่ท้ายที่สุดก็เอาชนะความกลัว หยิบจดหมายขึ้นมาและกะน้ำหนัก
สิบห้านาทีถัดมา มันหยิบวัตถุที่คล้ายกับก้อนแป้งเปียกสีดำออกมาป้ายลงบนผิวกระจกอย่างทั่วถึง
เพียงพริบตา มันได้พบกับสตรีในฝันของตนภายในกระจกเงา จึงรีบรายงาน
“นักผจญภัยเสียสติเพิ่งส่งจดหมายมา คล้ายกับมีบางสิ่งแนบมาด้วย ตามคำสั่งของคุณ ผมไม่ได้แกะออกมาดู”
ขณะเดียวกัน ฉากที่ไคลน์เห็นบนมิติหมอกค่อนข้างประหลาด
ในการมองเห็นของชายหนุ่ม ภาพบนผิวกระจกนั้นพร่ามัว ใกล้เคียงกับความมืดมิด ดูลวงตาและไม่สมจริง ผิวกระจกเชื่อมต่อกับสิ่งคล้ายคลึงกันภายในห้องจนเกิดเป็น ‘ใยแมงมุม’ ที่ซับซ้อนและมายา ถักสานและเชื่อมต่อเข้ากับ ‘โลก’ ที่ดูพิสดารใบหนึ่ง
ไคลน์ที่อาศัยตาทิพย์ของมิติหมอก พอจะมองเห็นเค้าโครงภาพรวมอย่างเลือนราง แต่มิอาจจำแนกรายละเอียด ไม่แน่ใจว่าโลกใบดังกล่าวมีตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวซ่อนอยู่หรือไม่
ในเชิงศาสตร์เร้นลับ กระจกมักเป็นตัวแทนของการนำไปสู่ ‘อาณาจักรอื่น’ โดยมากมักเป็นสถานที่สยองขวัญ…นี่คงเป็น ‘โลกในกระจก’ …พลังพิเศษของเราอยู่นอกเหนือขอบเขตดังกล่าวโดยสิ้นเชิง…ไม่สิ หากมีใครสักคนสวดวิงวอนถึงเราด้วยพิธีกรรมกระจกวิเศษทำนาย นั่นจะช่วยให้กระจกเงาเชื่อมต่อมาถึงเรา…มาถึงมิติหมอกแห่งนี้…
กล่าวคือ ‘โลกในกระจก’ ไม่ใช่โลกแห่งความจริง แต่ใกล้เคียงกับ ‘บานประตูร่วม’ ที่เชื่อมต่อกระจกทุกบานเข้ากับอาณาจักรที่แตกต่างกัน หากหลงทางภายในนั้น กว่าจะรู้ตัวอีกทีอาจไปโผล่ที่นรก หรือไม่ก็อวกาศ…แต่แน่นอน ครึ่งเทพในขอบเขตดังกล่าวสามารถสร้าง ‘โลกของภาพสะท้อน’ และเข้าไปซ่อนตัวได้…
บานประตูร่วม…หมายความว่านอกจากแม่มดและวิญญาณอาฆาต ผู้วิเศษลำดับสูงของเส้นทางผู้ฝึกหัดก็พลังที่คล้ายคลึงกัน? หรือคำว่า ‘ลึกลับ’ ในชื่อ ‘จอมเวทลึกลับ’ จะเป็นตัวแทนของ ‘โลกในกระจก’ …เป็นไปได้ โลกในกระจกสามารถสื่อถึงความลึกลับได้เช่นกัน…ภายใต้สถานการณ์ปรกติ ต่อให้มีตาทิพย์ของมิติหมอก แต่เราก็จะไม่มีทางเห็น ‘โลกในกระจก’ โดยตรง เว้นเสียแต่จะมีใครบางคนช่วยกระตุ้น…ไคลน์พยักหน้าไตร่ตรอง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงแม่มดทริสซี่ตอบกลับอย่างอ่อนหวาน
“โยนจดหมายเข้ามาในกระจก”
“โยนเข้าไปได้ด้วยหรือ…” ในฐานะผู้วิเศษลำดับต่ำ ชายคนนี้ไม่เคยสัมผัสประสบการณ์มหัศจรรย์มาก่อน จึงลังเลสักพัก ก่อนจะลองกดจดหมายลงบนกระจก
บนผิวกระจก ความมืดแผ่ขยายออกมาในลักษณะคลื่นน้ำกระเพื่อม
ชายคนดังกล่าวสัมผัสได้ถึงความหนักแน่นจากฝ่ามือ จดหมายเริ่มทะลุผ่านผิวกระจกอย่างน่าอัศจรรย์ หลุดเข้าไปในมิติมายา
ทันทีหลังจากนั้น คล้ายกับจดหมายถูกดูดด้วยกระแสน้ำวนขนาดใหญ่ ค่อย ๆ ไหลไปยังห้องที่ทริสซี่อาศัยอยู่
เหนือมิติหมอก ไคลน์ยกคทาเทพสมุทรขึ้น จดจ่ออยู่กับการแกะรอยจดหมาย พยายามระบุพิกัดของแม่มด
ทันใดนั้น ในทัศนวิสัย ‘ตาทิพย์’ ของชายหนุ่ม โลกในกระจกที่มืดมิดและลุ่มลึก เกิดความผันผวนอย่างหนักจนทุกสิ่งพร่ามัว
เมื่อความผันผวนสงบลง ไคลน์ถูกตัดขาดจากจดหมายและแม่มดทริสซี่
ออร่าของแม่มดบรรพกาลอาจช่วยขัดขวางการจ้องมองในลักษณะนี้…ไคลน์เงียบไปสักพักก่อนจะถอนหายใจยาว
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมไคลน์ถึงไม่กล้าผสมเส้นผมของตัวเองเข้ากับเส้นผมของศพเพื่อเกาะรอย เพราะชะตากรรมของจนอาจจบลงด้วยการถูกสาปหรือไม่ก็ตายคาที่
ในความกังวลของไคลน์ การตายคาที่ไม่ใช่จุดจบที่เลวร้ายนัก เพราะตราบใดที่ศพไม่ถูกทำลายไปด้วย มันมีโอกาสที่จะคืนชีพกลับมาใหม่ แต่ปัญหาก็คือ นั่นจะทำให้ทริสซี่ไหวตัวทันและหนีไป เป็นการสิ้นเปลืองโอกาสคืนชีพอันมีค่าไปอย่างเปล่าประโยชน์
ไคลน์ซึ่งพ่ายแพ้ในยกนี้ รีบส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริงและออกจากย่านสะพานเบ็คลันด์
…
เช้าวันรุ่งขึ้น ไคลน์ซึ่งมีใบหน้าธรรมดา เดินทางไปยังวิหารนักบุญแซมมวลด้วยรถม้า
แผนของมันก็คือ ท่องพระนามเต็มอันทรงเกียรติของเทพธิดารัตติกาลเพื่อแจ้งว่า แม่มดทริสเตรียมจะทำสิ่งใดขณะพระจันทร์เต็มดวงครั้งถัดไป อย่างน้อยก็ควรมีเทพแท้จริงสักตนคอยเฝ้ามองเบ็คลันด์ในช่วงเวลาที่เผชิญความเสี่ยง
ต้องไม่ลืมว่า ผู้ที่เคยเนรเทศและผนึกมิสเตอร์ประตู ไม่ใช่ใครนอกจากเทพธิดารัตติกาล พระองค์ย่อมต้องชำนาญกลอุบายของอีกฝ่าย
ในทำนองเดียวกัน ไคลน์ไม่คิดออกหน้าด้วยตัวเอง เพราะมันเข้าใจพลังของตัวเองเป็นอย่างดี
ในเมื่อแก้ปัญหาเองไม่ได้ ก็ต้องให้คนที่แก้ได้มาทำแทน!
ส่วนคำถามที่ว่า ทำไมถึงไม่ท่องพระนามเต็มของเทพธิดาจากที่บ้าน เหตุใดต้องถ่อไปถึงวิหารนักบุญแซมมวล นั่นเพราะไคลน์อยากตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงบนถนนเบิร์คลุนและข้างเคียง เผื่อว่าจะสังเกตเห็นร่องรอยการมาเยือนของอามุนด์
เฮเซลและครอบครัวต่างก็เคยเผชิญหน้ากับอามุนด์มาก่อน แถมตัวเธอก็ยังอยู่บนเส้นทางนักจารกรรม ไม่ว่าจะด้วยความบังเอิญหรือตะกอนพลังดึงดูด ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอคือกลุ่มเสี่ยงที่จะได้เผชิญหน้ากับอามุนด์ระลอกใหม่ ไคลน์ไม่กล้าประมาทกับเรื่องนี้ และเตือนตัวเองให้หมั่นตรวจสอบบ่อยครั้ง
ในทำนองเดียวกัน เนื่องจากมิสจัสติสเป็นจิตแพทย์ที่ช่วยรักษาอาการป่วยของเฮเซล หากอีกฝ่ายถูกอามุนด์จับได้ เธอก็จะติดร่างแหไปด้วย ไคลน์จึงต้องคอยระวังเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้สตรีผู้สูงศักดิ์รายนี้ตกอยู่ในอันตราย และคอยตรวจสอบความผิดปรกติของมิสจัสติสผ่านดาวแดงเป็นครั้งคราว แต่แน่นอน มันหลีกเลี่ยงที่จะ ‘แอบดู’ ในเวลาที่ไม่เหมาะสม
ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์ซึ่งเข้าใกล้ถนนเฟลป์ ลงจากรถม้าล่วงหน้าและสั่งให้หุ่นเชิดเอ็นยูนไปซ่อนตัวเพื่อท่องพระนามเต็มอันมีเกียรติของเทพสมุทร
ร่างต้นทำการสลับตำแหน่งกับหุ่นเชิดโจนาส จากนั้นก็เดินถอยหลังสี่ก้าวภายในมิติ ‘ที่ถูกบิดเบือน’ เพื่อส่งตัวเองไปยังเหนือสายหมอก
ถัดมา อาศัยความช่วยเหลือจากคทาเทพสมุทร ชายหนุ่มขยายวิสัยทัศน์ของตาทิพย์และตรวจสอบสถานการณ์รอบถนนเบิร์คลุนกับถนนเฟลป์อย่างละเอียด
เฮเซลยังไม่ถูกกาฝากยึดร่าง…มิสจัสติสก็เช่นกัน…สาวใช้ สัตว์เลี้ยง บอดี้การ์ด หรือแม้กระทั่งชาวเมืองและพนักงานของกองทุน ทุกคนยังปลอดภัย…ไม่มีร่องรอยของอามุนด์ในละแวกใกล้เคียง…ไคลน์ถอนหายใจยาว ส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริง
จากนั้น มันเดินไปยังวิหารนักบุญแซมมวล ผ่านประตูหน้าเข้าไปในโถงสวดมนต์หลักที่มืดและเงียบสงบ
ท่องพระนามเต็มอันทรงเกียรติของเทพธิดารัตติกาลจบ มันเปล่งเสียงต่ำและอธิบายอย่างกระชับ
“…แม่มดทริสซี่ได้รับเส้นผมของทายาทตระกูลอับราฮัม เธอวางแผนติดต่อกับตัวตนลึกลับในคืนจันทร์เต็มดวง ปัจจุบันยังไม่ทราบจุดประสงค์ที่แน่ชัด…”
นั่งนิ่งสักพัก เมื่อยืนยันว่าเทพธิดาไม่ตอบสนอง และอาร์ชบิชอปไม่ปรากฏตัว ไคลน์สวมหมวกผ้าไหม เดินออกจากวิหารอย่างไม่รีบร้อน
ตกกลางคืน ชายหนุ่มย้ายสถานที่ เปลี่ยนหนูให้เป็นหุ่นเชิดและเอ่ยพระนามเต็มอันทรงเกียรติของอีกหนึ่งตัวตนลึกลับ
“มหาเทพแห่งสงคราม สัญลักษณ์แห่งเหล็กและเลือด เจ้าแห่งความวุ่นวายและขัดแย้ง ข้าต้องการพบท่าน…”
เฉกเช่นคราวก่อน หนูตายทันทีที่สวดวิงวอนเสร็จ และไคลน์ถอยออกห่างจากพื้นที่
มันต้องการพบเทวทูตสีชาดเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับมิสเตอร์ประตูและเทวทูตมืด ซาสเรีย
หลังจากรอคอยไม่กี่นาที ไคลน์อาศัยความช่วยเหลือจากหุ่นเชิดหนูอีกหนึ่งตัว มองเห็นว่ามีเปลวไฟพวยพุ่งออกจากศพหนูตัวแรก
เปลวไฟเรียงตัวเป็นประโยคสั้นกระชับบนพื้นดิน:
“แต่ข้าไม่อยากพบเจ้า”
“…” กล้ามเนื้อใบหน้าไคลน์กระตุกแผ่วเบา
ครุ่นคิดสักพัก มันยอมแพ้และออกจากจุดเกิดเหตุ
ผ่านไปหลายสิบวินาที เปลวไฟสีขาวที่เหลือเรียงตัวเป็นคำใหม่:
“…คุกเข่าขอร้องข้าสิ”
แต่ตอนนี้ไคลน์ไม่อยู่แล้ว
ณ บ้านหลังหนึ่งภายในกรุงเบ็คลันด์ เซารอน·ไอน์ฮอร์น·เมดีซีที่มีใบหน้าซีดเซียว ลุกขึ้นจากโซฟาในสภาพแต่งกายด้วยเสื้อคลุมสีแดงสลับดำ
มันขมวดคิ้วเล็กน้อย พึมพำกับตัวเอง:
“ใครมันบังอาจมารบกวน…”
…
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เบ็คลันด์เข้าสู่คืนพระจันทร์เต็มดวง
ภายในห้องที่อาบด้วยแสงจันทร์สีแดงเข้ม แม่มดทริสซี่ยืนอยู่หน้าแท่นบูชา กำลังรายล้อมด้วยวัตถุดิบสำหรับประกอบพิธีกรรม ไม่ว่าจะเป็นทับทิม ไพลิน มรกต เพชร ไข่มุก และไพฑูรย์
หลังจากเสร็จสิ้นการเตรียมตัวที่วุ่นวาย หญิงสาวจุดไฟเผาเส้นผมในมือ โยนลงในหม้อ
เมื่อเปลวไฟเริ่มกลายเป็นสีดำ ทริสซี่เดินถอยหลังสองก้าว สวดวิงวอนอย่างเคร่งขรึมเป็นภาษาคนยักษ์
“มหาประตูแห่งหมื่นประตู…”
“ผู้นำทางแห่งท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว…”
“กุญแจแห่งโลกเร้นลับทั้งปวง…”
…………………………
ในตรอกมืดที่ไม่ค่อยมีใครผ่านไปมา บรรยากาศเริ่มมืดมน สายลมหนาวพัดผ่าน แม้จะไม่ได้รุนแรงเหมือนกับใบมีดที่กรีดเฉือนหน้าผู้คน แต่ก็คล้ายกับแฝงไว้ด้วยเวทมนตร์ พวกมันค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปในเสื้อผ้าทีละนิด
ไคลน์ซึ่งอยู่ในร่างเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ยกมือขึ้นมากดหมวกทรงสูงเหนือศีรษะเมื่อเห็นมิสเมจิกเชี่ยนเดินเข้ามาในตรอกด้วยความระมัดระวัง อีกฝ่ายแต่งกายด้วยผ้าพันคอสีเข้มและเสื้อนอกขนสัตว์หนา ถือกระเป๋าที่ดูท่าจะหนัก
ในอาณาจักรโลเอ็นซึ่งได้รับอิทธิพลจากโบสถ์รัตติกาล เสื้อผ้าจำนวนหนึ่งที่มักสงวนไว้ให้เพศชายใส่ จะมีรูปแบบเฉพาะของสตรีด้วยเช่นกัน แตกต่างจากอินทิสที่สตรีชนชั้นสูงมักนั่งหันข้างห้อยขาด้วยอานม้าแบบพิเศษ แต่โลเอ็นจะมีชุดขี่ม้าสำหรับสตรีโดยเฉพาะ
ไคลน์ดึงมือซ้ายที่สวมยุบพองหิวโหยออกจากกระเป๋ากางเกง เหยียดนิ้วทั้งห้าพร้อมกับพูด
“ต้นฉบับเสร็จหรือยัง?”
ฟอร์สพลันสัมผัสถึงลมหนาวที่พัดปะทะลำคอ กล่าวเสียงสั่น
“เพียงพอสำหรับตีพิมพ์สองสัปดาห์…ส่งผลให้บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไปแล้ว”
โดยไม่รอให้เกอร์มัน·สแปร์โรว์ถามเพิ่มเติม เธอรีบเสริม
“ฉันนำปากกา หมึก และกระดาษไปด้วย”
ไคลน์พยักหน้าแผ่วเบา เดินไปสองก้าว นำฝ่ามือคว้าไหล่มิสเมจิกเชี่ยน
พร้อมกันนั้น ฟอร์สตั้งสมาธิ สร้างภาพมายาของหนังสือภายในดวงตา
สภาพแวดล้อมรอบตัวเธอเข้มข้นขึ้น ฉูดฉาดขึ้น สีแดงยิ่งแดงก่ำ สีดำยิ่งดำมืด สีน้ำตาลยิ่งคมชัด ซ้อนทับกันหลายชั้น ประหนึ่งกำลังเห็นภาพหลอนจากการเสพยา
ฟอร์สซึ่งเคยชินกับสภาพแวดล้อมเช่นนี้ เริ่ม ‘บันทึก’ การเดินทางลงไปอย่างไม่ยากเย็น พลางสังเกตวิวทิวทัศน์ระหว่างการท่องเที่ยวอย่างละเอียด จดจำลักษณะของสัตว์วิญญาณที่แปลกประหลาดจนขึ้นใจ
ผ่านไปไม่กี่อึดใจ การมองเห็นของเธอพลันมืดลง ผิวกายสัมผัสถึงความหนาวเย็นที่เธอไม่เคยพบเจอ ร่างกายสั่นระริกอย่างมิอาจหักห้าม
ฟอร์สใช้มายากลเพื่อทำให้สภาพแวดล้อมสว่าง มองไปรอบตัวจนกระทั่งพบว่าเธออยู่ในบ้านไม้ และเกอร์มัน·สแปร์โรว์ได้จากไปแล้ว
ที่นี่ที่ไหน…ฟอร์สมองไปทางหน้าต่าง พบว่ามีบางสิ่งปกคลุมอยู่จนแสงสว่างมิอาจส่องผ่าน
ฉากดังกล่าวทำให้เธองงงวย จึงตัดสินใจเดินไปที่ประตู เหยียดมือขวาออกและดึงประตูกลับ
ท่ามกลางเสียงเสียดสีของไม้ เธอเห็นหิมะกองสูงจนขวางทางออกโดยสมบูรณ์
“…” ฟอร์สตกตะลึง คำเตือนของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ดังก้องภายในใจ
“ทำตัวให้อุ่นเข้าไว้…”
ภายในหนึ่งถึงสองนาทีหลังจากนั้น ไคลน์เดินทางอ้อมทะเลเพื่อทำให้ยุบพองหิวโหยสงบลงด้วยเหยื่อที่คัดเลือกเป็นอย่างดี จากนั้นก็กลับบ้านเช่าในกรุงเบ็คลันด์ รอให้ราชินีเงื่อนงำและชารอนรายงานความผิดปรกติ
อันที่จริง ตามนิสัยของไคลน์ มันมักจะออกไปสืบข่าวด้วยตัวเองอีกทางหนึ่ง เพื่อยืนยันให้แน่ใจว่าทริสซี่ไม่คิดจะช่วยมิสเตอร์ประตูออกมา ทว่า เมื่อพิจารณาเรื่องที่ซาราธยังอยู่ในกรุงเบ็คลันด์ ชายหนุ่มตัดสินใจพับแผนการออกไปเตร็ดเตร่นอกบ้านทิ้ง
ภายใต้อิทธิพลของกฎการดึงดูดระหว่างตะกอนพลัง ไคลน์เชื่อว่าหากตนออกไปเตร็ดเตร่ตามถนนในกรุงเบ็คลันด์ ในไม่ช้าก็เร็วจะได้พบกับซาราธหรือแม้กระทั่งอามุนด์
เฮ้อ…ทั้งที่คิดเราวิธีปลอมตัวอย่างแนบเนียนไว้แล้ว แค่ซื้อจักรยานและเครื่องแบบบุรุษไปรษณีย์ เตรียมขี่ตระเวนไปตามย่านต่าง ๆ ของเมืองหลวง…ไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปรกติแน่นอน…ไคลน์จิบ ‘ยางไม้กอลลั่ม’ เหล้าที่ซื้อมาจากทะเล เอนหลังพิงเก้าอี้ สั่งให้หุ่นเชิดเอ็นยูนและโจนาสบีบนวดไหล่และขา
…
ดินแดนเทพทอดทิ้ง ในค่ายหมู่บ้านยามบ่าย
ทันทีที่เดอร์ริค·เบเกอร์ลืมตา มันลุกขึ้นยืน เปิดประตู เดินอ้อมกองไฟตรงไปยังห้องพักของเจ้าเมือง
เด็กหนุ่มระงับความตื่นเต้น สูดลมหายใจยาว ยกมือขึ้นเคาะประตูไม้แผ่นหนา
“เชิญเข้ามา” เสียงทุ้มลึกของโคลิน·อีเลียดดังขึ้น
เดอร์ริคบิดที่จับ ผลักประตูเข้าไปและเดินตาม เมื่อเห็นนักล่าปีศาจเจ้าของผมสีเทายุ่งเหยิงและรอยแผลเป็นเก่า เด็กหนุ่มโพล่งขึ้น
“ท่านเจ้าเมือง ผมพบเห็ดแปลก ๆ ที่กินได้!”
โคลิน·อีเลียดเงียบไปสักพัก กล่าวเชื่องช้า
“เห็ด?”
เมื่อเห็นความฉงนจากสีหน้าเจ้าเมือง เดอร์ริคหวนนึกถึงเห็ดที่เคยพบเจอในอดีต
เห็ดภายในวิหารร้างของพระผู้สร้างเสื่อมทราม สีของมันทั้งสดใสและชวนให้เจริญอาหาร แต่อัดแน่นไปด้วยอันตรายอย่างไร้ข้อกังขา
เด็กหนุ่มสงบสติลง พยักหน้าพลางอืมในลำคอ
“ครับ…เห็ด…เห็ดหลากหลายสายพันธุ์ สามารถกินเลือดเนื้อของสัตว์ประหลาดเพื่อเจริญเติบโตและขยายพันธุ์…”
เดอร์ริคอธิบายรายละเอียดของเห็ดอย่างตั้งใจ รวมถึงเล่าว่านม เนื้อวัว ปลา และแป้งคืออะไร
ในตอนสุดท้าย เด็กหนุ่มเน้นย้ำว่าต้องทำให้เห็ดสุกก่อนกินเท่านั้น และต้องระวังประเภทที่มีพิษ
โคลิน·อีเลียดฟังอย่างเงียบงันโดยปราศจากอารมณ์ ไตร่ตรองสักพักและพูด
“พวกมันมีอันตรายยังไงบ้าง…หรือต้องใส่ใจเรื่องใดเป็นพิเศษ?”
“อึก…” ใบหน้าเดอร์ริคแดงระเรื่อ “ผมขอกลับไปศึกษาดูใหม่”
กล่าวจบ โดยไม่รอให้เจ้าเมืองตอบสนอง มันหันหลังเปิดประตูและวิ่งออกไป
กลับถึงห้อง เด็กหนุ่มสูดลมหายใจยาว นั่งลงและสวดวิงวอนถึงเดอะฟูล ฝากคำถามไปถึงเดอะเวิร์ล
เหนือหมอกสีเทา ไคลน์นั่งบนเก้าอี้พนักสูงของเดอะฟูล เคาะนิ้วบนที่วางแขนพลางพึมพำ
“ยังมีอันตรายใดอีกบ้าง…”
แม้ว่าจินตนาการ ความกระฉับกระเฉง และความคิดสร้างสรรค์ของแฟรงค์จะทำให้เรากลัวนิดหน่อย…แต่ถึงยังไงหมอนั่นก็เป็นแค่ผู้วิเศษลำดับห้า เห็ดของแฟรงค์จะอันตรายสักแค่ไหนเชียว? เมืองเงินพิสุทธิ์ที่ดิ้นรนท่ามกลางความมืดมานานหลายปี น่าจะจัดการกับอันตรายที่เกิดจากเห็นได้ไม่ยาก…
การกลายพันธุ์อันน่าสยดสยองบนอนาคตกาลขณะแล่นไปบนน่านน้ำซากสมรภูมิแห่งเทพ ทั้งการมีน้ำนมไหลออกมาจากเรือและโจรสลัดหัวแตงโม นั่นเกิดจากอิทธิพลของออร่าพระแม่ธรณีที่ยังหลงเหลือ คนร้ายตัวจริงคือเทพ ใช่แฟรงค์สักหน่อย…
เดี๋ยวนะ…ถ้าดินแดนเทพทอดทิ้งเกี่ยวพันกับการล่มสลายของเทพสุริยันบรรพกาลและกุหลาบไถ่บาป ออร่าที่ยังหลงเหลือจากสงครามอาจไม่ได้มีเพียง ‘รัตติกาล’ ‘ปกปิด’ ‘เสื่อมทราม’ และ ‘วายุ’ แต่ยังรวมถึง ‘สุริยัน’ และ ‘ธรณี’ …
นี่มัน…
ไคลน์ไตร่ตรองสักพัก เสกเดอะเวิร์ลขึ้นมาสวดวิงวอน:
“…หากสัมผัสกับออร่าของทวยเทพในขอบเขตธรณี เห็ดเหล่านั้นอาจเกิดการกลายพันธุ์ที่ยากจะคาดเดา…”
หลังจากได้รับคำตอบ เดอร์ริครีบร้อนออกจากห้อง วิ่งไปจนถึงประตูห้องเจ้าเมือง
ในคราวนี้ ประตูเปิดออกโดยไม่ต้องเคาะ
เดอร์ริคหันกลับไปมองพวกพ้องที่ยืนข้างกองไฟเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าห้องและปิดประตูไม้
“ออร่าของทวยเทพในขอบเขตธรณี อาจทำให้เห็ดเกิดการกลายพันธุ์ที่ยากจะคาดเดา” เด็กหนุ่มเล่าในสิ่งที่รู้ออกไป โดยไม่อธิบายว่าตนได้รับข้อมูลมายังไง
นักล่าปีศาจโคลินยังคงไม่เปลี่ยนสีหน้า ทวนคำด้วยเสียงต่ำ
“พลังทวยเทพในขอบเขตธรณี…”
หลังจากสิ้นเสียง มันเงียบไปนานกว่าสิบวินาทีก่อนจะพูด
“เมื่อกลับถึงเมือง พวกเราจะวางแผนเพาะปลูกมันและวิจัย…ราคาเท่าไร?”
เดอร์ริครีบตอบ
“สูตรโอสถนักถลุงโลหะโบราณ”
โคลินพยักหน้าเชื่องช้า
“สิ่งนี้ต้องผ่านความยินยอมจากหกสภาอาวุโส ไว้กลับถึงเมืองเมื่อไร ผมจะรีบประชุมเรื่องนี้ทันที”
ทีมสำรวจของพวกมันมีแผนจะกลับเมืองเงินพิสุทธิ์ในอีกสองวันข้างหน้า เนื่องจากต้องให้เวลาผู้ที่รอดชีวิตจากการสำรวจ หรือผู้ที่สูญเสียคนสำคัญ ปรับสภาพจิตใจให้กลับเป็นปรกติ นอกจากนั้นอาหารก็ยังมีจำกัด พื้นที่รอบค่ายมิอาจปลูกหญ้าผิวดำ แหล่งอาหารเสริมหาสามารถได้จากการฆ่าสัตว์ประหลาดเท่านั้น ทีมสำรวจจึงมีอีกหนึ่งหน้าที่สำคัญก็คือ คอยหมุนเวียนกันขนส่งอาหาร
“ครับ ท่านเจ้าเมือง” เดอร์ริคไม่รีบร้อน
มันคุ้นเคยกับขั้นตอนเหล่านี้เป็นอย่างดี
เมื่อเด็กหนุ่มเดินออกจากห้อง โคลินเดินมาที่หน้าต่างและมองไปยังกองไฟกลางค่าย
เปลวไฟกำลังลุกไหม้อย่างเงียบงัน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันมืดมิด แสงสลัวซึ่งช่วยมอบความสว่างไปทั่วค่าย กำลังย่างแวมไพร์ซึ่งร่างกายปกคลุมไปด้วยหนองจนดูน่าขยะแขยง
…
ไม่กี่วันถัดมา ไคลน์ได้รับจดหมายตอบกลับจากราชินีเงื่อนงำ แบร์นาแดต แพทริค·เบรนแห่งนิกายวิญญาณ และชารอน ยืนยันว่าในกรุงเบ็คลันด์ไม่มีการกว้านซื้อวัตถุดิบในลักษณะผิดปรกติในช่วงที่ผ่านมา
พิจารณาจากสิ่งที่เห็น สำหรับคราวนี้ แม่มดทริสซี่ตั้งใจจะแค่คุยกับมิสเตอร์ประตูเฉย ๆ …อาจเป็นการติดต่อกันครั้งแรกของพวกเขา…แต่ไม่ว่ายังไง เราก็ต้องตักเตือนเธอล่วงหน้า แต่ต้องกระชับที่สุด เพราะยิ่งพูดมากเท่าไรก็ยิ่งมีโอกาสผิดพลาด และเราไม่สามารถเผยไพ่ตายของตัวเอง…ไคลน์ไตร่ตรองสักพัก ควานหาเส้นผมของคนตายที่มิสเมจิกเชี่ยนรวบรวมมาให้ คลี่กระดาษออกและเขียน
“…นี่คือสิ่งที่คุณต้องการ เส้นผมจากลูกหลานของตระกูลอับราฮัม…ผู้จัดหามีคำถามฝากมาด้วย…พวกเขาอยากทราบว่า ตระกูลอับราฮัมต้องทำอย่างไรจึงจะขจัดคำสาปได้…”
“…สุดท้ายนี้ ผมขอเตือนว่าคุณห้ามประมาทมิสเตอร์ประตู”
ไคลน์พับกระดาษจดหมาย สอดมัดเส้นผมเข้าไป หยิบฮาร์โมนิก้านักผจญภัยขึ้นมาเป่า
ท่ามกลางความเงียบงัน ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์เดินออกจากความว่างเปล่าพร้อมกับสี่หัวที่ดูงดงาม
“ส่งให้กับไอ้งั่งที่ถูกล่อลวง…” ไคลน์กล่าวขณะยื่นจดหมาย
เมื่อสิ้นเสียง มันชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบถาม
“คุณยังระบุตำแหน่งของเขาได้ไหม”
“ได้…” หนึ่งในสี่หัวตอบคำถาม ตามด้วยงับจดหมาย
ไคลน์หรี่ตาลงทันที
…………………………
ฉันก็สงสัยเรื่องนี้เหมือนกัน…เดอะฟูล ไคลน์ บนเก้าอี้ในตำแหน่งประธาน ทวนคำถามของมิสเตอร์แฮงแมนในใจ
เดอะสตาร์ เลียวนาร์ด ไตร่ตรองสักพักก่อนจะพยายามหาเหตุผล
“แม้ว่าพระผู้สร้างแท้จริงจะถือกำเนิดจากกุหลาบไถ่บาป แต่ก็ไม่ได้แปลว่าท่านจะรู้จักทุกซอกมุมของกุหลาบไถ่บาป…บางที ท่านเองก็คงอยากทราบความจริงไม่ต่างกัน”
ทันทีที่สิ้นเสียง จัสติส ออเดรย์ คัดค้านทันที
“เทวทูตโชคชะตา โอโรเลอุส ซึ่งเป็นผู้วาดจิตรกรรมฝาผนัง ยังคงเป็นหนึ่งในสมาชิกของกุหลาบไถ่บาปรุ่นปัจจุบัน และคอยติดตามรับใช้พระผู้สร้างแท้จริงอยู่ไม่ห่าง หากท่านต้องการทราบสิ่งใด แค่ถามไปตรง ๆ พอแล้ว”
“บางที เป้าหมายของพระผู้สร้างแท้จริงคงเป็นการยืนยันสถานะของเทวทูตมืด ซาสเรีย ซึ่งหลับใหลอยู่ภายใน…เรื่องนี้เดาได้จากท่าทีที่ต้องการเข้าไปสำรวจอย่างแรงกล้าของคนเลี้ยงแกะโลเฟียร์” แคทลียาแสดงความเห็นของตน
“ผมก็คิดแบบนี้” แฮงแมน อัลเจอร์ หันไปทางเดอะซัน เดอร์ริค และกล่าว “แต่แน่นอน อย่าเพิ่งตัดความเป็นไปได้ของมิสเตอร์สตาร์ออกไป บางที เทวทูตโชคชะตาอาจอยู่ในสภาวะไม่ปรกติ เช่นการสูญเสียความทรงจำ และจำเป็นต้องพึ่งพาภาพจิตรกรรมเพื่อค้นหาอดีต…แม้จะมีความเป็นไปได้ต่ำ แต่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส…เราไม่มีข้อมูลหรือปัญหาของเทวทูตตนดังกล่าว”
ขณะพูด อัลเจอร์ชำเลืองมาทางมิสเตอร์ฟูล ราวกับต้องการคำยืนยันหรือคำใบ้ แต่น่าเสียดายที่ไม่มีการตอบสนอง
ใช่ว่าไคลน์จะไม่มีแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่มีมากเกินไปจนกลั่นกรองไม่หมด
ผู้กลืนหาง โอโรเลอุสจะเติบโตขึ้นเคียงข้างพระผู้สร้างแท้จริงทุกครั้งที่ ‘เริ่มต้นใหม่’ เราไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของอีกฝ่าย…หลังจากพึมพำในใจ ไคลน์ยืนยันว่าไม่มีใครกล่าวคำใดต่อ จึงบังคับเดอะเวิร์ลมองไปทางเดอะซันและพูด
“เมื่อไม่นานมานี้ ผมทำการรวบรวมเห็นจำนวนหนึ่งซึ่งสามารถเติบโตและขยายพันธุ์ได้ในความมืดด้วยการกินเลือดเนื้อของสัตว์ประหลาด ไม่แน่ใจว่าเมืองเงินพิสุทธิ์สนใจไหม?”
เห็ดที่กินเลือดเนื้อของสัตว์ประหลาด? จัดจ์เมนต์ ซิล และคนที่เหลือต่างพากันประหลาดใจ พวกมันสงสัยว่ามีเห็ดแบบนั้นอยู่จริงหรือ
อย่างที่คิด ยังมีอีกหลายสิ่งในโลกที่เราไม่รู้…เป็นสิ่งที่นักบันทึกต้องจดลงไป…เมจิกเชี่ยน ฟอร์ส ถอนหายใจด้วยสีหน้าซับซ้อน
ดวงตาของเฮอร์มิท แคทลียา มืดลงกะทันหัน เธอเอาแต่นั่งนิ่ง ไม่พูดไม่จา ไม่ขยับเขยื้อนร่างกายประหนึ่งรูปปั้นหิน
เดอะซัน เดอร์ริค เผยอาการตื่นเต้น ความคิดมากมายแล่นผ่านสมอง ก่อนจะโพล่งถาม
“เห็ดพวกนั้นโจมตีสัตว์ประหลาดได้ไหม?”
หากทำได้ พวกมันจะเป็นได้ทั้งอาหารและแนวป้องกันชั้นนอกของเมืองเงินพิสุทธิ์
เราเคยคิดว่าเดอะซันน้อยจะกลัวเห็ด…กลับกลายเป็นว่า เขายิ่งเรียกร้องมากกว่าเดิม…มุมปากของเดอะเวิร์ลกระตุกเล็กน้อย
“ไม่ได้…ถ้าเห็ดสามารถโจมตีสัตว์ประหลาด พวกคุณก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น”
เดอะซัน เดอร์ริค เขินอายเล็กน้อย รีบพยักหน้ารับ
“เข้าใจแล้วครับมิสเตอร์เวิร์ล”
ไคลน์บังคับให้ภาพจำลองของเดอะเวิร์ลอธิบายเพิ่มเติม
“เห็ดบางชนิดสามารถนำไปขูดเป็นแป้ง บางชนิดสามารถผลิตนมสด บางชนิดมีไขมันเทียบเท่าเนื้อวัว และบางชนิดมีรสคล้ายปลา แต่ไม่มีก้าง…ยกเว้นเห็ดนมที่สามารถดื่มได้โดยตรง เห็นชนิดอื่นต้องผ่านความร้อนเช่นการนึ่ง ต้ม ทอด หรือคั่ว ไม่อย่างนั้นเห็ดจะดูดซับเลือดเนื้อของคนที่กินเข้าไป เปลี่ยนคนเป็นให้กลายเป็นสวนเพาะเห็ด…”
สมาชิกของชุมนุมทาโรต์อย่างจัสติส ออเดรย์ แฮงแมน อัลเจอร์ ที่เคยตั้งใจฟังประหนึ่งนั่งฟังนิยาย ยิ่งเดอะเวิร์ลพรั่งพรูข้อมูลมากเข้า แต่ละคนก็ยิ่งปิดปากเงียบไปโดยไม่รู้ตัว
มีเพียงเฮอร์มิท แคทลียา เท่านั้นที่เปลือกตากระตุก เธอตัดสินใจว่าจะไป ‘คุย’ กับแฟรงค์เมื่อกลับสู่โลกความจริง
เธอกังวลเป็นอย่างยิ่งว่า ในอนาคต หากกลุ่มโจรสลัดดวงดาวมีการลงคะแนนในเรื่องใด ผู้ที่ลงคะแนนจะไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นเห็ด
ขณะเดียวกัน เดอะซัน เดอร์ริค ที่ตั้งใจฟัง มิอาจเก็บซ่อนความคาดหวังและสงสัย
“มิสเตอร์เวิร์ล แป้งคืออะไร? เหมือนกับผงหญ้าผิวดำไหม? แล้วนมคืออะไร? เนื้อ? ปลา?”
อันที่จริง เด็กหนุ่มเคยเห็นปลามาแล้ว แต่ไม่รู้ว่านั่นคือปลา ในเขตบึงทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเงินพิสุทธิ์ มีสัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายปลาประหลาดเป็นจำนวนมาก บางตัวมีก้อนเนื้อเกาะตามผิวหนัง บางตัวมีฟันงอกตามดวงตาและอวัยวะอื่น บางตัวศีรษะแยกออกจากกัน เผยให้เห็นเนื้อสมองสีขาวด้านใน ใช้สำหรับล่อสัตว์ชนิดอื่น
…ไม่ว่าเห็ดจะพิสดารมากเพียงใด แต่ก็ฟังดูน่าสนใจสำหรับชาวเมืองเงินพิสุทธิ์…ก่อนจะคิดถึงปัญหาที่เกิดจากเห็ด ให้มีเห็ดจริง ๆ เสียก่อนค่อยมาถกเถียงกัน…หลังจากได้ยินคำถาม เดอะฟูล ไคลน์ ถอนหายใจยาว บังคับเดอะเวิร์ลหันหน้าไปหาจัสติส ออเดรย์
การต้องอธิบายอย่างละเอียดว่าแป้ง นม เนื้อวัว และปลาคืออะไร ไม่สอดคล้องกับบุคลิกของเดอะเวิร์ลแม้แต่น้อย
ในฐานะผู้ชมมากประสบการณ์และจิตแพทย์ส่วนตัวของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ จัสติส ออเดรย์ เข้าใจทันทีว่าอีกฝ่ายต้องการให้เธอทำอะไร
“นมคือของเหลวที่วัวใช้ในการเลี้ยงลูกหลานของมัน…”
เธอเชื่อว่าเดอะซันน้อยคงเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะอย่างไรก็ดี เมืองเงินพิสุทธิ์ย่อมต้องมีหญิงตั้งครรภ์และทารก
เมื่อเห็นเดอะซัน เดอร์ริค พยักหน้ารับเป็นนัยว่าเข้าใจ เธอกล่าวต่อ
“นมคือเครื่องดื่มที่เต็มไปด้วยสารอาหาร ช่วยให้คุณตัวสูงและมีสุขภาพแข็งแรง…”
ออเดรย์พูดไม่จบ เนื่องจากชำเลืองไปเห็นร่างกายที่แข็งแกร่งบึกบึนของเดอะซันน้อย
หลังจากฟังมิสจัสติสอธิบายนิยามเบื้องต้นจบ เดอร์ริคมองไปทางเดอะเวิร์ลด้วยสายตาขอบคุณ
“ขอบคุณมากครับ มิสเตอร์เวิร์ล นี่คือสิ่งที่เมืองเงินพิสุทธิ์กำลังต้องการ…หลังจากกลับไป ผมจะรีบแจ้งให้ท่านเจ้าเมืองทราบ รับประกันได้เลยว่าเขาต้องดีใจแน่…คุณต้องการแลกเปลี่ยนกับสิ่งใด?”
เดอะฟูล ไคลน์ ลังเลสักพักก่อนจะบังคับให้เดอะเวิร์ลพูด
“สูตรโอสถของนักถลุงโลหะโบราณ”
ไม่ได้! เฮอร์มิท แคทลียา ต้องการคัดค้านสุดกำลัง แต่ท้ายที่สุดก็ต้องข่มสติ
เธอแอบชำเลืองไปทางมิสเตอร์ฟูล เมื่อเห็นว่าตัวตนผู้ยิ่งใหญ่รายนี้ไม่มีการตอบสนอง หญิงสาวผ่อนคลายขึ้นมาเล็กน้อย
“ครับ” เดอร์ริคขานรับอย่างมีความสุข
หลังจากบทสนทนาจบลง เดอะสตาร์ เลียวนาร์ด ขอพูดคุยส่วนตัวกับเดอะมูน เอ็มลิน
“ข้าจะถูกปล่อยตัวตอนไหน” เอ็มลินถามทันทีที่ประสาทสัมผัสของสมาชิกคนอื่นถูกปิดกั้น
เดอะสตาร์ เลียวนาร์ด ยังคงรักษามาดขรึม
“นั่นอยู่นอกเหนืออำนาจการตัดสินใจของผม…ข้อเสนอแนะก็คือ วานให้ใครสักคนไปแจ้งกับเบื้องบนของผีดูดเลือด กำชับให้พวกเขาวางแผนช่วยคุณออกไป”
พ่อหนุ่มสองคนนี้เกิดอุบัติเหตุระหว่างดำเนินแผน ‘คุมขังเชิงคุ้มครอง’ ที่น่าจะไม่มีอะไรซับซ้อน? เดอะฟูล ไคลน์ ซึ่งกำลังทำหน้าที่ผู้ชม พยายามกลั้นขำอย่างสุดความสามารถ
สีหน้าเอ็มลินเริ่มหม่นหมอง ผ่านไปสองสามวินาที มันพูดขึ้น
“เบื้องบนของผีดูดเลือดจะช่วยอะไรได้จริงหรือ?”
“เทพธิดาคือสตรีสีชาด พระองค์รักและเอ็นดูพวกคุณที่อยู่ในขอบเขต ‘จันทรา’ อย่างมาก แม้ว่าจะไม่ได้รับศรัทธากลับคืนมาก็ตาม” เดอะสตาร์ เลียวนาร์ด กล่าวอย่างเป็นกันเอง
คำอธิบายที่แท้จริงในใจของมันก็คือ: ตระกูลผีดูดเลือดเป็นเผ่าพันธุ์โบราณ ดำรงตนมานานหลายพันปี ย่อมมีสายสัมพันธ์กับโบสถ์หลักไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมัยที่ราชินีผีดูดเลือดยังเป็นภรรยาของ ‘จักรพรรดิรัตติกาล’ ในช่วงเวลาดังกล่าว หนึ่งในขั้วอำนาจที่สนับสนุนจักรพรรดิรัตติกาลคือโบสถ์รัตติกาล
เดอะมูน เอ็มลิน ไตร่ตรองสักพักก่อนจะพยักหน้า
“ข้าจะฝากฝังให้เดอะเวิร์ลช่วยจัดการ…”
นี่คือบุคคลที่ไว้ใจได้ที่สุดเท่าที่มันนึกออก
ยังไม่ทันจะสิ้นเสียง เอ็มลินกับเลียวนาร์ดโพล่งขึ้นมาพร้อมกัน
“ไม่ได้!”
“เจ้าเองก็คิดเช่นนั้น?” เดอะมูน เอ็มลิน ชำเลืองด้วยหางตา
เดอะสตาร์ เลียวนาร์ดถอนหายใจ
“มันแน่นอนอยู่แล้ว…งานแบบนี้เล็กน้อยเกินไปสำหรับเขา”
เดอะมูน เอ็มลิน ยิ้มเยาะ
“ข้ามีคำถาม ทำไมเจ้าถึงแนะนำให้ข้าหาทางแจ้งข่าวกับเบื้องบน? ข้าถูกคุมขังในวิหารของรัตติกาลมาหลายวัน เบื้องบนของผีดูดเลือดน่าจะพบความผิดปรกติแล้ว เพียงแต่พวกเขายังไม่อยากลงมือช่วย รอดูว่าจะมีใครพยายามช่วยข้าไหม และใครบ้างที่เป็นพวกพ้องของข้า”
เดอะสตาร์ เลียวนาร์ด มองไปทางอื่น
“ก็อาจจะเป็นแบบนั้น…คุณถึงควรถูกขังอยู่หลังประตูยานิสไปอีกสักสองสามวัน บางทีเมื่อถึงตอนนั้น พวกเขาอาจหมดความอดทนและตัดสินใจลงมือช่วย”
“…” เดอะมูน เอ็มลิน ตอบสนองไม่ถูกไปสักพัก
หลังจากการสื่อสารส่วนตัวระหว่างหนึ่งมนุษย์หนึ่งผีดูดเลือดจบลง เดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์มองไปทางเมจิกเชี่ยน ฟอร์ส และกล่าว
“อย่าลืมแจ้งสถานที่และเวลานัดพบให้ผมทราบ เมื่อชุมนุมจบลง ผมจะไปหาคุณและพาไปยังสถานที่ใหม่”
“ตกลง” ฟอร์สรีบขออนุญาตมิสเตอร์ฟูลเพื่อเขียนสถานที่และเวลานัดพบลงบนกระดาษหนัง
หลังจากส่งกระดาษ หญิงสาวลังเลสักพัก
“มิสเตอร์เวิร์ล มีอะไรที่ฉันต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษไหม?”
“ทำตัวให้อุ่น” เดอะเวิร์ลตอบห้วน
ทำตัวให้อุ่น… เมจิกเชี่ยน ฟอร์ส มึนงงไปสักพัก ไม่เข้าใจความนัยของอีกฝ่าย
หลังจากอ่านกระดาษหนัง เดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์มองไปรอบตัวและพูด
“ทุกคนที่อยู่ในเบ็คลันด์ กรุณาสำรวจความผิดปรกติที่เกิดขึ้นรอบตัวให้ดี”
ประการแรก ซาราธมีแนวโน้มที่จะ ‘ล่อ’ อามุนด์ออกมาสำเร็จ ประการที่สอง แม่มดทริสซี่อาจประกอบพิธีกรรมช่วยเหลือมิสเตอร์ประตู และประการที่สาม ไม่มีใครรู้ว่าจอร์จที่สามจะเถลิงบัลลังก์จักรพรรดิมืดตอนไหน
“ตกลง” จัสติส ออเดรย์ และสมาชิกที่เหลือในเบ็คลันด์ทยอยพยักหน้ารับ พลางไตร่ตรองถึงชีวิตประจำวันในระยะหลัง แต่ก็ไม่มีใครพบความผิดปรกติ
หลังจากสนทนาไปได้สักพัก สมาชิกคนอื่นขอให้มิสจัสติสช่วยสะกดจิตเพื่อให้ลืมความทรงจำบางส่วน จากนั้น ชุมนุมทาโรต์ประจำสัปดาห์ถึงคราวยุติลง ร่างมายาของผู้คนทยอยเลือนหายไป เหลือเพียงไคลน์ในตำแหน่งของเดอะฟูล
นั่งเงียบงันอยู่ราวสิบนาที เมื่อไตร่ตรองบางปัญหาเสร็จ ไคลน์ส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริงและเทเลพอร์ตไปยังจุดนัดพบ รอพามิสเมจิกเชี่ยนออกไปท่องเที่ยวโลกกว้าง
ย่างเข้าฤดูหนาว ท้องฟ้าในยามบ่ายสี่โมงของกรุงเบ็คลันด์ค่อนข้างมืดครึ้ม ก้อนเมฆสีเทาจับกลุ่ม และเนื่องจากมีการควบคุมทรัพยากรในภาวะสงคราม โคมไฟถนนที่ใช้พลังงานแก๊สจึงยังไม่ถูกเปิด
………………………..
มีครึ่งเทพลำดับสาม สองตนเป็นยามเฝ้าประตูหน้า…สมแล้วที่เป็นวังราชาคนยักษ์ อาณาจักรของเทพบรรพกาล… สมาชิกชุมนุมทาโรต์ต่างคิดในสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ส่วนเดอะซัน เดอร์ริค ยังคงเล่าต่อไป
มันเองก็เคยตกตะลึงอย่างมากเมื่อทราบว่ายามประตูหน้าเป็นถึง ‘อัศวินสีเงิน’ สองตน แต่เหตุการณ์หลังจากนั้นกลับทำให้เรื่องดังกล่าวฟังดูธรรมดา เมื่อนำมาเล่าในภายหลังจึงแทบไม่รู้สึกอะไร
“…อาศัยข้อมูลที่มิสเตอร์เวิร์ลแบ่งปัน พวกเราอ้อมไปทางด้านหลังวังด้วยเส้นทางที่ค่อนข้างเป็นความลับ…สัตว์ประหลาดระหว่างทางส่วนใหญ่เป็นวิญญาณอาฆาตที่แพ้ทางไม้กางเขนเจิดจรัส…”
“หลังจากมาถึงป่าเสื่อมโทรม พวกเราทำการสำรวจจนกระทั่งพบวิญญาณมารตนหนึ่ง มันก่อตัวขึ้นจากเศษเสี้ยวเจตจำนงของราชาคนยักษ์และพลังในดินแดนทวยเทพ วิญญาณมารดังกล่าวพยายามปกป้องสุสานของพ่อและแม่ราชาคนยักษ์” เดอะซัน เดอร์ริค เล่าประสบการณ์การเดินทางอย่างชำนาญ ส่งผลให้สมาชิกชุมนุมทาโรต์อย่างจัสติสและแฮงแมน รีบสลัดความคิดออกจากอัศวินสีเงินและกลับมาฟังอย่างตั้งใจ
พวกมันสนใจความลับภายในป่าเสื่อมโทรม เนื่องจากต้องการทราบว่า ราชาคนยักษ์ซุกซ่อนสิ่งใดจากสายตาราชินีและลูกหลาน
นึกทบทวนฉากที่เกิดขึ้น เดอร์ริคเว้นวรรคเล็กน้อยก่อนจะเล่าต่อ
“หลังจากชำระล้างวิญญาณมารสำเร็จ พวกเรามาถึงสุสานของพ่อแม่ราชาคนยักษ์ ด้านบนมีป้ายหินบ่งบอกเจ้าของหลุมศพ ฝาหลุมและโลงถูกเปิดออกโดยใครบางคนอยู่ก่อนแล้ว ด้านในเป็นศพของมนุษย์สองคน…”
ศพมนุษย์? มีศพมนุษย์ถูกฝังอยู่ในสุสานของพ่อแม่ราชาคนยักษ์? พ่อกับแม่ทูนหัว? ไม่สิ สมัยก่อนยังไม่มีประเพณีแบบนี้…ในฐานะครึ่งเทพที่เชี่ยวชาญข้อมูลในเชิงศาสตร์เร้นลับ ความคิดแรกของแคทลียาก็คือ ศพทั้งสองมีตัวตนที่แท้จริงเป็นอย่างอื่น
ทันทีหลังจากนั้น เธอฉุกคิดถึงบางสิ่งที่ราชินีเคยเล่าให้ฟัง เป็นคำถามที่จักรพรรดิโรซายล์ชอบพูดกับตัวเองขณะยังมีชีวิตอยู่
เหตุใดคนยักษ์ เอลฟ์ และแวมไพร์จึงถูกเรียกว่าครึ่งมนุษย์ หรือกึ่งมนุษย์ในเอกสารโบราณทางประวัติศาสตร์?
ทำไมถึงไม่เรียกมนุษย์ว่า ครึ่งยักษ์ ครึ่งเอลฟ์ ครึ่งแวมไพร์?
หรือว่าความจริงแล้ว พวกมันมีต้นกำเนิดมาจากมนุษย์ทั้งหมด? คนยักษ์ เอลฟ์ และแวมไพร์ คือการกลายพันธุ์ที่เกิดจากตะกอนพลัง และคุณสมบัติดังกล่าวได้ถูกส่งต่อมายังทายาท? เฮอร์มิท แคทลียา พยายามควบคุมอารมณ์ ไตร่ตรองถึงเหตุผลที่เป็นไปได้
ขณะเดียวกัน หญิงสาวสัมผัสได้ว่า โอสถของเธอจะถูกย่อยไปอีกหลายระดับหลังจากกลับสู่โลกแห่งความจริงในคราวนี้
นั่นเพราะว่าลำดับสี่ ของเส้นทางผู้ส่องความลับคือ ‘ปราชญ์พิศวง’ และไม่ต้องสงสัยเลยว่า ความลับเกี่ยวกับต้นกำเนิดที่แท้จริงของคนยักษ์และเผ่าพันธุ์กึ่งมนุษย์อื่น ๆ ในอดีต คือข้อมูลที่มีมูลค่ามหาศาล แม้กระทั่งในหมู่ครึ่งเทพ ก็มีน้อยคนนักที่จะทราบ!
พ่อแม่ของราชาคนยักษ์คือมนุษย์? น่าจะของปลอม…แฮงแมน อัลเจอร์ สงสัยว่าอาจมีใครบางคนจงใจสร้างหลักฐานปลอม
แต่เมื่อลองคิดดูใหม่ การจะปลอมแปลงสถานที่เกิดเหตุ ไม่เพียงต้องเตรียมโครงกระดูกมนุษย์ แต่ยังต้องเตรียมโลงศพที่มีขนาดพอดีกับตัวมนุษย์ไว้ด้วย อัลเจอร์จึงเริ่มมองว่า ไม่น่าจะมีใครยอมเสียเวลาทำแบบนี้ เพราะการปลอมแปลงแทบไม่ส่งผลใดกับโลกความจริง
การจะเข้าไปในวังราชาคนยักษ์และสยบวิญญาณมารที่แข็งแกร่งได้ บุคคลดังกล่าวต้องมีระดับนักบุญเป็นอย่างน้อย และนั่นเลยวัยที่จะกลั่นแกล้งใครเพียงเพื่อความสนุก!
หรือจะเป็นเรื่องจริง…บรรพบุรุษของกึ่งมนุษย์ ล้วนเป็นมนุษย์ทั้งหมด? เอลฟ์ก็ด้วย? เนื่องจากเคยเห็นหลายสิ่งที่น่าตกตะลึงภายในชุมนุมทาโรต์มาไม่น้อย ผนวกกับความศรัทธาทางศาสนาถดถอยลงหลังจากเห็นภาพจิตรกรรมบนเกาะโบราณ แฮงแมน อัลเจอร์ มิได้ระเบิดอารมณ์ที่รุนแรงออกมา เพียงแต่อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นมาจับเส้นผมสีน้ำเงินเข้มของตน
มิสเตอร์แฮงแมนนำตัวเองเข้าไปเชื่อมโยงกับเหตุการณ์? อา…กลับกลายเป็นว่า พ่อแม่ของราชาคนยักษ์คือมนุษย์… ตำนานพระผู้สร้างส่วนใหญ่ที่แพร่หลายในปัจจุบันล้วนเป็นเรื่องแต่งโดยฝีมือชนรุ่นหลัง แต่ก็สอดแทรกการเปรียบเทียบเชิงสัญลักษณ์ไว้บางส่วน…มิสเตอร์มูนมิอาจทำใจยอมรับกับเรื่องนี้…ดูเหมือนว่ามิสเตอร์เวิร์ลจะทราบมานานแล้ว…อาศัยพลังปลอบโยน ออเดรย์สามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าใคร จึงมีเวลาสังเกตพฤติกรรมคนรอบข้าง
ขณะเดียวกัน คนที่กระสับกระส่ายมากที่สุดคือเดอะมูน ในหัวของมันเต็มไปด้วยคำว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ และ ‘ไม่มีทาง’
ถ้าบรรพบุรุษของคนยักษ์คือมนุษย์ แล้วผีดูดเลือดล่ะ? พวกเราเป็นเพียงสัตว์ประหลาดที่เกิดจากตะกอนพลัง? เป็นไปไม่ได้! มีหลักฐานชัดเจนว่าพวกเราถูกสร้างโดยท่านบรรพบุรุษ พระองค์ถือครองพลังในขอบเขต ‘ชีวิต’ และ ‘สร้าง’ แตกต่างจากเทพป่าเถื่อนที่รู้จักเพียงการต่อสู้อย่างราชาเอลฟ์กับคนยักษ์! ความคิดของเอ็มลินกำลังผันผวน ศักดิ์ศรีของมันกำลังถูกระคายเคือง
สัญชาตญาณ ความเป็นเหตุเป็นผล และสมองของมันกำลังบอกว่า เดอะซัน เดอร์ริคไม่มีแรงจูงใจให้ต้องโกหก และมีโอกาสต่ำมากที่จะเป็นฝีมือการจัดฉากของเทพตนอื่น เอ็มลินจึงเลือกที่จะดึงเผ่าพันธุ์เอลฟ์และคนยักษ์ให้ต่ำลง มองว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงสาขาหนึ่งของมนุษย์
เดอะสตาร์ เลียวนาร์ด เมจิกเชี่ยน ฟอร์ส และจัดจ์เมนต์ ซิล ต่างปรับสภาพจิตใจกับเรื่องที่เดอะซันเล่าให้ฟังอย่างรวดเร็ว สำหรับพวกมัน ไม่ว่าบรรพบุรุษของคนยักษ์จะเป็นยักษ์ เป็นมนุษย์ หรือเป็นลิงบาบูนขนหยิก นั่นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตจะขึ้นอยู่กับตะกอนพลังในร่างกายอยู่แล้ว เรื่องนี้มิได้เปลี่ยนแปลงความจริงของโลกปัจจุบัน
เดอร์ริคสงบจิตใจลง กล่าวต่อไปท่ามกลางความเงียบที่ชวนให้อึดอัด
“หลังออกจากป่าเสื่อมโทรม พวกเราเข้าไปในวังราชาคนยักษ์ผ่านอุโมงค์รกร้าง…”
“…ระหว่างทาง พวกเราเผชิญหน้ากับพลังในขอบเขต ‘ความเสื่อมทราม’ และ ‘การปกปิด’ จำเป็นต้องตอบสนองอย่างถูกต้องจึงจะผ่านไปได้…”
“…ในวังหลังหนึ่งมีภาพจิตรกรรมที่บรรจุพลัง ‘วัฏจักรแห่งชะตากรรม’ เอาไว้ พวกเราได้รับอิทธิพลจากมันและกลายเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมการชุมนุมลับ ต้องเผชิญเหตุการณ์วนซ้ำหลายรอบ…เหตุการณ์ดังกล่าวคือช่วงเวลาที่กุหลาบไถ่บาปถูกก่อตั้งขึ้น…”
เล่าถึงตรงนี้ เดอร์ริคมองไปรอบตัวและพบว่าสมาชิกทุกคนสลัดความคิดก่อนหน้าทิ้งไปจนหมด ปัจจุบันกำลังสนใจฟังข้อมูลขององค์กรลับที่มีนามว่ากุหลาบไถ่บาป
ทุกคนทราบว่านี่คือองค์กรลับและเก่าแก่ที่ศรัทธาในพระผู้สร้างแท้จริง เป็นต้นกำเนิดของชุมนุมแสงเหนือ สมาชิกที่สำคัญประกอบด้วยราชาเทวทูตโอโรเลอุส เมดีซี และซาสเรีย
เดอร์ริคถอนสายตากลับ หายใจแผ่วเบา
“สองบุคคลที่เป็นประธานของกุหลาบไถ่บาปคือเทวทูตมืด ซาสเรีย และเทพธิดารัตติกาล อมานีซิส…”
อะ…? จัสติส ออเดรย์ เดอะสตาร์ เลียวนาร์ด จัดจ์เมนต์ ซิล ต่างพากันไม่เชื่อหู
พวกมันคือสาวกของรัตติกาล จึงคาดไม่ถึงว่าเทพธิดาจะเคยเป็นสมาชิกของกุหลาบไถ่บาป แถมยังมีตำแหน่งเป็นถึงประธานการชุมนุม
คล้ายกับกำลังพูดว่า เทพธิดารัตติกาลคือสมาชิกชุมนุมทาโรต์!
หากไม่ใช่เพราะทุกคนทราบดีว่าเดอะซันน้อยเป็นคนแบบไหน และมั่นใจว่าไม่ได้โกหก คงเกิดคำถามกับความน่าเชื่อถือของข้อมูล แต่ปัจจุบัน พวกมันทำได้เพียงปิดปากเงียบ ไม่กล้าคิดลึกลงไป
แฮงแมน อัลเจอร์ หันร่างกายไปหาเดอะซันโดยไม่รู้ตัว จากนั้น มันได้ยินเด็กหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ผู้เข้าร่วมประกอบด้วย: เทวทูตสีขาว โอซาคุส เทวทูตวายุ เลโอเดโร…”
เปลือกตาอัลเจอร์กระตุกหนัก แต่มันไม่กล้าคิดลึกไปกว่าเดิม
“…เทพสงคราม บาร์ดไฮเออร์ พระแม่ธรณี โอมีเบล่า…”
เอ็มลินที่กำลังเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เหยียดหลังตรงโดยไม่รู้ตัว ถ้อยคำหนึ่งดังกังวานในใจ: เทพธิดาแห่งการเก็บเกี่ยว ราชินีคนยักษ์ โอมีเบล่า
“เทพแห่งวิญญาณมรณะ ซาลินเจอร์ เทพแห่งสัตว์วิญญาณ ทอซน่า…”
เสียงของเดอะซัน เดอร์ริค ดังกึกก้องท่ามกลางวังโบราณที่งดงาม เฮอร์มิท แคทลียา เมจิกเชี่ยน ฟอร์ส และสมาชิกคนอื่นต่างมองหน้ากันโดยไม่มีใครกล่าวคำใด คล้ายกับว่าหากใครพยายามทำความเข้าใจลึกลงไป คนผู้นั้นจะถูกทัณฑ์แห่งเทพเล่นงาน
ทันทีที่เดอร์ริคเล่าจบ บรรยากาศเงียบเชียบเข้าปกคลุมการชุมนุม เป็นความเงียบที่ชวนให้อึดอัด
ในที่สุด เฮอร์มิท แคทลียา ถอนหายใจยาว
“กุหลาบไถ่บาปแข็งแกร่งจนน่าสะพรึง…ก่อนหน้านี้ ฉันจินตนาการไม่ออกว่าพวกท่านเหล่านั้นจะเคยเป็นสมาชิก…”
สิ้นเสียงแคทลียา เดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์ กล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“องค์กรดังกล่าวถูกจัดตั้งเฉพาะกิจเพื่อต่อกรกับเทพสุริยันบรรพกาล ในภายหลัง เหลือเพียงเทวทูตไม่กี่ตนเท่านั้นที่ยังเป็นสมาชิกอยู่”
ได้ยินคำพูดดังกล่าว ออเดรย์และสมาชิกคนอื่นต่างถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์ สายตาจดจ้องไปยังตำแหน่งหัวโต๊ะทองแดงยาวลวดลายโบราณโดยไม่รู้ตัว เฝ้ามองร่างที่ถูกม่านหมอกสีเทาบดบัง คล้ายกับรอฟังการพิจารณาคดีจากศาล
เดอะฟูล ไคลน์ ที่เดาได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ในทำนองนี้ ไม่ตอบสนองกลับไปในทันที เพียงผงกศีรษะแผ่วเบาและถอนหายใจ
“นี่คือสาเหตุที่พระผู้สร้างเสื่อมทรามถือกำเนิด”
เป็นความจริง…ทั้งหมดเป็นความจริง…มิสเตอร์ฟูลเคยเตือนทุกคนแล้วว่า กุหลาบไถ่บาปไม่ใช่องค์กรธรรมดา… พระองค์คือตัวตนใดในอดีตกาล? อยู่ฝ่ายใดและตำแหน่งใด? คำถามมากมายผุดขึ้นในใจสมาชิกชุมนุมทาโรต์
เดอะซัน เดอร์ริค มองหน้าทุกคนและยืนยันว่าไม่มีใครจะพูดต่อ จึงเล่าเหตุการณ์หลังจากนั้น
“…ด้านนอกวังพำนักของราชาคนยักษ์ พวกเราได้พบกับหัวหน้าผู้ไล่ล่าแห่งวังราชา ผู้พิฆาตแสง เมิร์สกอร์กอน…เขากล่าวว่า เทวทูตมืด ซาสเรีย กำลังหลับใหลอยู่ภายในวังดังกล่าว…”
เมื่อเทียบกับความลับของกุหลาบไถ่บาป ข่าวคราวการหลับใหลของเทวทูตมืดแทบไม่สร้างความแตกตื่นให้กับสมาชิกชุมนุมทาโรต์ มีเพียงความอยากรู้อยากเห็นแค่เล็กน้อย
แต่แน่นอน ในฐานะปราชญ์พิศวง แคทลียาหวังว่าเดอะซันน้อยจะเล่ารายละเอียดเพิ่มเติมอีกสักนิด
“หลังจากนั้นพวกเราก็เดินทางกลับ มิสเตอร์ฟูลมอบสูตรโอสถอัศวินสีเงินให้ทีมสำรวจของเรา” ในส่วนสุดท้าย เดอร์ริคเล่าสรุปอย่างจริงใจ
จัสติส ออเดรย์ และคนที่เหลือยังคงหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่ตื่นตระหนกและไม่กล้าคิดลึกมากเกินไป ด้วยเกรงว่านั่นอาจเป็นการดูหมิ่นเทพ จึงไม่มีใครตอบสนองไปสักพัก จนกระทั่งแฮงแมน อัลเจอร์ ทำหน้าครุ่นคิดและกล่าว
“ถ้าในเมื่อพระผู้สร้างแท้จริงเกิดจากกุหลาบไถ่บาป ท่านก็น่าจะรู้จักวังราชาคนยักษ์เป็นอย่างดีไม่ใช่หรือ…แล้วทำไมคนเลี้ยงแกะ อาวุโสโลเฟียร์คนนั้นถึงทำเหมือนกับไม่รู้เรื่องอะไรเลย?”
…………………………
นรกในปัจจุบันคือดินแดนที่แม้แต่ปีศาจส่วนใหญ่ก็ยังมิอาจดำรงชีวิต? ได้ยินคำตอบจากมิสเตอร์ฟูล แคทลียาและคนที่เหลืออดไม่ได้ที่จะเกิดความตะลึง
ในเชิงศาสตร์เร้นลับ นรกคือสถานที่ซึ่งถูกขนานนามให้เป็นแหล่งของความเลวทรามและโกลาหล เป็นที่อยู่อาศัยของปีศาจ แต่กลับกลายเป็นว่า ในปัจจุบัน แม้แต่ ‘คนท้องถิ่น’ ก็ยังมิอาจดำรงชีวิตอยู่ที่นั่นได้!
เป็นเพราะสภาพแวดล้อมของนรกเลวร้ายลง ปีศาจจึงอาศัยอยู่ไม่ได้ หรือเป็นเพราะความเลวทรามและโกลาหลถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นจนไม่เหมาะแก่การดำรงชีวิตของปีศาจ? แฮงแมน อัลเจอร์ ตั้งสมมติฐานขึ้นมาสองข้อ แต่ไม่มั่นใจว่าข้อไหนถูก
เฮอร์มิท แคทลียา มีความคิดคล้ายคลึงกัน ถึงเธอจะไม่เข้าใจว่าทำไมราชินีถึงเลือกคำถามนี้ แต่พิจารณาจากคำตอบ มิสเตอร์ฟูลกำลังสื่อเป็นนัยว่ามีความไม่ปรกติเกิดขึ้นที่นั่น บางทีอาจช่วยขจัดข้อสงสัยที่ราชินีอยากทราบ
สำหรับจัสติส ออเดรย์ เธอฉุกคิดถึง ‘นักพยากรณ์’ ครึ่งเทพแห่งโบสถ์ปัญญาความรู้ที่เกือบคลุ้มคลั่ง อีกฝ่ายเคยกล่าวไว้ว่า วันสิ้นโลกจะมาถึงในปี หนึ่งพันสามร้อยหกสิบแปด แห่งยุคสมัยที่ห้า นี่คือข้อเท็จจริงที่ผู้วิเศษส่วนใหญ่เคยได้ยิน และแม้แต่ทวยเทพก็ยืนยันเช่นนั้น
ปัจจุบันคือปีหนึ่งพันสามร้อยห้าสิบ เหลือเพียงสิบแปดปีจากวันสิ้นโลก… ส่งผลให้นรกเผยสัญญาณความเลวทรามและโกลาหลยิ่งกว่าเดิม ไม่ได้เป็นแค่สถานที่เชิงสัญลักษณ์เหมือนในอดีต? ออเดรย์พอจะคาดเดาได้ ภายในใจเริ่มกระสับกระส่าย
เดิมที เนื่องจากไม่เคยมีเค้าลางของวันสิ้นโลกปรากฏให้เห็น หญิงสาวจึงไม่ใส่ใจมากนัก ความสนใจส่วนใหญ่มุ่งไปยังสงครามตรงหน้า รวมถึงผู้คนที่กำลังล้มตาย ได้รับบาดเจ็บ และทุกข์ทรมาน แต่เมื่อได้ยินคำตอบ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในนรกทำให้หญิงสาวเกิดความกลัวจากก้นบึ้งซึ่งยากจะอธิบาย อยากเร่งมือย่อยโอสถเพื่อครอบครองตะกอนพลังที่เฮอร์วิน·แรมบิสเหลือทิ้งไว้และกลายเป็นครึ่งเทพ
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น เธอจึงจะแทรกแซงและต่อกรกับสถานการณ์ที่ตัวเองไม่ปรารถนาจะให้เกิด
มิสเตอร์เวิร์ล ได้โปรดมอบหมายงานให้ฉันอีก…จัสติส ออเดรย์ สวดวิงวอนภายในใจพร้อมกับใช้พลังปลอบโยนเพื่อสงบสติ
สมาชิกคนอื่นอย่างเดอะสตาร์ เลียวนาร์ด เมจิกเชี่ยน ฟอร์ส และจัดจ์เมนต์ ซิล เคยนึกสงสัยว่า นรกมีจริงหรือไม่ เพราะหลังจากยุคสมัยที่สอง นรกก็ไม่ปรากฏสู่สายตาสาธารณชนอีกเลย ปีศาจในชีวิตจริงส่วนมากมักมาจากนิกายบูชาโลหิต แม้แต่ปีศาจระดับสูงและตัวตนลึกลับที่พิธีกรรมส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปหา ก็ล้วนเป็นเบื้องบนของนิกายบูชาโลหิตทั้งสิ้น
จริงอยู่ เทพมารอย่าง ‘ด้านมืดเอกภพ’ มักถูกเรียกว่าร่างจุติของนรก แต่ก็แทบไม่มีความเคลื่อนไหว หากไม่ใช่เพราะด้านมืดเอกภาพคอยตอบสนองต่อพิธีกรรมเป็นครั้งคราว และแสดงอำนาจในขอบเขตปีศาจ คนส่วนใหญ่คงคิดว่าด้านมืดของเอกภพเป็นแค่ตำนานเล่าขาน เหมือนกับราชาคนยักษ์เออเมียร์
อย่างไรก็ดี ข้อมูลลับของโบสถ์รัตติกาลที่เลียวนาร์ดมีสิทธิ์เข้าถึง ระบุว่ามีโอกาสที่ด้านมืดของเอกภพจะเป็นการสวมรอยจากเทพมารหรือตัวตนลึกลับบางตน
เดอะซัน เดอร์ริค ไม่ประหลาดใจมากนัก เพราะในดินแดนที่ห่างออกไปจากเมืองเงินพิสุทธิ์ ลึกเข้าไปในความมืดมิดอันไร้ขอบเขต มีปีศาจจำนวนไม่น้อยที่อาละวาดอย่างบ้าคลั่ง ไม่เว้นกระทั่งปีศาจระดับครึ่งเทพ ไม่ต่างอะไรกับนิยามของคำว่านรกที่ทุกคนเข้าใจ
หากไม่ใช่เพราะการดำรงอยู่ของวังราชาคนยักษ์ซึ่งเป็นสถานที่โด่งดังในประวัติศาสตร์ ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์อาจตั้งข้อสงสัยว่า บางทีพวกตนคงถูกทอดทิ้งและโยนลงมาในนรก
ท่ามกลางกระแสความคิดมากมายของสมาชิกชุมนุมทาโรต์ เฮอร์มิท แคทลียาระงับความสงสัยและถามคำถามถัดไป
“เรียนมิสเตอร์ฟูลที่เคารพ คำถามที่สองก็คือ พฤติกรรมในช่วงบั้นปลายของจักรพรรดิโรซายล์ ได้รับอิทธิพลมาจากปัจจัยภายนอกที่ไม่จำเป็นใช่หรือไม่”
คำถามดังกล่าวทำให้ไคลน์หวนนึกถึงเนื้อหาที่น่าขนลุกและขัดแย้งกันเองในไดอารีช่วงบั้นปลายของโรซายล์ ถึงกับต้องถอนหายใจยาว
เดอะฟูลส่ายศีรษะ
ไม่ใช่? พฤติกรรมเหล่านั้นเป็นเจตจำนงของตัวจักรพรรดิเอง…ขณะเฮอร์มิท แคทลียากำลังผิดหวังและอึดอัด เธอได้ยินเสียงเดอะฟูลถอนหายใจด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ใช่อิทธิพลจากภายนอก แต่เป็นการกัดกร่อน…แม้แต่เราก็ตรวจพบได้ไม่ง่าย”
การกัดกร่อน…จักรพรรดิโรซายล์ถูกกัดกร่อนในช่วงบั้นปลาย? แต่ตอนนั้นท่านเป็นถึงเทวทูตเดินดิน ยังถูกกัดกร่อนได้อีกหรือ? เป็นฝีมือของเทพแท้จริง หรือการกัดกร่อนจากใต้ดินที่แม้แต่เทพบรรพกาลยังขยาด? จัสติส ออเดรย์ออกอาการตกตะลึง เมื่อผนวกกับความรู้ในหัว เธอพอจะคาดเดาบางสิ่ง
แฮงแมน อัลเจอร์และสมาชิกคนอื่นของชุมนุมทาโรต์ต่างก็คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับโรซายล์ในช่วงบั้นปลาย บางคนตั้งคำถามกับจุดประสงค์ที่จักรพรรดิโรซายล์สร้างไพ่เย้ยเทพขึ้นมา
ขณะเดียวกัน พวกมันเริ่มตระหนักว่า จุดประสงค์ในการรวบรวมไพ่เย้ยเทพของมิสเตอร์ฟูล อาจยิ่งใหญ่กว่าที่พวกตนเคยเข้าใจ
ในเกมที่เกี่ยวพันกับชะตากรรมของโลกทั้งใบ มีเพียงตัวตนที่ยิ่งใหญ่อย่างมิสเตอร์ฟูลเท่านั้นจึงจะมีคุณสมบัติเป็น ‘ผู้เล่น’ ส่วนเราเป็นได้แค่ไพ่หรือชิปสักแผ่น…ราชาเทวทูตกับเทวทูตลำดับหนึ่ง เองก็น่าจะได้สิทธิ์เข้าร่วม…แฮงแมน อัลเจอร์ ถอนหายใจเงียบ อันที่จริง มันเองก็ปรารถนาจะเป็น ‘ผู้เล่น’ คนหนึ่งเหมือนกัน
เรื่องราวในบั้นปลายชีวิตของจักรพรรดิโรซายล์ พลิกผันจากทรราชกลายเป็นเทพมาร? หนังสือที่เนื้อหาในช่วงแรกเริ่มด้วยความโรแมนติก สร้างแรงบันดาลใจ เปี่ยมไปด้วยความรัก การผจญภัย การทุ่มเท และความเน่าเฟะทางการเมืองและชนชั้นสูงของอินทิส สุดท้ายกลับลงเอยด้วยเรื่องสยองขวัญ? แม้แต่เราก็ไม่กล้าแต่งนิยายแบบนี้! ถ้าเป็นเรา คงเขียนให้ตอบจบลงเอยด้วยความเศร้าอันเนื่องมาจากถูกคนรักหักหลัง หรือไม่ก็เป็นการผิดคำมั่นสัญญา…เมจิกเชี่ยน ฟอร์ส อดไม่ได้ที่จะปล่อยให้ความคิดล่องลอย ในใจนึกอยากจับปากกาขึ้นมาเขียนชีวประวัติของจักรพรรดิโรซายล์มหาราช
แต่แน่นอน ในท้องตลาดมีชีวประวัติของจักรพรรดิโรซายล์อยู่ไม่น้อย และบางเล่มมีเนื้อหาต้องห้าม
ถูกกัดกร่อน…เพราะถูกกัดกร่อนนี่เอง…เฮอร์มิท แคทลียา เกิดความเศร้าโศกสักพัก
เธอถอนหายใจด้วยความโล่งอก เพราะอย่างน้อยจักรพรรดิก็มิได้เปลี่ยนจากวีรบุรุษเป็นมังกรชั่วตามที่ตำนานเขียนไว้ ท่านยังคงเป็นบุคคลที่ควรค่าแก่การยกย่อง สิ่งเดียวที่น่าเศร้าก็คือ ความจริงเบื้องหลังยังไม่ถูกเปิดเผยจวบจนปัจจุบัน
เมื่อสงบสติลง แคทลียานึกทบทวนถึงการถูกกัดกร่อน และยิ่งครุ่นคิดมากเท่าไร เธอก็ยิ่งตื่นตระหนกมากเท่านั้น
เธอเชื่อว่าตนรู้จักจักรพรรดิโรซายล์ดีกว่าใครในบรรดาสมาชิกชุมนุมทาโรต์ และทราบว่าอีกฝ่ายอยู่ลำดับใดในช่างบั้นปลาย – แน่นอนว่ามิสเตอร์ฟูลมีศักดิ์เป็นประธานและสักขีพยาน ไม่ใช่สมาชิก
แม้แต่เทวทูตลำดับหนึ่ง อย่างท่านก็ยังถูกกัดกร่อนอย่างเงียบเชียบ ทั้งตัวท่านและคนใกล้ชิด ไม่มีใครเอะใจกับเรื่องนี้เลย!
นี่มันยิ่งกว่าสยองขวัญ…เฮอร์มิท แคทลียา สูดลมหายใจเข้าออกเชื่องช้าเพื่อปรับอารมณ์
จากนั้น เธอก้มศีรษะไปทางตำแหน่งประธานโต๊ะทองแดงยาว
“ขอบคุณสำหรับคำตอบ มิสเตอร์ฟูลที่เคารพ”
…ฉันเองก็ต้องขอบใจที่เธอไม่ถามอะไรนอกเหนือความรู้…เดอะฟูล ไคลน์ จิกกัดตัวเอง เอนหลังพิงเก้าอี้พลางพยักหน้ารับแผ่วเบา
“เชิญ”
เฉกเช่นคราวก่อน สมาชิกชุมนุมทาโรต์ส่วนใหญ่เพิ่งเลื่อนลำดับ หรือไม่ก็กำลังย่อยโอสถ ไม่มีใครต้องการค้าขายไปสักระยะ หลังจากมองหน้ากันอยู่นาน ทุกคนตัดสินใจเข้าสู่ช่วงแลกเปลี่ยนข้อมูลอิสระทันที
แต่อันที่จริง เดอะมูน เอ็มลิน เป็นข้อยกเว้น มันต้องการจ้างใครสักคนมาช่วยประกันตัว หรือไม่ก็ช่วยแหกคุกออกจากชั้นใต้ดินของวิหารนักบุญแซมมวล ถูกต้อง มันยังคงถูก ‘คุมขังเชิงคุ้มครอง’ หลังประตูยานิสมาจนถึงทุกวันนี้ ห้องติดกันคือบิชอปยูทรอฟสกี้ และตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ไม่มีเหยี่ยวราตรีเข้ามาสอบปากคำแม้แต่คนเดียว
หากไม่ใช่เพราะเวรยามที่คอยเฝ้าประตูยานิสคอยส่งน้ำส่งอาหารทุกวัน เอ็มลินคงคิดว่าตนและหลวงพ่อยูทรอฟสกี้ถูกขังลืมไปแล้ว
บรรยากาศที่โดดเดี่ยวและมืดมิดไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่อากาศซึ่งค่อนข้างหนาว แถมยังไม่มีตุ๊กตา ไม่มีหนังสือพิมพ์ ไม่มีหนังสือ ไม่มีเอกสารทางประวัติศาสตร์ เป็นชีวิตที่ไม่มีความหมายเลยสักนิด…ไม่เพียงเท่านั้น เหยี่ยวราตรียังให้ดื่มแต่เลือดวัว รสชาติห่วยบรม แถมยังไม่ดีต่อร่างกาย เรากำลังอ่อนแอลงเรื่อย ๆ …เอ็มลินพะงาบปาก แต่สุดท้ายก็พูดไม่ออก เพราะเรื่องราวฟังดูน่าอับอายเกินไป ตัวมันเป็นคนชักชวนให้มีการ ‘คุมขังเชิงคุ้มครอง’ บิชอปยูทรอฟสกี้เอง แต่กลับลงเอยด้วยการติดร่างแห
หวังว่าหมอนั่นจะไม่ลืมเราและหาโอกาสช่วยออกไป…เอ็มลินชำเลืองไปทางเดอะสตาร์ เลียวนาร์ด แต่มิได้กล่าวคำใด
เลียวนาร์ดยังคงรักษาอาการ ไม่ตอบสนองต่อสายตาของเดอะมูน
มันเองก็จนปัญญาจะช่วยเหลือ เพราะในตอนแรก เลียวนาร์ดคือตัวตั้งตัวตีที่เสนอแผน ‘คุมขังเชิงคุ้มครอง’ แก่อาร์ชบิชอป ไม่เพียงเท่านั้น เอ็มลิน·ไวท์ยังเป็นถึงแวมไพร์ไวเคาต์ เทียบเท่ากับผู้วิเศษลำดับห้า เป็นขีปนาวุธเดินได้ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แถมยังศรัทธาพระแม่ธรณี ไม่มีเหตุผลให้ต้องปล่อยตัวในเร็ววัน
คงต้องรอให้เครือญาติผีดูดเลือดเริ่มทักท้วงผ่านช่องทางอื่นเสียก่อน เราจึงจะมีโอกาสลงมือ…เดอะสตาร์ เลียวนาร์ด ตัดสินใจเตรียมขอ ‘สนทนาส่วนตัว’ กับเอ็มลิน หวังช่วยกันคิดหาวิธีทำให้เบื้องบนของผีดูดเลือดเคลื่อนไหวและติดต่อกับโบสถ์รัตติกาล
พฤติกรรมดังกล่าวถูกพบเห็นโดยจัสติส ออเดรย์ เธอนึกถึงคำถามของเดอะมูนในการชุมนุมล่าสุดและสงสัยว่า อาจมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับแผนการ ‘คุมขังเชิงคุ้มครอง’ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงนัก
เราเคยได้ยินว่า นักบวชจากวิหารฤดูเก็บเกี่ยวช่วยเหลือผู้คนไว้มากมายในโศกนาฏกรรมมหาหมอกควันแห่งเบ็คลันด์ ขอให้ไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับเขา…ออเดรย์พยักหน้าแผ่วเบาพลางหันไปจ้องเดอะซันน้อย
สมาชิกคนอื่นของชุมนุมทาโรต์ต่างก็หันมาสนใจเดอะซัน เดอร์ริค เช่นกัน
ทุกคนทราบว่า เมืองเงินพิสุทธิ์มีแผนจะสำรวจวังราชาคนยักษ์เมื่อสัปดาห์ก่อน ตอนนี้ผลลัพธ์จึงน่าจะออกมาแล้ว
เดอะซัน เดอร์ริค เหยียดหลังตั้งตรง ชำเลืองแฮงแมนเล็กน้อยก่อนจะกล่าวอย่างใจเย็น
“ภารกิจสำรวจวังราชาคนยักษ์รอบแรกจบลงแล้ว…เสียชีวิตสาม สูญหายหนึ่ง รอดชีวิตกลับมาห้าคน…ในตอนแรก พวกเราตรงไปยังทางเข้าด้านหน้าของวังราชาคนยักษ์และได้พบกับ ‘อัศวินสีเงิน’ สองตนกำลังทำหน้าที่คุ้มกันโดยไม่ทราบเจตนา… อัศวินสีเงินคือชื่อโอสถลำดับสาม ของเส้นทางคนยักษ์…”
เขตตะวันออก บ้านเช่าแบบสองห้องนอน
ไคลน์ที่รับจดหมายตอบจากไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ ดึงเก้าอี้ออกมานั่งลง คลี่กระดาษอ่าน
เธอรู้ถึงการดำรงอยู่ของมิสเตอร์ประตู แถมยังรู้วิธีใช้สายเลือดอับราฮัมในการติดต่อกับท่าน…ทริสซี่สามารถทนฟังเสียงเพรียกของมิสเตอร์ประตูได้หรือ? ไม่กลัวจะเกิดภาวะคลุ้มคลั่ง? ดูเหมือนเธอจะมั่นใจมากว่าอีกฝ่ายเป็นใคร…ความรู้จากแม่มดบรรพกาล? แต่ถ้าเป็นแบบนั้น แล้วทำไม ‘แม่มดขาว’ คาร์เทอริน่าถึงต้องตามล่าเธอ? ไคลน์อ่านเนื้อหาของจดหมาย ภายในใจผุดคำถามมากมาย
เนื่องจากสิ่งที่ทริสซี่เล่าอยู่ในขอบเขตที่ไคลน์เข้าใจ มันจึงเชื่อว่าอีกฝ่ายไม่ได้โกหก และแผนการที่เสนอมาก็ฟังดูเป็นไปได้มากทีเดียว
แต่แน่นอน แผนการนี้จะสำเร็จได้ต้องบรรลุเงื่อนไขสามข้อ หนึ่ง ต้องรู้จักพิธีกรรมที่ถูกต้อง สอง ต้องมีเลือดหรือวัสดุที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกตระกูลอับราฮัมเป็นสื่อกลาง และสาม ผู้ให้ต้องยินยอมแบกรับความเสี่ยง
จากทั้งสามประเด็น ไคลน์ไม่มีข้อมูลในข้อแรก และค่อนข้างเป็นกังวลกับข้อที่สาม หากเป็นไปได้ก็อยากใช้วิธีที่ปลอดภัยกว่านี้ ส่วนทริสซี่ ดูเหมือนเธอจะสนใจแค่ข้อที่สอง
สำหรับเรา การตามหาทายาทตระกูลอับราฮัมไม่ใช่เรื่องยาก สามารถติดต่อผ่านมิสเมจิกเชี่ยนโดยตรง แต่ถ้าต้องให้ใครมอบเลือด เนื้อ หรือกระดูกให้ทริสซี่ หมายความว่าคนคนนั้นมีความเสี่ยงที่จะถูกสาป…ไคลน์รู้จักเส้นทางแม่มดเป็นอย่างดี ทราบว่าพวกหล่อนชำนาญการสาปแช่งมากแค่ไหน
ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์พบทางออกที่ไม่ซับซ้อน นั่นคือการใช้เส้นผมหรือกระดูกของคนตาย
มันยังไม่ลืมว่า มิสเมจิกเชี่ยนเคยเล่าให้เดอะฟูลฟัง ถึงเรื่องที่เคยฝังศพสุภาพบุรุษที่ชื่อลอว์เรนซ์ ชายคนนั้นเป็นลูกหลานตระกูลอับราฮัมอย่างไม่ต้องสงสัย
หวังว่าเขาจะยังไม่ถูกเผา…แม้นี่จะถือเป็นเรื่องเสียมารยาทต่อศพ แต่การติดต่อกับมิสเตอร์ประตูก็มีความจำเป็นต่อการขจัดคำสาปของตระกูลอับราฮัม การใช้คนตายนั้นดีกว่าให้คนเป็นต้องมาเสี่ยง…เราต้องอ้างกับทริสซี่ว่า นี่เป็นเงื่อนไขที่ตระกูลอับราฮัมยื่น หากต้องการนำชิ้นส่วนไปประกอบพิธีกรรม…
อันดับแรก เราต้องยืนยันให้ได้ว่าทริสซี่แค่ต้องการพูดคุยกับมิสเตอร์ประตู ไม่ใช่ดึงท่านกลับสู่โลกแห่งความจริง… ท่านมีระดับตัวตนที่สูงส่ง คงเป็นการยากที่จะทำนายและได้รับคำตอบ…แต่จักรพรรดิโรซายล์เคยเล่าว่า พิธีกรรมในการพาตัวมิสเตอร์ประตูกลับมานั้นมีความซับซ้อนมาก มิอาจทำได้โดยการใช้ลูกหลานเพียงไม่กี่คน…อา…เราคงต้องฝากให้ราชินีเงื่อนงำกับชารอนช่วยตรวจสอบตลาดมืดของกรุงเบ็คลันด์ ดูว่ามีใครพยายามกว้านซื้อวัตถุดิบและคนไปบ้างไหม…ไคลน์พยักหน้าเล็กน้อย ตัดสินใจแวะไปหามิสเมจิกเชี่ยนเพื่อเร่งต้นฉบับ
…
เขตเหนือ ถนนเฟลป์
บนเก้าอี้ม้านั่งริมทางเท้า บุรุษหน้าเรียวหน้าผากกว้างคนหนึ่ง แต่งกายในเสื้อนอกสีดำและหมวกผ้าไหม จ้องไปทางต้นเมเปิ้ลอินทิสที่มีใบสีเหลืองด้วยสายตาเหม่อลอย
บนตาขวา มันสวมแว่นตาขาเดียวที่แกะสลักจากผลึกแก้ว ช่วยมอบบรรยากาศสง่างาม
ทันใดนั้น ชายชราคนหนึ่งซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังวิหารนักบุญแซมมวล พบความผิดปรกติในตัวชายหนุ่ม จึงหยุดและถามเสียงเบา
“พ่อหนุ่ม กังวลเรื่องอะไรอยู่หรือ? สูญเสียบางสิ่งไปในสงคราม?”
มันสงสัยว่า ชายคนนี้คงสูญเสียญาติ คนรัก หรือเพื่อนสนิทไปในการโจมตีทางอากาศ หรือไม่ก็ศึกแนวหน้าที่ยังคงดุเดือด จึงมานั่งริมถนนด้วยสายตาเหม่อลอย
ชายหนุ่มยกมือขึ้นจับแว่น ถอนหายใจพลางส่ายหน้า
“ผมแค่กำลังคิดเกี่ยวกับปัญหาที่ซับซ้อน”
“เป็นนักปรัชญาหรือ?” ชายชราผงะในตอนต้น ก่อนจะโพล่งขึ้น
“เปล่า…ผมแค่ชอบตั้งคำถามเชิงปรัชญา เช่น ตัวเองเป็นใคร อยู่ที่ไหน และกำลังจะไปไหน” ชายหนุ่มยิ้มอ่อนโยนก่อนจะกลับไปทำหน้าครุ่นคิด พึมพำบางสิ่งออกจากปากเป็นระยะ
เมื่อชายชราพบว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้ยากจะหยั่งถึง จึงส่ายหน้าและเดินจากไปอย่างไม่รีบร้อน ท่ามกลางการจ้องมองจากสุนัขข้างถนน นกกระจอกบนต้นไม้ มดดิน และจุลินทรีย์ในอากาศ
ชายคนเดิมยังคงไม่หันหน้าหนี ขณะใบหน้าสีเหลืองร่วงหล่นจนสะท้อนลงบนผิวแว่นตาขาเดียว มันพึมพำกับตัวเอง
“ยึดร่าง…” “ไม่ยึดร่าง…” “ยึดร่าง…” “ไม่ยึดร่าง…”
“เฝ้ามองเหยื่อ…” “กินเหยื่อ…” “เฝ้ามองเหยื่อ…” “กินเหยื่อ…”
…
เมื่อได้รับเส้นผมของศพลอว์เรนซ์จากมิสเมจิกเชี่ยน และตำนานสยองขวัญในโรงพยาบาลเบ็คลันด์เริ่มถูกตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ทัสซอค ไคลน์รอคอยอย่างอดทน ขณะเดียวกันก็รับปากมิสเมจิกเชี่ยนว่าจะพาไปยังสถานที่ใหม่เพื่อให้เธอบันทึกทิวทัศน์และวัฒนธรรม
เพียงพริบตา สัปดาห์ใหม่ก็มาถึง ไคลน์รับประทานอาหารกลางวันและเตรียมงีบสั้น ๆ เพื่อรอเข้าร่วมชุมนุมทาโรต์ตอนบ่ายสามโมงตรง
ทันใดนั้น ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์เจ้าของสีหัวทองตาแดงเดินออกจากส่วนลึกของความว่างเปล่า ปากข้างหนึ่งงับถุงผ้าลินิน
“จากใคร?” ไคลน์เกิดลางสังหรณ์ประหลาดและยากอธิบาย ไม่กล้าเอื้อมไปหยิบพัสดุที่มิสผู้ส่งสารถือ
สามศีรษะของไรเน็ตต์กล่าวเรียงกัน
“รา…” “ชา…” “เห็ด…”
“ที่…” “เปลี่ยนไป…” “โดยสิ้นเชิง…”
มาเป็นประโยค…เราพอจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น…ไคลน์เผยรอยยิ้มพร้อมกับเหยียดแขนออกไปรับพัสดุ
ทันทีที่เปิดถุง มันได้พบกับปีศาจ ไม่สิ เห็ดหลากหลายชนิด
บางดอกมีสีขาวล้วน คล้ายกับจะพ่นน้ำนมออกมาได้ด้วยการบีบแผ่วเบา บางดอกมีสีดำ ทรงอ้วนป้อม มีเส้นใยสีเลือด บางดอกมีรูปดาวสีทองบนผิว หมวกเห็ดใหญ่เท่าฝ่ามือ
กระทั่งปัจจุบัน เห็ดเหล่านี้ยังคงยุบพองเล็กน้อย ราวกับต้องการแพร่พันธุ์เส้นใยและสปอร์
ไคลน์กลืนน้ำลาย หยิบจดหมายท่ามกลางกองเห็ด คลี่ออกมาอ่าน
“ถึงเพื่อนรักของฉัน เกอร์มัน”
“ในที่สุดฉันก็ทำตามความต้องการของนายสำเร็จ สามารถสร้างเห็ดที่เติบโตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มืดสนิทและแร้นแค้น พวกมันจะเติบโตและขยายพันธุ์ด้วยการกลืนกินเลือดเนื้อของสัตว์ประหลาด ไม่มีเงื่อนไขอื่นให้วุ่นวาย…”
“ลูกหลานของพวกมันแบ่งได้เป็นสองประเภท หนึ่งคือเห็ดที่สะสมพิษและไม่สามารถกินได้ แต่นำมาใช้เป็นแหล่งสารพิษได้ และสองคือเห็ดที่สามารถกินได้ แต่ต้องนำไปปรุงให้สุกด้วยการต้ม นึ่ง หรือทอด ไม่อย่างนั้นมันจะเติบโตในร่างกายโดยใช้เลือดเนื้อเป็นแหล่งอาหาร…”
“เมื่อพิจารณาถึงความจำเจ ฉันตัดสินใจสร้างเห็ดขึ้นมาสิบเอ็ดรสชาติ บางชนิดชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำนมและสามารถดื่มได้เลย บ้างชนิดรสชาติเหมือนเนื้อวัว สามารถทอดได้โดยไม่ต้องใช้น้ำมัน บางชนิดเหมือนเนื้อปลา แต่ไม่มีก้าง แนะนำให้ย่างหรือต้ม…”
“ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีความช่วยเหลือจากนาย หากฉันไม่ได้เลื่อนลำดับเป็นดรูอิด คงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองสามปี หรืออาจนานนับสิบปีในการแก้ปัญหาที่พบระหว่างการวิจัย…”
“ถ้านายมีไอเดียใหม่ ๆ ที่เหมาะสมกับฉัน ได้โปรดแบ่งปันโดยไม่ต้องเกรงใจ…จากแฟรงค์·ลี เพื่อนตลอดกาลของนาย”
ในท่าถือกระดาษจดหมาย ไคลน์ยืนนิ่งเป็นเวลานาน จนกระทั่งเงยหน้าขึ้นและพบว่ามิสผู้ส่งสารยังรออยู่
“…” ชายหนุ่มถอนหายใจยาว เดินไปที่โต๊ะอ่านหนังสือ หยิบปากกาและกระดาษขึ้นมาเขียน
“…ฉันดีใจที่นายทำสำเร็จ เห็ดเหล่านี้ช่วยได้มากทีเดียว โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาภาวะขาดแคลนอาหารในบางพื้นที่…”
“…ตอนนี้ฉันกำลังยุ่งกับบางเรื่อง จึงยังไม่มีไอเดียใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ…”
“…จากเพื่อนของนาย เกอร์มัน·สแปร์โรว์…”
หลังจากพับกระดาษ ไคลน์จ้องมิสผู้ส่งสารและลังเลสักพัก
“สภาพของแฟรงค์·ลีเป็นยังไงบ้าง”
หัวของไรเน็ตต์ที่ไม่ได้พูดในตอนแรก เปิดปากขึ้นก่อน
“ตื่นเต้น..”
อีกสามหัวเสริมเรียงกัน
“กระฉับกระเฉง…” “มีความสุข…” “พึงพอใจ…”
จากนั้น สี่หัวพูดเรียงกัน
“ไม่กลัวการ…” “ถูกโยนจน…” “หัวฝังดิน…” “อีกแล้ว…”
“ทำไม?” ไคลน์ถามตามความเคยชิน
สีหัวทองตาแดงของไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์พูดเรียงกัน
“เจ้านั่น…” “สามารถ…” “สกัด…” “ออกซิเจน…”
“และ…” “สารอาหาร…” “ออกจาก…” “ดิน…”
แฟรงค์พัฒนาขึ้นมากหลังจากกลายเป็นดรูอิด…ไคลน์ไม่รู้ว่าตนควรดีใจกับ ‘เพื่อน’ คนนี้ หรือควรไว้อาลัยให้ลูกเรือ ‘อนาคตกาล’ ล่วงหน้าดี
หลังจากเฝ้ามองมิสผู้ส่งสารจากไป ไคลน์เข้าฌานเพื่อบังคับตัวเองให้หลับ จากนั้นก็ตื่นตอนบ่ายสองครึ่งเพื่อเตรียมจัดชุมนุมทาโรต์ประจำสัปดาห์
บ่ายสามโมงตรง แสงสีแดงเข้มส่องสว่างท่ามกลางวังโบราณเหนือสายหมอก ควบแน่นกลายเป็นร่างของแต่ละคน
จัสติส ออเดรย์ ลุกขึ้นยืนทันที จับชายกระโปรงมายาพลางก้มศีรษะลงบนโต๊ะทองแดงยาว
“ทิวาสวัสดิ์ค่ะ มิสเตอร์ฟูล~”
ในฐานะนักจิตบำบัดมากประสบการณ์ เธอเชี่ยวชาญการควบคุมอารมณ์ นอกจากนั้น สัปดาห์ที่ผ่านมาก็ไม่ได้เจอเรื่องที่ชวนให้หดหู่สักเท่าไร ส่วนใหญ่เป็นการรับบริจาค ติดต่อบริษัทยา และจัดสรรเจ้าหน้าที่อาสาสมัครทางการแพทย์
อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับสมัยอดีต ความกระฉับกระเฉงและร่าเริงของเธอลดลงไปมาก
เดอะฟูล ไคลน์ พยักหน้าแผ่วเบา ตอบรับคำทักทายของสมาชิกชุมนุมทาโรต์ ก่อนจะหันไปมองเฮอร์มิท
มันยังติดข้างกับสตรีผู้นี้อยู่อีกแปดคำถาม
เฮอร์มิท แคทลียาก้มศีรษะลงและกล่าวด้วยท่าทีที่สำรวม
“เรียนมิสเตอร์ฟูลที่เคารพ ครั้งนี้มีอีกสองคำถาม”
หลังจากได้รับอนุญาต เธอกล่าวต่อ
“คำถามแรก นรกในปัจจุบันมีสภาพเป็นอย่างไร”
ข้อสงสัยแรกของราชินีเงื่อนงำก็คือ สุสานของจักรพรรดิอาจซ่อนอยู่ในนรก? สอดคล้องกับไอเดียของจักรพรรดิในตอนแรก สมแล้วที่เป็นพ่อลูกกัน…น่าเสียดายที่ในนรกไม่มี ‘พลเมือง’ สำหรับปกครองและใช้แรงงาน…เดอะฟูล ไคลน์ กล่าวกับตัวเองในใจสองสามประโยค ตามด้วยตอบเสียงเรียบ
“นรกในปัจจุบันคือดินแดนที่แม้แต่ปีศาจส่วนใหญ่ก็มิอาจดำรงชีวิต”
…………………………
ขณะเปลวไฟสีแดงทั้งสองดวงลอยมาอยู่ที่ปลายเท้าไคลน์และสุนัขแห่งฟัลกริมหมอบลง ชายหนุ่มได้สติตื่นพร้อมกับความฉงนและโล่งใจ
ทำไมพวกมันถึงทำร้ายตัวเองด้วยการมอบดวงตาให้เราคู่หนึ่ง…ดูเหมือนว่าจะเลือดไหลด้วย…
ถ้านี่คือกับดัก เราคงตกหลุมพรางไปแล้ว…ถึงกับชะงักไปหลายวินาที สำหรับจอมเวทพิสดาร นี่คือความผิดพลาดที่ยากจะอภัย…
แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร ถ้าได้พบเจอสถานการณ์เช่นนี้เป็นครั้งแรก คงตอบสนองไม่ต่างจากเรานัก – ศัตรูตัวฉกาจที่เตรียมคิดแผนสำหรับล่ามาเป็นอย่างดี กลับหมอบลงและกระดิกหางรอรับคำชมเชย…ไม่ว่าจะมองยังไงก็เหมือนฝัน…
ท่าทีตอบสนองคล้ายกับอาโรเดสมาก…หรือว่าความเป็น ‘ผู้ปกครองสูงสุดเหนือโลกวิญญาณ’ จะส่งอิทธิพลบางอย่างกับสัตว์วิญญาณ?
ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์ชำเลืองมองสุนัขแห่งฟัลกริมทั้งสองตัวที่ยังนอนหมอบพลางกระดิกหางในความว่างเปล่า จากนั้นก็เหยียดแขนซ้ายออกไปจับเปลวไฟสีแดงสองดวงที่เปียกชุ่มไปด้วยเลือดเหนียว
ในวินาทีที่สัมผัสกับเปลวไฟ เสียงเพรียกและเสียงคำรามที่คุ้นเคยดังขึ้นในหัวไคลน์ บ้างแหลมเล็ก บ้างทุ้มต่ำ บ้างก็บ้าคลั่ง
พร้อมกันนั้น สายหมอกสีเทามายาปรากฏขึ้นในการมองเห็น
กลุ่มหมอกกระจายออกไปทั่วบริเวณ มองไม่เห็นขอบเขตที่แน่ชัด ด้านบนเป็นพระราชวังสูงตระหง่านที่ค่อนข้างคลุมเครือ
มันคุ้นเคยกับฉากเหล่านี้ เพราะทุกครั้งที่ส่งตัวเองเข้าสู่มิติเหนือสายหมอก ภาพที่คล้ายคลึงกันจะปรากฏขึ้นเสมอ
ในช่วงที่เริ่มเดินถอยหลังสี่ก้าวใหม่ ๆ ทุกสิ่งเกิดขึ้นเร็วมากจนยากจะมองเห็นสภาพแวดล้อม แต่เมื่อมีลำดับสูงขึ้น การปรับตัวก็ดีขึ้น สามารถสังเกตเห็นสิ่งรอบตัวได้ง่ายขึ้น
แต่ในปัจจุบัน ไคลน์ไม่ได้เอ่ยนามของ ‘ราชันสวรรค์ไร้ขอบเขตประทานโชค’ และไม่ได้เดินถอยหลังสี่ก้าว
สถานการณ์ตรงหน้าทำให้ไคลน์ทวีความหวาดระแวง ทันใดนั้น มันเห็นเงารางกลุ่มหนึ่งเคลื่อนไหวภายในสายหมอกสีเทาไร้ขอบเขต บ้างซ้อนทับกับสายหมอก บ้างก็แยกออกจากกัน ทุกร่างมีดวงตาเป็นเปลวไฟลุกไหม้ ร่างกายปกคลุมไปด้วยขนสั้นสีดำ – สุนัขแห่งฟัลกริม
สุนัขแห่งฟัลกริมสองตัวที่สูญเสียดวงตาตัวละข้าง เดินกลับเข้าไปรวมกลุ่มกับฝูง ผสมผสานกลายเป็นกลุ่มก้อนสีเข้มท่ามกลางหมอกสีเทา
เมื่อภาพนิมิตจบลง ไคลน์พบว่าตนกำลังล่องลอยท่ามกลางส่วนลึกของโลกวิญญาณ สุนัขแห่งฟัลกริมทั้งสองตัวหายไปแล้ว เหลือเพียงหุ่นเชิดทั้งสองและสัตว์วิญญาณหน้าตาประหลาดเตร็ดเตร่อยู่ห่างออกไป
“…” ไคลน์ก้มศีรษะลง จ้อง ‘ดวงตา’ และเลือดในมือตน สิ่งเหล่านี้คือเครื่องยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นความจริง มิใช่ภาพหลอน
สุนัขแห่งฟัลกริมมีอีกชื่อหนึ่งว่า ‘ผู้พิทักษ์แห่งปราสาทต้นกำเนิด’ …พวกมันอาศัยอยู่ในช่องว่างประวัติศาสตร์ของโลกวิญญาณ…เมื่อครู่เราเห็นพวกมันรวมกลุ่มกันท่ามกลางมิติหมอก…พิจารณาจากสิ่งที่ได้เห็นและได้ยิน ไคลน์ลองวิเคราะห์
บางที ปราสาทต้นกำเนิดอาจหมายถึงมิติลึกลับเหนือสายหมอก และหมายถึงบานประตูแห่งแสง…
หมอกสีเทาคือสัญลักษณ์แทน ‘ประวัติศาสตร์’ ของโลกวิญญาณ และภายในนั้นมีช่องว่าง…
ทุกครั้งที่เราเข้าไปในมิติลึกลับโดยผ่านสายหมอกสีเทา เราจะทิ้งร่องรอยไว้ที่นั่นเสมอ ส่งผลให้สุนัขแห่งฟัลกริมคุ้นเคยและมองเราเป็นเจ้าของปราสาทต้นกำเนิด ทันทีที่เห็นเราในโลกวิญญาณ พวกมันจึงมอบสิ่งที่เราต้องการเพื่อเอาอกเอาใจ?
วางแผนมาทั้งวัน สอบถามสภาพแวดล้อมมาเป็นอย่างดี ถึงขั้นนัดแนะกับผู้ช่วย…ลงเอยด้วยการโจมตีองครักษ์ของตัวเอง?
คิดถึงถึงตรงนี้ ไคลน์เกิดความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย คล้ายกับมิสเตอร์ฟูลเหนือสายหมอกสีเทาพยายามเหยียดแขนออกไปช่วงชิงบางสิ่ง แต่กลับลงเอยด้วย มือดังกล่าวทุบเข้าใส่หน้าอกตัวเอง
ฟู่ว…ปราสาทต้นกำเนิด…แม้ว่าเหตุการณ์เมื่อครู่จะทำให้เราหวาดกลัวมากกว่าเดิม แต่อย่างน้อยก็ได้เข้าใจเจ้าของมิติหมอกมากขึ้น สำหรับบางเรื่อง ความไม่รู้นั้นน่ากลัวที่สุด…หลังจากยืนอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางส่วนลึกของโลกวิญญาณสักพัก ไคลน์ถอนหายใจออก เรียกหุ่นเชิดทั้งสองกลับมา
ชายหนุ่มคิดจะรอให้โอสถจอมเวทพิสดารถูกย่อยอย่างสมบูรณ์เสียก่อน จึงค่อยค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับปราสาทต้นกำเนิดจากกระจกวิเศษ อาโรเดส และแหล่งข้อมูลอื่น เมื่อถึงตอนนั้น หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น มันจะได้รับมือด้วยพลังที่ถูกเลื่อนลำดับมา
…
เขตตะวันออก ภายในบ้านเช่าแบบสองห้องนอน
ฟอร์สกลับจากข้างนอกในสภาพใต้ตาหมองคล้ำ ในมือถือหนังสือพิมพ์และจดหมาย
“เป็นยังไงบ้าง?” ซิลที่เพิ่งกลับถึงบ้านเพื่อกินอาหารกลางวัน เอ่ยปากถาม
ฟอร์สอ้าปากหาวโดยใช้มือปิด
“ก็ดี…บรรณาธิการที่ฉันรู้จัก ค่อนข้างพึงพอใจกับเนื้อหาและสำนวนการเขียนนิยายเรื่องใหม่ เขาตัดสินใจจะตีพิมพ์ให้เร็วที่สุด…เธออาจไม่รู้ แต่ตำนานสยองขวัญของโรงพยาบาลในกรุงเบ็คลันด์ได้รับความนิยมอย่างมากในระยะหลัง นักเขียนนิยายขายดีจำนวนหนึ่งใช้เรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจและเริ่มลงมือเขียนในสิ่งที่คล้ายกัน…ฉันไม่ใช่คนแรก!”
“…เป็นข่าวดีสินะ” ซิลครุ่นคิดสักพักก่อนจะพยักหน้าขึงขัง
เพราะนั่นจะหมายความว่า ฟอร์สที่เขียนเกี่ยวกับตำนานสยองขวัญของโรงพยาบาลในกรุงเบ็คลันด์ จะไม่เป็นที่สะดุดตามากเกินไป และไม่มีใครเพ่งเล็งนามปากกาใหม่ของเธอ
“เห็นด้วย” ฟอร์สวางหนังสือพิมพ์ลง ดึงจดหมายออกมาสามฉบับและพลิกอ่าน
ในไม่ช้า เธอได้พบกับคำตอบจากอาจารย์ของตน โดเรียน·เกรย์·อับราฮัม
สีหน้าฟอร์สแปรเปลี่ยนเป็นขึงขังทันที รีบฉีกซองจดหมาย คลี่กระดาษและกวาดสายตาอ่าน
“…เบนจามิน·อับราฮัมเป็นชาวอินทิส อาศัยอยู่ในยุคสมัยเดียวกับโรซายล์…นอกจากความรู้ในเชิงศาสตร์เร้นลับและมรดกเพียงเล็กน้อย เขาไม่ได้ทิ้งสิ่งของที่มีค่าไว้มากนัก…ในภายหลัง เกือบทั้งหมดถูกทำลายด้วยฝีมือชุมนุมแสงเหนือ ผมจึงแทบไม่มีข้อมูลที่เกี่ยวข้อง…”
มิสเตอร์เกอร์มัน·สแปร์โรว์จะต้องผิดหวังแน่…ฟอร์สเม้มปาก เล่นกลเพื่อจุดไฟเผากระดาษจดหมายในมือจนไหม้เกรียม
จากนั้น เธอลงมือเขียนจดหมายตอบ เป็นการถามถึงข้อมูลเกี่ยวกับซากโบราณสถานของจักรพรรดิโลหิต อลิสต้า·ทูดอร์
…
เบาะแสของเบนจามิน·อับราฮัมถูกทำลาย…เป็นความผิดของพวกเสียสติจากชุมนุมแสงเหนือ…ไคลน์ขึ้นมายังมิติหมอกเพื่อฟังคำสวดวิงวอนของมิสเมจิกเชี่ยน
นอกจากนั้น มันยังได้ทราบข่าวการตีพิมพ์ของตำนานสยองขวัญของโรงพยาบาลในกรุงเบ็คลันด์
กลับถึงโลกแห่งความจริง ขณะไคลน์เตรียมออกไปกินอาหารนอกบ้าน มันเห็นมิสผู้ส่งสารเดินออกจากความว่างเปล่าพร้อมกับถือสี่หัวทองตาแดง หนึ่งในนั้นกำลังงับจดหมาย
“จากใคร?” ไคลน์ถามด้วยความอยากรู้
ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ใช้อีกสามหัวตอบกลับ
“ไอ้งั่ง…” “ที่ถูก…” “ล่อลวง…”
ใครกันล่ะนั่น…ชายหนุ่มขมวดคิ้วขณะคลี่จดหมายอ่าน
“ผู้อยู่เบื้องหลังทุกสิ่งคือจอร์จที่สาม เป้าหมายคือการเถลิงบัลลังก์จักรพรรดิมืด…คุณสนใจจะขัดขวางหรือไม่”
“ทริสซี่”
ทริสซี่? แม่มดรายนี้กล้าเขียนจดหมายถึงเราแล้ว? หายกลัวมิสผู้ส่งสารแล้วหรือ? จริงสิ…ท่านบอกว่าคนส่งคือ ‘ไอ้งั่งที่ถูกล่อลวง’ …ทริสซี่ล่อลวงให้ผู้ชายสักคนประกอบพิธีกรรมอัญเชิญผู้ส่งสารแทน ส่วนตัวเองก็รอติดต่อผ่านกระจกเงา? ฉลาดมาก…แถมยังสืบไปได้ไกลทีเดียว…ไม่กลัวว่าจะถูกจอร์จที่สามหรือเราฆ่าทิ้งบ้างหรือ? อา…คนที่ประกอบพิธีกรรมต้องเป็นผู้วิเศษ คนธรรมดาอัญเชิญผู้ส่งสารไม่ได้แน่ เพราะจำเป็นต้องใช้พลังวิญญาณในปริมาณหนึ่ง…ไคลน์ประหลาดใจในตอนต้น จากนั้นก็กระจ่าง
ถัดมา มันลองคาดเดาว่า เหตุใดทริสซี่จึงสงสัยว่าจอร์จที่สามต้องการเป็นจักรพรรดิมืด
ถ้าไม่มีความรู้ในเชิงศาสตร์เร้นลับที่มากพอ และถ้าไม่รู้จักพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์จักรพรรดิมืดและประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง กระทั่งครึ่งเทพก็ยากจะเดาได้แม่นยำ…ไม่ได้ง่ายเหมือนที่วิญญาณมารเทวทูตสีชาดบอกเลยสักนิด!
ทริสซี่มีตัวช่วยคนอื่น? หรือพลังของแม่มดบรรพกาลในตัวเริ่มตื่นขึ้น ข้อมูลทางประวัติศาสตร์จำนวนมากจึงหลั่งไหลเข้ามาเพิ่มเติม? ไคลน์ขมวดคิ้ว พบว่าคำถามนี้ตอบได้ไม่ง่าย
หากมีโอกาส มันจะกำจัดแม่มดทริสซี่ทิ้งอย่างแน่นอน
หลังจากครุ่นคิดนานกว่าสิบวินาที ชายหนุ่มหยิบปากกาและกระดาษออกจากกระเป๋าเสื้อ เขียนตอบกลับไปว่า
“สนใจ…ว่าแต่เธอจะทำยังไง”
…
ในย่านสะพานเบ็คลันด์ ชายวันสามสิบเผยสีหน้าหวาดผวาสุดขีดขณะจ้องสตรีหัวขาด ไม่สิ ผีสี่หัวที่ปรากฏกายเบื้องหน้าและทิ้งจดหมายไว้
“ผู้ส่งสารของโลกเหนือธรรมชาติน่ากลัวแบบนี้กันหมดเลยหรือ?” หลังจากไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์จากไปเกือบห้านาที ชายคนเดิมสูดลมหายใจยาว ก้มหยิบจดหมายขึ้นมามอง
ระหว่างนั้น ดวงตาของมันเริ่มลุกโชนด้วยความยินดี เพราะตนกำลังจะได้พบกับสาวงามในฝันอีกครั้ง
ตามคำแนะนำ มันรอจนกระทั่งตกเย็น จึงค่อยนำวัตถุสีดำคล้ายแป้งเปียกออกมาทาบนกระจกเงาอย่างทั่วถึง
ผ่านไปไม่กี่วินาที ผิวกระจกมืดลง ประหนึ่งเชื่อมต่อกับโลกอีกใบ
เพียงพริบตา ภาพในกระจกกลายเป็นห้องที่แตกต่างจากสภาพแวดล้อมโดยสิ้นเชิง ใจกลางห้องมีหญิงสาวหน้าตาอ่อนหวานคนหนึ่งแต่งกายในเดรสสีดำเข้ม ไม่ใช่ใครนอกจากแม่มดทริสซี่
ชายผู้ประกอบพิธีกรรมเผยสีหน้าลามกพลางหรี่เสียงลงโดยไม่รู้ตัว
“อีกฝ่ายตอบว่าสนใจ”
ลักยิ้มบนแก้มทั้งสองข้างของทริสซี่เริ่มขยายใหญ่ ส่งผลให้ฉากภายในกระจกดูสดใสขึ้นเล็กน้อย
เธอขมวดคิ้วผ่อนคลายพลางกล่าว
“ฉันจะส่งจดหมายถึงคุณ ให้คุณส่งต่อไปหาเกอร์มัน·สแปร์โรว์…ห้ามเปิดอ่านเนื้อหาเด็ดขาด”
หลังจากได้ยินอีกฝ่ายรับปากโดยไม่ลังเล ทริสซี่ยื่นมือขวาออกมาเช็ดผิวกระจก เกิดแสงวารีสีดำกระเพื่อมและเลือนหาย
หญิงสาวหยิบปากกาและกระดาษขึ้นมาถือ ไตร่ตรองสักพักก่อนจะเขียน
“สุสานลับที่จำเป็นในพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์จักรพรรดิมืดของจอร์จที่สาม น่าจะเคยเป็นของจักรพรรดิโลหิต อลิสต้า·ทูดอร์มาก่อน มีบางตัวตนที่ล่วงรู้ข้อมูลนี้ในเชิงลึก อาจช่วยให้พวกเราแทรกซึมเข้าไปได้อย่างราบรื่นระหว่างพิธีกรรม… ฉันมีวิธีติดต่อกับตัวตนดังกล่าว แต่ต้องรอให้เกิดพระจันทร์เต็มดวงครั้งถัดไปเสียก่อน สิ่งที่คุณต้องทำมีเพียง ช่วยรวบรวมเลือด เส้นผม เนื้อ หรือกระดูก จากลูกหลานของตระกูลอับราฮัม”
“ทริสซี่”
หลังจากนำไม้เท้าที่ดูธรรมดาออกจากมิติหมอกมายังโลกความจริง ไคลน์เริ่มประกอบพิธีกรรมทันที
มันจุดเทียน เผาน้ำมันสกัดและผงสมุนไพรที่เกี่ยวข้อง ถอยหลังสองก้าว ท่องพระนามเต็มอันทรงเกียรติของเทพธิดาอย่างชำนาญและกล่าว
“ข้าขอสังเวยไม้เท้าแห่งชีวิตอันนี้ และปรารถนาจะได้รับการอวยพรจากพระองค์”
มันไม่ได้เอ่ยถึงหัวใจที่ผุกร่อนและผลึกขนน้ำแข็งของหมาป่าอสูรแห่งสายหมอกตรง ๆ เพราะนั่นจะเหมือนกับการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม ไม่ใช่การสังเวยให้เทพและรอรับการอวยพร
แม้จุดอื่นของพิธีกรรมจะไม่ต้องเคร่งครัดมากนัก แต่ประเด็นด้านทัศนคติคือเรื่องสำคัญที่ไคลน์ให้ความสนใจ
ทันทีที่สิ้นเสียง แสงเทียนไขสองจากสามเล่มขยายใหญ่และซ้อนทับกัน ก่อตัวเป็นรูปทรงประตูมายาสีดำ
ประตูเปิดออกเชื่องช้า สายลมล่องหนพัดออกมา
สายลมดังกล่าวยกไม้เท้าแห่งชีวิตให้ลอยขึ้นและพัดเข้าไปในช่องว่างระหว่างบานประตูมายา อันตรธานหายท่ามกลางฉากที่ดูคล้ายอวกาศ คล้ายกับท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว
ทันทีหลังจากนั้น แสงสีขาวสว่างขึ้น วัตถุสองชิ้นพุ่งทะลุผ่านบาเรียล่องหนและตกลงบนแท่นบูชาโดยปราศจากเสียง
ชิ้นหนึ่งเป็นหัวใจประหลาดที่รายล้อมด้วยหมอกสีขาว อีกชิ้นหนึ่งเป็นผลึกขนน้ำแข็งที่นำพามาซึ่งอากาศเย็นเยียบ
ไคลน์เกิดความยินดีเป็นล้นพ้น รีบก้มศีรษะขอบคุณเทพธิดาสำหรับของขวัญ
เมื่อมันเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ประตูมายาสีดำปิดตัวลงและจางหายอย่างรวดเร็ว สภาพแวดล้อมรอบแท่นบูชากลับเป็นปรกติ
ฟู่ว…สำเร็จ…ไคลน์ถอนหายใจยาว เดินไปข้างหน้าสองก้าว หยิบหัวใจที่ผุกร่อนและผลึกขนน้ำแข็งของหมาป่าอสูรแห่งสายหมอก
พร้อมกันนั้น เมื่อจิตใจผ่อนคลายลง มันอดไม่ได้ที่จะผุดความคิดซึ่งห้ามพูดออกไป
ถ้ารู้ว่าจะราบรื่นแบบนี้ เราไม่น่าสังเวยไม้เท้าแห่งชีวิต…
แค่มัดรวมเศษขยะกองใหญ่ส่งให้พระองค์ก็น่าจะเพียงพอ…
บางที เราอาจไม่ต้องสังเวยอะไรเลยก็ได้…พิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน ค่อนข้างแน่ชัดว่าพระองค์สนับสนุนให้เราเป็นปราชญ์โบราณ…
แต่แน่นอน หากไม่สังเวยอะไรไปแลกเปลี่ยน เราจะติดค้างหนี้กับพระองค์มากมาย และอาจต้องใช้คืนด้วยราคาแสนแพงในอนาคต…ดีแล้วที่ยอมสังเวยไม้เท้าแห่งชีวิตเพื่อความสบายใจของตัวเอง…
อา…ดูเหมือนว่าถ้าเรายังไม่ได้เป็นเทวทูตลำดับสอง พระองค์จะคอยดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี แต่ไม่มีใครเดาได้ว่า หลังจากนั้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดบ้าง…
ไคลน์สลัดความคิดฟุ้งซ่าน สิ้นสุดพิธีกรรมและเก็บกวาดแท่นบูชา
จากนั้น ชายหนุ่มเริ่มวางแผนจัดการกับ ‘สุนัขแห่งฟัลกริม ผู้พิทักษ์ปราสาทต้นกำเนิด’
นักมายากลจะไม่แสดงกลโดยไม่เตรียมตัวล่วงหน้า
…
ย่านทิศใต้ของสะพาน ถนนกุหลาบ
เลียวนาร์ดเปลี่ยนเป็นเครื่องแบบตำรวจสีขาวดำ แต่ยังคงสวม ‘ถุงมือแดง’ และนำทีมของตนรวมถึงตำรวจจริง เดินทางไปยังวิหารของพระแม่ธรณีเพียงแห่งเดียวในกรุงเบ็คลันด์
อินทรธนูที่มันสวม ตรงกับตำแหน่งสารวัตรใหญ่ แต่ในความเป็นจริง ด้วยระดับของหัวหน้าทีมถุงมือแดง เลียวนาร์ดจะมีตำแหน่งในทางตำรวจเท่ากับผู้กำกับการ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับดังกล่าวมักไม่ลงพื้นที่ด้วยตัวเอง การสวมอินทรธนูตามความจริงอาจสร้างความสงสัยให้คนรอบข้าง
เลียวนาร์ดกวาดสายตาผ่านประตูและพบว่า วิหารแห่งนี้ค่อนข้างร้าง มีเพียงสองคนด้านใน คนหนึ่งเป็นบิชอปชาวฟุซัคที่นั่งสวดมนต์ในแถวหน้าสุดอย่างเคร่งขรึมราวกับขุนเขา อีกคนเป็นนักบวชสวมเสื้อคลุมสีน้ำตาล ผมสีดำ ตาสีแดง ใบหน้าหล่อเหลา กำลังทำความสะอาดพื้น
เอ็มลิน·ไวท์…เลียวนาร์ดพยักหน้าแผ่วเบา เดินไปตามทางเพื่อเข้าใกล้บิชอปยูทรอฟสกี้
มันกระแอมสองหน ส่งผลให้บิชอปลูกครึ่งคนยักษ์ลืมตาขึ้นมามอง
“ผมเป็นสารวัตรของกรมตำรวจเบ็คลันด์” เลียวนาร์ดแสดงบัตรประจำตัวและพูดต่อ “ทางเราอยากเชิญคุณไปที่สถานีเพื่อสอบสวน”
หลวงพ่อยูทรอฟสกี้ลุกขึ้นอย่างไม่รีบร้อน ถามเสียงสงบนิ่ง
“เรื่องอะไรหรือ”
“ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงแจ้งเข้ามาว่า คุณมีพฤติกรรมไม่ปรกติ อาจเป็นสายลับของเฟเนพ็อตหรือฟุซัค” เลียวนาร์ดเล่าเหตุผลที่เตรียมไว้
ขณะเดียวกัน มันเตรียมพร้อมที่จะกระชากบิชอปยูทรอฟสกี้เข้าสู่ความฝัน และถ้าหากข้ารับใช้รายนี้ขัดขืน มันก็ไม่ลังเลที่จะใช้กำลังเข้าควบคุมตัว
ด้วยการแบ่งทีมของถุงมือแดง ตราบใดที่ไม่ได้เผชิญหน้ากับครึ่งเทพตัวจริง โอกาสพ่ายแพ้ศัตรูเพียงคนเดียวนั้นต่ำมาก ต่อให้อีกฝ่ายเป็นข้ารับใช้ที่ถือครองสมบัติศักดิ์สิทธิ์ก็ตาม
ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนที่เลียวนาร์ดจะออกปฏิบัติการ มันทำเรื่องเบิกสมบัติปิดผนึกระดับ 1 กับทางโบสถ์ ส่งผลให้ภารกิจถูกเลื่อนออกมานานจนกระทั่งปัจจุบัน
หลวงพ่อยูทรอฟสกี้เงียบไปสองสามวินาที ชำเลืองไปทางเอ็มลิน·ไวท์ที่ยืนข้างเชิงเทียน
สีหน้าที่ซับซ้อนของเอ็มลินพลันแข็งทื่อ มันอ้าปาก แต่มิได้กล่าวคำใดออกมา
หลวงพ่อยูทรอฟสกี้ถอนสายตากลับพลางพยักหน้า
“ตกลง”
…ยอมร่วมมือแต่โดยดี? เราเคยคิดว่าจะเกิดการต่อสู้ที่ดุเดือดขึ้น ถึงกับต้องเตรียมการมากมายเพื่อไม่ให้มีใครโดนลูกหลง…เลียวนาร์ดผงะเล็กน้อย ยิ้มและกล่าว
“ขอบคุณสำหรับความร่วมมือ”
หากเกิดการต่อสู้ที่ทำให้ข้ารับใช้ของพระแม่ธรณีบาดเจ็บ เลียวนาร์ดเชื่อว่า สถานการณ์ที่ตึงเครียดอยู่แล้วจะทวีความเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม
จากประวัติศาสตร์ที่เรียนรู้ผ่าน ‘การเดินทางของกรอซาย’ จากความลับที่ได้ฟังจากชุมนุมทาโรต์ และจากคำบอกเล่าของพาลีส มันได้ทราบว่าความสัมพันธ์ระหว่างโบสถ์พระแม่ธรณีและโบสถ์รัตติกาลเปรียบดังกิ่งไม้แห้ง แค่เกิดประกายไฟเพียงเล็กน้อยก็มากพอจะทำให้สถานการณ์ลุกลามใหญ่โต หากเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น หนังสือประวัติศาสตร์ในอนาคตคงบันทึกเหตุการณ์ในวันนี้ของเลียวนาร์ดลงไป
สงครามที่พัฒนาจากความขัดแย้งในท้องถิ่นไปสู่อาณาจักร!
เลียวนาร์ด·มิเชลคือผู้ที่จุดถังดินระเบิดแห่งศาสนา!
ฟู่ว…เมื่อเห็นหลวงพ่อยูทรอฟสกี้ไม่ขัดขืน ยอมจำนนต่อการ ‘คุมขังแบบคุ้มครอง’ แต่โดยดี เอ็มลิน·ไวท์ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก มันรู้สึกพึงพอใจกับผลงานของตนในชุมนุมทาโรต์
ขณะเดียวกัน ซินดี้ หนึ่งในทีมถุงมือแดง ชำเลืองไปทางเอ็มลินที่ดูไม่เหมือนผู้ชายนักเนื่องจากถูกอาบด้วยแสงจันทร์สีนวล หรี่เสียงและพูด
“หัว…เอ่อ…นายคะ…ยังมีนักบวชอีกหนึ่งคน ให้พาตัวไปด้วยไหม? จากนั้นก็ปิดวิหารฤดูเก็บเกี่ยวชั่วคราวเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน”
“…” เอ็มลิน
“…” เลียวนาร์ด
หลังจากไตร่ตรองหลายวินาที เลียวนาร์ดเปิดปากพูด
“ถ้าคดีสายลับเกี่ยวข้องกับเฟเนพ็อตจริง เขาเองก็น่าสงสัย จำเป็นต้องพากลับไปสอบสวนด้วย”
เอ็มลินตะลึงงัน ตอบสนองไม่ถูกไปสักพัก
…
เขตตะวันออก บ้านเช่าแบบสองห้องนอน
ฟอร์สลูบดวงตาที่หมองคล้ำ หยิบกาแฟรสขมแก้วสุดท้ายขึ้นมากระดก ลุกขึ้นยืนและเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมออกไปข้างนอก
“เขียนเสร็จแล้ว?” ซิลที่กำลังเพลิดเพลินไปกับอาหารเช้า ถามอย่างงุนงง
เพิ่งผ่านมาแค่วันครึ่งเท่านั้น!
ฟอร์สส่ายหน้า สูดลมหายใจยาว
“ยัง…แต่เขียนส่วนแรกเสร็จแล้ว พร้อมส่งให้บรรณาธิการไปอ่านตรวจสอบ…ว่าจะทำเป็นนิยายตอน จะได้ไม่ต้องรอส่งรวดเดียว”
ซิลครุ่นคิดสักพัก
“เป็นแนวคิดที่ดี เธอจะได้ไม่เครียดมากเกินไป”
ฟอร์สทำหน้าบิดเบี้ยว หลับตาลงและกล่าว
“หวังว่าจะเป็นแบบนั้น…”
…
ในบ้านเช่าอีกหนึ่งหลังที่อยู่ห่างออกไปหลายถนน หลังจากยุ่งวุ่นวายสักพัก ไคลน์ซึ่งวางแผนเสร็จแล้ว กระตุ้นยุบพองหิวโหยในมือซ้ายและเปลี่ยนให้ร่างกายโปร่งใส เดินทางเข้าสู่โลกวิญญาณทันที
หลังจากแหงนมองริ้วแสงเจ็ดสีที่ลอยอยู่เบื้องบน ไคลน์ปล่อยแขนหุ่นเชิดทั้งสอง หยิบกล่องออกมาพร้อมกับสลายกำแพงวิญญาณที่ห่อหุ้ม ปล่อยให้ออร่าของหมาป่าอสูรแห่งสายหมอกแพร่กระจายออกไป
จากนั้น มันจับหุ่นเชิดเอ็นยูน และเอ็นยูนจับหุ่นเชิดโจนาส ทั้งสามเคลื่อนที่เข้าไปในส่วนลึกของโลกวิญญาณด้วยความเร็วสูง
ระหว่างทาง สัตว์ประหลาดพิสดารของโลกวิญญาณเคลื่อนที่ผ่านสองฝั่งซ้ายขวา คล้ายกับภาพวาดสีน้ำมันที่บรรยายเกี่ยวกับนรก
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ ลางสังหรณ์ของไคลน์ถูกกระตุ้น ฉากหนึ่งปรากฏขึ้นในใจอย่างรวดเร็ว
เป็นภาพของร่างอันผอมเพรียวที่อยู่ท่ามกลางแสงสีแดง ดำ ขาว และน้ำเงินซ้อนทับหลายชั้น
เค้าโครงภายนอกเหมือนกับหมาล่าเนื้อ ขนสั้นสีดำ เบ้าตาทั้งสองข้างถูกเติมเต็มด้วยเปลวไฟลุกโชน มุมปากยาวไปถึงท้ายทอย แม้จะอยู่ในร่างมายา แต่กลับมอบความรู้สึกไม่ต่างจากของจริง
สุนัขแห่งฟัลกริม!
ไคลน์ตัดสินใจหันหลังเพื่อเผชิญหน้ากับมัน
ชายหนุ่มปล่อยมือจากหุ่นเชิดทั้งสอง ปล่อยพวกมันล่องลอยไปที่อื่น
ผ่านไปไม่นาน สุนัขแห่งฟัลกริมปรากฏตัว
ดวงตาเปลวไฟทั้งสองข้างที่ไม่มีรูปทรงชัดเจน จดจ้องมาทางไคลน์พร้อมกับมอบบรรยากาศอันน่าสะพรึง
ทันทีหลังจากนั้น ร่างของอีกฝ่ายทวีความลวงตาจนกระทั่งหายไป ราวกับเป็นเพียงภาพฉายของประวัติศาสตร์
…หนีไปแล้ว? ไคลน์เกิดความประหลาดใจ แต่ก็ยังคงระวังการโจมตีที่อาจมีขึ้นภายหลัง
สิบวินาทีถัดมา ในตำแหน่งเดิม ร่างสองร่างปรากฏกาย ลำตัวปกคลุมด้วยขนสั้นสีดำ เบ้าตามีไฟลุกไหม้ มุมปากยาวไปถึงท้ายทอย
แต่ในเบ้าตาของสุนัขทั้งสองตัวกลับเหลือเปลวไฟเพียงตัวละหนึ่งดวง แถมยังเป็นคนละข้าง ส่วนเปลวไฟที่หายไปได้ตกลงมาอยู่หน้ากรงเล็บของพวกมันแทน
ก่อนที่ไคลน์จะได้ตอบโต้ สุนัขแห่งฟัลกริมหมอบลงท่ามกลางความว่างเปล่าพร้อมกับกระดิกหาง
กระดิกหาง
“…” ไคลน์อ้าปากค้าง ได้แต่สงสัยว่าตนกำลังฝันไป
…………………………
เมื่อได้ยินเสียงสะอื้นของวิล·อัสติน ไคลน์ทำตัวไม่ถูก จึงไม่แสดงสีหน้าใด
จนกระทั่งทารกที่ถูกห่อด้วยผ้าไหมเงินสงบลง ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงงุนงง
“ต่อให้พูดไปก่อนหน้านี้ก็คงไม่มีประโยชน์ ในตอนที่เราพบกัน คุณ ‘เริ่มต้นใหม่’ ไปแล้ว”
“ไม่เหมือนกัน ตอนนั้นข้ายังเป็นวิล·อัสติน ยังไม่มีนามสกุลว่าคริส และผ่านการเริ่มต้นใหม่มานานแล้ว” ทารกอวบอ้วนกล่าวทั้งน้ำตา “แม้ตอนนั้นจะยังเด็ก อีกหลายปีกว่าจะโตเต็มวัย แต่ตราบใดที่พร้อมรับความเสี่ยง โอกาสสำเร็จในการปรองดองก็ยังมี โดยเฉพาะเมื่อผนวกกับโชคชะตาที่ข้าสั่งสมมา ปัญหาดังกล่าวมีโอกาสผ่านพ้นไปได้…แต่ปัจจุบัน ความแตกต่างมีมากเกินไป หมดหนทางแก้ไขแล้ว”
ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์ไตร่ตรองก่อนจะกล่าว
“ทำไมไม่ลองให้เทวทูตเส้นทางนักจารกรรมขโมยเวลาชีวิตคุณไป? บางทีคุณอาจจะโตเร็วขึ้น”
วิล·อัสตินที่ยังคงสะอื้น ส่ายหน้าและพูด
“เปล่าประโยชน์…เจ้าพวกนั้นขโมย ‘วัยเด็ก’ และ ‘วัยรุ่น’ ของข้าไปไม่ได้ อย่างมากก็แค่ลดอายุขัยลง…หากใช้วิธีดังกล่าว วิล·อัสติน·คริสจะเสียชีวิตทันที…กลายเป็นเด็กที่เกิดในเดือนมิถุนายนปีหนึ่งพันสามร้อยห้าสิบและตายในเดือนตุลาคมหนึ่งพันสามร้อยห้าสิบ…แก่ตายด้วยวัยเพียงสี่เดือน…”
“แต่ผมเคยเห็นการเร่งอายุจากการขโมยช่วงชีวิต” ไคลน์กำลังหมายถึงสิ่งที่ตนเห็นในสุสานของอามุนด์
ทารกอวบอ้วนส่ายหน้า
“ผิดแล้ว นั่นเป็นแค่ผลลัพธ์เชิงสัญลักษณ์ หากนำมาใช้กับข้า ร่างกายทารกจะมีผมหงอกและเต็มไปด้วยริ้วรอย มิได้เจริญเติบโต…คนเดียวที่สามารถขโมย ‘วัยเด็ก’ และ ‘วัยรุ่น’ ของข้าได้อย่างแม่นยำคืออามุนด์ และต้องเป็นอามุนด์ร่างหลักเท่านั้น…”
ถึงตรงนี้ ทารกที่ห่อหุ้มด้วยผ้าไหมสีเงินและไคลน์ต่างก็ปิดปากเงียบเป็นเวลานาน ไม่มีใครกล่าวคำใด
หากเผชิญหน้ากับอามุนด์ร่างหลัก เกรงว่าสิ่งที่ถูกขโมยจะไม่ใช่แค่ ‘วัยเด็ก’ และ ‘วัยรุ่น’
ผ่านไปสักพัก ไคลน์ถอนหายใจยาวและกล่าวโดยไม่ปิดบัง
“งั้นผมคงต้องยอมแพ้เรื่องนั้นไปก่อน…แต่ก็ยังอยากทราบวิธีปรองดองกับเอกลักษณ์อยู่ดี ถ้าในอนาคตมีโอกาสจะได้ไม่ทำผิดพลาด อาจเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์เข้าสักวัน…”
วิล·อัสตินวางมือที่เปียกน้ำตาลง
“ไม่ต้องไปถามใครที่ไหนหรอก ข้ารู้วิธีมานานแล้ว เพียงแต่ทำไม่ได้…คิดว่าข้าเป็นประธานใหญ่ของโรงเรียนชีวิตได้เพราะอะไร?”
“…” ไคลน์ถามด้วยความประหลาดใจและสงสัย “ทำไมถึงปรองดองไม่ได้?”
วิล·อัสตินดึงผ้าห่มผืนเล็กในรถเข็นและพูด
“มีสามวิธีในการปรองดองกับเอกลักษณ์ ประการแรก เกิดมาพร้อมกับเอกลักษณ์ นั่นจะหมายถึงการเป็นเอกลักษณ์ที่มีความเป็นมนุษย์ ประการที่สอง ทำให้มันมีสัญญาณชีพในระดับหนึ่ง จากนั้นผสานเข้ากับร่างกายโดยใช้พลังของพระผู้สร้างในการข่มเอกลักษณ์เอาไว้ วิธีนี้จะใช้เวลาปรับตัวและสร้างสมดุลนานมาก ประการที่สาม นำเอกลักษณ์มาปรุงเป็นโอสถที่ไม่สมบูรณ์ จากนั้นก็ดื่มระหว่างพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพฉบับรวบรัด…วิธีแรกเป็นไปไม่ได้ พี่น้องคู่นั้นจึงน่าอิจฉามาก…วิธีที่สองก็ทำไม่ได้เช่นกัน เพราะเทพสุริยันบรรพกาลร่วงหล่นไปนานแล้ว…วิธีที่สามคือหนทางเดียวที่เป็นไปได้ แต่สำหรับลำดับหนึ่ง เส้นทางโชคชะตา ข้าทำได้เพียงรอให้วาสนานำพา”
สำหรับวิธีแรก จักรพรรดิโรซายล์เคยเขียนไว้ในไดอารี เป็นวิธีที่มิสเตอร์ประตูเล่าให้ฟัง…สำหรับวิธีที่สอง หมายความว่าเทพสุริยันบรรพกาลเชี่ยวชาญพลังในหลายขอบเขต? ท่านมีระดับสูงกว่าเทพแท้จริงในปัจจุบันอยู่ครึ่งขั้น? หรือหนึ่งขั้นเต็ม? ระดับเดียวกับพระผู้สร้างต้นกำเนิด? ไตร่ตรองสักพัก ไคลน์ถามกลับด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“วาสนานำพาหมายความว่ายังไง? เกี่ยวอะไรกับการที่ผมถามเรื่องนี้เร็วหรือช้า?”
ใบหน้าทารกอ้วนของวิล·อัสตินเผยความเหนื่อยหน่าย
“พิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพของเส้นทางโชคชะตาเป็นได้ทั้งง่ายที่สุด…และยากที่สุด…ตราบใดที่พวกเราพบจังหวะที่เหมาะสมท่ามกลางกระแสแห่งชะตากรรม การดื่มโอสถในช่วงเวลาดังกล่าวจะช่วยให้เถลิงบัลลังก์เทพสำเร็จ…ปัญหาก็คือ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะค้นหากระแสแห่งชะตากรรมดังกล่าว พวกเราไม่สามารถทำนายถามได้ แม้แต่ช่วงเวลาที่แน่ชัดก็ไม่ทราบ ไม่สามารถล็อกเป้าได้ด้วยประการทั้งปวง ทำได้เพียงตัดความเป็นไปได้ที่ไม่ใช่ออกไปและค้นหาอย่างอดทน ข้าเริ่มต้นใหม่มาแล้วหลายครั้ง ใช้เวลาไปไม่น้อย แต่ก็ยังมองหากระแสแห่งชะตากรรมไม่พบ…”
กล่าวถึงตรงนี้ ทารกอ้วนหลั่งน้ำตาอีกครั้ง
ฟังดูเหมือนง่าย แต่ความจริงแล้วทำได้เพียงพึ่งพาโชคชะตาและความสามารถในการ ‘มองหา’ …ไคลน์ถอนหายใจยาว ถามด้วยน้ำเสียงค่อนข้างมั่นใจ
“ในตอนที่ผมบอกว่าจะช่วยให้คุณปรองดองกับเอกลักษณ์ คุณมองเห็น ‘โอกาส’ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตอย่างคลุมเครือ?”
ทารกอวบอ้วนร้องไห้หนักกว่าเก่า
“ถึงข้าจะยังไม่มั่นใจ…แต่ก็เกิดลางสังหรณ์บางอย่าง…”
…แบบนี้นี่เอง ในตอนที่วิล·อัสตินตัดสินใจเข้าหาเรา นอกจากจะหวังเกี่ยวกับยันต์วันวานอีกครั้ง ยังหวังจะได้พบ ‘วาสนา’ ด้วย? โลภชะมัด…ไคลน์พยักหน้าเล็กน้อย
“ถ้าอย่างนั้นก็คงทำอะไรไม่ได้แล้ว…”
“เจ้าช่วยข้าด้วยการมอบยันต์นั่นมาให้อีกหลาย ๆ แผ่น!” วิล·อัสตินพยักหน้าหนักแน่น
“ตกลง” ไคลน์ตอบโดยไม่ลังเล จากนั้นก็เสริม “คุณเองก็ต้องพับนกกระเรียนกระดาษให้ผมอีกหลายตัวเหมือนกัน”
กล่าวจบ ทั้งไคลน์และทารกที่ถูกห่อด้วยผ้าไหมสีเงิน ต่างเงียบงันเป็นเวลานาน
…
ภายในบ้านเช่า ไคลน์ที่ตื่นจากความฝัน ลุกขึ้นยืนและเดินออกไปที่ห้องด้านนอก หยิบปากกาและกระดาษ เขียนถึงเลียวนาร์ด
“…ผมได้รับยันต์ลำดับสูงของเส้นทางนักทำนายมาจำนวนหนึ่ง มีคุณสมบัติช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถยืมพลังจากตัวเองในอดีต…”
ไคลน์ไม่ได้ถามว่าเพื่อนรักนักกวีต้องการมันหรือไม่ คล้ายกับเป็นประโยคบอกเล่าเรียบง่าย
หลังจากพับกระดาษจดหมาย มันหยิบเหรียญทองและยันต์เพชรทรงสี่เหลี่ยมออกมาถือ เป่าฮาร์โมนิก้านักผจญภัย
ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ที่แต่งกายในเดรสซับซ้อนสีเข้ม เดินออกจากความว่างเปล่าพร้อมกับสี่หัวที่มีผมสีทองตาสีแดง ดวงตาทุกคู่จับจ้องมาทางยันต์วันวานอีกครั้งอย่างพร้อมเพรียง
สี่หัวขยับปากพูดเรียงกัน
“คราวนี้…” “จะให้ข้า…” “จัดการ…” “กับใคร…”
ตรงไปตรงมาดี…ไคลน์ถอนหายใจพลางยิ้ม
“ยังไม่ยืนยัน…ในอนาคต ผมมีแผนจะทำลายพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพของจอร์จที่สาม อาจต้องยืมความช่วยเหลือจากคุณในช่วงเวลาวิกฤติ”
สี่เศียรผมทองตาแดงของไรเน็ตต์ตอบกลับเรียงกัน
“ฟัง…” “ดู…” “อันตราย…” “มาก…”
“ต้องจ่าย…” “มากกว่า…” “เดิม…”
“จ่ายด้วยยันต์แบบนี้?” หน้าผากไคลน์กระตุกทันที ราวกับหวนนึกถึงความเจ็บปวดขณะฉีกกระชากดวงวิญญาณตัวเอง
“สามแผ่น…” ศีรษะสุดท้ายของไรเน็ตต์ที่ไม่ได้พูดประโยคล่าสุด เปล่งเสียงเย็นเยียบ
“…” ไคลน์ฝืนยิ้ม
“ตกลง…แต่ต้องใช้เวลาประมาณสองสัปดาห์”
ประการแรก มันเพิ่งแบ่งหนอนวิญญาณออกมาเป็นจำนวนมากเพื่อสร้างยันต์วันวานอีกครั้ง ส่งผลให้ร่างกายใกล้ถึงขีดจำกัด จำเป็นต้องพักผ่อนอีกสักระยะ ประการที่สอง มันคาดการณ์ว่าในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า เมื่อนิยายเล่มใหม่ของมิสเมจิกเชี่ยนถูกวางขาย โอสถจอมเวทพิสดารจะย่อยเสร็จสมบูรณ์และถึงเวลาเลื่อนเป็นปราชญ์โบราณ หากทำสำเร็จ อาจมีวิธีสร้างยันต์วันวานอีกครั้งที่ง่ายกว่าเดิม หรือเจ็บตัวน้อยกว่า
หัวทั้งสี่ของไรเน็ตต์ขยับขึ้นลงโดยอาศัยการดึงผม สื่อว่าไม่มีปัญหา
ไคลน์ชี้ไปทางจดหมายและเหรียญทอง
“ส่งลงในกล่องจดหมายของบ้านเลขที่เจ็ด ถนนพินสเตอร์”
มันทำนายดวงชะตาล่วงหน้าและพบว่าเลียวนาร์ดไม่ได้อยู่ที่บ้าน ดูเหมือนกำลังเดินทางไปที่ย่านทิศใต้ของสะพาน
หนึ่งในศีรษะของไรเน็ตต์ขยับ ทั้งจดหมาย เหรียญทอง และยันต์วันวานอีกครั้งถูกดูดเข้าไปในปากของเธอ
หลังจากเฝ้ามองมิสผู้ส่งสารเดินเข้าไปในความว่างเปล่าและอันตรธานหายไปจากห้องเช่า ไคลน์ไตร่ตรองสิบวินาทีก่อนจะประกอบพิธีกรรมสังเวยและรับมอบ
ในเมื่อโอสถจอมเวทพิสดารใกล้ถูกย่อยสมบูรณ์ มันจำเป็นต้องเตรียมหาวัตถุดิบสำหรับปราชญ์โบราณไว้ล่วงหน้า
จากบรรดาทั้งหมด หัวใจที่ผุกร่อนและผลึกขนน้ำแข็งของหมาป่าอสูรแห่งสายหมอก น่าจะหาได้จากเทพธิดารัตติกาล
และถ้ามีหัวใจที่ผุกร่อนของหมาป่าอสูรแห่งสายหมอก ชายหนุ่มสามารถเดินทางไปยังโลกวิญญาณเพื่อ ‘ล่อ’ ให้สุนัขแห่งฟัลกริมปรากฏตัว
หลังจากวุ่นวายอยู่สักพัก ไคลน์ประกอบแท่นบูชาเสร็จ ถอยหลังสองก้าวและตรวจสอบสภาพแวดล้อม
แท่นบูชาค่อนข้างสะอาด…ยิ่งเมื่อมีผนึกจากกำแพงวิญญาณ ก็เพียงพอแล้วสำหรับใช้ประกอบพิธีกรรม…แต่ในระยะหลัง เราไม่ได้สร้างผลงานหรือสังเวยสิ่งของมีค่าให้พระองค์เลย แล้วจะใช้เหตุผลใดในการขอของรางวัล? เล่าแผนการในอนาคตให้ฟังพร้อมกับขอกู้ล่วงหน้า? แบบนั้นจะเป็นการหมิ่นเกียรติพระองค์มากไปไหม? คงต้องลองสังเวยสิ่งที่พอจะมีค่า หากเทพธิดายินดีรับไว้ พระองค์คงมอบรางวัลแลกเปลี่ยน…
ของมีค่า…นึกถึงตรงนี้ ไคลน์จินตนาการภาพกองขยะบนมิติหมอก
เดิมที มันคิดจะนำสิ่งของที่ขายไม่ออกและไร้ประโยชน์ในปัจจุบันอย่างขวดพิษชีวภาพ ตะกอนพลังนักสอบสวน ตะกอนพลังคนบ้า ออร่าของผู้ละเมอ เลือดของนักล่าพันหน้า ดวงตาการ์กอยล์หกปีก ผงละอองของหัวขโมยโลกวิญญาณ และอีกมาก มามัดรวมกันและสังเวยให้เทพธิดารัตติกาล เพื่อแลกกับวัตถุดิบโอสถปราชญ์โบราณ แต่มันเกรงว่านั่นอาจทำให้เทพธิดาดูเหมือนโรงรับซื้อขยะ จึงล้มเลิกความคิดดังกล่าว
ต้องเป็นสิ่งที่มีค่าพอ ๆ กัน…‘การเดินทางของกรอซาย’ คงไม่ได้…หนังสือเล่มนี้ซ่อนความลับไว้มากมาย อาจมีบทบาทสำคัญในอนาคต…อา จริงสิ ครั้งถัดไปที่ทีมสำรวจของเดอะซันน้อยเข้าไปในวังราชาคนยักษ์ เราอาจพิจารณาส่งมอบเถ้ากระดูกของกรอซายไปให้ฝัง…สำหรับการสำรวจครั้งที่ผ่านมา เราไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะไปได้ไกลแค่ไหน คิดว่าอาจเข้าไม่ถึงวังราชาคนยักษ์ของจริงด้วยซ้ำ จึงไม่ได้มอบเถ้ากระดูกไว้ล่วงหน้า…
คทาเทพสมุทร? นั่นยิ่งสำคัญกว่าเดิม ไม่ใช่แค่เป็นสมบัติปิดผนึกที่ทรงพลังที่สุดของเรา แต่ยังเกี่ยวข้องกับสาวกเทพสมุทร ตอนนี้พวกเขาทำหน้าที่เป็นหลักยึดเหนี่ยวให้เรา หากเมื่อใดที่เรามีหลักยึดเหนี่ยวแหล่งอื่น บางทีอาจพิจารณามอบให้มิสเตอร์แฮงแมน…
ตะกอนพลังของเฮอร์วิน·แรมบิส? ไม่ได้ เรารับปากกับมิสจัสติสไว้แล้ว…หลังจากไตร่ตรอง ไคลน์พบว่าตนเหลือตัวเลือกไม่มากนัก เช่นไม้เท้าแห่งชีวิต ยันต์เพลิงสุริยัน ยันต์โจรปล้นดวง ยันต์วันวานอีกครั้ง และยันต์คุมวิญญาณ
อย่างหลัง ๆ ล้วนเป็นของที่ใช้แล้วทิ้ง แม้จะนำทั้งหมดมารวมกัน แต่มูลค่าไม่มีทางทัดเทียมวัตถุดิบหลักของโอสถลำดับสาม…และเหนือสิ่งอื่นใด หากพลัง ‘ย้ายบาดแผล’ ของเราถูกยกระดับ ไม้เท้าแห่งชีวิตก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป…หลังจากลังเลสักพัก ไคลน์ตัดสินใจได้
…………………………
เมื่อได้ยินเสียงสะอื้นของวิล·อัสติน ไคลน์ทำตัวไม่ถูก จึงไม่แสดงสีหน้าใด
จนกระทั่งทารกที่ถูกห่อด้วยผ้าไหมเงินสงบลง ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงงุนงง
“ต่อให้พูดไปก่อนหน้านี้ก็คงไม่มีประโยชน์ ในตอนที่เราพบกัน คุณ ‘เริ่มต้นใหม่’ ไปแล้ว”
“ไม่เหมือนกัน ตอนนั้นข้ายังเป็นวิล·อัสติน ยังไม่มีนามสกุลว่าคริส และผ่านการเริ่มต้นใหม่มานานแล้ว” ทารกอวบอ้วนกล่าวทั้งน้ำตา “แม้ตอนนั้นจะยังเด็ก อีกหลายปีกว่าจะโตเต็มวัย แต่ตราบใดที่พร้อมรับความเสี่ยง โอกาสสำเร็จในการปรองดองก็ยังมี โดยเฉพาะเมื่อผนวกกับโชคชะตาที่ข้าสั่งสมมา ปัญหาดังกล่าวมีโอกาสผ่านพ้นไปได้…แต่ปัจจุบัน ความแตกต่างมีมากเกินไป หมดหนทางแก้ไขแล้ว”
ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์ไตร่ตรองก่อนจะกล่าว
“ทำไมไม่ลองให้เทวทูตเส้นทางนักจารกรรมขโมยเวลาชีวิตคุณไป? บางทีคุณอาจจะโตเร็วขึ้น”
วิล·อัสตินที่ยังคงสะอื้น ส่ายหน้าและพูด
“เปล่าประโยชน์…เจ้าพวกนั้นขโมย ‘วัยเด็ก’ และ ‘วัยรุ่น’ ของข้าไปไม่ได้ อย่างมากก็แค่ลดอายุขัยลง…หากใช้วิธีดังกล่าว วิล·อัสติน·คริสจะเสียชีวิตทันที…กลายเป็นเด็กที่เกิดในเดือนมิถุนายนปีหนึ่งพันสามร้อยห้าสิบและตายในเดือนตุลาคมหนึ่งพันสามร้อยห้าสิบ…แก่ตายด้วยวัยเพียงสี่เดือน…”
“แต่ผมเคยเห็นการเร่งอายุจากการขโมยช่วงชีวิต” ไคลน์กำลังหมายถึงสิ่งที่ตนเห็นในสุสานของอามุนด์
ทารกอวบอ้วนส่ายหน้า
“ผิดแล้ว นั่นเป็นแค่ผลลัพธ์เชิงสัญลักษณ์ หากนำมาใช้กับข้า ร่างกายทารกจะมีผมหงอกและเต็มไปด้วยริ้วรอย มิได้เจริญเติบโต…คนเดียวที่สามารถขโมย ‘วัยเด็ก’ และ ‘วัยรุ่น’ ของข้าได้อย่างแม่นยำคืออามุนด์ และต้องเป็นอามุนด์ร่างหลักเท่านั้น…”
ถึงตรงนี้ ทารกที่ห่อหุ้มด้วยผ้าไหมสีเงินและไคลน์ต่างก็ปิดปากเงียบเป็นเวลานาน ไม่มีใครกล่าวคำใด
หากเผชิญหน้ากับอามุนด์ร่างหลัก เกรงว่าสิ่งที่ถูกขโมยจะไม่ใช่แค่ ‘วัยเด็ก’ และ ‘วัยรุ่น’
ผ่านไปสักพัก ไคลน์ถอนหายใจยาวและกล่าวโดยไม่ปิดบัง
“งั้นผมคงต้องยอมแพ้เรื่องนั้นไปก่อน…แต่ก็ยังอยากทราบวิธีปรองดองกับเอกลักษณ์อยู่ดี ถ้าในอนาคตมีโอกาสจะได้ไม่ทำผิดพลาด อาจเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์เข้าสักวัน…”
วิล·อัสตินวางมือที่เปียกน้ำตาลง
“ไม่ต้องไปถามใครที่ไหนหรอก ข้ารู้วิธีมานานแล้ว เพียงแต่ทำไม่ได้…คิดว่าข้าเป็นประธานใหญ่ของโรงเรียนชีวิตได้เพราะอะไร?”
“…” ไคลน์ถามด้วยความประหลาดใจและสงสัย “ทำไมถึงปรองดองไม่ได้?”
วิล·อัสตินดึงผ้าห่มผืนเล็กในรถเข็นและพูด
“มีสามวิธีในการปรองดองกับเอกลักษณ์ ประการแรก เกิดมาพร้อมกับเอกลักษณ์ นั่นจะหมายถึงการเป็นเอกลักษณ์ที่มีความเป็นมนุษย์ ประการที่สอง ทำให้มันมีสัญญาณชีพในระดับหนึ่ง จากนั้นผสานเข้ากับร่างกายโดยใช้พลังของพระผู้สร้างในการข่มเอกลักษณ์เอาไว้ วิธีนี้จะใช้เวลาปรับตัวและสร้างสมดุลนานมาก ประการที่สาม นำเอกลักษณ์มาปรุงเป็นโอสถที่ไม่สมบูรณ์ จากนั้นก็ดื่มระหว่างพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพฉบับรวบรัด…วิธีแรกเป็นไปไม่ได้ พี่น้องคู่นั้นจึงน่าอิจฉามาก…วิธีที่สองก็ทำไม่ได้เช่นกัน เพราะเทพสุริยันบรรพกาลร่วงหล่นไปนานแล้ว…วิธีที่สามคือหนทางเดียวที่เป็นไปได้ แต่สำหรับลำดับหนึ่ง เส้นทางโชคชะตา ข้าทำได้เพียงรอให้วาสนานำพา”
สำหรับวิธีแรก จักรพรรดิโรซายล์เคยเขียนไว้ในไดอารี เป็นวิธีที่มิสเตอร์ประตูเล่าให้ฟัง…สำหรับวิธีที่สอง หมายความว่าเทพสุริยันบรรพกาลเชี่ยวชาญพลังในหลายขอบเขต? ท่านมีระดับสูงกว่าเทพแท้จริงในปัจจุบันอยู่ครึ่งขั้น? หรือหนึ่งขั้นเต็ม? ระดับเดียวกับพระผู้สร้างต้นกำเนิด? ไตร่ตรองสักพัก ไคลน์ถามกลับด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“วาสนานำพาหมายความว่ายังไง? เกี่ยวอะไรกับการที่ผมถามเรื่องนี้เร็วหรือช้า?”
ใบหน้าทารกอ้วนของวิล·อัสตินเผยความเหนื่อยหน่าย
“พิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพของเส้นทางโชคชะตาเป็นได้ทั้งง่ายที่สุด…และยากที่สุด…ตราบใดที่พวกเราพบจังหวะที่เหมาะสมท่ามกลางกระแสแห่งชะตากรรม การดื่มโอสถในช่วงเวลาดังกล่าวจะช่วยให้เถลิงบัลลังก์เทพสำเร็จ…ปัญหาก็คือ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะค้นหากระแสแห่งชะตากรรมดังกล่าว พวกเราไม่สามารถทำนายถามได้ แม้แต่ช่วงเวลาที่แน่ชัดก็ไม่ทราบ ไม่สามารถล็อกเป้าได้ด้วยประการทั้งปวง ทำได้เพียงตัดความเป็นไปได้ที่ไม่ใช่ออกไปและค้นหาอย่างอดทน ข้าเริ่มต้นใหม่มาแล้วหลายครั้ง ใช้เวลาไปไม่น้อย แต่ก็ยังมองหากระแสแห่งชะตากรรมไม่พบ…”
กล่าวถึงตรงนี้ ทารกอ้วนหลั่งน้ำตาอีกครั้ง
ฟังดูเหมือนง่าย แต่ความจริงแล้วทำได้เพียงพึ่งพาโชคชะตาและความสามารถในการ ‘มองหา’ …ไคลน์ถอนหายใจยาว ถามด้วยน้ำเสียงค่อนข้างมั่นใจ
“ในตอนที่ผมบอกว่าจะช่วยให้คุณปรองดองกับเอกลักษณ์ คุณมองเห็น ‘โอกาส’ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตอย่างคลุมเครือ?”
ทารกอวบอ้วนร้องไห้หนักกว่าเก่า
“ถึงข้าจะยังไม่มั่นใจ…แต่ก็เกิดลางสังหรณ์บางอย่าง…”
…แบบนี้นี่เอง ในตอนที่วิล·อัสตินตัดสินใจเข้าหาเรา นอกจากจะหวังเกี่ยวกับยันต์วันวานอีกครั้ง ยังหวังจะได้พบ ‘วาสนา’ ด้วย? โลภชะมัด…ไคลน์พยักหน้าเล็กน้อย
“ถ้าอย่างนั้นก็คงทำอะไรไม่ได้แล้ว…”
“เจ้าช่วยข้าด้วยการมอบยันต์นั่นมาให้อีกหลาย ๆ แผ่น!” วิล·อัสตินพยักหน้าหนักแน่น
“ตกลง” ไคลน์ตอบโดยไม่ลังเล จากนั้นก็เสริม “คุณเองก็ต้องพับนกกระเรียนกระดาษให้ผมอีกหลายตัวเหมือนกัน”
กล่าวจบ ทั้งไคลน์และทารกที่ถูกห่อด้วยผ้าไหมสีเงิน ต่างเงียบงันเป็นเวลานาน
…
ภายในบ้านเช่า ไคลน์ที่ตื่นจากความฝัน ลุกขึ้นยืนและเดินออกไปที่ห้องด้านนอก หยิบปากกาและกระดาษ เขียนถึงเลียวนาร์ด
“…ผมได้รับยันต์ลำดับสูงของเส้นทางนักทำนายมาจำนวนหนึ่ง มีคุณสมบัติช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถยืมพลังจากตัวเองในอดีต…”
ไคลน์ไม่ได้ถามว่าเพื่อนรักนักกวีต้องการมันหรือไม่ คล้ายกับเป็นประโยคบอกเล่าเรียบง่าย
หลังจากพับกระดาษจดหมาย มันหยิบเหรียญทองและยันต์เพชรทรงสี่เหลี่ยมออกมาถือ เป่าฮาร์โมนิก้านักผจญภัย
ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ที่แต่งกายในเดรสซับซ้อนสีเข้ม เดินออกจากความว่างเปล่าพร้อมกับสี่หัวที่มีผมสีทองตาสีแดง ดวงตาทุกคู่จับจ้องมาทางยันต์วันวานอีกครั้งอย่างพร้อมเพรียง
สี่หัวขยับปากพูดเรียงกัน
“คราวนี้…” “จะให้ข้า…” “จัดการ…” “กับใคร…”
ตรงไปตรงมาดี…ไคลน์ถอนหายใจพลางยิ้ม
“ยังไม่ยืนยัน…ในอนาคต ผมมีแผนจะทำลายพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพของจอร์จที่สาม อาจต้องยืมความช่วยเหลือจากคุณในช่วงเวลาวิกฤติ”
สี่เศียรผมทองตาแดงของไรเน็ตต์ตอบกลับเรียงกัน
“ฟัง…” “ดู…” “อันตราย…” “มาก…”
“ต้องจ่าย…” “มากกว่า…” “เดิม…”
“จ่ายด้วยยันต์แบบนี้?” หน้าผากไคลน์กระตุกทันที ราวกับหวนนึกถึงความเจ็บปวดขณะฉีกกระชากดวงวิญญาณตัวเอง
“สามแผ่น…” ศีรษะสุดท้ายของไรเน็ตต์ที่ไม่ได้พูดประโยคล่าสุด เปล่งเสียงเย็นเยียบ
“…” ไคลน์ฝืนยิ้ม
“ตกลง…แต่ต้องใช้เวลาประมาณสองสัปดาห์”
ประการแรก มันเพิ่งแบ่งหนอนวิญญาณออกมาเป็นจำนวนมากเพื่อสร้างยันต์วันวานอีกครั้ง ส่งผลให้ร่างกายใกล้ถึงขีดจำกัด จำเป็นต้องพักผ่อนอีกสักระยะ ประการที่สอง มันคาดการณ์ว่าในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า เมื่อนิยายเล่มใหม่ของมิสเมจิกเชี่ยนถูกวางขาย โอสถจอมเวทพิสดารจะย่อยเสร็จสมบูรณ์และถึงเวลาเลื่อนเป็นปราชญ์โบราณ หากทำสำเร็จ อาจมีวิธีสร้างยันต์วันวานอีกครั้งที่ง่ายกว่าเดิม หรือเจ็บตัวน้อยกว่า
หัวทั้งสี่ของไรเน็ตต์ขยับขึ้นลงโดยอาศัยการดึงผม สื่อว่าไม่มีปัญหา
ไคลน์ชี้ไปทางจดหมายและเหรียญทอง
“ส่งลงในกล่องจดหมายของบ้านเลขที่เจ็ด ถนนพินสเตอร์”
มันทำนายดวงชะตาล่วงหน้าและพบว่าเลียวนาร์ดไม่ได้อยู่ที่บ้าน ดูเหมือนกำลังเดินทางไปที่ย่านทิศใต้ของสะพาน
หนึ่งในศีรษะของไรเน็ตต์ขยับ ทั้งจดหมาย เหรียญทอง และยันต์วันวานอีกครั้งถูกดูดเข้าไปในปากของเธอ
หลังจากเฝ้ามองมิสผู้ส่งสารเดินเข้าไปในความว่างเปล่าและอันตรธานหายไปจากห้องเช่า ไคลน์ไตร่ตรองสิบวินาทีก่อนจะประกอบพิธีกรรมสังเวยและรับมอบ
ในเมื่อโอสถจอมเวทพิสดารใกล้ถูกย่อยสมบูรณ์ มันจำเป็นต้องเตรียมหาวัตถุดิบสำหรับปราชญ์โบราณไว้ล่วงหน้า
จากบรรดาทั้งหมด หัวใจที่ผุกร่อนและผลึกขนน้ำแข็งของหมาป่าอสูรแห่งสายหมอก น่าจะหาได้จากเทพธิดารัตติกาล
และถ้ามีหัวใจที่ผุกร่อนของหมาป่าอสูรแห่งสายหมอก ชายหนุ่มสามารถเดินทางไปยังโลกวิญญาณเพื่อ ‘ล่อ’ ให้สุนัขแห่งฟัลกริมปรากฏตัว
หลังจากวุ่นวายอยู่สักพัก ไคลน์ประกอบแท่นบูชาเสร็จ ถอยหลังสองก้าวและตรวจสอบสภาพแวดล้อม
แท่นบูชาค่อนข้างสะอาด…ยิ่งเมื่อมีผนึกจากกำแพงวิญญาณ ก็เพียงพอแล้วสำหรับใช้ประกอบพิธีกรรม…แต่ในระยะหลัง เราไม่ได้สร้างผลงานหรือสังเวยสิ่งของมีค่าให้พระองค์เลย แล้วจะใช้เหตุผลใดในการขอของรางวัล? เล่าแผนการในอนาคตให้ฟังพร้อมกับขอกู้ล่วงหน้า? แบบนั้นจะเป็นการหมิ่นเกียรติพระองค์มากไปไหม? คงต้องลองสังเวยสิ่งที่พอจะมีค่า หากเทพธิดายินดีรับไว้ พระองค์คงมอบรางวัลแลกเปลี่ยน…
ของมีค่า…นึกถึงตรงนี้ ไคลน์จินตนาการภาพกองขยะบนมิติหมอก
เดิมที มันคิดจะนำสิ่งของที่ขายไม่ออกและไร้ประโยชน์ในปัจจุบันอย่างขวดพิษชีวภาพ ตะกอนพลังนักสอบสวน ตะกอนพลังคนบ้า ออร่าของผู้ละเมอ เลือดของนักล่าพันหน้า ดวงตาการ์กอยล์หกปีก ผงละอองของหัวขโมยโลกวิญญาณ และอีกมาก มามัดรวมกันและสังเวยให้เทพธิดารัตติกาล เพื่อแลกกับวัตถุดิบโอสถปราชญ์โบราณ แต่มันเกรงว่านั่นอาจทำให้เทพธิดาดูเหมือนโรงรับซื้อขยะ จึงล้มเลิกความคิดดังกล่าว
ต้องเป็นสิ่งที่มีค่าพอ ๆ กัน…‘การเดินทางของกรอซาย’ คงไม่ได้…หนังสือเล่มนี้ซ่อนความลับไว้มากมาย อาจมีบทบาทสำคัญในอนาคต…อา จริงสิ ครั้งถัดไปที่ทีมสำรวจของเดอะซันน้อยเข้าไปในวังราชาคนยักษ์ เราอาจพิจารณาส่งมอบเถ้ากระดูกของกรอซายไปให้ฝัง…สำหรับการสำรวจครั้งที่ผ่านมา เราไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะไปได้ไกลแค่ไหน คิดว่าอาจเข้าไม่ถึงวังราชาคนยักษ์ของจริงด้วยซ้ำ จึงไม่ได้มอบเถ้ากระดูกไว้ล่วงหน้า…
คทาเทพสมุทร? นั่นยิ่งสำคัญกว่าเดิม ไม่ใช่แค่เป็นสมบัติปิดผนึกที่ทรงพลังที่สุดของเรา แต่ยังเกี่ยวข้องกับสาวกเทพสมุทร ตอนนี้พวกเขาทำหน้าที่เป็นหลักยึดเหนี่ยวให้เรา หากเมื่อใดที่เรามีหลักยึดเหนี่ยวแหล่งอื่น บางทีอาจพิจารณามอบให้มิสเตอร์แฮงแมน…
ตะกอนพลังของเฮอร์วิน·แรมบิส? ไม่ได้ เรารับปากกับมิสจัสติสไว้แล้ว…หลังจากไตร่ตรอง ไคลน์พบว่าตนเหลือตัวเลือกไม่มากนัก เช่นไม้เท้าแห่งชีวิต ยันต์เพลิงสุริยัน ยันต์โจรปล้นดวง ยันต์วันวานอีกครั้ง และยันต์คุมวิญญาณ
อย่างหลัง ๆ ล้วนเป็นของที่ใช้แล้วทิ้ง แม้จะนำทั้งหมดมารวมกัน แต่มูลค่าไม่มีทางทัดเทียมวัตถุดิบหลักของโอสถลำดับสาม…และเหนือสิ่งอื่นใด หากพลัง ‘ย้ายบาดแผล’ ของเราถูกยกระดับ ไม้เท้าแห่งชีวิตก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป…หลังจากลังเลสักพัก ไคลน์ตัดสินใจได้
…………………………
เฮเซลตาค้างทันที รู้สึกคล้ายกับภายในหัวมีบางสิ่งกำลังขยายออก พยายามฉีกทำลายบาเรียล่องหนและพรั่งพรูออกมา
เธอรีบมองไปทางอื่นตามสัญชาตญาณและขดตัวสั่น
จากนั้น หญิงสาวสัมผัสได้ว่า ภายในส่วนลึกของจิตใจมีแสงหนึ่งสว่างขึ้น ระเบิดออกพร้อมกับเศษเสี้ยวความทรงจำ
เธอจดจำได้ว่า มีเหตุการณ์ใดบ้างเกิดขึ้นในวันนั้น ยังไม่ลืมว่าบิดา มารดา สาวใช้ และคนใช้ชายต่างสวมแว่นตาขาเดียวหรือไม่ก็พยายามจับตาข้างขวา ความสยดสยองอันยากจะอธิบายผุดขึ้นอย่างคมชัดราวกับถูกสลักลงบนกระดูก
สีหน้าเฮเซลบิดเบี้ยวทันที ร่างกายห่อตัวประหนึ่งลูกบอล สั่นระริกอย่างมิอาจหักห้าม สาวใช้บนรถม้าต่างพากันผงะ รีบลุกขึ้นและเอื้อมมือเข้าหา พยายามพยุงให้คุณหนูของตนลุกขึ้นยืน
“ไม่!” เฮเซลที่ตัวสั่น ตะโกนด้วยเสียงที่เกือบจะแหลมเล็ก
สาวใช้ตกใจกลัวและยืนแข็งทื่อ ทำตัวไม่ถูกไปสักพัก
หลังจากตะโกน เฮเซลผ่อนคลายลงมาก รีบลุกขึ้นนั่งด้วยความเยือกเย็น มองออกไปนอกหน้าต่างอย่างหวาดกลัว พบว่าบุรุษไปรษณีย์ที่สวมแว่นตาขาเดียวเลี้ยวจักรยานเข้าไปในถนนอีกเส้น มองเห็นเพียงแผ่นหลัง
“ฉ…ฉันแค่รู้สึกไม่ดีนิดหน่อย ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว” เฮเซลหันหน้ามาพูดกับสาวใช้อย่างยากลำบาก
เธอพบว่าตัวเองไม่ได้กลัวอย่างที่คิด คล้ายกับปรับตัวได้สักพักแล้ว สามารถยอมรับสถานการณ์ได้ดีกว่าในช่วงแรก
ไม่อย่างนั้นเราคงคลุ้มคลั่งไปแล้ว…แต่ทำไมเราถึงใช้คำว่า ‘คลุ้มคลั่ง’ …โชคดีที่เคยลืมความทรงจำเหล่านี้ไป ในตอนที่เห็นบุรุษไปรษณีย์ ต้องใช้เวลาเกือบสิบวินาทีจึงค่อยสติแตก ไม่อย่างนั้นอีกฝ่ายคงสังเกตเห็นความผิดปรกติ…ความคิดมากมายถาโถมเฮเซล อดไม่ได้ที่จะสั่นระริกแผ่วเบา
“คุณหนู ไปคลินิกไหมคะ?” สาวใช้รีบถาม
เฮเซลส่ายหน้าตามจิตใต้สำนึก กล่าวเสียงเรียบด้วยจิตใจที่ว่าวุ่น
“แวะไปที่ ‘กองทุนการกุศลเพื่อการศึกษา’ ก่อน ฉันจำได้ว่าใกล้ ๆ ที่นั่นมีคลินิก”
“ค่ะ” สาวใช้หันไปบอกให้คนขับรถม้าเร่งความเร็ว
เฮเซลยังคงสูดลมหายใจยาว พยายามบรรเทาความเครียด ตื่นตระหนัก และหวาดกลัว
สิ่งเหล่านี้ส่งผลไม่มากก็น้อย คล้ายกับเฮเซลสงบลงโดยที่ไม่สติแตกคาที่
ในเวลาเดียวกัน บนหลังคารถม้า นกกระจอกซึ่งมาเกาะอยู่ได้สักพัก หรี่ตาลงและพูดภาษามนุษย์ที่เบาจนเกือบจะเงียบ
“เธอเข้าใจผิดบางอย่างเกี่ยวกับเรา…ดูเหมือนว่าจะเคยเผชิญหน้ากับ ‘เรา’ มาก่อน…หืม…อาศัยอยู่บนถนนเบิร์คลุน…ชักน่าสนใจแล้วสิ”
เพียงไม่นาน เมื่อรถม้าแล่นเข้าไปในถนนเฟลป์และเห็นตึก ‘กองทุนการกุศลเพื่อการศึกษา’ อยู่ไม่ไกล เฮเซลพูดขึ้นทันที
“ไปวิหาร…แวะวิหารนักบุญแซมมวลก่อน! ฉันอยากสวดมนต์”
เธอต้องการเล่าให้บิชอปฟังว่า ‘วันนั้น’ ในอดีตเคยเกิดอะไรขึ้นบ้าง และวันนี้เธอได้พบเจอกับอะไร
ระหว่างช่องว่างของแผ่นไม้รถม้า มดสีดำขยับหนวดขวาและกระซิบเป็นภาษาคน
“มนุษย์สมัยนี้ไม่สร้างสรรค์เลยสักนิด เอะอะก็เข้าวิหาร…คราวหน้า เราจะขโมยวิหารทั้งหลัง”
ขณะกล่าว หนวดอีกเส้นของมดเริ่มขยับ
ทันใดนั้น เฮเซลลืมสิ่งที่เธอเพิ่งพูดออกไป รวมถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ลืมไปแล้วว่าเคยพบกับบุรุษไปรษณีย์สวมแว่นตาขาเดียว
นอกจากนั้น ดูเหมือนว่าทั้งสาวใช้และคนขับรถม้าต่างก็ลืมคำสั่งล่าสุดของเธอ
ในอาคารกองทุน ออเดรย์ทักทายเฮเซลและพาเพื่อนใหม่เข้าร่วมกิจกรรมช่วยเหลือทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากสมรภูมิแนวหน้า
เนื่องจากเดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์เคยตักเตือนว่า ซาราธซึ่งเป็นผู้นำลัทธิเร้นลับ รวมถึงเทวทูตที่แข็งแกร่งตนอื่น กำลังซ่อนตัวอยู่ที่ใดสักแห่งภายในกรุงเบ็คลันด์ ออเดรย์จึงตัดสินใจละทิ้งการรักษาเฮเซลในระยะที่สาม ทำได้เพียงภาวนาให้ความทรงจำของเธอไม่ตื่นขึ้นมาจนเกิดเหตุไม่คาดฝัน
แผนการปัจจุบันก็คือ ชักชวนให้เฮเซลช่วยเหลือผู้คนด้วยการเข้าร่วมกิจกรรมการกุศล อีกฝ่ายจะได้ร่าเริงและมีภูมิต้านทานทางจิต
…
ในเมืองที่โจรสลัดเป็นใหญ่ ฟอร์สดื่มไวน์ผลไม้ของท้องถิ่นที่ออกฤทธิ์แรงเป็นพิเศษ บันทึกประสบการณ์และสิ่งที่ได้พบเจอในชีวิตประจำวัน
ทันใดนั้น สัมผัสวิญญาณของเธอถูกกระตุ้น รีบหันไปมองด้านข้างตามสัญชาตญาณ
เธอเห็นเค้าโครงของมนุษย์ถูกวาดขึ้นจากความว่างเปล่า ก่อตัวเป็นร่างกายที่สมบูรณ์ในพริบตา ไม่ใช่ใครนอกจากเกอร์มัน·สแปร์โรว์ เจ้าของใบหน้าเย็นชา แต่งกายด้วยหมวกทรงกึ่งสูงและเสื้อนอกสีดำ
ฟอร์สลุกพรวดพร้อมกับแก้วไวน์และปากกา กล่าวออกไปโดยไม่รู้ตัว
“ทิวาสวัสดิ์…ม…มิสเตอร์สแปร์โรว์”
ขณะพูด เธอวางของในมือลงบนโต๊ะ
ไคลน์กดหมวกทรงกึ่งสูงเล็กน้อยพลางมองไปรอบตัว
“จะกลับหรือยัง”
ฟอร์สกลอกตาซ้ายขวาและตอบ
“กลับ”
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เธอทำการบันทึกเอกลักษณ์ของเมืองนี้ซึ่งมีจุดแตกต่างจากเมืองอื่น
ไคลน์ไม่สนทนายืดยาว ใช้คางชี้ไปยังสิ่งของบนโต๊ะ เป็นนัยให้มิสเมจิกเชี่ยนรีบเก็บกระเป๋า
ฟอร์สไม่มัวลังเล รีบจัดเรียงต้นฉบับราวกับว่านั่นคือคำสั่งเด็ดขาด
ขณะยืนดูอีกฝ่ายกำลังยุ่งวุ่นวาย ไคลน์ถามเสียงเย็น
“ตำนานสยองขวัญไปถึงไหนแล้ว”
ฟอร์สสั่นระริกแผ่วเบาก่อนจะรีบตอบ
“ใกล้แล้ว…อีกนิดเดียว”
ไคลน์พยักหน้าอ่อนโยน
“อีกนานแค่ไหน”
“หนึ่งสัปดาห์…ไม่สิ ห้าวัน ไม่เกินห้าวันแน่นอน” ฟอร์สรีบตอบ
ไคลน์ไม่กล่าวสิ่งใดต่อ เพียงยืนรอจนกระทั่งฟอร์สเก็บต้นฉบับ ปากกา แก้วไวน์ที่มีของเหลวเหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง และของที่ระลึกเสร็จเรียบร้อย มันขยับสองก้าวและเหยียดแขนจับไหล่อีกฝ่าย
เงารางสีดำจำนวนมากโผล่ขึ้นมาแหวกว่ายตรงหน้าอีกครั้ง ฟอร์สรู้สึกผ่อนคลายกว่าครั้งแรก ถึงขั้นคิดจะ ‘บันทึก’ การเดินทางครั้งนี้ด้วย
ไม่นานหลังจากนั้น เธอกลับถึงกรุงเบ็คลันด์ กลับถึงตรอกแคบที่เป็นจุดเริ่มต้นการเดินทาง และได้ยินเสียงเดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์พูด
“พักผ่อนสองสามวันก่อนออกเดินทางรอบใหม่…พยายามซึมซับผลตอบกลับให้ดี และฝากถามอาจารย์ของเธอว่า มีข้อมูลเกี่ยวกับจักรพรรดิโลหิตทูดอร์บ้างไหม เน้นเรื่องโบราณสถานลับในสถานที่ต่าง ๆ”
“ตกลง” ฟอร์สรับปากและขอบคุณ
หลังจากแยกกับเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ฟอร์สกลับไปยังถนนเส้นหนึ่งในเขตตะวันออก กลับเข้าบ้านที่เช่าร่วมกับซิล
ซิลวางหนังสือพิมพ์ลง จ้องเพื่อนสนิทและพูด
“ได้ผลดีไหม?”
“ค่อนข้างดี คราวนี้ได้ไปเมืองที่โจรสลัดเป็นใหญ่…” ยังไม่ทันพูดจบ ฟอร์สเปลี่ยนสีหน้าเล็กน้อย “ขอบุหรี่กับกาแฟหน่อย”
“ทำไม? ที่นั่นไม่มีหรือ” ซิลถามด้วยสีหน้ามึนงง
ฟอร์สรีบเดินเข้าไปในห้อง นั่งลงบนโต๊ะทำงาน กางต้นฉบับออก หยิบปากกาและกล่าวโดยไม่มองหน้าเพื่อนสนิท
“เพื่อนิยายเล่มใหม่! อย่าลืมชงกาแฟที่คนกินได้ให้ฉันด้วย!”
ซิลที่เดินตามเข้าไปในห้องนอน เมื่อได้ยินประโยคดังกล่าว เธออ้าปากค้างโดยไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา
…
ณ จุดอื่นของเขตตะวันออก ในบ้านเช่าที่มีเค้าโครงคล้ายคลึงกัน
เนื่องจากซาราธอยู่ในเบ็คลันด์ อามุนด์สามารถถูก ‘ล่อลวง’ ได้ทุกเมื่อ แถมตอนนี้ก็ยังไม่ทราบจุดประสงค์ที่แท้จริงของวิญญาณมารเทวทูตสีชาด ขณะเดียวกัน ไคลน์ยังตั้งใจจะยับยั้งพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์จักรพรรดิมืดของจอร์จที่สาม ในแง่หนึ่ง มันพยายามย่อยโอสถจอมเวทพิสดารอย่างสุดความสามารถ และในอีกแง่หนึ่ง มันกำลังเตรียมตัวรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ชายหนุ่มคลี่กระดาษจดหมายออกและเขียน
“เรียนมิสเตอร์อะซิก…”
“ช่วงนี้ผมมีโอกาสได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์โบราณมากมาย ผมเชื่อว่าคุณต้องสนใจมาก ไม่อย่างนั้นคงไม่เลือกประกอบอาชีพอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์หลังจากสูญเสียความทรงจำ”
“ประวัติศาสตร์ดังกล่าวถูกปกปิดและไม่สะดวกที่จะเล่าผ่านจดหมาย ไว้คุณตื่นเมื่อไร ผมจะเล่าให้ฟังกับตัว”
“นอกจากนั้น ผมสามารถสร้างยันต์ ‘วันวานอีกครั้ง’ ทันทีที่ใช้งาน คุณจะย้อนกลับไปค้นหาตัวตนในอดีตผ่านช่องว่างประวัติศาสตร์และหยิบยืมพลังมาใช้งาน”
“สำหรับคุณ การยืมพลังคงไม่ใช่สาระสำคัญ แต่เป็นการรื้อฟื้นความทรงจำจากตัวตนในอดีตได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาหลายสิบปีหลังจากคืนชีพ ผมคิดว่าคุณน่าจะชอบ…”
“ผมแนบยันต์สองแผ่นไปพร้อมกับจดหมาย ถ้าคุณตื่นเมื่อไรให้ลองทดสอบใช้งานดู”
“ตอนนี้ผมอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่วุ่นวาย หากคุณต้องการมาหา อย่าลืมตรวจสอบล่วงหน้าจนมั่นใจว่าปลอดภัย”
“…ผมจะพยายามยับยั้งไม่ให้จอร์จที่สามกลายเป็นจักรพรรดิมืด แต่โอกาสสำเร็จมีต่ำมาก…”
“สุดท้ายนี้ ผมขอให้คุณพบเจอแต่สิ่งดี ๆ ขอให้ลืมตาตื่นขึ้นโดยเร็ว…ไคลน์·โมเร็ตติ ศิษย์ของคุณตลอดไป”
หลังจากพับกระดาษจดหมาย ไคลน์บรรจุยันต์วันวานอีกครั้งสองแผ่นเข้าไปในซอง
จากนั้น มันนำนกหวีดทองแดงของอะซิกออกมาเป่า
ผู้ส่งสารกระดูกยักษ์โผล่ออกจากความว่างเปล่า ในสภาพศีรษะอยู่ต่ำกว่า มันรับจดหมายไปจากมือไคลน์
ไคลน์พยักหน้าเล็กน้อย มองดูผู้ส่งสารกระดูกสลายตัวและเลือนหายไป
จัดการทั้งหมดเสร็จ มันนำสองนิ้วคีบนกกระเรียนกระดาษที่วิล·อัสตินพับออกจากกระเป๋าสตางค์ เขียนด้วยดินสอ
“ผมมีคำถาม”
มันวางนกกระเรียนไว้ใต้หมอนและนอนทับ หลับไปด้วยการเข้าฌาน
ในส่วนลึกของยอดหอคอยแหลมสีดำ ไคลน์ได้พบวิล·อัสตินในรถเข็นเด็กสีดำที่ห่อด้วยผ้าไหมเงิน
โดยไม่รอให้อีกฝ่ายพูด มันถามเข้าประเด็น
“คุณพอจะทราบไหมว่า ผมสามารถสอบถามวิธีปรองดองกับ ‘เอกลักษณ์’ ได้จากใคร? และต้องจ่ายเท่าไร?”
แต่ถ้ามันแพงนักก็ลืมไปเสีย…ไคลน์เสริมในใจ
วิล·อัสตินที่กำลังดูดนิ้วโป้ง เผยสีหน้าตกตะลึงก่อนจะพูด
“เจ้าต้องการช่วยข้าหาวิธีปรองดองกับลูกเต๋าความน่าจะเป็น?”
ไคลน์พยักหน้าเคร่งขรึม
“ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ พวกเราก็ต้องพยายามให้ถึงที่สุด”
ทันทีที่พูดจบ วิล·อัสตินหลั่งน้ำตาอาบแก้ม
ทารกอวบอ้วนใช้มือทุบข้างรถเข็น ส่งเสียงสะอื้น
“เปล่าประโยชน์…สายเกินไปแล้ว…ข้าเพิ่งเริ่มต้นใหม่ ต้องใช้เวลาอีกยี่สิบสองปีกว่าจะปรองดองกับเอกลักษณ์ได้… ทำไมถึงไม่รีบบอก? ทำไมข้าถึงโชคร้ายแบบนี้…คงเป็นเพราะไอ้งูโง่โอโรเลอุสนั่นที่กินความโชคดีของข้าไปเกือบหมด…”
…………………………
เหนือสายหมอกสีเทา หลังจากเห็นทีมสำรวจของเมืองเงินพิสุทธิ์เริ่มเดินทางกลับ และวังราชาคนยักษ์ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม ชายหนุ่มถอนหายใจยาวด้วยท่าทีอิดโรย
หลังจากรับชมถ่ายทอดสดนานเกือบสองชั่วโมง พลังวิญญาณของมันใกล้ถึงขีดจำกัด ทนได้อย่างมากไม่เกินสิบห้านาที
“การสำรวจคราวนี้ทำกำไรเหนือจินตนาการของเราไปมาก…เหมาะสมแล้วที่จะมอบสูตรโอสถอัศวินสีเงินให้เมืองเงินพิสุทธิ์” ไคลน์ลูบหน้าผากพร้อมกับใช้ความคิด “อา…ด้วยข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่เข้มข้น เราคงย่อยโอสถปราชญ์โบราณทันทีที่ดื่มเข้าไป…แต่ปัญหาคือ ปัจจุบันเรายังย่อยโอสถจอมเวทพิสดารไม่เสร็จ”
พิจารณาจากการตอบรับในช่วงที่ผ่านมา ข่าวลือเกี่ยวกับตำนานภูตผีช่วยได้มากทีเดียว…หากมิสเมจิกเชี่ยนเขียนนิยายเสร็จและตีพิมพ์เมื่อใด ใช้เวลาบ่มเพาะสักพักก็น่าจะสมบูรณ์…
แต่เธอเพิ่งเริ่มเขียนได้แค่ไม่กี่วัน ต้นฉบับจะเสร็จตอนไหน…
ทำไมเธอถึงไม่ทำงานหนักขึ้นอีกวันละสองสามชั่วโมง?
ครั้งหน้าที่ไปรับ เราจะกำชับเรื่องนี้…
ทันใดนั้น ไคลน์ฉุกคิดบางสิ่งได้ นั่นคือเรื่องที่มันยังค้างค่าตอบแทนของแอนเดอร์สันในภารกิจระบุตำแหน่งพลเรือโทโรคภัย
รอให้หมอนั่นช่วยเดนิสกลายเป็น ‘นักวางแผน’ ก่อนก็แล้วกัน…นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของสัญญา…พิธีกรรมเลื่อนลำดับของ ‘อัศวินเลือดเหล็ก’ นั้นไม่ซับซ้อน แต่ก็ไม่ง่ายเช่นกัน โดยเฉพาะกับ ‘นักล่า’ …ต้องใช้นักล่าที่เก่งกาจการยั่วยุและวางแผน สร้างทีมด้วยสมาชิกอย่างน้อยสามสิบคนและสร้างมิตรภาพร่วมกัน พัฒนาให้ทุกคนแข็งแกร่ง ร่วมมือเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว เมื่อถึงระดับที่มองตาก็รู้ใจ ให้ดื่มโอสถเข้าไป…ยิ่งทีมแข็งแกร่งและมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นมากเท่าใด ประสิทธิภาพของพิธีกรรมก็ยิ่งยอดเยี่ยม…
เมื่อเห็นทีมสำรวจเมืองเงินพิสุทธิ์เดินทางกลับอย่างปลอดภัยมาได้สักพักระยะ ไคลน์ตัดสินใจออกจากมิติเหนือสายหมอก ทิ้งตัวเองลงบนเตียงและหลับฝันดี
…
ในค่ายหมู่บ้านยามบ่าย หลังจากพักผ่อนฟื้นฟูร่างกาย ในที่สุดสีหน้าของเดอร์ริคก็กลับมามีกำลังวังชา ไม่ซีดเผือดอีกต่อไป
ขณะกำลังกินขนมปังหญ้าผิวดำ ร่างหนึ่งโผล่ขึ้นจากเงาด้านนอกประตูและกล่าวเสียงแผ่ว
“เดอร์ริค เจ้าเมืองเรียกพบ”
“ครับ” เดอร์ริคยืนขึ้นตามสัญชาตญาณ “ขอบคุณครับ”
มันเตรียมใจจะเข้าพบเจ้าเมืองและส่งมอบสูตรโอสถอัศวินสีเงินอยู่แล้ว
หลังจากผู้ส่งสารกลับเข้าไปในเงามืด เด็กหนุ่มเดินออกจากประตูห้องพักและตรงมายังลานกว้างภายในค่ายที่มีกองไฟสว่าง
เดอร์ริคเห็นสมาชิกที่ไม่ได้เข้าร่วมทีมสำรวจวังราชา จับกลุ่มสองสามคนและพูดคุยบางสิ่งด้วยสีหน้าตื่นเต้น
ทุกคนได้ทราบแล้วว่า สามารถมองเห็นทะเลได้จากวังราชาคนยักษ์ นั่นแปลว่าทะเลต้องอยู่ไม่ไกล หากค้นพบเส้นทางที่ถูกต้องก็สามารถไปถึงได้ในเวลาอันสั้น
นี่คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญในการต่อลมหายใจของเมืองเงินพิสุทธิ์ นับตั้งแต่การค้นพบคนนอกอย่างแจ็ค
ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ซึ่งถือครองเส้นทางที่ใช้พลังรุ่งอรุณเป็นหลัก ในที่สุดก็ได้เห็นแสงแห่งรุ่งอรุณของจริง
ความอดทนและการรอคอยอันยาวนาน ในที่สุดก็ผลิดอกออกผล
เดอร์ริคเข้าใจหัวอกของทุกคน เพราะมันก็เคยคิดแบบเดียวกัน ทว่า หลังจากได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับ ‘ซากสมรภูมิเทพ’ ของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ เด็กหนุ่มตระหนักได้ทันทีว่าการเดินทางไปอีกฟากหนึ่งของทะเลไม่ใช่เรื่องง่าย
เหนือสิ่งอื่นใด การที่เทวทูตมืด ซาสเรียหลับใหลอยู่ในวังพำนักของราชาคนยักษ์และปิดกั้นเส้นทางสำคัญ คือปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกในปัจจุบัน
ได้แต่หวังว่ามิสเตอร์ฟูลจะอวยพร…อา…แม้แต่เด็กชายแจ็คก็ยังเข้ามาถึงซากปรักหักพังของวิหารได้ หมายความว่ายังมีเส้นทางเข้าออกอื่นนอกจากวังราชาคนยักษ์อยู่…เดอร์ริคแอบหวังเล็ก ๆ พลางเดินอ้อมกองไฟไปยังห้องเจ้าเมืองที่อยู่อีกฝั่ง
ทันใดนั้น มันเห็นใครบางคนกำลังนั่งเงียบใต้เงาก้อนหินใหญ่
เป็นชายวัยยี่สิบ สูงกว่าเดอร์ริคมาก ถือกำไลข้อมือสีทองที่ห้อยกระดิ่งเล็กสามใบ ดวงตากำลังเหม่อลอย
เดอร์ริคจำหน้าได้ เพราะอีกฝ่ายคือสามีของแอนเทียน่า โดโลเรส อัศวินรุ่งอรุณลำดับ 6
ในเมืองเงินพิสุทธิ์ ก่อนอายุสิบแปด ทุกคนสามารถมีความรักได้อย่างอิสระ แต่หากอายุถึงสิบแปดแล้วยังไม่ได้แต่งงาน จะถูกจัดแจงให้แต่งงานกับเพศตรงข้ามทันที เช่นเดียวกันกับพ่อหม้ายแม่หม้ายที่เป็นโสดเกินกว่าสามปี
นี่คือมาตรการสำหรับรักษาจำนวนประชากร แม้จะฟังดูขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน แต่สำหรับเมืองเงินพิสุทธิ์ที่ต้องดิ้นรนในความมืด พวกมันไม่มีทางเลือกมากนัก แถมวิธีนี้ยังช่วยให้ทุกคนมีเครือญาติที่ค่อนข้างใหญ่ ลดโอกาสตายโดยไม่ถูกญาติฆ่าจนกลายเป็นวิญญาณมาร
โดโลเรสและแอนเทียน่าเป็นเพื่อนบ้านบนถนนเส้นเดียวกัน รู้จักกันตั้งแต่ยังเด็ก มีความรู้สึกดี ๆ ให้กันเสมอ จนกระทั่งตกลงคบหากันหลังจากเข้าร่วมภารกิจลาดตระเวนในทีมเดียวกัน และในภายหลังได้พัฒนาไปเป็นสามีภรรยา
เนื่องจากเห็นว่าลูกยังเล็ก โคลิน·อีเลียดจึงทิ้งหนึ่งคนไว้ในค่าย และให้อีกหนึ่งคนเข้าร่วมทีมสำรวจวังราชาคนยักษ์
ในแง่หนึ่ง เดอร์ริคไม่มีปัญหากับการจัดทีมของเจ้าเมือง แต่อีกแง่หนึ่งก็รู้สึกเศร้าเมื่อได้เห็นท่าทีที่โดโลเรสแสดงออก ราวกับมองเห็นตัวเองเมื่อครั้งต้องฆ่าพ่อแม่กับมือ
นับตั้งแต่ออกเดินทางจนกระทั่งกลับถึงค่าย ระยะเวลาผ่านไปเพียงครึ่งวัน แต่สำหรับโดโลเรส ชีวิตของมันพลิกผันโดยสิ้นเชิง
หลังจากเงียบไปพักหนึ่ง เดอร์ริคถอนสายตากลับและเดินต่อ ย่างก้าวหนักแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
พร้อมกันนั้น มันฉุกคิดถึงข่าวลือในอดีต:
คนเลี้ยงแกะโลเฟียร์เคยมีสามี แต่เสียชีวิตระหว่างภารกิจสำรวจ เดิมที เรื่องทำนองนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนและไม่ควรค่าแก่การรื้อฟื้น แต่สิ่งที่พิเศษออกไปก็คือ ทีมสำรวจซากปรักหักพังทุกคนที่กลับมาพร้อมกับเธอ ในภายหลังได้กลายเป็นบ้าทั้งหมด ส่งผลให้มีข่าวลือประหลาดแพร่กระจายภายในเมืองเงินพิสุทธิ์:
ระหว่างภารกิจสำรวจ อาวุโสโลเฟียร์กินสามีของเธอเข้าไป!
ท่ามกลาง ‘ค่ำคืน’ ที่มีความถี่สายฟ้าต่ำ อากาศภายนอกค่อนข้างเย็น เดอร์ริคที่ตัวสั่นเทารีบสลัดความคิดฟุ้งซ่าน หันกลับมาสนใจทางเดินตรงหน้า
มันเร่งฝีเท้าจนกระทั่งถึงจุดหมายในเวลาไม่นาน ยกมือขึ้นมาเคาะประตู
“เข้ามา” โคลิน·อีเลียดกล่าวเสียงแผ่ว
เดอร์ริคเดินเข้าไป พบเจ้าเมืองแต่งกายในเสื้อลินินและเสื้อนอกสีเข้ม กำลังเช็ดดาบทั้งสองเล่มด้วยน้ำมัน
โคลิน·อีเลียดไม่หยุดมือ เพียงเงยหน้าขึ้นและกล่าวกับเดอร์ริคที่ประตู
“คุณมีความเห็นอย่างไรบ้างกับภารกิจสำรวจครั้งล่าสุด”
เจ้าเมืองอยากถามอะไรมิสเตอร์ฟูล? เดอร์ริคซึ่งได้รับอิทธิพลทางความคิดมาจากแฮงแมน เกิดคำถามโดยสัญชาตญาณ
เมื่อมิอาจถอดรหัสความนัยแฝงของเจ้าเมือง เดอร์ริคตัดสินใจปิดประตูและตอบอย่างสุขุม
“อาจมีเส้นทางอื่นที่นำไปสู่ทะเล…วังราชาคนยักษ์อาจเป็นเส้นทางหลัก แต่ที่นั่นก็อันตรายเกินไป พวกเราต้องการข้อมูลเพิ่มเติม”
โคลิน·อีเลียดพยักหน้า
“ราชาเทวทูตสมคบคิดกับตัวตนระดับทวยเทพเพื่อ…ต่อต้านพระองค์? และความสำเร็จของพวกท่าน ส่งผลให้ดินแดนแห่งนี้ถูกทอดทิ้ง?”
แม้เดอร์ริคจะไม่เคยได้ยินคำอนุมานเช่นนี้มาก่อน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะสรุปผล หลังจากได้ฟังข้อมูลมากมายภายในชุมนุมทาโรต์
“ครับ น่าจะเป็นแบบนั้น”
โคลินเงียบงัน กระทั่งมือที่เช็ดดาบก็ยังขยับช้าลง
ไม่กี่วินาทีถัดมา มันวางมือจากทุกสิ่งและเดินสองสามก้าวมาทางเด็กหนุ่ม
“เหล่าผู้สมคบคิดยังคงเคลื่อนไหวอยู่อีกฟากหนึ่งของทะเล?”
เดอร์ริคเงียบไปสักพัก
“ใช่ครับ…แต่ก็ไม่มากนัก”
โคลิน·อีเลียดพยักหน้า เป็นนัยว่าไม่มีอะไรจะถาม
เดอร์ริครีบพูด
“ท่านเจ้าเมือง ในตอนที่ผู้พิฆาตแสง เมิร์สกอร์กอนเสียชีวิต ผมได้รับสูตรโอสถที่ไม่สมบูรณ์ของอัศวินสีเงิน… ประกอบด้วยวัตถุดิบเสริมและพิธีกรรมสำหรับเลื่อนลำดับ”
เมื่อกล่าวจบ เดอร์ริคทราบทันทีว่าตนโกหกได้ห่วยแตก ไม่ว่าใครก็มองออก เพราะในเหตุการณ์ดังกล่าว มันเอาแต่ปิดตาสนิท
แต่มันก็คิดข้ออ้างที่ดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว
ถ้าเป็นมิสเตอร์แฮงแมน เขาต้องคิดคำแก้ตัวได้ดีกว่านี้แน่…ขณะเดอร์ริคครุ่นคิด มันได้ยินเสียงเจ้าเมือง
“เยี่ยมมาก…มีอะไรบ้าง?”
“…” เดอร์ริคผงะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบอธิบายพิธีกรรมและวัตถุดิบเสริม
นักล่าปีศาจโคลินฟังอย่างเงียบงัน ตามด้วยถอนหายใจยาว
“ผลงานของคุณในคราวนี้…มหัศจรรย์มาก…เมืองเงินพิสุทธิ์จะมีอนาคตสดใสอย่างที่ไม่เคยเป็น ขีดจำกัดของพวกเราจะกลายเป็นลำดับสามไม่ใช่แค่ลำดับสี่อีกต่อไป…ภายในขอบเขตบางอย่าง ความเสี่ยงของภารกิจจะลดลงอย่างมาก”
เมื่อขีดจำกัดของเส้นทางกลายเป็นลำดับสามทำไมความเสี่ยงถึงลดลงแค่ในบางขอบเขต? แม้เดอร์ริคจะร่วมยินดี แต่มันก็ไม่เข้าใจคำพูดอีกฝ่าย
แต่มันทราบดี ตนยังไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้เรื่องนั้น จึงเก็บความสงสัยไว้ปรึกษากับชุมนุมทาโรต์ในภายหลัง
เด็กหนุ่มกล่าวคำอำลาและหันหลังเปิดประตู
“เดอร์ริค…” โคลิน·อีเลียดเรียกหยุดไว้
เดอร์ริคมองกลับไปด้วยความฉงน และพบว่าสีหน้าของเจ้าเมืองค่อนข้างเคร่งขรึม
โคลินเงียบไปสักพักก่อนจะส่ายหน้า
“ระวังโลเฟียร์”
“ครับ ท่านเจ้าเมือง” เดอร์ริคตอบด้วยความจริงใจ
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตเหนือ
จากคฤหาสน์กวางมูส เฮเซลเดินทางกลับเข้าเมืองด้วยรถม้า เตรียมแวะไปยัง ‘กองทุนการกุศลเพื่อการศึกษา’ เพื่อพบมิสออเดรย์และปรึกษาเกี่ยวกับการบริจาค ความช่วยเหลือ และเรื่องอื่น ๆ
หลังจากได้พบปะกันหลายหน เธอค่อนข้างประทับใจสตรีสูงศักดิ์รายนี้ รู้สึกว่าอีกฝ่ายมีบรรยากาศผ่อนคลาย นอกจากนั้น อารมณ์แปลกประหลาดที่คอยก่อตัวภายในใจ มักจะบรรเทาลงทุกครั้งที่ได้พบกัน ความทรงจำที่เคยลืมเลือนก็ฟื้นกลับคืนมาทีละนิด
เราน่าจะเคยมีอาจารย์…เกิดอะไรขึ้นในตอนนั้น? เพียงแค่นึกถึง เราก็ตัวสั่นทันที…เฮเซลมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตาเศร้าสร้อย
รถม้าของเธอกำลังแล่นผ่านถนนเบิร์คลุน
ทันใดนั้น ชายคนหนึ่งที่แต่งกายในชุดบุรุษไปรษณีย์ ขี่จักรยานตัดหน้ารถม้าด้วยท่าทีผ่อนคลาย
เฮเซลสำรวจอีกฝ่ายหัวจรดเท้าและพบกับแว่นตาขาเดียวที่ตาข้างขวา
เหนือสายหมอกสีเทา เมื่อเห็นผู้พิฆาตแสง เมิร์สกอร์กอนแก่ชราอย่างรวดเร็วและสลายไปจนเหลือเพียงกระดูก ไคลน์หวนนึกถึงโมเบธ เซียธาส รอนเซล และสโนวมันในตอนที่ออกจาก ‘การเดินทางของกรอซาย’
ในตอนนั้น ไคลน์ช่วยทุกคนไว้ไม่ทัน ปัจจุบันก็เช่นกัน เนื่องจากหัวหน้าผู้ไล่ล่าแห่งวังราชาไม่เคยท่องพระนามเต็มอันศักดิ์สิทธิ์ของเดอะฟูล ส่งผลให้ไคลน์จนปัญญาจะดึงเข้าสู่มิติหมอก
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับสมัยก่อน ไคลน์ซึ่งถือคทาเทพสมุทรและมีอำนาจในการส่งพลังผ่าน ‘จุดแสงวิงวอน’ สามารถทำอะไรได้มากกว่าเดิมพอสมควร
มันรีบผสานเป็นหนึ่งเดียวกับไพ่จักรพรรดิมืด ระดมพลังของมิติหมอกและใช้เทวทูตกระดาษเป็นภาชนะบรรจุคำพูดของตน จากนั้นก็อาศัยดาวแดงเป็นประตูสู่โลกความจริง เล็งส่งเทวทูตกระดาษไปยังร่างวิญญาณของผู้พิฆาตแสง เมิร์สกอร์กอน
นี่คือวิธีที่ดีที่สุดในกรณีที่ไคลน์ไม่ต้องการสูญเสียความน่าเกรงขามของเดอะฟูล แม้ว่าพระผู้สร้างแท้จริงจะเฝ้ามองอยู่ก็ตาม
ขณะสติของเมิร์สกอร์กอนกำลังเลือนรางสุดขีด เทวทูตปีกดำหลายชั้นปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้า
ร่างวิญญาณของมันเริ่มสลายตัวช้าลง ตามด้วยเสียงที่น่าเกรงขามและสง่างามดังกังวาน
“พิธีกรรมและวัตถุดิบเสริมของโอสถอัศวินสีเงินมีอะไรบ้าง”
“ซาสเรียหลับใหลอยู่ในวังพำนักของราชาคนยักษ์จริงหรือ”
เมิร์สกอร์กอนตอบด้วยสีหน้าเหม่อลอย
“พิธีเลื่อนลำดับอัศวินที่ข้าเห็นจากศิลาเย้ยเทพ…จัดเตรียมแท่นบูชาที่ซับซ้อน วางซากสิ่งมีชีวิตทรงพลังหกศพที่ล่าด้วยตัวเองลงในตำแหน่งที่ถูกต้อง จากนั้นก็รับพรจากเทพ…”
“วัตถุดิบเสริมก็คือ…”
“ข้าไม่แน่ใจ…ประตูบานดังกล่าวไม่เคยเปิดออกนับตั้งแต่ท่านลอร์ดซาสเรียเข้าไป…”
ขณะตอบ ร่างวิญญาณของเมิร์สกอร์กอนสลายไปอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง จนกระทั่งมันมิอาจกล่าวคำใดได้อีก แปรสภาพกลายเป็นแสงสว่างและหลอมรวมเข้ากับ ‘แสงสนธยา’ ของราชาคนยักษ์
บทสนทนาดังกล่าวเกิดขึ้นภายใน ‘จิต’ จึงไม่มีใครได้ยิน
โชคดีที่เรารอบคอบ ไม่ได้ถามเมิร์สกอร์กอนเกี่ยวกับวัตถุดิบหลักของโอสถอัศวินสีเงิน เพราะตะกอนพลังสามารถทดแทนได้ทุกสิ่ง ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้ยินคำตอบของคำถามที่สอง…เดอะฟูล ไคลน์ ผ่อนคลายเล็กน้อยพร้อมกับชมตัวเอง
มันสลัดความคิดและหันมาสนใจสิ่งที่เมิร์สกอร์กอนเพิ่งพูดจบ
พรจากเทพ? พิธีกรรมเลื่อนลำดับของอัศวินสีเงินยากเกินไปไหม นี่แค่ลำดับสามเองนะ…แต่ถ้าพิจารณาจากสภาพแวดล้อม เมิร์สกอร์กอนเป็นตัวตนทรงพลังที่รอดชีวิตมาจากยุคสมัยที่สอง ในช่วงนั้นมักเรียกขานเทวทูตว่า ‘เทพรับใช้’ และจัดหมวดหมู่ให้อยู่กลุ่มเดียวกับทวยเทพ กล่าวคือ พรจากเทวทูตก็น่าจะเพียงพอ อา…แต่เราต้องทำนายยืนยันอีกครั้ง… แน่นอน ต่อให้พรจากเทวทูตใช้ได้ แต่เราก็ยังไม่พร้อมอยู่ดี…ในเมืองเงินพิสุทธิ์น่าจะมีสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์อยู่ หากมันมีสัญญาณชีพและสามารถสื่อสารกับมนุษย์ได้ล่ะก็…
จัดเตรียมแท่นบูชาที่ซับซ้อน…ซากสิ่งมีชีวิตทรงพลังซึ่งล่ามาด้วยตัวเองจำนวนหกศพ…หมายถึงสิ่งมีชีวิตระดับครึ่งเทพขึ้นไป? เป็นเงื่อนไขที่ยากมากสำหรับผู้วิเศษนอกดินแดนเทพทอดทิ้ง ตัวตนระดับครึ่งเทพล้วนสังกัดองค์กรและได้รับความคุ้มครอง…ดูเหมือนว่าโบสถ์เทพสงครามจะเลื่อนลำดับด้วยพิธีกรรมแบบอื่นซึ่งมีแก่นแท้ใกล้เคียงกัน…นี่คือความแตกต่างระหว่างศิลาเย้ยเทพแผ่นแรกกับแผ่นที่สอง?
แต่สำหรับเจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์รุ่นปัจจุบัน เขาคงเคยจัดการสัตว์ประหลาดไปแล้วไม่ต่ำกว่าหกตน…เงื่อนไขนี้ไม่น่าจะยาก…
จากข้อมูลปัจจุบัน ไคลน์สามารถยืนยันได้ว่า ศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองปรากฏขึ้นหลังจากเทพสุริยันบรรพกาลร่วงหล่น กล่าวอีกนัยหนึ่ง ศิลาเย้ยเทพที่ผู้พิฆาตแสง เมิร์สกอร์กอนกำลังพูดถึง คือศิลาเย้ยเทพแผ่นแรก
มันเขียนวัตถุดิบเสริมและพิธีกรรมเลื่อนลำดับที่ตีความเองลงบนกระดาษหนังสัตว์ จากนั้นก็ใช้ลูกตุ้มทำนายยืนยัน ผลลัพธ์ยืนยันว่าไม่ผิด
ชายหนุ่มส่งข้อความดังกล่าวเข้าไปในดาวแดงตัวแทนเดอะซัน
ของขวัญจากมิสเตอร์ฟูล…จัดการเสร็จ ไคลน์ยิ้มจิกกัดตัวเองก่อนจะหันมาสนใจคำตอบที่สองของเมิร์สกอร์กอน
อีกฝ่ายไม่ได้บอกว่าซาสเรียกำลังหลับใหลอยู่จริง เพียงยืนยันว่าประตูไม่ถูกเปิดออกแม้แต่ครั้งเดียวหลังจากเทวทูตมืดเข้าไป
สิ่งเดียวที่ไม่ถูกเปิดคือประตู
การที่เทพปัญญาความรู้มอบกุญแจคนยักษ์ให้เรา และอาดัมมอบไม้กางเขนเจิดจรัสให้เรา เป็นเพราะพวกท่านต้องการยืนยันสถานการณ์ปัจจุบันของเทวทูตมืด? ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์รู้สึกโชคดีเล็กน้อยที่พระผู้สร้างแท้จริงมิได้ให้ความสนใจมากนัก เพราะหากอีกฝ่ายส่งจิตเข้ามาสนทนากับวิญญาณเมิร์สกอร์กอนเหมือนที่ตนทำ คงได้เผชิญหน้ากับเทวทูตกระดาษ
บรรยากาศคงกระอักกระอ่วนน่าดู
ในเวลาเดียวกัน เดอร์ริคลืมตาขึ้นด้วยใบหน้าซีดเผือด มันเสียเลือดมากเกินไปเพราะต้องพึ่งพาพลังของไม้กางเขนเป็นเวลานาน
มันเหลียวซ้ายแลขวา วางไม้กางเขนเจิดจรัสไว้ด้านหน้าพร้อมกับขอบคุณมิสเตอร์ฟูลจากก้นบึ้ง
พร้อมกันนั้น ฮาอิมวางค้อนเทพสายฟ้าคำรามลง รวมถึงอาวุธของตัวเอง ตามด้วยการถอดกระเป๋าหนังที่สะพายอยู่ ควานหาเสื้อผ้าและโยนให้เจ้าเมือง
สำหรับทีมสำรวจเมืองเงินพิสุทธิ์ ตราบใดที่เสื้อผ้าและชุดเกราะไม่ใช่สมบัติวิเศษ การต่อสู้ย่อมนำมาซึ่งความเสียหายทางเครื่องแต่งกาย ส่งผลให้ต้องพกเสื้อผ้าชุดใหม่ติดตัวตลอดเวลา
สำหรับพวกมัน หน้าที่หลักของเสื้อผ้าไม่ใช่การปกปิดความอับอาย แต่เป็นพื้นที่สำหรับพกพาวัสดุ ยาวิเศษ และยันต์
โคลิน·อีเลียดมองไปรอบตัวด้วยความระมัดระวัง เมื่อไม่พบอันตรายเพิ่มเติมจึงทำการสวมเสื้อผ้า จากนั้นก็มองหาขวดโลหะที่หล่นลงพื้นระหว่างการต่อสู้ หยิบมันขึ้นมาเปิดฝากระดกดื่ม
ใบหน้าของมันกลายเป็นสีเขียวคล้ำ คล้ายกับถูกพิษเล่นงาน แต่บาดแผลและความเสื่อมโทรมที่เกิดกับร่างกายเริ่มฟื้นฟูกลับเป็นปรกติ
สำหรับโลเฟียร์ เธอมิอาจปล่อยแกะออกมากินหญ้าได้นานกว่านี้ อัศวินมายาเกราะเงินจึงกลับเข้าไปในตัว
เมื่อตะกอนพลังของเมิร์สกอร์กอนควบแน่นเป็นก้อนกลมคล้ายหัวใจหรือดวงอาทิตย์สีเงินย่อส่วน นักล่าปีศาจโคลินก้มเก็บเข้าไปในกระเป๋า พร้อมกับนั้น อาวุโสโลเฟียร์มองไปยังวังพำนักของราชาคนยักษ์ด้วยดวงตาสีเทาอ่อนและกล่าว
“ท่านเจ้าเมือง เส้นทางออกสู่ทะเลน่าจะซ่อนอยู่ภายในนั้น”
โลเฟียร์เว้นวรรคสองสามวินาทีก่อนจะเสริม
“บางที…อาจมีหนทางช่วยให้พวกเราไปถึงอีกฟากหนึ่งของทะเลในพริบตา”
โคลินส่ายหน้าขณะเฝ้ามองเดอร์ริค ฮาอิม และคนที่เหลือ เก็บกวาดสนามรบ หยิบสมบัติ และจัดการศพของแอนเทียน่า
“ด้านในมีเทวทูตมืดหลับใหลอยู่ ท่านอาจเป็นถึงราชาเทวทูต พวกเราไม่มีวันเอาชนะได้ด้วยพลังในปัจจุบัน การเผชิญหน้ากับท่านไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีนัก…ก่อนอื่น พวกเราต้องกลับไปบอกกับทุกคนว่าได้เห็นอะไรบ้าง รวมถึงทะเล จากนั้นก็เตรียมตัวสำรวจวังพำนักของราชาคนยักษ์”
ผมสีเทาสว่างของโลเฟียร์ขยับเล็กน้อย สีหน้าแววตาค่อนข้างหม่นหมอง
“แต่พวกเราไม่มีข้อมูลด้านในเลย…มิอาจเตรียมตัวได้อย่าเหมาะสม”
กล่าวจบ เธอเงียบไปหลายวินาทีก่อนจะพูดต่อ
“ฉันมีข้อเสนอ…ท่านเจ้าเมือง เดอร์ริค ฮาอิม และคนที่เหลือกลับไปก่อน ส่วนฉันจะหาทางเข้าไปในวังและรวบรวมข้อมูลที่มีประโยชน์…ฉันสามารถกลมกลืนไปกับเงา คงไม่ทำให้เทวทูตมืดตื่นขึ้น…แต่ถ้าฉันไม่ได้กลับไป แปลว่าอันตรายด้านในร้ายแรงเกินกว่าที่พวกเราจะรับมือไหว”
ขณะพูดว่าตนอาจต้องตาย สีหน้าโลเฟียร์มิได้แปรเปลี่ยน ประหนึ่งเตรียมใจกับเรื่องนี้มานานแล้ว
นักล่าปีศาจโคลินฟังจนจบ จากนั้นก็จ้องหน้าหญิงสาว
“ไม่ได้…พวกเราแบกรับความเสี่ยงไม่ไหว…ถ้าคุณทำพลาดและปลุกให้เทวทูตมืดตื่นขึ้น ท่านอาจออกจากวังราชาคนยักษ์และโจมตีเมืองเงินพิสุทธิ์ นั่นจะหมายถึงจุดจบของทุกคน”
โดยไม่รอคำตอบจากโลเฟียร์ โคลินหันหน้าไปทางสมาชิกอีกสามคน
“เดอร์ริค คุณมีความเห็นอย่างไร”
ความคิดเห็นของเรา? เดอร์ริคมึนงงทันที เกือบจะโพล่งถามกลับ
ฮาอิมและอัศวินรุ่งอรุณอีกหนึ่งคนพลันประหลาดใจทันที เพราะหลังจากที่สองสภาอาวุโสคิดเห็นไม่ตรงกัน พวกท่านกลับเลือกจะขอความเห็นจากเดอร์ริค!
หรือว่าเจ้าเมืองคิดจะปลุกปั้นเดอร์ริคเป็นผู้นำสภาหกอาวุโสรุ่นถัดไป? พวกมันอดไม่ได้ที่จะคิดไปในทางนี้
…เขากำลังขอความเห็นจากเรา? เหนือสายหมอกสีเทา เดอะฟูล ไคลน์ขมวดคิ้ว
สมองเริ่มประมวลผลด้วยความเร็วสูง
เราควรแสดงความเห็นอย่างไร?
หากพวกเขาเปิดประตูและปลุกซาสเรียขึ้นมา เราคงช่วยอะไรไม่ได้เลย ทางรอดเดียวของพวกเขาคือการสวดวิงวอนถึงพระผู้สร้างแท้จริง!
ควรรอให้เราตรวจสอบสถานการณ์เบื้องต้นของเทวทูตมืดจากเทวทูตสีชาดและตัวตนอื่นเสียก่อน จากนั้นค่อยเปิดประตูก็ยังไม่สาย…สำหรับเรื่องนี้ คงไม่จำเป็นต้องถามความเห็นจากอาดัมและเทพปัญญาความรู้กระมัง…
ไม่ว่าจะมองมุมใด การตัดสินใจอย่างรอบคอบและไม่ประมาทคือตัวเลือกที่ดีที่สุด…
ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์กล่าวเสียงขรึม
“กลับ”
มันบรรจุภาพดังกล่าวเข้าไปในดาวแดงตัวแทนเดอะซัน
เดอร์ริคผงะสองสามวินาที ก่อนจะตอบคำถามเจ้าเมืองอย่างใจเย็น
“ผมคิดว่าพวกควรถอนตัวและกลับมาอีกครั้งเมื่อพร้อม”
โคลิน·อีเลียดพยักหน้าและหันไปหาโลเฟียร์
“ผมตัดสินใจแล้ว”
โลเฟียร์เงียบไปสักพัก
“ไม่คัดค้าน”
เธอมิได้กล่าวคำใด เพียงช่วยเดอร์ริคกับคนที่เหลือทำเครื่องหมายแจ้งเตือน
เนื่องจากแอนเทียน่าและคนอื่น ๆ ไม่ได้ตายด้วยฝีมือญาติร่วมสายเลือด จึงมีโอกาสเกิดความผิดปรกติในบริเวณที่เสียชีวิต ทีมสำรวจเมืองเงินพิสุทธิ์จำเป็นต้องทำเครื่องหมายแจ้งเตือนให้คนที่มาทีหลังระวังตัว แต่เนื่องจากวังราชาคนยักษ์ห่างไกลจากเมืองเงินพิสุทธิ์ค่อนข้างมาก ยากที่จะมีใครหลงเข้ามาโดยปราศจากข้อมูล จึงไม่ต้องกังวลกับปัญหามากนัก
ขณะทุกคนกำลังยุ่ง โลเฟียร์เงยหน้าพูดกับเดอร์ริคและฮาอิม
“ที่นี่คือวังราชาคนยักษ์ ไม่น่าจะมีความผิดปรกติเกินขึ้น”
เธอไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ เพียงเฝ้ามองซากแอนเทียน่าถูกเผาจนเกรียม ก่อนจะหยิบผงเถ้าถ่านของคนตายใส่กระเป๋าหนัง
หลังจากเก็บกวาดเสร็จ ทีมสำรวจค้นพบทางเดินใหม่ แต่ปลายทางคือความผิดหวัง
จากนั้น ภายใต้การนำของเจ้าเมืองโคลิน ทุกคนย้อนกลับทางเดิม
เมื่อผ่านอาคารที่ปราศจากประตู ซึ่งภายในมีภาพวาดสีน้ำมันและวงดนตรี เดอร์ริคอดไม่ได้ที่จะหันไปทางซากรั้วกั้นต้นใหญ่ มองดูเมฆสีส้มที่ลอยอยู่บนฟ้าไกลออกไป ฉากหลังเป็นทะเลสีครามที่มีคลื่นซัดสาด
เฝ้ามองสักพัก มันถอนสายตากลับและพบว่าดวงตาสีฟ้าอ่อนของเจ้าเมืองกำลังมองไปยังทิศทางเดียวกัน
โคลินหันหน้ากลับและกล่าวเสียงขรึม
“ไปกันเถอะ”
จากนั้น มันเดินตรงไปอย่างมั่นคงโดยไม่หันหลังกลับมามอง
………………………..
เนื่องจากผู้พิฆาตแสง เมิร์สกอร์กอน มิได้อายุยืนจากตะกอนพลัง ไคลน์จึงมองหาปัจจัยภายนอก
ผลจากสมบัติวิเศษ? ไม่สิ หมอนั่นไม่ได้พกสมบัติแม้แต่ชิ้นเดียว รอบตัวก็ไม่มี จุดเดียวที่ยังไม่ได้ตรวจสอบคือวังพำนักของราชาคนยักษ์ แต่นั่นเป็นสถานที่หลับใหลของเทวทูตมืด ซาสเรีย และตอนนี้กุญแจอยู่กับเรา เมิร์สกอร์กอนไม่น่าจะเข้าไปได้…
แล้วใครหยิบกุญแจของวังราชาคนยักษ์ออกมาในตอนที่ซาสเรียหลับ? ไม่ชั่วร้ายไปหน่อยหรือ? แต่แน่นอน ดินแดนทวยเทพที่ปราศจากอำนาจแห่งเทพแท้จริง ไม่มีทางขังราชาเทวทูตไว้ในตึกได้…หรือว่ากุญแจดอกนี้ถูกขนมายังทวีปเหนือนานแล้วผ่านกลุ่มผู้อพยพ ซาสเรียจึงเลือกวังสนธยาเป็นสถานที่หลับใหลเพราะคิดว่าคงไม่มีใครเปิดได้ เว้นเสียแต่ตัวตนเพียงไม่กี่คน?
หรือการที่กุญแจถูกส่งผ่านพลเรือโทธารน้ำแข็ง เอ็ดวิน่า จนมาถึงมือเรา เป็นเจตนาลับ ๆ ของเทพปัญญาความรู้ จุดประสงค์เพื่อต้องการทราบสถานะปัจจุบันของซาสเรีย?
ถ้าไม่ใช่ผลจากสมบัติวิเศษแล้วยังจะเป็นอะไรได้? เทวทูตเส้นทางนักจารกรรมมอบอายุขัยที่ขโมยมาให้เมิร์สกอร์กอน? สมมติให้อายุขัยที่ถูกขโมยสามารถมอบให้คนอื่นได้จริง แต่ผู้ลงมือก็ต้องเป็นระดับเทวทูตหรือไม่ก็สมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ แต่ไม่มีของอย่างว่าอยู่ในละแวกใกล้เคียง…หรืออายุขัยของเมิร์สกอร์กอนถูกเพิ่มขึ้นหลายพันปีตั้งแต่ปลายยุคสมัยที่สอง? คนที่ทำได้น่าจะมีอามุนด์เท่านั้น…แต่อามุนด์ก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องช่วยเทวทูตมืด ซาสเรีย สักหน่อย…
นอกจากนั้น ร่างจริงของ ‘ผู้เย้ยเทพ’ น่าจะเตร็ดเตร่อยู่ในดินแดนเทพทอดทิ้ง หากมีเทวทูตหรือสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ อยู่แถวนี้จริง ก็น่าจะกลายเป็นอาหารของท่านนานแล้ว…
วัฏจักรแห่งชะตากรรม? หลังจากที่ผู้พิฆาตแสง เมิร์สกอร์กอนตายไป ชายคนนั้นคืนชีพกลับมาใหม่ในตอนที่ยังปกป้องซาสเรีย? อา…ถ้าเมิร์สกอร์กอนในปัจจุบันคือวัยชรา ก็อนุมานได้ว่าเวลาผ่านมานานแล้ว…และเนื่องจากช่วงเวลาของ ‘วัฏจักร’ กินเวลานานหลายร้อยปี ส่งผลให้วัฏจักรยังไม่ครบรอบ เราจึงมองไม่เห็นความผิดปรกติจากบนมิติหมอก…
คิดถึงตรงนี้ ไคลน์รีบกวาดสายตามองหาเบาะแสของเทวทูตโชคชะตา โอโรเลอุส
ทว่า มันไม่พบสิ่งที่เข้าข่าย
ไคลน์ถอนสายตากลับ เฝ้ามองเมิร์สกอร์กอนต่อสู้กับโคลิน·อีเลียดและวิญญาณมารอัศวินสีเงินอย่างดุเดือด
ด้ายวิญญาณปรกติ แปลว่าไม่ใช่หุ่นเชิดแน่นอน…จากตาทิพย์ สถานะของเขาปรกติ แปลว่าไม่ใช่ภาพฉายประวัติศาสตร์ที่ถูกอัญเชิญ…
ภายในวังราชาคนยักษ์ กระแสเวลาจะไหลช้ากว่าปรกติ? หรือไม่ก็มีพลังในการหยุดอายุขัย? ตัดข้อแรกทิ้งไปได้เลย หากกระแสเวลาไหลช้ากว่าปรกติ ตัวเราที่เป็นคนนอกจะต้องเอะใจ…ข้อหลังเป็นไปได้…หรือว่าอายุขัยจะหยุดนิ่งท่ามกลางแสงสนธยา?
แต่ปัญหาก็คือ เทพบรรพกาลอย่างราชาคนยักษ์ร่วงหล่นไปแล้ว เทพสงครามในรุ่นต่อมาอย่างบาร์ดไฮเออร์ที่ถือครองอำนาจในขอบเขต ‘รุ่งอรุณ’ และ ‘สนธยา’ ได้ย้ายดินแดนทวยเทพไปไว้ในโลกดารา วังราชาคนยักษ์แห่งนี้จึงไม่ควรหลงเหลืออิทธิพลที่ทรงพลังขนาดนั้น…ไคลน์เค้นสมองนึกถึงสารพัดวิธียืดอายุขัย แต่ก็ไม่มีสิ่งใดสอดคล้องกับสถานการณ์ของหัวหน้าผู้ไล่ล่าวังราชา
มันไม่มีทางเลือกนอกจากมองในมุมอื่น
ศาสตร์ลับที่มาพร้อมผลเสียร้ายแรง?
หากใช่ ต้นตอของปัญหาก็ต้องมาจากด้านในอาคารที่เป็นวังพำนักของราชาคนยักษ์ ไม่อย่างนั้น ขอบเขตการคุ้มครองของเมิร์สกอร์กอนคงกว้างกว่านี้ ไม่รอจนกระทั่งทีมสำรวจเมืองเงินพิสุทธิ์เดินมาถึงหน้าวัง…
ในวังราชาคนยักษ์ยังมีอีกหนึ่งตัวตนที่ถือครองอำนาจในขอบเขต ‘ชีวิต’ นั่นคืออดีตเทพธิดาแห่งการเก็บเกี่ยว ปัจจุบันเป็นพระแม่ธรณี ราชินีคนยักษ์ โอมีเบล่า…
ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์หันไปจ้องรูปปั้นขนาดใหญ่ด้านนอกตึกวัง
รูปปั้นเหล่านี้แทบไม่แตกต่างจากที่ทีมสำรวจพบเจอระหว่างทาง อาจใหญ่กว่าเพียงเล็กน้อย
จากการตรวจสอบอย่างละเอียดของไคลน์ มันเริ่มพบความผิดปรกติ รูปปั้นยักษ์ทั้งหมดมีออร่าของ ‘ชีวิต’ และเจือปนพลังวิญญาณในปริมาณที่น้อยมาก แต่ภายใต้หมวกเหล็กกลับไม่มีแสงสว่างสีแดงอย่างที่ควร
หรือว่า…ผู้พิฆาตแสง เมิร์สกอร์กอนใช้ศาสตร์ลับบางชนิดเพื่อผูกดวงวิญญาณของตนไว้กับรูปปั้นที่มีออร่าชีวิต ส่งผลให้อายุขัยยืนยาว แต่แลกมากับการที่ไม่สามารถออกไปไหนได้…ทฤษฎีนี้คล้ายกับการดำรงอยู่ของวิญญาณมาร…แปลว่าเมิร์สกอร์กอนไม่สามารถเผยร่างสัตว์ในตำนาน…ไคลน์ตัดสินใจโยนเหรียญทำนาย
เมื่อคำตอบออกมาเป็น ‘ใช่’ ชายหนุ่มยกคทาเทพสมุทรและเตรียมเตือนเดอะซันน้อยผ่านแสงการสวดวิงวอน
ทันใดนั้นเอง นักล่าปีศาจโคลินที่เพิ่งหลบการโจมตีแรกของเมิร์สกอร์กอนสำเร็จ ตัดสินใจกลิ้งอ้อมศัตรูและวิ่งไปทางวังพำนักราชาคนยักษ์จากฝั่งด้านข้าง
ดวงตาของมันจ้องมองไปทางรูปปั้นยักษ์!
ท่ามกลางศึกที่ดุเดือด แม้จะเจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์จะตกเป็นรองตลอดเวลา แต่ก็ไม่ละทิ้งความช่างสังเกต และไม่หยุดเค้นสมองวิเคราะห์
มันเองก็สงสัยว่า เหตุใดหัวหน้าผู้ไล่ล่าแห่งวังราชาจึงมีชีวิตอยู่ได้นานหลายพันปี ถัดจากนั้นก็เอะใจเรื่องที่รูปปั้นยักษ์ด้านนอกวังไม่ยอมช่วยเมิร์สกอร์กอนต่อสู้กับผู้บุกรุก จนกระทั่งผุดข้อสันนิษฐานบางอย่างขึ้นในใจ
มันเองก็ไม่ทราบหลักการเบื้องหลังที่แน่ชัด ไม่ทราบว่าเป็นพลังประเภทใดและอยู่ในขอบเขตไหน แต่จากประสบการณ์การสำรวจอย่างยาวนาน และจากสัญชาตญาณของนักล่าปีศาจที่ถูกขัดเกลา มันเชื่อว่ารูปปั้นยักษ์เหล่านี้คือต้นตอของปัญหา!
กึก กึก กึก!
ในท่าถือดาบสองเล่ม โคลิน·อีเลียดวิ่งเต็มฝีเท้า แต่มิได้มุ่งหน้าเป็นเส้นตรง บ้างเฉียงซ้าย และบ้างเฉียงขวา
ได้เห็นฉากตรงหน้า ผู้พิฆาตแสง เมิร์สกอร์กอนแผดเสียงคำราม ดาบใหญ่ขนาดมหึมาถูกฟันด้วยสองมือ คมดาบสับลงด้านหน้าอย่างรวดเร็ว
ท่าทีตอบสนองของมันคือเครื่องยืนยันว่าโคลินคิดถูก
บึ้ม! บึ้ม! บึ้ม
นักล่าปีศาจโคลินกระโจนไปยังทิศทางหนึ่งกะทันหัน ต่อด้วยการม้วนตัวกลิ้ง และในตำแหน่งเดิมของมัน เส้นดาบสีเงินปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าเป็นรูปทรง ‘งูยาว’ ส่งผลให้พื้นหินของวังราชาคนยักษ์ที่แข็งแรงมั่นคง สั่นสะเทือนรุนแรงพร้อมกับมีรอยแยกเป็นทางยาว
ตึง! ผู้พิฆาตแสง เมิร์สกอร์กอนก้าวเท้าไปด้านหน้าและโน้มตัวลง ด้วยร่างกายที่สูงกว่าห้าเมตร มันเสียบดาบใหญ่ปักลงบนพื้น
วาบ!
เกิดแรงสั่นสะเทือนแผ่ออกไปทุกทิศ เสาหินแตกออกและตกลงไปยังทุ่งเมฆสีส้มที่ไร้ก้นบึ้ง พื้นดินระหว่างอาหารสองหลังเกิดระเบิดอย่างต่อเนื่องลึกลงไปหลายชั้น เศษหินนับไม่ถ้วนปลิวกระจัดกระจาย
อย่างไรก็ตาม นักล่าปีศาจโคลินได้กระโดดหลบล่วงหน้า ด้วยร่างที่ค้างกลางอากาศ มันไขว้ดาบทั้งสองเล่มเข้าหากันและสร้างบาเรียล่องหนคอยปกป้องเศษหินที่พุ่งเข้าใส่ประหนึ่งฝนธนู
ทันใดนั้น เมิร์สกอร์กอนงอเข่าและโน้มตัวไปด้านหลัง จากนั้นก็ดีดตัวเองลอยขึ้นมาในอากาศประหนึ่งดาวตกกลับด้าน ย่นระยะห่างระหว่างนักล่าปีศาจในพริบตา
ระหว่างทาง ดาบใหญ่สีเงินของมันทำการฟันกวาดจากล่างขึ้นบน
ขณะเห็นว่านักล่าปีศาจโคลินหมดสิทธิ์หลบ ทันใดนั้น แสงสว่างเส้นหนึ่งพุ่งใส่ดาบใหญ่ของเมิร์สกอร์กอนอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
ฉวยโอกาสดังกล่าว โคลิน·อีเลียดร่อนลงถึงพื้นพร้อมกับกลิ้งตัวหนึ่งตลบ ขยับเข้าใกล้รูปปั้นยักษ์
ในเวลาเดียวกัน จากการชำเลืองด้วยหางตา โคลินเห็นอัศวินมายาสีเงินของโลเฟียร์เปลี่ยนดาบใหญ่ให้เป็นธนูยักษ์ที่ฉาบด้วยแสงรุ่งอรุณ คอยกระหน่ำยิงลูกศรใส่เมิร์สกอร์กอนอย่างต่อเนื่อง
ดวงตาเพียงหนึ่งเดียวที่อยู่หลังเกราะหมวกของผู้พิฆาตแสง เมิร์สกอร์กอน ถูกย้อมให้เป็นสีแดงเข้ม มันเลิกสนใจอาการบาดเจ็บจากลูกธนูแห่งแสงที่กระหน่ำยิง เพียงปล่อยให้การโจมตีดังกล่าวปะทะใส่ร่างจนเกิดเสียงโลหะกระทบ
มันเอาแต่พุ่งไปข้างหน้าพร้อมกับแกว่งดาบใหญ่ สร้างเส้นดาบสีเงินจากความว่างเปล่าเพื่อไล่กดดันนักล่าปีศาจโคลิน ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายทำลายรูปปั้นยักษ์
ทันใดนั้น กลุ่มลูกธนูที่สว่างไสวพุ่งผ่านเมิร์สกอร์กอน เสียบใส่ช่องว่างระหว่างกะบังหมวกเหล็กของรูปปั้นยักษ์ตัวหนึ่ง
เป็นฝีมือของวิญญาณมารที่คนเลี้ยงแกะโลเฟียร์ปล่อยออกมากินหญ้า
นักล่าปีศาจโคลินเป็นเหยื่อล่อ ผู้โจมตีตัวจริงคืออัศวินมายาเกราะเงิน
ฟ้าว! ฟ้าว! ฟ้าว! กลุ่มลูกศรแสงถูกระดมยิงอีกครั้ง แต่หนนี้ถูกปัดป้องโดยเมิร์สกอร์กอนทั้งหมด
ทว่า นักล่าปีศาจโคลินหาตำแหน่งเหมาะเจาะให้กับตัวเองสำเร็จ ทำการเหวี่ยงดาบสองเล่มที่เคลือบแสงรุ่งอรุณใส่รูปปั้นยักษ์ที่เหลืออยู่
มวลแสงส่องสว่างพร้อมกับสร้าง ‘พายุ’ ปกคลุมทั่วบริเวณ
ท่ามกลางเสียงแตกหัก รูปปั้นยักษ์ล้มลงทีละหนึ่ง เฉกเช่นออร่าแห่งชีวิตของผู้พิฆาตแสง เมิร์สกอร์กอนที่เริ่มสลายตัว
หัวหน้าผู้ไล่ล่าแห่งวังราชาแผดเสียงคำราม
“มาตายไปด้วยกัน!”
ดาบใหญ่สีเงินในมือเมิร์สกอร์กอนระเบิดออกและแปรเปลี่ยนเป็นประกายแสงจำนวนมาก จากนั้น ประกายแสงดังกล่าวรวมตัวกันพร้อมกับหมุนวนเป็นพายุ พัดกวาดทุกสรรพสิ่งรอบตัว
วิญญาณมารอัศวินเกราะเงินและนักล่าปีศาจโคลินทำการปักดาบลงพื้นพร้อมกันเพื่อสร้างบาเรียล่องหน
ประกายแสงระยิบระยับกระจายไปทั่วพื้นที่ระหว่างอาคารทั้งสองหลัง บดขยี้บานประตูสีเทาน้ำเงินและเสาหินด้านหลังเดอร์ริคกับคนที่เหลือจนแหลกละเอียด แต่เมื่อประกายแสงเดียวกันพัดเข้าไปในวังพำนักของราชาคนยักษ์ กลับไม่มีความเสียหายใดเกิดขึ้นเลย
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ ขณะเดอร์ริคเชื่อว่าบาเรียล่องหนกำลังจะถูกพายุแสงทำลาย แสงรุ่งอรุณรอบตัวกลับดับลงกะทันหัน
ท่ามกลางซากปรักหักพัง เกราะสีเงินของผู้พิฆาตแสง เมิร์สกอร์กอนค่อย ๆ เลือนหายไป เผยให้เห็นร่างกายสีเทาอมฟ้าในชุดผ้าลินิน
ไม่ห่างออกไปมีเป็นร่างที่ชุ่มเลือดของนักล่าปีศาจโคลิน เจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์รายนี้เปลี่ยนจากร่างสัตว์ในตำนานกลับเป็นมนุษย์แล้ว แต่ลมหายใจและอาการค่อนข้างปรกติ แค่อ่อนเพลียเล็กน้อย
เมิร์สกอร์กอนคุกเข่าลงหนึ่งข้างจนเกิดเสียงกระแทก เนื้อหนังของมันเหี่ยวย่นอย่างรวดเร็วจนกระทั่งเน่าเปื่อยและเริ่ม ‘ระเหย’
ท่ามกลางแสงสีส้ม คล้ายกับมันได้เห็นวังราชาคนยักษ์กลับมาครึกครื้นอีกครั้ง เหล่าคนยักษ์เดินขวักไขว่ บ้างเล่นพิณ ขลุ่ยกระดูก และจับคู่ดวลกันอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน ชีวิตผ่านไปอย่างมีรสชาติ ราชาของพวกตนคอยนั่งบนบัลลังก์สูงและเฝ้ามองทุกสิ่งด้วยความน่าเกรงขาม
หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว สิ่งเหล่านี้เลือนหายไป มันจึงเลือกที่จะติดตามรับใช้เทวทูตมืด ซาสเรีย
เมิร์สกอร์กอนยิ้มพร้อมกับพึมพำเสียงแผ่ว
“ราชา…”
ผู้ไล่ล่าแห่งวังราชาก้มหน้าลงด้วยร่างกายที่ระเหยโดยสมบูรณ์ เหลือเพียงโครงกระดูกสีขาวขนาดใหญ่และจุดแสงสีเงินซึ่งกำลังควบแน่น
…………………………
ฉากสีน้ำเงินเข้มอันไร้ขอบเขตของทะเลที่กระเพื่อมแผ่วเบาคล้ายกับภายในนั้นเต็มไปด้วยชีวิตมากมาย กำลังปรากฏสู่สายตาทีมสำรวจเมืองเงินพิสุทธิ์ ไม่ใช่เพียงการรับรู้จากตำนานในหนังสือหรือถ้อยคำจากคนนอก
แม้ว่าจะอยู่ใกล้มาก แต่รู้สึกราวกับสัมผัสได้
แอนเทียน่าเจ้าของผมสีไวน์แดงยืนมองด้วยท่าทีเหม่อลอย เธอเปิดปากราวกับต้องการกล่าวบางสิ่ง แต่ท้ายที่สุดก็พูดได้เพียง
“ทะเล…”
ทันทีที่กล่าวจบ รอยแยกสีเงินผุดขึ้นกึ่งกลางหน้าผากของเธอ
รอยแยกแตกเป็นทางยาวอย่างรวดเร็ว แบ่งร่างแอนเทียน่าออกเป็นสองซีกซ้ายขวา เลือดสีสว่างและอบอุ่นพรั่งพรูออกจากรอยแตก สาดกระจายเต็มใบหน้าเดอร์ริค
วินาทีถัดมา เส้นแสงสีเงินจำนวนมากส่องออกจากร่างแอนเทียน่า หั่นร่างของหญิงสาวให้กลายเป็นเศษเนื้อ
ใบหน้าที่เปี่ยมความหวังและโหยหา แตกละเอียดราวกับจิ๊กซอว์และโปรยปรายลงบนพื้น
โคลิน·อีเลียดตอบสนองเมื่อสาย เหวี่ยงดาบยาวเล่มหนึ่งในแนวนอน อีกเล่มในแนวเฉียง ราวกับกำลังฟาดฟันศัตรูล่องหน
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
แสงสีเงินส่องประกาย เสียงโลหะกระทบกันดังกึกก้อง แสงแห่งรุ่งอรุณที่ห่อหุ้มร่างกายโคลิน·อีเลียดเริ่มแตกกระจัดกระจายไปทุกทิศ
พร้อมกันนั้น อัศวินมายาด้านหลังคนเลี้ยงแกะโลเฟียร์ ก้าวไปข้างหน้าและแทงดาบยักษ์มายาปักลงบนพื้น
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! รอบตัวชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ บางสิ่งพยายามทำลายบาเรียล่องหน คล้ายกับแมลงที่ดิ้นรนอย่างสิ้นหวังภายในอำพัน
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
แสงสีเงินเส้นใหญ่ บางครั้งก็เส้นบาง ปรากฏขึ้นรอบตัวทุกคนอย่างต่อเนื่อง คล้ายกับบาเรียผู้พิทักษ์ที่กำลังปกป้องทีมสำรวจพร้อมจะพังลงในทุกเมื่อ แต่ทั้งโคลินและโลเฟียร์ก็ยังหาศัตรูไม่พบ
ขณะเดอะฟูล ไคลน์บนมิติหมอกเตรียมช่วยบอกใบ้ เจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ฉุกคิดบางสิ่งได้และนำดาบทั้งสองเล่มมาไขว้กันด้านหน้า
เคร้ง!
แสงสีเงินเส้นหนาฟาดลงมายังกึ่งกลางดาบทั้งสองเล่ม ส่งผลให้ข้อเท้าของนักล่าปีศาจโคลินจมลึกลงไปในพื้นหิน
มันอาศัยจังหวะดังกล่าวคำราม
“เขตแดนเจิดจรัส!”
ได้ยินคำสั่งของเจ้าเมือง เดอร์ริคไม่ลังเลที่จะนำหนามบนไม้กางเขนแทงใส่นิ้ว
ทันทีที่เลือดไหลซึม แสงสว่างอันเจิดจ้าและบริสุทธิ์แผ่ขยายออกไปทุกทิศจนปกคลุมทุกซอกมุมของที่ว่างระหว่างอาคารสองหลัง
บริเวณดังกล่าวปราศจากเงาโดยสิ้นเชิง ไม่มีที่ให้หลบซ่อน แสงสว่างคือผู้มีอำนาจสูงสุดในละแวกนี้
ร่างกายขนาดมหึมาถูกวาดขึ้นด้านข้างวังราชาคนยักษ์ ‘มัน’ สวมเกราะสีเงินเต็มอัตราศึก สูงเกือบห้าเมตร แต่ด้านหลังเกราะหมวกไม่ใช่จุดแสงสีแดงหรือสีส้ม หากแต่เป็นดวงตาแนวตั้งหนึ่งดวง
นี่คือคนยักษ์ คนยักษ์ที่ยังมีชีวิต
มันทำการโจมตีทั้งที่ทีมสำรวจยังไม่ได้เข้าไปในเขตคุ้มครอง ตีความได้ว่ามันมีสติปัญญา
เกราะแขนของยักษ์ตนนี้แตกต่างจากอัศวินเกราะเงินตนอื่น มันมีลวดลายพิเศษ ตำแหน่งแรกอยู่ด้านขวา สีแดงเลือด ลวดลายวนรอบข้อมือ ตำแหน่งที่สองอยู่ด้านซ้าย เป็นจุดสีดำกระจายตัว
อัศวินยักษ์ยกดาบใหญ่ในมือขึ้นมาชี้ทีมสำรวจ กล่าวด้วยเสียงกึกก้อง
“กล้าดียังไงถึงบุกรุกวังราชาและรบกวนการหลับใหลของท่านลอร์ดซาสเรีย!”
ซาสเรีย? เทวทูตมืด ซาสเรีย? เดอะฟูล ไคลน์บนมิติสายหมอก เกิดความตกตะลึงจนต้องนั่งตัวตรง
อดีตหัตถ์ซ้ายแห่งเทพ ผู้ปกครองอันดับสองของดินแดนทวยเทพ ผู้นำแห่งราชาเทวทูต และหนึ่งในสองผู้นำของกุหลาบไถ่บาป แท้จริงแล้วท่านไม่ได้หายไปกับแม่น้ำสายยาวแห่งประวัติศาสตร์ แต่หลับใหลอยู่ในส่วนลึกของวังราชาคนยักษ์? ทำไมถึงเลือกจะหลับใหล? ความคิดมากมายแล่นเข้ามาในหัวไคลน์ โดยไม่รู้ตัว ชายหนุ่มชำเลืองไปทางวังที่อัศวินยักษ์คอยคุ้มกัน
อาคารดังกล่าวทั้งสูงและอลังการที่สุดในวังราชาคนยักษ์ คล้ายกับแสงสนธยาก่อตัวกลายเป็นชั้นวัตถุและปกคลุมพื้นผิวเอาไว้ มอบความรู้สึกหม่นหมองอย่างชัดเจนประหนึ่งยามสนธยาใกล้สิ้นสุดลง แทนที่ด้วยค่ำคืนอันเป็นนิรันดร์
ฝั่งหนึ่งเป็นยอดแหลม อีกฝั่งหนึ่งเป็นยอดหอคอย ทางเข้าหลักเป็นบานประตูคู่สีเทาน้ำเงิน สูงกว่าสิบเมตร เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ เครื่องหมาย และลวดลายสมมาตรที่ลึกลับและเป็นระเบียบ
บนบานประตูฝั่งซ้ายสูงจากพื้นสามถึงสี่เมตร มีช่องว่างสีดำขนาดใหญ่ประหนึ่งกำปั้นมนุษย์โตเต็มวัย
ได้เห็นฉากดังกล่าว ไคลน์หวนนึกถึงภาพที่เคยเห็นจากการทำนายฝันเมื่อครั้งอดีต โดยสื่อกลางที่ใช้ทำนายในคราวนั้นคือกุญแจคนยักษ์ซึ่งยืมมาจากพลเรือโทธารน้ำแข็ง เอ็ดวิน่า
นั่นคือกุญแจสำหรับเปิดประตูวังราชาคนยักษ์? ไคลน์เหยียดแขนออกไป พยายามใช้ตาทิพย์เพื่อมองเข้าไปในตัวตึก
น่าเสียดายที่ล้มเหลว กุญแจเหล็กสีดำขนาดเท่าพิณลอยมาตกอยู่ตรงหน้าชายหนุ่ม
ขณะเดียวกัน นักล่าปีศาจโคลินที่เห็นว่าอัศวินยักษ์ยังไม่โจมตีเข้ามา ตัดสินใจเปิดปากพูด
“ท่านคือผู้ไล่ล่าแห่งวังราชา?”
ดาบใหญ่ในมืออัศวินยักษ์มิได้ทำการฟาดฟัน มันชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเสียงทุ้ม
“แม้จะผ่านไปนาน แต่กลับยังมีคนจำจดผู้ไล่ล่าแห่งวังราชาได้…ถูกต้อง ข้าคือหัวหน้าผู้ไล่ล่าทั้งปวง ผู้พิฆาตแสง เมิร์สกอร์กอน ในภายหลังคอยติดตามรับใช้ท่านลอร์ดซาสเรีย…ในอดีตเคยล่ามังกรที่แข็งแกร่ง เอลฟ์ ปีศาจ หมาป่าอสูร และฟีนิกซ์…ในวันนี้ พวกเจ้าได้รับเกียรติให้ตายภายใต้คมดาบของข้า”
ผู้พิฆาตแสงรายนี้มิได้ลดท่าทีคุกคามลง ร่างกายเอนไปด้านหลังเล็กน้อย สองมือจับดาบยาวแน่นกระชับ จากนั้นก็ปรี่เข้าหาทีมสำรวจของเมืองเงินพิสุทธิ์ด้วยบรรยากาศประหนึ่งอุกกาบาตทางเรียบ
เนื่องด้วยอำนาจแห่งไม้กางเขนเจิดจรัส มันมิอาจซ่อนตัวได้อีกต่อไป
ขณะที่ทีมสำรวจคำนวณว่าดาบใหญ่ของอัศวินยักษ์จะพุ่งมาถึงในอีกหนึ่งวินาที เมิร์สกอร์กอนชะงักฝีเท้าพร้อมกับสับดาบลงล่วงหน้า
โคลิน·อีเลียดซึ่งมิได้อยู่ในวงแหวนบาเรียของโลเฟียร์เหมือนคนอื่น เมื่อสัมผัสถึงภัยคุกคาม มันรีบกระโดดไปด้านข้างโดยไม่ลังเล
บึ้ม!
ในจุดที่มันเคยยืน เส้นแสงสีเงินอันแหลมคมปรากฏขึ้นพร้อมกับทำลายทุกสิ่งจากภายในสู่ภายนอก
เป็นการโจมตีที่แปลกประหลาด คล้ายกับเกิดขึ้นจากความว่างเปล่า
ขณะเดียวกัน ร่างกายโคลิน·อีเลียดซึ่งกำลังย่อตัวลงบนพื้นเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง เสื้อผ้าฉีกขาดเนื่องจากกล้ามเนื้อที่ขยายใหญ่
เพียงพริบตา นักล่าปีศาจแปลงร่างกลายเป็นคนยักษ์ตัวสีเทาอมน้ำเงิน สูงสี่เมตร กึ่งกลางหน้าผากมีรอยแยกสีเข้ม ทุกส่วนของร่างกายแผ่กลิ่นอายความน่าเกรงขามและความลึกลับอันไร้จุดสิ้นสุด รวมถึงพลังวิญญาณที่แปลกประหลาด
หากผู้วิเศษลำดับต่ำกว่าสี่ได้เห็นฉากนี้ จิตใจจะได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนัก สมองปวดแปลบประหนึ่งถูกเหล็กเสียบกวน ร่างวิญญาณถูกกัดกร่อนและปนเปื้อน หากมิอาจทนต่อความเจ็บปวด ชะตากรรมคือภาวะคลุ้มคลั่งและเสียสติ หรือเลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือตายคาที่
ร่างสัตว์ในตำนานที่ไม่สมบูรณ์ของครึ่งเทพ
เดิมที โคลิน·อีเลียดไม่ต้องการใช้ร่างสัตว์ในตำนาน เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงของแสงสนธยา แต่ปัจจุบัน มันพบว่าหากเป็นภายในเขตแดนเจิดจรัส อิทธิพลด้านความเสื่อมโทรมจะบรรเทาลงมาก
สองมือถือดาบยาวสองเล่มที่ขยายใหญ่ขึ้นจากผลของแสงรุ่งอรุณ โคลินต่อสู้อย่างดุเดือดกับผู้พิฆาตแสง เมิร์สกอร์กอนภายในเขตแดนที่แสงสว่างเป็นใหญ่เหนือเงา
เคร้ง เคร้ง!
ดาบสามเล่มของคนยักษ์สองตนปะทะกันและแยกจากอยู่หลายยก แม้โคลิน·อีเลียดจะตกเป็นรอง แต่ยังสามารถต้านทานการโจมตีจากหัวหน้าผู้ไล่ล่าแห่งวังราชา
ในบางครั้งที่มันสัมผัสถึงอันตราย โคลินไม่ลังเลที่ม้วนตัวกลิ้งเพื่อเปลี่ยนทิศทาง
โดยหลังจากนั้นเพียงอึดใจเดียว จุดที่มันเคยยืนจะถูกฟันด้วยเส้นแสงสีเงินและเกิดเป็นความพินาศจากภายใน
เดอร์ริคปิดตาสนิท แต่ก็ยังรักษาเขตแดนเจิดจรัสโดยไม่สนใจเลือดที่ไหลรินจากปลายนิ้ว ส่วนฮาอิมและอัศวินรุ่งอรุณอีกหนึ่งคนเองก็ไม่กล้าลืมตาขึ้น ทำได้เพียงคอยช่วยเหลือคนเลี้ยงแกะ โลเฟียร์ พาทีมสำรวจเคลื่อนตัวทีละนิดไปทางวังใกล้ ๆ โดยไม่ออกจากบาเรียคุ้มครอง
หากไม่มีความช่วยเหลือจากวิญญาณมารอัศวินเกราะเงิน ทุกคนคงถูกสับเป็นเศษเนื้อท่ามกลาง ‘พายุแสง’ ที่พัดกวาดไปทั่วสนามรบ
ลำพังผู้พิฆาตแสง เมิร์สกอร์กอนเพียงคนเดียว ทีมสำรวจของเมืองเงินพิสุทธิ์ต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับชนิดที่มิอาจตอบโต้กลับไป
สมแล้วที่เป็นหัวหน้าผู้ไล่ล่าแห่งวังราชา คงแข็งแกร่งที่สุดหากไม่นับเทพรับใช้…เมื่อเทียบกับนักล่าปีศาจ อัศวินสีเงินมีพลังพิเศษที่หลากหลายและน่ากลัวกว่ามาก…เดอะฟูล ไคลน์ บนมิติหมอกเสกคทาเทพสมุทรมาถือและเฝ้ามองเหตุการณ์อย่างไม่ประมาท
มันค้นพบจุดแข็งของผู้พิฆาตแสง เมิร์สกอร์กอนอย่างรวดเร็ว
ประการแรก พลังป้องกันตัวในรูปแบบชุดเกราะสีเงินเต็มอัตราศึก ประการที่สอง สามารถซ่อนตัวจากแสงสว่างและปกปิดจิตสังหาร ประการที่สาม ‘ดาบรุ่งอรุณ’ ที่ควบแน่นเป็นเวลานานจนสามารถใช้งานได้แทนดาบจริง คมกริบ แถมยังมีพลังชำระล้าง ประการที่สี่ สามารถสร้าง ‘เส้นดาบสีเงิน’ ซึ่งโจมตีระยะไกล ข้ามสิ่งกีดขวางได้เกือบทุกชนิด โจมตีใส่เป้าหมายได้โดยไม่ต้องเคลื่อนที่ แถมการก่อตัวของ ‘เส้นดาบสีเงิน’ ก็ยังแทบจะไร้ร่องรอย ยากจะคาดเดาล่วงหน้า…
สรุปโดยสั้น อัศวินสีเงินคือนักบุญที่แข็งแกร่งอย่างมากในการประจันหน้า หากไม่ใช่เพราะเจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์มีประสบการณ์สูง สัญชาตญาณเฉียบแหลม และชำนาญการควบคุมร่างสัตว์ในตำนาน เขาคงตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤติไปแล้ว เนื่องด้วยอีกฝ่ายเป็นผู้วิเศษเส้นทางเดียวกันที่มีลำดับสูงกว่า…ถ้าเปลี่ยนเป็นเราคงโดนตัดหัวไปนานแล้ว แต่แน่นอน เราจะไม่ดวลกับผู้ไล่ล่าแห่งวังราชาซึ่งหน้า…
พิจารณาจากสถานการณ์ เนื่องจากวิญญาณมารต้องคอยปกป้องโลเฟียร์ หมดสิทธิ์เข้าไปช่วยต่อสู้แน่นอน…ทีมสำรวจเมืองเงินพิสุทธิ์ไม่มีโอกาสได้รับชัยชนะแม้แต่น้อย…พวกเขากำลังล่าถอยอย่างใจเย็น ชาญฉลาดมาก…ถ้าเห็นท่าไม่ดี เดอะฟูลคงต้องส่งสายฟ้าลงไปสนับสนุน…แต่พระผู้สร้างแท้จริงอาจเฝ้ามองฉากนี้อยู่…‘พายุสายฟ้า’ ของเราไม่รุนแรงพอที่จะปิดฉากเมิร์สกอร์กอนในพริบตา…ท่ามกลางกระแสความคิดที่พรั่งพรู ไคลน์พลันตระหนักถึงความผิดปรกติ
นั่นก็คือ เหตุใดเมิร์สกอร์กอนซึ่งไม่ใช่เทวทูต ถึงมีอายุยืนยาวนับตั้งแต่ปลายยุคสมัยที่สองจวบจนปัจจุบัน? ชายคนนั้นไม่ใช่แม่มด แวมไพร์ หรืออมรณาสักหน่อย!
และเมื่อพิจารณาจากความมีสติและพลังที่ใช้ในการต่อสู้ ตะกอนพลังของเมิร์สกอร์กอนมิได้ถูกผสานเข้ากับเส้นทางอื่น
…………………………
ได้ยินคำพูดเจ้าเมือง อาวุโสคนเลี้ยงแกะ โลเฟียร์ ตั้งคำถามทันที
“เหมือนกับอัศวินสีเงินสองตนจากทางเข้าวังด้านหน้าใช่ไหม? ที่มันจะไม่โจมตีหากเราไม่เข้าไปในระยะ”
โคลิน·อีเลียดพยักหน้า
“ใช่…ในตอนนี้ล่ะนะ”
ทีมสำรวจอยู่ใกล้ทางออกมาก แต่องครักษ์ด้านนอกกลับยังไม่มีท่าทีตอบสนอง
แปลว่าอีกฝ่ายไม่มีสติปัญญาหรือวิญญาณ และอาจทำงานโดยการถูกกระตุ้น
โดยไม่รอให้สมาชิกคนอื่นพูด นักล่าปีศาจโคลินกล่าวต่อ
“ใหญ่…หนัก…”
หลังจากได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ทีมสำรวจของเมืองเงินพิสุทธิ์จับกลุ่มกันโดยไม่ต้องรอคำสั่ง ทีมหนึ่งอยู่ห่างจากทางออก แต่หันหน้าเข้าหาประตู คุ้มกันโดยอาวุโสโลเฟียร์ มีหน้าที่เป็นเหยื่อล่อองครักษ์ อีกทีมหนึ่งรับน้ำมันศักดิ์สิทธิ์บางชนิดมาจากเจ้าเมืองและทาลงบนพื้นใกล้กับประตู ส่วนฮาอิมผู้ถือไม้กางเขนเจิดจรัส และนักล่าปีศาจโคลินคอยหลบอยู่สองฝั่งข้างบานประตูโดยใช้เสาหินเป็นกำบัง
จากนั้น โคลิน·อีเลียดชักดาบออกจากหลังหนึ่งเล่มพร้อมกับหยิบขวดโลหะใบเล็กขึ้นมากระดกดื่ม
ออร่าของมันเลือนรางลงอย่างรวดเร็ว ไม่เด่นชัดเหมือนในตอนแรก หากไม่เพ่งมองอย่างตั้งใจก็ยากจะตระหนักว่ามีตัวตนอยู่ตรงนี้
นี่คือหนึ่งในแผนการ ฮาอิมไม่อำพราง ส่วนนักล่าปีศาจอำพราง
ผ่านไปราวสิบวินาที อาวุโสโลเฟียร์เหยียดแขนขวาออกมาจับอากาศอันว่างเปล่า
ผมสีเทาเงินของเธอถูกย้อมกลายเป็นสีน้ำเงินเข้ม
สายลมดังโหยหวนพร้อมกับการเปิดออกของบานประตูสีเทาอมฟ้า
ทันทีหลังจากนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้น ห้องโถงทั้งหลังสั่นไหว
คนยักษ์ที่ถือง้าวและสวมเกราะเหล็กปรี่เข้ามาในห้องโถง
ส่วนที่ไม่ถูกเกราะปกปิดปราศจากเลือดเนื้อ ราวกับพวกมันถูกสร้างจากโลหะ ด้านหลังหน้ากากสีดำมีแสงสีแดงสว่าง
หากไม่ได้กำลังขยับเขยื้อน เอาแต่ยืนนิ่ง คงไม่ต่างอะไรกับรูปปั้น
ตึง! ตึง! ตึง!
ห้องโถงสั่นสะเทือนรุนแรงยิ่งกว่าเก่า ทันใดนั้น รูปปั้นคนยักษ์ทำการขว้างง้าวในมือ เกิดเป็นพายุเฮอร์ริเคนพุ่งมาทางเดอร์ริคและคนอื่นที่กำลังหันหน้าเข้าหาประตู
เปรี้ยง!
ง้าวพุ่งชนบาเรียล่องหนจนเกิดเป็นคลื่นกระเพื่อมมายา
ด้านหน้าคนเลี้ยงแกะโลเฟียร์ ร่างมายาที่สวมเกราะสีเงินปรากฏขึ้นโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว ร่างดังกล่าวแทงดาบใหญ่ในมือลงไปบนพื้น
ตึง! ตึง! ตึง!
รูปปั้นคนยักษ์ยังไม่หยุดวิ่งเข้ามาในห้องโถง
ทันใดนั้น เสียงแหลมเล็กดังจากใต้ฝ่าเท้าพวกมันจนร่างกายขนาดมหึมาเซไปด้านหลัง
มันเหยียบลงบนจุดที่มีการทาน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ไว้
เมื่อรูปปั้นยักษ์ล้มลง แสงสีแดงในดวงตาพลันสว่างไสว พลังที่มองไม่เห็นบางชนิดช่วยดึงร่างของมันกลับขึ้นมาใหม่
ทันใดนั้น แสงสว่างอันเจิดจ้าพุ่งออกจากไม้กางเขนเจิดจรัส ตรงเข้าใส่ดวงตาเพียงหนึ่งเดียวของคนยักษ์อย่างแม่นยำ
แสงสีแดงเข้มจางลงทันที
นักล่าปีศาจโคลินกระโจนไปในอากาศพร้อมกับถือดาบหนึ่งเล่มด้วยมือทั้งสองข้าง จากนั้นก็พุ่งลงประหนึ่งอินทรีโฉบใส่เหยื่อ
แสงแห่งรุ่งอรุณควบแน่นเคลือบดาบยาวจนมันดูใหญ่เป็นพิเศษ ความยาวโดยรวมมากกว่าส่วนสูงของโคลินเสียอีก
ท่ามกลางเสียง ‘ฉึก’ ดาบที่สว่างไสวแทงทะลุช่องว่างระหว่างชุดเกราะของคนยักษ์ เสียบเข้าไปในดวงตาอย่างแม่นยำ
แสงแห่งรุ่งอรุณพรั่งพรูเข้าไปในร่างกายของมัน
ขณะมือกำด้ามดาบ โคลิน·อีเลียดออกแรงแทงให้ลึกกว่าเดิม จนกระทั่งรูปปั้นยักษ์ล้มลง มันชักดาบกลับและกระโจนไปทางด้านข้าง
รูปปั้นยักษ์นอนแผ่แน่นิ่งหน้าประตู เสียงแตกดังขึ้นจากอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งร่างกายของมันหยุดนิ่ง
นักล่าปีศาจโคลินไม่หันกลับไปมอง เพียงจ้องออกไปนอกประตูและกล่าวหลังจากครุ่นคิดสองสามวินาที
“ตอนนี้ยังไม่มีองครักษ์ตนอื่น เราสามารถสำรวจรูปปั้นนั่นได้”
เดอร์ริคและคนที่เหลือเข้ามาล้อมรูปปั้นทันที รีบค้นตัวอย่างชำนาญ
เหนือสายหมอกสีเทา ไคลน์ที่ได้เห็นขั้นตอนทั้งหมด อดไม่ได้ที่จะชื่นชมความแข็งแกร่งและความสามัคคีของทีมสำรวจเมืองเงินพิสุทธิ์
จากการสังเกตของชายหนุ่ม รูปปั้นยักษ์ตนนี้ทำมาจากโลหะนิรนาม พื้นผิวถูกหุ้มด้วยชุดเกราะซึ่งมีพลังป้องกันเหนือจินตนาการ สามารถรับการโจมตีส่วนใหญ่ได้สบาย ถือเป็นคู่ต่อสู้ที่จัดการได้ยาก
นอกจากนั้น รูปปั้นยักษ์ยังไม่มี ‘วิญญาณ’ กล่าวคือ ไม่สามารถจัดการมันได้ด้วยพลังในขอบเขตที่เกี่ยวข้อง เช่น ‘ควบคุมด้วยวิญญาณ’ ‘สะกดจิต’ ‘โรคประสาท’ และ ‘ฝันร้าย’ ไม่ต่างอะไรกับป้อมปราการเดินดิน ไคลน์อดไม่ได้ที่จะตั้งข้อสังเกตว่า นี่อาจเป็นผลงานของเทพธิดาแห่งการเก็บเกี่ยว
ไคลน์เชื่อว่า หากเปลี่ยนเป็นตัวเอง เมื่อพลังที่เป็นแก่นสำคัญของจอมเวทพิสดารกลายเป็นหมัน หนทางเดียวคือการพึ่งพาพลังของหุ่นเชิดทั้งสองตัว การต่อสู้จะลงเอยเช่นไรคงมิอาจคาดเดา
พลัง ‘บิดเบือน’ กับ ‘โกลาหล’ ของเคาต์แห่งการเสื่อมถอยอาจช่วยเราได้มาก แต่คงจัดการได้ไม่เร็วเท่ากับทีมสำรวจเมืองเงินพิสุทธิ์…อา…ทีมผู้วิเศษที่เชี่ยวชาญจะสร้างผลลัพธ์ออกมาเป็น ‘หนึ่งบวกหนึ่งมากกว่าสอง’ …นอกจากนั้น จังหวะและความมั่นใจในตัวเองของเจ้าเมืองก็เป็นกุญแจสำคัญ…ไคลน์พยักหน้าแผ่วเบาด้วยความชื่นชม
หากนี่เป็นการถ่ายทอดสดของโลกเก่า ชายหนุ่มคงอดไม่ได้ที่จะส่งของขวัญเป็นกำลังใจ
แต่มันก็ทำได้แค่คิด
หลังจากนำของมีค่าออกจากรูปปั้นยักษ์ ทีมสำรวจเมืองเงินพิสุทธิ์เดินตรงไปตามทางเดินด้านนอกจนกระทั่งมาถึงอีกหนึ่งห้องโถง
ในทำนองเดียวกัน พวกมันเคลื่อนที่ไปตามจุดต่าง ๆ ระหว่างวัง หอคอย และทางเดินอีกหลายแห่งโดยหวังว่าจะพบเบาะแสเพิ่มเติม รวมถึงทางเข้าทะเลที่ ‘คนนอก’ อย่างแจ็คเล่าให้ฟัง
ไม่ว่าพวกมันจะเชื่อคำพูดของเด็กชายหรือไม่ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะคาดหวังถึงทะเลสีครามด้านหลังวังราชาคนยักษ์ คาดหวังว่าอีกฟากฝั่งของทะเลมีอาณาจักรที่เต็มไปด้วยมนุษย์ ปราศจากสัตว์ประหลาดในความมืด มีดวงอาทิตย์ขึ้นและตก สายฟ้าจะโผล่ออกมาเฉพาะตอนที่ฝนโปรย ผู้คนอิ่มหนำสำราญไปกับอาหาร
ระหว่างนี้ ทีมสำรวจเมืองเงินพิสุทธิ์เผชิญหน้ากับศัตรูไม่มากนัก เกือบทั้งหมดเป็นรูปปั้นที่กลับมามีชีวิต บางส่วนเป็นวิญญาณมารที่เกิดจากการผสานระหว่างจิตตกค้างและออร่าสนธยา โดยรายหลังถูกขจัดอย่างง่ายดายด้วยไม้กางเขนเจิดจรัส
“ก็ไม่น่าแปลกใจอะไร…” เดอะฟูล ไคลน์บนมิติหมอกพยักหน้าแผ่วเบา ไม่แสดงความประหลาดใจกับเหตุการณ์ตรงหน้า
เพราะหลังจากราชาคนยักษ์ร่วงหล่น สถานที่แห่งนี้ก็กลายเป็นดินแดนในการปกครองของเทพสุริยันบรรพกาล ไม่น่าจะมีสมบัติหรือคนยักษ์ที่แข็งแกร่งหลงเหลือ…โดยเฉพาะเมื่อเหล่าราชาเทวทูตใช้เป็นสถานที่สมคบคิด ปัญหากวนใจย่อมต้องถูกเก็บกวาดเป็นธรรมดา…แต่หลังจากเทพสุริยันบรรพกาลถูก ‘กิน’ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าใครคือเจ้าของวังสนธยา…หรือบางทีอาจถูกทิ้งร้างไว้เฉย ๆ …
สรุปโดยสั้น ทีมสำรวจไม่น่าจะได้พบกับศัตรูในระดับครึ่งเทพหรือสมบัติวิเศษที่ทรงพลัง…อา…แต่ถ้าไม่มีไม้กางเขนเจิดจรัส วิญญาณมารเหล่านั้นก็รับมือได้ไม่ง่ายเช่นกัน ยากที่จะสำรวจไปข้างหน้าหากปราศจากเทวทูตมานำทีม หรือไม่ก็ต้องนำสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ออกปฏิบัติการ…
เมื่อไม้กางเขนเจิดจรัสกลับมาอยู่กับเดอร์ริค ทีมสำรวจของเมืองเงินพิสุทธิ์ขยับเข้าใกล้อาคารที่สูงที่สุดในวังราชาคนยักษ์
แสงสนธยาที่นี่เข้มข้นมาก ราวกับมาจากวังดังกล่าว
“ถ้าออกจากห้องโถงนี้ไป พวกเราน่าจะถึงส่วนข้างของสถานที่พำนักราชาคนยักษ์” น่าล่าปีศาจโคลินสำรวจทิศก่อนจะเหยียดนิ้วไปด้านหน้า
คนเลี้ยงแกะโลเฟียร์ผงกศีรษะรับ ใบหน้าเผยเศษเสี้ยวความหวัง
หัวใจเดอร์ริคดังระรัวราวกับมิอาจควบคุมความตื่นเต้น ต้องเดือดร้อนแอนเทียน่าช่วยใช้ปลอบโยนเพื่อทำให้กลับมาเป็นปรกติ
หลังจากทุกคนปรับอารมณ์เสร็จ ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์เดินเข้าไปในห้องโถงด้านหน้าและได้พบกับวัตถุคล้ายภาพวาดสีน้ำมันถูกแขวนบนผนังทั้งสองฝั่ง
‘ภาพวาดสีน้ำมัน’ เหล่านี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับคนยักษ์ที่แตกต่างออกไป บ้างถือขลุ่ยกระดูก บ้างถือกระดิ่งลม และบ้างถือพิณประหลาดเจ็ดสายที่เหมาะกับความสูง
หลังจากสมาชิกทีมสำรวจมาถึง คนยักษ์ในภาพวาดสีน้ำมันมีชีวิตขึ้นมากะทันหัน พวกมันเริ่มบรรเลงเครื่องดนตรีจนเกิดเป็นท่วงทำนองอันไพเราะ
แสงสนธยาในห้องโถงสว่างขึ้นเล็กน้อย อาหารจำนวนมากปรากฏขึ้นบนโต๊ะยาวที่วางเรียงราย ทุกจานเปล่งประกายและเย้ายวนใจอย่างยิ่ง
ไก่ย่าง…ห่านย่าง…ปลาทาน้ำผึ้ง…นี่คืองานเลี้ยงของวังราชาคนยักษ์? แต่ขนาดของไก่ ห่าน แพะ และปลาไม่ใหญ่ไปหน่อยหรือ…เป็นฝีมือของเทพธิดาแห่งการเก็บเกี่ยว? เพียงชำเลือง ไคลน์ยืนยันได้ว่าอาหารทั้งหมดเป็นภาพลวงตา เพราะวังราชาคนยักษ์ไม่น่าจะมีวัตถุดิบประกอบอาหารหลงเหลืออยู่ รวมถึงไม่มีคนที่สามารถ ‘จินตนาการ’ หรือสร้างพวกมันให้สมจริง
“นี่คือ…อาหารปรกติ?” ฮาอิมที่กำลังถือเทพสายฟ้าคำราม จ้องไปทางโต๊ะยาวตัวหนึ่ง ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง
“คงใช่…” เดอร์ริคสูดกลิ่นและอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย
นอกจากหญ้าผิวดำ พวกมันไม่เคยเห็นอาหารทั่วไปมาก่อน เนื้อที่เกิดจากการย่างศพสัตว์ประหลาดจะมอบสีสันที่แตกต่างกัน แต่รสชาติห่วยแตกเหมือนกันหมด แถมยังเป็นพิษกับร่างกาย
นักล่าปีศาจโคลินจ้องสักพักก่อนจะถอนหายใจ
“พวกมันเป็นของปลอม อย่าแม้แต่จะสัมผัส ไม่อย่างนั้นอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน”
นอกจากโลเฟียร์ ทีมสำรวจทุกคนถอนสายตาอย่างยากลำบาก จากนั้นก็เดินตามเจ้าเมืองไปจนกระทั่งออกจากห้องโถง
หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียด โคลิน·อีเลียดปักดาบลงในดินและผลักประตูหนักให้เปิดออก
ช่องว่างขยายใหญ่ขึ้น แสงสีส้มเข้มข้นลอดผ่านจากด้านนอก
ยิ่งช่องว่างขยายใหญ่ ภาพของพระราชวังสูงตระหง่านก็ยิ่งแจ่มชัด
จากนั้น ทุกคนในทีมสำรวจได้ยินเสียงบางสิ่งถูกปะทะ
โคลินชักดาบยาวออกมาสยบความตึงเครียดภายในใจสมาชิกทีม
ตามด้วยการชักดาบอีกหนึ่งเล่มและเดินออกจากห้องโถงอย่างไม่รีบร้อน เดอร์ริคและคนที่เหลือตามหลังไปด้วยความระมัดระวัง
ทันทีที่ร่างกายอาบแสงสนธยาโดยสมบูรณ์ พวกมันมองไปทางซ้ายโดยพร้อมเพรียง และพบกับราวกั้นที่ทำจากเสาหิน
เหนือราวกั้นออกไปไกลมีเมฆสีส้มแดงที่ลอยตัวบนท้องฟ้าอย่างอ่อนโยน ท่ามกลางทุ่งกว้างสีน้ำเงินเข้มอันไร้ขอบเขต เสียงปะทะของบางสิ่งดังขึ้นตลอดเวลา
โดยไม่ต้องกล่าวคำใด สมาชิกทีมสำรวจทุกคนต่างนึกถึงสิ่งที่บันทึกไว้ในหนังสือและคำอธิบายของเด็กชายแจ็ค คำคำหนึ่งผุดขึ้นในหัวทันที
“ทะเล”
…………………………
ในอดีต กุหลาบไถ่บาปคือพันธมิตรที่เกิดจากการรวมตัวของเหล่าทวยเทพ…แต่องค์กรเดียวกัน ภายใต้อิทธิพลของเทพสุริยันบรรพกาล พวกท่านกลับต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ แอบชุมนุมกันภายในวังสนธยา…เทพสุริยันบรรพกาลในอดีตแข็งแกร่งมากเพียงใดกัน…ไคลน์พ่นลมหายใจอย่างมิอาจควบคุม ความคิดมากมายผุดขึ้นในหัว
ชายหนุ่มย้อนมองดูชุมนุมทาโรต์และพบว่า เมื่อเทียบกับกุหลาบไถ่บาป ชุมนุมของตนไม่ต่างอะไรกับเด็กเล่นขายของ ต่อให้นับตัวช่วยที่ทรงพลังอย่างวิล·อัสติน พาลีส·โซโรอาสเตอร์ อะซิก·อายเกส และไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ แต่นั่นก็เทียบไม่ได้เลยกับกุหลาบไถ่บาปในยุครุ่งเรือง
ไม่สิ ต่อให้นับกุหลาบไถ่บาปในยุคปัจจุบัน พวกมันก็ยังเหนือกว่าชุมนุมทาโรต์หลายขุม เพราะผู้นำและประธานการชุมนุมยังเป็นเพียงนักบุญลำดับสี่…ไคลน์จิกกัดตัวเองอย่างมีสมาธิ หันเหความสนใจไปยังทั้งสิบเอ็ดบุคคล
หากพิจารณาจากรูปลักษณ์ ฉายา และชื่อจริง เราสามารถยืนยันได้ว่าเทวทูตวายุ เทวทูตปัญญา และเทวทูตสีขาว ปัจจุบันคือเทพวายุสลาตัน เทพปัญญาความรู้ และเทพสุริยันเจิดจรัส…พวกท่านทรยศเทพสุริยันบรรพกาลและ ‘แบ่ง’ ร่างของเทพที่ตนเคยรับใช้…เทพสงครามและพระแม่ธรณีคือผู้ที่เหลือรอดมาจากวังราชาคนยักษ์…คนหนึ่งเป็นบุตรชายคนโต ส่วนอีกคนเป็นภรรยา มีความสัมพันธ์เป็นแม่ลูกกัน…ด้วยเหตุนี้ การที่อาณาจักรเฟเนพ็อตไม่ยอมประกาศสงครามกับโลเอ็นเพื่อช่วยจักรวรรดิฟุซัค จึงค่อนข้างแปลก…และน่าสนใจ…
นอกจากนั้น ยืนยันได้แล้วว่าเทพธิดาคืออดีตเทพรับใช้ของราชาหมาป่าอสูรทำลายล้าง เทพธิดาแห่งเคราะห์กรรม อมานีซิส…ไม่เพียงพระองค์จะได้ครอบครองอำนาจในขอบเขตรัตติกาลและเถลิงบัลลังก์ลำดับศูนย์สำเร็จ แต่ยังกำจัดทายาทของเฟรเกียจนราบคาบ ผนึกเหล่าเทวทูตตระกูลอันทีโกนัสในแคว้นรัตติกาล แถมยังใช้ร่างของมารดาแห่งผืนนภาเป็นภาชนะในการเสด็จลงมาเยือน…เด็ดขาดมาก…
ในฐานะข้ารับใช้แห่งรัตติกาล ไคลน์เงยหน้าขึ้นและมองไปรอบ ๆ โดยไม่รู้ตัว ด้วยกังวลว่าความคิดของตนจะเผลอรั่วไหลออกสู่โลกภายนอก
หลังจากเข้าไปในหมู่บ้านสายหมอกและเรียนรู้ว่าตระกูลอันทีโกนัสกับมารดาแห่งผืนนภาเป็นลูกหลานเทพบรรพกาลเฟรเกีย ไคลน์พอจะคาดเดาตัวตนที่แท้จริงของเทพธิดารัตติกาลได้อย่างคลุมเครือ เพราะท้ายที่สุด เมืองเงินพิสุทธิ์ได้บันทึกไว้อย่างชัดเจนว่า ราชาหมาป่าอสูรทำลายล้างถือครองอำนาจในครอบเขตรัตติกาลและมีความสามารถพิสดารมากมาย
เมื่อผนวกกับเรื่องที่ตระกูลอันทีโกนัสถือครองเส้นทางนักทำนาย และมารดาแห่งผืนนภาถือครองเส้นทางรัตติกาล ไคลน์เดาว่าราชาหมาป่าอสูรทำลายล้าง เฟรเกีย น่าจะเกิดจากการรวมกันของตะกอนพลังในสองเส้นทางที่ไม่ใกล้ชิดกัน ส่งผลให้เทพบรรพกาลตนนี้เสียสติอย่างหนักจนแทบจะไร้เหตุผล จุดประสงค์เพียงหนึ่งเดียวคือการทำลายและกัดกร่อนทุกสรรพสิ่ง
ดังนั้น ชายหนุ่มจึงสันนิษฐานว่าเทพธิดารัตติกาลอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับราชาหมาป่าอสูรทำลายล้าง เพราะจากข้อมูลที่ได้รับในบันทึกการเดินทางของกรอซาย เทพรับใช้ทั้งสองของเฟรเกียได้หายตัวไปหลังจากร่วงหล่น ตนหนึ่งไปเข้ากับต้นตระกูลฟีนิกซ์ ชื่อจริงตรงกับเทพมรณาแห่งยุคสมัยที่สี่ บิดาของมิสเตอร์อะซิก เป็นเหตุให้ไคลน์เชื่อมโยงเทพธิดาแห่งเคราะห์กรรม อมานีซิส เข้ากับเทพธิดารัตติกาล
อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยความเป็นข้ารับใช้แห่งรัตติกาล มันจึงไม่อยากวิเคราะห์ลงไปลึกมากนัก รีบเปลี่ยนประเด็นไปทางอื่น
ในตอนที่ได้เห็นชื่อจริงของรัตติกาล ไคลน์ไม่ตกตะลึง แต่เป็นความโล่งใจ เพราะในที่สุดปริศนาก็ไขกระจ่าง นอกจากนั้นยังเพิ่มความยำเกรงในตัวอีกฝ่าย
เป็นเพราะพระองค์ไม่อยากให้เทพบรรพกาลอย่างเฟรเกียคืนชีพ จึงควบคุมเส้นทางนักทำนายอย่างเข้มงวด และป้องกันมิให้ผู้วิเศษที่ไม่ใช่คนของพระองค์เลื่อนลำดับไปได้ไกล?
ใช่แล้ว ในหมู่บ้านยามบ่าย นักบวชผีในเมืองได้พยายามเอ่ยนามใครบางคนที่ ‘ล่อลวง’ เทวทูตมืด ซาสเรีย หัตถ์ซ้ายของพระผู้สร้างและผู้มีอำนาจอันดับสองในดินแดนทวยเทพ แต่นามดังกล่าวไม่ถูกเอ่ยออกมาราวกับถูกลบไปแล้ว…นั่นไม่ใช่อำนาจในขอบเขต ‘ปกปิด’ หรอกหรือ?
หากไม่ใช่สถานที่พิเศษอย่างวังราชาคนยักษ์ เกรงว่าการเอ่ยคำว่า ‘เทพธิดารัตติกาล’ และ ‘อมานีซิส’ พร้อมกันคงเป็นไปไม่ได้ ชื่อดังกล่าวจะถูกลบเลือนหายไป…
กุหลาบไถ่บาปมีประธานสองคน หนึ่งคือเทวทูตมืด ซาสเรีย และอีกหนึ่งคือเทพธิดา…
นอกจากสถานที่ชุมนุม จุดอื่นล้วนอัดแน่นไปด้วยพลังแห่งการปกปิด…
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เทพธิดาคือตัวการเบื้องหลังการร่วงหล่นของเทพสุริยันบรรพกาล เริ่มต้นมหาภัยพิบัติ และสิ้นสุดยุคสมัยที่สาม…
เมื่อเทียบกับพระองค์ ไม่ว่าจะอาดัมหรืออามุนด์ต่างก็ยังห่างไกล…
เช่นนั้นแล้ว เหตุใดเทพแท้จริงอย่างพระองค์จึงตกหลุมพรางของอาดัมจนไม่สามารถแทรกแซงโลกความจริง?
ถึงจะรู้ว่าเป็นกับดัก แต่พระองค์ก็เดินเข้าไปด้วยความเต็มใจ เพราะทราบว่านั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง? มีหรือที่เทพธิดาผู้กุมความลับสำคัญ และเป็นหัวหอกที่ทำให้พระผู้สร้างแห่งเมืองเงินพิสุทธิ์ร่วงหล่น จะเข้าไปในกับดักโดยไม่เตรียมตัวล่วงหน้า?
นอกจากนั้น ประโยคที่ว่า ‘สิ่งเหล่านี้ตรงกับแนวคิดของท่าน’ หมายความว่าอย่างไร ‘ท่าน’ คือใคร?
อา…การได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ลับเหล่านี้เป็นจำนวนมาก เราจะย่อยโอสถปราชญ์โบราณทันทีที่ดื่มเข้าไปเลยไหม?
คิดถึงตรงนี้ ไคลน์ยกมือขวาขึ้น ลูบหน้าผากและบังคับสติให้คิดเรื่องอื่น
นักบวชผีนั่นระเบิดตัวเองขณะกล่าวถึงราชาเทวทูตคนที่สี่…เพราะว่านอกจากสามราชาเทวทูต ที่เหลือล้วนเป็นเทพแท้จริงทั้งหมด?
แต่ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์มักจะเอ่ยชื่อบาร์ดไฮเออร์และเฮราเบอร์เก้นบ่อยครั้ง ทำไมถึงไม่เกิดความผิดปรกติกับพวกเขา?
จุดใดที่แตกต่าง?
ราชาเทวทูตที่แข็งแกร่งที่สุด หัตถ์ซ้ายของพระผู้สร้าง ซาสเรีย เหตุใดตัวตนที่ทรงพลังเช่นนี้ถึงหายไปกับแม่น้ำสายยาวแห่งประวัติศาสตร์? อา…หรือว่าท่านกลายเป็นหนึ่งในเทพมารยุคปัจจุบันอย่างพระผู้สร้างแท้จริง ด้านมืดเอกภพ หรือมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย?
ด้านนอกห้องโถงชุมนุมลับมีเศษเสี้ยวพลังความเสื่อมทราม นั่นคือสิ่งที่ท่านเหลือทิ้งไว้?
จริงสิ…การกำเนิดของ ‘พระผู้สร้างแท้จริง’ เกี่ยวข้องของกับกุหลาบไถ่บาป…เช่นนั้นแล้ว พระผู้สร้างแท้จริงจะมีท่าทีตอบสนองเช่นไรเมื่อได้เห็นจิตรกรรมฝาผนังเหล่านี้?
ครุ่นคิดสักพัก ไคลน์มองไปทางอาวุโสคนเลี้ยงแกะ โลเฟียร์
สตรีผู้นี้กำลังทำหน้าครุ่นคิด คล้ายกับไม่รู้จักชื่อที่ถูกเอ่ยออกมามากนัก รู้จักเป็นเพียงบางคน เช่นเทวทูตโชคชะตา โอโรเลอุส
เธอกลายเป็นสาวกของพระผู้สร้างแท้จริงเนื่องจากได้เห็นภาพจิตรกรรมที่โอโรเลอุสเหลือทิ้งไว้
เดอร์ริค ‘แอบ’ เหล่ไปทางอาวุโสโลเฟียร์ แต่ก็ไม่พบความผิดปรกติทางสีหน้าของอีกฝ่าย
ในฐานะ ‘เดอะซัน’ แห่งชุมนุมทาโรต์ เดอร์ริครู้จักโลกภายนอกดีที่สุดในหมู่ทีมสำรวจ และเคยได้ยินเกี่ยวกับราชาเทวทูตมานานแล้ว จึงเชื่อว่าราชาเทวทูตทั้งสามน่าจะกลายเป็นเทพแท้จริงในภายหลัง ปัจจุบัน เดอร์ริคแทบไม่ออกอาการตื่นตระหนก มีเพียงสับสนเล็กน้อยและตกใจกับระดับความยิ่งใหญ่ของกุหลาบไถ่บาป
องค์กรลับดังกล่าวทรงพลังกว่าที่มันคิดไว้มาก!
ไม่แปลกใจว่าทำไมพระองค์ถึงร่วงหล่น…เมื่อเข้าใจบางสิ่ง หัวใจเดอร์ริคเริ่มหนักอึ้ง
ขณะเดียวกัน สายตาของเด็กหนุ่มชำเลืองไปเห็นใบหน้าอันซีดเซียวและบิดเบี้ยวของเจ้าเมือง อีกฝ่ายเอาแต่พึมพำบางสิ่ง
“เป็นไปไม่ได้…เป็นไปไม่ได้…”
…ตั้งแต่จำความได้ ท่านเจ้าเมืองไม่เคยสูญเสียความเยือกเย็นขนาดนี้…การชุมนุมของกุหลาบไถ่บาปทำให้เขาเชื่อมโยงกับความจริงที่ว่า พระองค์อาจร่วงหล่นไปแล้วและคงไม่หวนกลับมา? จึงทำใจยอมรับไม่ได้? แต่ท่านเจ้าเมืองน่าจะรู้เรื่องนี้จากเราได้สักแล้ว…ขณะเดอร์ริคตั้งคำถาม มันพบว่าสีหน้าของเจ้าเมืองเริ่มกลับเป็นปรกติ มีเพียงริมฝีปากที่ยังเม้มแน่น
สำหรับสมาชิกคนอื่น คำพูดของนักบวชผีในหมู่บ้านยามบ่ายพลันย้อนกลับมาในความคิด
“ข้าแต่พระองค์ ข้าขอสารภาพว่า…ได้ทำการล่อลวงซาสเรียสมคบคิดกับเหล่าราชาในวังสนธยา…”
“…ข้าค้นพบความจริงในตอนที่สายเกินไป แผ่นดินกำลังจะเต็มไปด้วยความเสื่อมทราม นองเลือด เน่าเปื่อย ฆ่าฟัน กัดกร่อน และเงามืด…”
“มหาภัยพิบัติกำลังจะเริ่มขึ้นที่นี่!”
ฮาอิมที่ถือไม้กางเขนเจิดจรัส ใช้เวลาสักพักกว่าจะสงบสติลงและกล่าวออกมา
“ที่นี่คือวังสนธยา…และคนเหล่านี้คือราชาเทวทูตกับเทพรับใช้จากยุคสมัยที่สอง? พวกท่านสมคบคิดกันสร้างมหาภัยพิบัติ ทำให้พระองค์ต้องทอดทิ้งดินแดน?”
โคลิน·อีเลียดชักดาบสองเล่มออกมาด้านหน้า หมุนตัวครึ่งหนึ่งและพูด
“น่าจะใช่”
“หากพวกเราสืบจนพบต้นตอของปัญหาในตอนนั้น เราอาจมีโอกาสทำให้พระองค์พึงพอใจและหันกลับมาเหลียวแลดินแดนแห่งนี้อีกครั้ง?” ได้ยินคำตอบจากเจ้าเมือง แอนเทียน่าถามด้วยความกังวล
ในเวลาเดียวกัน คล้ายกับเดอร์ริคมองเห็นร่องรอยความเศร้าในสายตาของเจ้าเมือง จากนั้นก็ได้ยินอีกฝ่ายอืมในลำคอ
“อาจจะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็มาสำรวจกันต่อเถอะ!” สมาชิกคนอื่นเรียกร้องด้วยสายตาที่ลุกโชน
ท่ามกลางความทุกข์ทรมานนานกว่าสองสามพันปี นี่คือความหวังที่ใกล้เคียงที่สุดของเมืองเงินพิสุทธิ์ ไม่มีใครยอมปล่อยให้หลุดมือ ต่อให้ต้องแลกกับชีวิตของตนก็ตาม
โคลิน·อีเลียดมองไปรอบตัวอย่างเชื่องช้าและกล่าว
“อย่าลืมหลักในการสำรวจ พวกเราไม่ควรบุ่มบ่าม…ในเมื่อยืนยันแล้วว่าที่นี่มีเบาะแสที่ช่วยให้พวกเรารอด การจะกลับมาสำรวจเป็นครั้งที่สอง สาม หรือมากกว่านั้นก็ไม่ใช่เรื่องยาก”
ได้ยินคำพูดดังกล่าว ทีมสำรวจคนอื่นเริ่มสงบลง ก่อนจะขานรับทีละคน
“ครับ ท่านเจ้าเมือง”
ภายใต้คำสั่งของนักล่าปีศาจโคลิน ทีมสำรวจแบ่งออกเป็นทีมย่อยสองถึงสามคน แยกย้ายกันค้นหาเบาะแสภายในห้องโถง แต่ก็ไม่พบสิ่งมีค่าใดนอกจากภาพจิตรกรรมฝาผนัง
แต่แน่นอน คำว่า ‘ไม่มีค่า’ ไม่ได้แปลว่าพวกมันไม่พิเศษ ที่นี่เป็นถึงดินแดนแห่งทวยเทพ ไม่ว่าจะโต๊ะ เก้าอี้ คบเพลิง หรือเสาหินล้วนเต็มไปด้วยความพิเศษหากนำออกไปยังโลกความจริง และความพิเศษดังกล่าวจะคงอยู่เป็นเวลานาน แต่สำหรับทีมสำรวจเมืองเงินพิสุทธิ์ พวกมันไม่สะดวกที่จะแบกออกไป จึงไม่มีคุณค่าในสายตา
สำหรับภาพจิตรกรรมฝาผนังอื่น พวกมันเป็นเพียงภาพของห้องโถงจากมุมด้านข้าง เมื่อนำมารวมกันจะกลายเป็นภาพสามมิติ
หลังจากเสร็จสิ้นการค้นหา เดอร์ริคและคนที่เหลือกลับมารวมตัวกันและเดินตามเจ้าเมืองไปยังทางออกด้านหลังห้องโถง
ตรงนี้มีประตูสีเทาอมฟ้าหนึ่งบาน
โคลิน·อีเลียดสำรวจบานประตูที่สูงกว่าสิบเมตรอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็พูดขึ้น
“ด้านนอกมีองครักษ์ที่แข็งแกร่ง”
…………………………
ท่ามกลางไฟที่ลุกโชน เดอร์ริคและคนที่เหลือมองไปยังโต๊ะยาวสีแดงเข้มตามจิตใต้สำนึก และสิ่งแรกที่เห็นคือร่างที่อยู่ใกล้ที่สุด
ร่างดังกล่าวสวมชุดคลุมผ้าลินิน ผมยาวสีเงิน ใบหน้าคลุมเครือ แต่ก็ทำให้โคลิน โลเฟียร์ และเดอร์ริครู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก
ผ่านไปสักพัก คล้ายกับสายฟ้าผ่าเข้ากลางใจทุกคน ความทรงจำที่เคยเลือนรางสว่างขึ้น
เทวทูตโชคชะตา โอโรเลอุส!
ขณะรูม่านตาของชาวเมืองเงินพิสุทธิ์กำลังเบิกกว้าง ร่างคลุมเครือทั้งหมดต่างหันมาจ้อง
ดวงตาที่เย็นชาหลายคู่โผล่ขึ้นมาในการมองเห็นทันที วงกลมอันลึกลับปรากฏขึ้นทีละหนึ่ง
ท่ามกลางอาการมึนงง เดอร์ริคเห็นอีกร่างหนึ่งด้านหน้า เป็นชายรูปงาม เจิดจ้าร่าเริง สวมเสื้อคลุมสีขาวโพลนและมีผมสั้นสีทอง
ด้วยบรรยากาศดังกล่าว คล้ายกับฉากหลังกำลังสว่างไสวผิดปรกติ ความรู้สึกอบอุ่นประหนึ่งแสงสว่างปกคลุมบริเวณโดยรอบ
เดอร์ริครู้สึกราวกับได้เห็น ‘กลางวัน’ ที่ถูกบันทึกไว้ในตำนาน หลงลืมไปว่าตัวเองกำลังอยู่ที่ไหนและทำอะไร
ชายคนดังกล่าวก้าวออกมาข้างหน้า ร่างลวงตาและคลุมเครือทับซ้อนกับเดอร์ริค
จากนั้น เดอร์ริคเลือกนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งข้างโต๊ะยาวสีแดง
มันสวมรอยแทนบุรุษหน้าตาหล่อเหลาและสดใส กลายเป็นหนึ่งในสมาชิกชุมนุมลับ
ขณะเดียวกัน เจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ โคลิน·อีเลียดผู้มีผมสีเทาและรอยแผลเป็นเก่า มองเห็นร่างอันคลุมเครือและมายาอีกคนหนึ่ง
ร่างดังกล่าวสูงเจ็ดแปดเมตร สวมชุดเกราะสีเงินเต็มอัตราศึก บริเวณดวงตาส่องแสงคล้ายรุ่งอรุณ
มันยกดาบยาวในมือขึ้นและยื่นมาทางหน้าผากโคลินประหนึ่งคทา
นักล่าปีศาจโคลินพยายามขัดขืนในตอนต้น ก่อนจะสงบลงและปล่อยให้แสงสีส้มห่อหุ้มร่างกาย
จากนั้น มันผสานเข้ากับร่างคนยักษ์ดังกล่าว เดินไปข้างหน้าและนั่งลงบนเก้าอี้ในตำแหน่งที่สองจากทางขวามือ
คนเลี้ยงแกะโลเฟียร์สบตากับชายในชุดคลุมสีดำ ผมหยักศกสีเข้มประบ่า ดวงตาดูราวกับถูกเงาดำปกคลุม ใบหน้าพร่ามัวจนมองเห็นไม่ชัดเจน แต่สิ่งที่เธอสนใจกลับเป็นลวดลายสีเงินซับซ้อนและเครื่องประดับบนชุดคลุม
โลเฟียร์ตัวสั่นจนต้องก้มศีรษะ ปล่อยให้ชั้นปีกสีดำมายาแผ่ออกไปด้านหลังและห่อหุ้มตัวเอง
เธอกลายเป็นชายคนดังกล่าวและเดินไปทางโต๊ะยาวสีแดงเข้ม
บริเวณดังกล่าวมีเก้าอี้พนักสูงสองตัว โลเฟียร์เลือกนั่งฝั่งซ้าย
สมาชิกที่เหลือของทีมสำรวจต่างเผชิญเหตุการณ์ที่คล้ายคลึง แตกต่างบุคคลกันไป
หลังจากทุกคนนั่งลงบนเก้าอี้ข้างโต๊ะยาวสีแดง บรรยากาศรอบเก้าอี้ตำแหน่งประธานที่ว่างอยู่พลันมืดลง ร่างของสตรีผู้หนึ่งปรากฏขึ้นอย่างคลุมเครือคล้ายกับถูกหมอกบดบัง
ทันใดนั้น เสียงที่ฟังดูเหมือนเดิมทางข้ามเวลาจากสมัยโบราณ ก้องกังวานในหัว ‘ผู้ร่วมชุมนุม’
“…เรากำลังไถ่ตัวเองและรักษาสมดุลของโลกใบนี้…”
“…การแบ่งแยกและเบี่ยงเบนคือพื้นฐานที่สำคัญที่สุดอย่างไร้ข้อกังขา…”
“…สิ่งเหล่านี้ตรงกับแนวคิดของท่าน…”
“…ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราทุกคนล้วนมีความคิดและความปรารถนาอันดำมืด แต่นั่นคือเรื่องปรกติ…”
“…ความตายและเลือดคือชะตากรรมที่มิอาจเลี่ยง ในนามแห่งกุหลาบไถ่บาป…”
เหนือสายหมอกสีเทา ไคลน์เพ่งสมาธิฟังอย่างตั้งใจ รอไม่ไหวแล้วที่จะเก็บเกี่ยวข้อมูลจากเสียงดังกล่าวให้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ทั้งภาพและเสียงกลับเอาแต่ฉายซ้ำ ราวกับมันถูกตัดมาจากการชุมนุมจริงเพียงไม่กี่วินาที
นี่คือวินาทีที่กุหลาบไถ่บาปก่อตั้งขึ้น? แต่วิญญาณมารเทวทูตสีชาดเคยบอกว่า กุหลาบไถ่บาปคือองค์กรลับสุดยอดที่ก่อตั้งโดยกลุ่มเทวทูตที่ถูกกัดกร่อน ดูเหมือนว่าความจริงจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น…อา…ในช่วงเวลาดังกล่าว คนพูดน่าจะไม่ใช่เมดีซี แต่เป็นเซารอนหรือไม่ก็ไอน์ฮอร์นที่ไม่รู้เรื่องของกุหลาบไถ่บาปมากนัก…ไคลน์พึมพำพลางหันไปมองทีมสำรวจของเมืองเงินพิสุทธิ์ที่เอาแต่กระทำเรื่องเดิมซ้ำ – เดินเข้าใกล้ นั่งลง ฟัง และเดินจากไปราวกับหุ่นเชิด
หลังจากไฟรอบห้องโถงถูกจุด ไคลน์ค้นพบความผิดปรกติด้วยตาทิพย์
มันเห็นภาพจิตรกรรมฝาผนังเริ่มมีชีวิตชีวา พวกมันขยายตัวอย่างรวดเร็วจนซ้อนทับกับห้องโถง ส่งผลให้โต๊ะยาวสีแดงเข้ม เก้าอี้ และกระเบื้องปูพื้นที่เย็นเยียบมานานหลายพันปีกลับมาดูอบอุ่นอีกครั้ง ร่างของบุคคลที่มารวมตัวกันสามารถก้าวข้ามขอบเขตของเวลาและ ‘คืนชีพ’ กลับมายังตำแหน่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
ร่างเหล่านี้คุ้นตาไคลน์อยู่หลายคน
ในหมู่พวกมันคือโอโรเลอุส
ราชาเทวทูตซึ่งยังคงเป็นสมาชิกกุหลาบไถ่บาปจวบจนปัจจุบันรายนี้ ดูมีชีวิตชีวามากที่สุดในบรรดาร่างมายา
เมื่อพิจารณาจากลักษณะการวนซ้ำของฉาก ไคลน์เริ่มสงสัยว่าจิตรกรรมฝาผนังถูกทิ้งไว้โดยฝีมือ ‘ผู้กลืนหาง’ โอโรเลอุส
ภายในซากปรักหักพังของวิหารก่อนหน้าก็เคยมีจิตรกรรมฝาผนังที่ท่านทิ้งไว้ เฉกเช่นที่ใดสักแห่งภายในซากสมรภูมิแห่งเทพ…ดังนั้น หากในวังราชาคนยักษ์มีบางสิ่งที่คล้ายคลึงกัน คงยากที่จะให้เชื่อว่าไม่ใช่ฝีมือของท่าน…ราชาเทวทูตตนนี้ชื่นชอบจิตรกรรมฝาผนังมากแค่ไหน? เล่นวาดพวกมันเอาไว้ในทุกแห่งที่ไป…ไคลน์อดไม่ได้ที่จะนินทาโอโรเลอุส
ร่างที่สองที่มันคุ้นเคยนั่งอยู่ถัดจากเทวทูตโชคชะตา โอโรเลอุส เป็นชายสวมชุดเกราะสีดำเปื้อนเลือด ผมสีแดงเพลิงราวกับไฟ ยังหนุ่มแน่นและหล่อเหลา
เหตุผลที่บุคคลดังกล่าวดูคุ้นเคย เพราะไคลน์เคยเห็นในความฝัน
นอกจากนั้น ‘ท่าน’ ยังนั่งในท่าที่โอหังกว่าใครเพื่อน ไม่เพียงจะเอนหลังพิงพนักสูง แต่ยังวางเท้าลงบนโต๊ะยาวสีแดงโดยไม่สนใจว่าคนอื่นเองก็เป็นตัวตนในระดับสูงทัดเทียมกัน
เทวทูตสีชาด เมดีซี!
นี่คือชุมนุมลับของเหล่าราชาเทวทูต? คนอื่นเป็นใครอีกบ้าง…ท่ามกลางกระแสความคิด ชายหนุ่มตัดสินใจช่วยให้ทีมสำรวจชาวเมืองเงินพิสุทธิ์หลุดพ้นจากวัฏจักรแห่งชะตากรรมที่ไม่มีวันสิ้นสุด
สำหรับเรื่องนี้ มันมีประสบการณ์มากมาย
อา…สื่อกลางของการไหลเวียนคือห้องโถง แต่เราไม่จำเป็นต้องทำลายทิ้ง ตราบใดที่หยุดวัฏจักรแห่งชะตากรรมไว้ได้ชั่วคราว แสงสนธยาจากภายนอกก็จะแทรกซึมเข้ามาและขจัดความผิดปรกติ…ตอนนี้พวกเขากำลังอยู่ในดินแดนทวยเทพ หากพิจารณาจากหลักการ อำนาจของมันน่าจะสูงกว่าพลังที่โอโรเลอุสเหลือทิ้งไว้…ไคลน์สำรวจและตัดสินใจรวดเร็ว
หลังจากโยนเหรียญทำนาย ชายหนุ่มแผ่พลังวิญญาณเข้าไปในดาวแดงตัวแทนเดอะซันทันที
ร่างวิญญาณของเดอร์ริค·เบเกอร์ทะลวงผ่านวัฏจักรแห่งชะตากรรมในทันที สร้างช่องว่างที่มองไม่เห็น
แสงสนธยาสีส้มด้านนอกวังพรั่งพรูเข้ามาจากหน้าต่างสูง มอบความสว่างไสวให้กับห้องโถง
โดยไม่ให้เดอะซันได้สติกลับมา ไคลน์ซึ่งกังวลว่าจะถูกล็อกเป้าโดยพระผู้สร้างแท้จริง รีบถอนตัวออกจากโลกความเป็นจริงทันที
เดอร์ริคได้สติจากภวังค์และพบว่าตนนั่งอยู่ข้างโต๊ะยาวสีแดงโดยไม่รู้ตัว
มันเงยหน้าขึ้นและได้พบกับเจ้าเมือง อาวุโสโลเฟียร์ ฮาอิม แอนเทียน่า และคนที่เหลือ ใบหน้าของทุกคนกำลังมึนงงและสับสน
นึกทบทวนประสบการณ์เมื่อครู่สักพัก เดอร์ริคตื่นตัวและกล่าวอย่างครุ่นคิด
“วัฏจักรแห่งชะตากรรม…”
“ถูกต้อง” โคลิน·อีเลียดที่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องนี้ พยักหน้าแผ่วเบาและยืนขึ้น
มันมองไปรอบตัว สายตาหยุดลงบนจิตรกรรมฝาผนังที่ใหญ่ที่สุด
ภาพดังกล่าวเป็นฉากของห้องโถงแห่งนี้ มีเสาหินแบบเดียวกัน รวมถึงโต๊ะยาวสีแดงเข้ม เก้าอี้พนักสูง และรูปแบบการจัดวางวัตถุ
บนเก้าอี้พนักสูงมีร่างของสิบเอ็ดบุคคล สองคนนั่งหัวโต๊ะฝั่งประธานและตรงกันข้าม ห้าคนอยู่ฝั่งซ้าย อีกสี่คนอยู่ฝั่งขวา
สายตาของทีมสำรวจหันไปตามเจ้าเมือง เพ่งพิจารณาเนื้อหาบนภาพวาด
ห้าบุคคลฝั่งซ้ายประกอบด้วยบุรุษผมสีเงิน ใบหน้าอ่อนโยน บุรุษผมแดงท่าทางเย่อหยิ่ง ชายชราที่สวมผ้าคลุมศีรษะจนเผยเพียงปาก รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า และเครา ชายวัยกลางคนมาดสง่างามในชุดเกราะสีดำ และบุรุษรูปงามในชุดคลุมสีขาว
สี่บุคคลฝั่งขวาประกอบด้วยมัมมี่ที่พันร่างกายด้วยผ้าและสวมชุดคลุมสีดำ ชายวัยกลางคนที่มีเอกลักษณ์ของชาวทวีปใต้ คนยักษ์ร่างใหญ่สวมเกราะสีเงิน และสตรีเลอโฉม สง่างาม และสูงศักดิ์
เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามประธานเป็นชายผมหยักศกสีดำ และบุคคลในตำแหน่งประธานใหญ่คือสตรีลึกลับที่ร่างกายปกคลุมไปด้วยหมอก
ทันใดนั้น ‘การ์เดียน’ คนหนึ่งยกมือขวาขึ้นพร้อมกับชี้ไปยังชายสวมชุดคลุมสีขาวที่หล่อเหลาและสดใส
“ร่างของเขาเกิดจากการเรียงตัวกันของสัญลักษณ์ลึกลับ ความหมายของสัญลักษณ์เหล่านั้นก็คือ…”
“เทวทูตสีขาว โอซาคุส…”
ยังไม่ทันที่การ์เดียนคนดังกล่าวจะพูดจบประโยค เปลวไฟสีทองพลันลุกท่วมร่าง
มันกลายเป็นศพไหม้เกรียมทันที ดูราวกับจะป่นเป็นขี้เถ้าหากใครเผลอไปสัมผัสเข้า สายเกินกว่าจะให้โคลินและโลเฟียร์ช่วยชีวิต
“อย่าพยายามถอดความหมายของสัญลักษณ์ พวกมันอัดแน่นไปด้วยพลังที่ยิ่งใหญ่” โคลินเตือนเสียงขรึม
เหนือสายมิติหมอก ไคลน์ครุ่นคิดในประเด็นอื่น
เทวทูตสีขาว โอซาคุส… ชื่อจริงของสุริยันเจิดจรัส?
ทั้งที่วังราชาคนยักษ์สามารถกีดขวางอิทธิพลได้ในระดับหนึ่ง แต่การเอ่ยชื่อจริงเป็นภาษาคนยักษ์ กลับยังกระตุ้นความสนใจของท่านพร้อมกับมอบทัณฑ์แห่งเทพ…
หลังจากไตร่ตรองสักพัก นักล่าปีศาจโคลินแทบดาบคู่ออกไปข้างหน้า สร้างบาเรียที่มองไม่เห็น
จากนั้น เจ้าเมืองเมืองเงินพิสุทธิ์ช่วยถอดรหัสสัญลักษณ์ที่ประกอบขึ้นเป็นร่างของบุคคลในภาพ แทนสมาชิกทุกคน
เรียงจากทางซ้ายสุด มันอ่านเชื่องช้าแต่หนักแน่น
“เทวทูตโชคชะตา โอโรเลอุส…”
“เทวทูตสงคราม เมดีซี…”
“เทวทูตปัญญา…เฮราเบอร์เก้น…”
ขณะกล่าวประโยคล่าสุด บาเรียล่องหนของโคลิน·อีเลียดที่สั่นไหวตลอดเวลากลับหยุดนิ่ง นั่นเพราะชื่อดังกล่าวไม่ใช่สิ่งแปลกหูสำหรับชาวเมืองเงินพิสุทธิ์
ชื่อจริงของมังกรแห่งปัญญา!
ในภายหลัง มังกรแห่งปัญญารายนี้กลายเป็นเทวทูตเคียงข้างพระผู้สร้าง? ความสงสัยในทำนองเดียวกันเกิดกับทีมสำรวจทุกคน แต่สำหรับไคลน์ มันค้นพบความแปลกประหลาดในแง่มุมอื่น
ตำนานเมืองเงินพิสุทธิ์มีการบันทึกชื่อเฮราเบอร์เก้นเอาไว้ แถมภาษาถิ่นก็ยังเป็นภาษาคนยักษ์ที่สามารถกระตุ้นพลังธรรมชาติ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตลอดสองสามพันปีที่ผ่านมา มีชาวเมืองเงินพิสุทธิ์จำนวนไม่น้อยเคยท่องและเขียนชื่อ ‘เฮราเบอร์เก้น’ ทว่า เทพปัญญาความรู้รายนี้กลับไม่ตอบสนองด้วยทัณฑ์สวรรค์ ไม่เพียงเท่านั้น โบสถ์ความรู้เองก็ยังหาดินแดนเทพทอดทิ้งไม่พบ
ในเวลาเดียวกัน โคลินสงบสติและอ่านต่อ
“เทวทูตวายุ เลโอเดโร…”
“เทวทูตสีขาว โอซาคุส…”
“เทวทูตมืด ซาสเรีย…”
“เทพธิดารัตติกาล อมานีซิส…”
“เทพสงคราม บาร์ดไฮเออร์…”
“พระแม่ธรณี โอมีเบล่า…”
“เทพแห่งวิญญาณมรณะ ซาลินเจอร์…”
“เทพแห่งสัตว์วิญญาณ ทอซน่า…”
แม้ว่าไคลน์พอจะเดาได้อยู่แล้ว แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะตะลึง
กุหลาบไถ่บาปในอดีตทรงพลังจนน่าสะพรึง!
จากเจ็ดเทพจารีตในปัจจุบัน มีถึงหกตนที่เข้าร่วม แถมยังรวมถึงเทพแห่งวิญญาณมรณะ เทพแห่งสัตว์วิญญาณ และราชาเทวทูตอีกสามตน
สิ่งนี้ทำให้ไคลน์ฉุกคิดถึงสิ่งที่วิญญาณมารเทวทูตสีชาดเคยกล่าวไว้
“กุหลาบไถ่บาปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการถือกำเนิดของพระผู้สร้างแท้จริง มีหลายบุคคลที่เจ้าคาดไม่ถึงว่าครั้งหนึ่งเองก็เคยเป็นสมาชิกของกุหลาบไถ่บาป แต่ปัจจุบันได้แยกตัวออกไป…”
…………………………
คำตอบของคนเลี้ยงแกะโลเฟียร์ยิ่งทำให้โจชัวทวีความประหวั่น มันรีบมองไปทางสมาชิกทีมสำรวจคนอื่น
“มีใครได้ยินเสียงฝีเท้าผิดปรกติบ้างไหม?”
เดอร์ริคที่ถือค้อนยักษ์ ‘เทพสายฟ้าคำราม’ และดาบยาว ทำหน้านึกสองสามวินาทีก่อนจะส่ายศีรษะเป็นเชิงปฏิเสธ ส่วนฮาอิมถือไม้กางเขนเจิดจรัสพลางชำเลืองสมบัติปิดผนึกที่ยังคงส่องแสง จากนั้นก็ตอบกลับ
“คุณอาจหูแว่วไปเอง”
“ไม่มีทาง ผมได้ยินชัดมาก” โจชัวถุงมือแดงขมวดคิ้วโต้แย้ง
ได้ยินเช่นนั้น นักล่าปีศาจโคลินที่เดินอยู่ด้านหน้าสุด หมุนตัวกลับมาและกล่าวเสียงเรียบ
“ฮาอิม แอนเทียน่าตรวจสอบอาการโจชัว”
“ครับ ท่านเจ้าเมือง” ฮาอิมเดินไปหาโจชัวและทาบไม้กางเขนเจิดจรัสที่ยังคงส่องแสงบริสุทธิ์ลงบนหน้าผากพวกพ้อง
สมบัติปิดผนึกชิ้นนี้ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง
ทันทีหลังจากนั้น แอนเทียน่า นักรบหญิงผมสีไวน์แดงเดินมายังด้านข้างโจชัวพร้อมกับยกมือซ้าย
เธอสวมสร้อยข้อมือสีทองซีด ประดับด้วยกระดิ่งเล็กสามใบซึ่งมีเกล็ดสีทองห้อยอยู่
กระดิ่งส่งเสียงก้องกังวาน ส่งผลให้โจชัวเริ่มสงบสติ ไม่ตึงเครียดและกระสับกระส่ายเหมือนในตอนแรก
“ไม่มีปัญหาค่ะ” แอนเทียน่าหันไปมองเจ้าเมือง โคลิน·อีเลียด
สัญลักษณ์ซับซ้อนสีเขียวเข้มปรากฏบนดวงตาทั้งสองข้างของโคลิน มันจ้องโจชัวสักพักก่อนจะพยักหน้า
“อาจไม่ใช่อาการหูแว่วก็จริง แต่หมั่นตรวจสอบความผิดปรกติของร่างกายตัวเองเอาไว้”
เมื่อพบว่าเจ้าเมืองยังคอยสนับสนุน โจชัวถอนหายใจแผ่ว
“ครับ”
ทีมสำรวจของเมืองเงินพิสุทธิ์ยังคงเดินลงบันไดยักษ์ที่อาบแสงสนธยาทีละขั้นอย่างใจเย็น
ทันใดนั้น ทุกคนได้ยินเสียงคราง
เดอร์ริค·เบเกอร์เห็นจากหางตาว่า โจชัวกำลังยกมือขึ้นมาบีบคอตัวเอง
ในฐานะอัศวินรุ่งอรุณ พละกำลังของโจชัวจึงมหาศาล ทันทีที่เสียงครางเล็ดลอด มือของโจชัวก็หักกระดูกคอด้วยการบิดเพียงครั้งเดียว
โจชัวล้มลงด้วยสีหน้ามืดมนและบิดเบี้ยว ดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง
คนที่ฆ่ามันคือตัวมันเอง!
“…” แม้เดอร์ริคและคนที่เหลือจะตอบสนองได้ไม่ทันท่วงที แต่ประสบการณ์จากการฝึกหนักและการลาดตระเวนในความมืดส่งผลให้ทุกคนรีบตั้งท่าต่อสู้โดยสัญชาตญาณ เตรียมรับมือการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
จากนั้น พวกมันได้ยินเสียงครางอีกครั้ง
คราวนี้มาจากคนเลี้ยงแกะ อาวุโสโลเฟียร์
กล้ามเนื้อใบหน้าของสตรีผมยาวรายนี้กำลังสั่นกระตุกและยุบพอง ราวกับมีอีกใบหน้าหนึ่งเตรียมงอกเงย
เธอคุกเข่าลงท่ามกลางขั้นบันไดยักษ์ สีหน้าเผยความเจ็บปวดเหนือพรรณนา
หญิงสาวยกมือขึ้นเชื่องช้า จากนั้นก็บีบคอตัวเองโดยที่มิอาจขัดขืน
ขณะโลเฟียร์เตรียมออกแรง ดาบสองเล่มที่ทาด้วยขี้ผึ้งสีเทาเงินพุ่งตัดฝ่ามือทั้งสองข้าง
น่าล่าปีศาจโคลินที่เตรียมพร้อมอยู่แล้ว ตอบสนองได้ทันท่วงที
ร่างกายโลเฟียร์กระตุกรุนแรง ศีรษะก้มต่ำด้วยปากที่อ้ากว้าง จากนั้นก็คายเศษเนื้อและซากอวัยวะที่ไม่สมบูรณ์ออกมา
หญิงสาวสูดลมหายใจยาวคล้ายกับได้สติคืนมา จากนั้น เธอคลานไปข้างหน้าด้วยศอก กลืนเศษเนื้อและอวัยวะเปื้อนเลือดที่เพิ่งอาเจียนกลับเข้าไปด้วยท่าทางเคร่งขรึมและเปี่ยมศรัทธา
นักล่าปีศาจโคลินที่มีรอยแผลเป็นเก่าแก่หลายจุดบนใบหน้า เฝ้ามองเหตุการณ์อย่างเงียบงันโดยไม่เข้าไปห้าม
จนกระทั่งโลเฟียร์เงยหน้าขึ้น กล่าวเสียงเรียบด้วยดวงตาสีเทาซีดที่ค่อนข้างเหม่อลอย
“เป็นความเสื่อมทราม…ความเสื่อมทรามที่มีในตัวทุกคน”
“มีทางแก้ไหม?” โคลินถามหน้านิ่ง
โลเฟียร์พยักหน้าโดยไม่ลังเล
“มี”
ทันทีที่กล่าวจบ หญิงสาวนำมือขวามาจับนิ้วชี้ข้างซ้าย จากนั้นก็กระชากออกและนำใส่ปากเคี้ยว
“พระองค์ผู้รังสรรค์ทุกสรรพสิ่ง…พระองค์ผู้ปกครองอยู่ด้านหลังเงามืด…พระองค์ผู้เป็นรากฐานแห่งการเสื่อมทรามทั้งปวง”
พระนามเต็มของพระผู้สร้างแท้จริง…เปลือกตาเดอร์ริคกระตุกทันที ขณะเดียวกันก็สัมผัสได้ว่า บรรยากาศรอบตัวเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
แสงสนธยาสีส้มทวีความเข้มข้น ใกล้เคียงกับสีของเลือด
เหนือสายหมอก สีหน้าของเดอะฟูล ไคลน์แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
แม้ว่ามันจะมองไม่เห็นสิ่งใดด้วยตาทิพย์ แต่ก็สัมผัสได้อย่างเลือนรางว่า มีการจ้องมาจากระยะไกลจนขอบเขตการมองเห็นของตนแคบลง
นอกจากนั้น สายตาดังกล่าวยังมอบความคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
จะไม่คุ้นเคยได้ยังไง…หลังจากเดินทางข้ามโลก ครึ่งแรกของชีวิตเรามีโอกาสเข้าไปพัวพันกับท่านบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะตัวท่านเอง บุตรของท่าน ผู้ส่งสารของท่าน ภาชนะในการจุติของท่าน เสียงเพรียกของท่าน รวมถึงภาพจิตรกรรมที่เกี่ยวกับท่านอีกหลายชิ้น…ไคลน์มั่นใจว่าสายตาที่จ้องมองมายังทีมสำรวจของเมืองเงินพิสุทธิ์คือ ‘พระผู้สร้างแท้จริง’
ด้วยความสัตย์จริง ในตอนที่โลเฟียร์เริ่มท่องพระนามเต็มของพระผู้สร้างแท้จริง ไคลน์อยากส่ง ‘พายุสายฟ้า’ ลงไปจัดการก่อนที่เธอจะสร้างปัญหา แต่ท้ายที่สุดก็กัดฟันอดทนไว้ เพราะมันไม่มั่นใจว่าตนสามารถฆ่าคนเลี้ยงแกะได้ในพริบตา – วิญญาณมารที่โลเฟียร์ต้อนแกะเข้ามาน่าจะมีลำดับสูงถึงสาม ถึงแม้จะตายไปนานแล้ว แต่ความแข็งแกร่งโดยรวมก็ไม่น่าจะต่ำกว่าลำดับสี่ ส่งผลให้พายุสายฟ้าที่มีระดับเกือบเทวทูตของไคลน์ไม่รุนแรงพอที่จะปลิดชีพอีกฝ่าย
และถ้าเดอะฟูลมิอาจปลิดชีพโลเฟียร์ได้ง่ายดายนัก มุมมองของนักล่าปีศาจโคลินจะเปลี่ยนไปทันที
นอกจากนั้น ไคลน์เชื่อว่าโคลิน·อีเลียดมีความสุขที่ได้เห็นอาวุโสโลเฟียร์ท่องพระนามเต็มของพระผู้สร้างแท้จริง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจะช่วยถ่วงดุลอำนาจระหว่างเดอะฟูลกับอีกฝ่าย
พฤติกรรมเช่นนี้ถือเป็นการดูหมิ่นเทพอย่างร้ายแรง ง่ายต่อการให้สิ่งมีชีวิตลึกลับไม่พอใจ แต่โคลิน·อีเลียดก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีก มันไม่สามารถเชื่อใจเดอะฟูลหรือพระผู้สร้างแท้จริงได้เต็มร้อย จำเป็นต้องถ่วงดุลอำนาจทั้งสองฝ่ายโดยที่ยอมให้ตัวเองยืนบนขอบหน้าผา
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น เมืองเงินพิสุทธิ์จึงจะไม่ถูกบดขยี้อย่างย่อยยับเหมือนกับบรรดาเมืองใหญ่ที่กลายเป็นซากปรักหักพังในความมืดและปกคลุมไปด้วยฝุ่นแห่งประวัติศาสตร์
น่าเสียดาย ถ้าตอนนี้เรากำลังถือไม้กางเขนเจิดจรัส คงพยายามระดมพลังของมิติหมอกเต็มอัตราศึกเพื่อทำลายวิญญาณมารอัศวินสีเงินนั่น…มันแพ้ทางโดยธรรมชาติ…ไคลน์ถอนหายใจเงียบ ทำได้เพียงยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น
ย้อนกลับไปในตอนแรก มันไม่พบความผิดปรกติในตัวโจชัวเลยสักนิด จนกระทั่งนักรบของเมืองเงินพิสุทธิ์ซึ่งสวมถุงมือแดงรายนี้หักคอตัวเอง ไคลน์ถึงจะเห็นว่าดวงวิญญาณของอีกฝ่ายทั้งดำมืดและหม่นหมอง
ดังคำของอาวุโสคนเลี้ยงแกะ ต้นตอของปัญหาคือความ ‘เสื่อมทราม’ ภายในจิตใจทุกคน ไม่ต่างอะไรกับการหลงระเริงจนเสียคนเพราะเงินทองและหญิงงาม เป็นเรื่องยากที่จะตรวจพบจากภายนอก
บันไดยักษ์แห่งนี้คงมีเศษเสี้ยวพลังเทพในขอบเขต ‘ความเสื่อมทราม’ ปะปนอยู่กับสภาพแวดล้อม เป็นเรื่องยากที่จะรับมือและตรวจสอบ…หุ่นกระบอกที่ใช้ทดลองในตอนแรกก็ไม่มีสติปัญญาและวิญญาณ จึงไม่ได้รับผลกระทบ…พิจารณาจากพระนามเต็มของพระผู้สร้างแท้จริง อีกฝ่ายคงถือครองพลังในขอบเขตความเสื่อมทราม ลำพังการจ้องมองก็มากพอจะขจัดปัดเป่าหรือบรรเทาลง…ไคลน์วิเคราะห์เหตุการณ์เบื้องต้น
ระหว่างนั้น มันอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถาม
พระผู้สร้างแท้จริงกำลังเฝ้ามองทีมสำรวจของเมืองเงินพิสุทธิ์เหมือนกับตน?
…ถ้าเป็นโลกเก่า เราจะเรียกสิ่งนี้ว่า ‘เพื่อนร่วมไลฟ์’ …ถ้าเราส่งของขวัญ อีกฝ่ายจะส่งของขวัญชิ้นที่ใหญ่กว่ามาเกทับไหม? ไคลน์ครุ่นคิดติดตลก เป็นการบรรเทาความเครียดที่เกิดจากสายตาของพระผู้สร้างแท้จริง
อีกฝ่ายคือเทพแท้จริง ไม่ว่าจะอาดัมหรืออามุนด์ก็มิอาจเทียบเคียงได้!
ในเวลาเดียวกัน คนเลี้ยงแกะโลเฟียร์ลุกขึ้นยืน นิ้วชี้ข้างซ้ายที่หายไปค่อย ๆ งอกกลับคืนมา
เธอมองไปทางเจ้าเมือง โคลิน·อีเลียด
“พวกเราจะไม่ได้รับอิทธิพลจากความเสื่อมทรามในละแวกนี้อีก”
กล่าวอีกนัยหนึ่ง บันไดยักษ์แห่งนี้จะปลอดอันตราย
ตามปรกติแล้ว ทีมสำรวจจะไม่แยแสศพของโจชัว เพราะไม่ว่าจะเป็นการเดินหน้าหรือถอยหลัง ทุกคนต้องเคลื่อนไหวอย่างฉับไว เพราะการอยู่ในพื้นที่อันตรายเป็นเวลานานอาจทำให้สมาชิกคนอื่นประสบอันตรายเพิ่มเติม แต่เนื่องจากอาวุโสโลเฟียร์ยืนกรานด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่าต้นตอของปัญหาสลายไปแล้ว ทุกคนจึงกล้าที่จะหยุดพักและจัดการกับศพ
เดอร์ริควางดาบของฮาอิมลง เดินไปข้าง ๆ ศพของโจชัวและจ้องมองสักพัก ก่อนจะก้มหยิบถุงมือสีแดงของอีกฝ่ายขึ้นมาสวมในมือซ้าย
มันยังจำได้แม่น โจชัวมักจะโอ้อวดสมบัติวิเศษที่ค้นพบระหว่างภารกิจสำรวจชิ้นนี้ และยังจำได้ว่า ก่อนจะเดินทางออกจากค่ายในหมู่บ้านยามบ่าย โจชัวเล่าถึงการถูกบังคับให้แต่งงานหลังจบภารกิจสำรวจ แถมยังไม่เคยเห็นหน้าภรรยาแม้แต่ครั้งเดียว ทว่า ในอีกหนึ่งชั่วโมงให้หลัง เพื่อนร่วมทีมคนดังกล่าวกลับต้องกลายเป็นศพตัวเย็น
สำหรับชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ เหตุการณ์เช่นนี้สามารถเกิดได้กับทุกคน จึงไม่มีใครร้องไห้สะอื้น มีเพียงมวลอารมณ์เข้มข้นที่ฝังเข้าไปในกระดูกและเลือด เป็นความหนักใจและเศร้าโศก
ทุกคนเฝ้ามองเดอร์ริคยกมือข้างซ้ายเล็งไปที่ศพโจชัว
เปลวไฟลุกท่วมร่างพวกพ้องที่คอยต่อสู้เคียงข้างกันมานาน
หลังจากฌาปนกิจเสร็จ นักล่าปีศาจโคลินเก็บตะกอนพลังที่ควบแน่น ส่วนคนที่เหลือต่างหยิบขี้เถ้าจำนวนหนึ่งใส่กระเป๋าเสื้อ
ท่ามกลางความเงียบ ทุกคนเดินลงบันไดไปจนถึงขั้นสุดท้าย พบว่าด้านหน้าเป็นพระราชวังสูงตระหง่านที่ฉาบไปด้วยแสงสนธยา ด้านหลังเป็นทางเดินและบันไดไปยังเขตอื่น
ประตูวังกำลังเปิดอ้า ด้านในมืดสนิท ไม่มีแสงใดส่องผ่าน
นักล่าปีศาจโคลินสำรวจอย่างระมัดระวังสักพัก
“เหมือนกับโลกภายนอก”
ความหมายของมันก็คือ ทุกคนต้องใช้สารพัดวิธีในการสร้างความสว่างและไม่ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่ในความมืด
ได้ยินเช่นนั้น ฮาอิมกระตุ้นพลังของไม้กางเขนเจิดจรัสจนแสงสว่างโอบล้อมร่างกายทีมสำรวจทุกคน ส่วนแอนเทียน่าจุดตะเกียงและถือไว้เป็นไฟสำรองในกรณีที่ไม้กางเขนเสื่อมฤทธิ์กะทันหัน
ทีมสำรวจเดินเข้าไปในวังและพบกับห้องโถงที่ดูเหมือนจะว่างเปล่า เสียงฝีเท้าดังไปไกล แต่ไม่สะท้อนกลับมา
ขณะย่างกราย เดอร์ริคพบว่าเปลือกตาของตนหนักอึ้ง เผชิญความง่วงนอนรุนแรง
ทันใดนั้น มันได้ยินเสียงคำรามต่ำของเจ้าเมือง
“ห้ามหลับเด็ดขาด!”
เดอร์ริคสะดุ้งตื่นทันที สลัดความเหนื่อยล้าที่มิอาจลืมตา
ขณะเดียวกัน นักรบหญิงคนหนึ่งล้มลงบนพื้น คล้ายกับหมดสติกลางอากาศ
จากนั้น ร่างของเธออันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย
นักล่าปีศาจโคลินและคนเลี้ยงแกะโลเฟียร์มองหน้ากันสักพัก ก่อนจะส่ายศีรษะและนำทีมเดินไปต่อ
ระหว่างทาง ทุกคนทำร้ายตัวเองเป็นระยะ สร้างความเจ็บปวดเพื่อแลกกับการมีสติ
จนกระทั่ง หลังจากผ่านโดมทรงโค้ง พวกมันพบความมืดมิดที่ยากจะขจัดด้านหน้า
อาศัยแสงสว่างจากทีมสำรวจ ทุกคนพบว่าที่นี่คือห้องโถงซึ่งเต็มไปด้วยจิตรกรรมฝาผนัง ตรงกลางห้องมีโต๊ะยาวสีแดงเข้ม รายล้อมด้วยเก้าอี้พนักสูงลวดลายซับซ้อน
นี่มัน…เดอร์ริคเกิดความคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
มันพบว่าฉากตรงหน้าค่อนข้างคล้ายคลึงบรรยากาศในชุมนุมทาโรต์!
ทันใดนั้น กลุ่มไฟลุกโชนจากรอบทิศพร้อมกับเสียงพึมพำ
รอบห้องโถง เหนือเสาหินที่เรียงรายโดยมิได้ค้ำจุนหลังคาโดมสูง เปลวไฟสีแดงถูกจุดขึ้นทีละดวง มอบความสว่างในบรรยากาศพิสดาร
เสียงพึมพำเริ่มดังขึ้น ราวกับพวกมันถูกส่งมาจากดินแดนอันห่างไกล เปลี่ยนให้ห้องโถงมีชีวิตชีวาประหนึ่งงานเลี้ยง
รอบโต๊ะยาวสีแดงเข้ม ร่างมายาอันคลุมเครือของผู้คนปรากฏบนเก้าอี้พนักสูง รวมทั้งสิ้นสิบเอ็ดร่าง
…………………………
โครงกระดูกรูปร่างมนุษย์สองคน คนหนึ่งสูงไม่เกิน หนึ่งจุดเก้า เมตร อีกคนสูงไม่เกิน หนึ่งจุดแปด เมตร มองผิวเผินอาจดูธรรมดา แต่ฉากตรงหน้าสร้างแรงกระเพื่อมภายในจิตใจไคลน์บนสายหมอกอย่างรุนแรง
ในวินาทีนี้ ชายหนุ่มรู้สึกราวกับได้ย้อนไปเมื่อครั้งได้เห็น ‘รังไหม’ และบานประตูแห่งแสงครั้งแรก แต่อารมณ์แตกต่างไปจากเดิมเล็กน้อย
นี่มัน…ไม่ใช่ศพของคนยักษ์ แต่เป็นมนุษย์…ราชาคนยักษ์เออเมียร์มีพ่อแม่เป็นมนุษย์? ดวงตาไคลน์พลันเบิกกว้าง ราวกับต้องการรับแสงเพิ่มขึ้นเพื่อให้เห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดเจน
แต่ไม่ว่าจะพยายามสำรวจตรวจสอบสักเพียงใด มันก็ไม่พบร่องรอยของคนยักษ์บนกระดูกสีเทาทั้งสอง
แขนขาเหมือนมนุษย์ แถมยังมีสองเบ้าตาบนกะโหลก ไม่มีทางเป็นคนยักษ์ในวัยเยาว์แน่!
หลังจากความเงียบปกคลุมสักพัก ไคลน์ลดมือข้างที่ถือคทาเทพสมุทรลงพร้อมกับผุดความคิดหนึ่ง
ถ้าไม่ได้เป็นพ่อแม่คนละสายเลือด…ก็ต้องแปลว่ามนุษย์คือต้นตระกูลของคนยักษ์…หรือว่าในยุคสมัยที่หนึ่งซึ่งวุ่นวายและบ้าคลั่ง มนุษย์บางคนผสานเข้ากับตะกอนพลังจนกลายเป็นคนยักษ์ที่โหดร้าย กระหายเลือด บ้าสืบพันธุ์ และไร้เหตุผล? โดยในภายหลัง ลูกหลานของคนเหล่านั้นสืบทอดลักษณะทางกายภาพของคนยักษ์จากรุ่นสู่รุ่น แต่ในทางกลับกัน ลูกหลานคนยักษ์ก็มีสติมากขึ้น กลายเป็นเพียงคนยักษ์ที่ป่าเถื่อนและกระหายเลือด…ในหมู่คนยักษ์เหล่านั้น เออเมียร์เป็นกลุ่มแรกที่กลายพันธุ์ แต่ด้วยเหตุผลบางประการ ท่านผู้นั้นกลายเป็นเทพบรรพกาลสำเร็จ? หรือว่านี่คือตำนานที่แท้จริงของพระผู้สร้างต้นกำเนิดเหมือนกัน?
หลังจากเปลี่ยนให้ข้อสันนิษฐานกลายเป็นทฤษฎี ไคลน์เริ่มผุดคำถามใหม่
ทำไมราชาคนยักษ์ถึงกำหนดให้ป่าเสื่อมโทรมกลายเป็นสถานที่ต้องห้ามและไม่อนุญาตให้สิ่งมีชีวิตใดผ่านเข้าออก?
ท่านไม่อยากให้มีใครรู้ว่า แท้จริงแล้วมนุษย์คือต้นกำเนิดของคนยักษ์?
แต่ถ้าต้องการทำแบบนั้นจริง แค่เผากระดูกของพ่อแม่ก็สิ้นเรื่อง ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องยุ่งยากขนาดนี้…นอกจากนั้น ความรู้สึกที่ต้องการปกป้องอย่างแรงกล้านั่นมันอะไร?
แล้วใครเป็นคนเปิดฝาหลุมศพ? เทพสุริยันบรรพกาลผู้ฆ่าราชาคนยักษ์? เทพแห่งรุ่งอรุณ บาร์ดไฮเออร์? หรือเทพรับใช้ตนอื่นภายในวังราชาคนยักษ์?
นอกจากนั้น ถ้าบรรพบุรุษของคนยักษ์คือมนุษย์ แล้วเผ่าพันธุ์กึ่งมนุษย์อื่น ๆ อย่างเอลฟ์กับผีดูดเลือดล่ะ? แล้วบรรพบุรุษของมหามังกรคือกิ้งก่าหรือไง?
นี่คือสาเหตุที่ขั้วอำนาจเผ่าพันธุ์กึ่งมนุษย์ กับวางตัวเป็นอริเผ่าพันธุ์อื่นในช่วงต้นและกลางยุคสมัยที่สอง?
เนื่องจากขาดเบาะแสและข้อมูล ไคลน์จึงไม่กล้าฟันธง ทำได้เพียงสลัดความคิดฟุ้งซ่านและให้ความสนใจกับทีมสำรวจเมืองเงินพิสุทธิ์
ในเวลาเดียวกัน นักล่าปีศาจ โคลินนำทางโลเฟียร์ เดอร์ริค และคนที่เหลือเดินไปยังหน้าป้ายหลุมศพ
พวกมันตกอยู่ในความเงียบงันที่ยากจะบรรยายเป็นเวลานาน
จนกระทั่งโจชัวผู้สวมถุงมือสีแดง ซักถามด้วยความลังเล
“นี่คือพ่อแม่ของราชาคนยักษ์?”
ในสายตาของเหล่า ‘อัศวินรุ่งอรุณ’ แห่งเมืองเงินพิสุทธิ์ ศพทั้งสองมีส่วนสูงไม่เหมือนกับคนยักษ์ แถมยังเตี้ยกว่าพวกตนในช่วงโตเต็มวัย
หรือถ้าจะสมมติให้เป็นคนยักษ์วัยเยาว์ สัดส่วนของร่างกายและใบหน้าก็ยังไม่ถูกต้อง
คำถามของโจชัวดังก้อนกังวาน แต่ก็ไม่มีใครตอบกลับ
ผ่านไปหลายวินาที นักล่าปีศาจโคลินกล่าวเชื่องช้า
“นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ต้องเก็บเป็นความลับ”
มันมิได้เล่าการคาดเดาและทฤษฎีของตน
“…หมายความว่า แท้จริงแล้วคนยักษ์เป็นมนุษย์ประเภทหนึ่งที่ผสานเข้ากับตะกอนพลัง?” แอนเทียน่าเจ้าของผมสีไวน์แดงกล่าวด้วยสีหน้าครุ่นคิด
บรรพบุรุษของคนยักษ์คือมนุษย์? เดอร์ริคตกตะลึงจนพูดไม่ออกไปสักพัก มันรู้สึกว่าความแตกต่างของทั้งสองเผ่าพันธุ์มีมากเกินไป
ท่ามกลางกระแสความคิด เด็กหนุ่มนึกถึงพวกพ้องที่เกิดคลุ้มคลั่ง โดยเฉพาะเส้นทางคนยักษ์ และเริ่มมองว่าทฤษฎีดังกล่าวมีโอกาสเป็นจริง
ผู้คลุ้มคลั่งส่วนมากมักมีร่างกายใหญ่โต ผิวหนังเป็นสีเทาอมน้ำเงิน หว่างคิ้วแยกออกจนเกิดเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่คล้ายกับจะดูดกลืนดวงตาทั้งสองข้างเข้าไป
“เป็นไปได้…” นักล่าปีศาจโคลินตอบกระชับ
สมาชิกทีมสำรวจของเมืองเงินพิสุทธิ์จมอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
ท่ามกลางบรรยากาศดังกล่าว เดอร์ริคชำเลืองไปทางอาวุโสโลเฟียร์และพบว่า คนเลี้ยงแกะรายนี้ยังคงมีสีหน้าเงียบเฉย ไม่สับสนหรือครุ่นคิด
นักล่าปีศาจโคลินมองไปรอบตัวและกล่าว
“แบ่งกลุ่มทีมละสองสามคน แยกย้ายกันค้นหาเบาะแสเพิ่มเติมในบริเวณใกล้เคียง”
สมาชิกทีมสำรวจตื่นจากภวังค์และกลับมาได้สติ รีบตรวจสอบบริเวณใกล้เคียงอย่างระมัดระวังตามคำสั่ง
แต่น่าเสียดายที่ป่าเสื่อมโทรมแห่งนี้ไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากต้นไม้ ป้ายหิน และหลุมศพ
เดอร์ริคและฮาอิมรีบสับเปลี่ยนสมบัติปิดผนึกระหว่างกัน เพื่อมิให้ไม้กางเขนเจิดจรัสขับตะกอนพลังของเดอร์ริคออกจากร่าง
จากนั้น ทุกคนเดินตามนักล่าปีศาจโคลินออกจากป่าเสื่อมโทรม ข้ามหินก้อนมหึมาที่ยื่นออกจากกำแพงภูเขา จนกระทั่งพบปากถ้ำขนาดใหญ่ที่มีความสูงถึงสามสิบเมตร
ด้านนอกถ้ำมีแผ่นศิลาแตกกระจัดกระจาย วัชพืชงอกเงยปกคลุม
ท่ามกลางแสงสนธยาสีส้ม บรรยากาศที่นี่มอบความรู้สึกทรุดโทรมเหนือพรรณนา
เมื่อเข้าไปด้านในถ้ำ ทีมสำรวจเมืองเงินพิสุทธิ์ลัดเลาะไปตามผนังหินที่ผุกร่อนและเต็มไปด้วยภาพจิตรกรรม บนพื้นเป็นหญ้าแห้งสลับกรวดหยาบ ทุกคนทำการสำรวจอย่างระมัดระวัง
ทุกย่างก้าวมอบความรู้สึกประหนึ่งสัญญาณชีพทวีความอ่อนแอและค่อย ๆ เลือนหาย
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ ทีมสำรวจเมืองเงินพิสุทธิ์ได้พบกับบานประตูสีเทาน้ำเงินที่เปิดค้างไว้
สองฝั่งของประตูเต็มไปด้วยเศษเหล็กสีดำกระจัดกระจาย คล้ายกับเคยเป็นชุดเกราะบางอย่าง
“เคยมีองครักษ์อยู่ที่นี่” นักล่าปีศาจโคลินกล่าวห้วน ๆ จากนั้นก็หยิบขวดยาออกมากระดกดื่ม
ดวงตาสีฟ้าอ่อนถูกฉาบด้วยแสงสีเหลืองในพริบตา รูม่านตาผุดสัญลักษณ์สีเขียวเข้มที่ซับซ้อน
หลังจากตรวจสอบประตูสีเทาน้ำเงินจนมั่นใจ มันพยักหน้าและเดินเข้าไปในห้องโถงมืด
ทุกคนเดินผ่านกรอบประตูเข้าไปด้วยความใจเย็น และเมื่อถึงด้านใน ราวกับห้องโถงแห่งนี้ถูกมือล่องหนดันจากข้างใต้ ห้องทั้งห้องถูกยกลอยขึ้นพร้อมกับเสียงเสียดสีดังกึกก้อง
สิบวินาทีถัดมา ห้องโถงหยุดความเคลื่อนไหว ด้านหน้าประตูกลายเป็นฉากพระราชวังอันงดงามที่ถูกค้ำจุนด้วยเสาหินเรียงราย ดูคล้ายกับเป็นเขตพักอาศัยของเหล่าองครักษ์
เดอร์ริคเหลียวซ้ายแลขวาตามจิตใต้สำนึก ดวงตากวาดไปทั่วห้องโถงจนพบกับจิตรกรรมฝาผนังสองภาพซึ่งมีกลิ่นอายความโบราณ
ตัวเอกของภาพแรกสวมชุดเกราะสีเงินเต็มอัตราศึก ร่างกายเปล่งแสง ดวงตาหนึ่งดวงส่องแสงรุ่งอรุณ ส่วนอีกภาพหนึ่ง ตัวเอกเป็นคนยักษ์เพศหญิงเจ้าของผมยาวสีน้ำตาลเข้ม สวมกระโปรงหนังยาวใต้เกราะหนัง มือข้างหนึ่งถือรวงข้าว อีกข้างถือผลไม้ รายล้อมด้วยทุ่งนา ทะเลสาบใส ต้นไม้ที่ผลิดอกออกผล และเห็ดสีสันสดใส
เทพแห่งรุ่งอรุณ บาร์ดไฮเออร์…เทพธิดาแห่งการเก็บเกี่ยว โอมีเบล่า…เดอร์ริคพยักหน้าอย่างมั่นใจ
เด็กหนุ่มถอนสายตากลับและพบว่า เจ้าเมืองกำลังเพ่งมองภาพจิตรกรรมของเทพธิดาแห่งการเก็บเกี่ยวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมไม่แปรเปลี่ยน
ท่านเจ้าเมืองกำลังหวังให้เมืองเงินพิสุทธิ์ ‘เก็บเกี่ยว’ ได้อย่างอุดมสมบูรณ์? เดอร์ริคครุ่นคิดสักพัก จากนั้นก็ทำตามคำสั่งของคนเลี้ยงแกะ อาวุโสโลเฟียร์ รวมทีมกับสมาชิกคนอื่นเพื่อค้นหาสิ่งของล้ำค่าและทางลับที่อาจซ่อนอยู่
ราวเจ็ดแปดนาทีถัดมา ทุกคนกลับมารวมตัวและเดินตามเจ้าเมืองโคลิน·อีเลียดไปที่ประตูห้องโถง
โคลิน·อีเลียดเสียบดาบสองเล่มเข้าไปในช่องว่างระหว่างแผ่นหินด้านหน้า จากนั้นก็เหยียดแขนออกไปผลักบานประตูทั้งสองฝั่ง อาศัยการออกแรงเพียงครั้งเดียว บานประตูถูกเลื่อนเปิดพร้อมกับเสียงเสียดสี
แสงสีส้มอมแดงของยามเย็นส่องผ่านเข้ามาอย่างเงียบงัน ฉากของพระราชวังที่ทีมสำรวจเมืองเงินพิสุทธิ์เคยเห็นถูกฉายในดวงตาอีกครั้ง
เมื่อความยิ่งใหญ่อลังการ สง่างาม โอ่โถง และมหัศจรรย์ราวกับเรื่องเล่าในตำนานถูกฉายในระยะใกล้ บรรยากาศและอารมณ์ทุกชนิดก็ยิ่งทวีความเข้มข้นและน่าตื่นตะลึง ส่งผลให้ทุกคนกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ปล่อยจิตใจดำดิ่งไปกับทัศนียภาพตรงหน้า
ไคลน์เหนือสายหมอกสีเทาก็เช่นกัน
ที่นี่คือวังราชาคนยักษ์
ดินแดนทวยเทพที่แท้จริง
ราวสิบวินาทีถัดมา นักล่าปีศาจโคลินตั้งท่าดาบพร้อมกับหมุนตัวครึ่งรอบไปสนทนากับคนเลี้ยงแกะโลเฟียร์
“ตรวจสอบฝั่งซ้ายขวาให้ละเอียด ผมมองเห็นสถานการณ์ด้านนอกได้ไม่ชัดเจนนัก”
สัญลักษณ์สีเขียวเข้มในดวงตามันค่อย ๆ จางลง
โลเฟียร์อืมในลำคอพร้อมกับเดินไปข้างหน้าสองก้าวจนถึงประตู
ด้านนอกเป็นพื้นยกสูง สองฝั่งซ้ายขวาเป็นบันได ราวบันไดทำจากเสาหิน ปากประตูหันหน้าเข้าหาอาคารที่สูงที่สุดในแถบนี้ อาคารหลังดังกล่าวมีบานประตูสีเทาอมฟ้าขนาดมหึมา สลักลวดลายและสัญลักษณ์ลึกลับทั้งสองฝั่ง ดูน่าเกรงขามเป็นอย่างมาก
ทั้งทางเดิน บันได และสิ่งก่อสร้างชนิดอื่นล้วนเชื่อมโยงเข้ากับพระราชวังและหอคอยจนเกิดเป็นภาพที่งดงาม
ผมสีเงินอมเทาที่หยักศกตอนปลายของโลเฟียร์ลอยขึ้น ทันใดนั้น ก้อนหินบนพื้นที่กำลังอาบแสงสนธยา นูนขึ้นและก่อตัวกลายเป็นตุ๊กตาสีเทา
ตุ๊กตาดังกล่าวปราศจากพลังวิญญาณ มันก้าวไปทางซ้ายราวกับหุ่นกระบอกที่ถูกเชิด
มันเดินลงบันไดโดยอาศัยแสงสีส้มช่วยนำทาง
ทันใดนั้น ร่างของมันหยุดชะงักพร้อมกับมีแสงสีเงินระเบิดออกจากภายใน แปรสภาพกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อย
คนเลี้ยงแกะโลเฟียร์มิได้ประหวั่น ทำแบบเดิมทุกประการ เสกตุ๊กตาขึ้นจากพื้นหินและสั่งให้เดินไปทางขวา
คราวนี้ตุ๊กตาเดินไปจนกระทั่งสุดทางบันไดและหยุดอยู่หน้าประตูวังด้านล่างโดยไม่เกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง
นักล่าปีศาจโคลินที่เฝ้ามองกระบวนการทั้งหมดอย่างใจเย็น กล่าวกับทุกคน
“พวกเราจะไปทางขวา แต่ห้ามประมาทเด็ดขาด”
แม้จะว่ามันจะไม่สัมผัสถึงอันตราย แต่การที่พลังพิเศษของตนมองไม่เห็นสถานการณ์ที่ชัดเจนก็บอกเป็นนัยว่า ภายในนั้นอาจมีปัญหาซุกซ่อน
ด้วยคำเตือนดังกล่าว สติของเดอร์ริคและคนที่เหลือต่างตึงเครียด ทุกคนจับกลุ่มสามคนและเดินลงไปเพื่อคอยระวังอันตรายให้กันและกัน
ระหว่างเดินลงไปตามบันไดสูง โจชัวผู้สวมถุงมือแดง ได้ยินเสียงฝีเท้าใครบางคนดังมาจากด้านหลัง
คล้ายกับมีคนคอยสะกดรอยตามอย่างเชื่องช้าและเงียบเชียบ
และถึงแม้จะเห็นอาวุโสโลเฟียร์เดินตามหลังมาในระยะที่ห่างออกไป แต่โจชัวก็มั่นใจว่าฝีเท้าไม่ได้มาจากหล่อน
โจชัวที่เย็นวาบไปถึงสันหลัง ตะโกนด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ผมได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านหลัง”
โลเฟียร์รีบหันไปมอง จากนั้นก็เสกอัศวินสีเงินสูงห้าเมตรขึ้นตรงหน้าและจ้องไปทางแผ่นหลังโจชัวด้วยดวงตาสีแดงก่ำราวกับเปลวไฟ
สองสามวินาทีถัดมา อาวุโสคนเลี้ยงแกะ โลเฟียร์ ส่ายหน้า
“ไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น”
…………………………
ภายในป่าซึ่งควรจะสลัวและเสื่อมโทรม กลับถูกปกคลุมไปด้วยแสงสนธยาสีส้มอมแดง ความเข้มข้นที่ลุกโชนราวกับเปลวไฟ มอบบรรยากาศสุกสว่างประหนึ่งมิอาจย้อนกลับ
เดอร์ริค·เบเกอร์ในท่าถือไม้กางเขนเจิดจรัส กำลังแผ่แสงบริสุทธิ์ออกจากร่างพร้อมกับเดินไปตรงไปอย่างเชื่องช้า ด้านหลังเฉียงซ้ายมีโคลิน·อีเลียดตามมาไม่ห่าง มือถือดาบยาวในท่าพร้อมฟัน ด้านหลังเฉียงขวาเป็นฮาอิมที่ช่วยถือค้อนยักษ์ เทพสายฟ้าคำรามเด็กหนุ่มลูกครึ่งคนยักษ์สูงสองเมตรกว่ารายนี้เตรียมสับเปลี่ยนสมบัติปิดผนึกกับเดอร์ริคทุกเมื่อ
ความสว่างของไม้กางเขนเจิดจรัสไม่ร้อนแรงเท่าที่ควร ราวกับดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าซึ่งเหลือเพียงแสงเรืองรอง
แต่แน่นอน ไม่มีใครในเมืองเงินพิสุทธิ์เคยเห็นฉากแบบนี้มาก่อน ทำได้แค่จินตนาการจากคำอธิบายในเอกสารโบราณ เฉกเช่นแสงสนธยาที่เพิ่งมีโอกาสได้เห็นวันนี้เป็นวันแรก
ฟ้าว!
ยิ่งทีมสำรวจตรงเข้าไปลึก เสียงสายลมก็เริ่มดังขึ้นในป่าเสื่อมโทรมซึ่งเคยเงียบสงบราวกับกาลเวลาหยุดนิ่ง
ทว่า เดอร์ริคและคนอื่นๆ กลับมิอาจสัมผัสถึงแรงลม
ฟ้าว!
เสียงสายลมรุนแรงขึ้นทุกขณะ สั่นคลอนจิตวิญญาณทุกคนอย่างหนักหน่วง เดอร์ริคอดไม่ได้ที่จะเย็นวาบไปถึงท้ายทอย เส้นขนลุกตั้งชัน ร่างกายและจิตใจเกิดความหนาวสั่น
หากเป็นในยามปรกติ สัญชาตญาณของมนุษย์จะสั่งให้ย่อคอและยกแขนขึ้นมาปกป้องท้ายทอย ตามด้วยการก็เหลียวซ้ายแลขวาเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ แต่เดอร์ริคมิได้ทำเช่นนั้นเพราะกำลังอยู่ในสภาพแวดล้อมสุดพิเศษ การขยับมือหรือหันหน้าส่งเดชอาจทำให้ตอบสนองต่ออันตรายได้ไม่ทันท่วงที นอกจากนั้นด้านหลังมันยังมีเจ้าเมืองและพวกพ้องอีกมาก เดอร์ริคเชื่ออย่างสนิทใจว่า ทุกคนกำลังฝากชีวิตไว้กับตน
เสียงบางสิ่งแหวกอากาศดังขึ้น ใบมีดสีเงินที่มีอสรพิษสายฟ้าพันรอบพุ่งผ่านลำคอเดอร์ริค เสียบใส่ร่างที่พร่ามัวจนระเหยภายใต้แสงสนธยา
ขณะเดียวกัน ไม้กางเขนเจิดจรัสออกอาการหงุดหงิด รีบสลัดคราบความหม่นหมองและแผ่แสงบริสุทธิ์อีกครั้ง
สภาพแวดล้อมกลายเป็นสีขาวสว่างเจิดจ้า เงาดำจำนวนมากที่มีรูปร่างไม่ชัดเจนโผล่ขึ้นจากความว่างเปล่าทีละหนึ่ง ก่อนจะสลายไปภายใต้อำนาจแห่งแสงบริสุทธิ์
เมื่อทุกสิ่งจบลง เดอร์ริคมองตรงพลางตั้งคำถาม
“พวกมันคือตัวอะไร? ไม่เหมือนกับวิญญาณอาฆาต ภูตผี หรือวิญญาณมาร…”
นักล่าปีศาจโคลินมองไปรอบตัวและตอบเชื่องช้า
“เป็นออร่าที่ยังหลงเหลือ… ดูเหมือนว่าจะทำปฏิกิริยากับพลังสนธยาจนกลายพันธุ์”
ไม่เคยเห็นสัตว์ประหลาดแบบนี้มาก่อน… เดอร์ริคกำไม้กางเขนเจิดจรัสแน่น ขยับนิ้วที่ไม่ได้เสียบกับหนามให้กระชับกว่าเดิม
อาศัยไม้กางเขนเจิดจรัสที่มีพลังเฉพาะทาง ทีมสำรวจเคลื่อนที่ข้างหน้าอย่างราบรื่น เพียงไม่นานก็มาถึงส่วนลึกของป่าเสื่อมโทรมที่สามารถมองเห็นหน้าผาและเมฆสีส้มจากระยะไกลผ่านแนวต้นไม้
ความเสื่อมโทรมในบริเวณนี้ไม่ร้ายแรงเท่ากับด้านนอก กิ่งไม้และใบบางส่วนยังยื่นไปในกลางอากาศ ช่วยบดบังแสงสนธยาและสร้างสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างมืด
หลังจากเดินสำรวจป่าเขตดังกล่าวอย่างระมัดระวัง ดวงตาเดอร์ริคพลันไหววูบพร้อมเห็นป้ายหลุมศพสีเทาตั้งอยู่สองแผ่น
ยังไม่ทันจะได้ตรวจสอบอย่างละเอียด แสงสนธยาที่ส่องลอดผ่านช่องว่างกิ่งไม้และใบไม้ เกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะพิสดาร พวกมันถักสานตัวเองและควบแน่นกลายเป็นร่างหนึ่งซึ่งมีความสูงเกือบสิบเมตร
ร่างดังกล่าวขาดความคมชัด แผ่บรรยากาศเก่าแก่และลึกลับเหนือจินตนาการ ราวกับเป็นภาพฉายจากตำนานเทพนิยาย
ผิวหนังสีเทาอมฟ้า สวมชุดเกราะสีเทาสว่างที่เปื้อนบางสิ่งคล้ายเลือด บนใบหน้ามีจุดแสงสีส้มคล้ายพระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า หากพิจารณาจากตำแหน่ง แสงดังกล่าวน่าจะเป็นดวงตา ลำพังการมีตัวตนของสิ่งนี้ก็มากพอจะทำให้ห้วงมิติและต้นไม้โดยรอบบิดเบี้ยว ส่งผลให้ทุกสรรพสิ่งรอบตัวเผชิญภาวะเสื่อมถอยอย่างมิอาจขัดขืน
ได้เห็นฉากตรงหน้า ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจทุกคนอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่มีคำอธิบาย
ราชาคนยักษ์ เทพบรรพกาลเออเมียร์!
ผิวหนังของทีมสำรวจอย่างโจชัว ฮาอิม และแอนเทียน่าพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาอมฟ้า ผิวหนังบริเวณหว่างคิ้วเริ่มยุบพองและดีดดิ้น ประหนึ่งว่ามีสัตว์ประหลาดซ่อนตัวอยู่ใต้ผิวหนังและพยายามเจาะออกมา
เพียงพริบตา พวกมันทุกคนเข้าสู่ภาวะเสี่ยงคลุ้มคลั่ง
ทั้งที่ไม่ได้เห็นร่างสัตว์ในตำนาน แต่ลำพังการมีตัวตนของร่างปริศนาก็มากพอจะกระตุ้นให้คนเหล่านี้ตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤติ
เดอร์ริค·เบเกอร์ค่อนข้างปลอดภัยเนื่องจากถูกห่อหุ้มด้วยแสงสว่างจากไม้กางเขนเจิดจรัส แสงดังกล่าวมอบความรู้สึกอบอุ่นและช่วยให้ต้านทานการเสื่อมถอยได้ชั่วคราว
ในเวลาเดียวกัน โคลิน·อีเลียดทำการโน้มตัวไปด้านหน้า สองมือถือดาบสองเล่มที่เคลือบน้ำมัน จากนั้นก็พุ่งเข้าหาร่างปริศนาที่น่าสะพรึงด้วยความเร็วประหนึ่งพายุเฮอร์ริเคน
อย่างไรก็ตาม นักล่าปีศาจรายนี้มีได้พุ่งเข้าหาเป็นเส้นตรง มันอาศัยจังหวะเท้าสุดพิสดารเพื่อเข้าใกล้เป้าหมายในลักษณะฟันปลา
ร่างกายขนาดมหึมาที่ยืนเด่นสง่า ทำเพียงจ้องมองทุกคนด้วยดวงตาแสงสนธยาอย่างไร้อารมณ์ ประหนึ่งเทวรูปแกะสลักที่วิจิตรงดงาม
ทันใดนั้น แสงสว่างบนใบหน้าของมันไหววูบ
เป็นการก้มตัวลงเพื่อกระแทกหมัดลงบนพื้นอย่างแรง
เปรี้ยง!
ผืนแผ่นดินสั่นสะเทือนหนักหน่วงพร้อมกับเกิดรอยแยก ส่งผลให้เดอร์ริคและคนที่เหลือสูญเสียสมดุลร่างกาย ซวนเซราวกับจะเสียหลักล้ม
อย่างไรก็ตาม นักล่าปีศาจโคลินได้กระโดดขึ้นไปในอากาศก่อนแล้ว ลำตัวลอยจากพื้นกว่าสิบเมตร ก่อนจะสับดาบสองเล่มในมือสองข้างลงด้วยท่วงท่าองอาจสง่างาม
ในเวลาเดียวกัน ร่างที่คล้ายกับหลุดออกมาจากตำนาน ดึงดาบยักษ์มายาที่สร้างจากแสงสนธยาออกจากรอยแยกบนพื้น ตามด้วยการฟาดไปข้างหน้าเต็มแรง
เพียงพริบตา พายุแสงสีส้มก่อตัวขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดพร้อมกับกลืนกินเดอร์ริคและคนที่เหลือ
หลังจากแสงสีส้มจากพายุแผ่ขยายออกไปทุกทิศ ต้นไม้พลันเหี่ยวเฉา ดินกลายเป็นทรายร่วน ทุกสรรพสิ่งเผชิญภาวะเสื่อมถอยอย่างเท่าเทียม
เปรี้ยง!
พายุที่ก่อตัวจากแสงสนธยาปะทะกับบางสิ่งที่คล้ายกำแพงล่องหน ส่งผลให้โลกทั้งใบสั่นสะเทือนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
อาวุโสโลเฟียร์โผล่มาอยู่ด้านข้างเดอร์ริคตั้งแต่ตอนไหนไม่มีใครทราบ เธอเสกอัศวินมายาร่างยักษ์ที่สวมเกาะสีเงินขึ้นตรงหน้าเด็กหนุ่ม
ร่างดังกล่าวมีดวงตาสีแดงก่ำราวกับเลือด มันคุกเข่าลงหนึ่งข้างพร้อมกับปักดาบมายาลงไปในพื้น เกิดเป็นกำแพงล่องหนสุดแข็งแกร่ง
เปรี้ยง!
ในเวลาเดียวกัน ดาบยาวสองเล่มของนักล่าปีศาจโคลิน ฟันกระทบกับผิวกายของร่างมหึมาที่สูงกว่าสิบเมตรซึ่งมีกลิ่นอายเทพบรรพกาลเจือจาง เกิดเป็นประกายไฟจำนวนมาก
ท่ามกลางประกายดาบสีเงินที่ส่องวิบวับอย่างต่อเนื่อง ร่างขนาดมหึมาแทบไม่ได้รับความเสียหาย มีเพียงคราบเลือดบนชุดเกราะสีเงินที่ดูเหมือนจะจางลงกว่าในตอนแรก
อาศัยแรงดีดจากพื้น โคลินกระโจนขึ้นอีกครั้งและหมุนตัวกลางอากาศเพื่อโจมตี
ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม มันไม่กล้าเผยร่างสัตว์ในตำนาน ด้วยเกรงว่าอาจย้อนกลับไปเป็นปรกติไม่ได้
เมื่อเห็นว่าตัวตนจากในตำนานกำลังถูกตรึงไว้ เดอร์ริครีบฟื้นตัวจากความโกลาหลพร้อมกับกดนิ้วลงบนหนาม แผดเผาศัตรูด้วยไม้กางเขนเจิดจรัส
เลือดของมันหยดลงบนไม้กางเขนพร้อมกับความเจ็บปวด จากนั้น แสงสีขาวโพลนพวยพุ่งออกไปทุกทิศ จนกระทั่งปกคลุมร่างที่สวมชุดเกราะสีเงินเปื้อนเลือดซึ่งมีดวงตาคล้ายกับพระอาทิตย์อัสดง
ท่ามกลางแสงสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ เคร่งขรึม และบริสุทธิ์ ร่างขนาดมหึมาชะงักงันในตำแหน่ง ประหนึ่งกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตามธรรมชาติที่แพ้ทางเต็มประตู ชุดเกราะสีเงินสว่างซึ่งสะท้อนกับแสงสนธยาเริ่มละลาย
ฉวยโอกาสดังกล่าว อัศวินเกราะเงินซึ่งเป็นวิญญาณมารของคนเลี้ยงแกะ โลเฟียร์ดึงดาบมายาที่ปักพื้นขึ้น จากนั้นก็พุ่งเข้าไปฟันศัตรู
น่าล่าปีศาจโคลินสับดาบยาวทั้งสองเล่มจากบนลงล่าง สร้างแสงสว่างคล้ายรุ่นอรุณปกคลุมศีรษะของตัวตนโบราณอย่างท่วมท้น
โดยไม่มัวรีรอ โจชัว ฮาอิม และคนที่เหลือต่างประเคนท่าไม้ตายของตนเข้าใส่ร่างกายขนาดมหึมา
ผ่านไปสามยก ร่างมายาที่คล้ายกับเดินทางข้ามเวลามาจากอดีต ในที่สุดก็เริ่มสลายตัวและกระจัดกระจายกลายเป็นละอองสีส้มลุกไหม้
นักล่าปีศาจโคลินร่อนลงพื้น เฝ้ามองเห็นการณ์พลางพึมพำ
“น่าจะเป็นจิตตกค้างของราชาคนยักษ์ที่ต้องการปกป้องที่นี่ เมื่อผสานเข้ากับสภาพแวดล้อม จิตดังกล่าวกลายพันธุ์และมีตัวตนขึ้นมาในลักษณะคล้ายวิญญาณมาร… ที่นี่ซ่อนความลับแบบไหนไว้กันแน่…”
ได้ยินคำพูดเจ้าเมือง สายตาทุกคู่มองไปยังเส้นทางที่ร่างมายาอันน่าสะพรึงพยายามยืนขวาง บรรยากาศเป็นไปอย่างตึงเครียด
โชคดีที่เป็นวิญญาณมาร เราสามารถสยบได้ด้วยไม้กางเขนเจิดจรัส… ขนาดว่านี่เป็นแค่เศษเสี้ยวจิตตกค้าง แทบเทียบไม่ได้กับร่างต้น แต่แม้จะผ่านมาหลายพันปีกลับยังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้… เทพบรรพกาลตัวจริงจะทรงพลังขนาดไหนกัน… อา… ทำไมจิตตกค้างที่ต้องการปกป้องที่นี่ถึงได้รุนแรงนัก เพราะเป็นสุสานของพ่อแม่? เดอร์ริคถอนหายใจโล่งอก ขณะเดียวก็เกิดความสงสัยและอยากรู้อยากเห็น จึงเดินตามเจ้าเมืองและคนที่เหลือไปยังป้ายหลุมศพทั้งสองแผ่น
ฟู่ว… ไม่ต้องถึงมือเรา… ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม้กางเขนเจิดจรัสมีประโยชน์มากในวังราชาคนยักษ์… มีประโยชน์เสียจน… อดคิดไม่ได้ว่านี่อาจเป็นความต้องการของอาดัม… เหนือสายหมอกสีเทา ไคลน์ถอนหายใจผ่อนคลายพร้อมกับลดคทาเทพสมุทรในมือลง
มันหันเหความสนใจไปยังตำแหน่งที่ราชาคนยักษ์พยายามปกป้องแม้จะผ่านไปกว่าพันปี
สิ่งแรกที่ดึงดูดความสนใจก็คือ ป้ายหลุมศพเก่าแก่สองแผ่นที่สลักคำว่าพ่อและแม่เป็นภาษาคนยักษ์
ภาษายักษ์มีอำนาจในการกระตุ้นพลังธรรมชาติ ใครก็ตามที่ได้เห็นเป็นต้องเกิดความรู้สึกโศกเศร้า เจ็บปวด และโหยหา ซึมซับอิทธิพลทางจิตเข้าไปโดยไม่รู้ตัวจนสภาพจิตใจอ่อนเพลีย
ด้านหลังป้ายหินเป็นหลุมฝังศพ มีร่องรอยการถูกทำลาย เผยให้เห็นโลงศพสีเข้มสองโลงด้านล่าง
ราวกับมีใครบางคนรื้อหลุมศพเพียงเพื่อยืนยันบางสิ่ง ส่งผลให้โครงกระดูกสีเทาทั้งสองที่นอนในโลง ต้องอาบแสงสนธยาซึ่งส่องลอดผ่านกิ่งไม้และใบไม้ลงมา
โครงกระดูกทั้งสองมีเค้าโครงเป็นมนุษย์ สูงไม่เกินหนึ่งเมตรเก้าเซนติเมตรเมตร ส่วนอีกคนก็สูงไม่เกินหนึ่งเมตรแปดเซนติเมตรเมตร
………………………………….
อาคารสูงตระหง่านเรียงรายอย่างเงียบงันท่ามกลางแสงสนธยา ทุกสิ่งสงบนิ่งราวกับเป็นเพียงภาพเขียนสีน้ำมัน
ท่ามกลางสภาพแวดล้อมดังกล่าว เดอร์ริค เบเกอร์ตึงเครียดยิ่งกว่าการสำรวจครั้งใด เส้นขนบนแผ่นหลังกำลังลุกชูชัน
หลังจากเข้าไปในดินแดนซึ่งถูกปกคลุมด้วยแสงสนธยา ทีมสำรวจทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่ผู้นำอย่างโคลิน·อีเลียดและอาวุโสโลเฟียร์ ต่างเผยความอ่อนเพลียและอิดโรยโดยไม่ปกปิด บางคนคล้ายกับกำลังจะถึงจุดจบของชีวิต เพราะยิ่งก้าวเดินตรงไป ไม่ว่าจะตามถนนหรือผ่านอาคาร ฝูงคนยักษ์เน่าเปื่อยก็ยิ่งทวีจำนวนและความแข็งแกร่ง
เมื่อมีฝ่ายหนึ่งอ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่องและฝ่ายหนึ่งตรงกันข้าม การไปก้าวข้างหน้าก็เป็นเรื่องยาก หลังจากผ่านการต่อสู้อันดุเดือดหลายยก ในที่สุดทีมสำรวจของเมืองเงินพิสุทธิ์ก็ฝ่าด่าน ‘แนวป้องกัน’ ของสัตว์ประหลาดและมาถึงเขตที่เงียบสงบ ปราศจากสุ้มเสียง เงียบเชียบเสียจนหนังศีรษะกระตุกแผ่วเบา
เพื่อแก้ไขสถานการณ์ นักล่าอสูรโคลินตัดสินใจทำลายความเงียบด้วยคำเตือน
“สิ่งนี้หมายความว่า เราเข้าสู่วังราชาคนยักษ์เต็มตัวแล้ว และกำลังเข้าใกล้เขตหลัก ระดับอันตรายมีแต่จะยิ่งเพิ่มขึ้น ไม่มีลดลง”
ได้ยินคำพูดดังกล่าว สมาชิกทีมสำรวจบางคนพลันสั่นสะท้านท่ามกลางแสงสนธยา ตามความเห็นของพวกมัน แม้ว่าเขตก่อนหน้านี้จะน่ากลัวจนแทบก้าวขาไม่ออก แต่หากจำกัดสัตว์ประหลาดกลุ่มหนึ่งได้จนหมด นั่นจะหมายถึงการมีเวลาพักหายใจ แถมยังได้เก็บเกี่ยวตะกอนพลัง วัตถุดิบวิเศษ และสูตรโอสถอีกจำนวนมาก หรือกล่าวได้ว่า การสำรวจในคราวนี้กำไรแล้ว ไม่จำเป็นต้องเข้าไปลึกกว่าเดิม สิ่งสำคัญที่สุดในปัจจุบันคือการหาจุดสร้างค่ายเพื่อเตรียมพักแรมและสำรวจให้ลึกขึ้นในครั้งถัดไป
เมื่อเผชิญคำแนะนำดังกล่าว โคลิน อีเลียดไม่โต้เถียง เพียงแต่เน้นย้ำให้ทุกคนรับทราบตรงกันว่า จุดประสงค์ของภารกิจสำรวจคราวนี้คือการค้นคว้าข้อมูลของวังราชาคนยักษ์ให้ได้มากที่สุด และกลับไปวางแผนสำหรับการสำรวจในอนาคต
จากนั้น มันบอกให้สมาชิกทีมที่ชื่อแอนเทียน่าทำการ ‘ปลอบโยน’ ผู้ที่กำลังสั่นสะท้าน
เนื่องจากอาวุโสโลเฟียร์เองก็สนับสนุนแนวคิดของเจ้าเมือง สมาชิกทีมสำรวจบางกลุ่มจึงรีบปรับทัศนคติและยอมติดตามไปแต่โดยดี
ผ่านไปสักพัก พวกมันได้พบบันไดหินขนาดใหญ่ซึ่งมีโทนหลักเป็นสีเทาอ่อน สีส้มสว่างแซม มอบความงดงามและเงียบงัน
บันไดแต่ละขั้นสูงใหญ่มโหฬาร หากเป็นมนุษย์ปรกติ การก้าวเดินคงทำได้ยากลำบาก แต่โชคดีที่โลเฟียร์ซึ่งสูงน้อยที่สุดในทีมสำรวจ ก็ยังสูงถึงหนึ่งเมตรเก้าเซนติเมตรและสามารถใช้พลังลม
เหนือขั้นบันไดขนาดมหึมาเป็นขอบกำแพงเมืองที่สูงจนต้องแหงนหน้ามองถึงจะเห็น มีรอยไหม้และความเสียหายอยู่ประปราย ในบางจุดมีลูกธนูยักษ์ที่ใหญ่เท่าต้นไม้ ยาวหลายเมตร ปักลึกเข้าไปในกำแพงจนพังถล่ม
ใจกลางกำแพงเมืองเป็นบานประตูคู่สูงหลายสิบเมตร สีหลักเป็นเทาอ่อนและน้ำเงินเข้ม มีหมุดสีทองถูกตอกฝังอยู่ตามขอบ และยังมีองครักษ์สองตนซึ่งมอบความรู้สึกข่มขวัญข่มรุนแรงเพียงแค่จ้องมอง
พวกมันสูงราวห้าถึงหกเมตร สวมชุดเกราะเต็มอัตราศึกสีเงินที่ดูงดงามและทนทาน ตนหนึ่งถือดาบใหญ่ อีกตนถือขวานยักษ์ในท่าสับลงพื้น ด้านหลังหมวกเล็กที่ปกปิดใบหน้ามีแสงสีส้มสว่างขึ้นหนึ่งจุด ราวกับว่านั่นคือดวงตา
“อัศวินสีเงิน…” นักล่าปีศาจโคลินรีบขยับมือขวาแทงดาบไปทางด้านข้างขนานกับพื้น เป็นสัญญาณบอกให้สมาชิกทุกคนหยุด
ถัดมา มันเคลือบดาบสองเล่มที่ถืออยู่ด้วยน้ำยาต่างชนิด
อัศวินสีเงิน… เปลือกตาเดอร์ริคกระตุกแผ่วเบา หัวใจกำลังเต้นระรัว
ในระยะหลัง เด็กหนุ่มเพิ่งมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลลับบางชนิดที่แม้แต่สมาชิกระดับสูงก็ยังต้องจากปากเจ้าเมืองโดยตรง และทราบว่าลำดับสามของเส้นทางคนยักษ์มีชื่อว่าอัศวินสีเงิน แต่น่าเสียดายที่เมืองเงินพิสุทธิ์ยังไม่มีสูตรโอสถที่ถูกต้อง แม้จะมีตะกอนพลังพร้อมแล้วก็ตาม
สิ่งที่ทำให้เดอร์ริคตกตะลึงมากที่สุดก็คือ การที่องครักษ์เฝ้าประตูเขตหลักในวังราชาคนยักษ์เป็นถึงผู้วิเศษลำดับ 3 และนั่นคือลำดับที่สูงกว่ายอดฝีมืออันดับหนึ่งของเมืองเงินพิสุทธิ์!
นี่แค่เขตประตูทางเข้า หากสำรวจลึกเข้าไป ไม่มีใครจินตนาการออกว่าจะต้องเจอกับอะไร
หลังจากตื่นตระหนก เดอร์ริคเริ่มเกิดความคาดหวังบางอย่าง
บางทีถ้าเป็นวังราชาคนยักษ์แห่งนี้ ทีมสำรวจของเมืองเงินพิสุทธิ์อาจค้นพบสูตรโอสถเส้นทางคนยักษ์ในลำดับสูงกว่าสี่
และนั่นจะช่วยให้เจ้าเมืองกลายเป็นอัศวินสีเงิน ส่งผลให้ความแข็งแกร่งโดยรวมของเมืองเงินพิสุทธิ์สูงขึ้นมาก การสำรวจวังราชาคนยักษ์ในอนาคตก็จะง่ายขึ้น นำมาซึ่งสูตรโอสถและวัตถุดิบเพิ่มขึ้น จนกระทั่งทีมสำเร็จแข็งแกร่งพอที่จะสำรวจในส่วนลึกสุด และได้เก็บเกี่ยววัตถุดิบที่ดีที่สุดมาใช้ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเมือง
เดอร์ริคชำเลืองซ้ายขวาโดยไม่รู้ตัว และพบว่าโจชัว ฮาอิม แอนเทียน่า และสมาชิกคนอื่นต่างเผยภาษากายแบบเดียวกับตน แม้จะหวาดกลัวและกังวล แต่ขณะเดียวกันก็มองเห็นแสงแห่งความหวัง
ในเวลาเดียวกัน คนเลี้ยงแกะ อาวุโสโลเฟียร์เดินไปข้างหน้าสองข้าว หยุดยืนข้างโคลิน·อีเลียดและแหงนมองบานประตูสีเทาน้ำเงิน รวมถึงอัศวินสีเงินสองตนซึ่งยังยืนยันไม่ได้ว่ามีเจตนาอย่างไร
“ถ้ามีแค่ตัวเดียว พวกเราอาจล่าสำเร็จ”
ความหมายของเธอก็คือ ในเมื่อตอนนี้มีอัศวินสีเงินถึงสองตน ต่อให้ทีมสำรวจทุ่มเททุกสิ่งที่มีก็คงมิอาจโค่นศัตรูลงได้ เพราะแม้เจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์จะควบคุมร่างสัตว์ในตำนานได้อย่างอิสระและสูสีกับลำดับสามแต่ถ้าพิจารณาจากสภาพแวดล้อม เกรงว่าผลลัพธ์อาจแตกต่างออกไป ม่านแสงสนธยาของที่นี่มีพลังในการกัดกร่อนแผ่วเบา สิ่งที่เคยทนได้ อาจทนไม่ได้หากต้องต่อสู้ภายใต้แสงดังกล่าว
โคลิน อีเลียดพยักหน้ารับ มองสลับไปมาระหว่างโลเฟียร์และเดอร์ริค ก่อนจะถอนสายตากลับและพูด
“ในสถานการณ์ปัจจุบัน ตราบใดที่เราไม่เข้าใกล้ประตู องครักษ์ทั้งสองก็จะไม่โจมตีเข้ามา”
“ลองล่ออัศวินสีเงินตัวหนึ่งออกไป จากนั้นก็แยกกันจัดการไหมคะ?” นักรบสาวนามว่าแอนเทียน่าเสนอแนะ
เธอมีผมสีไวน์แดงยาวประบ่า ใบหน้าอาจไม่เลอโฉม แต่เมื่อรวมกับองค์ประกอบอื่นจะช่วยมอบบรรยากาศที่สดใส
หน้าที่หลักของเธอในทีมสำรวจก็คือ คอยรักษาอาการทางจิตของพวกพ้องด้วยสมบัติปิดผนึกในมือ ขณะเดียวกันก็คอยรับมือศัตรูที่มีพลังในขอบเขตจิตใจ
แผนการที่แอนเทียน่าคิดไว้ก็คือ เธอกับสมาชิกที่เหลือจะช่วยกันล่ออัศวินสีเงินออกไปหนึ่งตน อาศัยภูมิประเทศและความสามัคคีในการถ่วงเวลาให้นานที่สุด ส่วนเจ้าเมืองกับอาวุโสโลเฟียร์ก็ร่วมมือกันจัดการกับอีกหนึ่งตนที่เหลือ จากนั้นก็มาสมทบกัน
นี่คือพิชัยสงครามพื้นฐานที่ถูกบรรจุในบทเรียนของเมืองเงินพิสุทธิ์
“ถึงจะเป็นอัศวินสีเงินแค่ตนเดียวก็ยังอันตรายมากอยู่ดี และไม่มีสิ่งใดรับประกันได้ว่า อัศวินสีเงินที่พวกคุณล่อออกไปจะไม่เผยร่างสัตว์ในตำนาน” นักล่าปีศาจโคลินปัดตกแผนของแอนเทียน่าอย่างสุขุม
ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ ลำพังพลังของอัศวินสีเงินก็แข็งแกร่งมากอยู่แล้ว ขอเพียงอัศวินสีเงินเผยร่างสัตว์ในตำนาน สมาชิกเกือบทั้งหมดของทีมสำรวจก็จะมิอาจจ้องมองได้โดยตรง ไม่อย่างนั้นจะถูกกัดกร่อน และนั่นจะทำให้หมดสิทธิ์รับมือโดยสิ้นเชิง
โดยไม่ปล่อยให้สมาชิกคนอื่นในทีมได้กล่าวคำใด โคลิน อีเลียดถอนสายตากลับและพูด
“พวกเราจะไปทางอื่น… ก่อนหน้านี้ เดอร์ริคค้นพบบันทึกในโลกอีกฟากหนึ่งของหมู่บ้านยามบ่าย เป็นบันทึกเกี่ยวกับเส้นทางลับสำหรับอ้อมเข้าไปในเขตหลักของวังราชาคนยักษ์”
สายตาของอาวุโสโลเฟียร์หันมาทางเดอร์ริคทันที มอบบรรยากาศสงบนิ่งและเย็นชา แต่ไม่มากไปกว่านั้น
เดอร์ริคยกไม้กางเขนเจิดจรัสขึ้นมาเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ขณะเดียวกันก็ข่มใจมิให้มือสั่น
“ตกลง” โลเฟียร์เห็นพ้องกับข้อเสนอของโคลิน
ลงเอยด้วย ทีมสำรวจออกจากบันไดหินยักษ์และเดินไปทางซ้าย
เพียงไม่นาน พวกมันได้พบกับเส้นทางขรุขระ ฝั่งขวามือเป็นหน้าผาสูง ฝั่งซ้ายเป็นเหวไร้ก้นที่มีปุยเมฆสีขาวบดบัง ฉาบด้วยแสงสนธยาเจือจาง
แน่นอน เส้นทางนี้อาจดูแคบสำหรับคนยักษ์ แต่กว้างมากสำหรับทีมสำรวจ
ขณะกำลังย่างกราย เดอร์ริคและคนที่เหลือถูกกระตุ้นสัมผัสวิญญาณโดยพร้อมเพรียง จึงรีบหันไปทางด้านข้าง
ณ ริมขอบหน้าผาฝั่งซ้ายมือ ท่อนแขนสีน้ำเงินอมเทาจำนวนมหาศาลยื่นออกจากเมฆสีขาวอมส้ม
หากทั้งหมดนี่คือคนยักษ์ ต่อให้อยู่แค่ลำดับเจ็ดหรือหก แต่ด้วยปริมาณขนาดนี้ การบดขยี้ทีมสำรวจก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ขณะโคลิน อีเลียดเตรียมเหวี่ยงดาบยาวในมือ ทันใดนั้นเดอร์ริคสัมผัสถึงบางสิ่งได้ จึงรีบยกไม้กางเขนเจิดจรัสในมือให้สูงขึ้นจากปรกติ พร้อมกับกดนิ้วลงบนแหนมจนเลือดสีแดงไหลออกมา
แสงยามเย็นซึ่งกำลังเปล่งออกจากไม้กางเขน พลันแปรเปลี่ยนเป็นแสงสีขาวโพลนจนดูเหมือนกับเที่ยงวัน กลุ่มแสงแผ่ขยายไปจนถึงหน้าผาและปกคลุมร่างของคนยักษ์สีเทาน้ำเงินที่พยายามจะปืนขึ้น
คนยักษ์เหล่านี้ชะงักงันกะทันหัน ร่างกายเริ่มเลือนรางและสลายไปในที่สุด
พวกมันไม่ใช่คนยักษ์ตัวจริง แต่เป็นวิญญาณภูตผีที่หลงเหลือจากความตายอันน่าสังเวชของคนยักษ์เหล่านั้น ไม้กางเขนเจิดจรัสจึงสามารถชำระล้าง
วัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่มีพลังในขอบเขตสุริยันย่อมเป็นของแสลงสำหรับวิญญาณอาฆาต ภูตผี และวิญญาณมาร
หลังจากจัดการกับฝูงสัตว์ประหลาดอย่างง่ายดาย ทีมสำรวจของเมืองเงินพิสุทธิ์เริ่มเดินหน้าต่อไปด้วยความระมัดระวัง จนกระทั่งพ้นเขตภูเขาและหน้าผา เข้าสู่เขตของผืนป่าสีเทา
ภายในป่าเต็มไปด้วยต้นไม้สูงหลายสิบเมตรที่ท่าทางแข็ง แต่เปลือกไม้ลอกออกจนหมด ลำต้นเน่าตาย กิ่งและใบเหี่ยวเฉา มอบความรู้สึกหดหู่แก่สภาพแวดล้อม
กิ่งและใบเหล่านี้น่าจะเคยถักสานกันในอากาศและสร้างร่มเงาขนาดมหึมา บดบังแสงสนธยามิให้สาดส่องถึงพื้น แต่ปัจจุบัน เนื่องจากต้นไม้ล้มตายไปจนหมด แสงสีส้มแดงยามสนธยาจึงปกคลุมทั่วทุกจุดจนมองเห็นด้วยตาเปล่า
“ที่นี่คือป่าเสื่อมโทรมซึ่งเป็นจุดฝังศพบรรพบุรุษคนยักษ์… เป็นสุสานของพ่อและแม่ของราชาคนยักษ์” เดอร์ริคมองตรงพลางคำนวณว่าตนจะถือไม้กางเขนเจิดจรัสได้อีกนานแค่ไหน ขณะเดียวกันก็อธิบายประวัติของสถานที่กับเจ้าเมืองและสมาชิกในทีม
โคลิน อีเลียดจ้องเข้าไปในป่าสักพัก:
“ที่นี่ถูกทำลายไปแล้ว แม้จะมีอันตรายตกค้าง แต่ก็คงไม่มาก พวกเราสามารถลองสำรวจ”
“ครับ ท่านเจ้าเมือง” เดอร์ริคตอบสนองโดยไม่คัดค้าน “ไม้กางเขนของผมมีอำนาจมากในสภาพแวดล้อมแบบนี้ ผมขอเป็นคนนำทาง”
มันยังไม่ลืม มิสเตอร์เวิร์ลเคยเตือนว่าภายในป่าเสื่อมโทรมอาจมีการกัดกร่อนหลงเหลืออยู่ และไม้กางเขนเจิดจรัสคืออุปกรณ์ที่ช่วยตรวจจับการกัดกร่อนได้ดีที่สุด
โคลินผมสีเทาพยักหน้ารับแผ่วเบา
“ระวังตัวด้วย”
เดอร์ริคสูดลมหายใจเงียบ ก่อนจะเดินนำเข้าไปในป่าเสื่อมโทรม
ระหว่างนั้น ฉวยโอกาสจากการอยู่ในตำแหน่งหน้าสุด มันแอบพึมพำพระนามเต็มของเดอะฟูล
หลังจากที่เคยถูกบดบังโดยแสงสนธยาจนมองไม่เห็นสิ่งใด ไคลน์ซึ่งตัดสินใจออฟไลน์และรอคอยอย่างอดทน ในที่สุดก็ได้เห็นสถานการณ์รอบตัวเดอะซันน้อยอย่างชัดเจน แต่ก็มิอาจขยายทัศนวิสัยให้กว้างได้มากนัก
………………………………….
ท่ามกลางพระราชวังอันงดงามเหนือสายหมอก ไคลน์เหยียดมือขวา เคาะโต๊ะทองแดงยาวพลางพึมพำ
ในราชวงศ์ทูดอร์ ตระกูลใหญ่ทั้งห้าประกอบด้วยอามุนด์ อับราฮัม อันทีโกนัส เจคอป และทามาร่า… และหนึ่งในกลุ่มที่ช่วยให้อลิสต้า·ทูดอร์ขึ้นเป็นจักรพรรดิโลหิตคือราชาเทวทูตอย่างอาดัม อามุนด์ และอับราฮัม…
เราสามารถอนุมานได้ไหมว่า ในจักรวรรดิร่วมทูดอร์ ทรันซอสต์ การปกครองในตอนนั้นเป็นแบบกงสุลแฝด และอีกฝั่งหนึ่งของบัลลังก์เคียงข้างอลิสต้า·ทูดอร์คืออามุนด์และอาดัม?
ถ้าเป็นแบบนั้น จักรพรรดิโลหิต อลิสต้า ทูดอร์ ก็ไม่มีแผนจะย้ายเส้นทางมาตั้งแต่ต้น สุสานลับถูกแอบสร้างขึ้นโดยขอความช่วยเหลือจากหนึ่งในตระกูลเหล่านี้ อามุนด์ อับราฮัม และอันทีโกนัส… สำหรับเบเทล อับราฮัม เขาคือมิสเตอร์ประตูเข้าใจเส้นทางผู้ฝึกหัดอย่างถ่องแท้ หากเป็นพลังในด้านเทเลพอร์ต อาจยอดเยี่ยมกว่าเทพแท้จริงบางตนด้วยซ้ำ…
หรือว่าอุปกรณ์เทเลพอร์ตแบบกำหนดพิกัดในโบราณสถานทูดอร์จะถูกสร้างขึ้นโดยเบเทล·อับราฮัม?
มีโอกาสเป็นไปได้มากทีเดียว!
อา… และมีเพียงบุคคลที่ยิ่งใหญ่อย่างมิสเตอร์ประตูเท่านั้นจึงจะเข้าออกสุสานลับได้ตามใจชอบ เพราะแม้แต่การทำนายบนมิติหมอกของเราก็ยังไม่ช่วยให้ทราบพิกัดที่แม่นยำ กับเทวทูตตนอื่นก็คงเทเลพอร์ตเข้าไปตรงๆ ได้ไม่ง่ายนัก…
ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์เริ่มเชื่อว่าแนวคิดของตนใกล้เคียงกับความเป็นจริง
ชักสงสัยแล้วว่า มิสเตอร์ประตูจะทิ้งข้อมูลเกี่ยวกับพิกัดของสุสานหรือวิธีผ่านเข้าออกไว้บางไหม? คงต้องรบกวนให้มิสเมจิกเชี่ยนช่วยถามอาจารย์ของเธออีกครั้ง
เฮ้อ… เราเองก็หวังให้มิสเมจิกเชี่ยนกลายเป็นนักท่องเที่ยวโดยเร็ว เพราะเมื่อถึงตอนนั้น เธอก็ไม่จำเป็นต้องรอเขียนจดหมายถามตอบกับอาจารย์ สามารถเทเลพอร์ตไปหาได้โดยตรง… จริงอยู่ที่ตอนนี้ก็สามารถทำได้ด้วยการบันทึกท่องเที่ยวไว้เป็นจำนวนมาก แต่นั่นจะทำให้อาจารย์เกิดความสงสัยและหวาดกลัว ยิ่งสร้างปัญหาบานปลาย…
หากตระกูลอับราฮัมไม่มีบันทึกพิกัดเอาไว้ เราควรลองติดต่อกับมิสเตอร์ประตูโดยตรงดีไหม? ไม่เพียงจะยุ่งยาก แต่ยังอันตรายมาก… เหนือสิ่งอื่นใด มิสเมจิกเชี่ยนยังไม่ใช่ลำดับห้าด้วยซ้ำ ลำพังการได้ยินให้ชัดยังทำไม่ได้ นับประสาอะไรกับสนทนาตอบโต้… จะเปลี่ยนให้เธอเป็นหุ่นเชิดและฟังแทนผ่านการรับรู้ก็ไม่ได้… ย้อนกลับไปในตอนแรก สมัยที่เพิ่งดึงมิสเมจิกเชี่ยนขึ้นมาบนมิติหมอก ไคลน์เคยคิดอย่างจริงจังว่าหาทางติดต่อกับมิสเตอร์ประตูผ่านเธอ แต่ในภายหลัง เมื่อได้ศึกษาโลกผู้วิเศษมากขึ้น เข้าใจแก่นแท้มากขึ้น มันก็หวาดกลัวจนไม่กล้าลองเสี่ยง
ยิ่งไปกว่านั้น ระดับปัจจุบันของตนก็ยังไม่ปลอดภัยพอที่จะติดต่อกับอีกฝ่าย
ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์ถอนหายใจเล็กน้อยพร้อมกับรำพันคำ
“อดทน…”
…
กลางทะเล บนเกาะที่มีโจรสลัดชุกชุม
ฟอร์สยกแก้วขึ้นมาจิบของเหลวสีใสด้วยความคาดหวัง
จากนั้น ใบหน้าของเธอพลันยู่ยี่ราวกับกำลังลิ้มรสในสิ่งที่กลืนได้ยากลำบาก
“ให้ตายสิ แลงติร้อนแรงที่นี่รสชาติห่วยชะมัด ทำไมพวกเขาถึงได้ดื่มกันอย่างมีความสุขนัก?” ฟอร์สวางแก้วเหล้าลง ยกมือขวาขึ้นมาปิดปากพลางพึมพำเสียงต่ำ “นอกจากความแรงของเหล้าก็ไม่มีข้อดีอื่นอีกแล้ว… จริงสิ… มันถูกมาก!”
หลังจากจิบน้ำเย็นจากแก้วอีกใบ ฟอร์สหยิบปากกาขึ้นมาเขียนลงบนสมุดบันทึกสภาพทรุดโทรม
“โจรสลัดที่นี่ขอแค่เป็นเหล้าแรงแต่ราคาถูก ที่เหลือจะยังไงก็ได้… สำหรับพวกเขา ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการได้เมาหัวราน้ำ… เพื่อนโจรสลัดสามคนของเราบอกว่า พวกเขาเป็นคนสร้างเมืองท่าแห่งนี้ขึ้นมากับมือ… ในตอนแรก พวกเขาแล่นเรือมาจอดที่นี่โดยบังเอิญเพื่อซ่อนสมบัติที่ขโมยมา แต่หลังจากนั้นก็เริ่มตั้งรกรากและครอบครัว ในเวลาถัดมา บรรดาคนล้มละลาย นักผจญภัย และคนหนีภาษีได้ย้ายมาอยู่อาศัยและตั้งรกรากเพิ่มเติม บางคนถางป่าเพื่อสร้างบ้าน จนกระทั่งตลาดการค้าถูกสร้างขึ้น นับแต่นั้น พ่อค้าในทะเลก็เริ่มรุมตอมเหมือนกับฉลามที่ได้กลิ่นเลือด”
เขียนถึงตรงนี้ ฟอร์สเงยหน้าขึ้นและมองไปยังโจรสลัดทั้งสามที่ขดตัวอยู่ตรงมุมห้อง
“ยังมีอะไรที่ไม่ได้เล่าอีกไหม?”
โจรสลัดร่างยักษ์ทั้งสามต่างพากันตัวสั่น ร้องไห้และสะอื้น
“ไม่มีแล้ว… หมดแล้วจริงๆ”
คงต้องสารภาพตามตรงว่า เราคิดไม่ผิดที่เลียนแบบบุคลิกของมิสเตอร์เวิร์ลเพื่อรับมือกับโจรสลัด… ฟอร์สถอนหายใจพลางส่ายหน้า จากนั้นก็ก้มศีรษะเขียนต่อ
“บรรยากาศของที่นี่ค่อนข้างเสรี หากได้เห็นบุรุษที่ถูกใจ สตรีสามารถเดินเข้าไปเสนอราคาได้ ในทำนองเดียวกัน ผู้ชายก็สามารถทำกับผู้ชาย และผู้หญิงก็สามารถทำกับผู้หญิง… จากคำบอกเล่าของเพื่อนโจรสลัดทั้งสาม ระหว่างที่พวกเขากำลังลอยอยู่กลางทะเล อารมณ์เบื่อหน่ายคือสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ และนั่นเป็นจุดกำเนิดการลองทำพฤติกรรมต้องห้าม สำหรับประเด็นนี้ พวกเขาต่างเล่าออกมาอย่างเถรตรง ลงลึกในประสบการณ์ตัวเองอย่างละเอียด…”
“นอกจากนั้น พวกเขายังเล่าในสิ่งที่ฉันคาดไม่ถึง แท้จริงแล้ว โจรสลัดเป็นพวกสนับสนุนประชาธิปไตยและความเท่าเทียม”
“สิ่งนี้ทำลายมโนภาพเก่าของฉันโดยสิ้นเชิง แต่เมื่อลองไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำความเข้าใจ เพราะอย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ได้พูดว่าโจรสลัดแสวงหาคุณธรรมความถูกต้อง”
“คำอธิบายของเพื่อนโจรสลัดทั้งสามก็คือ ประชาธิปไตยเกิดจากสามเหตุผลสำคัญ ข้อแรก บุคคลที่ถืออาวุธมีอำนาจไม่มากพอ ข้อที่สอง บุคคลที่ถืออาวุธมักทำตัวกร่าง และข้อที่สาม เรือลำใหญ่จำเป็นต้องใช้กำลังคนมาก… เมื่อนำปัจจัยเหล่านี้มารวมกัน จึงเกิดเป็นประชาธิปไตยอย่างเรียบง่ายในหมู่โจรสลัด และเคยมีกัปตันหลายคนถูกขับไล่หรือฆ่าทิ้งจากเสียงส่วนใหญ่ของลูกเรือมาแล้ว”
“ฉันเชื่อว่าถ้ากัปตันมีพลังอำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดกว่านี้ กลุ่มโจรสลัดจะมีสังคมและวัฒนธรรมอีกแบบหนึ่งอย่างแน่นอน”
ถึงตรงนี้ ฟอร์สเงยหน้าขึ้นและมองออกไปนอกหน้าต่าง ใต้ท้องฟ้าสีครามและเมฆสีขาว เธอเห็นอาคารที่สร้างจากไม้และหินเรียงรายรอบตลาด ในบางคราวเธอได้เห็นเด็กหลายคนในเสื้อผ้าตัวเก่าวิ่งเล่นไปมา
ท่ามกลางบรรยากาศที่ทรงพลัง ฟอร์สเขียนอีกครั้ง
“ที่นี่ไม่มีการวางแผนเมืองแม้แต่น้อย ทุกคนสร้างบ้านและขยายขอบเขตตามใจชอบ ส่งผลให้มีถนนหลายเส้นแคบจนผ่านเข้าไปได้ทีละคน แถมแสงแดดก็ยังส่องไม่ถึง…”
“ความคิดแรกในหัวฉันก็คือ เมื่อเกิดอัคคีภัย สถานการณ์ต้องเลวร้ายเหนือจินตนาการแน่ กรุงเบ็คลันด์เคยมีโศกนาฏกรรมที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นมาก่อน อย่างไรก็ตาม เพื่อนโจรสลัดทั้งสามได้บอกกับฉันว่า เรื่องนั้นไม่ต้องกังวล เพราะเกาะแห่งนี้ทั้งชื้นและมีฝนตกชุก แถมผู้ที่มีพลังประหลาดก็ไม่คิดจะปกปิดตัวเอง…”
“สถานที่แห่งนี้ไม่ได้รับอิทธิพลจากสงคราม ถึงจะวุ่นวายสักเล็กน้อย แต่ผู้คนก็อยู่กันอย่างสงบสุข”
“นอกจากนั้น สิ่งที่พวกเขาหวาดกลัวที่สุดไม่ใช่ราชาแห่งห้าห้วงสมุทร นาสต์ หรือตำนานสยองขวัญเรื่องใดบนทะเล หากแต่เป็นนักผจญภัยเสียสติ เกอร์มัน สแปร์โรว์ โจรสลัดต่างตักเตือนกันเองว่าไม่ควรดื่มจนดึกดื่น ไม่ควรออกไปเดินตอนกลางคืนหรือเข้าตรอกมืด ไม่อย่างนั้นอาจหายตัวไปอย่างเป็นปริศนา ผู้คนต่างลือกันว่า ฆาตกรคือสุภาพบุรุษคนดังกล่าว…”
“นี่คือการล่าในรูปแบบหนึ่งอย่างนั้นหรือ”
ขณะเขียน สีหน้าของฟอร์สทวีความเคร่งขรึม เธอรีบดึงกระดาษแผ่นใหม่ออกมาและเสริมเนื้อหาลงไป
“…ณ ค่ำคืนที่สายลมเย็นเยียบพัดผ่านโรงพยาบาล และเป็นคืนที่ความมืดมิดรอบโรงพยาบาลเข้มข้นกว่าจุดอื่น…”
“…ไม่มีใครทราบว่า เหตุใดคนไข้สาวในวอร์ดเดี่ยวถึงบอกให้ญาตินำเห็ดและวัชพืชมาให้ และไม่มีใครทราบว่าสุดท้ายแล้ว พวกมันหายไปไหน เพราะไม่มีร่องรอยของการปรุงอาหารในวอร์ด และข้างนอกก็ไม่มีร่องรอยการนำออกไปทิ้ง พยาบาลหลายคนต่างอดสงสัยไม่ได้ว่า คนไข้ของตนแอบกินเห็ดและวัชพืชดิบเข้าไป…”
…
ภายในหมู่บ้านยามบ่ายที่แบ่งออกเป็นชั้นบน กลาง และล่าง ทีมสำรวจของเมืองเงินพิสุทธิ์สร้างค่ายในตำแหน่งที่ติดกับภูเขา
เดอร์ริค เบเกอร์ประสานมือไว้ใต้ปากและสวดวิงวอนเสียงต่ำ
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย…”
หลังจากสวดจบ เด็กหนุ่มลุกขึ้น หยิบไม้กางเขนทองแดงที่เต็มไปด้วยหนามแหลม เดิมไปยังกองไฟด้านนอก
เนื่องจากไม้กางเขนเจิดจรัสไม่ญาติดีกับสมบัติวิเศษชิ้นอื่น ค้อนยักษ์ของเด็กหนุ่มซึ่งมีชื่อว่าเทพสายฟ้าคำรามจึงมักถูกฝากให้โจชัวหรือไม่ก็ฮาอิมช่วยถือแทน
ขณะที่ทีมสำรวจกำลังรวมตัว ไคลน์ซึ่งอยู่ที่กรุงเบ็คลันด์ ส่งตัวเองเข้ามาในมิติหมอก ชายหนุ่มเสกคทาเทพสมุทรและอาศัยความช่วยเหลือจากดาวแดงที่กำลังยุบพอง จ้องมองทัศนียภาพของหมู่บ้านยามบ่ายสักพักก่อนจะขยายขอบเขตการมองเห็นไปยังวังราชาคนยักษ์
หากไม่มีคทาเทพสมุทรช่วยขยายคำสวดวิงวอน ไคลน์คงมองเห็นได้ไม่กว้างขนาดนี้ถ้าต้องพึ่งพาแค่ดาวแดงเพียงอย่างเดียว
เมื่อจอภาพเปลี่ยนมุมมอง ไคลน์เริ่มเห็นแสงสนธยาที่งดงาม
ณ จุดที่แสงสนธยาถูกแช่แข็ง มีอาคาร หอคอย และวังจำนวนมากเรียงรายภายในรั้วกำแพงสูงตระหง่าน ฉากตรงหน้าเปี่ยมไปด้วยความงดงามตระการตาราวกับปาฏิหาริย์ในตำนานเทพนิยาย ทั้งหมดคล้ายกับถูกแช่แข็งให้หยุดนิ่ง
วังราชาคนยักษ์!
ไคลน์พยายามขยายภาพให้ใหญ่ขึ้น แต่กลับต้องพบว่า ตนมิอาจมองเห็นสถานการณ์ด้านหลังแสงสนธยาได้ชัดเจน
สมแล้วที่เป็นอาณาจักรของเทพบรรพกาล แตกต่างจากบางแห่งที่ถูกทิ้งร้างหรือไม่ก็ต้องหลบซ่อน… ไม่แปลกใจว่าทำไมเหล่าราชาเทวทูตถึงเลือกวังแห่งนี้เป็นสถานที่ชุมนุมลับ… ได้แต่หวังว่าการสวดวิงวอนของเดอะซันน้อยหลังจากเข้าไปในวังราชาคนยักษ์ จะช่วยให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนกว่านี้… ไคลน์พยักหน้าไตร่ตรอง
ขณะเดียวกัน มันแบ่งความสนใจบางส่วนไปยังคนเลี้ยงแกะ อาวุโสโลเฟียร์และพบว่าสตรีคนดังกล่าวแอบสวมชุดเกราะมายาสีเงินตลอดเวลา
นี่คงเป็นวิญญาณมารที่เธอต้อนเข้ามาในตัว… ตอนนี้เรายังมองไม่เห็นเจตนาแอบแฝงของพระผู้สร้างแท้จริง… ไคลน์ถอนหายใจแผ่วเบา อดทนรอความคืบหน้าอย่างใจเย็น
หลังจากนั้นไม่นาน ภายใต้การนำของเจ้าเมืองโคลิน อีเลียด ทีมสำรวจเก้าคนที่มีเดอร์ริค·เบเกอร์เข้าร่วม เดินทางออกจากค่ายพักในหมู่บ้านยามบ่าย ตรงไปตามถนนหินสีเทาจนกระทั่งถึงยอดเขา
เนื่องจากลำดับต่ำที่สุดคือหกและส่วนใหญ่อยู่บนเส้นทางนักรบ ทีมสำรวจจึงเคลื่อนตัวได้ไวมาก หลังจากกำจัดกลุ่มสัตว์ประหลาดที่เป็นยักษ์เน่าเปื่อยเพียงสองสามระลอก ในที่สุดพวกมันก็มาถึงจุดที่มีแสงสนธยาปกคลุม ฉากความงดงามอลังการตรงหน้าทำให้ทุกคนอึ้งจนพูดไม่ออกเป็นเวลานาน
นี่คือครั้งแรกที่พวกมันได้พบกับสถานที่ซึ่งปราศจากสายฟ้า แสงสว่างเกิดจากแสงธรรมชาติเพียงอย่างเดียว!
นักล่าปีศาจโคลินหรี่ตาลง หยิบขวดโลหะออกมากระดกดื่มของเหลวด้านใน
หลังจากวิวัฒนาการมาหลายชั่วอายุคน ร่างกายของชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ก็ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมอันมืดมิดซึ่งมีเพียงแสงจากฟ้าผ่า จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ร่างกายต่อต้านสภาพแวดล้อมซึ่งมีแสงสนธยาถูกแช่แข็ง
ความหวังและความกลัวก่อตัวในใจพร้อมๆ กัน
หลังจากดื่มยาที่เตรียมไว้และปรับสภาพจิตใจ โคลิน อีเลียและคนเลี้ยงแกะโลเฟียร์เดินนำทีมสำรวจเข้าไปยังเขตแรกสุดของแสงสนธยา
ยังไม่ทันที่เดอร์ริคจะสัมผัสถึงสิ่งใด สายตาพลันเหลือบไปเห็นเปลือกนอกของไม้กางเขนเจิดจรัสกำลังหลุดร่วง เผยให้เห็นร่างจริงซึ่งเป็นมวลแสงสว่างเข้มข้น
อย่างไรก็ตาม แสงที่เปล่งออกจากไม้กางเขนกลับมิได้ขาวบริสุทธิ์ แต่ถูกย้อมด้วยสีแดงอมส้มของยามสนธยา
ทันทีหลังจากนั้น เดอร์ริคสัมผัสถึงความรู้สึกดำดิ่ง ราวกับเป็นช่วงเวลาที่เหน็ดเหนื่อยที่สุดของวัน ซึ่งพร้อมแล้วสำหรับคืนที่กำลังจะมาถึง
………………………………….
ได้ยินคำตอบจากวิญญาณมารเทวทูตสีชาด ใบหน้าแม่มดขาว คาร์เทอริน่าชะงักไปเล็กน้อย
เซารอน ไอน์ฮอร์น เมดีซีหัวเราะและกล่าวต่อ
“เจ้าคงเป็นได้ครึ่งเทพในช่วงปลายยุคสมัยที่สี่สินะ… ตอนนี้ก็ผ่านมากว่าพันปีแล้ว แต่กลับยังไม่ได้เป็นเทวทูต ไม่รู้สึกว่าตัวเองไร้ความสามารถบ้างหรือ? เทียบกับชายคนเมื่อครู่ที่เคยพึ่งพาอะซิก·อายเกสเพื่อเผชิญหน้ากับเจ้า ตอนนั้นมันยังอ่อนแอราวกับนกเพิ่งฟักไข่ แต่ผ่านไปเพียงไม่ถึงครึ่งปีก็กลายเป็นลำดับสี่สำเร็จ ความแข็งแกร่งเป็นรองเจ้าไม่มาก… ไม่คิดบ้างหรือว่าระยะเวลากว่าพันปีต้องผ่านไปอย่างสูญเปล่า… ถ้าสุนัขมีอายุสักพักปีเหมือนเจ้าบ้าง มันอาจถูกผลักไสจนข้ามผ่านบานประตูแห่งเทวทูตสำเร็จก็ได้… ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ ขณะที่ภายในใจกำลังอิจฉาหมอนั่น เจ้าเกิดความปรารถนาที่บิดเบี้ยวและต้องการหลับนอนกับมันเพื่อพิสูจน์ตัวเอง… พวกแม่มดช่างน่าขัน ในแง่หนึ่ง เจ้าต้องคอยเน้นย้ำว่าตัวเองเป็นผู้ชายเพื่อไม่ให้สูญเสียตัวตนและคลุ้มคลั่ง แต่อีกแง่หนึ่งก็ต้องหมั่นแสดงเสน่ห์ของสตรีและสัมผัสความสุขสุดยอดจากความรักอันแรงกล้า… ในทางกลับกัน นักล่าอย่างพวกข้าไม่ต้องเผชิญปัญหาดังกล่าว ไม่ว่าจะเพศเดิมจะเป็นเช่นไร สิ่งเดียวที่ต้องทำคือสงคราม สงคราม และสงคราม! บรรพกาลช่างเป็นแม่มดที่บิดเบี้ยว แค่ให้สตรีเดินบนเส้นทางแม่มดก็พอแล้ว เหตุใดถึงต้องส่งต่อความเจ็บปวดและทุกข์ระทมให้บุรุษรุ่นแล้วรุ่นเล่า? จุดประสงค์มีแค่การแก้แค้นโชคชะตาอันผิดเพี้ยนของตัวเองใช่ไหม?”
ทุกคำพูดของวิญญาณมารเทวทูตสีชาดเป็นราวกับศรแหลมคมที่ทิ่มแทงหัวใจแม่มดขาว ส่งผลให้ใบหน้าอันงดงามของเธอสั่นกระตุกแผ่วเบา เส้นผมยาวสลวยก็ดูเหมือนจะหนาขึ้นจากปรกติ
เซารอน·ไอน์ฮอร์น·เมดีซีชำเลืองคาร์เทอริน่า จากนั้นก็หัวเราะ
“เจ้าคงไม่จะไม่คลุ้มคลั่งเพราะคำพูดของข้าใช่ไหม? คิดถึงจังเลย ความรู้สึกแบบนี้”
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดเว้นวรรค
“เจ้ากลับไปได้ หากต้องการให้ช่วยก็แค่เอ่ยนามเต็มของข้า และแน่นอน ถ้าจำเป็นจริงๆ ข้าจะไปหาด้วยตัวเอง”
อากัปกิริยาของแม่มดขาวเริ่มกลับเป็นปรกติ เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยและถามด้วยสีหน้าผิดคาด
“จะปล่อยฉันกลับไปทั้งอย่างนี้หรือ?”
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดหัวเราะ
“ทำไมล่ะ? อยากหลับนอนกับข้า? ถ้าเราว่างตรงกัน นั่นก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่ช่วงนี้ข้ามีเรื่องสำคัญต้องทำอีกมาก… ไม่ต้องรีบร้อน ในเมื่อเจ้าเอ่ยนามเต็มของข้าและมอบเลือดให้ข้าแล้ว ทางนี้สามารถเฝ้ามองเจ้าได้ตลอดเวลาและอาจส่งอิทธิพลได้บางอย่าง… ลืมไปแล้วหรือว่าเทวทูตกับนักบุญมีความแตกต่างกันในเชิงคุณภาพ? ตัวตนที่ทรงพลังโดยแท้จริงนั้นมีอำนาจมากกว่าที่เจ้าคิด… หึหึ เว้นเสียแต่เจ้าจะสวดวิงวอนถึงบรรพกาลโดยตรงและได้รับการตอบสนอง ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีวิธีสลัดหลุดจากสายตาข้า… ตามปรกติแล้ว เทวทูตสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ แต่นั่นเฉพาะกรณีที่เอ่ยนามเต็มเพียงอย่างเดียว… หากไม่เชื่อ ข้าสามารถหาเทวทูตมาช่วยเจ้าทดสอบได้”
แม่มดขาว คาร์เทอริน่ายืนฟังด้วยสีหน้าหม่นหมอง ก่อนจะยิ้มและกล่าว
“นับแต่นี้ไป ฉันจะทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ลอร์ดเมดีซี”
คิ้วของเซารอน·ไอน์ฮอร์น·เมดีซีพลันกระตุก
“ยังดื้ออยู่สินะ… ข้ารู้ดีว่าเจ้าจะทำตัวยังไงในตอนที่ได้เจอเกอร์มัน สแปร์โรว์ แต่นั่นก็ไม่ใช่กงการอะไรของทางนี้… อ๊ะ จริงสิ… เจ้าควรรีบไปตรวจสอบชะตากรรมของเหล่าทายาทดูนะ ไม่สงสัยบ้างหรือว่าทำไมถึงถูกเกอร์มัน สแปร์โรว์พบตัวได้ง่ายนัก?”
แม่มดขาวหน้าซีดในตอนต้น ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นหน้าขรึมพลางผงกศีรษะ
“เข้าใจแล้วค่ะ”
กล่าวจบ เธอก้าวถอยหลังและเดินเข้าไปในกระจกหน้าต่าง ปลายทางของโลกกระจกมายาถูกกำหนดทันที
เมื่อเห็นแม่มดขาวจากไป ปากเปื้อนเลือดผุดขึ้นที่แก้มซ้ายวิญญาณมารเทวทูตสีชาดพร้อมกับเปล่งเสียง
“หล่อนแสดงละครเก่งมาก แสร้งทำเป็นควบคุมอารมณ์ไม่เก่ง กระสับกระส่ายเล็กน้อยและทำตัวซื่อบื้อ ราวกับอ่านเจตนาได้ไม่ยาก”
“ใช่แล้ว ด้วยวิธีดังกล่าว มีโอกาสสูงที่เราจะดูแคลนเธอและไม่ระวังตัว” ปากเปื้อนเลือดบนแก้มขวาอ้าปากพูด
“หึหึ… พวกแม่มดล้วนเจ้าเล่ห์ แต่ข้าไม่เคยประมาทเหยื่ออยู่แล้ว” วิญญาณมารเทวทูตสีชาดพูดด้วยปากหลัก “หล่อนต้องการให้ข้าประมาทและดูแคลน แต่นั่นจะไม่เกิดขึ้น”
ปากบนแก้มซ้ายตอบโต้
“แล้วทำไมถึงถูกอลิสต้า ทูดอร์จับตัวเอาได้?”
“นั่นเป็นเพราะพวกเจ้าสองคนต่างหาก” บุคลิกที่เป็นของเมดีซีทำหน้าบึ้งและกล่าว “และเรื่องนั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะข้าประมาท”
ปากเปื้อนเลือดฝั่งขวาพ่นลมหายใจ
“รู้สึกอย่างไรกับการได้ตกเป็นเหยื่อเสียเอง? ท่านมหาเทพแห่งสงคราม เทวทูตสีชาดผู้ใกล้ชิดกับพระผู้สร้าง”
“ก็ไม่เลว” ใบหน้าเมดีซีหม่นหมองเล็กน้อย แต่น้ำเสียงคล้ายกับแฝงความพึงพอใจ
บุคลิกของเซารอนบนแก้มซ้ายพูด
“เจ้าชอบใช้วิธีข่มขวัญด้วยคำลวงเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ย้อนกลับไปในตอนนั้น อลิสต้าอ่านคำลวงของเจ้าออกและฉวยโอกาสจากมัน… และเมื่อครู่ เป็นอีกครั้งเจ้าข่มขวัญคาร์เทอริน่าด้วยคำลวง โดยที่ในความเป็นจริง เจ้าทำได้แค่แผ่ออร่าเจือจาง ได้แค่อาศัยการวางกับดักและดักจู่โจมทีเผลอเพื่อสร้างความเสียหายที่น่าสะพรึง แต่กระนั้นก็ยังไม่เพียงพอที่จะปิดฉากหล่อนได้ในพริบตา เจ้าจึงต้องแสร้งทำเป็นฟื้นฟูพลังกลับมาถึงลำดับหนึ่ง แล้ว หลอกเธอให้เอ่ยนามเต็มและมอบเลือด”
เมดีซียกมุมปาก
“การข่มขวัญคืออีกหนึ่งในแนวทางการเล่นโปเกอร์ และมันก็ได้ผลดีไม่ใช่หรือ?”
กล่าวถึงตรงนี้ เทวทูตสีชาดหัวเราะในลำคอ
“ยิ่งไปกว่านั้น การข่มขวัญของข้ามิใช่คำลวงไปเสียทั้งหมด สิ่งที่ข้าชื่นชอบที่สุดคือการผสมคำลวงเข้ากับความจริง รอให้พวกโง่ที่คิดว่าอ่านข้าออกหลงเข้ามาติดกับดัก เหมือนกับพวกเจ้าสองคนยังไงล่ะ…. โง่เหมือนกันไม่มีผิด”
“แต่เจ้าเป็นคนแรกที่ตาย!” รอยปริบนแก้มทั้งสองข้างพูดพร้อมกัน
เมดีซีโต้แย้งโดยไม่สะทกสะท้าน
“นั่นแสดงว่าข้าแข็งแกร่งที่สุด ถูกประเมินค่าไว้สูงที่สุด!”
กล่าวจบ บุคลิกทั้งสามของวิญญาณมารเทวทูตสีชาดเงียบไปพร้อมกัน จนกระทั่งผ่านไปไม่กี่วินาที ปากของไอน์ฮอร์นเปิดออก
“เกอร์มัน สแปร์โรว์ใกล้ชิดกับรัตติกาลมากกว่าที่ข้าคิด… ตอนนี้คงล่วงรู้ถึงสภาพที่แท้จริงของคาร์เทอริน่าแล้ว”
เมดีซีหัวเราะ
“นั่นไม่สำคัญ เพราะเดิมทีเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่ท่านอนุญาตโดยนัยอยู่แล้ว… หลังจากโศกนาฏกรรมมหาหมอกควันจบลง ผู้เข้าร่วมปฏิบัติการล้วนหายไปเกือบหมด เหลือเพียงแม่มดชื่อทริสซี่ที่ยังอยู่ นั่นก็เพียงพอที่จะระบุความผิดปรกติแล้วไม่ใช่หรือ?”
บุคลิกของเซารอนและไอน์ฮอร์นไม่กล่าวคำใดต่อ เพียงปิดปากสนิทและปล่อยให้บาดแผลสมานตัว
ร่างของวิญญาณมารเทวทูตสีชาดหายเข้าไปอยู่บนผิวกระจก ก่อนจะหายไปจากย่านระฆังประกาศิตอย่างไร้ร่องรอย
…
เหนือสายหมอกสีเทา ภายในพระราชวังโบราณ
ไคลน์จ้องจี้บุษราคัมที่กำลังหมุนตามเข็มนาฬิกา พยักหน้าเล็กน้อยเป็นการตอบสนอง
มันใช้เทคนิคทำนายด้วยลูกตุ้มวิญญาณเพื่อยืนยันคำตอบของคาร์เทอริน่าทีละข้อ และสรุปได้ว่าทั้งหมดมีความจริงแฝงไว้มากพอ
ทันทีหลังจากนั้น อาศัยสุสานลับอีกแปดแห่งที่ได้เรียนรู้เพิ่มเติม มันตัดสินใจทำนายฝันจนได้เห็นภาพที่เกี่ยวข้องในลักษณะพร่ามัว
ฉากดังกล่าวช่วยให้ไคลน์ยืนยันได้ว่า สุสานเหล่านี้มิอาจเข้าได้ด้วยวิธีการปรกติ กระทั่งการทำนายบนมิติหมอกที่ไม่ถูกรบกวนก็ยังมิอาจระบุพิกัดได้ชัดเจน
ยุ่งยากชะมัด… นอกจากนั้น อาการของแม่มดขาวขณะถูกสื่อวิญญาณก็ยังผิดปรกติ แตกต่างจากโจนาส·โคลเกอร์และเฮอร์วิน แรมบิสพอสมควร คล้ายกับว่าคาร์เทอริน่ามีอารมณ์ร่วมมากกว่า เต็มใจตอบมากกว่า… นี่คือความพิเศษของแม่มด หรือเพราะปัจจัยอื่น? ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์กวักมือเสกเศษกระดาษที่เปื้อนเลือดพลเรือโทโรคภัย จากนั้นก็เขียนประโยคทำนายให้สอดคล้องและใช้เทคนิคทำนายฝัน
ท่ามกลางโลกสีเทา ไคลน์เห็นเทรซี่ซึ่งเป็นอิสระจากใยแมงมุมของตัวเอง มองออกไปนอกหน้าต่าง
ด้านนอกค่อนข้างมืดและมีพายุมายา ยากจะคาดเดาว่าเป็นที่ใด
เทรซี่หลุดออกไปได้แล้ว… แต่ใบหน้าปราศจากความเศร้า มีเพียงความโกรธและสับสนเล็กน้อย… ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกคู่นี้ต้องย่ำแย่ขนาดไหนกัน? ไม่สิ หรือว่า… ขณะไคลน์ฉุกคิดบางสิ่ง มันเห็นเพลงสีดำแผดเผาความฝันจนละลายและแตกกระจายเป็นเศษกระจก
มันลืมตาขึ้นและยืนยันได้ว่า ตอนนี้ตนมิอาจใช้เลือดของเทรซี่เพื่อทำนายระบุตำแหน่งได้อีกแล้ว เป็นเทคนิคการตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างเลือดและเจ้าของด้วยพลังระดับครึ่งเทพ
หรือว่าแม่มดขาวยังไม่ตาย? จริงสิ… ในตอนที่วิญญาณมารเทวทูตสีชาดตอบคำถามเรา เจ้านั่นไม่ได้ตอบตรงๆ แต่เป็นการย้อนถามอย่างยียวน… นี่เราสื่อวิญญาณกับวิญญาณคนเป็น? ไคลน์ผงะในตอนต้น ก่อนจะรีบทำนายยืนยันและพบว่า แม่มดขาว คาร์เทอริน่ายังมีชีวิตอยู่
ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่า เป้าหมายของวิญญาณมารเทวทูตสีชาดไม่ใช่แม่มดขาว… นอกจากนั้น เมื่อผนวกกับความก้าวหน้าในการย่อยโอสถของเรา วิญญาณมารเทวทูตสีชาดอาจจะอ่อนแอกว่าที่เราคิด มีโอกาสที่ยังฟื้นฟูพลังกลับไปไม่ถึงลำดับสอง… ถ้าอย่างนั้น แม่มดขาวก็ไม่น่าจะพ่ายแพ้เร็วนัก หรือว่ามันหลอกล่อเธอด้วยวิธีอื่น? ไคลน์ไตร่ตรองสักพัก แต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุป
หลังจากครุ่นคิดเป็นเวลานานแต่ก็ยังคว้าน้ำเหลว ไคลน์ตัดสินใจพับเก็บไว้ก่อนชั่วคราว เพราะอย่างน้อยก็ได้ข้อมูลที่ต้องการจากคาร์เทอริน่ามาแล้ว
ชายหนุ่มวางกระดาษที่เปื้อนเลือดพลเรือโทโรคภัยลงพลางหัวเราะ
ตัดการเชื่อมต่อระหว่างเลือดและเจ้าของ ส่งผลให้มิอาจใช้เป็นสื่อกลางในการทำนาย…
ถ้าอย่างนั้น การป้ายเลือดลงบนปก การเดินทางของกรอซายยังใช้ได้อยู่ไหม?
หลังจากขบคิดสักพัก ไคลน์ตัดสินใจยังไม่ลอง เพราะยังไม่มีความจำเป็นในปัจจุบัน
ความสนใจของมันแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว กลายมาเป็นประเด็นที่ว่า ตนจะเข้าไปในสุสานอีกแปดแห่งของจอร์จที่สามได้ยังไง
กรอบความคิดแบบธรรมดาคงไม่ได้ผล เพราะถ้าเราคิดได้ เทวทูตอย่างจอร์จที่สามก็ต้องคิดได้…
ถ้าไม่ใช่เพราะทวยเทพอนุญาตโดยนัย กลยุทธ์ตีแผ่ความจริงด้วยใบปลิวอาจจะใช้ได้ผล…
เทเลพอร์ตแบบกำหนดพิกัด… โบราณสถานของทูดอร์… หรือว่า…
ไตร่ตรองอยู่สักพัก หัวใจไคลน์เริ่มเต้นแรงเนื่องจากมันพบข้อสันนิษฐานใหม่
………………………………….
ทันใดนั้น ค่ำคืนอันเย็นเรียบทวีความร้อนระอุราวกับมีลาวาล่องหนเดือดพล่าน
แต่เพียงไม่นานก็กลับเป็นปรกติ
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดจ้องไคลน์หัวจรดเท้าสองสามหน ก่อนจะยิ้มให้ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“ขอย้ำคำเดิม เจ้ามีพรสวรรค์ในการเป็นนักยั่วยุ… แม้แต่ซาราธในตอนที่ย่อยโอสถจอมเวทพิสดารก็ยังไม่กล้าแสร้งทำเป็นอามุนด์ต่อหน้าข้า”
น้ำเสียงของอีกฝ่ายปราศจากความโกรธ และไม่ได้อธิบายว่าทำไมซาราธถึงไม่กล้า แต่ขณะที่สายตาเทวทูตสีชาดกวาดขึ้นลง ไคลน์รู้สึกราวกับกำลังตกลงไปในธารน้ำแข็งที่เย็นเยียบ
นี่คือความรู้สึก ‘ที่ถูกส่งผ่าน’ จากหุ่นเชิดมายังร่างต้น แต่ถึงอย่างนั้น ท้ายทอยกับแผ่นหลังไคลน์ยังรู้สึกขนลุก
โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เซารอน·ไอน์ฮอร์น·เมดีซีอธิบาย ไคลน์เข้าใจความนัยแฝงของอีกฝ่ายได้ทันที
ใครก็ตามที่กล้าเล่นพิเรนทร์เช่นนี้ต่อหน้ามัน ชะตากรรมเดียวคือการได้รับบทลงโทษจากเลือดและเหล็ก!
เมื่อเห็นวิญญาณมารเทวทูตสีชาดตรงหน้ายับยั้งพฤติกรรมด้วยท่าทางอารมณ์ดี ไคลน์อดไม่ได้ที่จะรำพัน
หากไม่ใช่เพราะโอสถจอมเวทพิสดารของเราย่อยสำเร็จ ไปหลายระดับจากผลงานเมื่อครู่ เราคงเชื่อว่าจิตสังหารของหมอนี่แข็งแกร่งดุจดังเหล็กกล้าและน่าจะมีพลังทัดเทียมลำดับหนึ่ง… แต่จากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ความสุขุมของเจ้านั่นเป็นเพียงหน้ากากที่ใช้ปกปิดความกลัวต่ออามุนด์… ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่าพลังปัจจุบันของมันยังไม่สูงไปกว่าเทวทูตลำดับสอง…
เราเตรียมใจสละหุ่นเชิดไว้แล้ว เพื่อให้โอสถย่อยได้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะเสี่ยงแค่ไหนก็ต้องยอม…
ถ้าเดนิสอยู่ที่นี่ด้วย แค่หมอนั่นตะโกนว่าไอ้ขี้ขลาด ใส่หน้าวิญญาณมารเทวทูตสีชาดสักสองครั้ง รับรองได้เลยว่าโอสถนักยั่วยุจะถูกย่อยเสร็จในพริบตา แต่คงต้องมอมเหล้าก่อนลงมือสักสี่ห้าขวด…
ไคลน์เลิกล้อเล่นกับเซารอน·ไอน์ฮอร์น·เมดีซี ถอดแว่นตาออกและยิ้ม
“ในสมัยจักรวรรดิโซโลมอน ซาราธน่าจะเป็นเทวทูตเรียบร้อยแล้ว ทำไมถึงยังต้องย่อยโอสถจอมเวทพิสดารอยู่อีก?”
“ข้ากำลังพูดถึงซาราธตัวน้อย” วิญญาณมารเทวทูตสีชาดตอบอย่างเป็นกันเอง
ข้อมูลนี้ตรงกับคำอธิบายของคุณปู่ในตัวเลียวนาร์ด… ไคลน์พยักหน้าแผ่วเบาก่อนจะเปลี่ยนบทสนทนา
“จัดการแม่มดขาวไปหรือยัง?”
“คิดว่ายังไงล่ะ?” วิญญาณมารเทวทูตสีชาดยิ้ม “นอกจากนั้น ช่วยสุภาพกับเธอด้วย คาร์เทอริน่าเรียกตัวเองว่านักบุญขาว เราจึงไม่ควรเรียกเธอว่าแม่มดขาว”
สุภาพ… นักล่าพยายามเน้นย้ำความสุภาพกับเรา… ไคลน์นึกอยากจะกระตุกมุมปากเพื่อแสดงความอึดอัดภายในใจ แต่สุดท้ายก็ข่มสติและทำตัวสำรวม
ดูเหมือนว่าการยั่วยุ จะไม่ได้จำกัดเฉพาะการเย้ยหยันและด่าทอ เฮ้อ… เดนิสที่ทำได้แค่สบถอยู่คำเดียว คือความอัปยศของนักล่าโดยแท้จริง… ไคลน์ครุ่นคิดสักพักก่อนจะพูด
“ผมทำตามสัญญาแล้ว จะไม่จ่ายค่าแรงให้สักหน่อยหรือ”
“ค่าแรง?” วิญญาณมารเทวทูตสีชาดถามเชิงเย้ยหยัน
ไคลน์ไม่แยแสท่าทาง เพียงพึมพำประหนึ่งพูดกับตัวเอง
“ผมต้องการสื่อวิญญาณแม่มดขาวเพื่อถามบางสิ่งจากเธอ”
“นั่นคือค่าแรงของเจ้า?” เทวทูตสีชาดถามด้วยสีหน้าขบขัน
ไคลน์ผงกศีรษะ
“ถูกต้อง”
“ไม่มีปัญหา” เซารอน·ไอน์ฮอร์น เมดีซียกแขนขวาขึ้นจับบางสิ่งระหว่างคิ้ว จากนั้นก็กระชากร่างมายาที่พร่ามัวเล็กน้อยออกมา ไม่ใช่ใครนอกจากนักบุญขาว คาร์เทอริน่า
“ขอคุยส่วนตัวได้ไหม” ไคลน์มองไปรอบๆ ขณะถาม
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดอมยิ้ม
“ต้องจองห้องให้ด้วยไหม? ลองใช้สมองสักนิด ต้องให้เจ้าไม่อยากให้ข้าได้ยินคำถาม แต่ข้าก็สามารถเค้นข้อมูลจากวิญญาณคาร์เทอริน่าได้ในภายหลังอยู่ดี เว้นเสียแต่เจ้าจะไม่คืนวิญญาณกลับมา… หรือเจ้าเป็นเด็กน้อยบ้าพิธีกรรม?”
“…” ไคลน์บังคับหุ่นเชิดตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“ผมมีวิธีทำให้เธอลืมคำถาม”
ประโยคเมื่อครู่กึ่งจริงกึ่งเท็จ ส่วนที่จริงก็คือ ไคลน์สามารถทำได้ด้วยตะกอนพลังจอมบงการของเฮอร์วิน แรมบิส แต่โอกาสสำเร็จค่อนข้างต่ำ แถมยังมีผลข้างเคียงรุนแรง ส่วนที่เท็จก็คือ ไคลน์ไม่คิดจะทำแบบนั้นอยู่แล้ว เพราะนั่นจะหมายถึงการเปิดเผยความลับหลายเรื่อง จุดประสงค์ที่กล่าวประโยคเมื่อครู่ออกไป เพียงต้องการให้วิญญาณมารเทวทูตสีชาดระแวงว่า คำถามที่อีกฝ่ายเค้นจากคาร์เทอริน่าในภายหลัง อาจไม่ใช่สิ่งที่ไคลน์ถามจากเธอจริงๆ ส่งผลให้เซารอน ไอน์ฮอร์น เมดีซีไม่ปักใจเชื่อข้อมูลดังกล่าวเต็มร้อย วิธีนี้จะได้ผลอย่างมากกับคนที่มีความระแวงสูง
แต่แน่นอน ไคลน์ไม่มั่นใจว่าวิธีนี้จะประสบความสำเร็จ เพราะอีกฝ่ายเป็นถึงเทวทูตสีชาดซึ่งเป็นจุดสูงสุดของ ‘นักวางแผน’
“ไม่เลว” หลังจากได้ฟังคำตอบไคลน์ วิญญาณมารเทวทูตสีชาดเลือนหายไปอยู่บนผิวกระจก
ไคลน์เหลือบมองคราบเลือดที่ควบแน่นกลายเป็นหินสีเทา จากนั้นก็พาร่างของแม่มดขาวที่ดูค่อนข้างหลอนออกจากบริเวณกระจก ตรงเข้าไปในตรอกมืดแห่งหนึ่ง
มันนำเทียนไข น้ำมันสกัด และผงสมุนไพรออกมาประกอบเป็นแท่นบูชา ตามด้วยการสวดวิงวอนถึงเทพธิดารัตติกาลโดยหวังจะสร้างพิธีกรรมสื่อวิญญาณที่สมบูรณ์
ชายหนุ่มฝึกฝนทักษะเหล่านี้จนเชี่ยวชาญมาตั้งแต่สมัยยังเป็นเหยี่ยวราตรี
เมื่อพิธีกรรมเสร็จสิ้น พลังงานอันยิ่งใหญ่ น่าสะพรึง และลึกลับพลันร่วงหล่นลงมาจากสถานที่สูงลิบสุดจะพรรณนา เปลี่ยนให้สภาพแวดล้อมโดยรอบเงียบสงัด
ดวงตาไคลน์กลายเป็นสีเข้มกะทันหัน ราวกับภายในนั้นมีค่ำคืนอัดแน่นอยู่
มองมันเห็นหลายสิ่งรอบตัวได้มากขึ้น รวมถึงพายุแห่งจิตที่กำลังส่องแสงสลัว
หลังจากผ่านชั้นอุปสรรคเข้าไปอย่างง่ายดาย ไคลน์เผชิญหน้ากับร่างวิญญาณของแม่มดขาว
“ความร่วมมือระหว่างนิกายแม่มดกับจอร์จที่สามยุติลงแล้วใช่ไหม” ไคลน์ไม่ได้แยแสคำตอบสักเท่าไร เพียงถามเพื่อเริ่มต้นบทสนทนาจากอ่อนไปแข็ง
สีหน้าที่หมองคล้ำและสับสนของคาร์เทอริน่าเลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มและการพยักหน้า
“ใช่”
“แล้วทำไมคุณถึงยังอยู่ในเบ็คลันด์” ไคลน์ถามต่อยอด
คาร์เทอริน่าตอบด้วยท่าทีเคร่งขรึม
“ล่าทริสซี่ เธอขโมยสมบัติปิดผนึกที่สำคัญไป”
“เป็นสมบัติปิดผนึกประเภทใด” ไคลน์พลันนึกถึงแหวนที่แม่มดทริสซี่เคยสวม แหวนซึ่งตกแต่งด้วยอัญมณีสีฟ้า
แม่มดขาว คาร์เทอริน่ายังคงตอบด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“เกี่ยวข้องกับการปลุกพลังท่านบรรพกาล นอกจากความสำคัญในฐานะสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ สิ่งนั้นไม่มีพลังพิเศษอื่น”
เกี่ยวกับแม่มดบรรพกาลจริงๆ ด้วย… ก็ถึงกับลงทุนเปลี่ยนชื่อทริสซี่เป็นทริสซี่ ชีคนี่นะ… ไคลน์มิได้เปิดเผยว่าตนทราบชื่อจริงของแม่มดบรรพกาล เพียงเปลี่ยนไปถามประเด็นอื่น
“คุณทราบไหมว่า สุสานอีกแปดแห่งของจอร์จที่สามอยู่ที่ไหนบ้าง”
คาร์เทอริน่าขมวดคิ้ว ตอบด้วยสีหน้าขอความเห็นใจ
“กระจายตัวอยู่หลายแห่ง มีทั้งทางตะวันตกเฉียงใต้ของเบ็คลันด์ แคว้นอาโฮว่า แคว้นเชสเตอร์ตะวันออก…”
ในตอนแรก แม่มดขาวเอ่ยเพียงสถานที่ตั้งกว้างๆ ของสุสานทั้งแปด แต่หลังจากนั้นก็ลงลึกรายละเอียดเพิ่มเติม
“สุสานทั้งแปดแห่งได้รับการปรับปรุงใหม่เมื่อนานมาแล้ว ปัจจุบัน ช่องทางสำหรับเทเลพอร์ตถูกปิดตายชั่วคราว ต่อให้มีคาถาที่เกี่ยวข้องก็มิอาจผ่านเข้าไป และแทบไม่มีทางหาพบจากโลกภายนอก… ยกเว้นสองเทวทูตแห่งราชวงศ์และเจ้าชายโกรฟกับดัชเชสจอร์จิน่า รวมถึงตัวจอร์จที่สามเอง คนอื่นหมดสิทธิ์เข้าไปด้วยประการทั้งปวง…”
ข้อมูลบางส่วนตรงกับตำแหน่งที่โจนาส โคลเกอร์ชอบไปล่าสัตว์ และนั่นสอดคล้องกับการคาดเดาของเรา… แปลว่าแม่มดขาวไม่ได้โกหก… ไว้ค่อยกลับไปยืนยันบนมิติเหนือสายหมอกอีกครั้ง…
ถ้าเป็นแบบที่เธอว่ามา สถานการณ์คงยุ่งยากยิ่งกว่าเก่า… ไม่ว่าจะเป็นเจ้าชายโกรฟหรือดัชเชสจอร์จิน่า ทั้งสองพระองค์ล้วนถูกคุ้มครองโดยเทวทูตจำนวนหนึ่ง…
สิ่งที่ยากที่สุดคือวิธีเข้าไปในโบราณสถาน หากเข้าไปได้ ขั้นตอนหลังจากนั้นก็คงไม่อันตรายนัก เพราะในปัจจุบัน สงครามกำลังปะทุ ราชวงศ์ต้องส่งครึ่งเทพออกไปรบกับฟุซัค กำลังพลถึงจำกัด ไม่มีทางที่โบราณสถานทุกแห่งจะถูกคุ้มกันโดยนักบุญ รวมถึงการมีเทวทูตคอยคุมเชิงอีกที… ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์เปลี่ยนคำถาม
“ราชวงศ์มีเทวทูตสองตน?”
“ถ้านับตามจริงก็ไม่ใช่ เพราะตัวจอร์จที่สามเองก็น่าจะเป็นหนึ่งในเทวทูตเช่นกัน” แม่มดขาว คาร์เทอริน่าตอบอย่างซื่อตรง “เทวทูตตนแรกคือผู้ก่อตั้งอาณาจักรโลเอ็นซึ่งรอดชีวิตมาจากยุคสมัยที่สี่ผู้ปกป้อง วิลเลียมที่หนึ่ง ท่านเป็นลำดับ 1 แห่งเส้นทางผู้ตัดสิน ‘หัตถ์ประกาศิต’ ส่วนเทวทูตอีกหนึ่งตนคืออดีตดยุคแห่งนันวีลล์ ดริงก์·ออกัสตัส ท่านเป็นลำดับ 2 แห่งเส้นทางผู้ตัดสินผู้สร้างสมดุล… สำหรับจำนวนสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ ในราชวงศ์ ฉันไม่ทราบ”
ผู้ก่อตั้งที่ใบหน้าถูกพิมพ์ลงบนธนบัตรสิบปอนด์ยังมีชีวิตอยู่? เป็นอีกครั้งที่ได้เข้าถึงประวัติศาสตร์อันมืดมิด… คิดถึงตรงนี้ ไคลน์พยักหน้าและถามต่อไป
“ทำไมคุณถึงต้องร่วมมือกับจอร์จที่สาม”
“เพื่อแลกกับตะกอนพลังผู้พิชิต… ปัจจุบันอยู่ในมือพวกเราแล้ว” สีหน้าของคาร์เทอริน่าเริ่มเผยความกระวนกระวาย
ผู้พิชิตคือชื่อของโอสถลำดับหนึ่ง เส้นทางนักบวชสีชาด!
“สิ่งนั้นจะถูกยกให้แม่มดบรรพกาลหรือบุคคลระดับสูงในนิกาย?” ไคลน์ถามหลังจากไตร่ตรอง “ในนิกายแม่มดมีสมาชิกระดับสูงอยู่กี่คน”
“ตะกอนพลังจะถูกสังเวยให้กับท่านบรรพกาล แต่ก่อนหน้านั้นต้องนำสมบัติปิดผนึกที่ทริสซี่ช่วงชิงไปกลับมาให้ได้… ปัจจุบันจึงถูกเก็บไว้กับนักบุญดำ… สมาชิกระดับสูงของพวกเราจะใช้สีเป็นฉายา…” คาร์เทอริน่าตอบตามความจริง
หลังจากถามจนพอใจ ไคลน์หยุดพิธีกรรมสื่อวิญญาณและเก็บกวาดแท่นบูชา จากนั้นก็พาวิญญาณแม่มดขาวกลับมาที่กระจกหน้าต่าง
ส่วนตัวมันกลับมาด้วยพลังท่องเที่ยว ร่างกายเลือนหายและมาโผล่ใกล้กับหุ่นเชิดทั้งสอง
เมื่อยืนยันว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์กลับไปแล้ว สีหน้าสับสนและล่องลอยของคาร์เทอริน่าถูกสลัดทิ้งทันที แทนที่ด้วยความมีชีวิตชีวา
เธอเข้าไปในกระจกสีหม่นอีกครั้ง
ไม่กี่วินาทีถัดมา เซารอน·ไอน์ฮอร์น เมดีซีซึ่งแต่งกายในผ้าคลุมสีดำแถบแดง เดินออกจากกระจกหน้าต่างพร้อมกับแม่มดขาว แต่คราวนี้ฝ่ายหลังกลับมีกายเนื้อคมชัด ปราศจากสัญญาณความตายโดยสิ้นเชิง!
“ความหมายของเจ้าคือ หมอนั่นถามเกี่ยวกับที่ตั้งสุสานลับแปดแห่งที่เหลือของจอร์จที่สาม… โดยที่พลังสื่อวิญญาณมาจากรัตติกาล?” วิญญาณมารเทวทูตสีชาดจับคางพลางหันไปถามคาร์เทอริน่า
แม่มดขาวพยักหน้าแผ่วเบา
“ถูกต้อง”
“หืม…” วิญญาณมารเทวทูตสีชาดเผยรอยยิ้ม “เจ้านั่นไม่ต้องการให้จอร์จที่สามได้เป็นจักรพรรดิมืดสินะ”
คาร์เทอริน่ากลอกตาและยิ้มเล็กน้อย
“แต่โอกาสสำเร็จช่างริบหรี่… ไม่ว่าเขาจะเลื่อนลำดับได้เร็วสักเพียงใด มีผู้ช่วยมากแค่ไหน แต่ก็ไม่มีทางต่อต้านกองกำลังผสมของราชวงศ์ กองทัพ และองค์กรลับนั่นได้… ไม่สิ ลำพังราชวงศ์ออกัสตัสก็เพียงพอแล้ว จากระดับปัจจุบันของเขา แค่จะทำให้สั่นคลอนยังไม่ได้เลย… เว้นเสียแต่รัตติกาลจะลงมือด้วยตัวเอง”
กล่าวถึงตรงนี้ แม่มดขาวถามอย่างเป็นกันเอง
“ฉันแปลกใจมาก ทำไมคุณถึงไม่ฆ่าฉันทันทีหลังจากถือครองความได้เปรียบขนาดนั้น”
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดชำเลืองด้วยหางตาพลางยกมุมปากขึ้น
“เจ้าคิดจริงหรือ… ว่าตัวเองสำคัญพอที่จะเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของข้า”
………………………………….
หลังจากทำนายเสร็จและกลับสู่โลกความจริง ไคลน์เดินไปที่ห้องด้านนอก มองพระจันทร์สีแดงท่ามกลางท้องฟ้ายามราตรีผ่านหน้าต่าง พลางครุ่นคิดอย่างเงียบงันนานหลายสิบวินาที
บางที อาจยังมีโอกาสสำหรับย่อยโอสถ… มันพึมพำเงียบก่อนจะควานหาบางสิ่ง จากนั้นก็พาหุ่นเชิดทั้งสองหายตัวไปในเงามืด
เมื่ออยู่ในเบ็คลันด์ ชายหนุ่มไม่กล้าใช้กระโจนเพลิงเนื่องจากกลัวว่าจะถูกซาราธตระหนักถึง และการเผานกกระเรียนกระดาษของวิล อัสตินบ่อยครั้งไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก คนเราต้องมีความเกรงใจ แถมยังต้องคอยแวะไปที่บ้านนายแพทย์อลันเพื่อขอตัวใหม่ นั่นอาจทำให้ครอบครัวศัลยแพทย์ชื่อดังตกเป็นเป้าหมายของศัตรู
ผ่านไปไม่นาน ไคลน์ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังหอระฆังโกธิกในความฝัน จากนั้นก็ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ที่นี่คือระฆังประกาศิต ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อันโด่งดังของกรุงเบ็คลันด์
ทันทีหลังจากนั้น มันและหุ่นเชิดทั้งสองต่างแยกย้ายกันไปหลบซ่อน
จัดการทั้งหมดเสร็จ ไคลน์เปลี่ยนหนูให้กลายเป็นหุ่นเชิดและบังคับให้วิ่งไปจนสุดทางด้วยความเร็วเต็มพิกัด จากนั้นก็อ้าปากเอ่ยพระนามเต็มอันสูงส่ง
“มหาเทพแห่งสงคราม สัญลักษณ์แห่งเหล็กและเลือด เจ้าแห่งความวุ่นวายและขัดแย้ง… แม่มดขาว คาร์เทอริน่าอยู่ในละแวกนี้”
ที่ต้องทำเช่นนี้ ในแง่หนึ่งก็เพื่อบรรลุข้อตกลงกับวิญญาณมารเทวทูตสีชาด แต่อีกแง่หนึ่งก็หวังให้ตัวตนที่เคยเป็นสิ่งมีชีวิตระดับสูงดังกล่าววิ่งเข้าไปทดสอบกับดักซึ่งอาจรออยู่ นอกจากนั้น ไคลน์ยังฉงนกับเจตนาของเซารอน ไอน์ฮอร์น·เมดีซี จึงยังไม่แจ้งข่าวให้โบสถ์รัตติกาลหรือราชินีเงื่อนงำทราบทันที แต่จะคอยจับตามองสถานการณ์
ทันทีที่สวดวิงวอนจบ หนูสีเทาตัวกระตุกเล็กน้อยก่อนจะล้มลงอย่างเงียบงันข้างถังขยะ
มันสูญสิ้นชีวิตและถูกตัดขาดจากการเป็นหุ่นเชิดของไคลน์
นี่คือวิธีที่ไคลน์เลือกใช้เพื่อไม่ให้ถูกวิญญาณมารเทวทูตสีชาด ‘ล็อกเป้า’
หลังจากสละหุ่นเชิดหนูสีเทา ร่างต้นไคลน์ได้ออกจากย่าน ‘ระฆังประกาศิต’ พร้อมกับเอ็นยูนและโจนาส จากนั้นก็ให้หุ่นเชิด ‘ผู้ชนะ’ สวดวิงวอนถึงเทพสมุทร คาเวทูว่าในอีกหลายกิโลเมตรถัดมา
หลังจากสวดวิงวอนเสร็จ หนึ่งคนและสองหุ่นเชิดยังคงสร้างระยะห่างเพิ่มจากเดิมอีกพอสมควร
ถัดมา ไคลน์ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในห้องเก็บของของบ้านหลังหนึ่ง เดินถอยหลังสี่ก้าว ส่งตัวเองเข้าสายหมอกสีเทาและนั่งบนตำแหน่งเดอะฟูล
ชายหนุ่มกวักมือเรียกคทาเทพสมุทรเพื่อเปิดจอภาพ จากจุดแสงของเอ็นยูนและตรวจสอบสถานการณ์ในตำแหน่งเป้าหมาย
ขณะเดียวกัน ไคลน์กำลังถือกระดาษที่เปื้อนเลือดของพลเรือโทโรคภัย เทรซี่ในมืออีกข้าง
อาศัยสื่อกลางและการตีกรอบให้แคบลง ผนวกกับตาทิพย์ของมิติหมอก ไคลน์ใช้เวลาไม่นานก็พบแม่มดขาว คาร์เทอริน่าที่กำลังล่องหน
สตรีผมดำ ดวงตาสีฟ้า ใบหน้างดงามกระจ่างใส แต่งกายในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ กำลังเคลื่อนไหวราวกับขนนกไร้น้ำหนัก ล่องลอยไปตามถนนและตรอกซอกซอยอย่างนุ่มนวล แม้ตำรวจสายตาตรวจจะจ้องไปยังตำแหน่งของเธอ แต่พวกมันก็มองไม่เห็นอะไร
ถ้าไม่นับตาทิพย์จากมิติเหนือสายหมอก วิธีเดียวที่ไคลน์จะหาเธอพบคือการใช้เนตรด้ายวิญญาณ
หลังจากสูดลมหายใจเข้า ไคลน์อดทนรอจนกว่าวิญญาณมารเทวทูตสีชาดจะปรากฏตัว ขณะเดียวกันก็คอยจับตามองคาร์เทอริน่าที่กำลังมองหาบางสิ่ง
ชายหนุ่มสงสัยว่า เป้าหมายของแม่มดขาวอาจเป็นทริสซี่·ชีค
เมื่อเวลาผ่านไป ดวงจันทร์สีแดงบนท้องฟ้าเคลื่อนคล้อยทีละนิด คาร์เทอริน่าที่ค้นหารอบระฆังประกาศิตมาสักพักแต่ก็ยังคว้าน้ำเหลว เริ่มชักสีหน้าหงุดหงิดเจือความผิดหวัง คล้ายกับเตรียมออกจากที่นี่ทุกเมื่อ
แต่วิญญาณมารเทวทูตสีชาดก็ยังไม่ปรากฏกาย!
ทำไมกัน… หรือว่าเซารอน·ไอน์ฮอร์น เมดีซีโกหกเรา โดยที่เป้าหมายของมันไม่ใช่หัวแม่มดขาวตั้งแต่ต้น? ไม่น่าจะใช่… ไม่มีความจำเป็นต้องทำแบบนั้น เพราะนั่นหมายถึงการเสียโอกาสใช้งานเรา… หรือว่าวิญญาณมารเทวทูตสีชาดมาถึงที่เกิดเหตุแล้ว แต่ทำแบบเรา แค่คอยจับตามองโดยไม่โผล่หน้า รอให้เราและพวกพ้องปะทะกับคาร์เทอริน่าเสร็จ จากนั้นค่อยออกมาเก็บเกี่ยว? เราเองก็รอให้สองคนนั้นปะทะกันอย่างดุเดือดและออกไปเก็บเกี่ยวในตอนสุดท้ายเช่นกัน… ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์คาดเดาคลุมเครือ
มันเชื่อว่าวิญญาณมารเทวทูตสีชาดรอบคอบเหมือนกับตน ทำตัวเป็นชาวประมงที่คอยเก็บอวน ไม่ใช่อวนเสียเอง
ยุ่งยากชะมัด… เราคงต้องอดทนให้มากกว่าใคร… ไคลน์รำพันเงียบ คอยจับตามองสถานการณ์รอบระฆังประกาศิตผ่านจุดแสงการสวดวิงวอนด้วยความอดทน
กึก กึก กึก เข็มวินาทีตีเป็นจังหวะท่ามกลางค่ำคืนอันเงียบสงบ ส่งผลให้แม่มดขาวทวีความตึงเครียด
ทันใดนั้น เธอหันไปมองกระจกหน้าต่างของอาคารหลังหนึ่ง
ภายใต้ค่ำคืนที่มืดมิด กระจกใสกลายเป็นกระจกเงา สะท้อนทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
ดวงตาสีฟ้าอันงดงามของคาร์เทอริน่าพลันสว่างวาบและดับลง ผิวกระจกหม่นหมองทันใด ราวกับด้านในมีห้วงมิติและสิ่งของจำนวนมากถูกซ่อนอยู่
ราวกับกระจกหน้าต่างกลายเป็นผ่านทางไปยังโลกอีกใบหนึ่ง!
หัวใจไคลน์เริ่มเต้นระรัว เมื่อวิเคราะห์จากพลังพิเศษเกี่ยวกับกระจกที่ทริสซี่เคยแสดง ชายหนุ่มสงสัยว่าคาร์เทอริน่ากำลังจะหนีไปด้วยความช่วยเหลือจากโลกในกระจก เป็นการยุติการออกล่าในค่ำคืนปัจจุบัน
เทวทูตสีชาดทนดูอยู่ได้ยังไง? ไคลน์ทวีความตึงเครียด ใจนึกอยากจะวางคทาเทพสมุทรลงและส่งตัวเองกลับโลกความจริง ดำเนินการขัดขวางมิให้แม่มดขาวหนีไป
แต่หลังจากไตร่ตรองสักพัก ไคลน์ตัดสินใจไม่เคลื่อนไหว
มันเชื่อว่าตนยังสามารถรอได้อีก เพราะถึงแม้คาร์เทอริน่าจะหนีออกไปได้ แต่ตราบใดที่เธอไม่สังเกตเห็นความผิดปรกติของเทรซี่ ไคลน์ก็ยังมีโอกาสสะกดรอยตาม โดยครั้งถัดไปจะติดต่อกระจกวิเศษ อาโรเดสเพื่อถามเกี่ยวกับพลังพิเศษสมบัติปิดผนึกที่อีกฝ่ายครอบครอง จากนั้นก็ขอความช่วยเหลือจากราชินีเงื่อนงำ แบร์นาแดต รวมถึงการยืมสมบัติปิดผนึกระดับหนึ่ง จากโบสถ์รัตติกาล เป็นการคว้าชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จก่อนที่จะเริ่มลงมือ
เราไม่จำเป็นต้องปิดบังเจตนา หากเดินทางไปยืมสมบัติปิดผนึกที่วิหารและอาร์ชบิชอปอนุญาต นั่นจะหมายความว่า ทัศนคติของเทพธิดาที่มีต่อจอร์จที่สามก็คือ: พระองค์ไม่ชอบให้จอร์จที่สามได้เป็นจักรพรรดิมืดสักเท่าไร แต่ก็ไม่คิดจะขัดขวางด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตาม หากมีใครสักคนต้องการทำแทน พระองค์ก็ยินดีจะช่วยสนับสนุน… ไคลน์ระงับความกระวนกระวายและจับตามองด้วยความผ่อนคลายมากขึ้น
ขณะเดียวกัน สีหน้าของแม่มดขาว คาร์เทอริน่ากลับเป็นปรกติแล้ว เธอลอยไปทางกระจกหน้าต่างและผ่านเข้าไปราวกับไม่มีร่างเนื้อ
โลกมายาภายในกระจกเริ่มซ้อนทับกันหลายชั้น ราวกับกำลังจะหายไป
ทันใดนั้น ไคลน์ซึ่งกำลังจับตามองด้วยตาทิพย์ คล้ายกับได้ยินเสียงร้องโหยหวนของสตรี
เป็นเสียงร้องที่ฟังดูเหมือนกับมาจากอีกมิติหนึ่ง อัดแน่นไปด้วยความกลัวและอารมณ์รุนแรง
สำหรับชาวเมืองในละแวกใกล้เคียง ไม่มีใครตื่นขึ้น ราวกับไม่มีใครได้ยิน
เสียงร้องของคาร์เทอริน่า? เกิดอะไรขึ้นกับเธอ… ดวงตาไคลน์ชะงักทันที ทันใดนั้น มันฉุกคิดถึงบางสิ่ง
ต้องไม่ลืมว่า วิญญาณมารเทวทูตสีชาดเองก็เป็น ‘วิญญาณมาร’ ที่มีพลัง ‘ผิวกระจกสั่นไหว’ สำหรับเคลื่อนที่ผ่านกระจก
กล่าวอีกนัยหนึ่ง มันไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับ ‘โลกในกระจก’ !
หรือว่าเซารอน·ไอน์ฮอร์น·เมดีซีจะซ่อนตัวอยู่ในกระจกบานดังกล่าวแต่แรก และรอให้แม่มดขาวกระโดดเข้าหากับดักด้วยตัวเอง? รูม่านตาไคลน์เบิกกว้างเล็กน้อย ขณะเดียวกัน เสียงร้องโหยหวนจากกระจกได้หยุดลง
กระจกบานดังกล่าวสูญเสียความพิเศษและกลับคืนสู่สภาพปรกติ
ถัดมาไม่กี่วินาที แสงสีแดงสดซึมออกจากขอบล่างของกระจกหน้าต่างบานดังกล่าว ก่อนจะควบแน่นกลายเป็นเลือดและไหลลงด้านล่าง
บนพื้นผิวของทุกจุดที่ของเหลวไหลผ่าน จะเกิดคราบสีเทาอ่อนปกคลุมสีเหลืองอ่อนดั้งเดิม จนดูคล้ายกับการฝังหินก้อนใหม่ลงไปแทน
แปะ แปะ แปะ
หยดของเหลวร่วงหล่นกระทบพื้นและกระจายออก สีของมันยังคงแดงสดราวกับเลือด งดงามราวกับดอกไม้
ได้เห็นฉากตรงหน้า กล้ามเนื้อใบหน้าไคลน์กระตุกแผ่วเบาทันที จำเป็นต้องใช้พลังตัวตลกเพื่อระงับการแสดงออก
จุดจบเช่นนี้ผิดไปจากความคาดหมายของมันพอสมควร
‘แม่มดยุพนิรันดร์’ ซึ่งมีชีวิตอยู่มานานกว่าพันปี นักบุญลำดับ 3 ที่ทรงพลังและมากประสบการณ์ กลับมิอาจดิ้นรนขัดขืนกับดักของวิญญาณมารเทวทูตสีชาดและตายไปอย่างแน่นิ่ง
ในทางกลับกัน ต่อให้ไคลน์นับรวมหุ่นเชิดสองตัวและสมบัติปิดผนึกที่ตนครอบครอง มันก็ยังด้อยกว่าคาร์เทอริน่าในเชิงความแข็งแกร่ง แถมนี่ยังเป็นเงื่อนไขที่มีการเตรียมตัวล่วงหน้าแล้ว
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากมันเผชิญหน้ากับวิญญาณมารเทวทูตสีชาด จุดจบก็คงไม่ดีไปกว่าเธอสักเท่าไร มันทั้งอ่อนแอและตัวเล็ก ย่อมถูกกลืนหายไปกับคลื่นลูกใหญ่โดยไม่มีสิทธิ์ขัดขวางหรือหักเหเส้นทาง
นี่คือตัวตนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นราชาเทวทูต? แม้จะยังฟื้นฟูพลังกลับมาไม่เท่าเดิม แต่ก็มากพอที่จะทำให้ผู้คนสิ้นหวัง… เมื่อเห็นเลือดที่ไหลซึมจากกระจกเริ่มเลือนหาย ไคลน์สูดลมหายใจยาวและส่งตัวเองกลับสู่โลกจริง
จากนั้น มันเปลี่ยนตำแหน่งกับหุ่นเชิดของผู้ชนะ เอ็นยูนและบังคับให้อีกฝ่ายเทเลพอร์ตไปยังกระจกหน้าต่าง
ในความเป็นจริง การสลับตำแหน่งของจอมอาคมพิสดารสามารถเลือกได้ว่าจะย้ายไปแค่ร่างกายหรือรวมถึงวัตถุนอกกาย แต่ไคลน์ในปัจจุบันยังทำได้ไม่ชำนาญนัก กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากต้องการหนีก็ต้องหนีพร้อมกันทั้งสามร่าง หรือถ้าสู้ก็ต้องสู้พร้อมกันหมด
ทันทีที่ผู้ชนะ เอ็นยูนซึ่งอยู่ในรูปลักษณ์เกอร์มัน·สแปร์โรว์ปรากฏกาย มันจ้องไปที่หน้าต่างพร้อมกับพึมพำเสียงต่ำ
“ผมทำตามสัญญาแล้ว”
ร่างหนึ่งโผล่ขึ้นบนผิวกระจกหน้าต่าง
เป็นชายสวมชุดคลุมสีดำแถบแดง ดึงผ้าขึ้นมาคลุมหัวอย่างหลวมๆ เผยให้เห็นผิวสีน้ำตาลเต่งตึง ใบหน้าคล้ายกับคนขาดเลือด ไม่ใช่ใครนอกจาก ‘ผู้เฝ้าประตู’ ที่ถูกเซารอน·ไอน์ฮอร์น·เมดีซียึดร่าง
“ทำได้เยี่ยม” ชายคนดังกล่าวเดินออกจากหน้าต่างและกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ได้ยินคำตอบ ไคลน์หยิบบางสิ่งออกจากกระเป๋า ขดมุมปากและกล่าวอย่างมีความสุข
“คุณเองก็ทำได้ไม่เลว”
กล่าวจบ ชายหนุ่มถอนหายใจพร้อมกับนำแว่นตาขาเดียวมาสวมที่ตาข้างซ้าย
รอยยิ้มของเซารอน·ไอน์ฮอร์น เมดีซีพลันแข็งทื่อ
………………………………….
เมื่อเห็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์ไม่ตอบ หัวใจเทรซี่พลันดำดิ่ง ราวกับตกลงไปในถ้ำน้ำแข็ง
ทันทีที่พลเรือโทโรคภัยเผยสีหน้าสิ้นหวัง ไคลน์หยิบเศษกระดาษออกจากกระเป๋าเสื้อและสะบัดข้อมือ ดีดไปด้านหน้าประหนึ่งไพ่
ท่ามกลางเสียงแหวกอากาศ เศษกระดาษแข็งตัวราวกับโลหะ ตัดผ่านใยแม่มุมล่องหน ผ่านผลึกน้ำแข็งสีใส และผ่านต้นแขนซ้ายของเทรซี่จนเลือดสดสาดกระเซ็น
กระดาษถูกย้อมกลายเป็นสีแดง พุ่งผ่านเทรซี่ไปทางด้านหลังและวกกลับมาหามือไคลน์
“…” เทรซี่เข้าใจว่ากระดาษแผ่นดังกล่าวจะตัดคอตน แต่กลับต้องผิดคาด เพราะท้ายที่สุดเฉือนโดนแค่ต้นแขน เธอจึงมึนงงไปพักใหญ่ จนกระทั่งเห็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์พับกระดาษหลายทบและวางลงบนกล่องบุหรี่เล็ก เทรซี่ตัดสินใจเปิดปากพูด “เป้าหมายที่แท้จริงของนายคือคาร์เทอริน่าสินะ”
ไคลน์เก็บกล่องบุหรี่โลหะกลับเข้าไปในกระเป๋าโดยไม่ตอบ แต่เป็นฝ่ายตั้งคำถาม
“เป็นทายาทของเธอหรือ”
ได้ยินคำพูดดังกล่าว เทรซี่ซึ่งถูกขังอยู่ในผลึกน้ำแข็งและใยแมงมุม ระเบิดเสียงหัวเราะ
“ไม่ใช่แค่ทายาท แต่ฉันเป็นลูกของเธอ”
ลูก… ลูกสาว… ไคลน์รู้ลึกโล่งใจที่ตนไม่ได้ฆ่าเทรซี่ส่งเดช ไม่อย่างนั้นอาจทำให้แม่มดขาวตระหนักถึงความผิดปรกติ ขณะเดียวกันก็พยายามวิเคราะห์ตามสามัญสำนึกว่า คาร์เทอริน่าเป็นพ่อหรือเป็นแม่ ‘สาวน้อยโรคภัย’ เทรซี่กันแน่
หากคาร์เทอริน่าเคยเป็นชาย เธอก็มีสิทธิ์เป็นพ่อของเทรซี่ แต่ปัญหาคือ เธอเป็นครึ่งเทพลำดับ 4 มาตั้งแต่ช่วงปลายยุคสมัยที่สี่ ‘ยุคสมัยแห่งความไร้ชีวิตชีวา’ ในทางกลับกัน สำหรับเส้นทางนักลอบสังหาร โอสถที่เปลี่ยนเพศคือลำดับ 7 แม่มด…
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าคาร์เทอริน่าเป็นพ่อของเทรซี่ นายพลโจรสลัดผู้นี้ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันสามร้อยปี แต่ผู้วิเศษลำดับ 5 ไม่มีทางอายุยืนยาวขนาดนั้น แม้แต่ลำดับ 4 ส่วนใหญ่ และลำดับ 3 บางคนก็ยังทำไม่ได้!
ถ้าอย่างนั้น คำตอบก็มีเพียงหนึ่งเดียว คาร์เทอริน่าเป็นคนคลอดเทรซี่ออกมา และน่าจะเพิ่งเกิดขึ้นในช่วงยี่สิบสามสิบปีที่แล้ว… แม่ที่มีอายุมากกว่าหนึ่งพันสามร้อยปี… ไคลน์พยักหน้าเล็กน้อย ถามหยั่งเชิงโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“หล่อนเป็นแม่ของเธอ?”
สีหน้าเทรซี่เริ่มบิดเบี้ยว
“เปล่า… เป็นแม่ผู้ให้กำเนิด”
ขณะไคลน์กำลังจะถามว่าต่างกันตรงไหน เทรซี่กล่าวจิกกัดตัวเอง
“ตอนนี้แม่ของฉันเป็นคนอื่น… คนที่เคยเป็นพ่อ”
ครอบครัวของพวกแม่มดนี่น่าปวดหัวฉิบ… แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลให้เธอต้องนำหายนะมาสู่โลก… ไคลน์อาศัยพลังตัวตลกเพื่อควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้า ขณะเดียวกันก็ยังคงจ้อง ‘สาวน้อยโรคภัย’ ต่อไป
เทรซี่ซึ่งตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวัง เริ่มปลงและถอนหายใจยาว ชิงหัวเราะเยาะตัวเองก่อนที่เกอร์มัน·สแปร์โรว์จะได้กล่าวคำใด
“บางที ทุกสิ่งมันอาจจะผิดเพี้ยนมาตั้งแต่ตอนที่ฉันเกิด”
“พ่อแม่ที่ผิดเพี้ยน ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ผิดเพี้ยน และนิกายที่ผิดเพี้ยน ทุกสิ่งหล่อหลอมตัวฉัน ขณะเดียวกันก็กัดกร่อนฉัน… ตอนอายุแปดขวบ ฉันพบว่าพ่อที่ตัวเองยกย่องมาตลอดกลายเป็นผู้หญิง… ร่างกายพ่ออ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง แต่กลับบริหารเสน่ห์เก่งขึ้นทุกวัน… ในภายหลังพ่อได้คบหากับเพื่อนชายและคลอดน้องชายออกมา… นายพอจะจินตนาการความรู้สึกออกไหม? เมื่อฉันตัดสินใจหนีออกจากบ้านและผจญภัยในทะเล ผ่านการทำงานหนักนานหลายปี ในที่สุดสภาพจิตใจของฉันก็กลับเป็นปรกติ เข้าสังคมได้เหมือนคนทั่วไป และเริ่มมีความฝันเป็นของตัวเอง… แต่ทันใดนั้น โอสถก็เปลี่ยนให้ฉันเป็นผู้หญิง… ฮะฮะ! ผู้หญิงล่ะ…”
ไคลน์ที่ฟังอย่างเงียบงัน กล่าวโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“กระตุ้นคนเก่งเหมือนกันนี่”
“…” เทรซี่อ้าปากค้าง ก่อนจะถอนหายใจและยิ้มขื่นขม “ฉันยอมรับว่าฉันพยายามกระตุ้นความเห็นอกเห็นใจของนาย… ไม่ว่าใครก็อยากมีชีวิตรอดทั้งนั้น จริงไหม? แต่ว่า… ฉันไม่ได้โกหกนะ ที่เล่ามาคือประสบการณ์ชีวิตจริงๆ”
หญิงสาวเว้นวรรค หยุดทำสีหน้าโศกเศร้าและเจ็บปวด
“ก่อนที่จะถูกฆ่า… ฉันอยากถามคำถามง่ายๆ ที่นายน่าจะตอบได้”
“ว่ามา” ไคลน์จ้องหน้าแม่มดฝั่งตรงข้าม
เทรซี่ลังเลสักพัก ก่อนจะถามออกมาในที่สุด
“เอลเลนรู้เรื่องที่นายจะมาลอบสังหารฉันเมื่อคราวก่อนไหม”
ไคลน์เงียบไปครู่หนึ่ง
“เธอไม่รู้ว่าฉันจะทำอะไร”
ใบหน้าเทรซี่มีชีวิตชีวาขึ้นมาเล็กน้อย
“เป็นความจริงหรือ?”
แต่ไม่เปิดโอกาสให้เกอร์มัน·สแปร์โรว์พูด เทรซี่กล่าวด้วยสีหน้าซับซ้อน
“ก่อนจะตาย ฉันขอร้องนายสักเรื่องได้ไหม… ถ้าได้พบเอลเลนอีก ช่วยบอกเธอว่าฉันรู้สึกผิดกับสิ่งที่ผ่านมา แต่ไม่เสียใจที่ได้ทำลงไป”
กล่าวจบ เทรซี่พยายามส่ายหน้า แต่ก็ถูกพันธนาการด้วยผลึกน้ำแข็งและใยแมงมุมล่องหน ผลลัพธ์จึงล้มเหลว
เธอพูดประชดตัวเอง
“เปลี่ยนใจแล้ว นายไม่จำเป็นต้องบอก… รีบลงมือเถอะ”
กล่าวจบ เทรซี่หลับตาลง
ผ่านไปหลายวินาที หญิงสาวไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดอย่างที่คาดหวัง แต่กลับได้ยินเสียงทุ้มลึกของเกอร์มัน·สแปร์โรว์แทน
“พูดตามฉัน ไม่ว่าใครก็ห้ามรบกวนฉัน”
“…” เทรซี่ประหลาดใจมาก ภายในใจเต็มไปด้วยความสับสน ถึงขั้นแสดงออกทางสีหน้า
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเตรียมใจตายไว้แล้ว เรื่องเล็กน้อยแบบนี้จึงไม่ใช่ปัญหา เธอเปิดปากตะโกนออกไปโดยไม่คิดมาก
“ไม่ว่าใครก็ห้ามรบกวนฉัน”
ทันทีที่กล่าวจบ เสียงแบบเดียวกันก้องกังวานไปทั่วกาฬมรณะ
ไม่มีโจรสลัดคนใดตั้งคำถาม ราวกับคำสั่งประหลาดเช่นนี้คือสิ่งที่ยอมรับได้ เพียงก้มหน้าทำงานของตัวเองและพยายามเลี่ยงห้องกัปตัน
กัปตันบอกว่าห้ามรบกวน ดังนั้น พวกมันห้ามเข้าใกล้ด้วยประการทั้งปวง!
ขณะเดียวกัน เทรซี่เห็นเกอร์มัน สแปร์โรว์ถอดหมวกทรงกึ่งสูง นำลงมาทาบหน้าอกและโค้งศีรษะประหนึ่งเตรียมอำลา
จากนั้น เธอรู้สึกราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง บรรยากาศรอบตัวเงียบงันสุดขีด แม้แต่นักผจญภัยเสียสติก็ไม่อยู่แล้ว
เธอได้รับสภาพแวดล้อมไม่ถูกรบกวนตามที่พูด
นี่คือพลังขยายและบิดเบือนของเส้นทางนักกฎหมาย!
น้ำแข็งบนลำตัวเทรซี่เริ่มละลาย แต่ใยแมงมุมล่องหนกลับยังพันธนาการแน่นหนา กีดกันมิให้เธอกระดุกกระดิก กระทั่งการเปลี่ยนจุดศูนย์ถ่วงร่างกายก็ยังทำไม่ได้
สิ่งเดียวที่เทรซี่ทำได้คือการยืนแน่นิ่งราวกับหุ่นขี้ผึ้ง
“หมอนั่นไม่ฆ่าเรา…” เทรซี่มองตรงด้วยสายตาเหม่อลอย ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เพิ่งเกิด
เธอไม่คิดว่าเกอร์มัน สแปร์โรว์จะไว้ชีวิตเพราะสงสาร ต้องไม่ลืมว่า นักผจญภัยเสียสติรายนี้ฆ่าโจรสลัดไปมาก และทุกครั้งก็ไม่เคยลังเล แม้เทรซี่จะมั่นใจว่าตนมิได้ชั่วร้ายเหมือนกับแม่มดปรกติ แต่ในฐานะโจรสลัด มีหรือที่จะไม่เคยทำเรื่องผิดกฎหมาย ทั้งค้ามนุษย์และปล้นเรือโดยสาร เธอเคยทำมาหมดแล้ว
ในทำนองเดียวกัน เทรซี่ไม่คิดว่าเกอร์มัน สแปร์โรว์จะหลงเสน่ห์ตน เพราะดวงตาอีกฝ่ายเปี่ยมไปด้วยความเย็นชาราวกับจ้องมองคนตาย
“ต้องมีเหตุผลอื่นแน่…” เทรซี่เปลี่ยนมุมมองความคิด ลองเชื่อมโยงกับสิ่งที่เธออาจมีส่วนเกี่ยวข้อง จากนั้นก็วิเคราะห์ “เรากับท่านแม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดอย่างใกล้ชิด และแม่มดที่เก่งกาจมักถนัดเวทคำสาป หากเราตาย ท่านแม่จะรู้ทันทีว่ามีปัญหาเกิดขึ้นและไหวตัวทัน ส่งผลให้แผนการถัดไปของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ล้มเหลว… ดูเหมือนว่า ไม่สำคัญว่าแผนการขั้นถัดไปของนักผจญภัยเสียสติจะสำเร็จหรือไม่ แต่มีโอกาสที่เขาจะย้อนกลับมาฆ่าเรา… หากต้องการมีชีวิตรอด เราต้องช่วยตัวเองให้ได้เท่านั้น”
เดิมที เทรซี่มิได้สนิทสนมกับคาร์เทอริน่าผู้เป็นแม่บังเกิดเกล้ามากนัก เพราะ ‘แม่มดยุพนิรันดร์’ รายนี้มีชีวิตอยู่มานาน ส่วนใหญ่จะใช้เวลาอยู่กับชายหนุ่มอายุน้อยเพื่อรักษาสภาพจิตใจที่อ่อนเยาว์ การคลอดลูกแต่ละครั้งจึงแทบไม่ตื่นเต้น มีเพียงนานๆ ทีที่จะรู้สึกพิเศษกับลูกคนใหม่
ทว่า เมื่อเทรซี่โตขึ้น คาร์เทอริน่าเริ่มมองว่าเทรซี่เหมือนตนในอดีต จึงคอยให้ความช่วยเหลือมากเป็นพิเศษ
อย่างไรก็ตาม เทรซี่ไม่ต้องการความรักแบบนั้น ความรักที่ทำให้เธอสูญเสียเพศเดิมและต้องเผชิญความเจ็บปวด
“ฮะฮะ… ทั้งที่เราเกลียดเธอและมักจะโวยวายใส่ แต่ลึกๆ ในใจกลับยังพึ่งพาโดยไม่รู้ตัว แอบหวังว่าเธอจะเคารพความคิดของเรามากขึ้น… และหวังว่าเธอจะหนีจากเงื้อมมือเกอร์มัน·สแปร์โรว์พ้น…” เทรซี่เริ่มดิ้นรนอีกครั้ง พยายามทำให้ตัวเองหลุดจากสภาวะถูกจองจำ
ในแง่หนึ่ง เธอต้องการช่วยเหลือตัวเอง แต่ในอีกแง่หนึ่ง เธอต้องการแจ้งข่าวให้คาร์เทอริน่าทราบโดยเร็ว จะได้คอยระวังเกอร์มัน สแปร์โรว์
แน่นอน เทรซี่ยังคงคลางแคลงว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์ซึ่งน่าจะเพิ่งเป็นลำดับ 4 ได้หมาดๆ จะเอาชนะแม่มดยุพนิรันดร์ที่รอดชีวิตมาจากยุคสมัยที่สี่ได้เชียวหรือ อย่างไรก็ตาม เทรซี่ยังไม่ลืมว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์มีสุดยอดตัวช่วยอย่าง ‘กงสุลมรณะ’ ที่แม้แต่มารดาของเธอยังหวาดกลัว!
ตุ้บ!
ในที่สุดเทรซี่ก็ล้มลงบนพื้น เธอพยายามเกลือกกลิ้งไปที่โต๊ะทำงาน แต่ไม่ว่าจะพยายามสักเพียงใด ร่างกายก็ไม่ยอมขยับ
สิ่งที่เธอกำลังต่อสู้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นตัวเธอเองที่ถูกบิดเบือนและขยาย!
…
เหนือสายหมอกสีเทา ไคลน์บนเก้าอี้เดอะฟูล วางกระดาษที่เปื้อนเลือดพลเรือโทโรคภัยลงบนโต๊ะ
ทันทีหลังจากนั้น มันเสกปากกาและกระดาษ ตามด้วยการเขียนคำทำนาย
“ตำแหน่งปัจจุบันของคาร์เทอริน่า มารดาของพลเรือโทโรคภัย เทรซี่”
วางปากกาลง ไคลน์ถือกระดาษสองแผ่นไว้ในมือสองข้าง เอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางท่องประโยคที่เพิ่งเขียนด้วยเสียงแผ่ว
เมื่อครบเจ็ดหน มันส่งตัวเองเข้าสู่ดินแดนความฝันและได้เห็นหอระฆังสไตล์โกธิกสูงเด่นตระหง่านท่ามกลางโลกสีเทา
ข้างหอระฆัง คาร์เทอริน่าที่แต่งกายด้วยชุดคลุมสีขาวศักดิ์สิทธิ์ ยืนอยู่ในเงามืดที่ฉายซ้อนทับจากอาคารหลายหลัง กิริยาท่าทางเป็นไปอย่างสง่างาม เธอกำลังมองไปรอบตัวคล้ายกับค้นหาบางสิ่ง ท้องฟ้าด้านบนมีพระจันทร์สีแดงลอยสูง เป็นตำแหน่งเดียวกันกับที่ไคลน์เคยทำนายถึงคาร์เทอริน่ามาก่อน
สิ่งนี้หมายความว่า แม่มดขาว คาร์เทอริน่ายังคงอยู่ในเบ็คลันด์ เขตตะวันตก และกำลังไล่ตามเป้าหมายบางอย่าง
………………………………….
ในฐานะนักล่าผู้เป็นเจ้าของผ้าคลุมเงาเดนิสมักซ่อนตัวและสะกดรอยได้ดี ต้องไม่ลืมว่าเมื่อก่อนเคยช่วยเกอร์มัน·สแปร์โรว์จัดการกับเหล็กกล้าแม็ควิตี้ แต่ปัจจุบัน เนื่องจากเป้าหมายแทบไม่มีความเคลื่นไหว มันจึงรู้สึกเบื่อหน่ายและหวังให้แอนเดอร์สันมาเปลี่ยนกะโดยเร็ว
ชีวิตแบบนี้จะจบลงตอนไหน? ได้โปรด พลเรือโทโรคภัยช่วยปรากฏตัวออกมาสักที… ไม่สิ ยังไม่ใช่ตอนนี้ ต้องรอให้แอนเดอร์สันกลับมาก่อน… ขณะเดนิสรำพัน มันรีบยุติคำภาวนา
มันกังวลว่านายพลโจรสลัดอย่างเทรซี่จะสังเกตเห็นการซ่อนตัวในเงามืดของตน เพราะไม่มีความกล้าและฝีมือมากพอที่จะปะทะกับอีกฝ่าย
แต่แน่นอน หากมันสวมถุงมือ ปัญหาด้านความกล้าก็จะหมดไป
ตราบใดที่ตัดสินใจได้หุนหันพลันแล่นมากพอ ความกลัวและขี้ขลาดก็จะตามไม่ทัน!
“นายดูเครียดๆ นะ” ทันใดนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหูเดนิส
เดนิสผงะพร้อมกับกระโดดออกจากเงามืด เปลวไฟสีส้มก่อตัวบนฝ่ามืออย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน มันรีบมองไปทางต้นเสียงและพบแอนเดอร์สันกำลังซ่อนตัวในพุ่มไม้ด้านข้าง บนศีรษะมีกิ่งไม้และใบสีเขียวประดับ เรียกได้ว่ากลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม
“…แม่เย็*!” เดนิสเองไม่ก็ทราบว่ามันสบถใส่แอนเดอร์สันหรือตัวเอง จากนั้นก็ระบาย “นายมาตั้งแต่ตอนไหน?”
“สองนาทีที่แล้ว” แอนเดอร์สันตอบพลางยิ้ม “ซ่อนตัวได้ไม่เลว ตอนแรกฉันหานายไม่พบ เลยตัดสินใจมาหาในจุดที่คิดว่านายน่าจะอยู่และถามหยั่งเชิงดู”
เดนิสไม่รู้ว่าตนควรภูมิใจหรือสาปแช่งอีกฝ่ายดี มันถามกลับไปด้วยสีหน้าซับซ้อน
“หมายความว่าถ้าฉันรักษาความเยือกเย็นไว้ได้ นายจะมองไม่เห็น?”
“ทางทฤษฎีก็ใช่” แอนเดอร์สันยิ้มหน้านิ่ง “แต่ในฐานะนักล่ามากประสบการณ์ ฉันมีวิธีมากมายในการค้นหา”
ขณะเดนิสเตรียมถามว่ามีวิธีใดบ้าง ทันใดนั้นมันเห็นบัสต์ในห้องดับเทียนไขและเตรียมเข้านอน
ผ่านไปหลายสิบวินาที ท่ามกลางความมืด ร่างอันเลือนรางของพ่อค้าข่าว บัสต์ โผล่ตรงหน้าต่างพร้อมกับกระโจนออกมาด้วยเสียงเงียบ เท้าสัมผัสกับพื้นด้านนอกในจุดที่แสงส่องไม่ถึง
บริเวณดังกล่าวคือจุดที่เดนิสกำลังซ่อนตัว และมันเกือบถูกเป้าหมายเหยียบหน้าในสภาพกลมกลืนกับเงามืด
บัสต์เดินตามแนวเงามืดไปจนถึงทะเล
“…แม่เย็*!” เดนิสโผล่ออกมาอีกครั้งในมุมอับสายตาด้านหลังบัสต์ ตามด้วยการยกนิ้วกลาง
แอนเดอร์สันเองก็ออกจากพุ่มไม้เล็กด้านข้าง ดึงกิ่งไม้และใบไม้บนหัวพร้อมกับยิ้มให้เดนิส
“ดูเหมือนว่าคืนนี้จะได้ผลลัพธ์”
เดนิสชำเลืองนักล่าอันดับหนึ่งแห่งทะเลหมอกพลางพยักหน้า
“หวังว่าจะเป็นพลเรือโทโรคภัย”
มันจับไหล่แอนเดอร์สันและพาเดินสะกดรอยพ่อค้าข่าวตามแนวเงาดำ รักษาระยะห่างที่เหมาะสม
“ก็ไม่โง่นี่…” แอนเดอร์สันยิ้มหลังจากจับตามองสักพัก
เดนิส ‘หึหึ’ ในลำคอโดยไม่เปล่งเสียง
หากไม่ได้สวมถุงมือ มันทราบดีว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามัวถากถางกันเอง!
สิบห้านาทีถัดมา บัสต์เดินมาถึงทะเลและหยุดยืนบนชายหาด จ้องมองไปยังมหาสมุทรสีน้ำเงินเข้มท่ามกลางแสงจันทร์สีแดง
โดยไม่ต้องรอนาน เค้าโครงขนาดใหญ่ถูกวาดขึ้นจากส่วนลึกของทะเล จนกระทั่งภาพเรือใบสีดำธงขาวปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน
บนธงเรือเป็นภาพของกะโหลกศีรษะที่เบ้าตาสองข้างลุกโชนไปด้วยเปลวไฟสีฟ้าอ่อน
กาฬมรณะ!
เรือธงของพลเรือโทโรคภัย เทรซี่ กาฬมรณะ!
เดนิสตื่นเต้นทันที หากไม่ใช่เพราะกำลังผสานกับเงา รูม่านตาของมันคงเบิกกว้างเพื่อรับแสงให้ได้มากขึ้น จะได้เก็บรายละเอียดของเรือโจรสลัดตรงหน้าอย่างชัดเจน
มันแอบย่อยเข้าไปใกล้ตามความเคยชิน ด้วยต้องการยืนยันว่าบนเรือมีพลเรือโทโรคภัย เทรซี่ โดยสารมาด้วย
เรือใบลำใหญ่แล่นเข้ามาใกล้ทุกขณะ สองนักล่าในเงามืดเริ่มเห็นลูกเรือที่กำลังวิ่งวุ่นบนดาดฟ้า
แถวนี้มีท่าเรือให้จอด? หรือจะให้บัสต์จะส่งเรือเล็กมารับบัสต์ขึ้นไป? ขณะเดนิสครุ่นคิด มันได้ยินเสียงทุ้มของแอนเดอร์สัน
“รีบไปจากที่นี่”
เห…? เดนิสมีคุณสมบัติที่ดีอยู่หนึ่งข้อ นั่นคือการเชื่อฟังคำสั่งของผู้มีอำนาจอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะต่อหน้าเอ็ดวิน่าเอ็ดเวิร์ดหรือเกอร์มัน·สแปร์โรว์ มันไม่เคยเสียเวลาโต้แย้งคำสั่ง ไม่ว่าจะเต็มไปด้วยคำถามมากเพียงใดก็ตาม ตอนนี้ก็เช่นกัน มันสลัดความเห็นส่วนตัวและรีบเผ่นออกจากชายหาดอย่างเงียบเชียบ
เมื่อมองไม่เห็นกาฬมรณะ และได้ยินเพียงเสียงคลื่นทะเลเบาบาง เดนิสออกจากเงามืด โผล่ตัวในป่าพร้อมกับตั้งคำถาม
“เรายังไม่ทันได้เห็นว่าพลเรือเอกโรคภัยอยู่บนเรือไหม”
แอนเดอร์สันจ้องเดนิสหัวจรดเท้าพลางหัวเราะ
“อย่าได้ดูแคลนผู้วิเศษคนดังในทะเลที่รอดชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน นายพลโจรสลัดทุกคนคือเป้าหมายที่ต้องรับมือด้วยความรอบคอบเป็นพิเศษ”
เดนิสโต้แย้งโดยไม่รู้ตัว
“พลเรือเอกโลหิต เซนอล พลเรือเอกขุมนรก ลูเธอร์ไวล์…”
ชื่อเหล่านี้คือพลเรือเอกที่ถูกเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ‘เก็บ’ อย่างง่ายดาย
“…” แอนเดอร์สันมิอาจหาคำมาโต้แย้งได้เป็นเวลานาน จนกระทั่งฉุกคิดบางสิ่งและกล่าว “ดังนั้น เมื่ออีกฝ่ายคือพลเรือโทโรคภัยที่เคยถูกเกอร์มัน·สแปร์โรว์ลอบสังหารแต่รอดมาได้ ก็ยิ่งต้องรอบคอบเป็นพิเศษไม่ใช่หรือ?”
เดนิสครุ่นคิดสักพักและพบว่าคำพูดแอนเดอร์สันค่อนข้างสมเหตุสมผล แต่ขณะกำลังจะกล่าวบางสิ่ง มันคันคอและไอออกมา
หลังจากไออยู่นาน คอของมันเริ่มบวมและเจ็บ แถมยังมีกลิ่นสนิม
“เห็นไหม… บอกแล้วให้ระวัง” แอนเดอร์สันกำหมัดป้องปากไอเล็กน้อย แต่ไม่รุนแรงเท่าเดนิส “เทรซี่คงซ่อนตัวอยู่ภายในเรือและคอยแพร่กระจายโรค เมื่อมีใครเข้าไปใกล้ อีกฝ่ายจะติดเชื้อและถูกบังคับให้เผยตัว อา… พิจารณาจากรัศมีของพลัง เธอน่าจะย่อยโอสถลำดับห้าเสร็จสมบูรณ์แล้ว รอโอกาสที่จะเลื่อนเป็นลำดับ 4”
“แล้วทำไมถึงเดาว่ายังเป็นแค่ลำดับห้าไม่ใช่สี่?” อาการของเดนิสบรรเทาลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากอยู่ห่างกับแหล่งโรค
“ถ้าเธอเป็นลำดับสี่ ตอนนี้นายน่าจะถูกจับขึ้นกาฬมรณะเรียบร้อยแล้ว หรือไม่ก็กำลังทุกข์ทรมานใกล้ตาย” แอนเดอร์สันหมุนตัวครึ่งรอบ หันหน้าไปทางทะเลที่มองไม่เห็น “เมื่อครู่ การปล่อยโรคของเทรซี่อาศัยเทคนิคช่วยเล็กน้อย เป็นการเน้นปล่อยโรคเฉพาะด้านหน้าเรือโดยไม่สนใจอีกสามทิศที่เหลือ จากนั้นก็อาศัยลมทะเลพัดโรคเข้าฝั่ง”
กล่าวถึงตรงนี้ แอนเดอร์สันปรบมือแผ่วเบาพร้อมกับยิ้ม
“ประสบการณ์เมื่อครู่คือเครื่องยืนยันแล้วว่าพลเรือโทโรคภัยอยู่บนเรือ… นายแจ้งข่าวให้เกอร์มัน·สแปร์โรว์ได้เลย”
“…” เดนิสไม่ลังเลอีกต่อไป รีบประกอบพิธีกรรมอัญเชิญผู้ส่งสาร ส่วนแอนเดอร์สันรีบเดินออกมาโดยใช้ข้ออ้าง ‘ช่วยป้องกันเหตุร้าย’
…
ตีสาม เขตตะวันออกของเบ็คลันด์ สภาพแวดล้อมมืดมิด มีเพียงแสงจากดวงจันทร์และดวงดาว
ไคลน์แต่งกายด้วยชุดนอนผ้าฝ้ายและหมวกคลุมหัว นั่งลงบนเตียงพร้อมกับรับจดหมายจากไรเน็ตต์ ไทน์เคอร์โดยไม่ถาม
หลังจากเปิดอ่าน มันลุกขึ้นอย่างสุขุม หยิบปากกาในกระเป๋าเสื้อออกมาเขียนด้านหลังกระดาษจดหมาย
“กลับไปที่เมืองท่าและรอคำสั่งถัดไป”
หลังจากเฝ้ามองผู้ส่งสารเดินเข้าไปในโลกวิญญาณ ไคลน์สวมเสื้อเชิ้ต เสื้อกั๊ก และเสื้อกันลมสีดำอย่างไม่รีบร้อน
จากนั้น ชายหนุ่มเดินถอยหลังสี่ก้าว ส่งตัวเองเข้ามิติเหนือสายหมอกและใช้จี้บุษราคัมทำนายระดับอันตรายของปฏิบัติการ ทว่า มันกลับไม่ได้รับคำตอบ
โดยปราศจากความลังเล ไคลน์ส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริง เดินมายืนหน้ากระจกเงาและหยิบหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูงขึ้นมาสวม
ในห้องด้านนอก หุ่นเชิดโจนาส โคลเกอร์และเอ็นยูนลืมตาขึ้นบนเตียงสองชั้น
…
บนกาฬมรณะ ภายในห้องว่างแห่งหนึ่ง ร่างของมนุษย์ถูกวาดขึ้นอย่างรวดเร็ว เส้นผมสีดำ ดวงตาสีน้ำตาล ใบหน้าเย็นชา โครงหน้าชัดลึก เหมือนกับเกอร์มัน สแปร์โรว์ทุกประการ
ท่ามกลางแสงจันทร์สีแดงสลัว ไคลน์กวาดสายตาไปรอบตัว เมื่อพบเก้าอี้ตัวหนึ่ง มันเดินไปนั่งและเชยชมทัศนียภาพของทะเลยามค่ำคืนด้านนอกหน้าต่าง
ภายในห้องกัปตันที่อยู่ห่างออกไปหนึ่งชั้น พลเรือโทโรคภัย เทรซี่ซึ่งแต่งกายในเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงขายาวสีเบจ มองบัสต์เดินออกจากห้องด้วยสายตารังเกียจ ตามด้วยการจัดปกเสื้อและทำหน้าขรึม
เธอได้ทราบว่า เดนิสและแอนเดอร์สัน นักล่าที่แข็งแกร่งที่สุด กำลังพักอยู่บนเกาะไซรอสโดยไม่ทราบจุดประสงค์
พวกมันเกี่ยวข้องกับเกอร์มัน สแปร์โรว์… หมอนั่นยังคิดจะตามล่าเราอยู่? เทรซี่หรี่ตาลงและเดินไปยังริมหน้าต่าง เตรียมออกคำสั่งให้ลูกเรือบนดาดฟ้าหักหัวเรือแล่นกลับทะเล
ทันใดนั้น ความคิดของเธอเริ่มเฉื่อยชา ประหนึ่งกำลังตื่นระหว่างฝัน แต่กลับมิอาจขยับร่างกายไม่ว่าจะดิ้นรนสักเพียงใด
ท่าไม่ดีแล้ว… เทรซี่รีบเสกเปลวไฟสีดำ หมายเผาทำลายอิทธิพลจากภายนอก
ทว่า เปลวไฟ ‘ลุกโชน’ ได้ราบรื่นได้แค่ช่วงแรก ก่อนจะร่วงกราวลงบนพื้นประหนึ่งกลีบดอกไม้เหี่ยวเฉา
ความสิ้นหวังกำลังกัดกินจิตใจเทรซี่อย่างหนัก ความคิดของเธอเชื่องช้าลงทุกวินาที
ด้วยความสิ้นหวัง เทรซี่สร้างผลึกน้ำแข็งสีใสห่อหุ้มผิวกาย หวังเป็นอิสระจากด้ายล่องหนและปกป้องตัวเองด้วยกำบังหนาหลายชั้น
ขณะเดียวกัน ประตูห้องกัปตันเปิดออกพร้อมกับเสียงไม้เสียดสี เกอร์มัน สแปร์โรว์แต่งกายด้วยหมวกผ้าไหมและเสื้อกันลมย่างกรายเข้ามา
ทันทีหลังจากนั้น มันปิดประตูอย่างสุภาพ
ท่ามกลางเสียงปิดสนิท ห้องกัปตันเงียบจนผิดวิสัย เสียงคลื่นทะเลเลือนหายไป ราวกับที่นี่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
ไม่เพียงเท่านั้น คล้ายกับใยแมงมุมล่องหนที่พันรอบร่างกายเทรซี่เข้าใจคำสั่งผิด พวกมันรัดร่างพลเรือโทโรคภัยแน่นจนมิอาจกระดุกกระดิกหรือใช้พลังพิเศษ
พลังบิดเบือน!
ความคิดเทรซี่กลับคืนมา สมองไม่เฉื่อยชาเหมือนในตอนแรก
“นายต้องการอะไร?” เธอจ้องหน้าเกอร์มัน สแปร์โรว์ที่ย่างสามขุมเข้ามาอย่างองอาจ
สิ่งที่เธอไม่เข้าใจก็คือ ทั้งที่ตนหมดสิทธิ์ต่อต้านโดยสิ้นเชิงแล้ว เหตุใดอีกฝ่ายถึงยกเลิกการเข้าควบคุมด้ายวิญญาณ
ไคลน์ทำเช่นนี้เพราะสงสัยว่า พลเรือโทโรคภัยกับแม่มดขาวน่าจะมีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดอย่างใกล้ชิด หากลงมือฆ่าเทรซี่ เกรงว่าครึ่งเทพที่ถนัดพลังสาปแช่งจะไหวตัวทันและหลบหนีไป
ท่ามกลางเสียงฝีเท้า กึก กึก กึก ไคลน์หยุดลงตรงหน้าแม่มด
………………………………….
กลับถึงโลกความจริง ไคลน์รีบหยิบปากกาและกระดาษขึ้นมาเขียน
“สืบหาเกาะไร้ชื่อที่พรากชีวิตกริมม์ วิลเลียม และโพลี ลองเริ่มต้นจากทายาทของเอ็ดเวิร์ด เบนจามิน อับราฮัม และผู้เสียชีวิตทั้งสามคน”
นี่คือจดหมายที่เขียนถึงราชินีเงื่อนงำ แบร์นาแดต ไคลน์จึงไม่เขียนอธิบายเหตุผล เพราะเชื่อว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจความหมาย
หลังจากพับกระดาษ ไคลน์สุ่มหยิบเทียนไขมาหนึ่งเล่มและเริ่มพิธีกรรม
เมื่อเตรียมการเสร็จ มันวางกระดาษจนหมายไว้บนแท่นบูชา เดินถอยหลังสองก้าว สวดเป็นภาษาเฮอร์มิสโบราณ
“ตัวข้า! ขออัญเชิญในนามของข้า สิ่งมีชีวิตล่องหนซึ่งพเนจรท่ามกลางดินแดนเบื้องบน… วิญญาณพิสดารที่เป็นมิตรกับมนุษย์… ผู้ส่งสารที่เป็นของแบร์นาแดต กุสตาฟแต่เพียงผู้เดียว…”
ทันทีที่สิ้นเสียง สัมผัสวิญญาณของไคลน์ถูกกระตุ้นทันที จึงรีบเปิดเนตรวิญญาณตามจิตใต้สำนึก
แต่มันกลับไม่เห็นอะไรเลย
ทันใดนั้น ชายหนุ่มพบว่าจดหมายบนแท่นบูชาได้หายไปแล้ว
ผู้ส่งสารของราชินีเงื่อนงำพิเศษมาก… คราวหน้าคงต้องลองเปลี่ยนเป็นเนตรด้ายวิญญาณ… ไคลน์ผงะเล็กน้อยในตอนต้น ก่อนจะถอนหายใจยาวด้วยอารมณ์ซับซ้อน
…
ตกเย็น ท่ามกลางแสงสว่างจากโคมไฟถนน รถม้าคันหนึ่งแล่นตรงไปยังทางแยกระหว่างย่านสะพานเบ็คลันด์กับเขตตะวันออก จากนั้นก็จอดข้างทาง
ฟอร์สซึ่งแต่งกายด้วยเดรสยาวและผ้าคลุมสีดำ จ่ายเงินค่าโดยสารจำนวนสามซูลและลงจากรถม้า จากนั้นก็เดินไปตามเงามืดของถนน เตรียมอ้อมไกลเพื่อสลัดให้หลุดจากผู้แอบสะกดรอยตามในจินตนาการ
หลังจากจบชุมนุมทาโรต์ครั้งล่าสุด เธอขจัดความเกียจคร้านและเก็บกระเป๋าเพื่อออกไปเยี่ยมอดีตอาจารย์ เพื่อนร่วมห้อง และเพื่อนร่วมงาน
สำหรับเหตุผลหรือข้ออ้าง นั่นไม่จำเป็น ในสถานการณ์เช่นนี้ เป็นเรื่องปรกติที่จะแวะไปเยี่ยมคนรู้จักซึ่งได้รับผลกระทบจากการโจมตีทางอากาศ
ส่วนคำถามที่ว่าทำไมไม่มาเยี่ยมตั้งแต่สัปดาห์ก่อน นั่นเพราะในสายตาคนทั่วไป กรุงเบ็คลันด์ยังคงตกอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด อาจมีการโจมตีระลอกใหม่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ จึงไม่มีใครอยากออกจากบ้าน
เดิมที ฟอร์สเตรียมซักซ้อมบทสนทนาเพื่อชักนำหัวข้อไปสู่ตำนานภูตผีตามโรงพยาบาล แต่ใครจะไปคิดว่าการเตรียมตัวดังกล่าวสูญเปล่าโดยสิ้นเชิง เพราะไม่ว่าจะอดีตอาจารย์ อดีตเพื่อนร่วมงาน หรืออดีตเพื่อนร่วมรุ่น ทุกคนล้วนเป็นฝ่ายชวนคุยเกี่ยวกับตำนานภูตผีด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นใครหรืออาศัยอยู่แถวไหน แต่ตำนานภูตผีของโรงพยาบาลใหญ่ก็จะถูกเล่าไปในทำนองเดียวกัน ประหนึ่งภาพหลอนดังกล่าวเคยเกิดขึ้นจริง
ไม่สิ ฟอร์สเชื่อว่านี่ไม่ภาพหลอน จึงเริ่มกังวลว่าประสบการณ์สยองขวัญดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับตัวเองในคืนนี้
เราไม่ต้องแต่งเติมเพิ่มเลย… รวมทั้งเรื่องที่คนไข้ได้รับการรักษาอย่างมหัศจรรย์และบางแผลทางใจถูกเยียวยา… นอกจากนั้น ฉากและสถานที่ล้วนเป็นของจริงที่ผู้คนต่างคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นกรุงเบ็คลันด์หรือโรงพยาบาลใหญ่ ทุกสิ่งลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบ… เราสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของหนังสือขายดีเล่มถัดไป สิ่งเดียวที่ต้องกังวลก็คือ เราไม่มั่นใจว่าจะเขียนนิยายแนวนี้ออกมาได้ดีไหม…
อึก… ปัญหาเดียวก็คือ นิยายเล่มนี้ยังขาดอารมณ์… หรือควรให้คนไข้สาวจุมพิตอย่างเร่าร้อนลงบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยเห็ดและวัชพืช? นั่นมันออกจะ… ขณะย่างกราย ฟอร์สไตร่ตรองหลายสิ่งในโหมดความคิดสร้างสรรค์
ทันใดนั้น การมองเห็นของหญิงสาวพร่ามัวเล็กน้อย ร่างหนึ่งโผล่ขึ้นจากเงาดำในจุดที่โคมไฟถนนส่องไม่ถึง
ร่างดังกล่าวสวมเสื้อกันลมสีดำและหมวกทรงกึ่งสูง ใบหน้าผอมเพรียวชัดลึก มอบบรรยากาศเคร่งขรึม หากไม่นับเรื่องที่ยังขาดแว่นตากรอบทองบนดั้งจมูก รูปลักษณ์ที่เหลือล้วนบ่งชี้ว่าเป็นนักผจญภัยเสียสติแห่งห้าห้วงสมุทร เกอร์มัน·สแปร์โรว์
แม้ฟอร์สจะทราบดีว่า เกอร์มัน สแปร์โรว์ไม่ได้มาล่าตน แต่หญิงสาวก็ยังอดไม่ได้ที่จะประหม่า ราวกับกำลังเผชิญหน้าอาจารย์เข้มงวดสมัยเรียน
“ส…สายัณห์สวัสดิ์” หญิงสาวลดความเร็วลง แต่ยังคงเดินเข้าไปทักทาย
ไคลน์พยักหน้าโดยไม่กล่าวคำใด เพียงดินเข้าไปในตรอกเงียบด้านข้างซึ่งปราศจากแสงสว่างเนื่องจากโคมไฟชำรุด
มองเข้าไปในตรอกมืด ฟอร์สเองก็มิได้กล่าวคำใด ก้มหน้าลงและเดินตามเกอร์มัน สแปร์โรว์เข้าไปอย่างไม่รีบร้อน
เมื่อถึงส่วนลึกของตรอก ไคลน์มองไปรอบตัวและกล่าวเสียงต่ำ
“ถามอาจารย์ของเธอว่ารู้จักเบนจามิน·อับราฮัมไหม ถ้าเข้ารู้จัก ผมต้องการข้อมูลทั้งหมด รวมถึงคำพูดและรูปภาพที่อีกฝ่ายทิ้งไว้”
“ต… ตกลง” ฟอร์สประหม่าเล็กน้อย เพราะเธอกำลังรอให้เกอร์มัน สแปร์โรว์เทเลพอร์ตไปยังตำแหน่งอื่น คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะฝากฝังงานกะทันหัน จึงตอบสนองแทบไม่ทัน
หญิงสาวมิได้ถามถึงเหตุผล เพียงรีบพยักหน้าขานรับราวกับไม่ว่าจะเป็นงานแบบไหนก็ทำให้
จากนั้น หญิงสาวสูดลมหายใจยาว รอให้เกอร์มัน·สแปร์โรว์เดินเข้ามาจับไหล่และเริ่มการเทเลพอร์ต
แต่หลังจากผ่านไปหลายวินาที ยังคงไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ฟอร์สเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ พบว่ามิสเตอร์เวิร์ลยังคงยืนนิ่งและจ้องหน้าตน
ทันใดนั้น เธอได้ยินเสียงอันแผ่วเบาของอีกฝ่าย
“เขียนสิ… จดหมายน่ะ”
เขียน… ฟอร์สไม่ถามถึงเหตุผล เพียงตอบตามสัญชาตญาณ
“ฉ…ฉันไม่ได้นำกระดาษ ปากกา ซองจดหมาย หรือตราประทับมา”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ทั้งสี่อย่างถูกโยนมาตรงหน้า
“…” ฟอร์สรับเครื่องเขียนอย่างลนลานและเดินออกจากตรอกไปสามสี่ก้าว รีบเขียนจดหมายถึงอาจารย์ของตน โดเรียน·เกรย์·อับราฮัมโดยอาศัยแสงสว่างจากโคมไฟถนนและผนัง
ไคลน์ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง รอคอยอย่างอดทน ไม่เผยท่าทีเร่งรัด
อันที่จริง มันแอบจับตามองมิสเมจิกเชี่ยนมานานแล้ว เพียงแต่ไม่โผล่หน้าออกมา
อาศัยที่อยู่ที่ฟอร์สเคยแจ้ง มันแอบจับตามองนับตั้งแต่อีกฝ่ายออกจากบ่ายในตอนบ่าย กระทำโดยการให้หุ่นเชิดสวดวิงวอนถึงเทพสมุทร คาเวทูว่าอย่างต่อเนื่องโดยที่ร่างต้นอยู่บนมิติหมอก ใช้จุดแสงของผู้สวดวิงวอนเป็นจุดตั้งต้นสำหรับตรวจสอบสถานการณ์รอบตัวเมจิกเชี่ยน
ด้วยความช่วยเหลือจากตาทิพย์ ไคลน์ยืนยันได้ว่าซาราธมิได้กำลังจับตามองมิสเมจิกเชี่ยน การติดต่อจะไม่มีอันตราย
หลังจากทราบว่าเมจิกเชี่ยนเคยอยู่ใกล้กับหุ่นเชิดของซาราธมาแล้ว มีหรือที่ไคลน์จะวางใจและพาเธอท่องเที่ยวอย่างสบายใจ?
แต่สำหรับตอนนี้ มันมั่นใจแล้วว่า ซาราธในช่วงเวลาดังกล่าวกำลังสนใจสมบัติปิดผนึกของตระกูลอับราฮัม หรือไม่ก็นักบุญเร้นลับ โบทิส โดยมิได้แยแสผู้วิเศษลำดับ 6 ตัวเล็กๆ แม้แต่น้อย ความจริงที่ว่าเธอคือสาวกของเดอะฟูลยังไม่ถูกเปิดเผย
ไม่กี่วินาทีถัดมา ฟอร์สเขียนจดหมายเสร็จและใช้สมุนไพรเหนียวที่พกติดตัวแทนกาว ปิดผนึกซองและติดตราไปรษณียากร
“ให้นำไปใส่ตู้ไปรษณีย์ใช่ไหม?” ฟอร์สก้มมองกระดาษจดหมายซึ่งมีชื่อจริงและที่อยู่ของอาจารย์เขียนไว้ ก่อนจะซักถามด้วยความลังเล
เธอเชื่อว่าตนควรทำเรื่องนี้เอง เพราะการปล่อยให้เกอร์มัน สแปร์โรว์ทำแทนคงไม่ใช่เรื่องดี อาจารย์ของเธออาจได้รับอันตราย
แต่แน่นอน หากเกอร์มัน·สแปร์โรว์ยืนกรานที่จะทำ เธอก็ไม่มีทางเลือก
ไคลน์พยักหน้าแผ่วเบา
“กลับมาที่นี่หลังจากหย่อนเสร็จแล้ว”
ฟู่ว… ฟอร์สถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก รีบหันหลังกลับและวิ่งไปตามถนนจนกระทั่งพบตู้ไปรษณีย์
หลังจากจัดการทั้งหมดเสร็จและกลับมาถึงตรอกมืด เธอไม่รอให้เกอร์มัน·สแปร์โรว์พูด แต่รีบคืนปากกา กระดาษ ตราไปรษณียากรที่ยังเหลืออีกสองดวง จากนั้นก็ชิงกล่าว
“ใช้แค่ดวงเดียว”
ไคลน์ชำเลืองมิสเมจิกเชี่ยนด้วยหางตา รับปากกาและตราไปรษณียากรพร้อมกับกล่าว
“แปลว่าอาจารย์ของคุณอาศัยอยู่ห่างจากเบ็คลันด์ไม่เกินหนึ่งร้อยกิโลเมตร”
“…” สีหน้าฟอร์สพลันแข็งทื่อ
ท่าทีแบบนั้นมันอะไรกัน? ฉันรู้แม้กระทั่งว่า อาจารย์ของเธออยู่ที่ท่าเรือพริสต์ และมีความเป็นไปได้สูงที่จะยังไม่ย้ายไปไหน… ส่วนเหตุผลที่เธอได้รับตราไปรษณียากรสามดวง แน่นอน นั่นเพราะฉันจงใจ… ไคลน์พึมพำเงียบ เดินไม่กี่ก้าวจนกระทั่งประชิดตัวมิสเมจิกเชี่ยน
ชายหนุ่มเหยียดแขนซ้ายที่สวมถุงมือสีใสออกไปคว้าไหล่สตรีฝั่งตรงข้าม
เมจิกเชี่ยน ฟอร์สก้มหน้าลงตามสัญชาตญาณ
ทันใดนั้น สีสันรอบตัวทวีความฉูดฉาด ซ้อนทับหลายชั้น นอกจากนั้นยังมีเงารางจำนวนมากที่ยากจะอธิบาย
เมื่อทัศนวิสัยกลับเป็นโทนสีปรกติ ฟอร์สเงยหน้าขึ้นราวกับร่างกายขยับไปตามเงื่อนไข ตามด้วยการกล่าวขอบคุณ
ทว่า เกอร์มัน·สแปร์โรว์ได้หายตัวไปแล้ว!
ฟอร์สมองไปรอบตัวด้วยสีหน้ามึนงงสุดขีด พบว่าตนกำลังอยู่ที่ใดสักแห่งซึ่งปลอดคน ประตูด้านหน้ามีเสียงเอะอะและกลิ่นหอมของไวน์
เธอรีบดึงผ้าขึ้นมาคลุมหัวด้วยความกลัวต่างถิ่น จากนั้นก็ผลักประตูเข้าไปและพบกับผู้ชายจำนวนมากที่แต่งกายในชุดโจรสลัด
เกือบทั้งหมดพกมีดไว้ตรงเอว แต่ไม่พกปืน ส่วนใหญ่ดื่มเหล้าและกำลังถกเถียงกันว่า กองเรือรบของฟุซัคหรือโลเอ็นที่แข็งแกร่งกว่ากัน ในหมู่บุรุษยังมีสตรีเลอโฉมปะปนอยู่หลายคน บางคนกำลังเต้นรำดุจดังผีเสื้อ
ฟอร์สแต่งกายในเดรสกระโปรงยาวตามแบบฉบับเบ็คลันด์ สวมเสื้อคลุมสีเข้ม ผมสีน้ำตาลหยักศกตอนปลาย บรรยากาศค่อนข้างภูมิฐาน แต่กลับมีนิสัยขี้กลัว เปรียบดังลูกแกะที่หลุดเข้ามาในฝูงหมาป่า ด้วยภาพลักษณ์ที่ขัดแย้งกับสภาพแวดล้อมอย่างชัดเจน ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เธอจะตกเป็นเป้าสายตาของผู้คน
เธอไม่คุ้นเคยกับภาษาที่คนรอบตัวใช้ คล้ายกับเป็นแขนงหนึ่งของสาขาที่เธอถนัด เพียงแต่ต้องใช้เวลาปรับตัวสักพัก
เรากำลังอยู่ที่ไหน ทำอะไร และพวกเขาเป็นใคร… ท่ามกลางความฉงนของฟอร์ส ชายร่างใหญ่แหวกเข้ามาหาและพูดกับเธอเป็นภาษาโลเอ็นตะกุกตะกัก
“สิบซูล… หนึ่งคืน!”
ฟอร์สแฝงตัวอยู่ในแวดวงผู้วิเศษหลายแห่ง แม้จะยังไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน แต่เธอมั่นใจว่าตนกำลังเผชิญสถานการณ์แบบใดอยู่ ทันใดนั้น แสงในดวงตาหญิงสาวเริ่มควบแน่นในจุดเดียวอย่างผิดธรรมชาติ
บรรยากาศน่าเกรงขามแผ่ซ่านออกจากร่างกายหญิงสาว ส่งผลให้คนรอบข้างเบื้องหน้าหนีโดยไม่รู้ตัว
นี่คืออำนาจของโอสถผู้พิพากษาเป็นลำดับที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ
…
ทะเลคลั่ง เกาะไซรอส
เดนิสซ่อนตัวในเงามืด คอยจับตามองพ่อค้าข่าว บัสต์ด้วยความรอบคอบและตั้งใจ
………………………………….
เหนือสายหมอกสีเทาที่ไม่สั่นไหว ไคลน์นั่งนิ่งบนเก้าอี้ประธานโต๊ะทองแดงยาวเก่าแก่ ดูคล้ายกับรูปปั้นหินที่ดำรงอยู่มานานนับแสนปี
จากการค้นพบล่าสุด มันสัมผัสถึงความหวาดกลัวที่สุมอยู่ในอก สัมผัสถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านจากท้ายทอยไปยังทุกจุดของร่างกาย ปลายนิ้วสั่นระริกเล็กน้อยแต่ชัดเจน
เป็นความรู้สึกราวกับได้เห็นเพื่อนสนิทเปลี่ยนเป็นคนอื่นภายในช่วงเวลาสั้นๆ ประหนึ่งถูกใครบางคนสวมรอยแทน
แน่นอน มีตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนกว่านั้นอยู่ สมมติให้เลียวนาร์ด มิเชลแวะมาที่บ้านไคลน์เพื่อปรึกษาเกี่ยวกับพาลีส·โซโรอาสเตอร์ แต่ระหว่างกำลังพูดคุย อีกฝ่ายกลับหยิบแว่นตาขาเดียวขึ้นมาสวมบนตาขวา
หรือจะเป็นเพราะว่า ในตอนที่จักรพรรดิเหยียบลงบนดวงจันทร์สีแดง เขาได้รับมลพิษโดยไม่รู้ตัว แต่หลังจากนั้นกลับยังใช้ชีวิตประจำวันไปตามปรกติ จนกระทั่งวันหนึ่ง เขานึกทบทวนอดีตจากไดอารี เริ่มวิเคราะห์ตัวเอง พูดคุยกับตัวเองจนกระทั่งตระหนักถึงสัญญาณบางอย่าง? หรือจะไม่ใช่มลพิษ แต่เป็นการสะกดจิตของอาดัม? แต่ในเวลาดังกล่าว โรซายล์อยู่ในลำดับหนึ่งเรียบร้อยแล้ว… ไคลน์อดไม่ได้ที่จะก้มมองตัวเองและสมมติให้ภายในร่างกายมีอีกหนึ่งคนซ่อนอยู่ เป็นคนที่ไม่รู้จักโดยสิ้นเชิง และบางทีก็ไม่แน่ใจว่าจะเรียก ‘คน’ ได้ไหม
น่ากลัวฉิบ… ไคลน์ผ่อนลมหายใจลง หันเหความสนใจกลับไปที่ไดอารีจักรพรรดิโรซายล์
เพียงไม่นาน มันได้กับสิ่งที่ควรค่าแก่การใส่ใจ
“28 กรกฎาคม เป็นอีกครั้งที่เราเข้าร่วมชุมนุมขององค์กรลับโบราณ”
“จากบทสนทนาเรื่อยเปื่อยกับสมาชิก เราสังเกตเห็นปัญหา”
“เราเลื่อนลำดับเร็วเกินไปจนขาดประสบการณ์อย่างนั้นหรือ? ทำไมถึงมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน?”
“ยกตัวอย่างเช่น การกัดกร่อนจากอวกาศและใต้ดิน เราเพิ่งเคยได้ยินครั้งนี้ครั้งแรก!”
“หึหึ เราไม่มีทางทราบเลยว่าในบรรดาคนเหล่านี้ มีใครบ้างที่เป็น ‘ท่าน’ เกือบทั้งหมดไม่ต้องการเปิดเผยลำดับพลัง”
“อาศัยจังหวะที่สมาชิกอื่นกำลังพูดคุย เราหันไปกระซิบคุยกับมิสเตอร์เฮอร์มิสด้านข้าง หวังให้เขาช่วยเล่าเรื่องการกัดกร่อนจากอวกาศและใต้ดินมากกว่านี้”
“เฮอร์มิสระบุว่า ด้วยลำดับปัจจุบันของเรา นี่เป็นความรู้ที่ยังไม่ควรไปแตะต้อง ลำพังความเข้าใจก็มากพอจะทำให้เราถูกกัดกร่อน!”
“น่ากลัวขนาดนั้นเชียว? จะสักแค่ไหนกัน? เราได้แต่นึกสงสัย”
“ชายชราบอกกับเราว่า ไม่จำเป็นต้องสนใจการกัดกร่อนจากใต้ดินมากนัก เพราะพวกมันจะหายไปเองตามกาลเวลา… ย้อนกลับไปในอดีตเมื่อนานมาแล้ว สมัยที่เทพบรรพกาลยังโลดแล่นอยู่บนโลก สิ่งมีชีวิตทรงพลังพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่กลับกลายเป็นว่า สถานการณ์แย่ลงจนเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง ในภายหลัง พวกมันตัดสินใจล้มเลิกแผนการ เปลี่ยนไปใช้วิธีผนึกและเฝ้าระวังแทน”
“นับแต่นั้นเป็นต้นมา แม้จะยังมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์โดยรวมก็ถือว่ามั่นคง จวบจนปัจจุบัน ต่อให้ไม่มีผนึกหรือไม่มีคนคอยเฝ้า แต่ตราบใดที่ไม่เข้าใกล้มากเกินไป การกัดกร่อนก็จะไม่เกิดขึ้น”
“เรื่องดังกล่าวทำให้เราประหลาดใจเล็กน้อย ดูเหมือนว่า ปัญหาจบลงได้เองโดยไม่ต้องถึงมือตัวเอกแห่งยุคสมัยคนนี้”
“ชายชราเฮอร์มิสกลับมาพูดเรื่องอวกาศอีกครั้ง ระบุว่าสถานการณ์ค่อนข้างซับซ้อน น่าสนใจ และอันตรายกว่าที่เราจินตนาการ เขาเน้นย้ำว่าแม้แต่เทวทูตลำดับ 1 และ 2 ก็ยังเข้าใจสถานการณ์ของอวกาศได้ไม่ดีพอ มีแค่ความรู้เพียงผิวเผิน ไม่ทราบว่านอกจากอันตราย บนอวกาศยังมีอีกหลายสิ่งซ่อนอยู่ หากไม่ใช่เพราะเฮอร์มิสเคยพบกับตัวตนที่สามารถท่องอวกาศได้ตามใจชอบ และได้ฟังเรื่องราวมาจากอีกฝ่าย ท่านก็คงนำมาเล่าให้เราฟังไม่ได้เช่นกัน”
“เรานึกสงสัย จึงถามออกไปว่าใครคือผู้ที่สามารถท่องอวกาศได้ตามใจชอบ แต่ก็ไม่ได้คาดหวังคำตอบสักเท่าไร”
“ชายชราเฮอร์มิสไม่ปิดบัง เขาบอกว่าอีกฝ่ายคือมิสเตอร์ประตูเบเทล อับราฮัม”
“มิสเตอร์ประตู… เราแสร้งทำเป็นไม่รู้จัก และถามเกี่ยวกับระดับของอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเป็นธรรมชาติ”
“เฮอร์มิสมิได้ตอบตรงๆ เพียงกล่าวว่าในยุคสมัยที่สี่ แม้แต่เทวทูตก็ยังไม่ถูกเรียกว่า ‘ท่าน’ อย่างเปิดเผยนัก บุคคลที่สามารถถูกเรียกนำหน้าว่าท่านได้มีเพียงแค่หยิบมือ หนึ่งในนั้นคือมิสเตอร์ประตู ซึ่งที่เหลือล้วนเป็นเทพแท้จริงอย่างรัตติกาล วายุสลาตัน ธรณี”
“ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า… ความแข็งแกร่งของมิสเตอร์ประตูอยู่ในระดับที่ไม่ธรรมดา”
การกัดกร่อนจากใต้ดินจะหายไปเองตามกาลเวลา? กระจกวิเศษอาโรเดสเคยบอกว่า หมอกสีเทาทำให้เจ้านั่นคิดถึงใต้ดิน… แถมยังหวังให้เราสำรวจใต้ดินหลังจากทวงคืนบัลลังก์เทพสำเร็จแล้ว แต่ลูก้า บรูว์สเตอร์ยืนกรานว่ายิ่งมีลำดับสูง อันตรายจากใต้ดินก็ยิ่งรุนแรง… ไคลน์ใช้ปลายนิ้วเคาะโต๊ะทองแดงยาว เริ่มสับสนข้อมูลเกี่ยวกับใต้ดิน
แต่หนึ่งสิ่งที่ตรงกันก็คือ ไม่ว่าจะเป็นคำอธิบายของเฮอร์มิส สภาพของปราสาทร้าง และท่าทีของเทพธิดารัตติกาล ทั้งหมดล้วนบ่งชี้ว่าการกัดกร่อนจากใต้ดินจะเลือนหายไปตามกาลเวลา และวิธีรับมือที่ดีที่สุดคือการปล่อยทิ้งไว้
ฟู่ว… ถ้าอย่างนั้นก็เลิกกังวลเกี่ยวกับใต้ดินไปก่อน… คำพูดเฮอร์มิสตรงกับสถานการณ์ของประตูทองแดงในเมืองเลฟซิด มังกรจินตภาพ แอนเคอร์เวลเคยลองแก้ปัญหาจากใต้ดินแล้ว แต่ก็ต้องล้มเหลวและเกิดเป็นความกลัวกับบาดแผลทางใจ… สำหรับปัจจุบัน อันตรายร้ายแรงที่สุดมาจากอวกาศ และลำดับของเรายังไม่สูงพอที่จะทำความเข้าใจข้อมูล… ไคลน์พึมพำกับตัวเองเสียวแผ่วก่อนจะพลิกหน้าไดอารีในมือ
อ่านไปได้ไม่กี่หน้า ไคลน์จ้องมองประโยคหนึ่ง
“31 ธันวาคม วันสิ้นปี และวันที่ดีที่สุดสำหรับการตัดสินใจเริ่มต้นใหม่”
“ตอนนี้เราตัดสินใจได้แล้วว่าจะสร้างสุสานทั้งแปดแห่งที่ไหน แต่แห่งสุดท้ายยังนึกไม่ออก”
“ต้องลึกลับยิ่งกว่าทั้งแปดแห่งก่อนหน้า ไม่อย่างนั้นก็ไร้ความหมาย”
“หลังจากไตร่ตรองเป็นเวลานาน เรานึกถึงสถานที่หนึ่ง เป็นเกาะไร้ชื่อที่กริมม์ถูกฝัง”
“แน่นอน นรกเองก็เป็นหนึ่งในตัวเลือก เพียงแต่ว่า เราไม่พบปีศาจที่มีชีวิตในละแวกดังกล่าว มิอาจทำให้เชื่องและเปลี่ยนให้เป็นคนของเรา เลิกคิดเรื่องการสั่งให้สร้างสุสานไปได้เลย… มนุษย์ธรรมดายิ่งแล้วใหญ่ การเอาชีวิตรอดที่นั่นเป็นเรื่องยาก แม้แต่ผู้วิเศษที่แข็งแกร่งบางคนก็ยังมิอาจต้านทานการกัดกร่อนจากธรรมชาติของนรก”
“ลงเอยด้วย สภาพแวดล้อมของเกาะไร้ชื่อดังกล่าวดูเหมาะสมมากที่สุด”
“หึหึ… บรรดา ‘องค์ชายวิปลาส’ ในยุคสมัยที่สี่ยังเข้าใจคำว่า ‘ประชาชน’ ได้ไม่ดีพอ ตัวตนที่เรียกว่า ‘จักรพรรดิ’ ไม่จำเป็นต้องปกครองเฉพาะมนุษย์และสิ่งมีชีวิตกึ่งมนุษย์เท่านั้น แต่รวมไปถึงสิ่งมีชีวิตทุกชนิด!”
“บนเกาะไร้ชื่อนั่นมีสัตว์วิเศษอยู่มาก พวกมันศรัทธาเราและติดตามเรา สามารถใช้เป็นแรงงานสำหรับสร้างสุสานได้”
“เขียนถึงตรงนี้ทำเอานึกถึงประสบการณ์เก่าสมัยอดีต เป็นตอนที่เราฝันถึงกริมม์และตัดสินใจย้อนกลับไปที่เกาะไร้ชื่อพร้อมกับเอ็ดเวิร์ด เบนจามิน และลูกน้องคนอื่น ภาพแรกที่ได้เห็นก็คือ เหล่าสัตว์วิเศษกำลังรวมตัวกันประกอบพิธีกรรม และกริมม์ที่ตายไปแล้วก็อยู่ในนั้นด้วย”
“เราตกใจมากในตอนนั้น ความกลัวที่ห่างหายไปนานปกคลุมจิตใจอย่างท่วมท้น ทุกสิ่งดูพิสดารไปเสียหมด”
“โชคร้าย เราต้องเสียวิลเลียมและโพลีในการสำรวจรอบดังกล่าว มีเพียงเอ็ดเวิร์ดและเบนจามินที่รอด หากไม่ใช่เพราะว่าเราแข็งแกร่งขึ้นมากและสามารถควบคุมสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ ได้อย่างชำนาญ เกรงว่าทุกคนคงถูกฝังอยู่ที่นั่นพร้อมกัน”
“ไม่น่าเชื่อว่าความแข็งแกร่งของสัตว์วิเศษบนเกาะจะได้รับอิทธิพลมาจากอวกาศ และใครก็ตามที่ตายเพราะการกัดกร่อนจากอวกาศ จะถูกส่งคืนกลับไปยังต้นกำเนิด”
“โชคดีที่พลังจากอวกาศส่งอิทธิพลต่อโลกความจริงไม่มากนัก เราแก้ปัญหาสำเร็จและเปลี่ยนเกาะแห่งนั้นให้กลายเป็นฐานทัพลับ”
“เอาล่ะ ได้เวลาใช้งานมันแล้ว!”
หลังจากอ่านจบ ไคลน์มิได้ดีใจที่ตนเดาตำแหน่งของสุสานสุดท้ายถูก แต่กำลังขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ
ในแง่หนึ่ง มันเพิ่งรู้ว่าการกัดกร่อนจากอวกาศอยู่ใกล้ตัวขนาดนี้ และอีกแง่หนึ่ง ไคลน์รู้สึกว่าเกาะไร้ชื่อมิได้เป็นความลับขนาดนั้น เพราะนอกจากตัวโรซายล์ ยังมีมนุษย์อีกสองคนคือเอ็ดเวิร์ดและเบนจามิน ไม่สอดคล้องกับความ ‘ลับสุดยอด’ ที่โรซายล์ต้องการ
เป็นเพราะเอ็ดเวิร์ดกับเบนจามินเสียชีวิตตามธรรมชาติก่อนหน้านั้นแล้ว ความลับจึงไม่ถูกเปิดเผย? หรือเป็นเพราะโรซายล์สั่งให้ลูกน้องทั้งสองอยู่ที่เกาะไร้ชื่อไปตลอดกาล เพื่อแก้ปัญหาการถูกสื่อวิญญาณจากคนนอก? แต่แน่นอน ถ้าโรซายล์มีสมบัติปิดผนึกในขอบเขตของจิตใจ ก็คงไม่พลาดที่จะลบความทรงจำลูกน้อง… ไคลน์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะพลิกอ่านไดอารีต่อ พยายามมองหาพิกัดของเกาะไร้ชื่อ
น่าเสียดาย แม้จะอ่านจนจบก็ยังไม่พบพิกัดที่ต้องการ แต่มีไดอารีหน้าหนึ่งเขียนอธิบายเกี่ยวกับความคิดในช่วงบั้นปลายของโรซายล์
“27 ธันวาคม เรากระสับกระส่ายตลอดเวลา เพราะมิอาจทราบได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป”
“เราไม่ต้องการความช่วยเหลืออีกแล้ว ขอแค่พวกเขารักษาความเป็นกลางเอาไว้ก็พอ”
“เรานำพาตัวเองเข้ามาอยู่ในสถานการณ์อันตรายที่สุด สิ่งนี้เกิดจากความกล้าหาญและอับจนหนทางในเวลาเดียวกัน”
“ในบางครั้งเราก็สับสนตัวเอง ตอนนั้นคิดอะไรอยู่ถึงได้ย่างกรายเข้ามาในสถานการณ์เช่นนี้ทีละก้าว?”
“ถึงแม้จะสุดโต่งเกินไป แต่ก็เป็นสิ่งเดียวที่เราสามารถทำได้”
“เรื่องราวดำเนินมาถึงจุดนี้แล้ว กังวลไปก็เปล่าประโยชน์ เพราะไม่เพียงจะส่งผลต่อสภาพจิตใจ แต่ยังทำให้ความหวังอันเลือนรางยิ่งริบหรี่”
“หลังจากมาไกลขนาดนี้ ก็มีแต่ต้องมุ่งหน้าต่อไปจนกว่าจะได้พบกับแสงสว่าง”
“หึหึ… ความหวังทั้งหมดของเราสามารถสรุปได้ในประโยคเดียว”
“หมาจนตรอกมันจะดุร้ายที่สุด!”
ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่า จักรพรรดิเลือกวิธีตายและคืนชีพเพื่อขจัดการมลพิษทางจิตและอาการเสียสติ… เป็นวิธีที่บ้ามาก เหมือนกับการวัดดวงเกมรัสเซียนรูเล็ตด้วยลูกกระสุนนัดเต็มโม่ โดยหวังให้กระสุนขัดลำกล้องไปเอง… ถ้าไม่ใช่คนที่มีความคิดสุดโต่งหรือหลุดกรอบมากๆ คงไม่มีทางวางแผนแบบนี้ได้… ไคลน์เอนหลังพิงพนัก นั่งเงียบงันภายในวังเป็นเวลานาน
เมื่อความคิดที่กระจัดกระจายทยอยกลับมารวมกัน ชายหนุ่มมองหาวิธีเดินทางไปที่เกาะไร้ชื่อ
ถ้าจำไม่ผิด เบนจามินซึ่งเคยไปเกาะไร้ชื่อกับจักรพรรดิ คือคนของตระกูลอับราฮัม… เราถามเรื่องนี้จากมิสเมจิกเชี่ยนได้… จริงสิ อีกเดี๋ยวก็ได้เจอกันแล้ว ไม่จำเป็นต้องแจ้งผ่านเดอะฟูล…
ทายาทของเอ็ดเวิร์ด วิลเลียม โพลี และคนที่เหลือ… คงต้องให้ราชินีเงื่อนงำสืบแทน นั่นคงเหมาะสมกว่า…
หลังจากวางแผนเสร็จ ไคลน์มองไปรอบตัว ถอนหายใจยาวพร้อมกับเลือนหายไปจากสายหมอกสีเทา
………………………………….
ความเงียบปกคลุมสายหมอกสีเทาราวกับการชุมนุมเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
ไคลน์งอนิ้วเคาะขอบโต๊ะทองแดงยาว เสกให้ไดอารีของโรซายล์ที่แคทลียาเพิ่งเขียนปรากฏอีกครั้ง
ท่ามกลางภาวะสงบนิ่งที่ยากอธิบาย ไคลน์จ้องย่อหน้าแรกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“27 กันยายน เราได้พบกับมิสอิทากาอีกครั้งและมีประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นแต่งดงามกับเธอ เป็นอย่างที่คิด เราชอบสตรีในวัยนี้มากกว่า ไม่ใช่เพียงเพราะคิดถึงช่วงชีวิตในวัยหนุ่ม แต่เป็นเพราะเราไม่เปลี่ยนไปเลยในช่วงที่ผ่านมา หึหึ”
…ฉันจริงจังกับไดอารีของนายมาก แต่กลับเขียนอะไรแบบนี้มาให้อ่าน? มุมปากไคลน์กระตุกขณะรำพันจิกกัดจักรพรรดิโรซายล์ที่ตนเคยเห็นแค่เพียงจากในรูป
มันสลัดความคิดฟุ้งซ่านพร้อมกับเริ่มขยับดวงตา
…
ชั้นใต้ดินของวิหารนักบุญแซมมวล ภายในห้องพัก
หลังจากเลียวนาร์ด·มิเชลลืมตาขึ้น มันไตร่ตรองสักพักก่อนจะพูดโดยหรี่เสียง
“ตาแก่… ดูเหมือนว่าซาราธจากลัทธิเร้นลับจะอยู่ในเบ็คลันด์”
ภายในใจ เสียงค่อนข้างชราดังขึ้นทันที
“อย่างที่คิด…”
ได้ยินคำตอบ เลียวนาร์ดถามกลับ
“ตาแก่ คุณรู้จักซาราธใช่ไหม? ผมจำได้ คุณเคยบอกว่าตระกูลซาราธและโซโรอาสเตอร์ต่างเป็นขุนนางใหญ่แห่งจักรวรรดิโซโลมอน”
ตามความเห็นของเลียวนาร์ด ในฐานะสหายเก่า ตาแก่กับซาราธจะต้องเคยต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กัน แล้วจะไม่รู้จักได้อย่างไร?
พาลีส โซโรอาสเตอร์ ‘เฮอะ!’ ในลำคอ
“ซาราธที่ข้าคุ้นเคยน่าจะร่วงหล่นไปในสงครามสี่จักรพรรดิแล้ว เจ้านี่คงเป็นลูกหลาน หรือไม่ก็เด็กกว่านั้น… หึหึ ซาราธในช่วงเวลาดังกล่าวได้รับเบาะแสของตะกอนพลังลำดับ 1 ก้อนที่สองจากพระผู้สร้างแท้จริงมาแล้ว วางแผนจะไปตรวจสอบหลังจากสงครามจบลง หากทำสำเร็จ เจ้านั่นจะกลายเป็นราชาเทวทูตทันที แต่น่าเสียดาย… ซาราธในเวลานั้นต้องเผชิญหน้ากับตระกูลอันทีโกนัสซึ่งรู้จักกันในนาม ‘ฮาล์ฟฟูล’ นอกจากนั้นยังมีเบเทล·อับราฮัมเข้ามาเกี่ยวข้อง เจ้านั่นสามารถปรากฏตัวได้ทุกที่ทุกเวลา ว่ากันตามตรง หากเบเทล·อับราฮัมไม่ถูกขับไล่และผนึกโดยรัตติกาลกับวายุสลาตันตั้งแต่ต้นสงคราม เกรงว่าแม้แต่ข้าก็คงมิอาจอยู่รอดไปจนกระทั่งจบสงครามสี่จักรพรรดิ”
ฮาล์ฟฟูล… เปลือกตาเลียวนาร์ดกระตุกอย่างมิอาจหักห้าม อดไม่ได้ที่จะจินตนาการถึงตัวตนลึกลับเหนือสายหมอก
มันข่มสติและควบคุมความคิดของตัวเองให้ดำเนินไปในทิศทางอื่น
แม้แต่คำอธิบายของบุคคลใกล้ชิดในเวลานั้นก็ยังช่วยยืนยันว่า มิสเตอร์ประตูคือสุดยอดตัวตนในหมู่ราชาเทวทูต ขนาดเทพแท้จริงทั้งสองพระองค์ยังทำได้เพียงขับไล่และผนึกไว้ อา… แต่นั่นก็อาจเป็นไปได้ว่า มิสเตอร์ประตูเก่งกาจด้านการหลบหนีจนยากแก่การฆ่า… ภายใต้สถานการณ์ที่ตึงเครียดของภาวะสงคราม ศัตรูตัวอันตรายควรถูกกีดกันออกจากสงครามให้เร็วที่สุดโดยไม่สนใจวิธีการ…
หึหึ เมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต ตาแก่พลันกระสับกระส่ายและเล่าออกมามากมายในคราวเดียว…
ท่ามกลางกระแสความคิด เลียวนาร์ดพูดขึ้น
“ผมต้องอยู่ที่เบ็คลันด์เพราะคุณถูกใช้เป็นเหยื่อล่ออามุนด์?”
พาลีส·โซโรอาสเตอร์สลัดอารมณ์ด้านลบ
“ใครเป็นบอก? เจ้าไม่มีทางคิดได้เองแน่… แต่ช่างเถอะ การได้ทราบความจริงจากเครือข่ายข้อมูลก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายนัก”
ผมเก่งในเรื่องแบบนี้มาตั้งแต่เข้าร่วมเหยี่ยวราตรีแล้ว! เลียวนาร์ดตอบในใจแบบไม่เปล่งเสียง
พาลีส·โซโรอาสเตอร์เล่าต่อ
“ข้าก็คิดแบบเดียวกัน… ขอสารภาพตามตรง ความสัมพันธ์ระหว่างอดีตเพื่อนร่วมงานของเจ้ากับรัตติกาลทำให้ข้าสับสนไม่น้อย หากไม่ใช่เพราะพรแห่งการปกปิดในวันนั้นมอบความคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ข้าเองก็คงไม่กล้าจินตนาการ… หึหึ ซาราธและข้าอยู่ที่เบ็คลันด์ ส่วนอามุนด์ก็กำลังจะตามมา… เกิดเป็นสามเหลี่ยมสมดุลที่สมบูรณ์”
หมายความว่ายังไง… พรแห่งการปกปิดในวันที่ใช้จัดการกับร่างโคลนอามุนด์เป็นพลังในขอบเขตรัตติกาล ไม่ใช่ของมิสเตอร์ฟูล? กำลังจะบอกว่ามิสเตอร์ฟูลร่วมมือกับเทพธิดา? หรือมีเบื้องบนของศาสนจักรคนใดศรัทธามิสเตอร์ฟูล? เลียวนาร์ดสับสนในจุดยืนตัวละครอย่างมาก
แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าพาลีส โซโรอาสเตอร์เองก็ประหลาดใจไม่น้อย มันตัดสินใจไม่ถามซักไซ้ประเด็นเดิม เพียงขมวดคิ้วและพึมพำ
“เทวทูตลำดับหนึ่ง สองตนกับอีกหนึ่งราชาเทวทูต… เบ็คลันด์จะไม่เกิดหายนะเอาหรือ?”
มันยังไม่ลืมว่า อามุนด์คือตัวตนสุดเลวร้ายที่สามารถฆ่าคนจำนวนมากได้อย่างเงียบเชียบ และชื่นชอบที่จะลิ้มรสประสบการณ์ของเหยื่อ
เมื่อพิจารณาจากจุดดังกล่าว ซาราธที่อยู่ในเส้นทางใกล้เคียงก็น่าจะมีพลังสุดน่าสะพรึงและสยองขวัญไม่ต่างกัน หากปะทะกับอามุนด์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่ากรุงเบ็คลันด์จะกลายเป็น ‘เมืองแห่งคนตาย’ หรือไม่ก็ ‘เมืองพิสดาร’ !
พาลีส·โซโรอาสเตอร์หัวเราะ
“สมดุลหมายถึงการที่ทุกคนขยับตัวไม่ได้ และนอกจากนั้น อามุนด์คงไม่ส่งร่างจริงมา อย่างมากก็เป็นร่างโคลนจำนวนมหาศาล… แม้ว่ารัตติกาลจะเสด็จลงมาไม่ได้ แต่ใช่ว่าวายุสลาตันจะไม่สามารถ”
“หมายความว่ายังไง?” เลียวนาร์ดสนใจคำสำคัญในประโยคของชายชรา
น้ำเสียงของพาลีส·โซโรอาสเตอร์แฝงความผ่อนคลายมากขึ้น
“ไม่ว่าจะเป็นเพราะสงครามหรือเหตุผลอื่น แต่รัตติกาลยังมิอาจแทรกแซงโลกความจริงได้อีกสักพักใหญ่ ไม่อย่างนั้นทางโบสถ์จะยอมเสี่ยงล่ออามุนด์เข้ามาถ่วงดุลอำนาจทำไม? พระองค์คงวางกับดักไว้แล้ว และเป็นกับดักที่สามารถจับกุมซาราธ หรือไม่ก็ทำให้นักทำนายขี้ขลาดนั่นเผ่นหนีหางจุกก้น”
“…มีอะไรเกิดขึ้นกับเทพธิดางั้นหรือ” เลียวนาร์ดกระวนกระวายใจทันที
เสียงค่อนข้างชราตอบ
“อาจไม่ใช่ในทางที่แย่เสมอไป… น่าจะเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ”
โดยไม่รอให้เลียวนาร์ดถาม พาลีส·โซโรอาสเตอร์ถอนหายใจพร้อมกับเล่าต่อ
“อามุนด์ถูกล่อมายังเบ็คลันด์เพราะข้า… แล้วซาราธล่ะ? แล้วข้าล่ะ?”
“ซาราธก็คงถูกล่อมาเพราะคุณเหมือนกัน ส่วนคุณอยู่ที่เบ็คลันด์ก็เพราะผม…” เลียวนาร์ดครุ่นคิดก่อนจะมอบคำตอบ
“แล้วเหตุใดเจ้าถึงอยู่ที่เบ็คลันด์” ซาราธถามด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
เลียวนาร์ดตอบทันที
“ศาสนจักรสั่งให้อยู่… ตัวผมไม่มีทางเข้าไปพัวพันกับกฎการดึงดูดของพลังพิเศษอยู่แล้ว”
“ไม่เสมอไป” พาลีสทำเสียงขรึม “มีหลายครั้งที่กฎการดึงดูดของพลังพิเศษเกิดขึ้นในจุดที่อยู่นอกเหนือการรับรู้ของเจ้า เป็นอิทธิพลในเชิงชะตากรรม ยกตัวอย่างเช่น ขณะกำลังนั่งรถไฟ เจ้ารู้สึกอย่างกะทันหันว่าวิวทิวทัศน์ระหว่างทางช่างงดงาม จึงตัดสินใจลงที่สถานีดังกล่าวและดื่มด่ำไปกับบรรยากาศในเมืองเล็ก แต่ความจริงแล้วเป็นเพราะในละแวกใกล้เคียงมีตะกอนพลังหรือสมบัติวิเศษในเส้นทางเดียวกันอยู่”
“กล่าวอีกนัยหนึ่ง ยังมีสิ่งอื่นที่คอยดึงดูดคุณกับซาราธให้อยู่ในเบ็คลันด์ และเนื่องจากชะตากรรมของคุณ ผมจึงได้รับผลกระทบด้วยการถูกทางศาสนจักรสั่งให้ประจำการในเบ็คลันด์?” เลียวนาร์ดที่เริ่มกระจ่าง ถามเพื่อขอคำยืนยัน
พาลีส·โซโรอาสเตอร์ถอนหายใจเชื่องช้า
“อย่ามองข้ามความเป็นไปได้ดังกล่าว”
…
เหนือมิติหมอก ไคลน์พลิกหน้ากระดาษไดอารีแสนมีค่า
“21 พฤศจิกายน เป็นเพราะเราเตรียมตัวอย่างบ้าคลั่งมาตั้งแต่ต้น จึงได้ครอบครองสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ ที่น่าสะพรึงและวุ่นวายเร็วกว่าที่คิดไว้มาก”
“หลังจากนั้น เมื่อผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากซึ่งได้รับความช่วยเหลือบางส่วนจากภายนอก เราเปลี่ยนมันกลับไปเป็นตะกอนพลังบริสุทธิ์ของลำดับ 1 ได้สำเร็จ”
“ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า พิธีกรรมจะเสร็จสมบูรณ์ เราจะเลื่อนเป็นลำดับ 1 จักรพรรดิความรู้แห่งเส้นทางผู้ส่องความลับ”
“26 พฤศจิกายน แดดอ่อน อากาศเย็น”
“พิธีกรรมผ่านไปด้วยความราบรื่น เราย่อยมันได้อย่างสมบูรณ์ หลักยึดเหนี่ยวเองก็มั่นคงมาก ไม่มีสถานการณ์ที่ยากลำบากเกิดขึ้นแม้แต่ครั้งเดียว”
“เนื่องจากเรากลายเป็นเทวทูตลำดับหนึ่ง จักรพรรดิความรู้ แบร์นาแดตจึงไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับปราชญ์เร้นลับอีกต่อไป สามารถทำตามคติพจน์ ‘ทำทุกสิ่งที่อยากทำ แต่ต้องไม่เดือดร้อนใคร’ ได้อย่างอิสระ!”
“ขณะเดียวกัน การเป็นเทวทูตลำดับหนึ่ง ก็ยังหมายถึง เราสามารถทนต่อการจ้องมองและมลพิษจากอวกาศ ถึงเวลาแล้วที่จะไปสำรวจพระจันทร์สีแดงเพื่อดูว่ามีอะไรอยู่ที่นั่น”
“ไม่ว่ามิสเตอร์ประตูจะโกหกหรือไม่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า พระจันทร์สีแดงคือต้นตอของปัญหาทั้งหมด หากเราต้องการเป็นเทพแท้จริง มีแต่ต้องหาคำตอบให้พบเท่านั้น”
“อีกสามวันข้างหน้า เราจะเหยียบพื้นดวงจันทร์!”
“อาจเป็นก้าวเล็กๆ ของเรา แต่เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ! ฮะฮะ! คำนี้ไม่ได้คิดเองนะ”
อ่านถึงตรงนี้ ไคลน์หวนนึกถึงไดอารีหน้าที่สุดโต่งและอัดแน่นด้วยอารมณ์ และยิ่งทวีความเชื่อว่า ไดอารีหน้าดังกล่าวถูกเขียนขึ้นหลังจากมหาจักรพรรดิไปเหยียบดวงจันทร์มาแล้ว
วางไดอารีลง ไคลน์ตัดสินใจใช้พลังทำนายฝันเพื่อนึกทบทวนไดอารีทุกหน้าที่ตนเคยอ่านมาตลอดหนึ่งปีกว่า จากนั้นก็ทำการเปรียบเทียบก่อนและหลัง พยายามค้นหาเบาะแสที่ทำให้โรซายล์กลายเป็นบ้าในบั้นปลาย
เพียงไม่นาน มันเห็นแถวของตัวอักษรในความฝัน เป็นไดอารีที่เชื่อกันว่า นี่คือหน้าสุดท้ายที่จักรพรรดิเขียน
“ฉันคงมอบคำแนะนำที่เฉพาะเจาะจงไม่ได้ เพราะไม่เคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเจ็ดเทพและเทพมารมาก่อน เรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับข้อมูลลับที่ซ่อนอยู่ในศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองขององค์กรลับโบราณ แต่น่าเสียดายที่ฉันทำได้แค่เดาว่า คงมีเนื้อหาบางส่วนถูกซ่อนไว้”
ในไดอารีหน้าดังกล่าว จักรพรรดิกล่าวเตือน ‘สหาย’ อย่างใจเย็นให้คอยระวังดวงจันทร์
ภาพความฝันแตกสลาย ไคลน์ตื่นขึ้นด้วยดวงตาเจือความหวาดผวา
มันยังจดจำได้แม่นยำ ก่อนหน้านั้นนานมาแล้ว จักรพรรดิโรซายล์เคย ‘มั่นใจ’ ว่าศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองมีเนื้อหาบางส่วนถูกซ่อนไว้
“19 กรกฎาคม คืนจันทราโลหิต”
“คำตอบของมิสเตอร์ประตูช่วยยืนยันหนึ่งเรื่อง ศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองที่เราเห็น นั่นยังไม่ใช่เนื้อหาที่สมบูรณ์!”
ได้ยังไง… จักรพรรดิลืม? ในเรื่องสำคัญแบบนี้เนี่ยนะ? ภาวะอารมณ์สุดโต่งไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับความจำเสื่อม… แล้วทำไมถึง… ไคลน์อดไม่ได้ที่จะรำพัน ภายในใจรู้สึกหน่วงจนยากจะอธิบาย
มหาจักรพรรดิโรซายล์ซึ่งเขียนไดอารีหน้าสุดท้าย หรือประโยคสุดท้ายนั่น คล้ายกับเป็นคนละคน
………………………………….
ไคลน์จำไม่ได้ว่าตนเคยคุยกับแฮงแมนเรื่องที่เส้นทางสุริยัน วายุ นักอ่าน ผู้ชม และคนเลี้ยงแกะสามารถสลับเปลี่ยนกันได้ไปหรือยัง หากต้องการจะนึกให้ออก เห็นทีต้องพึ่งพาการทำนายความฝันเพียงอย่างเดียว
แต่ในเมื่อแฮงแมนสงสัยในการวางตัวของโบสถ์วายุสลาตัน แปลว่ามีโอกาสสูงที่จะไม่เคยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันมาก่อน หรือเคยแล้วแต่อีกฝ่ายเชื่อมโยงข้อมูลไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบใด ชายหนุ่มมองว่าตนควรประกาศจุดยืนของบรรดาโบสถ์หลักให้สมาชิกชุมนุมทาโรต์ทราบโดยทั่วกัน จะได้หลีกเลี่ยงอันตรายในอนาคต
หลังจากถูกแฮงแมนจ้องมอง ไคลน์บังคับเดอะเวิร์ล เกอร์มัน สแปร์โรว์กล่าวเสียงต่ำเจือความไม่มั่นใจ
“วายุ สุริยัน นักอ่าน ผู้ชม และผู้วิงวอนความลับคือเส้นทางกลุ่มเดียวกัน… เช่นเดียวกันกับรัตติกาล เทพสงคราม มรณา… เส้นทางในกลุ่มเดียวกันมักจะไม่ลงรอยกัน แต่แน่นอน เรื่องนั้นไม่เสมอไป เพราะอย่างน้อยเจ็ดเทพจารีตก็จับมือเป็นพันธมิตรกัน”
เมื่อได้ยินคำตอบจากเดอะเวิร์ล แฮงแมน อัลเจอร์นึกถึงแผนการของอาดัมเป็นสิ่งแรก จากนั้นก็นึกทบทวนทัศนคติของโบสถ์วายุสลาตันและเริ่มกระจ่าง
ข้อมูลดังกล่าวทำให้มันมีความสุขและเกิดความรู้สึกเหนือกว่า ราวกับได้เห็นภาพรวมของสงครามก่อนใคร เป็นสิ่งที่แม้แต่สมาชิกเบื้องบนบางคนของโบสถ์ก็ยังไม่ทราบ
จัสติส ออเดรย์เริ่มเข้าใจความเงียบอันผิดธรรมชาติของอินทิส และยิ่งทวีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ของลุนเบิร์ก มาซิล และเซกัล
นอกจากนั้นเธอยังได้ทราบว่า ตนสามารถย้ายไปดื่มโอสถ ผู้เจิดจรัส ผู้สังเวยภัยพิบัติ และลำดับสี่ ของเส้นทางนักอ่านได้
สำหรับลำดับสี่ของเส้นทางผู้วิงวอนความลับ หญิงสาวไม่เก็บมาคิดแม้แต่น้อย
แต่แน่นอน อันดับหนึ่งในใจยังคงเป็นจอมบงการ ออเดรย์ชื่นชอบธรรมชาติของเส้นทางผู้ชม แต่ขณะเดียวกันก็กังวลที่จะพัฒนาไปเป็นครึ่งเทพในเส้นทางดังกล่าว พฤติกรรมของเฮอร์วิน แรมบิสทำให้เธอเห็นตัวอย่างที่ไม่ดี และคุณสมบัติทุกการเอ่ยถึงจะถูกล่วงรู้ของอาดัมได้สร้างความหวาดระแวงให้เธอไม่น้อย จำเป็นต้องบำบัดจิตตัวเองอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษา
เฮอร์มิท แคทลียาทราบข้อมูลเหล่านี้ดีอยู่แล้ว และยังรู้มากกว่าที่เกอร์มัน·สแปร์โรว์เปิดเผย นั่นก็คือ เส้นทางผู้ส่องความลับกับนักปราชญ์อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เช่นเดียวกันกับเส้นทางผู้ตัดสินและนักกฎหมาย นักโทษและอาชญากร นักล่าและนักลอบสังหาร นักเพาะปลูกและนักปรุงยา
ขณะที่สมาชิกชุมนุมทาโรต์ขยายกรอบความคิด แฮงแมนกล่าวกับเดอะเวิร์ล
“ขอบคุณสำหรับคำตอบ”
มันไม่ได้เล่าในสิ่งที่ตัวเองกระจ่าง
อันที่จริง มีช่วงเวลาหนึ่งที่อัลเจอร์อยากจะออกจากโบสถ์วายุสลาตันและเปลี่ยนเส้นทาง เพราะนั่นคงอนาคตมากกว่าการรอโอกาสจากโบสถ์วายุสลาตันด้วยความหวังอันริบหรี่ แต่ในท้ายที่สุด มันปัดตกความคิดดังกล่าว เพราะหนึ่งในความฝันของมันคือการได้เป็นคาร์ดินัลแห่งโบสถ์วายุสลาตัน จากนั้นก็ไต่เต้าไปเป็นคาร์ดินัลอันดับหนึ่ง เป็นเทวทูตผู้กุมอำนาจสูงสุดในฝ่ายทูตพิพากษาหรือไม่ก็ฝ่ายนักบวช
สำหรับตำแหน่งสันตะปาปา อัลเจอร์มิได้ปรารถนาแม้แต่น้อย เพราะนั่นจะเป็นการเข้าใกล้วายุสลาตันมากเกินไป
หากในท้ายที่สุด มันได้รับเลือกให้เป็นสันตะปาปาจริง อัลเจอร์สงสัยว่าตนคงถูกฟ้าผ่าจนกลายเป็นเนื้อบดทันทีที่นำมงกุฎมาสัมผัสศีรษะ
เมื่อพบว่าบทสนทนาของเดอะเวิร์ลและแฮงแมนจบลง เดอะมูน เอ็มลินถามด้วยความสงสัย
“เส้นทางนักปรุงยาใกล้เคียงกับเส้นทางใด?”
ด้วยความหยิ่งทะนงของเผ่าพันธุ์ผีดูดเลือด ย่อมไม่มีใครในตระกูลที่ต้องการเปลี่ยนเส้นทาง เพราะนั่นจะหมายถึงการสูญเสียตัวตนไปอย่างถาวร เอ็มลินจึงไม่เคยสนใจเรื่องนี้มาก่อน
“เส้นทางนักเพาะปลูกของโบสถ์พระแม่ธรณี” เฮอร์มิท แคทลียาตอบอย่างเป็นกันเอง
เส้นทางนักเพาะปลูก… ของโบสถ์พระแม่ธรณี… เดอะมูน เอ็มลินขมวดคิ้วคล้ายกับฉุกคิดบางสิ่ง
คราวนี้เป็นจัดจ์เมนต์ ซิลที่ถาม
“เส้นทางผู้ตัดสินใกล้เคียงเส้นทางใด”
“นักกฎหมาย” แคทลียาตอบห้วน
นักกฎหมาย… เส้นทางจักรพรรดิมืด… ถ้าอย่างนั้น หลังจากลำดับห้า เราสามารถสับเปลี่ยนไปยังลำดับ 4 ของเส้นทางจักรพรรดิมืดได้ ฟอร์สเคยเล่าว่ามิสเตอร์ฟูลมีไพ่เย้ยเทพของเส้นทางจักรพรรดิมืดซึ่งบรรจุความลับทั้งหมดของเส้นทางเอาไว้… ซิลเริ่มมองเห็นแสงแห่งความหวัง
ต้องไม่ลืมว่า เส้นทางผู้ตัดสินถูกผูกขาดจากถึงสองตระกูลราชวงศ์อย่างเข้มงวด แม้แต่กองทัพก็ยังมีสูตรโอสถแค่ลำดับล่างถึงกลาง หากต้องการเลื่อนลำดับให้สูงกว่าห้า จะต้องได้รับการอนุมัติจากราชวงศ์เท่านั้น เฉกเช่นที่ตำแหน่งนายพลของกองทัพต้องถูกแต่งตั้งโดยกษัตริย์หรือพระราชินี ในระหว่างพิธี สิ่งที่พวกมันจะได้รับคือโอสถและการอำนวยความสะดวก
สำหรับซิล นั่นหมายความว่าแทบจะหมดสิทธิ์ในการครอบครองสูตรโอสถหรือตะกอนพลังลำดับสี่ แห่งเส้นทางผู้ตัดสิน
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าแนวป้องกันจะรัดกุมสักเพียงใด แต่ก็ต้องมีช่องโหว่เผยให้เห็น ครึ่งเทพของกองทัพล้วนทราบพิธีกรรม เพราะพวกมันเคยผ่านมาแล้ว และเนื่องจากเคยออกล่าสัตว์วิเศษกับราชวงศ์บ่อยครั้ง จึงพอจะตีกรอบวัตถุดิบหลักของโอสถให้แคบลงได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นการลองผิดลองถูกอยู่ดี และครึ่งเทพของกองทัพไม่มีทางเชี่ยวชาญวัตถุดิบ หากต้องการเลื่อนลำดับผ่านพวกมัน อันดับแรกที่ต้องทำคือสวดมนต์
แต่ในปัจจุบัน ซิลมองเห็นโอกาสใหม่ที่สดใส
ขณะเดียวกัน ออเดรย์เริ่มสรุปข้อมูลเส้นทางที่มิสเตอร์เวิร์ลและมาดามเฮอร์มิทเปิดเผย จากนั้นก็ตั้งคำถาม
“สำหรับเส้นทางนักโทษ อาชญากร นักล่า นักลอบสังหาร ผู้ส่องความลับ นักปราชญ์ และสัตว์ประหลาด เส้นทางใดอยู่กลุ่มเดียวกับใครบ้างหรือคะ?”
เดอะเวิร์ล เกอร์มัน สแปร์โรว์ชำเลืองไปทางเฮอร์มิทและตอบเสียงแหบพร่า
“นักโทษกับอาชญากร นักล่ากับนักลอบสังหาร นักปราชญ์และผู้ส่องความลับ”
ทั้งหมดคือข้อมูลที่ไคลน์สืบหามาได้ เส้นทางนักโทษและอาชญากรได้ยินมาจากบทสนทนาระหว่างวิญญาณมารเทวทูตสีชาดกับชารอน เส้นทางนักปราชญ์กับผู้ส่องความลับได้จากโรซายล์ และนักล่ากับนักลอบสังหารเกิดจากการรวบรวมข้อมูลในระยะหลังจนมั่นใจ
“แล้วสัตว์ประหลาดล่ะ? เหลือแค่เส้นทางเดียวแล้ว” เมจิกเชี่ยน ฟอร์สซึ่งนั่งฟังมาสักพัก อดไม่ได้ที่จะถาม
เมื่อแคทลียาเห็นว่าเกอร์มัน สแปร์โรว์ปิดปากเงียบ เธอไตร่ตรองสักพักก่อนจะพูด
“เส้นทางสัตว์ประหลาดไม่ถูกจำแนกให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับใคร พวกเขาต้องอยู่ตามลำพังเฉกเช่นชะตากรรม สำหรับเรื่องนี้ ฉันมั่นใจมาก… อย่าลืมว่ารากฐานของพลังพิเศษบนโลกเกิดจากความวุ่นวายและไม่เป็นระเบียบ”
แคทลียากล้ายืนยันเพราะว่า ในพิธีกรรมเลื่อนเป็นครึ่งเทพ เธอทำการวิเคราะห์เลือดของอสรพิษปรอทแห่งเส้นทางสัตว์ประหลาด
“อย่างนั้นหรือ…” ออเดรย์ค่อนข้างคาใจกับความไม่เข้าคู่ของเส้นทาง แต่สุดท้ายก็ปรับอารมณ์กลับมาเป็นปรกติ
หลังจากการแลกเปลี่ยนจบลง สมาชิกทุกคนหันมาทางเดอะซัน เดอร์ริค
เด็กหนุ่มไม่ลังเล รีบกล่าวเข้าประเด็น
“พวกเราออกเดินทางแล้ว ปัจจุบันเหลืออีกไม่ถึงครึ่งวันก็จะถึงหมู่บ้านยามบ่าย จากนั้นก็หยุดพักสักวันสองวันก่อนจะเริ่มสำรวจวังราชาคนยักษ์”
คำพูดของเดอะซันทำให้แฮงแมนและเฮอร์มิทรู้สึกว่าตำนานกำลังจะกลายเป็นจริง เมื่อเทียบกับซากสมรภูมิแห่งเทพแล้ว วังราชาคนยักษ์คือสัญลักษณ์อันโด่งดังที่มีการบันทึกไว้มากมาย
ด้านในจะซ่อนความลับใดไว้ และจะค้นพบสิ่งใดบ้าง!
แม้จะเคยติดตามเกอร์มัน·สแปร์โรว์เข้าไปในเมืองแห่งปาฏิหาริย์ เลฟซิด ซึ่งมีศักดิ์ศรีทัดเทียมกับวังราชาคนยักษ์ แต่เดอะสตาร์กับมิสจัสติสก็ไม่ปิดบังความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับวังราชาคนยักษ์ของตน เพราะต้องไม่ลืมว่าการเดินทางของกรอซายที่มังกรจินตนาการขึ้น สูญเสียกระบวนการไปมากหลังจากหนังสือเปลี่ยนมือ นับแต่นั้นเป็นต้นมาก็แทบไม่เหลือเบาะแสที่มีค่า เว้นเสียแต่ตัวอาคารและสถาปัตยกรรม มีเพียงเสาหินยักษ์ตั้งที่เรียงรายเท่านั้น จึงจะสร้างเสน่ห์ระดับเทวตำนานได้อย่างสมจริง
และเหนือสิ่งอื่นใด เดอะซัน เดอร์ริคเคยเล่าว่า เหล่าราชาเทวทูตต่างสมคบคิดแผนหักหลังภายในวังราชาคนยักษ์!
เดอะฟูล ไคลน์กำลังคิดเรื่องอื่น
เราต้องบอกให้เดอะซันน้อยสวดวิงวอนถึงเดอะฟูลก่อนออกเดินทาง จากนั้นเราจะอาศัยดาวแดงตัวแทนเขาในการรับชมถ่ายทอดสดด้วยมุมมองที่กว้างไกล…
ด้วยวิธีดังกล่าว หากเกิดปัญหาขึ้นกับพวกเขา เราสามารถช่วยเหลือได้ทันท่วงที แต่ปัญหาเดียวกันก็คือ มุมมองที่ได้จากการสวดวิงวอนจะอยู่ได้ไม่นานนัก…
ระยะเวลาของคำสวดวิงวอนไม่เกี่ยวกับปริมาณพลังวิญญาณ แต่เป็นเพราะการเชื่อมต่อนั้นหมดอายุและสลายไป สามารถคงไว้ได้นานที่สุดเพียงสี่สิบห้านาที… หรือควรบอกให้เดอะซันน้อยคอยสวดวิงวอนทุกๆ เวลาที่กำหนด? แต่แน่นอน ต้องไม่ทำในตอนที่กำลังต่อสู้ และห้ามให้คนใกล้ตัวล่วงรู้ความจริง…
ด้วยวิธีดังกล่าว พลังวิญญาณของเราจะทนได้นานสองชั่วโมง แตกต่างจากสมัยยังเป็นลำดับห้าโดยสิ้นเชิง แต่ส่วนหนึ่งคงมาจากการย่อยโอสถจอมเวทพิสดารได้ค่อนข้างคืบหน้า…
หลังจากไตร่ตรองสักพัก ไคลน์เลิกคุยกับตัวเองและบังคับให้เดอะเวิร์ลมอบคำใบ้แก่เดอะซัน
“ก่อนที่จะเริ่มสำรวจวังราชาคนยักษ์ คุณสามารถสวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูลเพื่อขอการอำนวยพร และระหว่างทางก็สวดวิงวอนได้เรื่อยๆ ตราบเท่าที่ต้องการ”
มิสเตอร์เวิร์ลนิสัยดีมาก… หลังจากเดอะซันขอบคุณจากก้นบึ้ง มันรีบหันศีรษะไปทางตำแหน่งประธานโต๊ะทองแดงยาว
ทันใดนั้น มันเห็นมิสเตอร์ฟูลที่รายล้อมด้วยสายหมอก พยักหน้ารับแผ่วเบา
………………………………….
คุมขังเชิงป้องกัน… ตอบได้ฉลาดมาก สมแล้วที่ถูกแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าหน่วยถุงมือแดงทีมใหม่… เดอะฟูล ไคลน์อดไม่ได้ที่ชมเชยแกมจิกกัดคำตอบของเลียวนาร์ด
ชายหนุ่มทราบดีว่าเอ็มลินกำลังพูดถึงใคร เพราะตนก็พอจะรู้จักบิชอปยูทรอฟสกี้ผู้ต้องการถูกเรียกว่านักบวชรายนี้
แต่ไคลน์ไม่ปักใจเชื่อประโยคของเอ็มลินที่ระบุว่า ‘เขาไม่ได้คิดจะทำเรื่องเลวร้ายหรืออะไรทำนองนั้น’ เพราะในฐานะผู้ศรัทธาพระแม่ธรณีอย่างสุดโต่ง ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าเส้นแบ่งความดีของแต่ละคนคือตรงไหน
จริงอยู่ที่ไคลน์ไม่คลางแคลงความเคร่งครัดคำสอนของหลวงพ่อยูทรอฟสกี้ แต่ปัญหาก็คือ โบสถ์พระแม่ธรณีมักนำ ชีวิตไปเปรียบกับพืช ชะตากรรมของพืชคือความเหี่ยวเฉาและกลับคืนสู่อ้อมอกพระแม่ธรณี โดยจะงอกเงยกลับมาใหม่ได้อีกครั้งในปีถัดไป
บิชอปเคร่งศาสนาของโบสถ์พระแม่ธรณี ไม่ควรถูกเรียกว่ามีสามัญสำนึกเกี่ยวกับชีวิตเหมือนกับคนปรกติ
หลวงพ่อยูทรอฟสกี้ต้องถูกควบคุมตัวด้วยประการทั้งปวง มิได้ทำไปเพื่อปกป้องสาวกของวิหารและชาวบ้านข้างเคียงเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อปกป้องตัวบิชอปลูกครึ่งคนยักษ์เองด้วย… ขณะไคลน์กำลังคิดเรื่อยเปื่อย เลียวนาร์ดที่พอจะมีข้อมูลเกี่ยวกับวิหารฤดูเก็บเกี่ยวอยู่บ้าง เริ่มเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของเอ็มลิน จึงเตรียมส่งคนไปจับตามองสักสองวัน จากนั้นค่อยประสานงานกับหน่วยพิเศษที่ดูแลย่านทิศใต้ของสะพานและนำตัวข้ารับใช้ของพระแม่ธรณีมาคุมขังเชิงป้องกัน
เมื่อได้ฟังคำตอบ เอ็มลินพยักหน้ารับโดยไม่กล่าวคำใด
เห็นอีกฝ่ายเงียบไป เดอะสตาร์ เลียวนาร์ดหันไปถามในสิ่งที่ตัวเองสงสัยมาสักพัก
“มีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นในเบ็คลันด์บ้างไหม?”
มันกำลังหาเหตุผลว่าทำไมถุงมือแดงยังถูกสั่งให้ประจำการในเมืองใหญ่
ทันทีที่สิ้นเสียง สมาชิกชุมนุมทาโรต์แทบทุกคนรวมถึงเดอะซัน เดอร์ริค ต่างหันไปมองเดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์เป็นตาเดียว
จากประสบการณ์ของพวกมัน ทุกครั้งที่ใกล้จะเกิดเหตุการณ์ใหญ่ในเบ็คลันด์ ชายคนนี้จะมอบคำเตือนก่อนเสมอ
เหตุการณ์ใหญ่ในเบ็คลันด์? มีเพียบเลย… จอร์จที่สามเตรียมเถลิงบัลลังก์จักรพรรดิมืด การนัดพบลับๆ ระหว่างเรากับราชินีเงื่อนงำ สามโบสถ์หลักล้วนอนุญาตโดยนัยให้จักรพรรดิมืดถือกำเนิด แต่ด้วยทัศนคติแตกต่างกันเล็กน้อย… ไคลน์ไตร่ตรองคำตอบ ก่อนจะเริ่มเข้าใจว่าเลียวนาร์ดต้องการถามถึงประเด็นใด เพราะต้องไม่ลืมว่า ทั้งสองมีการติดต่อกันในทางลับอยู่บ่อยครั้ง
นั่นสินะ ทำไมเลียวนาร์ดถึงยังถูกสั่งให้ประจำการในเบ็คลันด์… เป็นเพราะความสัมพันธ์กับเรา ศาสนจักรจึงไม่ต้องการส่งเลียวนาร์ดเข้าไปอยู่ในเขตอันตราย? เราสำคัญตัวมากไปไหม? ไคลน์ส่ายหน้าพร้อมกันปัดตกข้อสันนิษฐานแรก
มันเปลี่ยนมุมมองและวิเคราะห์ปัญหาจากแง่มุมของเลียวนาร์ด
เลียวนาร์ดซึ่งเป็นแค่ผู้วิเศษลำดับห้า จะทำอะไรได้บ้างท่ามกลางคืนพายุที่ก่อตัวในเบ็คลันด์?
คนที่ทางศาสนจักรต้องการพึ่งพาอาจไม่ใช่เลียวนาร์ด แต่เป็นเราหรือพาลีส·โซโรอาสเตอร์ที่ใกล้ชิดกัน…
ตัดเราออกไปได้เลย ตอนนี้กล้าพูดได้เต็มปากว่าเราคือข้ารับใช้ของพระองค์ หากประสงค์ให้ทำภารกิจใด แค่ส่งวิวรณ์มาก็พอ…
จากเหตุการณ์ร่างโคลนของอามุนด์ถูกกวาดล้างออกจากกรุงเบ็คลันด์ ทางเทพธิดาหรือไม่ก็ศาสนจักรสงสัยว่าพาลีส·โซโรอาสเตอร์อาจซ่อนตัวอยู่ใกล้กับถนนเบิร์คลุน จึงพุ่งเป้ามาที่เลียวนาร์ด?
เป็นไปได้ แถมยังมีโอกาสสูงมาก… เราเคยวิเคราะห์ประเด็นนี้ไปแล้ว พาลีส โซโรอาสเตอร์กับศาสนจักรอาจมีเป้าหมายร่วมกัน นั่นคือการป้องกันไม่ให้อามุนด์กลายเป็นเทพ ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายแอบเกื้อกูลกันทางอ้อม… บางที การที่พาลีส·โซโรอาสเตอร์เลือกเลียวนาร์ดเป็นโฮสต์ก็คงด้วยเหตุผลดังกล่าว…
ถ้าอย่างนั้น หน้าที่ของพาลีส·โซโรอาสเตอร์ในกรุงเบ็คลันด์คืออะไร? ล่ออามุนด์?
แม้แต่ในบรรดาราชาเทวทูต อามุนด์ก็แทบจะอยู่บนจุดสูงสุด ในสถานการณ์ที่เทพธิดามิอาจเสด็จลงมาด้วยตัวเอง หากพิจารณาจากความแข็งแกร่งของเทวทูตในศาสนจักร สมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ และตัวพาลีส โอกาสเอาชนะอามุนด์นั้นมีไม่มาก และโอกาสฆ่าให้ตายยิ่งเข้าใกล้ศูนย์ เว้นเสียแต่อามุนด์จะไม่ได้มาด้วยร่างจริง แต่นั่นก็ไม่คุ้มค่ากับการวางกับดักล่ออยู่ดี…
ไคลน์ขยายกรอบความคิด เพียงไม่นานก็ผุดไอเดียใหม่
พวกเขามิได้ล่ออามุนด์มาเพื่อจัดการ แต่ล่อให้มาสู้กับซาราธที่อยู่ในเบ็คลันด์?
ทั้งสองเส้นทางสามารถสับเปลี่ยนได้ในลำดับสูง หรือต่อให้เป็นทวยเทพทั้งคู่ แต่ก็ยังคงปรารถนา ‘เอกลักษณ์’ ของเส้นทางใกล้เคียงและตะกอนพลังลำดับหนึ่ง… หลักฐานที่สนับสนุนทฤษฎีนี้คือพฤติกรรมของเทพธิดารัตติกาล
เทพธิดาอยากให้เบ็คลันด์กลายเป็นหม้อต้มโจ๊ก? ไคลน์บังคับเกอร์มัน·สแปร์โรว์ทำสีหน้าครุ่นคิดสักพักก่อนจะตอบ
“ผู้นำแห่งลัทธิเร้นลับ เทวทูตลำดับหนึ่ง ซาราธซึ่งเป็นสหายเก่าของจักรพรรดิโรซายล์ ปัจจุบันกำลังซ่อนตัวอยู่ในกรุงเบ็คลันด์”
เมื่อเห็นสมาชิกชุมนุมทาโรต์ต่างทำสีหน้ามึนงงและว่างเปล่า ไคลน์รีบเสริมด้วยเสียงแหบพร่า
“กฎการอนุรักษ์พลังพิเศษที่พวกเรารู้จัก ในความเป็นจริงหมายถึงเส้นทางใกล้เคียงด้วย… หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง กฎการดึงดูดของพลังพิเศษเองก็มีแนวโน้มที่จะสร้างอิทธิพลกับเส้นทางใกล้เคียง”
เลียวนาร์ดเค้นสมองคิดอย่างหนัก จนกระทั่งผ่านไปหลายวินาที มันตัดสินใจถาม
“เส้นทางนักทำนายกับนักจารกรรมคือเส้นทางใกล้เคียง?”
“ถูกต้อง ยังมีเส้นทางผู้ฝึกหัดด้วย” เดอะเวิร์ลตอบอย่างใจเย็น
เมื่อได้ยินบทสนทนาของทั้งสอง เมจิกเชี่ยน ฟอร์สนำไปเชื่อมโยงกับกฎการดึงดูดที่อาจารย์ของเธอ โดเรียน·เกรย์·อับราฮัมเพิ่งสอน จากนั้นก็ปะติดปะต่อกับเรื่องที่ ‘นักบุญเร้นลับ’ โบทิสถูกดึงดูดเข้ามาในเบ็คลันด์
จากนั้นก็ผุดคำถามใหม่
ถ้าเป็นไปตามที่มิสเตอร์เวิร์ลบอก โบทิสจะถูกดึงดูดเข้าหาซาราธที่อยู่ในกรุงเบ็คลันด์เหมือนกันไหม?
ทันใดนั้น ฟอร์สฉุกคิดถึงอีกา อีกาที่จ้องมายังแผ่นหลังของโบทิสในตอนนั้น!
อึก… ฟอร์สรีบยกมือเพื่อแจ้งว่าเธอต้องการพูดบางสิ่ง
เมื่อเห็นทุกคนมองมาโดยไม่กล่าวคำใด หญิงสาวรีบเสริม
“อาจารย์ของฉันซึ่งเป็นคนในตระกูลอับราฮัม ได้รับหน้าที่ให้ดูแลสมบัติปิดผนึกชิ้นสำคัญ”
ครึ่งแรกของประโยคคือสิ่งที่สมาชิกทุกคนยกเว้นเดอะสตาร์ทราบดีอยู่แล้ว เธอจึงไม่คิดปิดบัง ส่วนครึ่งหลัง เธอจงใจเลี่ยงคำว่า ‘สำคัญมาก’ ให้เหลือแค่ ‘สำคัญ’ เฉยๆ
เมื่อพบว่าไม่มีใครถาม ฟอร์สเล่าต่อ
“นั่นทำให้เขามักจะเผชิญหน้ากับผู้วิเศษลำดับสูงของเส้นทางผู้ฝึกหัดบ่อยครั้ง… เมื่อไม่นานมานี้ นักบุญเร้นลับแห่งชุมนุมแสงเหนือ โบทิส เพิ่งปรากฏตัวในตำแหน่งใกล้กับอาจารย์… ตอนนั้นฉันเห็นอีกาตัวหนึ่งกำลังจ้องมองมายังแผ่นหลังของโบทิส”
อีกา… ไคลน์พลันนึกถึงฉากหนึ่งภายในหมู่บ้านสายหมอก: บนยอดแหลมของวิหารสีดำ อีกาจำนวนหนึ่งกำลังบินวนไปมาราวกับไว้ทุกข์ และด้านในวิหารหลังดังกล่าวก็มีร่างโคลนของซาราธซ่อนอยู่
ซาราธชอบใช้อีกาเป็นหุ่นเชิด? นิสัยประจำตัวสมัยยังเป็นจอมเวทพิสดาร? ไคลน์ครุ่นคิดหลายวินาทีก่อนจะบังคับให้เดอะเวิร์ลพูด
“นั่นน่าจะเป็นซาราธ”
เราเคยเผชิญหน้ากับเทวทูตลำดับหนึ่งมาแล้ว… เมจิกเชี่ยน ฟอร์สหวาดผวาเล็กน้อย
เธอรีบนึกทบทวนเหตุการณ์ที่เคยเผลอเอ่ยชื่ออาดัมและถูกจับตามอง ด้วยเหตุผลบางอย่าง ฟอร์สรู้สึกราวกับตนคือตัวเอกในนิยาย ไม่อย่างนั้นผู้วิเศษลำดับหกและเจ็ดคงไม่กลายเป็นที่สนใจของราชาเทวทูตกับเทวทูตลำดับหนึ่งแน่!
คิดถึงตรงนี้ ฟอร์สรีบหันไปคุยกับมิสจัสติส
“ช… ช่วยสะกดจิตให้ฉันลืมบางสิ่งได้ไหม? ฉันกลัวว่าจะเผลอคิดมากบนโลกความจริงจนไปกระตุ้นความสนใจ”
“ไม่มีปัญหา” จัสติส ออเดรย์ตอบพลางชำเลืองไปทางจัดจ์เมนต์ ซิลพร้อมกับพยักหน้า
ขณะเดียวกัน เดอะสตาร์ เลียวนาร์ดเริ่มผุดข้อสันนิษฐาน จึงเตรียมกลับไปปรึกษากับตาแก่และถามความเห็น
ไคลน์ไม่ต้องการเล่ารายละเอียดของเหตุการณ์ใหญ่ในกรุงเบ็คลันด์ เพราะสำหรับสมาชิกชุมนุมทาโรต์คนอื่น นอกจากเรื่องดังกล่าวมีระดับสูงเกินไปจนไม่สามารถมีส่วนร่วม แต่ลำพังการทราบข้อมูลก็อาจทำให้ตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย
สำหรับเรื่องนี้ ไคลน์วางแผนจะแจกจ่ายภารกิจย่อยให้สมาชิกคนอื่นทำ แต่คล้ายกับการมอบหมายงานให้นักล่าเงินรางวัล อีกฝ่ายจะไม่ได้รับข้อมูลมากเกินไปจนเป็นอันตราย ทั้งหมดก็เพื่อความปลอดภัยของทุกคน
ทันใดนั้น แฮงแมน อัลเจอร์กวาดสายตาเป็นครึ่งวงกลมและเริ่มเล่า
“จากความเห็นของผม โบสถ์วายุสลาตันยังไม่เอาจริงในสงครามนี้”
ไม่ใจเย็นไปหน่อยหรือ? ขัดแย้งกับภาพลักษณ์ของโบสถ์วายุสลาตันมาก… แม้ว่าหลักคำสอนของพวกเขาจะไม่สนับสนุนสงคราม แต่ถ้าเป็นการลงทัณฑ์ศัตรูด้วยความพิโรธก็จะไม่มัวรีรอเด็ดขาด โทสะปริมาณมหาศาลจะถูกประเคนใส่ผู้รุกรานโดยไม่ตระหนี่… ไคลน์ค่อนข้างประหลาดใจหลังจากได้ยิน จากนั้นก็เริ่มไตร่ตรองจุดยืนของเทพแต่ละคน
จากการวิเคราะห์ของเรา เส้นทางวายุ สุริยัน นักอ่าน ผู้ชม และคนเลี้ยงแกะน่าจะอยู่ในกลุ่มเดียวกัน สามารถสับเปลี่ยนกันได้ในลำดับสูง และทางศาสนจักรก็คงบาดหมางกันพอสมควร…
วายุสลาตันคือเทวทูตวายุ เมื่อในอดีตและเคยแบ่งปันร่างของบิดาอาดัม ซึ่งเป็นพระผู้สร้างแท้จริงของเมืองเงินพิสุทธิ์ ต่อให้พระองค์ยอมรับจอร์จที่สามเป็นจักรพรรดิมืด แต่ก็ไม่มีทางนิ่งดูดายในยามที่อาดัมเตรียมเถลิงบัลลังก์เทพท่ามกลางกระแสแห่งเวลา…
กำลังจะบอกว่า โบสถ์วายุสลาตันไม่ต้องการให้สงครามลุกลามไปทั่วโลก จึงพยายามข่มอารมณ์ตัวเองอย่างเต็มที่?
คงอดกลั้นกันน่าดู…
และนั่นยังช่วยอธิบายว่าทำไมโลเอ็นกับอินทิสถึงยังนิ่งดูดายในยามที่เฟเนพ็อตรุกรานลุนเบิร์ก มาซินและเซกัล… วายุสลาตันกับสุริยันเจิดจรัสคงกำลังกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ภายในใจเต็มไปด้วยความลังเล
ในแง่หนึ่ง ถึงจะเป็นเทพ แต่พวกท่านก็อยากทำลายพันธมิตรและหันไปแว้งกัดเทพปัญญาความรู้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน แต่ในอีกแง่หนึ่ง ทางอาณาจักรกลับออกนโยบายให้ช่วยปกป้องแคว้นเหล่านั้น การฝ่าฝืนความเห็นส่วนใหญ่ของคนในชาติอาจทำให้ศาสนาสั่นคลอนจนกระทบกระเทือนหลักยึดเหนี่ยว
นอกจากนั้น หากตัดสินใจเข้าร่วมสงคราม นั่นจะยิ่งเร่งให้เงื่อนไขในการเลื่อนลำดับของอาดัมเกิดเร็วขึ้น
ไคลน์จงใจบังคับให้เดอะเวิร์ลเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะตอบสนองข้อมูลของแฮงแมน
“ในสถานการณ์ปัจจุบัน พวกเขาจำเป็นต้องทำเช่นนั้น”
………………………………….
แคทลียาตกอยู่ในภวังค์นานหลายวินาที เนื่องจากคาดไม่ถึงว่าสุสานลับของจักรพรรดิโรซายล์จะเกี่ยวข้องกับนรก
แต่หลังจากไตร่ตรองอย่างละเอียด เธอพบว่าไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ตัวตนระดับโรซายล์จะเกี่ยวข้องกับสถานที่แบบนั้น
มีครู่หนึ่งที่แคทลียาภาวนาว่า ขอให้ราชินีไม่ไล่ตามเรื่องนี้อีก แต่ในท้ายที่สุด เธอตัดสินใจพับเก็บความคิดดังกล่าว เพราะถ้าเปลี่ยนเป็นตัวเธอเอง ก็คงตัดสินใจทำในสิ่งเดียวกัน
ท่ามกลางกระแสความคิด เฮอร์มิท แคทลียาก้มศีรษะให้บุคคลในตำแหน่งประธานโต๊ะทองแดงยาว
“ขอบคุณสำหรับคำตอบ ดิฉันหมดคำถามแล้ว”
เดอะฟูล ไคลน์พยักหน้ารับแผ่วเบา มองไปรอบตัวและกล่าว
“เชิญ”
ทันทีที่สิ้นเสียง ฟอร์สซึ่งรวบรวมความกล้ามาสักพัก ตัดสินใจ ‘ใส่หมดหน้าตัก’ คล้ายกับกำลังหลับตาและวิ่งเข้าหาความตาย
“มิสเตอร์เวิร์ล ดิฉันอยากจ้างคุณ”
เมื่อเห็นเดอะเวิร์ล เกอร์มัน สแปร์โรว์หันมามอง หญิงสาวรีบอธิบาย
“ภารกิจไม่ซับซ้อน แค่พาฉันไปยังสถานที่แปลกๆ และกลับมารับในอีกสองสามวันให้หลัง… หรือถ้าคุณไม่ว่างจริงๆ … ฉันยินดีจะจ้างให้คุณช่วยแสดงพลัง ‘ท่องเที่ยว’ ต่อหน้าเพื่อทำการบันทึก”
ได้ยินคำจ้างวานจากมิสเมจิกเชี่ยน คำแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวไคลน์ก็คือ
ผจญภัยสุดขั้วกับแบร์ กริลล์?
ฉันมีสถานที่เหมาะๆ ให้เธอเลือกเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นซากสมรภูมิเทพทางน่านน้ำสุดขอบตะวันออกของทะเลโซเนีย เมืองกัลเดรอนแห่งโลกวิญญาณ หรือจะเป็นเมืองแห่งปาฏิหาริย์ เลฟซิดในการเดินทางของกรอซาย… รับประกันได้เลยว่าทั้งแปลกและน่าตื่นเต้นยิ่งกว่าที่เธอจินตนาการนับร้อยเท่าพันเท่า… แต่น่าเสียดาย มิสเมจิกเชี่ยนคงรับมือกับอันตรายไม่ไหว… ไคลน์ไม่บังคับให้เดอะเวิร์ลตอบทันที ยังคงจ้องหน้ามิสเมจิกเชี่ยนต่อไปอย่างเงียบงัน
ฟอร์สเว้นวรรคพักหายใจ พยายามข่มสติ จากนั้นก็เสริมรายละเอียด
“แค่นี้ค่ะ… ปัจจุบันฉันคือนักบันทึก ลำดับหก แห่งเส้นทางผู้ฝึกหัด ในการจะย่อยโอสถ ไม่เพียงต้องบันทึกพลังพิเศษหลากหลายชนิด แต่ยังต้องบันทึกขนมธรรมเนียม วิวทิวทัศน์ และตำนานท้องถิ่นของสถานที่ต่างๆ … ฉันอยากเป็นนักท่องเที่ยวให้เร็วที่สุด มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากสงคราม… มิสเตอร์เวิร์ล ตอนนี้ฉันบันทึกพลัง ‘ท่องเที่ยว’ ไว้กับตัวแค่ครั้งเดียว หากใช้มันเดินทางไปไกล เกรงว่าคงจะหาทางกลับไม่ได้… ฉันไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วนอกจากต้องพึ่งคุณ… ถ้าไม่สนใจก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าสนใจ คุณยินดีรับค่าตอบแทนแบบไหน?”
แบบนี้นี่เอง… ออเดรย์กระจ่างทันที พร้อมกับรู้สึกว่าแนวคิดของฟอร์สช่างยอดเยี่ยม
นอกจากนั้น ฟอร์สยังเป็นนักเขียนนิยายขายดี การได้ ‘บันทึก’ ตำนานและเรื่องเล่าลงบนหนังสือและตีพิมพ์ นั่นคงช่วยให้ความเร็วในการย่อยโอสถเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด… ออเดรย์พยักหน้าเล็กน้อย ยินดีกับเพื่อนสนิทด้วยใจจริง
อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้ชมมากประสบการณ์ มีหรือที่ออเดรย์จะไม่ทราบว่าฟอร์สกลัวมิสเตอร์เวิร์ลมากเพียงใด เธอแอบคาดหวังความสนุกในตอนที่ทั้งสองได้พบหน้ากันอีกครั้ง
ออเดรย์ นิสัยของเธอแย่มาก! แต่นี่เป็นสัญชาตญาณของผู้ชม… ฮิฮิ… ฟอร์สไม่มีทางรู้ว่า นักผจญภัยเสียสติที่เธอหวาดกลัวจากก้นบึ้ง แท้จริงแล้วเป็นแค่หน้ากากชั้นนอก เนื้อในคือชายหนุ่มจิตใจงดงามและสุภาพอ่อนโยน… เราเองก็ต้องเร่งย่อยโอสถนักท่องฝันเหมือนกัน ด้วยการตระเวนไปตามความฝันของผู้คนในยามค่ำคืน… ออเดรย์ไม่เปลี่ยนสีหน้า เพียงรักษาอากัปกิริยาสำรวจของผู้ชม
แฮงแมน อัลเจอร์ถอนหายใจยาวหลังจากได้ยินคำพูดมิสเมจิกเชี่ยน เพราะแม้แต่ผู้ฝึกหัดที่เคยมีลำดับต่ำคนนี้ ปัจจุบันกำลังพุ่งเป้าไปยังการเป็นลำดับห้า โดยที่ตัวมันจมปลักอยู่ในลำดับ 5 มาสักพักแล้ว
เดอะเวิร์ลกับเฮอร์มิทอยู่ในลำดับสี่… จัสติส เดอะซัน เดอะมูน เดอะสตาร์ ล้วนอยู่ในลำดับ 5 เหมือนกับเรา… หากไม่นับจัดจ์เมนต์ที่เพิ่งเข้าร่วมชุมนุม มีเพียงเมจิกเชี่ยนที่ลำดับต่ำกว่าเรา… อัลเจอร์รู้สึกแน่นหน้าอกอย่างอธิบายไม่ถูก สลัดเท่าไรก็ไม่ออก ใจอยากรีบคว้าโอกาสในการเลื่อนเป็นครึ่งเทพแห่งเส้นทางวายุ ผู้สังเวยภัยพิบัติ โดยเร็ว
มันกระหายตำแหน่ง กระหายพลังอำนาจ กระหายการถูกยกย่อง เคารพนับถือ และเชื่อฟัง นอกจากนั้นยังไม่อยากถูกสมาชิกชุมนุมทาโรต์แซงหน้าไปและทิ้งมันไว้ข้างหลังคนเดียว
อย่างนี้นี่เอง… ไคลน์เริ่มเข้าใจแนวคิดของมิสเมจิกเชี่ยน แต่ทันใดนั้น มันฉุกคิดบางสิ่งได้
สิ่งนั้นคือ ‘อาชีพ’ ของมิสเมจิกเชี่ยน เป็นข้อมูลที่เธอเล่าให้ฟังขณะพูดคุยกับเดอะฟูลในคืนจันทร์เต็มดวง
อดีตศัลยแพทย์ ปัจจุบันนักเขียน!
หืม… หากตำนานที่เราสร้างโด่งดังและแพร่หลายเป็นวงกว้าง นั่นจะยิ่งช่วยย่อยโอสถจอมเวทพิสดารได้หลายระดับ… อา… ยิ่งพอเป็นนิยายที่เน้นด้านการบรรยายให้เกิดความหลอน สยองขวัญสั่นประสาท นั่นจะยิ่งได้ผลดี… เมื่อผุดแนวคิดใหม่ ไคลน์บังคับให้เดอะเวิร์ลเปิดปาก
“งานจ้างของคุณ สำหรับผมแล้วง่ายมาก… แต่ค่าตอบแทนที่ผมต้องการ อาจจะฟังดูยุ่งยากเล็กน้อย”
หลังจากได้ยินว่ามิสเตอร์เวิร์ลมีแนวโน้มจะช่วย เมจิกเชี่ยน ฟอร์สรีบถามด้วยความตื่นเต้นเจือกังวล
“จะให้ฉันตอบแทนด้วยอะไร?”
เดอะเวิร์ลครุ่นคิดสักพักก่อนจะตอบ
“รวบรวมตำนานภูตผีที่เกิดขึ้นในระยะหลังตามโรงพยาบาลใหญ่ของเบ็คลันด์ จากนั้นก็เขียนลงในหนังสือหรือบนความในหนังสือพิมพ์… เงื่อนไขของผมก็คือ พยายามเขียนให้สยองขวัญและพิสดารมากที่สุด หากกลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับได้ก็จะเยี่ยมมาก”
เหตุผลที่ไคลน์บอกให้เขียนแค่ตำนานสยองขวัญตามโรงพยาบาลใหญ่ในเบ็คลันด์ เพราะมิสเมจิกเชี่ยนเป็นชาวเบ็คลันด์ที่มีเครือข่ายทางการแพทย์ในระดับหนึ่ง การนำตำนานภูตผีมาเป็นวัตถุดิบเขียนนิยายจะไม่ทำให้คนรอบข้างผิดสังเกต แต่ถ้าเกิดเธอเขียนตำนานภูตผีบนเกาะรอสต์ ทะเลหมอก และทวีปใต้ลงไปด้วย เกรงว่าซาราธคงได้ส่งหุ่นเชิดไปเคาะประตูหาถึงบ้าน
ตำนานภูตผีในระยะหลังตามโรงพยาบาลใหญ่ของเบ็คลันด์… หลังจากได้ยินข้อเสนอจากเดอะเวิร์ล จัสติส ออเดรย์พลันตกตะลึงนานเกือบสามวินาที
เดิมทีเธอคิดว่าตำนานดังกล่าวเกิดจากเทคนิคการรักษาลับๆ ของผู้วิเศษสังกัดโบสถ์ ส่วนเห็ดและวัชพืชคือผลข้างเคียงด้านลบของสมบัติวิเศษที่ใช้ในปฏิบัติการ แต่กลับต้องผิดคาด
แน่นอน ออเดรย์เคยสงสัยเล็กๆ ว่าอาจเป็นฝีมือของดอน·ดันเตส เพราะสุภาพบุรุษรายนี้ได้ฟังเธอเล่าถึงคนไข้ที่บาดเจ็บหนักในโรงพยาบาล แถมยังเป็นคนจิตใจงดงาม แต่ในภายหลัง ออเดรย์ค่อนข้างมั่นใจว่าดอน·ดันเตสไม่ได้เคลื่อนไหว ความน่าจะเป็นจึงตกอยู่กับหน่วยพิเศษของศาสนจักรมากกว่า
แต่ในวินาทีนี้ ออเดรย์มั่นใจเกือบเต็มร้อยว่า เทวทูตตัวตลกคือมิสเตอร์เวิร์ล หรือถ้าไม่ใช่ก็คงมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด
มิสเตอร์เวิร์ลสวมหน้ากากเห็ดและวัชพืช เหมือนกับที่สวมหน้ากากนักผจญภัยเสียสติ… แต่ทำไมถึงต้องแต่งกายแบบนั้นออกไปทำความดี? หรือต้องใช้ความสยองขวัญและหวาดผวาของผู้คนเพื่อย่อยโอสถ? ออเดรย์พึมพำพลางคาดเดา
เดอะสตาร์ เลียวนาร์ด และแฮงแมน อัลเจอร์ ต่างนึกถึงตำนานภูตผี คนหนึ่งเพิ่งแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเหยี่ยวราตรีที่วิหารนักบุญแซมมวล ส่วนอีกคนเพิ่งได้ฟังตำนานสยองขวัญจากลูกเรือ
เห… เราไม่เคยได้ยินข้อเรียกร้องแบบนี้มาก่อน แถมยังไม่ใช่การเขียนชีวประวัติ… แม้ว่าสงครามจะปะทุขึ้น แต่หนังสือพิมพ์และนิยายกลับขายดีขึ้นมากเช่นกัน บรรณาธิการถึงกับเร่งให้เราออกหนังสือเล่มใหม่… อา… ปกปิดตัวตนสักหน่อยดีกว่า คงต้องโน้มน้าวให้บรรณาธิการเปลี่ยนนามปากกาของเรา ข้ออ้างก็คือ นิยายต่างแนวต้องใช้นามปากกาที่ต่างกัน… หลังจากไตร่ตรองเล็กน้อย เมจิกเชี่ยน ฟอร์สมอบคำตอบ
“ตกลง”
เดอะเวิร์ล เกอร์มัน สแปร์โรว์หัวเราะในลำคอก่อนจะกล่าวเสียงแหบพร่า
“ถ้าผลงานออกมาดี ผมจะเปิดโอกาสให้คุณบันทึกพลังครึ่งเทพ”
“…ตกลง!” ฟอร์สสลัดความเกียจคร้านและตอบขึงขัง
สำหรับเธอ การได้บันทึกพลังครึ่งเทพไม่เพียงจะช่วยในการป้องกันตัว แต่ยังช่วยให้โอสถย่อยได้เร็วขึ้น
บทสนทนาดังกล่าวทำให้ออเดรย์ ซิล เลียวนาร์ด และสมาชิกคนอื่น อดไม่ได้ที่จะรำพันคล้ายกันในใจ: นักบันทึกช่างน่าอิจฉา…
หากมีผู้วิเศษระดับครึ่งเทพคอยหนุนหลัง นักบันทึกจะสำแดงพลังได้เต็มประสิทธิภาพ ไม่ด้อยไปกว่าลำดับ 5 เลยสักนิด ในบางกรณีอาจแข็งแกร่งกว่าด้วยซ้ำ
หลังจากตกลงกันเสร็จ บรรยากาศถูกปกคลุมด้วยความเงียบไปครู่หนึ่ง เนื่องจากชุมนุมทาโรต์ไม่มีความต้องการเพิ่มเติม
เดอะสตาร์ เลียวนาร์ดเพิ่งกลายเป็นจอมอาคมวิญญาณได้ไม่นาน ยังไม่ทันได้สรุปกฎและกุญแจสำคัญ นอกจากนั้น การเลื่อนลำดับในอนาคตก็คงถูกสนับสนุนโดยศาสนจักร ไม่จำเป็นต้องซื้อสูตรหรือตะกอนพลัง ในส่วนของสมบัติวิเศษ มันเพิ่งซื้อวาจาสมุทรไป และยังสามารถเบิกใช้งานสมบัติปิดผนึกหลังประตูยานิสได้ด้วย
ในระยะหลัง เดอะมูน เอ็มลินมักอ่านบันทึกของผีดูดเลือดเพื่อค้นคว้าเกี่ยวกับดวงจันทร์ เพราะมันอยากดึงพลังของปราชญ์สีชาดออกมาจนถึงขีดสุด สำหรับตะกอนพลังและสูตรโอสถลำดับ 4 ราชาหมอผี เอ็มลินยังไม่ต้องการในช่วงนี้ หรือต่อให้ต้องการ ก็มีเงินไม่พอที่จะซื้ออยู่ดี
เดอะซัน เดอร์ริคเชี่ยวชาญพลังนักบวชแสงแล้วก็จริง แต่ยังห่างไกลจากการเลื่อนลำดับอยู่มาก นอกจากนั้น มันมีตะกอนพลังของลำดับ 4 อย่างผู้เจิดจรัสอยู่ในมือแล้ว
ในทำนองเดียวกับ ออเดรย์และซิลยังไม่ใกล้เลื่อนลำดับ คนหนึ่งกำลังทำงานใช้หนี้มิสเตอร์เวิร์ล ส่วนอีกคนทำงานใช้หนี้ฟอร์ส
สำหรับแฮงแมน อัลเจอร์ มันเป็นคนของโบสถ์วายุสลาตันก็จริง แต่ก็ต้องคอยปกปิดลำดับที่แท้จริงของตัวเอง สถานการณ์น่าอึดอัดสุดขีด หากต้องการเลื่อนเป็นครึ่งเทพ มีแต่ต้องแสวงหา ‘ทางลัด’ จากสงครามเท่านั้น และเหนือสิ่งอื่นใด มันได้รับสูตรโอสถ ‘ผู้สังเวยภัยพิบัติ’ มาจากเดอะเวิร์ลก่อนหน้านี้แล้ว
เฮอร์มิท แคทลียาเพิ่งกลายเป็นครึ่งเทพ ปัจจุบันกำลังศึกษาความลับของศาสตร์เร้นลับในทุกแง่มุม ไม่เพียงเท่านั้น สิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจมากที่สุดก็คือ แม้เพิ่งจะเลื่อนลำดับได้ไม่นาน แต่เมื่อนึกทบทวนความรู้ที่ตนสั่งสมมาตลอดชีวิต เธอกลับพบว่าโอสถปราชญ์พิศวงถูกย่อยไปแล้วหลายระดับ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากข้อมูลที่ได้ฟังภายในชุมนุมทาโรต์!
ช่วงเวลาค้าขายจบลงอย่างรวดเร็ว บรรดาสมาชิกเริ่มการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิสระ
เดอะมูน เอ็มลินมองไปรอบตัวก่อนจะหยุดสายตาที่เดอะสตาร์ เลียวนาร์ด
“ถ้าคุณเป็นคนของทางการ ในยามศึกสงคราม คุณจะทำยังไงกับนักบวชของศาสนาศัตรูที่อยู่ในพื้นที่? เขาไม่ได้วางแผนที่จะทำเรื่องเลวร้ายหรืออะไรทำนองนั้น”
แม้ว่าเฟเนพ็อตจะยังไม่ได้เปิดศึกกับโลเอ็นโดยตรง แค่เริ่มโจมตีลุนเบิร์ก แต่ยิ่งนานวันเข้า เหล่าสาวกของวิหารฤดูเก็บเกี่ยวก็ยิ่งมองบิชอปยูทรอฟสกี้ซึ่งมีเชื้อสายฟุซัคด้วยสายตาแปลกไป
เดอะสตาร์ เลียวนาร์ดไตร่ตรองสักพักก่อนจะมอบคำตอบ
“คุมขังเชิงป้องกัน”
………………………………….
เหนือสายหมอกสีเทาไร้ขอบเขต ภายในวังโบราณที่คล้ายกับถิ่นพำนักของทวยเทพ
เสาลำแสงสีแดงสว่างขึ้นจากสองฝั่งโต๊ะทองแดงยาว ก่อนที่แสงสีแดงจะควบแน่นกลายเป็นร่างคนพร่ามัว
จัสติส ออเดรย์ลุกขึ้นยืน จับชายกระโปรงมายาพร้อมกับโค้งคำนับ
“ทิวาสวัสดิ์ค่ะ มิสเตอร์ฟูล”
เธอมิได้กำลังหดหู่ เพียงแต่หลายสิ่งที่เกิดขึ้นในระยะหลังได้พรากความสดใสร่าเริงไปจากหญิงสาว
เมื่อสมาชิกทุกคนทำความเคารพเสร็จและนั่งลง ออเดรย์กวาดตามองไปรอบๆ เป็นนิสัยของคนช่างสังเกต
แทบจะในทันที เธอพบว่ามาดามเฮอร์มิทมีสภาพจิตใจและภาษากายที่ย่ำแย่ คล้ายกับกำลังกังวลในบางเรื่อง
เกี่ยวกับราชินีเงื่อนงำ? หรือเป็นปัญหาอื่น? หรือทั้งสอง? จัสติส ออเดรย์ประหลาดใจเจือความอยากรู้อยากเห็น
หลังจากผ่านชุมนุมทาโรต์มาด้วยกันหลายครั้ง ออเดรย์วาดภาพร่างจิตใจของมาดามเฮอร์มิทไว้ในระดับหนึ่ง โดยเชื่อว่าอีกฝ่ายเป็นผู้วิเศษที่มีนิสัยขัดแย้งในตัวเอง ในบางแง่มุม มาดามเฮอร์มิททั้งฉลาด มากประสบการณ์ เปี่ยมความรู้ สุขุม และพึ่งพาได้ แต่ในบางแง่มุม เธอกลับกล้าหาญเกินไปจนติดประมาท เหมือนกับเด็กสาวเลือดร้อน
เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างอีกฝ่ายกับราชินีเงื่อนงำ ออเดรย์ตีความว่า แม้มาดามเฮอร์มิทจะมากประสบการณ์ แต่ในหลายครั้งก็เป็นการฝ่าฟันอุปสรรคด้วยพรและแผนการของราชินีเงื่อนงำ นอกจากนั้นยังมีมุมของเด็กสาวตัวเล็กๆ ที่โหยหาความรักความห่วงใย
และด้วยนิสัยลับๆ ในแง่มุมดังกล่าว ออเดรย์เชื่อว่า หากมาดามเฮอร์มิทได้พบกับคนที่ถูกทอดทิ้ง ซึ่งไม่เคยก่อความผิดร้ายแรง เธอจะเกิดความรู้สึกสงสารและเห็นอกเห็นใจโดยไม่รู้ตัว ต้องการยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น
ขณะเดียวกัน เมื่อนำรายละเอียดที่เกี่ยวกับมาดามเฮอร์มิทจำพวก: เพศหญิง อยู่ในลำดับห้า ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในทะเล ครอบครองสมบัติวิเศษหลายชิ้น มากประสบการณ์และความรู้ มักสวมแว่นตาหนา และมีปฏิสัมพันธ์กับเกอร์มันสแปร์โรว์ มารวมเข้าด้วยกัน ออเดรย์เชื่อว่าตนสามารถคาดเดาตัวตนที่แท้จริงของมาดามเฮอร์มิทได้อย่างมั่นใจขอเพียงได้เห็นใบประกาศจับสักครั้ง อย่างไรก็ตาม เธอจงใจจะไม่ทำเช่นนั้น
ปัจจุบัน มาดามเฮอร์มิทน่าจะกลายเป็นครึ่งเทพลำดับสี่ เรียบร้อยแล้ว เธอไม่น่าจะมีเรื่องให้กังวลมากนัก… และคงไม่เกี่ยวกับการปะทุของสงคราม โจรสลัดที่เก่งกาจทางทะเลไม่น่าจะกังวลในเรื่องดังกล่าว… ท่ามกลางกระแสความคิด เนื่องจากยังข้อมูลไม่เพียงพอ ออเดรย์จึงมิอาจคาดเดาสาเหตุความกังวลของมาดามเฮอร์มิท ทำได้แค่เดาว่าเกี่ยวข้องกับราชินีเงื่อนงำ
ในเวลาเดียวกัน แคทลียากำลังครุ่นคิดเพียงสองเรื่อง
เหตุใดราชินีถึงส่งมอบไดอารีจำนวนมากขนาดนี้ในคราวเดียว? ถ้าไม่ใช่เพราะเราคือปราชญ์พิศวง คงคัดลอกไดอารีจำนวนมากขนาดนี้ไม่ไหวแน่… เกิดอะไรขึ้น? ราชินีกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบาก?
เจ้าบ้าแฟรงค์ไม่ยอมประกอบพิธีกรรมเลื่อนลำดับ คิดจะเลื่อนลำดับด้วยการดื่มโอสถเพียงอย่างเดียว… โชคดีที่เราห้ามไว้ได้ทัน… แต่พิธีกรรมของดรูอิดไม่ยากสักเท่าไร แฟรงค์เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสัตว์ทั่วไปเป็นทุนเดิม รวมถึงสัตว์วิเศษอีกไม่ต่ำกว่าสามชนิด… ในฐานะนักชีววิทยาสติเฟื่องที่หลงใหลในการผสมข้ามสายพันธุ์ แฟรงค์พร้อมแล้วสำหรับพิธีกรรม ภายในหนึ่งสัปดาห์… ไม่สิ สองวัน เขาจะกลายเป็นดรูอิด สิ่งที่ต้องทำเหลือแค่การเขียนความรู้และประสบการณ์ให้เป็นลายลักษณ์อักษร…
แคทลียาพยายามสลัดความกังวล เธอหันหน้าไปทางสุดขอบโต๊ะทองแดงยาว ก้มศีรษะลงเล็กน้อยและกล่าวด้วยความเคารพ
“เรียนมิสเตอร์ฟูล คราวนี้ดิฉันรวบรวมไดอารีจักรพรรดิโรซายล์ได้หนึ่งเล่ม”
หนึ่งเล่ม… ได้ยินคำกล่าวของมาดามเฮอร์มิท สมาชิกชุมนุมทาโรต์ทุกคน ไม่เว้นแม้แต่แฮงแมน ต่างพากันตกตะลึงสุดขีด
ในอดีต อย่างมากก็สองถึงสามหน้า เฉลี่ยแล้วหนึ่งถึงสองหน้า แต่คราวนี้กลับทั้งเล่ม!
เกิดอะไรขึ้น? แม้แต่คนที่ให้ความสนใจไดอารีน้อยที่สุดอย่างเดอะซัน ก็ยังอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถาม
ทุกคนทราบดี ราชินีเงื่อนงำ แบร์นาแดต คือบุตรสาวคนโตของจักรพรรดิโรซายล์ การรวบรวมไดอารีจึงไม่ใช่เรื่องยาก แต่การส่งมอบทีเดียวทั้งเล่มก็ไม่ปรกติเช่นกัน!
เฮอร์มิท แคทลียาเพิกเฉยสายตาของสมาชิกคนอื่นที่กำลังจดจ้อง
“เนื้อหาด้านในอาจไม่ปะติดปะต่อ แต่ทั้งหมดถูกเขียนในช่วงบั้นปลายชีวิต”
“ยอดเยี่ยม” เดอะฟูล ไคลน์พยักหน้าแผ่วเบา เป็นนัยให้มาดามเฮอร์มิทเริ่มเขียนได้เลย
หน้าไดอารีสีเหลืองถูกเขียนขึ้นแผ่นแล้วแผ่นเล่า จากนั้นก็ถูกนำมาเรียงเป็นเล่ม
หลังจากไคลน์รับมา มันเปิดอ่านคร่าวๆ ก่อนจะปิดกลับและวางลง หันไปมองแคทลียา
“เชิญถาม… เมื่อนับรวมทั้งหมด เจ้าสามารถถามได้สิบข้อ”
มันไม่รีบร้อนอ่านทันทีเพราะไดอารีมีจำนวนหน้ามากเกินไป ไม่ต่ำกว่าสามสิบแผ่น หากต้องอ่านทั้งหมดอย่างละเอียด สมาชิกชุมนุมทาโรต์ต้องนั่งรอเป็นเวลานาน และนั่นอาจทำให้ภาพลักษณ์ของเดอะฟูลเสื่อมเสีย ไคลน์จึงเก็บไว้อ่านรวดเดียวหลังการชุมนุมยุติ
สิบ… เฮอร์มิท แคทลียาปวดหัวทันที เพราะราชินีเงื่อนงำฝากคำถามมากับเธอแค่สองข้อ
หญิงสาวไตร่ตรองสักพัก
“เรียนมิสเตอร์ฟูลที่เคารพ แบ่งเก็บไว้ถามวันอื่นได้ไหม?”
“ได้” ไคลน์พยักหน้าพลางยิ้ม
มันต้องการแบบนั้นอยู่แล้ว เพราะการตอบคำถามรวดเดียวสิบข้อ สำหรับมิสเตอร์ฟูลก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน
เฮอร์มิท แคทลียาถอนหายใจโล่งอก
“ครั้งนี้มีสองข้อ… ข้อแรก ทำไมถึงต้องคอยระวังผู้ชม?”
ระวังผู้ชม? ออเดรย์เผยสีหน้ามึนงง ไม่ว่าจะครุ่นคิดสักเพียงใดก็มิอาจหาเหตุผลมารองรับ ถึงขั้นตรวจสอบตัวเองอย่างละเอียด
คอยระวังผู้ชม? เดอะมูน เอ็มลิน เดอะสตาร์ เลียวนาร์ด และสมาชิกที่เหลือต่างหันไปมองมิสจัสติส
เดอะฟูล ไคลน์หัวเราะในลำคอ กล่าวด้วยท่าทีผ่อนคลาย
“ผู้ชมมักซ่อนตัวในเงามืดและคอยบงการทุกสิ่ง ตรวจสอบได้ยาก แทบไม่มีวิธีรับมือ… จากบรรดาทั้งหมด บุคคลที่ต้องระวังมากที่สุดคือเทวทูตจินตภาพ อาดัม… ชายคนนั้นกำลังจะเถลิงบัลลังก์เทพ เหลือแค่การดื่มโอสถในวินาทีที่กระแสแห่งเวลาดำเนินไปถึงจุดที่คาดหวัง”
“กระแสแห่งเวลาดำเนินไปถึงจุดที่คาดหวัง… หมายถึง… คอยชักใยให้โลกดำเนินไปถึงจุดที่ตัวเองหวังไว้?” ออเดรย์อดไม่ได้ที่จะถามเดอะฟูล
ไคลน์พยักหน้าแผ่วเบา
“ถูกต้อง… สิ่งที่อาดัมคาดหวังไว้ก็คือ… สงครามใหญ่ซึ่งปกคลุมทั่วโลก”
นี่มัน… ไม่ว่าจะเป็นแฮงแมน อัลเจอร์ เฮอร์มิท แคทลียา หรือสมาชิกชุมนุมทาโรต์ที่เหลือ ทุกคนล้วนถูกถล่มด้วยข้อมูลจากปากมิสเตอร์ฟูลจนสมองชาไปหลายวินาที
ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพ หรือกระแสแห่งเวลา ทุกสิ่งล้วนเป็นเนื้อหาในระดับสูง สูงจนไม่มีใครเอื้อมถึง!
ทันใดนั้น พวกมันเริ่มเข้าใจว่าทำไมสมาคมแปรจิตถึงคอยสนับสนุนแผนการของราชวงศ์ และสมาชิกบางคนที่รู้จักสภานักสิทธิ์สนธยา เริ่มเข้าใจนิยามของกระแสแห่งเวลาได้ชัดเจนขึ้น
มีเพียงตัวตนระดับมิสเตอร์ฟูลเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วมในเกมระดับนี้… แฮงแมน อัลเจอร์สลัดความฟุ้งซ่าน ถอนหายใจแผ่วเบาพร้อมกับทวีความอยากเป็นครึ่งเทพ
มันเชื่อโดยไม่เคลือบแคลงว่า สงครามในปัจจุบันจะหยิบยื่นโอกาสนั้นให้ แต่ก็ไม่มั่นใจว่าตนจะคว้าเอาไว้ได้ไหม
ขณะสมาชิกชุมนุมทาโรต์กำลังใช้ความคิดอย่างเงียบงัน ไคลน์ถอนหายใจด้วยอารมณ์ซับซ้อน เพราะแม้แต่มันก็จนปัญญาจะยับยั้งสงคราม อย่างไรก็ตาม หากพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพของจอร์จที่สามล้มเหลว ไคลน์ก็ยังพอมองเห็นโอกาสในการบรรเทาความโหดร้ายบางส่วนของสงคราม แต่ไม่ใช่กับภาพรวมแน่นอน สงครามนี้ไม่วันถูกหยุดได้อีกแล้ว ต่อให้ตัวมันเป็นเทวทูตลำดับหนึ่ง ถึงกระนั้นก็ยังมีพลังไม่มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ หากยังดื้อรั้นจะเอาตัวเข้าไปขวาง ชะตากรรมเดียวคือการถูกกงล้อแห่งประวัติศาสตร์บดขยี้
หากไม่นับอาดัมซึ่งวางแผนและเตรียมการเกี่ยวกับสงครามมานานกว่าพันปี หรืออาจนานถึงสองพันปี ต่อให้เป็นราชาเทวทูตตนอื่นก็คงทำอะไรไม่ได้มากนัก อย่างเก่งก็แค่เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในพื้นที่เล็ก มิอาจเข้าไปขวางกระแสหลัก หากต้องการยับยั้งให้สำเร็จ เกรงว่าหนทางเดียวคือการภาวนาให้เหล่าทวยเทพลำดับ 0 ขยับตัว… เข้าใจแล้วว่าทำไมจักรพรรดิโรซายล์ถึงเคยกล่าวไว้ว่า วิธีเดียวที่จะปกป้องตัวเองและคนสำคัญรอบข้าง คือการก้าวไปเป็นเทพแท้จริงให้ได้… สิ่งที่เราทำได้ในปัจจุบัน… สั่งให้กลุ่มต่อต้านบนหมู่เกาะรอสต์เตรียมความพร้อม หากมีโอกาสให้ดำเนินแผนทวงคืนดินแดนอาณานิคมทันที… ไคลน์สลัดความคิด ยังคงรักษารอยยิ้มไว้บนใบหน้า
มันไม่ใช่คนตาบอดที่ทะเล่อทะล่าเข้าไปขวางกระแสสงครามโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ แต่อย่างน้อย ประสบการณ์และการศึกษาจากชาติก่อน รวมถึงสิ่งที่ได้เห็นและได้ยินจากทวีปใต้ ทำให้ไคลน์กล้าที่จะวางแผนล้มล้างการกดขี่ของชาติอาณานิคม
สรุปโดยสั้น สิ่งที่มันไม่ชอบใจ ถึงขั้นเกลียดชังก็คือสงครามที่ไม่ยุติธรรม
เมื่อแคทลียาตระหนักถึงสายตาจากมิสเตอร์ฟูล เธอรีบสลัดความปั่นป่วนทางใจและกล่าวต่อ
“ข้อที่สอง… สุสานลับแห่งใดของจักรพรรดิโรซายล์ที่ยังไม่ถูกค้นพบ”
สุสานลับ? ที่ยังไม่ถูกค้นพบ? เมจิกเชี่ยน ฟอร์สรีบรวบรวมสติเพื่อตั้งใจฟัง โดยมองว่านี่คือวัตถุดิบชั้นเลิศสำหรับเขียนนิยาย
จากคำถามดังกล่าว จัสติส ออเดรย์และแฮงแมน อัลเจอร์ ฉุกคิดได้หนึ่งเรื่อง
บุตรสาวคนโตของจักรพรรดิโรซายล์ยังไม่ยอมรับการตายของผู้เป็นบิดา ปัจจุบันยังคงไล่ตามร่องรอยที่จักรพรรดิโรซายล์เหลือทิ้งไว้ โดยหวังว่าสักวันจะชุบชีวิตพ่อบังเกิดเกล้าขึ้นมาใหม่
แต่แน่นอน ยังมีอีกหนึ่งความเป็นไปได้ก็คือ ภายในสุสานมีสมบัติที่ราชินีเงื่อนงำปรารถนา
โรซายล์ก็มีสุสานลับกับเขาด้วย? ข้างในจะมีอะไรกันนะ… เดอะสตาร์ เลียวนาร์ด และจัดจ์เมนต์ ซิลต่างสนใจประเด็นเดียวกัน
เดอะฟูล ไคลน์เตรียมคำตอบไว้แล้ว จึงยิ้มอย่างอ่อนโยนและเปล่งเสียง
“ที่ใดสักแห่งในทะเลหมอก อาจเป็นบนเกาะโบราณลึกลับที่โรซายล์เคยค้นพบ หรือไม่ก็ในนรกที่โรซายล์เคยไปเยือน”
นรก… คิ้วเอ็มลินกระตุกขึ้นมาทันที
มีตำนานมากมายบันทึกไว้ว่า เผ่าพันธุ์ผีดูดเลือดต้องเผชิญกับหายนะในยุคสมัยที่สอง แม้เอ็มลินจะได้อ่านเรื่องราวเหล่านั้นหลังจากเหตุการณ์ล่วงเลยมากว่าพันปี แต่มันก็ยังซึมซับความโกลาหลและปั่นป่วนในช่วงเวลาดังกล่าวได้อย่างแจ่มชัด
เดอร์ริค เดอะซันเกิดความรู้สึกที่คล้ายคลึงกัน แต่ไม่รุนแรงเท่าเอ็มลิน นั่นเป็นเพราะเด็กหนุ่มได้รับการศึกษาที่เข้มงวด เมืองเงินพิสุทธิ์จะสอนเด็กทุกคนว่า การอ่านเรื่องราวในลักษณะดังกล่าวจะทำให้จิตใจได้รับภาระหนัก รวมถึงอิทธิพลทางอารมณ์ที่จะติดตัวไปในภายหลัง ส่งผลให้เดอร์ริคไม่เคยอ่านตำนานหรือบันทึกประวัติศาสตร์อย่างส่งเดช
นรก… จัสติส ออเดรย์ จัดจ์เมนต์ ซิล และคนอื่นต่างทวนคำในใจแผ่วเบา
ในชีวิตประจำวันของทุกคน ส่วนใหญ่คำว่านรก จะใช้ในเชิงเปรียบเปรยมากกว่า เป็นสัญลักษณ์แทนอันตราย ความเจ็บปวด ต่ำทราม และสกปรกชั่วร้าย
แต่กลับต้องผิดคาด นรกมีอยู่จริง ที่ใดสักแห่งในทะเลหมอก
………………………………….
“…” ลูก้า·บรูว์สเตอร์ก้มมองตัวเอง จากนั้นก็รีบยกแขนขวาขึ้นมาปิดเบื้องล่าง
ทันใดนั้น ดวงตาสีเทาอมเขียวของมันเปลี่ยนเป็นสีเข้ม
ทองคำที่ถูกหลอมเข้ากับราวบันไดลอยขึ้นไปในอากาศ ผสานกันกลายเป็นชุดเกราะแผ่นบาง ประกบเข้ากับร่างกายลูก้า·บรูว์สเตอร์
ลูก้าขยับแขน อธิบายพลังพร้อมกับผลข้างเคียง
“ศาสตร์เกราะทองคำของสเตียโน่… มีพลังป้องกันเทียบเท่าลำดับ 5 การ์เดียน”
“สเตียโน่?” ไคลน์ถามอย่างเป็นกันเอง
ลูก้าทำเสียงขรึมเพื่อแนะนำคนดังในประวัติศาสตร์
“หนึ่งในผู้ก่อตั้งนิกายมอสส์ยุคบุกเบิก… ได้ยินมาว่า จักรพรรดิโรซายล์เคยพัฒนาศาสตร์เกราะทองคำให้ดียิ่งขึ้น แต่ผมเองก็ไม่แน่ใจว่ามีสิ่งใดที่เพิ่มเข้ามา”
…เราพอจะเดาได้… บางทีเกราะทองคำอาจเปลี่ยนร่างได้สิบสองแบบ… ไคลน์พึมพำเงียบ ชักนำบทสนทนากลับเข้าประเด็น
“เฟเนพ็อตและโบสถ์พระแม่ธรณีเข้าร่วมสงครามแล้ว?”
ออเดรย์ซึ่งลืมตาขึ้นหลังจากลูก้าแนะนำเกี่ยวกับ ‘ศาสตร์เกาะทองคำของสเตียโน่’ พยายามข่มใจให้ไม่ทำท่าเอียงคอ เพียงจ้องมองครึ่งเทพตรงหน้าด้วยกิริยาสำรวม
ลูก้าถอนหายใจ
“ไม่ว่าก่อนหน้านี้จะวางตัวเช่นไร แต่พวกเขาจะเข้าร่วมสงครามหลังเที่ยงคืนวันนี้แน่นอน… อย่างไรก็ตาม เป้าหมายแรกยังไม่ใช่โลเอ็น แต่มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นลุนเบิร์ก มาซิน และเซกัล นั่นเพราะพวกเขาไม่ต้องการให้แนวรบกว้างเกินไปจนกองทัพกระจายตัว ยิ่งไปกว่านั้น โบสถ์พระแม่ธรณีไม่ต้องการสำแดงพลังมากนัก…”
หลังจากถอนหายใจ ครึ่งเทพแห่งโบสถ์ปัญญาความรู้กล่าวกับออเดรย์ซึ่งสวมหน้ากากสีเงิน ด้วยน้ำเสียงจริงใจ
“ไม่ทราบว่าผมต้องจ่ายค่ารักษาอย่างไร?”
ออเดรย์ชำเลืองมิสเตอร์เวิร์ลด้านข้าง
“เขาจ่ายให้แล้ว”
ลูก้า·บรูว์สเตอร์หันเหความสนใจมาทางดอน·ดันเตส
ไคลน์ไตร่ตรองสักพัก
“ผมมีคำถาม”
“เชิญ” ลูก้ามิได้วางตัวเป็นครึ่งเทพ แต่ดูคล้ายกับอาจารย์มหาวิทยาลัยที่รอฟังคำถามจากนักศึกษา
แต่แน่นอน ต้องให้ชายคนนี้ถอดชุดเกราะทองคำออกเสียก่อน และสวมสูทสามชิ้นเข้าไปแทน
โดยไม่ปล่อยให้รอนาน ไคลน์เอ่ยคำถาม
“คุณรู้อะไรเกี่ยวกับการกัดกร่อนจากใต้ดินบ้าง”
ไคลน์คิดมาสักพักแล้วว่า นักบุญของโบสถ์ที่โด่งดังด้านสติปัญญา น่าจะ ‘ทน’ ต่อการกัดกร่อนด้านข้อมูลได้ดีกว่าเส้นทางอื่น และถ้าข้อมูลดังกล่าวเป็นอันตรายกับมิสจัสติส ลูก้าจะต้องเตือนก่อนแน่นอน เพราะชายคนนี้ไม่ใช่หนอนหนังสือทั่วไป
เนื่องจากหัวข้อ ‘การกัดกร่อนจากใต้ดิน’ เป็นสิ่งที่ออเดรย์เรียนรู้จากการสำรวจ ‘การเดินทางของกรอซาย’ เธอจึงตามบทสนทนาทัน และคิดว่าตนน่าจะเข้าใจคำตอบของอีกฝ่าย จึงยืนรอฟังสิ่งที่ออกจากปากครึ่งเทพฝั่งตรงข้ามอย่างใจเย็น
ลูก้าขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ผมเองก็ไม่มีข้อมูลมากนัก ทราบเพียงว่า ‘ใต้ดิน’ คือต้นกำเนิดของมลพิษ… อา… ผมเคยอ่านเจอบางประโยคในหนังสือโบราณ กล่าวไว้ว่า ยิ่งลำดับสูงเท่าไร อันตรายก็ยิ่งมากขึ้นเมื่อเข้าใกล้ใต้ดิน”
นั่นคือเหตุผลที่มังกรจินตภาพ แอนเคอร์เวลเกิดความกลัวและสร้างบาดแผลทางใจ? ออเดรย์หวนนึกถึงสิ่งที่ถูกผนึกอยู่หลังประตูทองแดงในเมืองแห่งปาฏิหาริย์ เลฟซิด
หญิงสาวหันไปมองมิสเตอร์เวิร์ลด้านข้าง พบว่าอีกฝ่ายยังไม่เปลี่ยนสีหน้า
อย่างไรก็ตาม ไคลน์หันมาผงกศีรษะให้มิสจัสติสเล็กน้อย เป็นนัยว่าตนกำลังคิดแบบเดียวกัน
ฉากตรงหน้าทำให้ออเดรย์นึกย้อนกลับไปในอดีต ตอนนั้นเธอยังเป็นผู้ชมลำดับต่ำ ไม่สามารถ ‘ถอดรหัส’ ภาษากายและสีหน้าของมิสเตอร์เวิร์ลได้แม่นยำนัก
ยิ่งมีลำดับสูง การเข้าใกล้ใต้ดินก็ยิ่งอันตราย? ฟังดูไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด… ไคลน์ไตร่ตรองสักพัก เมื่อยืนยันว่าลูก้าไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม ชายหนุ่มเปลี่ยนประเด็น
“คำถามที่สอง คุณทำนายแนวโน้มของสงครามไว้อย่างไร”
เมื่อเอ่ยถึงการทำนาย ลูก้า·บรูว์สเตอร์ดูกระตือรือร้นขึ้นมาทันที
“ตอนนี้แค่เริ่มต้น ยังห่างไกลจากสูงสุดอยู่มาก… ความเสียหายใหญ่หลวงจะเกิดขึ้น บางส่วนมาจากสงคราม แต่ก็มีบางส่วนมาจากนอกสงคราม ส่วนจะเป็นสิ่งใดนั้น ผมเองก็ไม่ทราบ”
สงครามเพิ่งเริ่ม… สีหน้าออเดรย์มืดมนอย่างมิอาจหักห้าม
บางส่วนเกิดจากสงคราม แต่บางส่วนก็เกิดจากนอกสงคราม? หมายถึงพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์ของพี่ชายอามุนด์หรือจักรพรรดิมืด? หรือการกลับมาของโรซายล์? ไคลน์พยักหน้าพลางคาดเดา ก่อนจะเริ่มคำถามที่สาม
“คุณเคยทำนายถึงวันสิ้นโลกบ้างไหม? ผลเป็นอย่างไร?”
ลูก้า·บรูว์สเตอร์ทำหน้าเครียด
“ไม่… นั่นไม่ใช่คำทำนาย… ทุกคนที่มีพลังทำนายหรือพยากรณ์ล้วนมั่นใจว่าวันนั้นจะต้องมาถึง… พระองค์ระบุไว้ในพระคัมภีร์ว่า จุดจบของทุกสิ่งจะเกิดขึ้นในปี 1368 แห่งยุคสมัยที่ห้า… แต่แน่นอน พระองค์กล่าวว่าจะมีผู้มาโปรด”
คำพยากรณ์ของเทพปัญญาความรู้? 1368… อีกแค่สิบกว่าปีเท่านั้น… หรือว่า เหตุผลที่เทพธิดาต้องรีบตัดไมตรีกับเทพสงครามและพยายามปรองดองกับ ‘เอกลักษณ์’ ของเส้นทางมรณาโดยเร็ว เพราะว่าโลกกำลังจะถึงจุดจบ? ไคลน์ทวีความตึงเครียด แต่ก็ไม่แสดงออกทางสีหน้าหุ่นเชิด
เหลืออีกแค่สิบกว่าปี… ออเดรย์ออกอาการมึนงงหลังจากได้ยินคำตอบครึ่งเทพฝั่งตรงข้าม
ด้วยความสัตย์จริง เธอเคยคิดว่าคำพยากรณ์ดังกล่าวเป็นของปลอม มันถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ควบคุมสาวกและทำให้ศาสนามั่นคง
ต่อให้มีสงครามขนาดใหญ่ปะทุขึ้นไปทั่วโลก แต่ออเดรย์ก็ไม่เคยจินตนาการว่าโลกจะถึงจุดจบ
นี่คือสามัญสำนึกของคนปรกติและผู้วิเศษส่วนใหญ่
“ทำไมถึงต้องเป็น 1368?” ไคลน์อดไม่ได้ที่จะถาม
ลูก้า·บรูว์สเตอร์ส่ายหน้า
“ผมเองก็ไม่ทราบ นั่นคือสิ่งที่พระองค์ระบุไว้”
เมื่อพิจารณาว่า แม้อีกฝ่ายจะเป็นถึงลำดับ 4 แต่ถ้าวันสิ้นโลกเกิดขึ้นจริง ลูก้าก็คงทำอะไรไม่ได้มากนัก ไคลน์ตัดสินใจยุติหัวข้อดังกล่าวและหันไปพูดกับลูก้า นักบุญแห่งโบสถ์ปัญญาความรู้
“หมดคำถามแล้ว”
สำหรับประเด็นอื่นที่ไคลน์อยากทราบ อีกฝ่ายก็คงตอบไม่ได้ ยกอย่างเช่น มลพิษจากอวกาศคืออะไร โรซายล์จะกลับมาตอนไหน ในสภาพใด
ลูก้า·บรูว์สเตอร์พยักหน้า
“หากในอนาคตคุณต้องการความช่วยเหลือ มาหาผมได้ทุกเมื่อ… ติดต่อผ่านเอ็ดวิน่าได้เลย”
มันยังไม่ลืมว่า เอ็ดวิน่าคือผู้ที่ชักนำให้ดอน·ดันเตสทำการค้าขายกับเมซันเญส
เอ็ดวิน่า… พลเรือโทธารน้ำแข็ง? ออเดรย์ผงะเล็กน้อย ก่อนจะชำเลืองมาทางเดอะเวิร์ลด้วยความสงสัย
เธอจำได้ว่า ตนเคยอ่านหนังสือพิมพ์ที่เขียนถึงเรื่องราวระหว่างเกอร์มัน·สแปร์โรว์กับสามนายพลโจรสลัดสาวสวย
“ตกลง” ไคลน์ไม่ปฏิเสธ การมีผู้ช่วยเพิ่มขึ้นเป็นเรื่องดีเสมอ
หลังจากหันมาพยักหน้าขอบคุณออเดรย์ ลูก้า·บรูว์สเตอร์เลือนหายไปราวกับผสานเป็นหนึ่งกับโลกวิญญาณ
จากนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
เมื่อมองไปยังจุดที่ลูก้าเคยยืนและตระหนักว่า ทองคำทั้งหมดภายในห้องโถงหายไป ไคลน์พึมพำบางสิ่งในใจและยังคงรักษาความเงียบ
มันบังคับให้หุ่นเชิดหันไปทางออเดรย์ด้านข้าง
“ผมนึกว่างานของคุณจะยากกว่านี้”
“อีกฝ่ายคือนักบุญที่ช่วยเหลือตัวเองได้ทันเวลา และเชื่อใจดิฉัน ยอมให้ฝังการชี้นำทางจิตโดยไม่ขัดขืน” ออเดรย์ยิ้มตอบ พยายามทำตัวจริงใจและถ่อมตน
ดอน·ดันเตสพยักหน้า
“ภารกิจคราวนี้จะถูกนับรวมเป็นคะแนนผลงานของคุณ… รีบกลับกันเถอะ ที่นี่อันตรายมาก”
การได้เห็นครึ่งเทพเกือบคลุ้มคลั่งไปต่อหน้า ออเดรย์ไม่สงสัยใน ‘อันตราย’ ที่มิสเตอร์เวิร์ลเอ่ยถึง เธอรีบใช้ยุบพองหิวโหยเพื่อเทเลพอร์ตตัวเองกลับไปยังทวีปเหนือผ่านโลกวิญญาณ
หลังจากหญิงสาวสังเวยถุงมือหนังมนุษย์คืนมิสเตอร์ฟูลและเก็บกวาดแท่นบูชา เอิร์ลฮอลล์และบุตรชายคนโต ฮิบเบิร์ต·ฮอลล์กลับถึงบ้าน
ขณะออเดรย์เตรียมออกไปพบหน้าบิดาเพื่อทักทายสองสามคำ เธอได้ยินมารดาของตน คุณหญิงเคทลิน ซักถามภายในห้องโถง
“เกิดปัญหาขึ้นอีกแล้วหรือ? วันนี้คุณกลับช้ากว่ากำหนดมาก”
เอิร์ลฮอลล์ถอนหายใจ
“เฟเนพ็อตเปิดฉากโจมตีลุนเบิร์กแล้ว”
…
“ข่าวด่วน! ด่วนพิเศษ! เฟเนพ็อตเปิดฉากโจมตีลุนเบิร์กอย่างอุกอาจ!”
เลียวนาร์ดซึ่งสวมถุงมือสีแดง เดินลงจากรถม้าและเตรียมเดินเข้าไปในวิหารนักบุญแซมมวล
มันโบกมือเรียกเด็กขายหนังสือพิมพ์ ล้วงเหรียญหนึ่งเพนนีออกมาจ่าย จากนั้นก็กระซิบกระซาบขณะพลิกอ่าน
“อีกไม่นาน ทางใต้จะกลายเป็นสนามรบ”
“ใช่” พาลีส·โซโรอาสเตอร์ เจ้าของเสียงค่อนข้างชรา ตอบภายในใจ
“แล้วทำไมผมถึงยังอยู่ที่เบ็คลันด์…” เลียวนาร์ดพึมพำด้วยน้ำเสียงค่อนข้างฉงน
หลังจากเลื่อนลำดับเป็นจอมอาคมวิญญาณ มันกลายเป็นหัวหน้าหน่วยถุงมือแดง สมาชิกบางส่วนถูกดึงมาจากหน่วยอื่น หนึ่งในนั้นมีบ็อบและซินดี้ที่คุ้นเคย
หลังจากสงครามปะทุขึ้น เลียวนาร์ดคิดว่าทีมของตนจะถูกเรียกตัวกลับมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์เพื่อเข้าร่วมสมรภูมิเทือกเขาอมานด้า แต่กลับกลายเป็นว่า พวกมันยังคงถูกสั่งให้ประจำการในมุขมณฑลเบ็คลันด์เช่นเดิม
และในมหานครแห่งนี้ เนื่องจากมีการประกาศกฎอัยการศึกและเคอร์ฟิวในเวลากลางคืน ระดับความปลอดภัยภายในเมืองจึงเพิ่มสูงขึ้นมาก ไม่มีผู้วิเศษเถื่อนออกมาก่อความวุ่นวาย หรือกระทั่ง ‘ปีศาจ’ ที่ชอบฆ่าคนก็ยังเงียบกริบ นั่นทำให้เลียวนาร์ดค่อนข้างว่าง ผ่อนคลายยิ่งกว่ายามบ้านเมืองสงบสุขเสียอีก
ทันใดนั้น พาลีส·โซโรอาสเตอร์หัวเราะในลำคอ
“ข้าพอจะเดาได้”
“เดาได้ว่า?” เลียวนาร์ดถามเสียงต่ำ
“ข้ายังไม่อยากบอกเจ้าตอนนี้” พาลีสตอบด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย
“…” เลียวนาร์ดไม่กล่าวคำใดต่อ เพียงจัดระเบียบปกเสื้อและเดินเข้าไปในวิหารนักบุญแซมมวล ทักทายอาร์ชบิชอปสองสามคำ จากนั้นก็นั่งสวดมนต์ห้านาที
ถัดมา มันลงไปยังชั้นใต้ดินและเปิดประตูห้องทำงานชั่วคราวของถุงมือแดง
“อรุณสวัสดิ์ หัวหน้า” หน่วยถุงมือแดงอย่างบ็อบและซินดี้ลุกขึ้นทำความเคารพ
ได้เห็นฉากตรงหน้า เลียวนาร์ดที่เคยคิดว่าตนคุ้นชินแล้ว กลับต้องตกอยู่ในภวังค์ไปพักใหญ่
เพียงพริบตา บ่ายวันจันทร์วนกลับมาถึงอีกครั้ง เลียวนาร์ดแจกงานให้คนในทีม ส่วนตัวเองเข้ามาพักในห้อง รอให้ชุมนุมทาโรต์เริ่มขึ้น
………………………………….
เมื่อได้ยินคำพูดของแอ่งน้ำสีดำ ใบหน้าหนึ่งผุดขึ้นในหัวไคลน์
ชายชราในชุดคลุมสีขาวซีด แซมด้วยแถบด้ายทองเหลือง ผมสีขาวโพลน หวีอย่างประณีต ดวงตาสีเทาเขียวน่าประทับใจ
ชายคนดังกล่าวอ้างตัวว่าเป็นนักบวชแห่งโบสถ์ปัญญาความรู้ รับผิดชอบเขตไบลัมตะวันตก มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเมซันเญส
ย้อนกลับไปในตอนนั้น มันต้องการพบดอนดันเตสด้วยเหตุผลที่ว่า ในอนาคตตนจะเผชิญปัญหายุ่งยาก และคนที่ตนพบปะในช่วงเวลาดังกล่าวคือผู้ที่ช่วยแก้ปัญหา
ไคลน์ไตร่ตรองสักพัก
“ลูก้าบรูว์สเตอร์?”
“ใช่… ผมเอง คุณยังจำได้!” ตามจุดต่างๆ บนชั้นหนังสือมายา แอ่งเงาดำเหลวรีบขานตอบ
แค่คราวนี้เสียงพูดมิได้สอดประสาน แต่เป็นการดังเหลื่อมกันและก้องกังวานไม่รู้จบ ไคลน์ซึ่งอยู่เบื้องหลังหุ่นเชิดจึงเกิดอาการหูอื้อพร้อมกับวิงเวียนศีรษะ
เสียงของเขาไม่ปรกติ เจ้าของเสียงเสี่ยงต่อภาวะคลุ้มคลั่งหรือไม่ก็ถูกกัดกร่อนทางจิต… ลำพังการมีอยู่ของชั้นหนังสือมายาคือเครื่องพิสูจน์… ขณะกระแสความคิดมากมายแล่นเข้ามาในหัวไคลน์ มันได้ยินเสียงเงาสีดำที่บ้างขดตัว บ้างยืดออก:
“ต้องขออภัยด้วย ผมตื่นเต้นเกินไป ยากจะควบคุมตัวเอง”
ไคลน์ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในเงามืดนอกคฤหาสน์ บังคับให้หุ่นเชิดโจนาส·โคลเกอร์พูด
“เกิดอะไรขึ้นกับคุณ ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้?”
เงาดำถอนหายใจพร้อมเพรียง:
“ผู้ตัดสินแห่งกองทัพเฟเนพ็อต เบลลาคอส และอาร์ชบิชอปแห่งโบสถ์พระแม่ธรณี ร่วมมือกันบุกโจมตีที่นี่โดยมีเป้าหมายหลักคือผม… ผมไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเผยร่างสัตว์ในตำนานเพื่อให้พวกเขาล่าถอยชั่วคราว… ถ้าคุณมาที่นี่โดยไม่สังเกตเห็นสิ่งใด แปลว่าคุณคงเดินทางด้วยพลังเทเลพอร์ต… คุณเองก็เป็นครึ่งเทพ คงทราบว่าเมื่อเผยร่างสัตว์ในตำนาน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะกลับไปเป็นปรกติ… ในตอนนั้น ผมมีแนวโน้มที่จะเสียสติและใกล้คลุ้มคลั่ง แต่โชคดีที่เคยเป็น ‘ผู้ชี้นำศาสตร์ลับ’ มาก่อน จึงมีลูกไม้พิสดารแต่เปี่ยมประสิทธิภาพ ในช่วงเวลาวิกฤติ ผมผนึกตัวเองสำเร็จและตกอยู่ในสภาพปัจจุบัน… เฮ้อ… ภาวะเช่นนี้คงอยู่ได้ไม่นาน ความบ้าคลั่งยังคงกัดเซาะจิตใจอย่างต่อเนื่อง ผมติดต่อกับท่านพระคุณเจ้าไปแล้ว อีกไม่นานจะมีกำลังเสริมส่งมา แต่ผมไม่มั่นใจว่าตัวเองจะอดทนจนถึงตอนนั้นไหม… ผมได้แต่นึกสงสัยว่า เหตุการณ์ปัจจุบันจะใช่ ‘สถานการณ์ที่ยากลำบาก’ ซึ่งเคยตัวเองทำนายเอาไว้หรือไม่ และกังวลว่าบุคคลที่จะช่วยแก้ปัญหา จะปรากฏตัวขึ้นไหม… โชคดีที่คุณมา นั่นคือข้อพิสูจน์ว่าคำทำนายของผมแม่นยำและตีความได้อย่างไร้ที่ติ สภาพจิตใจของผมจึงดีขึ้นมาก…”
เป็นครึ่งเทพที่หมกมุ่นกับการทำนายความสำเร็จสินะ… ถ้าเราหันหลังกลับ จิตใจของเขาจะแตกสลายและคลุ้มคลั่งทันที… ไคลน์เริ่มไตร่ตรองข้อมูลที่ลูก้า·บรูว์สเตอร์มอบให้
กองทัพเฟเนพ็อตและโบสถ์พระแม่ธรณีกำลังเคลื่อนไหว!
ไคลน์บังคับให้หุ่นเชิดโจนาส·โคลเกอร์หยิบเหรียญทอง ดีดขึ้นฟ้าและเหยียดแขนออกไปรับ
ตามความเข้าใจของชายหนุ่ม นักบวชของเจ็ดโบสถ์หลักจะยอมสละชีวิตเพื่อรักษาความมั่นคงของกฎระเบียบ รวมถึงการปกป้องเหล่าสาวก จากมุมมองดังกล่าว แปลว่าลูก้าบรูว์สเตอร์นั้นไม่ใช่ปีศาจหรือมารร้าย
เนื่องด้วยความประทับใจที่มีต่อพลเรือโทธารน้ำแข็งและนักสืบไอเซนการ์ด·สแตนธอน ไคลน์จึงไม่รังเกียจโบสถ์ปัญญาความรู้ และถ้าไม่นับเรื่องที่ชอบดูถูกคนโง่และคนไม่ชอบเรียนหนังสือ พฤติกรรมด้านอื่นของโบสถ์นับว่าค่อนข้างดี
นั่นคงเป็นสาเหตุที่พวกเขามิอาจพัฒนาและหรือเติบโตได้มากนัก ทำได้แค่แฝงตัวอยู่กับอาณาจักรเล็กไม่กี่แห่ง… ไคลน์ไม่มองผลการโยนเหรียญ เพียงรำพันในใจสองสามคำก่อนจะถาม
“แล้วผมจะช่วยคุณได้ยังไง?”
“…” เงาดำซึ่งมีท่าทีกระวนกระวาย เงียบไปสองสามวินาทีก่อนจะตอบ “ผมเองก็ไม่ทราบ…”
ไคลน์จ้องมองแอ่งเงาดำ แอ่งเงาดำจ้องมองไคลน์ และต่างคนต่างเงียบงันเป็นเวลานาน
ถ้าอย่างนั้น ทำไมนายไม่ลองมาเป็นหุ่นเชิดของฉันล่ะ? ผ่านไปเกือบสิบวินาที ไคลน์รำพันจิกกัดในใจ
ท่ามกลางกระแสความคิด ชายหนุ่มเริ่มคิดเกี่ยวกับวิธีช่วยให้ลูก้าบรูว์สเตอร์กลับจากร่างสัตว์ในตำนาน
ว่ากันตามตรง นอกจากความประทับใจที่มีต่อโบสถ์ปัญญาความรู้และลูก้าบรูว์สเตอร์แล้ว อีกหนึ่งเหตุผลที่ไคลน์อยากช่วยก็คือ มันเดาว่าตนจะได้รับการตอบแทนอย่างมากจากอีกฝ่าย
อันดับแรกใน การเดินทางของกรอซายมีร่องรอยของเทพปัญญาความรู้หลงเหลืออยู่ และเนื่องจากไคลน์ยังไม่ทราบเจตนาที่แท้จริงของเทพตนดังกล่าว การทำดีต่ออีกฝ่ายก่อน ก็อาจช่วยให้ได้รับสิ่งที่ดีตอบแทนกลับมา ประเด็นที่สอง ถ้าโรซายล์ฟื้นคืนชีพสำเร็จ ทัศนคติของเทพปัญญาความรู้คือสิ่งที่สำคัญมาก
พิจารณาจากน้ำเสียงและท่าทีของวิญญาณมารเทวทูตสีชาด ไคลน์พอจะเดาได้เบื้องต้นว่า เมื่อเทียบกับยุคสมัยที่สี่ ทัศนคติของเจ็ดเทพจารีตที่มีต่อจักรพรรดิมืดเปลี่ยนแปลงไปมาก การตอบสนองไม่รุนแรงและเกรี้ยวกราดเหมือนเมื่อก่อน มีแนวโน้มที่จะยอมรับมากขึ้น แม้จะไม่ใช่คนที่พวกท่านเลือกไว้ในใจ
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว หากจักรพรรดิโรซายล์คืนชีพ มีเพียงสองคนที่จะคัดค้านคือสุริยันเจิดจรัสและจักรกลไอน้ำ เพราะย้อนกลับในตอนที่โรซายล์ร่วงหล่น เทพทั้งสองน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย
อย่างไรก็ตาม การต่อต้านคงไม่รุนแรงมากนัก ตราบใดที่โรซายล์ไม่เสียสติและขจัดมลพิษในดวงวิญญาณได้หมดจด เทพทั้งสองก็พร้อมจะยอมรับ เนื่องจากไม่ได้เป็นศัตรูกันโดยธรรมชาติ
สำหรับความบาดหมางดั้งเดิม เมื่อพิจารณาจากมุมมองของเทพ นั่นไม่ใช่ปัญหาที่ร้ายแรงถึงขนาดยอมกันไม่ได้ แต่แน่นอน ทั้งหมดเป็นแค่การคาดเดาของไคลน์ด้วยมุมมองทางประวัติศาสตร์และศาสตร์เร้นลับ เพราะต้องไม่ลืมว่า ในยุคเริ่มต้นของจักรวรรดิโซโลมอน นอกจากเทพจักรกลไอน้ำซึ่งยังไม่ถือกำเนิด หกเทพจารีตต่างเคยเป็นศัตรูกันมาก่อน สร้างความบาดหมางต่อกันไม่น้อย ท้ายที่สุดต้องดึง ‘จักรพรรดิมืด’ มาช่วยสมานความสัมพันธ์ ส่งผลให้จับมือกันอย่างเหนียวแน่นจวบจนปัจจุบัน
แม้แต่เทพในเส้นทางใกล้เคียงก็ยังปรองดองได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้น ขอเพียงโรซายล์คืนชีพสำเร็จ ความบาดหมางในอดีตกับสุริยันเจิดจรัสและจักรกลไอน้ำก็มีสิทธิ์ที่จะบรรเทาลง
แต่แน่นอน จากอุปนิสัยของโรซายล์ ชายคนนั้นต้องหาทางเอาคืนแน่ ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น… ขอเพียงโรซายล์คืนชีพโดยไม่เสียสติและไม่กลายเป็นพวกสุดโต่ง เขาจะอ่านสถานการณ์ออกและเรียนรู้ที่จะรอโอกาสอย่างอดทน…
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ไคลน์เชื่อว่าผู้ที่สามารถยับยั้งการคัดค้านของสุริยันเจิดจรัสและจักรกลไอน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือวายุสลาตันและปัญญาความรู้ซึ่งอยู่บนเส้นทางใกล้เคียง
อย่างไรก็ตาม เกรงว่าการกัดกร่อนจากอวกาศจะขจัดออกไปได้ไม่ง่ายนัก โรซายล์ที่คืนชีพอาจกลายเป็นเทพมารเต็มตัว… แต่ประเด็นดังกล่าวไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ในอนาคต เมื่อเราเข้าใจสถานการณ์ดีพอ มีข้อมูลมากพอ ถึงตอนนั้นค่อยตัดสินใจอย่างละเอียดว่าจะทำยังไงกับโรซายล์ ถ้าเห็นท่าไม่ดีก็แค่ยกเลิกแผนการคืนชีพ เรื่องนี้ทำได้ง่ายอยู่แล้ว… มนุษย์ไม่ควรหวาดระแวงกับทุกสิ่งที่มีโอกาสเกิดปัญหา ไม่อย่างนั้นก็ไม่เป็นอันทำอะไร ลำพังการยืนกลืนน้ำลายก็ทำให้เทพมารลงมาจุติได้…
ในทำนองเดียวกัน สำหรับคำถามที่ว่า จะมีเทพตนใดคัดค้านการคืนชีพของโรซายล์บ้าง และคัดค้านรุนแรงมากแค่ไหน เรายังต้องรอข้อมูลประกอบในอนาคต จากนั้นค่อยตัดสินใจเลือกทางออกที่ทุกฝ่ายพึงพอใจ… สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน หากต้องการยับยั้งจอร์จที่สาม แผนการทำลายพิธีกรรมในช่วงเวลาวิกฤตินั้นหวังผลได้มากที่สุด… ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์มองไปยังแอ่งเงาดำและกล่าวเชื่องช้า
“คุณทนได้อีกนานแค่ไหน?”
ลูก้าบรูว์สเตอร์ตรวจสอบสถานการณ์ก่อนจะตอบ
“เจ็ด… เจ็ดนาที”
คิดว่าจะเล่นมุก เจ็ด หก ห้า สี่ สาม เสียอีก… ไคลน์รำพันจิกกัด
“ผมจะพานักจิตบำบัดมาหา”
กล่าวจบ มันออกจากเงาดำในจุดที่ห่างจากคฤหาสน์เมซันเญสหลายร้อยเมตร ประกอบพิธีกรรมสังเวย ส่งยุบพองหิวโหยเข้าไปในมิติหมอก
จัดการเสร็จ ไคลน์นั่งลงบนเก้าอี้เดอะฟูล เสกเกอร์มันสแปร์โรว์และสวดวิงวอนเรียบง่าย
ปัจจุบันเป็นเวลาใกล้รุ่งสาง แต่ออเดรย์ที่ยุ่งอยู่กับงานการกุศลทั้งคืนยังไม่ได้นอน
รักษาครึ่งเทพที่มีภาวะเสี่ยงคลุ้มคลั่ง… เราจะได้รับคะแนนผลงานเป็นจำนวนมาก… ออเดรย์วางปากกาหมึกซึมในมือลง สวมเสื้อคลุมสีขาวที่มีลวดลายสีทอง
เฉกเช่นภารกิจก่อนหน้า เธอประกอบพิธีกรรมรับมอบเพื่อรับยุบพองหิวโหยและสวม ‘คำลวง’ ในรูปลักษณ์หน้ากาก และภายใต้ความคุ้มครองจากอ้อมกอดเทวทูต หญิงสาวเทเลพอร์ตไปยังคฤหาสน์เมซันเญสในไบลัมตะวันตกตามพิกัดที่เกอร์มันสแปร์โรว์ส่งมา
ข้อแตกต่างระหว่างคราวก่อนก็คือ เมื่อทราบว่าจะเผชิญหน้ากับครึ่งเทพ ออเดรย์ใช้คำลวงปรับเปลี่ยนสัดส่วนร่างกาย ออร่า และรูปลักษณ์ภายใต้หน้ากากเล็กน้อย
เพียงไม่นาน หญิงสาวได้พบกับเดอะเวิร์ลในร่างดอน·ดันเตส
“สำหรับครึ่งเทพตนดังกล่าว ปัจจุบันเขากลายเป็นแอ่งของหลวงสีดำ พยายามอย่าติดต่อกับกายปัญญาโดยตรง เพราะนั่นจะทำให้คุณได้รับภาวะเสี่ยงคลุ้มคลั่ง… หากพลังในปัจจุบันของคุณยังรักษาเขาไม่ได้ ผมจะให้ยืมตะกอนพลัง” ไคลน์มอบคำเตือน
ออเดรย์มิได้ขานตอบว่าเข้าใจแล้ว เธอมีความเป็นมืออาชีพสูงมากและทำเพียงฟังอย่างตั้งใจ
“ดิฉันจะลองดูก่อน”
เธอขยับเสื้อคลุมและเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว จากนั้นก็จ้องชั้นหนังสือมายาที่มีแอ่งของเหลวสีดำ
“โชคดีที่เขายังไม่คลุ้มคลั่งโดยสมบูรณ์” หลังจากตรวจสอบสองสามวินาที ออเดรย์กล่าวอย่างสุขุม
พร้อมกันกับคำพูดเปี่ยมความหมาย สายลม ‘ปลอบโยน’ ล่องหนพัดผ่านไปทางชั้นหนังสือ
แอ่งของเหลวสีดำยุบพองด้วยความถี่ต่ำลง คล้ายกับเริ่มบรรเทาความกังวล
ออเดรย์ใช้ปลอบโยนอีกสองสามหน จนกระทั่งสภาพจิตใจของลูก้าบรูว์สเตอร์กลับมามั่นคง เริ่มเปิดใจและให้ความร่วมมือกับออเดรย์
หญิงสาวใช้โอกาสดังกล่าวเพื่อเปิดประตูกายปัญญาของครึ่งเทพ แบ่งใช้ ‘ปลอบโยน’ หลายครั้งเพื่อขจัดการกัดกร่อน จากนั้นก็ใช้ ‘การชี้นำทางจิต’ เพื่อโน้มน้าวให้ลูก้าบรูว์สเตอร์เชื่อว่า หลังจากนี้ทุกสิ่งจะผ่านไปอย่างราบรื่น เพื่อให้อีกฝ่ายมีจิตใจเข้มแข็งพอสำหรับการสยบร่างสัตว์ในตำนานและกลับเป็นมนุษย์
เหตุผลที่ออเดรย์ต้องแบ่ง ‘ปลอบโยน’ ออกเป็นหลายครั้ง เพราะเผื่อไว้ในกรณีที่ว่า หากการกัดกร่อนทางจิตของลูก้าแว้งกลับมาเล่นงานตน ออเดรย์จะได้รีบถอยและรักษาตัวเองก่อน
ท้ายที่สุด หญิงสาวรักษาจนหายขาดพร้อมกับฝังการชี้นำ จากนั้นก็ก้าวถอยหลัง
“ท่านกลับไปเป็นมนุษย์ได้แล้ว”
ทันทีที่สิ้นเสียง ชั้นหนังสือมายาในห้องโถงพลันอันตรธานหาย แอ่งของเหลวสีดำไหลมารวมกันราวกับมีชีวิต บรรจงก่อตัวเป็นรูปร่างมนุษย์
สีดำเลือนหายไปในพริบตา เปลี่ยนกลับเป็นสีสันของลูก้าบรูว์สเตอร์ ครึ่งเทพเส้นทางนักอ่านถอนหายใจพร้อมกับยิ้ม
“ขอบคุณมาก… ในตอนที่ผมเห็นลำดับห้าของเส้นทางผู้ชมมาถึง นึกว่าตัวเองจะต้องกลายเป็นตะกอนพลังสำหรับสลับเส้นทางเสียแล้ว…”
ชายชราคนนี้พูดจาตรงไปตรงมาดี… ตรงจนเราตอบสนองไม่ถูก… ไคลน์หันไปมองจัสติส ออเดรย์ และพบว่าหญิงสาวกำลังปิดตาสนิท
เชี่ย… ไคลน์รีบหันไปพูดกับลูก้าบรูว์สเตอร์
“ลืมเรื่องนั้นไปก่อน… สิ่งที่คุณควรกังวลในตอนนี้คือเสื้อผ้า”
………………………………….
เมื่อเห็นว่าคุณหนูของตนสนใจตำนานภูตผี แอนนี่ชำเลืองสาวใช้คนอื่นที่กำลังเตรียมน้ำอุ่น หวี และสิ่งของอื่นๆ ก่อนจะพูดต่อ
“แพทย์และพยาบาลต้องการเชิญบิชอปจากวิหารมาทำพิธีมิสซา แต่ผู้ป่วยที่เหลือคัดค้านอย่างหนักเพราะต้องการจะพบภูตผีตนดังกล่าว พวกเขาเรียกมันว่า ‘เทวทูตตัวตลก’ โดยอธิบายว่า หน้าตาอาจน่ากลัวเหมือนกับตัวตลก แต่ความจริงแล้วคือเทวทูตที่ช่วยให้พ้นจากความเจ็บปวดและทุกข์ทรมาน”
“เป็นชื่อที่น่าสนใจ…” ออเดรย์ถอนหายใจพลางยิ้ม
หากเป็นเมื่อก่อน ออเดรย์คงตื่นเต้นมากและพยายามไปโรงพยาบาลด้วย ‘ท่องฝัน’ เพื่อค้นหาความลับของเทวทูตตัวตลก แต่ภาวะสงครามทำให้เธอหดหู่ ไม่มีอารมณ์ที่จะตรวจสอบ เพราะมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าให้สนใจ
อันที่จริง หากไม่ใช่เพราะออเดรย์ได้เห็นการโจมตีทางอากาศและผู้บาดเจ็บด้วยตาตัวเอง เธอคงจะยังรู้สึกว่าเบ็คลันด์เป็นเมืองที่น่าอยู่และสงบสุขในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา
นั่นเพราะหลังจากการโจมตีทางอากาศหนแรก กองเรือเหาะของอาณาจักรโลเอ็นได้เข้าสู่สงครามเต็มตัว แถมเมืองชายฝั่งยังยกระดับการป้องกันทางอากาศ ส่งผลให้เบ็คลันด์ไม่ถูกโจมตีอีกเลย ในปัจจุบัน การปะทะระหว่างฟุซัคโลเอ็นส่วนใหญ่เกิดขึ้นในสามจุดเป็นหลัก หนึ่ง แนวเทือกเขาอมานด้าในแคว้นเหมันต์ สอง เขตอุตสาหกรรมหนักของแคว้นเลียบทะเล และสาม ตามแนวท่าเรือชายฝั่งทะเลโซเนีย สถานการณ์ภาพรวมอยู่ในภาวะ ‘แน่นิ่ง’ ไม่มีใครได้เปรียบเหนือใคร ถึงจะมีผู้บาดเจ็บล้มตาย แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกรุงเบ็คลันด์มากนัก มีเพียงราคาสินค้าบางชนิดที่ปรับสูงขึ้นตามหน้าหนังสือพิมพ์ เรียกได้ว่ากลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
แต่ออเดรย์ไม่คิดว่าสถานการณ์สงบสุขอย่างที่ตาเห็น บิดากับพี่ชายของเธอยุ่งมาก กลับบ้านดึกบ่อยครั้ง บางวันก็เชิญขุนนาง สมาชิกสภาและคณะนักบวชมาประชุมส่วนตัวที่บ้าน และด้วยความช่วยเหลือจากโบสถ์รัตติกาลกับองค์กรการกุศล ออเดรย์ได้ทราบจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหนักจากศึกแนวหน้าในเขตเทือกเขาอมานด้าและท่าเรือพริสต์ อีกทั้งยังได้เห็นภาพถ่ายของฉากสงคราม ส่งผลให้เธอพยายามระดมทุน พยายามประสานงานกับบริษัทยารายใหญ่และโรงพยาบาล โดยหวังจะช่วยเหลือผู้คนให้ได้มากที่สุด
ใครจะไปคิดว่า ไม่เพียงนักผจญภัยเสียสติชื่อดังคนนั้นจะอนุญาตให้นำอาหารส่วนเกินของคฤหาสน์มาบริจาคได้ แต่ยังบริจาคเงินสดส่วนตัวอีกเจ็ดพันปอนด์… ออเดรย์ถอนหายใจแผ่วพลางปล่อยให้สาวใช้ช่วยแต่งตัว
…
ย่านทิศใต้ของสะพาน ถนนกุหลาบ
เอ็มลิน·ไวท์บริจาคธนบัตรสิบปอนด์ให้องค์กรระดมทุนเพื่อการกุศล จากนั้นก็กดหมวกทรงสูง เดินขึ้นบันได และเข้าไปในวิหารฤดูเก็บเกี่ยว
ปัจจุบันไม่มีสาวกเข้ามาในวิหาร แต่หลวงพ่อยูทรอฟสกี้ ลูกครึ่งคนยักษ์ ยังคงนั่งอยู่แถวหน้าสุดพร้อมกับสวดวิงวอนอย่างเคร่งขรึม
เอ็มลินไม่รีบร้อนเปลี่ยนชุดนักบวช เพียงนั่งลงข้างนักบวชยักษ์และทำท่าคล้ายกับต้องการกล่าวบางสิ่ง แต่หลังจากขยับปาก มันเปลี่ยนใจและทำเพียงพ่นลมหายใจ
“คงเป็นเพราะคุณมีรูปลักษณ์เหมือนกับชาวฟุซัค สาวกจึงไม่กล้าเข้ามา” เอ็มลินจ้องแท่นบูชาและกล่าวโดยไม่หันไปมอง
บิชอปยูทรอฟสกี้วางมือลง ลืมตาขึ้น
“ผมเข้าใจพวกเขา”
“ความเข้าใจจะไปมีประโยชน์อะไร? ถ้าสงครามทวีความรุนแรงและมีทหารเสียชีวิตมากขึ้น บางที สาวกเหล่านั้นอาจบุกเข้ามาในวิหารเพื่อวางเพลิงและแขวนคอคุณ” เอ็มลินยังคงจ้องตราศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิต
หลวงพ่อยูทรอฟสกี้ส่ายหน้าเล็กน้อย
“พวกเขาไม่ทำแน่ ทุกคนศรัทธาในพระแม่อย่างจริงใจ พวกเขาไม่มีทางเผาวิหาร อย่างมากที่สุดก็แค่ขับไล่ผม บางที อาจมีคนยอมเข้าใจถ้าผมอธิบายว่าตัวเองสละสัญชาติฟุซัคไปแล้ว”
เอ็มลินส่ายหน้าและกล่าวโดยไม่ขยับดวงตา
“จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเฟเนพ็อตเข้าร่วมสงครามและเปิดฉากโจมตีอ่าวเดซีย์? คุณจะทำยังไงถ้าโบสถ์พระแม่ธรณีเรียกร้องให้นักบวชทุกคนเป็นศัตรูกับโลเอ็น? …คุณจะฟังคำสั่งของศาสนจักรและทรยศสาวกที่นี่ หรือแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ยังคงเทศนาเกี่ยวกับคุณค่าของชีวิตและการเก็บเกี่ยวเหมือนเดิม? หรือว่าคุณจะเปลี่ยนให้เหล่าสาวกเป็นศัตรูกับเพื่อนร่วมชาติ เป็นศัตรูกับแผ่นดินแม่ และใช้การหลั่งเลือดเป็นข้อพิสูจน์ในศรัทธาต่อพระแม่?”
บิชอปยูทรอฟสกี้จ้องไปยังตราศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิตและไม่กล่าวคำใดเป็นเวลานาน
เอ็มลินเองก็ไม่ถามต่อ สงบนิ่งสำรวมเหมือนกับนักบวช
วิหารฤดูเก็บเกี่ยวเงียบสนิทโดยสิ้นเชิง
…
บนเกาะอาณานิคม อัลเจอร์·วิลสันซึ่งไม่มีโอกาสกลับไปที่เกาะปาซู รวมถึงไม่ได้ออกจากโทสะสีครามเนื่องจากยึดถือความปลอดภัยเป็นหลัก ทำเพียงส่งลูกเรือขึ้นฝั่งไปสืบหาข้อมูล
“กัปตัน ยังไม่มีข่าวระดมพลพวกเรา” ลูกเรือที่มีกลิ่นเหล้าหึ่ง รายงานผลการสืบสวนตลอดทั้งวันให้อัลเจอร์
อัลเจอร์โบกมือส่งสัญญาณบอกให้ลูกเรือออกไป จากนั้นก็ขมวดคิ้วพลางพึมพำ
ดูเหมือนว่าทางศาสนจักรจะไม่สนใจสงครามสักเท่าไร…
เท่าที่อัลเจอร์ทราบ สงครามในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะลุกลามเป็นวงกว้าง ในฐานะเจ้าบ้านซึ่งถูกรุกราน โบสถ์วายุสลาตันควรระดมพลอย่างเร่งด่วนเพื่อตอบโต้ศัตรู ไม่เว้นแม้แต่การเรียกรวม ‘กัปตัน’ ที่กระจายตัวอยู่ตามท้องทะเลเพื่อแจกจ่ายภารกิจ แต่ปัจจุบัน เกาะปาซูกลับยังไม่มีคำสั่งใดออกมา
นี่ไม่ได้หมายความว่าโบสถ์วายุสลาตันทำตัวหย่อนยาน กองทัพของศาสนจักรที่กระจายตัวบนแผ่นดินโลเอ็นกำลังทำหน้าที่อย่างแข็งขัน ส่วนหนึ่งเป็นกำลังสำคัญในการวางระบบป้องกันภัยทางอากาศตามหัวเมืองใหญ่และชายฝั่ง นอกจากนั้น ครึ่งเทพจำนวนมากของศาสนจักรยังถูกส่งออกไปรบในแนวหน้าเพื่อต้านทานการรุกรานของฟุซัค เพียงแต่อัลเจอร์รู้สึกว่าเบื้องบนยังไม่ได้ ‘เอาจริง’ มากนัก
เป็นเพราะนี่ยังแค่ช่วงเริ่มต้นสงคราม ศาสนจักรต้องการถนอมกำลังพลไว้ในช่วงเวลาวิกฤติ? อัลเจอร์สลัดความคาใจและตัดสินใจรอข้อมูลเพิ่ม
ตกเย็น ลูกเรืออีกกลุ่มกลับมารายงานข่าว แต่ไม่ใช่ข่าวเกี่ยวกับสงคราม
“กัปตัน ดูเหมือนว่าบนเกาะแห่งนี้จะมีสัตว์ประหลาดซ่อนอยู่ โจรสลัดหลายคนบอกว่า หลังจากที่ดื่มหนักและออกไปฉี่ พวกเขาต่างพบเจอเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัว… บางคนถูกแท่งไม้กระแทกอย่างแรง บางคนได้เห็นกับตาว่ามีผลไม้งอกออกจากร่างกาย ด้านในเป็นเลือดเนื้อ บางคนเห็นภูตผีร่างกายผอมบางที่มีใบหน้าเป็นรวงข้าวสาลี” ลูกเรือที่ค่อนข้างมีสติ บรรยายข่าวลือที่ได้ยินมา
ตำนานภูตผี… อัลเจอร์ที่ไม่มีเจตนาจะสืบหาความจริง เพียงพยักหน้าและเตือนเสียงขรึม
“คืนนี้ไม่ต้องออกไปไหน”
…
หลังจากที่ตำนานภูตผีเริ่มแพร่กระจายไปตามกรุงเบ็คลันด์และท่าเรือพริสต์ ไคลน์ไม่แวะไปที่โรงพยาบาลอีกเลย ด้วยเกรงว่าอาจต้องเผชิญหน้ากับหุ่นเชิดของซาราธ
อาศัยพลังจากยุบพองหิวโหยและพลังท่องเที่ยว ชายหนุ่มขยายขอบเขตการสร้างตำนานสยองขวัญออกไปในทะเลโซเนีย บ้างก็ในทะเลหมอก บ้างลุนเบิร์ก บ้างเฟเนพ็อต รวมถึงไบลัมตะวันออกและตะวันตก ตามหุบเขา แม่น้ำ ที่ราบสูง โดยจะไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว บางแห่งแวะซ้ำสองสามหน บางแห่งก็ไม่เคยไปเหยียบแม้แต่หนเดียว
ระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว ไคลน์เกิดความรู้สึกสุดประหลาดที่ยากอธิบาย คล้ายกับมีหนวดรยางค์ล่องหนเหยียดยาวออกจากความมืด พยายามควานหาตำแหน่งของตน หรือพยายามคาดเดาพฤติกรรมของตนล่วงหน้า บรรยากาศเป็นไปอย่างเงียบเชียบและเย็นเยียบ หากสัมผัสกับหนวดเหล่านั้นเข้า ไม่มีใครจินตนาการจุดจบออก
ไคลน์ทราบดี นี่คงเป็นผลมาจาก ‘การค้นหา’ ของซาราธ ทางออกที่ดีที่สุดคือ หยุดพฤติกรรมทั้งหมดชั่วคราวและรอคอยอย่างอดทน แต่ขณะเดียวกัน ชายหนุ่มรู้สึกว่าตนควรย่อยโอสถให้เสร็จโดยเร็ว จึงอาศัยพลังของมิติหมอกในการอำนวยความสะดวก หลังจากสุ่มเลือกปลายทาง มันจะทำนายยืนยันอันตรายและใช้เทวทูตกระดาษเพื่อแทรกแซง
ปัจจุบัน หลังจากโอสถย่อยไปได้มาก ไคลน์เทเลพอร์ตไปยังเมืองคูคัวทางภาคเหนือของไบลัมตะวันตก
ที่เมืองนี้ มันเคยฆ่าอินซ์·แซงวิลล์เพื่อล้างแค้นให้ตัวเองและกัปตัน
ทันทีที่ร่างกายโผล่ขึ้นบนจัตุรัสขนนกขาว ชายหนุ่มสังเกตเห็นความผิดปรกติ
คฤหาสน์ของนายพลเมซันเญสตรงหน้าเงียบเชียบเกินไป เงียบจนชวนให้หนาวสั่นไปถึงกระดูกสันหลัง
เมซันเญสคือนายพลท้องถิ่นที่เคยซื้ออาวุธจากดอน·ดันเตส เป็นผู้วิเศษเส้นทางมรณา เบื้องหลังมีโบสถ์ปัญญาความรู้คอยสนับสนุน
เกิดอะไรขึ้น? ไคลน์ขมวดคิ้วพร้อมกับลังเลว่า ตนควรเข้าไปตรวจสอบสถานการณ์หรือไม่ เพราะเมซันเญสคือ ‘คู่ค้า’ ที่ดีของตน
ยิ่งไปกว่านั้น หากได้เผชิญหน้ากับศัตรูที่พอจะมีฝีมือสักนิด นั่นจะเป็นโอกาสอันดีสำหรับสวมบทบาทและย่อยโอสถ หลังจากไคลน์สำรวจตัวเองอย่างถี่ถ้วน มันประเมินว่าหากได้สร้างตำนานสยองขวัญกับครึ่งเทพอีกสักสองสามเรื่อง โอสถจอมเวทพิสดารก็จะถูกย่อยอย่างสมบูรณ์
แต่แน่นอน พื้นฐานคือความปลอดภัย เราไม่ควรประมาท… ไคลน์หยิบเหรียญทองออกมาดีดพร้อมกับเปลี่ยนหุ่นเชิดโจนาส·โคลเกอร์ให้เป็นดอน·ดันเตส
ผลการทำนายระบุว่าไม่มีอันตราย
แปลกมาก… ไคลน์ไม่ลดความระแวงลง รีบเปลี่ยนร่างกายให้เลือนรางจนกระทั่งกลายเป็นเงาดำ ซ่อนตัวในเงามืดยามค่ำคืน ขณะเดียวกันก็บังคับหุ่นเชิดโจนาส·โคลเกอร์ในร่างดอน·ดันเตสให้เดินเข้าไปในคฤหาสน์เมซันเญส
นี่คือพลัง ‘ซ่อนในเงา’ จากยุบพองหิวโหย
สำหรับหุ่นเชิดอีกตัวหนึ่งอย่างเอ็นยูน ไคลน์นำไปไว้ในจุดที่ห่างจากตนเกือบหนึ่งกิโลเมตร นอกจากนั้นยังมี ‘หนู’ ตัวหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากเอ็นยูนไปอีกเกือบหนึ่งกิโลเมตร แต่มิอาจขยับเขยื้อนร่างกาย
เพียงไม่นาน ดอน·ดันเตสมาถึงประตูทางเข้าอาคารหลักพร้อมกับเปิดเนตรด้ายวิญญาณ
กลุ่มด้ายมายาที่มันเห็น กำลัง ‘งอกเงย’ ในลักษณะพัวพันและยุ่งเหยิง มองผิวเผินอาจดูเหมือนมาจากหลากหลายสิ่งมีชีวิต แต่ทั้งหมดกลับมีออร่าคล้ายคลึงกัน
ที่นี่ไม่มีด้ายวิญญาณปรกติแม้แต่เส้นเดียว
ดอน·ดันเตสเงียบไปสักพัก ก่อนจะยื่นมือขวาออก ผลักประตูหน้าที่เปิดอยู่
ฉากด้านในแตกต่างจากความทรงจำของไคลน์ ไม่ว่าจะเป็นเสาหินที่หุ้มทองคำเปลว รูปปั้นทองที่เคยวางติดผนัง และบันไดหรูหรา ทั้งหมดถูกขยำและนำมาวางบนพื้นจนดูเหมือนตัวเม่นที่มีหนามแหลมสีทอง นอกจากนั้นยังมีเสาหินแหลมและเศษกระจกที่แตกกระจัดกระจาย
นอกจากสิ่งที่กล่าวไปข้างต้น ยังมีชั้นหนังสือมายาตั้งอยู่ใจกลางห้องโถง ตามจุดต่างๆ บนชั้นหนังสือมี ‘แอ่งน้ำ’ สีดำซ่อนอยู่ประปราย บางครั้งจะขยายใหญ่และเปิดออกเหมือนกับดวงตา
เมื่อประตูหน้าของอาคารถูกผลัก แอ่งน้ำสีดำซึ่งดูเหมือนกับเงา ประหนึ่งมีชีวิตชีวาขึ้นมา ทั้งหมดส่งเสียงแบบเดียวกัน
“เป็นคุณนี่เอง! คำทำนายของผมถูกต้อง คุณคือคนที่จะช่วยแก้ปัญหากลืนไม่เข้าคายไม่ออกให้ผม!”
………………………………….
หลังเที่ยงคืน ทั่วทั้งเบ็คลันด์ยังค่อนข้างมืดและเงียบ มีเพียงแสงไฟตามริมถนน
ไคลน์ในชุดนอนกำลังนั่งบนขอบเตียง จ้องหน้ามิสผู้ส่งสารสี่หัว ลูบหน้าผากถามอย่างอิดโรย
“จากใคร?”
ทำไมโลกถึงไม่ยอมให้ตนได้หลับสบาย?
สามหัวทองตาแดงในมือไรเน็ตต์ ไทน์เคอร์ตอบเรียงกัน
“คนรับใช้…” “ไร้สมอง…” “ของเจ้า…”
เดนิส… หมอนั่นเคยสวดวิงวอนตอนกลางดึก และนี่เพิ่งส่งจดหมายหลังเที่ยงคืน… ไคลน์สูดลมหายใจยาวและพ่นออก จากนั้นก็รับจดหมาย
หลังจากคลี่ออก สีหน้าชายหนุ่มทวีความจริงจัง เพราะเดนิสและแอนเดอร์สันค้นพบแหล่งกบดานของพลเรือโทโรคภัย เทรซี่ ในจังหวะไม่ค่อยดีนัก
จากการอนุมานของไคลน์ ในอีกไม่ช้าแม่มดขาวคาร์เทอริน่าและพลเรือโทโจรสลัดจะได้รับอิสรภาพ นั่นจะทำให้พวกเธอเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยมากขึ้น แต่ปัจจุบัน นักล่าทั้งสองได้เล่นงานสายข่าวของเทรซี่ อีกทั้งยังได้รับอุปกรณ์ติดต่อ ไคลน์เกรงว่าหากเทรซี่รู้เข้าจะแตกตื่นและรีบหนีไป
แน่นอน ไคลน์สามารถขอให้ราชินีเงื่อนงำ แบร์นาแดตช่วยเหลือในการล็อกตำแหน่งของพลเรือโทโรคภัยผ่านกระจกเงา แต่ปัญหาคือ ชายหนุ่มสงสัยว่าปลายทางอาจเป็นป้อมปราการสำคัญของนิกายแม่มด หรืออาจเป็นถึงศูนย์บัญชาการใหญ่ที่เก็บรักษาสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ ดังนั้นต่อให้ล็อกตำแหน่งเทรซี่ได้ แต่ไคลน์ก็ไม่กล้าเทเลพอร์ตไปจับกุมตัวอยู่ดี นอกจากนั้น การล็อกตำแหน่งอาจทำให้อีกฝ่ายไหวตัวทันและเตรียมตัวรับมือ
แต่ถ้าเราไม่ใช้โอกาสนี้เพื่อติดต่อเธอ ไม่ว่าบัสต์จะอยู่หรือตาย อีกฝ่ายจะพบความผิดปรกติหลังจากรุ่งสาง และนั่นทำให้เทรซี่เพิ่มความหวาดระแวง
ให้ตายสิ… แต่ก็โทษพวกเขาไม่ได้ แอนเดอร์สันกับเดนิสไม่เข้าใจสถานการณ์ดีพอ ไม่ล่วงรู้ข่าวคราวความเปลี่ยนแปลงในอาณาจักรโลเอ็น… ไตร่ตรองสักพัก ไคลน์พูดกับมิสผู้ส่งสาร
“ช่วยรอสักครู่ ผมจะเขียนตอบ”
เดิมที มันคิดจะเทเลพอร์ตไปหาโดยตรงและกำชับแผนงานอย่างละเอียด แต่หลังจากครุ่นคิดสักพัก ชายหนุ่มเลือกจะเขียนจดหมาย
แม้ว่าไคลน์จะมั่นใจว่าซาราธคงไม่ยุ่งกับเหยื่อที่ดูเหมือนกับดักอย่างเดนิส แต่ชายหนุ่มตัดสินใจไม่ประมาท เพราะการที่ซาราธไม่ลงมือ ไม่ได้แปลว่าคนของลัทธิเร้นลับจะไม่ทำอะไร องค์กรลับขนาดใหญ่แบบนี้ต้องมีครึ่งเทพระดับนักบุญไม่น้อย หากต้องเข้าไปพัวพันคงได้เกิดปัญหาใหญ่
“ตกลง” ศีรษะของไรเน็ตต์ ไทน์เคอร์ที่ยังไม่ได้พูด ตอบสนองพร้อมกับพยักหน้า
ไคลน์ลุกออกจากเตียง เดินออกจากห้องนอน หยิบปากกาและกระดาษมาเขียนอย่างเรียบง่าย
“หาวิธีทำให้บัสต์หมดสติจนถึงช่วงเช้า…”
“จากนั้น รีบออกจากห้องทันที หนีไปให้ไกล ในห้องมีอันตรายร้ายแรงซุกซ่อนอยู่”
“รอจนถึงเช้า คอยจับตามองบัสต์อีกครั้ง แต่คราวนี้อย่าไปรบกวน”
อันตรายที่ไคลน์เอ่ยถึงนั้นกึ่งจริงกึ่งเท็จ จุดประสงค์หลักมีแค่การทำให้แอนเดอร์สันกับเดนิสออกห่างจากจุดเกิดเหตุ
ไคลน์วางปากกาลงและอ่านทวน จากนั้นก็พับกระดาษจดหมายส่งให้ไรเน็ตต์ ไทน์เคอร์ที่เดินตามออกมา
…
ตีสามสิบนาที เกาะไซรอส ณ ทะเลคลั่ง ห้องนอนบัสต์
เดนิสเพิ่งเก็บกวาดแท่นบูชาเสร็จ ทันใดนั้น มันเห็นผู้ส่งสารสี่หัวที่น่าสะพรึงย้อนกลับมาหา
เกอร์มัน·สแปร์โรว์ยังไม่มาด้วยตัวเอง… เดนิสเหยียดแขนออกไปรับคำตอบด้วยสีหน้าประหลาดใจ ตามด้วยการยื่นเหรียญทองให้ผู้ส่งสาร
รอจนกระทั่งสตรีสี่หัวในเดรสสีดำซับซ้อนเลือนหายไป เดนิสคลี่กระดาษจดหมายออกและกวาดตาอ่าน
ม…มีอันตราย! ดวงตาเดนิสพลันเบิกกว้าง รีบวิ่งไปที่หน้าประตูราวกับถูกไฟคลอกร่าง
เมื่อพ้นกรอบประตู มันเห็นแอนเดอร์สันที่กำลังยืนพิงกำแพงโถงทางเดิน คาบบุหรี่แต่ไม่จุด เดนิสรีบโพล่ง
“เร็วเข้า ที่นี่มีอันตราย!”
“…เกอร์มันสแปร์โรว์พูดแบบนั้นหรือ” แอนเดอร์สันผงะเล็กน้อย ก่อนจะถามหลังจากครุ่นคิด
“ใช่… นายรู้ได้ยังไงว่าฉันไม่ได้ค้นพบเอง?” เดนิสถามตามความเคยชิน
“นายน่ะหรือ? หึหึ” แอนเดอร์สันหัวเราะในลำคอ ถามกลับผ่อนคลาย “แล้วเขาบอกอะไรอีก?”
“นายไม่กังวลเลยหรือ? เกอร์มันสแปร์โรว์ไม่เคยผิดพลาดในเรื่องแบบนี้” สติเดนิสไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว
แอนเดอร์สันเงียบไปสักพัก
“ผู้ส่งสารของเขาแม่นยำยิ่งกว่า… อย่างน้อยในช่วงสองสามนาทีก่อนและหลังเธอจะมาและกลับไป ที่นั่นจะยังปลอดภัย”
เพราะถ้าในห้องมีอันตรายอยู่จริง มันคงหดหัวกลับไปหลังจากได้เห็นผู้ส่งสาร
“…” เดิมที เดนิสอยากโต้แย้ง แต่ด้วยเหตุผลบางประการ มันยอมจำนนตามสัญชาตญาณ
มันเปลี่ยนประเด็น
“เกอร์มันสแปร์โรว์ยังกล่าวด้วยว่า หาวิธีทำให้บัสต์หมดสติจนถึงเช้า ส่วนพวกเราค่อยกลับมาจับตามองในช่วงรุ่งสางโดยห้ามเผยตัว”
“…” แอนเดอร์สันขมวดคิ้ว “เขาคิดจะทำอะไร? หลังจากพระอาทิตย์ขึ้น รอบตัวบัสต์จะไม่อันตราย?”
ยังไม่ทันที่เดนิสจะได้ตอบโต้ นักล่าอันดับหนึ่งแห่งทะเลหมอกหันหลังกลับและเดินเข้าไปในห้อง ล้วงหยิบขวดโลหะที่พกติดตัวตลอดเวลา เปิดฝาและนำไปจ่อจมูกบัสต์
“เสร็จแล้ว ไปกันเถอะ” แอนเดอร์สันมองไปรอบๆ อย่างเปิดเผย ก่อนจะเดินนำเดนิสออกจากห้องของบัสต์
…
เบ็คลันด์ เขตราชินี ในคฤหาสน์สุดหรูของเอิร์ลฮอลล์
7.25 น. ในตอนเช้า ออเดรย์ตื่นจากภวังค์ฝัน
เธอฝันถึงสายหมอกสีเทาไร้ขอบเขต ฝันถึงเกอร์มันสแปร์โรว์ไหว้วานให้เธอช่วยสะกดจิตใครบางคน ให้อีกฝ่ายหลงลืมทุกสิ่งในช่วงเวลาหกชั่วโมงที่ผ่านมา รวมถึงเรื่องที่มีคนเคยซื้อข้อมูลเกี่ยวกับเกาะลับ
นี่คืองานที่เราต้องทำเพื่อสะสมคะแนนผลงานสำหรับแลกสูตรโอสจอมบงการและตะกอนพลัง… นอกจากนั้น มิสเตอร์เวิร์ลยังระบุว่า เขาจะช่วยบริจาคเงินอีกเจ็ดพันปอนด์สำหรับรับมือภาวะสงคราม… ออเดรย์ขยับตัวเล็กน้อยเพื่อลุกขึ้นจากเตียง รีบสวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินอมเขียวทับเสื้อนอนสีขาว
เธอประกอบพิธีกรรมทันทีตามคำขอของเกอร์มันสแปร์โรว์ ตามด้วยการสวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูลเพื่อขอรับมอบสิ่งของ
เพียงไม่นาน บานประตูมายาก่อตัวเป็นรูปทรงก่อนจะเปิดออก วัตถุสามชิ้นลอยลงมาบนแท่นบูชา
หนึ่งคือถุงมือหนังมนุษย์แผ่นบาง สองคือกระดาษคำแนะนำสีขาว และสามคือ ปึกธนบัตรที่ไม่มีสายรัด
นี่คือยุบพองหิวโหย? ออเดรย์สำรวจแท่นบูชาเล็กน้อย จากนั้นก็ขอบคุณมิสเตอร์ฟูล
ถัดมา เธอสวมถุงมือและปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อกระตุ้นวิญญาณนักท่องเที่ยว
ทันทีที่ถุงมือกลายเป็นสีใส เทวทูตปีกเพลิงสิบสองคู่พลันปรากฏกายเบื้องหน้า
นี่คืออ้อมกอดเทวทูตที่มิสเตอร์เวิร์ลขอให้เรา? มีพลังแทรกแซงการทำนายถึงและคำพยากรณ์ เพื่อให้แน่ใจว่าตัวตนที่แท้จริงของเราจะไม่ถูกเปิดเผย? ออเดรย์ลืมตาขึ้น เปลี่ยนคำลวงให้กลายเป็นหน้ากากเงินและนำมาสวมบนใบหน้า
จากนั้น หญิงสาวทำการเทเลพอร์ตไปยังพิกัดโลกวิญญาณที่เกอร์มันสแปร์โรว์ระบุไว้
ระหว่างทาง ทัศนียภาพที่แปลกตาแต่งดงาม รวมถึงสัตว์วิญญาณหลากหลายชนิด สร้างความประทับใจให้ออเดรย์อย่างลึกซึ้ง แต่เพียงไม่นานเธอก็ถึงปลายทางโดยที่ไม่มีเวลาดื่มด่ำมากนัก ฉากรอบตัวที่ดูคล้ายภาพสีน้ำมันและริ้วแสงซ้อนทับเลือนหาย สีสันกลับเป็นปรกติ ด้านนอกยังคงมืดสนิท
รู้สึกเหมือนกับเมื่อครั้งที่ได้เข้าสู่โลกเหนือธรรมชาติครั้งแรก… ออเดรย์วิเคราะห์สภาพจิตใจตัวเอง ก่อนจะหันไปสนใจภารกิจภายในห้อง
ชายคนหนึ่งกำลังนอนหมดสติ ประตูกายปัญญาค่อนข้างอ่อนแอ หมายความว่าเป็นคนประเภทที่หลงเสน่ห์ได้ง่าย ต่อให้อีกฝ่ายไม่ได้ใช้พลังพิเศษ
การสะกดจิตไม่ใช่เรื่องยากสำหรับออเดรย์ แต่เพื่อจะย่อยโอสถปัจจุบัน เธอตัดสินใจสะกดจิตผ่านความฝัน
บัสต์ที่ยังนอนไม่ได้สติ เริ่มฝันถึงบางสิ่ง มันได้พบกับสตรีเลอโฉมผู้หนึ่ง บัสต์มองว่าเธองดงามที่สุดในโลก เป็นความงามอันสมบูรณ์แบบระดับเดียวกับพลเรือโทโรคภัย เทรซี่
บัสต์ไล่ตามอย่างบ้าคลั่ง วิ่งไปมาบนทุ่งกว้าง เนินเขา และยอดเขา แม้จะคว้าเธอไว้ไม่ได้ แต่มันก็หลงลืมทุกสิ่งที่เคยสำคัญ
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ มันตื่นในสภาพอิดโรยพลางตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน: มันเสียเงินก้อนหนึ่งจนอารมณ์เสีย จากนั้นก็ดื่มแลงติร้อนแรงขวดเล็กจนเมาหลับ ท้ายทอยยังคงปวดแปลบเล็กน้อย
ท้ายทอยไปกระแทกอะไรเข้า… บัสต์ใช้มือลูบในตำแหน่งที่ปวด ก่อนจะเดินเข้าไปนอนต่อบนเตียง
สำหรับออเดรย์ที่ทำการสะกดจิตอย่างแนบเนียนและนุ่มนวลด้วยพลังนักท่องฝัน ช่วยเก็บกวาดที่เกิดเหตุตามคำแนะนำของเกอร์มันสแปร์โรว์และกลับไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยที่น่าสงสัย
นี่คือความยอดเยี่ยมของผู้ชมมากประสบการณ์
ถัดมา หญิงสาวเทเลพอร์ตกลับเบ็คลันด์และสังเวยยุบพองหิวโหยคืนมิสเตอร์ฟูล
ทุกสิ่งเกิดขึ้นอย่างแนบเนียน โดยที่แม้แต่ผู้วิเศษจากโบสถ์รัตติกาลซึ่งรับหน้าที่ดูแลตระกูลฮอลล์ไม่พบความผิดปรกติ
หลังจากจัดการกับร่องรอยทั้งหมด ออเดรย์สั่นกระดิ่งเพื่อเรียกสาวใช้ด้านนอก
“คุณหนู มีข่าวจากกองทุนการกุศล” สาวใช้ส่วนตัว แอนนี่ กล่าวกับออเดรย์พลางส่งสัญญาณให้สาวใช้คนอื่นแยกย้ายไปทำงาน
“ข่าวอะไร?” ออเดรย์อ่านภาษากายของแอนนี่และพบว่าอีกฝ่ายกำลังฉงน ทึ่ง เหลือเชื่อ ตื่นเต้น และอยากรู้อยากเห็น
แอนนี่ตอบกลับทันที
“มิสยูโดร่าที่ทางแพทย์บอกว่าจำเป็นต้องตัดขา ตอนนี้ขาของเธอหายเป็นปรกติแล้ว ราวกับไม่เคยได้รับบาดเจ็บมาก่อน สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นปาฏิหาริย์ทางการแพทย์!”
ออเดรย์เองก็ตกตะลึงไม่ต่างกัน ในใจพอจะเดาได้อย่างคลุมเครือ แต่เธอยังไม่มั่นใจเพราะไม่มีหลักฐานมากพอ
“นอกจากนั้น ผู้ป่วยหนักในวอร์ดคนไข้ล้วนหายเป็นปรกติทุกคน!” แอนนี่ที่เริ่มตื่นเต้นเกินเหตุ พยายามลดเสียงลง “ดิฉันได้ยินมาว่า… ในโรงพยาบาลตอนกลางคืนจะมีวิญญาณเร่ร่อนที่ใบหน้าครึ่งหนึ่งเป็นเห็ด และอีกครึ่งเป็นวัชพืช คอยกัดกินโรคภัยไข้เจ็บ แผลใจ และความโศกเศร้า… ดิฉันเองก็ไม่ทราบว่าจริงหรือเท็จ แต่ฟังดูน่ากลัวมาก”
“เห็ด… วัชพืช…” ออเดรย์ทวนคำด้วยสีหน้ามึนงง
………………………………….
“นายสงสัยว่ากองเรือของพลเรือโทโรคภัยซ่อนอยู่บนเกาะแห่งนั้น?” ได้ยินคำพูดเดนิส แอนเดอร์สันถามครุ่นคิด
เดนิสตอบอย่างตื่นเต้น
“มีโอกาสเป็นไปได้มากทีเดียว! กาฬมรณะหายไปหลังจากหักเลี้ยวทางทิศตะวันตกจากเกาะไซรอสไม่ใช่หรือ?”
แอนเดอร์สันขดมุมปากหัวเราะ
“ถ้าที่อยู่ของพลเรือโทโรคภัยถูกนายหาพบง่ายดายเช่นนี้ เธอจะเสียเวลาซ่อนตัวไปทำไม? เกาะที่นายสามารถหาพบ นั่นคงไม่ใช่เกาะลับ”
“นายคิดจะพูดอะไรกันแน่!” เดนิสรู้สึกเหมือนถูกเย้ยหยัน
แอนเดอร์สันผายมือและยักไหล่
“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น แค่ลองใช้สมองวิเคราะห์ดู… เกาะดังกล่าวน่าจะมีอยู่จริง แต่ไม่ได้ลึกลับขนาดนั้น… อาจเป็นเกาะที่หลายคนรู้จักดีอยู่แล้ว หรือไม่ก็มีคงจงใจปล่อยข่าว… ถ้าเป็นอย่างแรก เทรซี่คงไม่ใช้เป็นที่ซ่อนตัว แต่ถ้าเป็นอย่างหลังก็น่าสนใจว่าใครเป็นคนปล่อยข่าว”
เดนิสฉุนเฉียวเล็กน้อยในตอนต้น ก่อนจะคิดตามแอนเดอร์สันและเริ่มวิเคราะห์
“เป็นกับดักของโจรสลัดหรือไม่ก็นักผจญภัย? แต่เกาะที่มีทรัพยากรน้อยแบบนั้นจะดึงดูดให้ใครไปสำรวจได้? หรือว่าคนปล่อยข่าวจะไม่ใช่ใครนอกจากพลเรือโทโรคภัยเอง? เพื่อดูว่าใครกำลังสืบสวนหาแหล่งกบดานของเธอ?”
แอนเดอร์สันยิ้ม
“ถูกต้อง… หลังจากได้ฉันเป็นอาจารย์ นายก็พัฒนาขึ้นมาก ไม่อย่างนั้นฉันคงสงสัยว่า ต่อให้ดื่มโอสถนักวางแผนเข้าไป แต่สติปัญญาของนายก็คงไม่เพิ่มขึ้น ทำได้แค่ภาวนาให้ศัตรูโง่พอๆ กับตัวเองและเอาชนะด้วยประสบการณ์… สำหรับประโยคเมื่อครู่ ฉันไม่ใช่คนพูด แต่เป็นจักรพรรดิโรซายล์”
ในระยะหลัง แอนเดอร์สันช่วยเดนิสรวบรวมวัตถุดิบหลักและเสริมสำหรับโอสถนักวางแผนจนครบถ้วน ปัจจุบันเหลือเพียงขั้นตอนสุดท้ายก่อนจะลงมือเลื่อนลำดับ
“นายเป็นอาจารย์ของฉันตั้งแต่ตอนไหน…” เดนิสพึมพำ
แอนเดอร์สันเพิกเฉย เพียงพูดกับตัวเองแผ่วเบา
“หากเป็นข่าวลือที่พลเรือโทโรคภัยจงใจปล่อย เกาะลับดังกล่าวก็คงเป็นกับดัก… อาจไม่มีอะไรเลยนอกจากกระจกสำหรับจับตามองเรือและคนที่เข้าไปใกล้… หรือไม่ก็ ที่นั่นเป็นรังลับของนิกายแม่มดที่เกอร์มัน สแปร์โรว์เคยพูดถึง”
“แล้วพวกเราควรทำยังไงต่อ?” เดนิสถามตามความเคยชิน
แอนเดอร์สันหัวเราะในลำคอ
“เรื่องง่ายๆ แค่นี้คิดเองไม่เป็นหรือ? พวกเราจะเริ่มสืบจากคนที่นำข่าวมาบอกนาย จากนั้นก็จะสืบแบบย้อนกลับจนพบเบาะแสเพิ่มเติม”
นั่นสินะ… ในตอนแรก เดนิสอยากพยักหน้าเห็นด้วย แต่ถ้อยคำที่ถูกพ่นออกจากปากกลับเป็น ‘เฮ่อะ!’
ช่วงเช้าตรู่ของวันใหม่ บนชั้นสองของบ่อนการพนัน
บัสต์ เจ้าของเส้นผมสีน้ำตาล อ้าปากหาวพลางเดินเข้าไปในห้อง
ขณะเตรียมจุดเทียนไขโดยอาศัยแสงจากดวงจันทร์ด้านนอกหน้าต่าง มันเห็นเปลวไฟสีขาวลุกโชนขึ้นตรงหน้า แสงจากเปลวไฟสว่างจ้าจนมันตาบอดไปชั่วขณะ
หัวใจบัสต์เต้นระรัวทันที รีบกระโจนไปทางด้านข้างและม้วนตัวกลิ้ง
หลังจากกลิ้งครบสองตลบ การเคลื่อนไหวของบัสต์ชะงักกะทันหัน ราวกับถูกคำสาปกลายเป็นหิน
นั่นเพราะลำคอของมันรู้สึกเจ็บแปลบและเย็นเยียบ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หากขยับไปข้างหน้าอีกก้าวเดียว เลือดสีแดงคงได้สาดขึ้นไปจนถึงหลังคา
“นายต้องการอะไร” เมื่อสายตาของบัสต์กลับเป็นปรกติ มันเห็นชายผมทองคนหนึ่งยืนอยู่ด้านข้างพลางใช้มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง ส่วนอีกข้างกำลังถือมีดสีดำ ด้านหน้าเป็นชายสวมเสื้อคลุมสีดำ คลุมศีรษะปกปิดมิดชิด
เดนิสไม่ตอบคำถามบัสต์ เพียงหันไปมองแอนเดอร์สันด้วยสีหน้าประหลาดใจเบาบาง
“ทำไมนายถึงไม่ปลอมตัว?”
“ถ้าปลอมตัว… เหยื่อจะเกลียดชังถูกคนได้ยังไง?” แอนเดอร์สันตอบเสียงเรียบ
“…” เดนิสพ่นลมหายใจ “โชคดีที่ฉันไม่มีนิสัยแย่ๆ แบบนาย”
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง” แอนเดอร์สันยิ้ม “ทุกคนบนเกาะไซรอสรู้ว่าฉันอยู่กับใครในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา”
“แม่เย็*!” เดนิสสบถ
บัสต์ซึ่งถูกแอนเดอร์สันใช้มือจ่อคอ ไม่กล้าขยับเขยื้อนร่างกาย ทำเพียงตั้งใจฟังบทสนทนาพลางคิดในใจว่า นี่ตนกำลังดูละครตลกในกรุงทรีอาร์หรืออย่างไร?
พวกมันมาหาเราด้วยเหตุผลใดกันแน่… พ่อค้าข่าวกำลังสับสน
ทันใดนั้น แอนเดอร์สันถอนสายตากลับ จ้องบัสต์และกล่าว
“ใครเป็นคนบอกนาย เกี่ยวกับเกาะลับทางตะวันตกเฉียงใต้จากเส้นทางเดือนเรือหลัก”
คล้ายกับบัสต์ฉุกคิดบางสิ่ง มันหันไปทางเดนิสและแผดเสียง
“เป็นนายนี่เอง!”
ตลอดสองสามวันที่ผ่านมา ข้อมูลดังกล่าวถูกขายให้กับลูกค้าเพียงรายเดียวเท่านั้น!
…ถูกเปิดโปงเร็วขนาดนี้เชียว? เดนิสตอบพูดไม่ออกไปสักพัก
แอนเดอร์สันกดมีดสีดำในมือลึกกว่าเดิม ส่งผลให้ความเจ็บปวดจากคมมีดชัดเจนขึ้น
“ตอบคำถามมาก็พอ”
บัสต์รู้สึกราวกับวิญญาณตนใกล้หลุดลอยเต็มที จึงรีบตอบอย่างลนลาน
“พ…พลเรือโทโรคภัย!”
“เธอบอกเมื่อไร แล้วทำไมถึงบอก” แอนเดอร์สันถามต่อไปด้วยเสียงสงบ
“คืนก่อนที่กาฬมรณะจะออกจากเกาะไซรอส!” บัสต์รีบตอบด้วยกังวลว่าจะตายเพราะเสียเลือดมากเกินไป “ฉันไม่ได้ถามถึงเหตุผล เพราะในตอนนั้นมัวแต่เพลิดเพลินไปความงามของเธอ… สมแล้วที่เป็น ‘สาวน้อยโรคภัย’ แห่งห้าห้วงสมุทร…”
แม้จะผ่านมาหลายวัน และแม้จะอยู่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานสุดขีด แต่บัสต์ก็ยังอดไม่ได้ที่จะชมเชยในความงาม
“พลังเสน่ห์ของแม่มด?” แอนเดอร์สันพึมพำเงียบ จากนั้นก็ถามต่อ “นายติดต่อเธอได้ไหม”
“ไม่” บัสต์รีบส่ายหน้า “เธอแค่บอกให้ฉันจดบันทึกเกี่ยวกับทุกคนที่ถามถึง และค่อยรายงานหลังจากเธอกลับมาที่เกาะไซรอสอีกครั้ง… หากใครซื้อข้อมูลดังกล่าวและต้องการออกจากเกาะ ให้ปล่อยไปโดยไม่ต้องขัดขวาง”
“แบบนี้นี่เอง… สมเหตุสมผล” แอนเดอร์สันพยักหน้าพร้อมกับดึงมีดกลับ “บนเกาะนั่นมีกับดักไหม?”
“ฉันไม่รู้” บัสต์ตอบเถรตรง
แอนเดอร์สันไม่กล่าวคำใดต่อ เพียงล้วงเงินจากตัวบัสต์และภายในห้อง จากนั้นก็ใช้มีดสีดำชี้หน้า
“ใจจริงฉันอยากเชือดนายทิ้ง แต่ถ้าทำแบบนั้น… คนตายคงเกลียดฉันไม่ได้… จงมีชีวิตอยู่ต่อไปและคอยสาปแช่งฉันวันละหลายรอบ”
มันหันหลังกลับ เดินไปยืนข้างเดนิสและกระโดดออกจากหน้าต่างในเวลาไล่เลี่ย อันตรธานหายไปในค่ำคืนอันมืดมิด
บัสต์จับมือที่ชุ่มเลือด พยุงตัวยืนด้วยท่าทางสั่นกลัว ก่อนจะวิ่งไปที่หน้าต่างเพื่อยืนยันว่าคนทั้งสองกลับไปแล้ว
“โชคดีที่เจอพวกไม่สมประกอบ ไม่อย่างนั้นเราคงไม่รอดแน่…” มันปิดหน้าต่างสนิท ลงกลอนประตูไม้ ตรวจสอบทุกมุมห้องอย่างระมัดระวัง และท้ายที่สุด บัสต์นั่งลงพลางกระดกแลงติร้อนแรงครึ่งขวด
ถัดมา บัสต์ทรุดตัวลงบนเตียงด้วยความเมามาย จากนั้นก็ผล็อยหลับ
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า จากวินาทีเป็นนาที จนกระทั่งตีสามของอีกวัน
ทันใดนั้น บัสต์พลิกตัวขึ้นมานั่ง ดวงตากระจ่างใสและเปี่ยมด้วยกำลังวังชา ปราศจากอาการเมาสุราโดยสิ้นเชิง
มันใช้มีดสั้นงัดพื้นไม้ใจกลางห้อง หยิบลูกบอลกระดาษขนาดเท่าหัวแม่โป่งขึ้นมาถือ
หลังจากบรรจงคลี่ก้อนกระดาษ ชั้นในสุดคือของเหลวเหนียวข้นสีดำ
บัสต์แบ่งออกมาหนึ่งส่วนสี่ เดินไปที่กระจกเงาในห้องและเตรียมป้ายแป้งเปียกสีดำลงไป
ทันใดนั้น มันเห็นร่างของคนสองคนสะท้อนอยู่บนผิวกระจก คนหนึ่งสวมเสื้อเชิ้ตขาว เสื้อกั๊กสีดำ มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง อีกข้างถือมีดสีดำ ส่วนอีกคนสวมเสื้อคลุมสีดำ ศีรษะถูกคลุมไว้มิดชิด
“…” ขณะรูม่านตาบัสต์กำลังเบิกกว้าง เดนิสชกเข้าที่ท้ายทอยจนบัสต์แทบหมดสติ
ความทรงจำสุดท้ายคือเสียงที่เจือความเย้ยหยัน:
“หมอนี่ไม่ทำให้เราผิดหวังจริงๆ”
จัดการกับบัสต์เสร็จ เดนิสก้มหยิบวัตถุคล้ายแป้งเปียกที่ตกพื้นพลางหัวเราะเยาะ
“หมอนี่เชื่อจริงๆ ว่านายไม่ฆ่ามันเพราะอยากให้คอยเกลียดไปตลอดชีวิต”
บทสนทนาก่อนหน้าเป็นละครที่มันกับแอนเดอร์สันซักซ้อมล่วงหน้า เพื่อให้การไว้ชีวิตของแอนเดอร์สันสมเหตุสมผล
“นั่นแปลว่านายแสดงให้ดี” แอนเดอร์สันยิ้ม “การสวมบทเป็นตัวเองคงง่ายมากเลยสินะ”
“แม่เย็*!” เดนิสสบถหัวเสีย
จากนั้น มันถอนหายใจ
“คิดไม่ถึงว่าเจ้านั่นจะอดทนมาก รอจนผ่านเที่ยงคืนค่อยลงมือ… แต่เราอดทนมากกว่า”
“หากนักล่าต้องการจับเหยื่อ ความอดทนคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ บางครั้งต้องรอนานถึงสามวัน” แอนเดอร์สันตอบเสียงเรียบ
สำหรับพวกมันทั้งสอง เทคนิคในการสอบสวนแทบเป็นศูนย์ ไม่ว่าจะเป็นนักล่า นักยั่วยุ นักวางเพลิง หรือยมทูต ไม่มีโอสถใดเชี่ยวชาญการสื่อวิญญาณหรือสะกดจิต หากไม่ข่มขู่ทางกายภาพ วิธีเค้นข้อมูลเดียวคือการวางแผนอย่างใจเย็น
ประโยคนี้ฟังดูเข้าท่า… ในอนาคต เราต้องเก็บไว้สั่งสอนศิษย์… เดนิสจ้องวัตถุคล้ายแป้งเปียกสีดำในมือ
“ดูเหมือนว่า วิธีใช้งานคือการนำไปป้ายลงบนผิวกระจก… เจ้านี่จะช่วยให้ติดต่อกับพลเรือโทโรคภัยได้จริงหรือ?”
“ก็คงทำนองนั้น… แต่ติดต่อเธอแล้วได้อะไร? นายจะชวนมากินอาหารเช้าบนเกาะไซรอสหรือ?” แอนเดอร์สันหัวเราะ
เดนิสทราบดี ตนและแอนเดอร์สันไม่มีพลังสำหรับโน้มน้าวบุคคลอีกฟากหนึ่งของกระจก แต่ในเมื่อเป็นภารกิจที่เกอร์มัน สแปร์โรว์มอบหมาย มันอยากทำอะไรมากกว่านี้
เดนิสขมวดคิ้ว
“พวกเราควรทำยังไงต่อ?”
“แน่นอน ติดต่อเกอร์มัน สแปร์โรว์และให้เขาจัดการส่วนที่เหลือด้วยตัวเอง… ชายคนเต็มไปด้วยปริศนา แถมยังเก่งกาจหลายด้าน คงมีวิธีแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ” แอนเดอร์สันกล่าวพลางส่ายหน้า “ต้องไม่ลืมว่า งานของเรามีแค่การสืบหาแหล่งกบดานของพลเรือโทโรคภัย และตอนนี้ก็ทำสำเร็จแล้ว”
เดนิสอืมในลำคอ ก่อนจะนำเทียนไขและอุปกรณ์ประกอบพิธีกรรมออกมาวาง
“นายคิดจะทำอะไร?” แอนเดอร์สันถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ
เดนิสก้มหน้าจัดแท่นบูชาโดยไม่หันกลับไปมอง
“อัญเชิญผู้ส่งสารของเกอร์มัน สแปร์โรว์”
“…” แอนเดอร์สันเงียบไปสองสามวินาที ก่อนจะกล่าว “ขอตัวไปสูบบุหรี่ข้างนอก”
………………………………….
ในตรอกเล็กย่านสะพานเบ็คลันด์ ซิลได้พบเจ้าหน้าที่เอ็มไอเก้าคนเดิมผู้รับผิดชอบประสานงานกับตน
“นี่คือรางวัลจากการแลกเปลี่ยนคะแนนผลงานของคุณ รวมทั้งสิ้นสองพันห้าร้อยปอนด์… หึหึ ผมช่วยเรียกเพิ่มให้ห้าร้อยปอนด์” ชายสวมหน้ากากทองคำโยนซองจดหมายพองๆ ให้ซิล
ซิลรับไว้อย่างแม่นยำโดยไม่แกะออกมานับ จากนั้นก็ขอบคุณอย่างจริงใจ
“ขอบคุณ”
ชายสวมหน้ากากทองคำโบกมือ
“ไม่ต้องขอบคุณ ทางเลือกของคุณส่งผลดีกับผมเช่นกัน เพราะถ้าคุณยังดิ้นรนกับอดีตและไม่ยอมปล่อยวาง ผมกังวลว่าตัวเองคงได้ขึ้นศาลทหารในสักวัน… แล้วคุณจะอยู่ที่เบ็คลันด์ต่อไหม?”
“อา… ฉันคุ้นชินกับชีวิตในเมืองใหญ่แล้ว ถ้าสงครามยุติลง ฉันจะพาครอบครัวย้ายมาอยู่ด้วย” ซิลตอบในสิ่งที่เตรียมไว้ล่วงหน้า
“ถ้าสงครามยุติ…” ชายสวมหน้ากากทองคำทวนคำซิลด้วยน้ำเสียงแปลกไป ก่อนจะยิ้มและพูด “ขอพระองค์อวยพรเราทุกคนให้มีชีวิตรอดไปจนสิ้นสุดสงคราม”
พระองค์ในความหมายของมันคือวายุสลาตัน
“แต่ฉันนับถือเทพธิดา” ซิลตอบขึงขัง
“คุณเข้าใจสิ่งที่ผมจะสื่อ” ชายสวมหน้ากากทองคำโบกมือและกล่าวต่อ “คุณยังจะรับงานจาก MI9 ต่อไหม?”
“ฉันไม่ปฏิเสธโอกาสทำเงิน” ซิลสางผมที่หยาบกระด้างพลางตอบกึ่งจริง
“ตกลง” ชายสวมหน้ากากทองคำผงกศีรษะและพูดต่อ “สิ่งสำคัญในสงครามคือการรับมือสายลับของศัตรู หากมีงานที่เกี่ยวข้อง ผมจะแจ้งให้คุณทราบทันที”
“เข้าใจแล้ว” หลังจากมอบคำตอบ ซิลเดินออกจากตรอกมืดอย่างระมัดระวัง
เมื่อแผ่นหลังหญิงสาวเลือนหาย ชายสวมหน้ากากทองคำมองไปยังมุมมืดและกล่าว
“เธอน่าจะถูกใครสักคนหลอกใช้ และถูกทอดทิ้งหลังจากหยุดสืบสวนเรื่องดังกล่าว”
ในเงามืดตรงหัวมุม เสียงทุ้มต่ำดังเล็ดลอด
“ผิวเผินอาจเป็นเช่นนั้น แต่ความจริงอาจตรงกันข้ามก็ได้… ช่างเถอะ เราไม่ต้องกังวลอีกแล้ว ต่อให้เธอค้นพบความจริงและนำไปป่าวประกาศ นั่นก็ไม่กระทบกับแผนการของฝ่าบาท… หึหึ… ตอนนี้โบสถ์รัตติกาลยอมรับโดยนัยแล้ว”
“เยี่ยมเลย…” ชายสวมหน้ากากทองถอนหายใจเงียบ
เมื่อกลับถึงบ้านพักในย่านรอบนอกเขตตะวันออก ซิลกล่าวกับฟอร์สที่กำลังนั่งบนขอบเตียงพลางอ่านหนังสือพิมพ์
“ฉันได้เงินมาสองพันห้าร้อยปอนด์”
ฟอร์สวางหนังสือพิมพ์ลง ดวงตาขยับเล็กน้อย จดจ่ออยู่กับการคำนวณ
“เพียงพอ…”
ซิลมีเงินเก็บราวหกร้อยปอนด์ บวกกับสองพันห้าร้อยปอนด์ใหม่ เธอจะมีเงินใช้อย่างอิสระถึงสามพันหนึ่งร้อยปอนด์โดยแยกกับค่าครองชีพ
สูตรโอสถ ผู้พิพากษาที่เธอต้องการซื้อมีราคาสองพันปอนด์ ตะกอนพลังอีกสามพันห้าร้อยปอนด์ ยังขาดอีกสองพันสี่ร้อยปอนด์ โดยฟอร์สจะช่วยออกส่วนต่างดังกล่าว
หลังจากให้อีกฝ่ายยืม เงินออมของฟอร์สจะลดเหลือเจ็ดร้อยแปดสิบปอนด์ แต่นั่นไม่ส่งผลกับเธอมากนัก สูตรโอสถและวัตถุดิบสำหรับเลื่อนลำดับถัดไปถูกเตรียมไว้พร้อมแล้ว ไม่มีคิวต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในอนาคต แถมยังหาเงินได้เรื่อยๆ จากการให้เช่า ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’
“ตกลง” ซิลพยักหน้า “ฉันจะรีบสะสางให้เสร็จและเลื่อนเป็นลำดับ 6 โดยเร็ว”
เมื่อเห็นเพื่อนสนิทวางแผนอนาคตเสร็จ ฟอร์สหันกลับมากังวลเกี่ยวกับอนาคตตัวเอง
“โอสถนักบันทึกของฉันยังย่อยไม่เสร็จ… ในระหว่างที่สงครามกำลังปะทุ คงปลอดภัยกว่าถ้าฉันมีพลังท่องเที่ยว”
“กุญแจสำคัญของนักบันทึกคือการบันทึกพลังพิเศษ ถ้าฉันกลายเป็นผู้พิพากษาเมื่อไร เธอก็จะมีพลังใหม่ให้บันทึกเพิ่มขึ้น มีลำดับสูงขึ้น และนั่นคงช่วยให้โอสถย่อยเร็วขึ้น” ซิลดึงเก้าอี้ออกมานั่ง กล่าวด้วยสีหน้าครุ่นคิด
ฟอร์สถอนหายใจ
“ฉันกำลังสงสัยว่า นอกจากการบันทึกพลังพิเศษ ฉันยังต้องบันทึก ‘ทิวทัศน์และขนบธรรมเนียมของหลากหลายสถานที่’ เพื่อให้สอดคล้องกับโอสถนักท่องเที่ยวในลำดับถัดไป แต่ปัจจุบันเป็นภาวะสงคราม การเดินทางภายในอาณาจักรอาจทำได้ แต่นอกอาณาจักรค่อนข้างอันตราย… เฮ้อ… ราคาขนมปังเพิ่มขึ้นศูนย์จุดสองห้าเพนนีต่อน้ำหนักหนึ่งปอนด์ แพงกว่าในช่วงก่อนที่พระราชบัญญัติเมล็ดพันธุ์จะถูกคว่ำเสียอีก!”
“นั่นสินะ” ซิลไตร่ตรองสักพักและเห็นด้วยกับฟอร์ส
ทั้งสองต่างพากันเงียบ จนกระทั่งผ่านไปสิบวินาที ซิลผุดแนวคิดใหม่
“อันที่จริง… มีวิธีง่ายๆ อยู่”
“วิธีไหน?” ฟอร์สเหยียดหลังตรง โพล่งคำถาม
“เธอสามารถจ่ายเงินเพื่อจ้างให้ชายคนนั้นพาไปเที่ยว” ซิลระมัดระวังการเอ่ยเชื่อ “ที่ต้องทำมีเพียง บอกให้เขาพาเธอไปทิ้งไว้สักแห่งเป็นเวลาสามถึงสี่วัน หรือหนึ่งสัปดาห์ ด้วยวิธีดังกล่าว ใช้เวลาไม่นานเธอก็จะได้บันทึกขนมธรรมเนียมและทิวทัศน์ของหลากหลายท้องถิ่น นอกจากนั้น เธอยังสามารถเช่าสมบัติวิเศษจากเขาเพื่อบันทึกพลังพิเศษ… นี่ไม่เพียงจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่ง แต่ยังช่วยให้ย่อยโอสถได้เร็วขึ้น”
“จริงด้วย!” ดวงตาฟอร์สส่องประกาย
ในวินาทีนี้ ฟอร์สเพิ่งตระหนักว่าตนใช้ประโยชน์จากชุมนุมทาโรต์ไม่คุ้มค่าเลยสักนิด
หลังจากตื่นเต้น ฟอร์สขมวดคิ้วชนกัน เพราะหากใช้วิธีข้างต้น แปลว่าเธอต้องพบหน้าเกอร์มัน·สแปร์โรว์บ่อยครั้ง ยิ่งจินตนาการถึงนักผจญภัยเสียสติมากเท่าไร ฟอร์สก็ยิ่งอกสั่นขวัญแขวน
เฮ้อ… ไม่มีความก้าวหน้าใดได้มาโดยไม่ต้องเสียสละ… เพื่อจะย่อยโอสถ เราไม่มีทางเลือกนอกจากยอมเสี่ยง… ฟอร์สตัดสินใจหนักแน่นและวางแผนเตรียม ‘จ้างงาน’ ในชุมนุมทาโรต์สัปดาห์หน้า
…
ภายในบ้านพักซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของซิลและฟอร์สหลายเส้นถนน
ไคลน์ที่เพิ่งกลับจากภัตตาคารเซอเรนโซ่ กำลังนั่งอยู่ข้างโต๊ะ พลิกอ่านหนังสือพิมพ์อย่างรวดเร็วพร้อมกับสรุปข้อมูลที่สำคัญ
กองทัพเรือโซเนียของจักรพรรดิฟุซัคถอยร่นออกจากท่าเรือพริสต์ ปัจจุบันยังไม่ทราบตำแหน่งแน่ชัด…
พลเรือเอกอมิรุสแห่งกระทรวงกลาโหมประกาศว่า จะเร่งเสริมแนวป้องกันทางชายฝั่ง รวมถึงสั่งให้กองเรือรบหุ้มเกราะทั้งสามไม่ต้องรีบร้อนกลับมายังน่านน้ำโลเอ็น แต่เลือกอ้อมไปตามเส้นทางปลอดภัยเพื่อป้องกันมิให้ถูกซุ่มโจมตี…
กองรบ ‘ยักษ์สองหัว’ ของฟุซัคบุกโจมตีเทือกเขาอมานด้าในแคว้นเหมันต์ แต่ก็ต้องเผชิญกับการตั้งรับที่แข็งแกร่ง จนยุทธการตีฝ่าป้อมปราการมีอันต้องล้มเหลว…
กองเรือพิฆาตของฟุซัคเปิดฉากโจมตีเขตอุตสาหกรรมหนักทางชายฝั่งตะวันออก หนึ่งในนั้นคือเมืองคอนสแตนแห่งแคว้นเลียบทะเล ส่งผลให้ปะทะกับกองทัพเรือเลียบทะเลของอาณาจักรโลเอ็นอย่างดุเดือด ต่างฝ่ายต่างสูญเสียใหญ่หลวง…
กองกำลังอาณานิคมของฟุซัคและโลเอ็นเริ่มปะทะกันบนไบลัมตะวันออกในหลายดินแดน…
อาณาจักรอื่นยังมิได้ประกาศจุดยืนที่แน่ชัด สถานทูตโลเอ็นภายในเมืองหลวงแต่ละแห่งเริ่มจัดประชุมด่วนเพื่อเปิดฉากเจรจาทางการทูต… คลื่นวิทยุคอยนำเสนอข่าวสำคัญที่เกิดขึ้นบนทวีปเหนือและใต้อย่างต่อเนื่อง…
สงครามเพิ่งเข้าสู่ช่วงเริ่มต้น… ไคลน์ไม่ได้มองโลกในแง่ดีมากนัก และไม่เชื่อว่านักการทูตจะเจรจายุติสงครามสำเร็จ จึงวางหนังสือพิมพ์ลงพร้อมกับมองหาวิธีรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพิธีกรรมเลื่อนลำดับของจอร์จที่สาม
ตามหลักการทั่วไป ก่อนที่จักรพรรดิโลหิต อลิสต้า·ทูดอร์จะกลายเป็นบ้า ทุกการกระทำเกิดขึ้นอย่างสมเหตุสมผล หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง สุสานลับทั้งเก้าแห่งไม่มีทางถูกสร้างในสถานที่ใกล้เคียงกัน เพราะนั่นจะทำให้ถูกกวาดล้างได้ง่ายจนหมดโอกาสคืนชีพ
หมายความว่า ในภูมิภาคอื่นของเบ็คลันด์และอาณาจักรข้างเคียง จะต้องมีสุสานที่คล้ายคลึงกันอีกจำนวนแปดแห่ง บางแห่งยังคงเป็นความลับและน่าจะมีระดับความปลอดภัยต่ำกว่าโบราณสถานหมายเลขหนึ่ง ที่นั่นคือโอกาสของเรา…
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดอาจมีข้อมูล แต่เรายังไม่ควรติดต่อไปตอนนี้… ต่อให้ไม่กลัวการเอ่ยพระนามเต็มของเทวทูตสีชาด แต่อีกฝ่ายจะเดาได้ทันทีว่าเรามีเจตนาขัดขวางมิให้จอร์จที่สามเถลิงบัลลังก์จักรพรรดิมืด… สำหรับนักวางแผนจอมเจ้าเล่ห์ ข้อมูลดังกล่าวละเอียดอ่อนและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายวิธี…
ราชินีเงื่อนงำอาจมีช่องทางหรือเบาะแส แต่เราจะพึ่งพาเธอทุกเรื่องไม่ได้… สำหรับศาสนจักร พวกเขาคงไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับโบราณสถานจักรพรรดิโลหิตมากนัก ไม่ว่าจะความลับที่เกี่ยวข้องหรือตำแหน่งของโบราณสถานแห่งอื่น…
เราควรลงมือกับบุคคลสำคัญรอบตัวกษัตริย์ เช่นบรรดาครึ่งเทพที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความลับ? คงยาก… อีกฝ่ายยกระดับความปลอดภัยขึ้นหลายเท่า อาจถึงขั้นใช้เทวทูตของตระกูลออกัสตัสและองค์กรลับโบราณคอยสอดส่อง กลุ่มหนึ่งจับตามองจากที่มืด อีกกลุ่มทำในที่สว่าง… และถ้าเกิดอันตรายขึ้นกับครึ่งเทพใกล้ตัว จอร์จที่สามจะทราบทันทีว่ามีใครบางคนพยายามขัดขวางแผนการเถลิงบัลลังก์…
อา… ใช่แล้ว ‘นักบุญขาว’ คาร์เทอริน่ารับมือได้ง่ายกว่าครึ่งเทพข้างต้น แถมยังดึงดูดความสนใจน้อยกว่า…
ในทางสามัญสำนึก จอร์จที่สามซึ่ง ‘ได้รับอนุญาต’ จากโบสถ์หลักหลายแห่ง ไม่จำเป็นและไม่มีเหตุผลให้ต้องร่วมมือกับนิกายแม่มดอีก… เว้นเสียแต่จะมีเหตุผลสำคัญอย่างมาก ไม่อย่างนั้น สิ่งแรกที่ ‘ท่าน’ ต้องทำคือการเขี่ยนิกายแม่มดทิ้ง…
แต่แน่นอน ท่านคงไม่กล้าแตกหักกับนิกายแม่มดโดยตรง… เพราะในแง่หนึ่ง บรรดาแม่มดเก่งด้านการวางแผนและไม่พลาดที่จะป้องกันการถูกหักหลัง และในอีกแง่หนึ่ง หากทำให้นิกายแม่มดขุ่นเคืองใจ พิธีกรรมเลื่อนเป็นจักรพรรดิมืดของจอร์จที่สามก็อาจไม่ปลอดภัยนัก เพราะองค์กรดังกล่าวมีทั้งเทพแท้จริง สมบัติปิดผนึกระดับ 0 และกองทัพเทวทูต…
ขอเพียงจอร์จที่สามยังไม่เสียสติ วิธีที่ปลอดภัยที่สุดก็คือ ตกรางวัลให้นิกายแม่มดอย่างเหมาะสมและเลิกแล้วต่อกัน จึงค่อยส่งเทวทูตในขอบเขตจิตใจ หรือไม่ก็ราชาเทวทูต ตามไปลบความทรงจำของนิกายแม่มด…
และถ้าสถานการณ์เป็นไปตามข้างต้น การหายตัวไปของ ‘นักบุญขาว’ คาร์เทอริน่าก็จะไม่กระตุ้นให้จอร์จที่สามหวาดระแวงเกินไปนัก หรืออาจไม่แยแสเลยด้วยซ้ำ…
จากมุมมองของนิกายแม่มด บทสรุปของเรื่องราวคงใกล้ดำเนินมาถึง เพราะโบสถ์หลักล้วนอนุญาตโดยนัยเกือบทั้งหมดแล้ว นักบุญขาวไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนเหมือนแต่ก่อน สามารถเคลื่อนไหวได้อิสระมากขึ้น และนี่คือโอกาสของเรากับราชินีเงื่อนงำ…
อา… ใกล้ถึงเวลาที่พลเรือโทโรคภัยจะเผยตำแหน่งอีกครั้ง… หากพิจารณาจากรูปลักษณ์ของเทรซี่และท่าทีของนักบุญขาว เทรซี่กับคาร์เทอริน่าอาจมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดในบางแง่มุม…
คิดถึงตรงนี้ ไคลน์ถอนหายใจยาว ทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างพลางพึมพำ
ได้แต่หวังว่าเดนิสกับแอนเดอร์สันจะพบตัวพลเรือโทโรคภัยโดยเร็ว…
และหวังว่า ‘เมืองแห่งปาฏิหาริย์เลฟซิดในการเดินทางของกรอซาย’ จะมีอำนาจในการทำลาย ‘อิทธิพล’ ขอบเขตพลังจิต…
สำหรับตอนนี้ สิ่งเดียวที่มันทำได้คือการรอคอยอย่างอดทน
…
ทะเลคลั่ง บนเกาะไซรอส
เดนิสกล่าวกับแอนเดอร์สันด้วยอาการตื่นเต้น
“ฉันเพิ่งได้ข่าวใหม่… ทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้จากเส้นทางเดินเรือหลัก บริเวณดังกล่าวมีเกาะที่ปราศจากทรัพยากรอันมีค่า แต่ลึกลับซับซ้อนเหมาะแก่การซ่อนตัว”
………………………………….
พลังของราชินีเงื่อนงำช่างอัศจรรย์… เหมือนกับในเทพนิยาย… ไคลน์ชำเลืองปากกาที่เขียนเอง ก่อนจะหยิบปากกาและกระดาษจากกระเป๋าของตนออกมาเขียนพิธีกรรมอัญเชิญผู้ส่งสาร รวมถึงเน้นย้ำว่าการส่งจดหมายทุกครั้งต้องจ่ายค่าจ้างหนึ่งเหรียญทอง
ทันทีหลังจากนั้น ชายหนุ่มยื่นกระดาษให้แบร์นาแดต ตามด้วยการหยิบกระดาษของอีกฝ่ายขึ้นมากวาดสายตาอ่าน
“สิ่งมีชีวิตล่องหนซึ่งพเนจรท่ามกลางดินแดนเบื้องบน… วิญญาณพิสดารที่เป็นมิตรกับมนุษย์… ผู้ส่งสารที่เป็นของแบร์นาแดตกุสตาฟแต่เพียงผู้เดียว…”
มีบางจุดแตกต่างจากคาถาทั่วไป แต่แก่นสำคัญยังคงเดิม… อา… ราชินีเงื่อนงำคงจงใจปรับแต่งเล็กน้อย ไม่ให้คนอื่นทดสอบอัญเชิญผู้ส่งสารเพื่อแกะรอยพิกัดแบบย้อนกลับจากสายสัมพันธ์… แต่สำหรับเราคงไม่ต้องกังวล มิสผู้ส่งสารเป็นถึงเทวทูต มีแต่จะไปข่มขู่ผู้อื่น ไม่ใช่ฝ่ายถูกกระทำ หรือต่อให้เผชิญหน้ากับซาราธ ก็คงป้องกันตัวเองได้ในระดับหนึ่ง สามารถการหลบหนีได้ง่ายดาย… ไคลน์พึมพำสองสามคำ ตามด้วยการสะบัดฝ่ามือข้างที่ถือกระดาษ จุดเพลิงสีแดงฉาน
เฝ้ามองกระดาษกลายเป็นเถ้าท่านในเปลวไฟ ราชินีเงื่อนงำ แบร์นาแดตถามอย่างไร้อารมณ์
“เกี่ยวกับแผนการขัดขวางจอร์จที่สาม คุณมีความเห็นอย่างไร”
ไคลน์ที่เตรียมคำตอบไว้แล้ว จงใจกล่าวเชื่องช้า
“อันดับแรก ต้องไม่ประมาท ห้ามเสี่ยงเกินจำเป็น และไม่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์”
หากไม่ใช่เพราะราชินีเงื่อนงำ แบร์นาแดตเพิ่งพูดออกมาว่าเธอเกลียดสงครามและการเบียดเบียนผู้บริสุทธิ์ ไคลน์คงไม่จงใจกล่าวออกไป เพราะนั่นจะเป็นการเผยจุดอ่อนตัวเอง มันจะเลือกใช้คำพูดที่อ้อมค้อมและนุ่มนวลมากกว่าเดิม
ได้ยินประโยคดังกล่าว แบร์นาแดตพยักหน้าแผ่วเบา เป็นนัยเห็นด้วย
“พวกเรามีสามทางเลือก หนึ่ง ทำลายพิธีกรรมของจอร์จที่สามในช่วงเวลาสำคัญ ส่งผลให้การเลื่อนลำดับล้มเหลว สอง พยายามลอบสังหารล่วงหน้าเพื่อไม่ให้จอร์จที่สามได้มีโอกาสประกอบพิธีกรรม” ไคลน์จงใจเล่าแค่สองวิธี และเริ่มวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของสองวิธีแรก “การลอบสังหารเป็นตัวเลือกที่มีโอกาสสำเร็จต่ำมาก จอร์จที่สามซึ่งเตรียมตัวจะเป็นจักรพรรดิมืด ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอยู่ในลำดับหนึ่งเป็นศัตรูที่พวกเราไม่มีปัญญาจะกำจัด… หรือถ้าจอร์จที่สามยังไม่ใช่ลำดับหนึ่งแต่ก็คงสวมบทบาทเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว ทันทีที่เดิมโอสถลำดับหนึ่งเข้าไป ตัวยาจะถูกย่อยอย่างสมบูรณ์ทันที พร้อมสำหรับการก้าวไปเป็นเทพ… แต่แน่นอน ต่อให้สมมติฐานที่เป็นไปได้ยากเช่นนี้ดันตรงกับความจริง จอร์จที่สามก็ยังเป็นถึงผู้วิเศษลำดัสอง… ตระกูลออกัสตัสของท่านมีสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ไว้ในครอบครองไม่น้อย อีกทั้งยังมีเทวทูตจำนวนมากคอยอารักขา โอกาสลอบสังหารสำเร็จเกือบเป็นศูนย์”
ถึงตรงนี้ ไคลน์เปลี่ยนสรรพนามของจอร์จที่สามจาก ‘เขา’ เป็น ‘ท่าน’
แบร์นาแดตที่ฟังอย่างตั้งใจ ไตร่ตรองสักพักราวกับกำลังเรียบเรียง
“ตราบใดที่สภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย การลอบสังหารเทวทูตลำดับสองยังพอมีโอกาสสำเร็จ ทว่า ไม่คุณก็ฉันต้องล้มตายไปสักคน หรือไม่ก็ทั้งสอง”
ความหมายโดยนัยก็คือ เธอครอบครองสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ที่ทรงพลัง อัศจรรย์ และน่าสะพรึง แต่หากต้องการใช้งานอย่างเต็มที่ จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนด้วยราคาแพง
ถ้าเธอพูดแบบนั้น ตัวเลือกที่สองก็มีโอกาสสำเร็จอยู่ไม่น้อย นั่นเพราะเราโกหกในตอนแรก… หากเราทุ่มเททุกสิ่งที่มี นั่นจะหมายถึงการได้รับความช่วยเหลือจากวิล·อัสติน พาลีส·โซโรอาสเตอร์ และมิสผู้ส่งสาร โดยทุกคนจะใช้ยันต์วันวานอีกครั้งเพื่อฟื้นคืนพลังชั่วคราว… แต่ปัญหาคือ ต่อให้แผนการสำเร็จ เราอาจต้องเสียใครบางคนไป และไม่รู้ว่าผลลัพธ์หลังจากนั้นจะเป็นเช่นไร สถานการณ์โลกจะดำเนินไปในทิศทางไหน และต้องไม่ลืมว่า การต่อสู้อาจไปกระตุ้นความสนใจของราชาเทวทูตอย่างอามุนด์และโอโรเลอุส…
คงจะดีไม่น้อยถ้ามิสเตอร์อะซิกลืมตาตื่น เพราะเมื่อผนึกกำลังราชินีเงื่อนงำ สมบัติปิดผนึกระดับศูนย์และเทวทูตจำนวนสี่ตนเข้าด้วยกัน ต่อให้ศัตรูคือลำดับหนึ่งก็ยังมีโอกาสสำเร็จ แต่แน่นอน โอกาสล้มเหลวยังคงสูงอยู่ดี คงได้ไม่คุ้มเสี่ยง… ไคลน์เริ่มหวั่นไหวหลังจากทราบว่าสมบัติปิดผนึกระดับศูนย์ของราชินีเงื่อนงำมีพลังเหนือจินตนาการ แต่ท้ายที่สุด มันปัดตกประเด็นดังกล่าว
ไม่ใช่ว่าชายหนุ่มไม่อยากร่วมมือด้วย หรือเพราะไม่เชื่อใจราชินีเงื่อนงำ แต่วิลอัสตินและพาลีส· ซโรอาสเตอร์ต่างอยู่ในสภาพไม่สู้ดีนัก หากแผนการล้มเหลวจนทำให้พวกเขาถูกตามล่า นั่นอาจหมายถึงการร่วงหล่น เป็นพัฒนาการที่ไคลน์ไม่อยากเห็น
ชายหนุ่มตอบคลุมเครือ
“หากตัวเลือกเหลือแค่การลอบสังหาร ผมสามารถขอความช่วยเหลือจากเทวทูตได้อย่างน้อยสองตน”
สองตนที่ว่าหมายถึง กงสุลมรณะ’อะซิกอายเกสและ อสรพิษปรอทวิล อัสตินซึ่งแบร์นาแดตน่าจะเดาได้จากเลือดของสัตว์ในตำนาน
แบร์นาแดตเผยอาการตะลึงแผ่วเบา
“เป็นความประสงค์ของท่านผู้นั้นหรือ”
หากไม่ได้รับความยินยอมจากเดอะฟูล ลำพังข้ารับใช้คงไม่มีอำนาจเคลื่อนพลเทวทูต
“ท่านไม่คัดค้าน” ไคลน์ตอบตามความจริง
ดวงตาสีฟ้าของราชินีเงื่อนงำมืดลงกะทันหัน ไม่กล่าวสิ่งใดอีก ทำเพียงพยักหน้าเชื่องช้า
ไคลน์นำบทสนทนากลับเข้าประเด็น
“หากเลือกวิธีทำลายพิธีกรรม ผิวเผินอาจฟังดูง่าย แต่ยากในการปฏิบัติจริง เพราะเราต้องลงมือในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด ไม่อย่างนั้นการเถลิงบัลลังก์ของจอร์จที่สามก็แค่เลื่อนเวลาออกไป… ท่านได้รับอนุญาตโดยปริยายจากทวยเทพแล้ว ต่อให้สุสานถูกทำลายก็ไม่ต้องกังวล สามารถสร้างใหม่ภายในเวลาอันสั้น… แต่ถ้าทำลายพิธีกรรมในจังหวะสำคัญ จอร์จที่สามจะเลื่อนลำดับล้มเหลวและกลายพันธุ์เป็นสัตว์ประหลาดเสียสติ เหล่าทวยเทพคงไม่ปล่อยให้สิ่งมีชีวิตดังกล่าวเดินเตร็ดเตร่บนโลก จอร์จที่สามจะถูกกำจัด… แต่ปัญหาก็คือ อีกฝ่ายมีราชาเทวทูตคอยมอบคำแนะนำและให้ความช่วยเหลือ จอร์จที่สามคงไม่เปิดช่องโหว่ง่ายนัก ขณะประกอบพิธีกรรมคงมีการยกระดับความปลอดภัยจนถึงขีดสุด โอกาสล้มเหลวมีสูงมาก อาจเป็นรองแค่แผนลอบสังหาร… สำหรับวิธีดังกล่าว เราต้องรวบรวมข้อมูลโดยเร็ว และค้นหาสถานที่ลงมือให้พบ… ไม่ว่าจะเป็นวิธีที่หนึ่งหรือสอง โอกาสสำเร็จจะเพิ่มขึ้นมากหากคุณเลื่อนเป็นลำดับสองผู้ทรงปัญญา”
แบร์นาแดตพยักหน้าแผ่วเบา เป็นนัยว่าเข้าใจ
เธอกล่าวต่อ
“แล้ววิธีที่สาม?”
ไคลน์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะเล่า
“ย้อนกลับไปในอดีต หากพิธีกรรมเลื่อนเป็นลำดับศูนย์ของจักรพรรดิโรซายล์ประสบความสำเร็จ นั่นแปลว่าพระองค์ยังมีโอกาสคืนชีพ ขอเพียงเราพบเบาะแสที่พระองค์ทิ้งไว้และช่วยคืนชีพก่อนจอร์จที่สามจะเถลิงบัลลังก์ แผนการของจอร์จที่สามก็จะล้มเหลวอย่างมิอาจเลี่ยง”
มันเรียนรู้จากแบร์นาแดตว่า ไม่ควรเรียกโรซายล์ว่าท่านไม่อย่างนั้นตัวตนอาจรั่วไหล
ดวงตาราชินีเงื่อนงำสว่างวาบก่อนจะกลับมามืดมิดและสงวนกิริยา
ริมฝีปากของเธอขยับแผ่วเบา
“ฉันจะส่งไดอารีที่เหลือให้แคทลียา”
ไคลน์ไม่สานต่อหัวข้อเดิม ทำเพียงยิ้ม
“อันที่จริง ยังมีตัวเลือกที่สี่”
แบร์นาแดตขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่ปิดบังความสงสัย
“นั่นคือการไม่ทำอะไรเลย เฝ้ามองจอร์จที่สามพยายามเลื่อนลำดับเป็นเทพ และแช่งให้ท่านล้มเหลว” ไคลน์หัวเราะจิกกัดตัวเอง “ยิ่งเป็นผู้วิเศษลำดับสูง โอกาสล้มเหลวก็ยิ่งมาก”
ประโยคดังกล่าวมีความจริงแฝงอยู่ เพราะต่อให้พี่ชายอามุนด์เขียนบทเพื่อกรุยทางสู่ความสำเร็จ และต่อให้จอร์จที่สามย่อยโอสถได้อย่างสมบูรณ์ แต่โอกาสในการเลื่อนลำดับเป็นเทพสำเร็จก็ไม่สูงไปกว่าห้าในสิบ
แน่นอน ไคลน์จงใจติดตลกมากกว่า
ราชินีเงื่อนงำ แบร์นาแดตยังไม่ตอบสนอง เพียงจ้องหน้าเกอร์มัน·สแปร์โรว์นานหลายวินาที
“ฉันสัมผัสได้ว่า คุณแตกต่างไปจากการพบกันครั้งก่อน”
“เป็นคำแนะนำจากจิตแพทย์ส่วนตัว” ไคลน์ยิ้ม บอกเป็นนัยว่าตนคือผู้ป่วยทางจิต
แบร์นาแดตไม่เวิ่นเว้อ ถอนสายตากลับมามองปากกาบนโต๊ะ
“ถ้าอย่างนั้น พวกเราจะแยกกันรวบรวมข้อมูลและแลกเปลี่ยนทางจดหมาย”
กล่าวจบ เธอเว้นวรรคครู่หนึ่ง กล่าวต่อโดยไม่ขยับดวงตา
“อันที่จริง ฉันเคยสงสัยว่าเขาอาจคืนชีพสำเร็จแล้ว แต่ยังคงพยายามรื้อฟื้นความทรงจำและอดีต ฉันเองก็ไม่รู้รายละเอียดของขั้นตอนการคืนชีพจักรพรรดิมืดมากนัก… บางทีก็สงสัยว่า ในท้ายที่สุดแล้ว เขาเลือกที่จะเป็นจักรพรรดิมืดจริงหรือ…”
เสียงของแบร์นาแดตแผ่วลงทีละนิด แฝงอารมณ์ที่ยากจะพรรณนา
เมื่อได้ยิน ไคลน์เข้าใจทันทีว่าราชินีเงื่อนงำกำลังคิดและหวังสิ่งใด
เธอสงสัยว่าเดอะฟูลคือโรซายล์ที่ฟื้นคืนชีพ สงสัยว่ามหาจักรพรรดิแห่งอินทิสหลอกลวงคนทั้งโลกโดยการย้ายไปยังเส้นทางอื่นที่ไม่ใช่จักรพรรดิมืด และปัจจุบันกำลังรวบรวมไดอารี ไพ่เย้ยเทพ เพื่อเรียกความทรงจำของตนกลับมา
น่าเสียดาย ฉันเป็นแค่ลุงโจวเพื่อนข้างห้อง… ไคลน์อยากรำพันติดตลกในใจ แต่เนื่องจากสถานการณ์กำลังตึงเครียด จึงเป็นการยากที่จะให้ผ่อนคลาย
โดยไม่กล่าวคำใดต่อ มันยืนขึ้นคำนับ สวมหมวกกลับและเดินออกจากห้อง
เมื่อปิดประตูโรงละครทองคำและเดินไปสองสามก้าว ไคลน์ได้ยินท่วงทำนองอันไพเราะดังแว่วจากด้านหลัง
ทำนองดังกล่าวฟังดูล่องลอยและโศกเศร้า
ไคลน์หยุดฟังสักพัก ก่อนจะหันหน้าไปทางห้องโถงและจากไปพร้อมกับเปลวไฟ
…
เมืองเงินพิสุทธิ์ ทีมสำรวจรวมตัวกันที่ประตูเมืองเพื่อเตรียมออกเดินทาง
จุดหมายคือหมู่บ้านยามบ่าย จากนั้นจะเข้าไปสำรวจวังราชาคนยักษ์
เดอร์ริค เบเกอร์ยืนอยู่กลางขบวน ส่วนสูงน้อยที่สุดเป็นอันดับสอง ถือไม้กางเขนทองแดงประดับหนาม
ประกบซ้ายและขวาเป็นโจชัวร์กับฮาอิมตามลำดับ หน้าที่คือการรับฝากไม้กางเขนเจิดจรัสเพื่อมิให้เดอร์ริคถูกขับตะกอนพลัง
เพื่อจะเอาชนะผลข้างเคียง สมบัติปิดผนึกชิ้นนี้จำเป็นต้องถูกใช้งานโดยทีมสามคน
ขณะก้มมองมรดกจากพระผู้สร้าง เดอร์ริคสัมผัสถึงสายตาที่จ้องมองมา จึงเงยหน้าขึ้นและมองกลับไป พบว่าอีกฝ่ายคือหนึ่งในหกสภาอาวุโสคนเลี้ยงแกะโลเฟียร์
หญิงสาวซึ่งสูงน้อยที่สุดในกลุ่ม เจ้าของผมสีเทาเงินหยักศกตอนปลาย ยืนจ้องไม้กางเขนเจิดจรัสด้วยดวงตาสีเทาซีด สายตาแฝงความร้อนรุ่ม
เมื่อตระหนักถึงการจ้องมองจากเดอร์ริค มุมปากอาวุโสคนเลี้ยงแกะขดขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยยิ้มซึ่งยากจะอธิบาย
“สิ่งนี้เป็นมรดกจากพระองค์”
ขณะเดอร์ริคกำลังตัวสั่น มันได้ยินเสียงของเจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ โคลินอีเลียดกล่าว
“ออกเดินทางได้”
………………………………….
แบร์นาแดตกำลังนั่งเงียบงัน แต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวสไตล์อินทิสสำหรับสตรี ผมสีเกาลัดพาดบ่าอย่างเป็นธรรมชาติ คิ้วโก้งโค้งได้รูปทรงสมบูรณ์แบบ มอบความรู้สึก ‘สาวมั่น’ จากโลกเก่า คล้ายกับสตรีที่ไต่เต้าจนถึงตำแหน่งระดับสูงได้ด้วยลำแข้งตัวเอง
รสนิยมของจักรพรรดิส่งผลกับราชินีเงื่อนงำไม่น้อย… แต่ก็ถูกจำกัดไว้ด้วยสภาพแวดล้อมจนยากจะแสดงออกมาได้ทั้งหมด… ไคลน์ถอดหมวกพร้อมกับเลื่อนลงมาทาบหน้าอก โค้งศีรษะคำนับเล็กน้อยและดึงเก้าอี้ออกมานั่งด้วยท่าทีผ่อนคลาย
ดวงตาสีฟ้าซึ่งดูคล้ายกับน้ำทะเลของแบร์นาแดต กวาดไปรอบตัว ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงนุ่มนวลและสงบนิ่ง
“ทำไมคราวนี้ถึงนัดพบอย่างกะทันหันนัก”
เธอเป็นผู้หยั่งรู้ไม่ใช่หรือ? ไม่ได้รับวิวรณ์หรือไง? ไคลน์ตอบในใจตามอารมณ์ ทันใดนั้นก็ฉุกคิดได้ว่าตนโอหังเกินไป
คงเป็นเพราะเราคุยกับวิญญาณมารเทวทูตสีชาดเป็นเวลานาน… ด้วยบุคลิกและลำดับของเจ้านั่น เป็นธรรมดาที่คู่สนทนาจะได้รับอิทธิพลบางอย่างกลับมา และหากมันปรารถนา ก็คงกัดกร่อนอีกฝ่ายได้ในทันที… ไคลน์รีบตรวจสอบตัวเองพร้อมกับประเมินอย่างคร่าว
ชายหนุ่มไตร่ตรองสักพักก่อนจะถาม
“คุณสะสางงานที่เบ็คลันด์เสร็จหรือยัง”
แบร์นาแดตส่ายหน้า
“ยัง… เรียกว่าล้มเหลวก็ได้”
“หือ…” ไคลน์เล่นเสียงแทนความประหลาดใจ
แบร์นาแดตชำเลืองชายหนุ่มพลางตอบเชื่องช้า
“โอสถลำดับ 2 ของเส้นทางผู้ส่องความลับมีชื่อแปลกๆ ว่า ‘ผู้ทรงปัญญา’ หากต้องการเลื่อนเป็นลำดับดังกล่าว คุณต้องป้องกันภัยพิบัติซึ่งเกี่ยวข้องกับพลังเหนือธรรมชาติในลำดับสูงให้สำเร็จ”
ผู้ทรงปัญญา… ที่มาของปราชญ์เร้นลับสินะ… ไคลน์ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเตรียมถามกลับ แต่ทันใดนั้น ราชินีเงื่อนงำเล่าต่อ
“ฉันเล็งเห็นว่าโอกาสดังกล่าวจะเกิดขึ้นในกรุงเบ็คลันด์ จึงแวะมาเตรียมการล่วงหน้าที่นี่หลายปี โดยในระยะหลังตั้งใจรอเป็นพิเศษ… น่าเสียดายที่คำพยากรณ์แจ้งว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ ส่งผลให้ปลายปีที่แล้วไม่ได้อยู่ที่เบ็คลันด์จนพลาดการป้องกันโศกนาฏกรรมมหาหมอกควัน… ก่อนสงครามจะเริ่ม ฉันพยายามอย่างหนักในการทำบางสิ่ง และประสบความสำเร็จในบางอย่าง แต่กลับต้องผิดคาด ฟุซัคเปิดฉากโจมตีเบ็คลันด์ตรงๆ จนภัยพิบัติปะทุขึ้น”
นี่คือสาเหตุที่บอกว่าล้มเหลวสินะ… ไคลน์พยักหน้าเล็กน้อย ถอนหายใจอย่างอดไม่ได้
“ผมไม่คิดว่าฝ่ายที่เปิดศึกจะเป็นฟุซัค”
ขณะกล่าว ไคลน์ตัดพ้อเล็กน้อยหลังจากประเมินว่าพิธีกรรมเลื่อนลำดับของราชินีเงื่อนงำนั้นไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยาก ขึ้นอยู่กับดวงเป็นหลัก
ต้องไม่ลืมว่า ในตอนที่ยังไม่ได้เป็นครึ่งเทพ ไคลน์ประสบความสำเร็จในการป้องกันมิให้พระผู้สร้างแท้จริง ‘เสด็จเยือน’ ถึงสองครั้ง เป็นส่วนสำคัญในการช่วยปกป้องทิงเก็นและเบ็คลันด์ เรียกได้ว่าบรรลุพิธีกรรมของ ‘ผู้ทรงปัญญา’ อย่างง่ายดาย แต่ภายใต้สถานการณ์ปรกติ การป้องกันภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งเกิดขึ้นไม่บ่อยและต้องใช้ความแข็งแกร่งในระดับสูง
เฉกเช่นสถานการณ์ปัจจุบัน พี่ชายอามุนด์วางแผนมานานนับพันปีหรืออาจถึงสองพันปี ต่อให้จอร์จที่สามเกิดปัญหา แต่สงครามก็ต้องปะทุขึ้นอย่างมิอาจเลี่ยง เนื่องจากปัญหาสำคัญอย่าง ‘เอกลักษณ์’ ของเส้นทางมรณาคือปมที่ไม่มีวันแก้ได้
นั่นทำให้ไคลน์สงสัยว่า ชะตาชีวิตของมิสเตอร์อะซิกบนทวีปเหนือ อาจถูกกำหนดโดยพี่ชายอามุนด์มาตั้งแต่ต้น ไม่อย่างนั้น ทั้งที่ปราศจากหน้ากากแปลงโฉม เหตุใดชายผู้สูญเสียความทรงจำถึงหลบหนีจากเงื้อมมือของโบสถ์หลักมาได้ตลอด?
เหนือสิ่งอื่นใด ในช่วงชีวิตปัจจุบัน มิสเตอร์อะซิกกลับใช้ชื่อจริงของตัวเองด้วยเหตุผลบางประการ!
และแม้จะเป็นเช่นนั้น กลับไม่มีฝ่ายใดเลยที่ฉุกคิดได้และทำการสืบสวนเขา!
ทั้งหมดเป็นแผนของคุณหรือ? พี่ชายอามุนด์… คิดถึงตรงนี้ แผลใจของไคลน์เริ่มกำเริบ ร่างกายสั่นระริกอย่างมิอาจหักห้าม
ชายหนุ่มสูดลมหายใจยาว จ้องหน้าราชินีเงื่อนงำและพูดเสริม
“สงครามในปัจจุบันเกี่ยวข้องกับบุตรแห่งพระผู้สร้าง ราชาเทวทูต และเทพแท้จริง ไม่ใช่สิ่งที่คุณจะยับยั้งได้”
จากความรู้และประสบการณ์ของแบร์นาแดต สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อยหลังจากได้ยินประโยคดังกล่าว ก่อนจะทวนคำสำคัญด้วยเสียงแผ่วเบา
“บุตรแห่งพระผู้สร้าง… ราชาเทวทูต… เทพแท้จริง…”
เธอไม่ประหลาดใจมากนัก คล้ายกับพอจะเห็นเค้าลางมาตั้งแต่ต้น แต่นั่นก็ยังหมายความว่า ต่อให้เป็น ‘ผู้หยั่งรู้’ ก็ยังมองไม่เห็น ‘บทละคร’ ของพี่ชายอามุนด์ได้ชัดเจน
หลังจากทวนคำ แบร์นาแดตเงียบงันสองสามวินาที กล่าวกึ่งถอนหายใจกับตัวเอง
“แบบนี้นี่เอง…”
ไคลน์เปลี่ยนท่านั่ง สมองเริ่มประมวลผล
“อันที่จริง สงครามในปัจจุบันยังมีโอกาสสำหรับคุณ… ในอนาคตจะเกิดภัยพิบัติอีกมาก หลายเหตุการณ์มีต้นตอมาจากการปะทะระหว่างกองทัพเทวทูต ผมคิดว่าคุณคงยับยั้งได้สักครั้งหากพึ่งพาพลังสมบัติปิดผนึกระดับ 0… แต่แน่นอน ต้องเลือกจังหวะและวิธีการให้ดี”
แบร์นาแดตพยักหน้าแผ่วเบา เห็นพ้องกับคำกล่าวของไคลน์ ขณะเดียวกันก็ไม่ปฏิเสธว่าเธอมีสมบัติปิดผนึกระดับ 0อย่างน้อยหนึ่งชิ้น
แน่นอน ในฐานะลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของ ‘ตัวเอก’ ในยุคก่อนอย่างจักรพรรดิโรซายล์ คงเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อหากบิดาของเธอจะไม่ยกสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ให้สักชิ้นสองชิ้น
และเหนือสิ่งอื่นใด แบร์นาแดตเตรียมประกอบพิธีกรรมเลื่อนขั้นเป็น ‘ผู้ทรงปัญญา’ เรียบร้อยแล้ว หมายความว่าต้องมีตะกอนพลังของลำดับ 2 เส้นทางผู้ส่องความลับอยู่กับตัว ในแง่หนึ่ง วัตถุดังกล่าวมีระดับเทียบเท่าสมบัติปิดผนึกระดับ 0
หลังจากยอมรับโดยนัย น้ำเสียงอันนุ่มนวลแต่เฉยเมยของราชินีเงื่อนงำ แบร์นาแดตเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“แต่ฉันไม่ชอบสงคราม แม้มันจะมอบโอกาสให้ก็ตาม… ฉันเคยเกลียดเขามาก เคยไม่เข้าใจทุกสิ่งที่เขาทำจนเลิกเรียกเขาว่าพ่ออยู่หลายปี นั่นเป็นเพราะเขาเอาแต่ขวางกระแสแห่งยุคสมัยจนทำให้คนบริสุทธิ์ต้องเดือดร้อน ทั้งหมดเพียงเพื่อจะเลื่อนเป็นจักรพรรดิมืดในช่วงบั้นปลาย… ฉันรับไม่ได้ที่พ่อซึ่งเป็นเหมือนฮีโร่มาตลอด ต้องกลายเป็นทรราชเสียสติ… แต่ปัจจุบัน พิจารณาจากคำตอบของบุคคลที่อยู่เบื้องหลังคุณ รวมถึงการสอบสวนของตัวเอง ฉันพอจะเข้าใจสถานการณ์ของเขาขึ้นมาบ้าง… เข้าใจว่าเขาต้องทุกข์ทรมานจากความสิ้นหวัง ความเจ็บปวด และความโดดเดี่ยว เข้าใจว่าเขาเป็นเหมือนกับคนกำลังจมน้ำ เพียงดิ้นรนเอาตัวรอดไปตามสัญชาตญาณ”
“…” ไคลน์ถอนหายใจห่อเหี่ยว ยากจะสงบอารมณ์ของตน
บนโลกปัจจุบัน มีเพียงสองคนเท่านั้นที่รู้จัก ‘ฮวงเทา’ โรซายล์·กุสตาฟได้ดีกว่าใคร และทั้งสองกำลังนั่งอยู่ที่นี่
แต่แน่นอน อารมณ์ห่อเหี่ยวมิได้ปิดกั้นประสาทสัมผัสของไคลน์ มันยังคงตระหนักว่า ราชินีเงื่อนงำอยู่ในอารมณ์ที่แตกต่างจากปรกติ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการพบกันครั้งก่อนซึ่งเธอแทบไม่เล่าสิ่งใด ไม่เคยเปิดใจของตัวเอง ต่างฝ่ายต่างแสดงความโศกเศร้าแผ่วเบาอย่างมีมารยาท
ไตร่ตรองสักพัก ไคลน์แสร้งทำเป็นไม่สังเกตเห็น เพียงถามต่อไป
“เขาเริ่มเปลี่ยนไปตอนไหน? คุณคิดว่าสิ่งใดเป็นจุดเปลี่ยน หรือสิ่งใดควรค่าให้จดจำ”
ดวงตาสีฟ้าของราชินีเงื่อนงำสั่นไหวเล็กน้อย ราวกับถูกดึงเข้าไปในความทรงจำอันยาวนาน
ผ่านไปสักพัก เธอกล่าวเชื่องช้า
“ก่อนที่จะเปลี่ยนไปได้ไม่นาน เขาพูดกับฉันด้วยความภูมิใจว่า: ลูกอยากรู้ไหมว่าบนดวงจันทร์และดาวเคราะห์ดวงอื่นมีสิ่งใดอยู่? ในอนาคต พวกเราอาจได้เดินทางท่ามกลางทะเลแห่งดวงดาว”
ทะเลแห่งดวงดาว… สิ่งที่อยู่บนดวงจันทร์และดาวเคราะห์ดวงอื่น… ไคลน์นึกทบทวนคำพูดของราชินีเงื่อนงำ ทันใดนั้นก็ฉุกคิด ‘บางเรื่อง’ พร้อมกับคำสำคัญบางคำ
คำสำคัญก็คือ:
อวกาศ!
และเรื่องที่ว่าก็คือ:
มิสเตอร์ประตูเคยบอกกับจักรพรรดิโรซายล์ว่า หากเมื่อใดที่มีเวลาและพลังมากพอ ให้ขึ้นไปสำรวจดวงจันทร์ เพราะนั่นจะช่วยไขปริศนาที่คาใจได้กระจ่าง
ท้ายที่สุด จักรพรรดิไปเหยียบดวงจันทร์? ไดอารีที่เปี่ยมไปด้วยความบ้าคลั่งหน้านั้น (ตอนที่ 715) ถูกเขียนขึ้นหลังจากการสำรวจ? นั่นทำให้บุคลิกของเขาเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว กลายเป็นคนอารมณ์รุนแรงและสุดโต่ง? ไคลน์นึกทบทวนเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง และภายใต้การจ้องมองจากราชินีเงื่อนงำ มันกล่าวด้วยสีหน้าขบคิด
“ด้วยระดับของคุณ คงทราบดีว่าอวกาศเต็มไปด้วยมลพิษ”
แบร์นาแดตพยักหน้าโดยไม่ถามซักไซ้ คล้ายกับมั่นใจว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์ก็คงไม่รู้มากกว่าตน สิ่งที่เธอทราบมีเพียง หากไม่ใช่เทวทูต ผู้วิเศษทั่วไปหมดสิทธิ์ตรวจจับอันตรายและต้านทานมลพิษจากอวกาศ
หลังจากเงียบงันราวสิบวินาที ไคลน์ชักนำบทสนทนาเข้าสู่ประเด็นหลักของการนัดพบ
“หนึ่งในเหตุผลที่สงครามปะทุขึ้นก็คือ กษัตริย์จอร์จที่สามแห่งโลเอ็นค้นพบสุสานลับทั้งเก้าแห่งที่จักรพรรดิโลหิตสร้างไว้ จึงเกิดความคิดที่จะเปลี่ยนไปยังลำดับ 0 เส้นทางจักรพรรดิมืดแทน… นั่นคือจุดเริ่มต้นของการยกเลิกพระราชบัญญัติเมล็ดพันธุ์…”
ไคลน์ไม่แยแสว่าราชินีเงื่อนงำจะเข้าใจหรือไม่ ยังคงเล่าไปตามจังหวะของตัวเอง อธิบายเสริมเพียงเล็กน้อย และปิดท้ายด้วยประโยคที่ว่า
“จักรพรรดิมืดมีพลังในการคืนชีพ แต่หากจักรพรรดิมืดคนใหม่ปรากฏตัว จักรพรรดิมืดองค์เก่าจะร่วงหล่นโดยสมบูรณ์”
องค์เก่าหมายถึงจักรพรรดิโรซายล์ซึ่งอาจเลื่อนลำดับสำเร็จ แต่ถูกลอบสังหารหลังจากนั้น
ในบางครั้ง ไคลน์สงสัยว่าโรซายล์จงใจปล่อยให้นักลอบสังหารปลิดชีพตนอย่างง่ายดาย เพราะด้วยวิธีดังกล่าว เมื่อคืนชีพอีกครั้งในดินแดนดารา โรซายล์จะเลือกดูดซับตะกอนพลังของลำดับ 1 เส้นทางจักรพรรดิมืดทั้งสามก้อน รวมไปถึง ‘เอกลักษณ์’ ของเส้นทาง แต่จะไม่ดูดซับตะกอนพลังของเส้นทางอื่นอย่าง ‘จักรพรรดิความรู้’ หรือ ‘ผู้บรรลุความลับ’ เพราะต้องการเปลี่ยนให้ตัวเองบริสุทธิ์ผุดผ่องเพื่อขจัดอาการเสียสติ
นั่นคือขั้นตอนในการฟื้นคืนจากความตาย แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า โรซายล์ถูกฆ่าหลังหรือระหว่างพิธีกรรมเลื่อนเป็นลำดับ 0 เท่านั้น ต้องไม่ใช่ก่อนพิธีเริ่ม
ราชินีเงื่อนงำตั้งใจฟังจนจบก่อนจะกล่าวเชื่องช้า
“คุณต้องการหยุดจอร์จที่สาม?”
“ใช่” ไคลน์พยักหน้าเยือกเย็น
“เพราะเหตุใด” แบร์นาแดตถามโดยไม่เปลี่ยนน้ำเสียง
มุมปากไคลน์ยกขึ้น ยิ้มและกล่าว
“เหตุผลไร้สาระที่ไม่ควรค่าแก่การอธิบาย”
ดวงตาแบร์นาแดตจ้องบนใบหน้าชายหนุ่มสักพัก
“แค่นั้นก็เพียงพอ… แม้แต่ฉันก็ยังหวังในสิ่งที่แทบจะไม่มีโอกาสสำเร็จ… พวกเราจะร่วมมือกันเพื่อหยุดจอร์จที่สาม”
เป็นพวกบ้าเหมือนกันสินะ… ไคลน์ถอนหายใจเงียบและกล่าว
“ผมจะบอกวิธีอัญเชิญผู้ส่งสาร”
“ตกลง” แบร์นาแดตเหยียดมือขวาทาบลงบนโต๊ะ
ปากกาซึ่งวางอยู่ด้านข้างพลันลอยขึ้นราวกับมีภูตล่องหนคอยขยับ ก่อนที่จะถูกตวัดอย่างอิสระและราบรื่นบนกระดาษ
“นี่คือวิธีอัญเชิญผู้ส่งสารของฉัน” แบร์นาแดตกล่าวอย่างใจเย็น
………………………………….
กรุงเบ็คลันด์ เขตตะวันออก ภายในบ้านเช่าคับแคบ
ไคลน์ซึ่งสวมเสื้อนอกค่อนข้างหนา ยืนอยู่ริมโต๊ะพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง ดื่มด่ำไปกับความก้าวหน้าในการย่อยโอสถจอมอาคมพิสดารที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เร็วมาก… ก้าวหน้ามากกว่าช่วงสามเดือนที่ผ่านมารวมกันด้วยซ้ำ… แต่ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ หากไม่มีไม้เท้าแห่งชีวิต พลังในการรักษาของเรายังไม่สูงพอ คนไข้อาจหวาดกลัวจนทนพิษบาดแผลไม่ไหว ส่งผลให้มิอาจตระเวนไปตามโรงพยาบาลเพื่อสร้างเรื่องสยองขวัญ…
ในทำนองเดียวกัน ถ้าไม่ใช่เพราะเกิดสงคราม เราคงไม่มีโอกาสได้เผชิญหน้ากับครึ่งเทพคนอื่น… ครึ่งเทพที่เรารู้จักทั้งหมดล้วนอาศัยอยู่ใน ‘ถิ่น’ ของตัวเอง หากต้องการบุกรุกเข้าไปเพื่อสร้างตำนานสยองขวัญ คงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเปลี่ยนให้ผู้บริสุทธิ์กลายเป็นหุ่นเชิด ต่อให้ไม่เหลือทางเลือกอื่น เราก็จะไม่ทำอย่างเด็ดขาด… ไคลน์ถอนหายใจพลางครุ่นคิด
จากนั้น มันย้ำคำหนึ่งภายในใจ
สงคราม…
ปัจจุบัน เขตตะวันออกค่อนข้างมืด มีเพียงแสงสว่างจากโคมไฟถนนซึ่งอยู่ห่างออกไปไกล นานๆ ครั้งจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินถือตะเกียงตรวจตราบนถนน
หากเป็นเมื่อก่อน ตำรวจเหล่านี้จะขาดความกระตือรือร้น แต่สำหรับปัจจุบัน เนื่องจากอยู่ในภาวะสงคราม จึงต้องมีการตรวจตราอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้ประชาชนฝ่าฝืน ‘เคอร์ฟิว’
“สงคราม…” ไคลน์ทวนคำอีกครั้งด้วยเสียงแผ่ว ท่ามกลางความสับสนเล็กๆ ไคลน์เริ่มมองเห็นบทสรุปบางส่วนของสงคราม
ท้ายที่สุด จอร์จที่สามแห่งโลเอ็นจะเป็นอิสระจากพันธนาการ หมดห่วงว่าเจ็ดเทพจารีตจะพยายามยับยั้งตน สามารถดำเนินการประกอบพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์จักรพรรดิมืดได้อย่างชอบธรรม… หากมันอดทนต่อฤทธิ์โอสถได้ รวมไปถึงการรักษาสติสัมปชัญญะ จอร์จที่สามก็จะกลายเป็นลำดับ 0 จักรพรรดิมืดโดยสมบูรณ์…
ตระกูลไอน์ฮอร์นแห่งฟุซัคจะใช้ประโยชน์ความวุ่นวายของสงครามที่แพร่กระจายไปทั่วโลก ส่งสมาชิกคนสำคัญออกไปทำศึกเพื่อย่อยโอสถและประกอบพิธีกรรมที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้ขุมพลังโดยรวมของตระกูลแข็งแกร่งขึ้นมาก…
สำหรับพี่ชายของอามุนด์ นี่คือโอกาสอันดีในการปรุงโอสถและก้าวขึ้นไปเป็น ‘นักสร้างฝัน’ ท่ามกลางกระแสเวลาแห่งยุคสมัย ทำให้โลกนี้มีเทพแท้จริงเพิ่มอีกหนึ่งตน…
ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์ผุดคำถามขึ้นกะทันหัน
เรายอมรับบทสรุปแบบนี้ได้หรือ…
ยอมรับได้ไหม… ไคลน์อ้าปากและปิดกลับไปอย่างเชื่องช้า ภายในใจกำลัง ‘เห็น’ ภาพที่ไกลเกินกว่าขีดจำกัดของเวลาและมิติ
เป็นฉากของกรุงเบ็คลันด์ซึ่งท่วมท้นไปด้วยหมอกควันสีเหลืองอ่อนแซมด้วยสีดำเหล็ก หมอกดังกล่าวทั้งเข้มข้นและฉุนจมูกชวนให้สำลัก ทั้งเย็นเยียบและเปียกชื้น
ชายเร่ร่อนคนหนึ่ง ชีวิตของมันขยับเข้าใกล้ความตายเนื่องจากอาการป่วย ความหิว ความเจ็บปวด และหนาวเย็น ชายคนดังกล่าวพยายามดิ้นรนเอาชีวิตรอดด้วยการใช้อาหารและรางวัลบางอย่างเป็นแรงผลักดันในการทำงาน ไม่เคยเกียจคร้านแม้แต่วินาทีเดียว จนกระทั่งได้พบกับแสงสว่างแห่งชีวิต มีเงินเพียงพอที่จะซื้อแฮมซึ่งใฝ่ฝันอยากกินมานาน
ม่ายสาวคนหนึ่ง เธอเป็นคนขยันขันแข็ง แต่เพื่อความอยู่รอดและเพื่อลูกสาวทั้งสอง เธอยอมละทิ้งศักดิ์ศรีและทำตัวปากร้าย สั่งสอนลูกสาวทั้งสองคนด้วยภาษาหยาบคาย น่าเสียดายที่อาการไขข้อทรุดลงทุกวันเนื่องจากต้องทำงานสภาพแวดล้อมที่ชื้นเกินไป จนกระทั่งหมอกควันอันเข้มข้นมาเยือนเมืองหลวง หลังคาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันลมฝนได้ถล่มลงมา หล่นทับเธอและลูกสาวคนหนึ่งซึ่งเธอพยายามปกป้องไว้ในอ้อมแขน ส่งผลให้เสียชีวิตไปทั้งคู่
เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เธอรักการอ่าน เฝ้าฝันถึงอนาคตอันสดใส รักแม่และน้องสาวมาก อุทิศชีวิตให้กับการทำงานภายในห้องที่เต็มไปด้วยละอองน้ำเปียกชื้น โดยหวังว่าสักวันจะได้มีอนาคตที่สุขสบาย แต่หลังจากเหตุการณ์หมอกควัน อนาคตของเธอก็จบลง
เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เธอมีโอกาสได้เล่าเรียนเพราะการเสียสละของแม่และพี่สาว เธอจึงตั้งใจเรียนหนักเพื่อทุกคน หลังจากเผชิญความทุกข์ยากมากมาย สิ่งดีๆ ก็เริ่มเข้ามาในชีวิต เธอหวังจะพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น ปรารถนาให้แม่และพี่สาวได้ทำงานสบาย ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย หวังว่าครอบครัวเล็กๆ ที่มีสมาชิกสามคนจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข แต่ในท้ายที่สุด ทุกสิ่งพังทลายลง ท่ามกลางหมอกควัน เธอถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพัง โดยหลังจากนี้ ไม่ว่าจะได้พานพบความสุขหรือความเจ็บปวด เธอไม่สามารถแบ่งปันกับใครได้อีก ชีวิตครอบครัวในฝันสูญหายไปตลอดกาล
สิ่งมีชีวิตมากมายทยอยล้มตายราวกับฟางข้าว จากครอบครัวหนึ่งไปถึงอีกครอบครัวหนึ่ง จากคนหนึ่งไปถึงอีกคนหนึ่ง เป็นความเจ็บปวดที่ถูกสลักลงในกระดูกซึ่งมิอาจลบเลือน
นักศึกษาคนหนึ่ง อนาคตสดใส แต่ร่างกายกลับเหลือเพียงครึ่งซีก ลำไส้กระจัดกระจาย
เด็กคนหนึ่ง เพิ่งกลับจากโรงเรียน แต่ต้องพบว่าตนสูญเสียพ่อแม่และกลายเป็นเด็กกำพร้า
คนธรรมดาจำนวนมากที่ล้มลงด้วยความเจ็บปวด ดิ้นรนกระเสือกกระสน ขวนขวายหาอนาคต แต่มิอาจต่อลมหายใจของตัวเองออกไป
เหล่าผู้สูญเสียกลุ่มใหญ่ที่ตระเวนไปทั่วสุสานอันเงียบเชียบ แต่ละคนร้องไห้หนักจนหมดสติไปสองสามหน
ผืนแผ่นดินที่ปกคลุมไปด้วยเลือด
อากาศที่ปกคลุมไปด้วยควันดินปืน
กระสุนปืนใหญ่ที่โหดร้ายและไร้หัวใจ
ชายผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมด ฆาตกรตัวจริงที่ผลักดันให้เกิดสิ่งเหล่านี้ กำลังจะปีนป่ายบันไดแห่งซากศพขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์ท่ามกลางแรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง เตรียมสลัดคราบมนุษย์ออกไปโดยสมบูรณ์
เรายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างสงครามได้หรือ?
ยอมรับแผนการอันชั่วช้าของมันได้หรือ?
เรา… ยอมรับบทสรุปแบบนี้ได้จริงหรือ?
“ไม่… เราไม่ยอมรับ” ไคลน์ที่เงียบงันสักพัก กล่าวกับตัวเองเสียงแผ่ว
เสียงดังกล่าวสะท้อนอยู่ภายในห้อง ซ้อนทับอย่างต่อเนื่อง
“ไม่ เราไม่ยอมรับ!”
ท่ามกลางเสียงที่ดังสะเทือนในโสตประสาท มุมปากไคลน์ขดขึ้นเล็กน้อยพลางหัวเราะเยาะกับตัวเอง
“แม้แต่เจ็ดเทพจารีตยังยอมรับ แล้วนายเป็นใครถึงไม่ยอม?”
ไคลน์เงียบลงอีกครั้ง หายใจเข้าออกอยู่คนเดียวเป็นเวลานาน จนกระทั่งพึมพำในลำคอ
“แม้ว่าเราคนเดียวจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ แต่ก็ยังมีเรื่องที่พอจะทำได้”
บนโลกปัจจุบัน ใช่ว่าทุกสิ่งจะรับประกันความสำเร็จเสมอไป
มุมปากไคลน์ขดขึ้น ถอนสายตากลับและหมุนตัวเดินเข้าห้อง
แม้จะหนักแน่นในสิ่งที่ตัวเองต้องทำ แต่มันก็ไม่คิดบุ่มบ่ามลงมือ เพราะยังทราบดี ด้วยพลังและสถานภาพในปัจจุบัน ไม่ว่าจะพยายามมากเพียงใดและวางแผนได้รอบคอบสักแค่ไหน แต่คงเป็นเรื่องยากที่จะสร้างอิทธิพลก่อกวนจนแผนการของจอร์จที่สามประสบความล้มเหลว ผลลัพธ์มีเพียงการเอาชีวิตไปทิ้งโดยไม่สร้างสรรค์ประโยชน์ใดกลับมา
ยิ่งไปกว่านั้น หากการลงมือของไคลน์ส่งผลให้อาณาจักรโลเอ็นเกิดความโกลาหลในภาวะสงคราม นำไปสู่การบุกถล่มของกองทัพฟุซัค นั่นจะทำให้ผู้บริสุทธิ์ล้มตายไปมากกว่าโศกนาฏกรรมมหาหมอกควันนับสิบนับร้อยเท่า
สิ่งที่เราทำได้คือการเตรียมตัว… ในแง่หนึ่ง ต้องพัฒนาตัวเอง และอีกแง่หนึ่ง ต้องเตรียมตัวสำหรับโอกาสที่จะมาถึง… ไคลน์พึมพำเงียบพร้อมกับนำวัตถุเหนียวข้นคล้ายแป้งเปียกสีดำป้ายลงบนกระจกเงา
นี่คือช่องทางสำหรับติดต่อแม่มดทริสซี่
ทว่า จนกระทั่งของเหลวเหนียวข้นสีดำ ‘ระเหย’ หายไปทั้งหมด กระจกก็ยังไม่มีการตอบสนอง
ไม่ตอบสนอง… หลังจากตกตะลึงกับผู้ส่งสารระดับเทวทูตของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ทริสซี่ก็ตัดสินใจเลิกติดต่อกับนักผจญภัยเสียสติ… ไคลน์ถอนหายใจเงียบ เดินไปนั่งลงข้างเตียงนอน
กระแสความคิดของมันเปลี่ยนไปวิเคราะห์ว่า เหตุใดนิกายแม่มดถึงต้องช่วยกษัตริย์จอร์จที่สาม
…เหตุผลข้อแรก แม่มดต้องการโศกนาฏกรรมเพื่อย่อยโอสถและประกอบพิธีกรรม ข้อสอง จอร์จที่สามให้คำมั่นสัญญาบางอย่างกับพวกหล่อน? สัญญาแบบไหน? สัญญาว่าจะยอมรับให้นิกายแม่มดกลายเป็นศาสนาใหม่ที่ถูกต้องชอบธรรม? ไม่มีทาง เจ็ดเทพจารีตไม่มีวันยอม ต่อให้ลำดับ 0 อย่างจักรพรรดิมืด แม่มดบรรพกาล และพระผู้สร้างแท้จริงร่วมมือกัน ก็คงยากที่จะต่อกรกับพันธมิตรเจ็ดเทพจารีต ไม่สิ… หลังจากจบสงคราม เกรงว่าความสัมพันธ์ระหว่างเจ็ดเทพคงเกิดปัญหา…
ถ้าเป็นไปตามข้างต้น เจ็ดเทพจารีตก็ไม่ควรปล่อยให้จอร์จที่สามซึ่งร่วมมือกับนิกายแม่มด ได้เถลิงบัลลังก์จักรพรรดิมืด…
หรือคำมั่นสัญญาจะเป็นเรื่องอื่น? แต่เส้นทางแม่มดมีเทพแท้จริงอยู่แล้ว และสิ่งที่พระองค์ปรารถนาก็น่าจะมีไม่มาก… เส้นทางใกล้เคียง? หมายถึงเส้นทางนักบวชสีชาด? จอร์จที่สาม ไม่สิ… หรือว่า… พี่ชายอามุนด์ซึ่งนอกจากจะทราบความลับเกี่ยวกับสุสานจักรพรรดิมืดของจักรพรรดิโลหิต อลิสต้า·ทูดอร์ บุตรแห่งพระผู้สร้างรายนี้ยังถือครองตะกอนพลังระดับเทวทูตหรือสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ของเส้นทางนักบวชสีชาด?
ในกรณีที่ลำดับ 0 ยังมีชีวิต ลำดับ 1 ของเส้นทางจะถูกว่างไว้… นี่อาจเป็นความหวังในการเลื่อนลำดับของสมาชิกเบื้องบนนิกายแม่มด… หืม… ไม่แน่ว่าแม่มดบรรพกาลอาจจะสนใจด้วยตัวเอง…
มีน้ำหนักมากพอที่จะโน้มน้าวให้นิกายแม่มดช่วยเหลือ… ดูเหมือนว่าการหาตัว ‘นักบุญขาว’ คาร์เทอริน่า จะมิใช่ด้วยเหตุผลทั่วไปเหมือนกับที่วิญญาณมารเทวทูตสีชาดเล่าให้ฟัง… ไม่สิ เจ้านั่นไม่ได้บอกอะไรเรา แค่ใช้สามัญสำนึกและจิตวิทยาในการชักนำ…
ภาพรวมของเหตุการณ์เริ่มชัดเจนขึ้นในสมองไคลน์ นักบุญขาว คาร์เทอริน่ากลายเป็นเป้าหมายถัดไปและจุดตั้งต้นของแผนการ แต่ก่อนอื่น ชายหนุ่มอยากฟังคำพยากรณ์ของราชินีเงื่อนงำ แบร์นาแดต อยากฟังจุดประสงค์ของเธอในเบ็คลันด์
หากได้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมจากมุมมองอื่น บางทีอาจช่วยให้ตนมองเห็นโอกาส!
เช้าวันถัดมา แคทลียาถ่ายทอดคำพูดของแบร์นาแดต
“วันนี้เวลาเที่ยงตรงถึงเที่ยงครึ่ง ภัตตาคารเซอเรนโซ่ โรงละครทองคำ”
นั่นคือชื่อของห้องส่วนตัว
ไคลน์ซึ่งมาถึงตอน 11.55 น. ตบตาพนักงานด้วยภาพลวงตาและเดินมาถึงหน้าห้องเป้าหมายอย่างราบรื่น รอยคอยด้วยความอดทน
ผ่านไปสักพัก ชายหนุ่มหยิบนาฬิกาพกสีทองออกมาเปิดฝา
ไคลน์เก็บนาฬิกาพกกลับทันที นับในใจอย่างเงียบงันราวสิบครั้ง จากนั้นก็ยกมือขึ้นเคาะประตู ‘โรงละครทองคำ’
ปัจจุบัน หุ่นเชิดโจนาสกำลังนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามภัตตาคาร อ่านหนังสือพิมพ์อย่างสบายใจ ขณะที่เอ็นยูนกำลังปะปนอยู่กับกลุ่มนักศึกษา คอยแจกใบปลิวส่งเสริมภาพลักษณ์อันชั่วร้ายของฟุซัค แน่นอนว่าทั้งสามจะสลับตำแหน่งเป็นระยะ ไม่ให้ใครเดาถูกว่าร่างต้นอยู่ตรงไหน
“เชิญ” เสียงแบร์นาแดตดังมาจากในห้อง
ยอดเยี่ยมมาก… ทั้งที่เราตรวจไม่พบว่ามีใครอยู่ข้างใน และไม่มีใครแอบลอบเข้าไป… ถ้าไม่พึ่งพาเนตรด้ายวิญญาณก็ยากที่จะหาเจอสินะ… ไคลน์พึมพำพลางบิดกลอนและผลักเข้าไป
สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาคือพื้นห้องสีทองอร่าม ขนาดกว้างขวาง ถัดมาจึงเป็นสตรีผมสีเกาลัดที่นั่งในตำแหน่งประธานของโต๊ะอาหาร
………………………………….
หลังจากนั่งลงครู่หนึ่ง ไคลน์ยกมือขึ้นลูบหน้าผาก ตามด้วยการลุกยืนและเดินถอยหลังสี่ก้าว ส่งตัวเองเข้าไปในสายหมอก
ชายหนุ่มเสกเกอร์มัน·สแปร์โรว์และทำทีสวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูล ส่งต่อข้อความไปยังเดนิสและเฮอร์มิท แคทลียาตามลำดับ
สำหรับรายแรก เป็นคำเตือนให้ระวังลัทธิเร้นลับ แม้ไคลน์ไม่คิดว่าซาราธจะจ้องเล่นงานเดนิสโดยตรง แต่ชายคนนี้มีจุดเชื่อมโยงกับเกอร์มัน·สแปร์โรว์ การตักเตือนไว้จึงไม่ใช่เรื่องเสียหาย – ในฐานะจอมอาคมพิสดาร ไคลน์พอจะรู้จักอุปนิสัยของเส้นทางนักทำนายเป็นอย่างดี โดยเชื่อว่าบุคคลที่สามารถเลื่อนลำดับไปได้ไกลจะต้องมีความรอบคอบสูงมาก จริงอยู่ บางคนอาจพึ่งพาโชคจนถึงลำดับสูง แต่สำหรับเทวทูตลำดับ 1 อย่างซาราธ ความระวังตัวของชายคนนี้ย่อมไม่ธรรมดา
ในสถานการณ์ปัจจุบัน สำหรับเทวทูตซึ่งมีข้อมูลในมือพอสมควร เดนิสนั้นไม่ต่างอะไรกับ ‘เหยื่อล่อ’ ตัวใหญ่ ใหญ่เกินไปจนน่าสงสัยว่าจะเป็นกับดัก ซาราธจึงไม่บุ่มบ่ามเข้าหาเดนิส แต่จะส่งคนของลัทธิเร้นลับมาสืบข่าวไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
ในทำนองเดียวกัน สารจากไคลน์ถึงแคทลียาก็มีเนื้อหาค่อนข้างคล้ายคลึง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลัก สิ่งสำคัญคือการขอให้เธอช่วยติดต่อราชินีเงื่อนงำ แบร์นาแดตในทันที แจ้งว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์ต้องการนัดพบโดยด่วน นอกจากนั้น ไคลน์ยังแจ้งพลเรือเอกดวงดาวว่า ชุมนุมทาโรต์ในสัปดาห์ถัดไปจะถูกเลื่อน จึงต้องการให้เธอตัดสินใจว่าจะซื้อสูตรโอสถของเส้นทาง ‘นักเพาะปลูก’ หรือไม่ ทั้งลำดับห้าดรูอิดและลำดับสี่ นักถลุงโลหะโบราณ
…
เขตตะวันตกของทะเลคลั่ง เกาะไซรอส
เดนิสซึ่งอยู่ระหว่างภารกิจรวบรวมเบาะแสของพลเรือโทโรคภัย กำลังอยู่ในท่าถือแก้วเบียร์สีทอง แต่ทันใดนั้น ใบหน้าของมันพลันเคร่งขรึม
“มีอะไร? นายเห็นหน้าใครบางคนจนหวนนึกถึงประสบการณ์ที่ยากจะอธิบายในอดีต?” แอนเดอร์สันเขย่าแก้วแลงติร้อนแรงที่กลั่นด้วยมอลต์ พลางหัวเราะในลำคอเพื่อเย้ยหยันเดนิสซึ่งมีสีหน้าแปลกไป
เดนิสจิบเบียร์ ก่อนจะใช้หลังมือเช็ดปากและกล่าวด้วยสีหน้าค่อนข้างดำมืด
“หลังจากนี้พวกเราต้องคอยระวังคนของลัทธิเร้นลับ…”
นับตั้งแต่รู้จักกับเกอร์มัน·สแปร์โรว์ มันมักได้ยินประโยคที่คล้ายคลึงกันบ่อยครั้ง ส่งผลให้อากัปกิริยาตื่นตระหนกในช่วงต้น เหลือแค่สีหน้าเคร่งขรึมเล็กน้อย
มันสงสัยว่าสักวันหนึ่ง ตนอาจถูกหมายหัวจากทุกองค์กรบนโลก ยกเว้นเพียงองค์กรของเดอะฟูลแห่งเดียว
แอนเดอร์สันมองเดนิสหัวจรดเท้าสองสามรอบ จากนั้นก็หัวเราะ
“ในบางครั้ง เกอร์มัน·สแปร์โรว์ก็เป็นนักล่ามากกว่าฉันเสียอีก… หืม… แปลว่านายเพิ่งติดต่อด้วยวิธีพิเศษสินะ ไม่จำเป็นต้องอัญเชิญผู้ส่งสาร”
ขณะเดนิสเตรียมโต้แย้ง ณประตูทางเข้าโรงแรม คนของอินทิสรีบพรวดเข้ามารายงานข้อความจากโทรเลข
“ฟุซัคโจมตีเบ็คลันด์ และอาณาจักรโลเอ็นได้ประกาศสงครามอย่างเป็นทางการแล้ว!”
ประกาศสงคราม? แอนเดอร์สันและเดนิสมองหน้ากัน อาศัยความพิเศษของเส้นทางตัวเอง พวกมันได้กลิ่นของสงครามใหญ่
…
ฟุซัคโจมตีเบ็คลันด์กับท่าเรือพริสต์ และนั่นทำให้โลเอ็นประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ… กองเรือหุ้มเกราะทั้งสามมิได้อยู่ในท่าเรือในเวลาดังกล่าว จึงไม่เกิดการสูญเสีย ปัจจุบันกำลังทยอยกลับไปยังชายฝั่งโลเอ็น… กองเรือของพลเรือเอกดวงดาวซึ่งแวะเกาะโอลาวี ทำการรวบรวมข้อมูลจำนวนมากจากโทรเลข
ขณะเธอกำลังคิดว่ากลุ่มโจรสลัดของตนควรทำตัวอย่างไร สายหมอกสีเทาไร้ขอบเขตพลันปรากฏขึ้นในการมองเห็นพร้อมกับคำพูดของเกอร์มันสแปร์โรว์
“จงระวังลัทธิเร้นลับ… รวมถึงซาราธ…” แคทลียาซึ่งถือเป็นชาวอินทิสในแง่หนึ่ง ให้ความสนใจกับประเด็นที่สำคัญน้อยที่สุดก่อน
ด้วยเหตุผลข้างต้น เธอจึงไม่คลางแคลงคำขอร้องของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ที่ต้องการพบราชินีอย่างเร่งด่วน โดยเชื่อว่านั่นคือผลสืบเนื่องจากประเด็นเกี่ยวกับลัทธิเร้นลับและซาราธ
ท้ายที่สุด หญิงสาวขยับริมฝีปากแผ่วเบาพลางกระซิบชื่อโอสถสองชนิด:
“ดรูอิด… นักถลุงโลหะโบราณ… นี่คงเป็นชื่อใหม่ เพราะชื่อเก่าคือ ‘นักถลุงมนุษย์’ …”
แคทลียาเดินไปยังหน้าต่างตามความเคยชินและก้มมองต่ำ ปัจจุบันแฟรงค์·ลีกับ ‘ช่างฝีมือ’ ชาฟฟ์กำลังเอนกายบนกราบเรือเพื่ออาบแดด สีหน้าของรายแรกกำลังผ่อนคลายและสุขสบายสุดขีด แต่ก็มีความฉงนเล็กๆ ในดวงตา ราวกับกำลังขบคิดปัญหาที่แก้ไม่ตก ส่วนรายหลังมีสีหน้าซีดเซียว ริมฝีปากสั่นเทาและมีเห็ดกระจัดกระจายบนเสื้อผ้า
ดรูอิด… นักถลุงโลหะโบราณ… เป็นอีกครั้งที่พลเรือเอกดวงดาว แคทลียาทวนทั้งสองชื่อ ภายในใจอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
ผ่านไปราวสิบวินาที แคทลียาดันแว่นตาหนาเตอะบนดั้งจมูกพลางปลอบใจตัวเอง
มิสเตอร์ฟูลมิได้ห้ามปราบ… แปลว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่…
ด้วยความคิดดังกล่าว แสงดาวพลันสว่างวาบรอบตัวหญิงสาวพร้อมกับโปรยปรายออกไปนอกหน้าต่าง เกิดเป็นบันไดแห่งแสงพาดผ่านห้องกัปตันลงไปยังดาดฟ้าเรือ
แคทลียาเดินลงบันได ตรงไปยังทิศทางของแฟรงค์·ลีและชาฟฟ์
สองสามวินาทีถัดมา แคทลียาถาม
“แฟรงค์… ความฝันของคุณคือสิ่งใด”
แฟรงค์·ลีที่เพิ่งตระหนักว่ากัปตันมาหา รีบยันตัวลุกขึ้น
“ความฝัน?”
‘นักชีววิทยา’ รายนี้ไตร่ตรองอย่างรอบคอบก่อนจะตอบ
“ผมอยากศึกษาเกี่ยวกับดิน พืชผล และเทคนิคการผสมข้ามสายพันธุ์อย่างไร้ขีดจำกัด มนุษย์จะได้ไม่ต้องอดอาหาร ทุกคนจะเท่าเทียม สิ่งที่คนหนึ่งทำได้ อีกคนก็ต้องทำได้ สิ่งคนหนึ่งปลูกได้ อีกคนก็ต้องปลูกได้…”
ได้ยินเช่นนี้ ‘ช่างฝีมือ’ ชาฟฟ์ด้านข้างพยุงตัวนั่งคุกเข่าอย่างเงียบงัน จากนั้นก็อ้าปากและอาเจียน
แฟรงค์·ลีมิได้แยแส
“การจะสร้างโลกแบบนั้น เราต้องมีอาหารและทรัพยากรที่เพียงพอ ผมจึงอยากสร้างสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดที่เอาตัวรอดได้ในทุกสภาพแวดล้อมและทุกเงื่อนไข… ฮุฮุ… แต่ทุกคนย่อมมีรสนิยมของตัวเอง ผมชอบปลา วัว และเห็ดเป็นพิเศษ…”
พลเรือเอกดวงดาว แคทลียายืนฟังคำตอบของแฟรงค์โดยไม่เปลี่ยนสีหน้า แต่ในระหว่างนั้น เธอดันแว่นตาหนาเตอะบนสันจมูกถึงสามครั้ง
หลังจากเงียบงันสักพัก แคทลียาถาม
“งานวิจัยล่าสุด… คุณอยู่ห่างอีกแค่ก้าวเดียวใช่ไหม”
“ใช่… ตอนนี้ขาดแค่แรงกระตุ้นจากพลังของดรูอิด… ถ้าผมยังหาสูตรโอสถไม่ได้ คงต้องให้ชาฟฟ์ช่วยสร้างสมบัติวิเศษจากตะกอนพลังของดรูอิดที่มีอยู่” แฟรงค์ตอบอย่างใจเย็น
“ไม่! ฉันจะไม่ช่วยนาย! ไอ้ปีศาจ!” ชาฟฟ์ที่คุกเข่าอาเจียนเงียบงัน เงยหน้าขึ้นพลางตะโกนด้วยสีหน้าเจือความกังวล
แคทลียายืนมองฉากตรงหน้าโดยไม่กล่าวคำใด ก่อนจะพลิกฝ่ามือพร้อมกับเสกเหรียญทองออกจากความว่างเปล่า
กิ๊ง!
เหรียญทองถูกดีดขึ้นฟ้าและตกลงบนฝ่ามือแคทลียา ด้านที่หงายขึ้นคือ ‘หัว’
“เกอร์มัน·สแปร์โรว์หาสูตรโอสถให้คุณได้แล้ว ราคาห้าพันปอนด์” แคทลียาเล่ารายละเอียด ราวกับต้องการแจ้งให้ชาฟฟ์ทราบว่า ใครคือ ‘คนร้าย’ ตัวจริงของเรื่องนี้
ดวงตาแฟรงค์·ลีพลันท่วมท้นไปด้วยความปีติ
“เขาเป็นคนดีมาก! เอ่อ… กัปตัน ตอนนี้ผมมีเงินเก็บแค่สามพันปอนด์ คุณช่วยออกอีกสองพันปอนด์ให้ก่อนได้ไหม”
เงินออมเกือบทั้งหมดของแฟรงค์ถูกใช้ไปกับตะกอนพลังดรูอิด ถึงขั้นต้องขายสมบัติบางชิ้น
แคทลียาเงียบงันอีกครั้ง จนกระทั่งสองสามวินาทีถัดมา เธอพยักหน้าตอบรับสายตาคาดหวังจากแฟรงค์
“ตกลง”
…
เขตเหนือ โรงพยาบาลในเครือโรงเรียนแพทย์เบ็คลันด์
ยูโดร่ากำลังนอนบนเตียงโรงพยาบาลด้วยสีหน้าว่างเปล่า ปราศจากความร่าเริงของหญิงสาว
เธอฟื้นจากอาการโคม่าแล้ว แต่ยังไม่ยอมลืมตา ทำเพียงแอบฟังหมอแจ้งกับพ่อแม่ว่า ขาขวาข้างที่ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีทางอากาศ คงกลับมาเป็นปรกติไม่ได้แล้ว ทางออกเดียวคือการตัดทิ้ง
นับแต่นั้นเป็นต้นมา เธอเอาแต่นอนนิ่งแม้จะมีผู้คนมากมายแวะเวียนมาเยี่ยม จากบรรดาแขกทั้งหมด มิสออเดรย์แห่ง ‘กองทุนการกุศลเพื่อการศึกษา’ ซึ่งแต่เดิมมาเพื่อเยี่ยมนักเรียนในกองทุนเตียงข้างเคียง ตัดสินใจช่วยออกค่าพยาบาลหลังจากทราบเรื่องของเธอ – อธิการบดีของมหาวิทยาลัยอย่างพอร์ตแลนด์·โมมงต์เองก็สัญญาว่า จะทำขาเทียมรุ่นใหม่ที่ช่วยให้เธอใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปรกติ
แต่เหตุการณ์ดังกล่าวมิได้ขจัดความโศกเศร้าและสิ้นหวังในหัวใจยูโดร่า
เธอยังอายุไม่ถึงสิบแปด ยังไม่ทันได้เป็นสาวงาม ชีวิตของเธอก็สูญเสียขาที่ยาวสลวยซึ่งเคยเป็นความฝัน
ครอบครัวของยูโดร่ามิได้ร่ำรวย บิดาเป็นเจ้าของร้านขายของชำผู้ศรัทธาในวายุสลาตัน เป็นคนหยาบกระด้างและอารมณ์รุนแรง ไม่คิดจะใช้เหตุผลกับผู้หญิง มารดาของเธอทั้งขี้กลัวและร่างกายอ่อนแอ ต้องพึ่งพาเงินจากบิดาในการดำรงชีวิต หากไม่ใช่เพราะเป็นลูกคนเดียว ยูโดร่าคงไม่ถูกส่งเสียให้เล่าเรียน แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นการบังคับให้เข้าโรงเรียนเทคนิคเบ็คลันด์ซึ่งออกมาทำงานได้เร็ว
จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ยูโดร่าพรรณนาถึงความโชคดีที่โรงเรียนเทคนิคเบ็คลันด์ถูกบูรณะใหม่กลายเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเบ็คลันด์ รวมถึงเรื่องที่เธอสอบผ่านและกลายเป็นนักศึกษาเต็มตัว ส่งผลให้ยูโดร่ากลายเป็นหญิงสาวอารมณ์ดีที่มักส่งต่อความสุขให้ผู้คนด้วยบทกวี
ความฝันของยูโดร่าคือการเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเดิม แต่งงานกับสามีที่เธอรักและรักเธอ ระหว่างนั้นก็ใช้เวลากับบทกวีที่ชื่นชอบ พยายามตีพิมพ์ลงนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์
แต่ปัจจุบัน ทุกสิ่งถูกทำลายด้วยระเบิดที่ตกลงมาจากฟากฟ้า เป็นการบดขยี้อย่างโหดเหี้ยมและไร้ความปรานี
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ ยูโดร่าดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดหน้าอย่างเงียบงัน ตามด้วยการปล่อยโฮแผ่วเบาราวกับเสียงร้องของลูกสัตว์
เสียงสะอื้นดังขึ้นสักพัก จนกระทั่งยูโดร่าเลิกผ้าห่มลงและเห็นเงารางยืนอยู่ข้างเตียง
ใบหน้ากว่าครึ่งของบุคคลดังกล่าวถูกปกคลุมไปด้วยเห็ด ส่วนอีกครึ่งเป็นหญ้า ในกำลังมือถือไม้เท้าสีไม้
“…” ยูโดร่าร้องไม่ออก หัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุหน้าอกออกมา
เงารางดังกล่าวสัมผัสเธอด้วยปลายไม้เท้า
ทันใดนั้น หัวใจของยูโดร่าเริ่มกลับเป็นปรกติ ขาขวาเย็นเยียบอย่างผิดวิสัย ประสาทสัมผัสกลับคืนมาอย่างน่าประหลาด
เมื่อมองไปที่ข้างเตียงอีกครั้ง เงาดำได้อันตรธานหายไปจากจุดที่เคยอยู่
ท่ามกลางความงุนงง ยูโดร่าลองขยับขาขวาและพบว่าปราศจากความเจ็บปวด ประหนึ่งไม่เคยได้รับบาดเจ็บมาก่อน
เธอดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมหน้าอีกครั้ง
หลายสิบวินาทีถัดมา เสียงสะอื้นอันเปี่ยมไปด้วยความหวาดผวา ปีติยินดี และคลางแคลงดังขึ้นจากใต้ผ้าห่ม
………………………………….
ระหว่างทางบนถนนเบิร์คลุนไปยังวิหารนักบุญแซมมวล ไคลน์ผ่าน ‘กองทุนการกุศลเพื่อการศึกษา’ ที่อาคารหมายเลขยี่สิบสอง ถนนเฟลป์ และต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าประตูหน้ายังคงเปิดต้อนรับผู้คน
ในฐานะผู้ก่อตั้งและสมาชิกปัจจุบัน ชายหนุ่มค่อนข้างกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ จึงสั่งให้รถม้าจอดและเดินเข้าไป
ทันทีที่ผ่านกรอบประตู ไคลน์เห็นมิสออเดรย์เดินลงจากชั้นสองพร้อมกับสาวใช้คนสนิท สุนัขโกลเดนรีทรีเวอร์ และพนักงานอีกสองสามคน
“ทิวาสวัสดิ์ครับ… ในสถานการณ์แบบนี้ เห็นทีพวกเราคงต้องทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง” ไคลน์กล่าวขณะเดินเข้าไปใกล้
ออเดรย์ในท่าถือหนังสือพิมพ์ จ้องหน้าดอนดันเตสและตอบ
“ผู้รับทุนหลายคนของเราได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีทางอากาศ ดิฉันเพิ่งไปเยี่ยมพวกเขาและคอยสนับสนุนค่ารักษา”
เบ้าตาของสตรีผู้สูงศักดิ์เริ่มแดงระเรื่อ ราวกับเธอได้เห็นสิ่งที่น่าหดหู่ชุดชนิดภายในโรงพยาบาล
“ขอให้เทพธิดาคุ้มครอง” ไคลน์ที่เข้าใจหัวอก วาดพระจันทร์แดงกึ่งกลางหน้าอก
มันถือโอกาสพูดในสิ่งที่เตรียมไว้
“ผมวางแผนจะบริจาคเงินให้กองทุนเพิ่มเติม ไว้สำหรับซื้ออาหาร ยา และเวชภัณฑ์ เพื่อให้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้มากขึ้นท่ามกลางภัยพิบัติที่เกิดจากมนุษย์ด้วยกันเอง”
“เป็นความคิดที่ดีค่ะ ผู้ที่เผชิญความทุกข์ต้องซาบซึ้งแน่ มิสเตอร์ดันเตส” ออเดรย์เคาะหน้าอกตามเข็มนาฬิกาด้วยสีหน้ายินดีเจือโศกเศร้า “ดิฉันเองก็จะทำให้ดีที่สุดเช่นกัน”
เธอไม่อยากทำแค่บริจาคเงิน แต่ยังต้องการผลักดันในบางสิ่ง
ไคลน์พยักหน้า
“คุณไม่จำเป็นต้องยกย่องผม… ในเวลาแบบนี้ สิ่งที่ผมทำคือสิ่งที่ควรทำ… นอกจากบริจาคเงิน ผมจะช่วยบริจาคอาหารด้วย สำหรับประเด็นดังกล่าว คุณต้องไปคุยกับวอลเตอร์ พ่อบ้านของผมโดยตรง… จริงสิ มิสออเดรย์ ผมจะเขียนหนังสือมอบอำนาจให้คุณ หลังจากนี้คุณสามารถดำเนินการสิ่งต่างๆ ภายในคฤหาสน์เพลงกุหลาบได้โดยไม่ติดขัด”
“แล้วคุณล่ะคะ? มิสเตอร์ดันเตส” ออเดรย์ถามแม้ภายในใจพอจะเดาออก
สำหรับบทสนทนาปัจจุบัน หากต้องการทำให้เป็นธรรมชาติ คำถามนี้คือสิ่งที่ขาดไม่ได้
“ทางโบสถ์มีงานบางอย่างให้ผมทำ ส่วนจะเป็นงานใดนั้น ผมยังไม่ได้แวะเข้าไปที่วิหารนักบุญแซมมวล จึงยังไม่ทราบรายละเอียด แต่สิ่งที่แน่ชัดก็คือ ผมต้องออกเดินทางไกลและคงกลับมาที่คฤหาสน์เพลงกุหลาบไม่ได้เป็นเวลานาน” ไคลน์เล่าเหตุผลที่เตรียมไว้ “มิสออเดรย์ ตลอดช่วงเวลาที่ผมอยู่กับกองทุนการศึกษาแห่งนี้ ผมเห็นถึงความสามารถและจิตใจที่งดงามของคุณ และไม่ว่าจะเป็นภูมิหลังหรือสถานะทางสังคม ทุกสิ่งล้วนหล่อหลอมให้คุณมีวิสัยทัศน์และระบบความคิดที่ยอดเยี่ยม ดังนั้น การฝากฝังให้คุณช่วยดูแลคฤหาสน์คือทางออกที่ดีที่สุด”
ไคลน์ไม่คิดว่าข้ออ้างของตนจะเอาชนะสายตาของ ‘ผู้ชม’ มากประสบการณ์ได้ สิ่งที่มันต้องการมีเพียง ทำให้ผู้คนรอบข้างมิสจัสติส ‘เชื่อ’ ในข้ออ้างที่ตนกุขึ้น แน่นอน มันไม่นับรวมสุนัขของเธอ
มิสเตอร์เวิร์ลคิดจะสละตัวตนดอน·ดันเตสชั่วคราวเพื่อกระทำบางสิ่ง? ออเดรย์แสร้งครุ่นคิด หลังจากไตร่ตรองสองสามวินาที เธอกล่าว
“ในสถานการณ์เช่นนี้ ดิฉันคงมิอาจปฏิเสธคำขอร้อง”
ไคลน์แอบถอนหายใจและหันไปบอกให้บุรุษรับใช้เอ็นยูน เดินขึ้นไปยังชั้นบนเพื่อหยิบกระดาษและปากกาลงมา จากนั้น ท่ามกลางการเป็นสักขีพยานของพนักงานกองทุน ชายหนุ่มร่างหนังสือมอบอำนาจ ลงนามและประทับตราพร้อมกับรอยนิ้วมือ
จัดการทั้งหมดเสร็จ ไคลน์หันเหความสนใจไปยังหนังสือพิมพ์ในมือออเดรย์
“มีข่าวใหม่บ้างไหม? ผมเพิ่งกลับจากชานเมืองและได้ยินว่าทางอาณาจักรประกาศสงครามกับฟุซัคแล้ว”
ออเดรย์เม้มริมฝีปากและกล่าวหน้าเศร้า
“ไม่นานหลังจากที่กองเรือเหาะโจมตีกรุงเบ็คลันด์ กองทัพเรือโซเนียของฟุซัคอาศัยหมอกหนาทึบในการพรางตัวและเข้าโจมตีกองทัพเรือหลวงของเราที่ท่าเรือพริสต์บนเกาะโอ๊ค รวมถึงอู่ต่อเรือในละแวกใกล้เคียง โชคดีที่ทางโบสถ์วายุสลาตันได้รับแจ้งเตือนล่วงหน้าผ่านทางโทรเลข ฝ่ายเราจึงยังไม่เสียท่าเรือพริสต์ไป แต่ต้องเสียเรือหลายลำและโรงงานอีกหลายแห่ง กล่าวกันว่า มีผู้คนล้มตายและบาดเจ็บสาหัสมากมาย…”
“นี่สินะสงคราม…” ไคลน์ถอนหายใจ “ขอผมดูได้ไหมว่ากษัตริย์ประกาศสงครามว่าอย่างไร”
ออเดรย์ทราบดีว่ากษัตริย์จอร์จที่สามมีปัญหา จึงเข้าใจความนัยของอีกฝ่ายและส่งหนังสือพิมพ์ในมือให้
เป็นฉบับทัสซอค
โดยไม่ต้องเสียเวลามองหา ไคลน์เห็นถ้อยคำประกาศสงครามของกษัตริย์ใต้พาดหัวหน้าแรก
“…เมื่อเจ็ดร้อยแปดปีก่อน ฟุซัคทำการยึดเกาะโซเนียไปจากเรา… เมื่อหนึ่งปีก่อน ฟุซัคทำการขโมยไบลัมตะวันออกของเราไปครึ่งหนึ่ง… มาถึงวันนี้ พวกมันทิ้งระเบิดใส่เบ็คลันด์และโจมตีท่าเรือพริสต์ ส่งผลให้พลเรือนจำนวนมากเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บสาหัส เลือดของพวกเขาชุ่มชโลมไปทั่วผืนดิน… เราถอยกลับไม่ได้อีกแล้ว การยอมถอยในอดีตมีแต่จะทำให้พวกมันกลั่นแกล้งเรามากขึ้น หากยังถอยต่อไป พวกเราจะสูญเสียอำนาจทางเศรษฐกิจนอกแผ่นดินใหญ่ไปทั้งหมด สินค้าจำนวนมากจะขายไม่ออก ผู้คนมากมายต้องตกงาน ชาวนาจะล้มตายกันหมด!”
“…”
“…ทุกสิ่งในอดีตและปัจจุบันล้วนบ่งชี้ว่า ความยุติธรรมอยู่ในมือของพวกเรา และเรามีพลังมากพอที่จะคว้าชัยชนะได้อย่างเบ็ดเสร็จ!”
“ถึงประชาชนที่เคารพทุกท่าน… ตัวเรา… จักรพรรดิจอร์จที่สามของทุกท่าน ขอเป็นตัวแทนรัฐสภาและรัฐบาลเพื่อประกาศสงครามกับฟุซัค… หากพวกมันยังไม่ยอมยกธงขาวหรือยกมือยอมแพ้ พวกเราจะไม่หยุดเดินหน้าบดขยี้! รุกคืบเข้าไป! ฟื้นฟูเกาะโซเนีย! รุกคืบเข้าไป! ยึดครองกรุงนักบุญมิลลอม! ชัยชนะจะเป็นของเราอย่างแน่นอน พระองค์อยู่ฝ่ายเดียวกับเรา!”
ไคลน์ที่กวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็ว อาศัยพลังตัวตลกในการยับยั้งกล้ามเนื้อใบหน้ามิให้ขดมุมปาก
จากนั้น มันคืนหนังสือพิมพ์ทัสซอคให้ออเดรย์ ถอดหมวกและโค้งศีรษะ
“ที่เหลือคงต้องฝากคุณแล้ว”
“ไม่ต้องกังวลค่ะ” ออเดรย์รับหนังสือมอบอำนาจและหนังสือพิมพ์
ไคลน์ไม่มัวรีรอ พาบุรุษรับใช้เอ็นยูนเดินออกจาก ‘กองทุนการกุศลเพื่อการศึกษา’ และตรงไปยังวิหารนักบุญแซมมวล
ตอนนี้ไม่มีสาวกหลงเหลือภายในวิหาร เพราะส่วนใหญ่ถูกส่งกลับบ้านและยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวสำหรับใช้ชีวิตหลังสงคราม
ท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันมืดมิดและเงียบสงบ ไคลน์หาที่นั่ง ถอดหมวก ประสาทมือไว้ใต้ปาก ตามด้วยการพึมพำพระนามเต็มอันศักดิ์สิทธิ์ของเทพธิดารัตติกาลด้วยเสียงแผ่ว จากนั้นก็เสริม
“…ผมได้รับข่าวจากวิญญาณมาเทวทูตสีชาด ซาราธน่าจะเข้ามาในเบ็คลันด์แล้ว และโบราณสถานลับของจักรพรรดิโลหิต มีโอกาสสูงที่จะเป็นสุสานสำหรับประกอบพิธีกรรมเลื่อนเป็นจักรพรรดิมืด…”
หลังสวดจบ ไคลน์รอคอยอย่างอดทนสักพัก จนกระทั่งอาร์ชบิชอปแอนโทนี·สตีเวนสันเดินเข้ามาหาจากประตูด้านข้าง
นักบุญรายนี้มีใบหน้าเกลี้ยงเกลา ปราศจากหนวดเครา สวมเสื้อคลุมสีดำที่ปักสัญลักษณ์พระจันทร์แดง ทุกย่างก้าวไร้สุ้มเสียงราวกับยามราตรีกำลังคืบคลาน
เมื่อเข้าใกล้ดอน·ดันเตส แอนโทนีไม่กล่าวคำใด เพียงส่งภาษากายและหันหน้าไปทางหอสมุด
ไคลน์ลุกขึ้นสวมหมวก เดินตามไปอย่างเงียบงัน
สำหรับบุรุษรับใช้เอ็นยูน อีกฝ่ายถือไม้ค้ำ เดินไปทางประตูวิหารและรออยู่ที่นั่น
ด้านนอกหอสมุด อาร์ชบิชอปแอนโทนีหมุนตัวกลับด้วยรอยยิ้มเล็กๆ และกล่าวกับดอน·ดันเตส
“สงครามปะทุขึ้นแล้ว ตอนนี้มีหลายสิ่งที่ทางเราต้องรีบสะสาง… ในฐานะสาวกผู้เลื่อมใสเทพธิดา คุณยินดีที่จะช่วยหรือไม่”
อย่างที่คิด… มาดามอาเรียนน่าออกจากเบ็คลันด์ไปแล้ว… ไคลน์ถอนหายใจด้วยสีหน้าซับซ้อนพลางวาดจันทร์แดงบนหน้าอก
“นับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง เทพธิดาจงเจริญ”
กล่าวจบ มันถามทันที
“คุณต้องการให้ผมช่วยในเรื่องใด”
“ผมจะแจ้งเมื่อถึงเวลา แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งกลับบ้านจะดีกว่า” นักบุญแอนโทนีกล่าวในสิ่งที่ฟังดูไม่สมเหตุสมผล
แต่ไคลน์เข้าใจความหมายได้ทันที นั่นคือการให้มันซ่อนตัวไปก่อน แอนโทนีอาจไม่แข็งแกร่งพอที่จะจัดการกับซาราธ แต่หากอยู่ในขอบเขตของสถานที่พิเศษบางแห่ง มันสามารถให้ความคุ้มครองได้
ไม่ผิดไปจากข้อสันนิษฐานของเรา… เทพธิดากำลังย่อย ‘เอกลักษณ์’ ของเส้นทางมรณาและคงไม่ ‘เสด็จเยือน’ ในระยะนี้… เบื้องบนของโบสถ์ต่างกำลังยุ่งอยู่กับการรับมือสงคราม และผลข้างเคียงด้านลบของสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ก็รุนแรงจนไม่คุ้มเสี่ยง… ไคลน์พยักหน้า
“เข้าใจแล้วครับ ท่านเจ้าคุณ”
“ขอให้เทพธิดาอวยพร” นักบุญแอนโทนีวาดพระจันทร์แดง
“เทพธิดาจงเจริญ… ความสุขสงบคือคำตอบของทุกสิ่ง” ไคลน์ตอบอย่างชำนาญพร้อมกับทำท่าเดียวกัน
จากนั้น มันออกจากวิหารนักบุญแซมมวลและเลี้ยวเข้าไปในถนนอีกเส้นพร้อมกับบุรุษรับใช้
หลังจากเดินต่อไปอีกสักพัก ดอน·ดันเตสและเอ็นยูนก็อันตรธานหายไป
…
เขตตะวันออก บ้านเช่าสองห้องนอน
ด้วยใบหน้าดาษดื่น ไคลน์หยิบฮาร์โมนิก้านักผจญภัยออกมาจ่อปากเป่า
เพียงพริบตา ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์เจ้าของสี่หัวทองตาแดง เดินออกจากความว่างเปล่าโดยไม่ประหลาดใจกับรูปลักษณ์ใหม่ของคู่สัญญา
ไคลน์ซึ่งไม่มีกระดาษจดหมายจะส่งให้ เพียงกล่าวเข้าประเด็น
“ช่วยบอกชารอนกับมาริคว่า ซาราธอยู่ที่เบ็คลันด์และมีแนวโน้มว่าจะร่วมมือกับโรงเรียนกุหลาบ จงระวังตัวให้มากและอย่าแวะไปที่ผับวีรบุรุษในช่วงนี้”
“ซาราธ…” หัวทั้งสี่ของไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์กล่าวอย่างพร้อมเพรียง สีหน้าครุ่นคิดว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
“หัวหน้าลัทธิเร้นลับ เทวทูตลำดับหนึ่งที่เคยเสียสติแต่กลับมาเป็นปรกติได้” ไคลน์หยิบเหรียญทองออกมายื่นให้มิสผู้ส่งสาร
มันไม่ได้บอกว่าซาราธสนใจเกอร์มันสแปร์โรว์เป็นพิเศษ โดยเชื่อว่ามิสผู้ส่งสารซึ่งเป็นสัตว์วิญญาณระดับสูงย่อมตระหนักถึงความพิเศษในตัวมันได้ประมาณหนึ่ง ไม่อย่างนั้นเทวทูตคงไม่ลดตัวมาเป็นผู้ส่งสาร หากมียันต์ วันวานอีกครั้งไรเน็ตต์คงช่วยเหลือไคลน์ได้มากกว่าเดิมหลายเท่า
สำหรับคำถามที่ว่า ทำไมซาราธซึ่งมองไม่เห็น ‘ออร่าหมอก’ ในตัวเกอร์มัน·สแปร์โรว์เมื่อครั้งอยู่ในหมู่บ้านสายหมอก ถึงยังต้องการตามล่าตัวนักผจญภัยเสียสติรายนี้ ไคลน์เชื่อว่าเกิดจากเหตุผลสามข้อ ประการแรก กฎแห่งการดึงดูดได้นำพาซาราธเข้ามาในเบ็คลันด์ ประการที่สอง เป็นเพราะเกอร์มันสแปร์โรว์สามารถหลบหนีออกจากหมู่บ้านสายหมอกและกลับสู่โลกแห่งความจริงสำเร็จ ทั้งที่ได้รับสัญลักษณ์ผิด และประการที่สาม เกอร์มัน·สแปร์โรว์อาจเกี่ยวข้องกับองค์กรที่ศรัทธาเดอะฟูล
หลังจากซาราธร่วมมือกับโรงเรียนกุหลาบและพบว่ามารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายเองก็สนใจเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ต่อให้ซาราธไม่มีข้อมูลเชิงลึกมากนัก แต่มันก็ต้องยกระดับความสนใจอย่างไม่มีทางเลือก
ไรเน็ตต์ไทน์เคอร์มิได้กล่าวคำใด เพียงใช้ปากของหนึ่งในสี่หัวงับเหรียญทอง
หลังจากเฝ้ามองผู้ส่งสารจากไป ไคลน์ดึงเก้าอี้ออกมานั่ง แหงนมองท้องฟ้าด้านนอกหน้าต่างผ่านโต๊ะไม้
โครงสร้างของบ้านหลังนี้คล้ายกับบ้านที่เคยอาศัยสมัยยังอยู่ทิงเก็น ด้านในเป็นห้องนอน ด้านนอกเป็นห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร และห้องอ่านหนังสือที่มีเตียงสองชั้น
ปัจจุบันนอกจากชายหนุ่ม ภายในห้องยังมีหุ่นเชิดโจนาสโคลเกอร์และเอ็นยูน
………………………………….
การยกเลิกพระราชบัญญัติเมล็ดพันธุ์… จัดสอบข้าราชการ… ยอมให้โบสถ์หลักมีอำนาจในกองทัพ… สิ่งเหล่านี้มองผิวเผินอาจดูเหมือนกระแสแห่งกาลเวลา แต่แก่นแท้กลับเป็นการสยบและทำให้ขุนนางอ่อนแอลง คอยเกื้อหนุนชนชั้นใหม่… เมื่อเทียบกับกฎในอดีตที่มีมายาวนานกว่าพันปี กฎเหล่านี้ถือว่าแหวกวัฒนธรรมของยุคสมัย และเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับเลื่อนเป็นจักรพรรดิมืด…
ในช่วงสิบปีหลัง รูปแบบสถาปัตยกรรมเองก็เปลี่ยนไปไม่น้อย…
การที่โรซายล์ได้ครอบครอง ‘เอกลักษณ์’ และตะกอนพลังของลำดับ 1 ในเส้นทางจักรพรรดิมืด นั่นแปลว่าองค์กรลึกลับโบราณคงลงทุนลงแรงไปไม่น้อย บางสิ่งอาจถึงขั้นจัดหาให้ด้วยตัวเอง… แล้วในตอนที่จักรพรรดิร่วงหล่น ใครเป็นคนนำตะกอนพลังเหล่านั้นไป?
แบร์นาแดตหมกตัวอยู่ที่เบ็คลันด์ในช่วงหลายเดือนหลัง และก่อนหน้านั้นก็แวะมาบ่อยครั้ง…
เฮ้อ… ปัญหาสำคัญก็คือ รสนิยมเกี่ยวกับความไม่สมมาตรของจักรวรรดิในยุคสมัยที่สี่ ทำให้ความเข้าใจของเราคลาดเคลื่อนไป เข้าใจผิดว่าเงื่อนไขซึ่งต้อง ‘แหวกวัฒนธรรมของยุคสมัย’ จะต้องแปลกและขัดแย้งกับธรรมชาติของมนุษย์ แต่เมื่อลองคิดดูให้ดี สิ่งใดคือความปรกติ? คำตอบก็คือ สิ่งที่ทุกคนเคยชินแล้ว เรื่องที่ทุกคนไม่รู้สึกต่อต้านกับมัน… จากชนเผ่ากลายเป็นแคว้น จากศักดินากลายเป็นสาธารณะรัฐ ไม่ใช่ว่าสิ่งเหล่านี้ก็เป็นการ ‘แหวกวัฒนธรรมของยุคสมัย’ หรอกหรือ? การเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากโหยหาของเก่า…
สำนวนที่ว่า ‘คนหัวโบราณจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง’ สรุปเรื่องนี้ได้ดีมาก…
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตราบใดที่เทพไม่เข้ามาแทรกแซง การปฏิวัติที่เป็นเงื่อนไขของจักรพรรดิมืดจะต้องเกิดขึ้นอย่างมิอาจเลี่ยง ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น… เมื่อกระแสแห่งเวลาถาโถม ไม่ว่าใครก็ยากที่จะหยุด พี่ชายอามุนด์ช่างเป็นนักประพันธ์ที่เก่งกาจ…
สิ่งที่ซ่อนอยู่ด้านในโบราณสถานจักรพรรดิโลหิตคงจะเป็นอนุสาวรีย์บรรจุศพที่มีลักษณะคล้ายพีระมิด พิจารณาจากข้อกำหนดของพิธีกรรม สิ่งนี้จำเป็นต้องก่อสร้างโดยแรงงานจำนวนมาก จึงไม่แปลกที่จะมีเหตุการณ์คนหายเกิดขึ้นในเขตตะวันออก รวมถึงการค้าทาสทางทะเล และอีกมากมาย…
เมื่อสงครามดำเนินไปถึงจุดหนึ่ง จะมีการใช้ข้ออ้างทำนองว่า ขอสวดวิงวอนแด่ชัยชนะ หรือไม่ก็ไว้ทุกข์ให้กับทหารที่เสียชีวิต ทำการระดมผู้คนมารวมตัวตามเมืองใหญ่เป็นจำนวนมากเพื่อประกอบพิธีกรรมสังเวย…
อา… เมื่อหลายปีก่อน ราชวงศ์โลเอ็นได้ครอบครองมงกุฎจากจักรวรรดิไบลัม จากนั้นก็เชื่อมโยงพระนามของกษัตริย์ด้วยตำแหน่งจักรพรรดิ…
เป็นแผนที่แนบเนียนมาก!
เมื่อได้สติจากคำถามของวิญญาณมารเทวทูตสีชาด ความติดไคลน์เริ่มตึงเครียด ข้อมูลมากมายแล่นเข้ามาในหัว รวมถึงคำถาม
ชายหนุ่มจ้องหน้า ‘ผู้เฝ้าประตู’ เจ้าของร่างกายผอมแห้ง ใบหน้าอ่อนเยาว์แต่ขาดเลือด ก่อนจะกล่าวหลังจากไตร่ตรอง
“จอร์จที่สามต้องการเป็นจักรพรรดิมือด้วยตัวเอง? แต่เขายังไม่ใช่ลำดับ 4 ด้วยซ้ำ…”
ต่อให้จอร์จที่สามเตรียมการล่วงหน้าและทำให้ตัวเอง ‘มีพรสวรรค์’ จนสามารถลดผลข้างเคียงและตราประทับวิญญาณที่เหลือจากโอสถ ไคลน์ก็ไม่เชื่อว่าลำดับ 5 จะกลายเป็นเทพได้ในการดื่มโอสถเดียว เว้นเสียแต่จะโชคดีอย่างมากซึ่งโอกาสนั้นแสนริบหรี่
และการพึ่งพาพลังในขอบเขตโชคชะตาก็คงไม่ ‘เพียงพอ’ เพราะแม้แต่ ‘อสรพิษปรอท’ วิลอัสตินซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคชะตา ก็ยังไม่กล้าฝืนปรองดองกับ ‘ลูกเต๋าความน่าจะเป็น’ โดยตรง แต่มองหาหนทางอย่างรอบคอบ
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดหัวเราะในลำคอหลังจากได้ยิน:
“เจ้าทราบได้อย่างไรว่าจอร์จที่สามอยู่แค่ลำดับ 5? แน่ใจได้อย่างไรว่าจอร์จที่สามที่ถูกตรวจสอบเป็นตัวจริง ไม่ใช่ตัวตนที่ถูกจินตนาการขึ้นหรือผู้ไร้หน้าระดับเทวทูตสักตน? แม้สิ่งเหล่านี้จะทำได้ยาก แต่สำหรับคนขี้ระแวงบางคน นั่นเป็นเรื่องที่ยังอยู่ในขอบเขตความสามารถและทรัพยากร… ข้าสงสัยว่าจอร์จที่สามคือสมาชิกคนสำคัญขององค์กรลับที่พยายามเลียนแบบกุหลาบไถ่บาปของพวกข้า ลำดับที่แท้จริงของเจ้านั่นอาจจะสูงถึงเทวทูตก็ได้… หึหึ… คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรถ้าจะอยู่ในลำดับ 1 เรียบร้อยแล้ว”
นี่มัน… จักรพรรดิโรซายล์เคยกล่าวว่า สมาชิกขององค์กรล้วนเป็นบุคคลสำคัญชนิดที่เหนือความคาดหมาย… หากทั้งหมดร่วมมือกัน ไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาทำไม่ได้นอกจากการกวาดล้างเจ็ดโบสถ์หลัก… หนึ่งในนั้นเป็นถึงกษัตริย์ของอาณาจักรเชียว? ไม่สิ โรซายล์ที่ตายไปก็เคยเป็นผู้ปกครองสูงสุดของอินทิส… คนขี้ระแวง… นี่คือคำที่วิญญาณมารเทวทูตสีชาดใช้นิยามพี่ชายอามุนด์? ถึงจะเป็นคำดูแคลนที่ค่อนข้างรุนแรงและอาจมาจากอคติส่วนตัว แต่ก็คงซ่อนความจริงบางอย่างไว้ ฉายาเช่นนี้ไม่มีทางตั้งขึ้นมาส่งเดช… ไคลน์บังคับให้หุ่นเชิดขมวดคิ้วและพูด
“ปัญหาที่คุณมองออกได้ง่ายดายเช่นนี้ ทำไมโบสถ์รัตติกาล วายุสลาตัน และจักรกลไอน้ำถึงไม่ตระหนัก? พวกเขาก็ไม่น่าจะมีข้อมูลของจักรพรรดิมืดน้อยไปกว่าคุณ…”
เพราะเหนือสิ่งอื่นใด โบสถ์รัตติกาลและวายุสลาตันต่างก็เคยสนับสนุนจักรวรรดิร่วมทูดอร์ทรันซอสต์!
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดเผยสีหน้าขบขันอีกครั้ง จ้องดอนดันเตสและบุรุษรับใช้หัวจดเท้า
“เจ้าอายุเท่าไร? ทำไมถึงไร้เดียงสาและเด็กน้อยเช่นนี้? ในบางสถานการณ์ หกเทพจารีตจะไม่เท่ากับหกโบสถ์หลัก และนั่นหมายความว่า สิ่งที่หกเทพจารีตทราบ ไม่จำเป็นต้องถูกถ่ายทอดลงมายังเทวทูตหรือนักบุญ”
เมื่อเห็นดอน·ดันเตสยังคงขมวดคิ้วฉงน วิญญาณมารเทวทูตสีชาดหัวเราะในลำคอ
“สาบานได้เลย สิ่งที่ข้าพูดถัดไปจะทำให้ภาพลักษณ์ของหกเทพจารีตต้องป่นปี้ ส่วนเจ้าก็เก็บไปคิดเอาเองว่านั่นเป็นความจริงหรือไม่… เอาเป็นว่า หกเทพจารีต… อา เจ็ดเทพจารีต มีทัศนคติที่ค่อนข้างคลุมเครือต่อผู้ที่ต้องการเป็นจักรพรรดิมืด… พวกท่านล้วนยินดีที่จักรพรรดิมืดคนใหม่จะถือกำเนิด แต่ก็สนับสนุนอย่างออกนอกหน้าไม่ได้… ส่งผลให้เหล่าเทพจารีตมิได้ส่งวิวรณ์ทุกเรื่องให้สาวกทราบ ปล่อยให้เป็นไปตามครรลองธรรมชาติและกฎหมาย หากผู้ใดพยายามเลื่อนเป็นจักรพรรดิมืดและถูกเหล่าสาวกของแต่ละโบสถ์จับได้ ทวยเทพก็จะลงทัณฑ์ตามปรกติ แต่ถ้าเหล่าสาวกสืบสาวไม่พบ ทุกตนก็จะยอมให้การเลื่อนลำดับเกิดขึ้นโดยปริยาย… แน่นอน ระหว่างกระบวนการ ย่อมมีใครสักคนอยากขัดขวางหรือสร้างความเสียหาย แต่ก็มิอาจทำได้อย่างเปิดเผยหรือชัดเจนนัก เพราะพฤติกรรมดังกล่าวมักจะถูกสกัดกั้นโดยเทพตนอื่น… หากไม่ใช่เพราะทวยเทพมีทัศนคติเช่นนี้ จอร์จที่สามจะกล้าเสี่ยงเชียวหรือ? เอาล่ะ… ในเมื่อสงครามปะทุขึ้นแล้ว เงื่อนไขของเจ้านั่นได้บรรลุไปอีกหนึ่งข้อ ถัดไปคือการรอโอกาส”
ทันใดนั้น ไคลน์นึกถึงเหตุการณ์ที่ข่าวคราวการ ‘บุกตรวจค้น’ โบราณสถานจักรพรรดิโลหิตเกิดรั่วไหล จนมันเริ่มไม่มั่นใจว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะเบื้องบนของสามโบสถ์หลักมีสมาชิกองค์กรโบราณแทรกซึมอยู่ หรือเป็นเพราะมีเทพสักตนแจ้งข่าวแก่พี่ชายอามุนด์โดยตรงกันแน่ หากเป็นอย่างหลัง ผู้ต้องสงสัยรายเดียวที่สามารถตัดออกไปได้คือเทพวายุสลาตัน
ครุ่นคิดสักพัก ไคลน์ลังเลก่อนจะถาม
“หมายความว่า หากไม่เกิดเหตุการณ์เหนือความคาดหมาย จอร์จที่สามซึ่งเตรียมการไว้อย่างพร้อมสรรพ จะประกอบพิธีกรรมก้าวขึ้นไปเป็นเทพแท้จริง? และถ้าพิธีกรรมราบรื่น ถ้าจอร์จที่สามรอดพ้นจากผลข้างเคียงของโอสถ เขาจะได้เถลิงบัลลังก์จักรพรรดิมืด?”
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดตอบเรียบง่าย
“ยังเป็นอย่างอื่นไปได้อีกหรือ?”
“แล้วทำไมเจ็ดเทพจารีตถึง…” ไคลน์อดไม่ได้ที่จะถาม
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดส่ายหน้า
“เจ้าอยากรู้ไหมล่ะ? หากต้องการ ข้าสามารถบอกได้ทันที”
ขณะไคลน์เตรียมตอบว่า ‘แน่นอน’ ทันใดนั้นมันฉุกคิดถึงคำเตือนของ ‘บริวารอำพราง’ มาดามอาเรียนน่า
“สำหรับบางสิ่ง ยิ่งรู้มากก็ยิ่งมีโอกาส ‘ติดเชื้อ’ จากร่างกายสู่ดวงวิญญาณ… จนกว่าจะกลายเป็นเทวทูต คุณห้ามสืบหาคำตอบส่งเดช”
ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์บังคับให้หุ่นเชิดยิ้มมุมปาก
“ไม่เป็นไร”
“ไม่เลว… เจ้าเกือบต้องตายเพราะความอยากรู้อันโง่เขลา” วิญญาณมารเทวทูตสีชาดส่ายหน้าอย่างผิดหวัง
มันมองออกไปนอกหน้าต่างและกล่าว
“ถ้าไม่มีอะไรก็กลับไปได้แล้ว”
“ตกลง” ไคลน์บังคับให้หุ่นเชิดยืนขึ้นและยกมือขวา
ทันใดนั้น วิญญาณมารเทวทูตสีชาดตั้งคำถาม
“ข้ามีความรู้สึกแปลกๆ ว่า… หากข้าลงมือตอนนี้ เจ้าคงมิได้สิ้นท่าเสียทีเดียว… ใช่ไหม?”
แน่นอน ลองเดาดูสิว่าทำไมฉันกลับออกไปด้วย ‘กระโจนไฟ’ แทน ‘เทเลพอร์ต’ … นั่นก็เพื่อซ่อนตัวตนนกกระเรียนกระดาษที่ลุกไหม้ในกระเป๋าสตางค์! ด้วยวิธีนี้ ‘อสรพิษแห่งชะตา’ วิล·อัสตินจะจ้องมองมาที่นี่อย่างเงียบงัน และหากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น เจ้านั่นก็จะใช้ ‘ยันต์วันวานอีกครั้ง’ เพื่อช่วยเราทันที… การจะรับมือกับตัวตนระดับนายย่อมต้องระวังตัวเป็นพิเศษ จะให้ไม่ซ่อนไพ่ตายไว้ได้อย่างไร? ไคลน์ไม่ได้ตอบตรงๆ ทำเพียงยิ้มเพื่อยืนยันโดยนัย
เป๊าะ!
ชายหนุ่มดีดนิ้วและปล่อยให้เปลวไฟสีแดงลุกไหม้จากกระเป๋าสตางค์จนกระทั่งปกคลุมท่วมลำตัว
เมื่อเปลวไฟสีแดงเข้มสลายไป ร่างไคลน์ก็อันตรธานหายไปจากการมองเห็นของวิญญาณมารเทวทูตสีชาด
…
กรุงเบ็คลันด์ ในรถเข็นเด็กสีดำที่บ้านนายแพทย์อลัน·คริสต์
เด็กทารกอวบอ้วนขยี้ตาพลางส่งเสียงพึมพำ
“สำหรับเด็กเล็ก เบ็คลันด์ไม่น่าอยู่เลยสักนิด!”
…
บ้านเลขที่สามเก้า ถนนเบิร์คลุน ไคลน์ซึ่งทำนายดวงชะตาล่วงหน้า แวะมาหาส.ส. มัคท์ที่เตรียมจะเดินทางไปยังเขตตะวันตก
“คุณไม่ได้อยู่ที่คฤหาสน์เพลงกุหลาบหรอกหรือ? ผมวางแผนจะให้ลีอานน่ากับเฮเซลซ่อนตัวอยู่ที่คฤหาสน์กวางมูสไปอีกสักพัก” ส.ส. มัคท์เลื่อนนิ้วชี้กับนิ้วโป้งขึ้นมาจับเบ้าตาขวา
เมื่อไรผลข้างเคียงอันนี้จะหายไป… ไคลน์ถอนสายตากลับพลางพ่นลมหายใจ
“ผมต้องเตรียมติดอาวุธให้คฤหาสน์เพลงกุหลาบ จึงต้องแวะมาขอความช่วยเหลือจากคุณ… นอกจากนั้น หากคุณมีช่องทางสำหรับซื้ออาหาร ผมเองก็ต้องการส่วนหนึ่ง”
ตามความคิดของมัน ชนชั้นล่างไม่มีปัญญาจะตุนอาหารเนื่องจากขาดแคลนทุนทรัพย์ อย่างมากก็ตุนได้สองถึงสามวัน ดังนั้น การกักตุนของไคลน์จะไม่ถือว่าเบียดเบียนชนชั้นล่าง และถ้าชาวเมืองเริ่มประสบภาวะอาหารขาดแคลนเมื่อไร ไคลน์ก็จะบริจาคอาหารกลับคืนผ่านมิสออเดรย์ – ก่อนที่รัฐบาลจะออกกฎหมายห้ามกักตุนอาหาร ต่อให้ไคลน์ไม่กักตุน เศรษฐีคนอื่นก็จะทำอยู่ดี และอาจไม่บริจาคกลับคืนเหมือนกับตน
“ไม่มีปัญหา” ส.ส. มัคท์ตอบรับโดยไม่ลังเล
ไคลน์ไม่ถามถึงราคา เพราะมันได้มอบเงินให้แม่บ้านทาเนญ่าไปแล้วห้าพันเหรียญทองสำหรับใช้จ่าย
แน่นอน หลังจากยืนยันว่าซาราธอยู่ในเบ็คลันด์ รวมถึงเรื่องที่วิญญาณมารเทวทูตสีชาดทราบว่าดอน·ดันเตสคือเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ชายหนุ่มตัดสินใจยังไม่กลับไปที่คฤหาสน์เพลงกุหลาบ เพื่อไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบ
สำหรับข้อแก้ตัว มันคิดไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยจะแจ้งว่าโบสถ์รัตติกาลมีงานให้ทำหลายชิ้นจนไม่สามารถกลับไปได้สักพัก และถ้ามีงานเกี่ยวกับองค์กรการกุศลที่ต้องการความช่วยเหลือจากตน ไคลน์ได้มอบอำนาจให้มิสออเดรย์จัดการแทนทั้งหมด
………………………………….
ในวินาทีที่เห็นวิญญาณมารเทวทูตสีชาด รูม่านตาไคลน์พลันเบิกกว้าง ถุงมือหนังมนุษย์ข้างซ้ายพลันโปร่งใส
มันไม่สนใจในสิ่งอีกที่ฝ่ายกำลังจะพูด ท่าทีตอบสนองแรกตามสัญชาตญาณคือการเทเลพอร์ตออกไปจากที่นี่ทันที แต่ทันใดนั้น โลกวิญญาณในการมองเห็นของไคลน์กลับผิดแผกไปจากปรกติ
สิ่งมีชีวิตโปร่งใสจำนวนมากล้วนถูกย้อมด้วยสีเหล็กและเลือดผสมควันดินปืน ริ้วแสงทั้งเจ็ดด้านบนสุด ซึ่งอัดแน่นความรู้มหาศาลกลับถูกบดบังจนแทบมองไม่เห็น
หัวใจไคลน์เต้นระรัวอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่เทเลพอร์ตบุ่มบ่าม
เมื่อเห็นฉากตรงหน้า วิญญาณมารเทวทูตสีชาดหัวเราะ
“เจ้ากลัวอะไร? ซาราธ?”
ได้ยินคำพูดดังกล่าว ไคลน์มองไปรอบตัวตามสัญชาตญาณ แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปรกติ
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดยังคงรักษารอยยิ้มที่น่ารำคาญ พลางชี้ไปยังโซฟาฝั่งตรงข้ามเก้าอี้เอนหลัง
“ถ้าข้าเป็นคนบอกซาราธว่าดอนดันเตสคือเกอร์มันสแปร์โรว์ ในตอนที่เจ้ากลับไปยังบ้านเลขที่หนึ่งหกศูนย์ ถนนเบิร์คลุนในช่วงเช้า เหล่าพ่อบ้านและคนรับใช้ที่อยู่ในห้องเก็บไวน์คงไม่มีชีวิตอยู่อีกแล้ว แต่จะถูกแขวนกับเพดานเหมือนกับแฮมตากแห้ง แน่นอนว่าทุกคนจะยังต้อนรับเจ้าอย่างอบอุ่น… นั่งลงก่อน… ในสถานการณ์แบบนี้ การรับฟังความเห็นของข้าไม่ใช่ตัวเลือกที่เลวร้ายนัก”
เมื่อจินตนาการถึงฉากที่วิญญาณมารเทวทูตสีชาดบรรยาย แม้ว่าไคลน์จะเคยเห็นภาพที่คล้ายคลึงกันมาก่อน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะขนลุกไปทั่วร่าง
มันยังคงไม่ประมาท บังคับให้หุ่นเชิดโจนาส·โคลเกอร์ที่อยู่ในร่างดอน·ดันเตส นั่งลงบนโซฟาและให้ตัวเองยืนด้านข้างในฐานะบุรุษรับใช้เอ็นยูน
ชายหนุ่มใช้พลังสลับตำแหน่งร่างต้นกับหุ่นเชิดอย่างแนบเนียน แถมรูปลักษณ์ก็ยังเปลี่ยนไปในพริบตา
“อาจเป็นไปได้ว่า คุณเพิ่งทราบข้อมูลนี้จากแพทริคเบรน จึงยังไม่ทันได้แจ้งข่าวให้ซาราธ” ไคลน์ตอบโต้ผ่านหุ่นเชิด
พร้อมกันนั้น จากคำพูดของวิญญาณมารเทวทูตสีชาด ชายหนุ่มสามารถยืนยันได้ว่า ซาราธมาถึงเบ็คลันด์แล้วจริงๆ!
อีกฝ่ายเป็นถึงเทวทูตลำดับหนึ่งตัวจริง ไม่มีข้อจำกัดหรือพันธนาการ เป็นตัวตนที่แปลกประหลาดและน่าสะพรึงกลัว สามารถเรียกว่าตัวตนลึกลับได้อย่างเต็มปาก!
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดมองสลับไปมาระหว่างเจ้านายและคนรับใช้ ตามด้วยยิ้มและกล่าว
“แพทริคเบรนเป็นแค่ไอ้งั่ง ข้าสามารถเค้นข้อมูลทั้งหมดที่อยากทราบได้ภายในสิบห้านาที นับประสาอะไรกับช่วงเวลาที่ยาวนานตั้งแต่เสร็จพิธีกรรมจนถึงเช้า”
…เขาตั้งฉายาให้แพทริคเหมือนกับมิสผู้ส่งสาร… ไคลน์บังคับให้หุ่นเชิดเลิกคิ้วพร้อมกับถาม
“แล้วยังไงต่อ?”
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดโยกเก้าอี้เอนหลังแผ่วเบา
“ข้าไม่ทราบว่าเจ้าเคยได้ยินประโยคนี้หรือไม่… หลังจากเลือกเส้นทางผู้วิเศษ มิตรและศัตรูจะถูกกำหนดขึ้นทันที… ข้ากับเจ้าไม่ใช่มิตร แต่ก็ไม่ใช่ศัตรูเช่นกัน… จริงอยู่ที่เจ้ากับข้าอาจเคยมีเรื่องบาดหมางกันมาบ้าง แต่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่เจ็บตัวมากนัก เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว… สำหรับข้า พัฒนาการของเจ้าทำให้บางคนที่ข้าเกลียดขี้หน้าต้องเดือดร้อน ข้าจึงยังไม่อยากฆ่าเจ้าทิ้งในตอนนี้ ยังอยากเห็นเจ้าเลื่อนลำดับต่อไปเรื่อยๆ”
จักรพรรดิเคยพูดบางสิ่งที่คล้ายคลึงกันไว้… บางคนที่เขาเกลียดขี้หน้า… ไคลน์ตัดสินใจถาม
“ผู้เย้ยเทพอามุนด์?”
“ข้อมูลแน่น… แถมไม่โง่…” วิญญาณมารเทวทูตสีชาดหัวเราะ ตามด้วยยกมือลูบคาง
ไม่ว่าจะเป็นวาจาหรือพฤติกรรม ทุกองค์ประกอบล้วนส่งเสริมให้คู่สนทนาอยากซัดปากสักหมัด
หลังจากไตร่ตรองสักพัก ไคลน์เริ่มเข้าใจปัญหา
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็เลือกซาราธได้เลย… หากท่านผู้นั้นเลื่อนลำดับ อามุนด์ก็จะเดือดร้อนไม่ต่างกัน เทียบกับซาราธ ผมยังอ่อนแอเกินไปและต้องการเวลาอีกมาก สามารถเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นได้มากมาย”
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดพยักหน้าขรึม
“อันที่จริงข้าก็เคยคิดแบบนั้น เมื่อเทียบกับลำดับ 1 อย่างซาราธ เจ้าก็ไม่ต่างอะไรกับสุนัขข้างถนน… เจ้ามีสิ่งใดเหนือกว่าหมอนั่นบ้าง? แข่งกันว่าใครตายเร็วกว่า?”
กล่าวถึงตรงนี้ วิญญาณมารเทวทูตสีชาดถอนหายใจยาว
“แต่ว่า… ถ้าทุกปัญหาในโลกมีทางออกง่ายดายเช่นนั้นเสมอ นั่นคงวิเศษไปเลย…”
ยังไม่ทันจบประโยค ปากเปื้อนเลือดได้ปริแตกบนแก้มข้างซ้ายของมัน
ช่องว่างขยายกว้างขึ้นพร้อมกับเผยให้เห็นฟันซี่ขาวสองแถว
“ข้าตรวจสอบมาแล้ว ตระกูลเซารอนล่มสลายเพราะซาราธและโรซายล์!”
นี่คือวิญญาณของบรรพชนตระกูลเซารอน? อาการหลายบุคลิกของเทวทูตสีชาดร้ายแรงกว่าที่เราคิด… ไม่สิ นี่ไม่ใช่อาการหลายบุคลิกแล้ว แต่เป็นการยัดวิญญาณของคนสามคนไว้ในร่างเดียว จะทำสิ่งใดก็ต้องผ่านการเห็นชอบ ไม่อย่างนั้นจะเกิดความขัดแย้งภายใน… ไคลน์เริ่มเชื่อว่าวิญญาณมารเทวทูตสีชาดมิได้วางกับดัก อีกฝ่ายยังไม่ได้แจ้งข่าวกับซาราธจริงๆ
นี่คือจุดอ่อนที่เราสามารถนำมาใช้ได้ในอนาคต… หลังจากพึมพำกับตัวเอง ไคลน์ซักถาม
“แล้วมีธุระอะไรกับผม?”
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดยกมือลูบแก้มซ้ายจนปากเลือนหายไป จากนั้นก็ยิ้มและกล่าว
“ไม่ใช่ว่าเจ้ากำลังตามสืบราชวงศ์โลเอ็นอยู่หรือ? เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับแม่มดระดับสูงนามว่าคาร์เทอริน่า หาเจ้าพบเบาะแสของหล่อน ช่วยแจ้งข่าวกับข้าก่อนจะลงมือกระทำสิ่งใด”
‘นักบุญสีขาว’ คาร์เทอริน่า… วิญญาณมารเทวทูตสีชาดต้องการสิ่งใดจากเธอ? ลำดับ 4 ของเส้นทางนักล่าสามารถเปลี่ยนให้สตรีกลายเป็นบุรุษ ส่วนลำดับเจ้ดของเส้นทางแม่มดจะเปลี่ยนให้บุรุษกลายเป็นสตรี หมายความว่าทั้งสองเส้นทางอาจสับเปลี่ยนกันได้ในลำดับสูง… หรือว่าเทวทูตสีชาดกำลังมองหาทางเลือก หากหาตะกอนพลังลำดับสี่ของเส้นทางนักล่าไม่ได้ ก็จะย้ายไปยังเส้นทางแม่มดแทน? สำหรับวิญญาณมาร ตราบใดที่มันมีวิธียืดอายุขัยออกไปได้เรื่อยๆ การดื่มโอสถและตะกอนพลังก็ยังช่วยให้เลื่อนลำดับได้… ไคลน์ผงะในตอนต้น ก่อนจะนำข้อมูลมาประกอบกันและเริ่มคาดเดาบางสิ่ง
นั่นมาพร้อมกับคำถามสุดประหลาด
ถ้าในร่างกายมีตะกอนพลังลำดับสูงของเส้นทางนักล่าและแม่มดอยู่ด้วยกัน วิญญาณมารเทวทูตสีชาดจะมีเพศเป็นชายหรือหญิง? ฝั่งไหนมีศักดิ์สูงกว่าและเป็นตัวกำหนดเพศ?
ทันใดนั้น วิญญาณมารเทวทูตสีชาดมองสลับระหว่างดอน·ดันเตสและบุรุษรับใช้ ก่อนจะ ‘หึ’ ในลำคอและพูด
“เจ้าเองก็มีพรสวรรค์ด้านยั่วยุ”
เรายังไม่ทันได้ตอบอะไรเลย… ไคลน์รำพันด้วยความฉงน
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดขดริมฝีปาก
“ข้าพอจะเดาได้ว่าเจ้ากำลังคิดสิ่งใด เว้นเสียแต่เจ้าจะยอมรับว่าตัวเองโง่… นั่นสินะ เรื่องนี้อาจจะส่งผลดีกับ ‘พวกเขา’ ก็ได้”
“หุบปาก!” ปากเปื้อนเลือดโผล่ขึ้นบนแก้มทั้งสองข้างของวิญญาณมาร
ไคลน์มองหน้าชายผู้เป็นเจ้าของอาการหลายบุคลิกฝั่งตรงข้าม ตัดสินใจล้มเลิกความคิดที่จะถามไถ่ในเชิงลึก เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นแทน
“ทางนี้ก็ไม่ได้ติดขัดอะไรหากต้องแจ้งข่าว… แต่คำถามก็คือ ผมจะแจ้งข่าวด้วยวิธีใด”
ตามความเห็นของชายหนุ่ม ‘แม่มดยุพนิรันดร์’ คาร์เทอริน่าไม่ใช่คนดี เฉกเช่นวิญญาณมารเทวทูตสีชาด เป็นเรื่องดีแล้วที่พวกมันทะเลาะกัน
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดหัวเราะ
“แน่นอนอยู่แล้ว เจ้าต้องเอ่ยพระนามเต็มอันสูงส่งของข้า”
“มหาเทพแห่งสงคราม สัญลักษณ์แห่งเหล็กและเลือด เจ้าแห่งความวุ่นวายและขัดแย้ง”
“เฮ่อะ!” ปากบนแก้มทั้งสองข้างของวิญญาณมารเทวทูตสีชาดพ่นลมหายใจเย้ยหยันโดยพร้อมเพรียง ราวกับไม่เห็นด้วยแม้แต่น้อย
ฟังดูเหมือนชื่อทั่วไปของเทพ… หรือว่าหลังจากปรองดองกับ เอกลักษณ์สำเร็จ เมดีซีก็เข้าใกล้ความเป็นเทพเข้าไปทุกที? ตราบใดที่ยังไม่มีคนใหม่มาปรองดองกับ ‘เอกลักษณ์’ ของเส้นทางนักบวชสีชาด ระดับของวิญญาณตนนี้ก็จะไม่ลดลง? พระนามเต็มอันสูงส่งนี้จะชี้ไปหาเขาเสมอ? ไคลน์พยักหน้าครุ่นคิดพลางไต่ถามด้วยความไม่มั่นใจ
“คุณรู้อะไรเกี่ยวกับโบราณสถานลับของจักรวรรดิโลหิต อลิสต้าทูดอร์บ้าง?”
เมื่อได้ยินเชื่อดังกล่าว กล้ามเนื้อบนใบหน้าวิญญาณมารเทวทูตสีชาดพลันบิดเบี้ยวเล็กๆ ก่อนจะหัวเราะเยาะ
“เจ้าอยากถามว่าราชวงศ์โลเอ็นซ่อนความลับใดไว้?”
“คุณอาจไม่ทราบ แต่คุณน่าจะคุ้นเคยกับโบราณสถานลับของจักรพรรดิโลหิตเป็นอย่างดี” ไคลน์จงใจยั่วยุอีกฝ่าย
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดหัวเราะพลางตบที่พักแขนของเก้าอี้เอนหลัง
“ลูกไม้ของเจ้าช่างไร้เดียงสาเหมือนกับเด็กสามขวบ! หึหึ… ความลับของราชวงศ์โลเอ็นนั้นไม่ซับซ้อน ข้าสามารถเดาได้จากการอ่านหนังสือพิมพ์ประจำวัน… เจ้าฉลาดแค่หน้าตาสินะ แต่สมองคงเต็มไปด้วยหนอนแมลงยุบพอง”
“เดาได้จากการอ่านหนังสือพิมพ์?” ไคลน์ขมวดคิ้วพลางย้อนคำถาม
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดหัวเราะในลำคอ
“ใช่แล้ว แต่ก็ต้องมีความรู้ทั่วไปอยู่บ้าง ข้าคิดว่าเจ้าควรมีมันนะ… เอาแบบนี้เป็นไง ข้าจะตั้งคำถามสักสองสามข้อ แล้วเจ้าจะเข้าใจทันทีว่าเรื่องราวนั้นง่ายดายเพียงใด… ข้อแรก เจ้าคิดว่าบรรดาโบสถ์หลักรู้เรื่องโบราณสถานจักรพรรดิโลหิตมาก่อนหรือไม่?”
“ไม่” ไคลน์ส่ายหน้าหนักแน่น
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดยิ้มและถามต่อ
“เจ้ารู้ไหมว่า ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์อยู่ในลำดับและเส้นทางใดก่อนจะกลายเป็นลำดับ 0?”
“เส้นทางจักรพรรดิมืด… ลำดับหนึ่ง… องค์ชายวิปลาส” ไคลน์ตอบสุขุม
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดพยักหน้าแผ่วเบา
“เจ้ารู้ไหมว่า ก่อนที่อลิสต้าทูดอร์จะกลายเป็นจักรพรรดิโลหิต ชายคนนั้นคือหนึ่งในกงสุลแฝดของจักรวรรดิร่วมทูดอร์·ทรันซอสต์ และผู้สนับสนุนหลักคือหกจากเจ็ดเทพจารีต โดยสองจากหกคือรัตติกาลและวายุสลาตัน?”
ไคลน์พยักหน้าเป็นนัยว่าทราบ
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดในท่าเอนหลังครึ่งหนึ่งทำการไขว่ห้าง
“แล้วเจ้ารู้ไหมว่า หลังจากกลายเป็นจักรพรรดิโลหิต อลิสต้าทูดอร์เสียสติโดยสมบูรณ์ และร่วงหล่นท่ามกลางสงครามทวยเทพ?”
“ก็พอจะ” ไคลน์ไม่กล้าแสดงความมั่นใจเกินเหตุ เพราะความรู้นี้นำมาจากจักรพรรดิโรซายล์ และอีกฝ่ายก็นำมาจากมิสเตอร์ประตู
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดหัวเราะและกล่าวต่อ
“ถ้าเช่นนั้น เจ้าคิดว่าอลิสต้าทูดอร์มีเหตุผลหรือมีโอกาสที่จะสร้างโบราณสถานลับหลังจากกลายเป็นจักรพรรดิโลหิตหรือไม่?”
“ไม่…” ไคลน์ส่ายหน้าเชื่องช้า
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดผายมือออก
“ในเมื่อเป็นโบราณสถานที่อลิสต้าทูดอร์สร้างไว้ตั้งแต่ยังไม่ได้เป็นจักรพรรดิโลหิต และแม้แต่หกเทพจารีตที่คอยสนับสนุนก็ไม่ทราบเรื่องนี้ เช่นนั้นแล้ว โบราณสถานดังกล่าวจะยังเป็นอะไรได้อีก? หากเลือกได้ เจ้าจะเลือกเดินบนเส้นทางที่ตัวเองต้องเสียสติหรือไม่?”
นี่มัน… ไคลน์หวนนึกถึงสุสานทั้งเก้าแห่งที่เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมเลื่อนเป็นเทพของเส้นทางจักรพรรดิมืด
สำหรับองค์ชายวิปลาส ก่อนที่จักรพรรดิมืดคนเดิมจะหวนกลับมา มันย่อมต้องหาทางเลื่อนตำแหน่งเป็นจักรพรรดิมืดอยู่แล้ว!
“โบราณสถานดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับจักรพรรดิมืด?” ไคลน์ถามเสียงทุ้ม
วิญญาณมารเทวทูตสีชาดลูบคางและกล่าวพลางยิ้ม
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะรู้จักพิธีกรรมของจักรพรรดิมืดสินะ… ก็ง่ายๆ แบบนั้นแหละ… กษัตริย์ทำสิ่งใดบ้างในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา? ยกเลิกพระราชบัญญัติเมล็ดพันธุ์ มีการเปิดสอบข้าราชการหลายรอบ ความสัมพันธ์ทางการทหารถูกจัดระเบียบใหม่ สภาขุนนางและเหล่าขุนนางถูกลิดรอนอำนาจ สภาสามัญเข้มแข็งขึ้น… สิ่งเหล่านี้มีเขียนไว้ในหนังสือพิมพ์ประจำวันไม่ใช่หรือ? นอกจากนั้น เรื่องที่เส้นทางผู้พิพากษาสามารถสลับไปเป็นเส้นทางจักรพรรดิมืดได้ นี่ก็เป็นความรู้ทั่วไป”
เนื่องจากหลายๆ สิ่งที่กล่าวมาเป็น ‘กระแสแห่งยุคสมัย’ สำหรับไคลน์ และหนึ่งในนั้นเกิดจากการผลักดันด้วยตัวไคลน์เอง มันจึงไม่เคยตรวจสอบในมุมมองของศาสตร์เร้นลับมาก่อน
ในไม่ช้า ชายหนุ่มฉุกคิดได้อีกหนึ่งสิ่ง
คนสุดท้ายที่ปรารถนาจะเป็นจักรพรรดิมืดคือโรซายล์ และชายคนนั้นบังเอิญเกี่ยวข้องกับพี่ชายของอามุนด์!
………………………………….
“ข่าวด่วน! ข่าวด่วน! อาณาจักรประกาศสงครามกับฟุซัคแล้ว!”
“ข่าวด่วน! ข่าวด่วน! อาณาจักรประกาศสงครามกับฟุซัคแล้ว!”
ขณะเดินทางกลับจากคฤหาสน์เพลงกุหลาบมายังกรุงเบ็คลันด์ ไคลน์ซึ่งนั่งอยู่บนรถม้าได้ยินเสียงเด็กขายหนังสือพิมพ์บนถนนตะโกนพร้อมกับเดินเร่งจังหวะ
แม้ว่าจะเตรียมใจไว้แล้ว แต่ชายหนุ่มก็อดไม่ได้หลังจากยืนยันว่าสงครามได้ปะทุขึ้นอย่างแท้จริง ห้วงอารมณ์กลับไปหดหู่อย่างมิอาจควบคุม
ความโกรธแค้นที่จุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างโซเนียถูกพรากไป… ความขัดแย้งในสิทธิเหนืออาณานิคม… ความพ่ายแพ้จากศึกล่าสุด… การทุจริตทางการเมืองที่ส่งผลให้ชาติเสื่อมถอย… นับตั้งแต่ออกพระราชบัญญัติเมล็ดพันธุ์ ชาวนาจำนวนมากก็ล้มละลายเนื่องจากมีอาหารจากต่างชาติล้นทะลักเข้ามาในตลาด… ชนชั้นล่างต้องอาศัยท่ามกลางสภาพแวดล้อมย่ำแย่สุดขีด… ช่องว่างระหว่างคนรวยและจนกว้างขึ้น…
ชนชั้นกลางเชื่อมันในชาติอย่างหน้ามืดตามัว และเลือกที่จะดิ้นรนเพื่อยกระดับสถานะทางสังคมของตัวเอง… ความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างขั้วใหญ่อำนาจทางการเมืองจนทำให้เกิดรอยร้าว… กษัตริย์และพรรคพวกปรารถนาสงครามขนาดใหญ่… เมื่อนำทุกปัจจัยมาประกอบรวมกันและพิจารณาเพียงเงื่อนไขด้านจุดประสงค์และด้านวัตถุนิยม โลเอ็นจะหลีกเลี่ยงการประกาศสงครามไม่ได้… ความจริงคือนักประพันธ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเสมอ… อาศัยประสบการณ์ในอดีต ไคลน์วิเคราะห์สถานการณ์ของอาณาจักรโลเอ็นจากมุมมองคนนอกและตระหนักว่า กระแสแห่งเวลาเริ่มก่อตัวและกำลังถาโถมเข้าใส่ หากเทพแท้จริงไม่เสด็จลงมา สงครามก็ไม่มีวันถูกยับยั้ง
แต่ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่ทำให้ไคลน์ประหลาดใจมากที่สุดคือเรื่องที่จักรวรรดิฟุซัคตัดสินใจเป็นฝ่ายเริ่มสงครามก่อน
ต่อให้สมาชิกของ ‘องค์กรลับโบราณ’ แห่งนั้นแทรกซึมเข้าไปเป็นบุคคลระดับสูงของจักรวรรดิฟุซัคหรือโบสถ์เทพสงครามจริง และเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจในการตัดสินใจ แต่บุคคลดังกล่าวก็ไม่น่าจะทำให้เรื่องสำคัญเช่นนี้เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง… ทำไมเบื้องบนคนอื่นถึงเห็นพ้องที่จะเริ่มก่อสงครามโลก?
“หรือว่าปัญหาระหว่างชนชั้นในจักรวรรดิฟุซัคเองก็เลวร้ายจนต้องรีบก่อสงคราม?” เนื่องจากยังเข้าใจสถานการณ์การเมืองของทวีปเหนือไม่มากพอ ไคลน์จึงมิอาจวิเคราะห์ได้แตกฉาน “แต่พวกเขาเพิ่งได้รับชัยชนะในสงครามไบลัมตะวันออกและเกี่ยวกับผลประโยชน์จากสิทธิเหนืออาณานิคมไปมากมาย ไม่มีทางที่สถานการณ์จะเลวร้ายไปกว่าฝั่งโลเอ็นได้เลย… อา… ราชวงศ์ของพวกเขา ตระกูลไอน์ฮอร์นคือผู้ถือครองเส้นทางนักบวชสีชาด พอจะเข้าใจได้ว่าทำไมถึงกระหายสงครามนัก แต่โบสถ์เทพสงครามก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะห้ามไม่ใช่หรือ? ในฐานะศาสนาจารีต คงไม่มีเทพตนใดต้องการเห็นพี่ชายอามุนด์ก้าวขึ้นไปเป็นลำดับศูนย์กระมัง…”
คิดถึงตรงนี้ ไคลน์ผุดทฤษฎีใหม่
หรือว่าพี่ชายของอามุนด์จะทราบเรื่องที่เทพธิดากลายเป็นผู้ครอบครอง ‘เอกลักษณ์’ ของเส้นทางมรณาและกำลังอยู่ในสถานะ ‘ลงมือไม่ได้’ ท่านจึงแจ้งข่าวนี้ให้โบสถ์เทพสงครามทราบ? และในเมื่อเทพสงครามอยู่บนเส้นทางใกล้เคียงกับเทพธิดา ก็คงไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอย ต้องมีการตอบโต้อย่างรุนแรงแน่นอน…
แต่เรื่องนี้ก็อาจไม่เกี่ยวกับพี่ชายอามุนด์ แต่เป็นเพราะเทวทูตฝ่ายฝักใฝ่มรณาเทียมของนิกายวิญญาณ ไฮเทลก็ได้เช่นกัน… ท่านอาจได้รับคำเตือนจาก ‘นักวางแผนจอมเจ้าเล่ห์’ ไอฮอร์น·เซารอน·เมดีซีจนเอะใจถึงความผิดปรกติของมรณาเทียม ในแง่หนึ่ง ท่านแสร้งทำเป็นยังไม่พบความผิดปรกติเพื่อหยั่งเชิง และในอีกแง่หนึ่ง ท่านจงใจทำให้เทพสงครามตกอยู่ในสภาพที่แย่กว่าเดิมเพื่อสร้างสถานการณ์ที่ยุ่งเหยิง… วิญญาณมารเทวทูตสีชาดคือสัญลักษณ์แทนสงครามโดยแท้จริง..
ถ้าเป็นแบบนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ฟุซัคจะเป็นฝ่ายเปิดศึกก่อน… โดยเฉพาะประเด็นที่เทพธิดากำลังครอบครองเอกลักษณ์ของเส้นทางมรณา เทพสงครามไม่มีวันนิ่งเฉยแน่ และหากจำเป็น เทพสงครามอาจเสด็จเยือนด้วยตัวเอง ก่อสงครามทวยเทพที่ห่างหายไปนานนับตั้งแต่ยุคสมัยที่สี่…
สำหรับคราวนี้ การที่กองเรือเหาะของฟุซัคสามารถลอบเร้นเข้ามาจากชายฝั่งกว่าร้อยกิโลเมตรโดยที่ไม่ถูกตรวจพบ ส่วนหนึ่งคงเพราะมีจอมอาคมฟ้าดินคอยคุ้มครอง ไม่อย่างนั้น ต่อให้บินอ้อมไปยังเขตที่มีประชากรเบาบาง แต่กองเรือเหาะก็จะถูกพบล่วงหน้าและถูกยับยั้งไว้โดยกองเรือเหาะของโลเอ็น… จอมอาคมฟ้าดินเป็นเทวทูต… นับตั้งแต่ยุคสมัยที่ห้า การที่ผู้วิเศษลำดับนี้เข้าร่วมสงครามแทบไม่เคยเกิดขึ้น… หลังจากจักรพรรดิโรซายล์สิ้นพระชนม์ ทหารส่วนใหญ่ไม่รู้จักผู้วิเศษด้วยซ้ำ แม้แต่ในสงครามอาณานิคม… การที่ส่งจอมอาคมฟ้าดินเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ย่อมหมายความว่า…
นี่คือสงครามที่จะลุกลามไปทั่วโลก เป็นสงครามของทุกระดับชนชั้น และเป็นสิ่งที่พี่ชายของอามุนด์ต้องการ?
เมื่อเวลานั้นมาถึง วายุสลาตัน สุริยันเจิดจรัส พระแม่ธรณี เทพจักรกลไอน้ำ และเทพปัญญาความรู้ จะต้องเลือกวางตัว… เช่นนั้นแล้ว ความขัดแย้งของพวกท่านที่ยุติลงชั่วคราวมาเป็นเวลาเกือบสองพันปีจะกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งหรือไม่?
พระแม่ธรณีชื่นชอบคนยักษ์ แม้แต่หนึ่งในข้ารับใช้ของพระองค์ก็ยังเป็นชาวฟุซัค นอกจากนั้น การแยกตัวของลุนเบิร์ก มาซิน และเซกัลยังส่งผลให้อาณาจักรเฟเนพ็อตเคียดแค้นอาณาจักรโลเอ็นและอินทิสเข้ากระดูก มีแนวโน้มสูงที่กษัตริย์และเทพของพวกเขาจะคิดเห็นตรงกันและตัดสินใจจับมือเป็นพันธมิตรกับฟุซัค ถล่มใส่โลเอ็นและอินทิสไม่ว่าจะทวีปเหนือหรือใต้… แต่แน่นอน แคว้นอย่างลุนเบิร์กและโบสถ์ปัญญาความรู้ซึ่งเป็นดินแดนกันชนของสงครามจะต้องหาวิธียับยั้งอย่างสุดความสามารถ อา… สำหรับอ่าวเดซีย์ เฟเนพ็อตและโลเอ็นมีอาณาจักรติดกันโดยตรง ที่นั่นเองก็คงไม่สงบสุขนัก…
ยิ่งครุ่นคิด ไคลน์ก็ยิ่งได้พบว่าสถานการณ์ของทวีปเหนือนั้นเต็มไปด้วยความโกลาหลที่ไม่ธรรมดา โดยไม่ว่าทิศทางจะเป็นเช่นไร ชายหนุ่มก็จนปัญญาจะยับยั้ง
แม้ปัจจุบันจะเป็นถึงครึ่งเทพลำดับ 4 แต่ภายใต้กระแสแห่งเวลา ไคลน์ไม่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมใดๆ ได้ในสงครามระหว่างทวยเทพ หรือแม้แต่การกำหนดทิศทางของสถานการณ์สำคัญก็ทำไม่ได้ ลำพังการเอาตัวให้รอดและปกป้องคนที่ห่วงใยก็ยากเต็มกลืนแล้ว
ก่อนหน้านี้ ในตอนที่กองเรือเหาะของฟุซัคโจมตี สิ่งแรกที่ไคลน์ทำคือการสั่งให้พ่อบ้านวอลเตอร์และคนอื่นเข้าไปหลบในห้องเก็บไวน์ใต้ดิน จากนั้นก็รีบเทเลพอร์ตไปยังมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเบ็คลันด์ แต่ก็สายเกินไป ระเบิดลูกแรกตกถึงพื้นแล้ว มีเด็กบางคนเสียชีวิตและอีกหลายคนได้รับบาดเจ็บ เรื่องน่ายินดีเรื่องเดียวก็คือ เมลิสซ่าน้องสาวของตนอยู่นอกระยะการระเบิด
จนกระทั่งเบ็นสันและเมลิสซ่าได้พบกัน กองเรือเหาะของฟุซัคก็ไม่กล้าอยู่นาน รีบถอนตัวออกจากเบ็คลันด์ทันที ไคลน์จึงกลับมายังคฤหาสน์ของดอนดันเตสอีกครั้ง
ฟู่ว… ไคลน์ถอนหายใจออกเชื่องช้าด้วยสีหน้าผ่อนคลาย เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าและได้ยินว่าอาณาจักรประกาศสงครามกับฟุซัค ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างเผยอากัปกิริยาหวาดกลัว ราวกับหวนนึกถึงการโจมตีทางอากาศเมื่อช่วงเช้า หลายคนทำหน้ามึนงงเจือความตื่นตระหนก หลายคนอยากทำอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร
ทุกคนอาจไม่ทราบว่าสงครามครั้งนี้จะลงเอยเช่นไร แต่เข้าใจตรงกันว่าความสงบสุขได้พังพินาศลงโดยสมบูรณ์ อนาคตมีเพียงความวุ่นวายโกลาหล ความยากลำบากและภัยอันตราย
ไคลน์ถอนสายตากลับและจ้องบุรุษรับใช้ฝั่งตรงข้าม ดวงตาของอีกฝ่ายเผยท่าทีตื่นตระหนกไม่ต่างกัน
ชายหนุ่มกึ่งยิ้มกึ่งถอนหายใจ ยกมือขึ้นมาลูบหน้าผากเพื่อขจัดความหงุดหงิด ความหดหู่ และความอับจนหนทาง ตามด้วยการวิเคราะห์ว่าตัวเองทำอะไรได้บ้าง และต้องระวังสิ่งใดเป็นพิเศษ
ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด แต่จากสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ฝ่ายกษัตริย์ได้ประกาศสงครามตามที่ตนปรารถนาแล้ว และหากอาณาจักรโลเอ็นโดยรอบยังไม่พังพินาศโดยสมบูรณ์ กองทัพของฟุซัคก็แทบจะหมดโอกาสบุกรุกเข้ามาในกรุงเบ็คลันด์เป็นคำรบที่สอง ถ้าอยู่ที่นี่ต่อไป เบ็นสันกับเมลิสซ่าจะปลอดภัยมากกว่า
สิ่งที่น่ากังวลมีแค่ภาวะขาดแคลนอาหารและการลอบสังหาร แต่อย่างหลังไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขาสักเท่าไร เบ็นสันกับเมลิสซ่าอาศัยอยู่ในละแวกที่เหมาะสมกับระดับของตัวเอง ไม่ใกล้กับบุคคลสำคัญที่อาจตกเป็นเป้าหมายการลอบสังหาร จึงไม่น่าจะเป็นปัญหา… ห้องปฏิบัติการของพอร์ตแลนด์โมมงต์เพิ่งประกาศเปิดใช้งานและยังไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่ใช่เป้าหมายของการโจมตีแน่… สำหรับภาวะขาดแคลนอาหาร มิสออเดรย์สามารถให้ความช่วยเหลือได้ในระดับหนึ่ง…
แคว้นเหมันต์ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์นั้นอยู่แถบเหนือสุดของอาณาจักร ใกล้กับฟุซัคอย่างมาก เป็นด่านหน้าของสงครามโดยแท้จริง บางทีมาดามอาเรียนน่าอาจถูกส่งกลับไปช่วยสนับสนุนกองทัพ… ไม่สิ ท่านอาจถูกส่งไปประจำการในจุดยุทธศาสตร์อื่นที่สำคัญอย่างชายฝั่ง… แต่ไม่ว่าจะที่ใดก็คงไม่ใช่เบ็คลันด์ เพราะที่นี่มีแนวป้องกันแข็งแกร่งมากพออยู่แล้ว ทางราชวงศ์ต้องมีสมบัติปิดผนึกลำดับ 0 ไว้ในครอบครองอย่างแน่นอน รวมถึงเทวทูตอีกจำนวนหนึ่ง อีกทั้ง โบสถ์หลักเองก็คงมีไพ่ตายเก็บไว้ในกรณีฉุกเฉิน… น่าเสียดาย ตัวช่วยที่สำคัญที่สุดของเราจะหายไป ทางศาสนจักรคงสนับสนุนได้เพียงเล็กน้อย รวมถึงการให้ยืมสมบัติปิดผนึกบางชิ้น…
หากเป็นเมื่อก่อน เราคงไม่ต้องกังวลว่าวิญญาณมารเทวทูตสีชาดจะส่งผลต่อเราอย่างไร แต่ปัจจุบันต้องระวังตัวให้มากขึ้น…
แพทริค·เบรนทราบว่าข้ารับใช้มรณาอย่างดอน·ดันเตสคือเกอร์มันสแปร์โรว์ เราจงใจเปิดเผยเรื่องนี้ด้วยตัวเองโดยหวังให้อีกฝ่ายนำไปผูกกับกงสุลมรณะอย่างมิสเตอร์อะซิก นั่นจึงหมายความว่า วิญญาณมารเทวทูตสีชาดคงทราบเรื่องที่เกอร์มันสแปร์โรว์คือดอนดันเตสได้ในเวลาอันสั้น…
จริงอยู่ที่วิญญาณมารเทวทูตสีชาดมีลำดับสูง แต่พลังที่แท้จริงนั้นยังไม่ใกล้เคียงเทวทูต… เรากับเจ้านั่นไม่เคยมีเรื่องบาดหมางชนิดคอขาดบาดตายต่อกัน และเราก็ไม่มีสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ และถึงเจ้านั่นจะรู้ว่าดอน·ดันเตสคือเกอร์มันสแปร์โรว์ ก็คงไม่รีบร้อนลงมือกับเราในช่วงนี้…
หลังจากทราบสถานการณ์ที่แน่ชัด นอกจากการเทวทูตสีชาดจะทำร้ายเราโดยตรง ยังส่งผลเสียทางไหนได้อีก?
อาศัยข้อมูลดังกล่าวเพื่อวางแผน หรือไม่ก็ขายข้อมูลให้กับฝ่ายที่ต้องการ?
แผนแบบไหน… ใครต้องการข้อมูล…
กระแสความคิดและชื่อมากมายพรั่งพรูเข้ามาในหัวไคลน์ แต่ทั้งหมดก็ถูกปัดตกอย่างรวดเร็ว รวมถึงไปประเด็นของพี่ชายอามุนด์และเทวทูตโชคชะตา โอโรเลอุส หากพิจารณาจากพฤติกรรมในอดีตของวิญญาณมารเทวทูตสีชาด เจ้านั่นคงไม่ติดต่อกับกุหลาบไถ่บาป และพี่ชายของอามุนด์ก็เป็นศัตรูตัวฉกาจของเมดีซีและพรรคพวก
ทันใดนั้น ชื่อหนึ่งผุดขึ้นในความคิดไคลน์
ซาราธ!
ผู้นำลัทธิเร้นลับ เทวทูตลำดับหนึ่งแห่งเส้นทางนักทำนาย ซาราธผู้กลับมาเป็นปรกติหลังจากกลายเป็นบ้า!
จากคำตอบของอาโรเดส ตัวตนที่ทรงพลังและลึกลับรายนี้ย้ายออกจากแหล่งกบดานเดิม ปัจจุบันยังไม่มีใครทราบตำแหน่ง
ในตอนแรก ไคลน์เคยกังวลว่าอีกฝ่ายจะมาเยือนเบ็คลันด์ด้วยกฎการดึงดูดของพลังในเส้นทางใกล้เคียง
เมดีซี ซาราธ และโซโรอาสเตอร์ล้วนเคยทำงานรับใช้จักรวรรดิโซโลมอนร่วมกัน ต่อให้ไม่ใช่มิตรสหาย แต่ก็ต้องรู้จักกันดีในระดับหนึ่ง… ในหมู่บ้านสายหมอก ซาราธเคยพบเกอร์มันสแปร์โรว์แล้ว หากมันปรารถนาบางสิ่งในตัวเรา ตอนนี้ก็คงกำลังตามล่าตัวนักผจญภัยเสียสติอยู่… คิดถึงจุดนี้ ไคลน์อนุมานทันทีว่าซาราธอาจอยู่ในกรุงเบ็คลันด์เพื่อตามหาเกอร์มันสแปร์โรว์ และนั่นอาจทำให้ซาราธวิเคราะห์สถานการณ์ได้จากความผิดปรกติเล็กน้อยรอบตัว
ทันใดนั้น ไคลน์ฉุกคิดถึงความล้มเหลวของปฏิบัติการร่วมระหว่างชารอนและผีดูดเลือด
หรือเพราะว่าโรงเรียนกุหลาบกำลังตามล่าตัวเกอร์มันสแปร์โรว์ ซาราธซึ่งรู้ข่าวดังกล่าวตัดสินใจร่วมมือกับพวกมัน?
ในตอนนั้น ปฏิบัติการของผีดูดเลือดดำเนินไปอย่างสมบูรณ์แบบและใกล้สำเร็จ แต่ผู้นำของโรงเรียนกุหลาบในกรุงเบ็คลันด์กลับหนีเอาตัวรอดไปได้อย่างฉิวเฉียด ราวกับเพิ่งทราบข่าวในวินาทีสุดท้าย… การที่ผีดูดเลือดนำสมบัติปิดผนึกทรงพลังมาใช้ในปฏิบัติการ โอกาสล้มเหลวจึงต่ำมาก แม้แต่ตัวตนอย่างดยุคผีดูดเลือดก็ยังฉงนหนัก… แต่ถ้า… แต่ถ้าความล้มเหลวนั่นเกิดจากลางสังหรณ์อันเฉียบแหลมของเทวทูตลำดับหนึ่งเส้นทางนักทำนายล่ะ?
นั่นจะอธิบายทุกสิ่งได้อย่างลงตัว!
ก่อนที่ทุกคนจะไปถึง ซาราธกำลังนั่งอยู่กับผู้นำโรงเรียนกุหลาบของเบ็คลันด์?
และเรื่องที่โรงเรียนกุหลาบซึ่งหลบหนีอย่างลนลานแต่กลับยอมเสียเวลาทิ้งตุ๊กตาที่สร้างแสงจันทร์ นั่นก็เพราะต้องการลบร่องรอยของซาราธ?
นอกจากนั้น ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างเกอร์มันสแปร์โรว์กับกงสุลมรณะก็ไม่ใช่ความลับ… เป็นไปได้ไหมว่าซาราธจะส่งหุ่นเชิดออกไปทั่วเบ็คลันด์เพื่อมองหากลิ่นอายของพลังแห่งความตาย? ก่อนหน้านี้ ในตอนที่แพทริคเบรนประกอบพิธีกรรม บางทีเขาอาจถูกหนึ่งในหุ่นเชิดของซาราธจับตามอง…
หากวิญญาณมารเทวทูตสีชาดขายข้อมูลดังกล่าวให้ซาราธจริง การกลับไปยังถนนเบิร์คลุนของเราจะไม่เท่ากับการโยนตัวเองลงกับดักหรือ?
ดวงตาชายหนุ่มพลันหรี่ลง รีบกล่าวกับคนขับรถม้าด้านหน้า
“จอดก่อน ผมนึกขึ้นได้ว่ามีงานต้องไปสะสาง”
กล่าวจบ ไคลน์พลันตึงเครียดสุดขีด ด้วยกังวลว่าคนขับรถม้าจะไม่ตอบสนอง เพียงขับตรงไป
โชคดีที่ไม่มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น รถม้าจอดลงข้างทาง ไคลน์และบุรุษรับใช้ เอ็นยูนเดินเข้าไปในตรอกแคบที่ไม่ห่างออกไป
ทันทีหลังจากนั้น ชายหนุ่มดีดนิ้วเพื่อทำให้เปลวไฟลุกท่วมร่างของตัวเองและหุ่นเชิด
มันคิดจะมุ่งหน้าไปยังวิหารนักบุญแซมมวลให้เร็วที่สุดด้วยวิธีที่เงียบเชียบที่สุด
เมื่อแสงสว่างสุดท้ายของเปลวไฟมอดลง ร่างของคนทั้งสองก็หายไป
ทว่า หลังจากการกระโจนเบื้องต้นเสร็จสมบูรณ์ เปลวไฟที่ไคลน์เคยสัมผัสถึงเมื่อก่อนหน้านี้ กลับอันตรายหายไปทั้งหมดทันที
ฉากตรงหน้ากลายเป็นห้องนั่งเล่นกว้างขวาง บนเก้าอี้เอนหลังแสนธรรมดามีชายร่างผอมสูงนอนเอนกาย ใบหน้าอ่อนเยาว์และมีเชื้อสายทวีปใต้ ใบหน้าค่อนไปทางหล่อเหล่าแต่ดูขาดเลือด
วิญญาณมารเทวทูตสีชาด เซารอนไอน์ฮอร์นเมดีซี!
เทวทูตสีชาดรายนี้กำลังเล่นลูกบอลไฟในมือ มุมปากขดขึ้นเล็กน้อย
“เจ้าสังเกตเห็นได้เร็วกว่าที่ข้าคิดไว้… อา… กล้าใช้กระโจนเพลิงต่อหน้าข้าคนนี้เชียว…”
………………………………….
บึม! บึม!
ภายในบ้านเลขที่ 17 ถนนมินส์ เขตเชอร์วู้ด นายหญิงของบ้าน สตาร์ลิ่ง·ซาเมอร์และสาวใช้ของเธอต่างได้ยินเสียงระเบิดจากระยะไกล พวกเธอที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมห้องต่างสัมผัสได้ว่าผืนดินกำลังสั่นสะเทือน
จนกระทั่งผ่านไปสักพัก ความรุนแรงของสถานการณ์เริ่มบรรเทาลง สตาร์ลิ่งพยุงตัวขึ้นและเหลียวซ้ายแลขวาด้วยจิตใจที่ตึงเครียด
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่…”
สาวใช้ทั้งสองคนต่างพากันส่ายหน้า พวกเธอต่างก็ฉงนและกลัวไม่ต่างกัน
หลังออกจากมุมห้อง สตาร์ลิ่งต้องการเดินออกไปพูดคุยกับเพื่อนบ้านตามความเคยชินเพื่อยืนยันในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เธอกังวลว่าเหตุการณ์เมื่อครู่อาจวกกลับมาเกิดซ้ำ จึงไม่มีทางเลือกนอกจากเดินวนเวียนไปมาในห้องนั่งเล่น
ผ่านไปหลายนาที สตาร์ลิ่งได้ยินเสียงเปิดประตูหน้าบ้าน จึงรีบหันไปมองและได้ทราบว่าสามีของเธอ ลุค·ซาเมอร์กลับมาถึงบ้านพร้อมกับบุรุษรับใช้ส่วนตัว
“คุณไม่ไปทำงานหรือ” สตาร์ลิ่งถามตามสัญชาตญาณ
ลุคที่ร่างกายกำยำตอบกลับด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“แค่เกือบจะถึง จากนั้นก็ต้องรีบกลับมา… รีบใส่เสื้อนอกเร็วเข้า พวกเราจะไปที่วิหาร!”
“ก… เกิดอะไรขึ้น?” สตาร์ลิ่งถามย้ำ
ลุคเดินไปข้างหน้าสองก้าว
“กองเรือเหาะของฟุซัคกำลังทิ้งระเบิดใส่เบ็คลันด์!”
“ได้ยังไง… มันเป็นไปได้ยังไง?” ดวงตาสตาร์ลิ่งเบิกกว้างอย่างคลางแคลง
“ตอนนี้ไม่ใช่เวลาถามถึงเหตุผล ไม่ว่าจะเพราะเหตุใด แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว และพวกเราต้องรีบไปที่วิหารทันที!” ลุคสวมกอดภรรยา “ไม่ต้องกังวลไปนัก ผมเชื่อว่าเรือเหาะเหล่านั้นจะไม่มาที่นี่”
“ตกลง… ตกลง!” สตาร์ลิ่งขานตอบด้วยความตื่นตระหนก
เธอสวมเสื้อนอกที่สาวใช้นำมาให้ จากนั้นก็กล่าวด้วยความกังวล
“แล้วลูกๆ ล่ะ?”
“พวกเขาอยู่ที่โรงเรียนของศาสนจักร คงมีคนคอยพาเข้าไปในหลุมหลบภัย… พวกเราไม่มีเวลาแวะไปหาพวกเขา” ลุคกล่าวอย่างใจเย็น
“ตกลง” สตาร์ลิ่งทำท่าสวดวิงวอนโดยหวังว่าเทพที่ตนศรัทธาจะยื่นมือช่วยเหลือ
สองสามีภรรยารวมถึงคนรับใช้รีบออกจากบ้านและตรงไปยังท้ายถนน
หลังผ่านบ้านเลขที่ 58 หญิงสาวกระซิบกระซาบ
“ก่อนหน้านี้ฉันเคยหัวเราะเยาะทนายความเยอร์เก้นที่ยอมละทิ้งโอกาสในเบ็คลันด์และย้ายไปอยู่ทางใต้เพียงเพราะปัญหาด้านสุขภาพของมาดามดอริส… แต่ตอนนี้ ฉันชักจะอิจฉาพวกเขาขึ้นมาแล้ว”
ลุคที่ชำเลืองมาครู่หนึ่งกล่าวขึ้น
“ไม่ต้องแตกตื่น ทุกอย่างจะดีขึ้น”
ขณะสตาร์ลิ่งเริ่มเร่งความเร็วในการเดิน เธออดไม่ได้ที่จะถาม
“ลุค… พวกเราหนีออกจากเบ็คลันด์กันไหม”
“ไม่ นั่นไม่จำเป็น!” ลุคยืนกรานหนักแน่น “นี่ก็แค่เหตุสุดวิสัย”
เมื่อเห็นภรรยาทำหน้าฉงน มันเสริม
“กรุงเบ็คลันด์คือเมืองหลวงของอาณาจักร ย่อมมีมาตรการป้องกันในระดับสูงสุดอยู่แล้ว วันนี้ก็แค่เหตุสุดวิสัยที่ไม่มีใครคาดคิด ไม่มีครั้งหน้าสำหรับพวกฟุซัคอีกแล้ว! อาณาจักรของเรามีกองทัพที่เกรียงไกรที่สุดในทวีปเหนือใต้ พวกฟุซัคจะได้รับบทเรียนแน่ ไม่มีทางที่พวกมันจะรุกรานเบ็คลันด์สำเร็จเป็นหนที่สอง หลังจากวันนี้ ที่นี่จะปลอดภัยที่สุดในโลก”
“นั่นสินะ…” สตาร์ลิ่งพบว่าคำพูดของสามีฟังขึ้น จึงเชื่อโดยไม่มัวคิดมาก
อธิบายจบ ลุคเงียบงันสองสามวินาที
“แต่พวกเราก็ต้องเตรียมตัวไว้บ้าง ถ้าศาสนจักรอนุญาตให้เคลื่อนไหวได้อีกเมื่อไร พวกเราจะพาลูกๆ กลับมาและตุนอาหาร… ตุนให้มากที่สุดเท่าที่จะซื้อไหว!”
…
ย่านสะพานเบ็คลันด์ ในโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ง
เนื่องจากอยู่ค่อนข้างไกล เดซีย์และเพื่อนร่วมชั้นเรียนย่อมไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นในเขตเหนือและเขตตะวันตก และไม่ทราบว่ามีความโกลาหลเกิดขึ้นในเขตฮิลสตันถึงเชอร์วู้ด
แต่ถึงอย่างนั้น ครูจำนวนหนึ่งเดินมาที่ห้องและพาพวกเธอต่อแถวเข้าไปในวิหารใกล้เคียง
เหตุการณ์ตรงหน้าทำให้เดซีย์หวนนึกถึงโศกนาฏกรรมมหาหมอกควันแห่งเบ็คลันด์เมื่อปีที่แล้ว เพราะตอนนั้นก็ถูกพามาหลบในวิหารข้างโรงเรียนเหมือนกัน
ห…เหตุการณ์เดิมเกิดขึ้นซ้ำรอยหรือ? บาดแผลในใจทำให้ร่างกายของเดซีย์สั่นระริกไปด้วยความโกรธเจือความเศร้า
เมื่อเดินผ่านประตูห้องเรียน เด็กสาวอดไม่ได้ที่จะหันไปมองครูและถาม
“ภัยพิบัติเกิดขึ้นอีกแล้วหรือคะ?”
“น่าจะ…” ครูเองก็ไม่ทราบสถานการณ์ที่แน่ชัด เพราะแค่ทำตามระเบียบการที่ส่งมาทางโทรเลข
“มีภัยพิบัติแบบนี้ทุกปี… ในอนาคตจะมีมากกว่าปีละครั้งไหมคะ?” เดซีย์ถามด้วยน้ำเสียงล่องลอยเจือความไร้เดียงสา
ครูคนดังกล่าวจ้องเธอด้วยสายตาเอ็นดูและส่ายหน้า
“เรื่องร้ายๆ จะผ่านไป… พระองค์คอยปกป้องพวกเราทุกคนเสมอ”
เดซีย์ไม่มัวรีรอ รีบเดินตามกลุ่มเพื่อนเข้าไปในวิหารใกล้เคียงด้วยท่าทีเหม่อลอย
…
เขตเหนือ อาคารหมายเลข 22 ถนนเฟลป์
หลังจากได้ยินเสียงระเบิด ออเดรย์ซึ่งอยู่ในตึก ‘กองทุนการกุศลเพื่อการศึกษา’ รีบสร้างเกล็ดมังกรขึ้นมาใต้ผิวหนังและวิ่งไปทางหน้าต่าง
เมื่อเห็นเรือเหาะที่ติดธงฟุซัคลอยอยู่บนฟ้าและทิ้งระเบิดซึ่งในภายหลังถูกพายุพัดกระจัดกระจาย บ้างระเบิดบนพื้น บ้างหายไปราวกับหลุดเข้าไปในโลกวิญญาณ ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจหญิงสาว เป็นคำพูดที่เดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์เคยกล่าวเอาไว้ ขณะเดียวกันก็เป็นภารกิจที่สมาคมแปรจิตสั่งให้เธอสืบข้อมูล
สงครามปะทุขึ้นแล้ว!
หญิงสาวหันไปกล่าวกับโกลเดนรีทรีเวอร์ตัวใหญ่ ซูซี่ สาวใช้ส่วนตัว แอนนี่ และคนอื่นๆ ว่า:
“รีบเข้าไปหลบในวิหารนักบุญแซมมวลเร็วเข้า!”
แม้ออเดรย์จะไม่รู้วิธีรับมือกับการโจมตีทางอากาศ แต่การศึกษาในวัยเด็กได้สอนไว้ว่า หากเผชิญเหตุการณ์อันตราย สิ่งแรกที่ต้องทำคือการเข้าไปหลบในวิหารใกล้เคียงให้เร็วที่สุด
อันที่จริงเธอต้องการจะปรี่กลับบ้านในเขตราชินีเพื่อปกป้องแม่ แต่เมื่อพิจารณาว่าแอนนี่และเจ้าหน้าที่คนอื่นไม่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องทำนองนี้ หญิงสาวตัดสินใจปกป้องทุกคนด้วยการพาไปยังวิหารนักบุญแซมมวล
เพื่อให้รับมือกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ทันท่วงที ออเดรย์ทำการสวม ‘หัตถ์แห่งความกลัว’ และ ‘คำลวง’ ในแง่หนึ่งเธอสามารถบิดเบือนวิธีของกระสุน และอีกแง่หนึ่งเธอสามารถควบคุมไฟและจุดชนวนระเบิดกลางอากาศ
เมื่อต้องเผชิญกับการโจมตีระยะไกล ผู้วิเศษเส้นทางผู้ชมนั้นแทบจะไม่มีบทบาท
หลังจาก ‘แอบ’ ปกป้องคนรับใช้และพนักงานอย่างลับๆ ออเดรย์พาทุกคนมาถึงวิหารนักบุญแซมมวลและเห็นบิชอปหลายคนเดินเข้ามาหา
“คุณหนูออเดรย์ ตอนนี้ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยท่านเอิร์ล คุณหญิง และลอร์ดฮิบเบิร์ต พวกเขาทั้งหมดได้รับการอารักขาในระดับสูงสุด ลำพังการโจมตีทางอากาศไม่สามารถทำอันตรายได้ นอกจากนั้น คุณคงทราบดีว่าห้องใต้ดินของตระกูลฮอลล์แข็งแรงทนทานมากเพียงใด” บิชอปคนหนึ่งเดินเข้ามาหาและปลอบประโลม
ออเดรย์ถอดถุงมือตาข่ายพลางพยักหน้าขานรับคำพูดบิชอป ตัดสินใจว่าไม่มีความจำเป็นต้องกลับบ้าน จากนั้นก็หันไปถาม
“สถานการณ์ปัจจุบันเป็นยังไงบ้างคะ?”
“เรือเหาะของฟุซัคร่วงไปแล้วสองลำ กองเรือเหาะทั้งหมดกำลังมุ่งหน้าไปยังเขตตะวันตก แต่ไม่ต้องกังวล ตอนนี้มาตรการความปลอดภัยถูกยกระดับแล้ว แนวป้องกันต่างๆ พร้อมรับมือการโจมตีทุกประเภท ความเสียหายจะไม่ลุกลามเป็นวงกว้าง” หลังจากตอบคำถามสองสามคำ บิชอปพาออเดรย์และคณะเดินลงไปยังชั้นใต้ดินของวิหาร เป็นชั้นที่สูงกว่าห้องทำงานของเหยี่ยวราตรีอยู่หนึ่งระดับ
…
บ้านเลขที่ 160 ถนนเบิร์คลุน พ่อบ้านวอลเตอร์และคนรับใช้กำลังหลบภัยภายในชั้นใต้ดินซึ่งปรกติถูกใช้เป็นที่เก็บไวน์
นี่คือสิ่งดอน·ดันเตสกำชับไว้ล่วงหน้าก่อนจะออกเดินทางไปยังวิหารนักบุญแซมมวล
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ วอลเตอร์และทุกคนได้ยินเสียงเคาะประตู เมื่อมองผ่านช่องเล็กๆ ออกไป พวกมันพบว่านายจ้างของตนกลับมาถึงแล้ว
“การโจมตีที่นี่จบลงแล้ว แต่ผมขอแนะนำให้พวกคุณหลบอยู่ที่วิหารนักบุญแซมมวลต่อไปอีกสักระยะ” ไคลน์กล่าวพลางมองรอบห้อง
“ครับ นายท่าน” วอลเตอร์ขานตอบแทนคนรับใช้อื่นๆ จากนั้นก็ถาม “แล้วหลังจากนั้น?”
ในฐานะพ่อบ้านที่มีคุณภาพ มันมักอ่านหนังสือพิมพ์บ่อยครั้งและทราบถึงความตึงเครียดของสถานการณ์ พอจะเดาได้ว่าสงครามจะไม่จบลงหลังจากการทิ้งระเบิดระลอกแรก
ไคลน์ไตร่ตรองสักพัก
“ไว้ทางศาสนจักรอนุญาตให้เคลื่อนย้ายได้เมื่อไร ผมจะพาทุกคนไปหลบที่คฤหาสน์เพลงกุหลาบ… รวมถึงครอบครัวของพวกคุณด้วย… ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น แต่เมืองหลวงของอาณาจักรย่อมปลอดภัยที่สุดเสมอ และคฤหาสน์หลังนั้นอยู่รอบนอกเมืองหลวงซึ่งไม่ใช่เป้าหมายของการโจมตีทางอากาศ เพราะไม่มีค่าพอจะให้ทำแบบนั้น… อา… ในคฤหาสน์เพลงกุหลาบมีอาหารตุนไว้มากพอ รวมถึงคลังไวน์ขนาดใหญ่… ต่อให้สงครามยืดเยื้อออกไปนาน แค่พวกคุณก็จะไม่อดตาย”
ได้ยินคำพูดของนายจ้าง บรรดาคนรับใช้ที่มีครอบครัวต่างเผยสีหน้าโล่งใจสุดขีด ความกังวลถูกขจัดออกไปจากใบหน้า ส่วนวอลเตอร์เป็นตัวแทนกล่าวคำขอบคุณจากก้นบึ้ง
จากนั้น มันกล่าวหลังจากไตร่ตรอง
“ผมขอแนะนำให้ซื้ออาหารมาตุนเพิ่ม… ในสถานการณ์แบบนี้ไม่มีคำว่ามากเกินไป… และนอกจากนั้น แม้จะไม่มีการโจมตีเพิ่มเติมในแถบรอบนอกกรุงเบ็คลันด์ แต่ความวุ่นวายอาจนำมาซึ่งหัวขโมยและผู้ร้าย คฤหาสน์จะต้องยกระดับความปลอดภัยให้เข้มงวดขึ้น”
ไคลน์พยักหน้าเห็นพ้อง
“ผมเองก็กำลังพิจารณาเรื่องนี้ เตรียมปรึกษากับส.ส. มัคท์และคนของกองทัพว่าจะขอซื้ออาวุธปืนและเครื่องกระสุนที่ ‘ปลดระวาง’ สักชุดสำหรับการฝึกฝนของพวกคุณ… แต่ระหว่างนี้ ผมกับเอ็นยูนจะกลับเข้ามาในเบ็คลันด์เพื่อสะสางงานบางอย่าง ถ้ามีอะไรตกหล่นให้แก้ไขไปก่อนตามความเหมาะสม”
สำหรับเรื่องอาหาร ไคลน์ไม่ได้ห้ามให้วอลเตอร์ซื้อตุน เพราะถ้าประสบภาวะขาดแคลนอาหารจริง ไคลน์อยากให้ทุกคนอยู่รอด
หลังจากปรึกษาหารือในส่วนที่เหลือจบ ทุกคนในคฤหาสน์ของดอน·ดันเตสเก็บกระเป๋าและของมีค่า จากนั้นก็ตามนายจ้างเข้าไปหลบในชั้นใต้ดินของวิหารนักบุญแซมมวล
เพียงชำเลือง ไคลน์พบออเดรย์กำลังเดินใช้พลังปลอบโยนแก่ผู้คนจำนวนมาก ชายหนุ่มยิ้มทักทายอีกฝ่ายตามมารยาท
หลังจากเห็นดอน·ดันเตสและทักทายกลับ พิจารณาจากสีหน้าท่าทาง ออเดรย์สามารถยืนยันได้ว่ายังไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้นเพิ่มเติม
…
ฟอร์สและซิลย้ายบ้านอีกครั้ง แต่ก็ยังเป็นละแวกชายขอบเขตตะวันออก แต่คราวนี้ใกล้กับย่านสะพานเบ็คลันด์มากขึ้น
หลังจากตื่นตามธรรมชาติ ฟอร์สสางผมพลางเดินออกจากห้องนอนเพื่อเตรียมอาหารกลางวัน
หญิงสาวกวาดสายตาและพบซิลที่ออกจากบ้านไปแต่เช้าและกลับมาแล้ว กำลังนั่งบนเก้าอี้พลางอ่านหนังสือพิมพ์
“เกิดอะไรขึ้น?” ฟอร์สถามด้วยความฉงน
ซิลขมวดคิ้วขณะตอบ
“พวกฟุซัคโจมตีเขตเหนือและเขตตะวันตก…”
“อะไรนะ…” ฟอร์สโพล่งขึ้นก่อนจะหวนนึกถึงหัวข้อที่พูดคุยกันในชุมนุมทาโรต์
ทันใดนั้น เสียงของเด็กขายหนังสือพิมพ์ดังออกจากด้านนอก
“ข่าวด่วน! ข่าวด่วน! อาณาจักรประกาศสงครามกับฟุซัคแล้ว!”
“ข่าวด่วน! ข่าวด่วน! อาณาจักรประกาศสงครามกับฟุซัคแล้ว!”
………………………
แม้ทะเลโซเนียจะไม่ค่อยมีหมอกหนาเหมือนกับทะเลหมอก แต่ถ้าเป็นทางแถบเหนือ ในฤดูหนาวและใบไม้ร่วงก็มักมีหมองบางๆ ให้เห็น
โทสะสีครามของอัลเจอร์·วิลสันกำลังแล่นอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีหมอกจางๆ ปกคลุม ไต่ไปตามขอบเกาะโซเนียเพื่อมุ่งหน้ากลับชายฝั่งโลเอ็น
มันใช้เวลาอยู่ในแถบเหนือของทะเลโซเนียค่อนข้างนานแล้ว จึงถึงคราวต้องกลับไปรายงานโบสถ์ตามกำหนดการ
ท่ามกลางหมอกจาง เรือผีสิงแล่นตรงไปอย่างต่อเนื่อง บ้างโผล่บ้างหาย ราวกับความฝันไม่หลงทิ้งร่องรอย
อัลเจอร์ที่ถูกห่อหุ้มด้วยสายลมกำลังลอยตัวภายในห้องกัปตันและชื่นชมโลกสีขาวด้านนอกหน้าต่าง ขณะเดียวกันก็ปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปอย่างไร้ทิศทาง
ทันใดนั้น ดวงตาของมันพลันหดเกร็งพร้อมกับมีแสงสีเงินสว่างขึ้นในรูม่านตา อัลเจอร์มองเห็นเรือใบลำใหญ่กำลังแล่นผ่านหมอกหน้าเบื้องหน้าในระยะไกลด้วยความเงียบเชียบ
และไม่ได้มีแค่ลำเดียว ด้านหลังยังมีเรือแบบเดียวกันแล่นตามมาหนึ่งลำ สองลำ สามลำ จนกระทั่งกลายเป็นกองเรือขนาดใหญ่ในระยะไกล
กองทัพเรือโซเนียของฟุซัค… พวกมันเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว… กำลังมุ่งหน้าไปไหน? ฝ่าเท้าอัลเจอร์ร่อนลงมาสัมผัสพื้น
มันรีบหันไปมองในอีกทิศทางหนึ่ง เป็นตำแหน่งที่เกาะโซเนียตั้งอยู่
หลังจากแลกเปลี่ยนข้อมูลกับชุมนุมทาโรต์หลายครั้ง อัลเจอร์พบจะทราบว่าสถานการณ์โลกกำลังตึงเครียด สงครามสามารถปะทุขึ้นได้ทุกขณะ มันรีบเชื่อมโยงข้อมูลและผุดสมมติฐานทันที
สำหรับทั้งจักรวรรดิฟุซัคและอาณาจักรโลเอ็น เกาะโซเนียเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญมาก หากถูกโลเอ็นยึดครองกองทัพเรือตะวันออกของฟุซัคจะถูกขังอยู่ในทะเลเหนือที่หนาวเย็น หมดสิทธิ์แก่งแย่งดินแดนอาณานิคมในทะเลโซเนียทั้งหมด และไม่สามารถเดินทางไปยังไบลัมตะวันออก นอกจากนั้น หากพวกมันประกาศสงครามกับโลเอ็น การส่งกองทัพมารุกรานแผ่นดินใหญ่ของโลเอ็นจะกลายเป็นเรื่องยากมาก เพราะต้องข้ามเทือกเขาอมานด้าหรือไม่ก็แคว้นเลียบทะเล ต้องผ่านแนวป้องกันของหลายแคว้น
แต่ถ้าจักรวรรดิฟุซัคยึดครองเกาะโซเนียสำเร็จ พวกมันสามารถใช้จุดนี้เป็นฐานการโจมตีท่าเรือทั้งหมดของโลเอ็นในภาคเหนือและภาคกลาง หนึ่งในนั้นคือท่าเรือเอ็นมาร์ตและท่าเรือพริสต์ และถ้าผู้บัญชาการสงครามของฟุซัคไม่เกรงกลัวการสูญเสีย พวกมันสามารถรุกคืบจากท่าเรือพริสต์ขึ้นฝั่งมาโจมตีเมืองหลวงอย่างเบ็คลันด์ได้โดยตรง
ที่เป็นเช่นนี้เพราะใน ‘สงครามยี่สิบปี’ จักรวรรดิฟุซัคเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะและยึดครองดินแดนสำคัญทางตอนใต้ของโลเอ็นไป
และใน ‘ศึกตระบัดสัตย์’ อาณาจักรโลเอ็นอาจเป็นฝ่ายได้รับใช้ชนะ แต่ก็ล้มเหลวในการทวงดินแดนซึ่งเป็นเหตุผลหลักของสงคราม เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จเพียงครึ่งเดียว
อัลเจอร์จ้องมองฉากตรงหน้าสักพักก่อนจะพึมพำ
“หรือสงครามกำลังจะปะทุ?”
…
กรุงเบ็คลันด์ กองเรือเหาะของฟุซัคแล่นเข้าสู่น่านฟ้าเขตเหนือและรุกล้ำมหานครแห่งนี้สำเร็จ
ในวินาทีที่พวกมันขยับเข้าใกล้ ดูเหมือนว่ามหาวิหารวายุศักดิ์สิทธิ์ได้เตรียมการบางอย่างไว้ล่วงหน้า สายลมหวีดร้องเสียงดังพร้อมกับการพุ่งขึ้นไปบนฟ้าของ ‘ลมเฉือน’ สีน้ำเงินเข้มขนาดมหึมา ถล่มใส่เป้าหมายประหนึ่งการระดมยิงด้วยจรวดต่อต้านอากาศยาน
เมื่อเห็นว่าลมเฉือนขนาดยักษ์กำลังจะพุ่งปะทะถุงลมของเรือเหาะ ม่านบาเรียล่องหนพลันปรากฏกาย สกัดกั้นการโจมตีไว้ได้ทั้งหมด
ท่ามกลางการโหมกระหน่ำที่ดุเดือด ‘กำแพง’ ล่องหนสั่นไหวรุนแรง แต่สุดท้ายก็ต้านทานไว้ได้
ขณะเดียวกัน กลไกในจุดติดตั้งปืนใหญ่และปืนกลบนเรือเหาะเริ่มทำงาน ปากกระบอกลอดออกมาจากช่องว่างและเล็งลงไปยังด้านล่าง
บึ้ม! บึ้มบึ้มบึ้ม!
ขณะพายุเฮอร์ริเคนรอบๆ มหาวิหารวายุศักดิ์สิทธิ์เริ่มก่อตัว เสียงระเบิดที่ดังสนั่นกระจัดกระจายไปทุกทิศทาง
ท่ามกลางลมพายุที่เกรี้ยวกราด กองเรือเหาะเปรียบดังเรือใบลำเล็กที่แล่นปะทะเข้ากับคลื่นยักษ์ลูกเท่าภูเขา หมิ่นเหม่จะถูกซัดจนคว่ำ
ทันใดนั้นเอง แสงสีเลือดผสมสนิมพลันสว่างวาบจากเรือเหาะที่บินนำมา แสงดังกล่าวปกคลุมรอบเรือเหาะทุกลำราวกับจะเรียงร้อยเข้าด้วยกัน
เพียงพริบตา กองเรือเหาะของฟุซัคสามารถรักษาสมดุลภายในพายุเฮอร์ริเคน มิได้เป็นเพียงเรือใบท่ามกลางคลื่นยักษ์อีกต่อไป
และพลังเส้นทางนักบวชสีชาดในลำดับสูงเกิดมาเพื่อสงคราม และสงครามคือศาสตร์แห่งการระดมพล!
นี่คืออำนาจของ ‘นักบวชสงคราม’ !
หลังจากป้องกันการโจมตีระลอกแรกไว้ได้ กองเรือเหาะของฟุซัคอาศัยช่องว่างระหว่างระลอก รีบเปิดท้องเรือพร้อมกับทิ้งระเบิดลงไป
และท่ามกลางพายุ ไม่มีใครสามารถคาดเดาจุดตกของระเบิดได้
บึ้ม! บึ้มบึ้ม!
ปากกระบอกปืนใหญ่เองก็เริ่มส่องแสงและแสดงฤทธิ์เดชเพื่อเทิดทูนเกียรติยศของเทพสงคราม
กองเรือเหาะไม่มีเจตนาจะบินไปทั่วกรุงเบ็คลันด์ หลังจากรุกล้ำเขตเหนือได้เล็กน้อย พวกมันบินตรงไปยังเขตตะวันตกทันที เพราะที่นั่นคือศูนย์กลางการเมืองและการบริหารของอาณาจักรโลเอ็น
…
เขตเหนือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเบ็คลันด์
ใบเมเปิ้ลอินทิสกำลังโยนเอนไปตามสายลม นักเรียกที่บ้างสะพายเป้ บ้างถือกระเป๋า เดินสวนกันไปมาภายในมหาวิทยาลัย
ในฐานะสมาชิกของสถาบันอุดมศึกษา ในฐานะนักศึกษารุ่นแรกของมหาวิทยาลัยที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ หนุ่มสาวเหล่านี้ล้วนเปี่ยมไปด้วยความกระฉับกระเฉง หลายคนมองไปถึงอนาคตอันสดใสในวันข้างหน้า จึงนัดรวมตัวกันทุกวันเพื่อทำกิจกรรมจำพวก แบ่งปันแนวคิด ท่องกวี และทำการวิจัยทางเทคโนโลยี ทุกคนเปี่ยมไปด้วยความสุขและความสดใส
เมลิสซ่า·โมเร็ตติเดินสวนกับเด็กไฟแรงเหล่านี้พลางแหงนหน้ามองนาฬิกาแขวนบนอาคารหลัก สองขาเร่งความเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เธอกำลังจะไปช่วยอธิการบดีโมมงต์จัดเตรียมงานเปิดตัวห้องปฏิบัติการเครื่องกล
สิ่งนี้ทำให้เธอมีความสุขอย่างมาก มันคือแหล่งความสุขในทุกๆ วัน เมลิสซ่ารู้สึกว่าชีวิตมหาวิทยาช่างงดงามและเพื่อนร่วมชั้นก็น่ารัก
โดยไม่รู้ตัว เมลิสซ่าหันไปมองหัวรถจักรไอน้ำที่ตั้งอยู่กึ่งกลางจัตุรัสภายในมหาวิทยาลัย ขนาดของมันใหญ่โต ความซับซ้อนของมันคือเสน่ห์ที่น่าหลงใหลของศาสตร์แห่งกลไก
มีนักเรียนจำนวนไม่น้อยแวะเวียนมาที่นี่และทำการเคาะหรือทุบเบาๆ รวมถึงวิเคราะห์หาหลักการทำงาน แม้ทางมหาวิทยาลัยไม่ได้มีข้อห้ามกำหนดไว้ แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนให้ทำ
เมลิสซ่ายกมุมปากขึ้นเล็กน้อยก่อนจะถอนสายตากลับ
ทันใดนั้น วัตถุสีเทาโลหะตกจากท้องฟ้าลงมายังกึ่งกลางจัตุรัส
บึ้ม!
แผ่นดินสั่นสะเทือนรุนแรงพร้อมกับการแตกละเอียดของกระจกอาคารหลัก หากไม่ใช่เพราะยืนอยู่ห่างมาก เมลิสซ่าเองก็คงลอยไปในอากาศ
ดังกรีดร้องดังขึ้นตามมา และเฉกเช่นนักเรียนคนอื่น เมลิสซ่าวิ่งหนีไปด้วยความแตกตื่นโดยที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เธอเพิ่งจะอายุสิบหกเท่านั้น ย่อมไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้
ฝุ่นควันที่พวยพุ่งขึ้นฟ้าเริ่มสงบลง หลังจากแอบอยู่หลังต้นไม้สักพัก เมลิสซ่ามองไปยังจุดที่เกิดระเบิดโดยไม่รู้ตัว
สีหน้าของเธอพลันแข็งทื่อ ดวงตากลายเป็นหมองหม่น
หัวรถจักรไอน้ำกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เศษชิ้นส่วนต่างๆ กระเด็นไปทุกทิศทาง
นักศึกษาที่กำลังมุงรอบหัวรถจักรจนถึงเมื่อครู่ รวมถึงคนที่เดินผ่านไปมา ทั้งหมดล้มลงไปบนพื้นด้วยร่างกายที่ไม่ปะติดปะต่อ ส่วนใหญ่ระบบทางเดินหายใจหยุดทำงานโดยสมบูรณ์ บ้างชุ่มเลือด บ้างไหม้เกรียม และบ้างส่งเสียงร้องโอดโอย
ฉากตรงหน้าเป็นราวกับภาพวาดสีน้ำมันที่ดูไม่สมจริง เมลิสซ่าจ้องมองด้วยสายตาเหม่อลอยและทำอะไรไม่ถูก
คาร์เตอร์ เมลิสซ่ารู้จักนักศึกษาชายที่ขยันค้นคว้าคนนั้น ทุกครั้งที่ทุกคนมารวมตัวกันพูดถึงอนาคต คาร์เตอร์จะยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าตนจะกลายเป็นวิศวกรเรือให้ได้ แต่ในวินาทีนี้ ร่างกายของมันกลับเหลือเพียงครึ่งเดียว ลำไส้ไหลทะลักออกมาเต็มพื้น
ยูร่า เพื่อร่วมภาควิชาของเมลิสซ่า แม้จะเรียนด้านเครื่องจักร แต่เธอก็ชอบการแต่งกลอนและเขียนกวีอย่างมาก แถมยังมีพรสวรรค์เปี่ยมล้น ผู้คนรอบข้างล้วนชื่นชอบยูโดร่า และเมลิสซ่าเองก็มักจะหาเวลาไปฟังอีกฝ่ายท่องกวีเสมอ เธอเคยมองว่าเพื่อนคนนี้น่ารักและมีเสน่ห์ แต่ตอนนี้ขาของยูโดร่ากลับกำลังผิดรูปอย่างรุนแรง ปากส่งเสียงครวญครางในสภาพไม่ได้สติ
…
เพียงไม่กี่วินาที อนาคตของคนเหล่านี้พลิกผันอย่างโหดร้าย
จนกระทั่งอาจารย์หลายคนวิ่งออกมาจากตึก เริ่มช่วยเหลือและอพยพคนเจ็บ เมลิสซ่าได้สติกลับมาและรีบวิ่งเข้าไปหาอาจารย์
“ฟังทางนี้! พวกคุณทุกคนแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งวิ่งไปทางห้องปฏิบัติการ อีกกลุ่มวิ่งไปทางวิหารดีนีซ ทั้งสองแห่งมีห้องใต้ดินให้ซ่อนตัว” อาจารย์คนหนึ่งซึ่งกำลังมีสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด แต่ก็ยังกัดฟันจัดระเบียบนักศึกษาอย่างเสียงดังฟังชัด คล้ายกับถูกฝึกอบรมในสถานการณ์เช่นนี้อย่างเข้มงวด
เมื่อมองไปรอบๆ ตัวและพบว่านักศึกษาไม่กล้าแยกกับกลุ่มอาจารย์ มันรีบตะโกน
“ไม่ต้องกังวล เรือเหาะของศัตรูแล่นไปทางเขตตะวันตกเรียบร้อยแล้ว ที่นี่จะปลอดภัย”
คำพูดของมันดังท่ามกลางเสียงระเบิดที่ดังแว่วมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้
เขตตะวันตก… ที่นั่นมีรัฐสภา กระทรวง และศาลากลาง… หลังจากได้ยินคำอธิบาย เมลิสซ่าครุ่นคิดหลายสิ่ง
ดวงตาของเธอไหววูบหนึ่งครั้ง ก่อนจะเม้มปากแน่นและวิ่งไปทางประตูมหาวิทยาลัยโดยไม่สนใจคำแนะนำของอาจารย์ด้านหลัง
หลังจากวิ่งเลียบไปตามจุดที่มีกำแพง เมลิสซ่ามาถึงถนนใหญ่ เธอหายใจหอบก่อนจะมองไปรอบๆ ตัวเพื่อระบุทิศทาง
ทันใดนั้น หญิงมองเห็นทางเข้ารถไฟใต้ดินที่อยู่ไม่ห่างออกไป ถึงแม้จะสั่นกลัว แต่เมลิสซ่าก็ยังไม่ลืมสิ่งที่อาจารย์เพิ่งพูด
“…ใต้ดินที่สามารถซ่อนตัว!”
รถไฟใต้ดินก็คือใต้ดินไม่ใช่หรือไง? การทิ้งระเบิดเพิ่งเริ่มขึ้น ระบบรถไฟใต้ดินยังไม่น่าจะหยุดทำงาน… ท่ามกลางกระแสความคิด เมลิสซ่าวิ่งตรงไปยังทางเข้าซึ่งมีร่องรอยของระเบิด
เมื่อลงไปถึงใต้ดิน เธอพบว่าผู้คนบางตากว่าที่คิดไว้พอสมควร ดูเหมือนว่าคนธรรมดาที่ไม่เคยผ่านการฝึกจะคิดไม่ถึงเรื่องนี้
รถไฟฟ้าใต้ดินยังไม่หยุดวิ่ง แต่คนตรวจตั๋วไม่อยู่แล้ว หลังจากเมลิสซ่าอดทนรอสักพัก รถไฟแล่นมาจอดและผู้คนต่างก็วิ่งแย่งกันขึ้นไป
จนกระทั่งผ่านไปสามป้าย รถไฟจอดที่สถานีถนนหลวงราชา เมลิสซ่ารีบเบียดเสียดลงจากรถ
เรี่ยวแรงของเธอฟื้นคืนมาบ้างแล้ว หญิงสาวรีบวิ่งขึ้นบันไดเพื่อไปให้ถึงข้างบนโดยเร็ว
ทันใดนั้น สิ่งที่เธอได้เห็นคือความโกลาหล อาคารหลายหลังพังทลายและลุกท่วมด้วยเปลวไฟสีแดง ศพชุ่มเลือดกระจัดกระจายอยู่ทั่ว เธอได้ยินเสียงร่ำไห้ กรีดร้อง และคำสั่ง
ฉากตรงหน้าทำให้เมลิสซ่าตัดสินใจเร่งความเร็วด้วยความกระวนกระวาย ปลายทางคืออาคารสี่ชั้นซึ่งเป็นที่ตั้งของกระทรวงการคลัง
ทว่า บริเวณดังกล่าวถูกปิดตายไปแล้ว มองเห็นเพียงบานกระจกที่แตกร้าวหลายจุด ตามผนังเต็มไปด้วยรอยกระสุนและคราบระเบิด
เมลิสซ่าพยายามหาทางอ้อมเข้าไป แต่สุดท้ายก็ถูกห้ามไว้โดยทหารที่เคร่งครัดในคำสั่ง ผลลัพธ์เช่นนี้ยิ่งทำให้ดวงตาของเธอทวีความแดงก่ำ
ทันใดนั้น เธอเห็นร่างหนึ่งที่คุ้นเคย ไม่ใช่ใครนอกจากเบ็นสันผู้ไม่สวมหมวก เจ้าของเส้นผมสีดำและดวงตาสีน้ำตาล
เมื่อเห็นเมลิสซ่า เบ็นสันรีบวิ่งเข้ามาหา มันจ้องด้วยสายตาเป็นกังวลเจือความโกรธ จากนั้นก็ตำหนิ
“วิ่งมาที่นี่ทำไม? ทำไมไม่ซ่อนอยู่ใต้ดิน! ฉันปลอดภัยดี! เร็วเข้า ตามฉันมา!”
นายก็ไม่ได้ลงไปใต้ดินเหมือนกันนี่… เมลิสซ่าที่ไม่เคยถูกพี่ชายตะโกนตำหนิ ต้องการจะโต้แย้งกลับไป แต่ก็ทำไม่ได้เพราะดวงตาพร่ามัว
“ฟู่ว…” หลังจากตำหนิเสร็จ เบ็นสันถอนหายใจและกล่าวด้วยเสียงที่อ่อนโยนขึ้น “เธอปลอดภัยก็ดีแล้ว เร็วเข้า ตอนนี้ไม่ใช่เวลามัวเตร็ดเตร่อยู่บนถนน”
ได้ยินประโยคดังกล่าว ความตื่นตระหนกและกังวลของเมลิสซ่าพลันบรรเทาลงหลายส่วน เธอเชื่อจากก้นบึ้งหัวใจว่า ถ้าต้องตายไปตอนนี้ เธอจะไม่รู้สึกกลัวแม้แต่น้อย เพราะตนจะไม่ได้ถูกทิ้งไว้ที่บ้านตามลำพัง
ในเวลาเดียวกัน ระเบิดซึ่งถูกพายุเฮอร์ริเคนพัดได้ลงตกลงในละแวกดังกล่าว
แต่เพียงพริบตา ระเบิดกลับเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน หักเหไปในแนวเฉียงจากวิถีเดิม
บึ้ม!
มันระเบิดกลางอากาศพร้อมกับสร้างสายลมที่รุนแรง
……………………….
บ้านเลขที่ 160 ถนนเบิร์คลุน ภายในคฤหาสน์ของดอน·ดันเตส
หลังจากเทเลพอร์ตกลับ ไคลน์ไม่มัวรีรอ มันรีบตั้งแท่นบูชาและประกอบพิธีกรรมสวดวิงวอนมรณา
“พระองค์ผู้เป็นแก่นแท้ของความตาย”
“พระองค์ผู้ปกครองเหนือความตายทั้งปวง”
“พระองค์ผู้เป็นจุดหมายสุดท้ายของทุกสิ่งมีชีวิต”
“ข้าขอสวดวิงวอน ขอให้พระองค์ช่วยบอกวิธีแก้ปัญหาเกี่ยวกับวิญญาณมารเทวทูตสีชาด อีกฝ่ายสิงร่างผู้เฝ้าประตูคนหนึ่งและร่วมมือกับไฮเทล นักบวชระดับสูงของนิกายวิญญาณ ปัจจุบันกลับมาที่เบ็คลันด์ในฐานะผู้ช่วยของแพทริค·เบรน…”
สำหรับเรื่องนี้ ไคลน์ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพึ่งพาเทพธิดารัตติกาล
ต่อให้ร่วมมือกับหัวหน้านักบวชแห่งรัตติกาล อาเรียนน่าเพื่อปราบเซารอน·ไอน์ฮอร์น·เมดีซีจนสำเร็จ แต่นั่นก็จะทำให้นักบวชระดับสูงของนิกายวิญญาณตระหนักถึงความผิดปรกติหลังจากผู้ช่วยคนใหม่ของแพทริค·เบรนหายตัวไป และเมื่อมันวิเคราะห์ถึงความเชื่อมโยง คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะพบว่ามีสิ่งผิดปรกติเกิดกับมรณาเทียม จากนั้นก็อาศัยพลังอำนาจในมือ สมบัติวิเศษในมือ และความทะลุปรุโปร่งในเส้นทางเพื่อสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อเทพธิดาและพังพินาศไปทั้งคู่
และถ้าไคลน์ปลอบเทวทูตสีชาดเอาไว้ วิญญาณมารตนนี้ก็จะตรวจพบความผิดปรกติในตัวแพทริค·เบรนได้อย่างรวดเร็ว ด้วยสติปัญญาและข้อมูลที่มันครอบครอง คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะสาวไปถึงต้นตอความผิดปรกติ
ไม่ว่าจะรับมือยังไงก็ล้วนเกิดปัญหา… สมแล้วที่เป็นเทวทูตในขอบเขตสงคราม… ทั้งที่อยู่ในร่างวิญญาณแบบ ‘สามรวมเป็นหนึ่ง’ แต่กลับสามารถสร้างปัญหาที่ไม่มีทางแก้ให้ผู้อื่น… นี่ต้องเป็นแผนที่มันเสนอไฮเทลแน่…
อันที่จริงเราก็มีแผนแบบสุดโต่งเช่นกัน… นั่นคือการทำให้วิญญาณมารเทวทูตสีชาดถูกฆ่าโดยโบสถ์อื่น องค์กรอื่น หรือองค์กรลับอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย… สรุปง่ายๆ ก็คือ ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับเทพธิดาไม่สามารถเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้ได้… แผนการต้องดำเนินอย่างรอบคอบ…
แต่ความก็คือ จะทำยังไงให้ผู้วิเศษที่ถนัดด้านการวางแผนสุดๆ ตกหลุมพราง… หากแก้ไขได้ไม่ดี ผลเสียจะย้อนกลับมาหาเรา… หลังจากสวดวิงวอนจบ ไคลน์ปล่อยให้ความคิดล่องลอยขณะรอการตอบสนองจากเทพธิดา
ผ่านไปราวสิบวินาที เถ้าถ่านที่เกิดจากการเผาผงสมุนไพรเพื่อทำให้เทพโปรดปรานถูกพัดโดยลมที่มองไม่เห็น ลอยออกจากหม้อและเรียงตัวเป็นคำบนโต๊ะ:
“การมาถึงของเขา… กองทัพและศัสตราทั่วโลกจะลุกฮือ”
หมายความว่ายังไง? เมื่อได้เห็นประโยคที่รู้สึกเหมือนเคยอ่าน ไคลน์ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ในฐานะนักทำนาย มันเริ่มตีความ:
เนื่องด้วยปัญหาเกี่ยวกับกษัตริย์ อาณาจักรโลเอ็นจึงเข้าใกล้ภาวะสงครามเต็มที ส่งผลให้เทวทูตสีชาดที่เป็นสัญลักษณ์ของสงครามปรากฏตัว
ซึ่งนั่นหมายความว่า ไม่มีใครสามารถยับยั้งสงครามได้อีกต่อไป
ใครก็ตามที่ก้าวไปถึงลำดับ 1 คนผู้นั้นจะเป็นสัญลักษณ์แทนปรากฏการณ์
ท่ามกลางความคิดมากมาย สายลมล่องหนหยุดลง แท่นบูชาที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกด้วยกำแพงวิญญาณพลันตกอยู่ในความเงียบสงัด
ไม่มีวิวรณ์เพิ่มแล้ว? หลังจากรออีกสักพัก ไคลน์ยืนยันว่าการตอบสนองสิ้นสุดแค่นั้น จึงจบพิธีกรรมและเก็บกวาดแท่นบูชา
จากนั้นมันเดินกลับมานั่งที่โซฟา รอคอยว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นต่อ
ผ่านไปสิบห้านาที มันยังไม่ได้พบกับผู้นำแห่งสำนักชีรัตติกาล หัวหน้าสิบสามอาร์ชบิชอป เทวทูตแห่งการปกปิด อาเรียนน่า
เราไม่ต้องเข้าไปยุ่งกับวิญญาณมารเทวทูตสีชาด ให้ปล่อยมันทำตามอำเภอใจ? หรือพระองค์มีแผนจะลงมือทำบางสิ่ง แต่เราไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมปฏิบัติการ? ว่ากันตามตรง ไคลน์ไม่ใช่สาวกเดนตายของศาสนจักรรัตติกาล ถ้าเทพธิดาบอกว่าไม่ต้องทำอะไร มันก็จะไม่ทำอะไร เพราะไม่เพียงเรื่องนี้จะยุ่งยาก แต่ยังอันตรายมากด้วย
ส่ายหน้าเล็กน้อย ไคลน์หยิบปากกาและกระดาษออกมาเขียนทำนายด้วยความฝัน
สิ่งที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้ทำให้มันไม่มัวเอ้อระเหย ต้องรีบหาทางย่อยโอสถจอมเวทพิสดารให้เร็วที่สุด
…
บนทะเลหมอก ภายในเรือเดินสมุทรลูกผสมเครื่องยนต์ไอน้ำที่อยู่ใกล้กับเรือโจรสลัด
ผู้ชายและหญิงชราต่างถูกมัดมือมัดเท้าและผลักให้อยู่ชิดกราบเรือ จากนั้นโจรสลัดต่างผลักหรือไม่ก็ถีบคนเหล่านั้นลงไปในทะเล
เสียงน้ำกระเด็นมิได้ทำให้โจรสลัดหวั่นไหว ตรงกันข้าม พวกมันหัวเราะร่วนขณะลงมือฆ่าล้างบาง
หลังจากจัดการมัดเชลยเสร็จ พวกมันถือปืนและตะเกียงเดินไปมาบนดาดฟ้า เตรียมดื่มด่ำไปกับการดิ้นรนของเหล่าหนอนแมลงน่าสมเพช
ทว่า ภายใต้แสงไฟที่ส่องลงไป ท้องทะเลสีครามด้านข้างเรือกลับเงียบสงัด ไม่มีใครอยู่ด้านล่างแม้แต่คนเดียว
“พวกมันจมไปแล้ว? เร็วขนาดนี้เชียว?” โจรสลัดโพล่งขึ้นด้วยความประหลาดใจ
หัวหน้ากลุ่มโจรสลัดหมวดคิ้ว กล่าวหลังจากจ้องอยู่สักพัก
“บางทีคงมีสัตว์ทะเลบางตัวและมองไอ้พวกที่บังอาจต่อต้านเป็นอาหารจากทวยเทพ… เป็นโอกาสที่ดี ถ้าพวกเราให้อาหาร มันก็คงไม่โจมตี”
กล่าวจบ หัวหน้าโจรสลัดโบกมือ
“พวกแกทุกคน… เชิญสนุกให้เต็มที่!”
ในฐานะโจรสลัดที่มีประสบการณ์ค่อนข้างมาก มันทราบดีว่าในทะเลเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตประหลาด ถ้าเป็นไปได้ก็อย่าไปพยายามเค้นหาความจริงหรือเหตุผล และในเมื่อสัตว์ทะเลไม่ทำร้ายลูกเรือ มันก็ไม่ตัวเลือกอื่นนอกจากสรรเสริญเทพวายุสลาตันที่คอยอวยพร จากนั้นก็แสร้งทำเป็นลืมว่ามีสิ่งใดอยู่ใต้ทะเล
หลังจากแบ่งคนมาเฝ้าเวรยามและทำหน้าที่ โจรสลัดที่เหลือเริ่มดื่มอย่างเต็มคราบ กินเนื้อชิ้นโตและร้องรำทำเพลงเสียงดัง นอกจากนั้นยังมีการต่อสู้เพื่อแย่งชิงหญิงสาวที่ถูกจับมัดเป็นเชลย
ท่ามกลางความเอะอะวุ่นวาย หัวหน้าโจรสลัดพาสาวสวยที่มันหมายตาเข้าไปในห้องกัปตัน อดใจรอไม่ไหวที่จะเริ่มขั้นตอนสุดท้ายของงานรื่นเริงในค่ำคืนนี้
กลางดึกสงัด หัวหน้าโจรสลัดที่อ่อนเพลียเหยียดแขนขวาออกไปสัมผัสกับบางสิ่งที่เย็นเยียบ
มันสะดุ้งตื่นทันที อาศัยแสงสว่างจากพระจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่าง มันเห็นท่อนไม้ที่เต็มไปด้วยผิวขรุขระในอ้อมแขน
กิ่งก้านเล็กๆ งอกเงยออกจากท่อนไม้พร้อมกับใบสีเขียว โอบกอดหัวหน้าโจรสลัดเอาไว้ในลักษณะเดียวกับแขนขามนุษย์
โครม!
รูม่านตาหัวหน้าโจรสลัดพลันเบิกกว้าง หลังจากรีบผลักท่อนไม้ออก มันดีดตัวขึ้นจากเตียงและซวนเซถอยหลัง
นี่เรา ‘ทำ’ กับไอ้นี่? ความกลัวครอบงำจิตใจของมันโดยสมบูรณ์ มันไม่แยแสเสื้อผ้า รีบหยิบปืนและดาบวิ่งออกไปจากห้อง
ด้านนอก โจรสลัดคนหนึ่งกำลังยืนเฝ้ายาม
“หัวน่อ มั่วคืนมีควมสุขหมัย…” เมื่อเห็นหัวหน้าปิดประตูออกมา โจรสลัดที่เฝ้ายามรีบถาม
ในทีแรก หัวหน้าโจรสลัดต้องการจะตำหนิเรื่องที่อีกฝ่ายเมาจนพูดไม่รู้เรื่อง แต่เมื่อจ้องมองอย่างตั้งใจ มันกลับพบว่าด้านในและรอบๆ ปากอีกฝ่ายเต็มไปด้วยเมล็ดข้าวสาลีสีทองอร่าม กระทั่งบนลิ้นก็ยังมีเมล็ดข้าวเรียงสวย
หัวหน้าโจรสลัดพลันเย็นไปถึงกระดูกสันหลัง หนังหัวคันยุบยิบ
ทันใดนั้น ประตูห้องฝั่งตรงข้ามทางเดินเปิดออกในเวลาเดียวกัน โจรสลัดคนหนึ่งร้องสะอื้น
“ห…หัวหน้า! ม…มีเห็ดขึ้นตรงนั้นของฉัน!”
กล่าวจบ โจรสลัดวิ่งออกมาจากห้อง
ในเวลาเดียวกัน มันรู้สึกคันตา จึงยกมือขึ้นมาขยี้ตาขวา
ขณะขยี้ เถาวัลย์สีเขียนขุ่นค่อยๆ งอกออกจากช่องว่างระหว่างเบ้าตาและลูกตา ปลายเถามีองุ่นสีแดงเข้มหนึ่งผล
รอบผลองุ่นมีตุ่มเนื้อมนุษย์จำนวนมากห้อมล้อม
“…” เมื่อเห็นฉากรอบตัว หัวหน้าโจรสลัดเอาแต่ยืนแข็งทื่อ ซักถามด้วยเสียงที่ไม่เหมือนกับตัวเอง “พวกแก… เกิดอะไรขึ้นกันแน่…”
ขณะยังคงขยี้ตา โจรสลัดที่ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองกล่าวโดยไม่คิดมาก
“เงาดำที่คล้ายกับแท่งไม้แทงใส่ฉัน!”
“ท… ท่างมั๊ย…” โจรสลัดที่มีเมล็ดข้าวสาลีอยู่เต็มลิ้นตอบ
มันถูกหัวหน้าโจรสลัดบังไว้ จึงมองไม่เห็นรูปลักษณ์อันน่าสยดสยองของพวกพ้อง
หัวหน้าโจรสลัดเริ่มสั่นระริกอย่างมิอาจหักห้าม จากนั้นวิ่งออกจากเขตห้องโดยสารตามสัญชาตญาณ
ทันใดนั้น มันเห็นเงาดำที่คล้ายกับแท่งไม้พุ่งออกจากผนังด้านข้าง กระแทกร่างกายอย่างแม่นยำ
เงาดำดังกล่าวไหววูบก่อนจะหายไป ราวกับเป็นฝันร้ายที่สมจริง
หัวหน้าโจรสลัดที่ตอบสนองได้ช้าไปหนึ่งจังหวะรีบยกมือขึ้นเพื่อต้องการปัดป้อง แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ทันการ
จากนั้นมันรีบสำรวจตัวเองด้วยความแตกตื่น แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปรกติ
“โชคดี… โชคยังดี…” หัวหน้าโจรสลัดถอนหายใจโล่งอก
แต่ยังไม่ทันสิ้นเสียง มันได้ยินเสียงที่คลุมเครือดังขึ้น
“โชคดี… โชคยังดี…”
คล้ายกับเสียงนี้ดังจากภายในร่างกายของมันเอง!
รูม่านตาหัวหน้าโจรสลัดพลันเบิกกว้าง จากนั้นก็รีบเลิกเสื้อขึ้นตามสัญชาตญาณ
มันพบรอยแยกสามจุดบนหน้าอก ใหญ่หนึ่งและเล็กสอง
ฟันซี่ขาวเรียงรายอย่างเป็นระเบียบภายในรอยแยกใหญ่ และมีดวงตาโผล่ขึ้นจากรอยแยกเล็ก
หนึ่งปากและสองตา!
หัวหน้าโจรสลัดมีตากับปากอยู่กึ่งกลางหน้าอก!
“ม่ายยยยยยย!”
เสียงแหกปากดังกังวานไปทั่วเรือ อัดแน่นไปด้วยความหวาดกลัวอย่างเต็มเปี่ยม
ภายในสิบห้านาทีถัดมา โจรสลัดบางคนเสียสติและเริ่มฆ่าพวกพ้อง บางคนหนีกลับไปที่เรือตัวเองสำเร็จ แต่กลับต้องพบว่าคนบนเรือกลายพันธุ์ไปหมดแล้ว จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกระโดดลงทะเลอย่างสิ้นหวัง
จนกระทั่งเหตุการณ์สงบลง บนเรือเหลือโจรสลัดเพียงกว่าสิบคนที่ไม่เผชิญความปรกติ ทุกคนหลบอยู่ในห้องด้วยอาการสั่นกลัวและลำตัวส่งกลิ่นเหม็นจากของเสีย
ผ่านไปอีกสักพัก โจรสลัดเริ่มทยอยเดินออกจากห้องโดยสารทีละคน
พวกมันจ้องมองที่เกิดเหตุอย่างไม่เชื่อสายตา บ้างขอบคุณพระเจ้า บ้างเอาแต่ยืนเหม่อ
…
เช้าตรู่ของอีกวัน ไคลน์ลุกขึ้นจากเตียงและล้างหน้า
ขณะกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยความช่วยเหลือจากบุรุษรับใช้เอ็นยูน มันเห็นพ่อบ้านวอลเตอร์ซึ่งเมื่อวานลากลับไปอยู่กับครอบครัว เดินมาที่หน้าประตูห้องและกล่าว
“นายท่าน บิชอปอีเล็คตร้ามาเยี่ยม”
“…พาเข้าไปรอที่ห้องรับแขกและจัดหาซิการ์ให้” ไคลน์ผงะเล็กน้อยก่อนจะตอบ
มันสงสัยว่านี่อาจเป็นการตอบสนองระลอกหลังจากเทพธิดา
วอลเตอร์หันหลังกลับและเดินลงไปข้างล่างเพื่อจัดแจง แต่เพียงไม่นานก็ย้อนกลับมาและรายงาน
“นายท่าน บิชอปอีเล็คตร้ากล่าวคำอำลาและกลับไปแล้ว เขากล่าวว่าคุณต้องแวะไปที่วิหารนักบุญแซมมวลในตอนเช้าให้ได้ ทางศาสนจักรและรัฐบาลต้องการร่วมกันซ้อมรับมือการโจมตีทางอากาศ”
“ซ้อมรับมือการโจมตีทางอากาศ…?” ไคลน์ขมวดคิ้ว
ทันใดนั้น สัมผัสวิญญาณของมันถูกกระตุ้น จึงรีบหันไปมองทางหน้าต่าง
บนท้องฟ้า เรือเหาะสีน้ำตาลเข้มกำลังบินตรงมาในลักษณะเรียงรายเป็นทิวแถว
เรือเหาะเหล่านี้มีตราสัญลักษณ์เป็นแถบสีแดง ขาว และเหลืองในแนวเฉียง – ธงของฟุซัค!
ได้เห็นฉากตรงหน้า ไคลน์เข้าใจทันทีว่าตนมองข้ามสิ่งใดไป
สงครามไม่จำเป็นต้องเริ่มโดยอาณาจักรโลเอ็น!
องค์กรลับที่เก่าแก่ย่อมมีสมาชิกระดับสูงแฝงตัวอยู่ในทุกชาติ ไม่อย่างนั้นคงมิอาจจัดแจงสถานการณ์ของโลกใบนี้ได้อย่างครบถ้วน!
…………………………….
หลังจากแพทริค·สวดจบ กะโหลกจำนวนมากรอบโลงศพสีดำค่อยๆ ถูกฉาบด้วยชั้นสีเขียวขุ่น ผสมผสานกับสีขาวของตัวมันเอง กลายเป็นภาพที่น่าขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
ยิ่งระบำวิญญาณเข้มข้นขึ้น ราวกับเสียงจากโลกแห่งความตายกำลังกู่ร้อง กะโหลกจำนวนมากด้านล่างลอยขึ้นทีละหนึ่งราวกับมีชีวิตชีวา
จากนั้น พวกมันลอยเข้าไปในโลงศพสีดำที่ดูหนักอย่างโกลาหลแต่ค่อนข้างเป็นระเบียบ กะโหลกแล้วกะโหลกเล่าพุ่งผ่านฝาโลงไปราวกับพวกมันเป็นเพียงภาพมายา
โลงศพมีสภาพไม่ต่างจากวังวนลึกไร้ก้นบึ้ง ขนาดของมันขยายใหญ่พร้อมกับแผ่ไอความเย็นที่สูงส่งและน่าเกรงขาม แพทริค·เบรนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากก้มศีรษะลงต่ำ
นี่คือเทวทูต ออร่าแห่งกงสุลมรณะ!
ทันใดนั้น เหล่าสาวกแห่งความตายที่กำลังเต้นรำอย่างขันแข็ง ทั้งหมดล้มฟุบลงไปบนพื้นอย่างไม่ได้สติด้วยร่างกายสั่นกระตุก ความคิดเริ่มสับสนอลหม่านราวกับกำลังเดินทางเข้าไปในโลกแห่งความตาย
และเหนือสายหมอกสีเทา เดอะฟูล ไคลน์ที่อาศัยความช่วยเหลือจากหุ่นเชิดเป็นจุดตั้งต้นและขยาย ‘การมองเห็น’ ออกไปไกลลิบ ถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อพบว่า บททดสอบของไฮเทล ผู้นำของนิกายวิญญาณฝ่ายมรณาเทียม เทวทูตผู้กำลังนอนอยู่ในอนุสาวรีย์บรรจุศพ ไม่ได้ทรงพลังเกินความคาดหมายของตน – เป็นพลังสำหรับ ‘สยบ’ ผู้วิเศษเส้นทางมรณาที่มีระดับต่ำกว่า สามารถใช้ควบคุมร่างกายและสืบข้อมูลจากแพทริค·เบรนได้โดยตรง
ไม่ผิดนักหากจะมองว่านี่คือการ ‘สอบปากคำ’ ในระดับวิญญาณ เป็นสิ่งที่ไคลน์มีประสบการณ์ในการรับมือ
มันเสกไพ่นักบวชสีชาดมาอยู่ในมือและสอดเข้าไปในร่างกาย
เพียงพริบตา ร่างวิญญาณไคลน์สวมชุดคลุมสีแดงเข้ม ดูคล้ายกับสีที่เกิดจากสนิมและควันดินปืน บนใบหน้าถูกปกคลุมด้วยหน้ากากสีทองเข้ม ลวดลายบนหน้ากากค่อนข้างโบราณและขัดแย้งกับมงกุฎฝังอัญมณีสีแดง น้ำเงิน และเขียวบนศีรษะ
ถัดมา ไคลน์ระดมพลังทั้งหมดของมิติหมอกเท่าที่ทำได้และเปลี่ยนให้เป็นกระแสที่มองไม่เห็น ถ่ายเทเข้าไปในกระดาษคนที่พับเตรียมไว้ล่วงหน้า จากนั้นก็ส่งไปหา ‘อมรณา’ แพทริค·เบรนผ่านจุดแสงแห่งการสวดวิงวอน
ในเวลาเดียวกัน แพทริค·เบรนที่ร่างกายกำลังสั่นเทาเนื่องจากยอมสยบต่อออร่าของอาจารย์ เริ่มมองเห็นปีกศักดิ์สิทธิ์หลายคู่
ไคลน์จงใจปกปิดรูปลักษณ์ที่แท้จริงของเทวทูตเพลิง เลือกจะเผยให้เห็นแค่บางส่วน เป็นการดัดแปลงแค่ด้าน ‘เอฟเฟกต์’
ปีกศักดิ์สิทธิ์คู่แล้วคู่เล่นโอบกอดแพทริคและหายไป ช่วยให้มันมองเห็นเนื้อแท้ของภาพหลอน
ในฐานะครึ่งเทพลำดับ 4 แพทริคได้สติในทันที ตระหนักว่าตนสามารถแข็งข้อต่อความรู้สึก ‘ยอมสยบ’ และ ‘จำนน’ ต่ออาจารย์ตัวเอง คล้ายกับจิตใต้สำนึกถูกกระชากออกจากร่างขึ้นไปยังด้านบนโลกแห่งจิต สามารถจดจ้องทุกสิ่งเบื้องล่างอย่างเยือกเย็น
ขณะเดียวกัน แพทริค·เบรน สาวกเดนตายของมรณา เชื่อโดยสนิทใจว่าอ้อมกอดเทวทูตเมื่อครู่เป็นพรจากมรณาโดยตรง
ทันใดนั้น ภายในวังวนห้วงลึกที่ก่อตัวจากโลงศพสีดำ เสียงที่แก่ชราและเย็นเยียบดังออกมา เป็นเสียงที่ราวกับสามารถทำให้วิญญาณหลุดออกจากร่าง
“ไม่เลว… มีความคืบหน้าในการปลุกพระองค์บ้างไหม?”
แพทริค·เบรนทำตามคำแนะนำของ ‘ข้ารับใช้’ มรณา เล่าความจริงเพียงครึ่งเดียวและอธิบายถึงความตั้งใจ
หลังจากบทสนทนาถามตอบดำเนินไป ไฮเทล เทวทูตในขอบเขตความตายที่อยู่อีกฟากฝั่งของวังวน มิได้ตระหนักถึงความผิดปรกติใด เพียงกล่าวอย่างใจเย็น
“ทำได้ดี… ทำต่อไป… ข้าจะคอยสนับสนุน”
มันเว้นวรรคสักพักและกล่าวอย่างเป็นกันเอง
“อันดับแรก ข้าจะส่งผู้ช่วยไปให้… เป็นลำดับ 5 ผู้เฝ้าประตูที่ทำงานเก่งและสามารถแบ่งเบาภาระให้เจ้าได้”
ตรงตามคำกล่าวของท่าน ‘ข้ารับใช้’ … พวกเขากำลังระแวงเรา… อาจารย์กำลังกลัวที่เราได้รับความรักจากพระองค์และสั่นคลอนตำแหน่งของเขา… เนื่องจากได้คุยกับไคลน์อยู่เป็นประจำ แพทริค·เบรนที่เริ่มเปลี่ยนความคิดต่อเบื้องบนทำการตัดสินใจอย่างชาญฉลาด ไม่ตอบปฏิเสธความหวังดีจากอีกฝ่าย เพียงขานรับอย่างนอบน้อม
“ครับ อาจารย์”
ทันทีที่สิ้นเสียง วังวนห้วงลึกพลันคลายออก แปรเปลี่ยนเป็นบานประตูทองแดงมายาที่มีลวดลายซับซ้อน
ท่ามกลางเสียงเสียดสี บานประตูเปิดออกพร้อมกับรอยแยก
ด้านหลังรอยแยกยังคงเป็นความมืดสีดำที่คล้ายกับมีดวงตาจำนวนมากคอยเฝ้ามองโลกภายนอกอย่างเงียบงัน
ทันใดนั้น ฝ่ามือข้างขึ้นเหยียดออกจากรอยแยกหลังบานประตู
ผิวซีดจนเห็นเส้นเลือดสีเข้มใต้ผิวหนัง
หลังจากมือข้างดังกล่าวออกแรงดึง บุคคลผู้หนึ่งได้กระโดดออกจากประตู
เป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ สวมเสื้อคลุมสีดำแถบแดงและดึงผ้าคลุมหัวขึ้นมาปิด
ใบหน้าอ่อนโยน ผิวพรรณออกไปทางสีน้ำตาล มองเพียงผิวเผินก็ทราบทันทีว่าเป็นชาวทวีปใต้ ใบหน้าค่อนไปทางหล่อเหล่าแต่ขาดเลือดฝาด
ในวินาทีที่ฝ่าเท้าเหยียบพื้น ชายหนุ่มลึกลับไม่แม้แต่จะมองหน้าแพทริค·เบรน เพียงแหงนหน้ามองท้องฟ้า มุมปากยกโค้งพลางถอนหายใจและหรี่ดวงตาลง
“บรรยากาศอันแสนสดชื่น…”
ในฐานะผู้วิเศษเส้นทางมรณา การถูกคนลำดับต่ำกว่าเมินเฉยย่อมสร้างความโกรธเล็กๆ ให้แพทริค·เบรน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าอาจารย์ มันทำได้เพียงปิดปากเงียบดำเนินการสิ้นสุดพิธีกรรม
ขณะเดียวกัน ท่าทีตอบสนองของเดอะฟูล ไคลน์บนมิติหมอก รุนแรงยิ่งกว่าแพทริค·เบรนหลายเท่า
นั่นเพราะด้วย ‘ดวงตาเที่ยงแท้’ ของมิติลึกลับ ไคลน์สามารถมองเห็นความผิดปรกติของผู้เฝ้าประตูคนใหม่!
‘โลกแห่งความตาย’ ภายในร่างของชายคนนี้ขยายใหญ่จนผิดปรกติอย่างมาก เรียกได้ว่าปกคลุมไปทั้งตัว แต่ภายใน ‘โลกแห่งความตาย’ ดังกล่าวกลับมีวิญญาณแค่ดวงเดียว นั่นคือวิญญาณของชายผมแดงใบหน้าหล่อเหล่า บางส่วนของใบหน้ามีร่องรอยเน่าเปื่อย ระหว่างคิ้วมีตราประทับรูปธง สวมชุดเกราะสีดำเปื้อนเลือด
ไคลน์เคยเห็นวิญญาณดวงนี้มาก่อน และสามารถนึกชื่อออกในทันที:
วิญญาณมารเทวทูตสีชาด เซารอน ไอน์ฮอร์น เมดีซี!
หมอนี่กลับมาที่เบ็คลันด์อีกแล้ว แถมยังร่วมมือกับเทวทูตของนิกายวิญญาณฝ่ายฝักใฝ่มรณาเทียม… ไคลน์รีบถอดไพ่นักบวชสีชาดและใส่ไพ่ทรราชเข้าไปแทน รวมถึงการเสกคทาเทพสมุทรมาถือในมือ ความคิดแรกคือการส่งพายุสายฟ้าไปหาวิญญาณมารเทวทูตสีชาด แต่หลังจากไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน มันข่มใจและละทิ้งไอเดียดังกล่าว
เพราะนั่นจะเป็นการเผยความผิดปรกติของแพทริค·เบรน ส่งผลให้เทวทูตขอบเขตความตายตระหนักว่ามีความผิดปรกติเกิดขึ้นกับมรณาเทียม!
สิ่งนี้ไม่เป็นผลดีกับความพยายามในการเข้าควบคุมและย่อย ‘เอกลักษณ์’ ของเส้นทางมรณา
คิดได้เช่นนั้น ไคลน์รีบออกจากมิติหมอกและกลับไปยังโลกความจริง ตามด้วยการนำหุ่นเชิดออกจากโรงงานตัดเย็บอย่างลับๆ และเทเลพอร์ตกลับ
เดิมทีหลังจากสิ้นสุดพิธีกรรม ไคลน์มีแผนจะทำให้แพทริค·เบรนตกใจ การเตรียมตัวทั้งหมดพร้อมแล้ว แต่ก็ต้องล้มเลิกเพราะไม่อยากให้วิญญาณมารเทวทูตสีชาดตรวจพบความผิดปรกติ
ภายในโรงงานตัดเย็บ ผู้เฝ้าประตูหนุ่มซึ่งถูกเซารอน·ไอน์ฮอร์น·เมดีซีสิงร่างทำการดึงผ้าคลุมหัวลงต่ำ จากนั้นก็หันหน้ามองไปยังทิศทางหนึ่งด้านนอก
นั่นคือตำแหน่งที่หุ่นเชิดของไคลน์ โจนาส·โคลเกอร์เคยซ่อนตัวอยู่ เป็นจุดที่ห่างจากโรงงานตัดเย็บเกือบหนึ่งกิโลเมตร
หลังจากจดจ้องสองสามวินาที ผู้เฝ้าประตูหนุ่มเผยรอยยิ้มอย่างเด่นชัด
ขณะแพทริค·เบรนเตรียมเปิดปากพูด โดยหวังจะใช้ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของนิกายวิญญาณประจำกรุงเบ็คลันด์เข้าข่มชายหนุ่มที่อาจารย์ส่งมา สัมผัสวิญญาณของมันพลันถูกกระตุ้น มันอดไม่ได้ที่จะหันศีรษะไปยังอาคารอีกหลังหนึ่งของโรงงานด้วยสีหน้าเจือความผวา
บนชั้นสองของอาคาร ดวงตาสีดำไร้อารมณ์คู่หนึ่งกำลังจ้องมองมันจากหลังหน้าต่าง
เปลือกตาของแพทริค·เบรนพลันกระตุก ร่างกายของมันอันตรธานหายไปในพริบตา!
ฟ้าว!
สายลมหนาวพัดผ่านพร้อมกับทำให้กระจกบานดังกล่าวเน่าเปื่อย จากนั้นก็พังครืนกลายเป็นเกล็ดกระจกจำนวนมากโดยที่ไม่มีใครไปแตะต้อง
ภายในห้องดังกล่าว แพทริคในชุดคลุมสีดำซึ่งร่างกายผอมเพรียวและใบหน้าเรียวปรากฏขึ้น มันพบว่าเจ้าของดวงตาสีดำที่คอยจ้องมองอย่างเย็นชา แท้จริงแล้วเป็นตุ๊กตาดินเหนียวที่ถูกสร้างขึ้นอย่างไม่พิถีพิถัน
ใครเป็นคนสร้างตุ๊กตา… แล้วใครย้ายมาวางที่นี่? แพทริคกวาดตาไปรอบๆ โดยไม่ปล่อยให้มีรายละเอียดใดคลาดสายตา
ขณะมองออกไปยังทางเดินโดยที่หันหลังให้หน้าต่าง ดวงตาสีเข้มของตุ๊กตาดินเหนียวพลันหันกลับหลัง ยกมือขึ้นพร้อมกับคว้าคอแพทริค
แต่ขณะกำลังลงมือ ตุ๊กตาดินเหนียวคล้ายกับสูญเสียพลังงาน รอยปริแตกจำนวนมากปรากฏขึ้นก่อนจะกระจัดกระจายกลายเป็นเศษดิน
แพทริค·เบรนหายตัวไปโผล่ที่ทางเดินและจ้องตุ๊กตาดินเหนียวราวกับอีกฝ่ายเป็นศัตรูที่แข็งแกร่งมาก
มันกำลังตื่นตระหนกสุดขีด แม้ว่าโลกวิญญาณและโลกแห่งความตายจะเต็มไปด้วยความพิสดารและน่ากลัวเป็นทุนเดิม แต่การที่ตุ๊กตาดินเหนียวมีชีวิตขึ้นมาอย่างกะทันหันโดยปราศจากอิทธิพลจากภายนอก ถือเป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจได้ยาก
ปัจจุบันตุ๊กตาดินเหนียวกลายเป็นเศษผงแน่นิ่ง แพทริค·เบรนจ้องอยู่สักพักก่อนจะยืนยันว่าไม่มีความผิดปรกติเพิ่มเติม
มันเดินทางผ่านโลกวิญญาณและกลับมายังจุดที่เคยประกอบพิธีกรรม
ในเวลาเดียวกัน โลกศพสีดำที่ดูหนักเกิดการถูกผุกร่อนโดยสมบูรณ์ ราวกับถูกฝังอยู่ใต้ดินมานานหลายสิบหลายร้อยปี ส่วนบรรดาสาวกที่หมดสติก็ค่อยๆ ฟื้นกลับมา
แพทริค·เบรนมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบผู้เฝ้าประตูที่อาจารย์ส่งมา รวมถึงไม่ทราบว่าชายหนุ่มคนนั้นหายไปตั้งแต่เมื่อไร
ไม่ได้ถูกส่งมาจับตามองเราหรอกหรือ? ครึ่งเทพเส้นทางมรณาทำได้เพียงฉงน
เมื่อหวนนึกถึงเรื่องน่าขนลุกเกี่ยวกับตุ๊กตาดินเหนียวเมื่อครู่ แพทริค·เบรนไม่มัวรีรอ รีบปลุกเหล่าสาวกให้ตื่นและเก็บกวาดสภาพแวดล้อม
จนกระทั่งจัดการเสร็จ มันได้ยินเสียงหนึ่ง
“โรงงานตัดเย็บที่นี่เป็นของเจ้าใช่ไหม?”
ร่างของแพทริค·เบรนหายไปและโผล่ขึ้นอีกครั้งด้านเจ้าของคำถาม – ผู้เฝ้าประตูหนุ่มที่หายตัวไปสักพัก
“ไม่ใช่” แพทริคขมวดคิ้ว
มันไม่มีทางทำเรื่องแบบนี้ในโรงงานตัวเองแน่ เพราะถ้าเกิดความแตก ทุกสิ่งที่สร้างมาก็จะจบลง
“ก็ไม่โง่เท่าไรนี่…” ผู้เฝ้าประตูหนุ่มพยักหน้า
แพทริคหรี่ตาลงทันที คล้ายกับพยายามข่มโทสะ
“คุณไปไหนมา?”
ผู้เฝ้าประตูหนุ่มยิ้มและตอบ
“ไปเดินเล่นในจุดที่คุ้นเคยและบังเอิญได้เจอเพื่อนเก่า”
………………………………
หลังจากบ้านวอลเตอร์เดินลงไปจากชั้นสอง ไคลน์เดินเข้าไปในห้องอาหารและมองรอบตัว พบว่าสาวใช้และคนรับใช้กระฉับกระเฉงเป็นพิเศษ บางคนทำท่าทางกระสับกระส่าย
นึกแล้วเชียว ที่จริงไม้เท้าแห่งชีวิตก็ส่งผลกับมนุษย์ เพียงแต่ไม่รุนแรงนัก อยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้… จากหลักการดังกล่าว ประสิทธิภาพในการสืบพันธุ์ของเหล่าคนใช้ต้องเพิ่มสูงขึ้น แต่ปัญหาเดียวก็คือ พวกเขาไม่มีคู่ครอง จึงไม่รู้จะไปลงกับใคร…
หืม… การกลับบ้านในวันนี้ของคุณพ่อบ้านจะทำให้มีเด็กเกิดมาในอีกสิบเดือนข้างหน้าไหม? ภรรยาของเขาอายุเกือบสี่สิบแล้ว การคลอดในวัยนี้ค่อนข้างอันตราย… อา… แต่พลังการในขยายพันธุ์จากไม้เท้าแห่งชีวิตคงติดตัววอลเตอร์ไปด้วยและช่วยให้ภรรยาคลอดได้ง่ายขึ้น คงไม่น่ากังวลขนาดนั้น…
เดี๋ยวนะ… ถ้าอิทธิพลของไม้เท้าแห่งชีวิตช่วยให้ผสมพันธุ์ ‘ติด’ ง่ายขึ้น… หลังจากดอน·ดันเตสย้ายเข้ามา อัตราการเกิดใหม่ของทารกในถนนเบิร์คลุนได้เพิ่มสูงขึ้น… ข่าวลือเสียๆ หายๆ คงได้ถาโถมเข้ามาแน่… ไคลน์ปล่อยความคิดล่องลอยเรื่อยเปื่อยก่อนจะสรุปในใจ
ไม้เท้าแห่งชีวิตเลวร้ายกว่าที่คิด!
หลังจากนี้ เราคงนำลงมาบนโลกความจริงได้ไม่บ่อยนัก อย่าพยายามสร้างผลกระทบแก่มนุษย์รอบๆ โดยไม่จำเป็น!
กินอาหารเช้าเสร็จ ไคลน์พาบุรุษรับใช้ส่วนตัว เอ็นยูนลงไปยังชั้นหนึ่งเพื่อเตรียมเดินเล่น
ระหว่างนั้น สาวใช้สองคนกำลังเช็ดพื้นห้องโถง
“อรุณสวัสดิ์ค่ะนายท่าน” เมื่อเห็นดอน·ดันเตสเข้ามาใกล้ สาวใช้ทั้งสองลุกขึ้นยืน หลีกทางและทักทาย
แน่นอนว่าถ้าพวกเธออยู่ไกลกว่านี้หรืออยู่ในซอกหลืบ จะพยายามไม่ส่งเสียงดังเพื่อรบกวนนายจ้าง นี่เป็นคำสอนของวอลเตอร์
ไคลน์พยักหน้าแผ่วเบาเป็นการตอบสนองและเดินเข้าใกล้ประตูหน้า
ทันใดนั้น สาวใช้ทั้งสองบนพบว่าบนศีรษะของเอ็นยูนมีรวงข้าวสีทองอร่ามงอกออกมาจนเต็ม
ขณะทั้งสองกำลังเพ่งมอง ดูเหมือนว่าบุรุษรับใช้จะรู้ตัว รีบยกมือขวาขึ้นมาดึงรวงข้าวออกอย่างยากลำบาก
สาวใช้ทั้งสองมองหน้ากัน จากนั้นก็ยิ้มอย่างขบขันปนประหลาดใจ
พวกเธอจินตนาการว่า ในตอนที่ติดตามดอน·ดันเตสไปยังคฤหาสน์เพลงกุหลาบ เอ็นยูนคงบังเอิญทำให้รวงข้าวสาลีติดร่างกายตัวเองมาจนกระทั่งกลับถึงถนนเบิร์คลุน จากนั้นก็ทำร่วงลงในจุดที่ยากต่อความทำความสะอาด หรือไม่ก็ยากจะสังเกตเห็น อย่างเช่นใต้หมอน และในตอนที่หลับเมื่อคืน อาจจะเพราะฝันร้าย เอ็นยูนได้ผลักหมอนออกจนรวงข้าวสาลีติดอยู่ในเส้นผม รอดพ้นช่วงเวลาการการอาบน้ำและอาหารเช้าจนมาถึงตอนนี้
แม้เรื่องราวจะซับซ้อนและเกิดขึ้นจริงได้ยาก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย
รวงข้าวงอกขึ้นบนหัวมนุษย์ไม่ได้สักหน่อย… สาวใช้ทั้งสองรำพันก่อนจะกลับไปทำงาน
ด้านนอกบ้านเลขที่ 160 ถนนเบิร์คลุน ไคลน์และเอ็นยูนเดินทอดน่องใต้ต้นเมเปิ้ลอินทิสซึ่งใบเริ่มเฉา สูดอากาศอันสดชื่นของฤดูใบไม้ร่วง
เฉกเช่นไคลน์ เพื่อนบ้านหลังอื่นเองก็ออกมาเดินเล่น
แต่แน่นอน นี่มิใช่กิจวัตรประจำวันของชนชั้นสูงในกรุงเบ็คลันด์ เพราะเมื่อปีที่แล้วยังเต็มไปด้วยหมอกควันรุนแรง ไม่มีใครอยากตื่นเช้าออกมารับลมหนาวและความเปียกชื้นบนท้องถนน
ในฐานะเพื่อนบ้านที่รู้จักกัน เมื่อเดินสวนกันย่อมทักทายกันเป็นปรกติ จนกระทั่งเดินสวนกันไป นักกฎหมายคนดังกล่าวใช้หางตาชำเลืองบุรุษรับใช้ของดอน·ดันเตสพลางปิดปากหาว
ขณะลดมือลง นักกฎหมายหนุ่มพบบางสิ่งที่แตกต่างออกไป
จมูกของเขาโด่งขึ้น…
ฮะฮะ… พักหลังคงคิดหลายสิ่งมากเกินไปจนเกินอาการประสาทหลอน…
ถ้าดั้งจมูกของเราโด่งขึ้นได้เองก็คงจะดี…
นักกฎหมายยกมือขึ้นมาลูบจมูกพลางครุ่นคิด พร้อมกันนั้น มันเห็นสุนัขจรจัดสองตัวกำลังวิ่งไล่กันเพื่อพยายามผสมพันธุ์กลางถนน
…
หลังจากเดินเล่น ไคลน์กลับไปยังห้องนั่งเล่นบนชั้นสาม ส่งไม้เท้าแห่งชีวิตขึ้นไปบนมิติหมอก
มีความคืบหน้า… หมายความว่า แก่นสำคัญของการย่อยโอสถจอมเวทพิสดารคือการทำให้ผู้คนสยองขวัญและหวาดกลัวด้วยเทคนิคต่างๆ … ยังคงรักษาคอนเซ็ปต์ของ ‘ผู้กำกับ’ แต่คราวนี้เป็น ‘ผู้กำกับหนังสยองขวัญ’ …
อา… แต่ไม่จำเป็นต้องสร้างความกลัวขึ้นมาจริงๆ … ในชีวิตประจำวันของมนุษย์มีฉากน่ากลัวมากมายเกิดขึ้นทุกวันอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่มีใครสังเกตเห็น เมื่อนึกขึ้นได้รางๆ ในภายหลังและนำไปจินตนาการต่อยอด ความกลัวจะก่อตัวขึ้นในใจจนบางรายเก็บไปฝันและไม่กล้าปิดไฟนอน… นี่ก็เป็นอีกหนึ่งศาสตร์ของหนังสยองขวัญ… ไคลน์พิจารณาความเป็นไปได้และตกผลึกจากประสบการณ์ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา เป็นการนิยามผู้กำกับหนังสยองขวัญในฉบับย่อส่วน
หลังจากเข้าใจแก่นแท้ มันเริ่มมีไอเดียมากมายในการย่อยโอสถ
ในอนาคต การจัดการกับศัตรูนั้นยังไม่เพียงพอ แต่ต้องเปลี่ยนให้ศัตรูเป็นตัวเอกของหนังสยองขวัญด้วย!
แต่นั่นทำได้ยาก… ถ้าอีกฝ่ายเป็นครึ่งเทพ เราต้องใส่สุดโดยห้ามออมแรง แล้วจะมีอารมณ์กำกับหนังสยองขวัญได้ยังไง… จริงสิ เหยื่อไม่จำเป็นต้องเป็นครึ่งเทพ ไม่มีข้อจำกัดในด้านดารานำ สามารถเทเลพอร์ตไปที่ทะเลและมองหาโจรสลัดผู้โชคดีมา ‘เข้ากองถ่าย’ หนังสยองขวัญ
ใช่แล้ว ในฐานะผู้กำกับ เราต้องหาทางโฆษณาผลงาน! ดูเหมือนว่าต้องปล่อยให้ดารานำหนีรอดในบางครั้ง เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ชวนขนหัวลุกจนกลายเป็นตำนานในท้องทะเล ไม่สามารถใช้ทั้งหมดเป็นอาหารของยุบพองหิวโหยได้… ขณะไคลน์วางแผน มันผุดคำถามหนึ่งขึ้นกะทันหัน
จากตำนานสยองขวัญทั้งหมดที่ถูกเล่าขานในห้าห้วงสมุทร มีกี่ตำนานที่อำนวยการสร้างโดยจอมเวทพิสดาร?
ต้องมีบ้างแน่นอน… เฮ้อ… ถ้าอามุนด์เป็นผู้กำกับ เจ้านั่นคงย่อยโอสถเสร็จภายในเดือนเดียว มันเก่งในเรื่องแบบนี้มาก แถมยังไม่สนใจผลกระทบที่ตามมา… แล้วก็… ระหว่างที่หาโจรสลัดมาถ่ายหนังสยองขวัญ เราสามารถมองหาลู่ทางการในสร้างความกลัวให้ครึ่งเทพคนอื่น… ไม่จำเป็นต้องต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย ขอแค่บรรลุเป้าหมายก็พอ… ขณะความคิดมากมายหลั่งไหล ไคลน์เริ่มวางแผนที่ชัดเจน
จากนั้น มันพิจารณาเป้าหมาย
ห้ามยุ่งกับเทวทูตหรือลำดับสูงกว่านั้นที่ไม่สนิทเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นดารานำชายในหนังจะกลายเป็นเราแทน… แต่คนที่สนิทกันย่อมรู้อยู่แล้วว่าเราคือจอมเวทพิสดาร คงจะไม่กลัวกันสักเท่าไร…
โลกนี้มีผู้วิเศษระดับนักบุญอยู่มากมาย… ไม่ควรไปยุ่งกับบรรดาอาร์ชบิชอปของโบสถ์หลัก ไม่อย่างนั้นอาจทำให้เรื่องราวลุกลามบานปลายถึงขั้นเป็นชนวนสงคราม…
ฟู่ว… ดูเหมือนว่าเป้าหมายที่เหมาะสมที่สุดจะเป็นแพทริค·เบรน ครึ่งเทพของนิกายวิญญาณฝ่ายฝักใฝ่มรณาเทียม… นอกจากนั้นก็ยังมีสมาชิกสภาแห่งชะตาของวิล·อัสติน… แล้วก็…
หลังจากไล่รายชื่อเสร็จ ไคลน์ตัดสินใจว่าจะนัดพบกับนายแพทย์อลัน·คริสต์ภายในสองสามวันข้างหน้า นำไอศกรีมไปป้อนให้ทารกตัวน้อยพร้อมกับถามว่า ‘เหล่าสมาชิกสภา’ อยู่ที่ไหนกันบ้าง
หากคิดจะแกล้งลูกน้องใครสักคน ย่อมต้องได้รับอนุญาตจากประธานใหญ่เสียก่อน!
ไคลน์ที่ได้ข้อสรุปเริ่มอารมณ์ดี วางแผนออกจากบ้านและตรงไปยังวิหารนักบุญแซมมวลเพื่อสวดมนต์และบริจาค ก่อนจะแวะไปที่ ‘กองทุนการกุศลเพื่อการศึกษา’ และอยู่จนถึงเที่ยงวัน
ในช่วงบ่าย มันสวมบทบาทเป็นนักธุรกิจมืออาชีพเพื่อพบปะนักบัญชีและนักกฎหมายหลายคนที่กำลังมองหานักธุรกิจไปลงทุนในกิจการ
หลังจากเติมเต็มความหิว ไคลน์กลับมาที่ห้องนั่งเล่นกึ่งเปิดโล่งติดระเบียงใหญ่อีกครั้ง ขณะลังเลว่าพรุ่งนี้จะควรแวะไปที่บ้านของนายแพทย์อลัน·คริสต์โดยตรง หรือเลี้ยงอาหารค่ำที่ภัตตาคารเซอเรนโซ่ซึ่งโด่งดังด้านไอศกรีม สัมผัสวิญญาณของมันถูกกระตุ้น
ชายหนุ่มมองไปด้านข้างด้วยท่าทางไม่ประหลาดใจ มันพบกับมิสผู้ส่งสารที่เดินออกจากความว่างเปล่าพร้อมกับสี่หัวทองตาแดง
ในหนังศีรษะกำลังคาบจดหมาย
“ใครส่งมา” ไคลน์ถามอย่างคาดหวังตามความเคยชิน
เนื่องจากมันยังไม่รับจดหมาย ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์จึงใช้สามหัวที่เหลือตอบ
“ราชา…” “แห่ง…” “ความโง่…”
แพทริค·เบรน? ชื่อเล่นสามารถวิวัฒนาการได้ด้วย? ไคลน์เอื้อมมือไปหยิบจดหมายและเปิดอ่าน พบว่ามาจากครึ่งเทพของนิกายวิญญาณฝ่ายฝักใฝ่มรณาเทียมอย่างที่คิด
เนื้อความในจดหมายเขียนไว้ว่า
“…ผมเตรียมประกอบพิธีกรรมพิเศษสำหรับช่วยเหลืออาจารย์ของผม ท่านไฮเทล เรียบร้อยแล้ว… ท่านเจ้าคุณ ตอนนี้ผมกำลังยื้อเวลาของพิธีกรรมออกไปเพื่อรอการอนุญาตจากคุณ อย่างช้าที่สุดคือเช้าวันพรุ่งนี้”
พิธีกรรมที่มุ่งเป้าไปยังเทวทูตไฮเทล? ตอนนี้คงไม่มีวิธีหลีกเลี่ยงบททดสอบของแพทริค·เบรนที่นิกายวิญญาณมอบ… แต่อย่างน้อยก็สามารถแทรกแซงได้ด้วยเทวทูตกระดาษ… ใช่แล้ว… ไคลน์สะบัดข้อมือพร้อมกับเผาจดหมาย
จากนั้นมันดึงกระดาษออกมาหนึ่งแผ่นและเขียนตอบกลับ
“อนุญาต… ระวังตัวด้วย”
…
ณ ค่ำคืนอันเงียบสงบใกล้รุ่งสาง ภายในโรงงานตัดเย็บที่ไร้ผู้คนในเขตนักบุญจอร์จ
บางส่วนของที่นี่ถูกเคลียร์ให้เป็นลานโล่ง ผู้คนนับสิบในชุดคลุมสีดำกำลังยืนเรียงราย
กึ่งกลางพวกมันคือโลงศพสีดำที่ดูค่อนข้างหนัก รอบโลงเต็มไปด้วยเครื่องประดับทองคำ คราบโคลน เทียนไขที่จุดไฟสีซีด และกองกะโหลกจำนวนมาก
กะโหลกสีขาวเหล่านี้บางส่วนเป็นของมนุษย์ บางส่วนเป็นของสัตว์ และบางส่วนผิดรูปและแปลกประหลาดจนไม่สามารถบอกที่มา
และที่ด้านหน้าสุด กะโหลกศีรษะถูกวางซ้อนกันเป็นของใหญ่ที่สุด โดยมีแพทริค·เบรนกำลังยืนอยู่ไม่ไกล
มันเองก็สวมชุดคลุมสีดำ แต่มิได้ยกผ้าคลุมหัวขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าชัดลึกและเรียวยาว ผมสีดำ ดวงตาสีน้ำตาล
ครึ่งเทพรายนี้ยังไม่ทันได้ทำอะไร บรรยากาศรอบๆ พลันกลายเป็นเย็นเยียบ คล้ายกับมีวิญญาณจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังเต้นรำสนุกสนาน
ทันทีที่แพทริค·เบรนยกมือขวา บรรดาสาวกที่สวมผ้าคลุมหัวพลันกระตุกตัวกระโดดและเต้นด้วยท่าทางบ้าบิ่น
นี่คือ ‘ระบำวิญญาณ’ เป็นพิธีกรรมที่เทพมรณาชื่นชอบ ยิ่งเต้นแข็งแรงเพียงใดก็ยิ่งได้โปรดปราน
เมื่อการเต้นรำเริ่มเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญ สายลมเย็นที่มองไม่เห็นพลันพัดออกจากโลงศพ แพทริค·เบรนรีบก้มหน้าลงและสวดวิงวอนเป็นภาษาที่ราวกับมาจากโลกแห่งความตาย
“ราชาแห่งห้วงลึกของขุมนรก”
“เทวทูตผู้บรรเลงเสียงแห่งมรณะ”
“ผู้ปกครองสูงสุดเหนือแม่น้ำแห่งความตาย”
……………………………………..
เหนือสายหมอกสีเทา ไคลน์ที่นั่งบนเก้าอี้เดอะฟูลโบกมือและเสกไม้กางเขนเจิดจรัส
ไม้กางเขนทองแดงอมสีเขียวกำลังถูกประกบติดกับกระดุมธรรมดาๆ หนึ่งเม็ด บนพื้นผิวของกระดุมมีตะกอนถูกขับออกมาเป็นอนุภาคสีใสคล้ายผลึกแก้ว มอบความรู้สึกกดดันให้แก่ผู้พบเห็น
นี่คือกระดุม ‘ผู้พิพากษา’ ของเฮอร์มิท แคทลียาซึ่งถูกจองซื้อโดยมิสจัดจ์เมนต์ในราคาสามพันห้าร้อยปอนด์ ดังนั้น พลเรือเอกดวงดาวจึงต้องสังเวยให้มิสเตอร์ฟูลล่วงหน้า ตัวตนลึกลับรายนี้จะได้มีเวลาสั่งให้เทวทูตป่นตะกอนพลังและจัดระเบียบใหม่
และในชุมนุมทาโรต์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา จัดจ์เมนต์ ซิลยังถามหาซื้อสูตรโอสถผู้พิพากษาในราคาสองพันปอนด์
จากข้อตกลงร่วมกัน ออเดรย์ไม่สามารถแบ่งปันสูตรโอสถทุกชนิดที่ได้รับจากการสำรวจ ‘การเดินทางของกรอซาย’ กับผู้อื่นได้ เพราะนี่คือ ‘ความช่วยเหลือฟรี’ หนึ่งครั้งที่เธอเคยติดค้างกับเดอะเวิร์ล แต่ในกรณีของเลียวนาร์ด มันสามารถขายสูตรโอสถและความรู้ทางประวัติศาสตร์จาก ‘การเดินทางของกรอซาย’ ได้อย่างอิสระ ทว่า ท้ายที่สุดแล้วจัดจ์เมนต์ ซิลก็ยังเชื่อใจเดอะเวิร์ลมากกว่า
ขั้นตอนการขับตะกอนพลังใกล้เสร็จแล้ว หลังจบงานนี้ เราสามารถนำไม้กางเขนเจิดจรัสไปแลกเปลี่ยนกับเดอะซันน้อยได้อย่างสบายใจ… ถ้าในอนาคตมีความต้องการที่คล้ายคลึงกัน สมาชิกคนอื่นคงพุ่งเป้าไปขอความช่วยเหลือจากเดอะซันมากกว่ามิสเตอร์ฟูล เพราะไม่มีใครอยากรบกวนตัวตนลึกลับบ่อยๆ ถ้าไม่จำเป็น…
ในอนาคต เมื่อเดอะซันน้อยใกล้จะเป็นครึ่งเทพ เราคงต้องหาวิธีป่นไม้กางเขนเจิดจรัสให้เป็นตะกอนพลัง… แต่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล ถึงตอนนั้นเราคงกลายเป็นลำดับ 3 แล้ว สามารถระดมพลังของมิติลึกลับแห่งนี้ได้มากพอที่จะป่นสมบัติปิดผนึกให้แหลกละเอียด…
หลังจากผ่าน ‘การฆ่าเชื้อ’ ของมิติหมอก อาดัมไม่น่าจะใช้ไม้กางเขนเจิดจรัสเพื่อ ‘ล็อกเป้า’ เดอะซันน้อยได้… แต่ต่อให้หาพบ นั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะอามุนด์น้องชายอาดัมรู้มานานแล้วว่าเดอะซันน้อยเกี่ยวข้องกับมิสเตอร์ฟูล…
อา… ดูเหมือนว่าอามุนด์สามารถเข้าออกดินแดนเทพทอดทิ้งได้อย่างอิสระ แต่ไม่รู้ว่าอาดัมทำได้เหมือนกันไหม… ไคลน์จับไม้กางเขนเจิดจรัสแยกออกจากกระดุมผู้พิพากษาซึ่งเริ่มสรรเสริญดวงอาทิตย์ ระหว่างที่รอให้เดอะซันน้อยประกอบพิธีกรรมสังเวย มันเฝ้ามองตะกอนพลังที่ถูกขับออกมาจับตัวกันเป็นก้อนอีกครั้ง
…
ภายในยอดหอคอยของเมืองเงินพิสุทธิ์
หลังจากจัดเตรียมแท่นบูชาเสร็จ เดอร์ริค·เบเกอร์ยืนจ้องตุ๊กตาดินเหนียวสีดำเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชาโดยถือแท่งไม้ธรรมดาๆ ไว้ในมือ
หลังจากการสวดมนต์ที่สำรวจและดำเนินขั้นตอนที่จำเป็น ประตูแห่งการสังเวยและรับมองก็เปิดออก ไม้เท้าแห่งชีวิตถูกดูดเข้าไปและแทนที่ด้วยไม้กางเขนทองแดงอมเขียวซึ่งมีหนามแหลมล้อมรอบ
ขณะเดียวกัน ชื่อของไม้กางเขนดังขึ้นในหัวเด็กหนุ่มพร้อมกับวิธีการใช้และผลข้างเคียง
มันข่มความตื่นเต้นและรีบขอบคุณมิสเตอร์ฟูล จากนั้นก็สิ้นสุดพิธีกรรมและเดินไปทางด้านหน้าแท่นบูชา หยิบไม้กางเขนเจิดจรัสขึ้นมาตรวจสอบอย่างละเอียด
เก็บกวาดเสร็จ เดอร์ริคเดินออกจากห้อง ข้ามมายังห้องฝั่งตรงข้ามและเคาะประตู
“เข้ามา” โคลิน·อีเลียดส่งเสียงอนุญาต
เดอร์ริคบิดที่จับและดันประตูเปิด เดินเข้าไปพร้อมกับแสดงไม้กางเขนทองแดง
“ท่านเจ้าเมือง ตามที่เคยกล่าวไปแล้ว นี่คือสิ่งที่พระองค์เหลือทิ้งไว้… ชื่อของมันคือไม้กางเขนเจิดจรัส ใช้งานโดยการให้หนามที่พันรอบไม้กางเขนสัมผัสกับเลือดของผู้ถือ”
คราวนี้มันจงใจเลี่ยงคำว่า ‘มรดก’ และใช้ ‘สิ่งที่เหลือทิ้งไว้’ แทน
โคลินเจ้าของเส้นผมสีเทาหันมาจ้องตั้งแต่วินาทีที่เดอร์ริคถือไม้กางเขนเข้ามาในห้อง หลังจากฟังคำอธิบายจบ มันเดินไปเข้ามาใกล้ด้วยฝีเท้าหนักแน่น รับไปถือพร้อมกับตรวจสอบอย่างละเอียด
จนกระทั่งโคลิน·อีเลียดกดนิ้วโป้งลงบนหนามแหลม ปล่อยให้เลือดสีแดงไหลซึมออกมา
เมื่อคราบสีเขียวทองแดงลอกออก ไม้กางเขนเจิดจรัสก็เผยร่างจริงซึ่งเป็นแสงสว่างอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง ส่งผลให้เงาดำทั้งหมดอันตรธานหายไปจากห้อง
จนกระทั่งบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์อันท่วมท้นปกคลุมทุกซอกมุม โคลินปล่อยนิ้วออกจากหนาม ถอนหายใจและกล่าว
“สิ่งนี่เป็นของพระองค์…”
แม้ว่ามันจะเกิดหลังจากเมืองเงินพิสุทธิ์ถูก ‘ทอดทิ้ง’ ถึงสองพันกว่าปีและไม่โอกาสได้สัมผัสถึงออร่าแห่งเทพโดยตรง แต่เมืองแห่งนี้ก็ยังเก็บรักษาวัตถุหลายชิ้นที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมสังเวยแด่พระผู้สร้าง และพวกมันจะถูกนำออกมาใช้ในยามสังเวยหญ้าผิวดำ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน จึงไม่ใช่เรื่องยากที่โคลินจะสามารถระบุที่มาและต้นกำเนิดของไม้กางเขนในมือ
เดิมทีเดอร์ริคต้องการพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อได้ยินประโยคที่แฝงความหนักแน่นเมื่อครู่ มันกลับกล่าวสิ่งใดไม่ออก
โคลิน·อีเลียดมิได้กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม เพียงยืนถือไม้กางเขนเจิดจรัสอย่างเหม่อลอยเป็นเวลานาน
ผ่านไปหลายสิบวินาที ผู้นำสูงสุดแห่งเมืองเงินพิสุทธิ์ทำลายความเงียบด้วยการกล่าวเสียงต่ำ
“เป็นเรื่องดีที่สิ่งของของพระองค์กลับมาอยู่ในมือเราอีกครั้ง นี่คือลางสังหรณ์ว่ารุ่งอรุณกำลังจะมาเยือน… ผมขอยืมไม้กางเขนอันนี้สักครึ่งวันเพื่อแสดงต่อหน้าอาวุโสทุกคน… หึหึ… ถึงแม้จะเป็นผม แต่ก็ใช่ว่าจะแลกเปลี่ยนสมบัติวิเศษได้ตามใจชอบ… ในเมื่อผมทำไม้เท้าแห่งชีวิตสูญหาย อาวุโสคนอื่นก็ต้องได้ทราบเรื่องนี้และร่วมกันตัดสินบนลงโทษ… คุณต้องจำไว้ในดี ในฐานะหัวหน้า การตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวคือสิ่งสำคัญ ขณะเดียวกันก็ต้องไม่กลัวที่จะรับผลกระทบที่ตามมา… ต่อให้ทำไปเพื่อเมืองเงินพิสุทธิ์ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าคุณจะพ้นจากความผิด… บางทีการตัดสินใจในคราวนี้อาจถูกต้อง แต่คุณไม่มีทางเลือกถูกต้องได้ทุกครั้ง… สบายใจได้ ท้ายที่สุดแล้วไม้กางเขนเจิดจรัสอันนี้จะกลับสู่มือคุณ”
คำพูดของท่านเจ้าเมืองช่างซับซ้อน… คงต้องให้มิสเตอร์แฮงแมนช่วยอธิบายในการชุมนุมทาโรต์ครั้งหน้า… เดอร์ริคต้องการยกมือขวาขึ้นมาเกาท้ายทอยตามนิสัย แต่สุดท้ายก็หักห้ามใจตัวเองและเลือกที่จะอธิบายผลข้างเคียงด้านลบของไม้กางเขน
…
บ้านเลขที่ 160 ถนนเบิร์คลุน เขตเหนือของกรุงเบ็คลันด์
ไคลน์สังเวยหุ่นเชิดผู้ชนะ เอ็นยูนเข้าไปในมิติหมอกเพื่อ ‘เก็บรักษา’ จุดประสงค์เพื่อความคล่องตัวในแผนการถัดไป – มันตั้งใจที่จะให้เคาต์แห่งการเสื่อมถอย โจนาส·โคลเกอร์สวมแหวนบุปผาโลหิตพร้อมกับไม้เท้าแห่งชีวิต จากนั้นก็สร้างความสยองขวัญและพิสดารเป็นครั้งคราวในชีวิตประจำวันเพื่อเร่งความเร็วในการย่อยโอสถ ดังนั้น เมื่อเอ็นยูนไม่สามารถซ่อนตัวในท้องของโจนาสด้วยแหวนบุปผาโลหิต มันก็ต้องถูกเก็บแยกไว้ต่างหากอย่างมิดชิด จะได้ไม่เกิดปัญหาที่ยุ่งยากตามมา ไคลน์จึงไม่มีทางเลือกนอกจากโยนไว้บนมิติหมอก เพราะเหนือสิ่งอื่นใด มันสามารถสร้างหุ่นเชิดตัวใหม่ออกมาได้เรื่อยๆ อยู่แล้ว
ทำไมเราถึงรู้สึกแปลกๆ กับการนำหุ่นเชิดไปไว้ใน ‘ตู้เก็บ’ … มันดูเหมือนกับ… หนังสยองขวัญ… แต่แบบนี้ก็เหมาะกับชื่อจอมเวทพิสดารดี และนอกจากนั้น ทั้งเทวทูตของตระกูลซาราธและอันทีโกนัสต่างก็เก็บหุ่นโดยการนำไป ‘แขวนตากลม’ เห็นแบบนั้นแล้วของเราดูธรรมดาไปเลย! ไคลน์ลูบคางพลางนำไม้เท้าแห่งชีวิตยัดลงในไม้ค้ำแบบพิเศษที่ฝากมิสจัดจ์เมนต์ซื้อ
ไม้ค้ำอันนี้มีลักษณะกลวง สามารถใส่ดาบที่ไม่ยาวและกว้างจนเกินไป เหมาะแก่การซ่อนไม้เท้าแห่งชีวิตเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากเสร็จพิธีกรรมสังเวย ไคลน์บังคับให้โจนาสที่อยู่ในร่างเอ็นยูนนำไม้เท้ากลับไปยังห้องพักของตัวเองซึ่งอยู่ติดกัน จากนั้นก็อาบน้ำและแต่งตัวเข้านอน ทิ้งตัวลงบนเตียง
ขณะกำลังนอนหลับอย่างผ่อนคลาย สัมผัสวิญญาณของไคลน์ถูกกระตุ้น มันรีบลุกพรวดพร้อมกับมองไปทางระเบียงภายในห้อง
เนื่องจากผ้าม่านมิได้ปิดสนิท จึงสามารถมองเห็นสถานการณ์ด้านนอก
พืชพรรณด้านนอกหน้าต่างกำลังแผ่กิ่งก้านเติบโตจนเต็มพื้นที่ ดอกไม้ปกคลุมหนาแน่นในลักษณะเบียดเสียดหลายชั้น ไคลน์จึงอดสงสัยไม่ได้ว่านี่ตนเผลอตื่นขึ้นมากลางป่าหรืออย่างไร
“หรือว่า..” หลังจากเดาได้คร่าวๆ ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น มุมปากไคลน์กระตุก
มันม้วนตัวลุกจากเตียงและเดินไปที่ระเบียง ดึงผ้าม่านเปิดออกจนสุด
สิ่งที่อยู่ตรงหน้ามิใช่สวนพฤกษาและดอกไม้ในคฤหาสน์ของดอน·ดันเตสอีกต่อไป หากแต่เป็น ‘ป่าไม้’ อันเขียวชอุ่ม
นี่คือพลังการทำให้บริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยชีวิตชีวาทั้งพืชและสัตว์… ส่งผลให้เติบโตอย่างเร่งรีบและสืบพันธุ์ได้รวดเร็ว? แต่แบบนี้ไม่เร็วเกินไปหน่อยหรือ? สีหน้าไคลน์พลันบิดเบี้ยว
ย้อนกลับไปในตอนที่ใช้พลังทำนายเมื่อยืนยันผลข้างเคียงที่เกิดจากไม้เท้าแห่งชีวิต ไคลน์ได้เห็นภาพที่คล้ายคลึงกับสิ่งตรงหน้า แต่เนื่องจากวิวรณ์แจ้งว่าสิ่งนี้จะไม่สร้างอันตรายกับสภาพแวดล้อม มันจึงคิดว่ากระบวนการคงใช้เวลานาน ต้องใช้เวลาสักพักกว่าผู้คนรอบตัวจะค้นพบความผิดปรกติ ไม่ใช่สิ่งที่ตนต้องกังวลแต่อย่างใด
ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์ตัดสินใจตรวจสอบด้ายวิญญาณทั้งหมดในละแวกใกล้เคียงและพบว่ามนุษย์ไม่ได้รับผลกระทบ แต่หนูกับแมลงสาบนั้นเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก
ผลลัพธ์ดังกล่าวทำให้มันค่อนข้างโล่งใจ สายตามองออกไปยัง ‘ป่า’ ด้านนอกพลางตัดพ้อ
“ถึงจะไม่อันตราย แต่มันก็อลังการเกินไปหน่อย… เวลาปรกติคงต้องเก็บไว้บนมิติหมอก”
ราวสิบวินาทีต่อมา เงาลางกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นภายใน ‘ป่า’ บ้างตัวบางเฉียบ บ้างตัวหนา ทั้งหมดสวมเสื้อกันลมสีดำ ใบหน้าแบนราบโดยปราศจากดวงตา คิว ปาก และจมูก
เงาลางเหล่านี้บ้างก้มบ้างยืน ช่วยกัน ‘เผา’ วัชพืชและกอหญ้าท่ามกลางค่ำคืนอันเงียบสงัด บางส่วนก็คอยตัดเถาวัลย์และดอกไม้ส่วนเกิน
เช้าวันรุ่งขึ้น เป็นอีกหนึ่งวันที่พ่อบ้านวอลเตอร์ตื่นเช้าและเปิดหน้าต่างชมสวน
สวนดอกไม้ด้านนอกชุ่มฉ่ำไปด้วยสายหมอกยามเช้าและหยดน้ำค้าง กลิ่นหอมอันสดชื่นลอยโชยอย่างผิดปรกติ
“ดีกว่าเมื่อวาน…” วอลเตอร์พยักหน้าพลางชื่นชมคนสวนทั้งสองคน
ทว่า ภาพช่วงเช้าอันสดชื่นกลับทำให้มันรู้สึกกระสับกระส่ายอย่างบอกไม่ถูก อยากกลับบ้านไปหาภรรยาใจจะขาด มันตัดสินใจออกจากห้องและเดินไปทางเรือนคนใช้พร้อมกับจัดแจงสิ่งต่างๆ ให้เรียบร้อย จากนั้นก็เดินมายังห้องอาหาร
เพียงไม่นาน ดอน·ดันเตสและบุรุษรับใช้ เอ็นยูนเดินลงมาจากชั้นสาม
วอลเตอร์ก้าวไปข้างหน้าเพื่อแสดงความยินดี ตามด้วยการแจ้งตารางงานของนายจ้าง ปิดท้ายด้วยการสบโอกาสพูด:
“นายท่าน ผมต้องการใช้วันลาหยุดของเดือนนี้หนึ่งวัน”
กล่าวจบ มันหันไปเห็นผิวหนังบริเวณลำคอของบุรุษรับใช้ลูกครึ่งแยกออกจากกัน เผยให้เห็นดวงตาสีดำด้านใน
วอลเตอร์ตกตะลึงสุดขีดจนเกือบผงะถอยหลัง แต่หลังจากกะพริบตาหนึ่งหน มันพบว่าทุกสิ่งกลับเป็นปรกติ ไม่มีดวงตาประหลาดโผล่ขึ้นกลางลำคอของเอ็นยูน
คงเป็นเพราะเมื่อคืนเราฝันแปลกๆ จนนอนไม่หลับ… ทั้งขาดสมาธิและเห็นภาพหลอน… หลังจากกลั่นกรองความคิด วอลเตอร์รีบก้มศีรษะลง
ไคลน์ขอโทษในใจพลางผงกศีรษะ
“ไม่มีปัญหา ขอให้มีความสุขกับครอบครัว”
………………………..
นักบุญเร้นลับ โบทิส… ในระยะหลัง ฟอร์สมีประสบการณ์เกี่ยวกับโลกผู้วิเศษไม่น้อย ถึงขั้นเคยระแวงว่าตนอาจถูกเฝ้ามองโดยราชาเทวทูต ส่งผลให้ไม่เผยสีหน้ากระโตกกระตาก เพียงมองตรงอย่างเป็นธรรมชาติด้วยก้าวเดินปรกติ จนกระทั่งสวนกับชายที่สวมเสื้อกันลมสีดำ
ไม่กี่ก้าวถัดมา ทั้งสองก็สวนผ่านกันไป
หมอนี่บังเอิญผ่านมาแถวนี้เพราะถูกตะกอนพลังดึงดูด? ถ้ารู้ว่าอาจารย์อยู่แถวนี้ มันคงไม่มัวเอ้อระเหยแน่ คงรีบใช้พลังเทเลพอร์ตไล่ตามอาจารย์ไปติดๆ … โชคดีที่อาจารย์ขึ้นรถม้าและออกจากโรงแรมไปแล้ว… ฟอร์สเริ่มสงบจิตใจพร้อมกับบรรเทาความเครียด
เดินไปอีกสองสามก้าว หญิงสาวแหงนมองฟ้าเพื่อดูว่าฝนจะตกหรือไม่
ทันใดนั้น อีกาตัวหนึ่งบินมาจากที่ห่างไกลและร่อนลงเกาะบนต้นไม้ริมถนน หันหน้ามองในจุดที่ฟอร์สเพิ่งเดินผ่าน
ฟอร์สหยุดคิดเกี่ยวกับนักบุญเร้นลับ โบทิส ยังคงเดินด้วยความเร็วปรกติจนกระทั่งเปลี่ยนถนน
เนื่องจากชุมนุมแสงเหนือเลิกจัดชุมนุมลับในเบ็คลันด์ไปนานแล้ว แถมเป้าหมายยังเป็นครึ่งเทพ ฟอร์สจึงยังไม่มีแผนจะแก้แค้นให้อาจารย์ในเร็วๆ นี้ อย่าว่าแต่สู้ให้ชนะ ลำพังการค้นหาและล็อกเป้า ‘จอมเวทลึกลับ’ ให้ได้ก็นับว่ายากเต็มทน
คงต้องรอให้เรากลายเป็นนักท่องเที่ยวก่อน หากบังเอิญได้พบกับโบทิสอีก ถึงตอนนั้นเราจะจ้างงานมิสเตอร์เวิร์ล… เรื่องเดียวที่ยืนยันได้ในตอนนี้ก็คือ ชุมนุมแสงเหนือส่งนักบุญเข้ามาในเบ็คลันด์แล้ว… หืม… แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่า ปลายทางของโบทิสคือที่อื่น แต่ระหว่างการเดินทางถูกตะกอนพลังดึงดูดให้หลงเข้ามาในเบ็คลันด์… ฟอร์สเริ่มขบคิดว่าตนควรขอความช่วยเหลือจากเดอะเวิร์ลดีไหม
เท่าที่เธอทราบ สุภาพบุรุษรายนี้สังหารครึ่งเทพไปแล้วอย่างน้อยสองตน โดยที่ยังเป็นครึ่งเทพได้ไม่ถึงสามเดือน!
แต่ละโบสถ์หลักจะมีครึ่งเทพเพิ่งสิบกว่าคนเท่านั้น… หากมิสเตอร์เวิร์ลรักษาความเร็วระดับนี้ เขาจะใช้เวลาเพียงสองปีในการกวาดล้างครึ่งเทพของโบสถ์หลักสักแห่งจนเกลี้ยง… แต่แน่นอน ความจริงไม่ใช่บัญญัติไตรยางศ์ เทียบกันแบบนั้นไม่ได้… ฟอร์สที่มีการศึกษาสูงเนื่องจากเรียนจบศัลยแพทย์ เดินไปตามถนนพร้อมกับปล่อยให้ความคิดล่องลอยจนกระทั่งขึ้นรถม้าเช่า
…
บนมิติเหนือสายหมอก ปัจจุบันมีการจัดชุมนุมย่อยซึ่งประกอบด้วยเดอะซัน เดอร์ริค แฮงแมน อัลเจอร์ และเดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์
ทว่า จุดที่แตกต่างจากชุมนุมย่อยปรกติก็คือการมีมิสเตอร์ฟูลเข้าร่วมด้วย เนื่องจากจุดประสงค์ของเดอร์ริคคือการคัดเลือกสมบัติปิดผนึกชิ้นที่ตัวตนลึกลับรายนี้พึงพอใจ โดยจะแลกเปลี่ยนกับไม้กางเขนที่พระผู้สร้างเหลือทิ้งไว้
ขณะเดียวกันมันก็มีข้อสงสัยอยากปรึกษากับแฮงแมนและเดอะเวิร์ล จึงนัดชุมนุมย่อยเป็นปรกติพิเศษ
ดาบแสงเงิน หน้ากากสนธยา ไม้เท้าแห่งชีวิต ขลุ่ยแห่งการเสื่อมถอย… ทั้งหมดเป็นสมบัติปิดผนึกที่มีประสิทธิภาพสูงแต่มาพร้อมผลข้างเคียงระดับหายนะ จำเป็นต้องผนึกให้แน่นหนา… ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นว่า เมืองเงินพิสุทธิ์ไม่มีผู้วิเศษเส้นทางช่างฝีมือแม้แต่คนเดียว ได้แต่ภาวนาให้สมบัติต่างๆ เกิดขึ้นตามธรรมชาติ… แม้จะมีสมบัติปิดผนึกระดับเทพอยู่ที่หอคอย แต่อย่างมากก็ทำได้แค่ ‘ป่น’ ตะกอนพลังและรอให้พวกมันจัดระเบียบใหม่ ไม่สามารถพัฒนาให้เป็นสมบัติวิเศษที่มีคุณภาพได้… เมื่อเดอะฟูล ไคลน์ฟังคำอธิบายของเดอะซันน้อยจบ มันรีบวิเคราะห์ข้อดีข้อน้อยในใจอย่างรวดเร็ว
สิ่งแรกที่ตัดทิ้งคือหน้ากากสนธยา เพราะผลข้างเคียงด้านลบของสมบัติปิดผนึกจากเจ้าเมืองคนแรกนั้นรุนแรงเกินไป
จริงอยู่ที่ไคลน์สามารถยกหน้ากากให้หุ่นเชิดใส่ เป็นการตัดปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินเสียงจากโลกแห่งความตาย นอกจากนั้นก็ไม่ต้องกังวลว่าหุ่นเชิดของตนจะกลายเป็นทาสหน้ากาก แต่ร่างต้นก็จะตายไปอย่างกะทันหันเข้าสักวัน
ถัดมามันตัดขลุ่ยแห่งการเสื่อมถอยออกด้วยเหตุผลที่คล้ายกัน จริงอยู่ที่ความสามารถด้านลางสังหรณ์จะยอดเยี่ยมยิ่งกว่าพลังปีศาจในยุบพองหิวโหย แต่ผลข้างเคียงนั้นหลีกเลี่ยงได้ยากมาก
ถ้าเราให้ร่างต้นใช้ขลุ่ย จิตใจของเราจะเย็นชาจนมิอาจรักษา สิ่งนี้ขัดแย้งกับความสมดุลทางอารมณ์ที่มนุษย์ต้องรักษาระหว่างที่ก้าวไปเป็นเทพ และถึงจะส่งให้หุ่นเชิดใช้งานแทน ร่างต้นของไคลน์ก็จะสูญเสียความสามารถในการคิดและก่อความผิดพลาดได้ง่าย นั่นจะทำให้นักทำนายสูญเสียจุดแข็งของตนไป…
และเหนือสิ่งอื่นใด ขลุ่ยเลานี้ทำให้จิตใจของผู้คนในละแวกใกล้เคียงเสื่อมถอยลง แรงกระหายจะเข้ามาแทนที่ศีลธรรม ซึ่งไคลน์ยังไม่ต้องการให้ชาวถนนเบิร์คลุนจัดปาร์ตี้เซ็กซ์หมู่ ไม่อย่างนั้นอาจเกิดปัญหาลูกนอกสมรสตามมาอีกหลายคดี… สิ่งที่เหลืออยู่จึงมีแค่ดาบแสงเงินและไม้เท้าแห่งชีวิต… ไคลน์พึมพำในใจพลางรีบตัดสินใจเลือกหนึ่งจากสอง
หัวกะโหลกบริเวณด้ามของดาบแสงเงินนั้นมีสัญญาณชีพ… สำหรับไคลน์ สิ่งนี้แปลว่ามันสามารถเจรจากับอีกฝ่ายให้ลดผลข้างเคียงลงได้ ส่วนข้อจำกัดด้านความสูงนั้นไม่ใช่ปัญหา ในฐานะจอมเวทพิสดาร ไคลน์สามารถละทิ้งความ ‘หนา’ ของร่างกายและนำไปเพิ่มให้ส่วนสูงโดยไม่ต้องกังวลเรื่องสมดุลการเคลื่อนไหว เพราะพลังตัวตลกมีไว้ชดเชยจุดอ่อนในข้อนี้
ไม้เท้าแห่งชีวิตจะทำให้ผู้ถือเกิดการกลายพันธุ์ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับไคลน์ที่สามารถผลักภาระให้หุ่นเชิดถือแทน ในกรณีที่มีอวัยวะถูกแทนที่ด้วยพืชพรรณ หุ่นเชิดสามารถรักษาตัวเองได้ด้วยแหวนบุปผาโลหิต และสำหรับผลข้างเคียงด้านการเพิ่มชีวิตชีวาและอัตราการสืบพันธุ์ให้กับสิ่งมีชีวิตรอบข้าง ในสายตาไคลน์ไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น
เนื่องจากสมบัติปิดผนึกทั้งสองชนิดสามารถขจัดผลข้างเคียงได้ทั้งคู่ ไคลน์จึงตัดสินใจจากจุดแข็งแทน สำหรับดาบแสงเงิน เห็นได้ชัดว่าสิ่งนี้มาจากโอสถนักล่าปีศาจแห่งเส้นทางนักรบ ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีหรือตั้งรับก็ล้วนยอดเยี่ยม แถมยังมีคุณสมบัติขจัดสิ่งชั่วร้าย ทำให้ต่อกรกับปีศาจได้ง่าย ส่วนไม้เท้าแห่งชีวิตมีข้อดีด้านการกระตุ้นและกลายพันธุ์ เหมาะแก่การทำให้คู่ต่อสู้หวาดหวั่น
หลังจากไตร่ตรองสักพัก จนกระทั่งเดอะซัน เดอร์ริคขอคำตอบ ไคลน์ตอบไม่เร็วไม่ช้าประหนึ่งกำลังพูดเรื่องทั่วๆ ไป
“ไม้เท้า”
ในที่สุดมันก็ตัดสินใจเลือกไม้เท้าแห่งชีวิต!
อันที่จริง ทั้งดาบแสงเงินและไม้เท้าแห่งชีวิตต่างมีข้อดีคนละแบบ ประสิทธิภาพสูสีกันมาก การตัดสินใจให้เด็ดขาดไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ท้ายที่สุด ไคลน์กลับเลือกด้วยเหตุผลที่หลายคนต้องคาดไม่ถึง
ไม้เท้าแห่งชีวิตที่ถูกนิยามว่ามีพลังอันน่าขนลุก อีกนัยหนึ่งสามารถเรียกได้ว่าแปลกประหลาด และนั่นจะช่วยให้ไคลน์สามารถสวมบทบาทในฐานะจอมเวทพิสดารได้ง่ายขึ้น ย่อยโอสถได้เร็วขึ้น!
“ครับ มิสเตอร์ฟูล” เดอะซัน เดอร์ริคตอบด้วยสีหน้าตื่นเต้น
เพราะสิ่งนี้หมายความว่า ทันทีที่เสร็จสิ้นพิธีกรรมสังเวย มันจะได้รับสิ่งตอบแทนเป็นไม้กางเขนของพระผู้สร้าง
เมื่อบรรลุจุดประสงค์หลัก มันหันไปทางสุดขอบโต๊ะทองแดงยาวอีกฝั่ง
“มิสเตอร์เวิร์ล… นอกจากสมองที่สมบูรณ์ของมังกรจิตโตเต็มวัย คุณต้องการสูตรโอสถลำดับค่อนข้างสูงของเส้นทางนักเพาะปลูกเพิ่มด้วยไหม?”
เนื่องจากข้อมูลของทางเลี่ยงวังราชาคนยักษ์มาจากปากเดอะเวิร์ล เดอร์ริคจึงต้องถามเดอะเวิร์ล หาใช่มิสเตอร์ฟูล
แต่แน่นอน ในมุมมองของเด็กหนุ่ม มิสเตอร์เวิร์ลซึ่งเป็นข้ารับใช้ของมิสเตอร์ฟูล สามารถเรียกได้ว่าเป็นปากเสียงแทนมิสเตอร์ฟูลได้ในระดับหนึ่ง
สูตรโอสถลำดับค่อนข้างสูงของเส้นทางนักเพาะปลูก… เดอะฟูล ไคลน์ที่นั่งในตำแหน่งประธานโต๊ะทองแดงยาวพลันปวดหัวกะทันหัน ภายในใจกำลังเกิดการต่อสู้อย่างรุนแรง
มันมองเห็นเจตนาที่แท้จริงของเจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ จริงอยู่ที่นักล่าปีศาจรายนี้ปรารถนาอนาคตอันสดใสหลังจากสำรวจวังราชาคนยักษ์ แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่ได้รีบร้อน มันเตรียมใจที่จะอาศัยอยู่ในความมืดต่อไปหากผลการสำรวจไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ดังนั้นมันจึงจงใจเอ่ยถึงสูตรโอสถนักเพาะปลูกเพื่อหยั่งเชิงว่ามิสเตอร์ฟูลมีอำนาจที่เกี่ยวข้องในขอบเขตนี้หรือไม่ หรือกองกำลังที่อยู่เบื้องหลังมีผู้วิเศษเส้นทางนี้ไหม เพราะหากเดอะฟูลตอบสนองในเชิงบวก นั่นหมายความว่าเมืองเงินพิสุทธิ์สามารถยกระดับความเป็นอยู่ขึ้นไปได้อีก
และในทางกลับกัน ฝั่งไคลน์เองก็มีเรื่องให้ต้องปวดหัว ปัจจุบันแฟรงค์·ลีเพิ่งเขียนจดหมายว่า งานวิจัยของตนเหลืออีกแค่ก้าวเดียวเท่านั้น หมายความว่าการเลื่อนเป็นลำดับ 5 ดรูอิดจะช่วยให้ปัญหาดังกล่าวจบลงทันที และสิ่งนี้ทำให้ไคลน์ต้องคิดหนัก
อนาคตจะเป็นยังไง… เราไม่รู้… แต่ตอนนี้ต้องใส่ใจกับปัจจุบันก่อน… ถ้าโลกจะแตกเพราะผู้วิเศษลำดับ 5 แค่คนเดียวก็ให้มันรู้ไป… นอกจากนั้น มาดามเฮอร์มิทกลายเป็นครึ่งเทพเรียบร้อยแล้ว ลำพังเธอน่าจะดูแลแฟรงค์ไหว… หลังจากไตร่ตรองสักพัก ไคลน์สั่งให้เดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์มอบคำตอบ
“ลำดับ 5”
“แล้วถ้ามีลำดับที่สูงกว่านั้น?” เดอะซัน เดอร์ริคถามอย่างรอบคอบ
ไคลน์รู้สึกราวกับกำลังถูกทดสอบ จึงเงียบไปสักพักจึงค่อยตอบ
“ถ้าทางนั้นยินดีมอบให้ ทางนี้ก็ไม่ขัดข้อง…”
“ตกลงครับ” เดอะซัน เดอร์ริคไม่ถามซักไซ้ เพียงหันไปคุยกับบุรุษด้านข้าง “มิสเตอร์แฮงแมน ผมมีคำถาม ทำไมจู่ๆ ท่านเจ้าเมืองถึงพูดเรื่องสูตรโอสถของเส้นทางนักเพาะปลูกขึ้นมา?”
แฮงแมน อัลเจอร์ชำเลืองไปทางเดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์เล็กน้อยก่อนจะกล่าว
“นี่คงเป็นการทดสอบของเจ้าเมือง เพื่อหยั่งเชิงว่าสภาพแวดล้อมของเมืองเงินพิสุทธิ์สามารถถูกปรับปรุงได้หรือไม่… ถ้าผมจำไม่ผิด ตำนานของเมืองเงินพิสุทธิ์กล่าวเอาไว้เพียงว่า ราชินีของราชาคนยักษ์คือเทพธิดาแห่งฤดูเก็บเกี่ยว… แต่ในบันทึกของตระกูลผีดูดเลือด มีการระบุชัดเจนว่าเทพธิดาแห่งฤดูเก็บเกี่ยวมีพระนามว่าโอมีเบล่า และเมืองเงินพิสุทธิ์ของคุณก็เคยศรัทธาในพระองค์… ความคิดของผมในตอนนั้นก็คือ สิ่งที่น่าจะเป็นความจริงมีแค่ชื่อโอมีเบล่า ส่วนประเด็นอื่นอาจเป็นการปั้นแต่งของผีดูดเลือด… แต่เมื่อทราบว่าเจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์จู่ๆ ก็เอ่ยถึงสูตรโอสถของเส้นทางนักเพาะปลูกที่ไม่เคยถูกกล่าวถึงมาก่อน ผมเริ่มเชื่อว่าตำนานที่มิสเตอร์มูนเล่านั้นคงเป็นเรื่องจริง… และนั่นทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมเมืองเงินพิสุทธิ์ถึงต้องปกปิดความจริงที่เคยนับถือเทพธิดาแห่งฤดูเก็บเกี่ยว แม้แต่พระนามเต็มก็ยังถูกปกปิดโดยเจตนา… ต้องมีความลับสำคัญซ่อนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้แน่”
“ความลับสำคัญ…” เดอะซัน เดอร์ริคไตร่ตรองหน้าเครียด แต่ก็นึกอะไรไม่ออก
โชคดีที่เรื่องนี้ไม่สำคัญกับมันนัก เพียงไม่นานก็รีบยุติการชุมนุมและกลับสู่เมืองเงินพิสุทธิ์ เตรียมแลกเปลี่ยนสมบัติปิดผนึก
…………………………………….
เราอยากได้สมบัติปิดผนึกระดับนักบุญชิ้นใด? เดอร์ริค·เบเกอร์หาคำตอบให้ตัวเองตามความเคยชิน
เนื่องจากเส้นทางสุริยันสามารถรับมือสัตว์ประหลาดในความมืดได้ค่อนข้างดี แถมมันยังมีขวาน ‘เทพสายฟ้าคำราม’ ซึ่งโดดเด่นในด้านพลังทำลาย สมบัติปิดผนึกที่เดอร์ริคต้องการจึงไม่ใช่ด้านสนับสนุนหรือโจมตี และเมื่อนึกถึงเรื่องที่ต้องเจ็บตัวระหว่างการหา ‘เพื่อนใหม่’ เดอร์ริคตัดสินใจได้ว่าตนปรารถนาสมบัติปิดผนึกที่โดดเด่นด้านพลังป้องกัน
เมื่อความคิดดังกล่าวแล่นผ่าน เดอร์ริคเพิ่งได้สติและเข้าใจว่าแก่นแท้ของคำถามไม่เกี่ยวกับตน หากแต่เป็นสมบัติปิดผนึกระดับนักบุญที่จะนำไปแลกกับไม้กางเขนเจิดจรัสของมิสเตอร์ฟูล
มันลังเลสักพักก่อนจะถามตรงๆ
“ท่านเจ้าเมืองมีคำแนะนำอย่างไร?”
โคลินชำเลืองและเดินออกจากตำแหน่ง ขยับเข้าใกล้หน้าต่างพลางหันกลับมามอง
“มีสมบัติปิดผนึกสี่ชิ้นที่ค่อนข้างสอดคล้องกับคุณ… ชิ้นแรกชื่อว่า ‘ดาบแสงเงิน’ เป็นสิ่งที่หลงเหลือจากอาวุโสคนหนึ่งซึ่งเสียชีวิตเมื่อหนึ่งพันสามร้อยปีก่อน… ผู้ที่ถือดาบเล่มนี้จะกลบจิตสังหารได้อย่างมิดชิด สามารถแทรกแซงพลังทำนายและคำพยากรณ์ได้ในระดับสูง ได้รับพละกำลังเหนือจินตนาการและพลังแห่งแสงรุ่งอรุณสำหรับต่อกรกับสิ่งชั่วร้ายรอบๆ ตัว… ดาบเล่มนี้สามารถสร้างพายุแห่งแสงที่เปี่ยมไปด้วยพลังทำลายล้าง รวมถึงการสร้างบาเรียล่องหนที่ทนทานขึ้นรอบๆ ตัวผู้ถือ และหากนำไปปักดินจะช่วยเพิ่มพลังป้องกันจนยากจะถูกโค่นล้ม… สุดปลายด้ามเป็นกะโหลกที่มีหนึ่งปากและหนึ่งตา มีสัญญาณชีพ หากป้อนสมุนไพร น้ำมันสกัด หรือยาเข้าไปในปากกะโหลก ผู้ถือจะได้รับคุณสมบัติที่แตกต่างกันเช่นฟ้าผ่า แช่แข็ง ชำระล้าง เผาไหม้ เน่าเปื่อย และปัดเป่า… เงื่อนไขในการใช้งานดาบค่อนข้างยุ่งยากและเข้มงวด หากสูงไม่ถึง 1.8 เมตรก็จะไม่มีวันยกขึ้น หากสูงต่ำกว่าสองเมตรจะมิอาจใช้พลังของมันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนั้นกะโหลกที่ปลายด้ามยังพูดเก่ง มักชวนเจ้าของดาบพูดคุยตลอดเวลา และถ้าไม่มีการตอบสนอง มันก็จะไม่ให้ความร่วมมือในช่วงเวลาสำคัญ ในกรณีที่เลวร้ายก็อาจทำร้ายเจ้าของ แต่ถ้าเจ้าของดาบยอมคุยกับกะโหลก มีโอกาสสูงมากที่จะเสียสติและบ้าคลั่ง”
นี่คือสิ่งที่เราต้องการ สมบัติปิดผนึกซึ่งเด่นในด้านพลังป้องกัน… เดอร์ริคพูดกับตัวเองโดยไม่ขัดจังหวะการบรรยายของเข้าเมือง เพียงรอฟังข้อมูลของสมบัติชิ้นต่อไป
“ชิ้นที่สองก็คือ ‘หน้ากากสนธยา’ หลงเหลือมาจากเจ้าเมืองคนแรก เป็นหน้ากากที่ทำจากกะโหลกมนุษย์ สามารถเก็บซ่อนจิตสังหารและความพยาบาท ปกปิดความคิดและแนวโน้มทางพฤติกรรม เปลี่ยนให้ผู้สวมเหมือนกับคนตายที่ปราศจากสตินึกคิด… เพียงสวมหน้ากากลงไปก็จะทำให้ได้พลังที่ทัดเทียมคนยักษ์ตัวจริง รวมถึงพลังในการปกครองอันเดด… สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่มองเข้าไปในดวงตาผู้สวมจะเสียชีวิตคาที่ ต่อให้เป็นครึ่งเทพก็ต้องบาดเจ็บหนัก และแม้จะไม่ได้มองเข้าไปในดวงตา แต่ถ้าถูกจ้องด้วยหน้ากากนี้ เป้าหมายจะค่อยๆ เหี่ยวเฉาราวกับขาข้างหนึ่งก้าวเข้าไปในแม่น้ำแห่งความตาย… ผู้สวมมีพลังในการสร้างพายุสนธยาอันน่าสะพรึงกลัว สิ่งใดที่ถูกแสงสนธยาปนเปื้อน ชะตากรรมคือการเน่าเปื่อย เหี่ยวแห้ง หรือเฉาตายโดยปราศจากชีวิตชีวา… การโจมตีส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่การชำระล้างจะไม่ได้ผลกับผู้สวมหน้ากากสนธยา เพราะไม่มีใครสามารถฆ่าคนที่ตายไปแล้วได้… หน้าสนธยาอันนี้ทรงพลังเป็นอย่างมาก แต่ก็อันตรายไม่แพ้กัน เพราะถึงจะวางไว้เฉยๆ โดยที่ไม่แตะต้อง คนรอบข้างก็จะค่อยๆ เสียสติและตายไปอย่างกะทันหัน ดังนั้นจึงต้องถูกผนึกอย่างเหมาะสม… ไม่ว่าจะเป็นใคร หากสวมหน้ากากนี้เข้าไปก็จะได้ยินเสียงเพรียกที่ฟังดูคล้ายกับมาจากส่วนลึกของโลกแห่งความตาย เกิดความเสียหายทางจิตใจที่อาจทำให้กลายเป็นบ้า… ขณะเดียวกันถ้าสวมหน้ากากอันนี้นานเกินกว่าห้านาที ผู้สวมจะกลายเป็นทาสมันอย่างถาวร”
สมบัติปิดผนึกที่แทบจะไม่มีประโยชน์ ชะตากรรมเดียวของมันคือการถูกปิดผนึก… อา… คงมีเพียงตัวตนที่พิเศษอย่างมิสเตอร์ฟูลจึงจะสามารถมองข้ามผลข้างเคียงด้านลบของมัน… เดอร์ริคอ้าปากเล็กน้อย แต่ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา
โคลิน·อีเลียดนึกทบทวนสักพักก่อนจะพูดต่อ
“ชิ้นที่สามมีชื่อว่า ‘ไม้เท้าแห่งชีวิต’ สามารถควบคุมสัตว์วิเศษที่มีสติปัญญาต่ำและลดความบ้าคลั่งของพวกมันได้ในระยะเวลาสั้นๆ … นอกจากนั้นยังสามารถผสาน ‘ดวงวิญญาณที่ไม่สมบูรณ์’ เข้ากับวัสดุประเภทต่างๆ ด้วยพลัง ‘เสริมแกร่งชีวิต’ … พลังประเภทนี้สามารถพลิกแพลงไปใช้สร้างมนุษย์ที่มีอายุขัยสั้น สร้างตุ๊กตาสำหรับทำสงคราม รวมถึงการสร้างโกเลมหิน โกเลมดิน และโกเลมเหล็ก… สิ่งมีชีวิตชนิดใดที่ถูกไม้เท้าอันนี้ฟาดใส่ โอกาสในการเสียสติและคลุ้มคลั่งจะเพิ่มขึ้น รวมถึงทำให้ร่างกายมีโอกาสกลายพันธุ์ ตัวอย่างเช่นมีผลแตงโม เห็ด หรือข้าวสาลีงอกออกมา… แต่แน่นอน อาหารเหล่านั้นกินไม่ได้ ด้านในเต็มไปด้วยมลพิษ… สำหรับสิ่งมีชีวิตที่ถูกสัมผัสด้วยหัวไม้เท้า ไม่ว่าจะบาดเจ็บสาหัสเพียงใดก็สามารถหายขาดได้ทันที ยกเว้นในกรณีที่คลุ้มคลั่งไปแล้ว… ไม้เท้าอันนี้จะทำให้พื้นที่โดยรอบเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ล้วนเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์พูนสุข สืบพันธุ์ได้รวดเร็ว… แต่น่าเสียดายที่ไม่มีผลกับดินแดนต้องสาปของเรา… ผู้ถือไม้เท้าแห่งชีวิตมีโอกาสสูงที่จะร่างกายจะเกิดการกลายพันธุ์ ยิ่งถือนานก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยง การกลายพันธุ์จะส่งผลให้อวัยวะต่างๆ ถูกทดแทนด้วยพืชพรรณนานาชนิด”
ฟังดูเลวร้ายชะมัด… เดอร์ริคเกิดความกลัวอย่างอธิบายไม่ได้ สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะถาม
“แล้วชิ้นที่สี่ล่ะครับ?”
“เป็นสิ่งที่หลงเหลือจากปีศาจที่ผมล่า… ผมตั้งชื่อมันว่า ‘ขลุ่ยแห่งการเสื่อมถอย’ … รูปลักษณ์เป็นเพียงขลุ่ยเงินธรรมดา แต่เมื่อมีคนเป่ามัน สิ่งมีชีวิตในบริเวณใกล้เคียงจะเห็นภาพหลอนโดยไม่มีข้อยกเว้น และนั่นทำให้ความโกรธ ความเศร้า ความเจ็บปวด ความโลภ ความโอหัง ความทระนงตน และอารมณ์อื่นๆ จะถูกขยายในพริบตา เกิดเป็นอาการจิตระเบิดหรือสิ้นสติในพริบตา มีโอกาสคลุ้มคลั่งคาที่… ยกเว้นผู้ถือ สิ่งมีชีวิตในบริเวณใกล้เคียงจะสูญเสียความสามารถในการคิดอย่างรวดเร็ว ง่ายต่อการก่อความผิดพลาด… ขณะเดียวกัน ผู้ถือจะมีลางสังหรณ์เฉียบคมเป็นพิเศษ ในบางก็สามารถมองเห็นอันตรายล่วงหน้าได้ถึงสองวัน… ไม่ว่าขลุ่ยแห่งการเสื่อมถอยเลานี้จะอยู่ที่ใด จิตใจของผู้คนที่นั่นจะค่อยๆ เสื่อมถอยลง ความกระหายกลายเป็นเรื่องปรกติ ศีลและศรัทธาถูกละทิ้ง และยังทำให้ผู้ถือกลายเป็นคนเย็นชาชนิดที่แก้ไขกลับเป็นปรกติไม่ได้ ยิ่งถือนานเพียงใดก็ยิ่งอยู่ในสภาพเลวร้ายมากเท่านั้น สุดท้ายจะส่งผลกระทบต่อการสวมบทบาทในเส้นทางตัวเอง จนกระทั่งลงเอยด้วยการคลุ้มคลั่ง”
อธิบายสมบัติปิดผนึกทั้งสี่ชิ้นจบ ดวงตาสีฟ้าอ่อนของโคลินซึ่งเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์และเวลา จ้องหน้าเดอร์ริคและพูด
“คุณคิดยังไงบ้าง”
“ผมขอเวลาทบทวนดูก่อนครับ” เดอร์ริคตอบอย่างชำนาญ
“ทำถูกแล้ว เพราะการเลือกครั้งนี้สำคัญมากสำหรับคุณ ห้ามบุ่มบ่ามตัดสินใจ” โคลินพยักหน้ารับ “ในอีกสามวันข้างหน้า เราจะออกเดินทางไปยังค่ายหมู่บ้านยามบ่าย ผมต้องการคำตอบก่อนออกเดินทาง แล้วอย่าลืมเผื่อเวลาสำหรับทำความคุ้นเคยกับสมบัติวิเศษชิ้นใหม่”
“ครับ ท่านเจ้าเมือง” เดอร์ริคคำนับขึงขังและเดินออกจากห้อง
มันไม่รีบตรงกลับบ้านเพื่อสวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูล แต่แวะลานฝึกเพื่อสร้างความชำนาญด้านเวทมนตร์สุริยันที่หลากหลาย
นี่คืออุปนิสัยที่ฝังรากลึกเข้าไปในสายเลือดชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ทุกคน หากปราศจากวินัยที่ยอดเยี่ยม ก็คงยากจะอาศัยอยู่ในดินแดนทุรกันดารและเต็มไปด้วยอันตรายเช่นนี้
…
ย่านสะพานเบ็คลันด์ ในซอยมืด
ซิลได้พบกับชายสวมหน้ากากทองคำอีกครั้ง หรือที่ควรเรียกว่าเจ้าหน้าที่ MI9 ผู้ปรารถนาดี
“สูตรโอสถผู้พิพากษาของคุณอาจต้องรอไปอีกสักพัก” ชายสวมหน้ากากทองคำกล่าว
แม้การสืบสวนในตัวซิลจะไม่คืบหน้า แต่ก็ยังไม่จบลง
ซิลเม้มริมฝีปากพลางพยักหน้า คล้ายกับกำลังตัดสินใจบางสิ่งที่ยากลำบาก
“ฉันไม่เอาสูตรโอสถนั่นแล้ว”
“คุณ… ยอมถอดใจแล้ว?” ชายหน้ากากทองคำเผยสีหน้าประหลาดใจเจือยินดี
ซิลไม่ตอบตรงๆ เพียงหันไปด้านข้างและพูด
“ฉ…ฉันขอแลกคะแนนผลงานทั้งหมดเป็นทองปอนด์”
ได้ยินคำตอบจากปากหญิงสาว ชายสวมหน้ากากทองผงกศีรษะอย่างโล่งใจและกล่าว
“ยอดเยี่ยมมาก… ในที่สุดคุณก็คิดได้… อดีตผ่านไปแล้วก็แล้วกันไป ตัวคุณ แม่ และน้องชายจะได้มีชีวิตใหม่ที่สุขสบาย… อา… สำหรับคะแนนผลงานของคุณ หากนำไปแลกทองปอนด์จะได้ประมาณสองพันปอนด์ ผมจะช่วยผลักดันให้ได้มากกว่าเดิม… และหลังจากนี้คุณยังทำหน้าที่เป็นสายข่าววงนอกให้ MI9 ต่อไปได้ เพราะสำหรับผู้วิเศษไร้สังกัด การมีทางการคอยสนับสนุนเป็นเรื่องที่ดีกว่ามาก”
ซิลเงียบไปสักพัก ขยับริมฝีปากขึ้นลงก่อนจะพูด
“ขอบคุณมาก…”
หญิงสาวสัมผัสความจริงใจของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน คำขอบคุณของเธอจึงมาจากก้นบึ้ง
แต่ในความเป็นจริง ซิลยังไม่ยอมแพ้ เหตุผลที่เลือกทองปอนด์เพราะเธอสั่งจองสูตรโอสถผู้พิพากษากับเดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์เรียบร้อยแล้ว – แถมนักผจญภัยเสียสติรายนี้ก็ยังรับปากว่าจะจัดหาสูตรผลิตโอสถ ‘อัศวินวินัย’ ตามมาในภายหลัง
และแน่นอน การยอมแพ้ของซิลในครั้งนี้ทำให้ MI9 ลดความสงสัยในตัวเธอลงอย่างมาก
หลังจากอธิบายขั้นตอนการทำงานที่ผ่านมาเสร็จ ซิลบอกลาชายสวมหน้ากากทองคำและเดินออกจากตรอก
…
เช้าวันอังคาร เป็นอีกครั้งที่ฟอร์สออกจากบ้านแต่เช้า เดินทางมายังโรงแรมแฮททริคในเขตเชอร์วู้ดเพื่อพบอาจารย์โดเรียน·เกรย์
“นี่เป็นข้อควรระวังในการสำรวจโลกวิญญาณ และนี่คือภาพเหมือนของโบทิส” โดเรียนยกมือขึ้นมาปิดปากหาว ตามด้วยการยื่นกระดาษปึกหนาให้ฟอร์ส
ฟอร์สไม่รีบร้อนอ่านข้อมูล สิ่งแรกที่ทำคือจ้องภาพเหมือน
บนภาพเป็นชายชุดคลุมสีดำ อายุน่าจะยังไม่ถึงสี่สิบ ผมสีน้ำตาลหยักศกเล็กน้อย บรรยากาศรอบตัวทำให้ผู้คนกดดันอย่างอธิบายไม่ได้ ดวงตาสีดำลุ่มลึกราวกับซุกซ่อนสิ่งต่างๆ ไว้มากมาย
นี่คือนักบุญเร้นลับสินะ… ฟอร์สถูปลายนิ้วเพื่อเผาภาพเหมือนด้วยการเสียดสีพลังวิญญาณ
“ไม่เลว… รอบคอบมาก” โดเรียนพยักหน้าชื่นชม
จากนั้นมันยกกระเป๋าเดินทางขึ้นและพูดกับฟอร์ส
“ผมต้องกลับท่าเรือพริสต์แล้ว ถ้าออกมานานเกินไปจะทำให้ถูกสงสัยเอาได้”
ฟอร์สที่ทราบว่าเบ็คลันด์กำลังอยู่ในภาวะตึงเครียดสุดขีด ไม่ต้องการให้อาจารย์ของตนแช่อยู่นาน จึงไม่มัวเหนี่ยวรั้ง ทำเพียงจ้องมองแผ่นหลังของอีกฝ่ายที่เดินจากไป
จากนั้นหญิงสาว ‘เปิดประตู’ ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงตรอกด้านหลังโรงแรม
ทันทีที่จับทิศทางได้และเลี้ยวกลับเข้าถนน เธอเห็นชายสวมชุดกันลมสีดำเดินเข้ามาใกล้
ชายคนดังกล่าวเหลือบมองเธอและถอนสายตากลับอย่างเป็นธรรมดา แต่กล้ามเนื้อหลังของฟอร์สกลับกระตุกอย่างรุนแรง
กระจกตาของเธอสะท้อนรูปลักษณ์ของอีกฝ่าย:
อายุน่าจะยังไม่ถึงสี่สิบ ผมสีน้ำตาลหยักศกเล็กน้อย บรรยากาศรอบตัวทำให้ผู้คนกดดันอย่างอธิบายไม่ได้ ดวงตาสีดำลุ่มลึกราวกับซุกซ่อนสิ่งต่างๆ ไว้มากมาย
………………………….
เขตเชอร์วู้ด อาคารหมายเลข 22 ถนนปรารถนา โรงแรมแฮททริค ด้านนอกห้องพักเลขที่ 2016
ฟอร์สเดินทะลุกำแพงผ่านเข้ามาง่ายๆ โดยไม่ดึงดูดสายตาใคร จากนั้นก็ใช้นิ้วเคาะประตูห้องตามจังหวะที่ตกลงกันไว้
เพียงไม่นาน โดเรียน·เกรย์·อับราฮัมในชุดสูทสีดำ เจ้าของร่างกายกำยำและไหล่กว้างทำการเปิดประตู
สุภาพบุรุษรายนี้รีบมองไปรอบๆ และฉากหลบให้ฟอร์สผ่านเข้าไปในห้อง
“…ผมคิดไม่ถึงว่าคุณจะกลายเป็นนักบันทึกได้เร็วขนาดนี้” ปิดประตูเสร็จ โดเรียนตรวจสอบกลอนประตูอย่างระมัดระวังก่อนจะหมุนตัวกลับมาพลางถอนหายใจยาว
ตามมาตรฐานของยุคปัจจุบัน โดเรียนถือว่าเป็นชายวัยกลางคนค่อนไปทางสูงอายุ แต่มันเพิ่งอยู่แค่ลำดับ 7 โหราจารย์และหมดหวังที่จะเลื่อนลำดับต่อไป
แต่กระนั้น ฟอร์ส·วอลล์ นักเรียนของมันกลับเลื่อนจากลำดับ 9 มาถึง 6 ได้ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี
เมื่อนำมาเปรียบเทียบ โดเรียนอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจตัดพ้อ
สายเลือดของตระกูลอับราฮัมควรจะมีเกียรติและสูงส่ง แต่กลับต้องเผชิญความน่าอดสูเพียงเพราะคำสาป สิ่งนี้สร้างความท้อแท้ให้ไม่น้อย
“เป็นเพราะคุณสอนเก่งค่ะ อาจารย์” แม้ว่าฟอร์สจะชอบอยู่แต่ในบ้านมากกว่าออกไปข้างนอก แต่ในฐานะนักเขียนนิยายขายดี มีบ่อยครั้งที่เธอได้รับเชิญจากเหล่าขุนนางให้เข้าร่วมซาลอนวรรณกรรม ส่งผลให้พอจะรู้จักวิธีเข้าสังคมและวาทศิลป์อยู่บ้าง นอกจากนั้น เป็นความจริงที่เธอได้รับความช่วยเหลืออย่างมากจากอาจารย์ ไม่ว่าจะความรู้ เงินทอง สูตรโอสถ หรือวัตถุดิบ
โดเรียนเหลือบมองหญิงสาวพลางส่ายหน้าและยิ้ม
“ผมไม่ได้มีคุณเป็นนักเรียนแค่คนเดียว… ด้วยความเร็วระดับนี้ ในความทรงจำของผมมีแค่คนเดียวที่ทัดเทียมกับคุณ”
มันเว้นวรรคก่อนจะกล่าวต่อ
“ถัดไป… เป้าหมายของคุณคือลำดับ 5 นักท่องเที่ยว… แต่ผมคาดหวังในตัวคุณมากกว่านั้น นั่นคือลำดับ 4 จอมเวทลึกลับ… แต่แน่นอนว่าผมมีเรื่องจะขอร้อง นั่นคือเมื่อใดที่คุณกลายเป็นครึ่งเทพ ได้โปรดสวดวิงวอนถึงใครบางคนและพยายามฟังคำตอบจากท่าน พยายามถอดความหมายว่าท่านต้องการจะสื่อถึงสิ่งใด… การทำแบบนี้อันตรายมาก แต่สำหรับครึ่งเทพลำดับ 4 ร่างกายของคุณจะทนทานมากพอที่จะแบกรับผลข้างเคียง หากไม่มีปัจจัยอื่นมาเกี่ยวข้องก็คงไม่มีปัญหา”
“อาจารย์… คำตอบนั้นสำคัญกับคุณมากเลยหรือ?” แม้ว่าฟอร์สพอจะทราบเรื่องราวอยู่แล้ว แต่เธอก็แสร้งทำเป็นฉงน
โดเรียนเงียบงันสักพักก่อนจะถอนหายใจยาว
“สำคัญมาก… พ่อแม่ของผม น้องชายของผม น้องสาวของผม ลูกของผม… มีผู้คนมากมายต้องสละชีวิตเพื่อแสวงหาคำตอบนี้ แต่พวกเราไม่ได้อะไรกลับมาเลย… แต่คุณไม่ต้องกังวล พวกเราต้องสังเวยมากขนาดนี้เพราะคำสาปในสายเลือดของตระกูล คุณที่เป็นคนนอกสบายใจได้… ผมไม่หวังว่าจะขจัดคำสาปได้ในรุ่นตัวเอง แต่อย่างน้อยก็อยากทราบต้นตอของมัน อยากทราบว่าสิ่งใดคือสาเหตุที่ทำให้ทุกคนต้องตาย”
กล่าวถึงตรงนี้ โดเรียนถอนหายใจเงียบ
ด้วยเหตุผลบางประการ ฟอร์สพลันตระหนักถึงภาระอันหนักอึ้งที่ส่งต่อกันมาเป็นเวลานานนับพันปี
เธอไม่อยากจะนึกภาพตามว่า การที่เหล่าบรรพชน พ่อแม่ พี่ชาย น้องสาว และลูกต้องตายไปด้วยคำสาปเดียวกันไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม คนที่ยังมีชีวิตอยู่จะรู้สึกเจ็บปวดมากแค่ไหน
เมื่อนึกถึงความใจดีของอาจารย์ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ฟอร์สซึ่งมักถูกผู้สูงอายุเอ็นดูเป็นประจำลืมตาขึ้นและผงกศีรษะหนักแน่น
“ฉันจะทำให้เต็มที่…”
โดเรียนพยายามอดกลั้นความรู้สึก เพียงพยักหน้ารับแผ่วเบาและกล่าว
“จุดแข็งที่สุดของคุณคือความใจดี”
ฟอร์สเขินอายเล็กน้อย จากนั้นก็ทำทีเป็นเอะใจกับคำพูดของอาจารย์
“ตระกูล?”
เธอจำได้ว่าอาจารย์ไม่เคยพูดถึง ‘ตระกูล’ ให้ฟังมาก่อน แค่พูดว่าตน ลาโบโร่ และอาริสาเป็นสมาชิกขององค์กรลับแห่งหนึ่ง
เพื่อที่จะแยกแยะในสิ่งที่อาจารย์เล่าให้ฟังและสิ่งที่ได้ยินจากชุมนุมทาโรต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฟอร์สพยายามท่องจำอย่างละเอียดก่อนออกจากบ้าง เพื่อไม่ให้เผลอหลุดปากพูดในสิ่งที่ไม่ควร
โดเรียนตอบกระชับ
“เพื่อแก้คำสาป ทุกคนในตระกูลต้องเข้าร่วมองค์กรลับนั้น”
มันเปลี่ยนหัวข้อทันที
“ทำไมคราวนี้คุณถึงรีบร้อนย้ายบ้าน?”
“ฉันถูกหน่วยพิเศษของทางการจับตามอง” ฟอร์สพูดความจริงเพียงครึ่ง ตามด้วยการตัดพ้อเกี่ยวกับบุรุษไปรษณีย์
โดเรียนไม่กล่าวคำใด เริ่มประกอบพิธีกรรมอัญเชิญสิ่งมีชีวิตจากความว่างเปล่าที่รักในเสียงเพลง มาลมอส และสั่งให้มันคายออกมาสามสิ่ง
ชิ้นแรกคือผลึกที่ใสจนเกือบจะเป็นภาพมายา ชิ้นที่สองคือกระดาษหนังเก่าๆ และชิ้นที่สามคือกระเป๋าสะพายใบเล็กของนักล่า
“สิ่งนี้คือตะกอนพลังที่นักท่องเที่ยวเหลือทิ้งไว้… เมื่อมีมัน คุณก็ไม่จำเป็นต้องรวบรวมวัตถุดิบหลัก… ส่วนนี่คือสูตรโอสถนักท่องเที่ยว และสำหรับกระเป๋าสะพาย ด้านในอัดแน่นไปด้วยวัตถุดิบเสริม… หากคุณไม่มีวิธีเก็บรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ พยายามย่อยโอสถนักบันทึกให้สำเร็จภายในครึ่งปี ไม่อย่างนั้นพลังวิญญาณจะเสื่อมถอยจนไม่สามารถใช้การได้” โดเรียนมอบทั้งสามสิ่งในมือให้ฟอร์ส
“ขอบคุณค่ะ… อาจารย์” ฟอร์สกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ
จากนั้นก็คลี่กระดาษหนังออก อ่านพิธีกรรมที่เขียนไว้อย่างรวดเร็ว:
“กำหนดพิกัดที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงภายในโลกวิญญาณจำนวนสี่แห่ง ทุกแห่งต้องห่างไกลกันมาก… จุดประสงค์คืออะไรหรือ?” ฟอร์สไตร่ตรองสักพักก่อนจะถาม
“หลังจากดื่มโอสถนักท่องเที่ยวเข้าไป ตัวคุณจะหลุดเข้าไปโลกวิญญาณอย่างบ้าคลั่งและควบคุมไม่ได้ รอจนกระทั่งทำความเข้าใจและสามารถควบคุมพลังเบื้องต้น คุณจะพบว่าตัวเองกำลังหลงทาง และพิกัดเหล่านั้นคือตำแหน่งที่ใช้สำหรับกลับสู่โลกความจริง… ไม่อย่างนั้นคุณจะถูกขังอยู่ในโลกวิญญาณไปตลอดกาล ที่นั่นจะกลืนกินคุณและทำให้คุณเสียสติ กลายเป็นสัตว์วิญญาณโดยสมบูรณ์” แม้โดเรียนจะเป็นนักท่องเที่ยวไม่ได้ แต่ก็เคยเห็นพิธีกรรมเลื่อนลำดับของศิษย์มาก่อน
“ฟังดูเหมือนสามารถใช้วิธีอื่นทดแทนได้…” ฟอร์สทำหน้าครุ่นคิด
“ถูกต้อง” โดเรียนผงกศีรษะ “เมื่อก่อนเคยมีวัตถุบางชิ้นในองค์กรที่ช่วยให้ผู้ประกอบพิธีกรรมกลับสู่โลกความจริงได้ทันที… แต่น่าเสียดาย ตอนนี้มันหายไปแล้ว”
โดยไม่รอให้ฟอร์สถาม โดเรียนกล่าวต่อ
“ถ้าเกิดว่า… ผมแค่สมมตินะ… ถ้าคุณกลายเป็นครึ่งเทพได้จริงและเติมเต็มความปรารถนาของผม ผมจะมอบสิ่งที่สำคัญมากซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของผมให้คุณ… นี่คือสิ่งระดับความคาดหวังที่อาจารย์มีต่อศิษย์”
หนึ่งในสมบัติปิดผนึกที่ทรงพลังของตระกูลอับราฮัม? ฟอร์สคาดเดาบางสิ่งอย่างคลุมเครือ แต่ไม่กล้ารับปาก เพียงตอบเหมือนเดิม
“ฉันจะทำให้เต็มที่…”
จากนั้นก็ถามด้วยความสงสัย
“อาจารย์บอกว่าลำดับ 4 คือจอมเวทลึกลับ… เช่นนั้นแล้วลำดับ 3 2 และ 1 มีชื่อว่าอะไรบ้าง?”
โดเรียนหัวเราะ
“คุณเพิ่งจะลำดับ 6 เองนะ… อา… ลำดับ 3 ชื่อนักพเนจร ลำดับ 2 จอมเวทท่องมิติ และลำดับ 1 กุญแจดารา… พูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกขึ้นได้ ผมลืมเขียนข้อความระวังในการท่องโลกวิญญาณให้คุณ นั่นเป็นเรื่องสำคัญหลังจากคุณเลื่อนลำดับสำเร็จ… เอาเป็นว่า ผมจะพักอยู่ในเบ็คลันด์ต่ออีกหนึ่งคืน พรุ่งนี้คุณมาหาผมเพื่อรับเอกสารไปอ่าน”
ขณะฟอร์สพยายามจดจำชื่อโอสถลำดับสูงของเส้นทางผู้ฝึกหัด เธอพยักหน้ารับ
“ตกลงค่ะ”
หลังจากสะสางเรื่องราวเสร็จ โดเรียนเดินวนเวียนภายในห้องสักพักก่อนจะตักเตือน
“ตะกอนพลังในเส้นทางเดียวกันจะมีแรงดึงดูดอย่างลับๆ … ในลำดับต่ำอาจยังไม่ชัดเจน ยิ่งลำดับสูงจะยิ่งรุนแรง… สำหรับนักท่องเที่ยว คุณอาจสัมผัสถึงแรงดึงดูดโดยตรงไม่ได้ แต่มันจะแอบทำให้คุณ ‘บังเอิญ’ เข้าใกล้ผู้วิเศษลำดับสูงสองเส้นทางเดียวกันโดยไม่รู้ตัว… หลังจากเลื่อนลำดับสำเร็จ คุณต้องระวังเรื่องนี้ให้มาก”
กล่าวจบ โดเรียนเว้นวรรคก่อนจะเสริม
“ครึ่งเทพของเส้นทางผู้ฝึกหัดที่ยังมีชีวิตนั้นเหลือน้อยเต็มที จากบรรดาทั้งหมด คนที่คุณต้องระวังตัวเป็นพิเศษคือชายที่ชื่อโบทิส… เจ้านั่นคือ ‘นักบุญเร้นลับ’ แห่งชุมนุมแสงเหนือ… เป็นคนทรยศขององค์กรเราเหมือนกับลูอิส·เวย์น ไว้พรุ่งนี้ผมจะส่งภาพเหมือนให้คุณ”
โบทิส… ฟอร์สเน้นย้ำชื่อที่อาจารย์กำชับ
ขณะเดียวกัน เธอเริ่มทำความเข้าใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เคยเผชิญหน้ากับลูอิส·เวย์นเสียใหม่
บางทีนั่นอาจไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นแรงดึงดูดระหว่างตะกอนพลัง เพราะอาจารย์กำลังพกพาสมบัติปิดผนึกของเส้นทางผู้ฝึกหัดที่ทรงพลังอย่างมาก!
ฟอร์สสลัดความคิดดังกล่าวและถามเกี่ยวกับวิธีสวมบทบาทเป็นนักบันทึก
…
เมืองเงินพิสุทธิ์ บ้านตระกูลเบเกอร์
มีเส้นทางเลี่ยงไปเข้าด้านหลังวังราชาคนยักษ์… ต้องผ่านไปทางป่าเสื่อมโทรมและอุโมงค์รกร้าง… เดอร์ริค·เบเกอร์นึกทบทวนข้อมูลที่เพิ่งแบ่งปันกับเดอะเวิร์ลบนมิติเหนือสายหมอก
สำหรับเมืองเงินพิสุทธิ์ ข้อมูลนี้สำคัญอย่างมาก เพราะจากผลการสำรวจเบื้องต้นของทีมสำรวจในค่ายหมู่บ้านยามบ่าย เป็นที่แน่ชัดแล้วว่ายิ่งเข้าใกล้วังราชาคนยักษ์มากเท่าใด ระดับความอันตรายก็ยิ่งก้าวกระโดด
“ต้องรีบไปบอกท่านเจ้าเมือง!” เดอร์ริคลุกพรวดขึ้นและรีบเดินออกจากบ้าน ตรงไปยังหอคอยและขอเข้าพบผู้นำแห่งหกสภาอาวุโส โคลิน·อีเลียด
มันทำตามคำแนะนำของแฮงแมน อธิบายว่าข้อมูลของทางเลี่ยงเป็นสิ่งที่เห็นจากภาพจิตรกรรมฝาผนังในเมืองยามบ่าย ‘จำลอง’
โคลิน·อีเลียดตั้งใจฟังโดยไม่ขัด จนกระทั่งพยักหน้ารับแผ่วเบา
“คุณทำได้ดีมาก… ต้องการสิ่งใดแลกเปลี่ยนกับผลงานในคราวนี้?”
“สมองที่สมบูรณ์ของมังกรจิตโตเต็มวัย” เดอร์ริคคิดคำตอบรอไว้แล้ว
โคลินไม่ถามถึงเหตุผล เพียงไตร่ตรองสักพักและกล่าวต่อ
“ถ้าข้อมูลของทางเลี่ยงเป็นความจริง มูลค่าของมันจะสูงกว่าสมองของมังกรจิตโตเต็มวัยมาก… อา… คุณสามารถเลือกสิ่งอื่นเพิ่มเติมได้ สนใจสูตรโอสถลำดับที่ค่อนข้างสูงของเส้นทาง ‘นักเพาะปลูก’ ไหม?”
นี่คือคำถามไปถึงมิสเตอร์ฟูล… ขณะเดอร์ริคกำลังกระจ่าง มันฉุกคิดบางสิ่ง
“เมืองของเรามีโอสถลำดับสูงของเส้นทางนักเพาะปลูกด้วยหรือ?”
มันไม่เคยมีความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน
“มีสิ… คุณต้องไม่ลืมว่าองค์ราชินีของราชาคนยักษ์คือเทพธิดาแห่งฤดูเก็บเกี่ยว แต่เป็นเพราะในละแวกใกล้เคียงไม่มีวัตถุดิบสำหรับปรุงโอสถดังกล่าว เมืองของเราก็เลย… ไม่ต้องรีบ กลับไปคิดมาให้ดีแล้วค่อยมอบคำตอบ” โคลิน·อีเลียดเปลี่ยนเรื่องอย่างสุขุม “ตอนนี้คุณควบคุมพลังของนักบวชแสงได้ชำนาญหรือยัง?”
“ชำนาญแล้วครับ” เดอร์ริคตอบกระชับ
โคลินเงียบงันสักพักก่อนจะพูดพลางจ้องหน้าเด็กหนุ่ม
“แล้วสมบัติปิดผนึกระดับนักบุญที่พวกเราครอบครอง… ตัดสินใจได้หรือยังว่าจะเลือกชิ้นใด?”
………………………………..
“ข้ามาจากใต้ดิน…”
เมื่อเห็นตัวอักษรสีขาวซีดบนผิวกระจกสีดำ ไคลน์เย็นสันหลังวาบขึ้นมาทันที รูม่านตาขยายกว้าง ภายในใจนึกอยากจะสลับตำแหน่งกับหุ่นเชิดที่อยู่ในห้องถัดไป
และในห้องนอนบุรุษรับใช้ส่วนตัว เอ็นยูนที่กำลังหลับเงียบๆ พลันลืมตาขึ้น
ท้องของมันพองขึ้นเล็กน้อยและหดกลับ ราวกับมีหัวใจดวงที่สองโผล่ขึ้นตรงนั้น เป็นหัวใจที่เต้นในจังหวะเนิบนาบ
ขณะเดียวกัน ไคลน์มองเห็นคำตอบของกระจกวิเศษ อาโรเดสจากบนผิวกระจก:
เป็นภาพเคลื่อนไหวของวัตถุเหนียวหนืดสีดำที่พรั่งพรูออกจากรูบนพื้นดิน ของเหลวเหล่านั้นยุบพองตัวเองเป็นระยะและผุดมือเท้าขึ้นมาในจำนวนที่ไม่เท่ากัน แขนขาเหล่านั้นค่อยๆ แปรสภาพกลายเป็นสัตว์ประหลาดทีละหนึ่ง ระหว่างความวุ่นวาย แสงสว่างจุดหนึ่งพุ่งออกมาจากท่ามกลางบ่อของเหลว ตกลงบนก้อนหินและผสมผสานกันกลายเป็นกระจกสีเงินลวดลายโบราณ ทั้งสองฝั่งมีอัญมณีสีดำประดับ กระจกบานดังกล่าวกลายเป็นร่างหลักของอาโรเดสนับแต่นั้นเป็นต้นมา
มาจากใต้ดินจริงๆ … และดูเหมือนจะเป็นใต้ดินของปราสาทร้างที่ถูกผนึกไว้ด้วยประตูทองแดง… เราไม่เคยเชื่อมโยงสิ่งนี้กับอาโรเดสมาก่อน… นั่นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะใต้ดินมักเชื่อมโยงกับหลายๆ สิ่งที่ไม่สลักสำคัญ ยกตัวอย่างเช่นถ่านหิน… อา…ก่อนจะถึงวันนี้ เราไม่เคยสัมผัสถึงความพิเศษของ ‘ใต้ดิน’ แม้แต่ครั้งเดียว… ไคลน์ควบคุมอารมณ์ที่คุกรุ่นภายในใจ แสร้งทำเป็นไม่แยแสคำตอบอันแสนน่ากลัวของอาโรเดส จากนั้นก็ถามด้วยสีหน้านิ่งเฉย
“อธิบายสถานการณ์มาหน่อย”
อักษรสีขาวเริ่มสั่นระริกและมอบบรรยากาศโศกเศร้าราวกับกำลังร้องไห้
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ ข้าเองก็ไม่รู้รายละเอียดมากนัก จิตใต้สำนึกเพิ่งก่อตัวขึ้นหลังจากกลายเป็นกระจกเงาแล้ว… ไม่มีความทรงจำก่อนหน้านั้นแม้แต่นิดเดียว… จริงสิ… มีอยู่เรื่องหนึ่งที่อาจเกี่ยวข้องกัน ท่านต้องการฟังไหม?”
“พูด” เมื่อเห็นว่ากระจกวิเศษ อาโรเดสยังคงอยู่ในอาการปรกติ ไคลน์ค่อนข้างโล่งอก
ตัวอักษรบนผิวกระจกเริ่มกลับเป็นปรกติ ค่อนไปทางสีขาวสว่าง
“ตามที่ข้าเคยเล่าให้ฟังไปแล้ว… ข้ามองเห็นการค้ำจุนและการปกครองจากตัวท่าน… หากไม่รับเสียงเรียกหาที่ยากจะเข้าใจ ข้ายังรู้สึกกับท่านแบบเดียวกับที่รู้สึกกับใต้ดิน เป็นความอบอุ่นและสามารถพึ่งพิง นั่นคือสาเหตุที่ข้าเสนอตัวเป็นข้ารับใช้ของท่าน”
อะไรนะ… ใต้ดินมอบความรู้สึกเดียวกับหมอกสีเทา? เป็นความรู้สึกค้ำจุนและปกครองเหมือนกัน? เมื่อได้เห็นคำตอบของอาโรเดส เป็นอีกครั้งที่ไคลน์ตกตะลึงในใจ หากไม่มีพลังตัวตลกคอยช่วยเหลือ เกรงว่าคงได้เผยสีหน้าที่แท้จริงออกไป
ทันใดนั้น มันหวนนึกถึงมุกตลกในชีวิตก่อนหน้า จากนั้นก็นำมาปรับใช้กับสถานการณ์ปัจจุบัน
อะไรนะ? สิ่งที่เทพบรรพกาลหวาดกลัวมีต้นตอมาจากใต้ดิน?
อะไรนะ? กระจกวิเศษ อาโรเดสเองก็มาจากใต้ดิน?
อะไรนะ? หรือว่าเราเองก็มาจากใต้ดิน? แฮ่!
ทั้งน่าขันและน่าสะพรึงในเวลาเดียวกัน… ไม่สิ นี่อาจไม่ใช่แค่มุกตลก เจ้าของเดิมของมิติลึกลับเหนือสายหมอก หรือที่ควรเรียกว่าผู้สร้างบานประตูแห่งแสงซึ่งคอยดึงนักเดินทางข้ามโลกมาขังไว้ในรังไหม อาจมีต้นตอมาจากใต้ดินเช่นกัน หรือไม่ก็เกี่ยวข้องอย่างแน่นแฟ้นกับสิ่งที่อยู่ใต้ดิน… ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์ผุดทฤษฎีมากมาย
หลังจากความหม่นหมองกัดกินจิตใจ ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มพร้อมกับจิกกัดตัวเอง
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ยิ่งเราดำเนินชีวิตต่อไป เบาะแสเกี่ยวกับมิติเหนือสายหมอกแห่งนี้ก็พรั่งพรูเข้ามาไม่หยุด…
ไคลน์นั่งลงและตั้งคำถาม
“มีองค์กรลับหรือโบสถ์หลักแห่งใดบ้างที่มีข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ถูกผนึกอยู่ใต้ดิน?”
บนบานกระจก ตัวอักษรสีขาวเปลี่ยนเป็นสีเงินสว่าง
“ส่วนใหญ่ไม่ทราบ… ราวกับถูกพลังบางชนิดปกปิดไว้”
อย่าบอกนะว่า… พรแห่งการปกปิด? ไคลน์ขมวดคิ้วแต่มิได้กล่าวคำใด
อักษรสีเงินยังคงเรียงตัวเป็นประโยค
“แต่ในองค์กรลับบางแห่งก็มีการเขียนตำนานถึงเรื่องนี้… ส่วนใหญ่เล่าว่า ใต้ดินคือรังของปีศาจและวิญญาณมาร เป็นบ่อเกิดความชั่วร้ายในจิตใจมนุษย์ เป็นบาปต้นกำเนิดอันแสนชั่วร้าย”
ประโยคแรกไม่จริงเลย… มีความเป็นไปได้สูงที่ใต้ดินจะไม่เกี่ยวกับปีศาจและวิญญาณมาร… อันที่จริง ‘ตำนาน’ นั้นคล้ายกับวิวรณ์จากโลกวิญญาณ ห้ามวิเคราะห์ตรงๆ แต่ต้องกะเทาะเปลือกออกเรื่อยๆ จนเหลือแค่แก่นแท้… หรือว่าตำนานขององค์กรลับเหล่านี้กำลังสื่อถึงความกลัวที่พวกมันมีต่อใต้ดิน เป็นความกลัวที่ซึมลึกเข้าไปถึงจิตใต้สำนึกและแปรเปลี่ยนเป็นอารมณ์? ไคลน์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะพยักหน้า
“ตาเจ้าถามแล้ว”
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ อาโรเดส ข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของท่านมีคำแนะนำเล็กน้อย ต้องการจะฟังหรือไม่?” บนผิวกระจกบานใหญ่ ตัวอักษรสีเงินถูกเขียนอย่างบรรจง
“ว่ามา” ไคลน์พอจะเดาได้ว่ากระจกวิเศษ อาโรเดสจะขอร้องในสิ่งใด
“ก่อนที่ท่านจะกลับสู่บัลลังก์เทพ พยายามอย่าสืบสวนเกี่ยวกับสิ่งที่ถูกผนึกอยู่ใต้ดินได้ไหม?” แสงสีเงินเรียงตัวเป็นประโยคอย่างรวดเร็ว
นั่นปะไร… ไคลน์ถอนหายใจเงียบและกล่าวอย่างสุขุม
“คำถามถัดไป… เจ้าทราบได้อย่างไรว่า ‘การเดินทางของกรอซาย’ ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกหลังจากการหายตัวเองของเมืองแห่งปาฏิหาริย์ เลฟซิด”
ข้อความบนผิวกระจกเริ่มบิดเบี้ยวและรวมตัวกันเป็นก้อนกลม ก่อนจะกระจัดกระจายหายไป
“เป็นวิวรณ์จากโลกวิญญาณ และเนื่องจากต้นกำเนิดของวิวรณ์นี้มาจากเทพรับใช้แห่งมหามังกร มังกรแห่งปัญญาโดยตรง ข้ารับใช้ของท่านจึงค่อนข้างเชื่อว่านี่คือความจริง… นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ ข้อมูลนี้มีปัญหาหรือ?”
ตรงไปตรงมาดี… ไคลน์ถอนหายใจพร้อมกับคิดว่า:
มังกรแห่งปัญญา เฮราเบอร์เก้นคงเข้ามาสำรวจในโลกหนังสือแล้วอย่างแน่นอน รวมถึงการเข้าใกล้บานประตูทองแดงด้านล่างบัลลังก์ และเนื่องด้วยคุณสมบัติด้าน ‘ความทรงปัญญา’ มีโอกาสอย่างมากที่เฮราเบอร์เก้นจะมีข้อมูลของสิ่งที่ถูกผนึกอยู่ใต้ดิน… นอกจากนั้นเรามีความรู้สึกว่ามังกรโบราณตัวนี้จะซุกซ่อนความลับบางอย่างไว้ใน ‘การเดินทางของกรอซาย’
ชายหนุ่มพอจะเข้าใจบางสิ่งอย่างเลือนราง แต่เลือนรางเกินไปจนจับใจความไม่ได้เลย
“เปล่า” ไคลน์ตอบคำถามของกระจกวิเศษ อาโรเดส
จากนั้นก็ถามหยั่งเชิง
“ทำไมเจ้าไม่เอ่ยนามเต็มของมังกรแห่งปัญญา?”
“เพราะข้ามิบังอาจเอ่ยพระนามเต็มของเทพแท้จริง” อาโรเดสตอบอ้อมๆ อย่างมีไหวพริบ
ไคลน์พยักหน้า มิได้กล่าวคำใดเพิ่ม
“ตาเจ้าถามแล้ว”
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ ท่านยังมีคำถามอีกหรือไม่” ตัวอักษรสีเงินเรียงตัวกันอย่างรวดเร็วบนกระจกที่มีแสงสลัว
“หมดแล้ว… วันนี้พอเท่านี้” ไคลน์ส่ายหน้า
กล่าวจบ มันยังไม่ลืมที่สิ่งเคยเกิดขึ้นครั้งล่าสุด จึงรีบเสริม
“ถ้ามีคำถามเพิ่มเติมจะอัญเชิญออกมาใหม่”
กระจกยาวบานใหญ่พลันส่องแสง เช่นเดียวกันกับตัวอักษรสีเงิน
“ขอรับ นายท่าน! อาโรเดส ข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์และแน่วแน่ของท่าน จะเฝ้ารอการเรียกหาของท่านอีกครั้งอย่างใจจดใจจ่อ~”
คราวนี้ไม่ใช่ภาพของตัวก้างปลากำลังโบกมือ แต่เป็นอุ้งเท้าแมวสีขาวที่ตรงกลางเป็นหัวใจสีแดง
มีลูกเล่นใหม่ทุกครั้ง… มุมปากไคลน์กระตุกแผ่วเบาก่อนที่แสงสว่างในห้องนอนจะกลับเป็นปรกติ
ชายหนุ่มยืนอยู่ท่ามกลางความมืด ร่างกายฉาบแสงจันทร์สีแดงนวลที่แทรกซึมผ่านเข้ามาทางผ้าม่าน หลังจากปล่อยให้ความเงียบเข้ามาปกคลุมสักพัก ชายหนุ่มตรงกลับไปที่เตียงนอนและเข้าฌานเพื่อให้หลับ
เช้าวันถัดมา หรือเช้าตรู่ในวันจันทร์ ไคลน์ตื่นเร็วกว่าปรกติประมาณสิบห้านาที หลังจากแต่งตัวเสร็จด้วยความช่วยเหลือจากบุรุษรับใช้เอ็นยูน ชายหนุ่มเดินลงไปที่ชั้นแรกและพูดกับพ่อบ้านวอลเตอร์
“เมื่อคืนผมฝันร้าย อยากแวะไปที่วิหารก่อนอาหารเช้า”
พ่อบ้านวอลเตอร์ประหลาดใจเล็กๆ แต่ก็มิได้แตกตื่น ตราบใดที่วิหารเปิดประตู สาวกจะเข้าไปตอนไหนก็ได้
มันรีบจัดเตรียมรถม้าและเดินไปส่งดอน·ดันเตสจนถึงหน้าประตู
เมื่อไคลน์เดินทางถึงวิหารนักบุญแซมมวล ประตูวิหารยังไม่เปิดต้อนรับ ต้องรอจนกระทั่งแปดโมงตรงจึงได้โอกาสตามสาวกกลุ่มแรกเข้าไปนั่งที่ม้านั่งแถวหน้าๆ ของโถงสวดมนต์ หันหน้าเข้าหาตราศักดิ์สิทธิ์แห่งความมืด ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบเชียบและสุขสงบ ชายหนุ่มหลับตาลงและเอ่ยพระนามเต็มอันศักดิ์สิทธิ์เป็นภาษาเฮอร์มิสโบราณ
“เทพธิดารัตติกาลผู้สูงสง่ายิ่งกว่าดวงดารา ผู้ยั่งยืนยิ่งกว่านิรันดร์ พระองค์ผู้เป็นสตรีสีชาด มารดาแห่งความลับ จักรพรรดินีแห่งเคราะห์กรรม นายหญิงแห่งความเงียบและสุขสงบ…”
ท่องพระนามเต็มจบ มันเปลี่ยนกลับมาพูดเป็นภาษาโลเอ็นธรรมดา
“ณ ปราสาทเก่าแก่หลังหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางป่าเดแลร์ ชั้นใต้ดินมีประตูทองแดงคอยผนึกพลังกัดกร่อนที่ลึกลับและร้ายกาจ… ผมควรจัดการกับปัญหาดังกล่าวด้วยวิธีใด”
ไคลน์มิได้กำลังทดสอบเทพ แต่เป็นการ ‘รายงาน’ ตามหน้าที่ ส่วนหลังจากนี้ทางศาสนจักรจะตอบสนองเช่นไรและพบเจอสิ่งใด นั่นไม่เกี่ยวกับตน
ท่องครบเจ็ดหน ชายหนุ่มเริ่มสวดมนต์ตามปรกติอย่างเคร่งขรึม
กระแสเวลาไหลผ่านไปตามธรรมชาติ ท่ามกลางวิหารที่มืดมิดและเงียบสงบ ไคลน์ลุกขึ้นยืนและพาบุรุษรับใช้เอ็นยูนเดินออกจากวิหารนักบุญแซมมวล
ตั้งแต่ต้นจนจบ มันไม่ได้รับวิวรณ์ใดอีกเลย และไม่พบหัวหน้านักบวชแห่งรัตติกาล อาเรียนน่า
การตอบสนองเช่นนี้เองก็มีความหมายในตัวมัน
นั่นคือตนยังไม่มีสิทธิ์รับรู้ข้อมูลของสิ่งที่ถูกผนึกไว้ใต้ดิน
…
เขตตะวันออก ภายในห้องพักแบบสองห้องนอน
ฟอร์สดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมหัว
เธอเกลียดผ้าม่านของห้องนี้มาก เพราะมันทั้งบางและโปร่ง แทบไม่ช่วยยับยั้งแสงสว่างที่ทะลักเข้ามา ส่งผลด้านลบต่อคุณภาพในการนอน
คงต้องเปลี่ยนมันสินะ… ไม่สิ เราอาจต้องย้ายที่อยู่อีก… ขณะความคิดมากมายแล่นผ่านสมอง ฟอร์สได้ยินเสียงเปิดประตูห้องนอนดังพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยของซิล
เพียงพริบตาเดียว ผ้าห่มของเธออันตรธานหายพร้อมกับจดหมายฉบับหนึ่งที่ตกลงบนหน้าอก
“จดหมายของเธอ… มาจากท่าเรือพริสต์” ซิลแจ้งข่าว
“…อาจารย์เขียนตอบแล้ว” ฟอร์สรีบลุกพรวดขึ้นมานั่ง เปิดกระดาษจดหมายและกวาดตาอ่าน
หลังจากเงียบงันไปครู่หนึ่ง หญิงสาวกล่าวขึ้น
“ฉันต้องออกไปข้างนอกสักพัก อาจารย์มาถึงเบ็คลันด์แล้ว… จดหมายฉบับนี้ควรต้องส่งมาถึงเมื่อสองวันก่อน!”
บนจดหมายมีการเขียนวันที่ส่งและจ่าหน้าซอง
“บุรุษไปรษณีย์ที่นี่ทำงานแย่ชะมัด…” ซิลชำเลืองเพื่อนสนิท “ยังทันหรือ?”
“โชคดีที่อาจารย์บอกว่าจะรอสามวัน” ฟอร์สรีบลุกออกจากเตียงนอนและเปลี่ยนเสื้อผ้า
เธอมีลางสังหรณ์ว่า การพบปะในวันนี้จะช่วยให้เธอเข้าใจเกี่ยวกับตระกูลอับราฮัมมากขึ้น และอาจได้รับสูตรโอสถ ‘นักท่องเที่ยว’ พร้อมกับวัตถุดิบอีกสองสามชนิด
……………………………..
หลังออเดรย์และเลียวนาร์ดออกจากมิติหมอก ไคลน์ยังไม่รีบร้อนกลับสู่โลกความจริง
ชายหนุ่มยังคงนั่งบนเก้าอี้พนักสูงของเดอะเวิร์ลอย่างเงียบงันต่อไปอีกราวสิบวินาที
จากนั้น มันโบกมือเรียกสิ่งของ
เป็น ‘หัวใจ’ ขนาดเท่ากับกำปั้นเด็ก สีเทาอ่อนและมีรอยหยัก
ตะกอนพลังของ ‘จอมบงการ’ !
ในท่าถือตะกอนพลัง ไคลน์ลุกขึ้นยืนและเดินออกจากพระราชวังที่โอ่อ่า ตรงเข้าไปในส่วนลึกของมิติหมอกจนกระทั่งถึงบันไดแสงที่ดูคล้ายกับจะนำพาไปสู่อาณาจักรเทพ
หลังจากเดินขึ้นบันได ไคลน์ก้าวไปเหยียบเมฆสีเทาที่ลอยอยู่ด้านหน้าบานประตูแห่งแสงซึ่งด้านบนมีรังไหมโปร่งใสห้อยลงมา จากนั้นก็ยกมือขวามาจ่อหัวใจตัวเองและถ่ายพลังวิญญาณเข้าไป หวังกระตุ้นให้เกิดการทำงาน
ชายหนุ่มต้องการจะดูว่าบุคคลภายในรังไหมยังมีจิตใต้สำนึกหลงเหลืออยู่หรือไม่ และสร้างทะเลจิตใต้สำนึกรวมในวงแคบๆ ขึ้นมาไหม
เพราะถ้าหากเป็นเช่นนั้น แผนของมันคือการใช้ตะกอนพลังจอมบงการของเฮอร์วิน·แรมบิสเพื่อบุกรุกเข้าไปในจิตใต้สำนึกของแต่ละคนเพื่อตรวจสอบตราประทับทางจิต จะได้ทราบว่าบรรดาคนที่ถูกแขวนเหนือบานประตูแห่งแสงเคยเผชิญประสบการณ์แบบใดมาบ้างก่อนจะ ‘เดินทางข้ามโลก’ รวมถึงต้องการทราบว่าแต่ละคนยังมีสติอยู่หรือไม่ภายในช่วงเวลา ‘การหลับใหลอันยาวนาน’
นี่คือไอเดียที่คิดได้จากการสำรวจในวันนี้
แต่แน่นอน ตะกอนพลังของเฮอร์วิน·แรมบิสอาจไม่ช่วยให้ไคลน์บรรลุในสิ่งที่หวัง เพราะสิ่งนี้ยังเป็นเพียงตะกอนพลังดิบ ไม่ใช่สมบัติวิเศษ จึงยากที่จะดึงพลังออกมาใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ
ทันใดนั้น ‘หัวใจ’ ที่มีรอยหยักภายในมือไคลน์เริ่มยุบพองอย่างเชื่องช้า ส่งผลให้เกิดเสียงหัวใจเต้น
ในเวลาเดียวกัน ไคลน์ได้ยินเสียงหัวใจเต้นดังตอบสนองมาจากรังไหมโปร่งใส
ตึกตัก! ตึกตัก!
สิ่งนี้หมายความว่า บุคคลด้านในยังมีชีวิต เพียงแต่อยู่ในสภาวะหลับใหล
ทัศนวิสัยของไคลน์เริ่มแปรเปลี่ยน มันมองเห็น ‘เกาะ’ อันพร่ามัวด้านล่างแต่ละรังไหม
เกาะดังกล่าวหมายถึงดินแดนแห่งจิตใต้สำนึกของแต่ละคน
ทว่าเกาะแห่งจิตเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ในอาณาเขตของรังไหม ปิดกันการจ้องมองจากโลกภายนอก
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นเพราะเกาะของแต่ละคนถูกแยกออกจากความเป็นจริง จึงไม่สามารถสร้างทะเลจิตใต้สำนึกรวมขึ้นมา
เว้นเสียแต่จะทำลายรังไหมเหล่านี้ เราคงไม่มีวิธีเจาะเข้าไปในเกาะแห่งจิตของพวกเขา… ไคลน์พึมพำพลางลดแขนข้างที่ถือตะกอนพลังจอมบงการลง
สองสามวินาทีถัดมา มันถอนหายใจยาวและหันหลังเดินกลับ
..
เขตราชินี ภายในคฤหาสน์สุดหรูของเอิร์ลฮอลล์
ในสภาพถูกคลุมด้วยผ้าห่มผ้าไหม ออเดรย์ที่หลับสนิทเป็นเวลานานในที่สุดก็ลืมตา
จากนั้นหญิงสาวลุกขึ้นมานั่งที่ขอบเตียง สวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูลอย่างจริงใจและขอให้ท่านเป็นสักขีพยานในคำสาบานว่าจะไม่เปิดเผยความลับระหว่างคนทั้งสาม
หลังจากจัดการเสร็จ เธอดึงหมอนมาวางข้างเอวพร้อมกับนึกทบทวนความทรงจำระหว่างการสำรวจที่ควร ‘ลืม’
ประวัติศาสตร์โบราณทั้งน่าสนใจและน่าขนลุก… ความเป็นมืออาชีพของมิสเตอร์สตาร์เป็นไปตามที่เราสังเกตเห็น มีทั้งหย่อนยานและตั้งใจในปริมาณเท่าๆ กัน… แม้สมาธิจะเตลิดได้ง่าย แต่หลายๆ ครั้งก็แสดงความเชี่ยวชาญออกมาอย่างเหนือความคาดหมาย เรียกว่าพึ่งพาได้ในบางมุม… นิสัยเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปรกติ เพราะมนุษย์จำนวนไม่น้อยจะมีบุคลิกแบบผสมผสาน…
มิสเตอร์เวิร์ลเป็นคนสุภาพอ่อนโยนอย่างที่คิด ภายนอกอาจไม่แสดงสีหน้ามากนัก แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยการพูดคุยกับตัวเอง… บทสนทนาทางจิตระหว่างเขากับมิสเตอร์สตาร์สามารถนำไปสร้างเป็นละครได้สบาย…
ผู้คนมักเรียกเขาว่านักผจญภัยเสียสติที่สามารถยกปืนขึ้นมายิงใส่คู่อริในทันทีที่เห็นตัว… แต่ในจังหวะสุดท้ายของการสำรวจ เราคิดว่าเขาจะพยายามสำรวจบานประตูทองแดงเสียคิด คาดไม่ถึงว่าสุดท้ายจะเลือก… หนี… ไม่สิ เรียกว่าการถอนตัวอย่างชาญฉลาด! ออเดรย์ยกมุมปากขณะใช้ความคิดเรื่อยเปื่อย
จากนั้นเธอสร้างข้อสรุป
กลับกลายเป็นว่า ภายในโลกผู้วิเศษ ถ้าไม่นับพวกที่เสียสติโดยสิ้นเชิงและใช้ชีวิตตามสัญชาตญาณ ต่อให้เป็นคนบ้าแค่ไหนก็มีวันล้ำเส้นอันตราย… ถ้าอยากอายุยืนต้องระวังตัวและมีสมาธิทุกลมหายใจ ห้ามมองในสิ่งที่ไม่ควรมอง ห้ามฟังไม่สิ่งที่ไม่ควรฟัง…
ออเดรย์ เธอต้องจำใส่ใจไว้ให้ดี!
…
บ้านเลขที่ 7 ถนนพินสเตอร์ สติของเลียวนาร์ดกลับคืนสู่ร่างหลัก
มันรีบไตร่ตรองว่าควรจะพูดคุยกับพาลีส·โซโรอาสเตอร์ด้วยหัวข้อใด จากนั้นก็ตัดสินใจกล่าวเสียงทุ้มราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ตาแก่… ผมมีคำถาม”
ภายในหัวเลียวนาร์ด เสียงค่อนข้างชราของพาลีสหัวเราะแห้ง
“เจ้าต้องจำเอาไว้ว่า ยิ่งถามมากแค่ไหน ข้าก็ยิ่งเดาได้ว่าเจ้าไปทำอะไรมา”
“ก็ไม่ได้เป็นความลับนักหรอก…” เลียวนาร์ดตอบตามความเคยชินก่อนจะเข้าประเด็นหลัก “ตาแก่… รู้เรื่องของพี่ชายอามุนด์มากแค่ไหน”
“ขึ้นอยู่กับว่า เจ้าต้องการจะรู้ในแง่มุมใด” พาลีส·โซโรอาสเตอร์โยนคำถามกลับมาหาเลียวนาร์ด
เลียวนาร์ดไตร่ตรองสักพัก
“หลังจากพี่ชายอามุนด์ได้รับ 0-08 ท่านก็เข้าใกล้ความเป็นเทพมากเข้าไปทุกที?”
“ก็คงอย่างนั้น” พาลีสไม่ฟันธง
เลียวนาร์ดไม่พอใจกับคำตอบ
“ผมยังจำได้ คุณเคยเล่าว่าสมัยที่จักรวรรดิโซโลมอนเพิ่งก่อตั้ง สองราชาเทวทูตอย่างเมดีซีและโอโรเลอุสค่อนข้างกลัวอามุนด์และพี่ชาย นั่นหมายความว่าพวกเขาเข้าใกล้ความเป็นเทพตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว”
พาลีสเคยพูดเรื่องนี้ให้ฟังหลายครั้ง แต่เลียวนาร์ดเพิ่งยืนยันได้หลังจากฟังเรื่องราวของโมเบธ
“เฮ่อะ! ข้าแค่พูดประโยคแรก ไม่เคยบอกว่าอามุนด์กับอาดัมเข้าใกล้ความเป็นเทพ” พาลีสโต้แย้งความกล่าวอ้างของเลียวนาร์ด “มีเหตุผลหลายข้อที่ทำให้เมดีซีและโอโรเลอุสหวาดกลัว ไม่ใช่แค่เรื่องที่ทั้งสองเข้าใกล้ความเป็นเทพ… การอนุมานเช่นนั้นของเจ้ายังอ่อนหัด”
เทวทูตลำดับ 1 รายนี้กระแอมก่อนจะเล่าต่อ
“การที่พวกเขาเข้าใกล้ความเป็นเทพนั้นก็เหตุผลหนึ่ง ส่วนอีกเหตุผลก็คือ อาดัมและอามุนด์ต่างถือครอง ‘เอกลักษณ์’ ในอำนาจของตัวเองจนยากจะมีใครรับมือไหว… ยกตัวอย่างเช่น เจ้าไม่มีวันรู้ว่าอาดัมมานั่งอยู่ข้างๆ หากเขาไม่ต้องการให้รู้… เจ้าไม่มีวันตระหนักว่าตัวเองถูกอาดัมชักนำให้ใช้ชีวิตไปตามเขาต้องการ… หรือเจ้าอาจจะตั้งใจเดินเข้าไปหากับดักที่อาดัมวางไว้และตายไปโดยไม่ทันได้รู้ตัว… หึหึ… แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้สามารถเกิดกับเจ้า ไม่ใช่ข้า เพราะข้าเองก็มีวิธีรับมืออยู่บ้าง แต่หากประมาทเมื่อไรก็ไม่รอดเช่นกัน… สำหรับอามุนด์ แนวคิดค่อนข้างแตกต่างจากอาดัมพอสมควร อามุนด์เป็นพวก ‘ชอบลอง’ ส่งผลให้ผู้คนไม่สามารถคาดเดาพฤติกรรมล่วงหน้าได้เลย นอกจากนั้นยังเป็นคนที่เจ้าเล่ห์มาก ทุกการกระทำจะมีกลอุบายอยู่เบื้องหลังเสมอ… ในยุคดังกล่าว นอกจากเทพแท้จริง ไม่มีใครไม่หวาดกลัวอามุนด์… หึหึ… แม้แต่เทพแท้จริงก็ห้ามประมาทเช่นกัน ไม่อย่างนั้นอาจถูกขโมยอำนาจในบางขอบเขตโดยไม่รู้ตัว”
เลียวนาร์ดพยักหน้าแผ่วเบาและเปลี่ยนหัวข้อ
“ตาแก่… คุณคิดว่าเส้นทางผู้ชมซุกซ่อนความลับเอาไว้ไหม?”
“ในระดับต่ำกว่าเทวทูตไม่น่าจะมี… แต่เหนือจากนั้นขึ้นไปข้าไม่ทราบ” พาลีสกล่าวหลังจากครุ่นคิด
โดยไม่รอให้เลียวนาร์ดตอบสนอง มันเสริมอย่างไม่มั่นใจนัก
“ข้าเคยได้ยินจากเมดีซีว่า ผู้วิเศษเส้นทางผู้ชมนั้นคลุ้มคลั่งและเสียสติได้ยากที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็เกิดขึ้นได้ง่ายที่สุด”
“ไม่เข้าใจ…” เลียวนาร์ดขมวดคิ้ว
พาลีสพ่นลม
“สิ่งนี้ข้ารู้เป็นแค่ข้อสันนิษฐาน ไว้มั่นใจมากกว่านี้จะเล่าให้ฟัง”
“ข้อสันนิษฐาน? คุณไม่รู้อะไรเลยมากกว่ากระมัง” เลียวนาร์ดเย้ยหยัน
“ลูกไม้ตื้นๆ ใช้ไม่ได้ผลกับข้าหรอกนะ” เสียงที่ค่อนข้างชรายังคงสงบนิ่ง
เลียวนาร์ดไม่ซักไซ้ในหัวข้อเดิม เพียงไตร่ตรองสักพักและถามเรื่องอื่น
“ตาแก่… คราวนี้ผมได้เข้าไปในความฝันที่ค่อนข้างพิเศษ… ที่นั่นเต็มไปด้วยจิตตกค้างของผู้คนจากสมัยโบราณ… พอจะรู้จักคนที่ชื่อโมเบธ·โซโรอาสเตอร์บ้างไหม”
“โมเบธ…” เสียงของพาลีสแก่ลงมากในชั่วขณะ แต่เพียงไม่นานก็กลับไปเป็นปรกติ “เขาเป็นทายาทสายตรงของข้า หายตัวไปหลังจากจบสงครามใหญ่ ในตอนนั้นมีการสันนิษฐานว่าถูกฆ่าโดยฝีมือของอามุนด์หรือไม่ก็เจคอป เพราะข้าไม่สามารถทำนายหาตัวฆาตกร… ดูเหมือนว่าเรื่องราวจะไม่ง่ายแบบนั้นสินะ”
“อา…” เลียวนาร์ดไม่ปฏิเสธ จากนั้นก็เล่าคร่าวๆ “เขาเสียชีวิตไปได้สักพักแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงจิตตกค้าง… ในความฝันดังกล่าว เขาแต่งงานและชีวิตร่วมกับผู้ขับขานแห่งเอลฟ์อย่างมีความสุข…”
หลังจากได้ฟัง พาลีสเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะตอบ
“แบบนี้ดีแล้ว…”
เลียวนาร์ดต้องการจะเอ่ยถึงเรื่องที่โมเบธเรียกพาลีสว่า ‘ตาแก่’ เหมือนกับตน แต่มันกลับพูดไม่ออกเป็นเวลานาน จนกระทั่งตัดสินใจจบบทสนทนาไว้เพียงเท่านี้
…
หลังจากเป็นสักขีพยานให้คำสาบานของเลียวนาร์ดและออเดรย์ ไคลน์กลับสู่โลกความจริง
มันเก็บกวาดแท่นบูชาในห้อง จากนั้นก็หยิบปากกาและกระดาษออกมาวาดสัญลักษณ์ที่เป็นส่วนผสมระหว่าง ‘ความลับ’ และ ‘ส่องความลับ’
ไคลน์คิดจะอัญเชิญอาโรเดสออกมาถามถึงสาเหตุที่กระจกวิเศษบานนี้มั่นใจว่า ‘การเดินทางของกรอซายปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกหลังจากที่เมืองแห่งปาฏิหาริย์ เลฟซิดหายไป’
รอคอยอย่างอดทนราวสิบวินาที กระจกบานใหญ่ภายในห้องก็ส่องแสงคล้ายสายน้ำ
ตัวอักษรสีเงินเรียงกันท่ามกลางแสงสลัว
“นายท่านผู้สูงส่งและเปี่ยมไปด้วยความกรุณา ข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ ถ่อมตน และต่ำต้อยของท่าน มาตามคำเรียกหาแล้ว!”
“ท่านมีอะไรให้ข้าช่วยไหม?”
“มีคำถามนิดหน่อย” หลังจากขานตอบ ไคลน์ไม่รีบร้อนถามเกี่ยวกับ ‘การเดินทางของกรอซาย’ ตั้งแต่แรก แต่เลือกเปิดบทสนทนาด้วยหัวข้อสบายๆ ไปก่อน
มันไตร่ตรองสักพัก
“อาโรเดส ในป่าเดแลร์มีปราสาทร้างแห่งหนึ่ง ลึกลงไปด้านล่างของปราสาทมีบานประตูทองแดงที่ดูเหมือนจะคอยผนึกพลังงานบางอย่างที่เอ่อล้นจากใต้ดิน… สิ่งนั้นคืออะไร?”
สิ้นเสียงไคลน์ ผิวกระจกบานใหญ่พลันแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมิด
ท่ามกลางความมืด ตัวอักษรสีขาวถูกเขียนอย่างพลิ้วไหวราวกับสายน้ำ
“ข้ามาจากใต้ดิน…”
………………………………….
เมื่อกลับถึงโลกเหนือสายหมอก ไคลน์ตระหนักว่าความเย็นในร่างกายคอยๆ ลดลงและหนอนกาลเวลาไม่พยายามแบ่งตัวออกเป็นจิตสำนึกใหม่อีกต่อไป
สองสามวินาทีถัดมา มันหันไปเห็นโต๊ะทองแดงยาวและร่างวิญญาณของมิสจัสติสกับเลียวนาร์ดที่ค่อยๆ คมชัดขึ้นโดยมีสายหมอกแผ่นบางๆ ห่อหุ้มเอาไว้ แต่ก็ยังไม่คมชัดเสียทีเดียว
จนกระทั่งสายหมอกบางๆ คลายออกจากร่างทั้งสองและร่วงหล่นกลับสู่ ‘พื้น’ ไคลน์ตั้งคำถาม
“ตอนนี้รู้สึกยังไงกันบ้าง”
มันถามด้วยสำเนียงของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ แต่ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าทั้งสองคนเคยได้ยินเสียงพึมพำในหัวตน เคยได้ยินนิสัยที่ชอบวิเคราะห์และนิสัยที่ชอบจิกกัดเลียวนาร์ด ส่งผลให้ภาพลักษณ์อันดีงามในสายตามิสจัสติสมีอันต้องป่นปี้
ทั้งหมดเป็นความผิดของเลียวนาร์ด! เฮ้อ… ไม่เพียงเราจะทำตามคำแนะนำแพทย์ที่ห้ามสวมหน้ากากหนาๆ แต่คราวนี้แม้แต่หน้ากากแผ่นบางเฉียบก็ไม่ได้สวม… ท่ามกลางความคิดที่ล่องลอย ไคลน์สลัดเรื่องไร้สาระและมองไปรอบๆ
มันยังไม่หายกังวลว่าความคิดของตนอาจ ‘ส่งเสียงดัง’
โชคดีที่พวกมันออกจากโถงแห่งความจริงมาแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกเล่นงานด้วย ‘เวทมนตร์’ ที่ไม่มีทางแก้ไขหรือรับมือ
ค่อนข้างชัดเจนว่าทั้งออเดรย์และเลียวนาร์ดยังเหลือ ‘แผลใจ’ จากความเครียดที่เกิดขึ้น รายหนึ่งเม้มปากแน่น ส่วนอีกรายนั่งหลังตรงพร้อมกับทำสีหน้าครุ่นคิด
ผ่านไปสองสามวินาที พวกมันเพิ่งตระหนักว่าถูกมิสเตอร์เวิร์ลตั้งคำถาม จึงรีบหันกลับมาสนใจสิ่งรอบๆ ตัว
“ดิฉันสัมผัสได้ว่ามีบางสิ่งถูกชำระล้างออกไป… ก่อนหน้านี้เคยรู้สึกอย่างเลือนรางว่าจิตใจค่อยๆ แบ่งออกเป็นสองตัวตน… ไม่สิ… ไม่ใช้การแบ่งจิตใจออกเป็นสอง แต่เหมือนกับมีจิตใต้สำนึกใหม่ตื่นขึ้นภายในร่างกาย… แต่ตอนนี้หายไปแล้ว… มิสเตอร์ฟูลจงเจริญ!” ออเดรย์สามารถวิเคราะห์อาการทางจิตของตนได้อย่างเป็นมืออาชีพ ตามด้วยการแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจ
ขอรับไว้ด้วยความยินดี… ไม่สิ นั่นเป็นความคิดที่อันตรายมาก โชคดีที่มิสจัสติสกับเลียวนาร์ดได้คิดถึงเดอะฟูลขณะอยู่ในโถงแห่งความจริง ไม่อย่างนั้นต้องมีสักครั้งที่เราพลาดไปตอบสนองการเรียกหาของพวกเขา… และนั่นจะหมายถึงจุดจบทันที… ความอับอายคงปะทุขึ้นในใจเราอย่างรุนแรงจนคลุ้มคลั่งคาที่ กลายเป็นกลุ่มก้อนของหนอนแห่งวิญญาณ… ไคลน์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะตอบกลับ
“มิสเตอร์ฟูลจงเจริญ!”
“…มิสเตอร์ฟูลจงเจริญ” ในฐานะสาวกของเทพธิดารัตติกาล เลียวนาร์ดลังเลเล็กน้อยที่จะสรรเสริญ จึงรีบเปลี่ยนหัวข้อ “ตอนนี้ผมไม่เป็นอะไรแล้วเช่นกัน… แต่เมื่อครู่ผมได้ยินเสียงเรียกหาจากด้านหลังประตูทองแดง พวกคุณเป็นกันไหม?”
เมื่อเห็นว่าเลียวนาร์ดเองก็กลับเป็นปรกติ ไคลน์วางไม้กางเขนเจิดจรัสและขวดโลหะบรรจุเลือดลงบนโต๊ะทองแดงยาวตรงหน้า
“ผมก็รู้สึกแบบเดียวกัน” มันช่วยสนับสนุน
“ฉันด้วย… และนั่นไม่ใช่ภาพลวงตาอย่างแน่นอน สามารถยืนยันได้ด้วยการวิเคราะห์จิตใจตัวเอง” ออเดรย์กล่าวเสียงชัดอย่างมั่นใจ
เลียวนาร์ดยกมือขึ้นมาลูบคาง
“ถ้าอย่างนั้นมันคืออะไร? สิ่งที่เทพบรรพกาลถึงกับลงทุนผนึกไว้ด้านหลังบัลลังก์ของท่าน…”
หลังจากผ่านโถงแห่งความจริงมาด้วยกัน มันรู้สึกว่าภาพลักษณ์ของตนในสายตามิสจัสติสคงป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี จึงวางตัวสบายๆ มากขึ้น
“พวกเราน่าจะลองวิเคราะห์กันดู…” ออเดรย์ชำเลืองไปทางเดอะเวิร์ล
เธอค่อนข้างประทับใจในทักษะการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลและเชื่อมโยงในเวลาสั้นๆ ของชายคนนี้
ไคลน์ไตร่ตรองสองสามวินาทีและกล่าวลอยๆ โดยไม่มีหลักฐานสนับสนุน
“มีความเป็นไปได้อยู่สามทาง… ความเป็นไปได้แรก สิ่งนั้นคือตัวตนที่ทรงพลังจากยุคสมัยที่สองซึ่งมีลำดับใกล้เคียง 0 และมังกรจินตภาพ แอนเคอร์เวลเลือกจะผนึกมันไว้ใต้เมืองแห่งปาฏิหาริย์ เลฟซิด แต่ผมคิดว่าโอกาสเป็นเรื่องนี้ค่อนข้างต่ำ เพราะเทพบรรพกาลรายนี้ลงทุนสร้างหนังสือขึ้นและนำเมืองเลฟซิดมายัดไว้ด้วยเหตุผลที่ต้องการ ‘ควบคุม’ โลกภายในหนังสือและโลกความจริงไปพร้อมกัน ดังนั้นจึงไม่น่าจะใส่ปัจจัยอันตรายที่ควบคุมไม่ได้เพิ่มเข้ามาเป็นเวลานาน”
“ใช่… แม้แต่พวกเรายังรู้ว่านั่นจะกลายเป็นปัญหา นับประสาอะไรกับเทพบรรพกาล” ออเดรย์พยักหน้าพลางช่วยเดอะเวิร์ลวิเคราะห์อย่างจริงจัง
ในเวลาเดียวกัน เลียวนาร์ดหัวเราะแห้งและพูด
“บางทีเทพบรรพกาลอย่างมังกรจินตภาพคงมองเห็นอนาคตและเชื่อว่าสิ่งที่ถูกผนึกไว้จะช่วยให้ท่านบรรลุวัตถุประสงค์?”
“ผมก็แค่บอกว่ามันมีโอกาสเป็นไปได้ แต่น้อยมาก…” ไคลน์ตอบอย่างสุขุม “ความเป็นไปได้ที่สองก็คือ สิ่งที่ถูกผนึกไว้ด้านหลังประตูคือกุญแจสำคัญสำหรับแผนการของมังกรจินตภาพ แอนเคอร์เวล… ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหนังสือเล่มนี้และ 0-08 ได้โคจรมาพบกัน ผนึกจะถูกทำลายและส่งผลให้สิ่งกล่าวปรากฏตัวบนโลกความจริง สร้างความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่เทพบรรพกาลปรารถนา… ผมเชื่อว่าเรื่องนี้มีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุด”
และอาจเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมังกรแห่งปัญญา
“หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่มิสเตอร์ฟูลเคยเล่าให้ฟัง? หลังจากครอบครอง 0-08 อาดัมก็เข้าใกล้ความเป็นเทพมากขึ้นอีกหนึ่งก้าว ส่งผลให้กระแสเวลาเกิดการเปลี่ยนผัน… หรือกำลังจะบอกว่าอาดัมรวบรวมวัตถุดิบครบแล้วและรอให้พิธีกรรมเสร็จสมบูรณ์? ดิฉันเข้าใจตรงไหนผิดไปรึเปล่า?” ออเดรย์แสดงทรรศนะ
“ผมเองก็ไม่มั่นใจ… ไว้จะหาโอกาสสวดวิงวอนถามหาคำตอบจากมิสเตอร์ฟูล” ไคลน์ไม่กล้าฟันธง
น่าเสียดายที่ตาแก่เป็นเทวทูตจากยุคสมัยที่สี่ จึงมีข้อมูลของยุคสมัยที่สองไม่มากนัก แต่อย่างน้อยก็ยังรู้จักอาดัม… เลียวนาร์ดครุ่นคิด
“ผมจะลอง…”
มันคิดจะพูดว่า ‘ผมจะลองสืบให้’ แต่หลังจากนึกถึงได้ว่าเดอะเวิร์ลและจัสติสล่วงรู้ความลับของตนแล้ว จึงละทิ้งความคิดและพูดออกไปตรงๆ
“…ถามตาแก่ให้”
“รบกวนด้วยค่ะ” ออเดรย์ขอบคุณจากก้นบึ้ง
ในสายตาเธอ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเส้นทางผู้ชมโดยตรง คนที่คาใจมากที่สุดจึงหนีไม่พ้นตน แต่คนอื่นก็ยังเต็มใจที่จะช่วย
จากนั้น หญิงสาวกล่าว
“ความเป็นไปได้ที่สามก็คือ มีวัตถุหรือสัตว์ประหลาดบางชนิดถูกผนึกไว้ในโลกหนังสือนั่น?”
“ใช่… และมันน่าจะเกี่ยวข้องกับเสถียรภาพของโลกภายในหนังสือ ถ้าหากถูกทำลายไป โลกหนังสือก็จะพลังทลาย ส่งผลให้แอนเคอร์เวลทำได้เพียงผนึกมันไว้” ไคลน์อธิบายทฤษฎี
ออเดรย์ขบคิดสองสามวินาที
“สำหรับเรื่องนี้ ดิฉันมีข้อสันนิษฐาน”
เมื่อเห็นเดอะเวิร์ลและเดอะสตาร์หันมามองและรอคำตอบ หญิงสาวพูดให้ช้าลง
“ดิฉันขอวิเคราะห์ในมุมของทางจิตวิทยา… ในเมื่อโลกหนังสือถูกสร้างโดยจินตนาการของแอนเคอร์เวล ทะเลจิตใต้สำนึกรวมก็ต้องเกิดจากตัวท่านด้วยเช่นกัน ที่นั่นจะต้องเต็มไปด้วยตราประทับทางอารมณ์ ความรู้สึก และจิตของท่าน… บางทีเมืองเลฟซิดภายในหนังสืออาจมีอีกหนึ่งหน้าที่ นั่นคือการผนึก ‘อารมณ์’ ที่เข้มข้นบางชนิดของท่านเอาไว้… เช่นบาดแผลทางใจหรือความหวาดกลัวอย่างแรงกล้า หรือไม่ก็เป็นตราประทับทางจิตอันเกิดจากเหตุการณ์เลวร้าย… และในเมื่อท่านไม่สามารถเอาชนะมันได้ ไม่สามารถขจัดออกไปได้ในโลกความจริง ก็มีโอกาสเป็นไปได้มากที่ความรู้สึกนั้นจะยังคงคั่งค้างอยู่ในโลกหนังสือ หากปล่อยเอาไว้จะกัดกร่อนทะเลจิตใต้สำนึกรวมของหนังสือจนส่งผลกระทบต่อเป้าหมาย ท่านจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากผนึกเอาไว้”
เลียวนาร์ดซึ่งกำลังตั้งใจฟังยิ่งกว่าประชุมหน่วยถุงมือแดง ตัดสินใจซักถามความสงสัย
“ในฐานะเทพบรรพกาลผู้ปกครองขอบเขตท้องฟ้าและจิต สิ่งใดสามารถสร้างบาดแผลทางใจหรือความหวาดกลัวที่ขจัดไม่ได้?”
“ดิฉันเองก็ไม่ทราบ” ออเดรย์ส่ายศีรษะอย่างซื่อตรง “แต่ถ้าจะให้วิเคราะห์ตามหลักการทางจิตวิทยา… ในเมื่อสิ่งนั้นถูกผนึกไว้ใต้บัลลังก์ในเมืองเลฟซิด แถมยังต้องผ่านทางเดินอันมืดมิดลงไป มีความเป็นไปได้ว่าต้นตอของบาดแผลทางใจและความกลัวจะมาจากใต้ดิน ท่านจึงต้องทำการผนึก ไม่สิ ทำการปิดกั้นจิตที่มาจากใต้ดิน… ไม่อย่างนั้น ทำไมท่านถึงไม่ผนึกไว้ข้างๆ บัลลังก์ ในห้องโถง หรือสร้างคุกพิเศษขึ้นมาขังไว้โดยเฉพาะ?”
เมื่อได้ยินคำอธิบายของมิสจัสติส ไคลน์พลันนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับมิสเมจิกเชี่ยนและมิสจัดจ์เมนต์
จากข้อมูลของผีดูดเลือด พวกมันค้นพบปราสาทโบราณหลังนี้มาเป็นเวลานานจนมิอาจระบุได้แน่ชัด ใต้ปราสาทเป็นบานประตูทองแดงที่คอยผนึกบางสิ่งที่น่ากลัวซึ่งมาจากใต้ดิน หากใครก็ตามเข้าใกล้ประตูบานดังกล่าวนานเกินไป คนคนนั้นจะถูกกัดกร่อนและประสบเคราะห์กรรมที่น่าสยดสยอง!
ปราสาทหลังนั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันบางสิ่งบางอย่าง… และก่อนที่ผีดูดเลือดจะไปพบ มนุษย์ที่เป็นเจ้าเดิมของปราสาทก็คอยเฝ้าระวังสิ่งเดียวกันมานานแล้ว… เมื่อปราสาทตกถึงมือผีดูดเลือด ก็ไม่เคยมีใครกล้าเข้าไปสำรวจอีกเลย… ในตอนนั้น เราวิเคราะห์ว่าสิ่งนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับปีศาจและต้องเป็นครึ่งเทพเสียก่อนจึงจะเข้าไปสำรวจได้… จะเกี่ยวข้องกับผนึกในเลฟซิดไหม? ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์พบข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากความทรงจำ
ระหว่างทางก่อนที่จะเข้าไปในน่านน้ำซากสมรภูมิแห่งเทพ เรืออนาคตกาลของแคทลียาค้นพบ ‘บ่อน้ำทะเลลึก’
ในตอนนั้น ลูกเรือของอนาคตกาลอย่างนีน่าได้ดำลงไปสำรวจ เธอระบุว่าบ่อดังกล่าวมีขนาดเล็กมาก มืดสนิทและลึกไร้ก้น กระทั่งเด็กก็ยังผ่านเข้าไปไม่ได้ ผนังด้านในบ่อมีร่องรอยการสึกกร่อนในลักษณะคล้ายรังผึ้ง รอบๆ บ่อมีซากอาคารเหล็กพังถล่ม
ในทางทฤษฎี สิ่งนี้ก็สามารถเป็น ‘ทางเดิน’ ที่มุ่งหน้าลงไปยังใต้ดินได้เช่นกัน… ไคลน์มองไปรอบๆ และเรียบเรียงคำพูด
“ยังคงเรื่องที่มิสเมจิกเชี่ยนเล่าให้ฟังได้ไหม? ภายในห้องใต้ดินของปราสาทโบราณในปาเดแลร์ มีบานประตูคู่ที่ทำจากทองแดงถูกปิดตาย และรอบๆ ประตูบานดังกล่าวแผ่พลังกัดกร่อนที่รุนแรงออกมาตลอดเวลา”
“จริงด้วย!” ออเดรย์ฉุกคิดได้ทันที “หรือว่าในช่วงต้นยุคสมัยที่สอง… บรรดาเผ่าพันธุ์ทรงอำนาจต่างหวาดกลัวในสิ่งเดียวกัน และสิ่งนั้นมาจากใต้ดิน?”
“เป็นไปได้…” ไคลน์ยังคงไม่กล้าฟันธง นอกจากนั้นก็ยังถือโอกาสพูด “เท่าที่ผมทราบ คำทำนายวันสิ้นโลกล้วนระบุตรงกันว่าหายนะคือสิ่งที่มาจากอวกาศ”
“อา…” ออเดรย์และเลียวนาร์ดไม่ชำนาญในหัวข้อนี้ จึงไม่ได้เสริมสิ่งใด
“วันนี้พอแค่นี้ก่อน ไว้เข้าใจสถานการณ์มากกว่านี้ค่อยมาทำการทดลองภาพจิตรกรรมฝาผนัง… และห้ามนำเรื่องนี้ไปเล่าให้ใครฟังเด็ดขาด” ไคลน์หันไปทางเลียวนาร์ด “นอกจากนั้น หลังจากกลับออกไป อย่าลืมสวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูลและขอให้ท่านเป็นสักขีพยานในการไม่เปิดเผยความลับกันและกันของพวกเราสามคน”
ออเดรย์ไม่คัดค้าน แถมยังกล่าวเสริม
“ดิฉันจะใช้พลังสะกดจิตช่วยให้ลืมบางเรื่องเมื่อกลับออกไป”
…………………………….
“เนื้อหาของภาพจิตรกรรมเหล่านี้… คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นบนโลกความจริง…”
ไม่ว่าจะไคลน์หรือเลียวนาร์ด ทั้งคู่ต่างทวนคำถามของมิสจัสติสภายในใจ
ลำพังเรื่องที่ภาพจิตรกรรมฝั่งขวาเป็นตัวกำหนดเรื่องราวของโลกในหนังสือก็นับว่าน่าทึ่งมากพอแล้ว แต่เมื่อเริ่มตระหนักว่าภาพจิตรกรรมฝั่งซ้ายอาจเป็นตัวกำหนดเรื่องราวของโลกความเช่น ภายในใจทุกคนเริ่มเกิดแรงกระเพื่อมหนักหน่วง
การที่ภาพวาดจากอดีตมีพลังในการกำหนดอนาคตของโลกความจริง ไม่ใช่แค่ในโลกมายา มีเพียงเทพเท่านั้นที่ทำแบบนี้ได้!
“นั่นก็… ไม่ได้เกินจริงไปเสียทีเดียว… ใช่ไหมล่ะ” เลียวนาร์ดพึมพำเสียงแผ่วด้วยความรู้สึกยากจะทำใจเชื่อ
ในทางกลับกัน ไคลน์เริ่มวิเคราะห์ตามนิสัย
“ถึงแม้จะเป็น 0-08 แต่ขอบเขตการแสดงผลก็ถูกจำกัดแค่เมืองใหญ่เท่านั้น และดูเหมือนว่าจะไม่มีทางเอาชนะขีดจำกัดนี้ หมายความว่าลำดับ 1 นักประพันธ์เองก็คงไม่ต่างกัน… และในเมื่อ ‘เอกลักษณ์’ ของ ‘นักสร้างฝัน’ อยู่ในมือของอาดัมเรียบร้อยแล้ว… เมืองแห่งปาฏิหาริย์ เลฟซิดแห่งนี้จะใช้หลักการใดในการเปลี่ยนให้โลกความจริงตรงตามภาพวาด? พลังเทพของมังกรจินตภาพจากอดีต? กำลังจะบอกว่าในตอนที่หนังสือเล่มนี้ถูกสร้างขึ้น เนื้อหาภายในภาพวาดได้สร้าง ‘ตราประทับ’ ลงในทะเลจิตใต้สำนึกรวมของโลกความจริงและแผ่ขยายออกไปทุกทิศ ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตรุ่นแล้วรุ่นเล่าทำตามภาพวาดโดยไม่รู้ตัว? แต่ถ้ากลไกการทำงานเป็นแบบนั้น การวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังลงไปใหม่ก็จะไม่เกิดผลใด เพราะมังกรจินตภาพร่วงหล่นไปนานแล้วและไม่สามารถสร้างพลังเทพขึ้นมาใหม่ได้… พวกเราสามารถทดสอบเรื่องนี้ได้โดยการวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังขึ้นมาใหม่และดูว่ามันจะเกิดขึ้นบนโลกความจริงหรือไม่ ถ้าจริงก็แปลว่าที่นี่คือเมืองแห่งปาฏิหาริย์ เลฟซิดซึ่งเต็มไปด้วยความลับ และนั่นยังหมายความว่าพลังของเส้นทางผู้ชมลึกลับซับซ้อนมากกว่าที่เราติด”
“นักประพันธ์? มีโอสถชื่อแบบนั้นด้วยหรือ?” เมื่อได้คิดความคิดไคลน์ เลียวนาร์ดอดไม่ได้ที่จะรำพัน
เมื่อเทียบกับชื่อมังกรจินตภาพที่สามารถอนุมานไปถึง ‘นักสร้างฝัน’ โอสถที่ชื่อ ‘นักประพันธ์’ ฟังดูน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่า เพราะมันมอบความรู้สึกกึ่งจริงกึ่งจินตนาการได้ดีกว่า
ออเดรย์ที่ทราบชื่อโอสถลำดับสูงของเส้นทางอยู่ก่อนแล้วไม่เผยสีหน้าประหลาดใจ เพียงตั้งสมาธิกับเรื่องอื่น
“เอกลักษณ์… มิสเตอร์เวิร์ลสามารถเชื่อมโยงข้อมูลมากมายได้ในพริบตา สุดยอด! อึก… เราชมเขาตรงเกินไปไหม? มิสเตอร์เวิร์ลได้ยินทุกเรื่องที่เราคิด… อุก… ทำตัวให้ชินกับโถงนี่ไม่ได้สักที… ไม่ใช่นะ มิสเตอร์เวิร์ล ดิฉันกำลังชมเชยคุณจริงๆ! หมายความแบบนั้นจริงๆ!”
ออเดรย์เขินอายในตอนต้น ก่อนจะปรับอารมณ์ด้วยพลังของเส้นทางและกลับมาเยือกเย็นอีกครั้ง
“…อย่างที่คิด นักจิตบำบัดสงบจิตใจได้เร็วมาก” ไคลน์ผุดความคิดเสียงดัง
“มิสเตอร์เวิร์ลมิได้เย็นชาเหมือนตาเห็นสินะ เขาเป็นพวกที่ชอบเก็บทุกเรื่องไปพูดกับตัวเองในใจ… อุก… ฉันไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น!” ขณะออเดรย์คิดเรื่อยเปื่อยตามสัญชาตญาณ เธอรีบปฏิเสธเสียงแข็ง
ขณะเดียวกัน เสียงหนึ่งดังขึ้นรอบตัวเลียวนาร์ด
“ไคลน์ปลอมตัวเป็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์ได้ไม่เลว ทุกคนเชื่อสนิทใจว่าเขาเป็นคนเย็นชาและเสียสติ หึหึ… ใครจะไปคิดว่าที่จริงแล้ว…”
เพียงเลียวนาร์ดเริ่มปล่อยให้ความคิดฟุ้งซ่าน เสียงหนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะ
“เงียบน่า!”
เลียวนาร์ดสำรวจเสื้อผ้าเกอร์มัน·สแปร์โรว์หัวจรดเท้าพร้อมกับผายมือและกลั้นขำ
“ดูแต่งตัวเข้าสิ ไม่เห็นเย็นชาตรงไหนเลย ว่าไหม?”
“อยากให้เย็นชานักใช่ไหม ฉันจะกดไม้กางเขนเจิดจรัสลงบนหัวนายและสกัดตะกอนพลังออกมา! ในเมื่อนายไม่ต้องการตะกอนพลังแล้ว ฉันจะเอาไปบริจาคให้คนที่ต้องการจริงๆ!” เมื่อไม่มีการเข้าฌานช่วยสงบจิต ไคลน์เริ่มตอบสนองตามสัญชาตญาณมากขึ้นเรื่อยๆ
“…” ออเดรย์มองสลับไปมาระหว่างเดอะเวิร์ลและเดอะสตาร์พร้อมกับส่งเสียงภายใน “พวกเขาสนิทกันกว่าที่คิด… เราพอจะเดาเรื่องนี้ได้จากท่าทีของมิสเตอร์สตาร์ แต่กับมิสเตอร์เวิร์ลนั้นยากจะอ่านอารมณ์… อึก… แจน… บอส… มินนี่…”
ในช่วงเวลาแบบนี้ ออเดรย์เลือกวิธีท่องชื่ออื่นที่ไม่เกี่ยวข้องเพื่อสงบสติ
“ชื่อของใคร?” เลียวนาร์ดถามอย่างสนใจ
“ชื่อของม้าและหมาล่าเนื้อที่ตระกูลดิฉันเลี้ยงไว้ค่ะ” ออเดรย์ตอบอย่างสุภาพ
“หมาล่าเนื้อราคาตัวละสี่ร้อยห้าสิบปอนด์…” ไคลน์พลันฉุกคิดถึงคำแนะนำของพ่อบ้านวอลเตอร์ที่บอกให้ซื้อหมาล่าเนื้อกลุ่มหนึ่งสำหรับกิจกรรมล่าสัตว์ในคฤหาสน์เพลงกุหลาบ
“ทำไมสิ่งแรกที่ผุดขึ้นในหัวมิสเตอร์เวิร์ลถึงเป็นราคา?” ออเดรย์อดไม่ได้ที่จะสงสัย
เลียวนาร์ดยกมุมปากและตอบโดยไม่ต้องพูด
“นี่เป็นเรื่องปรกติ… หมอนี่มักจู้จี้เรื่องเงินเสมอ ฉันยังจำได้ว่า…”
ยังไม่ทันจะ ‘พูด’ จบประโยค ไคลน์กระแอมแห้ง
“พวกเราควรรีบสำรวจในส่วนอื่นกันต่อ และถ้ามีเวลาเหลือก็ต้องทดสอบการทำงานของภาพจิตรกรรมฝาผนัง… เฮ้อ… โถงบ้านี่ทำเอาวุ่นวายไปหมด ปัญหาสำคัญคือการที่ความคิดลับๆ ถูกนำออกมาเปิดเผยจนยากจะตั้งสมาธิกับเรื่องอื่น”
เมื่อได้ยินการรำพันในประโยคสุดท้าย ทั้งเลียวนาร์ดและออเดรย์เผลอหัวเราะออกมาอย่างมิอาจหักห้าม
จนกระทั่งหญิงสาวเริ่มตระหนักว่าอีกฝ่ายคงไม่อยากให้สถานการณ์เลยเถิดมากไปนัก เธอตั้งสติและแหงนมองเพดาน
“ในมือภาพจิตรกรรมทางขวาควบคุมโลกในหนังสือ และภาพฝั่งซ้ายควบคุมโลกความจริง… จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังบนเพดาน?”
ไคลน์วิเคราะห์โดยเชื่อมโยงข้อมูล
“อิทธิฤทธิ์ของมังกรจินตภาพมีอย่างน้อยสามเรื่อง: ข้อแรก การจินตนาการอาณาจักรขึ้นมาบนโลกความจริง ข้อที่สอง การประกาศอนาคตและสามารถทำให้มันเกิดขึ้นจริงในภายหลัง และข้อที่สาม ท่านสามารถจินตนาการสิ่งของขึ้นมาบนโลกความจริง… ข้อแรกสอดคล้องกับภาพจิตรกรรมฝั่งขวา และข้อที่สองสอดคล้องกับฝั่งซ้าย… ถ้าอย่างนั้นก็อาจตีความได้ว่า เพดานหมายถึงอิทธิฤทธิ์ข้อที่สาม?”
“หากวาดสิ่งใดลงไปบนเพดาน สิ่งนั้นจะปรากฏขึ้นบนโลกความจริงและสามารถใช้งานได้?” ออเดรย์เข้าใจความนัยของเดอะเวิร์ลได้ในทันที
“แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราวาดมังกรจินตภาพ?” เลียวนาร์ด ‘แนะนำ’
ไคลน์ชำเลืองมันอีกครั้ง
“ประการแรก นายต้องเคยเห็นมังกรจินตภาพตัวจริงโดยไม่สติแตกหรือคลุ้มคลั่งไปก่อน ประการที่สอง นายต้องวาดรายละเอียดหลักบนร่างกายของท่านอย่างชัดเจนโดยไม่ตกหล่น และประการสุดท้าย นายต้องวาดรูปให้เป็นเสียก่อน”
“…ตอนนี้ฉันอาจจะวาดรูปไม่เป็น แต่อนาคตอาจไม่ใช่ก็ได้ ฉันสามารถจ้างครูสอนพิเศษมาช่วยฝึกเป็นการส่วนตัว” เลียวนาร์ดรำพันพลางตอบโดยไม่ต้องพูด “นอกจากนั้น รายละเอียดหลักบนร่างกายหมายถึงสิ่งใด? อักขระและลวดลายพิเศษที่อัดแน่นไปด้วยออร่าเทพ?”
พร้อมกันนั้น ออเดรย์รีบ ‘พูด’ โดยพยายามกลั้นขำ
“ฉันวาดรูปได้”
การวาดรูปคือทักษะพื้นฐานของสตรีชนชั้นสูง และออเดรย์ค่อนข้างมีพรสวรรค์ด้านนี้
“อา… ไว้ค่อยทดสอบในตอนที่มีเวลาเหลือ” ไคลน์พยักหน้าพลางเดินไปทางเสาหินต้นใหญ่
แผนของมันก็คือ ต้องมองเห็นภาพรวมทั้งหมดให้ได้เสียก่อน จึงค่อยคิดหาวิธีขยายกรอบในการสำรวจ
พร้อมกันนั้น มันฉุกคิดถึงบางสิ่งจากคำถามของเลียวนาร์ด
“ลวดลายและอักขระที่อัดแน่นไปด้วยออร่าเทพ… สิ่งนี้เปี่ยมไปด้วยองค์ความรู้ปริมาณมหาศาล หากจ้องมองตรงๆ และยังเอาชีวิตรอดไปได้ ผู้ที่พบเห็นจะทราบสูตรโอสถและรายละเอียดของพลังบางส่วนทันที… แต่คำถามก็คือ ในยุคสมัยที่ศิลาเย้ยเทพปรากฏขึ้น คนที่จ้องมองเทพโดยตรงและรอดชีวิตนั้นได้ความรู้ใดกลับไป? สมัยนั้นยังไม่มีสูตรโอสถสักหน่อย… หรือจะเป็นความรู้เกี่ยวกับวิธีที่สัตว์ในตำนานใช้สั่งสมพลังไปทีละขั้น? หรือว่าแท้จริงแล้ว ศิลาเย้ยเทพเกิดจากการนำวิธีสั่งสมพลังของสัตว์ในตำนานมาปรับปรุงเป็นสูตรโอสถ? หากหนึ่งในสองข้อสันนิษฐานของเราเป็นความจริง แปลว่าความรู้ที่อยู่ในร่างสัตว์เทพสามารถเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมได้… ในทางกลับกัน ผู้วิเศษเส้นทางนักจารกรรมก็สามารถ ‘ดัดแปลง’ หรือ ‘ลบ’ ความรู้ภายในร่างสัตว์เทพของผู้อื่นได้โดยตรง?”
“มิสเตอร์เวิร์ลครุ่นคิดในประเด็นที่ลุ่มลึกและซับซ้อนมาก ทั้งหมดล้วนเกี่ยวกับตัวตนระดับสูง…” ออเดรย์อดไม่ได้ที่จะ ‘ตัดพ้อ’
เลียวนาร์ดเองก็มิอาจยับยั้งหัวใจ
“มีเรื่องแบบนั้นด้วยหรือ? ไว้ค่อยถามตาแก่ทีหลังก็แล้วกัน… หมอนี่รู้เยอะชะมัด… ดูเหมือนว่าบุคลิกของเกอร์มัน·สแปร์โรว์จะไม่ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด เพราะกลิ่นอายนักวิชาการยังคงเป็นเอกลักษณ์ของหมอนั่น…”
“ขอบคุณสำหรับคำชม แต่ช่วยพอได้แล้ว!” ในสภาพมือข้างหนึ่งถือขวดเลือดและอีกข้างถือไม้กางเขนเจิดจรัส ไคลน์บีบบังคับตัวเองให้คุมสติและเดินไปทาง ‘บัลลังก์’
ด้วยร่างวิญญาณ แม้จะบินไม่ได้ในห้องโถง แต่ความเร็วในการเคลื่อนที่ก็ยังสูงกว่าปรกติหลายเท่า
จนกระทั่งไคลน์เพิ่งตระหนักเมื่อสายว่า ด้านหลังบัลลังก์ของมังกรจินตภาพมีทางเดินที่มืดมิดซ่อนอยู่
“มองไม่เห็นอะไรเลย ถ้ามีแสงก็คงจะดี…” ออเดรย์ครุ่นคิด
ทันใดนั้น แสงที่แสนอ่อนโยนพลันสว่างขึ้นภายในทางเดิน ช่วยทำให้ทุกคนมองเห็นภาพรวมได้ชัดเจน
แม้ไม่ต้องเดินเข้าไป แต่ไคลน์ เลียวนาร์ด และออเดรย์ต่างก็เห็นประตูทองแดงที่ด้านในสุดของทางเดิน
เหนือประตูเต็มไปด้วยอักขระและลวดลายจำนวนมากที่ยากจะอธิบาย ราวกับพวกมันเป็นโซ่หลายเส้นที่คอยพันธนาการบานประตูหลังนั้นไว้ เจตนาคือการผนึกสิ่งที่อยู่ด้านใน เป็นภาพที่ชวนให้รู้สึกลึกลับและเย็นเยียบในเวลาเดียวกัน
ภายในเมืองแห่งปาฏิหาริย์ของมังกร ภายในวังเทพบรรพกาล ด้านหลังบัลลังก์มีประตูลับที่ใช้สำหรับผนึกบางสิ่ง
เพียงพริบตา คนทั้งสามรู้สึกคล้ายกับกำลังมองผ่านบานประตูทองแดงเข้าไปยังความมิดมืดด้านหลังโดยตรง
จากนั้นก็เป็นเสียงหัวใจเต้น
แหล่งกำเนิดเสียงมาจากด้านในร่างกายคนทั้งสาม
แต่ต้องไม่ลืมว่า พวกมันกำลังอยู่ในร่างวิญญาณและไม่มีหัวใจ!
ถัดมา ผิวชั้นนอกของไม้กางเขนเจิดจรัสเริ่มลอกออกและส่องแสงราวกับพระอาทิตย์
สำหรับไคลน์ ออเดรย์ และเลียวนาร์ด พวกมันพลันบังเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดสุดขีด ประหนึ่งจิตสำนึกกำลังถูกแบ่งแยกออกเป็น ‘ตัวเอง’ อีกหนึ่งคน
ท่ามกลางทัศนวิสัยที่ไม่คมชัด ดวงตาข้างหนึ่งโผล่ขึ้นภายในความมืดมิดด้านหลังประตูทองแดง รูม่านตาสีดำสนิทและมีรอยแยกสีฟ้าอ่อน
ในลำดับที่ไม่เจาะจง ดวงตาประเภทเดียวกัน ‘ลืม’ ขึ้นทีละข้างในลักษณะกระจุกเป็นก้อน ทั้งหมดจดจ้องมายังคนทั้งสามอย่างไม่ละสายตา
ทันใดนั้น ไคลน์และคนที่เหลือต่างได้ยินเสียงเพรียกอันแผ่วเบาแต่ชวนให้หลงใหลเหนือพรรณนา
โดยไม่มัวรีรอ ร่างวิญญาณไคลน์ขยายออกและปกคลุมเลียวนาร์ดกับออเดรย์อย่างมิดชิด จากนั้นก็ยุติการอัญเชิญและส่งทุกคนกลับไปยังห้วงมิติเหนือสายหมอก
………………….
ด้านนอกวังสีเทาอ่อนที่มีความสูงกว่าสองร้อยเมตร เสาหินขนาดใหญ่จำนวนมากที่สั้นกว่าปรกติถูกวางเรียงรายราวกับเป็นทหารองครักษ์
ไคลน์พอจะเห็นภาพอย่างเลือนราง ในตอนที่เมืองแห่งปาฏิหาริย์ เลฟซิด ยังคงลอยอยู่บนท้องฟ้า เสาหินเหล่านี้จะต้องมีมังกรที่ทรงพลังนั่งหมอบต้นละหนึ่งตัว
พวกมันคือข้าราชบริพารของเทพบรรพกาล
จากนั้นไคลน์แหงนมองประตูที่เปิดกว้างและพูดกับเลียวนาร์ดและออเดรย์
“อยู่ใกล้ๆ ผมไว้ เพราะถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝัน ผมสามารถพาพวกคุณออกจากโลกหนังสือกลับสู่มิติหมอกได้ทันที”
นั่นคือเหตุผลสำคัญที่ไคลน์กล้าสำรวจที่นี่
“ตกลง” ออเดรย์และเลียวนาร์ดไม่พยายามทำตัวอาจหาญ เพียงเดินมายืนข้างไคลน์และเตรียมเกาะกลุ่ม
อาศัยพลังในการบินของร่างวิญญาณ ทั้งสามลอยผ่านขั้นบันไดจนกระทั่งผ่านประตูยักษ์เข้ามาในวัง
สิ่งแรกที่เห็นคือพื้นที่ว่างๆ ที่กว้างพอจะให้มังกรเกือกเกลี้ยงอย่างสบายอารมณ์ รวมถึงเสาหินที่ดูราวกับคอยค้ำจุนท้องฟ้า
บนผนังทั้งสองฝั่งของห้องโถงเต็มไปด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังที่งดงาม เหยียดยาวในแนวนอนไปจนกระทั่งถึงเสาหินขนาดหลายคนโอบ
ด้านในสุดของห้องโถงมีเสาหินขนาดมหึมาตั้งเด่นตระหง่าน ลำพังเสาหินต้นนี้ต้นเดียวก็มากพอจะสร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้พบเห็น รวมไปถึงความรู้สึกกระอักกระอ่วนราวกับเวลากำลังผันผวน ประหนึ่งนั่นคือเทพที่กลายเป็นหิน
แทบจะในพริบตา สิ่งมีชีวิตที่มีร่างกายสีเทาอ่อนขนาดมหึมาพลันปรากฏบนเสาหินดังกล่าว
ร่างดังกล่าวปกคลุมไปด้วยเกล็ดยักษ์จำนวนมาก แต่ละเกล็ดดูราวกับเป็นหินหนาๆ แผ่นใหญ่ เพียงเค้าโครงอันเลือนรางก็มากพอจะทำให้บรรยากาศโดยรอบเปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขาม
มังกรจินตภาพ แอนเคอร์เวล! ในวินาทีที่ความคิดดังกล่าวแล่นผ่านสมองไคลน์ มันได้ยินเสียงอันคุ้นเคยดังกังวานทั่วห้องโถงใหญ่:
“มังกรจินตภาพ แอนเคอร์เวล!”
ขณะไคลน์มองไปรอบๆ ตัวด้วยความฉงน มันได้ยินเสียงเลียวนาร์ดถอนหายใจเข้มข้น
“สายลมที่ลุ่มลึกกำลังตั้งใจฟังรอบๆ ท่าน..”
“สายลมที่พัดผ่านพลันสั่นกลัวจนแทบสิ้นลม…”
หมอนี่ยังอารมณ์ท่องกวีอยู่อีก… เป็นกวีของใครกันนะ… ไคลน์หันไปมองเลียวนาร์ด
ทันทีหลังจากนั้น มันได้ยินเสียงสะท้อน:
“หมอนี่ยังอารมณ์ท่องกวีอยู่อีก… เป็นกวีของใครกันนะ…”
เลียวนาร์ดพลันประหลาดใจสุดขีดพร้อมกับรีบปิดปากสนิทและส่ายหน้า
แต่ในวินาทีถัดมา เสียงหนึ่งดังข้างๆ มัน
“ฉันไม่ได้ท่องอะไรออกไป!”
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่… แปลกมาก” ขณะไคลน์กำลังคิดเช่นนี้ มันเริ่มตระหนักว่าเสียงที่คุ้นเคยในตอนแรกเป็นของตัวเอง
และแน่นอน เสียงเดิมดังขึ้นอีกครั้งโดนสะท้อนความคิดไคลน์
จากนั้นเสียงพึมพำที่อ่อนโยนของออเดรย์ดังตามมา
“หรือว่า… โถงแห่งนี้จะทำให้ความคิดของสิ่งมีชีวิตรอบๆ มีตัวตนขึ้นมาจริงๆ? เพราะเมื่อครู่ในตอนที่เห็นเสาหิน เราจินตนาการภาพมังกรจินตภาพ แอนเคอร์เวล กำลังนั่งหมอบอยู่ เป็นภาพร่างที่มีพื้นฐานมาจากมังกรจิตที่เราเคยเห็น… แล้วทำไมทุกสิ่งที่เราพูด… ไม่สิ… ทุกสิ่งที่เราคิด ห้องโถงจะทำให้มีตัวตนขึ้นมา…”
อย่างนี้นี่เอง โชคดีที่เราไม่ได้สิ่งเครื่องประหลาดๆ เมื่อครู่ ตั้งสติเข้าไว้ ตั้งสติ… ไคลน์ใช้การเข้าฌานเพื่อมิให้จินตนาการเตลิด
ในเวลาเดียวกัน เสียงของมันดังก้องไปทั่วห้องโถงราวกับกำลังสอดประสาน
“…ตั้งสติเข้าไว้ ตั้งสติ…”
“ความคิดในหัวมิสเตอร์เวิร์ลเป็นแบบนี้นี่เอง เหมือนกับเด็กที่เพิ่งหัดเข้าโรงเรียนและพยายามเตือนตัวเองไม่ให้ลืมสิ่งสำคัญ… นอกจากนั้นเขายังเข้าฌานด้วยภาพของลูกบอลแสงที่ซ้อนทับหลายชั้น… งดงามมาก… ด…เดี๋ยวก่อน เราไม่ได้คิดแบบนั้นสักหน่อย! ฉันไม่มีเจตนาจะนิยามคุณแบบนั้น มิสเตอร์เวิร์ล ฉันพูดความจริง! ความคิดออเดรย์พรั่งพรูออกมาอย่างต่อเนื่อง มุมปากของเธอเผยรอยยิ้มอย่างมิอาจเลี่ยง
สำหรับเลียวนาร์ด เสียงความคิดของมันก็ดังขึ้นว่า ‘ฮ่าฮ่าฮ่า’
“ไอ้หมอนี่… ไม่สิ ห้ามเรียกว่าไอ้หมอนี่… เราต้องสุภาพ… เราต้องสุภาพ” ขณะได้ยินเสียงความคิดตัวเอง ไคลน์ถอนหายใจอย่างจนปัญญา “โถงแห่งนี้เหมาะจะเล่นเกม ‘พูดความจริงหรือรับคำท้า’ มาก… ขอตั้งชื่อให้มันว่าโถงแห่งความจริง…”
“นั่นเกมอะไร?” ออเดรย์แสดงความสงสัยโดยที่ไม่ต้องเปิดปากพูด
“น่าจะเป็นเกมที่จักรพรรดิโรซายล์คิดค้นขึ้น… เราต้องตั้งสติไม่ให้คิดในเรื่องที่ไม่ควรคิด… ให้ตายสิ ถ้าไม่ได้เข้าฌาน แทบจะไม่มีวิธีใดระงับความคิดที่ฟุ้งซ่านพวกนี้ได้เลย…” ไคลน์ตอบออเดรย์พลางตักเตือนตัวเองตามนิสัย และไม่พลาดที่จะถูกโถงแห่งนี้ทรยศ
ทันใดนั้น ออเดรย์หัวเราะและคิด
“ฮะฮะ! มิสเตอร์เวิร์ลเองก็มีมุมแบบนี้ด้วย เราไม่เคยพบเจอมาก่อน…”
“ฮะฮะ! ไคลน์ นายเองก็มีวันนี้เหมือนกันสินะ… อึ่ก… เราไม่ได้พูดอะไรออกไป” เลียวนาร์ดรีบยกมือขวาขึ้นมาปิดปาก
และไม่ผิดคาด ทุกคนได้ยิน ‘คำถาม’ จากมิสจัสติส
“ไคลน์?”
จากนั้นก็เป็นการตัดพ้อของใครบางคน
“บางทีคงมีแค่การทำให้สองคนนี้กลายเป็นหุ่นเชิด พวกเขาถึงจะหยุดคิดฟุ้งซ่าน… เดี๋ยวสิ เราเผลอคิดอะไรออกไป? ไม่ได้ ต้องใจเย็นกว่านี้…”
ไคลน์หายใจเข้าออกก่อนจะทำสมาธิจดจ่อ
“มาสำรวจจิตรกรรมฝาผนังกันเถอะ ในสมัยโบราณ ภาพจิตรกรรมฝาผนังคือเครื่องบันทึกความทรงจำชั้นดี ส่วนมากมักเต็มไปด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ…”
ขณะที่ไคลน์เสนอแนะ มันได้ยินความคิดออเดรย์กำลังหัวเราะ
“ไคลน์… นี่คือชื่อจริงของมิสเตอร์เวิร์ล? ด…เดี๋ยวสิ อย่าไปคิดถึงเรื่องนั้นมากนัก! ไม่อย่างนั้นมิสเตอร์เวิร์ลจะโกรธ… ไม่สิ เขาน่าจะรู้สึกอับอายมากกว่า… ด…เดี๋ยวก่อน นี่มันความผิดของ ‘คำลวง’ มิสเตอร์เวิร์ล คุณต้องเชื่อฉัน… ใจเย็นก่อน ใจเย็นก่อน! มีสติ มีสติ!”
หลังจากใช้พลังของเส้นทางผู้ชมเพื่อสงบสติอารมณ์ ออเดรย์หันไปใส่ใจกับภาพจิตรกรรมฝาผนังทางฝั่งขวา
เทียบกับอีกสองคน เลียวนาร์ดมีความสามารถในการสงบสติต่ำมาก ความคิดที่ฟุ้งซ่านจึงดังออกมาไม่หยุด
“เปลี่ยนให้เป็นหุ่นเชิด… เดี๋ยวนี้หมอนี่มีความคิดน่ากลัวขนาดนี้เชียว? นั่นคือสิ่งที่นายคิดมาตลอดสินะ… ฮะฮะ! มิสจัสติสตอบสนองได้น่าสนใจมาก… เราไม่เคยเห็นหมอนั่นต้องอับอายมานานแล้ว…”
จนกระทั่งไคลน์และออเดรย์เริ่มแลกเปลี่ยนความคิดกันและกัน เลียวนาร์ดเพิ่งเริ่มมีสติช้ากว่าใครเพื่อน
ภาพจิตรกรรมฝั่งขวาดูเหมือนจะเป็นความก้าวหน้าทางประวัติศาสตร์ มีทั้งภาพของมนุษย์กำลังก่อสร้าง ภาพของหิมะที่ปกคลุมทุ่งกว้าง ภาพของสงครามและการอพยพ ภาพของเมืองและแคว้น รวมถึงภาพหอคอยและผลไม้ที่สื่อถึงการปราศจากกำแพงภาษา
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ภาพจิตรกรรมมีความยาวตั้งแต่ทางเข้าห้องโถงไปจนถึงบัลลังก์ของมังกรจินตภาพ
จนกระทั่งภาพสุดท้าย ไคลน์สังเกตเห็นตัวตนที่คุ้นเคย
มังกรยักษ์ตัวสีฟ้าที่ปกคลุมไปด้วยเกล็ดผนึกน้ำแข็ง
ราชาแห่งแดนเหนือ ยูลิเซี่ยน!
“อย่าบอกนะว่า… โลกในหนังสือดำเนินไปตามภาพจิตรกรรมเหล่านี้?” ขณะความคิดไคลน์กำลังดังก้อง มันรีบตรวจสอบภาพและเห็น ‘นักล่า’ ที่มีใบหน้าพร่ามัวหลายคนปราบมังกรน้ำแข็งสำเร็จและเปิดประตูออกไป ทุ่งหิมะและน้ำแข็งพลันละลายหายพร้อมกับถูกแทนที่ด้วยเมืองใหม่อย่างเปโซต์ จากนั้นไคลน์เห็นภาพของสภาพอากาศกลับมาเย็นจัดอีกครั้ง ราวกับกำลังจะเกิดเหตุการณ์ใหม่ขึ้นในตอนสุดท้าย
“เนื้อหาของภาพจิตรกรรมจะกลายเป็นความจริงในโลกหนังสือแห่งนี้?” ออเดรย์อดไม่ได้ที่จะคิดตาม
“ภาพจิตรกรรมบนกำแพงเหล่านี้ดูธรรมดาเกินไป ฝีมือยังด้อยกว่าจิตรกรข้างถนนเสียอีก… ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่าที่นี่คือวังของมังกรจินตภาพ เทพบรรพกาลตนนั้นมีพลังมากมายถึงเพียงนี้เชียว?” เลียวนาร์ดแสดงความเห็น
“เป็นไปได้…” ไคลน์ไม่อธิบายลงลึก ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงของตัวเองดังขึ้น “เริ่มสำรวจภาพอีกฝั่งก่อนดีกว่า จากนั้นก็นำข้อมูลมารวมกันและวิเคราะห์”
เลียวนาร์ดกับออเดรย์ไม่คัดค้าน เดินตามชายหนุ่มไปยังอีกฝ่าย
ระหว่างนี้พวกมันเพิ่งตระหนักว่าร่างวิญญาณของตนไม่สามารถบินได้ในห้องโถง
แต่เนื่องจากภาพวาดมีขนาดใหญ่มาก เดินแค่ไม่กี่ก้าวก็ช่วยให้เห็นภาพรวมทั้งหมด
ภาพแรกใกล้กับทางเข้าทำให้รูม่านตาไคลน์เบิกกว้างทันที
ภายในภาพจิตรกรรม คนยักษ์ผิวสีเทาอมฟ้าที่มีใบหน้าพร่ามัวและดวงตาดวงเดียวในแนวตั้ง กำลังถือสมุดปกแข็งเล่มหนึ่งในมือ!
“นี่มัน…” ไคลน์ได้ยินเสียงความคิดตัวเองดังสะท้อน
เอกลักษณ์ของภาพถัดๆ มาก็ยังคงเป็นหนังสือหนังสัตว์ที่ถูกเย็บเข้าด้วยกันอย่างหยาบๆ เล่มดังกล่าว เจ้าของเปลี่ยนมือจากคนยักษ์เป็นเอลฟ์ ข้อความบนกระดาษเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเปลี่ยนจากสมุดกลายเป็นหนังสือ จากนั้นก็เปลี่ยนมือเจ้าของไปเรื่อยๆ จนกระทั่งลอยสูงขึ้นไปบนอวกาศและตกลงบนกรงเล็บขนาดมหึมา
สำหรับภาพจิตรกรรมถัดมา ราวกับไม่เกี่ยวข้องกับภาพก่อนหน้า หนังสือเล่มเดิมโผล่ขึ้นมาบนผิวทะเลและเข้าไปในเรือลำที่พร่ามัว
ในภาพวาดรองสุดท้าย หนังสือถูกนำออกจากเรือโดยสายสวมหมวกทรงสูง
และภาพสุดท้ายที่ถูกวาดด้านหลังบัลลังก์หินซึ่งต้องสงสัยว่าจะเป็นของมังกรจินตภาพ แอนเคอร์เวล เป็นภาพของหนังสือเล่มดังกล่าวถูกวางไว้คู่กับปากกาขนนกทรงโบราณ
ภาพจิตรกรรมจบลงเพียงเท่านี้
“0-08!” สุ้มเสียงอันตกตะลึงของเลียวนาร์ดดังกังวานไปทั่วห้องโถง
“มังกรจินตภาพต้องการจับคู่หนังสือเล่มดังกล่าวกับปากกาขนนก? ถ้าทำสำเร็จจะเกิดอะไรขึ้น? พวกมันเคยเกือบได้อยู่ด้วยกันในตอนที่เราจัดการกับอินซ์·แซงวิลล์… แต่สุดท้ายก็ล้มเหลวเพราะหนังสือตกอยู่ในมือเราและเราสังเวยให้มิสเตอร์ฟูล… หรือว่าการที่อาดัมช่วยวางแผนและคอยสนับสนุนก็เพราะเล็งสิ่งนี้ไว้แต่แรก? จริงสิ ในตอนที่อยู่ในหนังสือ เมื่อนักบวชสโนวมันเอ่ยชื่อเทวทูตจินตภาพ อาดัม มังกรน้ำแข็งก็บุกเข้ามาจู่โจมค่ายทันที… เป็นเพราะหนังสือไม่ยอมให้สโนวมันพูด หรือเป็นเพราะอาดัมได้ยินความคิดดังกล่าวจนสามารถสร้างการเชื่อมโยงกับตัวเองและจ้องมองพร้อมกับสร้างอิทธิพลบางอย่างได้?” ความคิดไคลน์พรั่งพรูออกมาเป็นเสียงสะท้อน
ตลอดการทำเช่นนั้น มันพยายามอย่างหนักในการคิดว่ามิสเตอร์ฟูลเป็นตัวตนอื่นที่ห่างไกล
ขณะเดียวกัน ความคิดออเดรย์ผุดขึ้น
“…หรือว่าเนื้อหาของภาพจิตรกรรมเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกความจริง?”
………………….
ยักษ์ที่ปากชุ่มเลือดและมีดวงตาแนวตั้งนั้นเป็นเพียงภาพมายา แก่นแท้ของมันคืออารมณ์อันแรงกล้าที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต
แรกเริ่มเกิดจากอารมณ์เข้มข้นซึ่งแผ่ซ่านเข้าสู่จิตใต้สำนึก จากนั้นก็แผ่ขยายจากเกาะวิญญาณของตัวเองไปยัง ‘มหาสมุทร’ มายาที่อยู่โดยรอบและปักหลักกลายเป็นตราประทับ – ไม่ใช่ทุกอารมณ์หรือสติที่จะกลายเป็นตราประทับ ส่วนใหญ่ถูกทำลายไปตามกาลเวลา หรือไม่ก็ถูกชะล้างด้วย ‘น้ำทะเล’ มีเพียงอารมณ์ที่รุนแรงหรือเกิดซ้ำๆ เท่านั้นจึงจะอยู่รอด
และเมื่อความคิดดังกล่าวกลายเป็นตราประทับ นั่นหมายถึงการเป็น ‘หยดน้ำ’ ในทะเลจิตใต้สำนึกรวม สิ่งนี้สามารถส่งผลอิทธิพลต่อสิ่งมีชีวิตประเภทเดียวกันรอบๆ ตัวจนกระทั่งกลายเป็น ‘ความคิดร่วม’ เมื่อนานวันเข้าก็แปรสภาพกลายเป็น ‘ความทรงจำ’ โบราณที่จารึกไว้ในลมหายใจ
ดังนั้นร่างสัตว์ในตำนานที่คนยักษ์มายาตนนี้เผยออกมาไม่เพียงจะพร่ามัว แต่ยังมีหลายจุดที่ผิดเพี้ยนเพราะถูกแต่งเติมด้วยจิตสำนึกส่วนตัว และตามปรกติแล้ว เลียวนาร์ดกับออเดรย์จะมิอาจจ้องมองได้โดยตรง ไม่อย่างนั้นจะเกิดความสับสนทางจิตและเกิดอาการสติแตก ทว่าความบ้าคลั่งที่มาพร้อมกับมัน – ความกลัวจนถึงขีดสุดซึ่งไม่ทราบแน่ชัดว่ามีต้นกำเนิดมาจากไหน – เป็นอารมณ์ที่ใกล้เคียงความจริงอย่างมาก ส่งผลให้สามารถแพร่เชื้อเข้าสู่กายาปัญญา วิญญาณดารา หรือแม้กระทั่งร่างวิญญาณของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด!
นี่คืออันตรายโดยทั่วไปในทะเลจิตใต้สำนึกรวม มิได้ถือกำเนิดจากพลัง ระดับ หรือตัวเอง แต่มาจากอารมณ์ความรู้สึกที่เข้มข้น
แน่นอนว่าถ้าได้เผชิญหน้ากับตราประทับของสิ่งมีชีวิตชั้นสูงหรือเทพ ย่อมมีโอกาสสูงที่จะได้เห็นร่างสัตว์ในตำนานโดยตรง และผลลัพธ์ก็จะลงเอยด้วยอาการสติแตกหรือไม่ฟั่นเฟือน กลายเป็นโดยสมบูรณ์ หรือต่อให้รอดมาได้ก็จะถูกอารมณ์ของเทพหรือสิ่งมีชีวิตชั้นสูงกัดกร่อน ยากที่จะคาดเดาชะตากรรม
สรุปได้ว่าภายในทะเลจิตใต้สำนึกรวม วิธีการรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันจะแตกต่างจากโลกภายนอก ในบางกรณี ยิ่งพยายามทำลายภาพลวงตามากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสติดเชื้อจากอารมณ์ที่สั่นคลอนมากเท่านั้น
ดังนั้นเมื่อไคลน์เห็นยักษ์สีเทาอมฟ้าสูงเจ็ดแปดเมตรปรี่เข้าหา ชายหนุ่มรีบควบคุมอารมณ์เป็นอันดับแรกทันที
จากนั้นก็ใช้ ‘ภาพลวงตา’
เป้าหมายของภาพลวงตาคือเลียวนาร์ดและออเดรย์
ส่งผลให้ในสายตาของผู้วิเศษลำดับ 5ทั้งสองคน คนยักษ์ที่สูงเท่าตึกสองสามชั้นตรงหน้าปราศจากความบ้าคลั่งและเกรี้ยวกราดที่ควรจะมี สิ่งที่เห็นกลายเป็นเพียงคนยักษ์ธรรมดาๆ ที่ไม่มีอะไรโดดเด่น
ดังนั้นก่อนที่ความรู้สึกอันเข้มข้นจะแล่นเข้าสู่ร่างกาย เลียวนาร์ดและออเดรย์อยู่ในภาวะเยือกเย็นเป็นที่สุด ไม่มีการสั่นไหวของอารมณ์
ทันทีหลังจากนั้น เลียวนาร์ดนำล้วงกระเป๋าและเหยียดแขนขวาไปข้างหน้าพลางอ้าปากเล็กน้อย
เดิมทีในฐานะจอมอาคมวิญญาณ มันต้องการจะใช้วิญญาณดวงแรกอย่าง ‘แบนชี’ ซึ่งผนึกเข้าไปในฟันด้วยความช่วยเหลือจากอาร์ชบิชอป (เป็นสัตว์วิญญาณที่ทรงพลังซึ่งมีใบหน้างดงาม ร่างกายเน่าเปื่อย มีปีกอินทรีขนาดใหญ่สยายออกจากแผ่นหลังหนึ่งคู่ เก่งกาจด้านการแทรกแซงจิตใต้สำนึกของผู้อื่นและอัดฉีดความกลัวเข้าไป) แต่เพียงไม่นานมันก็นึกขึ้นได้ว่า ปัจจุบันไม่เพียงมันจะอยู่ในร่างวิญญาณดารา แต่ยังมีพรแห่งการชำระล้างของหมอกสีเทา เช่นนั้นแล้วยังจะมีวิญญาณอื่นหลงเหลือใน ‘ร่าง’ ได้อย่างไร
เมื่อไม่มีทางเลือก มันเปลี่ยนไปใช้พลังของ ‘ผู้ปลอบวิญญาณ’ พร้อมกับดวงตาที่ซีดลง
คนยักษ์มายาเริ่มชะลอพฤติกรรมทันที คล้ายกับอารมณ์ของมันบรรเทาลงบางส่วน
ทันใดนั้นออเดรย์ยังกางแขนออกอย่างเยือกเย็นและใช้ปลอบโยน
สายลมที่มองไม่เห็นพัดผ่าน คนยักษ์มายาพลันหยุดนิ่งพร้อมกับลดการแพร่เชื้อไปยังสิ่งรอบข้าง
ระหว่างนั้นไคลน์หยิบไม้กางเขนทองแดงซึ่งเต็มไปด้วยหนามออกมามือ ตามการด้วยเปิดขวดบรรจุเลือดของตัวเองและเทลงบนไม้กางเขนราวสองสามหยด เปล่งเสียงด้วยสีหน้าท่าทางเคร่งขรึม:
“แสง!”
แสงที่ทั้งเจิดจ้า บริสุทธิ์ผุดผิด และไร้ที่ติพลันส่องสว่าง เสื้อกันลมสีดำของไคลน์สะบัดพลิ้วพร้อมกับการถูกแสงกลืนกินของคนยักษ์มายา
แทบไม่มีการต่อต้าน คนยักษ์สีเทาอมฟ้าละลายหายไปอย่างรวดเร็ว
หนึ่งในพลังหลักของไม้กางเขนเจิดจรัสคือการลบหรือชำระล้างตราประทับทางวิญญาณที่หลงเหลือ!
นี่คือเหตุผลที่ไคลน์เลือกพกพาสมบัติปิดผนึกชิ้นนี้
และขณะที่ใช้พลังของไม้กางเขนซึ่งเป็นมรดกจากเทพสุริยันบรรพกาล ไคลน์ตัดสินใจสลายภาพมายาเพื่อให้เลียวนาร์ดและออเดรย์ ‘เห็น’ รูปลักษณ์ที่แท้จริงของคนยักษ์มายา ทั้งสองจะได้มีประสบการณ์ในเรื่องทำนองนี้ติดตัวไว้บ้าง
แม้คนยักษ์มายาจะถูกแสงเจิดจ้าชำระล้างหายไปภายในไม่ถึงเสี้ยววินาที แต่ออเดรย์และเลียวนาร์ดก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะวิงเวียนศีรษะรุนแรง ความหวาดกลัวและกระวนกระวายผุดขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจ สติแทบจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับอาการบ้าคลั่ง
ผ่านไปครู่หนึ่ง ออเดรย์รีบใช้ปลอบโยนกับตัวเองตามสัญชาตญาณ จากนั้นก็ช่วยแก้ไขอาการทางจิตของมิสเตอร์สตาร์และมิสเตอร์เวิร์ล
“น่ากลัวมาก… นี่คือคนยักษ์ระดับครึ่งเทพ?” จนกระทั่งแสงสว่างดับไป ‘จัสติส’ ออเดรย์มองไปรอบๆ และกล่าวด้วยอารมณ์ซับซ้อน
ทันใดนั้น เธอเข้าใจประโยคหนึ่งอย่างลึกซึ้ง
ห้ามจ้องมองเทพ!
แม้แต่ครึ่งเทพระดับนักบุญที่มาเพียงภาพฉายก็ยังมิอาจจ้องมองได้โดยตรง นับประสาอะไรกับเทพแท้จริง?
เลียวนาร์ดที่ได้รับประสบการณ์คล้ายคลึงกันพลันหัวเราะแห้ง
“ผู้วิเศษลำดับ 4 จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพในระดับตัวตนอย่างมาก แต่นั่นก็ยังไม่เท่าไร… ไม่น่ากลัวเท่ากับตอนที่ผมเผชิญหน้าสตรีมีครรภ์คนหนึ่ง”
ทำไมพวกนักกวีถึงชอบโอ้อวดนัก? ตอนสู้กับเมกูสนายสามารถควบคุมตัวเองได้อย่างอิสระ แต่กับเมื่อครู่ ถ้าฉันไม่สร้างภาพลวงตา รับประกันได้เลยว่ามีคนคลุ้มคลั่งแน่นอน… ทว่าเรื่องราวจะเปลี่ยนไปถ้าเมกูสคลอดทารกในท้องออกมา ลำพังการจ้องมองก็มากพอจะทำให้พวกเราคลุ้มคลั่งและกลายเป็นสัตว์ประหลาด… ไคลน์รำพันจิกกัดเลียวนาร์ดพลางหวนนึกถึงความทรงจำเก่า
“สตรีมีครรภ์คนนั้นเป็นครึ่งเทพหรือคะ?” ออเดรย์ถามด้วยความสงสัย
“ไม่ใช่…” เลียวนาร์ดส่ายหน้า “แต่เธอกำลังตั้งครรภ์ทายาทของเทพมาร”
อย่างนี้นี่เอง… ออเดรย์ไม่ถามซักไซ้เนื่องจากทราบดีว่าการสำรวจยังไม่จบลง ไม่ควรเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ
หญิงสาวมองไปทางเกอร์มัน·สแปร์โรว์ในเสื้อกันลมสีดำซึ่งถือไม้กางเขนทองแดงและขวดโลหะ จากนั้นก็ยิ้มและพูด
“ขอบคุณที่ช่วยปิดกั้นการรับรู้ของพวกเรา… เอ่อ… หลังจากนี้พวกเราควรไปไหนต่อ?”
ในฐานะผู้ชมมากประสบการณ์ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลัง ไม่ใช่เรื่องยากที่เธอจะทราบว่าเมื่อครู่ตนเพิ่งได้รับความช่วยเหลือครั้งใหญ่จาก ‘เดอะเวิร์ล’
ไคลน์ซึ่งพยายามควบคุมจิตใต้สำนึก อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วและมองไปรอบๆ
“ทะเลจิตใต้สำนึกรวมไม่มีพื้นที่ใจกลางหรือ?”
“ไม่มีค่ะ” ออเดรย์ส่ายหน้าขึงขัง “ที่ใดมีสิ่งมีชีวิต ที่นั่นมีทะเลจิตใต้สำนึกรวม… ในทะเลดังกล่าว ทุกสิ่งมีชีวิตล้วนเท่าเทียม แต่รูปแบบของทะเลจิตใต้สำนึกรวมจะแตกต่างออกไปตามสภาพแวดล้อม เราเรียกมันว่า ‘การตั้งรกราก’ … ยกตัวอย่างให้เห็นภาพก็คือ ทะเลจิตใต้สำนึกรวมในโลเอ็นจะแตกต่างจากของอินทิส เพราะเกิดจากการ ‘ตั้งรกราก’ อย่างยาวนานของชาวโลเอ็น โดยในทางกลับกัน ทะเลจิตใต้สำนึกรวมจะสร้างอิทธิพลต่อนิสัยของชาวโลเอ็นในละแวกดังกล่าว ส่งผลให้มีอารมณ์หรือบุคลิกที่แตกต่างจากชาวอินทิส”
หลังจากอธิบายจบ ‘จัสติส’ ออเดรย์ขมวดปม
“เมื่อทะเลจิตใต้สำนึกรวมมีธรรมชาติเป็นเช่นนี้ แล้วจะให้มีพื้นที่ใจกลางได้อย่างไร?”
ไคลน์พยักหน้าพลางถามครุ่นคิด:
“กล่าวอีกนัยหนึ่ง… คุณเองก็แนะนำไม่ได้ใช่ไหมว่าพวกเราควรไปทางไหน?”
อุก… มิสเตอร์เวิร์ลพูดตรงเกินไปแล้ว… หากเป็นสุภาพสตรีหรือสุภาพบุรุษที่มีจิตใจอ่อนแอ หัวใจคงปวดร้าวและเจ็บแปลบ… ออเดรย์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะหันไปเห็นดวงตาสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ปัจจุบันดวงตาคู่นั้นปราศจากความบ้าคลั่งและเย็นชา มีเพียงความสงบนิ่งและลุ่มลึก
หรือว่า… ออเดรย์ฉุกคิดถึงบางสิ่งและเริ่มตระหนักว่ามิสเตอร์เวิลด์จงใจพูดตรงๆ เพื่อให้เธอพยายามเก็บรายละเอียดทั้งหมดที่เกิดขึ้น เป็นการถือโอกาสสั่งสมประสบการณ์ที่หาได้ยาก
“ใช่ค่ะ” หญิงสาวพยักหน้าอย่างใจเย็นโดยปราศจากความเขินอาย
ไคลน์พยักหน้าแผ่วเบาพลางจ้องไปทาง ‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ด
“อย่ามองด้วยสายตาแบบนั้น… ขอบเขตของผมสิ้นสุดแค่ความฝัน มิใช่ทะเลจิตใต้สำนึกรวมแสนพิสดารเช่นนี้” เลียวนาร์ดรีบโบกมือ
เมื่อเทียบกับมิสจัสติสที่อ่อนประสบการณ์ เลียวนาร์ดซึ่งอาบน้ำร้อนมาก่อนย่อมรู้จังหวะว่าตอนไหนควรฝืนและตอนไหนไม่ควร
“ถ้าอย่างนั้นก็ตามผมมา” ไคลน์ถอนสายตากลับและเปลี่ยนไปถือไม้กางเขนเจิดจรัสที่กลับมาเป็นสีทองแดงด้วยมือข้างที่ถือขวดโลหะ ส่วนมืออีกข้างที่ว่างอยู่นำเหรียญทองออกมาถือ
กิ๊ง!
ขณะเหรียญทองกำลังร่วงหล่น ชายหนุ่มคว้ามันไว้โดยไม่ตรวจสอบผลลัพธ์ แต่กลับเลือกทิศทางที่จะเดินไปได้ทันที
นี่คือวิธีการทำนายของเขา… ออเดรย์ตกตะลึงเล็กๆ
จากด้านข้าง หญิงสาวมองหน้าเกอร์มัน·สแปร์โรว์ซึ่งกำลังเผยสีหน้าขึงขังและเยือกเย็น เมื่อผนวกเข้ากับเสื้อกันฝนสีดำ หมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง และไม้กางเขนเจิดจรัส เธอพบว่าอีกฝ่ายดูคล้ายกับ ‘ผู้เผยแผ่ศาสนา’ อย่างบอกไม่ถูก
ส่วนเลียวนาร์ดย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต
เป็นคดีแรกที่มันและไคลน์ร่วมมือกันสืบหาเด็กชายที่ถูกลักพาตัวไป ในตอนนั้นไคลน์เองก็นำทางด้วยพลังทำนายโดยมีเลียวนาร์ดคอยตามหลังอย่างเชื่อใจ
เมื่อเทียบกับความเก้ๆ กังๆ ในตอนนั้น ปัจจุบันเขาชำนาญมากจนดูเหมือนเข้าสู่โลกของผู้วิเศษมานานกว่าสิบปี… แต่ในความเป็นจริงเพิ่งผ่านไปแค่ปีกว่าๆ เท่านั้น… เลียวนาร์ดนำมือล้วงกระเป๋าและเดินตามไคลน์ด้วยอารมณ์ซับซ้อน
ออเดรย์เหลือบมองเลียวนาร์ดและรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์
มิสเตอร์สตาร์และมิสเตอร์เวิร์ลไม่ได้เป็นแค่คนรู้จักในชีวิตจริง แต่พวกเขาน่าจะเคยเป็นเพื่อนที่สนิทกัน… อา… แต่น่าจะไม่ค่อยได้เจอกันในช่วงหนึ่งถึงสองปีที่ผ่านมา… ขณะครุ่นคิด ออเดรย์มิได้ลดความในการเดินเร็วลง พลางคอยสังเกตรายละเอียดรอบๆ ตัวและคาดคะเนจากสิ่งที่ร่ำเรียนมา ช่วยระบุว่าจุดใดอาจมี ‘กระแสน้ำวน’ หรือ ‘สัตว์ร้าย’ ซึ่งอาจดักซุ่มโจมตี
ด้วยความช่วยเหลือของหญิงสาว ไคลน์นำทางอย่างราบรื่นโดยไม่เผชิญหน้ากับศัตรูตรงๆ เหมือนกับในกรณีของ ‘คนยักษ์มายา’
บางครั้งก็เดินตรง บางครั้งก็หักเลี้ยว จนกระทั่งผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ ดวงตาทั้งสามพลันเบิกกว้าง
นั่นเพราะสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือ ‘หลุมลึกก้นทะเล’ โดยที่กึ่งกลางหลุมยักษ์มีเมืองขนาดเท่าเกาะ
ฐานของเมืองเป็นสีขาวนวล เรียงรายไปด้วยเสาหินที่งดงามซึ่งสูงหลายร้อยเมตร บ้างตั้งเด่นตระหง่านอย่างโดดเด่น บ้างก็รวมกันเพื่อค้ำจุนพระราชวังโบราณสูงตระหง่านที่โอ่อ่า ฉากตรงหน้าทั้งมหัศจรรย์และเลอค่า ดูแล้วไม่น่าจะใช่สถาปัตยกรรมที่สิ่งที่มีชีวิตทั่วไปสร้างขึ้นได้
แม้ออเดรย์จะไม่รู้จักเมืองนี้ แต่ความคิดหนึ่งกลับผุดขึ้นมาในใจ:
เมืองแห่งปาฏิหาริย์… เลฟซิด…
…………………………
เลฟซิดคือเมืองลอยฟ้าที่เกิดจากจินตนาการของมังกรจินตภาพ แอนเคอร์เวล ไม่ว่าจะมองมุมใดก็ดูราวกับเป็นปาฏิหาริย์ – ปาฏิหาริย์แห่งเทพ
ความอลังการไม่เป็นสองรองวังราชาคนยักษ์ แต่มีความดิบและหยาบมากกว่า เป็นเอกลักษณ์มากกว่า เสาหินทุกต้นสูงเกือบหนึ่งร้อยเมตร ดูราวกับเป็นบัลลังก์ของเหล่ามังกร เพียงได้ยินคำบรรยายก็ทำให้เกิดความประทับใจอันลุ่มลึกไม่รู้ลืม
ดังนั้นแม้ออเดรย์จะไม่เคยเห็นเลฟซิดของจริงมาก่อน แต่ฉากตรงหน้าก็ทำให้หญิงสาวเชื่อมโยงเข้ากับเมืองแห่งปาฏิหาริย์ได้ทันที แน่นอนว่าเหตุผลหลักเป็นเพราะเธอทราบว่า ‘การเดินทางของกรอซาย’ เกิดจากฝีมือการประพันธ์ของ ‘มังกรจิตภาพ’ แอนเคอร์เวล
สำหรับไคลน์ที่เคยทำนายถึงต้นกำเนิดของ ‘การเดินทางของกรอซาย’ จนได้เห็นเมืองแห่งปาฏิหาริย์ เมืองลอยฟ้าเลฟซิดของจริง ย่อมมั่นใจว่าเมืองขนาดเท่าเกาะที่อยู่ก้นทะเลแห่งนี้ไม่ใช่อื่นใดนอกจากเลฟซิด จุดเดียวที่แตกต่างคือการไม่มีมังกรตัวจริงบินเพ่นพ่านไปมา!
เป็นของจริงหรือของเลียนแบบ? หรือเกิดจากการสั่งสมจิตใต้สำนึกของสิ่งมีชีวิตพิเศษบางชนิดในโลกหนังสือ? ไคลน์ที่ประหลาดใจเล็กๆ เริ่มวิเคราะห์สถานการณ์
พิจารณาจากผลการทำนายถึงต้นกำเนิดและจากเนื้อหาในความฝันของ ‘องครักษ์คนยักษ์’ กรอซายและ ‘ผู้ขับขานแห่งเอลฟ์’ เซียธาส ไคลน์มั่นใจว่าในตอนที่ ‘การเดินทางของกรอซาย’ ถูกสร้างขึ้น เมืองลอยฟ้าเลฟซิดของจริงนั้นยังคงอยู่ และเมื่อหนังสือเดินทางไปถึงวังราชาคนยักษ์และกรอซายเริ่มออกผจญภัย เมืองลอยฟ้าเลฟซิดของจริงก็ยังคงอยู่ จนกระทั่งเซียธาสถูกดูดเข้ามา เมืองเลฟซิดของจริงก็ยังคงอยู่เช่นเดิม เพราะถ้าเมืองแห่งปาฏิหาริย์ของจริงหายไป ความทรงจำของเซียธาสกับกรอซายย่อมต้องมีเบาะแสของเรื่องนี้
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความจริงข้างต้นคือหลักฐานยืนยันที่ยากจะโต้แย้งว่า เมืองขนาดเท่าเกาะที่อยู่ก้นทะเลในหนังสือไม่น่าจะใช้เลฟซิดของจริง
แต่ทันใดนั้นไคลน์ฉุกคิดบางสิ่ง
กระจกวิเศษ อาโรเดสเคยกล่าวไว้ว่า:
“…หนังสือเล่มนี้ปรากฏขึ้นครั้งแรกในหมู่มังกร เป็นช่วงเวลาหลังจากเมืองแห่งปาฏิหาริย์เลฟซิดหายไป”
ชักน่าสนใจล่ะสิ… อาโรเดสใช้หลักฐานใดยืนยันว่า ‘การเดินทางของกรอซาย’ ปรากฏขึ้นครั้งแรกหลังจากเมืองเลฟซิดหายไป? เจ้านั่นไม่สามารถส่องได้แม้กระทั่งเรื่องที่เกี่ยวกับซาราธ เช่นนั้นก็ไม่น่าจะ ‘ส่อง’ จนเห็นต้นกำเนิดของมรดกจากเทพบรรพกาล… ตอนแรกเราเองก็สร้างสมมติฐานตามข้อสรุปของมันแต่หลังจากลองทำนายด้วยตัวเอง ทฤษฎีของเราก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงและปัดตกข้อเท็จจริงนั้นทิ้งไป… ไคลน์จ้องมองเสาหินสูงตระหง่านจำนวนมากพลางผุดความคิดนับไม่ถ้วน
ทันใดนั้น มันฉุกคิดได้อีกหนึ่งสิ่ง
เจ้าของคนสุดท้ายของ ‘การเดินทางของกรอซาย’ คือ ‘พลเรือโทธารน้ำแข็ง’ เอ็ดวิน่า·เอ็ดเวิร์ดซึ่งเป็นสมาชิกโบสถ์ปัญญาและศรัทธาในเทพปัญญาความรู้
และเทพปัญญาความรู้ก็สามารถยืนยันได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วว่าเป็นราชาเทวทูตที่เคยรับใช้เทพสุริยันบรรพกาล – เทวทูตปัญญา
จากบันทึกประวัติศาสตร์ของศาสนจักร ในยุคสมัยที่สามมีเหตุผลมากมายที่ทำให้เชื่อได้ว่า เทวทูตปัญญาน่าจะเป็นมังกรแห่งปัญญา เฮราเบอร์เก้น!
นี่คือชื่อเทพรับใช้ของมังกรจินตภาพ แอนเคอร์เวล หนึ่งในมังกรโบราณระดับสูง!
นี่มัน… หรือว่าเรื่องที่ ‘การเดินทางของกรอซาย’ ปรากฏขึ้นหลังจากเมืองลอยฟ้าเลฟซิดหายไป ‘พลเรือโทธารน้ำแข็ง’ เอ็ดวิน่าจะทราบจากเทพปัญญาความรู้โดยตรงผ่านวิธีการบางอย่าง และอาโรเดสก็ส่องเห็นเรื่องนี้เข้า? หากท่านเป็นมังกรแห่งปัญญาจริง ก็มีโอกาสสูงมากที่จะเกี่ยวข้องกับสาเหตุการหายไปของเมืองลอยฟ้าโดยตรง เพราะท่านเองก็เป็นหนึ่งในมังกรโบราณระดับสูง น่าจะมีข้อมูลทางประวัติศาสตร์มากกว่ากรอซายและเซียธาส… แต่เราจะอธิบายฉากที่เห็นภายในการทำนายบนมิติหมอกได้ยังไง? ลำพังการนึกภาพตามก็ทำให้ปวดหัวแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสิ่งที่เราเห็นคือเทพบรรพกาล ‘มังกรจินตภาพ’ แอนเคอร์เวลตัวจริง… ไคลน์เริ่มตื่นเต้นเมื่อจับการเชื่อมโยงได้ แต่ขณะเดียวกันก็ยังเต็มไปด้วยปริศนา
มันโยนเหรียญทองขึ้นไปในอากาศพลางสร้างสมมติฐาน
ในเมื่อเมืองแห่งปาฏิหาริย์ เลฟซิด เป็นสิ่งที่ถูกจินตนาการขึ้น เช่นนั้นแล้ว มันก็อาจถูกจินตนาการขึ้นใหม่หลังจากของเก่าหายไป…
หรือว่าเมืองเลฟซิดดั้งเดิมจะถูกราชามังกรแอนเคอร์เวลยัดใส่หนังสือ จากนั้นพระองค์ก็จินตนาการเลฟซิดขึ้นมาใหม่บนโลกความจริง?
การกระทำเช่นนี้อาจตบตามหามังกรทั้งหมดได้ แต่ไม่ใช่กับมังกรแห่งปัญญาที่เฉลียวฉลาด?
ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริง เมืองแห่งปาฏิหาริย์เลฟซิดก็จะมีอยู่สองแห่ง และในหนังสือคือเมืองดั้งเดิม…
แต่คำถามก็คือ ทำไมมังกรแห่งปัญญาถึงไม่เข้ามาสำรวจหนังสือด้วยตัวเอง? ต่อให้ท่านไม่ใช่ ‘ผู้ชม’ แต่สมญานามด้านความทรงปัญญานั้นเป็นของจริง คงมีวิธีการมากมายที่จะเข้ามาสำรวจ…
หรือว่าท่านแอบเข้ามาสำรวจแล้วโดยไม่ให้ตัวละครในหนังสือรู้ จากนั้นก็กลับออกไปโดยจงใจทิ้งเลฟซิดเอาไว้ที่นี่?
ขณะไคลน์กำลังใช้ความคิดอย่างหนัก เลียวนาร์ดจ้องมองชายหนุ่มก่อนจะหันไปทางมิสจัสติสที่เอาแต่ก้มมองอย่างเงียบงัน จากนั้นก็พูดทำลายความเงียบ
“จริงอยู่ที่เมืองแห่งนี้ทั้งงดงามและอลังการจนไม่น่าจะเป็นสถานที่พักอาศัยของมนุษย์หรือกึ่งมนุษย์ แต่ก็ไม่มีเหตุผลให้พวกคุณต้องจ้องมองนานขนาดนี้ ทั้งสองคนไม่ใช่สถาปนิกสักหน่อย”
ไคลน์รวบรวมสมาธิและชำเลืองไปทางเลียวนาร์ด
“มีโอกาสสูงมากที่เมืองนี้จะเป็นเมืองลอยฟ้า เลฟซิด ของมังกรจินตภาพ แอนเคอร์เวล หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง มันคืออาณาจักรของเทพบรรพกาล”
แต่แน่นอน ถ้าเมืองเลฟซิดมีอยู่สองแห่งจริงๆ ความเป็นอาณาจักรแห่งเทพที่นี่คงมิได้สลักสำคัญอะไร
“อาณาจักรแห่งเทพ…” รูม่านตาเลียวนาร์ดเบิกกว้างพร้อมกับทวนคำ
ออเดรย์ที่ได้สติกลับมาส่งเสียงพึมพำ
“ที่นี่คือเลฟซิดจริงๆ ใช่ไหม…”
“มีโอกาสเป็นไปได้” ไคลน์ที่ใจเย็นลงแล้วอธิบายง่ายๆ “แต่เนื่องจากมันไม่ได้กำลังลอยเหมือนในตำนาน แต่จมอยู่ที่ก้นทะเลจิตใต้สำนึกรวม จึงเป็นการยากที่จะบอกว่าเป็นของจริงหรือปลอม”
ขณะเดียวกัน เลียวนาร์ดเองก็เริ่มใจเย็น สายตากวาดมองไปรอบๆ เมืองขนาดมหึมาในหลุมยักษ์ก้นทะเลพร้อมเผยรอยยิ้มขื่นขม
“ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีวันที่ได้มาเหยียบอาณาจักรของเทพบรรพกาล…”
ว่ากันตามตรง หากมิสจัสติสไม่อยู่ที่นี่ มันคงชื่นชมในชีวิตอัน ‘หรูหราและมีสีสัน’ ของไคลน์
นับตั้งแต่ได้กลับมารวมตัวกับสหายเก่า ไม่เพียงมันจะต้องเผชิญหน้ากับบุตรแห่งเทพซึ่งเป็นราชาเทวทูตสองตน แต่ยังได้เข้ามาสำรวจในโลกหนังสือลึกลับและได้พบกับเมืองที่น่าจะเป็นอาณาจักรแห่งเทพ
ประสบการณ์เหล่านี้น่าตื่นเต้นกว่าสิ่งที่มันพานพบในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมาหลายเท่า หลายต่อหลายเท่า!
แต่แน่นอน อันตรายกว่ามากด้วย
กล่าวถึงตรงนี้ มันแหงนหน้ามอง ‘ทะเลแสงเงา’ ด้านบนพร้อมกับถามด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าทะเลจิตใต้สำนึกรวมที่นี่ไม่ได้เกิดจากพลังจินตนาการ?”
คำตอบของคำถามนี้จะช่วยยืนยันตัวตนที่แท้จริงของเลฟซิดได้
ออเดรย์ไตร่ตรองสองวินาทีก่อนจะตอบอย่างไม่มั่นใจนัก
“ไม่มีทางบอกความแตกต่าง… หรือบางที… มันอาจเป็นของจริงทั้งสองแห่ง… ตามหลักการแล้ว ทะเลจิตใต้สำนึกรวมเกิดจากการรวมตัวของอารมณ์และความรู้สึกที่สั่งสมเป็นเวลานาน แม้ผู้คนและตัวละครในโลกใบนี้จะถูกจินตนาการขึ้น แต่อารมณ์ ประสบการณ์ ความยินดี ความโกรธ ความเศร้า ความเจ็บปวด และความสุขที่เกิดขึ้นอย่างยาวนานล้วนเกิดขึ้นจริง…”
ขณะกล่าว ออเดรย์ชะงักเล็กน้อยราวกับฉุกคิดบางสิ่งได้ แต่ไม่กล้าพูดออกไปตรงๆ
ทันใดนั้น ไคลน์กล่าว
“ในเมื่อมังกรจินตภาพสามารถสร้างทุกสิ่งขึ้นมาจริงๆ ได้ด้วยการจินตนาการ… อาณาจักรที่เกิดจากจินตนาการก็มีโอกาสกลายเป็นของจริงได้เช่นกัน…”
ท่ามกลางเสียงสะท้อน ไคลน์เก็บเหรียญทองและกระโจนลงไปใน ‘หลุมลึกก้นทะเล’ พร้อมกับเสื้อกันลมสีดำที่สะบัดพลิ้ว
“…หากท่านประกาศกร้าวสิ่งใด นั่นหมายถึงอนาคตที่จะเกิดขึ้นจริง”
ขณะร่างกายค่อยๆ ร่อนลงไป ประโยคหลังดังแว่วขึ้นมาถึงหูคนทั้งสอง
ดวงตาสีเขียวของออเดรย์ผงะเล็กน้อยก่อนจะส่องประกาย จากนั้นก็ ‘กระโดด’ ลงไปในเมืองแห่งปาฏิหาริย์
“จะไม่ทำนายระดับอันตรายก่อนหรือ? นั่นอาจเป็นอาณาจักรแห่งเทพเชียวนะ!” เลียวนาร์ดมองแผ่นหลังคนทั้งสองพร้อมกับโพล่งขึ้นด้วยความประหลาดใจ
จากการฝึกอบรมและประสบการณ์ที่ผ่านมา พฤติกรรมเช่นนี้ขัดต่อหลักปฏิบัติอย่างมาก
แล้วทำไมนายถึงเข้าใจผิดคิดว่าฉันยังไม่ทำนาย? นายแค่ไม่ทันสังเกตเห็นเท่านั้นเอง และฉันก็เพิ่งเก็บเหรียญทอง… นอกจากนั้นสัญชาตญาณอันตรายของเราก็มิได้ร้องเตือน… และเหนือสิ่งอื่นใด หากข้อสันนิษฐานของเราถูกต้อง มังกรแห่งปัญญา เฮราเบอร์เก้นจะต้องเคยมาเยือนที่นี่แล้ว… เมื่อเป็นแบบนั้น ถ้ามีอันตรายใดซ่อนอยู่ ท่านก็คงขจัดปัดเป่าไปจนเกลี้ยง… ถ้ามิสจัสติสไม่อยู่ด้วย นายโดนฉันสวดไปแล้ว… ขณะรำพันจิกกัด ไคลน์เร่งความเร็วพร้อมกับปรับเปลี่ยนทิศทาง หลบแนวเสาหินขนาดมหึมาที่สูงกว่าหนึ่งร้อยเมตร ผ่านด่านแล้วด่านเล่าจนกระทั่งเท้าสัมผัสพื้นสีเทาอ่อน
ปัจจุบันมันอยู่ในร่างวิญญาณ สามารถแหวกว่ายได้ตามใจปรารถนา
ราวสองสามวินาทีถัดมา มิสจัสติสในหน้ากากสีเงินก็ร่อนลงจอดตามมาติดๆ
ออเดรย์เงยหน้ามองสำรวจและถูกความงดงามอลังการดึงดูดความใจไปสองสามวินาที ก่อนจะหันมากล่าว
“การมองจากข้างในแตกต่างจากข้างนอกโดยสิ้นเชิง… บางทีนี่อาจเป็นความรู้สึกของหนูในเบ็คลันด์”
ขณะหญิงสาวกล่าว เลียวนาร์ดร่อนลงมาใกล้ๆ และจ้องไคลน์จากด้านข้าง
ไม่ใช่ว่ามันไม่เชื่อใจไคลน์หรือกังวลว่าพวกพ้องของตนจะบุ่มบ่ามเกินเหตุ แต่นี่คือระเบียบปฏิบัติมาตรฐาน เพราะมีหลายครั้งที่เพื่อนในทีมถูกกัดกร่อนโดยไม่รู้ตัวจนกลายเป็นคนประมาทเลินเล่อ
นี่คือกฎเหล็กของเหยี่ยวราตรีซึ่งถูกเขียนขึ้นจากประสบการณ์และการสังเวยมากมายในอดีต
“จนถึงตอนนี้ ผมยังไม่ได้รับแจ้งเตือนอันตราย” ไคลน์บอกไปตามความจริง
เลียวนาร์ดกวาดสายตาไปรอบๆ และกล่าว
“เมืองแห่งปาฏิหาริย์ใหญ่เกินไปแล้ว… ความหมายของผมก็คือ ต่อให้พวกเราบินได้ แต่กว่าจะสำรวจให้ครบก็ต้องใช้เวลาหลายวัน… คุณมีเป้าหมายในใจแล้วใช่ไหม?”
มันกล่าวประโยคหลังพร้อมกับมองมาทางไคลน์
ไคลน์พยักหน้าและชี้ไปทางวังขนาดมหึมาที่สูงกว่าสองร้อยเมตร
“ที่นั่น… ถ้าความทรงจำของผมไม่ผิดพลาด นั่นคือที่พักของมังกรจินตภาพ แอนเคอร์เวล”
ไคลน์เคยเห็นวังดังกล่าวในการทำนายด้วยความฝัน
เมื่อพบว่าไคลน์มีแผนในใจอยู่แล้ว หรืออาจเป็นการชี้นำของมิสเตอร์ฟูล เลียวนาร์ดผ่อนคลายลงและก้มมองพื้นสีเทาอ่อน
“ที่นี่คืออาณาจักรแห่งเทพ? ทำไมไม่รู้สึกถึงความพิเศษเลย?”
พร้อมกันนั้น ออเดรย์ที่สำรวจรอบตัวอย่างละเอียดกล่าวออกมาอย่างไม่มั่นใจ
“ความผิดปรกติทั้งหมดที่นี่ล้วนบรรจบกันภายในวังแห่งนั้น”
เธอกำลังหมายถึงวังที่ไคลน์ระบุว่าเป็นสถานที่พำนักของเทพบรรพกาล
…………………………………..
“ค…คนไหนคือกรอซาย?” ภายในความฝัน เลียวนาร์ดมองตรงไปข้างหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า
มีกองไฟขนาดใหญ่อยู่ไม่ไกลออกไป และมียักษ์ตาเดียวผิวสีเทาอมฟ้าอีกนับสิบที่ยากจะจำแนก
ว่ากันตามตรง ถ้าไม่ได้พลังของผู้ไร้หน้าช่วยไว้ เราเองก็คงแยกไม่ออก… สำหรับเรา ถ้าอายุ ส่วนสูง ทรงผม แผลเป็น และเสื้อผ้าไม่ต่างกันเกินไป คนยักษ์ทั้งหมดก็แทบจะแยกกันไม่ออก… ไคลน์รำพันเงียบพลางมองไปทางมิสจัสติส สื่อเป็นนัยว่าด้วยพลังของเส้นทางผู้ชม สิ่งนี้คงไม่ยากเกินไปสำหรับคุณ
ออเดรย์ยกมือขึ้นและชี้ไปทางคนยักษ์ที่กำลังกระดกเหล้าไม่ขาดสาย มีหยุดมาตะโกนคุยกับคนยักษ์ตนอื่นเป็นครั้งคราว
“นั่นคือกรอซาย… ดูเหมือนว่าในสังคมของคนยักษ์ สัญญาณของคำชมและการยืนยันไม่ใช่ปรบมือ หากแต่เป็นการคำราม ยิ่งคำรามดังก็ยิ่งเป็นการชมเชยระดับสูง”
มิสจัสติสทำตัวเหมือนกับพวกนักวิจัยวัฒนธรรมท้องถิ่น… โชคดีที่หมอนั่นกำลังตะโกน ไม่ใช่ร้องเพลง ไม่อย่างนั้นมลพิษทางเสียงคงเลวร้ายกว่านี้มาก รวมกับคนยักษ์นั่นหูดับและไม่ได้ยินเสียตัวเองเวลาอ้าปาก… เสียงคำรามเมื่อครู่เองก็ไม่เป็นจังหวะ… ไคลน์พยักหน้าและกล่าวกับออเดรย์
“เริ่มชี้นำได้”
เมื่อออเดรย์ก้าวออกไป เลียวนาร์ดก้าวถอยหลังกลับมายืนลูบคาง
“ผมอยากรู้ว่าในยุคสมัยที่สอง เผ่าพันธุ์ทรงอำนาจใดที่ครอบครองตะกอนพลังของเส้นทางรัตติกาลไว้มากที่สุด?”
“ไม่ใช่หมาป่าอสูรหรือไง?” ไคลน์หันไปมองเลียวนาร์ดด้วยสีหน้าคลางแคลง กังวลว่านักกวีรายนี้จะเป็นโรคยอดนิยมของเหยี่ยวราตรี – ความจำเสื่อม
“ก็ใช่…” เลียวนาร์ดที่ยังคงรักษามาดเดิมกล่าวหน้านิ่ง “ถ้าอย่างนั้นพวกมันสวมบทบาทเป็นนักกวีเที่ยงคืนด้วยวิธีใด? หรือจะบอกว่าชื่อโบราณของโอสถคือ ‘นักเห่าหอนยามเที่ยงคืน’ ?”
“ตอนนั้นยังไม่มีการตั้งชื่อโอสถ…” โดยไม่ได้ตั้งใจ ไคลน์เผลอจินตนาการตามคำพูดของเลียวนาร์ด เป็นฉากของหมาป่ากำลังหมอบอยู่บนพื้นและเห่าหอนภายใต้พระจันทร์เต็มดวง จากนั้นก็อดไม่ได้ที่พึมพำ “ผมว่าคุณเหมาะจะเล่นมุกแบบนี้มากกว่าการเป็นกวี… เข้ากับนิสัยของคุณดี”
มุมปากเลียวนาร์ดกระตุกแผ่วเบา
“นักกวีมีหลายสาย… ผมเป็นสายขับร้อง”
ขณะทั้งสองกำลังสนทนาเรื่อยเปื่อย การชักนำของออเดรย์เริ่มเห็นผล ความฝันของกรอซายแปรเปลี่ยนเป็นฉากต่างๆ เช่นป่าเสื่อมโทรม อุโมงค์รกร้าง มุมหนึ่งของวังราชาคนยักษ์ เมืองรุ่งอรุณ แคว้นทองคำ และอีกมากมาย
กรอซายมิได้เป็นข้าราชบริพารของเทพอย่าง ‘ราชาคนยักษ์’ โดยตรง จึงมีโอกาสได้เห็นเป็นครั้งคราวจากการเข้าเวรในป่าเสื่อมโทรมหรือบางจุดภายในวังราชาคนยักษ์เท่านั้น แถมยังไม่กล้าจ้องมองตรงๆ การเข้าเฝ้าแต่ละหนต้องก้มศีรษะต่ำ ส่งผลให้มิอาจสร้างรูปลักษณ์ของราชาคนยักษ์เออเมียร์ได้อย่างชัดเจน เช่นเดียวกันกับราชินีคนยักษ์โอมีเบล่าและบุตรชายคนโตอย่าง ‘เทพแห่งรุ่งอรุณ’ บาร์ดไฮเออร์ ทุกคนปรากฏบนความฝันของกรอซายในฐานะภาพวาดเสมือน
ในทำนองเดียวกัน กรอซายแทบไม่รู้ความลับใด ความเข้าใจโลกและประวัติศาสตร์เทียบไม่ได้เลยกับ ‘ผู้ขับขานแห่งเอลฟ์’ เซียธาส แต่เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมากก็คือ ในภาษายักษ์ คำว่า ‘ซอนญาธริม’ มีความหมายว่า ‘ผู้ทรยศ’ โดยคนยักษ์เชื่อว่าเทพบรรพกาลตนนี้คือต้นเหตุที่ทำให้ต้นตระกูลผีดูดเลือดอย่างลิลิธต้องร่วงหล่น
ไคลน์ทำใจเชื่อไม่ลง เพราะอุปนิสัยของราชาเอลฟ์นั้นหุนหันพลันแล่น ไม่ใช่พวกที่ชอบวางแผนซับซ้อน
คนที่มีโอกาสจะทำได้คือราชินีแห่งภัยธรรมชาติ แต่ปัญหาคือเธอไม่น่าจะเก็บซ่อนแผนการได้มิดชิดจนแม้แต่สามีซึ่งเป็นเทพบรรพกาลอย่างซอนญาธริมไม่ทันสังเกตเห็น… และในทางตรงกันข้าม การสมมติให้ราชาคนยักษ์เออเมียร์เป็นผู้ทรยศนั้นฟังดูเหมาะสมกว่า… ขณะไคลน์กำลังวิเคราะห์ ออเดรย์เปลี่ยนแนวทางการชักนำให้เป็นสิ่งที่กรอซายเคยเห็นหรือได้ยินภายในวังราชาคนยักษ์
แต่น่าเสียดายที่หลังจากกรอซายออกจากวังราชาคนยักษ์ได้ไม่นาน มันเดินทางผ่านเมืองรุ่นอรุณและแคว้นทองคำจนกระทั่งได้พบสมุดบันทึกที่นั่น ส่งผลให้ไม่เคยเห็นรูปลักษณ์และวัฒนธรรมของคนยักษ์ในต่างดินแดน
“ข้อมูลที่มีค่าที่สุดในปัจจุบันคือวิธีเลี่ยงการเข้าวังราชาคนยักษ์จากทางด้านหน้า… หลังจากผ่านหมู่บ้านยามบ่ายให้เลี้ยวเข้าป่าเสื่อมโทรมและอุโมงค์รกร้าง” ออเดรย์ที่เสร็จการชี้นำเดินกลับมาหาไคลน์และเลียวนาร์ด “สิ่งนี้มีประโยชน์สำหรับภารกิจสำรวจของเดอะซันในอนาคต”
“อา… ไว้พวกเราค่อยบอกเขาในการชุมนุมครั้งถัดไป” ไคลน์พยักหน้า
ขณะชายหนุ่มเตรียมบอกให้ออกจากความฝันกรอซายและเข้าสู่ทะเลห้วงจิตรวมของหนังสือ ออเดรย์พลันหันหลังกลับและกล่าวด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“มีเรื่องหนึ่งที่ไม่สมเหตุสมผล”
“เรื่องใด?” เลียวนาร์ดพยายามนึกทบทวนในสิ่งที่ได้เห็นและได้ฟัง แต่กลับไม่พบความน่าสงสัย
‘จัสติส’ ออเดรย์มองหน้า ‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์และกล่าว
“เรื่องที่ศพของพ่อแม่ราชาคนยักษ์เออเมียร์ถูกฝังอยู่ในป่าเสื่อมโทรม… การออกกฎให้มีเพียงเทพบรรพกาลเท่านั้นที่เข้าไปเยี่ยมได้ฟังดูไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย”
ในตอนแรกไคลน์เองก็ไม่พบความผิดปรกติในเรื่องดังกล่าว แต่หลังจากมิสจัสติสหยิบยกขึ้นมาพูด มันฉุกคิดบางสิ่งได้ทันที
“พ่อและแม่ของราชาคนยักษ์นั้นมีสถานะเทียบเท่าบรรพบุรุษของคนยักษ์ทั้งปวง… ในทางสามัญสำนึก บุคคลสำคัญเช่นนี้ควรจะถูกกราบไหว้บูชาโดยคนยักษ์ทั้งเผ่าพันธุ์…”
“ถูกต้อง ไม่ว่าจะเผ่าพันธุ์ใดก็ต้องเคารพนับถือบรรพบุรุษ คนยักษ์ก็ไม่มีข้อยกเว้น ในความฝันของกรอซายก็มีการสังเวยถึงพ่อแม่ของราชาคนยักษ์จากด้านนอกป่าเสื่อมโทรม” ออเดรย์ผงกศีรษะในเชิงเห็นพ้อง “หากไม่มีปัจจัยภายนอกมารบกวน ราชาคนยักษ์ก็ควรจะเปิดให้มีการเข้ามากราบไหว้บูชาหลุมศพของบรรพชนเป็นระยะเพื่อเทิดทูน ไม่ใช่การออกกฎให้มีแต่ตัวเองที่เข้าไปได้”
“บางทีป่าเสื่อมโทรมอาจเต็มไปด้วยอันตรายก็ได้ ต้องไม่ลืมว่ายักษ์ต้นกำเนิดนั้นเป็นพวกเสียสติ บ้าคลั่ง และป่าเถื่อน หลังจากเสียชีวิตไป ศพของพวกเขาอาจจะกัดกร่อนสภาพแวดล้อมรวมถึงผืนป่าแห่งนี้ทั้งหมด เรื่องแบบนี้ฟังดูไม่เกินเลยไปนัก” เลียวนาร์ดแสดงความเห็น
ออเดรย์และไคลน์ส่ายหน้าพร้อมกับ เป็นนัยหักล้างแนวคิดดังกล่าว
“ถ้ามีแค่ปัจจัยด้านความอันตราย ‘ราชินีคนยักษ์’ โอมีเบล่าและ ‘เทพแห่งรุ่งอรุณ’ บาร์ดไฮเออร์ก็น่าจะทนการกัดกร่อนไหว และยิ่งถ้าได้รับความช่วยเหลือจากราชาคนยักษ์ โอกาสที่จะเกิดปัญหาก็แทบเป็นศูนย์ แต่ถึงกระทั่งคนใหญ่คนโตทั้งสองก็ยังถูกห้ามมิให้เข้าไปในป่าเสื่อมโทรม กระทั่งการให้ ‘เทพ’ พาเข้าไปก็ไม่ได้รับอนุญาต” ไคลน์อธิบายหลักการและเสนอแนวคิด “บางทีศพที่ถูกฝังอยู่ด้านใน… ศพของพ่อและแม่ราชาคนยักษ์อาจซ่อนความลับหรือปริศนาที่ยิ่งใหญ่เอาไว้”
“มีโอกาสที่จะเป็นแบบนั้นมากทีเดียว” ออเดรย์พยักหน้าขึงขัง
ในสภาพสวมหน้ากากเงิน ดวงตาสีเขียวของเธอกลอกไปมาเล็กน้อยราวกับกำลังเผยความอยากรู้อยากเห็น
“ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ความลับใดกันที่ไม่สามารถเปิดเผยให้ภรรยา ลูกหลาน เทพรับใช้ และพวกพ้องร่วมเผ่าพันธุ์รับรู้ได้? คำถามนี้น่าสนใจมากทีเดียว…” เลียวนาร์ดฉีกยิ้มขณะปล่อยให้ความคิดล่องลอย
หลังจากปรึกษาหารือเสร็จ ทั้งสามรีบผ่าน ‘อุโมงค์รกร้าง’ เข้าไปในเขตพระราชฐานของคนยักษ์จนกระทั่งมองเห็นวังที่แสงสนธยาถูกแช่แข็ง
จากประสบการณ์ส่วนตัวของไคลน์ นี่คือเส้นทางเดียวกับภายในความฝันของกรอซาย
แต่ในคราวนี้ ไคลน์ไม่ต้องพึ่งพาพลังจากยุบพองหิวโหยเพื่อยืมพละกำลังของซอมบี้มาเปิดประตูบานใหญ่ซึ่งเป็นเขตห้องพักองครักษ์ เพียงออเดรย์บิดเบือนความฝัน บานประตูก็เปิดออกอย่างง่ายดายราวกับแผ่นกระดาษ เนื่องจากไคลน์พกพาไม้กางเขนเจิดจรัสมาด้วย มันจึงหมดสิทธิ์พกพาสมบัติวิเศษอื่นๆ อย่างยุบพองหิวโหย
ด้านนอกประตูเป็นโลกที่พร่ามัว ฉากอีกฝั่งไม่ใช่ภายในวังราชาคนยักษ์หากแต่เป็นหน้าผา
หลังจากถกเถียงกันถึงวิธีที่จะเข้าไปในทะเลจิตใต้สำนึกรวม ออเดรย์เริ่มด้วยการสร้างขั้นบันไดจากยอดหน้าผา
ขั้นบันไดวนเวียนลงไปเรื่อยๆ ท่ามกลางโลกแห่งจิตที่ดำมืด พร่ามัว เงียบเชียบ และไร้ก้นบึ้ง
ทั้งสามไม่มัวรีรออีกต่อไป รีบลงบันไดและก้าวเดิน
บรรยากาศที่เงียบเชียบและโดดเดี่ยวเช่นนี้รุนแรงพอจะทำให้ใครสักคนกลายเป็นบ้า เมื่อเดินไปถึงระยะหนึ่ง ออเดรย์จำต้องใช้พลังปลอบโยนกับทุกคน
เป้าหมายที่ออเดรย์ต้องปลอบโยนไม่ได้มีเพียงไคลน์ เลียวนาร์ด และตัวเธอเอง แต่ยังรวมถึงหน้าผาสีเทาอ่อนที่เป็นจิตใต้สำนึกของกรอซาย เพื่อป้องกันไม่ใช้คนยักษ์รายนี้สร้างความวุ่นวายจนวิญญาณดาราและกายปัญญาของพวกตนถูกปนเปื้อน
ท่อนแขนเน่าๆ ขนาดมหึมาที่ ‘เคย’ ไล่ล่าไคลน์ในความฝันกรอซายเมื่อนานมาแล้วกลับไม่โผล่ออกมาในครั้งนี้ แม้กระทั่งความรู้สึกอ้างว้าง เงียบเชียบ และไม่สิ้นสุดก็ไม่ได้น่าหวาดหวั่นเหมือนคราวก่อน เนื่องจากทั้งสามสามารถสนทนากันได้
“ที่นี่คือโลกแห่งจิต ขอบเขตแห่งจิตใต้สำนึกที่แตกต่างจากสถานที่อื่น” ‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ดมองไปรอบตัวพลางต้องการจะเขียนกวีสักสองสามบทเพื่อสื่อความรู้สึก แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจยอมแพ้
หากเป็นภารกิจอื่น ไคลน์คงบอกให้นักกวีเพื่อนรักช่วยเงียบเสียง แต่ถ้าเป็นที่นี่ มันรู้สึกว่าคงเป็นการดีกว่าหากจะคุยอะไรเรื่อยเปื่อย
ออเดรย์ไม่ปฏิเสธการสื่อสาร กล่าวออกมาอย่างจริงจัง
“แก่นสารของสภาพแวดล้อมเกิดจากความรู้สึกของตัวเรา โดยหน้าผาที่เห็น ผนังหินสีเทา และโลกที่พร่ามัว ทั้งหมดคือสิ่งสะท้อนจิตใต้สำนึกของตัวเราเอง… ถ้าเราเป็นเผ่าพันธุ์อื่น ภาพก็จะแตกต่างออกไป…”
“…ชักเริ่มสนใจจิตวิทยาขึ้นมาแล้วสิ” เลียวนาร์ดกล่าวหลังจากได้ฟัง
ไคลน์ชำเลืองด้วยหางตาและเกิดอยากจะพูดออกไปว่า ด้วยนิสัยและบุคลิก เลียวนาร์ดไม่เหมาะกับเส้นทางผู้ชมในทุกประตู
ขณะพูดคุยกันไปเรื่อยๆ ทั้งสามไม่แน่ใจว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน จนกระทั่งฝ่าเท้าเหยียบลงบนพื้นสีเทาทึบแต่พร่ามัว
เมื่อแหงนมองขึ้นไป พวกมันเห็นแสงและเงาที่สอดประสานอยู่ร่วมกันและเรียงร้อยกลายเป็นทะเลมายา
ขณะไคลน์ เลียวนาร์ด และออเดรย์กำลังเดินตรงไปข้างหน้า ‘เสาน้ำวน’ พลันพวยพุ่งขึ้นมาพร้อมกับเผยให้เห็นร่างที่ค่อนข้างพร่ามัว
เป็นคนยักษ์สีเทาอมฟ้าซึ่งสูงหกเจ็ดเมตร หน้าอกปกคลุมด้วยเกล็ดมังกรและลวดลายกับอักขระที่ยากจะอธิบาย ไม่มีใครเข้าใจความหมาย
ดวงตาหนึ่งเดียวแนวตั้งเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยจนแดงก่ำ แผ่ออร่าที่ดุร้ายจนยากจะปกปิด ราวกับต้องการทำลายทุกสิ่ง ในปากของมันมีขามนุษย์ชุ่มเลือดคาอยู่
คนยักษ์ระดับครึ่งเทพ!
สิ่งนี้คือภาพฉายที่หลงเหลืออยู่ในทะเลจิตใต้สำนึกรวม บางทีอาจเกิดจากการที่เคยเผชิญหน้ากับบรรพบุรุษมนุษย์หรือเผ่าพันธุ์อื่น หรือไม่ก็เป็นประสบการณ์ที่กรอซายเคยได้ยินได้ฟังมา
ในวินาทีที่ปรากฏตัว ความบ้าคลั่งของมันพลันแพร่กระจายไปยังไคลน์และคนข้างเคียง ราวกับโรคระบาดทางจิต!
นี่คือโลกที่เกิดจากการสัมผัสกับจิตและจิตใต้สำนึกของใครสักคนโดยตรง!
………………………….
นี่มัน… เทพรับใช้จากยุคสมัยที่สองล้วนเป็นเสือหมอบมังกรหลับ ไม่ว่าจะ ‘มังกรแห่งปัญญา’ เฮราเบอร์เก้นหรือ ‘เทพแห่งวิญญาณมรณะ’ ซาลินเจอร์ก็ล้วนเป็นตัวตนสำคัญที่ก้าวไปถึงลำดับ 0 ในภายหลัง แน่นอนว่าเรายังไม่มั่นใจกับมังกรแห่งปัญญา แต่ก็มีความเป็นไปได้มากทีเดียว…
อา… นอกจากนั้นยังมี ‘เทพแห่งรุ่งอรุณ’ บาร์ดไฮเออร์และ ‘เทพธิดาแห่งฤดูเก็บเกี่ยว’ โอมีเบล่า… มีโอกาสที่เทพเหล่านี้จะดำรงชีวิตมาจนถึงยุคสมัยที่ห้าเช่นกัน… ชักอยากรู้แล้วว่า ‘เทพแห่งสัตว์วิญญาณ’ ทอซน่าและ ‘เทพธิดาแห่งเคราะห์กรรม’ อมานีซิสจะรอดพ้นจากการถูก ‘ทวงคืนอำนาจ’ โดยฝีมือพระผู้สร้างแห่งเมืองเงินพิสุทธิ์หลังจบยุคสมัยที่สองหรือไม่… และถ้าพวกท่านรอดมาได้ แต่ละคนมีบทบาทอย่างไรในยุคสมัยที่สามและสี่? หลังจากตกตะลึงไปเล็กน้อย ไคลน์เริ่มขบคิดพลางถอนหายใจ
และเมื่อนึกถึงเหตุการณ์การทรยศของสามราชาเทวทูตในยุคสมัยที่สาม ไคลน์รำพัน
สิ่งที่ต้องระวังเป็นอย่างยิ่งคืออัคคีภัย โจรขึ้นบ้าน และเทพรับใช้!
ในเวลาเดียวกัน ออเดรย์ที่ไม่ค่อยรู้จักชื่อจริงและสมญานามของเทพรับใช้มากนัก แทบไม่เปลี่ยนสีหน้าหรือแสดงอารมณ์ เพียงคอยจำแลงกายเป็นเอลฟ์สาวในความทรงจำของเซียธาสและชักนำคำถามเกี่ยวกับประสบการณ์ในยุคสมัยที่สอง
จากคำบอกเล่าของเซียธาส ในประวัติศาสตร์ของเอลฟ์ไม่มีสิ่งที่เรียกว่ายุคสมัยที่หนึ่งหรือสอง ยุคสมัยเริ่มต้นผ่านไปโดยไม่รู้คืนวัน เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ความมืด และความบ้าคลั่งโดยปราศจากการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร จนกระทั่งสัตว์วิเศษแต่ละเผ่าพันธุ์เริ่มพัฒนาสติปัญญาและสร้างภาษา นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นขององค์ความรู้และประวัติศาสตร์
ภายในยุคสมัยดังกล่าว เทพบรรพกาลค่อยๆ ปรากฏขึ้นทีละหนึ่ง ดินแดนอันประกอบไปด้วยท้องฟ้า ผืนพิภพ ทะเล และใต้ดินค่อยๆ แปรเปลี่ยนจากความยุ่งเหยิงจนมีระเบียบเรียบร้อย ทว่านอกเสียจากเทพบรรพกาลที่เกรี้ยวกราดและบ้าคลั่งเหล่านี้ ก็ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าช่วงเวลาดังกล่าวผ่านไปทั้งสิ้นกี่ปี ทราบเพียงว่าเมื่ออดีตกาลนานมาแล้ว เหล่าเผ่าพันธุ์ทรงอำนาจต่างเรียกช่วงเวลาดังกล่าวว่า ‘ยุคสมัยแห่งการงอกเงย’
หลังจากยุคสมัยแห่งการงอกเงยก็เป็น ‘ยุคสมัยแห่งการเริ่มใช้ไฟ’ ซึ่งเหล่าเทพบรรพกาลได้แบ่งออกเป็นฝักฝ่ายและต่อสู้กัน แต่ช่วงเวลาดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นก่อนที่เซียธาสจะเกิดนานมาก เธอจึงทำได้เพียงศึกษาจากประวัติศาสตร์ของเอลฟ์และทราบว่าเผ่าพันธุ์ ‘กึ่งมนุษย์’ ได้เปิดศึกกับเผ่าพันธุ์ ‘อมนุษย์’ อย่างหนักหน่วง ขณะเดียวกันก็ต้องต้านทานการกัดกร่อนและรุกรานจากปีศาจและหมาป่าอสูร ในสมัยนั้นมนุษย์ยังอาศัยอยู่ในฐานะคนรับใช้และทาสของเผ่าคนยักษ์ เอลฟ์ และผีดูดเลือด
ในยุคเริ่มต้นใช้ไฟนั้นมีระยะเวลานานไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับแต่ละตำนาน แต่จุดร่วมที่เหมือนกันก็คือ ไม่มีตำนานใดยาวนานเกินกว่าหนึ่งพันปี เนื่องจากธรรมชาติของเทพบรรพกาลในสมัยนั้นเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง เกรี้ยวกราด ป่าเถื่อน และเย็นชา แทบทุกการกระทำจะเคลื่อนไหวไปตามสัญชาตญาณ
หลังจาก ‘ต้นตระกูลผีดูดเลือด’ ลิลิธ ‘ราชามนุษย์กลายพันธุ์’ เควาสทูนและ ‘ราชาหมาป่าอสูรทำลายล้าง’ เฟรเกียถึงคราวร่วงหล่นเพราะถูกหักหลัง ยุคสมัยแห่งการเริ่มต้นใช้ไฟก็สิ้นสุดลงและเกิดเป็นสงครามโกลาหล โลกถูกทำลายอย่างต่อเนื่องโดยไม่สงบสุขนานหลายร้อยปี
เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าว คนยักษ์และมังกรแข็งแกร่งเป็นพิเศษ จึงถูกเรียกขานว่า ‘ยุคสมัยแห่งสองขั้วอำนาจ’
จนกระทั่งเผ่าพันธุ์ที่ทรงพลังทั้งห้าสร้างสมดุลขึ้นมาใหม่ ทั้งทวีปเหนือ ทวีปใต้ ทวีปตะวันออก และหาห้วงสมุทรเริ่มอยู่ในความสงบสุข นั่นคือช่วงเวลาที่เซียธาสเกิดและเติบโตจนกระทั่งเข้ามาอยู่ใน ‘การเดินทางของกรอซาย’
จากประวัติศาสตร์ที่เธอเล่า มีสองจุดใหญ่ที่สำคัญ หนึ่งคือการดำรงอยู่ของทวีปตะวันออกซึ่งเป็นสถานที่ตั้งวังราชาคนยักษ์ และสองคือหลังจากยุคสมัยแห่งการงอกเงย เผ่าพันธุ์ทรงอำนาจต่างก่อร่างสร้างอารยธรรมของตัวเองขึ้นมาโดยที่มิได้เสียสติเหมือนกับที่บรรพบุรุษเคยเป็น แต่แน่นอนว่ายังหลงเหลือเศษเสี้ยวความเกรี้ยวกราด ป่าเถื่อน เย็นชา และกระหายเลือดอยู่ลึกๆ เรียกได้ว่าเป็นภาวะกึ่งคลุ้มคลั่ง จนกระทั่งยุคสมัยแห่งสองขั้วอำนาจจบลง เอลฟ์และคนยักษ์จึงเริ่มพัฒนาสติปัญญาอย่างก้าวกระโดดจนมีอารมณ์ความรู้สึกเหมือนกับกรอซายและเซียธาส
ดูเหมือนว่าทวีปตะวันออกจะเป็นดินแดนเทพทอดทิ้งในปัจจุบัน… ถูกทิ้งหลังจากมหาภัยพิบัติ? ความคิดแบบเดียวกันผุดขึ้นในใจไคลน์ เลียวนาร์ด และออเดรย์
ทุกคนต่างสนใจในหัวข้อดังกล่าว แต่น่าเสียดายที่เซียธาสมักอยู่แต่ในวังราชาเอลฟ์เป็นส่วนใหญ่ หรือนานๆ ครั้งจะได้ออกไปข้างนอกก็ยังหนีไม่พ้นการล่องทะเล ไม่เคยไปเหยียบทวีปตะวันออก จึงขาดความทรงจำและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
ภายใต้การชักนำของออเดรย์ ความฝันของเซียธาสเริ่มดำเนินไปสู่ภาษาและวัฒนธรรมของเอลฟ์
จากตำนานที่เอลฟ์รับใช้มีสิทธิ์เข้าถึง ภาษาเอลฟ์ถูกสร้างขึ้นโดยราชาเอลฟ์ในยุคสมัยแห่งการงอกเงย แต่ละคำถือกำเนิดพร้อมกับเอลฟ์รุ่นแรกแต่ละตน หรือกล่าวได้ว่าจำนวนคำในภาษาเอลฟ์นั้นมีเท่ากับจำนวนเอลฟ์รุ่นแรก
ทว่าวัฒนธรรมของเอลฟ์นั้นไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสักเท่าไร ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมเป็นหลัก เอลฟ์ในป่าและในทะเลนั้นมีขนมธรรมเนียมที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก
จุดร่วมของเผ่าพันธุ์เอลฟ์คือเรื่องที่พวกมันศรัทธาในราชาเอลฟ์ซึ่งเป็นเทพบรรพกาล และราชินีของพระองค์ เอลฟ์ชื่นชอบที่จะนำเลือดของเหยื่อมาปรุงเป็นอาหาร และมีเอลฟ์จำนวนไม่น้อยที่นิยมการปรุงอาหารแบบย่าง แม้กระทั่งเอลฟ์ในทะเลก็ยังหาโอกาสมารวมตัวกันบนแนวปะการังและจัดงานเลี้ยงรอบกองไฟ เอลฟ์เป็นเผ่าพันธุ์ที่ใกล้ชิดธรรมชาติอย่างมากและชำนาญการใช้เครื่องเทศทุกชนิด นอกจากนั้นพวกมันบูชาความแข็งแกร่งและภาคภูมิในใจความคิดไวทำไวโดยไม่สนผลลัพธ์ที่จะตามมา
มีทั้งตำนานและความจริงผสมปนเป เป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าสิ่งใดจริงและสิ่งใดปลอม… แต่วัฒนธรรมของพวกเขาทำลายข้อสันนิษฐานในอดีตของเราจนป่นปี้… ไคลน์ตั้งใจฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ในใจวิเคราะห์ทุกคำพูดของเซียธาสอย่างละเอียด
หลังจากได้รับข้อมูลที่น่าสนใจ ออเดรย์ชักนำความฝันของเซียธาสให้ดำเนินไปยังทิศทางของทวีปตะวันตก ส่งผลให้ฉากในความฝันเริ่มเปลี่ยนผันและสะท้อนจิตใจสำนึกในส่วนลึกของเธอ
พระราชวังปะการังปรากฏเบื้องหน้าไคลน์และคนที่เหลืออีกครั้ง คราวนี้เซียธาสกำลังเดินตาม ‘ราชินีแห่งภัยธรรมชาติ’ โคฮีเน็มไปยังหน้าต่างใสบานหนึ่ง
เซียธาสชำเลืองเครื่องแต่งกายอันหรูหราและประณีตของราชินีก่อนจะมองหน้า ‘เทพ’ ที่มีพลังควบคุมภัยธรรมชาติพร้อมกับถาม
“ฝ่าบาท… กำลังมองไปทางตะวันตกหรือเพคะ?”
สำหรับเอลฟ์ หากไม่สัมผัสถึงแรงกดดันที่เกรี้ยวกราดจากอีกฝ่าย พวกมันมีสิทธิ์ตั้งคำถามตามที่สงสัย
“ทำไมเจ้าถึงคิดเช่นนั้น?” โคฮีเน็มไม่หันกลับมามอง เพียงย้อนถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ดิฉันเพิ่งได้อ่านบันทึกตำนานที่กล่าวว่า เผ่าเอลฟ์ของเรามีต้นกำเนิดจากทวีปตะวันตก” เซียธาสมอบคำตอบ “ฝ่าบาท ทวีปตะวันตกมีอยู่จริงหรือไม่? และเป็นความจริงไหมที่เอลฟ์รุ่นแรกถือกำเนิดขึ้นที่นั่น?”
มุมปากโคฮีเน็มยกขึ้นเล็กน้อยก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงล่องลอย
“ทวีปตะวันตกนั้นอาจจะมีหรือไม่มีอยู่จริงก็ได้ ทุกเผ่าพันธุ์มักสร้างต้นกำเนิดปลอมๆ ขึ้นมาเป็นบ้านเกิดของดวงวิญญาณ… เซียธาส… สำหรับเจ้า ที่ใดคือบ้าน?”
“บ้าน?” เซียธาสทวนคำก่อนจะตอบด้วยสีหน้าเหม่อลอย “บ้านของข้าคือพระราชวังแห่งนี้ที่องค์ราชาและราชินีพำนักอยู่ รวมถึงป่าที่พ่อและแม่ของข้าอาศัย”
กล่าวถึงตรงนี้ อารมณ์ของเซียธาสเริ่มดำดิ่ง โหยหา และโศกเศร้า
เธอกำลังได้รับอิทธิพลจากความทรงจำภายในจิตใต้สำนึก
ต้องไม่ลืมว่า เซียธาสได้เข้ามาอยู่ใน ‘การเดินทางของกรอซาย’ และต้องจากบ้านมานานกว่าสองถึงสามพันปี
“นั่นก็หมายความว่าสำหรับเอลฟ์อย่างเจ้า ทวีปตะวันตกไม่มีอยู่จริง แต่สำหรับเอลฟ์บางตน สถานที่แห่งนั้นมีอยู่จริง” ราชินีแห่งภัยธรรมชาติมอบคำตอบสุดท้ายอย่างสุขุม
เซียธาสมิได้ถามสิ่งใดต่อ เนื่องจากเพิ่งตระหนักได้ว่าราชินีไม่ใช่เอลฟ์รุ่นแรก
คำตอบเช่นนี้ยิ่งสร้างความสับสนให้กับไคลน์ แต่โชคยังดีที่ทวีปตะวันตกนั้นไม่มีตัวตนอยู่เลยในช่วงยุคสมัยที่สองถึงห้า สถานที่ดังกล่าวจึงมิได้เก็บซ่อนความลับใดที่เกี่ยวข้องกับตนเอาไว้ ชายหนุ่มแค่ต้องการลองตรวจสอบโดยไม่คาดหวังมากนัก
หลังจากชักนำความฝันของเซียธาสเสร็จในเวลาใกล้เที่ยง เมื่อไม่มีความฝันของคนอื่นในละแวกใกล้เคียงให้กระโจนเข้าไป ออเดรย์พาไคลน์และเลียวนาร์ดออกมาพร้อมกัน ปรากฏตัวอีกครั้งภายในห้องนอนของโมเบธและเซียธาส
ยืนมองร่างของไวเคาต์แห่งยุคสมัยที่สี่ถูกภรรยากอดก่ายบนเตียงนอนสักพัก ออเดรย์หัวเราะในลำคอพลางทำสีหน้าผ่อนคลาย
“ดูมเหมือนว่าชีวิตของพวกเขาในตอนนี้จะราบรื่นดี…”
“ไม่ไม่ไม่! การมีภรรยาบ้าพลังและพูดจาขวานผ่าซาก แถมยังชอบลงไม้ลงมือเช่นนี้ คงมีแต่โมเบธที่มีความสุข…” เลียวนาร์ดซึ่งไม่มีพรสวรรค์ทางด้านแต่งกลอน แต่ยังคงรักอิสระเหมือนนักกวี ส่ายหน้าพลางสอดมือเข้าไปในกระเป๋า
จากนั้นก็รำพัน
แต่ในทางกลับกัน หากต้องการสยบหัวขโมยมากประสบการณ์ให้อยู่หมัด คู่ชีวิตก็ต้องเป็นผู้หญิงแบบเซียธาส… อา… ชักอยากรู้แล้วว่าผู้หญิงในตระกูลของตาแก่จะมีนิสัยเป็นยังไง…
“เฮ้อ… ไม่มีความจำเป็นที่เราต้องอิจฉาหรือสงสารพวกเขาเลยสักนิด ก็แค่สองคนนี้เกิดมาคู่กัน… จักรพรรดิโรซายล์เคยเขียนกวีไว้ว่า ‘จริงอยู่ที่ชีวิตนั้นมีค่า แต่ความรักมีค่ามากกว่าเสมอ’ …”
ขณะได้ยินบทสนทนาดังกล่าว ไคลน์อ้าปากเล็กน้อยก่อนจะปิดสนิทอีกครั้ง มันไม่ได้บอกทั้งสองคนว่าปัจจุบันเซียธาสและโมเบธได้ตายไปแล้ว และความรักก่อตัวขึ้นในลมหายใจสุดท้ายของชีวิตทั้งคู่ ส่วนตัวตนที่อยู่ในหนังสือเป็นเพียงร่างโคลนที่ถูกสร้างขึ้น
หลังออกจากบ้านของคู่รัก สามสหายมุ่งหน้าไปยังโรงตีเหล็กของกรอซาย
บนถนนระหว่างทาง ไคลน์มองเห็นรอนเซลที่ถูกคนแถวนี้เรียกว่านักปราชญ์ และออเดรย์สามารถยืนยันได้ทันทีว่าชายคนนี้คือชาวโลเอ็น
“นั่นคือทหารจากหนึ่งร้อยปีก่อนใช่ไหม?” ออเดรย์ลดความเร็วลงและเอ่ยปากถาม
เมื่อนึกทบทวนเรื่องที่รอนเซลคิดถึงบ้าน และเรื่องที่ตนนำเถ้ากระดูกของมันไปฝังในหลุมศพเบ็คลันด์เรียบร้อยแล้ว ไคลน์เงียบงันสองสามวินาทีก่อนจะพยักหน้ารับอย่างอ่อนโยน
“ใช่”
อารมณ์ของมิสเตอร์เวิร์ลเริ่มผันผวน… เขาเหมือนกับแม่น้ำที่ผิวน้ำนิ่ง แต่ด้านล่างเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำ… ออเดรย์พยักหน้าเล็กๆ
“พวกเราเข้าฝันเข้าได้ไหม? ดิฉันอยากได้สูตรโอสถผู้พิพากษาและอัศวินวินัย”
“ไม่มีปัญหา” ไคลน์ตอบพลางชำเลืองเลียวนาร์ด
เลียวนาร์ดที่ยังคงใช้มือล้วงกระเป๋า ดวงตาของมันพลันเปลี่ยนเป็นสีเข้ม
รอนเซลซึ่งนั่งอยู่บนม้านั่งผล็อยหลับไปในทันที
หลังจากนั้นคนทั้งสามก็เข้าไปปรากฏในความฝัน
ที่นี่คือเมืองอันวุ่นวายและเต็มไปด้วยอาคารที่สร้างจากไม้ ผู้คนที่สัญจรผ่านไปผ่านมาล้วนเป็นชาวโลเอ็น
รอนเซลเจ้าของดวงตาสีฟ้าและผมสีดำทำเพียงยืนมองโดยไม่กล้าเดินเข้าไป จนกระทั่งสตรีสวมเดรสเก่าเดินออกมา รอนเซลรีบขยับเข้าไปใกล้อย่างตื่นเต้นพร้อมกับทำท่าจะกอด
แต่ท่อนแขนของรอนเซลกลับทะลุผ่านหญิงสาวไปโดยมิได้สัมผัสกัน
รอนเซลยืนแน่นิ่งพลางตะโกน
“แม่…”
ออเดรย์ที่เตรียมชักนำความฝัน ชะงักเล็กน้อยและเฝ้ามองเหตุการณ์ต่อไป จนกระทั่งเธอกวาดสายตาไปรอบๆ และพบกับนาฬิกาที่คุ้นเคย
“เบ็คลันด์…” ออเดรย์เม้มริมฝีปากและหันกลับมาจ้องไคลน์ “พวกเขาออกจากหนังสือไม่ได้หรือ?”
“เวลาผ่านมานานเกินไป หากออกจากหนังสือ พวกเขาจะแก่และตายทันที หรือแม้กระทั่งกลายเป็นเศษฝุ่น” ไคลน์กล่าวเสียงเรียบราวกับผิวแม่น้ำนิ่ง “ผมนำข้าวของของรอนเซลกลับไปไว้ที่เบ็คลันด์แล้ว”
นี่มัน… ในฐานะผู้ชม ออเดรย์สามารถตระหนักถึงความโหดร้ายในประโยคล่าสุด เธออดไม่ได้ที่จะหันหน้ามองออกไปนอกความฝัน เป็นทิศทางของบ้านคู่รักโมเบธและเซียธาส
เลียวนาร์ดต้องการจะถามถึงรายละเอียด แต่พิจารณาจากบรรยากาศ มันตัดสินใจปิดปากเงียบ
ถัดมาออเดรย์ตั้งใจชักนำความฝันของรอนเซล นอกจากการถามสูตรโอสถสองชนิด เธอได้ชักนำให้รอนเซลกลับถึงบ้านและใช้ชีวิตกับครอบครัวอันประกอบไปด้วยพ่อแม่ พี่สาว และน้องสาวอย่างมีความสุข
เป็นความฝันที่งดงาม
หลังออกจากความฝันของรอนเซล ทั้งไคลน์ เลียวนาร์ด และออเดรย์ก็พบบ้านของกรอซาย
นี่คือปลายทางสุดท้ายของการสำรวจ หลังจากได้รับข้อมูลจากจิตใต้สำนึกของโรซายล์ พวกมันจะเข้าสู่ทะเลจิตใต้สำนึกรวมของหนังสือเล่มนี้และค้นหาความลับที่อาจซุกซ่อน
………………………..
เมื่อได้ยินข้อเสนอของมิสจัสติส ไคลน์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะตอบ
“ชักนำความฝันของพวกเขาไปยังทิศทางของยุคสมัยที่สอง ประวัติศาสตร์ของ ‘ราชินีแห่งภัยธรรมชาติ’ โคฮีเน็ม อุปนิสัยและการดำรงชีวิตของเอลฟ์ ภาษาที่เก่าแก่ที่สุดของเอลฟ์ รวมถึงตำนานของทวีปตะวันตก”
“…ตกลง” ออเดรย์กลอกตาเล็กน้อยพร้อมกับเผยสีหน้าครุ่นคิดพลางย่อยคำสั่งของมิสเตอร์เวิร์ล
จากนั้นเธอเดินไปยืนข้างๆ ผู้ขับขานแห่งเอลฟ์
ภายใต้การชักนำของหญิงสาว ร่างของโมเบธหายไปจากความฝันเซียธาส
เกลียวคลื่นในดวงตาสีเขียวของออเดรย์เริ่มหมุนวนขณะริมฝีปากขยับแผ่วเบาประหนึ่งกำลังท่องคาถาบางชนิด
โลกแห่งความฝันเริ่มสั่นสะเทือน สวนที่ดูคล้ายกับผิวทะเลสาบพลันแตกละเอียดราวกับถูกหินยักษ์ล่องหนกระแทกจากด้านบน
เศษผิวทะเลสาบกระจัดกระจายก่อนจะกลับมารวมตัวใหม่ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่สวนตามเดิม หากแต่เป็นพระราชวังที่สร้างจากปะการัง
ทุกองค์ประกอบของพระราชวงศ์นั้นโอ่อ่าและวิจิตรตระการตา โครงสร้างภาพรวมสูงโปร่งและสง่างาม แต่เนื่องจากถูกปกคลุมด้วยกระแสน้ำหลายชั้น ท้องฟ้าด้านบนจึงมองเห็นได้ไม่ชัดเจน สีออกไปในทางมืดหม่นและอึมครึม
ภายในวังมีเสาปะการังคอยเรียงรายค้ำจุนโดมสูง และเหนือกำแพงทั้งสองฝั่งเต็มไปด้วยจิตรกรรมฝาผนังที่แสดงถึงความน่าสะพรึงของพายุ
เหนือจิตรกรรมฝาผนังและเสาปะการังมีแหล่งกำเนิดสายฟ้าสีเงินที่ผ่าลงมาอย่างต่อเนื่องราวกับมีชีวิต ปลายทางที่สายฟ้าผ่าลงไปคือขั้นบันไดสูงเก้าขั้นซึ่งประดับประดาไปด้วยไข่มุก เพชร มรกต และไพลิน
เซียธาสกำลังยืนอยู่ปลายขั้นบันไดล่างสุดโดยมีเอลฟ์จำนวนมากยืนฝั่งตรงข้าม
บนขั้นบันไดเก้าขั้นมีเก้าอี้ตัวใหญ่ที่ดูคล้ายกับถูกสร้างจากสายฟ้าบริสุทธิ์วางอยู่สองตัว ตัวหนึ่งวางอยู่กึ่งกลางลานราวกับเป็นที่นั่งของผู้ปกครองพระราชวังแห่งนี้ ส่วนอีกตัวหนึ่งวางอยู่ฝั่งซ้ายมือของเก้าอี้ตัวกลาง ส่งผลให้ดึงดูดสายตาน้อยกว่า
ชายที่นั่งอยู่บนบัลลังก์กึ่งกลางสวมชุดคลุมสบายๆ ปลายหูแหลม เส้นผมดกหนา และใบหน้าค่อนข้างอ่อนโยน สีผมเป็นการผสมผสานระหว่างดำและฟ้า ไม่เพียงใบหน้าจะสง่างามและเลอโฉม แต่ยิ่งทวีความหล่อเหลาเมื่อนำทุกองค์ประกอบมารวมกัน อย่างไรก็ตาม บรรยากาศรอบตัวกลับเกรี้ยวกราดและไม่เป็นมิตร ราวกับพร้อมจะหยิบหอกสายฟ้าข้างบัลลังก์ออกมาขว้างได้ทุกเมื่อโดยไม่ต้องบอกกล่าว
สตรีที่นั่งอยู่ข้างๆ มีใบหน้างดงามและเส้นผมสีดำขลับถูกเกล้ามวยสูง ปลายหูแหลมเล็กๆ และใบหน้าหมดจดไร้จุดตำหนิ ดวงตาสีน้ำตาลของเธอลุ่มลึกราวกับก้นมหาสมุทร ในมือของเธอกำลังหยอกเย้าแก้วไวน์ทองคำ
โดยไม่ต้องให้เซียธาสอธิบาย ไคลน์และที่เหลือเข้าใจได้ทันทีว่าฝ่ายชายคือหนึ่งในเทพบรรพกาล ราชาเอลฟ์ซอนญาธริมและฝ่ายหญิงคือ ‘ราชินีแห่งภัยธรรมชาติ’ ราชินีเอลฟ์โคฮีเน็ม
“ไอ้คนทรยศเออเมียร์!” ทันใดนั้นเสียงคำรามที่คล้ายกับฟ้าร้องดังกังวานจนวังปะการังสั่นไหวรุนแรง ส่งผลให้เซียธาสและข้าราชบริพารต่างพากันก้มศีรษะด้วยความกลัว
นี่คือเสียงคำรามของเทพบรรพกาล
เออเมียร์… ชื่อของราชาคนยักษ์สินะ… เมื่อไม่นานมานี้เราเพิ่งมีโอกาสได้ดื่มไวน์ที่ตั้งตามชื่อเจ้านั่น ต้องยอมรับตามตรงว่ารสชาติของมันพิเศษกว่าไวน์ใดในโลก ราคาก็แพงกว่าปรกติแค่เล็กน้อย… หลังจากได้ฟัง ไคลน์ปล่อยให้ความคิดล่องลอย
มันยังไม่ลืมเรื่องที่เดอะซันน้อยเคยเล่าให้ฟังว่า ราชาคนยักษ์เออเมียร์ ราชาเอลฟ์ซอนญาธริม และต้นตระกูลผีดูดเลือดลิลิธ เทพบรรพกาลกึ่งมนุษย์ทั้งสามจับมือเป็นพันธมิตรกัน ฝ่ายศัตรูคือขั้วอำนาจที่เกิดจากการรวมตัวระหว่างมังกรจินตภาพแอนเคอร์เวล ต้นตระกูลฟีนิกซ์เกรจารี และราชามนุษย์กลายพันธุ์เควาสทูน ในส่วนของราชาปีศาจฟาโบธีและราชาหมาป่าอสูรเฟรเกีย พวกมันเป็นเอกเทศและคิดเพียงจะกัดกร่อนทำลายล้างโลก
หมายความว่าพันธมิตรฝ่ายเทพกึ่งมนุษย์พังทลายลงในตอนหลัง? ไคลน์สร้างข้อสันนิษฐานพร้อมกับรอให้ความฝันเกิดการเปลี่ยนแปลง
เนื่องจากเคยฟังประสบการณ์ของ ‘เดอะซัน’ เดอร์ริค ออเดรย์ไม่ใช้คนแปลกหน้าสำหรับประวัติศาสตร์ยุคสมัยที่สอง จึงรีบชักนำความฝันของเซียธาสโดยปราศจากความลังเล
แม้จะนั่งใกล้กับเสียงคำราม แต่ราชินีแห่งภัยธรรมชาติโคฮีเน็มก็มิได้หวั่นไหว ยังคงกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชาและเรียบเฉย
“ก็พอจะเดาได้ตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่หรือ? ความน่าเชื่อถือของเจ้านั่นตรงข้ามกับร่างกายโดยสิ้นเชิง”
พร้อมกันนั้น เทพบรรพกาลซอนญาธริมที่ร่างกายปกคลุมไปด้วยเส้นสายฟ้าเริ่มเปล่งเสียงคำราม
“ข้าคิดว่าหลังจากผ่านไปร่วมร้อยปี เจ้านั่นจะเริ่มเข้าใจสถานการณ์ภาพรวมมากขึ้น แต่ดูเหมือนว่าจะประเมินสติปัญญาของมันสูงไป! หากไม่ใช่เพราะมันหักหลังลิลิธ หล่อนจะร่วงหล่นได้อย่างไร?”
เห… ต้นตระกูลผีดูดเลือดลิลิธร่วงหล่นไปก่อนใคร? เปลือกตาไคลน์ขยับเล็กน้อยขณะตั้งใจฟัง
หลังจากราชาเอลฟ์คำรามเสร็จ ราชินีแห่งภัยธรรมชาติกล่าวโดยยังคงรักษาภาพลักษณ์เดิม
“แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสียทีเดียว เพราะอย่างน้อยก็ทำให้เควาสทูนและเฟรเกียตกตายไปพร้อมลิลิธได้… เหล่าทวยเทพมิได้เชื่อใจกันอย่างแน่นแฟ้นเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ต่อให้พวกเรามิได้จับพันธมิตรกับใคร แต่ก็สามารถปกครองมหาสมุทร ทะเลสาบ และแม่น้ำได้สบาย”
ได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ ผู้ชมออเดรย์อดไม่ได้ที่จะหัวใจเต้นแรง จำเป็นต้องรีบใช้พลันปลอบโยนกับตัวเอง
หมายความว่าต้นตระกูลผีดูดเลือดลิลิธ ราชามนุษย์กลายพันธุ์เควาสทูน และราชาหมาป่าอสูรร่วงหล่นในสงครามระหว่างเทพบรรพกาลเนื่องจากการทรยศของราชาคนยักษ์เออเมียร์ มิได้เกิดจากฝีมือการ ‘ทวงคืนอำนาจ’ ของเทพสุริยันบรรพกาล?
นี่คือเหตุผลที่ลิลิธยังไม่ร่วงหล่นโดยสมบูรณ์และสามารถส่งวิวรณ์ให้เหล่าทายาทได้เป็นระยะ? และเพราะเหตุนี้ มารดาแห่งผืนนภาของตระกูลอันทีโกนัสและเทือกเขาโฮนาซิสจึงสามารถดำรงตนได้จนถึงยุคสมัยที่สี่… ไคลน์เริ่มเชื่อมากขึ้นว่าประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ในเมืองเงินพิสุทธิ์ถูกแต่งเติมให้เกินจริงไปหลายเรื่อง โชคดีที่มันยังย่อยโอสถจอมเวทพิสดารไม่เสร็จ จึงยังไม่ต้องคิดเรื่องเลื่อนลำดับกลายเป็น ‘ปราชญ์โบราณ’ ไม่อย่างนั้นประวัติศาสตร์ที่มันยืมมาใช้งานอาจไม่ใช่ของจริง
ในยุคสมัยบรรพกาล ต้นตระกูลผีดูดเลือดลิลิธและราชามนุษย์กลายพันธุ์เควาสทูนต่างร่วงหล่นด้วยฝีมืออีกฝ่าย… แต่เมื่อไม่นานมานี้ตระกูลผีดูดเลือดเพิ่งร่วมมือกับผู้วิเศษเส้นทาง ‘มนุษย์กลายพันธุ์’ ที่อยู่ฝ่ายระงับแรงปรารถนา… กาลเวลาช่างเล่นกล… หึหึ… ถ้าเอ็มลินรู้เรื่องนี้จะทำหน้ายังไงกันนะ… ‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ดถอนหายใจพลางตั้งใจฟัง
ขณะความคิดของทุกคนกำลังล่องลอย เทพบรรพกาลซอนญาธริมพ่นลมหายใจและพูดต่อ
“เมื่อไม่นานมานี้ เออเมียร์เริ่มวางแผนจะร่วมมือกับบางนิกายลับของมนุษย์เพื่อจัดการกับเรา กล่าวกันว่าเรื่องนี้ถูกชักใยโดย ‘ฤดูเก็บเกี่ยว’ และ ‘รุ่งอรุณ’ … ข้าถึงกับคิดจะร่วมมือกับแอนเคอร์เวลเพื่อทำลายพวกคนยักษ์และวังของมัน แต่น่าเสียดาย ทุกครั้งที่ข้าได้เห็นหน้ามังกรนั่น ความคิดเดียวในหัวคือการจับมันมาเสียบไม้ย่างบนตะแกรง เป็นความรู้สึกอันแรงกล้าที่มิอาจหักห้ามได้ง่ายนัก!”
ทันทีที่กล่าวจบ เทพบรรพกาลตนดังกล่าวพลันเลือนหายพร้อมกับการสั่นสะเทือนของวังปะการัง ส่งผลให้เกิดรอยแยกขนาดใหญ่
ขณะฉากทั้งหมดยังไม่เลือนหายไปโดยสมบูรณ์ แสงสีเงินสว่างขึ้นอีกครั้งพร้อมกับการกลับมาปรากฏตัวบนบัลลังก์ของซอนญาธริม โดยที่คราวนี้ในมือกำลังถือหอกสายฟ้าบริสุทธิ์
“ท่านไปที่วังราชาคนยักษ์มาหรือ?” โคฮีเน็มถาม
“ข้าไปมอบบทเรียนเล็กๆ น้อยๆ ให้เออเมียร์” ซอนญาธริมตอบโดยไม่ปิดบัง
เซียธาสและเอลฟ์ตนอื่นต่างก้มหน้าต่ำยิ่งกว่าเก่า พวกมันมองต่างเห็นหนวดรยางค์ที่ใหญ่กว่าร่างกายตนอย่างเลือนราง หนวดดังกล่าวเลื้อยไปมาบนพื้นวังพร้อมกับอสรพิษสายฟ้าจำนวนมาก
จากนั้นทุกคนก็หลับตา
ฉากความฝันเปลี่ยนผันไปเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเซียธาสและเอลฟ์ตนอื่น
พิจารณาจากคำพูดและการกระทำ ไคลน์ เลียวนาร์ด และออเดรย์ยืนยันได้ว่าเซียธาสมีชีวิตที่ค่อนข้างสงบสุขในยุคสมัยที่สอง เผ่าพันธุ์คนยักษ์ เอลฟ์ มังกร ปีศาจ และฟีนิกซ์อาศัยอยู่ร่วมกันโดยแบ่งเขตการปกครองออกเป็นหลายแห่ง ไม่ว่าจะทวีปเหนือใต้ รวมไปถึงห้าห้วงสมุทร ส่วนแวมไพร์ หมาป่าอสูร มนุษย์ต้นไม้ สัตว์ทะเล มนุษย์กลายพันธุ์ และมนุษย์ต่างอาศัยอยู่ในฐานะทาสของแต่ละเผ่าพันธุ์ปกครอง เป็นได้เพียงชนชั้นกลางไปจนถึงล่าง
“ไม่ตรงกับบันทึกของศาสนจักร… แม้แต่ตำนานของเมืองเงินพิสุทธิ์ก็ไม่ใช่แบบนี้” เลียวนาร์ดถอนหายใจหลังจากฟังจบ “บางทีตาแก่ก็คงไม่รู้ลึกขนาดนี้เช่นกัน”
“เรื่องนี้อาจไม่ใช่ความจริงเสมอไป” ไคลน์ส่ายหน้าแผ่วเบา “มีตัวตนจำนวนไม่น้อยที่ดำรงชีวิตตั้งแต่ยุคสมัยที่สองมาจนถึงยุคสมัยที่สี่ หรือแม้กระทั่งปัจจุบัน”
“อย่างเช่นเทวทูตปัญญา?” เลียวนาร์ดคาดเดา
“อาจจะ” ไคลน์ไม่ยืนยันคำตอบ เพียงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ในตอนที่คุยกับโมเบธ ผมนึกว่าคุณจะขอร้องให้มิสจัสติสยืนห่างๆ”
เลียวนาร์ดจ้องหน้าชายหนุ่มพร้อมกับอ้าปากหาว
“คุณเคยบอกต่อหน้าทุกคนว่าผมรู้จักตัวตนที่อาจเคยเห็นศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สอง… ดังนั้นในตอนที่ผมสนทนากับโมเบธ·โซโรอาสเตอร์ ต่อให้เธอยืนห่างๆ ก็คงคาดเดาความเชื่อมโยงได้อยู่ดีไม่ใช่หรือ? นอกจากนั้นคุณยังเคยเล่าให้ผมฟังว่า ในตอนที่จัดการกับร่างโคลนของอามุนด์ทั้งหมดภายในกรุงเบ็คลันด์ มิสจัสติสมีส่วนร่วมในการเก็บกวาด สำหรับผู้ชมลำดับ 5 ข้อมูลเพียงเท่านี้ก็มากพอจะให้คาดเดาอย่างแม่นยำ และถ้ายิ่งเธอได้ทราบข้อมูลของตระกูลโซโรอาสเตอร์ นั่นคงไม่ต่างอะไรกับการยืนเล่าความจริงทั้งหมดให้เธอฟัง… เมื่อเป็นแบบนี้ การกีดกันเธอออกไปรังแต่จะเหนื่อยเปล่า วิธีที่ดีที่สุดหากต้องการรักษาความลับคือการให้ทุกคนสาบานว่าจะไม่แพร่งพรายโดยขอให้มิสเตอร์ฟูลช่วยเป็นสักขีพยาน”
“และถ้าคุณบอกให้มิสจัสติสช่วงยืนห่างๆ การขอให้มิสเตอร์ฟูลช่วยเป็นสักขีพยานก็คงไม่มีน้ำหนักมากพอ…” ไคลน์พยักหน้ารับ
ทันใดนั้นเซียธาสเริ่มกล่าวต่อ
“หลังจากการร่วงหล่นของต้นตระกูลผีดูดเลือด ราชาหมาป่าอสูรจอมทำลายล้าง และราชามนุษย์กลายพันธุ์ ‘เทพรับใช้’ บางส่วนถูกสังหารในสงคราม บางส่วนยอมจำนนและคอยรับใช้เทพตนอื่นต่อไป และมีบางส่วนที่หายเข้าไปในความมืด”
ออเดรย์ที่จำแลงกายตัวเองเป็นเอลฟ์ยังคงถามชักนำ
“ใครยอมจำนนต่อใคร? แล้วมีใครบ้างที่ร่วงหล่น?”
เซียธาสพยายามนึก
“ข้าเองก็ไม่เคยเห็นด้วยตัวเอง แต่ได้ยินว่า ‘เทพธิดาแห่งชีวิต’ ของต้นตระกูลผีดูดเลือดและ ‘เทพสงคราม’ ของราชามนุษย์กลายพันธุ์ถูกสังหาร ไม่มีใครทราบแม้กระทั่งชื่อของพวกท่าน… ส่วน ‘เทพแห่งวิญญาณมรณะ’ ซาลินเจอร์ของราชาหมาป่าอสูรกลายมาเป็นเทพรับใช้ของต้นตระกูลฟีนิกซ์ ‘เทพแห่งความงาม’ ออร์นีญ่าของต้นตระกูลผีดูดเลือดเลือกที่จะเข้ากับฝ่ายเรา… แต่ทางด้าน ‘เทพแห่งสัตว์วิญญาณ’ ทอซน่าและ ‘เทพธิดาแห่งเคราะห์กรรม’ อมานีซิสได้หายตัวไป…”
ซาลินเจอร์… ออร์นีญ่า… สองชื่อนี้ทำให้หน้าผากไคลน์กระตุกแผ่วเบา ต้องรีบใช้พลังตัวตลกเพื่อยับยั้งสีหน้า
ออร์นีญ่าคือราชินีแห่งจันทราโลหิต ภรรยาของจักรพรรดิในยุคสมัยที่สี่ จักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิทรันซอสต์!
และสำหรับซาลินเจอร์ ท่านผู้นี้คือผู้ก่อตั้งจักรวรรดิไบลัม จักรพรรดิแห่งโลกหลังความตาย เทพมรณา!
……………………….
โมเบธชำเลืองเลียวนาร์ดและกล่าวด้วยความประหลาดใจ
“พวกเขาก็ไม่ได้เย็นชาและชั่วร้ายขนาดนั้น…”
มันยกแก้วขึ้นมากระดก
“เจ้าคงทราบใช่ไหมว่ายิ่งมีลำดับสูงมากเพียงใด โอกาสที่จะเย็นชาและเสียสติก็มากเท่านั้น? แล้วตระกูลขุนนางใดบ้างของโซโลมอนที่ไม่มีเทวทูตสังกัด? นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาแตกต่างจากคนทั่วไป… สำหรับระดับความเย็นชาและชั่วร้ายจะขึ้นอยู่กับเส้นทางและ ‘หลักยึดเหนี่ยว’… ข้าเองก็ไม่ทราบสถานการณ์ของท่านปู่ทวดมากนัก รู้เพียงว่าเขาเป็นคนใจดีและเปี่ยมไปด้วยเมตตา ทั้งคำพูดและการกระทำค่อนข้างเป็นกันเองกับคนในตระกูล… นอกจากนั้นองค์ฝ่าบาทยังตั้งกฎกับทุกตระกูลไว้ว่า ‘ห้ามเป็นไปในแนวทางเดียวกัน’ ส่งผลให้ถ้าแต่ละตระกูลขุนนางมีความคล้ายคลึงกันมากเกินไป พระองค์จะทรงกริ้ว”
สำหรับเหตุผลแรก เราสามารถทำความเข้าใจได้ แต่กับเหตุผลที่สองนั้นฟังดูน่าขบขันชะมัด… หรือว่าจักรพรรดิมืดแห่งโซโลมอนต้องการจะให้คนอื่นมองว่าตัวเองเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ? ถึงกับตั้งกฎว่าห้ามเป็นไปในทิศทางเดียวกัน… ไคลน์ที่มิได้สวมหน้ากากหนาๆ เหมือนเมื่อก่อน เผยรอยยิ้มตรงมุมปากโดยไม่ปิดบัง
พร้อมกันนั้นออเดรย์หันมามองชายหนุ่มและเกิดคำถามแบบเดียวกับมิสเตอร์สตาร์
“หลักยึดเหนี่ยว?”
ทุกคนในที่นี้ทราบอยู่แล้วว่ายุคสมัยที่สี่มีรสนิยมเกี่ยวกับความไม่สมมาตรและไม่สอดคล้อง กฎดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องผิดปรกติและจะฟังดูแปลกหูไปบ้าง
“สำหรับทวยเทพ หลักยึดเหนี่ยวคือสาวกและความศรัทธา” ไคลน์อธิบายเรียบง่าย
อย่างนี้นี่เอง… ออเดรย์ที่เริ่มมองเห็นภาพรวมมากขึ้น เริ่มเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเทพและสาวก
ขณะเดียวกัน หญิงสาวขบคิดด้วยความสับสน
ในช่วงแรกของการฟื้นคืนชีพ มิสเตอร์ฟูลยังไม่น่าจะมีสาวกมากนัก แล้วท่านใช้สิ่งใดเป็นหลักยึดเหนี่ยว?
เลียวนาร์ดที่ตั้งใจฟังอดไม่ได้ที่จะทำหน้าเคร่งขรึม ราวกับมันฉุกคิดได้หลายสิ่งภายในเวลาอันสั้น
แต่เพียงไม่นานก็รีบกลับมาสนใจโมเบธและตั้งคำถาม
“เทวทูตพาลีส·โซโรอาสเตอร์เป็นคนเช่นไร? และมีนิสัยเป็นแบบไหน?”
หืม… เลียวนาร์ดรอบคอบมาก ดูเหมือนว่าเขาจะยังไม่เชื่อว่าปรสิตในตัวคือพาลีส·โซโรอาสเตอร์… อา… นั่นก็มีความเป็นไปได้ที่พาลีสตัวจริงจะร่วงหล่นไปแล้วและคนที่อยู่ในร่างพยายามสวมรอย… สำหรับเทวทูตเส้นทางนักจารกรรม พฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่… และจากมุมมองของตัวตนลึกลับ การสวมรอยแทนที่ใครสักคนจะเท่ากับการเปลี่ยนเป็นคนคนนั้นโดยสมูบณ์ แทบไม่มีทางที่ความลับจะรั่วไหล…
หึหึ… ยิ่งเป็นเรื่องที่สำคัญหรือเรื่องที่หมอนั่นสนใจ รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของตัวเอง เลียวนาร์ดทำได้ดีกว่าที่เราคิด… นี่คงเป็นสาเหตุที่เขาสืบสาวจนรู้ว่าไคลน์·โมเร็ตติยังไม่ตาย… แต่ถ้าเป็นเรื่องนอกเหนือจากนั้น หมอนี่แถบไม่เอาอ่าว เอาแต่พึ่งพาประสบการณ์เก่าๆ โดยไม่คิดให้นอกกรอบ… ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีสมองหรอกนะ แต่เลือกที่จะไม่ใช้มากกว่า… ไม่สิ ต้องเรียกว่าขี้เกียจจะใช้… ไคลน์อดไม่ได้ที่จะรำพันพลางถอนหายใจ
โมเบธผงะไปสองสามวินาทีก่อนจะจิบเหล้ากลั่นและกล่าว
“ตอนอยู่ที่บ้าน ตาแก่จะทำตัวเป็นชายชราตาธรรมดาๆ ขี้บ่นตามประสาและชอบเคี่ยวเข็ญเหล่าทายาท แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังสอนให้ทุกคนสนุกไปกับชีวิต หากไม่บอกล่วงหน้าก็คงไม่มีใครทราบว่าท่านคือเทวทูตลำดับ 1… รสนิยมของท่านแตกต่างจากองค์ฝ่าบาท ท่านเป็นคนที่รักความสะอาดและเจ้าระเบียบมาก… ทุกครั้งที่เผชิญหน้ากับศัตรูจะแสดงพรสวรรค์ด้านความเจ้าเล่ห์ออกมา และชื่นชอบที่จะจัดการเป้าหมายด้วยการทำให้อีกฝ่ายสติแตก…”
นิสัยค่อนข้างคล้ายกับตาแก่ในช่วงปัจจุบัน… เลียวนาร์ดพยักหน้าและถาม
“คุณมีภาพเหมือนของเขาบ้างไหม?”
“ทำไมข้าถึงต้องพกภาพเหมือนของท่าน? ไม่ได้กำลังตามหาตัวสักหน่อย!” โมเบธส่ายศีรษะอย่างขบขัน
ถึงตรงนี้เลียวนาร์ดชี้ไปด้านข้าง
“แล้วนั่นไม่ใช่หรือไง?”
“หา?” โมเบธหันไปทางขวามือด้วยสีหน้าสับสนและได้พบกับภาพวาดสีน้ำมันวางอยู่ตอนไหนก็มิอาจทราบได้
เมื่อมันหยิบภาพวาดขึ้นมาถือ เนื้อหาของภาพค่อยๆ คมชัดขึ้นจนเผยให้เห็นชายชราเจ้าของดวงตาสีน้ำตาลเข้ม
ชายชรารายนี้มีผมสีขาวโพลน แต่ไม่บางจนเกินไปและหวีเรียบไปด้านหลัง ตามหน้าผาก มุมปาก และหางตาแทบไม่ปรากฏริ้วรอยให้เห็น ส่งผลให้ภาพรวมดูไม่แก่มากนัก
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ชายคนนี้หน้าตาหล่อเหล่ามากในสมัยหนุ่ม ดูคล้ายกับโมเบธแต่มีบรรยากาศเคร่งขรึมมากกว่า
ดูไม่ออกเลยว่านี่คือเทวทูตลำดับ 1… หรือเป็นเพราะว่าเขาไม่ได้เผยร่างสัตว์ในตำนานออกมา? ออเดรย์เขย่งมองภาพวาดสีน้ำมัน
หลังจากเลียวนาร์ดพยายามจดจำภาพวาดโดยละเอียด มันยิงคำถามอีกสองสามข้อเกี่ยวกับตระกูลโซโรอาสเตอร์และได้รับคำตอบที่น่าพึงพอใจ เรื่องที่น่าเสียดายคือโมเบธเองก็ไม่มั่นใจชื่อของโอสถตั้งแต่ลำดับ 3 ถึง 0 ยืนยันได้แค่ว่าลำดับ 1 ชื่อ ‘หนอนกาลเวลา’
เมื่อจบหัวข้อดังกล่าว เลียวนาร์ดเปลี่ยนไปถามเกี่ยวกับจักรวรรดิโซโลมอน
“ในยุคสมัยของคุณ จักรวรรดิโซโลมอนมีตระกูลใดบ้างที่มีชื่อเสียง?”
“ตระกูลดยุคมีไม่มากนัก” โมเบธวางแก้วลงพร้อมกับนับนิ้ว “ก็มีตระกูลโซโรอาสเตอร์ของข้า ตระกูลอับราฮัม และตระกูลซาราธ… นอกจากนั้นยังมีตระกูลเมดีซีและลอร์ดโอโรเลอุสที่ถึงแม้จะไม่ได้รับบรรดาศักดิ์ก็ยังเป็นตระกูลชนชั้นสูงที่โด่งดัง”
ทุกครั้งที่มันนับ นิ้วจะงอลงเสมอจนกระทั่งกลายเป็นกำปั้น
จากนั้นมันยิ้ม
“ในช่วงเวลาดังกล่าว แม้ทูดอร์กับทรันซอสต์จะมีเทวทูตมากที่สุดเป็นรองเพียงองค์ฝ่าบาท แต่ระดับของพวกเขาก็ยังด้อยกว่าเรา… แค่สูสีกับออกัสตัสและกาสตีญ่าเท่านั้น”
ประวัติศาสตร์ตระกูลออกัสตัสเก่าแก่ย้อนมาถึงจักรวรรดิโซโลมอนสินะ… ยิ่งออเดรย์ประหลาดใจเธอก็ยิ่งตั้งใจฟัง
เลียวนาร์ดไตร่ตรองสักพักก่อนจะถามต่อ
“ในยุคสมัยดังกล่าว สถานการณ์ของทวีปเหนือเป็นอย่างไร?”
“สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต่างยอมศิโรราบต่อองค์ฝ่าบาท แม้แต่ตระกูลเทวทูตก็มิอาจตอบโต้คู่อริได้ตามที่ต้องการ ต้องผ่านความเห็นชอบจากฝ่าบาทเสียก่อน” โมเบธหัวเราะแห้ง “เหล่าตระกูลเทวทูตล้วนมีอาณาจักรห่างไกลความเจริญคอยหนุนหลัง… สรุปโดยสั้นรัตติกาล เทพสงคราม และมรณานั้นไม่ลงรอยกัน ส่วนวายุสลาตัน สุริยันเจิดจรัส และปัญญานั้นขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ในทางกลับกันท่าทีของธรณีนั้นค่อนข้างคลุมเครือ แต่ท่านมีความเอนเอียงไปทางเทพสงคราม สภาพแวดล้อมเช่นนี้ทำให้ไม่มีฝ่ายใดสามารถผนึกกำลังกันอย่างมั่นคงเพื่อโค่นล้มองค์ฝ่าบาทและพระผู้สร้างแท้จริง”
กล่าวถึงตรงนี้ โมเบธถอนหายใจและเล่าต่อ
“และเพื่อเป็นการคงสมดุลเอาไว้ องค์ฝ่าบาทจึงไม่บุกโจมตีทวีปใต้ ปล่อยให้มรณารวมชาวที่ราบสูงกับผืนป่าโบราณให้เป็นหนึ่งและก่อตั้งจักรวรรดิไบลัม”
ผิดแล้ว เพราะในท้ายที่สุดเหล่าหกเทพต่างแอบจับมือกันเพื่อโค่นล้มจักรพรรดิมืดและก่อตั้งจักรวรรดิร่วมทรันซอสต์-ทูดอร์… เลียวนาร์ดนึกทบทวนข้อมูลที่พาลีส·โซโรอาสเตอร์เคยเล่าให้ฟังและตระหนักว่า ประวัติศาสตร์คือสิ่งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้
ขณะเดียวกันโมเบธหันหน้ามาจ้องเลียวนาร์ด
“มีบุหรี่ไหม? สิ่งชั่วร้ายเล็กๆ ของสาวกพระผู้สร้างแท้จริง… พวกมันให้ความรู้สึกที่ไม่เลวเลย”
เลียวนาร์ดทำการควบคุมความฝันและเสกบุหรี่ยื่นให้
“นี่คือรุ่นที่พัฒนาแล้ว?” เพียงโมเบธยื่นมือขวาออก ไฟก็ถูก ‘ขโมย’ มาจากครัวหลังเคาน์เตอร์เพื่อจุดบุหรี่
เมื่อเห็นควันบุหรี่ถูกพ่นออกจากปลายจมูก เลียวนาร์ดถามด้วยความสงสัย
“สาวกพระผู้สร้างแท้จริงชอบสูบบุหรี่?”
“ถูกต้อง แม้แต่ท่านลอร์ดเมดีซีก็ยังสูบเป็นครั้งคราว แต่ก็เป็นแค่รสนิยัมส่วนตัว” โมเบธตอบโดยไม่คิดอะไร
เลียวนาร์ดผงกศีรษะและถามต่อ
“คุณศรัทธาเทพองค์ใด?”
“แน่นอนว่าต้องเป็นองค์ฝ่าบาท… ขุนนางและชนชั้นสูงทุกคนในจักรวรรดิต้องนับถือองค์ฝ่าบาทอยู่แล้ว… ไม่สิ… ท่านลอร์ดเมดีซีกับโอโรเลอุสนับถือพระผู้สร้างแท้จริง นอกจากนั้นท่านดยุคเบเทล·อับราฮัมก็ดูเหมือนจะแสร้งนับถือองค์ฝ่าบาท เพราะมีข่าวลือว่าท่านนับถือแค่ตัวท่านเอง” โมเบธเล่าด้วยท่าทีสบายๆ
เบเทล·อับราฮัม… ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์เตรียมส่งสัญญาณให้เลียวนาร์ดถามต่อ แต่ทันใดนั้นก็ได้ยินคำถามจากปากอีกฝ่าย
“ดยุคเบเทล·อับราฮัมทรงพลังแค่ไหน?”
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ด้วยทัศนคติที่แตกต่างออกไปของผู้นำ ตระกูลอับราฮัมจึงดูโดดเด่นกว่าใครในขุนนางของจักรวรรดิโซโลมอน
“ทรงพลังอย่างมาก แม้แต่ท่านลอร์ดเมดีซีและโอโรเลอุสก็ยังยำเกรงท่าน” โมเบธเล่าพลางพ่นควันเป็นวงแหวน “ในยุคสมัยแห่งความขัดแย้ง ท่านถูกยกย่องให้เป็นเทวทูตที่ใกล้เคียงกับตำแหน่งเทพมากที่สุด”
“ยุคสมัยแห่งความขัดแย้ง?” เลียวนาร์ดถามด้วยความสงสัย
โมเบธจ้องบุหรี่ที่กำลังไหม้อย่างเชื่องช้าในมือและตอบ
“ชื่อของมันดูเบากว่าความเป็นจริงไปมาก… หึหึ… ยุคสมัยแห่งความขัดแย้งหมายถึงช่วงเวลานับตั้งแต่จบมหาภัยพิบัติไปจนถึงการก่อตั้งจักรวรรดิโซโลมอน กินเวลานานกว่าหนึ่งร้อยสิบสองปี… ณ ตอนนั้นบรรพบุรุษของโซโรอาสเตอร์เราร่วงหล่นในสงคราม แต่โชคดีที่ได้รับความช่วยเหลือจากองค์ฝ่าบาทซึ่งยังไม่ได้เป็นเทพในเวลาดังกล่าว ตะกอนพลังจึงมิได้สูญหายไปไหน”
“ร่วงหล่นด้วยฝีมือใคร?” เลียวนาร์ดถามทันที
โมเบธส่ายหน้า
“ข้ายังไม่ใช่ลำดับ 4 ยังมีอีกหลายเรื่องที่ไม่มีสิทธิ์รับรู้… มาถึงพูดเบเทล·อับราฮัมกันดีกว่า ที่จริงข้าไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับท่านมากนัก แต่สนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับเส้นทางที่ตระกูลของท่านครอบครอง กล่าวกันว่าเส้นทาง ‘ผู้ฝึกหัด’ นั้นสามารถท่องไปบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวเมื่อก้าวไปถึงลำดับ 2… ไม่สิ อาจจะได้ตั้งแต่ลำดับ 3 แล้ว”
ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว? รูม่านตาไคลน์พลันเบิกโพลง
ในเวลาเดียวกัน โมเบธเล่าต่อ
“พวกเขาเขียนบันทึกเกี่ยวกับมิติดวงดาวไว้มากมาย น่าเสียดายที่ผมไม่เคยยืมมาอ่านเลยสักครั้ง แต่ก็เคยได้ยินกฎเหล็กสามข้อที่ห้ามฝ่าฝืนในยามสำรวจมิติดวงดาว: ข้อแรก ห้ามตอบสนองต่อทุกเสียงเรียก ข้อที่สอง ห้ามเข้าใกล้สิ่งมีชีวิตหรือสิ่งก่อสร้างอย่างบุ่มบ่าม ข้อที่สาม ต้องอดทนต่อความอ้างว้างให้ได้”
ดูเหมือนว่าท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวจะทั้งกว้างใหญ่และอันตราย… ชักอยากรู้แล้วว่าตระกูลอับราฮัมในปัจจุบันจะยังเก็บบันทึกที่เกี่ยวกับอวกาศไว้บ้างไหม… คงต้องฝากมิสเมจิกเชี่ยนไปถามเพิ่มเติม… เมื่อไคลน์กวายสายตาไปชนมิสจัสติส พวกมันทางรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายก็กำลังคิดถึงมิสเมจิกเชี่ยนเหมือนกัน
เลียวนาร์ดเองก็ไม่ต่าง มันพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะถามในสิ่งอื่น
ระหว่างนั้นความฝันของโมเบธเริ่มเปลี่ยนผัน เป็นการเผยให้เห็นรูปลักษณ์ของเมดีซี โอโรเลอุสและบุคคลระดับสูงอื่นๆ
แต่แน่นอนว่าโมเบธนั้นไม่ค่อยได้มีปฏิสัมพันธ์กับเบเทล·อับราฮัมและจักรพรรดิมืดมากนัก แถมยังไม่กล้ามองหน้าตรงๆ รูปลักษณ์ภายในความฝันจึงเลือนราง
จนกระทั่งตรวจสอบเสร็จ ออเดรย์จับแขนไคลน์กับเลียวนาร์ดและพากระโดดเข้าไปในความฝันของเซียธาส
ผู้ขับขานแห่งเอลฟ์รายนี้กำลังยืนอยู่ในสวนพลางกุมท้องและจ้องขมวดคิ้วไปทางโมเบธ
“เจ้าขโมยทารกในครรภ์ข้าไปยัดในท้องตัวเองได้ไหม?”
“ทำได้… แต่ถึงข้าจะนำมายัดในท้องตัวเองได้ ก็คงทำให้เจริญเติบโตไม่ได้หรอกนะ” โมเบธตอบด้วยความกลัว
เซียธาสไตร่ตรองสักพักก่อนจะกล่าวต่อ
“ถ้าอย่างนั้นก็ขโมยอวัยวะที่จำเป็นไปด้วย”
“…แค่ขโมยอาจจะทำได้และมีโอกาสสำเร็จค่อนข้างมาก ต…แต่ขั้นตอนหลังจากนั้น… ข้าคงจนปัญญา เพราะนั่นอยู่นอกเหนือความสามารถ” โมเบธตอบด้วยท่าทางประหม่า
บทสนทนาระหว่างมนุษย์และเอลฟ์ทำให้ ‘สามสหาย’ ถึงกับอึ้ง
“…ให้ฉันจัดการไหม?” ออเดรย์เสนอแนะหลังจากปล่อยให้ความเงียบครอบงำสองสามวินาที
…………………….
พวกนอกรีตที่นับถือรัตติกาล… ทันทีที่ได้ยินคำพูดสโนวมัน บุคคลทั้งสามต่างพากันกระอักกระอ่วน
ทั้งไคลน์ ออเดรย์ และเลียวนาร์ดล้วนมีสายสัมพันธ์บางอย่างกับเทพธิดารัตติกาล คนหนึ่งอาจเป็นเพียงสาวกทั่วไป แต่อีกสองคนนั้นไม่ใช่พวกนอกรีตธรรมดา คนหนึ่งเป็นถึงสมาชิกระดับค่อนข้างสูงของลัทธิ ส่วนอีกคนยิ่งแล้วใหญ่ เพราะเป็นถึงข้ารับใช้ของ ‘เทพธิดามาร’ โดยตรง
“แฮ่ม… ดูเหมือนว่าโบสถ์รัตติกาลจะมีตัวตนก่อนที่ระบุไว้ในพระคัมภีร์ ร่องรอยของพวกเราเกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์มหาภัยพิบัติเสียอีก เพียงแต่เป็นในรูปแบบขององค์กรลับ” ไคลน์กระแอมในลำคอพลางวิเคราะห์เบื้องต้น เป็นการทำลายบรรยากาศที่กระอักกระอ่วน
ออเดรย์เม้มปากและพยักหน้า จากนั้นก็เริ่มชี้นำความฝันของสโนวมันต่อ พยายามทำให้อีกฝ่ายเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมของราชาเทวทูตจากจิตใต้สำนึก
แต่น่าเสียดายที่สโนวมันเป็นเพียงนักบวชลำดับ 5 ถ้าอยู่ในสมัยใหม่อาจได้เป็นสมาชิกในระดับค่อนข้างสูงซึ่งเข้าถึงข้อมูลสำคัญทางประวัติศาสตร์และมีโอกาสได้พบกับคนใหญ่คนโต ทว่าหากเป็นยุคสมัยก่อนมหาภัยพิบัติ ลำดับ 5 ไม่ได้รับสิทธิ์พิเศษมากมายขนาดนั้น แม้แต่กระทั่งจะได้เข้าสู่อาณาจักรแห่งเทพ จึงมีความรู้เกี่ยวกับเทพสุริยันบรรพกาลและราชาเทวทูตเพียงหางอึ่ง อย่างมากก็เป็นสิ่งที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ของศาสนา
อย่างไรก็ตาม ไคลน์พอจะจับประเด็นบางอย่างได้จากคำอธิบายยืดยาวของสโนวมัน:
มีร่องรอยของยักษ์ที่ยังเหลือรอดบนเทือกเขาทางทิศเหนือ
ปัจจุบันเทือกเขาดังกล่าวมีชื่อว่าอันทาร์เอส ตั้งอยู่ในจักรวรรดิฟุซัค และนั่นเชื่อมต่อกับเรื่องที่ชาวฟุซัคมักอ้างว่าพวกตนคือลูกหลานของคนยักษ์ รวมถึงเรื่องที่เทพสงครามเป็นคนยักษ์
เมื่อพบว่าไม่มีความเชื่อมโยงกับราชาเทวทูตอีกต่อไป ออเดรย์เปลี่ยนไปชักนำความฝันของสโนวมันให้แสดงในสิ่งที่มีอิทธิพลกับมันที่สุด
วิหารอันโอ่โถงที่พวกมันกำลังยืนพลันสั่นสะเทือนและค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นฉากอื่นอย่างเงียบงัน
เพียงสองสามวินาที ขนาดของวิหารหดเล็กลงและด้านนอกกลายเป็นจัตุรัสที่เพิ่งสร้างใหม่
สโนวมันคุกเข่าลงบนไม้กางเขนและเทวรูปโดยที่ร่างกายกำลังอาบแสงแดดบริสุทธิ์
ร่างอันพร่ามัวของนักบวชที่แต่งกายเรียบง่ายคนหนึ่งปรากฏขึ้นด้านข้าง อีกฝ่ายกล่าวเสียงดังแต่เคร่งขรึม
“เจ้าต้องการจะเดินบนเส้นทางของนักบวช ตัดขาดจากความรัก และห่างไกลจากความหลงระเริงจริงหรือ? หากเป็นเช่นนั้น เจ้าจะปราศจากอำนาจทั้งปวง ชั่วชีวิตจะเหลือเพียงการฝึกฝนและขัดเกลาจิตใจ นั่นคือวิธีเดียวที่จะทำให้เจ้าได้เข้าใกล้พระองค์และได้ก้าวเข้าไปยังสรวงสวรรค์เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม”
สโนวมันจูบพื้นอย่างเปี่ยมศรัทธาและกล่าว
“ข้าเลือกแล้วที่จะเดินไปบนเส้นทางของนักบวช ละทิ้งความรักและนำพาตัวเองออกจากความหลงระเริง ข้าจะไม่ปรารถนาในพลัง ทั้งชีวิตจะมีเพียงการฝึกฝนและขัดเกลาจิตใจเพื่อรับใช้พระองค์… เป็นเช่นนี้จนชั่วนิรันดร์!”
“เป็นเช่นนี้จนชั่วนิรันดร์!”
ยิ่งสโนวมันสาธยาย สีหน้าของมันก็ยิ่งเปี่ยมล้นความศรัทธา มีการทวนซ้ำคำสาบานอยู่หลายหน
“…นี่คือสิ่งที่เขาประทับใจมากที่สุดและมีอิทธิพลต่อเขามากที่สุด” ออเดรย์กล่าวพลางหันมาจ้องเดอะเวิร์ลและเดอะสตาร์
เมื่อนึกทบทวนถึงการแสดงออกและท่าทีของสโนวมัน รวมทั้งเรื่องที่ไม่เคยยอมปล่อยวางความศรัทธาแม้จะติดอยู่ในโลกความฝัน ไคลน์พยักหน้าอ่อนโยนพร้อมกับถอนหายใจ
“เขาเป็นนักบวชตัวจริง”
ออเดรย์ถอนสายตากลับและชี้นำให้สโนวมันเปิดเผยในสิ่งที่เป็นความลับและสำคัญกว่าเดิม ผ่านไปสักพักก็หันมาพูดกับเดอะเวิร์ลและเดอะสตาร์
“ไม่น่าจะเหลืออะไรแล้ว”
ไคลน์กล่าวโดยยังคงมองไปทางสโนวมัน
“ไปจุดต่อไปกันเถอะ”
…
ภายในบ้านหลังหนึ่งของเมืองเปโซต์
โมเบธเจ้าของผมสีป่านและดวงตาสีน้ำตาลเข้ม จมูกโด่งเป็นสันและริมฝีปากบางเฉียบ กำลังอยู่ในชุดนอนที่หรูหราฟูฟ่องและนอนแผ่ไปบนเตียงที่ฝั่งหนึ่งสูงฝั่งหนึ่งต่ำ สายตาแหงนมองเพดานพลางพึมพำกับตัวเอง:
“ฤดูหนาวรอบนี้อากาศเย็นกว่าครั้งไหนๆ เลวร้ายถึงขั้นหิมะตก… ถึงจะเกือบเที่ยงแล้ว แต่เราก็ยังไม่อยากจะตื่น… เซียธาส ผมไม่ถือสาที่เอลฟ์อย่างคุณจะชื่นชอบการนอนหลับ แต่ทำไมต้องเอามือเท้ามาพาดบนตัวผมด้วย… คิดถึงชีวิตวัยโสดชะมัด สามารถกลิ้งทุกมุมของเตียงนอนได้อย่างอิสระไม่เหมือนกับตอนนี้… เฮ้อ…”
บนเตียงดังกล่าว ‘ผู้ขับขานแห่งเอลฟ์’ เซียธาสกำลังนอนหลับตะแคงอย่างสบายกาย ไม่เพียงเธอจะนอนกินที่ไปกว่าครึ่งของเตียง แต่จุดที่นอนยังไม่ใช่ฝั่งของตัวเอง เหลือที่ว่างด้านหลังไว้อีกเพียบ แถมยังนำมือเท้าไปกอดก่ายบนตัวโมเบธที่อยู่อีกฝั่งจนเกือบตกเตียง
หลังจากดึงผ้าห่มขึ้นจากจุดที่โดนทับ โมเบธถอนหายใจพลางหลับตาและเตรียมนอนอีกครั้ง
เพียงไม่นานมันก็หลับไปจริงๆ
ภายในความฝัน มันนั่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์พลางจิบเหล้าสลับกับดื่มเบียร์ ตัดสินใจหนักแน่นว่าจะไม่กลับบ้านจนกว่าเซียธาสจะมาอ้อนวอน
“นี่คือขุนนางจากยุคสมัยที่สี่?” ณ ทางเข้าร้านเหล้า เลียวนาร์ดชำเลืองไคลน์และถาม
ไคลน์ตอบ
“ใช่”
หืม… สำเนียงการพูดของมิสเตอร์สตาร์ดูเกร็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด… ดูเหมือนว่าเขาจะให้ความสนใจกับขุนนางจากยุคสมัยที่สี่เป็นพิเศษ… จากคำบอกเล่าของมิสเตอร์เวิร์ล มิสเตอร์สตาร์รู้จักกับคนที่อาจเคยเห็นศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สอง… วัตถุชิ้นนั้นเป็นถึงสิ่งของสำคัญทางประวัติศาสตร์… แม้ว่าในยุคสมัยที่ห้าก็มีโอกาสเล็กน้อยที่จะได้เห็น แต่หากเป็นคนใหญ่คนโตจากยุคสมัยที่สี่ย่อมมีโอกาสเผชิญเหตุการณ์ดังกล่าวได้มากกว่า… แปลว่ามิสเตอร์สตาร์รู้จักกับชนชั้นสูงสักคนจากยุคสมัยที่สี่? ออเดรย์จับประเด็นจากทักษะด้านการเฝ้ามองและตีความ
ด้วยปัจจัยข้างต้น เธอสามารถสรุปออกมาเป็นผลลัพธ์
มิสเตอร์สตาร์จะอาสาเป็นคนชี้นำความฝันในคราวนี้
“อย่างที่คิด ชาวยุคสมัยที่สี่นิยมการแต่งตัวแบบไม่สมมาตร และนั่นทำให้ผมอึดอัดพอสมควร” เลียวนาร์ดล้อเลียนเล็กน้อยก่อนจะหันไปกล่าวกับเดอะเวิร์ลและจัสติส “คราวนี้ผมขอลงมือ”
“ตกลงค่ะ” ออเดรย์รีบขานตอบด้วยรอยยิ้ม
นี่คือสิ่งที่ไคลน์อยากเห็นอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องปฏิเสธ
“ไม่มีปัญหา”
เลียวนาร์ดจัดปกเสื้อเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไปทางเคาน์เตอร์ นั่งลงข้างโมเบธและสั่งเบียร์รากมัลเบอร์รีท้องถิ่น
หลังจากจิบสองสามอึก มันกล่าว
“คุณดูเหมือนกับคนของตระกูลโซโรอาสเตอร์”
“ทุกคนที่นี่รู้เรื่องนั้น… ไม่สิ ไม่ใช่ทุกคน ทุกสิ่งมีชีวิต” โมเบธจิบเบียร์และรอฟัง
เลียวนาร์ดยิ้มพลางส่ายหน้า
“ขอแนะนำตัวเองก่อน ผมคือลูกศิษย์ของพาลีส·โซโรอาสเตอร์”
มันต้องการจะใช้ตัวตนนี้เพื่อกระชับความสัมพันธ์และลดการต่อต้านจากโมเบธ ช่วยให้ชี้นำความฝันได้ง่ายขึ้น
อย่างที่คิดจริงๆ ด้วย มิสเตอร์สตาร์รู้จักกับขุนนางในยุคสมัยที่สี่ แถมยังเป็นตระกูลโซโรอาสเตอร์… ชักอยากรู้แล้วว่าคนผู้นั้นอยู่ในลำดับไหน… สรุปได้ว่าเขาเป็นศิษย์ของคนใหญ่คนโตสินะ… ไม่สิ เขาพูดโดยไม่ได้ใส่ความมั่นใจลงไปเต็มร้อย… แอบอ้างว่าเป็นศิษย์? ออเดรย์ที่มั่นใจในการคาดเดาเริ่มเผยรอยยิ้ม
หลังจากได้ยินเลียวนาร์ดแนะนำตัว โมเบธหันมาจ้องหัวจรดเท้าก่อนจะพ่นลมหายใจ
“ศิษย์? ดูเหมือนร่างโฮสต์มากกว่ากระมัง? ข้าพูดถูกไหม?”
สีหน้าเลียวนาร์ดพลันแข็งทื่อ
ร่างโฮสต์… อึก… แม้ออเดรย์จะเตรียมใจไว้บางส่วน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วชนกัน
สำหรับไคลน์ มันกำลังฝืนกลั้นขำอย่างอยากลำบาก
แน่นอนว่าไคลน์ไม่คิดว่าการแนะนำตัวในฐานะศิษย์ของเลียวนาร์ดนั้นมีปัญหา เพราะถ้าเป็นตนก็คงพูดในสิ่งเดียวกัน แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คืออีกฝ่ายสามารถระบุได้ในทันทีว่าเป็นร่างโฮสต์ของพาลีส·โซโรอาสเตอร์ นั่นยิ่งทำให้การ ‘กระชับความสัมพันธ์’ ห่างเหินออกไปไกลและตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในการสนทนา
ปัญหาเดียวในแผนนี้ก็คือ ไม่มีใครคิดว่าโมเบธจะเดาถูกได้ตั้งแต่แรก
หลังจากหัวเราะแห้งสองหน โมเบธจ้องเลียวนาร์ดที่ทำหน้าแข็งและกล่าว
“เจ้าไม่ใช่คนของตระกูลโซโรอาสเตอร์ จึงไม่มีทางเป็นศิษย์ของตาแก่ไปได้ คำตอบเดียวจึงเป็นร่างโฮสต์!”
กล่าวจบ มันลดความเร็วในการพูดลง
“แต่ไม่ต้องกังวลไป ตาแก่ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรนัก ท่านจะไม่ยึดครองร่างโดยสมบูรณ์ และหลังจากเสร็จสิ้นสถานะกาฝาก ท่านก็แค่ขโมยอายุขัยของคุณสักสองสามปีเป็นอย่างมาก ในเมื่อเจ้ายังหนุ่มยังแน่น การพัฒนาลำดับพลังจะช่วยชดเชยในเรื่องนั้น… หึหึ… และเหนือสิ่งใด ผู้วิเศษส่วนใหญ่มักไม่ได้มีชีวิตจนครบอายุขัยอยู่แล้ว”
“ทำไมต้องขโมยอายุขัยไปสองสามปี?” เลียวนาร์ดถามตามความเคยชิน
โมเบธยกแก้วและกระดกคำใหญ่ จากนั้นก็ตอบด้วยเสียงล่องลอย
“ในเมื่อเจ้ากลายเป็นเหยื่อของปรสิต ก็ต้องมีสักสิ่งสองสิ่งที่ถูกขโมยไปไม่ใช่หรือ”
“…” เลียวนาร์ดดึงสติออกจากภวังค์พร้อมกับถาม “คุณก็เรียกท่านว่าตาแก่เหมือนกัน?”
“แน่นอนอยู่แล้ว พวกเราทุกคนเรียกท่านว่าตาแก่ทั้งนั้น และดูเหมือนเจ้าตัวก็ไม่ได้คัดค้านอะไร” โมเบธถอนหายใจ “ท่านเป็นปู่ทวดของข้า ตอนนี้ก็ผ่านมากว่าพันปีแล้วที่ไม่ได้เจอหน้ากัน… ไม่สิ สักสองพันปีเห็นจะได้”
ตาแก่ยอมให้เราเรียกว่าตาแก่ก็เพราะนั่นทำให้เขานึกถึงความทรงจำอันงดงามในอดีต… ชักอยากรู้แล้วว่าปัจจุบันยังมีทายาทสายตรงของเขาหลงเหลืออยู่บ้างไหม… เลียวนาร์ดถอนหายใจด้วยอารมณ์เข้มข้น
สำหรับจัสติส เธอรู้สึกขบขันกับคำว่า ‘ต้องมีสักสิ่งสองสิ่งถูกขโมย’ และรู้สึกทึ่งกับคำว่า ‘ท่าน’
เพราะนั่นหมายความว่าตาแก่ที่ชื่อพาลีส·โซโรอาสเตอร์เป็นเทวทูต!
นึกแล้วเชียว… ออเดรย์อุทานหลังจากเป็นไปตามที่คาดหวัง
ทันใดนั้น โมเบธจับประเด็นได้อย่างชาญฉลาด
“เหมือนกัน? เจ้าเองก็เรียกท่านว่าตาแก่เหมือนกัน?”
เลียวนาร์ดพยักหน้าขรึม
โมเบธผงะเล็กน้อย ตามด้วยการมองหัวจรดเท้า
“อย่าบอกนะว่าเจ้าเองก็มีสายเลือดของตระกูลโซโรอาสเตอร์?”
“ผมไม่ทราบ…” เลียวนาร์ดตอบไปตามความจริง
โมเบธส่ายหน้า
“คงไม่กระมัง… อาจเป็นเพราะว่าตาแก่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนเกิดการเปลี่ยนแปลงตัวเอง”
ก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน… เลียวนาร์ดไตร่ตรองสักพักก่อนจะกล่าว
“ท่านเกือบถูกผู้เย้ยเทพอามุนด์ฆ่าตาย ปัจจุบันยังฟื้นฟูตัวไม่สมบูรณ์”
ปัจจุบัน ‘การเดินทางของกรอซาย’ ถูกวางอยู่บนมิติเหนือสายหมอก การเอ่ยชื่อของเทพตรงๆ จะไม่ทำให้ถูกตระหนักถึง ส่งผลให้ไคลน์ ออเดรย์ และเลียวนาร์ดกล้าที่จะเอ่ยชื่อของอาดัมและอามุนด์ตรงๆ
“บรรพบุรุษที่ทรงพลังและน่าขนลุกของตระกูลอามุนด์…” โมเบธลดเสียงลงโดยไม่รู้ตัว
ในที่สุดเลียวนาร์ดก็มีช่องให้ถาม
“ตามปรกติแล้วขุนนางจากจักรวรรดิโซโลมอนมักจะเย็นชาและชั่วร้ายไม่ใช่หรือ เหตุใดตระกูลโซโรอาสเตอร์ถึงต่างออกไป?”
…………………….
ณ จุดที่ห่างไกลภายในเมืองเปโซต์ อาคารหลังหนึ่งที่สร้างจากหินกำลังตั้งเด่นตระหง่าน เป็นวิหารที่มีลักษณะค่อนข้างหยาบและดูเหมือนจะยังสร้างไม่เสร็จ
จุดที่โดดเด่นและงดงามที่สุดคือแท่นบูชา กึ่งกลางมีไม้กางเขนที่ทำจากไม้และบุคคลตัวสูงที่ถูกแขวนไว้
นักบวชสโนวมันนั่งอยู่แถวหน้าสุดโดยหันหน้าเข้าหาเทวรูป ศีรษะก้มต่ำและดวงตาปิดสนิทพลางเพ่งสมาธิให้กับการสวด
ชายวัยกลางคนรายนี้ดูไม่แก่นัก แต่ใบหน้ามีริ้วรอยเล็กน้อย สวมชุดคลุมสีขาวที่ถูกซักล้างหนแล้วหนเล่า เป็นเจ้าของผมสีน้ำตาลสั้น และตามผิวหนังที่ถูกเผยให้เห็นไม่ว่าจะเป็นท่อนแขน น่อง และปลายเท้า ทุกจุดล้วนเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นเก่า
ทันใดนั้นเอง สองชายหนึ่งหญิงเดินเข้ามาจากด้านหน้าวิหาร ฝ่ายชายสวมเสื้อนอกและกางเกงขายาวสีดำในสไตล์ที่แตกต่างจากสภาพแวดล้อมโดยสิ้นเชิง คนหนึ่งสวมเสื้อกั๊กด้านใน สวมหมวกทรงกึ่งสูงและติดโบหูกระต่าย ส่วนอีกคนสวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบง่าย รายแรกมีใบหน้าผอมเพรียวชัดลึก บรรยากาศรอบตัวเย็นชา ส่วนรายหลังมีผมสีดำและดวงตาสีเขียว ใบหน้าค่อนข้างหล่อเหลาและมีบรรยากาศคล้ายนักกวีโรแมนติก
ฝ่ายสตรีสวมเดรสยาวสีขาวที่กระชับในช่วงสะโพก โดยบริเวณข้อมือทั้งสองฝั่งถูกออกแบบให้พองออกมา ช่วงใต้ลำคอมีลายลูกไม้ที่ถูกถักสานอย่างประณีต ใบหน้าสวมหน้ากากสีเงินที่วิจิตร เผยให้เห็นเพียงดวงตาสีเขียวมรกต ดั้งจมูกที่โด่งเป็นสัน และริมฝีปากที่ทาลิปกลอสบางๆ ส่งผลให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะจินตนาการว่าใบหน้าที่ซ่อนอยู่นั้นงดงามเพียงใด
คนกลุ่มนี้ล้วนมีเสน่ห์น่าหลงใหล ไม่น่าจะมองไปที่ใครหรือมองจากมุมใดเป็นพิเศษ ทว่า สาวกของวิหารจำนวนไม่มากที่เดินผ่านไปมากลับไม่มีใครแยแสหรือจ้องมองมา เป็นการเพิกเฉยโดยสมบูรณ์
นี่คือผลลัพธ์ที่ผสมผสานระหว่างพลัง ‘ภาพลวงตา’ และ ‘ล่องหนทางใจ’
ออเดรย์ที่อยู่ในโหมดปฏิบัติการไม่เผยให้เห็นความอยากรู้อยากเห็นบนใบหน้า เพียงกวาดตามองและกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน
“สิ่งนี้สำคัญตอนนี้คือการทำให้มิสเตอร์สโนวมันหลับ ไม่อย่างนั้นพวกเราก็ต้องรอจนกว่าเขาจะเข้านอน”
นั่นหมายความว่าทั้งสามต้องรอให้กลางคืนของโลกใบนี้ย่างกรายมาถึง
“ใจเย็น… ของง่ายๆ” เลียวนาร์ดยิ้มตอบ
เมื่อเทียบกับมิสจัสติสที่ยังมีประสบการณ์ในโลกเหนือธรรมชาติไม่มาก เลียวนาร์ดซึ่งเป็นถุงมือแดงเคยผ่านภารกิจนับไม่ถ้วน มันผ่อนคลายและเยือกเย็นชนิดที่สามารถเล่นมุกตลกกับไคลน์
แน่นอนว่ามันไม่ทราบเรื่องที่มิสจัสติสเพิ่งสะกดจิตครึ่งเทพมา
ไคลน์ชำเลืองอดีตเพื่อนร่วมงาน
“เริ่มเลย”
มันกำลัง ‘พกพา’ ไม้กางเขนเจิดจรัส และนั่นหมายความว่าภายในสามชั่วโมง ไคลน์จะกลับไปเป็นลำดับ 5 โดยมีตะกอนพลังจอมเวทพิสดารที่ถูกขับออกมาจากร่าง นั่นคือเหตุผลที่ชายหนุ่มไม่อยากปล่อยให้เวลาสูญเปล่า
หมอนี่กลับไปเป็นนักผจญภัยเสียสติเลือดเย็นอีกแล้ว… ชิ… เลียวนาร์ดไม่พูดพร่ำ รีบยกแขนขึ้นมาสางผมพร้อมกับการจางลงของประกายแสงในดวงตาสีเขียว
นักบวชสโนวมันที่กำลังสวดมนต์ผล็อยหลับไปอย่างเงียบงัน
นี่คือพลังของฝันร้าย… ออเดรย์พึมพำกับตัวเองพลางเฝ้ามองสถานการณ์ตรงหน้าด้วยดวงตาเปล่งปลั่ง
ที่จริงเธอเคยเห็นพลังของฝันร้ายมาแล้วในปฏิบัติการสั่งสอนไวเคาต์ผีดูดเลือด เออร์เนส·โบยาร์ แต่ตอนนั้นออเดรย์กำลังมีสมาธิกับภารกิจจนมองเห็นภาพรวมได้ไม่ชัดเจนนัก
ทันทีหลังจากนั้น หญิงสาวยกสองมือจับแขนเดอะเวิร์ลและเดอะสตาร์พร้อมกับใช้พลังนักท่องฝันเพื่อนำทั้งสองเข้าไปในโลกแห่งความฝันของสโนวมัน
“ฉันเข้ามาเองได้…” เลียวนาร์ดพึมพำขณะฉากรอบๆ ตัวเปลี่ยนเป็นโลกที่พร่ามัว
ไคลน์และออเดรย์เมินเลียวนาร์ดโดยสมบูรณ์ ต่างคนต่างรีบสำรวจบริเวณรอบๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมความฝันของสโนวมัน
ปัจจุบันพวกมันกำลังยืนอยู่ในวิหาร เป็นวิหารที่สง่างามและโอ่อ่าอย่างผิดธรรมชาติ
โดมที่สูงตระหง่านด้านบนถูกค้ำจุนโดยทิวแถวเสาหินขนาดมหึมา แต่นั่นก็มิได้ทำให้ห้องโถงถูกแบ่งออกเป็นส่วนย่อย ยังคงดูกว้างใหญ่ไพศาลอย่างน่าพิศวง
ประตูวิหารทั้งกว้างและสูง เป็นขนาดที่ใหญ่เกินไปแม้แต่กับคนยักษ์เอง สองฝั่งเต็มไปด้วยเทียนไขที่ส่องแสงนวลซึ่งล้วนถูกวางบนถ้วยเงิน
แท่นบูชาตรงหน้าทั้งยิ่งใหญ่และสง่างาม กึ่งกลางแท่นบูชามีไม้กางเขนยักษ์สีเทาอ่อนและเทวทูตของเทพกำลังแบกไม้กางเขน
ใบหน้าของเทวรูปไม่ชัดเจนนัก แต่คล้ายกับกำลังแสดงความสงสารต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก
สโนวมันยังคงทำตัวเหมือนเดิม นั่งอยู่ในแถวหน้าสุดโดยหันหน้าเข้าหาแท่นบูชา ศีรษะก้มต่ำด้วยดวงตาที่ปิดสนิทพลางขยับปากสวดมนต์
“ดูคล้ายกับวิหารร้างในหมู่บ้านยามบ่ายที่เดอะซันน้อยเคยแสดงให้พวกเราเห็น… มีความเป็นไปได้ว่าจะมาจากยุคสมัยเดียวกัน” ออเดรย์พึมพำพลางเลื่อนสายจากไม้กางเขนไปยังอิฐทรงโค้งด้านบน
ขณะเดียวกันหญิงสาวพยายามระงับความอยากรู้อยากเห็นและรักษามาดนิ่งให้มากที่สุด
เดอะซันน้อย? หมอนั่น ‘น้อย’ ตรงไหน? สูงใหญ่กว่าเราตั้งเยอะ… วิหารร้างภายในหมู่บ้านยามบ่าย… เลียวนาร์ดครุ่นคิดพลางรำพัน
ในตอนที่มันเข้าร่วมชุมนุมทาโรต์ ‘เดอะซัน’ เดอร์ริคได้เสร็จภารกิจสำรวจและกลับถึงเมืองเงินพิสุทธิ์นานแล้ว อาจมีการเอ่ยถึงภารกิจสำรวจวังราชาคนยักษ์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยแสดงภาพที่เกี่ยวข้องเลยสักครั้ง
“ใช่” ไคลน์ถอนสายตาพลางสนับสนุนคำพูดมิสจัสติส จากนั้นก็กล่าวกับเธอ “พยายามชี้นำความฝันเพื่อให้เขาเปิดเผยข้อมูลสำคัญภายในจิตใต้สำนึก ยิ่งเกี่ยวข้องกับราชาเทวทูตมากเท่าไรก็ยิ่งดี”
หน้าที่นี้สามารถทำได้ทั้งฝันร้ายและนักท่องฝัน แต่เหตุผลที่ไคลน์บอกให้มิสจัสติสทำก็เพราะต้องการให้เธอย่อยโอสถ ต้องไม่ลืมว่าเลียวนาร์ดผ่านจุดนั้นมานานแล้ว นอกจากนั้นหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจิตใต้สำนึก ผู้วิเศษเส้นทางผู้ชมจะมีความชำนาญมากกว่าและสามารถลงมือได้แม่นยำและมีประสิทธิภาพมากกว่า
ทันใดนั้นเลียวนาร์ดเริ่มตั้งข้อสงสัย
พลังของมิสจัสติสเกี่ยวข้องกับขอบเขตความฝัน…
หรือกล่าวได้ว่าเธอเลื่อนขั้นกลายเป็นลำดับ 5 นักท่องฝันเรียบร้อยแล้ว!
ไม่เร็วไปหน่อยหรือ? เลียวนาร์ดแอบตั้งคำถามอย่างคลางแคลง
ในวันแรกที่เข้าร่วมชุมนุมทาโรต์ มันยังจดจำคำพูดของมิสจัสติสได้แม่นยำ เธอเพิ่งจะเลื่อนลำดับเป็นนักสะกดจิตได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน และจากตอนนั้นถึงตอนนี้เพิ่งผ่านมาได้ไม่ถึงสามเดือน
แม้ว่าวัตถุดิบทั้งหมดจะหาได้จากชุมนุมทาโรต์ แต่ลำพังการย่อยโอสถให้เสร็จภายในสี่เดือนก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว… สมองเลียวนาร์ดกำลังประมวลผลอย่างหนัก ในฐานะผู้วิเศษลำดับ 5 และหัวหน้าหน่วยถุงมือแดงซึ่งเป็นอาวุโสระดับค่อนข้างสูงของโบสถ์ ศักดิ์ศรีและความโอหังของมันกำลังสั่นคลอนอย่างหนัก
ขณะความคิดเลียวนาร์ดกำลังพลุ่งพล่าน ออเดรย์พยักหน้าเล็กๆ และทำตามคำสั่งโดยการเดินไปยืนข้างสโนวมัน
คลื่นกระเพื่อมมายาเริ่มหมุนวนในดวงตาสีเขียวมรกต โดยคลื่นดังกล่าวจมลึกเข้าไปในดวงตาที่ดูราวกับไร้ก้นบึ้งคู่นั้น
ความผันผวนที่มองไม่เห็นพลันบังเกิด แท่นบูชาด้านหน้าวิหารเริ่มพร่ามัวกะทันหัน
แท่นบูชาอันงดงามรวมทั้งไม้กางเขนและเทวรูปเกิดการบิดเบี้ยวสักพักก่อนจะคลายตัวกลับคืนพร้อมกับส่องแสงและเงาที่ไม่เข้มข้นเกินไป
ฉากรอบตัวพลันแปรเปลี่ยน กลายเป็นยอดเขาที่มีไม้กางเขนขนาดยักษ์ตั้งสูงตระหง่าน ด้านหน้าไม้กางเขนมีตัวตนอันยิ่งใหญ่ซึ่งถูกรายล้อมด้วยแสงออร่าหลายชั้นกำลังยืนเด่นสง่า
เหล่าเทวทูตสองปีก สี่ปีก และหกปีกต่างบรรเลงแตร พิณ หรือไม่ก็ขลุ่ยพลางขับขานบทเพลงและบินวนเวียนรอบตัวตนอันยิ่งใหญ่ดังกล่าว
เหล่าเทวทูตเจ้าของปีกสิบสองคู่ซึ่งมีรูปลักษณ์พร่ามัวกำลังรวมตัวไม่ห่างจากบุคคลอันยิ่งใหญ่ บางส่วนอยู่บนพื้นด้านข้างบุคคลผู้นั้นและเอนกายพิงขา เผยให้เห็นเจตนาของการพึ่งพิงและยอมศิโรราบ บางส่วนลอยอยู่ทั้งสองฝั่งซ้ายขวาและรอรับคำสั่งจากพระองค์
ไคลน์เคยเห็นฉากเหล่านี้มาแล้วและทราบว่าบุคคลที่อยู่ใจกลางคือเทพสุริยันบรรพกาล ส่วนเหล่าเทวทูตเจ้าของปีกสิบสองคู่คือราชาเทวทูต
ทันใดนั้นสโนวมันลืมตาขึ้นและมองมาทาง ‘จัสติส’ ออเดรย์ ตามด้วยกล่าวเสียงเคร่งขรึมประหนึ่งกำลังสอน
“มีเพียงวิญญาณที่บริสุทธิ์โดยแท้จริงเท่านั้นจึงจะสามารถรับใช้พระองค์… นั่นคือเป้าหมายที่ข้าไล่ตามมาทั้งชีวิต… ข้าเห็นพระองค์กำลังยืนเด่นสง่าท่ามกลางออร่าแสงอันไร้สิ้นสุด ความเมตตาของพระองค์กำลังแผ่ขยายไปทั่วสวรรค์และโลกมนุษย์ รอบกายพระองค์มีเหล่าราชาทั้งแปดกำลังรายล้อม… เทวทูตมืดคือเทวทูตตนแรกที่พระองค์สร้างขึ้น เปรียบดั่งหัตถ์ซ้ายของพระองค์และมีอำนาจบนสวรรค์เป็นรองพระองค์เพียงผู้เดียว… เทวทูตจินตภาพคือบุตรชายคนโตของพระองค์ ท่านทรงตรัสว่า ‘ในอนาคตที่แสนห่างไกล เจ้าจะกลายเป็นผู้มาโปรดของทุกชีวิต’ … เทวทูตกาลเวลาคือบุตรชายคนที่สองของพระองค์ ท่านทรงตรัสว่า ‘เจ้าคือเทพแห่งความเจ้าเล่ห์ เทพแห่งการกลั่นแกล้ง และจะเป็นแสงสว่างในยามที่วันโลกาวินาศมาถึง’ … เทวทูตสีขาว เทวทูตวายุ และเทวทูตโชคชะตาคือเหล่าศิษย์ที่ซื่อสัตย์ของพระองค์ พวกท่านมีนิสัยหนักแน่น กล้าหาญ เคร่งครัดในกฎระเบียบนับตั้งแต่ตอนที่ยังอ่อนแอจนถึงแข็งแกร่ง… เทวทูตปัญหาได้รับการละเว้นบาปเนื่องจากท่านกลับใจและผ่านขั้นตอนการชำระล้าง ตรงข้ามโดยสิ้นเชิงกับผู้ที่มีอันต้องร่วงหล่นหลังจากกินผลแห่งบาปเข้าไป… เทวทูตสงครามคือตัวแทนความพิโรธและการลงทัณฑ์ของพระองค์ การปรากฏกายบนพื้นดินของท่านหมายถึงสงครามกำลังจะเริ่มขึ้น…”
ดูเหมือนว่านักบวชคนนี้จะไม่เคยไปเยือนอาณาจักรของเทพสุริยันบรรพกาลเลยสักครั้ง รวมถึงไม่เคยเห็นราชาเทวทูตกับตาตัวเองมาก่อน สิ่งที่เพิ่งเล่ามาล้วนเป็นเนื้อหาจากพระคัมภีร์ของศาสนา… กล่าวอีกนัยหนึ่งเรื่องที่มันเล่าคือสิ่งที่คนทั่วไปในยุคนั้นรับรู้… พิจารณาจากเนื้อหา เทวทูตมืดซาสเรียคือหัวหน้าราชาเทวทูตอย่างที่คิด แถมยังได้รับความไว้วางใจจากเทพสุริยันบรรพกาลอย่างมากจนมีอำนาจลำดับสองของสวรรค์… แต่ในท้ายที่สุดตัวตนระดับนี้กลับถูก… อา… ล่อลวง… ชักอยากรู้แล้วว่าท่านลงเอยเช่นไร และทำไมถึงไม่มีร่องรอยใดๆ เลยจวบจนปัจจุบัน… ไคลน์ที่ได้ฟังคำอธิบายจากสโนวมันเริ่มมองเห็นภาพรวมของเหล่าราชาเทวทูต
แต่ไคลน์เองก็คาดไม่ถึงในเรื่องนี้เทพสุริยันบรรพกาลจะทำนายไว้ว่า อาดัมคือผู้มาโปรดของทุกชีวิต สิ่งนี้ทำให้มันรู้สึกฉงนพอสมควร
นี่คือเรื่องราวของราชาเทวทูตทั้งแปด… เลียวนาร์ดเองก็ตั้งใจฟังอย่างมาก เพราะพาลีส·โซโรอาสเตอร์ไม่เคยเล่าลงลึกรายละเอียดมาก่อน ข้อมูลทั้งหมดเป็นความลับจากสมัยโบราณโดยแท้จริง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนมหาภัยพิบัติ
ออเดรย์นั้นเคยเห็น ‘จิตรกรรมฝาผนัง’ ที่สามราชาเทวทูตกัดกินพระผู้สร้างของเมืองเงินพิสุทธิ์มาแล้ว เมื่อมีภาพที่สอดคล้องกัน เธอสามารถนำไปเชื่อมโยงกับสุริยันเจิดจรัส วายุสลาตัน และเทพปัญญาความรู้ได้ทันที จึงมิได้แตกตื่นมากนักกับสิ่งที่เพิ่งได้ยิน เพียงหันไปมองเดอะเวิร์ลและเดอะสตาร์พลางตีความอย่างใจเย็น:
“จากสิ่งที่มิสเตอร์สโนวมันเล่าให้ฟัง มีเพียงเทวทูตมืดเท่านั้นที่ถูกสร้างขึ้น ส่วนสามราชาเทวทูตอย่างสีขาว วายุ และโชคชะตาคือศิษย์ที่คอยติดตามรับใช้เทพสุริยันบรรพกาลตั้งแต่สมัยที่ยังอ่อนแอ… อา… อ่อนแอในที่นี้คงเป็นลำดับ 4… ส่วนเทวทูตปัญญานั้นน่าจะเป็นคนนอกที่เพิ่งเข้าร่วมในภายหลัง… บางทีอาจย้ายมาจากฝั่งตรงข้าม”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของมิสจัสติส ไคลน์ฉุกคิดถึงชื่อหนึ่งทันที นั่นคือมังกรแห่งปัญญาที่เมืองเงินพิสุทธิ์เคยเอ่ยถึง เฮราเบอร์เก้น
จากนั้นมันพยักหน้าเป็นนัยให้มิสจัสติสดำเนินการต่อ
หลังจากสโนวมันท่องพระคัมภีร์อีกสองสามข้อ มันเปลี่ยนสีหน้าและกล่าวอย่างเคร่งขรึม
“ในมุขมณฑลของเรามีพวกนอกรีตที่นับถือรัตติกาลแฝงตัวเข้ามา! เหล่าราชามีคำสั่งให้กำจัดทิ้ง”
…………………..
ไคลน์ชำเลืองเลียวนาร์ดพลางยิ้ม
“เป้าหมายไม่ใช่ครึ่งเทพ แต่พวกเขาสามารถ ‘อาศัยอยู่’ มาจนถึงปัจจุบันได้ด้วยอิทธิพลบางอย่าง และนั่นยังเป็นความลับที่ผมเองก็อยากไขให้กระจ่างผ่านความฝัน”
มันจงใจเน้นคำว่า ‘อาศัยอยู่’
โดยไม่รอคำตอบจากเลียวนาร์ด ไคลน์เสริม
“ขุนนางจากยุคสมัยที่สี่รายนี้ก็เป็นสมาชิกของตระกูลโซโรอาสเตอร์ คุณสามารถใช้ความฝันของเขาเพื่อศึกษาเกี่ยวกับพาลีส”
ทายาทของตาแก่… เลียวนาร์ดเริ่มใจเต้นและตั้งตารอสิ่งที่ไคลน์จะเล่าถัดไป
แม้ว่ามันจะเข้ากันได้ดีมากกับพาลีส·โซโรอาสเตอร์และไว้วางใจเทวทูตรายนี้ในระดับหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีความระแวงเล็กๆ เนื่องจากอีกฝ่ายเป็นเพียงคนนอกที่เข้ามาอาศัยอยู่ในร่างกาย
“อย่าเพิ่งเล่าเรื่องนี้ให้พาลีส·โซโรอาสเตอร์ฟัง” ไคลน์เสริมทันที
ในสายตานายฉันเป็นคนไม่น่าเชื่อถือขนาดนั้นเชียว? เลียวนาร์ดพึมพำในใจพลางตอบ
“ไม่ต้องบอกก็รู้”
เมื่อเห็นว่าเลียวนาร์ดให้ความร่วมมือ ไคลน์ยิ้ม
“อย่าลืมส่งเลือดของคุณมาให้ผมสักสองสามหยด สิ่งนี้จำเป็นต่อภารกิจสำรวจความฝัน”
ชายหนุ่มมิได้แจ้งว่าต้องส่งเลือดมาทางไหน เพราะเลียวนาร์ดมีมากถึงสองวิธีในใจ หนึ่งคือการสังเวยไปให้มิสเตอร์ฟูลและส่งผ่านมาถึงมือเดอะเวิร์ล ส่วนอีกหนึ่งคือการบรรจุใส่ขวดและวานให้ผู้ส่งสารที่ยังไม่ทราบต้นกำเนิดส่งมาพร้อมกับจดหมาย
“เลือด…” เลียวนาร์ดทวนคำโดยไม่รู้ตัว
ในโลกของศาสตร์เร้นลับ เลือดของคนคนหนึ่งคือสิ่งที่สำคัญอย่างมาก เป็นการดีที่สุดที่จะไม่ส่งเลือดของตัวเองให้ใคร ไม่อย่างนั้นอาจเผชิญความตายโดยไม่รู้ตัว และในบางกรณีความตายก็ไม่ใช่จุดจบที่เลวร้ายที่สุด
หลังจากลังเลสักพัก เลียวนาร์ดพยักหน้า
“จะเริ่มสำรวจเมื่อไร?”
ไคลน์ตอบทันทีประหนึ่งคาดเดาไว้แล้ว
“คืนวันอาทิตย์… ใกล้เที่ยงคืน”
มันต้องการให้มิสจัสติสทำความคุ้นเคยกับพลังวิญญาณและเรียนรู้วิธีการใช้พลังใหม่ให้คล่อง
“ตกลง” เลียวนาร์ดไม่กล่าวสิ่งใดต่อ
ถัดมาไคลน์อธิบายศาสตร์แห่งวาทศิลป์อย่างชำนาญเพื่อช่วยให้นักกวีเพื่อนรักมีข้ออ้างกลบเกลื่อนคุณปู่ปรสิตหลังจากกลับไป
เมื่อกลับมายังโลกแห่งความจริง ขณะเลียวนาร์ดเรียบเรียงคำพูดในหัว เสียงค่อนข้างชราของพาลีส·โซโรอาสเตอร์ดังขึ้น
“ทำไมอดีตเพื่อนร่วมงานของเจ้าต้องนัดพบกะทันหัน? หรือว่ามีสิ่งที่อธิบายในจดหมายไม่ได้?”
เลียวนาร์ดเปลี่ยนท่านั่งพลางหัวเราะในลำคอ
“เขากังวลว่าเนื้อความในจดหมายอาจรั่วไหล เพราะอาจมีบางสิ่งที่เกี่ยวพันกับท่านผู้นั้น”
แน่นอนว่าคนที่ไคลน์ระแวงคือคุณ… สิ่งที่ผมเห็นก็เท่ากับสิ่งที่คุณเห็น… ยังไม่ทันสิ้นเสียง เลียวนาร์ดรำพันในใจทันที
“ท่านผู้นั้น…” คล้ายกับพาลีส·โซโรอาสเตอร์เข้าใจว่าหมายถึงใคร
“ใช่” เลียวนาร์ดหยิบแก้วบนโต๊ะขึ้นมากระดกดื่มเบียร์คำใหญ่ “เขาบังเอิญได้พบกับนักบวชคนหนึ่งที่มาจากยุคสมัยที่สาม จึงหวังว่าจะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านความฝัน”
สิ่งที่เลียวนาร์ดกล่าวคือความจริง แต่เป็นความจริงเพียงส่วนเดียว นี่คือศาสตร์แห่งวาทศิลป์ที่ไคลน์พยายามสอน
“นักบวชจากยุคสมัยที่สาม? เขายังมีชีวิตอยู่หรือ?” พาลีส·โซโรอาสเตอร์ซักถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
แน่นอนว่าพาลีสมิได้ตื่นตระหนักมากนัก เพราะสำหรับวิธีการเอาตัวรอดจากยุคสมัยที่สามมาจนถึงปัจจุบัน แม้ตัวมันจะนึกได้ไม่ถึงร้อยวิธี แต่ก็ไม่ต่ำกว่าห้าหกแน่นอน วิธีที่ง่ายที่สุดคือการขโมยอายุขัยหรือชีวิตของผู้อื่นมาเรื่อยๆ
“ดูเหมือนว่าจะยังมีชีวิตอยู่… แต่ในสถานะพิเศษ” เลียวนาร์ดอธิบายเท่าที่มันรู้
พาลีส·โซโรอาสเตอร์เงียบไปสองวินาทีก่อนจะหัวเราะแห้ง
“แบบนี้นี่เอง… ถ้าอย่างนั้นข้าคงทำได้เพียงอวยพรให้เจ้าไม่เห็นในสิ่งที่ไม่ควรในความฝัน แน่นอนว่าอดีตเพื่อนร่วมงานของเจ้าต้องถูกคุ้มครองโดยพรแห่งการปกปิด คนที่ต้องระวังจึงมีเพียงตัวเจ้า”
เลียวนาร์ดไม่ตอบสนองในหัวข้อดังกล่าว รีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันที
“ตาแก่ มีคำถามที่อยากรู้บ้างไหม? เช่นเทพแท้จริงในยุคสมัยที่สามเป็นอย่างไร หรือสาเหตุของมหาภัยพิบัติ?”
นี่คืออีกหนึ่งศาสตร์แห่งวาทศิลป์ที่ไคลน์สอน เมื่อเป็นฝ่ายถูกถามในเรื่องที่เสียเปรียบ จงชิงถามแทนในเรื่องที่ได้เปรียบ
“ข้าพอจะเดาเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้คร่าวๆ” พาลีส·โซโรอาสเตอร์ตอบพลางถอนหายใจและพ่นลม “วันนี้เจ้าพยายามทำตัวเป็นคนชักนำบทสนทนามากเป็นพิเศษ แตกต่างจากนิสัยเก่าๆ โดยสิ้นเชิง แปลว่าเจ้าคงมีความลับสักหนึ่งถึงสองเรื่องที่ปิดบังข้าไว้… ไม่เลวทีเดียว เป็นพัฒนาการที่น่าสนใจ เพราะอย่างน้อยข้าก็ไม่ทันสังเกตเห็นในตอนแรก”
สีหน้าเลียวนาร์ดพลันแข็งทื่อ
พาลีสหัวเราะแห้งทันที
“เห็นไหม… แค่ข้าแหย่นิดเดียวเข้าก็เผยไต๋ทันที… ยังขาดประสบการณ์อีกมาก… อดีตเพื่อนร่วมงานของเจ้านี่ช่าง… หึ”
เลียวนาร์ดทำได้เพียงหัวเราะแห้งกลับไป จากนั้นก็วางแก้วลงและโน้มตัวไปด้านหน้า หยิบมีดเงินสำหรับประกอบพิธีกรรมขึ้นมาเฉือนให้เกิดบาดแผลและปล่อยให้เลือดไหลสองสามหยด
ในเวลาเดียวกัน ณ คฤหาสน์ของเอิร์ลฮอลล์ ออเดรย์ซึ่งกำลังถือมีดเลี่ยมอัญมณีและเตรียมรักษาสัญญากับเดอะเวิร์ลที่ระบุจะช่วยเหลือหนึ่งครั้ง ทำการกดคมมีดลงไปบนหลังมือ
“ไม่เจ็บเลยสักนิด… ไม่เจ็บเลยสักนิด…” ขณะออกแรงเปิดแผล ออเดรย์สะกดจิตตัวเองให้ไม่เจ็บ
ในสภาพปัจจุบัน หากออเดรย์ต้องการสร้างแผลให้ตัวเอง เธอต้องออกแรงมากถึงระดับหนึ่ง ต่อให้ไม่สร้างเกล็ดมังกรขึ้นมาปกป้องก็ตาม
…
คืนวันอาทิตย์ หลังจากเข้าร่วมงานเลี้ยงเต้นรำ ไคลน์เดินทางกลับมายังบ้านเลขที่ 160 ถนนเบิร์คลุน เตรียมนอนเร็วกว่ากำหนดโดยอ้างว่าเพลีย
หลังเที่ยงคืน ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเตียงและประกอบพิธีกรรมอัญเชิญตัวเอง
หลังจากจัดการหลายๆ สิ่งเสร็จ ไคลน์นั่งลงบนเก้าอี้ของ ‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์ ปัจจุบันยืนยันได้ว่าหากตนยกเลิกการอัญเชิญ ระดับพลังอำนาจของมิติหมอกจะช่วยดึงร่างวิญญาณของมันออกจาก ‘การเดินทางของกรอซาย’ ได้ทันที
ด้านหน้ามันมีขวดเลือดสามขวดและหน้ากากสีเงินวางอยู่
สามขวดดังกล่าวบรรจุเลือดของไคลน์ ออเดรย์ และเลียวนาร์ด ส่วนหน้ากากเงินคือสิ่งที่มิสจัสติสสังเวยขึ้นมาล่วงหน้าเนื่องจากทราบว่ามิสเตอร์สตาร์จะเข้าร่วมการสำรวจด้วย จึงต้องการสวม ‘คำลวง’ เพื่อปกปิดตัวตนที่แท้จริง
หลังจากตรวจสอบสักพักจนมั่นใจ ไคลน์เสกสมุดปกแข็งสีน้ำตาลเข้ม ‘การเดินทางของกรอซาย’ ออกจากกองขยะและลอยมาวางแน่นิ่งบนโต๊ะทองแดงยาว ขณะเดียวกันก็สอดไม้กางเขนเจิดจรัสเข้าไปในร่างกาย
ถัดมามันถึง ‘จัสติส’ ออเดรย์และ ‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ดขึ้นมายังมิติเหนือสายหมอก
เสาลำแสงสีแดงสองต้นปรากฏขึ้นพร้อมกับร่างที่พร่ามัว
ออเดรย์และเลียวนาร์ดต่างจ้องไปยังสุดขอบโต๊ะทองแดงยาวฝั่งตรงข้ามประธานและตรวจสอบวัตถุตรงหน้าเดอะเวิร์ล
จากนั้นความสนใจก็มุ่งมายังหนังสือเล่มเก่าแก่
ออเดรย์กลอกตาเล็กน้อยก่อนจะถาม
“การสำรวจของพวกเรามีความเกี่ยวข้องกับหนังสือเล่มนี้?”
“ถูกต้อง เป้าหมายของเราอยู่ภายในหนังสือ” ไคลน์ตอบด้วยรอยยิ้ม
“ภายในหนังสือ?” เลียวนาร์ดถามด้วยความประหลาดใจ
แม้มันจะเป็นถุงมือแดงที่มีโอกาสได้อ่านแฟ้มคดีพิสดารมากมาย แต่ก็ไม่เคยได้ยินว่ามีวิธีสื่อสารกับตัวละครในหนังสือ
ไคลน์พยักหน้า
“ถูกต้อง เจ้านี่คือหนังสือเวทมนตร์ที่ด้านในเป็นโลกซึ่งถูกจินตนาการขึ้น… สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกดังกล่าวได้กลายมาเป็นเนื้อหาของหนังสือ”
“ถูกจินตนาการขึ้น?” ออเดรย์จับคำสำคัญได้ทันที
เธอเพิ่งได้ทราบจากเดอะเวิร์ลเมื่อสองสามวันก่อนว่า ลำดับ 0 ของเส้นทางผู้ชมคือ ‘นักสร้างฝัน’ และยังไม่ลืมว่าราชาแห่งมหามังกร หนึ่งในเทพบรรพกาล แอนเคอร์เวลมีสมญานามว่ามังกรจินตภาพ
หลังจากเรียบเรียงคำพูดสักพัก ไคลน์กล่าว
“คำอธิบายของผมอาจไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะมันเป็นได้ทั้งโลกที่ถูกจินตนาการขึ้นและโลกความฝันแท้จริง… สิ่งเดียวที่รับประกันได้ก็คือมันถูกสร้างโดยเทพบรรพกาลจากยุคสมัยที่สองนามว่า ‘มังกรจินตภาพ’ แอนเคอร์เวล… ผมได้รับสิ่งนี้มาจากพลเรือโทธารน้ำแข็ง”
มรดกจากเทพบรรพกาล… เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงทำให้ยักษ์และเอลฟ์จากยุคสมัยที่สอง นักบวชจากยุคสมัยที่สาม ขุนนางจากยุคสมัยที่สี่ และทหารโลเอ็นจากยุคสมัยที่ห้าดำรงชีวิตอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน… เลียวนาร์ดพลันกระจ่างและอดไม่ได้ที่จะจินตนาการว่า หลังออกจากเมืองทิงเก็น ไคลน์ต้องเผชิญประสบการณ์แบบใดมาบ้าง
ในเวลาเดียวกันไคลน์มองไปรอบๆ พร้อมกับผลักหน้ากากคำลวงไปหามิสจัสติส
“เข้าไปกันเถอะ”
“ตกลง” ออเดรย์สวมหน้ากาก
เลียวนาร์ดมองซ้ายมองขวาและพยักหน้า
“ตกลง”
ไคลน์นำขวดโลหะบรรจุเลือดออกมาเทและป้ายลงบนปก ‘การเดินทางของกรอซาย’
เลือดมีไว้เพื่อสิ่งนี้… ขณะเกิดความคิดดังกล่าว ทัศนวิสัยของออเดรย์พลันแปรเปลี่ยนเป็นพายุหิมะสีขาวโพลน
ท่ามกลางเกล็ดหิมะเม็ดใหญ่และลมหนาวที่กัดเซาะ ใกล้ๆ กันมีเมืองซึ่งกำแพงชั้นนอกสูงกว่าสิบห้าเมตรอยู่ห่างออกไปไม่ไกล แม้แต่องครักษ์ในชุดเกราะหนังที่เข้าเวรเฝ้ายามก็ยังต้องเข้าไปหลบในจุดอับลม ตราบใดที่ไม่มีคาราวานพ่อค้าแวะผ่านมา มันก็จะไม่เข้าไปกีดขวางการเข้าออกของคนธรรมดา
“ที่นี่คือ… โลกที่ถูกจินตนาการขึ้นโดยสมบูรณ์… สมจริงมาก” เลียวนาร์ดมองไปรอบๆ ก่อนจะเหยียดแขนออกไปคว้าเกล็ดหิมะขนาดใหญ่ มันสัมผัสถึงความเย็นสักพักจนกระทั่งเกล็ดหิมะละลายกลายเป็นน้ำ
หลังจากตรวจสอบสภาพแวดล้อมเสร็จ เลียวนาร์ดเพิ่งตระหนักถึงบางสิ่ง ไคลน์ยังคงรักษาภาพพจน์เย็นชาด้วยตัวตนเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ส่วนมิสจัสติสก็สวมหน้ากากเงินปกปิดครึ่งบนของใบหน้า เผยให้เห็นเพียงปาก เส้นผมสีทอง และดวงตาสีเขียวมรกตจนยากจะทราบตัวตนที่แท้จริง
มีเพียงมันที่ไม่ได้ปลอมตัว
นี่คือนิสัยของผู้วิเศษทางการ พวกมันล้วนออกปฏิบัติการอย่างสง่าผ่าเผยและไม่จำเป็นต้องหลบซ่อน
มิสเตอร์สตาร์เป็นคนง่ายๆ อย่างที่คิด เขาจัดแต่งทรงผมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น… ช่างน่าเสียดาย ไม่อย่างนั้นด้วยรูปลักษณ์เช่นนี้ การเป็นนายแบบบนนิตยสารคงไม่ใช่เรื่องยากเย็น… ในฐานะสตรีสูงศักดิ์ที่เคยพบเจอบุรุษรูปงามมานับไม่ถ้วน ออเดรย์จ้องหน้าพอเป็นพิธีและถอนสายตากลับโดยไม่เสียมารยาท
ไคลน์หัวเราะในใจก่อนจะชี้ไปทางเมืองท่ามกลางพายุหิมะ
“เป้าหมายแรกของเราคือนักบวชจากยุคสมัยที่สาม… มิสเตอร์สโนวมัน”
ชายคนนี้มีแนวโน้มสูงที่จะเชื่อมต่อกับอามุนด์และพี่ชาย!
ตามแผนของไคลน์ หลังจากสโนวมันจะเป็นคิวของขุนนางจากยุคสมัยที่สี่ โมเบธ นั่นเพราะคนยักษ์กรอซายและเอลฟ์เซียธาสมีแนวโน้มสูงที่จะข้องเกี่ยวกับเหตุไม่คาดฝัน ดังนั้นจึงต้องเก็บไว้ท้ายสุด
และหลังจากสำรวจจิตใต้สำนึกของทุกคนผ่านความฝันเสร็จ พวกมันจะเข้าไปในทะเลจิตใต้สำนึกรวมของที่นี่เพื่อค้นหาความลับที่ลึกกว่าเดิม
………………………..
วันศุกร์ยามเย็น ภายในห้องนอนของออเดรย์
หลังจากได้รับสัญญาณ โกลเดนรีทรีเวอร์ตัวใหญ่เปิดประตูออกไปนอกห้องด้วยตัวเองและนั่งเฝ้า ป้องกันมิให้ใครมารบกวน
ออเดรย์นำตะกอนพลังนักท่องฝัน วัตถุดิบเสริม และอุปกรณ์เสริมออกมาจากจุดที่ซ่อนไว้ วัตถุดิบเสริมและอุปกรณ์ในการผสมถูกส่งมาจากเมืองเงินพิสุทธิ์โดยแลกกับคะแนนผลงานไม่มากนัก สำหรับค่าตอบแทนของเดอะซัน ออเดรย์ยังไม่ได้จ่ายเพราะเดอะซันน้อยยังไม่มีสิ่งที่ต้องการ
หลังจากโอสถถูกปรุงขึ้นอย่างชำนาญ ออเดรย์มองไปยังของเหลวสีหม่นที่มีจุดแสงสีเทาอ่อนพร้อมกับก้าวถอยหลังและประสานมือใต้ปาก พึมพำเป็นภาษาเฮอร์มิสโบราณเสียงต่ำ
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย…”
ทันทีที่คำสวดจบลง เงาดำจำนวนมากที่ยากจะอธิบายรูปลักษณ์ปรากฏขึ้น
พวกมันล่องลอยและถักทอตัวเองราวกับกำลังแหวกว่ายในทะเล และที่ด้านบนของท้องทะเลมีแสงเจ็ดสีที่แตกต่างซึ่งคล้ายกับอัดแน่นไปด้วยความรู้อันไร้จุดสิ้นสุด
เหนือแสงบริสุทธิ์ทั้งเจ็ดเป็นสายหมอกสีเทาไร้ขอบเขต เหนือสายหมอกมีพระราชวังตั้งเด่นตระหง่านอย่างสง่างาม
ทันใดนั้นประตูของวังถูกเปิดออก ร่างสีทองปรากฏกายพร้อมกับสยายปีกเปลวเพลิงสิบสองคู่ จากนั้นก็ค่อยๆ ร่อนลงมายังด้านหน้าออเดรย์
ปีกเพลิงทั้งสองสิบคู่ค่อยๆ โอบกอดหญิงสาวผมทองไว้ด้านในทีละชั้น
ฉากดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงหนึ่งถึงสองวินาทีก่อนจะหายไป ทุกสิ่งดูคล้ายกับเป็นเพียงภาพมายา แต่ออเดรย์ก็ยังคงดื่มด่ำความซาบซ่านที่เกิดขึ้นแม้จะเคยสัมผัสมาแล้วหลายหน
ผ่านไปสักพัก หญิงสาวสงบสติอารมณ์พร้อมกับกล่าวขอบคุณมิสเตอร์ฟูล
ด้วยอ้อมกอดเทวทูตเมื่อครู่ เธอสามารถคงสติในความฝันได้ตลอดเวลา ไม่ต้องกังวลว่าจะติดอยู่ด้านในและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
และนั่นเทียบเท่ากับการประกอบพิธีกรรมเลื่อนลำดับเป็นนักท่องฝัน แถมประสิทธิภาพก็ยังยอดเยี่ยมกว่าต้นฉบับ
ไม่ใช่นักสะกดจิตทุกคนที่จะได้รับอ้อมกอดเทวทูตจากตัวตนลึกลับแบบเรา… ออเดรย์เธอทำได้แน่! หญิงสาวพึมพำสองสามคำพร้อมกับสลัดความลังเล หยิบขวดแก้วขึ้นมาและกรอกโอสถเข้าปากอึกอึก
รสชาติของโอสถมิได้เลวร้ายอย่างที่คิด เปรี้ยวนิดๆ หวานหน่อยๆ และขมติดปลายลิ้น ผลของมันทำให้ผู้ดื่มเกิดอาการตื่นเต้นและประสาทหลอน ราวกับเป็นความฝันที่สมจริงซึ่งชวนให้ไหลไปตามอารมณ์
ยังไม่ทันที่ออเดรย์จะได้สัมผัสถึงอิทธิพลจากโอสถ จิตของเธอตื่นขึ้นท่ามกลางภวังค์ล่องลอย
มองออกไปนอกหน้ากริด เธอเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าและแปรเปลี่ยนกลางคืนให้เป็นยามเช้า
ภายในสวน ดอกไม้กำลังผลิบานและมีหยดน้ำค้างไหลรินออกจากยอดหญ้าสีเขียว
คล้ายกับออเดรย์เป็นเจ้าของโลกใบนี้ ท่ามกลางสติที่ล่องลอย เธอมองเห็นฉากหนึ่งจากมุมสูง
พ่อและแม่ของเธอกำลังเดินจับมือกันเดินไปในทางเดินสวน อาบแดดยามเช้าพลางสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้
ฉากเปลี่ยนไป พี่ชายทั้งสองของเธออย่างอัลเฟรดและฮิบเบิร์ตต่างกำลังขี่ม้านำเหล่าคนรับใช้ตรงไปทางป่าเขตชานเมืองพลางหัวเราะร่วน ต่างฝ่ายต่างเกทับกันว่าใครจะล่าสัตว์ได้มากกว่า
ฉากเปลี่ยนไปอีกครั้ง ภายในบรมมหาราชวังโซเดอร์แล็คแห่งโลเอ็น เหล่าเอกอัครราชทูตและผู้แทนพิเศษของจักรวรรดิฟุซัค อินทิส และเฟเนพ็อตต่างลงนามในสัญญาเพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าจะไม่มีสงครามเกิดขึ้นอีก ในเวลาเดียวกันกลุ่มเมฆบนท้องฟ้าก็เริ่มสลายตัว
สถานการณ์ด้านหมอกควันของกรุงเบ็คลันด์ดีขึ้นมาก โรงงานทุกแห่งผ่านการตรวจสอบมาตรฐานสองชั้นจากทั้งคณะกรรมการแอลคาไลน์และคณะกรรมการมลพิษทางอากาศแห่งชาติ นอกจากนั้นยังส่งเสริมมาตรฐานนี้ออกไปยังอาณาจักรข้างเคียง
รัฐบาลจะรับปากกับบรรดาแรงงานว่าจะกำหนดชั่วโมงทำงานสูงสุดและช่วยปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงาน ส่วนอุตสาหกรรมต่างๆ กำลังพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้จำนวนคนไร้บ้านลดน้อยลงอย่างมาก นอกจากนั้นรัฐบาลยังมอบสวัสดิการจำนวนหนึ่งให้แก่พลเมือง
แรงงานจำนวนมากมีกำลังทรัพย์มากพอที่จะซื้อจักรยาน บนท้องถนนจึงคลาคล่ำไปด้วยฝูงจักรยานที่ดูเหมือนกับกองทัพ ต่างคนต่างขี่ไปยังคนละทิศทางพลางกดกริ่งขอทาง
เด็กๆ ไม่ต้องทำงานในโรงงานอีกต่อไปแล้ว ทุกคนสามารถหัวเราะและวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานเข้าไปในห้องเรียนที่มีหน้าต่างสว่างๆ และเก้าอี้สะอาดสะอ้าน สามารถนั่งฟังครูสอนได้อย่างมีสมาธิ หรือหากเด็กคนใดไม่อยากเรียน นั่นก็เป็นความต้องการของเจ้าตัว ไม่ใช่เพราะขาดโอกาส
สตรีมิได้ถูกกีดกันทางเพศเหมือนสมัยก่อน แม้แต่สาวใช้ซักผ้าก็มีสิทธิ์ใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนเพื่อมองหางานที่ดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นนักข่าว ครูสอนหนังสือ ตำรวจ ทหาร คนงานเหมือง และข้าราชการ กล่าวอีกนัยหนึ่งสตรีจะถูกพบเห็นได้ทั่วไปในทุกสายงานที่เป็นทางการ
เครื่องจักรรุ่นใหม่ๆ ผุดขึ้นถามถนนและตรอกซอกซอยเพื่อนำพาความสะดวกสบายมายังประชาชน
ณ จัตุรัสหน้าวิหารแห่งรัตติกาล นกพิราบขาวบินขึ้นลงเป็นครั้งคราวโดยที่ด้านล่างมีผู้คนนั่งอย่างสงบหรือไม่ก็เล่นเครื่องดนตรี ดื่มด่ำไปกับความสงบสุขของชีวิต
สิ่งเหล่านี้คืออนาคตที่ออเดรย์ฝันถึง นอกจากนั้นผู้วิเศษไร้สังกัดก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป ขอเพียงเข้ารับการตรวจร่างกายและสภาพจิตใจอย่างต่อเนื่อง ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสง่าผ่าเผย รวมถึงใช้พลังหาเงินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
งดงามเหลือเกิน… ถ้าไม่ใช่เพราะสติยังกระจ่างชัด เราคงหลงมัวเมาไปกับฉากตรงหน้า เลิกสนใจที่จะควบคุมตัวเองและปล่อยร่างกายเดินไปกับพ่อและแม่ หรือไม่ก็ติดตามพี่ชายเข้าไปล่าสัตว์ในป่า หรือไม่ก็ไปสอนหนังสือเด็กๆ ในโรงเรียน มุ่งหน้าทำงานหนักเพื่อสร้างสันติภาพให้โลกใบนี้โดยไม่ได้ตระหนักถึงความจริง… ออเดรย์จ้องมองความฝันพลางถอนหายใจเงียบ
จากนั้นเธอส่งวิญญาณดาราของตนลอยสูงขึ้นจนทะลวงผ่านม่านหมอกสีเทา
หญิงสาวพบว่าความฝันของตนมีลักษณะคล้ายฟองสบู่ขนาดใหญ่ที่เติบโตขึ้นจากเกาะแห่งสติและปกคลุมมันไว้
ทุกด้านของ ‘ฟองสบู่’ ดังกล่าวถูกล้อมไว้ด้วยหมอกสีเทา หากมองจากระยะไกลจะเห็น ‘ฟองสบู่อื่นๆ’ อย่างเลือนรางโดยที่ด้านล่างของทุกฟองคือแต่ละเกาะแห่งจิตใต้สำนึก
ลึกเข้าไปภายในหมอกสีเทา ด้านล่างมีเพียง ‘คลื่นแสง’ ที่เงียบเชียบและไม่สั่นคลอน
ทะเลจิตใต้สำนึกรวม… นี่คือฉากของโลกแห่งจิตที่นักท่องฝันมองเห็น… มีเพียง ‘จอมบงการ’ ที่ทรงพลังเท่านั้นจึงจะมีพลังพอสำหรับการแทรกแซงทะเลจิตใต้สำนึกรวม… ออเดรย์ผงกศีรษะด้วยความกระจ่างพร้อมกับถอนสายตากลับ โดยไม่กล่าวคำใดเพิ่มเติม เธอรีบบังคับตัวเองให้ออกจากความฝัน
ภาพการมองเห็นของหญิงสาวกลับมาเป็นปรกติในทันที ด้านนอกยังคงมืดและมีเพียงแสงไฟจากภายในสวน
ออเดรย์รีบมองกระจกบานใหญ่ภายในห้องนอนและไม่พบความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเองมากนัก จนกระทั่งสำรวจอย่างละเอียดจึงได้ทราบว่าดวงตาสีเขียวของตนทวีความลุ่มลึกและคมชัดกว่าเดิม ราวกับสามารถสะท้อนดวงวิญญาณของผู้อื่นได้
หลังจากหลับตาลงและจับประเด็นความรู้ที่โอสถมอบให้ ออเดรย์เริ่มเข้าใจหลักการของพลังนักท่องฝัน
เธอสามารถสืบข้อมูลหรือสร้างอิทธิพลกับศัตรูผ่านการชี้นำและดัดแปลงความฝัน
พลังชนิดนี้สามารถใช้งานได้สองรูปแบบ
แบบแรกคือการ ‘ชี้นำ’ ซึ่งคล้ายกับพลัง ‘ฝันร้าย’ ของเส้นทางรัตติกาล กระทำได้โดยการชักนำให้เจ้าของความฝันลงทำสิ่งสร้างๆ ที่เกิดความเปลี่ยนแปลงภายในความฝัน ส่วนใหญ่มักใช้ในการแอบดูความลับของเป้าหมาย จุดที่นักท่องฝันแตกต่างจากฝันร้ายก็คือ ฝันร้ายสามารถบังคับดึงศัตรูเข้าไปในความฝันทันที แต่นักท่องฝันจำเป็นต้องใช้งานร่วมกับพลังสะกดจิต
แบบที่สองคือการ ‘ปรับแต่ง’ ความฝันของเป้าหมายเพื่อสร้างอิทธิพลใดอิทธิพลหนึ่งเป็นเวลานาน ส่งผลให้เหยื่อลงมือทำในสิ่งที่ไม่เคยทำได้โดยไม่รู้ตัว หลักการของการ ‘ปรับแต่ง’ ความฝันก็คือ ใช้ความฝันของเหยื่อเป็นจุดตั้งต้นและใช้วิญญาณดาราเป็นตัวกระตุ้น ค่อยๆ กัดกร่อนร่างวิญญาณของเป้าหมายเพื่อให้กระทบกระเทือนไปถึง ‘กายปัญญา’ จนกระทั่งประสบความสำเร็จในการฝังจิตใต้สำนึกใหม่ในที่สุด เมื่อเทียบกับวิธีสะกดจิต การควบคุมผ่านความฝันนั้นนุ่มนวลและมิดชิดมากกว่า ยากที่จะสังเกตเห็นและเหมาะกับเป้าหมายในระดับสูง
ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่ารักแรกพบในหลายๆ กรณีอาจมีผลมาจากการถูกปรับแต่งความฝัน… อา… มีนิยายรักๆ ใครๆ หลายเรื่องที่ตัวเอกหญิงมักฝันถึงหนุ่มหล่อรูปงามและโรแมนติก และเมื่อพวกหล่อนได้พบเจอผู้ชายที่คล้ายคลึงกันในโลกความจริง จึงเกิดตกหลุมรักอย่างโงหัวไม่ขึ้นทันที… ออเดรย์นึกถึงนิยายที่เคยอ่านสมัยเด็กพลางมองเป็นเรื่องขบขัน
สำหรับหญิงสาว ไม่ว่าจะเป็นพลังชี้นำหรือปรับแต่งความฝัน นั่นยังไม่ใช้การยกระดับที่ชัดเจนจากนักสะกดจิต นอกจากนั้นเธอยังมีอีกหนึ่งพลังที่โปรดปรานมากกว่า นั่นก็คือ ‘ท่องฝัน’
พลังชนิดนี้จะทำให้ร่างกายของเธอเลือนรางลงประหนึ่งภูตในความฝันหรือนักท่องฝัน ด้วยร่างดังกล่าว ไม่เพียงจะช่วยให้ซ่อนตัวอยู่ในความฝันของผู้อื่น เธอยังสามารถกระโดดจากความฝันหนึ่งไปยังอีกหนึ่งความฝัน เรียกได้ว่าเป็นการ ‘แฟลช’ อย่างสมบูรณ์แบบในทางกายภาพ
ข้อจำกัดก็คือความฝันทั้งสองแห่งจะต้องอยู่ห่างกันไม่เกินห้าร้อยเมตร และต้องเป็นความฝันของสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาเท่านั้น
หากอยู่ในสถานการณ์พิเศษ พลังชนิดนี้จะช่วยให้เราซ่อนตัวได้อย่างแนบเนียน… อา… ว่าแต่ทำไมเฮอร์วิน·แรมบิสถึงไม่ใช้พลัง ‘ปรับแต่งความฝัน’ เพื่อสร้างอิทธิพลกับเรา? หรือเป็นเพราะเราได้รับความคุ้มครองจากศาสนจักร? เป็นไปได้… เส้นทางรัตติกาลเองก็มีอำนาจไม่น้อยในขอบเขตของความฝัน… ออเดรย์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะเริ่มควบคุมพลังวิญญาณให้เสถียร
…
เหนือสายหมอกสีเทา ภายในพระราชวังโบราณ
บนโต๊ะทองแดงยาวลวดลายโบราณ ไคลน์นั่งห่างจากเลียวนาร์ดสองสามตำแหน่งในแนวเฉียง
“ทำไมจู่ๆ ถึงอยากพบผม?” เลียวนาร์ดเอนหลังพิงเก้าอี้พลางถามด้วยท่าทีค่อนข้างเกียจคร้าน
แต่ไม่ว่าจะไร้มารยาทสักเพียงใด มันก็ยังไม่ลืมว่าที่นี่คือดินแดนของมิสเตอร์ฟูล จึงไม่กล้าทำตัวตามสบายเกินไปนัก
ไคลน์ชำเลืองและพูด
“ผมต้องการความช่วยเหลือจากคุณ”
“ความช่วยเหลือจากผม?” เลียวนาร์ดชี้ตัวเองพร้อมกับถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ “คุณกำลังหมายถึงพาลีส?”
มันเชื่อว่าตนคงไม่มีปัญญาไปช่วยอะไรครึ่งเทพอย่างไคลน์
“รู้จักจุดยืนของตัวเองเป็นอย่างดีสินะ…” ไคลน์ถอนหายใจ “แต่คราวนี้ผมกำลังขอความช่วยเหลือจากคุณจริงๆ เป็นปัญหาสองสามเรื่องที่เกี่ยวกับความฝัน”
ความฝัน… เลียวนาร์ดผงะเล็กน้อยก่อนจะกล่าวด้วยท่าทีกึ่งติดตลกปนฉงน “ไคลน์… คุณเปลี่ยนไปนิดหน่อยนะ… ผมหมายถึง คุณกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อนมากขึ้น เลิกสวมหน้ากากหนาๆ ที่มืดมนนั่นแล้ว”
โดยไม่เปิดโอกาสให้ไคลน์พูด มันสางเส้นผมลวงตาพร้อมกับยิ้ม
“ถือเป็นข่าวดี เพราะผมเองก็ค่อนข้างชำนาญความฝัน… เป็นความฝันของใคร?”
ไคลน์ตอบหน้านิ่ง
“ทหารโลเอ็นจากหนึ่งร้อยปีก่อน… ขุนนางจากยุคสมัยที่สี่… นักบวชจากยุคสมัยที่สาม… เอลฟ์และคนยักษ์จากยุคสมัยที่สอง”
“อะไรนะ?” เลียวนาร์ดเจ้าของดวงตาสีเขียวอุทานด้วยความฉงน ในใจนึกสงสัยว่าตนอาจฟังผิดไป
ต่อให้ไม่นับคนยักษ์และเอลฟ์จากยุคสมัยที่สอง ลำพังขุนนางจากยุคสมัยที่สี่นั้นต้องอยู่ในเส้นทางที่เฉพาะเจาะจงและต้องเป็นเทวทูตจึงจะมีอายุยืนจวบจนปัจจุบัน!
อย่าบอกนะว่าทุกคนนอกจากทหารโลเอ็นล้วนเป็นเทวทูตทั้งหมด? ถ้าแบบนั้นให้ตาแก่ช่วยจะดีกว่า… เลียวนาร์ดปล่อยความคิดล่องลอยประหนึ่งกำลังท่องอยู่ในความฝัน
…………………….
เอิร์ลมิสทราลขมวดคิ้วชนกัน แม้มันจะไม่เต็มใจยอมรับ แต่ก็เลือกที่จะพูดออกมาตรงๆ
“ข้าเชื่อว่าข่าวคราวของทางเราคงไม่รั่วไหลออกไป”
เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง บรรดาครึ่งเทพของโรงเรียนกุหลาบคงมีเวลามากพอที่จะร้องขอการตอบสนองจากมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายหรือไม่ก็ ‘เทพหายนะ’ เซียอา และนั่นจะกลายเป็นกับดักที่ทรงพลังจนแม้แต่เทวทูตก็มิอาจสะสางได้ง่ายนัก
เป็นเหตุผลที่มิสทราลจงใจเอ่ยขึ้นมาว่ากับดักของอีกฝ่ายถูกสร้างขึ้นในวินาทีสุดท้ายอย่างลนลาน
เพราะนั่นคือหลักฐานยืนยันว่าไม่มีหนอนบ่อนไส้ในปฏิบัติการ เพราะท้ายที่สุด ทุกคนที่ล่วงรู้แผนการล้วนเข้าร่วมด้วย ถ้าต้องการปล่อยข่าวก็คงทำนานแล้วและช่วยให้ฝ่ายโรงเรียนกุหลาบมีเวลาเตรียมตัว เว้นเสียแต่คนคนนั้นจะเกิดเปลี่ยนใจกะทันหันหรือต้องการอาศัยประโยชน์จากความฉุกละหุก แต่การทำแบบนั้นก็จะยิ่งเหลือร่องรอยทิ้งไว้
ชารอนในหมวกอ่อนสีดำใบเล็ก ก้มมองภัตตาคารที่ปราศจากหลังคาและกล่าว
“บางทีพวกมันอาจมีวิธีแปลกๆ ในการตรวจจับอันตราย”
เพื่อปฏิบัติการคราวนี้ ตระกูลผีดูดเลือดถึงกับลงทุนใช้สมบัติปิดผนึกที่สามารถรบกวน ‘ลางสังหรณ์อันตราย’ ของปีศาจ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพลังทำนายและพลังพยากรณ์ที่มีระดับต่ำกว่าย่อมต้องไร้ผลเช่นกัน
“ก็คงงั้น…” มิสทราลหาคำอธิบายที่ดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว
ขณะเดียวกันบนชั้นสองของภัตตาคาร นอกจากไวน์แดงและหุ่นแปลกๆ ที่ระเหยหายไป องค์ประกอบอื่นภายในห้องยังเหมือนเดิมทุกประการราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
เดิมทีชารอนและมิสทราลต้องการจะลองทำนายหรือไม่ก็ใช้พลังฟื้นฟู ‘ที่เกิดเหตุ’ เพื่อหาคำตอบให้กับข้อสงสัยของพวกตน แต่หลังจากไตร่ตรองอย่างละเอียด พวกมันยืนยันว่าไม่สามารถทำแบบนั้นได้ เพราะทุกหนแห่งภายในมิติแห่งนี้ถูก ‘ฉาบ’ ด้วยแสงของพระจันทร์สีแดง ประสิทธิภาพเทียบเท่าการชำระล้างของมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย พลังทำนายทุกชนิดจะมุ่งเป้าไปยังเทพมารตนนี้อย่างไม่ต้องสงสัยและนั่นทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เลวร้ายเหนือจินตนาการ
โดยไม่รอให้ชารอนกล่าวคำใด มิสทราลสูดลมหายใจยาวและพูด
“ทุกเรื่องย่อมเกิดเหตุไม่คาดฝันได้เสมอ ไม่มีใครประสบความสำเร็จได้ทุกครั้ง… วันนี้พอแค่นี้ก่อน หากแช่อยู่นานเกรงว่ากองกำลังของทางการจะตรวจพบความผิดปรกติ”
ทันทีที่สิ้นเสียง ตรวนสีดำที่กระชากหลังคาขึ้นไปด้านบนพลันเลือนรางและกลายเป็นภาพมายา
หลังคาร่อนลงไปครอบภัตตาคารอีกครั้งราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
แต่แน่นอน หากเผชิญกับฝนตกหนัก น้ำจะรั่วซึมเข้าไปในอาคาร และเมื่อเผชิญกับพายุกระโชก มีโอกาสที่หลังคาทั้งหมดจะถูกพัดลอยขึ้น
ปีกค้างคาวขนาดมหึมาที่ปกคลุมมิติโดยรอบเริ่มหดกลับเข้าไปในความมืด ส่งผลให้สายฝนจากด้านบนโปรยปรายลงมาอีกครั้ง
ไคลน์ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเฝ้ามองร่างชารอนในเดรสสีดำซับซ้อนเลือนหายไปในอากาศ ขณะเดียวกันก็เห็นกลุ่มควันมายาลอยขึ้นฟ้าพร้อมกับแตกตัวเป็นค้างคาวเล็กๆ จำนวนมากและบินไปคนละทิศทาง มันไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วพลางพึมพำ
เกิดข้อผิดพลาดขึ้นตรงไหนกันแน่…
ข้อผิดพลาดนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว แต่หากไม่ทราบว่าข้อผิดพลาดคืออะไร นั่นต่างหากที่น่ากลัว
ไม่ว่าจะอยู่ในระดับชั้นใด ความไม่รู้ย่อมน่ากลัวเสมอ
ทันใดนั้นเสียงหนึ่งแว่วข้างหูไคลน์
“เกิด…” “อะไรขึ้น…” “ที่นี่…” “กันแน่…”
ไคลน์หันไปมองด้านข้างและพบว่ามิสผู้ส่งสารเดินออกจากความว่างเปล่ามาหยุดข้างตน
ดวงตาสีแดงสี่คู่ล้วนจดจ้องไปทางภัตตาคาร
“…คุณมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไหม?” ไคลน์ถามเข้าประเด็น
หลังจากเส้นทางมนุษย์กลายพันธุ์พัฒนาถึงลำดับ ‘วิญญาณอาฆาต’ ผู้วิเศษจะเข้าออกโลกวิญญาณได้อย่างอิสระและรับวิวรณ์ที่เกี่ยวข้องได้โดยตรง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นในแง่พลังทำลายหรือสัมผัสวิญญาณ เทวทูตในเส้นทางดังกล่าวจะทรงพลังเป็นอย่างมาก ไคลน์จึงตัดสินใจถาม
สี่หัวของไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ส่ายหน้าพร้อมกับและพูด
“ไม่”
ไคลน์พยักหน้าตรึกตรองสักพักโดยไม่มีคำถามต่อ ทำเพียงนำหุ่นเชิดออกจากที่เกิดเหตุ
…
“จบแบบนี้เนี่ยนะ…” เอ็มลิน·ไวท์ที่เพิ่งข่มอาการคลื่นไส้เสร็จ ลูบไล้แหวนเลี่ยมอัญมณีสีน้ำเงินพลางพึมพำด้วยความประหลาดใจ
มันสัมผัสได้ถึงความหงุดหงิดของเอิร์ลมิสทราลผ่านแหวนคำสาบานแห่งกุหลาบ รวมถึงความโกรธและความพยายามในงานระงับอารมณ์ไม่ให้นำไปลงกับสตรีและคนรอบข้าง มิสทราลประเมินเบื้องต้นว่าภารกิจล้มเหลวเนื่องจากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น
“เสร็จแล้วหรือ?” ได้ยินเสียงรำพันจากอีกฝ่าย มาริคที่กำลังรออยู่ด้วยกันพลันเผยสีหน้าประหลาดใจ
ใจจริงมันอยากจะถามว่าทำไมเอ็มลิน·ไวท์ถึงเกิดอาการเคลื่อนไส้และมีสีหน้าบิดเบี้ยว แต่สุดท้ายก็ระงับความอยากรู้อยากเห็นไว้
“เปล่า… พวกเขาไม่พบเป้าหมาย” เอ็มลินพยายามนึกทบทวนสิ่งที่เอิร์ลมิสทราลเห็นและได้ยินอย่างสุดความสามารถ แต่เนื่องจากมิติดังกล่าวถูกมาร์ควิสนีบาสผนึกไว้ สิ่งที่มันเห็นจึงมีเพียงเหตุการณ์หลังจากพระจันทร์สีแดงสว่างวาบ และนั่นมาพร้อมกับอารมณ์อันท่วมท้นและความผิดปรกติ
ขณะเดียวกัน เอ็มลินพึมพำในใจ
ครึ่งเทพฝ่ายระงับแรงปรารถนาสิงตุ๊กตามาเข้าร่วมปฏิบัติการรึไง?
ตุ๊กตาที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้… เป็นฝีมือของช่างคนไหน? นี่มันงานศิลป์ชัดๆ!
“ไม่พบเป้าหมาย? หมายความว่ายังไง?” มาริคอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
ตามความคิดของมัน ปฏิบัติการเมื่อครู่กำลังไปได้สวย ไม่ว่าจะเป็นมัน ชารอน เอ็มลิน หรือเผ่าผีดูดเลือด ไม่น่าจะมีใครมีแรงจูงใจที่จะเปิดเผยข้อมูลให้โรงเรียนกุหลาบรับรู้
ในส่วนของเชอร์ล็อก·โมเรียตี้คงไม่มีสิ่งใดให้ต้องคลางแคลง ความน่าเชื่อถือของอีกฝ่ายสามารถพิสูจน์ได้จากเหตุการณ์ในอดีต
หลังจากระงับความผิดหวังและคลางแคลงใจ มาริคกล่าวเสียงเรียบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราต้องรีบออกจากบริเวณนี้”
ทันทีที่สิ้นเสียง ร่างของมันเลือนรางลงจนดูเหมือนกับวิญญาณอาฆาต
จิตใต้สำนึกของเอ็มลินอยากจะถามอีกฝ่ายว่ารู้จักช่างทำตุ๊กตาเก่งๆ หรือไม่ แต่หลังจากอ้าปากเล็กน้อย มันพบว่าคำถามแบบนี้จะสร้างปัญหาให้แก่ภาพลักษณ์ของตระกูลผีดูดเลือด สุดท้ายจึงทำเพียงกลืนกลับเข้าไปในท้อง
แต่ถึงจะรู้จักช่างทำตุ๊กตา เราก็คงไม่มีเงินซื้ออยู่ดี… เพื่อที่จะแบกรับชะตากรรมของตระกูล เราต้องเสียสละสักสองสามสิ่งเสมอ… เรื่องที่น่าเสียดายก็คือ ปฏิบัติการจับกุมตัวครึ่งเทพแห่งโรงเรียนกุหลาบคราวนี้ล้มเหลว ส่งผลให้ไม่ทราบสถานการณ์ปัจจุบันในสำนักงานใหญ่พวกมัน พลาดโอกาสในการช่วงชิงมรดกที่ท่านบรรพบุรุษเหลือทิ้งไว้… ท่ามกลางความคิดที่ผสมผสาน สีหน้าของเอ็มลินทวีความหม่นหมอง
…
ย่านสะพานเบ็คลันด์ ถนนประตูเหล็ก ภายในห้องบิลเลียดของผับวีรบุรุษ
ไคลน์ซึ่งอยู่ในร่างเชอร์ล็อก·โมเรียตี้กำลังนั่งฝั่งตรงข้ามชารอนและมาริค
หลังจากปล่อยให้บรรยากาศเงียบงันสักพัก ชารอนในชุดเดรสชาววังสีดำซึ่งกำลังนั่งบนเก้าอี้สูง จ้องหน้านักสืบชื่อดังฝั่งตรงข้ามและกล่าว
“คุณมีความเห็นยังไงบ้าง?”
ไคลน์ไตร่ตรองก่อนจะเล่า
“อิทธิพลของพระจันทร์สีแดงเสื่อมเร็วเกินไป”
“คุณกำลังสงสัยว่า ทั้งที่ครึ่งเทพของโรงเรียนกุหลาบสัมผัสถึงอันตรายใหญ่หลวงได้ล่วงหน้าจากวิธีการหรือจากตัวตนบางอย่าง แล้วทำไมพวกมันถึงเลือกที่จะวางกับดักห่วยๆ และไม่ได้ผล?” มาริคและชารอนมองหน้ากันก่อนจะถามในสิ่งที่คิด
“ถูกต้อง” ไคลน์พยักหน้า “ถ้าพวกมันเดาได้ว่าภัยอันตรายร้ายแรงกำลังมาเยือน แทนที่จะเสียเวลาวางกับดักห่วยๆ ทำไมถึงไม่รีบหนีไปตั้งแต่แรกให้สิ้นเรื่อง? สิ่งนี้ขัดต่อหลักการเอาตัวรอดของสิ่งมีชีวิต”
ชารอนที่สวมหมวกอ่อนใบเล็กผงกศีรษะแผ่วเบาจนยากจะสังเกต
“มองผิวเผินอาจดูเหมือนเป็นกับดัก แต่ความจริงแล้วเป็นการปกปิดบางสิ่ง?”
ไคลน์ตอบไม่ช้าไม่เร็ว
“ถูกต้อง เป็นการอาศัยกับดักนั้นเพื่อ ‘ชำระล้าง’ ที่เกิดเหตุและกีดขวางการทำนายตรวจสอบสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจง… เพื่อที่จะปกปิดความลับนั้น ครึ่งเทพของโรงเรียนกุหลาบยอมเสี่ยงอยู่ในที่เกิดเหตุจนถึงวินาทีสุดท้าย”
“แต่พวกมันอาจคาดไม่ถึงว่าทางเราจะใช้เทวทูตทำลายกับดัก” มาริคเสนอความคิด
ไคลน์พูดพลางยิ้ม
“ในวินาทีที่พวกคุณจู่โจมสมาชิกลับของโรงเรียนกุหลาบในเบ็คลันด์ พวกมันไม่มีทางมองข้ามเทวทูตที่คอยหนุนหลังพวกคุณ”
ชายหนุ่มกำลังหมายถึงไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์
“แล้วพวกมันต้องการปกปิดความลับใด?” คล้ายกับเชื่อในทฤษฎีของไคลน์ ชารอนถามพลางเหยียดตัวตรง
ไคลน์ส่ายหน้า
“ตอนนี้ยังมีความเป็นไปได้มากเกินไป อาจเป็นความลับที่ช่วยให้พวกมันไหวตัวทัน หรือเป็นความลับเกี่ยวกับแผนการที่พวกมันเตรียมลงมือในกรุงเบ็คลันด์”
กล่าวถึงตรงนี้ ไคลน์พยายามเชื่อมโยงโรงเรียนกุหลาบเข้ากับความวุ่นวายภายในกรุงเบ็คลันด์ แต่สุดท้ายก็พบว่าไม่มีที่ว่างให้สอดแทรก เพราะไม่ว่าจะเป็นสามโบสถ์หลักหรือเทพมารฝ่ายใด ก็ไม่มีใครต้องการร่วมมือกับมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย
นั่นยิ่งทำให้ไคลน์ฉงนหนักกว่าเดิมและมิอาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดเหตุร้ายใดขึ้นในอนาคต
มันเว้นวรรคสักพักก่อนจะมองหน้าชารอนและมาริค
“สรุปก็คือพวกเราต้องเพิ่มความระมัดระวังตัวและมาที่นี่ให้น้อยลง… อา… หากมั่นใจว่าตัวเองปลอดภัย พวกคุณสามารถเฝ้าจับตามองสมาชิกลับคนอื่นๆ ของโรงเรียนกุหลาบเพื่อค้นหาความผิดปรกติที่ซ่อนอยู่”
“ขอบคุณมาก” ชารอนลอยตัวขึ้นและกล่าวขอบคุณ
มาริคทำเช่นเดียวกัน
เปลวไฟสีแดงเข้มพลันลุกโชนพร้อมกับการเลือนหายไปของร่างกายไคลน์
จากข้อตกลงในตอนต้น เนื่องจากไคลน์ไม่ต้องลงมือ รางวัลตอบแทนจึงมีเพียงการขอความช่วยเหลือจากไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ได้หนึ่งครั้ง
..
กลับถึงบ้านเลขที่ 160 ถนนเบิร์คลุน ขณะไคลน์เตรียมเปลี่ยนเสื้อผ้าและเข้านอน มันได้ยินเสียงสวดวิงวอนดังแว่ว
เป็นเสียงของสตรี
มิสจัสติส… ไคลน์พยักหน้าพลางคาดเดา เดินเข้าห้องน้ำและส่งตัวเองเข้าไปในมิติเหนือสายหมอก
ไม่ผิดจากที่คาด ผู้สวดวิงวอนคือ ‘จัสติส’ ออเดรย์ เนื้อหาระบุว่าเธอสามารถรวบรวมเงินสดได้ครบหนึ่งหมื่นสองพันปอนด์และพร้อมจ่ายให้มิสเตอร์เวิร์ลเพื่อแลกกับตะกอนพลังนักท่องฝันและนักสะกดจิต
อา… หากพิธีกรรมของเธอสามารถใช้ ‘อ้อมกอดเทวทูต’ แทนได้ อีกสองวันก็น่าจะเลื่อนลำดับสำเร็จ เมื่อถึงตอนนั้นเราจะเลื่อนคิวการสำรวจ ‘การเดินทางของกรอซาย’ ให้เร็วขึ้น… หึหึ เลียวนาร์ดกลายเป็นจอมอาคมวิญญาณมาสักพักแล้วและตอนนี้กำลังว่าง… ไคลน์ถอนหายใจผ่อนคลายพลางบอกให้มิสจัสติสดำเนินพิธีกรรมสังเวย
เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันทวีความตึงเครียดขึ้นทุกขณะและมีปัจจัยที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไคลน์จึงต้องมองหาทางลัดในการพัฒนาตัวเองอย่างก้าวกระโดด และนั่นประกอบด้วยหลายปัจจัย ข้อแรก มันต้องสะสมหุ่นเชิดและรวบรวมสมบัติปิดผนึก ข้อที่สอง มันต้องฟื้นฟูพลังให้กับเหล่า ‘ผู้ช่วยเหลือ’ รอบๆ ตัว และข้อที่สาม มันต้องศึกษาหาความรู้และเข้าถึงความลับให้มากขึ้น เพราะนั่นจะช่วยให้มองเห็นความจริงและเข้าในภาพรวมของขั้วอำนาจฝ่ายต่างๆ ได้ชัดเจนขั้น บางทีพบเจอโอกาสภายในนั้น
การสำรวจ ‘การเดินทางของกรอซาย’ อยู่ในหมวดหมู่ข้อที่สาม
…………………………
ชายขี้เมาจมูกแดงรีบวิ่งไปทางตู้นิรภัยและถึงภายในสองสามก้าว จากนั้นก็หยิบเครื่องรับโทรเลขไร้สายกับสมุดถอดรหัสออกจากช่องลับ
ในท่านั่งยอง มันส่งข่าวคราวของชาร์ลี·เลคไปหาปลายทางในรูปแบบโทรเลข
และในบ้านหลังที่เป็นร้านหนังสือ สาวใช้ผิวสีน้ำตาลถกแขนเสื้อขึ้นและราดของเหลวสีครามลงบนแขนซ้าย
ผิวหนังในบริเวณดังกล่าวเปลี่ยนสีทันที ใต้ชั้นสีครามมีแสงสีดำสว่างขึ้น ลักษณะคล้ายกับไส้เดือนฝอย
เส้นสีดำเรียงตัวกลายเป็นใบหน้าอย่างรวดเร็ว ขาดเท่าครึ่งฝ่ามือ ดวงตาเล็กเท่าเมล็ดข้าว มากใหญ่เท่าจานรองแก้ว
“เกิดเหตุร้ายขึ้นกับชาร์ลี·เลค” สาวใช้กล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำพลางจ้องใบหน้าบนแขน
ทุกคำที่พูดออกไปเริ่มแปรสภาพกลายเป็นวัตถุซึ่งมีรูปทรงที่ชัดเจน สีครามเหมือนกับแขนและปาก
ทันทีหลังจากนั้น ถ้อยคำที่ดูเหมือนกับถูกเขียนขึ้นเริ่มเรียงร้อยเข้าด้วยกันเป็นกลุ่มก้อนและถูกห่อหุ้มด้วยควันสีเดียวกัน
ใบหน้าประหลาดบนท่อนแขนของสาวใช้อ้าปากขึ้นเล็กน้อยและสูดควันดังกล่าวเข้าไปในปาก
จนกระทั่งความผิดปรกติทั้งหมดจบลง แต่แขนซ้ายของสาวใช้ยังคงไม่กลับเป็นไปสีเดิม
ขณะเดียวกันในความมืดด้านนอกหน้าต่าง ค้างคาวตัวเล็กที่ดูธรรมดาเริ่มกระพือปีกและบินไปยังสถานที่ใดก็มิอาจทราบได้
…
บนถนนคนละเส้นที่อยู่ห่างจากร้านหนังสือเลคไม่เกินห้าร้อยเมตร กึ่งกลางอากาศเหนือภัตตาคารที่ขายอาหารทวีปใต้
ค้างคาวจำนวนมากบินออกจากความมืดและรวมตัวกันจนเกิดควันหนา
ควันและค้างคาวค่อยๆ เลือนรางคล้ายภาพมายาก่อนจะหายไป ชายคนหนึ่งในทักซิโดปรากฏขึ้นโดยมิได้สวมหมวกให้เข้าชุด
บุรุษผู้นี้มีรูปร่างสูงผอม มาดองอาจสง่างาม เส้นผมสีอ่อนค่อนไปทางสีเงินสว่าง ดวงตาแดงก่ำประหนึ่งทำจากเลือด ไม่ใช่ใครนอกจากเอิร์ลผีดูดเลือด มิสทราล
มันยกแขนซ้ายที่สวมแหวนเลี่ยมอัญมณีสีน้ำเงินพลางลูบไล้ไปบนเนกไทที่หรูหรา สายตาก้มมองภัตตาคารเบื้องล่างที่ปิดไปแล้วพร้อมกับพึมพำ
“ข้อมูลทั้งสองแหล่งล้วนถูกส่งมายังที่นี่”
ทันทีที่มิสทราลกล่าวจบ ร่างหนึ่งถูกวาดขึ้นฝั่งตรงข้ามมัน อีกฝ่ายเป็นสตรีสวมเดรสซับซ้อนคล้ายชาววัง สวมหมวกอ่อนใบเล็กเหนือเส้นผมสีทองซีด ดวงตาสีฟ้าบนใบหน้าขาวซีด เค้าโครงหน้าโดยรวมดูคล้ายกับตุ๊กตาราคาแพง
ต้นไม้บนถนนด้านล่างพลันโยกเอนอ่อนโยน แสงจากโคมไฟถนนไหววูบโดยพร้อมเพรียง
“หุ่นกระบอก” เอิร์ลมิสทราลพยักหน้ากับตัวเองเล็กน้อยหลังจากยืนยันตัวตนและสถานะของชารอน
ชารอนกล่าวโดยไม่มองหน้า เพียงจ้องไปยังชั้นสองของภัตตาคาร
“มีกลิ่นอายของการบวงสรวงมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย”
“ถ้าอย่างนั้นก็ชัดเจนแล้ว” มิสทราลหมุนตัวกลางอากาศ หันไปผงกศีรษะให้กับจุดที่มืดที่สุด “ลอร์ดนีบาส กรุณาผนึกที่นี่ให้ด้วย”
เสียงถอนหายใจที่แก่ชราดังขึ้น ตามด้วยภาพของปีกค้างคาวคู่หนึ่งซึ่งหุ้มด้วยหนังด้านสีดำเปี่ยมลวดลายสยายออกจากความว่างเปล่า ขนาดของปีกค่อยๆ กว้างและยาวขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปกคลุมบริเวณโดยรอบภายในสองวินาที
ภัตตาคารถูกห่อหุ้มด้วยความมืดที่ไม่ปรกติ ราวกับตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์
มิสทราลไม่มัวรีรอ มันมิได้บุ่มบ่ามโจมตีเข้าไป แต่เป็นการนำกล่องทองแดงเลี่ยมทับทิมออกมาเปิดฝาและหยิบวัตถุด้านใน
เป็นวัตถุทรงกลมสีใสที่มีลักษณะคล้ายดวงตา
จากนั้นเอิร์ลมิสทราลเผยสีหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อยขณะปล่อยให้ลูกบอลสีใสร่วงหล่นจากปลายนิ้ว
บอลแก้วผุดแสงขึ้นท่ามกลางความมืดและเปลี่ยนทิศทางกลางอากาศอย่างต่อเนื่องคล้ายกับถูกดึงดูดด้วยอิทธิพลบางอย่าง
ในท้ายที่สุด มันตกลงในห้องบนชั้นสองของภัตตาคาร
แสงสีขาวพลันสว่างวาบจนดูคล้ายกับพระอาทิตย์ปรากฏขึ้นภายในห้อง แปรเปลี่ยนให้ทั้งมลทิน ความชั่วร้าย เลวทราม อันแดด และความมืดทั้งหมดละลายไปอย่างรวดเร็ว
“อะ…” มิสทราลที่หลับตาลงล่วงหน้าพลันขมวดคิ้วพร้อมกับเปล่งเสียงเจือความฉงน
มันไม่รู้สึกถึงแรงต้านจากภายในภัตตาคารแม้แต่นิดเดียว!
ชารอนเปลี่ยนจากการมองต่ำมาเป็นมองตรง แม้สีหน้าจะไม่แปรเปลี่ยน แต่เส้นผมสีทองอ่อนของเธอที่ถูกมัดรวบเกิดการโยกคลอนเล็กน้อย
หลังจาก ‘พระอาทิตย์ขึ้น’ พระอาทิตย์ก็ ‘ตก’ อย่างรวดเร็วพร้อมกับแสงสว่างที่หายไปในความมืดอย่างเงียบงัน
เนื่องจากเป็นพลังที่ไว้จัดการกับวิญญาณมารโดยเฉพาะ ตัวอาคารของร้านอาหารจึงไม่ได้รับความเสียหาย เอิร์ลมิสทราลแห่งเผ่าผีดูดเลือดลืมตาขึ้นและจ้องมองสองสามวินาที ก่อนจะเหยียดมือขวาออกไปและกำแน่น
คล้ายกับความมืดมิดเหนือภัตตาคารได้รับชีวิตชีวา พวกมันแปรสภาพกลายเป็นโซ่ตรวนมายาและพันธนาการกับอาคารทั้งหลัง
ท่ามกลางเสียงเสียดสี หลังคาตึกถูกดึงขึ้นด้วยตรวนแห่งความมืดจนลอยค้างกลางอากาศ
เมื่อไม่มีสิ่งกีดขวาง ทั้งมิสทราลและชารอนต่างมองเห็นสถานการณ์ภายในห้องที่เป็นเป้าหมายอย่างชัดเจน
บนโต๊ะสี่เหลี่ยมที่มีผ้ารอง ข้างๆ เครื่องรับโทรเลขไร้สายมีข้อความที่ถูกเข้ารหัส ส่วนบนพื้นฝั่งตรงข้ามปรากฏรอยไหม้สีคราม
อีกมุมหนึ่งของห้องมีเปียโนตัวเก่าวางอยู่ เบาะนั่งสีน้ำตาลมีร่องรอยการใช้งานจนถึงเมื่อครู่
เหนือเปียโนมีไวน์แดงวางอยู่หนึ่งแก้ว ภายในแก้วมีก้อนเนื้อประหลาดเหนียวๆ ถูกแช่อยู่
นอกจากการตกแต่งและการจัดวาง ห้องนี้ก็เหมือนกับบ้านทั่วๆ ไปที่มีผงสมุนไพรและน้ำมันสกัดหกกระจัดกระจายเต็มพื้น
ฉากตรงหน้าทำให้ชารอนที่สามารถรับวิวรณ์โดยตรงได้จากโลกวิญญาณผุดความคิดบางอย่าง
บุคคลที่เคยอยู่ที่นี่เพิ่งหลบหนีไป!
แต่ยังไม่ทันที่เธอ เอิร์ลมิสทราล และมาร์ควิสนีบาสจะได้ตอบสนอง ไวน์แดงที่แช่ก้อนเนื้อเหนียวๆ พลันส่องแสงจางเจือจาง
ทันใดนั้น แสงสีแดงพลันสว่างไสวจนดูเหมือนกับพระจันทร์สีแดง
แสงจากพระจันทร์ช่วยขจัดปัดเป่าความมืดโดยรอบ ส่งผลให้เหล่าครึ่งเทพในที่เกิดเหตุรู้สึกคล้ายกับพวกมันกำลังยืนอยู่บนพื้นดินและแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน
ดวงตาสีฟ้าของชารอนคล้ายกับถูกแช่แข็งชั่วคราว จากนั้นเธอรีบยกมือซ้ายและตวัดแผ่วเบาจนเผยให้เห็นเครื่องประดับสีแดงเข้มในมือ
เครื่องประดับดังกล่าวดูคล้ายพระจันทร์เต็มดวงที่มีอัญมณีสีแดงเข้มฝังอยู่โดยรอบ กึ่งกลางมีลวดลายพระจันทร์และอักขระลึกลับ
นี่คือ ‘มงกุฎจันทร์ชาด’ ที่ชารอนสามารถชิงมาครองด้วยความช่วยเหลือจากนักสืบเชอร์ล็อก·โมเรียตี้ ตัวมงกุฎคอยแผ่แสงสว่างอันสงบนิ่งออกมาตลอดเวลาและช่วยให้ผู้ถือเป็นอิสระจากอิทธิพลของพระจันทร์เต็มดวง
ทว่า พระจันทร์ในภัตตาคารนั้นไม่ใช่พระจันทร์เต็มดวงธรรมดา หากแต่ใกล้เคียงกับจันทราโลหิตหรือมากกว่านั้น พลังวิญญาณที่ยากจะอธิบายพลันพรั่งพรูไปทุกทิศ มิติที่ถูกแยกออกจากโลกความจริงด้วยปีกขนาดมหึมาของนีบาสพลันมอบบรรยากาศเงียบเชียบสุดพิสดาร แม้แต่ชารอนที่ถือมงกุฎจันทร์ชาดก็เริ่มสัมผัสถึงความคิดชั่วร้ายภายในใจที่เริ่มแพร่พันธุ์ สัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่ยากจะอธิบาย
สัญชาตญาณสั่งให้เธอแปลงกายเป็นวิญญาณมารและหลบซ่อนในวัตถุชนิดต่างๆ จำนวนต้นไม้หรือโคมไฟถนน แต่สติและหลักเหตุผลได้ขัดขวางพฤติกรรมดังกล่าว เนื่องจาก ‘พระจันทร์สีแดง’ ดวงดังกล่าวนั้นกำลังเจิดจ้าจนไม่มีจุดอับ
ทันใดนั้น เอิร์ลมิสทราลพบว่าท้องของมันพองออกเล็กน้อย รู้สึกคล้ายกับสัญญาณชีพค่อยๆ หลั่งไหล่มารวมกันด้านในและก่อตัวเป็นรูปร่าง
ในฐานะสิ่งมีชีวิตชนิดพิเศษที่สามารถดึงพลังของดวงจันทร์มาใช้งานได้อย่างอิสระ เอิร์ลมิสทราลไม่เคยเตรียมตัวรับมือกับผลข้างเคียงของพระจันทร์และจันทราโลหิตมาก่อน เนื่องจากตัวมันควรจะดื่มด่ำและมีความสุขท่ามกลางสภาพแวดล้อมเช่นนั้น แต่ใครจะไปคิดว่าสิ่งต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เลวร้ายจนเหนือจินตนาการเช่นนี้
มันตระหนักดีว่าหากปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินต่อไป ตนจะให้กำเนิดชีวิตใหม่โดยไม่มีทางทราบต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิตที่ชั่วร้ายและน่าสยดสยองเช่นนี้
หนึ่งในอำนาจในขอบเขตของ ‘จันทรา’ คือการ ‘สืบพันธุ์’ และ ‘ขยายพันธุ์’ !
พร้อมกันนั้น ขนสีขาวดกหนาอันน่าสะพรึงเริ่มผุดขึ้นจากปีกค้างคาวขนาดมหึมาที่แบ่งแยกมิติแห่งนี้ออกจากโลกแห่งความจริง
นีบาสคำรามต่ำพร้อมกับการปรากฏขึ้นของรอยร้าวบนผิวมิติปิดผนึกแห่งนี้
ห่างออกไปสองสามช่วงตึก เอ็มลิน·ไวน์ซึ่งหมุนแหวนคำสาบานแห่งกุหลาบเล่นด้วยความเบื่อหน่าย ประสาทสัมผัสของมันทำการเชื่อมต่อกับเอิร์ลมิสทราลทันที ได้เห็นในสิ่งที่อีกฝ่ายเห็น ได้ยินในสิ่งอีกที่ฝ่ายได้ยิน
ความคิดและความรู้สึกที่เป็นของเอิร์ลมิสทราลถูกถ่ายทอดมายังสมองของเอ็มลินอย่างท่วมท้น มันรีบเหยียดหลังตั้งตรงด้วยสีหน้าตกตะลึงและบิดเบี้ยวสุดขีด ท้องไส้ปั่นป่วนกะทันหันพร้อมกับความรู้สึกอยากอาเจียน
แม้ร่างต้นไคลน์จะอาศัยพลังจากยุบพองหิวโหยเพื่อซ่อนตัวในเงามืดด้านนอกภัตตาคาร แต่หุ่นเชิดของมันได้แฝงตัวเข้ามาในมิติปิดผนึกที่นีบาสสร้างขึ้น แถมยังช่วยให้พลัง ‘บิดเบือน’ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตัดขาดกับโลกภายนอกและด้ายวิญญาณ
แต่ในวินาทีที่ดวงจันทร์มายาสีแดงส่องแสง ชายหนุ่มมีอันต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าหุ่นเชิดไร้ชีวิตของตนมีความต้องการที่จะขยายพันธุ์!
และชีวิตใหม่ที่จะเกิดขึ้นย่อมต้องเป็นทายาทของมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย!
นี่มันเหมือนกับพลังของลิลิธที่เดอะซันน้อยเล่าจากตำนานเมืองเงินพิสุทธิ์ และลักษณะเด่นของดวงจันทร์บรรพกาลที่เอ็มลินเคยเล่าให้ฟัง… อย่างนี้นี่เอง มาดราพฤกษาแห่งแรงกระหายได้ครอบครองส่วนหนึ่งของอำนาจในขอบเขต ‘จันทรา’ และกัดกร่อนมันให้เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม… ไคลน์ซึ่งเตรียมจะสลับตำแหน่งกับหุ่นเชิดเพื่อเข้าไปอยู่ในมิติปิดผนึกและเทเลพอร์ตพาชารอนออกมา พลันเกิดความยินดีปรีดาเกินกว่าจะพรรณนาในใจ
เป็นความสุขคล้ายกับได้เห็นดอกไม้บานภายในค่ำคืนที่เปี่ยมไปด้วยสายหมอก เป็นความสุขคล้ายกับได้ออกจากเมืองใหญ่ไปอาศัยในแถบชนบทและสูดอากาศอันสดชื่นภายในป่าหลังฝนตก เป็นความสุขคล้ายกับการได้เห็นเห็ดค่อยๆ เจริญเติบโต เป็นความสุขของการได้เห็นชีวิตใหม่ถือกำเนิดและพัฒนา
ขนสีขาวนวลบนปีกค้างคาวยักษ์พลันหลุดร่วง ท้องที่ปูดโปนของเอิร์ลมิสทราลหดกลับเป็นปรกติ ดวงตาของชารอนที่ถูกแช่แข่งขณะกำลังถือมงกุฎจันทร์ชาดได้รับประกายแสงกลับคืน
ทันทีหลังจากนั้น พระจันทร์สีแดงภายในภัตตาคารสูญเสียความสว่างอย่างรวดเร็วประหนึ่งมีใครบางคนดูดกลืนแสงออกไป
จนกระทั่งพระจันทร์สีแดงเลือนหายโดยสมบูรณ์ ทุกสิ่งกลับสู่ภาวะปรกติ
เป็นฝีมือของดยุคโอลเมอร์แห่งตระกูลผีดูดเลือด? ไคลน์พยักหน้าไตร่ตรองและซ่อนตัวในเงามืดต่อไป
มิสทราลระงับโทสะของมันพลางก้มมองภัตตาคารเบื้องล่างและกล่าวเสียงต่ำ
“ดูเหมือนว่าเป้าหมายจะรู้ตัวล่วงหน้า”
“ล่วงหน้าเพียงครู่เดียว” เมื่อผนวกสิ่งที่เกิดขึ้นกับวิวรณ์ที่ได้รับจากโลกวิญญาณ ชารอนมอบคำตอบของตัวเอง
ขณะสำรวจราวสองสามวินาที ดวงตาสีแดงสดของมิสทราลเผยประกายประหลาด
“แทบจะในเวลาเดียวกับที่เรามาถึง คนที่เคยอยู่ที่นี่หนีไปโดยทิ้งแก้วไวน์และหุ่นกระบอกพิสดารนั่น… ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่กับดักที่เตรียมการนานอะไรนัก เป็นการคิดขึ้นมาสดๆ”
กล่าวถึงตรงนี้ มิสทราลหันไปมองชารอนและพูด
“ทำไมพวกมันถึงรู้ตัวได้ในทันที?”
สีหน้าของชารอนยังคงเฉยเมย เธอมอบคำตอบเสียงเรียบ
“ไม่ใช่ฝีมือของมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย”
เทพมารตนดังกล่าวมิอาจแทรกแซงพลังมายังโลกความจริงได้มากนัก จึงเป็นเรื่องยากที่จะแจ้งเตือนสาวกล่วงหน้า
…………………….
สี่ทุ่มคืนนี้… ไคลน์ชำเลืองมิสผู้ส่งสารที่ยังยืนรอ มันรีบกลับไปที่โต๊ะอ่านหนังสือและคลี่กระดาษขาวออกมาเขียน
“ผมจะไปตามเวลานัด… นอกจากนั้นสถานการณ์ภายในเบ็คลันด์กำลังตึงเครียดอย่างมาก อย่าลืมคุมไม่ให้สถานการณ์บานปลาย”
หลังจากเขียนเตือนชารอนเสร็จ ไคลน์พับกระดาษจดหมายและหยิบเหรียญทองกับ ‘เพชร’ ทรงสี่เหลี่ยมที่ส่องแสงตลอดเวลาออกจากกระเป๋าเสื้อ
“นี่คือยันต์วันวานอีกครั้ง มันจะช่วยให้คุณยืนพลังจากอดีตได้ครู่หนึ่ง” ไคลน์ยื่นวัตถุสามชนิดให้ไรเน็ตต·ไทน์เคอร์พร้อมกัน
หนึ่งในปากของไรเน็ตต์อ้ากว้างและงับทุกสิ่งเข้าไปในคราวเดียว ส่วนอีกสามปากกล่าวอย่างพร้อมเพรียง
“ให้…” “ข้า…” “ทำไม…”
“เป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างล่วงหน้า” ไคลน์ยิ้มเหมือนทุกครั้ง
คำเตือนของกระจกวิเศษอาโรเดสทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจเตรียมการอย่างรัดกุมมากขึ้น
ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ไม่ได้ถามเซ้าซี้ สี่หัวที่ดูงดงามพยักหน้าพร้อมกันด้วยความช่วยเหลือจากมือที่หิ้วเส้นผม
จากนั้น เธอก้าวเข้าไปในความว่างเปล่าและหายไปจากห้อง
ไคลน์มองออกไปยังสายฝนโปรยท่ามกลางท้องฟ้าสีดำด้านนอกห้อง ตามด้วยถอดเสื้อนอกส่งให้บุรุษรับใช้เอ็นยูน
…
สามทุ่มห้าสิบนาที เขตเชอร์วู้ด บนถนนใกล้กับแม่น้ำทัสซอค
ท่ามกลางสายฝนที่เกิดขึ้นเป็นปรกติในกรุงเบ็คลันด์ช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว รถม้าเช่าคันหนึ่งหักหัวเลี้ยวเข้ามาในถนนอย่างเชื่องช้า
ภายในรถม้า เอ็มลิน·ไวท์ที่กำลังถือหมวกทรงสูงในมือมองไปยังชายหนุ่มใบหน้าขาวซีดฝั่งตรงข้าม ผมเผ้าของอีกฝ่ายยุ่งเหยิงเล็กน้อย ดวงตาที่อยู่ถัดลงมาเป็นสีแดงสว่าง เอ็มลินยกมุมปากเล็กน้อยพร้อมกับกล่าว
“ที่นี่?”
มาริคที่มีร่างกายกึ่งมายาผงกศีรษะรับ ตามด้วยชี้นิ้วไปทางร้านค้าในตึกหลังที่เฉียงออกไปด้านหน้า
“ใช่… ร้านหนังสือตรงนั้น เจ้าของร้านชื่อชาร์ลี·เลค เป็นชาวโลเอ็นเลือดแท้ แต่ตอนยังหนุ่มตัดสินใจเดินทางไปยังทวีปใต้เพื่อแสวงหาความร่ำรวย ที่นั่นทำให้มันกลายเป็นสาวกของโรงเรียนกุหลาบ กลายเป็นผู้เชื่อในเทพผู้ถูกล่าม ภายหลังมันถูกส่งมายังเบ็คลันด์เพื่อสืบข่าวและคอยให้ความช่วยเหลือสมาชิกของโรงเรียนกุหลาบทำงานจิปาถะ พวกเราจับตามองมันมานานแล้วและอยากเชือดทิ้งกับมือ จะได้ตัดการส่งข่าวและใช้ชีวิตได้อย่างสบายมากขึ้น แต่สุดท้ายก็ฝืนใจไว้ชีวิตมันมาตลอด”
เอ็มลินกล่าวพลางยิ้ม
“กลายเป็นว่า ‘การรับแรงปรารถนา’ กำลังผลิดอกออกผล… หึหึ… อันที่จริงท่าทีของคุณผิดไปจากที่ผมจินตนาการเล็กน้อย นึกว่าวิญญาณอาฆาตที่ระงับแรงปรารถนาจะพูดกระชับกว่านี้”
มาริคชำเลืองแวมไพร์ที่โอ้อวดตัวเองว่าเป็นไวเคาต์
“ต่างคนก็ต่างนิสัย ความอดกลั้นมีไว้เพื่อตัดแรงปรารถนาที่เกิดขีดจำกัดเท่านั้น… การที่ผมต้องอธิบายยาวๆ ก็เพราะกังวลว่าคุณอาจจะไม่เข้าใจ ส่งผลให้งานของเราล้มเหลว และนั่นจะยิ่งทำให้แรงปรารถนาของผมถูกกระตุ้นจนปรอทแตก”
โฮ่… ช่างสำบัดสำนวน แต่ไม่ต้องยกตัวอย่างเป็นข้าก็ได้… เอ็มลินเอนหลังพิงกำแพงด้วยท่าทีผ่อนคลาย จากนั้นก็มองหน้าอีกฝ่ายและพูด
“เล่าต่อเลย”
มาริคมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง
“ภายในบ้านของชาร์ลี·เลคยังมีสาวใช้ที่มาจากหุบเขาเพิร์ธอีกหนึ่งคน หล่อนเองก็เป็นสมาชิกโรงเรียนกุหลาบ… นอกจากนั้นภายในบ้านฝั่งตรงข้ามร้านหนังสือของชาร์ลี·เลคเยื้องไปสองหลัง ที่นั่นมีแม่ม่ายและขี้เมาอาศัยแยกกัน พวกมันต่างเป็นสาวกของเทพผู้ถูกล่ามและคอยส่งข้อมูลให้กับโรงเรียนกุหลาบในยามคับขันเสมอ… สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ หลังจากพวกเราจัดการกับชาร์ลี·เลค ให้คอยจับตามองทั้งสามคนนี้เอาไว้ สังเกตวิธีการส่งข้าวและล็อกเป้าผู้นำสูงสุดของโรงเรียนกุหลาบในกรุงเบ็คลันด์ให้ได้… แน่นอนว่าพวกเราจะเปิดโอกาสทางให้ชาร์ลี·เลคได้ขอความช่วยเหลือหรือส่งสัญญาณ”
เอ็มลินพยักหน้าและตอบ
“เข้าใจแล้ว”
มันรีบเงยหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆหนาจนบดบังแสงจันทร์สีแดง พลางหมุนแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายซึ่งประดับประดาไปด้วยอัญมณีสีน้ำเงิน
แหวนวงนี้คือ ‘คำสาบานแห่งกุหลาบ’ ช่วยให้เอิร์ลมิสทราลแบ่งปันการมองเห็น การได้ยิน และการดมกลิ่นกับเอ็มลิน
แหวนวงนี้เปลี่ยนมือไปเรื่อยๆ จนกระทั่งกลับมาอยู่กับเอ็มลินอีกครั้ง แต่แน่นอนว่าแค่ชั่วคราว
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทุกคำที่มาริคอธิบายให้ฟังเมื่อครู่ล่วงรู้ถึงหูเอิร์ลมิสทราลเรียบร้อยแล้ว และกำลังถูกส่งต่อให้กับผีดูดเลือดตนอื่นที่เข้าร่วมปฏิบัติการ
เดิมทีเอ็มลินคิดว่าแม้ตนจะมีหน้าที่เป็นคนกลางซึ่งไม่ได้ทำงานสำคัญ แต่อย่างน้อยก็น่าจะได้แสดงความสามารถที่คล้ายเวทมนตร์ของปราชญ์สีชาดอยู่บ้าง เช่นการส่งข่าวต่อหน้าวิญญาณอาฆาตมาริคด้วยท่วงท่าสง่างาม ใครจะไม่คิดว่ามันไม่ต้องทำอะไรเลยจริงๆ มีหน้าที่แค่สวมแหวนและเฝ้ามองเห็นการในระยะใกล้
สิ่งนี้ทำให้มันหดหู่และรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงเครื่องมือ
หากไม่ใช่ครึ่งเทพ อย่าว่าแต่การกอบกู้ตระกูลผีดูดเลือดเลย จำนวนภารกิจที่เรามีส่วนร่วมได้ตรงๆ นั้นน้อยมาก… หัวใจเอ็มลินเริ่มเต้นแรงทันที ตระหนักว่าระดับในปัจจุบันของตนยังไม่คู่ควรแก่การเป็น ‘ตัวตนลับ’ ที่มีภารกิจกอบกู้วงศ์ตระกูล
สำหรับพลังของแหวนคำสาบานแห่งกุหลาบที่จะส่งความคิดของผู้สวมไปหาอีกฝ่ายอยู่เนืองๆ เอ็มลินมิได้กังวลนักเพราะมันไหว้วานให้มิสจัสติสสะกดจิตไว้ล่วงหน้า ไม่ให้กล่าวในสิ่งที่อาวุโสร่วมเผ่าพันธุ์รายนี้ไม่ควรล่วงรู้
ทันทีที่ความคิดจบลง เสียงของเอิร์ลมิสทราลพลันดังแว่วในหัว
“โอหัง… เด็กน้อย… ไร้เดียงสา”
นี่มัน… แหวนคำสาบานแห่งกุหลาบสุ่มถ่ายทอดความคิดของเราให้เอิร์ลมิสทราล… หึ… เอ็มลินเหยียดหยันในใจ ตามด้วยการเริ่มท่องชื่อหนึ่งอย่างเงียบงัน
“เออร์เนส·โบยาร์… เออร์เนส·โบยาร์”
แวมไพร์ไวเคาต์รายนี้เคยถูกล่อลวงไปยังวิหารฤดูเก็บเกี่ยวแม้จะอยู่ภายใต้การคุ้มกันจากเอิร์ลมิสทราล!
ถึงตรงนี้ มาริคสำรวจสีหน้าเอ็มลินพร้อมกับผงกศีรษะ
“ท่าทีของคุณทำให้ผมเบาใจ”
จริงจัง สุขุม และมีสมาธิอย่างมาก
หือ? เอ็มลินผงะเล็กน้อยก่อนจะรีบยกมุมปากและตอบ
“ขอบใจ”
…
บนชั้นสองของร้านหนังสือในบ้านชาร์ลี·เลค กล่าวกันว่าพ่อและแม่ของนักธุรกิจวัยห้าสิบรายนี้เสียชีวิตไปนานแล้ว ส่วนตัวมันไม่เคยสมรส แต่มีข่าวลือว่ามีลูกนอกสมรสอยู่ไม่น้อยและทั้งหมดไม่ได้อาศัยอยู่กับมัน
หลังจากกำชับสาวใช้ให้ลงกลอนประตูและหน้าต่าง มันกลับไปยังห้องนอนและรินไวน์ลงแก้ว นั่งลงบนโซฟาและดื่มอย่างผ่อนคลาย
มันมีนิสัยชอบดื่มไวน์ก่อนเข้านอน
รอจนกระทั่งไวน์แดงหมดแก้ว ชาร์ลี·เลคลุกขึ้นยืนและเดินเข้าห้องน้ำ
ขณะเดินผ่านกระจกบานใหญ่ในห้องนอน มันชำเลืองตามปรกติ แต่ร่างกายกลับต้องชะงัก
ตัวมันภายในกระจกมีผิวซีดจนน่าตกใจ ดวงตาถลึงออกมาอย่างผิดธรรมชาติและตรงมุมมีสีเลือด มุมปากเองก็เปรอะเลือดสีแดงเข้ม
ในฐานะคนของโรงเรียนกุหลาบ มันไม่ประหลาดใจกับฉากที่เห็น ไม่คิดแหกปากและวิ่งหนีเหมือนคนธรรมดา แต่เลือกจะยกมือขวาขึ้นมาทาบหน้าอก
ยังไม่ทันจะได้สัมผัสกับเครื่องประดับที่มันสวม ร่างกายพลันเย็นเยียบราวกับถ้ำน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย
ประหนึ่งความเย็นเหล่านี้มีชีวิตจิตใจ พวกมันแผ่ซ่านอย่างรวดเร็วไปยังทุกซอกมุมร่างกายชาร์ลีจนมิอาจควบคุมแขนขาและกล้ามเนื้อ ราวกับตนมิได้เป็นเจ้าของและขยับไปตามความนึกคิดของผู้อื่น
ในวินาทีนี้ ชาร์ลีรู้สึกเหมือนในร่างกายของมันมีอีกคนหนึ่งอาศัยอยู่ จิตของอีกฝ่ายเย็นยะเยือกและเต็มไปด้วยจิตสังหาร เพียงไม่นานก็ควบคุมทุกสิ่งได้เบ็ดเสร็จยกเว้นความคิดของชาร์ลี·เลค
ขณะเดียวกันชาร์ลีสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย มีสองร่างปรากฏขึ้นในภายในดวงตาที่กำลังสะท้อนบนกระจกบานใหญ่ ทั้งสองร่างคือชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและเสื้อกั๊กสีดำ
แต่ทันใดนั้น เมื่อมือขวาของมันสัมผัสเข้ากับวัตถุบนหน้าอก แสงสว่างพลันเจิดจ้าขึ้นทันที
แสงดังกล่าวคล้ายกับมีต้นกำเนิดจากดวงอาทิตย์ขนาดย่อยส่วน ช่วยมอบทั้งความสว่างและความร้อน
ชาร์ลี·เลคสัมผัสถึงความอบอุ่นได้ทันทีและไม่หนาวอีกต่อไป จึงรีบพ่นคำออกมา
“ชำระล้าง!”
ดวงอาทิตย์ขนาดย่อส่วนบนหน้าอกมีความร้อนสูงขึ้นจากเดิม แสงสว่างแปรสภาพกลายเป็นสิ่งที่คล้ายกับน้ำอุ่นและแทรกซึมเข้าไปในร่างกายในลักษณะคลื่นกระเพื่อม
ส่งผลให้ชาร์ลี·เลคได้รับสิทธิ์การควบคุมร่างกายกลับคืนมา อย่างไรก็ตาม มันไม่แยแสประตู แต่เปลี่ยนเป็นการวิ่งเข้าใส่หน้าต่างแทน
หน้าต่างในจุดดังกล่าวยังไม่ถูกขึงปิด ยังคงมองเห็นฝนปรอยๆ ด้านนอกและแสงสว่างจากโคมไฟริมถนนที่มีหมอกหนาแน่น
กึก กึก กึก!
ขณะชาร์ลี·เลควิ่งผ่านพรมตรงโต๊ะกาแฟและโซฟา มันเสียหลักกะทันหันจนเกือบล้มหัวคะมำ
คล้ายกับพรมมีชีวิตชีวาขึ้นมาและพันธนาการขามันไว้!
โครม!
โต๊ะกาแฟลอยกระแทกใบหน้าชาร์ลีพร้อมกับถ้วยชากระเบื้องเคลือบและเอกสารอีกจำนวนหนึ่ง ก่อนที่ทั้งหมดจะแตกเป็นเสี่ยงๆ และเรียงตัวกลายเป็นสิ่งที่ดูคล้ายหุ่นกระบอกแยกส่วน
แต่เพียงพริบตา ร่างของชาร์ลี·เลคหายไปโผล่อีกฝั่งหนึ่งของห้องพร้อมกับวิ่งหนีสุดชีวิตด้วยความกลัว
มันไม่เคยเกลียดการที่มีห้องนอนใหญ่ขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
โครม! โครม! โครม!
ท่ามกลางปากกาที่ยิงใส่อย่างส่งเดชและกระดาษที่พุ่งเข้าใส่ในแนวเฉียง ในที่สุดชาร์ลี·เลคก็วิ่งมาถึงหน้าต่าง
ในฐานะสาวกเดนตาย มันไม่รีบร้อนพังหน้าต่างออกไปทันที แต่เลือกที่จะกระชากผ้าม่านออกมาปิดไว้ครึ่งหนึ่ง
ในเวลาเดียวกัน มันยื่นมืออีกข้างไปทางท่อแก๊ส
บนผิวโลหะสีดำ เกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนพลันก่อตัวหนาแน่น
เพล้ง! กระจกหน้าต่างแตกด้วยตัวเองโดยที่เศษแหลมๆ พลันพรั่งพรูเข้าใส่ใบหน้านักธุรกิจวัยกลางคน ผิวหนังที่เรียบเนียนของมันถูกทะลวงผ่านในพริบตาพร้อมกับเกิดเลือดไหลเป็นทางยาวถึงคอ
ดวงตาของชาร์ลี·เลคพลันหม่นหมอง ร่างกายทิ้งตัวไปด้านหลังอย่างอ่อนเพลียโดยที่พยายามส่งเสียงร้อง แต่เนื้อเสียงกลับมิอาจส่งไปได้ไกลเกินกว่าห้องนอน
ขณะเดียวกัน ภายในอีกหนึ่งห้องนอนของบ้าน สาวใช้ที่เป็นชาวทวีปใต้สังเกตเห็นว่าท่อแก๊สกำลังสั่น
เธอรีบหันหน้าไปมองยังทิศทางของห้องที่ ‘นายจ้าง’ พักอาศัย ก่อนจะสังเกตเห็นว่าท่อแก๊สที่เชื่อมกับห้องดังกล่าวมีน้ำแข็งเกาะ
ภายในบ้านฝั่งตรงข้าม ชายขี้เหล้าที่กำลังถกแขนเสื้อดื่มเหล้าพลันตระหนักว่าผ้าม่านบ้านชาร์ลีถูกขึงปิดเพียงครึ่งเดียว
สัญญาณลับที่ชาร์ลีตกลงไว้กับคนอื่นก็คือ หากผ้าม่านขึงปิดมิดชิดหรือเปิดโล่ง นั่นหมายถึงไม่มีปัญหา แต่ถ้าหากผ้าม่านขึงปิดเพียงครึ่งเดียว นั่นแปลว่าเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นและมันกำลังตกที่นั่งลำบาก อีกฝ่ายต้องรีบแจ้งข่าวให้เบื้องบนทราบทันที
ชายขี้เมาพลันลุกพรวด
……………………………..
หลังจากจัดการขวดแก้วที่กลายพันธุ์เสร็จ ไคลน์นำนาฬิกาพกสีทองออกมาเปิดฝาตรวจสอบเวลา
ชายหนุ่มต้องกลับเข้ามาในอีกสามชั่วโมงถัดไปเพื่อแยกไม้กางเขนเจิดจรัสออกจาก ‘ขวดแห่งทาส’ นั่นจะทำให้ได้รับตะกอนพลังที่เป็นของ ‘จอมบงการ’ เพียงอย่างเดียวโดยไม่ปะปนกับลำดับก่อนหน้า
รู้สึกเหมือนกับได้ทำการทดลอง… ไคลน์พยักหน้าเล็กน้อยพร้อมกับเก็บนาฬิกาพก จากนั้นก็ส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริงเพื่องีบยามบ่าย
สี่โมงตรง บุรุษรับใช้ส่วนตัว เอ็นยูน ทำการเคาะประตูห้องนอนนายจ้างโดยมีพ่อบ้านวอลเตอร์ยืนมองอยู่
“มีอะไรหรือ?” ดอน·ดันเตสในชุดนอนเปิดประตูห้องออกมาในสภาพลูบหน้าผาก
เอ็นยูนโค้งศีรษะและกล่าว
“นายท่าน… เมื่อคืนก่อน คุณรับปากมาดามลีอานน่าว่าจะเข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชายามเย็น”
ไคลน์จ้องหน้าพ่อบ้านวอลเตอร์และพูด
“เข้าใจแล้ว ขอเวลาเตรียมตัวสิบห้านาที”
จากนั้น มันออกคำสั่งกับเอ็นยูน
“เข้ามาช่วยผมเปลี่ยนชุด”
เมื่อในห้องนอนเหลือแค่มันกับหุ่นเชิด ชายหนุ่มควบคุมอีกฝ่ายให้เดินไปหยิบชุดสำหรับงานเลี้ยงน้ำชา พลางชำเลืองนาฬิกาแขวนผนังเป็นระยะ
ผ่านไปสิบนาที หลังจากผูกไทและสวมเสื้อนอก มันถอยหลังสี่ก้าวเพื่อส่งตัวเองเข้าไปยังห้วงมิติเหนือสายหมอก
ปัจจุบันเป็นเวลาสามชั่วโมงพอดิบพอดีหลังจากการมาเยือนคราวก่อน
บนโต๊ะทองแดงยาวลวดลายโบราณ ขวดแก้วกลายพันธุ์ที่ติดอยู่กับไม้กางเขนเจิดจรัสด้วยพลังของมิติหมอก ปราศจากลวดลายตาข่ายระยิบระยับโดยสิ้นเชิง เปลี่ยนจากชิ้นงานศิลป์กลายเป็นเพียงขวดแก้วธรรมดาตามท้องถนน
ก้นขวดแก้วที่มีสสารสีเทาอ่อนกำลังถูกขับออกมา สารดังกล่าวไหลเวียนอย่างอิสระและค่อยๆ ก่อตัวเป็นวัตถุรูปทรงหัวใจขนาดเท่ากำปั้นเด็ก และไม่เพียงจะมีรอยหยักย่น แต่ยังรวมไปถึงรอยแยกที่ดูคล้ายกับดวงตา ในส่วนของลวดลายสามมิติมายาที่ขยายออกไปยังความว่างเปล่าโดยรอบ ลักษณะของมันเหมือนกับตะกอนพลังของเฮอร์วิน·แรมบิสที่ไคลน์เคยเห็น
มีจุดแตกต่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น… ไคลน์คลายพันธนาการและนำไม้กางเขนเจิดจรัสออกจากปากขวด
จัดการเสร็จ วัตถุที่ถูกขับออกมาได้แยกตัวจากขวดแก้วโดยสมบูรณ์ กลายเป็นเอกเทศและอิสระ
ไคลน์เหยียดแขนซ้ายออกไปหยิบวัตถุที่ดูเหมือนทั้งหัวใจและสมอง หลังจากตรวจสอบสองสามวินาที มันโยนกลับเข้าไปในกองขยะและใช้พลังมิติหมอกห่อหุ้มไว้
ทันใดนั้น เสียงที่อ่อนเพลียดังออกจากขวดแก้วกลายพันธุ์
“เจ้ามัน… ปีศาจ…”
ไคลน์ไม่ตอบ เพียงใช้มือขวากระแทกไม้กางเขนเจิดจรัสให้กลับเข้าไปในปากขวดโดยอาศัยแรงกดจากพลังมิติหมอก
เสร็จขั้นตอนดังกล่าว พระราชวังโบราณกลับไปอยู่ในสภาพสงบสุขอีกครั้ง
หลังจากกลับมายังโลกความจริง ไคลน์สวมหมวกทรงสูง ถือไม้ค้ำ เดินทางออกจากบ้านเลขที่ 160 ถนนเบิร์คลุนด้วยรถม้า ปลายทางคือบ้านเลขที่ 39 ในถนนเส้นเดียวกันของส.ส. มัคท์
ภายในห้องนั่งเล่นที่โอ่อ่าของบ้านส.ส. แขกจำนวนหนึ่งกำลังนั่งล้อมวงรอบถาดสามชั้นหรูหราซับซ้อน ด้านหน้าทุกคนเป็นถ้วยชาดำที่มีเสน่ห์
ไคลน์หยิบแซนด์วิชแตงกว่าขึ้นมากัดคำเล็ก เล่าความรู้สึกในเชิงติดตลก
“ของหวานวันนี้ดูพิเศษมาก ไม่ว่าจะเป็นเค้กแคร์รอตหรือขนมพายครีม”
มัคท์หัวเราะเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“ดอน… ความช่างสังเกตของคุณนั้นไร้ที่ติมาก”
ไม่เกี่ยวกับความช่างสังเกตเลยสักนิด ตราบใดที่ไม่ตาบอด ก็ต้องเห็นอยู่แล้วว่ารูปลักษณ์ของพิลึกกึกกือ… ไคลน์รำพันเล็กน้อย
“เป็นของสำคัญสินะครับ”
“แน่นอน เฮเซลเป็นคนอบเองกับมือ… คุณจะลองชิมดูก็ได้ ถึงเฮเซลจะยังควบคุมรูปทรงได้ไม่ดีนัก แต่รสชาติชั้นหนึ่งเลย” มัคท์กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ
พอร์ตแลนโมมงต์ที่นั่งด้านข้าง ผู้เป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยเบ็คลันด์ หัวเราะและกล่าว
“ฟังดูไม่เหมือนเฮเซลที่ผมรู้จักเลย”
มัคท์ชำเลืองมาดามลีอานน่าและกล่าวด้วยสีหน้าพึงพอใจ
“ทุกคนย่อมเติบโต… ใช่ไหมล่ะ? พักหลังเฮเซลเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก ไม่เพียงแต่จะเสนอตัวเรียนเกี่ยวกับการเข้าสังคมและแต่งงานด้วยตัวเอง แต่ยังรวมถึงการทำขนมและเล่นดนตรีให้พวกเราฟัง พาแม่ไปชมดนตรี แข่งม้า และช็อปปิ้ง แถมยังเป็นผู้ฟังที่ดีในซาลอนและงานเลี้ยง”
จากคำบอกเล่าของมิสจัสติส ขั้นตอนการรักษาเฮเซลดำเนินไปถึงจุดที่เธอสามารถนึกถึงความเจ็บปวดและอาการตกตะลึงในอดีต แม้จะมาแค่อารมณ์เพียวๆ โดยไม่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ใดเป็นพิเศษ แต่ก็มากพอที่จะทำให้เฮเซลฝันถึงการสูญเสียครอบครัวและญาติ… สิ่งนี้ทำให้เธอรักและเอ็นดูครอบครัวมากขึ้น? จนต้องผลักดันตัวเองมากขนาดนี้? ไคลน์พยักหน้าพลางรักษารอยยิ้ม
“ยอดเยี่ยมมาก”
“ใช่แล้วล่ะ” มัคท์ตอบด้วยอารมณ์ซับซ้อน “ผมเป็นห่วงนิสัยของเธอมาตลอด กังวลว่าจะไม่ได้แต่งงานกับคนดีๆ และขาดโอกาสติดต่อกับคนภายในแวดวงทางสังคม ถ้าเป็นแบบนั้น หลังจากพวกเราตายไป เธอคงไม่สามารถหาใครมาช่วยเหลือได้ในตอนที่เผชิญปัญหา… แต่ปัจจุบัน ผมหมดห่วงกับเรื่องนี้แล้ว”
มัคท์เผยรอยยิ้มจริงใจขณะเล่าความเครียดที่มันมักเก็บไว้คนเดียว
จากนั้น มันยกมือขึ้นโบกอย่างอ่อนโยนและกล่าวด้วยความมั่นใจ
“ทำไมผมต้องเสี่ยงทำให้ตัวเองมีศัตรูท่ามกลางหมอกและมลพิษที่คร่าชีวิตไปมากมายขนาดนี้? ทำไมพวกเราถึงต้องต่อสู้แย่งชิงอาณานิคมในไบลัมตะวันออกกับฟุซัคและไบลัมตะวันตกกับอินทิส? ไม่ใช่เพื่อให้ลูกหลานมีชีวิตที่ดีขึ้นหรอกหรือ? ไม่ใช่เพื่อให้ความกังวลลดลงหรอกหรือ? สำหรับผม ความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับเฮเซลนั้นมากมายยิ่งกว่าผลงานในไบลัมตะวันออก และมีความหมายยิ่งกว่าการต่อสู้ในสภาสามัญ”
ขณะฟังคำบรรยายจากส.ส. มัคท์ ไคลน์อดไม่ได้ที่จะมองออกไปนอกหน้าต่าง
เนื่องจากไม่มีดวงอาทิตย์ บรรยากาศจึงค่อนข้างมืด
ทันใดนั้น พอร์ตแลนด์·โมมงต์ตอบมัคท์แบบติดตลก
“ไม่ใช่เสียทั้งหมด… การที่พวกเราทำสิ่งเหล่านั้น ส่วนหนึ่งก็เพื่อตัวเราเอง”
กล่าวถึงตรงนี้ มันหันไปมองไคลน์และพูด
“ดอน… คุณไตร่ตรองดูหรือยัง? อยากทุนกับห้องวิจัยเครื่องจักรของผมไหม?”
ไคลน์หัวเราะแห้ง
“คุณอธิการบดี ทำไมถึงเอาแต่กังวลเป็นหนุ่มๆ ไปได้? ผมได้อ่านข้อมูลที่ส่งมาและมองเห็นภาพรวมเกี่ยวกับสิทธิ์และรายได้เบื้องต้นแล้ว พูดกันตามตรง ผมสนใจมาก… การช่วยให้คนหนุ่มสาวที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ได้ฝึกฝนตัวเองในห้องวิจัยแบบนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าพึงพอใจ ควรค่าแก่การลงทุนเป็นอย่างยิ่ง… ในยุคสมัยปัจจุบัน สิ่งใดสำคัญที่สุด? ใช่แล้ว พรสวรรค์!”
“จักรพรรดิโรซายล์เองก็เคยกล่าวเอาไว้” พอร์ตแลนด์·โมมงต์หัวเราะในลำคอ “เช่นนั้นแล้ว คุณสนใจจะลงทุนเท่าไร?”
ดอนยกถ้วยกระเบื้องเคลือบขึ้นมาดื่มชาดำหนึ่งจิบ
“แผนเบื้องต้นคือหนึ่งหมื่นปอนด์”
“สมแล้วที่ได้เป็นเศรษฐีคนดังแห่งเบ็คลันด์ในระยะหลัง ดิฉันจินตนาการไม่ออกเลยว่าคุณมีทรัพย์สินมากแค่ไหนกันแน่… ในตอนแรก คุณบริจาคให้หุ้นกว่าหนึ่งหมื่นปอนด์ให้โบสถ์รัตติกาล จากนั้นก็จ่ายอีกสองหมื่นปอนด์เพื่อซื้อคฤหาสน์เพลงกุหลาบ และนี่ยังจะบริจาคอีกหนึ่งหมื่นปอนด์เพื่อลงทุนกับห้องวิจัยเครื่องจักรของพอร์ตแลนด์…” มาดามลีอานน่าอดไม่ได้ที่จะอุทาน
พอร์ดแลนด์ยกนิ้วโป้งให้
“สมแล้วที่เป็นนักลงทุนวิสัยทัศน์ไกล”
ไคลน์ยิ้ม
“แต่ผมยังคงมองหาทีมนักกฎหมายและนักบัญชีเพื่อยืนยันสถานการณ์และกำหนดเงื่อนไข งานของมืออาชีพก็ต้องปล่อยให้มืออาชีพจัดการ นอกจากนั้น ผมยังต้องคิดด้วยว่าจะลงทุนตรงๆ หรือก่อตั้งบริษัทหรือกองทุนและลงทุนผ่านมันดี… จริงสิ พอร์ตแลนด์ ผมมองว่าคุณตกหล่นไปบางเรื่อง ห้องวิจัยที่สำคัญเช่นนี้ทำไมถึงไม่เคยถูกประเมินระดับความปลอดภัยเลย? คุณไม่กลัวสายสืบจากบริษัทใหญ่หรือขั้วอำนาจฝั่งตรงข้ามแทรกซึมเข้ามาและก่อความพินาศบ้างหรือ?”
พอร์ตแลนด์·โมมงต์ผงะเล็กน้อย ตามด้วยผงกศีรษะเชื่องช้า
“สมเหตุสมผล… ผมมองข้างปัญหานี้ไปจริงๆ”
เมื่อประสบความสำเร็จในสิ่งที่ต้องการ ไคลน์ไม่สานต่อหัวข้อเดิม เลือกเปลี่ยนไปถามประเด็นอื่น
“ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับพันตรีโจนาส·โคลเกอร์บ้างไหม?”
มัคท์ถอนหายใจ
“ไม่เลย… ซิลวารัสยาร์ดกล่าวว่าพวกเขาตรวจสอบพื้นที่รอบๆ คฤหาสน์เพลงกุหลาบหมดแล้ว แต่ก็ไม่พบเบาะแสใดเลย”
กล่าวถึงตรงนี้ ส.ส. มัคท์ลดเสียงพูดลง
“ผมสงสัยว่าพันตรีอาจได้รับอุบัติเหตุระหว่างทำภารกิจลับ… ตอนนี้เบื้องบนกำลังทำตัวแปลกๆ”
ในบางแง่มุม สมมติฐานของนายถูกเผง… ไคลน์ถอนหายใจ
“ขอให้ไม่มีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้น”
ระหว่างงานเลี้ยงน้ำชายามเย็น ไคลน์ตรวจสอบเวลาและขอตัวไปเข้าห้องน้ำ จากนั้นก็นำตะกอนพลังนักท่องฝันที่ถูกขับออกมาจากขวดกลายพันธุ์โยนลงไปในกองขยะ
เมื่องานเลี้ยงจบลง ไคลน์เดินทางกลับบ้านเลขที่ 160 ถนนเบิร์คลุนด้วยสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างมืด โคมไฟแก๊สริมถนนสองฝั่งถูกจุดก่อนเวลาอันควรเนื่องด้วยสายฝนที่โปรยปรายลงมา
ปัจจุบัน คำถามทั้งหมดพุ่งตรงไปยังสิ่งที่อยู่ภายในโบราณสถานจักรพรรดิโลหิต ขอเพียงสามโบสถ์หลักค้นพบความผิดปรกติได้ทันเวลา เหตุการณ์ร้ายๆ จำนวนมากจะไม่เกิดขึ้น… ไคลน์มองออกไปนอกหน้าต่างที่พร่ามัวเพราะสายฝน ภายในใจครุ่นคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในระยะหลัง
สำหรับตอนนี้ นอกจากการช่วยจับตัวคาร์เทอริน่า เราแทบทำประโยชน์อะไรไม่ได้… นอกจากนั้น เทพธิดาที่กำลังพยายามย่อยหรือควบคุม ‘เอกลักษณ์’ ของเส้นทางมรณาก็คงมีพลังไม่พอที่จะตอบสนองต่อพิธีกรรมใหญ่…
ในการจะแก้ปัญหา เรามีสองทางเลือก หากไม่ขอสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ที่มีพลังในกำหนดเป้าหมายมาจากมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ ก็คงต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากโบสถ์จักรกลไอน้ำและวายุสลาตัน ดูว่าเทพแท้จริงของใครจะตอบสนองในเวลาแบบนี้ได้… แต่สำหรับสมบัติปิดผนึกระดับ 0 นั่นอาจไม่พอที่จะรับมือเนื่องจากฝ่ายศัตรูมีราชาเทวทูต และในส่วนของอีกสองโบสถ์ มีความเป็นไปได้มากที่เบื้องบนของพวกมันจะเป็นคนทรยศ…
การเดินทางจากบ้านเลขที่ 39 มายังบ้านเลขที่ 160 บนถนนเดียวกันกินเวลาไม่นานนัก ยังไม่ทันที่ไคลน์จะได้ขบคิด รถม้าก็แล่นมาถึงหน้าประตูของอาคารหลัก จึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องลงไป
เมื่อกลับถึงห้องบนชั้นสามและเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ สัมผัสวิญญาณของชายหนุ่มพลันถูกกระตุ้น จากนั้น ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ผู้ถือสี่หัวทองตาแดงก็เดินออกจากความว่างเปล่า
“จากชารอน?” มันเดาก่อนจะรับจดหมาย
“ใช่…” หนึ่งในศีรษะของไรเน็ตต์ตอบ
โดยไม่มากพิธี ไคลน์เปิดกระดาษจดหมายและคลี่อ่าน บนกระดาษมีข้อความเขียนไว้เพียงหนึ่งประโยค
“พวกเราจะลงมือสี่ทุ่มคืนนี้”
……………………………….
หลังจากทำความเข้าใจสถานการณ์ ไคลน์จ้องกระจกบานใหญ่ภายในห้อง จากนั้นก็ถาม
“ความลับของกษัตริย์คืออะไร?”
บนกระจกที่ดูคล้ายเชื่อมต่อกับโลกอีกใบ คลื่นน้ำกระเพื่อมอ่อนโยนพร้อมกับสร้างฉาก
เป็นฉากของโบราณสถานภายในความมืดสนิท ปกคลุมไปด้วยฝุ่นผงแห่งกาลเวลา ราวกับไม่เคยถูกแตะต้องแม้เพียงเล็กน้อย
กำลังจะบอกว่า ความลับของกษัตริย์คือโบราณสถานจักรพรรดิโลหิต? อาโรเดสไม่กล้ามอบคำตอบกับเราตรงๆ หรือเป็นเพราะเจ้านั่นมองเห็นได้แค่นี้? ไคลน์ครุ่นคิดสักพัก จ้องกระจกวิเศษพร้อมกับกล่าว
“ตาเจ้าถามแล้ว”
ฉากบนกระจกบานใหญ่ยังคงไม่แปรเปลี่ยน เพียงมีตัวอักษรสีเงินเพิ่มเข้ามา
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ ยังมีคำถามอื่นอีกไหม?”
“มี” ไคลน์ตอบไม่อ้อมค้อม “นักบุญขาวคาร์เทอริน่าอยู่ที่ไหน?”
ภายในกระจก ข้อความสีเงินจางลงก่อนจะหายไป แต่ฉากหลังที่เป็นโบราณสถานเทพสงครามยังคงอยู่
ถ้าไม่ใช่เพราะตัวอักษรเปลี่ยนไป เราคงคิดว่ากระจกวิเศษบานนี้ชำรุด… คาร์เทอริน่ากำลังซ่อนตัวอยู่ในโบราณสถานจักรพรรดิโลหิต? โบราณสถานที่เป็นของจริง? ไคลน์พยักหน้าตรึกตรอง
“ตาเจ้าถาม”
บนฉากเดิม ข้อความสีเงินปรากฏขึ้นใหม่และควบแน่น
“นายท่านผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตา เหตุใดท่านจึงยังไม่ออกจากเบ็คลันด์?”
เป็นคำถามที่ดี เราเคยคิดจะทำแบบนั้น… เดิมที เราสืบสวนโศกนาฏกรรมมหาหมอกควันแห่งเบ็คลันด์เพราะความโกรธที่คนบริสุทธิ์อย่างโคห์เลอร์ต้องตายไปเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังเป็นเพราะเราสูญเสียเป้าหมายใหญ่ในชีวิตไป แต่ในภายหลัง เราถูกผูกมัดด้วยตัวตนข้ารับใช้แห่งเทพธิดา และหลังจากนั้น ด้วยความทะเยอทะยานอันสูงส่ง เราอยากปกป้องไม่ให้หายนะบังเกิด เราหวังช่วยเหลือคนที่รู้จักให้รอดพ้นจากความเจ็บปวด ไม่ตกเป็นเหยื่อของกระแสแห่งเวลา นั่นเป็นที่มาของการเอาตัวเข้าไปเสี่ยง…
แต่สำหรับปัจจุบัน ทั้งที่รู้ว่าโลกกำลังจะบังเกิดสงครามกวาดล้างครั้งใหญ่ แต่เมื่อพิจารณาว่าพิธีกรรมเลื่อนลำดับของปราชญ์โบราณราวกับ ‘เกิดมาเพื่อเรา’ และตระหนักว่าชะตากรรมของเราอาจถูก ‘จัดเตรียม’ ไว้ล่วงหน้าแล้ว ต่อให้คิดหลบหนี แต่เกรงว่านั่นอาจไม่ประสบความสำเร็จ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ต่อให้เราหนีไปจากเบ็คลันด์ แต่ก็คงหนีจากชะตากรรมของตัวเองไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ คงดีกว่าหากจะเผชิญหน้ากับมันตรงๆ เพื่อควานหาโอกาสค้นพบความจริง เพื่อช่วงชิงโชคชะตาของตัวเองกลับคืนมา… ท่ามกลางกระแสความคิดอันหลากล้น ไคลน์วางแผนในใจ
หลังจากนั้น ชายหนุ่มตอบเยือกเย็น
“การหลบหนีอาจไม่ช่วยแก้ปัญหา”
กล่าวจบ ไคลน์เริ่มถามใหม่
“ตอนนี้ทริสซี่อยู่ที่ไหน”
ภายในกระจกเงาบานใหญ่ ฉากหลังเปลี่ยนผันอีกครั้ง คราวนี้กลายเป็นสีดำสนิท ในบางครั้งก็มีวัตถุหนาๆ ไถลไปบนพื้นผิว
อาโรเดสเองก็มองไม่เห็นสถานการณ์ฝั่งทริสซี่เหมือนกัน… ไคลน์พยักหน้าและเสริม
“ตาเจ้าถาม”
เฉกเช่นทุกครั้ง เกิดแสงน้ำกระเพื่อมบนผิวกระจกและข้อความสีเงินที่เรียงตัวเป็นคำ
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ ข้าขอกล่าวบางสิ่งกับท่านได้ไหม?”
“ว่ามา” ไคลน์ตอบทันที
ตัวอักษรสีเงินแปรเปลี่ยนเป็นคำใหม่
“ท่านต้องระวังสิ่งที่จะเกิดขึ้นให้ดี!”
ถึงขั้นใช้เครื่องหมายตกใจ… กระจกวิเศษอาโรเดสสัมผัสได้ถึงกลิ่นไม่ดี? ไคลน์ไตร่ตรองสักพัก
“สิ่งใดจะเป็นภัยคุกคามต่อเรา?”
“ข้าไม่ทราบ เป็นแค่ความรู้สึกส่วนตัว” อาโรเดสเรียงเป็นคำใหม่ แต่คราวนี้เปลี่ยนจากสีเงินสว่างเป็นสีเทาหม่น บอกเป็นนัยว่ากำลังผิดหวังและตำหนิตัวเอง
โดยไม่รอให้ไคลน์ตอบสนอง ข้อความสีเทาชุดใหม่ถูกละเลงบนกระจกทีละคำ
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ ข้ามีอีกฉากหนึ่งต้องการแสดงให้เห็น ท่านอยากดูไหม?”
“แน่นอน” ไคลน์พูดช้าลง
บนผิวกระจกบานใหญ่ คลื่นน้ำกระเพื่อมพร้อมกับฉากหลังสีดำที่แปรเปลี่ยน
ความดำมืดลุ่มลึกมากขึ้นเรื่อยๆ แต่มีจุดแสงจำนวนหนึ่งสว่างแซมขึ้นมาคล้ายกับประกายเพชร
เป็นภาพของค่ำคืนอันงดงามและกว้างใหญ่
ภาพที่อาโรเดสแสดงหมายถึงเทพธิดาที่มีแก่นเป็นดวงดาว หรือแทนการจ้องมองจาก ‘อวกาศ’ ? ดูเหมือนว่ามันจะไม่กล้าบอกตรงๆ … ไคลน์ไตร่ตรองสักพัก แต่คราวนี้ไม่ถามเพิ่มเติม
“วันนี้พอแค่นี้ก่อน”
“ตกลงขอรับ!” ตัวอักษรกลับไปเป็นสีเงินสว่างอีกครั้งด้วยความเร็วที่ค่อนข้างช้า “นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ ห… หากมีคำถามในอนาคต ท่านยังจะขอความช่วยเหลือจากข้า อาโรเดส ข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของท่านหรือไม่?”
เป็นกระจกที่เคร่งกฎอะไรขนาดนี้… ไคลน์หัวเราะและกล่าว
“แน่นอน เราจะเรียกหาเจ้าเมื่อมีข้อสงสัยในอนาคต”
“ขอรับนายท่าน! ลาก่อนนายท่าน!” บนผิวกระจก ตัวอักษรสีเงินกลับมาเขียนด้วยความเร็วปรกติอีกครั้งพร้อมกับวาดตัวก้างปลากำลังโบกมือ
รอจนกระทั่งทุกสิ่งกลับสู่ความสงบ ไคลน์เผากระดาษอัญเชิญมีสัญลักษณ์ถูกวาดไว้ เปิดผ้าม่าน จ้องออกไปยังท้องฟ้าสีหม่นที่มาพร้อมบรรยากาศเย็นเยียบ
…
เขตราชินี ภายในวิหารเล็กๆ ของโบสถ์รัตติกาล
ทั้งซิลและฟอร์สต่างได้รับข้อความจากมิสจัสติสผ่านมิสเตอร์ฟูล และนั่นช่วยให้พวกเธอทราบว่าปัญหาถูกสะสางแล้ว รวมถึงความลับบางส่วนของกษัตริย์
“…สุดยอดมาก” ฟอร์สที่นับถือเทพจักรกลไอน้ำลืมตาขึ้นท่ามกลางโถงสวดมนต์ที่ค่อนข้างกว้าง จากนั้นก็หันศีรษะพร้อมกับกล่าวเสียงต่ำ
เดิมที เธอต้องการจะพูดว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์หรือเดอะเวิร์ลนั้นยอดเยี่ยมมาก แต่หลังจากไตร่ตรอง เธอไม่อยากกล่าวสิ่งใดที่ผิดพลาดออกไป
เหตุการณ์ในสัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้เธอรู้สึกราวกับได้อยู่ในโลกผู้วิเศษมานานนับสิบปี
ซิลเองก็ลืมตาเช่นกัน แต่อันดับแรกเธอรีบวาดพระจันทร์สีแดงกึ่งกลางหน้าอก เพื่อสารภาพบาปที่แสดงพฤติกรรมลบหลู่เทพธิดาจนถึงเมื่อครู่
“ใช่ เขาช่าง…” ยังไม่ทันกล่าวจบ ความนัยที่สอดคล้องกันก็แล่นเข้าไปในสมองฟอร์ส
สิ่งที่เธอต้องการจะกล่าวก็คือ เฮอร์วิน·แรมบิสเป็นถึงครึ่งเทพตัวจริง แต่ทั้งเธอและฟอร์สเข้ามาในวิหารเทพธิดายังไม่ถึงสิบนาที เกอร์มัน·สแปร์โรว์กับสะสางปัญหาอย่างหมดจดเรียบร้อย
ในฐานะนักบุญทั้งคู่ หากจะทำเรื่องแบบนี้ได้ ระดับพลังของต่างกันมาก!
“บางที… อาจเป็นเพราะพรจากเทวทูต” ฟอร์สปะติดปะต่อประสบการณ์ส่วนตัวในโลกผู้วิเศษพร้อมกับคาดเดา
เนื่องจากโถงสวดมนต์ใหญ่ทั้งเงียบและมืด ไม่เหมาะแก่การสนทนา ซิลจึงไม่พูดคุยกับเพื่อนสนิทนานนัก รีบลุกขึ้นและเดินออกมายังทางเดิน
ทั้งสองออกจากโถงสวดมนต์ จนกระทั่งมาถึงประตูทางเข้าหลัก ซิลถอนหายใจและกล่าว
“ฉันอยากจะแข็งแกร่งแบบนั้นได้ในสักวัน…”
“ฉันก็มีความคิดแบบนี้บ่อยครั้งเหมือนกัน” ฟอร์สยิ้ม “เอ่อ… แต่ว่านะ เธอได้ข้อมูลที่ต้องการแล้วไม่ใช่หรือ? ถึงความลับเบื้องลึกของกษัตริย์จะยังมีให้ขุดคุ้ยอีกมาก แต่ถ้าเป็นข้อมูลผิวเผินก็นับว่าชัดเจนแล้ว”
ซิลจ้องประตูตรงหน้า เงียบงันหลายวินาทีก่อนจะกล่าว
“แต่แบบนี้จะรู้ไปเพื่ออะไร? ฉันทำอะไรกับข้อมูลไม่ได้อยู่ดี”
“ผิดแล้ว เมื่อเทียบกับศัตรูที่เราเคยได้ยินชื่อ ชายคนนั้นไม่ได้ยิ่งใหญ่สักเท่าไร อย่างน้อยก็สามารถจ้องหน้าตรงๆ ได้อย่างปลอดภัย” ฟอร์สปลอบประโลมเพื่อนสนิท “รอจนกว่าเธอจะได้รับการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ เธอจะรู้ตัวเองดีว่าควรมีส่วนร่วมกับเรื่องนี้อย่างไรโดยไม่ต้องปะทะกับตัวตนระดับสูง”
ฟอร์สซึ่งเข้าร่วมชุมนุมทาโรต์ก่อนซิลมานานย่อมเคยเห็นความสำเร็จมากมายของมิสเตอร์ฟูล ยกตัวอย่างเช่นการใช้ข้ารับใช้และสมาชิกเพื่อทำลายการเสด็จลงมาเยือนของ ‘พระผู้สร้างแท้จริง’ เปิดโปงความลับของเกาะแบนชี ช่วงชิงอำนาจบางส่วนในขอบเขตพายุมาเป็นของตน แทรกแซงสิทธิ์การเป็นเจ้าของของ 0-08 และเมื่อเทียบกับเหตุการณ์เหล่านี้ซึ่งมีเทพ ราชาเทวทูต และเทวทูตเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย ลำพังตัวตนกษัตริย์จอร์จที่สามนั้นไม่ได้ยิ่งใหญ่แต่อย่างใด
ซิลเดินไปทางประตูอย่างเชื่องช้า เงียบงันสักพักก่อนจะกล่าว
“ฉันเข้าใจความหมายของเธอ… ก่อนอื่น พวกเราจะกลับไปยังเขตตะวันออกและหลบอยู่เงียบ หลังจากฉันได้รับสูตรโอสถผู้พิพากษาเมื่อไร เราสองคนจะกลับไปซ่อนตัวอีกครั้ง… ฉันคิดว่าหลังจากเหตุการณ์วันนี้ พวกเขาคงไม่กล้าเสี่ยงสืบสวนเราแล้ว”
“แน่นอนอยู่แล้ว ทางนั้นจะทำได้แค่ซ่อนตัวในเงามืด ไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกเลย” ฟอร์สรีบเสริม ก่อนจะถอนหายใจและกล่าว “แต่ก่อนจะย้ายที่อยู่ใหม่ ฉันอยากส่งจดหมายให้อาจารย์”
ซิลยกมือขึ้นมาสางเส้นผมสีทอง ตามด้วยก้าวเดินออกจากวิหารและกล่าวหน้าขรึม
“หลังจากได้รับสูตรโอสถ ฉันจะซื้อกระดุมเม็ดนั้นและเลื่อนขั้นโดยเร็ว”
“ไม่เลว ไฟแห่งการต่อสู้ของเธอกลับมาลุกโชนอีกแล้ว” ได้เห็นภาพดังกล่าว ฟอร์สยิ้มพลางยุแหย่
ซิลไม่กล่าวคำใดต่อ เพียงเดินตรงไปข้างหน้าด้วยสายตาเคร่งขรึม
ผ่านไปราวสิบเก้า เธอชะงักฝีเท้าพร้อมกับหันมาพูด
“ง…เงินเก็บของฉันคงยังไม่มากพอที่จะซื้อกระดุมเม็ดนั้น… เมื่อถึงเวลา ฉันคงต้องยืมเงินเธอก่อน… จะรีบคืนให้แน่นอน”
ฟอร์สผงะสองสามวินาที ตามด้วยระเบิดเสียงหัวเราะ
“ตกลง… ถ้าไม่ผิดจากที่คาด ฉันใกล้จะได้รับวัตถุที่เกี่ยวข้องจากอาจารย์แล้ว”
…
วันพฤหัสบดีตอนบ่าย ไคลน์ที่ใช้ข้ออ้างเป็นการงีบ กลับมายังห้องนอนใหญ่และเข้าห้องน้ำ เดินถอยหลังสี่ก้าวส่งตัวเองเข้าสู่มิติหมอก
มันเชื่อว่าขวดแก้วที่บรรจุ ‘โอสถ’ น่าจะดูดซับเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เมื่อกลับมานั่งบนเก้าอี้พนักสูงของเดอะฟูล ไคลน์ตวัดแขนเพื่อสลายบาเรียกีดกัน จากนั้นก็ดึงวัตถุเข้าหาตัว
ขวดแก้วสีใสถูกปนเปื้อนด้วยสีดำเรียบร้อยแล้ว บนพื้นผิวเต็มไปด้วยลวดลายตาข่ายที่ส่องแสง มอบบรรยากาศงดงามแก่สภาพแวดล้อม
ภายในขวดว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง ไม่มีโอสถหลงเหลือแม้แต่หยดเดียว ปากขวดกว้างๆ ถูกปกคลุมด้วยหมอกแสงที่ล่องลอย ดึงดูดสายตาไคลน์เป็นอย่างมาก ราวกับจิตใจกำลังถูกดูดกลืน
เสียงแผ่วเบาดังมาจากขวดแก้ว
“ถ้านำเหรียญทองหนึ่งร้อยเหรียญมาใส่ ความปรารถนาของเจ้าจะเป็นจริง…”
“ถ้านำเหรียญทองหนึ่งร้อยเหรียญมาใส่ ความปรารถนาของเจ้าจะเป็นจริง…”
ไปเรียนของแบบนี้มาจากไหน? แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า น้ำเสียงโทนเดียวของมันช่วยในการสะกดจิตอย่างมาก… การนำเหรียญทองหนึ่งร้อยเหรียญไปยัดใส่นั้นเท่ากับเป็นการเปิดประตูกายปัญญาของตัวเอง จากนั้นก็จะถูกขวดดังกล่าวบงการและกลายเป็นทาส… หลังจากวิเคราะห์เบื้องต้น ไคลน์เสกไม้กางเขนเจิดจรัสออกจากกองขยะพร้อมกับระดมพลังของสายหมอกเพื่อ ‘ยัด’ มันลงไปในปากขวด
“ไอ้ปีศาจ!” เสียงภายในขวดคำราม แต่หลังจากนั้นก็ถูกปิดกั้นโดยบาเรียสายหมอกทันที
…………………..
ย่อยสมบูรณ์แล้ว? สมเหตุสมผล… ถึงจะพึ่งพายันต์โจรปล้นดวงเป็นหลัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นคือการสะกดจิตครึ่งเทพ ช่วยให้สามารถเปิดประตูกายปัญญาได้อย่างแท้จริง และหลังจากนั้น ปรับแต่งสามัญสำนึกรวมถึงการฝังการชี้นำก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องทำด้วยตัวเอง ความประมาทแม้เพียงเล็กน้อยจะทำให้เหยื่อต่อต้าน และง่ายที่จะเผชิญความล้มเหลว… ผลลัพธ์ที่สุดยอดเช่นนี้จึงนำพาไปสู้การย่อยโอสถอย่างก้าวกระโดด… ไคลน์พยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะกล่าวชม
“นั่นเป็นเรื่องที่ดี โดยเฉพาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน”
ออเดรย์เข้าใจในสิ่งที่มิสเตอร์เวิร์ลต้องการสื่อ ภายใต้วังวนพายุที่เกิดจากฝีมือของ ‘เทวทูตจินตภาพ’ อาดัมและกษัตริย์จอร์จที่สาม ต่อให้เธอมีหน้าที่แค่อยู่รอบนอก แต่ก็คงอดไม่ได้ที่จะตระหนักถึงความเปราะบางและไร้พลังของตัวเอง จึงเป็นธรรมดาที่จะต้องการพัฒนาฝีมือตัวเอง
หญิงสาวกล่าวพยักหน้าและกล่าว
“ดิฉันจะพยายามยื่นข้อเสนอให้เดอะซันและพัฒนาเป็นลำดับ 5 ให้เร็วที่สุด เมื่อถึงตอนนั้น ดิฉันหวังว่าจะได้พรจากมิสเตอร์ฟูลเพื่อให้มีสติกระจ่างชัดภายในความฝัน”
ไคลน์ที่เตรียมตัวไว้แล้ว ยิ้มและกล่าว
“อันที่จริง คุณไม่จำเป็นต้องรอนานขนาดนั้น เร็วที่สุดวันพรุ่งนี้ และช้าที่สุดวันศุกร์ ผมสามารถขายตะกอนพลังนักท่องฝันให้คุณได้”
“จริงหรือ…?” ดวงตาออเดรย์พลันเบิกกว้าง มิอาจเก็บซ่อนความประหลาดใจ
ไคลน์พยักหน้าและตอบ
“มันเป็นของเฮอร์วิน·แรมบิส… ไม้กางเขนที่มิสเตอร์ฟูลเพิ่งได้รับมา มีพลังในการสกัดตะกอนพลังออกจากวัตถุทีละระดับ”
ชายหนุ่มตอบห้วน ไม่ลงลึกรายละเอียด รักษามาดสุขุมของเกอร์มัน·สแปร์โรว์
“อย่างนี้นี่เอง…” ออเดรย์ยกมุมปากยิ้มอย่างมีความสุข ตามด้วยการใช้มือทาบหน้าอกและกล่าว “มิสเตอร์ฟูลจงเจริญ~ แล้วก็ ขอบคุณมากนะคะมิสเตอร์เวิร์ล”
ไม่ต้องขอบคุณคนเดียวกันสองครั้งก็ได้… ไคลน์รำพันติดตลก ก่อนจะตอบเสียงเรียบ
“ผมแค่ทำธุรกิจ”
เธอต้องจ่าย! ชายหนุ่มเน้นยำในใจ
ออเดรย์ฉีกยิ้มพลางถาม
“เช่นนั้นแล้ว คุณต้องการสิ่งใดแลกเปลี่ยน?”
“สำหรับตะกอนพลังของโอสถลำดับ 5… แปดพันปอนด์” ไคลน์เลือกในสิ่งที่มิสจัสติสสามารถหาได้ง่ายและเร็วที่สุด
ออเดรย์แทบไม่แยแสด้านราคา ดวงตาของเธอแปรเปลี่ยนเล็กน้อยก่อนจะทำหน้าครุ่นคิด
“ถ้าแยกออกมาได้… คุณช่วยขายตะกอนพลังนักสะกดจิตให้ดิฉันด้วยได้ไหม?”
กล่าวถึงตรงนี้ หญิงสาวยิ้มแห้งพลางตอบกระอักกระอ่วน
“ไว้สำหรับซูซี่… ได้เธอช่วยไว้มากในครั้งนี้… เอ่อ… ยิ่งซูซี่มีลำดับมากเท่าไร ก็ยิ่งมอบความช่วยเหลือได้มากเท่านั้น… หมายถึงพวกเราจะช่วยเหลือกันและกัน”
“ไม่มีปัญหา สี่พันปอนด์” ไคลน์คาดหวังคำถามนี้ไว้แล้ว จึงมีราคาในหัว
ตามแผนเดิมของชายหนุ่ม การแยกส่วนตะกอนพลังจะหยุดลงก็ต่อเมื่อตะกอนพลังนักสะกดจิตถูกสกัดออกมา และนั่นหมายความว่า ไคลน์ต้องมัดไม้กางเขนเจิดจรัสไว้กับตะกอนพลังและทิ้งไว้เป็นเวลานาน
“รวมแล้วหนึ่งหมื่นสองพันปอนด์ใช่ไหมคะ?” ออเดรย์ถามเชิงโวหารเพื่อความแน่ใจ สีหน้าท่าทีมิได้รู้สึกกดดันมากนัก
นั่นเพราะในช่วงหลายเดือนหลัง เธอแทบไม่ได้ใช้จ่ายเงินก้อนใหญ่ ลำพังเงินเก็บก็มีมากถึงหนึ่งหมื่นปอนด์ สามารถใช้สอยได้ตามสะดวก
เมื่อเห็นเดอะเวิร์ลพยักหน้า หญิงสาวถอนหายใจโล่งอก
“ดิฉันจะจ่ายให้ก่อนวันศุกร์”
หลังจากสะสางเรื่องดังกล่าว ประกอบกับการที่ปัญหาเกี่ยวกับเฮอร์วิน·แรมบิสสิ้นสุดลง หญิงสาวผ่อนคลายตัวเองลงมาก จึงสนทนาจิปาถะอย่างเป็นกันเอง
“สำหรับสมองที่สมบูรณ์ของมังกรจิตโตเต็มวัย ดิฉันจะยังคงซื้อจากเดอะซัน แต่ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเหมือนเดิมแล้ว… ซูซี่คงย่อยโอสถนักสะกดจิตได้ไม่เร็วเท่าไร”
กล่าวถึงตรงนี้ ออเดรย์มองหน้าเดอะเวิร์ลด้วยความมั่นใจมากขึ้น
“แล้วถ้าเป็นตะกอนพลังครึ่งเทพของเฮอร์วิน·แรมบิส… ดิฉันต้องแลกเปลี่ยนด้วยสิ่งใด?”
ไคลน์ยิ้มและตอบ
“ผมเองก็ยังไม่ทราบว่าตัวเองขาดเหลือสิ่งใด… ไม่เพียงตะกอนพลัง ‘จอมบงการ’ ของเฮอร์วิน·แรมบิส ผมยังมีสูตรโอสถที่เกี่ยวข้อง… ระหว่างที่คุณกำลังย่อยโอสถนักท่องฝัน ผมจะค่อยๆ คิดหาสิ่งที่ตัวเองต้องการ จากนั้นก็มอบหมายงานให้คุณทำ หรือไม่ก็รวบรวมบางสิ่งบางอย่าง จนกระทั่งคุณมีคะแนนผลงานมากพอที่จะแลกเปลี่ยนกับมัน”
คำพูดเหล่านี้ทำให้ดวงตาสีเขียวของออเดรย์สว่างขึ้น
“ตกลง!”
หลังจากได้รับคำตอบ หญิงสาวถามด้วยความสนใจ
“วิธีนี้เหมือนกับที่ซิลสะสมคะแนนผลงานจาก MI9 ใช่ไหม?”
“ถูกต้อง… วิธีนี้ยังเป็นที่นิยมกันในโบสถ์หลัก” ไคลน์ช่วยยืนยัน
ออเดรย์พยักหน้า ก่อนจะถามด้วยความสงสัย
“มิสเตอร์เวิร์ล คุณทราบชื่อโอสถลำดับสูงของเส้นทางผู้ชมบ้างไหม?”
ไคลน์ยิ้ม
“จอมบงการ นักสานฝัน ผู้เห็นแจ้ง นักประพันธ์ และลำดับ 0 นักสร้างฝัน”
แค่ได้ยินก็มากพอจะทำให้ผู้คนไล่ไขว่คว้าอยากจะเป็น… โดยเฉพาะนักประพันธ์และนักสร้างฝัน… ออเดรย์ชื่นชมสองสามวินาที ก่อนจะกลับมายังหัวข้อสนทนา
“เฮอร์วิน·แรมบิสได้บอกไหมคะว่าความลับของกษัตริย์คือสิ่งใด? แล้วทำไมพวกเขาถึงร่วมมือกัน?”
ส่วนหนึ่งเธอถามเพื่อซิล แต่อีกส่วนหนึ่งก็เป็นความกังวลส่วนตัว
“ความลับของกษัตริย์? เขาต้องการจะละเมิดสัญญาสามข้อที่เหล่าราชวงศ์ทำไว้กับโบสถ์หลักเมื่อนานมาแล้ว จุดประสงค์เพื่อผลักดันให้ตัวเองกลายเป็นครึ่งเทพ เพื่อการนั้น เขาจำเป็นต้องควบคุมวัตถุบางอย่างภายในโบราณสถานจักรพรรดิโลหิตผ่านพิธีกรรมสังเวยขนาดใหญ่… หึหึ… นี่คือคำตอบที่ได้รับจากเฮอร์วิน·แรมบิส อาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด และอาจเป็นแค่ส่วนน้อย” ไคลน์แทรกความเห็นของตัวเองขณะเล่าผลลัพธ์การสื่อวิญญาณ “สำหรับสมาคมแปรจิตหรือสภานักสิทธิ์สนธยา ความต้องการของพวกเขาคือสงครามที่กวาดล้างโลก เป็นสิ่งที่พวกเขาพยายามผลักดันมานาน เพื่อหวังให้กระแสเวลาแล่นไปตามที่ตัวเองปรารถนา”
“สงครามที่กวาดล้างโลก…” ออเดรย์พึมพำ คิ้วที่โก้งโค้งงดงามขมวดชนกัน ความยินดีปรีดาเมื่อครูสลายไปในทันที
แม้ว่าจากตัวตนและสถานะของเธอ หญิงสาวจะยังไม่เคยลิ้มรสความโหดร้ายของสงครามตรงๆ แต่เธอก็ไม่ใช่ไข่ในหินเหมือนเมื่อก่อนแล้ว สามารถจินตนาการถึงมันได้เลื่อนราง
ปล่อยให้ความเงียบงันปกคลุมสักพัก ออเดรย์สูดลมหายใจและฝืนยิ้ม
“หวังว่าพวกเราจะหยุดเรื่องนี้ได้”
หลังจากแลกเป็นคำพูดกันอีกเล็กน้อย หญิงสาวออกจากมิติเหนือสายหมอก กลับไปยังโลกความจริง ส่วนไคลน์ยุ่งอยู่กับการรวบรวมน้ำกลั่นบริสุทธิ์ ยางไม้ ผงสมุนไพร และวัตถุดิบอย่างเลือดของนักล่าพันหน้า กับผงละอองของหัวขโมยโลกวิญญาณ เพื่อ ‘ปรุง’ ร่วมกับตะกอนพลังของเฮอร์วิน·แรมบิส กลายเป็นโอสถที่ไม่มีชื่อและเต็มไปด้วยปัญหาอย่างไม่ต้องสงสัย
จากนั้น ชายหนุ่มนำขวดแก้วธรรมดาๆ มาบรรจุโอสถ รอชมผลลัพธ์ว่ามันจะกลายเป็นสมบัติปิดผนึกแบบใด
เนื่องจากกระบวนการนี้ต้องใช้เวลานาน ไคลน์ตัดสินใจระดมพลังจากมิติเหนือสายหมอกเพื่อสร้างบาเรียทรงกลมห่อหุ้มขวดดังกล่าวไว้ ป้องกันไม่ให้ผลผลิตที่เกิดขึ้นสร้างอิทธิพลต่อสภาพแวดล้อม
จัดการทั้งหมดเสร็จ ชายหนุ่มส่งตัวเองกลับบ้านเลขที่ 160 ถนนเบิร์คลุน เตรียมอัญเชิญ ‘กระจกวิเศษ’ อาโรเดสเพื่อถามเกี่ยวกับสัตว์วิเศษทั้งสองชนิด – สุนัขแห่งฟัลกริมและหมาป่าอสูรแห่งสายหมอก
ปัจจุบัน เมฆสูงเริ่มจับตัวเป็นก้อนใหญ่ แสงอาทิตย์ถูกบดบังอีกครั้ง เบ็คลันด์ทั้งเมืองถูกปกคลุมด้วยสภาพอากาศเย็นเยียบและหม่นหมองในตอนเช้า
ไคลน์ยืนหน้าโต๊ะอ่านหนังสือ มองออกไปยังท้องฟ้าด้านนอกหน้าต่าง ภายในใจรู้สึกอย่างบอกไม่ถูกว่าตนและโบสถ์รัตติกาลกำลัง ‘ละเลย’ บางสิ่งที่สำคัญมาก
การสอบสวนในพักหลังราบรื่นขึ้นมาก ข้อมูลที่สืบได้มีแต่จะลึกลงไปเรื่อยๆ แต่ด้วยเหตุผลบางประการ ไคลน์กลับรู้สึกกระสับกระส่ายอย่างบอกไม่ถูก
หรือว่าการสืบสวนจะได้ถูกก่อกวนโดยอิทธิพลบางอย่างให้ไปผิดทาง? เป็นจุดบอดที่พวกเราคาดไม่ถึง? แต่การทำนายบนมิติหมอกคงไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีนัก ปลายทางคงหนีไม่พ้น ‘ท่าน’ … ไคลน์รีบรวบรวมสมาธิ คลี่กระดาษและหยิบปากกาวาดสัญลักษณ์และลวดลายที่ซับซ้อนของ ‘ความลับ’ และ ‘การส่องความลับ’
หนึ่งวินาที สองวินาที จนกระทั่งเจ็ดแปดวินาทีถัดมา ผิวกระจกเต็มบานใหญ่ภายในห้องนอนพลันกลายเป็นสีสลัว มีคลื่นน้ำกระเพื่อม ควบแน่นกลายเป็นข้อความสีเงินคำแล้วคำเล่า
“ท่านผู้ปกครองสูงสุดและเปี่ยมไปด้วยความเมตตา ข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์และถ่อมตนของท่าน อาโรเดสมาพบท่านตามคำเรียกหาแล้ว”
“ด…ดูเหมือนข้าจะมาสายเกินไป นั่นเพราะตอนนี้ข้ากลายเป็นสมบัติปิดผนึกระดับ 1 แล้ว กว่าจะแก้ผนึกและออกมาข้างนอกได้ จำเป็นต้องใช้เวลาสักพัก นายท่านได้โปรดให้อภัยข้าด้วย”
“เจ้ากลายเป็นสมบัติปิดผนึกระดับ 1 แล้วหรือ?” ไคลน์ถามด้วยความประหลาดใจ
ภายในใจ ชายหนุ่มสามารถจินตนาการข่าวลือที่กำลังแพร่สะพัดในโบสถ์จักรกลไอน้ำระยะหลังได้:
กระจกที่ชอบเล่นเกมถามตอบบานนั้นเริ่มอาละวาดแล้ว!
บนผิวกระจก ข้อความสีเงินสั่นไหวและเรียงตัวใหม่กลายเป็นประโยค
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ นั่นคือคำถามใช่ไหม?”
ใจจริง ไคลน์อยากตอบ ‘ไม่’ แต่เพื่อนรักษาภาพพจน์ ชายหนุ่มพยักหน้า
“ใช่”
‘กระจกวิเศษ’ อาโรเดสเขียนคำตอบทันที
“ข้ายังไม่ถูกจำแนกให้เป็นสมบัติปิดผนึกระดับ 1 จริงๆ เพียงแต่ถูกเก็บรักษาในแบบเดียวกัน นั่นเพราะการครอบครองสมบัติปิดผนึกระดับ 1 มีระเบียบซับซ้อน ทางโบสถ์ต้องแจ้งให้โบสถ์อื่นทราบและมีการจัดระเบียบหมายเลข แต่โบสถ์จักรกลไอน้ำยังไม่ต้องการทำ”
อย่างนี้นี่เอง… ก็ไม่น่าแปลกใจอะไร… ไคลน์พยักหน้าเล็กน้อย
“เข้าใจแล้ว”
บนผิวกระจกบานใหญ่ คลื่นน้ำมายากระเพื่อมอีกครั้งพร้อมกับสร้างประโยคใหม่
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ คราวนี้ท่านมีคำถามใดจะทดสอบข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์อย่างอาโรเดส?”
“เล่าทุกสิ่งที่รู้เกี่ยวกับสุนัขแห่งฟัลกริมและหมาป่าอสูรแห่งสายหมอก” ไคลน์ถามโดยไม่มากพิธี และไม่แยแสว่านั่นเทียบเท่ากับคำถามสองข้อ
บนผิวกระจก แสงสีเงินเรียบเรียงตัวเองใหม่ราวกับมีชีวิต
“สุนัขแห่งฟัลกริมเป็นสัตว์วิญญาณชนิดพิเศษ อาศัยอยู่แค่ภายใน ‘ช่องว่างประวัติศาสตร์’ เท่านั้น แม้แต่เจ็ดแสงพิสุทธิ์ก็ยังทำได้เพียงรู้จัก แต่มิอาจพบปะพูดคุย นอกเสียจากพวกมันต้องการจะออกมาล่านอกช่องว่างประวัติศาสตร์ แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่เห็นก็อาจเป็นเพียงภาพฉายจากอดีต”
“หมาป่าอสูรแห่งสายหมอกคือหมาป่าอสูรขั้นสูง หลังจากเทพบรรพกาลร่วงหล่นและเหตุการณ์มหาภัยพิบัติ พวกมันถูกไล่ล่าโดยตระกูลซาราธ อันทีโกนัส และโบสถ์รัตติกาล แทบไม่หลงเหลือแล้วในปัจจุบัน แถมทุกตัวยังมีพลังในการต่อต้านการทำนายและพยากรณ์ระดับสูง การค้นหาไม่ใช่เรื่องง่าย”
กล่าวอีกนัยหนึ่ง โบสถ์รัตติกาลน่าจะมีวัตถุดิบเกี่ยวกับหมาป่าอสูรค่อนข้างมาก? และด้วยสิ่งนี้ เราสามารถนำพวกมันเข้าไปในโลกวิญญาณเพื่อล่อลวงสุนัขฟัลกริมด้วยกฎการดึงดูดของพลัง? เพียงได้ยินคำตอบ ไคลน์เริ่มวางแผนในใจ
…………………………
หลังจากกล่าวขอบคุณ ไคลน์ล้มเลิกการควบคุมเฮอร์วิน·แรมบิสทันที เพื่อที่จะได้ไม่สามารถรักษาสถานภาพหุ่นเชิด
ด้วยเหตุนี้ ครึ่งเทพของเส้นทางผู้ชมจึงโยนตัวเองลงกับพื้น กลายเป็นศพแน่นิ่ง
อาเรียนน่าก้มมอง ความมืดในดวงตาเธอทวีความลุ่มลึก
ทันใดนั้นร่างของเฮอร์วิน·แรมบิสคล้ายกับภาพวาดดินสอ ค่อยๆ ถูกลบทีละนิ้วด้วยยางลบ เหลือทิ้งไว้เพียงกระบอกโลหะสีฟ้าน้ำแข็ง
ทันทีหลังจากนั้น แสงสว่างผุดขึ้นจากความว่างเปล่า จากนั้นรวมตัวกันกลายเป็นบางสิ่ง
ขนาดของมันเท่ากำปั้น ดูคล้ายกับหัวใจ แต่พื้นผิวถูกปกคลุมด้วยริ้วรอยสีขาวนวลเหมือนกับสมอง ในแต่ละรอยพับเต็มไปด้วยลวดลายพิสดารนับไม่ถ้วน บ้างจมลง บ้างขยายออกไปในความว่างเปล่า ประหนึ่งเชื่อมต่อกับโลกที่เส้นทางอื่นยากจะมองเห็น
นี่คือตะกอนพลังของ ‘จอมบงการ’
มาดามอาเรียนน่าดึงตะกอนพลังของเฮอร์วิน·แรมบิสอย่างรวดเร็ว ผ่านกระบวนการปกปิดและการปกปิดแบบย้อนกลับ… ไคลน์ตกตะลึงไปชั่วขณะ
ทันใดนั้นอาเรียนน่ากล่าวอย่างใจเย็น:
“จิตตกค้างก็ถูกลบออกแล้วเช่นกัน”
“ขอบคุณมาก มาดามอาเรียนน่า” ไคลน์ไม่ประหลาดใจมากนัก เตรียมโค้งศีรษะคำนับ
มันยอมสละหุ่นเชิดโดยไม่ลังเล ส่วนหนึ่งคาดการณ์ว่าเหตุการณ์ในทำนองนี้จะเกิดขึ้น
อันที่จริง แผนเดิมของชายหนุ่มคือการนำเฮอร์วิน·แรมบิสขึ้นไปเหนือสายหมอกในสภาพหุ่นเชิด จากนั้นก็ใช้พลังไม้กางเขนเจิดจรัส ‘สกัด’ ตะกอนพลังจอมบงการ นักท่องฝัน นักสะกดจิต และตะกอนพลังอื่นๆ ออกมา ส่งผลให้มิสจัสติสไม่ต้องกังวลกับวัตถุดิบหลักตลอดเส้นทางการก้าวไปเป็นครึ่งเทพ ไม่เพียงเท่านั้น แม้กระทั่งสุนัขวิเศษของก็ยังมีโอกาสได้เลื่อนลำดับ – ออเดรย์เล่าให้ดอน·ดันเตสฟังว่า เธอสามารถหลุดพ้นจากอำนาจสะกดจิตของเฮอร์วิน·แรมบิสได้เพราะมีซูซี่คอยช่วยเหลือ
แต่ในภายหลัง ไคลน์เริ่มตระหนักว่า การนำเฮอร์วิน·แรมบิสเข้าไปในมิติหมอกต้องไม่เกิดขึ้นภายในโลกแห่งความลับ เพราะไม่อย่างนั้นจะเป็นการเผยความลับต่อหน้าอาเรียนน่า ว่าตนคือเดอะฟูลเสียเอง และในขณะเดียวกัน ถ้ากระทำเรื่องดังกล่าวนอกโลกแห่งความลับ ไม่ว่าจะเทเลพอร์ตไปที่ใด ก็มีโอกาสสูงที่จะถูกอาดัมเฝ้ามองผ่านศพเฮอร์วิน·แรมบิส
เมื่อเป็นเช่นนั้น ทางเลือกที่ดีที่สุดคือการสละทิ้งหุ่นเชิดต่อหน้าอาเรียนน่า เพราะอย่างน้อยเทวทูตรายนี้ก็น่าจะช่วยไคลน์ขจัด ‘จิตตกค้าง’ ออกจากตะกอนพลัง
และวิธีนี้ไม่กระทบกับแผนเดิมของไคลน์ เพราะมันสามารถนำวัตถุดิบมั่วๆ มาเปลี่ยนตะกอนพลังของเฮอร์วิน·แรมบิสให้กลายเป็นโอสถที่มีปัญหา จากนั้นเทลงบนวัตถุธรรมดา รอจนกระทั่งมันกลายพันธุ์เป็นสมบัติปิดผนึก
เมื่อถึงตอนนั้น ไคลน์จะนำวัตถุดังกล่าว ‘มัด’ ไว้กับไม้กางเขนเจิดจรัส รอให้ตะกอนพลังของแต่ละลำดับแยกออกมาทีละขั้น
สำหรับมลพิษในจิตตกค้าง ไคลน์ไม่กังวลมากนัก เพราะไม้กางเขนเจิดจรัสมีพลังในการชำระล้าง!
ไคลน์หยิบตะกอนพลังของเฮอร์วิน·แรมบิสขึ้นมา แต่คราวนี้มิอาจยัดใส่ลงในกล่องบุหรี่โลหะ จึงต้องยัดใส่กระเป๋าเสื้อทั้งอย่างนั้น ส่วนอาเรียนน่าถอนสายตากลับไปบอกกระบอกโลหะสีฟ้าน้ำแข็ง ตามด้วยกล่าวไม่เร็วไม่ช้า:
“สิ่งมาจากดวงดาว… อย่าใช้มันจะดีกว่า พยายามอย่าแม้แต่จะถือ ไม่อย่างนั้นจะถูกเฝ้ามองและสาปให้คุณต้องทุกข์ทรมานจากมลพิษ เกิดการกลายพันธุ์หรือบิดเบือน”
“จากดวงดาว?” ไคลน์คุ้นเคยกับคำอธิบายนี้อย่างอธิบายไม่ถูก
เพียงไม่นาน มันจดจำที่มาของความคุ้นเคย
ต้นตอมาจากคำทำนายของ ‘แสงเหลือง’ เวนิธานเกี่ยวกับวันสิ้นโลกที่บันทึกไว้ใน ‘ประสบการณ์โลกวิญญาณ’ ของตระกูลอับราฮัม
“เมื่อสายตาจากดวงดาวมองลง แผ่นดินโลกพลันแหลกสลาย ทุกสิ่งในโลกจะดับสูญ”
วันสิ้นโลก… ต้นกำเนิดของสมบัติปิดผนึกชิ้นนี้เกี่ยวข้องกับวันสิ้นโลก? ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวเป็นสถานที่แบบไหนกันแน่? มีความสัมพันธ์ยังไงกับโลกดารา? คำถามมากมายผุดขึ้นในใจไคลน์ สีหน้าจึงแปรเปลี่ยนเป็นขึงขัง
เมื่อได้ยินคำถาม อาเรียนน่าพยักหน้าแผ่วเบาและตอบ:
“ถูกต้อง ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว”
“ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวเหนือศีรษะของพวกเรา?” ไคลน์ยกนิ้วขึ้น ชี้ไปยังค่ำคืนอันมืดมิดซึ่งมีดวงจันทร์สีแดงขนาดใหญ่ประดับตกแต่ง
“ใช่” อาเรียนน่าตอบอย่างมั่นใจ แต่ไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม
ไคลน์ไตร่ตรองสักพัก ถามอีกครั้ง:
“ที่นั่นมีตัวตนที่แข็งแกร่งและพยายามทำลายโลก?”
สายตาของอาเรียนน่ากวาดไปทั่วใบหน้าชายหนุ่ม ในที่สุดก็หยุดตรงดวงตา
“ข้าบอกเจ้าไม่ได้… สำหรับบางสิ่ง ยิ่งเจ้ารู้มาก ก็ยิ่งง่ายที่จะ ‘ติดเชื้อ’ และนั่นจะลุกลามไปทั่วร่างกายและร่างวิญญาณ… ไว้เจ้าเป็นเทวทูตเมื่อไร ค่อยพยายามหาคำตอบอีกครั้ง”
ยิ่งรู้มาก… ก็ยิ่งง่ายที่จะติดเชื้อ… ไคลน์พลันเย็นสันหลังซึ่งไม่ได้รู้สึกมานานมาก
เกี่ยวกับสมบัติปิดผนึกที่เฮอร์วิน·แรมบิสพกพา ไคลน์ไม่ได้ถาม ‘กระจกวิเศษ’ อาโรเดสก่อนลงมือ ด้วยกังวลว่าจะถูกอาดัมสังเกตเห็น
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับราชาเทวทูต จะไม่มีคำว่าระวังตัวเกินไป!
เมื่อเห็นอาเรียนน่าไม่กล่าวคำใดต่อ ไคลน์หันไปทางกระบอกโลหะสีฟ้าน้ำแข็งและกล่าว
“พวกเราควรทำยังไงกับมัน?”
คำอธิบายของผู้นำแห่งนักบวชรัตติกาลทำให้ชายหนุ่มกลัวที่จะนำขึ้นมิติหมอกเพื่อ ‘ฆ่าเชื้อ’
อาเรียนน่าตอบอย่างใจเย็น:
“คำแนะนำของข้าก็คือ ถวายแด่องค์เทพธิดา เมื่อผนวกกับผลงานในครั้งก่อนหน้า เข้าสามารถแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่ต้องการ”
ไคลน์พยักหน้ารับ
“เข้าใจแล้ว”
หลังจากที่มันคำนับส่งท้าย ร่างของอาเรียนน่าถูก ‘เช็ด’ ออกอย่างรวดเร็ว หายตัวไปท่ามกลางสวนดอกไม้มืดๆ ที่พระจันทร์สีแดงเข้มมีขนาดใหญ่ผิดธรรมชาติ
โดยไม่ต้องรอนาน โลกแห่งความลับพลันแตกสลาย
เฝ้ามองอย่างเงียบงันสักพัก ไคลน์นำเทียนไขและวัตถุพิธีกรรมอื่นๆ ซึ่งพกติดตัวตลอดเวลาด้วยความรอบคอบ มาสร้างเป็นแท่นบูชาอย่างชำนาญ เตรียมสังเวยกระบอกโลหะสีฟ้าน้ำแข็งให้เทพธิดารัตติกาล
เมื่อเสร็จพิธีกรรม ท่ามกลางสายลมแรง เศษขี้เถ้าจากสมุนไพรที่ไหม้เกรียม รวมถึงดินรอบๆ พลันลอยขึ้นไปในอากาศ ตกลงบนพื้นที่ว่างของแท่นบูชา
ขี้เถ้าและดินเรียงกันเป็นคำพูด คำแล้วคำเล่า
“ลำดับ 3 ปราชญ์โบราณ”
“วัตถุดิบหลัก: ดวงตาของสุนัขแห่งฟัลกริมหนึ่งคู่ (หรือที่รู้จักในชื่อ ผู้พิทักษ์แห่งปราสาทต้นกำเนิด) , หัวใจผุกร่อนของหมาป่าอสูรแห่งสายหมอก…”
“วัสดุเสริม: เลือดของสุนัขแห่งฟัลกริมหนึ่งร้อยมิลลิลิตร, ผลึกขนน้ำแข็งของหมาป่าอสูรแห่งสายหมอกสามสิบกรัม, บันทึกประวัติศาสตร์ของจริงจำนวนมาก…”
“พิธีกรรม: ปลีกตัวจากโลกความจริงโดยสมบูรณ์อย่างน้อยสามร้อยปี และหลังจากกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ ดื่มโอสถเมื่อตัวเองไม่ใช่คนของยุคสมัยปัจจุบัน”
นี่มัน… ไคลน์อดไม่ได้ที่จะกะพริบตาถี่ สงสัยว่าอ่านคำอธิบายผิดไป
คำอธิบายซึ่งระบุว่า ให้ดื่มโอสถเมื่อตัวเองไม่ใช่คนของยุคสมัยปัจจุบัน ทำให้มันนึกถึงพระนามเต็มอันศักดิ์สิทธิ์ของตนทันที:
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย!”
และเราก็ถูกแขวนไว้เหนือประตูแห่งแสงนั่นมานานกว่าสามร้อยปี… ในทางทฤษฎี เราประกอบพิธีกรรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว แค่รอดื่มโอสถปิดท้าย? มิติลึกลับเหนือสายหมอกสีเทามีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับเส้นทางนักทำนายจริงๆ … เป็นไปได้ไหมว่า ‘เอกลักษณ์’ ของเส้นทางเป็นผู้คอยชักนำเรื่องนี้? ไคลน์รู้สึกยินดีอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ไม่กล้าดีใจมากนัก เพราะไม่แน่ใจว่า ‘ของขวัญ’ ที่ตนเพิ่งได้รับนั้นมีราคาเท่าไร
ฟู่ว… หลังจากเป็นเทวทูต เราอยากจะโดดไปยังเส้นทางข้างเคียงจริงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางที่อาจมีใครสักคน ‘จัดเตรียม’ ไว้… สำหรับจอมเวทพิสดารคนอื่น เรื่องที่ยากสุดในพิธีกรรมคือการมีอายุยืนยาวให้ถึงสามร้อยปี เนื่องจากเส้นทางนักทำนายไม่ได้เสริมเรื่องอายุขัย… นอกจากนั้น การตัดขาดจากโลกนานถึงสามร้อยปี คนสติดีๆ ก็สามารถกลายเป็นบ้าได้เช่นกัน… สำหรับจอมเวทพิสดารที่มีบุคลิกแตกแยก โอกาสคลุ้มคลั่งก็สูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว… ไคลน์จ้องสูตรโอสถปราชญ์โบราณ ในหัวเต็มไปด้วยคำถาม แต่ก็มิอาจยืนยันคำตอบ
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ มันเสร็จสิ้นพิธีกรรมและเก็บกวาดสิ่งของ
ขณะเดินออกจากสวน พระจันทร์สีแดงขนาดใหญ่และค่ำคืนอันมืดมิดค่อยๆ เลือนหายไปทีละนิด
ถัดมา มันมองเห็นดอกไม้ประจำฤดูใบไม้ร่วง มองเห็นแสงแดดส่องลงมายังมวลหมู่พฤกษา และมองเห็นสตรีผมทองที่กำลังรออยู่ระหว่างเขตอาคารกับสวน
ดวงตาออเดรย์พลันเปี่ยมไปด้วยความสุข มุมปากยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ไคลน์พยักหน้ารับ ก่อนจะเผาตัวเองด้วยเปลวไฟสีแดงที่ลุกท่วม
ทันใดนั้น ณ จุดอื่นภายในคฤหาสน์ เปลวไฟดวงเล็กๆ ลอยสูงเสียดฟ้า แต่ก็มิได้โดดเด่นอะไรนัก
รอจนกระทั่งรอจนไฟดับมอด ร่างของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ก็หายไปโดยสมบูรณ์ รวมถึงพระจันทร์สีแดงและบรรยากาศยามค่ำคืนอันหมองหม่น
ออเดรย์เหม่อลอยสักพัก หลับตาลงครุ่นคิด ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านไวเคาต์กายลิน
จากนั้น เธอพาซูซี่และคนรับใช้กลับขึ้นรถม้า ตรงกลับไปที่คฤหาสน์ตระกูลฮอลล์ และไม่ผิดคาด เมื่อเธอมีโอกาสอยู่ตามลำพัง หญิงสาวได้รับคำเชิญ ‘นัดพบ’ จาก ‘เดอะเวิร์ล’
…
เหนือหมอกสีเทา ภายในพระราชวัง
ออเดรย์จ้องหน้าเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ถามอย่างใจเย็น
“จุดประสงค์ที่แท้จริงของเฮอร์วิน·แรมบิสคือสิ่งใด?”
ท่าทีสุขุมเยือกเย็นของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ เธอทราบเป็นนัยว่าเฮอร์วิน·แรมบิสถูกเก็บไปแล้ว
ไคลน์ตอบเสียงเรียบ
“เหตุผลแรก ตรวจสอบว่ามีผู้อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของซิลและฟอร์สหรือไม่ ประการที่สอง เมื่อเจ้าชายพยายามแสดงท่าทีสนิทสนมกับตระกูลฮอลล์ เขาจะฝังการชี้นำทางจิตเพื่อไม่ให้คุณต่อต้าน จุดประสงค์เพื่อสร้างความแตกแยกระหว่างสามโบสถ์หลัก”
สำหรับเรื่องนี้ ออเดรย์และมิสเตอร์เวิร์ลเคยปรึกษากันมาบ้างแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องลงลึกรายละเอียด
“แล้วทำไมครึ่งเทพอย่างเฮอร์วิน·แรมบิสถึงต้องลงมือกับดิฉันด้วยตัวเอง?”
ไคลน์ยิ้มและตอบ:
“ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหลบเลี่ยงสายตาคนคุ้มกันที่เอิร์ลฮอลล์จัดหามา และสะกดจิตลูกสาวของเขาซึ่งเป็น ‘นักสะกดจิต’ ได้อย่างอยู่หมัดโดยไม่เกิดความผิดพลาดหรือก่อเรื่องวุ่นวาย ด้วยเงื่อนไขเหล่านี้ เกรงว่าแม้แต่ลำดับ 5 ก็อาจทำไม่ได้ ดังนั้น ตัวเลือกที่เหมาะสมจึงเป็นการส่งครึ่งเทพมาลงมือด้วยตัวเอง และคุณก็รู้จักเฮอร์วิน·แรมบิสมาก่อนแล้ว เคยพบหน้ากัน ความระวังตัวจึงต่ำ… ว่ากันตามตรง หากคุณประมาทและไม่มีซูซี่ สุดยอดผู้ช่วยที่ยังไม่มีใครเอะใจ เรื่องราวจะดำเนินไปตามแผนของพวกมันอย่างราบรื่นจนกระทั่งบ่ายวันจันทร์…”
วันนี้ ‘จัสติส’ ออเดรย์ไม่สวมหน้ากากหนา เพียงยิ้มและถอนหายใจด้วยอารมณ์หลากหลาย
“ฉันเองก็เจ๋งไม่เบาสินะ…”
การที่อีกฝ่ายต้องใช้ครึ่งเทพมาจัดการตน เรื่องนี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้เธอมาก
“เขาแข็งแกร่งกว่าที่ผมคิดเล็กน้อย… ไม่น่าเชื่อว่าคุณจะสะกดจิตครึ่งเทพระดับนี้สำเร็จ…” ไคลน์ยิ้มและชมเชยจากใจจริง
ออเดรย์เม้มริมฝีปากล่าง อมยิ้มอย่างอารมณ์ดี:
“>“นั่นต้องยกความดีความชอบให้กับยันต์โจรปล้นดวงที่คุณมอบให้… จริงสิ… ดูเหมือนว่าโอสถนักสะกดจิตจะย่อยเสร็จสมบูรณ์หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว”
………………………….
ท่ามกลางโลกสลัวๆ พระจันทร์สีแดงดวงมหึมากำลังแขวนอยู่บนท้องฟ้าเหนือหลังบ้านอย่างเงียบเชียบ ทุกสิ่งในสวนดอกไม้คล้ายกับกำลังหลับสนิท
ความสิ้นหวังจางหายไปจากดวงตามังกรสีเทาที่ไม่สมบูรณ์ ปีกที่ปกคลุมไปด้วยผิวหนังทิ้งตัวลงตามธรรมชาติ ดูราวกับเป็นหมาบ้านเชื่องๆ
เฮอร์วิน·แรมบิส หนึ่งในคณะกรรมการของสมาคมแปรจิต ครึ่งเทพแห่งเส้นทางผู้ชม ได้สูญเสียชีวิตของมันและกลายเป็นหุ่นเชิดของไคลน์!
ไคลน์ไม่มัวชื่นชมนานนัก รีบสลับตำแหน่งกับ ‘ผู้ชนะ’ เอ็นยูนที่อยู่ใกล้มังกรสีเทา และเพียงพริบตา เกอร์มัน·สแปร์โรว์ในชุดกันลมสีดำและหมวกผ้าไหมได้ปรากฏตัวขึ้นในจุดดังกล่าว
จากนั้น มันควบคุมหุ่นเชิดตัวใหม่เพื่อใช้พลังรักษา ‘โรคติดต่อทางจิต’
สายลมเย็นพัดผ่านแผ่วเบาไปทั่วทะเลจิตใต้สำนึกรวม อากาศอันเย็นเยียบแทรกซึมเข้าไปในเกาะแห่งจิตใต้สำนึกของไคลน์ ส่งผลให้ชายหนุ่มรู้สึกว่า สิ่งแปลกปลอมภายในจิตใจที่คอยกัดกร่อนและแปลกแยก ค่อยๆ ถูกขจัดออกทีละนิดด้วยมีดผ่าตัด
ไคลน์ที่เคยมีสีหน้าบิดเบี้ยวเริ่มกลับมายิ้มแย้ม เป็นอีกครั้งที่มันรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวราวกับวิญญาณถูกฉีกออกจากกัน
นับว่าโชคยังเข้าข้าง ในกระบวนการสร้างกระสุนคุมวิญญาณและยันต์วันวานอีกครั้ง มันคุ้นเคยกับความรู้สึกเจ็บปวดระดับนี้เป็นอย่างดี จึงไม่ได้ยกมือขึ้นมาจับหัวและเกลือกกลิ้งไปบนพื้น
หลังจากแยก ‘เชื้อโรค’ ทางจิตออกจากจิตสำนึกที่ติดเชื้อ สายลมเย็นๆ แปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นที่ทำให้ผู้คนอยากงีบหลับ ร่างวิญญาณที่บาดเจ็บของไคลน์เริ่มผ่อนคลาย ประหนึ่งได้แช่ตัวในอ่างอาบน้ำอุ่นหลังจากเหน็บเหนื่อยมาทั้งวัน ร่างกายและจิตใจกลับมากระชุ่มกระชวยและฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
จนกระทั่งอาการป่วยทางจิตหายเป็นปลิดทิ้ง สายลมที่พัดผ่านทวีรุนแรงขึ้นอย่างกะทันหัน พัดกวาดไปทั่วโลกแห่งจิตและกำจัด ‘เชื้อโรค’ ทั้งหมดที่หลงเหลือในอากาศ
จัดการทั้งหมดเสร็จ ไคลน์เปลี่ยนให้มังกรสีเทาหดตัวกลับ ลดทอนความเป็นเทพและกลับไปเป็นมนุษย์
ทว่า เนื่องจากเสื้อผ้าของเฮอร์วิน·แรมบิสถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เกล็ดสีเทาบนร่างกายจึงยังไม่ถูกขจัดออกไป
ไม่กี่วินาทีถัดมา ในชุดคลุมแสนธรรมดาและเส้นผมสีดำปล่อยตามธรรมชาติ อาเรียนน่า หัวหน้านักบวชแห่งรัตติกาลซึ่งสวมเข็มขัดเปลือกไม้ เดินจากพระจันทร์สีแดงดวงใหญ่ ก้าวเท้าไปบนความว่างเปล่าจนกระทั่งหยุดลงด้านข้างเฮอร์วิน·แรมบิสในแนวเฉียงจากด้านบน
เพียงเทวทูตรายนี้ยื่นมือขวาออกและทำท่าจับเบาๆ วิญญาณที่คลุมเครือของเฮอร์วิน·แรมบิสพลันถูกกระชากออกจากร่างกายและลอยเหนือศีรษะ
“ทำไมเจ้าถึงช่วยจอร์จที่สาม” อาเรียนน่าถามเข้าประเด็นทันที
สีหน้าที่สับสนของเฮอร์วิน·แรมบิสเริ่มจริงจัง:
“นี่คือทางเลือกของกระแสเวลา เป็นชะตากรรมที่มิอาจเลี่ยง พวกเราแค่ไหลไปตามกระแสและคอยให้คำแนะนำเล็กน้อย เพื่อให้กระแสเวลาพัดพาไปในทิศทางที่ถูกต้อง”
คำตอบมาตรฐานของสภานักสิทธิ์สนธยา… ดูเหมือนว่า พวกครึ่งเทพของสมาคมแปรจิตก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของอาดัมคืออะไร… แม้แต่ในหมู่สมาชิกระดับสูงของสภานักสิทธิ์สนธยา ส่วนใหญ่ก็คงไม่ทราบ… อาศัยคุณสมบัติของโลกแห่งความลับ ไคลน์ไตร่ตรองโดยไม่ต้องกังวลภายหลัง
อาเรียนน่ามิได้เผยความประหลาดใจ ยังคงถามต่อไป
“กระแสเวลาถัดไปคืออะไร?”
เฮอร์วิน·แรมบิสตอบด้วยสายตาเหม่อลอยแต่สีหน้าเคร่งขรึม:
“สงคราม… สงครามที่กวาดล้างโลก”
นี้มัน… ความสงบสุขไม่ดีตรงไหน? ไคลน์ขมวดคิ้ว อดไม่ได้ที่จะรำพัน
สงครามโลกจะนำมาซึ่งความบอบช้ำแบบใดต่อมนุษยชาติ มันค่อนข้างชัดเจน
ชายหนุ่มเพียงหวังว่า การตามสืบสวนของตนและโบสถ์รัตติกาล จะสามารถไขกุญแจของปริศนานี้ได้โดยเร็ว และช่วยป้องกันการแพร่กระจายของสงครามที่ถูกส่งเสริมโดยสภานักสิทธิ์สนธยา
อาเรียนน่าเงียบงันสักพัก จากนั้นก็ถาม
“ความลับของจอร์จที่สามคือสิ่งใด”
รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าเฮอร์วิน·แรมบิสทันที:
“กษัตริย์ทุกพระองค์จะถูกผูกมัดด้วยสัญญาหลักสามข้อ และห้ามมีลำดับสูงกว่า 5… แต่อาศัยความช่วยเหลือจากพวกเรา พระองค์สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดไปได้ ตอนนี้พัฒนาไปไกลแล้ว แค่รอให้กระแสน้ำแห่งกาลเวลาไหลมาถึง พระองค์ก็จะได้เถลิงบัลลังก์ที่คู่ควร”
สัญญาหลักสามข้อ… หมายถึงอะไร? อา… การที่ห้ามกษัตริย์มีลำดับสูงกว่า 5 นั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะท้ายที่สุด ในเมื่อผู้วิเศษต้องการปกปิดศาสตร์เร้นลับจากคนธรรมดา คงเป็นการดีกว่าถ้าตำแหน่งกษัตริย์จะเปลี่ยนมือไปตามอายุขัยปรกติ การที่มีอายุแปดสิบถึงเก้าสิบปีนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก ประชาชนสามารถเข้าใจได้ แต่ถ้ามากกว่าร้อยยี่สิบแล้วยังมีชีวิตอยู่ นั่นคงทำให้นักสร้างทฤษฎีสมคบคิดสติแตก… จอร์จที่สามขวนขวายเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตยืนยาว? ด้วยความช่วยเหลือจากสมาคมแปรจิตและนิกายแม่มด? แต่ตามปรกติแล้ว นี่เป็นแค่ข้อจำกัดของกษัตริย์ ไม่ใช่ทั้งตระกูลออกัสตัส พวกมันน่าจะมีเทวทูตเดินดินจำนวนหนึ่งอยู่แล้ว ไม่มีเหตุผลใดให้ต้องยึดติดกับจอร์จที่สาม… คำถามมากมายผุดขึ้นในใจไคลน์
“จอร์จที่สามยังไม่ได้เป็นครึ่งเทพไม่ใช่หรือ? เจ้ากำลังจะบอกว่าเขาใช้วิธีการบางอย่างตบตาทุกคน?” อาเรียนน่าถามเสียงเรียบ
สำหรับโบสถ์รัตติกาล นี่เป็นเรื่องใหญ่มากมาก หากจอร์จที่สามเป็นครึ่งเทพจริง ทางโบสถ์สามารถติดต่อวายุสลาตันและจักรกลไอน้ำเพื่อจับกุมได้ทันที เพราะลำดับพลังของกษัตริย์คือหลักฐานที่มัดแน่นที่สุด
วิญญาณเฮอร์วิน·แรมบิสพยักหน้าและกล่าว
“ใช่…”
“วิธีการที่ว่าคืออะไร” อาเรียนน่าถามต่อ
เฮอร์วิน·แรมบิสส่ายหัวแผ่วเบาและตอบ
“ผมเองก็ไม่แน่ใจ ผู้ที่รับผิดชอบเรื่องนี้คือประธานของเรา ถ้าจำไม่ผิด ครั้งหนึ่งผมเคยได้ยินเขาพูดว่า… เขาอยากให้จอร์จที่สามมีพรสวรรค์มากกว่านี้”
มีพรสวรรค์มากกว่านี้? ฟังคำอธิบายจบ ไคลน์พลันนึกถึงเนื้อหาบางหน้าในไดอารี่ของโรซายล์
ในสายตาของมหาจักรพรรดิ ‘พรสวรรค์’ หมายถึงการมีวิญญาณคล้ายคลึงกับบรรพบุรุษซึ่งเป็นผู้วิเศษลำดับสูง เพราะนั่นจะถูกยอมรับโดย ‘จิตตกค้าง’ ภายในตะกอนพลังและสมบัติปิดผนึกได้ง่ายกว่า ดื่มโอสถได้ง่ายกว่า และลดผลข้างเคียงจากสมบัติปิดผนึกได้มาก
นี่ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่สมบูรณ์แบบนัก มาพร้อมอันตรายแอบแฝงที่ร้ายแรง เพราะถ้า ‘จิตตกค้าง’ พยายามยึดครองร่างของผู้ดื่มโอสถหรือผู้ถือสมบัติปิดผนึก นั่นคงเต็มไปด้วยปัญหา
และถ้าใครหวังเลื่อนขั้นเป็นครึ่งเทพด้วยวิธีนี้ มีโอกาสสูงมากที่จะกลายเป็นสัตว์ประหลาดเย็บจิต!
จอร์จที่สามถูกสะกดจิตโดยใครบางคน? หรือว่ายอมรับวิธีนี้ด้วยตัวเอง? ไม่สิ… หากเป็นการสะกดจิต เทวทูตหรือสมบัติปิดผนึกของตระกูลออกัสตัสก็ต้องพบความผิดปรกติแล้ว… ขณะไคลน์เริ่มมึนงง หัวหน้านักบวชที่ลอยอยู่ในอากาศถามต่อ
อาเรียนน่าย่อมทราบดีว่า ‘พรสวรรค์มากกว่านี้’ หมายถึงสิ่งใด จึงเปลี่ยนประเด็นโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“ประธานที่ว่าคือใคร?”
เฮอร์วิน·แรมบิสแสดงภาพความทรงจำ:
“ท่านมีตัวตนมากมาย แถมยังมีหลายชื่อ แต่ขอเพียงได้เห็นหน้า ผมจะทราบทันทีว่านั่นคือประธาน… ตัวตนและชื่อที่ใช้ในตอนนี้ประกอบไปด้วย: หนึ่งในสี่ราชาแห่งท้องทะเล ราชาแห่งบัลลังก์มืด บารอส·ฮ็อปกินส์; อดีตคณบดีแห่งโรงเรียนแพทย์เบ็คลันด์ และแพทย์หลวงส่วนพระองค์; ‘คนตาย’ เพาลี·เดอราล; ผู้สันโดษชื่อดังแห่งทะเลโซเนียตอนกลาง เอริค·เดรก…”
ราชาแห่งบัลลังก์มืด… ไคลน์รู้สึกว่าตนเคยได้ยินชื่อนี้ แต่มักจะไม่ใส่ใจเสมอ ไม่ค่อยเก็บไปคิด
กลับกลายเป็นว่า ราชาโจรสลัดรายนี้มาจากเส้นทางผู้ชม… ชายหนุ่มพยักหน้าด้วยความกระจ่าง
อาเรียนน่าที่ฟังอย่างเงียบงัน ยังคงถามต่อ
“จอร์จที่สามซ่อนความลับใดในซากโบราณสถานของจักรพรรดิโลหิต?”
สีหน้าอันเฉื่อยชาของเฮอร์วิน·แรมบิสแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ก่อนจะตอบ
“เป็นสิ่งสำคัญที่มาก… หากพระองค์ต้องการใช้มัน จะต้องมีพิธีกรรมสังเวยครั้งใหญ่”
“สิ่งนั้นคืออะไร” อาเรียน่าถามต่อทันที
เฮอร์วิน·แรมบิสเว้นวรรคเล็กน้อย
“ผม… จำไม่ได้…”
มันรีบยกมือขึ้นมาจับศีรษะของร่างวิญญาณ สีหน้าค่อนข้างเจ็บปวด
แต่ไม่ว่าจะเค้นสมองนึกสักเท่าไร มันก็จำคำตอบไม่ได้
หรือความทรงจำในส่วนนี้จะถูก ‘ล้าง’ โดยอาดัมหรือไม่ก็เทวทูตเส้นทางผู้ชม? ไคลน์เฝ้ามองเหตุการณ์ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เริ่มพบว่าความลับในซากโบราณสถานอาจมีความสำคัญมากกว่าที่ตนคิด
อาเรียนน่าเงียบงันราวสามวินาที ก้มศีรษะลงและกล่าวกับไคลน์:
“เจ้าอยากถามอะไรไหม?”
ไคลน์ไตร่ตรองสักพัก มองหน้าเฮอร์วิน·แรมบิสและกล่าว
“โอสถระดับสูงในเส้นทางผู้ชมมีชื่อว่าอะไรบ้าง?”
วิญญาณของเฮอร์วิน·แรมบิสที่มีหน้าเจ็บปวด พลันโล่งใจและค่อยๆ ตอบ
“ลำดับ 4 จอมบงการ ลำดับ 3 นักสานฝัน ลำดับ 2 ผู้เห็นแจ้ง ลำดับ 1 นักประพันธ์”
มันไม่ได้เอ่ยถึงลำดับ 0 นักสร้างฝัน เห็นได้ชัดว่าไม่ทราบ
“สูตรโอสถจอมบงการมีอะไรบ้าง?” แม้ไคลน์จะรู้สึกว่าคำถามของตนมีมาตรฐานต่ำกว่าของอาเรียนน่า แต่มันก็มิได้ใส่ใจ
เฮอร์วิน·แรมบิสไม่ลังเล ตอบด้วยน้ำเสียงล่องลอย
“วัตถุดิบหลักประกอบด้วย: สมองที่สมบูรณ์ของมังกรจิตอาวุโส หรือไม่ก็ ผลึกหัวใจของเจ้าแห่งมนุษย์ต้นไม้ หรือไม่ก็ตะกอนพลังของจอมบงการ”
“วัตถุดิบเสริมประกอบด้วย: เลือดมังกรวิญญาณอาวุโสแปดสิบมิลลิมิตร, ใบสีทองของเจ้าแห่งมนุษย์ต้นไม้จำนวนสามใบ, หยดน้ำตาเจ็ดหยดที่แตกต่างกันของมนุษย์หรือสัตว์ที่หลั่งออกมาเนื่องด้วยอารมณ์อันรุนแรง…”
“พิธีกรรมก็คือ: หาโอกาสที่ผู้คนมารวมตัวกันอย่างน้อยหนึ่งหมื่นคน ดื่มโอสถท่ามกลางอารมณ์อันเข้มข้นและกังวานของผู้คนเหล่านั้น”
เมื่อเทียบกันแล้ว ความยากของพิธีกรรมเลื่อนระดับเป็นครึ่งเทพของเส้นทางผู้ชมนั้นไม่สูงนัก… แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ผู้ชมสามารถรักษาสภาพจิตใจตัวเองได้ ไม่ใช่เรื่องยากที่จะรับมือกับอาการคลุ้มคลั่งและเสียสติที่มาจากการดื่มโอสถ พิธีกรรมจึงไม่ต้องซับซ้อน… ไคลน์พยักหน้าครุ่นคิด
“สูตรโอสถของนักสานฝันคืออะไร”
“ผมไม่ทราบ” เฮอร์วิน·แรมบิสส่ายหน้า
ถ้าอย่างนั้น… ไคลน์ถามไปว่า ทำไมเฮอร์วิน·แรมบิสถึงต้องลงมือกับออเดรย์ด้วยตัวเอง และได้คำตอบที่สอดคล้องกัน
ถัดมา มันหันไปกล่าวกับอาเรียนน่า
“ผมหมดคำถามแล้ว”
สำหรับสิ่งที่มันอยากรู้ ไม่มีเรื่องใดที่เฮอร์วิน·แรมบิสสามารถตอบได้อีก
อาเรียนน่ากดมือขวาลงเบาๆ ส่งผลให้วิญญาณของเฮอร์วิน·แรมบิสกลับเข้าร่าง
จากนั้น เทวทูตเหลือบมองมาทางไคลน์ กล่าวอย่างใจเย็น:
“อย่าใช้เขาเป็นหุ่นเชิด… และจนกว่า ‘จิตตกค้าง’ ของเขาจะถูกลบออก ไม่ควรนำตะกอนพลังไปใช้ปรุงโอสถหรือสร้างสมบัติวิเศษ”
แน่นอนอยู่แล้ว คงไม่มีใครอยากให้อาดัมมาเคาะประตูบ้าน… ไคลน์พยักหน้าขอบคุณ:
“ผมจะจำใส่ใจไว้ ขอบคุณมาก มาดามอาเรียนน่า”
…………………………
เปรี้ยง!
สายฟ้าผ่าลงมาจากกลางอากาศ เปลี่ยนพื้นที่อันกว้างขวางภายในดวงจันทร์ยักษ์ให้กลายเป็น ‘ผืนป่า’ สีเงินสว่าง
สายฟ้าแผ่ซ่านไปทุกทิศ ปกคลุมทุกซอกมุมด้วยอำนาจทำลายล้างที่รุนแรง
มังกรสีเทาที่มีหัวเป็นมนุษย์ปรากฏกายอีกครั้ง บนเกล็ดคล้ายหินบนผิวกายยังคงมีอสรพิษไฟฟ้าตัวเล็กแล่นไปมา บางจุดมีรอยปริแตก
‘ล่องหนทางใจ’ ของเฮอร์วิน·แรมบิสย่อมได้รับผลกระทบการโจมตีดังกล่าว เพราะท้ายที่สุด ตัวมันยังคงมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม แค่ขจัดความรู้สึกของการดำรงอยู่ออกไป เป็นการซ่อนตัวอยู่ในจุดบอดของความสนใจ แต่เมื่อได้รับสิ่งเร้าที่แข็งแกร่งจากภายนอก ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกเปิดเผย
ขณะที่มันปรากฏตัว พายุสายฟ้าอ่อนกำลังลงอย่างมาก ร่างกายเกอร์มัน·สแปร์โรว์บนหลังคาพลันพร่ามัวในทันที จากนั้นก็หายตัวมาโผล่ด้านล่างมังกรที่ไม่สมบูรณ์ในแนวเฉียง
ทันทีหลังจากนั้น ผิวถุงมือข้างซ้ายของนักผจญภัยเสียสติแปรเปลี่ยนอนุภาคสีดำละเอียด มอบบรรยากาศลึกลับและมืดมน
ชายหนุ่มเปิดปากทันที พ่นคำชั่วร้ายที่เต็มไปด้วยความหมายที่สกปรกและเลวทราม:
“เชื่องช้า!”
เฮอร์วิน·แรมบิสย่อมทราบว่าศัตรูพกพายุบพองหิวโหย และยังตระหนักถึงความยอดเยี่ยมของสมบัติวิเศษชิ้นนี้อย่างทะลุปรุโปร่ง ในสายตามัน การโจมตีของเกอร์มัน·สแปร์โรว์จึงดูน่ารัก เฮอร์วิน·แรมบิสตอบโต้ด้วยการใช้อุ้งเท้าซ้ายยกกระบอกโลหะสีฟ้าน้ำแข็ง จากนั้นก็ฟาดใส่ศัตรูด้านล่าง
สิ่งนี้คือสมบัติปิดผนึกที่ไม่ทราบที่มา ชื่อของมันคือ ‘ดาวตกเน่าเปื่อย’ เฮอร์วิน·แรมบิสได้รับมาจากตัวตนลึกลับบางตน และทราบเพียงว่า บางส่วนของวัตถุชิ้นนี้มาจากท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว
กระบอกโลหะสีฟ้าน้ำแข็งสามารถยิงกระสุนปืนสีเขียวเข้ม ใครก็ตามที่โดนเข้าไปจะได้รับสารพิษทันที ผลของพิษจะทำให้เกิดการเน่าเปื่อยจากภายใน แม้แต่ร่างวิญญาณก็ไม่รอด และยังส่งผลกับครึ่งเทพ
ผลข้างเคียงเชิงลบของมันคือ ผู้ถือมีโอกาสถูก ‘เฝ้ามอง’ จากท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว และนั่นจะทำให้ได้รับสารพิษโดยไม่รู้ตัว ถ้าไม่ใช่เพราะมีตัวตนลึกลับช่วยผนึกให้ เฮอร์วิน·แรมบิสคงไม่กล้าเก็บไว้ใช้เองแน่นอน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังพยายามจำกัดการใช้งาน เพื่อหลีกเลี่ยงความตายหรือการกลายพันธุ์อันแปลกประหลาด เพราะนั่นคือจุดจบโดยส่วนมากของอดีตผู้ถือดาวตกเน่าเปื่อย
ณ ปัจจุบัน เฮอร์วิน·แรมบิสไม่คิดว่า ‘ถ้อยคำกัดกร่อน’ ในลำดับ 5 จะมีผลใดๆ ต่อตัวมันที่กำลังเผยร่างสัตว์ในตำนานที่ไม่สมบูรณ์ จึงตั้งใจจะใช้ ‘ดาวตกเน่าเปื่อย’ เพื่อปิดฉากศัตรูที่เป็นภัยคุกคามร้ายแรง
ทว่าในครั้งนี้ การเคลื่อนไหวของมันกลับช้าลง ร่างกายทั้งหมดเริ่มเฉื่อยชา
บนหลังคาที่มืดมิดใต้พระจันทร์สีแดงดวงใหญ่ เกอร์มัน·สแปร์โรว์อีกหนึ่งคนซึ่งสวมเสื้อกันลมสีดำและหมวกผ้าไหม ปรากฏตัวขึ้นตอนไหนไม่มีใครทราบ มือขวาถือปืนลูกโม่ประหลาดหกลำกล้อง มือซ้ายเล็งไปทางเกอร์มัน·สแปร์โรว์ด้านล่างเฮอร์วิน·แรมบิส กำหมัดแน่นและหมุนข้อมือแผ่วเบา
เคาต์แห่งการเสื่อมถอย ‘ขยาย’ !
นี่คืออีกหนึ่งหุ่นเชิดของไคลน์ ครึ่งเทพเส้นทาง ‘นักกฎหมาย’ โจนาส·โคลเกอร์!
และด้วยความช่วยเหลือจากพลัง ‘ขยาย’ พลังพิเศษจากยุบพองหิวโหยจึงถูกยกระดับจนเกือบทัดเทียมผู้วิเศษลำดับ 4 หรือขอบเขตของครึ่งเทพ!
แน่นอน พลัง ‘ขยาย’ ไม่สามารถใช้ได้มากกว่าหนึ่งครั้งต่อหนึ่งเป้า
เนื่องจากอยู่ในร่างสัตว์ในตำนาน พลัง ‘เชื่องช้า’ ที่ผ่านการ ‘ขยาย’ จึงส่งผลกับเฮอร์วิน·แรมบิสได้ไม่นานนัก ด้วยเหตุนี้ เกอร์มัน·สแปร์โรว์ซึ่งตัวจริงคือ ‘ผู้ชนะ’ เอ็นยูน รีบคว้าโอกาสอันแสนมีค่าเพื่อเข้าควบคุมด้ายวิญญาณของเฮอร์วิน·แรมบิส
ตามปรกติแล้ว ชายหนุ่มต้องใช้เวลาสามวินาทีในการเข้าควบคุมเบื้องต้น แต่เนื่องจากศัตรูกำลังเปิดเผยร่างสัตว์ในตำนาน ระยะเวลาย่อมต้องจะยืดออกไป อาจกลายเป็นหกหรือเจ็ดวินาที หรือแม้กระทั่งสิบวินาที กว่าจะเข้าควบคุมสำเร็จ เฮอร์วิน·แรมบิสคงหนีรอดจากอิทธิพลของ ‘เชื่องช้า’ นานแล้ว จากนั้นก็โต้กลับหลังจากกลายเป็นปรกติ
ในช่วงเวลาวิกฤติ โจนาส·โคลเกอร์ยกมือซ้ายและชี้ไปทาง ‘ผู้ชนะ’ เอ็นยูน บีบนิ้วทั้งห้าอย่างรวดเร็ว
ยังคงเป็น ‘ขยาย’ !
ขยายความสามารถในการเข้าควบคุมด้ายวิญญาณ!
เพียงพริบตา การเข้าควบคุมด้ายวิญญาณของ ‘ผู้ชนะ’ เอ็นยูนกลายเป็นเรื่องง่าย ราวกับอีกฝ่ายไม่ได้เปิดเผยร่างสัตว์ในตำนาน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ใช้เวลาเพียงสามวินาที มันสามารถควบคุมด้ายวิญญาณเบื้องต้นสำเร็จ
นี่คือพลังที่น่าสะพรึงอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ปัญหาก็คือ เฮอร์วิน·แรมบิสในร่างมังกรสามารถหลุดพ้นจากอิทธิพลของ ‘เชื่องช้า’ ได้ภายในไม่ถึงหนึ่งวินาที
มันหลุดพ้นเรียบร้อยแล้ว!
ทันใดนั้น เสียงปืนดังกังวาน กระสุนที่สลักลวดลายประหลาดพุ่งปะทะร่างเฮอร์วิน·แรมบิสซึ่งเพิ่งหลุดพ้นจากสถานะ ‘เชื่องช้า’
ในอีกมุมหนึ่งของสวน เกอร์มัน·สแปร์โรว์อีกหนึ่งคนที่สวมเสื้อกันลมสีดำและหมวกผ้าไหมปรากฏตัว
ร่างของมังกรของเฮอร์วิน·แรมบิสกลับไปแข็งทื่ออีกครั้ง แต่หนนี้ไม่ใช่แค่ความคิดที่เฉื่อยชา แม้กระทั่งปีกมังกรด้านหลังก็ยังนิ่งสนิท สูญเสียธรรมชาติของมันจนลากมังกรร่วงหล่นกระแทกพื้น
กระสุนคุมวิญญาณ!
ไคลน์ใช้หนอนวิญญาณของตัวเองเป็นวัตถุดิบในการสร้าง และกระตุ้นด้วยการระดมพลังบางส่วนของมิติเหนือสายหมอก มีฤทธิ์ทำให้ผู้วิเศษลำดับ 3 เป็นอัมพาตชั่วคราว ราวหนึ่งถึงสองวินาที!
เฮอร์วิน·แรมบิสที่เผยร่างสัตว์ในตำนานไม่สมบูรณ์ คงไม่แข็งแกร่งไปกว่านักบุญลำดับ 3 มากนัก เลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกเล่นงาน เพราะแม่แต่ร่างโคลนของอามุนด์ก็ยังถูก ‘กระสุนคุมวิญญาณ’ เล่นงานนานกว่าหนึ่งวินาที
นอกจากนั้น ไคลน์ยังสามารถสั่งให้โจนาส·โคลเกอร์ ‘ขยาย’ พลังของกระสุนได้ด้วย แต่น่าเสียดายที่การยิงเมื่อครู่เกิดขึ้นเร็วเกินไป จึงคว้าโอกาสเอาไว้ไม่ทัน
เมื่อได้เห็นประสิทธิภาพของสามประสาท ไคลน์พลันรู้สึกทึ่งกับพลังของครึ่งเทพเส้นทางนักกฎหมาย และมองว่าเป็นหน่วยสนับสนุนที่ยอดเยี่ยมมาก แต่ในสถานการณ์ปรกติ พลังขยายของเคาต์แห่งการเสื่อมถอยมักถูกใช้เพื่อเพิ่มพลังให้กับตัวเอง ไม่ค่อยมีความร่วมมือกับเส้นทางอื่น แต่สำหรับในกรณีของไคลน์ โจนาส·โคลเกอร์นั้นเป็นหุ่นเชิดที่บังคับด้วยหนอนวิญญาณ เชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียวกับร่างต้น สามารถใช้พลังของร่างต้นได้ หรือกล่าวได้ว่า มันคือไคลน์ที่มีพลังสายสนับสนุนในตัวเอง!
ฉวยโอกาสที่เฮอร์วิน·แรมบิสให้ตกอยู่ในภาวะอัมพาต ‘ผู้ชนะ’ เอ็นยูนเสร็จสิ้นการเข้าควบคุมด้ายวิญญาณเบื้องต้น
ทันทีที่มังกรไม่สมบูรณ์สิ้นสุดอาการอัมพาต ความคิดก็เริ่มหยุดนิ่งแล้ว จะทำสิ่งใดก็เฉื่อยชาไปเสียหมด
ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลังจากได้รับหุ่นเชิดอันทรงพลัง จอมเวทพิสดารจะกลายเป็นอาชีพที่ทรงพลังอย่างมาก และไคลน์ยังมีสิ่งที่คล้ายกับสูตรโกงอย่าง ‘กระสุนคุมวิญญาณ’ เพราะมีครึ่งเทพเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถสร้างได้ เนื่องจากต้องระดมพลังบางส่วนของมิติหมอกในพิธีกรรม แน่นอนว่า ตัวตนที่แข็งแกร่งเช่นอามุนด์ก็สามารถสร้างยันต์หรือกระสุนที่คล้ายกันได้ เพียงแต่คุณสมบัติจะแตกต่างออกไป
เมื่อเห็นว่าเฮอร์วิน·แรมบิสถูกควบคุมขั้นต้น ไคลน์วางแผนเตรียมขจัดการขัดขืนของศัตรู ไม่ปล่อยให้หลุดจากสภาพปัจจุบัน จนกระทั่งกลายเป็นหุ่นเชิดโดยสมบูรณ์ แต่ทันใดนั้น ศีรษะของมันพลันเจ็บแปลบกะทันหัน ความบ้าคลั่งที่มิอาจควบคุมพลันปะทุขึ้นในใจ
ถัดมา มันเกิดความหดหู่เหนือพรรณนา คล้ายกับชีวิตนี้จะไม่มีความสุขอีกต่อไป เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองต่อตัวเอง รอไม่ไหวแล้วที่จะปลิดชีวิตเพื่อไม่ให้เดือดร้อนผู้อื่น
ในพริบตาต่อมา มันรู้สึกตื่นเต้นอย่างแรงกล้า ดวงตาคล้ายกับมีเลือดคั่ง เกลียดชังทุกสิ่ง ต้องการทำลายทุกสิ่งที่ขวางหูขวางตา
แบบนี้ไม่ดีแน่… ก่อนที่สภาพจิตใจของไคลน์จะเสื่อมถอย มันพบว่าตนถูกเล่นงานโดยอิทธิพลบางอย่างของเฮอร์วิน·แรมบิสมาสักพักแล้ว จนเกิดความผิดปรกติกับ ‘กายปัญญา’
มันพยายามเข้าฌานเพื่อต่อสู้กับสภาพจิตใจที่ผิดปรกติ ทว่า ความคิดที่ดูเหมือนจะเป็นของคนอื่นกลับแล่นเข้ามาในหัว:
“จบสิ้นแล้ว…”
“แม่เย็*! คิดหาทางรอดเร็วเข้า!”
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ดูเหมือนกับอาการป่วยทางจิตขั้นรุนแรง”
“โรคติดต่อทางจิต? อาการทางจิตแปลกๆ ที่มิสจัสติสเคยพูดถึง? ไม่ผิดแน่ นี่คือพลังลำดับสูงของเส้นทางผู้ชม!”
“มัวพล่ามอะไรอยู่? นักจิตบำบัดครึ่งเทพอยู่ตรงหน้าแล้วนี่ไง แค่เปลี่ยนมันให้เป็นหุ่นเชิด โรคนี้ก็รักษาได้ไม่ยาก”
เมื่อตระหนักว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์ไม่สามารถยิงกระสุนนัดที่สอง บนใบหน้าเฮอร์วิน·แรมบิสที่ปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีเทาเผยรอยยิ้มเล็กๆ
แม้ว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์และหุ่นเชิดทั้งสองจะแข็งแกร่งจนเหนือความคาดหมาย ทำให้เฮอร์วิน·แรมบิสต้องตกอยู่ในสภาพเกือบสิ้นหวังในพริบตา แต่ก็ใช่ว่ามันจะไม่ได้ทำอะไรลงไปเลย
ในตอนก่อนที่จะถอนตัวจากทะเลจิตใต้สำนึกรวม เฮอร์วิน·แรมบิสแอบปลูกฝัง ‘บ้าคลั่งระบาด’ ให้อีกฝ่ายอย่างเงียบงัน!
หุ่นเชิดอาจเป็นคนตายโดยพื้นฐาน จึงไม่สามารถควบคุมจิตสำนึกได้ด้วยวิธีปรกตินอกจากใช้ด้ายวิญญาณ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าหุ่นเชิดไม่มี ‘เกาะแห่งจิตใจ’ เกาะแห่งนั้นมีอยู่ แค่เป็นสถานที่เงียบสงบ สิ่งที่เฮอร์วิน·แรมบิสทำคือการฝัง ‘เมล็ดพันธุ์’ แห่งความบ้าคลั่งลงไป
เมล็ดพันธุ์ดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อหุ่นเชิดก็จริง แต่สามารถแพร่เชื้อสู่ทะเลจิตใต้สำนึกรวมได้อย่างเงียบเชียบ สร้างอิทธิพลต่อสิ่งมีชีวิตรอบๆ ด้วย ‘โรคติดต่อทางจิต’ และเหนือสิ่งอื่นใด ความบ้าคลั่งยังสามารถแพร่กระจายผ่านด้ายวิญญาณได้โดยตรง
นอกจากนั้น เป็นเพราะเชื้อโรคประเภทนี้เกิด ‘ตัวเอง’ จึงมิอาจป้องกันด้วยพรของเทวทูต อย่างมากก็แค่ช่วยบรรเทาความร้ายแรงและทำให้เกิดผลช้าลง
นี่คือพลังลำดับสูงของเส้นทางผู้ชม ‘โรคติดต่อทางจิต’ ของ ‘จอมบงการ’ !
ในสมัยโบราณ บางครั้งบางคนที่อยู่ในภาวะซึมเศร้าเป็นเวลานาน จะสร้างภาวะซึมเศร้าให้กับคนรอบข้างจำนวนมากพร้อมกัน ใครบางคนจึงเรียกว่า ‘อุปทานหมู่’ ครั้งหนึ่ง กวีบางคนได้แต่งเพลงเอาไว้ว่า
“สตรีเจ็ดคนเต้นระบำประหลาดกลางถนน;”
“บุรุษเก้าคนเกลือกกลิ้งไปมาพร้อมกับขำ;”
“รถม้าคันหนึ่งแล่นผ่านไป ขุนนางตบหน้าพวกมันหัวคะมำ;”
“นอกบ้านบนถนนสีดำ เหล่าเด็กเล็กปล่อยโฮพร้อมกับหลั่งน้ำตา;”
“ผู้คนเปิดศึกทำร้ายกันราวกับคนบ้า เสียสติกันไปทั้งเมือง;”
หากไตร่ตรองเกี่ยวกับเพลงนี้อย่างรอบคอบ คงไม่มีมุมมองอื่นนอกจากการสร้างความหวาดกลัว แต่เฮอร์วิน·แรมบิสทราบดี ฉากที่อธิบายไว้ในเนื้อเพลงเคยเกิดขึ้นจริง เป็นฝีมือการทดลองของครึ่งเทพในเส้นทางผู้ชม
‘โรคติดต่อทางจิต’ !
รอจนกระทั่งร่างต้นของเกอร์มัน·สแปร์โรว์เสียสติ การควบคุมหุ่นเชิดของมันจะหยุดลงอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อถึงตอนนั้น เฮอร์วิน·แรมบิสจะรอดพ้นจากสถานการณ์เลวร้าย
บทสรุปดังกล่าวจะเกิดขึ้นภายในเวลาไม่นาน อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น!
สำหรับปัจจุบัน เฮอร์วิน·แรมบิสซึ่งเป็น ‘จอมบงการ’ มิได้เกรงกลัวว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์ใช้ยันต์แบบเดียวกับที่ออเดรย์ใช้ – ยันต์แลกเปลี่ยนชะตากรรมในช่วงเวลาสั้นๆ – เพราะถ้าจะเปลี่ยนชะตากรรมกันจริงๆ เกอร์มัน·สแปร์โรว์จะกลายเป็นหุ่นเชิด ความคิดจะชะงักงัน ร่างกายแข็งทื่อ ส่วนมันที่ได้รับ ‘โรคติดต่อทางจิต’ เป็นเรื่องง่ายที่จะแก้ไขด้วยตัวเอง
ทันใดนั้น เฮอร์วิน·แรมบิสมองเห็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์บนหลังคา ยกมือซ้ายเล็งไปทางเกอร์มัน·สแปร์โรว์ที่กำลังถือลูกโม่กระบอกยาวสีดำ จากนั้นก็งอห้านิ้วและหมุนข้อมือเล็กน้อย
บิดเบือน!
ไคลน์ใช้พลังพิเศษของโจนาส·โคลเกอร์เพื่อ ‘บิดเบือน’ ระดับความเจ็บป่วยทางจิตของตน เปลี่ยนให้เบาลงและมีผลข้างเคียงน้อยลง!
ฉวยโอกาสจากตอนที่ยังมีสติ ชายหนุ่มยกปืนลูกโม่ ‘ลางมรณะ’ ขึ้นอีกครั้งและลั่นไก
ปัง!
‘กระสุนคุมวิญญาณ’ อีกนัดถูกยิงออกไป ปะทะเข้ากับร่างกายอันใหญ่โตของมังกรไม่สมบูรณ์ซึ่งปัจจุบันยังขยับตัวไม่ได้
ขณะเดียวกันโจนาส·โคลเกอร์ใช้ ‘ขยาย’ !
แม้ว่าเฮอร์วิน·แรมบิสจะถูกโจมตี แต่มันกลับยังไม่หลุดพ้นจากการควบคุมด้วยด้ายวิญญาณของ ‘ผู้ชนะ’ เอ็นยูน เนื่องจากมันกำลังตกอยู่ในภาวะเฉื่อยชาและแข็งทื่อ ‘เป็นเวลานาน’
ไคลน์นับเวลาในใจ ก่อนที่จะยิงกระสุนคุมวิญญาณนัดถัดไปในตอนที่เฮอร์วิน·แรมบิสใกล้จะฟื้น
และก่อนที่ผลของ ‘กระสุนคุมวิญญาณ’ นัดที่สามซึ่งถูก ‘ขยาย’ จะสิ้นสุด ร่างกายของมังกรไม่สมบูรณ์สีเทาอ่อนชักกระตุกก่อนจะกลับไปเป็น ‘ปรกติ’ มิได้เฉื่อยชาอีกต่อไป
………………………..
ทันทีที่เห็นฉากตรงหน้า เฮอร์วิน·แรมบิสหลุดพ้นจากสภาวะสงบนิ่งทันที ตระหนักชัดเจนว่าตนตกหลุมพรางเข้าแล้ว แถมยังได้รับอิทธิพลมาสักพักแล้ว
โดยปราศจากความลังเล มันโค้งหลังเล็กน้อย ร่างกายบวมพองอย่างเห็นได้ชัด
รูม่านตาแปรเปลี่ยนเป็นแนวตั้ง จากสีฟ้าอ่อนเป็นสีทอง ตามใบหน้าและหลังมือ ทุกตารางนิ้วของผิวที่เผยให้เห็นพลันถูกปกคลุมด้วยเกล็ดสีเทาคล้ายก้อนหิน
ท่ามกลางเสียงปริแตก เสื้อเชิ้ตสีขาวที่มันสวมอยู่ เสื้อนอกสุภาพสีดำ กางเกงขายาว ทั้งหมดล้วนขาดวิ่นโดยมีเกล็ดมังกรปกคลุมด้านล่าง
เพียงพริบตา เฮอร์วิน·แรมบิสกลายเป็นสัตว์ประหลาดร่างใหญ่ นอกจากส่วนหัวที่ยังคงเป็นมนุษย์ ร่างกายส่วนที่เหลือถูกแปรสภาพโดยสมบูรณ์ ราวกับเป็นมังกรสีเทาอ่อนที่ร่างกายยังพัฒนาไม่เต็มที่
มังกรยักษ์ตัวนี้สยายปีกหนังสีเทาออกจากแผ่นหลังหนึ่งคู่ แขนขาบึกบึน เกล็ดสีเทาบนผิวกายมีรอยสลักลวดลายลึกลับซับซ้อน ลายสามมิติบางส่วนฝังเข้าไปในเนื้อ บางส่วนขยายออกสู่ความว่างเปล่า คล้ายกับเป็นวัตถุที่ไม่ได้มาจากโลกความจริง สร้างความรู้สึกหดหู่และบิดเบี้ยวแก่ผู้พบเห็น นอกจากนั้นยังทำให้ร่างวิญญาณปนเปื้อนความคิดจากก้นบึ้งจิตใจทุกประเภท นึกอยากจะฉีกทำลายตัวเองให้รู้แล้วรู้รอด
ร่างสัตว์ในตำนานที่ไม่สมบูรณ์ของเส้นทางผู้ชม!
สำหรับครึ่งเทพในเส้นทางอื่น หากไม่ใช่เทวทูต การจะสู้ในร่างสัตว์ในตำนาน จำเป็นต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งและแน่วแน่ ไม่อย่างั้นจะมิอาจควบคุมความบ้าคลั่งและแนวโน้มในการคลุ้มคลั่ง มีโอกาสสูงที่จะเสียสติคาที่ กลายเป็นสัตว์ประหลาดตัวจริง แต่เรื่องราวเหล่านี้ใช้ไม่ได้กับเส้นทางผู้ชม พวกมันมี ‘ปลอบโยน’ ที่สามารถบำบัดจิตใจและดวงวิญญาณ แทบไม่มีโอกาสเผชิญหน้ากับภาวะส่อคลุ้มคลั่ง ดังนั้น ตราบใดที่การต่อสู้ไม่ยืดเยื้อนานไปนัก ครึ่งเทพเส้นทางผู้ชมสามารถใช้ร่างสัตว์ในตำนานได้ตามใจชอบ หากต้องการกลับสู่สภาวะปรกติก็ทำได้ทันที
ฟ้าว!
ความคิดทั้งหมดขอบเขตจิตใต้สำนึกของเฮอร์วิน·แรมบิสกำลังเดือดพล่าน จิตใต้สำนึกบางส่วนพรั่งพรูออกจากร่างกายและหลอมละลายไปกับความว่างเปล่า
ฟ้าว!
สายลมกระโชกพัดผ่านร่างมังกรสีเทาของเฮอร์วิน·แรมบิส พวกมันดูเหมือนทั้งของจริงและภาพมายา
สายลมเหล่านี้อัดแน่นไปด้วยเจตจำนงบางอย่าง พัดผ่านแพร่กระจายไปทุกทิศทุกทาง สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในบริเวณใกล้เคียงพลันเกิดความผิดปรกติที่แตกต่าง บ้างยืนเหม่อลอย บ้างหลบหนีไปที่มุมสวน บ้างฉี่ราดและขาอ่อน บ้างหมดสติคาที่ และบ้างเผยสีหน้าหลงใหลราวกับเป็นแฟนพันธุ์แท้ของมังกร
นี่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพของ ‘มังกรข่มขวัญ’ ซึ่งมีแหล่งกำเนิดมาจากสัตว์ในตำนาน ของเดิมจะแค่สร้างผล ‘เกรงขาม’ แก่เป้าหมาย แต่ของเฮอร์วิน·แรมบิสพัฒนากลายเป็น ‘ช่วงชิงใจจิต’ ที่มาพร้อมอิทธิพลหลายชนิด!
ฉวยโอกาสที่มังกรข่มขวัญกำลังแผ่ซ่านไปทุกจุด เจตจำนงและความคิดของเฮอร์วิน·แรมบิสแปรสภาพกลายเป็นตัวมันอีกคนหนึ่งที่มีบรรยากาศชั่วร้าย จากนั้นก็เคลื่อนที่ผ่าน ‘ทะเลจิตใต้สำนึกรวม’ ซึ่งผู้วิเศษส่วนใหญ่มองไม่เห็น ตรงดิ่งมันเข้าหาทั้งเกอร์มัน·สแปร์โรว์บนหลังคา และออเดรย์·ฮอลล์ที่มุมสวน ด้วยความเร็วอันน่าตกตะลึง
ในฐานะผู้ชม โดยไม่ต้องเห็นใบหน้าชัดเจน พิจารณาจากบรรยากาศรอบตัวเพียงอย่างเดียว มันสามารถระบุได้ทันทีว่าผู้จู่โจมคือเกอร์มัน·สแปร์โรว์!
ทันใดนั้น ออเดรย์รีบทำตามคำแนะนำของสองครึ่งเทพแห่งชุมนุมทาโรต์ เดอะเวิร์ลและมาดามเฮอร์มิท นั่นคือการพึมพำเพื่อสะกดจิตตัวเอง:
“ฉันไม่เห็นอะไรทั้งนั้น… ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น…”
“ฉันไม่เห็นอะไรทั้งนั้น… ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น…”
เธอต้องการหลีกเลี่ยงความผิดปรกติทางจิตที่จะเกิดขึ้นถ้าจ้องมองร่างสัตว์ในตำนานของเฮอร์วิน·แรมบิสโดยตรง อาจเลวร้ายถึงขั้นคลุ้มคลั่ง
ไม่เพียงเท่านั้น วิธีนี้ยังช่วยป้องกันไม่ให้เธอ ‘เห็น’ หรือ ‘สัมผัสถึง’ เฮอร์วิน·แรมบิสร่างชั่วร้ายที่ลักลอบเข้ามาในโลกแห่งจิตผ่านทะเลจิตใต้สำนึกรวม
แต่ทันใดนั้น เฮอร์วิน·แรมบิสภายใน ‘เกาะแห่งจิตใต้สำนึก’ พลัน ‘คลาดสายตา’ จากหญิงสาวผมสีทองอ่อนอย่างกะทันหัน
ออเดรย์รู้สึกอบอุ่นร่างกายอย่างบอกไม่ถูก ประหนึ่งเดินออกจากถ้ำน้ำแข็งและพบกับแสงแดดจ้า
เธอรีบสลายการสะกดจิตและลืมตาขึ้น ฉากตรงหน้าคือดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าที่ส่องแสงทะลุผ่านเมฆก้อนใหญ่ เกิดเป็นภาพแสนวิจิตรตระการตา ท่ามกลางความรู้สึกที่คมชัด ดอกไม้ที่เหลือรอดจากฤดูใบไม้ร่วงยังเบ่งบานอย่างเงียบงันไปตามธรรมชาติ
ออเดรย์มองไปรอบตัวด้วยสีหน้าเหม่อลอย ไม่แต่ก็พบเฮอร์วิน·แรมบิส ไม่พบเกอร์มัน·สแปร์โรว์ และไม่พบพระจันทร์สีแดงขนาดใหญ่
ฉากตรงหน้าทำให้หญิงสาวรู้สึกราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่เป็นเพียงความฝัน
“เป็นพลังที่ยอดเยี่ยมอะไรเช่นนี้… การต่อสู้ระหว่างสองครึ่งเทพกลับไม่ทำร้ายดอกไม้แม้แต่หนึ่งดอก” ออเดรย์พึมพำกับตัวเอง เดินออกจากสวนอย่างสงบ กลับไปยังทางเชื่อมระหว่างสวนกับตัวอาคาร
เธอกังวลว่า หากตนอยู่ที่นั่นด้วย เกอร์มัน·สแปร์โรว์จะสู้ได้ไม่เต็มที่เพราะต้องคอยระแวง
ภายในโลกแห่งความลับ ร่างแบ่งภาคของเฮอร์วิน·แรมบิสกำลังบุกรุกเกาะแห่งจิตใต้สำนึกของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ภายใต้พระจันทร์สีแดง
ขณะเหยียบลงบนเกาะและเตรียมเปิดประตู ‘กายปัญญา’ เพื่อควบคุมจิตใต้สำนึกของศัตรู เฮอร์วิน·แรมบิสพลันพบว่าเกาะมายาที่กำลังมันยืนนั้นเงียบเกินไป ปราศจากความคิดล่องลอย ปราศจากกระแสความคิดใหม่ แทบไม่มีสิ่งใดอยู่เลย
หุ่นเชิด! เฮอร์วิน·แรมบิสพลันกระจ่าง เมื่อผนวกกับข้อมูลในอดีต มันเริ่มเข้าใจภาพรวมของเกอร์มัน·สแปร์โรว์อย่างคร่าวๆ
มันไม่ตกใจจนเกินพอดี ไม่แสดงความผิดหวังมากนัก ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ เฮอร์วิน·แรมบิสกำลังมีความสุขและทวีความมั่นใจ เพราะสำหรับครึ่งเทพเส้นทางผู้ชม ตัวมันสามารถจำแนกความแตกต่างระหว่างหุ่นเชิดกับร่างต้นได้ง่าย ส่งผลให้พลังที่แข็งแกร่งที่สุดของเกอร์มัน·สแปร์โรว์แทบจะกลายเป็นหมัน
และถึงจะเป็นแค่หุ่นเชิด แต่นายคิดว่าการบุกรุกโลกแห่งจิตของฉันเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์? ดวงตาของเฮอร์วิน·แรมบิสร่างชั่วร้ายในโลกแห่งจิตเริ่มมองกวาด จนกระทั่งพบทางเดินโปร่งใสที่มีไว้ถ่ายทอดความคิดมายังเกาะแห่งจิตใต้สำนึกของหุ่นเชิด ใช่แล้ว สิ่งนี้คือ ‘ด้ายวิญญาณ’ ไม่สิ มันคือสัญลักษณ์แทนด้ายวิญญาณภายในโลกแห่งจิต!
ทันทีหลังจากนั้น ร่างของเฮอร์วิน·แรมบิสพลันส่องแสงและพุ่งไปตามทางเดินโปร่งใสจนกระทั่งพบเกาะแห่งจิตใต้สำนึกแห่งใหม่ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเดินค่อนข้างไกล ที่นี่คือต้นตอในการควบหุ่นเชิดผ่านความคิด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง มันคือร่างหลัก!
“เจอตัวแล้ว!”
เฮอร์วิน·แรมบิสสูดลมหายใจเข้าอย่างเย็นชา สร้าง ‘พายุจิต’ อันน่าสะพรึงกลัวขึ้นรอบๆ ทะเลจิตใต้สำนึกรวม จากนั้นก็สั่งให้ถล่มเกาะแห่งจิตใต้สำนึกของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
การโจมตีนี้ยังทำให้ ‘สภาพอากาศ’ บริเวณใกล้เคียงกับเกาะผันผวนอย่างหนัก สัมผัสวิญญาณที่ผู้วิเศษมักพึ่งพาจะเกิดการผิดเพี้ยนและถูกรบกวน พร้อมกันนั้น เฮอร์วิน·แรมบิสถือโอกาสเข้าใกล้เกาะแห่งจิตใต้สำนึกของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ด้วยการสร้างขั้นบันไดสีขาว เตรียมบุกรุกจิตใต้สำนึกของอีกฝ่ายอย่างเงียบงัน
นี่คือรูปแบบการต่อสู้ตามปรกติของมัน หนึ่งด้านสว่างและหนึ่งด้านมืด ฝั่งหนึ่งจู่โจมซึ่งๆ หน้าและเปิดเผย อีกฝั่งหนึ่งลักลอบเข้าไปในจิตใต้สำนึก เทคนิคโจมตีผสานเช่นนี้ช่วยให้มันพังปราการทางใจของเป้าหมายได้ง่าย และเพียงไม่นานก็สามารถเข้าควบคุม ‘กายปัญญา’ ขั้นต้น
พร้อมกันนั้น บนโลกความจริง เฮอร์วิน·แรมบิสในร่างครึ่งมังกรลอยไปบนฟ้า ตามด้วยการใช้มังกรข่มขวัญกับ ‘ลมหายใจมังกร’ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ สร้างความได้เปรียบในการต่อสู้ฝั่งโลกแห่งจิต
แต่ทันใดนั้น ณ ส่วนลึกของทะเลจิตใต้สำนึกรวมที่อยู่ใต้เกาะแห่งจิต เฮอร์วิน·แรมบิสร่างมายาซึ่งพยายามการบุกรุกประตู ‘กายปัญญา’ ของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ สภาพแวดล้อมรอบตัวมันแปรเปลี่ยนเป็นภาพสายหมอกสีเทาไร้ขอบเขต โดยที่มหาสมุทรและเกาะแห่งจิตใต้สำนึกล้วนอันตรธานหาย
เฮอร์วิน·แรมบิสเกิดความตึงเครียดทันที รีบวิเคราะห์สภาพจิตใจของตัว สงสัยว่าจะเห็นภาพหลอน
แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร ภาพของหมอกสีเทากลับยังไม่แปรเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม ไม่มีเหตุร้ายหรืออันตรายใดเกิดขึ้นกับเฮอร์วิน·แรมบิส คล้ายกับดังกล่าวนี้เป็นแค่พื้นหลังธรรมดาๆ
มันเกิดความสับสนทันที
ขณะเฮอร์วิน·แรมบิสเตรียมสร้าง ‘พายุจิต’ เพื่อปั่นป่วนที่นี่ สายหมอกสีเทาพลันอันตรธานหาย กลับไปเป็นเกาะแห่งจิตใต้สำนึกของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ตามเดิม
เฮอร์วิน·แรมบิสไม่มัวลังเล รีบลงมือบุกรุกใต้สำนึกของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ทันที พยายามเข้าควบคุมความคิดของเป้าหมาย
ทว่า กระแสความคิดทั้งหมดกลับกำลังส่องสว่าง ออร่าของพวกมันอัดแน่นไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขาม ไม่สามารถสั่นคลอนหรือสร้างผลกระทบ
นี้มัน… เฮอร์วิน·แรมบิสรีบเงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณ จากนั้นก็เสกบันไดหินและเดินขึ้นไปบนผิวทะเลจิตใต้สำนึกรวม
นอกจาก ‘เกาะ’ จำนวนมาก เฮอร์วิน·แรมบิสยังเห็นร่างหนึ่งซึ่งมีปีกเพลิงสิบสองคู่อยู่บนแผ่นหลัง ตามลำตัวสองแสงสีทองอร่าม
ภาพฉายตัวแทนพลังจากเทวทูต!
ในเมื่อวางแผนจะจัดการกับครึ่งเทพเส้นทางผู้ชม ไคลน์ย่อมต้องใช้อ้อมกอดเทวทูตกับตัวเองล่วงหน้า เป็นพรที่สร้างจากไพ่นักบวชสีชาดและการระดมพลังของมิติลึกลับเหนือสายหมอก และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมชายหนุ่มถึงไม่ได้รับผลกระทบจากร่างสัตว์ในตำนานที่ไม่สมบูรณ์ของอีกฝ่าย
และสาเหตุที่ไม่ได้เปิดเผย ‘พร’ ชนิดนี้ตั้งแต่แรก ไคลน์ต้องการทดสอบเฮอร์วิน·แรมบิสก่อน
ในตอนที่เฮอร์วิน·แรมบิสพยายามบุกรุกเกาะแห่งจิตใต้สำนึก หุ่นเชิดของชายหนุ่ม โจนาส·โคลเกอร์ได้ใช้พลัง ‘บิดเบือน’ เพื่อเปลี่ยนเป้าหมายการบุกรุกของเฮอร์วิน·แรมบิส จาก ‘กายปัญญา’ ของร่างต้นให้กลายเป็นภาพจำลองของมิติเหนือสายหมอก
หากผลลัพธ์ออกมาเป็นว่า เฮอร์วิน·แรมบิสยังคงพบเกาะแห่งจิตใต้สำนึกภายในหมอกสีเทา นั่นแปลว่าบนมิติลึกลับเหนือสายหมอกยังมีตัวตนอื่นที่กำลังหลับใหลอย่างเงียบงัน ทำให้ไคลน์ต้องระวังมากขึ้นในอนาคต แต่ในทางกลับกัน ถ้ามันไม่พบสิ่งใด ชายหนุ่มก็จะเบาใจอย่างมาก
นี่คือสิ่งที่ชายหนุ่มต้องการทดสอบมานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสและไม่กล้าลองเพราะเกรงกลัวอันตราย ศึกนี้จึงเป็นการทดลองครั้งสำคัญ เพราะต่อให้มีอันตรายใดรออยู่ คนที่จะฉิบหายคือเฮอร์วิน·แรมบิส ไม่ใช่คน และนั่นยังช่วยให้จำกัดครึ่งเทพได้อย่างง่ายดาย
เมื่อพบว่าศัตรูมีพรจากเทวทูต แถมยังเป็นพรอันทรงพลังซึ่งมันไม่สามารถทะลวงผ่านหรือแทรกซึมเข้าไปในจิตใต้สำนึกได้ในเร็วๆ นี้ เฮอร์วิน·แรมบิสตัดสินใจถอยโดยไม่ลังเล รีบออกจากบริเวณดังกล่าวและกลับมายังจิตใจตัวเองผ่านทะเลจิตใต้สำนึกรวม
ในพริบตาเดียวกัน มังกรยักษ์บนท้องฟ้าพลันอันตรธานหายอย่างไร้ร่องรอย แม้จะใช้เทคนิคการค้นหาด้วยด้ายวิญญาณก็ยังไม่พบ
ล่องหนทางใจ!
เฮอร์วิน·แรมบิสหวังใช้ประโยชน์จากจุดบอดทางจิตวิทยาเพื่อซ่อนตัวอยู่ในความมืด ขณะเดียวกันก็ยังคอยปลดปล่อย ‘ช่วงชิงจิตใจ’ และ ‘พายุจิต’ เพื่อทำลายปราการวิญญาณของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ที่ถูกเทวทูตยกระดับจนแข็งแกร่ง ส่วนร่างหลักเตรียมใช้สมบัติปิดผนึกที่แข็งแกร่งเพื่อโจมตี
ในฐานะครึ่งเทพเส้นทางผู้ชม แม้การต่อสู้ระยะประชิดของมังกรจะแข็งแกร่งมาก แต่ก็ยังบกพร่องในหลายส่วน โดยเฉพาะพลังเกี่ยวกับการจู่โจมที่หนักหน่วง จำเป็นต้องได้รับการชดเชยด้วยสมบัติปิดผนึกบางชนิด
แต่ทันใดนั้น เกอร์มัน·สแปร์โรว์ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นหุ่นเชิดหรือร่างต้น ทำการเสกหนังสือมายาพร้อมกับเปล่งเสียงอันล่องลอย:
“ข้าบรรลุ ข้าประจักษ์ ข้าบันทึก”
ไคลน์เตรียมจะใช้ ‘พายุสายฟ้า’ ที่บันทึกโดย ‘นักบันทึก’ ภายในยุบพองหิวโหย!
สำหรับพลังที่น่ารำคาญอย่าง ‘ล่องหนทางใจ’ วิธีแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพคือการระดมยิงถล่ม!
ปฏิเสธไม่ได้ว่า หากต้องการกำจัดผู้วิเศษที่น่ารำคาญให้สิ้นซาก พลังของเส้นทาง ‘พายุ’ นับเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียว
……………………………
เมื่อสิ้นเสียงถ้อยคำเฮอร์มิสโบราณที่ดังก้อง บริเวณรอบๆ ออเดรย์และเฮอร์วิน·แรมบิสพลันหม่นหมองลงชั่วขณะ
คล้ายกับมีใครเดินผ่านมาและรีบผ่านไป
รอจนกระทั่งความสว่างคืนกลับ ภายในโลกแห่งจิต เจ้าของ ‘เกาะแห่งจิตใต้สำนึก’ ที่ปกคลุมไปด้วยพายุจิตอันน่าสะพรึงกลัว พลันเปลี่ยนมือจากออเดรย์เป็นเฮอร์วิน·แรมบิส และฝ่ายที่บุกรุกจิตใจเปลี่ยนจากเฮอร์วิน·แรมบิสเป็นออเดรย์
ยันต์โจรปล้นดวง!
สร้างจากหนอนกาลเวลาของอามุนด์ด้วยพลังของเดอะฟูล สามารถขโมยและสับเปลี่ยนชะตากรรมของเป้าหมายได้ในระยะเวลาอันสั้น!
นี่คือ ‘ค่ารักษา’ อาการทางจิตที่เดอะเวิร์ลมอบให้ออเดรย์ ด้วยความช่วยเหลือของยันต์ เธอใกล้จะทำลาย ‘กำแพงสติ’ ของเฮอร์วิน·แรมบิสด้วย ‘พายุจิต’ เป็นการสลับชะตากรรมโดยสิ้นเชิง
เพียงพริบตา กระแสสงครามเกิดพลิกผัน จากผู้ที่ใกล้พังครืน ออเดรย์กลับมาถือครองความได้เปรียบอย่างแท้จริง
แต่แน่นอนว่า ข้อได้เปรียบนี้จะคงอยู่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น
ว่ากันตามตรง ถ้าไม่ใช่เพราะเมื่อสองวันก่อน ออเดรย์เคยถามตัวเองว่าจะเอาตัวรอดอย่างไรในสถานการณ์สิ้นหวัง เธอคงนึกไม่ถึงการใช้ยันต์โจรปล้นดวง หรือกว่าจะคิดได้ก็สายเกินไป แต่ในวินาทีนี้ หญิงสาวที่ซักซ้อมภายในใจมาหลายครั้ง รีบระงับอารมณ์ส่วนเกินพร้อมกับยืนยันสถานการณ์อย่างรวดเร็วอาศัยความได้เปรียบในปัจจุบัน ออเดรย์ควบคุมพายุจิตผสานกับพลังสะกดจิต พยายามเปิดประตูสู่ ‘กายปัญญา’ ของเฮอร์วิน·แรมบิส
เฮอร์วิน·แรมบิสติดชะงักไปทันที ราวกับคนธรรมดาที่กำลังหลงใหลดวงตาสีทองของออเดรย์และถูกสะกดจิตเข้าอย่างจัง
ถูกต้อง ในวินาทีปัจจุบัน ครึ่งเทพของเส้นทางผู้ชมกำลังถูกควบคุมโดยออเดรย์ซึ่งอยู่แค่ลำดับ 6
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ต่อให้ผลของยันต์โจรปล้นดวงจบลง แต่สถานะเช่นนี้จะยังคงอยู่ต่อไป!
อย่างไรก็ตาม ออเดรย์ทราบดี เธอสามารถเปิดประตูกายปัญญาของเฮอร์วิน·แรมบิสและเข้า ‘ควบคุมขั้นต้น’ ได้ด้วยพลังของยันต์ หากฤทธิ์ยันต์หมดลงเมื่อไร ไม่ว่าเธอจะทำสิ่งใดต่อไป ผลลัพธ์จะถูกปฏิเสธด้วยความแตกต่างของพลัง
และนอกจากนั้น เธอเริ่มสัมผัสได้ว่า เฮอร์วิน·แรมบิสกำลังดิ้นรนขัดขืนให้หลุดจากสภาพปัจจุบัน เพราะเกล็ดสีเทาเริ่มปรากฏบนใบหน้าของมันบนโลกความจริง
อีกไม่นาน มันจะหลุดพ้นจากการถูกควบคุมจิตใจเบื้องต้น… ออเดรย์ตระหนักได้จากสิ่งที่เห็นและสัมผัส
เธอจ้องไปยังศีรษะของเฮอร์วิน·แรมบิส นึกเสียใจที่ไม่ได้พกลูกโม่ทรงพลังติดตัวมาด้วย ไม่อย่างนั้นคงใช้โอกาสนี้เพื่อลั่นไกหลายนัด หวังฆ่าอีกฝ่ายให้ตายคาที่
แต่ในวินาทีถัดมา เธอนึกออกว่าตนมีพลังในการสร้างเกล็ดมังกร และเชื่อว่าเฮอร์วิน·แรมบิสเองก็คงมีเช่นกัน แถมยังเป็นรุ่นที่แข็งแกร่งกว่าหลายเท่า พวกมันจะไม่ถูกทำลายด้วยการโจมตีธรรมดา รวมไปถึงสมบัติวิเศษสายโจมตีในระดับกลางและต่ำ!
และถ้าไม่ตายในการโจมตีหนึ่งครั้ง เฮอร์วิน·แรมบิสจะได้สติกลับมาอย่างแน่นอน พร้อมกับหลุดพ้นจากการถูกควบคุม
โดยปราศจากความลังเล ออเดรย์ซึ่งยังขาดพลังโจมตี ผุดความคิดหนึ่งได้ทันที:
เธอต้องสะกดจิตมัน!
เฮอร์วิน·แรมบิสเป็นคนที่เชี่ยวชาญการสะกดจิตมาก และมีพลังต่อต้านการสะกดจิตที่แข็งแกร่ง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง มันจะไม่พกพาสมบัติวิเศษที่ช่วยป้องกันการสะกดจิต… แต่เราจะไม่สั่งให้หมอนั่นทำในสิ่งที่ขัดต่อความตั้งใจมากเกินไป เพราะด้วยช่องว่างของพลัง เราไม่มีทางเอาชนะแรงขัดขืนจากจิตใต้สำนึกได้… หลังจากกระแสความคิดมากมายผุดขึ้นในหัว ออเดรย์เม้มปากเล็กน้อย
เธอพยายามไม่เผยท่าทีผิดธรรมชาติ เพียงจ้องเข้าไปในดวงตาเฮอร์วิน·แรมบิสและกล่าวเสียงแผ่ว
“ในคฤหาสน์ของกายลินหลังนี้ หาที่นั่งรอฉันสักสิบห้านาที… เมื่อครบกำหนดค่อยไปหาฉันที่สวน”
การชี้นำทางจิตเช่นนี้มิได้กระตุ้นแรงต้านมากนัก ช่วยให้การสะกดจิตของออเดรย์สำเร็จอย่างราบรื่น ต้องไม่ลืมว่า แต่เดิม เฮอร์วิน·แรมบิสก็มีแผนจะรอพบออเดรย์ที่คฤหาสน์ของไวเคาต์กายลินอยู่แล้ว การสะกดจิตจึงไปกระตุ้นข้อมูลเก่าให้ทำงานโดยแก้ไขสถานที่และเวลาเล็กน้อย แถมความแตกต่างของข้อมูลของชุดก็ยังต่ำมาก เรียกได้ว่าสอดคล้องกับเจตนาเดิมของเฮอร์วิน·แรมบิส จิตใต้สำนึกของมันจึงไม่ได้แสดงอาการต่อต้าน
“ตกลง…” เฮอร์วิน·แรมบิสตอบรับสั่งของออเดรย์
หญิงสาวถอนหายใจโล่งอก มองตาอีกฝ่ายและกล่าวเสียงแผ่ว
“แต่วันนี้ คุณวางแผนจะแวะมาหาฉันแค่สิบห้านาที… แปลว่าคุณจะไม่ได้เจอหน้าฉัน… และในเมื่อคุณไม่ได้เจอหน้าฉัน เหตุการณ์ในวันนี้จะถือว่าไม่เคยเกิดขึ้น ทั้งหมดจะถูกลืมเลือน”
เนื่องจากเฮอร์วิน·แรมบิสยอมรับการสะกดจิตในครั้งแรก เมื่อคำสั่งที่สอดคล้องกันถูกป้อนเข้ามาอย่างสมเหตุสมผล ต่อให้มีการต่อต้านเล็กๆ แต่ก็ไม่มากพอจะทำให้ได้สติ
ในอีกไม่กี่วินาทีถัดมา แสงสีทองอันทรงเสน่ห์ได้เลือนหายไปจากดวงตาหญิงสาว
“ใช่… วันนี้ผมไม่ได้เจอกับคุณ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสิ้น” เฮอร์วิน·แรมบิสทวนซ้ำด้วยสีหน้าเหม่อลอย แต่เกล็ดสีเทาบนผิวหนังของมันกลับยิ่งทวีจำนวน
หลังจากผ่านขั้นตอนสำคัญ ออเดรย์ระงับความอยากที่ใช้มือทาบอก ครุ่นคิดสักพักและกล่าว
“เมื่อคุณได้ยินฉันร้องเพลง คุณจะเงียบและฟัง”
อันที่จริง เธออยากผสานการสะกดจิตเข้ากับกับการหว่านเสน่ห์ แต่นึกขึ้นได้ทีหลังว่าตนทำท่าหว่านเสน่ห์ไม่เป็น และไม่รู้วิธีแสดงสีหน้าในทำนองเดียวกัน จึงไม่มีทางเลือกนอกจากยกมือขึ้นรวบผมสีทองอ่อน เอียงคอเล็กน้อย ขยิบตาและยิ้มอย่างสดใส
ทันทีหลังจากนั้น หญิงสาวฮัมเพลง ‘คฤหาสน์ใต้แสงจันทร์’ ด้วยเสียงนาสิก
เฮอร์วิน·แรมบิสยืนจ้องหญิงสาวที่อบอุ่นแสงแดด งดงามราวกับดอกไม้ และเจิดจ้าราวกับอัญมณี ยืนฟังเสียงอันล่องลอยและไพเราะด้วยจิตที่ค่อยๆ สงบลง ปราศจากการต่อต้านขัดขืน
เมื่อเห็นว่าการควบคุมขั้นต้นกำลังจะถูกยกเลิก ออเดรย์ไม่มัวรีรอ ชี้ไปทางฟากหนึ่งของทางเดิน:
“ตรงไปที่นั่น… เมื่อเห็นกระจกหลากสี คุณจะได้สติกลับมาพร้อมกับสลายเกล็ดมังกร”
เธอรู้จักอีกฟากหนึ่งของทางเดินเป็นอย่างดี นั่นคือทางเดินของประตูหลัก สองฝั่งเต็มไปด้วยกระจกหลากสีสันอันงดงาม
คำสั่งของออเดรย์ไม่สร้างอันตราย และไม่ได้ขัดต่อเจตจำนงของเฮอร์วิน·แรมบิส ส่งผลให้มันก้าวเดินไปเรื่อยๆ โดยไม่ต่อต้าน และเลี้ยวขวาเมื่อถึงสุดปลายทาง
รอจนกระทั่งแผ่นหลังของอีกฝ่ายหายไป ออเดรย์หายใจออกเชื่องช้า ยินยอมให้ความหวาดกลัว ความเครียด และความโกรธปริมาณมหาศาลรุกล้ำจิตใจ
ร่างกายหญิงสาวสั่นระริกอย่างมิอาจหักห้าม ปากเปิดออกเล็กน้อย หายใจเข้าออกอย่างมิอาจควบคุม
ผ่านไปสิบวินาที ออเดรย์ใช้ปลอบโยนใส่ตัวเองเพื่อสงบสติ
จากนั้น เธอเหลือบมองนาฬิกาแขวนพร้อมกับยกมือขึ้น ประสานกันใต้จมูกและปาก เปล่งพระนามเต็มของเดอะฟูลด้วยเสียงต่ำ
หญิงสาวสวดวิงวอนเพื่อขอพรจากเทวทูตอีกครั้ง และฝากตัวตนอันลึกลับแจ้งกับ ‘เดอะเวิร์ล’ ว่า เธอทราบเวลาที่เฮอร์วิน·แรมบิสจะปรากฏตัวอย่างแม่นยำ และตนจะอัญเชิญเกอร์มัน·สแปร์โรว์มาก่อนหน้านั้นประมาทสองถึงสามนาที ให้อีกฝ่ายเตรียมตัวให้พร้อมและกะเวลาลงมืออย่างแม่นยำ ไม่เร็วหรือช้าจนเกินไป เฮอร์วิน·แรมบิสจะได้ไม่ไหวตัวทันก่อนจะถูกซุ่มโจมตี
ระหว่างสวดวิงวอน ออเดรย์แค่เล่าสั้นๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไม่ได้ลงรายละเอียด เพื่อไม่ให้เสียเวลา
ถัดมา หญิงสาวยกมือขึ้นและกดลงบนแก้ม เปลี่ยนให้สีหน้ากลับเป็นปรกติ จากนั้นก็สะกดจิตตัวเองให้เริ่มร้องเพลงทันทีที่เห็นเฮอร์วิน·แรมบิสปรากฏตัวอีกครั้ง
จัดการทั้งหมดเสร็จ ออเดรย์เดินไปยังห้องโถง สิ่งแรกที่พบคือซูซี่ โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ตัวใหญ่ เมื่อเห็นออเดรย์ มันรีบนำสร้อยคอ ‘คำลวง’ และเข็มกลัด ‘คู่ปรับเหล้า’ มาให้หญิงสาวสวม- สมบัติวิเศษชิ้นหลังสามารถสวมใส่ได้ไม่เกินครึ่งชั่วโมง ไม่อย่างนั้นจะเกิดความเสียหายกับตับและสมองในระดับที่มิอาจฟื้นฟูให้กลับเป็นปรกติ ตามแผนเดิม ออเดรย์เตรียมจะสวมมันหลังออกจากคฤหาสน์ของกายลิน ด้วยกังวลว่าจะเผชิญหน้ากับเฮอร์วิน·แรมบิสระหว่างทางกลับ
เมื่อไม่สังเกตเห็นความผิดปรกติในพฤติกรรมของออเดรย์ ซูซี่จึงทำเพียงมองดูเจ้านายสวมสร้อยคอและติดเข็มกลัด
ผ่านไปสองสามนาที ออเดรย์พับถุงมือตาข่ายผ้าสีดำเข้าไปในกระเป๋าชุดขี่ม้า จากนั้นก็ขอตัวไปเข้าห้องน้ำและเดินอ้อมไปทางสวนในคฤหาสน์
ถัดมา หญิงสาวแหงนมองนาฬิกาขนาดใหญ่บนยอดหอคอยสูงที่อยู่ติดกับคฤหาสน์ สติตึงเครียดขณะนับถอยหลังด้วยใจจดจ่อ
เธอไม่ได้กลัวว่าเฮอร์วิน·แรมบิสจะไม่มา แต่กลัวว่าจะมาเร็วหรือช้ากว่าเวลานัดหมาย
แต่ละนาทีผ่านไปอย่างบีบหัวใจ ออเดรย์ใช้ ‘ปลอบโยน’ สองครั้งเพื่อสงบสติ
รอจนกระทั่งเหลือเวลาสองนาทีสิบห้าวินาที หญิงสาวถอดเครื่องประดับขนนกออกจากหมวกพร้อมกับสะบัดข้อมือ
เปลวไฟสีแดงเข้มพลันลุกโชน ขนนกสีขาวเริ่มมอดไหม้
นี่คือพลัง ‘ควบคุมไฟ’ ที่มาพร้อมกับ ‘คำลวง’
เปลวไฟที่ร้อนแรงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีซีด ใช้เวลาเพียงสองถึงสามวินาที ขนซึ่งเป็นผลพลอยได้จากเทพมรณาเทียมก็กลายเป็นละอองเถ้าถ่านโดยสมบูรณ์
ทว่า รอบตัวหญิงสาวไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย
แหงนดูนาฬิกาเรือนใหญ่อีกครั้ง ออเดรย์หยิบยันต์ดีบุกขาวออกมาถือ เปล่งภาษาเฮอร์มิสโบราณ:
“สายฟ้า!”
ยันต์สว่างวาบ คล้ายกับมีอสรพิษสายฟ้าขนาดเล็กจำนวนมากพุ่งออกไปทุกทิศในลักษณะพัวพัน
นี่คือยันต์สำหรับอัญเชิญเรียกเกอร์มัน·สแปร์โรว์
จนกระทั่งแสงจากไฟฟ้าดับสนิท แผ่นยันต์สลายไปโดยสมบูรณ์ ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับความว่างเปล่า แต่บริเวณรอบๆ กลับยังเงียบสงัด ปราศจากความคึกคักหรือสุ้มเสียง
ตอนนี้ซิลกับฟอร์สน่าจะไปถึงวิหารของเทพธิดารัตติกาลและเริ่มสวดมนต์แล้ว… ออเดรย์ข่มใจให้สงบ แสร้งเชยชมดอกไม้ที่ยังเหลือรอดจากฤดูใบไม้ร่วง
หญิงสาวไม่แหงนมองนาฬิกาเรือนใหญ่อีก แต่เลือกจะนับถอยหลังภายในใจ
สามวินาที สองวินาที หนึ่งวินาที… เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้น มองไปรอบตัว แต่กลับยังไม่เห็นเงาของเฮอร์วิน·แรมบิส
อีกฝ่ายพบความผิดปรกติและออกจากที่นี่แล้ว? ออเดรย์กลับมาเครียดอีกครั้ง อดไม่ได้ที่จะนึกทบทวนว่าตนกระทำสิ่งใดพลาดไปหรือไม่
ทันใดนั้น สุ้มเสียงที่อ่อนโยนดังขึ้นข้างใบหู:
“กำลังมองหาอะไรอยู่หรือ?”
รูม่านตาออเดรย์เบิกกว้างอย่างรวดเร็ว ชำเลืองจากหางตา เธอเห็นเฮอร์วิน·แรมบิส บุรุษเจ้าของเส้นผมสีขาวและดวงตาสีฟ้าอ่อน มันโผล่มาอยู่ข้างๆ ตั้งแต่ตอนไหนก็มิอาจทราบได้ ในน้ำเสียงเจือความสงสัยไว้อย่างชัดเจน
เนื่องจากสะกดจิตตัวเองไว้แล้ว หญิงสาวจึงตอบสนองตามจิตใต้สำนึก รีบฮัมเพลง ‘คฤหาสน์ใต้แสงจันทร์’ อย่างไพเราะ
ท่ามกลางเสียงนาสิกอันล่องลอย เฮอร์วิน·แรมบิสสงบลงและตั้งใจฟัง
แต่ทันใดนั้น มันกลับพบว่าระยะห่างระหว่างตนกับออเดรย์ค่อยๆ เพิ่มขึ้นทั้งที่ไม่มีใครขยับตัว
แม้จะเป็นยามบ่าย แต่ค่ำคืนอันมืดมิดได้แผ่ปกคลุมสวนดอกไม้ของคฤหาสน์อย่างฉับพลัน พระจันทร์สีแดงดวงใหญ่ปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้า และด้านล่างพระจันทร์ บุรุษสวมเสื้อกันลมสีดำและหมวกทรงสูงปรากฏกาย ใบหน้าของมันพร่ามัวเนื่องจากย้อนแสง
………………………
เป็นแบบนี้ไปได้ยังไง… ต่อให้ซิลและฟอร์สไม่มัวชักช้า เร่งความเร็วสูงสุดไปตลอดทาง ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสิบห้านาทีกว่าจะถึงวิหารรัตติกาลที่ใกล้ที่สุด… โชคดีที่เราค่อนข้างระวังตัว สวดวิงวอนล่วงหน้าเพื่อขอพรจากเทวทูตของมิสเตอร์ฟูล และเมื่อครู่ได้ทำการสะกดจิตซิลกับฟอร์สไปจริงๆ … กระแสความคิดมากมายผุดขึ้นในใจออเดรย์ ก่อนที่เธอจะรีบสลัดทิ้งไป
ดวงตาของหญิงสาวเผยความสับสนในตอนต้น ตามด้วยการทำหน้าตกตะลึงกะทันหัน คล้ายกับได้ตื่นจากความฝันอันยาวนาน สามารถจดจำทุกสิ่งที่เคยถูกลืมเลือน
“มิสเตอร์แรมบิส ทำไมคุณถึงอยู่ที่นี่…” ออเดรย์จงใจกล่าวด้วยเสียงล่องลอยเล็กน้อย คล้ายกับกำลังมัวเมาไปกับความฝัน
ขณะกล่าว เธออาศัยความเป็นนักจิตบำบัดเพื่อควบคุมอารมณ์ สั่งให้เกิดความวิตกเฉกเช่นคนปรกติ ไม่มากไม่น้อยจนเกินพอดี
ในเมื่อสิ่งนี้เป็นเหตุการณ์เหนือความคาดหมาย ย่อมเป็นธรรมชาติที่จะทำตัวไม่ถูก
แต่ภายในใจ หญิงสาวตระหนักว่าเธอต้องเตรียมตอบคำถามของเฮอร์วิน·แรมบิส ไม่ให้ครึ่งเทพรายนี้สังเกตเห็นความผิดปรกติ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น เฮอร์วิน·แรมบิสจะกลับไปภายในสามถึงห้านาที ส่งผลให้ซิลกับฟอร์สยังไปไม่ถึงวิหารรัตติกาล พลาดขั้นตอนที่จะทำให้สมาคมแปรจิตเข้าใจผิด และการเผาขนนกบนหมวกเพื่ออัญเชิญ ‘เดอะเวิร์ล’ มาสู้ ก็จะไม่ช่วยแก้ปัญหาที่จะตามมาในอนาคต
อย่าดีกว่า… คงต้องปล่อยโอกาสนี้ผ่านไป เราไม่ควรฝืนดำเนินแผนการโดยปราศจากการเตรียมตัว… ความอดทน อดกลั้น และรอบคอบ คือปัจจัยสำคัญของโลกผู้วิเศษ… อย่างน้อยเฮอร์วิน·แรมบิสก็มีแผนจะหลอกใช้เราในระยะยาว คงไม่กำจัดทิ้งเร็วนัก… มันต้องการให้เราแต่งงานกับเจ้าชาย กว่าจะดำเนินการเสร็จก็ต้องใช้เวลานานกว่าครึ่งปี… ใช่แล้ว เรายังพอมีเวลา สามารถรอจนถึงโอกาสที่สอง ที่สาม ที่สี่ หรือแม้แต่โอกาสครั้งที่ห้า… แต่ปัญหาก็คือ เราต้องแจ้งซิลและฟอร์ส รีบบอกให้พวกเธอซ่อนตัวโดยเร็ว… หลังจากคิดไวทำไว ออเดรย์กลับมามีแววตาเป็นปรกติ เผยความกลัวออกมาเล็กๆ
สังเกตเห็นภาษากายของหญิงสาว เฮอร์วิน·แรมบิสยิ้มและตอบคำถาม:
“นี่คงเป็นครั้งแรกที่คุณจะได้สะกดจิตคนจริงๆ … ผมกังวลว่าจะเกิดข้อผิดพลาด จึงมาช่วยคุ้มครองเพื่อมิให้เกิดเรื่องใหญ่… หึหึ… พิจารณาจากชาติตระกูลของคุณ ชีวิตประจำวันคงไม่มีโอกาสได้ทำเรื่องเช่นนี้”
น้ำเสียงของมันทั้งนุ่มนวลและช่วยขจัดความกังวล โดยที่ไม่รู้ตัว ความตื่นตระหนกและสั่นกลัวในดวงตาออเดรย์เริ่มจางลงทีละนิด
ขณะเดียวกัน ภายในโลกแห่งจิตของออเดรย์ เป็นอีกครั้งที่สติของเธอถูกแบ่งแยก ภาพการมองเห็นของเธอลอยขึ้นสูงก่อนจะก้มลงไปมอง ‘เกาะ’ และ ‘ทะเล’ ด้านล่าง
ฉากตรงหน้าทำให้หญิงสาวตระหนักได้อย่างชัดเจน ความรู้สึกดีๆ และความมั่นคงที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ แท้จริงแล้วเป็นพลังของการถูกชี้นำทางจิต
เมื่อเฮอร์วิน·แรมบิสเห็นว่าออเดรย์กลับเป็นปรกติ มันพยักหน้ารับ
“เมื่อสักครู่ พวกเธอตอบคำถามคุณว่าอะไรบ้าง”
ออเดรย์เล่าเถรตรง
“ซิลกล่าวว่า ทั้งการสืบสวนไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดและการไล่ตามความลับของกษัตริย์ ทุกสิ่งเกิดจากเจตนาของเธอเอง เพราะต้องการทราบสาเหตุการตายของบิดาบังเกิดเกล้า… บิดาของเธอคืออดีตหัวหน้าราชองครักษ์… เอิร์ลเมสัน·เดียร์… แต่เธอยังเล่าด้วยว่า ก่อนจะลงมือ เธอได้รับพรจากใครบางคน”
ขณะเล่า ออเดรย์เกือบชะงักคำพูด เพราะท่ามกลางผืนนภาวิญญาณ ‘เธอ’ ที่กำลังมองลงไปยังเกาะแห่งจิตใต้สำนึกและท้องทะเลจิต พบร่างหนึ่งกำลังเดินขึ้นจากก้นทะเลด้วยความเร็วสูง บันไดขั้นแล้วขั้นเล่าถูกสร้างขึ้น จนกระทั่งแหวกผ่าน ‘ห้วงจิตใต้สำนึก’ และขึ้นมายังเกาะที่เป็น ‘กายปัญญา’ ของเธอ
บุคคลดังกล่าวสวมชุดสูทสามชิ้นสีดำ ผมสีขาวโพลน เป็นเฮอร์วิน·แรมบิสอีกคนหนึ่ง
ใบหน้าของเฮอร์วิน·แรมบิสคนนี้ปราศจากรอยยิ้มโดยสิ้นเชิง นิสัยไร้ยางอาย บางส่วนของผิวหนังปกคลุมด้วยเกล็ดสีเทา ดวงตาไม่เพียงจะเปลี่ยนจากสีฟ้าอ่อนเป็นสีทอง แต่รูม่านตาก็นังกลายเป็นทรงรีในแนวตั้ง ดูคล้ายกับสัตว์ร้ายบางชนิด
หากไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน ออเดรย์คงตึงเครียดจนมิอาจควบคุมตัวเอง มิอาจแสร้งทำเป็นไม่พบความผิดปรกติ และมิอาจรักษาคำพูดไม่ให้ตะกุกตะกัก
ขณะเดียวกันบนโลกความจริง เฮอร์วิน·แรมบิสมองใบหน้าที่บริสุทธิ์ผุดผ่องและงดงามของออเดรย์ด้วยรอยยิ้ม สอบถามเพิ่มเติม:
“พรของใคร?”
ออเดรย์ส่ายหน้า บังคับให้เกาะแห่งจิตใต้สำนึกเปล่งเสียง:
“ในตอนที่ถามถึงเรื่องนี้ ซิลและฟอร์สต่อต้านอย่างรุนแรง ถึงขั้นส่งสัญญาณของภาวะเกือบหลุดการสะกดจิต เราจึงไม่กล้าถามต่อ”
แน่นอน พรของตัวตนลึกลับสามารถถูกตีความได้ว่า เป็นความกังวลล่วงหน้าของมิสเตอร์ฟูล และในภายหลัง สิ่งนี้จะถูกตีความว่าเป็นพรของเทพธิดารัตติกาล
เฮอร์วิน·แรมบิสยังคงจดจ่ออยู่กับประเด็นเดิม ซักถามถึงรายละเอียดของการสะกดจิตเมื่อครู่
สองสามนาทีถัดมา มันพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ:
“ไม่เลว… คุณมีพรสวรรค์ด้านการสะกดจิต ไว้เหตุการณ์นี้จบลงเมื่อไร ผมจะมอบโอสถนักท่องฝันให้ รวมถึงการช่วยจัดพิธีกรรม… อา… แล้วก็อย่าได้รังเกียจความรักหรือการแต่งงานมากนัก คุณยังมีอายุไม่ถึงยี่สิบ ยังเหมาะแก่การดื่มด่ำสิ่งเหล่านี้… ด้วยเสน่ห์ของคุณ เป็นธรรมดาที่บุรุษทุกคนจะชื่นชอบ ช่วยให้คุณได้เพลิดเพลินกับสิ่งเหล่านี้อย่างเต็มที่”
เฮอร์วิน·แรมบิสใช้การบอกใบ้และการโน้มน้าวทางอ้อม เพื่อแรงต้านด้านความรักและแต่งงานภายในใจออเดรย์ลง
ไอ้เวรตะไล… ออเดรย์ใต้ผืนนภาวิญญาณทำแก้มป่อง สบถอย่างโกรธเคือง ก่อนจะควบคุม ‘ตัวเอง’ ที่อยู่บนเกาะแห่งจิตใต้สำนึกให้ทำท่าทางเขินอายและโหยหา
เฮอร์วิน·แรมบิสซึ่งลงมือตามหลักจิตวิทยา ประสบความสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกอย่างง่ายดาย เมื่อได้เห็นฉากตรงหน้า มันถอนจิตใต้สำนึกที่กำลังบุกรุกจิตใจของอีกฝ่าย นำตัวตนมายาออกจากเกาะ
จากนั้น ตัวมันบนโลกความจริงหันหลังกลับและกล่าว
“จงลืมว่านั่นคือสิ่งที่ผมพูด จงจดจำว่านั่นคือความคิดที่เกิดขึ้นเองภายในหัวใจของคุณ… และเมื่อผมจากไป เมื่อผมไปจากสายตาของคุณ จงลืมว่าผมเคยมาที่นี่”
ได้ยินถ้อยคำดังกล่าว ออเดรย์ที่ลอยอยู่ใต้ผืนนภาวิญญาณ อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเงียบ เพราะประโยคเมื่อครู่บอกเป็นนัยว่า เฮอร์วิน·แรมบิสกำลังจะจากไป
แม้จะผ่านไปเพียงห้านาทีหลังจากได้พบกัน ก็คงยังไม่เพียงพอที่ช่วยให้ซิลและฟอร์สไปถึงวิหารรัตติกาลที่ใกล้ที่สุด แต่ออเดรย์ยังคงหวังอย่างใจจดใจจ่อว่าเฮอร์วิน·แรมบิสจะจากไปโดยเร็ว เพราะการต้องเผชิญหน้ากับครึ่งเทพเส้นทางผู้ชม จิตใจต้องรับภาระหนักหน่วง
ไว้โอกาสหน้าก็แล้วกัน… ขอแค่เรายังมีสติ นั่นแปลว่ายังมีโอกาส… ออเดรย์ อย่าได้ซึมเศร้า ห้ามใจร้อนเด็ดขาด… ออเดรย์ปลอบตัวเองเงียบงัน เฝ้ามองเฮอร์วิน·แรมบิสหมุนตัวกลับและเดินไปยังห้องโถง
เธอยังไม่ผ่อนคลาย ไม่พักหายใจ ยังคงใช้พลังงานเพื่อรักษาท่าทีปรกติ
แต่ทันใดนั้น เฮอร์วิน·แรมบิสชะงักฝีเท้าและหันกลับมา ดวงตาสีฟ้าอ่อนหรี่ลงเล็กน้อย จ้องออเดรย์พร้อมกับกล่าว:
“ในตอนที่ได้พบกับผมครั้งแรก ทำไมคุณถึงต้องกลัวขนาดนั้น?”
ร…เราตกใจเกินไป… มีบางอารมณ์ในตอนนั้นที่เราควบคุมได้ไม่ดี? ออเดรย์พลันเย็นไปถึงสันหลัง ความคิดมากมายแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ตัดสินใจถามออกไปด้วยความฉงน:
“ทำไมหรือคะ? การที่จู่ๆ ก็มีคนปรากฏตัวขึ้นข้างๆ คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะตกตะลึง”
เฮอร์วิน·แรมบิสพยักหน้ารับ คล้ายกับพึงพอใจในคำอธิบาย จากนั้น มันจ้องหน้าออเดรย์และกล่าว
“ตามปรกติแล้ว คุณจะพกพาสมบัติวิเศษที่สามารถเปลี่ยนรูปทรงติดตัวเสมอ… ทำไมวันนี้ถึงไม่ได้พกมาด้วย?”
สำหรับผู้ชม นี่คือรายละเอียดที่ผิดปรกติอย่างไม่ต้องสงสัย
ได้ยังไงกัน… เราซ่อน ‘คำลวง’ ไว้ใต้เสื้อผ้าทุกครั้ง ไม่น่าจะมีใครสังเกตเห็น แล้วทำไมเขาถึงรู้ว่าเราไม่ได้พกมาด้วย? มันแอบอ่านความทรงจำ? ความทรงจำในจุดที่เราจงใจไม่ปิดบังเพื่อให้ดูปรกติ… เมื่อเผชิญคำถามที่ไม่คาดฝันของเฮอร์วิน·แรมบิส ออเดรย์รู้สึกราวกับความคิดของเธอกำลังหยุดนิ่ง
เหตุผลที่เธอไม่ใส่ ‘คำลวง’ นั้นไม่ซับซ้อน เธอกังวลว่าเครื่องประดับชิ้นดังกล่าวจะ ‘ขยาย’ อารมณ์ให้เข้มข้น ส่งผลให้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับครึ่งเทพเส้นทางผู้ชม ความคิดบางส่วนอาจเผลอเล็ดลอดออกไป
และนั่นหมายความว่า เธอคาดเดาล่วงหน้าว่าวันนี้จะได้พบกับเฮอร์วิน·แรมบิส ซึ่งภายใต้ภาวะของการถูกสะกดจิต ออเดรย์ไม่มีทางล่วงรู้ได้ด้วยตัวเอง!
เพียงพริบตา ออเดรย์ฉุกคิดบางสิ่งได้ จึงเผยรอยยิ้มจางๆ :
“ผลข้างเคียงของสิ่งนั้นจะขยายอารมณ์ของดิฉันให้เข้มข้น การสวมมันอาจทำให้ดิฉันสะกดจิตล้มเหลว เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ดิฉันจึงไม่ได้สวมมาด้วย”
เฮอร์วิน·แรมบิสพยักหน้ารับ
“อย่างนี้นี่เอง…”
ขณะจิตใจออเดรย์ผ่อนคลายลงเล็กน้อย ครึ่งเทพเส้นทางผู้ชม หรี่ตาลงทันที
“ถ้ามีแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว นั่นคงไม่น่าสงสัยเท่าไร แต่เมื่อผนวกกับเรื่องที่คุณตกใจมากในตอนที่เห็นผมครั้งแรก ดูเหมือนว่าคุณกำลังปิดบังบางสิ่ง…”
กล่าวจบ ดวงตาสีฟ้าอ่อนของเฮอร์วิน·แรมบิสพลันแปรเปลี่ยนเป็นแนวตั้ง จากนั้นก็ถูกย้อมด้วยสีทองอย่างรวดเร็ว
ภายในรูม่านตาสีทองแนวตั้งทั้งสองข้าง ภาพของออเดรย์ที่สวมชุดขี่ม้าถูกสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจน
ท่ามกลางเสียงอื้ออึง สติออเดรย์พลันเกิดความโกลาหล มีเพียง ‘เธอ’ ที่อยู่ใต้ผืนนภาวิญญาณเท่านั้นที่ยังครองสติไว้ได้คมชัด
เธอเห็นคลื่นบนท้องทะเลจิตของตนกำลังถาโถมเข้าใส่เกาะแห่งจิตใต้สำนึก
ขณะเดียวกัน เฮอร์วิน·แรมบิสมายาที่ดูชั่วร้ายได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันหยุดนิ่งใต้ผิวทะเล จากนั้นก็ยิงเกล็ดมังกรสีเทาอ่อนใส่ฐานรากของเกาะ ซึ่งตรงนั้นเป็นตำแหน่งของจิตใต้สำนึกที่สำคัญที่สุดของมนุษย์
ออเดรย์พบว่าความคิดของตนพลันบิดเบี้ยว ภายในใจอยากเล่าทุกสิ่ง สารภาพความลับทั้งหมด
อาศัยสติอันกระจ่างชัดของ ‘ตัวเธอ’ ใต้ผืนนภาวิญญาณ หญิงสาวควบคุมตัวเองอย่างยากลำบาก ไม่ยอมเปิดเผยความลับใดๆ แม้จะทราบดีว่า การขัดขืนเช่นนี้จะทำให้เกิดปัญหาตามมา แต่เธอไม่มีเวลามัวคิดเล็กคิดน้อย รีบอาศัยพรจากเทวทูตและสติอันกระจ่างชัดบนท้องฟ้า แอบกระทำบางสิ่งที่เฮอร์วิน·แรมบิสไม่ทันสังเกตเห็น
หนึ่งในนั้นคือการสอดฝ่ามือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อฝั่งซ้าย
ขณะเดียวกัน เฮอร์วิน·แรมบิสที่กำลังบุกรุกโลกแห่งจิต สีหน้าดำมืดมากขึ้นทุกขณะ ก่อนจะคำรามต่ำด้วยน้ำเสียงเย็นชา:
“ไม่ถูกต้อง… มีบางสิ่งไม่ถูกต้อง!”
หากออเดรย์อยู่ในสถานะปรกติ เธอต้องพรั่งพรูความลับและความเป็นส่วนตัวทั้งหมดออกมาทีละข้อโดยเริ่มจากเรื่องสำคัญที่สุดก่อน ไม่ใช่เอาแต่ปิดปากเงียบเช่นนี้!
ในทำนองเดียวกัน เนื่องจากการ ‘บงการ’ เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ออเดรย์จึงไม่มีเวลาเตรียมตัวและสร้างความลับปลอมๆ มาเล่าให้อีกฝ่ายฟัง และหากเล่าออกไปส่งเดช เรื่องที่เธอยังครองสติไว้ได้ก็จะความแตกอยู่ดี
หลังจากยืนยันความผิดปรกติ เฮอร์วิน·แรมบิสไม่ลังเลอีกต่อไป ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา ผิวหนังถูกปกคลุมด้วยเกล็ดสีเทา
พายุในทะเลจิตทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ออเดรย์ใต้ผืนนภาวิญญาณเริ่มซวนเซ
หลังจากถูกคลื่นทะเลลูกแล้วลูกเล่าโหมกระหน่ำ แนวป้องกันชั้นสุดท้ายของจิตใต้สำนึกกำลังจะพังครืน
“ฮึ่ม!” เฮอร์วิน·แรมบิสยกระดับความรุนแรงของพายุจิต ก่อนจะเผยสีหน้าพึงพอใจเมื่อเห็นเกาะแห่งจิตใต้สำนึกของออเดรย์เริ่มสั่นคลอน
สิ่งนี้หมายความว่า มันใกล้ควบคุมอีกฝ่ายได้อย่างสมบูรณ์!
แต่ทันใดนั้น ถ้อยคำโบราณพลันกังวานในโสตประสาทของมัน
“โชคชะตา!”
บนโลกความจริง เฮอร์วิน·แรมบิสเงยหน้าขึ้นด้วยอากัปกิริยาตกตะลึงสุดขีด เนื่องจากมันกำลังเผชิญกับดวงตาสีเขียวมรกตของออเดรย์ซึ่งถูกฉาบด้วยแสงสีทองสว่าง ทั้งงดงามและน่าหลงใหลเกินกว่าจะพรรณนา
……………………
ภายในวังโบราณเหนือสายหมอกสีเทา เมื่อคำพูดของเกอร์มัน·สแปร์โรว์สิ้นสุดลง ไม่มีใครกล่าวสิ่งใดเป็นเวลานาน
ฝ่ายกษัตริย์ร่วมมือกับสมาคมแปรจิตเพื่อสอบสวนเรากับซิล… สมาคมแปรจิตถือกำเนิดจากการค้นพบโบราณสถานของเฮอร์มิส… เฮอร์มิสเป็นสมาชิก ‘สภานักสิทธิ์สนธยา’ … ผู้นำสูงสุดของสภานักสิทธิ์สนธยาคือ ‘เทวทูตจินตภาพ’ อาดัม… และซิลกับเราเคยเอ่ยถึงอาดัมในโลกความจริง… กำลังจะบอกว่า… เราถูกจับตามองโดยราชาเทวทูต? ในโลกแห่งศาสตร์เร้นลับ แค่ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ชะตากรรมของคนเราต้องเผชิญอันตรายในระดับนี้เชียว? ในหัว ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สเต็มไปคำเตือนของ ‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์ ความหวาดกลัวนานัปการผุดขึ้นภายในใจ
แม้ว่าเธอจะเคยมีประสบการณ์มากมายในอดีต แต่ก็ไม่เคยรู้สึกอย่างชัดเจนมาก่อน ว่าโลกแห่งศาสตร์เร้นลับจะเต็มไปด้วยขวากหนามที่อันตรายเช่นนี้ ความผิดพลาดใดๆ อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายสุดขั้ว
ในอนาคตเราต้องระมัดระวังให้มากขึ้น… แน่นอน ก่อนอื่นก็ต้องมีชีวิตรอดจากเฝ้ามองของอาดัมให้ได้! มิสเตอร์ฟูลได้โปรดอวยพรด้วย! ฟอร์สไตร่ตรองอย่างจริงจัง สวดวิงวอนเงียบๆ ในใจ
‘จัดจ์เมนต์’ ซิลคาดไม่ถึงว่าสถานการณ์ของเธอจะเลวร้ายขนาดนี้ กลับกลายเป็นว่า ราชาเทวทูตมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ด้วย เลี่ยงไม่ได้ที่จะตื่นตระหนกและหวาดกลัวไปสักพัก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเคยมีความคิดที่จะเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง ยอมเสียสละกระโดดขวางน้ำเชี่ยว เพียงไม่นานจิตใจก็สงบลง เธออดไม่ได้ที่จะชำเลืองไปทางเมจิกเชี่ยน ภายในใจเกิดความรู้สึกผิดที่ลากเพื่อนสนิทเข้ามาในวังวนแห่งความวุ่นวาย
แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว การร้องไห้ฟูมฟายและการคร่ำครวญ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อีกต่อไป เราทำได้เพียงตั้งสติรับมือให้ดีที่สุด อย่าทำให้ฟอร์สต้องตกที่นั่งลำบาก… โชคดีที่มีมิสเตอร์ฟูลคอยปกป้อง… ‘จัดจ์เมนต์’ ซิลพูดกับตัวเองในใจ ตามด้วยหันไปกล่าวกับ ‘จัสติส’ ออเดรย์
“แล้วฉันควรทำยังไงต่อ”
สำหรับเรื่องที่มิสจัสติสเป็นผู้ ‘ชักชวน’ ซิลเกิดความรู้สึกซับซ้อน ในแง่หนึ่ง เธอเข้าใจดีว่าอีกฝ่ายมองชุมนุมทาโรต์ในเชิงบวก และการแนะนำดังกล่าวเกิดจากเจตนาที่ดี แต่ในอีกแง่หนึ่ง เธอค่อนข้างขุ่นเคืองใจที่จู่ๆ ก็ถูกตัวตนลึกลับจับตามองอย่างไร้เหตุผล โชคดีที่เป็นมิสเตอร์ฟูล ไม่อย่างนั้นเธอคงตายอย่างอนาถ บางทีแม้วิญญาณก็ไม่ได้หลับพักผ่อน
แต่อันที่จริง… เราเลือกที่จะเอ่ยพระนามเต็มของมิสเตอร์ฟูลโดยสมัครใจ ไม่ได้ถูกรบเร้าจากภายนอก… การที่ได้มานั่งตรงนี้ เป็นเพราะเราเลือกทางเดินของตัวเอง ไม่เกี่ยวอะไรกับมิสจัสติส… นอกจากนั้น หากไม่ใช่เพราะการแนะนำของเธอ เราคงไม่มีโอกาสล้ำค่าเช่นนี้ ไม่ได้พัฒนาตัวเองและตามหาความจริง… ซิลเม้มริมฝีปากล่าง สูดลมหายใจเข้าลึก
‘จัสติส’ ออเดรย์ย่อมรู้ว่า ‘สภานักสิทธิ์สนธยา’ มีความเกี่ยวข้องกับเฮอร์มิสและอาดัม จึงเป็นคนที่สุขุมที่สุดในเวลานี้ เพียงแค่คาดไม่ถึงว่า การเอ่ยชื่ออาดัมของฟอร์สและซิลจะทำให้ถูกอีกฝ่ายจับตามอง
นั่นทำให้เธอตระหนักได้อย่างแท้จริงว่า ทุกการเอ่ยถึงจะถูก ‘ล่วงรู้’
ถึงตรงนี้ ออเดรย์หันไปมองเกอร์มัน·สแปร์โรว์และเริ่มตีความคำพูดของอีกฝ่าย
“มิสเตอร์ฟูลยังไม่อยากเป็นศัตรูโดยตรงกับสภานักสิทธิ์สนธยาในตอนนี้… แปลว่าลงมือโดยอ้อมได้?”
ไคลน์พยักหน้า
“มันควรจะเป็นเช่นนั้น”
“ลงมือโดยอ้อม… รวมถึงการแทรกแซงผลการทำนาย การเฝ้ามอง และพลังพยากรณ์ด้วยไหม?” ‘จัสติส’ ออเดรย์ถามครุ่นคิด
ในชุมนุมย่อยแห่งนี้ ‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์คือตัวแทนเจตจำนงของเดอะฟูล
ไคลน์หัวเราะในลำคอ:
“โดยอ้อมมากกว่านั้นอีกสักนิด”
คำตอบของมันค่อนข้างคลุมเครือ เพราะเดอะฟูลเองก็ยังไม่รู้ว่าตนทำอะไรได้บ้าง
บทสนทนาระหว่างทั้งสองคล้ายกับสร้างแรงบันดาลใจอัลเจอร์ มันรีบหันไปมองจัสติส จัดจ์เมนต์ และเมจิกเชี่ยนฝั่งตรงข้าม
“มีใครในหมู่พวกคุณนับถือเทพธิดารัตติกาลบ้าง?”
มันค่อนข้างมั่นใจ อย่างน้อยหนึ่งในสตรีสามคนนี้ต้องเป็นผู้ศรัทธาเทพธิดารัตติกาล เพราะท้ายที่สุด เมื่อพิจารณาจากปัจจัยสำคัญสามข้อซึ่งประกอบด้วย: อาณาจักรโลเอ็น กรุงเบ็คลันด์ และเพศหญิง คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มสูงที่จะนับถือเทพธิดารัตติกาล
“ฉัน…” ‘จัดจ์เมนต์’ ซิลไม่ปิดบัง
‘จัสติส’ ออเดรย์เองก็ยกมือครึ่งแขน
ได้เห็นภาพตรงหน้า ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์ผงกศีรษะรับ
“พวกเราสามารถกลบเกลื่อนเรื่องนี้ได้ ให้สมาคมแปรจิตเข้าใจว่ากองกำลังที่จัดการเฮอร์วิน·แรมบิสคือโบสถ์รัตติกาล ไม่ใช่ชุมนุมทาโรต์”
กล่าวถึงตรงนี้ อัลเจอร์จงเปลี่ยนสรรพนามส่วนตัวอย่างชาญฉลาด เห็นได้ชัดว่า แม้มันได้รับเชิญมาในฐานะ ‘ที่ปรึกษา’ และจะไม่ลงแรงหรือเอาตัวเข้าไปเสี่ยง แต่กลับยังเลือกใช้สรรพนามแทนว่า ‘เรา’
โยนความผิดให้โบสถ์รัตติกาล… ชุดความคิดแบบนี้… คุ้นเคยชะมัด… ไคลน์ซึ่งอยู่ในร่างเกอร์มัน·สแปร์โรว์ พลันเกิดอารมณ์ขันเล็กๆ
“แล้วจะทำให้ศัตรูเข้าใจผิดด้วยวิธีใด” ‘จัสติส’ ออเดรย์จ้องหน้าพร้อมกับถาม
‘แฮงแมน’ อัลเจอร์มองไปรอบๆ และกล่าว
“เฮอร์วิน·แรมบิสทำเพียงสะกดจิตคุณเพื่อกำชับว่าห้าม ‘ขอความช่วยเหลือ’ และพยายามหลีกเลี่ยงพิธีมิสซาใหญ่ของโบสถ์รัตติกาล แต่ไม่ได้บอกให้หลบหน้าอาร์ชบิชอป… คุณสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ หาโอกาสเข้าพบอาร์ชบิชอป แน่นอน คุณไม่ต้องเล่าอะไรให้เขาฟัง… และเมื่อเฮอร์วิน·แรมบิสตายหรือหายตัวไปอย่างเป็นปริศนา สมาคมแปรจิตจะเริ่มสงสัยว่า โบสถ์รัตติกาลพบความผิดปรกติในตัวคุณและทำการขุดหลุมพรางดัก”
โดยไม่รอให้มิสจัสติสตอบ มันมองไปที่ “ทดลอง” ซิลอีกครั้ง:
Without waiting forมิสจัสติส to respond, he looked at Xio.
“หลังจากที่คุณถูกสะกดจิต ก่อนจะเดินทางออกจากเบ็คลันด์ แวะไปยังวิหารของโบสถ์รัตติกาลที่อยู่ใกล้เคียง สวดวิงวอนอย่างเอาจริงเอาจัง ทำตัวราวกับเป็น ‘สายลับ’ ที่โบสถ์รัตติกาลส่งไปแทรกซึมในชุมนุมทาโรต์… วิธีนี้จะทำให้สมาคมแปรจิตเข้าใจผิด คิดว่าความตายของเฮอร์วิน·แรมบิสซึ่งดูเหมือนจะเป็นฝีมือของชุมนุมทาโรต์ แท้จริงแล้วเป็นแค่การตบตา แต่ผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริงคือโบสถ์รัตติกาล”
ทำตัวเป็นสายลับที่โบสถ์รัตติกาลส่งมาแทรกซึมชุมนุมทาโรต์… หืม… ไคลน์รู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก
มันคือข้ารับใช้แห่งรัตติกาลตัวจริงเสียงจริง!
และเลียวนาร์ดก็ไม่ใช่ ‘ถุงมือแดง’ ปลอมเช่นกัน!
หรือเล่าให้เห็นภาพยิ่งกว่านั้น… ประธานใหญ่ของชุมนุมทาโรต์อย่าง ‘มิสเตอร์ฟูล’ ทุกวันนี้ก็ยังวาดพระจันทร์แดงกลางหน้าอก… ไคลน์รำพันติดตลก ขณะเดียวกันก็ผุดแนวคิดใหม่ๆ มากมาย
“วิธีนี้สามารถตบตาได้แค่ผู้วิเศษทั่วไป… หากไม่มีพรจากเทวทูตของมิสเตอร์ฟูล เบื้องบนของสมาคมแปรจิตคงสืบหาความจริงได้ไม่ยาก” ‘เฮอร์มิท’ แคทลียาเตือนสติ
แฮงแมนตอบ
“ถูกต้อง สิ่งสำคัญคือการได้รับพรจากมิสเตอร์ฟูลทางอ้อม ไม่อย่างนั้นคงไม่มีวันหลอกอาดัม ราชาเทวทูตแห่งเส้นทางผู้ชมได้แน่… และนอกจากนั้น มิสจัดจ์เมนต์กับมิสเมจิกเชี่ยน ในตอนที่พวกคุณแวะวิหารของเทพธิดารัตติกาลเพื่อสวดมนต์ เป็นการดีที่สุดถ้าจะสวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูล ขอให้พระองค์ช่วยประทานพรต้านทานการถูกสะกดจิต และอย่าเพิ่งรีบออกจากเบ็คลันด์… ในสถานการณ์แบบนี้ กรุงเบ็คลันด์ปลอดภัยกว่าที่อื่นมาก”
“ตกลง” ‘จัดจ์เมนต์’ ซิลตอบขึงขัง
เมื่อคุยกันถึงประเด็นดังกล่าว ‘จัสติส’ ออเดรย์และคนที่เหลือต่างหันไปมอง ‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์ รอการตอบสนองจากอีกฝ่าย
ไคลน์ที่พอจะมองเห็นภาพรวมเรียบร้อยแล้ว ยกมุมปากและกล่าวเสียงแหบพร่า
“อันที่จริง… มีวิธีแทรกแซงที่ง่ายกว่างั้น”
“วิธีใด?” ดวงตาออเดรย์เริ่มเบิกกว้าง ถามด้วยความคาดหวัง
ไคลน์จ้องหน้ามิสจัสติส ชี้ไปที่ศีรษะของเธอ:
“ทันทีที่เฮอร์วิน·แรมบิสกลับไป ให้คุณเผาเครื่องประดับหมวกอันนั้น ตามด้วยการกระตุ้นยันต์ที่ผมเคยมอบให้”
ขนนกประดับหมวกอันนั้น? เครื่องประดับที่สามารถติดต่อกับ ‘มรณา’ และได้รับการตอบสนอง? หรือมิสเตอร์เวิร์ลต้องการยืมพลังจากตัวตนดังกล่าวเพื่อแทรกแซงการทำนาย เฝ้ามอง และพยากรณ์? ดวงตาสีเขียวมรกตของออเดรย์สั่นเทาเล็กน้อย พยักหน้าและกล่าว:
“เข้าใจแล้วค่ะ”
เมื่อถึงตอนนั้น พลังที่ตอบสนองกลับมาคือพรแห่งการปกปิด… ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งเดียวที่อาดัมจะได้รับรู้ก็คือ เทพธิดารัตติกาลเป็นผู้ลงมือแทรกแซงโดยตรง และนั่นสอดคล้องกับความสำคัญที่ตระกูลฮอลล์มีต่อโบสถ์รัตติกาล ไม่เกี่ยวอะไรกับชุมนุมทาโรต์… ไม่รู้ว่าเทพธิดาจะประทานพรหรือส่งมาดามอาเรียนน่ามาช่วย หากเป็นอย่างหลัง การกำจัดเฮอร์วิน·แรมบิสก็ไม่ใช่เรื่องยาก… แต่ถ้าไม่ เราคงต้องใช้อ้อมกอดเทวทูตกับตัวเองล่วงหน้าและเข้าปะทะด้วยหุ่นเชิดไร้ชีวิต โอกาสสำเร็จมีสูงทีเดียว… ไคลน์พึมพำในใจ แต่มิได้กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม
‘จัสติส’ ออเดรย์ร่างแผนในหัวจนเสร็จอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็หันไปพูดกับ ‘จัดจ์เมนต์’ ซิลและ ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์ส
“พวกคุณค่อยมาหาดิฉันตอนบ่ายวันพุธ ทางนี้จะได้มีเวลาแวะไปพบอาร์ชบิชอปของโบสถ์รัตติกาล… และก่อนหน้านั้น ดิฉันจะสวดวิงวอนเพื่อขอพรจากเทวทูตของมิสเตอร์ฟูล จะได้ไม่ถูกสะกดจิตในตอนที่เฮอร์วิน·แรมบิสแวะมาถามคำตอบ และจะเริ่มลงมือหลังจากเขากลับไป… เฮอร์วิน·แรมบิสเป็นคนรอบคอบและหัวโบราณมาก คงเลือกที่จะเข้ามาหาฉันขณะกำลังเดินทาง หลีกเลี่ยงการถูกจับกุมหรือตกหลุมพราง…”
“…”
เพียงไม่นาน ท่ามกลางการระดมสมองของสมาชิกชุมนุมทาโรต์ แผนการถูกสร้างขึ้นจนเสร็จสมบูรณ์ โดยเกอร์มัน·สแปร์โรว์ปฏิเสธความช่วยเหลือจากแคทลียา เพราะท้ายที่สุด ชายหนุ่มยังไม่แน่ใจว่าจะมีเบื้องบนจากโบสถ์รัตติกาลมาช่วยสนับสนุนหรือไม่
สำหรับการแบ่งสมบัติ ทุกสิ่งที่ช่วงชิงมาได้จะตกเป็นของเดอะเวิร์ล ส่วน ‘จัสติส’ ออเดรย์สามารถจ้างงานมันโดยไม่ต้องเสียเงินได้หนึ่งครั้ง
…
บ่ายวันพุธ ในคฤหาสน์ของไวเคาต์กายลิน
หลังกลับจากสนามม้า ออเดรย์ซึ่งสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวของสตรี สวมเครื่องประดับเรียบง่าย กางเกงสีเดียวกันแบบเรียบๆ รองเท้าบูตหนังมันเงาที่ยาวถึงเข่า และพันแจ็คเก็ตหนังสีดำไว้รอบเอว กำลังยืนอยู่ในห้องอ่านหนังสือของไวเคาต์ มองไปทางซิลและฟอร์สกล่าว:
“ใครสั่งให้พวกคุณสอบสวนไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดและไล่ตามความลับของกษัตริย์?”
ดวงตาสีเขียวมรกตของหญิงสาวดูราวกับเป็นวังวนกระแสน้ำท่ามกลางหุบเหว ทั้งลุ่มลึก เงียบเชียบ และหนักแน่น ผู้คนต่างเคลิบเคลิ้มไปกับมันโดยไม่รู้ตัว
ในเวลานี้ ซิลและฟอร์สกำลังถูกสะกดจิตจริงๆ รายแรกตอบด้วยเสียงเหม่อลอย:
“เป็นความตั้งใจของฉันเอง… เพราะต้องการสืบสวนหาสาเหตุการตายของพ่อ… แต่ก่อนจะลงมือ ฉันได้สวดวิงวอนขอพรจากใครบางคนล่วงหน้า”
ออเดรย์สอบถามเพิ่มเติมเล็กน้อย จนกระทั่งได้รับคำตอบที่น่าพึงพอใจ จึงกล่าวแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ออกไปจากเบ็คลันด์… ออกไปจากที่นี่… เมืองนี้ไม่ใช่สถานที่ของคุณ… เอาล่ะ… หลังจากได้ยินเสียงปรบมือ พวกคุณจะได้สติกลับมา”
ทันทีที่สิ้นเสียง ออเดรย์ตบฝ่ามือเสียงแผ่ว ดวงตาของซิลและฟอร์สพลันฟื้นคืนสติ
หลังจากพูดคุยอีกเล็กน้อย ซิลและฟอร์สกล่าวอำลาและจากไป ส่วนออเดรย์รอคอยอย่างอดทน
เธอตั้งใจจะอยู่ที่บ้านของไวเคาต์กายลินต่ออีกสักครึ่งชั่วโมง รอจนกว่าซิลจะถึงวิหารของเทพธิดารัตติกาลที่ใกล้ที่สุดและเสร็จสิ้นการสวดมนต์ เธอจึงค่อยเริ่มเคลื่อนไหว
เมื่อถึงตอนนั้น ไม่สนว่าเฮอร์วิน·แรมบิสจะโผล่ขึ้นระหว่างทางหรือที่ไหน เธอก็พร้อมรับมือ
หลังจากหยิบหมวกอ่อนของสตรีซึ่งประดับตกแต่งด้วยขนนกสีขาว ออเดรย์เดินออกจากห้องอ่านหนังสือ เตรียมไปหาซูซี่ แอนนี่ และคนรับใช้ จากนั้นค่อยไปคุยกับกายลินสักพักเพื่อฆ่าเวลา
ขณะเดินไปได้เพียงสองก้าว สุ้มเสียงที่อ่อนโยนและยิ้มแย้มพลันดังขึ้นข้างหู:
“ทำได้ดีมาก”
“…” รูม่านตาออเดรย์พลันเบิกกว้าง รีบหันศีรษะอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางโคมไฟผนังที่งดงามทั้งสองฝั่ง ชายคนหนึ่งยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม เส้นผมสีขาวโพลน ดวงตาสีฟ้าอ่อน ไม่ใช่ใครนอกจากเฮอร์วิน·แรมบิสที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสุดประณีต!
ครึ่งเทพรายนี้แอบเข้ามาในคฤหาสน์ของไวเคาต์กายลินนานแล้ว และมันกำลังรอให้ออเดรย์สะกดจิตเสร็จเพื่อที่จะทวงถามคำตอบทันที!
โดยที่ทั้งซิลและฟอร์สยังไม่น่าจะเดินพ้นประตูบ้านด้วยซ้ำ!
เรื่องนี้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของออเดรย์และแฮงแมนโดยสิ้นเชิง เพราะนั่นหมายความว่า เฮอร์วิน·แรมบิสซึ่งอยู่ใกล้ๆ มาตั้งแต่ต้น ไม่จำเป็นต้องถามคำตอบผ่านออเดรย์ – มันสามารถสะกดจิตทุกคนรอบตัวและเค้นคำตอบได้ด้วยตัวเอง!
……………………..
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ มิสเตอร์ดันเตสไปไหนหรือคะ?” ออเดรย์ยิ้มอย่างสุภาพ ซักถามบุรุษรับใช้ลูกครึ่งโลเอ็นและไบลัมตะวันออก
เอ็นยูนตอบอย่างสุภาพ:
“นายท่านไปเข้าห้องน้ำ ตอนนี้คงใกล้จะกลับมาแล้ว คุณหนูจะรอไหม?”
“ได้ค่ะ” ออเดรย์เลือกนั่งลงบนโซฟาเดี่ยว ความคิดมากมายผุดขึ้นในใจ
ว่ากันตามตรง หากปัญหามีเพียงตัวเฮอร์วิน·แรมบิส เธอมีความคิดหนึ่งในใจอยู่แล้ว นั่นคือการสะกดจิตตัวเองล่วงหน้า เมื่อใดที่เฮอร์วิน·แรมบิสย้อนกลับมารับฟังคำตอบ เหตุการณ์ดังกล่าวจะดลใจให้เธอกระตุ้นยันต์ของเกอร์มัน·สแปร์โรว์โดยปราศจาก ‘เจตนาร้าย’ และหลังจากนั้นก็ร่วมมือกับนักผจญภัยเสียสติเพื่อล่าครึ่งเทพ
ฮึ! เพื่อกันเหนียว เรายังสามารถขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากมาดามเฮอร์มิทได้เช่นกัน ตอนนี้เธอกลายเป็นครึ่งเทพเรียบร้อยแล้ว สามารถรอซุ่มโจมตีในความมืด ผนึกกำลังกับมิสเตอร์เวิร์ลท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติ หากต้องรับมือกับทั้งคู่พร้อมกัน เฮอร์วิน·แรมบิสไม่น่าจะรอด… ออเดรย์เม้มริมฝีปาก อดใจไม่ให้ขบกรามตัวเอง
ส่วนคำถามที่ว่า มาดามเฮอร์มิทจะเดินทางมายังเบ็คลันด์ได้อย่างไร ออเดรย์ไม่มองว่าเป็นปัญหา เพราะตนสามารถเช่า ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’ และให้ ‘เดอะเวิร์ล’ บันทึกพลังเทเลพอร์ต จากนั้นก็สวดวิงวอนให้มิสเตอร์ฟูลส่งไปถึงมืออีกฝ่าย
แต่ถ้าทำแบบนั้น แม้เฮอร์วิน·แรมบิสจะหลบหนีไม่สำเร็จ แต่ถ้าถามว่าใครเป็นคนฆ่า สมาคมแปรจิตก็คงสงสัยบุคคลสุดท้ายที่ครึ่งเทพรายนี้ติดต่อ นั่นคือตัวออเดรย์เอง
และนั่นแปลว่า อนาคตของเราจะเต็มไปด้วยปัญหา… ดวงตาออเดรย์ขยับเล็กน้อย พยายามสงบสติอารมณ์ตัวเอง
ทันใดนั้น ดอน·ดันเตสกับจอนสีขาวและมาดสง่างามเดินกลับจากห้องน้ำ มันส่งยิ้มพลางกล่าวทักทายสตรีผู้สูงศักดิ์ที่นั่งรออยู่
หลังจากสั่งให้บุรุษรับใช้เอ็นยูนเดินไปเฝ้าประตู เศรษฐีหน้าใหม่มองไปรอบๆ ก่อนจะถอนสายตากลับมาทางออเดรย์:
“ดูเหมือนคุณจะเจอปัญหา?”
ออเดรย์ไม่พยายามถอดความนับจากประโยคของมิสเตอร์เวิลด์ เพียงตอบอย่างใจเย็น:
“ค่ะ…”
เธอเรียบเรียงสิ่งที่ได้พบเจอและอธิบายอีกครั้ง จนในที่สุดก็กล่าว:
“ดิฉันต้องทำอย่างไรจึงจะแก้ไขปัญหานี้ได้?”
แก้ไขปัญหาหมายถึง จะไม่มีความวุ่นวายตามมาในอนาคต
ไคลน์ยิ้มและตอบ:
“ทำไมคุณไม่ปรึกษากับสตรีทั้งสองล่ะ?”
จริงด้วย! เหมือนกับที่มิสเตอร์มูนทำ ขออนุญาตจัดชุมนุมย่อย… ซิลกับฟอร์สที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรงต้องตอบตกลงแน่ นอกจากพวกเธอ เราต้องชวนมิสเตอร์เวิร์ล มิสเตอร์แฮงแมน มาดามเฮอร์มิท มิสเตอร์มูน… อึก… ตัดมิสเตอร์มูนออกไปก่อน… ออเดรย์รู้สึกตื่นเต้นอย่างอธิบายไม่ถูก
ทันใดนั้น เธอรู้สึกได้ว่าตนไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง
“เข้าใจแล้วค่ะ” ออเดรย์พยักหน้าด้วยรอยยิ้มสดใส
หญิงสาวนึกถึงคำถามอื่นทันที รีบหาโอกาสถาม:
“เฮอร์วิน·แรมบิสสั่งให้ดิฉันเลิกต่อต้านความปรารถนาดีจากเหล่าเจ้าชาย แถมยังบอกให้เยินยอพวกเขาต่อหน้าพ่อกับแม่ จุดประสงค์คืออะไร?”
ไคลน์ไตร่ตรองสักพัก:
“อาจหมายถึงการแสดงความเป็นมิตรอย่างเปิดเผย… ทำให้บิดาของคุณซึ่งเชื่อมโยงกับโบสถ์รัตติกาลใจอ่อนและคล้อยตาม… ไม่ว่ากษัตริย์จะมีความลับแบบใด แผนการจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ในท้ายที่สุด พระองค์ต้องได้รับการสนับสนุนจากศาสนจักรใหญ่อย่างน้อยหนึ่งแห่ง เพื่อที่จะลดทอนเสียงคัดค้าน”
“อย่างนี้นี่เอง…” ออเดรย์ไม่โต้แย้งข้อสันนิษฐานของมิสเตอร์เวิลด์ เพราะถ้าลอกเปลือกนอกที่หุ้มด้วยพลังพิเศษออก สิ่งเหล่านี้คือเกมการเมืองที่เธอคุ้นเคย
เธอไม่แช่อยู่นานนัก รีบกลับไปที่ห้องทำงานตัวเอง หลังจากจัดการกับชีวิตประจำวันเสร็จ หญิงสาวอาศัยช่วงเวลาพักเที่ยงเพื่อสวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูล ขอจัดชุมนุมย่อย
…
เหนือสายหมอกสีเทาไร้ขอบเขต แสงสีแดงเข้มสว่างขึ้นรอบๆ โต๊ะทองแดงยาวลวดลายโบราณ
ออเดรย์มองไปรอบๆ ก่อนจะลุกขึ้นคำนับสมาชิกที่เหลือ:
“ทุกคนคะ… ดิฉันมีบางเรื่องที่อยากฟังความเห็นของทุกคน”
“เรื่องด่วนสินะ” ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์พยักหน้าเล็กน้อย ตอบกลับห้วนๆ
‘จัสติส’ ออเดรย์นั่งลงและพูด
“ใช่ค่ะ”
จากนั้น เธอก็มองไปทาง ‘จัดจ์เมนต์’ ซิลและ ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์ส
“ดิฉันได้พบกับเฮอร์วิน·แรมบิสในช่วงเช้าวันนี้ เขาสะกดจิตฉันและสั่งให้ทำสองสิ่ง ทิ้งท้ายด้วยการกำชับให้ลืมว่าเขาเคยมาที่นี่… โชคดีที่ฉันค่อนข้างระวังตัว ความผิดปรกติจึงถูกพบอย่างรวดเร็ว และหลังจากสวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูล ความทรงจำทั้งหมดก็กลับคืนมา… เรื่องแรกที่เฮอร์วิน·แรมบิสสั่งให้ทำก็คือ นัดพบกับมิสจัดจ์เมนต์และเมจิกเชี่ยน หาโอกาสสะกดจิตพวกคุณทั้งสอง สอบถามเกี่ยวกับแรงจูงใจในพฤติกรรมล่าสุดของคุณ จากนั้นก็สั่งให้พวกคุณออกจากเบ็คลันด์โดยเร็ว”
อะไรกัน… ในตอนแรก ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สกังวลแค่ความปลอดภัยของมิสจัสติส แต่คาดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะหมุนเป็นวงกลม วกวนกลับมาหาตนและซิลอีกครั้ง!
เมื่อลองคิดว่าศัตรูคือมิสออเดรย์… เราไม่มีทางระวังตัวแน่! ตอนนี้กำลังถูกจับตามองโดยครึ่งเทพ… หลังจากที่ฟอร์สรู้สึกประหลาดใจ ความกลัวเริ่มผุดขึ้นตามมา
เธออดไม่ได้ที่จะชำเลืองไปทางเพื่อนสนิทและพบ ‘จัดจ์เมนต์’ ซิลกำลังนั่งด้วยท่าทางสุขุม แต่กำปั้นของเธอกำลังกำแน่นโดยไม่รู้ตัว
แคทลียาเผยสีหน้างุนงงเล็กน้อย ขมวดคิ้วและกล่าว:
“หรือสมาคมแปรจิต หรืออาจแค่เฮอร์วิน·แรมบิส ทราบว่ามิสจัดจ์เมนต์กับมิสเมจิกเชี่ยนเป็นสมาชิกของชุมนุมทาโรต์?”
นี่ถือเป็นเรื่องร้ายแรงและสำคัญมาก
‘จัสติส’ ออเดรย์ส่ายหน้า
“ไม่ใช่ค่ะ… เพียงเพราะดิฉันรู้จักพวกเธอบนโลกความจริง”
ในวินาทีนี้ เธอไม่พยายามปกปิดตัวตนจากฟอร์สและซิลอีกต่อไป
อันที่จริง นับตั้งแต่ซิลเข้าร่วมชุมนุมทาโรต์และรับไพ่จัดจ์เมนต์ ออเดรย์รู้ว่าตัวจริงของเธอจะถูกเปิดเผยในไม่ช้าก็เร็ว และจากการสังเกตเบื้องต้น เธอยืนยันได้ว่าเพื่อนทั้งสองพอจะเดาออก ส่งผลให้ตัดสินใจไม่ปิดบังความจริง
“พวกคุณรู้จักกัน?” แคทลียาดันแว่นตาเลนส์หนาที่สันจมูก ถามเชิงโวหารด้วยสีหน้ากึ่งประหลาดใจ
‘จัสติส’ ออเดรย์พยักหน้า
“ใช่ค่ะ… ดิฉันเป็นคนแนะนำพวกเธอให้เข้าเป็นสมาชิก มิสเตอร์แฮงแมนสามารถเป็นพยาน”
เห…? ไม่ใช่ว่าเพราะเรากำลังจะตาย จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากท่องพระนามเต็มอันศักดิ์สิทธิ์ของมิสเตอร์ฟูลจนถูกดึงขึ้นมาหรอกหรือ? มันกลายเป็นการ ‘ถูกแนะนำ’ ไปได้ยังไง? ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สจ้องหน้า ‘จัสติส’ ออเดรย์สักพัก ก่อนจะชำเลืองกลับไปทาง ‘จัดจ์เมนต์’ ซิลอีกครั้งด้วยความงงงวย
ซิลเองก็เผยอากัปกิริยาที่คล้ายคลึงกันซึ่งทำไม่บ่อยนัก เพราะคำว่า ‘ถูกแนะนำ’ นั้นเกินความเข้าใจและการคาดเดาของเธอไปมาก
‘จัสติส’ ออเดรย์กระอักกระอ่วนเล็กน้อย กะพริบตาสองสามหน อธิบายให้เพื่อนสองคนฟัง:
“เพราะพวกคุณสองคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดิฉันที่อยากให้ชุมนุมทาโรต์พัฒนาและเติบโต จึงแนะนำให้พวกคุณให้มิสเตอร์ฟูลรู้สึก แต่นั่นก็แค่การมอบโอกาส หากคุณสองคนไม่ผ่านการทดสอบของมิสเตอร์ฟูล พระองค์ก็จะไม่ดึงขึ้นมา”
ทดสอบ? เราผ่านการทดสอบอะไร? ตอนไหน? ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สยังคงสับสน ส่วน ‘จัดจ์เมนต์’ ซิลกำลังครุ่นคิดหลายสิ่ง โดยเฉพาะที่มาของเศษกระดาษซึ่งมีพระนามเต็มของมิสเตอร์ฟูลเขียนไว้ รวมถึงประสบการณ์เมื่อครั้งจ้างคนมาขับไล่วิญญาณ
เข้าใจแล้วว่าทำไมเราถึงตงิดใจว่าพวกเธออาจจะรู้จักกัน… และเข้าใจแล้วว่าทำไมมิสจัดจ์เมนต์เพิ่งได้เข้าชุมนุมทีหลังคนอื่น นั่นเพราะเธอได้รับบททดสอบที่แตกต่างออกไป… แต่ละคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว… นี้คือเกณฑ์การคัดเลือกของชุมนุมทาโรต์หรือ? แล้วเรามีอะไร? แคทลียาตกตะลึงพลางคาดเดา
ได้เห็นฉากตรงหน้า อัลเจอร์ที่มองเห็นภาพรวมมาสักพักแล้ว หัวเราะในลำคอและกล่าว
“ไว้ค่อยคุยเรื่องนี้ทีหลัง มิสจัสติส… คำถามของคุณคือ… วิธีแก้ปัญหาเกี่ยวกับเฮอร์วิน·แรมบิส?”
“ใช่ค่ะ” ‘จัสติส’ ออเดรย์วกกลับเข้าประเด็น ซักถามอย่างจริงจัง “ไม่เพียงจะแก้ปัญหาเกี่ยวกับเฮอร์วิน·แรมบิส แต่ต้องทำให้สมาคมแปรจิตไม่สงสัยดิฉัน… ตอนนี้ควรทำยังไงดี”
‘แฮงแมน’ อัลเจอร์ยังไม่มีประสบการณ์รับมือกับครึ่งเทพ ได้แต่อาศัยความรู้ความเข้าใจที่บ่มเพาะมาเนิ่นนาน
“ล็อกตำแหน่งเฮอร์วิน·แรมบิส จากนั้นก็ลงมือหลังจากที่เขาไปพบคนอื่น?”
“ล็อกด้วยวิธีใด…” ‘จัสติส’ ออเดรย์ถามเอง ก่อนจะตอบเอง “หลังจากรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับมิสจัดจ์เมนต์และมิสเมจิกเชี่ยนให้เฮอร์วิน·แรมบิสทราบ รอจนกระทั่งเขาจากไป ดิฉันต้องรีบเอ่ยพระนามเต็มอันศักดิ์สิทธิ์ของมิสเตอร์ฟูล ขอให้พระองค์ช่วยเฝ้ามองครึ่งเทพตนนี้?”
ในทางทฤษฎีก็ทำได้… ‘มุมมองเทพ’ บนมิติหมอกของเราเห็นได้ไกลเกือบสิบกิโลเมตร ตราบใดที่เฮอร์วิน·แรมบิสไม่เทเลพอร์ต เราก็สามารถระบุที่อยู่และวิถีของมันได้ในระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นก็ส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริง เทเลพอร์ตไปจัดการตรงๆ … อา… คงต้องทำนายยืนยันความปลอดภัยให้แน่ใจเสียก่อน… แต่ปัญหาคือ การทำแบบนั้นจำเป็นต้องให้เดอะฟูลแทรกแซงโดยตรง… ไคลน์ซึ่งอยู่ในร่างเกอร์มัน·สแปร์โรว์ กล่าวเสียงแหบแห้ง:
“ขอเตือนไว้หนึ่งเรื่อง มิสจัดจ์เมนต์และมิสเมจิกเชี่ยนเคยเอ่ยถึงอาดัมในโลกความจริง… สมาคมแปรจิตนั้นมีต้นกำเนิดจากการขุดค้นซากโบราณสถานของเฮอร์มิส และเฮอร์มิสคือสมาชิกของ ‘สภานักสิทธิ์สนธยา’ … หนึ่งในผู้ก่อตั้งสภานักสิทธิ์สนธยาคืออาดัม มิสเตอร์เดอะฟูลไม่ต้องการเป็นศัตรูกับสภานักสิทธิ์สนธยาเพราะเรื่องนี้… แผนการของพวกเรา หากเป็นไปได้ก็ห้ามเผยตัว”
ปริมาณและความสำคัญของข้อมูลในประโยคเมื่อครู่ ทำให้แม้แต่ ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์ ‘เฮอร์มิท’ แคทลียาและคนที่เหลือ พลันรู้สึกว่าสมองกำลังปั่นป่วน กระทั่ง ‘จัดจ์เมนต์’ ซิลและ ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สก็ยังตื่นตระหนกตกใจ
องค์กรลับดังกล่าวมีชื่อว่า ‘สภานักสิทธิ์สนธยา’ นี่เอง… มิสเตอร์ฟูลไม่อยากเป็นศัตรูกับสภานักสิทธิ์สนธยาเพราะเรื่องนี้… นั่นเพราะพวกเขาเพิ่งร่วมมือกับ ‘เทวทูตจินตภาพ’ อาดัมเพื่อวางแผนจัดการอินซ์·แซงวิลล์? ไม่คิดว่าสมาคมแปรจิตจะมีความเกี่ยวข้องกับสภานักสิทธิ์สนธยา… เดี๋ยวนะ… เฮอร์มิส? เขายังมีชีวิตอยู่? แถมยังเป็นสมาชิกของสภานักสิทธิ์สนธยา? องค์กรดังกล่าวเต็มไปด้วยคนใหญ่คนโตอย่างแท้จริง… ยังมีใครที่เรานึกไม่ถึงอีกไหม? ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์ชำเลืองไปทางเกอร์มัน·สแปร์โรว์เล็กน้อย ก่อนจะมองไปทางแคทลียาอย่างอดไม่ได้
มันพบว่าฝ่ายหลังเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน และนี่ไม่ใช่การเสแสร้ง
“สภานักสิทธิ์สนธยา… คือองค์กรลับโบราณที่จักรพรรดิโรซายล์เข้าร่วมใช่ไหม?” คล้ายกับ ‘เฮอร์มิท’ แคทลียาพึมพำกับตัวเอง แต่ก็ดูเหมือนเป็นคำถามที่ต้องการคำยืนยัน
‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์ให้คำตอบ:
“ถูกต้อง… หลังจากที่กลับสู่โลกแห่งความจริง เป็นการดีที่สุดถ้าจะไม่คิดถึงเรื่องพวกนี้อีกเลย ไม่อย่างนั้นอาจถูกจับตามองได้ฝ่าย… ถ้าพวกคุณไม่เชื่อใจตัวเอง สามารถขอให้มิสจัสติสช่วยฝังการชี้นำทางจิตได้”
…………………………
น้ำเสียงอันแสนอ่อนโยนคล้ายกับกำลังสะท้อนกับความคิดภายในใจออเดรย์ เธอต่อต้านได้เพียงเล็กน้อยก่อนจะพบว่าเสียงดังกล่าวดังก้องออกมาจากจิตใจตัวเอง เป็นความคิดที่แท้จริงของเธอเอง
เฮอร์วิน·แรมบิสมองเข้าไปในดวงตาสีเขียวมรกตของหญิงสาว กล่าวต่อไปด้วยความเร็วปรกติ
“เรื่องที่สอง… ในงานเลี้ยงครั้งถัดไป ห้ามต่อต้านความปรารถนาดีของเหล่าเจ้าชาย และต่อหน้าเอิร์ลฮอลล์กับคุณหญิงฮอลล์ กล่าวคำเยินยอเจ้าชายให้พวกเขาได้ยิน… ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นจากจิตใต้สำนึกของคุณ จงลืมไปว่าผมเคยมาที่นี่และกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ จงลืมไปว่าพฤติกรรมนี้ข้างต้นขัดแย้งกับธรรมชาติของคุณ อย่าพยายามแสวงหาพร และเลี่ยงการเข้าร่วมพิธีมิสซาของโบสถ์รัตติกาล”
กล่าวจบ เฮอร์วิน·แรมบิสถอนสายตาออกจากดวงตาออเดรย์ ตามด้วยการชี้นำทางจิตกับสาวใช้แอนนี่และคนที่เหลือ ไม่ให้พวกเธอประหลาดใจกับพฤติกรรมที่ไม่ชอบมาพากลของนายหญิง
จัดการทั้งหมดเสร็จ ร่างของมันหายไปจากรถม้าโดยไม่สร้างความวุ่นวาย
กรี๊ง!
จักรยานคันหนึ่งขับผ่านหน้าต่าง ดวงตาของออเดรย์ที่เหม่อลอยเล็กน้อยกลับมาเป็นปรกติ
เธอเฝ้ามองผู้คนที่เดินผ่านไปมาบนถนนสักพัก ทันใดนั้นก็ส่งเสียง ‘อ๊ะ’ ในลำคอ
จากนั้น เธอหันกลับมา กล่าวกับแอนนี่และคนอื่นๆ ด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย:
“ฉันลืมเรื่องสำคัญไปเลย… ต้องแวะไปหากายลินก่อน”
ปัจจุบัน รถม้ายังไม่ได้แล่นออกจากเขตราชินี และที่นี่ก็อยู่ไม่ห่างจากบ้านของไวเคาต์กายลิน แอนนี่และคนรับใช้จึงไม่มองว่าเป็นเรื่องแปลก เพียงรีบสั่งคนรับรถม้าให้มันเลี้ยวไปยังถนนอีกเส้น
จนกระทั่งเป็นเวลาเก้าโมงสี่สิบในตอนเช้า ออเดรย์มาถึงถนนเฟลป์ เดินขึ้นไปยังชั้นสองของอาคาร ‘กองทุนการกุศลเพื่อการศึกษาแห่งโลเอ็น’ จากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องทำงานของตัวเอง
เฝ้ามองแอนนี่ สาวใช้คนสนิทและคนอื่นๆ จัดเรียงชั้นวางเอกสาร บ้างนำน้ำแร่ภูเขาที่พกมาด้วยไปเตรียมชงชาดำ ออเดรย์พาซูซี่ สุนัขโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ มายังห้องพักเล็กๆ ภายในห้องทำงาน ยืนมองกระจกภายในห้องราวกับกำลังชั่งใจว่า จะให้สาวใช้ช่วยแต่งหน้าดีหรือไม่
ระหว่างนี้ ออเดรย์เหลือบมองรูกุญแจ ถามซูซี่ด้วยท่าทีผ่อนคลาย:
“พฤติกรรมของฉันมีจุดผิดปรกติไหม?”
นี่เป็นนิสัยที่เธอสร้างขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา นับตั้งแต่การหายตัวไปของเฮอร์วิน·แรมบิส!
เธอทราบว่าพรเทวทูตของมิสเตอร์ฟูลจะไม่สร้างอิทธิพลแบบถาวร อยู่ได้เพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น และเธอไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเฮอร์วิน·แรมบิสจะมาหาเธอหรือไม่และตอนไหน ไม่มีทางสวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูลล่วงหน้าและขอพรได้ทุกวัน ดังนั้น เนื่องจากเชี่ยวชาญศาสตร์ด้านจิตวิทยา และยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับศาสตร์เร้นลับ ออเดรย์ไม่เพียงจะตรวจสอบพฤติกรรมของตนสามครั้งต่อวันเพื่อหาความผิดปรกติ แต่ยังตรวจสอบหาความบังเอิญที่มากเกินไปด้วย ขณะเดียวกันก็กำชับให้ซูซี่คอยจับตามองพฤติกรรมของตน ทำตัวเป็นกระจกเงาชั้นดี
นี่คือมาตรการป้องกันไม่ให้ถูกเฮอร์วิน·แรมบิสแอบสะกดจิต!
ซูซี่ โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ตัวใหญ่นั่งยองๆ ด้านข้าง ครุ่นคิดอย่างจริงจังและตอบ:
“มี”
“…” ออเดรย์ยืนตัวแข็งทื่อด้วยรอยยิ้มแห้งๆ บนใบหน้า จ้องหน้าซูซี่และรอคำอธิบาย
ซูซี่ขยับจมูก มองไปรอบๆ และเล่าต่อไป
“ในตอนแรก เธอไม่ได้วางแผนจะแวะบ้านไวเคาต์กายลิน แต่เกิดเปลี่ยนใจกลางคัน… เธอเป็นคนบอกเองว่าจะแจ้งกำหนดการให้ฉันทราบล่วงหน้า และยังบอกอีกว่า ถ้ามีการเพิ่มเติมหรือปรับเปลี่ยน เธอจะปรึกษาฉันก่อน”
ได้ยินคำตอบจากซูซี่ สีหน้าออเดรย์เริ่มเคร่งขรึม
เธอยังคงคิดว่าเรื่องดังกล่าวไม่ผิดปรกติ แต่นี่แหละคือสถานการณ์ที่ผิดปรกติที่สุด!
และนั่นทำให้หญิงสาวมั่นใจบางเรื่อง
เฮอร์วิน·แรมบิสแวะมาหาทันทีที่ออกจากบ้าน จากนั้นก็ดลใจเธอให้ไปคฤหาสน์ของกายลิน!
หลังจากฝังการชี้นำทางจิต อีกฝ่ายได้ลบร่องรอยทั้งหมดทิ้ง!
ทว่า เขาไม่ได้ ‘ล้างสมอง’ สุนัขเพื่อให้คิดว่าทุกสิ่งที่เห็นเป็นเรื่องปรกติ… ใจจริง ออเดรย์อยากจะบอกให้ซูซี่ออกไปข้างนอก ตนจะได้สวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูล แต่สุดท้ายกลับเกิดความลังเล
พฤติกรรมในตอนนี้ของเราจะถูกเฮอร์วิน·แรมบิสตรวจสอบหรือไม่? เขาอาจนั่งกำลังอยู่ที่ใดสักภายในห้องและมองมาทางเราอย่างเงียบงัน… ไม่สิ ถ้าเป็นความจริง ในตอนที่เราถามซูซี่ เขาก็ต้องรู้แล้วว่ามีเรื่องผิดปรกติเกิดขึ้น การสวดวิงวอนจะไม่ทำให้สถานการณ์แย่ลง… ต่อให้เขาอยู่ที่นี่จริงๆ มิสเตอร์ฟูลจะต้องมองเห็นอย่างแน่นอน และเราจะร้องขอให้พระองค์ช่วยลงทัณฑ์เขา แลกกับการตอบแทนคืนในอนาคต… แต่ทำไมเราถึงไม่อยากสวดวิงวอน ไม่อยากขอความช่วยเหลือ… ออเดรย์ยืนนิ่งเป็นเวลานาน สมองเต็มไปด้วยความคิดอันหลากหลาย สัญชาตญาณต้องการหลบหนี
และนั่นทำให้เธอตระหนักถึงความขัดแย้ง ช่วยให้พบการต่อต้านเล็กๆ ภายในหัวใจ
จากมุมมองทางด้านจิตวิทยาและศาสตร์เร้นลับ เธอคาดเดาบางสิ่งอย่างคลุมเครือ ในท้ายที่สุด หญิงสาวขจัดความคิดที่จะขอความช่วยเหลือ ปล่อยตัวเองไปตามธรรมชาติ สวดวิงวอนต่อเทพธิดาในแบบที่ไม่ต้องการคำตอบ
ทันใดนั้น ความขัดแย้งภายในใจพลันลดลงไปกว่าครึ่ง
ออเดรย์ตั้งสติ ส่งสัญญาณบอกให้ซูซี่ออกไปก่อน จากนั้นก็มองเข้าไปในกระจก สะกดจิตตัวเองเงียบงัน:
“เธอไม่ได้ขอความช่วยเหลือ แค่สวดมนต์ตามกิจวัตร…”
“เธอไม่ได้ขอความช่วยเหลือ แค่สวดมนต์ตามกิจวัตร…”
หลังจากท่องหลายจบ วังวนสีเขียวอ่อนและลุ่มลึกภายในดวงตาออเดรย์ค่อยๆ สลายไป
หญิงสาวยกมือขึ้น จับระหว่างปากและจมูก ท่องเป็นภาษาเฮอร์มิสโบราณด้วยเสียงต่ำ:
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย… ดิฉันอาจจะได้พบกับเฮอร์วิน·แรมบิสมาแล้ว”
ขณะกล่าว เธอมิได้ร้องขอความช่วยเหลือ เพียงอธิบายการค้นพบเมื่อครู่
ผ่านไปสักพัก แสงสีแดงเข้มพลันปรากฏขึ้นตรงหน้าออเดรย์ ท่วมท้นร่างกายเธอประหนึ่งกระแสน้ำ
เพียงพริบตา หญิงสาวได้สติกลับคืนมาโดยสมบูรณ์ ฉากแล้วฉากเล่าแล่นเข้ามาในสมอง
เป็นภาพขณะที่เธอนั่งอยู่ในรถม้า ฝั่งตรงข้ามเป็นเฮอร์วิน·แรมบิสซึ่งสวมสูทสามชิ้นสีดำ
ชายชรากล่าวแนะนำเธอด้วยเสียงอ่อนโยน
มันคือครึ่งเทพของเส้นทางผู้ชม เจ้าของดวงตาสีฟ้าอ่อนที่ดูราวกับเก็บซ่อนความรู้อันไร้ขอบเขต
ขณะเดียวกัน ประโยคดังกล่าวดังก้องในหัวออเดรย์อีกครั้ง ช่วยให้เธอจำทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
รอจนกระทั่งแสงสีแดงจางหาย ภาพตรงหน้าหญิงสาวคือโต๊ะทองแดงลวดลายโบราณ บุคคลลึกลับที่ปกคลุมด้วยสายหมอกสีเทากำลังนั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน
ท่ามกลางอารมณ์ที่ท่วมท้นอันประกอบไปด้วย หวาดกลัว สยดสยอง ตื่นตระหนก และอื่นๆ ออเดรย์ยืนตัวตรง ยกชายกระโปรงมายาคำนับและกล่าว
“ขอบคุณสำหรับความคุ้มครอง มิสเตอร์ฟูลที่เคารพ”
ไคลน์พยักหน้าแผ่วเบา ปรบมือและยิ้ม:
“เจ้าทำได้ดีมาก”
ได้ยินประโยคดังกล่าว ออเดรย์โล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ขจัดความกลัวเป็นปลิดทิ้ง จึงนั่งลงและเล่าประสบการณ์อย่างใจเย็น
ในฐานะเดอะฟูล ไคลน์มิอาจปรึกษาหารือกับมิสจัสติสตรงๆ มิอาจช่วยวิเคราะห์หรือแสดงความเห็น ทำได้เพียงยิ้มและตอบกลับไป:
“นี่คือบททดสอบแห่งโชคชะตา”
บททดสอบ? มีเพียงต้องผ่านมันไปให้ได้ เราจึงจะมีคุณสมบัติกลายเป็นครึ่งเทพ? หากผ่านไปได้ เราจะมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะปกป้องคนสำคัญท่ามกลางความวุ่นวายในเบ็คลันด์? ออเดรย์ตีความคำแนะนำของมิสเตอร์ฟูล พยักหน้าอย่างขึงขังและกล่าว:
“ดิฉันเข้าใจแล้วค่ะ”
ไคลน์ไม่ได้กล่าวเพิ่มเติม กึ่งถอนหายใจกึ่งยิ้ม:
“กลับไปได้แล้ว… ไปเผชิญหน้ากับมัน”
ขณะออเดรย์เตรียมขอบคุณ สีแดงเข้มพลันระเบิดท่วมท้นการมองเห็น
เพียงชั่วพริบตา เธอถูกส่งกลับมายังโลกความจริง แต่คราวนี้ไม่หลงลืมหรือเพิกเฉยสิ่งใดอีกต่อไป
บททดสอบสินะ… ความหมายคือ เราต้องไม่ทำให้ความลับของตัวเองถูกเปิดเผย ต้องแก้ไขภัยอันตรายจากเฮอร์วิน·แรมบิสด้วยตัวเอง? แต่ถ้าเราเป็นต้นเหตุที่ทำให้เฮอร์วิน·แรมบิสตาย สมาคมแปรจิตจะไม่สงสัยเอาหรือ? เราควรทำยังไงดี… ออเดรย์จ้องมองสาวผมทองหน้าตาสะสวยในกระจก หมุนตัวไปด้านข้างเล็กน้อยพร้อมกับชำเลืองในแนวเฉียง
สุดปลายสายตาคือห้องพักขนาดใหญ่ เป็นห้องของกรรมการกิตติมศักดิ์ และเมื่อสิบนาทีที่แล้ว ขณะเดินขึ้นบันได ออเดรย์มั่นใจว่ามิสเตอร์ดอน·ดันเตสนั่งอยู่ด้านใน
…
เหนือสายหมอกสีเทา ไคลน์ใช้นิ้วเคาะขอบโต๊ะยาวที่มีลวดลายโบราณ วิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นกับมิสจัสติสและมิสจัดจ์เมนต์เมื่อคืนและเมื่อครู่:
มีบางสิ่งไม่ถูกต้อง… อาดัมมอบไม้กางเขนเจิดจรัสให้เราผ่านมิสจัดจ์เมนต์และมิสเมจิกเชี่ยน… ไม่มีทางที่ท่านจะไม่ทราบว่าใครอยู่เบื้องหลังพวกเธอ… แล้วยังต้องการทดสอบอะไรเรา?
เหตุการณ์เมื่อคืน เราเชื่อว่าการสอบสวนมิสซิลเป็นเจตนาของฝ่ายกษัตริย์เพียงอย่างเดียว แค่ยืมความช่วยเหลือจากผู้วิเศษลำดับกลางของสมาคมแปรจิต แต่ด้วยเหตุผลบางประการ อาดัมกลับไม่เปิดเผยเรื่องของเดอะฟูลให้ฝ่ายกษัตริย์หรือนิกายแม่มดทราบ แถมท่านยังต้องการให้เราตอบสนองบางอย่างกลับไป…
แต่กลับกลายเป็นว่า อาดัมยังคงต้องการให้มิสจัดจ์เมนต์และมิสเมจิกเชี่ยนถูกสะกดจิต… ไม่อย่างนั้นคงไม่ส่งเฮอร์วิน·แรมบิสมาทำงานด้วยตัวเอง เพราะถึงจะเป็นสภานักสิทธิ์สนธยา แต่ตัวตนระดับนักบุญนั้นค่อนข้างมีความสำคัญ ไม่มีทางส่งมาให้เราเชือดง่ายๆ …
อาดัมกำลังทดสอบอะไร? อยากรู้ว่าพฤติกรรมของมิสจัดจ์เมนต์เกิดจากตัวเธอเอง หรือความจริงแล้วถูกเดอะฟูลชักใยอยู่เบื้องหลัง?
ถ้าการที่เดอะฟูลได้ไม้กางเขนเจิดจรัสและตระหนักว่ากษัตริย์ซุกซ่อนความลับ คือเป้าหมายที่แท้จริงของอาดัม แล้วทำไมถึงยังส่งลูกน้องมาสืบสวนมิสจัดจ์เมนต์กับมิสเมจิกเชี่ยนอีก? สภานักสิทธิ์สนธยามิได้เป็นศัตรูกับเราสักหน่อย อาดัมเองก็เคยร่วมมือเกอร์มัน·สแปร์โรว์ที่เป็นข้ารับใช้ของเดอะฟูล…
แต่เหนือสิ่งอื่นใด เราไม่เห็นความจำเป็นที่อาดัมต้องทดสอบอะไร แค่ท่านนั่งข้างมิสจัดจ์เมนต์และฟังเสียงจากก้นบึ้งหัวใจของเธอ ความจริงก็จะกระจ่างทันที ไม่จำเป็นต้องทำให้ยุ่งยาก…
เว้นแต่ว่าท่านจะออกจากเบ็คลันด์ไปแล้ว หรือไม่ก็ติดข้อห้ามบางประการ จนไม่กล้าเข้ามาในมหานครแห่งนี้อีก ทำได้แค่สืบสวนผ่านลูกน้อง…
หรือว่าหลังจากที่เรารายงานให้มาดามอาเรียนน่าทราบจนโบสถ์รัตติกาลเริ่มตื่นตัว อาดัมได้ตระหนักถึงอันตรายจากเทพ?
เป็นไปได้… แม้ท่านจะรู้ว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์เกี่ยวข้องกับกงสุลมรณะ แต่ไม่น่าจะสังเกตเห็นความผิดปรกติของเทพมรณาเทียม เพราะแม้กระทั่งนิกายวิญญาณฝ่ายฝักใฝ่มรณาเทียมก็ยังไม่ทราบความจริง ดังนั้น ยิ่งนำไปรวมกับอำนาจในขอบเขตความลับของพระองค์ อาดัมไม่มีทางทราบว่าเทพธิดาจะลงมือไม่ได้ไปอีกพักใหญ่…
ถัดไป… ต้องจัดการกับเฮอร์วิน·แรมบิส… โดยไม่ทำให้ใครรู้ว่ามิสจัสติสเกี่ยวข้องกับเดอะฟูล…
คิดถึงตรงนี้ ไคลน์อาศัยจุดแสงการสวดวิงวอน ช่วยให้เห็นมิสออเดรย์กำลังเดินเข้ามาในห้องรับรองของคณะกรรมการกิตติมศักดิ์เพื่อตามหาดอน·ดันเตส
หลังจากสลัดความคิด ชายหนุ่มรีบกลับสู่โลกความจริง
……………………….
เหนือสายหมอกสีเทาไร้ขอบเขต ภายในพระราชวังโบราณที่งดงามตระการตา
ไคลน์ถือไม้กางเขนเจิดจรัสไว้ในมือข้างหนึ่ง ถือคทาเทพสมุทรไว้ในมืออีกข้าง จ้องมองโลกความจริงผ่านดวงดาวสีแดงเข้มที่เป็นตัวแทน ‘จัดจ์เมนต์’
ภายในเนตรวิญญาณของชายหนุ่ม ในตรอกมืดดังกล่าว นอกจากมิสซิลที่มีส่วนสูงไม่มาก และเจ้าหน้าที่ของMI9 ผู้สวมหน้ากากทองคำ ยังมีอีกหนึ่งคนซ่อนอยู่
เป็นชายในวัยสามสิบ ไม่มีเอกลักษณ์โดดเด่น เฉกเช่นชาวทวีปเหนือตอนกลางอย่างโลเอ็น อีกฝ่ายไม่เพียงจะผสานเป็นหนึ่งเดียวกับเงามืด มันยังมาพร้อมกับพลังในการ ‘ถูกมองข้าม’ หากไม่ใช่เพราะไคลน์อยู่บนมิติหมอก มีวิสัยทัศน์กระจ่างชัด ชายหนุ่มสงสัยว่าแม้แต่ตนก็คงหาอีกฝ่ายไม่พบ เว้นเสียแต่ว่าอีกฝ่ายจะลงมือจนสัมผัสวิญญาณของตนถูกกระตุ้น กลายเป็นนิมิตลางสังหรณ์
พลังซ่อนตัวในเงา ผนวกกับการพรางตัวทางจิตวิทยา? ครึ่งหนึ่งเป็นพลังจากสมบัติวิเศษ อีกครึ่งหนึ่งเป็นพลังจากลำดับ… สรุปโดยสั้น หมอนั่นยังไม่ใช่ครึ่งเทพ…
ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น… ในสายตาของฝ่ายกษัตริย์ มิสซิลมีลำดับไม่เกิน 7 และไม่มีสมบัติวิเศษที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ หากเธอเกี่ยวข้องกับไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดจริง คงเป็นฝีมือของผู้สนับสนุนเบื้องหลังมากกว่า หรืออาจเป็นถึงองค์กรลับ… ท่ามกลางสถานการณ์ที่กำลังปั่นป่วนในปัจจุบัน การส่งครึ่งเทพที่ล่วงรู้ความลับเยอะมาตรวจสอบโดยตรง มีโอกาสสูงที่จะตกหลุมพราง แต่ถ้าส่งครึ่งเทพที่ไม่รู้ความลับใดเลยมาตรวจสอบ ก็มีโอกาสสูงที่ข้อมูลเหล่านี้จะรั่วไหลไปยังโบสถ์หลักทั้งสาม นำไปสู่การถูกสอบสวน…
ดังนั้น บุคคลที่เหมาะสมที่สุดคือผู้วิเศษลำดับ 5 หรือ 6 ที่ไม่รู้ความลับมากเกินไปเนื่องด้วยข้อจำกัดทางด้านตำแหน่ง และต้องฝีมือพอตัว… ไคลน์พึมพำเงียบ ขจัดความคิดที่จะ ‘เทเลพอร์ต’ ไปในนามเกอร์มัน·สแปร์โรว์และจับกุมพวกมัน
สอบสวนคนแบบนี้ไปก็ไม่เกิดประโยชน์!
ชายหนุ่มตัดสินใจรอคอยอย่างอดทน รอจนกว่าโอกาสจะมาถึง
แน่นอน ไคลน์ไม่คิดจะเฝ้าอยู่บนมิติหมอกตลอดเวลา เพราะถ้าทำแบบนั้น ร่างหลักของมันบนโลกความจริงจะขาดการป้องกันนานเกินไป อุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยอาจนำพาไปถึงจุดจบ ด้วยเหตุนี้ มันจึงตัดสินใจสร้างยันต์และแจกจ่ายให้กับจัดจ์เมนต์และเมจิกเชี่ยน รวมถึงสมาชิกคนอื่นๆ ของชุมนุมทาโรต์ หากใครเผชิญพบเหตุไม่คาดฝัน ให้รีบกระตุ้นยันต์ทันที จากนั้นก็จะได้รับความช่วยเหลือจาก ‘เดอะเวิร์ล’
วิธีนี้สะดวกกว่าการเอ่ยพระนามเต็มเดอะฟูลเพื่อ ‘แจ้งข่าว’ ผ่านพระองค์!
ไคลน์ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตราศักดิ์สิทธิ์แห่งความมืดของอาเรียนน่า ผู้นำนักบวชแห่งโบสถ์รัตติกาล หลักการคือการ ‘ย่อ’ พิธีกรรมที่บ่งชี้ถึงตัวเองลงในวัตถุ จากมุมมองของศาสตร์เร้นลับ หลักการในเรื่องนี้ไม่ยุ่งยากซับซ้อน สิ่งที่ยากก็คือ เป้าหมายของพิธีกรรมต้องมีพลังในการรับข้อมูลและตอบสนองจากระยะไกล กล่าวอีกนัยหนึ่ง ระยะทางค่อนข้างจำกัดสำหรับนักบุญลำดับ 3 หากไม่อยากเผชิญข้อจำกัด เป้าหมายต้องอยู่ในระดับเทวทูตเป็นอย่างน้อย
สำหรับครึ่งเทพหน้าใหม่อย่างเกอร์มัน·สแปร์โรว์ มันสามารถสร้างยันต์ที่ระบุถึงตัวเองได้โดยการกำหนดให้เป้าหมายเป็น ‘เทพสมุทร’ คาเวทูว่า จากนั้นก็ตอบสนองด้วยมิติสายหมอกซึ่งมีขอบเขตเป็นโลกทั้งใบ
อาจฟังดูซับซ้อน แต่สรุปให้เข้าใจได้ง่ายๆ ว่า ไคลน์ใช้ประโยชน์จากตัวตนอื่นที่มีระดับสูงกว่าร่างหลัก
ส่วนวัสดุที่ใช้สร้างยันต์ ส่วนใหญ่เป็นดีบุกซึ่งหากได้ง่ายและมีราคาถูก
…
ย่านสะพานเบ็คลันด์ ซิลล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อนอกสีน้ำตาล เดินเล่นสบายๆ ไปตามถนน
ท่ามกลางแสงจากโคมไฟแก๊สสองฝั่งถนน สีหน้าของเธออาจสงบนิ่ง แต่ภายในใจกำลังตึงเครียด
ฝ่ามือที่กำลังล้วงกระเป๋า ข้างหนึ่งจับด้ามมีดเหมันต์ผ่านช่องลับ อีกข้างหนึ่งถือยันต์ที่ทำจากดีบุก
สิ่งนี้คือ ‘ยันต์อัญเชิญ’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์มอบให้
เดินไปตามทาง เลี้ยวผ่านถนนหลายเส้น ซิลไม่ถูกซุ่มโจมตีจากคนแปลกหน้า ค่ำคืนยังคงเงียบสงัด
ในตอนแรก เธอกังวลว่าฝ่ายกษัตริย์จะจับกุมตนทันทีผ่านองค์กรอย่าง MI9 จากนั้นนำตัวกลับไปสอบปากคำ สำหรับกรณีนี้ การอัญเชิญมิสเตอร์เวิร์ลจะทำให้ชายหนุ่มตกอยู่ในสถานการณ์กระอักกระอ่วนและเต็มไปด้วยอันตราย เพราะนั่นเทียบเท่ากับการเป็นศัตรูของ ‘ทางการ’ แต่หลังจากไตร่ตรองสักพัก เธอพบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะนั่นจะทำให้พวกมันน่าสงสัยยิ่งกว่าเก่า กลายเป็นเป้าสนใจของสามศาสนจักรใหญ่ ดังนั้น คนที่ถูกส่งมาตรวจสอบเธอย่อมไม่ใช่บุคคลสำคัญของฝ่ายกษัตริย์ใน MI9
การสอบสวนจะต้องเป็นความลับ อาจไม่ใช่คนจากกองทัพ… อา… พวกมันยังคงสะกดรอยตาม กลัวว่าเราจะเป็นเพียงเหยื่อล่อ? มิสเตอร์เวิร์ลกล่าวไว้ว่า ไม่จำเป็นอย่ารบกวน ลองแก้ปัญหาด้วยตัวเองดูก่อน… ซิลมองไปรอบตัวอีกครั้ง ยังไม่กล้าวางใจ และไม่กล้าตรงดิ่งกลับที่พัก แต่อ้อมไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงบ้านเช่าในย่านรอบนอกเขตตะวันออก
ว่ากันตามตรง เธอไม่ต้องการให้ฟอร์สมาเกี่ยวข้องสักเท่าไร แต่พวกเธอสองคนคือผู้ที่สะกดรอยตามไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดเมื่อคืนนั้น ย่อมต้องแปลว่า ฟอร์สถูกเหมารวมอยู่ในรายการสอบสวนด้วย
จริงอยู่ ขอเพียงฟอร์สซ่อนตัวแค่ในเขตตะวันออก ไม่เตร็ดเตร่นอกบ้านบ่อยนัก คนของ MI9 คงหาเธอไม่พบ แต่นั่นจะนำไปสู่การสืบสวนขยายผล พิจารณาจากประสบการณ์ของซิล ไม่ว่าจะญาติ เพื่อน หรือคู่ครอง ทุกคนจะถูกสอบสวนอย่างเข้มงวด เกิดความวุ่นวายเป็นวงกว้าง และซิลกับฟอร์สแยกกันซ่อนตัว นั่นยิ่งชัดเจนว่าพวกเธอคือเหยื่อล่อ ยากที่ปลาจะมากินเบ็ด
หลังจากได้รับความยินยอมจากฟอร์ส ในที่สุดซิลก็เลือกจะนำตัวเองไปเสี่ยงอันตราย
เปิดประตูเข้าไปในบ้าน ขณะซิลถอดหมวกออก เธอเห็นฟอร์สวางนิตยสารลงและยืนขึ้น สางผมตัวเองพร้อมกับถามด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ถูกสะกดรอยใช่ไหม?”
นี่คือรหัสลับที่ทั้งสองตกลงกันล่วงหน้า ภายนอกอาจฟังดูเป็นการถามเรื่องถูกสะกดรอย แต่ความนัยที่แท้จริงคือการถามว่า ถูกสอบสวนมาหรือไม่
“ไม่” ซิลส่ายหน้าขึงขัง
ฟอร์สไม่สานต่อหัวข้อเดิม เพียงบ่นว่าแถวนี้หาชาดีๆ ยากมาก รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต้องถ่อไปซื้อไกลๆ จึงจะพบสินค้าคุณภาพดี
บรรยากาศอันอบอุ่นและสุขสงบดำเนินไปจนกลางดึก ทั้งสองเข้าไปในห้องนอน และทิ้งตัวลงบนเตียงสองชั้น
หลังจากเทียนดับ ซิลเตรียมจะกล่าวบางสิ่ง แต่ทันใดนั้น แสงอันศักดิ์สิทธิ์และสว่างจ้าพลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
แสงดังกล่าวควบแน่นกลายเป็นร่างหนึ่งซึ่งมีปีกไฟสีแดงสิบสองคู่งอกเงยจากแผ่นหลัง
ร่างดังกล่าวร่อนลงพร้อมกับงอปีก ห่อหุ้มซิลไว้ด้านใน
พรของเทวทูตจากมิสเตอร์ฟูล… ซิลเข้าใจสถานการณ์ได้ทันที
นี่คือสิ่งที่เธอร้องขอจากมิสเตอร์ฟูลอย่างนอบน้อมในตอนที่ปรึกษากับเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ซิลรู้อยู่แล้วว่าฝ่ายกษัตริย์มีผู้สมรู้ร่วมคิด นอกจากนิกายแม่มด ยังมีสมาคมแปรจิต และพลังพิเศษของเส้นทางผู้ชมไม่ได้มีแค่การสะกดจิต แต่ยังสามารถบุกรุกความฝัน ต้องระวังการถูกสอบสวนด้วยพลังสองชนิดนี้
หากไม่เตรียมตัวล่วงหน้า เธอสงสัยว่าตนจะถูกสอบสวนอย่างลับๆ ลืมเรื่องการแจ้งข่าวให้ ‘เดอะเวิร์ล’ ไปได้เลย
ทุกสิ่งสงบลงอย่างรวดเร็ว ซิลเปิดปากพูดกับฟอร์สที่เตียงด้านล่าง:
“ราตรีสวัสดิ์”
“…ราตรีสวัสดิ์” การตอบสนองของฟอร์สค่อนข้างเชื่องช้า คล้ายกับกำลังจะหลับ
นั่นทำให้ซิลเข้าใจ ฟอร์สเองก็ได้รับพรจากเทวทูตเช่นกัน
เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งสองผล็อยหลับอย่างอ่อนเพลีย
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ ทันใดนั้น ซิลได้สติขึ้นมากะทันหัน และรู้ตัวว่ากำลังอยู่ในความฝัน
ทันทีหลังจากนั้น เธอรู้สึกคล้ายกับด้านบนท้องฟ้าอันมืดมิดมีเงาประหลาดลอยอยู่ และมันพยายามดูดความคิดทั้งหมดจากก้นบึ้งของเธอออกไป
ท่ามกลางมวลความคิดมหาศาล สิ่งที่ถูกดึงออกไปล้วนเป็นเหตุการณ์สำคัญในระยะหลัง รวมถึงการบุกรุกโกดังในคืนดังกล่าว และขั้นตอนจู่โจมไวเคาต์สตาร์ฟอร์ด
ซิลประหม่าเล็กๆ ในตอนแรก นึกอยากปลุกตัวเองให้ตื่น แต่ไม่ว่าเธอจะพยายามสักเพียงใดก็มิอาจหลุดพ้นจากสถานะนี้ แม้จะลืมตาจนกว้าง แต่ฉากตรงหน้าก็ยังเป็นความฝัน
เธอรีบสงบสติ พยายามควบคุมกระแสความคิดเหล่านั้น และผลปรากฏว่าไม่ใช่เรื่องยาก
ดังนั้น ความทรงจำขณะจู่โจมไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดจึงถูกซ่อนไว้ แต่หลังจากพิจารณาสักพัก เธอเปลี่ยนใจไม่ฟอกพวกมันให้สะอาดเกินไป ยังคงหลงเหลือร่องรอยบางส่วน
ภายในความฝัน เธอกับฟอร์สค้นพบสิ่งผิดปรกติในโกดัง แต่ไม่ใช่พายุทอร์นาโดซึ่งพังหลังคาโกดังตามที่ MI9 เข้าใจ แถมพวกเธอก็ยังไม่หนีออกจากจุดเกิดเหตุทันที
ซิลเชื่อว่า ความขัดแย้งเหล่านี้จะทำให้ผู้บุกรุกความฝันตรวจพบปัญหา แต่ไม่สามารถค้นพบความจริง โดยภายหลัง ผู้สืบสวนจะยืนยันได้เพียงว่า มีครึ่งเทพหรือองค์กรบางแห่งซ่อนอยู่เบื้องหลังพวกเธอ แต่จะเชื่อว่าพวกเธอไม่ใช่ตัวอันตราย เพราะปกปิดข้อมูลที่ไม่ได้สำคัญอะไรนัก
ดังนั้น มีโอกาสสูงมากที่ฝ่ายกษัตริย์จะส่งครึ่งเทพออกมาสืบสวนขยายผล และนั่นคือการพัฒนาที่ซิลคาดหวัง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ครึ่งเทพฝ่ายกษัตริย์ทุกคนล้วนมีตำแหน่งสำคัญ ย่อมต้องล่วงรู้ความลับของกษัตริย์
ทันใดนั้น ความฝันของซิลเริ่มสลาย คล้ายกับกำลังบอกใบ้บางสิ่ง
เธอทราบดี นี่คือสัญญาณที่ระบุว่าผู้บุกรุกจากไปแล้ว
จนกระทั่งถึงเช้า ทั้งเธอและฟอร์สไม่พบความผิดปรกติใดๆ อีกเลย
…
ท้องฟ้าเริ่มสว่าง แสงแดดยามเช้ากำลังทะลวงผ่านสายหมอก
ออเดรย์กินอาหารเช้า พาซูซี่ สุนัขโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ตัวใหญ่ แอนนี่ สาวใช้ส่วนตัวและคนคุ้มกัน ขึ้นรถม้าส่วนตัวและตรงไปยัง ‘กองทุนการกุศลเพื่อการศึกษา’ ที่อาคารหมายเลข 22ถนนเฟลป์ในเขตเหนือ
เสียงระฆังดังกังวานจากนอกหน้าต่างเป็นครั้งคราว มอบกลิ่นอายของชีวิตชีวาที่แปลกประหลาด ออเดรย์ชอบที่จะหันหน้ามองไปทางถนน ชื่นชมผู้คนผ่านไปผ่านมา
สิ่งเหล่านี้ทำให้อารมณ์ของหญิงสาวสงบลง รู้สึกกระฉับกระเฉงขึ้นเล็กน้อย โลกทั้งใบเต็มไปด้วยความสดใส
ทันใดนั้น จากหางตาของออเดรย์ เธอเห็นบุคคลหนึ่งบนรถม้าคันที่ตนกำลังโดยสาร
อีกฝ่ายสวมสูทสามชิ้นสีดำ สวมเนกไทสีแดงเข้ม ถือหมวกทรงสูงไว้ในมือ ผมสีขาวล้วนแต่ยังดกหนา ดวงตาอันแน่นไปด้วยความรู้มหาศาล
ไม่ใช่ใครนอกจากเฮอร์วิน·แรมบิส คณะกรรมการแห่งสมาคมแปรจิต ครึ่งเทพแห่งเส้นทางผู้ชม!
ทันใดนั้น ออเดรย์พลันตกอยู่ในภวังค์ คล้ายกับสูญเสียความระมัดระวังและการป้องกันทั้งหมด ส่วนคนอื่นภายในรถม้า ซูซี่และแอนนี่ล้วนมีดวงตาว่างเปล่า ประหนึ่งเข้าสู่สภาวะเฉื่อยชาและไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
เสียงอ่อนโยนของเฮอร์วิน·แรมบิสดังตามมา:
“สองเรื่อง… เรื่องแรก… คุณรู้จักฟอร์สและซิลใช่ไหม? จงนัดพบพวกเธอและสะกดจิต…”
…………………………
กรุงเบ็คลันด์ เขตนักบุญจอร์จ ภายในโรงงานที่เต็มไปด้วยเศษขยะ
แสงสว่างปรากฏบนผิวกระจกที่เต็มไปด้วยรอยร้าว ก่อนภาพภายในกระจกจะกลายเป็นสีเข้ม ประหนึ่งกำลังเชื่อมต่อกับโลกอีกใบหนึ่ง
ทันใดนั้น มือขาวๆ ยื่นออกมากระจก ลักษณะคล้ายกับการแหวกผ่านผิวน้ำ
ร่างหนึ่งเดินออกมาจากกระจก มันสวมเดรสสีดำ ไม่ใช่ใครนอกจากทริสซี่ แม่มดผู้มีใบหน้าอ่อนหวานและงดงาม
ใบหน้าของเธอขาวซีดผิดปรกติ คล้ายกับสูญเสียเลือดไปเป็นจำนวนมาก เหงื่อชุ่มกระจายเต็มหน้าผาก
เสียง ‘แปะ’ ดังขึ้น เกิดจากกระเป๋าในมือของทริสซี่หล่นลงพื้น ดวงตาอัดแน่นไปด้วยความกลัวที่ยากจะเก็บซ่อน
จากนั้น เธอก็พึมพำกับตัวเองด้วยสีหน้าเหม่อลอย:
“ผู้ส่งสารของเขา… เป็นเทวทูต”
ทันใดนั้น ทริสซี่รู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง คล้ายกับมีลมหนาวพัดผ่าน
เธอคิดไม่ถึงมาก่อนว่า การอัญเชิญผู้ส่งสารจะอันตรายถึงเพียงนี้ โชคดีที่สตรีสี่หัวทำเพียงจ้องมองอย่างเงียบงันโดยไม่ได้ทำอะไร แค่รับจดหมายและจากไป
…
เขตเหนือ บ้านเลขที่ 160 ถนนเบิร์คลุน ภายในคฤหาสน์ของดอน·ดันเตส
“จากใคร?” ไคลน์รับจดหมายจากมิสผู้ส่งสาร ถามอย่างคาดหวัง
ศีรษะเจ้าของผมสีทองดวงตาสีแดงทั้งสี่ของไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์กล่าวเรียงกัน:
“ภาชนะ…” “แห่งความ…” “สกปรก…” “และมืดมิด…”
ฉายาแบบนี้… ไคลน์ผงะเล็กน้อย ยังไม่เข้าใจว่ามิสผู้ส่งสารกำลังหมายถึงใคร
ภายในสมอง รายชื่อของกลุ่มคนที่รู้วิธีอัญเชิญผู้ส่งสารผุดขึ้นทีละหนึ่ง และถูกตัดออกทีละหนึ่ง
ผ่านไปไม่กี่วินาที มันพอจะคาดเดาได้
ทริสซี่!
เท่าที่ไคลน์ทราบ แม่มดผู้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นทริสซี่·ชีค น่าจะเป็นสื่อกลางที่แม่มดบรรพกาลใช้เพื่อลืมตาตื่นหรือเสร็จเยือน
ด้วยนิยามดังกล่าว การจะเรียกว่า ‘ภาชนะ’ ก็ไม่ผิดอะไรนัก
และทุกคนที่เข้าถึงข้อมูลของโลกผู้วิเศษในระดับสูง ย่อมต้องรู้จักแม่มดบรรพกาล และรู้จักว่าท่านเป็นเทพมาร เป็นสุดยอดตัวตนผู้นำพาจุดจบมายังทุกสรรพสิ่ง ผู้สร้างวันสิ้นโลก ผู้ทำลายล้าง ย่อมต้องมีอำนาจในขอบเขตของความปรารถนาและความรู้สึก จึงสามารถนิยามได้ว่า ‘สกปรกและมืด’ ถึงจะไม่ตรงประเด็นนัก แต่ก็พอจะยอมรับได้
ในทำนองเดียวกัน ความสกปรกและความมืดก็สามารถใช้นิยามทริสซี่ ผู้ถูกกัดกร่อนจากเทพมารได้ในระดับหนึ่ง
สมแล้วที่เป็นเทวทูต ถึงได้กล้าเรียกแม่มดบรรพกาลเช่นนั้น… ไคลน์แอบชื่นชม รีบคลี่จดหมายอ่าน
ทันใดนั้น คล้ายกับมันฉุกคิดบางสิ่ง รีบหันไปทางมิสผู้ส่งสารและกล่าว:
“ท่าทีของผู้ส่งเป็นยังไงบ้าง”
“หล่อน…” “กลัว…” “มาก…” สามศีรษะของไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์พูดเรียงกัน ปากสุดท้ายที่ไม่มีบทพูดทำได้เพียงอ้าค้างไว้
สีหน้าไคลน์จริงจังขึ้นมาเล็กน้อย ตัดสินใจถาม
“ได้ล็อกตำแหน่งไว้ไหม?”
หัวสุดท้ายของไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ที่ไม่มีบทพูดเมื่อครู่ เปล่งเสียงกังวาน
“ไม่…”
อีกสามศีรษะกล่าวเสริมทันที
“เพราะ…” “หล่อน…” “มี…”
“ออร่า…” “ของ…” “บรรพกาล…”
ไคลน์เงียบงันสักพัก ก่อนจะพยักหน้ารับ:
“เข้าใจแล้ว”
เฝ้ามองมิสผู้ส่งสารก้าวเข้าสู่ความว่างเปล่า ชายหนุ่มคลี่กระดาษออก อ่านจดหมายของทริสซี่
กลับกลายเป็นว่า เธอเป็นฝ่ายชักชวนให้เราช่วยจัดการกับ ‘นักบุญขาว’ คาร์เทอริน่า… ไม่ใช่ว่าเราอยากทำแบบนี้อยู่พอดีหรอกหรือ… ดวงตาไคลน์กะพริบสองสามหน ก่อนจะรีบรื้อหาก้อนเหนียวๆ สีดำที่คล้ายแป้งเปียก
ทันทีหลังจากนั้น มันแปลงโฉมเป็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ป้ายก้อนสีดำลงบนผิวกระจกบานเล็กภายในห้องอย่างสม่ำเสมอ
รอคอยอย่างอดทนเกือบสิบนาที จนกระทั่งก้อนสีดำที่เหมือนแป้งเปียกใกล้ระเหย ไคลน์ก็ยังติดต่อกับแม่มดทริสซี่ไม่ได้
อย่างที่คิด… ทริสที่ถูกแม่มดบรรพกาลกัดกร่อนในระดับหนึ่ง จึงสามารถรับรู้ถึงระดับของมิสผู้ส่งสาร ยืนยันได้ว่าอีกฝ่ายเป็นเทวทูตและเกิดความตื่นตระหนก… เธอคงไม่ติดต่อหาเกอร์มัน·สแปร์โรว์ไปอีกสักพักใหญ่… เฮ้อ… ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ คงกำชับล่วงหน้าไม่ให้มิสผู้ส่งสารปรากฏตัวต่อหน้าทริสซี่… หรือไม่ก็บอกกับท่านว่า สามารถนำกลับมาได้ทั้งคนและจดหมาย… ไคลน์ถอนหายใจเงียบงัน ได้แต่รำพันในความโชคร้ายของตน
ทันใดนั้น เสียงสวดวิงวอนมายาพลันดังแว่วในโสตประสาท
…
ย่านสะพานเบ็คลันด์ ภายในซอยมืด
ซิลซ่อนมีดเหมันต์ขณะย่างกราย เหลียวซ้ายแลขวาอย่างระแวดระวัง
“ไม่เลว… เธอมีประสบการณ์มากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว”
เมื่อเสียงผู้ชายทุ้มต่ำดังขึ้น ร่างหนึ่งเดินออกจากความมืดตรงมุมตรอก
รูปร่างสูงใหญ่ สวมหน้ากากทองคำปกปิดครึ่งบนเว้นช่องตาและรูจมูก ไม่ใช่ใครนอกจากเจ้าหน้าที่ของ MI9 ที่เคยติดต่อกับซิลมาก่อน
“ทำไมถึงต้องนัดพบเร่งด่วน?” ซิลถามอย่างกระตือรือร้น
ชายสวมหน้ากากทองคำไม่มัวเสียเวลาทักทาย ถามกลับทันที:
“ถ้าจำไม่ผิด พักหลังคุณเอาแต่เฝ้าจับตามองไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดอย่างใกล้ชิด ได้พบเหตุการณ์ผิดปรกติบ้างไหม?”
ซิลไตร่ตรองสักพัก:
“มี… เขาสนิทสนมกับสตรีคนหนึ่งซึ่งไม่ทราบที่มา มีการนัดพบกลางดึกหลายครั้งที่คฤหาสน์ของเขา”
“ฉันพยายามสืบหาข้อมูลของผู้หญิงคนดังกล่าว แต่ก็ล้มเหลวทุกครั้ง… นอกจากนั้น เมื่อสองวันก่อน ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดได้ออกจากคฤหาสน์ดึกอย่างกะทันหัน ฉันไม่รู้ว่าเขาไปไหน เพราะไล่ตามไม่ทัน”
ชายสวมหน้ากากทองคำส่งเสียง ‘อืม’ ในลำคอ สอบถามรายละเอียดเชิงลึก และซิลก็ตอบกลับไปอย่างเหมาะสม เพียงปิดบังแค่สองเรื่อง หนึ่งคือเรื่องที่พบกับเชอร์มาเน่ในรถม้า และอีกหนึ่งคือเรื่องที่ไล่ตามไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดไปจนสุดทางด้านนอกของโกดัง
“ไม่เลว… ความพากเพียรของคุณผลิดอกออกผลแล้ว” ชายสวมหน้ากากทองคำพยักหน้าแผ่วเบา คล้ายกับเคลือบแคลงในคำอธิบายของซิล
มันถอนหายใจ กล่าวต่อไป
“ด้วยข้อมูลเหล่านี้ คะแนนผลงานของคุณจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก… ว่ากันตามตรง อีกไม่นานคุณก็จะได้รับสูตรโอสถลำดับ 6 แล้ว แต่ก่อนหน้านั้น คุณต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเข้มงวด รวมไปถึงการสืบประวัติ… ฮะฮะ… ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ประวัติและชาติตระกูลของคุณคงไม่ผ่านการเกณฑ์ ผมมั่นใจมาก เพราะรับรู้ความจริงทั้งหมดมาตั้งแต่ต้น… อันที่จริง คุณไม่จำเป็นต้องสืบหาความจริงอะไรอีกแล้ว… ผมรู้ว่าคุณสะกดรอยไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดไปทำไม แต่คำแนะนำส่วนตัวก็คือ… ยอมตัดใจเสียดีกว่า… ด้วยลำดับและฝีมือของคุณในปัจจุบัน ก็เพียงพอแล้วที่จะเลี้ยงดูแม่กับพี่ชายให้เต็มไปด้วยความสุข… ผมสัญญาว่าจะไม่มีใครตามไประรานครอบครัวของคุณ… แต่ถ้าคุณยังคงยืนกราน ผมไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง”
สำหรับคำตักเตือนดังกล่าว แม้ว่าซิลจะเตรียมใจมาสักพัก แต่เมื่อได้ยินกับหู ยังคงเป็นเรื่องยากที่จะระงับอารมณ์ซึ่งกำลังเดือนพล่าน จึงโพล่งออกมาเป็นคำถาม:
“คุณเป็นใครกันแน่?”
“ก็แค่ผู้วิเศษระดับกลางธรรมดาๆ …” ชายสวมหน้ากากสีทองเผยรอยยิ้ม “คุณอาจไม่ทราบ แต่ตำแหน่งหัวหน้าราชองครักษ์อยู่ในอำนาจความดูแลของ MI9 เทียบได้รองผู้อำนวยการฝ่ายปกป้องราชวงศ์ ในตอนที่บิดาของคุณยังมีชีวิตอยู่ ผมเป็นลูกน้องของเขา ได้รับความช่วยเหลือจากเขามากมาย แต่หลังจากที่เขาเสียชีวิต ตัวผมที่ไม่เคยกระทำความผิด และไม่เคยรู้เรื่องราวเบื้องลึกหรือความลับ กลับถูกกีดกันออกจากตำแหน่งสำคัญของ MI9 และกลายเป็นคนดูแลสายข่าวภายนอกแบบคุณ”
กล่าวถึงตรงนี้ ชายสวมหน้ากากทองถอนหายใจ:
“บิดาของคุณช่วยผมไว้มาก ดังนั้น หลังจากที่จำคุณได้ ผมจงใจให้คุณกลายเป็นสายข่าวภายในความดูแลของผม ให้ความช่วยเหลือตามสมควร แต่ผมก็มีครอบครัวของตัวเอง มีชีวิตเป็นของตัวเอง ไม่สามารถเสี่ยงอันตรายเพื่อคุณได้มากนัก… ดังนั้น ผมจะช่วยใช้เส้นสายให้คุณได้รับสูตรโอสถ ‘ผู้พิพากษา’ แต่หลังจากนั้น ล้มเลิกความตั้งใจที่จะเลื่อนลำดับ เปลี่ยนไปงานอื่น… สำหรับเรื่องส่วนตัวของคุณ จะไปทำอะไรที่ไหนยังไง ผมไม่ขอรับรู้”
ซิลพลันตะลึงหลังจากฟังจบ ริมฝีปากขยับอยู่สักพัก จึงค่อยกล่าว:
“บิดาของฉัน… ท่านเป็นคนแบบไหน?”
ชายสวมหน้ากากทองคำตอบด้วยน้ำเสียงขื่นขม:
“เขาเป็นวีรบุรุษตัวจริง เปี่ยมด้วยคุณธรรม มีหัวใจสูงส่ง แต่เขาไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบ ในบางครั้งก็หุนหันพลันแล่น ขี้หงุดหงิด มุทะลุ…”
ซิลตั้งใจฟังอย่างเงียบงัน ลึกๆ ในใจต้องการถามอีกหลายสิ่ง แต่สุดท้ายกลับพูดเพียงว่า:
“ขอบคุณมาก”
“วันนี้กลับไปก่อน… หลังจากที่ผมได้สูตร ‘ผู้พิพากษา’ จะฝากข้อความเพื่อนัดพบอีกครั้ง” ชายสวมหน้ากากทองคำโบกมือ
รอจนกระทั่งแผ่นหลังของซิลหายไปจากตรอก ชายสวมหน้ากากทองคำเตรียมหันหลังกลับ ทันใดนั้น เสียงที่ค่อนข้างล่องลอยพลังดังแว่วข้างหู:
“เธอโกหก… เธอไล่ตามไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดถึงจุดเกิดเหตุ นี่คือเรื่องที่สามารถยืนยันได้”
ชายสวมหน้ากากทองคำเงียบงันสักพัก หันไปทางเงาดำด้านข้างและกล่าว:
“เธอคงกังวลว่า การเล่าเรื่องนั้นจะทำให้ตัวเองถูกสงสัย… ด้วยลำดับของเธอ ไม่มีทางที่จะเอาชนะไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดได้อยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงตอนที่เขาถือสมบัติปิดผนึกระดับ1… ผมเชื่อว่า เธอคงไม่กล้าแม้แต่จะเข้าใกล้ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีชีวิตอยู่จวบจนปัจจุบัน”
เสียงที่ล่องลอยพูดตอบ:
“ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด แต่เธอยังมีจุดที่น่าสงสัย พวกเราจึงต้องสืบสวนต่อไป อย่าพยายามปกป้องอีกเลย”
ด้านนอกตรอก ซิลกำลังเดินไปตามโคมไฟริมถนนด้วยความสงบ
จริงอยู่ เธออาจไม่ได้เล่าว่าตนไล่ตามไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดไป
แต่นั่นไม่ใช่เพราะต้องการปิดบัง หรือเพื่อทำให้ตัวเองพ้นข้อสงสัย จุดประสงค์ที่แท้จริงนั้นตรงกันข้าม
ก่อนชุมนุมทาโรต์ครั้งล่าสุดจะเริ่มขึ้น เธอวางแผนจะสารภาพว่า ตนไล่ตามไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดไปจนถึงโกดังสินค้าในเขตท่าเรือ แต่เกิดตกใจกลัวกับพายุทอร์นาโดที่โผล่ขึ้นอย่างกะทันหัน แบบนั้นจะฟังดูน่าเชื่อถือมากกว่า มีโอกาสรอดพ้นจากการถูกสงสัย แต่หลังจากที่ทราบว่า มิสเตอร์เกอร์มัน·สแปร์โรว์กำลังสนใจเรื่องนี้เช่นกัน ซิลเปลี่ยนใจในนาทีสุดท้าย ตัดสินใจที่จะ ‘รายงาน’ โดยทิ้งความน่าสงสัยเอาไว้
ซิลทราบดี ด้วยฝีมือของเธอตามลำพัง การจะสืบหาความลับของกษัตริย์ อีกสามปีหรือห้าปีก็คงไม่ได้เข้าใกล้ความจริงมากนัก หรืออาจไม่มีวันสมหวังไปตลอดชีวิต แต่ถ้ามีความช่วยเหลือจาก ‘เดอะเวิร์ล’ บางที จุดมุ่งหมายของเธออาจลุล่วงได้ง่ายขึ้น
เพื่อการนั้น เธอยินดีที่จะเสี่ยง เสี่ยงโยนตัวเองลงไปขวางกระแสน้ำเชี่ยว
และในวันนี้ ก่อนที่จะมาพบกับชายสวมหน้ากากทองคำจาก MI9 ซิลสวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูล ขอให้พระองค์ช่วยถ่ายทอดข้อความไปถึง ‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์
……………………
ดวงตาของ ‘เดอะมูน’ เอ็มลินส่องประกายขณะเอนหลังพิงเก้าอี้ ยิ้มและตอบคำถามของมิสจัสติสดังจังหวะไม่ช้าไม่เร็ว
“สิ่งที่ข้าต้องทำนั้นไม่ซับซ้อน นั่นคือการทำให้ทั้งสองฝ่ายดำเนินแผนการไปอย่างราบรื่น”
ก็แปลว่าไม่ต้องเข้าร่วมการต่อสู้? เดิมที ‘จัสติส’ ออเดรย์เตรียมจะถามอีกสักสองสามคำถาม แต่เมื่อสำรวจเดอะมูนหัวจรดเท้า เธอนึกทบทวนคำตอบก่อนจะยิ้มและกล่าว
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เรื่องเดียวที่คุณต้องทำก็คือ รักษาตัวเองให้ปลอดภัย”
สมเหตุสมผล เราไม่ควรหาเรื่องให้ตัวเองเดือดร้อน และเดิมที เราก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว… เราไม่ได้อยู่ในงานที่ต้องแบกรับความเสี่ยง ขอเพียงเช่า ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’ และขอให้เดอะเวิร์ลบันทึกพลัง ‘เทเลพอร์ต’ ไว้สักสองสามหน้า ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยอีกต่อไป… ‘เดอะมูน’ เอ็มลินครุ่นคิดสักพัก พยักหน้ารับแผ่วเบาและกล่าว
“เป็นคำแนะนำที่ดี”
และเนื่องจากไม่มีสมาชิกของชุมนุมทาโรต์เข้าร่วมในการปฏิบัติการร่วมระหว่างผีดูดเลือดและผู้หลบหนีของโรงเรียนกุหลาบ สิ่งต่างๆ จึงอยู่นอกเหนือความควบคุมของพวกตน การชุมนุมย่อยจึงยุติลงภายในระยะเวลาอันสั้น สมาชิกถูกส่งกลับสู่โลกความจริงโดยพร้อมเพรียง
ไคลน์ไม่รีบร้อนกลับออกไป หลังจากที่ร่างของเดอะเวิร์ลเลือนหาย บนเก้าอี้ของ ‘เดอะฟูล’ มีร่างหนึ่งปรากฏขึ้นอีกครั้ง ชายหนุ่มกวักมือเรียกไม้กางเขนเจิดจรัสที่ถูกยึดติดกับสมบัติวิเศษ ‘นิ้วหัก’ แห่งเส้นทางนักจารกรรม
สิ่งที่ไคลน์ได้เห็นก็คือ บนพื้นผิวของ ‘แหนบ’ สีเทาอ่อนซึ่งเกิดจากการขัดของกระดูกนิ้ว มีร่องรอยของเม็ดกรวดสีดำจำนวนมากปรากฏขึ้น สีของมันดำสนิทจนดูเหมือนกับดูดซับแสงรอบตัวทั้งหมดเข้าไป มันกำลังเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าในลักษณะรวมตัวกัน คล้ายกับกำลังจัดระเบียบรูปทรงใหม่
สำหรับเนื้อกระดูกที่เป็นวัสดุของแหนบ ‘นิ้วหัก’ สีเทาของมันเริ่มกลายเป็นโปร่งใส ตามพื้นผิวเต็มไปด้วยรูพรุนจำนวนมาก
อย่างที่คิด ไม้กางเขนเจิดจรัสสามารถสกัดตะกอนพลังออกจากสมบัติวิเศษได้… พวกมันจะแตกตัวและค่อยๆ ผสานเข้าด้วยกันใหม่อย่างเชื่องช้า… แน่นอน กุญแจสำคัญก็คือการ ‘มัด’ ด้วยพลังลึกลับเหนือสายหมอกสีเทา ไม่อย่างนั้น ไม้กางเขนคงไม่ ‘เต็ม’ ที่จะสัมผัสกับสมบัติวิเศษอื่น… ไคลน์พยักหน้าพึงพอใจ
ทันใดนั้น ‘นิ้วหัก’ สีเทาอ่อนพลันสั่นระริกกะทันหัน จากนั้นก็ส่งเสียง:
“โอ้! บุตรชายของข้า”
“ข้าขอสรรเสริญ!”
“สรรเสริญดวงสุริยัน!”
“…”
วัตถุลักษณะคล้ายแหนบเริ่มร้องเพลง ภายในเนื้อมีเสียงปริแตกดังเป็นระยะ ประหนึ่งพร้อมจะแหลกละเอียดได้ทุกวินาที
ทว่า นั่นมิได้ส่งผลกระทบกับการสรรเสริญดวงอาทิตย์
“…” ไคลน์เฝ้ามองฉากนี้พร้อมกับอ้าปากค้างเล็กน้อย หมดคำจะกล่าวไปสักพัก
ผ่านไปไม่กี่วินาที มันถอนหายใจยาว จับแยกไม้กางเขนเจิดจรัสกับนิ้วหักออกจากกัน จากนั้นก็ถูกโยนไปทางซากกองขยะและตกในจุดที่แตกต่าง ปิดท้ายด้วยการถูกไคลน์ใช้พลังของมิติหมอกสยบ
ทันทีหลังจากนั้น ชายหนุ่มเตรียมกลับสู่โลกความจริง
แต่ว่า จุดแสงที่ทำเครื่องหมายไว้ จุดแสงซึ่งเป็นตัวแทนสาวกเพียงคนเดียวของเดอะฟูล กำลังยุบพองพร้อมกับส่งเสียงวิงวอน
ไคลน์หยุดความคิดทั้งหมดและถ่ายพลังวิญญาณเข้าไป ทันใดนั้น ฉากตรงหน้าชายหนุ่มกลายเป็นภาพของเดนิสที่กำลังสวดวิงวอนอยู่ในห้องพัก:
“เรียนมิสเตอร์ฟูลที่เคารพ สาวกผู้ถ่อมตนของท่าน ขอรบกวนให้ท่านถ่ายทอดข้อความเหล่านี้ไปถึงเกอร์มัน·สแปร์โรว์… ตามคำบอกเล่าของกัปตัน แม้จะมีวัตถุหลายชิ้นในทะเลที่ลือกันว่าเป็นสิ่งของของ ‘พลเรือโทโรคภัย’ แต่ทั้งหมดล้วนเป็นของปลอมโดยไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่หนึ่ง และเนื่องจากเคยถูกลอบสังหารจนได้รับบาดเจ็บสาหัส นายพลโจรสลัดรายนี้จึงปกปิดแผนการเดินทางอย่างรัดกุมมาก ลงมือปล้นน้อยลง ครั้งสุดท้ายที่กองเรือของเธอปรากฏตัวขึ้นคือเมื่อสองเดือนก่อน ใกล้กับเกาะไซรอสทางตะวันตกของทะเลคลั่ง โดยในภายหลัง เรือของเธอแล่นเข้าไปในท้องทะเลอันกว้างใหญ่ ไม่มีใครทราบว่ามุ่งหน้าไปไหน… วัตถุแปลกปลอมในท้องของแอนเดอร์สันถูกควบคุมเบื้องต้นแล้ว ถูกกีดกันออกจากร่างกายในระดับหนึ่ง มันจะไม่แทรกซึมเข้าไปในเลือดเนื้อของแอนเดอร์สันสักพัก”
“มีสองวิธีที่จะแก้ปัญหาได้ชะงักงัน… หนึ่งคือการขอความช่วยเหลือจากลำดับ 4 ผู้เจิดจรัส แห่งเส้นทางสุริยัน แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่ตะกอนพลังเดิมจะถูกขจัดออกไปด้วยในปริมาณมาก… วิธีที่สองก็คือ ตามหาสูตรโอสถของลำดับ 4 เส้นทางนักล่า ‘อัศวินเลือดเหล็ก’ จากนั้นก็อาศัยความช่วยเหลือจากพิธีกรรมและวัสดุ ดูดซับสิ่งแปลกปลอมเข้าไปโดยตรง”
“แอนเดอร์สันชอบตัวเลือกหลังมากกว่า เขายินดีที่จะเสี่ยง”
เห็นได้ชัดว่าเดนิสกำลังท่องคำตอบของพลเรือโทธารน้ำแข็ง เพราะฟังยังไงก็ไม่เหมือนกับสำเนียงการพูดตามปรกติของหมอนั่น… แต่ทำไมถึงยังพูดผิดในบางคำ? เดนิสแอบเปลี่ยนตามที่ตัวเองเข้าใจ? หรือเขากังวลว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์จะไม่เข้าใจ? ไคลน์เลิกคิ้ว หันเหสมาธิกลับมาสนใจเนื้อหา:
พลเรือโทโรคภัยทำตามคำสั่งของนิกายแม่มด ตัดสินใจซ่อนตัวในช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้? หากเป็นเรื่องจริง การจับกุมเธอในระยะสั้นๆ คงไม่มีทางเกิดขึ้นได้ และในอีกหนึ่งถึงสองเดือนถัดไป เรื่องราวอาจดำเนินไปถึงบทสรุปจนเราไม่จำเป็นต้องตามหาเธอ…
คงต้องส่งเดนิสไปสืบด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ … อา… ตอนนี้ไม่มีทางเลือก ต้องเบนเป้าไปหาแม่มดทริสซี่ เพราะเรามีวิธีติดต่อกับเธอ… จากนั้นใช้ข้ออ้างว่าจะร่วมมือกันปราบ ‘นักบุญขาว’ คาร์เทอริน่า… เราจะให้เกอร์มัน·สแปร์โรว์ไปพบกับเธอซึ่งๆ หน้า ดูว่าจะใช้เธอล่อลวงคาร์เทอริน่าออกมาได้ไหม…
สำหรับสองวิธีที่จะช่วยแอนเดอร์สัน เราสามารถทำได้ทั้งคู่… แต่ในเมื่อหมอนั่นชอบความเสี่ยง อยากลองเลื่อนลำดับเพื่อดูดซับสิ่งแปลกปลอม เราก็ไม่ขัดข้อง… ก็ดีเหมือนกัน ไม่ต้องวุ่นวายขายสิทธิ์ในการเช่าไม้กางเขนผ่านเดนิส… อา… อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลว่า ไม้กางเขนที่อาดัมจงใจทิ้งไว้ จะไปทำปฏิกิริยาประหลาดๆ กับวัตถุที่อาดัมใส่ในท้องแอนเดอร์สัน
สำหรับสูตรโอสถ ‘อัศวินเลือดเหล็ก’ ถ้าพิจารณาว่าแอนเดอร์สันมีบทบาทสำคัญในการล่อลวงอินซ์·แซงวีลล์ออกมา ใช่ว่าเราจะยกให้หมอนั่นไม่ได้… หืม… แบบนี้จะเท่ากับว่า สิ่งแปลกปลอมในท้องคือ ‘รางวัล’ จากอาดัมด้วยเช่นกัน? ว่าแต่… แอนเดอร์สันไม่ใช่สาวกของเดอะฟูล เราไม่สามารถ ‘มอบ’ ให้โดยตรง… เกอร์มัน·สแปร์โรว์ก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะยกรางวัลที่มีค่าขนาดนี้ให้…
ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์คิดไวทำไม เสก ‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์และทำท่าสวดวิงวอน
…
ทะเลหมอก ภายใน ‘ฝันทองคำ’
โครม!
ประตูไม้ถูกผลักกะทันหัน บานประตูชนกำแพงอย่างแรง
ท่ามกลางเสียงเอะอะ แอนเดอร์สันหยุดใช้นิ้วพลิกหน้าหนังสือ สายตาหันไปมองเดนิสซึ่งยืนอยู่หน้าประตูห้อง สีหน้าเป็นไปอย่างเหนื่อยหน่าย
“ฉันมีงานดีๆ มาให้นายทำ” เดนิสผู้สวมเสื้อคลุมแต่ไม่สวมถุงมือ เชิดคางขึ้นพลางหัวเราะในลำคอ
แอนเดอร์สันสำรวจโจรสลัดฝั่งตรงข้ามหัวจรดเท้า ส่ายหน้าและเดาะลิ้นเสียงดัง:
“นายดูภูมิใจมากเลยนะ… ภารกิจอะไร?”
เดนิสชำเลืองด้วยหางตา ก่อนจะกล่าว
“ไปเกาะไซรอสกับฉัน ช่วยกันสืบหาเบาะแสของพลเรือโทโรคภัย… นอกจากนั้น ช่วยฉันรวบรวมวัตถุดิบวิเศษสำหรับนักวางแผน… หึหึ… และแน่นอน นายต้องเป็นคนจ่ายเงิน”
แอนเดอร์สันพยักหน้าครุ่นคิด
“แล้วฉันจะได้อะไร?”
เดนิสยิ้มมุมปาก กล่าวด้วยท่าทีของผู้เหนือกว่า
“วัตถุดิบเสริมและพิธีกรรมสำหรับเลื่อนเป็น ‘อัศวินเลือดเหล็ก’ ”
แอนเดอร์สันไม่ตอบในทันที ไม่กล่าวสิ่งใดสักพัก เอาแต่จ้องหน้าเดนิสนานเกือบสิบวินาที
จากนั้น คล้ายกับมันทนไม่ไหวอีกต่อไป ลุกพรวดพร้อมกับโยนหนังสือในมือทิ้ง กล่าวด้วยรอยยิ้มสดใส
“ออกเดินทางเมื่อไร?”
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตตะวันออก ภายในบ้านเช่าสองห้องนอนที่กำลังขึงผ้าม่านปิดมิดชิด
ทริสซี่ในเดรสสีดำกำลังเก็บสัมภาระ เตรียมย้ายแหล่งกบดาน
ใบหน้ากลมกลึงของเธอซูบลงกว่าเดิมเล็กน้อย นอกจากความอ่อนหวาน ปัจจุบันเปี่ยมไปด้วยความงดงามอันยากจะบรรยาย แม้จะเป็นฝั่งตะวันออกที่สกปรกและวุ่นวาย แต่ดูราวกับส่งสกปรกและมลทินไม่สามารถสัมผัสกับตัวเธอ
ทริสซี่ยังไม่ยกกระเป๋าเดินทางสีดำ หลังจากมองไปรอบตัว เธอเดินไปทางโต๊ะอ่านหนังสือ กางกระดาษจดหมาย หยิบปากกาขึ้นมาเขียน
“มิสเตอร์เกอร์มัน·สแปร์โรว์… ฉันได้รับข้อมูลสำคัญจากหัวหน้าราชองครักษ์: ชายคนนั้นจงรักภักดีอย่างแท้จริงกับกษัตริย์จอร์จที่สาม… คุณน่าจะเข้าใจความหมายของประโยคนี้เป็นอย่างดี… เป้าหมายถัดไปของฉันคือการสืบหาว่า กษัตริย์กำลังวางแผนทำอะไร และเพื่อการนั้น ฉันเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องต่อสู้กับ ‘นักบุญขาว’ คาร์เทอริน่าแห่งนิกายแม่มด เธอต้องรู้ความลับบางอย่างแน่… เธออยู่ในลำดับ 3 แม่มดยุพนิรันดร์ เป็นเรื่องมากที่จะกำจัด และยากยิ่งกว่าที่จะจับเป็น… ขอสารภาพว่า พลังของฉันคนเดียวไม่เพียงพอที่จะจัดการกับเธอ หากคุณสนใจ และมีความมั่นใจ พวกเราสามารถร่วมมือกันได้… คุณรู้วิธีติดต่อฉันอยู่แล้ว”
“จากทริสซี่”
วางปากกาลง ทริสซี่พับกระดาษจดหมาย ประกอบพิธีกรรมอัญเชิญผู้ส่งสารของเกอร์มัน·สแปร์โรว์
เธอไม่เคยเขียนจดหมายถึงนักผจญภัยเสียสติจนกระทั่งตอนนี้ ด้วยกังวลว่าอีกฝ่ายจะใช้ผู้ส่งสารเพื่อ ‘ล็อกเป้า’ ตำแหน่งของเธอ จากนั้นก็เทเลพอร์ตมาจู่โจมฉับพลัน ดังนั้น เธอรอจนกระทั่งใกล้ย้ายแหล่งกบดาน จึงค่อยติดต่อทางจดหมาย
ทริสซี่ไม่แน่ใจว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์มีเจตนาเป็นเช่นไร มิอาจบอกได้ว่าอีกฝ่ายจะโจมตีเข้ามาแบบกะทันหันหรือไม่ จึงระวังตัวไปตามนิสัย เลือกใช้วิธีที่ตัวเองปลอดภัยที่สุด
หลังจากยื่นจดหมายให้ผู้ส่งสาร เราก็แค่ออกไปจากที่นี่ รอให้เกอร์มัน·สแปร์โรว์ติดต่อกลับมา และไม่เจอเขาจนกว่าจะได้ร่วมมือกัน… ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าองค์กรใดอยู่เบื้องหลังเขา คงต้องหาโอกาสใช้ประโยชน์จากเรื่องที่มีจุดประสงค์ร่วมกัน แต่ห้ามเชื่อใจมากเกินไป… วุ่นวายชะมัด แต่อย่างน้อยก็ปลอดภัย… ทริสซี่สลัดความคิดฟุ้งซ่าน ถอยหลังสองก้าว จ้องแสงเทียน ท่องเป็นภาษาเฮอร์มิสโบราณ:
“ตัวข้า…”
“ขออัญเชิญในนามของข้า:”
“ผู้เตร็ดเตร่ในความว่างเปล่า… สิ่งมีชีวิตที่เป็นมิตรและพร้อมรับคำสั่ง… ผู้ส่งสารของเกอร์มัน·สแปร์โรว์แต่เพียงผู้เดียว!”
ทันทีที่กล่าวจบ แสงเทียนไขพลันขยายตัวและกลายสีซีด
ในวินาทีถัดมา ร่างหนึ่งก้าวออกจากแสงเทียน เป็นสตรีสวมเดรสสีดำซับซ้อน สองมือถือสี่หัวที่มีเส้นผมสีทองและดวงตาสีแดง
แปดตาบนสี่หัวหันมามองอย่างพร้อมเพรียง จ้องหน้าทริสซี่ซึ่งอยู่ตรงข้าม
รูม่านตาทริสซี่พลันเบิกกว้าง คล้ายกับกำลังเห็นบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว
………………….
ผ่านไปไม่กี่วินาที ชารอนตอบคำถามไคลน์อย่างใจเย็น:
“ไม่ใช่การใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ แต่เป็นคนล่อให้อีกฝ่ายปรากฏตัว”
ขณะไคลน์อยากถามว่าความแตกต่างอยู่ตรงไหน มาริคอธิบายโดยละเอียด:
“สมัยก่อนในตอนที่เคยถูกโรงเรียนกุหลาบไล่ล่า พวกเราพบว่าอีกฝ่ายมีสมาชิกในกรุงเบ็คลันด์เป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากมีพลังไม่มากพอและกลัวว่าจะเป็นกับดัก รวมถึงไม่อยากดึงดูดความสนใจของศาสนจักรใหญ่ พวกเราจึงไม่ทำอะไรกับคนเหล่านั้น… แต่ปัจจุบัน เราวางแผนจะล่อปลาตัวใหญ่ด้วยการโจมตีปลาตัวเล็กและปล่อยให้บางส่วนมีชีวิตรอด ให้พวกมันส่งข้อความไปถึงผู้นำสูงสุดของโรงเรียนโรงเรียนกุหลาบในเบ็คลันด์… ในระหว่างนั้น เหล่าครึ่งเทพตระกูลผีดูดเลือดจะแอบจับตามองพวกมัน เมื่อข้อความถูกส่งเป็นทอดๆ ปลายทางย่อมต้องเป็นสมาชิกคนสำคัญของโรงเรียนกุหลาบ… พวกฆ่ามันสำเร็จ หรือสามารถจับเป็นได้ ทางเราจะสอบปากคำเพื่อเค้นข้อมูลสำคัญ และนำข้อมูลนั้นมาวางแผนต่อ”
ฟังดูสมเหตุสมผลทีเดียว… แทนที่จะใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ แก่นสำคัญคือการใช้ความเข้าใจในระบบของโรงเรียนกุหลาบเพื่อวางแผน วิธีนี้จะช่วยให้คุมเกมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ทำลายกรุงเบ็คลันด์… ไคลน์พยักหน้ารับก่อนจะกล่าว
“ถ้าเป็นวิธีนี้ ผมยินดีช่วย”
มันไม่ได้บอกว่า ‘ขอคิดดูก่อน’ และกลับไปทำนายยืนยันอันตรายบนมิติหมอก เพราะคนที่ลงมือในเหตุการณ์นี้คือชารอนและผีดูดเลือด การทำนายในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัว มักไม่ได้รับคำตอบที่เป็นประโยชน์
“คุณต้องการค่าตอบแทนแบบไหน?” มาริคในท่ายืน ผ่อนคลายตัวเองลงเล็กน้อย
ไคลน์ยิ้ม
“ถ้าไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเลย ผมต้องการค่าตอบแทนเป็นความช่วยเหลือหนึ่งครั้งจากมาดามไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ แต่ถ้าผมต้องลงมือ นั่นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ผมจะเพิ่มรางวัลและส่วนแบ่ง… คุณสามารถนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับมาดามไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ก่อนได้ จากนั้นค่อยเขียนจดหมายบอก”
อันที่จริง มันยังคงสับสนเล็กๆ ในเมื่อวางแผนรัดกุมขนาดนี้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้บริการตน สามารถให้มิสผู้ส่งสารคอยซ่อนตัวอยู่ในความมืด คอยป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่างๆ แบบเดียวกับที่เชอร์ล็อก·โมเรียตี้ต้องทำ!
“ไม่จำเป็น” ชารอนเจ้าของรูปลักษณ์อันเลอโฉม ผิวพรรณซีดเซียวเล็กน้อยราวกับตุ๊กตา ส่ายศีรษะแผ่วเบาและกล่าว “ฉันให้สัญญาได้ทันที”
คุยกับมิสผู้ส่งสารแล้ว? ไคลน์ไตร่ตรองสักพัก ตัดสินใจถามตรงๆ
“แล้วทำไมคุณถึงไม่ลองขอความช่วยเหลือจากมาดามไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์แทนผม?”
ชารอนที่เกล้ามวยผมไว้ภายในหมวกอ่อนใบเล็ก ตอบด้วยน้ำเสียงล่องลอยและราบเรียบ:
“ท่านไม่ต้องการให้ผีดูดเลือดรู้ถึงการมีอยู่ของท่าน”
อย่างนี้นี่เอง… ไคลน์พิจารณาสักพัก ผุดคำถามใหม่
“ในเมื่อพวกคุณฝักใฝ่การระงับแรงปรารถนา แล้วทำไมถึงพยายามจัดการกับสมาชิกระดับสูงของโรงเรียนกุหลาบ? การแก้แค้นอยู่ในขอบเขตของการระงับแรงปรารถนาด้วยหรือ?”
ชารอนจ้องชายหนุ่มด้วยดวงตาสีฟ้าและกล่าว:
“ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โรงเรียนกุหลาบพยายามอย่างหนักเพื่อนำมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย มายังโลกแห่งจริง นั่นจะเกิดเป็นภัยพิบัติร้ายแรงที่มิอาจจินตนาการออก… นอกจากนั้น ท่านอาจารย์ยังปรารถนาร่างกายที่สมบูรณ์”
หากมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายปรากฏตัวบนโลกความจริง สำหรับเรา โลกจะกลายเป็นนรกบนดินทันที… แต่ว่า… เกี่ยวอะไรกับความสมบูรณ์ของร่างกายมิสผู้ส่งสาร? ร่างกายของเธอ… ของท่านถูกฉีกออกจากกันด้วยฝีมือสมาชิกคนสำคัญของโรงเรียนกุหลาบ? หรือว่าจะอาศัยพิธีกรรมบางประเภทเพื่อฟื้นฟูร่างกายตัวเอง โดยใช้ร่างกายของผู้วิเศษลำดับสูงในเส้นทางเดียวกันเป็นวัตถุดิบ? ไคลน์พึมพำในใจ ถามหยั่งเชิงกลับไป
“เทพหายนะคือลำดับ 1 ของเส้นทาง ‘มนุษย์กลายพันธุ์’ ใช่ไหม? แล้วลำดับ 2 กับ 3 มีชื่อว่าอะไร?”
สำหรับคำถามแรก มันเคยถามชารอนเมื่อนานมาแล้ว แต่ตอนนั้นได้รับคำตอบที่คลุมเครือ
ชารอนตอบโดยไม่ลังเล ด้วยเสียงเนิบนาบและล่องลอย
“เมื่อก่อนฉันเองก็ไม่มีข้อมูลมากนัก แต่ปัจจุบันทราบแล้วว่า ลำดับ 1 คือเทพหายนะ ส่วนลำดับ 2 คือ ‘มารบรรพกาล’ และลำดับ 3 แต่เดิมถูกเรียกว่า ‘สมบัติต้องสาป’ แต่ปัจจุบันมีชื่อว่า ‘บริวารใบ้’ ”
กำลังจะบอกว่า เมื่อคราวก่อนที่ถามไป คุณเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน? หรือกล่าวได้ว่า หลังจากคุณได้พบกับมิสผู้ส่งสารอีกครั้ง ท่านทำการถ่ายทอดความรู้เพิ่มเติม? ไคลน์พยักหน้ารับทันที
“หมดคำถามแล้ว เขียนจดหมายถึงผมเมื่อได้วันเวลาที่แน่นอน”
“ขอบคุณ” ชารอนลอยขึ้นอีกครั้งในสภาพไร้น้ำหนัก คำนับอย่างสุภาพ
มาริคนำมือทาบอก ก้มศีรษะลงเล็กน้อย
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร” ไคลน์ลุกขึ้นจากเก้าอี้สูง ยิ้มและสวมหมวกทรงสูงบนศีรษะ
ทันใดนั้น โดยไม่มีเสียงดีดนิ้ว เปลวไฟสีแดงเข้มพลันลุกท่วมร่างชายหนุ่ม
กรุงเบ็คลันด์ยามค่ำคืน ดวงไฟนับไม่ถ้วนกำลังส่องแสงอย่างเงียบเชียบ ดูราวกับท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาราพร่างพราว
เพียง ‘ดาว’ สองสามดวงส่องแสงกะพริบ ไคลน์ก็กลับถึงบ้านเช่าริมเขตตะวันออก
มันเปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมกลับไปยังถนนเบิร์คลุนในเขตเหนือ แต่เสียงคำสวดวิงวอนมายาพลันดังกังวานอยู่ในหู
เป็นเสียงผู้ชาย
พยักหน้าครุ่นคิดสักพัก ไคลน์ถอยหลังสี่ก้าว ส่งตัวเองมายังสายหมอกสีเทา แผ่พลังวิญญาณเข้าสู่ดาวสีแดงเข้มที่ยุบพองตัวอย่างต่อเนื่อง
เป็นไปตามคาด นั่นคือดาวแดงของ ‘เดอะมูน’ เอ็มลิน
แวมไพร์ไวเคาต์กำลังสวดวิงวอนใจความว่า:
“เรียนมิสเตอร์ฟูลที่เคารพ ข้าต้องการจัดประชุมย่อย ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยตัวข้า มิสเตอร์แฮงแมน มาดามเฮอร์มิท มิสจัสติส และมิสเตอร์เวิร์ล”
สำหรับเอ็มลิน นี่คือกลุ่มสมาชิกชุมนุมทาโรต์ที่เป็นตัวแทนของสติปัญญา ประสบการณ์ และความรอบคอบ… เลียวนาร์ดผู้น่าสงสาร… ไคลน์หัวเราะในใจ เอนหลังพิงเก้าอี้ ตอบสนองคำขอของเอ็มลิน
…
เหนือสายหมอกสีเทา ภายในพระราชวังโบราณ
แสงสีแดงเข้มจำนวนห้าดวงสว่างขึ้นริมสองฝั่งโต๊ะทองแดงยาว ควบแน่นกลายเป็นร่างคน
“มิสเตอร์มูน แผนของผีดูดเลือดได้ข้อสรุปแล้วหรือ?” ‘จัสติส’ ออเดรย์ทักทายทุกคนในตอนแรก ก่อนจะหันมาถามด้วยความสนใจ
‘เดอะมูน’ เอ็มลินมองไปรอบๆ กล่าวเถรตรง:
“ใช่… แผนการก็คือ… เริ่มด้วยสมาชิกสองคนของฝ่ายฝักใฝ่ระงับการแรงปรารถนาที่หลบหนีออกจากโรงเรียนกุหลาบ…”
มันเล่าแผนการที่ชารอนเพิ่งอธิบายต่อหน้าเชอร์ล็อก·โมเรียตี้แก่เกอร์มัน·สแปร์โรว์และคนที่เหลือ แต่คราวนี้เป็นในมุมของผีดูดเลือด และปิดท้ายด้วย
“ถ้าพวกเราได้รับข้อมูลที่มีประโยชน์ ตระกูลผีดูดเลือดเลือดยังตั้งใจที่จะคว้าโอกาสนี้เพื่อบุกโจมตีสำนักงานใหญ่ของโรงเรียนกุหลาบและชิงสิ่งสำคัญมา”
“สิ่งสำคัญ… คืออะไร?” แคทลียาถามด้วยความสงสัย
สิ่งที่ทำให้เผ่าพันธุ์โบราณยอมเสี่ยงบุกโจมตีสำนักงานใหญ่องค์กรลับ ย่อมต้องไม่ธรรมดา!
ระดับความสำคัญอาจเหนือกว่าเทวทูตธรรมดาด้วยซ้ำ เทียบเท่าสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ บางชิ้น!
‘เดอะมูน’ เอ็มลินไม่ปิดบัง
“สมบัติศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านบรรพบุรุษผีดูดเลือดเหลือทิ้งไว้ โรงเรียนกุหลาบได้รับมันมาโดยบังเอิญ ส่วนจะเป็นสิ่งใดนั้น ข้าเองก็ไม่แน่ใจ”
มรดกจากลิลิธ… อยู่ในมือโรงเรียนกุหลาบ… ผีดูดเลือดให้ความสำคัญกับมันมาก… ไคลน์ซึ่งกำลังสวมบทบาทเป็น ‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์ เริ่มผุดแนวคิดขึ้นมากมาย และเมื่อผสมผสานกับความลับต่างๆ ที่ตนมีโอกาสได้ล่วงรู้ จึงเริ่มทำการคาดเดาอย่างคลุมเครือ
สิ่งนี้อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย สามารถกัดกร่อนและยึดครอง ‘อำนาจ’ ส่วนหนึ่งของขอบเขต ‘จันทรา’ มาครอบครอง!
ชารอนไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง… ผีดูดเลือดเองก็มีเป้าหมายและความทะเยอทะยาน… อา… เรียกว่าความทะเยอทะยานก็คงไม่ถูกนัก ต้นตระกูลแวมไพร์อย่างลิลิธซึ่งยังไม่มีใครทราบตัวจริง คล้ายกับท่านมองเห็นอนาคตล่วงหน้า มองเห็นความโกลาหลและการมาเยือนของหายนะ จึงสั่งให้เผ่าพันธุ์ผีดูดเลือดปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ เริ่มก้าวร้าวมากขึ้น เพื่อให้มีทางรอดในวันสิ้นโลกเพิ่มขึ้น? กล่าวได้ว่า นี่คือแผนการปล้นไม้กระดานช่วยชีวิตในวันโลกาวินาศ… ไคลน์ไม่กล่าวสิ่งใด ทำเพียงตั้งใจฟังอย่างเงียบงัน
ขณะคนอื่นกำลังไตร่ตรองข้อมูลสำคัญที่ ‘เดอะมูน’ เอ็มลินเปิดเผย ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์เองก็ไม่ต่างกัน มันครุ่นคิดนานหลายวินาทีก่อนจะกล่าว:
“สรุปได้ว่า… ในแผนการนี้ ผีดูดเลือดอย่างพวกคุณจะคอยซ่อนตัวอยู่ในความมืด ไม่ต้องตกเป็นเป้าหมายของโรงเรียนกุหลาบ?”
“ใช่” ‘เดอะมูน’ เอ็มลินตอบทันที
แผนการของฝ่ายผีดูดเลือดถูกตัดสินใจโดยดยุคโอลเมอร์และมาร์ควิสนีบาส รวมไปถึงเอิร์ลอีกหลายตนในกรุงเบ็คลันด์ แน่นอนว่าในหลายประเด็นมีการระดมสมองอย่างหนัก ถึงแม้จะเป็นหมู แต่ถ้าใช้ชีวิตอยู่มานานนับพันปี ระดับสติปัญญาและประสบการณ์ย่อมไม่ธรรมดา
‘แฮงแมน’ อัลเจอร์พยักหน้าเล็กน้อย
“อีกหนึ่งคำถาม… คุณจะทราบได้ยังไงว่าผู้นำของโรงเรียนโรงเรียนกุหลาบในเบ็คลันด์เป็นเพียงระดับนักบุญ โดยไม่มีครึ่งเทพหรือเทวทูตตนอื่นซ่อนอยู่ในเงามืด?”
“คุณเองก็คงทราบดี สถานการณ์ปัจจุบันของกรุงเบ็คลันด์ค่อนข้างซับซ้อน ไม่ใช่เรื่องแปลกที่โรงเรียนกุหลาบจะแอบเพิ่มระดับความแข็งแกร่ง และถ้าเป็นเช่นนั้น คุณก็ไม่ต่างอะไรกับโจรที่บุกเข้าไปในซิลวารัสยาร์ดเพื่อขโมยของ”
ซิลวารัสยาร์ดเป็นชื่อเล่นของกรมตำรวจเบ็คลันด์
‘เดอะมูน’ เอ็มลินรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น:
“ในแผนการคราวนี้ ลอร์ดโอลเมอร์จะคอยจับตามองกระบวนการทั้งหมดด้วยตัวเอง แม้โรงเรียนกุหลาบจะมีเทวทูตมาเสริม แต่พวกเราก็สามารถหลบหนีอย่างง่ายดาย… และเหนือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนในเบ็คลันด์ ไม่มีใครอยากสร้างความวุ่นวายขึ้น หากไม่สามารถเอาชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การดับลมหายใจอีกฝ่ายก็แทบไม่มีทางเกิดขึ้น เว้นเสียแต่จะมีวิธีปกปิดให้เป็นความลับ ส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะสงบศึกและรักษาความปลอดภัยทั้งสองฝ่าย”
ได้ยินคำตอบดังกล่าว มุมปากแคทลียายกขึ้นเล็กๆ จนเกือบมองไม่เห็น ตามด้วยกล่าวตักเตือน:
“สำหรับผู้วิเศษลำดับต่ำกว่าครึ่งเทพ เพียงเทวทูตปะทะกันแผ่วเบาหนึ่งหน ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นยิ่งใหญ่พอที่จะคร่าชีวิตพวกเขาง่ายดาย”
เอ็มลินได้สติตื่นจากความภาคภูมิใจในเผ่าพันธุ์ผีดูดเลือด หมดคำจะโต้แย้งมาสักพักแล้ว
ทันใดนั้น ‘จัสติส’ ออเดรย์หรี่ตาลงเล็กน้อย ครุ่นคิดสักพักและกล่าว:
“มิสเตอร์มูน ในแผนนี้ คุณต้องทำอะไรบ้าง?”
เราต้องทำอะไร? ก็ต้องเฝ้าจับตามองสมาชิกลับๆ ของโรงเรียนกุหลาบและรายงานเป้าหมายที่แท้จริงของเอิร์ลมิสทราล… คนที่ต้องลงมือจริงๆ มีเพียงมาร์ควิสนีบาส เอิร์ลมิสทราล และครึ่งเทพของโรงเรียนกุหลาบฝ่ายระงับแรงปรารถนา… ลอร์ดโอลเมอร์คอยเฝ้ามองทุกสิ่งอย่างลับๆ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน… ด…ดูเหมือนว่างานหลักของเราจะเป็นการติดต่อกับวิญญาณอาฆาตที่ชื่อมาริค รวมถึงการคอยสื่อสารระหว่างทั้งสองฝั่ง… อา… ยิ่ง ‘เดอะมูน’ เอ็มลินครุ่นคิด สีหน้าของมันก็ยิ่งบิดเบี้ยว
ดูเหมือนว่า มันจะไม่มีงานจริงๆ จังๆ ให้ต้องทำ หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้จับงานสำคัญ
……………………….
ชารอนผู้ไม่ชอบชื่อเล่น? เธอรู้ได้ยังไง? เคยพูดคุยกับมาดามชารอน? ได้ยินตอบของไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ไคลน์ผงะเล็กน้อย ภายในใจผุดความสงสัย
ตามความเห็นของมัน ภายใต้สถานการณ์ปรกติ ย่อมไม่มีการสื่อสารระหว่างผู้ส่งสารและคนรับ กระบวนการมีเพียง ฝ่ายหนึ่งส่งจดหมาย ส่วนอีกฝ่ายก็แค่รับไว้
นอกจากนั้น มิสผู้ส่งสารจำเป็นต้องขอความยินยอมจากอีกฝ่ายเพื่อตั้งชื่อเล่นด้วยหรือ? แล้วแฟรงค์·ลีกับแพทริค·เบรนไปยินยอมตอนไหน?
ผ่านไปไม่กี่วินาที ไคลน์เริ่มคาดเดาบางสิ่ง นั่นก็คือ ต้องมีความเชื่อมโยงบางอย่างระหว่างมิสผู้ส่งสารกับมาดามชารอน และไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ก็ไม่พยายามปิดบังมันมากนัก
สลัดความคิดดังกล่าว ไคลน์เปิดซองจดหมาย อ่านเนื้อหาภาพรวมอย่างรวดเร็ว:
“ฉันต้องการความช่วยเหลือจากคุณ ไว้คุยรายละเอียดกันที่ผับวีรบุรุษ…”
เทียบกับในอดีต มาดามชารอนไม่หวงคำพูดเหมือนเมื่อก่อน… เป็นผลพวงจากการเลื่อนลำดับเป็นครึ่งเทพ? ไคลน์ไตร่ตรองสักพัก เดินไปที่โต๊ะทำงาน หยิบปากกาเขียนลงบนกระดาษ
“ให้ผมไปหาตอนไหน?”
วางปากกาลง ชำเลืองไปทางไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ที่ยังคงไม่ไปไหน ราวกับคาดหวังจดหมายตอบกลับ ฉากตรงหน้าทำให้ไคลน์รู้สึกมั่นใจขึ้นเล็กน้อย
จากนั้น ชายหนุ่มพับกระดาษจดหมาย ยื่นให้อีกฝ่ายและกล่าวอย่างเป็นกันเอง
“ถึงชารอน”
ขณะหนึ่งในศีรษะของไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์งับจดหมาย อีกสามหัวพูดเรียงกัน:
“เจ้า…” “ยัง…” “ไม่ได้จ่าย…”
“ไม่รับ…” “เก็บเงิน…” “ปลายทาง…”
ไคลน์กระแอมในลำคอ หยิบเหรียญทองออกมายื่นให้มิสผู้ส่งสาร
เฝ้ามองไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์หายตัวไป ชายหนุ่มทำท่าครุ่นคิดเล็กน้อย เดินไปทางเก้าอี้เอนหลังและนั่งลง รอคอยคำตอบอย่างอดทน
ไม่ถึงหนึ่งนาทีถัดมา มิสผู้ส่งสารที่สวมเดรสสีเข้มเดินออกจากความว่างเปล่าอีกครั้ง ปากหนึ่งงับกระดาษจดหมายแผ่นเดิม
ไคลน์ไม่ได้ถามว่าจากใคร เพียงรับไว้และเปิดอ่าน
“ถ้าคุณไม่ติดขัด คืนนี้เลยยิ่งดี”
คืนนี้… ไคลน์พยักหน้าตรึกตรอง สะบัดข้อมือแผ่วเบา เสกให้เปลวไฟสีแดงลุกไหม้กระดาษจดหมายอย่างรวดเร็ว
เมื่อเปลวไฟลุกลาม จดหมายก็กลายเป็นซากเถ้าถ่าน
รอจนกระทั่งไฟมอด ร่างของไคลน์หายไปจากเก้าอี้เอนหลัง ส่วนเศษเถ้าถ่านเล็กๆ ที่กำลังโปรยปราย พวกมันถูกสายลมที่มองไม่เห็น พัดตกลงไปในถังขยะใกล้ๆ
กรุงเบ็คลันด์ เขตเชอร์วู้ด ย่านสะพานเบ็คลันด์ ภายในบ้านที่ติดเขตเหนือ แสงจากโคมไฟแก๊สติดผนังบรรจงสว่างขึ้นทีละหนึ่งดวง ก่อนจะกลับไปดับมืดตามเดิม
เพียงไม่นาน ไคลน์ปรากฏตัวในห้องพักรอบนอกเขตตะวันออกที่เช่าไว้ล่วงหน้า จากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้า สวมแว่นตากรอบทอง ออกจากห้องในรูปลักษณ์ของเชอร์ล็อก·โมเรียตี้จนกระทั่งถึงผับวีรบุรุษ
ในคราวนี้ ชายหนุ่มไม่ตามหาเอียนซึ่งกำลังเล่นเกมกระดานกับคนกลุ่มหนึ่งในห้องเล่นไพ่ แต่เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจสักพัก จนกระทั่งเอื้อมมือออกไปเปิดประตูห้องบิลเลียด
ทันทีที่ลงกลอนตามหลัง มันเห็นเงาสองจุดถูกวาดขึ้นจากพื้นทางฝั่งซ้ายและขวาตามลำดับ
คนฝั่งซ้ายนั่งบนเก้าอี้สูง สวมหมวกอ่อน ชุดหรูหราประหนึ่งชาววัง ผมสีทองอ่อน ไม่ใช่ใครนอกจากชารอนผู้เป็นเจ้าของดวงตาสีฟ้า เมื่อเทียบกับสมัยก่อน ใบหน้าของเธอมิได้ซีดเซียวอีกต่อไป ดูซีดกว่าปรกติเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ช่วยให้ภาพลักษณ์ของเธอเปลี่ยนจาก ‘ผีผู้หญิง’ กลายเป็น ‘ตุ๊กตา’ มากขึ้น
มาริคยืนอยู่ทางฝั่งขวา ชายผู้ชอบเล่นไพ่กับซอมบี้รายนี้เริ่มมีใบหน้าซีดเซียว จิตสังหารที่เคยต้องเก็บซ่อนอย่างยากลำบาก ปัจจุบันบรรเทาลงมาก เปลี่ยนไปได้บรรยากาศเย็นเยียบและหดหู่แทน
“สายัณห์สวัสดิ์” ไคลน์ยิ้มและถอดหมวกทักทาย
“สายัณห์สวัสดิ์ คุณนักสืบ” ร่างกายของชารอนที่ดูล่องลอยราวกับไม่มีน้ำหนัก โค้งคำนับอย่างจริงใจพร้อมกับมาริค
ในวินาทีนี้ บรรยากาศภายในห้องบิลเลียดพลันหลอนหูหลอนตาอย่างบอกไม่ถูก
ไคลน์ดึงเก้าอี้สูงออกมานั่ง หัวเราะในลำคอและกล่าว
“คราวนี้มีอะไรหรือ”
“ขอโทษที่ต้องรบกวนคุณอีกครั้ง” ชารอนคำนับซ้ำ
มาริคเป็นฝ่ายพูด:
“เราบรรลุข้อตกลงกับผีดูดเลือดแล้ว เป้าหมายคือการกำจัดสมาชิกคนสำคัญของโรงเรียนกุหลาบภายในกรุงเบ็คลันด์… มีหลายเรื่องที่พวกเราต้องทำด้วยตัวเอง เช่นการหลอกล่อศัตรูออกมา รวมถึงการวางแผนซุ่มโจมตี พวกเราอยากให้คุณช่วยเฝ้ามองเหตุการณ์อย่างเงียบๆ จากวงนอก และยื่นมือช่วยเหลือในการหลบเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน… คุณต้องการสิ่งใดแลกเปลี่ยน สองเสนอมาได้”
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เราเป็นหน่วยกู้ภัยฉุกเฉิน… แล้วเราจะทำยังไงถ้าเอ็มลินขอให้ ‘เดอะเวิร์ล’ แอบช่วยเหลืออย่างลับๆ เช่นกัน? เมื่อถึงตอนนั้น แผนของพวกเขาคือการมีครึ่งเทพสองคนเป็นหน่วยกู้ภัยฉุกเฉิน… อึก… อาจจะทำได้ก็ได้… ฝั่งหนึ่งเราเล่นเป็นตัวเอง เชอร์ล็อก·โมเรียตี้ ส่วนอีกฝั่งก็ให้โจนาสโจนาส·โคลเกอร์รับบทเป็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์… ไคลน์ไตร่ตรองสักพัก ไม่ตอบมาริคโดยตรง แต่หันไปกล่าวกับชารอน
“ขอฟังรายละเอียดเพิ่มเติมก่อน”
มาริคเหลือบมองชารอนเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าและตอบ
“ตกลง”
ไคลน์จ้องชารอนบนเก้าอี้สูงที่ดูราวกับเป็นตุ๊กตา:
“มัมมี่ตูตันส์ที่สองที่ชิงมาได้ก่อนหน้านี้ คือวัตถุดิบในการเลื่อนเป็นลำดับ 4 ‘หุ่นกระบอก’ และคุณก็ประสบความสำเร็จในการเป็นครึ่งเทพเรียบร้อยแล้ว?”
นี่คือข้อมูลที่มันได้ทราบจากบทสนทนาก่อนหน้าและจดหมาย ไคลน์ถามเพื่อยืนยันให้มั่นใจ จะได้ไปต่อที่หัวข้ออื่น
ชารอนจ้องหน้าชายหนุ่มอย่างเงียบงัน ก่อนจะเปล่งเสียงอันล่องลอยจนฟังดูไม่เหมือนกับมนุษย์:
“ใช่”
ไคลน์พยักหน้ารับ ถามอย่างตรงไปตรงมา:
“ความสัมพันธ์ของคุณกับไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์คืออะไร”
ดวงตาสีฟ้าของชารอนขยับเล็กๆ :
“ท่านเป็นอาจารย์ของฉัน”
อาจารย์… ท่าน… แม้ว่าไคลน์จะเดาได้สักพักแล้ว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหยุดหายใจ กรามกระทบกันแน่น
เพียงพริบตา แม้ว่าสีหน้าจะไม่เปลี่ยน แต่ภายในใจเต็มไปด้วยฟองความคิด
…มิสผู้ส่งสาร แท้จริงแล้วเป็นเทวทูต?
เรากำลังใช้เทวทูตเป็นผู้ส่งสาร… ไม่หรูหราเกินตัวไปหน่อยหรือ?
แถมยังเป็นอาจารย์ของมิสชารอน… ดูเหมือนว่า การที่เธอสมัครใจมาเป็นผู้ส่งสารให้เรา คงไม่ใช่เพราะเหตุผลง่ายๆ อย่างที่เคยเข้าใจ!
มองจากภายนอก เธอคงอยู่คนละฝั่งกับมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย… เธอยอมเป็นผู้ส่งสารให้เราเพราะมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายต้องการตัวเรา? ไม่สิ เพราะเรามีชะตากรรมต้องกลายเป็นศัตรูกับทางนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้?
เข้าใจแล้วว่าทำไมมาดามชารอนถึงหาสูตรโอสถ ‘หุ่นกระบอก’ และวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องได้ง่ายนัก…
ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์ตัดสินใจถามให้ลึกลงไป จุดประสงค์เพื่อใช้คำตอบจากชารอนหรือมาริคช่วยบรรเทาอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่าน
มันไตร่ตรองสักพักก่อนจะพูด
“ขอฟังสถานการณ์เพิ่มเติม”
คราวนี้ชารอนเป็นฝ่ายตอบ เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนกับวัตถุไร้ชีวิตชีวา มากยิ่งกว่าหุ่นกลของฮารามิคเสียอีก
“ในช่วงต้นยุคสมัยที่ห้า เมื่อครั้งเทพมรณาถึงคราวร่วงหล่น ทวีปใต้เกิดการจลาจลเพื่อต่อต้านปกครองของจักรวรรดิไบลัมขึ้นทุกหัวระแหง ไม่ว่าจะเป็นที่ราบสูงดวงดาวหรือหุบเขาเพิร์ธ… ระหว่างเหตุการณ์ดังกล่าว เทพผู้ถูกล่ามปรากฏตัวขึ้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นของโรงเรียนกุหลาบ… เดิมที อาจารย์ของฉันเป็นบุตรสาวของผู้ปกครองที่ราบสูง แต่ในภายหลัง ท่านกลายมาเป็นข้ารับใช้ของเทพผู้ถูกล่าม จึงช่วยบิดาก่อตั้งอาณาจักรที่ราบสูงสำเร็จ… หลังจากนั้น ท่านกลายเป็นเทวทูตลำดับ 2 กลายเป็นหนึ่งในผู้นำของโรงเรียนกุหลาบ ท่านอยู่ฝ่ายฝักใฝ่การระงับแรงปรารถนา ต้องคอยต่อสู้กับความบ้าคลั่งอย่างยากลำบาก… แต่เมื่อราว 922 ปีก่อน ‘บุตรแห่งเทพ’ เซียอาได้ถือกำเนิดขึ้น ทุกสิ่งเริ่มเปลี่ยนไปนับแต่นั้น ฝ่ายฝักใฝ่แรงกระหายและการสังเวยเลือดเริ่มได้รับความนิยม… ในตอนแรก อาจารย์สามารถรับมือไหว ช่วยให้ฝ่ายฝักใฝ่การระงับแรงปรารถนาไม่ได้รับผลกระทบมากนัก สามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้… ทว่า เมื่ออิทธิพลของมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายเพิ่มขึ้น เซียอาประสบความสำเร็จในการเลื่อนลำดับ กลายเป็น ‘เทพหายนะ’ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา… จนกระทั่งสงครามภายในปะทุขึ้นอย่างรุนแรง อาจารย์ตัดสินใจช่วยพวกเราหลบหนีออกจากที่ราบสูง และฉันต้องเห็นท่านตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมเซียอาและผู้นำระดับสูงคนอื่นๆ … แต่ท่านมิได้ร่วงหล่นโดยสมบูรณ์เนื่องจากมีการเตรียมตัวล่วงหน้า จึงคืนชีพในสภาพพิเศษภายในโลกวิญญาณ ปัจจุบันกำลังทวงคืนร่างกายที่สมบูรณ์”
อย่างนี้นี่เอง… กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตอนนี้มิสผู้ส่งสารมีคุณสมบัติของเทวทูต แต่ปราศจากอำนาจในขอบเขตที่สอดคล้องกัน… อยู่ในสภาพอ่อนแอสินะ เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงจัดการกับครึ่งเทพแจ็คส์แห่งโรงเรียนกุหลาบได้ไม่ง่ายนัก… อา… แม้จะมีเทวทูตจำนวนมากที่คอยช่วยเรา แต่เกือบทั้งหมดล้วนไม่สมบูรณ์หรือไม่ก็อ่อนแอ… หากไม่นับมาดามอาเรียนน่า ทุกคนเป็นแบบนี้กันหมด ไม่ว่าจะมิสเตอร์อะซิก พาลีส·โซโรอาสเตอร์ วิล·อัสติน มิสผู้ส่งสาร… มีอะไรผิดปรกติเกี่ยวกับสมญานาม ‘เดอะฟูล’ รึเปล่า? หรือว่าพวกเขาเหล่านี้กำลังรอให้เราใช้พลังของ ‘ปราชญ์โบราณ’ ? ไคลน์ผงะเล็กน้อย เต็มไปด้วยอารมณ์อันหลากหลาย
มันไม่ได้ถามว่าทำไมไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ถึงยังต้องการเงิน เพียงคิดสักพักก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง
“มาดามชารอน โรงเรียนกุหลาบไม่น่าจะขาดแคลนสูตรโอสถ ‘หุ่นกระบอก’ หลังจากที่คุณได้รับมัมมี่ตูตันส์ที่สอง พวกมันย่อมทราบคุณเป็นครึ่งเทพ นอกจากนั้น มาดามไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์เคยปรากฏตัวต่อหน้าครึ่งเทพของโรงเรียนกุหลาบมาแล้ว ถึงขั้นต่อสู้กัน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง โรงเรียนกุหลาบทราบว่าท่านยังมีชีวิตอยู่ ย่อมเตรียมวิธีรับมือล่วงหน้า รวมไปถึงความสัมพันธ์ฉันศิษย์อาจารย์… ในสถานการณ์เช่นนี้ แผนการที่คุณคิดจะใช้ตัวเองกับมาริคเป็นเหยื่อล่อเพื่อกำจัดสมาชิกคนสำคัญของโรงเรียนกุหลาบในกรุงเบ็คลันด์ ไม่ฟังดูตื้นเขินไปหน่อยหรือ? คิดว่าพวกมันจะส่งครึ่งเทพแค่ตนสองตนมาจัดการกับคุณ? ตระกูลผีดูดเลือดจะช่วยได้มากสักแค่ไหนเชียว? นอกจากนั้น ผมเคยเล่าให้ฟังแล้ว มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายกำลังไล่ล่าบางตัวตนของผมอยู่ ถึงขั้นให้ ‘เทพหายนะ’ เซียอาลงมือเองโดยตรง นอกจากนั้น เรื่องที่อาจารย์ของคุณกับผมร่วมมือกัน พวกมันก็ทราบเป็นอย่างดี… หลังจากผนวกทุกสิ่งเข้าด้วยกัน หากคุณปรากฏตัวขึ้น จะถูกรุมโจมตีด้วยสารพัดวิธีแบบใดบ้าง คงเดาได้ไม่ยากกระมัง”
กล่าวถึงตรงนี้ สีหน้าไคลน์มืดมนลง:
“พวกคุณคิดจะให้กรุงเบ็คลันด์เกิดเหตุการณ์ ‘เทพเสด็จเยือน’ หรือ…?”
ทันใดนั้น บรรยากาศเงียบสงัดพลันปกคลุมห้องบิลเลียด แต่สีหน้าของชารอนยังคงไม่แปรเปลี่ยน
……………………
ไม่เลว ‘ผู้ชม’ ยังคงควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีเหมือนเดิม… ไคลน์ชมเชยเงียบๆ พลางเหลือบมองไปทางสุนัขขนทองตัวใหญ่ที่เบาะหลังจักรยาน นอกจากนั้นยังสังเกตว่าจักรยานคันนี้ไม่เหมือนกับจักรยานปรกติตามท้องถนน จึงถามอย่างเป็นกันเอง
“จักรยานโฉมใหม่ที่ออกแบบมาสำหรับสุภาพสตรีโดยเฉพาะ?”
“หมายความว่ายังไงที่บอกว่า ออกแบบมาสำหรับสุภาพสตรีโดยเฉพาะ? ถ้าคุณอยากขี่ก็ขี่ได้เหมือนกัน” ออเดรย์ยิ้มตอบ “ฉันแค่ให้คำแนะนำกับคนของบริษัทจักรยาน บอกให้พวกเขาช่วยพิจารณากลุ่มที่มีความต้องการต่างกัน และนี่คือผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดซึ่งยังไม่เข้าโรงงาน พวกเขาส่งมาให้ฉันทดลองปั่นและแสดงความคิดเห็น”
“เป็นไอเดียที่ยอดเยี่ยมมาก” ไคลน์ชมเชยพลางยิ้ม ครุ่นคิดสักพักจึงถามต่อ “คุณรู้จักเจ้าของบริษัทเบ็คลันด์จักรยานด้วยหรือ?”
ออเดรย์หรี่ตาตอบ:
“แน่นอน ดิฉันคือหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทเบ็คลันด์จักรยาน”
ผู้ถือหุ้นรายใหญ่… ลืมเสียสนิท… เป็นเธอเองสินะ… คล้ายกับไคลน์เข้าใจบางสิ่ง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ตามด้วยการส่ายหัวเล็กๆ
“เข้าใจแล้ว… จินตนาการของผมยังไม่สูงพอ… แล้วเป็นยังไงบ้าง คุณรู้สึกยังไงหลังจากทดลองขับ?”
ออเดรย์ในท่ากำ ‘แฮนด์’ จักรยาน ทำหน้านึกสักพักก่อนจะตอบหลังจากจำได้:
“ยอดเยี่ยมมาก เหมาะสำหรับสุภาพสตรีจริงๆ”
คุณหนู… เมื่อสักครู่ไม่ได้คุณพูดแบบนี้… ไคลน์เลิกคิ้วเล็กน้อย แต่ก็มิได้ขัดจังหวะคำพูดของสตรีที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
ออเดรย์ยังคงกล่าวต่อด้วยรอยยิ้ม
“สำหรับดิฉัน มันช่วยปรับอารมณ์ได้ดี ช่วยปลดปล่อยความเครียดเหมือนกับการขี่ม้า แต่การขี่ม้าต้องเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าพิเศษสำหรับขี่ ต้องเดินทางไปยังสนามแข่งม้าหรือแถบชานเมือง เพราะไม่ว่าจะที่บ้านหรือบนถนน ม้าก็ไม่มีทางวิ่งได้อย่างสมบูรณ์ ขาดกลิ่นอายบางอย่างไป… ทว่า กับจักรยานนั้นไม่มีปัญหาดังกล่าว และยังสามารถปั่นเข้าไปในตรอกที่รถม้าไม่สามารถเข้าได้ ช่วยให้เห็นวิวทิวทัศน์มากมาย… ย้อนกลับไปในตอนที่ปั่นจักรยานแถวบ้าน ดิฉันเห็นดอกไม้สองสามดอกกำลังเบ่งบานอยู่ในสวน นั่นทำให้มีความสุขมาก… อา… และในตอนที่เจอนักปั่นคนอื่น ทุกคนก็กำลังอารมณ์ดี แม้พวกเขาเหล่านั้นต้องทำงานอย่างหนักเพื่อเลี้ยงชีวิต แม้จะยุ่งวุ่นวายและเร่งรีบ แต่สีหน้ากลับยังสดใส… อา… อย่าหัวเราะเยาะเชียวนะคะ… ดิฉันรู้ว่าคุณกำลังคิดอะไร กำลังจะบอกว่า คนที่มีเงินซื้อจักรยานย่อมไม่ใช่จุดต่ำสุดของสังคม… ฉันเองก็เข้าใจ แต่การได้เห็นพวกเขามีความสุข ก็พลอยทำให้ฉันมีความสุขไปด้วย… หวังว่าสักวันหนึ่ง ฉันจะมีโอกาสปั่นจักรยานไปตามถนนทุกสายในเบ็คลันด์”
หลังจากยืนฟังอย่างเงียบงัน อารมณ์ของไคลน์ดีขึ้นเล็กน้อย
ด้วยคำบรรยายของมิสจัสติส คล้ายกับฉากที่เกี่ยวข้องปรากฏขึ้นตรงหน้าชายหนุ่ม และต้องไม่ลืมว่า นี่คือการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่ไคลน์เป็นคนนำมาสู่โลกใบนี้
มันยิ้ม:
“ผิดแล้ว… ผมไม่มีความคิดที่จะหัวเราะเยาะ เพราะนั่นฟังดูน่าสนใจมาก และเป็นภาพที่ผมหวังว่าจะได้เห็นมากยิ่งขึ้นในกรุงเบ็คลันด์… ในตอนแรก ผมเองก็ยังกังขา ตอนนี้ไม่แล้ว”
กล่าวจบ มันชี้ไปทางประตูอาคารหมายเลข 22 ถนนเฟลป์ ‘กองทุนการกุศลเพื่อการศึกษา’
“เข้าไปข้างในกันเถอะ ดูเหมือนว่าฝนกำลังจะตก”
“ตกลงค่ะ ดิฉันขอตัวไปเก็บจักรยานก่อน” ออเดรย์ลงจากจักรยาน เดินจูงยานพาหนะสองล้อชนิดนี้พร้อมกับสุนัขโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ตัวใหญ่ไปทางด้านหลังตึก
ฝั่งประตูหลังของอาคารมีจุดจอดจักรยานโดยเฉพาะ เป็นเขตภายในตัวตึก ไม่จำเป็นต้องกลัวฝน สำหรับองค์กรอย่าง ‘กองทุนการกุศลเพื่อการศึกษา’ พนักงานซึ่งมีเหตุให้ต้องออกไปข้างนอกบ่อยครั้ง ปัจจุบันหันมาปั่นจักรยานกันมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีใครกล้านำยานพาหนะประเภทนี้เข้าไปในเขตตะวันออก เพราะสำหรับที่นั่น ทุกสิ่งสามารถถูกขโมยได้
ขณะเดินเข้าใกล้ประตูหลัง ซูซี่ โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ กระโดดลงจากจักรยาน มองย้อนกลับไปจุดที่พวกตนเดินผ่านมา ถามด้วยสีหน้างุนงงเล็กๆ
“ออเดรย์ ในตอนที่มิสเตอร์ดันเตสได้ยินว่าเธอเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทจักรยาน อารมณ์ของค่อนข้างซับซ้อน แต่ฉันแปลความหมายไม่ออก”
ออเดรย์เม้มริมฝีปาก หัวเราะในลำคอ:
“ฉันเคยได้ยินมาว่า มิสเตอร์ดันเตสคือหนึ่งในผู้แข่งประมูลหุ้นบริษัทจักรยานกับพี่ฮิบเบิร์ต”
“เข้าใจแล้ว!” ซูซี่เผยรอยยิ้ม ราวกับกำลังพึงพอใจที่ตัวเองสังเกตเห็นความผิดปรกติได้แม่นยำ
ภายใน ‘กองทุนการกุศลเพื่อการศึกษา’ ไคลน์รออย่างใจเย็นจนกระทั่งมิสออเดรย์เดินกลับมาพร้อมกับสุนัขแสนรู้ของเธอ ทั้งสามคนจึงเดินขึ้นไปยังชั้นสอง
ทันใดนั้น เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายและกล่าวกับออเดรย์
“มิสผู้อำนวยการ… อธิการบดีพอร์ตแลนด์·โมมงต์แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเบ็คลันด์กำลังรอคุณอยู่ที่ห้องรับแขก”
“ท่านอธิการบดีโมมงต์มาทำอะไร?” ออเดรย์ถามด้วยสีหน้าเจือความประหลาดใจ
เจ้าหน้าที่หันมาทักทายกับผู้อำนวยการดอน·ดันเตส ก่อนจะหันกลับไปตอบ
“เขาไม่ได้แจ้งไว้ค่ะ…”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงเจ้าหน้าที่ พอร์ตแลนด์·โมมงต์ที่มีใบหน้าแดงก่ำ สางเส้นผมสีขาวของมันให้ตรงพลางเดินออกมาจากห้องรับแขก
พอร์ตแลนนำมือทาบหน้าอก กล่าวทักทาย:
“มิสออเดรย์ผู้สูงศักดิ์ ผมต้องขออภัยด้วยที่มาหาอย่างกะทันหัน”
ตามธรรมเนียมโลเอ็น หลังจากได้รู้จักกัน สุภาพสตรีมีอายุจะถูกเรียกด้วยชื่อตระกูล ส่วนหญิงสาวจะถูกเรียกด้วยชื่อจริง
“ถือเป็นเกียรติของดิฉันค่ะ” ออเดรย์ตอบอย่างสุภาพ
พอร์ตแลนด์·โมมงต์เป็นอธิการบดีที่ถนัดในด้านวิชาการมากกว่า จึงไม่มัวมากพิธี ยิ้มและกล่าวอย่างตรงไปตรงมา:
“เรื่องมีอยู่ว่า ผมต้องการเพิ่มห้องปฏิบัติการเครื่องกลที่มหาวิทยาลัย จุดประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นประโยชน์กับชีวิตประจำวัน จึงอยากทราบว่า คุณหนูสนใจจะร่วมบริจาคหรือลงทุนบ้างไหม? หึหึ… ดอน… คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? อยากร่วมมือกันไหม? และมั่นใจได้เลย ผมจะขอทุนสนับสนุนจากคณะกรรมการอุดมศึกษาด้วยเช่นกัน”
เป็นความคิดที่ดี… แต่ทั่วทั้งกรุงเบ็คลันด์ ทั่วทั้งอาณาจักรโลเอ็น อาจถูกปกคลุมด้วยวังวนพายุลูกใหญ่หลังจากนี้… ได้ยินคำพูดของอธิการบดีโมมงต์ ไคลน์เหม่อลอยไปสักพัก
ออเดรย์พยักหน้ารับ กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ฟังดูน่าสนใจ แต่ดิฉันต้องพิจารณาข้อมูลประกอบ นี่คือความรับผิดชอบของตัวดิฉันเอง และยังเป็นความรับผิดชอบต่อคุณ”
“ผมก็คิดแบบเดียวกัน” ไคลน์ลอกคำตอบ
พอร์ตแลนด์·โมมงต์ยิ้มกว้าง:
“ไม่มีปัญหา ผมจะเขียนรายงานส่งหลังจากกลับมหาวิทยาลัย”
…
ภายในทะเลหมอก บน ‘ฝันทองคำ’
เกอร์มัน·สแปร์โรว์เป็นห่วงอาการของแอนเดอร์สัน… นอกจากนั้น หมายความว่ายังไงที่บอกให้รวบรวมวัตถุที่เกี่ยวข้องกับ ‘พลเรือโทโรคภัย’ ? มีโจรสลัดมากมายพยายามทำแบบนั้น แต่ไม่เคยมีใครประสบความสำเร็จ… เดนิสซึ่งได้รับข้อความจากเกอร์มัน·สแปร์โรว์ อดไม่ได้ที่จะฉงน
แต่ตรงข้ามกับความมึนงง มันไม่ลืมที่จะขอบคุณมิสเตอร์ฟูลอย่างเป็นการเป็นงาน
จากนั้น เดนิสวางคันเบ็ดลง หมุนตัวกลับและเดินเข้าไปในเขตห้องโดยสาร จนถึงห้องพักของแอนเดอร์สัน
มันเคาะประตูและเปิดพรวดเข้าไป จากนั้นในท่ายืนกอดอกที่ประตู เดนิสพูดกับแอนเดอร์สันซึ่งกำลังวาดภาพสีน้ำมัน:
“อาการเป็นยังไงบ้าง? วัตถุในท้องเริ่มย่อยบ้างหรือยัง?”
แอนเดอร์สันวางพู่กันลง ชำเลืองมาทางเดนิส ก่อนจะตอบด้วยเสียงหนักแน่น
“มันเริ่มเรียกฉันว่าพ่อแล้ว”
“…” เดนิสผงะถอยหลังสองก้าวโดยไม่รู้ตัว
แอนเดอร์สันเผยสีหน้าผ่อนคลาย กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ล้อเล่นน่ะ… ก็ไม่เลว กัปตันของนายพยายามค้นหาวิธีแก้และทดลองไปบางส่วน แต่ปัญหาก็คือ พวกเราประสบความล้มเหลวมากเกินไป… แต่เรื่องดีก็คือ… วัตถุในท้องถูกกีดกันจากร่างกายแล้ว มันจะส่งอิทธิพลกับฉันอีก”
แอนเดอร์สันลูบท้องขณะตอบ
เดนิสเลิกคิ้ว ถามด้วยความสงสัย
“ตอนแรกมันเคยมีผลอิทธิพล?”
แอนเดอร์สันมองเดนิสหัวจรดเท้าสองสามครั้ง:
“นายน่าจะเคยได้ยินมาบ้าง… ไม่ว่าจะเป็นตะกอนพลังหรือโอสถ หากสัมผัสกับวัตถุใดเป็นเวลานาน พวกมันจะแทรกซึมเข้าไปและเปลี่ยนวัตถุนั้นให้กลายเป็นสมบัติปิดผนึกที่ยากต่อการใช้งาน เพียงแต่ร่างกายมนุษย์เป็น ‘วัตถุ’ ที่ค่อนข้างพิเศษ… ในบางครั้งฉันเองก็นึกสงสัย บางทีนายคงได้รับพลังพิเศษจากการสัมผัสกับโอสถ ไม่ใช่การดื่มเข้าไป สมองของนายถึงได้ถูกกัดกินไปมากขนาดนี้”
หากเป็นเมื่อก่อน เดนิสคงโกรธอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ปัจจุบัน มันทำเพียงพ่นลมหายใจ:
“กล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าพวกมันไม่ถูกกีดกันออกจากร่างกาย ตะกอนพลังเหล่านั้นจะค่อยๆ แทรกซึมและเปลี่ยนแปลงอวัยวะในท้องของนาย จนกระทั่งลามไปถึงสมอง?”
แอนเดอร์สันพลันประหลาดใจ
“ทำได้ไม่เลว… พยายามเข้า นายคงใกล้เป็นลำดับ 6 เต็มทีแล้ว… หึหึ… ทักษะในการสุมไฟของนายพัฒนาได้ดีทีเดียว”
เดนิสตอบท่าทีรังเกียจ:
“ฉันยังขาดวัตถุดิบ”
เมื่อหวนนึกถึงคำสั่งของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ เดนิสลังเลสักพักก่อนจะถาม:
“ในเมื่อกีดกันพวกมันสำเร็จแล้ว… นายจะทำยังไงต่อ?”
แอนเดอร์สันลูบกระดุมเม็ดแรกของเสื้อ ยิ้มพลางหัวเราะ
“สองทางเลือก… หนึ่งคือการมองหาความช่วยเหลือของครึ่งเทพเช่น ‘ผู้เจิดจรัส’ ให้พวกเขาช่วยสกัดมันออกมาบางส่วน สำหรับเรื่องนี้ กัปตันของนายอาจมีคนรู้จักที่พอจะทำได้ แต่ปัญหาก็คือ หากควบคุมได้ไม่ดี ตะกอนพลังจะถูกสกัดออกมามากเกินไป ลำดับของฉันอาจย้อนกลับ หรือในกรณีเลวร้ายจะกลายเป็นคนธรรมดา… วิธีที่สอง หาสูตรโอสถ ‘อัศวินเลือดเหล็ก’ เตรียมพิธีกรรมและวัตถุดิบเสริม จากนั้นก็มองหาวิธี ‘ปรองดอง’ กับวัตถุดังกล่าวเพื่อใช้มันก้าวไปเป็นครึ่งเทพ”
“ฟังดูอันตรายชะมัด…” เดนิสวิเคราะห์วิธีหลังอย่างไม่ลำเอียง
แอนเดอร์สันยิ้มกว้างขึ้นขึ้นเล็กน้อย:
“ถูกต้อง… มันฟังดูอันตราย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะสำเร็จไหม… แต่นายไม่คิดหรือว่ามันทั้งท้าทายและน่าสนใจมาก? อย่างน้อยก็สอดคล้องกับรสนิยมและสุนทรีย์ของฉันมากกว่าวิธีแรก”
เดนิสส่ายหน้าขึงขัง
“ไม่เลย”
จากนั้นมันถามกึ่งยียวนกึ่งหยั่งเชิง
“ถ้าจำไม่ผิด นายมีมรดก… เอ่อ… ทรัพย์สินจำนวนมากอยู่ใช่ไหม? ฉันช่วยเอาเถ้ากระดูกไปฝังพร้อมกับพวกมันได้นะ”
แอนเดอร์สันมิได้โกรธ เพียงพยักหน้าขึงขัง
“เมื่อถึงตอนนั้น นายจะลองกินเถ้ากระดูกของฉันดูก็ได้นะ”
ทำไมหมอนี่ถึงมีภูมิคุ้มกันการยั่วยุสูงนัก… มุมปากของเดนิสพลันกระตุกอย่างมิอาจหักห้าม ตัดสินใจยกธงขาวและเดินไปหากัปตัน ถามถึงวิธีที่จะรวบรวมวัตถุซึ่งเกี่ยวข้องกับ ‘พลเรือโทโรคภัย’
…
กลางดึกสงัด ภายในบ้านเลขที่ 160 ถนนเบิร์คลุน ขณะไคลน์กำลังจะผล็อยหลับ มันเห็นมิสผู้ส่งสารเดินออกจากความว่างเปล่าพร้อมกับสี่หัวทองตาแดง หนึ่งในนั้นกำลังงับซองจดหมายแผ่นบาง
“จากใคร?” ไคลน์ถามตามความเคยชิน พลางเอื้อมมือไปหยิบ
หัวทั้งสี่ของไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์เปิดปากพูดเรียงกัน:
“ชารอน…” “ผู้…” “ไม่ชอบ…” “ชื่อเล่น…”
…………………….
ฟ้าแลบแวบวาบไปทั่วท้องฟ้าสูง สว่างไหวท่ามกลางเมืองเงินพิสุทธิ์ แต่เพียงไม่นานก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนให้โลกกลับคืนสู่ความมืดมิดดังเดิม
เดอร์ริค·เบเกอร์ลืมตาขึ้น พลิกตัวและลุกออกจากเตียง เดินตรงไปทางประตู
ขณะเดิน มันชะลอความเร็วลง เผยสีหน้ากระอักกระอ่วน
เราจะเริ่มคุยกับท่านเจ้าเมืองเกี่ยวกับมรดกของพระผู้สร้างยังไงดี? บอกไปตรงๆ ว่าเราต้องการมัน? ไม่ได้ ทำแบบนั้นไม่เหมาะ… แม้มิสเตอร์แฮงแมนจะเคยบอกไว้ว่า ท่านเจ้าเมืองยอมทำเป็นหลับตาหนึ่งข้าง แต่เราไม่ควรตรงไปตรงมาเกินไป… เดอร์ริคเป็นเด็กหนุ่มหน้าบางมาแต่ไหนแต่ไร แม้กระทั่งสมัยพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ มันยังแทบไม่ร้องขอสิ่งใด
เดอร์ริคชะงักฝีเท้า พยายามนึกทบทวนบทสนทนาระหว่างตนกับมิสจัสติส มิสเตอร์แฮงแมน และสมาชิกคนอื่นๆ ของชุมนุมทาโรต์ หวังว่าจะเลียนแบบข้ออ้างที่สมเหตุสมผล
จำลองสถานการณ์ในหัวสักพัก เดอร์ริคกัดฟันและตัดสินใจหนักแน่นว่าจะซื่อตรง
มันถือ ‘เทพสายฟ้าคำราม’ และเดินไปเปิดประตู เดินเลียบถนนจนกระทั่งสุดทางและถึงหอคอยคู่ทางตอนเหนือของเมือง
ระหว่างทาง ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์จำนวนมากเดินออกจากบ้าน บ้างเผยรอยยิ้มบนใบหน้า บ้างรวมตัวกันแถวๆ ลานฝึก
ปัจจุบันเป็น ‘ฤดู’ เก็บเกี่ยวหญ้าผิดดำ เป็น ‘เทศกาล’ สำคัญของเมืองเงินพิสุทธิ์เพื่อบูชาพระผู้สร้าง นอกจากนั้นยังเป็นหนึ่งในไม่กี่วันของปี ที่ผู้คนในความมืดมีความสุขจากก้นบึ้ง
ได้เห็นเด็กเล็กเดินห้อยเครื่องรางหญ้าผิวดำ ส่วนผู้ใหญ่ทำเป็นแหวน ได้ฟังการบทสนทนาและบทเพลงเป็นระยะ อารมณ์ของเดอร์ริคค่อยๆ สงบนิ่ง ฝีเท้าเริ่มหนักแน่นขึ้นทุกขณะ
มาถึงยอดหอคอยแห่งหอคอยคู่ หลังจากแจ้งความประสงค์ มันได้พบกับโคลิน·อีเลียด ผู้นำแห่ง ‘หกสภาอาวุโส’ ในห้องด้านบนสุดของยอดหอคอย
‘นักล่าปีศาจ’ รายนี้ยังเหมือนเดิม ผมสีเทาค่อนข้างยุ่งเหยิง ขาดการดูแล มีริ้วรอยลึกบนใบหน้า มีรอยแผลเป็นเก่าที่ลึกและฉกรรจ์ ดวงตาสีฟ้าอ่อนอัดแน่นไปด้วยความผันผวนของชีวิต คล้ายกับสามารถตระหนักถึงหัวใจของผู้คน
รอจนเดอร์ริคทำความเคารพเสร็จ มันพยักหน้าและกล่าว:
“จับประเด็นสำคัญของโอสถนักบวชแสงได้หรือยัง”
มันกำลังหมายถึง การขจัดวิญญาณตกค้างและความชำนาญในเวทศักดิ์สิทธิ์
เดอร์ริคตอบอย่างใจเย็น:
“ใกล้แล้วครับ”
“อา… ไม่ต้องกังวล ตอนนี้สมาชิกคนอื่นๆ ในทีมสำรวจยังไม่พร้อม พวกมันยังต้องการเวลา เช่นเดียวกับโลเฟียร์ เธอกำลังรวบรวมวัตถุดิบสำหรับเลื่อนลำดับ” โคลิน·อีเลียดกล่าวอย่างเป็นกันเอง
นั่นสินะ อาวุโสโลเฟียร์จะเข้าร่วมภารกิจสำรวจวังราชาคนยักษ์ด้วย… ตอนนี้เธอพยายามเปิดประตูเพื่อก้าวเข้าสู่ครึ่งเทพ? เดอร์ริคตกใจราวสองวินาที ถามโดยไม่ปิดบัง:
“อาวุโสโลเฟียร์มีสูตรโอสถถัดไปแล้วหรือ?”
นี่คือปัญหาที่กวนใจอาวุโส ‘คนเลี้ยงแกะ’ รายนี้มานาน เป็นผลให้เธอมิอาจกลายเป็นครึ่งเทพมานานหลายปี
“ถูกต้อง” โคลินขานรับ แต่มิได้อธิบาย
มันหันมาถาม
“คราวนี้มีอะไรหรือ?”
เดอร์ริครู้สึกประหม่าเล็กน้อยเมื่อได้ยิน แต่สุดท้ายก็กล่าวไปตรงๆ
“ท่านเจ้าเมือง ผมบังเอิญได้พบกับมรดกของพระผู้สร้าง พลังสอดคล้องกับลำดับ 4 ‘ผู้เจิดจรัส’ แห่งเส้นทางสุริยัน”
โคลินที่ทั้งสูงและบึกบึน ดวงตาของมันหรี่ลง
แววตาอัดแน่นด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อนซึ่งยากจะอธิบาย ส่งผลให้เดอร์ริคหยุดชะงักอยู่กับที่ หลงลืมสิ่งที่ต้องการกล่าวต่อ
ท่ามกลางความเงียบที่ยากจะบรรยาย ‘นักล่าปีศาจ’ โคลินกล่าวเสียงต่ำ:
“มรดก?”
ดวงตาของเดอร์ริคพลันหรี่ลง มันเพิ่งฉุกคิดได้ว่า ตนเพิ่งกล่าวในสิ่งที่มิบังควรออกไป
มันเป็นเพียงไม่กี่คนที่ได้ทราบว่า พระผู้สร้างร่วงหล่นไปแล้ว ไม่มีวันหวนกลับมาได้อีก สิ่งนี้สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวเป็นเวลานาน จนกระทั่งเด็กหนุ่มชาชินและคิดว่าผู้คนในเมืองเมืองพิสุทธิ์ต่างทราบเรื่องนี้กันหมดแล้ว
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคำถามและสายตาของเจ้าเมือง เดอร์ริคพลันเงียบงัน หมดคำจะอธิบายไปสักพัก
มันลังเลหลายวินาที ในที่สุดก็เปิดปากอย่างยากลำบาก:
“ใช่ครับ… มรดก… เหล่าราชาเทวทูตทรยศต่อพระองค์”
โดยไม่รู้ตัว เด็กหนุ่มใช้คำเรียกเดียวกับที่นักบวชมายาในหมู่บ้านยามบ่าย
โคลินมองไปที่เดอร์ริค ดวงตาสีฟ้าอ่อนคล้ายกับสูญเสียความคมชัดไปชั่วขณะ
นักล่าปีศาจไม่กล่าวสิ่งใดเป็นเวลานาน ผ่านไปเกือบหนึ่งนาทีก่อนที่มันจะพูดอย่างใจเย็น:
“เข้าใจแล้ว”
เสียงของมันแผ่วลงโดยไม่รู้ตัว โคลินมิได้ถามว่าเดอร์ริคพบมรดกของพระผู้สร้างที่ไหน หน้าตาเป็นอย่างไร สามารถทำอะไรได้
เมื่อดวงตาของโคลินกลับคืนความลุ่มลึก มันไม่สานต่อหัวข้อเดิม
“ในเมื่อคุณกลายเป็นลำดับ 5 แล้ว ย่อมมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะทราบว่า เมืองเงินพิสุทธิ์ครอบครองสมบัติปิดผนึกระดับศักดิ์สิทธิ์ชิ้นใดบ้าง ไว้ให้คุณควบคุมพลังวิญญาณให้มีเสถียรภาพกว่านี้ก่อน เชี่ยวชาญเวทแสงอย่างสมบูรณ์ ผมจะเปิดเผยข้อมูลของพวกมันให้ทราบ และนำทางไปยังสถานที่ที่ผนึกไว้”
“หากคุณเข้ากันได้ดีกับสมบัติปิดผนึกชิ้นใดเป็นพิเศษ และไม่ได้รับผลข้างเคียงจากมันมากนัก ผมจะอนุญาตให้คุณใช้งานมัน”
ความเข้ากันได้ในที่นี้หมายถึง วิญญาณของเดอร์ริคนั้นมีความคล้ายคลึงกับตราประทับวิญญาณของผู้วิเศษลำดับสูงที่หลงเหลือในสมบัติปิดผนึก เพราะนั่นจะช่วยให้ผลข้างเคียงน้อยลง และถูกล่อลวงน้อยลง
ภายในเมืองเงินพิสุทธิ์ ตะกอนพลังและวัตถุดิบวิเศษนั้นมากมายจนเรียกได้ว่าไม่ขาดแคลน และทุกคนก็เชี่ยวชาญเทคนิคสวมบทบาท ปัจจัยที่ขัดขวางการเลื่อนลำดับจึงเป็นความยากลำบากในการประกอบพิธีกรรมให้ตรงตามเงื่อนไข ในกรณีของลำดับ 8 7 หรือ 6 ตราบใดที่ปรุงโอสถอย่างถูกต้องและย่อยโอสถก่อนหน้าได้สมบูรณ์ การลองกลืนตะกอนพลังเพื่อเลื่อนลำดับจึงมีโอกาสสำเร็จสูง ทว่า จากลำดับ 6 ถึงลำดับ 5 หากไม่มีความช่วยเหลือด้านพิธีกรรม โอกาสประสบความสำเร็จนั้นต่ำมาก
ดังนั้น ในเมืองเงินพิสุทธิ์ ลำดับ 6 จึงมีอยู่มากมาย แต่ลำดับ 5 เริ่มหายาก ถือเป็นชนชั้นสำคัญ
ทำไมท่านเจ้าเมืองถึงจู่ๆ ก็ชวนคุยเรื่องนี้? กำลังจะบอกว่า สมบัติปิดผนึกระดับศักดิ์สิทธิ์ที่เราเลือก มีไว้เพื่อแลกเปลี่ยนกับมรดกของพระผู้สร้าง? แต่เรายังไม่ทันจะได้เล่าเจตจำนงให้มันฟัง… อา… คงต้องเล่ารายละเอียดของทุกชิ้นให้มิสเตอร์ฟูลฟัง ดูว่าพระองค์พึงพอใจชิ้นไหน… เดอร์ริคยืนนิ่งสองสามวินาที ตามด้วยการเผยสีหน้าประหลาดใจเล็กๆ และพยักหน้า
“ครับ ท่านเจ้าเมือง”
โดยไม่กล่าวสิ่งใด มันขอตัวลาและจากไป เตรียมเข้าร่วมเทศกาลเก็บเกี่ยว
‘นักล่าปีศาจ’ โคลินมองดูแผ่นหลังของเด็กหนุ่มหายไปจากหลังประตู จากนั้น มันค่อยๆ เดินไปยังริมหน้าต่าง ทอดสายตาตรงไปทางแท่นบูชาใกล้ๆ ลานฝึก
ผู้คนจำนวนมากกำลังทยอยมารวมตัว บ้างล้อมรอบแท่นบูชาของพระผู้สร้าง บ้างใช้การเต้นรำแบบโบราณเพื่อทำให้เทพพอใจ บ้างร้องเพลงสรรเสริญตัวตนที่ยิ่งใหญ่
บนใบหน้าทุกคนเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ชัดเจน ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาและความหวัง คล้ายกับอีกเพียงสองสามปี พระผู้สร้างก็จะกลับมา และความทุกข์ทั้งปวงก็จะหมดไป
แม้ในช่วงสองสามพันปีที่ผ่านมา ความคาดหวังดังกล่าวจะถูกทำลายครั้งแล้วครั้งเล่า แต่มันก็เพิ่มขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นกัน ช่วยให้ผู้คนเอาชนะความสิ้นหวังและภาวะซึมเศร้า
โคลิน·อีเลียดที่ยืนริมหน้าต่าง เฝ้าทองทุกคนด้วยความตั้งใจ
…
กรุงเบ็คลันด์ ถนนเบิร์คลุน
หลังจากกลับสู่โลกความจริง สีหน้าไคลน์ค่อนข้างหนักอึ้ง
ไดอารี่ของจักรพรรดิโรซายล์ทำให้มันได้เห็นความลับของ ‘ผู้ชม’ และช่วยให้เข้าใจดีว่า การสืบสวนความลับของกษัตริย์จะเต็มไปด้วยอันตรายมากเพียงใด ต่อให้มีการสนับสนุนจากโบสถ์รัตติกาล แต่พรของเทพธิดายังไม่ช่วยให้ปลอดภัยขนาดนั้น
อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญก็คือ เทพธิดาเสียเวลาย่อย ‘เอกลักษณ์’ ของเส้นทาง ‘มรณา’ มานานแล้ว ไม่มีทางที่จะยอมแพ้กลางคัน… ได้หวังว่าเทพวายุสลาตันและเทพจักรกลไอน้ำจะตอบสนองได้ทันท่วงทีในช่วงเวลาวิกฤติ… นอกจากนั้น เรายังมีมาดามอาเรียนน่า วิลล์ที่ใช้ยันต์วันวานอีกครั้ง มีพาลีส·โซโรอาสเตอร์ ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับราชาเทวทูต ก็ยังไม่ใช่จุดจบของมนุษย์เสียทีเดียว ต่อให้ตัวเราตายไป แต่พวกเขายังมีโอกาสช่วยเก็บกู้ศพของเรา… ยิ่งยื้อชีวิตได้นานเท่าไร โอกาสรอดก็มากขึ้นเท่านั้น… ไคลน์ใช้วิธีจิกกัดตัวเองเพื่อลดความเครียด
ย้อนกลับไปในตอนที่อยู่เหนือมิติหมอก ไคลน์ค้นพบประเด็นในการสืบสวนถัดไปแล้ว นั่นคือการไล่ตาม ‘นักบุญขาว’ คาร์เทอริน่า และแม่มดทริสซี่ซึ่งปัจจุบันยังไม่ทราบลำดับ ส่วนเฮอร์วิน·แรมบิส ตราบใดที่อีกฝ่ายยังไม่ติดต่อมิสจัสติส ไคลน์พยายามจะไม่สนใจ เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ด้านหนึ่ง เรารอข้อมูลจากมิสจัดจ์เมนต์ อีกด้านหนึ่ง เราต้องพยายามหา ‘พลเรือโทโรคภัย’ และล็อกตำแหน่ง ‘นักบุญขาว’ ผ่านสายเลือด… ไม่สิ ฟังดูยากเกินไป… ศาสนจักรใหญ่ทั้งสามแห่งก็คงคิดวิธีนี้ได้เช่นกัน และนั่นจะทำให้นิกายแม่มดหาทางตอบโต้… คงต้องรอให้เดนิสรวบรวมสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับ ‘พลเรือโทโรคภัย’ จากนั้น เราจะพึ่งพามิติหมอกเพื่อทำนายโดยปราศจากการรบกวน… อา… ก่อนอื่นก็ต้องบอกให้เขาถามถึงสถานการณ์ปัจจุบันของแอนเดอร์สัน แต่เรายังไม่รีบ ไม้กางเขนเจิดจรัสกำลังอยู่ระหว่างการทดลอง… ไคลน์สลัดความคิดฟุ้งซ่าน พลิกตัวและลุกออกจากเตียง
มันใช้พลังของหมอกสีเทาเพื่อ ‘ผสาน’ ไม้กางเขนเจิดจรัสและ ‘นิ้วขาด’ เข้าด้วยกัน คอยดูว่าตะกอนพลังจะถูกขับออกมาหรือไม่
หลังจากพักผ่อนอยู่บ้านสักพัก ไคลน์เปลี่ยนเสื้อผ้า ออกไปพร้อมกับบุรุษรับใช้เอ็นยูน มุ่งหน้าไปสวดมนต์ที่วิหารนักบุญแซมมวล จากนั้นก็ไปต่อที่ ‘กองทุนการกุศลเพื่อการศึกษา’
บุรุษรับใช้ส่วนตัวรายนี้ไม่ใช่ ‘ผู้ชนะ’ หากแต่เป็นโจนาส·โคลเกอร์ ส่วนเอ็นยูนตัวจริงกำลังใช้แหวน ‘บุปผาโลหิต’ เพื่อเปลี่ยนตัวเองให้ก้อนเลือดเนื้อ ซ่อนอยู่ในท้องของ ‘เคาต์แห่งการเสื่อมถอย’
ปัจจุบัน สภาพอากาศของเบ็คลันด์กำลังมืดมนตามฤดูกาล ตะเกียงแก๊สที่ครอบด้วยตะแกรงเหล็กทั้งสองฝั่งถนนยังไม่ถูกจุดไฟ โคมไฟหลายดวงสว่างเจือจางออกมาจากบ้านฝั่งซ้ายและขวา
ไคลน์เฝ้ามองทุกสิ่งโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า โดยสารรถม้าจากถนนเบิร์คลุนไปยังถนนเฟลป์และแวะวิหารนักบุญแซมมวล จากนั้นก็สวมหมวกทรงสูง ถือไม้ค้ำและเดินไปที่ ‘กองทุนการกุศลเพื่อการศึกษา’
ขณะเข้าใกล้ประตู มันได้ยินเสียงกริ่งดัง จึงหันไปมองและพบมิสออเดรย์กำลังขี่จักรยานดัดแปลงออกจากซอยข้างๆ เป็นจักรยานที่ค่อนข้างประณีต ปราศจากคานค้ำในแนวนอน
หญิงสาวสวมชุดสีขาวราบเรียบ รองเท้าหนังสีดำ ผมสีทองถูกมัดรวบ ดวงตาสีเขียวตั้งใจมองถนนอย่างจริงจัง บนเบาะหลังมีสุนัขโกลเดนรีทรีเวอร์ตัวใหญ่ โดยไม่ว่าจักรยานจะโงนเงนอย่างไร มันก็สามารถรักษาสมดุลได้เสมอ
เมื่อเห็นมาเห็นสุภาพบุรุษมาดสง่างามเจ้าของจอนสีขาวตรงขมับ มุมปากออเดรย์โค้งงอเล็กน้อย เผยรอยยิ้มสดใสและชัดเจน รีบกล่าวคำทักทายรวดเร็ว:
“ทิวาสวัสดิ์ค่ะ~ มิสเตอร์ดันเตส”
“ทิวาสวัสดิ์ครับ มิสออเดรย์ ดูเหมือนจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ?” ไคลน์จ้องอีกฝ่ายหยุดจักรยานด้วยเบรกมือ จากนั้นก็พยุงตัวยืนด้วยสองเท้า
ออเดรย์เม้มริมฝีปาก ยิ้มสดใสยิ่งกว่าเก่า:
“คุณพูดถูก… ฉันกำลังอารมณ์ดีอย่างบอกไม่ถูก… หลังจากขี่เจ้านี่สักพัก ปัญหาทั้งหมดพลันหายเป็นปลิดทิ้งอย่างน่าประหลาด”
……………………..
หลังจากมอบคำตอบ ‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ดพลันตื่นตัวโดยสมบูรณ์ เริ่มเข้าใจความนัยที่ซ่อนอยู่ในคำถามของไคลน์:
มันกำลังหมายถึง ตาแก่อาจเคยเห็นสิ่งที่เรียกว่าศิลาเย้ยเทพ?
โดยไม่ปล่อยให้เลียวนาร์ดคิด ‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์มองไปรอบๆ และกล่าว:
“โบสถ์รัตติกาลได้รับข้อมูลจากพลตรีโจนาส·โคลเกอร์ รองผอ. แห่ง MI9 และยืนยันว่าพระเจ้าจอร์จที่สามแห่งโลเอ็นซ่อนความลับบางอย่างเอาไว้… เขาแอบส่งคนไปขุดโบราณสถานของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ด้วยความร่วมมือของนิกายแม่มดและสมาคมแปรจิต”
ไคลน์บังคับหุ่นเชิดเพื่ออธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมซึ่งเคยเล่าให้มิสจัสติสฟังไปแล้ว และปิดท้ายด้วยการเน้นประโยค:
“ดูเหมือนว่าโบสถ์ใหญ่ทั้งสามจะไม่พบหลักฐานที่สามารถมัดตัว ผนวกกับการหายตัวไปอย่างเป็นปริศนาของเฮอร์วิน·แรมบิส เรื่องราวจึงยังดูเหมือนจะสงบ… แต่ตอนนี้กำลังสงสัยกันว่า อาจมีเบื้องบนของหนึ่งในโบสถ์หลักเป็นผู้ทรยศ”
กรุงเบ็คลันด์มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่เราไม่อยู่? ดูเหมือนว่าไคลน์จะได้รับข้อมูลจากศาสนจักรโดยตรง… ทำไมเราถึงไม่รู้อะไรเลย… ได้ยินจบประโยค ‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ดเหลือบมอง ‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์ด้วยสีหน้าประหลาดใจ เจือความเหม่อลอยเล็กน้อย เริ่มไม่แน่ใจว่าใครเป็น ‘ถุงมือแดง’ ของโบสถ์รัตติกาลซึ่งกำลังถูกบ่มเพาะให้เป็นอาวุโสกันแน่
หลังจากนึกทบทวนสักพัก มันเริ่มเข้าใจบางสิ่งอย่างคลุมเครือ แต่มิอาจทำประกายไอเดียเหล่านั้นมาเรียบเรียงเป็นข้อมูลที่เห็นภาพชัดเจน
ซิลซึ่งวางแผนจะแบ่งปันประสบการณ์และคำสารภาพของไวเคานต์สตาร์ฟอร์ดในชุมนุมทาโรต์เพื่อขอคำปรึกษา พลันประหลาดใจกับสิ่งที่ได้ยิน เพราะสิ่งที่มิสเตอร์เวิร์ลกำลังไล่ตาม นับว่าใกล้เคียงกับเป้าหมายในชีวิตของเธอมาก มีหลายจุดที่ซ้อนทับกัน
ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนี้ ก่อนไล่ตามไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดไปที่โกดังท่าเรือ เราของความช่วยเหลือจากมิสเตอร์เวิร์ลก็คงดี บางทีอาจเอาชนะข้อจำกัดและได้รับเบาะแสเพิ่มเติม… ซิลมองไปรอบๆ เรียบเรียงคำพูดเพื่อเตรียมกล่าว
ทันใดนั้น อัลเจอร์พลันตัวสั่น ย้อนนึกไปถึงเมื่อสามสี่เดือนก่อน สมัยที่เดอะสตาร์และจัดจ์เมนต์ยังไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมชุมนุมทาโรต์ ในช่วงเวลาดังกล่าว ‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์เคยขอให้สมาชิกชุมนุมทาโรต์สืบหาข้อมูลเพิ่มเติมของโจนาส·โคลเกอร์ นอกจากนั้น อีกฝ่ายยังระบุว่าเฮอร์วิน·แรมบิสเป็นผู้อยู่เบื้องหลังคดีฆ่าตัวตายของคารอน
นึกแล้วเชียว… คดีฆ่าตัวตายธรรมดาๆ ของคารอนไม่น่าจะทำให้ ‘เดอะเวิร์ล’ ลงทุนลงแรงมากมายขนาดนี้ คนที่มันไล่ตามมักจะเกี่ยวข้องกับความลับที่ส่งผลต่อสถานการณ์โลก… นอกจากนั้นยังอาจมีผู้ทรยศเป็นเบื้องบนของสามศาสนจักรใหญ่? พระคาร์ดินัลหรืออาวุโสใหญ่คนไหน? อัลเจอร์ตระหนักถึงความปั่นป่วนของคลื่นใต้น้ำ ขณะเดียวกันก็ได้กลิ่นของโอกาส
ว่ากันตามตรง มันเป็นเพียงสมาชิกที่ไม่สลักสำคัญของโบสถ์วายุสลาตัน เป็นผู้วิเศษที่คอยเล่นเป็นโจรสลัดนอกเครื่องแบบ ปลายทางอย่างมากคือการได้เป็นลำดับ 5 ผู้ขับขานสมุทร จากนั้นก็กลับไปประจำการที่วิหารและรับตำแหน่งทูตพิพากษาระดับสูง แทบจะไม่มีโอกาสได้ถือสมบัติปิดผนึกหรือกลายเป็นครึ่งเทพ
ทว่า เรื่องราวจะเปลี่ยนไปหากมีสถานการณ์พิเศษซึ่งเกิดขึ้นได้ยาก หากมันพึ่งพาความช่วยเหลือจากชุมนุมทาโรต์และแสดงฝีมือได้ดี ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ก็มีโอกาสที่จะถูกศาสนจักรบ่มเพาะ
ในทำทองเดียวกัน คล้ายกับแคทลียามองเห็นเมฆมืดที่กำลังสั่งสมภายในเบ็คลันด์ มองเห็นสายลมกระโชกที่กำลังเปลี่ยนทิศ และเริ่มเข้าใจอย่างคลุมเครือว่าทำไม ‘ราชินี’ จึงหมกตัวอยู่ที่นั่นในช่วงหกเดือนหลัง ส่วนเอ็มลินทำเพียงขมวดคิ้ว เป็นอีกครั้งที่มันรู้สึกว่า เบ็คลันด์ไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยสำหรับตระกูลผีดูดเลือด
ได้แต่หวังว่าเรื่องราวเหล่านี้จะไม่รบกวนแผนการล่าสมาชิกคนสำคัญโรงเรียนกุหลาบ… นอกจากนั้น คงเป็นการดีที่สุดหากจะไม่เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เราและหลวงพ่อยุ่งวุ่นวาย เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในโศกนาฏกรรมมหาหมอกควันเมื่อปีที่แล้ว… เมื่อเอ็มลินนึกทบทวนอดีต คิ้วของมันขมวดชนกัน
มันกวาดหางตาไปทางเดอะซันด้านข้าง เมื่อพบว่าเด็กหนุ่มเอาแต่นั่งตัวตรงด้วยสายตาว่างเปล่า เอ็มลินอดไม่ได้ที่จะรำพัน
“ดิฉันจะช่วยตามหาเฮอร์วิน·แรมบิส” ‘จัสติส’ ออเดรย์ทำลายความเงียบด้วยการพูด
‘จัดจ์เมนต์’ ซิลหันไปทาง ‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์และกล่าว:
“ฉันกำลังตรวจสอบบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความลับของกษัตริย์ หากต้องการความช่วยเหลือ ทางนี้ยินดีเต็มที่”
กล่าวจบ เธอเล่าถึงเรื่องที่มีใครบางคนคอยจับตามองเชอร์มาเน่
“ตกลง” ไคลน์ที่ทราบว่าเป็นแม่มดทริสซี่ บังคับให้หุ่นเชิด ‘เดอะเวิร์ล’ พยักหน้า ตามด้วยหัวเราะแผ่วเบา “ไม่ว่าจะเป็นการสืบหาที่อยู่ของเฮอร์วิน·แรมบิสหรือการสืบสวนความลับของกษัตริย์ พวกคุณทุกคนต้องคอยสังเกตว่าเรื่องราวรอบตัวเต็มไปด้วยความบังเอิญหรือไม่ ถ้าหากมี ต้องแจ้งให้ผมทราบทันที”
มันไม่ได้พูดถึง ‘สภานักสิทธิ์สนธยา’ และอาดัมโดยตรง ด้วยกังวลว่ามิสจัสติสจะคิดหนักจนเกิดความเครียด และนั่นจะมาพร้อมปัญหา มาพร้อมการถูกเฝ้ามองจากอีกฝ่าย
ความบังเอิญที่มากเกินไป… ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สและสมาชิกคนอื่นๆ ของชุมนุมทาโรต์เน้นย้ำประโยคดังกล่าวภายในใจ แต่ละคนมีการคาดเดาของตัวเอง
หลังจากเงียบไปสิบวินาที ‘เดอะซัน’ เดอร์ริคพูด
“หลังจากผ่านช่วงปรับตัวและเตรียมความพร้อม ผมต้องตามทีมสำรวจไปที่ค่ายในหมู่บ้านยามบ่าย เมื่อถึงตอนนั้น ทีมสำรวจอาจจะพยายามเข้าสู่ ‘วังราชาคนยักษ์’ ”
สำหรับออเดรย์และคนอื่นๆ เรื่องนี้มิได้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน พวกมันทราบอยู่แล้วว่าหลังจากเดอะซันกลายเป็นลำดับ 5 มีความเป็นไปได้สูงที่เมืองเงินพิสุทธิ์จะเริ่มลงมือ
ดังนั้น พวกมันจึงไม่แปลกใจหรือตกตะลึง ตรงกันข้าม รู้สึกว่าในที่สุดก็ถึงเวลาเสียที ตำนานในยุคสมัยบรรพกาลกำลังจะถูกเปิดเผยอย่างถูกต้องและชัดเจน
‘แฮงแมน’ อัลเจอร์ครุ่นคิดสักพัก ตักเตือนอย่างคลุมเครือ:
“เมื่อถึงตอนนั้น ทำตามคำสั่งของหัวหน้าของคุณอย่างเคร่งครัด รวมถึงการสวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูลให้มากที่สุด และถ้าประสบปัญหา สามารถทำเหมือนมิสเตอร์มูน จัดการชุมนุมย่อยขึ้นเพื่อให้พวกเราช่วยกันระดมความคิด”
“ตกลงครับ มิสเตอร์แฮงแมน” ‘เดอะซัน’ เดอร์ริคไม่รู้สึกกระอักกระอ่วน เพราะนั่นคือสิ่งที่มันเตรียมจะทำอยู่แล้ว
หลังจากช่วงเวลาแลกเปลี่ยนจบลง ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์หันไปทางโต๊ะทองแดงยาว กล่าวอย่างนอบน้อมและเคารพ:
“เรียนมิสเตอร์ฟูลที่เคารพ เรื่องที่ท่านเคยขอให้ผมตรวจสอบ ตอนนี้ได้คำตอบแล้ว”
ท่ามกลางสายตาที่สงสัยและอยากรู้อยากเห็นของสมาชิก มันเล่าต่อ:
“ในยุทธการโคโนโต้ปี 1338 จักรวรรดิฟุซัคมีนาวาเอกเข้าร่วมสงครามทั้งสิ้นห้าคน สองในห้าถูกสังหารในยุทธการทางเรือ หนึ่งคนต้องออกจากราชการทันทีหลังจบศึกเนื่องจากแก่ชรา โดยสองปีต่อมาได้เสียชีวิตจากโรคพิษสุราเรื้อรัง หนึ่งคนได้รับการเลื่อนยศเป็นนาวาเอกพิเศษ ย้ายทำไปงานที่โรงเรียนนายเรือ ดำรงตำแหน่งรองคณบดี หนึ่งคนกลายเป็นพลเรือตรี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองเรือจู่โจมที่สองของจักรวรรดิฟุซัค”
ทันทีที่สิ้นเสียง อัลเจอร์ได้รับอนุญาตให้สร้างหน้ากระดาษขาวที่เต็มไปด้วยข้อมูลเพิ่มเติม
‘เดอะฟูล’ ไคลน์เสกมาอยู่บนฝ่ามือตัวเองและอ่านอย่างรวดเร็ว
มันเคยขอให้แฮงแมนสอบสวนนาวาเอกของจักรวรรดิฟุซัคในยุทธการโคโนโต้ในปี 1338 ส่วนหนึ่งเพราะต้องการทราบว่าใครคือเจ้าของเดิมของ ‘ยุบพองหิวโหย’ นายทหารเรือผู้จับกุมแอนดี้·ไฮเดิน ผู้ช่วยกัปตันเรือเอ็นมาร์ตในการยุทธการทางทะเลและ ‘ต้อนแกะ’ เข้าไป และเมื่อพิจารณาว่ามันเป็นฝ่ายชนะ จึงตัดเรื่องการตายในสงครามไปได้เลย
และสาเหตุที่แฮงแมนค้นพบเกาะโบราณ ไคลน์สงสัยว่าจะเป็นฝีมือของ ‘สภานักสิทธิ์สนธยา’ ผู้มอบถุงมือให้คีลิงเกอร์
ไม่ว่านาวาเอกคนนั้นจะเป็นสมาชิกวงนอกหรือเต็มตัว มันไม่น่าจะตายง่ายขนาดนั้น ไม่น่าจะเสียชีวิตด้วยโรคพิษสุราเรื้อรัง… แน่นอน ไม่ความเป็นไปได้ที่มันอาจถูกปิดปาก… ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์เขียนชื่อทั้งสามลงในสมุดปกขาว:
“บอริส… ตายในปี 1347 สาเหตุการตาย: โรคพิษสุราเรื้อรัง”
“ซุสดาล… อายุสี่สิบแปด ยศนาวาเอกพิเศษ รองคณบดีโรงเรียนนายเรือฟุซัค”
“ดิมีทรีฟ… อายุสี่สิบห้า นาวาตรี ผู้บัญชาการกองเรือจู่โจมที่สองของฟุซัค”
ถอนสายตาออกจากกระดาษ ‘เดอะฟูล’ ไคลน์พยักหน้าเล็กน้อย กล่าวกับแฮงแมน
“ดำเนินการสืบสวนสามคนหลังโดยละเอียดต่อไป ค้นหาเหตุการณ์สำคัญในชีวิตพวกเขา”
“ขอรับ มิสเตอร์ฟูล” ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์เห็นขานรับโดยไม่ลังเล
สำหรับมัน สิ่งนี้ถือเป็นโอกาส ไว้เสร็จงานเมื่อไร มันอาจได้ยืมไม้กางเขนฟรี
หลังจากแลกเปลี่ยนข้อมูลกันสักพักแล้ว ชุมนุมทาโรต์ประจำสัปดาห์ก็ยุติลงอย่างเป็นทางการ ‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ดกลับสู่โลกความจริง
ในท่านั่งบนโซฟา หลังจากลังเลสักพัก มันพาดขาลงบนโต๊ะกาแฟ ลดเสียงลงและถาม:
“ตาแก่… คุณเคยเห็นศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองไหม”
ภายในใจ เสียงค่อนข้างชราของพาลีส·โซโรอาสเตอร์ดังขึ้น:
“ไม่… เป็นปู่ทวดของข้าที่ได้เห็นศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สอง… หึหึ… ใครเป็นผู้ถามเรื่องนี้?”
เลียวนาร์ดไม่ตอบทันที ยังคงนำคำตอบของพาลีส·โซโรอาสเตอร์ไปขบคิด
ศิลาเย้ยเทพมีอยู่จริง!
ปู่ทวดของตาแก่ได้เห็นศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สอง!
เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงกลายเป็นเทวทูต!
ผ่านไปสองสามวินาที เลียวนาร์ดถามด้วยความอยากรู้เจือคาดหวัง:
“ตาแก่… คุณรู้สูตรโอสถของ ‘ผู้พิทักษ์ราตรี’ ไหม?”
พาลีส·โซโรอาสเตอร์หัวเราะเยาะทันที
“ไร้เดียงสา! จากคำบอกเล่าของท่านปู่ทวด สถานการณ์ในตอนนั้นเร่งด่วนมาก โอกาสมีเพียงน้อยนิด ศิลาเย้ยเทพอาจหายไปตอนไหนก็ได้ คนฉลาดทุกคนย่อมทราบว่า เป็นการดีที่สุดที่จะใส่ใจกับเส้นทางผู้วิเศษที่สมบูรณ์ให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นค่อยไปดูเส้นทางอื่นๆ … นอกจากนั้น ความรู้บนศิลาเย้ยเทพยังนำเสนอในรูปแบบของแก่นแท้มากกว่าถ้อยคำ ผู้พบเห็นทุกคนต้องใช้เวลาตีความ… ในตอนที่ศิลาเย้ยเทพถูกนำกลับไป ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถจดจำเส้นทางผู้วิเศษของตนได้ครบถ้วน จึงไม่ต้องพูดถึงเส้นทางอื่น… จริงอยู่ ข้าเองก็มีสูตรโอสถเส้นทางอื่นเป็นจำนวนมาก แต่ทั้งหมดล้วนมาจากการรวบรวมของตระกูลตลอดหลายปี ในหมู่พวกมันจึงไม่ค่อยมีลำดับสูง”
“เข้าใจแล้ว…” เลียวนาร์ดยิ้มแห้ง ก่อนจะถามต่อ “แล้วใครเป็นคนนำศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองกลับไป?”
พาลีส·โซโรอาสเตอร์เงียบงันสักพัก
“ถ้าปู่ทวดของข้าเล่าไม่ผิด… คนผู้นั้นคือ ‘ราชาเทวทูต’ อาดัม”
“สำหรับเจ็ดเทพ… ไม่สิ ตอนนั้นคงเป็นหกเทพ… ไม่ได้เข้าร่วมเหตุการณ์นี้?” เลียวนาร์ดถามด้วยความประหลาดใจ
พาลีส·โซโรอาสเตอร์หัวเราะอย่างมีเลศนัย
“อย่างน้อยก็ไม่ได้ทำอย่างเปิดเผย”
…………………..
หลังจากฟังคำพูดของมิสจัสติส เดอร์ริคตอบกลับอย่างกระตือรือร้น:
“คลังสมบัติของเมืองเงินพิสุทธิ์น่าจะมีสมองที่สมบูรณ์ของมังกรจิตโตเต็มวัย หลังจากกลับไป ผมจะยืนยันและแจ้งให้ทราบ”
เดิมที มันต้องการจะพูดว่า ถึงจะมีสมองสมบูรณ์ของมังกรจิตโตเต็มวัย แต่ก็ล้วนแล้วเปี่ยมไปด้วยความบ้าคลั่ง เปี่ยมไปด้วยมลพิษทางวิญญาณ แต่หลังจากได้ยินสรรพคุณของไม้กางเขนทองแดง มันรู้สึกว่านั่นคงไม่ใช่ปัญหา
ง่ายขนาดนี้เลย? ดวงตาของออเดรย์ส่องประกาย อารมณ์ที่เคยหดหู่เมื่อคืนสดใสขึ้นมาก
อย่างที่คิด เมื่อเทียบกับข้างนอก เมืองเงินพิสุทธิ์ที่สืบทอดมาจากยุคสมัยที่สอง สามารถหาวัสดุจำพวกมังกรได้ง่ายกว่า… อา… เหตุผลหลักคงเป็นเพราะว่า พวกเขาไม่มีสูตรโอสถในลำดับสูงของเส้นทางนี้ ต่อให้มีวัสดุ แต่ก็คงมิอาจหาทางนำไปใช้งาน แถมยังขาด ‘ช่างฝีมือ’ ไม่มีหนทางเปลี่ยนวัตถุดิบวิเศษให้กลายเป็นสมบัติวิเศษที่สอดคล้องกัน จึงต้องเก็บไว้แบบนั้น… ออเดรย์คิดหลายสิ่ง ถามด้วยรอยยิ้มจางๆ :
“ถ้ามี… คุณต้องการแลกเปลี่ยนกับสิ่งใด?”
“เรื่องนั้น… ผมยังไม่ได้คิด” เดอร์ริครู้สึกละอายใจเล็กๆ เกือบจะยกมือขึ้นเกาท้ายทอย
เป้าหมายสำคัญในตอนนี้คือ หาอะไรก็ได้มาแลกกับมรดกของพระผู้สร้างจากมิสเตอร์ฟูล แต่ไม่ว่าจะคิดยังไงก็หาสิ่งที่มีค่าทัดเทียมไม่ได้
หากเปลี่ยนเป็นเมื่อก่อน มันคงจะเอาแต่กังวล ทว่าในปัจจุบัน เด็กหนุ่มพอจะมีทางออกให้ตัวเอง
เดอร์ริคตัดสินใจจะนำเรื่องนี้ไปถามเจ้าเมือง เพราะอีกฝ่ายคงต้องสนใจมรดกของพระผู้สร้างเช่นกัน
เมื่อผุดความคิดนี้ เดอร์ริคจึงไม่ทราบว่าตนจะเรียกร้องสิ่งใดจากมิสจัสติส จึงวางแผนจะจัดแจงหลายๆ สิ่งให้เรียบร้อยค่อยมอบคำตอบกับอีกฝ่าย
“ตกลง… คุณไปยืนยันให้แน่ใจก่อน และช่วยมองหาเลือดของมังกรจิตโตเต็มวัยไปด้วยเลย” ‘จัสติส’ ออเดรย์ไม่เซ้าซี้ เพียงพยักหน้าเบาๆ
เหล่านี้คือวัตถุดิบเสริมที่ยากที่สุดในสูตรโอสถนักท่องฝัน
ออเดรย์มองไปรอบๆ สื่อเป็นนัยว่าตนเสร็จแล้ว
อย่ามองมาทางนี้… แม้ว่าฉันจะมีเงินเก็บมาก แต่ยังไม่มีอะไรที่ต้องการซื้อ… นั่นเพราะอาจารย์ยังไม่ได้ให้สูตรโอสถนักท่องเที่ยวกับฉัน… สำหรับเส้นทางผู้ฝึกหัด ในห้าลำดับแรก เราชอบนักท่องเที่ยวมากที่สุด เมื่อก่อนเคยฝันถึงทิวทัศน์อันงดงามและอาหารในสถานที่ต่างๆ … แต่หากไม่มีพลังพิเศษ การเดินทางส่วนใหญ่มักยาวนานหรือไม่ก็แออัด ไม่มีใครทราบว่าโรงแรมเล็กๆ ระหว่างทางสะอาดหรือไม่ และกระเป๋าเดินทางที่เทอะทะจะทำลายอรรถรสไปมาก… ถ้าได้เป็นนักท่องเที่ยวเมื่อไร สิ่งเหล่านี้จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป… ท่ามกลางกระแสความคิด ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สค่อยๆ จินตนาการถึงชีวิตในอนาคต
‘จัดจ์เมนต์’ ซิลครุ่นคิดสักพักก่อนจะพูด:
“ทุกคน… รบกวนช่วยมองหาสูตรโอสถของลำดับ 6 ผู้พิพากษาและลำดับ 5 อัศวินวินัยของเส้นทางผู้ตัดสินให้ด้วย”
อันที่จริง ซิลมีโอกาสได้รับสูตรโอสถผู้พิพากษาจากเจ้าหน้าที่ของ MI9 แต่เธอเชื่อว่า การตายของไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดจะทำให้พายุในกรุงเบ็คลันด์ก่อตัวขึ้นอย่างมิอาจเลี่ยง เมื่อถึงตอนนั้น หลายสิ่งหลายอย่างอาจเปลี่ยนแปลงไป เธอจึงกันเหนียวด้วยการพึ่งพาชุมนุมทาโรต์ ฝากฝังให้ทุกคนช่วยเป็นหูเป็นตา
นอกจากนั้น ลำดับ 6 และลำดับ 5 ถือเป็นระดับกลางค่อนไปทางสูงสำหรับ MI9 หากสายข่าวของกองทัพต้องการสูตรโอสถลำดับเหล่านี้ มีความเป็นไปได้สูงที่ถูกสอบประวัติใหม่ และนั่นไม่ใช่สิ่งที่ ‘ผู้ประสานงาน’ อย่างชายสวมหน้ากากทอง จะช่วยเหลืออะไรได้
ซิลผู้กระตือรือร้นที่จะเลื่อนลำดับเพื่อให้ล่วงรู้ความลับของกษัตริย์ เดาได้ไม่ยากว่า ความหวังของเธอคงมิอาจฝากไว้กับกองทัพได้เพียงอย่างเดียว
“ตกลง” ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์ตอบเป็นคนแรก
อาศัยอิทธิพลของราชวงศ์และกองทัพ โบสถ์วายุสลาตันน่าจะมีสูตรโอสถบางอย่างสำหรับเส้นทางผู้ตัดสิน จริงอยู่ เรื่องแบบนี้อาจอยู่นอกเหนือขอบเขตอำนาจของ ‘ลำดับ 6’ ผู้เป็นกัปตันโจรสลัดนอกเครื่องแบบ แต่เมื่อใดที่แฮงแมนกลายเป็นลำดับ 5 และถูกเรียกตัวไปกลับโบสถ์ หรือได้รับมอบหมายให้ทำงานสำคัญอื่นๆ ย่อมมีโอกาสได้พบเบาะแสของสูตรโอสถมากขึ้น
ตามต่อด้วย ‘เฮอร์มิท’ แคทลียา
“สูตรโอสถเส้นทางผู้ตัดสินถูกควบคุมอย่างเข้มงวดโดยราชวงศ์และกองทัพโลเอ็นกับเฟเนพ็อต ไม่ค่อยปรากฏออกสู่โลกภายนอกมากนัก แต่ฉันสามารถหามาให้คุณได้ เพียงแต่ว่าไม่รับประกันด้านเวลา และหากคุณต้องการจริงๆ ฉันสามารถหาสมบัติวิเศษลำดับผู้พิพากษา จากนั้นก็นำมาบดขยี้และรอให้พวกมันรวมตัวกันใหม่ กลายเป็นตะกอนพลังที่สอดคล้องกัน”
เมื่อเอ่ยถึงการบดขยี้และรอให้รวมตัวกันใหม่ แคทลียาอยากจะหมุนครึ่งตัวตามจิตใต้สำนึกและกล่าวว่า มิสจัดจ์เมนต์สามารถขอความช่วยเหลือจากมิสเตอร์ฟูลได้ แต่สุดท้ายเธอตัดสินใจปิดปากเงียบ
สำหรับวิธีหาสูตรโอสถ เรื่องราวไม่ซับซ้อน ขอเพียงเป็นฝ่ายริเริ่มฟังคำพูดของปราชญ์เร้นลับ ยอมรับความรู้มหาศาลที่พรั่งพรูเข้ามา ในฐานะลำดับ 4 ในฐานะราชินีโจรสลัดครึ่งเทพ ความสามารถในการรับความรู้ของเธอเพิ่มขึ้นมากในเชิงคุณภาพ
แต่ปราชญ์เร้นลับไม่ใช่ตัวตนที่ปราศจากสติปัญญา มันมีแนวโน้มที่จะเพิ่มอิทธิพลที่แง่ลบให้กับความรู้ที่ตัวเองพล่ามออกมา รวมไปถึงการส่งพลังผ่านข้อมูล ทำให้ผู้ฟังถูกกัดกร่อน ดังนั้น กิจกรรมดังกล่าวจึงยังค่อนข้างอันตราย แต่สาเหตุที่แคทลียายังกล้าเสี่ยง ไม่ใช่เพราะเธอประมาทหรือหยิ่งผยอง แต่เป็นเพราะเธอคือสมาชิกของนิกายมอสส์
เนื่องจากเป็นองค์กรลับโบราณที่เชื่อในปราชญ์เร้นลับ เหล่าเบื้องบนของนิกายมอสส์ได้ค้นพบวิธีบรรเทาผลข้างเคียงของเสียงพล่าม จึงค่อยๆ พัฒนาวิธีการ ‘ฟัง’ ที่ค่อนข้างปลอดภัย และในเวลาเดียวกัน ปราชญ์เร้นลับก็มิได้จงเกลียดจงชังคนของนิกายมอสส์มากนัก ไม่มีความคิดริเริ่มที่จะทำอันตราย ส่วนใหญ่เป็นเพียงการเผยแพร่ความรู้ที่บริสุทธิ์ ปล่อยให้พวกความรู้เหล่านั้นไล่ล่าเหล่าสาวก
สำหรับแคทลียา ขอเพียงควบคุมจำนวนและความถี่ เธอสามารถรับความรู้จากปราชญ์เร้นลับได้อย่างค่อนข้างปลอดภัย ในส่วนของผลกระทบและการกัดกร่อนๆ ที่เกิดขึ้น เธอเริ่มสงสัยว่า ทุกครั้งที่ตนเข้าร่วมชุมนุมทาโรต์ ขั้นตอนในการแหวกผ่านสู่หมอกสีเทาช่วยลบการกัดกร่อนได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ปัญหาเดียวก็คือ ประเภทของความรู้ที่ได้รับจะอยู่เหนือการควบคุมของเธอ ขึ้นอยู่กับอารมณ์และความปรารถนาของปราชญ์เร้นลับในตอนนั้น
กล่าวอีกนัยหนึ่ง นี่คือพิธีกรรมพันธสัญญาลับที่มิอาจต้านทาน
และสำหรับสมบัติวิเศษของเส้นทางผู้พิพากษาที่เธอเต็มใจหาให้ แคทลียาได้รับมาจากแอนเดอร์สัน นักล่าที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งทะเลหมอก – กระดุมหนึ่งเม็ด – หลังจากกลายเป็นครึ่งเทพ สมบัติวิเศษหลายชิ้นเริ่มไม่มีประโยชน์กับเธอ หนึ่งนั้นในคือกระดุมเม็ดนี้
เมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย ‘จัดจ์เมนต์’ ซิลขานรับโดยไม่ลังเล:
“ตกลง… ฉันจะซื้อมันหลังจากได้รับสูตรโอสถผู้พิพากษา”
ถึงตอนนั้น เราเองก็หวังว่าจะได้เลื่อนลำดับเช่นกัน… พลังเหนือหมอกสีเทาที่สามารถเรียกใช้งานได้ จะไม่ใช่แค่ ‘ใกล้เคียงเทวทูต’ แต่เป็นเทวทูตจริงๆ เพื่อใช้ในการบดขยี้ตะกอนพลังและรอให้พวกมันจัดระเบียบใหม่… ไม่อย่างนั้นคงต้องรบกวนมาดามอาเรียนน่าหรือไม่ก็วิลล์… อา… ถ้ามิสเตอร์อะซิกตื่นขึ้นมาเมื่อใด สิ่งต่างๆ จะง่ายขึ้นมาก…
เรากำลังสงสัยว่า ไม้กางเขนเจิดจรัสสามารถ ‘ดึง’ ตะกอนพลังออกจากสมบัติวิเศษได้หรือไม่… แต่บางทีอาจจะไม่ได้ เพราะมันปฏิเสธวัตถุเหล่านั้น ไม่ยอมให้เข้าใกล้ด้วยซ้ำ… หากไม่มีข้อจำกัดนี้ ในทางทฤษฎี มันควรจะทำได้เหมือนกัน… วันหลังเราคงต้องลองใช้พลังของหมอกสีเทาเพื่อผสานไม้กางเขนเจิดจรัสเข้ากับสมบัติวิเศษชนิดอื่นๆ … ไคลน์ครุ่นคิดขณะเฝ้ามองการสนทนาของสมาชิกชุมนุมทาโรต์
หลังจากจบประเด็นของมิสจัดจ์เมนต์ สมาชิกที่เหลือดูเหมือนจะหมดข้อแลกเปลี่ยน เพราะ ‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ดพบวิธีกลบข้อเสียของสมบัติวิเศษแล้ว ส่วน ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อให้พลังของตน ‘ถูกต้อง’ ในสายตาเบื้องบน ทางด้านเดอร์ริคเอาแต่คิดถึงแต่มรดกของพระผู้สร้าง และเอ็มลินกับแคทลียาเพิ่งเลื่อนลำดับ จึงไม่ต้องการสิ่งใดเป็นพิเศษ
จากบรรดาพวกมัน ‘พลเรือเอกดวงดาว’ แคทลียาอยากจะเช่าไม้กางเขนหนึ่งครั้ง เพื่อทดสอบว่าเธอสามารถขจัดมลพิษที่เหลืออยู่ในร่างกายของ ‘ช่างฝีมือ’ ชาฟฟ์ได้หรือไม่ แต่ไดอารีของโรซายล์ที่เธอรวบได้รับมาจากราชินีเงื่อนงำจำเป็นต้องใช้แลกเปลี่ยนคำตอบ จึงนึกไม่ออกว่าจะนำสิ่งใดมาแลกเปลี่ยนกับมิสเตอร์ฟูล
คงต้องพยายามรวบรวมไดอารี่หน้าอื่นๆ จากทะเล… ขณะแคทลียาวางแผน ‘เดอะมูน’ เอ็มลินไตร่ตรองครู่หนึ่ง ก่อนจะมองไปทางเมจิกเชี่ยนและกล่าว
“มาดาม… อีกสองสัปดาห์ข้างหน้า ข้าอาจต้องเช่าสมุดบันทึกการเดินทางเล่มนั้น”
“ไม่มีปัญหา” เดิมที ฟอร์สต้องการจะจ้างให้ ‘เดอะมูน’ เอ็มลินบันทึกพลัง ‘ตรวนนรก’ และพลังพิเศษอื่นๆ ลงในสมุดเวทมนตร์ เมื่อได้ยินคำขอจากอีกฝ่ายจึงมีความสุขมาก เพราะนั่นแปลว่าไม่เพียงเธอไม่ต้องเสียเงิน แต่ยังได้กอบโกยผลประโยชน์
คิดได้เช่นนี้ เธออดไม่ได้ที่จะเสริม:
“พยายามอย่าบันทึก ‘จันทร์เต็มดวง’ ”
ถ้า ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’ เต็มไปด้วยพลัง ‘จันทร์เต็มดวง’ เธอคงกระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูก
ขณะ ‘เดอะมูน’ เอ็มลินพยักหน้า อัลเจอร์เปิดปากพูดหลังจากครุ่นคิด
“แผนการล่าสมาชิกคนสำคัญของโรงเรียนกุหลาบของตระกูลผีดูดเลือดใกล้เริ่มหรือยัง?”
“ใช่” เอ็มลินไม่ปิดบัง “รอจนกว่าแผนการเบื้องต้นจะเสร็จ ข้าจะขอคำแนะนำจากทุกคนอีกครั้ง”
“ไม่มีปัญหา” ผู้ที่ตอบเป็นคนแรกไม่ใช่แฮงแมน หากแต่เป็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์ที่นั่งเงียบมานาน
มันให้ความสนใจกับเรื่องนี้? ไม่เพียง ‘เดอะมูน’ เอ็มลิน แต่สมาชิกต่างก็สงสัย
หลังจากแฮงแมน เฮอร์มิท และจัสติสรับปากว่าจะช่วยมิสเตอร์มูนวางแผน ช่วงเวลาซื้อขายของชุมนุมทาโรต์ได้สิ้นสุดลง เข้าสู่ช่วงเวลาแลกเปลี่ยนข้อมูลอิสระ
‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์เหยียดหลังตรง มองไปทาง ‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ด:
“ช่วยถามให้หน่อย… ท่านผู้นั้นเคยเห็นศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองหรือไม่”
“ศิลาเย้ยเทพ?” ออเดรย์และสมาชิกคนอื่นๆ เข้าใจศัพท์ที่ไม่ธรรมดานี้ทันที
ต่างคนต่างผุดความคิดที่น่าตกตะลึง:
ศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สอง?
มิสเตอร์สตาร์ ไม่ธรรมดาเหมือนกับที่เห็นภายนอก! เขารู้จักกับผู้ที่อาจเคยเห็นวัตถุสำคัญในตำนาน!
นอกจากจะเป็นคนของศาสนจักร เป็นผู้วิเศษของทางการ เขายังเก็บซ่อนความลับอื่นด้วย!
เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงสามารถเข้าร่วมชุมนุมทาโรต์…
‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ดเองก็ตกตะลึง คาดไม่ถึงว่าไคลน์จะถามแบบนี้
หลังจากเงียบสองสามวินาที มันได้แต่ถอนหายใจและกล่าว:
“ตกลง”
……………………..
“ตามคำบอกเล่าของมิสเตอร์ประตู ความแตกต่างใหญ่หลวงระหว่างศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองและแผ่นแรก ไม่ใช่เรื่องที่แผ่นแรกเต็มไปด้วยชื่อลำดับเส้นทางที่แปลกประหลาด แต่เป็นเรื่องที่แผ่นที่สองถูกเสริมข้อมูลเพิ่มไปจากแผ่นแรกมาก สิ่งเหล่านั้นคือความลับที่เทพสุริยันบรรพกาลได้ประจักษ์ช่วงบั้นปลายชีวิต อา… ในฐานะเทพแท้จริง พระองค์คงไม่มีสิ่งที่เรียกว่าบั้นปลายชีวิต แต่หากพิจารณาช่วงเวลานับตั้งแต่เกิดจนกระทั่งร่วงหล่น ถ้าแบ่งตามแนวคิดมนุษย์ ระยะเวลาดังกล่าวถือช่วงบั้นปลายอย่างแท้จริง”
“กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้สร้างศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองคือเทพสุริยันบรรพกาล?”
“สำหรับคำถามนี้ มิสเตอร์ประตูตอบเป็นนัยว่า ทันทีที่เทพสุริยันบรรพกาลร่วงหล่น ศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองก็ถือกำเนิด”
“ความหมายก็คือ นี่เป็นสมบัติสำคัญของเทพสุริยันบรรพกาล?”
“ถ้าอย่างนั้น ใครคือผู้สร้างศิลาเย้ยเทพแผ่นแรก? พระผู้สร้างต้นกำเนิดซึ่งรังสรรค์ทุกสรรพสิ่ง? นอกจากนั้น ข้อมูลเพิ่มเติมบนศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองมีอะไรบ้าง?”
“มิสเตอร์ประตูไม่ตอบ เพียงบอกว่า สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับความลับมากเกินไป มิอาจอธิบายให้ชัดเจนได้ด้วยสองสามคำ แต่ถ้าเขาได้กลับมายังโลกแห่งความจริงเมื่อไร ก็สามารถลงลึกรายละเอียดได้”
“อา… คิดว่าคนอย่างฉันจะตกหลุมพรางเด็กเล่นแบบนี้?”
“เล่าถึงศิลาเย้ยเทพ เรานึกถึงคำถามสองข้อที่กวนใจมานานแล้ว กระแสของเวลาหมายถึงสิ่งใด? ใครเป็นผู้กำหนดกระแสของเวลา?”
“มิสเตอร์ประตูตอบสนองแปลกๆ เขาหัวเราะนานสิบวินาที ก่อนจะบอกว่า ระวังผู้ชมไว้ให้ดี”
“อะไรคือความเชื่อมโยงระหว่างคำแนะนำดังกล่าวกับคำถามของเรา”
“ได้ยินคำเตือนของเขา เราพลันนึกถึงเนื้อหาของศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองและพบจุดที่ไม่ปรกติ ในฐานะผู้วิเศษเส้นทาง ‘นักปราชญ์’ ความจำของเราย่อมไม่แพ้ใคร สิ่งใดที่เคยเห็นนั้นยากจะลืมเลือน แต่สิ่งที่เราจำได้กลับมีเพียงว่า ลำดับ 0 ของเส้นทาง ‘ผู้ชม’ ชื่อ ‘นักสร้างฝัน’ ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับพิธีกรรมในการเลื่อนลำดับเป็นเทพ!”
“สำหรับอีกยี่สิบเอ็ดเส้นทางสู่การเป็นเทพ เราจดจำได้ชัดเจนมาก มีเพียงเส้นทางนี้เท่านั้นที่นอกจากเราจะจำไม่ได้ จิตใต้สำนึกกลับไม่สนใจโดยไม่รู้ตัว”
“เราถามมิสเตอร์ประตูอย่างคร่าวๆ ว่าพิธีกรรมกลายเป็นเทพของเส้นทาง ‘ผู้ชม’ คืออะไร?”
“มิสเตอร์ประตูยิ้มอีกครั้ง ตอบด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันและผ่อนคลายว่า: เจ้าเพิ่งพูดออกมาไม่ใช่หรือ?”
“นี่มัน… อย่าบอกว่านะว่าพิธีกรรมกลายเป็นเทพของเส้นทางผู้ชมคือ กำหนดกระแสเวลาให้ไหลไปตามความคาดหวังของตัวเอง จากนั้น ณ จุดหนึ่งของยุคสมัย ดื่มโอสถเข้าไปเพื่อเลื่อนลำดับ?”
“ต้องเป็นแบบนี้ไม่ผิดแน่!”
“เมื่อเทียบกับทฤษฎีที่ว่า: ขอบเขตของ ‘เวลา’ เป็นอำนาจของพระผู้สร้างต้นกำเนิด มีเพียงกระแสเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น ท่านจึงจะดึงออกจากมันและสามารถ ‘คืนชีพ’ ; คำอธิบายของเราตรงไปตรงมาและเข้าใจง่ายกว่า อา… เรากำลังพูดถึงผู้ก่อตั้งองค์กรลับโบราณนั่น เขาต้องมีแผนสำหรับตัวเองคนเดียวแน่!”
“เมื่อลองคิดดูให้ดี เรื่องนี้น่ากลัวมากทีเดียว อาจยังไม่เป็นอะไรถ้าอยู่ในลำดับต่ำถึงกลาง แต่เมื่ออยู่ในลำดับสูง การมีความคิดที่ไปขัดหูขัดตาใครบางคนเข้า อาจทำให้ต้องเผชิญความตายโดยไม่รู้ตัว หรือไม่ก็ถูกทำลายไปตลอดกาลอย่างเงียบๆ”
“ระวังผู้ชมให้ดี!”
“แต่เราสงสัย ทำไมมิสเตอร์ประตูถึงรู้จักศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองและพิธีกรรมในการกลายเป็นเทพ? คำตอบที่สามารถอธิบายได้ก็คือ ท่านเคยเห็นศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองด้วยตัวเองมาแล้ว เฉกเช่นโซโลมอน ซาราธ ทูดอร์ ทรันซอสต์ ออกัสตัส ไอน์ฮอร์น เซารอน กาสตีญ่า โซโรอาสเตอร์ สเตียโน่ คอนสแตนติน และคนอื่นๆ … ชื่อเหล่านี้คือตระกูลผู้ปกครองผู้วิเศษในยุคสมัยที่สี่!”
ความลับในไดอารี่หน้านี้ ทำให้ไคลน์รู้สึกราวกำลังเผชิญร่างสัตว์ในตำนาน มวลพายุแห่งความรู้กำลังถาโถมเข้ามาในจิตใจ
พิธีกรรมกลายเป็นเทพของเส้นทางผู้ชม คือการทำให้กระแสเวลาสอดคล้องกับจินตนาการตัวเอง? หากเป็นเช่นนั้นจริง อาดัมคงเริ่มวางแผนตั้งแต่ยุคสมัยที่สี่อย่างรอบคอบ… ถ้าอย่างนั้น ความลับที่กษัตริย์จอร์จที่สามซุกซ่อน อาจเป็นพัฒนาการของกระแสเวลาที่อาดัมคาดหวัง จึงให้ความร่วมมือกับราชวงศ์? รอจนกระทั่งกระแสน้ำแห่งกาลเวลาพัดผ่าน เมื่อสถานการณ์มิอาจพลิกผันได้ในระยะเวลาอันสั้น ท่านจะเถลิงขึ้นสู่บัลลังก์แห่งเทพ?
ถ้าเป็นแบบนั้น การสอบสวนโศกนาฏกรรมมหาหมอกควันในเชิงลึกนั้นอันตรายมาก แม้ว่าเราในตอนนี้จะเป็นข้ารับใช้ของเทพธิดา มีภูมิหลังที่เกี่ยวข้องกับทางการ สามารถร่วมมือกับทูตสวรรค์ได้ตลอดเวลา แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ประกันความปลอดภัย เพราะท้ายที่สุด เทพธิดาอาจไม่สามารถ ‘เสด็จเยือน’ ไปได้อีกสักพัก… ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์สัมผัสถึงความสั่นกลัว
หากเป็นเมื่อก่อน หลังจากรายงานดังกล่าวให้โบสถ์รัตติกาลทราบ มันคงรู้สึกโล่งใจ หรือแม้กระทั่งออกจากเบ็คลันด์เพื่อไปพักผ่อน แต่ในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นข้ารับใช้ของเทพธิดา มันสัญญาไว้แล้วว่าจะช่วยตามหาเฮอร์วิน·แรมบิสและ ‘นักบุญขาว’ คาร์เทอริน่า จึงเป็นเรื่องยากที่จะหาเหตุผลเพื่อปลีกตัวหนี
หรือกล่าวได้ว่า เมื่อมีกำไร ก็ต้องสูญเสียบางสิ่งเป็นการแลกเปลี่ยน
นอกจากนั้น ไคลน์ยังไม่ทราบว่าอาดัมหวังกระแสเวลาแบบไหนไว้ หากมีเหตุการณ์เฉกเช่นโศกนาฏกรรมมหาหมอกควันอีกครั้ง มันคงหนีเอาตัวรอดแบบเดิมไม่ได้แล้ว เพราะมีคนที่ต้องห่วงใยที่นี่ และมีความสงบสุขที่มันปรารถนา
ก่อนอื่นต้องรู้ให้ได้ว่าความลับของกษัตริย์คืออะไร จากนั้นค่อยตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อ… ในศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สอง หากไม่นับชื่อของเส้นทางและโอสถ ความลับที่ซ่อนอยู่คือสิ่งใด? ไคลน์ถอนสายตากลับ เสกให้ไดอารี่ของโรซายล์หายไปในฝ่ามือ
จากนั้น มันมองไปรอบ ๆ ด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม ยิ้มและกล่าว
“พวกเจ้าเริ่มได้”
ทันใดนั้น ‘จัสติส’ ออเดรย์ไม่เก็บซ่อนความอยากรู้อยากเห็น ยกมือขึ้นเล็กน้อย:
“เรียนมิสเตอร์ฟูลที่เคารพ ไม้กางเขนอันนี้มีความพิเศษอย่างไร? หรือหากคำตอบต้องใช้สิ่งแลกเปลี่ยน ดิฉันยินดีรับฟังข้อเสนอ”
ไคลน์วางไม้กางเขนเจิดจรัสไว้บนโต๊ะ รอให้ใครสักคนในชุมนุมทาโรต์ถาม เพื่อจะได้แจ้งให้เดอะซันน้อยและแฮงแมนที่อาจต้องการข้อมูลได้ทราบ เพราะท้ายที่สุด มิสเตอร์ฟูลไม่เหมาะที่จะเปิดประเด็นดังกล่าวด้วยตัวเอง
ได้ยินเช่นนั้น มันยิ้มและมองไปที่:
“ไม่ต้องใช้สิ่งแลกเปลี่ยน… สิ่งนี้เป็นมรดกจากเทพสุริยันบรรพกาล”
ท…เทพสุริยันบรรพกาล…? พระผู้สร้างที่เมืองเงินพิสุทธิ์นับถือ? ม…ไม้กางเขนอันนี้มีที่มายิ่งใหญ่ขนาดนั้นเชียว? หัวหน้าราชองครักษ์ซึ่งอยู่แค่ลำดับ 6 หรือลำดับ 5 กลับมีมรดกของเทพสุริยันบรรพกาลไว้ในครอบครอง? เป็นแค่เรื่องบังเอิญ? ได้ยินคำตอบของมิสเตอร์ฟูล ฟอร์สแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
ทันใดนั้น ‘เดอะฟูล’ ไคลน์กล่าวอย่างเป็นกันเอง
“ระดับของมันไม่สูงนัก สอดคล้องกับโอสถผู้เจิดจรัส หน้าที่สำคัญคือการขจัดการกัดกร่อนทางจิตของตะกอนพลัง สามารถช่วยสกัดตะกอนพลังจากผู้ที่ดื่มโอสถซ้ำ และช่วยให้ผู้วิเศษที่เกิดเปลี่ยนใจภายหลัง กลับไปใช้ชีวิตแบบสามัญชน”
เป็นพลังที่น่าทึ่งมาก… เข้าใจแล้วว่าทำไมมิสเตอร์เวิร์ลถึงถามว่า หากมีโอกาส เราจะออกจากโลกผู้วิเศษและไปใช้ชีวิตธรรมดาๆ หรือไม่… ‘จัสติส’ ออเดรย์ได้รับคำตอบที่เคยสงสัยมานาน
ถึงว่า… เพียงแค่มอง เราเกิดความรู้สึกอึดอัดเหนือคำบรรยาย… ‘เดอะมูน’ เอ็มลินครุ่นคิดก่อนจะเหลือบมอง ‘เดอะซัน’ เดอร์ริค
เด็กหนุ่มทั้งประหลาดใจและยินดี รู้สึกราวกับความฝันของตนกลายเป็นจริง
อุดมคติของมันคือการปลดปล่อยชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ให้พ้นจากคำสาป กลับไปอยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์ตามเดิม ไม่ต้องทนทุกข์กับความบ้าคลั่ง ความเจ็บปวด และความทรมานอีกต่อไป
และถ้าความฝันดังกล่าวสามารถทำได้ด้วยพลังของเทพสุริยันบรรพกาล มรดกของพระผู้สร้างที่ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์นับถือ ย่อมเป็นสิ่งสำคัญที่ห้ามมองข้ามด้วยประการทั้งปวง
เด็กหนุ่มชิงพูดตัดหน้า:
“เรียนมิสเตอร์ฟูลที่เคารพ ขอทราบวิธีแลกเปลี่ยนวัตถุชิ้นนี้ได้ไหม?”
“ไม่มีปัญหา ตราบเท่าที่เจ้าจ่ายในราคาที่เหมาะสม” ไคลน์พยักหน้าแผ่วเบา
มิสเตอร์ฟูลช่างมีจิตใจกว้างขวาง! ‘เดอะซัน’ เดอร์ริคชื่นชมจากก้นบึ้ง
ตราบเท่าที่จ่ายในราคาเหมาะสม… ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากธุรกิจให้เช่าสมุดเวทมนตร์ของเมจิกเชี่ยน ตัดสินใจถามทันที
“เรียนมิสเตอร์ฟูลที่เคารพ เป็นไปได้ไหมที่จะเช่าไม้กางเขนอันนี้เป็นเวลาหนึ่งวัน? หรือสองสามชั่วโมง?”
ปัจจุบัน มันไม่มีแผนจะเช่าไม้กางเขน เนื่องจากโอสถข้ารับใช้วายุถูกย่อยค่อนข้างเร็ว แต่มันคิดเผื่อไว้ตอนที่ต้องดื่มโอสถผู้ขับขานสมุทร ถึงตอนนั้น การตัดตะกอนพลังออกไปบางส่วนถือเป็นสิ่งจำเป็น
“ตกลง” ‘เดอะฟูล’ ไคลน์ตอบห้วน
เช่าได้ด้วย? ‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ดที่เคยยืม ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’ มาใช้งาน หลังจากได้ฟังคำตอบของมิสเตอร์ฟูล ภายในใจเริ่มตื่นเต้น รีบวิเคราะห์อย่างจริงจังว่าตนจะได้ใช้มรดกของเทพสุริยันบรรพกาลหรือไม่
สองสามวินาทีต่อมา มันพบว่าตอนนี้ยังไม่มีความจำเป็น
หากต้องการปราบภูตผีและวิญญาณ เส้นทางที่เก่งกาจไม่ได้มีแค่สุริยัน แต่เส้นทางรัตติกาลก็เก่งไม่แพ้กัน!
นอกจากนั้น ในตอนที่กลับถึงเบ็คลันด์ เลียวนาร์ดรวบรวมยันต์เพลิงสุริยันได้เพิ่มอีกสี่แผ่น มันวางแผนจะมอบครึ่งหนึ่งให้ไคลน์ที่ช่วยบอกข้อมูล ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเก็บไว้ใช้เอง
สำหรับคุณสมบัติในการตัดตะกอนพลังส่วนเกิน รวมถึงการถอนตัวจากโลกผู้วิเศษ มันไม่ต้องการเลยสักนิด แถมปัจจุบันยังเตรียมจะประกอบพิธีกรรมเลื่อนลำดับเป็นจอมอาคมวิญญาณ!
ทันใดนั้น ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สเหลือบมองที่ ‘จัดจ์เมนต์’ ซิล ภายในใจรู้สึกเสียดายเล็กๆ
เธอไม่เสียใจที่ทำการสังเวยไม้กางเขนให้มิสเตอร์ฟูล แต่เสียใจที่ไม่ยอมบันทึกพลังของมันลงสมุดเวทมนตร์ก่อนสังเวย
แน่นอน สาเหตุหลักเป็นเพราะเธอค่อนข้างขี้กลัว เมื่อไม่สามารถใช้พลังของโหราจารย์เพื่อทำนายวิธีการใช้และผลข้างเคียงของไม้กางเขน เธอจึงไม่กล้าทดสอบ
แต่เรายังสามารถเช่ามันจากมิสเตอร์ฟูลได้… เธอพยายามมองโลกในแง่ดี
ไม่พบว่าไม่มีใครกล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม ‘เดอะฟูล’ ไคลน์ถอนสายตากลับ ใช้ภาษากายเพื่อส่งสัญญาณให้สมาชิกชุมนุมทาโรต์เริ่มต้นช่วงเวลาซื้อขายและพูดคุย
อันที่จริง ในปัจจุบัน คนที่ต้องการจะใช้ไม้กางเขนเจิดจรัสมากที่สุดคงหนีไม่พ้นแอนเดอร์สัน นักล่าที่แข็งแกร่งที่สุดในทะเลหมอก แม้ว่าชายคนนี้จะขึ้น ‘ฝันทองคำ’ และให้พลเรือโทธารน้ำแข็งช่วยขจัดสิ่งแปลกปลอมส่วนเกินในร่างกาย ถึงจะมีความคืบหน้า แต่อันตรายที่ซ่อนอยู่ยังไม่หมดสิ้นไป
คงต้องวานให้เดนิสช่วยถาม… คิดถึงตรงนี้ ไคลน์รำพันเล็กๆ
ทันใดนั้น ‘จัสติส’ ออเดรย์เปิดปากเสนอจ้างงาน
“สุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ท่านใดพอจะมีหัวใจของนักล่าฝัน ผลึกภูตจิต หรือสมองที่สมบูรณ์ของมังกรจิตโตเต็มวัยบ้าง?”
……………………….
เขตตะวันออกของเบ็คลันด์ ภายในบ้านเช่าสองห้องนอนของบ้านหลังหนึ่ง
ฟอร์สกำลังถือปากกาหมึกซึมทรงกลม บรรจงเขียนบนกระดาษจดหมาย
เป็นจดหมายถึงอาจารย์ โดเรี่ยน·เกรย์·อับราฮัม ระบุว่าเธอตกอยู่ในอันตรายและต้องย้ายออกจากที่พักอาศัยเดิม อย่าส่งคำตอบใดๆ ไปที่นั่น หากเผลอส่งไปแล้ว ให้รีบเปลี่ยนที่อยู่ของตัวเองโดยเร็ว และทางที่ดีควรเปลี่ยนตัวตนไปด้วย
เขียนจบ ฟอร์สวางปากกาลง พับกระดาษ สอดไว้ในซองจดหมายและติดตราไปรษณียากร
จากนั้น เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าสำหรับออกไปข้างนอก ออกจากห้องเพื่อนำจดหมายไปส่ง
เธอไม่อยากออกไปไหนมาไหนนัก แต่เนื่องจากที่นี่เป็นบ้านใหม่ ไม่ต้องพูดถึงเหล้าทุกชนิด แม้แต่เมล็ดกาแฟ กาแฟสำเร็จรูป ใบชาดำ หนังสือพิมพ์รายวัน นิตยสารฉบับล่าสุด หรือหนังสือสักเล่มก็ยังไม่มี
เพื่อการนั้น เธอจึงต้องออกไปส่งจดหมายด้วยตนเอง ระหว่างทางจะได้ซื้อของนอกเขตตะวันออก
สำหรับซิล เธอออกไปข้างนอกแล้ว จุดประสงค์คือการส่งจดหมายไปถึงบ้านเช่าหลังเก่า ระบุว่า ‘ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดจงรักภักดีต่อกษัตริย์’ จากนั้นก็เฝ้าสังเกตว่า คนที่คอยจับตามองเชอร์มาเน่จะลงมือกระทำสิ่งใดต่อไป
ให้ตายสิ เป็นเพราะเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกระทบกระเทือนทางจิตใจมาก เราจึงเกือบลืมเขียนจดหมายถึงอาจารย์ ถ้าเขียนเสร็จเร็วกว่านี้คงให้ซิลไปส่งพร้อมกันแล้ว… ฟอร์สสวมหมวกอ่อนที่มีตาข่ายผืนบางห้อยปิดหน้า เดินไปตามบันไดมืดๆ จนถึงชั้นล่าง จากนั้นก็เดินออกจากตึก
แถวนี้เป็นอยู่แถบชายขอบของเขตตะวันออก เพื่อนบ้านส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่มีฝีมือ หรือไม่ก็ผู้จัดการระดับล่างๆ ระดับความปลอดภัยสาธารณะค่อนข้างดี มีแม้กระทั่งเด็กส่งหนังสือพิมพ์
ฟอร์สฟังเสียงระฆังที่ดังขึ้นเป็นครั้งคราว เดินไปตามริมถนนอย่างไม่รีบร้อน
ทันใดนั้น บุรุษไปรษณีย์หยุดจักรยาน นำกองหนังสือพิมพ์ออกจากกล่องและถือเดินเข้าไปในอาคารด้านข้าง
ฟอร์สชำเลืองมองอย่างไม่ใส่ใจนัก พบว่ากองหนังสือพิมพ์บนๆ เป็นฉบับ “ข่าวภาคทะเล”
คนแถวนี้จะสมัครรับหนังสือพิมพ์ทะเลไปทำไม… ทำงานที่เกี่ยวข้องกับการค้าทางทะเล? ฟอร์สยืนมองสักพัก พึมพำสองสามคำด้วยความประหลาดใจ
แต่ผ่านไปไม่นาน เธอพบว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่ควรค่าแก่การใส่ใจ จึงรีบเดินไปทางตู้ไปรษณีย์ท้ายถนน
บุรุษไปรษณีย์เดินเข้าไปในอพาร์ตเมนต์ มองหาเป้าหมายของการส่ง จากนั้นก็สอดหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวข้องเข้าไปในตู้
ไม่นานหลังจากที่มันไป กล่องจดหมายหนึ่งถูกเปิดออก หนังสือพิมพ์ด้านในถูกหยิบ
บุคคลที่หยิบหนังสือพิมพ์เดินขึ้นไปยังชั้นสาม เปิดห้องและเดินไปนั่งบนเก้าอี้เอนหลัง ตั้งใจอ่านอย่างละเอียด
ใกล้กับเก้าอี้เอนหลัง มีโต๊ะไม้สีดำที่เต็มไปด้วยหนังสือพิมพ์กองพะเนิน
หนังสือพิมพ์บางฉบับถูกพับอย่างเรียบร้อย หน้าแรกหงายหน้าขึ้น บางฉบับบิดงออย่างไม่สมมาตร เผยให้เห็นพาดหัวข่าว ทั้งหมดล้วนเป็นข่าวในทำนองเดียวกัน:
“ข่าวด่วน! นักผจญภัยเสียสติกลายเป็นอาชญากรที่ถูกทางการหมายหัว” “นักผจญภัยเสียสติปรากฏตัวอีกครั้ง” “การล่าที่เหลือเชื่อ” “ชายผู้เข้าใกล้ราชาแห่งท้องทะเลมากที่สุด!” “นักผจญภัยที่มีค่าหัวเก้าหมื่นปอนด์” “เรื่องราวระหว่างเกอร์มัน·สแปร์โรว์และสามพลเรือโจรสลัดสาว” “เกอร์มัน·สแปร์โรว์ ชายผู้ทำสงครามสร้างชื่อเสียงตอนกลางวัน และลอบสังหารพลเรือโทโรคภัยตอนกลางคืน”
…
ซื้อของเสร็จ ฟอร์สเดินกลับบ้านเช่า ส่วนซิลก็เสร็จงานและกลับมาถึงเช่นกัน
ทั้งสองกลับมาอย่างพร้อมเพรียงเนื่องจากวันนี้เป็นวันจันทร์ และใกล้จะบ่ายสามโมงเต็มทีแล้ว
ก๊อง! ก๊อง! ก๊อง!
ขณะระฆังวิหารใกล้ๆ ดังกังวาน การมองเห็นของฟอร์สและซิลท่วมท้นไปด้วยแสงสีแดงราวกับกระแสน้ำถาโถม
ภายในพระราชวังอันงดงาม ข้างโต๊ะทองแดงยาวที่มีร่องรอยโบราณ กลุ่มบุคคลปรากฏขึ้นในลำดับที่ไม่เป็นระเบียบ จากนั้นก็ค่อยๆ คมชัด
‘จัสติส’ ออเดรย์ยังคงเหมือนเดิม ยืนขึ้นเป็นคนแรก หันหน้าไปทางหัวโต๊ะทองแดงยาว จับชายกระโปรงมายาและกล่าวทักทาย
“ทิวาสวัสดิ์ค่ะ มิสเตอร์ฟูล”
มิสจัสติสยังค่อนข้างจิตตก… คล้ายกับยังคงได้รับผลกระทบจากข่าวเมื่อคืน… ‘เดอะฟูล’ ไคลน์พยักหน้ารับเล็กน้อย ตามด้วยการตอบสนองคำทักทายของสมาชิกชุมนุมทาโรต์
ทันใดนั้น ออเดรย์ซึ่งไม่ค่อยร่าเริงนัก อาศัยการสังเกตที่เฉียบแหลมและพบว่าด้านขวามือของมิสเตอร์ฟูลมีไม้กางเขนทองแดงเก่าๆ
ไม้กางเขนอันนี้… มาจากไหน? มิสเตอร์ฟูลถึงกับนำมาวางบนโต๊ะ อย่างน้อยก็เป็นสมบัติระดับเดียวกับไพ่เย้ยเทพ… มีแหล่งกำเนิดจากไหน? ประโยชน์การใช้งานเป็นยังไง? คำถามมากมายผุดขึ้นในใจออเดรย์ ความอยากรู้อยากเห็นเริ่มเอ่อล้นจนมิอาจควบคุม
นี่เป็นครั้งแรกที่มิสเตอร์ฟูลวางสมบัติวิเศษที่ไม่ใช่ไพ่เย้ยเทพไว้ข้างหน้า!
ทันทีหลังจากนั้น สมาชิกชุมนุมทาโรต์อย่าง ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์และ ‘เฮอร์มิท’ แคทลียาเริ่มสังเกตเห็นไม้กางเขนทองแดงที่เด่นชัดยิ่งกว่าไพ่เย้ยเทพ และเหมือนกับมิสจัสติส พวกมันอดไม่ได้ที่จะคาดเดาต้นกำเนิดของสมบัติชิ้นนี้ในใจ รวมถึงระดับและการใช้งาน
จากบรรดาทั้งหมด ‘เดอะซัน’ เดอร์ริคสัมผัสถึงการเรียกหาที่มองไม่เห็น รู้สึกว่าไม้กางเขนทองแดงกำลังดึงดูดตัวเองเข้าไปหา
มันพลันนึกถึงกฎพื้นฐานซึ่งถูกกล่าวถึงในหลายหลักสูตรของเมืองเงินพิสุทธิ์:
กฎการดึงดูดระหว่างพลังพิเศษ!
นี่คือสมบัติปิดผนึกระดับสูงของเส้นทาง ‘สุริยัน’ ? เดอร์ริคเริ่มเข้าใจ
เมื่อ ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สและ ‘จัดจ์เมนต์’ ซิลจดจำได้ว่า ไม้กางเขนทองแดงบนโต๊ะคือสมบัติปิดผนึกที่พวกตนสังเวยขึ้นมา รูม่านตาจึงขยายออกเล็กน้อย
มิสเตอร์ฟูลให้ความสำคัญกับมันขนาดนี้เชียว? ร…หรือว่าจะสำคัญกว่าที่เราและซิลจินตนาการไว้? ฟอร์สตกตะลึงไปสักพัก ยากที่จะเก็บซ่อนความอยากรู้อยากเห็น
หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทวยเทพ สามัญสำนึกของเธอจะไม่มีวันพัฒนาไปในทิศทางของความรัก
ซิลและฟอร์สผุดความที่คล้ายคลึงกัน แต่ไม่มีใครกล่าวออกมา เพราะเชื่อว่ามิสจัสติสจะเป็นฝ่ายออกปากถามแน่นอน
ขณะออเดรย์เตรียมยกมือขึ้นเล็กน้อย ‘เฮอร์มิท’ แคทลียาหลับตาลง หัวครึ่งตัวไปทางตำแหน่งประธานของโต๊ะทองแดงยาว
หญิงสาวทักทายและเตรียมกล่าว แต่ทันใดนั้น ‘เดอะฟูล’ ไคลน์ส่งเสียงหัวเราะในลำคอ
“ไม่ต้องกังวล แว่นตามายาที่เสกขึ้น สามารถผนึก ‘เนตรส่องความลับ’ ของเจ้าได้”
มันทราบดี ‘เฮอร์มิท’ แคทลียาได้เปิดประตูสู่ครึ่งเทพและกลายเป็น ‘ปราชญ์พิศวง’ เรียบร้อยแล้ว
นั่นเพราะก่อนจะประกอบพิธีกรรม ‘พลเรือเอกดวงดาว’ แคทลียาได้สวดวิงวอนถึงเดอะฟูล ปรารถนาที่จะเลื่อนลำดับภายใต้การดูแลของตัวตนลึกลับที่ทรงพลัง ด้วยวิธีนี้ แม้ว่าเธอจะล้มเหลวในท้ายที่สุด แต่อย่างน้อยก็ได้รับการอวยพรให้ไม่คลุ้มคลั่งหรือเสียสติคาที่ หลังจากนั้นค่อยหาวิธีขจัดตะกอนพลังส่วนเกินและทดลองใหม่
สำหรับเรื่องนี้ ไคลน์เองก็ไม่มั่นใจนัก เพราะไม่เคยทดสอบมาก่อน และการทำนายอาจไม่ได้รับคำตอบที่ถูกต้องเสมอไป นอกจากนั้น ในเมื่อรับปากมาดามเฮอร์มิทไว้แล้วก็ต้องทำ ขอเพียงเธอล้มเหลวและไม่ตาย นั่นจะกลายเป็นความดีความชอบครั้งใหญ่ของเดอะฟูล แต่ถ้าเกิดคลุ้มคลั่งหรือเสียสติ ก็ไม่สำคัญอีกต่อไปว่ามาดามเฮอร์มิทจะทราบความจริงที่เดอะฟูลเป็นแค่นักต้มตุ๋น สรุปโดยสั้น จุดประสงค์หลักของไคลน์คือการสร้างความมั่นใจให้อีกฝ่ายพอประมาณ ทำให้อยู่ในสภาวะที่เอื้อต่อการเลื่อนลำดับ เพราะเธอไม่สามารถหา ‘คนคุ้มครอง’ ที่ดีกว่ามิสเตอร์ฟูลได้แล้ว
เมื่อเห็น ‘เฮอร์มิท’ แคทลียาเลื่อนลำดับเป็นครึ่งเทพสำเร็จ ไคลน์ถอนหายใจโล่งอก พึมพำคำสองสามคำในใจ:
ในบางครั้ง การทำตัวเป็นเทพก็ง่ายนิดเดียว เป็นมนุษย์ยังยากยิ่งกว่า… หากสาวกตกเผชิญวิกฤติ สถานการณ์ดังกล่าวมักออกได้แค่สองหน้า หนึ่งคือรอด สองคือตาย… ถ้ารอดก็แปลว่าพรของเทพนั้นเจ๋ง แต่ถ้าตาย อีกฝ่ายก็คงไม่มีเวลาคิดว่าพรของเทพนั้นห่วย…
แต่ในทางกลับกัน หลังจากได้เป็นครึ่งเทพ หลังจากใช้พลังของพื้นที่ลึกลับเหนือหมอกสีเทาได้มากขึ้น ‘เดอะฟูล’ ไคลน์สามารถ ‘เห็น’ วิญญาณดาราของสมาชิกชุมนุมทาโรต์อย่างชัดเจน และนั่นช่วยให้วิเคราะห์ลำดับผู้วิเศษในปัจจุบัน
หลังจาก ‘เฮอร์มิท’ แคทลียาผนึกเนตรส่องความลับ เธอถอนหายใจโล่งอก กล่าวด้วยความเคารพ:
“เรียนมิสเตอร์ฟูลที่เคารพ… คราวนี้มีไดอารี่ของจักรพรรดิโรซายล์สองหน้า”
ไดอารี่ของจักรพรรดิโรซายล์? งานของ ‘ราชินีเงื่อนงำ’ แบร์นาแดตเสร็จแล้วหรือ? แต่เบ็คลันด์แทบไม่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น… จริงสิ… ไม่มีใครตระหนักถึงเรื่องที่ถนนเบิร์คลุนถูกอามุนด์บุกรุก รวมถึงสงครามครึ่งเทพในคฤหาสน์เพลงกุหลาบ… ‘เดอะฟูล’ ไคลน์พยักหน้าอย่างสงบ
“ตกลง… เตรียมคำถามหรือคำขอไว้ได้เลย”
ขณะกล่าว ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์ ‘จัสติส’ ออเดรย์และคนอื่นๆ ต่างตีความบทสนทนาอย่างถี่ถ้วน:
‘เฮอร์มิท’ แคทลียาว่าแว่นตาที่เสกขึ้นจะมิอาจผนึก ‘เนตรส่องความลับ’ แต่ในการชุมนุมครั้งก่อน เธอไม่เคยกังวลเรื่องนี้
หมายความว่า… พลัง ‘เนตรส่องความลับ’ ของมาดามเฮอร์มิทถูกยกระดับขึ้นมาก… อา… แล้วมันถึงถูกยกระดับครั้งใหญ่? อ…อย่าบอกนะว่า เธอกลายเป็นครึ่งเทพแล้ว? ชุมนุมทาโรต์ของเรามีสมาชิกครึ่งเทพคนที่สองถือกำเนิดขึ้นแล้ว? ‘จัสติส’ ออเดรย์เชื่อมโยงกับเรื่องที่ ‘เฮอร์มิท’ แคทลียาซื้อเลือดสัตว์ในตำนานหนึ่งหยด จากนั้นก็ผุดข้อสันนิษฐาน
เธอกวาดตาไปทางสมาชิกชายฝั่งตรงข้าม พบว่าท่านั่งของ ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์ เปลี่ยนไปเล็กน้อย ค่อนไปในท่าทียำเกรง คล้ายกับตระหนักว่าเฮอร์มิทกลายเป็นกึ่งเทพแล้วเช่นกัน ส่วนเดอะซันน้อยยังคงเอาแต่มองไปที่ไม้กางเขนทองแดง ไม่มีการตอบสนองแบบอื่น สำหรับ ‘เดอะมูน’ เอ็มลิน มันลังเลสองสามวินาทีก่อนจะเงยหน้าขึ้นและเหลือบมองไปทาง ‘เฮอร์มิท’ แคทลียา ส่วน ‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ดมีพฤติกรรมคล้ายกับเดอะซันน้อย เพียงแต่สายตาของมันค่อนข้างว่างเปล่า ราวกับกำลังรอให้ช่วงเวลาอ่านไดอารีผ่านพ้นไป
“เรียนมิสเตอร์ฟูลที่เคารพ ทางนี้สามารถสะสมคำถามได้หรือไม่?” แคทลียาตอบกลับ
ยกยอดไปถามครั้งต่อไป… ราชินีเงื่อนงำยังไม่อยากถูกรบกวนด้วยคำตอบ? แล้วทำไมถึงให้หน้าไดอารี? มองเห็นสิ่งใดล่วงหน้า? เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของเดอะฟูล ไคลน์ไม่ได้ถามว่าทำไม เพียงพยักหน้าแผ่วเบาและกล่าว:
“ทำได้”
แคทลียามิได้กล่าวต่อ เสกหน้าไดอารีขึ้น ก่อนจะเฝ้ามองมันหายไปอยู่บนมือของเดอะฟูล
ไคลน์กวาดสายตาอย่างไม่ใส่ใจนัก กลั่นกรองเฉพาะข้อมูลสำคัญ:
“วันที่ 19 กรกฎาคม ค่ำคืนแห่งจันทราโลหิต”
“คำตอบของมิสเตอร์ประตูยืนยันเรื่องหนึ่งให้เรา ภายในองค์กรลับโบราณแห่งนั้น ศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองที่เราเห็น นั่นไม่ใช่ส่วนที่สมบูรณ์!”
……………………….
ท่ามกลางสายหมอกสีเทาไร้ขอบเขต วังโบราณกำลังมีไฟลุกท่วมทุกคนแห่ง
เปลวไฟที่ลุกโชติช่วงรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ ราวกับว่าดวงอาทิตย์ที่สว่างไสวและเจิดจ้าได้ปรากฏตัวภายในมิติลึกลับแห่งนี้
พายุเฮอร์ริเคนพัดผ่านโต๊ะทองแดงยาวลวดลายโบราณ หักโค่นเสาหินหนาและทำให้วังหรูหราถล่มลงมากว่าครึ่งหนึ่ง
ในตำแหน่งเดอะฟูล สมองไคลน์กำลังเดือดพล่าน ก่อนที่เกิดรูจำนวนมากพร้อมกับระเบิดออก หนอนแมลงที่ไหม้เกรียมเริ่มคลานออกจากรอยแตกของผิว
มันยังไม่ตาย และยังสามารถเหยียดแขนขวาออกมาอย่างใจเย็น เคาะกับที่พักแขนของเก้าอี้
เหนือมิติสายหมอก พื้นที่ลึกลับแห่งนี้กำลังสั่นสะเทือนหนักหน่วง คลื่นพลังงานพรั่งพรูออกมาหลายระลอก ช่วยดับไฟพร้อมกับทำให้พายุเฮอร์ริเคนสงบลง คล้ายกับดวงอาทิตย์ที่กำลังแผดเผาค่อยๆ สลายตัวไปทีละนิด
เสาหินต้นหนากลับมาตั้งเด่นตระหง่านอีกครั้ง โต๊ะทองแดงยาวฟื้นฟูกลับสู่สภาพปรกติ วังโบราณที่สง่างามและศักดิ์สิทธิ์ กลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ราวกับไม่เคยพังทลายหรือเสียหาย
ศีรษะของไคลน์เองก็สมานกลับเป็นปรกติในพริบตา หนอนแมลงไหม้เกรียมที่เคยคลานออกไป เปลี่ยนกลับไปเป็นสีใสและคลานกลับเข้าไปในหัว
อย่างที่คิด ทรงพลังยิ่งกว่า ‘มังกรจินตภาพ’ แอนเคอร์เวล… ไคลน์พึมพำกับตัวเองด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวอย่างมิอาจควบคุม อดไม่ได้ที่จะเลื่อนมือขึ้นมาลูบหน้าผาก “เจ็บชะมัด… รุนแรงกว่าอย่างเห็นได้ชัด…”
ขณะพึมพำ มันเคาะขอบโต๊ะทองแดงยาว สร้างแรงสั่นสะเทือนบนมิติเหนือสายหมอกอีกครั้ง
ท่ามกลางเสียงดังสนั่น เงาสีดำสนิทผุดขึ้นจากพื้นวัง
เงาดังกล่าวพลันบิดเบี้ยว พยายามดิ้นรนสักพักก่อนจะถูกพลังของมิติหมอกขจัดออกไป ปราศจากมลพิษตกค้างภายใน
หลังจากผ่านไปเกือบหนึ่งนาที ไคลน์ใจเย็นลงและนึกทบทวนฉากที่ตนเห็น
ชายคนนั้นน่าจะเป็นเทพสุริยันบรรพกาล พระผู้สร้างแห่งเมืองเงินพิสุทธิ์ บิดาของอาดัมและอามุนด์…
พิจารณาจากไม้กางเขนที่สวม และจากข้อความ ‘จงสว่าง’ มีโอกาสสูงมากที่ชายคนนี้จะเป็นนักเดินทางข้ามโลกคนแรก… น่าจะเป็นคนยุโรปหรือไม่ก็ทางอเมริกา… อาจเป็นคนของศาสนา…
ท่านใช้ภาษาที่สามารถกระตุ้นพลังธรรมชาติ ฟังดูคล้ายกับภาษาคนยักษ์ แต่ยังมีจุดที่แตกต่าง… ไม่ใช่ภาษาเอลฟ์ มังกร และเฮอร์มิสโบราณแน่นอน… อา… มันฟังดูคล้ายกับภาษาฟุซัคของทวีปเหนือ และภาษาตูทานของทวีปใต้ ช่วยให้เราสามารถเข้าใจในสิ่งที่ท่านพูดแม้จะไม่ชำนาญภาษานั้น… เป็นภาษาที่ท่านเรียนมาจากสิ่งก่อสร้างหลังใหญ่สีเทาอ่อนนั่น?
ท่านถูกส่งมาที่นั่น และได้รับสืบทอดมรดกที่ล้ำค่า?
เหตุการณ์ที่สองเป็นฉากขณะท่านกำลังถูกทรยศและถูกกินโดยเหล่าราชาเทวทูต ประกอบด้วยเทวทูตสีขาว เทวทูตปัญญา และเทวทูตวายุ?
สำหรับเทพที่เรียกตัวเองว่าพระผู้สร้าง ความเจ็บปวดและบิดเบี้ยวระดับนั้นคงเกิดจากสิ่งใดไม่ได้นอกจากเหตุการณ์ดังกล่าว…
อา… เลือดศักดิ์สิทธิ์ของท่านที่หยดลงมาก่อนตาย ได้ผสานเข้ากับไม้กางเขนสีเงินและแปรสภาพกลายเป็นสมบัติปิดผนึกที่ค่อนข้างทรงพลังในภายหลัง…
พิจารณาจากจุดนี้ ไม้กางเขนเจิดจรัสคงตกอยู่ในมือของหนึ่งในสามราชาเทวทูตระหว่าง ‘สีขาว’ ‘ปัญญา’ และ ‘วายุ’ หรือไม่ก็ถูกมองข้ามและตกมาถึงมือของอาดัมและอามุนด์ในภายหลัง สำหรับท่านทั้งสอง นี่คือมรดกแสนล้ำค่าที่บิดาเหลือทิ้งไว้
โอกาสเป็นอย่างแรกนั้นต่ำมาก ไม้กางเขนอันนี้มีประโยชน์ที่หลากหลาย แถมต้นกำเนิดของมันยังเป็นความลับที่ต้องปกปิดให้มิดชิด ไม่มีทางถูกนำมามอบให้ตระกูลออกัสตัส… ถ้าอย่างนั้น… มันคือสิ่งที่อาดัมมอบให้ด้วยเหตุผลบางประการ? เป็น ‘แผน’ ของท่านมาตั้งแต่แรก?
แล้วทำไมถึงต้องส่งต่อไม้กางเขนเจิดจรัสมาให้มิสเมจิกเชี่ยนกับมิสจัดจ์เมนต์อย่างสมเหตุสมผล?
ท่านพบว่าสตรีทั้งสองศรัทธาเดอะฟูลหลังจากเฝ้าจับตามองมาสักพัก?
ไม้กางเขนอันนี้มีไว้สำหรับเดอะฟูลจากต่างยุคสมัย?
ท่านต้องการจะทราบว่า บิดาซึ่งมาจากต่างยุคสมัยเช่นกัน แท้จริงแล้วมาจากที่ใด? แต่ปัญหาก็คือ หลังจากส่งมอบไม้กางเขนแล้ว เขาจะถามทางไหน และรับคำตอบจากทางไหน?
พระผู้สร้างของเมืองเงินพิสุทธิ์นั้นมีระดับสูงมาก สามารถตระหนักถึงการ ‘แอบมอง’ ของเราทั้งที่ถูกกั้นแบ่งด้วยช่วงเวลาประวัติศาสตร์อันยาวนาน… สามารถมองตรงมายังมิติเหนือสายหมอกแห่งนี้… แถมอิทธิพลของท่านไม่เพียงจะสร้างความเสียหาย แต่ยังสร้างเงาชนิดพิเศษที่เกือบจะซ่อนตัวอยู่ที่สำเร็จ…
กำลังจะบอกว่า เมื่อใดก็ตามที่เทพสามารถครอบครอง ‘อำนาจ’ ในหลายขอบเขตด้วยตัวคนเดียว ระดับตัวตนของเทพตนนั้นจะพัฒนาขึ้นในเชิงคุณภาพ?
แล้วคำว่า ‘เร้นลับ’ หมายถึงสิ่งใด? หมายถึงเรา… หรือหมายถึงเจ้าของเดิมของมิติลึกลับแห่งนี้?
คำถามมากมายแล่นผ่านสมองไคลน์ ส่งผลให้มันผุดทฤษฎีขึ้นมาจำนวนหนึ่ง แต่ก็มิอาจพิสูจน์หาความจริงได้ด้วยข้อมูลปัจจุบัน
และเนื่องจากความกลัวที่มีต่ออาดัม ไคลน์เชื่อว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะจัดการกับไม้กางเขนเจิดจรัสซึ่งเป็นสมบัติปิดผนึกระดับพระผู้สร้างของเมืองเงินพิสุทธิ์ คือการบดขยี้ให้แหลกและรอให้กลับมารวมตัวเป็นตะกอนพลังบริสุทธิ์อีกครั้ง
คิดถึงตรงนี้ ไคลน์ปัดตกคำถามอื่นในใจและเสกปากกากับกระดาษแผ่นใหม่ขึ้นมาจดบันทึก ‘ความรู้’ ที่ได้จากการมองพระผู้สร้างแห่งเมืองเงินพิสุทธิ์ตรงๆ
“ลำดับ 4: ผู้เจิดจรัส”
“วัตถุดิบหลัก: เลือดสุริยันหนึ่งหยด หรือขนหางสามเส้นของ ‘วิหคเทพสุริยัน’ และ ‘ศิลาเจิดจ้า’ ”
“วัตถุดิบรอง: เลือดวิหคเทพสุริยันหกสิบมิลลิลิตร น้ำศักดิ์สิทธิ์จากศิลาเจิดจ้าสามสิบมิลลิลิตร น้ำส้มมือทองคั้นเจ็ดหยด ผงหัวใจแมกม่าสิบกรัม”
“พิธีกรรม: ดึงอารมณ์ที่เข้มข้นที่สุดและไม่อยากทิ้งไปมากที่สุดของผู้ประกอบพิธีกรรม ออกจากร่างกายและดื่มโอสถ จากนั้นก็นำอารมณ์ดังกล่าวกลับเข้าไปใหม่ภายหลัง”
“ลำดับ 3: ผู้ชี้นำคุณธรรม…”
“ลำดับ 4: อัศวินมืด…”
“ลำดับ 3: นักบุญสามหน้า…”
จัดการทั้งหมดเสร็จ ไคลน์หยิบไม้กางเขนทองแดงและตรวจสอบมันด้วยสีหน้าหนักอึ้ง
จากนั้น ชายหนุ่มโยนไม้กางเขนเจิดจรัสเข้าไปในกองขยะพร้อมกับกระตุ้นพลังของมิติเหนือสายหมอกเพื่อผนึกมันไว้ ด้วยเกรงว่าครั้งถัดไปที่ขึ้นมา ตนจะเห็นกระดาษคนที่ตัดเตรียมไว้เริ่มสรรเสริญดวงอาทิตย์
…
เขตเชอร์วู้ด หน้าบ้านธรรมดาๆ หลังหนึ่ง
บุรุษไปรษณีย์ผู้กำลังขี่จักรยานรีบบีบเบรก หยุดลงที่หน้าประตู
มันจอดจักรยาน นำจดหมายออกจากกระเป๋าไปรษณีย์ที่เบาะหลัง ชำเลืองที่อยู่จัดส่ง
“เป็นที่นี่ไม่ผิดแน่… ถึงซิล…” บุรุษไปรษณีย์รีบเดินไปที่กล่องจดหมาย สอดจดหมายและขึ้นจักรยานอีกครั้งโดยไม่มัวรีรอ ถีบออกไปด้วยความเร็ว
ถัดมานั้นไม่นาน เปลวไฟสีดำพลันลุกโชนจากช่องสอดของกล่องจดหมาย
เปลวไฟเผาไหม้เงียบงัน ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว
…
เขตราชินี ภายในคฤหาสน์สุดหรูของตระกูลฮอลล์
ออเดรย์ซึ่งพาซูซี่เดินเล่นรอบๆ สวน เมื่อกลับมาถึงห้องโถง เธอพบบิดาของตน เอิร์ลฮอลล์ เดินเข้ามาจากข้างนอก ยื่นหมวกและถอดผ้าพันคอให้บุรุษรับใช้ด้านข้าง ตามด้วยขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่มีใครทราบว่ากำลังขบคิดสิ่งใด
“ท่านพ่อ เกิดอะไรขึ้นหรือคะ?” ออเดรย์ถามด้วยความเป็นห่วง
นี่เป็นเพียงการสังเกตง่ายๆ ที่เธอไม่จำเป็นต้องปิดบัง
เอิร์ลฮอลล์พยายามระงับการสีหน้าไม่ปรกติของตน อมยิ้มและกล่าว
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร… แค่คาดไม่ถึงว่าเฮอร์วิน·แรมบิสจะเป็นคนของลัทธินอกรีต”
“คนของลัทธินอกรีต?” ออเดรย์เผยสีหน้าประหลาดใจตามสมควร
เธอย่อมทราบว่าเฮอร์วิน·แรมบิสเป็นสมาชิกเบื้องบนของสมาคมแปรจิต เพียงแต่ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ ถึงถูกเปิดเผย
เอิร์ลฮอลล์พยักหน้าเคร่งขรึมและกล่าว:
“ใช่… เขาถูกหมายหัวโดยสามศาสนจักรใหญ่ ส่วนจะเป็นลัทธิใดนั้น พ่อเองก็ไม่ทราบ”
“…เขาถูกจับหรือยัง?” ออเดรย์หันไปถามด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น
“ยัง… ก่อนจะถูกหมายหัว เขาหายตัวไป” เอิร์ลฮอลล์ถอนหายใจ “เป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่าชายคนนั้นเป็นพวกคลั่งศาสนา เขาวางตัวดี มีความรู้ เต็มไปด้วยความสมเหตุสมผลและสติปัญญา”
นั่นเป็นเพียงด้านที่เขาอยากให้พ่อเห็น… ออเดรย์รำพันในใจ จากนั้น เหมือนทุกครั้ง ก่อนอาหารเย็นจะเริ่มขึ้น เธอเข้าห้องสวดมนต์เล็กๆ ภายในบ้าน หันหน้าเข้าหาตราศักดิ์สิทธิ์ของเทพธิดารัตติกาลและสวดวิงวอน
ทว่า ข้อความที่เธอวิงวอนด้วยเสียงต่ำก็คือ:
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย…”
ท่องพระนามเต็มอันศักดิ์สิทธิ์จบ ออเดรย์มอบรายงานสั้นกระชับ:
“เฮอร์วิน·แรมบิสตัวไป… เขาถูกระบุว่าเป็นสมาชิกของลัทธินอกรีต กำลังถูกหมายหัวจากสามโบสถ์ใหญ่”
กล่าวจบ ออเดรย์เตรียมสวดวิงวอนต่อเทพธิดาอย่างจริงจัง ทันใดนั้น ทุ่งสายหมอกสีเทาไร้ขอบเขตก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
ใจกลางหมอกสีเทา ร่างอันคลุมเครือกำลังนั่งบนเก้าอี้ พยักหน้ารับเชื่องช้า:
“เราทราบแล้ว”
เมื่อสิ้นเสียงของตัวตนลึกลับ ภาพตรงหน้าออเดรย์เปลี่ยนไปกะทันหัน กลายเป็นภาพของคนผู้หนึ่งกำลังสวดวิงวอนอย่างตั้งใจ:
“เรียนมิสเตอร์ฟูลที่เคารพ… โบสถ์รัตติกาลได้รับข้อมูลจากโจนาส·โคลเกอร์ ยืนยันว่ากษัตริย์จอร์จที่สามเก็บซ่อนความลับที่ยิ่งใหญ่ และยังเป็นผู้ค้นพบโบราณสถานของจักรพรรดิโลหิตในเขตสเตอร์ริเว่นของแม่น้ำทัสซอค จากนั้นก็สมรู้ร่วมคิดกับนิกายแม่มดและสมาคมแปรจิตเพื่อค้ามนุษย์ เป็นต้นเหตุของคดีบุคคลสูญหายจำนวนมากหาย และยังเป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรมมหาหมอกควันในกรุงเบ็คลันด์”
“ในตอนต้น ตัวแทนของนิกายแม่มด ‘ไนติงเกลแห่งความสิ้นหวัง’ พานาเทีย แต่ในภายหลังได้ ‘นักบุญสีขาว’ คาร์เทอริน่ามาแทน ส่วนทางสมาคมแปรจิตเป็นเฮอร์วิน·แรมบิส”
“ได้โปรดเตือนมิสจัสติส ให้เธอเพิ่มความระมัดระวังในตอนที่เข้าไปพบเฮอร์วิน·แรมบิสอีกครั้ง และเตรียมขอความช่วยเหลือไว้ทุกเมื่อ”
ฝ่าบาท… ดวงตาออเดรย์เบิกกว้างเล็กน้อย อารมณ์แปรปรวนกะทันหัน ยากที่จะควบคุม
สำหรับเรื่องนี้ ข่าวคราวล่าสุดทำให้ตัวเธอที่เป็นขุนนางตกตะลึงในระดับหนึ่ง แต่ก็ถูกขยายอารมณ์ให้เข้มข้นขึ้นโดยเครื่องประดับ ‘คำลวง’ ที่สวมอยู่
แทบจะในเวลาเดียวกัน รายงานหนึ่งแล่นเข้ามาในความคิดออเดรย์ เป็นข่าวที่เธอยากจะลืม:
“…จากสถิติเบื้องต้น มีผู้เสียชีวิตคาที่ภายในหมอกมากกว่าสองหมื่นหนึ่งพันราย และโรคระบาดที่แพร่กระจายในเวลาต่อมาได้คร่าชีวิตผู้คนอีกไปเกือบสี่หมื่นราย ในนั้นมีเด็กเล็กที่บ้านมีฐานะ ชายหนุ่มและหญิงสาวที่แข็งแรง”
เรื่องราวเป็นแบบนี้เองหรือ… กษัตริย์มีแผนอะไรกันแน่? … ศาสนจักรใหญ่ทั้งสามแห่งไม่น่าจะได้รับหลักฐานเต็มๆ ที่ถูกต้อง ไม่อย่างนั้น ท่านพ่อคงไม่ทำหน้าแตกตื่นเล็กๆ เช่นนี้… โทสะของออเดรย์กำลังปะทุอย่างไม่มีคำอธิบาย ภายในใจเกิดความเศร้าเล็กๆ คล้ายกับบางสิ่งที่เคยยึดถือในอดีตถูกเหยียบย่ำอย่างไร้ความปรานี คล้ายคุณค่าบางอย่างที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นเวลานาน พังทลายลงอย่างเงียบงัน
หญิงสาวก้มศีรษะลงโดยไม่รู้ตัว หลับตาสนิท
ทันทีหลังจากนั้น เธอหายใจเข้า กระซิบเสียงแผ่ว:
“ขอบคุณมิสเตอร์ฟูล และได้โปรดแสดงความขอบคุณต่อมิสเตอร์เวิร์ลด้วย”
หลังจากสวดมนต์เสร็จ ออเดรย์นั่งท่ามกลางความมืดที่เงียบสงบ ไม่ขยับเขยื้อนร่างกายเป็นเวลานาน
……………………
เพ่งมองไม้กางเขนทองแดงในมือสักพัก ไคลน์มั่นใจว่ามันต้องเป็นสมบัติปิดผนึกระดับ 1 เป็นอย่างน้อย
นอกจากพลังในการชำระล้าง สมบัติชิ้นนี้ยังมีพลัง ‘แสงสุริยัน’ และคาถาระดับครึ่งเทพอื่นๆ ในขอบเขตดวงอาทิตย์ สำหรับผลข้างเคียงด้านลบ หากนำไปใช้งานอย่างเหมาะสม แม้แต่ผลข้างเคียงก็กลายเป็นประโยชน์ได้ ยกตัวอย่างเช่น นำไปช่วยผู้คนที่อยากออกจากโลกของผู้วิเศษอันแสนโหดร้าย เพราะไม้กางเขนสามารถเปลี่ยนให้เขาเหล่านั้นกลายเป็นคนธรรมดาอีกครั้ง และสามารถนำไปใช้กับคนที่ดื่มโอสถซ้ำเพื่อลดภาระทางตะกอนพลัง แต่ต้องระวังเรื่องการกะเวลาให้ดี ไม่อย่างนั้นแล้ว ลำดับพลังอาจจะลดลง
แน่นอน ร่างกายและวิญญาณที่เกิดการเรียงโครงสร้างใหม่จากผลของโอสถยังคงคงอยู่ และนั่นจะขัดแย้งกับธรรมชาติของมนุษย์ปรกติเป็นครั้งคราว ผู้วิเศษที่ใช้ไม้กางเขนทองแดงหนีออกจาก ‘วงการ’ ย่อมต้องได้รับผลข้างเคียงสักอย่างสองอย่าง และสถานการณ์ของแต่ละคนจะขึ้นอยู่กับเส้นทางและลำดับ
ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ไคลน์ถอนหายใจด้วยอารมณ์ซับซ้อน เพราะนี่คือผลข้างเคียงด้านลบที่มีประโยชน์ที่สุดเท่าที่ไคลน์เคยเห็น
สำหรับชายหนุ่ม ปัญหาเดียวของไม้กางเขนทองแดงคือการที่มิอาจพกพามันได้นานนัก รวมไปถึงการให้หุ่นเชิดถือแทน ไม่อย่างนั้นตะกอนพลังในตัวหุ่นเชิดจะรั่วซึมและสูญเสียลำดับ และหุ่นเชิดไม่สามารถดื่มโอสถเพื่อเลื่อนลำดับได้อีก เพราะร่างวิญญาณได้ตายไปแล้ว
สำหรับการเปลี่ยนให้สัตว์ทั่วไปกลายเป็นหุ่นเชิด การสั่งให้ถือไม้กางเขนอันนี้เป็นเวลานานจะทำให้พวกมันเอาแต่ ‘สรรเสริญดวงอาทิตย์’ อย่างมิอาจควบคุม
ตัวเลือกเดียวของเราคือการเก็บไว้บนมิติหมอกและนำออกมาใช้ในยามจำเป็น… สำหรับจอมเวทพิสดาร ผลข้างเคียงแค่นี้ถือเป็นเรื่องเล็ก เพราะเหนือสิ่งอื่นใด เราจะไม่ลงมือโดยไม่เตรียมความพร้อม… วันหลังจะทำนายยืนยันว่ามาจากโอสถ ‘ผู้เจิดจรัส’ จริงไหม เพราะหากใช่ เราจะขายให้เดอะซันน้อยหลังจากที่เขาย่อยโอสถนักบวชแสงเสร็จ… เชื่อว่าหกสภาอาวุโสแห่งเมืองเงินพิสุทธิ์คงไม่ตระหนี่ และยอมแลกเปลี่ยนด้วยสมบัติปิดผนึกที่มีมูลค่าใกล้เคียงกัน… เส้นทางสุริยันเหมาะกับดินแดนเทพทอดทิ้งมากกว่าเส้นทางใดทั้งหมด… ไคลน์ไตร่ตรองอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะวางไม้กางเขนทองแดงไว้บนโต๊ะทองแดงยาว
มันไม่รีบร้อนทำนายยืนยัน แต่วางแผนที่จะกลับไปยังบ้านเลขที่ 160 ถนนเบิร์คลุนก่อน เมื่อถึงตอนนั้น มันจะใช้เทคนิคการทำนายด้วยความฝันเพื่อค้นหาต้นตอของสมบัติปิดผนึกชนิดนี้ เป็นเพราะคฤหาสน์เพลงกุหลาบอยู่ใกล้กับโบราณสถานมากเกินไป ชายหนุ่มจึงกังวลว่าเทวทูตของราชวงศ์หรืออาดัมอาจตรวจตราในละแวกใกล้เคียงด้วยตัวเอง และการทดลองของตนอาจไปกระตุ้นให้มิติหมอกผันผวน จนความลับของดอน·ดันเตสถูกเปิดเผย
ต่อให้สมบัติปิดผนึกชิ้นนี้ไม่ได้มาจากผู้เจิดจรัส ก็ต้องเป็นของเส้นทางสุริยันอย่างแน่นอน อย่างน้อยก็เกิดจากการผสมระหว่างตะกอนพลังสองเส้นทาง… ไม่สิ นั่นเป็นไปไม่ได้ ตะกอนพลังจะถูกปฏิเสธ… สัญลักษณ์ที่โดดเด่นของโบสถ์สุริยันเจิดจรัสคือตราศักดิ์สิทธิ์ที่ทำมาจากทองคำ เป็นตัวแทนของดวงอาทิตย์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับไม้กางเขน… อา… หลังจากตัดความเป็นไปได้ข้างต้นออกไป มีเพียงพระผู้สร้างของเมืองเงินพิสุทธิ์เท่านั้นที่เกี่ยวข้องกับขอบเขตสุริยัน… บิดาของอาดัมและอามุนด์ เทพสุริยันบรรพกาล ผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นนักเดินทางข้ามโลก…
การที่มาอยู่ในมือไวเคาต์สตาร์ฟอร์ด สามารถสื่อได้ทางอ้อมว่าสภานักสิทธิ์สนธยาร่วมมือกับราชวงศ์? สมาคมแปรจิตเป็นเพียงฉากหน้า? แน่นอน ยังมีอีกหลายความเป็นไปได้… ไม้กางเขนอันนี้อาจถูกพบโดยตระกูลออกัสตัส เพราะพวกมันเป็นถึงตระกูลเทวทูตที่สำคัญจากยุคสมัยที่สี่ มีประวัติศาสตร์ยาวนาน การค้นพบวัตถุที่เป็นมรดกจากเทพสุริยันบรรพกาลย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก…
แต่ถ้าสมบัติปิดผนึกชิ้นนี้มาจากอาดัม… นี่จะเป็นการ ‘วางแผน’ ของท่านหรือไม่?
…หากต้องเผชิญหน้ากับแม่มดทริสซี่ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับเทพมาร ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกที่ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดจะสละสมบัติวิเศษชิ้นอื่นและเลือกใช้ไม้กางเขนที่มีพลังในการชำระล้าง สิ่งที่เกิดขึ้นมีเหตุและผลรองรับค่อนข้างแน่นหนา… สำหรับการลงมือชำระล้างเชอร์มาเน่ ในเมื่อมันไม่มั่นใจว่าในร่างกายอีกฝ่ายถูกกัดกร่อนโดยเทพมารหรือไม่ และกังวลว่าอาจเกิดเหตุไม่คาดฝัน การที่ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดยอมเสียเวลาใช้งานสมบัติปิดผนึกชนิดนี้โดยไม่ฆ่าหล่อนทิ้งทันที ก็ฟังดูสมเหตุสมผลเช่นกัน… ไม่ว่าจะมองมุมใดก็ดูไม่เหมือนกับการ ‘จัดเตรียม’ ไม่แน่ใจว่าเรามองข้ามร่องรอยอื่นๆ ไปบ้างไหม…
ยิ่งคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ โรคกลัว 0-08 กลับมาหลอกหลอนเราอีกครั้ง… อา… มิสเมจิกเชี่ยนกับมิสจัดจ์เมนต์เคยพลาดเอ่ยถึงอาดัมมาก่อน เนื้อหาการสนทนาในตอนนั้นเกี่ยวกับดินแดนเทพทอดทิ้ง วังราชาคนยักษ์ และราชาเทวทูต…
แต่ว่า… ต่อให้ทั้งหมดเป็นแผนของอาดัม แล้วทำไมท่านถึงต้องมอบวัตถุชิ้นนี้ให้พวกเธอ?
ยิ่งครุ่นคิด ไคลน์ยิ่งรู้สึกว่าหนังศีรษะของตนยิ่งชา จึงพยายามข่มสติและตัดสินใจจะเลื่อนการทดลองต่างๆ หลังจากกลับถึงถนนเบิร์คลุน
มันส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริงโดยไม่ลังเล
สำหรับสิ่งของเกี่ยวกับโจนาส·โคลเกอร์ ชายหนุ่มใช้พลังทำนายของตนโดยไม่พึ่งพามิติหมอกเพื่อวิเคราะห์รายละเอียดเบื้องต้น
นอกจาก ‘แสงเงาประชันดนตรี’ และเข็มกลัดสำหรับเข้าโบราณสถานใต้ดินที่ถูกหัวหน้านักบวชแห่งโบสถ์รัตติกาล อาเรียนน่า นำกลับไปด้วย โจนาส·โคลเกอร์ยังพกพาสมบัติวิเศษติดตัวอีกสองชิ้น
ชิ้นแรกคือ ‘เสียงแผดอันแสนสิ้นหวังของรีเวียร์’ ที่ ‘กระจกวิเศษ’ อาโรเดสเอ่ยถึง เกิดจากพิธีกรรมสังเวยที่ล้มเหลว มีสองโหมดในการใช้งาน แบบแรกคือยิงธรรมดา ความรุนแรงน้อยกว่ากระสุนอัดอากาศของตัวตลกเล็กน้อย แบบที่สองคือยิงรัว สามารถพ่นกระสุนจำนวนมากได้ภายในหนึ่งถึงสองวินาที โดยทั้งสองโหมดจะมาพร้อมกับเสียงแผดแห่งความสิ้นหวัง สามารถสร้างความเสียหายกับครึ่งเทพระดับนักบุญได้พอประมาณ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่นักบุญทุกคนที่มีร่างกายทนทาน เช่นไคลน์เป็นต้น มันไม่ได้มีร่างกายที่แข็งแกร่งดุจดังหินผา และไม่ได้มีท่าป้องกันซึ่งสามารถยืนรับได้ตรงๆ โดยไม่บาดเจ็บ
สมบัติอีกหนึ่งชิ้นมีชื่อว่า ‘หญ้าโชคดี’ ภายนอกดูธรรมดา เกิดจากการนำใบโคลเวอร์สี่แฉกมาสร้างเป็นยันต์ มีพลังในการ ‘สะสม’ ความสำเร็จหลังจากเผชิญความล้มเหลวหลายๆ ครั้ง ผลข้างเคียงด้านลบคือการขยายข้อบกพร่องในนิสัยของผู้สวม
หลังจากวิเคราะห์เสร็จ ไคลน์ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อมันเป็น ‘มารดาแห่งความสำเร็จ’
สมบัติวิเศษทั้งสองชิ้นนี้แทบไม่มีคุณค่าสำหรับไคลน์ จึงให้หุ่นเชิดโจนาส·โคลเกอร์เก็บไว้ตามเดิม
และแน่นอน ของขวัญชิ้นใหญ่ที่สุดของไคลน์ในศึกนี้ ไม่ใช่สิ่งใดนอกจากตัวหุ่นเชิดโจนาส·โคลเกอร์เอง
ลำดับ ‘นักกฎหมาย’ นั้นเชี่ยวชาญการหาช่องโหว่ของกฎและฉกฉวยผลประโยชน์ รวมถึงพลังในการโน้มน้าวและทำให้เป้าหมายคล้อยตาม ลำดับ ‘คนเถื่อน’ มีสมรรถภาพร่างกายและอำนาจในการแหกกฎ ลำดับ ‘นักติดสินบน’ มีพลังในการติดสินบน ลำดับ ‘บารอนแห่งการเน่าเปื่อย’ มีพลัง ‘บิดเบือน’ ลำดับ ‘ผู้ชี้นำความสับสน’ มีพลัง ‘ยุ่งเหยิง’ และลำดับ ‘เคาต์แห่งการเสื่อมถอย’ มีพลัง ‘มอบ’ ‘ขยาย’ และ ‘อาศัยช่องโหว่’ ทั้งหมดล้วนเป็นพลังที่ค่อนข้างดี หากไม่ใช่เพราะไคลน์ทราบจุดอ่อนจุดแข็งล่วงหน้าจากอาโรเดสและคิดแผนการรับมือ รวมถึงการได้รับความช่วยเหลือจากเทวทูตแห่งการปกปิด มันเชื่อว่าตนคงไม่มีทางจัดการกับโจนาส·โคลเกอร์สำเร็จ ต่อให้ใช้ยันต์โจรปล้นดวงก็ตาม
อันที่จริง แทนที่จะเปลี่ยนอีกฝ่ายเป็นหุ่นเชิด การให้ยุบพองหิวโหย ‘ต้อนแกะ’ โจนาส·โคลเกอร์เข้าไปจะเป็นความลับและแนบเนียนมากกว่า ถูกพบได้ยากกว่า แต่ถ้าเป็นแบบนั้น เราจะได้แค่พลังสามชนิดของเคาต์แห่งการเสื่อมถอยมาใช้งาน… ขณะไคลน์ครุ่นคิด มันเดินออกจากห้องน้ำและกลับมายังงานเลี้ยงรอบกองไฟ
บนสนามหญ้า ส.ส. มัคท์ยังคงยืนอยู่หน้าเตาย่าง พยายามปรุงบาร์บีคิวสไตล์ไบลัมตะวันออกด้วยเหงื่อที่ชุ่มหน้าผาก เฮเซลยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกล สายตาจ้องมองอย่างสดใส ปราศจากความโอหังในสมัยก่อน มีแม้กระทั่งรอยเขม่าสีดำบนใบหน้า ส่วนพอร์ตแลนด์·โมมงต์กำลังถือแก้วไวน์ ยิ้มพลางมองไปทาง ‘หนุ่มๆ’ ที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำงาน บางครั้งก็หยิบเหล็กบาร์บีคิวเสียบไม้ขึ้นมากัด
ได้เห็นภาพตรงหน้า หัวใจไคลน์สงบลงหลายระดับ
…
บ่ายวันอาทิตย์ กลุ่มที่ไปเที่ยวพักผ่อนทางชานเมืองของเบ็คลันด์ทยอยกลับถึงถนนเบิร์คลุน
ก่อนอาหารค่ำ ไคลน์รีบส่งตัวเองเข้าสู่มิติหมอกอีกครั้งและหยิบไม้กางเขนทองแดงเก่า
อันดับแรก มันยืนยันว่าไม้กางเขนมีพลังแบบเดียวกับ ‘ผู้เจิดจรัส’ ลำดับ 4 ของเส้นทางสุริยัน และได้รับชื่อที่ขาดความคิดสร้างสรรค์โดยสิ้นเชิงว่า ‘ไม้กางเขนเจิดจรัส’ จากนั้น ชายหนุ่มหยิบปากกาและกระดาษมาเขียนประโยคทำนายใหม่:
“ที่มาของไม้กางเขนอันนี้”
ไคลน์ไม่รีบร้อนทำนายว่า ไม้กางเขนเจิดจรัสมีร่องรอยการ ‘ถูกจัดเตรียม’ มาให้ตนหรือไม่ ด้วยกังวลว่านั่นจะมุ่งตรงไปหาอาดัมและทำให้อีกฝ่ายเริ่มระวังตัว มันอยากเริ่มต้นด้วยการทำนายต้นกำเนิดของสมบัติปิดผนึกชิ้นนี้ เพราะหากเจ้าของไม้กางเขนเจิดจรัสคืออาดัม ความจริงของเรื่องราวก็จะเผยให้ ‘การจัดเตรียม’ อย่างไม่ต้องสงสัย
วางปากกาลง ไคลน์ก้มหน้าจ้องไม้กางเขนพร้อมกับถอนหายใจหนักแน่น
“เรากำลังรนหาความตายอีกครั้ง…”
มันสงสัยว่า ไม้กางเขนเจิดจรัสอาจมีต้นกำเนิดมาจากพระผู้สร้างของเมืองเงินพิสุทธิ์ หรืออีกชื่อหนึ่งคือเทพสุริยันบรรพกาล มหาเทพที่แข็งแกร่งกว่าเทพบรรพกาลอย่างมังกรจินตภาพ การแอบมองมันอาจสร้างความเสียหายที่ร้ายแรงกว่าเมื่อครั้งทำนายถึง ‘การเดินทางของกรอซาย’
ทว่า มีบางจุดที่ต่างออกไปจากเดิม ไคลน์ในปัจจุบันเป็นถึงลำดับ 4 จอมเวทพิสดาร เป็นครึ่งเทพ ความทนทานทางร่างกายและพลังของมิติหมอกที่สามารถยืมมาใช้งาน เพิ่มขึ้นจากสมัยยังเป็นลำดับ 5 หลายเท่า
หลังจากใช้เวลาสองสามวินาทีเพื่อปรับอารมณ์ ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนัก ถือไม้กางเขนเจิดจรัสในมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างถือเศษกระดาษ จากนั้นก็พึมพำเสียงแผ่วเจ็ดรอบ
ไคลน์อาศัยการเข้าฌานเป็นกระดานกระโดดน้ำเพื่อส่งตัวเองให้หลับลึก
ท่ามกลางโลกอันพร่ามัว อาคารหลังหนึ่งซึ่งถูกบดบังรูปทรงดั้งเดิมด้วยชั้นของแสงสีเทาอ่อน ตั้งเด่นตระหง่านท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันมืดมิด รอบๆ เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาด
ณ รอยแห่งจุดหนึ่งบนผิวอาคารหลังดังกล่าว ฝ่ามือที่เกือบขาวซีดเหยียดออกมา
บุคคลผู้หนึ่งเดินออกจากรอยแยก เป็นเพศชาย สวมชุดนักบวชสีดำและมีไม้กางเขนสีเงินแขวนอยู่บนหน้าอก
ผมของชายคนนี้ไม่ยาวนัก เกือบทั้งหมดเป็นสีดำขลับ โคนผมมีร่องรอยของสีทองจางๆ ดวงตาสีทองคำบริสุทธิ์ ผิวพรรณค่อนข้างขาว โครงหน้าชัดลึกและเบ้าตาจม ลักษณะเด่นคล้ายคลึงกับชาวทวีปเหนือ
ชายคนดังกล่าวเดินสองก้าว เหยียดแขนออกมาพร้อมกับถือไม้กางเขนแสนธรรมดาไว้ในมือ ดวงตาเริ่มสลัดจากความลับสน มุมปากยกโค้งขึ้นเล็กน้อย
มันกล่าวด้วยเสียงทุ้ม
“จงสว่าง!”
เพียงพริบตา โลกสีดำสนิทรอบๆ อาคารสีเทาพลันถูกทะลวงด้วยแสงสว่างจ้า เผยให้เห็นรูปทรงที่แท้จริงของสภาพแวดล้อม
ที่นี่คือหุบเหวลึก ด้านบนสูงลิบจนมองไม่เห็นสิ่งใด แต่แสงสว่างกลับท่วมท้นในทุกซอกมุม
จากนั้น โลกทั้งใบก็สว่างจ้า
ฉากใหม่ฉายเข้ามาแทนที่
หยดเลือดสีทองที่แผ่แสงสว่างและความร้อน หยดลงบนไม้กางเขนสีเงิน
ขณะหยดเลือดกำลังร่วงหล่น ด้านบนมีร่างหนึ่งที่ก่อตัวจากแสงบริสุทธิ์ จากนั้น ใบหน้าที่ค่อนข้างพร่ามัวดังกล่าวเงยขึ้น เผยให้เห็นความเจ็บปวดที่เอ่อล้นออกมา
มันจ้องมาทางตำแหน่งของมิติเหนือสายหมอก จ้องมาทางไคลน์ซึ่งกำลังนั่งบนเก้าอี้พนักสูงของเดอะฟูล จากนั้นก็เปล่งเสียงทุ้มลึกอีกครั้ง
“เร้นลับ…”
ทันใดนั้น ความคิดไคลน์พลันระเบิดโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า
…………………
เมื่อผุดไอเดียบางอย่าง ชายหนุ่มชำเลืองเทวทูตแห่งการปกปิดตรงหน้าและเรียบเรียงคำพูด
“มีโอกาสที่โบราณสถานที่คุณเห็นจะเป็นภาพจินตนาการบ้างไหม?”
มันมิได้เอ่ยถึงอาดัมหรือสภานักสิทธิ์สนธยาตรงๆ ด้วยกังวลว่าการคุยเรื่องดังกล่าวต่อหน้าอาเรียนน่าในโลกแห่งความลับจะยังทำให้อาดัมตระหนักถึง เพราะอีกฝ่ายเป็นถึงราชาเทวทูตที่ถือครองเอกลักษณ์ของเส้นทางผู้ชมและเพิ่งได้รับ 0-08 ไป
ขณะอยู่ในโลกแห่งความลับของอาเรียนน่า ไคลน์เชื่อว่าการคิดถึงอาดัมและสภานักสิทธิ์สนธยานั้นไม่เป็นปัญหา แต่ไม่ใช่กับการพูดออกมาเสียงดัง เพราะต้องไม่ลืมว่า การที่มิสเตอร์ประตูสามารถสนทนาในหัวข้อเกี่ยวกับอาดัมกับจักรพรรดิโรซายล์ ไม่ใช่เพราะ ‘จอมเวทลึกลับ’ มีคุณสมบัติในการเก็บความลับ แต่เป็นเพราะมิสเตอร์ประตูเองก็เป็นราชาเทวทูตเช่นเดียวกัน ระดับไม่ต่ำไปกว่าอาดัมหรืออามุนด์ หรืออาจสูงกว่าด้วยซ้ำ
“จินตนาการ…” อาเรียนน่าทวนคำไคลน์แผ่วเบา สีหน้าคล้ายกับฉุกคิดบางสิ่งได้
ในระดับของเธอ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะคุ้นเคยกับประวัติศาสตร์โบราณและลักษณะเด่นของทั้งยี่สิบสองเส้นทางผู้วิเศษ
นอกจากนั้น เธอเองก็เป็นเทวทูตในขอบเขตการปกปิดและความลับ รวมถึงการที่มีสิทธิ์เข้าถึงเอกสารลับทุกชนิดของโบสถ์รัตติกาล
สองสามวินาทีถัดมา อาเรียนน่ามองมาทางดอน·ดันเตสที่ยังคงนั่งในตำแหน่งเดิม
“สมาคมแปรจิต?”
จากคำสารภาพของโจนาส·โคลเกอร์ ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่าฝ่ายราชวงศ์ทำงานร่วมกับสมาคมแปรจิต และองค์กรลับแห่งนี้ถือครองเส้นทางผู้ชม
ไคลน์พยักหน้า ตามด้วยเสริม
“เบื้องบนของพวกเขาอาจไม่มีพลังในการเปลี่ยนจินตนาการให้เป็นความจริง… บนโลกนี้ มีเพียงสองบุคคลที่มีอำนาจดังกล่าว”
อาเรียนน่าผงกศีรษะ
“เข้าใจแล้ว… ตอนนี้โบราณสถานการณ์ดังกล่าวเปิดกว้างสำหรับทางเรา ข้าจะหาทางยืนยันในภายหลัง และถ้าเรื่องนี้เป็นความจริง นั่นหมายความว่าหนึ่งในอาร์ชบิชอปจากโบสถ์วายุสลาตันหรือจักรกลไอน้ำ หรือทั้งสอง ร่วมมือกับเขา”
เธอไม่ได้เอ่ยถึงความเป็นไปได้ที่เบื้องบนของโบสถ์รัตติกาลจะเป็นปัญหา เพราะเทพธิดากุมอำนาจในขอบเขตความลับและการปกปิด ยากที่จะมีใครซ่อนตัวจากพระองค์ได้นานหลายปี
ไคลน์อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความประหลาดใจ
“โบราณสถานใต้ดินดังกล่าวเปิดให้สามโบสถ์หลักเข้าไปได้หลังจากนี้?”
“ถูกต้อง หากสถานที่แห่งนั้นถูกจินตนาการขึ้นมาจริงๆ หมายความว่าความร่วมมือของพวกเขาใกล้จะบรรลุผล จึงทำเพียงยืดเวลาออกไปอีกเล็กน้อย” อาเรียนน่าเล่าสิ่งที่เธอคิด
เราก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน… กระแสคลื่นแห่งยุคสมัยกำลังจะพัดผ่านและท่วมทำลายทุกสิ่ง… โชคยังดีที่เราเตรียมตัวมากกว่าเมื่อก่อน ตอนนี้ก็มีหุ่นเชิดระดับครึ่งเทพมาครองแล้ว และเจ้านั่นยังแข็งแกร่งกว่าเราในบางขอบเขต เพราะสามารถใช้พลังของตัวเองไปพร้อมกับพลังของเรา แต่เราใช้ของหมอนั่นไม่ได้… ในเมื่อการสวมบทบาทยังทำได้ยากลำบากและเป็นเรื่องยากที่จะพัฒนาลำดับพลัง การเสริมความแข็งแกร่งให้ตัวเองที่ดีที่สุดคือการพัฒนาหุ่นเชิด… อา… เรายังสามารถเฝ้าจับตามองความร่วมมือระหว่างผีดูดเลือดและชารอนที่เตรียมจะจัดการกับโรงเรียนกุหลาบได้เช่นกัน… สติไคลน์กำลังกระจ่าง
มันนั่งครุ่นคิด ตามด้วยถามอย่างเป็นกันเอง
“ทั้งสามศาสนจักรเชื่อคำอธิบายของเจ้าชายโกรฟไหม?”
“ไม่เชื่อ” อาเรียนน่าส่ายศีรษะอย่างใจเย็น “เพราะโจนาส·โคลเกอร์เอ่ยถึงคาร์เทอริน่า”
แต่พวกคุณก็ไม่มีหลักฐาน ในท้ายที่สุด อีกฝ่ายสามารถอธิบายได้อย่างไร้ข้อบกพร่องว่า พวกเขาตัดเขาจากนิกายแม่มดแล้ว ส่วนคาร์เทอริน่านั้นถูกส่งมาเพื่อสานต่อความสัมพันธ์ แต่พวกเขาปฏิเสธอย่างไม่ในดี อย่างไรก็ตาม เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างกุมความลับของกันและกันไว้ พวกมันจึงต้องเกรงใจเมื่อคาร์เทอริน่ามาเยือน โจนาส·โคลเกอร์ที่ไม่มีสิทธิ์ล่วงรู้ข้อมูลภายในจึงเกิดความเข้าใจผิดและคิดว่าอีกฝ่ายยังคงให้ความร่วมมือ…
และเมื่อเผชิญหน้ากับตระกูลเทวทูตที่กุมอำนาจทางทหารไว้อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง หากปราศจากหลักฐาน สามโบสถ์หลักคงไม่เปิดหน้าแลกให้ตัวเองเจ็บฟรีแน่นอน… ประการแรก ทั้งสามโบสถ์มิได้สนิทสนมกัน ประการที่สอง พวกเขาต้องกังวลเกี่ยวกับสงครามกลางเมือง เพราะอาจทำให้ถูกฉกฉวยโอกาสโดยเฟเนพ็อต อินทิส ฟุซัค และอาณาจักรอื่นๆ รวมถึงโบสถ์สุริยันเจิดจรัส เทพสงคราม พระแม่ธรณี และเทพปัญญาความรู้… ไคลน์วิเคราะห์สถานการณ์ภาพรวมในปัจจุบันอย่างรวดเร็ว
มันตอบห้วนๆ
“มีร่องรอยระบุว่า ‘นักบุญสีขาว’ คาร์เทอริน่าปรากฏตัวใกล้ๆ กับไวเคาต์สตาร์ฟอร์ด ผมจะพยายามค้นหาเธอให้พบ”
นอกจากนั้น ไคลน์ยังต้องการหาทริสซี่แสนอันตรายให้พบและกำจัดหล่อนทิ้ง ชดเชยความผิดพลาดในอดีตที่เคยปล่อยให้หลุดมือเพราะต้องการหลอกใช้
คุณค่าในตัวเธอ ได้ไม่คุ้มเสียกับความอันตรายในตัว!
“ทางเราก็จะทำเช่นนั้น” อาเรียนน่ากล่าวเป็นนัยว่า เธอเองก็จะช่วยหาร่องรอยของคาร์เทอริน่า
อา… คงต้องยอมรับว่า ระหว่างกำลังปรึกษาหารือกัน มาดามอาเรียนน่ามีวิธีทำให้คู่สนทนารู้สึกสบายใจ… ท่านมิได้วางตัวเย่อหยิ่งเหมือนกับเทวทูตหรืออาร์ชบิชอป ท่านคุยกับเราแบบเท่าเทียม… หลังจากได้ยินคำตอบจากอาเรียนน่า ไคลน์ถอนหายใจด้วยความรู้สึกยากอธิบาย
มันตัดสินใจถามกลับ
“เฮอร์วิน·แรมบิสแห่งสมาคมแปรจิตถูกจับตัวแล้วหรือยัง?”
ชายคนนี้คือหนึ่งในบุคคลสำคัญในคำให้การของโจนาส·โคลเกอร์ เป็นหนึ่งในเบาะแสที่สามารถเปิดเผยแผนการของฝ่ายกษัตริย์
“เขาหายตัวไป” อาเรียนน่าตอบห้วน
อย่างที่คิด… นั่นยิ่งแปลว่าข้อมูลรั่วไหล… เฮอร์วิน·แรมบิสอาจหลบไปอยู่ใต้ดิน แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะติดต่อกับมิสจัสติสและสมาชิกคนอื่นโดยตรงไม่ได้… เมื่อถึงตอนนั้น… หึหึ… ดูเหมือนมิสจัสติสจะไม่ชอบหน้าหมอนั่นเป็นทุนเดิม… ปัญหาในตอนนี้ก็คือ อาดัมอาจกำลังอยู่ในเบ็คลันด์และเป็นคนที่จินตนาการโบราณสถานปลอมขึ้นมา ถ้าเป็นแบบนั้นจริง การจู่โจมเฮอร์วิน·แรมบิสมีโอกาสที่จะตกอยู่ในการเฝ้ามองของราชาเทวทูต… บางที ชายคนนั้นอาจยืนอยู่ข้างๆ เฮอร์วิน·แรมบิสตลอดเวลาโดยที่ไม่มีใครรู้… ยิ่งครุ่นคิด ไคลน์ก็ยิ่งปวดหัว
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในยุคสมัยที่ทวยเทพแทบไม่เสด็จเยือนโลกแห่งความจริง สองพี่น้องอาดัมและอามุนด์คือจุดสูงสุดของความแข็งแกร่ง ทั้งน่ากลัว ทรงพลัง และมิอาจเอื้อมถึง
ราชาเทวทูตคือตัวตนที่เป็นของเพียงเทพเท่านั้น!
เทียบกับอามุนด์ เรากลัวอาดัมมากกว่า ท่านอาจกำลังนั่งข้างๆ เราและนั่งมองเรายิ้มไปพลางอ่านความคิดในส่วนลึกที่สุดของเรา จากนั้นก็ทำตายอย่างเป็นธรรมชาติ สมเหตุสมผล และคลุมเครือ… คิดถึงตรงนี้ ไคลน์อดไม่ได้ที่จะมองไปรอบๆ ด้วยเกรงว่าจะมีนักบวชสวมชุดคลุมสีขาวสุดเรียบง่าย ผู้มาพร้อมกับหนวดเคราดกหนา กำลังยืนอยู่ข้างๆ เตาย่างพลางรอกินอาหารด้วยรอยยิ้ม
แต่ไม่ผิดจากที่คิด ไคลน์ไม่พบใครเลย
สัมผัสถึงท่าทีของชายหนุ่ม อาเรียนน่าเสริมอย่างสุขุม
“เขาไม่ได้อยู่ที่นี่”
ฟู่ว… ขอบคุณพลังในการปกปิดของเทวทูตแห่งการปกปิด… ไคลน์รวบรวมความคิด ตามด้วยพยักหน้ารับแผ่วเบาและกล่าว
“ผมจะช่วยสืบหาร่องรอยของเฮอร์วิน·แรมบิส”
อาเรียนน่าผงกศีรษะและตอบ
“หลังจากเรื่องนี้จบลง เจ้าสามารถลองสวดวิงวอนถึงเทพธิดาเพื่อขอของขวัญจากพระองค์”
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เทพธิดาพึงพอใจกับผลงานในระยะหลังของเรา? เมื่อถึงตอนนั้น พระองค์จะมอบสูตรโอสถปราชญ์โบราณให้? ไคลน์เข้าใจความหมายอย่างคร่าวของอาเรียนน่า จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับแตะสี่ครั้งบนหน้าอก
“เทพธิดาจงเจริญ!”
อาเรียนน่าเองก็วาดพระจันทร์แดง
“เทพธิดาจงเจริญ!”
จากนั้น ร่างของเธอค่อยๆ เลือนหายไปราวกับถูกยางลบลบ ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีแขกคนใดในงานเลี้ยงสัมผัสถึงการมาเยือนและจากไปของนักบวชสตรี
ไคลน์นั่งลง วิเคราะห์สถานการณ์จากมุมมองอื่น
โจนาส·โคลเกอร์หายตัวไปอย่างไร้วี่แวว เมื่อพิจารณาจากหลักฐานและคำพูดของมาดามอาเรียนน่า เธอกล่าวเป็นนัยว่ารองผอ. MI9 รายนี้ตกอยู่ในมือของตน… กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตัวการสำคัญที่โจมตีโจนาส·โคลเกอร์คือโบสถ์รัตติกาล…
โจนาส·โคลเกอร์หายไปจากคฤหาสน์เพลงกุหลาบของดอน·ดันเตส และเขาเป็นสาวกของโบสถ์รัตติกาล
จากมุมมองของฝ่ายกษัตริย์และสมาคมแปรจิต มีความเป็นไปได้มากที่ดอน·ดันเตสจะเป็นสายข่าวของโบสถ์รัตติกาล…
ดังนั้น ศาสนจักรจะคอยคุ้มครองเราเป็นกรณีพิเศษ แต่ถึงอย่างนั้นก็ห้ามประมาท คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกฝ่ายอื่นตรวจสอบและเฝ้าจับตามอง… ต้องหาเหตุผลดีๆ ในการเพิ่มคนรับใช้หน้าใหม่ คงจะปล่อยให้โจนาสกับเอ็นยูนซ่อนตัวในลักษณะนี้ตลอดไปไม่ได้ นั่นจะยิ่งง่ายต่อการถูกตรวจพบความผิดปรกติ… หรือว่าเราควรเปลี่ยนหุ่นเชิดตัวหนึ่งให้กลายเป็นเสื้อผ้าเลือดเนื้อ และให้อีกตัวสวม?
คิดถึงตรงนี้ ไคลน์ลุกยืนพร้อมกับวางแก้วไวน์หวานลงบนโต๊ะข้างๆ ตามด้วยการเดินเข้าไปในอาคารหลักของคฤหาสน์และเข้าห้องน้ำ
จากนั้น มันถอยหลังสี่ก้าวและส่งตัวเองเข้าสู่มิติเหนือสายหมอก เรียกคทาเทพสมุทรและอาศัยจุดแสงที่เอ็นยูนสวดวิงวอนเพื่อสำรวจทุกซอกมุมของคฤหาสน์
ในกระบวนการ จิตไคลน์ค่อนข้างตึงเครียด ด้วยกังวลว่าจะหันไปเห็นนักบวชสวมชุดคลุมสีขาวแสนเรียบง่ายที่มีหนวดเคราดกหนาและดวงตาสีทอง
แน่นอน เมื่อเทียบกับการมองเห็นอีกฝ่าย มันกลัวการที่อีกฝ่ายจะมองกลับและยกแก้วไวน์พลางยิ้มให้
แต่โชคยังดี หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียด มันยืนยันได้ว่าคฤหาสน์เพลงกุหลาบหลังนี้ไม่มีสิ่งแปลกปลอมหรือความผิดปรกติ
ไคลน์ถอนหายใจโล่งอก ถอนพลังวิญญาณกลับ จากนั้นก็ชำเลืองไปทางไม้กางเขนทองแดงบนโต๊ะยาว
นี่คือวัตถุที่เมจิกเชี่ยนกับจัดจ์เมนต์เพิ่งสังเวยมาให้ พวกเธอระบุว่า สิ่งนี้เป็นการตอบแทนความเมตตาและพรต่างๆ ที่มิสเตอร์ฟูลเคยมอบให้ และหวังว่าตัวตนที่ยิ่งใหญ่จะพึงพอใจ
ดูเหมือนว่าจะมีระดับสูงทีเดียว… ไคลน์หยิบไม้กางเขนที่พันด้วยหนามขึ้น ใช้พลังทำนายเพื่อตรวจสอบพลังและผลข้างเคียงของสมบัติวิเศษชิ้นนี้
ทั้งประเด็นล้วนเหมือนกัน พวกมันรวมเป็นหนึ่งเดียว
ไม้กางเขนทองแดงอันนี้สามารถชำระล้างพลังที่เกี่ยวกับความเสื่อมถอย กัดกร่อน ความมืด ความชั่วร้าย ผุพัง โรคภัย และด้านอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน ส่งผลให้พวกมันสลายไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งไม่มีสิ่งใดหลงเหลือ
ด้วยเหตุผลข้างต้น สมบัติวิเศษชิ้นนี้จึงมีอำนาจ ‘ลบ’ จิตกัดกร่อนภายในตะกอนพลัง
และเป็นเพราะพลังในการชำระล้างนี้เอง ไม้กางเขนทองแดงจึงมิอาจอยู่ร่วมกับสมบัติวิเศษชิ้นอื่น หรือไม่สามารถสัมผัสกับตะกอนพลังอื่น คนคนเดียวกันไม่สามารถพกติดตัวพร้อมกัน นอกจากนั้น มันยังสามารถขับไล่ตะกอนพลังของผู้ถือ จึงสามารถสรุปได้ตรงๆ ว่า: เมื่อเวลาผ่านไป ตะกอนพลังภายในร่างกายจะไหลซึมออกมา!
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากถือพกพาไม้กางเขนไว้นานเกินหนึ่งชั่วโมง พลังพิเศษในตัวจะลดลงอย่างน้อยหนึ่งลำดับ ถ้านานกว่าสามชั่วโมง ผู้วิเศษที่ไม่ใช่ครึ่งเทพจะกลายเป็นคนธรรมดา หากนานกว่าหกชั่วโมง ลำดับ 3 และ 4 จะสูญเสียพลังพิเศษของตน ทว่า สิ่งนี้แทบไม่มีผลกับเทวทูต เพราะเทวทูตทุกตนมีอิทธิฤทธิ์ในการทำลายตะกอนพลังอยู่แล้ว หรือเรียกได้ว่าสามารถควบคุมตะกอนพลังของตัวเองได้ดังใจ
สามารถใช้เพื่อดึงตะกอนพลังออกจากผู้วิเศษที่เลื่อนลำดับล้มเหลวโดยไม่ตายหรือคลุ้มคลั่ง… ไม้กางเขนอันนี้มีพลังเหมือนกับเส้นทางสุริยันลำดับ ‘ผู้เจิดจรัส’ … ไคลน์พยักหน้าครุ่นคิด
……………………………….
เมื่อฟ้าสว่าง คฤหาสน์ริมฝั่งทางเหนือของแม่น้ำทัสซอคถูกปลุกให้ตื่นขึ้นโดยหมอกยามเช้า
ฟามี่·เคจ ชายเจ้าของร่างท้วมแต่ตัวสูงเดินมายังห้องนอนแขกของโจนาส·โคลเกอร์ ยกมือขึ้นเคาะประตูและเตรียมชักชวนรองผอ. MI9 ไปกินอาหารมื้อเช้า
ทว่า ไม่มีการตอบสนองใดกลับมา
พันตรีของกองทัพรายนี้ไปรอที่ห้องอาหารแล้วหรือ? ฟามี่·เคจหันหลังกลับด้วยสีหน้าประหลาดใจ จากนั้นก็เดินไปยังชั้นอื่น
รอจนกระทั่งจบช่วงเวลาอาหารเช้า ทุกคนเริ่มตระหนักว่าโจนาส·โคลเกอร์หายตัวไป ดอน·ดันเตสจึงตัดสินใจพาพวกเขาไปรอด้านนอกห้องพักแขก และบอกให้คนดูแลคฤหาสน์ริชาร์ดสันนำกุญแจมาไขประตู
ด้านในห้องไม่มีคน
“พันตรีโคลเกอร์มีนิสัยชอบออกไปวิ่งตอนเช้ารึเปล่า?” ส.ส. มัคท์ถามด้วยความฉงนพลางบีบโหนกแก้มตัวเอง
ฟามี่·เคจส่ายหน้าโดยปราศจากความลังเล
“ไม่”
“เมื่อคืนได้ยินเสียงอะไรกันบ้างไหม?” อธิการบดีมหาวิทยาลัยเบ็คลันด์ พอร์ตแลน·โมมงต์มองไปรอบๆ พร้อมกับตั้งคำถาม
ส.ส. มัคท์ทำหน้านึกสักพัก
“ไม่เลย ที่นี่เงียบมาก เหมาะแก่การพักร้อน”
ด้านข้างมัน เฮเซลมองเข้าไปในห้องด้วยสีหน้าฉงน แต่ก็นึกอะไรไม่ออก
ทันใดนั้น ฟามี่·เคจตั้งสมมติฐาน
“พันตรีโคลเกอร์เป็นคนสำคัญของกองทัพ และมักได้รับภารกิจที่คาดไม่ถึงเสมอ บางทีอาจออกจากคฤหาสน์และกลับเบ็คลันด์ไปแล้ว”
นักธุรกิจรถยนต์พลังไอน้ำรายนี้พยายามลดความตึงเครียดของสถานการณ์ลง
เขารู้บางสิ่ง… หรืออย่างน้อย เขาทราบว่าโจนาส·โคลเกอร์มาที่คฤหาสน์เพลงกุหลาบด้วยเหตุผลส่วนตัวบางอย่างที่บอกไม่ได้… ไคลน์ฟังบทสนทนาสักพัก ก่อนจะหันไปกล่าวกับพ่อบ้านวอลเตอร์และคนดูแลคฤหาสน์ริชาร์ดสันด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ถามคนรับใช้ทุกคนในคฤหาสน์ว่า เมื่อคืนหรือตอนรุ่งสางมีใครเห็นพันตรีโคลเกอร์บ้างไหม… ถ้าไม่มีใครเห็น รีบส่งคนไปที่บ้านของพันตรีโคลเกอร์ในกรุงเบ็คลันด์ แจ้งเรื่องนี้และให้พวกเขาตัดสินใจกันเองว่าจะรายงานตำรวจหรือไม่”
หลังจากออกคำสั่ง ไคลน์ลูบตอนสีขาวและหันไปกล่าวกับส.ส. มัคท์รวมถึงแขกคนอื่นๆ
“เรื่องราวยังไม่กระจ่าง บางทีพันตรีโคลเกอร์อาจรีบร้อนกลับไปเพราะเรื่องด่วนชนิดที่รอให้จบการพักร้อนไม่ได้… เกี่ยวกับเรื่องนี้ พวกเราจะดำเนินกิจกรรมล่าสัตว์ต่อไปและกลับเมื่อตำรวจมาถึง”
เนื่องจากเพื่อนสนิทของพันตรีโจนาส·โคลเกอร์ ฟามี่·เคจ เปิดประเด็นเรื่องภารกิจด่วน และนั่นฟังดูน่าเชื่อถือมาก มัคท์และแขกคนอื่นจึงเห็นด้วยกับคำแนะนำของดอน·ดันเตส ต่างคนต่างทยอยออกไปด้านนอก
เฮเซลที่เดินมาจากด้านหลังสุด ชำเลืองห้องนอนแขกของพันตรีโจนาส·โคลเกอร์และห้องข้างๆ พร้อมกับรู้สึกที่ว่า มีบางสิ่งไม่ถูกต้อง ภายในใจต้องการใช้พลังนักถอดรหัสเพื่อจำลองสถานการณ์ขึ้นมาใหม่
ทว่า ความหวาดกลัวอันเข้มข้นพลันผุดขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจ เธอไม่รู้ว่าตัวเองกำลังกลัวสิ่งใด แต่มันรุนแรงพอที่จะทำให้หญิงสาวล้มเลิกความคิด
เธอรู้สึกลึกๆ ว่าตนเคยมีประสบการณ์ในทำนองนี้มาก่อน และประสบการณ์เหล่านั้นกำลังร้องบอกกับเธอว่า ตนไม่ควรเห็นในสิ่งที่ไม่ควร และไม่ควรได้ยินในสิ่งที่ไม่ควร
รอจนกระทั่งแขกและคนรับใช้ออกไปทั้งหมด พรมหนาๆ ที่คอยค้ำจุนน้ำหนักของโต๊ะกาแฟในห้องนอนโจนาส·โคลเกอร์เริ่มขยับเขยื้อน
ทีละเล็กทีละน้อย มันดึงตัวเองออกจากใต้โซฟาและโต๊ะกาแฟโดยไม่สร้างความวุ่นวาย
ทันทีหลังจากนั้น พรมสีเหลืองน้ำตาลเหยียดตัวตรงพร้อมกับเผยให้เห็นอีกฝั่ง
พวกมันคือก้อนเลือดเนื้อที่แข็งตัว!
ก้อนเลือดเนื้อยุบพองและปรับโครงสร้างใหม่ เพียงไม่นานก็กลายเป็นมนุษย์ที่มีใบหน้าของเด็กหนุ่มลูกครึ่งสองทวีป
บุรุษรับใช้ส่วนตัว เอ็นยูน
และคนที่กำลังเดินตามดอน·ดันเตสคือโจนาส·โคลเกอร์ มันมีใบหน้าและรูปร่างแบบเดียวกัน!
สำหรับไคลน์ มันไม่จำเป็นต้องซ่อน ‘ผู้ชนะ’ เอ็นยูนในทำนองนี้ สามารถแปลงโฉมให้เป็นคนอื่นและปะปนในหมู่คนรับใช้ได้สบาย ตบตาเหล่าคนใช้ด้วยมายากลลวงตาเพื่อไม่ให้พวกมันพบว่ามีคนเกินมา เป็นวิธีการที่ง่ายและปลอดภัยกว่า ทว่า การสวมบทบาทยังคงเป็นกุญแจสำคัญของครึ่งเทพ เพราะนั่นจะช่วยให้ย่อยโอสถเร็วขึ้นและลดความเสี่ยงในการคลุ้มคลั่ง ดังนั้น ไคลน์จึงพยายามสร้าง ‘ความพิสดาร’ ทุกครั้งที่มีโอกาส
แน่นอน มันไม่ต้องการทำร้ายคนบริสุทธิ์ แม้กระทั่งการสร้างฉากที่ ‘พิสดาร’ และเต็มไปด้วยความหลอนก็ยังพยายามไม่ให้ใครตระหนักถึง ด้วยเกรงว่าคนเหล่านั้นจะตื่นตระหนกจนเกินพอดีและเกิดเป็นบาดแผลทางใจ
ฉากที่พิสดารและเต็มไปด้วยความหลอน ส่วนใหญ่มีไว้ให้ตัวเองเชยชม มีไว้เพื่อสร้างพัฒนาการของโอสถภายในร่างกาย แน่นอน วิธีนี้ช่วยให้ย่อยโอสถได้จริง แต่เนื่องจากไม่มี ‘ผู้ชม’ ผ่านมาเห็นและให้การตอบสนอง ย่อมแปลว่าการสวมบทบาทยังสมบูรณ์ไม่มากพอ ส่งผลให้ความเร็วในการย่อยไม่ได้รวดเร็วอย่างที่คิด ถึงแม้จะพยายามทำเรื่องแปลกๆ หลอนๆ มากแค่ไหน ไคลน์ก็รู้สึกว่าตนไม่มีทางกลายเป็นลำดับ 3 ได้ก่อนสิ้นปีนี้
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตตะวันออก ภายในบ้านเช่าสองห้องนอน
ซิลนั่งลงบนเก้าอี้โยก สายตามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย สีหน้าค่อนข้างหม่นหมอง
ฟอร์สกลืนน้ำลายและเดินไปนั่งฝั่งตรงข้ามซิล บดบังทัศนวิสัยของเพื่อนสนิท
“ทำไมซังกะตายแบบนี้? เพราะคำตอบนั่น เธอจึงไม่รู้ว่าตัวเองควรทำอะไรต่อ?”
ดวงตาซิลขยับเล็กน้อย กล่าวหลังจากได้สติกลับมา
“ไม่ว่าจะเป็นการแก้แค้นคือทวงคืนศักดิ์ศรีให้พ่อ โอกาสต่ำมากเมื่ออีกฝ่ายคือพระราชา… ฉันยังนึกไม่ออกเลยว่าจะทำเรื่องแบบนี้ให้สำเร็จได้ยังไง…”
“นั่นเพราะเธออ่อนแอเกินไป… เมื่อใดที่เอื้อมถึงลำดับ 4 และได้รับพลังครึ่งเทพ เธอจะพบว่าหนทางนั้นเปิดกว้างเพียงใด ติดแค่ว่ามันงานที่ค่อนข้างยาก!” ฟอร์สพยายามกระตุ้น “นอกจากนั้น เธอยังพึ่งพาคนอื่นได้ เช่นคนที่คอยจับตามองเชอร์มาเน่… หล่อนเองก็อยากทราบว่าไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดจงรักภักดีกับใครที่สุด บางทีอาจสนใจในความลับของกษัตริย์”
“เชอร์มาเน่…” ซิลทวนชื่อซ้ำ คล้ายกับสภาพจิตใจฟื้นฟูกลับมาเล็กน้อย
บนโต๊ะด้านข้างพวกเธอมีไม้กางเขนทองแดงและอัญมณีสีน้ำเงินที่ดูคล้ายกับดวงตาแนวตั้ง
ผิวด้านนอกของอัญมณีมีลวดลายคล้ายเส้นด้าย ไม่ใช่สิ่งใดนอกจากตะกอนพลังของเชอร์มาเน่ มีคุณสมบัติทำให้ทุกสิ่งรอบๆ ตัวสงบลง แถมยังงดงามขึ้นเล็กน้อย ทว่า เนื่องจากการมีอยู่ของไม้กางเขนทองแดง รัศมีการแสดงผลของอัญมณีจึงจำกัดเฉพาะในวงแคบๆ
“คนที่คอยจับตามองเชอร์มาเน่… คือตัวการสำคัญที่ทำให้เธอต้องตาย” ซิลกล่าวเสียงขรึม
พวกเธอหาจุดฝังเชอร์มาเน่ได้แล้ว และฟอร์สได้ใช้ ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’ เพื่อร่าย ‘ปลอบโยน’ ใส่ศพ
ฟอร์สพยักหน้ารับ
“ใช่… เป็นเพราะเธอต้องการสืบความลับกษัตริย์ จึงต้องกระตุ้นให้เชอร์มาเน่ทำงานเสี่ยงๆ … เธอเคยบอกใช่ไหมว่าอีกฝ่ายรู้จักบ้านเก่าของพวกเรา? ถ้าอย่างนั้น เราสามารถแอบกลับไปและหย่อนจดหมายไว้ในกล่อง เขียนบอกว่าไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดจงรักภักดีต่อกษัตริย์จอร์จที่สาม และพระองค์เก็บซ่อนความลับใหญ่หลวงไว้กับตัว… ด้วยวิธีนี้ อีกฝ่ายต้องทราบคำตอบแน่”
ซิลครุ่นคิดสักพักก่อนจะพยักหน้าเคร่งขรึม
“ตกลง”
หลังจากปรึกษากันว่าจะทำอะไรต่อไป ฟอร์สลุกขึ้นและชี้ไปทางกางเขนทองแดง
“พวกเราเคยถูกมิสเตอร์ฟูลช่วยไว้หลายครั้ง ถึงเวลาต้องตอบแทนแล้ว… ฉันวางแผนที่จะสังเวยกางเขนทองแดงอันนี้ให้มิสเตอร์ฟูล เธอไม่คัดค้านใช่ไหม?”
“ไม่” ซิลไม่ลังเล
…
คฤหาสน์เพลงกุหลาบ ตกเย็นอีกครั้ง มีข่าวถูกส่งกลับมาจากครอบครัวของโจนาส·โคลเกอร์ ระบุว่ายังไม่ต้องทำอะไร เพราะรองผอ. MI9 รายนี้มักมีภารกิจลับเร่งด่วนบ่อยครั้ง โดยส่วนใหญ่เกี่ยวกับความมั่นคงของอาณาจักร ด้วยเหตุนี้ มัคท์และคนที่เหลือจึงคลายความกังวล เริ่มนำสัตว์ที่ล่ามาได้มาย่างกับกองไฟและจัดงานเลี้ยงแบบบาร์บีคิวในสวนของคฤหาสน์
เมื่อเห็นเหล่าสุภาพบุรุษม้วนแขนเสื้อขึ้นและก้มหน้าก้มตาทำงานรอบๆ เต่าย่าง บรรดาสุภาพสตรีแวะเวียนมาช่วยเป็นบางครั้ง ขณะเดียวก็คอยดูแลเด็กเล็กที่วิ่งเล่นภายในส่วนอย่างกระตือรือร้น สำหรับไคลน์ มันถือแก้วไวน์ขาวรสหวานนุ่มที่ผลิตโดยคฤหาสน์เพลงกุหลาบ นั่งบนเก้าอี้ไม้สีขาว ยกมุมปากยิ้มเล็กๆ
ข้างๆ มันคือบุรุษรับใช้ลูกครึ่งที่ยืนตัวตรงเพื่อรอรับคำสั่ง
และภายในอาคารหลักของคฤหาสน์ ภายในห้องสักห้อง ดวงตาคู่หนึ่งกำลังเฝ้ามองลงมาอย่างเงียบงัน ไม่ใช่ใครนอกจากบุรุษผู้เหมือนกับเอ็นยูนทุกประการ
สายลมยามเย็นพัดผ่าน ขณะไคลน์เตรียมลุกขึ้นและแสดงวิธีการย่างเนื้อแบบฉบับอ่าวเดซีย์ มันเห็นร่างหนึ่งถูกวาดขึ้นเบื้องหน้าอย่างกะทันหัน
อาเรียนน่า สตรีผู้สวมชุดเรียบง่ายและเข็มขัดเปลือกไม้
บริวารอำพรางรายนี้จ้องหน้าดอน·ดันเตสและกล่าว
“ไม่มีสิ่งใดพิเศษในโบราณสถานใต้ดิน…”
จากนั้น เธอเล่าถึงจุดสำคัญที่ตนและสามอาร์ชบิชอปเห็น รวมถึงคำอธิบายของเจ้าชายแห่งโซเนีย โกรฟ·ออกัสตัส
มีบางอย่างไม่ถูกต้อง… แวบแรกในหัวไคลน์คือความคลางแคลง
ในเมื่อไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดยังคงได้รับความช่วยเหลือจาก ‘นักบุญสีขาว’ คาร์เทอริน่า·เปลเล่ หมายความว่านิกายแม่มดและราชวงศ์ยังคงทำงานร่วมกัน
เมื่อพิจารณาว่า ทั้งสองฝ่ายยังคงร่วมมือกันแม้โศกนาฏกรรมมหาหมอกควันจะจบลงไปแล้ว เรื่องนี้สามารถตีความได้ว่า การปิดบังตัวตนโบราณสถานของจักรพรรดิโลหิตเอาไว้ ย่อมไม่ใช่แค่เรื่องความเห็นแก่ตัวธรรมดาๆ แน่
ในเมื่อลงทุนลงแรงไปมากขนาดนี้ คิดว่านิกายแม่มดและสมาคมแปรจิตจะไม่หวังผลประโยชน์ใดตอบแทนเลยหรือ?
และถ้าพวกมันถูกตัดความสัมพันธ์จริง แค่นำข่าวมาแจ้งกับสามโบสถ์หลักก็พอแล้วนี่?
ไคลน์เชื่อว่าความลับของโบราณสถานใต้ดินยังไม่ถูกเปิดโปง และสงสัยว่า ข่าวอาจรั่วไหลกลางทางจนทำให้อีกฝ่ายมีเวลากลบเกลื่อน
แต่ในเมื่อมาดามอาเรียนน่าจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เราสามารถตัดความน่าจะเป็นที่จะถูกทำนายหรือพยากรณ์ถึงไปได้เลย…
นับตั้งแต่การสังหารโจนาส·โคลเกอร์ของเรา ไปจนถึงปฏิบัติการร่วมของอาร์ชบิชอปสามโบสถ์หลัก มีผู้เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ไม่ถึงสิบคน… นอกจากนั้น ทุกคนยังเป็นสมาชิกระดับสูงของโบสถ์ตัวเอง แล้วข่าวจะรั่วไหลออกไปได้ยังไง…
ความผิดปรกติเกี่ยวกับไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดทำให้คนในโบราณสถานเปิดใช้งานแผนฉุกเฉิน? ไม่น่าจะเป็นไปได้ ตำแหน่งของไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดมิได้สำคัญขนาดนั้น แม้แต่โจนาส·โคลเกอร์ก็ยังแทบไม่รู้อะไรเลย… หน้าที่หลักมีแค่การประสานงานกับนิกายแม่มดและจัดหาอุปกรณ์บางอย่าง อาจไม่รู้จักโบราณสถานแห่งนั้นเลยด้วยซ้ำ… ไคลน์เค้นความคิดเพื่อหาเหตุผลมารองรับ
มันตัดประเด็นที่อีกฝ่ายจะเตรียมความพร้อมหลังจากเหตุการณ์ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดออกไป เพราะเหนือสิ่งใดอื่นใด ความตายของหัวหน้าราชองครักษ์มิได้สลักสำคัญขนาดนั้น
ลงเอยด้วย เหลือความเป็นไปได้อยู่เพียงไม่กี่เรื่องที่สามารถอธิบายสถานการณ์ได้ หนึ่งก็คือ ใครสักคนที่รู้ความลับเรื่องนี้ จงใจหรือไม่จงใจแพร่งพรายข้อมูลด้วยเหตุผลบางประการ หรืออีกข้อหนึ่ง พวกมันพบความผิดปรกติเกี่ยวกับโจนาส·โคลเกอร์ที่กลายเป็นหุ่นเชิด แต่ไคลน์ไม่ทันสังเกตเห็น
ตัวปัญหาอาจอยู่ที่สมาคมแปรจิต… ความคิดของเราถูกใครบางคนอ่านออก? แต่ตัวเรามีพรจากหมอกสีเทา ไม่ว่าจะแนบเนียนขนาดไหน แต่เราก็ต้องสัมผัสถึงความผิดปรกติ เฉกเช่นในตอนที่เผชิญหน้ากับครึ่งเทพเส้นทางผู้ชมที่ต้องการติดต่อกับแอนเดอร์สัน… สมาคมแปรจิตเกิดจากบางสิ่งที่เฮอร์มิสเหลือทิ้งไว้… เฮอร์มิส… คิดถึงตรงนี้ ดวงตาไคลน์พลันเบิกกว้าง
มันรีบหยุดคิดตามสัญชาตญาณ ไม่ต้องการนึกถึงข้อมูลที่ลึกลงไป ก่อนจะหันไปทางอาเรียนน่าและถามด้วยน้ำเสียงค่อนข้างผ่อนคลาย
“ที่นี่ถูกปกปิดหรือยัง?”
“เป็นความลับสุดยอด” อาเรียนน่าตอบเสียงเรียบ
ผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาด้านหลังเธอโดยไม่มีใครสังเกตเห็นเธอแม้แต่คนเดียว
ไคลน์ถอนหายใจก่อนจะก่อร่างความคิดขึ้นในสมอง
จักรพรรดิโรซายล์เคยกล่าวในไดอารีว่า สมาชิกขององค์กรลับดังกล่าวล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลสำคัญ…
ถ้าอย่างนั้น… มีความเป็นไปได้ไหมว่า หนึ่งในสามสมาชิกระดับสูงของโบสถ์ จะเป็นสมาชิกของสภานักสิทธิ์สนธยาด้วยเช่นกัน?
และโบราณสถานการณ์ที่อาเรียนน่าเห็นไม่ใช่ของจริง แต่เป็น ‘จินตภาพ’ ของอาดัม?
………………………….
กรุงเบ็คลันด์ เขตเหนือ วิหารนักบุญแซมมวล
คาร์ดินัลแห่งโบสถ์วายุสลาตัน อาร์ชบิชอปแห่งมุขมณฑลเบ็คลันด์ ‘เจ้าพิธีกรรมสีคราม’ เรดาลล์·วาเลนไทน์กำลังร่อนลงมาจากสายลม เหยียบลงบนยอดแหลมที่มีนาฬิกายักษ์อยู่ทางซ้ายมือ
มันสวมเสื้อคลุมสีดำปักลวดลายพายุ บนใบหน้ามีหนวดเครา ผมตรงตัดสั้น สีน้ำเงินเข้มเกือบดำ
ครึ่งเทพที่ทรงพลังรายนี้มองไปยังทิศทางหนึ่ง กล่าวกับบุคคลที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว
“ฮารามิค… คุณรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น? ทำไมแอนโทนีถึงเรียกเรามาที่นี่กะทันหันนัก?”
คนที่มันกำลังสนทนาด้วย แต่งกายในชุดนักบวชสีขาวและหมวกนักบวช หน้าตาใจดี แววตาอ่อนโยน ไม่ใช่ใครนอกจากหนึ่งในสภาศักดิ์สิทธิ์แห่งโบสถ์วายุสลาตัน อาร์ชบิชอปแห่งมุขมณฑลเบ็คลันด์ ครึ่งเทพ ฮารามิค·ไฮเดิน
ได้ยินคำถามจากเรดาลล์ ฮารามิคตอบสุขุม
“ผมก็มิได้มาถึงก่อนคุณนานนัก แถมยังเพิ่งออกจากห้องวิจัยแค่ไม่กี่นาที”
นอกจากนักบวช มันยังเป็นนักวิทยาศาสตร์คนดัง เป็นศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์สาขาฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยเบ็คลันด์
ขณะเรดาลล์·วาเลนไทน์เตรียมกล่าวบางสิ่ง มันเหลือบไปเห็นร่างหนึ่งเดินขึ้นมาจากบันไดคดเคี้ยวแคบๆ จนกระทั่งถึงยอดหอคอยในจุดที่แสงจันทร์ส่องไม่ถึง
บุคคลดังกล่าวแต่งกายในชุดนักบวชสีดำแถบแดง บนหน้าอกมีสัญลักษณ์ตราศักดิ์สิทธิ์แห่งความมืดจำนวนห้าจุด ใบหน้าเกลี้ยงเกลา ปราศจากหนวดเครา ดวงตาลุ่มลึกและสุขสงบ ไม่ใช่ใครนอกจากหนึ่งในสิบสามอาร์ชบิชอปแห่งรัตติกาล ประมุขแห่งมุขมณฑลเบ็คลันด์ นักบุญแอนโทนี·สตีเวนสัน
“เป็นเรื่องที่รอให้ถึงตอนเช้าไม่ได้? หรือว่าคนของรัตติกาลชอบคุยงานตอนดึก?” ‘เจ้าพิธีกรรมสีคราม’ เรดาลล์·วาเลนไทน์ตั้งคำถาม
แอนโทนีหยุดเดินและตอบด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“เป็นเรื่องด่วนมากๆ”
“เรื่องอะไร?” เรดาลล์ถาม
ขณะเดียวกัน ฮารามิค·ไฮเดินเองก็หันมาทางแอนโทนี·สตีเวนสันและรอคอยคำตอบ
ในสถานการณ์แบบนี้ ฮารามิคค่อนข้างชื่นชอบคนจากโบสถ์วายุสลาตัน เพราะคนเหล่านี้มักเปิดปากถามอย่างโผงผางโดยไม่มัวพิถีพิถัน ตัวมันจึงไม่ต้องเสียแรงถามเอง
แอนโทนีมองสลับไปมาและกล่าว
“เป็นเรื่องเกี่ยวกับราชวงศ์… ให้พระคุณเจ้าอาเรียนน่าเป็นผู้เล่าแทนจะเหมาะกว่า”
ทันทีที่มันกล่าวจบ สตรีเท้าเท้าเปล่า ปล่อยผม และสวมเสื้อคลุมเรียบง่ายพร้อมด้วยเข็มขัดเปลือกไม้ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางความมืด
เมื่อเห็นบุคคลดังกล่าวเต็มสองตา เรดาลล์และฮารามิคต่างพากันโค้งศีรษะ
“สายัณห์สวัสดิ์ พระคุณเจ้าอาเรียนน่า”
สีหน้าของพวกมันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมพร้อมกัน เริ่มเข้าใจถึงความร้ายแรงของสถานการณ์
หากเป็นเรื่องที่เทวทูตเดินดินต้องปรากฏตัว นั่นย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน!
ขณะเดียวกัน พวกมันอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน เพราะเพิ่งตระหนักได้ว่า พวกตนไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าประมุขแห่งสำนักชีรัตติกาล บริวารอำพราง พระคุณเจ้าอาเรียนน่ามาถึงกรุงเบ็คลันด์ตอนไหน
ภายใต้สถานการณ์ปรกติ สามโบสถ์หลัก ราชวงศ์ และกองทัพ ต่างมีข้อตกลงร่วมกันว่า ในกรุงเบ็คลันด์ห้ามมีเทวทูตเดินดินหรือสมบัติปิดผนึกลำดับ 0 อยู่
“สายัณห์สวัสดิ์ ท่านอาร์ชบิชอป” อาเรียนน่าตอบโดยปราศจากความผยอง
จากนั้น ยกแขนขวาขึ้นมาจับอากาศ
แสงจางๆ ปรากฏขึ้นและแปรสภาพกลายเป็นฉากท่ามกลางความมืด ทั้งหมดเป็นบทสนทนาตั้งแต่ต้นจนจบระหว่างอาเรียนน่าและโจนาส·โคลเกอร์
คล้ายกับว่าความลับที่ถูกเก็บงำมานาน จะรั่วไหลออกสู่โลกภายนอกเป็นครั้งแรก
ขณะชมภาพเหตุการณ์ ‘เจ้าพิธีกรรม’ เรดาลล์·วาเลนไทน์อดไม่ได้ที่จะกล่าวออกมา
“ชายคนนี้เป็นครึ่งเทพลำดับ 4…?”
อาร์ชบิชอปรายนี้รู้จักกับโจนาส·โคลเกอร์ เดิมทีมันเชื่อว่ารองผอ. MI9 เป็นแค่ผู้วิเศษลำดับ 5 ที่พึ่งพาสมบัติปิดผนึกที่มีผลข้างเคียงร้ายแรงเพื่อให้เอื้อมถึงพลังของครึ่งเทพ แต่ไม่เคยทราบว่านั่นเป็นแค่การเสแสร้ง
โบสถ์วายุสลาตันมีสายสัมพันธ์กับกองทัพมากกว่าอีกสองโบสถ์หลัก
ไม่มีใครตอบคำถามเรดาลล์ หลังจากรับชมเหตุการณ์จนจบ ฮารามิคกล่าว
“โบราณสถานลับของจักรพรรดิโลหิต… และมีคนจำนวนมากถูกส่งเข้าไป… เมื่อนำสองสิ่งนี้มาประกอบกัน ฟังดูไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ดีสักเท่าไร”
“ต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่อยู่แล้ว!” เรดาลล์พยักหน้าเห็นพ้อง “รีบไปที่นั่นกันเถอะ!”
อาเรียนน่ามองไปรอบๆ และกล่าวอย่างสุขุม
“เรื่องนี้เกี่ยวพันกับราชวงศ์และกษัตริย์ พวกเจ้าควรได้รับอนุญาตจากสันตะสำนักเสียก่อน”
ในบริบทของเทวทูตตนนี้ สันตะสำนักหมายถึงประมุขของศาสนา ขณะเดียวกันก็ยังหมายถึงสำนักงานใหญ่ของโบสถ์ หรือไม่ก็ศูนย์กลางอำนาจทั้งหมด
“ตกลง” อาร์ชบิชอปทั้งสองมอบคำตอบโดยไม่ลังเล
ผ่านไปสักพัก ‘เจ้าพิธีกรรม’ เรดาลล์·วาเลนไทน์และฮารามิค·ไฮเดินได้รับการตอบสนองจากสมบัติปิดผนึกที่พวกมันพกพา ร่วมกันกับแอนโทนีและอาเรียนน่า พวกมันมุ่งหน้าไปยังโบราณสถานที่โจนาส·โคลเกอร์เพิ่งเข้าไป
อาเรียนน่าหยิบตราสัญลักษณ์สีดำเหล็กที่มีลวดลายซับซ้อนออกมาถือ ตามด้วยการกระตุ้นกลไก
เธอไม่พยายามปลอมตัวหรือแปลงโฉม ทำเพียงยืนอย่างสุขุมราวกับไม่กังวลว่าคนคุ้มกันด้านในจะรู้จักว่าเป็นใคร
เมื่อเห็นพฤติกรรมของบริวารอำพรางรายนี้ ฮารามิคทำหน้าครุ่นคิด ส่วนเรดาลล์ยังคงปิดปากเงียบราวกับว่านั่นไม่ใช่ปัญหา
ภายในโบราณสถานใต้ดิน บนฐานะโลหะแปลกประหลาด แสงสว่างสีฟ้าอ่อนสว่างขึ้นและก่อตัวเป็นรูปทรงประตู
คนคุ้มกันสี่คนในชุดเกราะสีดำสนิทรีบหันมาจับตามองสถานการณ์ด้านนอก เตรียมใช้วิธีการเฉพาะตัวเพื่อยืนยันว่า ผู้ที่อัญเชิญ ‘ประตูเทเลพอร์ต’ ปลอมตัวมาหรือไม่ และพวกตนควรเปิดประตูไหม
ทว่า พวกมันกลับมองไม่เห็นสิ่งใดเลย พื้นที่ด้านนอกทั้งโล่งและว่างเปล่า
ขณะพวกมันกำลังทวีความสับสนและกระสับกระส่าย ร่างหนึ่งถูกวาดขึ้นด้านหลัง ไม่ใช่ใครนอกจากหัวหน้าผู้บำเพ็ญตนแห่งโบสถ์รัตติกาล อาเรียนน่าผู้สวมเสื้อคลุมเรียบง่ายแต่มีรอยซ่อมแซม
เพียงพริบตา คนคุ้มกันทั้งสี่เข้าสู่ภวังค์หลับลึก โดยมีแอนโทนี เรดาลล์ และฮารามิคตามเข้ามาในโบราณสถานทีละคน
พวกมันไม่ได้เดินไปตามถนนตรงๆ เพื่อผ่านห้องโถง แต่เป็นการลอยกลางอากาศและมองจากมุมสูง
โลกภายในปกคลุมด้วยความมืดเป็นส่วนใหญ่ มีเพียงแสงเล็กน้อยเล็ดลอดมาจากตะไคร่น้ำประหลาดและไฟจากสิ่งก่อสร้างขนาดเท่ามนุษย์อาศัย
อาศัยแสงสว่างเหล่านั้น ต่อให้ไม่ใช่ผู้วิเศษที่มีเนตรมองกลางคืนก็ยังสามารถเข้าใจโครงสร้างเบื้องต้นของอาคารขนาดมหึมาหลังนี้:
ด้านหนึ่งเป็นกำแพงหินสีเทา ขยายขึ้นไปด้านบนจนมองไม่เห็นจุดจบ ประหนึ่งเชื่อมต่อกับพื้นดิน ส่วนอีกด้านเป็นหุบเหวลึกที่มองไม่เห็นก้น ราวกับเป็นนรกที่พวกปีศาจชอบอาศัย ถนนปูด้วยแผ่นหินลาดยาวผ่านทั้งสองฝั่ง เชื่อมต่อห้องโถงและอาคารอื่นๆ เข้าด้วยกัน มีคนเดินผ่านเข้าออกเป็นครั้งคราวอย่างเงียบเชียบ
ขณะที่อาร์ชบิชอปจากสามโบสถ์หลักเตรียมจับคนที่ผ่านเข้าออกมาสอบปากคำ ถามถึงสถานการณ์ภายใน ทันใดนั้น บุคคลผู้หนึ่งเหาะขึ้นมาจากหุบเขาอันมืดมิดและตรงไปยังเหล่าครึ่งเทพ
ร่างดังกล่าวมีใบหน้าเรียวยาว บนศีรษะสวมผ้าคลุมหัว เหนือริมฝีปากมีหนวดโค้งมนตรงปลาย คิ้วดกหนา ดวงตาใหญ่กว่าคนปรกติเล็กน้อย ดูคล้ายกับไพ่ตัวละครบนหลังไพ่
มันสวมทักซิโด้และผ้าคลุมผืนใหญ่ ปลายรองเท้ายาวมากเป็นพิเศษ การแต่งตัวโดยรวมไม่เข้ากับยุคสมัยปัจจุบันเลยสักนิด ราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตจากหลายร้อยปีก่อน
เหล่าอาร์ชบิชอป เช่นแอนโทนีและฮารามิค ล้วนรู้จักอีกฝ่ายเป็นอย่างดี เพราะบุรุษผู้นี้คือเจ้าชายแห่งโซเนีย โกรฟ·ออกัสตัส ครึ่งเทพแห่งราชวงศ์
“พวกคุณเข้ามาได้ยังไง?” โกรฟเป็นฝ่ายเปิดปาก สีหน้าค่อนข้างประหลาดใจ
หลังจากทุกคนมองหน้ากัน แอนโทนีเริ่มพูดก่อน
“พวกเราสืบสวนเกี่ยวกับคดีการหายตัวไปอย่างลึกลับมานานแล้ว ในระยะหลังเริ่มจับตามองโจนาส·โคลเกอร์แห่ง MI9 เป็นพิเศษ และจากเขา เราจึงได้พบที่นี่”
สีหน้าโกรฟเปลี่ยนไปเล็กน้อย จากนั้น มันจ้องสตรีที่ทำให้หัวใจทุกดวงสงบนิ่ง รวบรวมคำพูดสักพักก่อนจะถาม
“มาดามอาเรียนน่า?”
“ใช่… ข้ารับผิดชอบคดีการหายตัวไปของผู้คน” อาเรียนน่าตอบห้วน
เจ้าชายโกรฟยิ้มขื่นขม
“พวกเราโลภเกินไป หลังจากค้นพบโบราณสถานแห่งนี้ ทางเราคิดเพียงแต่จะขุดค้นและรวบรวมสมบัติภายใน… เพื่อให้เป็นความลับ พวกเราตัดสินใจร่วมมือกับนิกายแม่มด รวบรวมคนจำนวนมากเพื่อสร้างทางเดินและประกอบพิธีกรรมบางอย่าง… อย่าได้เข้าใจผิดไป ไม่ใช่อย่างที่พวกคุณคิด ผมหมายถึงพิธีกรรมทั่วไป และทุกคนยังมีชีวิตอยู่ภายในโบราณสถาน… หากไม่เชื่อ พวกคุณสามารถตามผมลงไปด้านล่างเพื่อดูให้เห็นกับตา นอกจากอาคารและผนึกที่ยังไม่ถูกเปิดออกมาสำรวจ ที่นี่ก็ไม่มีอะไรเลย”
ได้ยินคำตอบ แอนโทนี ฮารามิค และเรดาลล์ต่างมองหน้ากันและพบความคลางแคลงในดวงตาอีกฝ่าย
นี่ไม่ใช่ท่าทีตอบสนองที่พวกมันคาดหวัง! ผิดไปจากที่คิดโดยสิ้นเชิง!
เหตุการณ์ตรงหน้าทำให้ทุกคนสงสัยว่า พวกตนเข้าใจผิดกันไปเองหรือไม่ และสถานการณ์อาจไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่เข้าใจ
ทันใดนั้น อาเรียนน่ากล่าว
“พวกเจ้ายังสร้างโศกนาฏกรรมมหาหมอกควัน”
“ผิดแล้ว” เจ้าชายโกรฟส่ายหน้า “นั่นเป็นบทเรียนที่พวกเราได้รับจากการร่วมมือกับแม่มด… พวกหล่อนพยายามครอบงำเอ็ดซัคและใช้เขายึดครองอาณาจักร… หลังจากถูกพวกเราจับได้ นิกายแม่มดจึงสร้างมหาหมวกควันขึ้น และนับแต่นั้นเป็นต้นมา พวกเราก็ตัดขาดความร่วมมือถาวร”
กล่าวจบ มันชี้ลงด้านล่างและพูด
“แค่จะเก็บซ่อนความลับของโบราณสถานจักรพรรดิโลหิต พวกเราจำเป็นต้องสร้างโศกนาฏกรรมที่ใหญ่ขนาดนั้นเชียวหรือ? ตราบใดที่พวกคุณลงไปสำรวจอย่างละเอียดด้วยตัวเอง ทุกคนจะเข้าใจความหมายที่ผมต้องการจะสื่อ… หึหึ ไม่ต้องกังวล มาดามอาเรียนน่าก็อยู่ที่นี่ด้วย ทุกกับดักล้วนไร้ผล นอกจากนั้น ต่อให้พวกเราแข็งแกร่งพอที่จะฝังทุกคนไว้ในโบราณสถาน แต่ทางศาสนจักรต้องพบความผิดปรกติแน่ ผมเมื่อเชื่อว่าพวกคุณจะบุกเข้ามาที่นี่โดยไม่รายงานสันตะสำนักก่อน… หากไม่มีใครกลับไป พวกเขาต้องมีการตอบสนองทันทีแน่”
ครึ่งเทพอย่างเรดาลล์และแอนโทนีครุ่นคิดสักพักก่อนจะหันไปมองอาเรียนน่าที่แต่งกายเรียบง่าย
อาเรียนน่าพยักหน้าสุขุม
“ตกลง”
จากนั้น หนึ่งเทวทูตและสามนักบุญต่างลงไปยังส่วนลึกของโบราณสถานภายใต้การนำทางของเจ้าชายโกรฟ พวกมันพบอีกหนึ่งโบราณสถานภายในความมืดมิดซึ่งไม่มีใครย่างกรายเข้าไป รวมถึงชายหญิงจำนวนมากที่ถูกสอนให้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
อาเรียนน่า ฮารามิค และครึ่งเทพที่เหลือต่างทำตามสัญชาตญาณตัวเอง แยกย้ายกันไปสำรวจในแต่เขต แม้กระทั่งไปยังเขตไกลๆ เพื่อรวบรวมข้อมูล แต่ก็ยังไม่พบความผิดปรกติใดๆ
…
หลังจากได้รับสัญญาณจากอาเรียนน่า ไคลน์แปลงโฉมโจนาส·โคลเกอร์ให้เป็นคนรับใช้ในคฤหาสน์ เป็นการทำให้รองผอ. MI9 รายนี้หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ถัดมา มันประกอบพิธีกรรมอย่างไม่รีบร้อน ส่งวัตถุเพิ่งได้รับเข้าไปในมิติหมอกเพื่อทำการวิจัยในอนาคต จากนั้นก็รอให้ฟ้าสว่างอย่างอดทน
……………………………………
ไม่… โจนาส·โคลเกอร์ยืนแน่นิ่ง ภายในใจเต็มไปด้วยความสิ้นหวังอย่างแรงกล้า
ในฐานะที่เป็นครึ่งเทพมากประสบการณ์ของกองทัพ มันเข้าใจสถานการณ์ของตัวเองเป็นอย่างดี เสียงฝีเท้าแห่งความตายกำลังย่างกรายเข้ามาใกล้
มันต้องการที่จะสู้จนตัวตาย ต้องการเผยร่างสัตว์ในตำนาน ทว่า คำสั่งที่ส่งออกไปอย่างเชื่องช้ากลับไม่แสดงผลใดๆ
ร่างกายของมันกำลังถูก ‘ปรสิต’ สิงร่างจนมิอาจควบคุม!
ในวินาทีนี้ โจนาส·โคลเกอร์มิอาจทำได้แม้กระทั่งการหลั่งน้ำตา
ท่ามกลางแสงเงาจากดวงจันทร์ยักษ์สีแดง กระแสเวลาไหลผ่านไปวินาทีแล้ววินาทีเล่า จนกระทั่งโจนาส·โคลเกอร์ยกมือซ้ายขึ้นมาสัมผัสเส้นผมตัวเอง
มันกลายเป็นหุ่นเชิดของไคลน์เรียบร้อยแล้ว
อันที่จริง ในช่วงสุดท้าย มันมีโอกาสเอาชีวิตรอด เนื่องจากระยะเวลาของกระสุนปรสิตนั้นน้อยกว่าระยะเวลาในการเปลี่ยนให้เป็นหุ่นเชิดโดยสมบูรณ์ ช่องว่างประมาณสองถึงสามวินาทีดังกล่าวคือช่วงที่มันสามารถเผยร่างสัตว์ในตำนานและยื้อชีวิต
แต่ปัญหาก็คือ มันยังอยู่ในผลของกระสุนหลอกลวง แถมความคิดก็ยิ่งเฉื่อยชามากขึ้นทุกขณะ หมดโอกาสตระหนักถึงโอกาสสั้นๆ ในช่วงเวลาดังกล่าว
ไคลน์จ้องหุ่นเชิดตัวใหม่ หายใจเข้าออกเงียบงัน เงยหน้าขึ้นมองพระจันทร์ยักษ์สีแดงและกล่าว
“จบแล้ว”
ท่ามกลางพระจันทร์สีแดงดวงใหญ่ จุดดำจุดหนึ่งโผล่ขึ้นและร่อนลงมาทันที ไม่ใช่ใครนอกจากสตรีที่สวมเสื้อคลุมเรียบง่าย หัวหน้าสิบสามอาร์ชบิชอปแห่งโบสถ์รัตติกาล ‘บริวารอำพราง’ อาเรียนน่าผู้สวมเข็มขัดเปลือกไม้
ท่ามกลางโลกแห่งความลับ ผู้บำเพ็ญตนรายนี้มิได้ใช้พลังพิเศษ แต่กลับสามารถลอยอยู่กลางอากาศ เธอจ้องไปทางเคาต์แห่งการเสื่อมถอยด้านล่าง
เพียงเธอยกมือขวาแผ่วเบา ร่างวิญญาณของโจนาส·โคลเกอร์พลันถูกกระชากขึ้นไปด้านบน ส่งผลให้ไคลน์สูญเสียการควบคุมหุ่นเชิด
มันไม่แปลกใจกับเรื่องนี้สักเท่าไร เพราะในท้ายที่สุด มันไม่ได้แยกหนอนวิญญาณและส่งเข้าไปในร่างอีกฝ่ายเพื่อควบคุมหุ่นเชิด พลังที่ใช้เมื่อครู่เป็นแค่ของลำดับ 5 ซึ่งยังไม่ถึงครึ่งเทพ
“เจ้าเพิ่งไปไหนมา” อาเรียนน่าจ้องโจนาส·โคลเกอร์และถามอย่างใจเย็น
สีหน้าของโจนาส·โคลเกอร์บิดเบี้ยวเล็กน้อยก่อนจะตอบ
“โบราณสถานหมายเลขหนึ่ง”
ชายคนนี้ทำพันธสัญญาผูกมัด… หรือถูกชี้นำทางจิต? ไคลน์ที่กำลังเฝ้ามองการสื่อวิญญาณ สังเกตเห็นบางสิ่งจากท่าทีตอบสนองของเคาต์แห่งการเสื่อมถอย
ทว่า ไม่ว่าจะเป็นพลังชนิดใด แต่นั่นก็ไม่มีผลภายในโลกแห่งความลับที่ไม่มีใครตระหนักถึง โลกลึกลับที่ไม่มีใครสัมผัสได้
“โบราณสถานดังกล่าวอยู่ที่ใด เป็นของใคร และใช้ทำอะไร” ในฐานะหัวหน้าสิบสามอาร์ชบิชอปแห่งรัตติกาลและยังเป็นเทวทูตในเส้นทางเดียวกัน อาเรียนน่าจึงถือครอง ‘อำนาจ’ ในขอบเขตความลับและไม่จำเป็นต้องเริ่มถามจากคำถามง่ายๆ แต่ตรงเข้าประเด็นทันที ไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุกับเหยื่อ
วิญญาณของโจนาส·โคลเกอร์สั่นระริกเล็กๆ คล้ายกับจะระเบิดออก แต่สุดท้ายก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
มันลังเลสักพักก่อนจะตอบ
“โบราณสถานตั้งอยู่ในเขตสเตอร์ริเว่นของแม่น้ำทัสซอค ลึกลงไปใต้ดิน… มีการเตรียมการสำหรับขัดขวางพลังทำนายและพยากรณ์”
เขตสเตอร์ริเว่น… เป็นภูเขาลูกเดียวกับที่มิสเตอร์ A เคยเข้าไป และไม่ไกลจากจุดที่หมอนั่นเพิ่งหายตัวไปด้วยอุปกรณ์บางอย่าง… ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะระวังตัวเป็นอย่างดี… การที่เราไม่ถูกพบตัว แปลว่าวิธีย้ายตำแหน่งแบบจุดต่อจุดมีประสิทธิภาพสูงมาก… แผนที่บริเวณชานเมืองทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเบ็คลันด์ถูกวาดขึ้นในหัวไคลน์อย่างรวดเร็ว
โจนาส·โคลเกอร์ยังเล่าต่อไป
“โบราณสถานดังกล่าวเคยเป็นของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์มาก่อน ส่วนปัจจุบันใช้ทำอะไรนั้น ฉันเองก็ไม่แน่ใจเพราะไม่เคยเข้าไปในส่วนลึกแม้แต่ครั้งเดียว มีหน้าที่เพียงคอยส่งคนและวัสดุที่รวบรวมมาได้”
ชื่อของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์ทำให้อาเรียนน่าเงียบไปสักพัก จนกระทั่งสองสามวินาที เธอยิงคำถามใหม่
“เจ้าเก็บรวบรวมวัสดุแบบใด”
สำหรับคราวนี้ โจนาส·โคลเกอร์มิได้แสดงอาการต่อต้านมากนัก พรั่งพรูคำตอบออกมาทีละหนึ่ง ประกอบด้วยสารจำพวกปรอท แร่เหล็ก และวัตถุดิบสำหรับประกอบพิธีกรรมในขอบเขตต่างๆ ไคลน์มิอาจวิเคราะห์หาความเชื่อมโยงจากข้อมูลดังกล่าว เพราะมันคลุมเครือและกว้างเกินไป จะเป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้น
รอบคอบมาก… สิ่งของไม่จำเป็นจำนวนมากถูกรวบรวมเพื่อปกปิดเป้าหมายที่แท้จริง แม้แต่ครึ่งเทพที่ได้รับมอบหมายก็ยังไม่ทราบจุดประสงค์… นี่คือรูปแบบการวางแผนของเส้นทางผู้ชม… สมาคมแปรจิตอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้? ไคลน์พยักหน้าเล็กน้อยขณะคาดเดา
คล้ายกับอาเรียนน่ามิได้ฉุกคิดสิ่งใด เธอถามต่อไป
“เจ้าพอจะเดาได้ไหมว่าพวกเขากำลังทำสิ่งใด? ถ้าเดาได้ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย”
“อา… ฉันสงสัยว่าพวกเขากำลังขุดค้นเพื่อหาบางสิ่ง และใช้มันเพื่อเป็นเครื่องสังเวย” โจนาส·โคลเกอร์เล่าในสิ่งที่ตนคิด
อาเรียนน่าจ้องมองด้วยสายตาเย็นชาสักพัก ตามด้วยกล่าว
“ใครเป็นผู้สั่งให้เจ้าเข้ามาพัวพันกับโบราณสถานใต้ดิน? และมีใครบ้างที่ผ่านเข้าออกที่นั่นได้”
โจนาส·โคลเกอร์พยายามขัดขืนอีกครั้ง แต่ผลลัพธ์ก็ยังมิแปรเปลี่ยน
มันตอบด้วยสีหน้าลังเล
“เป็นคำสั่งโดยตรงจากฝ่าบาท… ฉันสามารถเป็นครึ่งเทพได้ก็เพราะพระองค์มอบสูตรโอสถ วัตถุดิบ และโอกาสในการเลื่อนลำดับ… นอกจากนั้นพระองค์ยังมอบ ‘แสงเงาประชันดนตรี’ ให้ฉันเพื่อคอยปกปิดฝีมือในฐานะผู้วิเศษลำดับ 5… นอกจากฝ่าบาทที่สามารถเข้าไปในส่วนลึกของโบราณสถานได้ ปัจจุบันมีเพียงครึ่งเทพสองตนของราชวงศ์ที่สามารถผ่านเข้าไป หนึ่งคือเจ้าชายโกรฟ และอีกหนึ่งคือดัชเชสจอร์จิน่า”
ทั้งหมดเป็นคนของตระกูลออกัสตัส… หมายความว่าราชวงศ์มีครึ่งเทพมากกว่าหนึ่ง… มิสจัสติสไม่ค่อยมีข้อมูลของทั้งสองมากนัก ทราบเพียงว่า ทั้งคู่ไม่ชอบเข้าสังคม แม้แต่ตำแหน่งในสภาสูงก็ล้วนมอบให้ทายาทจัดการดูแล… อา… สำหรับครึ่งเทพ ถึงแม้อายุขัยจะยังไม่ถึงขั้นอมตะ แต่ก็ยืนยาวกว่ามนุษย์ทั่วไปมาก การมีชีวิตอยู่เกินหนึ่งร้อยปีไม่ใช่เรื่องยาก จึงไม่เหมาะกับตำแหน่งทางราชการที่ต้องเผยตัวต่อหน้าสาธารณชน… ไคลน์พยายามทบทวนทรงจำ แต่ก็นึกอะไรเพิ่มเติมไม่ออก
อาเรียนน่าเงียบงันสองสามวินาที จากนั้นก็ถาม
“เจ้าเคยพบคอร์เรนส์ในโบราณสถานไหม?”
“เขาเป็นใคร?” โจนาส·โคลเกอร์ถามกลับด้วยสีหน้าสับสน
อาเรียนน่าไม่ตอบ เพียงถามต่อ
“นอกจากที่เล่ามาข้างต้น เจ้าเคยเห็นใครในโบราณสถานอีกบ้าง?”
โจนาส·โคลเกอร์ยังคงอยู่ในสภาพเฉื่อยชาของการถูกสื่อวิญญาณ
“นอกจากนั้นยังมีคนจากนิกายแม่มดและสมาคมแปรจิต ตัวแทนของฝ่ายแรกคือ ‘ไนติงเกลแห่งความสิ้นหวัง’ พานาเทีย แต่หลังจากโศกนาฏกรรมมหาหมวกควัน เธอถูกแทนที่ด้วย ‘นักบุญขาว’ คาร์เทอริน่า·เปลเล่ ส่วนตัวแทนของฝ่ายหลังคือเฮอร์วิน·แรมบิส”
“พวกเขาเคยเข้าไปในส่วนลึกของโบราณสถานหรือไม่” อาเรียนน่าถามอย่างใจเย็น
“ฉันไม่ทราบ… ไม่ได้ติดตามพวกเขาตลอดเวลา” โจนาส·โคลเกอร์ส่ายหน้า “อย่างน้อยก็ในตอนที่เคยพบกัน พวกเขาทั้งหมดอยู่ในเขตด้านนอก”
อาเรียนน่าพยายามถามถึงประเด็นอื่น พยายามจับเค้าโครงภาพรวมอย่างรอบคอบ แต่น่าเสียดายที่แผนการของกษัตริย์จอร์จที่สามแทบไม่มีช่องโหว่ แม้แต่ครึ่งเทพอย่างโจนาส·โคลเกอร์ก็ยังทราบแค่ข้อมูลในกรอบภารกิจของตน รวมถึงเขตที่ตนเข้าออกได้ ไม่รู้มากไปกว่านี้
ครุ่นคิดสักพัก อาเรียนน่าตวัดมือขวาแผ่วเบา กดวิญญาณของโจนาส·โคลเกอร์กลับเข้าไปในร่างเนื้อ ส่งผลให้ไคลน์กลับมาควบคุมหุ่นเชิดได้อีกครั้ง
ฉากดังกล่าวทำให้ชายหนุ่มถอนหายใจด้วยอารมณ์ซับซ้อน
พลังอำนาจในขอบเขตความลับช่างน่าสะพรึง! ต่อให้วันหนึ่งมาดามอาเรียนน่าแอบสอบปากคำหุ่นเชิดของเราอย่างลับๆ ตัวเราที่เป็นเจ้านายคงไม่มีทางเอะใจ…
ทันใดนั้น อาเรียนน่าหมุนตัวเล็กน้อย กล่าวกับชายหนุ่มบนระเบียง
“ยืนยันได้ชัดเจนแล้วว่าจอร์จที่สามผิดปรกติ… รวมถึงตำแหน่งของโบราณสถานใต้ดิน… ข้าจะรีบติดต่อกับโบสถ์วายุสลาตันและโบสถ์จักรกลไอน้ำประจำกรุงเบ็คลันด์ทันที ประสานงานให้พวกเขาลงมือขุดค้นโบราณสถานในคืนนี้เลย… ก่อนที่ข้าจะส่งสัญญาณ รบกวนเจ้าช่วยควบคุมโจนาส·โคลเกอร์และแสร้งว่าเขายังมีชีวิตอยู่ จากนั้นก็ทำให้หายไปในภายหลัง”
คุณกำลังกังวลว่าระหว่างที่เจรจากับอีกสองโบสถ์ ทางนั้นจะพบปัญหาเกี่ยวกับโจนาส·โคลเกอร์ จึงรีบปิดตายโบราณสถานใต้ดินหรือไม่ก็เปิดใช้งานแผนฉุกเฉินสักชนิด? ไคลน์พอจะเข้าใจสถานการณ์เบื้องต้น พยักหน้ารับโดยไม่ปฏิเสธ
“ตกลง”
อาเรียนน่าที่ปล่อยเส้นผมไปตามธรรมชาติ ไม่กล่าวสิ่งใดต่อ เพียงโบกมือแผ่วเบาและเสกให้นาฬิกาพกหุ้มเหล็กลอยไปหาตัวเอง
“สมบัติปิดผนึกชิ้นนี้เป็นของขวัญจากจอร์จที่สามโดยตรง บางทีอาจมีเบาะแสบางอย่างหลงเหลือ”
แปลว่าคุณจะนำมันกลับไปด้วย? ไคลน์ตอบโดยไม่ขัดข้อง
“สุดแล้วแต่ท่าน”
สำหรับประเด็นนี้ มันมิได้นึกเสียดาย คิดด้วยซ้ำว่านี่เป็นเพียงทางออกเดียว เพราะในท้ายที่สุด ความสำเร็จครึ่งหนึ่งต้องยกให้โลกแห่งความลับของอาเรียนน่า รวมถึงพร ‘เคราะห์กรรม’ ถึงอีกฝ่ายจะไม่เอ่ยปากขอ ‘แสงเงาประชันดนตรี’ ด้วยตัวเอง แต่ไคลน์ก็วางแผนที่จะให้อยู่แล้ว หากเป็นในด้านความเที่ยงธรรม ชายหนุ่มไม่เป็นสองรองใคร
นอกจากนั้น ‘แสงเงาประชันดนตรี’ ยังรางวัลที่มันต้องการน้อยที่สุดในศึกนี้ เพราะนั่นไม่เข้ากับรูปแบบการต่อสู้ของจอมเวทพิสดารสักเท่าไร การแปรผันแบบสุ่มจะส่งผลต่อ ‘การแสดง’ ที่มันวางแผนเอาไว้อย่างรอบคอบ และนั่นจะกลายเป็นภาระมากกว่าผลดี
แต่ถ้าไคลน์ถูกบังคับให้ต้องรับ ‘แสงเงาประชันดนตรี’ กลับไป มันก็มีแผนรองรับ นั่นคือการนำไปหลอก— นำไปมอบให้ ‘อสรพิษแห่งชะตา’ วิล·อัสติน – เพราะมีเพียงครึ่งเทพแห่งโรงเรียนชีวิตที่พึ่งพาโชคเท่านั้น จึงจะรู้วิธีควบคุม ‘แสงเงาประชันดนตรี’ อย่างมีประสิทธิภาพ และด้วยความเป็นที่เป็นองค์กรลับขนาดใหญ่ ด้วยความที่เป็นเทวทูตลำดับ 1 วิล·อัสตินจะต้องมีสมบัติปิดผนึกทรงพลังอื่นๆ มาแลกเปลี่ยน
ได้ยินคำตอบ อาเรียนน่าพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะโยนนาฬิกาพกหุ้มเหล็กกลับไปหาโจนาส·โคลเกอร์ ช่วยให้เคาต์แห่งการเสื่อมถอยรายนี้ดูไม่ต่างไปจากปรกติ
ทันใดนั้น ร่างของเธอเลือนหายไปในพริบตาประหนึ่งถูกยางลบลบ พร้อมกับการสลายตัวของโลกที่มืดมนซึ่งปกคลุมยอดแหลมและปล่องไฟของคฤหาสน์
เพียงพริบตา ทุกสิ่งกลับเป็นปรกติ: ไคลน์อยู่ในห้องนอนใหญ่ โจนาส·โคลเกอร์อยู่ในห้องนอนแขกที่ห่างออกไปหลายสิบเมตร ในมือของมันกำลังกำ ‘เสียงแผดอันแสนสิ้นหวังของรีเวียร์’ แนบแน่น
จากนั้น พลตรีแห่ง MI9 ใช้พลัง ‘ยุ่งเหยิง’ เพื่อนำปืนลูกโม่กลับเข้าไปในซองปืนใต้รักแร้ พลางหยิบแก้วไวน์ที่บรรจุไวน์พิเศษของคฤหาสน์เพลงกุหลาบซึ่งตนเพิ่งเทลงไป ยกขึ้นจิบอย่างดื่มด่ำ
……………………..
ท่าไม่ดีแล้ว… เรากำลังถูกควบคุม… ด้านวิญญาณ… เนื่องจากเคยเผชิญหน้ากับผู้ไร้หน้า นักเชิดหุ่น จอมเวทพิสดาร หรือครึ่งเทพที่แข็งแกร่งกว่านี้ โจนาส·โคลเกอร์ย่อมคุ้นชินกับสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างดี มีความรู้ความเข้าใจไม่น้อย
ดังนั้น มันมั่นใจมากว่า ตนพลาดท่าตกหลุมพรางที่อันตรายถึงแก่ชีวิต และเวลาที่ช่วยพลิกสถานการณ์กลับมาเหลือไม่ถึงสิบห้าวินาที!
โดยในสิบห้าวินาที ความคิดจะยิ่งทวีความเฉื่อยชา สมองสั่งการช้าลงเรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดนิ่ง และอาจต้องใช้เวลาหลายวินาทีเพื่อขบคิดหาทางออก อีกหลายวินาทีในการนำไปปฏิบัติจริงด้วยร่างกายที่เชื่องช้า กล่าวอีกนัยหนึ่ง โจนาส·โคลเกอร์มีเวลาในการช่วยเหลือตัวเองไม่ถึงสิบวินาที!
แน่นอน มันคิดแผนการแก้ไขเบื้องต้นไว้แล้ว นั่นคือการเผยร่างสัตว์ในตำนาน วิธีนี้จะช่วยยืดเวลาในการกลายเป็นหุ่นเชิดออกไป พร้อมกับสร้างแรงกระทบกระเทือนไปถึงศัตรู
แต่การทำเช่นนั้น แม้จะช่วยให้เกิดปาฏิหาริย์รอดพ้นจากการกลายเป็นหุ่นเชิด หรือกระทั่งสามารถเอาชนะศัตรู แต่โจนาส·โคลเกอร์ก็ไม่มั่นใจว่าตนจะมีชีวิตอยู่ต่อไป
มันไม่ใช่ครึ่งเทพที่สามารถสับเปลี่ยนไปมาระหว่างร่างมนุษย์กับร่างสัตว์ในตำนานได้ตามใจชอบ และไม่มั่นใจว่าตนยังสามารถครองสติได้ในร่างสัตว์ในตำนาน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หลังจากใช้ร่างสัตว์ในตำนาน มนุษย์ที่ชื่อโจนาส·โคลเกอร์มีโอกาสสูงมากที่จะเสียชีวิตและถูกแทนที่โดยสัตว์ประหลาดชื่อเดียวกัน
ดังนั้น หากไม่สิ้นไร้ไม้ตอกอย่างแท้จริง โจนาส·โคลเกอร์จะไม่ใช่วิธีนี้เด็ดขาด
ขณะสติเริ่มเฉื่อยชา ‘เสียงแผดอันแสนสิ้นหวังของรีเวียร์’ ดังขึ้นภายในหู ช่วยให้ครึ่งเทพของกองทัพพบแผนการเบื้องต้นที่จะเอาตัวรอด
มันรีบขยับนิ้วโป้งขวาด้วยความเร็วที่ไม่ช้าจนเกินไป
พลัง ‘ขยาย’ ของเคาต์แห่งการเสื่อมถอย!
สิ่งที่โจนาส·โคลเกอร์ต้องการขยายไม่ใช่สภาพปัจจุบันของตัวเองหรือพลังของสมบัติปิดผนึก แต่เป็นการขยายผลข้างเคียงด้านลบของ ‘เสียงแผดอันแสนสิ้นหวังของรีเวียร์’ !
ลูกโม่พิสดารกระบอกนี้จะส่งเสียงร้องอันสิ้นหวังให้เจ้าของได้ยินเป็นครั้งคราว สำหรับสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่ครึ่งเทพ ข้อเสียนี้นับว่าร้ายแรงมาก ง่ายต่อการเสียสติและคลุ้มคลั่ง จิตใจแตกสลายหรือสมองขาวโพลน แต่ในกรณีของลำดับ 4 เนื่องจากมีร่างสัตว์ในตำนานอยู่ในตัว ผลข้างเคียงจึงบรรเทาลงมาก
สำหรับโจนาส·โคลเกอร์ เสียงกรีดร้องดังกล่าวทำให้มันรู้สึกมึนงงเล็กน้อย อารมณ์ไม่คงที่ในบางเวลา ร้ายแรงที่สุดคือทำให้ฉุนเฉียว แต่นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไร และมันเริ่มทำความเคยชินกับสิ่งนี้แล้ว
แต่ปัจจุบัน มันต้องการขยายเสียงกรีดร้องให้ถึงจุดที่ครึ่งเทพมิอาจทานทน ด้วยวิธีนี้ จิตใจของมันจะถูกกระทบกระเทือนอย่างหนักหน่วง มีโอกาสที่จะสลัดหลุดการควบคุมจากด้ายวิญญาณ
เนื่องจากพลัง ‘ขยาย’ ไม่จำเป็นต้องขยับร่างกายมากนัก และผลลัพธ์เกิดขึ้นในพริบตา เกอร์มัน·สแปร์โรว์ฝั่งตรงข้ามซึ่งสวมหมวกทรงสูงและรายล้อมด้วยลมแรง จึงไม่สามารถยับยั้งได้ทันเวลา เคาต์แห่งการเสื่อมถอยประสบความสำเร็จในการใช้งานพลังพิเศษ
แต่ในวินาทีถัดมา สิ่งที่โจนาส·โคลเกอร์ได้เผชิญมิใช่เสียงกรีดร้อง แต่เป็นความเงียบสงบ
เสียงกรีดร้องที่ควรจะดังขึ้นไปอีกสักพัก กลับอันตรธานหายไป!
นี่คือผลของการแปรผันแบบสุ่มที่เกิดจาก ‘แสงเงาประชันดนตรี’
ให้ตายสิ… โชคร้ายอะไรแบบนี้… ความคิดของโจนาส·โคลเกอร์แล่นผ่านอย่างเฉื่อยชา แต่มันมิได้ผิดหวังนาน รีบดำเนินการช่วยเหลือตัวเองครั้งที่สองทันที
มันยกมือขวาขึ้นอย่างไม่มั่นคง เล็งหกปากกระบอกของ ‘เสียงแผดอันแสนสิ้นหวังของรีเวียร์’ ไปทางเกอร์มัน·สแปร์โรว์ที่อยู่ห่างออกไปหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร เตรียมลั่นไกปืน
ขณะเวลาเดียวกัน สายลมกระโชกที่พัดใส่มือขวาของมันพลันสลายตัวจากภายใน กระจัดกระจายกลายเป็นสายลมเอื่อย
พลัง ‘ยุ่งเหยิง’ ของเคาต์แห่งการเสื่อมถอย!
โจนาส·โคลเกอร์ใช้สิ่งนี้เพื่อต่อต้านการก่อกวนของเกอร์มัน·สแปร์โรว์
ทันทีหลังจากนั้น เสียง ‘ปัง’ ดังระรัวชุดใหญ่ ‘เสียงแผดอันแสนสิ้นหวังของรีเวียร์’ ปลดปล่อยฝนกระสุนออกมาราวกับปืนกล กลุ่มหัวกระสุนแสนอันตรายพุ่งแหวกอากาศด้วยความบ้าคลั่งเป็นเวลานาน
เกอร์มัน·สแปร์โรว์ที่สวมเสื้อกันลมสีดำโยกตัวหลบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กระสุนทุกนัดพลาดเป้า
ฝนกระสุนพุ่งเฉียดร่างกายอีกฝ่ายและลอยไปไกล พังหน้าต่างกับผนังของคฤหาสน์เพลงกุหลาบจนบางส่วนถล่มลงอย่างเงียบงัน
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
พายุกระสุนระลอกต่อไปยังคงโหมกระหน่ำอย่างไม่หยุดพัก จนกระทั่งเกอร์มัน·สแปร์โรว์ถูกยิง แถมยังโดนเข้าหลายนัดติดต่อกัน!
ท่ามกลางเลือดที่สาดกระเซ็น ร่างของเกอร์มัน·สแปร์โรว์กระเด็นไปมาในสายลม ราวกับกระดาษที่ปลิวไสวและพัดกระพืออย่างต่อเนื่อง พร้อมฉีกขาดได้ทุกเมื่อ
ปัง! ปัง! ปัง! ในที่สุดปืนพกประหลาดก็หยุด ‘การกรีดร้อง’ โดยสำหรับเกอร์มัน·สแปร์โรว์ นอกจากบริเวณศีรษะ ร่างกายส่วนอื่นเต็มไปด้วยรูเลือดอันน่าสยดสยอง
ตามปรกติแล้ว นี่คือสภาพของคนตายอย่างไร้ข้อกังขา แต่เกอร์มัน·สแปร์โรว์กลับยังสามารถควบคุมด้ายวิญญาณราวกับไม่ได้รับผลกระทบ
ขณะเดียวกัน บาดแผลฉกรรจ์ตามร่างกายเริ่มฟื้นฟูด้วยความเร็วคงที่
นี่คือคุณสมบัติของแหวนบุปผาโลหิต
เกอร์มัน·สแปร์โรว์ที่ถูกกระหน่ำยิงคือ ‘ผู้ชนะ’ เอ็นยูน!
สาเหตุที่มันยังไม่ตายจากการโจมตีอันดุเดือด นั่นเพราะ ‘ดวง’ ที่สั่งสมไว้ทั้งหมดถูกปลดปล่อยออกมาในพริบตา และเป็นเพราะโจนาส·โคลเกอร์ ‘ซวย’ มากพอ!
นอกจากนั้น ผลกระทบทางด้าน ‘เสียงกรีดร้อง’ ที่มาพร้อมกับกระสุน แทบไม่มีความหมายใดกับหุ่นเชิดไร้ชีวิตชีวา
เมื่อเห็นว่าการโจมตีอันหนักหน่วงของตนไม่เกิดผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง และระยะเวลาสำหรับช่วยเหลือตัวเองก็ลดลงไปเรื่อยๆ โจนาส·โคลเกอร์ตัดสินใจทำในสิ่งที่วางแผนไว้ล่วงหน้า รีบคลายนิ้วมือข้างซ้ายทั้งห้าออกโดยไม่คิดอะไร
นาฬิกาพกหุ้มเหล็กหลุดออกจากฝ่ามือ ร่วงหล่นลงด้านล่าง
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายเช่นนี้ โจนาส·โคลเกอร์ตัดสินใจสละ ‘แสงเงาประชันดนตรี’ โดยหวังให้มันออกห่างจากสนามรบ เพื่อหลีกเลี่ยงอิทธิพลของการแปรผันแบบสุ่ม
หลังจากนี้ มันมีโอกาสช่วยชีวิตตัวเองแค่หนึ่งหรือสองครั้ง หากหนึ่งในนั้นเกิดแปรผันแบบสุ่มไปในทิศทางที่เลวร้าย ชะตากรรมของตนคงมิอาจย้อนกลับ!
สมบัติปิดผนึกที่หน้าปัดครึ่งหนึ่งเป็นระเบียบและอีกครึ่งหนึ่งยุ่งเหยิงหล่นลงพื้นดินด้วยความเร็วสูง โจนาส·โคลเกอร์หันไปมองเกอร์มัน·สแปร์โรว์ซึ่งบาดแผลกำลังสมานอย่างต่อเนื่อง ตามด้วยการฝืนขยับปลายนิ้วอย่างยากลำบาก
เดิมที มันมีสองทางเลือก หนึ่งคือแผนการช่วยเหลือตัวเองครั้งที่สามซึ่งคิดไว้ในตอนแรก แต่แผนดังกล่าวจำเป็นต้องมีใช้สติค่อนข้างมาก และสองก็คือ ใช้พลัง ‘ขยาย’ อาการบาดเจ็บของศัตรูที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ส่งผลให้อีกฝ่ายตายคาที่
ทว่า เมื่อโจนาส·โคลเกอร์ลองนึกทบทวนและพบว่า แม้เกอร์มัน·สแปร์โรว์จะถูกยิงหลายครั้ง แต่ไม่เพียงจะยังไม่ตาย อีกฝ่ายกลับไม่สูญเสียพลังควบคุมด้ายวิญญาณ มันจึงฉุกคิดว่าแผนการเดิมของตนอาจไม่ประสบความสำเร็จ
แต่ในปัจจุบัน สติของมันคล้ายกับเต็มไปด้วยแป้งเปียก ไม่หลงเหลือความคมชัดในความคิด จึงไม่มีทางอื่นนอกจากดำเนินการไปตามแผนเดิม
ฟ้าว!
ในสภาพสวมถุงมือสีใสและถือลูกโม่สีดำเหล็ก สายลมรอบตัวเกอร์มัน·สแปร์โรว์พลันทวีความรุนแรงและพัดมันจนลอยขึ้นสูง
ฟ้าว!
ด้วยแรงลมมหาศาล เกอร์มัน·สแปร์โรว์พุ่งขึ้นท้องฟ้าสีดำโดยมีพระจันทร์สีแดงเป็นสักขีพยาน
พลัง ‘ขยาย’ ของเคาต์แห่งการเสื่อมถอย!
พายุที่ช่วยพยุงให้เกอร์มัน·สแปร์โรว์ลอยตัว แปรสภาพกลายเป็นพายุทอร์นาโด!
ด้วยวิธีนี้ ระยะห่างของมันกับโจนาส·โคลเกอร์จะเพิ่มขึ้นจนมากกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบเมตรในอีกไม่กี่อึดใจ ส่งผลให้สถานะของการเข้าควบคุมด้ายวิญญาณถูกยกเลิก!
ขณะเห็นว่าตนกำลังจะบรรลุเป้าหมาย สีหน้าของโจนาส·โคลเกอร์ที่กำลังจะได้รับอิสรภาพ พลันทวีความซับซ้อนและดำมืด
พายุทอร์นาโดดังกล่าวขยายขนาดอย่างรวดเร็วและส่งอิทธิพลเป็นวงกว้าง แม้กระทั่งตัวของโจนาส·โคลเกอร์ก็หนีไม่พ้น ร่างกายถูกจับโยนขึ้นไปบนท้องฟ้าในลักษณะไม่ต่างกัน ระยะทางจึงแทบไม่ลดลง
ช่างโชคร้ายอะไรเช่นนี้
ภายใต้แสงจันทร์สีแดงยามค่ำคืน ร่างกายของบุคคลทั้งสองมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ
เพียงไม่นาน พายุทอร์นาโดเริ่มสงบลง อัตราการลอยขึ้นฟ้าจึงเริ่มคงที่
ฉวยโอกาสดังกล่าว สติของโจนาส·โคลเกอร์ที่เกือบจะหยุดนิ่ง พลันผุดแนวคิดใหม่:
“หยุด…”
มันยกเลิกพลังในการ ‘บิน’ ของตัวเองในตอนแรก อาศัยแรงดึงดูดจากภาคพื้นกระชากให้ร่างกายดิ่งลงไปราวกับอุกกาบาต เป็นการฉีกออกห่างจากเกอร์มัน·สแปร์โรว์ด้วยความเร็วสูงสุด
จากนั้น มันไม่ได้แยแสว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์จะกำลังขี่ลมไล่ตามหรือไม่ เพียงเลื่อนแขนซ้ายตัวเองไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าประหนึ่งข้อต่อขึ้นสนิม
เป็นท่าทางที่ดูคล้ายกับการ ‘ปิดประตู’
มันต้องการใช้พลัง ‘บิดเบือน’ ของเคาต์แห่งการเสื่อมถอยเพื่อสร้างกำแพงล่องหนสำหรับกีดขวางเกอร์มัน·สแปร์โรว์ สกัดไม่ให้อีกฝ่ายไล่ตามตนทัน
ทันใดนั้นเอง หุ่นเชิดที่ยังมีชีวิตอยู่ด้านล่าง หุ่นเชิดที่มีใบหน้าและรูปร่างของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ทั้งหมดยกแขนซ้ายขึ้นพร้อมกันและทำท่าเลียนแบบการยิง
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
กระสุนจำนวนมากพุ่งเข้าใส่โจนาส·โคลเกอร์ที่กำลังลอยกลางอากาศ
กว่าแรงปะทะจะแผ่ซ่านไปทั่วร่าง โจนาส·โคลเกอร์ก็ถูกเจาะจนพรุนไปสองสามแผล
อาศัยความเจ็บปวดจากกระสุนสองสามนัดแรก โจนาส·โคลเกอร์ดึงสติเพื่อสลัดให้หลุดจากสถานะถูกเข้าควบคุมด้ายวิญญาณสำเร็จ สมองกลับมาประมวลผลอย่างว่องไวอีกครั้ง
จากนั้น มันใช้พลัง ‘ยุ่งเหยิง’ กับการระดมยิงชุดถัดไป และใช้ ‘บิดเบือน’ กับบาดแผนที่ได้รับในตอนแรก ส่งผลให้ไม่ถึงแก่ความตาย แค่บาดเจ็บสาหัส
โดยขณะเดียวกัน เกอร์มัน·สแปร์โรว์ที่พกพาสมบัติวิเศษหลายชิ้น ถูกกำแพงล่องหนที่อีกฝ่ายสร้างขึ้นกีดขวางจนมิอาจไล่ตามลงมาได้ทัน
และเมื่ออาศัยความช่วยเหลือจากพลัง ‘บิดเบือน’ อีกหนึ่งครั้ง ความเร็วในการร่วงหล่นของโจนาส·โคลเกอร์ช้าลงทันที เป็นการร่อนลงพื้นอย่างนุ่มนวล
แต่ยังไม่ทันจะได้ลงมือทำสิ่งใดต่อ ร่างกายของมันกลับชะงักค้างอีกครั้ง
มันพบว่ามือและเท้าของตัวเองกำลังขัดแย้ง ไม่ยอมฟังคำสั่ง และพบบางอย่างผิดปรกติภายในร่างกาย!
จากนั้นมันก็เห็น ภายใต้แสงจันทร์สีแดงนวลที่สว่างไสว ณห้องนอนหลักของอาคารหลังใหญ่ประจำคฤหาสน์เพลงกุหลาบ บุคคลผู้หนึ่งร่างกายออกมาทางระเบียง
เป็นบุรุษผมดำดวงตาสีน้ำตาล สวมหมวกผ้าไหมทรงสูง เสื้อกันลมสีดำ โครงหน้าชัดลึก บรรยากาศรอบตัวเย็นชา ไม่ใช่ใครนอกจากเกอร์มัน·สแปร์โรว์อีกคนหนึ่ง
เกอร์มัน·สแปร์โรว์คนนี้เองก็เลียนแบบท่ายิงปืนด้วยมือขวาเหมือนหุ่นเชิดตัวอื่น เป็นท่ากำลังกระตุกมือกลับไปจ่อปากและเป่า
นี่คือไคลน์ร่างต้น
สิ่งที่มันเพิ่งยิงออกไปไม่ใช่กระสุนอัดอากาศธรรมดา แต่เป็นกระสุนปรสิตที่อาศัยการนำพาของกระสุนอัดอากาศ!
กระสุนปรสิตที่สร้างโดยหนอนกาลเวลาของร่างโคลนอามุนด์!
มีพลังในการสร้างหนอนกาลเวลาชั่วคราว จากนั้นก็เข้าไปเป็นปรสิตในร่างกายเป้าหมายและมอบสิทธิ์ควบคุมร่างนั้นๆ ให้ผู้ยิง
ไคลน์จงใจหยิบกระสุนนัดนี้ออกมาจากโม่และถือไว้เอง รอคอยโอกาสด้วยใจจดจ่อ รอให้โจนาส·โคลเกอร์สละ ‘แสงเงาประชันดนตรี’ และอยู่ในสภาพที่มิอาจหลบหลีกหรือใช้พลัง ‘บิดเบือน’
เงื่อนไขข้อแรกต้องเกิดขึ้นแน่นอนอยู่แล้ว เพราะเคาต์แห่งการเสื่อมถอยย่อมไม่ต้องการให้มีการแปรผันเกิดขึ้นขณะที่มันพยายามรักษาชีวิตจากการถูกเข้าควบคุมด้ายวิญญาณขั้นต้น ส่วนเงื่อนไขข้อหลังใช้เพียงความอดทน
และเมื่อครู่ ความอดทนที่มันลงทุนก็ผลิดอกออกผล โอกาสที่ไคลน์รอคอยปรากฏอยู่ตรงหน้า จึงยกมือขึ้นยิงโดยไม่ลังเล และในสถานการณ์ที่ปราศจากการแปรผันแบบสุ่ม กระสุนปรสิตย่อมฝังเข้าไปในร่างโจนาส·โคลเกอร์อย่างแม่นยำ!
แต่แน่นอน ถ้ากระสุนนัดที่อีกฝ่ายโดนเข้าไปก่อนหน้านี้ไม่ใช่ ‘กระสุนหลอกลวง’ หากแต่เป็น ‘กระสุนช่วงชิง’ แผนการก็จะเป็นไปในอีกรูปแบบหนึ่ง
โจนาส·โคลเกอร์ที่มิอาจควบคุมร่างกายได้ชั่วขณะ เฝ้ามองเกอร์มัน·สแปร์โรว์บนระเบียงใต้พระจันทร์ยักษ์สีแดง บรรจงถอดหมวกออกมาทาบอกและโค้งศีรษะคำนับ
ท่ามกลางเสื้อกันลมที่พัดกระพือของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ความคิดของมันค่อยๆ เฉื่อยชาลง
……………………………..
หลังจากโจนาส·โคลเกอร์ทราบเส้นทางผู้วิเศษของศัตรู ร่างของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ภายในสวนดอกไม้ ไร่องุ่น และอาคารหลักของคฤหาสน์ต่างยกมือซ้ายขึ้นพร้อมกัน เก็บนิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อย มีเพียงนิ้วชี้และนิ้วโป้งที่เหยียดออกมาในรูปทรงปืนพกอย่างง่าย
นิ้วชี้ที่เป็นตัวแทนลำกล้องและปากกระบอกปืนต่างหันมาเล็งใส่โจนาส·โคลเกอร์ที่อยู่กลางอากาศ จากนั้น ปลายแขนของทุกร่างกระตุกเล็กน้อยคล้ายกับแรงถีบในการยิง
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
ท่ามกลางเสียงอึกทึก รอบๆ ตัวของเคาต์แห่งการเสื่อมถอยผู้สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงขายาวสีดำ นกพิราบมายาสีขาวจำนวนมากกำลังพุ่งเข้าใส่จากทุกทิศ เป็นภาพที่งดงามจนน่าหลงใหล
นี่คือผลข้างเคียงจากนาฬิกาพก ‘หุ้มเหล็ก’ เป็นผลจากการแปรผันที่มิอาจคาดเดาของ ‘แสงเงาประชันดนตรี’ มันทำการเปลี่ยนกระสุนปืนใหญ่อัดอากาศที่สามารถพังบ้านทั้งหลัง ให้กลายเป็น ‘นกพิราบขาวแห่งสันติภาพ’ โดยอัตโนมัติ โจนาส·โคลเกอร์ไม่ต้องออกแรงด้วยตัวเอง!
โจนาส·โคลเกอร์ที่เตรียมใช้พลัง ‘ยุ่งเหยิง’ เพื่อสกัดการระดมยิงของศัตรู เมื่อได้เห็นภาพนกพิราบสีขาวกระพือปีกและบินหายลับไปในขอบฟ้า มันมิได้เผยสีหน้าประหลาดใจแต่อย่างใด
สำหรับเรื่องในทำนองนี้ โจนาส·โคลเกอร์เตรียมใจล่วงหน้าทุกวินาที
มันชาชินกับผลข้างเคียงของสมบัติปิดผนึกที่ตนพกพาและใช้นานมานานหลายปี!
ฉวยโอกาสดังกล่าว มันนำนาฬิกาพกหุ้มเหล็กและปืนลูกโม่พิสดารมากระทบเข้าด้วยกัน
โจนาส·โคลเกอร์เตรียมใช้พลัง ‘บิดเบือน’ โดยมีเป้าหมายเป็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์ที่อยู่ด้านล่าง
สำหรับมัน การต่อสู้กับจอมเวทพิสดาร สิ่งที่น่าปวดหัวที่สุดก็คือ การที่ไม่สามารถระบุได้ว่าศัตรูเป็นร่างจริงหรือหุ่นเชิด เว้นเสียแต่หุ่นเชิดตัวดังกล่าวจะถูกสร้างขึ้นหยาบๆ
ดังนั้น มันไม่กล้าใช้พลังพิเศษส่วนใหญ่ของตน เพราะนั่นไม่มีผลกับหุ่นเชิด
พลัง ‘ข้อห้าม’ ที่แสดงผลเป็นวงกว้างยังสามารถใช้ได้ แต่พลัง ‘ช่วงชิง’ ที่มีผลต่อหนึ่งเป้าหมายนั้นไร้ความหมายโดยสมบูรณ์ เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะใช้พลังช่วงชิงกับหุ่นเชิด จอมเวทพิสดารสามารถแก้ปัญหาได้โดยการเปลี่ยนหุ่นเชิดเสียใหม่
จากหลักการดังกล่าว การใช้พลังเพื่อ ‘ขยาย’ ผลข้างเคียงด้านลบของสมบัติวิเศษศัตรูจึงถูกตัดออกไปในตำรากลศึกของโจนาส·โคลเกอร์ชั่วคราว
ในทำนองเดียวกัน พลัง ‘มอบ’ ของเคาต์แห่งการเสื่อมถอยแทบไม่ส่งผล แตกต่างจาก ‘ช่วงชิง’ ซึ่งยังสามารถทำให้หุ่นเชิดสูญเสียพลังพิเศษบางชนิดและไม่สามารถต่อสู้ พลัง ‘มอบ’ ซึ่งจะทำให้ศัตรูสูญเสียกะจิตกะใจที่จะต่อสู้ ใจร้อน หรือหน้าเงิน ย่อมไม่ส่งอิทธิพลต่อหุ่นเชิดไร้ชีวิต ไร้ความคิด และไม่คิดถึงเรื่องเงิน
ดังนั้น ก่อนจะใช้พลังที่ว่ามาข้างต้น โจนาส·โคลเกอร์ตัดสินใจค้นหาร่างจริงของหุ่นเชิดของจอมเวทพิสดารให้พบเสียก่อน
สำหรับปัญหานี้ คนอื่นอาจรับมือได้ยาก แต่สำหรับผู้วิเศษระดับสูงและมากประสบการณ์ในเส้นทางนักกฎหมาย เรื่องนี้ไม่ยากเกินกำลัง
ทุกสิ่งมีกฎเกณฑ์ และพลังทุกชนิดก็มีกฎในตัว ครึ่งเทพเส้นทางกฎหมายที่เก่งกาจในการหาช่องโหว่จึงมิวิธีเอาตัวรอดจากพลังพิเศษทุกรูปแบบ
นอกจากนั้น มันยังเคยมีประสบการณ์ต่อสู้กับจอมเวทพิสดารคนอื่นมาก่อน และเคยคิดหาวิธีรับมือคนเหล่านั้นหลังจากจบศึก โจนาส·โคลเกอร์จึงค่อนข้างมั่นใจว่า พลังบิดเบือนของตนสามารถใช้แก้ทางศัตรูได้
มันทราบว่าจอมเวทพิสดารสามารถสับเปลี่ยนร่างต้นกับหุ่นกระบอกได้อย่างไร้รอยต่อ จึงตั้งใจจะบิดเบือนเหตุการณ์ดังกล่าว เปลี่ยนให้จอมเวทพิสดารสามารถสลับตำแหน่งกับหุ่นเชิดได้เพียงสองถึงสามตัว
หากประสบความสำเร็จ มันก็จะจำแนกร่างต้นของจอมเวทพิสดารได้ง่ายขึ้น
แน่นอน หากไม่ใช่เพราะว่าพลังบิดเบือนมีขอบเขตจำกัด และพลัง ‘ข้อห้าม’ ก็ถึงขีดจำกัดสองชนิดแล้ว โจนาส·โคลเกอร์คงเลือกใช้วิธีที่ง่ายกว่าเดิม เช่นการเจาะจงบิดเบือนให้เป้าหมายสามารถสลับตำแหน่งกับหุ่นเชิดได้แค่หนึ่งตัว หรือสร้าง ‘ข้อห้าม’ เพิ่มเพื่อมิให้เป้าหมายสามารถสลับตำแหน่งกับหุ่นเชิดได้เลย
กึก!
โจนาส·โคลเกอร์นำ ‘แสงเงาประชันดนตรี’ และ ‘เสียงแผดอันแสนสิ้นหวังของรีเวียร์’ มากระทบเข้าด้วยกันในท่าทางที่คล้ายกับพยายามบีบอัดบางสิ่ง
เคาต์แห่งการเสื่อมถอย ‘บิดเบือน’ !
ทันใดนั้น ดอกไม้สีแดงที่ถูกฉาบด้วยเงาดำโผล่ขึ้นจากมือโจนาส·โคลเกอร์ คล้ายกับมันต้องการมอบสิ่งนี้ให้กับศัตรู โดยที่ในขณะเดียวกัน เกอร์มัน·สแปร์โรว์ภายในไร่องุ่น ในสวนดอกไม้ ในอาคารหลักของคฤหาสน์ ไม่ว่าจะตัวหนาหรือตัวบาง ทั้งหมดล้วนไม่เผชิญความผิดปรกติใดๆ
โจนาส·โคลเกอร์เองก็ได้ลิ้มรส ‘การแปรผันแบบสุ่ม’ ของ ‘แสงเงาประชันดนตรี’ !
พลังบิดเบือนของมันถูกเปลี่ยนให้เป็นดอกไม้ที่เด็ดจากสวนด้านล่าง
โดยขณะเดียวกัน นกพิราบมายาสีขาวยังคงลอยอยู่บนอากาศ ยังไม่ลับสายตาไปไหน!
ในวินาทีปัจจุบัน ศึกดวลระหว่างครึ่งเทพสองตนกลายเป็นภาพที่น่าตลกขบขัน
แน่นอน ทั้งเกอร์มัน·สแปร์โรว์และโจนาส·โคลเกอร์มิได้คิดเช่นนั้น โดยเฉพาะรายหลัง เป็นอีกครั้งที่มันเผชิญความรู้สึกสิ้นหวังและอับจนหนทาง
มันยังไม่หยุดพฤติกรรม ทำการกระแทกฝ่ามือสองข้างเข้าด้วยกันอีกครั้งและประสบความสำเร็จในการใช้พลังบิดเบือน เป็นการอาศัยจำนวนเข้าสู้กับการแปรผันแบบสุ่ม
ทว่า เกอร์มัน·สแปร์โรว์ไม่ใช่คนตาย ไม่มีทางยืนรอให้ศัตรูโจมตีเสร็จ นักผจญภัยเสียสติจำนวนมากด้านล่างต่างพากันใช้มือที่เลียนแบบปืน หรือไม่ก็ลูกโม่ลางมรณะที่ยากจะระบุจริงเท็จ เล็งไปยังเคาต์แห่งการเสื่อมถอยที่ลอยกลางอากาศ
ขณะเดียวกัน หัวใจโจนาส·โคลเกอร์พลันเต้นแรง มันรีบเงยหน้ามองด้านบนและพบว่า ที่ดวงจันทร์สีแดงขนาดมหึมายังคงลอยสูงเหนือยอดแหลม ร่างหนึ่งโผล่ออกมาด้วยความโดดเด่น
ร่างดังกล่าวสวมหมวกผ้าไหม สวมเสื้อกันลมสีดำ สวมถุงมือหนังมนุษย์ ถือปืนลูกโม่เหล็กดำ ใบหน้าเย็นชาและเคร่งขรึม ผอมเพรียวชัดลึก ไม่ใช่ใครนอกจากเกอร์มัน·สแปร์โรว์อีกหนึ่งคน!
มันร่อนลงมาจนเกิดเป็นภาพราวกับกำลังแบกพระจันทร์สีแดงไว้บนหลังอีกครั้ง ร่างกายขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับทวีความคมชัด ปืนลูกโม่เหล็กดำในมือถูกยกขึ้นเล็งโจนาส·โคลเกอร์
ปัง! ปัง!
กระสุนที่ครึ่งหนึ่งโปร่งใสและครึ่งหนึ่งโปร่งแสงพุ่งออกจากปากกระบอก ตรงไปยังโจนาส·โคลเกอร์
นี่คือกระสุนช่วงชิงที่สร้างจากหนอนกาลเวลาของร่างโคลนอามุนด์!
มันคล้ายกับพลัง ‘ช่วงชิง’ ของเส้นทาง ‘ผู้ตัดสิน’ จุดร่วมกันคือความสามารถในการขโมยพลังที่ศัตรูเพิ่งใช้ล่าสุดสามชนิด เปลี่ยนให้เป็นพลังของตัวเองชั่วคราว
ทว่า พลังช่วงชิงของเส้นทางผู้ตัดสินนั้นใช้งานได้ง่ายกว่า เพียงแค่เลือกเป้าหมายก็พอ แตกต่างจากพลังช่วงชิงของกระสุนซึ่งแม้จะแสดงผลเป็นพื้นที่ แต่ก็ไม่กว้างมากนัก เป้าหมายห้ามออกจากจุดที่กระสุนกระทบวัตถุ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง พลังของผู้ตัดสินเป็นสิ่งที่ศัตรูมิอาจเลี่ยง และลดทอนประสิทธิภาพได้ด้วยการมีลำดับที่สูงกว่าเท่านั้น แต่พลังจากกระสุนสามารถหลบให้พ้นโดยสิ้นเชิงจากอ่านทิศทางล่วงหน้า
ตามแผนเดิม ไคลน์คิดจะเลิกถ่วงเวลาหรือซ่อนตัวด้วยสองเงื่อนไข หนึ่งคือ โจนาส·โคลเกอร์ใช้พลัง ‘ข้อห้าม’ หรือ ‘ช่วงชิง’ ไปจนถึงขีดจำกัด เพราะนั่นคือสองพลังที่สำคัญซึ่งชายหนุ่มมองว่าเป็นอุปสรรค และเงื่อนไขที่สอง ไคลน์จะรอให้การแปรผันแบบสุ่มครั้งแรกเกิดขึ้น จากนั้นจะฉวยโอกาสในการแปรผันแบบสุ่มครั้งที่สองเพื่อยิงกระสุนช่วงชิง ขโมยพลังสามชนิดจากโจนาส·โคลเกอร์
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ มันยอมลงทุนยกปืนลูกโม่ลางมรณะและยุบพองหิวโหยให้ ‘ผู้ชนะ’ เอ็นยูน เปลี่ยนให้หุ่นเชิดดูคล้ายร่างต้นมากที่สุด
จากมุมมองปัจจุบัน พลังที่โจนาส·โคลเกอร์จะสูญเสียก็คือ ‘บิดเบือน’ ‘ยุ่งเหยิง’ และ ‘ขยาย’
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
เกอร์มัน·สแปร์โรว์ด้านล่างเองก็เริ่มกระหน่ำระดมยิง
แต่ทันใดนั้น กระสุนปืนใหญ่อัดอากาศจำนวนมาก รวมถึงกระสุน ‘ช่วงชิง’ ล้วนระเบิดกลางอากาศทั้งหมด แปรสภาพกลายเป็นพลุไฟหลากสีสัน ไม่ว่าจะสีแดง ม่วง เหลือง หรือเขียว แต่แสงที่เกิดขึ้นกลับมิอาจมอบความสว่างภายใต้ค่ำคืนที่มืดมิด
‘แสงเงาประชันดนตรี’ สร้างการแปรผันแบบสุ่มอีกครั้ง!
มันส่งผลหนแล้วหนเล่าติดต่อกัน ราวกับไม่มีระยะเว้นวรรคระหว่างแต่ละครั้ง
โจนาส·โคลเกอร์ยิ้มกรุ้มกริ่มทันที สองมือกระแทกเข้าหากัน
เพียงพริบตา บุรุษสวมหมวกผ้าไหมทรงสูงและเสื้อกันลมสีดำจำนวนมากภายใต้แสงจันทร์แดง ค่อยๆ แปรสภาพกลายเป็นสีหม่นทีละหนึ่ง เหลือเพียงสองคนที่ยังรักษาสภาวะเดิมไว้ได้
พลัง ‘บิดเบือน’ ของเคาต์แห่งการเสื่อมถอยแสดงผลแล้ว!
หมายความว่า เกอร์มัน·สแปร์โรว์สามารถสลับตำแหน่งได้แค่หุ่นเชิดที่ยังปรกติสองตัวดังกล่าวเท่านั้น!
โจนาส·โคลเกอร์ยังคงไม่หยุดลงมือ สะบัดแขนของมันพร้อมกับโยนดอกไม้ที่ถือไว้ในมือข้างเดียวกับนาฬิกาพกออกไป
ดอกไม้ผลิบานอย่างรวดเร็ว น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างไร้เหตุผล แปรสภาพกลายเป็นลูกศรแหลมคม พุ่งเข้าใส่หนึ่งในหุ่นเชิดที่ยังปรกติ
การโจมตีนี้ถูก ‘ขยาย’ และแฝงไว้ด้วยผลของ ‘ติดสินบน: อ่อนแอ’ !
บึ้ม!
ดอกไม้เป็นราวกับกระสุนปืนใหญ่ กระแทกพื้นอย่างจังพร้อมกับสร้างแรงสะเทือน
คลื่นกระแทกที่เกิดขึ้นส่งผลให้มนุษย์ที่ปรกติและไม่ปรกติในบริเวณดังกล่าวลอยสูงขึ้นไปในอากาศ บ้างร่างกายฉีกฉาก บ้างบาดเจ็บภายในรุนแรง โดยเฉพาะหุ่นเชิดปรกติสองตัวที่เกอร์มัน·สแปร์โรว์สามารถสับเปลี่ยนตำแหน่ง พวกมันกลายเป็นเศษเนื้อบดละเอียด
โจนาส·โคลเกอร์ยังคงสุขุม มือข้างหนึ่งใช้พลัง ‘บิดเบือน’ เพื่อหักเหทิศทางตัวเองกลางอากาศ มืออีกข้างยก ‘เสียงแผดอันแสนสิ้นหวังของรีเวียร์’ เล็งไปทางเกอร์มัน·สแปร์โรว์ที่ร่อนลงมาจากดวงจันทร์สีแดง
ขณะเดียวกัน มันแอบเตรียมใช้พลัง ‘มอบ’
มันต้องการจะ ‘มอบ’ อาการผิดปรกติ ‘สูญเสียกะจิตกะใจที่จะต่อสู้’ !
แต่ในวินาทีดังกล่าว สมองของโจนาส·โคลเกอร์พลันเฉื่อยชา ความคิดของมันหยุดชะงักเล็กน้อย
นี่มัน… เปลี่ยนให้เป็นหุ่นเชิด… สติของโจนาส·โคลเกอร์เริ่มตึงเครียดเมื่อเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน
มันสังเกตเห็นว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์ที่ร่อนลงมาจากพระจันทร์แดงมิได้อยู่ไกลเหมือนเมื่อก่อน ระยะทางระหว่างคนทั้งคู่ไม่เกินหนึ่งร้อยเมตร
อีกฝ่ายเข้ามาอยู่ในระยะที่สามารถควบคุมด้ายวิญญาณโดยที่มันไม่ทันระวังตัวและแช่นานสามวินาที!
หลอกลวง!
กระสุนหลอกลวงที่สร้างจากร่างโคลนอามุนด์!
ย้อนกลับไปเมื่อครู่ ในตอนที่ไคลน์ในร่าง ‘ผู้ชนะ’ เอ็นยูนเหยี่ยวไกปืนยิงกระสุนช่วงชิง นั่นไม่ใช่แค่กระสุนนัดเดียวที่ยิงออกมา แต่มีทั้งสิ้นสองนัด!
นี่คือแผนการสำหรับรับมือความแปรผันแบบสุ่ม
ในกรณีที่การแปรผันเกิดขึ้นครั้งเดียว การยิงกระสุนสองนัดในระยะเวลาที่ห่างกันเล็กน้อยจะช่วยป้องกันให้นัดใดนัดหนึ่งปลอดภัย เพราะถึงจะมีโอกาสแปรผันแบบสุ่มสอง สาม สี่ ห้าครั้งติดกัน แต่นั่นก็มีโอกาสเกิดต่ำ จึงมีโอกาสค่อนข้างสูงที่กระสุนอย่างน้อยหนึ่งนัดจะไม่ได้รับผลกระทบ!
และในตอนนั้น กระสุนหลอกลวงนัดที่สองได้กลมกลืนไปกับการระดมยิงของหุ่นเชิดตัวอื่นๆ
อีกหนึ่งเหตุผลที่ไคลน์ยอมให้ ‘ผู้ชนะ’ เอ็นยูนถือลูกโม่ลางมรณะ เพราะมันต้องการพึ่งพาโชค!
ลงเอยด้วย มันประสบความสำเร็จในการ ‘หลอก’ โจนาส·โคลเกอร์และบังคับให้ ‘ผู้ชนะ’ เอ็นยูนเข้าใกล้ระยะหนึ่งร้อยห้าสิบเมตรเพื่อควบคุมด้ายวิญญาณเบื้องต้นอย่างเงียบเชียบ
และเมื่อโจนาส·โคลเกอร์เผชิญความผิดปรกติ นี่แปลว่าการเข้าคุมด้ายวิญญาณประสบความสำเร็จ และผลลัพธ์จะไม่ถูกย้อนกลับด้วย ‘การแปรผันแบบสุ่ม’ !
………………………………
เมื่อเห็นชายหนุ่มสวมเสื้อกันลมสีดำ ถือมือลูกโม่ในมือซ้าย กระโดดลงมาจากดวงจันทร์ โจนาส·โคลเกอร์ที่คุ้นเคยกับโลกผู้วิเศษเป็นอย่างดีรีบตอบสนองฉับไว
มันให้หัวแม่มือซ้ายข้างที่ถือนาฬิกาพกหุ้มเหล็ก เตรียมกดปุ่มเหล็กบนหน้าปัดที่ยุ่งเหยิง ขณะเดียวกันก็ยกแขนขวาขึ้น เล็กหกปากกระบอกสีเทาที่เรียงกันเป็นวงกลม ไปทางเกอร์มัน·สแปร์โรว์
ขั้นตอนดังกล่าวเปรียบดังประกายไฟที่เกิดจากการเสียดสีโลหะ สว่างขึ้นและหายไปในพริบตา โดยสำหรับนิ้วหัวแม้โป้งซ้ายของโจนาส มันยังมิได้กดลงบนปุ่มเหล็กของหน้าปัด
มันเอาชนะปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติของตน หักห้ามใจยังไม่ใช้พลัง ‘ข้อห้าม’ ของ ‘แสงเงาประชันดนตรี’ ในทันที
นั่นเพราะมันยังไม่รู้จักเกอร์มัน·สแปร์โรว์ดีพอ ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายมีจุดแข็งอย่างไร และเกอร์มัน·สแปร์โรว์ที่ตนกำลังเห็นอาจไม่ใช่ตัวจริง การใช้ข้อห้ามส่งเดชอาจทำให้เสียโอกาสไปโดยเปล่าประโยชน์
มันตั้งใจจะดูเชิงไปอีกสักพัก จะได้กำหนด ‘กฎ’ และบิดเบือนให้สอดคล้องกับจุดแข็งของอีกฝ่าย
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
ปืนลูกโม่ประหลาดกรีดร้องด้วยเสียงสิ้นหวัง กระหน่ำพายุกระสุนสีดำเย็นเยียบ ห้อมล้อมศัตรูภายใต้ดวงจันทร์สีแดงในพริบตา
ทันใดนั้น ร่างของเกอร์มัน·สแปร์โรว์โปร่งใสในทันที กลายเป็นมายาและพร่ามัว
กระสุนที่กระทบร่างแทบจะในพริบตา จากที่ควรฉีกทำลายเสื้อกันลมสีดำ กลับทำได้เพียงสลายภาพตกค้างที่เหลือทิ้งไว้
และด้านหลังโจนาส·โคลเกอร์ เกอร์มัน·สแปร์โรว์ที่มีใบหน้าเย็นชาโผล่ขึ้นจากความว่างเปล่า ร่างกายอยู่ในท่ากึ่งคุกเข่า โน้มตัวเล็กน้อย หมวกทรงสูงสีดำเหนือศีรษะถูกฉาบด้วยสีแดงจากดวงจันทร์
ทันใดนั้น มันยกลูกโม่เหล็กสีดำในมือขึ้น อ้าปากเล็กน้อยขณะเล็ง ลั่นไกปืนโดยไม่ลังเล
ปัง!
พื้นฝั่งขวามือของโจนาส·โคลเกอร์เกิดระเบิดทันที เศษดินหินนับไม่ถ้วนปลิวกระจัดกระจาย
การยิงของเกอร์มัน·สแปร์โรว์พลาดเป้าไปไกลมาก แถมพลังทำลายก็ยังบกพร่อง
นี่คือพลัง ‘บิดเบือน’ ของเคาต์แห่งการเสื่อมถอย สามารถหักเหวิถีและลดพลังงานลง
อาศัยโอกาสดังกล่าว โจนาส·โคลเกอร์ใช้พลัง ‘ยุ่งเหยิง’ สร้างอิทธิพลกับมาตรวัดระยะทาง ส่งผลให้เดินไปถึงระเบียงห้องนอนภายในก้าวเดียว
จากนั้น มันหมุนครึ่งตัวพร้อมกับกดปุ่มโลหะปุ่มหนึ่งบนหน้าปัดนาฬิกาพกหุ้มเหล็กในมือ กล่าวด้วยเสียงเคร่งขรึม:
“ที่นี่ไม่อนุญาตให้เทเลพอร์ต!”
การเปลี่ยนแปลงลึกลับเกิดขึ้นกับคฤหาสน์เพลงกุหลาบที่ถูกฉาบด้วยแสงจันทร์อย่างเงียบเชียบ เกอร์มัน·สแปร์โรว์ที่ร่างกายเปลี่ยนเป็นสีใสหลังยิงปืนเสร็จ ถูกบังให้โผล่ออกจากความว่างเปล่าอีกครั้ง
มันเปลี่ยนตำแหน่งหลังยิงล้มเหลว
พลัง ‘ข้อห้าม’ ของ ‘แสงเงาประชันดนตรี’ !
สำหรับโจนาส·โคลเกอร์ ไม่สนว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์จะถนัดพลังแบบใด แต่ทันทีที่เห็นเทเลพอร์ต มันรีบสร้างข้อห้ามพลังชนิดนี้ทันที เพราะศัตรูที่สามารถเทเลพอร์ตได้ต่อเนื่อง นอกจากจะน่ารำคาญ ยังเต็มไปด้วยความอันตราย!
เมื่อพบว่าเทเลพอร์ตล้มเหลว สีหน้าของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ยังคงไม่แปรเปลี่ยน ร่างกายเกิดการบิดเบี้ยวพร้อมกับสีสันที่ซีดลง จนกระทั่งเหลือเพียงสีดำสนิท
ก้อน ‘สีดำสนิท’ ยุบตัวลงอย่างรวดเร็วและไหลไปตามพื้น ผสมผสานกับเงาดำในบริเวณใกล้เคียงที่ไม่ได้รับแสงจากดวงจันทร์ ยากจะจำแนกได้ชัดเจน
ปัง! ปัง! ปัง! ในตำแหน่งที่เกอร์มัน·สแปร์โรว์เคยยืน รูกระสุนถูกสร้างขึ้นพร้อมกับเศษดินหินที่กระจัดกระจาย
โครม!
พื้นพังลงทันที เผยให้เห็นห้องด้านล่าง แต่ปราศจากฝุ่นฟุ้งกระจาย
และแม้จะเกิดเสียงเอะอะเช่นนี้ คฤหาสน์เพลงกุหลาบก็ยังถูกปกคลุมด้วยความเงียบและเงามืด ไม่มีใครตื่นตอนหรือส่งเสียงตอบสนอง
เป็นอีกครั้งที่โจนาส·โคลเกอร์ยับยั้งความต้องการที่จะสร้าง ‘ข้อห้าม’ ไม่ให้ศัตรูซ่อนในเงา เพียงถือ ‘เสียงแผดอันแสนสิ้นหวังของรีเวียร์’ และ ‘แสงเงาประชันดนตรี’ ไว้ในมือสองข้าง คอยสังเกตสิ่งรอบข้างอย่างสุขุม รอให้เกอร์มัน·สแปร์โรว์โผล่หน้าอีกครั้งจึงค่อยเปิดฉากโจมตี
แต่ภายในห้องที่ชำรุดทรุดโทรม เงาดำทุกจุดยังคงนิ่งสนิท ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น และด้านนอกหน้าต่าง ยอดแหลมของอาคารและปล่องไฟยังคงปกคลุมไปด้วยสีดำที่เย็นเยียบ เหนือท้องฟ้ายังคงมีพระจันทร์สีแดงขนาดมหึมาลอยสูง
พืชในสวน เถาองุ่นที่ห่างออกไปไกล หน้าต่างทรงโบราณ พวกมันคล้ายกับพร่ามัวและทรุดโทรมลงท่ามกลางค่ำคืนที่มืดมิด แม้จะยังมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่ประสาทสัมผัสกลับไม่รู้สึกว่ามีอยู่จริง
คฤหาสน์เพลงกุหลาบกลายเป็นสถานที่หม่นหมองและไร้ชีวิตชีวา เงียบสงัด คล้ายกับเป็นมุมที่ถูกโลกลืมและไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครหาพบ
ในฐานะครึ่งเทพ ในฐานะคนใหญ่คนโตที่อยู่ในโลกของข่าวกรอง โจนาส·โคลเกอร์สร้างข้อสันนิษฐานได้อย่างรวดเร็ว มันสงสัยว่าปรากฏการณ์ตรงหน้าอาจเกี่ยวข้องกับพลังในขอบเขต ‘การปกปิด’
ท่ามกลางแนวคิดอันหลากหลาย เกอร์มัน·สแปร์โรว์ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะโผล่ออกมา
มันไม่คิดจะลอบจู่โจมเข้ามา ไม่คิดจะหาโอกาสลั่นกระสุนใส่เราทั้งที่เปิดช่องว่างให้ขนาดนี้… มันไม่รู้จักพลังของ ‘นักกฎหมาย’ หรือ ‘ผู้ตัดสิน’ ในระดับสูงหรอกหรือ? ยิ่งการต่อสู้ผ่านไปและรู้จักศัตรูดีพอ โอกาสได้รับชัยชนะของศัตรูก็ยิ่งริบหรี่… โจนาส·โคลเกอร์เกิดความสับสนเล็กๆ
หลังจากตรวจสอบสภาพแวดล้อมอย่างไม่รีบร้อน มันพอจะทราบสถานการณ์เบื้องต้นของตัวเอง และเข้าใจว่าการเอาชนะเกอร์มัน·สแปร์โรว์ไม่ใช่กุญแจสำคัญ ประเด็นหลักคือการหลบหนีออกจากโลกที่แปลกประหลาดและเป็นความลับแห่งนี้
ถ้าไม่รีบหนีออกไป อาจมีอันตรายอื่นๆ ตามมาในภายหลัง!
ขอเพียงเราออกจากคฤหาสน์เพลงกุหลาบที่มืดมิดแห่งนี้ไปได้ ต่อให้เทวทูตเสด็จเยือน เราก็ไม่จำเป็นต้องกังวลมากนัก เพราะที่นี่ยังคงเป็นเบ็คลันด์… และโลกแห่งการปกปิดที่เกิดจากฝีมือมนุษย์แห่งนี้ย่อมต้องมีทางออก สิ่งนี้คือกฎอันเข้มงวดของโลกเหนือธรรมชาติที่ไม่มีใครสามารถฝ่าฝืน… การฉกฉวยช่วงโหว่ของกฎและบิดเบือนมัน คือสิ่งที่ครึ่งเทพเส้นทางนักกฎหมายชำนาญที่สุด! ท่ามกลางกระแสความคิด โจนาส·โคลเกอร์รีบตัดสินใจ
มันกลับตัวกะทันหัน กระโดดออกจากระเบียงด้วยพละกำลังทั้งหมด เป็นแรงพุ่งอันน่าทึ่งคล้ายกับสปริงที่ถูกบีบอัดและคลาย
ครึ่งเทพแห่งกองทัพลอยขึ้นสูงในอากาศ โดยที่ความเร็วมิได้ลดลง ไม่มีแนวโน้มที่จะร่วงหล่น
มันยังคงรักษาความเร็วเดิมไปเรื่อยๆ และลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นการบิน
เคาต์แห่งการเสื่อมถอย ‘ฉกฉวยช่องโหว่’ !
นี่คือการอาศัยช่องโหว่ของกฎเพื่อยืดเวลาในการลอยให้นานขึ้น
หากโจนาส·โคลเกอร์พัฒนาไปเป็นเทวทูตลำดับ 2 มันสามารถใช้พลังนี้เพื่อกระโดดจากพื้นโลกไปจนถึงดวงจันทร์สีแดง
ขณะกระโดดขึ้นไปในอากาศ โจนาส·โคลเกอร์สะบัดแขนขวาพร้อมกับใช้พลัง ‘ยุ่งเหยิง’
มันวางแผนจะสร้างความโกลาหลขึ้นภายในคฤหาสน์เพลงกุหลาบ และเมื่อระลอกคลื่นกระเพื่อมออกไปเป็นวงกว้าง โลกแห่งการปกปิดแห่งนี้จะเผยทางออกให้เห็น
เพียงพริบตา ดอกไม้และเถาองุ่นที่เป็นฉากหลังของคฤหาสน์เพลงกุหลาบเริ่มสั่นไหว เงาดำบนยอดหอคอยแหลม ปล่องไฟ และหน้าต่างโบราณที่มืดมิดเริ่มจางลง
บนโลกแห่งนี้ มีเพียงพระจันทร์สีแดงดวงใหญ่เบื้องหน้ามันที่ไม่แปรเปลี่ยน ยังคงลอยสูงอย่างเงียบสงัด
นั่นคือทางออก! หลังจากใช้พลังยุ่งเหยิง การตอบสนองของสิ่งเร้าช่วยให้โจนาส·โคลเกอร์เริ่มเข้าใจกฎของโลกใบนี้มากขึ้น จึงรีบตัดสินใจ
โดยปราศจากความลังเล มันบิดเอวพร้อมกับใช้พลัง ‘ขยาย’ เพื่อบังคับเปลี่ยนทิศทาง ส่งตัวเองลอยไปทางดวงจันทร์สีแดงสด
ทันใดนั้น ชายผู้หนึ่งโผล่ออกจากเงาดำหน้าอาคารหลักของคฤหาสน์เพลงกุหลาบ สวมเสื้อกันลมสีดำและหมวกผ้าไหมทรงสูง ไม่ใช่ใครนอกจากเกอร์มัน·สแปร์โรว์ที่มีใบหน้าเย็นชา
ฟ้าว!
สายลมปรากฏขึ้นจากที่ใดไม่มีใครทราบ พัดพาเกอร์มัน·สแปร์โรว์ให้ลอยตามโจนาส·โคลเกอร์ไปติดๆ
จากนั้น เกอร์มัน·สแปร์โรว์ในสายลมยกปืนลูกโม่เหล็กสีดำในมือขวาขึ้นและเหนี่ยวไก
ปัง!
กระสุนพุ่งออกไป ระเบิดกระจายเป็นเศษลูกปราย
พวกมันทั้งหมดโหมกระหน่ำใส่จุดที่โจนาส·โคลเกอร์กำลังลอยอยู่
ลูกโม่ลางมรณะ ‘โจมตีล้างบาง’ ! การยิงกวาดไปทั่วพื้นที่!
แทบจะในเวลาเดียวกัน โจนาส·โคลเกอร์เปลี่ยนทิศทางการพุ่งโดยไม่มีลางบอกเหตุ จากการมุ่งหน้าไปยังดวงจันทร์ กลายเป็นพุ่งลงด้านล่าง
มันรอดพ้นจากพายุกระสุนฉิวเฉียด คล้ายกับคาดการณ์สิ่งนี้ไว้แล้ว
ไม่สิ ไม่ใช่ ‘คล้ายกับ’ แต่มันคาดเดาสิ่งนี้ไว้อยู่แล้ว! แม้ว่าเป้าหมายหลักจะยังคงเป็นการหลบหนีออกจากคฤหาสน์เพลงกุหลาบ แต่ก็ยังไม่ลืมว่า เกอร์มัน·สแปร์โรว์สามารถฉวยโอกาสโจมตีใส่ มันจึงวางกับดักโดยใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ หวังจับเกอร์มัน·สแปร์โรว์ที่เอาแต่ซ่อนตัว และเป็นฝ่ายชิงตอบโต้ให้ศัตรูให้รับบาดเจ็บสาหัส
ตกลงมาได้ครึ่งทาง ร่างของโจนาส·โคลเกอร์เด้งขึ้นอีกครั้ง เป็นผลจากพลัง ‘บิดเบือน’ ที่ใช้เปลี่ยนแปลงทิศทางในการพุ่ง
สำหรับคราวนี้ เป้าหมายของมันคือ ‘ตำแหน่ง’ ที่เกอร์มัน·สแปร์โรว์กำลังจะพุ่งไป!
ทันทีหลังจากนั้น มันใช้มือซ้ายที่ถือนาฬิกาพก ทำท่ากระชากกลับอย่างแรง เป็นการจับคว้าเกอร์มัน·สแปร์โรว์กลางอากาศ ดึงศัตรูจากด้านหน้าในระยะหลายสิบเมตร
เคาต์แห่งการเสื่อมถอย ‘ขยาย’ !
ฟ้าว!
ท่ามกลางสายลมพัดผ่าน โจนาส·โคลเกอร์คว้าเสื้อเชิ้ตบริเวณหน้าอกของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ตามด้วยการเหยียดลูกโม่ประหลาดในมือขวาออกไปข้างหน้า
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
‘เสียงแผดอันแสนสิ้นหวังของรีเวียร์’ ปลดปล่อยกระสุนจำนวนนับไม่ถ้วนราวกับปืนกล เพียงพริบตาเดียว ร่างของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ฉีกขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย กลายเป็นแผ่นกระดาษที่ปลิวไสวไปทั่วท้องฟ้า
ดวงตาของโจนาส·โคลเกอร์ชะงักไปเล็กน้อย รีบเลื่อนนิ้วหัวแม่โป้งซ้ายกดหนึ่งในปุ่มโลหะของนาฬิกาพกอีกครั้ง
ท่ามกลางเสียงกริ๊ก เคาต์แห่งการเสื่อมถอยเปล่งเสียงสง่าผ่าเผยที่ไม่สั่นคลอน
“ที่นี่ไม่อนุญาตให้ใช้ตัวแทน!”
ทันทีที่สิ้นเสียง สายลมที่คร่ำครวญในอากาศพลันหยุดนิ่ง คฤหาสน์เพลงกุหลาบกลับไปเงียบสงัดอีกครั้ง กลายเป็นโลกที่ปกคลุมด้วยเงาดำมืดอีกครั้ง
โจนาส·โคลเกอร์เปลี่ยนทิศทางในการพุ่งอีกครั้ง พร้อมกับพลิกตัวครึ่งวงกลมกลางอากาศ พยายามมองหาเกอร์มัน·สแปร์โรว์ แต่ก็ไม่พบความผิดปรกติใดภายใต้ค่ำคืนอันมืดสนิท
เคาต์แห่งการเสื่อมถอยครุ่นคิดสักพัก จากนั้นก็มุ่งหน้าต่อไปยังดวงจันทร์สีแดงขนาดใหญ่
ทันใดนั้น ตามสวนดอกไม้ ไร่องุ่น และภายในอาคารหลักของคฤหาสน์ เงาดำค่อยๆ โผล่ขึ้นทีละหนึ่ง บ้างขยายขนาดและก่อตัวเป็นรูปทรง
พวกมันทั้งหมดสีเส้นผมสีดำ ดวงตาสีน้ำตาล ใบหน้าผอมเพรียวชัดลึก สวมหมวกผ้าไหมทรงสูง สวมเสื้อกันลมสีดำ ไม่ใช่ใครนอกจากเกอร์มัน·สแปร์โรว์!
ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวก็คือ บ้างมีรูปร่างปรกติ บ้างหลังจม บ้างพองออกคล้ายลูกโป่งแก๊ส บ้างเป็นแผ่นบางๆ
ได้เห็นฉากดังกล่าว โจนาส·โคลเกอร์นึกถึงศัตรูตัวฉกาจที่มันเคยเผชิญหน้าทันที
หนึ่งในหัวหน้าหน่วยข่าวกรองของอินทิส:
จอมเวทพิสดาร!
…………………………………..
บนกระจกบานใหญ่ ข้อความสีเงินที่ดูราวกับมีชีวิต เลือนหายไปพร้อมกับจัดเรียงเป็นคำใหม่
“แสงเงาประชันดนตรีเป็นนาฬิกาพก สามารถ ‘ห้าม’ พฤติกรรมบางชนิดภายในขอบเขตที่กำหนดได้ และยังสามารถ ‘ช่วงชิง’ พลังพิเศษมาจากเป้าหมายได้เช่นกัน ทว่า ไม่สามารถตั้งข้อห้ามกับศัตรูได้เกินสองชนิด… นอกจากนั้น แสงเงาประชันดนตรียังสามารถ ‘มอบ’ อาการผิดปรกติด้านลบแก่เป้าหมายได้ทันที ส่งผลให้เป้าหมายเฉื่อยชา โลภ กระหาย หรือสูญเสียกะจิตกะใจจะต่อสู้ สนใจเพียงแค่เงิน…”
“นอกจากพลังเหล่านี้ ผู้ถือสมบัติปิดผนึกยังสามารถ ‘บิดเบือน’ วาจา การกระทำ เจตนา และผลการโจมตีของเป้าหมายได้ด้วย เปลี่ยนให้ความตายกลายเป็นเพียงแผลฉกรรจ์ เปลี่ยนให้ระเบิดกลายเป็นแรงดูด เปลี่ยนให้ข้างหน้ากลายเป็นข้างหลัง และเปลี่ยนให้การหลบหนีเป็นพุ่งเข้าใส่…”
“ผลข้างเคียงด้านลบของแสงเงาประชันดนตรีค่อนข้างร้ายแรง ประเด็นหลักๆ ก็คือ เมื่อย่างเข้าสู่การต่อสู้ ในบางเวลา พลังพิเศษทั้งหมดที่ถูกใช้งานจะเกิดการแปรผันแบบสุ่ม ไม่คำนึงถึงมิตรและศัตรู ยากที่ควบคุมผลลัพธ์ ยากที่จะคาดการณ์ ตัวอย่างก็คือ ‘อสนีบาต’ สามารถเป็นได้ทั้งสามฟ้า หรือกลายเป็นน้ำเย็นที่ราดใส่ใบหน้าเป้าหมาย หรือกลายเป็นการอัญเชิญสัตว์วิญญาณนิรนาม…”
“ด้วยสาเหตุดังกล่าว โจนาส·โคลเกอร์จึงพกพาสมบัติวิเศษที่ช่วยให้ตนโชคดีในยามวิกฤติ ภาวนาให้เกิดผลด้านบวกในการแปรผันแบบสุ่ม นั่นอาจช่วยให้มันได้เปรียบเล็กน้อย แต่ก็ไม่มากมายอะไร…”
“โจนาส·โคลเกอร์ยังเป็นเจ้าของปืนลูกโม่ประหลาดที่เกิดขึ้นระหว่างพิธีกรรมสังเวยให้เทพมาร ชื่อของมันคือ ‘เสียงแผดอันสิ้นหวังของรีเวียร์’ สามารถยิงได้โดยไม่ต้องใช้กระสุน ทุกนัดเต็มไปด้วยพลังทำลายมหาศาล… สามารถยิงรัวได้เหมือนปืนกลขนาดย่อม… หากโดยเป้าหมาย เหยื่อจะได้ยินเสียงร้องอันสิ้นหวังก่อนตายของรีเวียร์ ร่างกายเต็มไปด้วยความเจ็บปวด วิงเวียนศีรษะ สับสน และอาการอื่นๆ”
“ผลข้างเคียงก็คือ ผู้ถือจะได้ยินเสียงร้องที่สิ้นหวังของรีเวียร์เช่นกัน แต่ไม่บ่อยนัก…”
“ในฐานะเคาต์แห่งการเสื่อมถอย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าโจนาส·โคลเกอร์มีพลังการ ‘บิดเบือน’ ในขอบเขตของครึ่งเทพ รวมถึงการ ‘มอบ’ สิ่งต่างๆ ให้เป้าหมายได้อย่างไร้เหตุผล… นอกจากนั้น เขายังสามารถ ‘อาศัยช่องโหว่’ ของกฎ หรือ ‘ขยาย’ มันขึ้นจากปรกติ รวมไปถึงพลัง ‘ยุ่งเหยิง’ ที่สร้างความวุ่นวาย…”
“การฉกฉวยช่องโหว่ของกฎยังสามารถใช้ในการเร่งให้สถานะบางอย่างให้นานขึ้น และสิ้นสุดสถานะบางชนิดให้เร็วขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น ในตอนที่กระโดดขึ้นไปในอากาศ เขาสามารถเพิ่มสถานะ ‘ยกตัวขึ้นจากพื้น’ ให้นานขึ้นจนได้รับผลของการ ‘ลอยตัว’ ”
“พลังในการ ‘ขยาย’ หมายถึงการเพิ่มอิทธิพลของพฤติกรรมบางชนิด เช่นการเปลี่ยนการโจมตีธรรมดาให้กลายเป็นการโจมตีที่ถึงแก่ชีวิต สามารถทำให้การกอดลมระยะไกลสร้างผล ‘พันธนาการ’ แก่เป้าหมาย”
“พลัง ‘ยุ่งเหยิง’ จะส่งผลต่อโครงสร้างวัตถุ การคาดคะเน และความแม่นยำของเป้าหมาย สามารถทำให้ตึกขนาดใหญ่พังถล่ม ทำให้ระยะทางสั้นลงเหลือเพียงไม่กี่ก้าว ทำให้ศัตรูโจมตีพลาดเป้า”
“เมื่อผนวก ‘ขยาย’ ‘ฉวยโอกาส’ และ ‘บิดเบือน’ เข้าด้วยกัน ผู้วิเศษเส้นทางนักกฎหมายสามารถเลียนแบบผลลัพธ์เฉพาะตัวของเส้นทาง ‘ผู้ตัดสิน’ ได้ในระดับหนึ่ง”
“และแน่นอน พลังในลำดับกลางและต่ำอย่าง ‘ติดสินบน’ ก็ยังถูกยกระดับเชิงคุณภาพขึ้นอย่างมากในขอบเขตของครึ่งเทพอย่างเคาต์แห่งการเสื่อมถอย…”
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ ข้าตอบเสร็จแล้ว ข้าทำได้ดีไหม?”
คำตอบของนายทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกำลังอ่านคู่มือ… เจ้านี่คงรับข้อมูลจากโลกวิญญาณไปพลางตอบคำถามเรา… นอกจากนั้นยังจะร้องขอคำชมกับเรื่องแบบนี้… ไคลน์รำพันสองสามคำ พยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะตอบ
“ทำได้ดีมาก”
หลังจากตอบคำถามของ ‘กระจกวิเศษ’ อาโรเดส ไคลน์รีบเข้าไปในเขต พลางวิเคราะห์พลังและลักษณะของสมบัติปิดผนึกที่ครึ่งเทพอย่างโจนาส·โคลเกอร์พกพา
เคาต์แห่งการเสื่อมถอยน่ากลัวสมกับเป็นครึ่งเทพลำดับ 4… มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพทุกด้าน ไม่ว่าจะ ‘มอบ’ ‘บิดเบือน’ ‘ฉกฉวย’ หรือ ‘ขยาย’ ทั้งหมดถูกยกระดับขึ้นมากจนยากจะรับมือ เราได้ตกที่นั่งลำบากแน่หากไม่ระวังให้ดี…
แต่ในทางกลับกัน ‘ยุ่งเหยิง’ ไม่น่ากลัวเท่าไร คล้ายกับเป็นการพัฒนาพลังของลำดับ 5 ‘ผู้ชี้นำความสับสน’ ขึ้นมาเล็กน้อย…
‘แสงเงาประชันดนตรี’ มีความเฉพาะตัวของเส้นทาง ‘ผู้ตัดสิน’ อยู่จริงๆ และสิ่งที่น่ารำคาญที่สุดคือผลข้างเคียงด้านลบ… สำหรับเส้นทางนักทำนายอย่างเรา รูปแบบการต่อสู้จะเป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า และควบคุมการแสดงด้วยความพิถีพิถัน หลังจากการแสดงเริ่มขึ้น แต่ละโชว์จะถูกเล่นตามลำดับอย่างมีแบบแผน แต่ถ้าระหว่างนั้นเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น… เกรงว่าผลลัพธ์สุดท้ายอาจมีการเปลี่ยนแปลง… นั่นอันตรายกับเรามาก…
ครุ่นคิดสักพัก ไคลน์พบว่าอุปสรรคสำคัญคือสมบัติปิดผนึกที่ชื่อ ‘แสงเงาประชันดนตรี’
ในฐานะผู้วิเศษที่ชอบวางกับดักศัตรู ไคลน์ไม่อยากเผชิญสถานการณ์ที่ว่า หลังจากต่อสู้อย่างยากลำบากและเผชิญสถานการณ์วิกฤติ ในวินาทีที่ใช้ยันต์โจรปล้นดวงเพื่อพลิกกระแสศึก กลับพบว่ากลที่ควรจะเสกกระต่ายออกมาจากหมวก กลายเป็นการสร้างพลุดอกไม้ไฟที่เฉลิมฉลองการตายของผู้ใช้ยันต์
โจนาส·โคลเกอร์จะอาศัยดวงเพื่อช่วยให้ตนได้เปรียบ แต่เรากลับไม่มีของแบบนั้น เพราะพลังเกี่ยวกับดวงชะตาในระดับต่ำกว่าเทวทูต ไม่ว่าจะโชคดีหรือโชคร้าย ล้วนไม่มีผลกับเรา… แต่เรามีหุ่นเชิดเอ็นยูน… ไคลน์ไตร่ตรองสักพัก หันไปถามอาโรเดส
“มีวิธีหลีกเลี่ยงการแปรผันแบบสุ่มของสมบัติปิดผนึกชิ้นนั้นไหม?”
บนกระจกบานใหญ่ ตัวอักษรสีเงินกระเพื่อมและก่อตัวเป็นประโยคใหม่
“ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยง! แค่ทำให้โจนาส·โคลเกอร์โชคร้ายก็พอ สำหรับเรื่องนี้ ครึ่งเทพเส้นทางรัตติกาลเชี่ยวชาญมาก”
สมเหตุสมผล… ตามหลักทฤษฎีสัมพัทธภาพ ตราบใดที่โจนาส·โคลเกอร์โชคร้ายกว่าเรา เราจะถือว่าเป็นคนโชคดี… มาดามอาเรียนน่าบอกเองว่าจะให้ความช่วยเหลือตามสมควร… สำหรับท่าน ก่อนที่จะสร้างโลกแห่งความลับ มีเวลาเหลือเฟือในการสาปให้โจนาส·โคลเกอร์เผชิญเคราะห์กรรม… ไคลน์พยักหน้าด้วยความโล่งใจก่อนจะกล่าวต่อ
“ทำดีมาก วันนี้พอแค่นี้ก่อน หากมีสิ่งใดต้องการรบกวน ข้าจะเรียกมาใหม่”
“ขอรับนายท่าน! ไม่มีปัญหา! ลาก่อน นายท่าน~” บนผิวกระจกสีเงินบานใหญ่ สัญลักษณ์ถูกวาดขึ้นด้วยเส้นแสงสีเงิน
เมื่อเห็นกระจกกลับเป็นปรกติ ไคลน์ถอนสายตากลับ จำลองการต่อสู้ที่จะเกิดขึ้นในใจ
หลังจากบรรจงไตร่ตรอง ชายหนุ่มผุดไอเดียที่น่าสนใจขึ้น จากนั้นก็นำไปพัฒนาต่อยอดเป็นแผนการที่ประณีตและรัดกุม
หลังจากวางแผนล่วงหน้าอย่างคร่าว ไคลน์เดินไปทางระเบียง หันหน้าไปทางสวนที่มืดมิด ส่งเสียงกระซิบพึมพำ
“คุณสามารถทำให้โจนาส·โคลเกอร์ประสบ ‘เคราะห์กรรม’ ก่อนการต่อสู้จะเริ่มขึ้นได้ไหม?”
หลังจากความเงียบปกคลุมสักพัก เสียงอันเรียบง่ายของสตรีดังขึ้นในหัว
“ทำได้”
“ถ้าอย่างนั้น ฝั่งผมพร้อมแล้ว” ไคลน์ตอบรับ
เพียงพริบตา บรรยากาศรอบตัวกลับไปสงบสุขอีกครั้ง
ท่ามกลางสายลมหนาวพัดผ่าน ไคลน์จ้องเข้าไปในคฤหาสน์สองสามวินาทีโดยไม่แสดงสีหน้า ตามด้วยการใช้มือกดหมวกผ้าไหม จัดระเบียบถุงมือหนังมนุษย์ที่มือข้างซ้าย ชักปืนลูกโม่ลางมรณะออกจากใต้รักแร้
ทันทีหลังจากนั้น มันใช้หัวแม่โป้งดันโม่เหล็กสีดำจนหมุนหลายตลบ
…
ค่ำคืนย่างกรายผ่านไปทีละนิด แสงจันทร์สีแดงส่องลอดผ่านเมฆเป็นบางคราว คฤหาสน์กุหลาบถูกปกคลุมด้วยความเงียบเชียบ
ทันใดนั้น ร่างหนึ่งลอบเข้ามาในคฤหาสน์จากทางฝั่งทิศใต้ของแม่น้ำทัสซอค จากนั้นก็เดินอีกสองสามก้าวและส่งตัวเองเข้ามาอยู่ในเขตห้องพัก
ไม่ใช่ใครนอกจากรองผอ. MI9 ที่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงขายาวสีดำ โจสนาส·โคลเกอร์
ครึ่งเทพรูปร่างกำยำมองไปรอบตัว เมื่อไม่พบสิ่งผิดปรกติ มันเผยรอยยิ้มเล็กๆ และเดินไปที่บาร์ประจำห้องพักแขก เปิดตู้หยิบแก้ว ตามด้วยหยิบไวน์แดงที่ผลิตโดยคฤหาสน์เพลงกุหลาบ เตรียมเทลงไปในแก้วเพื่อเฉลิมฉลองให้กับค่ำคืนที่งดงาม
ทันใดนั้น สัมผัสวิญญาณของมันถูกกระตุ้นให้เงยหน้าขึ้น
มันเหลือบไปเห็นอาคารฝั่งตรงข้ามที่มีปล่องไฟสีเทาขาว ถูกย้อมไปด้วยเงาดำคล้ายกับโลกทั้งใบถูกสาดด้วยหมึกสีดำ
ด้านข้างของปล่องไฟ ยอดแหลมอันเป็นเอกลักษณ์ของอาคารหลักประจำคฤหาสน์เพลงกุหลาบก็มืดลงเช่นกัน แต่เหนือท้องฟ้ายังคงเป็นพระจันทร์สีแดงสดลอยสูง
ทว่า ทั้งเมฆและดวงดาวยามราตรีล้วนอันตรธานหาย นอกจากพระจันทร์สีแดงก็มีเพียงท้องฟ้าอันมืดมิดสีดำสนิท
ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ พืชพรรณและดอกไม้ในสวนยังคงตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิม แต่มีสีทึบและพร่ามัวอย่างบอกไม่ถูก คล้ายกับอยู่ห่างไกลออกไป
ไม่ว่าจะสีดำและแดง อาคารที่ถูกฉาบด้วยเงาดำ ค่ำคืนอันเงียบสงัดและพืชที่พร่ามัว ภาพทั้งหมดกำลังสะท้อนอยู่ภายในดวงตาของโจนาส·โคลเกอร์
นี่มัน… ดวงตาของครึ่งเทพรายนี้ขยายออกเล็กน้อย รีบตอบสนองโดยไม่ลังเล
มันสอดมือซ้ายเข้าไปในกระเป๋าลับของเสื้อ และสอดมือขวาเข้าไปในรักแร้อีกฝั่ง หยิบวัตถุสองชิ้นออกมาถือ
ในบรรดาพวกมัน สิ่งที่ถือในมือขวาคือปืนพกประหลาด สีเทาเกือบทุกส่วน ใหญ่กว่าปืนพกตัวไปพอสมควร ขนาดราวครึ่งหนึ่งของค้อนศึกที่ใช้ในสงครามอดีตกาล
ส่วนอื่นที่ผิดปรกติของลูกโม่กระบอกนี้ก็คือ มันมีหกลำกล้อง ปากลำกล้องลึก บนโม่ฝังหมุดเหล็กไว้หลายสิบ มอบความงดงามที่แข็งกระด้าง
ในมือซ้ายโจนาส·โคลเกอร์ถือนาฬิกาพก ‘หุ้มเหล็ก’ ครึ่งหนึ่งของหน้าปัดมีสัญลักษณ์บอกเวลาเรียงรายเป็นระเบียบ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งยุ่งเหยิงพัวพัน บ้างล้ำเส้นมาอีกฝั่ง โดยทั้งสองฝั่งคล้ายกับทำหน้าที่เป็นกลไกที่มองไม่เห็นของนาฬิกาพกเรือนนี้ ผสมผสานกันเป็นหนึ่ง ก่อให้เกิดโครงสร้างที่ซับซ้อนและเวียนหัว
แทบจะในเวลาเดียวกัน ร่างหนึ่งพุ่งออกจากดวงจันทร์สีแดงขนาดมหึมาด้านนอกหน้าต่าง ร่อนลงมายังเบื้องล่างด้วยความเร็วสูง
ร่างกายอีกฝ่ายขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเผยให้เห็นเส้นผมสีดำ ดวงตาสีน้ำตาล โครงหน้าผอมเพรียวชัดลึก บรรยากาศเต็มไปด้วยความเย็นชา
ชายหนุ่มคนดังกล่าวสวมหมวกผ้าไหมทรงสูง สวมเสื้อนอกสีดำ มือขวาถือปืนลูกโม่ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น มือซ้ายปกคลุมด้วยถุงมือหนังมนุษย์สีใส ท่ามกลางแสงสว่างสีแดง ราวกับมันกำลังแดงจันทร์ไว้บนแผ่นหลัง
เกอร์มัน·สแปร์โรว์
……………………………………………….
เหนือสายหมอกสีเทา ภายในพระราชวังโอ่อ่า ไคลน์ที่กำลังถือคทาเทพสมุทร จ้องไปที่ไพ่จักรพรรดิมืดและทรราชบนโต๊ะตรงหน้า แววตาค่อนข้างเคร่งขรึม
แม้คำตอบของไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดจะช่วยให้พิสูจน์ได้ว่า พระเจ้าจอร์จที่สามมีความลับที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ และน่าจะเป็นตัวการสำคัญในโศกนาฏกรรมมหาหมอกควันแห่งเบ็คลันด์ แต่ก็มิอาจฟันธงได้ว่ามันคือผู้ที่กุมอำนาจเหนือเรื่องราวทั้งหมด ผู้บงการที่แท้จริงอาจเป็นคนอื่น โดยพระเจ้าจอร์จที่สามเป็นเพียงหุ่นเชิด แต่สำหรับไคลน์ เท่านี้ก็นับว่าเพียงพอแล้ว เป้าหมายของมันเริ่มชัดเจนว่าต้องตรวจสอบใคร และอีกฝ่ายมีจุดประสงค์ใดกันแน่
เมื่อเห็นว่ามิสเมจิกเชี่ยนและมิสจัดจ์เมนต์อยู่ห่างจากจุดที่เกิดความวุ่นวาย สามารถยืนยันความปลอดภัยได้ส่วนหนึ่ง ไคลน์ถอนสายตากลับและหันมาสนใจเรื่องเดิมของตน เฝ้าจับตามองการกระทำของรองผอ. MI9 โจนาส·โคลเกอร์
ผ่านไปสักพัก หลังจากสร้างอาณาเขตเสร็จและยืนยันว่าไม่มีใครไล่ตามมา โจนาส·โคลเกอร์เดินไปที่กำแพงริมภูเขา หยิบสิ่งหนึ่งออก
ร่างกายของมันถูกฉาบด้วยแสงสีฟ้าสว่างทันที ค่อยๆ เลือนรางและพร่ามัว
ถัดมา มันหายไปกับความว่างเปล่า ไม่มีใครทราบว่าไปไหน
เป็นรูปแบบของพลัง ‘เทเลพอร์ต’ ที่พิเศษกว่าปรกติ สามารถกระทำผ่านพิธีกรรมหรือวัตถุบางชนิด ผลลัพธ์คือการเทเลพอร์ตระหว่างสองจุดที่ไม่ห่างกันมากนัก… ในตอนที่หนีออกจากซากปรักหักพังใต้ดินซึ่งอินซ์·แซงวิลล์แอบเข้าไปกระทำบางสิ่ง เราเคยผ่าน ‘ประตู’ ที่คล้ายคลึงกัน… อา… แถวนี้อยู่ไม่ไกลจากภูเขาที่มิสเตอร์ A ไล่ฆ่าเรา…
การใช้วิธีผ่านเข้าออกแบบนี้จำเป็นต้องมีพื้นที่ที่ลับสุดยอด และหากไม่ได้รับอนุญาตจากภายใน การฝืนเปิดจากภายนอกจะไม่มีวันสำเร็จ และเมื่อเห็นท่าไม่ดี การทำลายพิธีกรรมสำหรับผ่านเข้าออก ยังช่วยป้องกันไม่ให้ศัตรูบุกรุกได้ง่ายนัก จำเป็นต้องค้นหาสถานที่เฉพาะเจาะจง… ไคลน์พยักหน้ากับตัวเอง
เมื่อผนวกเข้ากับ ‘คำสารภาพ’ ของไวเคาต์สตาร์ฟอร์ด ไคลน์เชื่อว่าความลับของกษัตริย์จะต้องถูกซ่อนอยู่ใต้ซากปรักหักพัง หากสามารถลอบแทรกซึมเข้าไปได้และตรวจสอบอย่างละเอียด มีความเป็นไปได้สูงที่จะค้นพบความจริงของเรื่องนี้
แต่ยิ่งครุ่นคิด มันก็ยิ่งพบว่านี่เป็นงานสืบสวนที่ยากมาก เนื่องจากอันดับแรก มันต้องมีวัตถุสำหรับผ่านเข้าออกแบบเดียวกันเสียก่อน เพื่อที่จะได้ใช้พลังของผู้ไร้หน้าปลอมตัวหลอกลวงคนคุ้มกันและเทเลพอร์ตเข้าไป ไม่ว่าจะมองมุมใดก็ไม่ใช่งานง่าย
จากคำบอกเล่าของ ‘กระจกวิเศษ’ อาโรเดส ไม่เพียงโจนาส·โคลเกอร์จะเป็นครึ่งเทพของเส้นทางจักรพรรดิมืด แต่มันยังพกพาสมบัติปิดผนึกที่ทรงพลังไว้กับตัวด้วย
แม้ว่าไคลน์จะเตรียมตัวเป็นอย่างดีและมีความช่วยเหลือจากเทวทูต แต่การปลิดชีพรองผอ. แห่ง MI9 ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น จึงไม่ต้องพูดถึงความพยายามในการลอบสังหาร และเหนือสิ่งอื่นใด เทวทูตแต่ละตนก็มีปัญหาของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องไปเสียทุกเรื่อง
หรือต่อให้จัดการโจนาส·โคลเกอร์สำเร็จ ยังคงมีอันตรายอื่นให้ต้องคำนึงถึง… จากประสบการณ์ในอดีตพวกมันคงเตรียมวิธีรับมือกับการบุกรุกของผู้ไร้หน้าไว้แล้ว… เป็นถึงแผนการใหญ่ที่รวมกันระหว่างกษัตริย์ สมาคมแปรจิต และนิกายแม่มด ต้องไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แน่นอน มีโอกาสสูงมากที่ใต้ซากอาคารใต้ดินจะมีเทวทูตคอยเฝ้า… ไคลน์ขมวดคิ้ว พบว่าตนยังไม่มีวิธีสืบสวนขยายผลที่มีประสิทธิภาพ
ระหว่างเคาะนิ้วลงบนโต๊ะทองแดงยาว ชายหนุ่มตัดสินใจหลุดจากกรอบความคิดเมื่อครู่ เปลี่ยนมุมมองในการวิเคราะห์
ผ่านไปสักพัก มันผุดไอเดียหนึ่ง
แล้วทำไมเราถึงต้องทำทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง?
ความลับและแผนการของกษัตริย์โลเอ็น มีความเป็นไปได้มากว่าจะขัดแย้งกับเจตจำนงของโบสถ์วายุสลาตัน รัตติกาล และจักรกลไอน้ำ ไม่อย่างนั้น เมสัน·เดียร์ อดีตหัวหน้าราชองครักษ์ คงไม่พยายามนำความลับไปแจ้งกับโบสถ์หลักทั้งสาม… ในฐานะข้ารับใช้ของเทพธิดารัตติกาล… อย่างน้อยก็ในตอนนี้… ทางเรามีตัวเลือกที่น่าสนใจอยู่ไม่ใช่หรือ?
และนี่อาจเป็นวิธีสะสมคะแนนผลงานเพื่อแลกเปลี่ยนกับสูตรโอสถ ‘ปราชญ์โบราณ’ ในอนาคต!
ไคลน์วาดแผนการอย่างชัดเจนได้ทันที เพียงไม่นานก็ส่งตัวเองลงจากมิติหมอก กลับมายังโลกความจริง
เกอร์มัน·สแปร์โรว์ที่สวมชุดนอนลายตารางหมากรุกสีน้ำเงินสลับขาว ทำการประสานมือและสวดวิงวอนเป็นภาษาเฮอร์มิสโบราณ
“เทพธิดารัตติกาลผู้สูงส่งยิ่งกว่าดวงดารา ผู้ยืนยาวยิ่งกว่านิรันดร์ พระองค์ผู้เป็นสตรีสีชาด มารดาแห่งความลับ จักรพรรดินีแห่งเคราะห์กรรม และนายหญิงแห่งความสุขสงบ…”
สำหรับคราวนี้ ไคลน์มิได้ประกอบพิธีกรรมใด เพราะไม่ได้สังเวยหรือรอการตอบสนอง เพียงอธิบายคำสารภาพของไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดและพฤติกรรมลับๆ ล่อๆ ของโจนาส·โคลเกอร์ จึงทำเพียงสวดวิงวอนอย่างเรียบง่าย
สวดเสร็จ ไคลน์ถอนหายใจยาว ยืนซ่อนอยู่ในป่าไม้และภูเขาที่ห่างไกล รอคอยอย่างอดทนเผื่อว่าจะได้พบความคืบหน้า
ผ่านไปเพียงสิบนาที ร่างหนึ่งถูกวาดขึ้นตรงหน้า ราวกับภาพวาดที่เป็นรูปเป็นร่างในคราวเดียว
ผู้มาเยือนสวมชุดคลุมเรียบง่าย สวมเข็มขัดเปลือกไม้ เส้นผมยาวสลวยปล่อยตามธรรมชาติ ฝ่าเท้าเปลือยเปล่า ดวงตาแฝงความมืดมิดและเงียบสงบ ไม่ใช่ใครนอกจากผู้นำสูงสุดแห่งสิบสามอาร์ชบิชอป หัวหน้าคณะนักบวช ‘บริวารอำพราง’ อาเรียนน่า
“สายัณห์สวัสดิ์ มาดามอาเรียนน่า” ไคลน์ทำความเคารพโดยไม่เผยสีหน้าประหลาดใจ
อาเรียนน่าชำเลืองเล็กน้อย ตอบกลับในทำนองเดียวกัน
“สายัณห์สวัสดิ์”
เธอมิได้ชวนคุยตามมารยาท ถามเข้าประเด็นทันที
“โจนาส·โคลเกอร์อยู่แถวนี้ใช่ไหม?”
“ใช่ครับ ห่างออกไปทางนั้นไม่ถึงสิบกิโลเมตร” ไคลน์ชี้นิ้วบอกทิศ “เขาใช้วัตถุชิ้นหนึ่งและหายตัวไปจากตำแหน่งเดิม ผมควรทำยังไงต่อ?”
อาเรียนน่าผงกศีรษะรับ ตามด้วยกล่าว
“รอให้เจ้านั่นออกมา จากนั้นก็ลงมือจับกุม”
ม…ไม่บุ่มบ่ามไปหน่อยหรือ? ทั้งที่เป็นคน… ไม่สิ เป็นเทวทูตที่ถูกสงบเสงี่ยมและเรียบง่าย สงวนกิริยาและสง่างาม แต่ทำไมถึงใช้วิธีป่าเถื่อนนัก? ถ้าเกิดผลออกมาว่า โจนาส·โคลเกอร์มิได้ไปเยือนซากปรักหักพังดังกล่าว แต่เป็นฐานลับอย่างอื่นแทน หรือไม่ใช่คนที่เกี่ยวข้องลึกซึ้งกับแผนการของกษัตริย์โลเอ็น การที่อาร์ชบิชอปแห่งโบสถ์รัตติกาลลงมือกับบุคคลระดับสูงของ MI9 เรื่องนี้ต้องกลายเป็นขาวใหญ่แน่ และรอยร้าวภายในอาณาจักรจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น! ไคลน์ตอบสนองอาเรียนน่าไม่ถูกไปสักพัก
จริงอยู่ ไคลน์มีเหตุผลมากพอที่จะฆ่าโจนาส·โคลเกอร์ โดยเฉพาะการมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจค้าทาส แต่ปัญหาก็คือ การที่ครึ่งเทพขององค์กรลับลงมือกับคนของกองทัพ นั้นเป็นคนละเรื่องกับการที่อาร์ชบิชอปของโบสถ์หลักลงมือกับคนของกองทัพ!
คล้ายกับอ่านความคิดไคลน์ออก อาเรียนน่าอธิบายอย่างสุขุม
“ผู้ที่จะลงมือคือเจ้า ไม่ใช่ข้า”
“…” ไคลน์ค่อนข้างกระอักกระอ่วนกับ ‘สไตล์’ ของเธอ
อาเรียนน่าพูดต่อ
“ข้าจะสร้างโลกแห่งความลับขึ้น และคอยสนับสนุนในสิ่งที่จำเป็น”
ต่อสู้ในโลกแห่งความลับ… โดยมีเทวทูตคอยสนับสนุน? ไคลน์พยักหน้าไตร่ตรอง
“แล้วจะให้ซุ่มโจมตีที่ไหน?”
อาเรียนน่าตอบห้วน
“ในคฤหาสน์เพลงกุหลาบของเจ้า”
ก็คิดจะทำแบบนั้นเหมือนกัน… แค่ไม่อยากพูดออกมาเอง… ไคลน์ถอนหายใจยาว
หลักในการเลือกสังเวียนซุ่มโจมตีนั้นไม่มีอะไรซับซ้อน แค่ต้องลงมือในตอนที่โจนาส·โคลเกอร์รู้สึกผ่อนคลายและไร้การป้องกันตัวมากที่สุด
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทันทีที่อีกฝ่ายทำภารกิจสำเร็จและกลับไปพักผ่อนในคฤหาสน์ มันจะต้องคิดว่าความยากลำบากของวันนี้จบลงแล้ว ส่งผลให้ความหวาดระแวงบรรเทาลงจากเดิมมาก!
ในทำนองเดียวกัน หากความลับและแผนการของกษัตริย์คือเรื่องที่สำคัญมาก ระหว่างที่โจนาส·โคลเกอร์เดินทางกลับจากซากปรักหักพังใต้ดิน อาจมีเทวทูตคอยจับตามองเพื่อให้ความคุ้มครองอย่างลับๆ การโจมตีในช่วงเวลาดังกล่าวจะเท่ากับฆ่าตัวตาย มีแต่ต้องรอให้โจนาส·โคลเกอร์กลับมาใช้ชีวิตตามปรกติ การเฝ้าระวังก็จะลดระดับลงจนหายไป เพราะเทวทูตไม่ใช่ตัวตนที่มีมากขนาดนั้น ไม่มีทางว่างผลัดเวรกันมาเฝ้าคนคนหนึ่งทั้งวัน
โชคดีที่เราเลือกสะกดรอยด้วยเทคนิคที่เงียบเชียบและตรวจสอบได้ยากที่สุด แถมยังทิ้งระยะห่างค่อนข้างไกล… หมายความว่า การที่มาดามอาเรียนน่ายกหน้าที่การต่อสู้ให้เรา ไม่ใช่เพราะท่านต้องการหลีกเลี่ยงอันตราย แต่การสร้างโลกแห่งความลับเพื่อปกปิดสายตาของเทวทูตในซากปรักหักพังใต้ดินนั้นกินพลังงานของท่านหลายส่วน… ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์เริ่มเข้าใจเรื่องราวภาพรวม
ทันใดนั้น อาเรียนน่าเสริมอีกหนึ่งประโยค
“การต่อสู้ในโลกแห่งความลับ จะไม่สร้างความเสียหายแก่โลกความจริง”
แบบนั้นก็เยี่ยมเลย… ไคลน์พึมพำในใจ ครุ่นคิดสักพักก่อนจะกล่าว
“ถ้าอย่างนั้น ผมต้องกลับไปเตรียมตัว”
“ตกลง” อาเรียนน่าตอบเสียงเรียบ
เธอมิได้ถามว่าต้องเตรียมการอะไร ทั้งที่เราเตรียมคำตอบไว้แล้วว่า: เปลี่ยนเสื้อผ้าครับ! ไคลน์รำพันจิกกัดตัวเอง พลางก้มมองชุดนอนลายตารางหมวกรุกสีขาวสลับฟ้า
ถุงมือซ้ายของมันกลายเป็นสีใส คนทั้งคนหายไปกับความว่างเปล่า
ภายในคฤหาสน์เพลงกุหลาบ ร่างของไคลน์โผล่ออกจากอากาศ ในร่างเกอร์มัน·สแปร์โรว์เช่นเดิม มันรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าและสวมหมวกทรงสูง
ทันทีหลังจากนั้น ชายหนุ่มดึงกระดาษเปล่าออกมาและเขียนด้วยนิ้วมือ
เปลวไฟเล็กๆ สีแดงสว่างจากปลายนิ้ว สร้างรอยไหม้เล็กๆ บนกระดาษโดยไม่เผาทำลาย
รอยไหม้ถูกลากเป็นเส้น เพียงไม่นานก็กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ซับซ้อน เกิดจากการประกอบกันระหว่างสัญลักษณ์ ‘ส่องความลับ’ และ ‘การปกปิด’
ทันทีที่สัญลักษณ์ถูกวาดเสร็จ ผิวกระจกบานใหญ่ในห้องเกิดการกระเพื่อมคล้ายผิวน้ำ
แสงสีเงินสว่างขึ้น เรียงตัวกันเป็นประโยค
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ อาโรเดส ข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์และแข็งแกร่งของท่าน พร้อมที่จะช่วยเหลือท่านแล้ว! นายท่านมีเรื่องจะถามข้าใช่ไหม?”
“ใช่” ไคลน์พยักหน้า มองออกไปนอกหน้าต่างและพูด “โจนาส·โคลเกอร์มีพลังระดับครึ่งเทพแบบใด และพกพาสมบัติปิดผนึกใดไว้กับตัว?”
อันที่จริง มันมีข้อมูลเหล่านี้อยู่บ้างแล้ว เพราะนับตั้งแต่กำหนดให้โจนาสเป็นหนึ่งในเป้าหมาย มันก็เริ่มสืบหาข้อมูลที่สอดคล้องกัน เพียงแต่อยากได้ยินจากปากอาโรเดสเพิ่มเติม เผื่อว่าจะพบประเด็นใหม่ที่ตนตกหล่นไป
บนผิวกระจกเงาที่สูงเท่าคน ตัวอักษรสีเงินบิดเบี้ยวและเรียงตัวเป็นข้อความใหม่
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ โจนาส·โคลเกอร์คือ ‘เคาต์แห่งการเสื่อมถอย’ เพื่อที่จะปกปิดพลังครึ่งเทพของตัวเอง เขาพกพาสมบัติปิดผนึกเส้นทาง ‘นักกฎหมาย’ เช่นเดียวกับตัวเอง แต่มีการผสมผสานเส้นทาง ‘ผู้ตัดสิน’ เข้าไปด้วยบางส่วน ชื่อของมันคือ ‘แสงเงาประชันดนตรี’ ”
……………………
ฝ่าบาท… ได้ยินคำตอบจากไวเคาต์สตาร์ฟอร์ด ซิลสับสนเล็กน้อย ภายในใจเต็มไปด้วยความสงสัย
เธอไม่เข้าใจว่า การที่เชอร์แมนลงทุนตีสนิทหัวหน้าองครักษ์หลวง เพียงเพื่อถามคำถามที่ใครๆ ก็รู้คำตอบอยู่แล้วเช่นนี้น่ะหรือ? นั่นดูไม่คุ้มเสี่ยงเลยสักนิด
และพิจารณาจากคำตอบ ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้โกหก
เชอร์มาเน่ยอมสละชีวิตเพื่อของแค่นี้? ซิลต้องการจะถามเพิ่มว่าเชอร์มาเน่ทำไปเพื่ออะไร แต่ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่า คำถามดังกล่าวจะพาเข้าสู่ประเด็นสำคัญเร็วเกินไป ไม่เหมาะแก่การถามไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดที่ยังไม่ได้อยู่ใน ‘สภาวะ’ พร้อมคายข้อมูล ซิลจึงอดใจรอไปก่อน
เธอครุ่นคิดสักพัก จากนั้นก็ถาม
“รู้จักเมสัน·เดียร์ไหม?”
“รู้จัก” ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดตอบด้วยสีหน้าล่องลอย
ซิล·เดียร์ชายังคงถามในสิ่งที่ตอบได้ง่ายๆ อย่างต่อเนื่อง
“เขาเป็นใคร?”
“อดีตหัวหน้าองครักษ์หลวง” ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดตอบเฉพาะสิ่งที่อีกฝ่ายถาม ไม่พูดเวิ่นเว้อ
ขณะเดียวกัน ฟอร์สมิได้สนใจฟังการ ‘อ่านใจ’ ซึ่งเพิ่งอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้น เพียงนำลูกบอลคริสตัลออกมาใส่ไว้ในกระเป๋าของซิล
หลังจากฝากสิ่งของ เธอก้มหน้าและพยายามหยิบไม้กางเขนทองแดงอย่างระมัดระวัง
ในคราวนี้ แม้ว่าปลายนิ้วจะสั่นเบาๆ แต่ความรู้สึกราวกับถูกไฟแผดเผามิได้เกิดขึ้น มันปล่อยให้เธอหยิบจับอย่างง่ายดาย
เป็นอย่างที่คิด ไม้กางเขนอันนี้ไม่ต้องรับสมบัติวิเศษภายนอกทั้งหมด ไม่ยอมอยู่ร่วมกัน… หืม… แต่ในตัวเรายังมีกระดาษคนจันทราและพลังวิญญาณตกค้างของวิญญาณอาฆาตโบราณ แต่มันไม่ตอบสนอง… หมายความว่า มันจะกีดกันเฉพาะตะกอนพลัง แต่ไม่สนใจวัตถุแฝงพลังวิญญาณ? ถ้าเป็นแบบนั้นจริง แปลว่ามันต้องปฏิเสธตะกอนพลังในร่างกายเราด้วย แต่ผลลัพธ์อาจยังไม่ปรากฏในทันที… หรือว่าจะเป็นผลข้างเคียงด้านลบที่ต้องใช้เวลาสักพักในการออกฤทธิ์? ฟอร์สประเมินไม้กางเขนทองแดงเบื้องต้น จากนั้นก็นำมันใส่ไว้ในช่องลับสำหรับเก็บอุปกรณ์ประกอบพิธีกรรมอย่างระมัดระวัง
จัดการเสร็จ ฟอร์สชำเลืองไปทางสร้อยข้อมือสีเงิน ยืนยันว่ามันว่างเปล่า ไม่หลงเหลืออัญมณีอีกต่อไป
หินทั้งห้าก้อนที่มีพลังในการ ‘เทเลพอร์ต’ ถูกใช้จนหมดแล้ว
แต่ฟอร์สมิได้แสดงความกังวลเหมือนเมื่อก่อน แม้ว่าการใช้งานแต่ละครั้งจะยิ่งทำให้ ‘เสียงเพรียกขณะจันทร์เต็มดวง’ ทวีความรุนแรง แต่เธอเองก็ทราบดี ขอเพียงมีความช่วยเหลือจากมิสเตอร์ฟูล เรื่องดังกล่าวก็ไม่จำเป็นต้องกังวล เพราะผ่านมาแล้วเกือบหนึ่งปี หากไม่ใช่คืนจันทร์เต็มดวงหรือปรากฏการณ์จันทราโลหิต เธอเกือบลืมไปแล้วว่าเคยต้องทุกข์ทรมานจาก ‘เสียงเพรียกขณะจันทร์เต็มดวง’
หวังว่าในสักวัน คำสาปนี้จะหายไปโดยสมบูรณ์… หลังจากละสายตาจากกำไลเงิน ฟอร์สถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้
จากนั้น เธอรีบขอบคุณมิสเตอร์ฟูลในใจจากก้นบึ้ง
ไม่ว่าจุดประสงค์ของท่านจะเป็นสิ่งใด แต่อย่างน้อย ท่านก็เคยช่วยเราไว้มาก ไม่ใช่แค่เรื่องเสียงเพรียกขณะจันทร์เต็มดวง…
ดูเหมือนว่าไม้กางเขนอันนี้จะมีมูลค่าไม่ธรรมดา… ไม่แน่ใจว่ามิสเตอร์ฟูลจะสนใจมันไหม อยากรับการสังเวยจากเราหรือไม่… เราไม่เคยมีสมบัติวิเศษดีๆ หรือข้อมูลล้ำค่ามาก่อน ไม่มีโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณเสียที จนในที่สุดโอกาสก็มาถึง…
อึก… ไม้กางเขนอันนี้เป็นส่วนแบ่งของเรากับซิล เรามีสิทธิ์เพียงครึ่งเดียว ไม่รู้ว่ามิสเตอร์ฟูลจะเต็มใจรับวัตถุที่มีสิทธิ์ครอบครองเพียงครึ่งเดียวไหม… ไม่สิ… ซิลเองก็เคยติดหนี้บุญคุณท่าน…
ฮุฮุ… บางที มันอาจเป็นสิ่งที่ทำให้มิสเตอร์ฟูลพึงพอใจก็ได้… หากท่านพอใจมาก เราอาจรบกวนให้ช่วยบันทึกพลังลงไปในสมุดสักสองสามชนิด… ไม่สิ… สมุดเล่มนี้รองรับพลังระดับทวยเทพของท่านไม่ไหวแน่… อา… อย่างน้อยเทวทูตใต้อาณัติของท่านก็ยังดี… ไม่สิ… แค่พลังของมิสเตอร์เวิร์ลก็พอแล้ว…
ฟอร์สปล่อยความคิดฟุ้งกระจาย สร้างความคาดหวังในมโนภาพ
นี่คือนิสัยที่ดีของนักเขียนนิยายขายดี
ส่วนคำถามที่ว่า ทำไมเธอถึงไม่เรียกร้องอย่างอื่นนอกจากการบันทึกพลังลงในสมุดเวทมนตร์ เพราะเธอเพิ่งได้ตระหนักถึงความสำคัญและน่าสะพรึงกลัวของพลังในระดับครึ่งเทพกับตาตัวเองมาเมื่อครู่
หากไม่ได้คัดลอก ‘ทอร์นาโด’ ไว้ใน ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’ วันนี้เธอและซิลคงหมดโอกาสจับกุมตัวไวเคาต์สตาร์ฟอร์ด บางทีอาจเอาชีวิตรอดกลับมาไม่ได้ด้วยซ้ำ
ต่อให้ไม่นับไม้กางเขนทองแดง แต่ตัวไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดก็เป็นผู้วิเศษที่แข็งแกร่ง หากไม่ได้รับบาดเจ็บล่วงหน้าจากแรงกระแทกของพายุทอร์นาโดจนศีรษะเกิดอาการวิงเวียน มีโอกาสสูงมากที่แผนลอบโจมตีของเธอและซิลจะไม่ประสบความสำเร็จ บางทีอาจถูกตอบโต้จนเสียท่า
อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าการจับ ‘ไม้กางเขนเจิดจ้า’ แยกกับไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดคือกุญแจสำคัญของศึกนี้ และความดีความชอบย่อมต้องตกเป็นของพายุทอร์นาโด
เมื่อลองคิดดูให้ดี หากสถานการณ์ไม่ฉุกละหุกมากนัก ในสมมติฐานที่ตัดทั้งพลังครึ่งเทพของเราและไม้กางเขนนั่นออกไป เรากับซิลมีโอกาสสูงที่จะลอบโจมตีไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดสำเร็จ…
พลังพิเศษในสมุดเวทมนตร์ทั้งหลากหลายและเข้ากันได้ดี รวมๆ แล้วค่อนข้างแข็งแกร่ง ผนวกกับพลังทะลวงจิตของซิลและมีดเหมันต์ หากสู้กันตรงๆ โดยที่ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดมิได้พกพาสมบัติวิเศษ ความพ่ายแพ้ของเขาก็นับว่าสมเหตุสมผลแล้ว
นักบันทึกที่เชี่ยวชาญการต่อสู้ ถือเป็นหนึ่งในผู้วิเศษที่ทรงพลังอย่างไร้ข้อกังขา… ยิ่งครุ่นคิด ฟอร์สก็ยิ่งพบความแปลกประหลาด
เธอรู้สึกว่าตัวเองแข็งแกร่งขึ้นมาก!
ย้อนกลับไปในตอนที่จัดการกับวิญญาณอาฆาตโบราณ เธอเคยรู้สึกแบบเดียวกันมาก่อน แต่หลังจากนั้นกลับถูกพลังกัดกร่อนลึกลับเล่นงาน จนความรู้สึกดังกล่าวเลือนหายไปพร้อมกับความกลัว และในตอนที่ทุกคนช่วยกันลงมือสั่งสอนเออร์เนส·โบยาร์ ฟอร์สและซิลมิได้ออกแรงสู้ตรงๆ จึงไม่เคยวัดพลังตัวเอง
จนกระทั่งการต่อสู้เมื่อครู่ ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดเป็นถึงหัวหน้าองครักษ์หลวงแห่งโลเอ็น มีลำดับ 6 เป็นอย่างน้อย และอาจสูงถึงลำดับ 5 แถมยังพกพาสมบัติวิเศษระดับครึ่งเทพที่ทรงพลัง ศึกดังกล่าวช่วยให้ฟอร์สสามารถ ‘ประเมิน’ ฝีมือของตัวเองในโลกผู้วิเศษอย่างเห็นภาพ แม้ผลการต่อสู้จะเกิดจากการลอบโจมตีเป็นส่วนใหญ่ แต่การที่สามารถปิดฉากอีกฝ่ายได้อย่างหมดจด ถือเป็นเครื่องพิสูจน์สติปัญญาและฝีมือได้ไม่มากก็น้อย
ตอนนี้เราเป็นนักบันทึกแล้ว ถ้าจับคู่พลังพิเศษอย่างลงตัว ผนวกเข้ากับความหลากหลายของ ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’ เราจะแข็งแกร่งเทียบเท่าลำดับ 5 ที่ค่อนข้างทรงพลัง… ติดตรงที่เรายังมีประสบการณ์จริงน้อยเกินไป… ฟอร์สถอนหายใจด้วยอารมณ์ซับซ้อน มองไปทางซิลที่กำลังสอบสวนไวเคาต์สตาร์ฟอร์ด
ปัจจุบัน คำถามของซิลเริ่มเข้าสู่ส่วนสำคัญ และการต่อต้านจากอีกฝ่ายก็เริ่มต้นขึ้น
“เมสัน·เดียร์ตายด้วยสาเหตุใด?”
หลังจากถามออกไป สีหน้าของซิลพลันซับซ้อน เปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง บ้างวิตกกังวล บ้างตื่นเต้นและหวาดกลัว
นี่เป็นคำถามที่ซิลอยากรู้มาตั้งแต่แปดปีก่อน เป็นเวลากว่าสามพันวันที่เธอไม่เคยหยุดหาคำตอบ แต่ใจหนึ่งก็กลัวว่าคำตอบจะไม่ใช่สิ่งที่ตนอยากฟัง กลัวว่าบิดาของเธอจะเป็นกบฏ แผ่นดินที่ถูกประหารชีวิต นั่นยิ่งสร้างความเสื่อมเสียให้วงศ์ตระกูล
ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดมิได้ตอบคำถามของซิลทันที เงียบงันไปสักพักคล้ายกับพยายามดิ้นรน จนกระทั่งเปิดปากพูด
“เขาค้นพบความลับของฝ่าบาทและพยายามแจ้งให้ศาสนจักรทราบ แต่สุดท้ายก็ทำไม่สำเร็จและถูกประหารชีวิตในการปะทะ”
ซิลแน่นิ่งไปหลายวินาที ก่อนจะยืนยันว่านั่นคือคำตอบที่เธอตามหา
แม้จะเป็นสิ่งที่ทำให้เธอตกตะลึง แต่จิตใจกลับสงบนิ่งอย่างบอกไม่ถูก
“ความลับ… ของฝ่าบาท” หญิงสาวกระซิบกระซาบ รีบถามต่อไป
“ความลับอะไร?”
ฟอร์สที่อยู่ไม่ไกลออกไปเริ่มเผยสีหน้าประหวั่น คาดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะซับซ้อนถึงเพียงนี้
ทันใดนั้น กล้ามเนื้อบนใบหน้าของไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดบิดเบี้ยวจนน่าเกลียด ตามด้วยการพ่นออกมาสองสามคำ
“ความลับที่ว่าก็คือ…”
ทันใดนั้นเอง ร่างกายของมันเกิดชักกระตุกอย่างมิอาจหักห้าม ดวงตาที่เคยสับสนได้รับความแวววาวกลับคืนมา
แต่ในวินาทีถัดมา ร่างกายของมันพลันแยกออกจากกันในระดับอณูเซลล์ จากนั้นก็บีบอัดจนกลายเป็น ‘ดอกไม้ไฟ’ มนุษย์ลูกใหญ่
‘ดอกไม้ไฟ’ สีเลือดลอยขึ้นไปบนฟ้า เกิดระเบิดและมอบแสงสว่างในยามค่ำคืน ฉากทั้งหมดสะท้อนอยู่บนกระจกตาของฟอร์สและซิล
นี่มัน… จากประสบการณ์ที่เคยสั่งสมมา ดวงตาของฟอร์สเหม่อลอยเพียงครู่เดียวก่อนจะรีบลงมือกระทำบางสิ่ง นั่นคือการหมอบลงและคว้าร่างเชอร์มาเน่และน่องของซิล
ทั้งสามร่างกลายเป็นสีใสและหายไปจากตำแหน่งดังกล่าวอย่างรวดเร็ว เป็นการ ‘เทเลพอร์ต’ ไปยังย่านทิศใต้ของสะพาน
…
เหนือสายหมอกสีเทา ไคลน์ที่กำลังถือคทาเทพสมุทร มองเห็น ‘ดอกไม้ไฟ’ ที่ย้อมท้องฟ้าให้กลายเป็นสีแดงฉาน
ในตอนที่ฟอร์สสวดวิงวอนถึงตน ไคลน์บังเอิญอยู่บนวังสายหมอกเพื่อจับตามองพฤติกรรมของโจนาส·โคลเกอร์อยู่พอดี จึงเสกไพ่นักบวชสีชาดและผสานเข้ากับกระดาษคนตัวแทน ส่งอ้อมกอดเทวทูตลงไปหาสองสาว
ระหว่างนั้น มันพบว่าคนที่กำลังนอนอยู่ข้างๆ มิสเมจิกเชี่ยนและมิสจัดจ์เมนต์คือไวเคาต์สตาร์ฟอร์ด
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่มันต้องการสอบสวน แม้จะไม่ได้บาดหมางเป็นการส่วนตัว แต่ก็พอจะทราบว่าอีกฝ่ายไม่ธรรมดา หลังจากที่ทราบว่าแม่มดทริสซี่กำลังหมายตาชายคนนี้ ไคลน์พยายามจดจำใบหน้าและลักษณะเด่นของอีกฝ่ายในงานเลี้ยงเต้นรำ
ไคลน์ย่อมไม่ทราบว่าสองสาวของชุมนุมทาโรต์คิดจะทำอะไร แต่เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับไวเคาต์สตาร์ฟอร์ด มันจะไม่ละเลยความสำคัญเด็ดขาด จึงเฝ้าจับตามองผ่านดาวแดงที่เกี่ยวข้อง สังเกตความเคลื่อนไหวถัดไปของมิสเมจิกเชี่ยนและมิสจัดจ์เมนต์
หลังจากเลื่อนลำดับเป็นครึ่งเทพ หลังจากได้รับอำนาจบนมิติหมอกมากขึ้น โดยไม่ต้องรอให้สมาชิกชุมนุมทาโรต์สวดวิงวอนมาก่อน ไคลน์สามารถจับตามองพฤติกรรมของอีกฝ่ายผ่านดาวแดงของแต่ละคน ช่วยให้มองเห็นบริเวณใกล้เคียง คล้ายกับการ ‘มอง’ ผ่านจุดแสงของสาวกที่สวดวิงวอนหรือทำเครื่องหมาย อย่างไรก็ตาม ไคลน์ระงับความคิดที่จะทดสอบมาตลอด
ด้วยความสามารถดังกล่าว ชายหนุ่มจึงได้ยินบทสนทนาระหว่างซิลและไวเคาต์สตาร์ฟอร์ด
และเนื่องจากเป็นคนที่เข้าใจเรื่องราวมากถึงระดับหนึ่ง ไคลน์จึงไม่ประหลาดใจกับคำถามที่ว่า ‘มันจงรักภักดีกับใคร’ และให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ
เมื่อผนวกกับเรื่องที่เมสัน·เดียร์ อดีตหัวหน้าองครักษ์หลวงที่ล่วงรู้ความลับของกษัตริย์ ชายผู้พยายามแจ้งให้สามโบสถ์หลักทราบแต่ล้มเหลวและถูกสังหาร ไคลน์สรุปข้อมูลเบื้องต้นได้ทันที:
มันสงสัยว่า ตัวการที่ใหญ่ที่สุดเบื้องหลังโศกนาฏกรรมมหาหมอกควันแห่งเบ็คลันด์ แท้จริงแล้วไม่ใช่ใครอื่นนอกจากกษัตริย์แห่งอาณาจักรโลเอ็น พระเจ้าจอร์จที่สาม!
…………………………
ท่ามกลางพายุทอร์นาโดโหมกระหน่ำ ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดเปรียบดังใบไม้ไร้ทิศทาง พร้อมจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ได้ทุกเมื่อ
ในสภาพปัจจุบัน มันมิอาจตอบสนองใดๆ ได้เลย ไม่ต้องพูดถึงการพูดคุย ทำได้เพียงอาศัยความแข็งแกร่งทางร่างกายของ ‘อัศวินวินัย’ เพื่อต้านรับความเสียหายอันหนักหน่วง และภาวนาให้ไม่สูญเสียแขนขาหรือสมองไปกับพายุทอร์นาโดอันทรงพลัง
เดิมที มันเข้าใจว่าการล่าประสบความสำเร็จแล้ว รอเพียงทริสซี่ถูกจับกุม และมั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่มีผู้ช่วย ความสนใจของมันจึงมุ่งไปยังเชอร์มาเน่โดยไม่ระวัง แต่กลับกลายเป็นว่า มันถูกลอบจู่โจมทีเผลอ ดำดิ่งสู่ก้นหลุมพรางที่ไม่คาดคิด
เมื่อพบว่าพายุทอร์นาโดเริ่มอ่อนกำลังลง และตัวเองเพิ่งได้รับความเสียหายอย่างจังจากการกระแทกแค่ครั้งเดียว ไม่มีบาดแผลฉกรรจ์ในจุดอื่น ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดพยายามควบคุมร่างกายตัวเอง เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ในยกถัดไป
ทันใดนั้น ศีรษะของมันรู้สึกปวดแปลบกะทันหัน คล้ายกับว่ามีมีดคมๆ เสียบเข้าไปและคนกวนสมองสองสามครั้ง
ความรู้สึกเช่นนี้ ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดทั้งคุ้นและไม่คุ้นเคย เพราะแม้มันจะไม่เคยลิ้มรสด้วยตัวเอง แต่เคยก็ ‘กระทำ’ กับผู้อื่นหลายครั้งพลางสังเกตท่าทีตอบสนองของเหยื่อ
นี่คือหนึ่งในพลังที่มันชำนาญที่สุด:
ทะลวงจิต!
โครม!
เนื่องจากถูกโจมตีซ้ำ ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดที่ยังปรับสภาพร่างกายไม่ได้ ร่วงหล่นกระแทกพื้นอย่างรุนแรงจนไม้กางเขนสีทองแดงกระดำกระด่างหลุดมือและกระเด็นไปบนพื้นหลายเมตร
กึก กึก กึก ซิลถือมีดเหมันต์พร้อมกับปรี่เข้าหาไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดที่กำลังมึนงงด้วยความเร็วสูง
สำหรับฟอร์ส ก่อนที่ซิลจะพุ่งเข้าหาศัตรู เธอรีบพลิกหน้า ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’ ไปยังแผ่นกระดาษที่มีผิวเหมือนหนังสัตว์
หลังจากลูบไล้ปลายนิ้วลงบนกระดาษ เงาดำรอบๆ ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดคล้ายกับมีชีวิตขึ้นมา รวมตัวกันกลายเป็นโซ่สีดำหลายเส้นและพันธนาการร่างเหยื่อ
แม้ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดจะฟื้นคืนสติได้หลายส่วน แต่ยังไม่ทันจะได้เลือกเป้าหมายสำหรับ ‘ลงทัณฑ์’ และตั้งกฎบางอย่างให้กับสภาพแวดล้อม มันถูกปิดตายอิสรภาพโดยสมบูรณ์อีกครั้ง แม้กระทั่งปากก็ถูกผนึกแน่น
ตรวนนรก!
ตรวนนรกของผีดูดเลือดหรือผู้วิเศษเส้นทางจันทราในลำดับกลาง!
ฟอร์สที่เคยใช้งานมาแล้วครั้งหนึ่ง เกิดติดใจพลังชนิดนี้มาก เพราะเธอมองว่าตรวนนรกมีอรรถประโยชน์หลากหลายในการต่อสู้ ในภายหลังจึงว่าจ้างให้มิสเตอร์มูนที่กลายเป็นไวเคาต์ ช่วยบันทึกมันลงไปเรื่อยๆ
บึ้ม!
ทันใดนั้น ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดระเบิดพลังที่มันไม่เคยแสดงให้เห็นมาก่อน บดขยี้ตรวนนรกจนแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี
มันเลือกใช้พลัง ‘ลงทัณฑ์’ ไปกับตรวนนรกที่พัฒนาการตัวเอง!
แต่ในวินาทีเดียวกัน ซิลพุ่งเข้าใส่อีกฝ่ายประหนึ่งหัวรถจักรไอน้ำที่วิ่งเต็มกำลัง จ้วงแทงมีสามคมสีใสในมืออย่างชำนาญ
ท่ามกลางเสียงเนื้อถูกเสียบ มีดเหมันต์ทะลวงเข้าไปในช่องท้องส่วนล่างของเป้าหมาย
ร่างของไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดพลันแข็งทื่อ แววตาเริ่มหมองคล้ำ ลำตัวไม่ขยับเขยื้อนราวกับกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็ง
ซิลปล่อยมือออก ทิ้งให้มีดเหมันต์คาอยู่ในท้องของหัวหน้าราชองครักษ์ คล้ายกับต้องการให้วิญญาณอาฆาตภายในมีดช่วย ‘สิง’ ร่างอีกฝ่าย ปิดผนึกการเคลื่อนไหวโดยสมบูรณ์
ทันทีหลังจากนั้น ซิลง้างหมัดและชกเข้าไปที่กกหูของไวเคาต์สตาร์ฟอร์ด
ภายใต้แรงปะทะอันหนักหน่วงสองครั้ง ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดหมดสติโดยไม่แม้แต่จะส่งเสียงร้อง ร่างกายทรุดลงอย่างไร้เรี่ยวแรง
หลังจากปล่อยหมัด ซิลฝากให้ฟอร์สช่วยจัดการต่อ ส่วนเธอวิ่งผ่านไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดที่มีมีดเหมันต์ปักอยู่ในท้อง ตรงไปหาเชอร์มาเน่ที่ยังคงนั่งบนลังไม้
ฟอร์สพลิกหน้า ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’ อีกครั้ง ใช้พลังสายพันธนาการเพื่อผนึกไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดให้แน่นิ่งยิ่งกว่าเก่า จากนั้นก็เดินออกจากแนวลังไม้ที่ซ่อนตัว ขยับเข้าไปใกล้ไม้กางเขนสีทองแดงกระดำกระด่าง
ฉากเมื่อครู่ทำให้เธอค่อนข้างมั่นใจ วัตถุชิ้นนี้ต้องเป็นสมบัติวิเศษระดับครึ่งเทพ หรือตามหลักของผู้วิเศษทางการ มันควรถูกเรียกว่า ‘สมบัติปิดผนึกระดับ 1’
และเนื่องจากได้เห็นไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดถือมันพร้อมกับใช้งานเป็นเวลานาน ฟอร์สเชื่อว่าผลข้างเคียงด้านลบคงไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในทันที สามารถลองหยิบจับขึ้นมาทดสอบได้
แน่นอน ในฐานะอดีตโหราจารย์ที่ย่อยโอสถสมบูรณ์ ระหว่างทางที่เดินไป ฟอร์สควักลูกแก้วคริสตัลออกมาทำนายดวงอย่างรวดเร็ว
“ไม่มีอันตราย…” ฟอร์สชำเลืองมองผลลัพธ์ ตามด้วยเร่งฝีเท้า
ขณะเดียวกัน ซิลวิ่งมาถึงด้านหน้าเชอร์มาเน่และยืนมองเพื่อนของตนที่สวยขึ้นจนผิดหูผิดตา หมดคำจะกล่าวไปสักพัก
ในสายตาซิล สภาพปัจจุบันของเชอร์มาเน่เข้าขั้นวิกฤติ
เส้นผมของแม่มดรายนี้ล้วนชี้ขึ้นทุกทิศในลักษณะจับกลุ่มหนา ดูคล้ายกับงูตัวเล็ก
สุดปลาย ‘งู’ ตัวเล็กๆ เหล่านี้ บ้างมีตาโต บ้างอ้าปากกว้าง ทั้งแปลกประหลาดและน่ากลัว
บนใบหน้าของเชอร์มาเน่ ลวดลายลึกลับสีดำผุดขึ้นจากผิว จากนั้นก็แพร่กระจายไปยังทุกส่วนของร่างกายอย่างรวดเร็ว
ดวงตาที่ค่อนข้างเหม่อลอยของหญิงสาวเริ่มสะท้อนใบหน้าซิล สติค่อยๆ กลับคืนมาทีละนิด เกิดขึ้นพร้อมกับความสับสนและเจ็บปวด
เธอเปิดปากพูดอย่างตะกุกตะกัก
“ซิล… ฉันเจ็บปวด…”
ดวงตาของซิลพลันพร่ามัว
เธออาจจะมีความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับไม่มาก เพราะแทบไม่เข้าใจบทสนทนาของสมาชิกชุมนุมทาโรต์เลย คนเหล่านั้นเอาแต่พูดถึงสิ่งมีชีวิตระดับสูงและเรื่องเข้าใจยากๆ และทางคนของ MI9 ก็เอาแต่ป้อนข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรลับนอกรีต แต่อย่างน้อย ซิลก็ยังพอจะมีความรู้ด้านการคลุ้มคลั่ง – สำหรับผู้วิเศษไร้สังกัด นี่คือสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้
ดังนั้น ซิลจึงพอจะทราบว่า สภาพปัจจุบันของเชอร์มาเน่คือภาวะเริ่มต้นของอาการคลุ้มคลั่ง ไม่สามารถย้อนกลับได้อีกแล้ว มีแต่จะทวีความโหดร้ายขึ้นทุกขณะ
ทางด้านเชอร์มาเน่เองก็ดูเหมือนจะยอมรับสภาพ สูดลมหายใจเล็กน้อย เผยรอยยิ้มขื่นขมและกล่าวด้วยความยากลำบาก
“ฆ่าฉัน… บาปของฉันมีมากเกินไป… และฉันก็… ทำตามความฝัน… สำเร็จแล้ว”
น้ำตาของซิลไหลอาบสองแก้ม รีบลงมือโดยปราศจากความลังเล ตวัดมือชักอาวุธสำรองซึ่งเป็นปืนลูกโม่แสนธรรมดากระบอกหนึ่ง
ปากกระบอกถูกเลื่อนไปยังกึ่งกลางหน้าผากเชอร์มาเน่
เชอร์มาเน่ยิ้มด้วยดวงตาสดใสและเปี่ยมเสน่ห์
“ได้โปรด… เรียกฉันว่า… เชอร์มาเน่…”
“เชอร์มาเน่” ใบหน้าซิลบิดเบี้ยวอย่างมิอาจควบคุม ดวงตาพร่ามัวสถานหนัก
ปัง! ปัง! ปัง!
เธอเหนี่ยวไกอย่างต่อเนื่อง ปลดปล่อยกระสุนในโม่ให้พุ่งตรงออกไป
เลือดเนื้อสีแดงฉานบานสะพรั่งราวกับกุหลาบ
ฟอร์สที่ได้เห็นฉากดังกล่าว เม้มปากเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
สองวินาทีถัดมา เธอถอนหายใจยาว ก้มลงหยิบไม้กางเขนสีทองแดงกระดำกระด่าง
ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสวัตถุ คล้ายกับมือถูกไฟลวก ปวดแสบปวดร้อนราวกับวิญญาณถูกแผดเผา
ฟอร์สชักมือกลับตามสัญชาตญาณ ภายในใจเต็มไปด้วยคำถาม
เธอจำได้แม่นยำว่า ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดไม่เคยแสดงอาการเช่นนี้
ท่ามกลางกระแสความคิด ฟอร์สชำเลืองไปทางไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดเล็กน้อย ตามด้วยเตะไม้กางเขนสีทองแดงไปหาซิลที่อยู่ไม่ไกล
“เธอลองดูหน่อย… นอกจากนั้น พวกเราต้องรีบเผ่นจากที่นี่ ความวุ่นวายเมื่อครู่ต้องดึงดูดผู้วิเศษของทางการแน่นอน! และยังมี ‘คนส่งข้อความ’ ที่ยังไม่รู้จุดประสงค์นั่นอีก!”
ซิลที่มีดวงตาแดงก่ำ ไม่ได้กล่าวคำใด เพียงโน้มตัวก้มหยิบไม้กางเขนทองแดง โดยที่ตั้งแต่ต้นจนจบ เธอมิได้แสดงอาการทุรนทุรายให้เห็น
เห… ฟอร์สไม่เสียเวลาถามถึงเหตุผล รีบเดินไปทางไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดที่กำลังตัวแข็ง เหลียวซ้ายแลขวาด้วยความระมัดระวัง
ซิลวางไม้กางเขนทองแดงลง หยิบร่างของเชอร์มาเน่ขึ้นมาและเดินไปหาไวเคาต์สตาร์ฟอร์ด
“วัตถุชิ้นนั้นมีมูลค่าสูงมาก… สถานะของหมอนี่ก็เช่นกัน… เราจะถูกตามล่าจากราชวงศ์แน่นอน หากไม่หาวิธีกลบเกลื่อนร่องรอยและแทรกแซงผลการทำนาย” ฟอร์สก้มหน้ามองไวเคาต์สตาร์ฟอร์ด พึมพำพลางใช้ความคิด
เธอคิดไวทำไว ยกมือขึ้นและก้มหน้าลง ท่องพระนามเต็มอันศักดิ์สิทธิ์ของมิสเตอร์ฟูล
เธอเชื่อว่า ต่อให้ทิ้งไม้กางเขนทองแดงไว้ที่นี่และหนีไป ทางราชวงศ์ก็คงไม่หยุดตามล่าเพียงเพราะพวกเธอเป็นมดปลวกไร้ค่า ดังนั้น ฟอร์สสลัดความลังเลและวิงวอนขอความช่วยเหลือจากมิสเตอร์ฟูลโดยตรง
สำหรับเธอแล้ว ต่อให้ต้องสังเวยไม้กางเขนให้มิสเตอร์ฟูล ก็ยังดีกว่าปล่อยทิ้งไว้ที่นี่
แทบจะในเวลาเดียวกัน เธอเห็นเทวทูตศักดิ์สิทธิ์ที่มาพร้อมกับปีกเพลิงสิบสองคู่บนแผ่นหลัง
ภาพมายาของนางฟ้าร่อนลงจากด้านบน โอบกอดเธอและซิลด้วยปีกเพลิงทีละชั้น
จนกระทั่งฉากดังกล่าวเลือนหายไป ขณะฟอร์สเตรียมกล่าวบางสิ่งกับซิล ร่างกายของเธอพลันสั่นสะท้านโดยไม่ทราบสาเหตุ รับรู้ได้ถึงความสยดสยองและชั่วร้ายที่พรั่งพรูออกจากความว่างเปล่า
เธอหรี่ตาลงทันที หมอบลงพร้อมกับใช้แขนข้างหนึ่งคว้าน่องของซิล ส่วนอีกข้างคว้าร่างไวเคาต์สตาร์ฟอร์ด
ขณะเดียวกัน บนสร้อยข้อมือที่มีรอยไหม้ซึ่งฟอร์สกำลังสวม หินสีน้ำเงินเข้มเม็ดสุดท้ายพลังส่องสว่างด้วยแสงมายาสีนวล
เพียงพริบตา ร่างของฟอร์ส ซิล ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ด และเชอร์มาเน่ ต่างแปรเปลี่ยนเป็นสีใส ก่อนจะหายไปจากจุดดังกล่าว
ผ่านไปสองสามอึดใจ ทั้งหมดออกจากเขตท่าเรือและโผล่ในบริเวณรอบนอกของเขตนักบุญจอร์จ
ระหว่างนั้น ฟอร์สฉวยโอกาสใช้พลังของนักบันทึก และประสบความสำเร็จในการคัดลอกพลัง ‘เทเลพอร์ต’ ของนักท่องเที่ยว
หลังจากยืนยันว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้ และตระหนักว่าพวกตนกำลังอยู่ในป่าบนภูเขาลูกหนึ่ง ฟอร์สปล่อยมือที่จับซิลและไวเคาต์สตาร์ฟอร์ด จากนั้นก็เหยียดตัวตรง
“ด้วยพรจากเทวทูตของมิสเตอร์ฟูล พวกเราคงไม่เป็นอะไรแล้ว และ ‘ผู้ส่งข้อความ’ ก็คงล็อกตำแหน่งของเราไม่ได้” ฟอร์สถอนหายใจโล่งอก กล่าวด้วยเสียงเจอความกลัว “คนที่เตรียมปรากฏตัวในตอนสุดท้ายน่าจะมีระดับไม่ต่ำกว่านักบุญ… โชคดีที่เราหนีออกมาเร็ว”
ซิลค่อยๆ วางร่างเชอร์มาเน่ลง ครุ่นคิดสักพักและกล่าว
“แต่ถ้าคนที่ฝากข้อความเป็นคนเดียวกับที่คอยจับตามองเชอร์มาเน่ หล่อนคงรู้จักบ้านของเราแล้ว… ตอนนี้ยังไม่ควรกลับไป”
“อา… คงต้องเปลี่ยนที่อยู่” ฟอร์สกล่าวอย่างชำนาญ พลางหันไปมองไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดที่อยู่ในสภาพหมดสติและตัวแข็งทื่อ “เธอลองสอบสวนหมอนี่ดู ทุกวินาทีมีค่ามาก”
ขณะกล่าว ฟอร์สยื่น ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’ ให้ซิลพร้อมกับเตือน
“ในนี้บันทึกพลังอ่านใจเอาไว้ ต้องใช้คู่กับแสงเทียน… เริ่มด้วยคำถามง่ายๆ และไม่สำคัญ อีกฝ่ายจะได้ลดแนวป้องกันลง”
ซิลรับสมุดเวทมนตร์ด้วยสีหน้าขึงขัง แต่ข้อมือเกิดสั่นระริกกะทันหัน ส่งผลให้ ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’ หลุดมือ
แปะ!
เมื่อเห็นสมุดบันทึกปกสีเขียวขี้ม้าหล่นลงบนพื้น ซิลขมวดคิ้วและกล่าว
“ร้อน… เหมือนไฟ…”
ฟอร์สเคยมีประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกันมาก่อน เธอไตร่ตรองสักพักก่อนจะคาดเดา
“ลองวางไม้กางเขนนั่นลงและจับใหม่”
ซิลทำตามคำแนะนำ โดยคราวนี้จับ ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’ ได้โดยไม่มีปัญหา
“มันปฏิเสธสมบัติวิเศษชิ้นอื่น…” ได้เห็นฉากเมื่อครู่ ฟอร์สสร้างข้อสรุป
ซิลมิได้สนใจกับปัญหา รีบนำเทียนไขออกมาจุด
จากนั้น เธอดึงมีดเหมันต์ออกจากท้องหัวหน้าราชองครักษ์ ปลดปล่อยมันจากภาวะแข็งทื่อและเฉื่อยชา
รอจนกระทั่งไวเคาต์วัยกลางคนเริ่มได้สติกลับมา ซิลพลิกสมุดไปยังหน้ากระดาษหนึ่ง
ดวงตาไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดพลันล่องลอย เหลือทิ้งไว้เพียงแสงเทียนไขบนกระจกตา
“ทำไมเชอร์มาเน่ถึงพยายามเข้าหาคุณ” ซิลถามในสิ่งที่เพิ่งนึกออก
ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดตอบกลับอย่างล่องลอย
“เธออยากจะรู้ว่า แท้จริงแล้วผมภักดีกับใคร”
ซิลผงะเล็กน้อย ถามตามสัญชาตญาณ
“แล้วคุณภักดีกับใคร?”
ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดตอบเชื่องช้า
“ต้องเป็นฝ่าบาทแน่นอนอยู่แล้ว”
…………………………..
ได้ยินคำถามของฟอร์ส ซิลลังเลสักพักก่อนจะตอบ
“ทางนั้นพบพวกเรานานแล้ว…”
สำหรับประโยคเมื่อครู่ พวกเธอเคยพูดในสิ่งที่คล้ายกันมาก่อน แต่ความหมายของในอดีตกับปัจจุบันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ในตอนนั้น การถูกพบตัวหมายถึง อีกฝ่ายรู้เรื่องที่ตนเข้าไปตรวจสอบเชอร์มาเน่ภายในรถม้า แต่ปัจจุบัน อีกฝ่ายทราบมาตลอดว่าพวกตนสะกดรอยตามไวเคาต์สตาร์ฟอร์ด และถูกใช้เป็นหนึ่งในหมากของแผนการ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง โอกาสที่ซิลรอคอยมานาอาจมีอยู่จริง แต่ไม่มีใครสามารถคาดเดาเหตุการณ์หลังจากนั้น
“ถ้าเราทำในสิ่งที่ผู้ส่งข้อความบอก ท้ายที่สุด ชะตากรรมของเราจะขึ้นอยู่กับอีกฝ่าย ต้องวัดใจว่าหล่อนมีเจตนาดีหรือร้าย เป็นทางเลือกที่พวกเราไม่สามารถกำหนดผลลัพธ์” ซิลเสริมด้วยมุมมองที่เยือกเย็น
เหตุผลที่ซิลใช้ ‘หล่อน’ เป็นตัวแทนผู้ส่งข้อความ เพราะเธอนึกถึงกลิ่นหอมหวานอันเย้ายวนในตอนที่คลาดกับเชอร์แมน
ฟอร์สที่ฟังอยู่เงียบๆ พยักหน้ารับเห็นด้วย
“ใช่แล้ว พวกเราแทบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ทางที่ดีที่สุดคือถอนตัว…”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง เธอมองไปทางโกดังและอ้าปาก แต่ไม่มีประโยคใดถูกเพิ่มเข้ามา
ฟอร์สกำลังประเมินสภาพปัจจุบันของเชอร์แมน และค่อนข้างมั่นใจว่า ‘เขา’ กำลังอยู่ในอันตรายร้ายแรง แต่สุดท้ายก็จงใจไม่พูดออกมา ไม่เอ่ยถึงมัน
สำหรับฟอร์ส เชอร์แมนเป็นเพียงตัวละครในเรื่องเล่าจองซิล เฉกเช่นตัวละครในนิยาย หากอีกฝ่ายกำลังลำบากและเธอสามารถช่วยได้โดยไม่เหลือบ่ากว่าแรง ฟอร์สยินดีจะทำ แต่ถ้าการช่วยเหลือทำให้ตัวเองและเพื่อนสนิทต้องเสียงอันตราย ฟอร์สจะไม่พิจารณาความเป็นไปได้แม้แต่น้อย
ซิลพยักหน้าและกล่าว
“ตกลง พวกเราจะถอนตัว… แต่ผู้ส่งข้อความต้องไม่พอใจกับผลลัพธ์นี้แน่ หล่อนอาจขัดขวางเรา… ดังนั้น เราสองคนจะแยกกันหนี ให้อีกฝ่ายเลือกตามได้เพียงคนเดียว คนที่หนีสำเร็จให้รีบสร้างความวุ่นวายเพื่อดึงดูดผู้วิเศษของทางการ”
“แล้วทำไมพวกเราถึงไม่สร้างความวุ่นวายขึ้นที่นี่เลย?” ฟอร์สถามตามความเคยชิน
“ความพยายามของพวกเราจะถูกขัดขวางหรือไม่ก็ถูกทำลายทิ้ง!” ซิลให้เหตุผล
ฟอร์สพยักหน้าครุ่นคิด
“สมเหตุสมผล… ตกลง เลิกผัดวันประกันพรุ่ง… มาเริ่มกันเลย”
ซิลไม่กล่าวคำใด เพียงนำมีดสามคมที่โปร่งใสจนเกือบมองไม่เห็นออกมาถือ โน้มตัวลงต่ำประหนึ่งแมวเตรียมตะครุบเหยื่อ กระโจนออกจากจุดซ่อนตัวและหนีไปตามกำบังที่มีเงาปกคลุม เป้าหมายคือการออกนอกเขตท่าเรือ
มีดสามคมที่เธอกำลังถือ ซิลจ้างงานผ่านมาดามเฮอร์มิทในราคาห้าร้อยปอนด์ ให้อีกฝ่ายช่วยติดต่อช่างฝีมือเพื่อสร้างมีดจากละอองวิญญาณของวิญญาณอาฆาตโบราณ ชื่อของมันคือ ‘มีดเหมันต์’
ใครก็ตามที่โดนอาวุธนี้แทง แม้จะถากๆ เป้าหมายจะถูกความเยือกแข็งปกคลุม แม้แต่ความคิดตัวเองก็ควบคุมไม่ได้ ประหนึ่งถูกวิญญาณอาฆาตสิงร่าง ขณะเดียวกัน เมื่อการต่อสู้ดำเนินไป ศัตรูของผู้ถือมีดเหมันต์เล่มนี้จะพบว่าสติของตัวเองค่อยๆ ฝืดเคือง การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างเฉื่อยชา
ผลข้างเคียงด้านลบของมีดเหมันต์ไม่ร้ายแรงนัก และมีเพียงข้อเดียว นั่นคือการทำให้ผู้ถือค่อยๆ สูญเสียอุณหภูมิร่างกาย สุดท้ายจะกลายเป็นอันเดดโดยสมบูรณ์ หากปล่อยให้ผลกระทบส่งผลนานเกินกำหนด ร่างกายจะตกอยู่ในสภาพดังกล่าวชนิดที่ไม่มีวันฟื้นฟูกลับมาได้
ดันงั้น ซิลจึงมีความกระตือรือร้นที่จะวิ่งหรือปั่นจักรยานหนักๆ เพื่อรักษาอุณหภูมิร่างกายเอาไว้
แต่ถึงอย่างนั้น ระยะเวลาการใช้งานมีดเหมันต์ก็เพิ่มขึ้นไม่มาก จากสามเป็นสี่ชั่วโมง
หลังจากวิ่งออกมาไกล ซิลหันหลังกลับไปมอง พบว่าฟอร์สดินทะลุกำแพงไปแล้ว หายตัวไปจากจุดเดิมที่ทั้งสองเคยซ่อนตัว
จ้องค้างสองวินาที ซิลเม้มริมฝีปากแผ่วเบา หันหน้าและเปลี่ยนทิศทาง
เธอตรงไปทางโกดัง!
เพียงพริบตา เธอมาถึงด้านหน้าโกดัง แต่ยังไม่รีบร้อนตรงเข้าไป พยายามมองขึ้นด้านบน คล้ายกับกำลังหาลู่ทางอื่นที่ไม่ทำให้คนข้างในไหวตัว
ทันใดนั้น หญิงสาวเอียงคอตามสัญชาตญาณ หันไปทางมุมหนึ่งของกำแพงและพบกับร่างหนึ่งสว่างขึ้น
บุคคลดังกล่าวสวมเดรสยาวสีดำ ผมสีน้ำตาลหยักศกเล็กน้อย ดวงตาสีฟ้าอ่อน ไม่ใช่ใครนอกจากฟอร์ส·วอลล์
“ไม่หนีหรือ?” ซิลประหลาดใจ ลดเสียงลง
ฟอร์สขดริมฝีปากและกล่าว
“เธอก็ไม่หนีเหมือนกัน”
ซิลเถียงไม่ออกไปสักพัก ก่อนจะถามหลังจากผ่านไปสองสามวินาที
“รู้ตัวตั้งแต่ตอนไหน?”
“เธอไม่ได้เอ่ยชื่อเชอร์แมนออกมาสักคำเดียว นั่นมันผิดวิสัยมาก! ฉันอุตส่าห์เตรียมประโยคเกลี้ยกล่อมไว้ในหัวมากมาย!” ฟอร์สตอบฉะฉาน
“…” ซิลผงะเล็กน้อย กล่าวด้วยสีหน้าซับซ้อน “เธอไม่จำเป็นต้องกลับมาก็ได้”
ฟอร์สทำเป็นไม่ได้ยิน นำมือทาบลงบนผนังโกดัง
“ถ้าเรามัวแต่เถียงกัน อีกสักพักคงเปล่าประโยชน์ เพราะเหตุการณ์ข้างในได้จบลงไปแล้ว… ให้ตายสิ ฉันเองก็ไม่คิดว่าวิธีนี้ดีที่สุด แต่เธอก็คงคัดค้านและยืนกรานจะช่วยเชอร์แมน ห้ามเท่าไรก็คงไม่ฟัง สุดท้ายหลังจากพวกเราเสียเวลาเถียงกัน บทสรุปก็จะจบลงแบบเดิมๆ”
ซิลมองหน้าเพื่อนสนิทด้วยแววตาซับซ้อน กำด้ามมีดเหมันต์แน่นโดยปราศจากความลังเล
ฟอร์สพลิกหน้า ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’ ทันที แจกจ่ายพรวิเศษบางชนิดกับตนและเพื่อสนิท จากนั้นก็ปิดสมุดเวทมนตร์ จับแขนวิลและวางมือลงบนผนังอีกครั้ง
ซิลที่กำลังรอให้ฟอร์ส ‘เปิดประตู’ เธอพบว่าเพื่อนสนิทของตนไม่รีบร้อนใช้พลัง
นักเขียนนิยายขายดีถอนหายใจ กล่าวรีบๆ
“หลังจากเข้าไป พวกเราจะซ่อนตัวและดูเชิง เมื่อสบโอกาสค่อยลงมือ… แต่ถ้าไม่มีโอกาส หรือความโอกาสไว้ไม่ทัน พวกเราจะหนีด้วยความเร็วสูง อย่างน้อยก็ยังล้างแค้นให้เชอร์แมนได้วันหลัง ไม่ใช่ถูกดินกลบหน้า! ขอเพียงพวกเรายังมีชีวิต อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น…”
ซิลพยักหน้ารับ ตอบขึงขัง
“ตกลง”
ใจจริง ฟอร์สต้องการจะพูดอีกสองสามคำ แต่ประเมินว่าพวกตนเสียเวลาไปมาแล้ว ไม่ควรประวิงเวลาให้นานออกไป จึงทำการเปิดประตูมายา พาซิลข้ามกำแพงไปหลบหลังลังไม้
เมื่อเข้าสู่โหมดเอาจริงเอาจัง เธอปราศจากความโลเล รีบก้มตัวลงพร้อมกับหยิบ ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’ ออกมาพลิกหน้า
ซิลเองก็ไม่ผลีผลามเข้าไปอย่างประมาท เพียงก้มตัวลงและมองลองช่องว่างลังไม้ ตรวจสอบสถานการณ์ภายในโกดัง
เชอร์แมนที่ดูเหมือนผู้หญิงกำลังนั่งบนลังไม้ด้วยสีหน้าปราศจากความโกรธ ผมสีน้ำตาลปลิวไสวไปตามแรงลม กวัดแกว่งแผ่วเบา
และคนที่ยืนข้างหน้าเธอคือไวเคาต์สตาร์ฟอร์ด หัวหน้าราชองครักษ์รายนี้กำลังจัดปกเสื้อพลางสำรวจสภาพแวดล้อมรอบโกดัง ไม่มีใครทราบว่ากำลังมองหาสิ่งใด
“น่าเสียดายที่เธอเป็นแค่แม่มด… ไม่ต้องห่วง ฉันจะปล่อยให้เธอตายโดยไม่เจ็บปวด เป็นการถูกชำระล้างอย่างหมดจด”
กล่าวจบ มันหยิบบางสิ่งออกจากด้านในเสื้อผ้า
ซิลอาศัยสายตาที่ถูกยกระดับด้วยโอสถนักสอบสวน มองเห็นวัตถุชิ้นดังกล่าวอย่างชัดเจน
เป็นไม้กางเขนที่ถูกฉาบด้วยทองแดงกระดำกระด่าง มีหนามแหลมยื่นออกมาจำนวนมาก ลักษณะคล้ายกับเคยใช้ตรึงร่างใครสักคนมาก่อน
เอกลักษณ์แตกต่างจากรูปแบบของไม้กางเขนทวีปเหนือในยุคสมัยที่ห้า มีเสน่ห์แบบโบราณ
“ฉลาดมาก… เธอคงรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าไม่มีประโยชน์ที่จะขัดขืน” ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดกล่าวพลางเลื่อนนิ้วมือข้างหนึ่งกดลงบนหนาม
เลือดสีแดงสดไหลออกมาทันที และถูกหนามแหลมดูดเข้าไปทันทีเช่นกัน
ทองแดงกระดำกระด่างบนไม้กางเขนพลันสลายตัว ลอกออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นเนื้อแท้ที่อยู่ใต้เปลือกนอก
เพียงหนึ่งถึงสองวินาที สิ่งที่ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดถือได้กลายเป็นไม้กางเขนอันศักดิ์สิทธิ์และเจิดจ้า!
มันเปล่งแสงบริสุทธิ์ซึ่งไร้มลทิน ส่งผลให้บริเวณรอบๆ สว่างไสว
เงาดำตามลังไม้หายไป แม้กระทั่งจุดดำบนผนังก็ระเหยไปราวกับหยดน้ำ
ทางด้านเชอร์แมน ใยแมงมุมจำนวนมากที่เคยเป็นของทริสซี่ ลอยขึ้นไปในอากาศและดิ้นทุรนทุราย ก่อนจะสลายไปภายในไม่กี่อึดใจ
แสงสว่างทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แต่มิได้สว่างจนแสบตา ทันใดนั้น เปลวไฟสีดำลุกโชนออกจากร่างกายเชอร์มาเน่ ตามด้วยเกล็ดน้ำแข็งสีใส
พวกมันคอยๆ เลือนหายไปท่ามกลางแสงสว่าง
ภายในขอบเขตพลังของ ‘ไม้กางเขนเจิดจ้า’ ความชั่วร้ายและความมืดล้วนถูกขจัดจนหมดสิ้น!
เมื่อเห็นสีหน้าเชอร์มาเน่เริ่มบิดเบี้ยว ซิลอดไม่ได้ที่จำชำเลืองไปหาฟอร์ส
เธอตระหนักถึงอันตรายจากไม้กางเขน เริ่มลังเลที่จะช่วยชีวิตคน
ฟอร์สเองก็พอจะเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น รีบชี้ไปยัง ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’ พร้อมกับยกนิ้วชี้ข้างซ้ายขึ้น กล่าวด้วยเสียงแผ่วเบาสุดขีด
“มีโอกาสแค่ครั้งเดียวเท่านั้น… ฉันจะพยายามเปิดทางให้ หากล้มเหลวหรือเธอไม่มั่นใจที่จะลงมือ พวกเราจะถอนตัวทันที”
ซิลไม่ลังเล พยักหน้ารับขึงขัง
ฟอร์สยืดตัวขึ้น พลิกหน้า ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’ ไปยังกระดาษสีเหลืองไหม้
หน้าดังกล่าวเต็มไปด้วยอักขระเวทมนตร์และลวดลายที่ซับซ้อนมากมาย ผู้คนต่างพากันนึกถึงสายลมอันเกรี้ยวกราดทันทีที่ได้เห็น
พลังระดับครึ่งเทพของเส้นทางลูกเรือ ‘ทอร์นาโด’ !
มองไปรอบๆ อีกครั้ง หลังจากยืนยันว่าไม่มีศัตรูคนอื่น ฟอร์สมองลอดช่องว่างลังไม้ จดจ้องไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดอย่างไม่ละสายตาพร้อมกับลูบนิ้วผ่านหน้ากระดาษสีเหลืองไหม้
เสียงสายลมโหยหวนระเบิดขึ้นในพริบตา พายุทอร์นาโดที่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ปะทุขึ้นโดยมีฝ่าเท้าของไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดเป็นจุดศูนย์กลาง ยอดพายุลอยสูงขึ้นไปในอากาศ
หัวหน้าราชองครักษ์ที่ถูกลอบโจมตีด้วยพลังครึ่งเทพอย่างกะทันหัน ย่อมมิอาจรักษาสมดุลร่างกาย ถูกพัดลอยขึ้นด้านบนจนร่างกระแทกกับเพดานโกดังอย่างแรง
โครม!
เพดานโกดังถูกพายุฉีกทำลายในพริบตา บางส่วนพังถล่มลงมา บางส่วนถูกพัดปลิวไปในอากาศ
ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดตกอยู่ในสภาพปางตายฉับพลัน มิอาจถือไม้กางเขนเจิดจ้าได้อีกต่อไป จำใจต้องปล่อยให้หลุดจากฝ่ามือ
เมื่อปลายหนามแหลมหลุดออกจากนิ้วที่กดไว้ ผิวทองแดงกระดำกระด่างก็กลับมาปกคลุมอีกครั้ง
แสงสว่างอันบริสุทธิ์ผุดผ่องพลันอันตรธานหาย
เฝ้ามองสถานการณ์ตรงหน้า ซิลรีบพุ่งออกจากจุดซ่อนตัวโดยปราศจากความลังเล ร่างอันร่อแร่ของไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดสะท้อนบนผิวกระจกตา ตามด้วยการปรากฏตัวของ ‘สายฟ้า’ สองเส้น
ทะลวงจิต!
……………………………..
ท่ามกลางความคิดที่แล่นผ่าน ไคลน์สลับตำแหน่งตัวเองกับบุรุษรับใช้ส่วนตัว เอ็นยูน ที่อยู่ในห้องข้างๆ
ขณะเดียวกัน ด้านล่างเถาองุ่นที่อยู่ห่างออกจากอาคารหลักประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร ตะขาบตัวหนึ่งที่กำลังคลานอย่างเชื่องช้า ตัวแข็งทื่อกะทันหันก่อนจะคลายออก
เพียงพริบตา ตะขาบตัวดังกล่าวหายไป สิ่งที่ปรากฏขึ้นแทนคือดอน·ดันเตสในชุดนอนลายตารางหมากรุกสีน้ำเงินสลับขาว
ไคลน์เปลี่ยนตำแหน่งกับหุ่นเชิดอีกครั้ง!
มันตัดสินใจใช้วิธีนี้แอบสะกดรอยตามโจนาส·โคลเกอร์อย่างลับๆ ค้นหาว่าอีกฝ่ายกำลังจะไปไหนและมีเป้าหมายอะไร
วิธีนี้จะช่วยให้ ‘เคลื่อนที่’ ได้เพียงครั้งละหนึ่งร้อยห้าสิบเมตรเท่านั้น แถมยังต้องเสียเวลาราวสองสามวินาทีระหว่างการใช้งานแต่ละครั้ง – เป็นระยะเวลาที่ต้องใช้ในการเข้าควบคุมหุ่นเชิดเบื้องต้น แต่เมื่อเทียบกับกระโจนเพลิงและ ‘ท่องเที่ยว’ พลังชนิดนี้จะช่วยให้เคลื่อนไหวได้เงียบเชียบกว่า ยากที่จะถูกโจนาส·โคลเกอร์ตรวจพบ
ต้องไม่ลืมว่าอีกฝ่ายเป็นถึงครึ่งเทพ แม้จะไม่ใช่ชำนาญที่มีสัมผัสวิญญาณเฉียบแหลม แต่ก็ไม่ควรประมาทด้วยประการทั้งปวง!
ในทำนองเดียวกัน สาเหตุที่ไคลน์ไม่ใช้งานยุบพองหิวโหยเพื่อซ่อนตัวในเงามืด นั่นเพราะถึงจะปกปิดตัวตนได้มิดชิด แต่ความเร็วค่อนข้างช้า ไม่สามารถไล่ตามสิ่งมีชีวิตระดับครึ่งเทพได้ทัน
ท่ามกลางค่ำคืนที่มืดมิด ระหว่างทางจากคฤหาสน์เพลงกุหลาบและฝั่งทิศใต้ของแม่น้ำทัสซอค ไม่ว่าจะเป็นหนูในโขดหิน งูพิษ แมงมุม ปลาในแม่น้ำ พวกมันล้วนชะงักไปสักพักก่อนจะแน่นิ่ง
ทั้งหมดถูกเปลี่ยนเป็นหุ่นเชิดทีละหนึ่ง ไคลน์อาศัยพวกมันในการเคลื่อนที่อย่างไร้สุ้มเสียง เพียงไม่นานก็มาถึงฝั่งทิศใต้ของแม่น้ำทัสซอค รักษาระยะห่างกับโจนาส·โคลเกอร์ราวหนึ่งกิโลเมตร
สำหรับจอมเวทพิสดาร แม้หุ่นเชิดจะอยู่นอกเหนือการควบคุม แต่สถานะหุ่นเชิดจะยังไม่หายไปในทันทีและกลายเป็นศพ ต่อให้ไม่มีจิตใต้สำนึกของจอมเวทพิสดารเป็นตัวทำปฏิกิริยา แต่กระบวนการเสื่อมสภาพจะดำเนินไปค่อนข้างช้า ใช้เวลาเกือบสิบนาทีกว่าจะสมบูรณ์ ดังนั้น ไคลน์ไม่ต้องกังวลว่าเอ็นยูนที่นอนอยู่ในคฤหาสน์จะตาย ตราบใดที่สะกดรอยตามและกลับไปให้ทันภายในสิบนาที หุ่นเชิดก็จะกลับมาอยู่ในสภาพปรกติ
ไคลน์ไล่ตามโจนาส·โคลเกอร์อย่างเงียบเชียบ เลียบแม่น้ำทัสซอคผ่านป่าทึบ ปืนไปยังยอดเขาริมแม่น้ำ
ทันใดนั้น โจนาส·โคลเกอร์ที่ไม่สวมเสื้อกั๊กหรือเสื้อนอก หยุดฝีเท้ากะทันหัน ตรวจสอบสถานการณ์โดยรอบอย่างละเอียดและค่อยๆ ขยายวง ราวกับกำลังสร้างอาณาเขต
ได้เห็นภาพดังกล่าว ไคลน์ไม่กล้าอยู่ต่อ รีบสลับตำแหน่งกับหุ่นเชิดเพื่อถอยหลังกลับ จนกระทั่งอยู่ห่างจากรองผอ. MI9 เป็นระยะทางสามกิโลเมตร
ระหว่างนั้น มันยกเลิกการควบคุมหุ่นเชิดอย่างต่อเนื่อง ไม่กังวลว่าศพแมลงจะทำให้อีกฝ่ายสงสัย
ภายในป่าชานเมืองแถบนี้ การตายของแมลงเป็นเรื่องธรรมดาอย่างมาก!
‘ราชาแห่งห้าห้วงสมุทร’ นาสต์ สามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง เช่นนั้นแล้ว ครึ่งเทพของเส้นทางเดียวกันอย่างโจนาส·โคลเกอร์เองก็คงมีความสามารถในการสร้างอาณาเขต… อาจเป็นอาณาเขตที่จะทำให้ผู้สะกดรอยไม่สามารถซ่อนตัว ถูกบังคับให้ต้องเปิดเผยตัวตน? มีโอกาสเป็นไปได้! ไคลน์หยิบเหรียญทองออกจากกระเป๋าชุดนอน ควงเล่นระหว่างนิ้ว
ทันใดนั้น มันออมแรงและดีดเหรียญทองขึ้นไปในอากาศอย่างเงียบๆ จากนั้นก็ปล่อยให้ตกลงบนฝ่ามือ
ไม่จำเป็นต้องก้มหน้ามอง ไคลน์สามารถเห็นนิมิตภายในหัว
เหรียญออกหัว!
หมายความว่า อาณาเขตข้างหน้ามีความผิดปรกติ แถมยังอันตรายอย่างมาก!
สมแล้วที่เป็นครึ่งเทพ ความสามารถในทำนองนี้ช่างน่าอิจฉา… แต่คิดจริงๆ หรือว่าของแบบนี้จะหลบหนีจากการสะกดรอยจากเราได้? ไคลน์ ‘หึ’ ในลำคอก่อนจะถอยหลังกลับไปอีกหลายสิบเมตร มองหาจุดอับสายตาและแปลงโฉมเป็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์
ทันทีหลังจากนั้น มันเลื่อนมือขึ้นมาประสานใต้ปาก พึมพำเสียงต่ำ
“ข้ารับใช้แห่งท้องทะเลและโลกวิญญาณ ผู้พิทักษ์แห่งหมู่เกาะรอสต์ ผู้ปกครองมวลหมู่สัตว์ทะเล เจ้าแห่งสึนามิและลมพายุ คาเวทูว่าผู้ยิ่งใหญ่”
สิ้นเสียงสวดวิงวอน ไคลน์ถอยหลังสี่ก้าวทันที ส่งตัวเองเข้าสู่มิติเหนือสายหมอก นั่งลงบนเก้าอี้ของเดอะฟูลและกวักมือเสกคทาเทพสมุทรที่เลี่ยมด้วยอัญมณีสีน้ำเงิน
จากนั้น มันอาศัยคทาเทพสมุทรในการสำรวจจุดแสงของผู้วิงวอน เฝ้ามองพื้นที่รอบๆ เกอร์มัน·สแปร์โรว์ในมุมสูง
มันขยายภาพออกทันที เพื่อให้เห็นสภาพแวดล้อมโดยรอบทั้งหมด อาศัยบริเวณดังกล่าวเป็นจุดกึ่งกลาง แผ่ขยายรัศมีการมองเห็นออกไปไกลถึงห้าไมล์ทะเล – เป็นขอบเขตสูงสุดที่คทาเทพสมุทรสามารถยื่นมือช่วยเหลือสาวก
ด้วยวิธีนี้ ในจุดที่เป็นพื้นที่เป้าหมายของโจนาส·โคลเกอร์ ไม่มีสิ่งใดสามารถหลบสายตาของไคลน์
…
เขตท่าเรือ ภายในโกดังสินค้า
“ความรัก…” ทริสซี่หัวเราะ จากนั้นร่างของเธอก็จางลงราวกับเป็นหนึ่งเดียวกับทะเลสาบยามค่ำคืน
เพียงพริบตา ทริสซี่ที่ถูกห่อด้วยใยแมงมุมหนาของ ‘แม่มดยุพนิรันดร์’ คาร์เทอริน่า·เปลเล่ พลันแปรสภาพกลายเป็นกระจกมายา
กระจกบานดังกล่าวสูงกว่ามนุษย์ ผิวกระจกมีคลื่นน้ำกระเพื่อม คล้ายกับเป็นประตูที่นำพาไปยังโลกอีกใบหนึ่ง
ทันใดนั้น มันหยุดสะท้อนภาพเบื้องหน้า แต่เป็นภาพเค้าโครงของห้องหนึ่ง
ห้องดังกล่าวทั้งสลัวและมืดมน เตียงนอนและเครื่องเรือนถูกหั่นเป็นชิ้นๆ กระจัดกระจายนับไม่ถ้วน มีเพียงใจกลางห้องที่ยังสะอาดสะอ้าน ไม่มีแม้แต่ฝุ่น
ทริสซี่กำลังยืนในตำแหน่งดังกล่าว สวมเดรสยาวสีดำหม่นหมอง เส้นผมถูกปล่อยตามธรรมชาติและโยกเอนแผ่วเบาตามแรงลม ใบหน้าขาวเป็นพิเศษ คล้ายกับผีผู้หญิงในนิทานปรัมปรา
เธอมิได้อยู่ที่นั่นตั้งแต่แรก แต่อาศัยพลังของกระจกมายา ฉายภาพตัวเองมาจากจุดห่างไกลอย่างสมจริง!
ดังนั้น ในตอนที่ถูกควบคุมและไล่ล่า เธอไม่ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
ได้เห็นฉากดังกล่าว คาร์เทอริน่า·เปลเล่ที่สวมผ้าคลุมสีขาวเรียบๆ ปราศจากความลังเล แผดเสียงกรีดร้องออกมาทันที
คลื่นเสียงที่มองไม่เห็นแผ่ออกไปรอบทิศ เส้นผมลอยขึ้นฟ้าทุกทิศทางและจับกลุ่มเป็นเส้นใหญ่ แถมยังถูกฉาบด้วยสีขาวซีด
กระจกเงามายาสั่นสะเทือนหนักหน่วง คล้ายกับพร้อมพังทลายทุกเมื่อ
และภายในห้องรก เศษเตียงนอนและเครื่องเรือนพลันกลายเป็นสีขาวเทา สูญเสียความมันวาวและแปรสภาพกลายเป็นก้อนหิน
เบื้องหน้าทริสซี่ พื้นสีน้ำตาลอมเหลืองเองก็แปรสภาพกลายเป็นหินสีเทาขาว ถาโถมเข้าใส่มนุษย์คนเดียวภายในห้องอย่างรวดเร็วประหนึ่งกระแสน้ำโหมกระหน่ำ
ทริสซี่ไม่พยายามต่อต้าน เพียงหันหลังกลับและโบกมือ ส่งตัวเองไปยังหน้าต่างที่เปิดอยู่
ใยแมงมุมล่องหนที่เป็นของทริสซี่ก่อตัวขึ้นกลางอากาศ ทุกเส้นเปลี่ยนเป็นสีเข้มและพุ่งตรงเข้าหากระแสคลื่นสีเทาขาว
ขณะเดียวกัน รอยร้าวเริ่มปรากฏบนผิวกระจกมายาบานใหญ่ ก่อนจะส่งเสียงมายาออกมาพร้อมกับแตกเป็นเสี่ยงๆ
ทว่า ก่อนที่กระจกมายาจะเลือนหายไปอย่างสมบูรณ์ ภายในห้องที่ถูกสาปให้เป็นหิน วัตถุสีเทาเขาก่อตัวกันเป็นร่างหนึ่งด้วยความพิสดาร
ร่างดังกล่าวสวมเสื้อคลุมสีขาว ทั้งเรียบง่ายและศักดิ์สิทธิ์ มีผมสีดำสนิทเป็นมันเงา เป็นความงามที่มีเสน่ห์ของเด็กสาวและผู้ใหญ่ในเวลาเดียวกัน ดวงตากึ่งลุ่มลึกกึ่งสดใสไร้เดียงสา ไม่ใช่ใครนอกจาก ‘แม่มดยุพนิรันดร์’ คาร์เทอริน่า·เปลเล่ที่อยู่ในโกดังเมื่อครู่!
เมื่อเศษกระจกมายาเลือนหายไปโดยสมบูรณ์ ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดก็ไม่เห็นสถานการณ์ภายในห้อง ‘อีกฟาก’ อีกต่อไป
มันถอนสายตากลับ ต้องไปทางเชอร์มาเน่ที่อยู่ไม่ห่างด้วยสายตาซับซ้อนเล็กๆ แต่เพียงไม่นานก็กลับเป็นปรกติ
“ทริสซี่อดทนจนน่ายกย่อง… เพื่อจะจัดการกับฉัน เธอถึงกับลงทุนใช้เวลาหลายเดือนในการบ่มเพาะแม่มดคนใหม่…” ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดหัวเราะพลางส่ายหน้า “ยัยนั่นต้องการให้เธอล้วงข้อมูลอะไรจากฉัน?”
ปัจจุบัน เนื่องจากภายในโลกดังขาดการเชื่อมต่อกับทริสซี่ ใยแมงมุมล่องหนรอบตัวเชอร์มาเน่จึงเริ่มอ่อนแรงลง มิอาจพันธนาการเธอได้อีก
สตรีเลอโฉมตอบด้วยดวงตาเหม่อลอย
“เธอขอให้ฉันช่วยสืบว่า ใครคือคนที่คุณจงรักภักดีอย่างแท้จริง”
โดยไม่รอให้ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดตอบ ดวงตาของเธอแฝงความสับสนที่ยากจะอธิบาย ก่อนจะถามออกไปด้วยความลังเล
“สัญญาที่คุณเคยรับปากฉัน… มีเรื่องใดบ้างที่จริง?”
ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดผงะ จากนั้นก็หัวเราะ
“เธอน่าจะเป็นแม่มดที่โง่เขลาและไร้เดียงสาที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็น…”
สีหน้าเชอร์มาเน่แข็งทื่อโดยสมบูรณ์ ดวงตาที่เริ่มมีประกาย กลับไปเหม่อลอยอีกครั้ง
…
ด้านนอกโกดัง ซิลและฟอร์สที่ซ่อนตัวในเงามืด สำรวจพื้นที่เป้าหมายอย่างเงียบเชียบ
พวกเธอไล่ตามไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดมาที่นี่!
ความอดทนของพวกเธอผลิดอกออกผลอย่างที่คิด สามารถตรวจพบว่าหัวหน้าราชองครักษ์แอบออกจากคฤหาสน์ในยามราตรี รีบร้อนไปยังเขตท่าเรือใกล้กับสะพานเบ็คลันด์
อาศัยพลังเจ้าพนักงานของซิล พวกเธอไล่ตามห่างๆ และยืนยันได้ว่าไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดเข้าไปในโกดังหลังดังกล่าว
นอกจากนั้น พวกเธอยังสังเกตเห็นสิ่งหนึ่ง นั่นคือสภาพร่างกายที่ไม่ค่อยสู้ดีนักของเป้าหมาย คล้ายกับกำลังบาดเจ็บ
“อันที่จริง เรามีโอกาสลงมือระหว่างทางก่อนจะถึงที่นี่…” ฟอร์สมองโกดังพลางกระซิบ
ซิลตอบโดยไม่มองหน้า
“แต่เธอเป็นคนบอกเองว่า เรื่องราวอาจไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น เราต้องอดทนรอไปก่อน”
“นั่นอาจเป็นสัมผัสวิญญาณของโหราจารย์… หรือไม่ก็สันดานชอบผัดวันประกันพรุ่ง” ฟอร์สตอบในทำนองจิกกัดตัวเอง
พวกเธอไม่กล่าวสิ่งใดเพิ่ม ยังคงเงียบและอดทนรอต่อไป
ทันใดนั้น บนพื้นที่มีรอยแตกด้านหน้าทั้งสองคน เปลวไฟสีดำลุกโชนขึ้น
เปลวไฟกระจัดกระจายอย่างรวดเร็วและเรียงตัวเป็นถ้อยคำภาษาโลเอ็น:
“นี่คือโอกาสที่พวกเธอรอคอย”
รูม่านตาของทั้งซิลและฟอร์สเบิกกว้างพร้อมกัน พวกเธอหันมองหน้ากันและตอบสนองไม่ถูกไปสักพัก จนกระทั่งฟอร์สเป็นฝ่ายทำลายความเงียบ
“เอายังไงกันดี?”
…………………………………
“เป็นยังไงบ้าง? เห็นชัดไหม?” ขณะฟอร์สเดินออกจากถนนเส้นที่ตั้งคฤหาสน์ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ด เธอเห็นซิลเดินกลับมาด้วยสีหน้ามืดมนและเหม่อลอย
ซิลพยักหน้าช้าๆ
“เห็นชัด…”
กล่าวจบ คล้ายกับเธอฟื้นคืนสติ กล่าวด้วยความตกใจ
“ฉันรู้จักหล่อน… ไม่สิ… เขา”
“เขา?” ฟอร์สทำหน้างุนงง
ซิลเหลียวซ้ายแลขวาตามความเคยชิน ก่อนจะพูดต่อ
“เขาคือเชอร์แมน! เชอร์แมนที่ฉันเคยเล่าให้ฟัง! เขา… กลายเป็นผู้หญิง!”
ฟอร์สผงะเล็กน้อย ถามตามสัญชาตญาณ
“ไม่ได้จำผิดใช่ไหม? อาจเป็นน้องสาวเชอร์แมนก็ได้”
ซิลส่ายหน้าหนักแน่น
“ไม่ผิด… เธอเองก็ยอมรับว่าใช่ แถมยังห้ามไม่ให้ฉันรบกวน เพราะเธอต้องการตัดขาดจากอดีตโดยสิ้นเชิง! แต่ว่า… ทำไมเขาถึงกลายเป็นผู้หญิงไปได้…”
ดวงตาฟอร์สกลอกไปมา คล้ายกับฉุกคิดบางสิ่งได้
“ก็มีโอกาสเป็นไปได้เหมือนกัน… มีบางเส้นทางที่จะเปลี่ยนให้ผู้ชายกลายเป็นสตรีในบางลำดับ”
เธอจำได้ว่า มิสจัสติสเคยเล่าให้สิ่งที่คล้ายคลึงกันในช่วงเวลาแลกเปลี่ยนอิสระ
“จริงหรือ?” ดวงตาซิลเบิกกว้าง ถามด้วยความตะลึง
“แน่นอน!” ฟอร์สยืนกรานหลังจากนึกทบทวนเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
“เรื่องแบบนี้…” ซิลมิอาจทำใจยอมรับได้สักพัก แต่ก็มิได้โต้แย้ง เพียงถามต่อ “เส้นทางไหน?”
ฟอร์สตอบกลับ
“แม่มด! เอ่อ… เส้นทางนักลอบสังหาร”
“แม่มด… เชอร์แมนกลายเป็นแม่มดไปแล้ว…” ซิลเน้นย้ำกับตัวเอง
ทันใดนั้น เธอเพิ่มเสียง
“เธอกำลังถูกหลอกใช้รึเปล่า? ท่าไม่ดีแล้ว ฉันต้องไปตักเตือน!”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ซิวหันหลังและออกวิ่งเต็มฝีเท้า พยายามไล่ตามรถม้าเช่าให้ทัน
ทว่า เธอหาเป้าหมายไม่พบแม้จะวิ่งผ่านถนนมาสองสามเส้น ราวกับเชอร์แมนและรถม้าอันตรธานหายไปในอากาศ
ซิลค่อยๆ ลดฝีเท้า จนในที่สุดก็หยุดนิ่ง มองไปยังถนนว่างเปล่าตรงหน้าด้วยอารมณ์ซับซ้อน
ด้านหลังเธอ ฟอร์สที่อาศัยการเดินผ่านกำแพงบ้านมาตรงๆ ในที่สุดก็ไล่ทัน
“หายไปแล้ว…” ซิลพึมพำ
ฟอร์สมองตรงไปข้างหน้า ตอบอย่างครุ่นคิด
“อีกฝ่ายไหวตัวทัน…”
โดยไม่รอให้ซิลตอบสนอง เธอหันกลับมาถอนหายใจ
“กลับกันเถอะ ไว้มองหาโอกาสอื่น”
ซิลไม่ขยับ ยังคงยืนนิ่งในตำแหน่งเดิม
ผ่านไปสักพัก เธอหันไปพูดกับฟอร์สที่กำลังทำหน้าฉงน
“ในเมื่อทางนั้นพบความผิดปรกติจากเรา พวกเขาจะเร่งแผนให้เร็วขึ้นไหม?”
“เป็นไปได้! ถ้าพวกเขาไม่อยากให้แผนตัวเองล้มเหลว มีโอกาสสูงมากที่จะลงมือในคืนนี้เลย เพราะพวกเรายังไม่มีเวลาเตรียมตัว!” ฟอร์สเห็นพ้องกับแนวคิดของซิล “พวกเราควรกลับไปที่บ้านไวเคาต์สตาร์ฟอร์ด ซ่อนตัวและเฝ้าจับตามองต่อไป!”
ซิลพยักหน้ารับ ตอบโดยไม่ลังเล
“ตกลง”
…
เขตท่าเรือ ภายในโกดังที่เต็มไปด้วยสินค้า
เชอร์มาเน่กำลังนั่งบนลังไม้สกปรก มือไพล่หลังทั้งสองข้าง ผิวกายถูกรัดด้วยใยแมงมุมเส้นบางๆ ที่เหนียวมาก
คล้ายกับถูกห่อหุ้มด้วยรังไหมล่องหน ทำไม่ได้แม้กระทั่งการส่งเสียงร้อง
“สถานการณ์ในตอนนี้เป็นผลดีกับเธอนะ” ทริสซี่ยืนเบื้องหน้าเชอร์มาเน่ ในมือกำลังถือลูกบอลไฟสีดำสนิท “อย่างน้อยก็จะได้พิสูจน์ว่า หมอนั่นรักเธอจริงๆ หรือแค่ลมปาก”
เชอร์มาเน่ทั้งโกรธและหวาดกลัว พยายามดิ้นรนอ้อนวอนทางสีหน้า แต่ทริสซี่ก็มิได้หวั่นไหว เพียงเลื่อนฝ่ามือที่ถือเปลวไฟสีดำลงมาทาบกับท้องเชอร์แมน
คล้ายกับเปลวไฟเหล่านี้มีชีวิต พวกมันแผ่ออกเป็นแผ่นคล้ายกระแสน้ำในตอนแรก พยายามแทรกซึมเข้าไปในผิวหนังและชั้นเนื้อ
ผมสีดำขลับและนุ่มสลวยของทริสซี่แหกกฎธรรมชาติ ลอยขึ้นไปในอากาศด้วยตัวเองราวกับมีมือล่องหนจำนวนมากคอยพยุง บรรยากาศรอบตัวเริ่มแผ่กลิ่นแปลกๆ ที่ยากอธิบาย
เส้นผมเหล่านั้นขยายขนาดจนเป็นเส้นหนา แยกออกไปทุกทิศทาง
สุดปลายเส้นผม ลำแสงลึกลับปรากฏขึ้นทีละจุด อัดแน่นด้วยอักขระคำสาป ก่อนที่จุดแหล่งเหล่านั้นจะไหลมารวมตัวกันและกลายเป็นเปลวไฟสีดำ แผ่ซ่านเข้าไปในท้องเชอร์มาเน่และเลือนหายไป
ใบหน้าของเชอร์มาเน่สั่นกระตุกอย่างมิอาจควบคุม แต่มิได้แสดงอาการเจ็บปวด คล้ายกับเป็นเพียงการตอบสนองของร่างกาย
เมื่อจิตใจของหญิงสาวเริ่มสงบ เธอพบว่าร่างของทริสซี่ในเดรสยาวสีดำ ค่อยๆ โปร่งใสและเลือนหายไป
รูม่านตาของเชอร์มาเน่เบิกกว้าง พยายามดิ้นรนสุดชีวิตอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีวิธีหลุดพ้นจากพันธนาการ
เธอพยายามซ้ำๆ หนแล้วหนเล่า ประหนึ่งโกดังเก็บของค่อยๆ ถูกน้ำท่วมสูงขึ้นทีละหนึ่งเซนติเมตร
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ ประตูโกดังถูกเปิดออกจนชนผนังเสียงดัง
ร่างหนึ่งปรากฏกายขึ้น เป็นไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดในวัยกลางคน
มันมิได้ปรากฏตัวในสภาพปรกติ วิกผมสีขาวที่สวมประจำหายไป เผยให้เห็นศีรษะที่ค่อนข้างเถิกและมีเส้นผมสีดำพันกันยุ่งเหยิง คล้ายกับเพิ่งแห้งหลังจากตากฝน แต่ตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมา เมฆในกรุงเบ็คลันด์เบาบางมาก พระจันทร์แดงส่องสว่างกึ่งกลางท้องฟ้า ไม่มีฝนตกแม้แต่หยดเดียว
บนใบหน้าที่ชัดลึกของไวเคาต์สตาร์ฟอร์ด เม็ดเหงื่อจำนวนมากไหลตามร่องลงมาถึงคอ คล้ายกับมีด้ายสีดำบางๆ ถูกฝังอยู่ใต้ผิวหนัง
หลังค่อมเล็กน้อย กล้ามเนื้อบนใบหน้าบิดเบี้ยว ดวงตาแฝงความเจ็บปวดและกังวล
กวาดตามองไปรอบๆ สักพัก เมื่อพบเชอร์มาเน่ มันเผยความสุขในตอนต้น ก่อนจะเผยความกังวลเล็กๆ ตามมา แต่จากนั้นก็พยายามเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายอย่างยากลำบาก
เมื่อเชอร์มาเน่เห็นอีกฝ่ายเดินเข้ามาในโกดัง ใบหน้าเธอพลันสดใสร่าเริง ประหนึ่งกำลังมีออร่าแสงสว่างแผ่ออกมา
จากนั้น เธอเผยสีหน้ากังวลเจือหวาดกลัว พยายามส่ายหัวอย่างยากลำบาก แต่ลำคอถูกรัดไว้ด้วยใยแมงมุมล่องหนอย่างแน่นหนา มิอาจขยับเขยื้อน
ความกังวลในใจเพิ่มพูนขึ้นทุกวินาที หยาดน้ำตาพรั่งพรูออกจากดวงตาหยดแล้วหยดเล่า กระจ่างใสแต่เปี่ยมไปด้วยความเปราะบาง
ขณะไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดเริ่มเข้าใกล้ เสียงหนึ่งดังขึ้นระหว่างคนทั้งสอง
คล้ายกับที่นั่นมีกำแพงล่องหนกีดขวางอยู่ ส่งผลให้ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดมิอาจย่างกรายเข้าไปหาเชอร์มาเน่ที่ถูกพันธนาการ
“ถ้าต้องการถอนคำสาปและพาเธอกลับไป… จงตอบคำถามของฉันโดยไม่ปิดบัง” ทันใดนั้น ตรงมุมหนึ่งของโกดัง ร่างของสตรีถูกวาดขึ้น
ใบหน้าของเธอเปี่ยมไปด้วยเสน่หา ทั้งอ่อนโยนและอ่อนหวาน เป็นราวกับใบหน้าในอุดมคติของเด็กหนุ่มวัยรุ่นทุกคน ไม่ใช่ใครนอกจากแม่มดทริสซี่
โดยไม่รอให้ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดตอบ หญิงสาวยกมือขวาพร้อมกับเสกเปลวไฟ
ตามใบหน้า มือ ลำคอ และผิวทั้งหมดของไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดพลันโปร่งใส เผยให้เห็นบรรดาเส้นเลือดที่ปูดโปนขึ้นมา
และในเส้นเลือดทุกเส้น เปลวไฟสีดำกำลังไหลเวียนอย่างเงียบงันประหนึ่งกระแสน้ำ
ความเจ็บปวดในดวงตาไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดเพิ่มพูนจนถึงขีดสุด แต่เพียงไม่นานก็หายไป
สีหน้าของมันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา ดวงตาเผยความเย้ยหยันเล็กๆ ราวกับผู้ที่ถูกสาปไม่ใช่ตน แต่เป็นทริสซี่ที่ยืนห่างออกไปไกล
ทริสซี่ตรงมุมโกดังถูกไฟสีดำคลอกร่างในพริบตา จากนั้น ใยแมงมุมที่มองไม่เห็นจำนวนมหาศาลโผล่ออกจากความว่างเปล่าและพันธนาการร่างของเธอโดยที่ไม่ถูกไฟเผา
ทริสซี่ตกอยู่ในสภาพเดียวกับเชอร์มาเน่ทันที ถูกพันธนาการด้วยรังไหมล่องหนจนยากจะขยับตัว
ณ ช่องระบายอากาศด้านบนโกดัง ร่างหนึ่งถูกวาดขึ้นจากความว่างเปล่า เป็นสตรีที่ไม่มีใครสามารถคาดเดาอายุ สวมเสื้อคลุมสีขาวเรียบๆ แต่ดูศักดิ์สิทธิ์ เส้นผมสีดำ ดวงตาสีฟ้า ดูงดงามและเลอค่า เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่ยากจะอธิบาย
“คาร์เทอริน่า·เปลเล่…” ทริสซี่เปล่งเสียงอย่างไร้เรี่ยวแรง
ขณะเดียวกัน ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดจับร่างตัวเอง ดึงหุ่นมายาที่พันด้วยด้ายเพลิงสีดำออกมา
มันชำเลืองไปทางเชอร์มาเน่ด้านข้าง ก่อนจะหันไปยิ้มให้ทริสซี่
“หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความตาย ฉันไม่เคยประมาท หลังจากที่เจ้าไซเคสตาย ฉันก็รู้ทันทีว่าสักวันอาจถึงคิวของตัวเอง… หึหึ… นับตั้งแต่ที่เธอตามล่าฉัน หลายต่อหลายคนก็พยายามล่าเธอเช่นกัน พวกเราอดทนกันมาก ด้วยกังวลว่าเธอจะกลัวและเตลิดหนีไปก่อน จนกระทั่งสบโอกาสเข้าในวันนี้… นอกจากนั้น… ของขวัญที่เธอมอบให้… ชั้นหนึ่งเลย”
ได้ยินคำพูดของไวเคาต์สตาร์ฟอร์ด เชอร์มาเน่ที่พยายามดิ้นรนมาสักพัก หยุดพฤติกรรมทั้งหมดของตัวเองทันที สีหน้าเหี่ยวเฉาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ดวงตาของเธอเบิกกว้างแต่ล่องลอย ราวกับกำลังจมลึกลงไปในทะเล
“ความรัก…” ทริสซี่หัวเราะในลำคอ ราวกับกำลังเย้ยหยันตัวเอง
เธอมิได้ตื่นตระหนกเลยสักนิด
…
คฤหาสน์เพลงกุหลาบ กลางดึกสงัด
หลังจากส่งแขกกว่ายี่สิบชีวิตเข้านอนและเตรียมจัดกิจกรรมล่าสัตว์ในวันรุ่งขึ้น ไคลน์ที่หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย กระตุกตื่นกะทันหัน
สัมผัสวิญญาณของมันถูกกระตุ้น ฉากขึ้นผุดขึ้นในนิมิตลางสังหรณ์
พลตรีโจนาส·โคลเกอร์ที่สวมเสื้อเชิ้ตและกางเกงขายาว แอบบินออกจากหน้าต่างและร่อนลงพื้นในลักษณะแหกกฎธรรมชาติ
อะไรกัน… เรายังไม่ได้ทำอะไรเลย… แปลว่ามันมาที่นี่ด้วยจุดประสงค์บางอย่างเช่นกัน… หลังจากชุดความคิดแล่นเข้ามาในหัวไคลน์ มันเปลี่ยนแมลงสาบจำนวนมากด้านนอกอาคารให้เป็นหุ่นเชิดและใช้ ‘ตา’ ของพวกมันในการสำรวจสภาพแวดล้อม
แทบจะในเวลาเดียวกัน โจนาส·โคลเกอร์ปรากฏขึ้นในการมองเห็นของแมลงสาบตัวหนึ่ง
หลังจากครึ่งเทพรายนี้ออกจากคฤหาสน์เพลงกุหลาบ มันทำการบิดเบือน ‘ระยะทาง’ และมาถึงริมฝั่งแม่น้ำทัสซอค ทำท่าเตรียมข้ามไป
แมลงสาบตัวหนึ่งกำลังเฝ้ามองอย่างเงียบงันโดยไม่ตอบสนอง
ดูเหมือนว่าจะมุ่งหน้าไปทางฝั่งทิศใต้ของแม่น้ำทัสซอค… คิดจะทำอะไรกันแน่? รสนิยมที่ชื่นชอบล่าสัตว์ในเขตชานเมือง มีเพื่อกลบเกลื่อนการกระทำนี้? เฉกเช่นที่แนะนำให้เราซื้อคฤหาสน์เพลงกุหลาบ? ไคลน์ที่นอนอยู่บนเตียง พยายามวิเคราะห์พฤติกรรมของโจนาส
รอจนกระทั่งครึ่งเทพแห่ง MI9 เหยียบลงบนฝั่งทิศใต้ของแม่น้ำทัสซอค ไคลน์ฉุกคิดถึงบางสิ่ง
ย้อนกลับไปในตอนที่มันเคยหนีตายออกจากซากปรักหักพังใต้ดินที่มีอินซ์·แซงวิลล์และคนของราชวงศ์ ไคลน์โผล่ออกมาแถวๆ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเบ็คลันด์ และบริเวณดังกล่าวคือริมแม่น้ำทัสซอคฝั่งทิศใต้ที่อยู่ไม่ไกลจากคฤหาสน์เพลงกุหลาบ!
………………………..
เขตราชินี ด้านข้างคฤหาสน์ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ด
ฟอร์สสวมชุดสีดำ ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดพร้อมกับซิล สายตาจ้องมองไปทางประตูรั้วเหล็กที่ปิดสนิท รอคอยอย่างอดทนเพื่อให้เป้าหมายปรากฏตัว
คืนนี้ฝนไม่ตก พวกเธอจึงไม่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากเกินไป และเนื่องจากมีรถม้าจอดรออยู่ที่ริมโคมไฟถนน ฟอร์สและซิลจึงทราบว่า ความอดทนของพวกเธอจะไม่สูญเปล่า
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ ประตูรั้วเหล็กส่งเสียงโลหะเสียดสี เปิดออกอย่างช้าๆ
ร่างในเสื้อคลุมสีดำเดินออกมาพร้อมกับก้มศีรษะลง เดินไปทางรถม้าเช่าด้วยความคล่องแคล่ว
“นั่นเธอหรือ?” ฟอร์สลดเสียง ซักถามซิลข้างๆ
เธอไม่มีพลังในการวาดภาพใบหน้าจากคำอธิบาย และไม่เคยเจออีกฝ่ายมาก่อน จึงมิอาจพึ่งพาสัมผัสวิญญาณของโหราจารย์เพื่อตัดสิน
ซิลพยักหน้ายืนยัน
“ใช่!”
ขณะทั้งสองคุยกันด้วยเสียงเงียบ รถม้าแล่นออกจากประตูข้างคฤหาสน์
ซิลออกจากจุดซ่อนตัวทันที เตรียมใช้พลังพิเศษของเจ้าพนักงานและเรี่ยวแรงที่เพิ่มขึ้นของนักสอบสวน เดินสลับวิ่งไล่ตามเป้าหมายไปห่างๆ
“คิดจะทำอะไร?” แต่ทันใดนั้น ฟอร์สกดไหล่และทำลายแผนการ
“ไล่ตามไป!” ซิลมองย้อนกลับมาที่เพื่อนสนิทด้วยสีหน้าสับสน
ฟอร์สชำเลืองรถม้าที่ยังแล่นไม่พ้นสายตาคนทั้งสอง ซักถามอย่างมีเหตุผล
“แล้วทำไมต้องตามหล่อน? นอกจากนั้น เธอเป็นคนบอกเองไม่ใช่หรือ เมื่อเข้าสู่ย่านสะพานเบ็คลันด์ เป้าหมายจะได้รับการคุ้มครองจากผู้วิเศษที่ทรงพลัง?”
“ก็ใช่…” ซิลตอบคำถามหลังก่อน “แต่ทำไมเธอถึงถามอะไรแปลกๆ? ที่ต้องไล่ตามเป้าหมายก็เพื่อยืนยันรูปลักษณ์ ตัวตน และจุดประสงค์ไม่ใช่หรือไง”
ฟอร์สนำมือซ้ายจับไหล่ซิล กล่าวพลางยิ้ม
“เนื่องจากเป้าหมายมีผู้วิเศษที่ทรงพลังคอยคุ้มครอง การสะกดรอยในย่านสะพานเบ็คลันด์จึงเป็นเรื่องยาก หมายความว่า หากไม่เอาชนะผู้วิเศษลึกลับคนนั้น เราก็จะไม่มีทางทราบที่อยู่ ใบหน้า และตัวตนของอีกฝ่าย เธอพร้อมจะทำศึกแล้วหรือ? จริงอยู่ที่ฉันช่วยได้ แต่ยืนยันความแข็งแกร่งของศัตรูได้หรือยัง? มั่นใจมากแค่ไหน? เสี่ยงมากแค่ไหน? และตราบใดที่การต่อสู้ปะทุขึ้น เป้าหมายก็จะไหวตัวทัน ไม่ต่างอะไรกับการโบกรถม้าให้หยุดและเปิดประตูเข้าไปคุย สิ่งนี้จะทำให้ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดพบความผิดปรกติ ทำลายสถานการณ์ที่เธอต้องการ หมดโอกาสชิงลงมือไปโดยปริยาย”
“ถ้าลงมือ มีโอกาสที่จะล้มเหลวก็จริง แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย โอกาสล้มเหลวคือหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์” ซิลเน้นย้ำว่าเธอเองก็เข้าใจสถานการณ์ เพียงแต่อยากลองเสี่ยง
ในเวลาเดียวกัน รถม้าเช่าหักเลี้ยวตรงหัวมุมสุดเส้นถนน ฟอร์สทำได้เพียงมองแผ่นหลังของมันเลือนหายไปพลางส่ายหน้าและยิ้ม
“ไม่ ไม่ ไม่! สิ่งที่พวกเราต้องทำคือเปลี่ยนวิธีคิด! สิ่งที่เราต้องทำมีแค่การตรวจสอบรูปลักษณ์ที่แท้จริงของเป้าหมาย เมื่อถึงตอนกลางวัน ค่อยสืบสวนแบบธรรมดาในย่านสะพานเบ็คลันด์โดยมีรูปลักษณ์ดังกล่าวเป็นจุดตั้งต้น”
“วิธีพูดของเธอ… ฟังดูเป็นมืออาชีพมาก” ซิลกล่าวพลางครุ่นคิด
“แน่นอน ฉันเป็นนักแต่งนิยายนักสืบ!” ฟอร์สตอบโดยไม่ถ่อมตน
“ถ้าอย่างนั้น ฉันจะทราบรูปลักษณ์ที่แท้จริงโดยไม่รบกวนอีกฝ่ายได้ยังไง?” ซิลถามในประเด็นที่สำคัญที่สุด
ฟอร์สหยิบ ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’ ที่เตรียมไว้ออกมา กล่าวพลางยิ้ม
“ง่ายมาก ใช้พลัง ‘ล่องหนทางใจ’ ที่มิสจัสติสบันทึกไว้!”
‘จัสติส’ ออเดรย์ที่ไม่เคยเผชิญสถานการณ์ซึ่งต้องใช้ ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’ ระงับความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหวและตัดสินใจขอยืมสมุดเวทมนตร์สองสามครั้ง จุดประสงค์เพื่อศึกษาพลังวิเศษที่น่าสนใจและกลไกการทำงานของสมุด ในตอนที่คืนก็ช่วยบันทึกพลังของตัวเองลงไป หนึ่งในนั้นคือ ‘ล่องหนทางใจ’ ที่ค่อนข้างมีประโยชน์
สำหรับตัวตนที่แท้จริงของมิสจัสติส ซิลและฟอร์สมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ทั้งคู่ตัดสินใจไม่สืบสวนลงลึกมากไปกว่าเดิม สิ่งนี้ถือเป็นมารยาทพื้นฐานภายในชุมนุมทาโรต์
ได้ยินคำตอบจากเพื่อนสนิท ซิลเริ่มได้รับมุมมองใหม่ๆ และมีไอเดียเพิ่มมากมาย
ฟอร์สกล่าวต่อ
“ด้วยพลังดังกล่าว เธอจะกลายเป็นจุดบอดทางประสาทสัมผัสของสิ่งมีชีวิตรอบตัว แม้จะกำลังห้อยหัวอยู่ตรงหน้า แต่ก็จะไม่มีใครมองเห็น ดังนั้น เธอสามารถขึ้นรถม้าได้ตรงๆ และมองหน้าเป้าหมายอย่างใจเย็น จดจำลักษณะเด่นอย่างละเอียด… ฮุฮุ… ในบางครั้งฉันก็คิดว่า หากใช้ล่องหนทางใจผิดจังหวะ ถ้าบังเอิญโชคร้าย ก็อาจถูกสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่เหยียบตายเข้าเพราะมองไม่เห็น… อา… แล้วก็ อย่าทำเสียงดังมากเกินไป ห้ามพูดกับใครเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะเป็นการดึงดูดความสนใจจนสภาวะล่องหนทางใจคลายออก”
“ตกลง!” ซิลพยักหน้า ตามด้วยการตั้งข้อสงสัยใหม่ “แล้วจะทำยังไงให้เป้าหมายมองไม่เห็นประตูห้องโดยสารที่เปิดออกอย่างกะทันหัน?”
โดยไม่รอคำตอบจากฟอร์ส เธอถามต่อทันที
“หรือว่าเธอบันทึกพลังเปิดประตูของตัวเองไว้?”
“คิดว่ายังไงล่ะ?” ฟอร์สยิ้มพร้อมกับชื่อ ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’ ให้เพื่อนสนิท ตามด้วยการเปิดไปที่หน้า ‘ล่องหนทางใจ’ และ ‘เปิดประตู’ ตามลำดับ
เมื่อจิตใจเริ่มกลับมาสงบ ซิลรีบวิ่งท่ามกลางเงามืดริมถนน ไล่ตามรถม้าเช่าคันดังกล่าว
ผ่านไปสักพัก เธอได้พบกับเป้าหมาย ทันใดนั้น มือขวาขยับเล็กน้อย พลิกหน้าสมุดบันทึกปกสีเขียวขี้ม้าไปยังกระดาษแผ่นสีเหลืองน้ำตาล
เมื่อเลื่อนปลายนิ้วลูบไล้ผิวกระดาษ คล้ายกับซิลมองเห็นแสงจำนวนมากบนผิวทะเลสาบลึก แสงสว่างค่อยๆ แผ่ออกไปรอบทิศ
รอจนกระทั่งการมองเห็นกลับเป็นปรกติ เธอรีบวิ่งไปที่ด้านข้างของรถม้า
เพื่อความไม่ประมาท ซิลไม่ได้ลงมือทันที แต่แซงไปด้านหน้าม้าสองสามก้าว
เธอหันกลับมามอง ทำท่าคล้ายกับเตรียมข้ามถนน แต่คนขับรถม้ามิได้สังเกตเห็นแม้แต่น้อย ไม่มีการตะโกนเตือนหรือหยุดม้า
เมื่อยืนยันแน่ชัดว่าสภาวะล่องหนทางใจได้ผล หญิงสาวเร่งความเร็วและเบี่ยงตัวหลบม้า กระโดดขึ้นไปทางด้านข้างของห้องโดยสาร
ซิลสำรวจรอบตัวเล็กน้อย ตามด้วยการพลิกหน้า ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’ ไปยังแผ่นกระดาษสีขาวที่เต็มไปด้วยลวดลาย จากนั้นก็เหยียดมือขวาออก กดลงบนผนังห้องโดยสาร
ร่างของเธอพลันโปร่งใสขณะที่ถูกส่งเข้าไปด้านใน
สตรีในเสื้อคลุมสีเข้มกำลังนั่งฝั่งตรงข้ามในแนวเฉียง มองออกไปนอกหน้าต่างข้างๆ ซิลประหนึ่งกำลังครุ่นคิดบางสิ่ง มิได้สนใจนักล่าเงินรางวัลที่บุกรุกเข้ามาแม้แต่น้อย
ในระยะใกล้เช่นนี้ แม้อีกฝ่ายจะดึงหมวกเสื้อคลุมลงมาต่ำ แต่ซิลก็ยังเห็นใบหน้าชัดเจน นอกจากนั้น อีกฝ่ายยังไม่ระวังตัวเหมือนกับตอนที่อยู่ข้างนอก ทำตัวตามสบายๆ และปล่อยให้หมวกเสื้อคลุมอยู่ในระดับดวงตา
เพียงพริบตา ใบหน้าของสตรีฝั่งตรงข้ามถูกสะท้อนบนกระจกตาของซิล ซ้อนทับกับใบหน้าของบางคนที่ยังหลงเหลือกลิ่นอายความเป็นชายจางๆ
นี่คือพลังพิเศษของเจ้าพนักงาน
ดวงตาของซิลเบิกกว้างทันที โพล่งออกมาอย่างมิอาจควบคุม
“เชอร์แมน?”
แม้จะไม่เคยเห็นหน้า แต่เธอก็พอจะเดาออกว่าสตรีที่เข้าออกบ้านไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดบ่อยๆ มีรูปลักษณ์งดงาม นั่นทำให้ซิลไม่คาดคิดว่า แท้จริงแล้วอีกฝ่ายจะเป็นเพื่อนของตัวเอง หนุ่มน้อยเชอร์แมน!
บุรุษที่ห่างไกลกับความสวยในอดีตคนนั้น ปัจจุบันงดงามขึ้นมาก เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของสตรี!
ทันใดนั้น ซิลอดไม่ได้จ้องเชอร์แมนหัวจรดเท้า ซ้อนทับร่างของอีกฝ่ายเข้ากับชายหนุ่มที่ตนเคยรู้จัก
หากไม่ใช่เพราะพลังของเจ้าพนักงานและสัมผัสวิญญาณช่วยยืนยันว่านี่คือเชอร์แมน ซิลคงคิดว่าตนทักคนผิด อย่างไรก็ตาม ซิลยังไม่ปักใจเชื่อเต็มร้อย พิจารณาว่าอีกฝ่ายอาจเป็นน้องสาวของเชอร์แมนที่เกิดวันเดียวกันและมีพ่อแม่คนเดียวกัน
ได้ยินเสียงโพล่งเจือความประหลาดใจ เชอร์มาเน่เพิ่งสังเกตเห็นว่ามีใครบางคนอยู่บนรถม้ากับเธอด้วย เป็นคนที่เธอคุ้นเคย
ซิล·เดียร์ชา นักล่าเงินรางวัล!
ตัวเธอที่เปลี่ยนชื่อเป็นเชอร์มาเน่ แตกตื่นในตอนต้น แต่เพียงไม่นานก็หวนนึกถึงคำที่ทริสซี่มักจะเอ่ย:
“ห้ามติดต่อกับอดีตคนรู้จักเด็ดขาด… ลองนึกภาพตาม หากสามีของเธอ คนที่เธอรัก ล่วงรู้ถึงอดีตของเธอ เขาคนนั้นจะคิดเช่นไร? มีเพียงการตัดอดีตให้ขาดเท่านั้น จึงจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ เธอต้องทำให้ได้เพื่อตัวเอง!”
เมื่อประโยคดังกล่าวแล่นเข้ามาในสมอง เชอร์มาเน่ผุดความคิดหนึ่งทันที:
“ฆ่าหล่อนซะ!”
ความคิดดังกล่าวเป็นราวกับปีศาจจากนรก คอยกระซิบข้างหูเชอร์มาเน่ตลอดเวลา
“ฆ่าหล่อนซะ! ฆ่าทุกคนที่จดจำเธอได้! มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น อดีตจึงจะถูกลบออกอย่างสมบูรณ์! มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้ไม่สูญเสียปัจจุบัน! ฆ่าหล่อนซะ!”
เชอร์มาเน่ไม่ยอมตอบคำถามซิล เพียงกำมือซ้ายแน่นด้วยอาการสั่นระริก
เมื่อสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังมีอารมณ์แปรปรวน ซิลมั่นใจว่าบุคคลฝั่งตรงข้ามคือเชอร์แมน จึงถามด้วยความเป็นห่วง
“นายกลายเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง? ที่ผ่านมาได้พบเจออะไรมาบ้าง? มีใครทำร้ายนายไหม?”
ริมฝีปากของเชอร์มาเน่กระตุกสองสามหน กำปั้นซ้ายคลายออกเล็กน้อย ตอบด้วยเสียงสะอื้น
“ฉันมีชีวิตใหม่แล้ว… ได้โปรดอย่ารบกวนกันอีก… ได้ไหม? ฉ…ฉันไม่อยากสูญเสียปัจจุบัน ฉันไม่อยากเจอคนรู้จักในอดีต!”
ยิ่งพรั่งพรู ทำนองการพูดก็ยิ่งเร็วขึ้น เปี่ยมไปด้วยการอ้อนวอนมากขึ้น
ซิลผงะเล็กน้อย ชำเลืองไปทางเชอร์แมนพร้อมกับเม้มปาก
“ตกลง…”
ซิลไม่แช่อยู่ต่อ เอื้อมมือไปเปิดหน้าต่างรถม้า กระโดดออกไปด้วยท่าร่อน
เชอร์มาเน่ที่เฝ้ามองเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ ในที่สุดก็ถอนหายใจยาวอย่างไร้เรี่ยวแรง
การควบคุมปีศาจที่อยู่ในใจไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ทันใดนั้น เธอเห็นร่างหนึ่งถูกวาดขึ้นกลางอากาศบางๆ
บุคคลดังกล่าวสวมเดรสยาวสีเข้มทรงโบราณ แต่บรรยากาศและใบหน้าที่อ่อนโยนอ่อนหวานมิได้จางหายไปไหน เพียงแต่นั่งนิ่งๆ โดยไม่ต้องกล่าวคำใด ผู้คนก็ยากจะละสายตาออก
แม่มด ทริสซี่!
“ทำไมถึงไม่ฆ่าหล่อน?” ทริสซี่ถามด้วยใบหน้าค่อนข้างยิ้มแย้ม คล้ายกับถามว่าเมื่อคืนดื่มไวน์อะไร
“ธ… ธ…เธอคนนั้นเป็นเพียงไม่กี่คนที่ทำดีกับฉันเมื่อก่อน คอยช่วยฉันไว้หลายเรื่อง…” เชอร์มาเน่ตอบด้วยอาการตกใจ ก่อนจะขมวดคิ้วถาม “คุณมาทำอะไรที่นี่?”
ทริสซี่ยิ้มและตอบ
“คอยปกป้องเธอไง”
โดยไม่รอการตอบสนองของเชอร์แมน เธอกล่าวต่อ
“ดูเหมือนว่าเธอจะอารมณ์ดีในตอนที่เดินออกมา”
เมื่อนึกทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เชอร์มาเน่ยิ้มอย่างเขินอาย
“บางที… ฉันอาจจะได้เป็นแม่คน…”
กล่าวจบ เธอเลื่อนมือขวามาลูบท้อง มุมปากยกขึ้นอาจมิอาจควบคุม
“ฉันรู้สึกเหมือนกับเด็กคนนี้กำลังเตะท้องอยู่…” เชอร์มาเน่พึมพำ ก่อนจะโพล่งขึ้น “…ทำไมถึงได้เร็วขนาดนี้?”
เมื่อไม่กี่วันก่อน เธอยังสับสนอยู่เลยว่าจะท้องได้ไหม!
เฝ้ามองท่าทีตอบสนองของอีกฝ่าย ทริสซี่เผยรอยยิ้มที่อัดแน่นไปด้วยเสน่ห์
…………………………
เบ็คลันด์ เขตราชินี บริเวณรอบนอกฝั่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือ การจะมาที่นี่ด้วยรถม้าต้องใช้เวลาอย่างต่ำหนึ่งชั่วโมง คฤหาสน์เพลงกุหลาบตั้งอยู่ริมแม่น้ำทัสซอค ส่งผลให้วิวทิวทัศน์งดงาม เต็มไปด้วยดอกไม้และพืชพรรณนานาชนิด
ค่อนข้างน่าประหลาด ทั้งที่กรุงเบ็คลันด์มีฝนตกชุดตลอดทั้งปี มีแดดชนิดนับวันได้ แต่เมื่อออกมาทางชานเมืองไม่ไกลมาก สภาพอากาศกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง จากบรรดาทั้งหมด ชานเมืองแถมตะวันตกเฉียงเหนือมีความชัดเจนที่สุด ที่นี่เป็นสถานที่ปลูกองุ่นชื่อดังของทวีปเหนือ แต่เมื่อเดินทางเลียบแม่น้ำทัสซอคต่อไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณห้าสิบกิโลเมตร สภาพอากาศจะกลับไปเป็นเหมือนเบ็คลันด์อีกครั้ง
สถานการณ์ข้างต้นทำให้แม้แต่นักอุตุนิยมวิทยาก็ยังเต็มไปด้วยคำถาม มิอาจหาทฤษฎีมารองรับ แต่สำหรับไคลน์ มันพอจะคาดเดาได้อย่างคลุมเครือ
ในยุคสมัยที่สี่ แถบนี้คือเมืองหลวงของจักรวรรดิร่วม ‘ทูดอร์-ทรันซอสต์’ แต่ในภายหลัง ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์ได้ละทิ้งความเป็นมนุษย์และกลายเป็นเทพเสียสติ ส่งผลให้สภาพอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรในพื้นที่เล็กๆ สิ่งนี้ถือเป็นเหตุการณ์ปรกติในโลกผู้วิเศษ – ทฤษฎีนี้สอดคล้องกับข้อมูลที่เลียวนาร์ด·มิเชลเล่าในช่วงเวลาแลกเปลี่ยนอิสระของชุมนุมทาโรต์
นอกจากนั้น เนื่องจากเป็นดินแดนที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน อาจเป็นจุดแรกๆ ที่มีมนุษย์อาศัย ส่งผลให้ใต้ดินของ ‘ดินแดนแห่งความหวัง’ แห่งนี้เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง โดยพวกมันมีแนวโน้มที่จะสร้างอิทธิพลต่อสภาพอากาศ
รถม้าแล่นเข้าสู่คฤหาสน์เพลงกุหลาบ ผ่านบ่อน้ำพุและสวนเล็กๆ ที่รายล้อมด้วยบ้านหลังใหญ่ จนกระทั่งหยุดลงที่ด้านนอกประตูหลัก
ขณะไคลน์และพ่อบ้านวอลเตอร์ลงจากรถม้า มันเห็นริชาร์ดสัน คนดูแลคฤหาสน์ นำคนใช้และสาวใช้ออกมายืนเรียงแถวต้อนรับหน้าประตู
เทียบกับบ้านเลขที่ 160 ถนนเบิร์คลุน ที่นี่มีคนรับใช้มากกว่า แต่เป็นเกรดต่ำกว่า
ชำเลืองริชาร์ดสันที่แต่งกายสุภาพในรูปลักษณ์ใหม่ ไคลน์ยิ้มและพยักหน้า
“ทำได้ดี”
โดยไม่รอให้ริชาร์ดสันตอบ มันถอดหมวกและยื่นไม้ค้ำให้บุรุษรับใช้เอ็นยูน พลางเอ่ยปากถาม
“เตรียมห้องพูดคุยสำหรับสตรี และห้องเล่นไพ่สำหรับบุรุษไว้หรือยัง?”
“เตรียมแล้วครับ พร้อมกับไพ่โปเกอร์ ไพ่ทาโรต์ และเกมกระดานอีกจำนวนหนึ่ง รวมถึงเปียโนและเครื่องดนตรีพื้นฐานอย่างไวโอลินก็ถูกย้ายเข้าไปแล้วเช่นกัน” ริชาร์ดสันรายงาน
ไคลน์เดินผ่านเข้าไปในประตู พยักหน้ารับและกล่าว
“ห้องสูบบุหรี่ของบุรุษอยู่ไหน?”
“เช่นเดียวกันกับห้องของสตรี ทั้งหมดอยู่บนชั้นสอง แบ่งออกเป็นห้าห้อง” ริชาร์ดสันตอบโดยไม่ต้องหันไปถามคนรับใช้ของคฤหาสน์ ไม่แม้แต่จะทำหน้านึก
เพื่อให้กิจกรรมล่าสัตว์ครั้งแรกของนายจ้างออกมาสมบูรณ์แบบ ริชาร์ดสันจัดการทุกสิ่งอย่างประณีต ไม่ปล่อยให้มีรายละเอียดเล็กน้อยตกหล่น แม้จะเป็นงานที่เหนื่อยกายมาก แต่ภายในใจกลับตื่นเต้น
ไคลน์ถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาหารค่ำและห้องพักแขก ทั้งหมดถูกยืนยันว่าจัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว
ผ่านไปสักพัก แขกกลุ่มแรกนับตั้งแต่คฤหาสน์หลังนี้ถูกเปลี่ยนชื่อเริ่มทยอยมาถึง – ชื่อของมันถูกเปลี่ยนจากคฤหาสน์เพลงกุหลาบเป็นคฤหาสน์ดันเตส
แขกกลุ่มที่ว่าก็คือ: ครอบครัวมัคท์!
“ใหญ่กว่าคฤหาสน์กวางมูสของผมเสียอีก” มัคท์ยิ้มพลางถอดเสื้อนอก ส่งต่อให้บุรุษรับใช้พร้อมกับกล่าวชื่นชม “ผมได้ยินมาว่าไวน์ของเพลงกุหลาบนั้นเป็นของชั้นเลิศ แต่ไม่มีโอกาสได้ลิ้มลองสักที วันนี้โอกาสนั้นมาถึงแล้ว”
“หวังว่าจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง” ไคลน์ยิ้มตอบอย่างสุภาพ
เนื่องจากเป็นไร่องุ่นที่โด่งดังของทวีปเหนือ แชมเปญ ไวน์แดง และไวน์ขาวล้วนมีคุณภาพสูง แต่คฤหาสน์ส่วนใหญ่มีขุนนางเป็นเจ้าของ เครื่องดื่มชนิดต่างๆ จึงไม่ถูกนำไปวางขายทั่วไป ส่งผลให้มีคนจำนวนไม่มากที่เคยได้ยินเรื่องนี้ กำจัดวงเฉพาะชนชั้นสูงและบรรดาผู้เชี่ยวชาญ
เพลงกุหลาบคือหนึ่งในคฤหาสน์ที่โด่งดังที่สุดด้านนี้ ไวน์ที่บ่มเองถูกยกย่องอย่างกว้างขวางว่ามีรสชาติยอดเยี่ยม ไวน์แดงชนิดพิเศษในบางปีจะมีราคากว่าหลายร้อยปอนด์ในสายตานักสะสม
ทว่า ไคลน์ที่สามารถซื้อคฤหาสน์หลังนี้ได้ในราคาเพียงสองหมื่นปอนด์ ย่อมต้องตกลงเงื่อนไขเพิ่มเติมกับผู้ขาย นั่นก็คือ ไวน์ชนิดพิเศษจากเหล้าองุ่นทั้งหมดที่คฤหาสน์ผลิตได้ ต้องถูกมอบให้ตระกูลดยุคนีแกน
ส.ส. มัคท์ย่อมทราบข้อมูลดังกล่าว จึงไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ชิมไวน์ชนิดพิเศษที่แสนโด่งดัง ทำเพียงยิ้มให้อีกฝ่ายและกล่าว
“คุณลองเปิดไวน์ที่เหลือและแบ่งใส่แก้วให้ผม ทางนี้จะช่วยจำแนกว่าแก้วใดโดดเด่นที่สุด”
แม้จะอยู่ในแวดวงชนชั้นสูง แต่ส.ส. มัคท์ก็ยังไม่เคยดื่มไวน์ของคฤหาสน์เพลงกุหลาบมาก่อน เหตุผลก็ไม่ซับซ้อน มันเป็นสมาชิกของพรรคหัวก้าวหน้า ส่วนดยุคนีแกนอดีตเจ้าของคฤหาสน์ เป็นถึงเสาหลักของพรรคอนุรักษนิยม
“ไม่มีปัญหา” ไคลน์ตกปากรับคำ สายตาชำเลืองไปทางใบหน้าเฮเซลด้านข้าง
เทียบกับช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม เห็นได้ชัดว่าเด็กสาวคนนี้ร่าเริงขึ้นมาก เลิกประหม่าในยามที่ต้องพบเจอคนแปลกหน้า เมื่อก่อนแทบไม่อยากเข้าร่วมงานเลี้ยงใดๆ จนคนอื่นคิดว่าเธอป่วย
และความดีความชอบทั้งหมดต้องยกให้ ‘จัสติส’ ออเดรย์ ในตอนที่ได้คุยกับดอน·ดันเตสในสำนักงานกองทุนการกุศล เธอเล่าว่าตนเพิ่งได้พบกับมิสเฮเซลมาสองครั้ง
หากฟังผ่านๆ ประโยคของหญิงสาวจะไม่มีสิ่งผิดปรกติ เพราะเฮเซลเป็นคนรู้จักของทั้งออเดรย์และดันเตส เป็นจุดร่วมของคนทั้งสอง ไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะหยิบยกมาพูดคุยในบทสนทนา แต่ไคลน์สามารถอ่านความนัยแฝงได้ว่า มิสจัสติสเพิ่งได้พบกับมิสเฮเซลมาสองครั้งในงานเลี้ยง และทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง
หลังจากพาครอบครัวมัคท์ไปยังห้องพัก ไคลน์ต้อนรับแขกกลุ่มที่สองที่เข้าร่วมกิจกรรมล่าสัตว์ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้
พลตรีโจนาส·โคลเกอร์ มาพร้อมกับเพื่อนที่ระบุไว้ล่วงหน้า
สำหรับเพื่อนคนนี้ ไคลน์รู้จักอีกฝ่าย แต่อีกฝ่ายไม่รู้จักดอน·ดันเตส ชื่อของมันคือฟามี่·เคจ เจ้าของธุรกิจรถยนต์พลังไอน้ำ และยังเป็นหุ้นส่วนหลักในบริษัทจักรยาน มันอาศัยทนายที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นผู้วิเศษเส้นทางนักกฎหมาย เจรจาซื้อหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์จากเชอร์ล็อก·โมเรียตี้ในราคาต่ำ
เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับนักกฎหมาย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเป็นเพื่อนกับ ‘เคาต์แห่งการร่วงหล่น’ … ไคลน์ยิ้มและก้าวไปข้างหน้า กอดทักทายกับพลตรีโจนาสและฟามี่·เคจ
“ยินดีต้อนรับ”
จากนั้น มันถอยหลังกลับเล็กน้อย กล่าวกับชายร่างสูงอวบที่เป็นลูกเสี้ยวฟุซัค ฟามี่·เคจเจ้าของดวงตาสีฟ้าอ่อน
“ผมได้ยินกิตติศัพท์ของรถพลังไอน้ำของมาไม่น้อย ทำไมวันนี้ถึงไม่ขับมาหรือ?”
ยังไม่ทันที่ฟามี่·เคจจะตอบ โจนาส·โคลเกอร์มาดดุดันกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“อย่า… คุณอย่าเปิดโอกาส… ไม่อย่างนั้นเขาจะโอ้อวดสรรพคุณของรถพลังไอน้ำไม่หยุด… น่าเสียดายที่รถคนนั้นหนักไปหน่อย ติดอยู่ในหล่มโคลนจนขับไปไหนไม่ได้ โชคดีที่ผมไม่เคยเชื่อในคำคุย ตัดสินใจขับรถม้าตามหลังมา ไม่อย่างนั้น เขาต้องเดินเท้าต่อจนกระทั่งถึงคฤหาสน์”
“ปัญหาหลักก็คือ ถนนของบ้านเมืองเรามันย่ำแย่ต่างหาก จำเป็นต้องมีการบำรุงรักษาและสร้างใหม่ เหมือนกับรถจักรไอน้ำที่ต้องมีราง!” ฟามี่ตอบโต้ ก่อนจะหันมาพูดกับไคลน์ “ผมต้องการเงินลงทุนจากคุณ ฮะฮะ! ไว้ค่อยคุยกันเรื่องนี้ทีหลัง”
เมื่อก่อนนายเคยออกทุนให้ฉัน แต่ตอนนี้กลับมาขอให้ฉันช่วยออกทุน… ไคลน์เริ่มตระหนักถึงเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ ตนได้กลายเป็นเศรษฐีที่ค่อนข้างโด่งดังในแวดวงชนชั้นสูงไปแล้ว!
นอกจากจะบริจาคหุ้นราคาหนึ่งหมื่นปอนด์ ยังซื้อคฤหาสน์ราคาแพง ได้ทำธุรกิจกับกองทัพ ประสบความร่ำรวยในพริบตา!
แต่อันที่จริง ทรัพย์สินของเราในปัจจุบันมีเพียงห้าถึงหกหมื่นเหรียญทองเท่านั้น บางทีอาจไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วนของมิสจัสติส… ไม่รู้ว่าจะเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ตอนไหน… ไคลน์รำพันจิกกัดตัวเอง ครุ่นคิดสักพักก่อนตอบกลับ
“ได้เสมอครับ ผมเองก็สนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีจักรกลไอน้ำ ไว้ว่างเมื่อไรจะหาโอกาสไปชมรถยนต์พลังไอน้ำของคุณ”
“สายตาเฉียบแหลม” ฟามี่ฉีกยิ้มทันที “หากไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าคุณบริจาคเงินจำนวนมากให้กับโบสถ์รัตติกาล ผมคงคิดว่าคุณเป็นผู้ศรัทธาของจักรกลไอน้ำ”
ก็ถูกส่วนหนึ่ง… ในอดีตก็เคยวาดสัญลักษณ์สามเหลี่ยมบนหน้าอกบ่อยเหมือนกัน… ไคลน์ไม่กล่าวต่อ ด้วยกังวลว่าโจนาสจะค้นพบความผิดปรกติ
มันชี้ไปทางบันไดและกล่าว
“แวะไปที่ห้องสูบบุหรี่ก่อนไหม? ผมเตรียมซิการ์ไว้ให้ลองมากมาย… หากไม่ได้ซื้อคฤหาสน์หลังนี้ ผมคงไม่มีวันรู้ว่าตามคฤหาสน์ใหญ่จะมีห้องเก็บซิการ์โดยเฉพาะ เป็นการรักษาอุณหภูมิและความชื้นให้คงที่… ค่อนข้างน่าเสียดาย ถึงผมจะสูบได้ แต่ก็ไม่ค่อยชอบการสูบสักเท่าไร”
“เยี่ยมเลย… มี ‘หัวหน้าเผ่า’ ไหม?” รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าโจนาส
“แน่นอน” ไคลน์ตอบอย่างมั่นใจ
จุดประสงค์หลักของการจัดกิจกรรมล่าสัตว์มีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือการ ‘ล่า’ รองผู้อำนวยการ MI9 พลตรีโจนาส·โคลเกอร์ จึงต้องจัดเตรียมสิ่งที่มันชอบไว้ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ไคลน์ยังไม่คิดจะลงมือในการล่าสัตว์รอบนี้ เพราะยังไม่รู้จักสุภาพบุรุษที่เก็บซ่อนพลังครึ่งเทพดีพอ ต้องคอยรวบรวมข้อมูลจากการล่าสัตว์อีกหลายครั้ง ทำความเข้าใจกับรสนิยมอีกฝ่าย รวมไปถึงความระแวงและสมบัติวิเศษ
นักฐานะนักมายากล มันจะไม่ลงมือโดยไม่เตรียมความพร้อม!
…
เขตเชอร์วู้ด ภายในบ้านหลังหนึ่ง
ฟอร์สวางหนังสือในมือลง ชำเลืองไปทางซิลที่เดินไปเดินมาในห้องนั่งเล่น อดไม่ได้ที่จะถาม
“เครียดเรื่องอะไร?”
ซิลชำเลืองสายตา ตามด้วยกล่าว
“ฉันกำลังลังเลว่า ควรรายงานพฤติกรรมระหว่างไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดกับสตรีแปลกหน้าดีหรือไม่ หรือควรรอให้มีพัฒนาการมากกว่านี้”
“แล้วทำไมต้องรอ?” ฟอร์สย้อนถาม ก่อนจะคิดคำตอบให้ตัวเอง “ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดเกี่ยวข้องกับสาเหตุการตายของพ่อเธอ และเธอการเลี่ยงการเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายมาตลอดในตอนที่ยังไม่พร้อม ด้วยกังวลว่าตัวตนจะถูกเปิดเผยจนแม่และน้องชายเดือดร้อน แต่ปัจจุบัน อีกฝ่ายกำลังอ่อนแอเนื่องจากสตรีแปลกหน้า สบโอกาสให้ลงมือ จึงเกิดความลังเล?”
ซิลเงียบสักพักก่อนจะตอบ
“ใช่”
ฟอร์สปิดหนังสือ จ้องเข้าไปในดวงตาเพื่อนสนิท ตอบขึงขัง
“นับตั้งแต่วินาทีแรกที่ลังเล แปลว่าหัวใจของเธอมีคำตอบอยู่แล้ว”
ซิลพยักหน้ารับ
“ใช่”
ฟอร์สสางผมยาวหยักศกเล็กๆ ของตน ลุกขึ้นยืนพลางเหยียดมือขวาไปหาอีกฝ่าย
“ฉันรู้คำตอบในใจเธอแล้ว… ต้องการคนช่วยไหม?”
เมื่อเห็นซิลลังเล ฟอร์สยิ้มและกล่าว
“ฉันเป็นผู้วิเศษลำดับ 6 แล้วนะ!”
โดยไม่รอให้ซิลกล่าวสิ่งใด ฟอร์สมองไปรอบๆ
“หรือถ้าเธอยังกังวล พวกเรายังมีตัวช่วยอื่น”
ความหมายของเธอก็คือ สามารถขอความช่วยเหลือจากชุมนุมทาโรต์
ซิลครุ่นคิดสักพักก่อนจะถอนหายใจ
“ตอนนี้ยังไม่จำเป็น เราสองคนพยายามกันเองก่อน… เอ่อ… คงต้องคอยจับตามองพฤติกรรมของไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดไปอีกสักพัก”
“ตอนนี้เลย?” ฟอร์สประหลาดใจเล็กน้อย “ตกลง แต่ก่อนอื่น ให้ฉันทำนายดวงชะตาของเราด้วยลูกบอลคริสตัลก่อน ตรวจสอบระดับความอันตรายเบื้องต้น”
เตรียมการเสร็จ หญิงสาวถือลูกบอลคริสตัลด้วยมือหนึ่งข้าง
“มีอันตรายบางอย่างรออยู่…”
……………………….
ราชันเร้นลับ 1,011 : อีกหนึ่งคำเตือนจากโรซายล์
ท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิดที่เมฆบดบังดวงจันทร์ เหนือสะพานเบ็คลันด์กำลังปกคลุมด้วยมวลความมืด
ทั้งที่ไคลน์เพิ่ง ‘เทเลพอร์ต’ มาถึง แต่เมื่อมองไปรอบตัว มันกลับพบเถาวัลย์สีเขียวหล่นมาจากฟ้าพร้อมกับปกคลุมทุกหย่อมหญ้าประหนึ่งฝนตกหนัก
เถาวัลย์ทุกเส้นถักสานจนกลายเป็นผืนป่าหนาทึบ มองไม่เห็นด้านบน
ไคลน์ปล่อยมือความจากหมวกทรงกึ่งสูง เดินไปทางเส้นทางที่เถาวัลย์สร้างไว้ให้ด้วยความเคยชิน
เพียงไม่นาน มันได้พบกับชิงช้าธรรมชาติที่ถักจากเถาวัลย์เขียว และยังเห็น ‘ราชินีเงื่อนงำ’ แบร์นาแดต กำลังยืนข้างๆ ชิงช้านั่น
บุตรสาวคนโตของจักรพรรดิโรซายล์มีผมยาวสีเกาลัด สวมเสื้อเชิ้ตทรงสตรีที่มีลูกไม้คล้ายโบ จับคู่กับกระโปรงสีเทายาวคลุมเข่าและรองเท้าบูตหนังยาว สวมหมวกอ่อนที่ติดกับตาข่ายสีดำเนื้อละเอียดห้อยปกคลุมใบหน้า
“พัฒนาการของคุณทำให้ฉันรู้สึกทึ่ง” ร่างของเกอร์มัน·สแปร์โรว์กำลังสะท้อนบนกระจกตาที่ซ่อนอยู่ด้านหลังตาข่ายเนื้อละเอียด
ไคลน์ตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“มิสเตอร์ฟูลจงเจริญ”
ขณะกล่าว มันรำพันในใจ
สิ่งนี้เรียกว่าการดิ้นรนที่จะแข็งแกร่ง เลือกพึ่งพาตัวเองมากกว่าคนอื่น!
‘ราชินีเงื่อนงำ’ แบร์นาแดตพยักหน้าแผ่วเบา กล่าวด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์
“ฉันรู้ว่าคุณอยากพบฉันทำไม”
โดยไม่รอให้ไคลน์ตอบ เธอเอียงคอเล็กน้อย จ้องมองเถาวัลย์ที่แกว่งไปมาตรงมุมสายตา พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงดุจดังทะเลสาบน้ำนิ่งที่ใต้ผิวน้ำเต็มไปด้วยกระแสคลื่น
“ฉันรู้สึกว่า… เขายังไม่ร่วงหล่นโดยสมบูรณ์”
สรุปก็คือ คุณคิดว่าจักรพรรดิโรซายล์ยังไม่ตายไปโดยสมบูรณ์? เขายังมีชีวิตที่ใดสักแห่งบนโลกใบนี้ และยังมีโอกาสกลับมาได้? ไคลน์ไม่คิดว่าตนจะได้ยินประโยคที่เถรตรงและเปี่ยมด้วยอารมณ์เช่นนี้ตั้งแต่วินาทีแรกที่พบหน้า จึงตอบสนองไม่ถูกไปสักพัก
ขณะเดียวกัน แบร์นาแดตเลือกใช้สรรพนามว่า ‘เขา’ แทน ‘ท่าน’ เพื่อเรียกจักรพรรดิโรซายล์ สำหรับสิ่งนี้ ไม่ว่าจะในภาษาฟุซัคโบราณ หรือภาษาอินทิสและโลเอ็นที่เป็นภาษาลูก ทั้งสองสรรพนามมีความนัยแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในหัวใจของราชินีเงื่อนงำ เธอไม่ได้มองว่าบิดาเป็นเทวทูต แต่เป็นพ่อแท้ๆ … ไคลน์ผ่อนคลายอารมณ์ ก่อนจะตั้งคำถาม
“ทำไมถึงคิดเช่นนั้น?”
แบร์นาแดตจ้องมองเถาวัลย์ ยังคงกล่าวด้วยเสียงเบา
“ในวาระสุดท้ายของชีวิต แม้ว่าเขาจะเสียสติและเกรี้ยวกราด แต่ไม่มีสิ่งใดที่ไม่ถูกเตรียมไว้ล่วงหน้า ฉันเชื่อว่า เขาได้เตรียมการบางอย่างไว้สำหรับตัวเอง… คุณคงทราบดี เขาพยายามเปลี่ยนเส้นทางในช่วงบั้นปลายชีวิต เล็งบัลลังก์ของจักรพรรดิมืดที่ว่างอยู่ และเพื่อการนั้น เขาต้องสร้างอนุสาวรีย์บรรจุศพที่คล้ายกับพีระมิดอย่างลับๆ เก้าแห่ง… หลังจากเขาเสียชีวิตที่วังเมเปิลขาว โบสถ์สุริยันเจิดจรัสและจักรกลไอน้ำได้ร่วมมือกันเพื่อค้นหาและทำลายสุสานไปแปดแห่ง แต่ท้ายที่สุดก็ไม่พบแห่งที่เก้า ไม่มีใครทราบว่าซ่อนอยู่ที่ใดของโลก… หากกลายเป็นจักรพรรดิมือสำเร็จ เขาจะคืนชีพในสุสานแห่งนั้น แต่ถ้าล้มเหลว ฉันก็คิดว่ามีโอกาสที่จะคืนชีพที่นั่นได้เช่นกัน…”
แบร์นาแดตกล่าวด้วยเสียงที่ค่อยๆ แผ่วลง จนกระทั่งล่องลอยจนแทบฟังไม่ออก
เธอเองก็ไม่มีหลักฐานยืนยัน… ทำได้แค่คาดหวัง… ไคลน์ถอนหายใจ
ทันใดนั้น มันนึกถึงสิ่งที่ ‘ราชาแห่งห้าห้วงทะเล’ นาสเคยกล่าวไว้:
จักรพรรดิโรซายล์ชอบยืนอยู่ริมหน้าต่างที่สูงจากพื้นจรดเพดาน มองไปยังทิศตะวันตก
และจากไดอารีของจักรพรรดิโรซายล์ ไคลน์ทราบว่าทะเลหมอกอยู่ทางฝั่งทิศตะวันตกของอินทิส โดยที่นั่นมีทางเข้านรก รวมถึงเกาะโบราณลึกลับที่เต็มไปด้วยความแปลกประหลาด ควรค่าแก่การสำรวจ
หรือว่า… จักรพรรดิโรซายล์จะสร้างสุสานลับสุดท้ายในนรกหรือไม่ก็บนเกาะโบราณแห่งนั้น? ไคลน์ครุ่นคิดสักพัก หันไปยกมุมปากและกล่าว
“ดูเหมือนคุณจะรู้จักเส้นทางจักรพรรดิมืดเป็นอย่างดี”
มันสงสัยว่า จักรพรรดิโรซายล์จงใจทิ้งไพ่จักรพรรดิมืดไว้เป็นที่คั่นหนังสือ และใช้รหัสปลดผนึกเป็นชื่อแบร์นาแดตในภาษาฟุซัคโบราณ ส่วนหนึ่งเพราะต้องการบอกใบ้ลูกสาวเกี่ยวกับพิธีกรรม และดูเหมือนว่า แบร์นาแดตจะได้ทราบข้อมูลนี้จากแหล่งอื่น
ริมฝีปากของราชินีเงื่อนงำที่ไม่ถูกตาข่ายบดบัง ยกโค้งเล็กน้อย
“ฉันสืบเรื่องนี้มานานกว่าร้อยปีแล้ว และเพื่อให้ได้รายละเอียด ฉันจำเป็นต้องอดทนต่อการอัดฉีดความรู้จากปราชญ์เร้นลับ… ขณะเดียวกันก็สามารถบอกได้ว่า มิสเตอร์ฟูลที่อยู่เบื้องหลังคุณ มีความเข้าใจในเรื่องเดียวกันอย่างลึกซึ้ง… ฉันนึกสงสัยมาตลอดว่า เหตุใดท่านถึงสนใจเรื่องราวของเขา?”
พิจารณาจากสถานการณ์ หากจะนับญาติกันจริงๆ เธอต้องเรียกฉันว่าลุง… เพราะจักรพรรดิโรซายล์เป็นเหมือน ‘เพื่อนข้างห้อง’ ที่อยู่ด้วยกันมานานหลายปี… ไคลน์บรรเทาอาการหม่นหมองในใจด้วยถ้อยคำติดตลอด ตามด้วยตอบเสียงเรียบ
“คุณสามารถถามสิ่งนี้กับมิสเตอร์ฟูล”
ปัจจุบัน มันไม่คิดที่จะบอกแบร์นาแดตเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่สุสานแห่งที่เก้าจะซ่อนอยู่ในทะเลหมอก ไม่ว่าจะเป็นนรกหรือเกาะโบราณ เพราะคำถามเช่นนี้ คงจะเหมาะกว่าหากให้เดอะฟูลเป็นผู้ตอบ
ราชินีเงื่อนงำมิได้ประหลาดใจกับคำตอบของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ เพียงหันไปทางทิศตะวันตก มองออกไปยังจุดห่างไกล
แม้ว่าจะไม่เห็นแววตาของแบร์นาแดต แต่ไคลน์สัมผัสได้ว่า เธอกำลังมองไปยังบ้านเกิดสมัยยังเด็ก บ้านเกิดของจิตวิญญาณ บ้านเกิดที่มิอาจหวนกลับไป
ขณะเดียวกัน ภายในป่าเถาวัลย์สีเขียวเข้ม คล้ายกับมีอารมณ์มากมายกำลังอัดแน่น
ผ่านไปไม่กี่วินาที ราชินีเงื่อนงำถอนสายตากลับ อ้าปากเปล่งเสียงแผ่วเบา
“ไว้รอให้เรื่องราวในเบ็คลันด์จบลงก่อน ฉันจะให้แคทลียาส่งไดอารีให้สองสามหน้าพร้อมกับแนบคำถามดังกล่าว”
“ทำไมไม่ถามสัปดาห์หน้าเลย?” ไคลน์ไม่เก็บซ่อนความสงสัย
แบร์นาแดตตอบใจเย็น
“ฉันคิดว่าคำตอบจะส่งผลต่ออารมณ์ของฉัน และอารมณ์จะนำพาไปสู่ความล้มเหลว”
อารมณ์จะนำพาไปสู่ความล้มเหลว? ต้องเป็นเหตุการณ์แบบใดถึงเข้มงวดกับตัวเองขนาดนี้? ศึกระหว่างครึ่งเทพขอบเขตจิตใจ? หรือว่าหลังจากที่เธอคลายปมในใจสำเร็จ จะมีความมั่นใจมากพอที่จะเลื่อนลำดับเป็นเทวทูต? ไคลน์พยักหน้าครุ่นคิด ไม่ถามสิ่งใดเพิ่ม
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความลับของอีกฝ่าย หากไม่จำเป็นก็ไม่ควรถาม
ราชินีเงื่อนงำหันมากล่าว
“มีอยู่วันหนึ่งในตอนที่เขาเขียนไดอารี ฉันเองก็นั่งฝั่งตรงข้าม และต้องการให้เขาสอนวิธีตีความสัญลักษณ์ดังกล่าว แต่เขาปฏิเสธและทำเพียงลูบผม… ในตอนนั้น ฉันก็มีอายุพอสมควรแล้ว… ฉันสามารถบอกได้ว่า ในตอนที่เขาเขียนหน้าดังกล่าว ภายในใจเต็มไปด้วยความกังวล อับอาย และหวาดกลัวในบางสิ่ง จนกระทั่งเขาพูดกับฉันว่า หากตัวฉันสามารถเป็นดั่งคำทำนายของซาราธ กลายเป็นคนใหญ่คนโตในโลกผู้วิเศษ ถึงตอนนั้น ต้องระวัง ‘ผู้ชม’ ไว้ให้ดี”
ระวังผู้ชม… ไคลน์อดไม่ได้ที่จะทวนคำของโรซายล์ในใจ
มันเชื่อว่า จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่รายนี้คงมิได้หมายถึงเส้นทางผู้ชมทุกคนบนโลก แต่เป็นการอ้างถึงตัวตนพิเศษสักคน หรือวัตถุวิเศษ หรือไม่ก็ทั้งคู่
จักรพรรดิโรซายล์เป็นสมาชิกขององค์กรลับเก่าแก่นั่นด้วย… และผู้ก่อตั้งก็คือ… เปลือกตาไคลน์พลันกระตุก ไม่กล้าคิดไปมากกว่านี้ เนื่องด้วยกังวลว่าอาจมีใครได้ยินเสียงของตน
“บางที ในหน้านั้นอาจมีคำอธิบายอย่างละเอียดเขียนไว้” ชายหนุ่มกระตุ้น ภายในใจหวังจะได้อ่านไดอารีหน้าดังกล่าวเร็วๆ
“ฉันทราบ” แบร์นาแดตพยักหน้า
เธอมิได้กล่าวต่อทันที เงียบไปสองวินาทีก่อนจะพูด
“ฉันอยากจะขอบคุณมิสเตอร์ฟูลแทนแคทลียา… การได้รับเลือดของอสรพิษแห่งชะตา วันข้างหน้าของเธอจะต้องสดใสมากแน่… แม้ว่าพิธีกรรมเลื่อนลำดับของ ‘ปราชญ์พิศวง’ จะไม่ได้กำหนดเส้นทางของเจ้าของเลือดไว้ตายตัว แต่หากเป็นไปได้ ตัวเลือกที่ดีที่สุดคือเส้นทางโชคชะตา เพราะนั่นจะทำให้เธอเลื่อนเป็นลำดับ 3 ง่ายขึ้นมาก”
“ทำไม?” ไคลน์ถามเพราะต้องการความรู้ใหม่ๆ
แน่นอนว่า แม้แต่ข้ารับใช้ของเทพก็มิได้รู้ไปเสียทุกเรื่อง! และแม้แต่เทพก็ไม่เสมอไป!
ดวงตาแบร์นาแดตเหม่อลอยเล็กน้อย
“การส่องความลับชะตากรรม ถือเป็นอีกหนึ่งความหมายของ ‘ผู้หยั่งรู้’ อา… ลำดับ 3 ของเส้นทางผู้ส่องความลับมีชื่อว่า ‘ผู้หยั่งรู้’ และนั่นคือเหตุผลที่ฉันอยู่ในเบ็คลันด์”
เพราะหยั่งรู้บางอย่าง? ไคลน์คาดเดาคลุมเครือ
“ดูเหมือนว่าหลายๆ เส้นทางจะสามารถมองเห็นอนาคต…”
มุมปากราชินีเงื่อนงำกระตุกแผ่วเบา ถอนหายใจเล็กๆ
“ในอดีตกาล สัตว์วิเศษจำนวนมากเข้าใจว่า หากรวบรวมพลังที่เหมือนกันเอาไว้มากๆ จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพและพัฒนาไปอีกขั้น แต่ผลลัพธ์ก็คือ ทั้งหมดเสียสติและคลุ้มคลั่งอย่างไม่มีข้อยกเว้น จนกระทั่งศิลาเย้ยเทพแผ่นแรกปรากฏขึ้น สิ่งมีชีวิตทั้งหมดจึงเข้าใจถึงสมดุล เข้าใจว่าการเสี่ยงเดินขอบหน้าผา คือกุญแจนำไปสู่หนหางแห่งการพัฒนาที่แท้จริง”
ดังนั้น พลังที่เหมือนๆ กันจึงถูกกระจายออกไปในหลายเส้นทาง โดยแต่ละเส้นทางจะเน้นความสามารถอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นพิเศษ ส่วนความสามารถที่เหลือจะเป็นเพียงปัจจัยรอง? อา… ตัวอย่างที่เห็นภาพได้ชัดเจนก็คือ ราชาแห่งแดนเหนือ ยูลิเซี่ยน ในการเดินทางของกรอซาย… ไคลน์ครุ่นคิดโดยไม่ตั้งคำถามต่อ
ผ่านไปสักพัก ‘ราชินีเงื่อนงำ’ แบร์นาแดตทำลายความเงียบ
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว วันนี้พอแค่นี้”
ไคลน์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะกล่าว
“ตกลง หากมีเรื่องใดที่คุณต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อผ่านพลเรือเอกดวงดาวได้ทุกเมื่อ”
เพียงแบร์นาแดตพยักหน้ารับ ร่างของเธอโปร่งใสในพริบตา กลายเป็นฟองสบู่จำนวนมาก
ฟองสบู่แตกออกและหายไป ป่าเถาวัลย์สีเขียวก็เช่นกัน
คล้ายกับไคลน์ถูกรองด้วยมือที่มองไม่เห็น ค่อยๆ ร่อนลงบนสะพานเบ็คลันด์
มันยกมือขึ้นมาจับหมวก มองไปรอบตัวในลักษณะวงกลม พบบ้านเรือสองฝั่งเรียงรายตามตลิ่ง แสงสลัวเล็ดลอดออกมาเล็กน้อย มีเพียงเสียงเบาๆ ของแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว เป็นค่ำคืนที่ค่อนข้างสงบสุข
“ได้แต่หวังว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่ถูกทำลาย…” ไคลน์ถอนหายใจ ก่อนจะเปลี่ยนร่างตัวเองให้โปร่งใสและหายไป
……………………………..
มันเป็นเพียงนกกระเรียนกระดาษธรรมดา โดยทันทีที่ถูกขว้างออกไป เปลวไฟสีแดงเข้มพลันลุกโชนและแผดเผาจนเริ่มกลายเป็นขี้เถ้า
ในท่าแหงนมองฟ้า อามุนด์ก้มหน้าลงและจ้องมองเปลวไฟสีแดง ตามด้วยยกมือขึ้น
ด้านหลังแว่นตาขาเดียว แสงเย็นเยียบสว่างขึ้น
เพียงพริบตา เปลวไฟที่แผดเผานกกระเรียนกระดาษหายไป พลังในการสลับตำแหน่งกับหุ่นเชิดหายไป พลังควบคุมเพลิงหายไป พลังกระโจนเพลิงหายไป พลังปืนใหญ่อัดอาการหายไป!
มันถูกขโมยพลังพิเศษทั้งสิ้นหกชนิด สี่จากหกเป็นพลังที่สำคัญมาก!
หากอามุนด์ขโมยเพิ่มได้อีกสักนิด ไคลน์อาจกลายเป็นเพียงคนธรรมดา
นี่คือ ‘การขโมย’ ระดับเทวทูต!
ท่ามกลางเปลวไฟที่ดับมอด นกกระเรียนกระดาษยังคงลอยอย่างช้าๆ
…
เบ็คลันด์ บ้านของนายแพทย์อลัน ภายในรถเข็นเด็กสีดำ
วิล·อัสติน·คริสที่ถูกห่อด้วยผ้าไหมสีเงิน เช็ดปากและดวงตา พึมพำเสียงแผ่ว
“ทำไมชีวิตมันเหนื่อยแบบนี้…”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง มันหยิบไม้เท้าออกจากที่ใดไม่มีใครทราบ ส่วนหัวฝังพลอยสีใส
แสงที่บริสุทธิ์ค่อยๆ สร้างขึ้น เผยให้เห็นปฏิทินในห้องอย่างชัดเจน
วันนี้เป็นวันอังคาร
…
บ้านเลขที่ 160 ถนนเบิร์คลุน ภายในสวนของดอน·ดันเตส
นกกระเรียนกระดาษที่ถูกเผาไปบางส่วนจนกลายเป็นสีดำ จู่ๆ ก็ลอยค้างกลางอากาศ สัญลักษณ์สีเงินอันซับซ้อนพุ่งออกมาทีละตัว ก่อนจะกลายเป็นงูไร้เกล็ดขนาดมหึมา
บนผิวของงูยักษ์สีเงินสว่างตัวนี้ สัญลักษณ์เริ่มก่อตัวเป็นกงล้อที่เชื่อมต่อหัวถึงหาง โดยที่แต่ละกงล้อจะมีสัญลักษณ์ต่างกัน
ดวงตาสีแดงสดและเย็นเยียบมองไปรอบๆ หนึ่งครั้ง ก่อนที่งูยักษ์จะลอยสูงขึ้นไปในอากาศเหนือถนนเบิร์คลุน ขดตัวงับหางตัวเอง
เงาของมันแผ่ปกคลุมทั่วทั้งบล็อกถนน ดูคล้ายกับกงล้อมายาอันลึกลับซับซ้อน
เพียงพริบตา ไม่ว่าจะส.ส. มัคท์ในห้องนั่งเล่นของบ้านเลขที่ 39 ถนนเบิร์คลุน มาดามลีอานน่า และสาวใช้กับคนรับใช้อีกจำนวนหนึ่ง ทั้งหมดพลันหุบยิ้ม ถอดแว่นตาขาเดียวออกจากตาขวา เก็บกลับเข้าไปในมือ ก่อนที่แว่นจะกลายเป็นเพียงจุดแสงสว่าง
ทันทีหลังจากนั้น บ้างสวมแว่นตากรอบทองที่ดูคล้ายเครื่องประดับ บ้างขยี้ตา บ้างมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยท่าทีผ่อนคลาย ย้อนกลับไปยังสถานะก่อนหน้า
เฮเซลที่กำลังนั่งก้นจ้ำเบ้าบนพื้น ได้เห็นฉากตรงหน้า เธอรู้สึกราวกับโลกทั้งใบกำลังถล่ม รีบใช้มือทั้งสองข้างพยุงร่างกายให้ลุกยืนและรีบก้าวถอยหลัง
ดวงตาอันแสนเย็นชาของอามุนด์หายไปจากหุ่นเชิด ‘ผู้ชนะ’ เอ็นยูน แว่นตาขาเดียวบิดงอเล็กน้อย สายตาเอ็นยูนมิได้ดูแคลนไคลน์เหมือนในตอนต้น
นอกจากนั้น บางสิ่งถูกขับออกจากร่างของมันอย่างเชื่องช้า ไม่ใช่อะไรนอกจาก ‘หนอนกาลเวลา’ ตัวใสที่เต็มไปด้วยลวดลายหนาและชัดเจน หนอนตัวดังกล่าวปรากฏขึ้นด้านบนศีรษะ
และภายในมิติแห่งความลับนี้ หนอนกาลเวลาตัวดังกล่าวกลายสภาพเป็นชายผมดำ ดวงตาสีดำ หน้าผากกว้าง ใบหน้าผอมเพรียว
นี่ไม่ใช่ภาวะ ‘กระแสเวลา’ ในถนนเบิร์คลุนไหลถอยหลัง เพราะทั้งไคลน์และเลียวนาร์ดต่างไม่ได้รับผลกระทบ หากแต่เป็นการย้อนกลับสถานะของอามุนด์กลับไปเมื่อหลายนาทีก่อน!
อสรพิษโชคชะตา ‘เริ่มต้นใหม่’ !
แม้ว่าวิล·อัสตินจะคาดคะเนความผันผวนของชะตากรรมไว้ช้ากว่านี้เล็กน้อย แต่ท้ายที่สุดก็ปรากฏกายพร้อมกับสร้างอิทธิพลได้ทันเวลา
และเพื่อแลกกับความช่วยเหลือของอสรพิษแห่งชะตา ไม่เพียงไคลน์ต้องเตรียมไอศกรีมห้าลูกที่มีรสชาติแตกต่างกัน แต่ยังสัญญาว่าจะตอบแทนอย่างเหมาะสม ผลของการพูดคุยเบื้องต้นก็คือ ไคลน์ต้องหาสมบัติวิเศษที่จะช่วยให้วิล·อัสตินฟื้นคืนพลังกลับมาในช่วงเวลาสั้นๆ อย่างน้อยสองชิ้น
เมื่ออามุนด์เผชิญกับเหตุไม่คาดฝัน ไคลน์ไม่ลังเลที่จะชักลูกโม่ลางมรณะออกมาง้างนก เล็กปากกระบอกไปทางอีกฝ่าย
ปัง!
มันลั่นไกลางมรณะอย่างใจเย็นและเด็ดขาด ปลดปล่อย ‘กระสุนคุมวิญญาณ’ ที่เตรียมไว้นานแล้ว
ลำแสงสีเงินเข้มสว่างวาบ กระสุนพุ่งปะทะร่างอามุนด์ที่สวมหมวกปลายแหลมและชุดคลุมสีดำทรงโบราณ ทะลวงผ่านร่าง ‘หนอนกาลเวลา’ ที่มีขนาดใหญ่และคมชัดกว่า ‘หนอนกาลเวลา’ ตัวใดที่ไคลน์เคยเห็นมาทั้งหมด!
ท่ามกลางแสงกระจัดกระจาย ร่างอามุนด์ในอากาศพลันสั่นสะท้านและแข็งทื่อ ล้มเหลวในการแสดงอารมณ์ทางสีหน้า
และในขณะเดียวกัน เลียวนาร์ดที่เพิ่งมาถึงด้านบนตามคำแนะนำของชายชรา ทำการเหยียบไม้เท้าวาจาสมุทรและลอยตัวบนอากาศ เหยียดแขนเล็กน้อย ผ่อนคลายร่างวิญญาณของตน
ภายในดวงตาสีเขียวคู่นั้น แสงสว่างจางๆ ปรากฏขึ้นพร้อมกับหนอนกาลเวลาสิบสองปล้อง
หนอนกาลเวลาทั้งสองตัวต่างขดหัวชนหาง กลายเป็นรูปทรงกงล้อแนวตั้ง
กงล้อหมุนอย่างเชื่องช้า ภาพมายาที่มีร่องรอยโบราณปรากฏขึ้นด้านหลังเลียวนาร์ด
ภาพมายาดูคล้ายกับนาฬิกาแขวนที่สลักจากหิน แบ่งออกเป็นสิบสองส่วน แต่ละส่วนเป็นสีเทาขาวหรือน้ำเงินเข้มโดยแบ่งขอบเขตอย่างชัดเจน สัญลักษณ์ในแต่ละส่วนมีความแตกต่างกัน เพียงไคลน์จ้องมองก็รู้สึกว่าชีวิตของตนไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ก๊อง!
ประหนึ่งเสียงระฆังที่ดังก้องห้วงประวัติศาสตร์ กังวานไปทั่ว ‘มิติ’ อันว่างเปล่าและถูกปกปิด
ทุกสิ่งในการมองเห็นไคลน์เคลื่อนที่ช้าลงมาก รวมถึงภาพมายาของอามุนด์เหนือศีรษะ ‘ผู้ชนะ’ เอ็นยูน
กระแสน้ำที่มองไม่เห็นและอธิบายไม่ได้ปรากฏขึ้น พัดพาร่างอามุนด์เข้าไปในนาฬิกาแขวนหินมายาขนาดใหญ่
‘หนอนกาลเวลา’ ตัวดังกล่าวซึ่งเป็นร่างโคลนของอามุนด์ที่สวมแว่นตาขาเดียว ยื่นแขนออกไปจับเกอร์มัน·สแปร์โรว์
เพียงพริบตา ไคลน์พบว่าหลังมือของตนเหี่ยวแห้งอย่างรวดเร็ว ร่องรอยของอายุปรากฏขึ้น
ร่างโคลนของอามุนด์ถูกดูดกลืนช้าลงเล็กน้อยทันที แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมิอาจหลีกเลี่ยงชะตากรรม จนกระทั่งมันเปลี่ยนกลับไปอยู่ในร่างของหนอนสิบสองปล้องตามเดิม ตามด้วยการถูกดูดเข้าไปในนาฬิกาแขวนหินด้านหลังเลียวนาร์ด
ก๊อง!
เสียงระฆังดังขึ้นอีกครั้ง บนนาฬิกาที่มีสีเทาอ่อนสลับน้ำเงินเข้ม ร่องรอยความเก่าแก่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งจุด
เข็มสั้นขยับไปสามครั้ง ส่งผลให้ระฆังร้องกังวานดังขึ้นเรื่อยๆ
ภายในบ้านเลขที่ 39 และ 160 ของถนนเบ็คลันด์ ดวงแสงอันเจิดจ้าทยอยถูกดูดเข้าไปในนาฬิกาหินแขวนผนังมายาทีละหนึ่ง
กฎการดึงดูดของพลังพิเศษ!
มันอาศัยกฎการดึงดูดของพลังพิเศษ สร้างแรงดึงดูดที่รุนแรงกว่าด้วยพลังของตน!
ก๊อง!
จุดแสงลอยมาจากสถานที่ต่างๆ ภายในกรุงเบ็คลันด์
จนกระทั่งทุกสิ่งจบลง ไคลน์มองเห็นภาพของตัวเองภายในใจ
ผมสีขาวมากกว่าดำ ตามหน้าผาก มุมดวงตา และรอบปากมีริ้วรอยชัดเจน ผิวแก้มหย่อนยาน ใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยของอายุ มองผ่านนึกว่าสุภาพบุรุษชราที่ใกล้ตายเต็มที
เสียงระฆังดังอีกครั้ง
บนนาฬิกาแขวนหินโบราณมายา เข็มสั้นสีเทาเริ่มหมุนไปในทิศทางตรงกันข้าม!
หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง ไคลน์พบว่าผิวหนังของตนค่อยๆ กลับมาเต่งตึงอีกครั้ง ร่องรอยความแก่เลือนหายไปทีละหนึ่ง
ผ่านไปไม่กี่วินาที มันกลับมาอยู่ในรูปลักษณ์เดิมอีกครั้ง ชีวิตชีวากลับมาชุ่มฉ่ำร่างกาย
พลังของเทวทูตนับว่าใกล้เคียงกับเทพมาก… เราสัมผัสโดยเพียงครู่เดียว เกือบต้องแก่ตายคาที่… ไม่แน่ใจว่าการตายแบบนี้จะคืนชีพได้ไหม… หลังจากตรวจสอบสภาพร่างกายตัวเอง ไคลน์รีบเงยหน้าคุยกับเลียวนาร์ดบนท้องฟ้า
“จะช่วยคนที่เคยถูกอามุนด์สิงได้ยังไง?”
ทันใดนั้น นาฬิกาโบราณมายาด้านหลังเลียวนาร์ด เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว กระจัดกระจายกลายเป็นจุดแสงและกลับไปรวมในตัวนักกวีหนุ่ม
เลียวนาร์ดเอียงคอเล็กน้อย คล้ายกับกำลังตั้งใจฟังบางอย่าง จากนั้นก็กล่าว
“ตะกอนพลังของ ‘หนอนกาลเวลา’ ในร่างกายพวกเขาถูกขจัดออกไปหมดแล้ว แต่ยังหลงเหลือร่องรอยบางอย่างที่ยังไม่หมด แต่นั่นก็ส่งผลกระทบไม่มากนัก… ไม่สิ… การที่ตาแก่บอกว่าไม่มาก นั่นอาจเป็นในมุมมองของเทวทูต… สรุปโดยสั้น คุณสามารถบอกให้พวกเขาสวดวิงวอนถึงเทพที่ตัวเองศรัทธา ร้องขอการขจัดปัดเป่า แต่ถ้าไม่อธิบายให้ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น เกรงว่าเทพก็คงไม่ตอบสนอง… ถ้ากังวลเกี่ยวกับปัญหาที่จะตามมา คุณสามารถพิจารณาแนะนำให้เขา… เอ่อ… สวดวิงวอนถึง… ตัวตนลึกลับ… วัตถุทุกชิ้นที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการดังกล่าว ตาแก่ยกให้พวกคุณทั้งหมด”
บางที อาจเป็นเพราะประสบการณ์การปะทะกันระหว่างเทวทูต หรือไม่ก็การได้เห็นภาพมายาของอสรพิษแห่งชะตาอย่างใกล้ชิด เลียวนาร์ดยังมิอาจขจัดอาการตื่นเต้นและสั่นคลอนภายในใจ
ชาวเมืองในละแวกนี้ส่วนใหญ่นับถือเทพธิดา แล้วจะโน้มน้าวยังไงให้สวดวิงวอนถึงเดอะฟูล? เราไม่อยากถูกลักพาตัวเข้าไปในหมู่บ้านสายหมอกนั่นอีกแล้ว… อา… เทพธิดาทราบเรื่องนี้แล้ว พระองค์น่าจะตอบสนองและช่วยเหลือ… หลังจากนั้น เราก็ขอให้มาดามอาเรียนน่าคืนซาก ‘หนอนกาลเวลา’ ที่แต่ละคนพ่นออกมาให้เรา… เอ่อ… แบ่งให้พวกเขาสักนิดด้วยดีกว่า… ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์เริ่มโล่งใจ
มันถามโดยไม่มองหน้า
“หลังจากขจัดปัดเป่าอย่างสมบูรณ์ จะยังเหลือผลข้างเคียงอีกไหม?”
แม้มันจะเคยมีประสบการณ์ในกรณีของเดอะซันน้อยมาแล้ว แต่ผลลัพธ์อาจไม่เหมือนกัน เพราะเด็กหนุ่มคนนั้นเป็นผู้วิเศษ
เลียวนาร์ดทำหน้าฟังสักพักก่อนจะตอบ
“ก็นิดหน่อย… เนื่องจากเป็นการ ‘สิงร่าง’ ในฐานะปรสิตโดยสมบูรณ์ ถึงคนธรรมจะถูกฟื้นฟูจนกลับเป็นปรกติ แต่ก็จะยังหลงเหลือผลกระทบบางอย่าง เช่นการชอบสวมแว่นตาขาเดียว”
“…ตกลง คุณกลับไปก่อน ผมจะจัดการที่เหลือเอง” ไคลน์พยักหน้ารับ โชคดีที่ไม่มีผู้เกี่ยวข้องคนใดใช้พลังทำลายล้างออกมา ไม่อย่างนั้น อย่าว่าแต่ถนนเบิร์คลุน เกรงว่าเขตเหนือทั้งเขตอาจถูกลบออกจากแผนที่
…
ท่าเรือพริสต์ ชายหนุ่มผมดำ ตาสีดำ ใบหน้าผอมเพรียว สวมแว่นตาขาเดียว ขี่จักรยานกลับบ้านด้วยท่าทีสบายใจ
ใบหน้าของมันกำลังเผยรอยยิ้ม หลังจากเปิดตู้จดหมาย มันนำหนังสือพิมพ์และจดหมายข้างในออกมา
ขณะเดินเข้าบ้าน ชายหนุ่มใช้มือขวาจับแว่นตาขาเดียว อีกมือหนึ่งแกะซองและอ่านจดหมาย จนกระทั่งได้พบกับจดหมายที่ไม่ได้ลงนาม
“หากพวกเราทุกคนในเบ็คลันด์ขาดการติดต่อ หมายความว่าพาลีส·โซโรอาสเตอร์ซ่อนตัวอยู่ใกล้กับถนนเบิร์คลุนทางเขตเหนือ… อย่าได้ถามว่าทำไมพวกเราถึงต้องเสี่ยง ชีวิตคนเราต้องการแรงกระตุ้น ความสนุกสนาน และความตื่นเต้นเสมอ”
………………………
เฝ้ามองเออร์เนสขึ้นรถม้าและจากไป นักล่าเงินรางวัลหลายคนที่ซ่อนอยู่ใกล้ๆ เดินออกมาทันที บ้างไม่สนใจต้นทุนภารกิจ รีบโบกรถม้าไล่ตามทันที บ้างจดจำเอกลักษณ์ของรถม้าเป้าหมาย วางแผนอ้อมไปดักด้านหน้า บ้างปั่นจักรยานที่เตรียมไว้ สั่นกริ่งเสียงดังแหวกทางผ่านกลุ่มผู้คน
จากบรรดาทั้งหมด มีเพียงซิลคนเดียวที่ยังเยือกเย็น เฝ้ามองเพื่อนร่วมอาชีพหลายคนจากไป
การเดินทางด้วยจักรยานมีประโยชน์มากกว่าที่คิด เข้าใจแล้วว่าทำไมนักล่าค่าหัวจำนวนมากถึงยอมซื้อเพื่อประหยัดค่ารถม้า รวมทั้งไม่เสียเวลาเดิน… และถ้าได้ทำภารกิจแกะรอยที่คล้ายคลึงกันอย่างต่อเนื่อง การจะเก็บเงินซื้อจักรยานรุ่นใหม่ก็ไม่ใช่เรื่อง… แต่ปัญหาเดียวก็คือ ปัจจุบันยังมีพาหนะชนิดนี้อยู่แค่ไม่กี่แบบ ทั้งหมดเป็นรุ่นเบาะสูง… ซิวครุ่นคิดหลายสิ่ง
ทันใดนั้น รถม้ารางวิ่งตรงมาจากทางแยก หยุดอยู่ตรงหน้าหญิงสาว
ดูเหมือนว่าซิลจะกำลังยืนอยู่ตรงป้าย
ชำเลืองมองรถม้าสองชั้นที่จอดบนรางเหล็ก ซิลล้วงหยิบเหรียญทองแดงหนึ่งเพนนี เดินขึ้นไปหาและที่นั่งริมหน้าต่าง
รถม้าประเภทนี้สามารถบรรทุกคนได้เกือบห้าสิบรวมชั้นบนและล่าง ช่วงเวลานี้ผู้คนยังไม่พลุกพล่าน ช่วยให้ซิลสำรวจทัศนียภาพอย่างไม่อึดอัด
แต่หญิงสาวมิได้ดื่มด่ำไปกับวิวทิวทัศน์ ภายในหัวกำลังร่างภาพเป้าหมาย:
ผมสีน้ำตาล ดวงตาสีแดง โครงหน้าชัดลึก จมูกโด่งเป็นสันจนดูเหมือนผิดรูป ในมือถืออัลบัมภาพสีน้ำมัน
อาศัยความช่วยเหลือจากพลัง ‘เจ้าพนักงาน’ ประกอบกับการที่ระยะห่างไม่ไกลเกินไป ซิลสามารถจับตำแหน่งปัจจุบันของเป้าหมาย รวมถึงทิศทางที่อีกฝ่ายกำลังมุ่งหน้าไปอย่างคลุมเครือ
ส่งผลให้หญิงสาวใจเย็นอย่างมาก กระทั่งถอดหมวกแก๊ปออกและใช้เงาสะท้อนจากหน้าต่างสางผมสีทองที่แข็งกระด้างเล็กน้อย
หลังจากผ่านไปหลายป้าย ซิลลุกขึ้นและเดินลงจากรถ
ที่นี่คือย่านสะพานเบ็คลันด์ ดูเหมือนว่าเป้าหมายของเธอจะเปลี่ยนเส้นทาง เตรียมขึ้นสะพาน
ซิลเร่งฝีเท้าทันที วางแผนใช้เส้นทางด้านหน้าอ้อมไปยังถนนอีกเส้น ขึ้นรถม้าไปทางทิศใต้ของแม่น้ำทัสซอค
โชคของเธอยังดีอยู่ ทันทีที่มาถึงป้าย รถม้าสาธารณะก็ขับผ่านมาพอดี
ซิลถอนหายใจโล่งอก หยิบเศษเงินที่เตรียมไว้ออกมา ภายในใจนึกอยากซื้อจักรยานมากกว่าเดิม
รถม้าสาธารณะคันนี้หนาแน่นเป็นพิเศษ แต่ซิลอาศัยพลังข่มขวัญของผู้ตัดสิน แหวกผ่านฝูงชนอย่างง่ายดายจนกระทั่งขึ้นชั้นสองและหาที่นั่ง
เมื่อรถม้าเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้า ซิลมองออกไปด้านนอกอย่างไม่ใส่ใจนัก แต่ทันใดนั้น ดวงตาหญิงสาวพลันแข็งทื่อ
เธอเห็นเชอร์แมนที่ไม่ได้เห็นนานมากแล้ว!
ชายที่คิดว่าตัวเองเป็นหญิงคนนี้ กำลังถือถุงกระดาษที่บรรจุขนมปังยาวหลายก้อน รวมถึงหนังสือพิมพ์ปึกหนึ่ง เดินเข้าซอยที่คับแคบ
ผมสีน้ำตาลที่เคยยาวประบ่า ปัจจุบันยาวขึ้นมาก กางเกงสีเทาลายทางค่อนข้างรัดรูป
แม้ว่าอีกฝ่ายจะปรากฏตัวและหายไปในพริบตา ชนิดที่คนทั่วไปมิอาจจำแนกออก แต่สำหรับซิลที่เป็นเจ้าพนักงาน ง่ายมากที่จะยืนยันในสิ่งนี้
เชอร์แมนเลิกเช่าห้องที่ฝั่งตะวันออก และย้ายมาอยู่แถวนี้แทน? เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงสบายดี และตนยังติดภารกิจสะกดรอย ซิลข่มใจไม่ให้กระโดดลงไปไถ่ถามสถานการณ์อีกฝ่าย
…
ในสภาพถือถุงกระดาษที่บรรจุขนมปังยาวหลายก้อนและปึกหนังสือพิมพ์ เชอร์แมนเดินไปตามตรอกซอกซอยของถนน อ้อมเป็นเวลานาน ก่อนจะเข้าไปในหอพักหลังหนึ่ง เดินไปตามบันไดแคบๆ จนถึงชั้นสาม หยิบกุญแจออกมาไขประตูห้อง
ดูเหมือนว่าเธอจะมีทักษะในการต่อต้านการสะกดรอยที่ไม่เลว
ท่ามกลางเสียงประตูเสียดสีและเปิดออก ดวงตาเชอร์แมนส่องประกายเมื่อได้เห็นสตรีสวมชุดดำ
สตรีผู้นี้มีใบหน้าอ่อนหวานและอ่อนโยน ท่าทางสงบเสงี่ยมสงวนกิริยา แม้จะยืนริมหน้าต่าง บดบังแสงแดดจนบรรยากาศรอบข้างดูมืดมน แต่คล้ายกับร่างของเธอกำลังถูกเคลือบด้วยชั้นทองคำ ทั้งศักดิ์สิทธิ์และสง่างามเหนือคำบรรยาย
“คุณมาที่นี่ทำไม” เชอร์แมนจ้องอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจ สำรวจขึ้นลงอย่างมิอาจควบคุม
ลูกกระเดือกที่ลำคอขยับเล็กน้อย กลืนน้ำลายหนึ่งอึก
วินาทีถัดมา มันเบือนหน้าหนีด้วยความเด็ดขาด มองไปด้านข้าง คล้ายกับไม่กล้ามองตรงๆ
“มาดาม… ทริสซี่…” เชอร์แมนทักทายตะกุกตะกัก
รอยยิ้มของทริสซี่ค่อยๆ เบ่งบาน ห้องที่มีแสงสลัวราวกับกำลังเจิดจ้า จากนั้น เธอถามด้วยเสียงเย้ายวน
“ทำไมถึงไม่กล้ามองหน้าฉัน?”
“ม…ไม่รู้เหมือนกัน ฉ…ฉันชอบผู้ชายไม่ผิดแน่ แต่ทำไมเวลาเจอคุณต้องเกิดความคิดแปลกๆ ตลอด” เชอร์แมนตอบขณะเบือนหน้าหนี
สีหน้าทริสซี่เผยอารมณ์ซับซ้อนครู่หนึ่ง ก่อนจะฉีกยิ้มราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“สตรีก็สามารถชื่นชมความงามของสตรีด้วยกันได้”
เธอเว้นวรรค ตามด้วยกล่าวต่อ
“ฉันมาที่นี่เพื่อมอบหมายภารกิจ ในช่วงแรก เธอทำงานได้เร็วมาก เร็วจนฉันพึงพอใจ แต่พักหลังดูเหมือนจะชะงักไป”
ทันใดนั้น ใบหน้าเชอร์แมนเผยความกลัว ผงะถอยหลังตามสัญชาตญาณ
“ฉ…ฉันคิดว่า ไม่เห็นจำเป็นต้องทำแบบนี้เลย”
เมื่อเห็นว่าทริสซี่ไม่โต้แย้ง คำพูดอีกชุดหนึ่งพรั่งพรูออกมาจากปากเชอร์แมน
“ฉันไม่อยากยุยงให้คนอื่นขโมย ปล้น และเข่นฆ่า… แบบนี้มันมากเกินไป มันโหดร้ายเกินไป! แม้แต่… แม้แต่ในช่วงแรกที่คุณให้ฉันลอบสังหาร นั่นก็รู้สึกว่าออกจะเกินไปสักหน่อย… แม้พวกเขาจะดุด่าฉัน ใช้กำลังทุบตีฉัน เหยียดเพศและกลั่นแกล้งเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขของตัวเอง แต่ว่า… แต่ว่าความผิดของพวกเขาก็ยังไม่ถึงขั้นที่ต้องชดใช้ด้วยชีวิต”
ทริสซี่ยิ้ม กล่าวโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“ตอนแรกเธอไม่ได้พูดแบบนี้ เธอบอกว่าเกลียดพวกมัน อยากฆ่าพวกมันให้ตายทันทีที่ได้รับพลังพิเศษ ตัวฉันมีหน้าที่แนะนำเพียงเล็กน้อย เป็นเธอต่างหากที่วางแผนฆ่าหลายครั้งด้วยตัวเอง… ฉันยังจำได้ ภาพของเธอที่ยืนตัวสั่นและชุ่มไปด้วยเลือด แต่เผยรอยยิ้มพึงพอใจ”
ได้ยินเช่นนั้น เชอร์แมนถอยหลังอย่างมิอาจควบคุม จนกระทั่งถูกหยุดไม้ด้วยประตูที่ปิดลงตอนไหนก็มิอาจทราบได้ สองมือยกขึ้นมาปิดหน้าพลางตะโกน
“ไม่! ตอนนี้ฉันฝันร้ายทุกคืน ฝันเห็นพวกมันที่ชุ่มเลือดพยายามไล่ล่าฉัน ไล่กัดฉัน…”
ตุ้บ! ถุงกระดาษตกพื้น ขนมปังยาวหลายก้อนหล่นกระจัดกระจาย กองหนังสือพิมพ์หล่นลงข้างๆ
“นั่นเป็นเรื่องปรกติ” ทริสซี่ตัดบทคำพูดของเชอร์แมนด้วยสีหน้าเยือกเย็น “นี่คือขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงในเชิงจิตวิทยา นักฆ่าทุกคนต้องเผชิญอย่างมิอาจเลี่ยง… ลองคิดดูให้ดี สิ่งที่พวกมันเคยกับทำเธอ พวกมันไม่สมควรตายจริงๆ หรือ?”
“…สมควร” เชอร์แมนออกอาการลังเล
ทริสซี่หัวเราะในลำคอ
“ให้คิดเสียเวลา ตัวเธอที่ถูกรังแกมาตลอด ตัดสินใจขัดขืนและพลั้งมือฆ่าพวกมัน”
ในคำพูดของเธอแฝงไว้ด้วยพลังการโน้มน้าวอย่างน่าประหลาด ใครได้ยินเป็นต้องอยากทำตาม ส่งผลให้เชอร์แมนสงบลงอย่างรวดเร็ว
“เมื่อลองคิดแบบนี้… ฉันรู้สึกดีขึ้นแล้ว…”
ประโยคดังกล่าวทำให้ทริสซี่เผยลักยิ้ม กล่าวด้วยเสียงขี้เล่น
“นอกจากนั้น ในยามที่มีชีวิตอยู่ พวกมันไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเธอ นับประสาอะไรกับตอนที่ตายไปแล้ว? ต่อให้มันกลายเป็นภูตผีหรือวิญญาณจริง แต่นั่นก็มิได้สลักสำคัญ ขอเพียงเธอตั้งใจประกอบ ‘พิธีกรรม’ ให้เสร็จ ดื่มโอสถอีกหนึ่งขวด เธอจะมีพลังในการแผดเผาวิญญาณพวกมันจนมอดไหม้!”
“ต…แต่ว่า ฉันทนไม่ได้ที่จะเห็นผู้คนกลายเป็นบ้า กลายเป็นคนเลวภายใต้การกระตุ้นของฉัน” ดูเหมือนเชอร์แมนยังคงลังเลที่จะลงมือ
ทริสซีขดริมฝีปากเล็กน้อยจนเกือบมองไม่เห็น กล่าวโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“ความคิดชั่วร้ายเหล่านั้นคือจิตใต้สำนึกในใจพวกมัน ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเธอ ต่อให้เธอไม่ได้กระตุ้น แต่ความคิดเหล่านั้นก็จะระเบิดออกมาในสักวัน… นอกจากนั้น ภารกิจทั้งหมดที่ฉันมอบหมายให้เธอล้วนเกี่ยวกับกลุ่มอันธพาล เธอไม่รู้หรือว่าพวกมันมีสันดานเป็นยังไง? การกระตุ้นให้พวกมันเข่นฆ่ากันเองภายใน นับเป็นการสร้างบุญคุณแก่ชาวเขตตะวันออกจำนวนมาก”
เชอร์แมนอ้าปากค้างโดยไม่รู้ตัว แต่มิได้กล่าวคำใด ปิดปากกลับไปอีกครั้ง
มันเงียบงันเป็นเวลานาน
ทริสซี่ชำเลืองเล็กน้อย กล่าวเสียงแผ่ว
“เธออยู่ห่างจากเป้าหมายอีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้น หากจัดการพิธีกรรมที่เหลือเสร็จ เธอสามารถดื่มโอสถถัดไปและกลายเป็นผู้หญิงเต็มตัว… เมื่อถึงตอนนั้น เธอสามารถใช้ชื่อเชอร์มาเน่ที่คิดไว้ก่อนหน้านี้ได้… อา… ฟังดูเป็นชื่อที่ดี… หลังจากนั้นเธอก็ออกจากเบ็คลันด์ ไปอยู่ที่แคว้นเลียบทะเลหรือเดซีย์และเริ่มต้นชีวิตใหม่ ลืมทุกสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่… เธอจะเต็มไปด้วยความน่าหลงใหล จะถูกผู้ชายดีๆ จำนวนมากตามจีบ จงเลือกคนที่เจ้าพึงพอใจมากที่สุด จากนั้นก็เข้าสู่ร่มเงาแห่งการแต่งงาน ให้กำเนิดลูกที่น่ารัก อบรมสั่งสอนให้เติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ พาพวกเขาไปเล่นสกีที่แคว้นเหมันต์ พักผ่อนที่อ่าวเดซีย์ ไปล่าสัตว์และเพลิดเพลินความสนุกสนานในแบบขุนนาง… เพื่อจะนำตัวตนที่แท้จริงกลับคืนมา ไม่ใช่ว่าเธอยินดีที่จะทำทุกอย่างหรอกหรือ?”
ริมฝีปากเชอร์แมนขยับสองสามหน ปิดสนิทไปพักหนึ่ง ก่อนจะอ้าอีกครั้งและกล่าว
“มาดามทริสซี่ ฉันเข้าใจแล้ว… จะทำตามที่คุณบอก”
กล่าวจบ คล้ายกับมันสูญเสียเรี่ยวแรงทั้งหมด ร่างกายสั่นระริกและซวนเซ รีบเอื้อมมือไปจับราวแขวนผ้าหน้าห้องโดยไม่รู้ตัว
ระหว่างนี้ ดวงตาบังเอิญเหลือบไปเห็นปึกหนังสือพิมพ์บนพื้น
หนังสือพิมพ์อยู่ในสภาพคลี่ออก เผยให้เห็นหัวข้อข่าว:
“…มิสเตอร์ดอน·ดันเตส เศรษฐีจากอ่าวเดซีย์ สนใจที่จะเข้าซื้อกิจการของบริษัทเหล็กกล้าลาริวีย์ โดยมองว่ามีแนวโน้มในการพัฒนาและสามารถทำกำไรได้”
…
“นายท่านต้องการจะซื้อกิจการของบริษัทเหล็กกล้าลาริวีย์จริงหรือ?” ณ บ้านเลขที่ 160 ถนนเบิร์คลุน บุรุษรับใช้เอ็นยูนถามขณะเดินขึ้นชั้นบน
ดอน·ดันเตสส่ายหน้าและยิ้ม
“ข่าวนี้ถูกนั่งเทียนขึ้นมาเอง เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมกับมิสเตอร์ฟิล·ลาริวีย์เพิ่งได้พบกันในงานเลี้ยงเต้นรำและพูดคุยกันเพียงเล็กน้อย”
วอลเตอร์ พ่อบ้านที่ยืนอยู่ด้านข้าง กล่าวอย่างโล่งอกกึ่งถอนหายใจ
“มิสเตอร์ลาริวีย์กำลังหาคนมาซื้อกิจการจริงๆ ด้วย… ตอนนี้มีคนให้ความสนใจไม่น้อย”
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ข่าวนี้ถูกปล่อยออกมาเองโดยฝีมือของนักข่าวที่รับเงินจากฟิล เพื่อให้ราคาประเมินของบริษัทสูงขึ้น? ไคลน์พยักหน้าครุ่นคิด เดินเข้าไปในห้องกึ่งเปิดโล่งที่มีระเบียงใหญ่ เตรียมส่งตัวเองเข้าสู่หมอกสีเทา อาศัยคำสวดวิงวอนของสาวกเอ็นยูนเป็นศูนย์กลาง ตรวจสอบว่ามีความผิดปรกติเกิดขึ้นที่บ้านของเฮเซลหรือไม่
นี่คือสิ่งที่มันหาโอกาสทำเป็นประจำในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
……………………………
ด้วยดวงตาสีน้ำเงินเข้มจนเกือบดำ โจนาส·โคลเกอร์เจ้าของทรงผมสั้นเกรียนที่หาได้ยากในแวดวงชนชั้นสูง เดินถือแก้วแชมเปญไปหาดอน·ดันเตส ยิ้มและทักทาย
“วันนี้คุณโชคดีมาก แถมยังเต็มไปด้วยความกล้าหาญ”
ถ้าหมายถึงการหมอบทันทีหลังจากถูก ‘ติดสินบน’ หลีกเลี่ยงการเสียเงินก้อนใหญ่ นั่นไม่ใช่โชค แต่เป็นความรู้… สำหรับฉัน ดวงของ ‘ผู้ชนะ’ เอ็นยูนไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาผลาญเล่นในวงไพ่… ไคลน์เขย่าแก้วที่เต็มไปด้วยเหล้าสีทองในมือ ถอนหายใจและยิ้ม
“ถ้าเล่นโดยไม่สนใจผลลัพธ์ ก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องกลัว… ฮะฮะ! เทพธิดาจงเจริญ”
ประโยคเมื่อครู่สื่อเป็นนัยตามแบบฉบับโลเอ็นว่า ตนจงใจมาที่นี่เพื่อเสียไพ่ แต่ดันดวงดีเป็นพิเศษ จึงขอยกความดีความชอบให้ทวยเทพ มิได้เกี่ยวกับตัวเอง
ในคืนนี้ โจนาสมิได้เสียไปมากมาย ราวหนึ่งถึงสองร้อยปอนด์เท่านั้น จริงอยู่ เงินจำนวนดังกล่าวฟังดูเยอะหากเทียบกับเงินเดือนปรกติของมัน แต่สำหรับรองผอ. MI9 ที่เป็นครึ่งเทพ รายได้หลักของโจนาสมิได้มาจากเงินเดือนอยู่แล้ว มันจึงไม่แยแสนัก
“มนุษย์มิอาจจะมองเห็นชะตากรรมล่วงหน้าสินะ… คุณเป็นคนที่น่าสนใจมาก ยินดีที่ได้รู้จัก”
ประโยคส่วนหลัง ครึ่งหนึ่งเป็นคำชมตามมารยาท ครึ่งหนึ่งเป็นการตัดบทสนทนา
ทว่า สำหรับไคลน์ที่ ‘เสแสร้ง’ มาตลอดทั้งคืนเพื่อตีสนิทกับครึ่งเทพเส้นทางจักรพรรดิมืด มันไม่มีทางยอมถอดใจแค่นี้ ก่อนอื่น มันตอบกลับไปว่า ‘ผมเองก็เช่นกัน ดีใจที่ได้รู้จักคุณ’ จากนั้นก็ถามต่อ
“ท่านรองผอ. พอจะมีข้อมูลเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในเขตชานเมืองเบ็คลันด์บ้างไหมครับ? ถ้ามีป่าสำหรับล่าสัตว์จะดีมาก”
จากข้อมูลที่ไคลน์ได้รับจากมิสจัสติส โจนาส·โคลเกอร์ รองผู้อำนวยการ MI9 มักไม่จัดงานเลี้ยงเต้นรำ งานเลี้ยงรับประทานอาหาร หรือซาลอนที่บ้านของตัวเองนัก และถึงจะถูกชวนก็ไม่ไปไหน ไม่มีใครทราบว่าเป็นรสนิยมส่วนตัวหรือเพราะหน้าที่การงาน
เอกลักษณ์ของมันไม่ซับซ้อน หนึ่งคือการสูบซิการ์ โดยเฉพาะ ‘ซิการ์หัวหน้าเผ่า’ ที่ผลิตในแคว้นมิโคเฮนที่ถูกขนานนามให้เป็นซิการ์อันดับหนึ่งของโลก สองคือ มันชอบเล่นไพ่ โดยเฉพาะไพ่เท็กซัสโปเกอร์ และสาม มันชอบล่าสัตว์ มักตระเวนไปตามชานเมืองของเบ็คลันด์ในช่วยฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว แถมพักหลังยังไปล่าที่แคว้นอาโฮว่าหรือเชสเตอร์ตะวันออกเป็นต้น
เดิมที ไคลน์แค่ต้องการจะซื้อคฤหาสน์ชานเมืองสักหลัง เพียงเพื่อจะใช้เงินและเข้าร่วมแวดวงชนชั้นสูง ไม่เคยคิดเรื่องการล่าสัตว์มาก่อน จนกระทั่งได้พบกับโจนาส·โคลเกอร์ จึงเสริมเงื่อนไขดังกล่าวเข้าไป หวังจะดึงดูดความสนใจจากอีกฝ่าย หากมีโอกาส มันสามารถเชิญรองผอ. MI9 ไปล่าสัตว์แถบชานเมืองในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ จากนั้นก็หาโอกาสลงมือ
โจนาส·โคลเกอร์จิบแชมเปญ คิดสักพักก่อนจะตอบ
“ผมจะช่วยดูให้ ถ้าเจอหลังที่เหมาะ ผมจะส่งคนไปหาที่… เอ่อ… ถนนเบิร์คลุนใช่ไหม? อา… ผมจะส่งคนไปหาที่ถนนเบิร์คลุน”
“ขอบคุณมาก” ไคลน์ตอบจากใจ
ขณะเดียวกัน มันรู้สึกผิดต่อริชาร์ดสัน อดีตบุรุษรับใช้ที่กลายมาเป็นผู้ช่วยพ่อบ้าน ในระยะหลัง ริชาร์ดสันกระตือรือร้นที่จะออกไปตั้งแต่เช้าและกลับดึก คอยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคฤหาสน์และที่ดินในเขตชานเมืองเบ็คลันด์ให้นายจ้าง ตรวจสอบว่าที่ใดตรงตามข้อกำหนด และต้องพร้อมขาย จากนั้นก็เข้าไปสำรวจด้วยตัวเองทีละหลัง ยืนยันให้แน่ใจว่าไม่มีปัญหา โดยจะไม่ยอมให้นายจ้างต้องผิดหวังหลังจากดูข้อมูลและชื่นชอบหลังใดหลังหนึ่ง แต่พอจะติดต่อขอซื้อกลับไม่ขาย หรือไม่ก็หลังที่สภาพจริงแย่กว่าที่เขียนอธิบายไว้ในข้อมูล
แน่นอน ในวินาทีที่ไคลน์เพิ่มเงื่อนไขใหม่ ความพยายามทั้งหมดที่ริชาร์ดสันทำมาแทบจะกลายเป็นหมันทันที
นายจ้างใจร้ายสินะ… อา… ไว้เสร็จงานนี้ เราจะให้ทาเนญ่าขึ้นค่าจ้างรายปีให้เขาห้าปอนด์… ในฐานะผู้ช่วยพ่อบ้าน ค่าจ้างย่อมต้องสูงกว่าที่เคยรับในสมัยยังเป็นบุรุษรับใช้เล็กน้อย… ห้าปอนด์… แค่เรา ‘เรส’ สักครั้งสองครั้งก็ลอยหายไปกับสายลม… ค่าจ้างรายปีของริชาร์ดสันนำไปเล่นเท็กซัสโปเกอร์ได้แค่ไม่กี่เกม… ไคลน์ถอนหายใจเงียบ ทันใดนั้นก็พบว่ามีสายตาคู่หนึ่งจ้องมาทางตน
มันมองกลับโดยไม่เก็บซ่อน และพบว่าเป็นนายพลอมิรุสที่กำลังจ้องมา
ชายวัยกลางคนหัวโบราณมาดขรึมพยักหน้ารับก่อนจะถอนสายตากลับ ไม่มีความตั้งใจที่จะสนทนากับดอน·ดันเตส ไม่คิดจะจับกุมผู้วิเศษเถื่อน เพราะท้ายที่สุด เศรษฐีรายนี้เป็นพันธมิตรกับกองทัพ เป็นนักธุรกิจที่มีเส้นสายกว้างขวางในทวีปใต้ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะดื่มโอสถเข้าโดยบังเอิญ
ทันใดนั้น พันเอกคาลวินและส.ส. มัคท์เดินมาหาดอน·ดันเตสพร้อมกับแก้วไวน์ในมือ
“คุณทำได้ยังไง?” คาลวินลดเสียงลง ถามอย่างจนปัญญา
เนื่องจากดอน·ดันเตสชนะรัวๆ จนได้ไพ่ไปเกือบพันปอนด์ มันและส.ส. มัคท์ที่ไม่ต้องการให้นายพลอมิรุสเสียไพ่ จึงต้องเปลี่ยนกลยุทธ์เสียเอง จากที่แอบทำลับๆ กลายเป็นลงมืออย่างประเจิดประเจ้อ สูญเงินไปหลายร้อยปอนด์ด้วยความปวดใจ
ลงเอยด้วย เนื่องจากมีเหยื่อต้องสังเวยเป็นจำนวนมาก นายพลอมิรุสจึงได้ไพ่ไปราวสองสามร้อยปอนด์
สำหรับคำตอบ ไคลน์กางมือออก
“ผมไม่ได้ดูไพ่ตัวเองด้วยซ้ำ!”
ความหายของมันก็คือ ทั้งหมดนี้คือพรจากทวยเทพ
ในปัจจุบัน เทพ เทวทูต และ ‘ตัวตนลึกลับ’ ที่มีอำนาจบนเส้นทาง ‘ชะตากรรม’ เท่าที่ทราบประกอบไปด้วยเทพธิดารัตติกาล เดอะฟูล อสรพิษปรอท พาลีส·โซโรอาสเตอร์ ‘ผู้เย้ยเทพ’ อามุนด์ และ ‘เทวทูตโชคชะตา’ โอโรเลอุส
“นี่มันหายนะจริงๆ” ส.ส. มัคท์และคาลวินยิ้มแห้งพลางส่ายหน้า “ผมกับคาลวินเสียหนักเกินกว่าจะกลับบ้านได้”
พวกมันสูญเสียเงินไปกว่าครึ่งของรายได้ประจำปี
ดอน·ดันเตสเจ้าของจอนสีขาว เผยสีหน้าประหลาดใจ
“เล่นยังไงถึงเสียไพ่จนเข้าขั้นวิกฤติ?”
จากนั้นก็ชี้ไปยังกองชิปที่วางอยู่ด้านหน้าเก้าอี้ของตน
“ผมขอแค่เงินค่าชิปตั้งต้นหนึ่งพันปอนด์คืน ที่เหลือเป็นของพวกคุณ”
พันเอกคาลวินและส.ส. มัคท์ต่างเผยสีหน้าตกตะลึง หันมายิ้มให้กัน
“พวกเราประหม่าและกังวลเกินไป ทำให้คำนวณพลาด” คาลวินพยักหน้ารับ
ไคลน์หัวเราะ ไม่สานต่อบทสนทนา เพียงมองไปทางอาหารที่วางบนโต๊ะกาแฟด้านข้าง
…
เมืองเงินพิสุทธิ์ ภายในหอคอยคู่
เป็นอีกครั้งที่เดอร์ริค·เบเกอร์ได้พบกับโคลิน·อีเลียด ผู้นำแห่งหกสภาอาวุโส
“คุณบอกว่า มีอะไรจะถามผมใช่ไหม” โคลินเจ้าของรอยแผลเป็นเก่าบนใบหน้า มองไปยังเด็กหนุ่มที่ยังมีส่วนสูงไม่มาก ถามเสียงเรียบ
เดอร์ริคทำความเคารพ ตอบอย่างใจเย็น
“ใช่ครับ ท่านเจ้าเมือง การเลื่อนขั้นเป็นนักบวชแสงของผม หนึ่งในเงื่อนไขคือการอาศัยอยู่ท่ามกลางความมืดบริสุทธิ์ และเนื่องจากมันอันตรายมาก ผมจึงยังหาทางออกไม่ได้”
โคลิน·อีเลียดฟังอย่างตั้งใจ พยักหน้าและกล่าว
“คุณต้องแยกแยะก่อน เงื่อนไขคือความมืดบริสุทธิ์ หรือความมืดที่ไร้แสง? สองสิ่งนี้แตกต่างกันอย่างมากในเชิงโครงสร้าง… หากเป็นอย่างหลัง คุณสามารถทำได้โดยการลงไปอยู่ในคุกใต้คอหอย คุณเคยอยู่ที่นั่นมาแล้วนี่ น่าจะทราบว่าผมหมายถึงอะไร”
คุกใต้หอคอย เดอร์ริคพลันสั่นเทาเล็กๆ เมื่อนึกถึง เพราะสถานที่ดังกล่าวคือจุดที่ได้พบกับ ‘ผู้เย้ยเทพ’ อามุนด์ครั้งแรก ไม่เพียงจะเห็นอดีตกัปตันกลายพันธุ์ต่อหน้าต่อตา แต่ยังถูกปรสิตสิงร่าง หากไม่จำเป็นก็ไม่อยากนึกถึงสักเท่าไร
ปัจจุบัน เมื่อได้รับคำแนะนำจากเจ้าเมือง มันค่อยๆ ทบทวนความจำเกี่ยวกับคุกใต้หอคอย แม้ว่าแต่ละห้องขังจะแจกเทียนไข แต่เมื่อเทียนไหม้หมด คนที่ถูกขังต้องรอให้เจ้าหน้าที่นำเทียนมาเปลี่ยนใหม่ แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ราวสามวันต่อหนึ่งครั้ง และทุกครั้งจะเกิดขึ้นค่อนข้างนาน
ท่ามกลางสภาพแวดล้อมดังกล่าว สัตว์ประหลาดกลับไม่โผล่ออกมา แถมยังไม่มีใครเคยหายตัวไป
เดอร์ริคสามารถยืนยันเรื่องนี้ได้ เพราะมันเองก็เคยผ่านความมืดมิดที่ไร้แสงโดยปราศจากอันตราย
ครุ่นคิดสักพัก มันลังเลและพูด
“ความมืดไร้แสงภายใต้หอคอย… เกิดจากอิทธิพลของพลังพิเศษภายนอก?”
เป็นพลังที่สามารถต่อต้านความมืดที่ทำให้ผู้คนหายตัวไป รวมถึงสัตว์ประหลาดปรากฏกาย?
โคลิน·อีเลียดชำเลืองดาบยาวสองเล่มที่แขวนบนผนัง ถอนหายใจพลางพยักหน้า
“ถูกต้อง… เราจะเรียกที่นั่นว่าความมืดไร้แสง มิใช่ความมืดบริสุทธิ์”
เดอร์ริคขมวดคิ้วเล็กน้อย คล้ายกับครุ่นคิดบางสิ่ง
ผ่านไปไม่กี่วินาที มันกล่าวด้วยความลังเล
“หากจะกล่าวเช่นนั้น ความมืดด้านนอกคุกใต้หอคอยก็ไม่ใช่ความมืดบริสุทธิ์เช่นกัน เพราะจากบันทึกทางประวัติศาสตร์มากมาย ทุกเล่มยืนยันตรงกันว่า ก่อนจะเข้าสู่ยุคมืด ความมืดภายในโลกไม่ได้ทำให้สิ่งมีชีวิตหายตัวไป ไม่ได้สร้างสัตว์ประหลาดเหมือนกับทุกวันนี้”
“ไม่เลว… คิดได้แบบนี้ แสดงว่าคุณโตขึ้นแล้ว… ย้อนกลับมาที่คำถาม คุณต้องการความมืดบริสุทธิ์ หรือแค่ความมืดไร้แสง?” โคลินเจ้าของดวงตาสีฟ้าอ่อน ถอนหายใจเล็กน้อย
หืม… จากข้อมูลข้างต้น นอกดินแดนเทพทอดทิ้งจะมีความมืดบริสุทธิ์เหมือนเราไหม? ถ้าไม่มีและการเลื่อนลำดับต้องใช้มัน พวกเขาทำยังไง? เดอร์ริคครุ่นคิดสักพัก รวบรวมสมาธิและตอบ
“ท่านเจ้าเมือง ผมเองก็ไม่แน่ใจ ขอเวลาคิดดูก่อน”
มันเชื่อในตัวแฮงแมนที่ปราดเปรื่องและรอบรู้ รวมถึงเดอะเวิร์ลและสมาชิกคนอื่นๆ ของชุมนุมทาโรต์ที่ถนัดในการแก้ปัญหา
โคลิน·อีเลียดไม่ซักไซ้ พยักหน้าและตอบ
“เชิญ… เมื่อเลื่อนเป็นลำดับ 5 ถึงแม้อีกนานกว่าคุณจะได้เป็นครึ่งเทพ แต่ทางเราก็จะมอบสมบัติปิดผนึกบางชิ้นให้คุณใช้งาน”
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตฮิลสตัน ซิลแต่งกายด้วยเสื้อนอกสีน้ำตาล สวมหมวกแก๊ป แสร้งทำให้ผู้ชายตัวเตี้ยทั่วไป
เธอรับทำภารกิจอย่างเป็นทางการแล้ว เริ่มด้วยการตามสะกดรอยสุภาพบุรุษรามว่าเออร์เนส·โบยาร์และคนใกล้ตัว แน่นอน ยังมีนักล่าเงินรางวัลอีกสองสามคนรับงานนี้ด้วยเช่นกัน
เออร์เนส·โบยาร์ประคองหมวกทรงสูงบนศีรษะ ชี้ไม้ค้ำไปด้านหน้าพร้อมกับสั่งคนขับรถม้า
“ไปเขตนักบุญจอร์จ”
สถานที่ดังกล่าวอยู่ทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของเบ็คลันด์ ต้องข้ามแม่น้ำทัสซอค
เมื่อขึ้นรถม้าและนั่งลง เออร์เนสสูดลมหายใจเข้าออก มองไปนอกหน้าต่าง ก่อนจะพ่นลมเย้ยหยัน
มันเป็นถึงไวเคาต์ผีดูดเลือด กับแค่การสะกดรอยของนักล่าเงินรางวัล มันจะไม่ทราบได้อย่างไร?
…………………………….
บ้านเลขที่ 7 ถนนพินสเตอร์ เลียวนาร์ดที่กลับบ้านมาเพื่อเข้าร่วมชุมนุมทาโรต์โดยเฉพาะ เตรียมกลับออกไปข้างนอก ปลายทางคือวิหารนักบุญแซมมวล เพื่อจะลงไปอ่านเอกสารในห้องใต้ดิน วางแผนทำภารกิจปลอบประโลมวิญญาณในช่วงเวลากลางคืน แต่ทันใดนั้น ดอกไม้พลันปรากฏขึ้นตรงข้าม มันได้พบกับผู้ส่งสารผมทองตาแดงสี่หัวที่สวมชุดเดรสดำ
ในฐานะผู้ปลอบวิญญาณ มันสามารถมองเห็นสิ่งมีชีวิตวิญญาณได้โดยไม่ต้องเปิดเนตร
รับจดหมายของไคลน์มาถึง เลียวนาร์ดเตรียมกล่าวขอบคุณ แต่ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ได้เดินหายเข้าไปในความว่างเปล่าเรียบร้อยแล้ว
“ตาแก่… ทำไมไคลน์ถึงมีผู้ส่งสารระดับนี้ได้? เป็นสิทธิพิเศษของข้ารับใช้หรือ?” เลียวนาร์ดอดไม่ได้ที่จะบีบเสียงถามพาลีส·โซโรอาสเตอร์
ในตอนแรก มันคิดว่านี่คือมาตรฐานของสมาชิกชุมนุมทาโรต์ แต่กลายเป็นว่ามันวิตกไปเอง
เสียงค่อนข้างชราของพาลีส·โซโรอาสเตอร์ดังขึ้น
“ดูเหมือนว่าจะเกี่ยวกับไคลน์·โมเร็ตติมากกว่า… ทุกคนสามารถพบเจอเรื่องราวดีๆ ที่เปลี่ยนชีวิตได้ทั้งนั้น แม้แต่เจ้าเองก็เคยไม่ใช่หรือ? หึหึ… ข้าคิดว่าเจ้าจะนิยามท่านผู้นั้นว่า ‘เทวทูตบาดเจ็บ’ เสียอีก แต่โชคดีที่เลือกใช้คำว่า ‘ผู้ส่งสารระดับนี้’ ไม่เลว… ถือว่ายังจำคำเตือนของข้าได้”
เลียวนาร์ดยกริมฝีปาก คลี่กระดาษจดหมายอ่านเนื้อหา
“อย่างที่คิด เขาเป็นข้ารับใช้ของทั้งความลับและชะตากรรม…” พาลีส·โซโรอาสเตอร์อ่านข้อความผ่านดวงตาของเลียวนาร์ดอย่างรวดเร็ว
เลียวนาร์ดไม่ยืนอ่านนาน เลือกจะถอยหลังสองสามก้าวและทิ้งตัวลงบนโซฟา
“ไคลน์สามารถมองเห็นการปลูกถ่ายชะตากรรม… แปลว่าเราต้องรีบตามหาสมบัติปิดผนึกระดับครึ่งเทพของเส้นทางนักจารกรรมแล้วใช่ไหม?”
“ถึงจะรีบสักเพียงใด แต่เจ้ารู้หรือว่าต้องไปหาที่ไหน?” พาลีสเย้ยหยัน
แม้แต่ในชุมนุม ‘ผู้สันโดษแห่งชะตา’ กว่าจะมีของแบบนี้ออกมาขายก็ต้องใช้เวลาหลายปี และการชุมนุมคราวหน้าจะเริ่มขึ้นในช่วงสิ้นปี
เลียวนาร์ดครุ่นคิดอย่างจนปัญญาสักพัก ก่อนจะพับเก็บปัญหาไปก่อนและอ่านเนื้อหาส่วนถัดไป
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง มันหัวเราะในลำคอ
“ผมสงสัยมาตลอด ในตอนที่เผชิญหน้ากับเมกูส ทำไมไคลน์ถึงมือยันต์ระดับสูงในขอบเขตสุริยันได้ เคยคิดว่ายันต์ดังกล่าวมาจากกงสุลมรณะ แต่นั่นก็ยิ่งน่าแปลก ครึ่งเทพเส้นทางมรณาจะรวบรวมยันต์ขอบเขตสุริยันไปทำไม? นั่นไม่เท่ากับฆ่าตัวตายหรือ? ตอนนี้กระจ่างเสียที… ตาแก่… ผมเคยถือ 3-0782 มาแล้ว ทำไมคุณถึงมองไม่เห็นหยดเลือดของสุริยันเจิดจรัสด้านใน? หากในสมัยนั้นคุณขโมยพลังบางส่วนจากมันมาได้ เรื่องราวก็คง…”
เดิมที เลียวนาร์ดมีเจตนาจะเย้ยหยันชายชรา แต่สุดท้ายกลับเป็นฝ่ายเงียบเสียเอง
พาลีส·โซโรอาสเตอร์ถอนหายใจ
“ถ้าเลือดหยดนั้นถูกพบได้ง่ายๆ ตราศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวคงไม่ถูกเก็บอยู่ในทิงเก็นแน่”
เลียวนาร์ดเงียบสักพัก ก่อนจะถาม
“แล้วผมจะนำตราศักดิ์สิทธิ์นั่นออกมาสร้างเป็นยันต์เพลิงสุริยันได้ยังไง?”
แม้ว่าไคลน์จะเขียนอธิบายมาให้ฟังดูง่าย แต่เลียวนาร์ดทราบดีว่าเรื่องราวคงไม่ราบรื่นขนาดนั้น เพราะตนไม่ใช่เหยี่ยวราตรีของทิงเก็นอีกต่อไป แม้จะใช้ข้ออ้างกลับไปเยี่ยมเพื่อนเก่า แต่ก็ไม่มีสิทธิ์เข้ากับหลังประตูยานิส
ได้ยินคำถาม พาลีส·โซโรอาสเตอร์กล่าวเสียงขรึม
“เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ก็ต้องถาม? คิดเองไม่เป็นรึไง?”
เลียวนาร์ดกระแอมแห้ง รวบรวมสมาธิเพื่อนเค้นสมองนึก
“แม้ตอนนี้ผมจะทำงานเดี่ยว แต่ท่านเจ้าคุณอาร์ชบิชอปให้สิทธิ์ในการดึงเหยี่ยวราตรีท้องถิ่นมาช่วย… อา… ถ้าวิญญาณรอบๆ เบ็คลันด์ถูกปลอบประโลมจนหมด แต่โอสถของผมยังย่อยไม่เสร็จ… หมายความว่าสามารถย้ายตัวเองไปทำงานในมุขมณฑลอื่นได้… เมื่อถึงตอนนั้น ถ้ามีเหตุการณ์ผิดปรกติเกี่ยวกับผีสางเกิดขึ้นที่ทิงเก็น ผมสามารถอาสาตัวเองไปทำงานได้อย่างสมเหตุสมผล จากนั้นก็ดึงเหยี่ยวราตรีสักสองคนพร้อมกับยืม 3-0782…”
รอจนกระทั่งเลียวนาร์ดพูดกับตัวเองเสร็จ พาลีส·โซโรอาสเตอร์หัวเราะ
“ไม่เลว เจ้าหาทางออกได้เร็วกว่าที่คิด… แต่ไม่คิดว่ามันแปลกบ้างหรือ ถ้าภารกิจเป็นการปลอบวิญญาณจริง แล้วทำไมถึงต้องยืม 3-0782 ที่มีพลังชำระล้าง? นั่นจะทำให้ตกเป็นเป้าสงสัย”
เลียวนาร์ดที่ถูกเยินยอ ขำเล็กๆ
“ตาแก่ มีบางเรื่องที่คุณยังไม่รู้ สมัยที่ผมสังกัดเหยี่ยวราตรีใหม่ๆ เรื่องหนึ่งที่ถูกสอนมาก็คือ: ต้องแน่ใจว่าสามารถชำระล้างเป้าหมายได้ จึงจะมีสิทธิ์ออกไปทำภารกิจปลอบวิญญาณ… แม้แต่จักรพรรดิโรซายล์ก็ยังเคยกล่าวไว้ว่า ทุกการแก้ปัญหา มือหนึ่งต้องถือไม้เรียว ส่วนอีกมือถือแคร์รอต”
พาลีส·โซโรอาสเตอร์จุ๊ปาก
“อยากทำอะไรก็ตามใจ แต่ต้องไม่ลืมว่า เจ้าต้องเคลียร์ภารกิจของแอนโทนี·สตีเวนสันให้ได้ภายในสองถึงสามสัปดาห์ หากยืดเวลาออกไปจนกระทั่งแผนการกวาดล้างร่างโคลนอามุนด์เริ่มขึ้น ถึงตอนนั้นกระสุนเพลิงสุริยันก็ไม่มีความหมาย”
เลียวนาร์ดนึกทบทวนรายชื่อและจำนวนงานที่ถูกมอบหมาย หน้าผากกระตุกทันใด
มันบังคับตัวเองให้ลืมปัญหา พึมพำภายในใจ
“ผมไม่รู้ว่าปฏิบัติการสั่งสอนผีดูดเลือดจะเริ่มขึ้นตอนไหน… ไม่แน่ว่า ผีดูดเลือดตนดังกล่าวอาจครอบครองสมบัติวิเศษระดับครึ่งเทพของเส้นทางนักจารกรรม… สำหรับโลกแห่งความฝันชั่วคราว ผมสามารถทำได้ และนำพลังไปไว้ในยันต์ได้ แต่ไม่แน่ใจว่าพลังมีระดับสูงพอที่จะต้านทานความมืดจากดินแดนเทพทอดทิ้งได้ไหม”
…
เขตเชอร์วู้ด ภายในบ้าน
ฟอร์สในสภาพถือนิยาย กำลังนั่งบนโซฟา มองซิลเดินไปสวมรองเท้า เตรียมออกไปข้างนอก
“ไม่เห็นต้องรีบร้อนเลย สุภาพบุรุษคนนั้นบอกว่าจะไม่มอบหมายภารกิจในเร็วๆ นี้” ฟอร์สอดสงสัยไม่ได้ ตัดสินใจเอ่ยปาก
ซิลชำเลืองอีกฝ่าย จากนั้นก็ตอบ
“ฉันเป็นนักล่าเงินรางวัล ยังมีงานอื่นให้ทำ”
กล่าวถึงตรงนี้ เธอเว้นวรรค พูดต่อไปด้วยความลังเล
“ฟอร์ส เธอคิดบ้างไหมว่า มิสจัสติสมีความคล้ายคลึงกับมิสออเดรย์”
ฟอร์สผงะไปหลายวินาที ก่อนจะได้สติกลับมา ยิ้มเล็กๆ และกล่าว
“จะเป็นแบบนั้นได้ยังไง…”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ความรู้สึกที่คล้ายคลึงกันแล่นผ่านเข้ามาในใจ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ
ผ่านไปสักพัก เธอพึมพำ
“เป็นไปไม่ได้… เส้นทางผู้ชม สมาคมแปรจิต ขุนนางชั้นสูง ผมสีทอง… จากบรรดาคนรู้จักของฉัน เธอเป็นคนเดียวที่เข้าข่ายทุกข้อ… แน่นอน ยังมีขุนนางอีกมากที่ฉันไม่รู้จัก และบางส่วนที่รู้จัก แต่ไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องกับสมาคมแปรจิตหรือไม่”
ซิลที่ฟังเพื่อนอย่างเงียบงัน ไตร่ตรองสักพักก่อนจะพูด
“ฟอร์ส เธอยังจำภารกิจที่มิสออเดรย์มอบให้เราได้ไหม? ตอนแรก ฉันคิดว่านั่นเป็นภารกิจจากเอิร์ลฮอลล์ แต่เมื่อลองคิดดูให้ดี นั่นอาจเป็นภารกิจจากชุมนุมทาโรต์มากกว่า… นอกจากนั้น เธอลืมไปแล้วหรือว่าพวกเรารู้จักพระนามเต็มของเดอะฟูลได้ยังไง? หนังสือที่ยืมมาจากไวเคาต์กายลินยังไงล่ะ! พวกมันมีเศษกระดาษซ่อนอยู่ในปก!”
ฟอร์สพยักหน้าทันที
“ถ้าพวกเราหาพบ มิสออเดรย์ที่เป็นเพื่อนสนิทของไวเคาต์กายลินก็ต้องหาพบเช่นนั้น! นั่นสามารถอธิบายได้ว่า ทำไมเธอถึงได้เข้าร่วมชุมนุมทาโรต์”
“ถูกต้อง” ซิลเห็นพ้องกับการคาดเดาของฟอร์ส
ขณะฟอร์สเตรียมเปิดปาก ทันใดนั้น เธอฉุกคิดได้ว่า ปัจจุบันอาจกำลังถูกเฝ้าจับตามองจากตระกูลผีดูดเลือด จึงเหลียวซ้ายแลขวาอย่างระมัดระวัง
“ซิล… พวกเราไม่ควรพูดถึงชุมนุมบ่อยนัก”
“สำหรับมิสออเดรย์… อา… พวกเราได้พบกันสัปดาห์ละสองถึงสามหน ไว้ค่อยสังเกตตอนนั้นก็แล้วกัน”
คล้ายกับซิลเพิ่งฉุกคิดบางสิ่ง รีบพยักหน้าหนักแน่น
“ตกลง!”
เธอเปิดประตูและเดินออกไปทันที จนกระทั่งถึงผับแห่งหนึ่งในเขตตะวันออก จากนั้นนั่งตรงเคาน์เตอร์
เคาะแผ่นไม้กระดานเบาๆ จากนั้น เธอพูดกับบาร์เทนเดอร์ที่หันมามอง
“มีงานใหม่บ้างไหม”
บาร์เทนเดอร์ไล่เรียงภารกิจ แต่มิได้เอ่ยถึงงานสืบประวัติของสุภาพบุรุษที่ชื่อเออร์เนส·โบยาร์
นั่นสินะ คงต้องรออีกหนึ่งถึงสองวัน… ซิลมองไปรอบๆ ถอนสายตากลับ ถามด้วยเสียงเจือสับสน
“ไม่เห็นเชอร์แมนมานานแล้ว พอจะรู้ไหมว่าเขาไปไหน?”
เชอร์แมนคือชายหนุ่มที่คิดว่าตัวเองเป็นสตรี เป็นสายข่าวคนสำคัญของซิล
บาร์เทนเดอร์หัวเราะ
“บางที เจ้านั่นอาจจะหนีตามผู้ชายไปแล้วก็ได้… เธอก็รู้ ขอเพียงมีผู้ชายมาชอบ เชอร์แมนดีใจเสมอ”
“นั่นไม่ใช่เรื่องตลกนะ” ซิลโต้แย้งขึงขัง ภายในใจเริ่มกังวล
เธอออกแรงบนฝ่ามือเพื่อดันตัวเองขึ้นจากเก้าอี้สูง เตรียมออกไปตามหาเชอร์แมนในจุดที่อีกฝ่ายชอบอยู่
…
ย่านสะพานเบ็คลันด์ ถนนประตูเหล็ก ผับวีรบุรุษ
เอ็มลินกดหมวกทรงสูงของมัน บีบจมูกพลางเดินแหวกผู้คนที่มีกลิ่นตัวเหม็น เข้าไปพบเอียนในห้องเล่นไพ่
“มิสเตอร์ไวท์ คราวนี้มีอะไรหรือ?” เอียนยิ้มและพาเอ็มลินไปที่ห้องบิลเลียดว่าง
เอ็มลินถอดหมวก พึมพำ
“เป็นงานเล็กๆ น้อยๆ ช่วยผมประกาศภารกิจให้เหล่านักล่าเงินรางวัล เนื้อหาของงานก็คือ เฝ้าสะกดรอยชายคนหนึ่งที่ชื่อเออร์เนส·โบยาร์ พยายามสืบหากิจวัตรประจำวันให้ได้ เงินรางวัลหนึ่งร้อยปอนด์”
“หนึ่งร้อยปอนด์” เอียนถามด้วยความเคยชิน
หากเป็นภารกิจสะกดรอยและสืบข้อมูล เงินรางวัลหนึ่งร้อยปอนด์นับว่าสูงมาก ต้องไม่ลืมว่า ถ้ามีนักล่าเงินรางวัลคนใดสามารถทำงานนี้เสร็จตามลำพัง คนผู้นั้นจะสบายไปทั้งปี แถมยังสามารถเลี้ยงครอบครัวได้ด้วย!
เอ็มลินพยักหน้า
“เป้าหมายค่อนข้างอันตราย”
หลังจากได้ปรึกษากับชุมนุมทาโรต์ เอ็มลินค่อนข้างมั่นใจว่า ภารกิจติดตามเออร์เนส·โบยาร์ค่อนข้างง่ายและปลอดภัย เพราะอีกฝ่ายจะแสร้งทำเป็นไม่รู้ตัว และจงใจทำให้ทำกิจวัตรในแบบเดิมๆ
ดังนั้น หนึ่งร้อยปอนด์ตรงนี้คือรางวัลสำหรับมิสจัดจ์เมนต์ที่ยอมเสี่ยงตัวเอง แน่นอน เพื่อที่จะทำให้แนบเนียนและไม่ถูกสงสัย คงมีนักล่าเงินรางวัลสองสามคนทำภารกิจนี้สำเร็จ ได้รับส่วนแบ่งตามเนื้องาน หน้าที่ของเอ็มลินก็คือ พยายามทำให้มิสจัดจ์เมนต์ได้รับส่วนแบ่งมากที่สุด
“เข้าใจแล้ว” เอียนเหยียดแขนออกมา “มัดจำล่วงหน้า แล้วก็เขียนที่อยู่ของเป้าหมาย ระดับอันตราย รูปลักษณ์ภายนอก ถ้ามีรูปได้ยิ่งดี”
เอ็มลินยื่นเงินให้สามสิบปอนด์ พร้อมกับข้อมูลของเออร์เนส·โบยาร์และภาพเหมือน
“ตาสีแดง?” เอียนพลิกอ่านกระดาษ อดไม่ได้ที่จะโพล่ง
“ถูกต้อง” เอ็มลินพยักหน้า มองไปรอบตัวและหรี่เสียงลง “ยังมีอีกเรื่อง ช่วยผมรวบรวมเบาะแสเกี่ยวกับคนของโรงเรียนกุหลาบในเบ็คลันด์”
“โรงเรียนกุหลาบ?” เอียนตกตะลึง ถามด้วยความฉงน ราวกับไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน
……………………………………..
ช่วยให้ร่างกายถูกคุ้มครองโดยความฝัน ชะลอภัยอันตรายที่มาจากความมืด… นี่มันเหมือนกับการนอนในซากสมรภูมิแห่งเทพ…
แต่ว่า… พลังของความมืดในดินแดนเทพทอดทิ้งไม่น่าจะถูกควบคุมโดยเทพธิดา เพราะคนที่หายตัวไปในนั้น ไม่น่าจะถูกส่งเข้าไปยังหมู่บ้านสายหมอก… แล้วถูกส่งไปไหน? หรือว่ายังอยู่ในจุดเดิม แต่มิอาจปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างและแก่ตายหรือไม่ก็อดอาหารตาย? เมื่อได้ยินคำตอบจากอาโรเดส คล้ายกับไคลน์เริ่มเข้าใจบางสิ่ง
อย่างไรก็ตาม ไคลน์พบว่าวิธีนี้ไม่มีประโยชน์นัก เพราะพิธีกรรมเลื่อนลำดับของเดอะซันน้อยประกอบด้วยสามส่วน หนึ่ง แช่ตัวเองลงในน้ำแข็งที่ไม่ละลายตามปรกติ สอง ต้องอยู่ในความมืดบริสุทธิ์ และสาม ต้องดื่มโอสถขณะอยู่ในสภาพดังกล่าว การทำให้ตกอยู่ในความฝัน จะส่งผลให้เดอะซันน้อยมิอาจลงมือทำขั้นตอนที่สำคัญที่สุด
อา… คงต้องรอให้เดอะซันน้อยปรึกษากับเจ้าเมือง จากนั้นก็นำแนวทางของอีกฝ่ายมาพิจารณา… ขณะเดียวกัน เราจะถามเลียวนาร์ดเกี่ยวกับวิธีสร้างความมืดที่มาพร้อมโลกแห่งความฝันชั่วคราว… ไคลน์พยักหน้ารับ เป็นนัยเข้าใจคำตอบจากกระจกวิเศษ
สำหรับวิธีแรก ยอมถูกกัดกร่อนและกลายเป็นสัตว์ประหลาด มันไม่มัวเก็บมาคิดแม้แต่น้อย – ในโลกของศาสตร์เร้นลับ สิ่งนี้เท่ากับเป็นการฆ่าตัวตาย ไม่มีทางฟื้นฟูกลับมาได้แน่นอน
เมื่อนึกคำถามอื่นไม่ออก ไคลน์ไตร่ตรองสักพักและกล่าว
“จะตามหาสูตรโอสถลำดับ 3 ของเส้นทางนักทำนาย ‘ปราชญ์โบราณ’ ได้จากที่ไหน?”
บนผิวกระจกบานใหญ่ แสงน้ำกระเพื่อมเล็กน้อยก่อนจะเผยฉากวังมืดที่ปราศจากแสงธรรมชาติ
สำหรับฉากนี้ ไคลน์ยังไม่ลืม และนึกออกทันทีว่าคำตอบคืออะไร
ที่นี่คือแหล่งกบดานของซาราธที่กลายเป็นสัตว์ประหลาด!
แต่เมื่อมองลึกเข้าไปในวัง คราวนี้ไม่มีกลุ่มก้อนหนอนแมลงโปร่งใสขนาดใหญ่อีกต่อไป
ขณะรูม่านตาไคลน์กำลังเบิกกว้าง ข้อความสีเงินด้านล่างเขียนจบประโยค
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ ซาราธหายไปแล้ว!”
“ข้าไม่เห็นเขาแล้ว!”
หายไปแล้ว… ไคลน์เกือบลืมหายใจ
มันพอจะทราบอยู่ก่อนแล้วว่าซาราธฟื้นกลับมาได้ เพราะท้ายที่สุด สิ่งนี้คือผลลัพธ์ลูกโซ่จากการเปิดประตูภายในหมู่บ้านสายหมอก แต่มันก็ไม่คิดว่าผู้ทรงอิทธิพลรายนี้จะออกจากวังที่เคยหลบซ่อน!
แม้แต่ ‘กระจกวิเศษ’ อาโรเดสก็ยังมิอาจค้นหาที่อยู่… หมอนั่นกำลังวางแผนอะไร? ยิ่งไคลน์ครุ่นคิด มันก็ยิ่งเย็นสันหลัง
หลังจากกลายเป็นลำดับ 4 ครึ่งเทพ มันสามารถยืนยันได้หนึ่งสิ่ง
มันยังมิอาจควบคุมพลังที่รั่วไหลจากมิหมอกได้ดีพอ เมื่อพลังเหล่านั้นไหลซึมออกไปยังโลกความจริง ไคลน์ทำได้เพียงปกปิดออร่าของสายหมอกและความพิเศษ แต่ยังมิอาจยับยั้งกฎการดึงดูดของพลังพิเศษ เพราะมีการพิสูจน์บ่อยครั้งแล้วว่า เส้นทาง ‘นักทำนาย’ ‘ผู้ฝึกหัด’ และ ‘นักจารกรรม’ มักถูกดึงดูดให้เข้าหาสายหมอกโดยมือที่มองไม่เห็น และจากบรรดาทั้งหมด เส้นทางที่มีแรงดึงดูดชัดเจนที่สุดคือนักทำนาย!
นอกจากนั้น เรายังเป็นจอมเวทพิสดารที่น่าหลงใหลในสายตาอีกฝ่าย ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยสักนิดหากสักวันหนึ่ง ซาราธจะมาเยือนเบ็คลันด์… ไคลน์ยังคงทำหน้านิ่ง กล่าวกับกระจกบานใหญ่
“เข้าใจแล้ว”
สำหรับภาพถัดไปที่ ‘กระจกวิเศษ’ อาโรเดสแสดงให้เห็น ไคลน์เองก็คุ้นเคยไม่แพ้กัน เพราะนั่นคือฉาก ‘ขุมทรัพย์’ ของตระกูลอันทีโกนัสบนยอดเขาหลักของเทือกเขาโฮนาซิส
ใต้ฉาก ข้อความสีเงินเขียนกำกับไว้ว่า
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ ยังมีความเป็นไปได้อื่นอยู่อีก แต่ข้าบอกไม่ได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ทราบเพียงว่า ง่ายกว่าสองอย่างแรกพอสมควร”
คร่าวนี้ไม่มีสมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัส? นั่นสินะ สมุดบันทึกเล่มนั้นคงนำทางไปยังยอดเขาหลักของเทือกเขาโฮนาซิส ถือว่าอยู่ในหมวดเดียวกับข้อเมื่อครู่… แล้วอะไรคือสิ่งที่ ‘กระจกวิเศษ’ อาโรเดสมองไม่เห็น? พิจารณาจากความเข้าใจของเราเกี่ยวกับเส้นทางนักทำนาย กำลังจะบอกว่า… ให้สวดวิงวอน? เทพธิดาคือมารดาแห่งความลับ หมายความว่า หากเทพธิดาไม่ต้องให้อาโรเดสเห็น อาโรเดสก็จะไม่ได้เห็น? ความคิดไคลน์เริ่มกระจัดกระจาย ก่อนจะกลับมารวมกันอีกครั้ง
แน่นอน มันไม่คิดว่าตนจะขอสูตรโอสถ ‘ปราชญ์โบราณ’ จากอีกฝ่ายได้ตรงๆ แบบนั้นจะดูไร้แก่นสารเกินไป เหมือนกับเด็กเล่นขายของ
พิจารณาจากประสบการณ์สมัยเหยี่ยวราตรี มันเชื่อว่าตนต้องสะสมคะแนนผลงาน จากนั้นก็ประกอบพิธีกรรมเพื่อขอสูตรโอสถ ‘ปราชญ์โบราณ’ จากเทพธิดารัตติกาลเป็นการแลกเปลี่ยน
สะสมคะแนนผลงาน… เป็นคำที่คุ้นเคยชะมัด… ไคลน์ถอนหายใจเงียบ ไตร่ตรองบางใส่ภายในใจ:
เห็นได้ชัดว่า เทพธิดาบอกใบ้วิธีสั่งสมผลงานมาแล้ว นั่นคือการสะสางปัญหาของนิกายวิญญาณฝ่ายมรณาเทียมให้เรียบร้อย!
แต่ไคลน์สงสัยว่า เทพธิดาอาจมีสูตรโอสถเส้นทางนักทำนายถึงแค่ ‘ปราชญ์โบราณ’ เท่านั้น ไม่มีของลำดับที่สูงกว่านี้ เพราะเทวทูตของตระกูลอันทีโกนัสมิได้ร่วงหล่นทันที แต่หนีกลับไปยังวังลับ กลายเป็นสัตว์ประหลาดคลุ้มคลั่งในสภาพกึ่งผนึกตัวเอง นอกจากนั้น ไพ่เดอะฟูลก็ยังอยู่ที่นั่น มิได้ถูกนำออกไป
ในเวลาเดียวกัน ไคลน์ที่คิดจะถามต่อเกี่ยวกับร่างโคลนของอามุนด์ พลันฉุกคิดได้ว่า ภายในความทรงจำของครึ่งเทพในร่างหนู คนที่เตือนเกี่ยวกับครึ่งเทพเส้นทางนักจารกรรม ไม่ใช่ใครนอกจากกระจกบานนี้!
ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามา ไคลน์หรี่ตาลงเล็กน้อย มองกระจกบานใหญ่พลางกล่าว
“วันนี้พอแค่นี้ก่อน เจ้ากลับไปได้ ไว้มีเรื่องรบกวน เราจะเรียกอีกครั้ง”
“ขอรับ นายท่าน! บ๊ายบาย~ ข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์และถ่อมตนของท่าน อาโรเดส พร้อมที่จะรับใช้นายท่านทุกเมื่อ!” บนกระจกบานดังกล่าว เส้นแสงสว่างขึ้น วาดเป็นสัญลักษณ์คนโบกมือ
รอจนกระทั่งทุกอย่างสงบลง ไคลน์หันหลังไปหยิบกระดาษที่วาดสัญลักษณ์ ดีดนิ้วและปล่อยให้มันลุกไหม้ด้วยเปลวไฟสีแดง
ขณะขี้เถ้าร่วงกราว มันกางมือซ้ายออก เผยให้เห็นหนอนโปร่งใสสองตัวที่มีลวดลายลึกลับ
หนอนทั้งสองตัวดีดดิ้นอย่างอ่อนโยน พลังชีวิตของพวกมันทำให้ห้องนอนใหญ่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง แสงสว่างภายในห้องสลัวลง ก่อนจะสว่างจ้า สลับกันเช่นนี้อย่างต่อเนื่องแต่ไม่เป็นจังหวะ พวกมันคือหนอนวิญญาณที่ไคลน์แบ่งออกมา
ทันทีหลังจากนั้น ไคลน์เหยียดมือขวาออก ตบใส่หนอนโปร่งใสทั้งสองตัว
ผ่านมือของมันหยุดค้างไว้สักพัก
จากนั้นก็ยกขึ้น ตบกลับลงไปใหม่และหยุดค้าง ทำซ้ำอีกหลายครั้งติดต่อกัน จนกระทั่งออกแรงตบครั้งสุดท้ายด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ท่ามกลางเสียงแตกหักมายา ไคลน์เกิดอาการชาในหัว
เป็นความรู้สึกคล้ายกับวิญญาณถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ เจ็บปวดยิ่งกว่าถูกยิงแล้วกรีดซ้ำ
ไคลน์ใช้พลังตัวตลกเพื่อควบคุมการกระตุกของกล้ามเนื้อใบหน้า ผ่านไปสักพัก มันยกมือขวาขึ้นหน้าผาก พึมพำเงียบกับตัวเอง
ไม่ผิดจากที่คิด ความตายของ ‘หนอนวิญญาณ’ ทุกตัวทำสร้างความเสียหายแก่ร่างวิญญาณ… ขีดจำกัดในปัจจุบันของเราน่าจะเท่ากับหกตัว… อา… ตอนนี้คงต้องรอดูระยะเวลาในการฟื้นตัวก่อน…
โชคดีที่อยู่ในระดับพอทนไหว ไม่อย่างนั้น หากเผชิญหน้าการต่อสู้อันดุเดือดจนหุ่นเชิดถูกทำลาย ถ้าฟื้นฟู ‘หนอนวิญญาณ’ ไม่ได้จะถือว่าอันตรายมาก…
อา… แตกต่างจาก ‘หนอนกาลเวลา’ ของร่างโคลนอามุนด์ ‘หนอนวิญญาณ’ ของจอมเวทพิสดารจะไม่ตายเสมอไปในตอนที่หุ่นเชิดทุกทำลาย ส่วนใหญ่แล้วจะกู้คืนได้ทัน เพราะระยะห่างระหว่างร่างต้นกับหุ่นเชิดมีไม่มาก…
เมื่อยืนยันสถานการณ์และรอจนกระทั่งตะกอนพลังใน ‘หนอนวิญญาณ’ กลับคืนร่างกาย ไคลน์นำวัสดุมาวางอีกครั้งและประกอบพิธีกรรมถึงเดอะฟูล
หลังจากจัดการเสร็จไปทีละขั้นตอน ไคลน์ผลิตกระสุนสีเงินเข้มสองนัดจากซาก ‘หนอนวิญญาณ’ ทั้งสองตัว รวมถึงแท่งเงินสองแท่งและสัญลักษณ์สามมิติที่ซับซ้อนซึ่งคัดลอกมาจากใครบางคน – คนคนนั้นคือ ‘อสรพิษปรอท’ วิล·อัสติน
กระสุนเงินถูกสลักด้วยลวดลายลึกลับที่ยากอธิบาย ปลายทางของลวดลายดังกล่าวกระจุกตัวกันในบริเวณกึ่งกลาง สีทึบแต่ไม่มืด ใครก็ตามที่จ้องมองจะรู้สึกว่าความคิดเชื่องช้า
ไคลน์ดีดเหรียญทองคำขึ้นไปอากาศ ใช้พลังทำนายเพื่อตรวจสอบความสามารถของกระสุน
หากโดนยิง เป้าหมายจะกลายเป็นอัมพาตทันที!
สถานะดังกล่าวจะส่งผลแตกต่างกันไป อิงตามความแข็งแกร่งทางร่างวิญญาณของเหยื่อ ต่อให้เป็นลำดับ 3 ก็ยังต้องชะงักไม่ต่ำกว่าหนึ่งถึงสองวินาที!
เป็นพลังที่เราไม่มี… แน่นอน มันถูกสร้างด้วยความช่วยเหลือจากพลังของมิติหมอก… กระสุนสองนัดนี้คงอยู่ในระดับเดียวกับยันต์ ‘โจรปล้นดวง’ แม้ ‘หนอนวิญญาณ’ ของเราจะด้อยกว่า ‘หนอนกาลเวลา’ ขออามุนด์และพาลีส·โซโรอาสเตอร์ แต่อิทธิพลจากมิติหมอกในคราวนี้สูงกว่าการสร้างยันต์คราวก่อน… เราจะเรียกมันว่า… เอ่อ… กระสุนคุมวิญญาณ… ไคลน์หยิบลูกโม่ลางมรณะออกจากซองปืนใต้รักแร้ ตบโม่ออก บรรจุ ‘กระสุนคุมวิญญาณ’ สองนัดเข้าไป
จากนั้น มันนำกระดาษจดหมายมากางข้างแท่นบูชา ลงปากกาเขียน
“งานต่อไปของคุณก็คือ พยายามรวบรวมยันต์ระดับสูงและกระสุนพิเศษ… ขอให้พระองค์จงสถิตอยู่กับคุณ… จากคนที่เคยมอบคำสั่งให้คุณสามข้อ”
จดหมายฉบับนี้เขียนถึงแพทริค·เบรนแห่งนิกายวิญญาณฝ่ายฝักใฝ่เทพมรณา
ในเมื่อมีลูกน้องอยู่ในมือ ทำไมต้องปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ? ไคลน์รำพัน พับกระดาษจดหมาย จากนั้นก็อัญเชิญผู้ส่งสารของแพทริค·เบรนข้างแท่นบูชา
บนผิวโต๊ะทำงาน เปลวไฟสีดำสนิทลุกท่วมอย่างน่าตกตะลึง จากนั้นก็รวมตัวกันกลายเป็นนกใสขนสีดำ
สัตว์วิญญาณตนนี้ชำเลืองมาทางไคลน์ ค่อยๆ ก้มหน้าลงและจิกกระดาษจดหมายขึ้นมา
เมื่อเห็นอีกฝ่ายหายไป ไคลน์พยักหน้าและพึมพำกับตัวเอง
คู่ทำพันธสัญญาของแพทริคมีระดับไม่เลวทีเดียว…
มันรวบรวมสมาธิ นำกระดาษจดหมายออกมาอีกแผ่นและเขียนอย่างไหลลื่น
“ผมได้รับพรแห่งการปกปิดมาแล้ว คุณเริ่มมองหาสมบัติปิดผนึกเส้นทางนักจารกรรมได้เลย นอกจากนั้น ผมยังพบวิธีมองเห็นการปลูกถ่ายชะตากรรมแล้ว คุณไม่ต้องห่วงเรื่องนี้”
“…ผมมีคำถาม คุณพอจะมีวิธีสร้างความมืดที่มาพร้อมโลกความฝันชั่วคราวหรือไม่?”
“…หากคุณมีเวลาว่าง ลองแวะไปที่ทิงเก็นสักครั้ง หาเรื่องยืม 3-0782 ออกมาทำภารกิจและสร้างกระสุนเพลิงสุริยันจากสิ่งนั้น ตราศักดิ์สิทธิ์แห่งสุริยันที่กลายพันธุ์ ด้านในมีเลือดศักดิ์สิทธิ์ของสุริยันเจิดจรัสบรรจุอยู่… หากมีกระสุนเพลิงสุริยัน โอกาสประสบความสำเร็จจะมากขึ้น สามารถต่อกรกับร่างโคลนของอามุนด์ได้ดีขึ้น”
……………………………………..
‘เดอะมูน’ เอ็มลินประสานมือโดยไม่รู้ตัว เชิดคางขึ้นเล็กน้อย หันไปมองหน้ามิสเมจิกเชี่ยนในแนวทแยงพร้อมกับกล่าว
“ข้ายืนยันแล้วว่า ปราสาทร้างที่อยู่กลางป่าเดแลร์เป็นบททดสอบที่ผีดูดเลือดมอบให้ข้า ที่นั่นมีเพื่อปกปิดสถานการณ์บางอย่าง”
กล่าวจบ คล้ายกับมันยกหินออกจากอก มิได้กระอักกระอ่วนและรู้สึกผิดเหมือนคราวก่อน
มันถือโอกาสมองไปยังแฮงแมนและเฮอร์มิทรอบๆ ทั้งสองทำสีหน้าปรกติคล้ายกับคาดเดาได้
จากที่เห็น พวกเขาคงค้นพบความผิดปรกติหลังจากได้ยินสิ่งที่มิสเมจิกเชี่ยนเล่า… เอ็มลินพยักหน้าเล็กๆ รีบเสริมก่อนที่ฟอร์สจะได้กล่าวคำใด
“ข้าเสียใจจริงๆ … จะยกเงินจำนวนสามร้อยปอนด์ค่านายหน้าให้ และแถมให้อีกสามร้อยปอนด์… นอกจากนั้น ข้าวางแผนจะลงโทษผีดูดเลือดที่จงใจแจ้งข้อมูลไม่ครบ”
แม้ว่ามิสเตอร์มูนจะเป็นคนหยิ่งทระนง แต่ก็จริงจังในการแก้ไขข้อผิดพลาดของตัวเองมาก ไม่คิดจะปัดความรับผิดชอบแม้แต่น้อย… แต่ทางเราก็ได้คำสาปและละอองวิญญาณของวิญญาณอาฆาตโบราณมาครบแล้ว เรื่องราวจบลงด้วยดี ในเมื่อมิสเตอร์มูนไม่มีเจตนาทำร้ายเรากับซิล เขาก็ไม่จำเป็นต้องชดเชยมากเกินเหตุ… ฟอร์สจำคำแนะนำของซิลได้ กล่าวโดยไม่หันไปมองเพื่อสนิท
“ความผิดไม่ได้เกิดจากตัวคุณ ไม่จำเป็นต้องชดเชยเพิ่ม แค่เงินค่านายหน้าก็พอแล้ว”
กล่าวจบ เธอฉุกคิดบางสิ่งได้กะทันหัน: ในเมื่อข้อมูลเกี่ยวกับปราสาทร้างเป็นบททดสอบจากผีดูดเลือด เช่นนั้นแล้ว เธอกับซิลจะถูกเฝ้าจับตามองโดยผีดูดเลือดด้วยไหม?
ในที่สุดฟอร์สก็ทนไม่ไหว ตัดสินใจหัวไปมองด้านข้าง เห็นมิสจัดจ์เมนต์ส่ายหน้าเล็กน้อย บอกเป็นนัยว่ายังไม่ถูกใครสะกดรอยตาม
หมายความว่ายังไง… ฟอร์สประหลาดใจ ขบคิดไม่ออก
เธอพยายามทำสมาธิ นึกทบทวนเกี่ยวกับสถานการณ์ตอนนั้น
พวกเราใช้เวลาสำรวจนานเกินไป ผีดูดเลือดจึงหมดความอดทน?
เจ้าของโรงแรมในเมืองเล็กๆ คนนั้นรู้จักปราสาทร้าง… หรือว่าจะเป็นผีดูดเลือดปลอมตัวมา? ไม่เสมอไป ชาวเมืองทุกคนล้วนรู้เรื่องนี้ เพียงแต่ปราสาทหลังนั้นอยู่ไกลเกินไป และไม่มีสิ่งของมีค่าหลงเหลือ คงไม่มีใครคิดจะมุ่งหน้าไปทางนั้น เว้นเสียแต่จะเข้าป่าล่าสัตว์…
มีบางอย่างไม่ถูกต้อง… ปราสาทร้างหลังนั้นอันตรายมาก ไม่มีทางที่คนเข้าไปหลบฝนเฉยๆ จะปลอดภัย แล้วทำไมชาวเมืองถึงอธิบายเพียงว่า ‘ค่อนข้างน่ากลัว’ ? อาจเป็นไปได้ว่า ผีดูดเลือดมักผนึกทางลงใต้ดินไว้ตลอดเวลา และเปิดออกเฉพาะในตอนที่มีการทดสอบ? หมายความว่ามีการจับตามองอยู่จริงๆ?
หืม… เป็นเพราะปราสาทหลังนั้นอันตรายเกินไป คนที่คอยจับตามองจึงซ่อนตัวอยู่ในป่ารอบนอก ไม่มีใครกล้าเข้าไปข้างใน? แต่เป็นเพราะเรากับซิลหลงทางเดินอ้อม ก็เลยไม่เจอพวกเขา?
‘มิสเตอร์ฟูล’ ไม่ได้ตักเตือน ไม่น่าจะเป็นปัญหาร้ายแรงนัก… กลับโลกแห่งความจริงเมื่อไร เราต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น!
ขณะฟอร์สกำลังเค้นสมอง เอ็มลินครุ่นคิดและกล่าว
“…ตกลง”
มันไม่ยืนกรานจะคืนเงินเพิ่ม เพราะเชื่อว่าวิธีชดเชยที่ดีที่สุดก็คือ ลงโทษเออร์เนส·โบยาร์!
จากนั้น มันรอให้มิสเมจิกเชี่ยนเสนอว่าจะลงโทษอย่างไร และตั้งใจจะใช้โอกาสนี้เพื่อปรึกษาหารือกับสมาชิกคนอื่นในชุมนุมทาโรต์ ดูว่ามีความคิดที่น่าสนใจหรือไม่
‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สมองว่าเรื่องนี้เป็นความบาดหมางภายในตระกูลผีดูดเลือด ส่วนตนเป็นเพียงผู้เคราะห์ร้าย เมื่อเห็นว่ามิสเตอร์มูนไม่ได้เสนอแผนใด เธอจึงปิดปากเงียบ รอฟังข้อสรุปในตอนสุดท้ายทีเดียว
วังที่เหมือนกับถิ่นพำนักคนยักษ์เงียบลงกะทันหัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน
‘จัสติส’ ออเดรย์มองฝั่งตรงข้าม มองด้านข้าง เม้มปากเล็กน้อยและถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“มิสเตอร์มูน คุณจะลงโทษผีดูดเลือดตนนั้นอย่างไร?”
ฟู่ว… เอ็มลินถอนหายใจเงียบ ชำเลืองไปทางเดอะเวิร์ลโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะกล่าว
“เขาทำเรื่องนี้ภายใต้คำสั่งของเบื้องบน ข้าคิดว่าโทษไม่ควรรุนแรงถึงความตาย”
ความหมายโดยนัยก็คือ มิสเตอร์เวิร์ล เรื่องนี้คุณไม่ต้องยุ่ง
เมื่อพบว่าเดอะเวิร์ลสุดขอบโต๊ะทองแดงยาวอีกฝั่งไม่คัดค้าน มันหันไปที่อีกมุมหนึ่ง
“ข้าจะล่อลวงผีดูดเลือดตนนั้นมาที่วิหารแห่งหนึ่งของพระแม่ธรณีในกรุงเบ็คลันด์”
หลังจากเข้าร่วมชุมนุมทาโรต์มานาน แม้เอ็มลินจะไม่ใช่คนที่ใส่ใจอะไรมาก แต่มันก็ทราบว่าการปกปิดสถานการณ์ของตัวเองคือสิ่งจำเป็น มันจึงมิได้เอ่ยชื่อวิหารฤดูเก็บเกี่ยวออกไป
ในกรุงเบ็คลันด์มีวิหารของพระแม่ธรณีเพียงแห่งเดียว นั่นคือวิหารฤดูเก็บเกี่ยว! ส่วนที่เหลือจะตั้งอยู่แถวชานเมืองและชนบท… ‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ดกลั้นขำ แหงนหน้ามองหลังคาโดมสูง
“คุณต้องการให้ผู้วิเศษของวิหารพระแม่ธรณีชำระล้างผีดูดเลือดตนนั้น?” ฟอร์สโพล่งด้วยสีหน้าประหลาดใจ
สำหรับเธอ นี่ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าทิ้ง!
“เอ่อ…” เอ็มลินกระอักกระอ่วน ตอบไม่ถูกไปสักพัก
ทันใดนั้น ‘เฮอร์มิท’ แคทลียาพูดแทรก
“โบสถ์พระแม่ธรณีชอบที่จะเปลี่ยนให้ผีดูดเลือดมานับถือศาสนาของตน จากนั้นก็ให้ทำงานรับใช้ในฐานะบิชอปหรือนักบวช”
แบบนี้นี่เอง… ‘จัสติส’ ออเดรย์แอบชำเลืองไปทางเดอะมูนฝั่งตรงข้ามด้วยสีหน้าครุ่นคิด
หากเปลี่ยนให้ผีดูดเลือดตนนั้นกลายเป็นนักบวช อีกฝ่ายต้องเดินทางไปสวดมนต์ที่วิหารทุกวัน กลายเป็นอาสาสมัครที่ถูกชะล้างจิตใจ… ต้องตกอยู่ในกิจวัตรเช่นนี้เป็นเวลานาน… แผนลงโทษของมิสเตอร์มูนร้ายกาจมาก… แต่เราชอบ! ผีดูดเลือดตนนั้นเกือบทำเราให้และซิลถูกกัดกร่อนจนกลายเป็นวิญญาณอาฆาตโบราณ… ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สเริ่มถามอย่างสนใจ
“มิสเตอร์มูน แล้วคุณคิดจะล่อลวงผีดูดเลือดตนนั้นมายังวิหารพระแม่ธรณีด้วยวิธีใด? วางแผนไว้บ้างหรือยัง? บางทีพวกเราอาจให้ความช่วยเหลือได้… แล้วก็ คุณต้องระวังอย่าให้ตัวเองหลงเข้าไปในวิหารดังกล่าวแทน เพราะถ้าเป็นแบบนั้น ทางรอดเดียวคงต้องสวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูล”
แต่นี่อาจเป็นสิ่งที่มิสเตอร์ฟูลต้องการก็ได้ จะได้มีคนของชุมนุมทาโรต์แทรกซึมเข้าไปในโบสถ์พระแม่ธรณี… หลังจากกล่าวจบ ฟอร์สรำพันในใจ
ได้ยินเช่นนั้น ‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ดเกือบหลุดขำ เพราะมันมั่นใจแล้วว่า ‘เดอะมูน’ ไม่ใช่ใครนอกจากเอ็มลิน·ไวท์แห่งวิหารฤดูเก็บเกี่ยว และอีกฝ่ายกลายเป็นนักบวชของพระแม่ธรณีเรียบร้อยแล้ว!
เหมือนกับคนที่กำลังจมน้ำ พยายามลากคนอื่นลงไปด้วย… เลียวนาร์ดกลั้นยิ้ม พลางหันไปทาง ‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์ พบว่าอดีตเพื่อนร่วมงานของตนยังคงไม่มีท่าทีตอบสนอง สุขุมเยือกเย็นผิดคาด
นั่นทำให้มันอดคิดไม่ได้ว่า:
นี่คือพลังหน้าตายของตัวตลก หรือว่าไคลน์เคยชินกับสถานการณ์ไปแล้ว?
ณ สุดขอบโต๊ะทองแดงยาวในตำแหน่งประธาน ‘เดอะฟูล’ ไคลน์เกือบเผลอเลื่อนมือขึ้นมาปิดปาก
มันคิดไม่ถึงว่าเอ็มลินจะมีไอเดียบรรเจิดขนาดนี้!
ฟังดูเหมือนกับแชร์ลูกโซ่… คนในพยายามลากคนนอกเข้าไปเป็นพวก… ไม่สิ แตกต่างกันเล็กน้อย… ในกรณีนี้ เอ็มลินรู้อยู่แก่ใจว่านี่คือการลงโทษ… ไคลน์เอนหลังพิงเก้าอี้ รอคอยการเปลี่ยนแปลงด้วยใจจดจ่อ
ในการรักษาอาการทางจิตครั้งล่าสุด มิสจัสติสแนะนำว่าอย่าสวมหน้ากากมากเกินไป ไคลน์ยังไม่ลืมและพยายามทำทุกครั้งที่มีโอกาส
เอ็มลินที่ได้ยินคำห่วงใยจากมิสเมจิกเชี่ยน ภาษากายของมันเผยความกระอักกระอ่วนทันที เพราะตนยังต้องคอยเดินทางไปวิหารพระแม่ธรณีทุกวัน วันละสองสามหน เลิกคิดถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ไปได้เลย
มันกระแอมแห้งและกล่าว
“ตอนนี้ยังไม่มีแผนการที่ชัดเจน ข้าต้องการฟังความเห็นและคำแนะนำจากทุกคนก่อน… เอ่อ… หวังว่าจะไม่มีการปะทะที่รุนแรงเกิดขึ้น ไม่อย่างนั้นคงจากที่จะควบคุมสถานการณ์ และข้าเองก็ไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนตรงๆ … มิสเมจิกเชี่ยน เจ้าจะให้ความร่วมมือด้วยก็ได้ แต่พวกเราห้ามพบหน้ากันโดยเด็ดขาด”
การที่ไม่อยากเปิดเผยตัวตน ไม่ใช่เพราะเอ็มลินกลัวว่าเออร์เนส·โบยาร์และญาติพี่น้องตนอื่นจะรู้ว่าเป็นฝีมือของตน เพราะท้ายที่สุด นี่เป็นเพียงการสั่งสอนและมอบบทเรียน อีกฝ่ายจะรู้ตัวคนทำก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพียงแต่ว่า การไม่เหลือร่องรอยทิ้งไว้เลยจะถือว่าดีที่สุด
‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สอืมในลำคอ จากนั้นก็เลียนแบบคำแนะนำจากผู้มากประสบการณ์ภายในชุมนุม
“ก่อนอื่น คุณต้องบอกก่อนว่า ผีดูดเลือดตนนั้นลำดับเท่าไร ชำนาญสิ่งใด”
‘เดอะมูน’ เอ็มลินตอบทันทีราวกับเตรียมไว้แล้ว
“เทียบเท่าลำดับ 5 ประสบการณ์ต่อสู้พอตัว ชำนาญการสร้างอิทธิพลแบบเดียวกันพระจันทร์เต็มดวง…”
อิทธิพลแบบเดียวกับพระจันทร์เต็มดวง? ฟอร์สตกตะลึงสักพัก อ้าปากค้าง แต่มิได้กล่าวคำใด
รอจนกระทั่งเอ็มลินอธิบายจบ เธอยิ้มและพูด
“ฉันเพิ่งนึกออกว่า พักนี้อาจมีธุระด่วน อาจไม่สะดวกที่จะเข้าร่วม”
หากตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คล้ายพระจันทร์เต็มดวง เธอจะได้ยินเสียงเพรียกจากมิสเตอร์ประตู!
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เธอจะเป็นได้แค่ก้อนภาระ หมดสิทธิ์ต่อสู้โดยสิ้นเชิง!
เอ็มลินขมวดคิ้วเล็กน้อย งุนงงกับท่าทีกลับกลอกของเมจิกเชี่ยน
ในเวลาเดียวกัน ‘จัดจ์เมนต์’ ซิลที่ฟังเงียบๆ มาตลอด เป็นฝ่ายเปิดปากพูด
“ฉันเข้าร่วมได้… ถ้ามีส่วนแบ่งที่เหมาะสม”
น้ำเสียงของมิสจัดจ์เมนต์ฟังดูขึงขัง คล้ายกับเธอต้องการแก้แค้น… เอ็มลินพึมพำกับตัวเอง แอบชำเลืองไปทางแฮงแมนและเฮอร์มิท พบว่าทั้งสองไม่มีคำแนะนำเพิ่มเติม คล้ายกับปล่อยให้สมาชิกที่อยู่ในกรุงเบ็คลันด์คุยกันเองไปก่อน
เนื่องจากเรื่องนี้เกี่ยวกับเพื่อนของเธอโดยตรง และยังเป็นภารกิจแรกที่ชุมนุมทาโรต์มีร่วมกัน ออเดรย์จึงค่อนข้างให้ความสนใจ หลังจากเฝ้าสังเกตสักพัก เธอไตร่ตรองและกล่าว
“ดิฉันอาจสะกดจิตเขาได้… ชักนำให้อีกฝ่ายเข้าไปในวิหารพระแม่ธรณี… แต่ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตนและอยากให้มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง ก่อนที่ฉันจะสะกดจิตเขา คุณต้องทำให้เหยื่อตกอยู่ในสภาพเหม่อลอยหรือกึ่งรู้สึกตัว… มิสเตอร์มูน คุณพอจะทำได้ไหม?”
ขณะเอ็มลินกำลังนึกทบทวนพลังของตนและสมบัติวิเศษที่ครอบครอง ‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ดด้านข้างโพล่งขึ้นทันที
“ของกล้วยๆ … แต่บอกไว้ก่อน หน้าที่ของผมมีแค่ทำให้ผีดูดเลือดตนนั้นหมดสติ… แน่นอน กุญแจสำคัญคือข้อมูล พวกเราต้องวางแผนจากข้อมูลของอีกฝ่าย”
ทันทีที่สิ้นเสียง ‘จัดจ์เมนต์’ ซิลพยักหน้ารับและกล่าว
“ดิฉันชำนาญการสืบสวนและสะกดรอย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ทางนี้ได้เลย… อา… ก่อนอื่น มิสเตอร์มูน ช่วยบอกชื่อของผีดูดเลือดตนนั้น รวมถึงที่อยู่และรูปลักษณ์”
“ตกลง” เอ็มลินถอนหายใจโล่งอก กล่าวด้วยสีหน้ามึนงงเล็กๆ “แล้วข้าต้องทำอะไร? นอกจากนั้น พวกเจ้าต้องการค่าตอบแทนแบบไหน?”
………………………………………………..
มิสเตอร์ฟูลเองก็มีอำนาจในขอบเขตความลับเหมือนกันหรือ… เลียวนาร์ดผงะเล็กน้อย เริ่มเข้าใจว่าทำไมตาแก่ถึงเอ่ยเกี่ยวกับพรแห่งการปกปิด
โดยไม่รอให้อีกฝ่ายตอบ ไคลน์เสริมประโยค
“นอกจากนั้น อย่าไปบอกกับพาลีส·โซโรอาสเตอร์ด้วย อามุนด์อาจทราบว่ามีเทวทูตเส้นทางนักจารกรรมอยู่หนึ่งตนในละแวกใกล้เคียงถนนเบิร์คลุน”
นี่มัน… รูม่านตาเลียวนาร์ดเบิกโพลง
“มันจะรู้ได้ยังไง?”
ขอโทษทีนะสหาย ฉันไม่สะดวกที่จะตอบ… ไคลน์รำพัน ก่อนจะตอบขึงขัง
“ผมไม่ใช่อามุนด์สักหน่อย”
“พฤติกรรมหรือคำพูดใดที่ทำให้คุณได้ข้อสรุปนี้มา?” เลียวนาร์ดถามตามความเคยชิน
เอ่อ… ฉันเป็นคน ‘บอก’ เจ้านั่นเอง… ไคลน์ตอบสนองด้วยการหัวเราะ
งั้นหรือ… เลียวนาร์ดพยักหน้าเล็กๆ
“เข้าใจแล้ว ฉันจะบอกตาแก่ให้”
มันเว้นวรรค
“คุณจะรอให้เขาช่วยวางแผนอย่างละเอียดไหม?”
ไคลน์อืมในลำคอ
“หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับอามุนด์และเส้นทางนักจารกรรม มีน้อยคนนักที่จะรู้มากกว่าท่าน”
กล่าวถึงตรงนี้ เมื่อค่อนข้างแน่ใจว่าอามุนด์คงไม่มาที่ถนนเบิร์คลุนสักระยะ มันกล่าวอย่างใจเย็น
“ยังไม่ต้องลงมือทำอะไร ไว้ค่อยคุยกันในชุมนุมทาโรต์วันพรุ่งนี้”
หืม… เท่าที่ดู เหตุการณ์ไม่ได้เร่งด่วนสินะ… เลียวนาร์ดอ่านความนับแฝงจากประโยค พยักหน้าเล็กๆ และตอบ
“ตกลง ไว้ค่อยคุยรายละเอียดกันในชุมนุมทาโรต์วันพรุ่งนี้”
จัดการเสร็จ ไคลน์ลุกขึ้นยืน หันหน้าทำความเคารพไปยัง ‘ประตูแห่งแสง’
“มิสเตอร์ฟูล พวกเราเสร็จแล้ว”
เลียวนาร์ดลุกขึ้นและเตรียมทำตาม แต่ก่อนจะได้ลงมือ ทัศนียภาพของมันพลันถูกอาบไปด้วยสีแดงเข้ม
จนกระทั่งได้สติกลับมา มันพบว่าตัวเองกำลังอยู่ในป่าโปร่งเขตชานเมืองทางเหนือ
“มีอะไรจะบอกกับข้าไหม” เสียงค่อนข้างชราของพาลีส·โซโรอาสเตอร์ดังขึ้น
เลียวนาร์ดกระแอมและตอบ
“ไคลน์บอกว่า เขาเป็นข้ารับใช้ของความลับ จะลองขอความช่วยเหลือให้”
“ข้ารับใช้ของความลับ… อย่างที่คิด…” พาลีสถอนหายใจ “บอกกับเขาว่า หากสามารถวิงวอนขอพรแห่งการปกปิดได้จริง ข้ายินดีช่วยจัดการกับอามุนด์และค้นหาร่างโคลนทั้งหมดของเจ้านั่นในเบ็คลันด์”
เลียวนาร์ดไม่ประหลาดใจกับคำตอบ
“ตาแก่… ไม่เห็นอ่อนแอเหมือนที่ทำตัวก่อนหน้านี้เลย!”
พาลีส·โซโรอาสเตอร์หัวเราะแห้ง
“เจ้าไม่เคยได้ยินคำกล่าวอันโด่งดังของโรซายล์หรือ? อูฐที่อดอยาก ก็ยังตัวใหญ่กว่าม้า”
“นั่นอยู่กับพันธุ์ของม้าและอูฐ…” เลียวนาร์ดยอกย้อนตามนิสัย หันไปถาม “ตาแก่ คุณจะจัดการกับอามุนด์ยังไง? ใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ?”
“แฮ่ม!” พาลีสกระแอมขุ่นเคือง “ถ้าทำแบบนั้น สิ่งที่เราต้องเผชิญคือร่างจริงของอามุนด์ ไม่ใช่ร่างโคลน และถ้าเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น ทวยเทพจะเสร็จลงมาเยือนจนเกิดเป็นมหาสงคราม… สำหรับข้ายังพอมีทางเอาตัวรอด แต่กับเจ้า คงไม่แคล้วได้เข้าเฝ้าเทพธิดารัตติกาล”
“…” เลียวนาร์ดตอบโต้ได้เพียงภาษากาย
พาลีส·โซโรอาสเตอร์กล่าวต่อ
“แตกต่างจากเส้นทางอื่นที่คล้ายคลึงกัน ร่างโคลนของอามุนด์สามารถเติบโตได้ด้วยการดูดซับตะกอนพลังเส้นทางนักจารกรรม จากนั้นก็แบ่งหนอนกาลเวลาเป็นจำนวนมาก ส่งออกไปเป็นปรสิตในร่างสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ ตราบเท่าที่ในละแวกดังกล่าวมีตะกอนพลังมากพอ กระบวนการนี้สามารถเกิดขึ้นได้ไม่รู้จบ”
“นี่มัน… ฟังดูเหมือนโรคระบาด” เลียวนาร์ดเย็นสันหลังวาบ
หากตะกอนพลังของเส้นทางนักจารกรรมมีมากพอ ร่างโคลนของอามุนด์สามารถเข้าไปเป็นปรสิตในร่างของคนทั้งเมืองได้ไม่ยาก!
“ทำนองนั้น” พาลีสช่วยยืนยันคำพูดเลียวนาร์ด ก่อนจะถอนหายใจ “เพื่อจะจัดการกับอามุนด์ เรามีเพียงวิธีเดียวก็คือ ล่อเจ้านั่นด้วยตะกอนพลังของครึ่งเทพเส้นทางนักจารกรรม ตราบใดที่เราปราบร่างโคลนตัวหนึ่งสำเร็จ โอกาสจัดการตัวที่เหลือก็ไม่ยาก อย่างไรก็ตาม อามุนด์เป็นปรมาจารย์ด้านการหลอกลวง เราต้องระวังตัวให้มาก ไม่อย่างนั้น ฝ่ายที่คิดว่ากำลังล่อเหยื่ออย่างเรา แท้จริงแล้วอาจกำลังเป็นเหยื่อเสียเอง สำหรับประเด็นนี้ พรแห่งการปกปิดคือกุญแจสำคัญ!”
“เข้าใจแล้ว” เลียวนาร์ดถอนหายใจแผ่ว หันไปถาม “ร่างโคลนของอามุนด์แข็งแกร่งขนาดไหน?”
พาลีส·โซโรอาสเตอร์เงียบไปหลายวินาที ราวกับกำลังนึกทบทวน จากนั้นก็ตอบ
“ในทางทฤษฎี ร่างโคลนที่แข็งแกร่งที่สุดของอามุนด์สามารถเป็นได้ถึงลำดับ 1 แต่โอกาสทำได้จริงน้อยมาก เพราะนั่นจะทำให้จิตใจขาดเสถียรภาพ ง่ายต่อการคลุ้มคลั่ง… กล่าวโดยทั่วไป ร่างโคลนคือหนอนกาลเวลา เริ่มแรกจะมีพลังเทียบเท่าลำดับ 4 ที่อ่อนแอ แต่ก็มีคุณสมบัติในการบดขยี้ตะกอนพลัง หลังจากดูดซับตะกอนพลังเส้นทางนักจารกรรมไปเรื่อยๆ ร่างโคลนเหล่านั้นสามารถพัฒนาไปถึงลำดับ 2 แต่อามุนด์ไม่ค่อยทำเช่นนั้น เจ้านั่นชอบที่จะแยกร่างเป็นจำนวนมาก และเหนือสิ่งอื่นใด พิจารณาจากสถานการณ์ของกรุงเบ็คลันด์ ร่างโคลนของอามุนด์ไม่น่าจะไปถึงลำดับ 2”
เลียวนาร์ดไตร่ตรองสักพัก
“หมายความว่า เราจะได้เผชิญหน้าอามุนด์กลุ่มใหญ่ โดยในหมู่พวกมัน ส่วนใหญ่จะเป็นลำดับ 4 ที่อ่อนแอ มีจำนวนหนึ่งเป็นลำดับ 4 ทั่วไป และมีอีกจำนวนน้อยเป็นลำดับ 3 ผมพูดถูกไหม?”
“ตามปรกติก็ใช่… อามุนด์ชอบทำแบบนั้น แต่ต้องไม่ลืมว่าเจ้านั่นเก่งด้านการหลอกลวง” พาลีส·โซโรอาสเตอร์ตักเตือน “นอกจากนั้น พิจารณาจากระยะเวลาที่อามุนด์เริ่มอยู่ในเบ็คลันด์ ตะกอนพลังเส้นทางนักจารกรรมที่รวบรวมได้น่าจะยังมีไม่มากนัก เพราะท้ายที่สุด ที่นี่คือเบ็คลันด์… หากสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย ร่างโคลนของมันจะเน้นพัฒนาให้แข็งแกร่งที่สุดหนึ่งตัว จากนั้นก็ให้ตัวอื่นรายล้อมคอยสนับสนุน กุญแจสำคัญในการกำจัดอามุนด์ก็คือ ห้ามให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวเด็ดขาด ต้องรีบเก็บเรียงตัวในตอนที่มีเทวทูตขอบเขตความลับคอยช่วยเหลือ ไม่อย่างนั้นมันอาจหนีสำเร็จ”
“จัดการได้ยากจริงๆ … ขนาดว่านี่เป็นแค่ร่างโคลนที่ถูกแบ่งออกมาให้โตเองอย่างส่งเดช… สมแล้วที่เป็นราชาเทวทูต” เลียวนาร์ดถอนหายใจ จากนั้นก็นึกถึงคำเตือนไคลน์ จึงรีบแจ้ง “ดูเหมือนอามุนด์จะดูดซับครึ่งเทพเส้นทางนักจารกรรมได้เพิ่มอีกหนึ่งตน ไคลน์เล่าว่า เขาได้พบกับอามุนด์ในตอนที่พยายามไล่ล่าครึ่งเทพเส้นทางนักจารกรรมที่ใกล้คลุ้มคลั่ง… แล้วก็ ดูเหมือนว่าอามุนด์จะทราบเรื่องที่ มีเทวทูตเส้นทางนักจารกรรมหนึ่งคนอาศัยอยู่ใกล้ๆ ถนนเบิร์คลุน”
พาลีส·โซโรอาสเตอร์เงียบไปอีกครั้ง มิได้กล่าวสิ่งใดเป็นเวลานาน
ผ่านไปสักพัก เมื่อเห็นว่าเลียวนาร์ดต้องการคำตอบ มันถอนหายใจและกล่าว
“ทำไมอดีตเพื่อนร่วมงานของเจ้าถึงชอบสร้างปัญหาไม่ต่างกันเลย?”
“หมายความว่ายังไง?” เลียวนาร์ดทำหน้ามึนงง
พาลีส·โซโรอาสเตอร์กล่าวด้วยเสียงขุ่นเคือง
“การที่อามุนด์รู้ว่ามีเทวทูตเส้นทางนักจารกรรมอยู่ในละแวกใกล้เคียงถนนเบิร์คลุน ต้นตอต้องมาจากเขาไม่มากก็น้อย!”
“ต…ตาแก่… คุณใช้พลังถอดรหัสวิเคราะห์เอาหรือ?” เลียวนาร์ดถามอย่างประหลาดใจ
พาลีสถอนหายใจแรง
“ข้าใช้สมอง! ไม่อย่างนั้น ทำไมถึงต้องเกี่ยวข้องกับถนนเบิร์คลุน?”
นั่นก็จริง ปัญหาทั้งหมดในถนนเบิร์คลุนล้วนมีต้นตอมาจากดอน·ดันเตส… หรือว่าปัญหาคราวนี้ก็ด้วย? เลียวนาร์ดฉุกคิดขึ้นมาได้
ทันใดนั้น พาลีสถอนหายใจยาวและกล่าว
“โชคดีที่เขาบอกไปแค่ว่าเป็นเทวทูต เพราะถ้าเอ่ยชื่อจริงของข้า คำแนะนำเดียวคือเราต้องออกจากกรุงเบ็คลันด์โดยเร็วที่สุด… เจ้าไปบอกกับเขา ตอนนี้มีสองวิธี: ประการแรก หาสมบัติปิดผนึกระดับ 1 ขึ้นไปในเส้นทางนักจารกรรมมาเป็นเหยื่อล่อ หรือไม่ก็ครึ่งเทพเส้นทางเดียวกันก็ได้ เราจะวางกับดักจากตรงนี้ โดยขั้นตอนทั้งหมดต้องกระทำผ่านพรแห่งการปกปิด ต้องเป็นธรรมชาติ สมเหตุสมผล ราบเรียบ และไม่มีสิ่งใดน่าสงสัย… ประการที่สอง รอให้อามุนด์เข้ามาในถนนเบิร์คลุนด้วยตัวเอง โดยทางนั้นมีตัวเลือกสองวิธี หนึ่งคือการ ‘แทนที่ชะตากรรมของใครบางคน’ และอีกหนึ่งคือการลอยมาตามอากาศ ดังนั้น อดีตเพื่อนร่วมงานของเจ้าต้องมีพลังในการมองเห็น ‘การปลูกถ่ายชะตากรรม’ หรือไม่ก็สามารถตรวจจับความผิดปรกติในสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ไม่อย่างนั้น ผลลัพธ์คงมีเพียงการนำอาหารมาป้อนให้อามุนด์ฟรีๆ”
เปลือกตาเลียวนาร์ดกระตุกเล็กน้อย พยักหน้าเคร่งขรึม
“ผมจะไปบอกเขาตอนบ่ายวันพรุ่งนี้”
“ตกลง” พาลีส·โซโรอาสเตอร์ถอนหายใจอีกครั้ง “นอกจากนั้น หากพวกเราประสบความสำเร็จในการกวาดล้างร่างโคลนทั้งหมดของอามุนด์ในเบ็คลันด์ หนอนกาลเวลาส่วนใหญ่ต้องเป็นของข้า”
เพื่อฟื้นฟูพลัง? เข้าใจแล้วว่าทำไมตาแก่ถึงอยากเสี่ยง… เลียวนาร์ดถามทันที
“หนอนกาลเวลาพวกนั้นมีตะกอนพลังของเส้นทางนักจารกรรมใช่ไหม?”
“สำหรับข้าก็ใช่ แต่สำหรับคนอื่นแล้วไม่” พาลีสตอบห้วน “หนอนกาลเวลาที่เหลือจากร่างโคลนอามุนด์จะมีตะกอนพลังในตอนแรก แต่เพียงไม่นานก็หายไปด้วยกฎการดึงดูดของพลังพิเศษ พวกมันจะกลับไปหาร่างต้นอามุนด์ ต้องใช้พลังบางอย่างสำหรับยับยั้งกระบวนการนี้”
เลียวนาร์ดพยักหน้าเล็กน้อย ถามอย่างสงสัย
“แล้วทำไมยันต์ที่สร้างโดยหนอนกาลเวลาถึงแข็งแกร่งนัก?”
พาลีสหัวเราะเสียงดัง
“เจ้าลืมแก่นแท้ของยันต์ไปแล้วหรือ? ขั้นตอนหลักของการสร้างยันต์คือการสวดวิงวอนขอพลังจากตัวตนในระดับสูง วัสดุจึงต้องสามารถรองรับพลังและสัญลักษณ์ในการปรับปรุงพลัง บทบาทสำคัญของหนอนกาลเวลาคือการเป็นภาชนะ เป็นวัสดุระดับสูงที่มีพลังวิญญาณเพียงพอจะรับการตอบสนอง”
“กล่าวอีกนัยหนึ่ง พลังส่วนใหญ่ของยันต์โจรปล้นดวงมาจากมิสเตอร์ฟูล?” เลียวนาร์ดทำหน้าครุ่นคิด
พาลีสหัวเราะ
“ถูกต้อง เจ้าจะลองสร้างยันต์โจรปล้นดวงโดยสวดวิงวอนถึงอามุนด์ดูก็ได้… นอกจากนั้น คุณสมบัติของวัสดุแต่ละชนิดก็ยังมีผลกับลักษณะของยันต์ หรือก็คือ วัสดุที่แตกต่างกันจะเกิดเป็นยันต์ที่แตกต่าง… อา… ศาสตร์การสร้างยันต์เป็นเรื่องซับซ้อน ยากจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ ต้องใช้เวลาตกผลึกนานมาก”
ด้วยเหตุผลบางประการ เลียวนาร์ดรู้สึกอับอายอย่างบอกไม่ถูก
…
บ่ายวันจันทร์ หลังจากใช้พลังมิติหมอกทำนายยืนยันว่ายังไม่มีสิ่งผิดปรกติเกิดขึ้นกับครอบครัวเฮเซล ไคลน์อดทนรอจนกระทั่งชุมนุมไพ่ทาโรต์ตอนบ่ายสามโมงตรง
ลำแสงสีแดงเข้มส่องสว่างภายในพระราชวังโบราณ ก่อนจะสงบลงในเวลาอันสั้น
‘จัสติส’ ออเดรย์ยืนขึ้นและหันไปคำนับสุดขอบโต๊ะทองแดงยาวลายโบราณ
“ทิวาสวัสดิ์ค่ะ มิสเตอร์ฟูล~”
…………………………………….
ท่ามกลางคืนจันทร์ ในสวนของบ้านเลขที่ 160 ถนนเบิร์คลุน
หนูสีเทาคลานออกจากรูพร้อมกับส่งเสียงพึมพำ วิ่งตรงไปยังใต้ระเบียงห้องนอนใหญ่
ของเหลวสีดำเหนียวข้นคล้ายแป้งเปียกลอยออกมา หนูสีเทาจับมันวางไว้เหนือศีรษะประหนึ่งกำลังเล่นกายกรรม
มันหันหลังกลับทันที วิ่งออกจากบ้านเลขที่ 160 ถนนเบิร์คลุน มายังทางเข้าท่อระบายน้ำในบริเวณใกล้เคียง
ทันใดนั้น หนูสีเทายืนสองขา สองอุ้งเท้าเหยียดไปด้านหน้า
กรงเล็บของมันยืดยาวอย่างน่าประหลาด มัดกล้ามเนื้อกำลังปูดขึ้นบนขาหน้า!
ถัดมา มันอาศัยอุ้งเท้าที่กลายพันธุ์ยกฝาท่อระบายน้ำขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง!
หนูสีเทาวิ่งตรงยาวๆ ไปหาจุดที่แม่มดทริสซี่เคยซ่อนตัว
มันลงมือขุดดินตรงมุมหนึ่ง ก่อนจะดึงเศษกระจกขึ้นมาจากโคลน
จัดการทั้งหมดเสร็จ หนูสีเทาโยนก้อนแป้งเปียกสีดำบนศีรษะไปยังจุดที่สะอาดกว่าด้านข้าง บรรจงถอยกลับเข้ามุม ร่างกายค่อยๆ ยืดยาวประหนึ่งถูกมนุษย์ล่องหนดึงขึ้น แปรสภาพกลายเป็นชายวัยกลางคนที่สวมเสื้อนอกสีแดงเข้มและหมวกสามมุมทรงโบราณ ไม่ใช่ใครนอกจากหนึ่งในพลเรือเอกที่เคยโดดแล่นในทะเล
ทว่า เซนอลรายนี้ รวมถึงเสื้อผ้าบนร่างกาย ทั้งหมดแบนราบหนึ่งกระดาษที่ตัดให้เป็นรูปคน
“หนูตัวนี้อ้วนไม่เบา…” พลเรือเอกโลหิตที่ดูคล้ายมนุษย์กระดาษยกมือขึ้นมาจับคาง ร่างกายโยกเอนไปตามสายลมหนาวในท่อ
คนที่กำลังพูดไม่ใช่ใครนอกจากไคลน์ ร่างต้นอยู่ในห้องนอนใหญ่ คอยควบคุมด้ายวิญญาณและเปลี่ยนหนูสีเทาให้เป็นหุ่นเชิด พา ‘วัตถุดิบพิธีกรรม’ ไปที่ท่อระบายน้ำและเตรียมติดต่อกับแม่มดทริสซี่
‘เซนอล’ โน้มตัวลงและใช้แขนที่บิดไปตามแรงลมหยิบก้อนสีดำที่คล้ายแป้งเปียก สิ่งนี้คือวัตถุที่ทริสซี่เหลือทิ้งไว้โดยการเผาปอยผมด้วยเพลิงทมิฬ สามารถใช้เป็นสื่อกลางในพิธีกรรม
หลังจากนั้นทันที มันเช็ดเศษกระจก ตามด้วยป้ายของเหลวสีดำในมือ
จัดการเสร็จ ไคลน์บังคับให้หุ่นเชิดถือกระจกถอยหลังสองก้าว ขว้างลงบนผนังที่มีตะไคร่น้ำเกาะ ดูคล้ายกับภาพวาดสีน้ำมันที่เสมือนจริง
…
เขตตะวันออก ภายในห้องที่ถูกขึงด้วยผ้าม่านหนาจนแทบไม่มีแสง
หนวดรยางค์สีเข้มและเรียบเนียน รัดพันกันเองจนกลายเป็นทรงกลมขนาดใหญ่
และด้านบนของหนวดรยางค์เหล่านี้ บ้างมีลูกตาสีดำสลับขาว บ้างเป็นหัวอสรพิษ บ้างเป็นปากที่แยกจากกันเล็กน้อย รายหลังสามารถแลบลิ้น ทั้งหมดมีรูปร่างแปลกประหลาดและน่ากลัว
ทันใดนั้น พวกมันบ้างหดตัว บ้างสะบัดไปมา ส่งผลให้ทรงกลมค่อยๆ พังครืนทีละชั้น
ใจกลางของทรงกลมดังกล่าว เด็กสาวคนหนึ่งกำลังขดตัวเป็นลูกบอล ใบหน้าอ่อนหวาน คิ้วขมวดชนกัน สีหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อยจากความเจ็บปวด ค่อนข้างน่าสงสาร
หนวดรยางค์ลื่นๆ เหล่านั้นหดตัวจนมีขนาดลีบเล็ก กลับคืนสภาพเดิมของมัน:
เส้นผมสีดำยาวสลวย!
สีหน้าของหญิงสาวผมสลวยเริ่มบรรเทาลง เธอค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เดินทางเตียงที่ถูกแบ่งเป็นสัดส่วน หยิบชุดนอนบนเตียงขึ้นมาทาบลำตัว
จากนั้น หญิงสาวรวบผมสลวยสีดำ เดินทางยังกระจกบานใหญ่และเหยียดมือขวา เช็ดผิวกระจก
เปลวไฟสีดำพลันลุกไหม้ เผาไหม้อากาศอย่างเงียบงันและดับลงอย่างรวดเร็ว เหลือทิ้งไว้เพียงกระจกสีดำสนิทบรรยากาศลุ่มลึก
ภายในกระจก แสงและเงาตัดกันชัดเจน เผยให้เป็นสภาพแวดล้อมของท่อระบายน้ำที่สกปรก ชายวัยกลางคนสวมหมวกโบราณและเสื้อนอกสีแดง ก้มหน้าจ้องหน้าหญิงสาวที่ไม่แน่ใจว่าอยู่ห่างกันแค่ไหน ทั้งหมดดูราวกับเป็นภาพวาดสีน้ำมันอันโด่งดัง
ใบหน้าอันกลมกลึงของหญิงสาวเจ้าของดวงตาเรียวยาว สบตากับอีกฝ่ายสองสามวินาที ก่อนจะยิ้ม
ด้วยรอยยิ้มอันสดใส คล้ายกับห้องสลัวๆ สว่างขึ้นทันที
หญิงสาวอ้าปากบางๆ พลางกล่าวเย้ยหยัน
“มิสเตอร์เกอร์มัน·สแปร์โรว์… นี่คือความบ้าและเลือดเย็นของนักผจญภัยที่แข็งแกร่งที่สุดที่เขาลือกัน? หรือควรเรียกว่าพลังของตัวตลกดี?”
สำหรับเรื่องที่ว่า แม่มดทริสซี่ทราบตัวจริงของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ไคลน์ไม่แปลกใจเลยสักนิด เพราะมันยังคงใช้ใบหน้าของ ‘พลเรือเอกโลหิต’ เซนอลที่ตายมานานมากแล้ว
ย้อนกลับไปในตอนนั้น ทริสซี่ได้รับบาดเจ็บและต้องหมกตัวในท่อระบายน้ำ หมกมุ่นอยู่กับการสืบสวนและแก้แค้น ย่อมไม่ได้รับข่าวสารทางทะเล เป็นเรื่องปรกติที่จะไม่ทราบข่าวเกี่ยวกับพลเรือเอกโลหิต แต่หลังจากฟื้นฟูร่างกายและหนีออกจากท่อระบายน้ำ หากไม่ตัดสินใจสืบข่าวเกี่ยวกับเพื่อนร่วมงานเลย เกรงว่าเธอคงจะขาดคุณสมบัติของทั้ง ‘นักลอบสังหาร’ และ ‘นักกระตุ้น’
เห็นได้ชัดว่า แม้อดีตของทริสซี่จะเต็มไปด้วยวีรกรรมเลวร้าย แต่สติปัญญายังคงเฉียบแหลม
ไคลน์ไม่โต้แย้ง เพียงควบคุมกระดาษคนเซนอลให้ยิ้มและตอบ
“ทำไมตัวตลกจะบ้าและเลือดเย็นไม่ได้?”
โดยไม่รอให้ทริสซี่ตอบ มันชิงถาม
“สอบสวนหัวหน้าองครักษ์หลวงไปถึงไหนแล้ว?”
ทริสซี่ตอบด้วยสีหน้าดำมืด
“คงใช้เวลาอีกราวหนึ่งเดือนกว่าจะมีความคืบหน้า… หรืออาจสองเดือน”
“ถ้าต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อกลับมาได้ทุกเมื่อ” ไคลน์เน้นย้ำ
ทริสซี่อืมในลำคอ
“ในกรุงเบ็คลันด์… ในเกมๆ นี้ ความแข็งแกร่งไม่ใช่ทุกสิ่ง… หากจำเป็น ฉันจะยืมมือคนอื่นแน่… มิสเตอร์เกอร์มัน·สแปร์โรว์ ในเมื่อไม่ต้องปิดบังตัวตนกันแล้ว ช่วยบอกวิธีติดต่อที่สะดวกกว่านี้ได้ไหม”
นี่สินะ ความรู้สึกของการถูกขอเบอร์มือถือ… ไคลน์ไตร่ตรองสักพัก อธิบายวิธีการอัญเชิญมิสผู้ส่งสารอย่างใจเย็น และไม่ลืมเน้นย้ำการจ่ายหนึ่งเหรียญทอง
ทริสไม่กล่าวคำใด ยื่นมือขวาออกไป ลูบบนผิวกระจก
เปลวไฟสีดำลุกโชนขึ้นและดับลง กระจกกลับมาเป็นปรกติ
ภายในท่อระบายน้ำ พลเรือเอกโลหิตที่อยู่ในสภาพมนุษย์กระดาษ ทำการฝังเศษกระจกกลับไปในดิน บังคับให้ร่างกายหดตัวกลายเป็นหนูสีเทา เดินไปยังส่วนลึกของท่อระบายน้ำและกลายเป็นเหยื่อของสัตว์ร้าย
ภายในบ้านเลขที่ 160 ถนนเบิร์คลุน ไคลน์ปิดม่าน เดินไปนั่งบนเก้าอี้เอนหลัง
ว่ากันตามตรง มันค่อนข้างเสียใจที่ร่วมงานกับทริสซี่
มันรู้สึกว่า เธอได้รับอิทธิพลจางๆ จากแม่มดบรรพกาลจนตัดสินใจแก้แค้นอย่างบุ่มบ่าม เป็นราวกับระเบิดเวลาเคลื่อนที่ ไม่มีใครทราบว่าจะระเบิดตอนไหน
ถ้าทริสซี่กลายพันธุ์ มีโอกาสมากที่เบ็คลันด์จะเกิดหายนะรุนแรง… ถึงตอนนั้น เราห้ามปรานีเด็ดขาด… ไคลน์ถอนหายใจ ประกอบพิธีกรรมสังเวย ส่งแป้งเปียกสีดำเข้าไปในมิติหมอกเทา พยายามใช้สิ่งนี้เพื่อทำนายถึงตำแหน่งและสถานการณ์ปัจจุบันของทริสซี่
ราวยี่สิบนาทีต่อมา ผลลัพธ์คือความล้มเหลว
นั่นทำให้มันยิ่งกังวล เพราะผลลัพธ์เช่นนี้หมายถึง ทริสซี่อาจกลายเป็นข้ารับใช้ของแม่มดบรรพกาลไปแล้วระดับหนึ่ง
…
เช้าวันถัดมา หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ไคลน์สั่งให้พ่อบ้านวอลเตอร์และผู้ช่วยพ่อบ้านคนใหม่ ริชาร์ดสัน ทำการแจกจ่ายของขวัญที่นำกลับจากทวีปใต้
ทั้งหมดอัดแน่นอยู่ในกระเป๋าเดินทางหนึ่งใบ ประกอบไปด้วยเมล็ดกาแฟเฟอร์โม่ ใบยาสูบของไบลัมตะวันออก ไวน์จากหุบเขา และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจำพวก รูปปั้นแกะสลักจากกระดูกมนุษย์
สิ่งเหล่านี้จะถูกกระจายไปยังเพื่อนบ้านแต่ละหลังภายในบล็อกถนน แน่นอน ในนามของดอน·ดันเตส เป็นการประกาศกลายๆ ว่าชายคนนี้กลับมาแล้ว
“อา… หากส่งไวน์ขวดนี้ถึงมือส.ส. มัคท์หรือภรรยาเมื่อไร อย่าลืมแนะนำไปว่า ไวน์ขวดนี้เหมาะสำหรับทำค็อกเทลรสเปรี้ยว เป็นน้ำมะนาวได้จะดีมาก” ไคลน์กำชับพ่อบ้านวอลเตอร์
ของขวัญทุกชิ้นจะถูกมอบให้กับคนที่เหมาะสมหรือมีงานอดิเรกดังกล่าว แน่นอน ผลิตภัณฑ์ที่โด่งดังที่สุดในทวีปใต้อย่างน้ำยาปลูกผมดอนนิงส์แมนไม่เหมาะแก่การมอบเป็นของขวัญ เพราะมันจะเหมือนการเย้ยหยันมากกว่า
วอลเตอร์ตอบเสียงขรึม
“ครับ นายท่าน”
รอจนกระทั่งนายจ้างหมดคำสั่ง ริชาร์ดสันจ้องไปยังกองของขวัญที่เหลือ ซักถามจริงจัง
“จะให้ส่งของพวกนี้ไปที่ไหนครับ?”
“กองนี้สำหรับเจ้าหน้าที่กองทุนการกุศลเพื่อการศึกษา ผมจะนำไปส่งด้วยตัวเอง” ไคลน์ยิ้มพลางตอบ
มันชี้ไปยังสร้อยคอทองคำในมือและกล่าว
“ผมพลาดงานฉลองวันเกิดของลูกนายแพทย์อลัน คงต้องแสดงการขอโทษกันสักหน่อย… อา… ผมจะไปเยือนที่บ้านเขาบ่ายวันนี้ มอบสร้อยคอรับขวัญเด็กเล็ก”
แน่นอน วิล·อัสตินคงไม่ชอบมันเท่าไร… เมื่อเทียบกับแล้ว ท่าน… ไม่สิ เรียก ‘เขา’ ก็แล้วกัน… เขาคงอยากกินไอศกรีมมากกว่า… กล่าวจบ ไคลน์รำพันในใจ
รอจนกระทั่งพ่อบ้านและริชาร์ดสันทยอยออกไปแจกจ่ายของขวัญพร้อมกับคนงาน ไคลน์เดินขึ้นรถม้า โดยสารไปลงที่อาคารหมายเลข 22 ถนนเฟลป์ ตึกกองทุนการกุศลเพื่อการศึกษา
ลงจากรถม้า มันเดินตรงไปตามทาง ด้านหลังมีบุรุษรับใช้คนใหม่ เอ็นยูน คอยเดินตามและมอบของขวัญให้เจ้าหน้าที่
เพียงไม่นาน ไคลน์ขึ้นมายังชั้นสอง เดินมาหยุดหน้าหนึ่งในห้องคณะกรรมการ งอนิ้วเคาะประตู
“เชิญค่ะ” เสียงแผ่วเบาของออเดรย์·ฮอลล์ดังขึ้น
ในฐานะ ‘ผู้ชม’ มากประสบการณ์ เธอทราบมาสักพักแล้วว่าดอน·ดันเตสมาถึงสำนักการกองทุนการกุศลเพื่อการศึกษา จึงรอคอยด้วยใจจดจ่อ
ไคลน์ดันประตูเข้ามา หยิบกล่องของขวัญเล็กๆ ออกจากกระเป๋าเสื้อด้านใน ยิ้มอย่างอบอุ่นและพูด
“ผมกลับจากทวีปใต้แล้ว… อา… ธุรกิจประสบความสำเร็จด้วยดี ผมจึงนำของขวัญเล็กๆ น้อยๆ มามอบให้ทุกคน ถือเป็นการแบ่งปันความสุข”
มันจงใจกล่าวเช่นนี้เพราะต้องการออกตัวว่า ตนยังไม่ลืมสัญญาที่ให้ไว้กับอีกฝ่าย
“ถ้าอย่างนั้น ดิฉันคงไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ” ออเดรย์ยิ้มอย่างคาดหวัง
เธอมิได้ยินดียินร้ายกับของขวัญ แต่ในเมื่อได้รับ ย่อมต้องคาดหวังว่าจะเป็นของขวัญประเภทใด
รับของขวัญเสร็จ ออเดรย์แกะกล่องต่อหน้าดอน·ดันเตส พบว่าด้านในเป็นเครื่องประดับที่ทำจากขนนกสีขาวและลวดลายสีเหลืองอ่อน
“เป็นเครื่องประดับหมวก” ไคลน์อธิบาย “ไบลัมตะวันออกจะมีวัฒนธรรมบางอย่าง พวกเขาทุกคนชื่นชอบที่จะประดับขนนกไว้บนร่างกาย จากบรรดาทั้งหมด สิ่งที่มีค่าที่สุดคือเครื่องประดับหมวก กล่าวกันว่ามีต้นกำเนิดจากประเพณีบูชางูขนนก… อา… งูขนนกคือสัญลักษณ์ของมรณา”
และขนนกนี้มาจาก ‘ผลผลิต’ ที่ล้มเหลวของมรณาเทียม ไคลน์มอบให้ช่างฝีมือของทวีปใต้นำไปสร้างเป็นเครื่องประดับหมวก สิ่งนี้สามารถใช้เป็นวัตถุสังเวย
ไคลน์เคยได้มาสาม หนึ่งถูกใช้ในสงครามนอกเมืองบายัม ร่วมกันกับนกหวีดทองเหลืองของนิกายวิญญาณ อัญเชิญสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์ที่เป็นผลผลิตล้มเหลวของมรณาเทียม อีกหนึ่งถูกสังเวยให้กับเทพมรณาเทียมในทวีปใต้ เพื่อแลกกับวิวรณ์ที่สำคัญอย่าง: อินซ์·แซงวิลล์ถูกวิญญาณมารเข้าสิง และนี่คือชิ้นสุดท้าย
สืบเนื่องจากในปัจจุบัน เทพมรณาเทียมนั้นมีค่าเท่ากับเทพธิดารัตติกาล และไคลน์ที่เป็นข้ารับใช้ของเทพธิดา สามารถติดต่อได้โดยไม่ต้องพึ่งพาขนนกเป็นสื่อกลาง ดังนั้น มันจึงนำขนนกที่เหลือมาเป็นของขวัญให้มิสจัสติส เพราะเหนือสิ่งอื่นใด สตรีผู้นี้คือสาวกของเทพธิดา บางทีอาจใช้ขนนกเป็นเครื่องสังเวยได้ในช่วงเวลาวิกฤติ
ในสภาพถือของขวัญ ออเดรย์ฉีกยิ้มกว้าง หลังจากฟังดอน·ดันเตสอธิบาย ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว
อย่าบอกนะว่า… มิสเตอร์เวิร์ลไปดึงมันมาจากงูขนนกตัวเป็นๆ?
………………………………………..
เฮอร์วิน·แรมบิสจิบชาจากถ้วยกระเบื้องเคลือบ มองหน้าออเดรย์ที่นั่งตัวตรงอย่างสำรวม ยิ้มอย่างอ่อนโยนและกล่าว
“ไม่ต้องเกร็ง พวกเรามิได้เพิ่งเคยเจอกัน ผมยังจำได้เมื่อสองปีก่อน คุณและผมเคยถกกันเรื่องปรัชญาคุณธรรมของเบอร์แมนและลัทธิปฏิบัตินิยมของคอนไซเซา”
ออเดรย์ยิ้มจาง
“มันยากที่จะให้เชื่อมโยงคุณเข้ากับคณะกรรมการของสมาคมแปรจิต”
เฮอร์วิน·แรมบิสยังไม่ได้แนะนำตัวเอง แต่พิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันและความรู้ของออเดรย์ เธอมีสิทธิ์เชื่อมโยงได้อย่างสมเหตุสมผล
เฮอร์วินไขว่ห้างขวาทับซ้าย กล่าวพลางยิ้ม
“ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ ต้องไม่ลืมว่า สมาคมแปรจิตของเราเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับจิตใจ เป็นนักวิชาการมากกว่านักธุรกิจ… อา… เป็นเพราะเป็นนักวิชาการ ก็ไม่ใช่เรื่องผิดที่คุณจะมองว่าคณะกรรมการของสมาคมแปรจิตเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย”
หากไม่ใช่เพราะมิสเตอร์เวิร์ลเล่าให้ฟังว่า เฮอร์วิน·แรมบิสเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการฆ่าตัวตายของคารอน ไม่ว่าจะมองมุมใด ออเดรย์ก็พบว่าชายชราฝั่งตรงข้ามเปี่ยมไปด้วยความรู้ จิตใจอ่อนโยน มีอารมณ์ขัน เป็นนักปราชญ์ในอุดมคติที่ไม่หยิ่งผยอง แต่ปัจจุบัน เธอทราบความจริงแล้ว จึงไม่หลงเชื่อในสิ่งที่เห็นภายนอก
เธอมองหน้าอีกฝ่าย เรียบเรียงคำพูด ไม่ปล่อยให้สติจดจ่อกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป สร้างความคิดที่กระตือรือร้นและแตกต่าง เพื่อไม่ให้ตัวเองถูกสะกดจิต
ทันใดนั้น คล้ายกับเธอตกอยู่ในภวังค์ มองเห็นดวงแสงบริสุทธิ์เจ็ดดวงที่อัดแน่นไปด้วยความรู้ มองเห็นร่างหนึ่งซึ่งแน่นหนาและยากจะอธิบาย ร่างดังกล่าวแผ่ปกคลุมทุกสิ่งจากมุมสูง
นี่คือผืนนภาแห่งวิญญาณ เป็นภาพสะท้อนโลกวิญญาณในจิตใจ!
และใต้ผืนนภาแห่งวิญญาณ มีทะเลลึกและมืด น้ำทุกหยดคล้ายกับจุดแสง คล้ายกับเป็นตัวแทนของจิตใต้สำนึกมนุษย์
ใกล้กับทะเลมีหลายเกาะ หนึ่งในนั้นเป็นเกาะของออเดรย์
เธอตระหนักได้ทันทีว่าที่นี่คือ ‘จิตใต้สำนึก’ ของเธอ บนผิวน้ำคือสิ่งที่เธอรับรู้และตระหนักถึง ส่วนลึกลงไปใต้ผิวน้ำทะเลคือข้อมูลระดับจิตใต้สำนึก มิอาจสัมผัสถึงจับต้องได้ตามใจชอบ
ในสภาพลอยอยู่เหนือเกาะ มองลงไปยังด้านล่าง สิ่งแรกที่ออเดรย์เห็นกลุ่มสีเทาที่เงียบงันและแปลกแยก พวกมันบดบังทัศนวิสัย ทำให้มองเห็นเพียงเค้าโครงขนาดใหญ่อันมืดมิดของจิตใต้สำนึก รวมถึงทะเลจิตใต้สำนึกรวมมายาที่กำลังกระเพื่อม เป็นการยากที่จะมองเห็นข้อมูลภายในนั้น
ออเดรย์กำลังสงสัยว่า ตนถูกส่งเข้าสู่ภาวะแปลกประหลาดเช่นนี้ได้อย่างไร แต่ทันใดนั้นก็มองเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านล่างเกาะ ลึกลงไปในทะเลจิตใต้สำนึกรวม กลุ่มก้อนสีเทาขนาดใหญ่ถูกแหวกออกเหมือนทะเลที่ถูกผ่าครึ่ง เผยให้เห็นบันไดที่ซึ่งมาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไรก็มิอาจทราบได้
บนขั้นบันได บุคคลหนึ่งเดินขึ้นมาด้วยความเร็วสูงราวกับหายตัว เพียงพริบตาก็เข้าสู่ระยะที่ออเดรย์มองเห็นได้ชัด
ผมสีขาวโพลนแต่ดกหนา สวมสูทมาตรฐานสามชิ้นและกางเกงขายาวสีน้ำเงินอมเทา เนกไทสีแดงเข้ม ริ้วรอยบนหน้าผากเด่นชัดกว่าจุดอื่น ไม่ใช่ใครนอกจากเฮอร์วิน·แรมบิส
เมื่อเทียบกับแรมบิสบนโซฟาเดี่ยว แรมบิสปัจจุบันมีบรรยากาศชั่วร้ายคล้ายนกล่าเหยื่อ ปราศจากรอยยิ้ม ใบหน้าก้มต่ำเล็กๆ คล้ายกับกำลังตรวจสอบจิตใต้สำนึกของออเดรย์ที่ซ่อนอยู่หลังบันได
ผ่านไปสองสามก้าว มันเข้าไปในเกาะจิตใต้สำนึกของออเดรย์ผ่านทะเลจิตใต้สำนึกรวม จากนั้นก็ย้ายไปยังผิวน้ำทะเล ทุกสิ่งเกิดขึ้นเงียบๆ ราวกับแขกผู้มาเยือนที่ไม่เคาะประตู
หลังจากเดินไปถึงอีกเกาะหนึ่ง เฮอร์วิน·แรมบิสเงยหน้าขึ้น ผิวหนังบางส่วนปกคลุมด้วยเกล็ดสีเทา ดวงตาสีทอง รูม่านตาทรงรีแนวตั้ง ปราศจากอารมณ์โดยสิ้นเชิง
นี่มัน… ออเดรย์ที่ลอยกลางอากาศ ได้เห็นฉากตรงหน้าก็เข้าใจสถานการณ์ทันที
ที่นี่คือโลกแห่งจิต ด้านบนเป็นผืนนภาแห่งวิญญาณ ด้านล่างเป็นทะเลจิตใต้สำนึกรวมที่ประกอบไปด้วยเกาะจิตใต้สำนึกส่วนบุคคล!
ระหว่างที่ได้รับพรจากเทวทูตของมิสเตอร์ฟูล เฮอร์วิน·แรมบิสบุกรุก ‘กายปัญญา’ ของเราผ่านทะเลจิตใต้สำนึกรวม คอยสังเกตพฤติกรรมหวาดระแวงของเราในโลกแห่งจิต… พรของเทวทูตช่วยแยกจิตสำนึกส่วนที่สำคัญที่สุดของเราออกจากกัน ช่วยให้เราสามารถควบคุมทุกสิ่งภายใต้ผืนนภาแห่งวิญญาณ ต่อกรกับพลังการอ่านใจที่แท้จริง… มหัศจรรย์อะไรขนาดนี้… ไม่สิ เฮอร์วิน·แรมบิสน่าขยะแขยงมากต่างหาก! เสียมารยาทที่สุด บุกเข้ามาใน ‘บ้าน’ คนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต แถมยังไม่บอกกล่าว! ออเดรย์พึมพำในอากาศ
เธอเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน แบ่งจิตส่วนหนึ่งเพื่อควบคุมการเปลี่ยนแปลงของ ‘เกาะ’ อีกส่วนหนึ่งตอบสนองเฮอร์วิน·แรมบิสที่กำลังนั่งบนโซฟาในโลกความจริง
“ดิฉันยิ่งต้องสำรวมเมื่ออยู่ต่อหน้าอาจารย์มหาวิทยาลัย”
ขณะสนทนา ออเดรย์เปลี่ยนให้เกาะภายใน ‘พึมพำ’ ว่า:
คำเปรียบเปรยของเขาไม่ถูกต้องสักเท่าไร… ในฐานะคณะกรรมการอาวุโสของสมาคมแปรจิต อย่างน้อยก็ต้องอยู่ในลำดับ 4 เป็นตัวตนระดับครึ่งเทพ จะไม่ให้หวาดกลัวได้ยังไงกัน!
เฮอร์วิน·แรมบิสบนโซฟาหัวเราะในลำคอ
“ถ้าคิดเช่นนั้นผมคงบังคับคุณไม่ได้… ผมเคยได้ยินฮิลเบิร์ตเล่าเรื่องของคุณให้ฟังแล้ว ใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนก็เลื่อนลำดับจาก ‘นักจิตบำบัด’ กลายเป็น ‘นักสะกดจิต’ ผมอยากทราบว่าคุณทำได้อย่างไร? อา… ผมได้ยินคำอธิบายที่คุณบอกกับเอสลันด์แล้ว นั่นคือความกล้าที่จะลงมือทำ ซึ่งผมอยากฟังรายละเอียดเพิ่มเติม”
กล่าวถึงตรงนี้ เฮอร์วิน·แรมบิสบนเกาะแห่งจิตของออเดรย์มองไปรอบๆ ด้วยสายตาไร้อารมณ์ คอยฟังเสียงสะท้อนจากภายใน
ออเดรย์เตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้ไว้แล้ว จึงแสร้งเรียบเรียงคำพูด กล่าวหลังจากผ่านไปสักพัก
“คำว่ากล้าที่จะลงมือคงไม่ถูกต้องนัก… เอ่อ… คงต้องกล่าวว่า ดิฉันเคยตั้งเป้าที่จะเป็นนักจิตบำบัด ในเมื่อได้รับครองพลังดังกล่าว ก็ยินดีที่จะลองใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขณะเดียวกันก็เป็นความสุขของดิฉันที่ได้ใช้พลังช่วยเหลือคนรอบข้างแก้ปัญหาทางจิตใจ”
ขณะกล่าว เธอแสดงออกด้วยท่าทีเขินอาย และเกาะแห่งจิตภายในก็กำลังสะท้อนในสิ่งเดียวกัน
เว้นวรรคสักพัก ออเดรย์กล่าวต่อ
“ระหว่างที่ตระเวนรักษา ดิฉันพบว่าโอสถย่อยได้เร็วขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง บางสิ่งในร่างกายถูกทุบจนแตกเป็นเสี่ยงๆ และหลั่งไหลเข้าสู่กระแสเลือด พร้อมกับมองเห็นดวงดาวมายาดวงหนึ่ง มิสเตอร์แรมบิส สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไรหรือ? เอ่อ… ไม่รู้ทำไม นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ดิฉันก็เชื่อว่าตัวเองพร้อมแล้วที่จะเป็นนักสะกดจิต… นั่นอาจเป็นเสียงบอกใบ้จากจิตใต้สำนึก”
กล่าวจบ ออเดรย์จงใจทำให้ตัวเองที่อยู่ภายในเกาะแห่งจิตแลบลิ้นน่ารักๆ เหมือนเด็ก ทำในสิ่งที่ปรกติแล้วจะไม่ทำ เพื่อพิสูจน์ว่าปัจจุบันกำลังเขินอายอย่างแท้จริง เพราะการเล่นเป็นจิตแพทย์นั้น ไม่ต่างอะไรกับการเล่นเป็นเจ้าหญิงในสมัยเด็ก
และความเขินอายย่อมหมายถึง เธอกำลังพูดความจริง
เฮอร์วิน·แรมบิสพยักหน้ารับ
“เก่งมาก… คุณค้นพบเทคนิคการสวมบทบาทด้วยตัวเอง”
“เทคนิคสวมบทบาท?” ออเดรย์เผยสีหน้าประหลาดใจเจือสับสนทั้งภายในและภายนอก ก่อนจะแสร้งทำเป็นกระจ่าง
เฮอร์วิน·แรมบิสกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เธอเข้าใจถูกแล้ว สวมบทบาทไปตามชื่อของโอสถและสรุปกฎที่สอดคล้อง นั่นคือเทคนิคสวมบทบาท จะช่วยให้โอสถถูกย่อยเร็วขึ้น เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดผลข้างเคียงด้านลบ… แต่ก่อนลำดับ 6 ทางเราไม่สนับสนุนให้สมาชิกใช้วิธีนี้เพื่อเร่งการย่อยโอสถ จึงมิได้สอน กลับกลายเป็นว่า คุณค้นพบมันด้วยตัวเองโดยบังเอิญ”
“แล้วทำไมถึงไม่สนับสนุน?” ออเดรย์ถามด้วยความสงสัยจากก้นบึ้ง
เฮอร์วิน·แรมบิสถอนหายใจและกล่าว
“วิธีนี้จะทำให้สมาชิกสูญเสียความเป็นตัวเอง บางคนอาจรอบรวมกับจิตตกค้างภายในโอสถ… สรุปให้เข้าใจง่าย สามลำดับล่างสุดต้องค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับพลังและการเป็นผู้วิเศษ สร้างความตระหนักรู้ถึงตัวเองอย่างลึกซึ้งและชัดเจน ช่วยให้รับมือกับปัญหาที่อาจเกิดกับเทคนิคสวมบทบาทในภายหลังได้ง่ายขึ้น… แน่นอน นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับเส้นทางผู้ชม สำหรับเส้นทางอื่น ผมเองก็ไม่ทราบรายละเอียด แต่ผู้วิเศษที่ใช้พลังในขอบเขตของจิตใจ จะแตกต่างเล็กน้อยกับเส้นทางที่ใช้พลังเกี่ยวกับการตระหนักรู้ตัวเอง”
ออเดรย์มิอาจบอกได้ว่า เฮอร์วิน·แรมบิสกำลังโกหกอยู่หรือไม่ เธอมองว่ามีบางส่วนในคำพูดเมื่อครู่ที่เป็นเหตุเป็นผล แต่ก็อาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
เดอะซันน้อยเคยกล่าวไว้ว่า ข้อควรระวังของการสวมบทบาท คือต้อง ‘ไม่ลืมว่ากำลังสวมบทบาท’ … เรารู้สึกว่าประโยคนี้ฟังดูเข้าท่ากว่า… อา… และเราก็ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเสมอมา และต่อไปในอนาคต… ออเดรย์ เธอห้ามประมาทเด็ดขาด หลังจากนี้ต้องตระหนักรู้ถึงตัวเองให้มากขึ้น! ในสายตามิสเตอร์ฟูล นี่คงเป็นเพียงปัญหาเล็กๆ ไม่จำเป็นต้องเน้นย้ำอธิบายให้สมาชิกฟัง สอนว่า ‘แค่สวมบทบาท’ ก็เพียงพอแล้ว… แต่สำหรับคนธรรมดา บางทีเรื่องนี้อาจเป็นสิ่งสำคัญ… ออเดรย์ครุ่นคิดหลายสิ่ง ถามอย่างกระตือรือร้น
“ช่วยอธิบายเทคนิคการสวมบทบาทให้ละเอียดกว่านี้ได้ไหมคะ?”
เฮอร์วิน·แรมบิสเล่าถึงรายละเอียดเพิ่มเติม ก่อนจะเสริม
“คุณมีฝีมือและคุณสมบัติเพียงพอที่จะสมัครรับสูตรโอสถลำดับ 5 นักท่องฝัน แต่ก่อนหน้านั้น ผมจะมอบหมายงานอีกหลายชิ้น นี่เป็นทั้งการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมและการฝึกฝนคุณไปในตัว เพราะเมื่อใดก็ตามที่คุณกลายเป็นลำดับ 5 จะต้องเป็นผู้นำกลุ่มการสัมมนาเชิงจิตวิทยาในอนาคต ทุกการตัดสินใจและทางเลือกของคุณจะส่งผลต่ออนาคตของสมาชิกภายในบังคับบัญชา หรือแม้กระทั่งส่งผลต่อชีวิตพวกเขา ดังนั้น เราไม่สามารถปล่อยให้ผู้วิเศษที่ขาดทักษะในการตัดสินใจเลื่อนเป็นลำดับ 5 ได้”
“เข้าใจแล้วค่ะ” ออเดรย์ไม่คัดค้าน “งานชิ้นแรกคืออะไร?”
เฮอร์วิน·แรมบิสยิ้ม
“เป็นงานง่ายๆ แต่ค่อนข้างขาว… ทุกคนการตอบสนองของคุณจะถูกนับเป็นคะแนนผลงาน”
กล่าวถึงตรงนี้ มันถอนหายใจ
“ความแตกแยกระหว่างพรรคหัวก้าวหน้ากับพรรคอนุรักษนิยมกำลังขยายวงกว้าง มีความขัดแย้งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการเมืองภายในอาณาจักร ผมอยากให้คุณคอยสำรวจทัศนคติของบิดาคุณ ท่านเอิร์ลฮอลล์ และนำความคิดเห็นของเขาหรือการเคลื่อนไหวมาเล่าให้ผมฟัง… มั่นใจได้เลย สิ่งนี้จะไม่เป็นอันตรายกับเขา ทางเราแค่ต้องการสมานความขัดแย้ง”
ประโยคครึ่งหลังของมันไม่มีหลักตรรกะรองรับ มีเพียงคำมั่นสัญญาปากเปล่า ทว่า เมื่อเฮอร์วิน·แรมบิสบนเกาะแห่งจิตของออเดรย์ยกมือขวาขึ้นมากดหน้าผาก ออเดรย์พลันรู้สึกว่าคำพูดอีกฝ่ายสมเหตุสมผล
ในสภาพลอยตัวกลางอากาศภายในโลกแห่งจิต เธอตื่นจากภวังค์และพบสิ่งผิดปรกติทันที
…………………………………………
บนดาดฟ้าสังเกตการณ์ของเรือโดยสาร เสียงแตรแหลมๆ ดังขึ้นอย่างกึกก้อง ทะลวงผ่านกำแพงของสายลมและฝน ปลุกให้ผู้โดยสารทุกคนตื่นขึ้น
พวกมันไม่มีเวลามัวแต่งตัวหรือใส่เสื้อนอก ในสภาพชุดนอน แต่ละคนวิ่งตรงมาทางหน้าต่างและเฝ้ามองโลกด้านนอก
ครึ่งหนึ่งมองเห็นเรือใบขนาดสามเสากระโดดที่แล่นได้เร็วผิดจากสามัญสำนึก เห็นผ้าใบสีดำสนิทสามผืน เห็นกระจุกแสงสีเหลืองโยกเอนท่ามกลางความมืด
ด้วยกันกับสายลมหวน เม็ดฝนโปรยปราย เมฆหนาจนมองไม่เห็นแสงจันทร์ และท้องฟ้ายามค่ำคืนที่พร่างพราว ผู้โดยสารหลายคนรู้สึกราวกับกำลังขยับเข้าไปใกล้ปากนรก ภายในใจสยดสยองพองขนอย่างเหนือคำบรรยาย
เรือจักรพรรดิมืด
ใครที่เคยมีประสบการณ์ทางทะเล ใครที่เคยอาศัยในเมืองท่าอาณานิคมใหญ่ๆ มาสักระยะ ย่อมต้องรู้จักเรือโจรสลัดลำนี้ไม่มากก็น้อย!
“โอ้… ขอพายุจงสถิตกับเราทุกคน”
“พระองค์ได้โปรดเฝ้ามองพวกเราด้วย!”
“องค์วายุสลาตันจงเจริญ!”
…
คำสวดวิงวอนมากมายดังขึ้นจากจิตใต้สำนึก เต็มไปด้วยความกลัวและลนลาน
เหล่าผู้โดยสารต่างทราบดี เจ้าของเรือจักรพรรดิมืดคือโจรสลัดที่มีค่าหัวสูงที่สุดในห้าห้วงทะเล หรืออีกนัยหนึ่งคือราชาโจรสลัด เป็นบุคคลที่ทรงอำนาจซึ่งสามารถเอาตัวรอดมาจากกองเรืออันเกรียงไกรของอาณาจักรได้จวบจนปัจจุบัน ไม่ใช่ตัวตนที่จะรับมือได้ด้วยปืนใหญ่และลูกเรือของเรือโดยสาร
หมายความว่า พวกมันกำลังจะตกอยู่ในเงื้อมมือโจรสลัด!
สตรีหลายคนอดไม่ได้ที่จะจินตนาการภาพตัวเองถูกข่มเหงและนำไปขายในสถานที่ประหลาด บ้างตัวสั่นเข่าอ่อน บ้างคุกเข่าลงกับพื้นข้างหน้าต่าง บ้างควานหามีดสั้นและปืนพก ไม่แน่ใจว่าคิดจะต่อต้าน หรือไม่อยากให้เกิดเหตุการที่เลวร้ายที่สุดกับตัวเองกันแน่ บางคนที่หาอาวุธไม่พบก็ย้ายราวแขวนผ้ามาไว้ข้างๆ
ทางฝั่งบุรุษก็มิได้ดีไปกว่ากัน ยกเว้นกลุ่มหนึ่งที่หยิบอาวุธออกมาเตรียมต่อต้าน ที่เหลือเอาแต่ยืนเหม่อลอย บ้างหาจุดซ่อนตัว บ้างด่าทอเรือโดยสารและราชาแห่งห้าห้วงสมุทร
จนกระทั่ง เสียงของกัปตันถูกส่งไปยังโสตประสาทของทุกคนผ่านอุปกรณ์กระจายเสียงและวิธีอื่นๆ
“โปรดอยู่ในความสงบ! ไม่ต้องกลัว! กัปตันเรือจักรพรรดิมืดมีกฎระเบียบที่เคร่งครัดเป็นของตัวเอง แตกต่างจากโจรสลัดอื่น พวกเขาจะทำเพียงปล้นทรัพย์เท่านั้น ไม่ก้าวล่วงมากไปกว่านั้น!”
ประโยคดังกล่าวดังกังวานหลายหน ในที่สุดผู้โดยสารที่แตกตื่นก็เริ่มสงบลง บรรเทาความกลัวไปได้หลายส่วน
เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่พวกมันจินตนาการ หากแค่ถูกปล้นโดยไม่ถูกข่มขืนหรือเอาชีวิต เท่านี้ยังพอทำใจยอมรับได้
ผ่านไปหลายสิบวินาที ผู้โดยสารบางคนที่พกเงินเก็บทั้งชีวิตติดตัวมาด้วย เมื่อจินตนาการว่าทั้งหมดกำลังจะหายไปก็ทำใจไม่ได้ หลั่งน้ำตาออกมาอย่างไม่สนใจคนรอบข้าง
หลายคนเป็นเงินที่กู้ยืมมา หากต้องสูญเสียไปทั้งหมด คงไม่สามารถใช้คืนและกลับไปชีวิตแบบเดิมได้ ต้องเร่ร่อนไปตามถนนหรือโรงทำงาน
คิดถึงตรงนี้ พวกมันตัดสินใจซ่อนเงินไว้ในจุดต่างๆ คาดหวังว่าจะไม่สูญเสียไปทั้งหมด เมื่อจัดการเสร็จก็เริ่มหันมาจับอาวุธ พร้อมแลกชีวิตในช่วงเวลาวิกฤติ
แม้แต่สัตว์ยังสู้จนตัวตาย นับประสาอะไรกับมนุษย์?
ในเวลาเดียวกัน โจรสลัดหลายคนบนเรือจักรพรรดิมืดต่างมารวมตัวรอบกราบเรือ รอฟังคำสั่ง เตรียมกระโจนใส่ ‘เหยื่อ’ ในตอนที่ระยะห่างเหลือไม่มาก
ผู้ช่วยกัปตันของพวกมัน ‘ไวเคาต์แห่งความกลัว’ เบิร์ด·มัสแตง กำลังถือกล้องส่องทางไกล เฝ้ามองเรือโดยสารฝั่งตรงข้ามโดยไม่คิดอะไรมาก เพียงพิจารณาว่าเรือทั้งสองลำจะเข้าประชิดกันตอนไหน
โจรสลัดคนดังรายนี้ เจ้าของค่าหัวสูงกว่าหนึ่งหมื่นปอนด์ สวมเสื้อเชิ้ตอินทิสที่มีลวดลายบริเวณคอและแขนซับซ้อน สวมเสื้อนอกคล้ายกัปตันเรือ คล้ายกำกับกำลังรอร่วมงานเลี้ยงมากกว่างานปล้น
ทันใดนั้น เบื้องหน้ามันเหลือเพียงดอกไม้หนึ่งดอก เรือโดยสารทั้งลำหายไปอย่างไรร่องรอย!
เบิร์ด·มัสแตงรีบขยับกล้องส่องทางไกลเพื่อค้นหา แต่ในทิศทางดังกล่าว นอกจากสายลมกระโชกและนกอินทรีทะเลหัวแดงที่มักออกมาล่าปลาในช่วงฝนตกหนัก ก็ไม่หลงเหลือสิ่งใดอีกเลย
เรือโดยสารขนาดมหึมาที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีสองชนิด อันตรายหายไป!
“…” เบิร์ด·มัสแตงกะพริบตาถี่ ทำตัวไม่ถูกไปสักพัก
“เรือไปไหนแล้ว?”
“เรือลำใหญ่นั่นหายไปไหน?”
“เมื่อครู่มันเพิ่งอยู่ที่นี่!”
…
โจรสลัดบนดาดฟ้าเรือเองก็สังเกตเห็นความผิดปรกติ ต่างคนต่างตื่นตกใจ
เรือผีสิง? ไม่มีทาง จะไปมีเรือผีสิงแบบนั้นได้ยังไง เห็นได้ชัดว่าเป็นเรือลูกผสมระหว่างเรือใบกับเรือไอน้ำที่เพิ่งได้รับความนิยมในช่วงหลัง… ภาพลวงตา? ใครบางคนใช้เวทลวงตาที่ทรงพลังเพื่อซ่อนเรือโดยสารลำนั้น? ถ้านั่นเป็นความจริง… อีกอย่างคือครึ่งเทพ… ท่ามกลางกระแสความคิดที่เปลี่ยนผัน เบิร์ด·มัสแตงรีบเก็บกล้องส่องทางไกล เดินไปยังเขตห้องโดยสาร
ระหว่างนั้น คล้ายกับระยะทางถูกบิดเบือน เบิร์ด·มัสแตงเดินเพียงเจ็ดถึงแปดก้าวก็มาถึงห้องกัปตันที่อยู่ในจุดห่างไกลจากเมื่อครู่ จากนั้นก็กล่าวอย่างนอบน้อม
“เอิร์ลนาสต์ มีบางสิ่งผิดปรกติเกิดขึ้นระหว่างการล่า”
หากเป็นบนเรือจักรพรรดิมืด ‘ราชาแห่งห้าห้วงสมุทร’ นาสต์ จะแทนตัวเองว่าเอิร์ลเสมอ มาจากบรรดาศักดิ์ที่จักรพรรดิโรซายล์มอบให้
แน่นอน มันยังประกาศต่อหน้าสาธารณชนว่า ในอีกไม่ช้าก็เร็ว อาณาจักรของโจรสลัดจะถือกำเนิด และมันจะกลายเป็นดยุค เจ้าชาย หรือแม้กระทั่งจักรพรรดิ
หลังจากเงียบไปสักพัก เสียงทุ้มและสง่างามดังมาจากห้องกัปตัน
“วนไปรอบๆ”
“สุดแล้วแต่ท่าน!” เบิร์ด·มัสแตงไม่ถามว่าทำไม เพียงน้อมรับไว้
แน่นอน มันพอจะจินตนาการถึงเหตุผลได้
ไม่ว่าจะเป็นภาพลวงตาหรือไม่ แต่การทำให้เรือโดยสารขนาดใหญ่หายไปต่อหน้าต่อตาโจรสลัดหลายร้อยคน ต้องไม่ใช่ฝีมือของผู้วิเศษลำดับกลางหรือล่างแน่ เรือลำดังกล่าวต้องมีครึ่งเทพที่แข็งแกร่งคอยปกป้อง หรือไม่ก็สมบัติปิดผนึกระดับครึ่งเทพ!
การปะทะส่งเดชกับครึ่งเทพบนเรือโดยสารธรรมดาๆ ไร้สัญชาติ ไม่ใช่การกระทำที่ฉลาดสักเท่าไร แม้ว่า ‘เอิร์ลแห่งเมเปิ้ลขาว’ นาสต์ จะเป็นถึงราชาแห่งห้าห้วงสมุทร แต่มันก็ไม่ประมาท เว้นเสียแต่จะทราบว่าอีกฝ่ายคือกลุ่มที่ขัดแย้งกันอยู่แล้ว หรือมีประเด็นมากพอให้เปิดฉากโจมตี
จากมุมมองดังกล่าว ครึ่งเทพฝ่ายตรงข้ามทำเพียงซ่อนเรือโดยสาร มิได้ลงมือโต้กลับ แสดงให้เห็นว่าไม่ประสงค์จะขัดแย้งกับเรือจักรพรรดิมืดและราชาแห่งห้าห้วงสมุทร เพียงต้องการบอกให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าในนี้มีครึ่งเทพอยู่ เป็นการห้ามศึกอย่างสันติ
เบิร์ด·มัสแตงสั่งให้ลูกเรือออกจากกราบเรือ จากนั้นก็หันหัวเรือจักรพรรดิมืดเพื่อเปลี่ยนเส้นทาง
ทันใดนั้น นกอินทรีทะเลหัวแดงตัวใหญ่ตัวหนึ่งบินแตกกลุ่ม โฉบมายังท้องฟ้าเหนือลำเรือผีสิงลำนี้
ขณะเหล่าโจรสลัดเริ่มสับสน ทันใดนั้น นกอินทรีทะเลหัวแดงตัวดังกล่าวมองลงมายังดาดฟ้าเรือ กล่าวด้วยเสียงมนุษย์ที่ทุ้มต่ำ
“ผมต้องการพบเอิร์ลแห่งเมเปิ้ลขาว”
เบิร์ด·มัสแตงผงะหลายวินาที ก่อนจะชำเลืองสายตาไปทางห้องโดยสาร
เสียงอันสง่างามของราชาแห่งห้าห้วงสมุทรดังขึ้นอีกครั้ง มิใช่การตอบอินทรีทะเลหัวแดงโดยตรง แต่เป็นการคุยกับลูกน้อง
“ให้เข้ามา”
ขณะเบิร์ด·มัสแตงเตรียมทำตามคำสั่ง นกอินทรีทะเลหัวแดงบินโฉบลงมาท่ามกลางสายลมและสายฝนที่มืดครึ้ม ร่างกายค่อยๆ แปรสภาพ บิดตัวและยุบพองกลายเป็นมนุษย์
รอจนกระทั่งร่อนลงอย่างสมบูรณ์ นกอินทรีทะเลหัวแดงกลายเป็นมนุษย์สวมหมวกทรงสูงและทักซิโด บนใบหน้าสวมหน้ากากขนนก
รูม่านตาเบิร์ด·มัสแตงขยายออกเล็กน้อย คล้ายกับต้องการเพ่งพิจารณาอีกฝ่ายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
แต่ไม่ว่าจะมองมุมใดก็ไม่พบความผิดปรกติจากชายอวดดีตรงหน้า ประหนึ่งว่าอีกฝ่ายไม่เคยเป็นนกอินทรีทะเลหัวแดงมาก่อน
จนกระทั่งผ่านไปไม่กี่วินาที รูม่านตาของเบิร์ด·มัสแตงขยายกว้างกว่าเดิม เพราะชายสวมหน้ากากขนนกกำลังเดินผ่านไปและเผยให้เห็นด้านข้าง
บุรุษที่แต่งกายราวกับกำลังจะเข้าร่วมงานเลี้ยง ความหนาของลำตัวน้อยมาก ราวสองนิ้วประกบกันเท่านั้น!
ในวินาทีนี้ เบิร์ด·มัสแตงเชื่อว่าตนกำลังได้เห็นมนุษย์กระดาษ เป็นมนุษย์กระดาษที่หนากว่าปรกติเล็กน้อย!
สัตว์ประหลาด… มันกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เฝ้ามองครึ่งเทพสุดประหลาดเดินเข้าไปในห้องโดยสาร
โจรสลัดบนดาดฟ้าทั้งหมดต่างผงะถอยหลังกลับไปยังกราบเรือ ประหนึ่งเมื่อครู่เพิ่งเห็นฝันร้ายเดินผ่านไป
สำหรับพวกมัน ไม่มีใครเคยเห็นมนุษย์ที่มีร่างกายแบบนี้มาก่อน สยองขวัญยิ่งกว่าสัตว์ประหลาดหลายตัวที่เคยเผชิญหน้าในอดีตเสียอีก
ณ ชั้นสามของเขตห้องโดยสาร ด้านนอกห้องกัปตันกลางแจ้ง
ไคลน์จับลูกบิดและเปิดประตู
การต้องปรากฏกายในรูปลักษณ์ประหลาด ส่วนหนึ่งเพราะไม่มีทางเลือก แต่ส่วนหนึ่งเป็นความตั้งใจ อันดับแรก นกอินทรีทะเลหัวแดงตัวเล็กเกินไป หลังจากแบ่งร่างกายบางส่วนเพื่อแปลงโฉมเป็นเสื้อผ้าและหน้ากาก ลำตัวในส่วนที่เหลือไม่มากพอจะสร้างร่างมนุษย์ที่สมบูรณ์ ต่อให้ไม่มีอวัยวะภายในก็ตาม สำหรับในประเด็นที่จงใจ มันกำลังค้นหาวิธีสวมบทบาทเป็น ‘จอมเวทพิสดาร’ และเกิดไอเดียทำนองว่า:
‘จอมเวท’ ไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่กุญแจสำคัญอยู่ที่ความ ‘พิสดาร’ ในการใช้เวทมนตร์!
เสียงประตูเสียดสีแผ่วเบา บานประตูสีดำถูกเปิดออก เผยให้เห็นฉากภายในห้องกัปตัน
เชิงเทียนห้อยลงมาจากเพดาน แบ่งเป็นฝั่งซ้ายสี่สิบเอ็ด ฝั่งขวาสี่สิบอย่างไม่สมมาตร สุดปลายทางของพวกมันคือพื้นยกสูงสีดำที่รายล้อมบัลลังก์เหล็กดำสนิท
‘ราชาแห่งห้าห้วงสมุทร’ นาสต์อยู่ในรูปลักษณ์ปรกติ สูงเกินกว่า 1.9 เมตรเล็กน้อย แตกต่างจากร่างกายใหญ่โตที่คล้ายคนยักษ์ซึ่งไคลน์เคยพบ
มันยังคงสวมมงกุฎขนาดย่อม สวมชุดคลุมสีดำขอบเงิน โครงหน้าค่อนข้างเหลี่ยม บนหน้าผากมีริ้วรอยเล็กน้อย ใต้คางมีเคราสั้นสีดำ ภายในดวงตาสีดำสนิทมีแสงสีแดงเข้มไหลเวียน ใครก็ตามที่สบตาต่างเกิดความรู้สึกอยากก้มศีรษะโดยไม่รู้ตัว
“ข้าไม่เคยพบเจ้ามาก่อน” นาสต์กล่าวเสียงแผ่ว “มิสเตอร์จอมเวทพิสดาร”
ไคลน์ถอดหมวกออก กล่าวทักทาย
“แต่ตอนนี้เคยพบแล้ว”
นาสต์กล่าวด้วยเสียงที่สามารถทำให้วิญญาณสั่นสะเทือน
“ว่ามา เหตุใดถึงอยากพบข้า”
“ท่านเอิร์ล ผมอยากฟังความประทับใจที่คุณมีต่อจักรพรรดิโรซายล์ ทุกคนล้วนทราบดี คุณและบิดาเคยเข้าเฝ้าพระองค์ แถมยังมากกว่าหนึ่งครั้ง” ไคลน์ตอบเสียงเรียบ
นาสต์มองหน้าครึ่งเทพฝั่งตรงข้ามที่ปรากฏตัวในร่างมนุษย์กระดาษ กล่าวพร้อมกับแสงสีแดงเข้มในดวงตาที่สว่างขึ้น
“นั่งลงก่อน”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ไคลน์สัมผัสถึงแรงกดดันมหาศาล ไม่มีทางเลือกนอกจากปล่อยให้ร่างกายฟังคำสั่ง เกิดความอยากนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ
ทว่า ตัวมันในปัจจุบันเป็นเพียงหุ่นเชิด เพียงสะบัดด้ายวิญญาณแผ่วเบา ร่างบางๆ ก็ได้รับสมดุลกลับคืน
……………………………………..
กรุงเบ็คลันด์ เขตตะวันตก ภายในคฤหาสน์ตระกูลโอดรา
เอ็มลิน·ที่ถูกเรียกเข้าพบ ถอดหมวกออก ถอดเสื้อนอก เดินเข้าไปในห้องรับแขกและรอ
ภายในห้อง หากไม่นับมัน ยังมีผีดูดเลือดอื่นๆ ที่ถูกคนใหญ่คนโตเรียกเข้าพบ เอ็มลินมองไปรอบตัวพร้อมกับหาที่นั่ง ด้านข้างเป็นชายดั้งจมูกโด่งจนเกือบจะผิดธรรมชาติ
ชายคนดังกล่าวมีผมสีน้ำตาล ตาสีแดง ใบหน้ามีริ้วรอยร่องลึก ในมือถืออัลบัมภาพ สายตาจ้องมองหน้ากระดาษอย่างเลื่อนลอย
มันคือผีดูดเลือดที่ให้ข้อมูลของปราสาทร้างในป่าเดแลร์กับเอ็มลิน มีนามว่าเออร์เนส·โบยาร์ เป็นไวเคาต์ผีดูดเลือด
เอ็มลินวางแผนจะแวะไปหาไวเคาต์รายนี้อยู่แล้ว คาดไม่ถึงว่าจะพบกันที่นี่ จึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจโพล่งถาม
“ท่านไวเคาต์ ข้าขอทราบได้ไหม ท่านได้รับข้อมูลปราสาทร้างในป่าเดแลร์มาจากที่ใด?”
“ทำไมหรือ? ลูกค้าของเจ้าไม่พบวิญญาณอาฆาตโบราณหรือไง?” เออร์เนส·โบยาร์ละสายตาจากอัลบัมภาพ ชำเลืองมาทางเอ็มลิน
“เปล่า… ไม่ใช่แบบนั้น” เอ็มลินมิได้อธิบาย แต่ยังคงพยายามถามซักไซ้ “ข้าแค่อยากทราบที่มาของข้อมูล ดูเหมือนปราสาทหลังนั้นจะไม่ธรรมดา”
เออร์เนส·โบยาร์ปิดอัลบัมภาพ สางผมเล็กน้อยก่อนจะตอบ
“ก็ไม่ใช่ความลับอะไร ข้าได้ทราบมาจากลอร์ดนีบาส ว่ากันตามตรง คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าจะมีปราสาทเก่าแก่เช่นนั้นตั้งอยู่ภายในป่าเดแลร์”
ลอร์ดนีบาส… เอ็มลินเริ่มผุดความคิดบางอย่าง
อีกหนึ่งบททดสอบสินะ…
แต่ไม่ใช่ว่ามันอันตรายเกินไปหรอกหรือ? หากไม่มีมิสเตอร์ฟูลคงได้เกิดเรื่องใหญ่แน่… เอ็มลินขมวดคิ้ว นึกทบทวนรายละเอียดที่ไตร่ตรองไว้ล่วงหน้า ถามกลับไปด้วยความสงสัย
“ท่านไวเคาต์ แล้วทำไมท่านถึงไม่สำรวจปราสาทด้วยตัวเอง? ข้าจำได้ว่าท่านเป็นนักโบราณคดี แถมยังมีโอกาสรวบรวมวัตถุดิบวิเศษของวิญญาณอาฆาตโบราณ”
เออร์เนสชำเลืองเอ็มลินด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“ลอร์ดนีบาสบอกกับข้าว่า ที่นั่นอันตรายมาก หากยังไม่ถึงระดับเอิร์ลก็ไม่ควรเข้าไปใกล้”
“…” เอ็มลินอ้าปากค้างครึ่งหนึ่ง สีหน้าล่องลอย
มันข่มความโกรธเอาไว้ หรี่เสียงให้เบาและกล่าว
“แล้วทำไมท่านถึงไม่เตือนข้า?”
เออร์เนสหัวเราะ
“ก็แน่อยู่แล้วไม่ใช่หรือ? สถานที่ซึ่งมีวัตถุดิบวิเศษให้เก็บเกี่ยว แถมยังรู้กันทั่วไปในหมู่ผีดูดเลือด… การที่สิ่งนั้นยังดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน หมายความว่ามันต้องมีความพิเศษในตัวเอง”
เมื่อเห็นเอ็มลินทำสีหน้าฉงน มันเล่าเสริม
“และความพิเศษที่ว่า ตามปรกติแล้วควรสรุปได้เช่นนี้: ภายในป่าเดแลร์มีวิญญาณอาฆาตโบราณอาศัยอยู่จริง มีคนเคยเห็น เคยเผชิญหน้า แต่ยากจะล่าให้สำเร็จ… หมายความว่า การตามล่าวิญญาณอาฆาตโบราณไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีต้นทุนด้านเวลาและความยุ่งยากเกินกว่ามูลค่าของวัตถุดิบ ส่งผลให้พวกมันมีชีวิตอยู่มาจนถึงปัจจุบัน… ข้าคิดว่าอย่างเจ้าคงมองเห็นสิ่งนี้ได้ไม่ยาก รวมถึงลูกค้าของเจ้าด้วย หากเลือกที่จะลงมือสำรวจ หมายความว่ามีการเตรียมพร้อมมาอย่างดีแล้ว”
ในวินาทีแรก เอ็มลินมองว่าคำพูดของไวเคาต์เออร์เนสฟังดูสมเหตุสมผล มิอาจจะหักล้างตรรกะ ขณะเดียวกันก็คิดว่าตนและมิสเมจิกเชี่ยนเบาปัญญาอย่างมาก จึงนำพาตัวเองไปเสี่ยงอันตราย ไม่สามารถกล่าวโทษผู้ให้ข้อมูลได้
ในวินาทีที่สอง เอ็มลินรู้สึกหงุดหงิดและกระอักกระอ่วน เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองต่อตัวเอง
วินาทีที่สาม เอ็มลินมองเห็นปัญหาใหม่
ไม่สำคัญว่าความโง่ของพวกตนจะนำพาไปสู่อันตรายหรือไม่ แต่ไม่ว่ายังไงเออร์เนส·โบยาร์ก็ต้องแจ้งเรื่องนี้ให้ทราบอย่างชัดเจน เพราะการประเมินระดับของอันตราย รวมถึงต้นตอของอันตราย จะช่วยให้ภารกิจสำรวจเตรียมตัวได้ง่ายขึ้น ไม่เกิดความผิดพลาด
เจ้านี่จงใจ! เอ็มลินฟันธงในหัว ดวงตาสีแดงหรี่ลงเล็กน้อย เชิดคางและกล่าว
“แน่นอน ใครๆ ก็มองเห็นได้ไม่ยาก แต่ข้าอยากทราบว่า อันตรายที่ซ่อนอยู่ในปราสาทร้างหลังนั้นคือสิ่งใดกันแน่”
เออร์เนสหยิบชาดำที่มีสีเหมือนเลือดข้างๆ ขึ้นมาจิบและกล่าว
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ ลอร์ดนีบาสมิได้เล่าให้ฟัง”
สีหน้าของเอ็มลินเริ่มดำมืด ขณะเตรียมกล่าวประชดประชัน มันเห็นคาซีมี·โอดราเดินเข้ามาในห้องรับแขกและมองมาทางตน
“เอ็มลิน คนใหญ่คนโตเรียกเจ้าเข้าไปพบ”
“ตกลง” เอ็มลินข่มโทสะ กดส่วนล่างของเสือนอก ลุกขึ้นยืนอย่างไม่รีบ
หลังจากเดินลงบันไดไปยังเขตห้องใต้ดิน ในที่สุดมันก็อดใจไม่ไหว ถามเสียงต่ำ
“บารอนคาซีมี อีกฝ่ายเป็นใครกัน? ข้าควรเรียกท่านว่าอย่างไร”
คาซีมีที่ดูคล้ายสุภาพบุรุษวัยกลางคน ตัดสินใจไม่ปิดบัง ตอบด้วยน้ำเสียงเจือความเคารพ
“ท่านดยุคโอลเมอร์”
ท่านดยุคโอลเมอร์… เอ็มลินเหยียดตัวตรงจากจิตใต้สำนึก ชำเลืองสายตาไปยังขาตั้งโคมไฟผนังด้านข้าง คล้ายกับต้องการอาศัยภาพสะท้อนจากผิวโลหะ
อีกฝ่ายคือหนึ่งในสามดยุคที่คอยค้ำจุนผีดูดเลือดมานาน เป็นขุมพลังสำคัญที่ดำรงตนมาตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์มหาภัยพิบัติ มีสมญานามว่า ‘จันทร์เต็มดวง’ อายุกว่าสามพันปี ครั้งหนึ่งเคยติดตามรับใช้ต้นตระกูลลิลิธ!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ดยุคโอลเมอร์เปรียบดังประวัติศาสตร์และความรุ่งโรจน์ของผีดูดเลือด!
เดินผ่านประตูลับหลายชั้น เอ็มลินและคาซีมีมาถึงห้องโถงสีเทาที่มีกลิ่นอายของเหล็ก
พื้นและผนังถูกปูด้วยหญ้า ดอกไม้ และธัญพืช แมลงหลากชนิดกำลังคลานไปมาท่ามกลางกลุ่มต้นไม้ที่เรียงชิดติดกัน ส่งผลให้เอ็มลินรู้สึกราวกับออกจากเมืองมายังชนบทสักแห่ง สัมผัสถึงชีวิตและธรรมชาติ
หากมองผิวเผิน จะไม่พบความผิดปรกติใด แต่ถ้าจดจ้องให้ดี มีหลายจุดที่ค่อนข้างผิดธรรมชาติ
บนหญ้าสีเขียวมีรอยแยกเป็นทางตรงคล้ายปาก มีเส้นใยยื่นออกจากปากดังกล่าวเพื่อคอยจับแมลง ดอกไม้ใช้กิ่งก้านและใบต่างมือ คอยเก็บรวบรวมน้ำหวานด้วยตัวเอง บรรดาข้าวสาลีก็ดูหนักผิดปรกติ บางครั้งก็มีเสียงโหยหวนดังแว่วออกมา ส่วนแมลงนั้นมีหลายประเภทจนน่าตกใจ แถมยังเป็นพันธุ์ที่แตกต่างจากปรกติ บ้างมีหัวเป็นงู บ้างมีหัวเป็นนก
ยิ่งเข้าใกล้ใจกลางห้องโถง ภาพเช่นนี้ก็ยังเด่นชัด รายล้อมหลุมศพที่ดูแข็งแกร่งตรงกลาง
คาซีมีหันหน้าไปทางหลุมศพ ทำความเคารพ
“ท่านดยุค เอ็มลิน·ไวท์มาถึงแล้วขอรับ”
“ทิวาสวัสดิ์ ท่านดยุค” เอ็มลินมิได้จองหองตามปรกติ ค่อนไปทางปวกเปียก
ภายในหลุมศพ เสียงอันไพเราะและอบอุ่นที่สอดคล้องกับอายุคนพูดดังขึ้น
“ผีดูดเลือดหนุ่มที่โดดเด่นกว่าใคร… คาซีมี… เจ้าออกไปก่อน”
“ขอรับ ท่านดยุค” คาซีมีโค้งคำนับ เดินออกจากห้องโถงสีเทากลิ่นอายเหล็กแต่สดชื่น
เอ็มลินที่ยืนอยู่ในตำแหน่งเดิม ได้ยินเสียงดังมาจากหลุมศพอีกครั้ง
“ในตอนเช้า นีบาสกล่าวว่า เจ้าได้รับตะกอนพลังของแวมไพร์เทียมที่ตรงกับไวเคาต์มาใช่ไหม?”
“ใช่ขอรับ แต่มันปนเปื้อน จำเป็นต้องผ่านการทำให้บริสุทธิ์” เอ็มลินมิได้เล่าเรื่องที่ตะกอนพลังก้อนนี้จำเป็นต้องถูกลบจิตตกค้างออกไปก่อน เพราะมองว่านี่เป็นเรื่องง่ายๆ สำหรับเผ่าพันธุ์ผีดูดเลือด หรืออย่างน้อยบารอนคาซีมีก็ยืนยันว่าทำได้
ดยุคโอลเมอร์แห่งผีดูดเลือดอืมในลำคอ
“ยอดเยี่ยมมาก… ข้าจะช่วยชำระล้างมันให้เอง”
มันเว้นวรรคสักพัก
“แม้ว่าผีดูดเลือดจะมีอายุยืนยาว แต่ก็สามารถเติบโตและแก่ชรา มีการเกิดใหม่และตายไปอยู่เสมอ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร สำหรับทุกเผ่าพันธุ์ การบ่มเพาะสมาชิกหนุ่มสาวที่มีแววคือสิ่งสำคัญ และเจ้าเพิ่งแสดงผลงานที่น่าทึ่งมากให้ทุกคนเห็น แถมยังเปี่ยมด้วยพรสวรรค์และฝีมือ กลายเป็นเป้าสนใจของเบื้องบน ดังนั้น ข้าจึงตัดสินใจมาพบเจ้าเป็นการส่วนตัวเพื่อมอบบททดสอบบางอย่างและช่วยเร่งพัฒนาการ”
เปี่ยมด้วยพรสวรรค์และฝีมือ… เอ็มลินเชิดคางโดยไม่รู้ตัว
จากนั้นก็ถอนหายใจเงียบ
ไม่ผิดจากที่คิด เป็นไปตามตามที่มิสเตอร์แฮงแมนคาดคะเน ท่านมาเพื่อทดสอบ มอบภารกิจ และสัมภาษณ์ตัวต่อตัว…
ท่ามกลางกระแสอารมณ์อันหลากหลาย เอ็มลินตอบอย่างสำรวม
“ข้าพร้อมทุกเมื่อ”
“ไม่เลว” เสียงทุ้มอ่อนโยนของโอลเมอร์ดังจากหลุมศพ “ภารกิจต่อไปของเจ้าก็คือ ค้นหาสมาชิกคนสำคัญของโรงเรียนกุหลาบที่ซ่อนอยู่ในเบ็คลันด์… สำหรับเรื่องนี้ ทางเรามีเบาะแสไม่มาก จำเป็นต้องให้เจ้าตรวจสอบด้วยตัวเองหลายเรื่อง”
โรงเรียนกุหลาบ? พวกมันเป็นอริกับผีดูดเลือดด้วยหรือ? นั่นสินะ ดูเหมือนว่าจะมีบางส่วนของพวกมันที่นับถือดวงจันทร์บรรพกาล… เอ็มลินซึมซับข้อมูลของโรงเรียนกุหลาบมาจากชุมนุมทาโรต์ไม่น้อย แต่จงใจปกปิดเอาไว้
“นอกจากจะรับสาวกดวงจันทร์บรรพกาลเข้าเป็นพวก โรงเรียนกุหลาบยังครอบครองวัตถุศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลผีดูดเลือดเรา เป็นมรดกจากบรรพบุรุษ พวกเราต้องทวงคืนมาให้ได้” น้ำเสียงโอลเมอร์ทวีความขึงขัง
มรดกของบรรพบุรุษ… วัตถุศักดิ์สิทธิ์ของผีดูดเลือด… เอ็มลินตอบโดยไม่ลังเล
“ท่านดยุคที่เคารพ ข้าจะตามหาสมาชิกคนสำคัญของโรงเรียนกุหลาบที่ซ่อนตัวอยู่ในเบ็คลันด์ให้พบ”
น้ำเสียงของโอลเมอร์กลับไปเป็นอ่อนโยนอีกครั้ง
“ดีมาก… รอฟังข้อมูลจากคาซีมีและหาจุดเริ่มด้วยตัวเอง”
เอ็มลินคิดจะทำโดยไม่ลังเลอยู่แล้ว แต่ฝืนสงวนท่าทีเล็กน้อย เปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างตั้งใจ
“ท่านดยุคที่เคารพ ท่านรู้จักปราสาทร้างกลางป่าเดแลร์หรือไม่?”
“อยากไปหรือ? ที่นั่นอันตรายนะ” โอลเมอร์ในหลุมศพตอบ
เอ็มลินมิได้อธิบาย แต่ถามเข้าประเด็น
“อันตรายแบบใด?”
โอลเมอร์หัวเราะในลำคอพลางตอบ
“ปราสาทหลังนั้นอาจเก่าแก่กว่าข้าเสียอีก… หรืออาจมีอายุมากกว่าป่าเดแลร์… ข้าไม่ทราบว่าใครเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา แต่ค่อนข้างแน่ชัดว่าจุดประสงค์คือการผนึกบางสิ่งที่อยู่ใต้ดิน เก็บซ่อนความลับอันยิ่งใหญ่… สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่เข้าไปใกล้จะถูกกัดกร่อนจนถึงแก่ชีวิต เดิมที เราคิดว่าที่นั่นอาจเกี่ยวข้องกับนรก จึงลองโยนปีศาจเข้าไป ทว่า แม้แต่ปีศาจก็ถูกกัดกร่อน จากสิ่งมีชีวิตเย็นชาและป่าเถื่อนกลายเป็นตัวตนที่บ้าคลั่ง”
แล้วทำไมท่านถึงไม่ลองเปิดประตูเข้าไปสำรวจ? เอ็มลินได้แต่บ่นในใจ มิได้กล่าวออกไป
ดยุคโอลเมอร์แห่งผีดูดเลือดเจ้าของฉายา ‘จันทร์เต็มดวง’ มิได้กล่าวสิ่งใดต่อ จบการสนทนาและบอกให้เอ็มลินออกจากห้าง
…
ในช่วงค่ำ กรุงเบ็คลันด์ที่ถูกปกคลุมด้วยเมฆมืด มีฝนตกโปรยปราย
เอ็มลินสวมหมวกขอบโค้ง เดินลงจากระเบียบกันสาด ดวงตาสีแดงจดจ้องไปยังไวเคาต์เออร์เนส·โบยาร์ที่กำลังเดินชมร้านขายของเก่า
มันโกรธอีกฝ่ายที่จงใจบอกข้อมูลไม่ครบ หลังจากออกจากคฤหาสน์โอดราจึงแอบสะกดรอยตามโดยไม่รู้ตัว
แต่พอเดินไปได้สักพัก มันเริ่มเกิดความสับสน เพราะไม่ทราบว่าตนควรจัดการกับเออร์เนสอย่างไร และต้องสะกดรอยไปอีกนานแค่ไหน
…………………………………………………
เห็นอัลเฟรดมองกลับมา ไคลน์ยิ้มและพยักหน้าอย่างสุภาพ
“อยู่ๆ ผมก็สัมผัสได้ถึงอันตราย”
กล่าวจบ มันหันศีรษะอย่างเยือกเย็น ตรงไปยังรถม้าที่แฮกกิสชี้
“อันตราย…” อัลเฟรดทวนคำเสียงต่ำ มองไปรอบตัวอย่างระมัดระวัง พบว่าไม่มีอะไร
มันลดความเร็วลง คอยจับตามองรอบๆ พลางเดินกลับอาคารสามชั้นที่ห่างออกไปไม่ไกลด้วยอากัปกิริยาหวาดระแวงเกินกว่าปรกติ
ปากานี่ชำเลืองอัลเฟรดที่มีสีหน้าหนักใจ ถามด้วยความสงสัย
“เกิดอะไรขึ้น?”
มันค่อนข้างอยู่ห่างจากจุดแลกเปลี่ยน จึงไม่ได้ยินบทสนทนา
อัลเฟรดเดินไปทางหน้าต่าง เฝ้ามองอาวุธที่กำลังถูกขนย้าย เตรียมตัวออกจากเขตโกดังอาวุธพลางเรียบเรียงคำพูดและกล่าว
“ดอน·ดันเตสกลับกะทันหัน เขากล่าวว่าสัมผัสได้ถึงอันตราย”
“อันตราย?” ปากานี่ไม่ประมาท มองไปรอบๆ อย่างระมัดระวังสักพัก จนกระทั่งคนของเมซันเญสถอนออกจากพื้นที่และหายไปในความมืด มันก็ยังไม่พบความผิดปรกติ
ปากานี่หัวเราะ
“ฮะฮะ! อัลเฟรด คุณขี้กังวลเกินไปแล้ว… บางที อาจเป็นเพราะดอน·ดันเตสขี้ขลาด ก็เลยไม่อยากอยู่ที่นี่นานนัก!”
อัลเฟรดถอนสายตากลับ ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ก็อาจจะใช่…”
…
หลังจากกลับถึงโรงแรมที่เช่าไว้ ไคลน์ควบคุมให้ ‘ผู้ชนะ’ เอ็นโซที่ปัจจุบันเป็นลูกผสม เปิดกล่องในมือพร้อมกับนำทองแท่งและเหรียญทองออกมาวางเรียงทีละหนึ่งและเริ่มนับ
มูลค่าของมันคือสามหมื่นปอนด์ถ้วน!
โชคดีที่หนี้ของเรากับมิสผู้ส่งสารคือหนึ่งหมื่นทองปอนด์โลเอ็น ไม่จำเป็นต้องแปลงสกุลเงิน… ในท่านั่งเก้าอี้เอนหลัง ไคลน์ดื่มกวาดาร์ที่เปรี้ยวแต่สดชื่นพลาง ‘จับตามอง’ หุ่นเชิด
รอจนกระทั่งเอ็นโซแบ่งทรัพย์สินเสร็จ มันเลื่อนฮาร์โมนิก้านักผจญภัยขึ้นมาจ่อปากเป่า
ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์เจ้าของสี่หัวทองตาแดงเดินออกจากความว่างเปล่า คล้ายกับกำลังอยู่ใกล้ๆ
ดวงตาทั้งแปดจ้องไปยังกองเหรียญทองและแท่งทองอย่างพร้อมเพรียง
ไม่กี่วินาทีถัดมา ศีรษะของไรเน็ตต์กล่าวเรียงกัน
“เยี่ยมมาก…” “ในอนาคต…” “ค่าจ้าง…” “จะสูงขึ้น…”
เห? ด้วยเหตุผลใด? ทั้งที่เราชำระเงินภายในกำหนดอย่างรวดเร็ว เหตุใดงานจ้างในอนาคตจึงแพงขึ้น? ไคลน์ผงะไปสักพัก ก่อนจะเหยียดหลังตรงพลางถาม
“ทำไม?”
สี่หัวทองตาแดงของไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์พยักหน้า
“ค่าจ้าง…” “ขึ้นอยู่กับ…” “ความสามารถ…” “ในการหาเงิน…” “ของเจ้า…”
ทำไปถึงเป็นแบบนี้ไปได้… ไคลน์อ้าปากค้างเล็กน้อย แต่ก็มิอาจโต้แย้ง เพราะท้ายที่สุด ฝ่ายที่กำหนดค่าจ้างคือผู้ให้บริการ นอกจากนั้น การเลื่อนลำดับเป็นครึ่งเทพของตน มิสผู้ส่งสารอาจมองว่างานในอนาคตก็จะยิ่งทวีความยากลำบาก เต็มไปด้วยอันตราย จึงคิดค่าแรงเพิ่ม
รอจนกระทั่งเธอกลืนกองเหรียญทองและหายไปจากห้อง ไคลน์รวบรวมสติ นึกทบทวนทรัพย์สินในปัจจุบันของตน
ในระยะหลังเราไม่ค่อยได้ใช้เงิน ทรัพย์สินเดิมจึงยังเหลือ 17,275 ปอนด์เป็นธนบัตร และหกสิบห้าเหรียญทอง… ทองแท่งที่เหลือมีมูลค่าราวสองหมื่นห้าพันปอนด์… ปัจจุบันเรามีทรัพย์สินมากกว่าสี่หมื่นปอนด์ นับว่าร่ำรวยมากในอาณาจักร สามารถซื้อที่ดินและอาคารได้สบาย… ธุรกิจค้าอาวุธช่างกำไรงาม…
ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ต้องการเหรียญทองเป็นหลัง ที่ยังเหลือจึงเป็นแท่งทอง
หลังจากลุกขึ้นและส่งแท่งทองเข้าไปในมิติหมอก ไคลน์เดินไปทางหน้าต่าง มองไปยังทิศเหนือ
ในเมื่อเรื่องราวจบแล้ว ถึงคราวเดินทางกลับเบ็คลันด์
มองไปยังขอบฟ้า ไคลน์ถอนหายใจแผ่ว
เบ็คลันด์…
…
เขตเหนือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งเบ็คลันด์
ออเดรย์กำลังเดินภายในมหาวิทยาลัยพร้อมกับเจ้าหน้าที่ของกองทุนการกุศล
เธอมาในชุดเดรสสีเขียวอ่อน เข็มขัดสีขาว ผมยาวสีทองถูกปกคลุมด้วยหมวกตาข่ายและริบบิ้นดอกไม้ ปราศจากเครื่องประดับชิ้นอื่น มีเพียงสร้อยข้อมือสีเงินที่ข้อมือซ้าย คล้ายกับเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่มาจากครอบครัวชนชั้นกลาง
ในช่วงที่ผ่านมา เธอตระเวนไปตามโรงเรียนประถมบริเวณรอบนอกเขตตะวันออก เที่ยวชมโรงเรียนเทคนิคในย่านสะพานเบ็คลันด์ พอจะทราบว่าการมาเยือนสถานที่เช่นนี้ต้องแต่งกายเช่นไร ไม่ใช่สักแต่จะทำตัวเหมือนออกงานสังคมตลอดเวลา
ดวงตาสีเขียวสดใสกลอกไปมาเล็กน้อย ออเดรย์เผยรอยยิ้มเจือจาง เฝ้าสังเกตสถานการณ์ของนักเรียนที่ผ่านไปผ่านมาอย่างจริงจัง
ในช่วงหลายวันหลัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งเบ็คลันด์ได้ส่งจดหมายเรียกรายงานตัว วันนี้จึงเป็นวันที่บรรดานักศึกษาเริ่มลงทะเบียน
อันที่จริง การลงทะเบียนควรเริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นเดือนสิงหาคมและกันยายน แต่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งเบ็คลันด์เป็นสถานศึกษาใหม่ มีการจัดสอบเข้าช้ากว่ามหาวิทยาลัยอื่น ส่งผลให้มีนักเรียนบางส่วนถูกรับเข้ามหาวิทยาลัยอื่นไปก่อนแล้ว จึงต้องมีการลงทะเบียนเพื่อยืนยันจำนวนให้แน่ชัด
ด้วยเหตุนี้ ออเดรย์และเจ้าหน้าที่ของกองทุนเพื่อการศึกษา ต้องมาคอยช่วยเหลือผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกและกำลังจะลงทะเบียน
จากสายตาที่เห็น เธอพบว่าใบหน้าของนักเรียนมหาวิทยาลัยเปี่ยมไปด้วยความสดใส แววตาเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ คำพูดคำจาและการกระทำแฝงพลังงาน คล้ายกับกำลังโหยหาอนาคต กำลังมองเห็นแสงสว่างของชีวิต
แตกต่างจากสิ่งที่ออเดรย์เห็นและประสบมาจากโรงเรียนสามัญ นักเรียนในสถานศึกษาดังกล่าวเต็มไปด้วยความหยาบกระด้าง เสียงดัง หรือไม่ก็เงียบและเศร้าซึม จุดร่วมกันคือความสับสนและกระสับกระส่าย ตัวสั่นเมื่อพบคนแปลกหน้าหรือคนดัง ดวงตาซีดเซียว ขาดแคลนในสิ่งที่วัยรุ่นควรมี
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เด็กๆ เหล่านั้นจะมีโอกาสได้รับการศึกษาสูงๆ เหมือนกับนักศึกษาที่นี่ เพื่ออนาคตอันสดใสของทุกคน… ขณะออเดรย์รำพัน เธอเห็นชายหญิงคู่หนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นพี่ชายน้องสาว
คนเป็นพี่ชายก้าวเข้าสู่สังคมของผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว เป็นชายวัยทำงาน สวมหมวกผ้าไหม สวมสูทสุภาพสีดำที่ค่อนข้างบาง อายุราวสามสิบ มอบบรรยากาศคล้ายข้าราชการรุ่นใหม่ไฟแรง
มันยืมกล้องเก่ามาจากที่ไหนก็มิอาจทราบได้ เชื่อมกับขาตั้งสามขาและวางลงบนพื้น ส่งสัญญาณมือบอกให้น้องสาวขยับตัวและปรับท่า มองหามุมที่ดีที่สุด
น้องสาวอายุสิบเจ็ดสิบแปด ผมสีดำปล่อยตรง ดวงตาสีน้ำตาลเจือความหงุดหงิดเล็กๆ แต่ก็มิได้กล่าวคำใดออกมา ทำตามคำสั่งพี่ชายอย่างจริงจัง
ภาพที่คล้ายกันสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในมหาวิทยาลัย บ้างเป็นผู้ปกครองและบุตร บ้างเป็นกลุ่มเพื่อน
บรรยากาศอบอุ่นจัง… ออเดรย์ถอนสายตากลับ เดินตรงไปข้างหน้า
เพียงไม่นานก็มาถึงจัตุรัส กึ่งกลางเป็นหัวรถจักรไอน้ำที่ปลดประจำการ ถูกจัดแสดงอย่างสง่าผ่าเผย ช่วยสร้างกลิ่นอายที่น่าเกรงขามให้แก่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งเบ็คลันด์
…
วี๊—!
หัวรถจักรไอน้ำที่ดูคล้ายสัตว์ยักษ์กำลังพ่นควัน ลากร่างยาวๆ ของมันเข้ามาในชานชาลาด้วยความเร็วที่ค่อยๆ ลดลง
เด็กหญิงลูกครึ่งที่มีอายุราวเจ็ดแปดปี ใบหน้าอ่อนโยน กำลังจูงมือมารดาที่กำลังยืนต่อแถวยาว พลางหันไปถามบิดาที่เป็นลูกครึ่งโลเอ็นไบลัมเกี่ยวกับอ่าวเดซีย์
หลังจากแถวขยับไปเรื่อยๆ เธอเห็นสุภาพบุรุษขมับขาว ถือไม้ค้ำเลี่ยมทอง มาพร้อมกับคนรับใช้ผิวสีน้ำตาล เดินเข้าไปในที่นั่งชั้นเฟิร์สคลาส
คนรับใช้มองไปรอบๆ ด้วยความสงสัย
“นายท่าน… สิ่งที่ผมเห็นแตกต่างจากที่จินตนาการไว้โดยสิ้นเชิง ผมคิดว่าชาวไบลัมจะต้องตกยาก เจ็บปวด เต็มไปด้วยความวุ่นวาย สกปรก ยากจน และหวาดระแวงสิ่งรอบตัว… อา… อย่างที่คุณทราบ แม้ผมจะมีสายเลือดไบลัม แต่ก็เกิดที่เบ็คลันด์ ไม่เคยเดินทางไปยังทวีปใต้มาก่อน ถึงจะพูดภาษาตูทานได้ดีก็เถอะ”
สุภาพบุรุษวัยกลางคนยกไม้ค้ำขึ้น
“นั่นเพราะพวกเราอาศัยในเมืองที่ค่อนข้างดี แต่ชาวไบลัมที่ลำบากส่วนใหญ่จะอยู่ในหมู่บ้านและแปลงเกษตรกรรม เป็นชาวชนบท ส่วนที่เหลือก็ไปกระจุกตัวอยู่แถวโรงงานจนกลายเป็นสลัม พวกเราไม่มีทางพบเจอได้ง่ายๆ แน่”
คล้ายกับสัมผัสถึงสายตาของเด็กสาว สุภาพบุรุษดวงตาสีน้ำเงินเข้มและคนรับใช้ต่างหันมาทางด้านข้างพร้อมกับเผยรอยยิ้มอบอุ่น
มุมปากยกขึ้นจนเห็นฟันแปดซี่ หลังจากพยักหน้าเล็กน้อย ทั้งสองได้ถอนสายตากลับและเดินต่อไป
เพียงไม่นาน เด็กสาวและพ่อแม่ถึงคิวขึ้นโดยสารรถไฟพลังไอน้ำ พวกมันพยายามมองหาที่นั่ง
จนกระทั่งเสียงหวูดดังขึ้นอีกครั้ง เด็กสาวเห็นชายผิวสีน้ำตาลเข้ม ใบหน้าอวบอิ่ม แก้มมีรอยแดง เดินก้มศีรษะพลางใช้มือกดหมวก ผ่านหน้าเธอไปอย่างรวดเร็ว ตรงไปทางหัวรถจักร
ชายคนดังกล่าวเคาะประตูห้อง ตามด้วยเดินเข้าไปและกล่าวกับคนขับรถไฟ
“เจ้าหน้าที่ทั้งหมดถูกแทนด้วยคนของเราแล้ว สะพานข้างหน้าจะกลายเป็นลานสังเวย”
คนขับรถหนวดเข้มพยักหน้า
“ขอให้พระองค์ทรงพอพระทัยกับของถวายคราวนี้… ขอให้พวกเราได้มีชีวิตอันเป็นนิรันดร์ในอาณาจักรของท่าน”
วี๊—!
รถจักรไอน้ำแล่นผ่านสะพานแห่งหนึ่ง ก่อนจะแล่นข้าวอีกหนึ่งสะพานใหญ่ หลังจากการเดินทางอันยาวนานก็มาถึงท่าเรือปลายทางอย่างราบรื่น
เด็กหญิงลูกครึ่งค่อนข้างอ่อนเพลีย มิได้สดใสร่าเริงเหมือนในตอนแรก เธอเดินตามพ่อแม่แหวกฝูงชนสักพักก็มาถึงประตู
บริเวณประตูมีเจ้าหน้าที่สองสามคน คอยอำนวยความสะดวกช่วยนำกระเป๋าเดินทางของผู้โดยสารออกจากรถไฟ
เมื่อสาวน้อยกับพ่อและแม่เดินผ่านไป พนักงานทั้งหมดต่างยกมุมปาก เผยรอยยิ้มอันอบอุ่นจนเห็นฟันคนละแปดซี่
หลังจากเด็กสาวกระโดดลงไปบนชานชาลา จิตใต้สำนึกสั่งให้เธอมองไปทางหัวรถจักร เห็นบุคคลกลุ่มหนึ่งกำลังยืนอยู่หน้าประตู ฟังไม่ออกว่ากำลังคุยอะไร คนหนึ่งเป็นพนักงานขับรถ ส่วนอีกคนคือชายที่แก้มมีรอยแดงคนก่อนหน้า
ไม่กี่วินาทีถัดมา คนกลุ่มนี้หันกลับมามองพลางยกมุมปากขึ้น เผยให้เห็นฟันแปดซี่
เด็กสาวได้ถอนสายตากลับไปก่อนแล้ว ปัจจุบันกำลังเดินสลับเขย่งออกจากชานชาลาไปพร้อมกับพ่อและแม่
……………………………………………………..
ณ ชั้นบนสุดของอาคารขนาดเล็ก ชายผมดำ ดวงตาสีน้ำตาลเข้ม สวมเสื้อผ้าสีเข้ม อายุยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปด กำลังมองลงมายังการค้าอาวุธที่ไม่ห่างออกไป อดไม่ได้ที่จะกล่าว
“เขาเข้าหาเมซันเญสได้จริงๆ … โอ้พระองค์วายุสลาตัน! อัลเฟรด ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ เราน่าจะทำธุรกิจด้วยตัวเองมากกว่า แม้จะหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดออก แต่ก็ยังกำไรไม่ต่ำกว่าสองหมื่นปอนด์!”
ด้านข้างเป็นชายหนุ่มสวมเสื้อคลุมสีดำ อายุราวยี่สิบสาม ดวงตาสีฟ้าราวกับทะเลสาบ ใบหน้าหล่อเหลา
หลังจากได้ยินชื่อ อัลเฟรดส่ายหน้า
“ผิดแล้ว การทำแบบนี้บุ่มบ่ามเกินไป จุดยืนของเมซันเญสยังไม่ชัดเจน อันตรายมากหากจะพูดคุยเกี่ยวกับการค้าอาวุธตรงๆ … ดอน·ดันเตสได้รับเงินสองหมื่นปอนด์เพราะเขากล้าเสี่ยง”
ชายผมน้ำตาลเข้มพ่นลมหายใจ
“อัลเฟรด·ฮอลล์ที่นำคนเพียงหลายสิบบุกเข้าโจมตีกองทัพนับพันของศัตรู กำลังบอกว่าตัวเองไม่กล้าบ้าบิ่นพอที่จะเสี่ยง!”
อัลเฟรดชำเลืองด้วยหางตา
“ปากานี่ เปรียบเทียบแบบนั้นก็ไม่ถูก… เป็นเพราะผมมั่นใจที่ว่าจะบุกทำลายศูนย์บัญชาการของพวกมันสำเร็จและตัดการสั่งการ เมื่อปราศจากผู้นำ ทหารนับพันก็ยังไม่เก่งเท่าหมูพันตัว… นอกจากนั้น ธุรกิจที่เย้ายวนใจครั้งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการขยายช่องทางการปล่อยของ… หากเราเป็นคนลงมือ ใครคราวหน้าจะให้ใครทำ? ครั้งถัดไปอีก? ถ้าเราทำต่อไปเรื่อยๆ สักวันก็ต้องถูกพบตัว และนั่นจะทำให้สถานะทางการทูตมีปัญหา นอกจากนั้น ยิ่งพัวพันกับธุรกิจมากเข้า อาจไปดึงดูดความสนใจของครึ่งเทพที่อันตรายบางตน”
“ฮะฮะ!” ปากานี่หัวเราะ “ครึ่งเทพไม่ได้ว่างมากขนาดนั้นสักหน่อย จะคอยจับตาดูการค้าอาวุธเล็กๆ นี่ได้ยังไง? แต่ละขั้วอำนาจมีครึ่งเทพเพียงหยิบมือ มีหลายสิ่งหลายอย่างให้ไปทำ”
“ผมทราบ เพียงแค่ยกตัวอย่าง” อัลเฟรดตอบอย่างใจเย็น
ปากานี่ไม่ต่อปากต่อคำ เบือนสายตากลับไปมองดอน·ดันเตสด้านนอกโกดัง
“ได้ยินว่าสุภาพบุรุษรายนี้ใจกว้างมาก… เพิ่งมาอยู่เบ็คลันด์ไม่นาน แต่กลับบริจาคหุ้นมูลค่ากว่าหมื่นปอนด์ให้โบสถ์รัตติกาล… นี่คือการลงทุนเบื้องต้นที่คุณมักจะพูดถึงหรือ? นอกจากนั้น ดูเหมือนว่าเขาจะทำงานกับน้องสาวของคุณในกองทุนการกุศล… ชิ! ผู้ชายแบบนี้มักได้รับความสนใจจากหญิงสาว ทั้งอารมณ์สุขุม ฉลาด มากประสบการณ์ และเจ้าเล่ห์… เป็นวัยที่ผ่านสตรีมามากและเตรียมลงหลักปักฐาน อัลเฟรด คุณต้องเตือนออเดรย์ว่าพวกเพลย์บอยไม่มีวันเลิกนิสัยได้ หนุ่มใหญ่ที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบ แท้จริงแล้วมีสันดานที่แก้ไม่หายไปชั่วชีวิต ห้ามปล่อยให้อัญมณีที่เจิดจรัสที่สุดของเบ็คลันด์ถูกคนแบบนี้แย่งชิงไปเด็ดขาด!”
อัลเฟรดชำเลืองปากานี่
“ไม่ต้องเป็นห่วงมากนักหรอก ออเดรย์ไม่ใช่คนโง่ เธอรู้จักโลกมากกว่าที่คุณคิด นอกจากนั้น พ่อกับแม่ของผมยังอยู่ที่เบ็คลันด์ พวกเขามีความสามารถในการยับยั้งสิ่งไม่ดี”
กล่าวถึงตรงนี้ อัลเฟรดมองไปยังคลังอาวุธที่อยู่ไม่ไกล เว้นวรรคสักพักและกล่าว
“เมซันเญสส่งแฮกกิสมาจริงๆ ด้วย… ผมจะแวะไปทักทายเขา”
ทักทายที่ว่า คงไม่ใช่ตอนนี้หรอกใช่ไหม… ยังไม่ทันที่ปากานี่จะได้กล่าวคำใด อัลเฟรดหันหลังและเดินลงบันได
…
ไคลน์ที่กำลังอยู่ในร่างดอน·ดันเตส ไม่ได้มาพร้อมคนรับใช้ มือข้างหนึ่งถือไม้ค้ำเลี่ยมทอง ยืนเคียงข้างตัวแทนของเมซันเญส แฮกกิส ยืนหน้าโกดังสินค้า เฝ้ามองลังอาวุธที่ถูกยกขึ้นไปบนรถม้า
ถึงตรงนี้ คล้ายกับสัมผัสถึงบางสิ่ง มันหันครึ่งรอบ มองไปยังทิศทางหนึ่ง
ภาพที่สะท้อนในกระจกตาคือชายหนุ่มที่สวมเสื้อกันลม ไม่สวมหมวก ผมสีทองหวีเรียบไปทางด้านหลัง ดวงตาสีฟ้าคล้ายทะเลสาบท่ามกลางท้องฟ้าโปร่ง ผอมสูงและหุ่นดี บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความน่าเกรงขาม แม้จะปราศจากทหารรายล้อม แต่ก็สัมผัสได้ถึงพลังอำนาจข่มขวัญ
“อัลเฟรด!” แฮกกิสที่สังเกตเห็นอีกฝ่าย ส่งเสียงประหลาดใจเล็กๆ
อัลเฟรด… ที่ชายคนที่สองของมิสจัสติส… ความรู้สึกแบบนี้… เส้นทางผู้ตัดสิน… ไคลน์ยกมือขวาขึ้นมาถอดหมวก กดลงบนหน้าอกและคำนับทักทาย
อัลเฟรด·ฮอลล์ทักทายแฮกกิส ก่อนจะมองมาทางดอน·ดันเตส
“ชื่อเสียงของคุณโด่งดังไปทั่วเบ็คลันด์… กระทั่งผมที่อยู่ในไบลัมตะวันออกก็ยังเคยได้ยิน”
ชื่อเสียง? ในการเป็นนักค้าอาวุธ? ไคลน์รำพันพลางหัวเราะ
“ผมก็แค่ทำในสิ่งที่ควรทำ”
อัลเฟรดพยักหน้า
“คงไม่ต้องแนะนำตัวใช่ไหม? ผมคิดว่าแฮกกิสน่าจะเล่าไปบ้างแล้ว”
“ใช่… พันเอกฮอลล์” ไคลน์ยิ้มพลางตอบ “ทันทีที่ผมมาถึงก็ได้ทราบว่ามิสออเดรย์มีพี่ชายอยู่ในทวีปใต้ ทำงานในกองทัพ มีฝีมือยอดเยี่ยมและสร้างวีรกรรมไว้มากมาย”
อัลเฟรดจ้องหน้าดอน·ดันเตส สักพักจึงเปลี่ยนเรื่อง
“ผมคิดว่าคุณจะถือโอกาสทำงานที่กองทุนการกุศลยาวๆ คาดไม่ถึงว่าจะเลือกลงใต้”
ไคลน์ยังคงยิ้ม
“สำหรับคนต่างถิ่น เพื่อจะเข้าสู่แวดวงชนชั้นสูง ลำพังการบริจาคเงิน จัดงานการกุศล จัดงานเลี้ยงเต้นรำและอาหารค่ำ ยังคงไม่เพียงพอ”
อัลเฟรดอืมในลำคอ
“ฉลาดมาก”
ทักทายอีกสองสามคำ มันหันไปถามแฮกกิส
“เกิดอะไรขึ้นในคูคัวเมื่อไม่นานมานี้? ฟังดูร้ายแรงมาก”
แฮกกิสยิ้มและตอบ
“ผมเองก็ไม่แน่ใจ ตอนนั้นกำลังซ่อนตัวอยู่ใต้คฤหาสน์ท่านนายพล แค่ได้ยินคนอื่นเล่าว่า เกิดพายุสายฟ้าขึ้นแถวๆ จัตุรัสคืนชีพ”
“พายุสายฟ้า?” อัลเฟรดหันหน้าไปทางดอน·ดันเตส
ไคลน์พยักหน้ารับ
“ถูกต้อง… โรงแรมของผมอยู่ไม่ไกลจากจัตุรัส จึงได้เห็นสายฟ้าผ่าลงมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดเกิดขึ้นในตอนกลางวัน”
อัลเฟรดมองกลับไปยังแฮกกิส
“เกิดอะไรขึ้นในตอนสุดท้าย?”
“จัตุรัสและบริเวณรอบๆ มีสภาพพังยับเยิน เต็มไปด้วยความเสียหายจากสายฟ้า” แฮกกิสไม่ปิดบัง
อัลเฟรดพยักหน้า ชี้ไปทางด้านข้าง กล่าวกับแฮกกิสและดอน·ดันเตส
“ผมมีบางสิ่งต้องไปสะสาง ไว้ค่อยคุยกันคราวหลัง”
“ไว้เจอกัน” ไคลน์ถอดหมวกคำนับตอบ คล้ายกับกำลังอยู่ในสถานการณ์ทางสังคม ไม่ใช่ด้านหน้าโกดังเก็บอาวุธ
ขณะกำลังเฝ้ามองอัลเฟรด·ฮอลล์เดินจากไป ร่างกายของมันสั่นเทากะทันหัน จึงเอียงคอมองไปทางด้านข้าง
…
ภายในป่าดงดิบที่พาดยาวจากทิศตะวันตกถึงทิศตะวันออก บุคคลผู้หนึ่งปรากฏกายในสภาพหลังโค้ง
ใบหน้าเต็มไปด้วยเนื้อสด ผิวสีน้ำตาลด้าน เสื้อผ้าคลุม ดาบเรเพียร์เสียบข้างเอว ในมือถือหน้ากากสีเงิน
เหลียวซ้ายแลขวา บุคคลดังกล่าวเหยียดตัวตรง ไม่ใช่ใครนอกจาก ‘พลเรือเอกขุมนรก’ ลูเธอร์ไวล์ที่เพิ่งเข้าสู่โลกแห่งความตายเมื่อไม่นานมานี้
แต่ปัจจุบัน ดวงตาของมันทั้งสองข้างกำลังลุกโชนไปด้วยเปลวไฟสีแดง แตกต่างจากที่เคยเป็นมา
“หิวฉิบ…” ลูเธอร์ไวล์อ้าปาก เสียงหายใจดังขึ้นจากบริเวณหน้าอก
มันจ้องไปยังทิศทางหนึ่งอย่างแน่วแน่ กล่าวกับตัวเอง
“เจ้านายของหุ่นเชิดตัวนี้อยู่ไม่ไกล… โชคชะตากำลังทำให้พวกมันได้พบกันอีกครั้ง… ในตัวมันมีวัตถุของเส้นทางนักล่า เพียงพอที่จะเติมเต็มให้เรา”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ปากเปื้อนเลือดผุดขึ้นบนแก้มซ้ายลูเธอร์ไวล์พร้อมกับกล่าว
“เมดีซี สิ่งแรกที่เราต้องทำคือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หากหุ่นเชิดตัวนี้สูญเสียการติดต่อกับเจ้านาย มันจะมีค่าไม่ต่างอะไรกับศพ เศษเสี้ยววิญญาณที่หลงเหลือจะถูกส่งกลับไปยังโลกแห่งความตาย มิอาจคงสภาพร่างกายได้อีกต่อไป… และถ้าไม่มีบางส่วนของโลกวิญญาณในร่างกายมันคอยพยุงไว้ พวกเราก็จะอ่อนแอลงอย่างมิอาจเลี่ยง จนกระทั่งหายไปในที่สุด”
“ใช่แล้ว… สิ่งสำคัญในตอนนี้คือการหาผู้เฝ้าประตูคนอื่น” ปากอีกอันหนึ่งผุดขึ้นบนแก้มขวาลูเธอร์ไวล์
‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีพ่นลมหายใจเย้ยหยัน
“เซารอน ไอน์ฮอร์น… พวกเจ้าเคยเป็นสตรีมาก่อนหรือ? เอาความเป็นเทวทูตทิ้งไว้ในโถอุจจาระหมดแล้วรึไง? ชายคนนั้นสามารถเอาพลังบงการของ 0-08 ได้หลายครั้ง หมายความว่าต้องไม่ธรรมดา มีโอกาสที่จะล็อกเป้าได้ชัดเจนแบบนี้ทั้งที่ จะให้ปล่อยไปง่ายๆ ได้ยังไง… หากปล่อยให้หุ่นเชิดตัวนี้ตาย โอกาสแบบนั้นคงไม่หวนกลับมาอีก… นอกจากนั้น วัตถุของเส้นทางนักล่าที่เจ้านั่นพกอยู่ มีประสิทธิภาพสูงพอจะขยายอายุขัยของพวกเราออกไป นั่นจะช่วยให้มีเวลาหาผู้เฝ้าประตูคนใหม่ได้ทันเวลา”
รอยแยกบนแก้มซ้ายลูเธอร์ไวล์ส่งเสียงหัวเราะ
“เมดีซี สมองของเจ้าถูกสังเวยให้พระผู้สร้างแท้จริงแล้วหรือ? เห็นได้ชัดว่าเจ้านั่นเลื่อนลำดับแล้ว ด้วยสภาพปัจจุบันของเรา จริงอยู่ที่การรับมือจอมเวทพิสดารไม่ใช่เรื่องยาก แต่การฆ่าให้ตายนั้นแทบเป็นไปไม่ได้!”
เมดีซีมิได้หัวเสีย เพียงหัวเราะเสียงทุ้ม
“นั่นไม่ใช่ปัญหาที่ไร้ทางแก้ ตราบใดที่พวกเจ้าอนุญาตให้ข้าเอ่ยพระนามเต็มของพระองค์ ผู้ช่วยจำนวนหนึ่งจะถูกส่งมาที่นี่ทันที และบางทีอาจมีผู้เฝ้าประตู”
แก้มขวาลูเธอร์ไวล์เปิดปาก
“เซารอน… เจ้าต้องช่วยข้าขัดขวางมัน พวกเราจะหาผู้เฝ้าประตูก่อน”
“ตกลง” แกมซ้ายลูเธอร์ไวล์ตอบโดยไม่ลังเล
ได้ยินเช่นนั้น เทวทูตสีชาดระเบิดเสียงหัวเราะ
“พวกเจ้าสองคนติดกับแล้ว! แผนของข้าสำเร็จ! ยืนยันได้แล้วว่าพวกเจ้าเคยเป็นสตรี!”
ปากบนแก้มทั้งสองฝั่งของลูเธอร์ไวล์ตะโกนพร้อมกัน
“หุบปาก!”
“ฮึ่ม! พวกเราอยู่ด้วยกันมานานกว่าสองพันปี คิดว่าไม่รู้หรือไงว่าเจ้าเป็นคนยังไง? เลิกขัดขืนได้แล้ว!”
กล่าวจบ สีสันรอบๆ ‘พลเรือเอกขุมนรก’ ลูเธอร์ไวล์พลันฉูดฉาดและซ้อนทับหลายชั้น
พวกมันเข้าสู่โลกวิญญาณและเริ่มเดินทาง
…
ด้านนอกคลังอาวุธ ไคลน์ถอนสายตากลับหลังจากพบว่าลางสังหรณ์อันตรายเลือนหายไป
จนกระทั่งเมื่อครู่ มันสัมผัสถึงอันตรายร้ายแรง แต่กลับไม่มีภาพนิมิตปรากฏ
เกิดอะไรขึ้น? ไคลน์รำพันในใจพลางโยนกระเป๋าเดินทางในมือให้กับเจ้าหน้าที่ หันไปกล่าวกับแฮกกิสด้านข้าง “ที่เหลือคุณจัดการได้เลย จ่ายเงินก้อนสุดท้ายมาด้วย”
มันหมายถึงกล่องหนักที่เต็มไปด้วยทองแท่งและเหรียญทอง
เดิมที แฮกกิสวางแผนจะดื่มกับดอน·ดันเตสหลังจากเสร็จธุรกิจ ฉลองที่ทุกสิ่งผ่านไปอย่างราบรื่น รวมถึงการพูดคุยเกี่ยวกับธุรกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จึงไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะรีบร้อนกลับ
“ตกลง มันอยู่บนรถม้า” แฮกกิสชี้นิ้ว
อัลเฟรดที่เดินออกไปได้สักพัก หันกลับมามองด้วยความประหลาดใจ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดดอน·ดันเตสถึงไม่ยอมทำตามขั้นตอนที่ตกลงไว้
……………………………………………….
เท่าที่เลียวนาร์ดทราบ ในหมู่ขุนนางระดับสูงของจักรวรรดิทูดอร์แห่งยุคสมัยที่สี่ ตระกูลอับราฮัมถือเป็นแถวหน้าอย่างแท้จริง ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าตระกูล ‘ผู้เย้ยเทพ’ อามุนด์เสียอีก แน่นอน มันยังไม่มั่นใจว่าตระกูลอามุนด์มีสมาชิกอยู่เท่าไรกันแน่ บางทีอาจมีบุตรแห่งเทพเป็นสมาชิกเพียงคนเดียว โดยที่เหลือเป็นแค่ร่างโคลน
มิสเมจิกเชี่ยนเป็นคนสำคัญของตระกูลอับราฮัม… ทุกคนที่นี่ล้วนไม่ธรรมดา… เป็นชุมนุมลับที่รวมตัวเอกของโลกเอาไว้? เลียวนาร์ดถอนหายใจในตอนต้น ก่อนจะรำพันจิกกัดตัวเอง
‘เดอะซัน’ เดอร์ริคมิได้เปล่ากล่าวคำใด ไม่เชื่อมต่อสิ่งใดในหัว เพียงบันทึกสิ่งที่เดอะเวิร์ลพูด รวมถึงบทสนทนาของสองสาวไว้ในใจ
สำหรับมัน สมาชิกคนอื่นอาศัยอยู่บนโลกภายนอก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่เกี่ยวกับตนและเมืองเงินพิสุทธิ์ มีเพียงประเด็นราชาเทวทูตเท่านั้นที่น่าสนใจ เพราะเหนือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นเทวทูตโชคชะตา เทวทูตมืด หรือเทวทูตสีชาด ล้วนเคยทิ้งร่องรอยไว้รอบๆ เมืองเงินพิสุทธิ์ แถมยังเคยเผชิญหน้ากับเทวทูตกาลเวลาเป็นการส่วนตัว ก่อเกิดเป็นความหวาดกลัวที่มิอาจพรรณนา
รอจนกระทั่งทุกคนเงียบ เดอร์ริคอดไม่ได้ที่จะครุ่นคิดในบางประเด็น
ทุกการเอ่ยถึงจะถูกล่วงรู้… แล้วเราจะเล่าให้ท่านเจ้าเมืองฟังได้ยังไง? จริงสิ ไม่ต้องเอ่ยชื่อก็ได้… แค่บอกว่าเป็นพี่ชายของอามุนด์ เป็นบุตรแห่งพระผู้สร้าง เป็นผู้วิเศษเส้นทางเดียวกับมังกรจินตภาพ แอนเคอร์เวล…
และถ้าเราเผชิญภัยพิบัติที่มิอาจต้านทาน การเอ่ยชื่ออาดัม จะทำให้ท่านล่วงรู้ไหม? และเดินทางมายังดินแดนเทพทอดทิ้งได้ไหม?
คิดถึงตรงนี้ เดอร์ริคเกิดความละอายใจ เพราะต่อให้เมืองเงินพิสุทธิ์เผชิญหน้ากับสถานการณ์เลวร้าย ชื่อที่มันควรเอ่ยถึงคือเดอะฟูลมากกว่า
ทันใดนั้น เกอร์มัน·สแปร์โรว์กล่าวอีกครั้ง
“แม้ว่าเทวทูตสงคราม เมดีซีจะร่วงหล่นไปนานแล้ว แต่ก็มิได้หายไปโดยสมบูรณ์ วิญญาณที่หลงเหลือผสานเข้ากับวิญญาณของเซารอนและไอน์ฮอร์น กลายเป็นวิญญาณมาร… ผมพบร่องรอยของมันเหตุการณ์สังหารอินซ์·แซงวิลล์”
ไคลน์จงใจนำเรื่องนี้ออกมาเล่า ในแง่หนึ่งเพื่อเตือนเลียวนาร์ดที่เป็นคนแจ้งข้อมูลให้โบสถ์รัตติกาล ในอีกแง่หนึ่งเพื่อเตือนแฮงแมน เพราะชายคนนี้เคยเดินไปทางที่แบนชีถึงสองครั้ง อาจเกี่ยวข้องในเชิงชะตากรรมกับวิญญาณมาร ‘เทวทูตสีชาด’
วิญญาณมารตนนั้นคือเทวทูตสงคราม เมดีซี? เลียวนาร์ดทั้งตกใจและไม่ตกใจ เพราะมันเพิ่งคาดเดาไปว่า บุคคลระดับสูงที่เข้าร่วมเหตุการณ์ไม่น่าจะมีแค่อาดัม!
จากนั้น มันเริ่มเปรียบเทียมสมญานามระหว่างเทวทูตจินตภาพกับเทวทูตสงคราม และเริ่มสงสัยว่ารายหลังเองก็อาจเคยเป็นราชาเทวทูตเช่นกัน!
และวิญญาณมารตนนั้น ภายใต้พลังของยันต์โจรปล้นดวง ถูกส่งเข้าไปในโลกแห่งความตายโดยมิอาจต่อต้าน!
ตาแก่อาจมีระดับสูงกว่าที่เราคิด… ไม่สิ… ก่อนที่เรากับมาดามดาลีย์จะไปถึง วิญญาณมารตนนั้นอาจทำให้ถูกอ่อนแอลงโดยอาดัม หรือแม้กระทั่งมิสเตอร์ฟูล ไม่อย่างนั้นคงไม่ใช่ศัตรูที่เราจะรับมือไหว… ว่าแต่อาดัมทำอะไรในการต่อสู้บ้าง? เราแทบไม่เห็นท่านเลย… หรือว่าจะมีอีกหนึ่งตัวตนที่เก่งกาจทัดเทียมราชาเทวทูต คอยตรึงอาดัมเอาไว้? เลียวนาร์ดผุดความคิดมากมายจนลืมสังเกตอากัปกิริยาของสมาชิกที่เหลือ
เทวทูตสงคราม… กลายเป็นวิญญาณมารหลังจากร่วงหล่น… แบนชีคือเมืองที่ทายาทของมันอาศัยอยู่… เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งกุหลาบไถ่บาป… อัลเจอร์เชื่อมต่อข้อมูลอย่างรวดเร็ว เข้าใจหลายสิ่งในพริบตา
จิตรกรรมฝาผนังที่เราเห็นในท่าเรือแบนชี ในสำนักงานโทรเลข จะต้องเป็นฝีมือวิญญาณมารตนนี้แน่!
เกอร์มัน·สแปร์โรว์วานให้เราไปสำรวจแบนชีเพื่อค้นหาร่องรอย เพื่อที่จะวางแผนจับวิญญาณมารโดยไม่ให้ถูกขัดขวางล่วงหน้า
โชคดีที่เราไม่ได้ทำลายจิตรกรรมฝาผนัง ไม่อย่างนั้นคงถูกวิญญาณมารสังเกตเห็น…
ขณะอัลเจอร์โล่งใจ มันเพิ่มความระมัดระวัง เตรียมแล่นโทสะสีครามออกจากท่าเรือแบนชี หักหัวเรือขึ้นไปทางทิศเหนือของทะเลโซเนีย สืบส่วนเรื่องอื่นที่เดอะเวิร์ลมอบหมายไว้ก่อนหน้า
สมาชิกคนอื่นๆ อย่างออเดรย์ แคทลียา ต่างตั้งใจฟังและบันทึกในสมอง แต่มิได้เชื่อมต่อกับสิ่งใดมากนัก เพราะข้อมูลดังกล่าวเต็มไปด้วยความสำคัญและเข้มข้น ซึ่งพวกตนยังขาดประสบการณ์และความรู้ในขอบเขตดังกล่าว มิอาจคิดต่อยอดเพิ่มเติม
หลังจากแจ้งข่าวสารที่ทุกคนควรทราบ เดอะเวิร์ลหัวเราะในลำคอและกล่าว
“เรื่องราวก็เป็นเช่นนี้”
หลังจากความเงียบปกคลุมระยะสั้น ‘เดอะมูน’ เอ็มลินเหยียดหลังตรง มองไปข้างหน้าและพูด
“คนใหญ่คนโตของเผ่าพันธุ์กำลังจะมาถึงเบ็คลันด์ ท่านต้องการพบกับข้า”
เว้นวรรคสักพัก เมื่อเห็นสมาชิกคนอื่นไม่ตอบสนอง มันกระแอมแห้งในลำคอ
“ข้าควรทำยังไงกับท่าน?”
ท่าน… เทวทูตอีกแล้ว… เลียวนาร์ดตัวชาไปสักพัก ก่อนจะพบความผิดปรกติในคำพูด: มิสเตอร์มูนพูดถึง ‘เผ่าพันธุ์’ … แถมเขายังมีดวงตาสีแดง…
เลียวนาร์ดผงะเล็กน้อย ในใจเริ่มคาดเดา
ผีดูดเลือด?
ผีดูดเลือด… อย่าบอกนะว่า ชายคนนี้คือเอ็มลิน·ไวท์แห่งวิหารฤดูเก็บเกี่ยว? ไม่ผิดแน่ เขาสนิทกับไคลน์ที่ใช้ตัวตนนักสืบชื่อดัง!
เลียวนาร์ดอดไม่ได้ที่จะมองใบหน้าด้านข้างของเดอะมูน ยิ่งพิจารณาก็ยิ่งคุ้นเคย จนเกิดเป็นความมั่นใจ
แน่นอนว่า เอ็มลินสังเกตเห็นการจ้องมองของเดอะสตาร์ เช่นเดียวกันกับออเดรย์ที่เริ่มตื่นเต้นเมื่อพบว่า เดอะสตาร์อาจรู้จักกับเดอะมูนในโลกความจริง
เราพูดอะไรผิดงั้นหรือ? ชายคนนี้ดูตกใจแปลกๆ … เขารู้จักกับเราบนโลกความจริง? แล้วเรารู้จักเข้าไหม? ชุดความคิดมากมายแล่นผ่านสมอง ‘เดอะมูน’ เอ็มลิน จิตใต้สำนึกอยากใช้จมูกสูดดมกลิ่นตัวสมาชิกใหม่เก้าอี้ติดกัน แต่น่าเสียดายที่สายหมอกได้ขัดขวางเรื่องนั้น
มันมองไปรอบตัว รอฟังบทวิเคราะห์และคำแนะนำจากเฮอร์มิท เดอะเวิร์ล และแฮงแมน โดยขณะเดียวกันก็พยายามนึกทบทวนว่าเดอะสตาร์เป็นใคร
ผ่านไปสักพัก มันเริ่มเกิดความคุ้นเคยเล็กๆ แต่ก็ยังนึกไม่ออก
ทันใดนั้น ออเดรย์พบอีกหนึ่งปัญหา
มิสเตอร์เวิร์ลรู้จักมิสเตอร์สตาร์… มิสเตอร์สตาร์รู้จักมิสเตอร์มูน… ถ้าอย่างนั้น มิสเตอร์เวิร์ลก็น่าจะรู้จักมิสเตอร์มูนเช่นกัน…
เธอมองไปทางสุดขอบโต๊ะทองแดงยาวฝั่งที่อยู่ต่ำกว่า แต่ก็มิอาจรวบรวมข้อมูลได้จากอากัปกิริยาของเดอะเวิร์ล
ในส่วนของอัลเจอร์ มันมองหน้าเดอะมูน ครุ่นคิดสักพักก่อนจะพูด
“มิสเตอร์ฟูลเพิ่งระบุว่า กระแสเวลากำลังจะเปลี่ยนผัน… ถึงแม้คนใหญ่คนโตของผีดูดเลือดจะไม่ทราบตื้นลึกหนาบางของเรื่องราว แต่พวกเขาก็น่าจะสัมผัสบางสิ่งได้อย่างผิวเผิน… คนใหญ่คนโตที่ว่าน่าจะสนใจในตัวคุณ รวมถึงต้องการจับตามองคุณ… ไม่ต้องห่วง ทำตัวไปตามปรกติ อาจมีการทดสอบเล็กๆ จากพวกเขาหลังจากนี้”
ตรงกับที่เราคิด… อาจมีการทดสอบที่สองและภารกิจตามมา คราวนี้เราไม่ทราบว่าท่านบรรพบุรุษได้มอบวิวรณ์ใดให้พวกเขา… เอ็มลินพยักหน้ารับ กล่าวกับแฮงแมน
“ขอบคุณ”
เมื่อได้เห็นการถามตอบ ฟอร์สที่อดทนเก็บงำมานาน ตัดสินใจเปิดปาก
“มิสเตอร์มูน เกี่ยวกับปราสาทร้างในป่า ข้อมูลที่คุณให้มานั้นมีปัญหา… จริงอยู่ที่ในห้องใต้ดินของปราสาทมีวิญญาณอาฆาตโบราณสองตนอาศัยอยู่ แต่ในห้องเดียวกันยังประตูทองแดงบานหนึ่ง หลังประตูมีพลังลึกลับบางอย่างถูกผนึกเอาไว้ ใครก็ตามที่เข้าไปใกล้จะถูกกัดกร่อน”
อะไรนะ… เอ็มลินขมวดคิ้วเล็กน้อย
มันมิได้โกรธเคือง แถมยังมองว่าคำอธิบายของเมจิกเชี่ยนค่อนข้างสมเหตุสมผล
ถ้าคนให้ข่าวอย่างตนรู้เรื่องวิญญาณมาร ก็ควรต้องรู้เรื่องประตูที่อยู่ในห้องเดียวกันด้วย! แล้วทำไมไม่ตักเตือนให้ทราบถึงอันตราย?
ในฐานะตระกูลผีดูดเลือดผู้สูงส่ง เอ็มลินไม่ต้องการให้ใครเดือดร้อนเพราะความผิดพลาดของตน ค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก จึงกล่าวด้วยสีหน้าจริงใจ
“ข้าจะตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลให้ ได้ความคืบหน้ายังไงจะนำมาแจ้ง”
เนื่องจากฟอร์สกลับมาอย่างปลอดภัย เธอจึงไม่ถือสานัก เพียงพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้และรอฟังผลลัพธ์ในอนาคต
สำหรับความช่วยเหลือของมิสเตอร์ฟูล เนื่องจากเธอได้รับมันแทบทุกเดือน หรือบางเดือนก็สองหน จนตอนนี้ไม่อยากจะนับแล้ว เพียงคิดว่าในอนาคต หากมิสเตอร์ฟูลสั่งให้ทำอะไรก็คงต้องยอม
ขณะการสนทนากำลังดำเนินไป ‘จัสติส’ ออเดรย์เผยความกังวล ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“คุณพอจะทราบต้นตอของพลังกัดกร่อนไหม?”
‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สส่ายหน้า
“ไม่ทราบ”
เมื่อเห็นว่ามิสเตอร์ฟูลไม่คิดจะอธิบาย และเนื่องจากตนไม่มีไดอารีจักรพรรดิโรซายล์มาแลกกับข้อมูลของไพ่เย้ยเทพใบใหม่ ออเดรย์ถอนสายตากลับ เปลี่ยนไปอยู่ในโหมดผู้ชมที่เอาแต่ฟังและดู
ผ่านไปสักพัก เมื่อคาบเรียนจบลง ชุมนุมทาโรต์เองก็ใกล้ถึงคราวยุติ สมาชิกทุกคนยืนขึ้นและทำความเคารพบุคคลบนหัวโต๊ะทองแดงยาว
ในคราวนี้ เลียวนาร์ดไม่ช้ากว่าคนอื่น
เมื่อแสงสีแดงเข้มจางหายและมันพบว่าตัวเองถูกส่งกลับโลกความจริง เลียวนาร์ดชำเลืองเห็นถุงมือสีแดงตรงหน้าซึ่งยังไม่ถูกหยิบมาสวม
ทันใดนั้น เสียงค่อนข้างชราดังขึ้นใจใน
“เจ้าไปเข้าฝันใครมาอีก?”
ตาแก่ตื่นแล้ว… เลียวนาร์ดมีความสุขในตอนต้น ก่อนจะกลายเป็นความโลกใจ
มันยังไม่ตอบคำถามของพาลีส·โซโรอาสเตอร์ทันที แต่ครุ่นคิดสักพักก่อนเปิดปากถาม
“ขอถามหน่อยว่า มีโอกาสเป็นไปได้ไหมที่ดอน·ดันเตสคืออะซิก·อายเกสปลอมตัวมาด้วยสมบัติวิเศษบางชนิด?”
หลังจากได้ทราบว่าดอน·ดันเตสเป็นตัวตนร่วม มันเริ่มเคลือบแคลงในทฤษฎีของตาแก่ เพราะปรสิตตนนี้เคยยืนกรานว่า อะซิก·อายเกสมีออร่าที่แตกต่างจากดอน·ดันเตสโดยสิ้นเชิง ไม่มีทางเป็นคนเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ข้ารับใช้ของเดอะฟูลนั้นมีหลายคน และไม่ใช่ว่าทุกคนจะอยู่บนเส้นทางนักทำนาย และไม่ใช่ทุกคนที่จะมีหน้าตาเหมือนดอน·ดันเตส หากคิดในมุมมองของตัวตนร่วม คนเหล่านั้นย่อมต้องพึ่งพาพลังของสมบัติปิดผนึกหรือสมบัติวิเศษบางชิ้น ผนวกกับออร่าโบราณที่มิสเตอร์ฟูลอวยพร ส่งผลให้แม้แต่เทวทูตก็เข้าใจผิด
สองวินาทีแห่งความเงียบงันผ่านไป พาลีส·โซโรอาสเตอร์ตอบ
“ได้ยินเจ้าพูดแบบนี้… ข้าเพิ่งนึกได้ว่า อะซิก·อายเกสมีหน้ากากที่ช่วยให้ปลอมตัวเป็นใครก็ได้”
ราชันเร้นลับ 963: ข้อมูลมีปัญหา
เท่าที่เลียวนาร์ดทราบ ในหมู่ขุนนางระดับสูงของจักรวรรดิทูดอร์แห่งยุคสมัยที่สี่ ตระกูลอับราฮัมถือเป็นแถวหน้าอย่างแท้จริง ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าตระกูล ‘ผู้เย้ยเทพ’ อามุนด์เสียอีก แน่นอน มันยังไม่มั่นใจว่าตระกูลอามุนด์มีสมาชิกอยู่เท่าไรกันแน่ บางทีอาจมีบุตรแห่งเทพเป็นสมาชิกเพียงคนเดียว โดยที่เหลือเป็นแค่ร่างโคลน
มิสเมจิกเชี่ยนเป็นคนสำคัญของตระกูลอับราฮัม… ทุกคนที่นี่ล้วนไม่ธรรมดา… เป็นชุมนุมลับที่รวมตัวเอกของโลกเอาไว้? เลียวนาร์ดถอนหายใจในตอนต้น ก่อนจะรำพันจิกกัดตัวเอง
‘เดอะซัน’ เดอร์ริคมิได้เปล่ากล่าวคำใด ไม่เชื่อมต่อสิ่งใดในหัว เพียงบันทึกสิ่งที่เดอะเวิร์ลพูด รวมถึงบทสนทนาของสองสาวไว้ในใจ
สำหรับมัน สมาชิกคนอื่นอาศัยอยู่บนโลกภายนอก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่เกี่ยวกับตนและเมืองเงินพิสุทธิ์ มีเพียงประเด็นราชาเทวทูตเท่านั้นที่น่าสนใจ เพราะเหนือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นเทวทูตโชคชะตา เทวทูตมืด หรือเทวทูตสีชาด ล้วนเคยทิ้งร่องรอยไว้รอบๆ เมืองเงินพิสุทธิ์ แถมยังเคยเผชิญหน้ากับเทวทูตกาลเวลาเป็นการส่วนตัว ก่อเกิดเป็นความหวาดกลัวที่มิอาจพรรณนา
รอจนกระทั่งทุกคนเงียบ เดอร์ริคอดไม่ได้ที่จะครุ่นคิดในบางประเด็น
ทุกการเอ่ยถึงจะถูกล่วงรู้… แล้วเราจะเล่าให้ท่านเจ้าเมืองฟังได้ยังไง? จริงสิ ไม่ต้องเอ่ยชื่อก็ได้… แค่บอกว่าเป็นพี่ชายของอามุนด์ เป็นบุตรแห่งพระผู้สร้าง เป็นผู้วิเศษเส้นทางเดียวกับมังกรจินตภาพ แอนเคอร์เวล…
และถ้าเราเผชิญภัยพิบัติที่มิอาจต้านทาน การเอ่ยชื่ออาดัม จะทำให้ท่านล่วงรู้ไหม? และเดินทางมายังดินแดนเทพทอดทิ้งได้ไหม?
คิดถึงตรงนี้ เดอร์ริคเกิดความละอายใจ เพราะต่อให้เมืองเงินพิสุทธิ์เผชิญหน้ากับสถานการณ์เลวร้าย ชื่อที่มันควรเอ่ยถึงคือเดอะฟูลมากกว่า
ทันใดนั้น เกอร์มัน·สแปร์โรว์กล่าวอีกครั้ง
“แม้ว่าเทวทูตสงคราม เมดีซีจะร่วงหล่นไปนานแล้ว แต่ก็มิได้หายไปโดยสมบูรณ์ วิญญาณที่หลงเหลือผสานเข้ากับวิญญาณของเซารอนและไอน์ฮอร์น กลายเป็นวิญญาณมาร… ผมพบร่องรอยของมันเหตุการณ์สังหารอินซ์·แซงวิลล์”
ไคลน์จงใจนำเรื่องนี้ออกมาเล่า ในแง่หนึ่งเพื่อเตือนเลียวนาร์ดที่เป็นคนแจ้งข้อมูลให้โบสถ์รัตติกาล ในอีกแง่หนึ่งเพื่อเตือนแฮงแมน เพราะชายคนนี้เคยเดินไปทางที่แบนชีถึงสองครั้ง อาจเกี่ยวข้องในเชิงชะตากรรมกับวิญญาณมาร ‘เทวทูตสีชาด’
วิญญาณมารตนนั้นคือเทวทูตสงคราม เมดีซี? เลียวนาร์ดทั้งตกใจและไม่ตกใจ เพราะมันเพิ่งคาดเดาไปว่า บุคคลระดับสูงที่เข้าร่วมเหตุการณ์ไม่น่าจะมีแค่อาดัม!
จากนั้น มันเริ่มเปรียบเทียมสมญานามระหว่างเทวทูตจินตภาพกับเทวทูตสงคราม และเริ่มสงสัยว่ารายหลังเองก็อาจเคยเป็นราชาเทวทูตเช่นกัน!
และวิญญาณมารตนนั้น ภายใต้พลังของยันต์โจรปล้นดวง ถูกส่งเข้าไปในโลกแห่งความตายโดยมิอาจต่อต้าน!
ตาแก่อาจมีระดับสูงกว่าที่เราคิด… ไม่สิ… ก่อนที่เรากับมาดามดาลีย์จะไปถึง วิญญาณมารตนนั้นอาจทำให้ถูกอ่อนแอลงโดยอาดัม หรือแม้กระทั่งมิสเตอร์ฟูล ไม่อย่างนั้นคงไม่ใช่ศัตรูที่เราจะรับมือไหว… ว่าแต่อาดัมทำอะไรในการต่อสู้บ้าง? เราแทบไม่เห็นท่านเลย… หรือว่าจะมีอีกหนึ่งตัวตนที่เก่งกาจทัดเทียมราชาเทวทูต คอยตรึงอาดัมเอาไว้? เลียวนาร์ดผุดความคิดมากมายจนลืมสังเกตอากัปกิริยาของสมาชิกที่เหลือ
เทวทูตสงคราม… กลายเป็นวิญญาณมารหลังจากร่วงหล่น… แบนชีคือเมืองที่ทายาทของมันอาศัยอยู่… เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งกุหลาบไถ่บาป… อัลเจอร์เชื่อมต่อข้อมูลอย่างรวดเร็ว เข้าใจหลายสิ่งในพริบตา
จิตรกรรมฝาผนังที่เราเห็นในท่าเรือแบนชี ในสำนักงานโทรเลข จะต้องเป็นฝีมือวิญญาณมารตนนี้แน่!
เกอร์มัน·สแปร์โรว์วานให้เราไปสำรวจแบนชีเพื่อค้นหาร่องรอย เพื่อที่จะวางแผนจับวิญญาณมารโดยไม่ให้ถูกขัดขวางล่วงหน้า
โชคดีที่เราไม่ได้ทำลายจิตรกรรมฝาผนัง ไม่อย่างนั้นคงถูกวิญญาณมารสังเกตเห็น…
ขณะอัลเจอร์โล่งใจ มันเพิ่มความระมัดระวัง เตรียมแล่นโทสะสีครามออกจากท่าเรือแบนชี หักหัวเรือขึ้นไปทางทิศเหนือของทะเลโซเนีย สืบส่วนเรื่องอื่นที่เดอะเวิร์ลมอบหมายไว้ก่อนหน้า
สมาชิกคนอื่นๆ อย่างออเดรย์ แคทลียา ต่างตั้งใจฟังและบันทึกในสมอง แต่มิได้เชื่อมต่อกับสิ่งใดมากนัก เพราะข้อมูลดังกล่าวเต็มไปด้วยความสำคัญและเข้มข้น ซึ่งพวกตนยังขาดประสบการณ์และความรู้ในขอบเขตดังกล่าว มิอาจคิดต่อยอดเพิ่มเติม
หลังจากแจ้งข่าวสารที่ทุกคนควรทราบ เดอะเวิร์ลหัวเราะในลำคอและกล่าว
“เรื่องราวก็เป็นเช่นนี้”
หลังจากความเงียบปกคลุมระยะสั้น ‘เดอะมูน’ เอ็มลินเหยียดหลังตรง มองไปข้างหน้าและพูด
“คนใหญ่คนโตของเผ่าพันธุ์กำลังจะมาถึงเบ็คลันด์ ท่านต้องการพบกับข้า”
เว้นวรรคสักพัก เมื่อเห็นสมาชิกคนอื่นไม่ตอบสนอง มันกระแอมแห้งในลำคอ
“ข้าควรทำยังไงกับท่าน?”
ท่าน… เทวทูตอีกแล้ว… เลียวนาร์ดตัวชาไปสักพัก ก่อนจะพบความผิดปรกติในคำพูด: มิสเตอร์มูนพูดถึง ‘เผ่าพันธุ์’ … แถมเขายังมีดวงตาสีแดง…
เลียวนาร์ดผงะเล็กน้อย ในใจเริ่มคาดเดา
ผีดูดเลือด?
ผีดูดเลือด… อย่าบอกนะว่า ชายคนนี้คือเอ็มลิน·ไวท์แห่งวิหารฤดูเก็บเกี่ยว? ไม่ผิดแน่ เขาสนิทกับไคลน์ที่ใช้ตัวตนนักสืบชื่อดัง!
เลียวนาร์ดอดไม่ได้ที่จะมองใบหน้าด้านข้างของเดอะมูน ยิ่งพิจารณาก็ยิ่งคุ้นเคย จนเกิดเป็นความมั่นใจ
แน่นอนว่า เอ็มลินสังเกตเห็นการจ้องมองของเดอะสตาร์ เช่นเดียวกันกับออเดรย์ที่เริ่มตื่นเต้นเมื่อพบว่า เดอะสตาร์อาจรู้จักกับเดอะมูนในโลกความจริง
เราพูดอะไรผิดงั้นหรือ? ชายคนนี้ดูตกใจแปลกๆ … เขารู้จักกับเราบนโลกความจริง? แล้วเรารู้จักเข้าไหม? ชุดความคิดมากมายแล่นผ่านสมอง ‘เดอะมูน’ เอ็มลิน จิตใต้สำนึกอยากใช้จมูกสูดดมกลิ่นตัวสมาชิกใหม่เก้าอี้ติดกัน แต่น่าเสียดายที่สายหมอกได้ขัดขวางเรื่องนั้น
มันมองไปรอบตัว รอฟังบทวิเคราะห์และคำแนะนำจากเฮอร์มิท เดอะเวิร์ล และแฮงแมน โดยขณะเดียวกันก็พยายามนึกทบทวนว่าเดอะสตาร์เป็นใคร
ผ่านไปสักพัก มันเริ่มเกิดความคุ้นเคยเล็กๆ แต่ก็ยังนึกไม่ออก
ทันใดนั้น ออเดรย์พบอีกหนึ่งปัญหา
มิสเตอร์เวิร์ลรู้จักมิสเตอร์สตาร์… มิสเตอร์สตาร์รู้จักมิสเตอร์มูน… ถ้าอย่างนั้น มิสเตอร์เวิร์ลก็น่าจะรู้จักมิสเตอร์มูนเช่นกัน…
เธอมองไปทางสุดขอบโต๊ะทองแดงยาวฝั่งที่อยู่ต่ำกว่า แต่ก็มิอาจรวบรวมข้อมูลได้จากอากัปกิริยาของเดอะเวิร์ล
ในส่วนของอัลเจอร์ มันมองหน้าเดอะมูน ครุ่นคิดสักพักก่อนจะพูด
“มิสเตอร์ฟูลเพิ่งระบุว่า กระแสเวลากำลังจะเปลี่ยนผัน… ถึงแม้คนใหญ่คนโตของผีดูดเลือดจะไม่ทราบตื้นลึกหนาบางของเรื่องราว แต่พวกเขาก็น่าจะสัมผัสบางสิ่งได้อย่างผิวเผิน… คนใหญ่คนโตที่ว่าน่าจะสนใจในตัวคุณ รวมถึงต้องการจับตามองคุณ… ไม่ต้องห่วง ทำตัวไปตามปรกติ อาจมีการทดสอบเล็กๆ จากพวกเขาหลังจากนี้”
ตรงกับที่เราคิด… อาจมีการทดสอบที่สองและภารกิจตามมา คราวนี้เราไม่ทราบว่าท่านบรรพบุรุษได้มอบวิวรณ์ใดให้พวกเขา… เอ็มลินพยักหน้ารับ กล่าวกับแฮงแมน
“ขอบคุณ”
เมื่อได้เห็นการถามตอบ ฟอร์สที่อดทนเก็บงำมานาน ตัดสินใจเปิดปาก
“มิสเตอร์มูน เกี่ยวกับปราสาทร้างในป่า ข้อมูลที่คุณให้มานั้นมีปัญหา… จริงอยู่ที่ในห้องใต้ดินของปราสาทมีวิญญาณอาฆาตโบราณสองตนอาศัยอยู่ แต่ในห้องเดียวกันยังประตูทองแดงบานหนึ่ง หลังประตูมีพลังลึกลับบางอย่างถูกผนึกเอาไว้ ใครก็ตามที่เข้าไปใกล้จะถูกกัดกร่อน”
อะไรนะ… เอ็มลินขมวดคิ้วเล็กน้อย
มันมิได้โกรธเคือง แถมยังมองว่าคำอธิบายของเมจิกเชี่ยนค่อนข้างสมเหตุสมผล
ถ้าคนให้ข่าวอย่างตนรู้เรื่องวิญญาณมาร ก็ควรต้องรู้เรื่องประตูที่อยู่ในห้องเดียวกันด้วย! แล้วทำไมไม่ตักเตือนให้ทราบถึงอันตราย?
ในฐานะตระกูลผีดูดเลือดผู้สูงส่ง เอ็มลินไม่ต้องการให้ใครเดือดร้อนเพราะความผิดพลาดของตน ค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก จึงกล่าวด้วยสีหน้าจริงใจ
“ข้าจะตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลให้ ได้ความคืบหน้ายังไงจะนำมาแจ้ง”
เนื่องจากฟอร์สกลับมาอย่างปลอดภัย เธอจึงไม่ถือสานัก เพียงพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้และรอฟังผลลัพธ์ในอนาคต
สำหรับความช่วยเหลือของมิสเตอร์ฟูล เนื่องจากเธอได้รับมันแทบทุกเดือน หรือบางเดือนก็สองหน จนตอนนี้ไม่อยากจะนับแล้ว เพียงคิดว่าในอนาคต หากมิสเตอร์ฟูลสั่งให้ทำอะไรก็คงต้องยอม
ขณะการสนทนากำลังดำเนินไป ‘จัสติส’ ออเดรย์เผยความกังวล ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“คุณพอจะทราบต้นตอของพลังกัดกร่อนไหม?”
‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สส่ายหน้า
“ไม่ทราบ”
เมื่อเห็นว่ามิสเตอร์ฟูลไม่คิดจะอธิบาย และเนื่องจากตนไม่มีไดอารีจักรพรรดิโรซายล์มาแลกกับข้อมูลของไพ่เย้ยเทพใบใหม่ ออเดรย์ถอนสายตากลับ เปลี่ยนไปอยู่ในโหมดผู้ชมที่เอาแต่ฟังและดู
ผ่านไปสักพัก เมื่อคาบเรียนจบลง ชุมนุมทาโรต์เองก็ใกล้ถึงคราวยุติ สมาชิกทุกคนยืนขึ้นและทำความเคารพบุคคลบนหัวโต๊ะทองแดงยาว
ในคราวนี้ เลียวนาร์ดไม่ช้ากว่าคนอื่น
เมื่อแสงสีแดงเข้มจางหายและมันพบว่าตัวเองถูกส่งกลับโลกความจริง เลียวนาร์ดชำเลืองเห็นถุงมือสีแดงตรงหน้าซึ่งยังไม่ถูกหยิบมาสวม
ทันใดนั้น เสียงค่อนข้างชราดังขึ้นใจใน
“เจ้าไปเข้าฝันใครมาอีก?”
ตาแก่ตื่นแล้ว… เลียวนาร์ดมีความสุขในตอนต้น ก่อนจะกลายเป็นความโลกใจ
มันยังไม่ตอบคำถามของพาลีส·โซโรอาสเตอร์ทันที แต่ครุ่นคิดสักพักก่อนเปิดปากถาม
“ขอถามหน่อยว่า มีโอกาสเป็นไปได้ไหมที่ดอน·ดันเตสคืออะซิก·อายเกสปลอมตัวมาด้วยสมบัติวิเศษบางชนิด?”
หลังจากได้ทราบว่าดอน·ดันเตสเป็นตัวตนร่วม มันเริ่มเคลือบแคลงในทฤษฎีของตาแก่ เพราะปรสิตตนนี้เคยยืนกรานว่า อะซิก·อายเกสมีออร่าที่แตกต่างจากดอน·ดันเตสโดยสิ้นเชิง ไม่มีทางเป็นคนเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ข้ารับใช้ของเดอะฟูลนั้นมีหลายคน และไม่ใช่ว่าทุกคนจะอยู่บนเส้นทางนักทำนาย และไม่ใช่ทุกคนที่จะมีหน้าตาเหมือนดอน·ดันเตส หากคิดในมุมมองของตัวตนร่วม คนเหล่านั้นย่อมต้องพึ่งพาพลังของสมบัติปิดผนึกหรือสมบัติวิเศษบางชิ้น ผนวกกับออร่าโบราณที่มิสเตอร์ฟูลอวยพร ส่งผลให้แม้แต่เทวทูตก็เข้าใจผิด
สองวินาทีแห่งความเงียบงันผ่านไป พาลีส·โซโรอาสเตอร์ตอบ
“ได้ยินเจ้าพูดแบบนี้… ข้าเพิ่งนึกได้ว่า อะซิก·อายเกสมีหน้ากากที่ช่วยให้ปลอมตัวเป็นใครก็ได้”
…………………………….
“อาดัมขยับเข้าใกล้ความเป็นเทพเข้าไปทุกทีแล้ว”
คำพูดง่ายๆ ได้กระเพื่อมไปทั่วชุมนุมทาโรต์ราวกับคลื่นสมุทร
นอกจากเลียวนาร์ด สมาชิกคนอื่น รวมถึงจัดจ์เมนต์ที่ได้รับข้อมูลล่วงหน้ามาจากเมจิกเชี่ยน ต่างนึกทบทวนเกี่ยวกับอาดัม
บุตรแห่งเทพสุริยันบรรพกาล พระผู้สร้างของเมืองเงินพิสุทธิ์ พี่ชายของอามุนด์ หนึ่งในผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นราชาเทวทูตทั้งแปด
และบุคคลที่ราวกับตำนานเดินได้คนนั้น บุคคลที่รอดมาจากเหตุการณ์มหาภัยพิบัติ เริ่มกลับมาเคลื่อนไหวบนโลกความจริงอีกครั้ง และกำลังขยับเข้าใกล้ความเป็นเทพ
นี่มัน… ถึงกับทำให้มิสเตอร์ฟูลถอนหายใจ หมายความว่าอาดัมน่าจะเหลืออีกเพียงก้าวเดียว พร้อมจะกลายเป็นเทพได้ทุกเมื่อ… คิดถึงตรงนี้ อัลเจอร์ประสานมือแน่น พยายามควบคุมอารมณ์อย่างยากลำบาก
เทพแท้จริงลำดับ 0 กำลังจะถือกำเนิด!
ในยุคสมัยที่ห้า จะมีเทพแท้จริงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งตน?
อาดัมจะกลายเป็นเทพตนแรกในยุคนี้?
พิจารณาจากการที่เทพมิอาจเดินดินได้อีกต่อไป แทบไม่อยากเชื่อว่าจะมีใครกลายเป็นลำดับ 0 ได้!
อัลเจอร์เป็นคนทะเยอทะยานก็จริง แต่เป้าหมายของมันมีเพียงลำดับ 2 เทวทูตเท่านั้น เรื่องราวของอาดัมจึงเป็นสิ่งที่ทำใจยอมรับได้ยาก
ต้องไม่ลืมว่า เทพตนสุดท้ายที่ประสบความสำเร็จในการเลื่อนลำดับคือเทพแห่งช่างฝีมือ หรือปัจจุบันคือเทพจักรกลไอน้ำ และนั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงปลายยุคสมัยที่สี่
นับตั้งแต่ยุคสมัยที่ห้า ผ่านมาแล้วกว่าสามร้อยปี ยังไม่มีใครก้าวขึ้นมาบนบัลลังก์เทพสำเร็จ!
เข้าใจแล้วว่าทำไม มิสเตอร์ฟูลถึงพูดว่ากระแสเวลากำลังจะเปลี่ยนผัน… ท่ามกลางความสับสนของ ‘เฮอร์มิท’ แคทลียา เธอเริ่มเข้าใจในบางสิ่ง คล้ายกับเห็นคลื่นลูกใหญ่ที่ทำให้ยุคสมัยสิ้นสุดลง
ในช่วงหลายปีหลัง เธอรวบรวมวัตถุดิบและเตรียมตัวสำหรับประกอบพิธีกรรมเลื่อนเป็นลำดับ 4 มีความหวังที่จะได้รับเศษเสี้ยวออร่าเทพ ยกระดับตัวตน แต่ท่ามกลางความสุข ความคาดหวัง และความกังวลเล็กๆ เรื่องราวของอาดัมกลับทำให้ความหวาดผวาผุดขึ้นจากก้นบึ้ง ตอนนี้เธออยากจะรีบออกไปคุยกับราชินีเงื่อนงำเพื่อยืนยันอนาคต
สำหรับฟอร์ส ซิล และสมาชิกคนอื่นต่างมีท่าทีตอบสนองที่หลากหลาย ในแง่หนึ่ง พวกมันตกตะลึงที่อาดัมกำลังจะกลายเป็นเทพ ไม่คิดว่าจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นในยุคสมัยที่ห้า ในอีกแง่หนึ่ง พวกมันกังวลเกี่ยวกับชีวิตในปัจจุบัน เพราะเหนือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าจะเอ็มลินหรือผีดูดเลือด ไม่ว่าจะออเดรย์ที่เป็นชนชั้นสูง ทั้งหมดล้วนกำลังอยู่ในยุคสมัยที่ห้า อาศัยอยู่ในโลกที่เกิดจากการวางรากฐานมานานกว่าพันปี ไม่มีใครไม่รู้จักบารมีและความยิ่งใหญ่ของเทพ แม้แต่เทพมารอย่างพระผู้สร้างแท้จริง ทุกตนล้วนน่าเกรงขามและมีอิทธิฤทธิ์มากพอจะสลักความยิ่งใหญ่ไว้ในใจมนุษย์ ดังนั้น พวกมันไม่คิดว่าเทพจะถือกำเนิดได้ง่ายดายนัก และถ้าเกิดขึ้นจริง ไม่มีใครรู้ว่าโลกจะเป็นเช่นไรต่อไป
ในสายตาพวกมัน มิสเตอร์ฟูลเองก็เป็นเทพโบราณที่กำลังฟื้นคืนพลัง เป็นหนึ่งในลำดับ 0 อีกตน
เข้าใกล้ความเป็นเทพ… เทพแท้จริง… ‘เดอะซัน’ เดอร์ริคกำลังตื่นเต้น คล้ายกับได้เห็นแสงแห่งความหวังและจุดมุ่งหมายในการต่อสู้ของตน
สำหรับมัน มีเพียงลำดับ 0 เท่านั้นที่จะช่วยให้เมืองเงินพิสุทธิ์รอด!
อาดัม? เทพแท้จริง… เลียวนาร์ดไม่ทราบว่าอาดัมเป็นใคร แต่ก็พอจะเข้าใจความหมายของการเข้าใกล้ความเป็นเทพ
ทันใดนั้น มันนำไปเชื่อมโยงกับนักบวชธรรมดาๆ คนหนึ่งที่เก็บ 0-08 ไปต่อหน้าไคลน์หลังจากการต่อสู้สุดท้ายจบลง
นั่นคืออาดัม? หรือลูกน้อง? ไม่สิ 0-08 คือสมบัติปิดผนึกระดับ 0 อาดัมซึ่งเข้าใกล้ความเป็นเทพต้องลงมือด้วยตัวเอง ไม่อย่างนั้นคงยากจะรับประกันผลสำเร็จ… เข้าใจแล้วว่าทำไมอินซ์·แซงวิลล์ถึงตายง่ายขนาดนั้น เราเคยคิดว่าผลลัพธ์ที่ดีที่สุดคือ เรากับไคลน์จะลากอินซ์·แซงวิลล์ลงนรกไปพร้อมกัน… อาดัมเป็นใครกัน ทำไมเราถึงไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน? อาจเป็นเพราะมีเทวทูตสิ่งอยู่ในร่างและได้ทราบข้อมูลของยุคสมัยที่สี่มาไม่น้อย เลียวนาร์ดไม่ตกใจเรื่องที่อาดัมจะกลายเป็นเทพมากนัก เพียงสงสัยว่า ตัวตนที่แท้จริงของอาดัมคือใคร
ในเวลาเดียวกัน เดอะฟูลที่ถูกสายหมอกปกคลุมมิได้อธิบายเพิ่มเติม คล้ายกับต้องการแค่เตือนสติสมาชิกทุกคน ให้พร้อมกับรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่อาจเกิดขึ้น
ท่ามกลางความงงงวยและการวิเคราะห์ของทุกฝ่าย เป็นเดอะเวิร์ล เกอร์มัน·สแปร์โรว์ที่หันมาทาง ‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ด·มิเชลและกล่าวสั้นกระชับ
“อาดัมเป็นบุตรแห่งเทพสุริยันบรรพกาล… พี่ชายของ ‘ผู้เย้ยเทพ’ อามุนด์”
เลียวนาร์ดผงะทันที มิอาจควบคุมสีหน้าของตน
มันย่อมรู้จักอามุนด์ และความหวาดผวาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะตาแก่ในตัวเคยสาธยายความน่าเกรงขามของหนึ่งในราชาเทวทูตให้ฟัง หากอาดัมเป็นพี่ชายของอามุนด์ ความแข็งแกร่งก็น่าจะไม่ต่างกันมากนัก!
เดอะเวิร์ลไม่สนใจท่าทีตอบสนองของเดอะสตาร์ ยังคงกล่าวต่อไป
“ปัจจุบันสามารถยืนยันได้แล้วว่า อาดัมคือหนึ่งในแปดราชาเทวทูต สมญานามเทวทูตจินตภาพ ระดับทัดเทียมกับ ‘เทวทูตกาลเวลา’ อามุนด์… จุดประสงค์ของท่านคือการช่วงชิง 0-08 เพื่อลดระยะห่างระหว่างตัวเองกับเทพแท้จริง และท่านประสบความสำเร็จ”
เทวทูตจินตภาพ… อาดัมเป็นราชาเทวทูตบนเส้นทางผู้ชม? ‘จัสติส’ ออเดรย์เชื่อมโยงสมญานามเข้ากับชื่อของราชามหามังกร แอนเคอร์เวล
และเธอย่อมทราบว่า มังกรจิตตนดังกล่าวเป็นตัวแทนของเส้นทางผู้ชม
สำหรับเลียวนาร์ด กำแพงความรู้ได้ผุดขึ้นในใจมัน ปัจจุบันยังไม่เข้าใจความหมายของราชาเทวทูตดีนัก แต่ไม่กล้าถามออกไป วางแผนจะกลับไปยังโลกความจริงและปรึกษาตาแก่ทีหลัง
อัลเจอร์ใคร่ครวญคำพูดของ ‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์ ซักถามด้วยสีหน้าไม่ปรกติ
“คุณได้เห็นเหตุการณ์มากับตัว?”
ทันทีที่สิ้นเสียง ตัวมัน เฮอร์มิท และทุกคนต่างได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอที่คุ้นเคย
หลังจากเกอร์มัน·สแปร์โรว์หัวเราะจบ มันมองไปทางเลียวนาร์ดพร้อมกับกล่าวอย่างเยือกเย็น
“อินซ์·แซงวิลล์ตายด้วยฝีมือของผมและพวกพ้อง”
“…” สมอง ‘เฮอร์มิท’ แคทลียาพลันขาวโพลน
เธอพอจะทำใจยอมรับได้ว่า เกอร์มัน·สแปร์โรว์สามารถเอาชนะ ‘พลเรือเอกขุมนรก’ ลูเธอร์ไวล์ แต่ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่า อีกฝ่ายจะแข็งแกร่งถึงขนาดเก็บครึ่งเทพลำดับ 4 ได้แล้ว!
แต่เพียงไม่นาน แคทลียาเริ่มสงบสติ เพราะในการต่อสู้ดังกล่าวมีราชาเทวทูตเข้ามาเกี่ยวข้อง การที่ผู้วิเศษลำดับ 5 จะปลิดชีพผู้วิเศษลำดับ 4 ที่บาดเจ็บสาหัส นั่นยังพอเป็นไปได้ นอกจากนั้นเขายังมีพวกพ้อง
‘จัสติส’ ออเดรย์มองเห็นถึงความมั่นใจผ่านน้ำเสียงของเดอะเวิร์ล จึงอดไม่ได้ที่จะถาม
“มิสเตอร์เวิร์ล ตอนนี้คุณเป็นครึ่งเทพแล้วใช่ไหม?”
เดอะเวิร์ลมิได้ตอบตรงๆ เพียงหัวเราะและกล่าว
“ในอนาคต หากพวกคุณมีปัญหากับครึ่งเทพ สามารถติดต่อผมได้ทุกเมื่อ”
และจากประโยคดังกล่าว สิ่งที่สมาชิกทุกคนเข้าใจก็คือ:
ไม่เพียงจะกลายเป็นครึ่งเทพลำดับ 4 แต่ยังมั่นใจด้วยว่า หากเป็นครึ่งเทพในรุ่นเดียวกัน ตนสามารถจัดการกับทุกคนได้ไม่ยากเย็น!
ทันใดนั้น แคทลียากำลังสุขุมอย่างน่าประหลาด เธอพยายามนึกทบทวนสิ่งที่เคยเห็นและได้ยิน และค่อนข้างมั่นใจว่า อีกฝ่ายอยู่ในลำดับ 6 ก่อนที่จะเข้าสู่ซากสมรภูมิแห่งเทพ โดยพึ่งพาพลังของถุงมือเพื่อให้มีฝีมือทัดเทียมลำดับ 5
ย้อนกลับไปตอนนั้น เป้าหมายของเกอร์มัน·สแปร์โรว์มีเพียงการตามหานางเงือกในซากสมรภูมิเทพ มิได้ล่าพวกหล่อน จึงค่อนข้างชัดเจนว่านั่นคือพิธีกรรมเลื่อนลำดับ หมายความว่าอีกฝ่ายเพิ่งได้เป็นลำดับ 5 ในช่วงเวลาดังกล่าว
แต่ปัจจุบัน หลังจากผ่านไปเพียงสามเดือนหรือน้อยกว่านับตั้งแต่ที่เกอร์มัน·สแปร์โรว์เข้าไปในซากสมรภูมิแห่งเทพ ชายคนนั้นสามารถเลื่อนลำดับอีกครั้ง กลายเป็นครึ่งเทพ เรื่องนี้ทำให้แคทลียามองโลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!
อายุของเธอก็ไม่ได้มากนัก ปัจจุบันยังอายุยังไม่ถึงสามสิบ แต่สามารถกลายเป็นลำดับ 5 และมีตำแหน่งเป็นพลเรือโจรสลัดที่โด่งดังมานานกว่าแปดปี จนกระทั่งปีที่แล้ว เธอมั่นใจว่าตนสามารถกลายเป็นครึ่งเทพได้ในเวลาอันใกล้ จึงเตรียมความพร้อมสำหรับทุกสิ่ง เตรียมนำหน้าทุกคนในรุ่นเดียวกันไปอีกขั้น
มิสเตอร์เวิร์ลสุดยอดมาก! กลายเป็นครึ่งเทพด้วยความเร็วระดับนี้… ‘เดอะซัน’ เดอร์ริคดีใจจนเหนือคำบรรยาย ความรู้สึกเทิดทูนเดอะเวิร์ลทวีความแกร่งกล้า นึกอยากเป็นเหมือนอีกฝ่ายให้ได้ เร่งความเร็วใจการเป็นครึ่งเทพ
‘จัสติส’ ออเดรย์เองก็ตกใจปนสุข ขณะเดียวกันก็เริ่มเข้าใจสาเหตุของอาการทางจิตของอีกฝ่าย
ดูเหมือนว่า ภาวะซึมเศร้าและหม่นหมองจะเกิดขึ้นหลังจากที่เขากลายเป็นครึ่งเทพ… คงเป็นผลมาจากการดื่มโอสถ เหมือนกับตอนที่เราดื่มโอสถนักจิตบำบัดและเกือบคลุ้มคลั่ง…
นอกจากนั้น หลังจากเขากลายเป็นลำดับ 4 คงมีการตระหนักถึงสัจธรรมของโลกมากขึ้น ค้นพบความจริงมากขึ้น ค้นพบว่าตัวเองหลับใหลเป็นเวลานานจนครอบครัวตายไปหมดแล้ว สูญเสียเป้าหมายในการดำรงชีวิต…
น่าสงสารมาก… ด้วยนิสัยที่อ่อนโยนของเขา คงเป็นห่วงและคิดถึงครอบครัวกับเพื่อนฝูงในอดีตมากทีเดียว…
แต่ก็มีมุมที่น่าอิจฉา… การเป็นข้ารับใช้ของมิสเตอร์ฟูลช่วยให้เขาเลื่อนลำดับอย่างรวดเร็ว… เราเองก็อยากกลายเป็นครึ่งเทพบ้าง คำพูดของมิสเตอร์ฟูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของกระแสเวลาทำให้เรากังวล…
ขณะสมาชิกที่เหลือกำลังตื่นตกใจ แม้อัลเจอร์จะรู้สึกไม่ต่างกัน มีความอิจฉาเกอร์มัน·สแปร์โรว์ แต่มันกำลังคำนึงถึงเรื่องอื่น
ในฐานะข้ารับใช้ของเดอะฟูล การที่เกอร์มัน·สแปร์โรว์เข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์ที่มีเทวทูตและ 0-08 นั้นต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่…
หากมองในมุมกลับ นั่นจะกลายเป็นว่า มิสเตอร์ฟูลและเทวทูตจินตภาพกำลังร่วมมือกัน… ทุกอย่างลงล็อกพอดี!
สองบุคคลในตำนานที่มีชีวิตอยู่มาตั้งแต่ก่อนมหาภัยพิบัติ คนหนึ่งกำลังฟื้นคืนพลัง ส่วนอีกคนกำลังเลื่อนลำดับ เป็นความร่วมมืออย่างลับๆ!
คิดมาถึงตรงนี้ อัลเจอร์ผุดข้อสันนิษฐานใหม่
ในเมื่ออาดัมได้รับ 0-08 และสามารถเปิดประตูสู่บัลลังก์เทพ แล้วมิสเตอร์ฟูลได้สิ่งใดตอบแทน?
จากจิตใต้สำนึก อัลเจอร์หันไปมองยังสุดขอบโต๊ะทองแดงยาวในท่าก้มศีรษะเล็กน้อย
มันไม่กล้ามองตรงๆ ทำเพียงชำเลืองด้วยหางตา
…………………………………
แคทลียาหันไปด้านข้างเล็กน้อย มองหน้าเมจิกเชี่ยน
“ปัญหานี้ค่อนข้างซับซ้อน ฉันแนะนำให้คุณรออีกอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ ตอนนี้ยังไม่สามารถสัญญาอะไรได้ บอกได้เพียงว่า ในอนาคต น่าจะมีใครสักคนช่วยคุณสร้างสมบัติวิเศษได้”
น่าจะมีใครสักคน… หมายความว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นช่างฝีมือคนเก่า… เธอคิดจะบ่มเพาะช่างฝีมือขึ้นมาเอง หรือเปลี่ยนช่างฝีมือคนเดิมให้กลายเป็นสมบัติปิดผนึกและใช้มันสร้างสมบัติวิเศษ? อา… มาดามเฮอร์มิทเป็นผู้มากประสบการณ์อย่างที่คิด… ถ้าต้องฆ่าอีกฝ่าย แปลว่าตัวเองไม่ได้อยู่บนเส้นทางดังกล่าว… ‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ดนั่งเงียบ วิเคราะห์หลายสิ่งภายในใจ นี่เป็นครั้งแรกที่มันตั้งใจในการประชุม
“ไม่มีปัญหา” ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สเชื่อใจมาดามเฮอร์มิทโดยไม่เคลือบแคลง เพราะท้ายที่สุด อีกฝ่ายเพิ่งได้รับหยดเลือดของสัตว์ในตำนาน อีกไม่นานก็คงเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพ
ถึงตรงนี้ เธอได้ยินเสียง ‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์กล่าวอย่างแหบพร่า
“ถ้าอยากให้ช่วยก็บอกมาได้ทุกเมื่อ”
ทั้งการที่มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายหมกมุ่นอยู่กับมิติหมอกจนน่าแปลกใจ รวมถึงคำเตือนของโรซายล์ที่ระบุว่า ‘ระวังดวงจันทร์ให้ดี’ สำหรับไคลน์ซึ่งกำลังค้นหาความลับของการเดินทางข้ามโลกและประตูแห่งแสง ย่อมให้ความสนใจในโรงเรียนกุหลาบและดวงจันทร์บรรพกาล ซึ่งช่างฝีมือคนดังกล่าวกำลังพัวพันอยู่กับทั้งสองสิ่ง
แคทลียามิได้คาดหวังว่าเดอะเวิร์ลจะเสนอตัว จึงเงียบไปสักพักก่อนจะพยักหน้า
“ตกลง ถ้าฉันจัดการไม่ไหว จะขอความช่วยเหลือคุณผ่านมิสเตอร์ฟูล”
เธอจงใจเอ่ยประโยค ‘ขอความช่วยเหลือผ่านมิสเตอร์ฟูล’ เพื่อจะบอกสมาชิกใหม่ว่า ชุมนุมทาโรต์มีวิธีการติดต่อสื่อสารแสนวิเศษ ไม่ต้องมัวติดขัดในเรื่องพื้นฐาน ถึงเวลาก็จะเข้าใจกันเอง
ในฐานะนายพลโจรสลัดที่มีค่าหัวสูงที่สุดในห้าห้วงสมุทร ณ ปัจจุบัน และผู้นำกลุ่มโจรสลัดที่มีสมาชิกหลายร้อย การที่เธอทำเช่นนี้ มิใช่เพราะเมตตาโดยสุจริต หรือเพราะกลัวว่าคำถามของสมาชิกใหม่จะขัดอรรถรสของชุมนุมทาโรต์ แต่เธอทำไปเพื่อสร้างแรงสะกดข่มต่อสมาชิกหน้าใหม่
แน่นอน ถ้าไม่ใช่สถานการณ์ที่มีเวลาจำกัด จนเธอประกอบพิธีกรรมอัญเชิญผู้ส่งสารของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ไม่ทัน แคทลียาจะไม่เลือกวิธีที่รบกวนมิสเตอร์ฟูลเด็ดขาด
ขอความช่วยเหลือผ่านมิสเตอร์ฟูล… ซิลเข้าใจบางสิ่ง พยายามข่มใจให้ไม่มองฟอร์ส
ขอความช่วยเหลือผ่านมิสเตอร์ฟูล? เลียวนาร์ดครุ่นคิดหลายสร้าง สร้างข้อสันนิษฐานในใจ
เมื่อเห็นใครบางคนสาธิตเป็นตัวอย่าง มันผ่อนคลายลงเล็กน้อย คิดสักพักก่อนจะพูด
“ผมต้องการสมบัติวิเศษ”
“ประเภทใด?” ‘จัสติส’ ออเดรย์ตอบทันที เพื่อป้องกันมิให้บรรยากาศกระอักกระอ่วน
เลียวนาร์ด ‘เอ่อ’ ยาวและแสดงความลังเล ก่อนจะตอบตามจิตใต้สำนึก
“ผมไม่ทราบ…”
มันแค่วางแผนไว้ แต่ยังมิได้ไตร่ตรองรายละเอียดเชิงลึก เพราะเพิ่งคิดเรื่องนี้ได้หลังจากเข้ามานั่งในชุมนุมทาโรต์เรียบร้อยแล้ว
ไม่ทราบ… นายมันบ้า… ไคลน์ฝืนหุบยิ้มไม่ให้ขำใส่เลียวนาร์ดที่มักทำตัวง่ายๆ
เมื่อเห็นทุกคนมองมาทางตน สายตาแฝงอารมณ์หลากหลาย ‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ดรู้สึกอับอายทันที รีบเสริมอย่างรวดเร็ว
“ผมหมายความว่า จำเป็นประเภทใดก็ได้ ขอเพียงมีประสิทธิภาพด้านการโจมตีและมีพลังช่วยในการอำพรางตัว รวมถึงผลข้างเคียงต่ำ ที่เหลือไม่ติดขัด”
มันต้องการใช้ประโยชน์จากพลังการตรึงที่แข็งแกร่งของ ‘ฝันร้าย’ งานควบคุมศัตรูจะเป็นของตน ส่วนพาลีส·โซโรอาสเตอร์จะคอยควบคุมสมบัติวิเศษ สร้างความเสียหายหนักหน่วงแก่ศัตรูที่ถูกตรึง และเมื่อกลายเป็น ‘จอมอาคมวิญญาณ’ อาศัยความช่วยเหลือจากวิญญาณหรือเงาดำที่ผนึกไว้ในฟัน มันสามารถทำหลายสิ่งพร้อมกันได้มากกว่าคนปรกติถึงสามเท่า
หลังจากเดอะสตาร์อธิบายจบ อัลเจอร์ไม่ทวนรายละเอียด เพียงถาม
“ต้องการสมบัติวิเศษในระดับใด?”
“แข็งแกร่งกว่าสมบัติปิดผนึกระดับ 2 เล็กน้อย… เอ่อ… ประมาณลำดับ 5 หรือ 6” เลียวนาร์ดติดนิสัยชอบเปรียบเทียบกับสมบัติปิดผนึก จึงรีบเปลี่ยนคำเรียกในตอนหลัง
ทันใดนั้น ความคิดที่เหมือนกันผุดขึ้นในใจออเดรย์ แคทลียา อัลเจอร์ และซิล:
เดอะสตาร์เป็นผู้วิเศษของทางการ หรืออย่างน้อยก็เคยเป็น!
จากมุมมองของพวกมัน ผู้วิเศษเถื่อนมีสิทธิ์ในการเปรียบเทียบระดับกับสมบัติปิดผนึกก็จริง แต่เมื่อเป็นสิ่งที่ต้องการรายละเอียดแน่ชัด โดยทั่วไปแล้วมักจะเปรียบเปรยกับอย่างอื่น เช่นการนำไปเปรียบกับลำดับพลังซึ่งแบ่งแยกได้ชัดเจนกว่า ง่ายต่อการเข้าใจมากกว่า
ดังนั้น ทุกคนจึงสรุปตรงกัน
และนั่นทำให้สถานการณ์น่าสนใจมากขึ้น
หืม… ทำไมมิสเตอร์เวิร์ลถึงสนิทกับผู้วิเศษของทางการ… พวกเขารู้จักกันได้ยังไง? แล้วทำไมถึงกล้าชวนเข้าชุมนุมทาโรต์? ออเดรย์ปิดปากเงียบ สงวนมารยาทของผู้ชม สนุกสนานไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ทันใดนั้น อัลเจอร์อืมในลำคอ
“สมบัติวิเศษในลำดับ 5 จะมีมูลค่าอย่างน้อยเก้าพันปอนด์ แต่ถ้าจะเอาที่ตรงใจคุณ ราคาคงไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นสองพันปอนด์”
ตรงไปตรงมาดี… เลียวนาร์ดพยักหน้า
“เข้าใจแล้ว”
หลังจากได้ยินคำตอบ ไคลน์เกือบจะเผลอเลื่อนมือขึ้นมาปิดหน้า ภายในใจถอนหายใจยาว
แบบนี้ไม่เท่ากับปล่อยไก่ต่อหน้ามิสเตอร์แฮงแมนหรอกหรือ?
กล้าพนันได้เลยว่า หากชายคนนั้นพบสมบัติวิเศษที่เหมาะสม เขาจะขายให้นายแพงกว่าหนึ่งหมื่นสองพันปอนด์แน่นอน!
นอกจากเจ็ดพันปอนด์จาก ‘อินธน์’ เลียวนาร์ดยังมีเงินเก็บเหลือจากส่วนอื่น… นั่นสินะ หากมีคุณปู่นักจารกรรมสิงอยู่ในตัว การออมเงินก็คงไม่ใช่เรื่องยาก ไม่อย่างนั้นคงไม่รวยพอจะซื้ออินธน์ได้ตั้งแต่แรก…
เข้าใจแล้ว หมอนั่นไม่กลัวการถูกโก่งราคาเพราะตัวเองยังเข้าร่วมชุมนุม ‘ผู้สันโดษแห่งชะตา’ และสามารถเปรียบเทียบราคาจากสองฝั่ง แต่ปัญหาคือ ชุมนุมนั่นจัดขึ้นปีละครั้ง เป็นความถี่คนละเรื่องกับชุมนุมทาโรต์…
ในวินาทีนี้ ไคลน์ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องหาของมาขายให้นักกวีเพื่อนรักด้วยตัวเอง อาจเป็นของที่ไม่ค่อยได้ใช้งานหลังจากกลายเป็นครึ่งเทพ หรือไม่ก็เป็นประเภทที่มีพลังซ้ำกับเส้นทาง
ขณะเดียวกัน แฮงแมนตอบอย่างสุขุมลุ่มลึก
“ตกลง ผมจะช่วยดูให้”
“ตกลง” แคทลียาและสมาชิกคนอื่นต่างก็ตอบรับในแบบเดียวกัน
หลังจากนั้น ไม่มีธุรกรรมใหม่เกิดขึ้น ส่งผลให้ชุมนุมทาโรต์เข้าสู่ช่วงเวลาแลกเปลี่ยนข้อมูลอิสระ
โดยไม่รอให้แฮงแมนถาม เดอร์ริคยกมือพูด
“ผมกลับมาถึงเมืองเงินพิสุทธิ์แล้ว ท่านเจ้าเมืองบอกว่า การสำรวจวังราชาคนยักษ์เบื้องต้นจะเริ่มขึ้นในอีกไม่ช้า… เขากำลังหมายความว่า ให้ผมรีบเลื่อนลำดับกลายเป็นนักบวชแสง?”
วังราชาคนยักษ์? ทีมสำรวจวังราชาคนยักษ์? เลียวนาร์ดหันไปมองเด็กวัยรุ่นเก้าอี้ติดกันด้วยความประหลาดใจ
เท่าที่มันทราบ วังราชาคนยักษ์ถูกทำลายไปนานแล้วนับตั้งแต่ยุคสมัยที่สอง พาลีส·โซโรอาสเตอร์ที่เป็นเทวทูตเล่าว่า สถานที่ดังกล่าวเลือนหายไปกับแม่น้ำแห่งกาลเวลาแล้ว
ใครจะไปคิดว่า เดอะซันแห่งชุมนุมทาโรต์กลับกำลังจะไปสำรวจที่สุด แถมยังไม่มีสมาชิกคนใดประหลาดใจ!
ใช่แล้ว ไม่แม้แต่คนเดียว กระทั่งมิสจัดจ์เมนต์ที่เป็นเด็กใหม่เหมือนกัน ก็ยังดูเหมือนจะทราบเรื่องนี้และวางตัวปรกติ
หรือว่า… มิสเมจิกเชี่ยนอัปเดตข้อมูลการชุมนุมให้มิสจัดจ์เมนต์จนถึงครั้งล่าสุด จึงเหลือเพียงเลียวนาร์ดที่ไม่รู้อะไรเลย… ‘เดอะฟูล’ ไคลน์เอนหลังพิงเก้าอี้พลางวิเคราะห์พฤติกรรมของตัวเอง
หลังจากดึงเลียวนาร์ดขึ้นมาบนมิติหมอกและมอบไพ่เดอะสตาร์ ไคลน์ก็ละเลยอีกฝ่ายมาตลอด ไม่แม้แต่จะเขียนจดหมายแนะนำสถานการณ์เบื้องต้น!
เทียบกับผู้หญิง ผู้ชายมักหลงลืมเรื่องแบบนี้… ขณะไคลน์เตรียมควบคุม ‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์ให้อธิบายกับเลียวนาร์ด ‘เดอะมูน’ เอ็มลินชำเลืองนักกวีข้างๆ ตนพลางตอบด้วยรอยยิ้มจางๆ
“วังราชาคนยักษ์อยู่ในดินแดนเทพทอดทิ้ง”
กล่าวจบ มันไม่แยแสท่าทีตอบสนองของเลียวนาร์ด เพียงหันไปกล่าวกับเดอะซัน
“เจ้ามีวัตถุดิบโอสถนักบวชแสงแล้วหรือยัง?”
มันทราบว่า อีกฝ่ายเพิ่งได้รับสูตรโอสถไปเมื่อหนึ่งถึงสองสัปดาห์ก่อน
“ครับ ผมได้มาจากมิสเตอร์เวิร์ล” เดอร์ริคตอบเถรตรง แต่ไม่เล่ารายละเอียด
ในเวลาเดียวกัน สมองเลียวนาร์ดเต็มไปด้วยคำว่า ‘ดินแดนเทพทอดทิ้ง’ และ ‘วังราชาคนยักษ์’ รู้สึกราวกับตนกำลังเดินหลงเข้ามาในโลกแห่งเทพนิยาย
สัญชาตญาณของมันบอกให้ปรับตัวเข้ากับข้อมูลของชุมนุมทาโรต์โดยเร็ว เริ่มตระหนักถึงความหมายที่แท้จริงของคำกล่าวที่ว่า ‘ทุกคนมาจากต่างสถานที่’
แม้แต่เจ็ดโบสถ์หลักก็ยังมิอาจตามหาดินแดนเทพทอดทิ้งพบ แต่ชุมนุมทาโรต์กลับทำได้ แถมยังดึงคนของที่นั่นมาเป็นสมาชิก… นอกจากนั้น อะซิก·กายเอสที่น่าจะถือไพ่ ‘เดธ’ ก็ยังไม่ได้เข้าร่วมชุมนุม… บางที สมาชิกส่วนหนึ่งอาจรับคำสั่งจากมิสเตอร์ฟูลโดยตรง… ไม่ผิดจากที่เราคิดไว้ ชุมนุมทาโรต์คือองค์กรลับที่สามารถพัฒนาไปถึงเจ็ดโบสถ์หลัก มิได้อ่อนแอไปกว่าชุมนุมแสงเหนือหรือโรงเรียนกุหลาบ แถมยังแข็งแกร่งกว่าในบางเรื่อง… นี่คือชุมนุมแห่งเทพของจริง… เลียวนาร์ดเต็มไปด้วยความคิด ในเวลาเดียวกัน อัลเจอร์เห็นพ้องกับข้อสันนิษฐานของเดอะซัน
“น่าจะเป็นแบบนั้น… การสำรวจวังราชาคนยักษ์เป็นภารกิจที่อันตราย เขาคงต้องการให้คุณเติบโตขึ้นจนสามารถถ่วงดุลอำนาจกับอาวุโสคนเลี้ยงแกะ”
‘เดอะซัน’ เดอร์ริคพยักหน้ารับทราบ
“เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณมากมิสเตอร์แฮงแมน”
จากนั้น เด็กหนุ่มเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ในเมืองนอร์ธ ทำให้ซิลและเลียวนาร์ดต่างพากันนั่งอึ้ง จินตนาการภาพที่อีกฝ่ายบรรยายไม่ถูก ทั้งตัวเมืองและบรรยากาศ
อย่างไรก็ตาม ‘เดอะฟูล’ ไคลน์สัมผัสถึงบางสิ่งที่คุ้นเคย พบว่ามีความคล้ายคลึงกันระหว่างเมืองนอร์ธและหมู่บ้านสายหมอก
ชาวเมืองที่เดินไปเดินมา มีโอกาสสูงที่จะเป็นหุ่นเชิดไร้ชีวิต!
หมายความว่า มีวัตถุหรือสัตว์ประหลาดลำดับสูงของเส้นทางนักทำนายอยู่แถวนั้น? ไคลน์ไม่กล่าวสิ่งใด เพียงจดบันทึกเมืองนอร์ธลงไปในสมอง
ทันใดนั้น จัดจ์เมนต์หันไปกล่าวกับเดอะเวิร์ลด้วยท่าทีค่อนข้างเป็นมิตร
“MI9 กำลังสืบสวนเกี่ยวกับภูมิหลังของเกอร์มัน·สแปร์โรว์”
………………………………
ดูไพ่จัดจ์เมนต์ในมือ ซิลผงะไปเล็กน้อย
“ตรงตามที่อยากได้พอดี”
เดอะฟูลที่ถูกปกคลุมด้วยสายหมอกพยักหน้ารับ กล่าวเสียงเรียบ
“การประชุมจะถูกจัดขึ้นที่นี่ทุกบ่ายสามโมงตรงของวันจันทร์ตามเวลาเบ็คลันด์ เตรียมตัวให้พร้อมล่วงหน้า… ระหว่างการชุมนุม เจ้าสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล วัตถุดิบ และสูตรโอสถ รวมถึงสามารถจ้างงานสมาชิกคนอื่นและรับทำภารกิจ”
นึกทบทวนสักพัก ซิลพยักหน้าคล้ายกับเข้าใจบางสิ่ง
“ค่ะ มิสเตอร์ฟูล”
ขณะคิดว่าวันนี้คงไม่มีอะไรแล้ว เธอได้ยินเสียงจากหัวโต๊ะทองแดงยาว
“เจ้าทำอะไรก่อนที่จะถูกพลังนั้นกัดกร่อน?”
เป็นพลังกัดกร่อนจริงๆ ด้วย… ซิลรวบรวมสมาธิ เล่าเรื่องที่ตนและฟอร์สสำรวจปราสาทเก่า เน้นหนักเกี่ยวกับประตูทองแดงที่ถูกเรียกว่าประตูดำ รวมถึงองครักษ์โบราณที่ถูกกัดกร่อนจนกลายเป็นวิญญาณอาฆาตโบราณ
จากนั้น เมื่อสังเกตเห็นว่าเดอะฟูลพยักหน้ารับและกล่าว
“หากยังไม่ถึงลำดับ 4 อย่ากลับไปที่ปราสาทหลังนั้นอีก… เจ้ากลับไปได้แล้ว”
ซิลลุกขึ้น นึกทบทวนพิธีกรรมทางศาสนาสักพัก ก่อนจะตัดสินใจคำนับทิ้งท้ายด้วยท่าทีนอบน้อม
“ความประสงค์ของท่านคือความประสงค์ของดิฉัน”
กล่าวจบ แสงสีแดงเข้มท่วมท้นการมองเห็นของซิล จนกระทั่งทุกสิ่งเลือนหายไป เธอได้สติและกลับยังมาผืนป่าบนโลกความจริง กำลังยืนพิงต้นไม้ใหญ่
จิตใต้สำนึกสั่งให้มองไปที่หลังมือ พบว่าจุดกระดำกระด่างเจือจางลงอย่างรวดเร็ว ซิลรีบเงยหน้าขึ้นและมองฟอร์สผู้กำลังจ้องหน้าเธอด้วยความเป็นห่วง
เมื่อสายตาประสานกัน ฟอร์สเผยสีหน้าเปี่ยมสุขในตอนต้น ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างพร้อมกับพะงาบปาก แต่ไม่มีคำใดเล็ดลอดออกมา
ซิลหายใจเข้าออกเชื่องช้า ชี้นิ้วไปข้างหน้า
“กลับไปที่เมืองกันก่อน”
“ตกลง!” ฟอร์สตอบโดยไม่ลังเล
ในเวลาเดียวกัน เหนือสายหมอก ‘เดอะฟูล’ ไคลน์เคาะขอบโต๊ะทองแดงยาว ครุ่นคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับมิสจัดจ์เมนต์และมิสเมจิกเชี่ยน
วัตถุหรือพลังบางชนิดที่ถูกผนึกไว้ด้านหลังประตูดำ ทั้งที่ยังไม่ได้หนีออกมา แต่กลับมีฤทธิ์กัดกร่อนองครักษ์และนักสำรวจภายนอก ลำพังเรื่องนี้ก็น่าสะพรึงกลัวมากแล้ว!
นอกจากนั้น มลพิษยังฝังรากลึกภายในร่างวิญญาณ หากต้องการรักษา ไคลน์มีเพียงสองวิธี วิธีแรก บอกให้เหยื่อประกอบพิธีกรรมพันธสัญญาลับ จากนั้นก็ใช้พลังของมิติหมอกผสานเข้ากับเข็มกลัดสุริยัน ขจัดปัดเป่าโดยสมบูรณ์ วิธีที่ทอง ดึงร่างวิญญาณของเหยื่อขึ้นมาตรงๆ จากนั้นก็ใช้พลังของหมอกชะล้างพิษ พิจารณาจากสถานการณ์เมื่อครู่ เวลามีน้อยมาก มันจึงเลือกอย่างหลัง
เป็นพลังอะไรกันแน่?
พลังกัดกร่อนส่วนใหญ่มาจากเส้นทางปีศาจ… การเชื่อมต่อกับนรก ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้… จากรายละเอียดที่เดอะซันน้อยเล่าให้ฟัง ในช่วงต้นและกลางยุคสมัยที่สอง ปีศาจมักออกจากนรกและโลดแล่นไปบนแผ่นดิน จนกระทั่งเทพสุริยันบรรพกาลถือกำเนิดจากความว่างเปล่า ทวงคืนอำนาจจนเทพบรรพกาลตนอื่นร่วงหล่นมากมาย พวกมันจึงกลับเข้านรก ปิดกั้นทางเข้าออก… พิจารณาจากแนวทางนี้ มีโอกาสที่ทวีปเหนือจะยังเชื่อมต่อกับนรกในบางจุด… บางที ปราสาทหลังนั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อเฝ้าจับตามองปีศาจ…
แต่ปัญหาคือ ผ่านมาแล้วหลายพันปี ทำไมถึงยังได้ยินเสียงเคาะประตูอยู่อีก? ปีศาจอยากจะกลับมายังแผ่นดิน? ไคลน์ทำได้เพียงคาดเดาเบื้องต้น
มันไม่คิดจะไปยังปราสาทร้างและสำรวจด้วยตัวเอง เพราะรู้สึกว่า ในเร็วๆ นี้คงยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอะไร และในเมื่อข้อมูลนี้มาจากผีดูดเลือด หน้าที่รวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมและค้นหาประวัติของปราสาท ก็ควรตกเป็นของ ‘เดอะมูน’ เอ็มลิน
รวบรวมความคิดสักพัก ไคลน์ปลดจี้บุษราคัมออกจากข้อมือซ้าย ทำนายว่าปัญหาภายในปราสาทเก่าแก่เป็นเรื่องเร่งด่วนหรือไม่ และได้รับคำตอบในเชิงปฏิเสธ
มันส่งตัวเองกลับโลกความจริงทันที รอคอยให้เมซันเญส ผู้ปกครองท้องถิ่น นำเงินก้อนแรกมาจ่าย
…
บ่ายสองโมงตรงตามเวลาเฟเนพ็อต แฮกกิสที่แต่งกายคล้ายสุภาพบุรุษทวีปเหนือ เดินทางมาพร้อมกับกองทัพองครักษ์ส่วนหนึ่ง ถือกระเป๋าเดินทางสีดำ เคาะประตูห้องพักดอน·ดันเตส
“เข้ามา” เสียงที่อบอุ่นและสง่างามดังแว่ว ในตอนแรก ไคลน์คิดจะพูดด้วยสำเนียงสำเนียงขุนนางโลเอ็น ก่อนจะเปลี่ยนใจมาเป็นภาษาตูทานท้องถิ่น
แฮกกิสหมุนลูกบิด ผลักประตูเข้าไป พบสุภาพบุรุษจอนสีเทา ดวงตาสีน้ำเงินเข้มลุ่มลึก ดอน·ดันเตส ยืนขึ้นจากเก้าอี้เอนหลังในชุดเสื้อกั๊กสีดำ
“ทิวาสวัสดิ์ เพื่อนของผม” สุภาพบุรุษชาวโลเอ็นที่มีรูปร่างหน้าตาดี บรรยากาศสง่างาม เดินออกมาสองก้าวพร้อมกับยื่นแขนขวาออกมา
ในประโยคเมื่อครู่ มันเปลี่ยนมาเป็นสำเนียงขุนนางโลเอ็น
แฮกกิสตอบกลับด้วยสำเนียงขุนนางโลเอ็นเช่นกัน
“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นเพื่อนกับคุณ”
มันจับมือกับดอน·ดันเตสแผ่วเบา หัวเราะในลำคอและกล่าว
“ทางนี้นี่คือคนรับใช้ของคุณ?”
มันหมายถึงชายหนุ่มลูกครึ่งด้านหลังพ่อค้าอาวุธ อีกนัยหนึ่งก็เป็นการถามหยั่งเชิงว่า สามารถเชื่อใจชายคนนี้ได้ไหม เพราะเมื่อครั้งที่ดอน·ดันเตสไปเยือนคฤหาสน์ของนายพล คนรับใช้ไม่ได้ตามไปด้วย
“ถูกต้อง จุดแข็งของเขาก็คือ เป็นคนเก็บความลับได้เก่ง” ดอน·ดันเตสยิ้มพร้อมกับชี้ไปทางโซฟาหลังฝั่งตรงข้ามเก้าอี้เอนหลัง
แฮกกิสที่มาถูกองครักษ์ของคนประกบซ้ายขวา ปิดประตูและเดินมานั่ง พูดพลางยิ้ม
“ผมเคยได้ยินสุภาษิตของอินทิส ว่ากันว่ากล่าวไว้โดยจักรพรรดิโรซายล์… เขาบอกว่า… มีเพียงคนตายเท่านั้นที่สามารถเก็บความลับได้มิดชิด”
ดอน·ดันเตสยิ้มอ่อน
“จักรพรรดิโรซายล์ยังเคยกล่าวไว้อีกหนึ่งประโยค: สำหรับโลกใบนี้ ศพสามารถพูดได้”
“จริงหรือ? นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินมัน” แฮกกิสชื่นชอบที่จะสนทนากับสุภาพบุรุษทวีปเหนือ จึงคุยกันอย่างออกรสเล็กน้อยตามมารยาท ก่อนจะยกกระเป๋าเดินทางข้างๆ ออกมาเปิด
ทันใดนั้น แสงสีทองพรั่งพรูออกจากกระเป๋าเดินทาง เมื่อสะท้อนกับแสงแดดด้านนอกหน้าต่าง ห้องทั้งห้องสว่างไสวขึ้นเล็กน้อย
แฮกกิสจ้องหน้าดอน·ดันเตสและพูด
“ห้าพันปอนด์โลเอ็น และอีกห้าพันเหรียญทองกับแท่งทอง… จำนวนนี้คือเงินมัดจำ… อีกสามหมื่นปอนด์จะถูกจ่ายด้วยธนบัตรและทอง ผมจะเป็นคนถือไว้ และจ่ายหลังจากการส่งมอบอาวุธเสร็จสิ้น…”
ดอน·ดันเตสเหลือบมองกองธนบัตร เหรียญทอง และแท่งทองด้วยหางตา ก่อนจะเบือนหน้ากลับและกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“จะเริ่มเมื่อไรกันดี?”
แฮกกิสปิดกระเป๋าเดินทางและส่งให้กับคนรับใช้ของดอน·ดันเตส
“พรุ่งนี้เช้า”
มันเว้นวรรคสองสามวินาทีก่อนจะเปิดปาก
“มิสเตอร์ดันเตส ท่านนายพลแจ้งว่า มีเขตมีผู้เกียรติต้องการพบคุณ”
ดอน·ดันเตสไม่เปลี่ยนสีหน้า เงียบไปสักพักและตอบ
“เมื่อไรดี?”
“ตอนนี้เลย” แฮกกิสตอบโดยไม่มากพิธี “เขาอยู่ชั้นล่าง”
ดอน·ดันเตสพยักหน้ารับ
“เชิญเข้าขึ้นมาได้เลย”
แฮกกิสถอนหายใจโล่งอก พาทหารออกจากห้อง เดินลงบันได
เพียงไม่นาน ลูก้าผู้สวมเสื้อคลุมสีขาวเรียบง่ายที่ถักจากด้ายทองเหลืองเดินขึ้นมา ผมสีขาวของมันถูกหวีอย่างเรียบร้อย
เมื่อมาถึงประตูห้องพักของดอน·ดันเตส ขณะเตรียมยกแขนไปจับประตู มันได้ยินเสียงจากด้านใน
“เชิญ”
ในคราวนี้ ไคลน์ใช้ภาษาฟุซัคโบราณ
ลูก้าไม่เปลี่ยนสีหน้า ผลักประตูเปิดตามปรกติ
จากนั้น มันเห็นสุภาพบุรุษวัยกลางคนเจ้าของรูปลักษณ์สง่างามคนเมื่อวานกำลังยืนข้างเก้าอี้เอนหลัง หันหน้ามาทางตน
และบนเก้าอี้เอนหลัง ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังนั่งทิ้งตัว ผมสีน้ำตาลเข้ม หน้าตอบ โครงหน้าชัดลึก บรรยากาศรอบตัวเย็นชา
ลูก้าผงะเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องและปิดประตูไม้
มันนั่งลงบนโซฟา กระจกตาสีเขียวสะท้อนภาพชายหนุ่มฝั่งตรงข้าม
“เกอร์มัน·สแปร์โรว์?” ลูก้ากล่าวเชิงถาม
เกอร์มัน·สแปร์โรว์ยกมุมปาก
“เรียกชื่อคนอื่นตรงๆ มันเสียมารยาทนะ”
ลูก้าพยักหน้า
“ต้องขออภัยด้วย ผมเป็นฝ่ายเสียมารยาท… จากความทรงจำของผม คุณเพิ่งเลื่อนเป็นลำดับ 5 ได้ไม่เกินครึ่งปี… อาจจะแค่สามเดือน… อา… มันน่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในซากสมรภูมิแห่งเทพ… ใครจะไปคิดว่า… ตอนนี้คุณจะกลายเป็นครึ่งเทพเรียบร้อยแล้ว เรื่องนี้ทำให้ผมสูญเสียความเยือกเย็นไม่น้อย”
เกอร์มัน·สแปร์โรว์เพียงยิ้มกับตัวเอง ไม่อธิบายเพิ่มเติม
หลังจากความเงียบปกคลุม มันถามอย่างไม่รีบร้อน
“แล้วทำไมถึงอยากพบผม?”
ลูก้าตอบเสียงสุขุม
“ผมเองก็ไม่ทราบ”
บรรยากาศภายในห้องพลันกระอักกระอ่วนทันที คล้ายกับลูก้าลืมไปแล้วว่า มันยังต้องอธิบายเพิ่มเติมเพื่อความกระจ่างของฝ่ายตรงข้าม
ลูก้าพยักหน้าเล็กๆ และพูดกับตัวเอง
“เรื่องมีอยู่ว่า… ผมบังเอิญเห็นคำทำนายเมื่อไม่นานมานี้ ภายในคำทำนาย ผมจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างลำบาก และคนที่ผมจะได้พบในวันนี้ จะช่วยให้ผมรอดพ้นจากปัญหานั้นไปได้… ผมไม่แน่ใจว่าจะใช่คุณหรือไม่ แต่กันไว้ดีกว่าแก้ ผมตัดสินใจที่จะพบคุณและทำความรู้จัก… ชื่อของผมคือลูก้า·บรูว์สเตอร์ นักบวชที่รับใช้เทพปัญญาความรู้ ปัจจุบันรับผิดชอบในเขตไบลัมตะวันตก”
เกอร์มัน·สแปร์โรว์พยักหน้าเงียบๆ
“ไม่เลว… ตอนนี้ผมรู้จักคุณแล้ว แต่ทางนี้คงไม่ต้องแนะนำตัวเองหรอกใช่ไหม?”
“แน่นอน” ลูก้าครุ่นคิดสักพัก “คุณน่าจะเป็นจอมเวทพิสดาร… ผมเพิ่งได้รับข้อมูลมาว่า ช่วงนี้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายในลัทธิเร้นลับของอินทิส”
ลูก้ามิได้เห็นสีหน้าประหลาดใจของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ นักผจญภัยผู้โด่งดังไปทั่วห้าห้วงสมุทรทำเพียงเงียบงันสักพัก จากนั้นก็กล่าว
“ซาราธกลับมาแล้ว”
ภายในแววตาลูก้าเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน แต่เพียงไม่นานก็กลับเป็นปรกติ
ถัดมา มันยืนขึ้นและคำนับ
“ในเมื่อพวกเราได้รู้จักกันแล้ว คงถึงเวลาต้องขอตัว”
กล่าวจบ มันเดินไปทางประตูและบิดลูกบิด เดินออกจากห้อง
เกอร์มัน·สแปร์โรว์ที่นั่งบนเก้าอี้เอนหลัง มองแผ่นหลังของอีกฝ่ายถูกประตูไม้บดบัง รอจนกระทั่งอีกฝ่ายหายไปจากการมองเห็น มันหัวเราะในลำคอ
“ยังกับนักต้มตุ๋น”
“จริงครับ” ดอน·ดันเตสที่ยืนอยู่ด้านข้างเก้าอี้เอนหลัง เดินไปหาเก้าอี้นั่งพร้อมกับยกถ้วยชาขึ้นมาจิบ ด้วยดวงตาสีน้ำเงินลุ่มลึกและจอนสีขาว มันและเกอร์มัน·สแปร์โรว์ผู้มีใบหน้าผอม เค้าโครงชัดลึก มองหน้ากันและยิ้ม
…
บ่ายวันจันทร์ ดอน·ดันเตสหยิบนาฬิกาพกสีทองออกจากกระเป๋า เปิดฝาตรวจสอบ กล่าวกับแฮกกิสที่นั่งฝั่งตรงข้าม
“พวกเราใกล้จะถึงจุดหมายแล้ว ผมคิดว่าคุณกับคนของคุณควรพักผ่อนสักนิด”
“เป็นคำแนะนำที่ดี” แฮกกิสค่อนข้างเห็นด้วย
ดอน·ดันเตสชี้ไปทางถนนด้านหน้า
“ทางนั้นมีโรงแรม พวกเราเข้าไปพักครึ่งวัน ค่อยเริ่มงานต่อพรุ่งนี้เช้า”
แฮกกิสไม่คัดค้าน เพียงเดินไปข้างหน้าและสั่งคนขับรถม้าสองสามประโยค
หลังจากเช็กอิน ดอน·ดันเตสปฏิเสธคำเชิญเข้าร่วมดื่มชายามบ่ายของแฮกกิสโดยอ้างว่าต้องการงีบพักตอนกลางวัน
ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง บนมิติหมอกไร้ขอบเขต ไคลน์นั่งในตำแหน่งของเดอะฟูล
………………………….
ปัง! ปัง! ปัง!
ด้านหลังประตูทองแดง เสียงเคาะดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง กังวานไปทั่วห้องใต้ดิน คล้ายกับดังมาจากอดีตอันแสนห่างไกล
ร่างกายฟอร์สพลันสั่นระริก กล่าวด้วยเสียงที่ถูกบีบจนเบา
“อะไรอยู่หลังประตู?”
“ไม่รู้เหมือนกัน” ซิลส่ายหน้าขึงขัง กลืนน้ำลายตามจิตใต้สำนึก
มือขวาที่เพิ่งหยิบมีดสามคมขึ้นมา เส้นเลือดกำลังปูดโปนชัดเจน
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงเคาะประตูไม่เร็วขึ้นหรือช้าลง รักษาจังหวะเดิมได้อย่างคงที่ แต่ละครั้งราวกับเคาะเข้าไปในหัวใจซิลและฟอร์สโดยตรง ส่งผลให้เส้นขนทั่วร่างลุกตั้งชัน
“มันคงไม่ออกมาใช่ไหม… ถ้ามันออกมาได้ง่ายๆ คงไม่รอจนถึงวันนี้แน่… ฟอร์สปลอบใจตัวเองในสภาพปากซีด”
ซิลพยักหน้าหนักแน่น
“หลังจากวัตถุดิบวิเศษควบแน่น พวกเราจะออกไปทันที”
ภายใต้บรรยากาศกดดัน ความอยากรู้อยากเห็นย่อมมิอาจเอาชนะความหวาดกลัวจากก้นบึ้ง
“ตกลง!” ฟอร์สจ้องไปยังจุดที่วิญญาณอาฆาตโบราณถูกชำระล้าง บ่นอย่างหัวเสียในเรื่องที่เดอะมูนไม่ยอมแจ้งข้อมูลอย่างละเอียด ไม่ได้บอกว่าด้านล่างปราสาทเก่ามีบานประตูลึกลับ
ทันใดนั้น ท่ามกลางความมืด ฝุ่นเรืองแสงที่ดูคล้ายอัญมณีละเอียด ค่อยๆ ไหลมารวมตัวกันและแบ่งออกเป็นสองกอง
รอบๆ ละอองเรืองแสง เศษเสี้ยววิญญาณบางๆ ควบแน่นกลายเป็นผลึกใสจนดูเหมือนภาพมายา
นอกจากฝุ่นและผลึก สิ่งที่ถูกควบแน่นยังมีสองชิ้น หนึ่งคือแหวนสีใส ลักษณะคล้ายกับถูกกัดกร่อน สองคือดวงตาที่เหมือนกับแกะสลักจากผลึก ภายในมีสิ่งที่คล้ายกับแก๊สสีดำไหลเวียน
ได้เห็นฉากตรงหน้า ฟอร์สเข้าใจบางสิ่งขึ้นมาทันที
วิญญาณอาฆาตโบราณคือสิ่งมีชีวิตที่มีตะกอนพลังผสมอยู่ เกิดจากการผสานระหว่างวัตถุบางชนิดสมัยยังมีชีวิตเข้ากับตะกอนพลังของเจ้าตัว กลายเป็นรากฐานของการคงสภาพร่างวิญญาณ ด้วยเหตุนี้ คำสาปของวิญญาณอาฆาตโบราณแต่ละตนจึงแตกต่างกันไป แต่แก่นแท้ไม่แตกต่าง ส่วนฝุ่นละอองคือตะกอนพลังในอีกรูปแบบหนึ่ง เป็นแหล่งกำเนิดพลังส่วนใหญ่ของพวกมัน เกิดจากเศษเสี้ยวร่างวิญญาณสมัยยังมีชีวิต เฉกเช่นเลือดของสัตว์ประหลาด
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงเคาะจากด้านหลังประตูทองแดงยังไม่หยุดลง คล้ายกับกำลังทดสอบจิตใจของฟอร์สและซิล
เนื่องจากความกลัวและตื่นตระหนก พวกเธอถึงกับตาฝาดเห็นว่าบานประตูทองแดงกำลังสั่น หัวใจเต้นแรงอย่างมิอาจหักห้าม เลือดลมสูบฉีดไปทั่วร่าง
ในสภาพที่พร้อมกระโจนขึ้นบันไดทุกเมื่อ ฟอร์สรอคอยจนกระทั่งละอองฝุ่นและวัตถุต้องสาปก่อตัวเป็นรูปร่างสมบูรณ์
เธอส่งสัญญาณให้ซิลช่วยคุ้มกัน ส่วนตัวเองนั่งยองลงพร้อมกับหยิบกล่องเหล็กสี่เหลี่ยมที่เตรียมไว้ออกมาสามกล่อง
ลังเลสักพัก ฟอร์สเงยหน้ามองซิลและพูด
“วิญญาณอาฆาตโบราณทั้งสองต่างรอที่จะได้พบกันมานาน… ฉันอยากจะ… อยากจะแบ่งสิ่งที่เป็นตัวแทนพวกเขาเพื่อฝังไว้ด้วยกัน… เอ่อ… สำหรับที่เหลือ ฉันจะถือวัตถุต้องสาป เธอถือละอองฝุ่น ส่วนเศษเสี้ยวพลังวิญญาณ พวกเราจะแบ่งกัน ตกลงไหม?”
ซิลไม่คัดค้าน พยักหน้าแผ่วเบา
“ตกลง”
ฟอร์สถอนหายใจเงียบ เม้มริมฝีปาก พลิกหน้าบันทึกการเดินทางของเลมาโน่ ลูบผ่านอักขระด้วยปลายนิ้ว
ห้าเล็บมือข้างขวาของเธอยืดยาวออก ปลายแหลม พื้นผิวปกคลุมด้วยลวดลาย
กรงเล็บกัดกร่อนของผีดูดเลือด
เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของมือ ฟอร์สใช้มันขุดหลุมอย่างง่ายดาย ฝากรอยกัดกร่อนเอาไว้บนดิน
ถ้ามา เธอใส่ผลึกดวงตาและกองฝุ่นลงในหลุม กลบด้วยอิฐและดินที่เพิ่งถูกขุดขึ้น
ฟอร์สใช้เล็บแหลมเขียนคำจารึก
“คนหนึ่งที่ปกป้อง คนหนึ่งที่ย้อนกลับมาหา อยู่ด้วยกันตลอดไป”
จัดการเสร็จ ฟอร์สเตรียมถอนหายใจ แต่ทันใดนั้น เธอได้ยินเสียงทุบดังมาจากด้านหลังประตูทองแดง
โครม!
เธอสะดุ้งเฮือก รีบเก็บละอองฝุ่น แหวนต้องสาป และเศษเสี้ยวพลังวิญญาณเข้าไปในกล่องโลหะสี่เหลี่ยม
จากนั้น หญิงสาวเก็บกล่องพร้อมกับลุกขึ้นยืน เดินไปทางบันไดพร้อมกับซิลในท่าย่อง
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงทุบประตูทวีความดังและหนักหน่วง ฟอร์สและซิลขมกรามแน่นตามจิตใต้สำนึก เดินขึ้นบันไดและเร่งฝีเท้า
พวกเธอเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็นวิ่ง ไม่สนใจว่าจะหกล้มบนบันไดหรือไม่
จนกระทั่ง ดวงอาทิตย์ส่องแสงปะทะใบหน้าฟอร์สและซิล
พวกมันส่องมาจากด้านนอก สาดลงบนบันไดขั้นแรก ทั้งสดใส บริสุทธิ์ และอบอุ่น
ทันใดนั้น เสียงเคาะจากด้านล่างเงียบไป ไม่ดังขึ้นมาอีกเลย
ฟอร์สและซิลมองหน้ากันและกัน ลดความเร็วลง สองสามก้าวใหญ่ๆ ถัดมา พวกเธอก็มาถึงชั้นบนของปราสาทร้าง
ทั้งสองไม่สนทนาแม้แต่คำเดียว รีบออกจากที่นี่ กลับไปยังชายขอบของป่า
เดินไปได้สักพัก ฟอร์สเริ่มใจเย็นลง เม้มฝีปากและพูด
“น่ากลัวมาก… แม้สิ่งที่อยู่หลังประตูทองแดงจะไม่ได้ทำร้ายพวกเราโดยตรง ไม่โผล่หน้าออกมาให้เห็น แต่ฉันกลับคิดว่ามันน่ากลัวยิ่งกว่าวิญญาณอาฆาตโบราณเสียอีก น่ากลัวยิ่งกว่าทุกสิ่งที่ฉันเคยเห็น… ภายในไม่กี่วินาที ฉันหวนนึกถึงความตายอันน่าสยดสยองที่ตัวเองเคยจินตนาการไว้ แต่กลับไม่มีรูปแบบใดที่น่ากลัวเท่ากับเสียงเคาะนั่น”
ซิลหันหน้ามามอง ผงกศีรษะเห็นด้วย
“ใช่… รู้สึกเหมือนกับกำลังเดินบนขอบผา”
ขณะฟอร์สเตรียมกล่าวบางสิ่ง เธอเห็นจมูกของซิลมีเลือดสีแดงไหลออกมาสองเส้น
“ซิล… ซิล! เลือดกำเดาเธอไหล!” ฟอร์สรีบเตือนเพื่อน
ซิลผงะเล็กน้อย หดรูม่านตา
“เธอก็เหมือนกัน!”
“เห?” ฟอร์สใช้มือที่ว่างอยู่เช็ดปลายจมูก สัมผัสได้ถึงของเหลวอุ่นๆ
เธอตกใจมาก รีบยกมือขวาขึ้นมามองและเห็นเลือดสีแดงสด
“เกิดจากความเครียดเมื่อครู่?” ฟอร์สพึมพำกับตัวเอง
ทันใดนั้น ภายใต้ความช่วยเหลือของแสงแดดที่ส่องผ่านเงาร่มไม้ลงมา ฟอร์สพบจุดสีดำอ่อนกำลังขยายตัวด้วยความเร็วที่มองทันด้วยตาเปล่า
จุดดำขยายใหญ่อย่างรวดเร็ว ปกคลุมแขนและลามไปถึงหลังมือ
“อ๊า!” ฟอร์สส่งเสียงร้องจากจิตใต้สำนึก รีบเงยหน้ามองซิล
เธอเห็นจุดสีดำบนแก้มและลำคอของซิล!
“นี่มัน… ไม่ปรกติแล้ว!” ฟอร์สโพล่ง
เมื่อสังเกตเห็นความผิดปรกติของเพื่อนสนิทและตน ซิลครุ่นคิด
“เธอยังจำสิ่งที่วิญญาณอาฆาตหญิงพูดได้ไหม? เธอบอกว่า องครักษ์ในปราสาทถูกสิ่งที่แทรกซึมออกจากประตูทองแดงกัดกร่อน! พวกเราเองก็ถูกกัดกร่อนด้วย?”
ฟอร์สผงะ ตามด้วยกล่าว
“น่าจะใช่!”
เธอรีบหยิบยาที่เตรียมไว้ออกมา แบ่งให้ซิล คลายเกลียวฝา ดื่มเข้าไปสองขวด
ทว่า อาการของพวกเธอมิได้ดีขึ้น จุดดำยิ่งลุกลาม สายตาเริ่มพร่ามัว
ตึกตัก! ตึกตัก! ฟอร์สที่มิอาจช่วยเหลือตัวเอง ได้ยินเสียงหัวใจเต้นโครมคราม สัมผัสได้ว่าร่างกายเริ่มสูญเสียเรี่ยวแรง
ริมฝีปากพะงาบเล็กน้อย เธอกัดฟันพร้อมกับกำหมัดแน่น เดินถอยหลังสองสามก้าว รักษาระยะห่างจากซิล
จากนั้น หญิงสาวก้มศีรษะลง สวดวิงวอนนามเต็มของเดอะฟูล
ราวสิบวินาทีถัดมา แสงสีแดงเข้มท่วมท้นดวงตาราวกับคลื่นยักษ์ถาโถม
หลังจากผ่านเสียงเพรียก ฟอร์สได้สติและมองเห็นโต๊ะทองแดงยาวที่มีลวดลายโบราณ รวมถึงเก้าอี้พนักสูงหลายตัวฝั่งตรงข้าม
เธอพบว่า ดวงตาที่เคยพร่ามัว ศีรษะที่เคยวิงเวียน ทั้งหมดเลือนหายไปอย่างสมบูรณ์ ไม่ปรากฏจุดสีดำบนร่างวิญญาณ
“ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ” ฟอร์สรีบลุกยืน โค้งคำนับบุคคลที่กำลังนั่งในตำแหน่งหัวโต๊ะ
จากนั้น เธอได้ยินมิสเตอร์ฟูลกล่าวอย่างใจเย็น
“วิญญาณของเธอถูกกัดกร่อนด้วยพลังบางอย่าง… แต่ตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้ว”
มิสเตอร์ฟูลชำระล้างให้แล้ว? ฟอร์สดีใจจนเกินกว่าจะพรรณนา ภายในใจเตรียมขอร้องให้ช่วยซิลด้วย แต่ทันใดนั้น การมองเห็นของเธอถูกปกคลุมด้วยสีแดงเข้มอีกครั้ง
เพียงไม่นาน เธอพบว่าตัวเองถูกส่งกลับมายังโลกความจริงภายในป่า จุดดำบนแขนและหลังมือหายไปโดยสมบูรณ์ เลือดกำเดาหยุดไหล
เดินกลับไปที่จุดเดิม ฟอร์สเห็นซิลกำลังยืนพิงต้นไม้ข้างๆ ด้วยท่าทางอ่อนเพลีย บนใบหน้าถูกสีดำกลืนกินไปหลายส่วน น่าขนลุกอย่างบอกไม่ถูก กล้ามเนื้อต้นคอเกร็งจนตึง สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว
ไม่กี่วินาทีถัดมา เธอเดินเข้าไปหาเพื่อนสนิทพร้อมกับใช้มือจับไหล่
“ฉันมีวิธีช่วยเธอ แต่ต้องทำตามที่บอกอย่างเคร่งครัด! พูดเป็นภาษาเฮอร์มิสว่า: เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย…”
ซิลเลิกเปลือกตาอย่างยากลำบาก จ้องหน้าฟอร์สสองสามวินาที ท่องตามอีกฝ่าย
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย… ผู้ปกครองลึกลับเหนือสายหมอกสีเทา… ราชันเหลืองดำผู้ครองพลังโชคลาภ…”
เมื่อสิ้นเสียง ซิลต้องประหลาดใจเมื่อได้เห็นแสงสีแดงปกคลุมทัศนวิสัยโดยสมบูรณ์
หลังจากทนฟังเสียงเพรียกที่ฟังไม่ได้ศัพท์นานหนึ่งวินาที ซิลพบว่าตัวเองกำลังอยู่ในพระราชวังเก่าแก่ขนาดมหึมา นั่งริมโต๊ะทองแดงยาว ใต้ฝ่าเท้าเป็นหมอกสีเทาไร้ก้นบึ้ง ด้านหน้าคือบุคคลผู้หนึ่งที่กำลังจ้องมองลงมา บรรยากาศรอบตัวสูงส่งและองอาจ
สำหรับเธอ ฉากนี้ทั้งแปลกประหลาดและคุ้นเคย เนื่องจากเคยเห็นมาแล้วครั้งหนึ่งภายในความฝัน แต่ก็ไม่ได้เห็นอีกเลยหลังจากประกอบพิธีกรรมชำระล้าง
พิธีกรรมนั่นเปล่าประโยชน์… คิดได้เช่นนั้น ซิลลุกขึ้น ก้มศีรษะให้กับบุคคลที่มีสายหมอกสีเทารายล้อม
“ท่านคือราชันเหลืองดำ?”
เธอมิได้ประหลาดใจหรือตกตะลึงจนเกินงาม คล้ายกับพอจะเดาได้
“เรียกเราว่ามิสเตอร์ฟูลก็ได้… เชิญนั่ง” บุคคลที่มีบรรยากาศรอบตัวประหนึ่งทะเลและขุนเขาตอบเสียงแผ่วเบา
ซิลก้มศีรษะพร้อมกับนั่งลง ยืนยันว่าตัวเองหลุดพ้นจากสภาพย่ำแย่แล้ว
เธอมองไปรอบๆ ครุ่นคิดสักพักและถาม
“เรียนมิสเตอร์ฟูลที่เคารพ… ฟอร์ส·วอลล์มีเก้าอี้ประจำที่นี่ด้วยใช่ไหม?”
เดอะฟูลหลังสายหมอกพยักหน้า
“ถูกต้อง”
เงียบไปสักพัก ซิลถามต่อ
“ดิฉันสามารถเข้าร่วมเหมือนกับเธอได้ไหม?”
เดอะฟูลหัวเราะในลำคอ
“เป็นชุมนุมที่พวกเขาปรารถนา แต่เราช่วยอำนวยความสะดวก… ยิ่งมีที่นั่งเหลืออยู่ เจ้ามีสิทธิ์เข้าร่วม… จั่วไพ่หนึ่งใบ… พวกเขาจะใช้ไพ่ทาโรต์เป็นโค้ดเนม”
ซิลไม่ซักถามให้มากความ พยักหน้ารับทันที
“ค่ะ มิสเตอร์ฟูล”
บนโต๊ะทองแดงยาวตรงหน้า สำรับไพ่ทาโรต์ปรากฏขึ้น
ซิลเหยียดแขนขวาออกไปตัดไพ่ เลือกมาหนึ่งใบและหงายขึ้น
ไพ่ใบดังกล่าวเป็นภาพของเทวทูตกำลังเป่าแตรโดยมีคนกำลังรอการไถ่บาปด้านล่าง
ไพ่จัดจ์เมนต์!
………………………..
รูม่านตาฟอร์สพลันเบิกกว้าง คล้ายกับต้องการรับแสงให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้ตรวจสอบสภาพปัจจุบันของซิลอย่างชัดเจน
พร้อมกันนั้น ด้านหน้าของเธอพลันสว่างวาบ สว่างยิ่งกว่ากล้องรุ่นเก่า ย้อมทุกสิ่งให้กลายเป็นสีขาวโพลน
วินาทีถัดมา นิ้วของเธอเลื่อนไปยังหน้าหนึ่งของบันทึกการเดินทางของเลมาโน่ หมอกสีดำพวยพุ่งขึ้นจากฝ่าเท้า ปกคลุมร่างกายโดยสมบูรณ์
หมอกสีดำที่เข้มข้นแปรสภาพกลายเป็นค้างคาวมายาขนาดเท่าฝ่ามือ บินไปยังทิศทางต่างๆ ของห้องโถงใต้ดิน
นี่คือปีกแห่งความมืดที่บันทึกไว้ในสมุดเวทมนตร์
หน้าที่เดิมของมันคือการเพิ่มความเร็ว ช่วยให้บินระยะสั้น สามารถแปลงเป็นฝูงค้างคาวแวมไพร์เพื่อโจมตีศัตรู แต่ฟอร์สมิได้ใช้งานในลักษณะนั้น เพียงมองเป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับการแสดง
หลังจากค้างคาวมายาจำนวนมากบินออกไป ในจุดที่ฟอร์สเคยยืนก็กลายเป็นว่างเปล่า
เธอเคลื่อนย้ายตำแหน่งไปไกลกว่าสิบเมตร!
หลังจากจิตสำนึกสั่งให้หนีและปกป้องตัวเอง ในที่สุดฟอร์สก็เริ่มสงบลง รีบหันไปทางซิลที่มีร่างกายผิดปรกติ
ทว่า ซิลในสายตาของเธอยังคงมีผมสีทองกระเซิงเล็กน้อย ใบหน้าคล้ำนิดๆ จากการเดินทางกลางแดดเป็นเวลานาน สีหน้ากำลังสับสนสุดขีด ไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อนสนิทถึงมีท่าทีตอบสนองรุนแรงเช่นนี้ ปราศจากร่องรอยการถูกสิงร่างจากภูตผีหรือวิญญาณอาฆาตโดยสิ้นเชิง
“เกิดอะไรขึ้น?” ซิลถามอย่างสงสัยเจือความระแวง
ฟอร์สหรี่ตาลง ยังไม่ตอบทันที เพียงพลิกสมุดเวทมนตร์พร้อมกับถาม
“ซิล เธอสูงเท่าไร?”
ซิลตอบกลับทันที
“152… ทำไมหรือ?”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง นิ้วของฟอร์สเลื่อนผ่านสัญลักษณ์และอักขระเวทมนตร์บนหน้ากระดาษ
ท่ามกลางความเงียบงัน แสงศักดิ์สิทธิ์ของเปลวเพลิงสาดส่องลงมายังห้องโถงใต้ดิน
เป็นแสงที่เจิดจ้า มันห่อหุ้มร่างซิลพร้อมกับสร้างคลื่นแสงแดดกระเพื่อม
หลังจากแสงแดดเข้มข้นแผดเข้ามาในดวงตาฟอร์ส เธอเห็นภาพของห้องโถงกำลังถล่ม พื้นหินโดยรอบกำลังแตกกระจัดกระจาย
ทุกสิ่งทุกอย่างสว่างวาบและดับไป ฟอร์สคืนสติจากภวังค์เหม่อลอยและพบว่าตนกำลังยืนอยู่ในจุดเดิมตอนแรก มิได้หนีไปไหน
ภาพลวงตา? ฟอร์สหันหน้าไปด้านข้าง พบว่าซิลกำลังจ้องสำรวจไปยังประตูคู่บานใหญ่
ฟอร์สครุ่นคิดสักพัก เปิดปากถาม
“ซิล เธอสูงเท่าไร?”
ซิลชำเลืองด้วยหางตา กล่าวอย่างฉุนเฉียว
“เลิกถามอะไรโง่ๆ สักที!”
ฟู่ว… ตัวจริง… ฟอร์สถอนหายใจโล่งอก รีบอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่
หลังจากเงียบไปสองสามวินาที ซิลใช้มือข้างที่ถือตะเกียงสัมผัสกับแขนซ้ายฟอร์ส
“พวกเราควรถอยก่อน บางที ยิ่งเข้าใกล้ประตูนั่น พวกเราอาจยิ่งเห็นภาพหลอน”
“ตกลง…” ฟอร์สพยักหน้ารับ เดินถอยหลังไปสองสามก้าว
จากนั้น เธอมองไปรอบๆ พลางพึมพำด้วยความสงสัย
“ทำไมพวกเราถึงยังไม่เธอภูตผีที่นี่? ไม่ใช่ว่าพวกมันชื่นชอบสภาพแวดล้อมแบบนี้หรือ?”
ซิลเองก็ประหลาดใจ เริ่มสำรวจอย่างมีสมาธิ จนกระทั่งจ้องไปทางดวงอาทิตย์ย่อส่วนที่ลอยเหนือศีรษะฟอร์ส
“ลองดับมันดู” เธอแนะนำ
ฟอร์สฉุกคิดบางสิ่งได้ รีบยกเลิกแหล่งกำเนิดแสง
ความมืดมิดที่เงียบสงัดพลันปกคลุมห้องใต้ดินอีกครั้ง มีเพียงแสงสีเหลืองอ่อนของตะเกียงคอยต่อต้านพวกมัน
ถัดมา ในทัศนวิสัยเนตรวิญญาณของฟอร์ส เธอมองเห็นสองร่าง
ทั้งสองอยู่ใกล้กับบานประตูทองแดง ร่างหนึ่งเป็นสตรี ผมเกล้ามวย สวมกางเกงรัดรูปของอัศวินและเสื้อสีสันฉูดฉาด อีกร่างเป็นผู้ชาย สวมชุดเกราะสีเงินสลับดำ ถือดาบที่เต็มไปด้วยสนิท คล้ายกับพร้อมบุบสลายได้ทุกเมื่อ
รายแรกมีใบหน้าพร่ามัว เดินวนเวียนไปมาระหว่างบานประตูกับจุดที่ฟอร์สและซิลยืนเมื่อครู่ รายหลังยืนเฝ้าประตูไม่ไปไหน ปากพึมพำบางสิ่ง
นี่คือวิญญาณอาฆาตโบราณทั้งสอง? ฟอร์สใช้ข้อศอกสะกิดซิลพร้อมกับหรี่เสียงพูด
“ฉันเห็นวิญญาณ”
“ฉันก็เห็นเหมือนกัน พวกเขาไม่ได้พยายามซ่อนตัวแม้แต่น้อย” ซิลโน้มตัวและตั้งท่าเตรียมสู้
ฟอร์สรีบสะกิด
“อย่าใจร้อน เรายังไม่แน่ใจว่าพวกเขาเป็นเป้าหมาย”
เธอลองก้าวไปข้างหน้าสามก้าว แต่ร่างที่คลุมเครือทั้งสองก็มิได้มองตรงมา
ฟอร์สครุ่นคิดสักพัก เปิดปากพูด
“มาดาม คุณกำลังทำอะไรอยู่หรือ?”
เธอเคยได้ยินจากชุมนุมลับอื่นๆ ว่า หากวิญญาณอาฆาตมีระดับสูง พวกมันสามารถสื่อสารกับมนุษย์ได้
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ฟอร์สพลันเสียใจในสิ่งที่ตัวเองพูด เพราะถึงแม้ว่าจะสื่อสารกับอีกฝ่ายสำเร็จ เธอก็คงมิอาจบรรลุเป้าหมายได้ด้วยการบอกให้อีกฝ่ายฆ่าตัวตายและส่งวัตถุดิบวิเศษมา
เมื่อฟอร์สพบว่าเธอไม่มีทางเลือกนอกจากโจมตีเข้าไปตรงๆ สตรีในเสื้อสีสันฉูดฉาดและกางเกงอัศวินตอบคำถามเมื่อครู่
“ฉันกำลังตามหาสามี… เขาเป็นองครักษ์ของที่นี่”
สื่อสารกับมนุษย์ได้… ฟอร์สถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“แล้วเขาไปไหน?”
ทันใดนั้น ซิลที่เดินตามมา ถามด้วยท่าทีหวาดระแวง
สตรีร่างคลุมเครือตอบ
“เขาเป็นองครักษ์ของที่นี่… เขาบอกกับฉันว่า ด้านหลังประตูมีพลังแปลกประหลาดแทรกซึมเข้ามาและกัดกร่อนพวกพ้อง เขาต้องการให้ฉันออกไปจากที่นี่พร้อมกับคนแจ้งข่าว… เขายืนกรานว่าจะช่วยให้ฉันหลบหนีอย่างปลอดภัย แต่ฉันไม่ต้องการแบบนั้น ฉันอยากหนีไปพร้อมกับเขา… หลังจากพาคนแจ้งข่าวออกไปสำเร็จ ฉันกลับมายังห้องใต้ดินเพื่อตามหาเขา แต่หาเท่าไรก็ไม่พบ…”
พิจารณาจากการที่ปราสาทหลังนี้หลงยุคไปมาก องครักษ์คนสุดท้ายมีสิทธิ์เสียชีวิตและกลายเป็นวิญญาณอาฆาตโบราณ… ฟู่ว… เรื่องราวของเธอทำให้เราสะเทือนใจ ไม่อยากลงมือกับอีกฝ่ายตรงๆ … ฟอร์สใช้ความคิดสักพัก เดินอ้อมสตรีคนดังกล่าวอย่างระมัดระวัง เข้าไปยังจุดที่ใกล้กับบานประตูทองแดง
ระหว่างทาง เธอมิได้เห็นภาพหลอน คล้ายกับพิสูจน์ว่า เหตุการณ์ในครั้งก่อนเกิดจากจิตใต้สำนึกของหญิงสาวร่างกายพร่ามัว
เมื่อเข้าไปในระยะของชายสวมชุดเกราะสีเงินสลับดำที่ถือดาบขึ้นสนิม ฟอร์สพยายามสนทนา
“คุณสุภาพบุรุษตรงนั้น คุณกำลังทำอะไร?”
อัศวินหยุดพึมพำ หันมากล่าวกับฟอร์ส
“ผมกำลังเฝ้าประตูดำบานนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าภรรยาสามารถหนีไปยังที่ปลอดภัย… ถ้าคุณพบเธอ กรุณาบอกกับเธอว่า อัศวินของเธอจะสู้เพื่อเธอจนถึงวินาทีสุดท้าย”
อา… ประตูดำ… แต่นี่มันสีทองแดงชัดๆ … เดี๋ยวนะ เขาพูดว่าอะไรนะ? กำลังเฝ้าประตู เพื่อให้แน่ใจว่าภรรยาจะหนีไปได้อย่างปลอดภัย… นี่มัน… ไม่ใช่เรื่องราวอีกครึ่งหนึ่งต่อจากที่ผู้หญิงคนนั้นเล่าหรือ? หมายความว่าเขาเป็นสามีของเธอ? ฟอร์สตกตะลึงสุดขีด รีบมองสลับไปมาระหว่างวิญญาณอาฆาตโบราณทั้งสอง
สตรีในเสื้อสีสันฉูดฉาดและกางเกงอัศวินกำลังเดินเข้าใกล้ประตูทองแดง หลังจากนั้นก็วนกลับไปยังกึ่งกลางห้องโถงอีกครั้ง ทำซ้ำเช่นนี้ไม่รู้จบ โดยบุรุษสวมเกราะสีเงินดำและดาบขึ้นสนิมเอาแต่วนเวียนอยู่หน้าบานประตูทองแดงยักษ์ มีบางครั้งที่พวกเขาสวนกัน แต่ก็ดูเหมือนจะมองไม่เห็นกัน
เป็นแบบนี้มานานกว่าหนึ่งพันห้าร้อยปี… หรือมากกว่านั้น… ท่ามกลางความเงียบ ฟอร์สหันไปมองซิลด้านข้าง พบว่าเพื่อนสนิทของตนกำลังมีดวงตาพร่ามัว
อ่อนไหวง่ายชะมัด… ฟอร์สทนไม่ไหว ตัดสินใจตะโกนไปทางวิญญาณอาฆาตหญิง
“มองไปที่ประตูสิ! สามีของเธออยู่ตรงนี้มาตลอด!”
สตรีสวมกางเกงอัศวินลดความเร็วลง ชำเลืองสายตามาทางฟอร์สก่อน จากนั้นก็หันไปมองประตูใหญ่
สายตาของเธอมองผ่านอัศวินในชุดเกราะสีเงินดำไปตกอยู่ที่ด้านหลัง
“ฉันไม่เห็นเขา…” วิญญาณอาฆาตพึมพำ ก่อนจะกลับไปทำกิจวัตรแบบเดิม
ฟอร์สรู้สึกโศกเศร้าอย่างเหนือพรรณนา ขณะเตรียมกล่าวบางสิ่ง เธอเห็นอัศวินสวมชุดเกราะสีเงินสลับดำหันหน้ามาทางตนและซิล แผดเสียงตะโกน
“พวกคุณเป็นใคร?”
เมื่อสิ้นเสียง วิญญาณอาฆาตหญิงหันมาทางซิลและฟอร์สอีกครั้ง
ฟอร์สตระหนักได้ทันทีว่าสติของเธอเฉื่อยชาลง คล้ายกับมีมวลความเย็นก่อตัวในร่างกาย แผ่ซ่านไปยังอวัยวะทุกส่วน แช่แข็งกล้ามเนื้อและข้อต่อ และในมุมสายตา ซิลเองก็กำลังเผชิญสถานการณ์แบบเดียวกัน บรรยากาศรอบตะเกียงหล่นลงกะทันหัน
ทันใดนั้น ในดวงตาของซิลมีเส้นสายฟ้าสว่างขึ้น
วิญญาณอาฆาตชายทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด ร่างกายพร่ามัวยิ่งกว่าเก่า
ซิลหลุดพ้นจากการถูกแช่แข็งทันที รีบโยนมีดสามคมไปทางวิญญาณอาฆาตหญิง
ปลายมีดสามคม สายฟ้ามายาสว่างวาบ ปะทะกับร่างของสตรีสวมชุดสีสันฉูดฉาดและกางเกงอัศวิน
เฆี่ยนจิต!
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของวิญญาณอาฆาตหญิง ร่างกายของเธอพร่ามัวลง
สติฟอร์สกลับมาคมชัด รีบเปิดสมุดเวทมนตร์พร้อมกับเลื่อนนิ้วไปบนหน้ากระดาษ
ทันใดนั้น คล้ายกับกลุ่มเงารอบๆ ตัวมีชีวิตขึ้นมา แปรสภาพเป็นโซ่สีดำ พันธนาการปากของอัศวินในชุดสีเงินสลับดำ
ตรวนนรก!
พร้อมกันนั้น ซิลเริ่มออกวิ่ง ในมือถือเหล็กตีตรามายา ประทับลงบนร่างวิญญาณอาฆาตหญิง
ขณะเพื่อนสนิทช่วยรับมือวิญญาณอาฆาตหญิง ฟอร์สเริ่มเคลื่อนไหวอย่างอิสระ
เธอพลิกหน้าสมุดเวทมนตร์ เลื่อนนิ้วลงบนหน้ากระดาษ
สายฟ้าสีเงินสว่างแผ่กิ่งก้านลงมาจากเบื้องบน วิญญาณอาฆาตอัศวินถูกผ่าเข้าอย่างจัง พร้อมกับแปรสภาพบริเวณใกล้เคียงให้พังพินาศ
ท้ายที่สุด เสาลำแสงที่มาพร้อมเพลิงศักดิ์สิทธิ์ผุดขึ้นจากความว่างเปล่า โอบล้อมร่างกายวิญญาณอาฆาตอัศวินพร้อมกับชำระล้าง
เมื่อจัดการศัตรูได้หนึ่ง ฟอร์สหันหลังกลับ เตรียมช่วยซิลจัดการกับวิญญาณอาฆาตหญิงต่อ
เธอมิได้หวงแหนพลังในสมุดเวทมนตร์ นำพวกมันมาผสมผสานกันอย่างเหมาะสม และด้วยความช่วยเหลือจากซิล ฟอร์สลับไปมาระหว่างพลังตรึงศัตรูกับพลังโจมตี เพียงไม่นานก็กำจัดเป้าหมายสำเร็จ
บรรยากาศกลับมาเงียบสงบ ฟอร์สหายใจเข้าออกเชื่องช้า มองไปยังสนามรบด้วยสายตาเหลือเชื่อ
“จบแล้ว?”
เธอเคยคิดว่า วิญญาณอาฆาตโบราณสองตนนั้นเป็นศัตรูที่ค่อนข้างพิเศษ มีระดับสูงมาก หากไม่ใช่ผู้วิเศษกึ่งลำดับ 5 คงรับมือได้ยาก แต่กลับกลายเป็นว่า ทุกสิ่งจบลงอย่างราบรื่น
เรื่องนี้ทำให้เธอประจักษ์ความยอดเยี่ยมของ ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’ พร้อมกับคาดหวังความแข็งแกร่งในลำดับถัดไปอย่าง ‘นักบันทึก’
ซิลเองก็ประหลาดใจไม่น้อย ครุ่นคิดสักพักก่อนจะกล่าว
“เริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว กับเรื่องที่หลายคนมักพูดว่า ในลำดับต่ำกว่าครึ่งเทพ จำนวนผู้วิเศษและการประสานงานที่ดี รวมถึงการผสมผสานพลังพิเศษอย่างลงตัว สำคัญกว่าความสูงต่ำของลำดับ”
ทันทีที่กล่าวจบ เธอได้ยินเสียงเคาะประตูดัง ปัง! ปัง!
มันทำลายความเงียบงันภายในห้องใต้ดินโดยสิ้นเชิง ต้นเสียงดังมาจากด้านหลังประตูทองแดง
…………………………………….
ไคลน์ถอนสายตาอย่างเป็นธรรมชาติ ถือไม้ค้ำเลี่ยมทอง เดินตามหลังแฮกกิสเข้าไปในคฤหาสน์นายพล
สถาปัตยกรรมแตกต่างจากสไตล์ทั่วไปของทวีปใต้ ไม่ควบคุมแสงแดดเพื่อทำให้ห้องมืด ไม่ใช้กระดูกตกแต่งเพื่อทำสร้างความรู้สึกกระแทกกระทั้น ตรงกันข้าม ที่นี่ดูเหมือนกับบ้านหรูของทวีปเหนือ และมีกลิ่นอายอินทิสที่เข้มข้น
เสาแต่ละต้นหุ้มด้วยแผ่นทองคำ ภาพจิตรกรรมฝาผนังใช้สีโทนอบอุ่น รายล้อมด้วยประติมากรรมทองคำ บันไดเวียนลงมาจากที่สูง ตรงผ่านทั้งสี่ชั้นของอาคาร หันหน้าเข้าประตู ทั้งงดงามและอลังการ
ต้องยอมรับว่า อาณาจักรที่ปกครองโดยโบสถ์สุริยันเจิดจรัส หากเป็นศิลปะที่เกี่ยวกับทองคำ พวกเขาถือเป็นแถวหน้าของโลก ไม่มีความรู้สึกฟุ่มเฟือยแบบเศรษฐีใหม่เห่อทองสักนิด… สายตาไคลน์กวาดไปทั่วราวบันได พบรูปปั้นเทวทูตสีทองขนาดเท่าฝ่ามือกำลังบินเฉียงออกจากกึ่งกลางแกนเสา ต้องหักห้ามใจไม่ให้เดินเข้าไปสัมผัส
มองดูองครักษ์ทั้งสองฝั่ง มันหาหัวข้อสนทนามาคุยกับแฮกกิส
“ดูเหมือนว่า พันเอกอัลเฟรด·ฮอลล์จะสร้างชื่อเสียงไว้ในไบลัมตะวันตกไม่น้อย?”
แฮกกิสพยักหน้าขึงขัง กล่าวด้วยสำเนียงชนชั้นสูงของโลเอ็น
“เขาทั้งเข้มแข็งและกล้าหาญ ครั้งหนึ่งเคยนำหน่วยรบพิเศษกว่าสามสิบคนเข้าปะทะกับกองทัพอินทิสนับพันคน ปั่นป่วนพวกมันได้อย่างหนัก กล่าวกันว่า เขายังสร้างผลงานอีกหลายครั้งในไบลัมตะวันออก จึงกลายเป็นพันเอกได้ตั้งแต่ยังไม่สามสิบ”
ฟังดูน่าทึ่งมาก… บางที พี่ชายของมิสจัสติสอาจกลายเป็นผู้วิเศษแล้ว แถมลำดับก็คงไม่ต่ำ… อา… สำหรับตระกูลขุนนางใหญ่ ไม่ว่าจะยุคสมัยใดก็ต้องมีสมาชิกตระกูลเลือกเดินบนเส้นทางผู้วิเศษ… หึหึ ไว้รอให้มิสเตอร์อัลเฟรดฝ่าฟันความยากลำบากจนกลายเป็นผู้วิเศษลำดับที่ค่อนข้างดี ติดยศพลจัตวาหรือพลตรี จนกระทั่งกลับมายังเบ็คลันด์และพบว่าเรื่องสุดสะเทือนใจว่าลำดับของตนยังน้อยกว่าหมาน้องสาว… ไคลน์ที่ดื่มยาก่อนออกมา ใช้การรำพันติดตลกเพื่อปรับสภาพอารมณ์
มันมิได้ถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับอัลเฟรด เพียงตั้งข้อสงสัยด้วยน้ำเสียงงุนงง
“ผมพบว่าประเพณีของไบลัมตะวันตกและออกมีความแตกต่างกันเล็กน้อย สำหรับที่นี่ ในหลายบ้านจะมีการตกแต่งด้วยกระดูกมนุษย์ ส่วนไบลัมตะวันออกไม่ทำกัน… ผมเคยมาที่นี่หลายครั้ง ผุดคำถามในใจมานาน แต่ก็อายที่จะหยิบยกขึ้นมาพูด”
แฮกกิสหยุดเดิน ชี้ไปทางบันไดเวียนฝั่งตรงข้าม
“มิสเตอร์ดันเตส กรุณารอสักครู่ ท่านนายพลจะมาถึงในอีกไม่ช้า”
หลังจากรายงานเสร็จ มันหัวเราะและพูดต่อ
“ประเพณีการตกแต่งด้วยกระดูกมนุษย์นั้นหายาก มีเฉพาะในดินแดนที่เคยถูกปกครองด้วยราชวงศ์ไบลัมเท่านั้น สำหรับพวกเรา การตายของสมาชิกในครอบครัวมิได้หมายความว่า สายสัมพันธ์จะสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ก่อนนำศพไปฝัง พวกเราจะนำกระดูกของพวกเขาออกมาก่อนบางส่วน ใช้มันเป็นเครื่องประดับตกแต่งบ้านเพื่อแสดงให้เห็นว่า คนตายยังอยู่ร่วมกับคนเป็น… ส่วนจะเป็นกระดูกส่วนใดนั้น นักบวชในพิธีจะเป็นคนเลือก โดยมากมักเป็นกะโหลกศีรษะเพราะเป็นส่วนที่ดีที่สุดและแสดงเอกลักษณ์ของคนตาย… ในบางครอบครัว พวกเขาจะใช้กะโหลกเป็นแก้วไวน์สำหรับต้อนรับแขกพิเศษ… มิสเตอร์ดันเตส หากการเจรจาธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น ผมอยากเชิญคุณมาที่บ้านและ เสิร์ฟไวน์เฟนิสในกะโหลกของคุณปู่เพื่อเป็นการแสดงความนับถือ”
ไคลน์เกือบเปลี่ยนสีหน้า มันพบว่าเป็นการยากเหลือเกินที่จะยอมรับประเพณีเช่นนี้
มันหัวเราะสองครั้งและเตรียมตอบรับพอเป็นพิธี แต่ทันใดนั้น ร่างหนึ่งเดินลงมาจากราวบันไดสีทอง
อีกฝ่ายไม่ใส่หมวก สวมชุดทหารสีดำ กระดุมสีทองระยิบระยับ สายคาดเอวสีแดงราวกับเลือด
ผิวหนังสีน้ำตาลอ่อน ใบหน้าอวบอิ่ม อวัยวะบนใบหน้าคล้ายกับมากระจุกอยู่ตรงกลาง ส่งผลให้ใบหน้าดูใหญ่กว่าปรกติ
ไคลน์ที่รวบรวมข้อมูลมาจากหลายช่องทาง ทราบในทันทีว่าอีกฝ่ายคือผู้ปกครองที่แท้จริงของแคว้นเหนือแห่งไบลัมตะวันตก เมซันเญส ชายผู้เรียกตัวเองว่านายพล
ภายนอกอาจดูเหมือนมันเอนเอียงไปมาระหว่างโลเอ็น อินทิส ฟุซัค เฟเนพ็อต และกองกำลังต่อต้านอีกหลายแห่ง แต่ในความเป็นจริง มันได้รับการสนับสนุนอย่างลับๆ จากราชวงศ์ในนิกายวิญญาณ
พร้อมกันนั้น ไคลน์สงสัยว่า นายพลพื้นเมืองรายนี้อาจสร้างความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับโบสถ์ปัญญาความรู้
ส่วนความแข็งแกร่งของเมซันเญสนั้น ไม่ว่าจะ ‘พลเรือโทธารน้ำแข็ง’ เอ็ดวิน่าหรือ ‘พลเรือเอกดวงดาว’ แคทลียา ต่างระบุตรงกันว่าเป็นผู้วิเศษลำดับ 5 แต่จะเป็นเส้นทางใดนั้น ยังไม่มีใครทราบแน่ชัด เพราะถึงจะแสดงพลังพิเศษในขอบเขตของความตายและวิญญาณบ่อยครั้ง แต่ก็มีรายงานว่าเมซันเญสพกพาสมบัติวิเศษของเส้นทางมรณา
“ทิวาสวัสดิ์ครับ ท่านนายพล” ไคลน์ถอดหมวก วางมือลงบนหน้าอกซ้ายและทักทาย
ทันใดนั้น มันรู้สึกว่ามีดวงตาที่ไม่ทราบตำแหน่งแน่ชัด กำลังจ้องมองมาทางตน ไม่ว่าจะเป็นแสงระยิบระยับบนเทวทูตสีทอง หรือแสงแดดที่สะท้อนผ่านกระจกหลากสี หรือแสงที่สะท้อนจากผิวหินอ่อน
“สวัสดี มิสเตอร์ดันเตส” เมซันเญสตอบเป็นภาษาตูทาน
แน่นอน ไคลน์ที่ได้รับทักษะทางภาษาตูทานผ่านหุ่นเชิด ย่อมเข้าใจความหมาย แต่สำหรับทวีปใต้ ยิ่งอยู่ในไบลัมนานเท่าไรก็ยิ่งพบว่าภาษาตูทานและฟุซัคโบราณมีรากศัพท์คล้ายกัน
แม้ทั้งสองภาษาจะมีระบบที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ยากจะเรียนให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ แต่หากเป็นการสนทนาพื้นฐาน ก็ยังมีบางจุดที่สามารถใช้ร่วมกันได้
สิ่งเดียวที่ไคลน์มั่นใจก็ได้ ต้นตระกูลภาษาตูทานไม่ใช่ภาษาคนยักษ์แน่นอน
มันแสร้งทำเป็นไม่รู้สึกถึงดวงตาที่จ้องมอง เพียงสนทนากับเมซันเญสอย่างเป็นธรรมชาติ จนกระทั่งอีกฝ่ายริเริ่มเข้าประเด็นเกี่ยวกับการค้าอาวุธ
“คุณมีสินค้าทั้งหมดเท่าไร?”
ไคลน์ตอบพลางยิ้ม
“ติดอาวุธให้กองทัพราวสามถึงสี่พันคนได้สบาย และยังมีปืนใหญ่อีกจำนวนหนึ่ง”
เมซันเญสเงียบงันสักพัก
“ราคา?”
ไคลน์แสร้งนึกสักพักก่อนจะตอบ
“หากคุณอยากให้ผมนำสินค้ามาส่งถึงแคว้นเหนือ ราคาคือห้าหมื่นปอนด์ถ้วน แต่ถ้าคุณส่งคนของคุณไปรับอาวุธพร้อมกับผม คอยคุ้มกันระหว่างการขนส่ง ราคาจะเหลือเพียงสี่หมื่นปอนด์ถ้วน”
เมซันเญสครุ่นคิดสักพัก
“อย่างหลัง… คุณรับเงินมัดจำไปก่อน พาคนของผมไปรับของ จนกระทั่งพวกเขาย้ายสินค้ามาใส่รถของพวกเราเสร็จ คนของผมจะจ่ายที่เหลือให้”
มันเว้นวรรคก่อนจะเสริม
“แต่ผมไม่มีทองปอนด์โลเอ็นมากขนาดนั้น”
ไม่มีทุนสำรองเงินตราต่างอาณาจักรเลยหรือ… ไคลน์มองไปรอบตัว ยิ้มหน้านิ่ง
“คุณจะจ่ายผมเป็นเหรียญทองก็ได้ หรือแม้กระทั่งทองคำแห่งและอิฐทอง”
เมซันเญสเป็นคนเด็ดขาด ไม่พร่ำเพ้อให้มากความ เพียงพยักหน้ารับและตอบ
“เป็นอันตกลง พรุ่งนี้ผมจะให้แฮกกิสพาคนไปหาคุณพร้อมเงิน”
ไม่เลว… ชอบทำธุรกิจกับคนประเภทนี้จัง พวกไม่มัวต่อรอง… ไคลน์โล่งใจในตอนต้น ก่อนจะเริ่มฉุกคิดว่าราคาของตนต่ำเกินไปหรือไม่
จนกระทั่งไคลน์เดินทางออกจากคฤหาสน์ของนายพล เมซันเญสเงยหน้าขึ้นพร้อมกับกล่าวไปทางสุดปลายบันไดวน
“ท่านลูก้า นี่คือคนที่ท่านกำลังรอคอย?”
ณ ชั้นบนสุดของบันไดที่วิจิตรงดงาม ร่างหนึ่งปรากฏขึ้น
เป็นชายชราสวมผ้าคลุมสีขาวที่ทอด้วยไหมทองเหลือง ผมสีขาวโพลน แต่ถูกตกแห่งอย่างเรียบร้อย ดวงตาสีเทาอมเขียวลุ่มลึกจนราวกับไร้ก้นบึ้ง
มันตอบด้วยทำนองเชื่องช้า
“ยังยืนยันไม่ได้ แม้คำทำนายของผมจะบอกว่า ภายในสองวันนี้ ผมจะได้พบกับคนที่สามารถแก้ปัญหาที่น่าหนักอกหนักใจในอนาคต แต่ชายคนเมื่อครู่ดูธรรมดาเกินไป หากไม่นับเรื่องที่เป็นผู้วิเศษก็ไม่มีสิ่งใดโดดเด่น… แน่นอน ผมยังไม่ทราบตื้นลึกหนาบาง อาจมีบุคคลเบื้องหลังเขาที่มีระดับไม่ด้อยไปกว่าผม”
กล่าวถึงตรงนี้ มันเดินลงอย่างเชื่องช้า ผ่านไปสองสามวินาทีจึงพูดต่อ
“ผมจะลองใช้ความฝัน ดูว่าจะค้นพบอะไรเพิ่มเติมบ้างไหม”
“ต้องการห้องพิเศษไหมครับ?” เมซันเญสถามอย่างสุภาพ
ลูก้าส่ายหน้า
“ผมจะใช้ห้องนั่งเล่นข้างๆ … อา… ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคืออีกสี่ชั่วโมงถัดไป อย่ารบกวนผมก่อนหน้านั้น”
มันเดินเข้าไปในห้อง นั่งลงและเอนหลังพิงโซฟา หลับตาพักผ่อนร่างกายอย่างสงบ
รอจนกระทั่งมืด ชายชราเข้าสู่ภาวะหลับลึก
ภายในความฝัน มันพบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ในห้องโถงชั้นแรกของคฤหาสน์นายพล ใกล้กับทางเข้าและบันไดวนขนาดใหญ่ ข้างๆ เป็นเมซันเญส แฮกกิส และองครักษ์อีกหลายคน
ชายวัยกลางคนนามว่าดอน·ดันเตสยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม ยกมุมปากขึ้นกะทันหัน ฉีกยิ้มกว้าง
เปลวไฟพลันสว่างวาบ ก่อนที่ไพ่ใบหนึ่งจะหล่นลงมาจากด้านบน
ดวงตาสีเทาอมเขียวของลูก้าหรี่ลงทันที เนื่องจากร่างของดอน·ดันเตสนัยน์กำลังจมลงในความมืดที่แปลกประหลาด
ชายชราในชุดคลุมสีขาวรีบกางแขนออก เกิดเป็นวังวนระหว่างหน้าอกและหน้าท้อง
วังวนดังกล่าวขยายตัวและกลืนกินดอน·ดันเตส
ยังไม่ทันที่ลูก้าจะได้ยืนยันสถานการณ์ มันสัมผัสถึงบางสิ่ง จึงรีบมองไปด้านข้างและเห็นใบหน้าของเมซันเญสกำลังยุบพอง ร่างกายยืดขึ้น ก่อนจะกลายเป็นดอน·ดันเตสอีกหนึ่งคน
แทบจะในเวลาเดียวกัน แฮกกิสและองครักษ์ทั้งหมดรอบๆ พลันกลายเป็นดอน·ดันเตสเหมือนกันหมด สายตาทุกคู่จดจ้องมายังลูก้าเป็นทางเดียว!
ลูก้าสะดุ้งตื่นต่อหน้าเมซันเญสที่เข้ามาได้สักพักแล้ว มันชะงักอยู่ราวสองวินาที ก่อนจะเปิดปากพูด
“ผมต้องไปพบสุภาพบุรุษคนนั้นด้วยตัวเอง… ต้องพบกับครึ่งเทพที่อยู่เบื้องหลังเขา”
กล่าวยังไม่ทันจนประโยค มันหันหน้าไปทางหน้าต่างโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้น ไฟถนนพลันดับมืด พระจันทร์สีแดงส่องแสงราวกับเลือดสดอย่างน่าประหลาด
จันทราโลหิตอีกครั้ง!
…
โชคดีที่มีมิสเตอร์ฟูล… จันทราโลหิตปีนี้มาบ่อยเกินไปไหม? ครั้งล่าสุดเพิ่งสองเดือนที่แล้วเอง… ไม่มีเวลาให้เตรียมตัวเลยสักนิด! ฟอร์สพลิกตัวนั่งเช็ดเหงื่อเย็นๆ พึมพำบางคำคนเดียว
เธอมาถึงเมืองเล็กๆ ชายขอบป่าเดแลร์และเช็กอินเข้าพักในโรงแรม เช่าร่วมกับซิล เตรียมสืบข่าวเบื้องต้นเกี่ยวกับปราสาทร้างในวันพรุ่งนี้ ใครจะไปคิดว่าขณะกำลังจะพักผ่อน ปรากฏการณ์จันทราโลหิตดันเกิดขึ้นกะทันหัน
ทันใดนั้น คล้ายกับฉุกคิดบางสิ่งได้ หญิงสาวหันไปมองข้างๆ
ซิลที่รบเร้าให้เข้านอนเร็ว ตื่นมาตอนไหนไม่มีใครทราบ กำลังจ้องฟอร์สด้วยดวงตากระจ่างใส
…………………………….
เดนิสตกตะลึงสุดขีด รีบโพล่งขึ้น
“ขอโทษ ฉันไม่เห็นอะไรทั้งนั้น…”
ยังไม่ทันกล่าวจบ มันดึงประตูกลับเข้าหาตัวเอง
โครม!
ประตูไม้ปิดลงต่อหน้าจนเกิดเสียงดังกังวาน
จนกระทั่ง เดนิสเริ่มได้สติ
เราทำอะไรลงไป…
แล้วแอนเดอร์สันกำลังทำอะไร?
มันรีบถอดถุงมือสีดำตามสัญชาตญาณ ขมวดคิ้วสักพักก่อนจะตัดสินใจเดินกลับห้อง จัดกระเป๋าและเตรียมออกเดินทาง
สิ่งที่แอนเดอร์สันคิดจะทำ แม้ว่ามันเองก็อยากทราบ แต่สัมผัสได้ว่ามีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล จึงไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยว ด้วยเกรงว่าจะตกหลุมพราง
กัปตันบอกว่า จงกลัวในสิ่งที่ไม่รู้จัก แล้วก็อยู่ให้ห่างเข้าไว้… ขณะเดนิสหันหลังกลับ มันได้ยินเสียงประตูไม้ด้านหลังเปิดออก
แอนเดอร์สัน ในสภาพไม่ติดกระดุมเสื้อเม็ดล่างสุด มันเดินออกจากห้องพร้อมกับมีดสีดำสนิท จ้องหน้าเดนิสด้วยอารมณ์ซับซ้อน
“นายไม่คิดจะห้ามฉันเลยหรือ?”
เดนิสได้ ‘กลิ่น’ ของโอกาสในการยั่วยุ จึงหัวเราะในลำคอพร้อมกับตอบ
“นั่นเป็นอิสรภาพของนาย… ถ้านายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ฉันรวยเละแน่!”
แอนเดอร์สันยกมือขึ้นลูบแก้ม
“นายไม่อยากรู้หรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน?”
เดนิสชำเลืองด้วยความสงสัย
“ฉันคิดมาตลอดว่านายมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่”
แอนเดอร์สันหัวเราะในลำคอ
“อา… ก่อนหน้านี้ฉันถูกจับตัวไป ถูกบังคับให้แช่ในบ่อที่เต็มไปด้วยเลือดประหลาดและวัตถุดิบอีกหลายชนิด หลังจากถูกกัดกร่อนเป็นเวลานาน พวกมันก่อตัวเป็น ‘รังไหม’ ประหลาดในร่างกายฉัน สิ่งนี้จะคอยดึงดูดผู้วิเศษลำดับสูงของเส้นทางนักล่า”
ขณะกล่าว มันชี้ไปที่ท้อง
เดนิสผงะหลังจากได้ยิน
“ฉันไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อน… ถ้านายเปลี่ยนเพศ บางทีฉันอาจคิดว่านายท้อง”
มันเว้นวรรค ก่อนจะซักถาม
“ชายแปลกหน้าในจัตุรัสคืนชีพ ถูกดึงดูดโดยเด็กในท้อง… ไม่สิ โดยรังไหม?”
เมื่อเห็นแอนเดอร์สันยืนยัน เดนิสทำท่าใช้มือผ่าท้อง
“นายคิดจะผ่านท้องตัวเองเพื่อเอารังไหมออกมา?”
แอนเดอร์สันตอบเถรตรง
“ใช่… ฉันกังวลว่ามันจะส่งผลต่อร่างกาย หรือไม่ก็ดึงดูดเทวทูตบางตน… ต้องแข่งกับเวลา ไม่อย่างนั้นอาจสายเกินแก้”
เดนิสครุ่นคิดสักพัก ถามด้วยความสงสัย
“แล้วทำไมถึงยังไม่ลองทำ? นายลืมทำพินัยกรรม หรืออยากให้ฉันเป็นสักขีพยาน?”
กล้ามเนื้อใบหน้าแอนเดอร์สันกระตุกแผ่วเบา ตามด้วยหัวเราะในลำคอ
“ไม่เลว… ดูเหมือนว่าโอสถนักยั่วยุของนายจะย่อยสมบูรณ์แล้ว”
มันถอนหายใจ
“หลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ฉันคิดว่ามันคงไม่สามารถถูกเอาออกได้ตรงๆ ไม่อย่างนั้น อีกฝ่ายไม่ต้องเสียเวลาจับฉันแช่ในบ่อเลือด แค่ผ่าท้องและเย็บมันเข้ามาก็พอ”
โดยไม่รอให้เดนิสตอบ มันกล่าวพลางครุ่นคิด
“ไม่ใช่ว่านายมีวิธีติดต่อเกอร์มัน·สแปร์โรว์หรอกหรือ? เขามีประสบการณ์มากมาย มีความรู้กว้างขวาง ฉันอยากปรึกษาหาวิธีแก้ปัญหา”
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา หนึ่งสิ่งที่ทำให้เดนิสกลัวมากที่สุดคือ การบอกกับใครต่อใครว่าตนรู้จักเกอร์มัน·สแปร์โรว์ จึงเกิดปฏิกิริยาตอบสนองโดยไม่รู้ตัว
“ไม่มี! ตั้งแต่เขาออกจากฝันทองคำ ฉันก็ไม่ได้พบเขาอีกเลย!”
มุมปากแอนเดอร์สันยกโค้ง
“ในตอนที่นายเขียนจดหมายถึงเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ฉันเองก็อยู่กับเขา และเคยเห็นผู้ส่งสารของเขา”
สีหน้าเดนิสพลันแข็งทื่อ จากนั้นไม่กี่วินาที มันยิ้มแห้ง
“แล้วทำไมนายไม่อัญเชิญผู้ส่งสารของเขาเอง?”
แอนเดอร์สันยกมือขึ้น ทำท่าบีบคอพลางหัวเราะ
“ฉันไม่รู้พิธีกรรมอัญเชิญ”
เดนิสยังเชื่อว่าแอนเดอร์สันเก็บซ่อนบางสิ่งไว้จากตน จึงยืนกรานที่จะไม่ยอมรับว่าตนติดต่อกับเกอร์มัน·สแปร์โรว์บ่อยครั้ง ทำเพียงเสนอแนะ
“อันที่จริง นายสามารถขอความช่วยเหลือจากกัปตันของฉันได้ เธอมีความรู้กว้างขวาง ฉลาด และเชี่ยวชาญศาสตร์เร้นลับหลายแขนง แถมยังสามารถขอความช่วยเหลือจากโบสถ์ปัญญาความรู้ อาจมีวิธีแก้ปัญหารังไหมในท้องนาย… หึหึ ถ้านายอายล่ะก็ ฉันจะคุยกับเธอให้เอง”
เพียงกล่าวจบ เดนิสเห็นแอนเดอร์สันฉีกยิ้มกว้างในพริบตา
“ตกลงตามนั้น! ฉันจัดกระเป๋าเดินทางเสร็จแล้ว พวกเราจะไปกันเมื่อไร?”
“…” เดนิสตกอยู่ในภวังค์เหม่อลอยหลายวินาที รู้สึกราวกับตกหลุมพรางแอนเดอร์สันอีกครั้ง
มันกลับไปที่ห้องดื่มเบียร์ที่เหลือ โยนของใช้จิปาถะใส่กระเป๋าเดินทาง เหลือเพียงใบไม้แห้งที่มีเส้นใยสีทอง
นี่คือสัญลักษณ์แทนการติดต่อระหว่างเดนิสกับลูกน้องของนายพลเมซันเญส ผู้นำของแคว้นเหนือ จากคำสั่งของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ มันทิ้งใบไม้นี้ไว้ในห้องเพื่อให้ผู้ที่รับผิดชอบในขั้นตอนถัดไปมาสานต่อ
…
ภายในห้องที่เดนิสเช็กเอาต์ เขียนไขลุกโชนด้วยตัวเองจนเปลวไฟสูงกว่าสองเมตร
ภายในเปลวไฟ ร่างหนึ่งย่างกรายออกมา สวมหมวกผ้าไหม ชุดสูทสุภาพสีดำ จอนสีขาว ดวงตาสีน้ำเงินเข้ม มอบบรรยากาศของหนุ่มใหญ่หล่อเหลา ไม่ใช่ใครนอกจากไคลน์ที่แปลงร่างเป็นดอน·ดันเตส
หลังจากเก็บใบไม้แห้งที่มีเส้นใยสีทอง ไคลน์ออกจากโรงแรม อ้อมจัตุรัสคืนชีพที่ถูกปิดตาย เดินไปถึงย่านใจกลางเมืองคูคัว จัตุรัสขนนกขาว
คฤหาสน์ของเมซันเญสตั้งอยู่ที่นี่ ติดกับวิหารเทพมรณาที่มีลักษณะลึกลงไปใต้ดิน
ด้วยมาดของสุภาพบุรุษชาวโลเอ็นเต็มขั้น เมื่อดอน·ดันเตสเดินผ่านไปในเมือง มันโดดเด่นสะดุดตามากกว่าใคร สำหรับที่นี่ ชาวต่างถิ่นมีจำนวนน้อยมาก พบได้บ่อยแค่ในบริเวณจัตุรัสเฉลิมฉลองที่ใกล้กับสถานทูต ส่วนจุดอื่นๆ จะคลาคล่ำไปด้วยชาวไบลัมท้องถิ่น
พวกมันมีผิวสีน้ำตาล ผมสีดำหยักศกเล็กน้อย โครงหน้าอวบอิ่ม ในสายตาของชาวทวีปเหนือส่วนใหญ่ ชนพื้นเมืองที่นี่จะมีหน้าตาเหมือนกันหมดหากเป็นเพศเดียวกัน ต่างเพียงส่วนสูงและน้ำหนักตัว
ชาวเมืองในละแวกนี้ ไม่ว่าจะชายหรือหญิง ชอบสูบบุหรี่ไบลัมมาก ทำมาจากใบยาสูบตากแห้งที่ห่อด้วยสมุนไพรสด ไคลน์สามารถพบเห็นชาวเมืองยืนพ่นควันริมถนนได้เป็นปรกติ
นอกจากนั้น ชาวเมืองส่วนมากมักแขวนผลไม้ที่ชื่อ ‘ดาลาวา’ ไว้ตรงเอว
ผลไม้ชนิดนี้มีขนาดเท่าสองกำปั้น ผิวหนามาก หลังจากเจาะรูและกินเนื้อด้านใน สามารถนำมาใช้บรรจุน้ำ ไวน์ หรือเครื่องดื่มชนิดต่างๆ
จากที่ไคลน์สังเกต ส่วนใหญ่ดื่มเครื่องดื่มสีส้มเหลืองที่ชื่อว่า ‘กวาดาร์’ รสออกเปรี้ยวอมหวาน ช่วยบรรเทาความร้อนและดับกระหาย มอบความสดชื่นเป็นอย่างมาก
ไม่มีเวลาลองชิมสักที… ไคลน์พึมพำพลางเดินเข้าไปหาองครักษ์ของคฤหาสน์นายพลและขอพบกับชายที่ชื่อแฮกกิส
ด้วยรูปลักษณ์ของชาวโลเอ็นและการแต่งกายที่ภูมิฐาน องครักษ์มิได้ปฏิเสธหรือสร้างความยากลำบากให้ เพียงแยกตัวออกไปหนึ่งคนเพื่อเรียกหาชายที่มีอายุไม่ถึงสามสิบ
ใบหน้าและผิวพรรณของชายคนนี้ดูเหมือนกับชนพื้นเมืองทุกประการ แต่เส้นผมสีดำกลับมิได้หยักศก พวกมันถูกยืดให้ตรงและหวีไปด้านหลังอย่างเรียบร้อย คล้ายกับกำลังเลียนแบบชนชั้นสูงของทวีปเหนือ
มันสวมเชิ้ตสีขาวและเสื้อกั๊กสีดำ ผูกโบทางการ เมื่อเห็นดอน·ดันเตส มันกล่าวเป็นภาษาโลเอ็น
“ทิวาสวัสดิ์ ผมชื่อแฮกกิส เป็นเกียรติที่ได้พบคุณ”
สำเนียงการพูดค่อนข้างเร็ว แตกต่างจากสำเนียงโลเอ็นในทุกภาค
ไคลน์ที่อยู่ในแวดวงชนชั้นสูงมาได้สักระยะ ไม่ประหลาดใจสักเท่าไร เผยรอยยิ้มเล็กน้อย
“ทิวาสวัสดิ์ ผมดอน·ดันเตส ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้ฟังสำเนียงโลเอ็นของขุนนางที่นี่”
แฮกกิสเผยรอยยิ้มที่ยากเก็บซ่อน
“มีทายาทตระกูลขุนนางจากโลเอ็นไม่น้อยเดินทางมาแสวงหาโอกาสที่นี่ ผมมีโอกาสได้ศึกษาสำเนียงจากพวกเขา”
“โฮ่… ผมอาจจะพอรู้จักพวกเขาอยู่บ้าง” ไคลน์ไม่รีบร้อนเข้าประเด็น แต่ชวนแฮกกิสสนทนาตามมารยาทสุภาพบุรุษ
แฮกกิสหัวเราะ
“หนึ่งในสหายของผมคือพันเอกอัลเฟรด·ฮอลล์ บุตรชายคนที่สองของเอิร์ล”
ฮอลล์… ไคลน์หัวเราะในลำคอ
“ผมเคยพบท่านเอิร์ลฮอลล์ในงานเลี้ยงการกุศล เขาเป็นขุนนางไปถึงแก่นแท้… โลกช่างแคบเสียจริง”
แฮกกิสพยักหน้ารับ
“นี่คงเป็นโชคชะตานำพา แต่น่าเสียดาย อัลเฟรดเพิ่งถูกยายไปยังไบลัมตะวันออกเมื่อปีที่แล้ว”
มันไม่สานต่อบทสนทนา แต่รีบนำทางดอน·ดันเตสเข้าไปในคฤหาสน์ของนายพล
เมื่อเดินผ่านประตูฝั่งด้านข้าง ไคลน์เงยหน้าขึ้น มองดูกระจกหลากสีเหนือกรอบประตู
แผ่นกระจกกำลังส่องสว่างท่ามกลางแสงแดด ราวกับดวงตาที่ค่อยๆ ขยับทีละดวง
…………………………..
กว่าเลียวนาร์ดจะได้ตอบสนองสิ่งใด มันก็เห็นเสาหินสูงตระหง่านอยู่ตรงหน้า ห้อมล้อมไปด้วยหมอกสีเทาที่ไร้ขอบเขต คอยค้ำจุนพระราชวังหลังใหญ่ที่ดูราวกับเป็นถิ่นพำนักของคนยักษ์
ดวงตาสีเขียวของมันว่างเปล่า ผ่านไปราวหนึ่งวินาที มันตระหนักว่าตนมานั่งข้างโต๊ะทองแดงยาวตั้งแต่เมื่อไรก็มิอาจทราบได้ ฝั่งตรงข้ามเป็นเก้าอี้พนักสูงหลายตัวที่มอบความรู้สึกสูงสง่า
และสุดขอบโต๊ะทองแดงยาวที่มีลวดลายโบราณ ร่างที่ปกคลุมไปด้วยหมอกสีเทากำลังเอนหลังพิงอย่างผ่อนคลาย คล้ายกับไม่แยแสทุกสิ่งบนโลก
สำหรับเลียวนาร์ด ฉากตรงหน้ามอบความรู้สึกราวกับกำลังยืนบนเรือโดยสาร หันหน้าเข้าหาท้องทะเลอันมืดมิดที่ไร้ขอบเขต หรือไม่ก็เป็นการเดินออกไปนอกเมือง แหงนมองภูเขาสูงตระหง่านสักลูกหนึ่ง
เพียงพริบตา ความคิดมากมายแล่นผ่านสมองเลียวนาร์ด มันพอจะทราบสถานการณ์ปัจจุบันของตนอย่างคร่าว และเนื่องจากเป็นสาวกของศาสนจักรที่เชื่อในการดำรงอยู่ของตัวตนลึกลับที่ยิ่งใหญ่ มันแทบอยากจะลุกออกจากเก้าอี้และหมอบกราบอีกฝ่าย
พลังของทวยเทพ สูงประหนึ่งขุนเขา กว้างไกลราวกับมหาสมุทร!
ในวินาทีที่เลียวนาร์ดลุกขึ้นยืน มันถูกกดด้วยพลังที่มองไม่เห็น เสียงทุ้มลึกดังกังวาน
“ไม่ต้องมากพิธี… จงเรียกเราว่าเดอะฟูล”
เดอะฟูล… นั่นสินะ… หัวใจเลียวนาร์ดที่เคยหวาดผวาเริ่มสงบลง แน่นอน มันยังคงกังวลเล็กๆ เกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น แต่ก็มิได้แตกตื่นเหมือนตอนต้น มิได้นั่งปากแห้งตัวสั่น
มันยืนขึ้นครึ่งจังหวะ ทาบมือลงบนหน้าอกและโค้งคำนับ
“เรียนมิสเตอร์ฟูลที่เคารพ ท่านเรียกกระผมมาที่นี่ทำไมหรือ?”
ในฐานะเหยี่ยวราตรีมากประสบการณ์ ในฐานะถุงมือแดงที่เคยทำคดีใหญ่มาไม่น้อย เลียวนาร์ดย่อมทราบว่า การเชื่อมต่อกับตัวตนลึกลับนั้นอันตรายมากเพียงใด ย่อมทราบว่า ตัวมันไม่ตอนนี้กำลังยืนอยู่บนปากเหวชนิดที่ไม่มีวันย้อนกลับ
ในวินาทีที่ตัดสินใจเอ่ยพระนามเต็มของเดอะฟูล มันทำใจรอรับความตายอันน่าสมเพชไว้แล้ว เพื่อให้ได้แก้แค้น ชีวิตตัวเองก็มิได้สำคัญอะไรนัก
อย่างไรก็ตาม มนุษย์ทุกคนล้วนมีสัญชาตญาณในการเอาตัวรอด เมื่อพิจารณาว่าไคลน์·โมเร็ตติที่ศรัทธาเดอะฟูล ไม่เพียงจะยังมีชีวิตอยู่ แต่ปัจจุบันกลายเป็นครึ่งเทพเรียบร้อยแล้ว เลียวนาร์ดอดไม่ได้ที่จะมองเห็นแสงแห่งความหวัง
ทันใดนั้น มันได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วเบาจากเดอะฟูลที่รายล้อมด้วยหมอก
“ในเมื่อเจ้าสวดวิงวอนให้เราช่วย ตามกฎการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม เจ้าต้องจ่ายบางสิ่งตอบแทน”
ร่างกายเลียวนาร์ดพลันสั่นเทา ก้มศีรษะต่ำ
“ความปรารถนาของท่านคือสิ่งใด?”
เว้นวรรคไปสักพัก เสียงของเดอะฟูลดังขึ้นอีกครั้ง
“ไม่ต้องรีบร้อน บางที อาจเป็นการให้เจ้าช่วยเหลือใครบางคน… นั่งลงก่อน”
เลียวนาร์ดถอนหายใจโล่งอก บรรจงทิ้งตัวนั่ง เหลียวซ้ายแลขวาและตั้งคำถาม
“เขา… เอ่อ… ไคลน์·โมเร็ตติ… ก็เคยมาที่นี่เหมือนผมใช่ไหม?”
เดอะฟูลในหมอกสีเทากล่าวเสียงเรียบ
“ใช่… แต่คนละวิธี”
คนละวิธี… นั่นสินะ ไคลน์ไม่ได้มาที่นี่เพราะเอ่ยพระนามเต็มของเดอะฟูล แต่มาโดยคำแนะนำของ ‘กงสุลมรณะ’ อะซิก·อายเกส จนกระทั่งกลายเป็นสาวกของเดอะฟูล… เลียวนาร์ดอดไม่ได้ที่จะมองไปรอบๆ อีกครั้ง พบว่ามีเก้าอี้ทั้งหมดยี่สิบสองตัว
สอดคล้องกับยี่สิบสองเส้นทางผู้วิเศษ… ไพ่ทาโรต์มียี่สิบสองใบ… เดอะฟูล… ขณะเลียวนาร์ดคาดเดา เสียงหัวเราะของเดอะฟูลดังขึ้น
“นอกจากเจ้า สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ถูกดึงมาที่นี่ด้วยเหตุผลอันหลากหลาย… พวกเขาขอให้ข้าจัดการชุมนุมขึ้น แลกเปลี่ยนข่าวสารและซื้อขายวัตถุดิบ สูตรโอสถ หยิบยื่นความช่วยเหลือให้กันและกัน ส่งผลให้ทุกคนพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว กระทั่งกลายเป็นครึ่งเทพ”
แตกต่างจากองค์กรลับไพ่ทาโรต์ที่เราจินตนาการไว้โดยสิ้นเชิง… หย่อนยานกว่าที่คิด… แล้วมิสเตอร์ฟูลจะได้ประโยชน์อะไรจากการทำตามคำขอร้องของสมาชิก? จุดประสงค์ของท่านคือสิ่งใด? หลังจากเข้าสู่วังโบราณเหนือสายหมอก สติเลียวนาร์ดตื่นตัวมากเป็นพิเศษ คำถามข้อแล้วข้อเล่าผุดขึ้น
หลังจากการแก้แค้นสำเร็จมันหดหู่และว่างเปล่าไปพักใหญ่ คล้ายกับสูญเสียเป้าหมายในชีวิต แต่เพียงไม่นานก็กลับมาฮึกเหิม การตายของดาลีย์ได้สอนมันว่า ตนยังแข็งแกร่งไม่มากพอ เพื่อลดจำนวนการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อแข็งแกร่งพอที่จะช่วยรักษาชีวิตผู้อื่น มันจำเป็นต้องอยู่ในลำดับ 4 เป็นอย่างน้อย พลังของครึ่งเทพคือสิ่งที่ขาดไม่ได้
ดังนั้น คำพูดของเดอะฟูลจึงสร้างแรงกระเพื่อมในใจเป็นอย่างมาก มองว่านี่คือโอกาสทอง โดยในขณะเดียวกัน มันก็เต็มใจที่จะเข้าร่วมการชุมนุม ทำความเข้าใจสถานการณ์ขององค์กรอย่างลึกซึ้ง ช่วยให้ตัวเองหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อันตรายที่เกิดจากการเชื่อมต่อกับตัวตนลึกลับ
ครุ่นคิดสักพัก เลียวนาร์ดตั้งคำถาม
“ไคลน์·โมเร็ตติเป็นขาประจำของการชุมนุมด้วยใช่ไหม?”
เดอะฟูลตอบด้วยท่าทีไม่แยแส
“ถูกต้อง”
เลียวนาร์ดเงียบงันไปสักพัก
“เรียนมิสเตอร์ฟูลที่เคารพ ผมสามารถเข้าร่วมการชุมนุมได้ไหม?”
เดอะฟูลที่ปกคลุมด้วยสายหมอกตอบพลางยิ้ม
“แน่นอน… แต่หลังจากถูกส่งกลับไป อย่าลืมเล่าเรื่องนี้ให้พาลีส·โซโรอาสเตอร์ฟัง ไม่จำเป็นต้องปิดบังจากเขา”
เขา… ตาแก่เป็นเทวทูตจริงๆ ด้วย! ไม่น่าแปลกใจที่คาถาโจรปล้นดวงทรงพลังขนาดนั้น… แม้เลียวนาร์ดพอจะทราบเรื่องนี้มานานแล้ว แต่หลังจากได้ยินคำยืนยันจากเดอะฟูล มันอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้น
เลียวนาร์ดลังเลสักพักก่อนจะกล่าวต่อ
“ทำไมต้องบอกพาลีส·โซโรอาสเตอร์หรือครับ?”
แม้มันและพาลีส·โซโรอาสเตอร์จะค่อนข้างสนิทสนมและมีความเชื่อใจในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่กล้าประมาทโดยสมบูรณ์ การเข้าร่วมชุมนุมลับของมิสเตอร์ฟูลจึงถือเป็นการถ่วงดุลอำนาจของปรสิต
มันได้ยินมิสเตอร์ฟูลหัวเราะ
“บ่อยครั้งที่การปรามให้ผลดีกว่าความขัดแย้ง”
การปรามให้ผลดีกว่าความขัดแย้ง… ใช่แล้ว… หากเปิดตัวว่าเป็นศัตรูซึ่งหน้า เกรงว่าตาแก่อาจเกิดความขุ่นเคืองใจ เพราะท้ายที่สุด สนามรบคงหนีไม่พ้นตัวเรา โอกาสรอดไปแบบปลอดภัยมีน้อยมาก การปรามจะช่วยให้เขาตระหนักถึงสถานการณ์ แม้จะเคยคิดร้ายจริงๆ แต่ก็ไม่กล้าลงมือด้วยวิธีเดิม ต้องหาทางอ้อมค้อมและเสียเวลาเพิ่มขึ้น… เลียวนาร์ดก้มหน้าตอบ
“เรียนมิสเตอร์ฟูลที่เคารพ ผมหมดคำถามแล้ว”
เดอะฟูลที่หัวโต๊ะเสกไพ่ทาโรต์ ยกนิ้วขึ้นและชี้ไปทางพวกมัน
“แต่ละคนต้องจั่วไพ่ทาโรต์เพื่อใช้เป็นโค้ดเนมแทนตัวเอง เจ้าเองก็ต้องจั่วไปหนึ่ง… ไม่ต้องห่วง ไพ่ที่ถูกจั่วแล้วจะไม่มีอยู่ในนี้”
เป็นอย่างที่คิด พวกเขาใช้ไพ่ทาโรต์แทนโค้ดเนม… เลียวนาร์ดถอนหายใจแผ่วเบา อดไม่ได้ที่จะถาม
“ไคลน์·โมเร็ตติจั่วได้ไพ่ใบไหน?”
“เดอะเวิร์ล” เดอะฟูลตอบเสียงค่อย “นั่นคือเขา ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่เขา”
หมายความว่ายังไง… เลียวนาร์ดไม่กล้าถามเพิ่ม เพียงยื่นมือขวาออกไปจั่วไพ่หนึ่งใบจากสำรับ
เมื่อพลิกเปิด มันเห็นท้องฟ้าพร่างพรายและเทพีที่กำลังรินน้ำศักดิ์สิทธิ์
ไพ่เดอะสตาร์!
มันไม่ใช่ไพ่ที่ตรงกับรสนิยมเลียวนาร์ด แต่เนื่องจากนี่คือพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่มีเดอะฟูลเป็นสักขีพยาน เลียวนาร์ดไม่มีทางเลือกนอกจากน้อมรับไว้
“กลับไปก่อน การชุมนุมจะมีทุกวันจันทร์บ่ายสามโมงตรงตามเวลาเบ็คลันด์” เดอะฟูลที่รายล้อมด้วยหมอกสีเทายกมือขึ้น ส่งเลียวนาร์ดที่รีบยืนทำความเคารพออกจากพระราชวังโบราณ
‘เดอะฟูล’ ไคลน์หัวเราะชอบใจทันที พลิกเปิดไพ่ทาโรต์ทุกใบในสำรับ
ทั้งหมดล้วนเป็นภาพเดียวกัน ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาราพร่างพราย
ใช่แล้ว ทุกใบคือไพ่เดอะสตาร์!
หลังจากหัวเราะสักพัก ไคลน์ชำเลืองไปทางดาวแดงที่เป็นตัวแทนเลียวนาร์ด
ในตอนที่พยายามดึงนักกวีอดีตเพื่อนร่วมงานขึ้นมายังมิติเหนือสายหมอก ไคลน์สังเกตอย่างตั้งใจและพบว่า ในร่างกายเลียวนาร์ด·มิเชลมีก้อนลูกบอลแสง กลุ่มแสงดังกล่าวคล้ายกับประกอบจากหนอนแมลงจำนวนมหาศาล หลบซ่อนลึกอยู่ในร่างวิญญาณ
ภาพดังกล่าวทำให้ไคลน์ยืนยันได้ว่า พาลีส·โซโรอาสเตอร์สิงเลียวนาร์ดแค่ขั้นต้น ไม่ได้เข้าควบคุมร่างวิญญาณ กายปัญญา กายอากาศ และร่างเนื้อของเลียวนาร์ด โดยหลังจากเลื่อนลำดับเป็นครึ่งเทพ ไคลน์สามารถควบคุมพลังของมิติหมอกได้ดีขึ้น ไม่จำเป็นต้องดึงร่างวิญญาณองค์รวมขึ้นมา แต่เลือกได้เฉพาะเจาะจงว่าจะดึงส่วนใด กายปัญญาและกายอากาศด้วยหรือไม่
ดังนั้น ไคลน์จึงตัดสินใจไม่ดึงร่างวิญญาณของเลียวนาร์ด แต่เป็นการดึงร่าง ‘วิญญาณดารา’ ขึ้นมาบนมิติเหนือสายหมอกแทน สิ่งนี้จะช่วยให้ไม่กระทบกระเทือนไปถึงพาลีส·โซโรอาสเตอร์ ไม่ต้องนำพาอีกฝ่ายขึ้นมายังมิติเหนือสายหมอก ไม่อย่างนั้น เทวทูตลำดับ 1 แห่งเส้นทางนักจารกรรมต้องทราบแน่นอนว่าเกิดอะไรขึ้น
และพลังในการ ‘บุกรุกความฝัน’ ของเส้นทางรัตติกาลก็มาจากการใช้ ‘วิญญาณดารา’ เป็นหลัก ส่งผลให้เลียวนาร์ดควบคุมร่างนี้ได้อย่างชำนาญ สามารถเข้าร่วมชุมนุมได้เหมือนกับคนอื่น
หวังว่าเขาจะค่อยๆ หลุดพ้นจากการสิงสู่ของพาลีส·โซโรอาสเตอร์ทีละนิด… ไคลน์ถอนหายใจ
การที่มันยอมให้เลียวนาร์ดเข้าร่วมชุมนุมทาโรต์ เหตุผลหลักคือต้องการให้อดีตพวกพ้องแข็งแกร่งขึ้นจนกระทั่งหลุดพ้นจากเงาของพาลีส·โซโรอาสเตอร์ได้ในสักวัน
และถ้าเทวทูตเส้นทางนักจารกรรมรายนี้มิได้คิดร้าย มันจะหาทางช่วยเลียวนาร์ด เพื่อที่ตนจะได้หลบอามุนด์อย่างปลอดภัย ฟื้นฟูพลังอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าตรงกันข้าม การทำแบบนี้จะช่วยเร่งให้พาลีส·โซโรอาสเตอร์มองหาร่างโฮสต์ใหม่เร็วขึ้น
ถอนสายตากลับ ไคลน์ครุ่นคิดสักพัก จากนั้นก็โยนสูตรโอสถลำดับ 6 ของเส้นทางนักล่าเข้าไปในจุดแสงที่เป็นตัวแทนของเดนิส พร้อมกับแปลงโฉมเป็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์และมอบคำสั่งให้ถอนตัวออกจากทวีปใต้ กลับไปยังฝันทองคำทันที
…
ตารวมของแมงมุมนักล่าดำ… สมองนรสิงห์… เดนิสนึกทบทวนรายละเอียดที่ ‘ได้เห็น’ เมื่อครู่ ลุกขึ้นยืนอย่างมีความสุข
มันเตรียมเดินไปหาแอนเดอร์สัน·ฮู้ดเพื่อกล่าวคำอำลา หลบหนีจากทวีปใต้แสนอันตราย
หลังจากเดินมาถึงประตูห้องของนักล่าที่แข็งแกร่งที่สุดในทะเลหมอก มันเคาะประตูและเห็นประตูเปิดออกทันที
แอนเดอร์สันไม่ได้ล็อกประตูห้อง!
เดนิสประหลาดใจ รีบมองเข้าไปในห้องและเห็นแอนเดอร์สันกำลังถือมีดจ่อท้องตัวเอง
…………………………………..
เอ็มลินเงียบงันสองสามวินาที เชิดคางขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับถาม
“ท่าน… เป็นใคร?”
สำหรับมัน แม้ว่าเทวทูตจะน่าเกรงขาม แต่ตัวตนที่ทำให้มันต้องยอมศิโรราบจากก้นบึ้งคือผู้ที่ถูกขนานนามว่า ‘ท่าน’ กลุ่มผีดูดเลือดเหล่านี้คือผู้ที่เป็นประจักษ์พยานประวัติศาสตร์อันยาวนานของเผ่าพันธุ์ เป็นบ่อเกิดความภาคภูมิใจในทุกวันนี้
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ เจ้าจะได้รับแจ้งเมื่อถึงตอนนั้น” คาซีมี·โอดราส่ายหน้า
“…” มาหาเราเพราะวิวรณ์ของท่านต้นตระกูล? มีคำแนะนำเพิ่มเติมมามอบให้? ถ้าอย่างนั้น ทำไมท่านต้นตระกูลถึงไม่ส่งวิวรณ์มาหาเราโดยตรง? แบบนั้นจะซ่อนเร้นมากกว่า เพราะเราคือคนที่ถูกพระองค์เลือก! หรือว่าไม่ต้องการให้ระคายเคืองมิสเตอร์ฟูล? คำถามมากมายผุดขึ้นในใจเอ็มลิน พลางเล่นถามตอบกับตัวเอง
มันมิได้กล่าวคำใด เพียงสวมหมวกทรงสูง เดินออกจากคฤหาสน์ตระกูลโอดรา
เมื่อมาถึงหน้าประตู มันแหงนหน้ามองเมฆบางๆ ที่ยากจะบดบังแสงแดดของพระอาทิตย์ ก่อนจะทำหน้าบิดเบี้ยว ยกมือขึ้นจับปีกหมวก ก้มศีรษะลงเล็กน้อยและเดินไปยังรถม้าเช่าท้ายถนน ภายในใจพึมพำ
อากาศแบบนี้ไม่เหมาะจะออกมาข้างนอกเลยสักนิด!
สำหรับยาของเดอะเวิร์ล วัตถุดิบมิได้หายาก สามารถปรุงเสร็จภายในสิบห้านาที… อา… วัตถุดิบที่สั่งไปก่อนหน้านี้คงมาถึงแล้ว ได้เวลาจบธุรกิจกับมิสเมจิกเชี่ยนที่ค้างคามาหลายวัน…
…
เบ็คลันด์ เขตเชอร์วู้ด
ฟอร์สจัดระเบียบขวดยาบนแท่นบูชา เฝ้ามองของเหลวสีฟ้าอ่อนผสมสีทอง เกิดความรู้สึกดีเป็นล้นพ้นหลังจากได้ใช้จ่าย
เย้ายวนยิ่งกว่าค็อกเทลเสียอีก ชักอยากรู้แล้วว่ารสชาติเป็นยังไง ถ้าใส่น้ำแข็งลงไปต้องอร่อยแน่… เดี๋ยวสิ เรากำลังคิดอะไรอยู่? นี่คือยาวิเศษนะ! ฟอร์สพึมพำกับตัวเอง จากนั้นก็รีบทำความสะอาดห้อง
หลังจากได้รับยา การเตรียมตัวสำรวจปราสาทร้างในป่าเดแลร์ก็เป็นอันเสร็จสิ้น รอแค่ให้ซิลกลับมาถึง
หลังจากเก็บกวาดเรียบร้อย ฟอร์สทิ้งตัวลงบนโซฟา หยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านเรื่อยเปื่อย เริ่มวางแผนการเดินทางสำหรับวันนี้
ออกเดินทางตอนพลบค่ำ กินอาหารค่ำในตอนที่ถึงเมืองใกล้กับชายขอบป่า…
ท่ามกลางการพึมพำตามลำพัง ฟอร์สพลิกไปยังหน้าข่าวเกี่ยวกับทะเล
ทันใดนั้น สายตาของเธอพลันหยุดนิ่งเมื่อได้เห็นชื่อที่คุ้นเคย
เกอร์มัน·สแปร์โรว์!
นักผจญภัยเสียสติรายนี้ปรากฏตัวในทะเลอีกครั้ง คราวนี้เป็นการขึ้นเรือทิวลิปดำพร้อมกับชาววัยกลางคนที่รู้จักกันในนาม ‘กงสุลมรณะ’ โดยชายคนดังกล่าวได้สังหาร ‘พลเรือเอกขุมนรก’ ลูเธอร์ไวล์และทำให้ลำดับนายพลโจรสลัดปั่นป่วนอีกครั้ง
“…” ฟอร์สตบหน้าอกตัวเองโดยไม่รู้ตัว ไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังดีใจเรื่องใด
ทันใดนั้น เธอเกิดความรู้สึกที่ว่า เรื่องราวของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ช่างยอดเยี่ยมราวกับตำนาน สามารถนำไปเขียนเป็นหนังสือ!
น่าเสียดายที่เขาเป็นพวกคุยด้วยยาก ไม่อย่างนั้นเราคงสามารถติดต่อเพื่อเขียนหนังสือชีวประวัติและช่วยตีพิมพ์… หึหึ… แต่ถ้าเราตั้งชื่อหนังสือว่า ‘เกอร์มัน·สแปร์โรว์’ คงไม่แคล้วตกเป็นเป้าหมายของหน่วยพิเศษจากทางการ… ฟอร์สขบคิดติดตลก จากนั้นก็ได้ยินเสียงกุญแจสอดเข้าไปในรูกุญแจ
เมื่อเงยหน้าขึ้น เธอเห็นซิลกำลังผลักประตูเปิดเข้ามา ตรงเข้ามาในห้องนั่งเล่น
“ทำไมวันนี้กลับเร็ว?” ฟอร์สถามอย่างประหลาดใจ
ซิลสางผมสีทองและกล่าว
“วันนี้ไปพบ MI9 มาและรับงานใหม่”
“งานอะไร” ฟอร์สลุกนั่ง ถามด้วยความสงสัย
ซิลทิ้งตัวลงบนโซฟาเดี่ยว
“ตรวจสอบภูมิหลังของนักผจญภัยเสียสติ เกอร์มัน·สแปร์โรว์… จากข้อมูลของ MI9 ผู้วิเศษที่แข็งแกร่งรายนี้ใช้ชื่อปลอม เอกสารประจำตัวก็ปลอม มีโอกาสสูงที่จะมาจากเบ็คลันด์… พวกเขาสงสัยว่า เกอร์มัน·สแปร์โรว์อาจมีตัวตนอื่นที่นี่ รวมถึงพวกพ้อง”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘พวกพ้อง’ มุมปากฟอร์สกระตุกแผ่วเบาอย่างมิอาจหักห้าม อยากบอกกับซิลว่า ข้อสันนิษฐานของ MI9 ถูกต้องแล้ว พวกพ้องของเกอร์มัน·สแปร์โรว์กำลังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเธอ
หญิงสาวไอกระแอมเล็กน้อย แสร้งถามหน้านิ่ง
“ทำไมถึงต้องสืบหาภูมิหลังของเกอร์มัน·สแปร์โรว์? เขาทำอะไรเข้าอีกแล้ว?”
ซิลชำเลืองหนังสือพิมพ์ที่วางด้านข้างฟอร์ส
“ยังไม่ได้อ่านข่าวทางทะเลของวันนี้หรือ? เกอร์มัน·สแปร์โรว์ฆ่า ‘พลเรือเอกขุมนรก’ ลูเธอร์ไวล์และถูกขนานนามให้เป็นนักผจญภัยที่แข็งแกร่งที่สุดในทะเล… แต่ว่า คนของ MI9 บอกกับฉันว่า เกอร์มัน·สแปร์โรว์น่าจะนับถือศาสนาที่ศรัทธาในตัวตนลึกลับนามว่าเดอะฟูล ข่าวนี้มาจากหลายแหล่ง ทั้งชุมนุมแสงเหนือและโรงเรียนกุหลาบ”
ฉันเองก็ยืนยันเรื่องนั้นอีกเสียง… พวกเขาพูดถูก… ฟอร์สยิ้มแห้ง
“ฟังดูเป็นงานที่อันตราย”
“ใช่” ซิลพยักหน้า “แต่ฉันแค่จะรวบรวมข้อมูล ไม่สืบสาวลึกไปกว่านั้น”
ฟอร์สไม่สานต่อบทสนทนา หันไปพูด
“ฉันเตรียมยาเสร็จแล้ว พวกเราเข้าป่าเดแลร์วันนี้กันเลยไหม?”
ซิลกลายเป็นลำดับ 7 ‘นักสอบปากคำ’ ตั้งแต่เมื่อสองสามวันก่อน ตอนนี้เริ่มชำนาญพลังใหม่ที่ชื่อว่า ‘ทะลวงจิต’
“ก็ได้” ซิลยืนขึ้นอย่างกระฉับกระเฉง “ไปกันเลย”
“เห? รอก่อนสิ ฉันคิดว่าช่วงพลบค่ำน่าจะ…” ฟอร์สโต้แย้งอย่างไม่เห็นด้วย
เธอยังคงยึดมั่นใจอุดมคติการผัดวันประกันพรุ่งจนถึงวินาทีสุดท้าย
แต่หลังจากนั้นไม่นาน ฟอร์สถูกซิลลากออกจากบ้านพร้อมกับนำสิ่งของต่างๆ ติดตัวไปด้วย ขึ้นรถม้าเช่า นั่งไปลงสถานีใต้ดินที่อยู่ใกล้เคียง
ท่ามกลางเสียงหวูดดังสนั่น รถจักรไอน้ำคันใหญ่ลากงูเหล็กตัวสีดำเข้าสู่ชานชาลาและจอดลงท่ามกลางแสงโคมไฟสองฝั่ง
ฟอร์สและซิลยืนรออยู่ด้านนอก คอยให้ผู้โดยสารคนอื่นทยอยลงมา
ทันใดนั้น พวกเธอเห็นถุงมือแดงสองข้าง
เจ้าของถุงมือสีแดงเป็นชายในวัยสามสิบ สวมเชื้อสีขาวและเสื้อกันลมสีดำ ปกเสื้อยกสูงจนปิดคางและริมฝีปาก
ดวงตาสีเขียวเข้ม จอนสีน้ำตาลทอง ในมือถือกล่องสีเงินขนาดใหญ่ที่สามารถใส่ไวโอลินลงไป
ฟอร์สและซิลมองหน้ากัน ก้มหน้าลงและจ้องปลายรองเท้าของอีกฝ่าย
…
ในฐานะอาวุโสใหญ่ของเหยี่ยวราตรีแห่งโบสถ์รัตติกาล หนึ่งในยี่สิบสองผู้อำนาจแห่งศาสนจักร หนึ่งในสามบุคคลที่มีอำนาจสูงสุดในถุงมือแดง เครสไทน์·ซีสม่าไม่ใช่คนบ้าพิธี แต่ชอบไปไหนมาไหนคนเดียว โดยสารขนส่งสาธารณะของพลเรือน ทำตัวราวกับเป็นนักบวชสมถะทั่วไป
หลังจากเปลี่ยนไปนั่งรถไฟใต้ดินเพื่อขึ้นมายังเขตเหนือ มันเช่ารถม้าและตรงไปยังวิหารนักบุญแซมมวลและเข้าพบอาร์ชบิชอปแห่งมุขมณฑลเบ็คลันด์ นักบุญแอนโทนี·สตีเวนสัน
“ถัดจากนี้คงต้องรบกวนคุณสักสองสามสัปดาห์” หลังจากทักทายตามมารยาทและสรรเสริญเทพธิดา ซีสม่าหาที่นั่นและกล่าว
อาร์ชบิชอปใบหน้าเกลี้ยงเกลา นักบุญแอนโทนี่ในชุดนักบวชสีแดงนั่งลง ครุ่นคิดสักพักก่อนจะตอบ
“เกี่ยวกับอินซ์·แซงวิลล์?”
“ถูกต้อง” ซีสม่าพยักหน้ารับ “องค์สันตะปาปารบกวนให้ผมมาแจ้งคุณว่า หนึ่งในข้ารับใช้แห่งเทพธิดา หัวหน้าสำนักชีรัตติกาล มาดามอาเรียนน่า จะมาถึงเบ็คลันด์ในอนาคตอันใกล้”
นักบวชรายนี้คืออันดับหนึ่งจากทั้งหมดสิบสามอาร์ชบิชอป
โดยไม่รอให้นักบุญแอนโทนีตั้งคำถาม มันอธิบายอย่างละเอียด
“มาดามอิลิยาพบข้อมูลที่สำคัญจำนวนมากจากวิญญาณอินซ์·แซงวิลล์ รวมถึงปัญหาในด้านสภาพจิตใจของมันที่ 0-08 ใช้เป็นช่องโหว่ในการหลบหนี นอกจากนั้นยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างนิกายแม่มดกับราชวงศ์… หลังจากเป็นคนบงการโศกนาฏกรรมมหาหมอกควัน อินซ์·แซงวิลล์ถูก 0-08 หักหลังจนถูกวิญญาณมาร ‘เทวทูตสีชาด’ สิงร่าง เดินทางไปยังทวีปใต้ตามลำพังเพื่อวางกับดักล่อมาดามอิลิยา… เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือ ในเศษเสี้ยวความทรงจำของอินซ์·แซงวิลล์ มีซากปรักหักพังใต้ดินที่สำคัญมากตั้งอยู่บริเวณชานเมืองฝั่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเบ็คลันด์ ใกล้กับแม่น้ำทัสซอค… งานของผมคือการตามหาซากปรักหักพังดังกล่าว”
นักบุญแทนโทนีนั่งฟังสักพัก ถามอย่างครุ่นคิด
“อินซ์·แซงวิลล์ไม่ทราบตำแหน่งที่แน่ชัด? เขาไม่เคยไปที่นั่น?”
ซีสม่าส่ายหน้าพลางตอบ
“เขาเคยเข้าไป แต่เป็นการถูกพาเข้าไป จึงไม่พบข้อมูลที่เกี่ยวข้อง”
นักบุญแอนโทนีพยักหน้ารับรู้พร้อมกับกล่าว
“พอจะทราบหรือยังว่ากลุ่มใดของราชวงศ์ที่ร่วมมือกับอินซ์·แซงวิลล์?”
“ยัง” เครสไทน์·ซีสม่าเว้นวรรค “โดยทั่วไปแล้ว ไม่ว่าผู้สมรู้ร่วมมือจะปลอมตัวหรือไม่ แต่ถ้าเคยพบกัน จะต้องหลงเหลือความทรงจำที่สอดคล้อง ทว่า ร่างวิญญาณของอินซ์·แซงวิลล์ไม่มีเบาะแสของเรื่องนี้เลย ราวกับความทรงจำนั้นไม่เคยมีอยู่”
“บางทีอาจเป็นพลังของพันธสัญญา เป็นสัญญาที่รุนแรงจนครึ่งเทพลำดับ 4มิอาจขัดขืน เราต้องพึงระวังเจ้าของพันธสัญญาไว้ด้วย” นักบุญแอนโทนีพยักหน้าอีกครั้ง
มันครุ่นคิดสักพัก กล่าวต่อ
“ในโทรเลขไม่ได้เขียนอธิบายไว้มากนัก จึงไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตกลงแล้วใครฆ่าอินซ์·แซงวิลล์?”
เครสไทน์·ซีสม่าหายใจเข้าออกเชื่องช้า
“ชื่อที่คุณจะไม่มีทางเชื่อ… ไคลน์·โมเร็ตติ”
“เหยี่ยวราตรีที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ทิงเก็น?” รอยย่นบนหน้าผากแอนโทนีลึกขึ้น
“ถูกต้อง… จากรายงานของอิลิยา ไม่มีใครทราบว่า ทำไมไคลน์·โมเร็ตติผู้ที่อยู่เพียงลำดับ 8 ถึงคืนชีพกลับมาได้ และใช้วิธีใดสังหารครึ่งเทพที่ครอบครอง 0-08 ได้ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี” กล่าวจบ สีหน้าเครสไทน์·ซีสม่าเปลี่ยนไป “องค์สันตะปาปาบอกให้เราเก็บเรื่องนี้เป็นความลับสุดยอด ห้ามเปิดเผยให้ใครทราบนอกจากเหล่าอาร์ชบิชอปและอาวุโสใหญ่ นอกจากนั้น ห้ามสืบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับไคลน์·โมเร็ตติ ให้คิดเสียว่าเขายังนอนในหลุมศพ”
นักบุญแอนโทนีเงียบงันสักพัก ก่อนจะทำหน้าคล้ายกับฉุกคิดบางสิ่งได้ จึงพยักหน้าและกล่าว
“บางที… เขาอาจเป็นอีกหนึ่งในข้ารับใช้ของเทพธิดา…”
ซีสม่าเงยศีรษะขึ้น จ้องหน้านักบุญแอนโทนีราวกับอีกฝ่ายเสียสติไปแล้ว
ริมฝีปากของมันขยับสองสามหน แต่สุดท้ายก็มิได้กล่าวคำใด
แอนโทนีไม่สานต่อบทสนทนา ชำเลืองไปทางประตูและกล่าวเสียงขรึม
“งานของคุณเกี่ยวกับการสืบสวนเป็นหลัก อาจต้องใช้กำลังคนพอสมควร… อา… หน่วยของโซสต์เพิ่งเสร็จภารกิจจากทวีปใต้พอดี ผมจะโยกย้ายให้พวกเขาคอยรับคำสั่งจากคุณ”
“ตกลง” เครสไทน์·ซีสม่าไม่โต้แย้ง
…
“พักหนึ่งวัน ก่อนจะกลับเบ็คลันด์?” เลียวนาร์ดเงยศีรษะ จ้องหน้าหัวหน้าหน่วยโซสต์
โซสต์มองเข้าไปในดวงตาเลียวนาร์ดที่เงียบมาพักใหญ่ด้วยความเห็นใจ พยักหน้ารับ
“ใช่”
หลังจากเฝ้ามอง ‘จอมอาคมวิญญาณ’ เดินออกจากห้อง เลียวนาร์ดถอนหายใจยาวพลางเอนหลังพิงกำแพง
ทันใดนั้น แสงสีแดงเข้มพลันท่วมท้นการมองเห็น สร้างความประหลาดเหนือพรรณนา
………………………………..
กรุงเบ็คลันด์ เขตตะวันออก ภายในห้องพักแบบสองห้องนอน
ตำรวจหลายนายในเครื่องแบบสีขาวสลับดำเดินตามเจ้าของบ้านที่เปิดประตูเข้ามา แต่ละคนเลื่อนมือขึ้นมาปิดปาก
ด้านในมีกลิ่นคาวเลือดเข้มข้น!
“คุณตำรวจ ผมเองก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้เช่าใกล้เคียงแจ้งว่าได้กลิ่นเลือดจำนวนมาก” เจ้าของอาคารที่สวมหมวกผ้าไหม มองไปรอบๆ ด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าอยู่ในห้องอีกแม้แต่วินาทีเดียว
เจ้าหน้าที่ตำรวจตาสีฟ้า ผมสีดำ ประดับอินทรธนูสารวัตร โบกมือและกล่าว
“ไปรอที่ประตู พวกเราจะสอบปากคำคุณด้วย”
ขณะกล่าว พวกมันสวมถุงมือสีขาว สายตาจดจ้องไปยังประตูไม้ของห้องนอน
ทว่า ไม่มีใครรีบร้อนเข้าไป ทุกคนเพียงมองไปรอบๆ พร้อมกับเก็บรายละเอียด
กองถ่านหิน ตู้กับข้าวที่เก็บจานชามและอาหาร เตาขนาดเล็ก กระทะเหล็กสะอาดสะอ้าน โต๊ะที่มีคราบมันเยิ้มเล็กน้อย โต๊ะกลมสองตัวที่ล้มลง เก้าอี้สองตัวที่บิดเบี้ยว ขวดแก้วที่บรรจุผงลึกลับจำนวนมาก และไพ่ทาโรต์ที่กระจัดกระจาย
“ผู้คลั่งไคล้ศาสตร์เร้นลับที่มีเงินทุนปานกลาง?” สารวัตรตาสีฟ้าพยักหน้าเล็กน้อยพลางประเมิน จากนั้นก็ส่งสัญญาณบอกให้ลูกน้องเปิดประตูห้องนอน
ท่ามกลางเสียงเสียดสีของไม้ กลิ่นที่เหม็นฉุนยิ่งกว่าเดิมพลันพวยพุ่ง
เจ้าหน้าที่คนที่เปิดประตูชำเลืองเข้าไปเล็กน้อย อุทานไม่เป็นภาษาก่อนจะรีบถอยห่าง
สารวัตรขมวดคิ้วเล็กน้อย จับบ่าเจ้าหน้าที่คนที่เพิ่งถอยออกมา เดินอ้อมเข้าไปใกล้ห้องนอน
กวาดสายตาหนึ่งครั้ง สีหน้าของมันพลันแปรเปลี่ยน
ภายในห้องนอน บนเตียงไม้ ชายคนหนึ่งกำลังนอนอยู่โดยถูกมัดมือไว้กับราวกั้นเหนือศีรษะ
มันอยู่ในสภาพเปลื้องผ้า ทั่วร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลน้อยใหญ่ เลือดแห้งหมดตัวไปนานแล้ว ย้อมผ้าปูที่นอนและผ้าห่มข้างๆ ให้กลายเป็นสีแดงเข้ม
เมื่อเพ่งมองอย่างชัดเจน ดูเหมือนคนตายจะถูกรัดแน่นด้วยลวดเหล็ก ผิวหนังและเนื้อจมลึกเข้าไปถึงกระดูก
ฉากตรงหน้า กระทั่งตำรวจที่เคยผ่านตาฉากฆาตกรรมนับไม่ถ้วนก็ยังรู้สึกยากจะทำใจยอมรับ สัมผัสได้อย่างเลือนรางว่านี่อาจเป็นพิธีกรรมบางอย่าง
ขณะสารวัตรเตรียมกล่าวบางสิ่ง คนสองคนวิ่งพรวดเข้ามาในห้อง คนหนึ่งพยายามถ่ายรูป ส่วนอีกคนยิงคำถามชุดใหญ่
“คดีฆาตกรรมอีกแล้ว? ไม่ใช่ว่าเมื่อเร็วๆ นี้ เขตตะวันออกเต็มไปด้วยคดีฆาตกรรมหรอกหรือ? คุณตำรวจ คิดว่านี่เป็นคดีฆาตกรรมต่อเนื่องหรือไม่?”
สารวัตรผมดำตาฟ้าขมวดคิ้วชนกัน โบกไม้โบกมือ
“อย่าเข้ามาวุ่นวายในที่เกิดเหตุ ไม่อย่างนั้นจะถือว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของคนร้าย”
มันหันไปกล่าวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจคนเมื่อครู่
“คาลิส เชิญนักข่าวสองคนนี้ออกไป บอกพวกเขาว่า ถ้ามีข้อสงสัยอะไร กรุณาติดต่อไปที่ซิลวารัสยาร์ดโดยตรง”
รอจนกระทั่งนักข่าวถูกเชิญออกจากที่เกิดเหตุ สารวัตรถอนหายใจยาว
“คงได้ลงหนังสือพิมพ์อีกแล้ว… บ้าจริง”
…
เขตจักรพรรดินี ภายในคฤหาสน์สุดหรูของเอิร์ลฮอลล์
“เกิดเหตุฆาตกรรมในเขตตะวันออก เหยื่อต้องสงสัยว่าจะถูกทรมานก่อนตาย” ออเดรย์ที่กินมื้อค่ำเสร็จแล้ว กำลังอ่านหนังสือพิมพ์เบ็คลันด์ยามเย็นไปเรื่อยๆ ภายในห้องนั่งเล่น
ได้ยินเสียงบุตรสาวพึมพำ เอิร์ลฮอลล์ส่ายหน้าพลางถอนหายใจ
“สำหรับเขตตะวันออก นี่ไม่ใช่ข่าวใหม่ จากสถิติแล้ว ที่นั่นมีคนตายทุกวัน และไม่ใช่แค่หนึ่ง”
ออเดรย์มิได้ใส่ใจมากนัก หลังจากสนทนากับพ่อ แม่ พี่ชายสักพัก เธอกับซูซี่เดินกลับห้องส่วนตัว
หนึ่งคนหนึ่งสุนัขเข้าใจความคิดของกันและกันโดยไม่ต้องบอกกล่าว ซูซี่เดินไปเฝ้าหน้าประตูห้อง ส่วนออเดรย์ก็ลงกลอนมิดชิด นั่งลงข้างเตียง สวดวิงวอนถึงเดอะฟูลอย่างเงียบงัน
ผ่านไปสักพัก แสงสีแดงเข้มท่วมท้นการมองเห็น ปกคลุมทุกสิ่งมิดชิด
ออเดรย์ถูกส่งมายังมิติเหนือสายหมอก ภายในพระราชวังอันงดงามและแปลกตา
จากนั้น เธอเห็นห้องเล็กๆ ถูกวางอยู่ด้านข้าง บานประตูที่มีลวดลายเล็กน้อยกำลังเปิดแง้ม
ดีกว่าห้องสารภาพบาปคราวก่อนมาก… แต่สิ่งนี้ไม่สอดคล้องกับอุปนิสัยของมิสเตอร์เวิร์ล สภาพจิตใจของเขาไม่ปรกติ? ออเดรย์เดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าครุ่นคิด พลางปิดประตูที่มีลวดลาย
ก่อนหน้านี้ เธอได้นัด ‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์เพื่อมาดูอาการและพบว่า สภาพจิตใจของอีกฝ่ายหายเป็นปรกติแล้ว แต่วันนี้กลับได้รับคำขอร้องให้รักษาอย่างกะทันหัน
สิ่งนี้ทำให้เธอฉงนปนประหลาดใจ
ภายในห้องมืดที่ค่อนข้างกว้าง ออเดรย์เอนหลังพิงกำแพงที่เห็นได้ชัดว่ามีมนุษย์อยู่อีกฝั่ง ร่างกายค่อยๆ ไถลลงอย่างเชื่องช้า งอเข่าลงในท่าวางขาเฉียง
ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ เธอปรับสภาพจิตใจและเป็นฝ่ายพูดก่อน
“สายัณห์สวัสดิ์ค่ะ มิสเตอร์เวิร์ล~”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง สัมผัสวิญญาณออเดรย์เริ่มตระหนักถึงสถานการณ์ปัจจุบันของกายปัญญาอีกฝ่าย หรือในภาษาที่เข้าใจได้ง่ายก็คือ อารมณ์และความรู้สึก
หม่นหมอง ท้อแท้ สับสน ซึมเศร้า และไร้จุดหมาย… ปัญหาของมิสเตอร์เวิร์ลแตกต่างจากคราวก่อนโดยสิ้นเชิง… เกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่? ออเดรย์เม้มริมฝีปากล่างแผ่วเบา ตัดสินใจใช้ ‘ปลอบโยน’ ในช่วงเวลาที่เหมาะสม
นี่คือหนึ่งในพลังที่มีประโยชน์ที่สุดของนักจิตบำบัด ซึ่งในสมัยโบราณชื่อว่านักจิตวิเคราะห์
‘เมฆมืด’ ด้านหลังกำแพงสลายไปเล็กน้อย ในที่สุดเกอร์มัน·สแปร์โรว์ก็เปิดปากพูด
“สายัณห์สวัสดิ์ มิสจัสติส”
ออเดรย์เอนหลังพิงกำแพงครุ่นคิดสักพัก เปลี่ยนแผนเดิม ยังคงรักษาน้ำเสียงสดใสเอาไว้
“ดิฉันอยากทราบว่า คุณเพิ่งเผชิญหน้ากับสิ่งใดมา… ดูเหมือนจะเป็นประสบการณ์ที่เข้มข้น… เข้มข้นจนเหนือคำบรรยาย… ยังไม่ต้องคิดเรื่องอื่น คุยกันก่อน คุยกันเหมือนเพื่อนสนิท… ถ้าคุณสนใจเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของฉัน ทางนี้ก็ยินดีเล่าในส่วนที่น่าตื่นเต้นให้ฟัง”
เกอร์มัน·สแปร์โรว์อีกฟากหนึ่งกำแพงยังคงเงียบ ถามโดยไม่ตอบอีกฝ่าย
“คุณวาดฝันอนาคตแบบไหนเอาไว้”
สายตาออเดรย์เปลี่ยนไปเล็กน้อย ตอบขึงขัง
“เลื่อนลำดับพลัง พัฒนาตัวเองให้เป็นครึ่งเทพ จะได้ปกป้องพ่อแม่พี่น้องได้อย่างมั่นคง… จริงสิ ในช่วงก่อนหน้านี้ ฉันได้ติดตามเจ้าหน้าที่ของกองทุนไปเยี่ยมผู้ขอทุนหลายราย สภาพความเป็นอยู่ของพวกเขาช่างอนาถาเกินกว่าจินตนาการไปมาก แม้จะอ่านรายงานและเตรียมใจไว้บ้างแล้ว แต่เมื่อได้เห็นของจริงก็อดสะเทือนใจไม่ได้… เด็กผู้หญิงบางคนอายุน้อยกว่าดิฉันไม่กี่ปี แต่ผอมและตัวเล็กมาก เธอไม่ได้กินอาหารทุกวัน เสื้อผ้ามีแค่สองชุด แถมยังเก่าโทรม ในตอนที่เธอพูดว่าอยากเรียน ดวงตาของเธอช่างบริสุทธิ์และจริงใจ เต็มไปด้วยความเว้าวอน จนทุกวันนี้ก็ยังลืมไม่ลง”
ขณะกล่าว เธอพบความเปลี่ยนแปลงทางสภาพจิตใจของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ พบว่าอีกฝ่ายมิได้เป็นทะเลสาบสงบนิ่งอีกต่อไป หากแต่มีคลื่นกระเพื่อมขึ้นลงที่ไม่มั่นคง
ครุ่นคิดสักพัก ‘นักจิตบำบัด’ รายนี้แสร้งไม่พบความผิดปรกติ ยังคงพึมพำกับตัวเอง
“ฉันเคยตั้งตารอการสมรสที่ดี โดยหวังว่า ‘เจ้าชาย’ ในฝันจะเป็นคนที่ยอดเยี่ยมตามที่นิยายเรื่องดังบรรยายเอาไว้ แต่หลังจากกลายเป็น ‘ผู้ชม’ ฉันพบว่าความฝันของตนคงยากจะเกินขึ้นจริง เพราะตัวเองสามารถอ่านความคิดของผู้ชายเหล่านั้นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ยืนมองอีกฝ่ายโกหกหน้าตายเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ พบว่าโลกนี้มิได้สวยหรูอย่างที่เข้าใจ นั่นทำให้มโนภาพของฉันแตกสลายและเกิดความผิดหวัง… อา… แน่นอน บางที ในอนาคตฉันอาจเปิดใจยอมรับข้อบกพร่องของผู้อื่น แต่สำหรับปัจจุบันคงทำใจได้ยาก”
เมื่อเห็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์อีกฝั่งกำแพงเริ่มเผยอารมณ์ขัน ออเดรย์ใช้พลังปลอบโยนอีกครั้งพลางได้ยินคำถามจากอีกฝ่าย
“คุณเคยฟังข้อมูลของมังกรจากเดอะซันน้อย น่าจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับมังกรจินตภาพใช่ไหม… สมมตินะ ถ้าผมบอกว่า พ่อแม่และพี่น้องของคุณ ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่เทวทูตของเส้นทาง ‘ผู้ชม’ จินตนาการขึ้น ไม่เคยมีอยู่จริงมาก่อน คุณจะมีท่าทีเช่นไร?”
เสียสติและคลุ้มคลั่งคาที่… มิสเตอร์เวิร์ลเป็นเช่นนี้เพราะว่า เขาค้นพบว่าเป้าหมายสูงสุดของชีวิตตนจะไม่มีวันถูกเติมเต็ม? ออเดรย์ตื่นตัวในตอนต้น ก่อนจะพบแก่นของปัญหาในตัวเกอร์มัน·สแปร์โรว์
เธอไม่ตอบ ย้อนถามกลับ
“ดูเหมือนว่า คุณเพิ่งได้เห็นความหวังของตัวเองถูกทำลายมาไม่นาน”
“หึ…” ณ กำแพงด้านหลังออเดรย์ เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้น “ก็ถูกของคุณ… ผมเคยคิดว่าตัวเองยังมีครอบครัว แต่ในภายหลัง นั่นเป็นได้แค่ความหวังลมๆ แล้งๆ”
“ทำไมถึงกล่าวเช่นนั้น” ออเดรย์ถามอย่างเป็นกันเอง
เกอร์มัน·สแปร์โรว์เงียบไปสองสามวินาที ก่อนจะกล่าว
“คุณเคยฟังนิทานที่จักรพรรดิโรซายล์ใช้สอนลูกไหม?”
“พวกมันคือความทรงจำในวัยเด็กของฉัน” ออเดรย์อืมในลำคอ
พร้อมกันนั้น เธอพบว่าอารมณ์ของเดอะเวิร์ลเกิดความผันผวนรุนแรง ความเจ็บปวดมากมายกำลังพรั่งพรูอย่างมิอาจหักห้าม
ในคราวนี้ ออเดรย์มองว่าไม่มีประโยชน์ที่จะใช้พลังปลอบโยน เพราะสัมผัสวิญญาณและความรู้พื้นฐานทางวิชาชีพกำลังบอกเธอว่า อีกฝ่ายจำเป็นต้องระบายด้วยตัวเอง
“ถ้าอย่างนั้น คงเคยฟังเรื่องเจ้าหญิงนิทรากับเจ้าชาย…” เกอร์มัน·สแปร์โรว์กล่าวด้วยเสียงค่อนข้างแหบพร่าและล่องลอย “มีคนแบบนั้นอยู่จริง… หลับใหลอย่างยาวนานจนกระทั่งตื่นขึ้นมาในวันหนึ่ง… เขาคิดว่าครอบครัวของตัวเองยังคงอยู่ที่เดิม จึงพยายามทำงานหนักเพื่อพัฒนาตัวเองโดยหวังจะมีช่องทางตามหาพวกเขา นั่นคือเป้าหมายหลักของชีวิต แต่แล้ววันหนึ่ง เขาพบว่าตัวเองหลับใหลมานานไม่ต่ำกว่าสองสามร้อยปี หรืออาจนานถึงพันปี หรือนานยิ่งกว่านั้น ทุกสิ่งที่เคยเป็นของเขาจะไม่มีวันถูกหาพบ”
ความเจ็บปวดและสับสนที่กำลังท่วมท้น ออเดรย์สามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจน ช่วยให้เธอเริ่มเข้าใจในบางประเด็น
ชายที่มืดมน สงวนกิริยา มากประสบการณ์ และป่าเถื่อนอย่างมิสเตอร์เวิร์ลเองก็มีเป้าหมายหลักของชีวิต เป้าหมายในการดำรงอยู่!
สอดคล้องกับด้านที่อ่อนโยนของเขา…. ช่างน่าสงสาร… แม้ว่าจะเปรียบเทียบด้วยนิทาน แต่น้ำเสียงและอารมณ์เมื่อครู่มีความจริงซ่อนอยู่… ทุกครั้งที่เขาพูดว่า ‘หลับใหล’ ‘ครอบครัว’ ‘สามร้อยปี’ ‘พันปี’ ‘หรือนานกว่านั้น’ ‘ไม่มีวันหาพบ’ ความเจ็บปวดของเขาจะเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ… แสดงว่าเป็นคนจากยุคโบราณ แต่มีชีวิตรอดมาถึงปัจจุบันได้ด้วยเหตุการณ์บางอย่าง? สอดคล้องกับมิสเตอร์ฟูลที่เป็นเทพบรรพกาลคืนชีพ เข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงได้เป็นข้ารับใช้… ออเดรย์จับประเด็นสำคัญของเรื่องราว
หญิงสาวเม้มริมฝีปาก ไตร่ตรองสักพักและกล่าว
“ครอบครัวของเขาได้ทิ้งคำพูดไว้บ้างไหม? ทำนองว่า ให้เขาทำอะไรหลังจากลืมตาตื่น?”
…………………………….
ราชันเร้นลับ 935 : พบหน้า
แอนเดอร์สันที่กำลังเพลิดเพลินไปกับขนมปังมันชีส มองหน้าเดนิส ผงกศีรษะครุ่นคิด
“ไม่รู้ทำไม แต่ฉันไม่อยากออกจากไบลัมตะวันตก… ฮะฮะ ในฐานะนักล่าสมบัติ อุตส่าห์ได้อยู่ที่นี่ทั้งที จะกลับไปมือเปล่าได้ยังไง? ภายในผืนป่าอันกว้างใหญ่ ในวัดร้าง ยังหลงเหลือทองคำ อัญมณี ของเก่า และบางชิ้นอาจเป็นสมบัติวิเศษ รอให้เราเข้าไปช่วยเหลือออกมา!”
เดนิสเชิดค้างขึ้นพร้อมกับกระดก ‘กวาดาร์’ ที่เหลือในแก้ว
นี่คือเครื่องดื่มจากผลไม้ชนิดพิเศษของไบลัมตะวันตก มีสีส้ม รสเปรี้ยวอมหวาน มีฤทธิ์บรรเทาความร้อนและดับกระหาย มีคาเฟอีนอยู่จำนวนหนึ่ง สามารถฟื้นฟูความอ่อนเพลียและช่วยให้กระปรี้กระเปร่า
วางแก้วลง เดนิสเช็ดปากพร้อมกับกล่าว
“ฉันรู้สึกอย่างบอกไม่ถูกว่านายกำลังวางแผนบางอย่างไว้”
“ฉันเองก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้น” แอนเดอร์สันยิ้มโดยไม่มองหน้า
มันกินอาหารเช้ากับกาแฟ
ไบลัมตะวันออกเต็มไปด้วยแหล่งผลิตกาแฟคุณภาพสูง มีชื่อเสียงโด่งดังยิ่งกว่ากาแฟเฟเนพ็อต กาแฟที่ราบสูงของทวีปใต้ และกาแฟเฟอร์โม่จากที่ราบสูงดวงดาวใกล้กับหุบเขาเพิร์ธ
โดยไม่รอให้เดนิสพูด แอนเดอร์สันยิ้มและกล่าว
“แล้วนายไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องที่ดีบ้างหรือ? ฉันคอยคุ้มกันให้ฟรี ส่วนนายก็ทำหน้าที่ล่าม ทุกคนได้ผลประโยชน์”
เมื่อพิจารณาว่าตนเป็นเพียงลำดับ 7 ที่กำลังจะเผชิญหน้ากับกองกำลังหลายฝ่าย เดนิสรู้สึกว่าคำพูดของแอนเดอร์สันฟังขึ้น
มันกระแอมแห้ง
“แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ฉันจะบอกให้นายอยู่ห่างๆ”
“ถ้านายพูดว่า ‘ได้โปรดเถอะครับ’ ฉันก็ไม่ว่าอะไร” แอนเดอร์สันตอบผ่อนคลาย
เดนิสสวมเสื้อคลุม เดินไปที่ประตูโรงแรม เตรียมเริ่มลงมือสืบสวน
ระหว่างทาง มันโพล่งขึ้น
“นายเคยมีประสบการณ์แบบนี้บ้างไหม? ฝันว่าตัวเองถูกเทวทูตโอบกอดด้วยปีกทีละชั้น… ไม่สิ ไม่ใช่แค่ความฝัน กระทั่งภาพหลอนแบบเดียวกันก็เคยเห็น”
แอนเดอร์สันชำเลืองถุงมือที่เดนิสสวม ครุ่นคิดสักพักก่อนจะยิ้ม
“นายเป็นสาวกของตัวตนลึกลับที่ไหนรึเปล่า? หรือเคยไปสัมผัสกับวัตถุโบราณส่งเดชไหม?”
เดนิสชะงักเล็กน้อย ฝืนยิ้มพลางกล่าว
“ถ้ามันง่ายแบบนั้น ฉันคงหาสาเหตุด้วยตัวเองได้นานแล้ว!”
ขณะกล่าว มันเดินผ่านชายสามคนที่เดินเข้ามาจากทางเข้าโรงแรม
แอนเดอร์สันกวาดตาไปรอบๆ ตามสัญชาตญาณ ยืนยันว่ารอบตัวไม่มีปัญหา จากนั้นก็ชำเลืองไปทางชายทั้งสามด้วยท่าทีผ่อนคลาย พบว่ามีหนึ่งคนเป็นนายจ้าง และอีกสองคนเป็นคนรับใช้ นายจ้างค่อนข้างสูง ผิวสีน้ำตาลใบหน้าอ่อนโยน น่าจะเป็นลูกครึ่งไบลัมและโลเอ็น แต่งกายด้วยหมวกผ้าไหมตามแบบฉบับชาวทวีปเหนือ ชุดสูทสีดำและไม้ค้ำเลี่ยมทอง
คนรับใช้ทั้งสองล้วนเป็นชนพื้นเมือง คนหนึ่งคล้ายกับมาจากแปลงเกษตรกรรม พวกมันช่วยเจ้านายถือไม้ค้ำและกระเป๋าเดินทางหนัง คนหนึ่งเป็นลูกผสม ใบหน้าอวบกลม เสื้อผ้าค่อนข้างหลวม พิจารณาจากดาบที่เหน็บรอบเอวน่าจะเป็นผู้คุ้มกัน
แอนเดอร์สันถอนสายตากลับอย่างไม่แยแส เดินถามเดนิสออกไปที่ถนน
มันชี้ไปยังโลงศพหลากหลายรูปแบบด้วยความสนใจ
“อยากลองใช้บริการไหม? ดูน่าสนใจทีเดียว การได้ลงไปนอนในนั้นจะทำให้ตระหนักว่าความตายไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด และบางที เรายังสามารถเปิดฝาโลงขึ้นมายืนหยัดได้อีกครั้ง”
เดนิสชำเลืองไปทางระบบขนส่งพิสดาร ส่ายหน้าและกล่าวโดยไม่ลังเล
“ในฐานะโจรสลัดที่นับถือเทพวายุสลาตัน ฉันมีข้อห้ามหลายเรื่อง หนึ่งนั้นในคือการอยู่ให้ไกลจากโลงศพ”
“แต่ฉันไม่มีข้อห้ามแบบนั้น” แอนเดอร์สันสุ่มหยิบ ‘เดลิกซี่’ ออกจากกระเป๋าเสื้อและโยนไปทางเด็กส่งหนังสือพิมพ์เพื่อซื้อสองสามฉบับ
ต้องยอมรับว่า หากเป็นในด้านเด็กส่งหนังสือพิมพ์ ทวีปใต้นั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าทวีปเหนือ เนื่องจากค่าแรงถูกกว่า แถมยังมีเด็กจำนวนมากที่ต้องการหางานทำเพื่อจุนเจือครอบครัว
เดนิสเดินไปยังสุดเส้นถนน มองหารถม้าสำหรับชาวต่างชาติพลางหยิบหนังสือพิมพ์ที่แอนเดอร์สันซื้อมากวาดตาอ่าน
ทันใดนั้นเอง มันเหลือบไปเห็นข่าวหนึ่ง
“…โจรสลัดคนดัง ลูเธอร์ไวล์ ผู้เรียกตัวเองว่าพลเรือเอกขุมนรก ถูกสังหารโดยนักผจญภัยเสียสติ เกอร์มัน·สแปร์โรว์ บนเรือทิวลิปดำ กองเรือทั้งหมดถูกยึดครองโดยมิเรลลา ผู้อ้างตัวว่าเป็นอัครทูตแห่งมรณา”
“นี่มัน…” เดนิสอ้าปากเล็กน้อย แต่ก็ไม่ค้างนาน
ในที่สุดมันก็เข้าใจว่าทำไมเกอร์มัน·สแปร์โรว์ถึงเตือนให้ระวังเกี่ยวกับนิกายวิญญาณ!
ชายเสียสติรายนี้ลงมือสังหารลูเธอร์ไวล์ นายพลโจรสลัดที่แข็งแกร่งที่สุด!
สิบวินาทีถัดมา เดนิสยื่นหนังสือพิมพ์ให้แอนเดอร์สันด้านข้างด้วยสีหน้าเหม่อลอย
“ลองอ่านดู”
แอนเดอร์สันรับหนังสือพิมพ์ด้วยรอยยิ้ม รีบกวาดตาอ่าน
หลังจากเงียบงันสักพัก มันผิวปากและหัวเราะในลำคอ
“หมอนั่นควรได้รับฉายาใหม่… มือสังหารนายพลโจรสลัด!”
เดนิสไม่กล้าพยักหน้า ถอนสายตากลับพลางรำพัน
“ในตอนที่พบกันครั้งแรก ฉันคิดว่าหมอนั่นน่ากลัวมาก แต่ก็ไม่คิดว่าจะระดับนี้”
มันหวนนึกถึงช่วงเวลาที่ตนพยายามโน้มน้าวให้เกอร์มัน·สแปร์โรว์เข้าร่วมกลุ่มโจรสลัดฝันทองคำ
ในทางกลับกัน หลังจากเดินผ่านคนทั้งสองเข้าไปในโรงแรมและเช่าห้องพักหรู ไคลน์ก้มมอง ‘นักล่า’ ทั้งสองที่กำลังเดินไปบนถนนอย่างไม่ระมัดระวังตัว
ลูบกระดุมข้อมือแผ่วเบาหนึ่งครั้ง มันคลี่กระดาษจดหมายและเขียน
“…อันดับแรก ฉันสงสัยว่าตัวตนที่สิงร่างอินซ์·แซงวิลล์จะเป็นวิญญาณมารของเส้นทางนักล่า คุณสามารถเริ่มสืบสวนได้จากทิศทางนี้…”
“…พร้อมกับจดหมาย ผมจะแนบตะกอนพลังของ ‘นักปลอบวิญญาณ’ ไปด้วย เขาคือเหยื่อผู้โชคร้ายที่ถูกกลืนวิญญาณ ผมปลดปล่อยเขาให้เป็นอิสระโดยสัญญาว่าจะส่งตะกอนพลังคืนโบสถ์รัตติกาล…”
…
ไบลัมตะวันออก ขณะเลียวนาร์ดเตรียมเข้าร่วมการประชุมในตอนเช้า มันเห็นผู้ส่งสารระดับเทวทูตเจ้าของสี่เศียรหัวทองตาแดงปรากฏขึ้นตรงหน้า
มันรับจดหมายด้วยความเคยชิน แกะซอง ก่อนจะตกตะลึงเมื่อได้พบกับวัตถุที่คล้ายกับค่ำคืนที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว
นี่มัน… เลียวนาร์ดเข้าใจอย่างคลุมเครือว่าสิ่งนี้คืออะไร จึงรีบคลี่กระดาษอ่าน
ราวยี่สิบวินาทีถัดมา มันถอนหายใจออกแผ่วเบา พึมพำกับตัวเอง
อย่างที่คิด ตะกอนพลัง…
ไคลน์ยังคงเป็นมิตรกับเหยี่ยวราตรีและโบสถ์รัตติกาล…
ตัวมันที่ค่อนข้างโล่งใจ นำหนอนแมลงโปร่งแสงที่ตายแล้วสองตัวยัดใส่ซองจดหมายเดียวกัน จากนั้นก็อัญเชิญผู้ส่งสารของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ส่งมันให้เธอพร้อมกับเหรียญทอง
จัดการเสร็จ เลียวนาร์ดปลดกระดุมเสื้อเม็ดบน เดินออกจากห้อง ลงไปยังชั้นใต้ดิน
ระหว่างทาง มันได้พบกับดาลีย์·ซิโมเน่
ดาลีย์ยังคงแต่งกายเป็นผู้สื่อวิญญาณตามเดิม ถามพลางจ้องหน้าอีกฝ่าย
“มีเบาะแสใหม่หรือยัง?”
“…วิญญาณมารต้องสงสัยว่าจะอยู่บนเส้นทางนักล่า” เลียวนาร์ดตัดสินใจไม่ปิดบัง
ดาลีย์พยักหน้ารับ ครุ่นคิดก่อนจะพูด
“ถ้าอย่างนั้นต้องหลงเหลือร่องรอยการยั่วยุให้เห็น นั่นจะกลายเป็นเบาะแสให้เรา… แน่นอน หนึ่งในนั้นคงมีเบาะแสที่ผิดๆ ปะปนอยู่”
…
ก๊อก ก๊อก ก๊อก ประตูห้องกัปตันโทสะสีครามถูกเคาะ
“เข้ามา” อัลเจอร์วางอุปกรณ์เดินเรือทองเหลืองในมือลง กล่าวเสียงทุ้ม
ลูกเรือเปิดประตูและมองกลับหลัง ก่อนจะถูกพวกพ้องจำนวนมากรบเร้าจนต้องเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทีลังเล ปิดท้ายด้วยการใช้หมัดขวาทุบอกซ้าย
“วายุสลาตันจงเจริญ!”
รอจนกระทั่งอัลเจอร์ให้สัญญาณ มันฝืนยิ้มและกล่าว
“กัปตัน เมื่อไม่นานมานี้ โจรสลัดจำนวนมากรวมถึงลูกเรือของเรือการค้าต่างเล่าตรงกันว่า พวกมันค้นพบสิ่งของมีค่าภายในท่าเรือแบนชี มีแม้กระทั่งทองคำ… ช่วงนี้ดูเหมือนพวกเราจะยังไม่มีภารกิจใหญ่ ทุกคนจึงคิดเห็นตรงกันว่า ควรแวะไปที่ท่าเรือแบนชีสักครั้ง แม้มันจะถูกขุดค้นไปบ้างแล้ว แต่ก็น่าจะยังมีอีกหลายสิ่งหลงเหลือ…”
อัลเจอร์ยังคงทำหน้านิ่ง ครุ่นคิดหลายวินาทีก่อนจะพูด
“ผมเข้าใจความรู้สึกของพวกคุณ เอาแบบนี้เป็นไง เราจะแล่นเรือไปยังทิศทางของท่าแบนชี แต่ยังไม่เจาะจงว่าที่นั่นคือจุดหมาย ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างทาง พวกเราจะหยุดพักที่นั่นหนึ่งวัน”
“รับทราบครับ กัปตัน!” ลูกเรือคนดังกล่าวใช้กำปั้นขวาทุบอกซ้ายอย่างกระตือรือร้น “ขอพายุจงสถิตกับท่าน”
“ขอพายุจงสถิตกับท่าน” อัลเจอร์มองแผ่นหลังของลูกน้อยที่เดินจากไปและปิดประตู
จากนั้น มันเทแลงติร้อนแรงใส่แก้วราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ใบหน้าปราศจากความสุขหรือโกรธ เพียงค่อยๆ จิบเหล้าอย่างผ่อนคลาย
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนอยู่ในความคาดหมายของอัลเจอร์ เพราะข่าวคราวการค้นพบวัตถุมีค่าในซากปรักหักพังของท่าเรือแบนชี เป็นสิ่งที่มันแอบเผยแพร่ในสภาพปลอมตัว
ในฐานะกัปตันเรือของโบสถ์วายุสลาตัน มันถูกลูกเรือจับตามองอยู่เสมอ หากเป็นฝ่ายออกปากต้องการไปยังท่าเรือแบนชีด้วยตัวเอง นั่นจะถูกมองว่าน่าสงสัย อัลเจอร์จึงหาทางทำให้ลูกเรือเป็นฝ่ายรบเร้าก่อน!
ด้วยเหตุนี้ หากค้นพบความผิดปรกติบางอย่างบนท่าเรือแบนชี ก็จะไม่มีใครสงสัยตัวมันที่เป็นกัปตัน
และสำหรับลูกเรือ โดยเฉพาะลูกเรือที่เพิ่งผลาญเงินไปกับบายัม ข่าวลือแบบใดเย้ายวนใจมากที่สุด น่าตื่นเต้นมากที่สุด อัลเจอร์ย่อมทราบดี
นอกจากนั้น โทสะสีครามยังจอดแช่อยู่ที่บายัมมานานแล้ว หากไม่ออกเรือเสียบ้างอาจตกเป็นเป้าสงสัย
สำหรับการติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับ ‘ช่างฝีมือ’ ชาฟฟ์ มันมอบให้เป็นหน้าที่ของ ‘พลเรือเอกดวงดาว’ แคทลียา เนื่องจากเธออาจกำลังถูก ‘สืบสวน’ โดยคนของชุมนุมแสงเหนือ แคทลียาและอนาคตกาลจึงเอาแต่เตร็ดเตร่อยู่ในน่านน้ำหมู่เกาะรอสต์มาได้ระยะหนึ่งแล้ว กล่าวกันว่าที่นี่คือฐานสำคัญของนิกายมอสส์
หลังจากดื่มเหล้าเสร็จ อัลเจอร์วางแก้ว มองออกไปนอกหน้าต่างฝั่งทะเล พึมพำเสียงต่ำ
“แบนชี…”
…
เมื่อพิจารณาว่าใกล้จะปลายมิถุนายนแล้ว วิล·อัสตินอาจคลอดได้ทุกเมื่อ หลังจากไคลน์เตรียมการเบื้องต้นเสร็จ มันส่งตัวเองเข้ามิติหมอกและนำเครื่องรับโทรเลขไร้สายกลับมายังโลกความจริง ตักเตือนตัวเองว่าห้ามถามเกินสองคำถาม
ห้องมืดลงและมีบรรยากาศเย็นเยียบทันที เครื่องรับโทรเลขไร้สายส่งเสียงกุกกักด้วยตัวเอง
ตั้งแต่ส่งข้อมูลของ ‘ตัวจำแลงกาย’ ที่สงสัยว่าจะเป็นมารพิสดารให้มิสเตอร์เวิร์ล เดอร์ริคคิดอยู่เสมอว่าต้องมีสักวันที่อีกฝ่ายจ้างตนตามหาวัตถุดิบดังกล่าว แต่ปัจจุบันมันยังแข็งแกร่งไม่พอ แม้จะตั้งทีมล่าร่วมกับเพื่อนสนิท แต่โอกาสสำเร็จก็ยังต่ำมาก นอกจากนั้น การสำรวจทางไกลก็ยังต้องมีหนึ่งใน ‘หกสภาอาวุธ’ เป็นคนนำทาง เมืองเงินพิสุทธิ์ไม่อนุญาตให้ทีมสำรวจที่ตั้งกันเองออกไปล่าได้ไกลจากเขตเมืองมากนัก มันอดทนเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจมาสักพัก ในบางครั้งก็ใช้เป็นแรงผลักดันที่จะพัฒนาตัวเองและเลื่อนลำดับพลัง
แล้วก็ต้องผิดคาด ผ่านไปเพียงไม่นาน เมืองเงินพิสุทธิ์ตั้งทีมสำรวจเมืองนอร์ธขึ้น แถมยังนำทางโดยเจ้าเมืองโคลิน·อีเลียดด้วยตัวเอง!
เมื่อผนวกเข้ากับเนื้อหาของชุมนุมทาโรต์ในคราวก่อนที่ตนแลกเปลี่ยนข้อมูลกับมิสเตอร์แฮงแมน จัสติส และคนอื่นๆ เดอร์ริคเริ่มสร้างข้อสันนิษฐาน
ระหว่างการสำรวจอนุสาวรีย์บรรจุศพของอดีตเจ้าเมือง มิสเตอร์ฟูลเสนอความช่วยเหลือบางอย่างให้กับเจ้าเมืองคนปัจจุบัน ช่วยให้อีกฝ่ายขัดขวางแผนการของ ‘พระผู้สร้างเสื่อมทราม’ สำเร็จอย่างราบรื่นพร้อมกับสะสางปัญหา ดังนั้น เมื่อนักล่าปีศาจรายนี้เห็นว่าเดอร์ริคถามถึง ‘ตัวจำแลงกาย’ มันก็คิดจะล่าวัตถุดิบมาสังเวยให้กับเทพเพื่อเป็นการเอาใจ!
“นี่คือการตอบแทนตามมารยาท แถมยังเป็นการรักษาสมดุลของพลัง…” ถ้อยคำที่แฮงแมนกล่าวเอาไว้ กำลังดังกังวานภายในจิตใจเดอร์ริค ช่วยให้จิตใจของมันปราศจากความลังเล อาศัยจังหวะก่อนที่จะออกเดินทาง สวดวิงวอนถึงเดอะฟูลเพื่อแจ้งต่อให้เดอะเวิร์ลทราบเกี่ยวกับการสำรวจในครั้งนี้
มันได้รับคำตอบอย่างรวดเร็ว เป็นเสียงของเดอะเวิร์ลที่กล่าวว่า:
“…ถ้าการล่ามารพิสดารเป็นเรื่องที่อันตรายเกินไป ผมยินดีลดระดับความต้องการลง เอาแค่เลือดของมันจำนวนหนึ่ง… หากคุณรวบรวมได้เมื่อไร ตะกอนพลังนักบวชแสงจะตกเป็นของคุณทันที”
ตะกอนพลังของ ‘นักบวชแสง’ ? มิสเตอร์เวิร์ลมีตะกอนพลังของ ‘นักบวชแสง’ ในมือแล้ว? หรือเขากำลังหมายหัวเหยื่อไว้และสามารถไปเชือดได้ทุกเมื่อ? แค่เราได้เลือด… ด้วยความแข็งแกร่งของเจ้าเมือง ผนวกกับทีมเวิร์คอันยอดเยี่ยมของหน่วยสำรวจ โอกาสสำเร็จมีสูงมาก… เดอร์ริคโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เดินถือ ‘เทพสายฟ้าคำราม’ ออกจากบ้าน ตรงไปที่สนามซ้อม
ทันทีที่ถึงจุดหมาย มันเห็นร่างของเจ้าเมืองโคลิน·อีเลียด ดาบยาวสองเล่มถูกสะพายไว้บนหลัง สูงโปร่งและน่าเกรงขาม ทำให้ทุกคนเกิดความสบายใจแค่เพียงได้มอง
และถัดจาก ‘นักล่าปีศาจ’ ยังมีอีกหนึ่งคนยืนอยู่ เธอสวมชุดคลุมสีดำที่มีลวดลายสีม่วง ไม่ใช่ใครนอกจาก ‘คนเลี้ยงแกะ’ อาวุโสโลเฟียร์ สตรีเจ้าของผมหยักศกสีเงินยาวสลวย
โลเฟียร์ที่ดูเหมือนเข้าร่วมทีมสำรวจนี้ด้วย หันหลังกลับมามอง กระจกตาสีเทาซีดของเธอสะท้อนร่างเดอร์ริค·เบเกอร์โดยปราศจากความผันผวนทางอารมณ์
เดอร์ริคผงะตกใจ ลดความเร็วลงโดยไม่รู้ตัว
…
ไบลัมตะวันออก เหนือหมอกสีเทา
หลังจากชื่นชมพฤติกรรมของเจ้าเมืองเมืองเงินพิสุทธิ์ที่ริเริ่มตั้งทีมสำรวจเมืองนอร์ธ ไคลน์กำชับกับเดอะซันน้อยว่า ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงอันตรายมากนัก สิ่งที่ต้องการจากเป้าหมายมีเพียงเลือด
เมื่อถึงตอนนั้น มันสามารถนำเลือดมาป้ายลงบนปกการเดินทางของกรอซาย จากนั้นก็เตรียมทำศึกใหญ่กับ ‘มารพิสดาร’ ด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่มี เก็บเกี่ยววัตถุดิบที่ต้องการจากมัน
สำหรับคำถามที่ว่า พลังในการดูดกลืนเข้าไปในโลกหนังสือของ ‘บันทึกการเดินทางของกรอซาย’ จะถูกตัดขาดโดยความพิเศษของดินแดนเทพทอดทิ้งหรือไม่ ไคลน์เองก็คำนึงถึงประเด็นนี้และคิดหาทางแก้ไขไว้แล้ว นั่นคือการส่งหนังสือเล่มดังกล่าวให้เดอะซันน้อยพกพา จากนั้นก็สังเวยคืนเมื่อเสร็จภารกิจ
และนอกจากนั้น มันมิได้กังวลว่า ‘มารพิสดาร’ จะเป็นสิ่งมีชีวิตวิญญาณที่ไม่มีเลือด เพราะสูตรโอสถจอมเวทพิสดารระบุไว้อย่างชัดเจนว่า:
“วัตถุดิบเสริม: เลือดของมารพิสดารสองร้อยมิลลิลิตร…”
วิธีแก้ปัญหามักมีมากกว่าปัญหาเสมอ… ไคลน์พึมพำด้วยความพึงพอใจ ส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริง
ก่อนจะเข้านอน มันได้รับจดหมายจากเลียวนาร์ด·มิเชลโดยมีเนื้อหาระบุว่า ‘หนอนกาลเวลา’ ที่ต้องการจะพร้อมส่งในอีกสองวันข้างหน้า รวมถึงเขียนอธิบายเกี่ยวกับวิญญาณมารอย่างละเอียด
อีกหนึ่งวันถึงจะได้ และมีเพียงสองตัวเท่านั้น สภาพของคุณปู่ในตัวเลียวนาร์ดคงค่อนข้างย่ำแย่… อา… ไม่สามารถออกจากอาณาเขต สามารถใช้พลังได้ในรัศมีที่กำหนดเท่านั้น… ความปรารถนาที่มีร่วมกันก็คือ ข้อแรก แนวโน้มในการสูบวิญญาณของสิ่งมีชีวิต และข้อที่สอง ปรารถนาการกินวัตถุดิบโอสถในเส้นทางเดิมสมัยยังมีชีวิตอยู่… กล่าวอีกนัยหนึ่ง วิญญาณมารจะใช้ร่างกายอินซ์·แซงวิลล์ในการรวบรวมวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องและตะกอนพลัง… นี่เส้นทางการสืบสวนที่ควรเป็นจุดตั้งต้น… ไคลน์ถือจดหมายด้วยมือทั้งสองข้าง สมองครุ่นคิดเรื่อยเปื่อย
ทันใดนั้น มันจดจำได้หนึ่งสิ่ง
ย้อนกลับไปในตอนที่มันได้พบกับอินซ์·แซงวิลล์บนเกาะกลางทะเลคลั่ง อีกฝ่ายกำลังถูกไล่ล่าโดยครึ่งเทพที่แข็งแกร่งของเส้นทาง ‘นักล่า’ !
หรือว่า… จะเป็นเพราะวิญญาณมารตนนั้น?
เราเคยคิดว่าอินซ์·แซงวิลล์ได้รับมอบหมายจากฝ่ายราชวงศ์บางกลุ่ม ลงมือทำอะไรบางอย่างกับอินทิส แต่สุดท้ายกลับล้มเหลวและต้องเปิดเผยตัวเอง ส่งผลให้ถูกครึ่งเทพของพวกมันตามล่า…
แต่จากข้อมูลล่าสุด ดูเหมือนเรื่องราวจะไม่ใช่แบบนั้น… วิญญาณมารในตัวมันปรารถนาตะกอนพลังของเส้นทาง ‘นักล่า’ และทันทีที่สามารถควบคุมร่างกายได้ชั่วขณะ มันจะไล่ฆ่าผู้วิเศษในเส้นทางนักล่า… ผลลัพธ์อาจเป็นได้ทั้งสำเร็จหรือล้มเหลว แต่ก็ไม่แคล้วลงเอยด้วยการถูกครึ่งเทพของเส้นทางนักล่าหมายหัว โดยที่อีกฝ่ายอาศัยสัญชาตญาณอันเฉียบแหลมของนักล่าเพื่อสะกดรอยตาม… ยิ่งครุ่นคิด ไคลน์ก็ยิ่งเชื่อว่าข้อสันนิษฐานล่าสุดเข้าใกล้ความจริง
เพราะมีเพียงวิธีนี้เท่านั้นจึงจะอธิบายได้ว่า เหตุใดอินซ์·แซงวิลล์ที่ครอบครอง 0-08 ถึงถูกพบตัว!
ในเวลาเดียวกัน หุ่นเชิดเอ็นโซและลูเธอร์ไวล์ก้มตัวลงและบีบนวดขาของไคลน์
ปัจจุบัน ข้อมูลที่ค่อนข้างแน่ชัดมีเพียง วิญญาณมารตนดังกล่าวอยู่บนเส้นทางนักล่า… เราจะตอบจดหมายเลียวนาร์ดและให้หมอนั่นคอยชี้นำถุงมือแดงให้สำรวจในทิศทางนี้… เฮ่อ… แต่หมอนั่นเล่นละครไม่เก่ง ไม่ชำนาญจิตวิทยามนุษย์ คงไม่แคล้วได้ถูกเปิดโปงเข้าจนได้… แต่ก็ไม่แน่ เลียวนาร์ดอาจจะโยนเรื่องทั้งหมดให้กับสายข่าวนิรนามไม่เปิดเผยตัวตน… สายข่าวที่ไม่เคยมีอยู่จริง… วิญญาณมารของเส้นทางนักล่า… วิญญาณมารของเส้นทาง… นักล่า… ดวงตาไคลน์พลังเบิกโพลง ลำตัวลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ปล่อยให้หุ่นเชิดทั้งสองพลันเหม่อลอย
ไคลน์รู้จักวิญญาณมารไม่มากนัก และจากบรรดาทั้งหมด มีเพียงตนเดียวที่อยู่บนเส้นทางนักล่า!
ดวงวิญญาณดังกล่าวมีแก่นเป็น ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซี โดยผสานเข้ากับดวงวิญญาณของเทวทูตลำดับ 1 อีกสองตนจากตระกูลเซารอนและไอน์ฮอร์น!
หากเป็นเส้นทางนักล่า คงไม่มีวิญญาณมารตนใดที่แข็งแกร่งกว่านี้อีกแล้ว เว้นเสียแต่ ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์จะยังหลงเหลือเศษเสี้ยวดวงวิญญาณ!
ก่อนหน้านี้ อินซ์·แซงวิลล์อยู่ในเบ็คลันด์ และวิญญาณมารที่น่าจะเป็นเมดีชีก็อยู่ในเบ็คลันด์เหมือนกัน…
และในภายหลัง วิญญาณมารสามารถหลบหนีจากผนึกโดยไม่มีใครทราบที่ไป ในทางกลับกัน อินซ์·แซงวิลล์ก็ถูกวิญญาณมารเข้าจริงจนต้องทุกข์ทรมาน
วิญญาณมารทั้งสองเป็นเส้นทางนักล่าเหมือนกัน…
อย่าบอกนะว่า… วิญญาณมารที่สิงร่างอินซ์·แซงวิลล์คือเทวทูตสีชาด? ไคลน์ขมวดคิ้ว แทบไม่เชื่อการคาดเดาของตัวเอง อย่างไรก็ตาม ยิ่งขบคิดก็ยิ่งมองเห็นถึงความเป็นไปได้!
ท่ามกลางกระแสข้อมูล มันพบหลักฐานสนับสนุนใหม่:
คุณสมบัติพิเศษของ 0-08 ก็คือ ‘ทุกการตระหนักถึงจะถูกล่วงรู้’ แน่นอนว่า เมดีซีที่เป็นราชาเทวทูตจากยุคสมัยที่สอง ย่อมทราบข้อมูลของ 0-08 อย่างทะลุปรุโปร่ง!
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากวิญญาณมารตระหนักถึง 0-08 ตัว 0-08 เองก็จะตระหนักถึงวิญญาณมารด้วยเช่นกัน เกิดเป็นความเชื่อมโยงในบางแง่มุม
อา… เรายังเคยได้ยินวิญญาณมารพูดว่า ‘ยินดีที่ได้ร่วมมือกัน’ … บ้าจริง… แต่ปัญหาก็คือ เราเคยสันนิษฐานว่า วิญญาณมารตนนั้นครอบครองตะกอนพลังลำดับ 1 อย่างน้อยหนึ่งก้อน ไม่มีเหตุผลให้มันต้องไปไล่เก็บผู้วิเศษเส้นทางนักล่า… หรือว่ามันไม่สามารถย่อยตะกอนพลังของลำดับ 1 ได้? ไคลน์ลูบหน้าผากด้วยความเคร่งเครียด ตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องน้ำ ถอยหลังสี่ก้าวและส่งตัวเองเข้าสู่มิติสายหมอก
หลังจากนั่งลงและเสกปากกากับกระดาษ มันเขียนประโยคทำนาย
“ผู้ที่สิงร่างอินซ์·แซงวิลล์ คือวิญญาณมารที่ถูกผนึกในซากปรักหักพังใต้ดินของอลิสต้า·ทูดอร์”
หลังจากอ่านทวนซ้ำทุกคำนานหลายวินาที ไคลน์ถอดจี้บุษราคัมออกจากข้อมือซ้ายเพื่อทำนายด้วยลูกตุ้มวิญญาณ
เมื่อลืมตาขึ้น ภาพที่มันเห็นก็คือ
จี้บุษราคัมแน่นิ่ง
หมายถึงการทำนายล้มเหลว
ระดับตัวตนของอีกฝ่ายสูงเกินไป แถมยังมี 0-08… ไม่สิ วิญญาณมารยังมีไพ่นักบวชสีชาด ไพ่ใบดังกล่าวมีพลังต่อต้านการทำนายอย่างรุนแรง ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะล้มเหลวเมื่อเผชิญหน้าสามสิ่งนี้พร้อมกัน… อา แต่นั่นก็เท่ากับเป็นการยืนยันทางอ้อมไม่ใช่หรือ? ไคลน์ขบคิดหาเหตุผล ไตร่ตรองเกี่ยวกับวิธีที่พอจะทดสอบหาความจริง
มันเอานิ้วเคาะลงบนขอบโต๊ะทองแดงยาว พึมพำกับตัวเอง
นอกจากจะฝากฝังให้เลียวนาร์ดคอยชักนำการสืบสวนของถุงมือแดง เราเองก็ต้องลงมือทำอะไรบางอย่างเช่นกัน…
สมมติให้วิญญาณมาร ‘เทวทูตสีชาด’ เข้าสิงอินซ์·แซงวิลล์และมีโอกาสควบคุมร่างกายเป็นครั้งคราว มันจะหาตะกอนพลังหรือวัตถุดิบของเส้นทางนักล่าได้จากที่ไหน?
ทรีอาร์ เมืองหลวงของอินทิส? นักบุญมิลอน เมืองหลวงของฟุซัค? หรือจะอาศัยไพ่เย้ยเทพเพื่อดึงดูดแมลงเม่าเข้ากองไฟด้วยกฎการดึงดูดของพลังพิเศษ?
เดี๋ยวก่อนนะ… มันเคยเล่าว่า ลูกหลานของตระกูลเมดีซีอยู่ในท่าเรือแบนชี…
แม้จะถูกทำลายจนราบคาบ แต่ก็น่าจะมีบางสิ่งหลงเหลืออยู่!
นอกจากนั้น วิญญาณมารที่เกิดจากการผสานสามเทวทูตเข้าด้วยกัน มีนิสัยยั่วยุอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติของวิญญาณมารที่เลียวนาร์ดอธิบายในจดหมาย… บางที มันอาจจงใจทิ้งร่องรอยบางอย่างเอาไว้บนเกาะแบนชี…
คิดถึงตรงนี้ ไคลน์เสกเกอร์มัน·สแปร์โรว์ออกมาพร้อมกับสวดวิงวอน เนื้อหาระบุให้ ‘แฮงแมน’ แวะกลับไปเยี่ยมท่าเรือแบนชีอีกครั้งเพื่อสำรวจหารายละเอียดเพิ่มเติม
หลังจากจัดการเสร็จ ไคลน์ไตร่ตรองอย่างละเอียด หากยืนยันได้ว่าวิญญาณมารในตัวอินซ์·แซงวีลล์เป็นเทวทูตสีชาดจริง ตนสามารถใช้กฎการดึงดูดของพลังพิเศษเพื่อวางกับดักล่วงหน้าได้ไหม?
เส้นทางนักล่า… นักล่า… ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์พลันนึกถึงนักล่าสองคนที่กำลังเตร็ดเตร่อยู่ในไบลัมตะวันตก
มันขมวดคิ้วเล็กน้อย วิเคราะห์ตามความเคยชิน
ไบลัมตะวันออกและตะวันตกนั้นกว้างใหญ่ไพศาล และระยะทางจากเมืองสุดท้ายที่อินซ์·แซงวิลล์ปรากฏตัว กับเมืองของแคว้นเหนือที่เดนิสกับแอนเดอร์สันอาศัยอยู่ ก็อยู่ห่างกันค่อนข้างมาก ต่อให้เป็นครึ่งเทพ แต่ถ้าไม่มีพลัง ‘ท่องเที่ยว’ ก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสิบวัน ในทางทฤษฎี เดนิสและแอนเดอร์สันจะยังปลอดภัยไปอีกสักพัก… ถึงลำดับของพวกเขาจะค่อนข้างต่ำ แต่ไม่มีสิ่งใดรับประกันได้ว่าจะปลอดภัย…
…
ไบลัมตะวันตก แคว้นเหนือ เมืองคูคัว
เดนิสเหลือบมองแอนเดอร์สันด้านข้าง โพล่งขึ้นด้วยคำถาม
“ฉันจะไปสืบหาข้อมูล แล้วทำไมนายถึงยังตามมา? ไม่ใช่ว่าต้องกลับไปทะเลหมอกผ่านท่าเรือเบห์เรนส์รึไง?”
………………………………………….
ชำเลืองไปทางสีหน้าเดนิส แอนเดอร์สันกล่าวต่อทันทีราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“แต่ว่า สมองของพวกมันคล้ายกับถูกซอมบี้กัดกิน แต่ละคนโง่จนไม่เข้ากับความสง่างามของฉัน… ฉันจึงตัดสินใจโกหกในบางเรื่องและถอนตัวออกมา… หืม… ทำไมถึงหน้าซีดขนาดนั้น? เหงื่อออกเยอะไปหน่อยไหม? เป็นโรคลมแดดหรือ? ในฐานะนักล่า นายต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมนะ จำเอาไว้”
เดนิสยกมือขวาขึ้นปาดเหงื่อ ภายในใจสาปแช่งคำสองสามคำ ก่อนจะฝืนยิ้มและกล่าว
“ฉันเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า หากใครเคยศรัทธาเทพมารไปแล้ว คนผู้นั้นจะไม่มีวันถอนตัวได้”
ขณะกล่าว มันยกคางขึ้นพร้อมกับทำท่าทางบอกใบ้ว่าอีกฝ่ายจะมีจุดจบแบบไหน โดยที่เรื่องของเกอร์มัน·สแปร์โรว์มิได้อยู่ในหัวอีกแล้ว ไม่สนว่าอีกฝ่ายไปทำอะไรกับชุมนุมแสงเหนือ และไม่ได้คิดว่าต้นตนของความยุ่งเหยิงมาจากเทพมารที่ชื่อ ‘เดอะฟูล’
“ที่พูดมาก็ไม่ผิด” แอนเดอร์สันตอบด้วยรอยยิ้มปราศจากความขุ่นเคือง “แต่ในตอนนั้น ฉันมิได้ศรัทธาเทพมารดังกล่าวจากก้นบึ้ง บทสวดทั้งหมดที่ท่อง ฉันแอบเปลี่ยนชื่อเป็นเทพปัญญาความรู้… หึหึ พวกมันไม่ชอบใช้สมองอยู่แล้ว ไม่สิ… พวกมันไม่มีของแบบนั้นด้วยซ้ำ เมื่อนายอยู่ท่ามกลางคนโง่พวกนี้ ขอเพียงแสร้งทำตัวศรัทธาอย่างสุดโต่ง พวกมันก็พร้อมจะเชื่อคำโกหกงี่เง่าทุกรูปแบบ”
โดยไม่รอให้เดนิสพูด มันชิงถาม
“แล้วทำไมจู่ๆ ถึงถามเกี่ยวกับชุมนุมแสงเหนือ?”
เดนิสกัดบาร์บีคิว เคี้ยว และกลืนอย่างเชื่องช้า หลังจากผ่านไปราวยี่สิบวินาที มันเรียบเรียงคำพูดและถาม
“ฉันนึกถึงบางเรื่องขึ้นมาได้พอดี… ด้วยเหตุผลบางอย่าง เกอร์มัน·สแปร์โรว์กลายเป็นเป้าหมายหลักที่ชุมนุมแสงเหนือหมายหัว รวมถึงนิกายวิญญาณก็ด้วย… ต้องไม่ลืมว่า นายกับฉันเป็นคนรู้จักของหมอนั่น”
“ให้ฉันคอยระวังตัวจากคนของชุมนุมแสงเหนือและนิกายวิญญาณใช่ไหม?” แอนเดอร์สันพยักหน้ารับพลางหัวเราะ “ดูเหมือนว่านายจะเพิ่งบอกอะไรที่คล้ายๆ กันเมื่อไม่นานมานี้ มีทั้งโรงเรียนกุหลาบ โบสถ์วายุสลาตัน กองทัพโลเอ็น… ฟู่ว… บางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่า เกอร์มัน·สแปร์โรว์เหมาะที่จะเป็นนักล่ามากกว่าฉันเสียอีก”
เดนิสเถียงไม่ออก ทำได้เพียงถอนหายใจในฐานะผู้ร่วมชะตากรรม
แอนเดอร์สันครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“แล้วนายมาทำอะไรที่ไบลัมตะวันตก? ช่วยเกอร์มัน·สแปร์โรว์ทำงาน?”
ได้ยินคำถามดังกล่าว เดนิสเงียบไปครู่หนึ่ง วางสิ่งของในมือลงพลางจัดเสื้อผ้าอย่างไม่รีบร้อน
“สำรวจศาสนาของคนทุกชนชั้นในไบลัมตะวันตก”
นี่คือเป้าหมายแบบ ‘สวยหรู’ ที่คิดชื่อขึ้นมาหลังจากปรึกษากับ ‘พลเรือโทธารน้ำแข็ง’ เอ็ดวิน่า แต่ความจริงแล้วเป็นการตรวจสอบขอบเขตของอิทธิพลขององค์กรลับที่สำคัญในไบลัมตะวันตก
แน่นอน หนึ่งในวัตถุประสงค์ก็คือ การเข้าไปเจรจาครั้งแรกกับกองกำลังปกครองท้องถิ่น สอบถามว่าอีกฝ่ายต้องการซื้อเครื่องกระสุนและอาวุธปืนหรือไม่
“สำรวจศาสนาของคนทุกชนชั้นในไบลัมตะวันตก…” แอนเดอร์สันทวนคำพูดของเดนิส ยกมือขวาขึ้นลูบหน้าผากคล้ายกับกำลังปวดหัว
…
หลังจากจบชุมนุมทาโรต์พร้อมกับตักเตือน ‘พลเรือเอกดวงดาว’ ให้ใส่ใจ ‘การสอบสวน’ ของชุมนุมแสงเหนือและนิกายวิญญาณให้ดี โดยแนะนำว่าเป็นการดีที่สุดที่จะขอความช่วยเหลือจากนิกายมอสส์ ไคลน์ก็ต้องมาวุ่นวายกับธุรกรรมสามทางของเดอะเวิร์ล เดอะมูน และเดอะซัน ก่อนจะรับเงินห้าพันปอนด์
จนกระทั่งเสร็จมื้อค่ำ มันหยิบหนังสือพิมพ์พร้อมกับคาบกล้องยาสูบปลอมที่ไม่ได้จุดไฟ พลางอ่านหนังสือพิมพ์ จนกระทั่งเห็นผู้ส่งสารเดินออกจากความว่างเปล่าพร้อมกับจดหมาย
ของเลียวนาร์ดสินะ… ไคลน์เอื้อมมือไปรับพลางสังเกตว่าไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์จะหยุดรอหรือไม่ และพบว่ามิสผู้ส่งสารเดินกลับเข้าไปในโลกวิญญาณอย่างรวดเร็ว
สิ่งนี้หมายความว่า เลียวนาร์ด·มิเชลทำการชำระเงินค่าไปรษณีย์เรียบร้อยแล้ว ไคลน์จึงใช้มืออีกข้างคลี่กระดาษออกมาอ่าน
“อินซ์·แซงวิลล์ปรากฏตัวในไบลัมตะวันออก ต้องสงสัยว่าจะนัดพบกับปาลังเก้·ทัสซิบแห่งนิกายวิญญาณสังกัดฝ่ายที่สนับสนุนโครงการมรณาเทียม…”
อินซ์·แซงวิลล์… ไคลน์เคี้ยวชื่อพลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างไม่รีบร้อน
ในจดหมาย เลียวนาร์ดระบุว่ามันต้องการแอบสืบสวนอย่างลับๆ เพื่อค้นหาจุดประสงค์ของอินซ์แซงวิลล์
แต่ปัญหาก็คือ ตามที่หมอนั่นบอกใบ้เมื่อครั้งก่อน ‘0-08’ จะมีคุณสมบัติพิเศษในทำนองว่า ‘ทุกการเอ่ยถึงจะถูกล่วงรู้’ หลังจากนั้นมันจะสร้างชุดความบังเอิญและชักนำผู้คนโดยที่เหยื่อไม่รู้ตัว… ในสถานการณ์ปัจจุบัน การตรวจสอบอินซ์·แซงวิลล์โดยที่ 0-08 ไม่รู้ตัวนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ ไม่เพียงจะล้มเหลว ยังทำให้ตัวตนของเราถูกเปิดเผยได้ง่าย… ไคลน์ครุ่นคิดพลางสั่งให้เอ็นโซยืนนวดไหล่จากด้านหลัง
มันอ่านทบทวนจดหมายของเลียวนาร์ด·มิเชลใหม่ตั้งแต่ต้น โดยหวังว่าจะพบเบาะแสเพิ่มเติม หรือไม่ก็จุดตั้งต้นของการสืบสวนภายในประโยคเหล่านี้
ไบลัมตะวันออก… นิกายวิญญาณ… มรณาเทียม… ปาลังเก้·ทัสซิบ… อินซ์แซงวิลล์อยากได้อะไรจากพวกมัน? พยายามหาพันธมิตรให้กับฝ่ายราชวงศ์ที่อยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรมมหาหมอกควันแห่งเบ็คลันด์?
มรณาเทียม… นิกายวิญญาณ…
ขณะกำลังใช้สมอง ไคลน์เริ่มฉุกคิดถึงบางสิ่ง เป็นเรื่องไม่มีใครรู้นอกจากตนกับมิสเตอร์อะซิก
เทพธิดารัตติกาลได้ครอบครอง ‘เอกลักษณ์’ ของเส้นทาง ‘มรณา’ เรียบร้อยแล้ว สิ่งนั่นก็คือ ‘เทพมรณาเทียม’ โดยที่ปัจจุบัน พระองค์กำลังพยายาม ‘ย่อย’ ‘แย่งชิง’ และ ‘ยึดครอง’ อำนาจดังกล่าวมาเป็นของตัวเอง!
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เป้าหมายการสวดวิงวอนของฝ่ายสนับสนุนเทพมรณาเทียมแห่งนิกายวิญญาณในปัจจุบัน จะถูกส่งผ่านไปถึงเทพธิดารัตติกาลในที่สุด รอจนกระทั่งพระองค์สามารถกุม ‘อำนาจ’ เบ็ดเสร็จ พวกมันจะถูกล้างสมองในระดับหนึ่งและค่อยๆ กลายเป็นผู้ศรัทธาแห่งโบสถ์รัตติกาล หรือไม่ก็ พวกมันจะถูกใช้งานเพื่อการติดต่อกับนิกายวิญญาณอีกฝั่งหนึ่ง ขณะเดียวกันก็แอบร่วมมือกับเหยี่ยวราตรีอย่างลับๆ
สำหรับไคลน์ สิ่งนี้ไม่ใช่ประเด็นหลัก สาระสำคัญที่แท้จริงก็คือ ในเอกสารโบราณที่มันเคยอ่าน มีข้อความหนึ่งเขียนไว้ว่า:
ในการจะสร้างเทพมรณาเทียม สมาชิกนิกายวิญญาณต้องสวดวิงวอนถึง ‘เอกลักษณ์’ ทุกวันประหนึ่งอีกฝ่ายคือเทพแท้จริง พยายามกระตุ้นสติปัญญาของมันขึ้นไปทีละขั้น
แน่นอน นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการ แถมยังไม่ใช่ส่วนที่สำคัญที่สุด
ถ้าอย่างนั้น… จะเป็นไปได้ไหมว่า ในตอนที่ปาลังเก้·ทัสซิบสวดวิงวอนถึง ‘เทพมรณาเทียม’ ตามกิจวัตรปรกติ มันจะเล่าถึงจุดประสงค์ของอินซ์·แซงวิลล์ด้วย เพื่อแลกกับคำอวยพรจากอีกฝ่าย?
แต่มันคงไม่คาดไม่ถึงว่า ‘เทพมรณาเทียม’ ที่อยู่อีกฝั่ง ปัจจุบันได้ถูก ‘เทพธิดารัตติกาล’ ควบคุมขั้นต้นเรียบร้อยแล้ว แม้จะยังครอบครองได้ไม่สมบูรณ์ แต่ทุกความเคลื่อนไหวก็ตกอยู่ในกำมือของพระองค์…
จากมุมมองดังกล่าว หากเราสวมวิงวอนถึงเทพธิดารัตติกาลโดยตรง บางทีอาจได้ทราบถึงจุดประสงค์ของอินซ์·แซงวิลล์… ฟังดูเป็นไปได้มากทีเดียว! ยิ่งคิดเกี่ยวกับมันมากเท่าไหร่ ไคลน์ก็ยิ่งรู้สึกว่าแผนการที่ฟังดูเหมือนจะไร้สาระ มีโอกาสค่อนข้างสูงที่จะประสบความสำเร็จ
และเหตุผลสำคัญที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นจริงได้ก็คือ:
‘ผู้นำ’ ของศัตรูคือ ‘สายลับ’ ของเรา!
หลังจากบังคับให้หุ่นเชิดเอ็นโซหยุดนวด ไคลน์ลุกขึ้นและเดินวนเวียนไปมา ครุ่นคิดหาวิธีทดสอบ
เนื่องจากอินซ์·แซงวีลล์เป็นคนทรยศต่อศาสนจักร เป็นความอัปยศของเหยี่ยวราตรี หากมีโอกาสกำจัดมันให้สิ้นซาก เทพธิดาก็ควรจะมีความสุขกับเรื่องนี้ ไม่ถือสาที่จะส่งความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ …
แต่ตอนนี้คือหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญในการเข้าช่วงชิง ‘อำนาจ’ ในขอบเขตความตาย พระองค์อาจไม่สะดวกที่จะตอบสนองพิธีกรรมไปอีกสักพัก มีเพียงการตอบรับอัตโนมัติในพิธีกรรมทั่วไป… และนอกจากนั้น เรายังขาดวัสดุที่เกี่ยวข้องกับพระองค์…
เหนือสิ่งอื่นใด เราคอยเตือนตัวเองเสมอว่าห้ามประมาทเทพธิดา อย่าได้ไว้ใจพระองค์มากเกินไป… เมื่อลองมาคิดดูอีกที การสวดวิงวอนตรงๆ เพื่อขอวิวรณ์ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก เราต้องรักษาระยะห่างที่ปลอดภัย… กระแสความคิดมากมายแล่นผ่านสมองไคลน์จนเกิดความลังเล
หลังจากไตร่ตรองเป็นเวลานาน มันพยายามค้นหาวิธีที่พอจะยอมรับได้
ทันใดนั้น มันผุดแนวคิดที่บ้าบิ่นออกมา
สวดวิงวอนโดยตรงถึง ‘มรณาเทียม’ !
ด้วยวิธีนี้ ความเสี่ยงจะมีต่ำมาก เพราะ ‘เทพมรณาเทียม’ ตัวจริงจะไม่ตอบสนองต่อคำสวดวิงวอนและพิธีกรรมทุกชนิด หากเราได้รับการตอบสนอง หมายความว่าแก่นแท้ของอีกฝ่ายคือเทพธิดารัตติกาล ในทางกลับกัน ไคลน์ยังมีขนนกจาก ‘ผลผลิตที่ล้มเหลว’ ในโครงการมรณาเทียม และยังมีนกหวีดทองแดงของอะซิก ง่ายต่อการรวบรวมวัสดุสำหรับประกอบพิธีกรรมเพื่อขอวิวรณ์!
นอกจากนั้น นี่ไม่ใช่การ ‘เชื่อมต่อ’ กับพระองค์โดยตรง แต่มีบางสิ่งคั่นกลาง… และวิธีนี้อาจจะช่วยให้พระองค์เข้าใจหลักการทำงานของมรณาเทียมมากขึ้น ยึดครองอำนาจในเส้นทางความตายได้ง่ายขึ้น… ไคลน์ถอนหายใจโล่งอก
อันดับแรก มันเตรียมประกอบพิธีกรรม ‘สังเวยและรับมอบ’ เริ่มจากการนำหนึ่งในสองขนนกที่ยังเหลือ พร้อมกันกับน้ำมันสกัดจันทร์เต็มดวง ผงวานิลลารัตติกาล และวัตถุดิบอื่นๆ ที่ไม่ได้ใช้เป็นเวลานาน ออกจากมิติหมอกกลับมายังโลกแห่งความจริง จากนั้นก็ดัดแปลงแท่นบูชาเล็กน้อย เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นแรกของพิธีกรรม เพราะเหนือสิ่งอื่นใด เป้าหมายที่มันสวดวิงวอนถึงคือเทพธิดารัตติกาล จึงไม่จำเป็นต้องเตรียมวัตถุดิบยิบย่อยในเส้นทางมรณา
แก่นแท้ของพิธีกรรมในทุกศาสนานั้นค่อนข้างคล้ายคลึงกัน อาศัยความชำนาญ ไคลน์จุดเทียนและหยดน้ำมันสกัดสมุนไพร ตามด้วยการวาดสัญลักษณ์ของ ‘มนุษย์’ และ ‘การปกปิด’ ลงบนกระดาษหนัง ท่ามกลางหมอกควันจางๆ ไคลน์ปิดท้ายด้วยการวางนกหวีดทองแดงของอะซิกลงไป
โดยไม่มัวรีรอ มันใส่ขนนกสีขาวที่เปื้อนน้ำมันบางๆ ลงในหม้อเงินที่มีผงสมุนไพรถูกเผา จากนั้นก็เฝ้ามองขนนกที่บิดงอแต่ไม่ปรากฏรอยไหม้
หายใจออกเชื่องช้า ไคลน์ก้าวถอยหลังพร้อมกับท่องเป็นภาษาเฮอร์มิส
“พระองค์ผู้เป็นแก่นแท้ของความตาย”
“พระองค์ผู้ปกครองเหนือความตายทั้งปวง”
“พระองค์ผู้เป็นจุดหมายสุดท้ายของทุกสิ่งมีชีวิต”
“ข้าขอสวดวิงวอน ขอให้พระองค์ช่วยบอกจุดประสงค์ที่อินซ์·แซงวีลล์แอบติดต่อกับนิกายวิญญาณ”
“…”
ทันทีที่กล่าวจบ แสงเทียนทั้งสามขยายขนาดด้วยสีสันสว่างสดใส แต่เพียงไม่นานก็ถูกฉาบด้วยแสงสีเขียวเข้ม เปลี่ยนให้บรรยากาศเย็นยะเยือกและน่าขนลุก
ไคลน์หลับตาลงด้วยความประหม่า เข้าฌานนานสามสิบวินาที ก่อนจะเดินไปที่หน้าแท่นบูชาและหยิบน้ำมันสกัดจันทร์เต็มดวง หยดลงบนเทียนไขทั้งสามอย่างละหนึ่งหยด
จัดการเสร็จ มันเก็บนกหวีดทองแดงอะซิก จากนั้นก็นำกระดาษหนังไปจ่อเทียนไขที่เป็นสัญลักษณ์แทนตัวเอง ลนไฟให้ไหม้แล้วโยนลงในหม้อเงิน
ท่ามกลางเสียงสายลม ขนนกสีขาวที่ไม่ยอมไหม้ในตอนแรก พลันลุกโชนไปด้วยเปลวไฟสีซีดจนท่วมท้นหม้อเงิน บดบังการมองเห็นของไคลน์
สองสามวินาทีถัดมา เปลวไฟดับลงโดยสมบูรณ์ เหลือเพียงเศษผงในหม้อเงิน
โดยไม่มีลมพัด เศษผงเหล่านั้นเรียงตัวเป็นประโยค:
“ถูกวิญญาณมารสิงร่าง กำลังมองหาวิธีปัดเป่า”
…………………………………………………..
ภายในเงามืดของอาคาร หัวใจของไคลน์ที่กำลังซ่อนตัวพลันเต้นแรงกะทันหัน แต่เพียงไม่นานก็สงบลง ปราศจากความตื่นตระหนก
เพราะมันมั่นใจเป็นอย่างมากว่า ร่างที่สะท้อนบนผิวเรียบของแผ่นจานทองคำนั้นไม่ใช่ตน อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตัวจริง!
ถ้าเป็นตัวไคลน์จริงๆ ‘ผู้ชนะ’ เอ็นโซก็ต้องเห็นหมอกสีเทา เห็นภาพประหลาดที่ดูคล้ายสัตว์ในตำนานบางชนิด และนั่นจะทำให้ไคลน์หมดสติไปทันที!
เนื่องจากไม่เผชิญความผิดปรกติใดเลย จึงหมายความว่าภาพสะท้อนใน ‘กระจก’ ไม่ใช่ตัวเรา… ไคลน์เปิดเนตรด้ายวิญญาณพลางสั่งให้ ‘ผู้ชนะ’ เอ็นโซที่ถือไม้เท้า ‘วาจาสมุทร’ เดินเข้าไปใกล้เสาสีซีดที่พังทลายและบ้านโทรม จากนั้นก็แอบปลดปล่อย ‘ความโชคดี’ อย่างเงียบๆ
หุ่นเชิดผิวคล้ำค่อยๆ เข้าใกล้แผ่นจานสีทองทีละก้าว โน้มตัวลงพร้อมกับใช้ไม้เท้าช่วยค้ำและหยิบแผ่นจานขึ้นมาตรวจสอบอย่างละเอียด
แผ่นจานดังกล่าวแบ่งออกเป็นสองชั้น ภายในและภายนอก แกนกลางเรียบราวกับกระจก ลวดลายไม่ซับซ้อน ส่วนขอบถูกสลักด้วยลวดลายคล้ายนก มอบความรู้สึกงดงามแบบโบราณ
ภาพที่สะท้อนยังคงไม่แปรเปลี่ยน แม้คนที่ส่องกระจกจะเป็นหุ่นเชิดเอ็นโซ แต่ภาพที่ปรากฏกลับเป็นไคลน์ซึ่งมีใบหน้ามืดมนและดวงตาสีซีดไร้อารมณ์ มีแม้กระทั่งคทาเทพสมุทรและมงกุฎกับชุดคลุมของสันตะปาปาที่ติดมากับไพ่ทรราช หากไม่ใช่เพราะปราศจากหมอกสีเทา ไคลน์คงคิดว่าแผ่นจานสามารถสะท้อนผ่านสายของหุ่นเชิดจนมาถึงร่างวิญญาณที่แท้จริงของตนได้ หรือไม่ก็เหมือนกับเหตุการณ์ในความฝันของซากสมรภูมิแห่งเทพที่ ‘นักบุญมืด’ ถูกแบ่งแยกบุคลิกหลังจากเผลอส่องกระจก
หมายความว่ายังไง… ร่างต้นไคลน์ค่อยๆ โผล่ออกจากเงาของอาคารอย่างไม่รีบร้อน กลับคืนสู่สภาพเดิมเหมือนกับตอนที่เพิ่งเข้ามาในเมืองกัลเดรอน จากนั้นก็ใช้พลังพิเศษของ ‘ตัวตลก’ เพื่อมองร่างกายตัวเองแบบสามมิติภายในใจ
มือข้างหนึ่งกำลังถือคทากระดูกที่เลี่ยมด้วยเพชรพลอยสีน้ำเงิน สวมเสื้อคลุมและมงกุฎสันตะปาปาที่ประดับประดาด้วยอัญมณีหลายเม็ด ใบหน้าถูกซ่อนอยู่ในเงาดำของมงกุฎจนมองเห็นได้ไม่ชัดเจน แต่อารมณ์ค่อนข้างมืดมนและเย็นชา คล้ายกับซอมบี้ที่เพิ่งถูกขุดออกจากสุสาน!
นี้มัน… ไคลน์พลันประหลาดใจ ไม่คาดหวังว่าจะเป็นตัวมันเองที่เปลี่ยนไป เช่นนั้นจึงหมายความว่า ภาพที่แผ่นจานทองคำกำลังสะท้อนให้เห็น แท้จริงแล้วคือสภาพปัจจุบันของตัวมันเอง ขาดเพียงสายหมอกสีเทา!
แต่ถ้าไม่เกี่ยวกับหมอกสีเทา ก็แปลว่าคงไม่ใช่เรื่องใหญ่… ชายหนุ่มถอนหายใจโล่งอก สงบสติอารมณ์อย่างรวดเร็ว
ตามปรกติแล้ว จากประสบการณ์อันยาวนานของไคลน์ รวมถึงความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ มันเชื่อว่าตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องลงมือทำอะไร แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ ตอนนี้ตนกำลังถือ ‘คทาเทพสมุทร’ อาจทำให้การตัดสินใจหุนหันกว่าปรกติ คอยเตือนตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เรื่องที่สอง ค่อนข้างชัดเจนว่าเมืองนี้เคยเป็นอาณาจักรแห่งเทพ ต้นตระกูลฟีนิกซ์ เกรจารี และอาจมีบางสิ่งที่เตรียมไว้สำหรับคืนชีพหลงเหลืออยู่ ย่อมเป็นธรรมดาที่จะเกิดเหตุการณ์พิสดาร เลี่ยงไม่ได้ที่จะเผชิญความตึงเครียดขณะสำรวจ
หลังจากบังคับให้ ‘พลเรือเอกขุมนรก’ ลูเธอร์ไวล์เดินกลับมาและใช้พลังพิเศษในขอบเขตความตายเพื่อตรวจสอบร่างต้นตัวเอง ไคลน์พบข้อสันนิษฐานเบื้องต้น
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่เข้าสู่กัลเดรอนจะค่อยๆ ถูกเปลี่ยนให้เป็นคนตาย ลักษณะแบบนี้คล้ายกับโลกแห่งความตาย แต่ยังมีความแตกต่างอยู่บ้าง เช่นถ้าเป็นที่นี่ สิ่งมีชีวิตจะไม่ตายในทันทีและกลายเป็นอันเดดไร้สติ แต่จะค่อยๆ กลายเป็นวิญญาณคนตาย…
เราเพิ่งสังเกตเห็นเพราะเอ็นโซกับลูเธอร์ไวล์ตายไปแล้ว ไม่สามารถกลายเป็นคนตายได้อีกรอบ… สาเหตุที่ทั้ง ‘กระจกวิเศษ’ อาโรเดสและ ‘แสงแดง’ ไอร์·โมเรียต่างไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ เป็นเพราะเหล่านักท่องเที่ยว เทวทูต และ สัตว์วิญญาณที่เคยเข้ามาและมีชีวิตรอดกลับไป ล้วนแล้วแต่กลับสู่สภาวะปรกติได้ตามธรรมชาติ? การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จะไม่ส่งผลต่ออิทธิพลของสายหมอกสีเทาที่แทรกแซงโลกความเป็นจริง… ถ้าอย่างนั้น ภาพที่แผ่นจานทองคำสะท้อนให้เห็น คือตัวเราในสภาพคนตาย ไม่ใช่สภาพในปัจจุบัน หรือเป็นตัวเราในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปเพราะกัลเดรอน? ไคลน์เอนเอียงไปทางข้อหลังมากกว่า แต่ก็ไม่มีหลักฐานรองรับ
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้นใกล้ๆ
แคร้ง!
แคร้ง! แคร้ง!
น้ำเสียงทั้งหนักแน่นและชัดเจน ประหนึ่งมีคนทุบโลหะ
ไคลน์ไม่รีบตอบสนอง คอยฟังอย่างระมัดระวังเป็นเวลาสองสามวินาที จากนั้นก็บังคับให้ ‘ผู้ชนะ’ เอ็นโซวางแผ่นจานทองคำอันหนักอึ้งลง เดินไปยังซากหลุมศพที่อยู่ไม่ไกล
ครึ่งหนึ่งของหลุมฝังศพเป็นอาคารใต้ดิน ด้านบนมีภาษาแห่งความตายเขียนไว้ว่า:
“…ผู้ชายใจร้อน ตายเพราะนำศีรษะของตัวเองไปปะทะกับค้อนของผู้อื่นเพื่อพิสูจน์ความแข็ง”
‘ผู้ชนะ’ เอ็นโซเดินไปรอบๆ ซากหลุมศพ มาถึงประตูทางเข้าอาคารที่ดูคล้ายสุสาน เหยียดแขนซ้ายออกไปหมุนที่จับและดึงประตูออกสุดแรง
ท่ามกลางเสียงสนิม ประตูบานใหญ่ค่อยๆ เปิดอ้า
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
ลูกศรสีซีดพุ่งออกมา!
พวกมันถากผ่านใบหน้า ศีรษะ ลำตัว ต้นขาด้านในของเอ็นโซและลอยออกไปไกลจนกระทั่งหัวปักพื้นโดยที่ ‘ผู้ชนะ’ ไม่ได้รับบาดเจ็บ
ต้องยอมรับว่า หุ่นเชิดประเภทนี้เกิดมาเพื่อสำรวจสถานที่อันตราย… ไคลน์ถอนหายใจอย่างโล่งอกสุดขีด บังคับให้เอ็นโซมองไปยังอาคารด้านล่าง
มันพบช่างตีเหล็กคนหนึ่ง เป็นยักษ์ผิวดำที่มีกะโหลกศีรษะแตกในลักษณะคล้ายกับแตงโมถูกทุบ มือข้างหนึ่งกำลังใช้ค้อนยักษ์ทุบใส่ทั่ง แต่บนทั่งไม่มีอะไรวางอยู่
เมื่อเห็นว่ายักษ์กะโหลากศีรษะแตกยังคงมี ‘ด้ายวิญญาณ’ ตามปรกติ ยืนยันว่าไม่ใช่อวตารวิญญาณของใคร ไคลน์ถอนหายใจอีกครั้งด้วยความผ่อนคลาย
ขณะเตรียมให้เอ็นโซสังเกตต่อ ร่างกายของมันพลันเกิดอาการชากะทันหัน ความคิดค่อยๆ เชื่องช้าลง
สำหรับความรู้สึกนี้ มันเคยเผชิญมาก่อน สมัยที่ได้รับอิทธิพลจากสมบัติปิดผนึก ‘2-049’ ในเมืองทิงเก็น นับว่าเป็นภาวะที่คล้ายคลึงกันมาก!
ไคลน์ในอดีตยังขาดประสบการณ์ เพิ่งทราบหลังจากได้เป็น ‘นักเชิดหุ่น’ ว่าอาการแบบนี้หมายถึง ‘ด้ายวิญญาณ’ ของตนกำลังถูกควบคุมโดยสมบัติปิดผนึก!
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตอนนี้มันกำลังถูกใครบางคนเข้าควบคุมด้ายวิญญาณ!
นอกจากนั้น สิ่งที่แตกต่างไปจากปรกติก็คือ ร่างกายของมันไม่เพียงจะ ‘ขึ้นสนิม’ ในข้อต่อประหนึ่งถูกใครบางคนหยอดกาว แต่ยังเกิดความรู้สึกคล้ายกับเป็นอัมพาตจากการถูกฟ้าผ่า การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างยากลำบากมาก
ท่าไม่ดีแล้ว… หัวขโมยโลกวิญญาณ… เรามัวแต่ระแวง… ว่าอีกฝ่ายจะใช้อวตารวิญญาณ… ดึงความสนใจ… เพื่อแอบเข้ามาใกล้… แต่เราไม่ทันระวัง… ผู้สมรู้ร่วมคิด… ของมัน… ยักษ์… ช่างตีเหล็ก… ทำให้เรา… ประมาท… และเรา… พึ่งพาหุ่นเชิด… มากเกินไป… จนทำให้… ละเลย… ความปลอดภัย… ของร่างต้น… ความคิดมากมายพรั่งพรูเข้ามาในสมองไคลน์อย่างมิอาจควบคุม คล้ายกับพยายามบดบังความคิดที่จะเอาตัวรอด
ทันใดนั้น ช่างตีเหล็กยักษ์ที่กะโหลกศีรษะแตกยกค้อนขนาดมหึมาขึ้น ปรี่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วประหนึ่งหวังจะทุบหุ่นเชิดเอ็นโซให้เป็นซอสเนื้อ ในเวลาเดียวกัน บริเวณลำคอของไคลน์รู้สึกคล้ายกับมีลมหนาวพัดผ่าน ส่งผลให้รู้สึกเย็นเยียบไปทั้งร่าง
บริเวณโดยรอบที่เคยเงียบสงัด ปัจจุบันมีสัตว์ประหลาดมากมายโผล่ออกจากเสาหินสีซีด บ้างก็โผล่จากซากอาคาร บ้างก็โผล่จากหลุมศพ
บางตนมีเพียงร่างกายท่อนบน บางตนโปร่งใสจนแทบจะมองไม่เห็น บางตนทั้งยืดและย้วยเหมือนก๋วยเตี๋ยว บางตนมีหน้าอกและหน้าท้องเหวอะหวะ เผยให้เห็นอวัยวะภายในชุ่มเลือด บางตนมีใบหน้าสีเขียวเข้มเหมือนกับวิญญาณมาร บางตนมีร่างกายที่เต็มไปด้วยตา บางตนดูคล้ายแมงกะพรุนที่ลอยไปในอากาศ
สายตานับไม่ถ้วนจดจ้องไคลน์จากจุดต่างๆ โดยปราศจากอารมณ์และความรู้สึก
ทันใดนั้น ไคลน์ฝืนอ้าปากด้วยความยากลำบาก เปล่งถ้อยคำแหบแห้งอย่างเชื่องช้า:
“ร้องเพลง…”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง กึ่งกลางถุงมือข้างซ้ายพลันแยกออกเป็นรูปปาก เผยให้เห็นฟันซี่ขาวสองแถว
“ขอพระองค์จงเจริญ!”
“พระองค์ผู้รังสรรค์ทุกสรรพสิ่ง”
“พระองค์ผู้ปกครองทุกสิ่งจากในเงามืด”
“พระองค์ผู้นำพาความเสื่อมโทรมมายังทุกสิ่งมีชีวิต!”
ท่ามกลางเสียงร้องหวีดแหลมที่ฟังดูคล้ายเสียงเล็บมือขูดกับกระดานดำ ‘ผู้ชนะ’ เอ็นโซพลันสะดุดล้มจากฝีมือไม้เท้า ‘วาจาสมุทร’ ที่กำลังพ่นฟองอากาศอย่างตื่นเต้น ช่วยให้หุ่นเชิดรอดพ้นจากการถูกทุบด้วยค้อนยักษ์
“ซ่า! ซ่า! ซ่า!”
ไคลน์ที่เผชิญอาการปวดหัวรุนแรง ได้รับสติและความนึกคิดกลับคืนมาบางส่วน ความคิดที่เริ่มขาดห้วงเริ่มปะติดปะต่ออีกครั้ง
ทว่า ร่างกายยังคงเป็น ‘สนิม’ และเฉื่อยชา
ถัดมา ในสภาพที่ขยับตัวไม่ได้ มันถ่ายพลังวิญญาณเข้าไปควบคุมหุ่นเชิดลูเธอร์ไวล์ที่กำลังยืนข้างๆ สั่งให้ปล่อยหมัดซ้ายตรงใส่ร่างต้น
เปรี้ยง!
ไคลน์โซซัดโซเซทันที หายจากอาการชาเป็นปลิดทิ้ง
จากนั้น ในสภาพสวมมงกุฎสันตะปาปา จุดเดือดของมันต่ำเป็นพิเศษ อารมณ์กำลังเดือดพล่าน สะบัดผ้าคลุมด้านหลังพร้อมกับยกคทาเทพสมุทร
อัญมณีสีฟ้าสว่างขึ้นทีละเม็ด ทันใดนั้น สายฟ้าสีเงินผุดขึ้นกลางอากาศทีละเส้นสองเส้น
สายฟ้าเหล่านี้แผ่ ‘กิ่งก้าน’ ปกคลุมพื้นที่รอบนอกของเมืองกัลเดรอนในรัศมีกว่าร้อยเมตรจนดูราวกับเป็น ‘ป่าสายฟ้า’ ขณะเดียวกัน ออร่าของพลังทำลายล้างและความเกรี้ยวกราดกำลังครอบงำบรรยากาศอย่างท่วมท้น!
สัตว์ประหลาดที่กรูออกมาจากจุดต่างๆ พลันถูกทำลาย ระเหย หรือไม่ก็แตกเป็นเสี่ยงๆ ต่อหน้าแสงสว่างสีเงิน
หลังจากพายุสายฟ้าที่โหมกระหน่ำสงบลง คทาเทพสมุทรในมือ ‘ทรราช’ ไคลน์เริ่มเปล่งแสงแวววาวอีกครั้ง
ฝูงอสรพิษไฟฟ้าที่ดุร้ายและเกรี้ยวกราดกระหน่ำฟาดผ่าลงมายังผืนดินเบื้องล่างจนดูเหมือนกับคลื่นยักษ์
หลังจากปล่อย ‘พายุสายฟ้า’ ออกมาสองระลอกติดต่อกัน ไคลน์พลันอ่อนเพลียสุดขีด แต่สติก็เริ่มกลับมาเยือกเย็นอีกครั้ง
จนกระทั่งมันฉุกคิดถึงบางส่วน หัวใจไคลน์แทบหยุดเต้น
พายุสายฟ้าเป็นการโจมตีวงกว้าง ไม่สามารถจำแนกมิตรหรือศัตรู ผู้ที่ปลอดภัยจะมีเพียงคนถือคทาเทพสมุทรและพวกพ้องใกล้เคียง แต่นอกเหนือจากนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจะเผชิญกับหายนะร้ายแรง!
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ‘พลเรือเอกขุมนรก’ ลูเธอร์ไวล์อาจยังสบายดี แต่หุ่นเชิดเอ็นโซมีโอกาสสูงที่จะถูกกวาดล้าง
ไคลน์มองกวาดตามสัญชาตญาณและพบ ‘ผู้ชนะ’ เอ็นโซกำลังขดตัวอยู่ข้างๆ หลุมฝังศพกึ่งอาคาร ด้านหลังเอ็นโซมีค้อนขนาดยักษ์ที่ยังหลงเหลือประกายไฟฟ้าอย่างชัดเจน โดยใกล้ๆ กันยังมีฝ่าเท้ามหึมาที่ไหม้เกรียมสองข้าง
หลุมศพในตำแหน่งดังกล่าวพังพินาศเป็นส่วนใหญ่ ดินสีดำยังมีประกายสายฟ้าสีเงินหลงเหลือ
ยังไม่ตาย… สมแล้วที่เป็น ‘ผู้ชนะ’ ดวงที่สั่งสมมานานคงถูกใช้ไปจนเกือบหมด… ไคลน์โล่งใจกับฉากตรงหน้า ก่อนจะมองไปรอบๆ ด้วยดวงตาที่เปิดเนตรด้ายวิญญาณ
มันกำลังมองหาหัวขโมยโลกวิญญาณ!
ชายหนุ่มเชื่อว่า ระยะทางที่หัวขโมยโลกวิญญาณสามารถควบคุม ‘ด้ายวิญญาณ’ ไม่น่าจะกว้างไปกว่ารัศมีทำลายล้างของพายุสายฟ้า!
บรรดาอาคารโดยรอบที่เสื่อมโทรมอยู่ก่อนแล้ว ปัจจุบันแทบจะราบเป็นหน้ากลอง หินและกระดูกที่ยังหลงเหลือล้วนมีสภาพไหม้เกรียม แม้แต่แผ่นจานทองคำก็ยังแตกออกจากกัน
ทันใดนั้น ร่างหนึ่งโผล่ออกจากกองกรวดห่างจากไคลน์เกินกว่าหนึ่งร้อยเมตร
อีกฝ่ายเป็นเพียงชุดคลุมสีขาวโปร่งแสง ไม่มีหัว ไม่มีมือหรือเท้า ดูคล้ายกับถูกสวมโดยมนุษย์ล่องหน
ณ ปัจจุบัน ร่างกายของมันดูทรุดโทรมมาก เต็มไปด้วยบาดแผลและรอยไหม้ ค่อนข้างน่าสมเพช
หัวขโมยโลกวิญญาณ… พายุสายฟ้าสองระลอกที่เราใช้ออกไปด้วยความฉุนเฉียวและขาดสติยั้งคิด ดูเหมือนจะสยบมันได้หลายส่วน… ได้เห็นฉากตรงหน้า ไคลน์ผุดความคิดหนึ่งขึ้นมาทันที
………………………………………………
เข้าไม่ได้… เจ็ดแสงพิสุทธิ์เองก็ไม่สามารถเข้าไปได้เนื่องจากติดสาเหตุบางประการ… เป็นข้อจำกัดของเมืองกัลเดรอนเกี่ยวกับสิ่งชีวิตระดับสูงของโลกวิญญาณ? แต่มิสผู้ส่งสารรู้ได้ยังไงว่ามีข้อจำกัดดังกล่าว? เธอเคยทดสอบมาแล้ว? ถ้าเป็นแบบนั้น เราไม่จำเป็นต้องถาม ‘แสงแดง’ กับ ‘กระจกวิเศษ’ ก็ได้… หรือเป็นสิ่งที่สัมผัสวิญญาณบอกมา? หลังจากความคิดมากมายแล่นผ่านสมอง ไคลน์ถอนหายใจออกอย่างเงียบงัน
ทันใดนั้น มันหยิบเหรียญทองส่งให้ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์
“เข้าใจแล้ว ขอบคุณสำหรับข้อมูล”
หลังจากไรเน็ตต์งับเหรียญทองด้วยหนึ่งในสี่หัวและหายตัวไป ไคลน์กลับมาครุ่นคิดอีกครั้ง พิจารณาว่าตนยังเหลือตัวช่วยใดที่เหมาะสมอีกบ้าง
“มิสเตอร์อะซิกหลับยาว… ไม่รู้ว่าจะตื่นตอนไหน คงรอนานขนาดนั้นไม่ได้… วิล·อัสตินกำลังจะคลอด แต่เขาก็ยังเด็กมากอยู่ดี สภาพร่างกายไม่พร้อมแน่นอน ต่อให้ใช้วิธีฟื้นฟูความแข็งแกร่งชั่วคราวที่มาดามเฮอร์มิทเคยเสนอก็ตาม… นอกจากนั้น วิธีดังกล่าวคงสิ้นเปลืองเกินกว่าจะใช้กับเรื่องเล็กน้อยของเรา… อีกทั้ง ทันทีที่เขาออกจากเบ็คลันด์หรือกลับไปอยู่ในระดับตัวตนเดิม มีโอกาสสูงที่จะถูก ‘เทวทูตโชคชะตา’ โอโรเลอุสล็อกตำแหน่ง…
อาศัยเส้นสายผ่านอสรพิษปรอท ขอความช่วยเหลือจากเหล่าครึ่งเทพแห่งโรงเรียนชีวิต เช่น สมาชิกสภาริคคาร์ด? ฟังดูเป็นไปได้ยาก โรงเรียนชีวิตกำลังเกิดการแบ่งแยกจากภายในอย่างรุนแรง สภาแห่งชะตามีงานยุ่งมากเกินกว่าช่วยเรา แถมยังต้องคอยตระเวนไปทั่วโลกพร้อมกับแผ่กลิ่นอายของ ‘ลูกเต๋าความน่าจะเป็น’ เพื่อล่อลวง ‘เทวทูตโชคชะตา’ …
‘ราชินีเงื่อนงำ’ แบร์นาแดต… เรายังไม่รู้จักเธอดีพอ แถมเธอยังเข้าใจว่ามีเทวทูตและครึ่งเทพมากมายอยู่ภายใต้อาณัติของเดอะฟูล… เกอร์มัน·สแปร์โรว์ที่เป็นข้ารับใช้ย่อมหยิบยืมความช่วยเหลือได้ง่ายๆ … แม้เราจะอ้างว่าเป็นความร่วมมือที่ได้ผลประโยชน์ร่วมกัน แต่ก็มิสิทธิ์ที่ความลับจะถูกเปิดเผย… เฮ่อ… จากภายนอก อาจดูเหมือนมีเทวทูตและครึ่งเทพมากมายอยู่ภายใต้อาณัติของเดอะฟูล แต่ความเป็นจริงคือ เดอะฟูลแอบไปถ่ายรูปข้างๆ เทวทูตและครึ่งเทพเหล่านั้น…
เจ้าเมืองเมืองเงินพิสุทธิ์? เราสามารถใช้เงื่อนไขนี้เป็นสิ่งแลกเปลี่ยนกับความช่วยเหลือในอนาคต แต่ปัญหาคือ อีกฝ่ายไม่สามารถออกจากดินแดนเทพทอดทิ้ง เราควรเก็บโอกาสไว้ใช้กับมารพิสดารมากกว่า…
เบื้องบนของผีดูดเลือด? เหตุผลไม่เพียงพอที่จะขอร้องพวกมัน… แถมยังมีโอกาสที่เราเผยความลับต่อหน้าลิลิธ ไม่มีใครทราบว่าเทพธิดาบรรพกาลที่ยังไม่ร่วงหล่นตนนี้มีเนื้อแท้เป็นอย่างไร หากหล่อนเป็นดวงจันทร์บรรพกาลที่ปลอมตัวมา เราก็เลิกคิดเรื่องการคืนชีพไปได้เลย”
ไคลน์นึกทบทวนความเหมาะสมไปทีละคน จนในที่สุด มันอดไม่ได้ที่จะแอบถอนหายใจ
ในยามที่เดือดร้อน เพื่อนมักมีน้อยเกินไปเสมอ!
มันอดไม่ได้ที่จะคิดถึงการประกอบพิธีกรรมและสวดวิงวอนถึงรัตติกาล ร้องขอความโปรดปรานและความเห็นใจจากเทพธิดา แจ้งความจำนงว่าตนต้องการร่างวิญญาณที่แท้จริงและผงละอองจากหัวขโมยโลกวิญญาณ หรือไม่ก็ส่งอาร์ชบิชอป อาวุโสใหญ่ หรือผู้บำเพ็ญเร้นลับมาช่วยสักคน
น่าเสียดาย เรื่องดังกล่าวทำได้เพียงคิดในใจ ไม่สามารถนำไปปฏิบัติจริงได้ แม้ไคลน์จะค่อนข้างยอมรับในตัวเทพธิดารัตติกาล และไม่รังเกียจที่จะเป็นข้ารับใช้ของอีกฝ่าย แต่มันก็ยังไม่ลดความหวาดระแวง ไม่อยากเอาแต่พึ่งพาของขวัญจากเทพในทุกเรื่อง โดยเหนือสิ่งอื่นใด ไคลน์ยังคลางแคลงว่าพิธีกรรมในทำนองนี้อาจไม่มีการตอบสนอง เพราะลำดับและความแข็งแกร่งในปัจจุบันของมัน ยังไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะเรียกร้องสิ่งใดจากลำดับ 0 หากเทพตนดังกล่าวปรารถนาจะให้ ท่านก็คงมอบให้เองตามธรรมชาติ แต่ถ้าท่านไม่ให้ สวดวิงวอนให้ตายก็เปล่าประโยชน์
ถ้าเราหน้าบางเหมือนลุงนีลล์ บางทีอาจลองเสี่ยงดู เพราะเทพธิดาเคยตอบสนองพิธีกรรมขอเงินชำระหนี้ที่แทบไม่มีสาระสำคัญ รวมถึงยังช่วยรักษาอาการท้องผูก… เธอเป็นเทพที่ค่อนข้างเอาใจใส่สาวก แต่แน่นอน การทำแบบนี้ย่อมมาพร้อมกับ ‘ผลข้างเคียง’ บางอย่าง… ไคลน์หวนนึกถึงอดีต ใบหน้าแฝงความขื่นขมเล็กน้อย
มันตัดสินใจเปลี่ยนแนวคิด ในเมื่อหาพวกพ้องช่วยเหลือไม่ได้ ก็คงต้องลองพิจารณาจากศัตรู
อา… บางที เราควรนำไพ่จักรพรรดิมืด ไพ่ทรราช และเครื่องรับโทรเลขติดตัวไปด้วย จากนั้นก็รออยู่หน้าทางเข้ารอบนอกของเมืองกัลเดรอน ถ้าหาก ‘ราชาแห่งห้าห้วงสมุทร’ นาสต์ หรือบุคคลระดับสูงของโบสถ์วายุสลาตัน หรือเซียอา ผู้นำแห่งโรงเรียนกุหลาบ หรือเทวทูตครึ่งเทพตนใดตนหนึ่งมาถึง เราก็จะรีบหนีเข้าสู่ ‘เมืองแห่งความตาย’ ทันที…
ไม่น่าจะได้ผล… แบบนี้มันโจ่งแจ้งเกินไป ‘ราชาแห่งห้าห้วงสมุทร’ นาสต์และเบื้องบนของโบสถ์วายุสลาตันไม่น่าจะหลงกลตามเราเข้ามาในกัลเดรอน แต่น่าจะคอยดักเฝ้าประตูอยู่ด้านนอกและรอให้เราออกไปแทน
จริงอยู่ ‘เทพหายนะ’ เซียอาอาจไล่ตามเราเข้ามาโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง แต่อีกฝ่ายเป็นถึงเทวทูต ลำพังเขตรอบนอกของเมืองกัลเดรอนไม่น่าจะสร้างอันตรายได้ กลายเป็นเราเสียเองที่รนหาความตาย…
ไคลน์ครุ่นคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดก็ล้มเลิกแผนการกอบโกยท่ามกลางความโกลาหล เนื่องจากประเมินว่าตนคงไม่สามารถจำลองเหตุการณ์ความวุ่นวายบนภูเขาด้านนอกบายัมขึ้นมาได้ใหม่ ยิ่งห่างไกลจากความเป็นผู้วิเศษลำดับสูงมากเท่าไร เรื่องดังกล่าวก็ยิ่งประสบความสำเร็จได้ยากเท่านั้น
คนที่มักเดินบนขอบเหวเสมอ ในไม่ช้าก็ร่วงหล่นลงไป!
ยังเหลือใครที่พอจะช่วยเราได้อีก? ไคลน์เหลือบไปทางหุ่นเชิดสองตัวด้านข้าง รายชื่อพวกพ้องคนแล้วคนเล่าแล่นเข้ามาในสมอง รวมไปถึงชาวชุมนุมทาโรต์
ทันใดนั้น มันฉุกคิดถึงบางสิ่ง
มิสชารอนเคยบอกว่า มัมมี่ตูตันส์ที่สองเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมเลื่อนลำดับของเธอ เป็นสิ่งที่มีความหมายต่อเธอมาก กล่าวอีกนัยหนึ่ง เธอกำลังจะกลายเป็นครึ่งเทพ ลำดับ 4 ‘หุ่นกระบอก’ แห่งเส้นทาง ‘มนุษย์กลายพันธุ์’
ถ้าเธอเลื่อนลำดับสำเร็จ ทางนี้สามารถขอความช่วยเหลือจากเธอได้ พวกเรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน…
ต้องขอบคุณตัวเองที่เลือกจะช่วยเธอวันนั้น ไม่อย่างนั้นวันนี้คงหมดหวังไปแล้ว…
ไคลน์ถอนหายใจด้วยอารมณ์ซับซ้อน นำเศษกระดาษและปากกาหมึกซึมออกมาถือ ใช้แผ่นหลังของหุ่นเชิดเอ็นโซเป็นที่วางกระดาษ
“ไม่ได้เจอกันนาน พักนี้เป็นยังไงบ้าง…”
ไคลน์ลงมือขีดเขียน ก่อนที่จู่ๆ จะชะงักกลางคัน เนื่องจากรู้สึกอึดอัดกับความอ้อมค้อมและไม่จริงใจในเนื้อหา
มิสชารอนเป็นคนสงวนท่าที เก็บงำอารมณ์ ทุกครั้งที่เธอเขียนจดหมาย หัวเรื่องจะถูกระบุอย่างชัดเจน ไม่มีคำเวิ่นเว้อ เราต้องคำนึงถึงอุปนิสัยของเธอและจริงใจกว่านี้… ไคลน์ไตร่ตรองสักพัก ก่อนจะหยิบเศษกระดาษแผ่นเดิมขึ้นมาสะบัดและเผาทิ้งด้วยเปลวไฟสีแดงเข้ม
ครุ่นคิดสองสามวินาที ไคลน์เขียนลงบนกระดาษแผ่นใหม่
“ตอนนี้ผมทราบพิกัดทางวิญญาณของเมืองกัลเดรอนแล้ว หากปัจจุบันคุณคือครึ่งเทพ ผมต้องการความช่วยเหลือ แต่ถ้ายัง ให้ถือเสียว่าผมไม่ได้พูด ยังมีสหายคนอื่นให้ผมหยิบยืมความช่วยเหลือได้”
“เชอร์ล็อก·โมเรียตี้”
พับกระดาษจดหมายเสร็จ หลังจากจ่าหน้าซอง ‘ถึงมาดามมาเรีย’ ที่ด้านนอก ไคลน์หยิบฮาร์โมนิก้านักผจญภัยออกมาอีกครั้ง เลื่อนขึ้นมายังริมฝีปากและเป่า
ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ในชุดมืดมนและซับซ้อนปรากฏกายคล้ายกับเธอไม่เคยจากไปไหน เพียงพริบตาก็ก้าวออกจากว่างเปล่าและโผล่ตรงหน้าชายหนุ่ม
ไคลน์ส่งกระดาษที่พับเรียบร้อยพร้อมกับเหรียญทองหนึ่งเหรียญ กล่าวด้วยสีหน้าขึงขัง
“นำส่งไปที่บ้านเลขที่ 126 ถนนการ์ด เขตฮิลสตัน กรุงเบ็คลันด์… แค่วางไว้ในกล่องจดหมายก็พอ”
“ตกลง” ขณะศีรษะหนึ่งขานรับ อีกศีรษะหนึ่งงับกระดาษและเหรียญทองตามลำดับ
ได้เห็นฉากตรงหน้า ไคลน์กังวลเล็กน้อย จึงถามอีกสองสามประเด็น
“แผนที่คราวก่อนยังอยู่ใช่ไหม? คงรู้นะว่าตรงไหนคือเขตฮิลสตัน ตรงไหนคือถนนการ์ด”
ศีรษะผมทองตาแดงทั้งสี่ในมือไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ ตอบเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ
“ยังอยู่…” “ข้ารู้จัก…” “สถานที่เหล่านั้น…” “หาไม่ยาก…”
ไคลน์ถอนหายใจผ่อนคลายพลางกล่าวคำอำลากับมิสผู้ส่งสารอย่างสุภาพ
มันลืมเรื่องของเมืองกัลเดรอนไปก่อนชั่วคราว กลับมาจดจ่ออยู่กับการปลอมตัวให้หุ่นเชิดลูเธอร์ไวล์
เช้าวันรุ่งขึ้น ชายหนึ่งซึ่งมีผิวสีน้ำตาล ผมสลวยหยักศกเล็กน้อย แต่งกายด้วยชุดทางการของชาวโลเอ็น สวมหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง พาคนรับใช้สองคนเดินเข้าไปในเมืองเทอร์นิคซึ่งติดกับชายขอบป่า
สินค้าหลักของเมืองนี้คือไม้ ยาง และผลผลิตจากป่า โดยระยะหลังเริ่มมีการก่อตั้งสถาบันวิจัยของเหลวเพื่อการเจริญเติบโตของเส้นผมหลายแห่ง รวมถึงโรงงานในอุตสาหกรรมเดียวกัน
ไคลน์ซึ่งปลอมตัวเป็นเศรษฐีท้องถิ่น หลังจากได้โรงแรมสำหรับเข้าพัก มันนั่งลงบนเก้าอี้เอาหลังที่ทำจากหวาย ปิดท้ายด้วยการชื่นชมฝีมือตัวเอง
‘ผู้ชนะ’ เอ็นโซมีได้มีผิวสีแทนเหมือนเดิม แต่กลายเป็นสีดำสนิท เมื่อผนวกเข้ากับผมเส้นเล็กที่อ่อนนุ่ม คิ้วหนา โครงหน้าชัดลึก รวมถึงกางเกงจีบหลวมๆ และเสื้อสีขาวสลับดำสไตล์ไบลัม มันดูไม่แตกต่างจากคนรับใช้ของชาวพื้นเมืองที่สามารถพบได้ทั่วไปในคฤหาสน์ตามชนบท
ในส่วนของพลเรือเอกขุมนรก เสื้อผ้าที่เคยหรูหราของลูเธอร์ไวล์กลายเป็นสไตล์เดียวกับเอ็นโซ มีรอยไหม้เด่นชัดบนร่างกายหลายจุด หน้ากากสีเงินสว่างถูกย้อมด้วยสีเหล็กดำถ้วนทั่ว เพื่อทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่าชายคนนี้ต้องคอยสวมหน้ากากเพื่อปกปิดแผลไฟคลอก ไม่อย่างนั้นอาจทำให้คนทั่วไปหวาดผวา
หลังจากจัดการมื้อกลางวันที่ส่งตรงถึงห้อง ไคลน์ได้ยินเสียงสวดวิงวอน
ผู้ชาย… มิสเตอร์แฮงแมน? แต่ก็อาจเป็นเอ็มลินหรือเดอะซันน้อย พวกเขาใกล้จะเริ่มการซื้อขายตะกอนพลังของแวมไพร์ลำดับ 5 แล้ว… ขณะไคลน์เตรียมเข้าห้องน้ำเพื่อถอยหลังสี่ก้าวและส่งตัวเองเข้าสู่มิติเหนือหมอก สัมผัสวิญญาณของมันพลันถูกกระตุ้น
หลังจากรีบเปิดเนตรวิญญาณ ชายหนุ่มเห็นไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ผู้ปราศจากศีรษะบนลำคอ กำลังคาบจดหมายพลางเดินออกจากโลกวิญญาณที่ซ้อนทับกับความเป็นจริง
มิสชารอนตอบแล้ว? ไคลน์ขอบคุณมิสผู้ส่งสารเป็นอันดับแรก ตามด้วยหยิบจดหมายและคลี่ออกมาอ่าน
“ต้องขอโทษด้วย แต่ฉันอาจต้องใช้เวลาเตรียมตัวและปรับสภาพอีกราวหนึ่งถึงสองเดือน… ถ้าคุณยังยืนกรานที่จะพึ่งพาดิฉัน ก็เป็นอันตกลงตามนี้… ชารอน”
หนึ่งถึงสองเดือน… ก็ใช่ว่าจะรอไม่ได้… เรายังย่อยโอสถ ‘นักเชิดหุ่น’ ไม่เสร็จ… ไคลน์พยักหน้าเล็กๆ พลางควานหากระดาษและปากกา เขียนตอบกลับไปว่า
“ใช้เวลาของคุณให้เต็มที่ ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับทางนี้ งานของผมไม่เร่งด่วนและสามารถรอได้… เชอร์ล็อก·โมเรียตี้”
หลังจากมอบจดหมายและเหรียญทองให้ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์พร้อมกับกำชับให้ส่งไปยังบ้านเลขที่ 126 ถนนการ์ด เขตฮิลสตัน กรุงเบ็คลันด์ ทันใดนั้น ไคลน์ผุดคำถามกะทันหัน
ในยามสงคราม ก่อนทำศึกทุกครั้งยังมีการต้องสำรวจสนามรบล่วงหน้า ตรวจหาภัยอันตรายที่อาจซ่อนเร้น เช่นนั้นแล้ว เมืองที่เต็มไปด้วยอันตรายอย่างกัลเดรอน เราจะประมาทและทำตัวไม่เป็นมืออาชีพได้ยังไง?
อา… ระหว่างรอให้มิสชารอนเลื่อนลำดับเสร็จ เรายังมีเวลาเหลือเฟือที่จะไปสำรวจล่วงหน้า รวบรวมข้อมูลเบื้องต้นโดยไม่ต้องเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง ยกตัวอย่างเช่น บริเวณดังกล่าวมีข้อจำกัดแบบใดบ้าง จะสร้างความเปลี่ยนแปลงใดกับพลังในขอบเขตความตาย หรือการตรวจสอบทำนองว่า มีทางเข้าทั้งหมดกี่ทาง ตายตัวหรือไม่ และสามารถส่งร่างวิญญาณกลับมายังมิติสายหมอกในพริบตาได้ไหม… เมื่อยืนยันปัจจัยข้างต้น แผนการอย่างคร่าวก็จะถูกร่างขึ้น… แน่นอน ก่อนจะไปสำรวจ เราต้องทำนายยืนยันให้ชัดเจน… ไคลน์วางแผนอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เดินเข้าห้องน้ำภายในห้องนอนใหญ่
…………………………………………………….
ชาฟฟ์มิได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในสายตาอัลเจอร์ จึงชี้ไปทางสาวกดวงจันทร์บรรพกาลคนหนึ่งที่กำลังถูก ‘เผา’ และกล่าว
“เจ้านั่นขโมยไม้เท้าไปจากฉัน ชื่อของมันคือ ‘วาจาสมุทร’ สามารถปล่อยสายฟ้าใส่เป้าหมาย เมื่อแกว่งและฟาดจะสร้างใบมีดลมเฉือน นอกจากนั้นยังสามารถสร้างลูกบอลน้ำขนาดใหญ่และน้ำฝนที่มีฤทธิ์กัดกร่อน และยังช่วยให้ผู้ถือไม่ต้องกลัวแรงดันจากทะเลลึกอีกต่อไป รวมถึงพลังในการดึงออกซิเจนออกจากน้ำได้อย่างอิสระ ขณะเดียวกันก็สามารถใช้เป็นไม้เท้าสำหรับขึ้นขี่และเหาะ… ผลข้างเคียงด้านลบมีสามข้อ หนึ่ง มันชอบร้องเพลงมาก ในทุกหกชั่วโมงต้องร้องเพลงให้ได้ เสียงเพลงไม่จำแนกมิตรหรือศัตรู ผลลัพธ์จะแตกต่างกันไปตามประเภทของเพลงที่เลือก บางครั้งอาจทำให้เสียสมาธิ บางครั้งอาจทำให้จิตใจสั่นสะท้าน บางครั้งอาจทำให้เกิดความหงุดหงิดและบั่นทอนสติสัมปชัญญะ แน่นอน ถึงจะไม่ครบหกชั่วโมง แต่ถ้านายต้องการ ก็สามารถสั่งให้มันร้องเพลงได้… ผลข้างเคียงข้อที่สอง พวกนายคงพอจะทราบแล้วหลังจากได้ยินฉันอธิบายข้อแรก มันมีสัญญาณชีพ และเป็นประเภทที่มีบุคลิกค่อนข้างแย่ ชอบแกล้งให้ผู้ถือลื่นล้มหรือลากลงบันได บางครั้งก็ทุบตีทีเผลอ… ข้อสาม ไม้เท้าอันจะทำให้ผู้ถือถูกฟ้าผ่าได้ง่าย ดังนั้น ในสภาพอากาศที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง ไม่ควรออกไปข้างนอกหรือพกมันไปด้วย”
นี่คือสมบัติปิดผนึกที่สร้างจากตะกอนพลัง ‘ผู้ขับขานสมุทรง’ ของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ หากเขารู้เข้าว่านายสร้างเสร็จนานแล้ว แต่ดันให้สาวกดวงจันทร์บรรพกาลเอาไปใช้ รับประกันได้เลยว่านายถูกขายให้คนที่ต้องการตัวอย่างแน่นอน… ในรูปแบบของตะกอนพลัง… อัลเจอร์มองไปทางโต๊ะอาหาร พบไม้เท้าสีดำเข้มเลี่ยมโลหะสีเงินสว่าง
เท่าที่มันทราบ ไม่สนว่าผลกระทบด้านลบจะร้ายแรงมากเพียงใด แต่สมบัติวิเศษที่มีสัญญาณชีพจะถือเป็นสมบัติปิดผนึกทั้งหมด เพราะนั่นหมายถึงอันตรายที่คาดเดาไม่ได้
เมื่อเห็นว่า ‘พลเรือเอกดวงดาว’ แคทลียาและพวกพ้องของเธอมิได้บอกให้หยุดพูด ชาฟฟ์จำต้องเล่าเกี่ยวกับสมบัติวิเศษชิ้นอื่นต่อไปด้วยสีหน้าขื่นขม
“มีดสั้นเล่มนี้มีชื่อว่า ‘มีดหมื่นพิษ’ แค่ฟังชื่อก็คงพอจะเดาได้แล้วกระมัง ฉันคงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม… อา… มันจะสร้างพิษแบบสุ่มให้เป้าหมายทุกครั้งที่สร้างความเสียหาย ส่วนจะเป็นพิษแบบใด นั่นขึ้นอยู่กับดวง… ผลข้างเคียงมีน้อยมาก การปฐมพยาบาลที่เกิดขึ้นกับผู้ถือจะล้มเหลว รวมถึงการสั่งสมความรู้สึกมึนเมา”
ชาฟฟ์นำเสนอสมบัติวิเศษหลายชิ้นอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดก็ได้ยินแคทลียาพูด
“ทำดีมาก… ที่เหลือเป็นของนาย”
ฟู่ว… ไม่เลว อย่างน้อยก็ยังเหลือสามชิ้น… ไม่เพียงชาฟฟ์จะไม่ขุ่นเคือง ตรงกันข้าม มันรู้สึกจากก้นบึ้งว่า ‘พลเรือเอกดวงดาว’ เป็นคนดีมาก
แคทลียาหันไปมอง ‘แฮงแมน’ ทันที
“คุณเลือกก่อน”
เธอรู้ว่า ‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์ได้จ้างช่างฝีมือสร้างสมบัติวิเศษ จึงตัดสินใจอนุญาตให้แฮงแมนเลือกชิ้นที่เป็นของนักผจญภัยเสียสติไปก่อน
อัลเจอร์พยักหน้า นำไม้เท้า ‘วาจาสมุทร’ และ ‘แว่นตาการ์กอยล์’ ออกไป บอกเป็นนัยว่า ส่วนที่เหลือเป็นของเธอ
แคทลียาคิดสักพักก่อนจะพูด
“คุณเลือกอีกหนึ่ง ที่เหลือเป็นของฉัน”
เธอไม่สนใจสมบัติวิเศษที่เหลืออยู่มากนัก เพราะตนมีสมบัติสองชิ้นที่ค่อนข้างทรงพลังและสอดคล้องกับธรรมชาติของตัวเธอ โดยในภายหลัง เธอได้รับ ‘กระดุมผู้พิพากษา’ และ ‘ตาชั่งโชคชะตา’ ส่งผลให้ปกปิดจุดอ่อนจนมิดชิด ในสถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อพิจารณาถึงผลข้างเคียงที่ซ้อนทับกันหลายชั้น หากไม่ใช่สมบัติวิเศษที่ยอดเยี่ยมจนเตะตา เธอก็แทบไม่ชายตามอง
แน่นอน ในฐานะนายพลโจรสลัด แคทลียาไม่เคยคิดว่าการมีสมบัติวิเศษมากเกินไปเป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะท้ายที่สุดแล้ว สมบัติวิเศษเหล่านั้นสามารถส่งมอบให้กับนิกายมอสส์เพื่อแลกเป็นคะแนนผลงาน ส่วนหนึ่งก็ยังมอบให้ลูกเรือ
อัลเจอร์เงียบงันสักพัก พิจารณาจากสิ่งของที่มีอยู่และพลังพิเศษของตัวเอง มันเลือก ‘มีดหมื่นพิษ’
‘พลเรือเอกดวงดาว’ แคทลียาออกคำสั่งกับฮีธ·ดอยล์ทันที บอกให้มันเก็บสมบัติวิเศษบนพื้นที่ ‘ช่างฝีมือ’ ชาฟฟ์เป็นคนวาง รวมถึงสิ่งของจากสาวกดวงจันทร์บรรพกาล เพื่อนำออกไปจากบ้าน
ถัดมา เธอมองหน้าช่างฝีมืออีกครั้ง กระจกตาสีม่วงเข้มสะท้อนภาพร่างกายของอีกฝ่าย
“ทำไมสาวกดวงจันทร์บรรพกาลถึงต้องควบคุมตัวนาย?”
ชาฟฟ์กะพริบตาและตอบ
“ของมันแน่อยู่แล้วไม่ใช่หรือ? บีบบังคับให้ฉันสร้างสมบัติวิเศษให้พวกมัน…”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงหัวใจของชาฟฟ์พลันหยุดเต้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับดวงตาสีม่วงเข้มที่จ้องมาอย่างเย็นชา รีบเสริมอย่างลนลาน
“นอกจากนั้น ดูเหมือนว่าพวกมันจะมีแผนการบางอย่างที่ต้องการความช่วยเหลือจากช่างฝีมือ ส่วนจะเป็นอะไรนั้น ฉันไม่แน่ใจ เพราะยังไม่ได้เริ่มงาน”
แคทลียาถอนสายตาด้วยท่าทางครุ่นคิด มองหน้าแฮงแมนพลางผงกศีรษะ
พวกมันตัดสินใจที่จะไม่นำตัวช่างฝีมือออกไปทันที ปล่อยมันไว้อย่างเดิม ดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง พวกมันหวังจะสะกดรอยช่างฝีมือเพื่อสืบหาว่า สาวกดวงจันทร์บรรพกาลมีแผนการอย่างไร
อันที่จริง สำหรับเฮอร์มิทและแฮงแมน สิ่งที่สาวกดวงจันทร์บรรพกาลกำลังทำอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่พวกมันสนใจสักเท่าไร แต่แคทลียาต้องการใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้ออ้างสำหรับติดต่อกับราชินีเงื่อนงำ ส่วนอัลเจอร์ต้องการข้อมูลไปแลกกับคะแนนผลงานของโบสถ์วายุสลาตัน ดังนั้น ทั้งสองจึงบรรลุข้อตกลงว่าสอบสวนเพิ่มเติม
แน่นอน ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์เชื่อในหลักการหนึ่งมาตลอด:
ยิ่งคุณมีข้อมูลข่าวสารมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งถือไพ่เหนือกว่าผู้อื่นในทุกสถานการณ์!
หลังจากเงียบงันสักพัก แคทลียาพูดกับ ‘ช่างฝีมือ’ ชาฟฟ์ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“เนื่องจากนายเป็นสาวกดวงจันทร์บรรพกาลแล้ว การพาตัวกลับไปคงไม่เกิดประโยชน์”
ชาฟฟ์พยักหน้าหงึกหงัก เป็นนัยว่าเธอพูดถูก
แคทลียาเว้นวรรคเล็กน้อย หันไปด้านหน้าและกล่าว
“แต่ฉันก็ยังหวังจะสานสัมพันธ์ระยะยาวกับนาย เพื่อการนั้น ฉันต้องการเลือดของนายสักสองสามหยด นั่นจะช่วยให้ฉันตามตัวนายได้ง่ายขึ้น”
เพียงพริบตา ใบหน้าชาฟฟ์เต็มไปด้วยความขมขื่น ริมฝีปากของมันขยับสองสามหน แต่สุดท้ายก็มิอาจกล่าวคำปฏิเสธ
ฟู่ว… มันพ่นลมหายใจและตอบ
“ตกลง”
กล่าวจบ ชาฟฟ์หยิบมีดตัดกระดาษข้างๆ ขึ้นมา เฉือนเข้าที่ปลายแขนจนเลือดไหลออกมาสองสามหยด
แคทลียายกแขนขวาทันที ตวัดฝ่ามืออย่างนุ่มนวล บังคับให้หยดเลือดเหล่านั้นลอยขึ้นและบินไปหาเธอ
หลังจากสังเกตเลือดบนฝ่ามือสักพัก นายพลโจรสลัดกล่าวอีกครั้ง
“นายนามสกุลอะไร?”
“จูนน์” ชาฟฟ์ตอบทันควัน
แคทลียาไม่กล่าวสิ่งใดต่อ เพียงหมุนตัวและเดินออกจากประตูโดยมี ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์เดินตามหลัง
บ้านหลังดังกล่าวถูกความเงียบปกคลุมอย่างรวดเร็ว ‘ช่างฝีมือ’ ชาฟฟ์เดินไปนั่งที่โซฟาตัวหนึ่ง ไม่ขยับเขยื้อนร่างกายเป็นเวลานาน ประหนึ่งยังคงหมกมุ่นอยู่กับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไป ยากจะกลับสู่ความรู้สึกเดิม
ผ่านไปเกือบสิบนาที ทันใดนั้น ในท่านั่งตัวตรง ชาฟฟ์หยิบรูปปั้นมนุษย์ขนาดเล็กออกจากกระเป๋าเสื้อด้านใน
รูปปั้นดังกล่าวทำจากทองเหลืองล้วน บริเวณใบหน้าว่างเปล่า มีเลือดค่อยๆ ซึมออกจากด้านในทีละนิดจนแข็งตัวเป็นคราบ
ชาฟฟ์รีบเช็ดหน้ารูปปั้นด้วยผ้า ก่อนจะถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ยกมุมปากพลางพึมพำกับตัวเอง:
โชคดีที่เรามี ‘ตุ๊กตาโชคชะตา’ ตัวนี้…
ฮึ… เธอคิดว่าจะใช้หยดเลือดนั่นหาเราพบจริงหรือ? ไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องคำสาปแช่ง!
ในย่านสลัมของบายัม บนถนนที่ปราศจากโคมไฟ
อัลเจอร์ซึ่งสวมหน้ากากและผ้าคลุมศีรษะ ชำเลืองไปทางเฮอร์มิทด้านข้าง ซักถามเสียงทุ้มลึก
“หลังจากที่ชาฟฟ์หนีออกจากโบสถ์จักรกลไอน้ำ เขามีชีวิตอย่างสุขสบายได้จวบจนปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าเจ้านั่นไม่ใช่คนโง่เขลา การยอมมอบหยดเลือดให้คุณโดยไม่แสดงท่าทีขัดขืน แปลว่าคงมีวิธีหลีกเลี่ยงการติดตาม… อีกทั้ง เขายังไม่ได้เล่าถึงสาเหตุที่ถูกสาวกดวงจันทร์บรรพกาลพบตัว”
ในทางทฤษฎี สาวกน่าจะสืบย้อนถึงที่มาของตะกอนพลังพิเศษมนุษย์หมาป่า แต่ ‘ช่างฝีมือ’ ชาฟฟ์ก็ไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้อัลเจอร์ฟัง
แคทลียาดึงแว่นตาหนาเตอะออกมาสวมบนสันจมูก กล่าวเสียงเรียบ
“เลือดนั่น… ไม่ได้ใช้เพื่อสะกดรอย”
อัลเจอร์พยักหน้าครุ่นคิด ก่อนจะกล่าวคำอำลาและเดินเข้าไปในซอยเปลี่ยวที่มืดมิด
มันเดินวกวนไปตามถนนหลายเส้น จนกระทั่งสบโอกาสเลิกปลอมตัวและออกจากบายัม เมื่อกลับถึงท่าเรือส่วนตัวของกองกำลังต่อต้าน อัลเจอร์ตรงขึ้นเรือ ‘โทสะสีคราม’ ทันที
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ลูกเรือของมันผลาญพลังงานและเงินทองที่สะสมมาจนเกือบเกลี้ยง ปัจจุบันจึงกำลังหมกตัวอยู่บนเรือ รอออกทะเลอีกครั้ง
เมื่อเห็นอัลเจอร์กลับมา ลูกเรือคนหนึ่งลุกพรวดขึ้นพลางยิ้มและถาม
“กัปตัน กินมื้อเย็นรึยัง?”
“ยัง… ช่วยเตรียมอะไรง่ายๆ ให้หน่อย” อัลเจอร์มัวแต่ยุ่งอยู่กับภารกิจจนไม่มีเวลาเติมเต็มความหิว
ลูกเรือที่มีงานรองเป็นพ่อครัว ขานตอบทันที
“ไม่มีปัญหา… วันนี้พวกเรามีเห็ดสดๆ จากป่า กัปตันจะลองเห็ดทอดเนยสักหน่อยไหม?”
ใบหน้าอัลเจอร์กระตุกเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหัวด้วยมาดนิ่ง
“ไม่เอา… ขอเป็นสเต๊กเนื้อธรรมดา… ความสุขระดับห้า… ไม่สิ สุกระดับเจ็ด”
…
ไบลัมตะวันออก ชายขอบของผืนป่า
ไคลน์กับหุ่นเชิดทั้งสองไม่รีบร้อนที่จะออกจากป่าเพื่อเข้าไปในเมือง แต่วางแผนเตรียมทำสีย้อมหน้ากากให้พลเรือเอกขุมนรก
และก่อนหน้านั้น มันมีสิ่งอื่นที่ต้องทำ
นั่นคือการตามหาผู้ช่วยในภารกิจสำรวจเขตรอบนอกของเมืองกัลเดรอน!
ไคลน์ไม่เคยเป็นหมาป่าเดียวดาย โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอันตรายที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้น หากไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ ไคลน์คิดจะเชื้อเชิญผู้วิเศษทรงพลังมาคอยช่วยเหลือโดยแลกกับค่าตอบแทนที่เหมาะสม ไม่มีวันเข้าไปสำรวจตามลำพังอย่างประมาท
สำหรับไคลน์ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรวบรวมวัตถุดิบโอสถที่ต้องการและรอดชีวิตกลับมา!
ถ้าเลือกได้ เราก็อยากรออีกสักสองสัปดาห์ จากนั้นก็อุ้มทารกหรือไม่ก็เข็นรถเข็นเด็กเพื่อเข้าไปสำรวจบริเวณรอบนอกของเมืองกัลเดรอน… แต่นั่นคงเป็นไปไม่ได้… ไคลน์ถอนหายใจเงียบ นำฮาร์โมนิก้านักผจญภัยออกมาเป่า
ผู้ส่งสาร ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ เดินถือสี่หัวออกจากความว่างเปล่าอย่างเงียบงัน
ไคลน์ครุ่นคิดสักพักก่อนจะเปิดปากพูด
“ผมอยากสำรวจเมืองกัลเดรอนในอนาคตอันใกล้ ตอนนี้มีพิกัดของโลกวิญญาณแล้ว ผมสงสัยว่า สามารถจ้างคุณไปช่วยคุ้มกันได้ไหม? ราคาเท่าไร?”
ศีรษะผมทองตาแดงทั้งสี่ของไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์อ้าปากและกล่าวเรียงกัน
“ไม่ได้…” “ข้า…” “เข้าไป…” “ไม่ได้…”
,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,
ราชันเร้นลับ 917 : สามทางเลือก
การเปลี่ยนแปลงอันแปลกประหลาดภายในอนุสาวรีย์บรรจุศพ ทำให้ไคลน์ผู้กำลังหลับตาสนิท ยากที่จะคาดเดาว่าปัจจุบันกำลังเกิดอะไรขึ้น ไม่ทราบว่าสถานการณ์ดำเนินไปในทิศทางที่ดีหรือร้าย ดังนั้น แม้ว่าจะท่องคาถาเปิดใช้งานยันต์ ‘โจรปล้นดวง’ แล้ว แต่ก็ไม่กล้าบุ่มบ่ามขว้างออกไป เกรงว่าจะเกิดผลกระทบด้านลบที่ตรงกันข้ามกับความปรารถนา
หนึ่งวินาที สองวินาที สามวินาที ไคลน์รู้สึกเพียงว่า กระแสเวลาไหลผ่านอย่างเชื่องช้าเสียเหลือเกิน ประหนึ่งผ่านไปเป็นสิบปีก็มิปาน
ในที่สุด มันได้ยินเสียงอะซิกกล่าวด้วยความสงสัย
“เป็นท่านเองหรือ…”
เพียงพริบตาหลังจากนั้น เสียของสตรีที่ไม่สั่นคลอน ดังขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“เจ้ามีสามทางเลือก… ประการแรก สานต่อกระบวนการปัจจุบัน แสวงหาความสมบูรณ์แก่ดวงวิญญาณและยอมให้ซาลินเจอร์เกิดใหม่ในร่างกายเจ้า… ประการที่สอง ข้าจะช่วยดึงวิญญาณของเจ้าครึ่งหนึ่งออกจากงูตัวนั้น ส่วนเจ้าไปหาวิธีเย็บเอาเอง แต่วิธีนี้จะทำให้เจ้ากลับไปเป็นตัวตนเก่า หยุดวังวนการตายและฟื้นฟูความทรงจำ แต่เจ้าจะไม่ใช่ตัวเจ้าในปัจจุบัน และช่วงชีวิตที่เคยผ่านมาในอดีตจะกลายเป็นหนึ่งในความฝันซึ่งค่อยๆ เลือนหายไป… ประการที่สาม หันหลังให้กับทุกสิ่งและออกไปจากที่นี่ แต่ลำดับพลังของเจ้าจะหยุดค้างในระดับปัจจุบันโดยไม่สามารถเลื่อนขั้นได้อีก และจะเผชิญกับวังวนความตายไม่จบสิ้น ต้องฟื้นฟูความทรงจำไม่จบสิ้น และไขว่คว้าหาอดีตไม่จบสิ้น”
ไคลน์พลันผงะ คาดไม่ถึงว่าจะยังมี ‘คนอื่น’ อยู่ในส่วนลึกของสุสานแห่งนี้ด้วย แถมยังมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่นี่ สามารถมอบทางเลือกให้แก่ ‘กงสุลมรณะ’ อะซิก·อายเกสได้ถึงสามทาง
หรือจะเป็นเทพมรณาเทียมที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของหมอกดำ?
ไม่ใช่… ใครๆ ก็รู้ว่าเทพมรณาเทียมไม่มีสติปัญญามากขนาดนี้ ไม่เคยมีข้อมูลที่ ‘ท่าน’ พยายามสื่อสารมาก่อน…
ดึงวิญญาณออกมาครึ่งหนึ่งและหาวิธีเย็บเอง… หมายความว่ายังไง? ดวงวิญญาณของมิสเตอร์อะซิกอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์?
แล้วไปดึงมาจากไหน? ‘ท่าน’ ผู้นี้สามารถทำในสิ่งที่แม้แต่มิสเตอร์อะซิกก็ยังทำไม่ได้?
และนอกจากนั้น ใครคือซาลินเจอร์? แล้วทำไมถึงเกิดใหม่ภายในร่างกายมิสเตอร์อะซิก? อย่างบอกนะว่า เขาหรือ ‘ท่าน’ คือ ‘เทพมรณา’ ผู้ทำให้เกิดยุคสมัยแห่งความไร้ชีวิตชีวา? บิดาหรือปู่ของมิสเตอร์อะซิก? เทพมรณามองเห็นอนาคตการร่วงหล่นของตัวเอง จึงเหลือเศษเสี้ยวสำหรับคืนชีพไว้ในร่างมิสเตอร์อะซิก?
ตัวเลือกแรกตัดทิ้งได้เลยโดยไม่ต้องคิด ทั้งข้อสองและข้อสามต่างมีปัญหาในตัวเอง สำหรับข้อที่สอง มิสเตอร์อะซิกจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง กลายเป็น ‘ท่าน’ ที่เราไม่คุ้นเคย… ส่วนข้อสามจะต้องแบกรับคำสาปของอมรณาไว้ตลอดชีวิต ไม่มีทางหนีพ้น… หากมิสเตอร์อะซิกมั่นใจในตัวเอง เชื่อว่าชีวิตที่ผ่านมาเป็น ‘หลักยึดเหนี่ยว’ การเลือกข้อที่สองก็ไม่เลวนัก สามารถปรับปรุงอุปนิสัยระหว่างอดีตและปัจจุบันให้สมดุล… แต่นั่นก็ต้องครึ่งอยู่กับดวงวิญญาณอีกหนึ่งซีกที่ถูกแบ่งออกไป เราไม่เคยสัมผัสกับอีกครึ่งหนึ่งของเขา ไม่มีทางเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ บางที หลักยึดเหนี่ยวอาจไม่ได้ผล…
ข้อมูลมากมายแล่นเข้ามาในหัวไคลน์อย่างรวดเร็ว สมองเต็มไปด้วยคำถามและความอยากรู้อยากเห็น แต่ก็ทำไม่ได้มากไปกว่าการยืนอยู่ห่างๆ และปิดตาให้สนิท
นั่นคือชีวิตของอะซิก เป็นอนาคตที่ชายคนนั้นต้องเผชิญ ไม่มีใครสามารถตัดสินใจแทนได้
และสิ่งที่ไคลน์ควรจะพูด มันได้พูดไปหมดแล้ว ปัจจุบันจึงทำได้เพียงยืนเป็นกังวลอยู่ที่นี่อย่างมิอาจยื่นมือช่วย รอให้มิสเตอร์อะซิกเป็นคนตัดสินใจเอง
อะซิกจ้องหน้าสตรีเลอโฉมในเสื้อคลุมศีรษะ ไม่กล่าวคำใดออกมาเป็นเวลานาน เปลวไฟสีซีดในดวงตายังคงสั่นไหว
งูขนนกกึ่งมายากึ่งคมชัด คล้ายกับมันสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่พึงประสงค์ รีบตวัดหางกวาดไปทั่วอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นก็ก้มศีรษะลงพร้อมกับอ้าปากกว้าง เผยให้เห็นเลือดเนื้อสีแดงเข้มและเขี้ยวที่ย้อมน้ำมันสีเหลือง ก่อนจะเหยียดลิ้นงูสีดำสนิทเปื้อนเมือกสีเขียวเข้ม ออกมาตวัดอะซิก·อายเกส
ทว่า ความพยายามทั้งหมดของมันลงเอยด้วยความล้มเหลว คล้ายกับพลังของมันไม่มีผลกับโลกทางนี้
ท่ามกลางความเงียบเชียบ อะซิกยกมือขวาขึ้น ลูบหน้าผากพลางยิ้มและตอบ
“บางที ผมคงคุ้นเคยกับชีวิตแบบนี้ไปแล้ว… เลือกข้อสาม”
เมื่อสิ้นเสียง สตรีสวมผ้าคลุมศีรษะตรงหน้าเหยียดแขนออกมาคว้าเครื่องประดับทองคำรูปนกและบีบไว้ในมือสักพัก ก่อนจะชักแขนกลับพร้อมกับดึงวัตถุโบราณออกจากรอยแยกกึ่งกลางหน้าผากของอะซิก
สีหน้าอะซิกพลันบิดเบี้ยวอีกครั้ง คล้ายกับกำลังเผชิญความเจ็บปวดแสนสาหัส
ในทุกหยดของเลือดที่ไหลริน ในทุกอณูของเลือดเนื้อ เศษเสี้ยวดวงวิญญาณจำนวนมากค่อยๆ แผ่ซ่าน ก่อนจะผสานเข้าด้วยกันจนกลายเป็นร่างวิญญาณที่โปร่งใส
แม้ร่างวิญญาณดังกล่าวจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียว แต่ก็เผยให้เห็นความขัดแย้งและไม่กลมกลืน เนื่องจากครึ่งหนึ่งของวิญญาณเป็นสีเหลืองทอง ไล่ตั้งแต่คิ้ว ดวงตา ไปจนถึงแขนขา มอบบรรยากาศสง่างามแต่เรียบง่าย
เมื่อไม่มีเครื่องประดับทองคำเป็นตัวเชื่อม ร่างวิญญาณกึ่งทองคำของอะซิกจึงค่อยๆ แยกออกจากกันทั้งเป็น
ลำคออะซิกแผดเสียงที่ฟังดูไม่เหมือนมนุษย์อีกครั้ง ไคลน์ซึ่งได้ยินจากระยะไกล พลันปวดศีรษะรุนแรงประหนึ่งถูกเข็มจำนวนมากทิ่มแทงสมอง
ผ่านไปไม่กี่วินาที ร่างวิญญาณของอะซิกถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนโดยสมบูรณ์ ครึ่งหนึ่งกลายเป็นละอองแสงสีทองที่ผสานเข้ากับเครื่องประดับรูปนก ครึ่งหนึ่งกลับคืนสู่ร่างเนื้อ ผสมผสานกับเลือดเนื้อที่เป็นของอะซิก·อายเกส
เปลวไฟสีซีดในดวงตาทั้งสองข้างของอะซิกพลันดับมอด ขนนกสีขาวและเกล็ดสีดำที่งอกขึ้นบนตามผิวหนังค่อยๆ เลือนหาย สีหน้าที่บิดเบี้ยวค่อยๆ บรรเทาลงก่อนจะกลับเป็นปรกติ
ใบหน้าของอะซิกค่อนข้างซีด ค่อนข้างโปร่งใส หน้าผากสั่นกระตุกอย่างชัดเจน คล้ายกับกำลังเจ็บปวดจากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับดวงวิญญาณ
“ขอบคุณที่ช่วยเหลือ” อะซิกคำนับสตรีเลอโฉมผู้สวมเสื้อคลุมศีรษะอย่างนอบน้อม ก่อนจะหมุนตัวเดินมาทางขั้นบันไดที่ว่างเปล่า กลับมายืนด้านข้างไคลน์
“ลืมตาได้แล้ว” อะซิกยิ้มด้วยความอ่อนเพลีย
ไคลน์ลืมตาขึ้นและรีบสำรวจอะซิกฝั่งตรงข้าม เมื่อพบว่าไม่มีอาการเสียสติหรือคลุ้มคลั่งจึงเผยความโล่งใจ แอบชำเลืองสายตาไปยังส่วนลึกของสุสานด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ที่นั่นมีเพียงหมอกดำคอยปกคลุมทุกสิ่ง
“เมื่อครู่ใครหรือครับ?” ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะถาม
อะซิกยิ้มพลางยื่นมือมาจับไหล่
“ถึงผมอยากจะบอกมากเพียงใด แต่คุณก็คงไม่ได้ยิน เว้นเสียแต่ท่านต้องการให้คุณได้ยิน”
ได้ยินเช่นนั้น ไคลน์จับไหล่หุ่นเชิดทั้งสองตามสัญชาตญาณ
สีสันรอบตัวฉูดฉาดและซ้อนทับกันอีกครั้ง ในไม่ช้าทั้งคู่ก็เคลื่อนที่ผ่านโลกวิญญาณซึ่งสอดคล้องกับทะเลคลั่ง เดินทางกลับไปยังห้องพักโรงแรมที่ไคลน์เช่าไว้ในเมืองเครน
อะซิกปล่อยมือ ลูบหน้าผากพลางกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“ผมคงต้องหลับไปอีกสักพัก… ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคราวนี้จะนานแค่ไหน หากมีคำถาม คุณสามารถถามเจ็ดแสงพิสุทธิ์แห่งโลกวิญญาณได้โดยตรง คงรู้จักพิธีกรรมอยู่แล้วใช่ไหม?”
“มิสเตอร์อะซิก… คุณไม่เป็นอะไรแน่นะ?” ไคลน์ถามด้วยความเป็นกังวล
ขณะเดียวกัน มันจิกกัดตัวเอง
ครึ่งหนึ่งของดวงวิญญาณต้องหายไปตลอดกาล จะให้ไม่เป็นอะไรได้ยังไง?
อะซิกยิ้มและตอบ
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร… ก็แค่กลับไปเป็นเหมือนเดิม เมื่อใดที่เห็นว่าตัวเองกำลังจะตาย ผมก็แค่จัดเตรียมทุกอย่างสำหรับชีวิตใหม่ ตัดความสัมพันธ์กับชีวิตเก่า จากนั้นสูญเสียความทรงจำพร้อมกับคืนชีพ ออกค้นหาอดีตอีกครั้ง… เทียบกับทุกครั้งที่ผ่านมา อย่างน้อยคราวนี้ผมก็มีคุณ คนที่รู้หลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับตัวผม หากผมต้องสูญเสียความทรงจำอีกครั้ง การอ่านจดหมายของคุณคงช่วยให้จดจำอะไรได้มากมาย”
มันเว้นวรรค ตามด้วยพยักหน้าแผ่วเบาและหัวเราะ
“การนอนหลับก็ไม่ได้แย่เสมอไป… อย่างน้อยผมก็ยังฝัน เป็นความฝันที่ไม่เคยเลือนหายไปไหน ผมยังคงนอนอาบแดดกับเธอที่ริมทะเลใต้ ยังคงสอนเด็กดื้อให้รู้จักการใช้ดาบ ยังคงสร้างชิงช้าให้กับเจ้าตัวเล็กที่เอาแต่ใจ…”
กล่าวจบ อะซิกโยนนกหวีดทองแดงด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“อย่าลืมเขียนจดหมายหาผมบ้าง… แต่ก่อนที่จะตื่น ผมคงไม่ได้เขียนตอบกลับ”
ในวินาทีที่ไคลน์เหยียดแขนออกไปรับนกหวีดทองแดงโบราณที่มีลวดลายงดงาม อะซิกหายตัวไปจากห้อง ไม่มีใครทราบว่าไปที่ไหน
จ้องมองความว่างเปล่าสักพัก ไคลน์ถอนหายใจเสียงต่ำ
…
หากต้องการไปที่อื่นนอกจากเมืองเครน ถ้าเป็นทางบกก็ต้องเดินตามเส้นทางอันคดเคี้ยวขึ้นข้างบน ผ่านถนนหลายเส้นจนกระทั่งจุดสูงสุดของเมือง ถึงตอนนั้นก็จะสามารถปีนขึ้นไปบนภูเขาและเข้าสู่เขตที่ราบสูง
ณ ปัจจุบัน หน่วยถุงมือแดงที่นำโดยโซสต์ กำลังยืนอยู่บนจัตุรัสที่สูงที่สุดของเมืองพลางมองไปทางทะเลคลั่งที่ค่อนข้างผิดปกติ
ดาลีย์·ซิโมเน่ซึ่งยังคงใช้มือจับหน้าผาก ค่อยๆ ลดฝ่ามือลงพร้อมกับพูดด้วยสีหน้าเจือความประหลาดใจ
“ทุกสิ่งกลับเป็นปรกติแล้ว… หมดปัญหา”
“ปกติแล้ว?” เลียวนาร์ดถามด้วยความฉงน
ตามความเห็นของมัน หากการกลายพันธุ์ของทะเลคลั่งยังไม่สิ้นสุดลง คงเป็นเรื่องยากที่ดาลีย์จะกลับสู่ภาวะปกติ
“อาการแบบนี้อาจจะมาเป็นพักๆ …” โซสต์คาดเดาคลุมเครือ
ขณะดาลีย์เตรียมตอบ สัมผัสวิญญาณของทุกคนพลันถูกกระตุ้นอย่างพร้อมเพรียง ต่างฝ่ายต่างรีบหันไปทางทะเลคลั่ง
ท่ามกลางบรรยากาศอันดำมืด ดวงดาวค่อยๆ สว่างขึ้นทีละดวง
…
เบ็คลันด์ ภายในวิหารนักบุญแซมมวล
อาร์ชบิชอปแอนโทนี·สตีเวนสันได้รับโทรเลขฉุกเฉินจากทะเล
เนื้อหาของโทรเลขค่อนข้างเรียบง่าย แต่ก็ค่อนข้างน่าทึ่ง
“เกอร์มัน·สแปร์โรว์ปรากฏตัวอีกครั้ง คราวนี้ขึ้นเรือ ‘ทิวลิปดำ’ พร้อมกับชายคนหนึ่งและเปลี่ยนให้ลูเธอร์ไวล์กลายเป็นหุ่นเชิด ลูเธอร์ไวล์เรียกคนที่มากับเกอร์มันว่า ‘กงสุลมรณะ’ ”
เกอร์มัน·สแปร์โรว์… กงสุลมรณะ… นักบุญแอนโทนีทวนทั้งสองคำอย่างแผ่วเบา
มันเอนหลังอย่างเชื่องช้าพลางหลับตา นึกทบทวนข้อมูลของสมบัติปิดผนึก ‘0-17’ ภายในใจ เป็นข้อมูลที่สมบูรณ์มาก
“หมายเลข: 17”
“ชื่อ: เทวทูตแห่งความลับ”
“ระดับอันตราย: ‘0’ อันตรายยิ่งยวด… ระดับความเฝ้าระวังสูงสุด ระดับการรักษาความลับสูงสุด ห้ามถามข้อมูล ห้ามแพร่งพรายข้อมูล ห้ามเอ่ยถึง ห้ามแอบสอดแนม”
“ผู้ที่สามารถเข้าถึงข้อมูล: สันตะปาปา, นักวิจัยทีม A และอาร์ชบิชอปมุขมณฑลเบ็คลันด์ (หมายเหตุ เมื่ออาร์ชบิชอปถูกย้ายออกจากเบ็คลันด์ จำเป็นต้องใช้สมบัติปิดผนึก ‘1-29’ เพื่อล้างความทรงจำที่เกี่ยวข้อง) ”
“วิธีผนึก: อาศัยความร่วมมือของสมบัติปิดผนึก ‘1-29’ และ ‘1-80’ เพื่อผนึกให้สมบูรณ์”
“รายละเอียด: นี่มิใช่วัตถุ”
…
“คำเตือน: ไม่สามารถใช้งาน ‘ท่าน’ ได้!”
“ภาคผนวก 1: สมบัติปิดผนึกชิ้นนี้ปรากฏตัวครั้งแรกในยุคไร้ชีวิตชีวาแห่งยุคสมัยที่สี่ ปีที่พบ: ไม่ปรากฏ, วันที่พบ: ไม่ปรากฏ, สถานที่พบ: ไม่ปรากฏ”
“ภาคผนวก 2: จากบันทึก ‘ท่าน’ ตื่นขึ้นมาแล้วห้าครั้ง”
“ภาคผนวก 3: ไม่สามารถใช้งาน ‘ท่าน’ ได้เนื่องจากติดข้อจำกัดที่สำคัญบางประการ… เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ‘ท่าน’ สามารถถูกใช้เป็นภาชนะในการเสด็จเยือนผืนพิภพของเทพธิดา”
ราชันเร้นลับ 916 : ชะตากรรมที่มิอาจเลี่ยง
เมื่อได้เห็นงูขนนกที่ฝังร่างลึกท่ามกลางหมอกสีดำ เมื่อได้เห็นใบหน้าที่อยู่บนยอดลำตัวขนาดมหึมาราวกับขุนเขา อะซิกพลันประหลาดใจในตอนต้น หน้าผากกระตุกแผ่วเบาทันที คล้ายกับถูกใครบางคนตอกลิ่มเข้าไปในขมับและแยกศีรษะออกเป็นสอง
ท่ามกลางความเจ็บปวดรวดร้าว ท่ามกลางกระแสความคิดมากมาย ภาพชุดหนึ่งผุดขึ้นมากะทันหัน
ใบหน้าของงูขนนกที่ดูเหมือนกับตนทุกประการ แม้กระทั่งรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ
ท่ามกลางดินแดนอันเงียบสงบ ซากศพสีซีดเรียงรายนับไม่ถ้วน
ลอยเหนือขึ้นไปในอากาศ เมฆที่ประกอบขึ้นจากกะโหลกของเผ่าพันธุ์ต่างๆ ล่องลอยกระจัดกระจาย
หนวดรยางค์สีเข้มทะลวงขึ้นจากพื้นดิน แต่ละปลายหนวดมีดวงตาที่เหมือนกับปลาตาย
ภายในฉากที่เห็น ร่างวิญญาณสีใสของอะซิกถูกบางสิ่งบางอย่างกระชากออกจากร่างเนื้อ
ดวงตาคู่หนึ่งที่มีเปลวไฟสีซีดคล้ายใกล้ดับมอด ชำเลืองลงมาหาอะซิก ทันใดนั้น ขนนกสีขาวที่ย้อมด้วยน้ำมันสีเหลืองทำการตัดร่างวิญญาณโปร่งใสของอะซิกออกเป็นสองส่วน
ร่างวิญญาณซีกหนึ่งบินขึ้นอย่างรวดเร็ว เข้าสู่ ‘เมฆกะโหลก’ ด้านบนท้องฟ้า ส่วนที่เหลือผสานเข้ากับเครื่องประดับทองคำซึ่งผุดขึ้นจากอากาศว่างเปล่า และด้วยอำนาจของเปลวเพลิงสีซีด วัตถุดังกล่าวแปรสภาพกลับไปเป็นเลือดเนื้ออีกครั้ง
ฉากตรงหน้าเปรียบประหนึ่งถูกทุบด้วยค้อนของเทพสายฟ้า รัวกระหน่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าภายในจิตใจอะซิก สร้างความเจ็บปวดทุรนทุรายจนยากจะฝืนทน จำต้องยกมือขึ้นกุมหัว เข่าทรุดลงอย่างไร้เรี่ยวแรงตรงบันได
ในที่สุด มันจดจำทุกสิ่งได้อย่างกระจ่างชัด เข้าใจว่าทำไมตนต้องตายและฟื้นคืนชีพตลอดเวลา เข้าใจเหตุผลที่สูญเสียความทรงจำและต้องตามหามันคืนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ดวงวิญญาณของมันไม่สมบูรณ์!
ในทำนองเดียวกัน อะซิกยังเข้าใจด้วยว่า เหตุใดงูขนนกในส่วนลึกของหมอกดำจึงมีใบหน้าแบบเดียวกับมัน
เพราะนั่นคือตน!
นั่นคือ ‘อะซิก·อายเกส’ อีกหนึ่งคน!
ทั้งหมดคือการเตรียมการอย่างลับๆ ก่อนที่เทพมรณาจะร่วงหล่น
เมื่อมี ‘เย็บวิญญาณ’ ก็ย่อมต้องมี ‘แบ่งวิญญาณ’ ในเวลานั้น เทพมรณาที่บ้าคลั่งและทรงพลังคล้ายกับคาดเดาจุดจบของตัวเองได้ และไม่ต้องการที่จะตายไปทั้งอย่างนั้น จึงแอบแบ่งดวงวิญญาณของลูกชายตัวเอง วิญญาณของ ‘กงสุลมรณะ’ แห่งอาณาจักรไบลัมออกเป็นสองส่วน ครึ่งหนึ่งถูกเย็บเข้ากับวัตถุบางชนิด
ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นความตั้งใจของเทพมรณาหรือไม่ หรืออาจเป็นความบังเอิญจากโครงการสร้างมรณาเทียมของนิกายวิญญาณ ครึ่งหนึ่งของดวงวิญญาณอะซิกผสานเข้ากับวัตถุที่นิกายวิญญาณใช้ในโครงการ – ‘เอกลักษณ์’ แห่งเส้นทางมรณา ส่งผลให้เอกลักษณ์ได้รับสัญชาตญาณบางอย่างและเริ่มสร้างอิทธิพลอย่างรุนแรงกับผู้วิเศษเส้นทาง ‘ผู้เก็บซากศพ’ ที่เลื่อนลำดับล้มเหลว
สำหรับดวงวิญญาณอีกครั้งหนึ่ง แม้การผสานเข้ากับวัตถุสีทองจะช่วยเติมเต็มความไม่สมบูรณ์ของวิญญาณ แต่เนื่องจากเนื้อวิญญาณนั้นมีเพียงครึ่งเดียว จึงต้องเผชิญความตายครั้งแล้วครั้งเล่าและฟื้นคืนชีพกลับมาใหม่ ประหนึ่งลำดับ 4 ‘อมรณา’ โดยหลังจากคืนชีพขึ้นมา อะซิกจะได้รับอิทธิพลจาก ‘เครื่องประดับทองคำ’ ในร่างกาย ช่วยให้ได้ยินเสียงร้องของวิญญาณอีกครึ่งหนึ่ง ทุกครั้งที่เริ่มต้นชีวิตใหม่จึงต้องคอยตะเกียกตะกายตามหาความทรงจำของตัวเองเสมอ
ในอดีต อะซิกพยายามหาสาเหตุ แต่เนื่องจากการฟื้นฟูความทรงจำตามธรรมชาตินั้นใช้เวลานาน กว่าจะรู้ความจริงก็เข้าสู่ภาวะใกล้ตาย สายเกินไปที่จะลงมือทำอะไร นอกจากนั้น โครงการมรณาเทียมของนิกายวิญญาณยังหยุดนิ่งมานานหลายร้อยปี แทบไม่มีความคืบหน้าจนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ มันจึงหาคำตอบไม่พบ
ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!
อะซิกลดมือลงตอนไหนไม่มีใครทราบ ปัจจุบันสองมือถูกใช้เพื่อพยุงร่างกายกับพื้นบันได ลำคอเปล่งเสียงที่ฟังดูไม่เหมือนกับมนุษย์
เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นบนหน้าผากและหล่นกระทบขั้นบันไดหินด้านล่าง ก่อนจะขยายตัวกลายเป็นชั้นน้ำมันสีเหลืองอ่อนที่มีขนนกสีขาวงอกเงยขึ้นมาปกคลุม
ในเวลานี้ มันสัมผัสถึงเสียงร้องและความปรารถนาจากอีกครึ่งหนึ่งของดวงวิญญาณ ตระหนักว่า ‘ตัวตน’ ทั้งสองที่ถูกพรากจากกันมานานกว่าพันปีแทบรอไม่ไหวแล้วที่จะรวมตัวเป็นหนึ่งเดียว กลับคืนสู่ความสมบูรณ์ดังเดิม
“ไม่…” อะซิกพึมพำด้วยความเจ็บปวด ฝืนร่างกายให้ไม่ยกศีรษะขึ้นหรือเหยียดแขนขวาออกไป
อะซิกมองเห็นอย่างชัดเจน ‘ตัวตน’ ภายในงูขนนกไม่มีอารมณ์หรือเหตุและผลแม้แต่น้อย มีเพียงความเยือกเย็นและความบ้าคลั่ง หากต้องกลายเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง มันเกรงว่าตัวเองจะกลับไปสู่สถานะเดิมของ ‘กงสุลมรณะ’ และอาจกลายเป็นเทพมรณาปลอมๆ ที่มีเพียงออร่าเทพโดยไม่หลงเหลือความเป็นมนุษย์!
จากนั้น มันก็จะลืมทุกสิ่ง ลืมทุกคนที่ตนเคยมอบความรักให้
“ไม่…” อะซิกครางอีกหนึ่งคำออกจากลำคอ เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างมิอาจควบคุม เกล็ดสีดำเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนลำคอ
ผิวหนังบริเวณหน้าผากพลันโป่งออกราวกับมีชีวิต ก่อนจะปริแตกจนเกิดรอยแยกสีแดงฉาน
แสงสีทองเรืองรองปรากฏขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่า จากนั้นก็ค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปทรงภายในเลือดเนื้อ
สิ่งนี้เครื่องประดับโบราณที่ทำจากทองคำ รูปลักษณ์เหมือนกับนกที่ร่างกายผอมเพรียว ปีกทำจากเปลวไฟสีซีด ภายในดวงตาสีทองแดงมีชั้นแสงซ้อนทับ ค่อยๆ ก่อตัวเป็นประตูลึกลับและมายา
ในวินาทีที่สิ่งนี้โผล่ออกมา อะซิกคำรามต่ำด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส เงยหน้าขึ้นโดยสมบูรณ์ เบ้าตามีเปลวไฟสีซีดสองดวงลุกโชนอย่างพร้อมเพรียง
งูขนนกกึ่งมายากึ่งคมชัดที่อยู่ภายในส่วนลึกของหมอกสีดำทำการเหยียดตัวตรงในแนวดิ่ง เงยหน้าที่เหมือนกับอะซิกทุกประการ ต่างฝ่ายต่างจ้องมองกันอย่างเงียบงัน
ท่ามกลางเปลวเพลิงสีซีดทั้งดวงสี่กำลังสั่นไหว มือของอะซิกค่อยๆ พยุงร่างขึ้นด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว จากนั้นก็ย่างกรายเข้าหางูขนนกที่น่าจะเป็นเทพมรณาเทียม
ยิ่งเข้าใกล้ อนุสาวรีย์บรรจุศพทั้งหลังก็ยิ่งสั่นสะเทือน ฉากรอบตัวกลายเป็นสีโปร่งใส เผยให้เห็นโลกที่เต็มไปด้วยโครงกระดูกและเงาดำ
ท่อนแขนเปื้อนเลือด เถาวัลย์สีดำที่มีใบหน้าทารก หนวดรยางค์ลื่นๆ ที่มีตาปลาตายหรือไม่เขี้ยวแหลมสองแถว ทะลวงผ่านขอบเขตระหว่างโลกจริงและมายาเข้ามาในอนุสาวรีย์บรรจุศพ แต่กลับหมอบแน่นิ่งบนพื้นดินโดยไม่กล้าขยับตัว
…
ไบลัมตะวันออก เมืองเครน
ดาลีย์·ซิโมเน่ซึ่งกำลังรีบไปยังตำแหน่งเป้าหมายถัดไป พลันชะงักฝีเท้ากะทันหัน ยกมือขึ้นมาป้องหูทั้งสองข้าง
“มีอะไร?” โซสต์ หัวหน้าหน่วย ‘ถุงมือแดง’ ถามด้วยความสงสัย
ดาลีย์ขมวดคิ้วพลางตอบด้วยน้ำเสียงล่องลอย
“ฉันได้ยินเสียงประหลาด… รู้สึกคล้ายกับมีใครบางคนกำลังเรียกหาจากที่ใดสักแห่ง… ถึงขั้นอยากคุกเข่าลงกับพื้นด้วยซ้ำ”
“มีใครได้ยินอีกไหม?” โซสต์หันไปถามคนอื่น
ขณะเลียวนาร์ด·มิเชลส่ายหน้า มันได้ยินเสียงค่อนข้างชราในหัว
“มองไปทางทะเลคลั่งสิ”
เลียวนาร์ดหมุนตัวตามจิตใต้สำนึก มองไปยังตำแหน่งท่าเรือ ทอดสายตาเข้าไปในทะเลคลั่งที่ห่างออกไปไกลลิบ เห็นเพียงความมืดสนิทที่ลุ่มลึก ปราศจากลมพายุ ปราศจากคลื่นยักษ์ ปราศจากเมฆดำหรือฟ้าผ่า ปราศจากฝน ปราศจากแสงแดด
…
แม้ว่าไคลน์จะกำลังปิดตา แต่สัมผัสวิญญาณก็ช่วยให้รับรู้การเคลื่อนไหวรอบตัว ช่วยให้ได้ยินเสียงครางอันเจ็บปวด รวมไปถึงเสียงกรีดร้องของมิสเตอร์อะซิก สัมผัสได้ถึงความเงียบเชียบที่จับต้องได้ สัมผัสได้ถึงออร่าแห่งความตาย
เกิดอะไรขึ้น? ‘มรณาเทียม’ ที่อยู่ลึกลงไปในสุสานไม่ได้โจมตีใส่มิสเตอร์อะซิกโดยตรง แต่สร้างอิทธิพลทางอ้อม? กระแสความคิดมากมายไหลผ่านสมองไคลน์ เกิดเป็นความผันผวนและกังวล
สัมผัสวิญญาณของมันแจ้งเตือนว่า สิ่งนี้จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ตนควรจ้องมองโดยตรง!
ทว่า มันหาทางออกอื่นไม่ได้แล้ว ทำได้เพียงปิดตาสนิทโดยมิอาจตรวจสอบสภาพปัจจุบันของมิสเตอร์อะซิกหรือสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังเผชิญ
นี่มิใช่ปัญหาที่สามารถแก้ไขได้ด้วยความกล้าหาญ แต่เป็นความต่างชั้นในระดับตัวตน เป็นช่องว่างที่มิอาจเติมเต็ม
เพียงพริบตา ไคลน์รู้สึกห่อเหี่ยวไร้พลังใจ แต่มันไม่อยากยอมแพ้ พยายามเค้นสมองนึกถึงสิ่งที่ตนสามารถทำได้
ยุบพองหิวโหย? ไม่ได้… เหตุการณ์ตรงหน้าเป็นคนละระดับโดยสิ้นเชิง คงไม่มีประโยชน์…
ลางมรณะ?
‘การเดินทางของกรอซาย’ ? เราไม่ได้เอามา… ไพ่ ‘จักรพรรดิมืด’ ? ไพ่ ‘ทรราช’ ? เราไม่ได้พกติดตัวมาเลย…
ยันต์โจรปล้นดวง… ใช่แล้ว ยันต์โจรปล้นดวง!
ไคลน์รู้สึกยินดีเป็นล้นพ้นเมื่อมองเห็นทางออก
แผนคือการใช้ยันต์ ‘โจรปล้นดวง’ เพื่อย้อนกลับชะตากรรมของตนและมิสเตอร์อะซิกชั่วคราว อีกฝ่ายจะได้รอดพ้นจากอิทธิพลของ ‘เทพมรณา’ เทียม!
อย่างน้อย เรายังคืนชีพได้ แต่สำหรับมิสเตอร์อะซิก ความตายครั้งก่อนๆ ไม่ได้เกิดจากการถูกฆ่า ไม่มีใครทราบว่าครั้งนี้เขาจะคืนชีพได้อีกหรือไม่! ไคลน์มิได้ปักใจเชื่อว่ายันต์ ‘โจรปล้นดวง’ จะส่งผลต่ออะซิกและความตายเทียม แต่ตอนนี้คิดอะไรไม่ออกแล้ว มีแต่ต้องลองเสี่ยง จึงรีบยกมือขวาขึ้นและล้วงเข้าไปในกระเป๋า
ทันใดนั้น ไคลน์เกิดลังเลในพฤติกรรมของตัวเอง
แขนของมันถูกยกขึ้นและกลับคืนตำแหน่งเดิม
ชายหนุ่มชะงักไปชั่วครู่ คล้ายกับแปรสภาพกลายเป็นประติมากรรมหินอ่อน
ริมฝีปากของไคลน์พะงาบขึ้นลงหลายครั้ง สีหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อย ก่อนจะรีบกระแทกมือขวาเข้าไปในกระเป๋าเสื้อและดึงออกมา
ในมือกำยันต์ที่ดูคล้ายแผ่นผลึกสีดำอย่างแน่นหนา
ขณะเดียวกัน อะซิกค่อยๆ ขยับเข้าใกล้งูขนนกที่มีขนาดมหึมาราวกับขุนเขา ฝีเท้าเร่งขึ้นเรื่อยๆ ประหนึ่งได้กลับคืนสู่บัลลังก์
แต่ทันใดนั้น ดวงตาที่กำลังมีเปลวไฟสีซีดลุกโชน พลันเอ่อล้นไปด้วยความเจ็บปวด สีหน้าบิดเบี้ยวถึงขีดสุด
“ไม่…” อะซิกครางต่ำอีกครั้ง ทุกจุดที่เผยให้เห็นผิวหนังกำลังมีขนนกสีขาวเปื้อนน้ำมันงอกออก
ท่ามกลางเสียงร้อง ความปรารถนาอันแรงกล้าส่งผลให้ร่างกายสูญเสียการควบคุมอย่างสมบูรณ์ อะซิกเตรียมทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อกระโจนเข้าหางูขนนกยักษ์ที่มีใบหน้าเหมือนกับตัวเอง
ณ เครื่องประดับรูปนกกึ่งกลางหน้าผาก เปลวไฟสีซีดพลันลุกไหม้อย่างโชติช่วงพร้อมกับแผ่ขยายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย
เมื่อสัมผัสวิญญาณของไคลน์กำลังร้องเตือนอย่างบ้าคลั่ง ปากรีบพ่นถ้อยคำเฮอร์มิสโบราณ
“โชคชะตา!”
ขณะมันเตรียมขว้างยันต์ออกไป สภาพแวดล้อมโดยรอบพลันเงียบสงัด ปราศจากทุกสุ้มเสียงโดยสมบูรณ์
ฝ่ามือสีขาวเรียวยาวของสตรียื่นออกจากอากาศว่างเปล่า กดลงบนเครื่องประดับทองคำรูปนกบนหน้าผากของอะซิกอย่างอ่อนโยน
ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นกึ่งกลางระหว่างอะซิกกับงูขนนกมายาที่มีร่างกายใหญ่ยักษ์ ขัดจังหวะการเข้าหากันของทั้งสอง
ด้วยความช่วยเหลือจากพลังภายนอก ในที่สุดอะซิกก็สามารถต่อต้านแรงปรารถนาที่จะรวมเป็นหนึ่งเดียวสำเร็จ เปลวไฟสีซีดในดวงตากำลัง ‘สะท้อน’ ร่างที่ลอยอยู่ในอากาศ
อีกฝ่ายเป็นหญิงงาม สวมเสื้อคลุมยาวทรงโบราณและผ้าคลุมศีรษะ บนใบหน้าปราศจากอารมณ์ทั้งปวง ดวงตามืดสนิทปราศจากชีวิตชีวา
ราชันเร้นลับ 911 : ฉากประหลาด
ไคลน์ก้มมองฝ่ามือตัวเอง กระจกตาสะท้อนภาพของเหรียญทอง
เหรียญทองกำลังหงายพร้อมกับเผยให้เห็นใบหน้าราชา
คำตอบสอดคล้องกับประโยคทำนาย บอกเป็นนัยว่าไคลน์สามารถมองตัวเองผ่านสายตาหุ่นเชิดได้!
หลังจากได้รับคำตอบ ไคลน์ยังคงลังเล คิดว่าตนควรประกอบพิธีกรรมเพื่อนำหุ่นเชิดเอ็นโซเข้าไปในมิติเหนือสายหมอกดีไหม เพราะที่นั่นค่อนข้างปลอดภัย ช่วยบรรเทาความรุนแรงจากการกัดกร่อนทางร่างกายและจิตใจได้หลายส่วน
แต่มันสงสัยว่า การทำแบบนั้นอาจไม่เกิดประโยชน์ เพราะสิ่งที่ผู้วิเศษเส้นทาง ‘โชคชะตา’ สังเกตเห็นน่าจะเป็นภาพฉายของมิติลึกลับที่อยู่บนร่างกาย หากกระทำบนหมอกสีเทา เอกลักษณ์ดังกล่าวอาจหายไป เฉกเช่นการพยายามสำรวจรูปร่างของช้าง แต่ดันเข้าไปทำในตัวช้าง
นิ้วมือค่อยๆ หดกลับทีละนิ้ว ไคลน์กำเหรียญทองในมือโดยไม่กล่าวสิ่งใดเป็นเวลานาน ก่อนจะตัดสินใจได้
มันลุกพรวดขึ้น นำกริชเงินสำหรับพิธีกรรมออกมาสร้าง ‘กำแพงวิญญาณ’ เพื่อปกคลุมห้อง
นี่คือการป้องกันเสียงกรีดร้องและความผิดปรกติเล็กๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้!
ถัดมา ไคลน์ประกอบพิธีกรรมเพื่อโยน ‘ยุบพองหิวโหย’ เข้าไปในหมอกสีเทา
มันกลัวว่า ในตอนที่เกิดปัญหากับร่างกายตัวเอง ถุงมือจะฉวยโอกาสกลืนกินผู้สวม!!
นี่คือคุณสมบัติโดยธรรมชาติของยุบพองหิวโหย เมื่อมันยังไม่ได้กินอาหาร และไม่ได้กินมนุษย์วันละหนึ่งคนอย่างต่อเนื่อง มันจะกินผู้สวมใส่แทน และไคลน์มักปล่อยให้มันหิวมากกว่าให้อาหาร
หลังจากจัดระเบียบและเตรียมการอย่างแน่วแน่ ไคลน์เอื้อมมือไปหยิบแหวน ‘บุปผาโลหิต’ จากมือเอ็นโซและนำมาสวมที่มือซ้ายของตัวเอง
เป็นการรับประกันว่า แม้ตนจะได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ก็ยังสามารถครองสติควบคุมร่างกาย
ขณะเตรียมสวมใส่ ไคลน์ชะงักเล็กน้อยด้วยความลังเล หยุดอีกอยู่สักพักก่อนจะหยิบกระดาษกับปากกาและเขียนข้อความ
“ห้ามลืมถอดแหวน”
มันกังวลว่า หลังจากการทดลองสิ้นสุดลง ตนจะได้รับผลข้างเคียงจาก ‘บุปผาโลหิต’ จนทำให้สติปัญญาถดถอย ลืมถอดเจ้าสิ่งนี้ออก
เมื่อถึงตอนนั้น ทางรอดเดียวอาจเป็นการรอให้เจ้าหญิงแสนสวยมาจุมพิตเพื่อปลุก… ไม่สิ มาช่วยถอดแหวน… ไคลน์หัวเราะจิกกัดตัวเอง หายใจออกพร้อมกับถอดเสื้อนอก สวมแหวน
จากนั้น มันหันไปมองหุ่นเชิดตัวใหม่ ‘ผู้ชนะ’ เอ็นโซ
ความลังเลเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ แต่ตราบใดตัดสินใจหนักแน่นไปแล้ว ไคลน์จะก้าวไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ
หลังจากปรับอารมณ์เล็กน้อยด้วยการเข้าฌาน ไคลน์บังคับให้หุ่นเชิดค่อยๆ หมุนตัวกลับมามองร่างต้น
ในการมองเห็นของ ‘ผู้ชนะ’ ภาพแรกคือชั้นบางๆ ของหมอกสีขาวอมเทาที่กระจัดกระจาย
ท่ามกลางสายหมอกมีประตูแสงสว่างอันเจิดจ้าที่มีสีน้ำเงินเข้มเปื้อนจางๆ
ประตูแสงถูกสร้างจากลูกบอลแสงจำนวนนับไม่ถ้วน โดยที่ลูกบอลแสงแต่ละลูกกำลังโอบล้อมกระจุกหนอนแมลงที่ยุบพองตัวตลอดเวลา หนอนเหล่านั้นบ้างมีสีใส บ้างโปร่งแสง บนลำตัวมีลวดลายและสัญลักษณ์ซับซ้อนยากอธิบาย
ยังไม่ทันที่ไคลน์จะมีเวลาเพ่งมองรายละเอียด สมองพลันขาวโพลนก่อนจะหมดสติคาที่
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ มันค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นด้วยภาวะความจำเสื่อมครู่หนึ่ง เกือบคิดไปตนนอนหลับตามปกติจนกระทั่งถึงเช้า
เกิดอะไรขึ้น? ข้างนอกยังมืดอยู่เลย… ไคลน์ใช้สองมือพยุงตัวนั่ง ส่งผลให้ตระหนักได้ว่า ตนกำลังนอนบนพื้น
ทันใดนั้น เมื่อเหลือบเห็นเอ็นโซจากหางตา ภาพและเสียงมากมายพลันปรากฏขึ้นภายในใจ
อา… เรากำลังศึกษาว่าเส้นทาง ‘สัตว์ประหลาด’ มองเห็นอะไรจากเราในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น… ร่างกายของเรารับภาระเกิดขีดจำกัดจนเป็นลมหมดสติในพริบตา? เสียงกรีดร้องที่เจ็บปวดนั่น… เป็นเสียงของเรา? ไคลน์ที่เริ่มฟื้นคืนความทรงจำ รีบตรวจสอบสภาพร่างกายอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นบาดแผลชุ่มเลือดบนร่างกาย คล้ายกับจะมีบางสิ่งโผล่ออกมาจากข้างใน
ทันใดนั้น บนบาดแผลฉกรรจ์เหล่านี้ เลือดเนื้อบนผิวหนังเริ่มยุบพองและระเบียบใหม่อย่างรวดเร็วจนผิดปกติ
ไคลน์รีบก้มมองพื้นและพบว่าในจุดที่ตัวเองเคยนอน รอยเลือดถูกพิมพ์จนเป็นเค้าโครง
โชคดีที่เราสวมแหวนบุปผาโลหิต ไม่อย่างนั้นอาจเสียชีวิตน่าอนาถเนื่องจากบาดแผลฉกรรจ์อันเกิดจากภาวะร่างกายถูกกัดกร่อนกะทันหัน… ไม่มีทางเดาได้เลยว่าความตายในครั้งนี้จะทำให้คืนชีพในร่างใด จะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ประหลาด… ไคลน์ยกมือขึ้นลูบหน้าผาก มองไปรอบตัวและพบว่าโต๊ะกับเก้าอี้อยู่ในสภาพพลิกคว่ำ แต่กำแพงวิญญาณยังไม่ถูกทำลาย
สถานการณ์ปัจจุบันทำให้มันเบาใจลงหลายส่วน ก่อนจะรีบตรวจสอบจนแน่ใจว่าความผิดปรกติไม่ลุกลามไปไกลกว่าร่างกายตัวเองและพื้นที่ใกล้เคียง
พิจารณาจากความเร็วในการฟื้นฟูบาดแผล ไคลน์เชื่อว่าตนหมดสติไปไม่เกินหนึ่งนาที
มันยกเก้าอี้มาวางและนั่งลง รู้สึกคล้ายกับหลงลืมบางสิ่ง แต่ยังนึกไม่ออก
จนกระทั่งสัมผัสวิญญาณถูกกระตุ้น จึงหันไปเห็นข้อความที่เขียนว่า ‘อย่าลืมถอดแหวน’ ทันใดนั้น มันรีบถอดแหวนทองคำฝังทับทิมบนมือซ้ายออก
เมื่อความทรงจำทยอยกลับคืนมา ไคลน์ส่ายหน้าด้วยความกลัวเจือความขบขัน
ในบางครั้ง ดวงก็สำคัญไม่แพ้กัน… หากผลข้างเคียงด้านลบของแหวนบุปผาโลหิตสุ่มได้ค่าที่รุนแรงที่สุด เราอาจจะอ่านหนังไม่ออกไปตลอดชีวิต เนื่องจากไม่เข้าใจข้อความที่บอกให้ถอดแหวน…
เมื่อเห็นแผลตามตัวใกล้หายดี มันบังคับให้ ‘หุ่นเชิด’ เอ็นโซสวมแหวนบุปผาโลหิตกลับไป แต่ถอดแหวนดอกไม้เขียวออก
จัดการอย่างหลังเสร็จ ไคลน์ไม่รู้สึกอึดอัดอีกต่อไป สมาธิกลับไปสนใจภาพที่เห็นก่อนจะหมดสติ – ภาพที่ผู้วิเศษเส้นทางโชคชะตามองเห็นจากร่างกายตน
ประตูแสงที่เปื้อนสีน้ำเงินเข้มเล็กน้อย ลูกบอลแห่งแสงจำนวนนับไม่ถ้วน หนอนโปร่งใสและโปร่งแสงยุบพองตัวเป็นกลุ่ม สัญลักษณ์และลวดลายที่ลึกลับและซับซ้อน คล้ายกับอัดแน่นไปด้วยความรู้มากมาย แต่ไม่ช่วยให้ผู้ที่จ้องมองกระจ่างในสิ่งใด… ภาพเหล่านี้สื่อถึงสิ่งใด?
หรือจะเป็นร่างสัตว์ในตำนานที่สอดคล้องกับมิติลึกลับเหนือหมอกสีเทา? สัตว์ในตำนานของลำดับ 0… เทพแท้จริง?
เนื่องจากถูกม่านหมอกบดบัง จึงมีเพียงผู้วิเศษบนเส้นทาง ‘โชคชะตา’ เท่านั้นที่สามารถมองเห็น ส่งผลให้ได้รับการกัดกร่อนและแรงกระแทกอย่างรุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจ? แต่ในทำนองเดียวกัน เป็นเพราะมีสายหมอกคอยกลั่นกรอง ผู้วิเศษของเส้นทาง ‘โชคชะตา’ จึงไม่แตกสลายโดยสมบูรณ์เหมือนกับตอนที่จ้องมองเทพแท้จริงโดยตรง… แต่ข้อเสียคือจะไม่ได้รับความรู้ใดๆ กลับมา?
ไคลน์ไตร่ตรองอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็พยายามใช้พลังทำนายช่วยแปลความหมายเชิงสัญลักษณ์ของฉาก
ประตูแสงดูคล้ายกับสัญลักษณ์ด้านหลังเก้าอี้ ‘ผู้ฝึกหัด’ อาจหมายถึงมิสเตอร์ประตู…
ลูกบอลแสงที่เรียงซ้อนกันนับไม่ถ้วน… ดูเหมือนภาพที่เราใช้ในการเข้าฌาน และนั่นเกิดจากเทคนิคการทำสมาธิบนโลกเก่าที่เราลอกมาจากในนิยาย… จิตใต้สำนึกของเราได้รับผลกระทบ ส่งผลให้เลือกความทรงจำที่คล้ายกันออกมาแสดงแทน หรือว่า ‘ตัวเลือก’ ของเราส่งผลต่อฉากของมิติเหนือสายหมอกที่ทุกคนเห็น?
หนอนโปร่งใสที่ยุบพอง… สิ่งนี้ดูคล้ายกับกลุ่มก้อนหนอนแมลงบนบัลลังก์ยักษ์บนยอดหลักของเทือกเขาโฮนาซิส แต่มันต่างออกไปเล็กน้อย หรือจะเป็นเพราะอีกฝ่ายคือลำดับ 0 ‘เดอะฟูล’ แห่งเส้นทางนักทำนาย? แต่เรายังมองหนอนตัวที่โปร่งแสงไม่ชัด คงวิเคราะห์อะไรได้ยาก…
และนอกจากนั้น… สีน้ำเงินเข้มบนพื้นผิวประตู สิ่งนี้ทำให้เรานึกถึงส่วนลึกของมิติลึกลับ จุดเรายังไม่สามารถปีนขึ้นไปถึง… ในตอนที่ยืนบนบันไดแสงขั้นสูงสุด เรามองเห็นเมฆครึ้มบนท้องฟ้า สีของมันคือน้ำเงินเข้ม…
หลังจากคิดอยู่นาน มิอาจหาคำตอบได้ด้วยข้อมูลในปัจจุบัน จำต้องเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจชั่วคราว รอรวบรวมข้อมูลและเบาะแสเพิ่มเพื่อวิเคราะห์ในอนาคต
จัดการเก็บกวาดเสร็จ มันเดินถอยหลังสี่ก้าว ส่งตัวเองเข้าสู่มิติสายหมอก เตรียมตรวจสอบสภาพร่างกายของตนให้ละเอียดถี่ถ้วนเป็นครั้งสุดท้าย ขณะเดียวกันก็เพื่อยืนยันว่า หุ่นเชิดเอ็นโซยังมีพลังติดตัวประเภท ‘ดวงดี’ และ ‘ความฉิบหาย’ หลงเหลืออยู่หรือไม่
…
ณ บายัม ย่านชุมชนแออัด ภายในห้องทรุดโทรมที่ไม่ใหญ่โตจนเกินไป
‘พลเรือเอกดวงดาว’ แคทลียาที่กำลังนั่งหลังโต๊ะและมองไปทางประตู พลันได้ยินเสียงเคาะประตูเป็นจังหวะพิเศษ
“เข้ามา” เธอพูดโดยไม่ปิดบังเนื้อเสียง
ประตูไม้ส่งเสียงเสียดสีขณะเปิดออก ‘แฮงแมน’ ที่สวมเสื้อคลุมศีรษะสีดำเดินเข้ามา
เมื่อเห็นชุดคลุมของอีกฝ่าย แคทลียาดันแว่นตาหนาเตอะบนสันจมูกเข้าไปพลางยิ้มมุมปาก
“ถ้าคุณออกไปสภาพนี้ รับประกันได้เลยว่าไม่ถึงห้านาที คุณจะถูกรายล้อมด้วยคนของโบสถ์วายุสลาตัน”
เธอมิได้ปลอมตัว เนื่องจากทราบดีว่า หลังจากยอมให้เกอร์มัน·สแปร์โรว์ขึ้นเรือ ‘อนาคตกาล’ ข่าวลือดังกล่าวคงแพร่สะพัดไปทั่วท้องทะเลแล้ว และแฮงแมนคงเดาได้ไม่ยากว่า ‘เฮอร์มิท’ คือ ‘พลเรือเอกดาว’
อัลเจอร์ไม่ตอบสนองในทันที เลือกที่จะปิดประตูก่อน จากนั้นก็ดึงเก้าอี้ออกมานั่งพลางกล่าวหน้านิ่ง
“คุณก็เหมือนกัน”
ความหมายของมันก็คือ จากบรรดาเจ็ดนายพลโจรสลัดทั้งหมด ‘พลเรือเอกดวงดาว’ เป็นถึงอันดับสองรองจาก ‘พลเรือเอกขุมนรก’ และต้องสงสัยว่าจะมีความเกี่ยวข้องกับเกอร์มัน·สแปร์โรว์อย่างใกล้ชิด ย่อมตกเป็นการไล่ล่าของกองกำลังต่างๆ จำพวกโบสถ์วายุสลาตันและโบสถ์รัตติกาล ค่าหัวในปัจจุบันจึงสูงถึงสี่หมื่นห้าพันปอนด์แล้ว ไม่ว่าจะย่างกรายเข้าเมืองไหน ตราบใดที่ไม่ปลอมตัว นั่นหมายถึงการยอมให้ปัญหามากมายถาโถมเข้าใส่
แคทลียาผงกศีรษะเล็กน้อยพลางหันไปจ้องหน้าแฮงแมนที่ถูกเสื้อคลุมหัวบังไว้
“เมื่ออยู่ต่อหน้าฉัน การปลอมตัวคือสิ่งที่ไร้ประโยชน์… แต่ช่างเถอะ ฉันเคารพการตัดสินใจของคุณ”
เธอยังคงสวมแว่นต่อไป
บรรยากาศคุกคาม แถมยังมั่นใจมาก สมแล้วที่เป็นพลเรือเอกดวงดาว… อัลเจอร์ในสภาพสวมหน้ากากปกปิดใต้เสื้อคลุมอีกชั้น เลิกสนใจหัวข้อเกี่ยวกับการปลอมตัว รีบพูดเข้าประเด็นหลัก
“ขอบคุณที่ยอมช่วย”
‘พลเรือเอกดวงดาว’ แคทลียานำมือขวาจับข้อศอกซ้าย
“ฉันยังคาใจ ด้วยความแข็งแกร่งในปัจจุบันของคุณ ผนวกกับทรัพยากรที่คุณมี ถึงแม้จะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากฉัน แต่ก็น่าจะรับมือกับปัญหาของ ‘ช่างฝีมือ’ ได้ไม่ยากเย็น แล้วทำไมถึงยอมขอร้องให้ฉันมาช่วย?”
อัลเจอร์ที่เตรียมคำตอบไว้แล้ว กล่าวด้วยเสียงเรียบ
“ผมไม่ต้องการตกเป็นขี้ปากของคนอื่น”
คล้ายกับแคทลียาเข้าใจความนัยแฝง เธอไตร่ตรองสักพักก่อนจะตอบ
“ฉันต้องการข้อมูลเพิ่ม”
อัลเจอร์พยักหน้าแผ่วเบา
“จากการสังเกตและการคาดเดาของผม ‘ช่างฝีมือ’ คงถูกควบคุมตัวโดยสาวกดวงจันทร์บรรพกาล… น่าจะเป็นคนขององค์กรดั้งเดิมในทวีปใต้ ไม่ใช่ผู้ทรยศของโรงเรียนชีวิต”
สีหน้าของแคทลียายังไม่แปรเปลี่ยน ตอบหลังจากคิดสักพัก
“ทำไมถึงไม่ให้มิสเตอร์มูนช่วย เขาน่าจะสนใจเรื่องนี้”
อัลเจอร์ยกมุมปากเล็กน้อย ตอบเสียงเรียบ
“ถ้าพวกเราแก้ไม่ได้ บางทีอาจต้องพึ่งพาเขา”
ราชันเร้นลับ 908 : ไม่ทิ้งปัญหา
เขตริมฝีปากล่าง บ้านเลขที่ 13 ถนนเขี้ยวแหลม
อูลิก้าร่างท้วม ผิวสีน้ำตาลเข้ม ดวงตากลมเล็ก กำลังนั่งบนโซฟาพลางห่อใบยาสูบสีเหลืองตากแห้ง สมุนไพร และเครื่องเทศสิบชนิดที่มีความพิเศษเฉพาะของทวีปใต้เข้าด้วยกัน จากนั้นหั่นเป็นเส้นยาว
ถัดมา มันนำ ‘ยาสูบไบลัมตะวันออก’ ที่ทำเองขยับเข้าไปต่อกับไม้ขีดไฟที่ลูกน้องถือ ส่วนปลายบุหรี่ค่อยๆ กลายเป็นสีดำและโค้งงอเล็กน้อย จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นสีแดง
อูลิก้าใช้ริมฝีปากงับปลายอีกฝั่งพลางสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะพ่นควันสีขาวที่ถูกย้อมด้วยสีฟ้าอ่อนๆ ออกมาอย่างเชื่องช้า กล่าวกับแขกบนโซฟาเดี่ยวข้างๆ
“สิ่งนี้เรียกว่าบุหรี่… บุหรี่ของแท้… ไอ้ที่ชาวทวีปเหนือสูบนั่นมันของเด็ก!”
แขกบนโซฟาเดี่ยวเป็นชายวัยสี่สิบ ดั้งจมูกโด่ง ดวงตาเกือบเป็นสีฟ้า ใบหน้าอ่อนโยน เส้นผมสีดำหนาหยักศกเล็กน้อย ผิวไม่คล้ำ แต่ก็ไม่ขาว คล้ายกับลูกครึ่งโลเอ็นและไบลัม
มันหัวเราะในลำคอ ตอบเป็นภาษาตูทาน:
“น่าเสียดาย ผมไม่สนบุหรี่สักชนิด”
“เอ็นโซ คุณน่าจะสนุกกับชีวิตสักหน่อยนะ” ยังไม่ทันที่อูลิก้าจะพูดจบ สัมผัสวิญญาณอันแข็งแกร่งซึ่งเกิดจากเส้นทาง ช่วยให้มันตระหนักถึงอันตราย
การปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้อูลิก้ามองว่าเป็นเรื่องใหญ่
ยังไม่ทันจะลุกออกจากตำแหน่งเดิม ทัศนียภาพตรงหน้าอูลิก้าพลันมืดสนิท ประหนึ่งได้เห็นท้องฟ้ายามค่ำคืนภายในบ้าน มาพร้อมกับอาการง่วงนอนรุนแรง ก้นบึ้งหัวใจรู้สึกสุขสงบ
ทั่วทั้งถนนเขี้ยวแหลม ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือนที่มีไฟเปิดหรือปิดอยู่ ปัจจุบันกำลังเงียบสงัด คล้ายกับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่เลย หรือไม่ก็ ทุกคนหลับไปอย่างกะทันหันในวินาทีเดียวกัน
ทันใดนั้น อูลิก้าที่กำลังกรน พลันลุกพรวดขึ้นด้วยร่างที่ลาดเอียงทำมุมกับพื้น ดวงตาเผยความเหม่อลอยแกมชัดเจนอย่างขัดแย้งในตัวเอง
ด้านหลังมัน เด็กผู้หญิงผิวสีซีดที่ร่างกายโปร่งใสจนเกือบจะเป็นภาพมายา โผล่มาด้านหลังอูลิก้าตอนไหนไม่มีใครทราบ!
เด็กผู้หญิงคนดังกล่าวมีตาสีฟ้า ริมฝีปากคล้ำ สายตาหันไปมองด้านข้าง มือเท้าสีซีดและโปร่งใสทะลวงเข้าไปในร่างกายอูลิก้าประหนึ่งผีเข้าสิง
การดำรงอยู่ของ ‘เธอ’ ทำให้ดวงวิญญาณอูลิก้าพลันเย็นยะเยือก มันจึงเป็นอิสระจากภาวะง่วงนอนได้อย่างฉิวเฉียด รอดพ้นจากอำนาจครอบงำของ ‘ฝันร้าย’
ขณะยังไม่สร่างสนิท อูลิก้ารีบวิ่งไปยังบันไดตามสัญชาตญาณพร้อมกับเหยียดฝ่ามือทั้งสองข้างออก ดันไปด้านหน้า คล้ายกับกำลังผลักประตูที่ไม่มีใครมองเห็น
เพียงพริบตา บานประตูที่เต็มไปด้วยลวดลายลึกลับ บานประตูทองแดงที่ยากจะอธิบายชัดเจนพลันปรากฏขึ้นตรงหน้าอูลิก้า ก่อนจะเปิดแง้มพร้อมกับเสียงเสียดสี
ภายในช่องว่างที่เปิดแง้ม ที่นั่นอัดแน่นไปด้วยความมืดซึ่งมองไม่เห็นก้นบึ้ง ด้านในเต็มไปด้วยดวงตาจำนวนมากกำลังมองออกมายังโลกด้านนอก
พร้อมกันนั้น ท่ามกลางประตูที่เปิดแง้ม วัตถุและสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดจำนวนมากที่ยุบพองและพยายามกรูกันออกมาอย่างบ้าคลั่ง
ขณะอูลิก้าเตรียมถ่ายพลังวิญญาณเข้าไปเพื่อเปิดประตูให้กว้าง เปลี่ยนให้โลกแห่งความสยองขวัญด้านในออกมาอาละวาดบนถนนเขี้ยวแหลม แต่ทันใดนั้น สายตาของมันชำเลืองเห็นฝ่ามือสีซีดโปร่งแสงคู่หนึ่งผุดขึ้นจากอากาศว่างเปล่า ทะลวงผ่านความมืดมิดพร้อมกับพยายามดึงประตูให้กลับมาปิดสนิท
แขนข้างดังกล่าวไม่มีต้นตอ มิได้เชื่อมต่อกับร่างกาย มีเพียงข้อมือที่เปื้อนเลือดซึ่งไม่ทราบว่าถูกใครตัดทิ้ง!
เมื่อต่างฝ่ายต่างออกแรง ประตูทองแดงลึกลับจึงหยุดอยู่กับที่ ไม่เปิดและไม่ปิด
บนท้องฟ้าเหนือบ้านเลขที่ 13 โซสต์ผู้กลายเป็น ‘จอมอาคมวิญญาณ’ ถูกรายล้อมด้วยพลังที่มองไม่เห็น กำลังยืนแน่นิ่งบนอากาศพลางถือวงแหวนทรงกลดที่ทำจากทองคำด้วยมือทั้งสองข้าง จากนั้นก็ค่อยๆ ชูขึ้นเหนือศีรษะ
เมื่อวงแหวนทรงกลดสีทองโผล่พ้นศีรษะโซสต์ แสงเรืองรองพลันพวยพุ่งออกมาอย่างท่วมท้นในจุดเดียว
เพียงพริบตา กึ่งกลางท้องฟ้าคล้ายกับมีดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นจากความว่างเปล่า แสงและความร้อนทั้งหมดสาดส่องไปยังบ้านเลขที่ 13 ถนนเขี้ยวแหลม
แสงเหล่านั้นทะลวงผ่านอาคารโดยไม่สร้างความเสียหายใด สาดส่องลงไปบนประตูทองแดง โอบกอดอูลิก้าที่ยืนอยู่ด้านหน้ามัน
สีหน้าอูลิก้าพลันเผยความเจ็บปวดแสนสาหัส เด็กผู้หญิงหน้าซีดจนเกือบโปร่งใสด้านหลังอูลิก้าพลันกรีดร้อง แต่สุดท้ายก็โดน ‘แสงแดด’ สยบไว้อย่างท่วมท้น
ร่างกายเด็กสาวบิดงอและระเหยไปอย่างรวดเร็ว เหลือทิ้งไว้เพียงอากาศสีดำที่ถูกแผดเผาท่ามกลางมหาสมุทรแห่งแสง
ภายในบ้านหลังดังกล่าวไม่มีจุดให้หลบแดดอีกต่อไป!
จนกระทั่ง ‘แสงแดด’ จางลง ประตูทองแดงที่ยากจะอธิบายก็เลือนหายไปโดยสมบูรณ์ บนพื้นมีศพสีดำพร้อมกับมีคราบน้ำมันสีเหลืองเจือจาง
ปึด! ศพแยกออกจากกัน ร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งโผล่จากด้านใน
ร่างดังกล่าวมีหน้าตาเหมือนอูลิก้าทุกประการ แต่สีผิวกลายเป็นสีดำสนิทประหนึ่งเปื้อนหมึก สูงเพียง1.2 หรือ 1.3 เมตร ตามผิวกายเต็มไปด้วยหนองข้น
ทันทีที่ออกมา มันรีบวิ่งไปทางบันไดด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ เปิดประตูห้องใต้ดินซึ่งเป็นทางลับที่เตรียมไว้ล่วงหน้า วิ่งตรงไปตลอดทาง
ภายในสิบวินาที อูลิก้าร่างมืดและตัวหดเริ่มมองเห็นทางออก มองเห็นแสงแห่งความหลัง
มันยังไม่ประมาท มือขวาถูกกำแผ่วเบา ร่างโปร่งใสและมายาเจ็ดหรือแปดร่างโผล่ออกจากลำตัว
ร่างเหล่านี้ดูยังไงก็ไม่ปรกติ ราวกับเป็นการนำสิ่งเลวทรามจากมนุษย์ พืช หรือสัตว์บางชนิดเข้าด้วยกัน บางร่างดึงแขนอูลิก้า บางร่างยกขาขึ้น พาอูลิก้าบินไปในอากาศ
ถัดมา ปุ่มกลไกของตัวอาคารถูกกด เสียงเฟืองเสียดสีดังสนั่น ประตูทางออกเปิดกระแทกเสียงดังโครมใหญ่ ภาพตรงหน้าคือมุมหนึ่งของถนนที่เงียบและมืด
ด้านหน้ายังมีถนนทอดยาวลงไป สองฝั่งถนนเป็นตึกรามบ้านช่อง ดูราวกับคลื่นทะเลท่ามกลางแสงจันทร์สีแดง
ขณะอูลิก้าเตรียมบินออกจากทางลับด้วยความช่วยเหลือของวิญญาณ เตรียมปะปนเข้าไปในเมืองเครนอย่างกลมกลืน ทะเลสาบสายหมอกพลันปรากฏขึ้นในการมองเห็น
ทะเลสาบส่องประกายระยิบระยับ เสริมความงดงามและเงียบสงบด้วยระลอกคลื่นที่กระเพื่อมจากจุดกึ่งกลาง ร่างมายาอันสง่างามร่างหนึ่งค่อยๆ ลอยขึ้นจากใจกลางผิวน้ำ
นี่คือสิ่งมีชีวิตประเภทวิญญาณที่ทรงพลัง ในตำนานของมนุษย์ หล่อนมักถูกเรียกว่า ‘เทพธิดาแห่งทะเลสาบ’ !
ในสถานการณ์ส่วนใหญ่ ความแข็งแกร่งของ ‘ผู้ชี้นำวิญญาณ’ จะขึ้นอยู่กับวิญญาณคนตายหรือวิญญาณตามธรรมชาติที่แต่ละคนกำลังควบคุม ในทำนองเดียวกัน ‘จอมอาคมวิญญาณ’ เองก็ไม่แตกต่าง ต่างเพียง ‘ผู้ชี้นำวิญญาณ’ จะเน้นไปที่คนตาย ส่วน ‘จอมอาคมวิญญาณ’ จะเน้นไปที่สัตว์วิญญาณ
ทันใดนั้น ร่างโปร่งใสและแปลกประหลาดรอบๆ อูลิก้าพลันส่งเสียงที่น่าหวาดกลัวและสยดสยอง รีบทิ้งแขนขาที่กำลังถืออยู่ จากนั้นก็ลอยเข้าไปในร่างสีดำที่หดตัว
โครม! ร่างอูลิก้าตกกระแทกพื้น แต่ก็ไม่เจ็บ เนื่องจากกำลังถูกความง่วงที่ทรงพลังเล่นงานจนหลับสนิทโดยไม่รู้ตัว
ณ ทางออกลับ ดาลีย์·ซิโมเน่ที่สวมเสื้อคลุมผู้สื่อวิญญาณพร้อมกับทาขอบตาและแก้มสีฟ้า โผล่ตัวออกจากความมืดและเดินเข้ามาใกล้อูลิก้าที่มีร่างกายสีดำสนิท จากนั้นก็เปิดปากพูด
“วิญญาณคนตายที่มันนำมาผสานกับร่างช่างแปลกประหลาด หากไม่มีร่างของมนุษย์ให้วิญญาณเหล่านี้อาศัยประหนึ่ง ‘บ้าน’ พวกมันจะเหี่ยวเฉาและตายไปอย่างรวดเร็ว… พวกเราต้องเร่งมือเพื่อให้ได้ข้อมูลมากที่สุด”
เลียวนาร์ด·มิเชลเดินออกจากเงามืดด้านข้าง เผยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อยขณะเหลือบมองดาลีย์·ซิโมเน่
“คุณเป็นผู้ชี้นำวิญญาณไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมถึงควบคุม ‘เทพธิดาแห่งทะเลสาบ’ ได้?”
“แล้วคุณล่ะ… เป็นนักกวี ทำไมถึงแต่งกลอนไม่ได้?” ดาลีย์ตอบอย่างไม่สบอารมณ์
…
อีกด้านหนึ่งของถนน บนหน้าผาที่ไม่ชันเกินไปนัก ร่างหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวลงมาด้านล่างไปตามแนวหินที่ยื่นออก เพียงไม่นานก็ลงมาถึงมุมมืดของถนนคาง
ชายคนนี้มีผิวสีแทน ดวงตาสีฟ้า ผมดำดกหนา หยักศกเล็กน้อยไม่ใช่ใครนอกจากเอ็นโซที่เคยเป็นแขกรับเชิญของอูลิก้า ณ บ้านเลขที่ 13 ถนนเขี้ยวแหลม ในเขตริมฝีปากล่าง
เอ็นโซไม่ใช่สมาชิกของ ‘นิกายวิญญาณ’ แต่เป็นคนทรยศของโรงเรียนชีวิตที่หลบหนีออกมาได้ด้วยความช่วยเหลือจากโรงเรียนกุหลาบ
มันไม่ใช่ผู้วิเศษเส้นทาง ‘นักปรุงยา’ ที่สามารถกลายเป็น ‘แวมไพร์’ มิได้กราบไว้บูชา ‘ดวงจันทร์บรรพกาล’ มันแค่ไม่อยากอยู่ในกฎระเบียบที่อาจารย์กับอาจารย์ของอาจารย์ตั้งไว้ มันอยากใช้ชีวิตตามอำเภอใจ และหวังจะใช้ประโยชน์ความพิเศษของ ‘ผู้ชนะ’ ได้อย่างเต็มที่
ความคิดแบบนี้ทำให้มันศรัทธาปรัชญาการปล่อยตัวไปตามแรงปรารถนาของโรงเรียนกุหลาบมาก ใช้เวลาไตร่ตรองไม่นานก็ตัดสินใจเข้าร่วมกับอีกฝ่าย สนองความต้องการของตนอย่างสุดเหวี่ยง
สำหรับวันนี้ มันเป็นตัวแทนของโรงเรียนกุหลาบเพื่อประสานงานกับนิกายวิญญาณสาขาเมืองเครน สำรวจหาความเป็นไปได้ของความร่วมมือ แต่คาดไม่ถึงว่า ‘คนตายสีดำ’ อูลิก้า จะถูกโจมตีโดยโบสถ์รัตติกาล แถมยังเป็นการบุกถล่มระดับสูง!
โชคดีที่เราเชี่ยวชาญการต่อต้านพลังทำนาย คนของโบสถ์รัตติกาลไม่รู้ว่าล่วงหน้าเราอยู่ในบ้านของอูลิก้าด้วย อย่างมากก็คงคิดว่าเราเป็นลูกน้องเจ้านั่น ส่งผลให้เปิดช่องว่างมากมายสำหรับการหลบหนี และ ‘แสงแดด’ นั่นจะชำระล้างเพียงเป้าหมายที่อยู่ในขอบเขตของความตาย ความชั่ว และความโสโครกเป็นหลัก แทบไม่ส่งผลร้ายแรงต่อเรา… ไม่ผิดแน่ นั่นคงเป็นการโจมตีระดับครึ่งเทพ… เอ็นโซเดินอยู่ในเงามืดข้างถนนพลางนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่
หลังจากหนีออกมาได้ไกล มันหันไปมองข้างหลังและพบว่าไม่มีใครไล่ตามมา จึงถอนหายใจยาวอย่างโล่งอกพลางกระซิบ
ผู้ชนะก็คือผู้ชนะวันยังค่ำ! ผู้ชนะตลอดกาล!
เอ็นโซที่ได้รับความมั่นใจในตัวเองกลับมา ตัดสินใจเดินไปยังถนนที่ไหนสักแห่งด้วยรอยยิ้ม หักเลี้ยวซ้าย ลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว
เป็นบันไดยาวที่สูงชัน เชื่อมต่อกับถนนหลายเส้นของเมืองเครน
…
ใกล้กับถนนเขี้ยวแหลม โซสต์พลันลืมตาขึ้นและหันไปพูดกับเลียวนาร์ดและดาลีย์·ซิโมเน่
“เมื่อครู่มีคนชื่อเอ็นโซอยู่ในบ้านอูลิก้าด้วย มันเป็นสมาชิกของโรงเรียนกุหลาบ ลำดับไม่ต่ำ น่าจะมีตำแหน่งสูง… พวกคุณแยกย้ายกันไปค้นหารอบๆ โดยเร็ว ดูว่าพบเบาะแสบ้างไหม พยายามจับกุมตัวให้ได้ พวกเราจะไม่ทิ้งปัญหาให้มาแว้งกัดภายหลัง”
สำหรับถุงมือแดงคนอื่นและเหยี่ยวราตรีท้องถิ่น บ้างแยกย้ายไปตามสมาชิกนิกายวิญญาณที่เหลือ บ้างเข้าฝันเป้าหมาย หวังว่าจะได้ข้อมูลที่สดใหม่ ส่วนที่เหลือมีหน้าที่คอยเฝ้าระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ ปกป้องพวกพ้องที่กำลังใช้พลัง
“ครับ หัวหน้าโซสต์” เลียวนาร์ดขานรับโดยไม่ลังเล
ดาลีย์นำมือป้องหู กล่าวหลังจากยืนฟังสองสามวินาที
“เด็กแถวๆ นั้นบอกกับฉันว่า มีคนหนีไปทางหน้าผา”
ราชันเร้นลับ 905 : จุดบอดทางความคิด
จากประสบการณ์ของไคลน์ในการชมภาพยนตร์หรืออนิเมชั่นนักสืบหลายเรื่อง มันเชื่อว่าคนที่คลุมหน้าด้วยผ้าพันคอ สวมเสื้อคลุมเพื่อปกปิดเค้าโครงร่างกาย ส่วนใหญ่มักเป็นตัวปัญหา หรือไม่ก็ซ่อนความลับบางอย่างเอาไว้ โดยเฉพาะยามที่ไม่ใช่ฤดูหนาว เพราะอุณหภูมิในทะเลคลั่งนั้นห่างไกลจากความหนาวเย็นพอสมควร
แต่นั่นไม่มีผลอะไรกับเรา แม้จะมีคดีฆาตกรรมในห้องปิดตายเกิดขึ้น แต่คนที่ปวดหัวคือกัปตัน… ไว้ค่อยทำนายยืนยันอีกครั้งเหนือมิติสายหมอก ตรวจสอบว่าการเดินทางครั้งนี้ราบรื่นหรือไม่… ไคลน์ไม่ได้ใส่ใจนัก แต่ก็ไม่ได้เพิกเฉยเสียทีเดียว
จากนั้น มันถอนสายตากลับ จ้องปลาย่างเดซีย์ที่บริกรนำมา
กินมื้อเย็นเสร็จ มันเดินกลับไปที่ห้องพักของตัวเอง ทำนายเหนือหมอกสีเทาจนแน่ใจและพบว่า สภาพแวดล้อมจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก การเดินทางมีบทสรุปที่ค่อนข้างราบรื่น
และนั่นทำให้ไคลน์หลับอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องใช้การเข้าฌาน นอนยาวไปจนกระทั่งรุ่งสาง
เสียงหวูด ‘วี๊’ ดังขึ้น เรือโดยสารเริ่มออกตัวด้วยความเร็วคงที่ แล่นออกจากท่าเรือฮาลมันน์อย่างไม่รีบร้อน
ขณะที่ยังมองเห็นท่าเรือได้อย่างเลือนราง ไคลน์พบคนผู้หนึ่งปรากฏตัวที่นั่น
บุคคลดังกล่าวสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว เสื้อนอกสีน้ำเงินเข้ม จมูกโด่ง เบ้าตาจมลึก ดวงตาสีฟ้าอ่อน ผมสีน้ำตาลหยักศกเล็กน้อย โครงหน้าชัดลึก คางเชิดเล็กน้อย สีหน้าประหนึ่งเกลียดชังทุกคน
มันชำเลืองไปมาสักพัก ก่อนจะจ้องมาทางเรือลำที่ไคลน์โดยสาร
ทันใดนั้น ท้องฟ้าพลันหม่นหมอง ดูคล้ายกับประตูที่จะนำไปสู่ดินแดนอันมืดมิดและมายา
พายุเฮอริเคนส่งเสียงดังหวีดมาจากส่วนลึกของทะเล คลื่นยักษ์สีครามยกตัวลอยสูง สายฟ้าสีเข้มเปรียบดังรอยแยกแห่งความว่างเปล่า คอยกะพริบวิบวับอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งหายไป
ทัศนียภาพตรงหน้าปิดกั้นการมองเห็นของทุกสายตาบนเรือโดยสาร ประหนึ่งว่าโลกทั้งสองใบมิได้เกี่ยวข้องกัน
ทะเลคลั่งสำแดงอำนาจและความน่ากลัวอีกครั้ง
เรือโดยสารไม่มีทางเลือกมากนัก ทำได้แค่แล่นไปบนเส้นทางปลอดภัยซึ่งมีพายุที่อ่อนกำลังกว่า
บังเอิญอะไรขนาดนี้… หรือว่าจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ? ไคลน์ที่ยืนริมกระจกหน้าต่างห้องโดยสาร ถอนหายใจกับตัวเองแผ่วเบา ปักใจเชื่อว่ามีปัจจัยเหนือธรรมชาติทำให้ทะเลคลั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน
แม้สภาพอากาศในทะเลคลั่งจะเปลี่ยนแปลงกะทันหันจนเป็นเรื่องปรกติ แต่การเปลี่ยนแปลงในจังหวะเวลาเช่นนี้ย่อมชวนให้เกิดความสงสัย
สุภาพบุรุษที่ท่าเรือคนเมื่อครู่ กำลังไล่ตามผู้โดยสารที่น่าสงสัยคนเมื่อคืน? และเมื่อผู้โดยคนสารเห็นว่าตัวเองถูกเปิดเผย จึงทำการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ บังคับให้เรือโดยสารต้องแล่นออกไป? ความคิดมากมายแล่นผ่านสมองไคลน์ เริ่มการคาดเดาบางสิ่งอย่างคลุมเครือ
และถ้าเป็นแบบนั้นจริง หมายความว่าผู้โดยสารที่น่าสงสัยคนเมื่อคืนที่ใช้ผ้าพันคอปิดหน้าปิดตา น่าจะเป็นครึ่งเทพหรือไม่ก็พกพาสมบัติปิดผนึกระดับ 1 เป็นอย่างน้อย!
ต้องไม่ลืมว่า ด้วยความพลังและสมบัติวิเศษของไคลน์ในปัจจุบัน หากมิได้พึ่งพา ‘คทาเทพสมุทร’ คงไม่มีปัญญาจะเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับนี้
แน่นอน ไคลน์อาจมีวิธีอื่นให้ลองเสี่ยง นั่นคือการขว้างนกหวีดทองแดงอะซิกลงไปในทะเล รอดูว่าจะทำให้ ‘ทะเลคลั่ง’ คลั่งยิ่งกว่าเดิมได้หรือไม่
ให้ตายสิ… เราแค่อยากเดินทางไปทวีปใต้เหมือนเศรษฐีทั่วไป แล้วทำไมระหว่างทางถึงต้องเผชิญเหตุการณ์ครึ่งเทพไล่ล่ากัน… เฮ้อ… แรงกดดันที่เราได้รับ ไม่เหมาะสมกับลำดับของตัวเองเลยสักนิด… ไคลน์จิกกัดตัวเอง และในท้ายที่สุด มันเลือกจะเชื่อผลการทำนายเมื่อคืน
ท่ามกลางพายุ เรือโดยสารแล่นตามร่องน้ำสงบ ผ่านฉากอันน่าหวาดเสียวประหนึ่งวันโลกาวินาศ อย่างไรก็ตาม ผู้โดยสารบนเรือส่วนใหญ่ยังคงใจเย็น คล้ายกับปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้นานแล้ว มีเพียงไม่กี่คนที่ตัวสั่นเนื่องจากเพิ่งเผยเดินทางผ่านทะเลคลั่ง พยายามจับคว้าทุกสิ่งใกล้ตัวเพื่อเป็นหลักยึด
จนกระทั่งเวลาผ่านไป พายุและสายฟ้าเริ่มลดจำนวนลง ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นเล็กน้อย
ทันใดนั้น ไคลน์บนดาดฟ้าเรือพลันถูกกระตุ้นสัมผัสวิญญาณ รีบหันหน้าไปทางท่าเรือฮาลมันน์ตามจิตใต้สำนึก
เหนือผืนน้ำสีน้ำเงินเข้มเป็นที่เป็นลอนคลื่น ใต้เมฆสีขาวที่กระจัดกระจายอย่างเบาบาง เปลวไฟสีขาวกำลังพุ่งเข้ามาใกล้ แหวกอากาศและทุกสรรพสิ่งด้วยความเร็วสูง
เปลวไฟดังกล่าวขยายขนาดอย่างต่อเนื่อง เริ่มชัดเจนขึ้นทุกขณะ จนกระทั่งเผยให้เห็นรูปลักษณ์ที่สมบูรณ์ – หอกเพลิงเล่มยักษ์!
หอกเพลิงร่อนลงบนดาดฟ้าเรือหัวเรือ แต่กลับมิได้เกิดประกายไฟลุกลาม หลังจากแผดเผาแผ่นไม้ไปเพียงครึ่งแผ่น เปลวไฟเริ่มกระจายตัวพร้อมกับจัดระเบียบเป็นร่างใหม่
ร่างดังกล่าวมีจมูกโด่ง เบ้าตาจมลึก และดวงตาสีฟ้า เป็นชายคนเดียวกับที่ปรากฏตัวบนท่าเรือก่อนจะออกเดินทาง!
ชายที่ดูคล้ายกับอยู่ในวัยกลางคน มองไปรอบๆ อย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะเดินผ่านผู้โดยสารที่กำลังดวงตาเบิกโพลงและอ้าปากค้างเข้าไปในเขตห้องโดยสาร
ดอน·ดันเตสซึ่งยังคง ‘ตะลึง’ ถอนหายใจแผ่วด้วยความโล่งอก เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าอีกฝ่ายไม่ได้มาหาตน
เป็นการปรากฏตัวที่เท่ฉิบหาย สมแล้วที่เป็นครึ่งเทพ… ปัญหาเดียวในตอนนี้ก็คือ หวังว่าทั้งสองคนจะไม่ทะเลาะวิวาทกัน แม้ว่าความขัดแย้งจะเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ แต่ช่วยไปทำกันที่ทะเลข้างๆ ได้ไหม ไม่อย่างนั้น เรือลำนี้คงมิอาจทนรับแรงกระแทก… เราสามารถ ‘ท่องเที่ยว’ หนีออกไปได้อย่างราบรื่นก็จริง แต่เรือลำนี้มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เราช่วยได้แค่ไม่กี่คนเท่านั้น… ไคลน์วาดดวงจันทร์สีแดงบนหน้าอกตามความเคยชิน สวดวิงวอนถึงเทพธิดา
ขณะเกิดความคิดดังกล่าว มันเห็นร่างหนึ่งลอยออกจากห้องโดยสาร ล้มกระแทกลงบนดาดฟ้าเสียงดัง ไม่ใช่ใครนอกจากนักท่องเที่ยวที่น่าสงสัย ผู้ใช้ผ้าพันคอคลุมหน้า
ปัจจุบัน สุภาพบุรุษรายดังกล่าวเปิดเผยใบหน้าไปแล้วกว่าครึ่ง ปลายจมูกมีรอยแดง เคราหนารอบปากมีฟองน้ำลายเกาะติด
ดวงตาที่เกือบจะเป็นทรงสามเหลี่ยมของมันอัดแน่นไปด้วยความหวาดผวา รีบวางมือบนดาดฟ้า ผลักร่างกายขยับไปด้านหลัง
“ใครเป็นคนบอกให้แกพกสิ่งนั้นและปลอมตัวมาขึ้นเรือ?” หน้าประตูเขตห้องโดยสาร ชายวัยกลางคนเจ้ามองจมูกโด่งและดวงตาสีฟ้าเดินออกมาอย่างเชื่องช้า ถามด้วยน้ำเสียงทุ้มสำเนียงอินทิส
ผู้โดยสารที่ทำตัวน่าสงสัยรีบส่ายหัว
“ฉ…ฉันไม่รู้! อีกฝ่ายแต่งตัวแบบเดียวกัน… ข…เขาให้เงินมาหนึ่งร้อยปอนด์และบอกว่า ให้ฉันลงเรือลำนี้ไปยังทวีปใต้ จากนั้นก็เดินทางกลับมาเอง!”
ชายวัยกลางคนเฝ้ามองอย่างเงียบงัน สายตาทะลุทะลวงราวกับจะทิ่มเข้าไปในดวงวิญญาณของเป้าหมาย
ฉากตรงหน้าทำให้ผู้โดยสารน่าสงสัยเหงื่อแตกเต็มหน้าผาก ร่างกายสั่นระริกรุนแรง พูดติดตะกุกตะกักซ้ำอีกครั้งเพื่ออธิบาย แต่เนื้อหาไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ชายคนดังกล่าวถอนสายตากลับ ทันใดนั้น เปลวไฟพลันลุกโชนขึ้นปกคลุมร่างกาย
ถัดมา มันกลายร่างเป็นหอกเพลิงขนาดใหญ่ พุ่งตรงไปยังทิศทางของท่าเรือฮาลมันน์
หอกไฟเล่มดังกล่าวพุ่งออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ใช้เวลาไม่นานก็เหลือเพียงจุดแสงเล็กๆ
หากไม่นับในช่วงแรก ระหว่างเริ่มลงมือจนกระทั่งกลับไป ครึ่งเทพรายนี้ไม่มองหน้าผู้โดยสารรอบๆ แม้แต่ครั้งเดียว ราวกับพวกมันไม่มีตัวตนอยู่จริง
กลลวงง่ายๆ แต่ได้ผล… ให้คนปลอมตัวมาขึ้นเรือแทนตัวเอง จากนั้นก็ใช้พลังบางอย่างเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ สร้างหลักฐานว่าตัวเองอยู่บนเรือ แต่ความจริงแล้วกำลังซ่อนตัวอยู่ในท่าเรือ รอจนกว่าศัตรูจะขึ้นเรือไล่ตาม จึงค่อยหาทางออกทางอื่น… ไคลน์สรุปเรื่องราว
สิ่งนี้ทำให้มันเกิดคำถาม ผู้ถูกไล่ล่าน่าจะเคยเป็น ‘นักวางแผน’ หรือ ‘นักมายากล’ หรือผู้วิเศษเส้นทางอื่นที่เก่งกาจด้านการใช้เล่ห์เหลี่ยม
สำหรับชายที่เพิ่งกลายร่างเป็นหอกไฟ เมื่อพิจารณาจากเปลวเพลิงสีขาวที่ลุกโชน พิจารณาพฤติกรรมหยิ่งผยอง การวางตัวที่น่ารังเกียจ การพูดสำเนียงอินทิส และปัจจัยด้านอื่น ไคลน์เชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูงที่อีกฝ่ายจะเป็นครึ่งเทพของเส้นทาง ‘นักล่า’ และอาจอยู่ในลำดับ ‘อัศวินเลือดเหล็ก’
แต่เราไม่รู้ว่าขัดแย้งกันด้วยเหตุผลอะไร… ไคลน์ส่ายหน้า เดินกลับไปยังห้องโดยสาร
และด้านบนดาดฟ้า บรรดาผู้โดยสารเริ่มได้สติกลับมา ต่างคนต่างกระซิบกระซาบเพื่อหารือเกี่ยวกับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่ได้เห็นเมื่อครู่:
มนุษย์สามารถแปลงร่างเป็นเปลวไฟ และเปลวไฟสามารถเปลี่ยนกลับเป็นมนุษย์อีกครั้ง!
ท่ามกลางเสียงเอะอะโวยวาย เรือโดยสารแล่นต่อไปตามร่องน้ำปลอดภัยโดยปราศจากอุบัติเหตุระหว่างทาง เข้าจอดในท่าเรือแห่งหนึ่งช่วงเย็น
ไคลน์ไม่ได้ขึ้นฝั่งเหมือนเดิม กังวลว่าจะมีบางสิ่งเกิดขึ้นอีก
มันหยิบนาฬิกาพกสีทอง กดเปิดฝาและตรวจสอบ เพื่อวางแผนว่าควรไปที่ร้านอาหารตอนไหน
รออีกครึ่งชั่วโมง… ไคลน์พึมพำกับตัวเองเงียบงัน เงยหน้าขึ้น มองออกไปนอกหน้าต่าง
ขณะเดียวกัน ผู้โดยสารจำนวนหนึ่งที่มีกำหนดลงที่ท่าเรือปัจจุบัน เริ่มถือกระเป๋าเดินทาง ทยอยเดินลงไปจนกระทั่งถึงท่าเรือ
เหลียวซ้ายแลขวา สายตาของไคลน์ก็หยุดลงที่บุคคลหนึ่ง
บุคคลดังกล่าวสวมหมวกอ่อนสีดำ จอนสีทองเข้ม ดั้งโด่ง ริมฝีปากเม้มแน่น โครงหน้าชัดลึก ประหนึ่งประติมากรรมโบราณ ปราศจากริ้วรอยบนใบหน้า
ชายคนนี้ไม่ได้แบกกระเป๋า เดินปะปนไปกับฝูงชนลงท่าเรือก่อนจะหายไปจากมุมถนน
ไคลน์จ้องมองโดยไม่ขยับตัว ประหนึ่งร่างกายนี้ไม่ใช่ของตน
มันรู้สึกว่าเลือดของตัวเองเย็นลงกะทันหัน ชื่อหนึ่งผุดเข้ามาในสมองทันที
อินซ์·แซงวีลล์!
…
โคมไฟถนนที่ท่าเรือกำลังเปิดอยู่ หน้าต่างของห้องพักบนเรือเองก็เริ่มส่องแสงไม่ต่างกัน
แต่ห้องพักเฟิร์สคลาสของดอน·ดันเตสยังคงมืดและเงียบสงัด
ไคลน์กำลังนั่งอย่างไร้อารมณ์ ความคิดมากมายแล่นเข้ามาสมองอย่างมิอาจควบคุม
นับตั้งแต่เหตุการณ์มหาหมอกควันแห่งเบ็คลันด์ นี่คือครั้งแรกที่เราได้พบอินซ์·แซงวีลล์…
ครึ่งเทพคนนั้น… เป้าหมายคงเป็นอินซ์·แซงวีลล์…
แผนของมันลึกล้ำกว่าที่เราคิด… มันจ้างให้คนปลอมตัวขึ้นเรือเพื่อสลัดให้หลุดจากการติดตาม แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างจุดบอดทางจิตวิทยา ทำให้คนที่ตามล่ามองข้ามเรือลำนี้จากจิตใต้สำนึก คิดว่าตัวเองหลงกลอีกฝ่าย…
แต่ในความเป็นจริง มันอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ต้น…
การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมโดยบังเอิญเมื่อครั้งนั้น… น่าจะเป็นฝีมือของอินซ์·แซงวีลล์ที่ใช้ ‘0-08’
แล้วทำไมถึงถูกไล่ล่าโดย ‘นักล่า’ จากอินทิส… มันกำลังวางแผนอะไร?
ท่ามกลางความคิดที่ล่องลอย ไคลน์หยิบฮาร์โมนิก้านักผจญภัยออกมาถือ โน้มตัวใช้ปากจ่อและออกแรงเป่า
โดยไม่มีสุ้มเสียง ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ มิสผู้ส่งสารที่ถือหัวทองตาแดงสี่หัว ปรากฏตัวจากความว่างเปล่า
ไคลน์อ้าปาก ก่อนจะปิดลงอีกครั้ง รีบนำกระดาษและปากกาออกมาเขียน
มิสเตอร์ดอน·ดันเตสพบเบาะแสของอินซ์·แซงวีลล์บนเกาะแห่งหนึ่งในขอบเขตทะเลคลั่ง”
พับกระดาษจดหมายเสร็จ ไคลน์มอบเหรียญทองหนึ่งเหรียญให้มิสผู้ส่งสาร
“ส่งไปที่ตู้จดหมายของบ้านที่ 7 ถนนพินสเตอร์ เขตเหนือของเบ็คลันด์”
ศีรษะทั้งสี่ในมือทั้งสองข้างของไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ หันมาอย่างพร้อมเพรียง ตาทั้งแปดจ้องหน้าไคลน์
เธอไม่กล่าวคำใด เพียงกัดกระดาษจดหมายและเหรียญทอง
ราชันเร้นลับ 902 : เงา
เพียงพริบตา โคลินกลายเป็น ‘คนยักษ์’ สูงกว่าสี่เมตร ผิวหนังลำตัวกลายเป็นสีน้ำเงินเข้ม ทุกตารางนิ้วของผิวหนัง ทุกรูขุมขน และทุกเลือดเนื้อ คล้ายกับกำลังวิวัฒนาการจนก้าวข้าวสามัญสำนึกของมนุษย์ปกติ เมื่อรวมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน จะมอบความรู้สึกน่าสะพรึงที่ยากอธิบายเป็นคำพูด
นี่ไม่ใช่การพัฒนาในเชิงสามมิติอีกต่อไป นอกจากหน่วยวัดทางด้านความยาว ความกว้าง และความสูง ยังมีหน่วยข้อมูลจำพวกความแข็งแกร่งทางพลังวิญญาณและมาตรวัดคุณภาพในเชิงอื่น ทุกสิ่งพัฒนาขึ้นอย่างท่วมท้นท่ามกลางสัญลักษณ์และอักขระลึกลับซับซ้อน แต่ในความเป็นจริง ร่างกายของโคลิน·มิเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด การที่มนุษย์คนอื่นเห็นว่ามันอยู่ในร่างคนปรกติยามปรกติ นั่นเป็นเพราะประสาทสัมผัสของมนุษย์มิอาจหยั่งถึงความเป็นจริงที่ถูกเก็บซ่อน แต่เมื่อได้เห็นร่างที่แท้จริงโดยปราศจากการปกปิด มนุษย์ที่ไม่มีเศษเสี้ยวความเป็นเทพจะถูกปนเปื้อนและกัดกร่อนทางวิญญาณ ทำลายจิตใจ สมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนัก หากจะเสียชีวิตหรือฟั่นเฟือนคาที่ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก
ดังนั้นในเชิงศาสตร์เร้นลับ สิ่งมีชีวิตชนิดนี้จึงถูกเรียกว่า:
สัตว์ในตำนาน!
แต่สำหรับปัจจุบัน ศีรษะของโคลินมิได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพ เพียงบวมพองกว่าปรกติเล็กน้อย และจากหน้าผากถึงหัวคิ้วมีช่องรอยแยกสีเข้มคล้ายดวงตาในแนวตั้ง
ก่อนจะถึงลำดับ 2 ร่างของสัตว์ในตำนานจะยังไม่สมบูรณ์!
และสำหรับตัวตนที่ทรงพลังในระดับนี้ การเผยร่างสัตว์ในตำนานมีทั้งข้อดีและข้อเสียชัดเจน ในแง่หนึ่ง ร่างสัตว์ในตำนานสามารถนำมาซึ่งความแข็งแกร่งและยกระดับตัวตนทางธรรมชาติ แต่ในทางกลับกัน ร่างสัตว์ในตำนานจะมาพร้อมแนวโน้มของภาวะเสียสติและคลุ้มคลั่ง นี่ไม่ใช่บททดสอบทางจิตใจเด็กเล่น แต่มีเพียงบุคคลที่จิตเข้มแข็งเท่านั้นจึงจะทนรับไหว
ดังนั้นในกรณีของนักบุญส่วนใหญ่ หากไม่ถูกผลักดันจนหมดสิ้นหนทาง จะไม่คิดเผยร่างสัตว์ในตำนานที่ไม่สมบูรณ์เด็ดขาด อย่างมากก็เลือกที่จะเปิดเผยแค่บางส่วนของร่างกาย เพราะสำหรับพวกมัน สิ่งนี้ไม่ต่างจากการเต้นรำบนใบมีดเช่น ง่ายต่อการประสบภาวะคลุ้มคลั่ง ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง
โดยส่วนมากแล้วจะมีผู้วิเศษอยู่สองจำพวก พวกแรกเป็นชนกลุ่มน้อยที่ปลดปล่อยจิตใจให้ไหลไปตามธรรมชาติ ถูกความเลวทรามและชั่วร้ายกัดกิน ส่วนอีกพวกหนึ่งคือกลุ่มที่มีเจตจำนงแน่วแน่และมีจิตใจเข้มแข็ง สำหรับกลุ่มแรก หากเปิดเผยร่างสัตว์ในตำนานของตัวเอง ส่วนมากจะเกิดภาวะคลุ้มคลั่งทันที เปลี่ยนกลับเป็นสภาพปรกติไม่ได้ สำหรับกลุ่มหลัง พวกมันสามารถใช้ร่างสัตว์ในตำนานเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การต่อสู้ ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงที่อาจนำพาไปสู่ภาวะคลุ้มคลั่งและเสียสติมากนัก แน่นอน ใช่ว่าจะไม่มีผลข้างเคียงหลงเหลืออยู่เลย เพราะสำหรับบุคคลที่กำลังเดินไปบนขอบเหว ทุกการเปิดเผยร่างจริงจะยิ่งทำให้ถูกกัดกร่อนลึกลงไปกว่าเดิม ไม่มีทางหลีกเลี่ยงปัญหาได้อย่างสมบูรณ์
จากบรรดา ‘หกสภาอาวุโส’ แห่งเมืองเงินพิสุทธิ์ทั้งหมด เจ้าเมืองโคลินเป็นเพียงน้อยคนที่สามารถควบคุมร่างสัตว์ในตำนานของ ‘นักล่าปีศาจ’ ได้อย่างชำนาญ
ในท่าถือดาบยาวสองเล่มที่ถูกฉาบน้ำยาต่างชนิดกัน ทันทีที่ก้าวเท้าขวาออกไปข้างหน้า ร่างกายโคลินพลันกระโจนขึ้นไปในอากาศพร้อมกับเสียงแผ่นดินสั่นสะเทือน กระโดดทีเดียวจนถึงด้านบนแท่นบูชา ตะครุบใส่อดีตเจ้าเมืองที่ร่างกายปกคลุมไปด้วยขนนกสีขาว
ตามพื้นผิวของร่างกายคนยักษ์ แสงรุ่งอรุณพลันพวยพุ่งออกมาทุกทิศ ขจัดปัดเป่าความมืดโดยรอบ ชำระล้างสิ่งมีชีวิตอันน่าสยดสยองจำนวนมากในแม่น้ำมายาด้านหลัง
ขณะเดียวกัน ฮอยต์·เฌอมงต์ง้างสายคันศรล่ามังกรออกไปด้านหลังอย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนให้ศรฟ้าร้องสีเงินอันงดงามและแพรวพราว ควบแน่นจนกลายเป็นคลื่นพลังงานที่ปั่นป่วน ก่อนจะพุ่งแหกอากาศเข้าไปหาอดีตเจ้าเมืองที่กลายเป็นสัตว์ประหลาด
โลเฟียร์หลับตาลงในท่าเตรียมพร้อม อัศวินเกราะเงินสูงกว่าห้าเมตรด้านหลังเธอเริ่มลากดาบยักษ์มายา พุ่งปรี่เข้าหาแท่นบูชาซึ่งหน้าพร้อมกับฟันสับและสร้างรอยแยกที่มีแสงสีเงินท่วมท้น
นอกจากนั้น บริเวณปลายเท้าอาวุโส ‘คนเลี้ยงแกะ’ เงาดำเริ่มยุบพองตัวเองราวกับมีชีวิตขึ้นมา
เงาดำพุ่งออกจากโลเฟียร์อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมมืดสลัวที่มีแสงรุ่งอรุณสว่างจ้าหลายชุด เงาดำส่งตัวเองแล่นผ่านกลุ่มเงามืด มุ่งหน้าไปยังโลงศพเหล็กสีดำด้านบนแท่นบูชา
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของมันดูเหมือนจะไม่ใช่อดีตเจ้าเมืองที่กลายพันธุ์ แต่เป็นท่อที่เสียบอยู่ในภายในร่างกายอีกฝ่าย เป็นท่อมายาสีดำบางๆ ที่เชื่อมต่อลึกเข้าไปด้านหลังอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด!
…
หลังจากไคลน์กลับสู่โลกความจริง มันได้ยินเสียงคลื่นทะเลข้างนอกกำลังปั่นป่วน ได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ไม่มีวี่แววว่าจะสงบลง
ชายหนุ่มเดินไปที่หน้าต่างห้องด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย มองลอดผ่านช่องว่างระหว่างบ้านสองหลังที่ไม่เป็นระเบียบ จนพบว่าด้านนอกท่าเรือโปโตกำลังเต็มไปด้วยกลุ่มเมฆ คลื่นยักษ์สูงเสียดฟ้า และพายุสีดำ ทั้งหมดกำลังตั้งแนวสูงจากทะเลสู่ผืนนภา โดยมีฉากหลังเป็นสายฟ้าสีเงินกำลังตัดผ่าทุกสิ่งอย่างเงียบงัน
ราวกับประตูสู่วันโลกาวินาศกำลังถูกเปิดออก
และภายในเมืองท่า ห้วงอากาศที่เคยว่างเปล่าพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีโปร่งแสง เผยให้เห็นโครงกระดูกอ้าปากกว้าง เถาวัลย์ที่คอยอุ้มชูใบหน้าของเด็กทารก ท่อนแขนเปื้อนเลือด หนวดรยางค์ลื่นๆ ที่มีรูปร่างพิสดาร กำลังพยายามทะลวงผ่านกำแพงที่กั้นแบ่งระหว่างโลกความจริงและอีกฟากหนึ่ง ทั้งน่ากลัวและสยดสยองเหนือคำบรรยาย
ฉากตรงหน้าสร้างความหวาดผวาให้กับโจรสลัดจำนวนมาก แข้งขาของพวกมันเริ่มอ่อนแรง ไม่กล้ายืนกลางถนนอย่างองอาจ พากันหนีตายเข้าไปในบ้านที่ใกล้ที่สุด
เงาดำและภูตผีที่แทบจะมองไม่เห็นกำลังบินว่อน บ้างผลุบๆ โผล่ๆ พลางเข้ามาใกล้ใบหูของมนุษย์ ทำท่าทางคล้ายกับกำลังหวีดร้อง แต่สุดท้ายก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ในวินาทีนี้ ท่าเรือโปโตประหนึ่งตกถูกครอบงำด้วยโลกแห่งความตาย หรืออีกชื่อหนึ่งคือยมโลก ทั้งมืดมน สับสน และบ้าคลั่ง
ไคลน์ขมวดคิ้ว เข้าใจอย่างคลุมเครือว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น
การทำนายเหนือหมอกสีเทาของมันเมื่อครู่ กระตุ้นให้สิ่งที่อยู่ลึกลงไปในสุสานอันเย็นเยียบเดือดดาล มันจึงระบายอารมณ์ ทำการเปลี่ยนสภาพอากาศในทะเลคลั่งและท่าเรือโปโต สร้างบรรยากาศประหนึ่งว่าโลกแห่งความกำลังจะมาเยือน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง สุสานดังกล่าวซ่อนอยู่ในทะเลคลั่ง… น่าจะเป็นมรดกของที่เทพมรณาเหลือสิ่งไว้… แน่นอน สุสานดังกล่าวอาจเป็นส่วนหนึ่งในโครงการสร้างมรณาเทียมของนิกายวิญญาณ เกิดจากการ ‘หลอมรวม’ เข้ากับมรดกของเทพมรณา… ไคลน์ถอนสายตากลับ รีบประกอบพิธีกรรม สังเวยนกหวีดทองแดงของอะซิกเข้าไปยังมิติเหนือสายหมอก เพื่อไม่ให้ตัวตนลึกลับและชั่วร้ายใช้เป็นเครื่องระบุตำแหน่ง
จัดการทั้งหมดเสร็จ ชายหนุ่มมองออกไปด้านนอกหน้าต่างด้วยสายตาพร่ามัว หัวเราะแห้งกับตัวเอง
ถึงกับต้อนรับกันแบบนี้… ขยันขันแข็งไม่เลว…
อา… นิกายวิญญาณคงสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติในทะเลคลั่งแน่นอนแล้ว อยากรู้เหมือนกันว่าพวกมันจะทำยังไงต่อ…
…
เหนือแม่น้ำมายาที่มืดมน คลื่นยักษ์ค่อยๆ ลดขนาดลง ท่อนแขน เถาวัลย์ และหนวดรยางค์ที่พยายามคว้าบางสิ่ง ทยอยระเหยไปทีละหนึ่งจนเกือบหมด บ้างก็เลือกที่จะถอยกลับ
รอบแท่นบูชา ผืนดินเต็มไปด้วยรอยแตกแขนง ขนสีขาวเปื้อนน้ำมันสีเหลืองกระจัดกระจายจนทั่ว
โคลิน·อีเลียดในร่างยักษ์ ทำการเสียบดาบยาวสองเล่มเข้าไปในร่างอดีตเจ้าเมือง ตรึงสัตว์ประหลาดเน่าเฟะซึ่งสูงน้อยกว่าตัวเองไม่มากไว้กับแท่นบูชาที่มีสภาพยับเยิน คันศรล่ามังกรในมือฮอยต์·เฌอมงต์กำลังควบแน่นลูกศรสายฟ้าสีเงินที่เต็มไปด้วยออร่าเกรี้ยวกราด เป้าถูกเล็งไปยังศีรษะของอดีตเจ้าเมืองที่หลงเหลือเลือดเนื้อเพียงเล็กน้อย
เงาที่โลเฟียร์แยกออกไป ภายใต้การคุ้มครองของอัศวินในชุดเกราะสีเงิน พุ่งไปถึงแท่นบูชาได้สำเร็จ ฉวยโอกาสที่อาวุโสอีกสองกำลังมีสมาธิกับเรื่องอื่น เงาดำพลันกระโจนขึ้นไปในอากาศ ปรี่เข้าหาท่อมายาสีดำที่ทอดยาวลึกเข้าไปอย่างไร้ก้นบึ้ง
เมื่อเริ่มเข้าใกล้ท่อมายา สีของเงาดำทวีความมืดมิดยิ่งกว่าเก่า ประหนึ่งอัดกำลังแน่นไปด้วยความคิดที่เลวทรามและชั่วร้ายที่สุดในใจมนุษย์
ทันใดนั้น เสียงคำรามต่ำดังกังวานไปทั่วแท่นบูชา
“ชะตา!”
พื้นที่บริเวณ ‘ด้านหน้า’ เงาดำพลันมืดสนิท ผ่านไปไม่กี่อึดใจ เงาดำพบว่าตัวเองเปลี่ยนทิศทางและกระโจนเข้าหาโคลินร่างยักษ์ด้วยความเร็วสูง
โคลินก้มมองเงาดำ ทันใดนั้น แสงสว่างที่บริสุทธิ์และคมชัดเริ่มสว่างขึ้นภายในดวงตา
คล้ายกับแสงแรกที่ส่องสว่างหลังจากค่ำคืนอันยาวนาน
แสงดังกล่าวสว่างขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งท่วมท้นอนุสาวรีย์บรรจุศพ ส่งผลให้บริเวณห้องใต้ดินของหอคอยเมืองเงินพิสุทธิ์พลันส่องแสงที่สว่างไสวที่สว่างยิ่งกว่าออกมา
แสงทั้งสองพบกันกลางอากาศภายในอนุสาวรีย์บรรจุศพ ก่อนจะสาดลงบนพื้นและอาบร่างขนาดมหึมาของโคลิน·อีเลียด ชำระล้างเงาดำจนเริ่มสลายตัว ลดขนาดลงอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการขัดขืนเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เลือนหายไปโดยสมบูรณ์
‘นักล่าปีศาจ’ โคลินหันกลับมามองโลเฟียร์โดยไม่กล่าวคำใดหรือแสดงสีหน้า ประหนึ่งว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
โคลินถอนสายตากลับอย่างรวดเร็ว นำทางแสงสว่างที่ยังหลงเหลือให้เข้าไปในดาบคู่ซึ่งกำลังเสียบร่างอดีตเจ้าเมือง
โลเฟียร์ยืนหลับตาอยู่ในตำแหน่งเดิม มิได้เผยท่าทีตกตะลึงหรือหวาดกลัว แต่เป็นการถอนหายใจแผ่วเบา
…
ณ ‘เมืองแห่งการให้’ บายัม อัลเจอร์·วิลสันเดินวกวนอยู่หลายรอบเพื่อสลัดให้หลุดจากสายตาในกรณีที่มีคนสะกดรอย จากนั้นก็เดินเข้าไปในบ้าน ‘ช่างฝีมือ’ และดึงกริ่ง
ในตอนแรกที่ได้ยินว่า ‘ช่างฝีมือ’ ป่วยเป็นโรคประหลาด แถมยังมีคนคอยสอดแนมรอบบ้าน อัลเจอร์สงสัยว่าอาจเป็นฝีมือของนิกายแม่มด แต่หลังจากคิดดูให้ดี มันพบว่า ด้วยรสนิยมของ ‘ช่างฝีมือ’ อีกฝ่ายคงมิอาจต้านทานความเย้ายวนจากพลังพิเศษ ดังนั้น แม่มดไม่จำเป็นต้องทำเรื่องยุ่งยาก เพียงกระดิกนิ้วและหว่านเสน่ห์ ช่างฝีมือก็คงยอมเล่าทุกสิ่ง สัญญาทุกอย่าง
ดังนั้น อัลเจอร์คิดว่าน่าจะเป็นเหตุผลอื่น จึงตัดสินใจมาดูด้วยตาตนเอง ด้วยกังวลว่าการจัดส่งสมบัติวิเศษจะล่าช้าอีกครั้ง มันไม่อยากสูญเสียตะกอนพลังไปอย่างเป็นปริศนา
ท่ามกลางกริ่งประตูบ้าน ‘ช่างฝีมือ’ เปิดประตูออก อีกฝ่ายเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างผอม ผิวสีแทน มองไปที่อัลเจอร์และกล่าว
“นายมาทำอะไร?”
นี่คือ ‘ช่างฝีมือ’ ชาฟฟ์ที่ทำงานกับอัลเจอร์มานานหลายปี ไม่มีใครทราบเบื้องหลังที่แน่ชัด
“ไม่ใช่ว่านายเขียนจดหมายแจ้งว่าป่วยหรอกหรือ?” อัลเจอร์ถามอย่างเป็นกันเอง
ชาฟฟ์หาวพลางตอบ
“ตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้ว”
อัลเจอร์ผงะเล็กน้อย มองไปรอบตัวและพูด
“แล้วคนสอดแนมลึกลับล่ะ?”
ถุงใต้ตาของชาฟฟ์ค่อนข้างบวม ดวงตาสีน้ำตาลเผยให้เป็นความอ่อนเพลียและหัวเสีย
“ใครมันจะไปรู้! พวกสอดแทนคงไม่โผล่หัวออกมาให้เห็นง่ายๆ อยู่แล้ว… สรุปก็คือ ฉันจะย้ายบ้านเร็วๆ นี้ ที่นี่อันตรายเกินไป”
อัลเจอร์ถอนหายใจโล่งอก
“แบบนั้นก็ไม่เลว”
มันเว้นวรรคชั่วคราว ก่อนจะพูดต่อ
“จะไม่ชวนเข้าไปดื่มสักแก้วหรือ?”
“พวกคนเถื่อนที่เอาแต่ดื่มเหล้าแรงๆ อย่างนาย ไม่มีวันดื่มด่ำไปกับไวน์ชั้นเลิศได้แน่” ชาฟฟ์ลูบเส้นผมสีเหลืองอ่อน ฉากหลบไปด้านข้างเพื่อหลีกทางให้
อัลเจอร์เดินเข้าไปอย่างใจเย็น เพียงกวาดสายตาหนึ่งครั้ง มันเก็บรายละเอียดเกือบทั้งหมดไว้ในความทรงจำ
ราชันเร้นลับ 898 : ตอบสนอง
หลังจากวางเทียนไข โคลิน·อีเลียดหยิบแท่งเงินบริสุทธิ์ หยิบมีดที่อยู่ด้านข้างและกรีดดัง ปึด! เกิดเป็นภาชนะสำหรับยันต์ขนาดเท่าฝ่ามือ
ถัดมา มันทำตามคำอธิบายของเดอร์ริค·เบเกอร์ ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของแผ่นเงินมีการวาดสัญลักษณ์ลึกลับที่ของ ‘เดอะฟูล’
ตลอดกระบวนการ โคลินลงมืออย่างรวดเร็ว หากมีคนที่ไม่รู้จักมาเห็นเข้า คงมองตามการเคลื่อนไหวไม่ทัน และท้ายที่สุด ผลลัพธ์ออกมาอย่างไม่มีข้อบกพร่อง คล้ายกับงานศิลป์ที่ถูกแกะสลักอย่างเชื่องช้ามาตลอดหลายวัน
ถัดมา โคลิน·อีเลียดหยิบขวดปรอทอีกขวด ใช้พลังวิญญาณที่ทรงพลังนำทางของเหลวภายในให้ไหลเข้าสู่แผ่นยันต์ เติมเต็มอักขระทุกบรรทัด ควบคุมไม่ให้ปรอทไหลออก ไม่ตกลงไปด้านล่างด้วยผลจากแรงโน้มร่วง
ทำซ้ำอีกครั้งจนกระทั่งเสร็จยันต์แผ่นที่สอง โคลิน·อีเลียดนำพวกมันมาวางไว้ด้านหน้าเทียนไข ใกล้กับหนอนกาลเวลาสีใสสองตัว
เมื่อเทียบกับตอนที่โคลินยืนนิ่งด้วยมาดสุขุม โคลินในปัจจุบันดูเยือกเย็นมากกว่าแต่ก่อน ปราศจากความลังเลโดยสิ้นเชิง เช่นเดียวกับตอนที่กำลังเผชิญหน้าสัตว์ประหลาดดุร้ายในความมืด
เมื่อเตรียมความพร้อมสำหรับพิธีกรรมเสร็จ มันถอยหลังไปสองก้าว ถอดดาบยาวที่แขวนบนผนัง จากนั้นก็นำมาสอดเข้าไปในช่องว่างระหว่างกระเบื้องกับขอบประตู
โคลินหลับตาและพึมพำ แสงบริสุทธิ์เริ่มแผ่ออกมาจากความว่างเปล่าโดยรอบ ครอบคลุมดาบยาวทั้งสองเล่มด้วยความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์และสง่างาม
เมื่อแสงมารวมตัวมากขึ้นเรื่อยๆ พวกมันค่อยๆ แปรสภาพกลายเป็นกระแสน้ำ ไหลไปตามช่องว่างระหว่างกระเบื้องกับผนังห้อง เกิดเป็น ‘กรง’ ที่ตัดขาดภายในและภายนอกออกจากกัน
ใจจริง ในฐานะ ‘นักล่าปีศาจ’ อาวุโสโคลิน·อีเลียดไม่อยากป้องกันตัวมากเกินไประหว่างประกอบพิธีกรรม เพราะนั่นอาจทำให้เป้าหมายที่สวดวิงวอนถึงเกิดความระคายเคือง นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในแง่ลบที่อาจก่อให้เกิดอันตราย แต่ท้ายที่สุด มันก็เลี่ยงการสร้างแนวป้องกันไม่ได้ แน่นอน นี่มิใช่การทำเพื่อตัวเอง แต่เป็นหลักประกันให้กับชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ทุกคน ถึงแม้พิธีกรรมจะล้มเหลว ถึงแม้ ‘เดอะฟูล’ จะเป็นสิ่งมีชีวิตที่มุ่งร้ายและอันตราย ถึงแม้โคลินจะต้องตายหน้าแท่นบูชา แต่เมืองเงินพิสุทธิ์ทั้งหมดจะต้องไม่ได้รับความเสียหายใหญ่หลวง
สำหรับความสามารถในการป้องกันของ ‘กรง’ โคลินผู้เป็นเจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ค่อนข้างมั่นใจ เพราะนี่เป็นพลังที่เกิดจากสมบัติปิดผนึกระดับเทพโดยตรง – มงกุฎที่ราชาคนยักษ์เคยสวม
หลักฐานแห่งความรุ่งโรจน์!
สิ่งนี้คือสาเหตุที่ทำให้เมืองเงินพิสุทธิ์สามารถเอาตัวรอดมาได้นานท่ามกลางยุคสมัยที่มืดมิดและเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาด!
จัดการทั้งหมดเสร็จ โคลิน·อีเลียดใช้โต๊ะทำงานแทนแท่นบูชา แผ่พลังวิญญาณเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ศักดิ์สิทธิ์และสะอาดซึ่งไม่มีใครสามารถรบกวน ตามด้วยการจุดเทียนไขทั้งสามเล่ม
ภาพของแสงอันเจือจางที่โยกคลอนแผ่วเบากำลังสะท้อนบนกระจกตาโคลิน มันก้มศีรษะลง โรยผงพืชพรรณลงบนเปลวไฟเทียนไขที่เดอร์ริค·เบเกอร์กล่าวถึง รวมถึงการนำหนังและขนของสัตว์ประหลาดใส่ลงในหม้อต้มและจุดไฟ เพื่อให้เป้าหมายของการสวดวิงวอนโปรดปราน
พิธีกรรมในทำนองนี้ สำหรับเมืองเงินพิสุทธิ์แล้วไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมีการบวงสรวงต่อพระผู้สร้างอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็มีหลายครั้งที่ชาวเมืองหรือทีมสำรวจถูกล่อลวงให้ประกอบพิธีกรรมถึงตัวตนลึกลับและนิรนาม
ในกรณีหลัง ส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยที่เจ้าตัวไม่มีสติ แต่ก็มีกลุ่มคนส่วนน้อยที่ตั้งใจประกอบพิธีกรรมถึงตัวตนลึกลับเอง ในแง่หนึ่งอาจเป็นเพราะความสิ้นหวังที่มีต่อพระผู้สร้างซึ่งไม่เคยตอบสนองสิ่งใดเลยนานกว่าพันปี จึงหวังจะได้รับความช่วยเหลือจากตัวตนอื่น ขณะเดียวกัน ‘หกสภาอาวุโส’ ของเมืองเงินพิสุทธิ์เมื่อหลายรุ่นก่อนได้เห็นพ้องต้องกันว่า พระผู้สร้างคงทอดทิ้งดินแดนแห่งนี้และไม่หวนกลับมาอีกแล้ว จึงลองมองหาตัวตนใหม่ๆ เพื่อให้เมืองเงินพิสุทธิ์ก้าวต่อไป แต่น่าเสียดายที่ความพยายามเหล่านั้นล้มเหลวไม่เป็นท่า ผลลัพธ์มีเพียงความเงียบสงบหรือไม่ก็ความตาย
เพราะเหตุนี้ พวกมันจึงเลิกเอาชีวิตไปเสี่ยง ไม่ว่าจะเผชิญกับความยากลำบากมากเพียงใด ไม่ว่าจะค้นพบที่ถูก ‘เทพมาร’ ทำลายไปมากมายแค่ไหน แต่หน่วยสำรวจของเมืองพิสุทธิ์ก็ไม่เคยลดละความพยายามที่จะพาทุกคนออกจากคำสาป
สำหรับโคลิน·อีเลียด การค้นพบ ‘แจ็ค’ จากภายนอกนำมาซึ่งความประหลาดใจและความหวังที่เกินกว่าจะพรรณนา รวมถึงการค้นพบที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านยามบ่าย แผนการของ ‘เหล่าราชา’ และคำพยากรณ์ของนักบวช สิ่งเหล่านี้ทำให้โคลินเกิดความตื่นตัวและเปลี่ยนความคิดเดิมๆ เลิกคาดหวังว่าพระผู้สร้างจะหวนกลับมา
ด้วยการผนึกกำลังกันของสองปัจจัย รวมถึงความผิดปกติของโลเฟียร์และเดอร์ริค รวมถึงคำทำนายของวันสิ้นโลก โคลิน·อีเลียดผู้เป็นเจ้าเมืองและหัวหน้าใหญ่ของ ‘หกสภาอาวุโส’ ผู้เป็น ‘นักล่าปีศาจ’ ที่แข็งแกร่งและมากประสบการณ์ มันตัดสินใจยอมเสี่ยงเต้นรำบนคมมีด ยอมเสี่ยงติดต่อกับตัวตนลึกลับที่ซ่อนอยู่
หลังจากหายใจออกอย่างเงียบงันและเชื่องช้า โคลินเดินถอยหลัง เปล่งเสียงด้วยท่วงทำนองขึ้นลงเป็นจังหวะ
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย… ผู้ปกครองลึกลับเหนือห้วงสายหมอกสีเทา… ราชันเหลืองดำผู้ครองพลังโชคลาภ… ข้าขอภาวนาถึงท่าน ข้าวิงวอนขอพลังลึกลับ วิงวอนขอความโชคดี วิงวอนขอให้วัตถุบนแท่นบูชากลายเป็นแผ่นยันต์…”
เมื่อเสียงขึ้นๆ ลงๆ เป็นจังหวะของโคลินก็แผ่วลง แท่นบูชาตรงหน้าพลันมืดสลัวด้วยบรรยากาศลุ่มลึก คล้ายกับมีความศักดิ์สิทธิ์ที่ยากจะอธิบายกำลังซึมผ่านแสงเทียนไขที่อยู่ตรงกลาง
ทันใดนั้น เปลวไฟเทียนไขพลันลุกโชนและขยายขนาด แต่กระนั้นก็มิได้ทำให้สภาพแวดล้อมสว่าง กลับกัน ทุกสิ่งรอบตัวกลับยิ่งทวีความเป็นภาพมายา เผยให้เห็นเงารางๆ ของบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวไปมาตลอดเวลา บ้างเบาบาง บ้างหนาแน่น
เหนือสุดด้านบนโลกมายาและเงาลางจำนวนนับไม่ถ้วนมีเจ็ดริ้วแสงสีสันแตกต่างกันออกไป คล้ายกับอัดแน่นด้วยองค์ความรู้มหาศาลไร้ก้นบึ้ง
และเหนือแสงอันบริสุทธิ์ทั้งเจ็ดคือทะเลหมอกสีเทากว้างไกลไร้ขอบเขต ด้านในมีพระราชวังโบราณที่กำลังจ้องมองทุกสิ่งจากมุมสูง
‘นักล่าปีศาจ’ โคลินพลันลืมเรื่องอื่นไปชั่วขณะ ทำเพียงจ้องมองภาพฉายบนแท่นบูชาอย่างตั้งใจ คล้ายสิ่งกับที่เคยมีอยู่แค่ในหนังสือและตำราโบราณ กำลังหลุดออกจากเส้นกั้นแบ่งระหว่างโลกมายาและความจริง ปรากฏกายขึ้นตรงหน้ามัน
หากมันเข้าใจไม่ผิด นี่คือภาพฉายของโลกวิญญาณ
ก่อนที่จะเกิดมหาภัยพิบัติ ก่อนที่พระผู้สร้างจะละทิ้งแผ่นดิน มนุษย์สามารถเดินทางเข้าออกโลกวิญญาณได้อย่างอิสระ!
แต่ตอนนี้ โลกวิญญาณคือสิ่งที่มีเฉพาะในตำราเรียนและคัมภีร์เก่าแก่ของเมืองเงินพิสุทธิ์ ไม่เคยมีใครสัมผัสถึงโลกวิญญาณได้!
ทันใดนั้น เสียงเสียดสี ‘เอี๊ยดอ๊าด’ เริ่มดังขึ้น พระราชวังโบราณเหนือสายหมอกสีเทาในโลกวิญญาณที่คอยเฝ้ามองทุกสิ่งจากมุมสูง กำลังเปิดประตูออกมาต้อนรับ!
ถัดมา โคลินเห็นยันต์หน้าแสงเทียนที่ยังไม่เสร็จ เริ่มเปล่งประกายด้วยแสงสีเงิน แต่ละเส้นอักขระค่อยๆ ‘สว่างขึ้น’ ทีละเส้น จากนั้นก็เปล่งแสงพร่างพราวอย่างท่วมท้น โอบกอดแผ่นเงินแท้และหนอนกาลสีใสเวลาเข้าด้วยกัน
โลกสลัวๆ รอบแท่นบูชาพลันบิดเบี้ยวทันที
แต่เพียงไม่นาน ทุกสิ่งกลับคืนสู่สภาวะปกติอย่างรวดเร็ว พร้อมกับยันต์ประหลาดอีกสองแผ่นที่ทำจากผลึกสีดำถูกวางบนแท่นบูชา ฉากตรงหน้าดูคล้ายกับดวงตาของใครบางคนที่มีตัวตนอยู่จริง กำลังเฝ้ามองโลกนี้อย่างเงียบงัน
‘นักล่าปีศาจ’ โคลินผงะเล็กน้อย รีบปิดตาสนิท ก้มศีรษะลงพร้อมกับกล่าวเสียงเรียบ
“ขอบคุณสำหรับของขวัญจากท่าน… ขอให้ท่านจงเจริญ”
มันไม่มัวรีรอ รีบสิ้นสุดพิธีกรรมทันที ผนึกภายในห้องถูกคลาย
จัดการทั้งหมดเสร็จ ผู้นำแห่ง ‘หกสภาอาวุโส’ ของเมืองเงินพิสุทธิ์เดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน หยิบเครื่องรางสองแผ่นที่ทำจากหนอนกาลเวลาซึ่งร่างโคลนของอามุนด์ทิ้งไว้
จนกระทั่งปัจจุบัน ภาพที่มันเห็นเมื่อครู่ยังคงถูกสลักอยู่ในใจ
ตามความรู้ในเชิงศาสตร์เร้นลับของโคลิน เหนือสุดของของโลกวิญญาณน่าจะเป็นเจ็ดริ้วแสงที่ถูกกล่าวถึงในหนังสือโบราณบางเล่ม แสงทั้งเจ็ดถูกยกย่องให้มีระดับใกล้เคียงเทพ แต่ไม่มีหนังสือเล่มใดเลยที่บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่เหนือแสงทั้งเจ็ด ไม่ว่าจะหมอกสีเทาหรือพระราชวังโบราณ และใครคือเจ้าของดินแดนดังกล่าว?
และในระหว่างพิธี โคลิน·อีเลียดพบว่า ‘เดอะฟูล’ ที่มันสวดวิงวอนถึงด้วยความเคารพ คือตัวตนที่ทั้งลึกลับและสูงสง่า แตกต่างจากสัตว์ร้ายบางตนที่ชอบแสดงอำนาจตลอดเวลา อดไม่ได้ที่จะแสดงพลังและความน่าเกรงขาม
บุคลิกและบารมีที่อีกฝ่ายแสดงให้เห็น ในบันทึกของเมืองเงินพิสุทธิ์มีคำอธิบายที่คล้ายคลึงกันอยู่ เป็นคำบรรยายที่เกี่ยวกับพระผู้สร้าง!
หลังจากก้มมองแผ่นยันต์ในมือพลางตรวจสอบสภาพปัจจุบันของตัวเองสักพัก ‘นักล่าปีศาจ’ ผมสีเทา โคลิน รีบหลับตาลง เพราะภายในใจกำลังผุดภาพของบุคคลมากมาย
มีทั้งพ่อ แม่ พี่ชาย น้องสาว ลูกชายคนโต ลูกชายคนเล็ก ลูกสาวและหลานชายคนโตที่เคยถูกโคลินจบชีวิตด้วยมือตัวเอง
เจ้าเมืองชรารายนี้เงียบเป็นเวลานาน ก่อนจะถอนหายใจเสียงต่ำ
“2,583 แล้วสินะ…”
ผ่านมานานกว่า 2,583 ปี ในที่สุดเมืองเงินพิสุทธิ์ก็ได้รับการตอบสนองตามปรกติ
…
ภายในห้องสมุดของยอดหอคอยแหลม
เดอร์ริคอยู่ในโซนหนังสือตำนานโบราณที่มันชอบอ่าน จนกระทั่งพบกับบันทึกเล่มหนึ่งที่ไม่เคยอ่านมาก่อน
ปกของสมุดทำจากหนังสัตว์ประหลาดบางชนิด มองเห็นลวดลายได้ชัดเจน ด้านในเป็นกระดาษเก่าสีเหลือง บันทึกประสบการณ์ของผู้เขียนเมื่อครั้งเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดที่แตกต่างออกไป
สัตว์ประหลาดเหล่านี้ส่วนใหญ่พบได้ในตำราของเมืองเงินพิสุทธิ์ แม้จะมีลักษณะตรงตามหนังสือเรียนทุกประการ แต่การบรรยายฉากต่อสู้และประสบการณ์ในบันทึก ทำให้เดอร์ริคเกิดความสนใจอย่างมาก นั่งอ่านอย่างจริงจังเป็นเวลานาน
ฉึบ! ทันใดนั้น เด็กหนุ่มสังเกตเห็นสัตว์ประหลาดที่เรียกว่า ‘ตัวจำแลงกาย’
สัตว์ประหลาดตัวนี้มีปัญญาไม่มากพอที่จะสื่อสาร แต่เก่งเรื่องการวางกับดักเพื่อจัดการเป้าหมาย และสามารถแปลงโฉมเป็นคนอื่น รวมถึงการใช้วิธีที่น่าทึ่งมากมายเพื่อหลอกล่อเหยื่อ
ผู้เขียนบันทึกแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับมันไว้ว่า ทั้งพิสดารและอันตราย
สิ่งนี้คล้ายกับการคาดเดาของมิสเตอร์เวิร์ลเกี่ยวกับบุคลิกลักษณะของมารพิสดาร… อาจเป็นไปได้ว่า ‘ตัวจำแลงกาย’ คือมารพิสดาร? เดอร์ริคดีใจอย่างบอกไม่ถูก รีบอ่านเนื้อหาที่เหลืออย่างรวดเร็ว พบว่าสัตว์ประหลาดตัวนี้อาศัยอยู่ในซากอาณาจักรที่ห่างออกไปทางเหนือ และเนื่องจากสัตว์ประหลาดในความมืดบริเวณดังกล่าวทั้งแข็งแกร่งและน่ากลัว แม้แต่ ‘หกสภาอาวุโส’ ก็ไม่สามารถจัดการกับพวกมันได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น หลังจากความพยายามสองครั้งแรก เมืองเงินพิสุทธิ์ตัดสินใจระงับการสำรวจในพื้นที่ดังกล่าวชั่วคราว และมีผลบังคับใช้มาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุผลข้างต้น ตำราเรียนของเมืองเงินพิสุทธิ์จึงยังไม่มีคำอธิบายของสัตว์ประหลาดตัวดังกล่าวเขียนลงไป
หลังจากอ่านบันทึกจบ เดอร์ริคพลิกสมุดไปที่หน้าสุดท้ายตามสัญชาตญาณ มันอยากทราบว่าใครกันที่เคยสัมผัสประสบการณ์การสำรวจที่น่าตื่นเต้นเช่นนี้
หลังจากเปิดมาถึง เด็กหนุ่มรีบมองหาชื่อ
โคลิน·อีเลียด
…
อ่าวเดซีย์ ท่าเรืออิสเคอร์เซ่น
ไคลน์ส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริง ลูบหน้าผาก เดินตรงไปที่เตียงนอนและทิ้งตัวลง
เพื่อจะทำให้เจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์เกิดความประทับใจใน ‘เดอะฟูล’ มากกว่าเดิม เกิดความไว้วางใจมากกว่าเดิม ในตอนที่ตอบสนองต่อพิธีกรรม ชายหนุ่มเพิ่มเทคนิคพิเศษมากมายเข้าไป เช่นการบังคับให้แสดงภาพของ ‘ตัวตนลึกลับ’ บนท้องฟ้าเหนือหมอกสีเทา ซึ่งสิ่งนี้จะปรากฏเฉพาะใน ‘พิธีกรรมพันธสัญญาลับ’ และ ‘พิธีกรรมสังเวยและรับมอบ’ เท่านั้น การกระทำดังกล่าวสิ้นเปลืองพลังวิญญาณมาก ไคลน์จึงเหนือจนแทบอยากตาย
ไว้ค่อยตื่นมาหาอาหารให้ ‘ยุบพองหิวโหย’ ตอนนี้ปล่อยให้มันพักผ่อนบนมิติหมอกสีเทาไปก่อน… ไคลน์ครุ่นคิดในสภาพงัวเงีย เพียงไม่นานก็หลับสนิท ยาวตั้งแต่เช้าไปถึงบ่าย จนกระทั่งตื่นขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากท้องร้องโครมคราม
ราชันเร้นลับ 897 : คำใบ้ของเจ้าเมือง
ด้านบนสุดของหอคอยทรงกลม ภายในห้องหัวหน้าอาวุโสแห่ง ‘หกสภาอาวุโส’
โคลิน·อีเลียด ชายเจ้าของส่วนสูงตามมาตรฐานของชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ ผมสีเทาค่อนข้างยุ่งเหยิงและไม่เอาใจใส่ แก้มมีริ้วรอยร่องลึก แต่ปราศจากริ้วรอยในจุดอื่น บนใบหน้ายังคงมีแผลเป็นเก่าที่บิดเบี้ยวและจมลึกหลงเหลืออยู่
มันสวมเสื้อเชิ้ตลินิน เสื้อคลุมสีน้ำตาล มีเข็มขัดที่มีเต็มไปด้วยช่องกระเป๋ารอบเอว ดวงตาสีฟ้าอ่อนเผยความลุ่มลึกและอัดแน่นไปด้วยประสบการณ์ชีวิต
รอจนกระทั่งเดอร์ริคทำความเคารพเสร็จ ‘นักล่าปีศาจ’ พยักหน้าแผ่วเบา ชี้ไปที่วัตถุบนโต๊ะข้างหน้าและกล่าว
“ยังจำพวกมันได้ไหม”
เดอร์ริคชำเลืองมอง ดวงตาหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง สิ่งที่มันกำลังสนใจก็คือ หนอนแมลงสองตัวที่มีขนาดเท่านิ้วของเด็ก
หนอนกาลเวลา!
หนอนกาลเวลาโปร่งใสที่มีวงแหวนอยู่ด้านบน!
หนอนกาลเวลาเหล่านี้มีต้นกำเนิดมาจากร่างโคลนของ ‘ผู้เย้ยเทพ’ อามุนด์!
“จำได้ครับ” เดอร์ริคเงียบไปสักพัก ก่อนจะตอบด้วยสัญชาตญาณ “ของเหลือจากอามุนด์”
โคลิน·อีเลียดพยักหน้าเล็กน้อย
“หนึ่งในนั้น… คุณไอมันออกมา”
โดยไม่รอให้เดอร์ริคพูด มันกล่าวด้วยความใจเย็น
“คุณเคยบอกว่า เมื่อถูกครอบงำโดยอามุนด์ ช่วงเวลาส่วนใหญ่จะอยู่ในภาวะสับสนคล้ายความฝัน ตื่นขึ้นมาเป็นครั้งคราวเท่านั้น”
เผชิญหน้ากับสายตาของเจ้าเมือง เดอร์ริคพยักหน้ารับหลายหน เป็นนัยว่ายืนยันคำให้การของตัวเอง
โคลิน·อีเลียดมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นอาคารที่อยู่ไม่ไกล
“ผมยังไม่ได้บอกสินะว่าช่วงนั้นคุณทำอะไรลงไปบ้าง… คุณประกอบพิธีกรรมสองครั้ง ครั้งแรกเป็นพันธสัญญาลับ ส่วนอีกครั้งหนึ่งคล้ายกับพิธีกรรมสังเวย แถมได้รับการตอบสนองบางอย่าง… คุณยังมีความทรงจำในตอนนั้นหลงเหลือบ้างไหม?”
อย่างที่คิด ในตอนที่เราขอความช่วยเหลือจากมิสเตอร์ฟูลเพื่อชำระล้างร่างโคลนของอามุนด์ด้วยพิธีกรรมพันธสัญญาลับ ทางหอคอยส่งคนมาจับตามอง… เดอร์ริคไม่แปลกใจกับคำพูดของเจ้าเมือง สิ่งนี้อยู่ภายใต้การคาดคะเนของแฮงแมน เหล่าอาวุโสของเมืองเงินพิสุทธิ์ล้วนมีประสบการณ์ เป็นไปไม่ได้ที่จะเพิกเฉยต่อความไม่ปรกติ ดึงมีการเดาว่า หลังจากพาตัวเองออกจากคุกใต้ดิน ทางหอคอยจะส่งคนมาจับตามองอย่างต่อเนื่อง และเรื่องดังกล่าวก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วหลังจากมีเงาดำโผล่ออกมาขัดจังหวะระหว่างพิธีกรรมสังเวย
“ผมจำไม่ค่อยได้” เดอร์ริคทำท่าทางครุ่นคิด ก่อนจะส่ายหน้า
โคลินที่มองด้วยหางตา ถอนสายตากลับ ถอนหายใจแผ่ว
“ลองนึกให้ออก… หนอนแมลงสองตัวที่อามุนด์ทิ้งไว้ถือเป็นวัตถุที่มีค่ามาก ผมมองหาวิธีใช้งานมันมาตลอด หากเราสามารถเปลี่ยนมันเป็นไพ่ตายที่ใช้การได้อย่างลับๆ มันจะกลายเป็นไพ่ตายในยามวิกฤติ… ในสองพิธีกรรมที่คุณประกอบขึ้น อาจมีสัญลักษณ์ อักขระเวทมนตร์โบราณ หรือปัจจัยในเชิงศาสตร์เร้นลับที่สามารถอ้างถึงได้… ลองนึกให้ถี่ถ้วน”
หากเปลี่ยนเป็นเมื่อก่อน เดอร์ริคคงเข้าใจความหมายเพียงผิวเผินของเจ้าเมือง แต่ในปัจจุบัน เด็กหนุ่มสามารถ ‘แปล’ คำที่เกี่ยวข้องให้กลายเป็นประโยคที่ซ่อนอยู่ จึงยังไม่ตอบสนองในทันที
“ผมรู้ว่าคุณยังมีความเชื่อมโยงบางอย่างกับอามุนด์… อนุสาวรีย์บรรจุศพของอดีตเจ้าเมืองจะเปิดออกเร็วๆ นี้ ผมต้องเตรียมความพร้อมเล็กน้อยเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ป้องกันไม่ให้โลเฟียร์หรือใครทำร้ายนักรบที่กล้าหาญของเมืองเงินพิสุทธิ์ ผมอยากให้คุณลองพยายามติดต่อ ดูว่าจะมีการตอบสนองบ้างไหม หรือไม่ก็บอกรายละเอียดของพิธีกรรมให้ผม”
มิสเตอร์แฮงแมนพูดถูก ยิ่งตำแหน่งสูงขึ้น ยิ่งต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวมากมาย และถ้ายิ่งเชี่ยวชาญในการสนทนาแบบอ้อมค้อมมากเท่าไร คู่สนทนาก็ยิ่งได้รับความกดดันน้อยลง มีโอกาสให้ความร่วมมือมากขึ้น… เดอร์ริคพบว่าศาสตร์ในการโน้มน้าวคือสิ่งที่สำคัญมากสำหรับผู้นำ
จุดประสงค์ของเจ้าเมืองก็คือการ ‘คานอำนาจ’ กับอาวุโสโลเฟียร์และ ‘พระผู้สร้างเสื่อมทราม’ ซึ่งเป็นตัวแทนของอีกฝ่าย โคลินรู้สึกว่าตนต้องทำอะไรบางอย่าง แต่ไม่รู้วิธีใช้งาน ‘หนอนกาลเวลา’ จึงตัดสินใจลองเสี่ยงสวดวิงวอนถึงเดอะฟูล ดูว่าอีกฝ่ายพอจะมอบความช่วยเหลือได้ไหม
“ผมจะพยายามนึกให้ออก… ต้องการห้องที่เงียบสงบ” เดอร์ริคพูดพลางเว้นวรรค พยายามตอบอย่างรอบคอบ
คล้ายกับโคลิน·อีเลียดเตรียมพร้อมไว้แล้ว มันชี้ไปที่ทางเดิน
“ฝั่งตรงข้ามมีหลายห้อง เลือกห้องที่ประตูเปิดอยู่ได้เลย”
“ครับ ท่านเจ้าเมือง” เดอร์ริคคำนับและปลีกตัวออกมา สุ่มเลือกห้องว่าง ลงกลอนประตูไม้อย่างมิดชิด นั่งลงในมุมมืด ดวงตาส่องแสงสลัวพลางสวดวิงวอนด้วยเสียงต่ำ
…
อ่าวเดซีย์ ท่าเรืออิสเคอร์เซ่น
ไคลน์แบกสัมภาระลงจากเรือเหาะ ตรงไปตามทางเดิน เตรียมขึ้นรถของกองทัพเข้าไปในเมือง
สำหรับ ‘ถุงมือแดง’ อย่างดาลีย์·ซิโมเน่และเลียวนาร์ด·มิเชล พวกมันคือกลุ่มแรกที่ลงจากเรือเหาะ ไคลน์ได้รับการจัดคิวให้อยู่ในลำดับท้ายสุด จึงไม่ได้พบกัน
หลังจากเข้าไปในเมืองและหาโรงแรมเข้าพัก ขณะชายหนุ่มเตรียมล้มตัวลงนอนเพื่อขจัดอาการอ่อนเพลียที่เมื่อคืนนอนไม่หลับด้วยหลายปัจจัย ทันใดนั้น มันได้ยินเสียงสวดวิงวอนมายาดังซ้อนทับในหัว
ฟังดูเหมือนเดอะซันน้อย… ไคลน์ปิดปากและหาว เดินเข้าห้องน้ำที่คับแคบ ถอยหลังสี่ก้าวอย่างยากลำบาก ส่งตัวเองเข้าสู่หมอกสีเทา
ไม่ผิดจากที่คาด ดาวแดงสัญลักษณ์แทนตัว ‘เดอะซัน’ กำลังกระเพื่อมอย่างต่อเนื่อง
หลังจากแผ่พลังวิญญาณออกไปสัมผัส ไคลน์ได้ยินอย่างรวดเร็วว่า ‘เดอะซัน’ กำลังสวดวิงวอนในเรื่องใด
เจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์กำลังถามเดอะซันน้อย ไม่สิ ถามถึงคนที่มันคิดว่าเป็นอามุนด์ เกี่ยวกับวิธีใช้งานยันต์หนอนกาลเวลา… อา เราเองก็เคยประสบปัญหาเดียวกันมาก่อน และพบวิธีแก้ไขนานแล้ว… แต่การใช้หนอนกาลเวลาเพื่อสร้างยันต์โจรปล้นดวง ต้องมีการสวดวิงวอนถึงเดอะฟูล แบบนี้จะเท่ากับเป็นการเปิดเผยว่า ตัวตนที่คอยหนุนหลังเดอะซันไม่ใช่อามุนด์ แต่เป็นอีกหนึ่งตัวตนลึกลับ… นิ้วชี้ขวาไคลน์เคาะลงบนขอบโต๊ะทองแดงยาวที่มีร่องรอยโบราณ พิจารณาอย่างจริงจังว่าควรตอบสนองอย่างไร
ไม่ถึงหนึ่งนาที มันพบว่าความกังวลในเรื่องนี้ไม่มีความหมาย
ก่อนอื่น หากไม่นับผู้อาวุโส ‘คนเลี้ยงแกะ’ โลเฟียร์ซึ่งอาจได้รับวิวรณ์จาก ‘พระผู้สร้างแท้จริง’ ไม่มีใครในเมืองเงินพิสุทธิ์ที่เข้าใจสถานการณ์ของอามุนด์อย่างเฉพาะเจาะจง มีเพียงการคาดเดาว่ามันอาจเป็น ‘เทวทูตกาลเวลา’ จากบรรดาราชาเทวทูตทั้งแปดที่รายล้อมพระผู้สร้าง ดังนั้น แม้อีกฝ่ายจะรู้ถึงการมีอยู่ของ ‘เดอะฟูล’ พวกมันก็คงคิดว่านี่คือร่างหลักของอามุนด์ หรือเทพที่อามุนด์รับใช้อยู่
ประการที่สอง พระนามเต็มอันยิ่งใหญ่ของ ‘เดอะฟูล’ ไม่ได้เป็นความลับต่อ ‘พระผู้สร้างแท้จริง’ ‘ผู้ดูหมิ่น’ อามุนด์และ ‘คนเลี้ยงแกะ’ อาวุโสโลเฟียร์แล้ว ถึงคนในเมืองเงินพิสุทธิ์จะรู้เรื่องนี้มากขึ้นก็มิได้สลักสำคัญ
ประการที่สาม เจ้าเมืองโคลิน·อีเลียดเป็นแค่ ‘นักล่าปีศาจ’ ต่อให้รู้ถึงพระนามเต็มอันสูงส่งของ ‘เดอะฟูล’ ต่อให้มีสมบัติปิดผนึกลำดับ 0 ก็คงทำอะไรไม่ได้ เพราะแม้แต่ ‘ผู้เย้ยเทพ’ อามุนด์และ ‘พระผู้สร้างแท้จริง’ ก็ยังไม่ได้มาเคาะประตูบ้านเรากลางดึก
สิ่งที่ได้รู้ในวันนี้ก็คือ ผู้นำแห่งหกสภาอาวุโส รู้มานานแล้วว่าเดอะซันน้อยมีบางอย่างผิดปรกติ แต่เก็บงำเป็นความลับไว้ตลอด
ท่ามกลางความคิดไคลน์ มันรู้สึกว่าตัวเองต้องกล้า บางที นี่อาจเป็นโอกาสอันดีในการสร้าง ‘ลูกข่าย’ ไม่สิ สร้างสาวกจากภายในเมืองเงินพิสุทธิ์ ไม่ให้เดอะซันน้อยต้องอยู่ตามลำพัง
นอกจากนั้น ตัวเราในปัจจุบันพัฒนาขึ้นจากตอนที่เคยเผชิญหน้าอามุนด์มาก สั่งสมความรู้ในเชิงศาสตร์เร้นลับเพิ่มจากเดิมหลายสิ่ง ได้ครอบครอง ‘คทาเทพสมุทร’ สามารถใช้พลังของมิติลึกลับเหนือหมอกสีเทาได้มากขึ้น ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นขณะเผชิญหน้ากับลำดับ 4 ระหว่างพิธีธรรม… ตราบใดที่เราไม่ลากอีกฝ่ายขึ้นมาบนหมอกสีเทา… ไคลน์ตัดสินใจฉับไว เสกขั้นตอนการสร้างยันต์ ‘โจรปล้นดวง’ ให้กลายเป็นละอองแสง จากนั้นก็บรรจุลงไปในดวงดาวสีแดงเข้มที่เป็นสัญลักษณ์ของ ‘เดอะซัน’
…
ก๊อก! ก๊อก! เสียงเคาะประตูดังขึ้นในห้องเจ้าเมือง ณ ชั้นบนสุดของหอคอยทรงกลม
และไม่นานก่อนที่เสียงจะดังขึ้น โคลิน·อีเลียดรู้อยู่แล้วว่าเดอร์ริค·เบเกอร์เปิดประตูห้องฝั่งตรงข้ามและกำลังเดินมา
“เข้ามาได้” มันกล่าวพลางหันไปมองที่ประตูทางเข้า
เดอร์ริคผลักเข้ามา กล่าวคำทักทาย
“ท่านเจ้าเมือง ผมจดจำรายละเอียดบางสิ่งได้อย่างคลุมเครือ”
โคลิน·อีเลียดพยักหน้าเงียบขรึม
“เกี่ยวกับอะไร?”
“การใช้แร่เงินและปรอทเป็นวัสดุ…” เดอร์ริคบรรยายช่วงแรกของพิธีกรรมอย่างกระชับ เว้นวรรคเล็กน้อย “ในตอนนั้น ดูเหมือนผมจะเอ่ยพระนามเต็มว่า… เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย…”
ดวงตาของโคลินหรี่ลงเล็กน้อย พูดขัดจังหวะทันที
“สัญลักษณ์ของพระองค์คือภาพที่เหลืออยู่บนเทียนไข?”
“ใช่ครับ” เดอร์ริคตอบเยือกเย็น “วรรคที่สองคือ ผู้ปกครองลึกลับเหนือสายหมอกสีเทา”
ทันใดนั้น โคลินขัดจังหวะอีกครั้ง
“วัตถุดิบมีแค่นี้หรือ?”
“ใช่ครับ” เดอร์ริคพยักหน้าเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
อย่างไรก็ตาม เด็กหนุ่มเริ่มสังเกตเห็นว่า คล้ายกับเจ้าเมืองจงใจขัดจังหวะไม่ให้ตนเอ่ยพระนามเต็มของเดอะฟูล
นั่นสินะ ภาษากลางของเราคือภาษาคนยักษ์ สามารถกระตุ้นพลังจากธรรมชาติ… หากท่องพระนามเต็มอันศักดิ์สิทธิ์โดยตรง ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบลึกลับที่ยากจะคาดเดา… เรามักเอ่ยชื่อของมิสเตอร์ฟูลเป็นประจำเพราะทราบว่านั่นปลอดภัย แต่ท่านเจ้าเมืองไม่รู้เรื่องนี้… เดอร์ริคพูดต่อทันที
“วรรคที่สาม ราชันเหลืองดำผู้ถือครองพลังโชคลาภ”
โคลินฟังอย่างเงียบงัน พยักหน้าเล็กน้อย
“ดีมาก… แม้จะยังยืนยันไม่ได้ว่าสิ่งที่คุณเล่ามีประโยชน์หรือไม่ แต่นี่ถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ ผมจะเพิ่มคะแนนผลงานให้คุณ… เชิญกลับไปก่อน หรือไม่ก็ไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุด”
“ครับ ท่านเจ้าเมือง” เดอร์ริคก้มหน้าด้วยความโล่งใจ ก่อนจะรีบออกจากห้องทำงานด้านบนสุดของหอคอยทรงกลม
หลังจากโคลิน·อีเลียดเฝ้ามองเด็กหนุ่มจากไป มันเดินกลับไปที่เก้าอี้หลังโต๊ะทำงานและนั่งลง จ้องหนอนแมลงโปร่งแสงทั้งสองตัว
ข้างหนอนแมลงมีสมุดหลายเล่มกระจัดกระจาย ภายในนั้นมีการบันทึกสัญลักษณ์อันประกอบด้วย ‘เนตรไร้รูม่านตา’ ครึ่งหนึ่งและ ‘เส้นบิดเป็นเกลียว’ ครึ่งหนึ่ง
สายตาของโคลินไม่ขยับเป็นเวลานาน คล้ายกับกลายเป็นรูปปั้นหินโดยสมบูรณ์
ผ่านไปสักพัก มันยืนขึ้นเชื่องช้า นำเทียนไขออกมาสามเล่ม
ราชันเร้นลับ 894 : พบกันอีกครั้ง
เดนิสเปิดปากพ่นคำอินทิสออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ที่พัก”
คล้ายกับอากาศรอบๆ พลันแข็งตัว เดนิสมองไปที่ผิวสีน้ำตาลเข้มของคนขับรถม้าผมสีดำยุ่งเหยิงยุ่งเหยิง หน้าค่อนข้างกลม สีหน้างุนงงสุดขีด โจรสลัดคนดังหายใจออกอย่างเงียบงัน แบกกระเป๋าด้วยตัวเองเดินไปอีกฝั่งของถนนพลางโทษโชคชะตา
“แม่เย็*! เจอคนขับรถม้าไม่เข้าใจอินทิส! คอยรับส่งผู้โดยสารใกล้กับท่าเรือ แต่ไม่รู้คำศัพท์จากทวีปเหนือเลยหรือ? มีคนอินทิส โลเอ็นและฟุซัคมากมายมาที่นี่!” เดนิสรำพัน สายตามองไปข้างหน้าพยายามตามหาผู้คนที่มีลักษณะเหมือนกับตน คนที่มาจากทวีปเหนือหรือมีบรรพบุรุษในทำนองเดียวกัน จะได้ย้ายเข้าโรงแรมและเติมเต็มกระเพาะเสียที
เท่าที่มันทราบ มีผู้อพยพชาวอินทิสในท่าเรือเบห์เรนส์ค่อนข้างมาก นอกจากนั้นก็ยังมีโลเอ็น ฟุซัค และเฟเนพ็อต ของเพียงได้พบสักหนึ่งหรือสองคน การสื่อสารก็ไม่ใช่ปัญหา
แต่นั่นต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า มันต้องไม่เป็นลมแดดตายไปเสียก่อน!
“อากาศแม่เย็*!” มันแหงนหน้ามองท้องฟ้าสีฟ้า เมฆสีขาว รวมถึงดวงอาทิตย์ที่ไม่สว่างจ้าเกินไป ยกมือขึ้นปาดเหงื่อจากหน้าผาก สีหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อยพลางสบถสาปแช่ง
ถึงแม้จะสาปแช่ง แต่เดนิสก็ทราบว่าอุณหภูมิในทวีปใต้จะอยู่ในระดับปานกลางไปถึงค่อนข้างเย็น สาเหตุที่มันร้อนแบบนี้มาจากการติด ‘เข็มกลัดสุริยัน’ ไว้กับตัว อย่างไรก็ตาม มันยังไม่ทราบสถานะของตัวเอง ไม่กล้าถอดเข็มกลัดเก็บไว้ในกระเป๋าเดินทาง – หากเผลอทำสมบัติวิเศษชิ้นหายโดยไม่ได้ตั้งใจ เดนิสไม่อยากจินตนาการถึงสายตาที่เย็นชาและบ้าคลั่งของเกอร์มัน·สแปร์โรว์
คนจากแผ่นดินใหญ่ทางตอนเหนือ จะเป็นอาณาจักรไหนก็ได้ เพราะเราคือโจรสลัดคนดังที่เชี่ยวชาญหลายภาษา… ปากของเดนิสยังคงพึมพำ สิ่งที่อยู่ในใจมีเพียงเบียร์เย็นจัดและ ‘ธารน้ำแข็ง’ ที่กำลังลอยท่ามกลางมหาสมุทร
หลังจากพึมพำ จู่ๆ มันก็ยกมือขยี้ตา
ในที่สุดมันก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งที่น่าจะเป็นคนทวีปเหนือ!
นอกจากนั้น ดูเหมือนว่าอาจเป็นคนรู้จักด้วย!
ด้านหน้าในแนวเฉียงของเดนิส ณ มุมถนนที่ส่องแสงแดดอุ่นส่องเข้าไปถึง ชายผมสั้นสีทองหวีสามส่วนยืนกำลังพิงกำแพง เล่นหีบเพลงปากสีขาวเงิน
อีกฝ่ายมีดวงตาสีเขียว สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวไม่ติดกระดุมสองเม็ด สวมทับด้วยเสื้อกั๊กสีดำสนิท ท่อนล่างเป็นกางเกงขายาวสีเข้ม สวมถุงมือสีดำข้างเดียว ไม่ใช่ใครนอกจากนักล่าที่แข็งแกร่งที่สุดในทะเลหมอก แอนเดอร์สัน·ฮูด!
บังเอิญอะไรขนาดนี้? หมอนี่มาที่ไบลัมตะวันตกทำไม…เดนิสเผยสีหน้าเปี่ยมสุข รู้สึกว่าในที่สุดก็ได้พบท่อนไม้ที่ลอยอยู่ในทะเลอันกว้างใหญ่เสียที ภายในใจให้อภัยพฤติกรรมของแอนเดอร์สันบน ‘ฝันทองคำ’ รีบขยับเข้าไปใกล้ ทักทายด้วยน้ำเสียงมาตรฐานของนักล่า
“เกิดอะไรขึ้น? เป็นนักล่าไม่ประสบความสำเร็จ ก็เลยมาเป็นนักแสดงบนถนน?”
มันสังเกตเห็น ด้านหน้าแอนเดอร์สันมีหมวกหงายวางอยู่ ภายในมีเหรียญทองเหลืองราวยี่สิบถึงสามสิบเหรียญ มีจำนวนเล็กน้อยที่เป็นเหรียญ ‘ค็อปเพ็ต’ ของอินทิส ส่วนใหญ่เป็นเหรียญ ‘เดลิกซี่’ ของท้องถิ่น
‘เดลิกซี่’ แปลว่าแผ่นทองแดงในภาษาอินทิส
แอนเดอร์สันหยุดเล่น มองหน้าเดนิส
“นี่ไม่ใช่หมวกของฉัน… ฉันแค่ผ่านทางมา เมื่อเห็นหมวกดังกล่าวตกอยู่บนพื้น ไม่มีใครสังเกตเห็น ประกอบกับอารมณ์สุนทรีย์เล็กน้อย จึงหยิบฮาร์โมนิก้าออกมาเป่า ใครจะไปคิดว่ามีคนฟังเยอะมากจนโยนเงินมาให้ไม่น้อย… โจรสลัดหยาบคายอย่างนายคงไม่สามารถเข้าใจเสน่ห์ของดนตรี สิ่งนี้ไม่มีพรมแดน ขอบอกไว้ก่อนนะ กัปตันของนายชอบเรื่องพวกนี้มาก”
“หยุด!” หน้าผากของเดนิสเริ่มกระตุก รีบห้ามคำพูดของแอนเดอร์สันซึ่งไม่รู้ว่าจะจบลงที่ตรงไหน รีบโพล่งถาม “นายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
แอนเดอร์สันในท่าถือหีบเพลงปาก ครุ่นคิดอย่างจริงจัง
“เป็นคำถามที่ดี… ฉันเองก็ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงมาอยู่ที่ไบลัมตะวันตกได้ เกิดอะไรขึ้นในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ฉันจำไม่ได้เลย”
เดนิสอยากจะบอกว่าหยุดล้อเล่น แต่การแสดงออกที่จริงจังของแอนเดอร์สันทำให้มันคล้อยตาม
“จำอะไรไม่ได้เลย?”
แอนเดอร์สันทิ้งหีบเพลงปากสีเงิน ก้มลงหยิบหมวกหงายพร้อมเหรียญจำนวนมาก ปัดฝุ่นออก
“ความทรงจำสุดท้ายของฉันคงอยู่ที่บายัม หลังจากแยกทางกับเกอร์มัน·สแปร์โรว์ดูเหมือนว่าจะไปพบใครบางคนในสถานที่ที่กำหนดไว้ แต่เมื่อตื่นขึ้นมาทันที ฉันก็อยู่ในไบลัมตะวันตกแล้ว… ฮะฮะ! อย่าไปสนใจเลย แค่ยังมีชีวิตอยู่ก็พอแล้ว หืม… เกือบเที่ยวแล้วสินะ ไปหาอะไรกินกัน ฉันได้ยินว่าขาหมูของเบห์เรนส์โด่งดังเป็นพิเศษ”
กล่าวจบ แอนเดอร์สันวางหมวกทรงสูงและเหรียญวางไว้ข้างๆ คนไร้บ้านที่นอนอยู่ด้านข้าง
เดนิสทั้งร้อน หิว และเหนื่อย เมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงตื่นเต้น
“นายรู้ภาษาตูทาน?”
แอนเดอร์สันโพล่งทันที
“นายไม่เคยได้ยินวีรกรรมการผจญภัยมากมายของฉันในไบลัมตะวันตกเลยหรือ?”
นั่นสินะ… เราเคยนึกอยากจะขอข้อมูลเกี่ยวกับไบลัมตะวันตกจากหมอนี่มาก่อน… ท่ามกลางสถานการณ์อันวุ่นวายและอันตราย ถ้ามีแอนเดอร์สันคอยช่วยจะปลอดภัยกว่ามาก แถมยังมีล่ามคอยแปล! และนี่ไม่ใช่การว่าจ้าง เราไม่ต้องจ่ายเงิน… เดนิสยิ้มเล็กน้อย
“ได้ยินแบบนั้นก็โล่งใจ ไปหาอะไรกินกันเถอะ”
ในท่าแบกสัมภาระ เดนิสเดินไปพร้อมแอนเดอร์สัน อ้อมไปยังถนนด้านข้างจนกระทั่งพบร้านอาหาร จึงเดินเข้าไปทันที
เมื่อได้ยินภาษาของพนักงานเสิร์ฟอาหาร เมื่อได้เห็นเมนูที่เต็มไปด้วยข้อความที่อ่านไม่ออก เดนิสพลันเกิดอาการวิงเวียน รีบหันไปพูดกับแอนเดอร์สัน
“นายจัดการเลย”
ในขณะกล่าว มันส่งเมนูให้กับนักล่าที่แข็งแกร่งที่สุดในทะเลหมอกที่นั่งฝั่งตรงข้าม
แอนเดอร์สันไม่ได้ยื่นมือออกมารับ เพียงตอบด้วยใบหน้าและน้ำเสียงเรียบเฉย
“ฉันก็อ่านไม่ออกเหมือนกัน”
“…ไหนบอกว่าพูดตูทานได้?” เดนิสโพล่งด้วยความตกใจ
แอนเดอร์สันผายมือและพูด
“ฉันไม่เคยพูดแบบนั้น… การตามล่าสมบัติตลอดหลายปี เกี่ยวอะไรกับการพูดตูทานได้?”
“ถ้านายอ่านภาษาตูทานโบราณไม่ออก แล้วจะอ่านข้อความบนผนังเพื่อล่าสมบัติได้ยังได้?” สีหน้าของเดนิสบิดเบี้ยวอีกครั้ง พูดเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว
แอนเดอร์สันหยิบถ้วยที่บริกรนำมาวาง ดื่มน้ำอึกอึกอึก
“ปัญหาที่แก้ได้ด้วยพจนานุกรมย่อมไม่ใช่ปัญหา… นอกจากนั้น แค่พูดตูทานไม่ได้ จะสื่อสารกับชาวทวีปใต้ไม่ได้เชียวหรือ?”
กล่าวจบ มันมองไปยังบริกรข้างๆ และพูดเป็นภาษาอินทิส
“ขาหมูพิเศษสองจาน”
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า บริกรคนดังกล่าวทำหน้ามึนงงสุดขีด พลางชี้นิ้วไปทางเมนูอาหาร
แอนเดอร์สันไม่ฉุนเฉียว เพียงบีบจมูกด้วยมือขวาอย่างใจเย็น จำลองเสียงร้องของหมู
บริกรถึงกับผงะในตอนแรก เผยสีหน้างุนงงทันที ก่อนที่แอนเดอร์สันจะชี้ไปที่ข้อศอกตัวเอง จากนั้นก็ชี้ไปยังสัญลักษณ์เบห์เรนส์บนเมนูอาหาร ตามด้วยการทำนิ้วเป็นตัวเลข ‘สอง’
“*%¥#” บริกรตอบกลับด้วยสำเนียงตูทาน พยักหน้ารับหลายครั้งเป็นนัยว่าเข้าใจ เดนิสพลันตะลึงทันทีที่ได้เห็นภาพตรงหน้า
เพียงแอนเดอร์สันทำท่าทางและผสมกับคำง่ายๆ ไม่กี่คำ ในที่สุดมันก็สั่งอาหารเสร็จ จึงหันหน้ามายิ้มให้เดนิส
“เข้าใจไหม… บนโลกใบนี้ ภาษาสากลที่แท้จริงคือภาษากาย!”
เดนิสมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าว่างเปล่า กระตุกมุมปากแผ่วเบา
…
รถม้าแล่นออกจากเขตตะวันตก มุ่งหน้าไปทางทิศใต้ตรงทางแยกของถนน เพียงไม่นานก็มาถึงฐานทัพแห่งหนึ่ง
ไคลน์ซึ่งมีจดหมายแนะนำที่เขียนด้วยลายมือของผู้พันคาลวิน แถมยังมีนายทหารหนุ่มร่วมทางมาด้วย เดินผ่านจุดตรวจเข้าไปอย่างราบรื่น มาถึงสี่เหลี่ยมที่ปูด้วยดินอัด สลักลวดลายสัตว์ประหลาดตัวใหญ่สีน้ำเงินเข้มสลับกับสีขาว
เรือเหาะลำนี้มีความยาวหลายสิบเมตร มีโครงอัลลอยที่แข็งและเบายื่นออกมาจากตัวถัง กระจัดกระจายออกไปเป็นแผง คอยรองรับผ้าใบกันน้ำและถุงลม ด้านล่างมีปากกระบอกปืนกล ช่องกระสุน และปากกระบอกปืนใหญ่
ณ ปัจจุบัน เสียงหวูดของเครื่องยนต์ไอน้ำยังไม่ดัง ใบพัดที่คอยขับเคลื่อนยังไม่หมุน บรรยากาศเงียบงันอย่างน่าประหลาด
ไคลน์ส่งเอกสารและบัตรประจำตัวให้กับเจ้าหน้าที่ซึ่งคอยยืนตรวจอยู่ข้างทางเดิน หลังจากได้รับอนุญาต ชายหนุ่มแบกกระเป๋าเดินทางและค่อยๆ ก้าวขึ้นเรือเหาะ
ด้านในมีลักษณะเหมือนกับห้องโดยสาร แบ่งเป็นสามชั้น มีเครื่องจักรที่ซับซ้อนและโกดังเก็บสินค้าด้านบน ตรงกลางเป็นห้องโถงที่สามารถจัดงานเลี้ยงบุฟเฟ่ต์และงานเลี้ยงเต้นรำ รอบห้องโถงและทั้งสองฝั่งของทางเดิน มีบันไดนำพาไปสู่ชั้นบนและชั้นล่าง ภายในห้องโถงยังมีโซนห้องพัก ส่วนชั้นล่างสุดประกอบด้วยห้องปืนกล ห้องกระสุน ห้องปืนใหญ่ และห้องพักของทหาร
หลังจากเดินผ่านยามที่ถือปืนไรเฟิล ไคลน์ทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ มองหาห้องพักที่เกี่ยวข้องและเปิดเข้าไป วางกระเป๋าเดินทางลงข้างที่นั่งคล้ายโซฟา
ถัดมา มันหยิบแก้วน้ำวางบนโต๊ะ เดินไปทางหน้าต่าง มองออกไปชมวิวทิวทัศน์ด้านนอก
ว่ากันตามตรง แม้ว่าชายหนุ่มจะรู้ทุกเรื่องอย่างละนิด แต่ก็รู้เพียงหางอึ่งเท่านั้น จึงไม่ค่อยเข้าใจหลักการออกแบบของเรือเหาะรุ่นล่าสุดลำนี้สักเท่าไร ยังไม่ชัดเจนว่ายานพาหนะชนิดนี้บินได้สูงแค่ไหน หรือมีเสถียรภาพมากเพียงใดบนอากาศ
เรื่องนี้ทำให้ชายหนุ่มกังวลเล็กน้อย ก่อนออกเดินทางจึงตัดสินใจทำนายหาอันตรายบนมิติเหนือสายหมอก ได้ผลลัพธ์ว่าตนสามารถไปถึงที่หมายได้อย่างราบรื่น
ดูเหมือนว่าจะมีเข็มขัดนิรภัยด้วย อุตสาหกรรมเรือเหาะของโลกนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนาน สั่งสมประสบการณ์มากพอในทุกๆ แง่มุม… ขณะไคลน์เตรียมถอนสายตากลับเพื่อชื่นชมการจัดวางห้องและแสงเทียนด้านหลังฝากระจกแข็ง ทันใดนั้น มันเห็นกลุ่มคนเดินเข้ามาใกล้เรือเหาะหมายเลข ‘1345’
คนกลุ่มนี้มีทั้งชายและหญิง เกือบทั้งหมดแต่งกายด้วยเสื้อกันลมสีดำบางๆ สวมถุงมือสีแดง แบกกระเป๋าเดินทางที่มีขนาดแตกต่างกัน มีเพียงหนึ่งคนที่สวมเสื้อคลุมลึกลับของผู้สื่อวิญญาณ ทาขอบตาและแก้มด้วยสีฟ้า ไม่ใช่ใครนอกจากดาลีย์·ซิโมเน่
ด้านข้างเยื้องไปทางหลังของหญิงสาว เลียวนาร์ด·มิเชลเจ้าของเส้นผมสีดำและดวงตาสีฟ้ากำลังเดินตามมา
โดยไม่มีใครสังเกตเห็น ฝีเท้าของเลียวนาร์ดชะลอลงกะทันหัน ก่อนที่มันจะเงยหน้าขึ้น มองมายังชั้นสองของเรือเหาะ
กระจกตาของมันสะท้อนภาพของจอนสีขาวและดวงตาสีน้ำเงินที่ลุ่มลึกของดอน·ดันเตสในชุดสูททางการและโบหูกระต่าย
สุภาพบุรุษรายนี้กำลังยืนอยู่หลังหน้าต่าง ทำท่าทางทักทายพร้อมกับยกแก้วในมือขึ้น
ราชันเร้นลับ 889 : คำเตือนถึงทุกคน
ไม่กล้าเอ่ยถึง ไม่กล้าแสดงภาพ… อย่างน้อยในสายตาอาโรเดส มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายก็มีตัวตนสูงส่งกว่าลำดับ 1 อย่างซาราธ ไม่สิ ยังสูงกว่า ‘เอกลักษณ์’ ของเส้นทางสัตว์ประหลาดอย่าง ‘ลูกเต๋าความน่าจะเป็น’ ด้วย… คงมีบางวิธีที่ช่วยให้อาโรเดสเปิดเผยข้อมูลได้อย่างอิสระ เช่นการนำขึ้นมาบนมิติหมอก… หึหึ จะไปทำแบบนั้นได้ยังไง? เว้นเสียแต่เราจะกลายเป็นเทวทูตและได้ครอบครองพลังของมิติลึกลับนั่นอย่างสมบูรณ์เสียก่อน… ไคลน์กลอกตาเล็กน้อย ไม่ถามซักไซ้ เลือกจะเปลี่ยนหัวข้อ
“ตาเจ้าถามแล้ว”
แสงสีเงินเรียงตัวใหม่อีกครั้งบนผิวกระจกเต็มบาน กลายเป็นคำใหม่
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ มีอะไรให้ข้ารับใช้อีกไหม?”
ถามได้ดี! ไคลน์ครุ่นคิดสักพักก่อนจะตอบ
“หลังจากที่เราออกจากเบ็คลันด์ จงให้ความสนใจกับสถานการณ์ของบ้านนายแพทย์อลัน·คริสต์ และเมื่อภรรยาของเขาคลอดบุตร ให้นำข่าวมาแจ้งกับเราในตอนที่เจ้าถูกอัญเชิญ”
หลังจากครุ่นคิดอย่างจริงจัง ไคลน์พบว่าวิธีจับตามองสถานการณ์ของอสรพิษปรอทที่ดีที่สุดคือการฝากให้ ‘กระจกวิเศษ’ อาโรเดสดูแล เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถตรวจตราบ้านหลังนี้ได้ยี่สิบสี่ชั่วโมง สิ่งที่ไคลน์ต้องทำมีเพียงการเปลี่ยนบ้านทุกๆ เดือนเพื่อนำเครื่องรับสัญญาณโทรเลขออกจากมิติเหนือสายหมอก
“ขอรับ นายท่าน~” คำพูดบนกระจกกำลังแสดงอารมณ์ปัจจุบันของอาโรเดสอย่างเต็มเปี่ยม “ข้ามีคำถาม”
“ว่ามา” ไคลน์พยักหน้าอนุญาต
สำหรับคราวนี้ ขณะที่ ‘กระจกวิเศษ’ อาโรเดสกำลังเขียน มีการชะงักหยุดหลายครั้ง คล้ายกับออกอาการลังเล
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ ท่านมีความสัมพันธ์อย่างไรกับเด็กคนนั้น?”
ดูเหมือนมันจะกำลังสงสัยว่า เหตุใดผู้ปกครองสูงสุดเหนือโลกวิญญาณถึงต้องให้ความสำคัญกับทารกในครรภ์
หืม… เราเคยบอกไปแล้วไม่ใช่หรือ ว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกของนายแพทย์อลัน? อาโรเดสไม่ตระหนักถึงความผิดปรกติของวิล·อัสตินเลยสักนิด? ดูเหมือนว่า หากเป็นการปกปิดร่องรอยและโชคชะตา ‘อสรพิษปรอท’ นั้นยอดเยี่ยมกว่าเทวทูตตนอื่นหลายขุม… แต่กระจกวิเศษบานนี้เคยแจ้งเบาะแสเมื่อครั้ง ‘ผู้กลืนหาง’ โอโรเลอุสเดินทางออกจากเบ็คลันด์ได้แม่นยำ… หืม… คงเป็นเพราะเป็นการ ‘เริ่มต้นวงจรใหม่’ ของวิล·อัสติน ทำให้ยากที่จะพบความผิดปรกติแม้จะเป็นนักค้นหาระดับสูง… และคงเป็นเหตุผลเดียวกับที่สามารถหลบเลี่ยงจากสายตาของ ‘เทวทูตแห่งชะตา’ มาได้ตลอด… ไคลน์ตอบกลับด้วยความกระจ่าง
“มิตรสหาย”
ส่วนเรื่องจะเป็นบิดาอุปถัมภ์ให้วิล·อัสตินหรือไม่นั้น ชายหนุ่มเพียงแค่คิดเล่นๆ ไม่กล้าตัดสินใจหรือบังคับ ด้วยกังวลว่าอสรพิษแห่งชะตารายนี้จะรำคาญ
“แค่มิตรสหาย…” ระหว่างตัวอักษร อาโรเดสเผยความผิดหวังอย่างอธิบายไม่ถูก “นายท่านเชิญถามมาได้เลย”
ไคลน์ครุ่นคิดสักพักก่อนจะตอบ
“เจ้ารู้ไหมว่า คนที่เราเห็นในสโมสรนายทหารผ่านศึกไบลัมตะวันออกเป็นใคร? หากเจ้าไม่แน่ใจว่าหมายถึงใคร เราสามารถวาดให้ดูได้”
ภายในกระจกอันมืดมิด คลื่นน้ำกระเพื่อมบนพื้นผิว เผยให้เห็นภาพของชายหนวดเคราดกหนา ดวงตาสีน้ำเงินเข้ม ไม่ใช่ใครนอกจากครึ่งเทพที่ไคลน์สงสัยว่าจะอยู่ในเส้นทางจักรพรรดิมืด
ขณะเดียวกัน ข้อความที่สอดคล้องกันถูกเขียนอยู่ใต้ ‘ภาพถ่าย’
“ชายคนนั้นมีชื่อว่าโจนาส·โคลเกอร์ สังกัดหน่วย MI9 ยศปัจจุบันคือพลตรี ดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับการ อยู่ในลำดับ 5 ของเส้นทาง ‘นักกฎหมาย’ แต่ถือครองสมบัติปิดผนึกที่ทรงพลัง”
MI9… รองผู้บังคับการ… ดูเหมือนว่าจะเป็น ‘ตัวแทน’ ที่ราชวงศ์ส่งมาทำงานในหน่วยข่าวกรองโดยเฉพาะ… ไคลน์นึกทบทวนข้อมูลที่กระจกวิเศษแจ้งให้ทราบ ครุ่นคิดอยู่สักพัก แต่ก็ไม่พบหนทางในการสืบสวน ไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นอย่างไร เพราะท้ายที่สุด อีกฝ่ายเป็นครึ่งเทพ ไม่ว่าจะเฝ้าจับตามองหรือสืบประวัติ ไม่ว่าจะลงมือเองหรือจ้างคนอื่นทำ ทั้งหมดรังแต่จะทำให้อีกฝ่ายตื่นตัว แถมยังอาจถึงขั้นลงมือตอบโต้
วิธีเดียวที่พอจะพึ่งพาได้ในตอนนี้ก็คือ ให้มิสจัสติสช่วยรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น เพราะอีกฝ่ายไม่เพียงจะมีสถานะสูงส่ง แต่ยังมีเส้นสายในแวดวงทหาร แถมยังเป็นถึงลำดับ 6 ของเส้นทางผู้ชม สามารถชักนำหัวข้อสนทนาได้โดยไม่มีใครสงสัย
ต้องยอมรับว่า แม้เส้นทางผู้ชมจะไม่ถนัดในการต่อสู้ซึ่งหน้า แต่ก็มีประโยชน์มากในด้านอื่นๆ และด้วยความสามารถของนักจิตบำบัดกับ ‘นักสะกดจิต’ เส้นทางผู้ชมมีสิทธิ์ควบคุมและชี้นำการต่อสู้ได้ในระดับหนึ่ง… ไคลน์ถอนหายใจ ครุ่นคิดว่าตนควรถามกระจกวิเศษเกี่ยวกับเรื่องใดอีก
ทันใดนั้น แสงและเงาบนผิวกระจกจางลง เรียงตัวกันเป็นคำใหม่
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ อยากทราบไหมว่าใครอยู่เบื้องหลังคดีฆ่าตัวตายของคารอน?”
คราวนี้เป็นฝ่ายริเริ่มบอกข้อมูลด้วยตัวเอง? สำหรับคดีดังกล่าว เราเอาตัวเองออกมาแล้ว เพราะไม่อยากพัวพันกับเรื่องยุ่งเหยิงมากเกินไปนัก เพียงแค่รอให้เหยี่ยวราตรีสืบสวนหาผลลัพธ์… เรามองว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญ จึงไม่อยากเสียเวลาถาม… ไคลน์พึมพำเงียบ พยักหน้าเล็กน้อย
“อยากสิ”
กระจกเงาเต็มบานเขียนบรรทัดตัวอักษรสีขาว
“ที่ปรึกษาของราชวงศ์ เฮอร์วิน·แรมบิส หนึ่งในคณะกรรมการของสมาคมแปรจิต”
สมาคมแปรจิต? ที่ปรึกษาราชวงศ์? ไคลน์พลันขมวดคิ้ว
นั่นเพราะชายหนุ่มยากจะคาดเดาว่า สมาคมแปรจิตกำลังวางแผนอะไร หรือเป็นเพราะราชวงศ์บางฝ่ายไม่พอใจกับสภาพการเมืองในปัจจุบัน จึงพยายาม ‘ผลักดัน’ ด้วยตัวเอง
สมาคมแปรจิตไม่ได้มุ่งเน้นไปในเชิงวิชาการและสำรวจโบราณสถานอย่างที่เราคิด… หรือว่าโดยธรรมชาติแล้ว เมื่อองค์กรลับเติบโตถึงจุดหนึ่ง เป้าหมายจะเปลี่ยนไปเป็นการแสวงหาอำนาจและแผ่อิทธิพลต่อโลกใบนี้? หรือพวกมันทำไปเพราะต้องการ ‘หลักยึดเหนี่ยว’ ? เรายังไม่ทราบว่าพฤติกรรมของเฮอร์วิน·แรมบิสเป็นเป้าหมายส่วนตัว หรือการตัดสินใจขององค์กร หากเป็นอย่างแรกก็ค่อยเบาใจ แต่ถ้าเป็นอย่างหลัง ยิ่งตำแหน่งในสมาคมแปรจิตของมิสจัสติสสูงขึ้น เธอก็จะยิ่งเผชิญความยากลำบาก… ความคิดมากมายแล่นผ่านสมองไคลน์ จากนั้นก็เล่นเกมถามตอบกับกระจก
“มีอะไรอยากจะพูดอีกไหม?”
หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น คำถามเช่นนี้คงไม่แคล้วถูกอาโรเดสเสกฟ้าผ่าแสกหน้า หรือไม่ก็ถูกจิกกัดอย่างเจ็บปวดด้วยเรื่องส่วนตัว แต่ในฐานะผู้ปกครองสูงสุดเหนือโลกวิญญาณ ไคลน์เชื่อว่าตนมีสิทธิ์ถาม ขณะเดียวกันก็เป็นการทดสอบขีดจำกัดล่างของอาโรเดสไปในตัว
บนผิวกระจกเต็มบาน แสงสีเงินบิดเบี้ยวและเรียงเป็นคำใหม่
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ ตามที่ท่านคาดไว้ อามุนด์มาถึงเบ็คลันด์แล้ว… แต่เป็นการมาเยือนในฐานะร่างโคลน ข้าจึงมองเห็น”
ตามที่เราคาดไว้? หมายความว่ายังไง? เราไปคาดหวังตอนไหน? ไคลน์เลิกคิ้วตอบ
“ขอบใจ… วันนี้พอแค่นี้ก่อน หากมีสิ่งใดจะรบกวน เราจะใช้เครื่องรับสัญญาณโทรเลขเรียกหาเจ้า”
“ขอรับนายท่าน! อาโรเดส ข้ารับใช้ที่ถ่อมตนและซื่อสัตย์ของท่านพร้อมถวายการรับใช้ทุกเมื่อ! ลาก่อน~” ผิวกระจกถูกวาดเป็นรูปอีโมติค่อนโบกผ้าเช็ดหน้า
ไคลน์เฝ้ามองอย่างเงียบงัน รอจนกระทั่งทุกสิ่งกลับสู่ภาวะปรกติ
วันถัดมาซึ่งเป็นวันจันทร์ ชายหนุ่มเตรียมความพร้อมสำหรับเดินทางไปยังทวีปใต้ นอกเหนือจากกระเป๋าเดินทางใบหลักที่บรรจุเสื้อผ้าสองเซตหลัก เงินสดห้าร้อยปอนด์ และเสื้อผ้าจิปาถะอีกเล็กน้อย ไคลน์นำเงินสด 12,125 ปอนด์และอีกแปดสิบเจ็ดเหรียญทองโยนขึ้นไปบนมิติเหนือสายหมอก
เหตุผลที่ต้องเตรียมตัวอย่างรัดกุม เนื่องจากไคลน์ยังไม่ลืมสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการคืนชีพครั้งล่าสุด หากไม่ใช่เพราะยังมีเงินสดหลายร้อยปอนด์เหลืออยู่ในบัญชีลับที่มิสจัสติสฝากไว้ มันไม่รู้เลยว่าตัวเองต้องนอนข้างถนนกี่วัน บางทีอาจต้องสมัครงานกับคณะละครสัตว์เพื่อเป็นตัวตลก หรือไม่ก็แอบเข้าไปในบ้านหัวหน้าแก๊งอันธพาลสักแห่งเพื่อ ‘ยืม’ เงิน
เมื่อเหลือบไปเห็นเวลาใกล้บ่ายสามโมง ไคลน์ส่งตัวเองเข้าสู่มิติเหนือสายหมอกอีกครั้ง เตรียมจัดชุมนุมทาโรต์ประจำสัปดาห์
ชายหนุ่มเคยทำนายบนมิติแห่งนี้และทราบว่า หากไม่ได้อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน ‘ผู้เย้ยเทพ’ อามุนด์ก็มิอาจตรวจพบความผิดปรกติเกี่ยวกับสมาชิกชุมนุมทาโรต์ที่ถูกดึงจิตเข้ามาบนมิติเหนือสายหมอก
ถัดมาไม่นาน ท่ามกลางพระราชวังอันงดงาม แสงสีแดงเข้มทยอยสว่างขึ้น ร่างบุคคลอันเลือนรางเริ่มคมชัด
หลังจากทราบว่าคาบเรียนวิชาจิตวิทยาจะกลับมาเริ่มขึ้นในสัปดาห์นี้ ‘จัสติส’ ออเดรย์ที่ได้ติดต่อกับสมาคมแปรจิตอีกครั้ง หันไปมองยังสุดขอบโต๊ะทองแดงยาวอย่างอารมณ์ดี ตามด้วยการยืนขึ้นและยกชายกระโปรงมายา โค้งคำนับนอบน้อม
“ทิวาสวัสดิ์ค่ะ มิสเตอร์ฟูล~”
ฝั่งตรงข้ามกับหญิงสาว แฮงแมนลุกขึ้นทำความเคารพไม่ต่างกัน แต่ภายในใจกำลังครุ่นคิดบางสิ่ง
เดิมที มันสัญญากับ ‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์ไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า จะส่งมอบสมบัติวิเศษที่สร้างจากตะกอนพลังผู้ขับขานสมุทรให้ภายในสัปดาห์เดียวกัน แต่คาดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันกับช่างฝีมือ ทำให้ส่งงานได้ไม่ทันเวลา
ด้วยเหตุนี้ อัลเจอร์จึงอยากอธิบายให้เดอะเวิร์ลทราบถึงเหตุผลก่อน จึงค่อยไปช่วยช่างฝีมือแก้ปัญหา
หลังจากสมาชิกทักทายกันเสร็จ ขณะ ‘เฮอร์มิท’ แคทลียาเตรียมพูด เธอเห็นมิสเตอร์ฟูลเคาะขอบโต๊ะทองแดงยาวที่มีลวดลายโบราณสองครั้ง
เสียงทื่อๆ ทำให้สมาชิกชุมนุมทาโรต์เกิดความตึงเครียด ไม่มีใครทราบว่ามิสเตอร์ฟูลกำลังจะกล่าวสิ่งใด
ต้องเป็นเรื่องสำคัญมากแน่! มิสเตอร์ฟูลถึงกับต้องแจ้งตั้งแต่เริ่มชุมนุม! ‘จัสติส’ ออเดรย์ประเมินในใจ
‘เดอะฟูล’ ไคลน์กวาดสายตาไปรอบตัว เผยรอยยิ้มเล็กๆ
“อามุนด์มาถึงเบ็คลันด์สักพักแล้ว… เป็นร่างโคลน”
อามุนด์? ผู้เย้ยเทพอามุนด์? ‘เดอะซัน’ เดอร์ริคพลันผุดความทรงจำอันเลวร้าย
ไม่ว่าจะเป็นปรสิตอามุนด์ที่สิงร่างหัวหน้าทีมสำรวจ อามุนด์ที่ถามเด็กหนุ่มว่า ‘กำลังมองหาข้าอยู่หรือ’ จากด้านหลัง อามุนด์ที่เลื้อยรัดร่างวิญญาณของมันเหมือนกับงู อามุนด์ที่สวมเสื้อคลุมสีดำและหมวกปลายแหลม ทั้งหมดล้วนเป็นฝันร้ายที่เดอร์ริคยากจะลืมเลือน
ต้องไม่ลืมว่า ในฐานะชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ เดอร์ริค·เบเกอร์เคยเห็นสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวมานับไม่ถ้วน ดังนั้น ตัวตนที่สามารถทำให้เด็กหนุ่มกระวนกระวายเพียงแค่จินตนาการถึง โลกนี้มีจำนวนไม่มาก!
อามุนด์เดินทางไปยังเบ็คลันด์ที่มิสจัสติสและมิสเมจิกเชี่ยนอาศัยอยู่? มันมีเป้าหมายอะไร? แล้วพวกเราต้องรับมือยังไง? เดอะซันพลันเป็นกังวลเกี่ยวกับพวกพ้องร่วมชุมนุม
อามุนด์… ราชาเทวทูตโบราณรายนี้กลับมาปรากฏตัวบนโลกความจริงแล้ว… เป็นอย่างที่คิด การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น กระแสของเวลากำลังผันผวนอย่างหนักหน่วง… ดวงตาของ ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์หดลีบลง นึกทบทวนคำที่ ‘พลเรือโทวายุ’ คีลิงเกอร์เคยพูดกับตน
แคทลียาก็กำลังคิดในเรื่องเดียวกัน หากราชาเทวทูตปรากฏตัวอีกครั้งบนทวีปเหนือ เธอได้ ‘กลิ่น’ ของความวุ่นวายโกลาหลครั้งใหญ่ ถ้อยคำหนึ่งผุดขึ้นในใจทันที:
การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย!
อามุนด์! ‘เทวทูตกาลเวลา’ อามุนด์… ราชาเทวทูตจากยุคสมัยบรรพกาล… ‘จัสติส’ ออเดรย์พลันตัวสั่นด้วยความกังวล รีบมองหน้า ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สและเดอะมูนที่กำลังเผยสีหน้ามึนงงเจือหวาดผวาไม่ต่างกัน หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะมองไปยังสุดขอบโต๊ะทองแดงยาวพร้อมกับตั้งคำถาม
“เรียนมิสเตอร์ฟูลที่เคารพ ดิฉันขอแจ้งข่าวนี้ให้ทางศาสนจักรทราบได้ไหม?”
ราชันเร้นลับ 887 : ร่างที่คุ้นเคย
ได้ยินคำถามไคลน์ ทารกที่ห่อด้วยผ้าไหมสีเงินยกท่อนแขนอันอวบอ้วนขึ้น
“เรื่องนั้นข้าก็ช่วยอะไรไม่ได้เหมือนกัน ข้ายังอยู่ในท้องแม่! สำหรับนกกระเรียนกระดาษนั่น ถึงจะเขียนอะไรไม่ได้แล้ว แต่ก็ยังช่วยให้ข้าระบุพิกัดของเข้าได้ และสามารถแจ้งข่าวให้ทราบได้ด้วย!”
สำหรับคำตอบของวิล·อัสติน ไคลน์พอจะเดาออกแต่แรกแล้ว จึงยิ้มอย่างไม่เปลี่ยนสีหน้า
“นกกระเรียนกระดาษตัวนั้นเสียหายเล็กน้อย เกรงว่าอาจส่งผลต่อการระบุตำแหน่ง”
จากนั้น ชายหนุ่มเสนอแนะ
“ยังมีอีกหนึ่งวิธี หลังจากที่คุณเกิด ให้ทำการอัญเชิญผู้ส่งสารของผมและส่งจดหมาย”
ไคลน์กังวลว่าอาจเกิดเหตุไม่คาดฝันหลังจากวิล·อัสตินลืมตาดูโลก ส่งผลให้อสรพิษแห่งชะตาต้องระหกระเหินไปที่อื่นจนตามหาตัวได้ลำบาก
ภายในรถเข็นเด็กสีดำ วิล·อัสตินอ้าปากเล็กน้อย ก่อนจะปิดปากอีกครั้ง ไม่มีเสียงใดถูกเปล่งออกมา
หลายวินาทีผ่านไป ทารกกล่าวพลางยกมุมปาก
“เจ้าคิดว่านั่นเป็นไปได้หรือ? ไม่เพียงจะให้ทารกจับปากกาเขียนจดหมาย แต่ถึงขั้นประกอบพิธีกรรมอัญเชิญผู้ส่งสาร?”
ไคลน์ยิ้มแห้ง
“แต่คุณเป็นถึงอสรพิษแห่งชะตา”
“แต่ข้าก็ต้องเคารพกฎของธรรมชาติด้วย!” วิล·อัสตินทุบแขนลงบนที่วางแขนด้านข้าง
ทารกครุ่นคิดสักพักก่อนจะกล่าว
“เอาแบบนี้เป็นไง ให้ใครสักคนเฝ้าบ้านหลังนี้ไว้ และแจ้งข่าวถึงเจ้าทันทีที่ทารกคลอด”
ไคลน์กลอกตาเล็กน้อยก่อนจะตอบ
“แบบนั้นก็ได้”
สำหรับวิธีนี้ ชายหนุ่มมี ‘กำลังคน’ มากมายให้พึ่งพา ไม่ว่าจะเป็นแก๊งอันธพาลของชารอน ให้เธอเขียนจดหมายและส่งผ่านผู้ส่งสารหลังจากวิล·อัสตินเกิด หรือไม่ก็เอ็มลิน·ไวท์ที่ทำตัวว่างตลอดเวลา หรือไม่ก็มิสซิลนักล่าเงินรางวัล หรือไม่ก็มิสเมจิกเชี่ยน ให้เธอแจ้งข่าวมายัง ‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์ผ่านเดอะฟูล รวมถึง ‘กระจกวิเศษ’ อาโรเดสที่สามารถตรวจสอบละแวกใกล้เคียงและแจ้งข่าวแบบทางเดียว
แต่เอ็มลินจมูกดีเกินไป หมอนั่นอาจได้กลิ่นแปลกๆ จากสายสะดือและค้นพบต้นตอที่แท้จริง… ถ้าเป็นแบบนั้น ผลลัพธ์อาจเหมือนกับการได้เห็นร่างสมบูรณ์ของสัตว์ในตำนานโดยตรง จิตใจแตกสลายและเกิดการกลายพันธุ์… เมื่อเห็นรถเข็นเด็กของวิล·อัสตินเริ่มกลับเข้าไปในเงามืด ไคลน์รีบเอ่ยปากถาม
“ยังมีอีกเรื่อง… เอ่อ ผมมีอาจารย์อยู่คนหนึ่งที่ไม่ได้ติดต่อกันนาน คุณช่วยตรวจสอบชะตากรรมปัจจุบันได้ไหม? ชื่อของเขาคืออะซิก·อายเกส”
เนื่องจากมิสเตอร์อะซิกยังไม่ตอบกลับ ไคลน์จึงอดไม่ได้ที่จะเป็นกังวล หลังจากลองใช้นกหวีดทองแดงทำนายบนมิติเหนือสายหมอก สิ่งมีพบมีเพียงความมืดมิดอันเงียบสงบและลุ่มลึก รวมถึงเสียงหายใจลากยาวจากจุดห่างไกล มิอาจตีความจากสิ่งเหล่านี้
วิล·อัสตินกล่าวพลางดูดหัวแม่มือ
“อาจารย์ของเจ้าอยู่ในสถานะกำลังเปลี่ยนแปลง อาจเป็นไปในทิศทางที่ดีหรือไม่ดี ข้ามองเห็นเพียงเท่านี้เนื่องจากในตัวเขามีบางสิ่งที่พิเศษกีดขวางอยู่”
บางสิ่งที่พิเศษ? หรือจะเป็นความพิเศษที่สืบทอดมาจากเทพมรณาโดยตรง? สถานะของเขากำลังเปลี่ยนแปลง? หมายความว่า มิสเตอร์อะซิกฟื้นฟูความทรงจำกลับมาได้บางส่วน จึงต้องฟื้นคืนพลังผ่านการนอนหลับสนิทเป็นเวลานาน? ไคลน์โค้งศีรษะขอบคุณพลางครุ่นคิด
“ขอบคุณสำหรับคำตอบ”
วิล·อัสตินหันหน้าไปมองทางอื่น
ไคลน์ตัดสินใจกล่าวเตือน
“เท่าที่ผมทราบ ‘ผู้เย้ยเทพ’ อามุนด์มาถึงเบ็คลันด์แล้ว แน่นอน อาจเป็นเพียงร่างโคลนของมัน”
วิล·อัสตินผงะเล็กน้อย หัวเราะในลำคอและพูด
“สำหรับเจ้า เรื่องนี้อาจไม่ดี แต่สำหรับข้า เรื่องนี้มีผลในเชิงบวก อามุนด์และเจ้างูโง่โอโรเลอุสเป็นอริต่อกัน ไม่สิ ระบุให้ชัดก็คือ อามุนด์เกลียดพระผู้สร้างแท้จริงมาก จ้องกระชากอีกฝ่ายลงจากบัลลังก์เทพให้ได้ ส่วนโอโรเลอุสก็ภักดีต่อเทพมารตนนั้นมาก”
กล่าวจบ รถเข็นเด็กสีดำเลื่อนกลับเข้าไปในเงามืดของกระจก ทุกสิ่งกลับเป็นปรกติอีกครั้ง
อามุนด์เกลียดชังพระผู้สร้างแท้จริง? เราเริ่มเชื่อมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ‘พระผู้สร้างแท้จริง’ คือหนึ่งในบุคคลที่ร่วมวงการ ‘กิน’ เทพสุริยันบรรพกาล… ท่านคือทารกสีดำที่อยู่ท่ามกลางเทวทูตแห่งพายุ เทวทูตสีขาว และเทวทูตปัญญา? ไคลน์ถอนหายใจออก ขยับไปข้างหน้าสองก้าว เปิดก๊อกน้ำและล้างมือ
…
ในช่วงค่ำ ณ สโมสรนายทหารผ่านศึกไบลัมตะวันออก
ไคลน์มิได้รีบร้อนไปพบนายพันคาลวินที่มีหน้าเหมือนลาทันที แต่วางกระเป๋าเดินทางซึ่งบรรจุธนบัตรรวมหนึ่งหมื่นปอนด์ไว้ในตู้นิรภัยของสโมสร เดินตามส.ส. มัคท์เข้าไปเพลิดเพลินกับบุฟเฟ่ต์ที่จัดเตรียมโดยสโมสรชั้นนำ
อาหารที่นี่ส่วนใหญ่เป็นเมนูของทวีปใต้ ประกอบด้วยขนมปังชีสทำจากแป้งมัน ไอศกรีมราดราสเบอร์รี่สีม่วง ซุปอาหารทะเลใส่กะทิ เครื่องในวัวตุ๋นกับพริกไทย มะเขือเทศ และหอมใหญ่ บาร์บีคิวฮาเก็นติเสียบเหล็กย่าง ซุปรวมของหุบเขาเพิร์ธ และสเต๊กกับหมึกย่าง
เมื่อเทียบกับที่อื่น วัตถุดิบและเครื่องเทศของสโมสรแห่งนี้มีคุณภาพสูงมาก แถมรสชาติก็ยังใกล้เคียงกับต้นตำรับ ไคลน์ค่อนข้างประทับใจในมื้ออาหาร หากไม่ห่วงเรื่องภาพลักษณ์ มันคงเขมือบบาร์บีคิวฮาเก็นติและไอศกรีมราดซอสราสเบอร์รี่สีม่วงจนพุงกาง
อย่างที่คิด เราชอบอาหารรสจัดมากกว่า… แต่สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดสำหรับคืนนี้คือไวน์ก่อนอาหารแก้วหนึ่ง… ถ้าส.ส. มัคท์ไม่อธิบาย เราคงคิดว่าเป็นแค่น้ำผลไม้เบาๆ … มะนาวฝานสองชิ้นแช่ในของเหลวสีทองซีด ใส่น้ำแข็งลงไปสองสามก้อน รสชาติหวานอมเปรี้ยว ปราศจากแอลกอฮอล์ ชุ่มฉ่ำไปด้วยความเย็นและสดชื่น พรากความร้อนออกจากร่างกายได้ในพริบตา… ไคลน์วางผ้าปูโต๊ะลงบนจาน ภายในใจนึกทบทวนอาหารมื้อที่ผ่านมา
ทันใดนั้น ส.ส. มัคท์ที่กลับมาจากห้องน้ำ ยิ้มพลางโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูดอน·ดันเตส
“ห้องเดียวกับคราวก่อน”
“ตกลง” ไคลน์ขอตัวลุกขึ้น ก่อนอื่นก็เดินไปที่ห้องนิรภัย เบิกกระเป๋าเดินทางใบเล็กที่บรรจุธนบัตรหนึ่งหมื่นปอนด์ออกมา จากนั้นก็ตรงไปยังห้องนั่งเล่นที่เคยพบกับพันเอกคาลวินมาแล้วสองครั้ง
คาลวิน บุรุษผู้มีใบหน้ายาวเหมือนลา จ้องไปยังกระเป๋าเดินทางใบเล็กที่ดอน·ดันเตสถือพร้อมกับลุกขึ้นยิ้ม
“คุณช่างเป็นสุภาพบุรุษที่ใช้การกระทำนำคำพูด… ผมชื่นชอบคนที่มีทัศนคติแบบนี้มาก”
กล่าวจบ มันเหยียดแขนขวาออกมา ขอจับมือกับดอน·ดันเตส
จับมือกันเสร็จ ไคลน์ยื่นกระเป๋าเดินทางให้อีกฝ่าย ยิ้มอย่างสุภาพ
“ในฐานะนักธุรกิจ หากคุณเห็นลู่ทางในการสร้างรายได้อยู่ตรงหน้า แต่ยังไม่ยอมตัดสินใจอย่างเด็ดขาดและฉับไว นั่นแสดงว่าคุณยังไม่เหมาะกับอาชีพนี้”
คาลวินนั่งลงอีกครั้ง ต่อหน้าดอน·ดันเตสและส.ส. มัคท์ มันเปิดกระเป๋าเดินทางใบเล็ก นับธนบัตรที่ถูกเรียงอย่างเป็นระเบียบด้านในคร่าวๆ
เพียงไม่นานก็เสร็จสิ้นการตรวจสอบเบื้องต้น จึงปิดกล่องและเงยหน้า จ้องดอน·ดันเตสที่นั่งเฉียงออกไป
“คุณมีแผนการในหัวหรือยัง?”
ไคลน์จงใจสวมสีหน้าครุ่นคิดและเรียบเรียงคำพูด เงียบไปสองสามวินาทีก่อนจะตอบ
“ผมจะรีบเดินทางลงไปยังทวีปใต้ทันที เป้าหมายคือไบลัมตะวันตก”
เมื่อเห็นทั้งคาลวินและมัคท์เผยสีหน้าประหลาดใจ มันเสริม
“บางเรื่องไม่เหมาะจะทำในตอนที่ขนอาวุธ และเพื่อให้การค้าขายเป็นไปอย่างราบรื่น ผลจำเป็นต้องเตรียมการล่วงหน้า… หึหึ ผมต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะเป็นถึงธุรกิจที่มีมูลค่าหลักหมื่นปอนด์… แผนมีอยู่ว่า ผมจะเดินทางไปยังไบลัมตะวันตกล่วงหน้าเพื่อติดต่อกับลูกค้าและเคลียร์อุปสรรคระหว่างเส้นทางขนส่ง เมื่อถึงกำหนดเวลานัดหมาย ผมจะติดต่อคุณทางโทรเลข จากนั้นก็ไปรับสินค้าที่ชายแดนไบลัมตะวันออก”
คาลวินครุ่นคิดสักพัก
“หลังจากวันที่ 20 มิถุนายน คุณสามารถส่งโทรเลขมาถึงผม จากนั้นผมจะตอบรายละเอียดกลับไป… หลังจากได้รับโทรเลข ผมจะทำการแจ้งให้เจ้าหน้าที่เริ่มลงมือทันที ประสานงานมอบรหัสผ่านและลายเซ็นให้กับเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเพื่อเปิดคลังสินค้า… แล้วก็… คุณอยากให้มีคนคอยคุ้มกันในช่วงแรกไหม? จะเริ่มออกเดินทางเมื่อไร?”
เราแค่อยากรีบไปที่ไบลัมตะวันตกและซ่อนตัวเงียบๆ ให้พ้นจากสายตาของโรงเรียนกุหลาบ ส่วนงานสืบข่าวจะเป็นของเดนิส… จะออกเดินทางเมื่อไร? ใจจริงอยากไปวันนี้เลย และถึงที่หมายวันนี้เลย แต่นั่นอาจทำให้ถูกสงสัย… ไคลน์ครุ่นคิดสักพักก่อนจะตอบ
“ไม่ช่วงแรกยังไม่จำเป็นต้องคุ้มครอง เพราะในบางพื้นที่ของทวีปใต้ เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบมักเป็นสาเหตุหลักของความขัดแย้ง… ไม่ต้องกังวล ผมมีเพื่อนในไบลัมตะวันตกพอสมควร ขอเพียงมิได้พกพาสิ่งของมีค่าติดตัว ก็สามารถรับรองความปลอดภัยได้ระดับหนึ่ง… ส่วนคำถามที่ว่าจะออกเดินทางเมื่อไร คำตอบของผมก็คือ ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี”
พันเอกคาลวินครุ่นคิดอยู่เกือบหนึ่งนาที ก่อนจะพยักหน้าและตอบ
“พรุ่งนี้หลังอาหารเย็น ผมจะส่งคนไปรับคุณ ทางกองทัพมีเรือเหาะสำหรับขนส่งเสบียงและกำลังพลไปยังอ่าวเดซีย์ โดยจากที่นั่น คุณสามารถนั่งเรือไปยังทวีปได้ด้วยเส้นทางที่สั้นที่สุด หากทุกสิ่งราบรื่น เพียงสองถึงสามวันก็ถึงจุดหมาย แต่ถ้ามีพายุขีดขวางเส้นทางจนต้องอ้อมไกล อย่างมากก็ไม่เกินหนึ่งสัปดาห์”
“ขอบคุณครับ” ไคลน์ลุกขึ้นยืนและโค้งศีรษะจากอย่างจริงใจ
สำหรับชายหนุ่ม การออกจากเบ็คลันด์ไปพร้อมกองทัพคือตัวเลือกที่ปลอดภัยและจะไม่มีใครสงสัย
หลังจากสนทนาเกี่ยวกับรายละเอียดปลีกย่อยอีกเล็กน้อย ไคลน์ลุกขึ้นยืนและกล่าวคำอำลา เดินกลับไปยังห้องโถงพร้อมกับส.ส. มัคท์ เตรียมเดินทางกลับ
ภายในห้องโถง ใกล้กับโต๊ะบุฟเฟ่ต์ สุภาพบุรุษกว่าสิบคนในเครื่องแบบทหารหรือชุดลำลอง กำลังยืนรวมตัวในท่าถือแก้วไวน์ สนทนาเกี่ยวกับข่าวลือล่าสุดอย่างออกรส
เมื่อไคลน์ชำเลืองไปมอง มันพบว่าในกลุ่มดังกล่าวมีคนที่ตนคุ้นเคย
ชายคนดังกล่าวสูงกว่า 1.85 เมตร แต่ไม่ถึง 1.9 เมตร แขนยาวกว่าปรกติเล็กน้อย ขาโก่งเล็กน้อย ไหล่กว้างกว่าปรกติเล็กน้อย ส่งผลให้สูทสีดำค่อนข้างคับ
นี่มัน… หัวใจไคลน์พลันเต้นแรงหลังจากค้นพบต้นตอความคุ้นเคย
นี่คือครึ่งเทพที่อยู่กับ ‘กัปตันคลั่ง’ คอร์เนอร์·วิกเตอร์ในคืนนั้น!
ครึ่งเทพที่ต้องสงสัยว่าจะรับใช้ขั้วอำนาจหนึ่งในราชวงศ์ ครึ่งเทพผู้มีเอี่ยวกับการค้ามนุษย์!
แม้ผู้วิเศษลำดับสูงรายนี้จะสวมเสื้อคลุมหัวสีดำปกปิดหน้าตา แถมยังมีพลังในการแทรกแซงผลทำนาย แต่ไคลน์ก็สามารถจดจำเค้าโครงร่างกายได้แม่นยำ
นี่คือความชำนาญของผู้ไร้หน้า!
ราชันเร้นลับ 886 : เตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทาง
ครุ่นคิดสักพัก ไคลน์ที่มีแผนมากมายในหัว พยายามจำแนกความคิดของตน จนกระทั่งกำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจน
พรึ่บ! ชายหนุ่มสะบัดกระดาษจนเกิดเปลวไฟลุกไหม้ เงยหน้ามองไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ฝั่งตรงข้าม เตรียมหยิบเหรียญทองโลเอ็นจากกระเป๋าเพื่อจ่ายค่าไปรษณีย์
ทว่า มิสผู้ส่งสารหายตัวไปแล้ว ไม่มีใครอยู่ฝั่งตรงข้ามไคลน์
ไม่คิดเงิน? ไคลน์ผงะเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราว โดยสงสัยว่าไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ที่เคยชินกับการเก็บเงินจากผู้ส่งจดหมายที่ไม่ใช่ตน จะเป็นฝ่ายเรียกร้องค่าไปรษณีย์จากอีกฝั่งก่อน
บางที มิสผู้ส่งสารอาจจะไม่ได้พูดอะไร ทำเพียงใช้ดวงตาทั้งแปดจ้องหน้าเลียวนาร์ดอย่างพร้อมเพรียง ส่งผลให้อีกฝ่ายลนลานและทำตัวไม่ถูก รีบสิ้นสุดพิธีกรรมอัญเชิญจนถูกมิสไรเน็ตต์หักคอ… ไคลน์พ่นลมออกจากซอกฟัน ใช้เหรียญทองที่เพิ่งหยิบออกมา ทำนายเบื้องต้นจนพบว่า เลียวนาร์ดยังมีชีวิตอยู่ดี
ชายหนุ่มถอนหายใจโล่งอก เก็บเหรียญทองกลับ ตะโกนไปทางประตู
“ริชาร์ดสัน”
ประตูห้องเปิดออกเงียบงัน บุรุษรับใช้ริชาร์ดสันเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว ซักถามด้วยความนอบน้อม
“นายท่าน มีอะไรให้ผมรับใช้หรือ?”
“เรียกพ่อบ้านให้หน่อย” ไคลน์แอบถอนหายใจขณะสั่ง มันรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตคนรวยที่ต้องจัดการทุกสิ่งผ่านบุรุษรับใช้ ไม่เว้นแม้แต่ในยามอยู่บ้าน
อย่าเพิ่งเหนื่อย นี่คือการสวมบทบาทอย่างหนึ่ง… ชายหนุ่มรำพันกับตัวเอง
ไม่กี่นาทีถัดมา วอลเตอร์ที่สวมถุงมือสีขาว เดินขึ้นมายังชั้นสามและหยุดยืนต่อหน้าดอน·ดันเตสในท่าทิ้งมือแนบลำตัว เป็นภาษากายพื้นฐานของพ่อบ้านที่กำลังรอนายจ้างออกคำสั่ง
ไคลน์ที่เตรียมคำพูดไว้แล้ว กล่าวอย่างไม่รีบร้อน
“ไปที่บ้านของส.ส. มัคท์ บอกกับเขาว่าผมพร้อมจะจ่ายเงินก้อนแรกแล้ว… นอกจากนั้น เตรียมรถม้าให้ผม วันนี้มีแผนจะแวะไปยังกองทุนการกุศลเพื่อการศึกษาในช่วงเช้า จะกลับมาอีกทีช่วงเที่ยง… หากส.ส. มัคท์ไม่ว่างช่วงบ่าย ให้คุณเดินทางไปที่บ้านของศัลยแพทย์อลัน·คริสต์เพื่อแจ้งว่า ผมจะแวะเข้าไปหาในช่วงบ่าย”
ไคลน์ถอนเงินสดจำนวนหนึ่งหมื่นปอนด์ออกจากมิติเหนือสายหมอกมาแล้ว ปัจจุบันถูกเก็บอยู่ในกระเป๋าเดินทางใบเล็ก รอเวลาที่เหมาะสมสำหรับบรรลุข้อตกลงในธุรกิจค้าอาวุธเถื่อน
และเพื่อเป็นการ ‘ตาก’ กลิ่นของออร่าสายหมอกบนธนบัตร ไคลน์ใช้พลัง ‘ท่องเที่ยว’ ส่งตัวเองไปยังทะเล ขณะเดียวกันก็เป็นการหาอาหารมาป้อนให้ยุบพองหิวโหย – ชายหนุ่มกังวลว่า หากอยู่ในเมืองเดียวกัน อามุนด์จะสัมผัสถึง ‘กลิ่น’ ออร่าของสายหมอกสีเทา จากนั้นก็จะตรงมาตามล่าสมบัติที่มันปรารถนา
“ครับ นายท่าน” พ่อบ้านวอลเตอร์พยายามข่มความสงสัยในเรื่องที่ นายจ้างของตนไปขึ้นเงินมาตอนไหน เพราะจากความทรงจำของมัน ดอน·ดันเตสแทบไม่ได้แวะไปยังธนาคารเลย
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาที่ต้องเสียเวลาเป็นกังวล เนื่องจากบรรดาเศรษฐีที่ย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเบ็คลันด์ โดยเฉพาะคนที่มาจากแคว้นเดซีย์และแคว้นเลียบทะเล มักเก็บเงินสดใส่กระเป๋าไว้เดินทางตลอดเวลา
…
บ้านเลขที่ 22 ถนนเฟลป์ สำนักงานใหญ่ ‘กองทุนการกุศลเพื่อการศึกษาแห่งโลเอ็น’
ไคลน์เดินผ่านประตูหลักเข้าไปข้างใน เดินขึ้นชั้นสอง ตรงไปยังห้องรับรองคณะกรรมการ
ในฐานะกรรมการกิตติมศักดิ์ที่มีส่วนร่วมเฉพาะในกิจการบางอย่าง ชายหนุ่มไม่มีห้องทำงานส่วนตัว แต่สามารถใช้ห้องรับรองของแขกพิเศษ
มือขวากำหมัดและเลื่อนขึ้นมาจ่อปาก จงใจกระแอมแห้งสองครั้ง ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องรับรองและนั่งบนโซฟา
ผ่านไปสักพัก มันลุกขึ้นยืนอีกครั้ง กล่าวกับบุรุษรับใช้ริชาร์ดสันด้านข้าง
“ผมจะไปเข้าห้องน้ำ”
ติดกระดุมเสื้อผ้าเสร็จ ขณะไคลน์ก้าวเท้าออกจากห้องรับรอง มันเหลือบเห็น ‘จัสติส’ ออเดรย์เดินออกจากห้องทำงานของเธอ
สตรีสูงศักดิ์รายนี้แต่งกายค่อนข้างเรียบง่าย พื้นหลังของชุดเป็นสีขาว มีลวดลายสีเขียวเข้มแซมบางจุด ปลายแขนเสื้อและคอเสื้อมีรอยจีบ กึ่งกลางหน้าอกเป็นลูกไม้ที่ถูกถักจนดูคล้ายโบดอกไม้
เธอมิได้สวมใส่เครื่องประดับ บริเวณเข็มขัดก็ยากจะดูออกว่าแพงหรือไม่ มีเพียงบริเวณแขนซ้ายที่ผิดปรกติ เมื่อแขนเสื้อถูกลมพัดจนแนบติดกับผิวหนัง ไคลน์สามารถมองเห็นรอยนูนเล็กๆ
“อรุณสวัสดิ์ครับ มิสออเดรย์” ไคลน์เผยสีหน้าประหลาดใจเมื่อได้พบกันโดยบังเอิญ
ออเดรย์มองไปยังดอน·ดันเตส หนุ่มใหญ่หน้าตาดีเจ้าของจอนสีขาว ขานรับด้วยรอยยิ้ม
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ มิสเตอร์ดันเตส”
เธออยากจะตอบกลับไปว่า ‘ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ’ เป็นการหยอกล้อเพราะตั้งแต่พิธีเปิด ดอน·ดันเตสก็มิได้แวะเข้ามาที่สำนักงานอีกเลย แต่เมื่อพิจารณาว่าความสัมผัสของทั้งคู่มิได้สนิทสนมขนาดนั้น จึงตัดสินใจกลืนคำดังกล่าวลงคอ
ไคลน์ลูบหน้าผากไปตามไรผม ส่ายหน้าและยิ้ม
“ผมต้องขออภัยที่เพิ่งแวะเข้ามาในวันนี้… ช่วงนี้ผมยุ่งมาก และในอนาคตก็น่าจะยุ่งขึ้นไปอีก อาจต้องเดินทางไปยังทวีปใต้เพื่อจัดการกับบางสิ่ง”
เหตุผลที่ชายหนุ่มแวะเข้ามาในวันนี้ก็คือ ต้องการบอกให้มิสจัสติสทราบเกี่ยวกับแผนออกเดินทางไปยังทวีปใต้ของตน เป็นการแสดงความจริงใจต่ออีกฝ่าย หวังว่าสุภาพสตรีชนชั้นสูงรายนี้จะช่วยบริหารจัดการกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ – สำหรับไคลน์ มันหวังจากก้นบึ้งหัวใจว่า ‘กองทุนการกุศลเพื่อการศึกษาแห่งโลเอ็น’ จะสามารถช่วยคนยากไร้ได้มากขึ้น
“ไปทวีปใต้?” ออเดรย์เล็งเห็นถึงความจริงใจของดอน·ดันเตส พลางถามกลับอย่างมีชั้นเชิง
ไคลน์ยิ้มและตอบ
“ทำธุรกิจน่ะครับ”
ทันใดนั้น ความคิดแรกที่แล่นเข้ามาในหัวออเดรย์ก็คือ: คราวนี้จะมีผู้วิเศษลำดับ 5 คนไหนตายอีก?
เมื่อเห็นว่ามิสจัสติสดูเหมือนจะจินตนาการในแง่ลบ ไคลน์เสริมอีกหนึ่งประโยค
“เป็นการร่วมมือกับกองทัพเพื่อค้าขายบางอย่าง”
หมายความว่ายังไง? ตัวตนดอน·ดันเตสมีไว้เพื่อสืบข่าวจากกองทัพ? ออเดรย์ผงะเล็กน้อย ยกมือขวาขึ้นมาแตะสี่จุดตามเข็มนาฬิกา เผยรอยยิ้มและกล่าว
“ขอให้เทพธิดาอวยพรให้คุณได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด”
หลังจากกล่าวคำพูดติดปาก หญิงสาวพลันตระหนักถึงความขัดแย้งในตัวเอง เนื่องจากเธอกำลังขอให้เทพธิดารัตติกาลอวยพรข้ารับใช้ของเดอะฟูล!
นี่เท่ากับเป็นการสาปแช่งรึเปล่า… มิสเตอร์เกอร์มัน·สแปร์โรว์จะโกรธไหม? คงไม่หรอก เขาเป็นคนอ่อนโยนมาก แถมเรายังไม่มีเจตนาร้าย… อา หลังกลับจากทวีปใต้ มิสเตอร์ดอน·ดันเตสอาจถูกสวมบทบาทโดยคนอื่น… จะเป็นครึ่งเทพรึเปล่านะ? ออเดรย์ปล่อยความคิดล่องลอยโดยไม่รู้ตัว
ไคลน์ยิ้มแห้ง วาดพระจันทร์แดงบนหน้าอกอย่างชำนาญ
“ขอให้เทพธิดาคุ้มครองพวกเรา”
และขอให้พระองค์ไม่ ‘ลงทัณฑ์’ พวกเรา… ชายหนุ่มกล่าวในใจ
จากนั้น ชายหนุ่มถามอย่างผ่อนคลาย
“คุณได้ไปช่วยโปรโมตตามโรงเรียนมาหรือยัง?”
“ค่ะ!” เมื่อพูดถึงประเด็นนี้ ใบหน้าออเดรย์คล้ายกำลังส่องประกาย เธอภูมิใจและมีความสุขมากที่ได้ทำประโยชน์ให้กับสังคมอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน
แต่หลังจากผงกศีรษะอย่างกระฉับกระเฉง ความสงสารค่อยๆ เผยให้เห็นในดวงตาสีเขียว
“หลังจากตระเวนไปตามโรงเรียนของรัฐหลายแห่ง ดิฉันพบว่ามีเด็กหลายคนที่น่าสงสาร เพื่อที่จะอดออม พวกเขานำขนมปังสีน้ำตาลติดตัวมาเป็นมื้อกลางวัน กินคู่กับน้ำแค่หนึ่งแก้ว”
กล่าวถึงตรงนี้ หญิงสาวเงยหน้ามองดอน·ดันเตส กล่าวด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
“ดิฉันทราบดี ในช่วงนี้ พวกเขาคงยังไม่พาไปยังโรงเรียนภาคค่ำและโรงเรียนวันอาทิตย์ ไม่ให้ดิฉันได้เห็นอะไรที่เลวร้ายกว่านี้หลายเท่า… แต่ดิฉันพอจะจินตนาการออก… เหมือนกับคนงานที่มีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ไม่กี่ปีหลังจากเริ่มทำงานในโรงงาน…”
นี่คือสิ่งที่ ‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์เคยเล่าให้เธอฟัง เป็นสถานการณ์ปัจจุบันที่กำลังเกิดขึ้นจริงภายในกรุงเบ็คลันด์ อย่างไรก็ตาม หญิงสาวไม่มีโอกาสได้เห็นด้วยตาตัวเอง จึงทำได้แค่นึกภาพตาม
ไคลน์ถอนหายใจ
“มันแย่กว่านั้นอีกนะ… ไม่ต้องห่วง ไว้คุณแสดงฝีมือจนได้รับความเชื่อใจ ทางทีมงานจะยอมรับให้คุณเป็นส่วนหนึ่งอย่างแน่นอน”
“ค่ะ” ออเดรย์พยักหน้ารับ คล้ายกับกำลังหาทางแสดงฝีมือให้มากขึ้น
ไคลน์ไม่ได้สานต่อบทสนทนา เพราะท้ายที่สุด นี่เป็นเพียงการพบกันครั้งที่สาม หากคุยกันนานเกินไป เกรงว่าจะถูกสงสัยเข้า
ชายหนุ่มชี้ไปทางห้องน้ำ กล่าวขอตัวและเดินผ่านไป
ออเดรย์ยืนมองแผ่นหลังของดอน·ดันเตส เงียบไปสักพักก่อนจะพึมพำ
“ยังมีแย่กว่านั้นอีกหรือ…”
…
หลังจากส.ส. มัคท์นัดให้ไปเจอกันที่ ‘สมาคมนายทหารผ่านศึกไบลัมตะวันออก’ ในช่วงเย็น ไคลน์ทำตามแผนเดิมที่วางไว้ แวะเข้าไปหาศัลยแพทย์อลัน·คริสต์ในช่วงบ่ายสี่โมง
“มิสเตอร์ดันเตส พ่อบ้านของคุณยังไม่ได้แจ้งเหตุผลที่คุณแวะเข้ามา” เนื่องจากภรรยาใกล้คลอดในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า นายแพทย์อลันจึงทิ้งงานทั้งหมดและหมกตัวอยู่แต่ในบ้าน
สำหรับดอน·ดันเตสที่ไม่ได้สนิทกันมากนัก การแวะมาเยี่ยมบ้านอย่างกะทันหันทำให้อลันประหลาดใจพอสมควร แถมยังเป็นคนที่เข้าสังคมไม่เก่ง คำทักทายจึงเป็นการถามเข้าประเด็น
ไคลน์ยิ้มและตอบ
“เรื่องมีอยู่ว่า เร็วๆ นี้ผมต้องเดินทางไปยังทวีปใต้ และอย่างที่คุณทราบ อากาศที่นั่นร้อนชื้น เต็มไปด้วยแมลงและเชื้อโรค ผมอยากเตรียมยาล่วงหน้าเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน ไม่ทราบว่าคุณพอจะมีคำแนะนำบ้างไหม? ขอโทษที่ต้องรบกวน แต่คุณคือหมอฝีมือดีคนเดียวที่ผมรู้จัก”
นายแพทย์อลันเชื่อในคำอธิบาย เริ่มคิดอย่างจริงจังสักพักก่อนจะเขียนชื่อยาให้
เมื่อจัดการเสร็จ ไคลน์ที่รับกระดาษโน้ตซึ่งเต็มไปด้วยชื่อยา อ้างว่าตนปวดท้องและขอเข้าห้องน้ำชั้นล่าง
กระจกห้องน้ำมืดลงทันที คล้ายกับถูกปกคลุมด้วยเงาดำหนาทึบ โดยภายในเงาดังกล่าว รถเข็นเด็กสีดำค่อยๆ แล่นเข้ามาอย่างเชื่องช้า ด้านในมีเด็กถูกห่อด้วยรังไหมสีเงิน
“คราวนี้มีอะไรหรือ?” วิล·อัสตินถามเสียงสดใส
ไคลน์กระแอมแห้งสองหน พยายามยิ้มขณะพูด
“น่าจะได้ยินแล้วนี่ ผมจะกำลังจะเดินทางไปยังทวีปใต้… ผมไม่อยากพลาดช่วงเวลาที่คุณคลอด จึงอยากถามว่า คุณมีแผนจะให้ตัวเองเกิดวันที่เท่าไร”
วิล·อัสตินดูดนิ้วหัวแม่มือขณะตอบ
“ข้าไม่ทราบ”
“กระทั่งเทวทูตก็มิอาจควบคุมเวลาเกิดของตัวเอง?” ไคลน์ถามด้วยความประหลาดใจ
วิล·อัสตินตอบอย่างลังเล
“เจ้ายังไม่เข้าใจ… ข้ามีวันที่ในใจแล้วสามวัน แต่ละวันมีความหมายแตกต่างกันไปในเชิงโชคชะตา แต่ข้ายังไม่แน่ใจว่าตัวเองต้องเลือกวันไหน ตอนนี้ยังมองเห็นเพียงความเลือนราง… เมื่อใกล้จะถึงเวลา ข้าคงรู้เองว่าต้องทำอย่างไร”
เป็นพวกหลายใจ? นอกจากนั้นยังฟังดูเหมือนพวกนักต้มตุ๋น… ไคลน์ประสานมือพลางถูกเข้าด้วยกัน
“ถ้าอย่างนั้น ผมจะทราบเวลาที่แน่ชัดได้ยังไง? จะได้กลับมาบรรลุขั้นตอนสุดท้ายของธุรกิจพวกเราได้ทันเวลา… เอ่อ นกกระเรียนกระดาษตัวนั้นชำรุดจนไม่สามารถใช้งานได้อีกแล้ว”
ราชันเร้นลับ 884 : การเผชิญหน้าที่มิอาจเลี่ยง
ครึ่งเทพดวงตาสีทองของกองทัพโลเอ็นพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
“นั่นสินะ มีส่วนเหมือนกับสไตล์ของใครบางคนในหน่วยข่าวกรองอินทิส… แต่น่าแปลก มัมมี่ตูตันส์ที่สองหายไปหลังจากชายคนนั้นหยิบโคลนไปแค่ไม่กี่วินาที เร็วเกินไปสำหรับการประกอบพิธีกรรม”
สตรีในชุดราตรีก้มมองมงกุฎหนามที่คอ ตอบอย่างเชื่องช้า
“บางที เขาหรือพวกเขา อาจประกอบพิธีกรรมเตรียมรอไว้แล้ว เพียงเทเลพอร์ตกลับไปและโยนโคลนใส่แท่นบูชา ขั้นตอนทั้งหมดก็เป็นอันเสร็จสิ้น… แน่นอน ไม่จำเป็นต้องประกอบพิธีกรรมเสมอไป ยังสามารถเป็นสมบัติวิเศษที่บรรลุผลลัพธ์ได้ด้วยการสัมผัสกับเลือดของเป้าหมาย… สำหรับเรื่องนี้ ความเป็นไปได้มีมากจนยากจะคาดเดา”
แม้พลังและผลข้างเคียงของสมบัติปิดผนึกส่วนใหญ่จะสอดคล้องกับยี่สิบสองเส้นทางผู้วิเศษ ช่วยให้นักวิจัยสามารถคาดเดาธรรมชาติของสมบัติปิดผนึกชิ้นนั้นๆ ได้เบื้องต้น ทว่า เฉกเช่นมนุษย์ที่มีบุคลิกแตกต่างกัน สมบัติปิดผนึกก็เช่นกัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและวัตถุที่ผสมผสาน รวมถึงปัจจัยภายนอกอย่างออร่าของครึ่งเทพ หรือคำสาปจากเจ้าของเดิม ส่งผลให้สมบัติปิดผนึกแต่ละชนิดมีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป หากไม่ได้ทดสอบอย่างจริงจังมาก่อน ยากจะมีใครค้นพบรายละเอียดล่วงหน้า
ครึ่งเทพเจ้าของดวงตาสีทองดึงเก้าอี้ออกมาวาง นั่งลงและพูด
“รายละเอียดในส่วนนี้ยากจะตรวจสอบ พวกเราจึงยังไม่ควรเปลืองสมองคิด… แต่ว่า คุณกำลังสืบสวนไปผิดทาง… ยังจำพายุทอร์นาโดนั่นได้ไหม? มันพัดโลงศพของตูตันส์ที่สองขึ้นฟ้าจนมัมมี่ วัตถุดิบพิธีกรรม และของเหลวภายในโลงทองคำกระจัดกระจาย แถมยังเป็นต้นเหตุให้มัมมี่หลุดออกมา… สรุปโดยสั้น พายุลูกนั้นคือการปูทางสำหรับแผนการขั้นถัดไป จึงเป็นที่แน่ชัดว่าพายุลูกดังกล่าวคือฝีมือของชายคนนั้น หรือไม่ก็ผู้ช่วย”
ความขุ่นมัวในดวงตาหญิงสาวจางลงเล็กน้อย เธอค่อยๆ ถอดมงกุฎหนามพลางกล่าว
“คุณกำลังจะบอกว่า ในเมื่อโบสถ์วายุสลาตันผูกขาดสูตรโอสถลำดับสูง รวมถึงตะกอนพลังส่วนใหญ่ของเส้นทาง ‘ลูกเรือ’ เอาไว้อย่างเข้มงวด สมบัติวิเศษหรือผู้วิเศษที่สามารถสร้างพายุระดับนั้นได้ย่อมมีจำนวนไม่มาก ให้พวกเราเริ่มสืบจากตรงนี้?”
ครึ่งเทพดวงตาสีทองพยักหน้าเล็กๆ
“และผมยังจำได้ว่า เมื่อไม่นานมานี้ในเขตตะวันออก มิสเตอร์ X แห่งชุมนุมแสงเหนือถูกสังหารในชุมนุมลับที่มันจัดขึ้นเอง โดยช่วงเวลาดังกล่าวก็มีพายุสายฟ้าและพายุทอร์นาโดโผล่ขึ้นในจุดเกิดเหตุ… เรื่องนี้ดึงดูดความสนใจของโบสถ์วายุสลาตันอย่างมาก พวกเขาพยายามตามหาเบาะแสอย่างเอาเป็นเอาตาย… ในเมื่อพายุทอร์นาโดเกิดขึ้นสองครั้งติดๆ กันในจุดที่ไม่ห่างกันมาก แถมยังไม่ใช่ฝีมือของทางการ หมายความว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทั้งสองเหตุการณ์น่าจะเกี่ยวข้องกัน และกลุ่มที่ลงมือสังหารมิสเตอร์ X กับกลุ่มที่ขโมยมัมมี่ก็น่ามาจากองค์กรเดียวกัน… ดังนั้น พวกเราต้องร่วมมือกับโบสถ์วายุสลาตันเพื่อสืบคดีนี้”
สุภาพสตรีในชุดราตรีวางมงกุฎหนามลง ครุ่นคิดสักพักก่อนจะพูด
“เป็นแนวทางการสืบสวนที่ดี… นอกจากนั้น เรายังสามารถวิเคราะห์ได้จากแรงจูงใจและเป้าหมายของคนร้าย หากอีกฝ่ายหวังใช้มัมมี่ไปทำเป็นซอมบี้ทั่วไป คงไม่กล้าเสี่ยงขโมยท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่อันตรายเช่นนี้ ฉันจึงสงสัยว่า ทางนั้นคงมีเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงในการขโมยมัมมี่ตูตันส์ที่สอง”
“หรือจะเป็นกุญแจสำคัญในพิธีกรรม?” ชายดวงตาสีทองตอบคลุมเครือ “ในจุดเกิดเหตุ ผู้ที่ถือวัตถุสำหรับหลอกล่อมัมมี่น่าจะเป็นวิญญาณอาฆาต หรือไม่ก็เป็นพลังจากสมบัติวิเศษในเส้นทางดังกล่าว… เมื่อนำมาพิจารณากับแรงจูงใจ ผมมีข้อสันนิษฐาน”
หญิงสาวในชุดราตรีโพล่งขึ้นทันที
“สมาชิกนิกาย ‘ระงับแรงปรารถนา’ ที่หลบหนีออกจากโรงเรียนกุหลาบ?”
“ถูกต้อง” ชายดวงตาสีทองพยักหน้ารับ “แม้การสร้างมัมมี่จะได้รับอิทธิพลจากการบูชาเทพมรณาและดวงอาทิตย์ แต่หลังจากโรงเรียนกุหลาบกุมอำนาจใหญ่ในเขตที่ราบสูง หุบเขา และบริเวณใกล้เคียง พวกมันกลับมิได้ล้มเลิกประเพณีดังกล่าว หมายความว่ามัมมี่ยังมีประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น อาจเป็นกุญแจสำหรับเลื่อนลำดับในบางเส้นทาง”
กล่าวถึงตรงนี้ มันหัวเราะเชิงตำหนิตัวเอง
“แต่ก็ยังมีอีกหนึ่งความเป็นไปได้… เพื่อการโอ้อวดฝีมือ… กลุ่มคนร้ายอาจไม่ได้ต้องการมัมมี่มากนัก แต่เพราะสบโอกาสเข้าพอดี ประจวบกับบางเงื่อนไขลงล็อก จึงทำการขโมยอย่างอุกอาจและเอิกเกริก… สำหรับบางลำดับในบางเส้นทาง สิ่งนี้คือกุญแจสำคัญในการย่อยโอสถ”
ในฐานะครึ่งเทพ มันย่อมผ่านโลกมามาก และทราบถึงความเป็นไปได้ต่างๆ มากมาย
หญิงสาวในชุดราตรีไตร่ตรองสักพัก
“ฉันมองว่า จุดประสงค์ของคนร้ายอาจไม่ได้มีเพียงข้อเดียว แต่เป็นส่วนผสมของหลายปัจจัย… เราจะใช้สิ่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของแนวทางการสืบสวน”
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตเชอร์วู้ด ใกล้กับแม่น้ำทัสซอค
‘ผู้เงียบขรึม’ มาฮามูซีนั่งอยู่ข้างโต๊ะสี่เหลี่ยมที่ถูกคลุมด้วยผ้าปู สายตาจ้องไปยังหมุดสีทองที่วางไว้ ก่อนจะเปิดปากพูด
“ซัตทเวน เจ้าคิดว่าใครขโมยมัมมี่คาร์ดิฟไป?”
ด้านหลังไม่ไกล บนเก้าอี้เปียโน ร่างหนึ่งเริ่มก่อตัว
บุคคลดังกล่าวสวมชุดคลุมสีดำคล้ายนักบวช มือซ้ายสวมถุงมือสีดำ ใบหน้าเรียว ผิวสีน้ำตาล ดวงตาจมลึกเหมือนซากศพ รากของเคราะเป็นสีดำ แต่ส่วนปลายเป็นสีขาว เคราหร็อมแหร็มกระจายจากรอบปากจนถึงหู ไม่เกาะกลุ่มเป็นพุ่ม แถมยังค่อนข้างสั้น
ดวงตาของซัตทเวนมีสีน้ำตาลอ่อนใกล้เคียงกับผิว บรรยากาศรอบตัวอาจดูคล้ายนักบวช แต่เยือกเย็นและน่าสะพรึงกลัวมากกว่า ประหนึ่งพร้อมอาละวาดได้ทุกเมื่อแม้ มันครุ่นคิดสักพักก่อนจะพูด
“บุคคลที่ปรารถนามัมมี่คาร์ดิฟ แถมยังกล้าเสี่ยงชีวิตต่อสู้กับครึ่งเทพ ทั่วโลกสามารถนับได้ด้วยมือข้างเดียว และจากบรรดาทั้งหมด คนที่อยู่ในเบ็คลันด์มีเพียงชารอน… เธอน่าจะได้รับความช่วยเหลือจากไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ ไม่อย่างนั้นคงยากจะประสบความสำเร็จ”
มาฮามูซีเอื้อมไปหยิบหมุดที่เต็มไปด้วยลวดลาย กล่าวหลังจากเงียบงันสองสามวินาที
“แล้วคนที่ใช้พลังท่องเที่ยวเป็นใคร? ดูไม่เหมือนเกอร์มัน·สแปร์โรว์… ผู้ช่วยคนอื่นของชารอน?”
“อาจจะ” ซัตทเวนไอแห้งสองครั้ง กล่าวด้วยใบหน้าซีดเซียว “ข้าคิดว่าพวกเราควรหาวิธีสวดวิงวอนถึงพระมารดา สิ่งนี้อาจช่วยให้ได้รับวิวรณ์บางอย่าง”
มาฮามูซีพยักหน้าเล็กน้อย นำหมุดสีทองเจาะผ่านริมฝีปากบนและล่าง
ซัตทเวนเห็นดังนั้นจึงปิดปากตัวเอง ค่อยๆ ลุกขึ้นและเดินลงไปยังชั้นล่างอย่างยากลำบาก เตรียมออกจากที่นี่และกลับไปยังแหล่งกบดาน
ลงมาถึงชั้นหนึ่ง มันได้พบกับบรรยากาศสลัวๆ ซึ่งมีแสงเทียนคอยมอบความสว่าง กลิ่นอาหารลอยมาจากทุกทิศ อากาศถ่ายเทได้ค่อนข้างดี – อาคารรอบข้างทั้งหมดเป็นบ้านแถว ชั้นหนึ่งของที่นี่เป็นร้านอาหารที่หันหน้าเข้าหาถนน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง จุดรวมตัวของสมาชิกโรงเรียนกุหลาบตั้งอยู่ที่ร้านซึ่งขายอาหารของทวีปใต้
เนื่องจากได้รับบาดเจ็บหนักในการต่อสู้ก่อนหน้า ซัตทเวนจึงไม่อยากอยู่ในร่างวิญญาณมารนานนัก เพราะสำหรับมัน ร่างกายจะรับภาระหนักเกินไป ส่งผลให้ต้องเดินไปทีละก้าวด้วยชุดคลุมนักบวชสีดำ
ทันใดนั้น ลูกค้าคนหนึ่งหยุดยืนหน้าประตูร้าน
ลูกค้ารายนี้สวมสูทสีดำ กางเกงสีดำ และรองเท้าสีดำ มีดวงตาสีดำ ใบหน้าผอมเพรียว
หน้าผากค่อนข้างกว้าง สวมแว่นตาขาเดียวและหมวกทรงสูง กวาดสายตาสุ่มๆ ไปรอบห้องจนกระทั่งหยุดที่ซัตทเวน
หลังจากมองไปยังถุงมือสีดำในมือซ้ายของซัตทเวน มุมปากลูกค้ารายนี้ยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มและส่ายหน้าอย่างผิดหวัง
ถัดมา ลูกค้าเดินเข้าไปในร้าน ย่างกรายผ่านซัตทเวนที่กำลังจ้องอย่างไม่เป็นมิตร
ซัตทเวนเลิกสนใจ เดินออกไปยังถนนนอกร้าน
ท่ามกลางโคมไฟแก๊สที่คอยมอบแสงสว่าง สายลมเห็นพัดผ่านครึ่งเทพของโรงเรียนกุหลาบจนร่างกายสั่นสะท้าน
ซัตทเวนตระหนักว่านี่คืออาการสัมผัสวิญญาณถูกกระตุ้น ด้วยหัวใจที่เต้นระรัว มันรีบก้มมองมือซ้ายและพบว่า ถุงมือสีดำของตนได้หายไป!
หายไปอย่างไร้ร่องรอย!
ทั้งที่เป็นครึ่งเทพ แต่ซัตทเวนกลับไม่ทราบว่าสมบัติปิดผนึกที่ตนสวมอยู่หายไปตอนไหน!
มันรีบหันกลับเข้าไปในร้านอาหาร ภาพของชายคนเมื่อครู่ยังคงฝังอยู่ในความทรงจำ
เพียงไม่นาน มันตรวจจับออร่าของเป้าหมายและพบว่าอีกฝ่ายยังอยู่ในร้าน แถมยังขอเมนูจากพนักงานอย่างสบายใจ
เดิมที ซัตทเวนต้องการใช้พลังกระโดดกระจกเพื่อเข้าไปสิงร่างโดยตรง แต่ด้วยเหตุผลบางประการ ฝ่ามือของมันเกิดสั่นระริกอย่างมิอาจหักห้าม สัมผัสได้ว่ามีศัตรูที่แข็งแกร่งมากกำลังซ่อนตัวอยู่!
เมื่อความคิดดังกล่าวแล่นไปทั่วสมอง ซัตทเวนขยับขาเดินตรงไปตามถนนโดยไม่รู้ตัว คล้ายกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น
…
เขตเชอร์วู้ด ภายในบ้านหลังหนึ่ง
ขณะฟอร์สกำลังอ่าน ‘งามอย่างกุลสตรี’ ฉบับล่าสุด เธอได้ยินเสียงบิดกุญแจและเปิดประตู
“ทำไมวันนี้ถึงกลับดึกนัก?” หญิงสาวเงยหน้ามองซิลที่ประตู
ซิลลูบผมสีทองสั้นพลางตอบ
“ในตอนที่เดินทางกลับบ้าน ฉันเห็นสัญลักษณ์นัดหมายของ MI9… เป็นการนัดประชุมแบบเร่งด่วน”
“คราวนี้มีอะไรอีก?” ฟอร์สวางนิตยสารในมือลงด้วยความสนใจ
“ความคืบหน้าของคดีฆาตกรรมมิสเตอร์ X” ซิลก้มลงใส่รองเท้าแตะ กล่าวโดยไม่มองหน้า
สีหน้าของฟอร์สชะงักเล็กน้อย ก่อนจะกลอกตาถาม
“มีเบาะแสเพิ่มเติม?”
“น่าจะยังเรียกว่าเบาะแสไม่ได้… ยังจำได้ไหม? ในตอนนั้นมีพายุทอร์นาโดระดับครึ่งเทพโผล่ขึ้นในจุดเกิดเหตุ ไม่ใช่เรื่องปรกติที่คนนอกโบสถ์วายุสลาตันจะใช้พลังแบบนี้… และเมื่อคืนที่ผ่านมา พายุทอร์นาโดคล้ายเดิมแต่ขนาดเล็กลง โผล่ขึ้นในเขตท่าเทียบเรือของท่าเรือพริสต์ มัมมี่ฟาโรห์ถูกขโมยไปท่ามกลางความวุ่นวาย” ซิลอธิบายอย่างกระชับ “MI9 สงสัยว่าผู้ก่อเหตุน่าจะเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกัน จึงขอให้ฉันพยายามรวบรวมข้อมูลให้มากขึ้น”
ในบันทึกการเดินทางของเลมาโน่ของเรายังมี ‘พายุทอร์นาโด’ ถูกบันทึกไว้อยู่… มิสเตอร์เกอร์มัน·สแปร์โรว์? เขาขโมยมัมมี่ฟาโรห์ไปเพื่ออะไร? ฟอร์สยิ้มแห้ง
“อาจเป็นฝีมือของโบสถ์วายุสลาตันก็ได้นี่?”
ซิลกลอกตาขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าไปในครัวเพื่อมองหาของกิน
…
เช้าตรู่ บ้านเลขที่ 160 ถนนเบ็คลันด์
หลังจากไคลน์ล้างหน้าเสร็จและเตรียมเปิดประตูให้ริชาร์ดสันเข้ามา สัมผัสวิญญาณของมันพลันถูกกระตุ้น จากนั้นก็เห็นร่างไร้ศีรษะของมิสผู้ส่งสารโผล่ออกจากความว่างเปล่า หัวทั้งสี่ถูกมือสองข้างหิ้วไว้
หนึ่งในศีรษะกำลังคาบซองจดหมายที่ค่อนข้างหนา ก่อนจะอ้าปากและคายเหรียญทองกองใหญ่
ได้จ่ายหนี้สักที… ไคลน์หันไปมองศีรษะของไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ที่ไม่ได้เชื่อมกับลำคอด้วยความโล่งใจ
“ผมยังติดหนี้คุณอีก 3,413 เหรียญทอง… ถึงเวลาชำระส่วนสุดท้ายแล้ว”
ขณะเดียวกัน ชายหนุ่มผมว่ากองเหรียญทองเหล่านี้ช่างดูคุ้นตา แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะสำหรับไคลน์ เหรียญทองทั้งหมดดูคุ้นตาเสมอ
ราชันเร้นลับ 883 : การประเมินของครึ่งเทพ
ภายในโลกหนังสือ ไคลน์ที่ปรากฏตัวในจุดห่างไกลกับเมือง นำดินสีแดงเข้มที่เหลือออกมาถือ หยิบกิ่งไม้แห้งที่ตายแล้ว นำมาใช้แทนแท่งวิญญาณสำหรับทำนายหามัมมี่ตูตันส์ที่สอง
ชายหนุ่มกังวลว่ามัมมี่ต้องสาปจะสร้างอันตรายต่อผู้คนในโลกหนังสือ – แม้หนังสือเล่มนี้จะเต็มไปด้วยผู้วิเศษที่แข็งแกร่ง และมัมมี่ตูตันส์ที่สองก็มิได้ถูกกระตุ้นให้กระฉับกระเฉงด้วยนกหวีด แต่อย่างน้อย มันเคยเป็นถึงครึ่งเทพในตอนที่ยังมีชีวิต คำสาปที่เกิดขึ้นหลังความตายย่อมไม่ธรรมดา หากไม่ใช่เพราะชารอนมอบมุกสีทองที่ช่วยป้องกันคำสาป ถึงจะเป็นไคลน์ก็ไม่กล้าเข้าใกล้ส่งเดช
แต่ถึงอย่างนั้น ไคลน์ก็ยังกล้าใช้ ‘การเดินทางของกรอซาย’ เพื่อขโมยมัมมี่ เพราะประสบการณ์ส่วนตัวและประสบการณ์ของคนรอบข้างต่างยืนยันตรงกันว่า บุคคลที่ถูกส่งเข้ามาในโลกหนังสือ จะไม่ปรากฏตัวต่อหน้าชาวเมืองโดยตรงทันที ต้องใช้เวลาสำรวจสักพักก่อน โดยเฉพาะกับคนที่เพิ่งเคยเข้ามาเป็นครั้งแรก!
ดังนั้น ไคลน์เชื่อว่ามัมมี่ตูตันส์ที่สองน่าจะถูกนำมาปล่อยในสถานที่ปลอดคน และด้วยสภาพปัจจุบันของ ‘ซอมบี้’ ตัวนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่จะทำเพียงเดินเร่ร่อนไปมาอย่างไร้จุดหมาย มิได้ออกสำรวจหาเมืองเหมือนกับมนุษย์ เอลฟ์ และคนยักษ์
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตราบเท่าที่ไม่ปล่อยทิ้งไว้นานเกินไป ก็ไม่น่าจะมีความสูญเสียเกิดขึ้นกับชาวเมือง และนับจากตอนที่ไคลน์ป้ายดินลงบนปกหนังสือ ปัจจุบันเพิ่งผ่านมาเพียงสองถึงสามนาที
หลังจากมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่แท่งวิญญาณบอก ไคลน์มาถึงภูเขาใกล้เคียงและมองเห็นหุบเขา
จากนั้นก็มองเห็นมัมมี่ที่พันด้วยผ้าลินินสีน้ำตาลอมเหลือง ร่างกายชุ่มของเหลวสีแดงเข้ม บนใบหน้ายังคงสวมหน้ากากสีทอง
มันส่งเสียงคำรามต่ำที่ฟังดูไม่เหมือนมนุษย์ สองเท้าย่ำเข้าหาไคลน์ท่ามกลางบรรยากาศมืดสลัว
ในขณะเดียวกัน ซากสัตว์สภาพขาดวิ่งบนพื้นดิน เริ่มตะเกียกตะกายวิ่งมาทางไคลน์อย่างยากลำบาก
ไคลน์ที่ร่างวิญญาณถูกเสริมพลังด้วยนกหวีดทองแดงอะซิก หัวเราะหึหึในลำคอ
“มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันทีเลยนะ…”
ชายหนุ่มโยนกิ่งไม้แห้งทิ้งไป หยิบวัตถุสีดำเข้มขึ้นมาแทน
นี่คือตะกอนพลังของ ‘นักปลอบวิญญาณ’ ที่ถูกปลดปล่อยออกจากยุบพองหิวโหยรุ่นกลายพันธุ์ กึ่งกลางตะกอนมีจุดแสงบริสุทธิ์ ดูคล้ายกับค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาว
คลื่นล่องหนแผ่ออกจากวัตถุสีดำอย่างแผ่วเบา ส่งผลให้บรรยากาศรอบๆ มืดลงเล็กน้อย ดูคล้ายกับช่วงเวลาค่ำคืน
บรรยากาศสุขสงบและร่มเย็นมาพร้อมกับแสงดาวสีจางๆ ส่งผลให้ซากสัตว์ขาดวิ่นที่พยายามลุกขึ้น ล้มลงกลับไปนอนพักผ่อนอย่างเป็นนิรันดร์
มัมมี่ตูตันส์ที่สองเองก็ลดความเร็วลง ย่างก้าวเชื่องช้าลงทีละนิด แต่ยังไม่ถึงกับเสียหลักล้ม
อย่างที่คิด การใช้งานตะกอนพลังตรงๆ จะทำให้ประสิทธิภาพของพลังต่ำลง แถมยังมีผลข้างเคียงรุนแรง… ไคลน์อดไม่ได้ที่จะยกมือซ้ายขึ้น ปิดปากหาว
หาวเสร็จ ชายหนุ่มกระตุ้นให้ยุบพองหิวโหยเปลี่ยนเป็นสีเขียว ใช้พลังของ ‘ซอมบี้’ เพื่อควบคุมซอมบี้ตรงหน้าโดยตรง
การซ้อนทับกันของพลังสองชนิดช่วยให้มัมมี่ตูตันส์ที่สองสงบลงในที่สุด
ในสภาพสวมหน้ากากที่ช่องดวงตาทำจากอัญมณีสีดำ มัมมี่ค่อยๆ เดินมาหยุดยืนหน้าไคลน์ ประหนึ่งคนรับใช้มืออาชีพ
น่าเสียดาย เจ้านี่เป็นมัมมี่ต้องสาป… ไคลน์หยิบไข่มุกสีทองที่มีกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของอาณาจักรที่ราบสูงโบราณออกจากร่างวิญญาณ บนผิวไข่มุกสลักลวดลายสีเขียวอมฟ้า
ไข่มุกเม็ดนี้เป็นของชารอน ถูกสร้างขึ้นเพื่อรับมือกับมัมมี่ตูตันส์ที่สองโดยเฉพาะ สามารถระงับคำสาปได้ชะงักงัน ไม่อย่างนั้น ลำพังวิญญาณอาฆาตจะกล้าหมายตามัมมี่ของฟาโรห์เชียวหรือ?
ตรวจสอบไข่มุกสีทองสักพัก ไคลน์บังคับให้มัมมี่ตูตันส์ที่สองอ้าปาก จากนั้นก็ยัดไข่มุกเข้าไปในช่องว่างบริเวณปากของหน้ากาก
เพียงสองถึงสามวินาที บรรยากาศสลัวโดยรอบสลายไปทันที
จัดการทั้งหมดเสร็จ ชายหนุ่มก้าวไปข้างหน้าเพื่อสิงร่างมัมมี่ จากนั้นก็ตัดการเชื่อมต่อทันที ส่งตัวเองกลับสู่มิติหมอกเทา
มัมมี่ตัวนี้กลายเป็น ‘ซอมบี้’ ส่วนตัวของไคลน์จากพลังถุงมือ ลักษณะคล้ายกับ ‘หุ่นเชิด’ เซนอล จึงสามารถนำออกจากหนังสือได้ทันทีโดยไม่ต้องยัดใส่ร่างกาย
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีรับมอบ มัมมี่ตูตันส์ที่สองซึ่งอัดแน่นด้วยพลังวิญญาณ ถูกส่งกลับสู่โลกความจริง ปรากฏตัวภายในห้องพักราคาถูกของเขตตะวันออก
เก็บกวาดเสร็จ ไคลน์เตรียมยื่นมือขวาออกไปจับไหล่มัมมี่เพื่อใช้พลัง ‘ท่องเที่ยว’ พาไปยังห้องพักที่ชารอนและมาริคเช่าไว้
แต่หลังจากเห็นผ้าลินินสีน้ำตาลอมเหลืองที่มันเยิ้ม เห็นหัวไหล่มัมมี่ที่ชุ่มไปด้วยของเหลวสีแดงเข้ม ไคลน์ชักมือขวากลับและเปลี่ยนไปจับด้วยมือซ้ายที่สวมถุงมือแทน
หลังจากจับไหล่มัมมี่ด้วยมือซ้าย บริเวณดังกล่าวพลันโปร่งใส ก่อนจะกระจายออกไปทั่วทั้งร่าง
เพียงพริบตา ไคลน์กลับมาถึงห้องนอนก่อนหน้าพร้อมกับมัมมี่
ชายหนุ่มไม่รีบร้อนเปิดประตูเพื่อนำเสนอผลงานให้ชารอนและมาริคเชยชม แต่หยิบนาฬิกาพกสีทองออกมากดปุ่มเปิด
ยังเหลืออีกสามสิบหกวินาที ก่อนจะครบห้านาที… ไคลน์สั่งให้มัมมี่ตูตันส์ที่สองลากเก้าอี้มาวางให้ จากนั้นก็นั่งลง
ผ่านไปสักพัก ในที่สุดชายหนุ่มก็ได้ยินเสียงเคาะประตู
“เข้ามา” ไคลน์ตอบด้วยรอยยิ้ม จัดระเบียบร่างกายมัมมี่ให้อยู่ในท่าทักทาย
เมื่อประตูไม้เปิดออกดังแอ๊ด กระจกตาชารอนและมาริคพลันสะท้อนภาพหน้ากากลึกลับสีทอง ร่างพันผ้าสีน้ำตาลอ่อน
ด้วยอัญมณีสีดำหม่นบริเวณดวงตา มัมมี่ค่อยๆ ทิ้งตัวลงนอนบนพื้น
“…” ในพริบตาดังกล่าว ชารอนและมาริคหมดคำพูดเป็นเวลานาน
หลังจากยืนยันว่านกหวีดทองแดงอะซิกถูกผนึกด้วยกำแพงวิญญาณและไม่สร้างอิทธิพลใด ไคลน์ปลดปล่อยการควบคุมมัมมี่ให้เป็นอิสระ ชี้นิ้วไปทางมัมมี่ที่นอนบนพื้นและกล่าว
“ที่เหลือจัดการกันเอง”
ในที่สุด ละครที่เรากำกับก็ดำเนินมาถึงบทสรุปอย่างราบรื่น… ไคลน์ถอนหายใจด้วยอารมณ์ซับซ้อน สัมผัสได้ว่าโอสถนักเชิดหุ่นถูกย่อยด้วยความเร็วที่ก้าวกระโดด
สิ่งนี้ทำให้ชายหนุ่มเชื่อว่า ไม่ต้องรอถึงสิ้นปี อาจสามเดือน หรือเพียงแค่สองเดือน ตนก็จะย่อยโอสถเสร็จสมบูรณ์และเตรียมพร้อมสำหรับการเลื่อนลำดับเป็นครึ่งเทพ
นอกจากนั้น ผลของการย่อยข้างต้นยังช่วยให้จำนวนหุ่นเชิดที่สามารถครอบครองเพิ่มเป็นสองตัว ระยะทางในการควบคุมไกลถึงสองร้อยเมตร และเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่มีระดับพลังวิญญาณใกล้เคียงกัน การควบคุมด้ายวิญญาณขั้นต้นจะใช้เวลาเพียงสิบวินาที และการควบคุมให้กลายเป็นหุ่นเชิด จะใช้เวลาเพียงสองนาทีครึ่ง ระยะการบุกรุกด้วยด้ายวิญญาณเพิ่มขึ้นเป็นสิบเมตร
“คุณทำสำเร็จ… จริงๆ” มาริคจ้องไปยังมัมมี่ตูตันส์ที่สอง ปากขยับพึมพำอย่างมิอาจควบคุม
มันไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าภารกิจนี้จะจบลงที่ความสำเร็จ!
ต่อหน้าครึ่งเทพสี่ตนและสมบัติปิดผนึกสองชิ้น เชอร์ล็อก·โมเรียตี้สามารถขโมยมัมมี่ที่ทุกคนต่างแย่งชิงออกมาได้!
นอกจากนั้น จนถึงเมื่อครู่ สุภาพบุรุษรายนี้ยังมือเปล่าอยู่เลย!
หรือว่ามัมมี่จะนำพาตัวเองมาส่งถึงมือเขา?
ชารอนเจ้าของดวงตาสีฟ้า แววตาลุ่มลึกและสงบนิ่ง กำลังสนใจเพียง ‘เป้าหมาย’ ของภารกิจนี้
เมื่อยืนยันว่าเป็นมัมมี่ของฟาโรห์ตูตันส์ที่สอง สายตาของเธอหันไปทางเชอร์ล็อก·โมเรียตี้ที่กำลังนั่งไขว่ห้าง
ริมฝีปากหญิงสาวอ้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะปิด และอ้าใหม่
“ขอบคุณมาก… ดิฉันจะส่งค่าจ้างตามหลังทางไปรษณีย์”
“ขอให้… เอ่อ… ทุกสิ่งที่พวกคุณต้องการ ผ่านไปอย่างราบรื่น” ไคลน์ตอบจากก้นบึ้ง
จากนั้น ชายหนุ่มรำพันเงียบ
หากชารอนสามารถเลื่อนเป็นลำดับ 4 สำเร็จ นั่นหมายความว่าเราจะมีผู้ช่วยระดับครึ่งเทพเพิ่มอีกหนึ่งคน! จักรวรรดิแห่งอาหารมีสำนวนที่กล่าวไว้ว่า: อยู่บ้านให้พึ่งพาพ่อแม่ ออกจากบ้านให้พึ่งพาเพื่อนฝูง! และแน่นอน ยิ่งมีเพื่อนระดับครึ่งเทพมากเท่าไรก็ยิ่งดีมากเท่านั้น! ชุมนุมทาโรต์เองก็มีไว้เพื่อเพิ่มจำนวนพวกพ้องและลดจำนวนศัตรู… แต่ดูเหมือนว่าศัตรูจะมีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ …
คิดถึงตรงนี้ ไคลน์ตักเตือนพวกเขาอีกครั้ง
“ระวังการถูกตามล่า”
ข้าวของเครื่องใช้ของมัมมี่ตูตันส์ที่สองตกอยู่ในมือกองทัพโลเอ็นไม่น้อย การระบุตำแหน่งด้วยพลังพิเศษไม่ใช่เรื่องยาก และเทวทูตกระดาษของไคลน์ที่มีอำนาจในการแทรกแซง ก็มิอาจคงอยู่ได้ตลอดไป
แน่นอน ชายหนุ่มเชื่อว่าชารอนและมาริคคงมีวิธีรับมืออยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่คิดแผนขโมยมัมมี่ตูตันส์ที่สอง และในทำนองเดียวกัน อีกฝ่ายก็คงมีวิธีจัดการกับร่องรอยของหน้ากากสีเงินและพลุดอกไม้ไฟ
แต่ถ้าเป็นเดนิสคงจะพูดว่า… ฉันคิดไม่ถึงมาก่อน… ไคลน์นำไปเปรียบกับนักล่าไม่เอาถ่านบางคน
ชารอนพยักหน้ารับ เป็นนัยว่ารับทราบและจะให้ความสำคัญ จากนั้นก็เปลี่ยนมัมมี่ตูตันส์ที่ทองให้กลายเป็นซอมบี้ของเธอ ส่งมันเข้าไปเก็บในโลกวิญญาณ
“ขอบคุณที่ช่วยเหลือ” มาริคถอนหายใจด้วยอารมณ์ซับซ้อน กล่าวขอบคุณเชอร์ล็อก·โมเรียตี้จากก้นบึ้ง
จากนั้น มาริคเดินออกจากห้อง แปลงโฉมและปะปนเข้าไปกับฝูงชนในเขตตะวันออก
ระหว่างนี้ ไคลน์ในชุดสูทสีดำและหมวกทรงกึ่งสูง นั่งนิ่งบนเก้าอี้ เฝ้ามองคนทั้งสองจากไปอย่างเงียบๆ
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ ร่างของมันเลือนหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่า
…
ภายในห้องใกล้กับท่าเรือพริสต์
ครึ่งเทพดวงตาสีทองของกองทัพโลเอ็น ผลักประตูเข้ามาและกล่าวกับพวกพ้อง – หญิงสาวในชุดราตรีสีดำ
“ไม่พบอะไรเลย”
“นั่นเป็นเรื่องปรกติ เพราะถ้าเขาไม่มั่นใจ คงไม่กล้าลงมือขโมยมัมมี่ตูตันส์ที่สอง…” หญิงสาวในชุดราตรีสีดำกล่าว “แต่ทางเราสามารถสืบสวนขยายผลได้จากหน้ากากสีเงิน ดอกไม้ไฟ เสื้อผ้าของพวกเขา หรือท่วงท่าการโค้งคำนับนั่น น่าจะพอมีบางสิ่งที่สามารถเชื่องโยงกันได้”
เธอมั่นใจว่ากลุ่มที่ขโมยมัมมี่ไม่เกี่ยวข้องกับครึ่งเทพโรงเรียนกุหลาบ เพราะถ้าเป็นแผนของพวกมันตั้งแต่แรกจริง ก็ไม่มีเหตุจำเป็นให้ต้องเอาตัวเข้ามาเสี่ยงอันตรายจนเกือบหลบหนีล้มเหลว
ชายเจ้าของดวงตาสีทองหน้าพยักเล็กน้อย
“ผมมีลางสังหรณ์ว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น น่าเสียดายที่เราไม่ได้ร่วมมือกับทางโบสถ์ กำลังคนจึงค่อนข้างขาดแคลน”
มันเว้นวรรค ก่อนจะถาม
“คุณคิดออกหรือยังว่าชายคนนั้นใช้วิธีอะไร?”
หญิงสาวในชุดราตรีสีดำหยิบมงกุฎหนามขึ้น ใช้หนามแหลมแทงเข้าไปในลำคอตัวเอง จากนั้นก็ส่ายหน้าขณะเลือดไหลซึม
“บางที ดินที่เปื้อนของเหลวของมัมมี่ตูตันส์ที่สอง อาจเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมบางอย่าง… เขาเป็นคนที่เจ้าเล่ห์มาก เชี่ยวชาญในการตบตาผู้คน!”
ราชันเร้นลับ 881 : ละครเวที
ครึ่งเทพของโรงเรียนกุหลาบที่ซ่อนอยู่ในเงามืด สวมเสื้อคลุมยาวสีดำที่มีผ้าคลุมหัว ใบหน้าถูกปกคลุมด้วยหน้ากากสีทองลวดลายแดงสลับดำ มองไม่ออกว่าอ้วนหรือผอม แต่ไม่เตี้ยแน่นอน สูงอย่างน้อย 1.8 เมตร
หลังจากใช้สมบัติปิดผนึกเส้นทางนักจารกรรมขโมยโลงศพของตูตันส์ที่สองมาอยู่ตรงหน้า ร่างของมันพลันซีดจางและโปร่งใส ก่อนจะยืดออกคล้ายเชือกยาวนุ่มๆ
‘เชือก’ ที่โปร่งใสจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเส้นนี้ พันเข้ากับโลงศพสีทองอันหนักอึ้งอย่างรวดเร็ว เตรียมนำเข้าสู่โลกวิญญาณ
ทันใดนั้น สายลมกระโชกดังขึ้นข้างใบหูครึ่งเทพของโรงเรียนกุหลาบ กรีดเฉือนกับห้วงมิติจนเกิดระเบิดสนั่นหวั่นไหว
บึ้ม!
โลงศพสีทองของมัมมี่ตูตันส์ที่สองลอยขึ้นไปในอากาศ ส่วนเชือกโปร่งใสที่สัมผัสกับแรงระเบิดเข้าอย่างจัง หดกลับคืนร่างมนุษย์อย่างรวดเร็ว
ครึ่งเทพของโรงเรียนกุหลาบรายนี้พุ่งขึ้นฟ้าในแนวเฉียงอย่างมิอาจควบคุม ก่อนจะแปลงร่างเป็นวิญญาณอาฆาต ไม่สิ วิญญาณมาร ปล่อยให้สายลมอันเกรี้ยวกราดที่ไล่ตามหลัง พัดผ่านร่างกายไปราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ขณะมันกำลังสำรวจการไหลเวียนของกระแสอากาศโดยรอบ พายุทอร์นาโดบนพื้นเริ่มยกตัวสูง พัดพาก้อนหินและเศษกรวดบนพื้นดิน รวมถึงหลังคาอาคารใกล้เคียง ลอยขึ้นฟ้าอย่างโกลาหลในเวลาไล่เลี่ย แม้กระทั่งเกวียนที่เคยวิ่งด้วยตัวเองในตอนแรกก็ยังลอยไปบนฟ้าและแตกกระจัดกระจายท่ามกลางสายลมรุนแรง
อาจดูเหมือนโชคดี แต่ความจริงแล้วเป็นแผนที่พวกมันวางไว้ เงาดำในจุดที่ครึ่งเทพของโรงเรียนกุหลาบซ่อนอยู่ ไม่มีทหารของโลเอ็นประจำการแม้แต่คนเดียว แถมยังห่างไกลจากถนนสายหลัก
ในเวลาเดียวกัน หญิงสาวซึ่งสวมมงกุฎหนามและชุดราตรีสีดำ ถูกพายุทอร์นาโดขัดขวางจนเคลื่อนไหวไม่สะดวก ร่างกายเสียหลักอย่างมิอาจควบคุม ยากจะเข้าไปใกล้โลงศพสีทองที่ถูกยกลอยขึ้นฟ้า ทำได้เพียงอาศัยการแรงปะทะเพื่อหมุนตัวเองไปด้านหลัง หันหน้าไปทางโกดังที่อยู่ด้านนอกท่าเรือ
ทันใดนั้น เธอมองย้อนกลับไปยังครึ่งเทพของโรงเรียนกุหลาบที่ไม่ได้รับผลกระทบจากทอร์นาโด
“จองจำ!” หญิงสาวที่สวมหน้ากากสีทองเช่นกัน ยกมือซ้ายขึ้นและทำท่าคว้าอากาศ
ครึ่งเทพของโรงเรียนกุหลาบนั้นมีสัมผัสวิญญาณเฉียบแหลม สามารถรับรู้อันตรายได้จากโลกวิญญาณโดยตรง จึงชิงลงมือก่อนครึ่งก้าว ใช้กระโดดกระจกหนีไปยังเศษแก้วที่ห่างออกไปราวแปดสิบเมตร
ขณะนี้ คล้ายกับพายุทอร์นาโดสูญเสียเสถียรภาพ เริ่มสงบลงอย่างรวดเร็ว
ตึง! ตึง! ตึง! เศษสิ่งของที่เคยถูกยกลอย ทยอยร่วงหล่นกระแทกพื้นดิน หนึ่งในนั้นคือโลงศพมัมมี่ตูตันส์ที่สอง
โครม!
แรงกระแทกทำให้เกิดหลุมขนาดใหญ่ เค้าโครงด้านนอกของโลงศพที่อยู่ในสภาพร่อแร่เพราะลมพายุ ถึงคราวถูกทำลายโดยสมบูรณ์
ฝาโลงศพลอยขึ้นฟ้า ทองคำและอัญมณีในโลกศพส่วนบนกระเด็นลอยไปทุกทิศทาง
ถัดมา โลงศพส่วนล่างกลิ้งไปมาสองสามตลบ กล่องทองคำและภาชนะหยกกลิ้งกระจัดกระจาย ด้านในเต็มไปด้วยอวัยวะภายในซึ่งอยู่ในสภาพเหี่ยวเฉา
ศพที่ถูกห่อด้วยผ้าลินินสีน้ำตาลอมเหลือง กลิ้งกระเด็นไปในทิศทางหนึ่ง ผิวผ้าชุ่มไปด้วยของเหลวสีแดงเข้ม
ไม่ใช่สิ่งใดนอกจากมัมมี่ที่สร้างจากศพของตูตันส์ที่สอง ลำตัวค่อนข้างบาง สวมหน้ากากทองคำแถบแดงสลับดำเหมือนกับครึ่งเทพของโรงเรียนกุหลาบคนเมื่อครู่ บริเวณเบ้าตาฝังอัญมณีสีดำบริสุทธิ์สองเม็ด
ขณะที่มัมมี่โผล่ออกมา สภาพแวดล้อมโดยรอบเย็นเยียบกะทันหัน และในเวลาเดียวกัน หลังจากกลิ้งไปได้สักพัก โลงศพส่วนล่างหยุดนิ่งในสภาพคว่ำหน้า ของเหลวสีแดงเข้มไหลซึม ฉาบพื้นดินในจุดดังกล่าวจนชุ่มฉ่ำ
ได้เห็นฉากดังกล่าว ครึ่งเทพโรงเรียนกุหลาบที่มาพร้อมกับสมบัติปิดผนึกเส้นทางนักจารกรรมพลันเดือดดาลทันที แต่เพียงไม่นานก็ทำหน้าคล้ายกับฉุกคิดบางสิ่งได้ สายตาเปลี่ยนไปเป็นความตื่นเต้น
มันเตรียมหายตัวจากเศษแก้ว ไปโผล่อีกครั้งในดวงตาอัญมณีสีดำบนหน้ากากของมัมมี่ตูตันส์ที่สอง หวังเข้าสิงร่างและพามัมมี่ตนดังกล่าวหนีเข้าโลกวิญญาณ!
ทว่า ท่ามกลาง ‘เนตรวิญญาณมาร’ ที่เปิดอยู่ มันพบว่ามัมมี่หันหน้าออกจากตำแหน่งเดิม
ขณะเดียวกัน มัมมี่ตูตันส์ที่สองซึ่งสวมมงกุฎสีทองเหนือศีรษะ กำลังหันหน้าที่มีดวงตาอัญมณีสีดำไปทางประภาคารแห่งเดียวของท่าเรือพริสต์
ฟาโรห์ซึ่งล่วงลับไปนานกว่าหลายร้อยปีรายนี้ ส่งเสียงคำรามต่ำที่ฟังดูไม่เหมือนมนุษย์ ขาผอมๆ ที่พันด้วยผ้าลินินสีน้ำตาลอมเหลืองเริ่มขยับก้าวเดิน จนกระทั่งกลายเป็นวิ่ง!
คล้ายกับมันกำลังวิ่งตามหาอิสรภาพ โดยที่ลืมไปว่า ตัวมันเป็นเพียงศพ ศพที่ควรจะนอนนิ่งๆ
สวบ! สวบ! สวบ! มัมมี่ตูตันส์ที่สองเร่งความเร็วสูงสุดทันทีที่เริ่มออกวิ่ง
ได้เห็นเช่นนั้น สตรีในชุดราตรีสีดำยกมือขวาขึ้น เล็งไปยังมัมมี่ซึ่งกำลังทำตัวผิดธรรมชาติ
“คนตายทุกคนจะต้องนอนหลับอย่างสงบ!” หญิงสาวพ่นถ้อยคำภาษาเฮอร์มิสโบราณ
ตึง!
มัมมี่ตูตันส์ที่สองย่ำเท้าลงบนพื้น กระโดดสุดแรงไปยังทิศทางหนึ่งจนกระทั่งหลุดพ้นจากขอบเขตของ ‘กฎ’ ฉิวเฉียด หลีกเลี่ยงการนอนหลับพักผ่อนอย่างสงบ
ในจุดห่างออกไป ชายผมดำดวงตาสีทองที่กำลังไล่ล่า ‘ผู้เงียบขรึม’ มาฮามูซี พลันหรี่ตาลง สั่งให้แหวนบนมือส่องแสงระยิบระยับคล้ายผลึกแก้วอีกครั้ง
ร่างของมันปรากฏตัวอีกครั้งด้านหน้ามัมมี่ พยายามขัดขวางมิให้คนตายวิ่งหนี
ทว่า มัมมี่ตูตันส์ที่สองหักเลี้ยวอีกครั้ง รีบวิ่งตรงไปยังทิศทางหนึ่ง
มันยังเปลี่ยนทิศทางการวิ่งอีกหลายครั้ง คล้ายกับพยายามวิ่งไปให้ถึงประภาคารด้วยทิศทางไม่ต่อเนื่อง
ภายในใจ ‘ผู้เงียบขรึม’ มาฮามูซีกำลังปั่นป่วน รีบหายตัวและโผล่อีกครั้งบนเศษแก้วใกล้กับมัมมี่
โดยใช้เศษแก้วเป็นสะพานเชื่อม มันกระโดดอีกครั้งเข้าไปในดวงตาอัญมณีสีดำบนหน้ากากตูตันส์ที่สอง!
แม้ครึ่งเทพของกองทัพโลเอ็นจะตั้งกฎห้ามสิงสู่ ทว่า มัมมี่ฟาโรห์แห่งอาณาจักรที่ราบสูงมิได้เป็นเพียงวัตถุวิญญาณธรรมดา แต่อัดแน่นไปด้วยพลังวิญญาณมหาศาล!
เมื่อเห็นว่าพวกพ้องประสบความสำเร็จ ครึ่งเทพของโรงเรียนกุหลาบที่มาพร้อมสมบัติปิดผนึกเส้นทางนักจารกรรม เหยียดฝ่ามือซ้ายที่สวมถุงมือดำ เล็งไปยังสตรีสวมชุดราตรี กำหมัดแน่นพร้อมกับบิดเป็นครึ่งวงกลม
หญิงสาวตกอยู่ในภวังค์เหม่อลอยชั่วขณะ ก่อนจะพบว่าชุดราตรีของตนกำลังรัดแน่น โดยในขณะเดียวกัน ทหารโลเอ็นบนหลังคาโกดังที่อยู่ห่างออกไป พบว่าพวกตนมิอาจควบคุมปากกระบอกปืนได้ดังใจ ต่างพากันเล็งไปยังทิศทางหนึ่งอย่างพร้อมเพรียงและเหนี่ยวไกทันที
ปัง! ปัง! ปัง!
แม้แต่สัตว์ประหลาดโลหะที่ควบคุมปืนใหญ่ก็ยังส่งกระสุนขนาดมหึมาไปทางหญิงสาว
ครึ่งเทพของกองทัพโลเอ็นมิได้พยายามช่วยเหลือพวกพ้อง แต่หันดวงตาสีทองไปยังมัมมี่ตูตันส์ที่สองซึ่งถูกมาฮามูซีสิงร่างจนหยุดเคลื่อนไหว ก่อนจะกำมือขวาแน่นพร้อมกับตวัดรุนแรง
“ประหาร!”
ความสุขกำลังปรากฏในดวงตา มันไม่สนว่ามัมมี่ตูตันส์จะตายอีกกี่ครั้ง แต่มาฮามูซีที่สิงอยู่ด้านในไม่สามารถทนรับสิ่งนี้ได้แน่!
พร้อมกันนั้น กระสุนไรเฟิลและกระสุนปืนใหญ่ที่กำลังพุ่งเข้าหาหญิงสาวในชุดราตรี พลันเคลื่อนไหวช้าลงกะทันหัน คล้ายกับตกหลุมอากาศในบริเวณดังกล่าว เป็นการถูก ‘ผลัก’ ด้วยพลังในเชิง ‘กฎ’
เหนือศีรษะหญิงสาวในชุดราตรี มงกุฎหนามส่องสว่างอีกครั้ง ‘ทะเลแสง’ ที่รวบรวมไว้ถูกใช้งานจนเกือบหมดในคราวเดียว
เพียงพริบตา ครึ่งเทพโรงเรียนกุหลาบที่สวมเสื้อคลุมหัว พบว่าระยะทางระหว่างตนและหญิงสาวถูกลบออกไป กล่าวอีกนัยหนึ่ง มันถูกดึงให้มาอยู่ตรงหน้าอีกฝ่ายอย่างฉับพลัน ขณะเดียวกันก็เห็นสตรีคนดังกล่าวกำลังยกหมัดขวา
แสงสว่างอันเจิดจ้ากำลังควบแน่นในกำปั้นขวาข้างดังกล่าว ก่อนจะก่อตัวกลายเป็นหอกเพลิงสีขาวลุกโชน โดยที่บริเวณคมหอกมีปีกสีขาวสองข้างสยายออก ประหนึ่งได้รับการอวยพรจากเทวทูต
ทันใดนั้น รูม่านตาของครึ่งเทพโรงเรียนกุหลาบพลันหดลีบ คล้ายกับกำลังได้ยินเสียงฝีเท้าแห่งความตายค่อยๆ ย่างกรายเข้าใกล้ มันพยายามใช้ ‘กระโดดกระจก’ เพื่อสร้างระยะห่าง แต่กลับถูกปีกสีขาวสว่างผนึกเส้นทางโดยรอบ
เมื่อความกลัวแผ่ซ่านท่วมท้นจิตใจ มันเริ่มคุมสติไม่อยู่ ค่อยๆ หยุดระงับแก่นแท้ของพลังและตัวตน
เพียงพริบตา เสียงแผดร้องที่กังวานและเกรี้ยวกราดแผ่ออกไปทุกทิศ ดวงตาของหญิงสาวในชุดราตรีพลันเบิกโพลง
หอกสีขาวที่ลุกโชนในมือขวาพลันขาดเสถียรภาพ แตกกระจัดกระจายไปในอากาศ สลายกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อย
และในจุดใกล้กับมัมมี่ตูตันส์ที่สอง ‘ผู้เงียบขรึม’ มาฮามูซีตัดสินใจเลิกสิงร่าง ปรากฏกายจากความว่างเปล่า ด้านข้างลำตัวมีตุ๊กตาที่ทำจากเศษผ้าตกอยู่
บนหน้าอกตุ๊กตามีรอยแตกที่เกือบทะลุไปถึงข้างหลัง
ทันใดนั้น ตุ๊กตาผ้าเก่าลุกขึ้นยืน ใบหน้าที่ปราศจากดวงตาของมันค่อยๆ บิดเบี้ยวทีละนิดประหนึ่งมีชีวิต ตามด้วยแผดเสียงหวีดแหลมอันน่าสะพรึง ส่งผลให้ครึ่งเทพของกองทัพโลเอ็นที่มีดวงตาสีทอง คล้ายกับลำคอถูกบีบด้วยมือล่องหน ลำตัวลอยขึ้นไปในอากาศ ขาทั้งสองข้างพยายามดีดดิ้น
ต้องขอบคุณตุ๊กตาตัวนี้ มาฮามูซีจึงรอดพ้นจากการถูก ‘ประหาร’ และครึ่งเทพของโรงเรียนกุหลาบอีกคนก็ยังรอดจากการถูกหอกไฟเสียบร่าง
ได้เห็นเช่นนั้น ครึ่งเทพรายหลังรีบกระโดดกระจกเพื่อเข้าใกล้มัมมี่ของตูตันส์ที่สองซึ่งยังคงมุ่งหน้าไปทางประภาคาร เตรียมฉวยโอกาสนี้ร่วมมือกับมาฮามูซี ปิดฉากภารกิจตรงหน้าให้เสร็จสิ้น
แต่ทันใดนั้น หญิงสาวในชุดราตรีทำการลบระยะทางระหว่างเธอและพวกมันทั้งสอง ปรากฏตัวบนท้องฟ้าเหนือศีรษะมาฮามูซี มงกุฎหนามบนหัวพลันเปล่งแสงที่เจิดจ้าและบริสุทธิ์
เธอกดมือขวาลงและเปล่งเสียง
“ณ ที่นี่ ศาสตร์เร้นลับจะอ่อนแอลง โลกแห่งความจริงจะเข้มแข็งขึ้น!”
เมื่อสิ้นเสียง ตุ๊กตาเศษผ้าเก่าๆ ที่เปื้อนเลือดพลันหยุดการกระทำทันที ส่งผลให้เสียงร้องหวีดแหลมเลือนหาย ช่วยให้ครึ่งเทพของกองทัพโลเอ็นมีเวลาหายใจหายคออีกครั้ง เป็นอิสระจากฝ่ามือล่องหน
นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป พลังครึ่งเทพของพวกมันจะอ่อนแอลง และการโจมตีจากโลกความจริงจะเข้มแข็งยิ่งขึ้น
กล่าวอีกนัยหนึ่ง บรรดาทหารโลเอ็นที่อยู่ด้านบนโกดังสินค้า รวมถึงรถศึกพลังไอน้ำที่กำลังแล่นมาตามรางเหล็ก จะนำมาชัยชนะมาให้กับกองทัพโลเอ็น!
สำหรับกองทัพโลเอ็น กฎเช่นนี้ส่งผลดีกับพวกมันอย่างสุดขั้ว!
มาฮามูซีและครึ่งเทพอีกคนของโรงเรียนกุหลาบไม่รอช้า คนหนึ่งพยายามสิงร่างมัมมี่ ส่วนอีกคนหยิบตุ๊กตาผ้าเปื้อนเลือด หมายหลบหนีก่อนที่พลังของพวกตนจะถดถอย
แน่นอน หญิงสาวในชุดราตรีและครึ่งเทพตาสีทองไม่มีทางปล่อยให้ศัตรูทำตามอำเภอใจ เตรียมเข้าไปขัดขวางอย่างเต็มกำลัง แต่ทันใดนั้น กลุ่มก้อนแสงพลันพุ่งขึ้นท้องฟ้าในทิศทางหนึ่ง เกิดระเบิดกลายเป็นดอกไม้ไฟหลากสีสัน
ถัดมา สัมผัสวิญญาณของครึ่งเทพทั้งสองถูกกระตุ้นพร้อมกัน ต่างคนต่างหันมายังฝั่งตรงข้ามโดยมิได้นัดหมาย
ถุงมือสีใสโผล่ออกจากความว่างเปล่าใกล้กับจุดที่โลงศพทองคำของมัมมี่ตูตันส์วางคว่ำอยู่ มือปริศนาข้างดังกล่าวคว้าโคลนจำนวนมากที่เปียกชุ่มไปด้วยของเหลวสีแดงเข้ม
ของเหลวเหล่านี้เกิดจากการผสมระหว่างสมองบดและของเหลวในร่างกษัตริย์ตูตันส์ที่สอง เป็นวัตถุดิบสำหรับพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อสร้างมัมมี่ โดยที่อย่างหลังมีส่วนผสมของเลือดผู้ตาย!
มาฮามูซีและครึ่งเทพของโรงเรียนกุหลาบที่ครอบครองสมบัติปิดผนึกเส้นทางนักจารกรรม ต่างก็หันไปมองทิศทางดังกล่าวในเวลาถัดมา พบชายคนหนึ่งในชุดสูทสุภาพ สวมหมวกทรงสูง
อีกฝ่ายกำลังโน้มตัวหยิบโคลนที่เปียกชุ่มของเหลวสีแดงเข้ม
ระหว่างนั้น มือขวาของชายหนุ่มกดลงบนหน้าอกซ้ายตลอดเวลา คล้ายกับกำลังแสดงความเคารพต่อครึ่งเทพทั้งสี่อย่างนอบน้อมปนยียวน จนกระทั่งชายคนดังกล่าวค่อยๆ เงยหน้าขึ้นในท่าเดิม เผยให้เห็นหน้ากากสีเงิน จากนั้นก็หายตัวไปจากตำแหน่ง เหลือทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่า
ราชันเร้นลับ 877 : กับดักของใคร
หากพูดถึงอามุนด์ เลียวนาร์ดไม่เคยมีประสบการณ์ด้วยโดยตรง ทราบเพียงว่า เป็นศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของปรสิตในร่าง โดยท่านผู้นั้นสามารถทำให้ชายชราลึกลับต้องบาดเจ็บสาหัส ส่งผลให้อารมณ์ของเลียวนาร์ดมิได้พลุ่งพล่าน เพียงลดเสียงลงและถาม
“พวกเราควรทำยังไง?”
ภายในใจ เสียงชรามอบคำตอบหลังจากเงียบไปสามวินาที
“ที่มาถึงไม่น่าจะใช่ร่างจริงของอามุนด์ อาจเป็นเพียงร่างโคลนของท่าน”
ท่าน… เป็นอย่างที่คิด ‘ผู้เย้ยเทพ’ อามุนด์น่าจะเป็นเทวทูต อาจเป็นถึงเทวทูตลำดับ 1… เพราะตาแก่เองก็น่าจะเป็นเทวทูตถึงเดินดิน… เลียวนาร์ดพยายามวิเคราะห์ข้อมูล พลางฟังพาลีส·โซโรอาสเตอร์เล่าต่อ
“หากร่างจริงของอามุนด์กล้าปรากฏตัวในเบ็คลันด์ นั่นอาจกระตุ้นให้เทพแท้จริงเสด็จลงมายังโลกมนุษย์”
เสด็จลงมายังโลกมนุษย์? เหตุการณ์เช่นนี้ไม่เกิดขึ้นมากี่ปีแล้ว? นับตั้งแต่ยุคสมัยที่ห้า เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงตำนานที่ถูกบันทึกไว้ในหนังสือ ไม่เคยมีใครเห็นกับตามาก่อน! กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้แต่ในหมู่ลำดับ 1 ด้วยกัน อามุนด์เองก็เป็นตัวตนระดับแถวหน้า? นี่คงเป็นที่มาของสมญานามผู้เย้ยเทพ… ภายในสองสามประโยค เลียวนาร์ดได้ตระหนักว่าเทวทูตที่ชื่ออามุนด์นั้นน่ากลัวเพียงใด
ขณะยืนอยู่หน้าตู้จดหมาย ความคิดของมันผันผวนเล็กน้อย ก่อนจะผุดไอเดียบางอย่าง จึงกระซิบแผ่วเบา
“หากอามุนด์มีค่าในสายตาเทพแท้จริงมากขนาดนั้น พวกเราหาทางแจ้งให้ศาสนจักรทราบเกี่ยวกับเรื่องที่ท่านปรากฏตัวในเบ็คลันด์ดีไหม?”
ในมุมมองของเลียวนาร์ด โบสถ์รัตติกาลและวายุสลาตันที่ดำรงตนมาตั้งแต่ก่อนยุคสมัยที่สี่อันเต็มไปด้วยปริศนา คงมีวิธีการมากมายในการรับมือกับเทวทูต เป็น ‘ตัวเต็ง’ ที่น่าจะต่อกรกับอามุนด์ได้ดีที่สุด
ภายในใจชายหนุ่ม พาลีส·โซโรอาสเตอร์หัวเราะแผ่วเบา
“เปล่าประโยชน์… นั่นอาจเป็นสิ่งที่อามุนด์ต้องการด้วยซ้ำ… สำหรับอามุนด์ การสูญเสียร่างโคลนอย่างมากก็เท่ากับสูญเสียกำลังรบไปบางส่วน แต่ร่างต้นนั้นไม่ได้รับอันตรายใดเลย และท่านสามารถอาศัยการตายของร่างโคลนเพื่อ ‘ดู’ การเปลี่ยนแปลงเชิงโชคชะตาของผู้เกี่ยวข้อง จุดประสงค์คือการตามหาต้นตอของความวุ่นวาย…. แม้จะมิอาจล็อกเป้าเจ้ากับข้าได้โดยตรง แต่ก็คงตีกรอบแคบลงจากเดิมมาก ช่วยให้พิจารณาตำแหน่งในการบุกจู่โจมได้ง่าย… และเหนือสิ่งอื่นใด เจ้าคิดว่าในกรุงเบ็คลันด์จะมีร่างโคลนของอามุนด์เพียงหนึ่งเดียว? ตามอุปนิสัยส่วนตัวของอามุนด์ อาจมีร่างโคลนเพียงหนึ่งที่ปรากฏสู่สาธารณะ แต่รอบๆ ยังมีร่างโคลนอีกหลายสิบหรือหลายร้อยรายล้อม… และเมื่อใดที่เราพยายามกำจัดร่างโคลนที่เปิดเผยตัว ร่างโคลนอีกหลายสิบหลายร้อยจะคอยเฝ้ามองจากองศาที่แตกต่าง สามารถเป็นได้ทั้งคนเดินถนน นกบนหลังคา มดบนพื้นดิน รวมถึงแมลงในท่อนไม้และละอองสิ่งมีชีวิตในอากาศ ซึ่งถ้าไม่ใช่ครึ่งเทพก็ไม่มีทางรู้ตัวว่าถูกแทรกซึมร่างกาย”
ฟังคำอธิบายจบ แผ่นหลังเลียวนาร์ดพลันเย็นเยียบ รู้สึกราวกับภายในอากาศรอบๆ ตัวเป็นไปด้วยอามุนด์ขนาดเท่าละออง
“แค่นี้ก็กลัวแล้วหรือ?” พาลีส·โซโรอาสเตอร์หัวเราะในลำคอ “หากเจ้ารู้ว่าอามุนด์สามารถขโมยโชคชะตาของคนอื่นได้โดยที่เหยื่อไม่รู้ตัว เจ้าจะยิ่งกลัวมากกว่าเดิม”
“ขโมยโชคชะตาหมายถึงอะไร?” เลียวนาร์ดถามด้วยความสงสัย
เสียงค่อนข้างชราของพาลีสตอบ
“อามุนด์จะตามเจ้ากลับบ้าน จากนั้น เจ้าจะพบว่า พ่อและแม่ปฏิบัติต่ออามุนด์ประหนึ่งลูกชาย ภรรยาของเจ้าจะมองอามุนด์เป็นสามี ลูกของเจ้าจะมองอามุนด์เป็นพ่อ เพื่อนของเจ้า ทุกคนที่เจ้ารู้จักจะคิดว่าอามุนด์คือเจ้า… เจ้าจะกลายเป็น ‘หมาหัวเน่า’ ที่ค่อยๆ ถูกตัดขาดจากทุกสิ่งบนโลกแห่งความจริง ค่อยๆ ตายไปทีละนิด”
“การขโมยระดับนี้… ผลลัพธ์คงอยู่ถาวร?” เลียวนาร์ดอดไม่ได้ที่จะหายใจเสียงดัง
พาลีส·โซโรอาสเตอร์ตอบ
“ก่อนที่โจรจะถูกจับ… เคยมีโจรคนไหนคืนของที่ขโมยไปบ้าง? เว้นเสียแต่… อามุนด์จะเบื่อและพอกับสิ่งนั้น”
เลียวนาร์ดเงียบงันสักพัก พบว่าศัตรูระดับอามุนด์ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่ตนสามารถต่อกร ราวกับอยู่คนละโลกโดยสิ้นเชิง
ผ่านไปไม่กี่วินาที มันถามเสียงต่ำ
“แล้วพวกเราควรทำยังไง?”
มันมิได้เสนอแนวคิดของตน เพราะนั่นคงไม่มีวันสำเร็จในทางทฤษฎี
พาลีส·โซโรอาสเตอร์เงียบงันสักพัก ก่อนจะกล่าว
“ดูไปก่อน”
…
ภายในผับวีรบุรุษ
ตามที่ตกลงกัน มาริครออยู่ในห้องบิลเลียดหมายเลขสาม
เมื่อเชอร์ล็อก·โมเรียตี้ตกลงแล้วที่จะช่วย การพูดคุยรายละเอียดซึ่งๆ หน้าคือสิ่งจำเป็น
ไม่ใช่สิ่งที่จะสนทนากันผ่านตัวอักษรบนกระดาษจดหมาย
จิบเบียร์อึกอึกอึก มาริคยกมือขวาขึ้นมาสางผม แม้บนใบหน้าขาวซีดของมันจะยังคงปราศจากเลือดฝาด แต่ความบ้าคลั่งในดวงตาบรรเทาลงจากเดิมมาก
ทันใดนั้น หัวใจของมันพลันเต้นระรัว จึงรีบเงยหน้าและมองไปทางด้านข้าง พบร่างของบุรุษสวมหมวกทรงสูงและเสื้อผ้าสุภาพค่อยๆ เผยเค้าโครงคมชัดขึ้นจากความว่างเปล่า ไม่ใช่ใครนอกจากเชอร์ล็อก·โมเรียตี้
ท่องเที่ยว? หัวใจมาริคเริ่มเต้นแรง รูม่านตาหดลีบ สัญชาตญาณกำลังร้องเตือน
ไม่ใช่เพราะมันไม่เชื่อใจเชอร์ล็อก·โมเรียตี้ แต่นี่เป็นอากัปกิริยาขณะเผชิญหน้าสิ่งมีชีวิตที่มีลำดับสูงกว่าในห่วงโซ่อาหาร
ขณะเดียวกัน จากมุมสายตาของมาริค มันเห็นชารอนที่เหมือนตุ๊กตาปรากฏตัวบนเก้าอี้สูง
ไคลน์กดหมวก โค้งศีรษะให้คนทั้งสอง ตามด้วยยิ้ม
“สิ่งที่ผมสนใจมากที่สุดก็คือ ตอนนี้พวกคุณมีข้อมูลมากแค่ไหน? ยิ่งมีข้อมูลมาก โอกาสประสบความสำเร็จก็มาก ความเสี่ยงที่จะเกิดเรื่องไม่คาดฝันก็จะน้อยลง… ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพ คุณสามารถยืนยันได้ไหมว่ามัมมี่ตูตันส์ที่สองไม่มีความผิดปรกติ? สามารถยืนยันได้ไหมว่าถูกเก็บอยู่ในโลงศพใด? หากทำได้ ผมสามารถเทเลพอร์ตไปยังจุดดังกล่าวก่อนที่คนคุ้มกันจะไหวตัว ทำการขโมยและกลับมาด้วยพลังเทเลพอร์ตอีกครั้ง เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจ”
ขณะมาริคทำหน้านึก เสียงเรียบๆ ของชารอนดังขึ้น
“ระบุได้ว่าเป็นโลงศพใด แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าไม่มีความผิดปรกติ”
ไคลน์พยักหน้า ดึงเก้าอี้ออกมานั่ง
“แล้วยังรู้อะไรอีกไหม”
ดวงตาสีฟ้าของชารอนขยับเล็กน้อย
“นี่อาจเป็นกับดักของโรงเรียนกุหลาบ หรือไม่ก็กับดักของกองทัพโลเอ็น”
ในตอนแรก เธอไม่ได้เล่าอย่างหลังให้ฟัง… นั่นสินะ จนกว่าจะแน่ใจว่าอีกฝ่ายยอมร่วมมือ เป็นเราก็คงไม่เปิดเผยข้อมูลมากนัก… ไคลน์ถามเกี่ยวกับประเด็นล่าสุดอย่างรอบคอบ
“กับดักของโรงเรียนกุหลาบ?”
คราวนี้เป็นมาริคที่ตอบ เป็นการอธิบายลงลึกรายละเอียด
“ในอาณาจักรที่ราบสูงโบราณ การทำมัมมี่ถือเป็นธรรมเนียมของชนชั้นสูง เป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ และมัมมี่ของฟาโรห์คือสิ่งที่ห้ามถูกลบหลู่เป็นอันขาด… ในสมัยนั้น ช่วงก่อนที่กองทัพพันธมิตรโลเอ็น อินทิส และเฟเนพ็อตจะเข้ายึดอาณาจักรสำเร็จ ลูกหลานของฟาโรห์ตัดสินใจย้ายมัมมี่ที่สำคัญที่สุดจำนวนหนึ่งไปยังจุดปลอดภัย หนึ่งในนั้นคือศพของฟาโรห์โบราณ… เมื่อไม่นานมานี้ ฐานลับของกลุ่มกบฏ ที่ราบสูงถูกบุกรุก กองทัพโลเอ็นพบมัมมี่ตูตันส์ที่สองในชั้นล่างสุด จึงทำการลำเลียงกลับมายังเบ็คลันด์ เตรียมส่งให้สถาบันการทหารสักแห่งวิจัย… สำหรับลูกหลานฟาโรห์ พฤติกรรมเช่นนี้ถือเป็นการดูหมิ่นอย่างร้ายแรง พวกเขามีแรงจูงใจมากพอที่จะขโมยมัมมี่ตูตันส์ที่สอง และจากบรรดาลูกหลานฟาโรห์กลุ่มดังกล่าว หนึ่งในนั้นคือมาฮามูซี เป็นทั้งผู้นำกลุ่มต่อต้านและสมาชิกคนสำคัญของโรงเรียนกุหลาบ… เป็นลูกศิษย์ของ ‘เทพหายนะ’ เซียอา”
ไคลน์พยักหน้าเล็กน้อย
“กล่าวอีกนัยหนึ่ง มัมมี่ของตูตันส์ที่สองอาจเป็นเหยื่อที่กองทัพโลเอ็นใช้ล่อมาฮามูซีออกมา โดยยังมีอีกความเป็นไปได้หนึ่งก็คือ โรงเรียนกุหลาบยอมสละมัมมี่ของฟาโรห์เพื่อกำจัดพวกคุณ”
มันอยากจะบอกว่า ลำดับ 6 กับลำดับ 5 อย่างพวกคุณไม่น่าจะสำคัญขนาดให้โรงเรียนกุหลาบต้องเล่นใหญ่ถึงเพียงนี้ แต่เมื่อพิจารณาจากการที่อีกฝ่ายคือนิกาย ‘ปลดปล่อยแรงปรารถนา’ ของโรงเรียนกุหลาบ ปราศจากความยับยั้งชั่งใจในการแก้แค้น และมิอาจใช้สามัญสำนึกของคนปรกติเพื่อตัดสิน
นอกจากนั้น การที่ชารอนและมาริคสามารถหลบหนีจากโซ่ตรวนของโรงเรียนกุหลาบ หลบหนีจากเงื้อมมือมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายได้สำเร็จ ลำพังความโชคดีคงไม่เพียงพอ น่าจะมีใครบางคนแอบสนับสนุนอย่างลับๆ … ถ้ามีคนแบบนั้นอยู่จริง ป่านนี้คงกำลังตกเป็นเป้าการตามล่าของโรงเรียนกุหลาบอยู่… ไคลน์วิเคราะห์ตามความเคยชิน แต่มิได้กล่าวออกไป
“ถูกต้อง” มาริคลูบหน้าผากพลางตอบ ดูเหมือนว่าการถ่ายทอดคำพูดจำนวนมากจะทำให้พลังวิญญาณของมันผันผวน
ไคลน์ไตร่ตรองสักพักก่อนจะพูด
“ถ้าเป็นแบบแรก เกรงว่าสถานการณ์อาจยุ่งยากกว่าที่ผมคิดไว้… เพื่อจะจัดการกับครึ่งเทพและผู้สมรู้ร่วมคิด กองทัพโลเอ็นต้องเตรียมผู้วิเศษอย่างน้อยสองคนในระดับเดียวกับมาฮามูซีสำหรับซุ่มโจมตี นอกจากนั้นยังต้องมีมาตรฐานป้องกันเหตุไม่คาดฝัน เช่นการเบิกใช้สมบัติปิดผนึกระดับ 0… สรุปโดยสั้น เมื่อสถานที่ลงมืออยู่ห่างจากเบ็คลันด์เช่นนี้ ถ้าไม่ร่วมมือกันระหว่างหน่วยพิเศษของทั้งสามโบสถ์ เกรงว่าการวางกับดักคงไม่ง่ายนัก”
ชารอนขยับคางเล็กน้อย นัยว่าเห็นด้วยกับการวิเคราะห์ของเชอร์ล็อก·โมเรียตี้
ไคลน์มิได้เน้นย้ำถึงความยากของภารกิจ เพียงหันไปกล่าว
“ดังนั้น เราต้องมีข้อมูลที่แม่นยำและละเอียดกว่านี้ การเตรียมตัวจะได้รัดกุมและรอบคอบ ไม่อย่างนั้นคงยากจะทำภารกิจให้สำเร็จอย่างราบรื่น”
โดยไม่รอให้ชารอนกับมาริคพูด ชายหนุ่มเสริม
“ผมรู้จักกระจกวิเศษที่สามารถใช้ทำนายได้อย่างมีประสิทธิภาพ… ‘ท่าน’ ยึดถือหลักการแลกเปลี่ยนอย่างเท่าเทียม ตราบใดที่พวกคุณไม่กังวลว่าจะถูกเปิดเผยกิจกรรมส่วนตัวหรือเรื่องที่น่าอับอาย เราสามารถซักถามได้มากมายจาก ‘ท่าน’ … อยากลองไหม? ผมสามารถอัญเชิญมาได้”
ตามหลักพื้นฐานของศาสตร์เร้นลับ ผู้อัญเชิญ ‘สิ่งมีชีวิตลึกลับ’ มักมีความเสี่ยงสูงที่สุด
“ขอถามเผื่อเอาไว้ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมไม่ยอมตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว?” มาริคหรี่ตาถาม
ไคลน์ตอบไปตามจริง
“คุณจะถูกฟ้าผ่า นั่นอาจมาพร้อมอาการบาดเจ็บรุนแรง”
ฟ้าผ่า… เดิมที มาริคค่อนข้างมั่นใจในความถึกทนของซอมบี้ บทลงโทษเล็กๆ น้อยๆ ไม่น่าจะทำให้มันเจ็บปวด คาดไม่ถึงว่าการลงโทษจะเป็นฟ้าผ่าที่สามารถคร่าชีวิตมนุษย์ได้ง่ายดาย
มันลังเลสักพักพลางชำเลืองไปทางชารอน หลังจากเห็นอีกฝ่ายพยักหน้ายืนยัน มาริคถอนหายใจ
“ตกลง”
ไคลน์ไม่สานต่อบทสนทนา เพียงหยิบปากกาและกระดาษออกจากกระเป๋าเสื้อ ตามด้วยออกคำสั่ง
“เตรียมกระจกเงา”
ทันทีที่สิ้นเสียงพูด กระจกสำหรับแต่งหน้าขนาดเท่าฝ่ามือใหญ่ๆ ปรากฏขึ้นบนโต๊ะบิลเลียด
กระจกแต่งหน้าสไตล์ชาววัง… ไคลน์ชำเลืองเล็กน้อย ก่อนจะวาดสัญลักษณ์ของการ ‘ส่องความลับ’ และ ‘ความลับ’ ลงบนกระดาษ
ราชันเร้นลับ 874 : ผมไม่ได้พูดอะไรเลย
เลียวนาร์ด·มิเชลประสานมือและโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย
“พวกเราสามารถฟื้นฟูฉากสุดท้ายที่คารอนเห็นก่อนเสียชีวิต… อาจไม่เห็นภาพของคนร้ายโดยตรง แต่ภาพสะท้อนบนมุขหน้าต่างคือร่างของบารอนซินดราส”
เว้นวรรคสักพัก เลียวนาร์ดเสริม
“มันราบรื่นเกินไปจนยากจะเชื่อลง… ขุนนางและนายธนาคารระดับบารอนซินดราส หากต้องการฆ่าใครสักคน ไม่มีทางลงมือทำด้วยตัวเองหรือเสียเวลาไปยืนมองในจุดเกิดเหตุ เว้นเสียแต่เขาจะมีรสนิยมพิเศษ… และอยากที่คุณทราบ มีหลายวิธีในการสร้างฉากแบบนี้ขึ้นมา ไม่ว่าจะภาพลวงตาหรือการแปลงโฉม”
กล่าวถึงการแปลงโฉม เลียวนาร์ดเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย จ้องหน้าดอน·ดันเตสราวกับจะพูดว่า รูปลักษณ์ปัจจุบันของคุณไม่น่าจะใช่ของจริง เช่นเดียวกับเกอร์มัน·สแปร์โรว์และเชอร์ล็อก·โมเรียตี้
เป็นการใส่ร้ายที่มักง่ายเกินไปจนอดสงสัยไม่ได้ว่า คนร้ายตัวจริงต้องการโยนความผิดให้บารอนซินดราสแน่หรือ? อา… คงต้องวิเคราะห์คดีตั้งแต่จุดเริ่มต้น สมมติว่าตัวเรา ดอน·ดันเตส เป็นแค่คนธรรมดา… นอกจากนั้น ห้ามด่วนสรุปเด็ดขาด อย่างมากก็แสดงความเห็นกว้างๆ หรือไม่ก็ย้อนถามกลับ… หากผลลัพธ์ออกมาตรงกันข้าม นั่นก็เป็นเพราะนักกวีรายนี้ตีความคำใบ้ผิดไปเอง ไม่เกี่ยวกับเราแม้แต่น้อย… ไคลน์ยิ้มพลางหยิบถ้วยกระเบื้องเคลือบ จิบหนึ่งคำ
“ลองคิดตามผม… ถ้าคนที่ถูกลากเข้าไปพัวพันไม่ใช่ผม แต่เป็นคนธรรมดา เรื่องราวจะพัฒนาไปในทิศทางใด?”
เลียวนาร์ดยกมือที่ประสานกันขึ้น ใช้นิ้วชี้เคาะกันเองเบาๆ
“ในฐานะผู้ต้องสงสัย ดอน·ดันเตสจะถูกคุมขังในสถานีตำรวจ แต่พ่อบ้าน บุรุษรับใช้ และคนที่คฤหาสน์ล้วนเป็นพยานได้ว่าเขาไม่เคยติดต่อกับครอบครัวคารอน คำให้การของทั้งสองฝ่ายจึงขัดแย้งกันอย่างรุนแรง เมื่อตำรวจจนปัญญาก็ต้องขอความช่วยเหลือจากเหยี่ยวราตรี… หลังจากสื่อวิญญาณ เราจะได้เห็นภาพสุดท้ายในดวงตาคารอน… ภาพของบารอนซินดราส”
กล่าวจบ เลียวนาร์ดเงียบงันหลายวินาที ก่อนจะพูดต่อท่ามกลางการจ้องมองของดอน·ดันเตส
“ไม่สำคัญว่าเบาะแสที่ได้รับจะตื้นเขินเกินไป หรือดูไม่น่าเชื่อถือเกินไป แต่พวกเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากสืบสวนบารอนซินดราสไปตามกระบวนการ… และนั่นจะทำให้ความผิดปรกติของเขาถูกขุดคุ้ย? บารอนซินดราสมีความเชื่อมโยงกับพลังพิเศษและศาสตร์เร้นลับ จึงอ่อนไหวต่อการถูกเหยี่ยวราตรีสืบสวน?”
ยิ่งเล่าออกมา เลียวนาร์ดก็ยิ่งมั่นใจ คล้ายกับอ่านความคิดของคนร้ายตัวจริงออก
ไม่ว่าจะมัน หรือพวกมัน แต่คนร้ายตัวจริงก็มิได้แยแสความน่าเชื่อถือของหลักฐาน ขอเพียงเหยี่ยวราตรีส่งคนไปสืบสวนบารอนซินดราส นั่นถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์ เพราะอีกฝ่ายทราบว่าบารอนซินดราสเก็บซ่อนความลับที่ยิ่งใหญ่ไว้!
ใช่แล้ว นั่นคือสิ่งที่เราคิด คนร้ายตัวจริงพยายาม ‘แจ้งความนิรนาม’ แต่ด้วยวิธีที่แยบยลกว่า เป็นการวางกับดักที่หลอกล่อให้เหยี่ยวราตรีต้องตรวจสอบบารอนซินดราสอย่างไม่มีทางเลือก โดยที่ตัวเองไม่ได้ต้องเผยตัว… แน่นอน เราไม่ได้ยืนยันว่าสมมติฐานนี้ถูกต้อง ถ้าผลลัพธ์ออกมาผิด นั่นก็ไม่เกี่ยวกับเราสักหน่อย… ไคลน์ยกเท้าขวาทับซ้ายในท่าไขว่ห้าง ยิ้มและกล่าว
“แต่เนื่องจากบารอนซินดราสไหวตัวได้เร็ว สืบสวนตอนนี้ก็คงไม่พบอะไรแล้ว”
เลียวนาร์ดพยักหน้าเชื่องช้า กล่าวเชิงสรุปให้ตัวเองฟัง
“อดีตของบารอนรายนี้ค่อนข้างเป็นตำนาน เกือบจะล้มละลายหลายครั้ง แต่ก็รอดมาได้ทุกครั้ง แถมยังอยู่บนจุดสูงสุดยิ่งกว่าคราวก่อน… หมายความว่า จากเหตุการณ์ข้างต้น มีครั้งหนึ่งที่เขาสิ้นหวังจนต้องขายวิญญาณให้เทพมารหรือตัวตนลึกลับอื่น?”
ทฤษฎีของนายไม่สุดโต่งไปหน่อยหรือ? ไคลน์ไม่ยืนยันว่าข้อสันนิษฐานของเลียวนาร์ดถูกหรือผิด เพียงย้อนถาม
“ในทางกลับกัน คุณคิดยังไงกับคนร้ายตัวจริงที่ทำให้คารอนฆ่าตัวตาย?”
เลียวนาร์ดละทิ้งการวิเคราะห์ของตัวเองชั่วคราว หันมาไตร่ตรองเกี่ยวกับ ‘ทิศทางของคดีในกรณีปรกติ’
“ชุดกับดักตื้นเขินเกินไป การชี้นำทางใจรวมถึงการฝังความทรงจำเกิดขึ้นอย่างไม่แนบเนียนและมิดชิด ถูกตรวจพบได้ง่าย ดังนั้นไม่น่าจะเป็นฝีมือของผู้วิเศษลำดับกลางหรือสูงในเส้นทางผู้ชม แต่เป็นผู้วิเศษเส้นทางอื่นที่พึ่งพาสมบัติวิเศษ…”
ยังไม่ทันกล่าวจบ เลียวนาร์ดเงียบไปอีกครั้ง ไม่มีใครรู้ว่าชายคนนี้กำลังคิดสิ่งใด
ไคลน์ยังคงยิ้มแย้มพลางจ้องหน้าอีกฝ่าย คล้ายกับทุกสิ่งอยู่ในความควบคุม ไม่ได้กล่าวคำใดเพื่อช่วยเลียวนาร์ดสรุปผล คำตอบเกิดจากการวิเคราะห์ของอีกฝ่ายเพียงอย่างเดียว
สอดคล้องกับคำพูดของตาแก่… คดีนี้อาจเป็นฝีมือของเส้นทาง ‘ผู้ชม’ ระดับกลางถึงสูง เพราะช่องโหว่ที่อีกฝ่ายจงใจเผย เกิดจากการคำนึงถึงพฤติกรรมและท่าทีตอบสนองของทุกคนอย่างรอบคอบ… คนร้ายเชี่ยวชาญจิตใจมนุษย์มาก สิ่งเดียวที่ผิดแผนคือประสบการณ์และสติปัญญาของดอน·ดันเตส… หลังจากเริ่มมองเห็นเค้าลางของคดี เลียวนาร์ดยืนขึ้นพร้อมกับกระแอม
“ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ”
ไคลน์หัวเราะในลำคอ
“ผมไม่ได้พูดอะไรเลย”
โดยไม่รอเลียวนาร์ดตอบสนอง ชายหนุ่มเสริม
“อดีตเพื่อนร่วมงานของคุณ ขอให้ผมถามคุณว่า หากเขาพบเบาะแสของอินซ์·แซงวีลล์ จะติดต่อคุณได้ทางไหนบ้าง?”
เลียวนาร์ดที่กำลังจะยืนขึ้นและโบกมือลา กลับลงมานั่งอีกครั้ง แน่นิ่งราวสิบวินาทีก่อนจะตอบ
“ส่งจดหมายไปยังบ้านเลขที่ 7 ถนนพินสเตอร์”
หมายความว่านายจะไม่ออกจากเบ็คลันด์ไปอีกสักพัก? หรือว่าถึงจะออกไปข้างนอก ก็ยังมีวิธีตรวจสอบความเคลื่อนไหวของบ้านเลขที่ 7 ถนนพินสเตอร์ หรือไม่ก็มีวิธีอ่านจดหมายจากระยะไกล? น่าจะเป็นแบบหลัง เทวทูตประจำเส้นทางนักจารกรรมเต็มไปด้วยความลึกลับและพิสดาร คงมีพลังสักอย่างสองอย่างคอยอำนวยความสะดวกให้เลียวนาร์ด… ถามรายละเอียดไม่ได้ แบบนั้นจะเป็นการลดทอนคุณค่าของดอน·ดันเตส… ไคลน์ยิ้มหน้านิ่ง
“ผมจะบอกเขาให้”
เลียวนาร์ดยังไม่กลับทันที อ้าปากขึ้นเล็กน้อย ปิดกลับไปใหม่ ก่อนจะอ้าปากอีกครั้ง
“แล้วถ้าผมต้องการติดต่อเขา… ทำได้ด้วยวิธีใด?”
ถามเสร็จ ดวงตาสีเขียวของมันอัดแน่นด้วยความลุ่มลึกและยับยั้ง
ไคลน์เตรียมคำตอบไว้แล้ว ยิ้มและกล่าว
“ผู้เตร็ดเตร่ในความว่างเปล่า… สิ่งมีชีวิตที่เป็นมิตรและพร้อมรับคำสั่ง… ผู้ส่งสารของเกอร์มัน·สแปร์โรว์แต่เพียงผู้เดียว… สำหรับขั้นตอนของพิธีกรรม หากไม่มั่นใจให้ถามพาลีส”
เลียวนาร์ดทราบดีว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์คือเชอร์ล็อก·โมเรียตี้ คือไคลน์·โมเร็ตติ จึงพยักหน้าเล็กน้อยพร้อมกับลุกขึ้น
“ขอบคุณสำหรับข้อมูล ขออภัยที่บุกรุกเข้ามาโดยเสียมารยาท”
กล่าวจบ มันเดินไปทางประตู เปิดออก ตัดขาดจากความฝัน
สหาย คิดจะกลับก็กลับเลยรึไง… ตัวนายที่เป็นฝันร้าย หรือ ‘อดีต’ ฝันร้าย มั่นใจใจความจำของตัวเองมากไปไหม? อย่างน้อยก็ควรจดบันทึก ไม่ใช่ทำเหมือนเป็นเรื่องไม่สำคัญแบบนี้! หลังจากแผ่นหลังของเลียวนาร์ดหายไป ไคลน์จิกกัดสองสามประโยค
ชายหนุ่มส่ายศีรษะอย่างจนปัญญา เสร็จสิ้นการงีบยามบ่าย เตรียมสะสางเกี่ยวกับไบลัมตะวันตก
…
บนฝันทองคำ เดนิสที่เสร็จสิ้นภารกิจของตน กำลังดื่มเบียร์สีซีดกับน้ำแข็งเนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัด
หากไม่ใช่เพราะน้ำแข็งเกิดจากพลังพิเศษของคนบนเรือ ทำให้มีจำนวนไม่มาก เดนิสคงดื่มรวดเดียวหมดถัง
“ชีวิตมันต้องแบบนี้!” เดนิสรำพันพลางกระดกของเหลวในแก้วจนหมด
ทันใดนั้น หมอกสีเทาปกคลุมการมองเห็นโดยสมบูรณ์ เสียงของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ดังกังวาน
“ช่วยแจ้งให้เดนิสทราบว่า เขาต้องรีบเดินทางไปยังไบลัมตะวันตกทันที ตรวจสอบสถานการณ์ปัจจุบันของดินแดนในการปกครองของเมซันเญสและคาทามี่ ให้ความสำคัญกับเบาะแสของโรงเรียนกุหลาบมากเป็นพิเศษ”
ด…เดินทางไปยังไบลัมตะวันตก? เดนิสในท่าถือแก้วเบียร์ ทวนคำสั่งเกอร์มัน·สแปร์โรว์ซ้ำไปมา
มันเคยเข้าไปตามหาสมบัติพร้อมกับลูกเรือของฝันทองคำ นอกจากนั้นยังได้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมจาก ‘พลเรือโทธารน้ำแข็ง’ เอ็ดวิน่า จึงทราบดีว่าไบลัมตะวันตกวุ่นวายมากเพียงใด
และคราวนี้… เราต้องไปคนเดียว! เดนิสขบกรามแน่น พบว่าอนาคตของตนช่างมืดมน
มันกำลังจินตนาการถึงป่าดงดิบที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตน่าขนลุก ชนพื้นเมืองที่ศรัทธาเทพมรณาและเรื่องลี้ลับพิสดาร ถนนที่เต็มไปด้วยโจรป่าและกลุ่มต่อต้าน หมู่บ้านที่เต็มไปด้วยวิญญาณอาฆาตและภูตผี เมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยเสียงปืนและการต่อสู้ของผู้วิเศษ
ไม่ได้… เราต้องปฏิเสธเกอร์มัน·สแปร์โรว์… ไม่สิ อย่างน้อยก็ให้เขาส่งคนมาช่วย! หืม… เดี๋ยวก่อน… แม้แต่คนธรรมดายังอาศัยอยู่ในไบลัมตะวันตกได้ แถมบางคนร่ำรวยจนกลายเป็นเศรษฐี มีคฤหาสน์หลังใหญ่… ที่นั่นอาจไม่ได้น่ากลัว เราแค่คิดไปเอง… นอกจากนั้น เกอร์มัน·สแปร์โรว์ไม่ได้สั่งให้เราติดต่อใคร ที่ต้องทำมีแค่การสืบข่าว… เดนิสเริ่มเผยรอยยิ้ม รีบตอบกลับผ่านเดอะฟูลว่า ตนจะทำตามคำสั่งของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ทันที
หลังจากนั้น อาศัยขั้นตอนที่นักผจญภัยเสียสติกำชับให้ทำ เดนิสประกอบพิธีกรรม ‘รับมอบ’ ขึ้นในห้องตัวเอง
เมื่อพิธีกรรมจบลง มันเห็นประตูมายาเปิดออก เข็มกลัดสีทองเข้มรูปทรงนกสุริยันลอยออกมาและตกลงบนแท่นบูชา
เข็มกลัดสุริยัน!
บนทวีปใต้ ดินแดนที่เคยถูกปกครองโดยเทพมรณา พลังในขอบเขตสุริยันถือว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง!
ถึงกับมอบสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ให้เรา… ได้ทำงานกับเกอร์มัน·สแปร์โรว์ก็ไม่เลวนัก… เดี๋ยวก่อน… เขาได้บอกไหมว่ายกให้หรือให้ยืม? ในวินาทีที่หยิบเข็มกลัด เดนิสพบว่าอุณหภูมิรอบตัวสูงขึ้นกะทันหัน
…
หลังจากมอบหมายงานให้เดนิส ขณะเตรียมเปิดประตูออกไปสั่งให้ริชาร์ดสันเตรียมน้ำเย็นหนึ่งแก้ว สัมผัสวิญญาณของไคลน์ถูกกระตุ้นกะทันหัน
เพียงพริบตาหลังจากเปิดเนตรวิญญาณ ชายหนุ่มเห็นผู้ส่งสารของตน ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์เดินออกจากความว่างเปล่า จากบรรดาสี่เศียรผมสีทองตาสีแดงที่ถูกหิ้วในมือ ปากหนึ่งกำลังคาบจดหมายแผ่นบาง
จากใคร? เลียวนาร์ด? ไคลน์ยื่นมือขวาออกไปรับด้วยสีหน้าฉงน
……………………………………………….
ราชันเร้นลับ 874 : ผมไม่ได้พูดอะไรเลย
เลียวนาร์ด·มิเชลประสานมือและโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย
“พวกเราสามารถฟื้นฟูฉากสุดท้ายที่คารอนเห็นก่อนเสียชีวิต… อาจไม่เห็นภาพของคนร้ายโดยตรง แต่ภาพสะท้อนบนมุขหน้าต่างคือร่างของบารอนซินดราส”
เว้นวรรคสักพัก เลียวนาร์ดเสริม
“มันราบรื่นเกินไปจนยากจะเชื่อลง… ขุนนางและนายธนาคารระดับบารอนซินดราส หากต้องการฆ่าใครสักคน ไม่มีทางลงมือทำด้วยตัวเองหรือเสียเวลาไปยืนมองในจุดเกิดเหตุ เว้นเสียแต่เขาจะมีรสนิยมพิเศษ… และอยากที่คุณทราบ มีหลายวิธีในการสร้างฉากแบบนี้ขึ้นมา ไม่ว่าจะภาพลวงตาหรือการแปลงโฉม”
กล่าวถึงการแปลงโฉม เลียวนาร์ดเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย จ้องหน้าดอน·ดันเตสราวกับจะพูดว่า รูปลักษณ์ปัจจุบันของคุณไม่น่าจะใช่ของจริง เช่นเดียวกับเกอร์มัน·สแปร์โรว์และเชอร์ล็อก·โมเรียตี้
เป็นการใส่ร้ายที่มักง่ายเกินไปจนอดสงสัยไม่ได้ว่า คนร้ายตัวจริงต้องการโยนความผิดให้บารอนซินดราสแน่หรือ? อา… คงต้องวิเคราะห์คดีตั้งแต่จุดเริ่มต้น สมมติว่าตัวเรา ดอน·ดันเตส เป็นแค่คนธรรมดา… นอกจากนั้น ห้ามด่วนสรุปเด็ดขาด อย่างมากก็แสดงความเห็นกว้างๆ หรือไม่ก็ย้อนถามกลับ… หากผลลัพธ์ออกมาตรงกันข้าม นั่นก็เป็นเพราะนักกวีรายนี้ตีความคำใบ้ผิดไปเอง ไม่เกี่ยวกับเราแม้แต่น้อย… ไคลน์ยิ้มพลางหยิบถ้วยกระเบื้องเคลือบ จิบหนึ่งคำ
“ลองคิดตามผม… ถ้าคนที่ถูกลากเข้าไปพัวพันไม่ใช่ผม แต่เป็นคนธรรมดา เรื่องราวจะพัฒนาไปในทิศทางใด?”
เลียวนาร์ดยกมือที่ประสานกันขึ้น ใช้นิ้วชี้เคาะกันเองเบาๆ
“ในฐานะผู้ต้องสงสัย ดอน·ดันเตสจะถูกคุมขังในสถานีตำรวจ แต่พ่อบ้าน บุรุษรับใช้ และคนที่คฤหาสน์ล้วนเป็นพยานได้ว่าเขาไม่เคยติดต่อกับครอบครัวคารอน คำให้การของทั้งสองฝ่ายจึงขัดแย้งกันอย่างรุนแรง เมื่อตำรวจจนปัญญาก็ต้องขอความช่วยเหลือจากเหยี่ยวราตรี… หลังจากสื่อวิญญาณ เราจะได้เห็นภาพสุดท้ายในดวงตาคารอน… ภาพของบารอนซินดราส”
กล่าวจบ เลียวนาร์ดเงียบงันหลายวินาที ก่อนจะพูดต่อท่ามกลางการจ้องมองของดอน·ดันเตส
“ไม่สำคัญว่าเบาะแสที่ได้รับจะตื้นเขินเกินไป หรือดูไม่น่าเชื่อถือเกินไป แต่พวกเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากสืบสวนบารอนซินดราสไปตามกระบวนการ… และนั่นจะทำให้ความผิดปรกติของเขาถูกขุดคุ้ย? บารอนซินดราสมีความเชื่อมโยงกับพลังพิเศษและศาสตร์เร้นลับ จึงอ่อนไหวต่อการถูกเหยี่ยวราตรีสืบสวน?”
ยิ่งเล่าออกมา เลียวนาร์ดก็ยิ่งมั่นใจ คล้ายกับอ่านความคิดของคนร้ายตัวจริงออก
ไม่ว่าจะมัน หรือพวกมัน แต่คนร้ายตัวจริงก็มิได้แยแสความน่าเชื่อถือของหลักฐาน ขอเพียงเหยี่ยวราตรีส่งคนไปสืบสวนบารอนซินดราส นั่นถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์ เพราะอีกฝ่ายทราบว่าบารอนซินดราสเก็บซ่อนความลับที่ยิ่งใหญ่ไว้!
ใช่แล้ว นั่นคือสิ่งที่เราคิด คนร้ายตัวจริงพยายาม ‘แจ้งความนิรนาม’ แต่ด้วยวิธีที่แยบยลกว่า เป็นการวางกับดักที่หลอกล่อให้เหยี่ยวราตรีต้องตรวจสอบบารอนซินดราสอย่างไม่มีทางเลือก โดยที่ตัวเองไม่ได้ต้องเผยตัว… แน่นอน เราไม่ได้ยืนยันว่าสมมติฐานนี้ถูกต้อง ถ้าผลลัพธ์ออกมาผิด นั่นก็ไม่เกี่ยวกับเราสักหน่อย… ไคลน์ยกเท้าขวาทับซ้ายในท่าไขว่ห้าง ยิ้มและกล่าว
“แต่เนื่องจากบารอนซินดราสไหวตัวได้เร็ว สืบสวนตอนนี้ก็คงไม่พบอะไรแล้ว”
เลียวนาร์ดพยักหน้าเชื่องช้า กล่าวเชิงสรุปให้ตัวเองฟัง
“อดีตของบารอนรายนี้ค่อนข้างเป็นตำนาน เกือบจะล้มละลายหลายครั้ง แต่ก็รอดมาได้ทุกครั้ง แถมยังอยู่บนจุดสูงสุดยิ่งกว่าคราวก่อน… หมายความว่า จากเหตุการณ์ข้างต้น มีครั้งหนึ่งที่เขาสิ้นหวังจนต้องขายวิญญาณให้เทพมารหรือตัวตนลึกลับอื่น?”
ทฤษฎีของนายไม่สุดโต่งไปหน่อยหรือ? ไคลน์ไม่ยืนยันว่าข้อสันนิษฐานของเลียวนาร์ดถูกหรือผิด เพียงย้อนถาม
“ในทางกลับกัน คุณคิดยังไงกับคนร้ายตัวจริงที่ทำให้คารอนฆ่าตัวตาย?”
เลียวนาร์ดละทิ้งการวิเคราะห์ของตัวเองชั่วคราว หันมาไตร่ตรองเกี่ยวกับ ‘ทิศทางของคดีในกรณีปรกติ’
“ชุดกับดักตื้นเขินเกินไป การชี้นำทางใจรวมถึงการฝังความทรงจำเกิดขึ้นอย่างไม่แนบเนียนและมิดชิด ถูกตรวจพบได้ง่าย ดังนั้นไม่น่าจะเป็นฝีมือของผู้วิเศษลำดับกลางหรือสูงในเส้นทางผู้ชม แต่เป็นผู้วิเศษเส้นทางอื่นที่พึ่งพาสมบัติวิเศษ…”
ยังไม่ทันกล่าวจบ เลียวนาร์ดเงียบไปอีกครั้ง ไม่มีใครรู้ว่าชายคนนี้กำลังคิดสิ่งใด
ไคลน์ยังคงยิ้มแย้มพลางจ้องหน้าอีกฝ่าย คล้ายกับทุกสิ่งอยู่ในความควบคุม ไม่ได้กล่าวคำใดเพื่อช่วยเลียวนาร์ดสรุปผล คำตอบเกิดจากการวิเคราะห์ของอีกฝ่ายเพียงอย่างเดียว
สอดคล้องกับคำพูดของตาแก่… คดีนี้อาจเป็นฝีมือของเส้นทาง ‘ผู้ชม’ ระดับกลางถึงสูง เพราะช่องโหว่ที่อีกฝ่ายจงใจเผย เกิดจากการคำนึงถึงพฤติกรรมและท่าทีตอบสนองของทุกคนอย่างรอบคอบ… คนร้ายเชี่ยวชาญจิตใจมนุษย์มาก สิ่งเดียวที่ผิดแผนคือประสบการณ์และสติปัญญาของดอน·ดันเตส… หลังจากเริ่มมองเห็นเค้าลางของคดี เลียวนาร์ดยืนขึ้นพร้อมกับกระแอม
“ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ”
ไคลน์หัวเราะในลำคอ
“ผมไม่ได้พูดอะไรเลย”
โดยไม่รอเลียวนาร์ดตอบสนอง ชายหนุ่มเสริม
“อดีตเพื่อนร่วมงานของคุณ ขอให้ผมถามคุณว่า หากเขาพบเบาะแสของอินซ์·แซงวีลล์ จะติดต่อคุณได้ทางไหนบ้าง?”
เลียวนาร์ดที่กำลังจะยืนขึ้นและโบกมือลา กลับลงมานั่งอีกครั้ง แน่นิ่งราวสิบวินาทีก่อนจะตอบ
“ส่งจดหมายไปยังบ้านเลขที่ 7 ถนนพินสเตอร์”
หมายความว่านายจะไม่ออกจากเบ็คลันด์ไปอีกสักพัก? หรือว่าถึงจะออกไปข้างนอก ก็ยังมีวิธีตรวจสอบความเคลื่อนไหวของบ้านเลขที่ 7 ถนนพินสเตอร์ หรือไม่ก็มีวิธีอ่านจดหมายจากระยะไกล? น่าจะเป็นแบบหลัง เทวทูตประจำเส้นทางนักจารกรรมเต็มไปด้วยความลึกลับและพิสดาร คงมีพลังสักอย่างสองอย่างคอยอำนวยความสะดวกให้เลียวนาร์ด… ถามรายละเอียดไม่ได้ แบบนั้นจะเป็นการลดทอนคุณค่าของดอน·ดันเตส… ไคลน์ยิ้มหน้านิ่ง
“ผมจะบอกเขาให้”
เลียวนาร์ดยังไม่กลับทันที อ้าปากขึ้นเล็กน้อย ปิดกลับไปใหม่ ก่อนจะอ้าปากอีกครั้ง
“แล้วถ้าผมต้องการติดต่อเขา… ทำได้ด้วยวิธีใด?”
ถามเสร็จ ดวงตาสีเขียวของมันอัดแน่นด้วยความลุ่มลึกและยับยั้ง
ไคลน์เตรียมคำตอบไว้แล้ว ยิ้มและกล่าว
“ผู้เตร็ดเตร่ในความว่างเปล่า… สิ่งมีชีวิตที่เป็นมิตรและพร้อมรับคำสั่ง… ผู้ส่งสารของเกอร์มัน·สแปร์โรว์แต่เพียงผู้เดียว… สำหรับขั้นตอนของพิธีกรรม หากไม่มั่นใจให้ถามพาลีส”
เลียวนาร์ดทราบดีว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์คือเชอร์ล็อก·โมเรียตี้ คือไคลน์·โมเร็ตติ จึงพยักหน้าเล็กน้อยพร้อมกับลุกขึ้น
“ขอบคุณสำหรับข้อมูล ขออภัยที่บุกรุกเข้ามาโดยเสียมารยาท”
กล่าวจบ มันเดินไปทางประตู เปิดออก ตัดขาดจากความฝัน
สหาย คิดจะกลับก็กลับเลยรึไง… ตัวนายที่เป็นฝันร้าย หรือ ‘อดีต’ ฝันร้าย มั่นใจใจความจำของตัวเองมากไปไหม? อย่างน้อยก็ควรจดบันทึก ไม่ใช่ทำเหมือนเป็นเรื่องไม่สำคัญแบบนี้! หลังจากแผ่นหลังของเลียวนาร์ดหายไป ไคลน์จิกกัดสองสามประโยค
ชายหนุ่มส่ายศีรษะอย่างจนปัญญา เสร็จสิ้นการงีบยามบ่าย เตรียมสะสางเกี่ยวกับไบลัมตะวันตก
…
บนฝันทองคำ เดนิสที่เสร็จสิ้นภารกิจของตน กำลังดื่มเบียร์สีซีดกับน้ำแข็งเนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัด
หากไม่ใช่เพราะน้ำแข็งเกิดจากพลังพิเศษของคนบนเรือ ทำให้มีจำนวนไม่มาก เดนิสคงดื่มรวดเดียวหมดถัง
“ชีวิตมันต้องแบบนี้!” เดนิสรำพันพลางกระดกของเหลวในแก้วจนหมด
ทันใดนั้น หมอกสีเทาปกคลุมการมองเห็นโดยสมบูรณ์ เสียงของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ดังกังวาน
“ช่วยแจ้งให้เดนิสทราบว่า เขาต้องรีบเดินทางไปยังไบลัมตะวันตกทันที ตรวจสอบสถานการณ์ปัจจุบันของดินแดนในการปกครองของเมซันเญสและคาทามี่ ให้ความสำคัญกับเบาะแสของโรงเรียนกุหลาบมากเป็นพิเศษ”
ด…เดินทางไปยังไบลัมตะวันตก? เดนิสในท่าถือแก้วเบียร์ ทวนคำสั่งเกอร์มัน·สแปร์โรว์ซ้ำไปมา
มันเคยเข้าไปตามหาสมบัติพร้อมกับลูกเรือของฝันทองคำ นอกจากนั้นยังได้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมจาก ‘พลเรือโทธารน้ำแข็ง’ เอ็ดวิน่า จึงทราบดีว่าไบลัมตะวันตกวุ่นวายมากเพียงใด
และคราวนี้… เราต้องไปคนเดียว! เดนิสขบกรามแน่น พบว่าอนาคตของตนช่างมืดมน
มันกำลังจินตนาการถึงป่าดงดิบที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตน่าขนลุก ชนพื้นเมืองที่ศรัทธาเทพมรณาและเรื่องลี้ลับพิสดาร ถนนที่เต็มไปด้วยโจรป่าและกลุ่มต่อต้าน หมู่บ้านที่เต็มไปด้วยวิญญาณอาฆาตและภูตผี เมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยเสียงปืนและการต่อสู้ของผู้วิเศษ
ไม่ได้… เราต้องปฏิเสธเกอร์มัน·สแปร์โรว์… ไม่สิ อย่างน้อยก็ให้เขาส่งคนมาช่วย! หืม… เดี๋ยวก่อน… แม้แต่คนธรรมดายังอาศัยอยู่ในไบลัมตะวันตกได้ แถมบางคนร่ำรวยจนกลายเป็นเศรษฐี มีคฤหาสน์หลังใหญ่… ที่นั่นอาจไม่ได้น่ากลัว เราแค่คิดไปเอง… นอกจากนั้น เกอร์มัน·สแปร์โรว์ไม่ได้สั่งให้เราติดต่อใคร ที่ต้องทำมีแค่การสืบข่าว… เดนิสเริ่มเผยรอยยิ้ม รีบตอบกลับผ่านเดอะฟูลว่า ตนจะทำตามคำสั่งของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ทันที
หลังจากนั้น อาศัยขั้นตอนที่นักผจญภัยเสียสติกำชับให้ทำ เดนิสประกอบพิธีกรรม ‘รับมอบ’ ขึ้นในห้องตัวเอง
เมื่อพิธีกรรมจบลง มันเห็นประตูมายาเปิดออก เข็มกลัดสีทองเข้มรูปทรงนกสุริยันลอยออกมาและตกลงบนแท่นบูชา
เข็มกลัดสุริยัน!
บนทวีปใต้ ดินแดนที่เคยถูกปกครองโดยเทพมรณา พลังในขอบเขตสุริยันถือว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง!
ถึงกับมอบสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ให้เรา… ได้ทำงานกับเกอร์มัน·สแปร์โรว์ก็ไม่เลวนัก… เดี๋ยวก่อน… เขาได้บอกไหมว่ายกให้หรือให้ยืม? ในวินาทีที่หยิบเข็มกลัด เดนิสพบว่าอุณหภูมิรอบตัวสูงขึ้นกะทันหัน
…
หลังจากมอบหมายงานให้เดนิส ขณะเตรียมเปิดประตูออกไปสั่งให้ริชาร์ดสันเตรียมน้ำเย็นหนึ่งแก้ว สัมผัสวิญญาณของไคลน์ถูกกระตุ้นกะทันหัน
เพียงพริบตาหลังจากเปิดเนตรวิญญาณ ชายหนุ่มเห็นผู้ส่งสารของตน ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์เดินออกจากความว่างเปล่า จากบรรดาสี่เศียรผมสีทองตาสีแดงที่ถูกหิ้วในมือ ปากหนึ่งกำลังคาบจดหมายแผ่นบาง
จากใคร? เลียวนาร์ด? ไคลน์ยื่นมือขวาออกไปรับด้วยสีหน้าฉงน
……………………………………………….
ราชันเร้นลับ 872 : ผลการสื่อวิญญาณ
หลังเฝ้ามองผู้ส่งสารจากไป ไคลน์ก้มมองจดหมายในคือ ครุ่นคิดเกี่ยวกับปัญหาของไบลัมตะวันตกอีกครั้ง
ชายหนุ่มเชื่อว่า ตนต้องเตรียมใจว่ามิสเตอร์อะซิกจะไม่ติดต่อกลับตลอดหนึ่งเดือนถัดไป กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อย่างเข้าต้นเดือนกรกฎาคม มันอาจต้องเดินทางไปยังไบลัมตะวันตกกับคนของกองทัพสองสามนาย ปราศจากความคุ้มครองจาก ‘กงสุลมรณะ’ ส่งผลให้ง่ายต่อการถูกโรงเรียนกุหลาบไล่ล่า
อนาคตของเรามีสองแบบ ถ้าทำนายยืนยันแล้วว่าอันตรายมาก เราคงไม่มีทางเลือกนอกจากสละตัวตนดอน·ดันเตส แต่ถ้ายังอยู่ในขอบเขตที่พอรับได้ เราก็ต้องคำนึงถึงรายชื่อ ‘ลูกค้า’ อย่างจริงจัง ไม่เอาตัวเข้าไปพัวพันกับฝ่ายใดที่อาจเกี่ยวข้องกับโรงเรียนกุหลาบ… อา ควรมีเป้าหมายในใจไว้ก่อน จะได้กำหนดแนวทางรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝันได้ถูก… ข้อมูลของเดนิสน่าจะมาจากพลเรือโทธารน้ำแข็ง… มีนายพลของชนพื้นเมืองที่น่าสนใจอยู่สองคน… เพราะกองกำลังฝ่ายอื่นๆ ถ้าไม่ใกล้ชิดกับโลเอ็น อินทิส ฟุซัค และเฟเนพ็อต ก็จะดำรงอยู่โดยการคานอำนาจจากภายนอกให้สมดุล แต่เฉพาะนายพลสองคนนี้เท่านั้นที่ไม่ถูกระบุว่าเจรจากับอาณาจักรใดเป็นพิเศษ มีเพียงการติดต่อกับนิกายวิญญาณ… ไคลน์ที่อ่านเนื้อหาจบ วิเคราะห์และวางแผนอย่างคลุมเครือ
ชายหนุ่มสันนิษฐานว่า นายพลพื้นเมืองสองคนนี้น่าจะทำงานให้กับโบสถ์ปัญญาความรู้ เนื่องจาก ‘พลเรือโทธารน้ำแข็ง’ เอ็ดวิน่าไม่ลงลึกรายละเอียดของพวกเขา เป็นการเน้นย้ำให้เห็นถึงความพิเศษ บอกใบ้อ้อมๆ ว่าสามารถร่วมมือกับพวกเขาได้
ด้วยเหตุนี้ เธอไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลของทั้งสองนายพลจะรั่วไหลผ่านเดนิส เพราะไม่มีการส่งต่อข้อมูล มีเพียงการขาดหายไปของข้อมูลที่เป็นจุดบอกใบ้และเบาะแส
เมซันเญส… คาทามี่… รายแรกได้รับการสนับสนุนจากเบื้องบนของนิกายวิญญาณ ส่วนรายหลังอ้างตัวว่าเป็นลูกหลานของเทพมรณา… หึหึ ต่อให้เป็นความจริง แต่ก็ผ่านมาแล้วกี่รุ่น? นอกจากนั้น ถ้าเจอมิสเตอร์อะซิก ชายคนนั้นจะเรียกกงสุลมรณะว่าอะไร? ไคลน์หัวเราะในลำคอ เผากระดาษจดหมายทิ้ง
ถัดมา ชายหนุ่มเพลิดเพลินไปกับชายามบ่ายในห้องกึ่งเปิดโล่งที่มีระเบียงใหญ่ ก่อนที่พ่อบ้านวอลเตอร์จะเดินเข้ามากระซิบ
“นายท่าน ตำรวจแวะมาหาอีกแล้วครับ เกี่ยวกับคดีการฆ่าตัวตายของคารอน”
หลักฐานทั้งหมดบ่งชี้ว่าคนร้ายคือดอน·ดันเตส ถึงบารอนซินดราสจะช่วยดำเนินการอย่างแข็งขัน แต่ถ้าตำรวจไม่แวะมาที่บ้านดอน·ดันเตสเลย เกรงว่าจะถูกบรรดานักข่าวตำหนิว่าบกพร่องในหน้าที่
ส่วนคดีลอบทำร้ายส.ส. มัคท์ ดอน·ดันเตสเป็นเพียงผู้ร่วมเหตุการณ์วงนอก ทางตำรวจจึงต้องการเพียงคำให้การและเลิกยุ่งวุ่นวาย
“เชิญพวกเขาไปที่ห้องติดสวนบนชั้นสอง” ไคลน์วางเค้กฟองน้ำสีอ่อนที่กัดไปเพียงครึ่งเดียวกลับลงบนถาด จิบชาหนึ่งอึก
ในฐานะเจ้าบ้าน มันไม่ต้องกังวลว่าอาหารในถาดชายามบ่ายจะเสียของ เพราะส่วนที่เหลือจะตกเป็นของบรรดาคนรับใช้ หากตนกินอย่างเกลี้ยงเกลาทุกรอบ หรือบอกให้พ่อครัวเตรียมมาพอดี ชื่อเสียงในด้านความตระหนี่จะแพร่กระจายออกไปในหมู่คนรับใช้ละแวกใกล้เคียง จนกระทั่งเข้าหูของสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี
วอลเตอร์ตอบหน้านิ่ง
“พวกเขาต้องการเชิญนายท่านไปยังสถานีตำรวจ เนื่องจากวันนี้ทางครอบครัวคารอนจะทำการชี้ตัวผู้ต้องสงสัย… ทางตำรวจยังกล่าวด้วยว่า พวกเขาเสียใจ แต่นี่เป็นขั้นตอนสำคัญ ไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้”
ไคลน์ยืนขึ้นอย่างไม่รีบร้อน
“ฉันเข้าใจ ริชาร์ดสัน เตรียมเสื้อคลุม หมวก และไม้ค้ำ”
เนื่องจากตนรอดพ้นจากคดีนี้แล้ว ชายหนุ่มอยากเห็นว่าครอบครัวของคารอนถูกอิทธิพลแบบใดเล่นงาน และคดีจะนำพาความเดือดร้อนไปหาบารอนซินดราสอย่างไร
…
ณ สถานีตำรวจเขตเหนือ ภายในห้องกว้างขวาง
ไคลน์ที่ยืนอยู่ด้านหลังผนังกระจก มองเห็นครอบครัวของคารอนซึ่งประกอบด้วย สุภาพบุรุษสูงวัย หญิงชรา สตรีวัยใกล้สี่สิบ เด็กชายอายุสิบห้าสิบหก และเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบขวบ
สายตาของทุกคนกวาดไปมารอบๆ กลุ่มผู้ต้องสงสัยหลังกำแพงกระจก ก่อนจะหยุดที่ดอน·ดันเตสอย่างพร้อมเพรียง
“เป็นเขา!” เด็กชายตะโกน ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ หมัดกำแน่น ทำท่าทางประหนึ่งจะปรี่เข้าหากำแพงกระจก
“เป็นเขาค่ะ ไม่ผิดแน่คุณตำรวจ” หญิงสาววัยเกือบสี่สิบหลั่งน้ำตาทันที จ้องหน้าดอน·ดันเตสด้วยความอาฆาต
เด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่สตรีอุ้มอยู่แหกปากร้องไห้ทันที
“คืนพ่อหนูมานะ!”
คู่สามีภรรยาที่แก่เฒ่าต่างเช็ดน้ำตา คนหนึ่งพยายามเยือกเย็น ส่วนอีกคนแทบเป็นลมในทันที บรรยากาศแห่งความโศกเศร้าเข้าครอบงำสถานีตำรวจ
แต่ในความเป็นจริง ไคลน์ไม่เคยเห็นพวกเขามาก่อนจนกระทั่งวันนี้
ถูกฝังความทรงจำเทียม? ชายหนุ่มขมวดคิ้ว ครุ่นคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของคารอน
ขณะเดียวกัน ภายในห้องเก็บศพใต้ดินของสถานีตำรวจแห่งเดิม
ดาลีย์·ซิโมเน่หยิบดินสอขึ้นมาร่างภาพ ลำตัวขยับไปมาเล็กน้อย
เนื่องจากวันนี้เธอมาที่สถานีตำรวจเพื่อช่วยงาน มีโอกาสพบปะนักข่าวจากหนังสือพิมพ์ทั้งทางเข้าและทางออก ดาลีย์จึงมิได้สวมเสื้อคลุมผู้สื่อวิญญาณเหมือนทุกครั้ง แต่แต่งกายด้วยชุดตำรวจหญิงสีดำสลับขาว ครึ่งท่อนบนเป็นเสื้อเชิ้ต ครึ่งท่อนล่างเป็นกระโปรง รองเท้าบูตหนังยาวถึงเข่า
ในเวลาเดียวกัน หญิงสาวขยับมือไปมาอย่างมิอาจควบคุม ภาพของโต๊ะ มุขหน้าต่าง ขวดหมึก ปืนพก และวัตถุอื่นๆ เริ่มปรากฏบนผิวกระดาษ
บนมุขหน้าต่างมีเงาสะท้อนของบุคคลผู้หนึ่ง
เพศชาย ผมหวีเรียบ สีดำแซมขาว หน้าผากกว้าง โหนกแก้วสูง มีริ้วรอยพอประมาณ ไม่ใช่ใครนอกจากบารอนซินดราส!
แกร่ก! ดินสอในมือดาลีย์ตกลงบนแผ่นกระดาษ
เธอเงยหน้าขึ้น หันมาจ้องเลียวนาร์ดที่เสนอตัวมาช่วย รวมถึงตำรวจสองคนที่คอยทำหน้าที่ประสานงาน
“ในวินาทีที่คารอนฆ่าตัวตาย จิตใต้สำนึกแสดงอาการขัดขืนรุนแรง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การฆ่าตัวตายของเขาเกิดจากการชี้นำทางใจบางอย่าง และนี่ไม่ใช่อาการทางจิต แต่เกี่ยวข้องกับพลังพิเศษในระดับสูง… และความขัดแย้งที่รุนแรงดังกล่าวได้ทำให้จิตใจของเขาแตกสลาย ดวงวิญญาณระเบิดตัวเอง อย่างไรก็ตาม นั่นทำให้จิตใจของเขากลับเป็นปรกติในวินาทีก่อนจะเสียชีวิต และนี่คือภาพตกค้างสุดท้ายใน ‘ดวงตา’ ของเขา”
สารวัตรอาวุโสด้านข้างขมวดคิ้ว
“มาดามซิโมเน่ คุณกำลังจะบอกว่า ภาพสุดท้ายที่คารอนเห็นคือฆาตกรตัวจริง? บารอนซินดราสคือผู้ลงมือ?”
เลียวนาร์ด·มิเชลพ่นลมหายใจเย้ยหยัน
“สิ่งที่ดวงตาเห็น อาจไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง… จะเรียกว่าภาพลวงตาก็ไม่ผิด คุณอาจฟังแล้วไม่เข้าใจ แต่ถ้าผมเป็นคนร้ายตัวจริง จะจ้างใครสักคนที่ดูเหมือนบารอนซินดราสมายืนในห้องตอนที่คารอนฆ่าตัวตาย”
สารวัตรทั้งสองคนค่อนข้างพึงพอใจกับคำอธิบาย พากันถอนหายใจโล่งอก
“พวกเรานัดครอบครัวคารอนมาที่นี่แล้ว คงต้องรบกวนให้พวกคุณสืบหาเบาะแสเพิ่มเติมโดยไม่ทำร้ายจิตใจพวกเขา”
“ตกลง” ดาลีย์ลูบหางตา “ฉันขอตัวเข้าห้องน้ำก่อน”
วันนี้เธอมิได้ทาขอบตาและแก้มด้วยสีประหลาด หากไม่นับเรื่องผิวที่ค่อนข้างซีด เธอจะดูเหมือนหญิงสาวทั่วไปทุกประการ อ่อนเยาว์ลงกว่าในยามปรกติพอสมควร กลายเป็นสตรีในวัยยี่สิบกว่าแทนที่จะสามสิบ ใบหน้าสดใสร่าเริงและงดงาม
เมื่อตระหนักว่าพวกตนยังมีงานให้ทำ เลียวนาร์ด·มิเชลเดินออกจากห้องเก็บศพด้วยกัน ตรงไปยังห้องน้ำชั้นบน
หลังจากเดินขึ้นบันไดและหักเลี้ยว ทั้งสองเห็นสุภาพบุรุษจอนสีขาว ณ อีกฝั่งของทางเดิน กำลังตรงออกจากสถานีตำรวจพร้อมกับบุรุษรับใช้
สุภาพบุรุษรายนี้หล่อเหลาในแบบฉบับหนุ่มใหญ่ พิถีพิถัน ดวงตาลุ่มลึกราวกับทะเลสาบใต้คืนจันทร์ ไม่ใช่ใครนอกจากดอน·ดันเตส
ดาลีย์·ซิโมเน่ผงะเล็กน้อย เอียงศีรษะและหันไปทางเลียวนาร์ด·มิเชล พบว่านักกวีผมดำตาเขียวรายนี้กำลังมองไปยังดอน·ดันเตสอย่างไม่กะพริบตา
“ทำไมถึงอาสามาช่วยฉันวันนี้? สมาชิกของนิกายวิญญาณใกล้จะถูกจับตัวในไม่ช้า คุณน่าจะกำลังว่าง” ดาลีย์ไม่เปิดโอกาสให้เลียวนาร์ดหาข้ออ้าง เสริมต่อทันที “คุณคิดว่าสุภาพบุรุษรายนั้นไม่ธรรมดา?”
เลียวนาร์ดถอนสายตากลับ เงียบงันสองสามวินาทีก่อนจะตอบ
“ดอน·ดันเตสได้พบกับท่านเจ้าคุณอาร์ชบิชอปแล้ว”
มันมิได้ยอมรับหรือปฏิเสธ คล้ายกับหากสงสัยสิ่งใดก็ไปถามนักบุญแอนโทนีเอาเอง
และความนัยแฝงก็คือ เจ้าคุณท่านอาร์ชบิชอปมิได้เปิดเผยว่าดอน·ดันเตสมีปัญหา ส่วนท่านจะค้นพบอะไรไหม ยังไม่มีใครทราบ
ดาลีย์พยักหน้าเล็กน้อย หันหน้าไปมองทางห้องน้ำแทน
…
เช้าวันพุธ ออเดรย์·ฮอลล์ถือบัตรเชิญเดินขึ้นรถม้า โดยสารมาจนถึงวิหารนักบุญแซมมวลบนถนนเฟลป์
กองทุนการกุศลเพื่อการศึกษาแห่งโลเอ็นที่กำลังจะถือกำเนิด สำนักงานตั้งอยู่ในอาคารหมายเลข 22 ของถนนสายนี้ ตัวตึกเป็นของโบสถ์รัตติกาล จึงไม่ต้องเสียค่าเช่า
ก่อนจะลงจากรถม้า ออเดรย์ในท่าถือบัตรเชิญ สำรวจวิวทิวทัศน์รอบๆ หน้าต่างอย่างสบายใจ คาดหวังเกี่ยวกับอนาคตของตน
เธอกำลังจะกลายเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ หน้าที่หลักคือการระดมทุนและประสานงานภายนอก
ราชันเร้นลับ 863 : งานเลี้ยงการกุศล
“พ่อบ้านของคุณแอบศึกษามนต์ดำ”
“บุรุษรับใช้ของคุณแอบนับถือเทพมรณา”
“ใครบางคนในเพื่อนบ้านคุณมีพลังพิเศษ”
“ในละแวกที่คุณอาศัยอยู่ มีพลังลึกลับบางอย่างทำให้คนฝันแปลกๆ”
“คุณน่าจะเข้าใจความหมายที่พวกเราต้องการสื่อ จะไม่มีการอธิบายมากกว่านี้ ขอให้เทพธิดาอวยพรคุณ”
“…” ไคลน์ก้มมองจดหมายในมือ หัวเราะไม่ได้ร่ำไห้ไม่ออก
ผ่านไปสองสามวินาที มันยิ้มจิกกัดตัวเอง
พิจารณาจากเนื้อหาของจดหมาย… เราคือคนที่น่าสงสารพิลึก…
สิ่งที่พวกเธอเล่า ไม่มีอะไรผิดปรกติไปจากที่เราทราบ…
หลังจากยิ้มและส่ายหน้า ไคลน์ใช้มือหนึ่งถือจดหมาย มองไปด้านข้าง
เปลวไฟสีแดงลุกท่วมกระดาษในมือทันที
อย่างไรก็ดี มิสซิลและมิสเมจิกเชี่ยนมีน้ำใจกว่าที่คิด ถึงสิ่งที่พวกเธอบอก จะเป็นข้อมูลที่เรารู้อยู่แล้วก็เถอะ… แถมยังรู้ลึกกว่าหลายเท่า… ไคลน์รำพันพลางหยิบเห็ดที่ซ่อนไว้ออกมา
เห็ดมีทั้งสิ้นสี่ชนิด ชนิดแรกมีสามดอก เป็นเห็ดอบแห้งของเก่าที่สามารถทำปฏิกิริยากับน้ำและปลา ชนิดที่สองมีหมวกสีทอง ส่งกลิ่นแป้งเจือจาง ชนิดที่สามมีพื้นหลังสีขาว มีจุดสีดำประปราย ลักษณะอ้วนฟู คล้ายกับมีของเหลวอยู่ด้านใน ส่งกลิ่นนมเจือจาง ชนิดที่สี่มีอวัยวะคล้ายเหงือกแนบลำตัวทั้งสองฝั่ง ผิวปกคลุมด้วยเกล็ดละเอียด แต่อ่อนนุ่ม
ไคลน์ชำเลืองมองเห็น หยิบเหรียญทองออกมาดีดขึ้นไปในอากาศ
เมื่อยืนยันผลลัพธ์ ชายหนุ่มถอดถุงมือออก ใช้มือเปล่าหยิบเห็ดสามชนิดใหม่ พยายามทดลองในสิ่งที่แฟรงค์มิได้กล่าวถึง
หลังจากลองสัมผัสและไม่พบความผิดปรกติหรือการเปลี่ยนแปลง ไคลน์ถอนหายใจโล่งอก ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับอันตรายพื้นฐานในอนาคต
ชายหนุ่มกังวลว่า เห็ดเหล่านี้จะแผ่รากทันทีที่สัมผัสกับเลือดเนื้อ ขยายพันธุ์และแพร่สปอร์
บางที อาจเป็นเพราะโคมไฟผนังกำลังสว่างอยู่ ทำให้ที่นี่ไม่ใช่สภาพแวดล้อมมืด หรือไม่ก็เป็นเพราะหลังจากเห็ดถูกเก็บเกี่ยว สัญญาณชีพส่วนใหญ่จะหายไป การจะกลับมามีชีวิตอีกครั้งต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขพิเศษ เช่นในท้องของสิ่งมีชีวิต… ไคลน์ต้องการพิสูจน์ให้ชัดเจน จึงปิดม่านทั้งหมดในห้องนอนใหญ่ ดับโคมไฟผนัง
จากนั้น ชายหนุ่มหยิบเห็ดชนิดใหม่ขึ้นมาถือด้วยมือเปล่า พบว่าพวกมันมิได้สูบเลือดเนื้อของตนเข้าไป ไม่แสดงอาการผิดปรกติ
จัดการเสร็จ ไคลน์จุดโคมไฟผนังอีกครั้ง ประกอบพิธีกรรมสังเวยเห็ดเข้าไปในมิติเหนือสายหมอก
นั่งบนเก้าอี้เดอะฟูล ไคลน์ไม่รีบร้อนเสกยุบพองหิวโหยจากกองขยะ อันดับแรก มันเสกขวดโลหะที่บรรจุเลือดของตัวเองขึ้นมาวางบนโต๊ะทองแดงยาว
ถัดมา ชายหนุ่มเทเลือดลงบนโต๊ะ นำเห็ดใหม่ทั้งสามชนิดมาวาง
ภายในหนึ่งวินาที ส่วนที่สัมผัสเลือดของเห็ดเริ่มนุ่มลง ยุบพองตัวเองเล็กน้อยก่อนจะมีบางสิ่งที่คล้ายเข็มงอกออกมา
“…” มุมปากไคลน์กระตุกเล็กน้อย ตามด้วยการเคลื่อนพลังของมิติหมอกเพื่อผนึกเห็ดให้แน่นิ่ง ก่อนจะเสกให้เลือดลอยกลับเข้าไปในขวดและปิดผาสนิท
เมื่อเข้าใจลักษณะพิเศษของเห็ด ชายหนุ่มไม่มัวเสียเวลา รีบเสกยุบพองหิวโหยออกจากกองขยะ
ไคลน์นำถุงมือหนังมนุษย์แผ่นบางในมือวางลงบนเห็ดและคลายผนึก
จากนั้น ชายหนุ่มเห็นยุบพองหิวโหยค่อยๆ พยุงตัวยืนด้วยนิ้วทั้งห้าและวิ่งหนีเห็ด ดูคล้ายกับกำลังบรรเลงเปียโน
กลัวเป็นกับเขาด้วยหรือ? ไคลน์ยิ้มอย่างพึงพอใจ ถือถุงมือหนังมนุษย์ไว้ข้างหนึ่ง ตามด้วยการเคลื่อนพลังของมิติหมอกมาสยบถุงมือ
จากนั้น ชายหนุ่มใช้มืออีกข้างหยิบเห็ดมาวางใกล้ๆ กับยุบพองหิวโหย
ถุงมือหนังมนุษย์พยายามดิ้นรนสุดชีวิต แต่ก็มิอาจหยุดพ้น จึงเริ่มออกอาการสั่นเทา
ไคลน์หยุดขยับมือข้างที่ถือเห็ด หัวเราะในลำคอ
“ยังจะเอาแต่สรรเสริญพระผู้สร้างแท้จริงอยู่อีกไหม?”
ยุบพองหิวโหยยังคงดิ้นรน ไม่มีการตอบสนอง
ไคลน์ครุ่นคิดสักพัก ตัดสินใจประนีประนอม
“ข้าอนุญาตให้เจ้าสรรเสริญได้วันละหนึ่งครั้ง ช่วงเช้าตรู่หรือไม่ก็ช่วงเย็น”
การดิ้นรนของยุบพองหิวโหยลดลงเล็กน้อย แต่ยังไม่หยุดโดยสมบูรณ์
ชิ… ไคลน์ยังคงพยายามต่อรอง
“วันละสามครั้ง ช่วงมื้อเช้า กลางวัน และเย็น แต่เจ้าต้องเตือนล่วงหน้า”
ยุบพองหิวโหยดิ้นรนต่อไปอีกสองสามครั้ง ก่อนจะทิ้งตัวนอนแผ่บนโต๊ะ แน่นิ่งราวกับไร้วิญญาณ
หลังจากต่อรองอีกเล็กน้อย ไคลน์บรรลุการเจรจากับยุบพองหิวโหยในการประเด็นสรรเสริญพระผู้สร้างแท้จริง แต่การต้องกินมนุษย์ทุกวันนั้นเป็นสัญชาตญาณจากก้นบึ้ง ลำพังการต่อรองไม่ช่วยอะไร ไคลน์ไม่มีทางเลือกนอกจากรอวิธีผนึกของมิสเตอร์อะซิก หากต้องการใช้งานยุบพองหิวโหย ต้องหาอะไรให้มันกินภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง
น่ารำคาญฉิบ… โชคดีที่ยุบพองหิวโหยผสานเข้ากับมิสเตอร์ A และเห็ด สัญญาณชีพจึงแข็งแรงขึ้น ไม่อยากนั้นคงมิอาจเจรจาต่อรองกันได้… ไคลน์ถอนหายใจ ตามด้วยการทำนายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในระยะหลัง พบว่าตนยังไม่เผชิญกับอันตราย และการฆ่าตัวตายของคารอนเกิดจากฝีมือพลังพิเศษ
หลังจากจัดการทั้งหมดเสร็จ ไคลน์ออกจากมิติเหนือสายหมอก กลับมายังโลกความจริง รอคำตอบจากมิสเตอร์อะซิก
…
คืนวันเสาร์ ไคลน์ในชุดสูททางการ เดินทางไปยังวิหารนักบุญแซมมวลพร้อมกับบุรุษรับใช้ริชาร์ดสัน เข้าร่วมงานเลี้ยงการกุศลที่ทางโบสถ์รัตติกาลเป็นเจ้าภาพ
หลังจากผ่านทางเข้าวิหาร นักบวชเดินนำทางมายังห้องโถงด้านข้าง
ด้านในมีซุ้มขนาดใหญ่ประดับตราศักดิ์สิทธิ์ของเทพธิดารัตติกาล เหนือขึ้นไปมีโคมไฟระย้าขนาดเล็กเรียงราย ด้านหน้าซุ้มมีแทงเทียนไขเรียวยาว ตรงโคนมีถาดโค้งรองรับขี้ผึ้งละลาย
ในเวลานี้ เทียนไขทุกเล่มถูกจุด มอบความบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ให้แก่ห้องโถง
ไคลน์มองเข้าไปและเห็นที่นั่งถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ เห็นแขกที่แต่งกายเรียบร้อยดูดี
ในหมู่แขก การแต่งกายของสตรีแบ่งออกได้เป็นสองประเภท แบบแรกคือกลุ่มที่แต่งกายด้วยเดรสสีสว่างหรือไม่ก็ฉูดฉาด ค่อนข้างเผยเนื้อหนังและเรือนร่าง บางรายสามารถมองเห็นเนินอกหรือหัวไหล่ชัดเจน แบบที่สองคือกลุ่มที่ค่อนข้างหัวเก่า แต่งกายด้วยสีสุภาพและมิดชิด แทบไม่เผยให้เห็นไหปลาร้า บางรายปิดทับไปเลย
เท่าที่ไคลน์ทราบ พิจารณาจากวัฒนธรรมของชาวโลเอ็น การแต่งกายสองประเภทนี้คือจุดแบ่งระหว่างสตรีที่สมรสแล้วกับสตรีที่ยังโสด ในกรณีของหญิงม่ายและหญิงที่หย่าร้าง พวกเธอสามารถเลือกใส่แบบไหนก็ได้ แต่หญิงม่ายมักแต่งกายด้วยสีโทนมืด
นอกจากนั้น ไคลน์ยังเห็นสร้อยคอแวววาว ต่างหูหรูหรา รวมถึงเครื่องประดับล้ำค่าอีกหลายชนิด เมื่อเทียบกับงานเต้นรำและงานเลี้ยงที่จัดโดยส.ส. มัคท์และตน แขกของที่นี่มีระดับสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากก้าวเข้าไปในห้อง ไคลน์ทักทายบิชอป ส.ส. มัคท์ และคนรู้จักตามมารยาท
ทันใดนั้น มีเสียงหนึ่งดังมาจากประตู แขกทุกคนที่หันไปมองต่างพากันเผยรอยยิ้ม
เมื่อไคลน์หันไปมอง ดวงตาของมันเบิกกว้างก่อนจะแข็งทื่อ
ณ ทางเข้าห้องโถง สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือหญิงสาวผมสีทองสว่าง นุ่มสลวยประป่า ดวงตาของเธอมีสีเขียวระยิบระยับราวกับอัญมณี กึ่งกลางดวงตาคล้ายกับวังวนวารีในทะเล ใครก็ตามที่ได้เห็นยากจะละสายตาไปไหน
สตรีคนดังกล่าวบรรยากาศรอบตัวสดใส ใบหน้างดงามจนแทบจะไร้ที่ติ คนรอบข้างทุกเพศทุกวัยล้วนถูกสะกดจนแทบจะไม่มีใครสนใจเครื่องประดับหรือเสื้อผ้า แต่ไคลน์ฝืนใจเบือนสายตาลงมายังบริเวณลำคอ มองเห็นสร้อยไข่มุกเลอค่าเม็ดกลมที่ ‘ฝัง’ อยู่ในจุดกึ่งกลางตรงที่กระดูกไหปลาร้าบรรจบ ช่วยให้เส้นใต้ลำคอกลมกลืนและนุ่มนวล มอบเสน่หาอันเหนือคำบรรยาย
ไคลน์เคยพบเธอมาก่อน เป็นคนรู้จัก!
ไม่ใช่ใครนอกจาก ‘มิสจัสติส’ แห่งชุมนุมทาโรต์!
ย้อนกลับไปตอนที่อีกฝ่ายเคยใช้ ‘กระจกวิเศษทำนาย’ ไคลน์เคยเห็นใบหน้านี้มาแล้ว!
ทันใดนั้น ชายหนุ่มรีบเบือนสายตาหนี ไม่กล้าจ้องอยู่นาน
นี่คือท่าทีตอบสนองโดยอัตโนมัติ เพราะไคลน์ตระหนักดีว่า อีกฝ่ายคือผู้วิเศษเส้นทางผู้ชม หากตนตกเป็นเป้าสนใจของมิสจัสติส เธอสามารถอ่านความคิดและเจตนาได้จากภาษากาย รวมไปถึงความลับที่ซ่อนอยู่
แต่หลังจากไตร่ตรองสักพัก ไคลน์ตัดสินใจหันกลับไปมองหน้ามิสจัสติสอีกครั้ง
มันเชื่อว่า หากตนหลบหน้า นั่นจะเป็นพฤติกรรมที่แปลกประหลาดยิ่งกว่า
สำหรับสุภาพบุรุษที่หลงใหลสตรีทุกวัย เป็นไปได้ด้วยหรือที่จะไม่จ้องหญิงงามเช่นนี้ตาค้าง?
ขณะเดียวกัน ออเดรย์สัมผัสถึงความผิดปรกติจากสุภาพบุรุษบางคนเป็นพิเศษ
ขมับมีขนสีขาวแซม หน้าตาและบุคลิกค่อนข้างดี บรรยากาศรอบตัวลุ่มลึก… คงเป็นชายผู้บริษัทเงินหลักหมื่นปอนด์เพื่อก่อตั้งกองทุนการศึกษาเพื่อคนยากไร้ มิสเตอร์ดอน·ดันเตส…
ท่าทีตอบสนองแปลกมาก ราวกับกำลังเก็บซ่อนบางสิ่ง…
สำหรับออเดรย์ การเบือนสายตาหนีในตอนแรกของดอน·ดันเตสถือเป็นเรื่องปรกติ เพราะเธอเคยพบท่าทีตอบสนองเช่นนี้บ่อยครั้ง – สุภาพบุรุษจำนวนไม่น้อย หลังจากเผลอจ้องเธอจะรีบเบือนหน้าหนีตามจิตใต้สำนึก กังวลว่าจะถูกเธอรู้ตัว กังวลว่าจะเผลอสบตากัน กังวลว่าจะเผลอเผยสีหน้าหลงใหล
ดังนั้น สิ่งที่ผิดปรกติไม่ใช่การเบือนหน้าหนีของดอน·ดันเตส แต่เป็นการหันกลับมามอง นอกจากนั้น สิ่งที่ออเดรย์พบว่าไม่ปรกติมากที่สุดคืออารมณ์ของอีกฝ่าย คล้ายกับทางนั้นกำลังตกตะลึงมากกว่าประทับใจ
เขาตกตะลึงในเรื่องใด? พยายามปกปิดสิ่งใด? ออเดรย์ผุดคำถามในใจพลางฉีกยิ้มทักทายผู้คนขณะเดินตามพ่อแม่และพี่ชาย
เมื่อเห็นว่ามิสจัสติสเลิกสนใจตน ไคลน์ถอนหายใจโล่งอก ครุ่นคิดเล็กน้อย
หลังจากนี้ต้องสวมบทบาทเป็นดอน·ดันเตสให้ดี เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น อย่าให้ ‘ผู้ชม’ จับสังเกตได้เด็ดขาด…
อา ไม่ว่ามิสจัสติสจะพบความผิดปรกติหรือไม่ แต่เราต้องคิดหาข้ออ้างรองรับพฤติกรรมตัวเองไว้ล่วงหน้า…
มิสจัสติสเป็นคุณหนูของตระกูลใหญ่จริงๆ ด้วย… นามสกุลอะไรกันนะ… ไว้ค่อยถามมัคท์หรืออีเล็คตร้าทีหลัง…
ท่ามกลางความคิดมากมายที่แล่นผ่าน ไคลน์ขมวดคิ้วเล็กน้อย สัมผัสได้ว่ามีใครบางคนกำลังจ้องมอง จึงรีบหันไปทางประตูตามสัมผัสวิญญาณ
ในเงามืดด้านนอกประตู สุนัขโกลเดนรีทรีเวอร์ตัวใหญ่กำลังนั่งอย่างเงียบงัน
ราชันเร้นลับ 862 : คำเตือนที่ห่วงใย
กลับถึงห้องที่มีระเบียงใหญ่ ฟอร์สมองหน้าซิลซึ่งกำลังใช้หลังแนบกำแพง ลดเสียงลงพร้อมกับกระซิบ
“เธอต้องไม่เชื่อแน่ว่าฉันไปเห็นอะไรมาก… คนรับใช้นั่น… บุรุษรับใช้ส่วนตัวของดอน·ดันเตส แท้จริงแล้วเป็นสาวกของเทพมรณา เมื่อครู่เพิ่งสวดมนต์พร้อมกับระบำวิญญาณ!”
ดวงตาซิลเบิกโพลงเล็กน้อย ก่อนจะหดกลับทันที
“สำหรับมิสเตอร์ดันเตส เรื่องนี้เป็นปัญหาที่น่ากังวลน้อยที่สุด… อา สำหรับบุรุษรับใช้ที่ชื่อริชาร์ดสัน ดูก็รู้ว่าเป็นชาวทวีปใต้ บางทีอาจเกิดและเติบโตที่นั่น ไม่ใช่เรื่องแปลกจากจะนับถือเทพมรณา”
ฟอร์สยิ้มตอบ
“ฉันรู้ แค่คิดว่าน่าสนใจดี… รอบๆ ตัวดอน·ดันเตสมีคนไม่ปรกติเยอะไปหน่อยรึเปล่า?”
“ถ้าอยู่มาวันหนึ่ง พวกเราเกิดค้นพบว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดภายในบ้านยกเว้นเขา แท้จริงแล้วคือผู้วิเศษและสัตว์วิเศษ ไม่ว่าจะเป็นสาวใช้ แม่บ้าน แม่ครัว คนสวน คนงาน แมลง หนู… ฉันคิดว่าตัวเองคงไม่ประหลาดใจมากนัก บางทีอาจทำใจยอมรับได้ไม่ยาก”
ซิลหันไปมองเพื่อนสนิท
“ถ้าเป็นแบบนั้นจริง มิสเตอร์ดันเตสไม่มีทางเป็นคนปรกติ ถ้ามีสัตว์วิเศษและผู้วิเศษรายล้อมขนาดนั้น อย่างน้อยก็ต้องเป็นถึงทายาทของเทพมาร หรือไม่ก็เทวทูตเดินดิน”
โดยไม่รอให้ฟอร์สถลำลึก ซิลเอ่ยปากถาม
“เธอบอกว่าตัวเองฝันแปลกๆ เกี่ยวกับสมบัติไม่ใช่หรือ? ทำไมไม่ลองตีความ พวกเราอาจค้นพบความจริงก็ได้”
ฟอร์สหัวเราะในลำคอ
“ความฝันทำนองนี้มักหมายถึงอันตราย ไว้ได้เห็นสัญลักษณ์ดังกล่าวอีกครั้ง ค่อยลองพิจารณาดูอีกครั้ง”
แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่สิ่งที่คิดจริงๆ ในใจก็คือ:
เห็นได้ชัดว่าความฝันดังกล่าวไม่ธรรมดา แต่เราไม่มีทางยืนยันได้ว่านั่นเป็นกับดัก ไว้ถึงชุมนุมทาโรต์สัปดาห์ถัดไป ค่อยนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับมิสเตอร์แฮงแมน มาดามเฮอร์มิท และ… เอ่อ… มิสเตอร์เวิร์ล พวกเขาทุกคนล้วนเป็นผู้มากประสบการณ์ อาจเคยฝันในทำนองเดียวกันมาก่อน…
“เธอเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก” ซิลพยักหน้าเล็กน้อย เกร็งหลังและกระโดดออกจากกำแพง เดินไปยังจุดที่ฟอร์สนอนหลับเมื่อครู่
“เป็นผู้ใหญ่?” ฟอร์สยิ้มเย้ยหยันเพื่อนสนิท เหยียดหลังตั้งตรงและก้มมองลงไป ทำท่าล้อเลียนส่วนสูงของอีกฝ่าย
โดยไม่รอให้ซิลโพล่งอย่างฉุนเฉียว หญิงสาวถอนหายใจ
“เธอต่างหากที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น… ฉันยังจำได้ ในเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว เธอเคยสะสางทุกสิ่งด้วยสัญชาตญาณ เป็นผู้ตัดสินที่ใช้กำปั้นนำทาง เคยทำพลาดหลายครั้ง หลงทางก็บ่อย… แต่ตอนนี้ดีขึ้นจนน่าเหลือเชื่อ”
ซิลผงะเล็กน้อย รีบพลิกตัวนอนตะแคงพร้อมกับห่มผ้าห่มผืนบาง ชำเลืองฟอร์สด้วยหางตาและพึมพำ
“ที่ฉันหลงทางบ่อยๆ เพราะเธอคอยรบกวนสมาธิต่างหาก”
ฟอร์สหัวเราะในลำคอสองหน พยักหน้ารับแผ่วเบา
“นั่นคือธรรมชาติของ ‘ผู้ฝึกหัด’ ไม่เกี่ยวกับนิสัยของฉันสักหน่อย!”
เมื่อเห็นซิลนอนลง ฟอร์สเดินไปยังผนังที่ชิดกับห้องนอนใหญ่ เตรียมทำหน้าที่ระวังความปลอดภัยอย่างจริงจัง
กลางคืนผ่านไปอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มสว่าง หลังจากไคลน์ตื่นขึ้นมากินอาหารเช้า มีกลุ่มตำรวจและนักข่าวแวะเวียนเข้ามาหาสองสามระลอก บางคนมาเพื่อสอบสวนเกี่ยวกับคดีฆ่าตัวตายของคารอน บางคนมาเพื่อสอบถามคดีคนร้ายลอบโจมตีส.ส. มัคท์
ภายใต้ความช่วยเหลือของพ่อบ้านวอลเตอร์ คิวการเข้าพบถูกจัดแจงอย่างกระชับและเป็นระเบียบ
รอจนกระทั่งตอนบ่าย ส.ส. มัคท์แวะเข้ามาเยี่ยมกะทันหันเพื่อคุยกับไคลน์
“ไปตีเทนนิสที่สโมสรกับผมหน่อย”
มันเป็นสมาชิกของหลายสโมสรก็จริง แต่มีเพียงสโมสรเดียวที่เป็นร่วมกับดอน·ดันเตส:
สโมสรนายทหารผ่านศึกไบลัมตะวันออก!
นี่คือสัญญาณบอกว่าธุรกิจค้าอาวุธได้รับการอนุญาต? ไคลน์เข้าใจความหมายซ่อนเร้น สั่งให้ริชาร์ดสันหยิบเสื้อโค้ท หมวกทรงสูง และไม้ค้ำออกมาช่วยแต่งตัว จากนั้นก็ขึ้นรถม้า ตามรถของส.ส. มัคท์ไปจนถึงอาคารโบราณสีเหลืองทรายในเขตฮิลสตัน
เข้ามาในสโมสร ตรงเข้ามาในห้องเดิม เป็นอีกครั้งที่ไคลน์ได้พบกับพันเอกหน้ายาวเหมือนลานามว่าคาลวิน
หลังจากทักทายตามมารยาทเล็กน้อย คาลวินเข้าประเด็นทันที หัวเราะในลำคอและหันไปพูดกับดอน·ดันเตส
“ผมได้ยินจากมัคท์… คุณมีเงินสดพร้อมลงทุนอยู่ที่สองหมื่นปอนด์?”
“แม้นั่นจะทำให้ผมต้องประหยัดมากขึ้น แต่ก็เป็นจำนวนที่ใช้จ่ายได้” ไคลน์ตอบพลางยิ้ม
คาลวินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ครุ่นคิดสักพักก่อนจะกล่าว
“ยังไม่ต้องใช้เงินถึงสองหมื่นปอนด์… ตอนนี้เรามีเครื่องกระสุน ระเบิด ปืน และปืนใหญ่ถูกเก็บอยู่ในโกดังในไบลัมตะวันออก จำนวนไม่ได้มากมายอะไร สามารถติดอาวุธได้เพียงสามถึงสี่พันคน คำนวณราคาขายซากคือหนึ่งหมื่นปอนด์ แต่แน่นอน คุณต้องจ่ายให้ผมหนึ่งหมื่นห้าพันปอนด์”
คาลวินกล่าวโดยไม่อ้อมค้อมหรือปิดบัง ประหนึ่งเป็นเรื่องปรกติของกองทัพโลเอ็น
“ไม่มีปัญหา” ไคลน์พยักหน้ารับเยือกเย็น
คาลวินหัวเราะในลำคอ
“ยอดเยี่ยมมาก… มัคท์มองคงไม่ผิด หากต้องการทำธุรกิจแบบนี้ ความตระหนี่ไม่ใช่นิสัยที่ดี… อาวุธและเครื่องกระสุนเหล่านั้นมีราคาสูงถึงสองหมื่นปอนด์หากรู้จักแหล่งปล่อยของที่ดี หรือถ้าคุณสามารถใช้เส้นสายประสบการณ์ได้ถึงขีดสุด การขายในราคาสามหมื่นปอนด์ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แน่นอน ค่าขนส่งและค่าเดินทางทั้งหมดคุณต้องออกเอง ทางเราจะส่งคนคอยอำนวยความสะดวกแค่สองถึงสาม”
อย่างที่คิด ส่งคนมาคอยจับตามองเราด้วย… ไคลน์ฟังอย่างตั้งใจ เตรียมส่งข้อความเร่งให้พลเรือเอกดวงดาวและเดนิสสืบหาข้อมูลของไบลัมตะวันตกเร็วขึ้น
หลังจากครุ่นคิดสักพัก ชายหนุ่มกล่าว
“จะเริ่มเมื่อไร?”
“ยังเหลือเวลาอีกสองสัปดาห์กว่าอาวุธและเครื่องกระสุนจะถูกลำเลียงไปยังโกดังปลายทาง ถึงตอนนั้น จะเริ่มเมื่อไรก็แล้วแต่คุณสะดวก แล้วก็ คุณยังไม่ต้องจ่ายเต็มราคาในครั้งแรก อาจเริ่มด้วยแปดพันหรือหนึ่งหมื่นปอนด์ เมื่อเสร็จงานค่อยจ่ายส่วนที่เหลือ” คาลวินเผยสีหน้าผ่อนคลาย ประหนึ่งสามารถต่อรองกันได้
อีกสองสัปดาห์… ใกล้สิ้นเดือน… ถ้าอย่างนั้นคงต้องรอให้อสรพิษปรอทคลอดออกมาก่อน เราต้องรีบส่งมอบเลือดจากสายสะดือ… ความคิดมากมายแล่นผ่านสมองไคลน์
“ผมต้องเตรียมตัวสักเล็กน้อย จะเริ่มงานช่วงต้นเดือนกรกฎาคม”
คาลวินและส.ส. มัคท์มองหน้ากันพลางลูบมือ
“ไม่มีปัญหา”
…
ด้านนอกอาคารสโมสรนายทหารผ่านศึกไบลัมตะวันออก ซิลและฟอร์สซ่อนตัวอยู่บนหลังคาของอาคารใกล้เคียง ตรวจตราคนที่ผ่านไปมา
ซิลทราบดีว่าด้านในสโมสรเต็มไปด้วยผู้วิเศษ จึงไม่กล้าบอกให้ฟอร์สช่วยพาเข้าไปอารักขาดอน·ดันเตสถึงข้างใน ทำได้เพียงเฝ้าระวังด้านนอกอย่างอดทน
“โชคดีว่าที่นี่คือเบ็คลันด์ แม้หมอกจะไม่หนาเหมือนเมื่อก่อน แต่เมฆก็ยังมากอยู่ดี ช่วยให้แดดไม่แรงมาก ไม่อย่างนั้นผิวของฉันคงเกรียมไปแล้ว” ฟอร์สรำพันพลางขดตัวในเงามืด
ขณะซิลเตรียมพูดบางสิ่ง สายตาเหลือบไปเห็นรถม้าสีน้ำตาลล้วนคันหนึ่งแล่นเข้าสโมสรจากทางประตูหลัง ตราประจำตระกูลโดดเด่นสะดุดตา เป็นภาพของดอกไม้และแหวนสองวง
ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ด… ซิลพึมพำด้วยดวงตาเบิกกว้าง สายตารีบเพ่งมอง ทันใดนั้นก็ได้พบกับบุคคลที่คุ้นหน้าแต่ไม่รู้จักกันเดินลงมา รายล้อมด้วยบอดี้การ์ดหลายคน ตรงเข้าสู่สโมสรนายทหารผ่านศึกไบลัมตะวันออก
“มีอะไร?” ฟอร์สสังเกตเห็นความผิดปรกติของเพื่อนสนิท
ซิลไม่ปิดบัง เล่าเถรตรง
“ฉันเห็นไวเคาต์สตาร์ฟอร์ด เขาเข้าไปในอาคารสโมสร”
“หัวหน้าองครักษ์หลวง?” ฟอร์สถามด้วยความประหลาดใจ
“ใช่” ซิลพยักหน้า
ฟอร์สทำได้เพียงอ้าปากค้าง ต้องการกล่าวบางสิ่ง แต่ไม่รู้ว่าควรพูดอะไร จึงตัดสินใจมองไปรอบๆ แก้เก้อ
ผ่านไปสักพัก ดอน·ดันเตสเดินออกมาจากอาคาร
…
ช่วงบ่าย มีแขกรายใหม่แวะมาเยือนบ้านเลขที่ 160 ถนนเบิร์คลุนอีกครั้ง
คราวนี้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทโคอิม มาดามแมรี่
“ดิฉันต้องขอโทษเป็นอย่างมากที่คำขอร้องของตัวเองทำให้คุณเข้ามาพัวพันกับเรื่องวุ่นวาย… ไม่มีใครคิดว่าบารอนซินดราสจะทำเรื่องแบบนี้ได้ลงคอ… คารอนผู้โชคร้าย เขากำลังจะพาครอบครัวไปพักร้อนที่แคว้นเหมันต์” แมรี่กล่าวขอโทษด้วยอารมณ์โกรธเคือง
ไคลน์ตอบเยือกเย็น
“ผมเห็นด้วยเกี่ยวกับเรื่องของคารอน เขาช่างโชคร้าย… แต่เรื่องนี้อาจไม่ใช่ฝีมือของบารอนซินดราส มีความเป็นไปได้ว่าคนร้ายตัวจริงจ้องเล่นงานเขา”
มาดามแมรี่พยักหน้า
“ฉันได้ฟังข้อสันนิษฐานนี้มาเหมือนกัน เห็นว่าตอนนี้กรมตำรวจกำลังเรียกแพทย์นิติเวชมือดีมาผ่าพิสูจน์ศพ มองหาเบาะแสที่อาจตกหล่นไปในตอนแรก”
สมองไคลน์แปลงประโยคครึ่งหลังโดยอัตโนมัติ: ‘กรมตำรวจกำลังเรียกผู้สื่อวิญญาณมือดีจากโบสถ์รัตติกาลมาช่วยสอบปากคำศพและมองหาเบาะแสที่หายไป’
จะพบเบาะแสจริงหรือ… ไคลน์ยกมือขวาขึ้น กดสี่จุดบนหน้าอกตามเข็มนาฬิกา
“ขอให้เทพธิดาอวยพรคารอน ขอให้ฆาตกรตัวจริงถูกลงโทษ”
มาดามแมรี่ทำแบบเดียวกัน ตามด้วยเสริม
“เพื่อไม่ให้คุณได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้มากไปกว่าเดิม ดิฉันมีแผนจะซื้อหุ้นคืนก่อนกำหนด ราคาจะสูงกว่าราคาประเมินปัจจุบันอยู่ที่หนึ่งพันปอนด์… คุณไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเงินสด พักหลังดิฉันยุ่งอยู่กับการเรื่องกู้ธนาคาร”
ไคลน์ถอนหายใจพลางยิ้ม
“ผมรู้สึกขอบคุณความห่วงใยจากใจจริง แต่ถ้าคุณต้องการซื้อหุ้นคืนก่อนกำหนด จะต้องดำเนินการกับโบสถ์รัตติกาลด้วยตัวเอง เพราะผมบริจาคหุ้นให้พวกเขาไปหมดแล้ว เป็นเงินทุนตั้งต้นสำหรับกองทุนการศึกษาเพื่อคนยากไร้”
นี่คือครั้งแรกที่มาดามแมรี่ได้ยินข่าว สีหน้าเผยความตกตะลึงชัดเจน พูดไม่ออกเป็นเวลานาน
ผ่านไปราวสิบวินาที เธอถอนหายใจ
“ตัวตนของคุณ ความใจกว้างของคุณ สติปัญญาของคุณ… ช่างยอดเยี่ยมไปเสียหมด”
กล่าวจบ เธอมองหน้าดอน·ดันเตสด้วยความชื่นชม
ไคลน์โอนถ่ายความดีความชอบทั้งหมดให้เทพธิดาอย่างถ่อมตน ก่อนจะเว้นวรรคและถามด้วยสีหน้าขึงขัง
“มาดามแมรี่ ผมมีคำถามที่อยากได้ยินคำตอบจากคุณ… ในตอนที่ตัดสินใจเผชิญหน้ากับบารอนซินดราสเพื่อรักษาหุ้นและอำนาจในการบริหารบริษัทโคอิม สิ่งนี้เป็นความตั้งใจของคุณเอง หรือมีแรงกดดันจากภายนอก?”
แมรี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ค่อยๆ ตอบอย่างใจเย็น
“แรงกดดันจากภายนอก… ทั้งหมดมีแต่บอกให้ฉันยอมแพ้”
ไคลน์เงียบงันไปครู่หนึ่ง ตัดสินใจไม่ซักไซ้เรื่องนี้ต่อ เปลี่ยนไปคุยเกี่ยวกับคดีคนร้ายลอบโจมตีส.ส. มัคท์ ก่อนจะส่งสุภาพสตรีฝั่งตรงข้ามออกจากบ้านเลขที่ 160 ถนนเบิร์คลุน
หลังเสร็จอาหารเย็น พ่อบ้านวอลเตอร์เดินเข้ามาในห้องกึ่งเปิดโล่งที่มีระเบียงใหญ่ กล่าวกับนายจ้างบนเก้าอี้เอนหลัง
“นายท่าน ผมส่งบอดี้การ์ดทั้งสองกลับไปแล้ว ค่าจ้างสามร้อยปอนด์ไม่รวมอาหาร”
กลับไปได้สักที… ไคลน์พยักหน้ารับอย่างผ่อนคลาย
ชายหนุ่มอดใจรอไม่ไหวที่จะกลับไปยังห้องนอนใหญ่ นำเห็ดที่แฟรงค์·ลีเพิ่งส่งมาถึงเข้าสู่มิติเหนือสายหมอกเพื่อ ‘สื่อสาร’ กับยุบพองหิวโหย
เมื่อเดินมาถึงโต๊ะอ่านหนังสือในห้องนอนซึ่งตนซุกเห็ดไว้ ไคลน์เห็นจดหมายที่ถูกขวดหมึกทับไว้
ชายหนุ่มหยิบขึ้นมาด้วยสีหน้าฉงน คลี่ออกและกวาดสายตาอ่าน สีหน้าเริ่มเผยความบิดเบี้ยวทีละนิด
“มิสเตอร์ดันเตส จากบอดี้การ์ดของคุณ ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา เราค้นพบความผิดปรกติที่จำเป็นต้องแจ้งคุณให้ทราบ จึงถือวิสาสะแอบเข้ามาในห้องขณะคุณรับประทานอาหารค่ำ ทิ้งจดหมายฉบับนี้”
ราชันเร้นลับ 859 : เห็ดชนิดใหม่
ณ ส่วนล่างสุดของเขตห้องโดยสาร ‘อนาคตกาล’ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มืดมิด
แฟรงค์·ลีจุดเทียนไข มอบแสงสว่างแก่โต๊ะยาวที่เต็มไปด้วยเนื้อ เห็ด ข้าวสาลี และปลา
มันผลักสิ่งของข้างต้นออกไปจนเหลือที่เพียงพอสำหรับวางกระดาษจดหมาย
ถัดมา มันคลี่กระดาษจดหมายและวางลง หยิบปากกาออกมาเขียนด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“ถึงเกอร์มัน·สแปร์โรว์เพื่อนรัก ฉันดีใจที่นายชอบเห็ดแห้ง บางทีมันอาจจะมีประโยชน์กว่าที่ฉันคิดไว้ หากมีเวลาและโอกาส ฉันจะสร้างมันขึ้นมาใหม่”
“เนื่องจากฉันทุ่มเทให้กับทฤษฎีใหม่ที่นายแนะนำ เห็ดแห้งของเก่าจึงหยุดผลิตโดยสมบูรณ์ เห็ดที่เหลือส่วนมากถูกนีน่านำไปเผาทำลาย ปัจจุบันจึงเหลือเพียงสามดอก หวังว่าจะยังมีประโยชน์กับนาย”
“นอกจากนั้น ฉันยังจะแนบผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดไปด้วย พวกมันคือเห็ดที่สามารถขยายพันธุ์ท่ามกลางสภาพแวดล้อมมืดสนิทโดยการกินเลือดเนื้อ แบ่งออกเป็นสามสายพันธุ์ ประกอบด้วย พันธุ์ข้าวสาลี สามารถบดเป็นผงและนำไปอบเป็นขนมปัง พันธุ์วัวนม สามารถรีดนมออกจากเห็น และสุดท้าย พันธุ์ปลา สามารถนำมาปรุงอาหารได้โดยตรง มีเนื้อหนาและแน่น”
“ข้อควรระวังก็คือ ห้ามกินดิบโดยเด็ดขาด ต้องต้มในน้ำร้อนอุณหภูมิไม่ต่ำกว่าเก้าสิบองศาเซลเซียสนานห้านาทีเพื่อขจัดสัญญาณชีพทั้งหมดออกไป ไม่อย่างนั้น ไม่ว่าจะถูกปรุงเป็นอะไร มันจะดูดซับเลือดเนื้อโดยรอบอย่างไม่มีเงื่อนไข รวมถึงอวัยวะภายในของมนุษย์”
“อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องระวัง เห็ดเหล่านี้ไม่สามารถจำแนกระหว่างเลือดเนื้อปรกติและเลือดเนื้อสัตว์ประหลาด จึงมิอาจขจัดปัญญาที่จะตามมาหากกินเนื้อสัตว์ประหลาดเข้าไป เลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการปนเปื้อนหรือความบ้าคลั่งหลงเหลือ”
“ฉันคิดว่าเห็ดจะเกิดกลายพันธุ์หากกินเลือดเนื้อของสัตว์ประหลาดที่แตกต่างกัน ก่อให้เกิดอันตรายที่แตกต่าง แต่เรื่องนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจน เนื่องจากตัวอย่างทดลองมีไม่มากพอ หากนายผจญภัยและได้รับซากศพสัตว์ประหลาด รบกวนส่งจดหมายมาให้ฉันทดสอบ ใช้แค่ปริมาณไม่มาก”
“ส่วนจะมีปัญหาอื่นซ่อนอยู่อีกหรือไม่ ฉันเองก็ไม่แน่ใจ เพราะนี่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่สมบูรณ์และเลิกผลิตไปแล้ว”
“ขอให้นายโชคดี มีความสุขกับการผจญภัย จากเพื่อนที่จริงใจที่สุดของนาย แฟรงค์·ลี”
หลังจากวางปากกาลง แฟรงค์อ่านทวนคำตอบของตัวเองอีกครั้งด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะหาเหรียญทองมาวางไว้บนกระดาษจดหมาย
ถัดมา มันรีบตั้งแท่นบูชาเพื่อประกอบพิธีกรรมอัญเชิญผู้ส่งสาร แต่ก็ต้องชะงักขณะเตรียมท่องคาถา
แฟรงค์มองไปรอบๆ ตามสัญชาตญาณ ก่อนที่ดวงตาจะแข็งทื่อราวสองสามวินาที
จากนั้น มันรีบย้ายสิ่งสกปรกที่กองอยู่ใกล้ๆ ไปไว้หน้าประตู
…
เขตราชินี คฤหาสน์แสนหรูหราของเอิร์ลฮอลล์
ออเดรย์หมกตัวอยู่ในห้อง จ้องมองขวดแก้วในมือ
ขวดแก้วบรรจุของเหลวหนืดใส ไม่มีสี เมื่ออยู่ในภาวะสงบนิ่ง ผิวของเหลวจะทำตัวเหมือนกระจก สะท้อนทุกสิ่งในการมองเห็น แต่เมื่อแกว่งเล็กน้อย กระแสน้ำวนเล็กๆ จะหมุนอยู่ใต้ผิวของเหลวอย่างเงียบงัน
นี่คือโอสถ ‘นักสะกดจิต’ ที่เพิ่งถูกปรุงเสร็จ!
ออเดรย์ย่อยโอสถนักจิตบำบัดเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะติดต่อกลับไปหาสมาคมแปรจิต เธอวางแผนเลื่อนเป็นลำดับ 6 ให้เรียบร้อย
หลังจากใช้พลัง ‘ปลอนโยน’ เพื่อปรับสภาพจิตใจ หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ตามด้วยการกระดกโอสถและดื่มอึกอึก
หลังจากสงบจิตใจ จู่ๆ หญิงสาวพบว่าจิตของเธอระเบิดออก ร่างกายคล้ายกับถูกปนเปื้อน กลายเป็นเลือนรางและขาดความคมชัด
ทันใดนั้น คล้ายกับร่างวิญญาณ กายอากาศ และวิญญาณดาราของเธอได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับดวงจิต ราวกับคนทั้งคนกลายเป็นกลุ่มก้อนความคิดที่บริสุทธิ์ มอบความรู้สึกล่องลอย สัมผัสได้ถึงทะเลจิตใต้สำนึกรวมที่เชื่อมต่อทุกชีวิตเข้าด้วยกัน สัมผัสถึงผืนนภาแห่งวิญญาณที่ตรงข้ามกับทะเล
เนื่องจากเคยมีประสบการณ์ทำนองเดียวกันสมัยเลื่อนลำดับเป็นนักจิตบำบัด ออเดรย์ในปัจจุบันมิได้ตื่นตระหนัก สามารถครองสติมั่นคงตลอดเวลา ยับยั้งตัวเองมิให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับ ‘ทะเล’ ดึงจิตให้หดกลับประหนึ่งยางรัดผม
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ จนกระทั่งหญิงสาวได้สติกลับมา พบว่าหลังมือของตนถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดแข็งสีทองคำ พบว่าเส้นผมตรงบ่าทั้งแข็งและมีน้ำหนักมากขึ้น ประหนึ่งถูกหล่อจากทองคำ
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวค่อยๆ กลับคืนสู่ภาวะปรกติ ทว่า เมื่อออเดรย์ส่องกระจก เธอพบว่าดวงตาสีเขียวมรกตของเธอ แม้จะยังกระจ่างใสเช่นเคย แต่กึ่งกลางกลับมีวังวนปริศนาไร้ก้นบึ้ง หากใครเผลอสบตาคงยากจะหันไปทางอื่น เกิดความลุ่มหลงได้ง่ายดาย
นี่คือภาวะพลังวิญญาณขาดเสถียรภาพ… ออเดรย์ค่อยๆ คลายคิ้วพร้อมกับเผยรอยยิ้ม
หญิงสาวมองตัวเองในกระจก ผงกศีรษะเล็กน้อย กล่าวด้วยรอยยิ้มสดใส
“ออเดรย์ เธอกลายเป็นลำดับ 6 เรียบร้อยแล้ว!”
รอจนกระทั่งทุกสิ่งสงบลง หญิงสาวสำรวจตัวเองอย่างจริงจังเพื่อยืนยันพลังพิเศษใหม่ รวมถึงของเก่าที่เปลี่ยนแปลง
หลังจากใช้เวลาสักพัก ออเดรย์ค้นพบสถานการณ์ปัจจุบัน
ประการแรก สมรรถภาพร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างมาก นอกจากพลังกำลังและความว่องไวที่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไปมาก เธอยังสามารถเสกเกล็ดขึ้นมาปกคลุมผิวหนัง ช่วยลดทอนความเสียหายได้หลายส่วน ประการที่สอง มีการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพของพลัง ‘การชี้นำทางจิต’ สิ่งนี้พัฒนาไปเป็นพลังใหม่ที่ชื่อว่า ‘สะกดจิตนอกศึก’ ขอเพียงเป้าหมายกำลังจดจ่ออยู่กับบางสิ่ง เธอสามารถฝังการชี้นำทางใจลงไปอย่างแนบเนียน ปรับเปลี่ยนจิตใต้สำนึกโดยตรง
ด้วยวิธีนี้ เป้าหมายจะทำในสิ่งที่เธอชี้นำโดยไม่รู้ตัว เชื่อว่านั่นเกิดจากความปรารถนาที่แท้จริง
แน่นอน หากการ ‘ชี้นำ’ ของออเดรย์ทำให้ชีวิตของผู้ถูกสะกดจิตและสิ่งสำคัญจากจิตใต้สำนึกของมันตกอยู่ในอันตราย ดวงวิญญาณผู้ถูกสะกดจิตจะเกิดการต่อต้านรุนแรง ส่งผลให้การชี้นำล้มเหลว นอกจากนั้น หากเป้าหมายมีดวงวิญญาณและจิตที่มั่นคงแข็งแรง มีโอกาสที่จะต้านทานการชี้นำได้บางส่วน
พลังที่สาม ‘สะกดจิตระหว่างศึก’ ออเดรย์สามารถบังคับสะกดจิตศัตรูได้ทันที สั่งให้ทำในเรื่องผิดปรกติ เช่นโจมตีพวกเดียวกัน หรือแสร้งทำเป็นไม่เห็นเธอซึ่งเป็นผู้สะกดจิต แต่การสะกดจิตด้วยวิธีนี้จะคงอยู่ได้ไม่นาน และเมื่อเป้าหมายคืนสติ จะค้นพบความผิดปรกติได้ทันที นอกจากนั้นยังไม่สามารถสั่งให้เป้าหมายฆ่าตัวตายหรือจบชีวิตตัวเองทางอ้อม
พลังที่สี่ ‘ล่องหนทางจิตใจ’ เข้าควบคุมจิตใจเป้าหมายและเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็น ‘จุดอับ’ ของจิตใจอีกฝ่าย ส่งผลให้แม้จะยืนอยู่ตรงหน้า แต่อีกฝ่ายก็จะมองไม่เห็นประหนึ่งล่องหน
สุดยอด… เรื่องเดียวที่น่าเสียดายก็คือ เรายังไม่มีพลังพิเศษที่ใช้โจมตีได้หนักหน่วง… ออเดรย์ทำแก้มป่องเล็กๆ พลางข่มจิตใจเพื่อรักษาเสถียรภาพของพลังวิญญาณ เปลี่ยนให้ดวงตาลดความเย้ายวนและน่าหลงใหล
เมื่อขจัดความผิดปรกติเบื้องต้นออกเกือบหมด หญิงสาวเปิดประตูให้ซูซี่เข้ามาในห้อง อาศัยความช่วยเหลือจากโกลเดนรีทรีเวอร์ตัวใหญ่ ช่วยให้คุ้นเคยกับพลังใหม่ได้เร็วขึ้น
ถัดมาไม่นาน สาวใช้ส่วนตัว แอนนี่ เดินเข้ามาพร้อมกับจดหมายเชิญ
“คุณหนู ทางศาสนจักรจะจัดงานเลี้ยงบำเพ็ญกุศลขึ้นในคืนวันเสาร์ เนื่องในโอกาสก่อตั้งกองทุนการศึกษาเพื่อคนยากไร้ พวกเขามีความประสงค์จะให้คุณหนูเข้าร่วมงาน”
ออเดรย์มิได้ตอบกลับทันที เลือกจะตั้งคำถาม
“พวกเขาเชิญท่านพ่อกับท่านแม่ด้วยไหม?”
“เชิญค่ะ นอกจากคุณผู้ชายกับคุณผู้หญิงแล้ว พวกเขายังเชิญลอร์ดฮิบเบิร์ตด้วย” แอนนี่เล่าตามจริง
ออเดรย์พยักหน้าพลางยิ้ม
“บอกกับทางโบสถ์ว่าดิฉันจะเข้าร่วม… นอกจากนั้น ช่วยรวบรวมข้อมูลของกองทุนให้ด้วย ดิฉันจะได้พิจารณาว่าควรบริจาคสมทบทุนมากน้อยเพียงใด”
…
ตกดึก ณ ภัตตาคารอินทิสเซอเรนโซ่
“ที่นี่งดงามมาก… งดงามยิ่งกว่าห้องนั่งเล่นของขุนนางใหญ่หลายคน” ฟอร์สมองไปรอบๆ ด้วยสีหน้าคล้ายกำลังเก็บรวบรวมวัตถุดิบสำหรับเขียนงาน
แม้เธอจะเคยเข้าร่วมซาลอนวรรณกรรมของขุนนางหลายครั้ง แต่ทั้งหมดล้วนถูกเชิญไปจัดในบ้าน ไม่ใช่ภัตตาคารหรูกลางใจกลางเมืองหลวงเช่นนี้
ซิลสางเส้นผมสีทองกระด้างของตน
“นี่คือการตกแต่งสไตล์อินทิส อาจดูหรูหรา แต่ขาดความวิจิตรและคุณค่าทางศิลปะ”
“จะขาดคุณค่าทางศิลปะได้ยังไง? ที่นี่เต็มไปด้วยภาพวาดสีน้ำมันที่โด่งดัง รวมถึงประติมากรรมเลื่องชื่อ…” ฟอร์สโต้แย้ง
ระหว่างนี้ เธอลดเสียงลงพลางหยุดอยู่หน้าทางเข้าหลัก
เมื่อกล่าวจบ พวกเธอพบห้องส่วนตัวที่พ่อบ้านวอลเตอร์เคยเอ่ยถึง ฟอร์สจึงใช้พลัง ‘เปิดประตู’ พร้อมกับดึงซิลผ่านเข้าไปหลบในตู้ภายในห้อง รอให้นายจ้างของพวกตน ดอน·ดันเตสและแขกมาถึง
“เธอคิดว่าหุ้นสามเปอร์เซ็นต์ของบริษัทโคอิมมีมูลค่าเท่าไร?” ฟอร์สที่เบื่อหน่ายเพราะไม่มีอะไรทำเริ่มชวนคุย
ในตอนเช้า เธอเข้าไปในวิหารนักบุญแซมมวลพร้อมกับซิล แสร้งทำเป็นสวดวิงวอน แต่ความจริงแล้วคอยให้ความคุ้มครอง
ซิลลังเลสักพัก
“อย่างน้อยก็หลายพันปอนด์แน่… บิชอปดูจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก”
“รวยชะมัด… บริจาคเงินหลายพันปอนด์อย่างง่ายดาย… ทำไมถึงไม่ช่วยคนจนๆ แบบเราบ้าง?” ฟอร์สรำพันติดตลก
ขณะเดียวกัน ประตูห้องส่วนตัวถูกเปิดออก ดอน·ดันเตสและครอบครัวส.ส. มัคท์เดินเข้ามาและแยกกันนั่งตามเก้าอี้ ทางด้านบริกรที่รับผิดชอบเองก็เริ่มลงมืออย่างขยันขันแข็ง
ซิลและฟอร์สหยุดคุยทันที สมาธิเพ่งไปยังบทสนทนาด้านนอกรวมถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม จมูกฟุดฟิดเป็นครั้งคราวเนื่องจากกลิ่นอาหาร
ทันใดนั้น ซิลขมวดคิ้วเนื่องจากพบความผิดปรกติ แต่เพียงไม่นานก็คล้ายออก ประหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“มีอะไร?” ฟอร์สโน้มตัวมาทางเพื่อนสนิทพลางกระซิบ
ซิลส่ายหน้า
“ไม่มีอะไร ฉันคงเครียด สัมผัสวิญญาณก็เลยอ่อนไหวเกินไป”
ขณะเดียวกัน ไคลน์วางมีดส้อมลง สายตาชำเลืองไปทางด้านข้าง
ในการมองเห็นของมันที่กำลังเปิดเนตรวิญญาณ ศีรษะที่เจ้าของผมสีทองสว่างและดวงตาสีแดงโผล่ออกจากความว่างเปล่า ในปากคาบจดหมายหนึ่งฉบับ
ฟุดฟิด! คล้ายกับไคลน์ได้กลิ่นนม ข้าวสาลี และปลาทะเล
มุมปากชายหนุ่มกระตุกแผ่วเบาขณะเหยียดแขนออกไปรับจดหมาย โดยที่ครอบครัวมัคท์สามคนฝั่งตรงข้ามไม่มีใครค้นพบความผิดปรกติ
หลังจากไคลน์ยัดจดหมายใส่กระเป๋าเสื้ออย่างแนบเนียน บริกรเดินออกไปนอกห้องและกลับมาอีกครั้งพร้อมกับเสิร์ฟอาหารสำหรับสี่ที่ จากบรรดาทุกจาน มีสองจานเป็นเห็ดผัดเนย
ได้เห็นฉากตรงหน้า ไคลน์รู้สึกคลื่นไส้กะทันหัน สีหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อย เช่นเดียวกับมือซ้ายที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อซึ่งกำลังสั่นระริกแผ่วเบา
ราชันเร้นลับ 853 : ความแตกต่างของชั้นเชิงวาทศิลป์
คิดว่ายังไง? ถ้าฉันรู้คำตอบคงไม่ต้องถ่อมาถึงที่นี่ คงหาโอกาสรายงานเบื้องบนอย่างอ้อมๆ ไปแล้ว! เลียวนาร์ดพึมพำเงียบพลางพิจารณาคำตอบ
ระหว่างนี้ มันพบว่าแม้ตนจะกำลังยืนก้มมองดอน·ดันเตสบนเก้าอี้เอนหลัง แต่อีกฝ่ายกลับแผ่ออร่าของผู้ที่เหนือกว่าออกมาอย่างชัดเจน ราวกับหัวหน้านั่งฟังรายงานจากลูกน้อง
สถานการณ์ตรงหน้าทำให้เลียวนาร์ดเกิดความกระอักกระอ่วน เหลียวซ้ายแลขวาเพื่อเลื่อนเก้าอี้มานั่งเอนหลัง กึ่งสร้างความผ่อนคลายกึ่งจงใจรักษามาด
“ผมคิดว่าเขา… หรือพวกคุณ… กำลังมองหาบางสิ่ง… ย้อนกลับไปสมัยยังอยู่ทิงเก็น เขาเคยแทรกซึมเข้ามาในหน่วยเหยี่ยวราตรีเพื่อค้นหาบางสิ่ง และที่นี่ กรุงเบ็คลันด์ เขาได้แทรกซึมเข้าไปประตูยานิสเพื่อตามหาสิ่งนั้น! ในครั้งแรก เขาไม่พบสิ่งที่ต้องการ จึงอาศัยการบุกจู่โจมของอินซ์·แซงวีลล์เพื่อทำเป็นแกล้งตายและหลบหนีออกมา… ครั้งที่สอง เขาก็ยังไม่พบสิ่งที่ต้องการ จึงออกจากประตูยานิสมาโดยมิได้แตะต้องสิ่งใด!”
ประโยคของเลียวนาร์ดอัดแน่นไปด้วยน้ำเสียงคุกคาม จงใจสื่อให้เห็นอย่างชัดเจนว่าตนค้นพบความจริงเบื้องหลังเกอร์มัน·สแปร์โรว์ เชอร์ล็อก·โมเรียตี้ และไคลน์·โมเร็ตติ หวังสร้างบรรยากาศกดขี่มิให้ดอน·ดันเตสทำตัวตามสบายและเล่นลิ้น
อย่างที่คิด เขากลับไปขุดหลุมศพเรา… ไคลน์ถอนหายใจเงียบ หยิบแก้วไวน์ขึ้นมาจิบสบายๆ
“หลังจากล้มเหลวในครั้งแรก คุณคิดว่าพวกเราจะไม่สืบข้อมูลจนมั่นใจก่อนลงมือหรือ? ก็อย่างที่ทราบ ภารกิจแบบนี้มีโอกาสทำเพียงครั้งเดียว หากล้มเหลวก็หมดสิทธิ์แก้ตัว… ดังนั้น ในสถานการณ์ที่เป้าหมายไม่ชัดเจน ใครจะโง่พอที่จะลงมือ?”
เขาไม่ปฏิเสธคำพูดเรา ยอมรับโดยนัยว่าไคลน์·โมเร็ตติคือเกอร์มัน·สแปร์โรว์ คือจอมโจรวีรบุรุษจักรพรรดิมืดผู้สังกัดองค์กรลับที่ศรัทธาในเดอะฟูล… เลียวนาร์ดพยายามไม่ขมวดคิ้ว เปลี่ยนมานั่งไขว่ห้างขวาทับซ้าย
“หมายความว่า ไม่ใช่หาสิ่งที่ต้องการไม่พบ แต่เกิดความล้มเหลวเนื่องจากปัจจัยภายนอก? ในสองปฏิบัติการที่ผ่านมา มีวัตถุเพียงสองชิ้นที่เหมือนกันระหว่างวิหารพระแม่เซเลน่าและวิหารนักบุญแซมมวล: สมบัติปิดผนึก 2-049 และสมุดบันทึกของตระกูลอันทีโกนัส… สมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัส… ต้องใช่แน่… ไคลน์·โมเร็ตติเข้าร่วมเหยี่ยวราตรีเพราะสิ่งนี้!”
แม้กระบวนการอนุมานจะผิดไปไกล แต่คำตอบกลับออกมาถูก… ไคลน์หัวเราะในลำคอพร้อมกับตอบ
“สมองมีไว้แค่คั่นหูเท่านั้นหรือ… หากจุดประสงค์ของเขาคือสมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัสจริง มีโอกาสมากมายที่เขาจะชิงไปก่อนที่เหยี่ยวราตรีจะได้ครอบครองมัน… และถึงแม้จะอยู่ในมือพวกคุณ เขาก็ยังมีโอกาสมากมายให้ช่วงชิงกลับมาครอง สำหรับรายละเอียดเชิงลึก คุณน่าจะรู้ดีกว่าผมกระมัง… และถ้าในเมื่อเป้าหมายคือสมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัสจริง ทำไมเขาถึงไม่ช่วงชิงออกมาทั้งๆ ที่มันถูกเก็บอยู่ข้างใน?”
เลียวนาร์ด·มิเชลที่ถูกเย้ยหยัน พลันตระหนักว่าทฤษฎีที่ตนคิดขึ้นมาได้กะทันหันเต็มไปด้วยช่องโหว่และความขัดแย้ง ภายในใจจึงเกิดความละอายผสมโกรธ
มันสูดลมหายใจเข้าออก
“แล้วทำไมถึงพยายามแทรกซึมประตูยานิสสองครั้งสองครา แถมคราวนี้ไม่เพียงจะไม่ได้อะไรกลับไป ไม่ทิ้งอะไรไว้ แต่ยังเข้าสู่สภาวะแปลกประหลาด”
เลียวนาร์ดกล่าวจบ มันเห็นดอน·ดันเตสเจ้าของจอนสีขาวเผยรอยยิ้มลุ่มลึก
“สำหรับอย่างหลัง ผมเองก็ไม่ทราบเหตุผลเช่นกัน บางทีคุณควรลองถามเทพธิดารัตติกาลดูนะ”
เทพธิดา… เขากำลังพูดเรื่องอะไร? เลียวนาร์ดผุดความประหลาดใจทันที มิอาจจินตนาการได้ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นในประตูยานิส
ถัดมา มันได้ยินดอน·ดันเตสหัวเราะและพูด
“สำหรับคำถามแรก ผมว่าคุณกำลังเข้าใจบางสิ่งผิดไปถนัด… สมาชิกขององค์กรเรามาจากร้อยพ่อพันแม่ เข้าร่วมองค์กรด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่าง ก่อนหน้านั้นใครจะมีความเชื่ออย่างไร ใช้ชีวิตอย่างไร นั่นไม่เกี่ยวกับพวกเรา… เฉกเช่นผมที่มีทั้งอดีตและปัจจุบัน จุดประสงค์ที่ผมเดินทางมายังเบ็คลันด์ ก็เหมือนกับนามสกุลที่มอบให้ตัวเอง”
ดันเตส…นิยาย ‘การกลับมาของเอิร์ล’ … เขาเข้าร่วมองค์กรลับที่ศรัทธาเดอะฟูลเพื่อกลับมายังเบ็คลันด์และแก้แค้น? เลียวนาร์ดพยักหน้าพลางครุ่นคิด
ไคลน์เว้นวรรคสองสามวินาที จิบไวน์แดง ก่อนจะยิ้มและเล่าต่อ
“เขาก็เช่นกัน… ชายผู้คืนชีพจากคำสาปของสมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัส… เขาเป็นส่วนหนึ่งของพวกเราเพื่อแก้แค้น”
ไคลน์จงใจเอ่ยถึงนามสกุลดันเตส เอ่ยถึงการแก้แค้น เพื่อแยกดอน·ดันเตสออกจากเกอร์มัน·สแปร์โรว์และไคลน์·โมเร็ตติ ด้วยกังวลว่าเลียวนาร์ดอาจค้นพบความผิดปรกติในอนาคต และจับทั้งสามคนเชื่อมโยงเป็นคนเดียว
มันชักนำบทสนทนาให้ผู้ฟังถูกโน้มน้าวโดยไม่รู้ตัว หลงเชื่อว่าดอน·ดันเตสไม่เกี่ยวข้องกับไคลน์·โมเร็ตติ สิ่งเดียวที่เหมือนกันคือการแก้แค้น เพราะโลกนี้มิได้มีผู้เคียดแค้นเพียงสองคน
เลียวนาร์ดวางขาที่ไขว้หางลงโดยไม่รู้ตัว โน้มร่างกายท่อนบนมาด้านหน้าเล็กน้อย
“แก้แค้น? เขาต้องการแก้แค้นใคร?”
เมื่อถามจบ สุภาพบุรุษวัยกลางคนมาดสง่างามและภูมิฐานตรงหน้า เผยรอยยิ้มตรงมุมปากอย่างมีเลศนัย
“ลาเนวุส แล้วก็… อินซ์·แซงวีลล์”
“อินซ์·แซงวีลล์…” เลียวนาร์ดโพล่งขึ้นและพึมพำคำเดิมสักพัก สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่รู้ตัว ไม่กล่าวคำใดออกมาเป็นเวลานาน
ดวงตาของมันมองตรงแต่ไม่จดจ่อ ไม่มีใครทราบว่ากำลังคิดสิ่งใด
ฟู่ว… หลังจากเงียบงันสักพัก เลียวนาร์ดคลายกำปั้นพลางถอนหายใจ
มันถามด้วยเสียงแหบพร่า
“ลาเนวุสถูกเขาฆ่าใช่ไหม”
“ถูกต้อง” ไคลน์แอบถอนหายใจ ตอบเยือกเย็น
เลียวนาร์ดอ้าปาก คล้ายกับต้องการกล่าวบางสิ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกมา ทำได้เพียงเม้มริมฝีปากแน่น
เมื่อตระหนักว่าอีกฝ่ายบรรลุจุดประสงค์ในการมาที่นี่ ไคลน์หัวเราะในลำคอพลางเปลี่ยนบทสนทนา
“หากคุณมีจุดประสงค์ที่คล้ายคลึงกัน หรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถเอ่ยพระนามเต็มอันศักดิ์สิทธิ์ของท่านได้ทุกเมื่อ บางทีท่านอาจยอมตอบสนอง”
ท่าน… ตัวตนลึกลับในเงามืดนามว่าเดอะฟูล? เลียวนาร์ดเชื่อว่าดอน·ดันเตสเป็นพวกชอบเผยแผ่ศาสนา พยายามชักชวนคนส่งเดชเป็นนิสัย จึงไม่ได้เก็บเอาไปใส่ใจ เพียงตอบสนองด้วยความเงียบ
ไคลน์หันไปยิ้มและพูด
“แล้วก็ ฝากคำพูดไปถึงพาลีส·โซโรอาสเตอร์ด้วยว่า สมาชิกองค์กรคนหนึ่งของเรา เผชิญหน้ากับผู้เย้ยเทพอามุนด์ในดินแดนเทพทอดทิ้ง”
ประโยคเมื่อครู่อัดแน่นไปด้วยข้อมูลจนเลียวนาร์ดทำตัวไม่ถูกไปสักพัก เสียงของชายวัยกลางคนดังกังวานในหัว
ดินแดนเทพทอดทิ้ง? ดินแดนที่ถูกเทพทอดทิ้งซึ่งแม้แต่เจ็ดเทพจารีตก็ยังหาไม่พบ แต่หนึ่งในสมาชิกขององค์กรพวกเขากลับผ่านเข้าออกดินแดนเทพทอดทิ้งได้!
ผู้เย้ยเทพอามุนด์… ตาแก่เคยเล่าว่า เขากำลังหลบหนีจากคนที่มีนามสกุลว่าอามุนด์… ถูกอีกฝ่ายโจมตีจนบาดเจ็บหนักและทำได้เพียงฝังตัวเป็นปรสิตในร่างมนุษย์…
น้ำเสียงและท่าทางของดอน·ดันเตสบ่งบอกว่าชายคนนี้คือสัตว์ประหลาดที่มีชีวิตรอดมาจากยุคสมัยที่สี่ แถมยังมีฝีมือทัดเทียมระดับเดียวกับตาแก่… ต่อหน้าเขา เราอดไม่ได้ที่จะรู้สึกต่ำต้อย ไม่หลงเหลือความมั่นใจในตัวเอง…
ขณะความคิดมากมายแล่นผ่าน เลียวนาร์ดพยักหน้า
“ผมจะไปบอกเขาให้”
อา ดูเหมือนว่าในตอนที่เลียวนาร์ดเข้าฝันคนอื่น ชายชราในตัวจะไม่ได้ยินหรือเห็นในสิ่งเดียวกัน ไม่อย่างนั้น หลังจากได้ยินชื่อ ‘ผู้เย้ยเทพ’ อามุนด์ก็ควรแสดงปฏิกิริยาที่ผิดปรกติออกมา… สอดคล้องกับคำพูดของ ‘อสรพิษปรอท’ วิล·อัสตินที่เคยกล่าวไว้ว่า: เว้นเสียแต่นักกวีอดีตเพื่อนร่วมงานของเราจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง คุณปู่ในตัวจึงจะแสดงอาการผิดปรกติและลงมือกระทำบางสิ่ง… เยี่ยม หมายความว่าเขาไม่ใช่ ‘ปรสิตแบบสมบูรณ์’ … ไคลน์ตีความข้อมูลจากเบาะแสที่พบ ก่อนจะเผยรอยยิ้ม
“เชิญกลับไปได้ และไม่ต้องกังวล เป้าหมายของผมไม่ใช่โบสถ์รัตติกาล”
ตอนนี้ยังไม่ใช่ แต่ในอนาคตก็ไม่แน่… ไคลน์เสริมเงียบ
เลียวนาร์ดที่ได้รับข้อมูลเพียงพอ ตัดสินใจไม่แช่อยู่นาน ลุกขึ้นจากเก้าอี้และโค้งศีรษะทักทาย
จากนั้นก็ออกจากความฝันของดอน·ดันเตส
…
ภายในห้องริมถนนด้านหลังวิหารนักบุญแซมมวล เลียวนาร์ดตื่นขึ้นพร้อมกับได้ยินเสียงค่อนข้างชราของปรสิตในร่างกาย
“เขาพูดว่าอะไรบ้าง?”
เลียวนาร์ดเรียบเรียงคำพูด
“เขายอมรับตรงๆ ว่าเป็นสมาชิกขององค์กรลับที่ศรัทธาเดอะฟูล ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าไคลน์·โมเร็ตติคือเกอร์มัน·สแปร์โรว์… เป้าหมายของพวกเขาคือการแก้แค้น… เป็นแค้นของแต่ละคน”
พาลีส·โซโรอาสเตอร์เงียบงันสักพัก
“เขาได้พูดไหมว่าทำไมไคลน์·โมเร็ตติถึงคืนชีพได้? หรือใช้วิธีใดในการแกล้งตายอย่างสมจริงจนน่าเหลือเชื่อ”
เลียวนาร์ดนึกทบทวนสักพัก
“เขาอธิบายว่าเป็นคำสาปจากสมุดบันทึกของตระกูลอันทีโกนัส”
คำสาป… ทันใดนั้น เลียวนาร์ดเพิ่งฉุกคิดได้ว่า ดอน·ดันเตสเลือกใช้คำค่อนข้างแปลก
เหตุใดพลังที่ช่วยให้คืนชีพอีกครั้ง ถึงถูกเรียกว่าเป็นคำสาป!
พาลีส·โซโรอาสเตอร์มิได้สงสัยในประเด็นดังกล่าว เพียงถามหลังจากเว้นวรรคครู่หนึ่ง
“เขาพูดอะไรอีก?”
เลียวนาร์ดไม่ปิดบัง เล่าตรงไปตรงมา
“เขาเอ่ยถึงผู้เย้ยเทพอามุนด์ ระบุว่าสมาชิกคนหนึ่งขององค์กรได้เผชิญหน้ากับอามุนด์ในดินแดนเทพทอดทิ้ง… ตาแก่ นี่ใช่อามุนด์เดียวกับที่คุณเคยพูดถึงไหม?”
เสียงในใจเงียบงันเป็นเวลานานก่อนจะตอบ
“คงใช่”
มันเว้นวรรคเล็กน้อย
“ข้าเชื่อว่าดอน·ดันเตส… ไม่สิ เดอะฟูลผู้อยู่เบื้องหลังเขา อาจเป็นหนึ่งในสหายเก่าแก่ของข้า”
ตาแก่คิดว่าตนอยู่ระดับเหนือกว่าดอน·ดันเตสหนึ่งขั้น หรืออาจจะมากกว่านั้น… เขาเป็นเทวทูตเดินดิน? เลียวนาร์ดครุ่นคิด
“เพื่อนเก่าคนไหน?”
พาลีส·โซโรอาสเตอร์ไม่ตอบ แต่ย้อนถาม
“เจ้ามีความคิดจะเปิดโปงเรื่องของดอน·ดันเตสกับไคลน์·โมเร็ตติไหม?”
เลียวนาร์ดเงียบงันราวสิบวินาที ตามด้วยตอบเสียงแผ่ว
“ตอนนี้ยัง… บางที ผมกับเขาอาจได้ร่วมมือกัน… และทางศาสนจักรก็มิได้เกิดความสูญเสียใดจากเหตุการณ์ครั้งนี้”
ปรสิตในร่างกายมิได้กล่าวสิ่งใดต่อ คล้ายกับหลับไปแล้ว
เลียวนาร์ดเงยศีรษะขึ้นอย่างไม่รีบร้อน นั่งอ่านเอกสารเกี่ยวกับคดีที่เกี่ยวข้องสักพักจึงพึมพำกับตัวเอง
“เขาทิ้งเราไม่เห็นฝุ่น…”
ราชันเร้นลับ 839 : ทายาทเทพบรรพกาล
เชี่ย… ไคลน์ที่ได้ยินคำตอบชายชรา ผุดคำหยาบคายมากมายในใจ แต่ก็ไม่ทำอะไรมากกว่านี้
ซาราธ ผู้นำของลัทธิเร้นลับ ลูกหลานของตระกูลขุนนางใหญ่แห่งจักรวรรดิโซโลมอนในยุคสมัยที่สี่ อดีตเจ้าของสมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัส ผู้คอยชักใยเบื้องหลังจักรพรรดิโรซายล์ และยังเป็นผู้วิเศษลำดับสูงแห่งเส้นทางนักทำนาย เมื่อราวหนึ่งถึงสองร้อยปีก่อน มันอยู่ในลำดับ 2 ‘ผู้ชี้นำปาฏิหาริย์’ โดยอาโรเดสเคยระบุว่า ซาราธเกิดคลุ้มคลั่งและกลายเป็นสัตว์ประหลาดหลังจากพยายามเลื่อนเป็นลำดับ 1 ‘บริวารเร้นลับ’
ไม่ว่าจะใช้สมญานามใด ไคลน์ก็มิอาจยืนฟังได้อย่างสบายใจ ยากจะทำใจยอมรับว่าตัวละครที่โด่งดังในตำราประวัติศาสตร์จะปรากฏกายตรงหน้า บรรยากาศโดยรอบอึดอัดและบีบคั้น คล้ายกับถูกกดทับจากทุกทิศทางจนยากจะหายใจ
ไคลน์เคยจินตนาการ บางทีทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับตน รวมถึงการเดินทางข้ามโลก อาจเกิดจากการชักใยของซาราธ สงสัยว่าอีกฝ่ายคือลาสต์บอสที่ต้องปราบในตอนสุดท้าย แต่กลับกลายเป็นว่า ชายหนุ่มต้องเผชิญหน้ากับมันระหว่างทาง
เรายังเป็นแค่ผู้วิเศษลำดับ 5! ไคลน์อดตัดพ้อไม่ได้ ขณะเดียวกันก็เคลือบแคลงว่า บุคคลตรงหน้าจะใช่ซาราธแน่หรือ
ซาราธเป็นชื่อสกุล… เป็นชื่อของตระกูลขุนนางใหญ่แห่งจักรพรรดิโซโลมอนจากยุคสมัยที่สี่ ในทางทฤษฎี ตลอดระยะเวลาอันยาวนานกว่าสองพันปี คนที่ชื่อซาราธอาจมีมากกว่าหนึ่ง… ชายคนนี้อาจเป็นปู่ของผู้นำลัทธิเร้นลับในไดอารีโรซายล์ หรือไม่ก็เป็นบิดา พี่น้อง ลูกหลาน… นอกจากนั้น ชายคนนี้ระบุว่าตัวเองตายไปแล้วหลายปี แต่ ‘กระจกวิเศษ’ อาโรเดสและ ‘อสรพิษปรอท’ วิล·อัสตินต่างยืนยันตรงกันว่า ซาราธที่เป็นผู้นำลัทธิเร้นลับยังมีชีวิตอยู่ แต่เกิดคลุ้มคลั่งจนกลายเป็นสัตว์ประหลาดเสียสติ… ไคลน์พยายามมองโลกในแง่ดี ปลอบใจตัวเองว่าสถานการณ์อาจไม่เลวร้ายอย่างที่ติด เริ่มกลับมาสุขุมเยือกเย็น
พลังพิเศษที่ซาราธคนนี้แสดงให้เห็น ถึงจะมีไม่มาก แต่ทั้งหมดก็เป็นพลังที่น่าเหลือเชื่อ เกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์และชะตากรรม… คงไม่ได้เป็นแค่ ‘จอมเวทพิสดาร’ แต่สูงถึงลำดับ 3 หรือ 2… เทวทูตบนเส้นทางนักทำนายไม่น่าจะมีจำนวนมากนัก…
สถานที่แห่งนี้เกี่ยวข้องกับ ‘ประเทศรัตติกาล’ บนยอดเขาสูงสุดของเทือกเขาโฮนาซิส… เป็นแหล่งกำเนิดเสียงเพรียกที่จะส่งไปถึงหูผู้วิเศษลำดับต่ำของเส้นทางนักทำนายทุกคน… หลังจากซาราธ ผู้นำลัทธิเร้นลับ ได้ครอบครองสมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัส โรซายล์ระบุว่าชายคนนั้นโผล่หน้าน้อยลงเรื่อยๆ และไม่ทราบว่ากำลังวางแผนใด… อาจเป็นไปได้ว่า เมื่อมีสมุดบันทึกในมือ ซาราธเดินทางไปยังยอดเขาหลักของโฮนาซิสเพื่อตามสมบัติของตระกูลอันทีโกนัส จนได้พบกับสูตรโอสถและวัตถุดิบหลักของลำดับ 1 ‘บริวารลึกลับ’ ?
ในโลกของศาสตร์เร้นลับ ความบังเอิญอย่างต่อเนื่องมักหมายถึงปัญหา และหมายถึงความไม่ชอบมาพากล…
หากนี่เป็นซาราธตัวจริง ‘อัตตา’ ที่แบ่งทิ้งไว้ในหมู่บ้านสายหมอก คือสาเหตุที่ทำให้ร่างต้นคลุ้มคลั่งและเสียสติ?
ส่วนประโยคที่อีกฝ่ายพูดว่า ‘ตายมานานแล้ว’ เรื่องนี้ก็มีเหตุผลรองรับ เพราะผู้นำของลัทธิเร้นลับเคยกล่าวไว้ว่า
ปาฏิหาริย์คือสิ่งใด? ปาฏิหาริย์คือการฟื้นคืนชีพจากความตาย!
และมันลำดับล่าสุดของมันคือ ‘ผู้ชี้นำปาฏิหาริย์’ !
ขณะสมองไคลน์ประมวลผลหนักหน่วง ชายชราเคราดกที่อ้างตัวว่าเป็นซาราธ หัวเราะในลำคอ
“ดูจากปฏิกิริยาของเจ้า… รู้จักข้าหรือ?”
หลังจากไตร่ตรองสักพัก ไคลน์หยั่งเชิง
“เคยได้ยินนามสกุลนี้… ผมเคยเจอกับราชินีเงื่อนงำและได้ฟังข้อมูลของลัทธิเร้นลับจากเธอ จึงทราบชื่อของผู้นำ”
ชายชราพยักหน้าแผ่วเบา ไม่ยืนยันหรือปฏิเสธ เพียงยิ้มและถามเข้าประเด็น
“ยังมีเรื่องใดอยากให้ช่วยอีกไหม?”
เรื่องที่จะให้ช่วย… ไคลน์นึกทบทวนพลังพิเศษของอีกฝ่าย ลังเลสักพักก่อนจะตอบ
“จากประวัติศาสตร์ของโลกที่ถูกปกปิดแห่งนี้ คุณเรียกปลาจากข้างนอกเข้ามาได้ไหม? จะถูกแปรรูปเป็นอาหารแล้วก็ได้”
ตามความคิดของชายหนุ่ม คำขอนี้สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะต้องไม่ลืมว่า คนที่หลงเข้ามาส่วนใหญ่ถูกนำตัวมาจาก ‘ซากสมรภูมิแห่งเทพ’ ทางสุดเขตตะวันออกของทะเลโซเนีย บางคนอาจพกปลาติดตัวเป็นอาหารสำรองหรือไม่ก็เพื่อสำรวจความเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ บางคนกินปลาจนอิ่มหนำและหลับไม่ทันในตอนกลางคืน ด้วยปัจจัยเหล่านี้ การจะมีเนื้อปลาหลงเหลือในประวัติศาสตร์หมู่บ้านสายหมอก ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ซาราธเงยหน้า จ้องไคลน์ในร่างเกอร์มัน·สแปร์โรว์ เงียบงันอยู่นานโดยไม่มอบคำตอบ
ผ่านไปอีกสองสามวินาที มันถอนสายตากลับ กล่าวด้วยเสียงล่องลอย
“ได้”
กล่าวจบ บนฝ่ามือของพลเรือเอกโลหิตปรากฏเนื้อปลาบดละเอียด
“คงสภาพได้นานสี่สิบห้านาที หากครบกำหนด มันจะหายไปราวกับไม่เคยกินมาก่อน” ซาราธเสริม
ได้จริงๆ ด้วย… ไคลน์ยิ่งพบว่า พลังพิเศษลำดับสูงของเส้นทางนักทำนาย เต็มไปด้วยความพิสดารและน่ากลัว
ขณะเตรียมตอบว่าไม่มีอะไรแล้ว แต่ชายหนุ่มฉุกคิดได้ว่า ซาราธเจ้าเล่ห์เพทุบาย ทุกคำพูดอาจต้องนำไปหารก่อน จึงรู้สึกว่าตนควรเตรียมการให้รัดกุมยิ่งขึ้น
ท่ามกลางกระแสความคิด ไคลน์ตัดสินใจทำตัวละโมบ ซาราธจะได้ลดการประเมินคุณค่าของตนลง ให้อีกฝ่ายเชื่อว่าตนเป็นเพียงไอ้งั่งที่ถูกชักนำได้ง่าย
หลังจากบังคับหุ่นเชิดเก็บเนื้อปลาเข้าไป ชายหนุ่มกลอกตาสองหน หายใจเข้าออก
“นอกจากนั้น… ผมอยากได้สูตรโอสถจอมเวทพิสดาร”
ซาราธไม่เปลี่ยนสีหน้า เงียบงันไปสักพักก่อนจะหัวเราะ
“ไม่มีปัญหา ตราบใดที่เจ้าเชื่อว่าข้ามอบสูตรโอสถที่ถูกต้อง… หลังจากเจ้ากลับมาพร้อมหินออบซิเดียนก้อนนั้น ข้าจะมอบสูตรโอสถจอมเวทพิสดารพร้อมกับสัญลักษณ์สำหรับเปิดประตู… เฮ่อ… ข้าไม่สนใจเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ ปรารถนาแค่ให้เจ้านำโกศเก็บเถ้ากระดูกไปโปรยลงแม่น้ำเซอเรนโซ่ในบ้านเกิด”
หลังจากฟังอย่างเงียบงัน ไคลน์อดถามไม่ได้
“ระดับตัวตนของคุณสูงมาก หากโปรยเถ้ากระดูกลงไป เกรงว่าแม่น้ำทั้งสายจะปนเปื้อนมลพิษร้ายแรง ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์และสัตว์ประหลาดจำนวนมาก”
ซาราธยิ้มเล็กๆ
“รอบคอบดีมาก… แต่เถ้ากระดูกของข้าไม่มีสิ่งใดพิเศษ มันสูญเสียคุณสมบัติไปนานแล้ว”
ขณะกล่าว มันแหงนหน้าอีกครั้ง มองไปยังยอดสูงสุดของวิหาร
เขากำลังบอกใบ้ว่า ตะกอนพลังและความพิเศษของร่างกาย ถูก ‘แม่เหล็ก’ ด้านบนดูดกลืนไปหมดแล้ว? ไคลน์ลองแปลความนัยแฝงของอีกฝ่าย ก่อนจะถามเกี่ยวกับพลังพิเศษบนเส้นทาง
“โอสถลำดับ 3 หลังจากจอมเวทพิสดารมีชื่อว่าอะไร?”
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเคราดกของซาราธขยับเล็กน้อย
“ปราชญ์โบราณ”
ปราชญ์โบราณ… แม้จะฟังดูเหมือนโบราณวัตถุที่ต้องขุดขึ้นจากหลุมศพ แต่น่าสนใจว่าซาราธเอ่ยถึง ‘ประวัติศาสตร์’ บ่อยครั้งมากในการสนทนา และพลังพิเศษในขอบเขตดังกล่าวก็น่าทึ่งมาก… ไคลน์ถามอีกครั้งอย่างตื่นเต้น
“เช่นนั้นแล้ว ลำดับ 0 มีชื่อว่าอะไร?”
ซาราธเงยหน้าขึ้น จ้องชายหนุ่มสักพักก่อนจะยิ้ม
“เจ้าจะได้ทราบในตอนที่ ‘เปิดประตู’ เพื่อออกไป”
เราเกลียดคนแบบนี้ที่สุด… ตอบครึ่งๆ กลางๆ และหัวเราะโดยไม่ยอมเล่าให้จบ… ในวินาทีนี้ ไคลน์เริ่มเข้าใจหัวอกของจักรพรรดิโรซายล์ เว้นวรรคสักพัก ชายหนุ่มมองไปยังรูปปั้นหินด้านข้างและถาม
“นี่คือใคร?”
ซาราธตอบโดยไม่มองหน้า เสียงค่อนข้างพร่า
“ท่านคือทายาทของเทพบรรพกาล”
ทายาทเทพบรรพกาล… ลูกหลานของ ‘หมาป่าแห่งการทำลายล้าง’ เฟรเกีย? หากเข้าใจไม่ผิด เทพบรรพกาลตนนี้ถือครองอำนาจในขอบเขต ‘รัตติกาล’ … ลูกหลานของท่านคือผู้ก่อตั้งประเทศรัตติกาล? ยังไม่ทันที่ไคลน์จะถามเพิ่ม ซาราธหัวเราะ
“นอกจากนั้น ท่านยังมีน้องชายที่เจ้าคุ้นเคย”
“ใคร?” ไคลน์พยายามนึก แต่นึกเท่าไรก็ไม่พบคำตอบ
ซาราธหัวเราะในลำคอ
“ชายคนนั้นเปลี่ยนนามสกุลใหม่ เขาเรียกตัวเองว่า… อันทีโกนัส”
อันทีโกนัส… ประเทศรัตติกาล… โฮนาซิส… เฟรเกีย… ดวงตาไคลน์พลันลุกวาว ข้อมูลมากมายเริ่มปะติดปะต่อ
เป็นเรื่องเข้าใจได้ไม่ยากที่โบสถ์รัตติกาลจะกวาดล้าง ‘ประเทศรัตติกาล’ นั่นเป็นการต่อสู้เพื่อแย่งชิง ‘อำนาจ’ แต่ไคลน์ไม่เข้าใจเหตุผลที่เทพธิดาพยายามกวาดล้างตระกูลอันทีโกนัสผู้ถือครองเส้นทางนักทำนาย ไม่มีความจำเป็นถึงระดับนั้นเลย เพราะเส้นทางนักทำนายมิได้ใกล้ชิดกับ ‘รัตติกาล’ เหมือน ‘มรณา’ และ ‘คนยักษ์’
นอกจากนั้น ไคลน์เคยไม่เข้าใจว่าทำไมตระกูลอันทีโกนัสถึงต้องซ่อนสมบัติไว้บนยอดเขาหลักของเทือกเขาโฮนาซิส ทำไมถึงได้เชื่อใจชาวรัตติกาลขนาดนั้น
แต่ปัจจุบัน มันเริ่มเข้าใจในหลายสิ่ง
ขณะเตรียมถามอีกครั้ง ไคลน์พลันสังเกตเห็นแสงจันทร์สีแดงเข้มที่ส่องผ่านหน้าต่างวิหาร เริ่มสว่างขึ้นจากเดิม เงาดำซึ่งทอดยาวจากศพที่ถูกแขวนกลางอากาศ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด
จันทร์แดงกระจ่าง! หัวใจไคลน์เริ่มเต้นแรง ไม่มัวคิดให้มากความ รีบทำตามแผนฉุกเฉินที่วางไว้ในหัว ยกมือขวาขึ้นมาดีดนิ้ว จุดไฟเทียนไขริมกำแพงที่ห่างออกไป
ขณะเดียวกัน ชายหนุ่มบังคับให้เซนอลสิ่งร่าง กระโดดม้วนตัวหนึ่งตลบ เข้าประชิดกำแพงที่ใกล้ที่สุด
ทันใดนั้น วิหารทั้งหลังพลันเงียบสงัด ปราศจากเสียงเพรียกจากศพที่ถูกแขวนคอ
สัมผัสวิญญาณไคลน์มิได้แจ้งเตือนสิ่งใด แต่ชายหนุ่มสังเกตได้จากเงาบนพื้น ศพที่ถูกแขวนคอกลางอากาศกำลังหันหน้ามาทางแสงเทียนไขอย่างพร้อมเพรียง!
โดยปราศจากความลังเล ไคลน์ทาบฝ่ามือซ้ายลงบนกำแพงและทะลุออกไป เมื่อถึงด้านนอกวิหาร ชายหนุ่มไม่แม้แต่จะเงยหน้ากวาดสายตาสำรวจ อาศัยพลังจากวิญญาณอาฆาตช่วยม้วนตัวและกระโดดไปทางบ้านหลังที่ใกล้ที่สุด ระยะห่างเหลือไม่ถึงสิบเมตร
ระหว่างลงมือ ชายหนุ่มไม่ได้ยินเสียงคำรามต่ำของสัตว์ร้าย ไม่เห็นร่างอันเลือนรางที่เดินไปมาบนถนน แต่ตระหนักได้อย่างชัดเจนและรุนแรงว่า มีสายตาจำนวนมหาศาลกำลังจ้องมายังแผ่นหลังของตน!
ภายในเสี้ยววินาที ไคลน์มาถึงกำแพงบ้าน รีบกดฝ่ามือลงไปและส่งตัวเองเข้ามาข้างใน
จากนั้น ชายหนุ่มดีดนิ้วเพื่อใช้พลังควบคุมไฟ ดับเทียนไขภายในวิหาร
หลังจากความเงียบสงัดปกคลุมสักพัก ไคลน์พบว่าความรู้สึกคล้ายกับถูกสายตาหลายคู่จดจ้องเริ่มเลือนหาย ท่ามกลางม่านแสงจันทร์สีแดงสว่าง ด้านนอกมีเสียงของผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาอีกครั้ง
ราชันเร้นลับ 838 : ภาพฉายจากช่องว่างประวัติศาสตร์
บุคคลที่นั่งเฉียงไปทางด้านหลังรูปปั้นคือชายชราในชุดคลุมสีดำ สวมเสื้อคลุมหัวปิดลงมาถึงตา ใบหน้าเต็มไปด้วยเครายาวสีขาวที่ดกหนา คล้ายกับไม่ถูกตัดแต่งนานกว่าสิบปี ยาจะมองเห็นใบหน้าที่แท้จริง
และในสายตาไคลน์ ชายชราเคราดกคนนี้พิสดารยิ่งกว่าร่างที่ถูกแขวนกลางอากาศเสียอีก
ด้ายวิญญาณที่ยื่นออกจากร่างกายชายคนนี้มิได้ลอยขึ้นไปด้านบน ตรงไปทางจุดที่คล้ายกับมี ‘แม่เหล็ก’ แต่วกกลับเข้าหาร่างกายตัวเอง ประหนึ่งต้นกำเนิดเป็นจุดเดียวกับจุดปลาย!
โดยทั่วไป ด้ายวิญญาณมีต้นกำเนิดมาจากร่างวิญญาณ ธรรมชาติคือการยืดยาวออกไปทุกทิศทางโดยไม่มีจุดสิ้นสุด และในกรณีของร่างที่ถูกแขวนกลางอากาศ ต้นกำเนิดไม่ต่างไปจากปรกติ แต่ปัญหาอยู่ที่ปลายทางซึ่งหลั่งไหลไปรวมกัน
นี่คือสาเหตุที่เขาไม่ถูกจับแขวน? เป็นวิธีหลีกเลี่ยงอันตรายจากวิหาร? ขณะพยายามบังคับด้ายวิญญาณของตัวเอง ไคลน์พึมพำพลางคาดเดาเหตุผล
ทันใดนั้น ชายหนุ่มเห็นดวงตาคู่หนึ่ง ดวงตาสีดำสนิทที่คล้ายกับผิวน้ำขุ่นมัว
ชายชราที่นั่งในเฉียงออกไปด้านหลังรูปปั้น จู่ๆ ก็ลืมตาขึ้น
มันยังมีชีวิตอยู่!
ไคลน์ก้าวถอยหลังตามสัญชาตญาณ งอตัวเล็กน้อย วางมือซ้ายไว้ด้านหน้า
ท่ามกลางความเงียบสงัดและภาวะตึงเครียดจนหัวใจเต้นแรง ดวงตาชายชราขยับเล็กน้อย อ้าครึ่งหนึ่งและกล่าวอย่างคลุมเครือ
“ในที่สุดก็มีนักทำนายคนใหม่เข้ามา…”
คนใหม่? เคยมีนักทำนายเข้ามาในวิหารแห่งนี้แล้ว? นั่นสินะ นอกจากจะถูก ‘ลบ’ โดยเทวทูตนิรนาม การเข้ามาในหมู่บ้านสายหมอกยังมีอีกหนึ่งวิธี นั่นคือถูกความมืดมิดบนสมรภูมิแห่งเทพกลืนกิน… อาจมีนักทำนายคนสองคนถูกส่งมาที่นี่ขณะตามหานางเงือก หรือไม่ก็ถูกส่งเข้ามาขณะกำลังกลับ… เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่โจมตีเข้ามา เลือกจะสื่อสารก่อน ไคลน์จึงข่มอารมณ์ ซักถามกลับไปหลังจากไตร่ตรอง
“ทำไมถึงกล่าวเช่นนั้น?”
ชายชราเจ้าของดวงตาสีดำและเคราสีขาวดกหนา มิได้ตอบคำถามตรงๆ แต่เลือกจะย้อนถามกลับมา
“อยากออกไปไหม? ข้าบอกวิธีกับเจ้าได้”
ไคลน์ไม่ถูกซื้อ เพียงถามกลับ
“แล้วทำไมคุณถึงยังอยู่?”
ในเมื่อรู้วิธีหลบหนีออกจากหมู่บ้านสายหมอก แล้วมีเหตุผลอะไรที่ต้องหมกตัวอยู่ในวิหารแสนอันตราย?
ชายชราลดศีรษะลงเล็กน้อย หัวเราะในลำคอสองสามคำ
“เพราะข้าตายไปนานแล้ว”
“…” ไคลน์เย็นวาบไปถึงสันหลัง หมดคำจะกล่าว
ในสายตาของชายหนุ่ม บุคคลตรงหน้าไม่ใช่ร่างวิญญาณ!
เมื่อพบว่าไม่มีการตอบสนองจากอีกฝ่าย ชายชราค่อยๆ เงยหน้าขึ้น จ้องไคลน์ซึ่งกำลังสวมรูปลักษณ์เกอร์มัน·สแปร์โรว์
“ข้าใช้พลังพิเศษเพื่อสำรวจช่องว่างประวัติศาสตร์และชะตากรรมของโลกใบนี้ จากนั้นก็แบ่ง ‘ภาพฉาย’ บางส่วนของตัวเองไว้ที่นี่ ดำรงสภาพมาอย่างยาวนานจวบจนปัจจุบัน แต่ร่างหลักและวิญญาณของตัวข้า เสียชีวิตและแตกสลายไปนานแล้ว”
มีพลังที่น่าทึ่งแบบนี้อยู่ด้วย… ไคลน์ไม่มีวิธีพิสูจน์คำพูดอีกฝ่าย ไม่มีทางเลือกนอกจากถามกลับ
“แล้วทำไมคุณถึงต้องบอกวิธีหลบหนีแก่นักทำนาย?”
เสียงของชายชรายังคงพร่ามัว
“หลังจากเปิดประตู ประวัติศาสตร์และชะตากรรมของที่นี่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ภาพฉายที่ข้าแบ่งไว้ก็จะหายไปด้วย เมื่อถึงตอนนั้น เจ้าจะได้พบกับโกศเก็บขี้เถ้า… ข้าหวังให้พวกมันถูกโปรยลงในแม่น้ำเซอเรนโซ่ใกล้กับกรุงทรีอาร์ เมืองหลวงของอินทิส… ที่นั่นเป็นบ้านเกิดของข้า… เจ้าเคยได้ยินชื่อสถานที่ดังกล่าวหรือไม่? ข้าไม่แน่ใจว่าเวลาข้างนอกผ่านไปนานแค่ไหน”
ถูกขังอยู่ที่นี่มาไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยปี? ไคลน์ตอบเยือกเย็น
“ที่นั่นยังอยู่”
“เยี่ยม…” ชายชราพยักหน้าพลางตอบด้วยเสียงที่คล้ายกับเจือเสมหะ
แม้ไคลน์จะยังไม่ปักใจเชื่อ แต่ก็ยึดหลักการที่ว่า มีข้อมูลย่อมดีกว่าไม่มี เพราะตนสามารถวิเคราะห์และตัดสินใจด้วยตัวเอง
ด้วยความกังวลว่าจะถูกบุคคลด้านนอกเข้ามาขัดจังหวะอีก ชายหนุ่มรีบถามกลับไป
“ถ้าอย่างนั้น วิธีหนีคืออะไร?”
ชายชรายังคงนั่งในจุดเดิม ตอบโดยแทบไม่ขยับตัว
“บนกำแพงด้านหลังรูปปั้น เห็นภาพแกะสลักไหม?”
ใจจริง ไคลน์ไม่อยากทำตามคำแนะนำสักเท่าไร เพราะเพิ่งถูกแม่มดพานาเทียหลอกด้วยวิธีเดียวกัน จนเผลอเหลือบไปเห็นร่างสัตว์ในตำนานที่ไม่สมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มมีแผนจะสำรวจที่นี่อยู่แล้ว จึงค่อยๆ หันไปมองผนังด้านหลังรูปปั้น
สิ่งที่สลักอยู่คือสัญลักษณ์โบราณขนาดไม่ใหญ่ ความยาวไม่มาก กึ่งกลางมีรูโหว่ ส่งผลให้ลวดลายไม่เชื่อมต่อกัน
รูโหว่ดังกล่าวมีขนาดเท่ากับสองฝ่ามือ ลักษณะเป็นการเว้าเข้าไป ราวกับใครบางคนดึงอิฐที่เคยเป็นผนังออก
“ตราบใดที่เจ้าสามารถหาหินออบซิเดียนที่ตรงกันมาสอดเข้าไปในช่องว่าง ผนังผืนนี้จะหลุดพ้นจากสถานะ ‘ถูกปกปิด’ ขั้นต้น สีของผนังจะดูคล้ายกับภาพมายา หากทำสำเร็จ ข้าจะบอกสักลักษณ์พิเศษที่ซับซ้อนขึ้นมาหนึ่งชุด สิ่งนั้นคือกุญแจสำหรับเปิดประตูหลบหนีที่ซ่อนอยู่บนผนัง” ชายชราเคารพกล่าวโดยไม่หัวหน้า เพียงมองตรงขณะเล่า
สัญลักษณ์พิเศษที่ซับซ้อน… กุญแจสำหรับเปิดประตู… เมื่อนำเบาะแสไปผนวกกับเสียงเพรียก ‘โฮนาซิส… เฟรเกีย…’ จากศพที่ถูกแขวน ภาพสัญลักษณ์หนึ่งผุดขึ้นในใจไคลน์ทันที
ดวงตาแนวตั้งที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ซับซ้อน!
เป็นข้อความที่สมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัสส่งมาถึงตนผ่าน ‘หุ่นกระบอกอัปมงคล’ !
และตระกูลอันทีโกนัสน่าจะเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับอาณาจักรรัตติกาลบนยอดเขาโฮนาซิส!
หรือสิ่งนั้นจะเป็นกุญแจ… ไคลน์ถอนสายตากลับอย่างใจเย็น หันไปถาม
“แล้วทำไมนักทำนายคนก่อนๆ ถึงล้มเหลว?”
ในท่านั่งเฉียงออกไปด้านหลังรูปปั้น ชายชราหัวเราะและตอบ
“บางคนก็ช่างถามเหมือนกับเจ้า มัวเสียเวลาจนออกจากวิหารแห่งนี้ไม่ทันปรากฏการณ์จันทร์แดงกระจ่าง ถูกแขวนคออย่างน่าสมเพช หนึ่งในนั้นคือสุภาพบุรุษที่เปลี่ยนให้ใบหน้าตัวเองหล่อเหลา ส่วนอีกคนคือเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่น่ารักจนไม่มีข้อบกพร่อง”
“…” ได้ยินเช่นนั้น ไคลน์หมดคำจะกล่าวไปสักพัก
แต่นั่นก็ช่วยให้ไคลน์ทราบว่า หากเกิดปรากฏการณ์จันทร์แดงกระจ่าง อันตรายภายในวิหารจะทวีคูณเป็นเท่าตัว จนแม้แต่นักเชิดหุ่นก็มิอาจควบคุมด้ายวิญญาณของตัวเอง!
เราต้องคอยสังเกตการเปลี่ยนแปลงของแสง ทันทีที่พระจันทร์สีแดงสว่างขึ้น ต้องรีบหนีออกไปทางกำแพง… ไคลน์ชำเลืองไปรอบตัว ยืนยันจนแน่ใจว่ากำแพงที่ใกล้ที่สุด อยู่ห่างออกไปราวหกถึงเจ็ดเมตร
ชายชราสวมเสื้อคลุมศีรษะยังคงกล่าวโดยไม่เงยหน้า
“คนที่เหลือมิได้โชคดีนัก ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่เสียสติและต้องการแค่ความอิ่มท้อง สุดท้ายก็กลายเป็นอาหารอันโอชะ… เจ้าคงทราบดีอยู่แล้ว ผู้วิเศษเส้นทางนักทำนายมีไม่มากนัก ยิ่งนักเชิดหุ่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง สามารถนับจำนวนคนที่เข้ามาในวิหารได้ด้วยมือข้างเดียว… แน่นอน มีหลายคนถูกล่อลวงให้เข้ามาในหมู่บ้านสายหมอก แต่เกือบทั้งหมดทำไม่สำเร็จ…”
กล่าวถึงตรงนี้ ชายชราค่อยๆ เงยหน้า มองไปยังยอดสูงสุดของวิหาร พูดด้วยเสียงพร่ามัว
“ทุกคนล้วนมีชะตากรรมที่น่าเศร้า”
หมายความว่ายังไง… ถ้าเราไม่ขโมยสมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัสหลังประตูยานิส ทางเดียวที่จะได้ครอบครองสมบัติของตระกูลอันทีโกนัสคือการแกะรอยจาก ‘เสียงเพรียก’ โฮนาซิส เฟรเกีย และกระเสือกกระสนปีนป่ายมาจนถึงยอดเขาโฮนาซิส… แบบนี้นับว่าถูกล่อลวงด้วยไหม? และเนื่องจากการเข้ามาที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย จุดจบจึงน่าเศร้าเหมือนกันหมด? ไคลน์ครุ่นคิดหลายสิ่ง เมื่อผนวกกับฉาก ‘หนอนแมลงบนบัลลังก์ยักษ์’ ที่เคยเห็นในการทำนาย ชายหนุ่มเริ่มสงสัยว่า ‘สมบัติตระกูลอันทีโกนัส’ คงไม่ใช่สิ่งใดนอกจากกับดัก
ชายหนุ่มไม่ใส่ใจจะล้วงลึก เปลี่ยนไปถามประเด็นอื่น
“มีเบาะแสของหินออบซิเดียนไหม?”
ชายชราหัวเราะ
“อยู่ในมือของแม่มดสิ้นหวังตนนั้น”
แม่มดสิ้นหวัง… พานาเทียเป็นแม่มดสิ้นหวังจริงๆ … ไคลน์เคยนึกถึงชื่อนี้มาก่อน แต่เป็นเพราะนำสองชิ้นส่วนข้อมูลมาประกอบเข้าด้วยกัน หนึ่งคือ ผู้คนมักเรียกเธอว่าท่านหญิงสิ้นหวัง และอีกหนึ่งคือ ตนมั่นใจว่าพานาเทียเป็นแม่มด จึงนำมารวมกันเป็นชื่อเล่นที่เรียกเอง คิดไม่ถึงว่าลำดับ 4 ของเส้นทางแม่มด จะมีชื่อว่าแม่มดสิ้นหวังจริงๆ
“ถ้าอย่างนั้น โอกาสสำเร็จก็ต่ำมาก หล่อนเป็นครึ่งเทพตัวจริง…” ไคลน์เผยสีหน้าลำบากใจโดยไม่เก็บซ่อน รอดูท่าทีและฟังคำแนะนำจากอีกฝ่าย
ชายชราส่ายหน้า
“ข้าคือคนที่ตายไปแล้ว คงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก… ว่าแต่ ในตอนที่เข้ามา เจ้ามีหุ่นเชิดติดตัวมาด้วยไม่ใช่หรือ”
“ใช่… แต่ถูกแม่มดสิ้นหวังกินไปแล้ว” ไคลน์ตอบเยือกเย็น
ชายชราถอนหายใจยาว กล่าวกึ่งยิ้ม
“ข้าช่วยเจ้าเรียกมันออกมาใหม่ได้… ดึงจากประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้”
ยังไม่ทันจะกล่าวจบ ไคลน์มองเห็นเค้าโครงหนึ่งคมชัดขึ้นจากความว่างเปล่าด้านข้าง ไม่ใช่ใครนอกจาก ‘พลเรือเอกโลหิต’ เซนอลผู้สวมหมวกสามมุมทรงโบราณและแจ็คเก็ตสีแดง โดยที่ด้านวิญญาณยังอยู่ในความควบคุมของตน!
ขณะรูม่านตาไคลน์เริ่มหดตัว โสตประสาทได้ยินเสียงจากชายชราที่สวมเสื้อคลุมศีรษะ
“คงสภาพได้เพียงสามสิบนาที ใช้มันให้เกิดประโยชน์… นอกจากนั้น ข้าจะช่วยเจ้าเสริมประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อ ส่งผลให้ควบคุมหุ่นเชิดได้ดีขึ้น สามารถใช้พลังพิเศษของตัวเองจากหุ่นลับ และสามารถสลับตำแหน่งได้ในพริบตา… หึหึ แถมรัศมีการควบคุมและระดับความสมจริงก็ยังถูกส่งเสริม”
ใช้พลังพิเศษของตัวเองจากหุ่นเชิด? หมายความว่าเราสามารถใช้พลัง ‘ผู้ไร้หน้า’ เพื่อแปลงโฉมหุ่นเชิดให้เหมือนกับร่างต้นทุกประการ สร้างตัวตายตัวแทนที่สมบูรณ์แบบ? เป็นพลังของครึ่งเทพเส้นทางนักทำนาย? จอมเวทพิสดาร? ศัตรูไม่มีทางเดาได้ว่า คนที่เพิ่งฆ่าไปเป็นเพียงหุ่นเชิดหรือจอมเวทพิสดารตัวจริง? นอกจากนั้น พลังที่อัญเชิญหุ่นเชิดออกจากประวัติศาสตร์… ไม่ฟังดูเหนือจินตนาการไปหน่อยหรือ… ความคิดมากมายแล่นผ่านสมองไคลน์ ยากจะทำจิตใจให้สงบ
ชายชราเงยหน้ามอง กล่าวต่อไป
“ส่งกระดาษคนตัวแทนมาให้ข้า”
ไคลน์ขมวดคิ้วเล็กน้อย ลังเลสองสามวินาที แต่สุดท้ายก็นำกระดาษยื่นให้อีกฝ่าย
ชายชราเหยียดฝ่ามือแห้งผากออกมารับ สะบัดอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
อาการปวดหัว เป็นไข้ คัดจมูก และคอบวมของไคลน์พลันหายเป็นปลิดทิ้ง!
แผ่นกระดาษเริ่มเปื้อนสนิมสีแดง ก่อนจะเปราะแตกอย่างรวดเร็ว
ใช้กระดาษเพื่อโอนถ่ายอาการป่วยออกจากตัวเรา? ไคลน์กล่าวหลังจากไตร่ตรองสักพัก
“ขออภัยที่เคยเสียมารยาท… ผมควรเรียกคุณว่าอะไร?”
ชายชราไม่ตอบในทันที รอจนกระทั่งถอนหายใจยาวเสร็จ
“ข้าช่วยเจ้าได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น”
มันเว้นวรรค ตามด้วยฉีกยิ้มกว้าง
“เจ้าสามารถเรียกข้าว่า… อา…”
“ซาราธ”
ราชันเร้นลับ 836 : “โยนอาหาร”
ทันใดนั้น เงาดำทวีความคมชัดและก่อตัวเป็นรูปร่าง มอบความรู้สึกเย็นและชุ่มฉ่ำ ห่อหุ้มร่างกายไคลน์โดยสมบูรณ์ ราวกับยุงที่ถูกแช่ในอำพัน
ร่างไคลน์แบนราบกลายเป็นแผ่นกระดาษ ก่อนจะสลายกลายเป็นโคลนสนิม
กระดาษคนตัวแทน!
ในวินาทีที่สัมผัสถึงอันตราย ชายหนุ่มใช้กระดาษคนตัวแทนหนีรอดมาได้!
ไคลน์ที่สวมเสื้อคลุมสีดำโผล่อีกฝั่งของโต๊ะอาหาร อ้าปากเตรียมส่งเสียง ‘ปัง’
ทันใดนั้น สติไคลน์พร่ามัวกะทันหัน ทัศนียภาพรอบตัวเลือนรางลง ขาดความคมชัด
ชายหนุ่มเข้าใจทันทีว่าตนกำลังเผชิญกับสิ่งใด – พลังกระชากเข้าสู่ดินแดนความฝัน!
และด้วยเหตุนี้ ไคลน์สามารถยืนยันได้ว่า ความสามารถในการครองสติท่ามกลางความฝัน มิได้เกิดจากการพึ่งพาพลังของมิติหมอก หากแต่เป็นความพิเศษของตัวเอง!
หลังจากดิ้นรนสักพัก ไคลน์ปลุกตัวเองให้ตื่นจากภวังค์ เห็นเงาดำในบ้านกำลังถาโถมเข้าหาประหนึ่งกระแสน้ำ
ปัง!
ชายหนุ่มเปิดปาก ยิงกระสุนอัดอากาศที่ทรงพลังใส่เป้าหมาย
กระสุนนัดดังกล่าวทะลวงผ่านเงาดำ เกิดเป็นรูโหว่ในจุดหนึ่ง
เงาดำรอบรูโหว่แปรสภาพกลายเป็นสายน้ำ หลั่งไหลเข้าไปเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว เปลี่ยนให้สภาพแวดล้อมกลับเป็นปรกติชั่วคราว เมื่อเห็นดังนั้น ไคลน์ไม่ปล่อยโอกาสหลุดลอย รีบกลิ้งตัวไปด้านข้าง ถ่ายพลังวิญญาณจนถุงมือข้างซ้ายกลายเป็นสีซีดค่อนไปทางเขียว
ซ่า! จุดเดิมที่ไคลน์เคยยืนถูกฝูงเลือดเนื้อจากเงามืดถาโถมเข้าใส่ ชุ่มชโลมพรมสีแดงเข้มที่เต็มไปด้วยเชื้อราประหลาด
ไคลน์พบว่าตนอ่อนแอลงอย่างอธิบายไม่ถูก แต่ก็ไม่มัวเสียเวลาขบคิดหาสาเหตุ รีบกระจายน้ำแข็งไปทั่วฝ่าเท้า เปลี่ยนบรรยากาศให้กลายเป็นเย็นเยียบ
เงาดำบนพรมถูกแช่แข็งอย่างรวดเร็ว ภายใต้ชั้นน้ำแข็งสีใส เงาดำยุบพองตัวราวกับมีชีวิต
‘แช่แข็ง’ ของ ‘ซอมบี้’ !
ไคลน์กลิ้งตัวอีกครั้งเพื่อย้ายตำแหน่ง ขณะเดียวกันก็เปลี่ยนผิวถุงมือข้างซ้ายให้ดูคล้ายตุ่มเล็กๆ สีดำจำนวนมาก มอบความรู้สึกลุ่มลึกและมืดมน
ตามด้วยการหันหน้าเข้าหาเงาดำใต้น้ำแข็ง พ่นคำพูดชั่วร้ายที่เต็มไปด้วยความหมายกัดกร่อน
“เชื่องช้า!”
เพียงพริบตา ไคลน์เห็นเงาดำเริ่มหยุดยุบพองตัว เคลื่อนไหวช้าลงจากปรกติ ทว่า สติไคลน์เองก็เข้าสู้ภาวะเชื่องช้าไม่ต่างกัน ส่งผลให้พลาดการโจมตีซ้ำใส่เป้าหมาย
‘วาจากัดกร่อน’ ของชายหนุ่มถูกบิดเบือน แม้จะเล็งไปที่เงาดำ แต่กลับถูกบิดเบือนให้ส่งผลต่อทุกสิ่งภายในห้อง รวมถึงตัวไคลน์
ภายในเสี้ยวลมหายใจ ไคลน์หลุดพ้นจากภาวะเฉื่อยชา กลิ้งตัวไปทางโต๊ะอาหารโดยปราศจากความลังเล หยิบจากที่มีสเต๊กถูกกินเหลือไว้ครึ่งหนึ่ง ขว้างตรงไปทางเงาสุดแรง
ระหว่างนี้ แม้ถุงมือจะยังเป็นสีดำสนิท แต่กลับมอบความรู้สึกชั่วร้ายและสูงสง่า
ติดสินบน!
ชายหนุ่มกำลัง ‘ติดสินบน’ ศัตรูด้วยสเต๊ก ส่งผลให้พลังโจมตี พลังป้องกัน และสมดุลร่างกายอ่อนแอลง!
ทันใดนั้น เงาดำพลันหดตัวและหนีไปยังมุมห้อง ปล่อยให้จานกระแทกกับแผ่นน้ำแข็งที่เริ่มละลาย
ถัดมา เงาดังกล่าวลอยขึ้นด้านบน แปรสภาพเป็นบุคคลในเสื้อคลุมยาวสีดำ
บนฝ่ามือของบุคคลดังกล่าว หนังสือโปร่งใสเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นพร้อมกับเสียงสวดมนต์
“ข้าบรรลุ ข้าประจักษ์ ข้าบันทึก”
ทันทีที่เสียงสวดมนต์ดังขึ้น หนังสือพลิกหน้าด้วยตัวเอง หอกเพลิงอันร้อนระอุผุดขึ้นจากความว่างเปล่าตรงหน้า
มิสเตอร์ A? เสียสติไปแล้วรึไง? ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ ทำไมถึงกล้าใช้พลังพิเศษในขอบเขตของไฟ? หัวใจไคลน์เริ่มเต้นแรง ความคิดมากมายแล่นผ่าน ก่อนจะพุ่งตรงไปหาอีกฝ่ายในท่าง้างมือซ้ายไปด้านหลัง
ยุบพองหิวโหยถูกย้อมด้วยสีดำเข้มที่เปี่ยมความชั่วร้าย ดาบเพลิงแมกมาขนาดมหึมาก่อตัวขึ้นจากความว่างเปล่า แผ่แสงสีฟ้าอ่อนไปทั่วบริเวณ
ตึง!
ไคลน์กระทืบพื้นเสียงดัง ลำตัวและหัวไหล่บิดกลับ ก่อนจะวาดแขนซ้ายไปข้างหน้าเต็มแรง
กล้ามเนื้อท่อนแขนชายหนุ่มกำลังพองตัวถึงขีดสุดขณะฟันดาบแมกมาเสยจากล่างขึ้นบน!
เปรี้ยง! ดาบเล่มยักษ์ฟันปะทะหอกเปลวเพลิง เกิดประกายแสงสีฟ้าอ่อนและแดงส้ม กระจัดกระจายไปทุกทิศ ส่งผลให้ไฟลามติดไปบนเก้าอี้และผ้าม่าน
เสียงเอะอะโวยวายจากถนนด้านนอกเงียบลงสักพักแล้ว ร่างอันเลือนรางบนถนนล้วนกำลังมองเข้ามาในบ้านอย่างเงียบงัน
หลังจากทำลายหอกเพลิงสำเร็จ ไคลน์งอเข่าลงหนึ่งข้างพร้อมกับใช้มือขวาดีดนิ้ว
เป๊าะ!
เปลวไฟทั้งหมดภายในห้องดับสนิททันที
ไคลน์ไม่ขยับเขยื้อนร่างกาย พยายามสัมผัสถึงสายตาที่มองเข้ามาจากด้านนอก สายตาที่พยายามทะลวงผ่านผ้าม่านเพื่อมองหาความผิดปรกติภายใน
ชายสวมเสื้อคลุมสีดำสนิทเองก็มิได้เคลื่อนไหว ราวกับเมื่อครู่แสร้งเสียสติ ดูเหมือนว่ามันเองก็สัมผัสถึงอันตรายที่เหนือจินตนาการจากด้านนอก
ภายในบ้านอันมืดมิดที่มีเพียงแสงจันทร์สีแดงเจือจางส่องผ่านผ้าม่าน ไคลน์อยู่ในท่าคุกเข่า ส่วนอีกฝ่ายยืนพิงผนัง ดูราวกับเป็นรูปปั้นหินสองรูป
ท่ามกลางความเงียบที่แสนอึดอัด กระแสเวลาไหลผ่านอย่างเชื่องช้า ไคลน์นับหนึ่งถึงสิบภายในใจ แต่รู้สึกราวกับผ่านไปไม่ต่ำกว่าหนึ่งชั่วโมง
ในที่สุด เสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังขึ้นอีกครั้ง ดังอย่างต่อเนื่องสลับกับหยุดพัก ร่างอันเลือนรางด้านนอกเริ่มก้าวเดินอีกครั้ง วนเวียนไปมาบนถนน
ขณะเดียวกัน ไคลน์ประสบความสำเร็จในการควบคุมด้ายวิญญาณของเป้าหมายขั้นต้น ส่งผลให้พฤติกรรมของชายในผ้าคลุมยาวสีดำเฉื่อยชาลงอย่างเห็นได้ชัด!
โดยไม่รีรอ ชายหนุ่มโน้มตัวลงเล็กน้อย เดินวนไปมารอบเป้าหมาย เตรียมตอบโต้การขัดขืนจากอีกฝ่าย รอจนกว่าจะเปลี่ยนเหยื่อให้กลายเป็นหุ่นเชิดสำเร็จ
ทันใดนั้น ไคลน์เกิดคันจมูกกะทันหัน จำต้องอ้าปากจามอย่างมิอาจควบคุม
ฮัดเช่ย!
ไคลน์จามรุนแรงจนสูญเสียการควบคุมด้ายวิญญาณ นอกจากนั้น ลำคอเริ่มเจ็บแปลบพร้อมกับน้ำมูกที่คั่งจมูก
มันกำลังป่วย!
ท่ามกลางการต่อสู้อันดุเดือด ชายหนุ่มป่วยกะทันหัน!
หลังจากสงสัยว่าอีกฝ่ายคือมิสเตอร์ A ไคลน์ก็เตรียมรับมือกับ ‘อาการป่วย’ ของแม่มดทันที เพราะในอดีตเคยสู้กับมิสเตอร์ A และต้องเสียเปรียบครั้งใหญ่จากอาการป่วย ทว่า ท่ามกลางการต่อสู้อันดุเดือด ชายหนุ่มประเมินสิ่งหนึ่งพลาดไป ลืมว่าตนเพิ่งเผชิญอาการป่วยจาก ‘แม่มัดตัวจริง’ พานาเทียมาเมื่อครู่ ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันต่ำลง จึงไม่ควรรอควบคุมให้สมบูรณ์ แต่ต้องรีบปิดฉากในตอนที่ควบคุมขั้นต้นสำเร็จ!
ฮัดเช่ย!
ขณะจามเสียงดัง ไคลน์กลิ้งตัวอีกครั้งพร้อมกับเปลี่ยนยุบพองหิวโหยเป็นพลัง ‘บารอนแห่งความเน่าเปื่อย’ หวังใช้ความสามารถในการบิดเบือน ช่วยบรรเทาอาการป่วยลง
แน่นอน เป็นเพราะการ ‘ติดสินบน’ เมื่อครู่ อาการป่วยของไคลน์จึงไม่ร้ายแรงเท่าที่ควร เพียงควบคุมด้ายวิญญาณได้ลำบาก ยังไม่หมดสภาพในการต่อสู้
ขณะกำลังม้วนตัว หางตาไคลน์ชำเลืองไปเห็นศัตรูออกจากสภาวะเงาดำ ผ้าคลุมศีรษะหลุดลงไปด้านหลัง เผยให้เห็นใบหน้าอันงดงามคล้ายสตรี ไม่ใช่ใครนอกจากมิสเตอร์ A
ผู้ส่งสารของชุมนุมแสงเหนือรายนี้ สามารถเอาตัวรอดในสภาพแวดล้อมอันเลวร้ายได้จวบจนปัจจุบัน!
อย่างไรก็ตาม ดวงตาของมันกำลังแดงก่ำ จ้องมองไคลน์ราวกับเห็นอาหารแสนโอชะ เผยความหิวกระหายโดยไม่ปิดบัง
ปัจจุบัน ไคลน์ยังคงมีหวัง ยังเหลือเรี่ยวแรงพอจะดวลกับอีกฝ่าย
สิ่งที่ชายหนุ่มกังวลมากที่สุดไม่ใช่มิสเตอร์ A หากแต่เป็น ถ้าการต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดระเบิดหรือเปลวไฟขึ้น และนั่นจะดึงดูดความสนใจจากสิ่งมีชีวิตอันตรายด้านนอก ยากรอดกลับไปแบบมีชีวิต!
มันกำลังหิว… ความหิวกระหายทำให้มิสเตอร์ A ขาดเหตุและผลโดยสิ้นเชิง อาจถึงขั้นไม่สนใจสิ่งมีชีวิตบนถนน… ถ้าเราสามารถบรรเทาความหิวของมันได้สักนิด ช่วยให้มันหยุดโจมตีจนกว่าพระจันทร์สีแดงจะถูกหมอกปกคลุม… แถวนี้มี ‘อาหาร’ ให้มันกินบ้างไหม? ท่ามกลางความคิดมากมาย ไคลน์เกือบจะหั่นเนื้อตัวเองและโยนให้อีกฝ่าย
แต่โชคยังดี มันฉุกคิดบางสิ่งได้ทัน
มันพกอาหารติดตัวมาด้วย!
สิ่งนั้นคือเห็ดตากแห้งที่แฟรงค์·ลีส่งมาถึง อีกฝ่ายระบุว่า เห็ดชนิดนี้เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างเนื้อวัวและเลือดของนักบวชกุหลาบ ตราบใดที่มีปลาและน้ำ มันสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างต่อเนื่อง
เนื่องจากเป็นพืชสายพันธุ์ใหม่ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับนักบวชกุหลาบ ไคลน์จึงกล้าเก็บรวมไว้กับผงสมุนไพรที่ตนใช้ประจำอย่างบุปผาหลับใหล โดยไม่กังวลว่า ‘แก่นผนึก’ หลังประตูยานิสจะตรวจพบความผิดปรกติ
ฮัดเช่ย! หลังจากหนึ่งจามและหนึ่งกลิ้ง ไคลน์ล้วงหยิบเห็ดตากแห้ง โยนไปทางมิสเตอร์ A
บางทีอาจเป็นเพราะกลิ่นเนื้อ หรืออาจเป็นเพราะมีบางสิ่งเชื่อมโยงกับนักบวชกุหลาบ มิสเตอร์ A หยุดการพลิกหนังสือมายาทันที รีบคว้าเห็ดแห้งใส่ปากเคี้ยวและกลืนโดยไม่ลังเล
ความหิวกระหายในดวงตาบรรเทาลงหลายส่วน แต่สายตาที่มองมาทางไคลน์ยังไม่แปรเปลี่ยน
ไคลน์โยนเห็ดแห้งที่เหลือไปหาอีกฝ่าย และแน่นอน มิสเตอร์ A รีบคว้าและกินจนหมด
สายตาของมันเริ่มคลายความอาฆาต หลังจากมองออกไปนอกหน้าต่างที่มีร่างเลือนรางเดินผ่านไปมา มิสเตอร์ A ถอยหลังกลับเข้าไปในมุมมืด ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับเงา
ฟู่ว… ไคลน์ถอนหายใจเงียบ ถอยหนีไปอีกมุมหนึ่งของห้อง
มิสเตอร์ A ยังไม่ตายจริงๆ … ต้องยอมรับว่า ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ พลังของนักบวชกุหลาบช่วยได้มาก… โดยเฉพาะเรื่องที่สามารถเก็บเลือดเนื้อสำรองไว้ในร่างกาย นำออกมากินในยามจำเป็น เพียงเท่านี้ก็ช่วยยืดอายุขัยได้นาน… แน่นอน การที่มิสเตอร์ A ยังไม่ถูก ‘ท่านหญิงสิ้นหวัง’ พานาเทียจัดการ ก็พอจะบอกได้ว่าชายคนนี้แข็งแกร่ง… อย่างไรก็ตาม พลังครึ่งเทพที่มิสเตอร์ A มันบันทึกไว้ในหนังสือ ป่านนี้คงถูกใช้ไปเกือบหมด… ไคลน์ครุ่นคิดหลายสิ่ง เรียบเรียงคำพูดเพื่อถามหยั่งเชิงอีกฝ่าย
“มีเบาะแสในการหลบหนีหรือยัง?”
บรรยากาศยังคงเงียบ มิสเตอร์ A ไม่ยอมสนทนาด้วย
เสียสติไปแล้วจนคุยไม่รู้เรื่อง? ไคลน์ไตร่ตรองสักพัก พ่นชื่อหนึ่งออกจากมาก
“เลโอมาสต์”
นี่คือชื่อของ ‘นักบุญมืด’ แห่งชุมนุมแสงเหนือที่มีสองบุคลิก
หลังจากเงียบงันสักพัก ในที่สุดเสียงอันแหบพร่าของมิสเตอร์ A ก็ดังขึ้น
“ท่านถูกส่งมาที่นี่ด้วยหรือ?”
เป็นอย่างที่คิด หมอนี่สนใจแต่หัวข้อที่เกี่ยวกับชุมนุมแสงเหนือ… ไคลน์ตอบอย่างใจเย็น
“เปล่า… ชายคนนั้นถูกขังอยู่ในสมรภูมิแห่งเทพ”
โดยไม่รอคำตอบจากมิสเตอร์ A ไคลน์เสริมทันที
“ทำไมนายถึงไม่เข้าไปในวิหาร?”
มิสเตอร์ A พึมพำเสียงแหบพร่า
“ที่นั่นอันตราย… อันตรายมาก… ข้างนอกก็เช่นกัน… ทุกหนแห่งล้วนอันตราย ทุกคนที่เคยหายตัวไป จะโผล่ออกมาอีกครั้งในยามจันทร์แดงกระจ่าง”
ยังไม่ทันกล่าวจบ แสงจันทร์สีแดงเข้มที่ส่องลอดผ่านผ้าม่าน จางลงจากเมื่อครู่หลายเท่า
ราชันเร้นลับ 835 : ผ่านไปผ่านมา
หลังจากรีบเข้ามาในบ้านและปิดประตู ไคลน์พบว่าผ้าม่านหน้าต่างถูกปิดมิดชิด มีเพียงแสงจันทร์สีแดงที่ลอดผ่านเข้ามาได้อย่างเลือนราง
ชายหนุ่มไม่สนใจสำรวจเพิ่มเติม เมื่อหันไปเห็นเก้าอี้ไม้ จึงเดินไปนั่งและส่งตัวเองเข้าฌาน ระงับความผิดปรกติของร่างกายที่เกิดขึ้นจนถึงเมื่อครู่
ต้องไม่ลืมว่า เมื่อครู่เพิ่งได้เผชิญหน้ากับร่างสัตว์ในตำนานที่ไม่สมบูรณ์ แถมยังเป็นระดับนักบุญ มีหรือที่จะรอดกลับมาง่ายๆ โดยไม่ได้รับผลข้างเคียงใดเลย? ที่นี่ไม่ใช่มิติเหนือสายหมอกที่มีพลังฟื้นฟูสักหน่อย!
จริงอยู่ ไคลน์มีความต้านทานค่อนข้างสูง จึงตั้งสติได้เร็วและรอดพ้นจากอาการคลุ้มคลั่ง แต่ไม่ได้แปลว่าปัญหาซ่อนเร้นทั้งหมดจะได้รับการแก้ไข
ชายหนุ่มนั่งนิ่ง อาศัยการเข้าฌานต่อสู้กับคลื่นความคิดอันบ้าคลั่งที่หลั่งไหล ระหว่างนี้ ไคลน์ได้ยินเสียงกระดูกโหนกแก้มลั่น มองเห็นเส้นผมสีดำของตนงอกยาวอย่างมิอาจควบคุม หน้าอกยื่นออกมาพร้อมเสื้อผ้า ผิวหนังกลายเป็นตุ่มเนื้อเม็ดเล็กๆ
ผ่านไปเกือบสามสิบวินาที ในที่สุดไคลน์ก็ถอนหายใจผ่อนคลาย
ชายหนุ่มขจัดผลข้างเคียงจากร่างสัตว์ในตำนานที่ไม่สมบูรณ์ของพานาเทียออกอย่างหมดจด นอกจากนั้นยังได้รับความรู้เพิ่มเติมเล็กน้อย นั่นก็คือ พลังพิเศษของอีกฝ่ายมี ‘ความสิ้นหวัง’ เป็นแกนหลัง เก่งกาจในการสร้างและแพร่เชื้อโรค
อิทธิพลจากการได้เห็นร่างสัตว์ในตำนาน ไม่เพียงจะเกิดอาการคลุ้มคลั่ง แต่ยังมอบข้อมูลของลำดับอีกฝ่าย… เราเคยเกือบถูกเทพสุริยันบรรพกาลย่างสด และเมื่อครู่ก็เกือบต้องกลายเป็นแม่มด… ไคลน์ก้มมองร่างกายตัวเอง ยืนยันว่าผิวหนังและหน้าอกกลับคืนสู่สภาพเดิม
หากไม่ได้ ‘ผู้ไร้หน้า’ ถ้าไม่นับเรื่องหน้าอกที่ยื่นออกมา ปัญหาอื่นๆ ไคลน์ต้องแก้ไขด้วยพลังจากภายนอก
โดยไม่มัวตัดพ้อหรือวิเคราะห์นานนัก ไคลน์ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน จ้องไปยังผ้าม่านสีเข้มที่ปิดสนิท พยายามทำความเข้าใจกับสถานการณ์ปัจจุบัน
สีหน้าชายหนุ่มแปรเปลี่ยนกะทันหัน เนื่องจากได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากถนนด้านนอก!
ในวินาทีนี้ ไคลน์พบว่านอกจากตัวมันและ ‘ท่านหญิงสิ้นหวัง’ พานาเทีย หมู่บ้านร้างแห่งนี้มีประชากรเพิ่มขึ้นกะทันหัน แต่ละคนออกมาเดินตามท้องถนน บ้างทักทายกันและกัน สนทนาเกี่ยวกับขนมปังที่ซื้อ หากหรูหราหน่อยก็คุยเรื่องเนื้อวัวหนักหนึ่งปอนด์
หมู่บ้านสายหมอกมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันใด!
อย่างไรก็ตาม ร่างดังกล่าวมิได้พยายามเข้าไปในบ้านริมถนนทั้งสองฝั่ง มีเพียงเดินสวนกันไปมา พร้อมกับส่งเสียงที่ยากจะให้เชื่อว่าเป็นคำพูด แต่ใกล้เคียงกับเสียงคำรามของสัตว์ร้าย
ไคลน์จินตนาการฉากด้านนอกไม่ออก ทราบเพียงว่าแม้แต่แม่มดระดับครึ่งเทพก็ยังต้องซ่อนตัวจากมัน
ชายหนุ่มถอนสายตากลับ ครุ่นคิดสองสามวินาที พึมพำกับตัวเองเงียบงัน
เราออกไปไม่ได้… แต่ก็อยู่ที่นี่ไม่ได้เช่นกัน… ไม่มีทางรู้เลยว่าดวงจันทร์สีแดงจะถูกหมอกบดบังอีกตอนไหน หากรอให้เกิดขึ้น พานาเทียก็จะกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ และเราที่อยู่ใกล้กับหล่อนมากก็จะหมดสิทธิ์หนี!
แต่จะย้ายตำแหน่งยังไงถ้าไม่ออกไป?
ท่ามกลางความเงียบ ไคลน์ค่อยๆ หมุนตัวไปทางวิหารสีดำที่มียอดแหลม
อ้างอิงจากคำพูดของ ‘ท่านหญิงสิ้นหวัง’ พานาเทีย วิหารดังกล่าวคือจุดเดียวที่เธอยังไม่ได้สำรวจ และไม่กล้าจะสำรวจ อาจมีเพียงการเข้าไปหลบในวิหารเท่านั้น จึงจะหนีพ้นจาก ‘การล่า’ ของเธอ
แน่นอน พานาเทียซึ่งเป็นแม่มัด อาจไม่ได้เล่าความจริง แต่ไคลน์ก็เชื่อว่า อีกฝ่ายไม่น่าจะเสียเวลาโกหก เพราะในสายตาหล่อน ตนคือเหยื่อ เป็นได้เพียงอาหารที่รอถูกกิน
นอกจากนั้น พานาเทียยังพยายามหว่านล้อมด้วยคำพูดและเสน่ห์ ออกแบบกับดักอย่างละเอียดเพื่อจับเหยื่อ พิจารณาจากความมั่นใจในตัวเองของครึ่งเทพ เธอไม่มีความจำเป็นต้องโกหกเหยื่อที่กำลังจะตาย การเล่าความจริงคือสิ่งที่สมเหตุสมผลที่สุด
เว้นแต่สภาวะกึ่งเสียสติจะทำให้เธอโกหกจนเป็นนิสัย ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุนี้ ปัจจัยด้านอื่นก็คงไม่มีปัญหา… ไคลน์ที่มีทางเลือกไม่มากนัก ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มลดมือซ้ายลง เปลี่ยนให้ยุบพองหิวโหยกลายเป็นสีโปร่งใส
แม้จะทราบว่าพลัง ‘ท่องเที่ยว’ ไม่มีประโยชน์ที่นี่ แต่ไคลน์ก็ยังแอบหวัง เพราะปัจจุบันเป็นช่วงเวลาจันทร์แดงกระจ่าง ไม่ถูกสายหมอกบดบัง กลมดิกราวกับถาดเงิน ในกรณีที่คล้ายคลึงกัน มิสเตอร์ประตูเคยส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือมายังโสตประสาทลูกหลานทุกคนในคืนจันทร์เต็มดวงผ่านช่องทางพิเศษ ดังนั้น การแสดงผลของ ‘ท่องเที่ยว’ อาจไม่ล้มเหลวเสียทีเดียว
ร่างของไคลน์เลือนหายไป แต่ไม่กี่วินาทีถัดมา มันโผล่ในจุดเดิม
“เราเข้าสู่โลกวิญญาณไม่ได้ กระทั่งการมีอยู่ของมันก็สัมผัสไม่ถึง… สำหรับพลังพิเศษชนิดนี้ การ ‘ท่องเที่ยว’ เป็นเพียงส่วนเดียวจากทั้งหมดสามส่วน ยังสามารถใช้ล่องหนสั้นๆ ได้ด้วย” ไคลน์พึมพำกับตัวเอง สรุปประสบการณ์และบทเรียนในใจ ก่อนจะผุดข้อสงสัยใหม่ “ถ้าอย่างนั้น ร่างล่องหนมิได้เป็นผลจากโลกวิญญาณหรอกหรือ? ทำไมเราถึงยังหายตัวได้?”
ไคลน์ครุ่นคิดราวสิบวินาที คาดเดาบางสิ่งอย่างคลุมเครือ
มนุษย์ทุกคนต้องเชื่อมโยงกับโลกวิญญาณ เพราะวิญญาณดาราของทุกคนอยู่ที่นั่น… ช่วยให้รับข้อมูลในเชิงนามธรรมได้ทุกประเภท และเป็นเหตุผลว่าทำไม พลังทำนายถึงได้รับวิวรณ์ตอบกลับมา
ดังนั้น เมื่อตัวเราถูกเปลี่ยนให้อยู่ในสถานะ ‘ถูกปกปิด’ การวิญญาณดาราของเราจึง ‘ถูกปกปิด’ ไปด้วย?
นี่คือเหตุผลว่าทำไมโลกวิญญาณยังคงให้ยืมพลัง ‘ล่องหน’ แต่ไม่ยอมให้เราเข้าไป เพราะวิญญาณดาราของเรากลายเป็นส่วนหนึ่งของสภาพถูกปกปิด! อา… ลืมคิดเรื่องนี้ไปสนิท ในตอนที่เราใช้ ‘กระโจนไฟ’ มันออกมาประสบความสำเร็จ ทั้งที่พลังนี้ก็ต้องพึ่งพาโลกวิญญาณเช่นกัน…
เมื่อเริ่มมั่นใจ ไคลน์ยกมือขวาขึ้นและดีดนิ้ว พยายามจุดเทียนไขที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่งในบ้านหลังข้างเคียง
ชายหนุ่มต้องการใช้กระโจนเพลิงเพื่อค่อยๆ ขยับไปในบ้านหลังติดกัน จนกระทั่งถึงวิหาร รอให้ดวงจันทร์สีแดงถูกหมอกปกคลุม จึงค่อยวิเคราะห์สถานการณ์ว่าควรจะเสี่ยงซ่อนตัวด้านในหรือไม่
ผ่านไปสักพัก เชิงเทียนในบ้านหลังถัดไปมีไฟสีส้มลุกโชน มอบแสงสว่างแก่สภาพแวดล้อมโดยรอบ
ทันใดนั้น ถนนด้านนอกพลันเงียบสงัด
เสียงคำรามคล้ายสัตว์ร้ายเงียบลงทันที!
สิ่งมีชีวิตจำนวนมากที่กำลังเดินไปมาบนถนน คล้ายกับพยายามหันไปมองเปลวไฟเทียนไข พยายามเพ่งมองผ่านบานประตูหรือหน้าต่าง!
เหงื่อเย็นเม็ดใหญ่ผุดขึ้นบนหน้าผากไคลน์ ทำเอาไม่กล้า ‘กระโจน’ ข้ามไป สัญชาตญาณบอกให้รีบดีดนิ้วอีกครั้ง ดับเทียนไขเล่มดังกล่าวลง
หลังจากเงียบงันไปอีกสักพัก เสียงพูดคุยดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเสียงเท้าที่ย่ำเดินไปมา
เมื่อไคลน์มั่นใจว่าปลอดภัย ชายหนุ่มยกมือขวาปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก
ชายหนุ่มพบว่า หลังจากเข้าไปในหมู่บ้านสายหมอก ตนทำผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ โดยไม่รู้ตัวหลายครั้ง ไม่แม้กระทั่งทำนายยืนยันว่าการจุดเทียนในบ้านหลังข้างๆ อันตรายหรือไม่!
สัมผัสวิญญาณควรกระตุ้นเตือนเรา แต่มันกลับไม่… ดูเหมือนว่า หลังจากพลังของมิติหมอกถูกปิดกั้น สัมผัสวิญญาณและลางสังหรณ์ของเราไม่ถูกยกระดับ กลายเป็นนักเชิดหุ่นที่เก่งกว่าปรกติเล็กน้อย ห่างไกลจากความแข็งแกร่งแบบสุดโต่ง… และนั่นคงเป็นเหตุผลที่เราถูกพานาเทียล่อลวงให้มองบาดแผลด้วยพลัง ‘กระตุ้น’ โดยเชื่อไปเองว่า การมองผ่านดวงตาของหุ่นเชิดไม่น่าจะก่อปัญหาร้ายแรง… ไคลน์ไม่มีเวลามัวทบทวนความผิดพลาด สมาธิไตร่ตรองเกี่ยวกับวิธีเข้าใกล้วิหารยอดแหลม
หลังจากตรวจสอบตัวเอง พลังพิเศษ และสมบัติวิเศษทีละชิ้น ชายหนุ่มฉุกคิดบางสิ่งได้
สิ่งนี้คือพลัง ‘เปิดประตู’ ของเส้นทางผู้ฝึกหัด ที่ไคลน์คิดว่าไร้ประโยชน์มาตลอด!
ภายใต้สถานการณ์ปรกติ พลังนี้ห่วยกว่า ‘ท่องเที่ยว’ ในทุกด้าน แต่สำหรับหมู่บ้านสายหมอกที่ลึกลับและพิสดาร มันมีประโยชน์มากเนื่องจากพึ่งพาเพียงธรรมชาติของโลกวิญญาณ ไม่ต้องใช้วิญญาณดาราเพื่อระบุตำแหน่ง!
ไคลน์ไม่รีบร้อนลงมือ หยิบเหรียญทองที่เซนอลเคยอาศัยออกมาถือ อาศัยการถามจากพลังวิญญาณของตัวเอง ได้รับคำตอบว่าตนควร ‘ทะลุผ่านกำแพง’ ออกไป
และในเมื่อมิอาจทำนายเพื่อรับวิวรณ์จากโลกวิญญาณ ไคลน์มีแต่ต้องเชื่อใจคำตอบจากพลังวิญญาณของตน ตัดสินใจเดินไปยังกำแพงที่บ้านสองหลังใช้ร่วมกัน ทาบฝ่ามือลงไป
ไคลน์ทะลุผ่านกำแพงหินอย่างเงียบงัน ตรงเข้าไปในบ้านหลังข้างเคียง
ชายหนุ่มเดินต่อไปเรื่อยๆ ด้วยวิธีนี้ จนกระทั่งถึงหลังสุดท้าย และจากแผนที่ในความทรงจำ ไคลน์เชื่อว่าตนอยู่ใกล้วิหารเต็มที กระโจนไฟอีกเพียงสองครั้งก็น่าจะถึง
ในเวลาเดียวกัน แสงจันทร์สีแดงเข้มด้านนอกยังไม่บรรเทาลง ร่างเลือนรางด้านนอกยังคงเดินผ่านไปผ่านมาตามปรกติ
เนื่องจากไม่มีอะไรให้ทำ ไคลน์นั่งลงบนเก้าอี้ใกล้กับหน้าต่าง จุดดังกล่าวเป็นมุมอับที่ปกคลุมด้วยเงาสีดำเข้มข้น
จนถึงตอนนี้ มันเพิ่งมีเวลาพักหายใจหายคอ นึกทบทวนรายละเอียดขณะเผชิญหน้ากับแม่มดพานาเทีย
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ หล่อนคือฆาตกรที่สร้างโศกนาฏกรรมมหาหมอกควันแห่งเบ็คลันด์ ผู้คนหลายหมื่นต้องตายไปเพราะเธอ และอีกมากที่ต้องทุกข์ทรมานจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก…
เฒ่าโคห์เลอร์พยายามดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตรอด… มาดามไลฟ์พยายามเลี้ยงบุตรสาวทั้งสองอย่างยากลำบาก… ไคลน์หลับตาลง ยกศีรษะพร้อมกับสูดลมหายใจ
ชายหนุ่มข่มโทสะที่ปะทุขึ้นอย่างกะทันหัน วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันอย่างใจเย็น
น่าเสียดาย เราไม่ได้ให้เซนอลสวมแหวน ‘บุปผาโลหิต’ ไว้กับตัว ไม่อย่างนั้นคงพอจะยื้อได้อีกสักนิด… แต่ก็ไม่มีทางเลือก ในเมื่อเราต้องให้เซนอลสิงร่างตัวเองเพื่อดำเนินแผน การสวมแหวนที่มีพลังของ ‘นักบวชกุหลาบ’ ผ่านเข้าประตูยานิส คงไม่ต่างอะไรกับรนหาที่ตาย…
ปัจจุบัน สมบัติวิเศษที่เราสามารถใช้งานได้มีเพียงยุบพองหิวโหย ประกอบไปด้วยพลังซอมบี้ บารอนแห่งความเน่าเปื่อย ผู้ปลดปล่อยแรงกระหาย และนักท่องเที่ยว…
อา… คงต้องลองติดต่อกับมิติหมอกในตอนที่พระจันทร์สีแดงกำลังกระจ่าง…
ไม่สำเร็จ…
อีกหนึ่งเรื่องที่ยืนยันได้ก็คือ ต่อให้มีหุ่นเชิดคั่นกลาง แต่เราก็ยังคงได้รับอิทธิพลจากเสน่ห์และแรงเย้ายวนจากแม่มด…
ในเมื่อพานาเทียสามารถแพร่โรคได้เป็นวงกว้าง แล้วทำไมไม่แอบโจมตีเราอย่างลับๆ? ทำไมต้องโน้มน้าวให้เราดูร่างสัตว์ในตำนานที่ไม่สมบูรณ์จนเกิดคลุ้มคลั่งและเปิดเผยตำแหน่ง?
อา… เธอทำได้แน่ โศกนาฏกรรมมหาหมอกควันคือเครื่องพิสูจน์… มีสองคำอธิบายในเรื่องนี้ ข้อแรก เป็นเพราะเราถูกเทวทูตตนดังกล่าว ‘ส่ง’ เข้ามา พานาเทียจึงมองว่าเราไม่ธรรมดา การแพร่โรคอาจถูกตรวจพบได้ง่าย.. ข้อที่สอง เธอหวาดกลัวบางสิ่ง จึงไม่กล้าแพร่โรคเป็นวงกว้าง… ถ้าเป็นอย่างหลัง แปลว่าที่นี่ยังมีอันตรายอื่นซ่อนอยู่…
ขณะไคลน์ใช้ความคิด สัมผัสวิญญาณของมันถูกกระตุ้น ความหนาวเย็นแล่นไปถึงแผ่นหลังในพริบตา
แทบจะในเวลาเดียวกัน มันเห็นเงาดำที่ปกคลุมร่างกายและสภาพแวดล้อมของตน ค่อยๆ ไหลซึมเข้ามาตามรูจมูกและปาก!
ราชันเร้นลับ 830 : แทรกซึม
กระจกบนหมอนไคลน์เปล่งแสงคล้ายน้ำกระเพื่อม จุดแสงสีเงินรวมตัวกันเป็นอักษรโลเอ็นหนึ่งประโยค
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ อาโรเดส ข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์และถ่อมตนมาคอยรับใช้ท่านแล้ว!”
ไคลน์ที่ยืนอยู่ข้างเตียง จ้องกระจกเงาและถามอย่างใจเย็น
“สมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัสอยู่ตรงไหนในประตูยานิส”
ชายหนุ่มจำเป็นต้องระบุพิกัดล่วงหน้า จะได้ตรงดิ่งไปยังเป้าหมาย ปฏิบัติภารกิจด้วยเวลาน้อยที่สุด หลีกเลี่ยงเหตุไม่คาดฝันทุกชนิดที่อาจเกิดขึ้น
บนผิวกระจก ตัวอักษรสีเงินบิดเบี้ยวและแปรเปลี่ยนเป็นข้อความใหม่
“สิ่งนั้นถือเป็นสมบัติปิดผนึกลำดับ 1 จึงอยู่ฝั่งขวาของห้องใต้ดินที่สอง แต่ข้ามองไม่เห็นมากกว่านี้แล้ว”
ไคลน์อืมในลำคอ
“ถึงตาเจ้าถาม”
อาโรเดสเปลี่ยนตัวอักษรสีเงินให้กลายเป็นคำถาม
“เจ้านายต้องการให้ข้าทำอะไรอีก?”
หากเป็นสถานการณ์ปรกติ ไคลน์คงถอนหายใจและส่ายหน้ารำพัน แต่ปัจจุบัน สติชายหนุ่มกำลังตึงเครียด จึงพยักหน้ารับและมอบคำตอบ
“คอยดูแลภาพลวงตาเหมือนคราวก่อน ตอบสนองต่อเหตุการณ์ไม่คาดฝัน”
“ขอรับ เจ้านาย!” ‘กระจกวิเศษ’ อาโรเดสตอบโดยไม่ลังเล จากนั้นก็เสริม “ข…ข้าจะพยายามระงับสัญชาตญาณของตัวเอง ข้าขอสาบาน! สาบานต่อหน้าผู้ปกครองสูงสุดเหนือโลกวิญญาณ!”
ไคลน์พยักหน้ารับ ก้าวไปข้างหน้าสองก้าว เปลี่ยนให้กระจกกลายเป็นดอน·ดันเตส
ภาพมายาเริ่มคมชัดและขยายใหญ่ จนกระทั่งดูสมจริง
หลังจากปรับท่าทางเล็กน้อย ไคลน์จัดระเบียบให้อยู่ในท่านอนบนเตียง คล้ายกับกำลังหลับสนิท
ทันใดนั้น ชายหนุ่มเห็นดอน·ดันเตสหันหน้ามาจ้องตน ยิ้มประจบประแจง เหยียดแขนออกและดึงผ้านวมขึ้น
“…” ไคลน์หมดคำจะกล่าวทันที เพียงเปลี่ยนรูปโฉมให้กลายเป็นนักผจญภัยเสียสติ เกอร์มัน·สแปร์โรว์เจ้าของสีหน้าเย็นชา พร้อมกับเปลี่ยนให้ยุบพองหิวโหยที่มือซ้ายกลายเป็นสีโปร่งใส
ร่างกายชายหนุ่มเลือนหายไปในพริบตา ‘ท่องเที่ยว’ ไปยังสุดเขตถนนเฟลป์ซึ่งเป็นที่ตั้งของวิหารนักบุญแซมมวล จากนั้นก็เดินไปยังจัตุรัสที่มีนกพิราบบินในตอนกลางวัน ซ่อนตัวในมุมมืด
ถัดมาไม่นาน สาวกกลุ่มหนึ่งซึ่งเพิ่งร่วมพิธีมิสซาช่วงค่ำเดินกลับออกมา โดยหลังจากนั้นอีกสักพัก คนงานหลายคนเดินออกจากวิหารพร้อมกับสิ่งของเต็มไม้เต็มมือ ตรงไปยังถังขยะในตรอกด้านข้าง และมีคนงานกลุ่มหนึ่งได้รับมอบหมายให้จัดการกับอุจจาระในจุดที่รถม้าเคยจอด
ทันใดนั้น คนงานรายหนึ่งชักกระตุกแผ่วเบา ก่อนจะลดศีรษะลงและก้มหน้าทำงานตามเดิม จนกระทั่งมันเดินไปทางถังขยะประหนึ่งว่าต้องการเทขยะ ค่อยๆ ทิ้งระยะห่างออกจากคนอื่น
เมื่อคนงานรายนี้คลาดสายตาจากเพื่อนร่วมงาน มือข้างหนึ่งโผล่ออกจากอากาศว่างเปล่าและคว้าไหล่ไว้ เปลี่ยนให้ร่างกายของมันเลือนรางและหายไปจากตำแหน่งเดิม
ไคลน์พา ‘เที่ยว’ ไปยังห้องนอนเตียงคู่ของหอพักราคาถูกแห่งหนึ่งในเขตตะวันออก – เป็นห้องที่เปิดไว้ล่วงหน้าหลายวัน จองโดยการเปลี่ยนรูปลักษณ์และใช้ตัวตนปลอม
ความสามารถของนักท่องเที่ยวช่างสะดวกสบาย ปัญหาข้อเดียวก็คือ ทุกครั้งที่ใช้พลัง ต้องมีโจรสลัดเป็นเหยื่อสังเวย… ไคลน์รำพันเพื่อคลายความเครียด ขณะเดียวกันก็บังคับให้คนงานนอนลงบนเตียง พร้อมกับโยนหลอดโลหะบางๆ ให้อีกฝ่ายดื่ม
คนงานรับไว้อย่างชำนาญ ดึงจุกออก ดื่มยานอนหลับอึกอึกเข้าไปรวดเดียวหมด สลบเหมือดภายในไม่กี่วินาที ก่อนที่วิญญาณอาฆาตในแจ็คเก็ตสีแดงเข้มจะปรากฏตัวขึ้นด้านข้าง
ไคลน์ยืนจ้องคนงานบนเตียง ร่างกายหดลงกะทันหัน ลักษณะคล้ายกับสัตว์ประหลาดโคลน
อย่างไรก็ตาม โคลนมิได้ถล่มลงมากองบนพื้น โยกคลอนแผ่วเบา ก่อตัวเป็นรูปร่างที่มีความสูงลดลงสิบห้าเซนติเมตร ผิวคล้ำขึ้นจากปรกติ บนใบหน้าเกิดการเปลี่ยนแปลง เพียงพริบตาก็กลายเป็นคนงานบนเตียง
ขณะเดียวกัน เซนอลกำลังถอดเสื้อผ้าของคนงานรายดังกล่าว
โดยไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่า ไคลน์รีบเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย ย้ายกล่องบุหรี่โลหะและสิ่งของอื่นๆ มายังชุดใหม่
หลังจากหยิบไม้กวาดและสำรวจตัวเอง เมื่อยืนยันว่าไม่มีปัญหา ชายหนุ่มใส่เซนอลกลับไปบนผิวเหรียญทองอีกครั้ง ลดแขนซ้ายลงและกางนิ้วทั้งห้า เฝ้ามองยุบพองหิวโหยเข้าสู่ภาวะโปร่งใส
หลังจากเทเลพอร์ตกลับมาถึงมุมมืดหนึ่งในตรอก ไคลน์โน้มตัวลง บรรจงทำความสะอาดพื้น ค่อยๆ ขยับเข้าไปในกลุ่มคนงานอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ยังคงรักษาระยะห่างพอสมควร ด้วยเกรงว่าจะมีคนชวนคุย
ผ่านไปราวสามสิบนาที คนงานถูกเรียกให้มารวมกัน เดินเข้าไปในวิหารนักบุญแซมมวล เลี้ยวเข้าประตูฝั่งด้านข้าง
“เหนื่อยมาก” เมื่อพ้นจากสายตานักบวช คนงานเหยียดแขนยืดเส้นยืดสาย
ไคลน์แสร้งทำเป็นหมดแรง ไม่สนใจบทสนทนาของคนอื่น อย่างมากก็พยักหน้าอืออืม
เพียงไม่นาน คนงานเดินกลับมาถึงเขตห้องพัก แบ่งออกเป็นห้องใหญ่สองห้องหันหน้าชนกัน ด้านในเต็มไปด้วยเตียงสองชั้น แต่ละเตียงมีตู้เสื้อผ้าและกล่องไม้
ไคลน์ผงะไปชั่วขณะ เนื่องจากไม่ทราบว่าตนต้องเลี้ยวไปซ้ายหรือขวา
แต่โชคยังดี ในฐานะนักทำนาย มันสามารถพึ่งพาสัญชาตญาณที่ไม่เกี่ยวข้องกับพลังพิเศษหรือศาสตร์เร้นลับ นอกจากนั้นยังกำลังถือไม้กวาด จึงแสร้งทำเป็นจับไว้ แต่ความจริงแอบใช้เทคนิคทำนายด้วยแท่งวิญญาณ จนกระทั่งทราบว่าต้องเข้าไปในห้องขวา
หลังจากเข้าห้องฝั่งขวา ไคลน์จงใจก้าวให้ช้าลง เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของคนงานอื่นๆ เพื่อเรียนรู้ เดินไปวางไม้กวาดที่บริเวณหลังประตู และเดินออกไปยังห้องน้ำรวมด้านนอกเพื่อล้างหน้า ล้างปาก ล้างเท้า
ชายหนุ่มจงใจจัดการตัวเองให้เสร็จช้ากว่าคนอื่น เมื่อกลับถึงห้อง เตียงที่ควรเป็นของตนก็ถูกเผยออกมาตามธรรมชาติ – เตียงที่ไม่มีใครใช้
ทิ้งตัวนอนลงบนเตียง ไคลน์โล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
คนงานต่างเหนื่อยล้าถ้วนหน้า เพียงไม่นานก็หลับสนิทและกรนเสียงดัง
ไคลน์ยังคงรักษาสติ บรรจงถอดยุบพองหิวโหยโดยไม่ให้คนรอบข้างรู้ตัว พับเป็นชิ้นเล็กๆ และยัดลงในกล่องบุหรี่โลหะ เก็บร่วมกับนกหวีดทองแดงอะซิกและเหรียญทองเซนอล
กระแสเวลาไหลผ่าน เนื่องจากตื่นเต้นเกินไป ชายหนุ่มจึงหลับไม่ลง ได้แต่ใช้การเข้าฌานบังคับตัวเองให้หลับได้ต่อเนื่องสองสามชั่วโมง
หลังจากตื่นขึ้นมาในช่วงเวลาหนึ่ง ไคลน์ปลดปล่อยวิญญาณอาฆาต
ออร่าอันเย็นเยียบของหุ่นเชิดผสานเข้ากับสภาพแวดล้อมอย่างรวดเร็ว ด้ายวิญญาณหดกลับเข้าไปในร่างกาย เปลี่ยนเป็นสีดำสนิทและปราศจากต้นตอ
ยังควบคุมได้… ไคลน์พยักหน้าแผ่วเบา บังคับวิญญาณอาฆาตกระโดดกระจกหลากสีสันบนหน้าต่างสูง รวมถึงพื้นหินที่มันวาว จนกระทั่งถึงบันไดที่พาไปสู่ห้องพักของ ‘ผู้คุม’ ที่อยู่ชั้นบน
ชายหนุ่มเชื่อว่า หากเซนอลไม่ถูกกัดกร่อนล่วงหน้า การเข้ามาในบริเวณนี้จะทำให้ถูกแก่นผนึกของประตูยานิสตรวจพบ จากนั้นก็กำจัดทิ้งอย่างไร้ความปรานี
ไม่มีทางที่ ‘วิญญาณอาฆาต’ จะเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระในมหาวิหารของเจ็ดโบสถ์จารีตอยู่แล้ว!
และเนื่องจากได้รับ ‘อนุญาต‘ จากแก่นผนึก ผนวกกับการมีเทวทูตกระดาษช่วยลบร่องรอย ผู้วิเศษระดับเทวทูตที่อยู่ในวิหารจึงมิอาจสัมผัสถึงความผิดปรกติ!
ก้าวขึ้นบันไดทีละขั้นสองขั้น อาศัยความรู้สึกจากออร่าที่ถูกกัดกร่อนของวิญญาณอาฆาต ไคลน์เลี้ยวซ้ายและพบกับห้องพักของบรรดาผู้คุม
พรุ่งนี้เป็นวันจันทร์… คนที่รับผิดชอบเวรวันจันทร์ของสัปดาห์นี้… น่าจะเป็นผู้คุมที่เราพบในวันแรก… ไคลน์ค่อนข้างมั่นใจกับลำดับของเวรยาม บังคับให้วิญญาณอาฆาตที่สวมแจ็คเก็ตสีแดงเข้มลอยผ่านประตูไม้อย่างเงียบงัน เข้าไปในห้องเป้าหมาย
เนื่องจากในห้องมีแค่ไม่กี่คน ชายหนุ่มพบชายชราที่มีผิวหนังหย่อนยาน จมูกใหญ่ ผมบาง บรรยากาศเย็นเยียบ
เซนอลหยิบหลอดโลหะที่บรรจุยานอนหลับออกมาวางด้านข้างเตียง จากนั้นก็เข้าสิงร่างก่อนที่เป้าหมายจะสังเกตเห็น!
ผู้คุมในสภาพหลับใหล หมดสิทธิ์ตื่นขึ้นมาขัดขืน ต้องสูญเสียสิทธิ์ควบคุมร่างให้วิญญาณอาฆาต ลำพังจะลืมตายังยากลำบาก ทำได้เพียงชำเลืองเห็นตัวเองกำลังนำหลอดโลหะบรรจุของเหลวด้านข้างเตียง ยกดื่มรวดเดียวจนหมด
ร่างกายของมันชักกระตุกแผ่วเบา คล้ายกับเกิดการต่อสู้ภายใน จนกระทั่งผ่านไปครบหนึ่งนาทีเต็ม ทุกสิ่งเริ่มบรรเทาลง ผู้คุมหลับตาสนิทและเข้าสู่นิทราอันยาวนาน
จัดการทั้งหมดเสร็จ วิญญาณอาฆาตออกจากร่างผู้คุม กระโดดกระจกเรื่อยๆ จนกระทั่งกลับมาถึงห้องพักคนงาน ปิดท้ายด้วยการสิงร่างไคลน์
ชายหนุ่มสัมผัสได้ว่าร่างกายเริ่มเย็นเยียบ เจือกลิ่นอายความตาย ออร่าสงบนิ่งไร้อารมณ์ กระทั่งสีหน้าก็ยังแทบไม่ปรากฏ
มันค่อยๆ ลุกขึ้น แอบเดินออกจากห้องพักคนงาน ผ่านทางเดินที่สองฝั่งมีจิตรกรรมฝาผนังมืดทึบ ก้าวขึ้นบันไดทีละขั้น ตรงเข้าไปในห้องพักเป้าหมาย
ขณะยืนข้างเตียง ร่างกายที่ใช้รูปลักษณ์คนงานของไคลน์สูงขึ้นกะทันหัน เส้นผมบางลง จมูกใหญ่ขึ้นเล็กน้อย
เพียงไม่กี่วินาที ชายหนุ่มแปลงโฉมเป็นผู้คุมที่เพิ่งกินยานอนหลับอย่างสมบูรณ์ กระทั่งออร่าก็ยังแทบไม่ต่าง
หลังจากสวมเสื้อคลุมสีดำของนักบวชด้านข้าง ไคลน์ย้ายผู้คุมที่สวมชุดคนงานไปไว้ใต้เตียง ทิ้งตัวลงบนเตียงแทนเจ้าของ ยืนยันเวลาให้แน่ใจก่อนจะหลับ
จนกระทั่งตีห้าครึ่ง ชายหนุ่มตื่นก่อนเวลาเล็กน้อย กินขนมปังขาวที่เตรียมไว้เมื่อคืน ดื่มน้ำหนึ่งแก้ว มองออกไปนอกหน้าต่างโดยไม่กล่าวสิ่งใด
เมื่อท้องฟ้าเริ่มสว่าง ไคลน์ยังคงรักษาบุคลิกเย็นชาและปราศจากอารมณ์ เปิดประตูเดินออกจากห้อง ลงไปยังชั้นหนึ่ง ตรงไปตามเส้นทางที่บันทึกในความทรงจำ ก่อนจะเลี้ยวซ้าย
เดินต่อไปอีกสักพัก ชายหนุ่มไม่ประหลาดใจที่ตนได้พบกับนักบวช
อาศัยประสบการณ์จากสมัยยังเป็นเหยี่ยวราตรี ไคลน์เชื่อว่าตนไม่มีทางหลงในวิหาร
นักบวชซึ่งยืนอยู่หน้าประตูลับที่นำไปสู่ชั้นใต้ดิน ยกมือขวาขึ้นมาทำสัญลักษณ์สี่จุดตามเข็มนาฬิกา
“ขอให้เทพธิดาอวยพร”
“สรรเสริญเทพธิดา” ไคลน์ตอบเสียงต่ำ วาดจันทร์แดงกลับไป
ชายหนุ่มไม่ยืนแช่ เดินผ่านนักบวชเข้าไปในประตู ท่ามกลางโคมไฟที่เรียงรายสองฝั่งกำแพง มันบรรจงก้าวลงบันไดทีละขั้น เดินต่อไปจนกระทั่งถึงทางแยก
อาศัยประสบการณ์เก่า ไคลน์ชื่อว่าฝั่งขวาคือทางออกจากวิหาร และปลายทางคงเป็นบริษัทรักษาความปลอดภัยสักแห่งที่เหยี่ยวราตรีเปิดเป็นฉากหน้า ดังนั้น มันเลี้ยวซ้ายโดยไม่ลังเล
แต่ถัดมาไม่กี่วินาที มันเห็นชายสวมถุงมือสีแดงกำลังเดินสวนมาจากระยะไกล
สุภาพบุรุษฝั่งตรงข้ามมีผมสีดำ ดวงตาสีเขียวมรกต ใบหน้าหล่อเหลา ท่าทางขี้เกียจ ไม่ใช่ใครนอกจากเลียวนาร์ด·มิเชล
ราชันเร้นลับ 829 : มิถุนายนใกล้เข้ามา
ท่ามกลางค่ำคืนที่มืดมิดในป่าเถาวัลย์เขียวเข้ม ไคลน์หลับตาลง ฟังการเคลื่อนไหวบนฟากฟ้า
ชายหนุ่มสงบนิ่งทั้งกายและใจ แต่ลึกๆ กำลังเกิดความหดหู่เจือความเศร้าเบาบาง
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ ในที่สุดท่วงทำนองอันไพเราะก็เลือนหาย เถาวัลย์ที่ห้อยลงมาจากฟ้ากำลังโยกคลอนอย่างอ่อนโยน
ไคลน์ถอนหายใจเงียบ เงยหน้าขึ้น พบแบร์นาแดตกำลังยื่นกะโหลกมนุษย์ที่เต็มไปด้วยรูโหว่ให้ ‘คนรับใช้’ ครึ่งมนุษย์ครึ่งลม
“เสร็จแล้ว” เสียงอันนุ่มนวลและราบเรียบของแบร์นาแดตดังตามมา
“ขอบคุณที่ช่วยเหลือ” ไคลน์ขอบคุณซ้ำ บังคับให้ ‘วิญญาณอาฆาต’ เซนอลลอยกลับมาอยู่ข้างกาย
ทันใดนั้น เถาวัลย์จำนวนมากหดตัวขึ้นไปบนฟ้า ผืนป่าสีเขียวเลือนหายอย่างรวดเร็ว
ไคลน์และเซนอลร่อนลงมายังตีนสะพานพร้อมกัน รอบข้างเงียบสงัดปราศจากผู้คน ห่างออกไปไม่ไกลมีกลุ่มทหารที่เฝ้าสะพานยืนอยู่ในสภาพหันหลัง เหมือนกับในตอนแรกทุกประการ
ฉากที่เป็นราวกับเทพนิยาย ช่างดูคล้ายภาพลวงตา
ไคลน์เพิ่งมีโอกาสได้ตรวจสอบหุ่นเชิด พบว่าอีกฝ่ายเหมือนคนตายยิ่งกว่าเก่า ใบหน้าขาวซีด ลมหายใจเย็นเยียบ บรรยากาศรอบตัวมืดหม่น
น่าจะเป็นผลมาจากการกัดกร่อนที่รุนแรงหนึ่งครั้ง… ถ้าเป็นการเฝ้าประตูยานิสราวหนึ่งถึงสองหนต่อสัปดาห์ การกัดกร่อนไม่ควรรุนแรงเช่นนี้ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางใช้ชีวิตได้เดือนสองเดือน… ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ต่อให้เป็นโบสถ์ใหญ่ก็คงหาคนมาหมุนเวียนไม่ทันใช้งาน… ผู้คุมทั่วไปน่าจะมีอายุขัยหลายปี อาจมากถึงสิบปี แต่ก็มีโอกาสกลายพันธุ์และคลุ้มคลั่งกลางคันเช่นกัน… อา ในตอนที่อาสามาเป็นผู้คุม พวกเขาคงรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว… ไคลน์ถอนหายใจ บังคับให้วิญญาณอาฆาตเก็บตัวเองเข้าไปในเหรียญทองในกล่องบุหรี่โลหะ
ถัดมา ชายหนุ่มใช้พลังนักท่องเที่ยวย้ายตัวเองไปในทะเล เลือกอาหารสำหรับยุบพอหิวโหย จากนั้นก็กลับมายังห้องน้ำของบ้านเลขที่ 160 ถนนเบิร์คลุน
…
5 มิถุนายน วันอาทิตย์ ภายในปราสาทตระกูลฮอลล์
ออเดรย์นั่งอยู่ที่โต๊ะอ่านหนังสือ เชยชมของวิเศษที่เพิ่งได้รับ
รูปลักษณ์ของมันคือถุงมือตาข่ายสีดำยาวถึงศอก ประหนึ่งเครื่องแต่งกายของสตรีสูงศักดิ์ชาวราชวงศ์ งดงามและเลอค่า
นี่คือสมบัติวิเศษจากตะกอนพลัง ‘ผู้ชี้นำความสับสน’ ซึ่งเดอะเวิร์ลเป็นผู้ขาย สร้างจากช่างฝีมือ
ในตอนแรก ออเดรย์นำเรื่องนี้ไปปรึกษาบิดา เอิร์ลฮอลล์ และได้รับคำตอบว่า ‘ลูกควรซื้อไว้ใช้งานเอง พ่อขอรับความกตัญญูนั้นไว้’ เธอจึงระบุให้มิสเตอร์แฮงแมนสั่งช่างฝีมือ ผลิตสมบัติวิเศษที่เหมาะแก่การพกพาของสตรี
เรื่องนี้ยังทำให้ออเดรย์อดสงสัยไม่ได้ว่า บิดาของตนอาจมีสมบัติวิเศษที่ดีกว่านี้ หรือไม่ก็ได้รับความคุ้มครองจากโบสถ์รัตติกาลในระดับที่สูงมาก
อ้างอิงจากมิสเตอร์แฮงแมน ถุงมือตาข่ายข้างนี้ช่วยให้ผู้สวมใส่ได้รับพลังหลากหลาย
ประการแรก เสริมสร้างสง่าราศีและสมรรถภาพร่างกาย ทำให้สิ่งมีชีวิตรอบข้างรู้สึกต่ำต้อยโดยไม่รู้ตัว มีแนวโน้มที่จะเชื่อฟังคำสั่งแต่โดยดี
ประการที่สอง ความสามารถในการ ‘บิดเบือน’ คำพูด การกระทำ และเจตนาของเป้าหมาย ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง
ประการที่สาม ความสามารถในการ ‘ติดสินบน’ ประเภทเสน่หา ทำให้เป้าหมายเกิดความหลงใหล ไม่อยากตั้งตัวเป็นศัตรูกับผู้ใช้พลัง ไม่เต็มใจจะต่อสู้ และถ้าเข้าเงื่อนไข ผู้รับสินบนมีโอกาสต่ำที่จะโจมตีพวกเดียวกันเอง ออเดรย์ได้ยินมิสเตอร์เวิร์ลอธิบายว่า พลังพิเศษชนิดนี้มีชื่อว่า ‘ติดสินบน – เสน่หา’
ประการที่สี่ ความสามารถในการสร้าง ‘ความสับสน’ ในพื้นที่เฉพาะ ส่งผลให้กลุ่มเป้าหมายโจมตีพลาดเป้าได้ง่าย และมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจผิดพลาด
ออเดรย์พึงพอใจกับพลังเหล่านี้มาก แต่สิ่งที่รบกวนจิตใจของเธอก็คือ เนื่องจากช่างฝีมือเก่งกาจไม่พอ สมบัติวิเศษจากตะกอนพลังลำดับ 5 จึงมาพร้อมผลข้างเคียงรุนแรง
ประการแรก ถุงมือตาข่ายจะทำให้จิตใจผู้สวมค่อยๆ ดำมืด คิดแต่จะใช้ทางลัด แหกกฎ และทำเรื่องต่ำทรามเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ประการที่สอง หากสวมใส่นานกว่าสามนาที ผู้สวมจะตกอยู่ในความสับสนเช่นเดียวกัน ออเดรย์เคยทดลองแล้ว พบว่าตัวเองตัดสินใจผิดพลาดในระหว่างอาบน้ำ
เดิมที เธอต้องให้สาวใช้เตรียมน้ำอุ่น ปรับอุณหภูมิ จากนั้นค่อยถอดเสื้อผ้าและลงไปแช่ อาบจนเสร็จ แต่สิ่งที่ออเดรย์ทำก็คือ ลงไปแช่ในอ่างก่อน เปิดน้ำเย็น รอให้เสื้อผ้าเปียก จึงค่อยได้สติกลับมาและรีบถอดออก
ความโชคดีก็คือ ออเดรย์ตัดสินใจทดลองเอง ไม่ได้เรียกให้สาวใช้เข้ามาเตรียมน้ำอุ่น จึงไม่มีพยานความน่าอับอายในครั้งนี้
มันทำให้เรากลายเป็นลิงบาบูนขนหยิก! ออเดรย์ครุ่นคิดอย่างหัวเสีย
สำหรับผลข้างเคียงแรก เธอรู้สึกรับได้ เพราะตัวเองคือนักจิตบำบัด สามารถตรวจสอบสภาพจิตใจตัวเองได้ทุกเมื่อ คอยลบความคิดด้านร้ายออกไป นอกจากนั้นยังมีซูซี่ที่ไร้เดียงสาคอยช่วยเหลือ แต่ผลข้างเคียงที่สองนั้นรุนแรงเกินไปมาก
ผลข้างเคียงที่สองแย่มาก… เราทำได้แค่พกติดตัว ค่อยนำมาสวมในเวลาสำคัญ… นอกจากนั้น เรายังมี ‘คำลวง’ ที่จะขยายอารมณ์ให้สุดโต่ง เมื่อจับคู่กับถุงมือ ความดำมืดในใจจะทวีความรุนแรงชนิดที่เรารับมือไม่ไหว… ออเดรย์ถอนสายตากลับ ครุ่นคิดเกี่ยวกับวิธีรับมือ
ทันใดนั้น เธอได้ยินเสียงเคาะประตู
แอนนี่ สาวใช้ส่วนตัวกล่าว
“คุณหนู ท่านเอิร์ลต้องการคุยกับคุณ”
ออเดรย์ทิ้งถุงมือตาข่ายไว้บนโต๊ะ เดินมายังประตูและเปิด
เอิร์ลฮอลล์ผู้ไม่ได้สวมโค้ท ใส่เพียงเสื้อกั๊กและทับเชิ้ต ยืนลูบคลำหนวดที่สง่างามและหัวเราะในลำคอ
“เตรียมตัวพร้อมหรือยัง? พวกเรากำลังจะกลับเบ็คลันด์ในอีกไม่ช้า… คืนพรุ่งนี้เป็นงานนี้วันเกิดครบอายุสิบแปดของลูก”
กล่าวจบ เอิร์ลฮอลล์ชำเลืองสาวใช้แอนนี่และคนที่เหลือ ส่งสัญญาณให้พวกหล่อนถอยออกไป
“เฮ่อ… ถึงช่วงเวลาวุ่นวายประจำปีอีกแล้ว” ออเดรย์พยักหน้า วางมาดของผู้ใหญ่
“ลูกมีวิธีใช้วัตถุชิ้นนั้นหรือยัง?”
ออเดรย์ยิ้มและกล่าว
“มีแล้วค่ะ พับเก็บไว้ในถุงใบเล็กๆ และให้ซูซี่พกไว้”
ด้วยประการฉะนี้ เธอไม่ต้องสวมใส่หรือพกพาเอง และซูซี่ก็จะเกิดภาวะสับสน ส่วนความดำมืดในจิตใจจะได้ออเดรย์คอยรักษาอยู่ข้างๆ และนอกจากนั้น เมื่อไม่มี ‘คำลวง’ คอยกระตุ้นอารมณ์ ซูซี่เองที่เป็นนักจิตบำบัด ก็สามารถตรวจสอบอารมณ์ตัวเองและรักษาได้เอง
เอิร์ลฮอลล์ทึ่งเล็กน้อย กล่าวยกย่อง
“ฉลาดมาก”
ได้ยินเช่นนั้น ออเดรย์ภูมิใจในตัวเองทันที แต่ภายนอกยังคงสงวนกิริยา
“หนูจะตั้งชื่อมันว่า ‘หัตถ์แห่งความหวาดกลัว’ … ท่านเอิร์ลที่รัก ขอบคุณสำหรับของขวัญวันเกิดนะคะ~”
รออีกสองสามวัน เราจะปรุงโอสถและพร้อมเลื่อนลำดับ! ออเดรย์กำลังยินดีปรีดา
…
คืนวันอาทิตย์ บ้านเลขที่ 160 ถนนเบิร์คลุน
ไคลน์ยืนอยู่ที่ระเบียง มองลอดผ่านช่องว่างผ้าม่าน เห็นวิวทิวทัศน์ด้านนอก ในใจเกิดความกังวลเล็กๆ
หากไม่มีเหตุการณ์ผิดปรกติ มันพร้อมสำหรับแผนขโมยสมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัสแล้ว
หลังจากได้ความช่วยเหลือจาก ‘ราชินีเงื่อนงำ’ แบร์นาแดต เปลี่ยนให้หุ่นเชิดอยู่ในสภาพถูกกัดกร่อน ผนวกกับการแวะไปบริจาคและฟังเทศน์ที่โบสถ์อย่างต่อเนื่อง ชายหนุ่มเริ่มทราบเวรยามของผู้คุม สำหรับตอนนี้ แผนการของไคลน์เหลือปัจจัยอีกเพียงข้อเดียวก่อนจะเริ่มลงมือ
นั่นคือการหาวิธีแอบสลับตัวกับเป้าหมายโดยที่ไม่มีใครไม่รู้!
จากข้อมูลที่ไคลน์รวบรวมได้ ผู้คุมหลังประตูยานิสจะลงใต้ดินทันทีที่ฟ้าสว่าง เป็นเวลาเดียวกับที่วิหารยังไม่เปิดทำการ การลอบเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้าอาจถูกพบตัวโดยครึ่งเทพ เช่นอาร์ชบิชอปแห่งมุขมณฑลเบ็คลันด์ จากสามัญสำนึก โอกาสประสบความสำเร็จต่ำมาก
ดังนั้น แผนของไคลน์ก็คือ ลอบเข้าไปในวิหารล่วงหน้าหนึ่งวัน อดทนรอโอกาส
แน่นอน ต้องมีการปลอมตัวที่แนบเนียนพอ และไม่ใช่ปัญหาสำหรับ ‘ผู้ไร้หน้า’
หลังจากสังเกตมาสักระยะ ไคลน์พบว่าทางศาสนจักรจะมีพิธีมหามิสซาในคืนวันอาทิตย์ เพราะวันอาทิตย์และกลางคืนล้วนเป็นสัญลักษณ์ของเทพธิดา
หลังจากจบพิธี คนงานจะยุ่งอยู่พักใหญ่ คอยทำความสะอาดถังขยะและเศษขยะ
แผนของไคลน์คือฉวยโอกาสดังกล่าว แอบสลับตัวกับคนงานและลอบเข้าไปในวิหาร นอนอยู่ในเขตห้องพักคนงาน
ด้วยเหตุผลข้างต้น ชายหนุ่มตัดสินใจซื้อยานอนหลับจากเอ็มลินในปริมาณที่เหมาะสม รุนแรงพอจะทำให้มนุษย์หลับนานสิบชั่วโมงโดยไม่ส่งผลเสียกับร่างกาย โดยต้องจ่ายในราคาห้าปอนด์ถ้วน
ฟู่ว… ไม่กี่นาทีถัดมา ไคลน์ถอนหายใจออกผ่อนคลาย ปิดม่านมิดชิด เดินกลับเข้ามาในห้อง เดินถอยหลังสี่ก้าว ส่งตัวเองเข้าสู่มิติเหนือสายหมอก
นั่งบนเก้าอี้ประจำของเดอะฟูล ชายหนุ่มครุ่นคิดกับตัวเองนานเกือบนาที ก่อนจะเสกปากกาและกระดาษ เขียนประโยคทำนาย
“การขโมยสมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัสครั้งนี้จะเต็มไปด้วยอันตราย”
วางปากกาหมึกซึมสีแดงเข้มลง ไคลน์ลูกตุ้มวิญญาณออกจากข้อมือซ้าย ถือโซ่เงินด้วยมือข้างเดียวกัน ปล่อยให้ปลายจี้บุษราคัมจ่อกับแผ่นกระดาษ
หลังจากเข้าฌานและหลับตาลง ไคลน์ท่องประโยคทำนายเงียบงันเจ็ดครั้ง ลืมตาขึ้นและเห็นลูกตุ้มวิญญาณหมุนตามเข็มนาฬิกาด้วยความเร็วปรกติ วงกว้างปานกลาง
อันตราย แต่อยู่ในขอบเขตพอรับได้… ชายหนุ่มแปลความหมายอย่างรวดเร็ว
มันกังวลเล็กน้อยว่าอาจถูก ‘รบกวน’ โดยใครบางคนอีก เหมือนกับเมื่อครั้งมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย แต่ท้ายที่สุดก็ไม่มีวิธียืนยันความถูกต้อง
ดังนั้น ในเมื่อผลการทำนายออกมาในเชิงบวก และองค์ประกอบด้านอื่นถูกจัดเตรียมครบถ้วนแล้ว ไคลน์จึงตัดสินใจแน่วแน่
ชายหนุ่มจ้องจี้บุษราคัมที่ค่อยๆ หยุดหมุน กล่าวเสียงต่ำในภาษาจีนกลาง
“คันศรถูกง้างแล้ว มีแต่ต้องยิงเท่านั้น”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ไคลน์แผ่พลังวิญญาณห่อหุ้มร่างกายตัวเอง เกิดเป็นความรู้สึกดำดิ่งจากมุมสูง กลับมายังโลกความเป็นจริง
สำหรับตอนนี้ มันคิดจะพกสมบัติตัดตัวสามชิ้น ประกอบด้วยยุบพองหิวโหย เหรียญทองเซนอล และนกหวีดทองแดงอะซิก คุณสมบัติที่ทั้งสามมีเหมือนกันก็คือ สามารถพกพาในกล่องบุหรี่โลหะ นอกจากนั้นยังจะใช้เทวทูตกระดาษและกำแพงวิญญาณเพื่อทำการผนึกสองชั้น
สำหรับสมบัติวิเศษอื่น คงไม่มีชิ้นใดผ่านประตูยานิสเข้าไปได้ มีโอกาสสูงที่จะแก่นผนึกจะตรวจพบความผิดปรกติ ไคลน์จึงโยนพวกมันเข้าไปในมิติหมอกพร้อมกับเงินสด พร้อมสำหรับการเผ่นหนีในกรณีที่เกิดปัญหา
ตอนนี้ก็เหลือแค่หุ้นสามเปอร์เซ็นต์ในบริษัทโคอิมของดอน·ดันเตส… แต่นั่นมีมูลค่าสูงถึง 12,800 ปอนด์… ไคลน์สลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้ง นำกระจกเงามาวางบนหมอน
จากนั้น ชายหนุ่มวาดสัญลักษณ์ลึกลับเพื่ออัญเชิญ ‘กระจกวิเศษ’ อาโรเดส
ราชันเร้นลับ 828 : ท่วงทำนองแห่งค่ำคืน
ดินแดนแห่งความฝันที่ไคลน์สร้าง มีพื้นฐานมาจากบ้านเลขที่ 160 ถนนเบิร์คลุน เสกหญิงงามจำนวนมากรายล้อมดอน·ดันเตส สร้างภาพลักษณ์เศรษฐีที่มีความรู้และประสบการณ์ แต่ต้องอดทนอย่างหนักในโลกแห่งความเป็นจริงเพราะเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากข่าวลือ มีเพียงในความฝันเท่านั้นที่สามารถดื่มด่ำไปกับจินตนาการ
นั่งบนโซฟา รับไวน์แดงจากเด็กสาว ไคลน์ชิมอย่างไม่รีบร้อน พบว่าสภาพแวดล้อมโดยรอบเปลี่ยนไปกะทันหัน เหล่าโคมไฟสว่างไสวที่ตกแต่งอย่างหรูหราพลันอันตรธานหาย กลายเป็นท่อระบายน้ำที่มืดมน เปียกชื้น และสกปรก
ถัดมา ชายหนุ่มเห็นระเบิดที่คุ้นเคยห้าอันในมือตัวเอง
นี่มันระเบิดที่เราวางไว้ไม่ใช่หรือ? ไคลน์สะดุ้งในตอนแรก แสร้งทำเป็นผงะ ทิ้งวัตถุระเบิดอย่างลนลาน มองไปรอบตัวอย่างระมัดระวัง
เมื่อไม่พบสิ่งผิดปรกติ ไคลน์บรรจงถอยหลังทีละก้าว ควานหาบันไดโลหะแนวตั้ง ปีนขึ้นอย่างชำนาญและรวดเร็ว ปิดฝาท่อระบายน้ำ
เมื่อกลับถึงถนนเบิร์คลุน ความฝันทั้งหมดแตกกระจัดกระจาย ปลุกให้ชายหนุ่มสะดุ้งตื่น
ไคลน์ลืมตา ในห้องที่เกือบทึบ มองไปบนเพดานสีทอง นึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่
ฝีมือของครึ่งเทพเส้นทางนักจารกรรม? ‘’
อีกฝ่ายสามารถหลบหนีการติดตามของเหยี่ยวราตรี ซ่อนในละแวกใกล้เคียงเพราะกังวลว่า ‘จักรพรรดิมืด’ ที่เปิดโปงเบาะแสของตนจะปรากฏตัวอีกครั้ง จึงโน้มน้าวความฝันทีละคนเพื่อมองหาเป้าหมาย?
เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้อีกแล้ว! ถ้าไม่ใช่เพราะเรามีสติคมชัดในความฝันขณะถูกบุกรุก คงเผลอลงมือจุดระเบิดตามความเคยชิน… เพราะเหนือสิ่งอื่นใด ความทรงจำดังกล่าวยังคงสดใหม่…
โชคดีที่เราสรุปได้ว่า หนึ่งในกฎของ ‘นักเชิดหุ่น’ คือการพยายามอย่าออกหน้าฉากด้วยตัวเอง… ไม่ว่าจะสำรวจท่อระบายน้ำหรือแอบไปพบทริสซี่ เราจะใช้งานหุ่นเชิดเสมอ ต่อให้ระยะทางไกลเกินกว่าจะควบคุม ก็ต้องส่งร่างวิญญาณไปเชิดจากระยะไกลโดยมีมิติสายหมอกคอยกีดขวางการเชื่อมต่อ นอกจากนั้นยังพกพาวัตถุที่ขัดขวางพลังสอดแนมและทำนายถึง ช่วยให้อีกฝ่ายไม่สามารถค้นหาได้ว่าใครคือผู้ชักใยตัวจริง ไม่อย่างนั้น เราคงถูกพบตัวนานแล้ว อาจไม่ถึงแก่ความตาย แต่ก็ต้องหลบหนีออกจากเบ็คลันด์อย่างหมดสภาพ…
คิดถึงตรงนี้ ไคลน์พบว่าตนค่อนข้างโชคดี เพราะในตอนที่ยังไม่รู้ว่ามีความลับใดซ่อนอยู่ในท่อระบายน้ำ ในตอนที่ยังไม่รู้ว่าเรื่องนี้มีความเกี่ยวพันกับครึ่งเทพเส้นทางนักจารกรรม มันยังปฏิบัติตามกฎของ ‘นักเชิดหุ่น’ อย่างเคร่งครัด ช่วยให้รอดพ้นจากการถูกเปิดโปงตัวจริง
เบ็คลันด์เป็นเมืองที่อันตรายมาก… ความประมาทเพียงเล็กน้อยสามารถทำให้เกิดปัญหาบานปลาย… ไคลน์ถอนหายใจพลางสัมผัสได้ว่าโอสถ ‘นักเชิดหุ่น’ ถูกย่อยไปอีกเล็กน้อย
รอจนกระทั่งอารมณ์สงบลง ชายหนุ่มพูดในใจ
ดูเหมือนว่าครึ่งเทพรายนั้นยังอยู่ที่ถนนเบิร์คลุน… ซ่อนตัวอยู่ในบ้านเฮเซล และมีความเป็นไปได้สูงที่จะอยู่ใกล้เธอ…
หึหึ… ถ้าอีกฝ่ายบุกรุกความฝันของเราก่อนหน้านี้สักหนึ่งถึงสองนาที ทางนั้นจะได้เห็น ‘อสรพิษแห่งชะตา’ วิล·อัสติน… แม้ว่าเทวทูตลำดับ 1 รายนี้จะอยู่ในสภาพอ่อนแอ แต่ก็ยังเป็นเทวทูตในเครือเดียวกับโอโรเลอุส ไม่ใช่เรื่องยากที่จะรับมือกับหัวขโมยอ่อนแอซึ่งมิอาจทำเรื่องง่ายๆ อย่างการสิงเฮเซลในฐานะปรสิต ไม่ต้องพูดถึงพลังพิเศษ ลำพังการเผยร่างสัตว์ในตำนานที่สมบูรณ์แบบ ก็มากพอจะทำให้อีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บสาหัส…
พนันได้เลยว่า วิล·อัสตินคงมองเห็นอนาคตตรงนี้ จึงเลือกเข้าฝันเราในช่วงเวลาดังกล่าว หลีกเลี่ยงการถูกโจมตีโดยครึ่งเทพนิรนาม
แต่น่าเสียดาย… ใจจริงเราก็อยากสั่งสอนให้พวก ‘หัวขโมย’ ตระหนักว่า การบุกรุกดินแดนความฝันของคนอื่นในกรุงเบ็คลันด์ส่งเดช มีอันตรายมากแค่ไหนรออยู่… เลียวนาร์ดคงรู้ซึ้งเป็นอย่างดีแล้ว…
ไคลน์หยุดความคิด แสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น อาศัยความช่วยเหลือของการเข้าฌาน สะกดจิตตัวเองให้หลับสนิทอีกครั้ง
รอจนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้น ชายหนุ่มตื่นขึ้นตามธรรมชาติ แปลงโฉมกลายเป็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์พึมพำสวดวิงวอน
“ช่วยบอกมาดามเฮอร์มิทว่า ยอมรับเงื่อนไข ‘วิธีฟื้นฟูความแข็งแกร่งชั่วคราว’ และพร้อมจะส่งสินค้าในช่วงปลายเดือนมิถุนายนจนถึงต้นเดือนกรกฎาคม… คุณถามแบร์นาแดตได้เลยว่า พร้อมให้ผมไปพบเธอตอนไหน”
สวดวิงวอนจบ ไคลน์เปลี่ยนกลับไปเป็นดอน·ดันเตส ลุกขึ้นและเดินเข้าห้องน้ำ จัดการกับปัญหาส่วนตัว
แปรงฟัน ล้างหน้า หลังจากที่ได้รับชีวิตชีวากลับคืนมา ชายหนุ่มถอยหลังสี่ก้าว ส่งตัวเองเข้าไปในมิติเหนือหมอก เปลี่ยนคำสวดวิงวอนให้เป็นภาพ โยนเข้าไปในดาวแดงสัญลักษณ์ของ ‘เฮอร์มิท’
…
หลังจากนำอนาคตกาลเทียบท่า ‘พลเรือเอกดวงดาว’ แคทลียายืนมองแฟรงค์·ลีเดินเข้าไปในเขตท่าเรือด้วยสีหน้าคาดหวัง มองหาร้านสำหรับขายของ รวบรวมเงินสดได้มากถึงแปดพันปอนด์ หวังซื้อตะกอนพลังของ ‘ดรูอิด’ ให้ได้ หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นมากุมหน้าผาก เกิดความลังเลเล็กๆ ในใจ
แม้ว่าเธอจะมั่นใจในเรื่องที่ ตนสามารถสยบแฟรงค์·ลีที่กลายเป็นดรูอิดด้วยความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับและพลังพิเศษ แต่เมื่อจินตนาการถึงความคิดพิสดารของอีกฝ่าย รวมถึงพลังที่สามารถทำในสิ่งเหนือจินตนาการ แคทลียาพบว่าปัญหาอาจไม่ง่ายดายขนาดนั้น เธอไม่อยากมีแตงโมอยู่บนศีรษะ ร่างกายปกคลุมด้วยรวงข้าวขณะถูกดึงเข้าไปในมิติเหนือสายหมอกเพื่อร่วมชุมนุมทาโรต์
แต่เขายังไม่มีสูตรโอสถดรูอิด เรายังไม่ต้องกังวลว่าแฟรงค์จะกลายเป็นลำดับ 5 ในตอนนี้… แคทลียาดันกรอบแว่น พึมพำปลอบใจตัวเอง
ทันใดนั้น สายหมอกสีเทาปกคลุมการมองเห็น ถ้อยคำเกอร์มัน·สแปร์โรว์ดังกังวานในหัว
เทวทูตตอบตกลง? สีหน้าของ ‘พลเรือเอกดวงดาว’ บรรเทาความตึงเครียด เผยรอยยิ้มเล็กๆ อย่างมิอาจควบคุม
ในวินาทีที่ได้เลือดของสัตว์ในตำนาน เธอจะเข้าใกล้ความเป็นครึ่งเทพเข้าไปทุกขณะ!
ปัจจุบัน แคทลียามีสูตรโอสถ ‘ปราชญ์พิศวง’ อยู่ในมือ มีวัตถุดิบหลักที่ใช้คะแนนผลงานแลกจากนิกายมอสส์ และมีช่องทางหาวัตถุดิบรองอย่างครบถ้วน
เดือนกรกฎาคมสินะ… กรกฎาคม… แคทลียาเม้มริมฝีปาก กวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องกัปตัน
…
เช้าวันพฤหัสบดี ไคลน์เพิ่งจบคาบเรียนวรรณคดีโบราณ ได้ยินเสียงสวดวิงวอนที่ดังซ้อนทับจนฟังไม่ออก
ส่งตัวเองเข้าไปในมิติหมอก ชายหนุ่มพบว่าผู้สวดคือ ‘เฮอร์มิท’ แคทลียา
พลเรือเอกดวงดาวขอให้มิสเตอร์ฟูลแจ้งกับเดอะเวิร์ลว่า ราชินีเงื่อนงำตอบตกลงตามคำขอ หากยังอยู่ในกรุงเบ็คลันด์ จุดนัดพบคือตลิ่งฝั่งทิศใต้ของแม่น้ำทัสซอค ใกล้กับทางขึ้นสะพาน เวลาห้าทุ่มตรง
แบร์นาแดตยังคงอยู่ที่เบ็คลันด์… ไคลน์เสกเกอร์มัน·สแปร์โรว์ขึ้นมาตอบตกลง
เวลา 22 นาฬิกา 58 นาที ชายหนุ่มเข้าห้องน้ำ ดึงชายกระดาษออกจากกระเป๋า
เป๊าะ!
ไคลน์สะบัดข้อมือ เปลี่ยนเศษกระดาษให้กลายเป็นดอน·ดันเตส นั่งบนชักโครงในห้องน้ำ ถือหนังสือในสภาพเหม่อลอย
จากนั้น ส่วนสูงของชายหนุ่มลดลงสี่เซนติเมตร ใบหน้าซูบลม โครงหน้าชัดลึก กลายเป็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์โดยสมบูรณ์
ถัดมา ถุงมือข้างซ้ายเริ่มโปร่งใส ด้านในมีเงามายานับไม่ถ้วน
ไคลน์มองเห็นสีสันรอบตัวทวีความฉูดฉาด ซ้อนทับ ก่อนที่ร่างกายจะเลือนหายไปจากโลกความจริง
ชายหนุ่มพุ่งผ่านโลกวิญญาณด้วยความเร็วสูง ปรับทิศทางตามตำแหน่ง เพียงไม่กี่วินาทีก็มาถึงตลิ่งฝั่งทิศใต้ของแม่น้ำทัสซอค ใกล้กับสะพานเบ็คลันด์
ปัจจุบันไม่มีใครเดินผ่านไปผ่านมาบนสะพาน บรรยากาศเงียบเชียบ มีเพียงกลุ่มทหารที่ยืนเฝ้าสะพานอยู่ไม่ห่าง
ขณะไคลน์กำลังมองหา ‘ราชินีเงื่อนงำ’ แบร์นาแดต สายตาเหลือบไปเห็นเถาวัลย์ห้องลงมาจากฟ้า ถักสานกลายเป็นป่าทึบ
ไม่มีใครเห็นจุดยอดของ ‘ผืนป่า’ เนื่องจากเถาวัลย์ถักทอกลายเป็นหลายเส้นทาง บ้างตัดผ่านไปมา บ้างวงเป็นเกลียว ลอยสูงขึ้นไปสุดลูกหูลูกตา
ไคลน์ผงะไม่นาน เลือกเดินบนเส้นทางที่ถักจากเถาวัลย์กลางอากาศ ย่างกรายทีละก้าวอย่างใจเย็น
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ ชายหนุ่มพบเถาวัลย์สานกันเป็นที่นั่งคล้ายเปลญวน แกว่งไปมาเบาๆ บนมุมสูงของเมือง
‘ราชินีเงื่อนงำ’ นั่งอยู่ที่นั่น สวมเสื้อเชิ้ตทรงอินทิสและแจ็คเก็ตสีดำเข้ม เอวห้อยดาบเรเพียร์เล่มบาง แต่งกายเกือบเต็มสูบในมาดกัปตันเรือยกเว้นเพียงการสวมหมวก
แตกต่างจากตอนที่เคยติดต่อกับเชอร์ล็อก·โมเรียตี้ในกรุงเบ็คลันด์ เธอมิได้เผยเพียงรองเท้าบูตคู่เดียว แต่ยังรวมถึงเส้นผมยาวสลวยที่พาดลงมาอย่างเป็นธรรมชาติ ดวงตาสีฟ้าลุ่มลึก แบร์นาแดตเปล่งเสียงแผ่วเบาราบเรียบ
“ขอฝากคำขอบคุณไปถึงบุคคลที่อยู่เบื้องหลังคุณด้วย”
หืม… ยังยำเกรงมิสเตอร์ฟูลอยู่บ้างสินะ… บางที คำตอบก่อนๆ ของเราอาจช่วยขจัดความสับสนให้เธอ… เนื่องจากกำลังสวมหน้ากากเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ไคลน์ตอบสุภาพ
“ตกลง”
แววตาแบร์นาแดตยังไม่แปรเปลี่ยน ถามขณะจ้องหน้า
“คราวนี้ต้องการสิ่งใด?”
ไคลน์เงียบงันสักพัก กล่าวหลังจากเรียบเรียงคำพูด
“ผมอยากให้คุณจำลองสภาวะ ‘ถูกกัดกร่อน’ ที่เกิดจากแก่นผนึกของประตูยานิสแห่งโบสถ์รัตติกาล”
กล่าวจบ ไคลน์บังคับให้ ‘วิญญาณอาฆาต’ เซนอลปรากฏตัวข้างๆ
แบร์นาแดตจ้องพลเรือเอกโลหิตสักพัก ไม่ถามว่าทำไมเชอร์ล็อก·โมเรียตี้หรือเกอร์มัน·สแปร์โรว์ถึงทราบว่าเธอทำได้
“สำหรับโบสถ์รัตติกาล แก่นผนึกของแต่ละวิหารจะแตกต่างกัน ลักษณะการสึกกร่อนย่อมไม่เหมือนกัน… ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นเส้นทางรัตติกาล มรณา หรืออื่นๆ … และยังต้องรู้ด้วยว่า เป็นวิหารหลักของมุขมณฑล หรือวิหารย่อยทั่วไปในเมือง”
แบร์นาแดตมิได้เอ่ยถึงสำนักงานใหญ่ของศาสนจักรรัตติกาล ‘มหาวิหารสุขสงบ’ เพราะที่นั่น แม้แต่เทวทูตก็ยังมิกล้าคิดจะลงมือทำสิ่งใด
ไคลน์เล่าตามจริง
“มหาวิหารหลักของมุขมณฑล เส้นทางรัตติกาล”
‘ราชินีเงื่อนงำ’ แบร์นาแดตพยักหน้ารับ
“ฉันสามารถกัดกร่อนได้ แต่หากใช้วิธีนี้ หุ่นเชิดของนายจะต้องชำรุดอย่างมิอาจเลี่ยง ในตอนแรกอาจใช้งานได้ตามปรกติ จนกระทั่งเวลาล่วงเลย การกัดกร่อนทวีความรุนแรง เขาจะค่อยๆ หลับใหลและไม่ฟื้นขึ้นมาอีก”
“ยืดอายุขัยออกไปได้ไหม?” ไคลน์ถามอย่างไม่เต็มใจ
หุ่นเชิด ‘พลเรือเอกโลหิต’ คือทรัพย์สินที่มิอาจประเมินค่าได้!
แบร์นาแดตพูดเสียงเรียบ
“นานที่สุดสองเดือน”
ไคลน์ครุ่นคิดสองสามวินาที ตอบเสียงเรียบ
“ตกลง”
ชายหนุ่มทาบมือลงบนหน้าอก แสดงความเคารพ
“ขอบคุณที่ช่วย”
‘ราชินีเงื่อนงำ’ แบร์นาแดตไม่กล่าวคำใด เพียงถอนสายตากลับ เหยียดมือขวาออก เกิดเป็นอักขระภาษาคนยักษ์ มังกร เอลฟ์ และเฮอร์มิสโบราณขึ้นกลางอากาศ
ภาษาเหล่านี้เจิดจ้าเหมือนดวงดาว ถักทอเป็นสัญลักษณ์แปลกตา คล้ายกับประตูลับที่เชื่อมต่อกับส่วนลึกของโลกวิญญาณ
ประตูลับดังกล่าวเปิดแง้ม สายลมกระโชกพัดผ่านออกมาพร้อมกับสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่ร่างกายท่อนบนเป็นผู้ชายห่มผ้าขาว
“แตรนิทรา” แบร์นาแดตกล่าวเสียงนุ่มนวลแต่สง่างาม
ชายที่มีเพียงร่างกายท่อนบน ท่อนล่างเป็นสายลม ตอบสนองอย่างนอบน้อมพลางนำกะโหลกศีรษะมนุษย์ออกจากเศษผ้าขาว
เบ้าตาของกะโหลกจมลึกและมืดสนิท มองไม่เห็นก้นบึ้ง ส่วนที่เหลือของกะโหลกเต็มไปด้วยรอยร้าวและรูโหว่ เนื้อกระดูกขาวโพลนราวกับหยก
แบร์นาแดตหยิบ ‘แตรนิทรา’ จ้องหน้าเกอร์มัน·สแปร์โรว์และพูด
“คุณถอยออกไปก่อน อย่างน้อยห้าสิบเมตร”
ไคลน์ไม่ถามถึงเหตุผล ปล่อยวิญญาณอาฆาตไว้ในตำแหน่งเดิม ส่วนตัวเองถอยหลังรวดเร็ว
จนกระทั่งไกลกว่าห้าสิบเมตร ชายหนุ่มได้ยินท่วงทำนองอันสงบสุขที่แฝงด้วยความเศร้าและหมองหม่น
ไคลน์เงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณ มองไปยังจุดที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์ แบร์นาแดตกำลังนั่งลงในสภาพหลังงอเล็กน้อย ยกกะโหลกมนุษย์ขึ้นมาจ่อปาก เป่าลมเข้าไปจนเสียงลอดผ่านช่องว่าง เกิดเป็นท่วงทำนองอันไพเราะในยามค่ำคืน
บรรยากาศเปี่ยมด้วยความสุขสงบเจือความเศร้า แต่ทหารยามด้านล่างผืนป่าเถาวัลย์กลับไม่พบความผิดปรกติ
ไคลน์ยังคงยืนอยู่ในจุดเดิม ตั้งใจฟังทำนองพร้อมกับเริ่มคิดถึงบ้าน
ความรู้สึกคล้ายกับออกเดินทางมาอย่างยาวนาน และกำลังหวนนึกถึงบ้านที่โหยหาที่สุดที่ไม่มีวันได้กลับไป
ราชันเร้นลับ 827 : คนหนึ่งมาคนหนึ่งไป
ไคลน์ซึ่งนอนอยู่บนเตียง แสร้งนอนไม่หลับจนกระทั่งรุ่งสางเนื่องจากเชื่อว่า ตามปรกติของคนส่วนใหญ่ในถนน หากถูกปลุกด้วยเสียงระเบิดจากใต้ดิน การนอนหลับสนิทอาจทำให้ตกเป็นผู้ต้องสงสัย
หลังจากลุกออกจากเตียง เดินไปที่ระเบียงและเปิดผ้าม่าน ขณะแสร้งทำเป็นมองหาที่มาของเสียงระเบิด พ่อบ้านวอลเตอร์เคาะประตูห้อง ส่งคนรับใช้สองคนพร้อมปืนลูกซองแฝดเข้ามาปกป้องนายจ้าง เตรียมพร้อมรับมือเหตุไม่คาดฝัน
จากนั้นไม่นาน ตำรวจมาถึงละแวกใกล้เคียง อาศัยคำบอกเล่าของชาวเมืองในบล็อก ระบุจุดเกิดเหตุเป็นท่อระบายน้ำ
หลังจากนั้น ไม่ว่าพวกมันจะพบอะไร ร้องขอความช่วยเหลือจาก ‘เหยี่ยวราตรี’ หรือไม่ มิสเตอร์ดอน·ดันเตสก็เป็นเพียงประชาชนธรรมดาที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว
หลังจากได้รับการยืนยันเบื้องต้นว่าเหตุการณ์สงบลงแล้ว ไคลน์สั่งให้พ่อบ้านและคนรับออกไป ทิ้งตัวลงบนเตียงอีกครั้ง
รอจนกระทั่งตื่นขึ้นอีกครั้ง ถนนเบิร์คลุนกลับสู่สภาวะปรกติ ผู้คนเดินผ่านไปมาประปราย รถม้าแล่นผ่านเป็นครั้งคราว ต้นเมเปิ้ลอินทิสตามท้องถนนยังคงทำให้สถานที่แห่งนี้ดูลุ่มลึกและเงียบสงบ
“ผลการสืบสวนออกมาหรือยัง” ไคลน์มองตัวเองในกระจก ถามขณะบุรุษรับใช้ริชาร์ดสันช่วยแต่งตัว
ริชาร์ดสันได้สอบถามไว้ล่วงหน้าแล้ว เมื่อได้ยินเจ้านายถาม จึงตอบได้ทันที
“ได้ยินว่าเป็นคนของแก๊งอันธพาลที่ลักลอบค้าขายในท่อระบายน้ำใกล้เคียง พวกมันทำพลาดจนเกิดระเบิด”
สมเหตุสมผลมาก… ไคลน์ไม่ถามต่อ ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าครึ่งเทพที่สามารถขโมยความคิดตน ถูกเหยี่ยวราตรีพบตัวหรือไม่
ประการแรก ชายหนุ่มพบว่าการที่อีกฝ่ายขโมยความคิดที่จะจุดระเบิดของตน หมายความว่าระเบิดห้าลูกสามารถสร้างความเสียหายรุนแรงแก่ครึ่งเทพตนดังกล่าวได้ – หากอีกฝ่ายแข็งแกร่งเพียงพอที่จะเป็นภัยคุกคามกับตน ป่านนี้คงเลือกสิงร่างเฮเซลในฐานะปรสิตไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องวุ่นวายชักนำความฝัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในอีกสองถึงสามสัปดาห์ข้างหน้า หรือกระทั่งสองถึงสามเดือน ไคลน์ไม่ต้องกังวลว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร
ประการที่สอง หากพยายามสอบสวนเพิ่มเติม กดดันให้ครึ่งเทพตนนั้นจนตรอก ไคลน์เชื่อว่าฝ่ายที่เดือดร้อนจะเป็นตน เพราะเมื่ออีกฝ่ายไม่สนใจสิ่งรอบข้าง หายนะร้ายแรงจะเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง ต่อให้อีกฝ่ายไม่ทราบตัวจริงของไคลน์ แต่ครึ่งเทพตนดังกล่าวก็จะอาละวาดจนทุกคนในละแวกนี้เดือดร้อน
นอกจากสองเหตุผลข้างต้น ไคลน์ยังกังวลอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือ หากถนนเบิร์คลุนที่แสน ‘ธรรมดา’ เกิดความผิดปกติอย่างต่อเนื่อง ย่อมต้องกระตุ้นความจากหน่วยพิเศษของทางการ และเมื่อเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นหลังจากดอน·ดันเตสย้ายเข้ามา แม้ว่าไคลน์จะยืนกรานปฏิเสธ แต่ก็คงไม่มีทางลดความน่าสงสัยลง เมื่อเวลาผ่านไป มันไม่มีทางเลือกนอกจากล้มเลิกแผนการ พิจารณาไปใช้วิธีอื่นในการขโมย
เราไม่ควรลงไปที่ท่อระบายน้ำในระยะนี้ เพราะอาจมีกับดักของหน่วยพิเศษรออยู่… สิ่งเดียวที่ต้องทำก็คือ อา… คงต้องคอยจับตาดูเฮเซล ตรวจหาความผิดปรกติเกี่ยวกับเธอ ถ้าพบสัญญาณอันตราย เราจะกลายเป็น ‘จอมโจรวีรบุรุษจักรพรรดิมืด’ ทันที นำใบประกาศเล็กๆ ไปปิดไว้หน้าประตูทางเข้าวิหารนักบุญแซมมวล… ไคลน์เดินลงไปชั้นล่างอย่างใจเย็นและรับประทานอาหารเช้า จากนั้นก็กลับห้องนอนใหญ่ สั่งให้บุรุษรับใช้ริชาร์ดสันเฝ้าประตู หยิบนกกระเรียนกระดาษที่กำลังจะขาดออกจากกระเป๋าสตางค์
ชายหนุ่มตั้งใจจะใช้มันเป็นครั้งสุดท้าย ส่งข้อมูลตัวเลือกที่ ‘พลเรือเอกดวงดาว’ เสนอไปยัง ‘อสรพิษแห่งชะตา’ และดูว่าวิล·อัสตินจะยอมรับเงื่อนไขหรือไม่
จริงอยู่ มันสามารถแวะไปหาอีกฝ่ายถึงบ้านโดยตรง แต่เนื่องจากยังไม่มีคำเชิญจากนายแพทย์อลัน หากปราศจากเหตุผลที่ดีพอ การไปเยี่ยมบ้านอีกฝ่ายไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก อาจทำให้ถูกสงสัย เพราะตนคงบอกไปไม่ได้ว่า ขอโทษทีนะคุณหมอ ผมไม่ได้มาหาคุณ แต่มาหาทารกในครรภ์ภรรยาคุณ
บรรจงคลี่นกกระเรียนกระดาษออกอย่างระมัดระวัง ไคลน์เหลือบมองดินสอที่เขียนทิ้งไว้คราวก่อน และเชื่อโดยสัญชาตญาณว่า หากใช้ยางลบถู กระดาษแผ่นนี้จะขาดอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มมิได้ลำบากใจ เพียงหยิบปากกาหมึกซึมและเขียนทับลงบนกระดาษไปเลย
“อีกฝ่ายยื่นข้อเสนอมาแล้ว”
หมึกมีสีน้ำเงินเข้มจนเกือบดำ เมื่อเทียบกับรอยดินสอ สีของปากกาเข้มกว่าไม่รู้กี่เท่า ดังนั้นแม้ว่าตัวหนังสือจะซ้อนกัน แต่ก็ไม่ส่งผลต่อการแปลความหมาย
โลกนี้มีทางออกมากกว่าปัญหาเสมอ… ไคลน์พยักหน้าพึงพอใจ พับกระดาษที่คลี่ออก กลับสู่รูปร่างนกกระเรียนกระดาษตามรอยเดิม
ถึงจุดนี้ ชายหนุ่มเชื่อว่าการคลี่ออกอีกครั้งแม้เพียงเล็กน้อย จะทำให้กระดาษเกิดฉีกขาด
…
เมืองเงินพิสุทธิ์ บ้านตระกูลเบเกอร์
นับตั้งแต่สิ้นสุดชุมนุมทาโรต์ เดอร์ริคตัวแข็งราวกับรูปปั้นหิน นั่งลงข้างเตียง ไม่ขยับเขยื้อนร่างกาย
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ มัน ‘ตื่น’ จากภวังค์ด้วยเสียงจากถนนด้านนอก อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกฝันร้ายยังคงหลอกหลอนจิตใจ เดินไปทางหน้าต่างด้วยฝีเท้าหนักแน่น
‘พระองค์อาจจะตายไปแล้ว’ และ ‘พระองค์อาจไม่กลับมาอีก’ ความคิดในทำนองเดียวกันดังกังวานในใจของเดอร์ริค ความสิ้นหวังและเจ็บปวดที่มิอาจยับยั้งกำลังก่อตัว
แม้กระทั่งในตอนที่มันลงมือฆ่าพ่อแม่ตัวเอง เดอร์ริคสงสัยมาตลอดว่าพระองค์จะกลับมาหรือไม่ จะดูแลพลเมืองแห่งความมืดที่ท่านทอดทิ้งไปหรือไม่ แม้ว่าในภายหลังจะหันมาพึ่งพามิสเตอร์ฟูล หวังเปลี่ยนตัวเองให้เป็น ‘สุริยัน’ ตัวจริง ช่วยชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ให้พ้นจากคำสาปแห่งโชคชะตา แต่การศึกษาสมัยเด็กและสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ได้สร้างผลกระทบทางจิตใจอย่างใหญ่หลวง เดอร์ริคอดไม่ได้ที่จะตั้งตารอการกลับมาของพระผู้สร้าง รอว่าเมื่อไร การเสียสละและคำสารภาพของชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ จะได้รับการตอบสนอง
แต่ในปัจจุบัน ความหวังเกือบทั้งหมดพังทลายลง เหลือเพียงแสงสุดท้ายอันริบหรี่ที่อาจถูกความมืดครอบกัดกินได้ทุกเมื่อ
หากเมืองเงินพิสุทธิ์ดำเนินต่อไปเช่นนี้เรื่อยๆ จุดจบคือการอย่างสมบูรณ์ในความมืด ไม่มีใครจดจำพวกเราที่เคยต่อสู้ดิ้นรน… เดอร์ริคมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นชาวเมืองจำนวนมากกำลังรวมตัว สวดวิงวอนถึงพระผู้สร้างทุกสรรพสิ่งกันตามปรกติ
นี่ไม่ใช่พิธีกรรมที่จัดโดย ‘หกสภาอาวุโส’ แต่เป็นประเพณีที่เกิดขึ้นในเมืองเงินพิสุทธิ์นานกว่าสองถึงสามพันปี สวดวิงวอนขอหลากหลายสิ่ง เช่นเรื่องดีๆ ในชีวิต ความมั่นคงทางอารมณ์ ชีวิตใหม่ สุขภาพที่ดีของครอบครัว
อสนีบาตผ่าผ่านท้องฟ้า เพิ่มความสว่างให้กับถนน เดอร์ริคยืนอยู่ในความมืดภายในบ้าน จ้องมองออกไปข้างนอก ไม่ขยับไปไหนเป็นเวลานาน แต่มือกำแน่นโดยไม่รู้ตัว
รอจนกระทั่งชาวเมืองแยกย้าย ในที่สุดมันก็ถอยสายตาด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว
เอื้อมมือไปสัมผัส ‘เทพสายฟ้าคำราม’ ดวงตาของเดอร์ริคทวีความหนักแน่น เตรียมทำตามคำแนะนำของ ‘แฮงแมน’ มองหาเพื่อนมาช่วยทำงาน
เพียงไม่นาน มันกลับมากระอักกระอ่วนและเขินอายอีกครั้ง เพราะไม่ทราบว่าจะเข้าหาเพื่อนก่อนยังไง รวมถึงวิธีการทักทายผู้อื่นและชวนคุย
สิ่งนี้ฝืนธรรมชาติของเด็กหนุ่มมาก
ครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน เดอร์ริคตัดสินใจไปที่ลานฝึกซ้อม ผูกมิตรกับคนรู้จักเก่าๆ ด้วยการต่อสู้ เนื่องจากสถานที่ดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งจุดรวมตัวของชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ จึงมักได้พบผู้คนที่คุ้นเคย
…
ตกดึกอีกครั้ง ไคลน์มองเห็นทุ่งกว้างอันมืดมิดและรกร้างในความฝัน รวมถึงยอดหอคอยแหลมอันลึกลับและดำมืด
เดินผ่านด่านแล้วด่านเล่า ชายหนุ่มมาถึงจุดที่มีไพ่ทาโรต์กระจัดกระจาย รถเข็นเด็กสีดำกำลังรออยู่
วิล·อัสตินที่ร่างกายห่อด้วยไหมเงินถามเสียงใส
“มีอะไรมาต่อรอง”
เป็นฝ่ายถามเข้ามาเอง… สงวนกิริยาของลำดับ 1 หน่อยไหม? แต่แบบนี้ก็เหมาะกับเด็กแล้ว… สวมบทบาทได้ไม่เลว… ไคลน์หัวเราะในลำคอและเปิดปากพูด
“สองตัวเลือก… เลือกได้แค่หนึ่ง… อย่างแรกคือสิทธิ์ในการดูไพ่กงล้อโชคชะตาหนึ่งครั้ง อย่างที่สอง วิธีฟื้นฟูพลังชั่วคราวขณะอยู่ในสภาพอ่อนแอ”
วิล·อัสตินเงียบงันสักพัก หัวเราะเล็กๆ ก่อนจะกล่าว
“เป็นแบร์นาแดตนี่เอง… ลางสังหรณ์ของข้าถูกต้อง ครั้งนี้ข้าจะได้รับสิ่งดีๆ”
จากนั้น ทารกถามอย่างมีวาทศิลป์
“เจ้าคิดว่าข้าจะเลือกข้อไหน?”
จิตใต้สำนึกไคลน์คิดทันทีว่า เรามีโอกาสหยั่งเชิงแล้ว! ชายหนุ่มหัวเราะและตอบ
“ข้อสอง”
วิล·อัสตินพ่นลมหายใจ
“ข้าดูเหมือนสัตว์ในตำนานที่ขาดแคลนข้อมูลทำนองนี้นักหรือ? ข้าเคยเริ่มต้นใหม่นับครั้งไม่ถ้วน คิดว่าจะไม่เตรียมความพร้อมไว้เลยรึไง! ”
สมเหตุสมผล… ไคลน์และกล่าวต่อ
“หมายความว่า คุณต้องการดูไพ่กงล้อโชคชะตา หรือไม่ก็ให้พวกเขาเปลี่ยนข้อเสนอ?”
วิล·อัสตินดูดนิ้วขณะตอบ
“ข้าเลือกข้อสอง”
“…” ท่าทีดังกล่าวทำให้ใบหน้าไคลน์แข็งทื่อไปชั่วขณะ
วิล·อัสตินยิ้ม
“การเรียนรู้วิธีอื่นๆ เพิ่มเติมถือเป็นการสะสมไพ่ตาย เจ้าไม่คิดว่าเป็นสิ่งที่ควรทำหรือ?”
นี่ก็จริง… เขาพูดถูก… ไคลน์ตอบอย่างจนปัญญา
“ตกลง จะเริ่มแลกเปลี่ยนตอนไหน?”
วิล·อัสตินโบกแขนสั้นๆ ของมัน
“แน่นอนว่าในตอนที่ข้าเกิด แลกเปลี่ยนด้วยลวดจากสายสะดือ! ก็ประมาณต้นเดือนกรกฎาคม อาจก่อนหน้านั้นเล็กน้อย”
กล่าวจบ มันผ่อนคลายแขนขา หัวเราะในลำคอเล็กๆ
“แต่ถ้าพวกเขาอยากจะบอกข้อมูลล่วงหน้า ข้าก็ไม่รังเกียจ”
“พวกเขา…?” ไคลน์ถามตามจิตใต้สำนึก ไม่เข้าใจว่าทำไม ‘อสรพิษปรอท’ ถึงทราบว่าเป็นพวกเขา แทนที่จะเป็น ‘ราชินีเงื่อนงำ’ แบร์นาแดตคนเดียว
วิล·อัสตินดูดนิ้ว ตอบคลุมเครือ
“แบร์นาแดตผ่านขั้นตอนที่ใช้เลือดสัตว์ในตำนานหนึ่งหยดไปแล้ว… ในกรณีนี้ หล่อนน่าจะเตรียมให้ลูกน้องสักคน”
งั้นหรือ… คนที่ต้องใช้คือ ‘เฮอร์มิท’ ? ไคลน์ถามครุ่นคิด
“เลือดของสัตว์ในตำนานมีหน้าที่อะไร? วัตถุดิบหลักโอสถ?”
มันนึกถึงความจริงที่ หยดเลือดของ ‘สุริยันเจิดจรัส’ สามารถใช้เป็นวัตถุดิบหลักโอสถ ‘ผู้เจิดจรัส’ ได้
“ผิดแล้ว เจ้าไม่คิดบ้างหรือ การดื่มเลือดของสัตว์ในตำนานเส้นทางโชคชะตาเท่ากับการฆ่าตัวตาย…” วิล·อัสตินเย้ยหยัน “ข้าได้ยินมาว่า ลำดับ 5 ของเส้นทางผู้ส่องความลับ หากต้องการเลื่อนเป็นลำดับ 4 จะต้องตรวจสอบเลือดของสัตว์ในตำนานอย่างละเอียด ซึมซับความรู้อันซับซ้อนและมหาศาลที่ซ่อนอยู่ สิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม และเนื่องจากเลือดของสัตว์ในตำนานแต่ละตัวแตกต่างกัน เมื่อเลื่อนลำดับสำเร็จ แต่ละคนจะเชี่ยวชาญ ‘ความรู้’ ของโลกศาสตร์เร้นลับในแง่มุมต่างกัน”
ยังมีวิธีนี้ด้วยสินะ… แต่ละลำดับ แต่ละเส้นทาง ล้วนมีพิธีกรรมที่แตกต่างกันตามแบบฉบับตัวเอง… ไคลน์กล่าวกับอีกฝ่าย
“ขอบคุณสำหรับคำตอบ”
วิล·อัสตินโบกมือ
“อย่าพยายามรบกวนข้า การปล่อยให้ข้าได้คลอดเงียบๆ ถือเป็นการตอบแทนที่ดีที่สุด!”
โดยไม่รอการตอบสนองจากไคลน์ มันเพิ่มอีกหนึ่งประโยค
“แต่การบอกวิธีช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งชั่วคราวไม่นับ!”
กล่าวจบ รถเข็นเด็กสีดำขยับถอยหลัง หายเข้าไปในเงามืด
ไคลน์เห็นหอคอยโดยรอบพังทลาย ถอนหายใจอย่างเงียบงัน เตรียมออกจากความฝันและนอนหลับ
ทันใดนั้น ชายหนุ่มพลันประหลาดใจ เนื่องจากพบว่ามีใครบางคนบุกรุกเข้ามาในความฝัน
คนหนึ่งมา คนหนึ่งไป… คึกคักกว่าตอนกลางวันซะอีก! ไคลน์เปลี่ยนให้ความฝันตรงตามความคิด มองไปรอบ ๆ ขณะทำท่าสับสน
ได้ยินคำถามจากมิสเตอร์แฮงแมน เดอร์ริคตอบกระอักกระอ่วน
“ยังเลยครับ… ผมถูกมอบหมายให้ลาดตระเวนอย่างต่อเนื่อง จึงไม่ว่างไปสืบสวน”
อัลเจอร์ไม่ประหลาดใจ แต่สงสัยในบางประเด็น
“ทำไมถึงไม่ขอให้กลุ่มเพื่อนช่วย? คุณไม่จำเป็นต้องบอกจุดประสงค์ที่แท้จริงหรือภาพรวม แต่แบ่งงานออกเป็นขอบเขตเล็กๆ ให้แต่ละคนแยกกันรวบรวมข้อมูล และด้วยวิธีนี้ พวกเขาจะไม่ตกเป็นเป้าสงสัย”
‘เดอะซัน’ เดอร์ริคเงียบสักพัก
“…ผมไม่มีเพื่อน”
ก่อนที่พ่อแม่จะเสียชีวิต มันมีเพื่อนเพียงส่วนหนึ่งจากชั้นเรียนและสนามฝึก เพราะท้ายที่สุดแล้ว เพื่อนรุ่นเดียวกันในเมืองเงินพิสุทธิ์นั้นมีไม่มาก ส่วนใหญ่เคยเห็นหน้ากันหมด บ้างสนิทกัน บ้างทำงานร่วมกัน แต่หลังจากสูญเสียพ่อและแม่ เดอร์ริคก็กลายเป็นคนเก็บตัวทันที ผนวกกับการต้องกุมความลับของชุมนุมทาโรต์ จึงตีตัวออกหากจากเพื่อนฝูงโดยไม่รู้ตัว กลายเป็นคนแปลกแยกและเก็บตัว แขกคนสุดท้ายที่มาเยี่ยมบ้านคือดาร์ก·รีเจนซ์ซึ่งถูกพระผู้สร้างแท้จริงกัดกร่อน
‘แฮงแมน’ อัลเจอร์พูดไม่ออกไปสักพัก ก่อนจะตอบหลังจากนึกทบทวนคำพูด
“แบบนี้ไม่ดี… คุณไม่สามารถช่วยเมืองเงินพิสุทธิ์ได้ด้วยตัวคนเดียว จำเป็นต้องพึ่งพาพวกพ้องในยามสำคัญ”
“ต…แต่ว่า พวกเขาอาจสงสัยในตัวผม” เดอะซันลังเล
อัลเจอร์ตอบเสียงขรึม
“ถูกสงสัยย่อมดีกว่าปล่อยให้ทุกสิ่งพังทลาย… เมืองเงินพิสุทธิ์กำลังเผชิญวิกฤติ สิ่งใดสำคัญกว่ากัน คุณต้องคิดให้รอบคอบ… หากหวังผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ ระหว่างทางต้องเกิดการเสียสละ หรือคุณอยากให้การเสียสละของพวกเขาสูญเปล่า?”
อัลเจอร์ไม่พูดต่อ ปล่อยให้เดอร์ริคต่อสู้กับความลังเลในใจ
มิสเตอร์แฮงแมนโน้มน้าวเก่งฉิบ… ไคลน์ถอนหายใจ บังคับให้เดอะเวิร์ลหันไปมองจัสติส
“ตอนนี้คุณรักษาอาการทางจิตที่ค่อนข้างรุนแรงได้ไหม?”
พลัง ‘นักจิตบำบัด’ ที่ไคลน์ทราบมีเพียง ‘ก่อโรคประสาท’ และ ‘มังกรข่มขวัญ’ ไม่ค่อยมีข้อมูลด้านอื่นมากนัก อาจเคยได้ยินจัสติสพูดถึงพลัง ‘ปลอบโยน’ และ ‘การชี้นำทางจิต’ อยู่บ้างอย่างคลุมเครือ แต่ก็ไม่มากพอจะตีกรอบความสามารถในการรักษา
‘จัสติส’ ออเดรย์สะดุ้งเล็กน้อย ตอบกลับอย่างกระตือรือร้น
“รักษาได้ ไม่มีปัญหา… มิสเตอร์เวิร์ล คุณมีเพื่อนที่ต้องการรักษาหรือ?”
เรากำลังขาดแคลนคนไข้พอดี! หญิงสาวตื่นเต้นเล็กน้อย
ทันใดนั้น เอ็มลินยกมือขวาขึ้นมาปิดปากและจมูกตัวเอง คล้ายกับรู้คำตอบอยู่แล้ว
ไคลน์ถอนหายใจแผ่ว บังคับให้เดอะเวิร์ลหัวเราะ
“เปล่า… คนไข้คือผมเอง”
ท่ามกลางพระราชวังอันงดงาม บรรยากาศการชุมนุมเงียบสงัดในพริบตา
‘แฮงแมน’ อัลเจอร์ ‘เฮอร์มิท’ แคทลียาและ ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สต่างก็ทราบว่ามิสเตอร์เวิร์ลเป็นนักผจญภัยเสียสติ แต่ไม่เคยคิดว่าจะมีอาการทางจิตอย่างรุนแรงจนใกล้บ้า!
นี่คือราคาของความแข็งแกร่ง? ฟอร์สยิ่งทวีความกลัวที่มีต่อเกอร์มัน·สแปร์โรว์
กับนักผจญภัยเสียสติ พวกตนยังพอสื่อสารรู้เรื่อง แต่ไม่ใช่กับคนบ้า!
‘เทียนไขจิตฝันร้าย’ ไม่ช่วยให้อาการของเขาหายขาด? โรคลุกลามจนเข้าสู่ภาวะรุนแรงแล้ว? ‘เดอะมูน’ เอ็มลินตื่นตระหนกเมื่อพบว่า ‘เดอะเวิร์ล’ พร้อมเสียสติได้ทุกเมื่อ
‘เดอะซัน’ เดอร์ริคไม่คิดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำได้แค่ห่วงใยมิสเตอร์เวิร์ลอยู่ห่างๆ จริงอยู่ มันอยากบอกว่าเมืองเงินพิสุทธิ์เองก็มีนักจิตบำบัดที่เชี่ยวชาญ แต่เมื่อลองพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เด็กหนุ่มพบว่าจะมีปัญหาตามมามากเกินไป จึงทำได้เพียงปิดปากเงียบ ภาวนาให้มิสจัสติสสามารถรักษา
‘จัสติส’ ออเดรย์ทั้งตกตะลึงและมึนงง ซักถามหลังจากไตร่ตรอง
“มิสเตอร์เวิร์ล จากการสังเกตของดิฉัน คุณไม่น่าจะมีอาการทางจิตรุนแรงถึงขั้นนั้น… ถ้าแค่กังวลหรือรู้สึกกดดัน ลำพังการควบคุมตัวเองและผ่อนคลายจิตใจอย่างสม่ำเสมอก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องรักษา”
‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์เผยรอยยิ้มอีกครั้ง
“ที่คุณไม่พบเพราะอาการทางจิตก่อนหน้าถูกรักษาจนหายขาดแล้ว… ผมแค่นัดแนะไว้ก่อน หากในอนาคตมีสัญญาณที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นอีก ผมจะได้ถูกรักษาอย่างทันท่วงที”
อย่างนี้นี่เอง… ‘จัสติส’ ออเดรย์พยักหน้าโล่งอก
เธอรู้สึกสงสารเดอะเวิร์ลขึ้นมาจับใจ อีกฝ่ายเป็นถึงผู้วิเศษที่สามารถ ‘ล่า’ ลำดับ 5 ได้หลายรายภายในหนึ่งสัปดาห์ เป็นข้ารับใช้ของมิสเตอร์ฟูล มีพลังแข็งแกร่งจนผู้คนต่างพากันหวาดผวา มีจิตใจดีเหมือนคนปรกติ แต่กลับต้องถูกอารมณ์เชิงลบมากมายกัดกร่อนจากภายใน ค่อยๆ ก้าวไปสู่ก้นบึ้งแห่งความเจ็บปวด
ครุ่นคิดสองสามวินาที ออเดรย์กล่าวอย่างจริงใจ
“ขึ้นอยู่กับจุดนัดพบ ถ้าดิฉันเอื้อมถึง นั่นไม่มีปัญหา”
หลังจากผ่านพ้นพิธีฉลองการบรรลุนิติภาวะ ออเดรย์ได้รับอิสระในระดับหนึ่ง สามารถไปพักร้อนในปราสาทที่ตระกูลครอบครอง หรือจะไปพักร้อนในเมืองสโตนซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นเชสเตอร์ตะวันออกก็ได้ ทว่า เสรีภาพยังคงถูกตีกรอบไว้เล็กน้อย เธอไม่สามารถไปได้ทุกหนแห่งตามใจต้องการ เว้นเสียแต่ในอนาคตจะเข้าร่วมกับองค์กรการกุศลของโบสถ์เทพธิดารัตติกาล
“ตกลง” ไคลน์ที่ครอบครองพลัง ‘นักท่องเที่ยว’ ในถุงมือ ถอนหายใจผ่อนคลาย บังคับให้เดอะเวิร์ลตอบ “ถึงตอนนั้น คุณเป็นฝ่ายกำหนดสถานที่และเตรียมวิธีนัดพบซึ่งจะไม่เปิดเผยตัวเอง”
‘จัสติส’ ออเดรย์ ‘อืม’ ในลำคอ ผุดฉากหนึ่งในใจ
เธอและมิสเตอร์เวิร์ลกำลังนั่งอยู่ในกล่องสองใบสักแห่ง สนทนากันระหว่างแผ่นไม้เพื่อรักษาอาการทางจิต
ในสถานการณ์ดังกล่าว มิสเตอร์เวิร์ลไม่มีทางรู้ตัวจริงของเรา… แต่เขาคงไม่สนใจ ขอเพียงได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพก็พอ… กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ว่าเราจะออกไปเองไม่ได้ ก็ยังสั่งให้ซูซี่ไปแทนได้! มิสเตอร์เวิร์ลต้องไม่เชื่อแน่ว่าเขาถูกรักษาด้วยหมา~ ไม่สิ… ซูซี่ไม่รู้ถึงการมีอยู่ของชุมนุมทาโรต์ คงให้เธอช่วยรักษาแทนไม่ได้… ขณะครุ่นคิด ออเดรย์กำลังมีความสุขจากการกลั่นแกล้งที่ตนคิดขึ้น พยายามอย่างหนักในการยับยั้งมุมปาก
เมื่อได้ข้อสรุป ไคลน์นึกถึงคำถามอื่น บังคับให้เดอะเวิร์ลมองหน้า ‘เฮอร์มิท’ แคทลียาและถาม
“คุณเตรียมลังระเบิดให้ผมได้ไหม?”
มันเชื่อว่าอีกฝ่ายที่เป็นพลเรือโจรสลัด ย่อมต้องมีช่องทางจัดเตรียมวัสดุประเภทนี้!
“ได้สิ… เอาเมื่อไร?” แคทลียามิได้ถามถึงเหตุผล
เกอร์มัน·สแปร์โรว์ฆ่าผู้วิเศษลำดับ 5 ไปมากมาย กับแค่ลังระเบิดถือเป็นเรื่องเล็กน้อย
“ส่งมาพร้อม ‘นิ้วขาด’ ได้เลย” ไคลน์บังคับให้หุ่นเชิดเดอะเวิร์ลถาม “เท่าไร?”
แคทลียาตอบเสียงเรียบ
“คิดว่าเป็นของแถมจาก ‘นิ้วขาด’ ก็แล้วกัน”
ลังระเบิดมีราคาไม่แพงในทะเล ค่อนข้างถูกด้วยซ้ำ
เยี่ยม… ไคลน์พึมพำเงียบ บังคับเดอะเวิร์ลผงกศีรษะและเตือนความจำทุกคน
“ภาพที่เห็นไปเมื่อครู่ อย่าพยายามนึกถึงบนโลกความจริง ไม่ต้องพูดถึงการวาดซ้ำ”
‘จัสติส’ ออเดรย์และคนที่เหลือ ชำเลืองสายตาไปยังสุดขอบโต๊ะทองแดงยาวตามจิตใต้สำนึก เมื่อพบว่ามิสเตอร์ฟูลมิได้คัดค้าน บรรยากาศพลันตึงเครียดทันที ไม่มีใครกล้าเพิกเฉย
นั่นทำให้แคทลียาที่กำลังจะเขียนปรึกษาราชินีเงื่อนงำเกี่ยวกับภาพวาด ต้องหยุดความคิดเอาไว้ก่อน ค่อยหาวิธีที่มีผลกระทบต่ำในการติดต่อภายหลัง
ผ่านไปไม่นาน ช่วงเวลาแลกเปลี่ยนข้อมูลอิสระจบลง มิติเหนือสายหมอกสีเทากลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง
…
กลับถึงอนาคตกาล ‘พลเรือเอกดวงดาว’ แคทลียายืนริมหน้าต่างห้องกัปตัน เห็นได้ชัดว่าเกิดความลังเลอยู่พักใหญ่
จนกระทั่งเธอสูดลมหายใจเข้าออก เปิดประตูห้องกัปตันพลางดันกรอบแว่นขึ้น เดินลงไปยังห้องแฟรงค์·ลี
เมื่อไม่นานมานี้ รองกัปตันอนาคตกาลได้รับการลงมติให้ถูก ‘อัปเปหิ’ ไปอาศัยด้านล่างสุดของเขตห้องโดยสาร เพื่อที่ผลผลิตในการทดลองจะได้ไม่แพร่กระจายเป็นวงกว้างในยามเกิดอุบัติเหตุ
แฟรงค์·ลีค่อนข้างพึงพอใจ เนื่องจากมีพื้นที่เพิ่มขึ้นมาก และสภาพแวดล้อมเข้าเงื่อนไข ‘มืดสนิท’
ก๊อก ก๊อก ก๊อก! แคทลียาเดินลงมาถึงชั้นล่าง ใช้นิ้วเคาะประตู
“เดี๋ยว!” แฟรงค์·ลีโพล่งเสียงดัง ไม่มีใครทราบว่ากำลังทำอะไร
ราวหนึ่งนาทีถัดมา มันเปิดประตูห้องในสภาพพับแขนเสื้อขึ้น ถามด้วยความสงสัย
“กัปตัน มีอะไรหรือ?”
แคทลียาไม่ตอบทันที อาศัยเนตรมองกลางคืนจ้องเข้าไปในความมืด พบปลาตัวใหญ่สีน้ำเงินนอนบนโต๊ะในสภาพดวงตาเบิกโพลง ถั่วงอกสีเขียวงอกตามช่องว่างเกล็ด บ้างเติบโตเป็นรวงข้าวสาลี
“สำเร็จแล้วหรือ?” แคทลียาถามพลางยับยั้งชั่งใจไม่ให้ถอยหลัง
แฟรงค์พยักหน้าอย่างมีความสุข ก่อนจะส่ายศีรษะแผ่วเบา
“ยัง… แต่ก็มีความคืบหน้ามากแล้ว! ผมผสมข้าวสาลีกับเซลล์ของนักบวชกุหลาบเข้าด้วยกันจนได้ผลผลิตขั้นต้น เมื่อนำสิ่งนี้ไปใส่ในท้องปลาซึ่งปลอดแสง พวกมันสามารถเจริญเติบโตได้ด้วยการกินเลือดเนื้อของปลา… แต่ปัญหาในปัจจุบันก็คือ ผมอยากให้พืชชนิดใหม่เติบโตด้วยการกินซากศพสัตว์ประหลาด จำเป็นต้องขจัดความบ้าคลั่งและสารพิษออกเสียก่อน… นอกจากนั้น การขยายพันธุ์ยังเป็นปัญหา ไม่มีทางที่นักบวชกุหลาบจำนวนมากจะอาสาช่วยผลิตพืช ดังนั้น นอกจากต้องดูดซับสารอาหารจากซากศพได้ดี ยังต้องมีความสามารถในการแบ่งตัว”
หลังจากฟังคำอธิบายจบ ‘พลเรือเอกดวงดาว’ แคทลียาดันกรอบแว่นขึ้น
“ถ้ามนุษย์กินเข้าไป พืชชนิดนี้จะเติบโตด้วยการดูดซึมเลือดเนื้อไหม? รวมถึงการแบ่งตัว?”
แฟรงค์·ลีครุ่นคิดสักพัก
“ในทางทฤษฎีคงไม่ เพราะไม่มีใครกินพวกมันดิบๆ … อา ผมต้องทดลองในสภาพแวดล้อมอุณหภูมิสูงด้วยสินะ… ไม่สิ ตราบใดที่ยังแบ่งตัวไม่ได้ ทดลองไปก็เปล่าประโยชน์…”
ได้เห็นแฟรงค์·ลีสับสนในตัวเอง แคทลียาเกินความลังเลอีกครั้ง
ผ่านไปสักพัก หญิงสาวกล่าวอย่างเชื่องช้า
“ฉันสามารถซื้อตะกอนพลังของดรูอิดได้ คุณสนใจไหม?”
“แน่นอน!” แฟรงค์ออกท่าทางตื่นเต้น “ในหลายๆ ครั้ง แนวคิดของผมถูกตีกรอบไว้ด้วยความสามารถ!”
นี่มัน… ยังเปลี่ยนใจทันไหม… แคทลียาอดไม่ได้ที่จะคิดแบบนี้
……………………………………..
เรารู้อยู่แล้วว่ามิสจัสติสจะไม่ปล่อยผ่านถ้าได้เห็นไพ่… แค่นี้ก็ไม่ต้องตอบคำถามยากๆ ไปอีกหนึ่ง… ไคลน์หัวเราะในลำคอ เปิดไพ่เย้ยเทพใบใหม่แสดงต่อหน้าจัสติส
“ทรราช”
เป็นอย่างที่คิด เกอร์มัน·สแปร์โรว์ส่งไพ่ให้ท่าน… นี่คือเป้าหมายของมิสเตอร์ฟูลแต่แรก? เป็นครั้งแรกที่ ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์ได้เห็นภาพของจักรพรรดิโรซายล์สวมมงกุฎสันตะปาปา ภายในใจรำพันสองสามคำ
ปัจจุบัน มันมีสูตรโอสถและพิธีกรรมของ ‘ผู้สังเวยภัยพิบัติ’ ในมือแล้ว อารมณ์จึงค่อนข้างสนใจ รู้สึกว่าแม้ข้างหน้าจะมีอุปสรรคมากมายรออยู่ แต่ก็ยังมีหนทางให้ฝ่าฟัน
ออเดรย์บันทึกรายละเอียดทั้งหมดของไพ่เย้ยเทพไว้ในความทรงจำ
ไพ่ทรราช… ดูเหมือนจะเป็นเส้นทางลูกเรือ… มิสเตอร์แฮงแมนโชคดีชะมัด… หือ? แล้วทำไมเขาถึงไม่ตกใจอะไรเลย ตามปรกติแล้ว เขาคือคนที่ต้องประหลาดใจยิ่งกว่าเรา! เหมือนกับ ทราบอยู่ก่อนแล้วว่าสิ่งนี้คือไพ่ทรราช…
ถ้าตัดความเป็นไปได้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป ก็ไม่มีคำตอบใดสามารถอธิบายได้ดีกว่านี้แล้ว… แต่เขาจะรู้ล่วงหน้าได้ยังไง?
ลำดับ 0 ทรราช… โอสถของเทพวายุสลาตันคือทรราช?
ไพ่ทรราชใบนี้น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากไพ่เฮียโรแฟนต์ แต่ก็ยังมีความหมายบางส่วนที่แตกต่างกัน บางจุดตรงกันข้าม บางจุดถูกเพิ่มเข้ามา… สรุปโดยสั้น ไพ่ใบนี้แสดงถึงแนวคิดแบบหัวเก่า สร้างความเคารพด้วยความกลัวจากก้นบึ้ง บุคลิกสง่างามและแข็งกร้าว ใช้ความกลัวนำศรัทธา
ออเดรย์ที่ศึกษาศาสตร์เร้นลับมาตั้งแต่เด็ก สามารถตีความไพ่ทาโรต์ได้อย่างคลุมเครือ ขณะเดียวกันก็เกิดความพึงพอใจสุดขีด และคิดว่าไดอารีจำนวนสามหน้า น้อยเกินกว่าจะแลกเปลี่ยนกับความรู้นี้!
ไพ่เย้ยเทพ… หืม… ด้วยทักษะการตีความที่เก่งฉกาจไม่ต่างกัน ‘เฮอร์มิท’ แคทลียาผู้รอบรู้สามารถวิเคราะห์ได้ว่าไพ่เย้ยเทพใบนี้เป็นของเส้นทางใด พร้อมกับเพิ่มข้อความ ‘ลำดับ 0 ทรราช’ ไว้ในชิ้นส่วนความทรงจำที่เคยว่างเปล่า
นอกจากนั้น เธอยังคิดถึงบางสิ่ง
เกอร์มัน·สแปร์โรว์เคยวางแผนล้มล้าง ‘เทพสมุทร’ คาเวทูว่า ส่งผลให้มิสเตอร์ฟูลได้รับคทาซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางอำนาจของเทพสมุทร และสามารถตอบสนองต่อสาวกในนาม ‘เทพสมุทร’ ตัวจริง
หลังจากนั้น ท่านได้ครอบครองไพ่เย้ยเทพเส้นทางพายุ…
ต้องไม่ใช่เหตุบังเอิญแน่…
คิดถึงตรงนี้แคทลียาเริ่มตกตะลึงและสงสัยว่า มิสเตอร์ฟูลอาจกำลังแอบกัดกร่อนอำนาจของเทพวายุสลาตันอย่างเงียบงัน!
ศึกระหว่างทวยเทพ! แผนการใหญ่ที่รัดกุมและสร้างอิทธิพลเป็นวงกว้าง! นี่คือหนึ่งในเป้าหมายของมิสเตอร์ฟูล? ขณะความคิดมากมายแล่นผ่าน แคทลียารีบถอนสายตากลับ ไม่กล้าจ้องไพ่ทรราชต่อ
‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สและ ‘เดอะมูน’ เอ็มลินไม่มีข้อมูลของลำดับ 0 มากนัก แค่เคยได้ยินจากคำอธิบายสั้นๆ จากชุมนุมลับในคราวก่อน เมื่อเห็นไพ่เย้ยเทพจึงเกิดความประหลาดใจ เริ่มนำชื่อของ ‘ลำดับ 0 ทรราช’ ไปเชื่อมโยงกับเทพวายุสลาตัน รายแรกสั่นระริกเล็กน้อย รู้สึกราวกับกำลังดูหมิ่นเทพของศาสนาอื่น ส่วนรายหลังกำลังใคร่ครวญว่า ลำดับ 0 ของเส้นทางแวมไพร์จะมีชื่อว่าอะไร
ต้องเป็น ‘จันทรา’ แน่! หรือไม่ก็พระจันทร์แดง! ความคิดเอ็มลินหมุนวนเปลี่ยนผัน ถึงจะไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่ก็มั่นใจว่าใกล้เคียงความจริง
‘เดอร์ริค’ เดอะซันได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานด้านศาสตร์เร้นลับจากเมืองเงินพิสุทธิ์ แนวคิดของลำดับ 0 จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แถมเด็กหนุ่มยังวางเป้าหมายไว้ที่สิ่งนี้ตลอดเวลา เพื่อนำความอบอุ่น แสงสว่าง และอนาคตมาสู่เมืองเงินพิสุทธิ์
ไพ่ใบนี้น่าจะเป็นตัวแทนของราชาเอลฟ์ ซอนญาธริม… ทรราช… แต่ดูเหมือนว่า ‘อำนาจ’ ของท่านจะมากกว่าที่แสดงบนหน้าไพ่เล็กน้อย… เดอร์ริคครุ่นคิดอย่างมีส่วนร่วม เกิดเรื่องแบบนี้ไม่บ่อยครั้งนักในชุมนุมทาโรต์
สองวินาทีหลังจากเปิดไพ่เย้ยเทพ ‘เดอะฟูล’ ไคลน์คว่ำไพ่ทรราชและมองไปทางมาดามเฮอร์มิท
แคทลียารีบตอบ
“เรียนมิสเตอร์ฟูล วันนี้ไม่มีไดอารีจักรพรรดิโรซายล์หน้าใหม่”
อย่างที่คิด… ไคลน์พยักหน้ารับ ยิ้มและตอบ
“เชิญ”
กล่าวจบ ‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์มองไปทางแฮงแมน
“หลังจบชุมนุม ผมจะส่งตะกอนพลังของผู้ขับขานสมุทรให้คุณ รบกวนหาช่างฝีมือช่วยสร้างของวิเศษที่พกพาสะดวก”
ต…ตะกอนพลังผู้ขับขานสมุทรอีกแล้ว? ความคิดแบบเดียวกันปรากฏขึ้นในใจจัสติสและเดอะมูน
ตะกอนพลังของลำดับ 5 ไม่ใช่แคร์รอตที่หาซื้อได้ตามท้องถนนสักหน่อย!
ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา มิสเตอร์เวิร์ลฆ่าคนไปมากแค่ไหนกันแน่!
คราวนี้เหยื่อเป็นสมาชิกระดับสูงคนใดในโบสถ์วายุสลาตัน? แคทลียาที่เคยเดาว่าเดอะฟูลกำลังวางแผนกัดกร่อนอำนาจของเทพวายุสลาตัน เริ่มผุดแนวคิดที่สอดคล้องกัน
‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สทวีความหวาดกลัวในตัวเกอร์มัน·สแปร์โรว์ รีบเตือนตัวเองว่า ห้ามใช้หน้าที่บันทึกพลังครึ่งเทพเด็ดขาด!
‘เดอะซัน’ เดอร์ริคอดไม่ได้ที่จะเทียบกับสถานการณ์ทางฝั่งตน ทีมสำรวจของเมืองเงินพิสุทธิ์ซึ่งต้องเผชิญอันตรายท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันมืดมิดและสิ้นหวัง แต่ละรอบจะพบตะกอนพลังของลำดับ 5 ไม่มากนัก และบางรอบก็ไม่มีแม้แต่ก้อนเดียว!
“ตกลง” ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์ที่เคยรับปากอีกฝ่าย ตอบสนองอย่างใจเย็น ไม่พูดถึงค่าธรรมเนียมในการสร้าง
นั่นยิ่งทำให้จัสติส เฮอร์มิท และคนที่เหลือมองเห็นบางสิ่งอย่างคลุมเครือ ตั้งข้อสังเกตว่ามิสเตอร์เวิร์ลและแฮงแมนแอบร่วมงานกันเป็นการส่วนตัว มีข้อตกลงล่วงหน้า และสมมติฐานนี้ยังสอดคล้องกับข้อสงสัยของออเดรย์ในเรื่องที่ มิสเตอร์แฮงแมนทราบล่วงหน้าว่าไพ่ใบดังกล่าวคือไพ่ทรราช ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังเดาว่าไพ่ทรราชอาจเป็นส่วนหนึ่งของผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น
โดยไม่รอให้ใครเปิดการค้าขาย ‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์ถูกไคลน์ควบคุมให้มองไปรอบๆ
“…ผมยังมีตะกอนพลัง ‘ผู้ชี้นำความสับสน’ ลำดับ 5 แห่งเส้นทางจักรพรรดิมืด หากนำไปสร้างเป็นสมบัติวิเศษ พลังของมันคือการฉวยโอกาสจากช่องโหว่ของคำสั่ง บิดเบือนหรือขยาย นอกจากนั้นยังช่วยเพิ่มสมรรถภาพร่างกาย และมีพลังในการสร้างความโกลาหล”
มันจงใจเล่าลงลึกรายละเอียด เนื่องจากเป้าหมายการขายคือจัสติสและเฮอร์มิท คนทั้งสองมิอาจย้ายไปยังเส้นทางจักรพรรดิมืด ทางเดียวคือการนำไปสร้างตะกอนพลังพิเศษ แน่นอน ไคลน์ยังไม่ลืมว่ารายหลังเป็นเจ้าของกลุ่มโจรสลัด อาจมีลูกน้องสักคนบนเส้นทางนี้
ยังมีอีก… แถมยังเป็นลำดับ 5… สัปดาห์ที่ผ่านมา มิสเตอร์เวิร์ลทำอะไรลงไปกันแน่? ออเดรย์ตกตะลึงจนลืมสนใจรายละเอียดของตะกอนพลัง
เฮอร์มิท เดอะมูน และคนอื่นเหลือต่างมองหน้ากันด้วยความทึ่ง ครุ่นคิดว่าผู้วิเศษลำดับ 5 โชคร้ายคนใดที่ตกเป็นเหยื่อ
อีกหนึ่ง!
‘แฮงแมน’ อัลเจอร์กำลังสนใจในเรื่องที่ สิ่งนั้นคือตะกอนพลัง ‘ผู้ชี้นำความสับสน’ ลำดับ 5 แห่งเส้นทางจักรพรรดิมืด
ข้อมูลอย่างหลังคือสิ่งที่มันไม่เคยทราบมาก่อน
บรรยากาศเงียบลงราวสิบวินาที ออเดรย์เริ่มนึกทบทวนสิ่งที่เดอะเวิร์ลพูดไปเมื่อครู่
ฉวยโอกาสจากช่องโหว่ของคำสั่ง… สร้างความสับสน เพิ่มสมรรถภาพร่างกาย บิดเบือนเจตนาของเป้าหมาย… เธอมองว่าพลังดังกล่าวเหมาะสมกับเอิร์ลฮอลล์ที่รัก นอกจากนั้น ตัวเธอเองก็อยากครอบครองพลังนี้เช่นกัน เพราะลำพัง ‘คำลวง’ และพลังพิเศษของเส้นทางผู้ชมนั้นยังไม่พอ
ดีล่ะ… สอบถามราคาก่อน ค่อยหาโอกาสถามท่านพ่อ ดูว่าเขาสนใจจะซื้อสมบัติวิเศษให้บุตรสาวที่น่ารักหรือไม่…
ครุ่นคิดสองสามวินาที ออเดรย์ยกมือขึ้น
“มิสเตอร์เวิร์ล คุณต้องการแลกเปลี่ยนกับสิ่งใด หรือขายในราคากี่ทองปอนด์?”
ราคาที่เหมาะสมของสมบัติวิเศษในทำนองเดียวกันอย่าง ‘ลางมรณะ’ คือหนึ่งหมื่นถึงหนึ่งหมื่นสองพันปอนด์… ถ้าเป็นตะกอนพลังอย่างเดียวก็ควรถูกลง… ราวเจ็ดพันถึงแปดพันปอนด์… ไคลน์เคยคำนวณไว้แล้ว แต่ทบทวนดูอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ก่อนจะบังคับเดอะเวิร์ลตอบ
“แปดพันปอนด์”
มันทราบดี หากมิสจัสติสสนใจ จะไม่มีการต่อราคา
“ตกลง” ออเดรย์พยักหน้า หันไปมองฝั่งตรงข้าม “มิสเตอร์แฮงแมน ถ้าจะจ้างให้ช่างฝีมือสร้างสมบัติวิเศษจากตะกอนพลังระดับนี้ จำเป็นต้องใช้เงินเท่าไร?”
อัลเจอร์คำนวณอย่างหยาบและมอบคำตอบ
“หนึ่งพันห้าร้อยปอนด์เป็นอย่างน้อย อาจสูงกว่านี้”
“ตกลง” ออเดรย์หันไปมองเดอะเวิร์ล “ดิฉันขอเวลาคิดสองสามวัน จะมอบคำตอบภายในสัปดาห์นี้ ระหว่างนั้นคุณสามารถเจรจากับคนอื่นได้ตามปรกติ”
เดอะเวิร์ลพยักหน้ารับ กวาดสายตามองสมาชิกคนที่เหลือ พบว่ามาดามเฮอร์มิทออกท่าทางลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็มิได้กล่าวคำใดออกมา
ขณะ ‘จัสติส’ ออเดรย์เตรียมถามความคืบหน้าของผลของต้นกระดิ่งลมหลอนประสาท สมาชิกทุกคนได้ยิน ‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์พึมพำอีกครั้ง
“…ผมยังมีตะกอนพลังของ ‘ดรูอิด’ ลำดับ 5 เส้นทางนักเพาะปลูก”
โดยทันทีทันใด พระราชวังที่ดูคล้ายถิ่นพำนักของคนยักษ์พลันตกอยู่ในความเงียบสงัด มีเพียงมิสเตอร์ฟูลที่กวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยท่าทีผ่อนคลาย รวมถึงแฮงแมนที่ยังคงสงบนิ่ง
ย…ยังมีอีก… ตะกอนพลังลำดับ 5 กลายเป็นของธรรมดาไปแล้ว? เขาทำอะไรมา? แคทลียาบังเกิดความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ราวกับความพยายามอย่างหนักและการเสี่ยงชีวิตตลอดหลายปีที่ผ่านมา มอบผลลัพธ์ที่เทียบไม่ได้เลยกับเกอร์มัน·สแปร์โรว์
น…น่ากลัวเกินไปแล้ว… ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สเริ่มจินตนาการไปไกล
สุดยอด! ‘เดอะซัน’ เดอร์ริคสรรเสริญเดอะเวิร์ลมากขึ้นเรื่อยๆ
จัสติสและเอ็มลินหมดคำจะกล่าวเป็นเวลานาน ตระหนักว่าคลังคำศัพท์ของตนบกพร่องเพียงใด
ผ่านไปเกือบสิบวินาที ‘เฮอร์มิท’ แคทลียาเข้าใจความนัยที่แฝงมากับคำพูดของเกอร์มัน·สแปร์โรว์
เขาไม่ได้ระบุถึงการนำตะกอนพลัง ‘ดรูอิด’ ไปสร้างเป็นสมบัติวิเศษ… แปลว่ากำลังถามเรา? ให้ซื้อให้แฟรงค์?
ทันใดนั้น แคทลียาพบว่าเธอกำลังเผชิญการตัดสินใจที่ยากที่สุดในชีวิต
………………………………………………….
ราชันเร้นลับ 821 : ตราประทับดวงวิญญาณ
ซิลตกอยู่ในภวังค์เป็นเวลาสิบวินาที ก่อนจะสะดุ้งตื่นและจ้องชายสวมหน้ากากทอง
“ตกลง ฉันจะคอยสอดส่องว่าไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดติดต่อกับใครบ้าง”
คล้ายกับชายสวมหน้ากากทองไม่สังเกตเห็นความผิดปรกติที่เกิดขึ้น
“ยังมีอีกหนึ่งงาน… ถุงมือแดงกำลังตรวจสอบคดีที่เกี่ยวข้องกับนิกายวิญญาณ หากมีข้อมูล ติดต่อผมมาทันที”
ซิลอืมในลำคอ อารมณ์บึ้งตึงคล้ายกำลังค้างคา
ชายสวมหน้ากากทองครุ่นคิดสักพัก กล่าวหลังจากเรียบเรียงคำพูด
“คุณอยากเข้าเป็นสมาชิก MI9 อย่างเป็นทางการไหม? ตัวตนปัจจุบันยังคงอยู่ รับผิดชอบในเขตตะวันออก”
ซิลชะงักไปสองวินาที พะงาบปากเล็กน้อย ตัดสินใจไม่ถูก
ชายสวมหน้ากากทองไม่รบเร้าเอาคำตอบ พูดพลางยิ้ม
“ไม่ต้องรีบร้อน รอให้คุณเป็นนักสอบสวนก่อนค่อยมอบคำตอบ”
จัดการเสร็จ มันก้าวถอยหลัง หลอมรวมเป็นหนึ่งกับเงามืดด้านหลังตรอก
…
ในคืนวันเดียวกัน ไคลน์สะดุ้งตื่นจากฝันอีกครั้ง
ตราประทับวิญญาณที่มันวางไว้ในท่อระบายน้ำถูกกระตุ้น!
กลางดึกแบบนี้ ใครยังไม่หลับไม่นอน… เฮเซลไม่กลัวจะถูกวิญญาณอาฆาตสิงร่างหรือ? ไคลน์ถอนหายใจอย่างจนปัญญา หยิบกล่องบุหรี่โลหะที่ห่อหุ้มกำแพงวิญญาณจากใต้หมอน ถือเดินไปยังระเบียงห้องนอนที่ม่านปิดสนิท
‘วิญญาณอาฆาต’ เซนอลกระโดดกระจกไปโผล่บนโคมไฟริมถนนอย่างรวดเร็ว ผ่านฝาท่อระบายน้ำ ดำลึกลงไปข้างล่าง
ไคลน์มองผ่านดวงตาของหุ่นเชิด เห็นเฮเซลในชุดสามัญชน
สตรีผู้นี้กำลังย่างกรายด้วยความหวาดระแวง ยกมือซ้ายขึ้นเป็นระยะ สัมผัสสร้อยคอที่ประดับด้วยหินมรกตเจ็ดเม็ด ฝ่ามือข้างขวาถือแผ่นยันต์ทองคำ
แม้ว่ายันต์จะยังไม่ถูกเปิดใช้งาน แต่ก็ช่วยให้ผู้ถือรู้สึกอบอุ่น แผ่กลิ่นอายความสดชื่นของน้ำค้างยามเช้า
เห็นฉากดังกล่าว ไคลน์หวนนึกถึงสิ่งที่ได้พบเจอในการเดินเล่นเมื่อเช้า
เฮเซลตื่นเช้าเพื่อเดินเล่นในสวนบ้านตัวเอง!
เธอกำลังรวบรวมวัสดุสำหรับสร้างยันต์ขอบเขตสุริยัน? น้ำค้างยามเช้า? ไคลน์คาดเดาอย่างคลุมเครือด้วยความประหลาดใจ เพราะนอกจากเฮเซลจะอ่อนต่อโลกเหนือธรรมชาติ เธอยังแทบไม่มีพื้นฐานของศาสตร์เร้นลับ แถมยังเป็นสาวกของโบสถ์รัตติกาล
ตามปรกติแล้ว ผู้วิเศษในลักษณะนี้จะไม่ได้รับการตอบสนองเมื่อสวดวิงวอนถึงเทพสุริยันเจิดจรัส และถ้าจะมีความผิดปรกติใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นน่าจะเป็นการลงทัณฑ์จากพระองค์มากกว่า!
เป็นเพราะเธอไม่ได้ลงไปในท่อระบายน้ำนานเกินไป การขุดจึงไม่คืบหน้า ทำให้ผู้วิเศษที่คอยชักนำเธอผ่านความฝันเป็นกังวล? อีกฝ่ายก็เลยสอนสร้างยันต์ในขอบเขตสุริยันผ่านความฝัน? อา… เมื่อพิจารณาว่าเส้นทางนี้เริ่มด้วยโอสถนักจารกรรม และตัวแทนของลำดับสูงอย่างอามุนด์มีฉายาว่า ‘ผู้เย้ยเทพ’ หมายความว่า มีโอสถบางลำดับที่สามารถปลอมตัวเป็นสาวกของเทพตนอื่น สวดวิงวอนและสร้างยันต์ได้โดยไม่ถูกแนวป้องกันตรวจจับ? ฟังดูสอดคล้องกับธรรมชาติของเส้นทางนี้… อาศัยทัศนวิสัยของวิญญาณอาฆาต ไคลน์เฝ้ามองเฮเซลเดินไปตามส่วนลึกของท่อระบายน้ำ
จากสัมผัสวิญญาณของชายหนุ่ม แม้ว่ายันต์ในขอบเขตสุริยันจะเป็นอันตรายต่อวิญญาณอาฆาต แต่หากต้องการคุกคามผู้วิเศษลำดับ 5 ยันต์ระดับแค่นี้ยังไม่เพียงพอ อย่างมากก็สร้างความเสียหายได้จำนวนหนึ่ง เพราะท้ายที่สุด เฮเซลคงไม่มีปัญญาหาวัตถุดิบมาสร้างยันต์ลำดับสูง อย่างไรก็ตาม ไคลน์ไม่บังคับให้วิญญาณอาฆาตเข้าไปสิงร่างอีกฝ่ายทันที ด้วยกังวลว่าจะไปทำให้ผู้วิเศษที่กำลังครอบงำเฮเซลผ่านความฝันตื่นตัว ไว้รอให้ถึงชุมนุมทาโรต์วันพรุ่งนี้ หาซื้อสมบัติวิเศษเส้นทางนักจารกรรมลำดับต่ำเพื่อตรวจสอบความลับในท่อระบายน้ำ ก่อนหน้านั้นจึงไม่ควรทำตัวเอิกเกริก
ไคลน์ค่อนข้างมั่นใจว่าเฮเซลจะขุดไม่พบอะไรในอีกสองวันข้างหน้า ส่งผลให้ตนมีเวลาเตรียมตัวเหลือเฟือ
ในฐานะนักทำนาย มีหลากหลายวิธีในการยืนยันเรื่องนี้ ง่ายที่สุดคือการเข้าไปในมิติหมอก
เรียกหุ่นเชิดกลับ ไคลน์ถอยหลังสี่ก้าว ส่งตัวเอาเข้ามาในพระราชวังโบราณที่มีเสาหินค้ำจุน เสกปากกาและกระดาษ เขียนประโยคทำนายที่สอดคล้อง
“จะมีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นบนถนนเบิร์คลุนภายในสามวัน”
อ่านลักษณะการหมุนของจี้บุษราคัม ไคลน์ได้รับคำตอบในเชิงปฏิเสธ หมายความว่าภายในสามวันถัดไป ถนนเบิร์คลุนจะไม่มีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้น
สำหรับในกรณีที่ว่า สิ่งที่เฮเซลขุดขึ้นมาจะไม่ส่งผลต่อถนนเบิร์คลุน แต่มีผลเสียกับตน ไคลน์ไม่ใส่ใจนัก เพราะเหตุการณ์เล็กน้อยดังกล่าวจะไม่ทำให้แผนการใหญ่ของตนคลาดเคลื่อน ไม่มีความจำเป็นต้องป้องกัน
ชายหนุ่มเคยเตือนอีกฝ่ายแล้วในงานเลี้ยงเต้นรำ ถ้าเฮเซลไม่เชื่อหรือไม่เข้าใจ นั่นเป็นปัญหาของตัวเธอเอง ไม่มีเหตุผลที่ไคลน์ต้องรู้สึกผิดต่ออีกฝ่าย
กลับมายังโลกความจริง อดทนรออีกเกือบสี่สิบห้านาที จนกระทั่งเฮเซลกลับออกมา เมื่อยืนยันว่าไม่มีความผิดปรกติจากใต้ดิน ไคลน์เอนหลังลงบนเตียง เข้าฌานและสะกดจิตตัวเองให้หลับ
…
วันจันทร์ บ่ายสามโมงตรง
ต่อหน้าเดอะฟูล เดอะเวิร์ล และเดอะซัน เสาลำแสงสีแดงเข้มปรากฏขึ้นทั้งสองฝั่งโต๊ะทองแดงยาว
‘จัสติส’ ออเดรย์ยังคงสดใสเหมือนเคย กล่าวทำความเคารพบุคคลที่ร่างกายปกคลุมไปด้วยหมอกสีเทา
“ทิวาสวัสดิ์ค่ะ มิสเตอร์ฟูล~”
ไคลน์ยิ้มพลางพยักหน้า ตอบสนองต่อสตรีที่ช่วยให้ตนกระชุ่มกระชวยได้เสมอ
ขณะเดียวกัน ออเดรย์เหลือบไปเห็นไพ่ที่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งใบข้างๆ มิสเตอร์ฟูล!
ไพ่เย้ยเทพใบใหม่? เส้นทางไหน? ถ้าเป็นเส้นทางผู้ชมก็คงดี… หัวใจออเดรย์เริ่มเต้นแรงขณะหันไปทักทายสมาชิกคนอื่น
รอจนกระทั่งบรรยากาศสงบลง หญิงสาวมองผ่านหน้า ‘เฮอร์มิท’ ไปยังสุดขอบโต๊ะทองแดงยาวซึ่งมีลวดลายเก่าแก่
“เรียนมิสเตอร์ฟูล ดิฉันรวบรวมไดอารีจักรพรรดิโรซายล์ได้สามหน้า”
ทั้งหมดมาจากกองทุนขุดค้นและเก็บรักษาวัตถุโบราณ ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก เธอมีสิทธิ์ได้รับฉบับคัดลอก
ออเดรย์ภูมิใจกับสิ่งนี้มาก มองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อสร้างรากฐานในอนาคต แต่น่าเสียดาย เธอไม่สามารถเล่าให้ใครในชุมนุมทาโรต์ฟัง ไม่อย่างนั้นจะเป็นการเปิดเผยตัวตน
“ทำได้ดี” ไคลน์ยิ้มพลางผงกศีรษะ ส่งสัญญาณให้มิสจัสติสเขียนไดอารี
ขณะเดียวกัน ‘เฮอร์มิท’ แคทลียามิได้พูดแทรก คล้ายกับเธอไม่ได้รับไดอารีหน้าใหม่
ราชินีเงื่อนงำยังไม่ตอบกลับ? หรือกำลังมีสมาธิกับเรื่องอื่น? ไคลน์นั่งมองมิสจัสติสคัดลอกไดอารีสามหน้า ก่อนจะเสกให้มาอยู่บนฝ่ามือตัวเอง
กวาดสายตาผ่านหนึ่งรอบ มุมปากไคลน์เริ่มกระตุก เนื่องจากคุ้นเคยกับลักษณะเนื้อหาเป็นอย่างดี
เมื่อเทียบกับไดอารีที่อัดแน่นด้วยข้อมูลของราชินีเงื่อนงำ ไดอารีของสมาชิกคนอื่นมีเนื้อหาไม่สลักสำคัญนัก โน้มเอียงไปทางชีวิตประจำวันของโรซายล์ และไดอารีทั้งสามหน้าของมิสจัสติสก็เข้าข่ายนี้ หลังจากพลิกอ่านแบบสุ่ม ไคลน์พบว่ามีเพียงหน้าเดียวที่น่าสนใจ สำหรับหน้าอื่น หากไม่ใช่บันทึกการหลีสาวหรือเล่นชู้กับชาวบ้าน ก็จะเป็นการดูแคลนขุนนางฝ่ายชายที่มีเงินมากกว่าสมอง และบางครั้งก็แสดงความโหยหาแม่มดในข่าวลือ
เพียงไม่นาน ไคลน์หันมาสนใจกับไดอารีหน้าที่มีค่ามากที่สุด
“…จากข้อมูลบางส่วนของโบสถ์ สัตว์ประหลาดที่เกิดจากการ ‘เย็บ’ ดวงวิญญาณเข้าด้วยกันมีอยู่จริง”
“หลังจากผู้วิเศษลำดับสูงเสียชีวิต ตะกอนพลังจะถูกประทับ ‘ดวงวิญญาณ’ ลงไปในระดับที่เข้มข้นและขจัดได้ยาก หากอาศัยเวลาเพียงอย่างเดียว เกรงว่าหลายร้อยหลายพันปีก็คงไม่หายไปอย่างสมบูรณ์”
“เช่นเดียวกันกับสมบัติวิเศษที่เกิดจากการผสานระหว่างตะกอนพลังลำดับสูงและสิ่งของใกล้เคียง ผู้ใช้งานต้องมีดวงวิญญาณที่คล้ายคลึงกัน ไม่อย่างนั้นจะเกิดผลข้างเคียงด้านลบรุนแรง ในส่วนของตะกอนพลังลำดับสูงที่ถูกใช้ปรุงเป็นโอสถ ผู้ดื่มก็ต้องมีดวงวิญญาณที่คล้ายคลึงกันจึงจะทนรับไหว ไม่อย่างนั้นจะล้มเหลวได้ง่าย”
“ในเชิงศาสตร์เร้นลับ ความล้มเหลวหมายถึงการคลุ้มคลั่งหรือความตาย มีเพียงคนโชคดีไม่มากนักที่สามารถรักษาสมดุลและสติเอาไว้ได้ แต่ก็มีข่าวลือว่า สมบัติปิดผนึกบางชนิดสามารถดึงตะกอนพลังออกมาและจัดโครงสร้างใหม่ได้ ช่วยให้คนที่ล้มเหลวมีสภาพเหมือนกับไม่ได้ดื่มโอสถ แค่ได้รับอาการบาดเจ็บทางวิญญาณบางส่วน… แต่ตามสมมติฐานของเรา คนที่ดื่มโอสถเข้าไปแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับพันธุกรรม เพราะจากข้อมูลทางสถิติ ถึงจะรอดชีวิตมาได้ แต่ในอีกไม่เกินห้าปีก็จะล้มป่วยหนักและเสียชีวิต”
“หมายความว่า การดื่มโอสถที่มีลักษณะ ‘ดวงวิญญาณ’ คล้ายกับตัวเองจะช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จได้มาก แต่แลกมากับการได้รับอิทธิพลจากตราประทับดวงวิญญาณรุนแรง เป็นบ่อเกิดของโรคหลายบุคลิกโดยไม่รู้ตัว ค่อยๆ วิวัฒนาการกลายเป็น ‘ดวงวิญญาณที่ถูกเย็บเข้าด้วยกัน’ ประหนึ่งผู้วิเศษลำดับสูงคนดังกล่าวได้กลับมาคืนชีพอีกครั้ง… ใช่แล้ว… คืนชีพ”
“เมื่อลองคิดดูให้ดี เรื่องนี้น่ากลัวมาก… ทางโบสถ์บอกกับเราว่า มีสองสามวิธีในการขจัดตราประทับดวงวิญญาณ แต่จะเป็นวิธีอะไรนั้น พวกเขาไม่ได้เล่าให้ฟัง แปลว่าอาจทำได้ไม่ง่าย… เข้าใจแล้วว่าทำไมคนของตระกูลเซารอนถึงเรียกสิ่งนี้ว่าพรสวรรค์… อา พรสวรรค์สินะ ชักเห็นใจฟลอเร็นขึ้นมานิดหน่อย”
ดวงวิญญาณที่ถูกเย็บเข้าด้วยกัน… ตราประทับดวงวิญญาณของผู้วิเศษลำดับสูง… น่ากลัวชะมัด… ตะกอนพลังของครึ่งเทพขึ้นไปจะมีอันตรายแบบนี้ซ่อนอยู่สินะ อา… แต่ทางโบสถ์มิได้ขาดแคลนเทวทูต มิได้ขาดแคลนสมบัติปิดผนึกระดับ 0 จึงมีหลากหลายวิธีในการจัดโครงสร้างตะกอนพลังใหม่… สำหรับบางตระกูลเก่าแก่ สิ่งนี้คือฝันร้าย เพราะพวกมันมีเทวทูตไม่มากนัก เช่นเดียวกับสมบัติปิดผนึกระดับ 0 บางตระกูลจึงไม่สามารถจัดโครงสร้างตะกอนพลังใหม่… ท่ามกลางความคิดที่หมุนวน ไคลน์สลายไดอารีในมือและหันไปมองมิสจัสติส
“ต้องการแลกเปลี่ยนกับสิ่งใด”
ปัจจุบัน ออเดรย์กำลังรอให้วัตถุดิบหลักโอสถของเธอถูกส่งมอบ และด้านอื่นๆ ก็ยังไม่มีสิ่งใดขาดแคลน จึงเลือกจะสนองความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง
“เรียนมิสเตอร์ฟูล ไพ่ที่วางอยู่ข้างๆ ฝ่ามือของท่าน… ใช่ไพ่เย้ยเทพหรือไม่? เส้นทางใด?”
ในฐานะสุภาพบุรุษวางตัวดี ไคลน์ไม่หันไปจ้องภรรยาของอลัน เพียงมองหน้าศัลยแพทย์ชื่อดังและกล่าว
“สายัณห์สวัสดิ์ อลัน ผมควรเรียกสุภาพสตรีท่านนี้ว่าอย่างไร?”
อลันเดินมายื่นไวน์แดงซึ่งมีบรรจุภัณฑ์สวยงามให้เจ้าภาพด้วยสีหน้าเย็นชาไม่แปรเปลี่ยน ยิ้มอย่างสุภาพและกล่าว
“ภรรยาของผม เวลม่า·กลาดีส ครูสอนโรงเรียนมัธยม”
“กำลังจะได้เป็นพ่อคนอีกแล้วสินะครับ กำหนดคลอดช่วงไหน?” ไคลน์รับของขวัญจากอีกฝ่ายและถามกลับ
เดิมที หัวข้อสนทนาที่เตรียมไว้สำหรับอลันจะเกี่ยวกับผลงานตีพิมพ์ทางการแพทย์ในช่วงหลัง คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะพาภรรยาท้องแก่ใกล้คลอดมาร่วมงาน
เรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้ไคลน์ไม่น้อย เพราะทารกที่กำลังจะเกิดมาจากท้องมาดามเวลม่าไม่ใช่ใคร แต่เป็น ‘อสรพิษปรอท’ วิล·อัสติน
อลันชำเลืองครรภ์ภรรยา เผยรอยยิ้มเล็กๆ
“ต้นเดือนกรกฎาคม หากไม่ติดขัดอะไร ผมอยากให้คุณมาร่วมงานฉลองวันเกิด”
กล่าวจบ สุภาพสตรีเลอโฉมผมดำขลับ บุคลิกอ่อนโยน เลื่อนมือขึ้นมาลูบท้องและพึมพำด้วยสีหน้าเจ็บปวด
“เกิดอะไรขึ้น?” อลันโพล่งถาม
“เมื่อครู่เขาเตะท้องฉัน แต่ตอนนี้สงบแล้ว” เวลม่ากล่าวด้วยสีหน้าผ่อนคลาย
หญิงสาวมองหน้าดอน·ดันเตส วาดยิ้มและพูด
“นับตั้งแต่ตั้งครรภ์ ดิฉันก็ไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมงานเลี้ยงเต้นรำอีกเลย ได้แต่บ้านด้วยอารมณ์ห่อเหี่ยวเล็กๆ นั่นคือเหตุผลที่ดิฉันรบเร้าให้อลันพามางานวันนี้ด้วย แม้ว่าตัวเองจะเต้นไม่ได้ แต่ก็ยังได้พูดคุยกับเหล่าสุภาพสตรี รวมถึงการร่วมวงเล่นไพ่”
“การมาเยือนของคุณ ถือเป็นเกียรติแก่งานเลี้ยงของผมมาก” ไคลน์ตอบจากก้นบึ้ง “ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ผมจะเข้าร่วมงานวันเกิดอย่างแน่นอน”
ชายหนุ่มไม่แยแสอุบัติเหตุเล็กน้อยเมื่อครู่ ยังคงหนักแน่นในคำเชิญของนายแพทย์อลัน
หลังจากทักทายกันตามมารยาท ไคลน์ส่งของขวัญในมือให้บุรุษรับใช้ริชาร์ดสัน เดินนำทางแขกทั้งสอง— สามคนเข้าไปในโถง
โดยไม่ต้องรอนาน ชายหนุ่มกลับมาต้อนรับแขกอีกหนึ่งคู่ บิชอปอีเล็คตร้าและสตรีที่มาด้วยกัน ฝ่ายชายยังคงสวมเสื้อคลุมนักบวชสีดำทรงโบราณ
ฝ่ายหญิงแก้มยุ้ยเล็กน้อย น่ารักน่าเอ็นดู อายุของเธอราวยี่สิบตอนต้น ยังคงมองโลกสวยงามและมีชีวิตชีวา แต่เนื่องจากเคยมีบุตรแล้ว บุคลิกจึงดูค่อนข้างเป็นผู้ใหญ่
“สายัณห์สวัสดิ์ บิชอป พักหลังมานี้ผมหลับสบายมาก” ไคลน์แสร้งทำเป็นไม่รู้ว่าได้รับความช่วยเหลือลับๆ จากโบสถ์รัตติกาล
บิชอปอีเล็คตร้าทำสัญลักษณ์สี่จุดบนหน้าอก
“คงเป็นพรจากท่านเทพธิดา”
จากนั้น มันแนะนำตัวสุภาพสตรีที่มาด้วยกัน
“ภรรยาของผม ชอว์น่า·จอห์นสัน”
เนื่องจากอีเล็คตร้าสนิทสนมกับดอน·ดันเตส และเคยแวะมาหาที่คฤหาสน์บ่อยครั้ง จึงไม่จำเป็นต้องมอบของขวัญ เพราะนั่นจะถือว่าเป็นทางการเกินไป ดูห่างเหินเกินไป
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณสาวกว่าที่ผมคิดไว้มาก” ไคลน์หันไปพยักหน้าให้ชอว์น่า กึ่งชมเชยกึ่งติดตลก
ขณะเดียวกัน มันคำนวณในใจ
เราได้ยินว่าบิชอปแต่งงานเมื่อสองปีก่อน กล่าวอีกนัยหนึ่ง… ตอนนั้นภรรยาของเขาเพิ่งสิบแปดสิบเก้า… ห่างกันพอสมควร… เกรงว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราคงต้องแนะนำนักปรุงยาร่างท้วมคนนั้นให้บิชอป…
เมื่อได้ยินมุกตลกของดอน·ดันเตส อีเล็คตร้าหวนนึกถึงบทสนทนาที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งเคยมาเยี่ยมไข้ ภายในใจเริ่มกระอักกระอ่วน จึงกระแอมแห้งหนึ่งหนและตอบแทนในส่วนของภรรยา
“เธอยังรักสนุกอยู่ หากมีโอกาสจะไม่พลาดงานเลี้ยงเต้นรำ”
ไคลน์ไม่สานต่อบทสนทนา เนื่องจากเห็นมาดามแมรีกำลังลงจากรถม้าและเดินตรงมา
หลังจากส่งบิชอปอีเล็คตร้าและภรรยาเข้าไปในห้องโถง ไคลน์ยิ้มและทักทายแมรี่
“มาดาม หวังว่าพวกเราจะได้ทำงานด้วยกันในสัปดาห์หน้า”
นักกฎหมายและทีมทนายที่จ้างมา ส่งรายงานสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว บริษัทโคอิมไม่มีปัญหา เหมาะสมอย่างมากที่จะลงทุนด้วย และไคลน์ก็บรรลุข้อตกลงกับผู้ขายแล้ว หุ้นสามเปอร์เซ็นต์จะมีมูลค่ารวม 12,800 ปอนด์ เหลือแค่รอการยืนยันอย่างเป็นทางการครั้งสุดท้ายสัปดาห์หน้า
ได้ยินเช่นนั้น แมรี่หัวเราะในลำคอ
“สำหรับตอนนี้ ดิฉันก็คิดว่าพวกเราเป็นหุ้นส่วนกันแล้ว”
ฟังดูเหมือนมีนัยมากกว่านั้น… อย่าบอกนะว่าเธอกำลังแอบสนใจดอน·ดันเตส? หัวใจไคลน์เริ่มเต้นแรง แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจความหมายแฝง เหยียดแขนออกไปหาและกล่าว
“ยินดีที่ได้ร่วมงานกัน”
หลังจากจับมือเบาๆ ตามมารยาท ชายหนุ่มบอกให้พ่อบ้านวอลเตอร์เดินนำสตรีเข้าไปในห้องโถง
ถึงตรงนี้ แขกเริ่มทยอยเข้ามามากขึ้น ไคลน์ทบทวนหัวข้อสนทนาที่สอดคล้องกับแต่ละคน ทักทายอย่างเป็นกันเองและอบอุ่น ได้รับของขวัญมากมาย
หากไม่ใช้เพราะ ‘ผู้ไร้หน้า’ สามารถจดจำใบหน้าของอีกฝ่ายได้แม่นยำ เราคงบอกไม่ได้ว่าใครเป็นใคร ยากจะนึกถึงหัวข้อสนทนาที่เกี่ยวข้อง… เข้าใจแล้วว่าทำไม ในเวลาแบบนี้ การมีพ่อบ้านถึงเป็นสิ่งสำคัญ… ไคลน์ถอนหายใจด้วยอารมณ์ซับซ้อน ก่อนจะหันไปเห็นครอบครัวของส.ส. มัคท์เดินตรงมา
ชายหนุ่มฉีกยิ้มกว้าง เดินไปทักทาย
“สายัณห์สวัสดิ์ วันนี้ดาวบนฟ้าสวยจังเลยนะครับ”
ส.ส. มัคท์ยิ้มพลางยื่นขวด ‘แรนดี้ดำ’ ที่บ่มจากคฤหาสน์แห่งหนึ่ง
“ผมอาศัยอยู่ในเบ็คลันด์มาเกือบยี่สิบปี จำนวนวันที่เห็นดวงดาว รวมกันยังไม่เท่าปีนี้ปีเดียว”
“หวังว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ” ไคลน์หันไปมองมาดามลีอานน่า “ผมได้ยินว่าคุณกำลังมองหาโรงเรียนประจำให้มิสเฮเซล?”
ลีอานน่าชำเลืองไปทางบุตรสาวสีหน้าเย็นชาและบุคลิกหยิ่งทระนงด้านข้าง มอบคำตอบอย่างสุภาพ
“ตอนนี้โรงเรียนประจำกำลังได้รับความนิยม ไม่เว้นแม้แต่โรงเรียนหญิงล้วน และเหนือสิ่งอื่นใด เฮเซลจะได้รู้จักเพื่อนมากขึ้น แต่ดูเหมือนว่าเธอจะไม่พอใจ คล้ายกับไม่อยากจากพวกเราไปไหน”
ในกรุงเบ็คลันด์ โรงเรียนประจำหญิงล้วนของชนชั้นสูงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะมีคุณภาพไม่เท่าการเรียนที่บ้าน แต่ก็จะได้สายสัมพันธ์ทางสังคม
โรงเรียนประจำในทำนองนี้ ลำพังค่าเทอมต่อปีจะไม่ต่ำกว่าห้าร้อยปอนด์
สิ่งที่เฮเซลไม่อยากแยกจาก น่าจะเป็นท่อระบายน้ำมากกว่า… ไคลน์จิกกัด ทักทายพอเป็นพิธี จากนั้นก็เดินนำครอบครัวมัคท์เข้าไปในห้องโถง
รอจนกระทั่งใกล้ถึงเวลา ชายหนุ่มเลิกยืนรอหน้าประตู เดินขึ้นไปยังชั้นสอง หยุดยืนหน้าราวบันไดฝั่งตรงข้ามประตูทางเข้า ส่งสัญญาณบอกให้วงดนตรีหยุดบรรเลงชั่วคราว
ด้วยแก้วแชมเปญในมือ ไคลน์กวาดสายตาไปรอบๆ เมื่อเห็นแขกส่วนใหญ่มองกลับมา มันกล่าวเสียงดัง
“ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคนตอบรับคำเชิญเข้าร่วมงานเลี้ยงเต้นรำในคืนนี้ อันดับแรก ขอขอบคุณองค์เทพธิดา และอันดับถัดมา ขอขอบคุณทุกคนจากใจจริง… อาหารและดนตรีในค่ำคืนนี้จะอัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายของอ่าวเดซีย์ หวังว่าทุกคนจะชอบ…”
จบการกล่าวเปิดงานอย่างเรียบง่าย ไคลน์เดินลงมายังฟลอร์เต้นรำชั้นหนึ่ง เตรียมชักชวนสตรีเต้นรำเป็นคู่เปิด
เดิมที ในการเต้นคู่เปิด เจ้าภาพจะต้องชักชวนคู่สมรสของตน หากยังโสดจะเลือกจากญาติต่างเพศ หรือไม่ก็คนที่กำลังสนใจ ถือเป็นการทำความรู้จักเบื้องต้น แต่ดอน·ดันเตสไม่มีญาติที่นี่ และไม่มีสตรีที่กำลังหมายตา สถานการณ์จึงค่อนข้างกระอักกระอ่วน
อย่างไรก็ตาม ไคลน์มีพ่อบ้านมือฉมังอยู่ข้างกาย วอลเตอร์ได้นัดแนะกับสตรีคนดังในสังคมไว้ล่วงหน้า การเต้นรำกับเธอจะช่วยให้ไม่เกิดข่าวลือเสียๆ หายๆ ตามมา
ไคลน์จึงสามารถมองหน้าสุภาพสตรีนามว่าฮอลลี่ได้โดยไม่ต้องลำบากใจ ย่างกรายไปหาอีกฝ่ายอย่างมั่นคง
สุภาพสตรีรายนี้เป็นแม่หม้าย มีความสัมพันธ์อันดีกับชนชั้นสูงหลายฝ่ายในเบ็คลันด์ ฮอลลี่ชื่อชอบวิถีชีวิตในปัจจุบันและไม่อยากเปลี่ยนแปลง แต่บรรดาสตรีสูงศักดิ์หลายคนไม่ชอบหน้าเธอ
เหนือสิ่งอื่นใด ฮอลลี่เป็นสุภาพสตรีที่มีเสน่ห์มาก โดยเฉพาะรูปร่างที่สมส่วนและโค้งเว้าจนเกือบสมบูรณ์แบบ หากไม่เพราะหน้าตาดีกว่ามาตรฐานเพียงเล็กน้อย ไคลน์คงสงสัยว่ามาดามฮอลลี่เป็นแม่มด
“มาดาม รบกวนเป็นคู่เต้นให้ผมได้ไหมครับ” ไคลน์ทำตามคำนำแนะของครูสอนมารยาทวาฮาน่า กิริยาท่าทางเป็นไปอย่างสง่าผ่าเผย
ฮอลลี่เจ้าของเส้นผมสีทอง เผยรอยยิ้มสงวนกิริยา ยื่นแขนออกมาพร้อมกับกล่าว
“คำเชิญจากสุภาพบุรุษอย่างคุณ คงไม่สตรีใดปฏิเสธลง”
รุกหนักมาก… นั่นสินะ ด้วยฐานะทางสังคมของเธอ มาดามฮอลลี่สามารถทำตัวเปิดเผยได้มากกว่าสุภาพสตรีส่วนใหญ่… ไคลน์ยื่นแขนออกไปจับมืออีกฝ่ายและจูงมายังกลางฟลอร์ ตามด้วยการเต้นรำภายใต้ดนตรีกลิ่นอายชนบท
ขุนนางส่วนมากมักมีที่ดิน มีปราสาท และมีคฤหาสน์ในแถบชนบท แถมยังใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นปีละหลายเดือน ส่งผลให้ท่วงทำนองของเพลงชนบทได้รับความนิยม
“คุณเต้นเก่งมาก หากไม่ใช่เพราะวาฮาน่าเล่าให้ฟัง ดิฉันคงไม่รู้ว่าคุณไม่เคยเต้นรำมาก่อน” ฮอลลี่จงใจโน้มตัวเข้ามาใกล้ ผนวกกับจังหวะการก้าวเท้าในปัจจุบัน ต่างฝ่ายต่างได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
เนื่องจากอีกฝ่ายยังเป็นคนแปลกหน้า ไคลน์ค่อนข้างอึดอัดกับระยะห่าง แต่ก็มิได้ผลักไสเธอต่อหน้าทุกคน เพียงส่งยิ้มให้
“ผมแค่ไม่รู้จักวิธีเต้นของที่นี่… ถนัดการเต้นรำแบบเดซีย์หรือทวีปใต้มากกว่า”
“ดิฉันเองก็ชอบการเต้นรำของพวกเขา ทั้งทรงพลังและเต็มไปด้วยอารมณ์ เป็นการเต้นรำเพื่อตัวเอง มิใช่เพื่อใคร” ฮอลลี่ตอบโต้บทสนทนาพลางหมุนตัวจนขยับเข้าใกล้ดอน·ดันเตสเป็นอย่างมาก
ขณะใกล้จบการเต้นคู่เปิด หญิงสาวลดเสียงลง
“หากไม่เคยได้ยินข่าวลือของคุณมาก่อน ดิฉันคงคิดว่าคุณไม่ชอบผู้หญิง เพราะบุคลิกค่อนข้างเย็นชา… แต่ตอนนี้หายข้องใจแล้ว”
กล่าวจบ เธอลดสายตาลงมองต่ำ
อันที่จริง ไคลน์กำลังอึดอัดไม่น้อย อีกฝ่ายชำนาญการบริหารเสน่ห์และภาษากายเพื่อสร้างบรรยากาศสองแง่สองง่าม แต่ดอน·ดันเตสเป็นสุภาพบุรุษมากประสบการณ์ จากภายนอก มันจึงยอมแพ้ไม่ได้
ชายหนุ่มยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ
“ผมทำตัวเย็นชาเพราะยังไม่คุ้นชินกับสังคมในกรุงเบ็คลันด์”
“ดิฉันยินดีสอน” ฮอลลี่หัวเราะในลำคอ
จนกระทั่งเพลงจบ หญิงสาวก้าวถอยหลัง กะพริบตาและส่งยิ้ม
“การได้เต้นกับคุณทำให้ดิฉันใจสั่น”
เธอพูดจาสองแง่สองง่ามอีกครั้ง ไคลน์เกือบหน้าแดงด้วยความเขินอาย เริ่มสงสัยอย่างจริงจังว่าอีกฝ่ายอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับแม่มด
ชายหนุ่มยังคงสุขุมบนเปลือกนอก โค้งศีรษะคำนับและพาอีกฝ่ายไปส่งในตำแหน่งเดิม ขณะเดียวกัน มุมสายตาบังเอิญชำเลืองไปเห็นว่า มาดามเวลม่า·กลาดีสกำลังพา ‘อสรพิษปรอท’ เดินตรงไปยังโต๊ะยาว เป้าหมายดูเหมือนจะเป็นไอศกรีม
………………………………………..
หลังจากผ่านประตูทางเข้า แสงจากธรรมชาติเลือนหายไปจากการมองเห็นของไคลน์และอัลเจอร์ เนื่องจากเพดานยังอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ แสงจันทร์สีแดงเข้มจึงมิอาจส่องผ่าน
อัลเจอร์ยกตะเกียงในมือขึ้น มอบแสงสว่างแก่โถงทางเดินด้านหน้า แต่ก็ยังมองไม่เห็นส่วนที่ลึกเข้าไป
ไคลน์กวาดตามอง พบรูปปั้นหินอย่างน้อยหกแห่ง มีทั้งชายและหญิง สีเทาอ่อนทั้งตัว แม้แต่เสื้อผ้าก็ดูคล้ายกับถูกแกะสลัก
คนเหล่านี้ประกอบด้วยเอลฟ์ คนยักษ์ และมนุษย์ที่แต่งกายด้วยชุดโบราณ นอกจากสีหน้าที่สิ้นหวังและเจ็บปวด ก็แทบไม่มีจุดใดเหมือนกันเลย
เมื่อเห็นรูปปั้นกำลังจ้องมาโดยไม่ละสายตา พลางจินตนาการว่าคนเหล่านี้อาจยังมีชีวิต หรือครั้งหนึ่งเคยมีชีวิต ไคลน์เย็นวาบไปถึงแผ่นหลัง ความมืดที่ลึกเข้าไปในทางเดินได้มอบบรรยากาศชวนขนหัวลุก ดูคล้ายกับปากของสัตว์ประหลาดกำลังอ้ากว้าง รอให้คนทั้งสองเป็นฝ่ายเดินเข้าไป
เมื่อสงบสติอารมณ์ ทั้งไคลน์และอัลเจอร์มิได้ส่งเสียง เพียงเดินผ่านรูปปั้นหินสีเทาขาวที่มีใบหน้าบิดเบี้ยว บรรจงย่างกรายทีละก้าวอย่างใจเย็น
ผ่านไปราวสิบวินาที อาศัยแสงจากตะเกียง ไคลน์ไม่ต้องพึ่งพาเนตรมองกลางคืนของ ‘วิญญาณอาฆาต’ ก็เห็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มีร่องรอยการถูกทำลาย
สภาพบางส่วนค่อนข้างสมบูรณ์ ช่วยให้จำแนกองค์ประกอบโดยรวมของภาพ และไม่ผิดจากที่คาด จุดเด่นของจิตรกรรมคือไม้กางเขนขนาดใหญ่ที่ปกคลุมด้วยแสงเจิดจ้า รวมถึงร่างอันสง่างามที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าไม้กางเขน
ร่างอันคลุมเครือและเคร่งขรึมนี้ถูกแบ่งออกเป็นหลายภาพ มีทั้งภาพการช่วยเหลือเมืองซึ่งถูกน้ำท่วม ภาพการย่างกรายไปบนพื้นดินที่แตกระแหง และภาพการแหงนมองท้องฟ้าพราวพรายซึ่งมีดวงตาชั่วร้ายกำลังจ้องมองลงมา
หมายความว่า เมื่อวันสิ้นโลกมาถึง เทพสุริยันบรรพกาลคือผู้กอบกู้? คล้ายกับจิตรกรรมฝาผนังที่ ‘เดอะซันน้อย’ พบในวิหารของพระผู้สร้างแท้จริง… บางที… การที่ทั้งสองฝั่งมีภาพวาดในลักษณะเดียวกัน คงเพราะต้องการย้ำเตือนให้สาวกเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้คือเจตจำนงของตน ย้ำเตือนว่าครั้งหนึ่ง ‘พวกท่าน’ คือผู้กอบกู้ที่ควรค่าแก่การเคารพนับถือ… ไคลน์กวาดสายตาไปบนผนัง ย่างกรายเข้าไปในโถงทางเดินด้วยความใจเย็น
อัลเจอร์ที่สำรวจภาพจิตรกรรมฝาผนังเช่นกัน บีบเสียงลงและกล่าว
“ผมสงสัยว่า ภาพจิตรกรรมของพระผู้สร้างแท้— พระผู้สร้างเสื่อมทราม… อาจได้รับแรงบันดาลใจมาจากที่นี่”
นั่นสินะ ทุกคนก็คงคิดแบบนี้… ไคลน์ลดลางมรณะลง ยิ้มและกล่าว
“ผมจะไม่แปลกใจถ้าข้างหน้ามีภาพที่เกี่ยวข้องกับพระผู้สร้างแท้จริง”
“ท่านและพระผู้สร้างของเมืองเงินพิสุทธิ์ อาจมีบางสิ่งที่เชื่อมโยงกัน” อัลเจอร์เห็นด้วยกับแนวคิดของเกอร์มัน·สแปร์โรว์
ทั้งสองยังคงก้าวต่อไป พยายามเดินให้เบาที่สุด แต่ก็ยังมีเสียงสะท้อนดังก้องท่ามกลางความเงียบ
ทันใดนั้น สัมผัสวิญญาณของไคลน์ถูกกระตุ้น จึงรีบเดินแซงหน้าอัลเจอร์ไปสองก้าวเพื่อบังไฟจากตะเกียง
ราวสองวินาทีถัดมา เสียงหนักแน่นดังมาจากระยะไกล
ตึง! ตึง! ตึง!
การสั่นสะเทือนของแผ่นดินใกล้เข้ามาทีละนิด จนกระทั่งไคลน์เห็นร่างสูงเกือบสี่เมตรกำลังย่างกราย
ผิวพรรณสีเทาอ่อนไปทุกส่วน ลำตัวสวมชุดเกราะลวดลายซับซ้อน บนหัวมีเขาแพะ จมูกยื่นยาวคล้ายสุนัข ปากที่อ้าครึ่งหนึ่งเผยให้เห็นเขี้ยวสีขาว
เอกลักษณ์เด่นชัดที่สุดคือดวงตาสีแดงเพลิงและปีกสีเทาอ่อนจำนวนหกคู่
ตึง! ตึง! ตึง!
สัตว์ประหลาดตนนี้ถือง้าวหินยาวเจ็ดแปดเมตร เดินไปบนโถงทางเดินอย่างไม่รีบร้อน ทุกย่างก้าวหนักหน่วงจนแผ่นดินสะเทือน ส่งผ่านความรู้สึกหนักอึ้งไปยังสิ่งรอบข้าง
แม้ว่าไคลน์จะไม่เคยเห็นตัวเป็นๆ มาก่อน แต่ก็ทราบทันทีว่ามันคือตัวอะไร
การ์กอยล์หกปีก!
แก่นผลึกคือหนึ่งในวัตถุดิบหลักของนักเชิดหุ่น พลังพิเศษต้องไม่ธรรมดาแน่ ถือเป็นคู่ต่อสู้ที่รับมือได้ยาก!
พิจารณาจากลักษณะทางกายภาพ น่าจะแข็งแกร่งในการดวลตัวต่อตัว แถมยังไม่กลัวการถูกโจมตี… เพียงฟาดฟันหนึ่งครั้งด้วยง้าวหินหนัก ก็มากพอจะทำให้ถึงตาย… ไคลน์เหยียดมือซ้ายออก ไม่ตอบสนองส่งเดช
มันและอัลเจอร์ยังไม่ขยับเขยื้อน คนหนึ่งใช้ร่างกาย ส่วนอีกคนใช้เสื้อผ้าเพื่อบังแสงจากตะเกียง
ตึง! ตึง! ตึง!
การ์กอยล์หกปีกไม่หันมาสนใจคนทั้งสอง เพียงเดินผ่านโถงทางเดินไปยังอีกฝั่ง เสียงฝีเท้าค่อยๆ ดังห่างออกไป
เป็นอย่างที่คิด ประสาทสัมผัสของมันไม่ดีเท่าไร… เพราะแบบนี้ คีลิงเกอร์ถึงลงมาสำรวจได้และรอดชีวิตกลับไป… ไคลน์รอจนกระทั่งเสียงฝีเท้าเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน จึงเริ่มขยับตัวอีกครั้ง
อันที่จริง ด้วยฝีมือและสมบัติวิเศษในปัจจุบัน การฆ่าการ์กอยล์หกปีกไม่ใช่เรื่องยากเย็น แถมยังมีแฮงแมนคอยสนับสนุน แต่เหตุผลที่ชายหนุ่มไม่โจมตี เพราะไม่รู้ว่าแถวนี้ยังมีการ์กอยล์หกปีกกี่ตัว เมื่อเริ่มต่อสู้ หากเกิดเสียงดังอึกทึก อาจทำให้การ์กอยล์ตัวอื่นเข้ามารุมล้อม ทางรอดเดียวคือการพึ่งพาพลัง ‘ท่องเที่ยว’ ในการหลบหนี และในกรณีเลวร้าย ความวุ่นวายอาจไปกระตุ้นความสนใจของสิ่งมีชีวิตลึกลับที่สัตว์วิเศษในละแวกใกล้เคียงหวาดกลัว สถานการณ์จะย่ำแย่ถึงขีดสุด
นักผจญภัยที่ดีต้องสามารถระงับความโลภในจังหวะที่เหมาะสม
เมื่อเห็นนักผจญภัยเสียสติทำตัวเยือกเย็น อัลเจอร์โล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ขณะเดียวกันก็เริ่มสงสัยว่า อีกฝ่ายอาจรับคำสั่งบางอย่างมาจากมิสเตอร์ฟูล จึงไม่ลงมือโจมตีการ์กอยล์หกปีกอย่างบุ่มบ่าม
ในยามปรกติ ยิ่งดูสงบมากเท่าใด ในยามเผชิญหน้ากับเป้าหมาย ความบ้าคลั่งก็ยิ่งปะทุ… ขณะเดินตามเกอร์มัน·สแปร์โรว์ผ่านสี่แยกทางเดิน ความคิดมากมายแล่นผ่านสมองอัลเจอร์
ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ผุพังทั้งสองด้าน ยังคงบอกเล่าความยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์ของเทพสุริยันบรรพกาลอย่างต่อเนื่อง
จนกระทั่งไคลน์และอัลเจอร์มาถึงสุดทางเดินยาว ตรงหน้าคือประตูหินสูงเจ็ดแปดเมตร บานประตูสลักสัญลักษณ์แห่งความตาย การนอนหลับ และการเกิดใหม่
“ห้องเก็บศพ?” ไคลน์หันไปถามอัลเจอร์
อัลเจอร์พยักหน้ารับ
“แต่ก็อาจจะเป็นวิหารด้วย”
ค่อนข้างชัดเจนว่า อัลเจอร์ยังเชื่อทฤษฎีที่วิหารและสุสานอยู่ร่วมกัน
ประตูหินสีเทาตรงหน้ามิได้ปิดสนิท มีช่องว่างพอให้เด็กลอดผ่าน อัลเจอร์ก้มมองพื้นสักพัก ก่อนจะวางตะเกียงลงและเก็บมีดสั้น นำฝ่ามือทาบกับประตู
มันหายใจเข้าออกเชื่องช้า งอเข่าลงหนึ่งข้าง กล้ามแขนบวมพองกะทันหัน
ช่องว่างระหว่างประตูขยายออกอย่างเงียบงัน
ได้เห็นฉากดังกล่าว ไคลน์เลิกคิ้วเล็กน้อย ค่อนข้างแปลกใจ เนื่องจากการเปิดประตูของแฮงแมนเกิดขึ้นโดยปราศจากเสียง
มันไม่คลางแคลงในพละกำลังของ ‘ผู้ขับขานสมุทร’ เพียงแต่ไม่คิดว่าจะเปิดประตูหินได้โดยไม่สัมผัสกับพื้น
มองไปบนพื้น ไคลน์พบของเหลวเหนียวหนืดในช่องว่างด้านล่างประตู
แอบใส่สารหล่อลื่น… มิสเตอร์แฮงแมนพิถีพิถันมาก… เป็นพลังของ ‘นักเดินเรือ’ หรือ ‘ผู้ขับขานสมุทร’ ? หืม… นอกจากนั้นยังมีการใช้พลังของ ‘ข้ารับใช้วายุ’ เพื่อสร้าง ‘เบาะอากาศ’ สำหรับลดทอนเสียง… ไคลน์ไตร่ตรองจนพบสาเหตุ
แม้ชายหนุ่มจะขยับเข้าใกล้ประตู แต่ก็ไม่รีบร้อนผ่านเข้าไป พยายามสำรวจภาพแวดล้อมด้านใน
จุดที่ดึงดูดสายตา ‘วิญญาณอาฆาต’ มากที่สุดคือริมผนังสองฝั่งซ้ายขวา บริเวณดังกล่าวมีโลงหินสีเทาอ่อนเรียงรายจำนวนหนึ่ง
เป็นห้องเก็บศพอย่างที่คิด… ส่วนจะเป็นวิหารด้วยหรือไม่นั้น ตอนนี้ยังไม่มีคำตอบ… ไคลน์ใคร่ครวญพลางเปิดหน้า ‘บันทึกการเดินทางของเลมาโน่’ ด้วยมือซ้าย เลือกหน้าที่เหมาะแก่การรับมือกับขอบเขตของความตาย
ขณะเดียวกัน ชายหนุ่มใช้กริชเงินสร้างกำแพงวิญญาณเพื่อผนึกกล่องบุหรี่โลหะ ป้องกันมิให้นกหวีดของอะซิกปลุกศพในโลงให้ตื่นขึ้นมาสร้างความปั่นป่วน
อัลเจอร์ดึงมีดสั้นออกมาอีกครั้ง มือซ้ายทาบลงบนคมมีดและตวัดไปข้างหน้า
เกิดเสียงโลหะถูกกระทบแผ่วเบา อสรพิษไฟฟ้าสีเงินเริ่มหมุนเป็นเกลียวรอบๆ ใบมีด
บุรุษทั้งสองเตรียมตัวเสร็จภายในเวลาอันสั้น ไคลน์ซึ่งกำลังสวมบทบาทเกอร์มัน·สแปร์โรว์ นักผจญภัยเสียสติ เดินเข้าไปในห้องฝังศพเป็นคนแรก
แน่นอน ก่อนจะย่างกรายเข้าไป มันใช้ ‘วิญญาณอาฆาต’ เซนอลสำรวจด้านในพอสังเขปแล้ว
ในฐานะ ‘นักเชิดหุ่น’ มันสามารถใช้หุ่นเชิดดำเนินการแทนได้โดยไม่ต้องเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง!
บนเพดานห้องมีคราบน้ำไหลซึม บ่งบอกถึงระดับความชื้น ด้านในห้องถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนซ้ายขวา แต่ละฝั่งมีโลงศพหินสีเทาอ่อนฝั่งละสิบสองโลง กึ่งกลางห้องเป็นพื้นที่ว่างวงกลม มีภาพวาดที่งดงามและซับซ้อนบนพื้นหิน
ไคลน์ตัดสินใจไม่เข้าใกล้ ขณะเดียวกันก็ยกมือห้ามอัลเจอร์ พลางบังคับให้ ‘วิญญาณอาฆาต’ เซนอลเผยตัวตน ลอยเข้าไปในวงกลมซึ่งเป็นที่ว่างกึ่งกลาง
“พลเรือเอกโลหิต…” กล้ามเนื้อบนใบหน้าอัลเจอร์เริ่มกระตุก
แม้จะคาดเดาได้สักพักแล้ว แต่เมื่อได้เห็นกับตาตัวเอง เป็นเรื่องยากที่จะควบคุมการตอบสนองจากจิตใต้สำนึก
ขณะเดียวกัน เซนอลลดลดระดับการบินลง สำรวจภาพบนพื้นผิวของที่ว่างในส่วนกลาง
ภาพวาดด้วยโทนสีหม่น องค์ประกอบด้านหลังเป็นกลุ่มเงาลางซึ่งมีใบหน้าไม่คมชัด ด้านหน้าเป็นโต๊ะยาว
บนโต๊ะยาวมีบุคคลนิรนามกำลังถือไม้กางเขนที่ส่องสว่าง รายล้อมด้วยสามบุคคลคนที่ถูกเงาดำปกคลุมใบหน้า
ทั้งสามประกอบด้วย บุรุษผู้หล่อเหล่าและแข็งแรง บุรุษผู้องอาจกล้าหาญ และชายชราเคราสีขาวที่มากปัญญา ดวงตาทั้งสามคู่เปี่ยมด้วยความชั่วร้ายที่ยากจะพรรณนา และทุกคนกำลังทำในสิ่งเดียวกัน
คนหนึ่งฉีกแขนของบุคคลนิรนาม ใส่ปากเคี้ยวจนเลือดกระเซ็นเปรอะเปื้อน อีกคนกำลังกอดศีรษะและดูดของเหลวจากสมองของชายนิรนาม และคนสุดท้ายควักหัวใจที่กำลังเต้นของชายนิรนามออกมากินอย่างหิวโหย
ตรงข้ามกับสามคนแรก บุคคลที่สี่คือทารกผิวเข้มซึ่งมีบรรยากาศรอบตัวชั่วร้าย กำลังนั่งขัดสมาธิภายในช่องท้องซึ่งถูกผ่าออกเป็นทางยาวของบุคคลนิรนาม เคี้ยวลำไส้ที่มีเลือดสดไหลหยด
คล้ายกับทั้งสี่ตระหนักว่าใครบางคนกำลังแอบมอง จึงเงยหน้าขึ้นอย่างพร้อมเพรียง หันมาจ้องผู้ที่พยายามสำรวจภาพนี้!
……………………………………………………..
ปัง!
เสียงปืนดังกึกก้องท่ามกลางผืนป่ากึ่งเปิดโล่ง หากเปลี่ยนเป็นเกาะยามราตรีทั่วไป มวลหมู่ปักษาคงรีบกระพือปีกบินหนี สัตว์ป่าวิ่งเอาชีวิตรอด แต่สำหรับที่นี่ บรรยากาศยังคงเงียบสงัดราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เลย
สำหรับลิงบาบูนขนหยิกสีดำ ศีรษะของมันระเบิดออกพร้อมกับเศษสมอง สาดกระเซ็นไปรอบทิศจนดูราวกับฝนตก
ผลึกสีดำกลางศีรษะแตกละเอียด ไม่มีเม็ดใดอยู่ในสภาพสมบูรณ์
ไคลน์ชักแขนกลับ ปากกระบอกปืนลูกโม่ลางมรณะยังมีควันคุกรุ่น ชายหนุ่มยืนมองลิงบาบูนขนหยิกกลายพันธุ์ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่ามนุษย์ กำลังล้มทรุดลงไป
เปิดฉากด้วย ‘ท่องเที่ยว’ ตามต่อด้วย ‘สิงร่าง’ ของวิญญาณอาฆาต และปิดท้ายด้วยลางมรณะ นี่คือคอมโบสังหารในพริบตา!
ไคลน์ไม่ได้ทำลงไปเพราะต้องการอวดฝีมือ แต่จากการสังเกต มันเชื่อว่าลิงบาบูนขนหยิกกลายพันธุ์มีพลังไม่ธรรมดา หากไม่ฉวยโอกาสปิดฉากในตอนที่อีกฝ่ายยังไม่รู้จักพลังของตนดีพอ เกรงว่าผลลัพธ์ที่ตามมาอาจยุ่งวุ่นวาย เพราะเหนือสิ่งอื่นใด ที่นี่คือเกาะซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์วิเศษ ไม่มีใครทราบว่าการปะทะที่ยืดเยื้อจะชักนำศัตรูเข้ามาเพิ่มหรือไม่
ดังนั้น หลังจากสิงร่างด้วยวิญญาณอาฆาต ไคลน์ตัดสินใจไม่ใช้วิธีที่ปลอดภัยและแน่นอนกว่าอย่างการ ‘ควบคุมด้ายวิญญาณ’ เพราะนั่นจะใช้เวลานานเกินไป แต่เลือกเหนี่ยวไกลางมรณะในจังหวะที่ศัตรูกำลังชะงักจากการถูกเข้าสิง
ผลลัพธ์ตรงตามจินตนาการของชายหนุ่ม วิธีนี้ช่วยยับยั้งไม่ให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นกลางคัน เพราะจากเท่าที่สำรวจ ลิงบาบูนขนหยิกกลายพันธุ์ตัวนี้มีพลังในการ ‘บิดเบือน’ และสร้างความโกลาหล หากให้เวลามันมากกว่านี้ พลังการสิงร่างของวิญญาณอาฆาตอาจถูกบิดเบือน และกระสุนจากลางมรณะก็จะพลาดเป้า
การดิ้นรนของลิงบาบูนต้องกลายเป็นหมันเพราะไคลน์คิดไวทำไว เลือกลั่นไกลางมรณะด้วย ‘โจมตีหนักหน่วง’ ในวินาทีที่อีกฝ่ายออกอาการชะงัก
หากชายหนุ่มตัดสินใจเข้าควบคุมด้วยด้ายวิญญาณ ผลลัพธ์คงไม่ออกมาราบรื่นเช่นนี้
คุ้มแล้วกับการยอมได้รับจุดอ่อนใหม่เพื่อใช้งานปืน… นอกจากนั้น ยิ่งสำรวจเกาะลึกมากเท่าใด ปืนลูกโม่ลางมรณะก็ยิ่งขาดไม่ได้ ไม่ช้าก็เร็วเราคงต้องใช้อยู่ดี ในเมื่อเลี่ยงจุดอ่อนไม่ได้ ก็ควรรีบหาจุดอ่อนให้พบตั้งแต่เนิ่นๆ จะได้คิดวิธีป้องกันตัวอย่างเหมาะสม… ทางเลือกของเราสมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว… ไคลน์ลดมือลง จ่อปากกระบอกปืนลงพื้น เดินไปยืนข้างศพลิงบาบูน
ณ ปัจจุบัน ภายใต้การสิงร่างของวิญญาณอาฆาต ตะกอนพลังจึงควบแน่นเร็วขึ้น
อัลเจอร์ในท่าถือตะเกียงกำลังเฝ้ามองจากระยะไกล ฉากเมื่อครู่ทำให้มันตกอยู่ในภวังค์สักพักก่อนจะได้สติ สิ่งที่ชวนให้ตกตะลึงมากที่สุดคือจังหวะที่เกอร์มัน·สแปร์โรว์ลั่นไกและระเบิดศีรษะลิงบาบูนขนหยิก
‘ความวุ่นวาย’ ในช่วงแรกทำให้อัลเจอร์เข้าใจว่า สัตว์วิเศษตนนี้แข็งแกร่งกว่าต้นกระดิ่งลมหลอนประสาทพอสมควร เป็นศัตรูที่รับมือได้ยากและต้องห้ามประมาท ไม่มีสิ่งใดรับประกันว่าพวกตนจะเป็นฝ่ายชนะ ทว่า เกอร์มัน·สแปร์โรว์กลับทำให้เรื่องราวจบลงภายในสามวินาที ความเร็วระดับนี้ไม่ต่างอะไรกับการยิงเป้าซ้อมอย่างสบายใจ!
ทั้งที่เป็นผู้วิเศษลำดับ 5 เหมือนกัน แต่ฝีมือแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว!
นำพลัง ‘ท่องเที่ยว’ มาผสานกับความสามารถในการควบคุมร่างศัตรู จากนั้นก็ปิดฉากด้วยลูกโม่ที่มีอำนาจทำลายล้างสูง เกิดเป็นผลลัพธ์เหนือจินตนาการ… หากต้องเผชิญหน้ากับเขาในฐานะศัตรูโดยที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เราคงตายในพริบตา… แต่ถึงจะเตรียมตัวล่วงหน้าก็ยังไม่ใช่เรื่องง่าย คงมีแต่ต้องใช้เสียงเพลงของเราทำให้เกอร์มัน·สแปร์โรว์ชะงักในจังหวะกำลังจะใช้ ‘ท่องเที่ยว’ … สมกับเป็นนักผจญภัยเสียสติเจ้าของค่าหัวห้าหมื่นปอนด์ ต่อให้ไม่มีความช่วยเหลือจากมิสเตอร์ฟูล เขาก็ยังแข็งแกร่งเทียบเท่าพลเรือเอกโลหิต… ไม่สิ อาจทรงพลังยิ่งกว่า… อัลเจอร์ลองจินตนาการถึงวิธีรับมือในกรณีที่ตนตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับลิงบาบูนขนหยิกกลายพันธุ์ จากนั้นก็ถอนหายใจ
เมื่อเทียบกับการได้ยินได้ฟังมาจากคนอื่น การมาเห็นด้วยตาตัวเองนั้นน่าตกตะลึงยิ่งกว่ามาก!
บนศพของลิงบาบูนขนหยิก ในจุดที่เป็นผลึกสีดำแตกละเอียด ละอองแสงค่อยๆ มารวมตัวกันเป็นรูปทรงคล้ายกำปั้นโปร่งแสงสีดำ
เป็นกำปั้นที่ให้ผู้คนรู้สึกถึงความแข็งแกร่งและชั่วร้าย หากมองผิวเผิน เส้นลายมือ เล็บ และความโปร่งแสง ไม่มีสิ่งใดดูผิดปรกติ แต่ไคลน์สัมผัสถึงความขัดแย้งและการละเมิดในปริมาณเข้มข้น คล้ายกับความวุ่นวายโกลาหลและความบ้าคลั่งกำลังไหลเวียนอยู่ภายใน
ลำดับ 5 ‘ผู้ชี้นำความสับสน’ แห่งเส้นทางจักรพรรดิมืด? เรายังไม่รู้ว่าจุดอ่อนใหม่ในคราวนี้เป็นอะไร ภาวนาให้ไม่ร้ายแรงก็แล้วกัน… อา… แต่หลังจากนี้หกชั่วโมง เราสามารถใช้งานลางมรณะได้เท่าที่ต้องการ… ไคลน์รำพันพลางโน้มตัวหยิบตะกอนพลังพิเศษ เก็บใส่กล่องโลหะที่เตรียมไว้ล่วงหน้า
อันที่จริง ชายหนุ่มสามารถลอง ‘ต้อนแกะ’ ลิงบาบูนขนหยิกกลายพันธุ์ตัวนี้และดูว่าจะได้รับพลังแบบไหน หากเป็นของดีก็ค่อยปล่อย ‘บารอนแห่งการเน่าเปื่อย’ ออกไปแทน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ทำ เพราะไม่มั่นใจว่าสัตว์วิเศษตนนี้เคยกระทำความชั่วจนสมควรถูกจองจำ
การเข่นฆ่าถือเป็นธรรมชาติของสนามรบ ไม่มีสิ่งใดแปลกใหม่ แต่การต้อนแกะดวงวิญญาณนั้นแตกต่างออกไป วิธีนี้จะทำให้เหยื่อเกิดความทุกข์ทรมานแสนสาหัส ไคลน์มีหลักการของตัวเองให้ยึดถือ แถมยังเป็นคนหัวรั้นมาก จะไม่แหกกฎที่ตั้งไว้หากไม่จำเป็น เหยื่อของถุงมือจะต้องถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดีเท่านั้น
จริงอยู่ สัตว์วิเศษนั้นมีสติปัญญาไม่เท่ามนุษย์ ถึงจะต้อนแกะเข้าไปก็คงไม่ล้ำเส้นศีลธรรม ทว่า ประสบการณ์ได้หล่อหลอมให้ชายหนุ่มเข้มงวดในหลักการของตัวเอง ไม่ผ่อนปรนเพราะเห็นแก่ประโยชน์เล็กน้อย นี่มิได้เป็นเพียงเรื่องของศีลธรรม แต่เป็นการเตือนสติตัวเอง ไม่ให้ลืมว่าตัวตนที่แท้จริงเป็นใคร กรอบที่ตั้งขึ้นมาอย่างถี่ถ้วน ไม่ควรถูกขยายออกไปเรื่อยๆ ตามอำเภอใจ ไม่อย่างนั้นอาจก่อความผิดพลาดขึ้นในสักวัน
ท่ามกลางโลกที่วุ่นวายและลึกลับใบนี้ กฎดังกล่าวมีเพื่อตัวเรา ไม่ใช่เพื่อใคร… คนเราสามารถหลอกคนอื่นได้ หลอกได้กระทั่งเทพ แต่ท้ายที่สุดแล้วจะไม่สามารถหลอกตัวเองได้… ไม่สิ บางทีผู้วิเศษของเส้นทาง ‘ผู้ชม’ อาจมีพลังสำหรับหลอกตัวเอง… ขณะความคิดมากมายแล่นผ่าน ไคลน์หยิบการเดินทางของกรอซายออกจากเสื้อ เตรียมป้ายเลือดของลิงบาบูนขนหยิกลงบนปก
ทันใดนั้น หัวใจของมันพลันบีบเกร็ง ขนท้ายทอยลุกซู่ชูชันทันใด
นี่คือลางสังหรณ์แจ้งเตือนอันตราย!
แถมยังเป็นลางสังหรณ์ที่ไม่มีนิมิตหรือภาพอะไรเลย!
ท่าไม่ดีแล้ว! ไคลน์รู้สึกอย่างชัดเจนว่าหัวใจของตนกำลังถูกชั้นของเงาสีดำบีบรัด ทัศนวิสัยคล้ายกับถูกแผ่นกระจกสีเข้มวางซ้อนทับหลายชั้น
โดยไม่ลังเลหรือครุ่นคิดในสิ่งที่เกิดขึ้น มือซ้ายรีบคว่ำลง ถุงมือเปลี่ยนเป็นสีโปร่งแสง
ในสภาพล่องหน ชายหนุ่มโผล่ขึ้นข้างๆ แฮงแมนพร้อมกับจับไหล่ของอีกฝ่าย
อัลเจอร์เองก็เริ่มพบความผิดปรกติบางอย่าง หัวใจของมันกำลังเต้นระรัวราวกับด้านในมีพายุก่อตัว เลือดลมสูบฉีดไปตามร่างกายอย่างบ้าคลั่งประหนึ่งกระแสน้ำเชี่ยว
ขณะเห็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์นำมือขวาวางบนไหล่ เล็บมือของอัลเจอร์เริ่มกลายเป็นสีเทาด้าน คล้ายกับเศษหินและกรวดที่พบได้ทั่วไปในป่า แข้งขาเริ่มแข็งตัว กล้ามเนื้อหดเกร็ง ราวกับร่างกายเริ่มไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไป!
ร่างคนทั้งสองโปร่งใสและเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าสู่โลกวิญญาณที่มีริ้วแสงสีสันฉูดฉาดซ้อนทับ ปลายทางคือซากปรักหักพัง
ทันใดนั้น ฉากของสีสันอันหลากหลายเบื้องหน้าไคลน์พลันแปรเปลี่ยนเป็นฉากสีดำเนื้อละเอียด ยิ่งเพ่งมองก็ยิ่งดูคล้ายกับเส้นผมสีดำสนิทที่มีหลายรากหลายโคน
เส้นผมสีดำยาว!
ชายหนุ่มรู้สึกเย็นวาบจากหัวจรดเท้า ไม่ลังเลเลยที่จะออกจากโลกวิญญาณพร้อมกับแฮงแมน กลับมายังโลกความจริงโดยมีพื้นหญ้าและกรวดรองรับ ห่างออกไปไม่ไกลคือซากปรักหักพังของอาคารที่แทบไม่หลงเหลือเค้าเดิม
จากหางตา ไคลน์พบว่าแฮงแมนกลายเป็นหินตั้งแต่ครึ่งท่อนล่างลงไป ราวกับถูกเปลี่ยนให้เป็นรูปปั้นแกะสลัก!
เป๊าะ!
ไคลน์ดีดนิ้ว จุดไฟบนหญ้าที่ห่างออกไปหลายสิบเมตรเพื่อเตรียมกระโดดหนี
ทันใดนั้น หัวใจของมันพลันหดเกร็ง ร่างกายสั่นระริกอย่างมีอาจหักห้าม
ภาพของเปลวไฟซึ่งกำลังลุกโชน ดูสยดสยองเป็นอย่างมากในสายตาไคลน์!
จุดอ่อนที่ลางมรณะมอบให้ในคราวนี้ก็คือ หวาดกลัวต่อไฟ!
เมื่อเห็น ‘กระจก’ สีเข้มตรงหน้าเริ่มซ้อนทับหลายชั้น ไคลน์พยายามควบคุมสติ ทันใดนั้น ชายหนุ่มสัมผัสถึงสายลมหนาวที่พัดขึ้นจากด้านล่าง ส่งให้ตนและอัลเจอร์ลอยขึ้นฟ้าไปพร้อมกัน ทะลวงผ่านขอบเขตที่มองไม่เห็น เข้าไปในดินแดนของซากปรักหักพังโบราณ
โครม!
คนทั้งสองหล่นกระแทกพื้นเสียงดัง เศษหินแตกหัก
เงาดำภายในใจพวกมันเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว อันตรายที่ซ่อนอยู่ในความมืดบรรเทาลงอย่างเห็นได้ชัด
ฟู่ว… ไคลน์ถอนหายใจผ่อนคลายเมื่อเห็นผิวหนังสีเทาที่ลามมาถึงข้อศอก ค่อยๆ กลับสู่สภาพปรกติ ร่างกายฟื้นฟูตัวเองทันทีที่ออกจากเขตป่าสีดำ
ปัจจุบัน เสื้อกั๊กของชายหนุ่มกำลังชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นๆ เต็มแผ่นหลัง
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของเหตุการณ์เมื่อครู่ก็คือ มันไม่ทราบด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายเป็นสัตว์ประหลาดชนิดใดและใช้พลังแบบไหน!
กระสุนของลางมรณะให้ทำให้สัตว์วิเศษในละแวกใกล้เคียงตื่นตัว หรือว่าตัวตนเมื่อครู่คือผู้ปกครองผืนป่าในยามค่ำคืน? โชคดีที่มันไม่กล้าใกล้เข้าเขตซากปรักหักพัง… ไม่สิ นั่นไม่ใช่เรื่องดี เพราะหมายความว่าภายในซากอาคารเก่าแก่แห่งนี้ มีสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวกว่าซ่อนอยู่… เราต้องเตรียมตัวหนีตลอดเวลา… ไคลน์เหยียดแขนพยุงตัวขึ้น
ขณะเดียวกัน อัลเจอร์ที่รอดพ้นจากคำสาปสีเทา หันมามองเกอร์มัน·สแปร์โรว์
“พื้นที่ดังกล่าวทำให้เรากลายเป็นหิน”
พื้นที่… กลายเป็นหิน… ไคลน์พยักหน้ารับพลางเดินลึกเข้าไปในซากอาคาร ก่อนจะตอบเสียงทุ้ม
“ตอนนี้ปัญหาอยู่ข้างใน”
อัลเจอร์ไม่ต่อปากต่อคำ เร่งความเร็วเพื่อตามให้ทัน
หลังจากคนทั้งสองขยับเข้าไปใกล้ ไคลน์จ้องเข้าไปในตัวอาคาร กวาดตามองเสาหินและยอดแหลม รวมถึงซากกำแพงที่พังทลาย
มันเว้นวรรค ก่อนจะถามอย่างเป็นกันเอง
“คุณคิดว่าอาคารแห่งนี้เคยเป็นอะไรมาก่อน”
อัลเจอร์ครุ่นคิดสองสามวินาที ก่อนจะตอบ
“วิหาร… ส่วนหนึ่งของวิหาร”
……………………………………………………….
เมื่อสัมผัสถึงการสั่นสะเทือนของผืนดิน หัวใจอัลเจอร์เริ่มเต้นแรง รีบหันไปมองเกอร์มัน·สแปร์โรว์และอ่านเจตนาของอีกฝ่ายผ่านภาษากาย
พร้อมกันนั้น มันเสกสายลมรายล้อมร่างกาย ช่วยให้เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่ว ก่อนจะรีบฉากหลบไปด้านข้าง
อัลเจอร์ทำเช่นนี้ก็เพราะกังวลว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์อาจสติแตก นึกครึ้มอยากล่าสิ่งมีชีวิตที่น่าหวาดกลัวภายในถ้ำ เพราะหากลงเอยเช่นนั้น ถึงจะเอาชนะศัตรูได้ แต่ก็จะส่งผลกระทบต่อแผนการสำรวจระยะยาวแน่นอน
และในฐานะคนเดินเรือมากประสบการณ์ มันทราบดีว่าการตัดสินใจที่เด็ดขาดจะช่วยทำให้พวกพ้องที่ยังไม่มีเป้าหมาย ตัดสินใจไปในทิศทางเดียวกัน
ไคลน์โล่งใจเมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า ละทิ้งการถกเถียงเรื่องมารยาท รีบวิ่งตามหลังแฮงแมนไปไม่ห่าง
ขณะเดียวกัน มันสัมผัสถึงลมที่พัดมาจากด้านหลังและใต้ฝ่าเท้า ช่วยให้พุ่งตัวไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น แรงโน้มถ่วงมีผลต่อร่างกายน้อยลง ความเร็วโดยรวมจึงเพิ่มขึ้นราวสองเท่า
ท่ามกลางเสียงลมหวีด ไคลน์และอัลเจอร์วิ่งออกจากจุดที่มีต้นไม้บางตา ตรงเข้าไปในเขตที่มีความมืดปกคลุมหนาทึบ
ทันใดนั้น อัตราการเต้นหัวใจของคนทั้งสองช้าลงกะทันหัน ไม่เหมือนคนที่เพิ่งออกกำลังกายอย่างหนัก ตรงกันข้าม ดูคล้ายกับคนที่กำลังจะงีบหลับในยามบ่าย
ไคลน์รู้สึกหนาวเย็นจับใจ ความหม่นหมองที่ยากจะอธิบายพยายามแทรกซึมเข้ามาในร่าง
ขณะเดียวกัน มันเห็นจากแสงโคมไฟในมืออัลเจอร์ค่อยๆ ถูกเงายักษ์ที่โผล่มาจากหลังกลืนกินทีละนิด ฉากหนึ่งผุดขึ้นในนิมิตลางสังหรณ์
งูยักษ์ที่มีลำตัวใหญ่กว่าหนึ่งคนโอบพุ่งออกจากปากถ้ำ เกล็ดของมันมีขนาดมหึมา สีเขียวแกมดำ ดวงตากำลังลุกโชนด้วยเปลวไฟ
ระหว่างซอกเกล็ดมีขนนกสีขาวเปื้อนน้ำมันผุดแซม กลางหลังมีปีกใหญ่หนึ่งคู่ที่สามารถใช้การได้
งูยักษ์ตัวดังกล่าวกึ่งเลื้อยกึ่งบินขึ้นไปในอากาศ พันรอบต้นไม้ที่สูงใหญ่และแข็งแรง แลบลิ้นสองแฉกสีดำสนิท จ้องมองผู้บุกรุกสองคนจากระยะไกล
รอบตัวงูยักษ์ ต้นไม้เฉาตายอย่างรวดเร็ว วัชพืชเหี่ยวแห้งโดยสมบูรณ์ ศพจำนวนมากผุดขึ้นจากดินเปียกบนพื้น เงาดำล่องหนกำลังเคลื่อนไหวภายในความมืด
งูมีขน!
ไม่ผิดแน่ นี่คืองูขนนก!
ในทวีปใต้ งูขนนกคือสัญลักษณ์ของความศักดิ์สิทธิ์ เป็นตราประจำตระกูลราชวงศ์อายเกสที่สืบเชื้อสายจากเทพมรณาโดยตรง!
ไคลน์และอัลเจอร์ไม่หยุดวิ่ง อดทนต่อความหนาวเย็นและอัตราการเต้นของหัวใจที่ช้าลงมาก อาศัยความช่วยเหลือจากสายลมรีบมุ่งหน้าเข้าไปในป่าสีดำ ออกห่างจากจุดที่มีต้นไม้บางตา
ตึกตัก! ตึกตัก! ตึกตัก! อัตราการเต้นหัวใจของทั้งคู่เริ่มกลับเป็นปรกติ ความเย็นบนร่างกายค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความร้อนที่เกิดจากการเผาผลาญ
เมื่อสัมผัสวิญญาณแจ้งว่าอันตรายผ่านพ้นไปแล้ว ไคลน์ลดความเร็วลงและหันกลับไปมอง เปล่งเสียงเยือกเย็นท่ามกลางป่ามืด
“งูขนนก ระดับครึ่งเทพ”
“ครึ่งเทพ…” อัลเจอร์ลดความเร็วลงเช่นกัน เส้นเลือดบนหน้าผากปูดขึ้นเล็กน้อย
มันเว้นวรรคสองวินาที กล่าวพลางถอนหายใจแผ่ว
“ไม่มีอะไรต้องกังวล สัตว์วิเศษตัวนี้แค่หวงอาณาเขต ถ้ามันไม่อยากล่าก็จะไม่ออกจากถิ่นตัวเองเด็ดขาด โดยเฉพาะในบริเวณที่ใกล้กับภูเขา… มันคงไม่ตามเรามา”
ไคลน์พยักหน้าและหันไปถาม
“สัตว์วิเศษที่นี่มีระดับสูง?”
อัลเจอร์หันกลับมามอง ตอบพลางส่ายหน้า
“ไม่เสมอไป… มีพวกที่อ่อนแออยู่ไม่น้อยเช่นกัน… ผมเคยมาที่นี่ในตอนกลางคืน พบเพียงร่องรอยของสัตว์วิเศษระดับครึ่งเทพ แต่ไม่เคยเจอตัวจริงมาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เผชิญหน้า… ของแบบนี้ขึ้นอยู่กับดวง ผมคิดว่าพวกเราคงไม่น่าจะซวยซ้ำสอง”
ในฐานะนักเดินเรือ ทักษะการคำนวณคือสิ่งจำเป็น
นายกำลังหมิ่นราชันเหลืองดำผู้ครองพลังโชคลาภ? ไคลน์จิกกัดตัวเองในใจ กล่าวหน้านิ่ง
“การฟันธงจะทำให้ผลลัพธ์ออกมาตรงกันข้ามเสมอ”
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เดอะเวิร์ลต้องการจะสื่อว่า
อย่าฟันธง!
อันที่จริง ถ้าศัตรูไม่ใช่งูขนนกระดับครึ่งเทพ แต่เป็นลำดับ 5 เหมือนกัน ไคลน์คงเพลิดเพลินไปกับการกลั่นแกล้งอีกฝ่าย เพราะท้ายที่สุด ตนมีนกหวีดทองแดงอะซิกในมือ สัตว์วิเศษเส้นทางมรณาจะสูญเสียพลังไปกว่าครึ่งต่อหน้าสิ่งนี้
สำหรับโอกาสเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตระดับครึ่งเทพ ชายหนุ่มมิได้ตื่นตระหนกมากนัก แฮงแมนเคยหยิบยกประเด็นนี้มาเกริ่นให้ฟังแล้ว จึงมีการเตรียมตัวอย่างรัดกุม ทั้งยันต์โจรปล้นดวง พลังพิเศษระดับครึ่งเทพจำนวนสามหน้าในสมุดเวทมนตร์เลมาโน่ หนังสือการเดินทางของกรอซาย และพลัง ‘ท่องเที่ยว’ ถึงจะไม่แข็งแกร่งพอที่จะเอาชนะ แต่การหนีก็คงไม่ยากเย็นเกินไป
ตราบใดที่ไม่หลงเข้าไปปะทะกับเทวทูตโดยตรง… ไคลน์รำพันเงียบ
ฟังคำเกอร์มันจบ อัลเจอร์ประหลาดใจเล็กน้อย เพราะเห็นได้ชัดว่านักผจญภัยเสียสติรายนี้จงใจเตือนให้ตนไม่ประมาท
เป็นชายเสียสติที่เยือกเย็น? นั่นสินะ ถ้าเสียสติโดยสมบูรณ์ คงไม่มีทางอายุยืนขนาดนี้… อัลเจอร์แหงนมองฟ้า เพ่งมองผ่านชั้นหมอกหนา พยายามจำแนกดวงดาวที่เลือนราง
สองนาทีผ่านไป มันถอนสายตากลับ ชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง
“ทางนั้น”
ไคลน์ที่หยิบลูกโม่ ‘ลางมรณะ’ ออกมาถือ ปล่อยปากกระบอกปืนชี้ลงพื้นอย่างเป็นธรรมชาติ เดินตามอัลเจอร์โดยไม่พูดอะไร สีหน้าเผยความเยือกเย็น
เดินผ่านป่าสีดำบรรยากาศมืดสลัวสักพัก อัลเจอร์ชะงักฝีเท้า มองไปทางฝั่งซ้ายและกล่าวเสียงขรึม
“ถ้าตรงไปข้างหน้าอีกไม่ไกลจะได้พบกับต้นกระดิ่งลมหลอนประสาท ผมอยากลองจัดการด้วยตัวเองก่อน… สัตว์วิเศษตัวถัดไปจะเป็นของคุณ ผมจะไม่สอดมือเข้าไปยุ่ง”
เว้นแต่คุณจะจัดการมันตามลำพังไม่ไหว… อัลเจอร์กลืนคำพูดครึ่งหลังลงคอ
ชายคนนี้ไม่ใช่นักล่าที่พบได้ทั่วไปในท้องทะเล มันจำเป็นต้องควบคุมปาก ไม่ติดนิสัยพูดในสิ่งที่ทำให้คนอื่นฟังแล้วโกรธ
วัตถุดิบหลักของโอสถที่มิสจัสติสกำลังมองหา… สมกับที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมากมาย มิสเตอร์แฮงแมนรู้ว่าในบางครั้ง การพูดอย่างตรงไปตรงมาจะมีประโยชน์กว่าการอ้อมค้อม และการเจรจามีประโยชน์กว่าเดาใจ… ไคลน์รักษามาดของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ตอบกลับเสียงเย็นชา
“ตกลง… แต่ถ้าไม่ไหวก็อย่าฝืน ควรขอความช่วยเหลือ ไม่อย่างนั้นผมจะมองว่าคุณเป็นคนหัวรั้น”
แม้ว่าบุคลิกของนักผจญภัยเสียสติจะแตกต่างจากนักล่าทั่วๆ ไป แต่ในบางแง่มุมก็ยังเหมือนกันสินะ… อัลเจอร์สูดลมหายใจเข้า ถือตะเกียงเดินนำหน้า
ขณะกำลังย่างกราย คนทั้งสองได้ยินเสียงกระดิ่งแผ่วเบา ความรู้สึกอยากกลับบ้านผุดขึ้นจากจิตใต้สำนึก ร่างกายผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด
ไคลน์พบว่าความหวาดระแวงในตัวเริ่มจางหายอย่างมิอาจหักห้าม ไม่ว่าจะย้ำคิดย้ำทำสักเพียงใดก็ไม่สามารถเพ่งสมาธิได้คมชัด
ในวินาทีนี้ มันอยากพุ่งตัวไปยังทิศทางของเสียงกระดิ่ง โดยเชื่อว่ามีบางสิ่งที่ตนโหยหารออยู่
เนื่องจากระยะทางยังค่อนข้างไกล ผนวกกับการที่มีสายลมรอบตัวคอยรบกวน ไคลน์ควบคุมสติกลับมาอย่างยากลำบาก หันไปมองแฮงแมนด้านข้าง
อัลเจอร์สูญเสียความสุขุมที่ควรมี บนใบหน้าที่ค่อนข้างหยาบกร้าน ดวงตากำลังแดงระเรื่อ ไม่มีใครรู้ว่ากำลังคิดสิ่งใด
จินตนาการไม่ออกว่ามิสเตอร์แฮงแมนตอนร้องไห้หน้าตาเป็นยังไง… คงหลอนพิลึก… ไคลน์รำพันติดตลก
ทันใดนั้น อัลเจอร์พูดเบาๆ
“ผมจัดการเอง”
เมื่อสิ้นเสียง มันวางตะเกียงลง หมุนแหวนที่ดูชั่วร้ายบนนิ้วหัวแม่โป้งซ้าย เปลี่ยนให้หนามแหลมที่ยื่นออกมาเริ่มส่องแสง
นี่คือสมบัติวิเศษ ‘แส้จิต’ ผลข้างเคียงจะทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกปวดหัวอย่างต่อเนื่อง นึกอยากเอาหัวโขกกำแพงใจแทบขาด
แต่ในเวลานี้ อาการปวดหัวรุนแรงช่วยให้อัลเจอร์มีสติท่ามกลางเสียงกระดิ่งโดยไม่ถูกสะกดจิต
ผลข้างเคียงก็มีประโยชน์ในบางครั้ง… อัลเจอร์ถอนหายใจพลางหยิบกล่องไม้ออกจากกระเป๋าเสื้อ กดปุ่มเปิดกลไก
ภายในมีหนูสีเทา!
มิสเตอร์แฮงแมนต้องการใช้หนูเป็นเหยื่อล่อความสนใจของต้นกระดิ่งลมหลอนประสาท จากนั้นก็ถือโอกาสโจมตี? ไม่เลว เตรียมตัวได้ดี วางแผนละเอียดรอบคอบ… ในฐานะนักผจญภัยมากประสบการณ์ ไคลน์เข้าใจเจตนาคร่าวๆ ของแฮงแมนได้ในคราวเดียว
อัลเจอร์หยิบหนูออกมาและแบบมือเพื่อให้มันกระโดดลงไป แต่ทันใดนั้น สีหน้าของมันพลันบิดเบี้ยว
หนูสีเทาไม่เคลื่อนไหว ไม่มีลมหายใจ และอุณหภูมิร่างกายก็เย็นมาก ไม่สามารถทำหน้าที่เหยื่อล่อได้อีกแล้ว!
ในการเผชิญหน้ากับงูขนนกครึ่งเทพเมื่อครู่ แม้อัลเจอร์จะอยู่แนวหลังที่ถอนตัวได้เร็ว แต่หนูสีเทาซึ่งพกพามาด้วยเป็นเพียงสัตว์ธรรมดา ร่างกายและจิตไม่แข็งแรงนัก ถูกกระทบกระทั่งเพียงเล็กน้อยก็เสียชีวิตโดยไม่มีโอกาสหลบหนี
ตายแล้วสินะ… มิสเตอร์แฮงแมนกำลังพบสัจธรรมอีกหนึ่งข้อ นั่นก็คือ แผนการอาจไม่ตรงตามที่วางไว้เสมอไป มีปัจจัยมากมายคอยสร้างความเปลี่ยนแปลง… ดวงไม่ดีเอาเสียเลย… ได้เห็นฉากดังกล่าว มุมปากไคลน์ขยับเล็กน้อยคล้ายกับต้องการหัวเราะ แต่ก็ไม่อยากทำลายภาพลักษณ์ตัวเอง
สถานการณ์เช่นนี้นับว่าหาได้ยาก เมื่อพิจารณาว่าแฮงแมนเป็นคนที่รอบคอบและพิถีพิถันเพียงใด
อัลเจอร์รีบควบคุมสติ ถือหนูสีเทาที่ตายแล้วเดินหน้าต่อไป ส่วนไคลน์ก้มตัวลงไปหยิบตะเกียงและเดินตามหลังอย่างไม่มีร้อน
ยิ่งเสียงกระดิ่งลมทวีความคมชัด บรรยากาศรอบข้างก็ยิ่งเงียบสงัด ความปรารถนาที่อยากจะปรี่เข้าหาก็ยิ่งเพิ่มพูน
ผ่านไปไม่กี่ก้าว ในที่สุดไคลน์ก็ได้เห็นต้นไม้ประหลาด
ลำต้นสีน้ำตาลอมเขียว เปลือกไม้มีรอยแตกเป็นจำนวนมาก ช่องว่างดังกล่าวดำมืดราวกับมีดวงตานับไม่ถ้วนซ่อนอยู่
แต่ละปลายกิ่งก้านที่ยื่นออก ล้วนมีกระดิ่งลมโลหะสีเทาห้อยลงมา สั่นสะเทือนด้วยตัวเองจนเกิดท่วงทำนอง ในจุดที่ใกล้กลับลำต้นมีผลไม้โปร่งแสงขนาดเท่ากำปั้น
อัลเจอร์จ้องมองสักพักพลางกดลูกกระเดือก ก่อนจะหันมาพูดกับเกอร์มัน·สแปร์โรว์
“อุดหูและเพ่งสมาธิให้ดี”
………………………………………………
จากบรรดาผีดูดเลือดทั้งหมด ถึงเอ็มลินจะมิได้ประหลาดที่สุด แต่ก็ต้องติดอยู่ในสิบอันดับแรกแน่นอน
ในฐานะผีดูดเลือดที่มีอายุยืนยาวตั้งแต่เกิด ไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะมีงานอดิเรกสักอย่างสองอย่างเพื่อฆ่าเวลา เอ็มลินไม่ใช่คนเดียวที่ชอบตุ๊กตา แต่ปัญหาคือ หากไม่นับการออกมาซื้อตุ๊กตาตัวใหม่พร้อมเสื้อผ้า หรือการออกมาหาเลือดสดดื่ม เอ็มลินแทบไม่เคยออกไปไหน ไม่ชอบสุงสิงกับพี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์ เว้นเสียแต่จะต้องการเลือดสดใหม่ หรือไม่ก็อยากได้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ หรือไม่ก็ต้องการซื้อวัตถุดิบสักชนิด ถ้าไม่ใช่เพราะสิ่งเหล่านี้ เอ็มลินจะไม่เข้าร่วมชุมนุมใดๆ ของพี่น้องเลย
วิถีชีวิตเช่นนี้มีแต่จะทำให้แก่ตัวไปอย่างเปล่าประโยชน์ เหมือนกับผีดูดเลือดอาวุโสบางตนที่ต้องนอนอยู่ในโลงพิเศษเพื่อประทังชีวิต เอ็มลินที่ไม่มีสิ่งใดเหมือนผีดูดเลือดโตเต็มวัยเลย จึงกลายเป็นประเด็นสนทนาในแวดวงผีดูดเลือดไปโดยปริยาย
เมื่อหลายปีก่อน ทุกคนอาจพูดถึงเอ็มลินเป็นครั้งคราว ติดตลกเล็กน้อย คล้ายกับการเล่าถึงพฤติกรรมประหลาดๆ ของมนุษย์ในกรุงเบ็คลันด์ จนกระทั่งมีข่าวลือว่า เอ็มลินหลงเข้าไปในวิหารฤดูเก็บเกี่ยวและถูกนักบวชของพระแม่ธรณีจับกุมตัว ภาพพจน์ของมันเริ่มกลายเป็นตัวตลกในสายตาพี่น้องทันที ถึงขั้นถูกเรียกว่าเป็นความอัปยศของวงศ์ตระกูล ยากจะกอบกู้ศักดิ์ศรีคืนมา
แต่ผีดูดเลือดที่ไม่เอาไหนตนนั้นกลับล่าสาวกดวงจันทร์บรรพกาลได้สามคนรวด!
ทั้งหมดนั่นคือแวมไพร์เทียม!
หมอนั่นขอความช่วยเหลือจากนักบวชพระแม่ธรณี? หรือว่าจ้างนักล่าค่าหัวที่เก่งกาจ? ความคิดมากมายแล่นผ่านสมองของเหล่าผีดูดเลือด พยายามคาดเดาว่าเอ็มลินใช้วิธีใดเอาชนะเกมนี้
ในเวลาเดียวกัน คาซีมีกระแอมแห้ง
“เอ็มลินได้ครอบครองมรดกพลังพิเศษและกลายเป็นบารอนแล้ว”
บารอน… เมื่อเหล่าพี่น้องจ้องมาทางเอ็มลิน คราวนี้สีหน้าปราศจากความงุนงงและสงสัย แต่แววตากำลังเปี่ยมด้วยความประหลาดใจและตกตะลึงเสียเต็มประดา
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เอ็มลินถูกเครือญาติมองด้วยสายตาแบบนี้ ร่างกายพลันเบาหวิวและซาบซ่านอย่างเหนือคำบรรยาย ความพึงพอใจเอ่อล้นไปทั่วร่างจนมันอยากจะเชิดคางขึ้นและพูดว่า ‘พวกเจ้าต้องเรียกข้าว่าท่านลอร์ดบารอน’
เป็นความพึงพอใจระดับเดียวกับ การได้ซื้อตุ๊กตาตัวที่ต้องการหลังจากเก็บเงินเป็นเวลานาน… เอ็มลินรำพันเงียบ กลืนความคิดลงคอ จากนั้นก็เดินไปหาคาซีมีพลางติดกระดุมเสื้อ
รอจนกระทั่งเหล่าผีดูดเลือดได้สติคืนมาและจ้องหน้าสองบารอนด้วยอารมณ์ซับซ้อน คาซีมีถือโอกาสกล่าว
“ผู้ชนะการแข่งล่าในครั้งนี้จะได้สิทธิ์ต่อคิวในรายชื่อเลื่อนลำดับเป็นไวเคาต์ แถมยังจะได้รับความช่วยเหลือในพิธีเลื่อนลำดับโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย… นอกจากนั้น เขายังจะได้รับแหวนวงที่ทานบรรพบุรุษเป็นผู้สร้างกับมือ”
ขณะกล่าว คาซีมีหยิบกล่องเครื่องประดับสีเงินลวดลายซับซ้อนออกจากกระเป๋าเสื้อ กดปุ่มกลไก เปิดฝาและเผยวัตถุภายในให้ทุกคนเห็น
เนื้อแหวนโปร่งแสง คล้ายกับแหวนที่สร้างจากอำพันสีแดงอ่อน ด้านบนฝังอัญมณีสีเลือด ขนาดเทียบเท่าครึ่งหนึ่งของเล็บมือ กำลังเปล่งแสงเจือจาง
“ชื่อของมันคือแหวนลิลิธ จะทำให้ผู้สวมใส่มีเสน่ห์มากขึ้น และอยู่ในสภาพสมบูรณ์สุดขีดเมื่อเกิดปรากฏการณ์พระจันทร์เต็มดวง” คาซีมีแนะนำเบื้องต้น “นอกจากนั้น แหวนยังมีพลังทำให้จุดใดจุดหนึ่งมีสภาพคล้ายกับพระจันทร์เต็มดวง เพิ่มประสิทธิภาพอย่างมากให้กับพลังพิเศษที่เกี่ยวข้อง แถมยังสามารถสร้างประตูมายาที่เชื่อมต่อกับส่วนลึกของโลกวิญญาณได้ด้วย”
คาซีมีเว้นวรรค ก่อนจะเสริม
“ประตูบานดังกล่าวมีชื่อว่า ‘ประตูอัญเชิญ’ จะทำให้สิ่งมีชีวิตในส่วนลึกของโลกวิญญาณออกมาสู่โลกความจริง แต่สามารถใช้ได้แค่ครั้งเดียว และต้องรออีกสักพักจึงจะใช้พลังได้ใหม่… หากสัตว์วิญญาณตัวใดย่างกรายผ่านประตูบานนี้ นั่นจะเท่ากับการทำพันธสัญญากับผู้สวมใส่เป็นระยะเวลาหนึ่ง ตามข้อมูลคือห้านาที ถ้าต้องการใช้งานนานกว่านั้น ผู้สวมต้องสื่อสารกับสัตว์วิญญาณและเขียนพันธสัญญาฉบับใหม่ด้วยตัวเอง… ภายใต้สถานการณ์ปรกติ สัตว์วิญญาณที่อัญเชิญออกมาจะแข็งแกร่งเทียบเท่าหรือมากกว่าผู้สวมเล็กน้อย แต่ก็มีโอกาสที่จะอ่อนแอกว่ามาก และแข็งแกร่งมากเช่นกัน… เคยมีไวเคาต์ตนหนึ่งใช้แหวนวงนี้เรียกสัตว์วิญญาณระดับครึ่งเทพออกมา… แต่ยิ่งสัตว์วิญญาณทรงพลังเพียงใด มันก็ยิ่งฝ่าฝืนพันธสัญญาของ ‘ประตูอัญเชิญ’ ได้ง่าย และทำให้ผู้สวมแหวนตกอยู่ในอันตราย หากเผชิญกับสถานการณ์ดังกล่าว คำแนะนำก็คือ รีบยุติการอัญเชิญทันที… ผลข้างเคียงขณะสวมใส่คือการป่วยเป็น ‘โรคกระหายเลือด’ จำต้องดื่มเลือดมนุษย์จากขวดสำรองทุกๆ หนึ่งชั่วโมงเพื่อบรรเทาอาการ ไม่อย่างนั้นเลือดจะเดือดพล่านและระเหย ภายในสิบห้านาที บารอนผีดูดเลือดจะจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถ”
อันที่จริงมันก็ไม่ได้แย่… กลับกัน เราชอบเสียอีกที่จะได้ดื่มเลือดมนุษย์บ่อยๆ แต่ปัญหาคือ เราจะไปหาเลือดมากขนาดนั้นได้จากไหน… เอ็มลินระงับความตื่นเต้น ขบคิดหาวิธีแก้ผลข้างเคียง
ทันใดนั้น คาซีมีหันมามอง
“สำหรับเลือดในส่วนดังกล่าว ทางเผ่าผีดูดเลือดมีไว้คอยบริการ”
ถ้าอย่างนั้น ปัญหาก็เหลือแค่ จะใส่ขวดและพกพาเลือดจำนวนมากด้วยวิธี… เอ็มลินหันไปมองผีดูดเลือดตนอื่นๆ ที่กำลังจ้องตนด้วยสายตาอิจฉาริษยา
“ถ้าข้าไม่สวมไว้ จะได้รับโรคกระหายเลือดไหม?”
“ไม่” คาซีมีส่ายศีรษะหนักแน่น
เอ็มลินจ้องแหวนลิลิธ ถามอีกครั้ง
“ถ้าข้าสวมมันไว้ห้าสิบเก้านาทีและถอดออก จะป่วยเป็นโรคกระหายเลือดไหม”
กล้ามเนื้อใบหน้าคาซีมีกระตุก ก่อนจะตอบ
“เมื่อเจ้าสวมแหวน โรคกระหายเลือดจะแสดงผลทันที ต้องดื่มเลือดมนุษย์จากขวดสำรองเพื่อทำให้สงบลงเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง ในระหว่างนั้น หากเจ้าถอดและสวมมันอีก โรคกระหายเลือดก็จะกลับมาแสดงผลอีก ไม่ว่าจะครบหนึ่งชั่วโมงหรือไม่ก็ตาม จำเป็นต้องดื่มเลือดอีกครั้ง… เข้าใจที่ข้าพูดไหม?”
“แน่นอน มันไม่ได้ซับซ้อนอะไร” เอ็มลินถอนหายใจ
คาซีมีถอนสายตากลับ หันไปมองผีดูดเลือดตนอื่นๆ
“เช่นนั้นแล้ว ข้าขอมอบแหวนวงนี้ให้กับผู้ชนะในการแข่งล่าเหยื่อ… เอ็มลิน·ไวท์”
“ยินดีด้วยเอ็มลิน” มันหันกลับมามองเอ็มลินพร้อมกับยื่นมือขวาออกไปจับและเขย่าเบาๆ
จากนั้น คาซีมีส่งมอบแหวนลิลิธสีเลือดให้แก่เอ็มลิน
“ขอบใจ” เอ็มลินยิ้มอย่างสงวนกิริยา
คาซีมีเลิกสนใจเอ็มลิน หันไปกล่าวกับผีดูดเลือดที่เหลือ
“ยังเหลืออีกสองเป้าหมายที่เป็นเหยื่อของพวกเจ้า ยังมีรางวัลให้สำหรับคนที่ล่าสำเร็จ”
…
สิบโมงเช้า มิติเหนือสายหมอก
ไคลน์ได้รับบันทึกการเดินทางของเลมาโน่ที่เอ็มลินสังเวย พร้อมกับทราบประโยชน์ของแหวนลิลิธ
ประเด็นอื่นไม่สำคัญอะไร สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ‘ประตูอัญเชิญ’ ซึ่งเชื่อมต่อกับส่วนลึกของโลกวิญญาณ… อาจจะมีสักวันที่เทพบรรพกาล ลิลิธ เป็นผู้ก้าวออกจากประตูบานนี้เอง… แน่นอน การจะทำแบบนั้นได้ต้องบรรลุเงื่อนไขหลายข้อ… ไคลน์คาดเดาอย่างไร้หลักการ พลางพลิกเปิดบันทึกการเดินทางของเลมาโน่เพื่อสำรวจว่า เอ็มลินใช้พลังใดไปบ้าง และมีพลังใดเพิ่มเข้ามา
‘อสนีบาต’ ถูกใช้จนเกลี้ยง… ‘ท่องเที่ยว’ ก็หายไปเช่นกัน… หมอนี่ไม่รู้จักเกรงใจพลังของคนอื่นเลยหรือ?
ที่เพิ่มเข้ามาคือ ‘ปีกแห่งความมืด’ จะเพิ่มความเร็วให้ผู้ใช้งานและบินได้ในระยะเวลาสั้นๆ นอกจากนั้นยังสามารถเปลี่ยนเป็นฝูงค้างคาวดูดเลือดมายาเพื่อโจมตีศัตรู
อีกพลังหนึ่งคือ ‘จันทร์เต็มดวง’ จะเปลี่ยนให้บริเวณที่กำหนดอยู่ในสภาวะเดียวกับพระจันทร์เต็มดวง ช่วยส่งเสริมพลังพิเศษประเภทความตาย และยังช่วยทำให้ปริมาณพลังวิญญาณเพิ่มขึ้น… เอ็มลินบันทึกมาจากแหวนลิลิธ…
อีกหนึ่งคือ ‘กรงเล็บกัดกร่อน’ จะทำให้เล็บงอกยาวและมีลวดลายซับซ้อน คมพอที่จะตัดผ่านเหล็ก มาพร้อมคุณสมบัติกัดกร่อนรุนแรง ถือเป็นของแสลงสำหรับเกล็ดและผิวหนัง
อีกหนึ่งคือ ‘เข้าใจสัตว์’ สามารถสื่อสาร ขี่สัตว์ และแบ่งปันความรู้สึกระหว่างกัน… หากใช้อย่างถูกวิธีจะมีประสิทธิภาพสูงมาก… ไม่เคยเห็นเอ็มลินใช้เลยสักครั้ง เสียของชะมัด…
อีกหนึ่งคือ ‘ตรวนนรก’ เป็นคาถาในขอบเขตความมืด สามารถทำให้ความมืดหรือเงาดำควบแน่นเป็นโซ่ตรวนเพื่อพันธนาการศัตรู
ไม่มี ‘ประตูอัญเชิญ’ … คงบันทึกได้ยาก และด้วยนิสัยของเอ็มลิน หลังจากล้มเหลวสองสามครั้งก็คงยอมยกธงขาว… ขณะพลิกอ่านบันทึกการเดินทางของเลมาโน่ ไคลน์ใช้พลังทำนายเพื่อวิเคราะห์พลังพิเศษใหม่ๆ
ถอนสายตากลับ ชายหนุ่มกวักมือเรียกให้คทาเทพสมุทรบินมาหา ทำการบันทึก ‘อสนีบาต’ ลงไปสองสามหน้า – ด้วยเกรงว่าพลังการทำลายจะต่ำเกินไป
จากนั้น ไคลน์ใช้เข็มกลัดสุริยันบันทึก ‘แสงศักดิ์สิทธิ์’ และ ‘ทำน้ำมนต์’ เพื่อให้พลังพิเศษในบันทึกการเดินทางของเลมาโน่มีความหลากหลาย
จัดการทั้งหมดเรียบร้อย ชายหนุ่มปิดสมุด หยิบเทียนไขจิตฝันร้าย
หลังจากแก้ไขอาการหลายบุคลิกเสร็จในช่วยบ่าย ไคลน์ยังไม่คืนสมบัติวิเศษทันที เพราะในเมื่อเทียนไขมีพลังในขอบเขตเส้นทางผู้ชม ก็น่าจะช่วยให้ตนสำรวจทะเลจิตใต้สำนึกรวมในบันทึกการเดินทางของกรอซายได้ ไคลน์จึงมีแผนจะยืมเทียนไขให้ครบครึ่งวันตามเวลาเดิม
แต่ผิดคาด มันค้นพบในภายหลังว่า เทียนไขจิตฝันร้ายไม่มีพลังปลอบประโลมหรือขจัดอารมณ์ด้านลบในจิตใจ ประโยชน์เพียงข้อเดียวก็คือ ช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าไปในส่วนลึกของจิตใจเป้าหมาย จากนั้นค่อยขจัดอารมณ์ด้านลบหรือปลอบประโลมจิตใจด้วยวิธีของแต่ละคน
ฟู่ว… ไคลน์ถอนหายใจ คืนเทียนไขจิตฝันร้ายและบันทึกการเดินทางของเลมาโน่ผ่านพิธีกรรมรับมอบ ส่งถึงมือเอ็มลินและฟอร์สตามลำดับ
กลับถึงโลกความจริง ชายหนุ่มอาบน้ำอย่างสบายใจ อ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสารสักพักจึงเข้านอน
ท่ามกลางภวังค์เหม่อลอย ไคลน์ได้สติกะทันหัน พบว่ามีใครบางคนกำลังบุกรุกความฝัน
ฉากตรงหน้าเริ่มแปรเปลี่ยน ด้านบนคือความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้ง ประดับประดาด้วยเพชรสีขาวระยิบระยับ มอบความรู้สึกสุขสงบแก่จิตใจ
เสียงสวดมนต์ดังมาจากจุดห่างไกล บางเบาและเป็นระเบียบ ตรงเข้าสู่ก้นบึ้งจิตใจทันที
ขณะเดียวกัน ก้อนเมฆเริ่มเคลื่อนตัว ดวงจันทร์สีแดงเข้มเผยโฉมออกมาครึ่งหนึ่ง มอบแสงสว่างอ่อนๆ
เมื่อประกอบทุกสิ่งเข้าด้วยกัน ไคลน์รู้สึกราวกับตนได้มาเยือนอาณาจักรแห่งเทพธิดารัตติกาล ผ่อนคลายเป็นล้นพ้นภายในความฝันของตัวเอง
นี่มัน… ชายหนุ่มตระหนักว่าเกิดอะไรขึ้น
ทั้งหมดเป็นฝีมือของผู้วิเศษแห่งโบสถ์รัตติกาล จุดประสงค์คือการปลอบขวัญเศรษฐีดอน·ดันเตสภายในความฝัน รักษาบาดแผลทางใจที่อาจเกิดขึ้นในช่วงบ่าย
ขอบคุณ แต่ไม่จำเป็น! ฉันนอนไม่หลับ! ไคลน์ถอนหายใจอย่างจนปัญญา
………………………………………………….
ใครกัน? …เสียงของใคร? กล้ามเนื้อใบหน้าไคลน์พลันแข็งทื่อ เปลือกตาเกือบเปิดขึ้น
ทันใดนั้น เหงื่อเย็นๆ ไหลออกจากแผ่นหลังจนเสื้อเปียกชุ่ม
สิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มประหลาดใจมากที่สุดไม่ใช่เนื้อหาของประโยค แต่เป็นการที่เสียงเมื่อครู่ดังขึ้นในหัวโดยตรง แถมยังเลียนแบบเสียงของตนได้เหมือนมาก
หมายความว่า… จากความฝันเมื่อครู่ แม้ว่าเราจะครองสติไว้ได้ แต่ร่างวิญญาณก็ยังถูกปนเปื้อนด้วยจิตคลุ้มคลั่งของอีกฝ่าย? หรือว่ามีใครส่งผู้คุมคนนี้มาแจ้งข้อความถึงเรา? ในใจไคลน์ผุดคำถามและการคาดเดามากมาย ก่อนจะสรุปเป็นข้อสันนิษฐานเบื้องต้น
มีไม่กี่คนที่รู้ว่าเราคือไคลน์·โมเร็ตติ เช่นเดียวกับคนที่ทราบว่าไคลน์·โมเร็ตติเคยสาบานต่อหน้าดาบศักดิ์สิทธิ์ และคนสองกลุ่มนี้แทบไม่ซ้อนทับกันเลย
มิสเตอร์อะซิกอาจทราบเรื่องหลัง แต่ถ้าเขาต้องการเตือน แค่ส่งผู้ส่งสารมาแจ้งข่าวโดยตรงก็พอ ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีน่ากลัวขนาดนี้… วิล·อัสตินก็เช่นกัน ราวนี้เป็นถึง ‘อสรพิษปรอท’ ไม่แปลกที่รู้ความลับมากมายของเรา แต่เฉกเช่นมิสเตอร์อะซิก เขาสามารถแจ้งให้เราทราบได้ด้วยวิธีอื่น… บางที นี่อาจเป็นการกลั่นแกล้งจากเขา หลังจากที่เราคิดเล่นๆ ว่าจะเป็นบิดาอุปถัมภ์เมื่อช่วงเที่ยง…
หรือว่าบันทึกตระกูลอันทีโกนัสจะกัดกร่อนผู้คุม เหมือนที่เคยทำกับตุ๊กตาอัปมงคลเพื่อวาดสัญลักษณ์ให้เราเห็น? แต่ถ้าเป็นแบบนั้น ทำไมถึงไม่มอบสูตรโอสถมาให้เลย? หรือไม่ก็พยายามติดต่ออย่างเป็นมิตรเพื่อให้เราเข้าไปช่วยขโมยออกมา… แต่ว่า วิหารนักบุญแซมมวลคือสำนักงานใหญ่ของมุขมณฑลกรุงเบ็คลันด์ มีระดับสูงกว่าวิหารพระแม่เซเลน่า สมุดบันทึกเล่มดังกล่าวไม่น่าจะเคลื่นไหวอะไรได้อีก ถูกปิดตายอย่างแน่นหนา…
นอกจากคนเหล่านี้ มีเพียงบุคคลเดียวที่ทราบข้อมูลทั้งสองอย่าง… เทพธิดารัตติกาล… แต่ด้วยศักดิ์ศรีและความสง่างามของเทพ พระองค์ไม่จำเป็นต้องฝากข้อความผ่านคนอื่นด้วยท่าทีสยองขวัญ… เรากำลังอยู่ในวิหารนักบุญแซมมวล เพียงท่านส่ง ‘วิวรณ์’ สั้นๆ ก็มากพอจะทำให้หน่วยพิเศษนับสิบคนกรูเข้ามาล้อมจับกุมเรา และเนื่องด้วยที่นี่คือสำนักงานใหญ่ของมุขมณฑล ย่อมต้องมีอุปกรณ์มากมายที่ช่วยสยบพลัง ‘นักท่องเที่ยว’ … ไม่เห็นต้องทำให้ยุ่งยาก…
หืม… ไม่สิ ยังมีอีกหนึ่งคนที่รู้ทั้งสองเรื่อง…
ตัวเราเอง!
ก่อนจะวางแผนขโมยสมุดบันทึก เราเคยพิจารณาเกี่ยวกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและได้ข้อสรุปว่าไม่ต้องกังวลมากนัก เพราะหลังจากกลายเป็น ‘ผู้ไร้หน้า’ ออร่าสายหมอกสามารถแทรกแซงโลกความจริงได้ในระดับหนึ่ง มีเพียงครึ่งเทพที่ตรวจพบความพิเศษดังกล่าว รวมไปถึงเส้นทางสัตว์ประหลาด… ย้อนกลับไปขณะเราสัมผัสกับดาบศักดิ์สิทธิ์ ตอนนั้นยังไม่ได้เป็น ‘ตัวตลก’ ด้วยซ้ำ…
แม้ว่าการเชื่อมต่อกับเทพธิดาและลั่นวาจาสาบานจะทำให้พระองค์ตระหนักถึงความผิดปรกติเล็กๆ ในตัวเรา แต่ปัจจุบันก็ผ่านมานานมาก ยังไม่เห็นว่าพระองค์จะลงมือทำอะไร… หรือจะเป็นเทวทูตสาวตนนั้น… มีพลังอยู่ในระดับเทวทูตไม่ผิดแน่… หลังจากลบมิสเตอร์ A หายไป เธอหันมายิ้มให้เรา… ถ้าเธอคือตัวแทนของเทพธิดา พระองค์คงไม่คัดค้านเรื่องที่เราจะขโมยสมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัส… แม้จะยังไม่ทราบจุดประสงค์แท้จริงของพระองค์ แต่ด้วยระดับปัจจุบัน เราคงทำอะไรไม่ได้มาก ไว้ค่อยคิดหาวิธีรับมือในภายหลัง เพราะการเข้าหาพระองค์ย่อมปลอดภัยกว่าการไปเยือนยอดเขาโฮนาซิส… แต่สมมติฐานนี้จะเป็นความจริงก็ต่อเมื่อ เทวทูตสาวที่ ‘ลบ’ มิสเตอร์ A คือเทวทูตของโบสถ์รัตติกาล…
อา… แม้ว่าเราจะใช้เทคนิคสวมบทบาทจนย่อยโอสถ ‘ผู้ไร้หน้า’ อย่างสมบูรณ์แล้ว แต่การดื่มโอสถที่ปรุงจากตะกอนพลังนักเชิดหุ่น ทำให้มีตะกอนพลังของผู้ไร้หน้าเพิ่มเข้ามาใหม่… นอกจากนั้น นักเชิดหุ่นยังต้องกำหนดให้หุ่นเชิดแต่ละตัวมีอุปนิสัยที่แตกต่าง สิ่งนี้สามารถทำไปสู่อาการทางจิตที่เรียกว่าภาวะ ‘หลายบุคลิก’ … และในสภาพที่ไม่มั่นคงดังกล่าว การถูกผู้คุมที่คลุ้มคลั่งกัดกร่อนจิตของ ได้กระตุ้นให้ร่างวิญญาณของเราสร้างบุคลิกใหม่ขึ้นมา?
คิดถึงจุดนี้ เสียงที่คุ้นเคยแต่ไม่เคยชิน ดังก้องในหัวอีกครั้ง
“เฮ่อ… นายคิดเข้าข้างตัวเองเกินไปแล้ว! การที่เอาชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้ได้ เพราะนายดวงดีต่างหาก! ถ้าอาวุโสใหญ่ผู้เป็นเจ้าของดาบศักดิ์สิทธิ์ เครสไทน์·ซีสม่าคนนั้นอยู่ในเบ็คลันด์และกำลังทำคดีพิเศษ คิดหรือว่าขณะที่นายย่างกรายเข้ามาในวิหาร ดาบศักดิ์สิทธิ์จะไม่แสดงปฏิกิริยา? นายกับดาบเล่มนั้นถูกเชื่อมต่อกันด้วยคำสาบาน!”
ถ้าอาวุโสซีสม่ากลับมายังเบ็คลันด์ เราจะล้มเลิกแผนการทันที… ใช่แล้ว ยังพอจะมีโอกาสหลบหนีก่อนที่อีกฝ่ายจะรู้ตัว อ้างเหตุผลที่ฟังขึ้นสักข้อ เดินทางออกจากกรุงเบ็คลันด์สักระยะหนึ่ง… ไคลน์พึมพำในใจตามความเคยชิน
จากนั้น มันได้ยินเสียงของตัวเอง ดังขึ้นในหัวตัวเอง
“มีตัวแปรเหนือความคาดหมายมากเกินไป… ก่อนจะเข้ามาในวิหารวันนี้ นายเคยคิดไหมว่า ลำพังการเปิดเนตรด้ายวิญญาณจะทำให้เกิดความวุ่นวาย?”
ความกังวลของเราก่อนจะมาที่นี่ อาจทำให้เราเตรียมใจกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันไว้บ้างก็จริง… แต่ต้องยอมรับตามตรง เราคิดไม่ถึงว่า แค่การแอบมองด้วยเนตรด้ายวิญญาณจะทำให้เกิดความวุ่นวายเช่นนี้ตามมา… เคยคิดง่ายๆ ว่าถ้าไม่ได้สัมผัสโดยตรงก็คงไม่เป็นอะไร เรื่องนี้เราประมาทเกินไป… อย่างไรก็ตาม ตัวแปรที่คาดไม่ถึงสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกสถานการณ์อยู่แล้ว… ว่าแต่ แกเป็นใครกันแน่? ไคลน์หลับตาลง แสร้งทำเป็นตั้งใจสวดวิงวอน
เสียงเดิมกล่าวด้วยความลังเล
“ฉันคือไคลน์ ส่วนนายคือโจวหมิงรุ่ย… ไม่สิ ฉันคือโจวหมิงรุ่ย ส่วนนายคือไคลน์…”
นึกแล้วเชียว… ไคลน์ที่ขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง เชื่อว่าตนต้องรีบออกจากวิหารนักบุญแซมมวล ตรงกลับบ้านเพื่อแก้ปัญหาอาการหลายบุคลิก
ในระยะเริ่มแรก ปัญหายังถูกขจัดได้ง่ายดาย แต่ถ้าปล่อยไว้จนกระทั่งบุคลิกอื่นแข็งแรงและมั่นคง มันจะเริ่มเข้ายึดครองร่างกายทีละนิด และวิธีรักษาจะเหลือแค่การขอช่วยเหลือจากภายนอก!
ชายหนุ่มลืมตาขึ้น หันไปมองอีเล็คตร้าด้วยสีหน้าสุขุม
“ผมสงบลงแล้ว”
เมื่อเทียบกับอาการป่วยทางจิต สภาพจิตใจของเรายังนับว่าดีอยู่… ไคลน์จิกกัดตัวเอง
สาเหตุที่มันรำพันบ่อยครั้ง ส่วนหนึ่งเพราะเป็นนิสัยประจำตัว แต่ขณะเดียวกัน สิ่งนี้ยังเป็นการเตือนสติตัวเอง คอยระลึกถึงตัวเองอยู่เสมอ ไม่หมกมุ่นกับการสวมบทบาทเป็นคนอื่น
บิชอปอีเล็คตร้ายิ้ม
“ขอให้เทพธิดาอวยพรคุณ”
กล่าวจบ มันรับแก้วน้ำที่นักบวชนำมาให้ ยื่นมาทางดอน·ดันเตส
ไคลน์ทราบทันทีว่าสิ่งนี้คือน้ำมนต์ เพราะในอดีตเคยดื่มมาแล้วหลายหน ชายหนุ่มเก็บซ่อนความกังวลและดื่มรวดเดียวหมดแก้วด้วยสีหน้าสุขุม
ความรู้สึกเย็นเยียบไหลผ่านลำคอ ช่วยมอบความสดชื่นแก่ร่างกาย ขณะเดียวกันก็ทำให้จิตใจตื่นตัว แม้แต่เสียงที่เคยดังในหัวก็ยังแผ่วลง
นี่คือพลังการปลอบวิญญาณ… ทางศาสนจักรให้ความสำคัญกับดอน·ดันเตสมาก ถึงกับลงทุนให้ผู้วิเศษผลิตน้ำมนต์… ไคลน์พยักหน้าให้บิชอปอีเล็คตร้าพลางวาดจันทร์แดงกลางหน้าอก เดินไปทางแท่นบูชาอย่างใจเย็น บริจาคเงินสดห้าสิบปอนด์ลงในกล่อง
จัดการทั้งหมดเสร็จ ด้วยกันกับริชาร์ดสัน ชายหนุ่มเดินออกจากวิหาร ขึ้นรถม้าหรูหราตรงกลับไปยังถนนเบิร์คลุน
ระหว่างทาง มันมิได้แวะให้อาหารนกพิราบ เพราะมนุษย์ปรกติที่เพิ่งเจอเหตุการณ์เมื่อครู่ คงไม่มีกะจิตกะใจจะให้อาหารสัตว์
กลับถึงบ้าน ไคลน์ที่เงียบมาตลอดทาง ใช้ข้ออ้างของีบยามบ่ายเพื่อไล่คนรับใช้ออกไป เดินถอยหลังสี่ก้าวภายในห้องน้ำ ส่งตัวเองเข้าสู่มิติเหนือสายหมอก
หลังจากเผชิญเสียงเพรียกมายามากมาย ชายหนุ่มพบว่าไม่มีการ ‘ชำระล้าง’ เกิดขึ้นกับร่างกาย จึงเริ่มมั่นใจว่าปัญหามาจากจิตของตน เป็นภาวะหลายบุคลิกที่เกิดจากการถูกกัดกร่อน
ขณะนั่งบนเก้าอี้พนักสูงของเดอะฟูล ไคลน์ทบทวนสภาพจิตใจและพบร่องรอยความสับสน ขาดความบริสุทธิ์ สีออร่าในบริเวณดังกล่าวมีจุดด่างดำเล็กๆ
หลังจากครุ่นคิดอย่างรอบคอบนานสองนาทีโดยไม่สนใจเสียงรบกวนในหัว ชายหนุ่มตัดสินใจเสก ‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์และบังคับให้สวดวิงวอนจากก้นบึ้ง
“เรียนมิสเตอร์ฟูลที่เคารพ… ได้โปรดแจ้งให้เดอะมูนทราบว่า ผมต้องการยืม ‘เทียนไขจิตฝันร้าย’ เป็นเวลาครึ่งวัน ผมเชื่อว่าเขาสามารถมาได้”
เนื่องจากตัวตน ‘เดอะเวิร์ล’ ถูกเตรียมไว้เพื่อเชอร์ล็อก·โมเรียตี้อยู่แล้ว ไคลน์จึงไม่กังวลว่าจะเกิดความขัดแย้งในภายหลัง
…
ย่านทิศใต้ของสะพานเบ็คลันด์ ภายในวิหารฤดูเก็บเกี่ยว
เอ็มลิน·ไวท์ที่กำลังเฝ้ารอ ‘แหวนลิลิธ’ ในตอนกลางคืน พลันเห็นสายหมอกสีเทาไร้ขอบเขตปรากฏขึ้นตรงหน้า ตามด้วยคำสวดวิงวอนของเดอะเวิร์ล
มันพึมพำกับตัวเองแผ่วเบาด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“หมอนั่นรู้ได้ยังไงว่าเราจะหาเทียนไขจิตฝันร้ายได้…”
………………………………………………
ณ เขตเหนือ วิหารนักบุญแซมมวล
ไคลน์ที่เพิ่งเข้ามาในโถงสวดมนต์หลัก อาศัยความช่วยเหลือของจุดแสงเล็กๆ บนผนังด้านหลังแท่นบูชา มองไปรอบๆ อย่างเป็นธรรมชาติพลางบันทึกภาพสาวกทุกคนที่กำลังสวดวิงวอน
เพียงครู่เดียว ชายหนุ่มกำหนดเป้าหมายได้ทันที เร่งฝีเท้าเดินตรงไปตามทางโดยไม่หยุดชะงัก
ณ แถวหน้าสุด ชายชราในชุดคลุมนักบวชสีดำคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ บรรยากาศรอบตัวเย็นเยียบ ใบหน้าขาวซีด เส้นผมสีเหลืองซีด ปิดตาสนิทพลางสวดวิงวอนอย่างตั้งใจ ไม่ใช่ใครนอกจากหนึ่งในผู้คุมที่ไคลน์เคยพบเจอ
เข้าเวรวันศุกร์สินะ… ไคลน์ไม่ได้เข้าไปใกล้ เลือกนั่งห่างออกไปสองแถว ยื่นหมวกและไม้ค้ำให้บุรุษรับใช้ริชาร์ดสัน
ชายหนุ่มนั่งลงพลางใช้หัวแม้โป้งซ้ายกดนิ้วชี้ข้อแรกสองครั้ง เปิดเนตร ‘ด้ายวิญญาณ’ อย่างเงียบงัน
เพียงพริบตา การมองเห็นไคลน์เต็มไปด้วยด้ายมายาเส้นบางๆ สีดำ แต่ละเส้นกระจุกตัวอย่างหนาแน่นในลักษณะแผ่ออกจากร่างกายสิ่งมีชีวิต ปลายยืดยาวออกไปไม่มีจุดสิ้นสุด
ขณะก้นสัมผัสพื้น ไคลน์ขยับสายตาไปยังผู้คุมคนดังกล่าว
สิ่งที่เห็นเกือบทำให้มันส่งเสียงร้อง อย่างไรก็ตาม อาศัยพลังในการควบคุมร่างกายของตัวตลก และการเตรียมใจที่จะพบเจอสถานการณ์ผิดปรกติ ไคลน์ยังรักษามาดขรึมไว้ได้
ในการมองเห็น แม้ว่าชายชราที่มีเส้นผมสีเหลืองซีดจะมีด้ายวิญญาณยื่นออกมาตามปรกติ แต่ร่างกายกลับดำสนิทราวกับแก่นสารที่เป็นต้นกำเนิดด้ายวิญญาณถูกความมืดกลืนกิน แตกต่างจากผู้วิเศษทั่วไปโดยสิ้นเชิง!
อย่างที่คิด… พวกเขาถูกกัดกร่อนด้วยพลังจากแก่นของผนึกจนเกิดความเปลี่ยนแปลงในระดับวิญญาณ… ตรงตามสมมติฐานข้อที่สองที่เราเคยคาดเดาไว้… พวกเขาจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของแก่นผนึกในบางแง่มุม หากส่งสัญญาณการคลุ้มคลั่งเมื่อใด แก่นผนึกจะถูกกระตุ้นและบังคับทำให้สงบ… เข้าใจแล้วว่าทำไม ผู้คุมต้องเกิดจากการสมัครใจ และยังต้องเป็นคนที่มีอายุมาก… พวกเขาทุกคนทราบผลลัพธ์ล่วงหน้า… ไคลน์ถอนหายใจด้วยอารมณ์ซับซ้อน เตรียมปิดเนตรด้ายวิญญาณและถอนสายตากลับ
แต่ทันใดนั้น มันเห็นดวงตาดำสนิทคู่หนึ่ง คล้ายกับถูกฉาบด้วยหมึกดำ ปราศจากอารมณ์โดยสิ้นเชิง
หางตาทั้งสองข้ามีริ้วรอยร่องลึกแตกแขนง ราวกับเป็นสัญลักษณ์ที่บิดเบี้ยวพิสดาร
เนตรของผู้คุม!
ผ่านไปไม่กี่อึดใจ ผู้คุมคนดังกล่าวเหยียดหลังตรงและหันศีรษะมาทางดอน·ดันเตส จ้องมองด้วยสายตาเย็นชา!
หนังศีรษะไคลน์เกิดอาการคันทันที ทำได้เพียงฝืนยิ้มและพยักหน้ารับ ราวกับเป็นเพียงการสบตาโดยบังเอิญ
ผู้คุมค่อยๆ ขยับศีรษะกลับเป็นการตอบสนอง
ทันใดนั้น ไคลน์พบว่าสภาพแวดล้อมรอบตัวถูกกระชากจนพร่ามัว เลือนรางในตอนแรก ก่อนจะกลับมาคมชัดอีกครั้ง
เพียงพริบตา ชายหนุ่มพบว่าตนถูกดึงเข้ามาในความฝัน
ด้วยร่างดอน·ดันเตส ไคลน์มองไปรอบๆ ตามสัญชาตญาณ พบว่ายังตนอยู่ในวิหารนักบุญแซมมวล แต่ที่นั่งทั้งหมดกระจัดกระจายอย่างโกลาหล บ้างแตกหัก บ้างคว่ำลง คล้ายกับวิหารถูกบุกถล่มโจมตี
แท่นบูชาด้านหน้าเต็มไปด้วยรอยแตกหักและวัชพืชเกาะติด ฝุ่นจับตัวหนาเป็นชั้น คล้ายกับถูกทิ้งร้างมานาน
ผู้คุมเจ้าของเส้นผมสีเหลืองซีดกำลังยืนข้างๆ กล่องบริจาคที่พังยับเยิน สายตาจ้องมาทางดอน·ดันเตสอย่างเย็นชา
เมื่อเห็นไคลน์จ้องกลับ มันอ้าปากเล็กน้อยจนเผยให้เห็นฟันซี่คมที่เรียงรายอย่างไม่เป็นระเบียบ
บนผิวฟันปรากฏร่างมายาเล็ก ๆ ที่พร่ามัว แต่ละร่างมีแขนขาสมบูรณ์ สีหน้าแตกต่างออกไป แต่ทั้งหมดแฝงความเจ็บปวดที่คล้ายคลึงกัน ประหนึ่งกำลังถูกกักขังไว้ข้างในและหมดทางหลบหนี
“กรร…” ผู้คุมส่งเสียงคำรามต่ำคล้ายสัตว์ร้าย แผ่นหลังเริ่มงุ้มงอ
เสื้อคลุมบริเวณซี่โครงและเอวบวมพองขึ้น ท่อนแขนชุ่มเลือด ‘สี่ข้าง’ ที่ปราศจากผิวหนังแทงทะลุออกมา
ทันใดนั้น ขนละเอียดสีดำงอกขึ้นมาปกคลุมท่อนแขน เล็บแหลมๆ งอกยาวจากปลายนิ้ว
เพียงสองถึงสามวินาที ผู้คุมที่ดูปรกติเมื่อครู่ได้กลายเป็นสัตว์ประหลาดที่มี ‘ขา’ มากถึงแปดข้าง ดูคล้ายกับแมงมุมซึ่งกำลังชักใยอย่างเงียบงันในความมืดเพื่อรอจัดการเหยื่อ ขณะเดียวกันก็คล้ายหมาป่าสีดำที่มีจำนวนขาเยอะผิดปรกติ คอยนำพาความหวาดผวามาสู่ผู้คน
แต่ทันใดนั้น ภายในแท่นบูชาที่แตกหักและทรุดโทรม ฝ่ามือขนาดมหึมาสองข้างที่ปกคลุมด้วยขนสีดำ เหยียดยาวออกมาโดยไม่มีลางบอกเหตุล่วงหน้า พวกมันฟาดลงบนพื้นทั้งสองฝั่งของห้องโถงพร้อมกับแผ่ควันสีดำฟุ้งกระจายไปทุกทิศทาง เพียงพริบตา โถงสวดมนต์ขนาดใหญ่ได้ถูกปกคลุมไปด้วยควันดำหนาแน่น
ออร่าที่น่าหวาดหวั่นและร่างกายมายาขนาดมหึมา เริ่มทะลวงผ่านกำแพงล่องหนและค่อยๆ ปรากฏตัวอย่างคมชัด
เขาคลุ้มคลั่ง? …ผู้คุมคลุ้มคลั่ง? ไคลน์ที่ยืนอยู่ในเหตุการณ์ เตรียมตอบสนองอย่างทันท่วงทีด้วยการใช้ความพิเศษของตนยุติความฝัน แต่ทันใดนั้น มันฉุกคิดถึงความเป็นไปได้บางอย่าง จึงรีบสวมสีหน้าหวาดผวา วิ่งอย่างสั่นกลัวไปยังทางเข้า พยายามดิ้นรนเอาตัวรอดจากฝันร้าย
หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึก กระแสความมืดค่อยๆ หลั่งไหลเข้ามาจากภายนอกโดยปราศจากสุ้มเสียง ปกคลุมดินแดนความฝันเอาไว้ทุกซอกมุม มอบความสุขสงบเหนือพรรณนา
ไคลน์ที่ได้สติกลับมารีบลืมตาบนโลกความจริง พบว่าตนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว ส่วนผู้คุมผมสีเหลืองซีดคนดังกล่าวหันศีรษะกลับไปแล้ว ปัจจุบันกำลังหลับตาและสวดวิงวอนอย่างเคร่งขรึม
ด้วยดวงตาเบิกโพลงเล็กๆ ดอน·ดันเตสมองไปรอบๆ อย่างหวาดผวา คล้ายกับยังสลัดจากความฝันเมื่อครู่ไม่ได้ ความหวาดกลัวบางส่วนยังหลงเหลือในจิตใจ
ผ่านไปหลายสิบวินาที ชายหนุ่มหายใจเข้าลึกๆ สองหน จ้องไปยังตราสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์พลางวาดพระจันทร์แดงกึ่งกลางหน้าอก
จนกระทั่ง ไคลน์รวบรวมสติเพื่อวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้น ลองคาดเดาด้วยเหตุและผล
เป็นเพราะเราแอบส่องด้ายวิญญาณของเขา… ภาวะใกล้คลุ้มคลั่งจึงตอบสนองอย่างหนักหน่วงด้วยการดึงเข้าสู่ห้วงความฝันและพยายามจะจัดการเรา?
หลังจากนั้น… แก่นผนึกด้านหลังประตูยานิสสัมผัสถึงความผิดปรกติ จึงสยบปัญหาดังกล่าวทันที…
สิ่งที่สำคัญในตอนนี้ก็คือ ผู้คุมยังจดจำสาเหตุที่ตนเกือบคลุ้มคลั่งได้ไหม? หากจำได้ เราไม่แน่ใจว่าเขาจะตอบสนองอย่างไรในสภาพปัจจุบัน… แน่นอน เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเรา ตัวเขาใกล้จะคลุ้มคลั่งอยู่แล้ว… ไคลน์ชำเลืองไปทางชายชราผมเหลืองซีดอีกครั้ง คอยสังเกตว่าอีกฝ่ายจะตอบสนองเช่นไร จะได้รับมือทันเวลา
หากจนปัญญาจะรับมือ เราคงไม่มีทางเลือกนอกจากกระตุ้นยุบพองหิวโหยและเปิดใช้งาน ‘ท่องเที่ยว’ … ไคลน์วางแผนเสร็จสรรพ เฝ้ารอความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น
ไม่กี่นาทีถัดมา ชายหนุ่มชำเลืองเห็นบิชอปอีเล็คตร้าเดินเข้ามาทางประตูด้านข้าง ตรงมาหาตน
หัวใจไคลน์พลันเต้นระรัว นิ้วมือข้างซ้ายทั้งห้าถูกกางออก เตรียมเปิดใช้งานยุบพองหิวโหย
ทว่า มันฉุกคิดบางสิ่งได้ จึงหยุดความคิดดังกล่าวทันที
หลังจากดึงเราเข้าไปในความฝัน หากผู้คุมพบความผิดปรกติในตัวเราและแจ้งให้กับบิชอปทราบ ทางโบสถ์รัตติกาลต้องส่งหน่วยพิเศษออกมาล้อมจับกุม และต้องกระทำในความฝันเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้คนบริสุทธิ์ได้รับอันตราย ดังนั้น พวกเขาไม่น่าจะส่งบิชอปคนที่เราคุ้นเคยมาหาตามลำพัง… จุดประสงค์ของอีเล็คตร้าคงมาเพื่อปลอบขวัญมากกว่า… ไคลน์ถอนสายตากลับ หันมาตั้งใจสวดวิงวอนอีกครั้ง
ไม่กี่วินาทีถัดมา ชายหนุ่มแสร้งทำเป็นพบว่ามีใครบางคนเข้ามาใกล้ จึงรีบเงยหน้าและมองไปทางด้านข้าง ได้ยินบิชอปอีเล็คตร้ากล่าวด้วยเสียงนุ่มนวล
“คุณรู้สึกไม่ดีหรือ?”
“ผมเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัวและฝันร้าย ยังกลัวมาถึงตอนนี้” ไคลน์ยิ้มเจื่อนๆ
บิชอปอีเล็คตร้านั่งลงด้านข้าง กล่าวอย่างสุขุม
“ในบางครั้ง ความฝันของคนเรามีบ่อเกิดจากความกลัวภายในจิตใจ… ขอแค่คุณสวดวิงวอนถึงเทพธิดาอย่างศรัทธาและดื่มน้ำมนต์เข้าไป ผมรับประกันว่าจิตใจจะสงบลง… แน่นอน สิ่งสำคัญที่สุดคือการไม่ปิดกั้นตัวเองมากเกินไปนัก พยายามหาโอกาสสารภาพบาปกับเทพธิดา สิ่งเหล่านี้ช่วยบรรเทาความเครียดได้ดี”
ไคลน์แอบสังเกตท่าทีของอีกฝ่าย เงี่ยหูฟังน้ำเสียงและเจตนา ก่อนจะโล่งอก
“เข้าใจแล้วครับ”
ชายหนุ่มหันกลับมามองตรงและก้มหน้า สองมือประสานกันพลางพึมพำเสียงแผ่ว
ระหว่างนั้น มันเห็นผู้คุมแถวหน้าสุดลุกขึ้น เดินไปยังประตูลับด้านข้าง ณ จุดที่บิชอปกำลังยืนรอ
ฟู่ว… ไคลน์พ่นลมอย่างโล่งอก ผสานจิตใจให้เป็นหนึ่งเดียวกับสภาพแวดล้อมอันเงียบสงบ
แต่ทันใดนั้น ภายในใจชายหนุ่มมีเสียงหนึ่งดังขึ้น เป็นเสียงของตน แต่ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของตน
“นายคิดว่าตัวเองแนบเนียนแล้วหรือ? ผิดถนัด! ไม่เลยสักนิด! ลืมไปแล้วรึไงว่าตัวเองเคยสัมผัสสมบัติศักดิ์สิทธิ์ของเทพธิดารัตติกาล!”
…………………………………………….
เขตเชอร์วู้ด ด้านนอกบริษัทโคอิม
เมื่อก้าวลงจากรถม้าและเหลียวซ้ายแลขวา ไคลน์ได้รับความรู้สึกอันคุ้นเคยอีกครั้ง
อันที่จริง มันไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับละแวกนี้ ชายหนุ่มทราบว่าฝั่งตรงข้ามคือห้างสรรพสินค้าการ์ดเล่ย์ซึ่งชนชั้นกลางชื่นชอบ และทราบว่ามีร้านขายพายเดซีย์รสเด็ดอยู่ห่างออกไปไม่ไกล
ครั้งหนึ่ง ไคลน์เคยทำลับๆ ล่อแถวนี้เพื่อคอยจับตามองโดรัค·เกเลอร์ จากนั้นก็สะกดรอยตามและหาเบาะแสชู้สาวของอีกฝ่าย!
ถอนสายตากลับ ไคลน์พาริชาร์ดสันเดินไปยังทางเข้าบริษัทโคอิมซึ่งมีมาดามแมรี่และสาวใช้ส่วนตัวรออยู่
ในอาณาจักรโลเอ็นที่ค่อนข้างหัวโบราณ สาวใช้ส่วนตัวของสุภาพสตรีต้องเป็นเพศเดียวกัน ไม่อย่างนั้นจะถูกนินทาเสียๆ หายๆ ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและชีวิตคู่ ดังนั้น สาวใช้ประจำตัวของแมรี่จึงต้องสามารถทำหน้าที่เลขาได้ดีในระดับหนึ่ง ต้องมีกิริยามารยาทสง่างาม มีหัวด้านการเงินและการตลาด มีทักษะเจรจาต่อรอง ต้องเลือกสตรีที่มีคุณสมบัติทั้งหมดในตัวคนเดียว ห้ามเป็นชายเด็ดขาด
ในทำนองเดียวกัน บุรุษรับใช้ส่วนตัวของผู้ชาย รวมถึงเลขานุการ ก็ต้องเป็นเพศเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม มีคนมากมายที่ควบคุมแรงกระหายของตัวเองไม่ได้ เฉพาะในเบ็คลันด์ ทุกปีจะมีนายจ้างที่สร้างความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับคนรับใช้ และในหมู่เรื่องอื้อฉาวเหล่านี้ โดยมากแล้วเหยื่อจะเป็นสาวใช้ บ้างถูกหลอก บ้างถูกบังคับ และบ้างถูกล่อลวงให้มีความสัมพันธ์ลับๆ กับนายจ้างชาย จนกระทั่งเรื่องแดงขึ้น พวกเธอจะถูกไล่ออกอย่างไร้ความปรานี ต้องตกงานและเสียชื่อเสียง ไม่สามารถทำงานเป็นคนรับใช้ได้อีก ส่วนใหญ่กลายเป็นโสเภณีริมถนนในเวลาถัดมา
“ทิวาสวัสดิ์ ดอน” มาดามแมรี่ทักทายด้วยรอยยิ้ม
ไคลน์ทักทายกลับ
“ทิวาสวัสดิ์ครับ มาดาม แถวนี้นับว่าคึกคักผิดคาด”
คำโปรยเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการทักทายด้านสภาพอากาศ
หลังจากแมรี่ตอบกลับสองสามคำ เธอนำดอน·ดันเตสเข้าไปในบริษัทโคอิมพร้อมกับฉีกยิ้ม
“อีกสักพักจะมีมืออาชีพมาคอยอธิบายสถานการณ์และพาคุณเดินชมรอบๆ … ผ่านไปสักครึ่งชั่วโมง คุณต้องขึ้นไปยังชั้นบน ดิฉันเตรียมบุฟเฟต์และเชิญเพื่อนสนิทมาจากหลากหลายวงการ”
เพื่อนจากหลายวงการ… โอกาสในการขยายแวดวงทางสังคมของเรา… เธอจริงใจมาก! ไคลน์พยักหน้ารับ
“ในฐานะคนต่างถิ่นที่เพิ่งเข้ามาในเบ็คลันด์ ผมชื่นชอบการพบปะผู้คน”
“ผิดแล้ว คุณไม่เหมือนคนต่างถิ่นเลยสักนิด ตามความเห็นของดิฉัน คุณคือสุภาพบุรุษเบ็คลันด์ตัวจริงผู้มีการศึกษาดี” แมรีตอบกลับอย่างสุภาพ
ระหว่างพูดคุย พวกเขาเดินผ่านประตู เข้าสู่โถงต้อนรับซึ่งมีแสงไฟสว่างไสว ด้านในมีบุรุษคนหนึ่งกำลังรออยู่ ภายนอกดูแข็งแรง แต่งกายด้วยชุดทางการ
“นี่คือลุค·ซาเมอร์ เป็นผู้จัดการใหญ่ของบริษัท” แมรี่แนะนำอีกฝ่ายให้ดอน·ดันเตส
อันที่จริง ผมรู้จักเขาอยู่แล้ว… ไคลน์มองหน้าลุค ผงกศีรษะและส่งรอยยิ้ม
จากมุมมองของชายหนุ่ม ลุค·ซาเมอร์เป็นคนสุขุม มีความเป็นมืออาชีพสูง หลงใหลเครื่องยนต์กลไก และเป็นสุภาพบุรุษมากในงานเลี้ยง ลุคไม่เคยดูหมิ่นนักสืบจนๆ ที่ยังไม่มีชื่อเสียง และไม่พยายามประจบประแจงข้าราชการของเทศบาลเบ็คลันด์ในเขตถนนมินส์
“ทางนี้คือเพื่อนของดิฉัน ดอน·ดันเตส เขาสนใจแอนทราไซต์และถ่านหินคุณภาพสูง รบกวนช่วยเล่ารายละเอียดแทนฉันด้วย” แมรี่หันไปกล่าวกับลุค
ลุคที่ได้รับข้อมูลมาล่วงหน้า ก้าวเท้าออกมาและจ้องหน้าเศรษฐีจากอ่าวเดซีย์ เผยรอยยิ้มอ่อนโยน
“มิสเตอร์ดันเตส ที่นี่คือสำนักงานใหญ่ของบริษัทโคอิม… พวกเราทำสัญญาระยะยาวกับเหมืองถ่านหินแอนทราไซต์หลายแห่ง… บริษัทโคอิมจะคอยส่งถ่านหินคุณภาพสูงและแอนทราไซต์เข้าไปในเขตเชอร์วู้ด ฮิลสตัน เขตเหนือ และเขตตะวันตก โดยคิดเป็นสามสิบเปอร์เซ็นต์ของความต้องการทั้งหมด นอกจากนั้น ทางเรากำลังจะได้รับคำสั่งซื้อจากกองทัพเรือ…”
ไม่เคยเห็นลุคทำตัวแบบนี้มาก่อน… ไคลน์เดินตามอีกฝ่ายไปรอบๆ บริษัทโคอิมอย่างใจเย็น ฟังคำแนะนำและสถานการณ์ปัจจุบันในทุกแง่มุม ถามกลับเป็นครั้งคราว แต่มิได้เสนอความเห็น
ครึ่งชั่วโมงถัดมา พวกเขาขึ้นไปยังชั้นสอง เข้าไปในห้องประชุมขนาดใหญ่
สถานที่ถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า โต๊ะอาหารถูกวางใกล้กับผนัง จานอาหารวางเรียงรายแบบสุ่ม อาหารหลักของ ‘จานเย็น’ ประกอบด้วยแฮม เบคอน ไส้กรอก ขนมปัง สลัด เค้ก พุดดิ้ง และอาหารจานเย็นอื่นๆ นอกจากนั้นจะเป็นอาหารจานร้อนอีกเล็กน้อย
เพียงเดินเข้าไป แมรี่กล่าวแนะนำสุภาพบุรุษสองคนด้านข้างให้ดอน·ดันเตสรู้จัก
“ทางนี้คือไมค์·โยเซฟจากหนังสือพิมพ์เกาะกระแสรายวัน ส่วนทางนี้คืออลัน·คริสต์ ศัลยแพทย์มือฉมัง กรุงเบ็คลันด์ขาดเขาไม่ได้”
ไคลน์ฟังคำแนะนำของแมรี่พลางมองไปยังทั้งสองด้วยรอยยิ้ม มุมปากกระตุกแผ่วเบา
พวกเขาก็เป็นเพื่อนของผมเหมือนกัน! แถมยังสนิทกับทารกในครรภ์ภรรยาคุณหมออลัน… เดี๋ยวนะ ทำไมถึงฟังดูแหม่งๆ … ไคลน์รำพันเงียบ อดทนรอให้แมรี่แนะนำตัวดอน·ดันเตส จึงค่อยทักทายอลันและไมค์อย่างสุภาพ
เทียบกับที่ปีแล้ว ไมค์·โยเซฟเปลี่ยนไปไม่มาก คิ้วยังคงบางเฉียบ ผิวพรรณหยาบกร้าน ดวงตาสีฟ้าเจือเสน่ห์ ในส่วนของอลัน·คริสต์ โดยพื้นฐานแล้วเป็นคนเย็นชาและไม่ชอบสุงสิง แต่ปัจจุบัน บรรยากาศดังกล่าวบรรเทาลงมาก คล้ายกับชีวิตกำลังดำเนินไปได้สวยในช่วงไม่กี่เดือนหลัง ไม่ว่าจะอารมณ์หรือความมั่นใจ ทั้งหมดกำลังอยู่ในจุดสูงสุด
เมื่อได้ยินว่าดอน·ดันเตสเป็นเศรษฐีจากอ่าวเดซีย์ ไมค์หยิบนามบัตรออกมาแสดงและเผยรอยยิ้ม
“คงไม่รังเกียจใช่ไหมถ้าผมจะขอแนะนำตัว? หากคุณต้องการโฆษณาสินค้า สามารถติดต่อผมได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็น ‘เกาะกระแสรายวัน’ หรือ ‘หนังสือพิมพ์ทัสซอค’ คุณจะได้รับราคาพิเศษ”
กล่าวจบ ไมค์กะพริบตาเป็นนัยว่าติดตลก
นายก็แค่นักข่าวที่ชอบพกบัตรประจำตัวปลอมหลายๆ ใบ… ว่าแต่ ทำไมนายถึงไม่แนะนำเกี่ยวกับการลดราคาโฆษณาหนังสือพิมพ์ให้นักสืบเชอร์ล็อก·โมเรียตี้บ้าง? ไม่ดูถูกนักสืบชื่อดังไปหน่อยหรือ? ไคลน์รำพันสองสามคำ แลกเปลี่ยนนามบัตรกับอีกฝ่าย
“ผมต้องได้ใช้บริการแน่”
ถัดมา ชายหนุ่มหันไปหาอลัน ยื่นนามบัตรอีกใบหนึ่งให้
“ผมเพิ่งป่วยและหายขาด เข้าใจความสำคัญของแพทย์เป็นอย่างดี”
“ผมเป็นศัลยแพทย์ ขอให้คุณไม่ต้องพบกับผมบ่อยนัก” แม้จะกล่าวเช่นนี้ แต่อลันก็ยอมแลกนามบัตร
ผิดแล้ว ไม่เพียงผมจะอยากเจอคุณ แต่ยังจะเข้าร่วมงานเลี้ยงวันเกิดของลูกคุณด้วย… ไคลน์พึมพำ ตามด้วยการชักนำบทสนทนาเข้าสู่หัวข้อทางการแพทย์ คุยกับอลันและไมค์อย่างออกรส
มันเคยกังวลเกี่ยวกับวิธีที่จะเข้าใกล้อลันเพื่อติดต่อกับทารกในครรภ์อย่างแนบเนียน เพราะปัจจุบัน นกกระเรียนกระดาษใกล้ขาดเต็มที อาจใช้งานไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ และเป็นเรื่องยากที่จะให้เชอร์ล็อก·โมเรียตี้ปรากฏตัวอย่างเปิดเผยในกรุงเบ็คลันด์ ไม่ต้องพูดถึงการเข้าร่วมงานเลี้ยงวันเกิด
แต่ตอนนี้ไม่มีปัญหาแล้ว ด้วยการแนะนำของมาดามแมรี่ เราสามารถตีสนิทอลันได้อย่างเป็นธรรมชาติ และเมื่อเวลานั้นมาถึง เราจะได้รับเชิญอย่างแน่นอน… หึหึ ไม่แน่ว่า เราอาจได้เป็นบิดาอุปถัมภ์ของอสรพิษปรอท… เพราะท้ายที่สุดแล้ว พวกเราทุกคนล้วนเป็นสาวกของเทพธิดา… หืม… แบบนี้ทารกในครรภ์จะโกรธไหม? คงต้องระมัดระวังคำพูด หากอลันไม่เป็นฝ่ายเอ่ยปากชวนก่อน เราจะไม่เปิดประเด็นด้วยตัวเองเด็ดขาด… ไคลน์ครุ่นคิดอย่างมีความสุข
ชายหนุ่มยังมีความเป็นมืออาชีพ สามารถยับยั้งชั่งใจไม่ให้ตีสนิทอีกฝ่ายมากเกินไปในการพบกันครั้งแรก เพียงพูดคุยตามประสาและเดินตามแมรี่ไปรู้จักคนอื่นๆ
ระหว่างนี้ ไคลน์ไม่ลืมที่จะกินอาหารและเครื่องดื่ม ปรับตัวให้กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม
หลังจากเดินวนครอบรอบ แมรี่ชะงักฝีเท้าและหันมากล่าว
“ทุกคนที่นี่เป็นเพื่อนของฉัน”
หมายความว่า เธอจะไม่ชวนคนไม่รู้จัก… และยังหมายความว่า เราเป็นเพื่อนของเธอ? ไคลน์พยักหน้ารับอ่อนโยน
“ในฐานะสุภาพบุรุษ บางทีผมไม่ควรถามออกไป แต่ในฐานะนักธุรกิจ ผมต้องการทราบว่าใครกำลังพยายามแย่งชิงหุ้นเพื่อควบคุมบริษัทโคอิมแทนคุณ?”
แมรี่เงียบไปสักพัก ก่อนจะตอบ
“บารอนซินดราสและผองเพื่อน… พวกเขาต้องการนำบริษัทโคอิมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ทำกำไรสูงเสียดฟ้าโดยไม่สนใจว่าบริษัทจะพัฒนาไปในทิศทางใด”
บารอนซินดราส หนึ่งในคนที่ร่ำรวยที่สุดของโลเอ็น… ในฐานะนายธนาคารและเจ้าของโรงงาน ชายคนนี้บริจาคเงินทุนให้พรรคอนุรักษนิยมจนได้เป็นขุนนาง… ยังบอกไม่ได้ว่าอยู่ขั้วอำนาจไหน แม้จะได้รับบรรดาศักดิ์จากพรรคอนุรักษนิยม แต่กลับเห็นอกเห็นใจกลุ่มนักธุรกิจ จึงมีความโน้มเอียงไปยังพรรคหัวก้าวหน้า… ไคลน์ใช้ความคิดสักพัก ก่อนจะยิ้มและถาม
“ทำไมคุณถึงไม่ให้มิสเตอร์ฮอลล์ช่วย? บิดาของเขาเป็นถึงขุนนางใหญ่และนายธนาคารชื่อดัง น่าจะให้ความช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
แมรี่ยิ้มแห้ง
“มิสเตอร์ฮอลล์ไม่ต้องการพัวพันกับเรื่องนี้ ด้วยกังวลว่า ในฐานะตำแหน่งเลขาธิการใหญ่แห่งคณะกรรมการมลพิษทางอากาศแห่งชาติ ตนไม่ควรมีส่วนร่วมในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับแอนทราไซต์และถ่านหินคุณภาพสูง”
สุภาพบุรุษที่ทะเยอทะยานจะเป็นนักการเมืองโดยแท้จริง… แต่อีกมุมหนึ่ง เขาอาจจะไม่อยากเป็นศัตรูกับบารอนซินดราส… หึหึ หากเรามีโอกาสได้เลือกพ่อบ้านใหม่ คงจะเลือกคนที่สามารถสานสัมพันธ์กับบารอนซินดราสได้… ด้วยความร่ำรวยขนาดนี้ หากเขาอยากได้หุ้นจนเพิ่มราคาเป็นเท่าตัว เกรงว่าเราคงจนปัญญาจะประมูลแข่ง… หรือไม่แน่ว่า เขาอาจทุ่มเงินเพื่อทำลายชีวิตเราในภายหลัง… ไคลน์ไม่สานต่อบทสนทนาเดิม เพียงหันไปพูด
“ผมจะไม่ตัดสินใจจนกว่าจะได้รับรายงาน”
เมื่อเห็นดอน·ดันเตสไม่ขวัญผวาหลังจากฟังความจริง แมรี่กล่าวด้วยน้ำเสียงเจือความซาบซึ้ง
“ในยุคสมัยปัจจุบัน บุรุษกล้าหาญหาได้ยากยิ่ง และคุณคือหนึ่งในนั้น”
ไคลน์ทำเพียงยิ้ม ไม่ได้สัญญาอะไรออกไป รอจนกระทั่งบุฟเฟต์จบลง จึงนั่งรถม้าสี่ล้อหรูหรากลับไปยังเขตเหนือ
ขณะมองออกไปนอกหน้าต่างพลางครุ่นคิด จู่ๆ ไคลน์ก็หันไปหาบุรุษรับใช้ริชาร์ดสัน
“ผมเปลี่ยนใจแล้ว แวะวิหารนักบุญแซมมวลให้หน่อย”
ในครั้งก่อน มีความเปลี่ยนแปลงที่ผิดปรกติเกิดขึ้นและสงบลงทันที และเนื่องจากยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด ไคลน์จึงลังเลว่าตนควรหาโอกาสติดต่อกับผู้คุมประตูยานิสหรือไม่
ชายหนุ่มจับสังเกตได้ว่า ในช่วงบ่ายของทุกวัน ผู้คุมด้านในอย่างน้อยหนึ่งคนจะออกมาสวดวิงวอนถึงเทพธิดาในโถงหลัก
จะหาโอกาสติดต่อยังไง… ในสถานที่แบบนี้ การกระซิบก็กลายเป็นเสียงดังได้… และนั่นจะยิ่งทำให้คนรอบข้างผิดสังเกต… ไคลน์ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเฝ้าสังเกตไปก่อน จึงค่อยคิดหาวิธีลงมือในภายหลัง
รถม้ายังคงไม่เปลี่ยนเส้นทาง มุ่งหน้าไปยังถนนเบิร์คลุน แต่ไม่ได้หยุดที่หน้าคฤหาสน์ ยังคงตรงไปเรื่อยๆ
ไคลน์ในรถม้าหลับตาลง พยายามข่มความกระวนกระวายที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
………………………………………………
ภายในคฤหาสน์ตระกูลโอดรา เอ็มลินได้พบกับคาซีมีที่เป็นบารอนเหมือนกับตน
ผีดูดเลือดเจ้าของใบหน้าคล้ายกับกำลังอยู่ในวัยที่ดีที่สุดของชีวิต งานของมันคือการเป็นปากเสียงให้นีบาส·โอดรา
เราเองก็เป็นบารอนเหมือนกัน แถมยังใช้เวลาไม่นานในการโตเต็มวัย… เอ็มลินรำพัน ลุกขึ้นยืนจากโซฟาในห้องรับแขกและทำความเคารพอีกฝ่าย
“สายัณห์สวัสดิ์ ท่านลอร์ดบารอน”
ขณะคาซีมีเตรียมกล่าวบางสิ่ง จมูกของมันฟุดฟิดพร้อมกับทอดสายตาไปยังกล่องไม้ที่เอ็มลินวางไว้ข้างฝ่าเท้า
“กลิ่นเลือด?”
ขณะกำลังฉงน คล้ายกับมันฉุกคิดบางอย่าง จึงกล่าวหลังจากไตร่ตรอง
“ล่าเป้าหมายได้อีกรายแล้ว?”
เอ็มลินยกมุมปากขึ้น ยิ้มและส่ายหน้า
“ไม่ใช่”
ก่อนที่คาซีมีจะได้ถามคำใด มันยิ้มลึกกว่าเดิมและอธิบาย
“ไม่ใช่รายเดียว แต่เป็นสอง”
สอง? คาซีมี สุภาพบุรุษวัยกลางคนถึงกับผงะ นั่งจ้องเอ็มลินโน้มตัวลงยกกล่องไม้ขึ้นมาเปิดฝา
ระหว่างดำเนินการ กล้ามเนื้อใบหน้าเอ็มลินกระตุกแผ่วเบา เนื่องจากเผลอนำบาดแผลบนมือขวาไปสัมผัสกับกล่อง
มันมิได้แสดงออก เพียงหย่อนแขนลงเล็กน้อย เอียงกล่องไม้ไปด้านหน้าและเปิดฝาออก เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน
ศีรษะชุ่มเลือดและมีรอยไหม้สองหัว ถูกซุกอยู่ในกล่องโดยมีกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าห่อไว้ ใกล้กันมีวัตถุสองชิ้นคล้ายหัวใจวางอยู่ ดวงหนึ่งมีสีแดงสด อีกดวงหนึ่งมีสีแดงเข้มจนเกือบดำ
ฉากอันน่าดึงดูดทำให้คาซีมีไม่ละสายตาไปไหน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ จ้องเอ็มลินและถามตรงไปตรงมา
“ฝีมือเจ้าหรือ?”
แม้ว่ามันจะยืนยันได้แค่ศีรษะของกาลิส·เควิน แต่ตะกอนพลังพิเศษของ ‘แวมไพร์’ ทั้งสองดวงไม่สามารถปลอมแปลงกันได้!
เอ็มลินวางกล่องไม้ลง ลดมือขวาอย่างเป็นธรรมชาติและนำไปถูกับชายกางเกงเบาๆ ตอบด้วยรอยยิ้ม
“แน่นอน… เรื่องราวเป็นเช่นนี้… หลังจากข้าได้รับรางวัลเจ็ดพันปอนด์ในคราวก่อน ข้าซื้อ ‘มรดก’ ของบารอนตนหนึ่งมาจากชุมนุมลับ จากนั้นก็เลื่อนลำดับ… อันที่จริง ข้าไม่อยากเสียเงินให้กับคนที่ฆ่าพี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์ผีดูดเลือดสักเท่าไร แต่ขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้ ‘มรดก’ ชิ้นนี้ต้องตกไปอยู่ในมือคนอื่น และเหนือสิ่งอื่นใด ผู้ขายอาจไม่ใช่คนฆ่าเสมอไป”
เอ็มลินใช้โอกาสนี้ในการเปิดเผยเรื่องที่ตนกลายเป็น ‘บารอน’ แถมยังไม่มีคำพูดใดโกหก
นี่คือทักษะที่มันเรียนมาจากชุมนุมทาโรต์
ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าเป็นบารอน… คิดว่าเจ้าที่มักจะขอซื้อวัตถุวิญญาณ ชอบยืมหนังสือเกี่ยวกับการปรุงโอสถ จะปกปิดความจริงจากสายตาพวกเราได้หรือ? หากมิใช่เพราะมีปัจจัยหลายๆ อย่างบ่งชี้ พวกเราคงตั้งคำถามกับเจ้านานแล้ว… แต่ที่ข้าประหลาดใจก็คือฝีมือในการต่อสู้ เจ้าไม่ได้พกสมบัติวิเศษด้วยซ้ำ เป็นแค่เด็กหนุ่มคลั่งตุ๊กตา ถึงจะอยู่ในลำดับบารอน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะล่าแวมไพร์เทียมสองตนและหลบหนีออกมาได้อย่างราบรื่น… แม้แต่ข้า หากไม่ได้เตรียมการล่วงหน้าและสืบข้อมูลเป็นอย่างดี เกรงว่าโอกาสสำเร็จก็คงไม่สูงนัก… ในขณะที่ทุกคนไม่ทันสังเกต เอ็มลินเติบโตขนาดนี้เชียว? คาซีมี·โอดรารำพันเงียบ เผยรอยยิ้มและกล่าว
“แบบนี้นี่เอง… เอ็มลิน แล้วเจ้าจะปิดบังทำไม? ไม่อยากได้รับเกียรติในฐานะบารอนและถูกพี่น้องเรียกว่า ‘ลอร์ด’ หรือ?”
เอ็มลินชำเลืองใบหน้าผีดูดเลือดฝั่งตรงข้าม เชิดคางเล็กน้อย
“ข้ากำลังจะบอกทุกคน แต่เนื่องจากมีการแข่ง ‘ล่า’ เกิดขึ้นเสียก่อน จึงอยากทำให้ทุกคนประหลาดใจ… คาซีมี ตอนนี้ข้าจัดการสาวกดวงจันทร์บรรพกาลไปสามคนแล้ว และเนื่องจากเป้าหมายมีเพียงห้าราย หมายความว่าข้าชนะแล้วใช่ไหม?”
มันแทบรอไม่ไหวที่จะเปลี่ยนคำเรียกจาก ‘ลอร์ดบารอน’ เป็น ‘คาซีมี’
เปลือกตาคาซีมีกระตุกแผ่วเบา หัวเราะในลำคอขณะตอบ
“ถูกต้อง เจ้าไม่ต้องล่าอีกแล้ว สำหรับเป้าหมายอีกสองคนที่เหลือ ปล่อยให้รุส·บาโธรีและคนอื่นๆ จัดการแทน อย่างน้อยพวกเขาก็ยังมีสิทธิ์ได้รับรางวัลปลอบใจ”
กล่าวจบ คาซีมีรู้สึกว่าน้ำเสียงของตนเย็นชาไปสักนิด จึงถามด้วยความกังวล
“เจ้าบาดเจ็บหรือ?”
“นิดหน่อย” เอ็มลินยกแขนขวาขึ้น กางนิ้วออก
ด้วยความสัตย์จริง ในการล่าเมื่อครู่ สิ่งที่มอบความเจ็บปวดให้เอ็มลินได้มากที่สุด เกิดขึ้นหลังจากหนีพ้นเขตตะวันออกมาด้วย ‘เทเลพอร์ต’ เพราะต้องฉีกหนังของตัวเองเพื่อป้ายเลือดลงบนหน้าปกบันทึกการเดินทางของเลมาโน่
คาซีมีไม่สานต่อหัวข้อเดิม ครุ่นคิดสองสามวินาที
“ขอแสดงความยินดีที่ได้เป็นผู้ชนะในการแข่งล่าครั้งนี้ เจ้าจะได้รับรางวัลสองชิ้น… ชิ้นแรกคือโอกาสในการเป็นไวเคาต์ รายชื่อของเจ้าจะถูกเสนอให้อยู่ในกลุ่มแรกที่มีสิทธิ์ รอรับความช่วยด้านพิธีกรรมโดยไม่ต้องเสียเงิน… ชิ้นที่สอง เจ้าจะได้รับสมบัติวิเศษซึ่งเป็นของเก่าแก่ สิ่งนั้นคือแหวนที่บรรพบุรุษสร้างขึ้นด้วยพระองค์เอง แม้จะปราศจากพลังเทพ แต่ก็แข็งแกร่งและเปี่ยมด้วยความลึกลับ เนื่องจากท่านบรรพบุรุษมิได้ตั้งชื่อ พวกเราจึงเรียกมันว่า ‘แหวนลิลิธ’ … และนอกจากนั้น เหมือนเช่นเคย ตะกอนพลังทั้งสองจะตกเป็นของตระกูลผีดูดเลือด ส่งผลให้มีเด็กแรกเกิดเพิ่มขึ้นอีกสองตน และเจ้าจะได้รับเงินสดสามพันปอนด์ตอบแทน”
แหวนที่บรรพบุรุษสร้างขึ้นด้วยตัวเอง… แม้ว่าเอ็มลินจะผิดหวังที่รางวัลของผู้ชนะไม่ใช่ตะกอนพลัง ‘ไวเคาต์’ โดยตรง เป็นเพียงโอกาสในการประกอบพิธีกรรม แต่เมื่อผนวกกับแหวนที่บรรพบุรุษอย่างลิลิธสร้างขึ้น รางวัลในคราวนี้ดูคุ้มค่าทันที
สำหรับตระกูลผีดูดเลือดที่มีความภาคภูมิใจในเผ่าพันธุ์ สิ่งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศขั้นสูงสุด!
เมื่อความยินดีเริ่มจางลง เอ็มลินที่เคยเข้าร่วมชุมนุมทาโรต์หลายครั้งและล่าเหยื่อสำเร็จมาแล้วสองหน เริ่มฉุกคิดว่าเรื่องราวอาจมิได้ราบรื่นเช่นนั้น
เราถูกท่านบรรพบุรุษส่งไปหามิสเตอร์ฟูล และตอนนี้ก็ได้รับแหวนของพระองค์มาหนึ่งวง… เป็นแค่เรื่องบังเอิญจริงหรือ? เอ็มลินครุ่นคิดเป็นเวลานาน แต่ก็ไม่พบคำตอบ ทำได้เพียงรอสวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูลเพื่อปรึกษา เล่าเรื่องราวทั้งหมดและรอฟังคำแนะนำ
เมื่อเห็นความสุขบนใบหน้าเอ็มลินจางลงและไม่พูดอะไรนานหลายสิบวินาที คาซีมีกระแอมในลำคอ
“แหวนและเงินสดจะถูกมอบให้เจ้าในคืนพรุ่งนี้… เมื่อถึงเวลา ข้าจะเรียกรุส·บาโธรีและคนที่เหลือมารวมตัว ประกาศอย่างเป็นทางการว่าเจ้าได้รับชัยชนะในการแข่งล่า จากนั้นจึงค่อยมอบแหวน”
“ไม่มีปัญหา” แม้เอ็มลินจะขาดประสบการณ์ในเรื่องแบบนี้ แต่ก็พอจะทราบว่า ‘รางวัล’ คือสิ่งที่ไม่สามารถมอบให้กันอย่างลับๆ จะต้องกระทำอย่างโปร่งใสต่อหน้าผู้เข้าแข่งทุกคน
โดยไม่มัวแช่อยู่นาน เอ็มลินกล่าวคำอำลาและออกจากคฤหาสน์ตระกูลโอดรา โบกรถม้าเช่าในละแวกใกล้เคียง
ภายในรถม้าที่แล่นไปบนถนนด้วยความเร็วต่ำ เอ็มลินแหงนมองดวงจันทร์สีแดงเข้มที่กำลังลอยบนท้องฟ้าอย่างเงียบงัน จิตใจสงบลงหลายส่วน จึงนึกทบทวนรายละเอียดที่เกิดขึ้น ตกผลึกเป็นประสบการณ์และบทเรียนมากมาย
จนกระทั่ง มันคำนวณว่าตนต้องบันทึกพลังพิเศษลงในสมุดเวทมนตร์เลมาโน่เป็นจำนวนเท่าใด
เราใช้อสนีบาตไปห้าครั้ง… เทเลพอร์ตหนึ่งครั้ง เปิดประตูหนึ่งครั้ง โหราศาสตร์อีกหนึ่งครั้ง… รวมทั้งสิ้นแปดครั้ง นอกจากนั้นยังต้องเพิ่มเข้าไปอีกสอง รวมเป็นสิบครั้ง… ยุ่งยากเอาเรื่อง เพราะพลังพิเศษบางชนิดของเราไม่สามารถบันทึกลงไปได้ ยกตัวอย่างเช่น พลังในการฟื้นฟูร่างกาย… คงต้องบันทึกบางทักษะซ้ำลงไป… อา… รอให้ได้แหวนของบรรพบุรุษก่อน อาจมีพลังพิเศษของแหวนให้บันทึก
…
แหวนลิลิธ? เหนือสายหมอกสีเทา ท่ามกลางพระราชวังที่คล้ายกับถิ่นพำนักของคนยักษ์ ไคลน์กำลังนั่งบนเก้าอี้พนักสูงประจำตำแหน่งเดอะฟูล ครุ่นคิดเกี่ยวกับเนื้อหาการสวดวิงวอนของเอ็มลิน·ไวท์
เดิมที มันนึกว่าการที่ตนต้องตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะแวมไพร์ที่ขาดประสบการณ์ต่อสู้กำลังต้องการความช่วยเหลือ แต่ใครจะไปคิดว่า เอ็มลินจัดการทุกสิ่งเสร็จสรรพด้วยตัวเองก่อนห้าทุ่ม แม้กระทั่ง ‘ส่งงาน’ เสร็จเรียบร้อย
เป็นเพราะวิวรณ์ของเทพบรรพกาลตนดังกล่าว เอ็มลินจึงสวดวิงวอนถึงเดอะฟูล… และตอนนี้เขาก็ได้รับแหวนจากลิลิธ… ไม่ว่าลิลิธจะเป็นใคร ดูเหมือนว่าเราต้องระวังตัวเอาไว้ คอยสังเกตการเปลี่ยนแปลงให้ดี… ไคลน์ครุ่นคิดสองสามวินาที ก่อนจะตอบสนองคำสวดวิงวอนของเอ็มลินด้วยน้ำเสียงลุ่มลึกแต่สุขุม
“ทุกครั้งที่สวดวิงวอนถึงเรา หรือกระทั่งในยามเข้าร่วมชุมนุม จงอย่างลืมถอดแหวนวงนั้นออกก่อน”
หลังจากอธิบายจบ ไคลน์ส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริง ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกปลุกกลางดึกอีกต่อไป หลับยาวไปจนถึงรุ่งสาง
กินข้าวเช้าเสร็จ มันพักต่ออีกสักนิด รอจนกระทั่งครูสอนมารยาท วาฮาน่า มาถึงคฤหาสน์ คาบเรียนในวันนี้จะเกี่ยวกับการจัดงานเลี้ยงเต้นรำที่จะมีขึ้น ณ บ้านของตนในวันหยุดสุดสัปดาห์
เส้นผมสีดำของวาฮาน่ากำลังโบกสะบัดไปพร้อมกับกระโปรงเดรส จุดประสงค์ของเธอคือการทำให้ดอน·ดันเตสคุ้นเคยกับการเต้นรำเปิดงานและกระบวนการที่เกี่ยวข้อง
ท่ามกลางท่วงท่าที่เบาสบาย ครูสอนมารยาทหาโอกาสพูด
“ดิฉันได้ยินว่า มาดามแมรี่มาเยี่ยมคุณเมื่อวานตอนบ่าย?”
“ใช่ครับ” ไคลน์แอบถอนหายใจและรำพันว่า ไม่มีความลับในถนนบล็อกนี้เลยหรือ? แต่ภายนอกพยักหน้าตอบรับอย่างสุขุม
วาฮาน่าผงกศีรษะเล็กน้อย เงียบงันสองสามวินาทีจึงพูดต่อ
“ดิฉันได้ยินมาว่า มาดามแมรี่นำหุ้นทั้งหมดของตัวเองไปจำนำกับธนาคารเพื่อกู้เงินก้อนโต”
เป็นคำเตือนให้เราคอยระวังว่า อย่าได้ตกหลุมพรางการต้มตุ๋น… ความช่วยเหลือที่เรามอบให้ก่อนหน้านี้ ไม่เพียงจะทำให้เข้าสู่แวดวงชนชั้นสูงของถนนเบิร์คลุนง่ายขึ้น แต่ยังคอยมอบคำแนะนำในด้านอื่นๆ เป็นระยะ… อย่างไรก็ตาม การที่มาดามแมรี่นำหุ้นไปจำนำ จุดประสงค์ก็เพื่อจะเพิ่มจำนวนหุ้นในมือด้วยวิธีที่ปลอดภัย… ไคลน์ฟังอย่างเงียบงัน เผยรอยยิ้มอ่อนโยนขณะตอบ
“ขอบคุณครับ”
มันเว้นวรรคก่อนจะเสริม
“แต่ละสาขาอาชีพนั้นมีธรรมชาติและอุปนิสัยที่แตกต่างกัน สำหรับแวดวงธุรกิจ กฎเหล็กข้อแรกคือความไม่ประมาท… ผมได้บอกให้วอลเตอร์จ้างทนายความและทีมนักบัญชีเพื่อตรวจสอบอย่างละเอียด สืบสวนเกี่ยวกับบริษัทเป้าหมาย และมอบทางออกที่ช่วยปกป้องผลประโยชน์ของผมได้อย่างรัดกุมที่สุด รวมไปถึงการลดหย่อนภาษี… จนกว่าจะได้รับรายงาน ผมจะไม่ตัดสินใจใดๆ”
วาฮาน่าหันศีรษะมาครึ่งหนึ่ง จ้องเข้าไปในดวงตาสีน้ำเงินเข้มของดอน·ดันเตสและยิ้มกึ่งถอนหายใจ
“ฉลาดสมคำร่ำลือ”
ไคลน์อยากจะตอบว่า ‘แค่นี้นับว่าธรรมดามาก’ แต่ทันใดนั้นพลันฉุกคิดได้ สามีของวาฮาน่าเคยถูกโกงผ้ามาก่อน และฝ่ายที่ช่วยทำให้ขาดทุนน้อยลงก็คือตน การตอบออกไปเช่นนั้นอาจทำให้วาฮาน่านำไปเชื่อมโยงกัน จนเกิดเป็นความเข้าใจผิดคิดว่าเราดูแคลน มันจึงเปลี่ยนคำตอบพลางหัวเราะในลำคอ
“ปัญญาของผมเกิดจากบทเรียนที่ได้รับในอดีต”
“นึกภาพคุณถูกหลอกไม่ออกจริงๆ” วาฮาน่าก้มศีรษะลงและยิ้ม “และคงเป็นเพราะคุณมีประสบการณ์มากมาย จึงสามารถชื่นชมเสน่ห์ที่แตกต่างกันของสตรีในแต่ละช่วงอายุ?”
ข่าวลือบัดซบนี่… เมื่อไรจะหายไปเสียที… ไคลน์ยิ้มอย่างจนปัญญา
“ดอกไม้ทุกดอก งดงามในตัวเองเสมอ”
เมื่อเริ่มคุ้นเคยกับขั้นตอนการจัดงานเลี้ยงเต้นรำ ไคลน์เดินมาส่งวาฮาน่ากลับ จากนั้นก็ออกเดินทางไปพร้อมกับริชาร์ดสัน เป้าหมายคือที่ทำการบริษัทโคอิมในเขตเชอร์วู้ด ตามคำเชิญของมาดามแมรี่เมื่อวาน
……………………………………………….
ได้ยินคำถามจากมิสเตอร์มูน ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์ส เกือบโพล่งออกมาว่า ‘แน่นอน! ฉันรู้ดีกว่าใคร! แค่ไม่ทราบรายละเอียดที่แน่ชัดเท่านั้นเอง!’
ทว่า เธอควบคุมปากในเวลาที่เหมาะสม สายตาชำเลืองไปทางมิสเตอร์เวิร์ลที่สุดขอบโต๊ะทองแดงยาวอีกฝั่งด้วยอาการหวาดผวาเล็กๆ
แทบจะในเวลาเดียวกัน แฮงแมน จัสติส และเฮอร์มิทพอจะคาดเดาได้เลือนรางว่า เหตุการณ์ในเขตตะวันออกของเบ็คลันด์ คือปฏิบัติการสังหารผู้ส่งสารของชุมนุมแสงเหนือ โดยฝีมือของเดอะเวิร์ล!
และเนื่องจากเอ็มลินไม่ใช่ผู้ชม มิอาจอ่านคำตอบจากดวงตา ฟอร์สจึงยิ้มแห้งๆ และตอบกลับ
“ในส่วนของรายละเอียด ฉันเล่าไม่ได้… ทราบเพียงว่า มีพลังครึ่งเทพของเส้นทางพายุเกิดขึ้นที่นั่น ส่งผลให้ทางโบสถ์วายุสลาตันมุ่งความสนใจมาเป็นพิเศษ”
เธอไม่กล้าอธิบายเรื่องราวทั้งหมดแทนมิสเตอร์เวิร์ล แค่เกริ่นจากที่ตัวเองเห็น
ฟอร์สเชื่อว่า หากมิสเตอร์เวิร์ลต้องการลงลึกรายละเอียด เดี๋ยวอีกฝ่ายก็คงเล่าเอง
พลังพิเศษระดับครึ่งเทพในขอบเขตพายุ? ‘จัสติส’ ออเดรย์และคนที่เหลือต่างตกตะลึง เริ่มสงสัยว่าสมมติฐานก่อนหน้าของตนคือสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือ
พวกมันเคยเข้าใจว่า บันทึกการเดินทางของเลมาโน่เป็นวัตถุที่เกิดจากความตายของผู้ส่งสารชุมนุมแสงเหนือ ดังนั้น ก่อนที่เดอะเวิร์ลจะลอบสังหารอีกฝ่ายสำเร็จ ไม่มีทางที่จะให้มิสเตอร์ฟูลบันทึกพลังระดับครึ่งเทพไว้ล่วงหน้าได้!
หรือเหตุการณ์เหนือธรรมชาติในเขตตะวันออกจะไม่เกี่ยวข้องกับมิสเตอร์เวิร์ล? ไม่น่าจะใช่… เมื่อครู่ ฟอร์สแอบชำเลืองไปทางมิสเตอร์เวิร์ลไม่ผิดแน่! แต่ว่า ทำไมถึงมีพลังครึ่งเทพในขอบเขตพายุปรากฏขึ้นได้? หนึ่งในความน่าจะเป็นก็คือ บันทึกการเดินทางของเลมาโน่ไม่ใช่ผลลัพธ์ของภารกิจ แต่เป็นสิ่งที่ฟอร์สครอบครองมาตั้งแต่แรก… อีกหนึ่งความเป็นไปได้ก็คือ สิ่งนี้เป็นฝีมือของพระคาร์ดินัลแห่งโบสถ์วายุสลาตัน หรือไม่ก็สมบัติปิดผนึกในขอบเขตดังกล่าว…
หากเป็นอย่างแรก การที่มิสเตอร์เวิร์ลต้องลงทุนใช้พลังครึ่งเทพออกมา หมายความว่าผู้ส่งสารของชุมนุมแสงเหนือคนนั้นต้องแข็งแกร่งอย่างมาก หรือไม่ก็มีตัวตนระดับนักบุญอยู่เบื้องหลัง แต่ถ้าเป็นแบบที่สอง การที่มิสเตอร์เวิร์ลรอดจากการโจมตีเช่นนั้นมาได้ เพียงพอแล้วที่จะอธิบายความน่าสะพรึงกลัวของเขา…
แน่นอน อย่าเพิ่งตัดความเป็นไปได้ที่ว่า มิสเตอร์เวิร์ลจงใจลากให้โบสถ์วายุสลาตันไปเผชิญหน้ากับครึ่งเทพของชุมนุมแสงเหนือ อาศัยจังหวะที่ครึ่งเทพทั้งสองฝ่ายปะทะกัน หลบหนีออกมาอย่างราบรื่น บรรลุภารกิจลอบสังหารท่ามกลางความโกลาหล… ‘จัสติส’ ออเดรย์เริ่มวิเคราะห์จากรายละเอียดที่เธอสังเกตเห็น คาดเดาเอาเองสองสามสิ่ง โดยทุกสมมติฐานชี้นำไปในทิศทางเดียวกัน
เดอะเวิร์ลเพียบพร้อมไปด้วยฝีมือ สติปัญญา การเตรียมตัว และความเด็ดขาด เรียกได้ว่าเป็นลำดับ 5 ที่เก่งกาจระดับยอดพีระมิด เป็นหนึ่งในตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดใต้ครึ่งเทพอย่างไร้ข้อกังขา!
แข็งแกร่งจนน่ากลัว… สมแล้วที่เป็นข้ารับใช้ของมิสเตอร์ฟูล… ไว้เราไปถึงวิหารเมื่อไร คงได้รับรายละเอียดในเรื่องนี้… ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์เองก็ลองวิเคราะห์เบื้องต้น ถอนหายใจเงียบ ทำได้เพียงปลอบใจตัวเองว่า หากมีคู่หูร่วมเดินทางเป็นชายที่แข็งแกร่งเช่นนี้ การสำรวจเกาะโบราณที่ไม่มีใครครอบครอง ก็คงง่ายขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
ในส่วนของ ‘เฮอร์มิท’ แคทลียา ความคิดของเธอคล้าย ‘จัสติส’ ออเดรย์ จึงเตรียมจะกลับไปถามราชินีเงื่อนงำ – เจ้าของเรือรุ่งอรุณ เกี่ยวกับสถานการณ์ในเขตตะวันออกของเบ็คลันด์
“พลังระดับครึ่งเทพในขอบเขตพายุ…” เอ็มลินทวนคำของมิสเมจิกเชี่ยนด้วยความปวดหัว
แม้ว่ามันจะรักการอยู่บ้าน ไม่ชอบออกไปไหน แต่ในมหานครใหญ่แห่งนี้ มันเลี่ยงไม่ได้ที่จะตระเวนไปตามโรงพยาบาลเพื่อขโมยเลือดสดดื่มบ่อยครั้ง เมื่อผนวกเข้าความรู้พื้นฐานเข้ากับคำเตือนของเหล่าอาวุโส เอ็มลินมีความเข้าใจในหน่วยพิเศษของเมืองหลวงเป็นอย่างดี และเข้าใจว่าเหตุร้ายดังกล่าว จะสร้างความตึงเครียดแก่บริเวณใกล้เคียงมากแค่ไหน
หากเราไม่ปลอมตัวให้แนบเนียน การลอบเข้าไปในเขตตะวันออกอาจไม่ถึงเป้าหมาย ถูกไล่ล่าและตามจับกุมตัวโดยทูตพิพากษาแทน… แม้ว่าเราจะมีตัวตนเป็นคนของโบสถ์พระแม่ธรณี ซึ่งจะทำให้ไม่ถูกลากเข้าคุก และไม่กลายเป็นหนูทดลองสมบัติปิดผนึก แต่ภารกิจ ‘ล่า’ ก็จะล้มเหลว แถมยังจะถูกยึดบันทึกการเดินทางของเลมาโน่… ในสถานการณ์แบบนี้ การลงไปในท่อระบายน้ำยิ่งอันตราย ไม่มีทางรู้เลยว่าผู้วิเศษของทางการซ่อนตัวอยู่กี่คน… เอ็มลินพบว่าภารกิจของตนยากขึ้นกะทันหัน
แต่ไม่นาน มันก็ได้ข้อสรุป นั่นคือการลงมือในช่วงกลางดึก ก่อนเวลารุ่งสาง เพราะเป็นเวลาที่ชนชั้นล่างในเขตตะวันออกเริ่มทยอยกลับจากการทำงาน ถึงฟ้าจะมืด แต่ถนนก็ยังคึกคัก ต่อให้ทูตพิพากษามีกำลังคนมากกว่านี้อีกสิบเท่า ก็ไม่มีทางเฝ้าจับตามองได้อย่างละเอียด หมดสิทธิ์จำแนกเป็นรายบุคคล
แผนการขั้นถัดไปก็คือ ลงมืออย่างมีประสิทธิภาพ พยายามดับลมหายใจแวมไพร์เทียมทั้งสองโดยไม่ให้เกิดความวุ่นวาย… อา ต้องคอยคำนึงว่า การต่อสู้อันดุเดือดมิอาจเก็บซ่อนความผิดปรกติได้ง่ายนัก… เดี๋ยวนะ มิสเมจิกเชี่ยนเพิ่งบอกว่า ในสมุดเวทมนตร์เลมาโน่มี ‘เทเลพอร์ต’ ถูกบันทึกไว้… ถ้าอย่างนั้นก็หมดปัญหา! ‘เดอะมูน’ เอ็มลินถอนหายใจโล่งอก หัวเราะในลำคอ
“ข้าจะจำใส่ใจไว้”
มันกล่าวด้วยความใจเย็น ค่อนไปทางมั่นใจ คล้ายกับทุกสิ่งอยู่ในความควบคุม
หึหึ สหายเอ็มลินคนนี้กระอักกระอ่วนในตอนต้น ก่อนจะผ่อนคลายในภายหลัง… เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ขอเดาว่าหมอนั่นเพิ่งฉุกคิดถึงเวทมนตร์ ‘เทเลพอร์ต’ ในหนังสือ… หากไม่ใช่เพราะเรา ‘ต้อนแกะ’ ได้พลัง ‘ประตูนักท่องเที่ยว’ มาครอง คงตั้งเงื่อนไขไว้ว่า ก่อนที่เกอร์มัน·สแปร์โรว์จะยืมหนังสือไปใช้ ห้ามมิให้ใครแตะต้องหน้า ‘เทเลพอร์ต’ เด็ดขาด… ไคลน์ฉีกยิ้มในใจ ภายนอกเงียบขรึม
สำหรับมัน เป็นเพราะสมุดเวทมนตร์มีเทเลพอร์ตเพียงหน้าเดียว จึงเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่จะต้องใช้งานยุบพองหิวโหยเพื่อเดินทางไปยังเกาะโบราณ และเมื่อเป็นเช่นนั้น ไคลน์ก็ต้องหา ‘คนที่สมควรตาย’ มาเป็นอาหารให้ถุงมือ
“ถือว่าฉันได้เตือนไปแล้ว” ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สไม่พูดสิ่งใดอีก เพียงหวังให้ภารกิจของมิสเตอร์มูนผ่านไปอย่างราบรื่น
ทันใดนั้น ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์หันไปมอง ‘เดอะซัน’ ด้านข้าง
“คุณยังอยู่ในเมืองเงินพิสุทธิ์ใช่ไหม?”
“ครับ กิจวัตรในช่วงหลังคือการทำความคุ้นเคยกับพลังพิเศษ เดินลาดตระเวนไปรอบๆ พื้นที่” เดอร์ริคตอบโดยไม่ปิดบัง
อัลเจอร์ถามต่อ
“ในระยะหลัง อาวุโส ‘คนเลี้ยงแกะ’ คนนั้นไม่มาหาคุณบ้างหรือ?”
“ไม่ครับ” เดอร์ริคเว้นวรรค “ช่วงนี้หกสภาอาวุโสกำลังยุ่งอยู่กับอนุสาวรีย์บรรจุศพของอดีตเจ้าเมือง แต่ด้วยเหตุผลอะไรนั้น ผมยังไม่มีสิทธิ์รับรู้”
ไคลน์เคยได้ยินเดอะซันเล่าเกี่ยวกับอดีตเจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ให้ฟัง กล่าวว่า ชายคนนั้นสร้างสุสานลึกลงไปใต้ดินและขังตัวเองไว้ภายใน ไม่ออกมาอีกเลยเป็นเวลานาน มีการคาดเดาว่า พิธีกรรมเลื่อนเป็นลำดับ 3 ของเส้นทางมรณาคงล้มเหลว
เราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นภายในสุสาน แต่สัมผัสวิญญาณบอกกำลังว่า ภายในนั้นมีอันตรายซ่อนอยู่… ไคลน์ยังไม่เปิดปาก ทำเพียงนั่งฟัง ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์พูดกับเด็กหนุ่ม
“อย่าปล่อยผ่าน… การที่หกสภาอาวุโสลงทุนตรวจสอบอนุสาวรีย์บรรจุศพของอดีตเจ้าเมืองด้วยตัวเอง แถมยังในเวลาแบบนี้ หมายความว่ามันต้องเป็นเรื่องที่สำคัญมาก”
“เข้าใจแล้วครับ!” ‘เดอะซัน’ เดอร์ริครีบพยักหน้า “ผมจะพยายามตรวจสอบสถานการณ์อย่างเต็มที่”
การแลกเปลี่ยนดำเนินต่อไป แต่เนื่องจากไม่ค่อยมีใครได้พบเจออะไรในสัปดาห์ที่ผ่านมา ชุมนุมทาโรต์จึงใกล้ถึงจุดยุติ สมาชิกแต่ละคนเริ่มสอนเดอะซันเกี่ยวกับภาษาของโลกภายนอก แลกเปลี่ยนด้วยการเรียนประวัติศาสตร์โบราณจากเขา
ระหว่างนั้น ‘จัสติส’ ออเดรย์หัวเสียและหงุดหงิดมากที่สุด เพราะเธอไม่ได้ซื้ออะไรจากชุมนุม ไม่ได้แบ่งปันข้อมูลใด เรียกได้ว่าตัวตนจืดจางลงมาก
เฮ่อ… ชีวิตของเราสงบสุขและมั่นคงเกินไป ไม่มีสิ่งใดให้บอกเล่าและแบ่งปัน… แต่ว่า นี่เป็นเรื่องปรกติ ในฐานะบุตรสาวของเอิร์ลแห่งเชสเตอร์ตะวันออกและหนึ่งในสามสุดยอดนายธนาคารแห่งอาณาจักร หากเราต้องเผชิญอันตรายจากพลังพิเศษบ่อยครั้ง ได้พบเจอเรื่องที่น่าตื่นเต้นทุกสัปดาห์ นั่นหมายความว่า โครงสร้างทางการเมืองและสังคมในปัจจุบัน เริ่มรับมือกับปัญหาของโลกผู้วิเศษไม่ไหว และนั่นจะลงเอยด้วยการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่… อา รอกลับไปถึงเบ็คลันด์ ติดต่อกับสมาคมแปรจิตให้บ่อยขึ้น สถานการณ์ของเราจะได้พัฒนาเสียที… ออเดรย์มองโลกในแง่บวก ลุกขึ้นยืน กล่าวคำอำลากับมิสเตอร์ฟูล
สำหรับหกเดือนที่ผ่านมา เป็นเพราะแรงกระตุ้นจากซูซี่ เราได้อ่านหนังสือที่มีประโยชน์หลายเล่ม เสริมสร้างความเป็นผู้ใหญ่และโครงสร้างทางความคิด เทียบกับสมัยอดีต เราพัฒนาตัวเองขึ้นมากแล้ว…
…
บ้านเลขที่ 160 ถนนเบิร์คลุน
ไคลน์ที่เพิ่งจบชุมนุมทาโรต์ เดินไปทางระเบียงติดกับห้องนอน จ้องมองวิวทิวทัศน์สีเขียวขจีเบื้องล่าง
หลังจากมิสเมจิกเชี่ยนเริ่มต้นธุรกิจให้เช่าสมุดเวทมนตร์เลมาโน่ ในอนาคต คงมีการค้าขายเกิดขึ้นในชุมนุมทาโรต์อีกบ่อยครั้ง… หึหึ พวกเขาอาจยังไม่ทราบ อาจคิดไม่ถึงว่าพลังพิเศษก็สามารถซื้อขายได้เช่นกัน! รอให้พฤติกรรมการเช่ากลายเป็นเรื่องปรกติ จะต้องมีคนที่รับจ้างบันทึกพลังที่มีประโยชน์ลงไป… เมื่อถึงตอนนั้น ตัวเราซึ่งมีสมบัติวิเศษมากมาย สามารถมอบความช่วยเหลือได้ในหลายแขนง…
ราคาต้องไม่แพงมาก เน้นการทำธุรกิจที่ยั่งยืน เน้นปริมาณการขายเป็นหลัก…
หึหึ… ใครจะเป็นคนแรกที่สามารถรวบรวมความกล้า ขอความช่วยเหลือจากเดอะฟูล ให้เพิ่มพลังระดับครึ่งเทพลงไปในสมุด? การทำแบบนี้ต้องมีค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ คงต้องจ่ายหนักไม่เบา… แต่ถ้าไม่มีใครกล้าเสี่ยง ด้วยเกรงว่าจะเป็นการหมิ่นเบื้องสูง เราสามารถใช้เดอะเวิร์ลเป็นแบบอย่างได้ เพราะเหนือสิ่งอื่นใด มิสเตอร์ฟูลเป็นมิตรกับทุกคน เป็นกันเองกับทุกคนอยู่แล้ว ตราบใดที่ไม่กระทำความผิด การค้าขายย่อมเกิดขึ้นได้…
จากกรณีมาดามเฮอร์มิทถูกลงโทษไปเมื่อคราวก่อน เราชื่อว่าคงไม่มีใครกล้าคลางแคลงเดอะฟูลอีก ภายในใจมีเพียงความยกย่องเทิดทูน หวาดกลัว แต่ก็โล่งอก… ไคลน์วิเคราะห์อนาคตของชุมนุมทาโรต์ เริ่มคาดหวังเกี่ยวกับการซื้อขายพลังพิเศษ
ทันใดนั้น มันได้ยินเสียงเคาะประตู
“เข้ามา” ดอน·ดันเตส เจ้าของจอนสีขาวตรงขมับ หันไปกล่าว
ลูกบิดถูกหมุน ประตูเปิดออก วอลเตอร์ พ่อบ้านผู้สวมถุงมือสีขาว เดินเข้ามาและกล่าวอย่างนอบน้อม
“นายท่าน มาดามแมรี่จากคณะกรรมการมลพิษทางอากาศแห่งชาติแวะมาเยี่ยมครับ… อยากพบเธอไหม?”
แมรี่·ช็อตต์? ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทโคอิม อดีตภรรยาที่เคยขอร้องให้เราช่วยตามจับชู้อดีตสามี? มาหาเราทำไม? คงไม่ใช่ว่าแอบปลื้มดอน·ดันเตสหรอกนะ? ไคลน์พยักหน้าด้วยรอยยิ้มฉงนเล็กๆ
“ใกล้ได้เวลาดื่มชาแล้ว เลื่อนให้เร็วขึ้นสักนิดคงไม่เป็นไรกระมัง”
“ได้ครับ ผมจะเชิญมาดามแมรี่ไปยังห้องรับแขกบนชั้นสอง” วอลเตอร์เข้าใจความนัยแฝงของนายจ้าง
ไคลน์พยักหน้าอ่อนโยน ไม่พูดเพิ่มเติม อาศัยความช่วยเหลือจากบุรุษรับใช้ริชาร์ดสัน สวมเสื้อโค้ท เดินลงไปยังชั้นสอง
เพียงไม่นาน มันเห็นมาดามแมรี่ผู้มีโหนกแก้มสูง กำลังนั่งภายในห้องรับแขก
สตรีผู้นี้สวมเดรสสีน้ำเงินเข้ม เครื่องประดับหรูหรา กึ่งๆ โอ้อวด แต่สงวนกิริยา เมื่อเทียบกับเมื่อปีก่อน เธอดูมีรสนิยมขึ้นมาก แถมบรรยากาศรอบตัวก็ยังมีเสน่ห์
“ทิวาสวัสดิ์ครับ มาดาม ผมกำลังหาโอกาสไปเยี่ยมคุณ ฟังคุณเล่าเกี่ยวกับการผลสำรวจสภาพอากาศของเบ็คลันด์” ไคลน์เป็นฝ่ายชวนคุยอย่างสุภาพ
แมรี่ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
“น่าเสียดายที่ดิฉันไม่ได้อดทนรอจนถึงตอนนั้น”
หลังจากทักทายกันสองสามคำเกี่ยวกับสภาพอากาศ ไคลน์นั่งลงบนโซฟาเดี่ยว หยิบถ้วยชากระเบื้องเคลือบและพูด
“มาดาม คุณมีเรื่องไม่สบายใจหรือ”
ชายหนุ่มสังเกตเห็นว่าแมรี่กำลังลังเลและครุ่นคิด
แมรี่ยิ้มเล็กๆ ก่อนจะถอนหายใจ
“ปัญญาของคุณ ความรู้ของคุณ ดิฉันได้ยินกิตติศัพท์มานาน เชื่อว่าเป็นสุภาพบุรุษที่มีวิสัยทัศน์อันน่าทึ่ง… เกี่ยวกับเรื่องนั้น คุณสนใจจะลงทุนในหุ้นของบริษัทโคอิมไหม?”
“ทำไมกันครับ? มาดาม คุณกำลังเดือดร้อนเรื่องเงินหรือ?” ไคลน์ถามใจเย็น
แมรี่ส่ายหน้า
“มีใครบางคนอยากขาย”
………………………………………
อนุสาวรีย์บรรจุศพถูกสร้างขึ้น… ถอยหลังกลับไม่ได้อีกแล้ว… ไคลน์จ้องไดอารีในมือด้วยความคิดเดือดพล่าน ข้อสันนิษฐานมากมายผุดขึ้นและหายไป
ตามความเห็นของมัน ไดอารีจักรพรรดิโรซายล์ฉบับนี้คือเครื่องพิสูจน์ว่า สมมติฐานคราวก่อนของตนถูกต้อง : โรซายล์เลือกที่จะเปลี่ยนไปยังเส้นทาง ‘จักรพรรดิมืด’ ในช่วงบั้นปลายชีวิต เสี่ยงกลายเป็นเทพกึ่งเสียสติ เทพแท้จริงในลำดับ 0!
อะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้จักรพรรดิต้องทำถึงขนาดนี้? พิจารณาจากความปั่นป่วน แรงกระตุ้น และความบ้าคลั่งของไดอารีฉบับก่อนหน้า คุณไปเจออะไรเข้า? และเมื่อเทียบกับครั้งนั้น อารมณ์ในไดอารีหน้าปัจจุบันกำลังสุขุมและสงบนิ่งจนน่าเหลือเชื่อ แต่ขณะเดียวกันแฝงความรู้สึกที่รุนแรง… เดาไม่ออกเลย เกิดอะไรขึ้นกับจักรพรรดิในช่วงบั้นปลายกันแน่ บุคลิกถึงได้ต่างกันสุดขั้วเช่นนี้… เป็นอาการเสียสติที่เกิดจากสถานะของเทวทูต หรือมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตที่เป็น ‘หลักยึดเหนี่ยว’ ของเขา? อา… ถ้าเข้ายังอยู่ในสภาวะปรกติ น่าจะรอโอกาสที่เหมาะสมเพื่อกลืนกิน ‘ปราชญ์เร้นลับ’ ไม่ใช่หรือ? ไคลน์คิดหลายสิ่งในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็มิอาจหาหลักฐานมาสนับสนุน
และในหน้านี้ของกระดาษ มีข้อความเขียนไว้เพียงสองบรรทัด ราวกับกำลังบอกว่า นี่คือไดอารีหน้าสุดท้ายในชีวิตจักรพรรดิโรซายล์มหาราช ตรงกับช่วงสิ้นปี ลากยาวไปถึงต้นปีใหม่ เป็นช่วงที่ถูกระบุว่าเขาตายในวังเมเปิ้ลขาว…
ข้อความสุดท้ายของมหาจักรพรรดิ ผู้เป็นนักเดินทางข้ามโลก? ไคลน์ถอนหายใจเงียบ พลิกไปยังไดอารีอีกหน้าหนึ่ง
หน้านี้ไม่มีวันที่ระบุ แต่เมื่อเงยขึ้น มันเห็นอักษรภาษาฟุซัคโบราณเขียนไว้ว่า
“ถัดจากเมื่อครู่”
อักษรบรรทัดนี้ถูกเงียบอย่างสวยงามและมีสติมั่นคง แตกต่างจากลายมือของจักรพรรดิโรซายล์ที่ผ่านๆ มาอย่างชัดเจน เห็นแวบแรกก็ทราบได้ทันทีว่าถูกเขียนเพิ่มโดยคนอื่น
คงเป็นการเขียนกำกับของราชินีเงื่อนงำ… เพื่อบ่งบอกว่า นี่คือจุดสิ้นสุดของไดอารีของจริง โดยถูกเขียนหลังจากจักรพรรดิระบุว่า ตนลงมือไปไกลจนไม่สามารถถอยหลังได้? แต่ทำไมถึงไม่มีวันที่กำกับ? ไคลน์ค่อนข้างประหลาดใจ แต่เมื่อก้มลงไปอ่านเนื้อหาด้านล่าง ดวงตาของมันพลันแข็งทื่อ
“ฉันเชื่อว่า บนโลกใบนี้ ฉันไม่น่าจะเป็นนักเดินทางข้ามโลกเพียงคนเดียว”
“ถ้ามีใครอ่านไดอารีของฉันออก โปรดจงจำไว้ว่า เลือกเส้นทางผู้วิเศษอย่างรอบคอบ”
“เพราะเส้นทางที่เลือก จะเป็นการกำหนดมิตรและศัตรูในอนาคต”
“ฉันไม่สามารถมอบคำแนะนำที่เฉพาะเจาะจงได้ เพราะไม่เคยโฉมหน้าที่แท้จริงของเทพทั้งเจ็ดมาก่อน ไม่เคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเหล่าเทพมาร สิ่งเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับเนื้อหาในศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองซึ่งองค์กรเก่าแก่ดังกล่าวครอบครอง แต่น่าเสียดาย ฉันทำได้แค่คาดเดาเนื้อในส่วนที่ถูกซ่อนไว้ ไม่สามารถยืนยันรายละเอียดได้ชัดเจน”
“ในทำนองเดียวกัน ฉันก็ไม่เคยเห็นศิลาเย้ยเทพแผ่นที่หนึ่ง”
“คำเตือนที่มีประโยชน์ก็คือ อย่าเลือกเส้นทางที่ลำดับ 0 ไม่ว่างเด็ดขาด และยังต้องคอยระวังลำดับ 0 และ 1 ในเส้นทางใกล้เคียง ฉันต้องเผชิญความสูญเสียมากมายเพราะเรื่องนี้”
“และถ้าจะถามว่าลำดับ 0 คืออะไร ถ้าคุณยังไม่ทราบ พยายามหาไดอารีอื่นๆ ของฉันให้พบ”
“ฮะฮะ! หน้านี้เปรียบได้กับเนื้อหาบทสุดท้ายของชีวิตฉัน หากทำสำเร็จ หลังจากนี้จะมีเทพแท้จริงถือกำเนิดขึ้น กลายเป็นเนื้อหาบทใหม่โดยสิ้นเชิง แต่ถ้าล้มเหลว มันคงก็ไม่มีอีกแล้ว… คุณคงทราบเหตุผลดี”
“จงก้าวไปข้างหน้า สหายที่สามารถอ่านไดอารีของฉันเอ๋ย เพื่อสำรวจความลับที่พวกเราไขว่คว้าและความจริงเบื้องหลังมัน ฉันจะคอยเฝ้ามองคุณ… ถ้าฉันยังมีชีวิตอยู่ล่ะนะ”
“และคำเตือนสุดท้าย จงจำไว้ว่า”
“ระวังดวงจันทร์ให้ดี!”
มีนักเดินทางข้ามโลกมากกว่าหนึ่งคน ไคลน์ไม่แปลกใจ เพราะตนทราบถึงการมีตัวตนของ ‘รุ่นพี่’ จักรพรรดิโรซายล์ได้จากไดอารี
สิ่งที่ชายหนุ่มสงสัยก็คือ โรซายล์ไปพบรายละเอียดหรือข้อมูลใดเข้า จึงทราบว่ามีนักเดินทางข้ามโลกมากกว่าหนึ่งคน?
ประเด็นนี้สำคัญมาก สำคัญอย่างยิ่งสำหรับไคลน์ ผู้กำลังหาทางกลับไปยังโลกเก่า!
คล้ายกับสมการที่มีตัวแปรไม่ทราบค่าอยู่หลายตัว หากตัวอย่างไม่เพียงพอให้เปรียบเทียบ ไม่มีเงื่อนไขเพียงพอ ไม่ว่าจะพยายามถอดสมการสักเท่าไร ก็ไม่มีวันได้รับคำตอบที่ชัดเจน ต้องรอจนกว่าจะได้สูตรการคำนวณที่ถูกต้อง ผลลัพธ์จึงจะปรากฏ
อา… จักรพรรดิคงบันทึกการค้นพบเรื่องดังกล่าวไว้ในไดอารีฉบับก่อนๆ น่าเสียดาย เราไม่มีทางเดาได้เลยว่าเป็นช่วงไหน ไม่อย่างนั้นคงตีกรอบการรวบรวมให้แคบลง… ไคลน์ถอนหายใจเงียบ หันไปครุ่นคิดประเด็นอื่นที่ถูกเขียนไว้ใน ‘บทสุดท้าย’
สภานักสิทธิ์สนธยาปกปิดเนื้อหาบางส่วนของศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สอง?
“พวกมันจงใจซ่อน หรือยังรวบรวมมาไม่ครบ… หรือแท้จริงแล้ว ศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สองถูกแบ่งออกเป็นหลายส่วน อึกครึ่งหนึ่งตกอยู่ในมือขององค์กรอื่น?”
“เส้นทางผู้วิเศษของเรา ได้รับอิทธิพลมาจากไดอารีของจักรพรรดิโรซายล์… จากเนื้อหาของ ‘บทสุดท้าย’ ถ้าอ้างอิงจากกฎการอนุรักษ์พลังพิเศษ เราสามารถยืนยันได้ว่า เส้นทาง ‘นักทำนาย’ ยังไม่มีลำดับ 0 เพราะลำดับ 1 คือซาราธที่เสียสติ… หึหึ ในประเด็นนี้ เราสามารถเรียกได้อีกอย่างว่า กฎของความไม่ลงรอย จะไม่มีลำดับ 0 อย่างแน่นอน หากยังลำดับ 1 ยังมีชีวิตอยู่”
“บุคคลที่เราต้องระวังคือซาราธ มิสเตอร์ประตู ‘ผู้เย้ยเทพ’ อามุนด์ และพาลีส·โซโรอาสเตอร์ รวมถึงลำดับ 1 ตนอื่นๆ จากทั้งสามเส้นทางที่ใกล้เคียงกัน”
“ให้ระวังดวงจันทร์… หมายความว่ายังไง?”
“ดวงจันทร์บรรพกาล?”
“แล้วทำไมไม่เขียนตรงๆ?”
“ถ้าจำไม่ผิด จักรพรรดิเคยมีความคิดที่จะสำรวจดวงจันทร์สีแดง… หรือว่าลองทำดูแล้ว? ค้นพบอะไรเข้า? สำคัญจนถึงกับต้องบอกให้นักเดินทางข้ามโลกคนอื่นระวังตัว?”
“หรือว่า… ดวงจันทร์สีแดงเกี่ยวกับเดินทางข้ามโลก?”
“อา… สำเนียงการเขียนของจักรพรรดิช่วยบอกใบ้ว่า เขายังปิดบังข้อมูลบางอย่างเอาไว้ ปัจจุบันอาจยังไม่ร่วงหล่นโดยสมบูรณ์ กำลังคอยจับตามองเราจากที่ใดสักแห่ง… เรื่องนี้อาจจะถูกเขียนไว้ในไดอารีก่อนๆ เช่นกัน”
หลังจากข้อสรุปและคำถามมากมายแล่นผ่านสมอง ไคลน์ค่อยๆ สะสางไปทีละหัวข้อ
จากนั้น ชายหนุ่มเสกไดอารีในมือให้หายไป หันไปทาง ‘เฮอร์มิท’ แคทลียา
“คำถามคืออะไร”
‘เฮอร์มิท’ แคทลียาดันแว่นเลนส์หนาที่ดั้งจมูก ก้มลงและกล่าวด้วยความเคารพ
“เรียนมิสเตอร์ฟูล ดิฉันต้องการทราบว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่จักรพรรดิโรซายล์จะยังมีชีวิตอยู่”
ทันทีที่เธอกล่าวจบ สมาชิกชุมนุมทาโรต์คนอื่นๆ ซึ่งกำลังหมกมุ่นอยู่กับเรื่องของตัวเอง พลันตื่นจากภวังค์อย่างพร้อมหน้า รีบมองไปยังสุดขอบโต๊ะทองแดงยาวด้วยสายตาคาดหวัง
แม้ว่าเรื่องที่จักรพรรดิโรซายล์จะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ไม่ได้สำคัญกับพวกมันเลยก็ตาม แทบไม่กระทบกับการดำรงชีวิต แต่หัวข้อที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ย่อมกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นในส่วนลึกของจิตใจมนุษย์ทุกคน!
เราคิดว่า หลังจากกลายเป็น ‘นักจิตบำบัด’ เราจะมีภูมิต้านทานกับเรื่องทำนองนี้เสียอีก… เฮ่อ ทำไมถึงได้อยากรู้ขนาดนี้! ‘จัสติส’ ออเดรย์มองมิสเตอร์ฟูลด้วยดวงตาเปล่งประกาย รอให้อีกฝ่ายเฉลยคำตอบ
จากบรรดาสมาชิกทั้งหมด มีเพียง ‘เดอะซัน’ เดอร์ริคที่เรียกได้เต็มปากว่าไม่สนใจ แต่มันก็เป็นหนึ่งในคนที่มองไปยังสุดขอบโต๊ะทองแดงยาว เพียงเพราะทุกคนก็ทำ
นึกแล้วเชียว… คำถามของราชินีเงื่อนงำจะเกี่ยวข้องกับเนื้อหาของไดอารีที่เธอส่งมาเสมอ… ไคลน์มิได้ประหม่า เพียงหัวเราะในลำคออย่างเหนือชั้น
“อาจจะ”
คำตอบของมันคือ ‘อาจจะ’ แสดงให้เห็นว่า จักรพรรดิโรซายล์มีความหวังที่จะเอาตัวรอดจากความตาย ส่วนจะสำเร็จหรือไม่นั้น ไม่มีใครคาดเดาได้ และไม่ได้อยู่ในแก่นสารของคำถาม และเหนือสิ่งอื่นใด อาจไม่มีใครทราบคำตอบไปตลอดกาล
อาจจะ… มิสเตอร์ฟูลหมายความว่า มีโอกาสที่จักรพรรดิโรซายล์จะยังมีชีวิตอยู่? ‘เฮอร์มิท’ แคทลียาและคนที่เหลือ ต่างทำสีหน้าราวกับกำลังได้ยินความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก อารมณ์ตื่นเต้นเริ่มเผยในดวงตาแต่ละคน
ทว่า พวกมันเองก็ตระหนักถึงความนัยที่แฝงมากับคำตอบดังกล่าว เนื่องจากเนื้อหาของไดอารีไม่ค่อยปะติดปะต่อ และท่านยังอ่านไม่มากพอหลังจากเพิ่งลืมตาตื่นและฟื้นคืนพลัง มิสเตอร์ฟูลจึงไม่มั่นใจว่าจักรพรรดิโรซายล์ทำสำเร็จหรือไม่ จำเป็นต้องศึกษาจากเบาะแสและหลักฐานเพิ่มเติมในอนาคต
แต่ไม่ว่าอย่างไร จักรพรรดิโรซายล์ได้เตรียมใจที่จะถูกลอบสังหารไว้แล้ว
ขณะจัสติสและแฮงแมนกำลังเค้นสมอง ไคลน์เอนหลังพิงเก้าอี้ กล่าวเสียงเรียบ
“เชิญ”
‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สสลัดเรื่องของโรซายล์ออกจากหัวอย่างยากลำบาก มองไปยังสุดขอบโต๊ะทองแดงยาว
“เรียนมิสเตอร์ฟูล ดิฉันขอสนทนาส่วนตัวกับมิสเตอร์เวิร์ล ใช้เวลาไม่นาน”
ยังต้องคุยอะไรกับเกอร์มัน·สแปร์โรว์อีก? เรื่องขอมิสเตอร์ X ยังไม่จบหรือ? ไคลน์เกิดความฉงน พยักหน้ารับแผ่วเบา
“ตกลง”
จากนั้น ชายหนุ่มปิดกั้นประสาทสัมผัสของสมาชิกคนอื่น บังคับให้เดอะเวิร์ลยิ้มและถาม
“ยังมีอะไรอีกหรือ”
ฟอร์สนึกทบทวนสองสามวินาที ตอบกลับไป
“คือว่า… ศีรษะของมิสเตอร์ X นำมาซึ่งรางวัลตอบแทนมากมาย สำหรับเรื่องนี้ หากพิจารณาถึงระดับความยากของภารกิจ ฉันคิดว่าตัวเองจ่ายคุณน้อยเกินไป จึงอยากจะเพิ่มเงินสดให้อีกจำนวนหนึ่ง… คุณอยากได้เท่าไร?”
เยี่ยม! เป็นฝ่ายริเริ่มชดใช้ให้เอง… แม้ว่าในบางครั้ง มิสเมจิกเชี่ยนจะค่อนข้างโลภ เห็นแก่เงินเล็กๆ น้อยๆ เสมอ แต่ก็ถือว่าเป็นคนจริงใจและซื่อสัตย์ อา… การซื้อขายย่อมต้องทำกำไรสินะ ไม่ใช่ความโลภ… ไคลน์ที่เกิดความสุขอย่างคาดไม่ถึง ชมเชยสองสามคำในใจ บังคับให้เดอะเวิร์ลพูด
“เท่าไรก็ได้”
‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สลังเลสักพัก ก่อนจะตอบ
“ห้าพันปอนด์”
รางวัลที่อาจารย์มอบให้นั้นมีมูลค่ารวมหนึ่งหมื่นปอนด์ เธอจึงคิดจะแบ่งให้มิสเตอร์เวิร์ลครึ่งหนึ่ง และเนื่องจากสูตรโอสถ วัตถุดิบหลัก และลูกแก้วคือสิ่งที่เธอต้องใช้ ดังนั้น สิ่งที่แปลงเป็นเงินสดได้ก็คือโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับ
นั่นคือเหตุผลที่ฟอร์สสามารถใจกว้าง โดยขณะเดียวกัน เธอเชื่อว่าภารกิจลอบสังหารมิสเตอร์ X มีระดับความยากมากกว่าที่ตนประเมินไว้ในตอนแรก ราคาที่อีกฝ่ายเรียกร้องจึงยังน้อยเกินไป และนอกจากนั้น เธอเริ่มหวาดกลัวเกอร์มัน·สแปร์โรว์มากขึ้นทีละนิด ไม่กล้าทำให้นักผจญภัยเสียสติ นักล่าค่าหัวที่น่าพรั่นพรึงคนนี้ต้องขุ่นเคืองใจ
ตระกูลอับราฮัมจ่ายหนักเหมือนกันแฮะ… ไคลน์บังคับเดอะเวิร์ลหัวเราะในลำคอ
“ถ้าคุณสามารถแปลงเป็นเหรียญทองปอนด์ได้ ผมยินดีลดราคาให้ ขึ้นอยู่กับจำนวนเหรียญทองที่รวบรวมได้”
“ฉันจะพยายาม” แม้ว่าฟอร์สจะไม่เข้าใจว่า เหตุใดเกอร์มัน·สแปร์โรว์ถึงยึดติดกับเหรียญทองนัก พูดเหมือนกับที่เคยกำชับ ‘เฮอร์มิท’ ก่อนหน้านี้ทุกประการ แต่เธอก็ไม่กล้าถามออกไป
หญิงสาวเว้นวรรค จากนั้นก็ถามประเด็นอื่น
“มิสเตอร์เวิร์ล คุณคิดจะยืมบันทึกการเดินทางของเลมาโน่ตอนไหน? ฉันจะได้วางแผนในช่วงก่อนหน้าและหลังจากนั้นถูก หาโอกาสปล่อยให้สมาชิกคนอื่นเช่า ทำเงินและรวบรวมพลังพิเศษไปพร้อมกัน”
“>ปล่อยให้เช่า? เช่าสมบัติวิเศษ? ไคลน์ตกตะลึงเมื่อได้ยิน คาดไม่ถึงว่า ‘เมจิกเชี่ยน’ จะมีหัวการค้าขนาดนี้!
…………………………………………………
“ไม่มีอะไร” ไคลน์ยิ้มอ่อนโยน
ทำท่าเหมือนคนไม่สังเกตเห็น แต่ภายในใจกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว ลองพิจารณาว่าการเปลี่ยนแปลงเมื่อครู่หมายถึงสิ่งใด
ก่อนหน้านี้ บรรดาผู้คุมมักใช้งานบันไดใกล้ๆ เพื่อขึ้นไปยังชั้นบน อาจอนุมานได้ว่า พวกเขาอาศัยอยู่ที่นั่น และเมื่อนำไปรวมกับตำแหน่งที่เกิดความเปลี่ยนแปลงเมื่อครู่… สภาพของผู้คุม เดิมทีก็ไม่ค่อยมั่นคงอยู่แล้ว โอกาสคลุ้มคลั่งย่อมมากกว่าผู้วิเศษทั่วไป ส่งผลให้เผยความคิดชั่วร้ายออกมากะทันหัน?
หลังจากนั้นจึงถูกระงับไว้ หรือทำให้สงบ โดยแก่นผนึกด้านหลังประตูยานิสใต้ดิน?
หากเป็นเช่นนั้น มีความเป็นไปได้สองประการ หนึ่งคือ แก่นผนึกด้านหลังประตูยานิสสามารถสัมผัสถึงความผิดปรกติทั้งหมดภายในวิหารนักบุญแซมมวล และตอบสนองตามสัญชาตญาณ ประการที่สอง ผู้คุมภายในซึ่งต้องทำหน้าที่ตลอดทั้งปี ถูกกัดกร่อนอย่างต่อเนื่องโดยพลังจากแก่นผนึก กลายเป็นส่วนหนึ่งของผนึกในบางแง่มุม หรือไม่ก็พกพาสมบัติวิเศษที่เกี่ยวข้อง เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง สิ่งนั้นจะกระตุ้นให้ผนึกลงมือแทรกแซง…
หากเป็นอย่างแรก หมายความว่า ถ้าเราทำให้ผู้คุมหมดสติและสวมรอย แก่นผนึกหลังประตูยานิสก็จะพบความผิดปรกติทันที ลงมือสร้างความเปลี่ยนแปลงเหมือนกับเมื่อครู่ แผนการพังไม่เป็นท่าตั้งแต่เริ่ม… หากเป็นอย่างหลัง เมื่อเข้าไปในประตูยานิส เราที่ปลอมตัวเป็นผู้คุมก็จะถูกแก่นผนึกปฏิเสธ…
ต้องหาคำตอบของเรื่องนี้ให้ได้ก่อน จะได้วางแผนได้อย่างเหมาะสม…
การขโมยสมบัติปิดผนึกภายในวิหารไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่แปลกใจว่าทำไมไม่มีใครอยากทำ…
ไคลน์ครุ่นคิดหลายสิ่ง ภายนอกดูเหมือนตั้งใจฟังเรื่องราวที่บิชอปอีเล็คตร้าเล่าเกี่ยวกับจดหมายของนักบุญแซมมวล จนกระทั่งถึงเวลากลับ มันกล่าวคำอำลาอย่างสุภาพ
กลับถึงบ้านเลขที่ 160 ถนนเบ็คลันด์ ชายหนุ่มส่งหมวกและไม้ค้ำให้ริชาร์ดสัน เห็นพ่อบ้านเดินเข้ามาทักทาย
“นายท่าน คุณต้องการจัดงานเลี้ยงเต้นรำหรืองานเลี้ยงรับประทานอาหารในสัปดาห์หน้า และชวนเพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงมาเข้าร่วมหรือไม่?” วอลเตอร์ไม่ได้ใช้น้ำเสียงเชิงแนะนำ คล้ายกับเป็นการไต่ถามอย่างซื่อตรง
แต่ไคลน์มั่นใจ หากมิสเตอร์พ่อบ้านเอ่ยถึงเรื่องนี้ หมายความว่าถึงเวลาที่ต้องทำแล้ว
ชายหนุ่มพยักหน้า
“คืนวันเสาร์ งานเลี้ยงเต้นรำ… คงต้องรบกวนให้คุณและทาเนญ่าช่วยเตรียมงานล่วงหน้า… ยังมีเงินเหลือพอไหม?”
ขณะกล่าวประโยคสุดท้าย ไคลน์หันไปทางแม่บ้าน
ทาเนญ่าผงกศีรษะรับและกล่าวเสียงขรึม
“เพียงพอค่ะ… เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำนวนมากในห้องใต้ดินของนายท่าน เพียงพอที่จะจัดงานเลี้ยงได้หลายครั้ง”
ในตอนที่ย้ายเข้าบ้านเลขที่ 160 ถนนเบิร์คลุน ไคลน์มอบเงินสดให้เธอหนึ่งพันปอนด์เพื่อใช้ในครัวเรือน จนกระทั่งตอนนี้ แม้จะมีการซื้อไวน์ ชา เมล็ดกาแฟ และอื่นๆ เข้ามาเพิ่มเติม แต่ดูเหมือนเงินก้อนดังกล่าวจะไม่หมดลงภายในหนึ่งเดือน
ทองปอนด์มีมูลค่าสูงจนน่าเหลือเชื่อ… ไคลน์พยักหน้า ยิ้มและกล่าว
“ครั้งแรกอย่าใช้ไวน์ราคาแพงเกินไป ชาวโลเอ็นมักมีนิสัยอ้อมค้อม”
“ครับ นายท่าน” แม้วอลเตอร์จะทราบขั้นตอนการจัดงานเลี้ยงเต้นรำ แต่ก็เต็มใจรับฟังคำสั่งของนายจ้าง
มันเว้นวรรค หันมากล่าว
“มีเพียงสองสิ่งที่นายท่านต้องทำ หนึ่งก็คือ พวกเราจะเตรียมข้อมูลมาให้ และคุณคอยกำหนดรายชื่อแขก คิดถึงบทสนทนาที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละคน จับคู่ให้สอดคล้องกับตัวตนและประสบการณ์ของอีกฝ่าย อีกหนึ่งเรื่องคือ สั่งชุดเดรสสำหรับเต้นรำเข้ามาเพิ่ม”
วุ่นวายชะมัด… ในตอนที่ทักทายเฮเซล เราคิดแล้วได้หนึ่งประโยค… ท่อระบายน้ำของที่นี่สะอาดกว่าจัตุรัสในทวีปใต้เสียอีก คุณคิดแบบนั้นไหม? ไคลน์ถอนหายใจพลางรำพัน พยักหน้าและกล่าว
“ไม่มีปัญหา”
…
กลางดึกสงัด จันทร์แดงลอยสูงบนท้องฟ้า – กรุงเบ็คลันด์ เมืองหลวงที่หมวกควันเบาบางลง มอบบรรยากาศอันแสนสงบสุข
ภายในห้องนอนใหญ่ของดอน·ดันเตส ไคลน์ประกอบพิธีกรรมอัญเชิญตัวเอง
คืนนี้มันเตรียมจะลงไปสำรวจท่อระบายน้ำ ก่อนอื่น จ้องตรวจสอบว่าทริสซี่ไปหรือยัง หลังจากนั้นจะไปตรวจสอบทางแยกที่อีกฝ่ายเคยกล่าวถึง สำรวจสิ่งที่เรียกว่าทางลับ มองหาเบาะแสที่น่าสนใจ
ไคลน์ไม่ได้คาดหวังว่าตนจะค้นพบอะไร เพียงกังวลว่า ภายในทางลับของท่อระบายน้ำจะมีอันตรายใหญ่หลวงซ่อนอยู่ และสักวันมันจะระเบิดออก ส่งผลกระทบกับดอน·ดันเตส ชายผู้อาศัยในบริเวณใกล้เคียง ทำลายแผนการขโมยสมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัส
ในสถานการณ์เช่นนี้ คนเราไม่ควรทำตัวเป็นนอกกระจอกเทศ เอาแต่ฝังศีรษะอยู่ในทราย แสร้งทำเป็นไม่เห็นอะไร… ต้องระบุปัญหาให้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะสายเกินแก้ ทำลายมันทิ้ง หรือไม่ก็รายงานให้ทางการ นี่คือตัวเลือกที่ดีที่สุด… แน่นอน เรายังต้องคอยระมัดระวัง อย่าปล่อยให้การสำรวจของตัวเองนำมาซึ่งปัญหา… ร่างวิญญาณไคลน์ปรากฏขึ้นจากแสงเทียน อาศัยความช่วยเหลือจากนกหวีดทองแดงของมิสเตอร์อะซิก ชายหนุ่มเข้าสิ่งร่างเนื้อดอน·ดันเตสตรงหน้า บังคับให้เดินไปยังขอบๆ กำแพงวิญญาณ นั่งบนเก้าอี้เอนหลัง
หากมองจากภายนอก จะดูเหมือนกำลังอ่านหนังสือพิมพ์และเผลอหลับไป ลืมกลับไปนอนบนเตียง
การอัญเชิญร่างวิญญาณออกมาควบคุมร่างเนื้อตัวเอง เทียบกับการควบคุมร่างตามปรกติ ให้ความรู้สึกแตกต่างมาก สัมผัสได้ถึงความแปลกแยกอย่างชัดเจน… เปรียบเทียบสถานการณ์เสร็จ ไคลน์ลอยกลับไปที่โต๊ะอ่านหนังสือ เก็บวัตถุเกือบทั้งหมดที่ตนวางไว้บนแท่นบูชา เหลือเพียงเทียนไขสำหรับการอัญเชิญ ปล่อยให้ลุกไหม้อย่างเงียบงัน
จัดการทั้งหมดเรียบร้อย ไคลน์สวมยุบพองหิวโหย รวมถึงนกหวีดทองแดงอะซิก ลูกโม่ลางมรณะ และเหรียญทองของเซนอล บินออกจากห้องนอนใหญ่ ลอยออกจากบ้านเลขที่ 160 ถนนเบิร์คลุนกลางอากาศ เข้าไปในท่อระบายน้ำ
เมื่อไคลน์เข้ามาในสภาพแวดล้อมที่เปียกชื้นและสกปรก ‘วิญญาณอาฆาต’ เซนอลถูกปลดปล่อยทันที มันวางแผนจะจัดการทุกสิ่งด้วยหุ่นเชิด จะได้ไม่ต้องนำพาตัวเองไปเผชิญปัญหา
เซนอลเดินไปตามทางจนกระทั่งถึงจุดที่ทริสซี่เคยอยู่ จากนั้นก็เลี้ยว
ทันใดนั้น ไคลน์พบว่าจุดที่เคยสะอาดสะอ้านจนดูไม่เหมือนท่อระบายน้ำ กลับมาสกปรกอีกครั้ง มีหนูวิ่งเล่นไปมา
“ทริสซี่ไปแล้วสินะ…” ไคลน์ที่คอยควบคุมจากระยะไกล ถอนหายใจโล่งอก
ในฐานะวิญญาณ มันไม่จำเป็นต้องหายใจ ไม่ต้องเดินเท้า ดังนั้น จึงไม่ต้องสนใจว่าสภาพแวดล้อมจะแย่แค่ไหน
‘วิญญาณอาฆาต’ เซนอลหันหลังเดินออกจากจุดดังกล่าว ก้าวไปเรื่อยๆ จนพบทางแยกที่หกจากซ้าย ไคลน์รักษาระยะห่างระหว่างตัวเองกับหุ่นเชิดไม่ต่ำกว่าห้าสิบเมตรเสมอ สวมบทบาทการเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง
ณ จุดสิ้นสุดของทางแยก ที่นี่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ ผนังสึกกร่อน หากมองผิวเผิน ไม่มีสิ่งใดผิดปรกติ ถ้าไม่ใช่เพราะทริสซี่เอ่ยถึง ไคลน์จะไม่สั่งให้หุ่นเชิดสำรวจทุกตารางนิ้วของที่นี่อย่างละเอียดเด็ดขาด
ผ่านไปไม่กี่นาที เซนอลในแจ็คเก็ตสีแดงยืดตัวขึ้น ก้าวไปข้างหน้า เดินเข้าไปในกำแพง
หลังทะลุผ่านสิ่งกีดขวางหนาๆ หลายชั้น ดวงตาไคลน์พลันเบิกกว้าง ในการมองเห็นของหุ่นเชิด มันเห็นถ้ำกึ่งธรรมชาติกึ่งฝีมือมนุษย์ สูงเกือบ 1.8 เมตร กว้างสามเมตร บนพื้นมีพลั่วและเครื่องใช้อื่นๆ ที่ถูกห่อด้วยผ้าใบกันน้ำ ซ้อนทับด้วยสิ่งสกปรกและก้อนกรวดจำนวนมาก ด้านหน้ามีทางเดินลับสองช่อง ลาดลงไปยังใต้ดิน
ทางซ้ายลึกเพียงห้าถึงหกเมตร ทางขวาลึกเกือบสิบเมตร แต่ไม่มีอะไรอยู่เลย ดูเหมือนว่าจะอยู่ระหว่างการขุด
นี่มัน… ฝีมือเฮเซล? ระหว่างวัน เธอวางตัวเป็นกุลสตรีชนชั้นสูงที่หยิ่งผยอง พอตกกลางคืน เธอกลายเป็นคนขุดท่อน้ำทิ้ง และต้องคอยขนถ่ายสิ่งสกปรกกับกรวดทีละถัง? เธอเดินไปเดินมาเพื่อค้นหาตำแหน่งที่แน่นอน และขั้นตอนต่อไปคือการลงมือขุด? หมายความว่า บนผนังควรจะมีประตูลับซ่อนอยู่… ไคลน์เอนตัวไปกลับไปที่ทางเดินบนทางแยก บังคับให้เซนอลมองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง
จากนั้น ชายหนุ่มบังคับ ‘วิญญาณอาฆาต’ เข้าไปในทางลับด้านซ้าย เดินไปจนสุดทางที่มีชั้นโคลนและหินอัดแน่น
ร่างของเซนอลค่อยๆ เลือนหายไป ไม่หลงเหลือเค้าโครงเดิม มันทะลุผ่านสิ่งสกปรกตรงหน้าด้วยร่างวิญญาณที่กระจัดกระจาย สำรวจลึกเข้าไปในชั้นดินหิน
จนกระทั่งใกล้ถึงขีดจำกัดหนึ่งร้อยเมตร ชายหนุ่มไม่พบสิ่งใดที่น่าสนใจ เห็นเพียงแมลงธรรมดาบางชนิด
ไคลน์บังคับให้หุ่นเชิดของตนเปลี่ยนทิศทาง ‘แหวกว่าย’ ผ่านอะไรหลายสิ่ง แต่ก็ยังไม่พบจุดที่น่าสงสัย
‘วิญญาณอาฆาต’ เซนอลย้อนกลับไปทางปากถ้ำ ลอยเข้าไปในทางลับฝั่งขวา ผ่านทุกอุปสรรคอย่างง่ายดาย
“ก็ยังไม่มีอะไรผิดปรกติ… ทริสซี่พูดถูก การจะค้นพบความลับ จำเป็นต้องอยู่บนเส้นทางใดเส้นทางหนึ่ง หรือไม่ก็ต้องมีสมบัติวิเศษในเส้นทางนั้น… อา เธอคงลองสำรวจด้วยใยแมงมุมล่องหนของแม่มดสุขสมไปแล้ว… เสียดายถุงมืออินธน์… ไม่แน่ใจว่าหมอกสีเทาบนร่างกายจะใช้แทนได้ไหม เพราะออร่าของหมอกมักดึงดูดเส้นทางนักจารกรรมเข้าหาเสมอ” ไคลน์พึมพำกับตัวเอง ครุ่นคิดว่า ตนควรใช้ประโยชน์จาก ‘หมอก’ บนร่างวิญญาณเพื่อสำรวจทางลับที่เฮเซลขุดขึ้นหรือไม่
ทว่า มันยับยั้งความต้องการดังกล่าว ในฐานะ ‘นักเชิดหุ่น’ หากสิ่งใดไม่จำเป็น ไม่ควรทำด้วยตัวเอง การเปิดเผยตัวตน ถือเป็นการละเมิดกฎเหล็กการสวมบทบาท
“ไม่มีหมอกสีเทาก็ไม่เป็นอะไร บ่ายวันพรุ่งนี้ ในชุมนุมทาโรต์ แค่เราซื้อสมบัติวิเศษจากเส้นทางนักจารกรรมในราคาที่ไม่แพงเกินไป จะเป็นลำดับ 9 หรือ 8 ก็ได้… น่าเสียดาย เข็มกลัดของลาเนวุสเป็นแค่เครื่องรับสัญญาณ ไม่ใช่สมบัติวิเศษบนเส้นทาง… ไม่ว่าจะมีสิ่งใดซ่อนอยู่ในส่วนลึกของทางลับ การใช้ร่างวิญญาณของตัวเองสำรวจอย่างบุ่มบ่าม อาจนำพาไปสู่การเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดลำดับสูง… ต้องประเมินตัวเองให้ต่ำไว้เสมอ” ไคลน์ถอนหายใจเงียบ เรียกคืน ‘วิญญาณอาฆาต’ เซนอล
มันมิได้กังวลว่าเฮเซลจะลงมาในเร็วๆ นี้ เพราะจนกว่าเธอจะค้นพบวิธีรับมืออันตรายจากคราวก่อน มนุษย์ที่มีสติปัญญาครบถ้วนสมบูรณ์ ตามปรกติแล้วไม่จะวิ่งเข้าหาอันตรายโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันตัว!
โดยเฉพาะเฮเซลที่มีความรู้ในเชิงศาสตร์เร้นลับพอสมควร… ถึงจะเธอค้นพบวิธีแก้ปัญหาแล้ว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตามหาสมบัติวิเศษในเส้นทางสุริยัน เพราะเหนือสิ่งอื่นใด เบ็คลันด์คือสำนักงานใหญ่ของโบสถ์วายุสลาตัน… แต่เรามีอยู่หนึ่งชิ้น และตอนนี้ก็ไม่ค่อยได้ใช่งานสักเท่าไร หึหึ หาโอกาสขายให้เธอดีไหม? ให้เธอย้อนกลับมาทำร้ายหุ่นเชิดของเรา? ไคลน์จิกกัดตัวเอง ยิ้มและส่ายหน้า
ชายหนุ่มตัดขาดการเชื่อมต่อ ส่งตัวเองกลับไปยังสายหมอกสีเทา หายไปจากท่อน้ำทิ้ง
…
เช้าวันจันทร์ แสงแดดอันเจิดจ้าส่องทะลุผ่านชั้นเมฆบาง ปกคลุมทั่วทุกมุมของเบ็คลันด์
เอ็มลิน·ไวท์ดึงหมวกไหมพรมลง หลังจากลงจากรถม้าและตรงไปยังวิหารฤดูเก็บเกี่ยว มันพึมพำพลางหลับตา
“อากาศแย่มาก… ฤดูกาลที่เลวร้ายที่สุดของเบ็คลันด์กำลังจะมาถึง”
ขณะเตรียมเดินอีกหนึ่งก้าว เด็กส่งหนังสือพิมพ์คนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ ยื่นฉบับ ‘ทัสซอค’ ให้และกล่าว
“มิสเตอร์ หนังสือพิมพ์ของเช้าวันนี้!”
เอ็มลินเตรียมปฏิเสธ แต่ทันใดนั้นก็พบว่าอีกฝ่ายแนบกระดาษแผ่นเล็กมาด้วย
เอ็มลินล้วงหยิบเหรียญทองแดงหนึ่งเพนนีและส่งให้ รับหนังสือพิมพ์ทัสซอคพร้อมกับกระดาษแผ่นเล็กมาถือ
ก่อนจะเข้าสู่วิหารฤดูเก็บเกี่ยว มันคลี่กระดาษอ่าน กวาดสายตาอย่างรวดเร็ว
“พบเบาะแสคนที่คุณกำลังตามหาแล้ว… มาที่ผับวีรบุรุษ”
………………………………………………
มาดามวิลลิสชำเลืองใบหน้าดอน·ดันเตสด้วยหางตา ยิ้มโดยไม่ใส่ใจ
“ไม่ว่าจะอดีตของคุณ ประสบการณ์ของคุณในอ่าวเดซีย์และทวีปใต้ ล้วนแล้วแต่น่าตื่นตาตื่นใจกว่านิยายที่ดิฉันเคยอ่านมาทั้งหมด ราวกับได้รับประสบการณ์เหล่านั้นด้วยตัวเอง”
แน่นอนอยู่แล้ว ทั้งหมดคือเรื่องจริง ต้องขอบคุณแอนเดอร์สัน·ฮู้ด นักล่าที่มักไม่อยู่นิ่ง… ไคลน์หันไปมองเค้กเนย หัวเราะในลำคอ
“ผมเลือกพูดเฉพาะส่วนที่น่าสนใจ ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่ไม่อยากนึกถึง”
กล่าวจบ ชายหนุ่มเริ่มเพลิดเพลินไปกับของหวาน ในขณะเดียวกัน หลังจากบรรดาสุภาพสตรีได้ยินประโยคดังกล่าว พวกเธอกลับนึกถึงหนังสือขายดีเล่มหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า ‘ชายผู้มาพร้อมเรื่องราว’ ในสายตาของพวกเธอ ดอน·ดันเตสเป็นเช่นนั้น ภายนอกดูเหมือนทะเลสาบเงียบสงบ แต่ภายในกลับลึกซึ้งจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง ซ่อนความน่าตกตะลึงไว้มากมาย ขณะเดียวกันก็เก็บซ่อนความเจ็บปวด
สามทุ่มสี่สิบ งานเลี้ยงอาหารเย็นถึงคราวปิดฉาก สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีบางคนเดินไปที่ห้องเล่นไพ่ด้วยกัน เล่นเท็กซัสโปเกอร์ต่ออีกสักสองชั่วโมง สุภาพบุรุษที่เหลือเดินไปห้องนั่งเล่น พูดคุยจิปาถะ พวกเขามิได้กีดกันไม่ให้สตรีเข้าร่วม แต่เนื่องจากมีสิงห์อมควันเป็นจำนวนมาก รวมถึงบทสนทนาค่อนข้างเกี่ยวกับเรื่องเพศ สตรีจึงไม่อยากร่วมวง เลือกจะลงไปที่ชั้นหนึ่ง ยืนมุงดูเปียโนพลางร้องเพลงคลอเบาๆ หรือไม่ก็จับกลุ่มเล่นหมากรุกสองถึงสามคนอย่างสนุกสนาน
ไคลน์เลือกไปที่ห้องนั่งเล่นชั้นสอง การพูดคุยกับเหล่าบุรุษจะช่วยให้สนิทสนมและเข้าสังคมได้เร็ว
หลังจากเข้าไปในห้อง ชายหนุ่มสังเกตโครงสร้าง เดินตรงไปที่หน้าต่าง เปิดออก จากนั้นก็ดึงเก้าอี้พนักสูงมานั่ง
จัดการเสร็จ ไคลน์เห็นพอร์ตแลน·โมมงต์ – เจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำในคืนนี้ – เดินถือกล้องยาสูบเข้ามาในห้องนั่งเล่น ยิ้มและกล่าวกับทุกคนอย่างเฮฮา
“บุรุษมักต้องการพื้นที่ส่วนตัว”
มันเป็นคนเสียงดัง ร่างกายสูงใหญ่ ใบหน้าค่อนข้างชรา ผิวหน้าแดงก่ำ อายุราวหกสิบปี ผมยังดกหนา แต่เป็นสีขาวล้วน โครงหน้าตรงตามมาตรฐานของชาวโลเอ็น ไม่มีสิ่งใดโดดเด่น
“ถูกต้อง เมื่อมีสตรีมากมายรายล้อม พวกเราต้องคอยคำนึกถึงภาพลักษณ์ ต้องคอยพิจารณาถึงความรู้สึกพวกหล่อน ทั้งที่อยากจะจูบตั้งแต่หนึ่งชั่วโมงก่อนแล้ว” บิดาของเฮเซล ส.ส. มัคท์ นำกล่องโลหะสีเงินออกมา คีบบุหรี่ขึ้น
เช่นเดียวกันกับสุภาพบุรุษคนอื่นๆ ในห้องนั่งเล่น มวนบุหรี่ปริศนาปรากฏขึ้นในมือราวกับเวทมนตร์
ห้องเริ่มสว่าง ควันสีเทาคละคลุ้ง เติมเต็มห้องจนดูราวกับมหาหมอกควันเมื่อปีที่แล้วยังไม่จางหาย
หลับตาลงและดื่มด่ำสักพัก พอร์ตแลน·โมมงต์มองไปยังแขกข้างหน้าต่างและถาม
“ดอน คุณไม่สูบหรือ”
ไคลน์กำหมัด เลื่อนขึ้นมาใต้ริมฝีปาก ไอแห้งสองสามครั้ง
“ผมยังไม่หายดี หมอบอกว่าช่วงนี้อย่าเพิ่งสูบ”
ด้วยความสัตย์จริง มันกำลังจะสำลักควันตาย โชคดีที่ฉลาดพอจะเลือกนั่งข้างหน้าต่าง
ไอ้พวกโรงงานผลิตควัน… ไคลน์ยกนิ้วชี้ขวาขึ้น ลูบคลำเบาๆ ปลายรูจมูก
มันอยากจะใช้พลังพิเศษของนักมายากล สร้างท่อล่องหนและเสกให้ยืดยาว สูดอากาศบริสุทธิ์จากด้านนอกหน้าต่าง หลีกเลี่ยงอันตรายจากควันบุหรี่มือสอง แต่เมื่อพิจารณาว่า อาจมีผู้วิเศษแฝงตัวอยู่ในกลุ่มสุภาพบุรุษ ความคิดดังกล่าวจึงต้องพับเก็บไป
เมื่อพอร์ตแลน·โมมงต์ได้ยิน มันหัวเราะและยิ้ม
“ผมได้ยินจากบิชอปอีเล็คตร้ามาว่า… ดอน… สาเหตุที่คุณป่วย เพราะคุณยังไม่มีภรรยาต่างหาก!”
ศาสตราจารย์ประจำผู้นี้ศรัทธาเทพจักรกลไอน้ำ แต่ภรรยาศรัทธาเทพธิดารัตติกาล จึงเลือกปักหลักอาศัยอยู่บนถนนเบิร์คลุนที่ใกล้กับวิหารนักบุญแซมมวล และมักแลกเปลี่ยนข้อมูลกับบิชอปบ่อยครั้ง
เขากำลังเยาะเย้ยว่าเราเอาแต่คิดเรื่องของผู้หญิงทั้งที่กำลังนอนซม? ดูภายนอกไม่มีทางรู้เลยว่า บิชอปอีเล็คตร้าเป็นพวกชอบซุบซิบนินทา… ทั้งหมดเป็นความผิดของ ‘กระจกวิเศษ’ อาโรเดสต่างหาก! ไคลน์รำพันเงียบ ส่ายหน้าและยิ้ม
“ผมเคารพการแต่งงาน ถ้าไม่มีคู่ชีวิตที่เหมาะสม ขออยู่เป็นโสดดีกว่า”
ทันใดนั้น มิสเตอร์วิลลิส ข้าราชการอาวุโสของเทศบาลเบ็คลันด์ สูดควันบุหรี่พลางกล่าว
“อันที่จริง ผมอิจฉาความโสดของดอนมาก เพราะนั่นจะหมายความว่า ผมสามารถจีบสาวประเภทใดก็ได้ตามที่ต้องการ”
ขณะวิลลิสจงใจเน้นย้ำคำว่า ‘ประเภทใดก็ได้’ ทุกคนในห้องพลันอมยิ้มอย่างมีเลศนัย
ข่าวลือที่ว่า… ดอน·ดันเตสชอบสตรีหลากหลายประเภท ขอเพียงมีเสน่ห์น่าหลงใหล ได้แพร่กระจายไปทั่วถนนเส้นนี้แล้ว? ไคลน์ข่มใจมิให้ยกมือขวาขึ้นมาก่ายหน้าผาก พลางตระหนักว่า ภาพลักษณ์ของเศรษฐีใหม่ที่มีความสุขุมลุ่มลึก ทรงเสน่ห์ และหล่อเหลา ค่อยๆ จางลงทีละนิด
ตอนแรกมันสงสัยว่าคนกระจายข่าวคือบิชอปอีเล็คตร้า แต่ภายหลังเริ่มคิดอีกอย่าง
บางที พ่อบ้านวอลเตอร์คงจงใจบอกให้คนรับใช้กระจายข่าว…
ถ้าไม่มีข้อบกพร่องเลย สุภาพบุรุษที่สมบูรณ์แบบและหล่อเหลามักถูกเพศเดียวกันปฏิเสธที่จะร่วมวงสนทนา แต่เมื่อมีข่าวลือแย่ๆ หรือจุดด่างพร้อยสักนิด มีประเด็นให้แซวขำขัน การเข้าสังคมก็เป็นเรื่องง่าย
สำหรับการแซวติดตลกเช่นนี้ ไคลน์ไม่โกรธเคือง เพียงยิ้มอย่างขมขื่นแต่ยังคงสง่างาม
“นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมเลือกยาก และยังโสดมาจนถึงตอนนี้”
“ฮะฮะ!” พอร์ตแลน·โมมงต์และคนอื่นๆ ในห้องระเบิดเสียงหัวเราะ
ส.ส. มัคท์กล่าว
“คุณควรตัดสินใจให้หนักแน่น สมรสกับภรรยาที่ดี มีครอบครัวที่ดี นั่นจะเป็นตัวช่วยสำคัญในชีวิตสุภาพบุรุษ”
มันเลิกแซว แนะนำอย่างจริงจัง
เฮ่อ… ไม่ว่าจะโลกนี้หรือโลกเก่า มนุษย์ก็เลี่ยงการถูกรบเร้าให้แต่งงานไม่ได้… ไคลน์พยักหน้ารับ ชำเลืองหางตาไปทางหน้าต่างและมองอย่างไร้จุดหมาย เพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์ยามค่ำคืนของสวนในคฤหาสน์ของพอร์ตแลน·โมมงต์
ทันใดนั้น มันเห็นเฮเซล·มัคท์ในเดรสสีเขียวเข้มกำลังเดินไปตามทาง ตรงเข้าไปในส่วนลึกของสวนตามลำพัง ชะงักฝีเท้าเป็นระยะพลางมองไปรอบตัว คล้ายกับกำลังตามหาบางสิ่ง
เมื่อครู่ เธอยังเล่นเปียโนอยู่เลย… ทำไมถึงออกมาที่สวน? ไคลน์ถอนสายตากลับมาครุ่นคิด แต่เมื่อมองกลับไป เฮเซลถูกพุ่มดอกไม้บังมิดชิด
สำหรับแขกที่เข้าร่วมงานเลี้ยงรับประทานอาหารหรืองานเลี้ยงเต้นรำ การเดินออกจากห้องโถง เข้าไปเที่ยวชมในสวน ไม่ใช่พฤติกรรมที่หยาบคายแต่อย่างใด เพราะการเดินชมจันทร์ รับลมเย็นยามค่ำคืนท่ามกลางกลิ่นหอมของดอกไม้ ถือเป็นการวางตัวที่มีเสน่ห์น่าค้นหา แต่ขณะเดียวกัน การออกจากตึกก็ยังมีอีกหนึ่งความหมาย – เธอกำลังนัดพบใครสักคน!
เฮเซลแอบนัดพบหนุ่มๆ ? ไม่สิ ไม่น่าจะใช่ ไม่มีใครในงานเลี้ยงวันนี้ที่ ‘คู่ควร’ กับเธอ… แม้ว่าอาการหวาดผวาจากเหตุการณ์ท่อระบายน้ำจะทำให้เฮเซลหยิ่งผยองน้อยลง บางครั้งถึงขั้นซึมเศร้า แต่ลึกๆ ในใจก็ยังคงดูแคลนคนธรรมดา… มาเพื่อขจัดผลข้างเคียงของสมบัติวิเศษ? แต่ไม่สมเหตุสมผลสักเท่าไร เพื่อเก็บความลับ เธอควรทำในห้องน้ำมากกว่าในสวน ย้อนกลับไปในงานเลี้ยงที่บ้านตัวเอง เธอเดินขึ้นไปยังชั้นสาม ไม่ใช่สวน… ไคลน์ตัดความเป็นไปไม่ได้ทิ้ง เริ่มคาดเดาเบื้องต้น
จากท่าทีที่กำลังมองหาบางสิ่ง… คล้ายกับเฮเซลสังเกตเห็นความผิดปรกติ จึงออกมาจัดการด้วยตัวเอง?
นั่นหมายความว่า มีเหตุการณ์เหนือธรรมชาติเกิดขึ้นในคฤหาสน์ของศาสตราจารย์พอร์ตแลน·โมมงต์?
ถ้าเป็นเรื่องจริง ศาสตราจารย์หรือคนในครอบครัว อาจไม่ได้ธรรมดาอย่างที่เห็นภายนอก… บิชอปของวิหารนักบุญแซมมวลมักแวะมาเยี่ยมเยียนคฤหาสน์หลังนี้บ่อยครั้ง แต่กลับไม่พบความผิดปรกติใดเลย!
อา… ดูเหมือนว่า ‘นักจารกรรม’ จะมีพลังในการตรวจจับและสังเกตสูงเป็นพิเศษ
ไคลน์ไม่อยากยื่นมือเข้าไปสอด เพราะปัญหาที่เฮเซลตรวจพบได้ คงไม่ใช่เรื่องอันตรายอะไรนัก นอกจากนั้น ที่นี่ยังอยู่ใกล้กับวิหารนักบุญแซมมวลมาก หากมีความลับซ่อนอยู่จริง บุคคลเหล่านั้นคงพยายามระงับความผิดปรกติอย่างสุดฝีมือ ไม่เผยออกมาให้ใครเห็น
ทันใดนั้น ส.ส. มัคท์ในห้องนั่งเล่นสลัดความตลกจากมุกก่อนหน้า มองไปทางพอร์ตแลน·โมมงต์และถาม
“ผมได้ยินมาว่า คุณกำลังจะออกจากมหาวิทยาลัยเบ็คลันด์?”
ศาสตราจารย์พอร์ตแลน·โมมงต์หยิบกล้องยาสูบ
“ถูกต้อง คณะกรรมการอุดมศึกษาต้องการให้ผมดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเบ็คลันด์ที่เพิ่งปรับเปลี่ยนโครงสร้าง หึหึ… แม้ว่าทรัพย์สินส่วนใหญ่ของผมจะมาจากโลหะผสม แต่สาขาที่เชี่ยวชาญจริงๆ คือเครื่องกล… พวกเขาสัญญาว่าจะสร้างห้องทดลองให้ เพิ่มเงินทุนขึ้นจากเดิม เฮ่อ… อายุปูนนี้แล้ว การมีอิสระเป็นของตัวเองและมีผู้ช่วย สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด”
มิสเตอร์วิลลิสเห็นพ้องอย่างยิ้มแย้ม
“ถ้าเป็นแบบนี้ มหาวิทยาลัยเบ็คลันด์ก็จะมีตำแหน่งศาสตราจารย์ประจำว่างหนึ่งที่… รองศาสตราจารย์อาวุโสที่รอคอยมานาน ในที่สุดก็มีโอกาสเสียที”
ในระบบการศึกษาของโลเอ็น ศาสตราจารย์มิได้เป็นเพียงคำนำหน้าวิชาชีพ แต่ยังหมายถึงตำแหน่ง เทียบเท่าได้กับหัวหน้าคณะ จึงมีได้เพียงคนเดียว
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเบ็คลันด์… ไคลน์นั่งฟังอย่างยิ้มแย้ม ไม่สุงสิงในหัวข้อที่ตนไม่มีความชำนาญ
…
ภายในสวน เฮเซลเดินมาถึงมุมมืด
เธอสังเกตเห็นว่า มดและสัตว์เล็กอื่นๆ บนพื้นกำลังรวมตัวอย่างผิดปรกติ และสัมผัสวิญญาณยังแจ้งด้วยว่า มีบางสิ่งซ่อนอยู่แถวนี้
นี่คือพรสวรรค์ที่เกิดจากพลังพิเศษของเธอ เป็นสิ่งที่ไม่เคยผิดพลาดมาก่อน
เฮเซลสามารถจำแนกของมีค่าที่ซ่อนอยู่ในกล่องปิดมิดชิดหลายๆ ใบได้อย่างแม่นยำ ไม่ต้องใช้ตัวช่วยภายนอก แน่นอน เธอบอกไม่ได้ว่าของมีค่าดังกล่าวคืออะไร แต่มั่นใจว่ามีค่ามากกว่าสิ่งอื่นที่อยู่ใกล้เคียง
เหมือนกับมิสเตอร์ดอน·ดันเตส เขาพกของมีค่าไว้กับตัว… เฮเซลยกมุมปากเล็กน้อย หันไปสนใจพื้นโคลนด้านหน้า
เธอสัมผัสได้ว่า พลังวิญญาณที่รวมตัวอยู่ด้านล่าง กำลังดึงดูดให้แมลงและภูตผีเข้ามาหา
ไม่ใช่ศพมนุษย์… เป็นวัตถุวิญญาณบางอย่างที่ใช้แล้วทิ้ง… ให้ตายสิ วิธีทำลายที่ถูกต้องคือเป็นการโยนทิ้ง หากนำมาฝังไว้ด้วยกัน อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยไม่จำเป็น… ดวงตาเฮเซลมืดลงเล็กน้อย ตรวจสอบลักษณะของพลังวิญญาณใต้ดิน จนกระทั่งพอจะทราบสถานการณ์เบื้องต้น
เชิดคางขึ้นเล็กน้อย มองตรงไปยังอาคารหลังเล็ก เธอเชื่อว่าต้องมีผู้วิเศษอย่างน้อยหนึ่งคนอยู่ในตระกูลของพอร์ตแลน·โมมงต์
และถ้าไม่จัดการกับปัญหาที่มุมสวน ภายในไม่กี่วันข้างหน้า บ้านหลังนี้และบริเวณใกล้เคียงจะเกิดเหตุการณ์ประหลาด!
เฮเซลถอนสายตากลับ เหยียดแขนซ้าย เล็งไปยังสิ่งสกปรกตรงหน้า กำมือแผ่วเบาพร้อมกับบิดข้อมือ
พลังวิญญาณที่จับตัวเป็นก้อนพลันอันตรธานหาย คล้ายกับถูกใครบางคนช่วงชิง
……………………………………………………..
เช้าวันเสาร์ ไคลน์ในชุดนอนลูบศีรษะของตน ลุกขึ้นยืน
เมื่อคืนมันนอนไม่ค่อยหลับ เพราะภายในความฝัน สตรีมากหน้าหลายตาได้ปรากฏตัวออกมาอย่างชุลมุน สร้างความหวาดผวาจนต้องผงะตื่นบ่อยครั้ง ต้องใช้เวลาสักพัก กว่าจะสงบสติอารมณ์และหลับลงอีกครั้ง
โชคดีที่จุดอ่อนคงอยู่เพียงหกชั่วโมง และเราไม่มีเหตุให้ออกไปข้างนอกตอนดึก ไม่ต้องไปเจอหน้าบรรดาสาวใช้… ไคลน์ถอนหายใจพลางดึงเชือกข้างเตียง ส่งผลให้ริชาร์ดสันที่ยืนรอหน้าประตู เดินเข้ามาทันทีพร้อมกับเสื้อผ้าที่เจ้านายต้องสวมใส่วันนี้
เราไม่รู้ว่าอาโรเดสพูดอะไรออกไปบ้าง… ในตอนที่ริชาร์ดสันเห็นเรา ดูเหมือนว่าเขาพยายามหลบหน้า… การบอกประเภทผู้หญิงที่ชอบ นับว่าขัดต่อขนมธรรมเนียมทางสังคมในปัจจุบัน? ในตอนที่ไคลน์กลับมา ประโยคแรกที่ได้ยินก็คือ คล้ายกับ ‘กระจกวิเศษ’ กำลังกล่าวถึงตัวเอง แต่เรื่องราวดันไปสะกิดใจพ่อบ้านวอลเตอร์เข้าอย่างจัง ส่วนอีกหลายประโยคก่อนหน้านั้นยังเป็นปริศนา
ชายหนุ่มมิได้ใช้พลัง ‘ทำนายฝัน’ เพื่อตรวจสอบข้อมูล เพราะคิดว่าไม่จำเป็น ริชาร์ดสันไม่ใช่พวกชอบขัดใจเจ้านายอยู่แล้ว ความเคารพที่เพิ่งขึ้นหรือน้อยลง จะไม่ส่งผลกระทบต่องานหลัก
เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ไคลน์เดินลงไปยังชั้นสอง มาถึงห้องรับประทานอาหาร วอลเตอร์ที่สวมถุงมือสีขาวเหมือนทุกครั้ง กำลังยืนรอหน้าประตู
เมื่อเห็นดอน·ดันเตสเดินเข้ามาใกล้ มันก้าวออกมาข้างหน้า โค้งคำนับทักทาย
“อรุณสวัสดิ์ นายท่าน วันนี้คุณมีชั่วโมงเรียนมารยาทสองคาบ และในช่วงเย็นต้องไปร่วมงานเลี้ยงที่บ้านมิสเตอร์พอร์ตแลน·โมมงต์”
พอร์ตแลน·โมมงต์อาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 100 ถนนเบิร์คลุน ทำงานประจำเป็นศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมอยู่ที่มหาวิทยาลัยเบ็คลันด์ ขณะเดียวกันก็เป็นนักวิชาการหลวงประจำอาณาจักรโลเอ็น เนื่องจากเคยค้นพบโลหะผสมหลายชนิด รวมถึงการคว้ารางวัล ‘แสงแห่งจักรกล’ โมมงต์จึงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มยอดนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังของโลก เป็นรองเพียงทูรานี่·ฟอน·เฮลโมซีนเท่านั้น
นอกจากนั้น โลหะผสมหลายชนิดของมันยังถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมต่อเรือและการพัฒนาเครื่องจักรไอน้ำ ลำพังรายได้จากสิทธิบัตรเพียงอย่างเดียว มากพอจะทำให้มันกลายเป็นเศรษฐีเจ้าของทรัพย์สินหลักแสนปอนด์
ได้ยินคำพูดวอลเตอร์ ไคลน์ชำเลืองอีกฝ่ายด้วยหางตา พบว่าขอบตาของมิสเตอร์พ่อบ้านค่อนข้างดำคล้ำ ถุงใต้ตาบวมผิดปรกติ คล้ายกับไม่ได้หลับสบายตลอดทั้งคืน
หากไม่มีพลังของผู้ไร้หน้าช่วยกลบเกลื่อน ดอน·ดันเตสก็คงอยู่ในสภาพเดียวกัน… ไคลน์ถอนสายตากลับด้วยความเห็นใจ ไม่กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม เพียงพยักหน้าเล็กน้อยเพื่อตอบรับคำทักทายของพ่อบ้านวอลเตอร์ เดินเข้าไปในห้องรับประทานอาหาร
ด้วยความสัตย์จริง ไคลน์ค่อนข้างทึ่งในพลังใจของตัวเอง ทั้งที่ต้องเผชิญหน้ากับแม่มดบ่อยครั้ง ถูกหว่านเสน่ห์ใส่ก็หลายหน แต่ก็ยังสามารถข่มใจไม่ให้คล้อยตามได้เสมอ อย่างมากก็แค่เก็บมาฝันเปียกเงียบๆ คนเดียวตอนกลางคืน
เตือนความจำกันสักนิดว่า แม่มด โดยเฉพาะแม่มดในลำดับ ‘สุขสม’ หรือสูงกว่านั้น จะทรงเสน่ห์ต่อสิ่งมีชีวิตเพศชายเป็นอย่างมาก ไกลเกินกว่าผลของพลังพิเศษประเภทยั่วยวนทั่วไปจะเทียบติด ใครได้เห็นเป็นต้องหลงใหลในทุกอิริยาบถ เทียบเท่าได้กับการค่อยๆ พี้กัญชาจนความสุขปะทุถึงขีดสุด ถึงขั้นที่ไม่สามารถหลุดพ้นจากภวังค์ของแม่มดสุขสมได้ด้วยตัวเอง เกรงว่า คงมีเพียง ‘เกย์’ เท่านั้นที่สามารถข่มใจเอาชนะเสน่หาดังกล่าวได้
แน่นอน ไคลน์เชื่อว่าแม้แต่เกย์ก็ยากจะดิ้นรนให้หลุดพ้นจากการครอบงำ เนื่องจากพลังของแม่มดจะสร้างอิทธิพลต่อทั้งจิตใจและฮอร์โมนในร่างกาย บังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีอยู่จริง นอกจากนั้น แม่มดส่วนใหญ่ยังเคยเป็นชายมาก่อน นั่นจะยิ่งลดกำแพงการต่อต้านลง
ดังนั้น แม้ว่าตนจะกลายเป็นผู้วิเศษลำดับ 5 แต่ทุกครั้งที่เผชิญหน้ากับแม่มดระดับทริสซี่หรือเทรซี่ ไคลน์ต้องคอยรักษาความมั่นคงของจิตใจให้สูงกว่าปรกติตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นจะถูกเสน่ห์เล่นงาน
แม้แต่ไคลน์ยังรับมือได้ยากขนาดนี้ ไม่ต้องพูดถึงพ่อบ้านวอลเตอร์ ลำพังความเข้มแข็งทางจิตใจเพียงอย่างเดียว ไม่ช่วยให้หลุดพ้นได้แน่!
ไม่ว่าจะเป็นเพราะการตายขององค์ชายเอ็ดซัคหรือการเลื่อนลำดับ แต่เห็นได้ชัดว่าทริสซี่สามารถบริหารเสน่ห์ได้ในระดับที่น่าพรั่นพรึง… วอลเตอร์เป็นแค่คนธรรมดา ไม่สิ ถึงจะเป็นผู้วิเศษ อย่างมากก็ไม่เกินลำดับ 8 หรือ 9… การที่ยังรักษาสภาพปัจจุบันไว้ได้ แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนที่ควบคุมตัวเองได้ดีแค่ไหน… ความจงรักภักดีต่อองค์ชายเอ็ดซัคเป็นของจริง รวมถึงความรักที่มีต่อภรรยาและลูก… ไคลน์ถอนหายใจขณะนั่งลง อาหารเช้าของวันนี้คือพายเดซีย์ที่มันโปรดปราน ความรู้สึกชุ่มฉ่ำที่ไหลเยิ้มออกมา ทำให้น้ำลายเกิดการแตกฟอง
…
ทะเลยามค่ำคืนกลายเป็นสีน้ำเงินเข้มจนเกือบดำ เปื้อนแสงสีแดงสลัว บรรยากาศเงียบสงบกว่าตอนกลางวันพอสมควร
‘โทสะสีคราม’ กำลังกระเพื่อมแผ่วเบาท่ามกลางเกลียวคลื่น ลำเรือแล่นตรงไปข้างหน้าอย่างเงียบงันประหนึ่งพรายน้ำ จุดหมายคือทิศทางของพระจันทร์สีแดง
อัลเจอร์·วิลสันยืนบนหัวเรือ มองไปยังคลื่นทะเลห่างไกล ใบหน้าสุขุมเฉกเช่นทุกครั้ง แต่ภายในใจกำลังตื่นเต้นเสียเต็มประดา
น่านน้ำตรงหน้าคือ ‘วังวนนรก’ ที่อยู่ทางทิศเหนือของเกาะโซเนีย!
ที่ได้ชื่อเช่นนี้เพราะในบริเวณดังกล่าว มักมีวังวนวารีแสนอันตรายผุดขึ้นโดยไม่แจ้งล่วงหน้า จึงถูกจัดให้เป็นน่านน้ำอันตรายที่เรือทั่วไปไม่อยากย่างกรายผ่าน
หลังจากรายงานความคืบหน้าภารกิจเสร็จและเดินทางออกจากเกาะปาซู อัลเจอร์สั่งให้ ‘โทสะสีคราม’ แล่นขึ้นเหนือ อ้อมเกาะโซเนีย ตรงมายังน่านน้ำแห่งนี้ทันที
ระหว่างทาง พวกมันแวะเมืองท่าเพียงเพื่อเติมเสบียงเพียงเท่านั้น ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์
ส่วนคำถามที่ว่า การแล่นเรือมาทางทิศเหนือจะไม่ถูกสงสัยเอาหรือ? เรื่องนี้อัลเจอร์ไม่กังวล เพราะโบสถ์วายุสลาตันชื่นชอบที่จะได้เห็น ‘กัปตัน’ ของศาสนจักรมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือของทะเลโซเนียและทะเลหมอก สืบข่าวเกี่ยวกับจักรวรรดิฟุซัคและอินทิส รวมไปถึงข่าวกรองของโบสถ์สุริยันเจิดจรัสและโบสถ์เทพสงคราม
เหลือบมองเข้าไปในเขตห้องโดยสารเล็กน้อย อัลเจอร์ถอนสายตากลับและเดินมายืนที่หัวเรือ หยิบยันต์ที่ทำจากดีบุกขาว กำไว้ในฝ่ามือ ท่องมนต์เสียงต่ำ
“พายุ!”
เปลวไฟสีฟ้าอ่อนลุกโชน แผดเผาท่วมท้นยันต์แผ่นดังกล่าวโดยสมบูรณ์ อัลเจอร์สัมผัสได้ทันทีว่า สัตว์ทะเลเบื้องล่างกำลังเป็นมิตรกับตน
ในวินาทีนี้ ทั้งสองฝ่ายกำลังสื่อสารกันในระดับจิตวิญญาณ!
ยันต์ดีบุกขาวคือหนึ่งในเสบียงที่ได้รับมาจากเกาะปาซู ช่วยให้มันเป็นมิตรกับสัตว์ทะเลได้ระยะเวลาหนึ่ง รวมถึงการสื่อสารในระดับจิตวิญญาณเบื้องต้น
ท่ามกลางความคิดที่สอดประสาน อัลเจอร์ได้รับข้อมูลที่น่าผิดหวัง ต้องรอให้โทสะสีครามแล่นเข้าใกล้ ‘วังวนนรก’ มากกว่านี้ จึงค่อยลองทดสอบดูใหม่
เวลาไหลผ่านไป อัลเจอร์ที่ล้มเหลวมาแล้วเกือบร้อยครั้ง ในที่สุดก็ได้ทราบข่าวจากปลาเรนโบว์รันเนอร์เกี่ยวกับตำแหน่งของอ็อบนิส
ถ้าไม่รู้ล่วงหน้าว่าเป้าหมายอยู่ใกล้กับวังวนนรก เราคงถอดใจไปนานแล้ว การสุ่มหาไปเรื่อยๆ แทบไม่มีโอกาสได้รับคำตอบที่ถูกต้อง… อัลเจอร์สรุปผลในใจ ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ
มันใช้ยันต์ผูกมิตรสัตว์ทะเลไปเกือบหมด ปัจจุบันเหลือเพียงห้าแผ่นสุดท้าย
ถ้าได้กลับไป… คงต้องหามาเพิ่มอีกชุดใหญ่ ไม่อย่างนั้นคนอื่นอาจสังเกตเห็นว่าเรามีเหลือยันต์น้อยทั้งที่เพิ่งผ่านมาไม่กี่วัน… หืม… ได้ยินมาว่า กลุ่มต่อต้านบนหมู่เกาะรอสต์มียันต์ประเภทนี้อยู่มาก… ขณะใช้ความคิด อัลเจอร์สั่งให้โทสะสีครามหักเลี้ยว ตรงไปยังพิกัดที่เพิ่งได้รับ
ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมง โทสะสีครามหยุดนิ่งบนผิวทะเล จากนั้น อัลเจอร์ควักกระป๋องโลหะปิดสนิทออกจากกระเป๋าเสื้อ
นี่คือแก๊สยาสลบของผีดูดเลือดที่ซื้อมาจาก ‘เดอะมูน’ ในราคาหนึ่งร้อยสามสิบปอนด์ สำหรับประสิทธิภาพของแก๊ส มันไม่มีข้อกังขาเพราะเคยใช้งานมาแล้วครั้งหนึ่ง
และเนื่องจากโทสะสีครามเป็นเรือผีสิง การเฝ้าเวรยามตอนกลางคืนจึงไม่ต้องใช้คนมากนัก เพียงหนึ่งคนต่อหนึ่งคืน รับผิดชอบในการเฝ้าระวังอันตรายและคอยจับตามองพฤติกรรมเรือ ป้องกันไม่ให้เรือสร้างปัญหาหรือจงใจแล่นไปยังเขตอันตราย
ในฐานะกัปตัน อัลเจอร์สามารถกำหนดให้ตัวเองเป็นเวรยามในคืนนี้ได้โดยไม่มีใครสงสัย
เมื่อเตรียมความพร้อมเรียบร้อย มันเดินมายังประตูห้องลูกเรือ ควักท่อโลหะ เปิดกระป๋องที่ปิดสนิท ปล่อยแก๊สไล่เข้าไปทีละห้อง ไม่เว้นแม้กระทั่งห้องเก็บของที่ใช้เก็บของจิปาถะ เผื่อว่าลูกเรือบางคนไม่ยอมนอน แอบเล่นไพ่อย่างลับๆ
จัดการทั้งหมดเสร็จ อัลเจอร์ไม่รีบร้อนปรุงโอสถ เพียงนำวัตถุดิบทั้งหมดพกติดตัว เปลี่ยนเป็นชุดดำน้ำที่ทำจากหนังฉลาม กระโดดลงจากแผ่นกระดานกราบขวาของเรือ ปราศจากสุ้มเสียงและละอองน้ำกระเซ็น
ณ ใต้ทะเลที่มืดมิด ดวงตาอัลเจอร์เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม มองเห็นสิ่งรอบข้างได้ชัดเจน
มันสูดอากาศใต้น้ำด้วยความสบายใจ ดำดิ่งตรงไป จนกระทั่งถึงก้นทะเลที่มืดสนิท
จากนั้น อัลเจอร์ใช้ยันต์เป็นมิตรกับสัตว์ทะเลอีกครั้ง สื่อสารกับปลาพิสดารรอบตัว
อาศัยคำแนะนำจากปลาใจดี อัลเจอร์จำแนกทิศทาง ว่ายน้ำพลางถามเส้นทางเป็นระยะ จนกระทั่งมาถึงสถานที่ซึ่งดูคล้ายกับภูเขาไฟใต้ทะเล
ปลาเหล่านี้ไม่ทราบว่าสัตว์ทะเลอ็อบนิสอาศัยอยู่ที่นี่ รู้เพียงแต่ว่า สิ่งมีชีวิตในสายพันธุ์ของพวกมันจำนวนมาก รวมถึงนักล่าเจ้าถิ่นที่แข็งแกร่งบางส่วน หายตัวไปอย่างเป็นปริศนาในบริเวณนี้
อัลเจอร์เปิดใช้งานพลังพิเศษ มองไปยังจุดห่างไกล จนกระทั่งเห็นถ้ำมืดขนาดใหญ่บนภูเขาไฟใต้ทะเล เห็นหนวดยาวๆ ที่หนากว่างูเหลือมในป่าดิบชื้นของทวีปใต้ กำลังสะบัดแผ่วเบาออกจากปากถ้ำ
เมื่อได้เห็นปุ่มดูดขนาดมหึมาเรียงราย ได้เห็นผิวหนังอันหยาบกร้าน ได้เห็นถ้ำที่ใหญ่กว่าโทสะสีครามหลายเท่า อัลเจอร์เกิดความหวาดหวั่นจากก้นบึ้งจิตใจ ไม่กล้าเข้าใกล้ในทันที
สัตว์ทะเลอ็อบนิสมีพลังเทียบเท่าลำดับ 5 สินะ… นอกจากนั้นยังมีร่างกายใหญ่โตจนน่าขนลุก… อา… แต่เราสามารถยืนยันได้ว่าเจ้านี่คือเป้าหมาย… อัลเจอร์ว่ายน้ำระมัดระวัง หยุดในระยะปลอดภัย หลังจากตรวจสอบจนแน่ใจ มันใช้งานยันต์ผูกมิตรกับสัตว์ทะเลอีกครั้ง
วินาทีถัดมา อัลเจอร์แผ่พลังวิญญาณไปในน้ำทะเล ถ่ายเทเข้าไปในถ้ำ พยายามสื่อสารกับจิตวิญญาณอันทรงพลังที่กำลังขดตัวอยู่
จิตวิญญาณขนาดมหึมาค่อยๆ คลายออก ความคิดที่สับสนว้าวุ่นเริ่มหลั่งไหลเข้ามาในจิตใจ
ห้วงความคิดอัลเจอร์สงบนิ่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะระเบิดปะทุราวกับภูเขาไฟ!
โฮก!
ท่ามกลางเสียงคำรามที่ชวนให้ขนลุก กระแสน้ำวนมายาถูกสร้างขึ้นภายในถ้ำ ดูดกลืนน้ำทะเล เศษขยะ และอัลเจอร์เข้าไปด้านใน
มันคิดจะฆ่าเรา! ดวงตาอัลเจอร์หรี่ลง ร่างกายที่มีผิวลื่นเริ่มพุ่งไปยังทิศทางตรงข้ามด้วยความช่วยเหลือจากแรงลม
อัลเจอร์รีบใช้พลังพิเศษอีกหลายชนิดต่อติดกัน จนกระทั่งหลุดพ้นจากอิทธิพลของวังวนมายา แน่นอน มันไม่กล้าอยู่ใกล้ถ้ำภูเขาไฟอีกต่อไป รีบลอยขึ้นเหนือน้ำด้วยความเร็วสูง
หลายสิบวินาทีถัดมา อัลเจอร์ที่รอดพ้นจากอันตราย พ่นฟองน้ำออกจากปาก ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
อ็อบนิสตัวนั้นสามารถขัดขืนพลังของยันต์…
มันเกลียดชังวัตถุที่เจือปนออร่าของตัวตนที่เหนือกว่า?
รวบรวมสติสักพัก เมื่อตระหนักว่าตนมาได้ไกลแล้ว อัลเจอร์ไม่อยากปล่อยโอกาสให้สูญเปล่า ตัดสินใจสวดวิงวอนเป็นภาษาเอลฟ์ใต้ทะเล
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย…”
…………………………………………………………….
ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ด… หัวหน้าองค์รักหลวงของราชวงศ์… จากข้อมูลดังกล่าว เบื้องหลังโศกนาฏกรรมมหาหมอกควันเกี่ยวข้องกับราชวงศ์บางกลุ่มอย่างที่เราคิด ส่วนจะเป็นใครนั้น คงต้องสืบสวนขยายผลต่อไป… ไคลน์ที่ยังมิอาจยืนยันความถูกต้องของคำพูดทริสซี่ หัวเราะในลำคอ
“บอกกันง่ายๆ แบบนี้ เป็นใครก็ยากจะเชื่อลง”
ทริสซี่กล่าวด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง
“นั่นเพราะสำหรับฉัน การเล่าให้นายฟังคือตัวเลือกที่ดี… นายและองค์กรลับเบื้องหลังต้องสนใจเจตนาที่แท้จริงของราชวงศ์แน่ หากเบาะแสของฉันทำให้พวกนายกับราชวงศ์ขัดแย้งกันจนเกิดความโกลาหล ฉันจะมีความสุขมาก… นั่นถือเป็นการแก้แค้นในรูปแบบหนึ่ง ช่วยให้ฉันบรรลุจุดประสงค์ของตัวเอง”
หากใช้ตรรกะเดียวกัน แปลว่าเราสามารถยืมมือเธอแบบย้อนกลับ? ให้เธอเป็นฝ่ายออกหน้าสืบสวนราชวงศ์ ตามจับตัวคนบงการเบื้องหลังโศกนาฏกรรมแทน ทั้งเราและองค์กรของเราก็จะปลอดภัย แถมยังได้รับข้อมูลที่น่าสนใจโดยไม่ต้องเอาตัวเข้าไปเสี่ยง… หืม… หมายความว่า ทริสซี่กำลังชักชวนให้เราร่วมมือกันแบบพึ่งพาอาศัย โดยเธออาสาเป็น ‘ทหารไถกับระเบิด’ เพื่อเปิดโปงความจริง… ทริสซี่กำลังแสดงให้เราเห็นว่าเธอมีประโยชน์… กลัวจะถูกเราฆ่าทิ้ง? ไคลน์เริ่มเข้าใจความต้องการของอีกฝ่ายอย่างคร่าว จึงบังคับให้วิญญาณอาฆาตตอบสนอง
“สมเหตุสมผล ฉันคิดจะทำแบบเดียวกันอยู่พอดี… ถึงทางนี้จะไม่บังคับข่มขู่ แต่ถ้าเธอฟื้นตัวได้เมื่อไร คงมีแผนจะเข้าใกล้ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดอยู่แล้วสินะ?”
ทริสซี่ยกมุมปาก
“ภาวนาให้เจ้านั่นไม่ชอบผู้ชาย”
ปัญหานี้ยังพอมีทางแก้… ถ้าเธออยู่ลำดับ 5 สามารถย้ายไปเป็นลำดับ 4 ของเส้นทางนักล่า ‘อัศวินเลือดเหล็ก’ ได้เช่นกัน นั่นจะเปลี่ยนให้เธอกลับเป็นผู้ชาย… นอกจากนั้น เธอลืมอดีตของตัวเองไปแล้วหรือ? ทำไมถึงไม่ใช้พลังของแม่มดสุขสม ทำให้ผู้ชายที่ชอบผู้ชายพึงพอใจ? ไคลน์รำพัน บังคับให้เซนอลยิ้ม
“นั่นไม่ใช่ปัญหา แค่แสดงรูปถ่ายเก่าๆ ของเธอก็พอแล้ว”
ทริสซี่พลันผงะ สีหน้าเริ่มบิดเบี้ยว คล้ายกับความอัปยศที่ฝังในส่วนลึกของจิตใจถูกขุดออกมาสัมผัสกับแดด
ดวงตาอ่อนหวานเริ่มเผยความโกรธเคืองอันเกิดจากความอับอาย ใบหน้าซีดเซียวเริ่มแดงระเรื่อ
ทริสซี่รีบข่มโทสะ แผดเสียงต่ำในลำคอ
“สมกับเป็นพลเรือเอกโลหิต… เข้าใจเส้นทางแม่มดได้ดีทีเดียว”
ในตอนแรก เธอยังไม่แน่ใจว่าเราเป็นใคร… แต่หลังจากเราเล่นมุกเมื่อครู่ออกไป ทริสซี่ก็มั่นใจทันทีว่าเราคือพลเรือเอกโลหิต เพราะโรงเรียนกุหลาบเคยร่วมมือกับนิกายแม่มด ย่อมรู้จักพลังของกันและกัน… อย่างไรก็ตาม การล้อเลียนเพศไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนัก… อา… แต่นิสัยเมื่อครู่ก็สอดคล้องกับสันดานของพลเรือเอกโลหิต… หรือว่า หนึ่งในกฎเหล็กของ ‘นักเชิดหุ่น’ คือการจำให้ขึ้นใจว่า หุ่นเชิดแต่ละตัวมีบุคลิกที่แตกต่าง? สาเหตุที่ทริสซี่เอ่ยถึงภาพถ่ายในตอนแรก เพราะเธอแค่อยากถ่ายทอดความทรมานที่อีกฝ่ายได้รับขณะความสุขและความตื่นเต้นถูกทำลาย ไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดมากนัก… ไคลน์พยักหน้าครุ่นคิด บังคับเซนอล
“กว่าฉันจะมาอยู่ในจุดนี้ได้ ข้อมูลมากมายต้องเคยผ่านหูผ่านตา”
มันไม่สานต่อหัวข้อสนทนาเดิม เปลี่ยนไปถามประเด็นอื่น
“แล้วฉันจะติดต่อเธอได้ยังไง… ในระหว่างที่เธอตามสืบไวเคาต์สตาร์ฟอร์ด ฉันอาจให้ความช่วยเหลือได้”
ทริสซี่ยื่นมือไปทางใบหู จับกระจุกผมสีดำขลับที่เรียบเนียนหนึ่งกำมือ น้ำแข็งสีฟ้าค่อยๆ ก่อตัวบริเวณโคนผม หักออกอย่างง่ายดาย
หญิงสาวแบมือที่เคยกำกระจุกเส้นผม เสกเปลวเพลิงสีดำขึ้นมาแผดเผาจนพวกมันกลายเป็นเถ้าถ่าน
ขี้เถ้าดังกล่าวมิได้ถูกสายลมหนาวในท่อระบายน้ำพัดปลิว แต่หดเข้าหากัน รวมตัวกลายเป็นก้อนเมือกข้นๆ สีดำสนิท
“ทาให้ทั่วผิวกระจก ฉันจะรู้ตัวทันทีว่านายต้องการสนทนา หลังจากนั้น พวกเราจะสื่อสารกันผ่านกระจกบานดังกล่าว” ทริสซี่สะบัดข้อมือ โยนก้อนเมือกสีดำมาทาง ‘พลเรือเอกโลหิต’ เซนอล “ใช้ได้ประมาณห้าครั้ง แต่แค่นั้นก็เพียงพอ”
เนื่องจากเซนอลเป็นเพียงหุ่นเชิด ไคลน์จึงไม่กังวล กล้าจับวัตถุสีดำเหนียวข้นด้วยมือเปล่า เพ่งมองสองสามวินาทีก่อนจะยัดใส่กระเป๋าเสื้อ
ทริสซี่เงียบงันสักพัก เม้มปากพูด
“ถ้าฉันต้องการความช่วยเหลือ จะติดต่อนายยังไง?”
นั่นล่ะปัญหา… ไคลน์เองก็อยากให้อีกฝ่ายเรียกผู้ส่งสาร ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์โดยตรง เพราะไม่ว่ายังไง ทริสซี่คงสืบสวนสถานการณ์ปัจจุบันของพลเรือเอกโลหิต และทราบว่าบุคคลเบื้องหลังวิญญาณอาฆาตตนนี้คือเกอร์มัน·สแปร์โรว์ นั่นคือความจริงที่มิอาจปกปิด
ครุ่นคิดสองสามวินาที ชายหนุ่มตัดสินใจไม่ประมาท ยังไม่สายเกินไปที่จะให้ข้อมูลติดต่อหลังจากเชื่อใจกันมากกว่านี้
เหนือสิ่งอื่นใด เธอไม่ใช่คนที่น่าไว้วางใจสักเท่าไร… ปากบอกว่าแก้แค้นให้องค์ชายเอ็ดซัค อาจมีความรู้สึกที่แท้จริงปะปนอยู่บางส่วน แต่ก็อาจแฝงจุดประสงค์อื่นไว้เช่นกัน ทำนองว่า… เป็นการแก้แค้นในส่วนของตัวเอง… ไคลน์บังคับเซนอลมองไปรอบตัว
“ท่อระบายน้ำแห่งนี้มีความลับมากมายซ่อนอยู่ ฉันแวะเข้ามาบ่อย ถ้าเธอต้องการความช่วยเหลือก็ทิ้งข้อความเอาไว้… หากปัญหาดังกล่าวเร่งด่วนและไม่มีเวลาจะทิ้งข้อความ เธอสามารถติดต่อกับชายคนเมื่อครู่ ให้เขาฝากข้อความไว้ที่นี่แทน”
ทริสบรรจงพยักหน้า
“ตกลง”
เมื่อไคลน์เห็นว่าสัญญาปากเปล่าลุล่วงแล้ว ชายหนุ่มเตรียมพาหุ่นเชิดเซนอลกลับ
ทันใดนั้น ‘ตา’ ของมันเหลือบไปเห็นว่า บนฝ่ามือของทริสซี่ แหวนพลอยสีน้ำเงินที่เทียบเท่าสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ได้หายไป!
เราเพิ่งสังเกต… ตอนแรกคิดว่าเปลี่ยนมือหรือสลับนิ้ว แต่ความเป็นจริงคือหายไปแล้ว… ดูเหมือนว่า การหนีออกจากคฤหาสน์กุหลาบแดงขององค์ชายเอ็ดซัค และการหนีจากพลังครอบงำของอินซ์·แซงวีลล์และ 0-08 จำเป็นต้องจ่ายในราคาที่แพงมาก! หืม… ตราประทับที่ ‘แม่มดบรรพกาล’ สลักไว้ก็หายไปด้วย? ไคลน์ครุ่นคิด สั่งให้พลเรือเอกโลหิตหัวเราะ
“ยังมีอีกหนึ่งเรื่อง… เธอขายวิญญาณให้เทพมารตนใด?”
ทริสซี่จ้องชายวัยกลางคนตรงหน้า มองลึกเข้าไปในดวงตา
“แม่มดบรรพกาล”
“…” ไม่ใช่ว่าเธออยากหลุดพ้นจากสิ่งนั้นมาตลอดหรือ? ไหนบอกว่าไม่อยากสูญเสียความเป็นตัวเอง? แล้วทำไมถึงหันหลังกลับ? ไม่รู้หรือไงว่า การถูกเปลี่ยนชื่อเป็นทริสซี่·ชีคหมายถึง พวกมันต้องการใช้เธอเป็นภาชนะของแม่มดบรรพกาล? ไม่สิ เธออาจไม่รู้เรื่องนี้… รวมถึงไม่เข้าใจความยิ่งใหญ่ของชื่อ ‘ชีค’ … ช่างน่าสงสาร พยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นจากชะตากรรม แต่กลับกลายเป็นว่า ยิ่งถูกดึงลึกเข้าไปมากกว่าเดิม… ในวินาทีนี้ ไคลน์เริ่มหวาดกลัวต่อโชคชะตาและการดลใจอย่างลับๆ ของเทพ
มันบังคับให้เซนอลยิ้ม
“การที่เธอยอมเล่าออกมาง่ายๆ เกรงว่าฉันคงเชื่อได้ยาก”
ดวงตาของทริสซี่พร่ามัวเล็กน้อย ยิ้มเยาะเย้ยตัวเอง
“เพราะนั่นเป็นปัญหาส่วนตัวของฉัน ไม่ใช่ความลับที่ยิ่งใหญ่อะไร… การมีคนล่วงรู้เพิ่มอีกหนึ่ง หมายถึงการมีความหวังในการแก้ปัญหาเพิ่มอีกหนึ่ง แม้ความหวังจะริบหรี่ แต่ก็ดีกว่าไม่มีเลย”
มีความหวังมากขึ้นก็จริง แต่ความหวังเหล่านั้นอาจย้อนกลับมาทำร้าย… ไคลน์ไม่สานต่อบทสนทนา เพียงครุ่นคิดสักพัก
“ขณะที่เธออยู่ใกล้ไวเคาต์สตาร์ฟอร์ดหรือบุคคลผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง อย่าลืมตรวจสอบความบังเอิญที่ผิดปรกติรอบตัว”
ยิ่งสืบสวนโศกนาฏกรรมมหาหมอกควันลึกเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสมากที่จะถูกอินซ์·แซงวีลล์และ 0-08 สังเกตเห็น!
“ความบังเอิญ…” ทริสซี่พลันผงะ ทวนคำซ้ำ
ทันใดนั้น เธอหวนนึกถึงความบังเอิญครั้งแล้วครั้งเล่าที่เคยพบเจอในคฤหาสน์กุหลาบแดง
ขณะคำถามมากมายผุดขึ้นในหัว เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เธอพบว่า ‘พลเรือเอกโลหิต’ เซนอล ชายวัยกลางคนผู้สวมแจ็คเก็ตสีแดงเข้มและหมวกสามมุม ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
…
เช้าวันรุ่งขึ้น ไคลน์ตื่นตรงเวลา อาศัยความช่วยเหลือจากบุรุษรับใช้ริชาร์ดสัน เสื้อผ้าของดอน·ดันเตสถูกสวมใส่อย่างเรียบร้อย
เมื่อเดินลงมาถึงห้องรับประทานอาหาร มันเห็นวอลเตอร์ยืนรออยู่หน้าประตู ต้อนรับด้วยความเคารพ
“นายท่าน กำหนดการในวันนี้คือ เข้ารวมการดื่มชายามบ่ายที่คฤหาสน์ของส.ส. มัคท์” วอลเตอร์รายงานเจ้านายตามหน้าที่
หืม… ยังคงเข้มงวด ขึงขัง พิถีพิถัน ไม่แตกต่างจากปรกติ ดูไม่ออกเลยว่าเมื่อคืนแอบลงไปในท่อระบายน้ำมา…
ไคลน์ยิ้มและพยักหน้ารับ กล่าวด้วยเสียงผ่อนคลายราวกับเมื่อคืนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ผมจำได้”
ชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้อง เพลิดเพลินไปกับอาหารรสเลิศ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าเมนูเริ่มจำเจ
อาหารเช้ายังไม่หลากหลายพอ… ไคลน์กินอย่างตั้งใจ วางมีดและส้อมลงเมื่ออิ่ม ถอนหายใจและกล่าว
“ช่วงนี้ผมคิดถึงบ้านเกิด รบกวนบอกให้พ่อครัวทำพายเดซีย์ในวันพรุ่งนี้”
“ได้ค่ะ นายท่าน ดิฉันควรจะคิดได้เองตั้งแต่แรก” แม่บ้านทาเนญ่าขานรับเชิงขออภัย
ไคลน์โบกมือ ส่งสัญญาณว่าตนไม่ถือสา จากนั้นก็เข้าไปเดินเล่นในสวน
จัดการทั้งหมดเสร็จ ชายหนุ่มกลับขึ้นไปบนชั้นสามเพื่ออ่านหนังสือพิมพ์ต่อ จนกระทั่งครูสอนมารยาทมาถึง
วาฮาน่ายังแต่งกายอย่างสง่างาม บรรยากาศรอบตัวเปี่ยมไปด้วยเสน่หา เธอยิ้มและพูดกับดอน·ดันเตส
“ดิฉันได้ยินมาว่า วันนี้คุณจะไปหามาดามลีอานน่าเพื่อดื่มชายามบ่าย ดังนั้น คาบเรียนนี้จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับมารยาทในการดื่มชายามบ่ายเป็นหลัก”
ไคลน์ยิ้มรับ จากนั้นก็เริ่มตั้งใจฟังการสอน ถามแทรกเป็นครั้งคราว
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง วอลเตอร์เคาะประตูห้องและเดินเข้ามา
“นายท่าน คนรับใช้บ้านส.ส. มัคท์เพิ่งมาถึงและแจ้งว่า งานดื่มน้ำชายามบ่ายของวันนี้ถูกยกเลิก เนื่องจากบุตรสาวของมาดามลีอานน่า คุณหนูเฮเซลเกิดป่วยกะทันหัน มาดามฝากคำขอโทษมาถึง และหวังว่าจะได้เชิญคุณอีกในสัปดาห์หน้า”
เฮเซลป่วย? เพราะความหวาดกลัวเมื่อคืน? ถ้าเป็นคนธรรมดา เรื่องนี้ยังพอเข้าใจได้ แต่สำหรับผู้วิเศษที่มีสมรรถภาพร่างกายสูง โอกาสป่วยไข้นั้นมีน้อยมาก…
นอกจากนั้น เฮเซลมิได้แสดงสัญญาณของคนใกล้คลุ้มคลั่ง สภาพจิตใจค่อนข้างดี ส่งผลให้ทำตัวโอหังตลอดเวลา… ดังนั้น ถึงจะตกใจกลัวจากเหตุการณ์เมื่อคืน ก็ไม่น่าจะถึงขั้นจิตใจล้มป่วย… ล้มป่วย… โรคภัย… แม่มดลำดับ 5 มีพลังในการทำให้คนรอบข้างล้มป่วย…
หรือว่าเมื่อคืน ทริสซี่ตระหนักว่ามีคนแปลกหน้าเข้ามาในท่อระบายน้ำ จึงแอบแพร่เชื้อโรค? และเนื่องจากเซนอลเป็นวิญญาณอาฆาต ร่างกายจึงไม่ติดเชื้อ เราก็เลยไม่ทราบเรื่องนี้? อา… โชคดียังที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เฮเซลไม่ได้สัมผัสกับเชื้อโรคนานนัก ที่ยังไม่หายคงเพราะได้รับอิทธิพลจากความกลัว… หมายความว่าทริสซี่กลายเป็นลำดับ 5 แล้ว… ไคลน์พยักหน้ารับแผ่วเบา
“ฝากความห่วงใยไปถึงมิสเฮเซลในนามของผมด้วย”
………………………………………….
วิลเลี่ยม·ไซเคส… ผู้ดูแลคฤหาสน์… ไคลน์ทวนคำตอบของอีกฝ่าย ก่อนจะชักนำบทสนทนาไปสู่หัวข้อเกี่ยวกับธงศึกในสงครามกุหลาบขาว
พูดคุยกันสักพัก ชายหนุ่มอำลาอย่างสุภาพ เดินจากไปพร้อมกับพ่อบ้านวอลเตอร์และบุรุษรับใช้ริชาร์ดสัน ตรงไปยังตู้จัดแสดงอื่น เที่ยวชมงานนิทรรศการอย่างเป็นธรรมชาติราวกับการพบปะเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย เป็นความบังเอิญโดยแท้จริง
ใกล้เที่ยง ไคลน์ที่กลับมายังรถม้าสี่ล้อหรูหรา เฝ้ามองจักรยานที่ขี่ผ่านไปด้านข้างตัวรถ
“วอลเตอร์ คุณรู้จักมิสเตอร์วิลเลี่ยม·ไซเคสใช่ไหม”
วอลเตอร์พยักหน้ารับเคร่งขรึม
“ตอนที่ทำงานอยู่กับไวเคาต์คอนราด ผมเคยพบเขา… ชายคนนั้นเคยทำงานให้คนของราชวงศ์… อดีตเอิร์ลแห่งลาสติ้งผู้ล่วงลับ องค์ชายเอ็ดซัค·ออกัสตัส”
วอลเตอร์ไม่ได้ปกปิดสิ่งใด เล่าที่มาของวิลเลี่ยม·ไซเคสอย่างละเอียด
เคยรับใช้องค์ชายเอ็ดซัค? หลังจากองค์ชายเสียชีวิตจากโศกนาฏกรรมมหาหมอกควันแห่งเบ็คลันด์ ดูเหมือนว่าชายคนนี้จะมีชีวิตที่ดีขึ้นมาก… ปัจจุบันกำลังทำงานให้คฤหาสน์หลังไหน? บางที หมอนั่นอาจล่วงรู้ความลับบางอย่าง… ไคลน์พยักหน้ารับแผ่วเบา ไม่มีคำถามเพิ่มเติม เพียงครุ่นคิดว่าจะพอจะมีโอกาสสืบสวนวิลเลี่ยม·ไซเคสหรือไม่
แต่ถ้าวิลเลี่ยม·ไซเคสรู้ความลับบางอย่างจริง ฝ่ายราชวงศ์ไม่น่าจะปล่อยไว้นานขนาดนี้ หรือไม่ก็หมายความว่า มันคือคนของราชวงศ์… สรุปโดยสั้น การสืบสวนวิลเลี่ยม·ไซเคสถือเป็นงานอันตราย ไม่ควรมอบหมายให้เอ็มลิน มิสเมจิกเชี่ยน หรือมิสซิลช่วยทำแทน… ชารอนน่าจะทำงานนี้ได้ไม่ยาก แต่นั่นก็อาจทำให้ชีวิตอันสงบสุขของเธอถูกรบกวน… วิธีที่ดีที่สุดคงเป็นการปรากฏตัวในร่างจอมโจรวีรบุรุษจักรพรรดิมืด แต่ปัญหาก็คือ ก่อนที่จะลงมือขโมยสมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัส เราควรสืบคดีโศกนาฏกรรมมหาหมอกควันแค่ผิวเผิน ไม่อย่างนั้น แผนการหลักอาจถูกรบกวนด้วยปัจจัยที่ไม่คาดคิด… ไคลน์ทำเป็นชื่นชมวิวทิวทัศน์ภายนอก แต่ในใจกำลังขบคิดหลายสิ่ง
ในที่สุด มันตัดสินใจพับเก็บเรื่องนี้ไปก่อน ยังไม่อยากทำลายแผนการสำคัญในปัจจุบัน
จัดการอาหารกลางวันเสร็จ งานหนุ่มงีบหลับในช่วงบ่าย ก่อนจะตื่นขึ้นมาเรียนมารยาทการชื่นชมวรรณกรรม จนกระทั่งใกล้ถึงช่วงเวลาอาหารเย็น
หลังจากส่งครูสอนมารยาทกลับไป ชายหนุ่มเตรียมเดินขึ้นชั้นสอง แต่ทันใดนั้น เสียงกริ่งบ้านพลันดังขึ้น
ท่ามกลางเสียงกังวาน ไคลน์ชำเลืองไปทางริชาร์ดสัน บุรุษรับใช้จึงรีบขยับตัวไปข้างหน้า เปิดประตูออก
ด้านนอกคือตำรวจสองคนในเครื่องแบบสีขาวสลับดำ พิจารณาจากอินทรธนู คนหนึ่งเป็นสารวัตรอาวุโส ส่วนอีกคนคือสิบตำรวจเอก
“คุณตำรวจ มีเรื่องอะไรหรือ?” ริชาร์ดสันถามแทนเจ้านาย
สารวัตรอาวุโสเป็นชายรูปร่างผอมสูง ใต้หมวกซ่อนไรผมสีดำ มีเพียงตรงขมับที่สีแตกต่างออกไปเล็กน้อย มันชำเลืองเข้ามาในบ้านพลางตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“ผมกำลังตามหามิสเตอร์ดอน·ดันเตส มีคดีที่เกี่ยวข้องกับเขาและพ่อบ้าน”
“คดีอะไร?” ไคลน์เดินมาที่ประตูอย่างไม่รีบร้อน “ผมคือดอน·ดันเตส”
แนะนำตัวเองจบ ชายหนุ่มกล่าวอย่างสุภาพ
“คุณตำรวจทั้งสอง ผมควรเรียกพวกคุณว่าอะไร? และถ้าปัญหาในคราวนี้ใช้เวลานาน ขึ้นไปที่ห้องรับแขกก่อนไหม? คุยกันพลางดื่มชา”
ตำรวจอีกนายหนึ่ง สิบตำรวจเอก เธอเป็นหญิงสาวบุคลิกสง่างาม เห็นได้ชัดว่าค่อนข้างสนใจข้อเสนอเมื่อครู่ แต่ก็ทำได้เพียงชำเลืองไปทางสารวัตรอาวุโสด้านข้าง รอการตัดสินใจจากเจ้านาย
เนื่องด้วยอิทธิพลของศาสนจักรรัตติกาล โลเอ็นจึงมีตำรวจหญิงค่อนข้างมาก แต่เนื่องจากอิทธิพลของศาสนาอื่นๆ และแนวคิดทางสังคม พวกเธอจึงไม่มีความก้าวหน้าในการงานสักเท่าไร ถูกเลือกปฏิบัติและกีดกันในระดับหนึ่ง ส่วนใหญ่ได้ทำงานเสมียนนั่งโต๊ะ นับเป็นสาขาอาชีพที่มีเพดานล่องหนสำหรับสตรี
สารวัตรอาวุโสยิ้ม
“คงไม่จำเป็นต้องดื่มชา พวกเราแค่จะสอบปากคำคนรับใช้ของคุณ”
มันเว้นวรรค กล่าวเข้าประเด็น
“มิสเตอร์ดอน·ดันเตส คุณรู้จักวิลเลี่ยม·ไซเคสไหม?”
“ผมได้พบกับเขาเมื่อเช้า… ในพิพิธภัณฑ์” ไคลน์เริ่มตระหนักอย่างคลุมเครือว่า ‘พัฒนาการ’ ที่คาดไม่ถึงได้เกิดขึ้นแล้ว จึงถามกลับไปอย่างกระตือรือร้น “เกิดอะไรขึ้นกับเขา?”
สารวัตรอาวุโสสลายรอยยิ้ม
“เขาเสียชีวิตแล้ว ตายในโรงแรมใกล้ๆ กับพิพิธภัณฑ์”
“ตายแล้ว?” ไคลน์ไม่ปิดบังความประหลาดใจและตกตะลึง
เพิ่งได้พบกันเมื่อเช้า แต่ตอนนี้ตายแล้ว?
ถูกหมายหัว?
สารวัตรอาวุโสพยักหน้า กล่าวเสียงขรึม
“ถูกต้อง สาเหตุการตายค่อนข้างซับซ้อน มีความเป็นไปได้ที่จะถูกฆาตกรรม”
“แล้วสตรีที่อยู่กับเขา?” ไคลน์ขมวดคิ้วถาม “ในตอนที่พวกเราคุยกัน มีสตรีคนหนึ่งยืนอยู่ข้างๆ”
“ผู้หญิงคนนั้นเป็นภรรยาน้อย ในตอนที่เธอออกจากโรงแรม วิลเลี่ยม·ไซเคสยังมีชีวิตอยู่ บริกรของโรงแรมสามารถยืนยันเรื่องนี้ได้ เพราะหลังจากนั้นยังมีการเข้าไปส่งไวน์แดง” สารวัตรอาวุโสเกริ่นอย่างกระชับ “หลังออกจากพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ คุณไปที่ไหนต่อ?”
“ตรงกลับมาที่คฤหาสน์หลังนี้ทันที รับประทานอาหารกลางวัน งีบหลับช่วงบ่าย ตื่นมาเรียนมารยาท… ทั้งคนรับใช้ เพื่อนบ้าน ครูสอนการชื่นชมวรรณกรรม ทุกคนสามารถเป็นพยานให้ได้” ไคลน์ตอบใจเย็น
ชายหนุ่มหันไปทางริชาร์ดสันและกล่าว
“ไปเรียกวอลเตอร์มาที่นี่”
เพียงไม่นาน พ่อบ้านวอลเตอร์ในสภาพสวมถุงมือสีขาว เดินลงจากบันไดชั้นสอง ถูกสอบปากคำแบบเดียวกัน
หลังจากได้รับความยินยอมจากดอน·ดันเตส ตำรวจทั้งสองนายเริ่มสอบปากคำริชาร์ดสันและคนรับใช้อื่นๆ ในบ้าน แต่ก็ไม่พบปัญหาใด
พวกมันไม่แช่อยู่นานนัก รีบกล่าวอำลาอย่างสุภาพเมื่อเสร็จ แวะไปเยี่ยมเพื่อนบ้านข้างเคียงต่อไป
ความอยากอาหารของไคลน์มิได้ถูกกระทบกระเทือนจากเหตุการณ์ดังกล่าว ยังคงเดินขึ้นไปยังชั้นสอง เพลิดเพลินไปกับมื้ออาหาร
หลังจากนั้น กระแสเวลาไหลผ่านอย่างรวดเร็ว ไคลน์นั่งอ่านหนังสือและหนังสือพิมพ์ด้วยความผ่อนคลาย โดยก่อนจะเข้านอน มันมองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อชื่นชมทัศนียภาพของเมืองหลวง พลางรอให้บุรุษรับใช้ริชาร์ดสัน นำผลไม้มาเสิร์ฟในห้อง
เห็นอีกฝ่ายเดินเข้ามา ชายหนุ่มถามโดยไม่มองหน้า
“เมื่อช่วงบ่าย วอลเตอร์ทำอะไรบ้าง”
“คอยจัดการงานต่างๆ ภายในคฤหาสน์ ไม่ได้ออกไปไหนเลยครับ” ริชาร์ดสันเล่าเสียงต่ำ
ไคลน์พยักหน้าแผ่วเบา มิได้ถามต่อ สงสัยว่าตนคงคิดมากไปเอง
ฟู่ว… ชายหนุ่มบรรจงพ่นลมหายใจออก เดินไปที่เตียงและทิ้งตัวนอนลง
ไคลน์หลับสนิทเป็นเวลานาน จนกระทั่งกลางดึกสงัด สัมผัสวิญญาณพลันถูกกระตุ้นจนตื่นขึ้นกะทันหัน
ชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อย ลุกเดินออกจากเตียง ตรงไปทางหน้าต่าง แหวกผ้าม่านและมองออกไป
ท่ามกลางแสงจันทร์สลัวของค่ำคืนอันมืดมิด ร่างของบุคคลหนึ่งเดินเลียบกำแพงชั้นนอกอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็กระโดดออกไปทางสวน
บุคคลดังกล่าวมีหน้าผากกว้าง ผมสีดำ ดวงตาสีน้ำตาลขึงขัง ไม่ใช่ใครนอกจากพ่อบ้านวอลเตอร์
ว่องไวและเป็นธรรมชาติ… หากไม่เคยผ่านการฝึก ก็ต้องเป็นผู้วิเศษลำดับต่ำ… เห็นฉากดังกล่าว ไคลน์ประเมินเบื้องต้น
ชายหนุ่มเฝ้ามองเงาของวอลเตอร์เดินไปตามถนน หยุดลงตรงปากท่อระบายน้ำที่เฮเซลเคยใช้งาน เปิดฝาท่อออก ปืนลง และไม่ลืมปิดจากด้านใน
ทุกคนที่นี่ปืนท่อระบายน้ำเก่งกันหมดเลยรึไง? แต่ในคืนก่อนๆ มิสเตอร์พ่อบ้านไม่เคยทำอะไรแบบนี้ ไม่อย่างนั้นสัมผัสวิญญาณของเราก็ต้องถูกกระตุ้น เพราะคฤหาสน์หลังนี้คือ ‘อาณาเขต’ ของเรา… หมายความว่า ก่อนจะมาเป็นพ่อบ้านให้เรา เขาเคยทำเรื่องแบบนี้จนชำนาญ… มุมปากไคลน์ยกขึ้นเล็กน้อย เดินกลับไปที่เตียง หยิบกล่องบุหรี่โลหะจากใต้หมอน
ชายหนุ่มคิดจะให้ ‘วิญญาณอาฆาต’ เซนอลติดตามพ่อบ้านวอลเตอร์ คอยดูว่าอีกฝ่ายคิดจะทำสิ่งใด
หวังว่าจะไม่เกินหนึ่งร้อยเมตร ไม่อย่างนั้น เราเองก็ต้องลงไปในท่อนั่นด้วย… ไคลน์พึมพำ เดินกลับไปที่ช่องว่างผ้าม่าน
หุ่นเชิดของชายหนุ่ม เซนอล อาศัยการเชื่อมต่อที่ลึกลับและพิสดารระหว่างผิวกระจก กระโดดไปยังโคมไฟถนนใกล้กับฝาท่อระบายน้ำ ลอยตัวทะลุผ่านฝาท่อลงไป ติดตามวอลเตอร์อย่างเงียบงัน
ไคลน์เห็นวอลเตอร์เดินไปข้างหน้าราวสิบเมตร หักเลี้ยวเข้าไปในทางแยกที่เงียบเชียบและมืดมิดยิ่งกว่าเก่า ตามผนังเต็มไปด้วยสิ่งสกปรกและตะไคร่น้ำ
ทันใดนั้น พ่อบ้านชะงักฝีเท้า กล่าวกับใครบางคน
“ทำไมถึงบุ่มบ่ามนัก? ทำไมไม่รอโอกาสที่ดีกว่านี้?”
ถัดมา เสียงของสตรีที่ค่อนข้างแหบจากความอ่อนเพลีย ตอบคำถามของวอลเตอร์
“นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดแล้ว… ถ้าปล่อยให้เจ้านั่นกลับคฤหาสน์ ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนจะได้ออกมา”
“แล้วทำไมคุณถึงเจ็บหนักขนาดนี้?” วอลเตอร์ถามด้วยความกังวล
สตรีลึกลับหัวเราะในลำคอ
“วิลเลี่ยม·ไซเคสเก่งกว่าที่คุณหรือฉันจินตนาการไว้มาก คงเพราะแบบนี้ หมอนั่นถึงถูกส่งมาทำงานในฐานะสายลับ… แต่ท้ายที่สุด ฉันก็ได้เบาะแสมาจากมัน… ผ่านมานานเหลือเกิน… ในที่สุดก็มีโอกาสได้เข้าใกล้ความจริงเสียที”
“ไม่เห็นต้องรีบร้อนขนาดนี้” วอลเตอร์พูดแผ่วเบา
สตรีหัวเราะด้วยความอ่อนเพลีย
“ฉันขายวิญญาณให้เทพมารไปแล้ว ดังนั้น เป้าหมายเดียวในชีวิตคือการแก้แค้น”
วอลเตอร์ถอนหายใจที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก
“ซ่อนตัวอยู่ที่นี่ไปก่อน ผมจะคอยส่งอาหารมาให้ จนกว่าคุณจะฟื้นตัว… หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ใช้วิธีเดิมติดต่อผม”
หญิงสาวเงียบงันสักพัก ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงอ่อนเพลีย
“ในตอนที่เขามีชีวิตอยู่ บริวารมากมายอ้างตัวว่าจงรักภักดี แต่พอเขาเสียชีวิต มีเพียงไม่กี่คนที่ยังศรัทธาในตัวเขา ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อเขา… จากบรรดาทั้งหมด คุณทำให้ฉันประหลาดใจมากที่สุด”
“เขาเป็นขุนนางคนแรกที่ปฏิบัติต่อผมอย่างจริงใจ และเป็นคนเดียวที่ผมยอมภักดีจากก้นบึ้ง” วอลเตอร์ตอบเสียงทุ้ม
ไคลน์ผู้ใช้หุ่นเชิดแอบฟังบทสนทนา เริ่มเข้าใจเรื่องราวอย่างคลุมเครือ
หลังจากองค์ชายเอ็ดซัคสิ้นพระชนม์ มีบริวารไม่กี่คนที่ยังจงรักภักดีและสืบหาสาเหตุการตายของเขาอย่างลับๆ วอลเตอร์ก็เป็นหนึ่งในนั้น คอยทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากแวดวงชนชั้นสูง และใช้อำนาจในมือเพื่อแอบช่วยเหลือพวกพ้อง… นี่คงเป็น ‘พัฒนาการ’ ที่อาโรเดสหมายถึง…
ไคลน์บัง ‘วิญญาณอาฆาต’ เซนอลให้เข้าสู่ภาวะล่องหน ดำดิ่งเข้าไปในทางเดินที่เงียบเชียบ แอบมองวอลเตอร์สนทนากับใครบางคนจากด้านข้าง โดยร่างกายของมันบังตัวสตรีลึกลับไว้ครึ่งหนึ่ง หล่อนสวมชุดสีดำ นั่งพิงกำแพง ใบหน้าค่อนข้างซีดเซียว
หลังจากได้ยินคำพูดวอลเตอร์ สตรีลึกลับหัวเราะในลำคอ มองไปที่ทางออก
“คุณกลับไปได้แล้ว อย่าให้ใครพบความผิดปรกติ”
หญิงสาวหันศีรษะ ช่วยให้ไคลน์เห็นใบหน้าได้เต็มสองตา – โครงหน้ากลมกลึง ดวงตาเรียว สีหน้าอ่อนโยนแฝงความอ่อนหวาน เป็นสตรีผู้มีเสน่ห์อันโดดเด่น และยังเป็นคนที่ไคลน์ ‘คุ้นเคย’
ทริสซี่!
ทริสซี่·ชีค!
……………………………………………….
ขอความช่วยเหลือจากมิสเตอร์ฟูล? ทำแบบนั้นได้ด้วยหรือ? ‘เฮอร์มิท’ แคทลียาถึงกับตกตะลึง
เธอไม่เคยสงสัยในความสามารถของมิสเตอร์ฟูล โดยเฉพาะหลังจากถูกลงโทษ หลังจากพบว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์ซึ่งเป็นข้ารับใช้ พัฒนาฝีมืออย่างก้าวกระโดด เธอก็ไม่คิดกังขาในความยิ่งใหญ่ของอีกฝ่ายอีกเลย และยังทราบด้วยว่า ขณะตนถูกมวลความรู้ปริมาณมหาศาลไล่ล่า มิสเตอร์ฟูลได้ดึงเธอเข้ามาที่นี่ผ่านสมบัติโบราณชนิดหนึ่ง หญิงสาวเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าอีกฝ่ายมีระดับเทียบเท่า ‘ปราชญ์เร้นลับ’ และ ‘ดวงจันทร์บรรพกาล’ เป็นอย่างน้อย แต่ด้วยเหตุผลบางประการ มิสเตอร์ฟูลยังไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับโลกความจริงได้โดยตรง เธอจึงสงสัยว่าท่านคือเทพบรรพกาลสักตนที่กำลังฟื้นคืนพลัง
จากคำบอกเล่าของ ‘เดอะมูน’ สิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจก็คือ มิสเตอร์ฟูลสามารถมอบความช่วยเหลือแก่สมาชิกชุมนุมทาโรต์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ไม่จำกัดแค่การมอบความรู้หรือดึงเข้ามาในมิติเพียงอย่างเดียวอีกแล้ว
หมายความว่า หากเราตกอยู่ในอันตราย ก็สามารถขอความช่วยเหลือจากมิสเตอร์ฟูลได้เช่นกัน… เรื่องนี้สุดยอดยิ่งกว่าพิธีกรรมใดทั้งหมด… ในทางกลับกันก็เป็นการบอกโดยนัยว่า มิสเตอร์ฟูลฟื้นคืนพลังได้เร็วกว่าที่เราคิดไว้มาก… ‘เฮอร์มิท’ แคทลียาใคร่ครวญหลายสิ่ง
‘จัสติส’ ออเดรย์ ‘เดอะซัน’ เดอร์ริค และคนอื่นๆ ไม่แปลกใจกับข้อมูลดังกล่าวสักเท่าไร พวกมันเคยสวดวิงวอนขอความช่วยเหลือจากมิสเตอร์ฟูลไม่มากก็น้อย บางคนเคยเห็นเทวทูตอันแสนสง่างามกับตาตัวเอง
เมื่อพบว่าสายตาทุกคู่จับจ้องมาทางตน ‘เดอะมูน’ เอ็มลินเชิดคางขึ้นและพูด
“ข้าเองก็ต้องจ่ายบางสิ่ง… นี่คือกฎของการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม!”
การแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมอะไรกัน… ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีของตัวตนระดับทัดเทียมเทพ มันประเมินค่าไม่ได้เลยสักนิด! ‘เฮอร์มิท’ แคทลียาอดไม่ได้ที่จะโต้แย้งในใจ
สาเหตุที่เธอไม่พูดออกไปเสียงดัง เพราะเธอเองก็หวังจะใช้ ‘การแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม’ ในอนาคตเช่นกัน และนั่นหมายถึง เธอจะมีชีวิตมากกว่าผู้วิเศษคนอื่นๆ อีกหนึ่งชีวิต!
‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไม มิสเตอร์มูนถึงต้องจงใจเน้นคำว่าการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม เพราะสำหรับชุมนุมทาโรต์แห่งนี้ ทุกคนที่สวดวิงวอนขอความช่วยเหลือจากมิสเตอร์ฟูล ล้วนต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อทั้งนั้น!
มิสเตอร์มูนเป็นคนที่ใส่ใจกับภาพลักษณ์ตัวเองมาก… ไม่สิ ไม่ใช่คน ผีดูดเลือดต่างหาก… ‘จัสติส’ ออเดรย์สำรวจการเปลี่ยนแปลงเชิงอารมณ์ของเดอะมูนภายในช่วงเวลาสั้นๆ
การแลกเปลี่ยนดำเนินต่อไปอีกสักพัก จนกระทั่งชุมนุมทาโรต์ประจำสัปดาห์สิ้นสุดลง
กลับถึงเมืองเงินพิสุทธิ์ ‘เดอะซัน’ เดอร์ริคทบทวนข้อดีข้อเสียของ ‘ผู้รับรอง’ ที่มิสเตอร์แฮงแมนแจกแจงให้ฟัง จากนั้นก็เดินกลับไปยังตึกแฝดในทิศเหนือ เตรียมเลือกสมบัติวิเศษคู่กาย
มันไม่ได้ทำเช่นนี้ในตอนแรก เพราะหลังจากเลื่อนลำดับ สภาวะของพลังวิญญาณมักไม่มั่นคง กังวลว่าอาจคลุ้มคลั่งขณะสัมผัสกับสมบัติวิเศษ
ภายในยอดหอคอย หลังจากกรอกเอกสารแจ้งความประสงค์ เดอร์ริค·เบเกอร์ได้รับรายการสมบัติวิเศษพร้อมกับข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
เมื่ออ่านและตรวจทานอย่างรอบคอบ มันตีกรอบให้แคบลงจนเหลือเพียงสองตัวเลือก
ชิ้นแรกคือ ‘แหวนคาลดี้’ รูปลักษณ์เรียบง่าย ตัวแหวนเป็นสีเหล็กดำล้วน สลักลวดลายสีเข้มซับซ้อน เคยเป็นของชาวเมืองเงินพิสุทธิ์เมื่อนานมาแล้ว มีพลังทำให้ผู้สวมใส่สร้างอาการ ‘มึนงง’ แก่เป้าหมาย สามารถตรึงศัตรูไว้ได้สักพัก นอกจากนั้นยังทำให้มนุษย์ปรกติสิ้นสติได้ชั่วคราว หรือไม่ก็ปลุกอารมณ์และความทรงจำที่ซ่อนอยู่ในตัวสัตว์ประหลาดอันบ้าคลั่ง ทำให้พวกมันตกอยู่ในสภาวะสับสนเป็นช่วงเวลาหนึ่ง ไม่หลงเหลือเจตนาในการโจมตี
อีกหนึ่งชิ้นก็คือ ‘เทพสายฟ้าคำราม’ ได้มาจากซากปรักหักพังของเมืองแห่งหนึ่ง น้ำหนักค่อนข้างมาก ลักษณะคล้ายค้อนยักษ์ ผิวโลหะเป็นสีน้ำเงินเข้ม มีสายฟ้าสีเงินอมขาวส่องสว่างรายล้อม หากจับไปที่ด้ามจะมอบความรู้สึกคล้ายกับได้จับกระดูกขาของสิ่งมีชีวิต มีพลังในการส่งเสียงคำรามที่ทำให้ศัตรูแตกตื่นและสับสนอลหม่าน ประหนึ่งเทพสายฟ้าเสร็จลงมายังผืนโลก แผดเสียงคำรามอย่างไม่ขาดสาย ทุกการฟาดฟันมาพร้อมพลังทำลายหนักหน่วง เฉกเช่นสายฟ้าที่โหมกระหน่ำ
ผลข้างเคียงของ ‘แหวนคาลดี้’ คือ ผู้สวมจะสร้างอีกหนึ่ง ‘ตัวตน’ ขึ้นมาในใจโดยไม่รู้ตัว จำเป็นต้องได้รับการรักษาจาก ‘นักจิตบำบัด’ อย่างสม่ำเสมอ หากพลาดไปหนึ่งหรือสองครั้ง ปัญหาจะเรื้อรังจนเกินเยียวยา เกิดเป็นการต่อสู้ระหว่างสองตัวตน ท้ายที่สุดก็จะลงเอยด้วยการคลุ้มคลั่ง
ในทางกลับกัน ‘เทพสายฟ้าคำราม’ มีผลข้างเคียงไม่ร้ายแรงนัก จะทำให้ผู้ใช้งานสะสมความหงุดหงิดขึ้นเพิ่มเรื่อยๆ สามารถแก้ไขได้ด้วยการระบายอารมณ์อย่างสม่ำเสมอ จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่ก็ยังมีอีกหนึ่งผลเสีย ใครก็ตามที่ถือมัน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันมืดมิด โอกาสที่จะถูกสัตว์ประหลาดจู่โจมคือหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม!
โอกาสถูกโจมตีหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์… อ่านข้อมูลดังกล่าวจบ เดอร์ริครู้สึกหดหู่ เพราะถ้าจำไม่ผิด ในอดีตเคยมีชาวเมืองเงินพิสุทธิ์จำนวนมากหายตัวไปอย่างเป็นปริศนา
อาจมีอดีตผู้ใช้งาน ‘เทพสายฟ้าคำราม’ อยู่ในกลุ่มนั้นไม่มากก็น้อย!
เลือกอันไหนดี? การสร้างอีกหนึ่ง ‘ตัวตน’ นั้นอันตรายมาก มิสจัสติสเคยเรียกลักษณะแบบว่า อาการบุคลิกภาพแยกส่วน… เทพสายฟ้าคำรามไม่เพียงจะปั่นป่วนศัตรู แต่ยังมีพลังทำลายในเชิงรุกค่อนข้างสูง… ขวานเฮอร์ริเคนของเราถูกใช้งานอย่างหนักมาตลอด คงหมดอายุขัยก่อนกำหนด… เราสามารถเปล่งแสงออกจากร่างกายตัวเอง ไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับความมืดมากนัก… เดอร์ริคครุ่นคิดสักพัก ชี้ปลายนิ้วไปยังค้อนสีน้ำเงินเข้ม
“ผมเลือกเทพสายฟ้าคำราม”
…
บ้านเลขที่ 160 ถนนเบิร์คลุน ไคลน์ที่เพิ่งเดินออกจากห้องนอนใหญ่ เห็นพ่อบ้านวอลเตอร์รออยู่ด้านนอก ถือบัตรเชิญสองสามใบไว้ในมือ
“นายท่าน วันนี้มีจดหมายเชิญถูกส่งมาสามฉบับ ประกอบด้วย เชิญไปดื่มชายามบ่ายในวันพุธ เชิญไปร่วมซาลอนวรรณกรรมวันศุกร์ และเชิญไปรับประทานอาหารเย็นในวันเสาร์ จดหมายถูกส่งมาจาก…”
ไคลน์ฟังด้วยสีหน้าอ่อนโยน ยิ้มและกล่าว
“ไปบอกกับผู้เชิญที่เป็นมิตรเหล่านี้ว่า ผมจะเข้าร่วม”
“ครับ นายท่าน” วอลเตอร์โค้งคำนับ เดินลงจากชั้นสาม
เมื่อเห็นแผ่นหลังของอีกฝ่ายหายไปจากบันได ไคลน์ถอนหายใจเงียบ
คำเชิญพวกนี้จะดำเนินไปอีกราวหนึ่งสัปดาห์ หลังจากนั้นจะถึงคิวที่เราเป็นฝ่ายเชิญเพื่อนบ้านมาร่วมงานเต้นรำหรือรับประทานอาหารค่ำบ้าง…
เชิญและถูกเชิญเช่นนี้สลับไปอีกพักใหญ่ เราก็จะได้เข้าแวดวงของพวกเขาเต็มตัว จากนั้นก็จะถูกแนะนำให้รู้จักกับคนใหญ่คนโต มีโอกาสถูกเชิญเข้าร่วมสโมสรต่างๆ
หึหึ… เงื่อนไขการถูกเชิญคงขึ้นอยู่กับเงินเป็นหลัก คนที่ไม่มีเงินไม่มีค่าพอจะเป็นแขก…
สังคมชนชั้นสูงช่างวุ่นวาย แต่คงต้องทนไปอย่างน้อยหนึ่งเดือน จนกว่าเราจะได้ใกล้ชิดกับคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องรอบนอกของโศกนาฏกรรมมหาหมอกควัน… การตีสนิทกับศาสนจักรนั้นง่ายกว่ามาก ตราบเท่าที่มีเงินบริจาคมากพอและหมั่นมอบความศรัทธาอย่างต่อเนื่อง เราสามารถเข้าไปฟังคำเทศนาด้านในวิหารได้อย่างอิสระ แน่นอน… ก่อนอื่นก็ต้องผ่านการทดสอบของเหยี่ยวราตรี…
หากทุกสิ่งราบรื่น ภายในหนึ่งเดือน เราอาจเข้าใจรูปแบบเวรยามของผู้คุม หลังจากนั้นก็วางแผนขโมยของด้านหลังประตูยานิส…
ไคลน์ทบทวนความคิดพลางสั่งให้ริชาร์ดสัน บุรุษรับใช้ส่วนตัวข้างๆ นำเสื้อคลุม หมวก และไม้ค้ำมาให้ตน
ตามตารางเวลา ชายหนุ่มมีกำหนดการต้องไปยังโรงละครหลวงเพื่อชมละครเวทียอดนิยมเรื่อง ‘แหวนของคนทรยศ’
นี่ไม่ใช่แค่เพื่อความบันเทิง แต่เนื้อหาของละครเวทียอดนิยม เพลงดัง และนิยายในกระแส ถือเป็นหัวข้อสนทนาหลักของแวดวงชนชั้นสูง จะได้มีเรื่องคุยกันอย่างไม่เคอะเขิน
สุภาพบุรุษที่ได้รับความนิยมคงเหนื่อยเป็นพิเศษ… หนึ่งนาทีบนเวที อาจเกิดจากการฝึกหนักนานนับสิบปี… การสังสรรค์เช่นนี้นับว่าสิ้นเปลืองพลังชีวิตมาก… ขณะไคลน์รำพัน มันปล่อยให้ริชาร์ดสันช่วยสวมโค้ท จากนั้นก็เดินไปขึ้นรถม้าหรูหรา มุ่งหน้าไปยังโรงละครหลวงในเขตตะวันตก นั่งลงในโซนแขกพิเศษ รับชมละครเวทีเรื่อง ‘แหวนของคนทรยศ’
แตกต่างจากละครทีวีและภาพยนตร์ การแสดงละครเวทีจำเป็นต้องเล่นใหญ่ ถือเป็นเรื่องที่ยากกว่า อา… บางคนอาจมีการคิดสดหน้างาน…
เนื้อเรื่องไม่เลว แต่ทำไมเราถึงรู้สึกคุ้นเคยนัก… อย่าบอกนะว่า… คนเขียนบทละครต้นฉบับคือจักรพรรดิโรซายล์มหาราช?
นักแสดงเหล่านี้น่าจะเป็นคนมีชื่อเสียงพอสมควร ถึงขั้นเคยถูกกล่าวถึงในหนังสือพิมพ์ ว่ากันว่าได้รับความนิยมอย่างมาก… น่าจะเหมือนกับดาราทีวีในยุคสมัยอินเทอร์เน็ตเฟื่องฟู…
ขอแค่หมั่นเข้าร่วมสังคมชนชั้นสูง เราจะมีโอกาสได้พบพวกเขาในสักวัน… ไคลน์ที่นั่งชมการแสดงละครเวที ในใจรำพันเรื่อยเปื่อย
…
เขตเชอร์วู้ด ห้องจำหน่ายตั๋วขนาดใหญ่ของโรงละคร
เมลิสซ่าที่กำลังยืนต่อแถว หยิบธนบัตรและเหรียญทองแดง ผลักพวกมันเข้าไปในช่องว่างใต้กระจก
“แหวนขอคนทรยศรอบบ่ายสามโมงวันอาทิตย์ สองใบ”
…
หลังจากดูแหวนของคนทรยศจบ ไคลน์เข้าไปในรถม้า ดื่มชาดำพลางรับหนังสือพิมพ์ช่วงเย็นที่ริชาร์ดสันเตรียมไว้
ก่อนอื่น ชายหนุ่มเปิดไปที่หน้าวิจารณ์ละคร ค้นหาบทวิเคราะห์ของมืออาชีพ เปรียบเทียบกับอรรถรสในการรับชมของตัวเองทีละฉาก ตกผลึกเป็นประสบการณ์ส่วนบุคคลที่ลึกซึ้งและเป็นเอกลักษณ์
อา… อย่างน้อยก็พอจะหลอกพวกคุณหญิงคุณชายเหล่าได้… เมื่อไคลน์ ‘ทำการบ้าน’ เสร็จ มันพลิกอ่านส่วนอื่นของหนังสือพิมพ์อย่างผ่อนคลาย พบข่าวหนึ่งโดยบังเอิญ
“หุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ของบริษัทเบ็คลันด์จักรยานถูกขายแล้ว ไม่ต้องยื่นข้อเสนอใดเข้ามาอีก!”
เรียบร้อยแล้ว? การที่มิสเตอร์ไอเซนการ์ดเผยแพร่ข่าวนี้ หมายความว่าเขารับเงินเรียบร้อยแล้ว… ไคลน์มีความสุขในตอนต้น ก่อนจะขมวดคิ้ว
สายตาของชายหนุ่มจดจ่ออยู่กับเครื่องหมายตกใจท้ายประโยค!
เนื้อหาของข้อความเป็นสิ่งที่ตนและไอเซนการ์ดนัดแนะกันล่วงหน้า แต่ชายหนุ่มรู้สึกขัดตาอย่างน่าประหลาดกับเครื่องหมายอัศเจรีย์ตัวสุดท้าย
จากรูปประโยค เห็นได้ชัดว่าไม่ต้องใส่เครื่องหมายตกใจลงไปก็ได้… มิสเตอร์ไอเซนการ์ดปรกติจะประณีตและเก็บรายละเอียดดีมาก ไม่มีทางปล่อยให้หนังสือพิมพ์ใส่ลงไปเองตามอำเภอใจ… แปลว่าเขาจงใจใส่เครื่องหมายตกใจ เพื่อบอกใบ้บางสิ่งกับเรา?
คำเตือน? ทันใดนั้น ไคลน์เริ่มตระหนักถึงบางสิ่ง
สัดส่วนการถือหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ในบริษัทเบ็คลันด์จักรยานที่ขายโดยไอเซนการ์ด·สแตนธอน ย่อมเป็นหุ้นของเชอร์ล็อก·โมเรียตี้ เมื่อพิจารณาจากสามัญสำนึก เป็นไปไม่ได้ที่หุ้นตัวนี้จะถูกขายอย่างไร้เหตุผล คำอธิบายเดียวจึงเป็น เชอร์ล็อก·โมเรียตี้หรือตัวแทนของเขา เดินทางกลับเข้ามาในกรุงเบ็คลันด์แล้ว!
ด้วยเหตุผลข้างต้น ราชวงศ์บางฝ่ายที่พัวพันกับโศกนาฏกรรมมหาหมอกควัน เริ่มทำการสืบสวนรอบๆ ตัวนักสืบไอเซนการ์ด·สแตนธอน รอดักจับเป้าหมายที่จะมารับเงินสด!
เราจะไปเอาเงินยังไงดี… ไคลน์กวาดสายตาผ่านหนังสือพิมพ์อย่างเป็นธรรมชาติ ในใจครุ่นคิดถึงวิธีแก้ปัญหาคอขาดบาดตายนี้อย่างจริงจัง
………………………………………….
เมื่อพิจารณาว่าสมุดบันทึกที่ราชินีเงื่อนงำคัดสรรมาอย่างดีต้องมีเนื้อหาที่สำคัญมาก ‘เดอะฟูล’ ไคลน์มุ่งความสนใจไปที่เนื้อหา จ้องกระดาษสีน้ำตาลเหลืองในมือด้วยท่าทีผ่อนคลาย
“11 กันยายน นับตั้งแต่กลายเป็นเทวทูต เรามีความรู้สึกว่าบุคลิกภาพของตัวเองเริ่มจางหาย ภายในใจ ภายในดวงวิญญาณ และลึกลงไปในห้วงจิต มีเสียงมากมายคอยรบเร้าตลอดเวลา พยายามสร้างอิทธิพลบางอย่าง เกิดเป็นความเย็นชาที่ยากจะควบคุม เกิดเป็นความกระหายเลือด โหดร้ายและบ้าคลั่ง”
“สิ่งเหล่านี้มิได้มาจากอิทธิพลภายนอก ไม่ใช่อิทธิพลของเทพในเส้นทางเดียวกัน เรารู้สึกอย่างชัดเจนว่ามันมาจากพันธุกรรมในร่างกาย มาจากทะเลจิตใต้สำนึกร่วมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นอย่างยาวนาน หรือสรุปโดยสั้น ความคิดเหล่านี้มาจากส่วนลึกของตะกอนพลังพิเศษ มิใช่จิตตกค้างของคนก่อนเพียงอย่างเดียว”
“สิ่งนี้ทำให้เรากระหายเลือด ต้องการกลืนกินสิ่งมีชีวิตรอบตัวที่มีตะกอนพลัง ความรู้สึกดังกล่าวทำให้เราต้องสิ้นเปลืองพลังใจคอยรับมือ แม้ว่าจะสวมบทบาทอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าโอสถจะย่อยอย่างสม่ำเสมอ แต่ความรู้สึกเหล่านี้ก็มิได้จางหายไป”
“เข้าใจแล้วว่าทำไมมิสเตอร์ประตูถึงระบุว่า… สติสัมปชัญญะคือชั่วคราว เสียสติคือนิรันดร์”
“28 กันยายน เราไม่ได้เขียนไดอารี่มานานแล้ว ภายในครึ่งเดือนที่ผ่านมา คล้ายกับเราเฝ้ามองตัวเองถูกแทนที่ด้วยคนแปลกหน้าตลอดเวลา เย็นชาลงจนน่าหวาดหวั่น แม้แต่แบร์นาแดต บุตรสาวของเรา ก็ยังมีโอกาสมอบความรักให้บิดาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เรียกว่าน้อยครั้งมาก”
“ในวินาทีที่เรากำลังจะกลายเป็นบ้า คล้ายกับได้ยินคำชมเชยนับไม่ถ้วน บางส่วนเป็นเสียงของบริวารของเราเอง บางส่วนเป็นเสียงของคนที่ได้รับประโยชน์จากการปฏิรูปอาณาจักรของเรา บางส่วนเป็นเสียงของผู้ศรัทธาที่มองว่าเราคือ ‘บุตรแห่งจักรกลไอน้ำ’ คอยชมเชยเรา สรรเสริญเรา สร้างรูปปั้นให้เรา เขียนเรื่องราวให้เรา สร้างบทกวีสำหรับเรา”
“เสียงของพวกเขาเหมือนกับสมอเรือ ช่วยให้เรา ‘ค้นพบ’ ตัวเอง”
“หลังจากนั้น เราเริ่มรับมือกับความกระหายเลือดจากก้นบึ้งหัวใจ สามารถก้าวออกจากความรู้สึกอันบ้าคลั่งได้อย่างมั่นคง พร้อมที่จะเป็นบิดา สามี และผู้ชายคนหนึ่งซึ่งมีอารมณ์ปรกติ”
“เพียงลำดับ 2 การเปลี่ยนแปลงยังรุนแรงขนาดนี้ แล้วลำดับ 0 หรือเทพแท้จริง ความบ้าคลั่งจะรุนแรงมากเพียงใด?”
“บางที พวกท่านเองก็ต้องการ ‘หลักยึดเหนี่ยว’ สำหรับตอบโต้เสียงยั่วยุจากตะกอนพลังซึ่งซ่อนอยู่ในส่วนลึกของทะเลจิตใต้สำนึกร่วม”
“เราเข้าใจแล้วว่าทำไมพวกเขาถึงอยากสร้างศาสนา ทำไมต้องเผยแพร่ความเชื่อ ทำไมต้องแต่งเรื่องเกี่ยวกับนักบุญในศาสนาของตัวเอง สร้างตำนานมากมายให้แก่เทวทูตบริวาร”
“แต่ทำไมพวกท่านถึงไม่เคยเผยรูปลักษณ์? สิ่งสักการะมีเพียงตราสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์”
“เราไม่เข้าใจเลยสักนิด”
“ไว้ถามมิสเตอร์ประตูวันหน้าก็แล้วกัน ชายคนนั้นมีข้อมูลในเชิงเทพมากทีเดียว ถ้าเขาไม่ถูกเนรเทศตั้งแต่แรก ป่านนี้โลกของเราอาจมีเทพเพิ่มอีกองค์หนึ่ง”
“29 กันยายน หลังจากอ่านไดอารี่ของเมื่อวาน เราเริ่มนึกถึงพิธีกรรมของลำดับ 4 3 และ 2 ทั้งหมดเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและโหดร้ายอย่างเห็นได้ชัด ไม่ต่างอะไรกับพฤติกรรมของตัวร้ายในนิยาย”
“ระบบลำดับในแต่ละเส้นทาง อาจหมายถึงหนทางที่ค่อยๆ นำพาผู้วิเศษไปสู่ความบ้าคลั่งและความสิ้นหวัง”
“และนี่เป็นวิธีเดียวที่มนุษย์จะได้รับพลังพิเศษ”
“ช่างน่าขันและขัดแย้งในตัวเอง”
“เราทุกคนพยายามอย่างหนักเพื่อช่วยเหลือตัวเอง แต่กลับกลายเป็นการทำลายตัวเองให้แหลกละเอียดยิ่งขึ้น?”
เนื้อหาในหน้าแรกของไดอารี่ทำให้ไคลน์รู้สึกหนักใจและหดหู่ โรซายล์ที่เขียนประโยคเหล่านี้ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาอีกต่อไป แต่เป็นเทวทูต เป็นคนของสภานักสิทธิ์สนธยา เคยเห็นแผ่นศิลาเย้ยเทพ ความรู้ในเชิงศาสตร์เร้นลับและตะกอนพลังนั้นดีกว่าไคลน์ในปัจจุบันหลายขุม แต่โรซายล์กลับมองโลกในแง่ร้ายมากกว่ามาก คล้ายกับโลกเต็มไปด้วยความบิดเบี้ยวจากแก่นสาร มีเพียงความบ้าคลั่ง และชะตากรรมที่ต้องทำลายตัวเอง
แต่ว่า… เทพทั้งเจ็ดค้นพบวิธีในการดำรงสติ มนุษย์ธรรมดาคือกุญแจสำคัญในเรื่องนี้ เมื่อสติและพลังวิญญาณของพวกเขามาบรรจบกัน อาจช่วยให้เทพมี ‘หลักยึดเหนี่ยว’ ตัวตนที่แท้จริง รักษาทรงจำและสติอย่างมั่นคงได้นานหลายปี… ทฤษฎีนี้สามารถอนุมานได้จากประสบการณ์ส่วนตัวของโรซายล์… ทว่า เหตุใดเทพทั้งเจ็ดจึงละทิ้งรูปลักษณ์ร่างมนุษย์ของตน เปลี่ยนเป็นตราสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์เชิงนามธรรมแทน? ฟังดูไม่สอดคล้องกับสมมติฐานสักเท่าไร… ไม่เข้าใจเลยสักนิด… ไคลน์ไม่มัวเสียเวลา เปิดไปยังหน้าถัดไปของไดอารี่
“5 ธันวาคม คืนจันทราโลหิต เราได้คุยกับมิสเตอร์ประตูอีกครั้ง”
“เขาก็ยังเหมือนเดิม มักข้อร้องในเรื่องเดิมๆ ให้เราช่วยพากลับมายังโลกแห่งความจริง แต่ก็ไม่รบเร้าเกินไปนัก และมักจะสุ่มตอบคำถามของเราเสมอ”
“หึหึ… ดูเหมือนว่าเขากำลังเล่นเกม พยายามเพิ่มค่าความสัมพันธ์กับเรา แต่น่าเสียดาย เราได้ปิดตายความช่วยเหลือไปนานแล้ว”
“เนื่องจากเราพอจะเคยได้ยินตำนานราชาเทวทูตอยู่บ้าง จึงถามมิสเตอร์ประตูด้วยประเด็นที่ไม่มีอะไรจะเสีย : ความแข็งแกร่งของราชาแห่งเทวทูตอยู่ในระดับใด?”
“มิสเตอร์ประตูเล่าว่า ราชาเทวทูตบางตนปรองดองกับ ‘เอกลักษณ์’ ของเส้นทางแล้ว บางตนดื่มโอสถลำดับ 1 เข้าไปสองครั้ง บางตนมีทั้งสองสิ่ง”
“คำว่า ‘ปรองดอง’ ถูกใช้ในลักษณะที่แปลกประหลาด เรามีคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่มิสเตอร์ประตูไม่ได้ตอบตรงๆ เพียงบอกว่า หากใครไม่มีวิธี ‘ปรองดอง’ กับเอกลักษณ์ของเส้นทาง มิได้ประกอบพิธีกรรมอย่างถูกต้อง ก่อนจะเลื่อนเป็นลำดับ 0 เอกลักษณ์ในมือเทวทูตลำดับ 1 จะเป็นเหมือนภาระมากกว่าการส่งเสริม”
“อา… เรื่องนั้นพอจะเข้าใจได้ เฉกเช่นการใช้สมบัติปิดผนึกระดับ 0 ผลข้างเคียงเชิงลบนั้นรุนแรงและน่ากลัวเสมอ และ ‘เอกลักษณ์’ ย่อมต้องรุนแรงยิ่งกว่าแน่นอน”
“เราถามต่อไปว่า ราชาเทวทูตตนใดที่ ‘ปรองดอง’ กับเอกลักษณ์บ้าง มิสเตอร์ประตูยังไม่ตอบตรงๆ เหมือนเดิม เพียงกล่าวว่าอามุนด์และอาดัมทำให้เทวทูตตนที่เหลือรู้สึกอิจฉาจากก้นบึ้ง เพราะทั้งสองมี ‘เอกลักษณ์’ ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องการ ‘ปรองดอง’ … เขากำลังหมายความว่า อาดัมและอามุนด์มีสถานะเทียบเท่าราชาเทวทูตที่ดื่มโอสถและปรองดองกับเอกลักษณ์สำเร็จแล้ว? สมกับที่เป็นทายาทของพระผู้สร้าง!”
“พระผู้สร้าง หรืออีกชื่อหนึ่งคือเทพสุริยันบรรพกาล มีพลังเหลือล้นถึงขนาดถ่ายทอด ‘เอกลักษณ์’ ให้ลูกสองคนได้อย่างเท่าเทียม แถมยังมีตะกอนพลังของลำดับ 1… หรือนั่นจะเป็นวิธีที่ทำให้ร่างกายตัวเองบริสุทธิ์ ขจัดของเสียที่ไม่จำเป็นออกไป?”
“หมายความว่า มิสเตอร์ประตูเองก็ ‘ปรองดอง’ กับเอกลักษณ์เรียบร้อยแล้ว? รวมถึงการดื่มโอสถลำดับ 1 เข้าไปแล้วสองขวด? แน่นอน เราไม่ได้ถามออกไป เพราะทราบดีว่าเขาคงไม่ตอบ”
“ระหว่างการพูดคุย มิสเตอร์ประตูเตือนเราว่า ห้ามเอ่ยชื่อเต็มของอาดัมโดยตรง มิฉะนั้นจะถูกตระหนักถึงบทสนทนา”
“เราเข้าใจถึงเหตุผล จึงถามอีกฝ่ายกลับไปด้วยรอยยิ้มว่า เมื่อครู่คุณเพิ่งเอ่ยนามเต็มของอาดัมไม่ใช่หรือ?”
“มิสเตอร์ประตูตอบว่า นั่นไม่เป็นอะไร เนื่องจากลำดับ 4 ของเส้นทางผู้ฝึกหัดมีชื่อว่า ‘จอมเวทลึกลับ’ มีพลังอย่างอ้อมค้อมในการรักษาความลับ แม้จะไม่ยอดเยี่ยมเท่า ‘บริวารอำพราง’ ของเส้นทางรัตติกาล แต่ก็เพียงพอสำหรับปกปิดพลังตรวจจับของอีกฝ่าย”
“เรายิงคำถามเกี่ยวกับเทพไปอีกหลายข้อ แต่มิสเตอร์ประตูไม่ยอมตอบ เพียงแค่กล่าวว่า หลังจากเรามีโอกาสและพลังที่มากพอ ให้ลองมาสำรวจบนดวงจันทร์ แล้วจะเข้าใจอะไรอีกหลายสิ่ง”
“ข้อมูลนี้สอดคล้องกับแนวคิดบางอย่างของเรา แต่เราสงสัยว่าเขากำลังล่อลวงให้เราไปหา เพื่อจะได้ใช้โอกาสนั้นเดินทางกลับมายังโลกแห่งความจริง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทุกการปรากฏตัวของเขาจะเกี่ยวข้องกับดวงจันทร์เสมอ!”
ทุกครั้งที่มีการเอ่ยถึงมิสเตอร์ประตู ข้อมูลของไดอารีจะเข้มข้นมาก อย่างน้อยก็หนึ่งหน้าเต็มเสมอ… ไม่ผิดจากที่คิด คำอธิบายเกี่ยวกับระดับความแข็งแกร่งของ ‘ราชาเทวทูต’ สอดคล้องกับการคาดเดาของเรา…
‘ราชาเทวทูต’ หมายถึงตัวตนที่อาศัยวิธีการต่างๆ เพื่อทำให้ตัวเองเหนือกว่าลำดับ 1 กลายเป็นตัวตนเสมือนเทพที่ยังไม่ถึงลำดับ 0 วิธีดังกล่าวมีทั้งการ ‘ปรองดอง’ กับ ‘เอกลักษณ์’ และการดื่มโอสถลำดับ 1 เข้าไปเพิ่มเติม ตัวอย่างที่ชัดเจนของ ‘ราชาเทวทูต’ ให้มองไปที่กลุ่มบุคคลรอบๆ พระผู้สร้างของเมืองเงินพิสุทธิ์ – แปดราชาเทวทูตรอบกายเทพสุริยันบรรพกาล และแน่นอน ทุกตนมีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ของราชาเทวทูตข้างต้น… ความคิดมากมายแล่นผ่านสมองไคลน์
สำหรับสมมติฐานของโรซายล์เกี่ยวกับเทพสุริยันบรรพกาล ชายหนุ่มเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เชื่อว่าพระผู้สร้างของเมืองเงินพิสุทธิ์ ‘ทวงคืน’ อำนาจและตะกอนพลังของแปดเทพบรรพกาลมากเกินไป ส่งผลให้มีอาการสับสนและเสียสติ จึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องให้กำเนิดทายาทสองตน กำจัด ‘ของเสีย’ ส่วนหนึ่งออกไป
สรุปโดยสั้น อามุนด์และอาดัมเป็นเด็กที่คาบโอสถเทวทูตมาเกิด… ดูเหมือนว่า ‘เทวทูตจินตภาพ’ อาดัม จะปรองดองกับ ‘เอกลักษณ์’ ของเส้นทาง ‘ผู้ชม’ ได้แล้ว ขณะเดียวกันก็เป็นผู้นำสูงสุดของสภานักสิทธิ์สนธยา เพราะนับตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน ราชาเทวทูตตนนี้คอยขัดขวางการเปลี่ยนแปลงของกระแสเวลาเพื่อชุบชีวิตผู้เป็นบิดา… เราไม่มีข้อมูลว่าท่านเป็นลำดับ 0 แล้วหรือยัง… แต่ถึงจะยัง จำนวนเทวทูตในการครอบครองของ ‘สภานักสิทธิ์สนธยา’ ก็คงเหนือกว่าจินตนาการเราไปมาก… อา… ‘จอมเวทลึกลับ’ มีแก่นสารคือการรักษาความลับ เป็นตัวแทนของการปกปิด… ทันใดนั้น ไคลน์พลันนึกถึงสัญลักษณ์บนหลังเก้าอี้ของ ‘เดอะฟูล’
หนึ่งคือ ‘เนตรไร้รูม่านตา’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความลับ และอีกหนึ่งคือ ‘เส้นเกลียว’ ที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลง!
ชายหนุ่มรีบดึงสมาธิกลับ เปลี่ยนไดอารี่ไปยังที่หน้าที่สาม
“28 พฤศจิกายน เราฝันถึงกริมม์อีกครั้ง”
“เขาเป็นลูกน้องที่ฉลาดที่สุดของเรา น่าเสียดายที่ขณะสำรวจเกาะนิรนามแห่งหนึ่ง เขาได้รับเชื้อโรคปริศนา ต้องตายในทะเลหมอก ไม่มีโอกาสได้สร้างทายาทสืบสกุล”
“ในเวลานั้น เราตระหนักว่าเกาะนิรนามดังกล่าวซ่อนความลับใหญ่หลวงไว้ รวมถึงอันตรายที่เกินว่าจะจินตนาการออก แต่เนื่องจากระดับพลังของเรายังไม่แข็งแกร่งพอ จึงทำได้เพียงกัดฟันทนและถอยกลับ”
“ความฝันเมื่อคืนอาจเป็นการเตือนสติจากสัมผัสวิญญาณ ดลใจให้เราไปสำรวจเกาะ ค้นหาความลับ สะสางเรื่องราวของกริมม์”
“29 พฤศจิกายน เราเรียกลูกน้องทั้งสามคนมารวมตัว อาศัยความช่วยเหลือของเบนจามิน·อับราฮัมในการค้นหา จนกระทั่งได้พบเกาะนิรนามอีกครั้ง”
“เราไม่ได้ขึ้นเกาะทันที ตัดสินใจหยุดพักหนึ่งวันที่รอบนอกเกาะ”
“เอ็ดเวิร์ดเองก็บอกว่า เขาฝันถึงกริมม์บ่อยๆ และรู้สึกผิดที่ไม่สามารถช่วยชีวิตอีกฝ่ายได้ในตอนนั้น”
“ ‘นี่ไม่ใช่ความรับผิดชอบของนาย แต่เป็นปัญหาของฉัน’ เราพูดกับเอ็ดเวิร์ดไปแบบนั้น เพราะเราคือผู้นำของทุกคน”
“30 พฤศจิกายน เราสำรวจลึกเข้าไปในเกาะ”
“บนเกาะเต็มไปด้วยสัตว์วิเศษจำนวนมากที่เอกสารหลายแหล่งระบุตรงกันว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว พวกมันอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ขัดแย้ง ราวกับกำลังสักการบูชาบางสิ่ง”
“กลุ่มสัตว์วิเศษที่มีสติปัญญาต่ำต้อย… พวกมันกำลังประกอบพิธีกรรมบางอย่าง!”
“พวกมันกำลังสวดวิงวอนต่อเทพบางตนที่เราไม่รู้จัก…”
“ระหว่างพิธีกรรมดำเนินไป… เราเห็นกริมม์…”
………………………………………..
รอจนกระทั่งไคลน์เล่าจบ อัลเบิร์ตถามจี้ในประเด็นที่อีกฝ่ายเล่าเป็นระยะ คอยพิจารณาว่าคำตอบสอดคล้องกันหรือไม่
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มันได้รับคำตอบที่น่าพึงพอใจ
“ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ ขอให้หลับฝันดี” อัลเบิร์ตยิ้มและลุกขึ้น แสดงความขอบคุณอีกฝ่าย อย่างไรก็ตาม มันไม่ลืมใช้พลังของ ‘ฝันร้าย’ เพื่อสร้างอิทธิพลต่อความทรงจำของดอน·ดันเตส เมื่อตื่นขึ้นในตอนเช้า จะจำได้เพียงรางๆ ว่ามีความฝันทำนองไหน แต่มิอาจระบุเนื้อหาเจาะจง
จัดการทั้งหมดเสร็จ มันหันหลังเดินไปทางประตู บิดลูกบิด ออกจากความฝัน
เป็นอย่างที่คิด… เหยี่ยวราตรีเชื่อใจพลังของ ‘ฝันร้าย’ มากเกินไป… หากเราต้องสอบปากคำคนอื่น จะมีการออกแบบชุดคำถามจากมุมมองที่ต่างกันไว้ล่วงหน้า พยายามถามสลับไปมา มองหาช่องโหว่ที่ไม่สอดคล้อง… อา… วิธีที่ดีที่สุดคือการให้มิสจัสติสช่วยออกแบบคำถามเชิงจิตวิทยาที่ซับซ้อน เมื่อเป้าหมายตอบครบทุกคำถาม ถ้ามีการโกหกเพียงเล็กน้อย คำตอบจะขัดแย้งในตัวเองทันที เว้นเสียแต่อีกฝ่ายจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเหมือนกัน มองเห็นถึงแก่นแท้ของคำถามแต่ละชุดและสามารถรักษาความสอดคล้องไว้ได้… ไคลน์เอนหลังพิงพนัก มองออกไปนอกหน้าต่าง
ท่ามกลางโลกอันมืดมิดและเต็มไปด้วยหมอก แสงโคมไฟถนนทั้งสลัวและซีดจาง บรรยากาศรอบข้างมืดมนและเงียบงัน
ไคลน์มองอย่างเหม่อลอยสองสามวินาที หัวเราะกับตัวเองแผ่วเบา
ขณะเดียวกัน ภายในห้องใต้ดินของวิหารนักบุญแซมมวล เมื่อเห็นอัลเบิร์ตตื่นขึ้นตามปรกติ เลียวนาร์ดโล่งใจในตอนต้น ก่อนจะทวีความหวาดกลัวสัตว์ประหลาดที่มาจากยุคสมัยที่สี่ตนนี้
…
เมืองเงินพิสุทธิ์ สายฟ้าสีเงาผ่าลงมาจากเบื้องบน มอบความสว่างไสวไปทั่วมุมถนน
เดอร์ริค·เบเกอร์เดินออกจากบ้านของตน ไม่ลืมพกขวานเฮอร์ริเคนติดตัวมาด้วย มุ่งหน้าไปยังตึกแฝดของทางตอนเหนือของเมือง
ระหว่างทาง มันเห็นชาวเมืองเงินพิสุทธิ์หลายคน บ้างกำลังส่งลูกหลานไปยังสถานศึกษา บ้างรวมตัวเป็นกลุ่ม ตระเวนสำรวจทุกซอกมุมของเมือง ป้องกันไม่ให้มีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ตายไปโดยไม่ถูกสายเลือดตัวเองฆ่า กลายเป็นวิญญาณมารที่น่ากลัว
ผู้คนเหล่านี้ช่วยทำให้เมืองเงินพิสุทธิ์ดูมีชีวิตชีวา เดอร์ริคสามารถได้ยินเสียงเฮฮาและเสียงหัวเราะของเด็กๆ เป็นระยะ
มันอดไม่ได้ที่จะนึกถึงช่วงเวลาขณะตั้งค่ายในหมู่บ้านยามบ่าย แต่ละวันได้เจอมนุษย์เพียงไม่กี่สิบ เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการหมกตัวอยู่ในค่ายที่แข็งแรงแต่คับแคบ ด้านนอกเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดท่ามกลางความมืด แม้จะถูกกวาดล้างไปหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีใครทราบว่าพวกมันโผล่มาจากไหน ถือกำเนิดขึ้นอย่างไร สมาชิกทีมสำรวจทุกคนต่างเผชิญความห่อเหี่ยว พบว่าตนไม่มีวันปลอดภัยอย่างแท้จริง ต้องคอยระวังตัวตลอดเวลา ห้ามประมาทแม้แต่วินาทีเดียว
ไม่มีสิ่งมีชีวิตปรกติใดที่สามารถตื่นตัวได้เป็นเวลานาน ดังนั้น เมืองเงินพิสุทธิ์จึงมีระบบสับเปลี่ยนเวรยามเมื่อถึงกำหนด
ทีมสำรวจชุดแรกใช้เวลาไม่นานในการกลับถึงเมืองเงินพิสุทธิ์ แต่ก็ยังต้องถูกกักตัวและถูกจับตามองอีกพักใหญ่ จนกระทั่งวันนี้ เดอร์ริคเริ่มปรับสภาพจิตใจกลับมาเป็นปรกติ พร้อมแล้วที่จะรับผลข้างเคียงจากการเลื่อนลำดับ
เด็กหนุ่มเคยรายงานกับ ‘เจ้าเมือง’ โคลิน·อีเลียดแล้วว่า ตนได้รับสูตรโอสถของ ‘ผู้รับรอง’ โดยบังเอิญขณะสำรวจในความมืด และได้รับอนุญาตให้นำสูตรดังกล่าวไปแลกเปลี่ยนกับขนแพนหางของนกพันธสัญญาวิญญาณ – วัตถุดิบหลักสำหรับปรุงโอสถ
ในส่วนของหนี้สินที่เคยติดค้างกับ ‘เดอะมูน’ มันลาดตระเวนรอบหมู่บ้านยามบ่ายและสามารถรวบรวมจนครบถ้วน ส่งไปถึงอีกฝ่ายผ่านความช่วยเหลือของเดอะฟูล
หลังจากเลื่อนลำดับ เราจะมีสิทธิ์ได้เลือกสมบัติวิเศษที่ไม่ใช่ลำดับสูงหนึ่งชิ้น… เดอร์ริคครุ่นคิดเล็กน้อย เร่งความเร็วฝีเท้า มาถึงตึกแฝดทางตอนเหนือของเมือง
แม้ว่าคลังเก็บวัสดุและสมบัติวิเศษจะอยู่กึ่งกลางหอคอย ถูกเฝ้าโดย ‘หกสภาอาวุโส’ แต่ปลายทางของเดอร์ริคในคราวนี้คือยอดหอคอย เพราะที่นั่นคือจุดแลกเปลี่ยนคะแนนผลงาน
ขณะเด็กหนุ่มกำลังจะเดินเข้าไปในหอคอย สัมผัสวิญญาณพลันตื่นตัว เงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณและมองไปยังยอดหอคอยทรงกลมด้านบน พบสตรีคนหนึ่งในชุดคลุมสีดำแถบม่วงยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองลงมาทางตน
อีกฝ่ายมีเส้นผมหยักศกสีเทาเงิน ดวงตาสีเทาอ่อน ใบหน้างดงาม ไม่ใช่ใครนอกจากหนึ่งใน ‘หกสภาอาวุโส’ ‘คนเลี้ยงแกะ’ โลเฟียร์!
เมื่อสายตาประสานกัน ดวงตาของโลเฟียร์ราวกับพยายามเจาะทะลวงจิตใจเด็กหนุ่ม ทว่า สีหน้าแววตาของเธอมิได้เปลี่ยนไปจากเดิม ทำเพียงพยักหน้าเบาๆ คล้ายกับทักทาย
หล่อนไม่ได้ทักทายเรา แต่ทักทายคนที่อยู่เบื้องหลังเรา… โดยไม่ต้องใช้เวลานาน เดอร์ริคเข้าใจเจตนาอีกฝ่าย
สิ่งนี้เกิดจากการบ่มเพาะคำชี้แนะของสมาชิกชุมนุมทาโรต์ทุกคน ค่อยๆ เกิดเป็นประสบการณ์
มันพยักหน้าตอบรับ ถอนสายตากลับอย่างเป็นธรรมชาติ เดินเข้าไปในหอคอยโดยไม่เร่งรีบ
…
ยามค่ำคืน ณ ท่าเรือส่วนตัวในบายัม ‘ฝันทองคำ’ ที่มีปืนใหญ่กระบอกหลักสุดพิสดาร แล่นเข้าไปจอดเทียบท่าข้างเรือลำอื่นๆ
เดนิสถืออาหารท้องถิ่นของกลุ่มต่อต้านในมือ โบกไม้โบกมือให้อีกฝ่ายอย่างยิ้มแย้ม เดินไปตามทาง ปืนขึ้นไปยังดาดฟ้าฝันทองคำ
ในช่วงหลัง มันได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ด้วยฐานะของคนกลางที่คอยส่งอาวุธและอาหาร รวมถึงวัตถุดิบวิเศษอีกเล็กน้อย มันได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี กินดื่มอย่างสำราญ วันๆ เอาแต่คุยโม้และล่าสัตว์ และยังได้รับเชิญให้เข้าร่วมพิธีกรรมรับพรจาก ‘เทพสมุทร’
หลังจากได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เดนิสเริ่มเข้าใจในบางประเด็น : บายัม หรือเกาะอาณานิคมทั้งหมด จะเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงในอนาคต และคงไม่บรรเทาลงไปอีกหลายสิบหรือหลายร้อยปีข้างหน้า
ดังนั้น เดนิสตัดสินใจขายทรัพย์สินส่วนใหญ่ในบายัมทิ้ง เหลือไว้เพียงไม่กี่แห่ง จากนั้นก็มองหาโอกาสซื้อบ้านในกรุงทรีอาร์ เมืองหลวงของอินทิส เบ็คลันด์ เมืองหลวงของโลเอ็น และตามชนบทที่มีวิวทิวทัศน์งดงามและเงียบสงบ
เรายังสามารถกลับไปที่หมู่บ้านนอร์เซียร์เล็กๆ … คอยดูแลตาแก่กับแม่… อา… ซื้อบ้านให้น้อยลงหนึ่งหลัง หาสวนองุ่นให้พวกเขาแทน… เดนิสโบกมืออำลากลุ่มต่อต้านอีกครั้ง
มันยืดอกอย่างโอหัง เดินผ่าน ‘หูกระต่ายบุปผา’ โจเดอร์สันและกล่าวด้วยน้ำเสียงของผู้เหนือกว่า
“กัปตันอยู่ไหน? ฉันต้องการรายงานความคืบหน้า”
โจเดอร์สันส่ายศีรษะอย่างเหยียดหยัน
“ก็ต้องอยู่ในห้องกัปตันสิ”
ขณะเดียวกัน มันจิกกัดในใจ
เดนิส… หลังจากบังเอิญได้สร้างความสัมพันธ์กับเกอร์มัน·สแปร์โรว์ นับวันยิ่งทำตัวโอหังมากขึ้นเรื่อยๆ! แต่ว่า… นักผจญภัยเสียสติคนนั้นเป็นของจริง ถึงขั้นโค่นพลเรือเอกโลหิตลงได้!
“หึหึ…” เดนิสหัวเราะในลำคอ เดินตรงเข้าไปในเขตห้องโดยสาร เพียงไม่นานก็ได้พบ ‘พลเรือโทธารน้ำแข็ง’ เอ็ดวิน่า·เอ็ดเวิร์ด
มันรีบสลายแววตาที่เปี่ยมด้วยความยียวน ยิ้มและกล่าว
“กัปตัน ผมทำภารกิจเสร็จแล้ว”
“รายละเอียด” เอ็ดวิน่าวางหนังสือในมือลง ซักถาม
เดนิสเตรียมพร้อมไว้แล้ว มันเริ่มอธิบายประสบการณ์ในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างละเอียด และโอ้อวดบทบาทของตัวเองให้เกินจริงไปเล็กน้อย ปิดท้ายด้วย :
“กัปตัน ผมได้พบกับเกอร์มัน·สแปร์โรว์ เขาบอกให้ผมถามคุณเกี่ยวกับความผิดปรกติของศพ ‘ผู้ขับขานแห่งเอลฟ์’ เซียธาส และแก้วไวน์ทองคำ”
เอ็ดวิน่าไม่ตอบ เพียงลุกขึ้นเดินไปที่มุมห้องกัปตัน ที่นั่นมีกล่องไม้สีดำวางอยู่
‘ฝันทองคำ’ ยังไม่ได้แวะเกาะโซเนียจนกว่าจะออกเดินทางไกล ดังนั้น ศพของเซียธาสและโมเบธจึงยังอยู่บนเรือ ถูกบรรจุลงในกล่องที่เอ็ดวิน่าเตรียมไว้เป็นพิเศษ
ย่อเข่าหนึ่งข้าง คุกเข่าลง เอ็ดวิน่าเปิดกล่องไม้ เผยให้เห็นสองศพที่นอนแนบชิดกันอยู่ภายใน
แก้วไวน์สีทองที่ชำรุดถูกวางไว้อย่างเงียบงันบนฝ่ามือกระดูก ไม่มีสิ่งใดผิดปรกติ
“ไม่มีอะไรผิดปรกติ” เอ็ดวิน่าสรุปผล
เดนิสชำเลืองเข้าไปในกล่อง จดจำคำตอบ เตรียมรายงาน ‘เดอะฟูล’ ในตอนที่ไม่มีใครเห็น ส่งข้อความต่อไปถึงเกอร์มัน·สแปร์โรว์
…
“ไม่มีอะไรผิดปรกติ?” เหนือสายหมอกสีเทา ไคลน์ขมวดคิ้วเล็กน้อย กึ่งสงสัยกึ่งโล่งใจ
จากการคาดเดา มีโอกาสสูงมากที่แก้วไวน์ทองคำจะเกิดความผิดปรกติ แต่เอาเข้าจริงกลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มพึงพอใจกับผลลัพธ์นี้ เพราะไม่อยากให้การพักผ่อนของเซียธาสและโมเบธถูกรบกวน
บางที อาจจำเป็นต้องมีตัวเร่งปฏิกิริยา? หึหึ ดีแล้วที่ไม่เกิดขึ้น… ไคลน์รำพันกับตัวเอง ชำเลืองสายตาไปยัง ‘การเดินทางของกรอซาย’ ในกองขยะ
เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีวิธีเข้าไปสำรวจ ‘ห้วงทะเลจิตรวม’ แถมตอนนี้ยังต้องให้ความสนใจกับการขโมยสมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัสเป็นหลัก ดังนั้น แผนการสำรวจโลกในหนังสือจึงต้องเลื่อนไปก่อน
ฟู่ว… ไคลน์หายใจออก ถอนสายตากลับ เตรียมความพร้อมสำหรับชุมนุมทาโรต์ประจำสัปดาห์
บ่ายสามโมงตรงตามเวลาเบ็คลันด์
ลำแสงสีแดงเข้มเริ่มส่องลงบนเก้าอี้ริมสองฝั่งโต๊ะทองแดงยาว จากแสงจ้าค่อยๆ พร่ามัว ร่างแล้วร่างเล่าทวีความคมชัด
ออเดรย์ยังคงอารมณ์ดีเหมือนเคย ไม่สิ อาจจะดียิ่งกว่าทุกครั้ง เพราะฮิบเบิร์ต·ฮอลล์ พี่ชายของเธอได้ส่งโทรเลขมาแจ้งว่า การโอนหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ของบริษัทเบ็คลันด์จักรยานได้ข้อสรุปแล้ว ราคารวมทั้งสิ้นหนึ่งหมื่นสองพันปอนด์ทอง
นอกจากนั้น หญิงสาวไม่จำเป็นต้องรีบกลับไปยังเบ็คลันด์เพื่อลงนามในเอกสาร เพราะก่อนที่พี่ชายจะออกจากคฤหาสน์ในแคว้นเชสเตอร์ตะวันออก เธอได้เซ็นลงนามต่อหน้าทนายความสองคน ให้พี่ชายสามารถดำเนินธุรกรรมในนามตนได้ตามเห็นสมควร
ขณะมุมปากเริ่มยกสูง ออเดรย์ยืนขึ้น หันไปทางร่างที่ปกคลุมด้วยม่านหมอกสุดขอบโต๊ะทองแดงยาว
“ทิวาสวัสดิ์ค่ะ มิสเตอร์ฟูล~”
ขอให้มิสเตอร์ฟูลอวยพร! ขอให้วันนี้มีเบาะแสเกี่ยวกับผลของต้นกระดิ่งลมหลอนประสาท… หญิงสาววิงวอนในใจ
ทักทายกันเล็กน้อย หลังจากทุกคนนั่งลง ‘เฮอร์มิท’ แคทลียาไม่ทำให้ไคลน์ผิดหวัง เป็นอีกครั้งที่เธอกล่าวโดยไม่กล้าสบตา
“เรียนมิสเตอร์ฟูลที่เคารพ คราวนี้ดิฉันรวบรวมไดอารีของจักรพรรดิโรซายล์ได้ทั้งหมดสามหน้า”
ราชินีเงื่อนงำยังไม่พบเบาะแสในคดีลอบสังหารจักรพรรดิโรซายล์อีกหรือ? ถึงยังคอยส่งไดอารีผ่านมาดามเฮอร์มิท… น่าเสียดาย ช่วงนี้เราทำได้เพียงหมกตัวอยู่ในที่ดินของตระกูล ไม่มีโอกาสติดต่อกับสมาคมแปรจิตสักเท่าไร จึงไม่มีไดอารีหน้าใหม่มาส่ง… จริงสิ… ในอีกไม่กี่วันถัดไป เรามีกำหนดจะแวะไปเยี่ยมชมกองทุนขุดค้นและเก็บรักษาวัตถุโบราณ พวกเขาอาจรวบรวมมาได้บางส่วน… ‘จัสติส’ ออเดรย์ตั้งใจฟังด้วยความอยากรู้อยากเห็น
‘เดอะฟูล’ ไคลน์หัวเราะในลำคอ
“ทำได้ดี… คิดข้อแลกเปลี่ยนรอได้เลย”
อันที่จริง เรารู้อยู่แล้วว่าราชินีเงื่อนงำฝากคำถามมาด้วย… ว่าแต่หล่อนกำลังทำอะไรในเบ็คลันด์? ไคลน์คิดเรื่อยเปื่อย
เพียงไม่นาน ‘เฮอร์มิท’ แคทลียาเสกไดอารีทั้งสามหน้า ส่งให้เดอะฟูล
………………………………………….
เรานึกว่าเธอจะพูดอย่างเหยียดหยามทำนองว่า ตนไม่ชอบผู้ชายไร้เดียงสา ไม่ชอบพวกไร้น้ำยา และพ่นถ้อยคำดูแคลนสามัญชน ใครจะไปคิด… เธอไม่แม้แต่จะตอบคำถาม… เฮ่อ… ความโอหังเช่นนี้จะทำให้โอกาสคลุ้มคลั่งเพิ่มขึ้นในลำดับสูงขึ้น… ไคลน์อดไม่ได้ที่จะรำพัน
ตามความเข้าใจของชายหนุ่ม ผู้วิเศษเป็นเพียงมนุษย์ที่มีพลังพิเศษ ไม่ต่างอะไรกับการมีเงินหรืออำนาจ สรุปโดยสั้น ผู้วิเศษยังเพียงเป็นมนุษย์เดินดิน ไม่สามารถปลีกตัวออกจากสังคมได้ ต้องรอจนถึงลำดับ 4 จึงจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด
และเหนือสิ่งอื่นใด ครึ่งเทพส่วนใหญ่ก็ยังมีบทบาทในสังคมของมนุษย์ แม้แต่ลำดับหนึ่งอย่าง ‘อสรพิษโชคชะตา’ วิล·อัสตินก็ยังต้องกลับไปเป็นทารกในครรภ์มารดา… อาจมีเพียง ‘ผู้เย้ยเทพ’ อามุนด์และตัวตนในระดับใกล้เคียงกันเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์มองโลกด้วยสายตาของ ‘เทพ’ ได้อย่างแท้จริง… ไคลน์ครุ่นคิดหลายสิ่ง ก่อนจะกล่าว
“ต้องขอโทษด้วยครับ ผมเป็นนักธุรกิจที่มักเดินทางไปมาระหว่างทวีปเหนือและใต้ ไม่ค่อยมีประสบการณ์ในงานเลี้ยงสักเท่าไร เอ่อ ผมหมายถึงงานเลี้ยงประเภทนี้”
“ไม่เป็นไรค่ะ” เฮเซลตอบอย่างใจเย็น คล้ายกับไม่แยแสหัวข้อที่อีกฝ่ายหยิบยกขึ้นมา
หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น ตอนนี้คงไม่อยากจะสนทนากับผู้หญิงที่หยิ่งผยอง เน้นไปที่การเต้นรำเพียงอย่างเดียว แต่สำหรับไคลน์ มันมั่นใจว่าตนสามารถรับมือได้ เพราะตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างคนธรรมดาและผู้วิเศษเป็นอย่างดี จึงน้อมรับคำขอโทษและกล่าวกลับไป
“สำหรับผม นี่เป็นความท้าทายที่ไม่ด้อยไปกว่าการท้องทะเล… สิ่งที่เหมือนกันคือทิวทัศน์อันงดงาม เต็มไปด้วยความท้าทายและยากลำบาก แน่นอน ตำนานขุมสมบัติถือเป็นของคู่กันกับท้องทะเล บางอันก็เป็นของปลอม บางอันก็ฟังดูเหมือนจริง แต่ตรวจสอบไม่ได้ เฉกเช่นตำนานอันดับหนึ่งอย่าง ‘กุญแจเทพมรณา’ ”
“กุญแจเทพมรณา?” เฮเซลเงยหน้าขึ้น แหงนหน้ามองดอน·ดันเตสที่สูงกว่าตนพอสมควร
เป็นอย่างที่คิด ผู้วิเศษที่รู้สึกเหนือกว่าคนธรรมดา มักสนใจในเรื่องราวเร้นลับ… ไคลน์หัวเราะในลำคอ พยักหน้ารับ
“ใช่ครับ ลือกันว่าซ่อนอยู่ที่ใดสักแห่งในทะเลคลั่ง…”
ชายหนุ่มเล่าลงลึกเกี่ยวกับตำนานขุมสมบัติที่เคยได้ยินมาจาก ‘โมราขาว’ และเสริมด้วยข้อมูลที่ได้รับตลอดช่วงเวลาการผจญภัย
ระหว่างเล่า มันเอ่ยถึง ‘สี่ราชา’ และเจ็ดนายพลโจรสลัดอย่างเลี่ยงไม่ได้
เห็นได้ชัดว่าเฮเซลสนใจตำนาน จึงตอบสนองต่อไคลน์แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ถึงขั้นเอ่ยปากถามเองเป็นครั้งคราว ช่วยให้การเต้นรำระหว่างทั้งสองลดความตะขิดตะขวงลง เพลิดเพลินจนกระทั่งเพลงดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุดโดยไม่รู้ตัว
ไคลน์ตัดจบเรื่องราวอย่างชำนาญ จากนั้นก็ถาม
“คุณจะกลับไปที่ที่คุณยืนเมื่อครู่ หรือไปทางนั้นเพื่อตักอาหาร?”
หลังจากเต้นรำ สุภาพบุรุษต้องถามความปรารถนาของสตรี ส่งเธอไปยังที่ที่เธอต้องการ ไม่จำเป็นต้องเป็นตำแหน่งเดิม
เฮเซลขยับปาก คล้ายกับต้องการถามเพิ่มเติม แต่สุดท้ายก็ไม่ได้กล่าวออกมา เพียงพยักหน้ารับอย่างสงวนกิริยา
“ที่เมื่อครู่”
หึหึ… เห็นได้ชัดว่าเธอเศร้านิดๆ ที่จะไม่ได้ฟังตำนานขุมสมบัติต่อ… เด็กเอาแต่ใจแบบนี้ ขอแค่หาสิ่งที่เธอสนใจให้พบ การชวนคุยก็ไม่ใช่เรื่องยาก… ไคลน์กลั้นยิ้ม ส่งเฮเซลกลับไปยังริมฟลอร์เต้นรำ จุดเดิมที่เธอเคยยืน
สำหรับมัน แน่นอนว่าต้องเดินไปยังโต๊ะยาวที่เต็มไปด้วยอาหารหลากหลายชนิด หยิบจานขึ้น ตักเนื้อปลากระดูกมังกร ตักสเต๊กเนื้อลูกวัวหั่นเต๋าและราดด้วยซอสพริกไทยดำ
เมื่อเทียบกับการเต้นรำและเข้าสังคม อาหารต่างหากที่เป็นส่วนสำคัญของงานเลี้ยง… ไคลน์รำพันติดตลก พลางบังคับร่างกายให้มีท่วงท่าสง่างามที่สุด
ทันใดนั้น ชายหนุ่มเห็นมาดามแมรี่เดินเข้ามาใกล้ คีบฟัวกราส์ราดไวน์แดงใส่จาน
ไคลน์เห็นอีกฝ่ายกำลังมองมาทางตน จึงยิ้มรับและพยักหน้าอย่างสุภาพ เป็นการตอบสนองตามมารยาท
“ดิฉันควรเรียกคุณว่าอย่างไรหรือคะ? จากทุกงานเลี้ยงและงานเต้นรำที่ส.ส. มัคท์จัดขึ้น ดิฉันไม่เคยเห็นคุณมาก่อน” อาจเป็นเพราะดอน·ดันเตส สุภาพบุรุษเจ้าของจอนสีขาว มีดวงตาสีน้ำเงินเข้มและหน้าตาหล่อเหลา มาดามแมรี่ผู้มีหน้าตาค่อนข้างธรรมดาและโหนกแก้มสูงจึงทักทายอย่างกระตือรือร้น
ไคลน์ยิ้มและตอบ
“ผมดอน·ดันเตส นักธุรกิจที่เพิ่งย้ายมาจากอ่าวเดซีย์ อาศัยอยู่ในละแวกนี้… มาดาม ขอเสียมารยาทถามชื่อได้ไหมครับ?”
แมรี่พยักหน้าครุ่นคิด เริ่มตระหนักว่าสุภาพบุรุษตรงหน้าคือนักธุรกิจที่พยายามไต่เต้าเพื่อให้ได้เป็นชนชั้นสูง เฉกเช่นตัวเธอในอดีต
หญิงสาวยิ้มและตอบ
“แมรี่·ช็อตต์ กรรมการผู้จัดการบริษัทโคอิม”
เธอไม่ได้แนะนำตัวว่าเป็นผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่งของบริษัทโคอิม และไม่ได้แนะนำตัวว่าเป็นหนึ่งในคณะกรรมการมลพิษทางอากาศแห่งชาติ นี่คือมารยาทการสนทนาทางอ้อมของชาวโลเอ็น
แมรี่·ช็อตต์… กลับมาใช้นามสกุลบิดา? นั่นสินะ เธอหย่ากับสามีแล้ว… ไคลน์พึมพำ ตามด้วยยิ้ม
“ผมรู้จักบริษัทนี้ ธุรกิจหลักเกี่ยวกับถ่านแอนทราไซต์และถ่านคุณภาพสูง หึหึ… ด้วยความสัตย์จริง ผมเคยตั้งใจที่จะลงทุน แต่ดูเหมือนว่าจะแข่งราคากับคนอื่นไม่ไหว”
หลังจากร่างกฎหมายเกี่ยวกับมลพิษอากาศผ่านเข้าสภา ความต้องการถ่านแอนทราไซต์และถ่านคุณภาพสูงก็เพิ่มขึ้น บริษัทโคอิมจึงเติบโตขึ้นจากปีก่อนๆ จากการทำงานอย่างหนัก มูลค่าโดยรวมถูกประเมินให้สูงกว่าสองแสนห้าหมื่นปอนด์ไปแล้ว การลงทุนของไคลน์จึงไม่ใช่แค่ลมปาก แต่ชายหนุ่มรู้สึกจริงๆ ว่าธุรกิจประเภทนี้ยังเติบโตไปได้อีกไกล จนกว่ามนุษย์จะค้นพบแหล่งพลังงานทางเลือก
แมรี่เป็นคนผลักดันให้กฎหมายมลพิษทางอาการเข้มงวดขึ้น จึงไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่า เธอคือคนที่ทำให้บริษัทโคอิมเติบโตอย่างก้าวมากับมือ เมื่อได้ยินคำชมเชยจึงเผยรอยยิ้ม
“นั่นเพราะทุกคนเริ่มให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมที่พวกเขาอาศัย”
กล่าวจบ หญิงสาวถอนหายใจเล็กน้อย
“แต่ยิ่งเติบโต ปัญหาก็ยิ่งตามมา”
เนื่องจากเพิ่งได้พบกัน ‘เมื่อครู่’ ไคลน์จึงไม่ได้ถามว่าปัญหาคืออะไร เพียงอาศัยประโยชน์จากการที่รู้จักแมรี่มาก่อน การชวนคุยในหัวข้ออื่นๆ จึงเป็นเรื่องง่าย ทั้งสองยืนคุยกับอย่างสนุกสนาน
หึหึ… ทัศนคติที่เธอมีต่อดอน·ดันเตส แตกต่างจากเชอร์ล็อก·โมเรียตี้โดยสิ้นเชิง… ถึงจะเคยเป็นคนรู้จักกัน แต่เมื่อเปลี่ยนใบหน้าและตัวตนเป็นคนใหม่ ได้รับการปฏิบัติอีกหนึ่งรูปแบบ กลับรู้สึกดีอย่างน่าประหลาด… ขณะสนทนา ไคลน์ถอนหายใจ ตระหนักว่าโอสถ ‘ผู้ไร้หน้า’ ของตนย่อยไปได้อีกขั้นหนึ่ง
ไม่กี่นาทีถัดมา บุรุษรูปงามเจ้าของเส้นผมสีทองสลวย เดินเข้ามาพร้อมไวน์แดงหนึ่งแก้ว ยิ้มให้มาดามแมรี่
“แมรี่ คุณกำลังคุยเรื่องอะไรอยู่หรือ”
“ฮิบเบิร์ต ทางนี้คือมิสเตอร์ดอน·ดันเตสจากอ่าวเดซีย์ ประสบการณ์ของเขาทั้งในไบลัมตะวันออกและทะเลล้วนน่าสนใจมาก” แมรี่แนะนำคนทั้งสองให้รู้จักกัน “ดอน ทางนี้คือมิสเตอร์ฮิบเบิร์ต·ฮอลล์ บุตรชายคนโตของเอิร์ลแห่งเชสเตอร์ตะวันออก ฮุฮุ อันที่จริง พวกเราควรเรียกเขาว่าท่านลอร์ด แต่เขาต้องการให้เรียกว่าท่านเลขานุการใหญ่มากกว่า ตอนนี้ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าเลขานุการของคณะกรรมการมลพิษทางอากาศแห่งชาติ”
ผมเคยได้ยินคุณเล่าให้ฟังแล้ว… แน่นอน นั่นเป็นตอนที่อยู่ในตัวตนเชอร์ล็อก·โมเรียตี้… เอิร์ลแห่งเชสเตอร์ตะวันออก… ขุนนางใหญ่ตัวจริงเสียงจริง แถมยังเป็นอันดับต้นๆ ของอาณาจักร… ไคลน์ทักทายอย่างสุภาพ แต่ไม่ถ่อมตัว
“ผมขอถือวิสาสะแสดงความขอบคุณในฐานะสามัญชนคนหนึ่ง การทำงานของคณะกรรมการสอบสวนมลพิษทางอากาศแห่งชาติ ช่วยให้พวกเราทุกคนมีสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น”
ฮิบเบิร์ต·ฮอลล์รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งกับคำขอบคุณจากใจ จึงตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
“ต้องขอบคุณความพยายามของพวกเราทุกคน”
แมรี่ด้านข้างยิ้ม
“ดอน อย่าพูดแบบนั้นอีก สิ่งนี้จะทำให้ฮิบเบิร์ตเหลิง… ฮุฮุ… ฉันล้อเล่น ฮิบเบิร์ตเป็นสุภาพบุรุษที่ถ่อมตนกว่าทายาทขุนนางคนใดที่ฉันเคยรู้จัก อันที่จริง ตอนนี้ฮิบเบิร์ตควรจะได้พักผ่อนในแคว้นเชสเตอร์ตะวันออกซึ่งเป็นที่ดินของตระกูล ได้ล่าสัตว์กับกลุ่มเพื่อน แต่หลังจากที่ฉันส่งโทรเลขไปแจ้งว่า ส.ส. มัคท์เชิญพวกเราเข้าร่วมงานเลี้ยง เขาก็รีบกลับมาทันที”
“ไม่ใช่แค่งานเลี้ยงนี้ ยังมีหลายสิ่งที่ผมต้องจัดการให้เสร็จ และไม่ใช่แค่ผม แต่บิดาของผม ท่านเอิร์ลฮอลล์ มักเดินทางไปมาระหว่างเบ็คลันด์และดินแดนของตระกูลเพื่อทำงานอย่างหนักเสมอ” ฮิบเบิร์ตอธิบายอย่างจริงจัง
เป็นสุภาพบุรุษที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ทางสังคมมาก… ไคลน์ประเมินเบื้องต้น
ได้ยินเช่นนั้น แมรี่ถามอย่างเป็นกันเอง
“ยังมีอะไรต้องทำอีกหรือ? แล้วคุณจะออกจากเบ็คลันด์เมื่อไร?”
“เรื่องอื่นถูกจัดการหมดแล้ว เหลือเพียงเรื่องสุดท้าย… หึหึ ออเดรย์ น้องสาวของผม เธอสนใจหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ของบริษัทเบ็คลันด์จักรยานมาก ลงทุนจ้างทีมงานมืออาชีพมาช่วยเจรจาโดยเฉพาะ ส่วนผมเป็นคนคอยประสานงานให้” ฮิบเบิร์ตเล่าโดยไม่คิดอะไรมาก
หุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ของบริษัทเบ็คลันด์จักรยาน? ช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้… ไม่สิ คงต้องบอกว่า แวดวงชนชั้นสูงช่างคับแคบ.. ไคลน์ถอนหายใจกับตัวเอง กล่าวอย่างจงใจ
“ผมเองก็เคยตั้งทีมเจรจาเพื่อซื้อหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ของบริษัทจักรยานเหมือนกัน แต่เพดานของผมคือเก้าพันปอนด์ น่าเสียดายที่แข่งกับคนอื่นไม่ไหว ทำได้แค่ยอมถอนตัว”
ฮิบเบิร์ตจ้องชายหนุ่มด้วยสีหน้าค่อนข้างประหลาดใจ
“สายตาของคุณเฉียบแหลมไม่เบา”
มันไม่ได้เล่าถึงข้อเสนอฝั่งตัวเอง ป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายกลับมาประมูลแข่ง
เก้าพันปอนด์… แมรี่พึมพำเงียบ เริ่มตระหนักว่าเธอประเมินความร่ำรวยของดอน·ดันเตสต่ำไป
ทันใดนั้น บทเพลงที่สามได้ดังจากฟลอร์เต้นรำ ฮิบเบิร์ต·ฮอลล์จึงหันไปหาแมรี่
“ช่วยเป็นเกียรติมาเป็นคู่เต้นของผมได้ไหม”
“ดิฉันกำลังรออยู่พอดี” แมรี่ยื่นมือออกไปหา
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้แผนแลกเปลี่ยนนามบัตรของไคลน์ล้มเหลว อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มไม่รีบร้อน เพราะงานเลี้ยงยังอีกยาวไกล
หลังจากตักอาหารมากินอีกหนึ่งจาน มันกินอย่างเอร็ดอร่อยพลางนั่งชมเหตุการณ์ภายในฟลอร์เต้นรำ โดยเฉพาะการขยับร่างกายของบรรดาสาวๆ
ระหว่างนี้ ไคลน์พบว่าส.ส. มัคท์และมาดามลีอานน่าคอยสนทนากับแขกมากหน้าหลายตาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม บางรายก็เป็นคู่เต้นรำ
ตามที่วอลเตอร์เล่าให้ฟัง หลังจากยืนยันรายชื่อแขกทั้งหมด เจ้าภาพต้องสรุปความชอบและปูมหลังของแขกแต่ละคนให้ได้ คิดบทพูดและมุกตลกที่แตกต่างออกไป ให้ทุกคนรู้สึกว่าพวกเขาถูกปฏิบัติเป็นพิเศษ… การสนทนาในหมู่ชนชั้นสูงของชาวโลเอ็นช่างวุ่นวาย… หึหึ… นี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้หน้าผากของสุภาพบุรุษโลเอ็นมักเถิกกว่าปรกติ… ไคลน์ถอนหายใจ จิกกัดฝ่ายเดียว
ชายหนุ่มถอนสายตากลับ มองไปที่จานอาหารอันว่างเปล่า คิดอย่างจริงจังว่าจะเอายังไงต่อ จะชวนสตรีเต้นรำหรือตักมากินเพิ่ม
ทันใดนั้น จากมุมสายตา ไคลน์เห็นเฮเซล·มัคท์ อีกฝ่ายกำลังเดินขึ้นไปยังชั้นสามด้วยท่าทางค่อนข้างรีบ
…………………………………………….
ในช่วงเย็น ไคลน์ที่เพิ่งกลับจากวิหารนักบุญแซมมวลและเตรียมเดินขึ้นไปยังห้องอาหารบนชั้นสอง หันไปเห็นพ่อบ้านวอลเตอร์เดินเข้ามาทักทายอย่างนอบน้อม
“นายท่าน เรื่องที่คุณต้องการสืบ ได้รับคำตอบแล้ว”
ต่อหน้าคนรับใช้ ไคลน์ไม่ได้ถามเพิ่มเติม เพียงพยักหน้ารับอย่างใจเย็น
“ไปคุยที่ห้องหนังสือ”
วอลเตอร์เดินตามชายหนุ่มจนถึงชั้นสาม เฝ้ามองริชาร์ดสันเปิดประตูห้องอ่านหนังสือ ตามด้วยจุดตะเกียงแก๊สริมผนังด้านใน
ไคลน์เดินไปที่โต๊ะทำงานอย่างไม่รีบร้อน นั่งลงและมองหน้าพ่อบ้าน รอให้อีกฝ่ายเล่าออกมา
วอลเตอร์ส่งสัญญาณให้ริชาร์ดสันออกไปเฝ้าด้านนอกประตู เดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงาน เรียบเรียงคำพูดในใจ
รอจนกระทั่งประตูปิด มันกล่าว
“สามีของมาดามวาฮาน่าเป็นพ่อค้าผ้า ทำงานกับเพื่อนคนหนึ่ง ลงทุนไปเป็นเงินหนึ่งพันปอนด์ แต่อีกฝ่ายกลับหนีไปกับพร้อมสินค้า… เธอขอร้องให้ส.ส. มัคท์และมาดามลีอานน่า ช่วยกดดันให้ตำรวจเร่งติดตามคดีโดยเร็ว แต่คดีลักษณะแบบนี้ กรมตำรวจเองก็ไม่รับประกันความสำเร็จ”
ไคลน์หยิบปากกาหมึกซึมสีดำบนโต๊ะทำงาน วาดเล่นในอากาศ
“สำหรับครอบครัวของมาดามวาฮาน่า เงินจำนวนหนึ่งพันปอนด์ไม่ใช่ก้อนเล็กๆ”
เท่าที่มันทราบ รายได้ต่อปีของครูสอนพิเศษมักไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบปอนด์ ยิ่งถ้านายจ้างจัดหาที่พักและอาหาร ค่าจ้างก็ยิ่งถูกลง
แม้วาฮาน่าจะมีนายจ้างเป็นชนชั้นสูงหลายตระกูล แต่รายได้ต่อปีสูงสุดก็คงไม่เกินห้าร้อยปอนด์… นอกจากนั้น รายจ่ายส่วนใหญ่ยังต้องหมดไปกับเครื่องแต่งกายและการดูแลรูปร่างหน้าตา เพื่อไม่ให้นายจ้างมองว่าไม่เหมาะสมที่จะเป็นครูสอนมารยาท…
“ใช่ครับ สามีของเธอมีรายได้ค่อนข้างปานกลางในหมู่พ่อค้าผ้า เงินลงทุนหนึ่งพันปอนด์จึงนับว่ามหาศาล” วอลเตอร์เล่าเสียงเบา
เป็นเงินที่เยอะสำหรับเราเหมือนกัน… ไคลน์ถอนหายใจและยิ้ม
“ผมเพิ่งมาถึงเบ็คลันด์ ยังไม่สนิทกับกรมตำรวจ”
วอลเตอร์ตอบกลับทันที
“นายท่าน เมื่อครั้งที่เคยรับใช้ไวเคาต์คอนราด ผมมีโอกาสได้รู้จักคนในสมาคมนายตำรวจอาวุโสประจำกรุงเบ็คลันด์”
สมาคมนายตำรวจอาวุโสประจำกรุงเบ็คลันด์? เท่าที่เราทราบ สมาคมนี้เป็นกลุ่มตำรวจยศใหญ่ในซิลวารัสยาร์ด แม้แต่ผู้กำกับการที่ดูแลเขตระดับเขต ก็ยังไม่มีสิทธิ์ได้เข้าร่วม…
ซิลวารัสยาร์ดหมายถึงกรมตำรวจของเบ็คลันด์ ตั้งชื่อถามถนนที่ตั้ง
สมแล้วที่เคยเป็นพ่อบ้านตระกูลใหญ่… ไคลน์ถอนหายใจเงียบ ยิ้มและส่ายหน้า
“สำหรับตอนนี้ พวกเรายังไม่จำเป็นต้องออกหน้า มาดามวาฮาน่าคงมีคนคอยให้ความช่วยเหลือมากมาย ถึงจะไม่นับส.ส. มัคท์ แต่ก็ยังมีอีกไม่น้อยที่สามารถทำให้ซิลวารัสยาร์ดหันมาสนใจคดีนี้”
มันเว้นวรรค พูดอย่างไม่แยแส
“ผมเคยเห็นจุดต่ำสุดของสังคมมาแล้ว รู้จักกฎการอยู่รอดของมนุษย์เป็นอย่างดี ในบางกรณี ตำรวจก็มีประโยชน์ไม่มากเท่ากลุ่มอันธพาลหรือนักล่าค่าหัว… วอลเตอร์ คุณไปที่กรมตำรวจเพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับคดี จากนั้นก็แวะไปยังผับชื่อดังในย่านสะพานเบ็คลันด์และเขตตะวันออก ประกาศค่าหัวพร้อมเงินรางวัล… ไม่ว่าจะเป็นการพบตัวคนร้ายหรือพบสินค้า ผมจะมอบรางวัลให้สองร้อยปอนด์… หึหึ หวังว่าแก๊งนักต้มตุ๋นนั่นจะยังอยู่ในเบ็คลันด์”
“รางวัลสองร้อยปอนด์?” วอลเตอร์ทวนตัวเลข อดไม่ได้ที่จะหันไปมองนายจ้าง คล้ายกับไม่อยากเชื่อว่าอีกฝ่ายจะเต็มใจจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อสะสางปัญหาให้วาฮาน่า
มันอ้าปากเล็กน้อย ราวกับต้องการเตือนบางสิ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้กล่าวออกไป เพียงตอบกลับด้วยเสียงขึงขัง
“ครับ นายท่าน”
“ผมจะฝากเงินไว้กับคุณ” ไคลน์ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ล้วงหยิบกระเป๋าสตางค์
วอลเตอร์รับปึกเงินสดก้อนใหญ่ ครุ่นคิดสักพักก่อนจะถาม
“ให้ผมบอกมาดามวาฮาน่าไหมครับ?”
ไคลน์ยิ้ม
“ไม่ต้อง”
วอลเตอร์พยักหน้าและทำความเคารพ
“ความใจกว้างของนายท่านจะแพร่กระจายไปทั่วละแวกนี้”
…
เขตตะวันออก ถนนดาราวี ภายในผับที่คับแคบแต่มีชีวิตชีวา
ซิล สตรีเจ้าของผมสีทองสั้นที่ถูกหวีอย่างประณีต เดินแหวกฝูงชนอันพลุกพล่านซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นเหล้าและเหงื่อโชยหึ่ง ตรงดิ่งไปยังเคาน์เตอร์บาร์
หญิงสาวใช้นิ้วเคาะแผ่นกระดาน กล่าวกับบาร์เทนเดอร์
“วันนี้มีงานใหม่เข้ามาบ้างไหม”
หากเป็นคนอื่น การโพล่งถามตรงๆ โดยไม่สั่งเครื่องดื่ม บาร์เทนเดอร์จะทำเป็นหูทวนลม แต่เมื่อเหลือบเห็นซิล นักล่าค่าหัวที่ไม่มีใครอยากให้เธอเมา มันทำได้เพียงถอนหายใจ
“มีงานน่าสนใจมาใหม่ จ่ายหนักถึงสองร้อยปอนด์”
“สองร้อยปอนด์?” ซิลเกือบคิดว่าตนหูฝาด เพราะนอกจากงานของมิสออเดรย์ ซึ่งเป็นงานที่ยากกว่านี้หลายเท่า เธอไม่เคยพบงานใดที่มีค่าตอบแทนสูงเท่านี้ในย่านสะพานเบ็คลันด์หรือเขตตะวันออกมาก่อน แม้กระทั่งภารกิจตามหาตัวอะซิก·อายเกสที่ทำให้นักล่าค่าหัวต่างพากันฮือฮา ก็ยังมีค่าตอบแทนเพียงหนึ่งร้อยห้าสิบปอนด์
สำหรับนักล่าค่าหัวทั่วไป ขอเพียงทำงานเช่นนี้ให้สำเร็จ พวกมันไม่ต้องทำงานไปอีกหนึ่งปีเต็มก็ยังได้!
และสำหรับซิล เงินก้อนนี้มีความหมายต่อเธอมาก เพราะหลังจากทำงานให้ชายสวมหน้ากากสีทองมาหลายเดือน เธอทราบเบื้องต้นว่าอีกฝ่ายคือคนของ MI9 หากตนสะสมคะแนนผลงานถึงค่าที่กำหนด เธอสามารถนำไปแลกเปลี่ยนกับสูตรโอสถ ‘นักสอบสวน’ ได้
ด้วยเหตุผลข้างต้น ค่าตอบแทนส่วนใหญ่จึงมาในรูปแบบของ ‘คะแนนผลงาน’ มากกว่าเงิน ส่วนเงินเก็บของซิลจะมาจากการทำงานล่าค่าหัวด้วยพลังของ ‘เจ้าพนักงาน’ เป็นหลัก
หากแลกสูตรปรุงโอสถได้เมื่อไร เรายังต้องใช้เงินเพื่อซื้อวัตถุดิบหลัก แต่ตอนนี้มีเงินติดตัวแค่สามร้อยปอนด์เศษเท่านั้น… ฟอร์สพูดถูก เงินไม่ใช่ทุกสิ่ง แต่ก็สำคัญต่อชีวิตมาก… คิดถึงจุดนี้ ซิลมองไปทางบาร์เทนเดอร์ ถามหลังจากใคร่ครวญ
“ภารกิจอะไร? ใครเป็นคนจ้าง?”
“ตามหาแก๊งต้มตุ๋น พวกมันโกงค่าผ้าเป็นเงินหนึ่งพันปอนด์” บาร์เทนเดอร์หยิบใบประกาศส่งให้ซิล พลางกล่าว “ผู้ว่าจ้างน่าจะเป็นพ่อบ้าน เรียกตัวเองว่าวอลเตอร์ ทำงานรับใช้มิสเตอร์ดอน·ดันเตสบนถนนเบิร์คลุน หากจับคนร้ายได้หรือเจอผ้าที่เป็นสินค้า เธอสามารถไปรับรางวัลได้ที่นั่น”
ซิลพลิกอ่านข้อมูลอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้น ฉากที่สอดคล้องกันเริ่มปรากฏขึ้นภายในใจ ช่วยนำทางการสืบสวน
“ฉันจะทำงานนี้” หญิงสาวเงยหน้าและตอบ
บาร์เทนเดอร์ยักไหล่
“ไม่ใช่แค่เธอ นักล่าค่าหัวทุกคนของที่นี่ต่างเลือกทำงานนี้… แถมบางคนยังมีความคิดแหวกแนว”
“แหวกแนว?” ซิลถามอย่างสงสัย
บาร์เทนเดอร์หัวเราะในลำคอ
“พวกเขาบอกว่า มิสเตอร์ดอน·ดันเตสทั้งร่ำรวยและใจกว้าง หากเขายังขาดบอดี้การ์ด คนเหล่านั้นจะเสนอตัวทำงานให้… แต่ผ่านไปสักพักก็ต้องล้มเลิกความคิด เพราะงานบอดี้การ์ดไม่มีอิสระเท่ากับนักล่าค่าหัว แค่จะดื่มยังต้องรอให้เลิกงานก่อน”
นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับเรา แต่ว่า… เราเป็นได้แค่นักล่าค่าหัว… ซิลพยักหน้า กระโดดลงจากเก้าอี้สูงหน้าเคาน์เตอร์ เดินออกจากร้านโดยไม่มัวรีรอ
…
วันถัดมา ไคลน์ที่เพิ่งกินมื้อเที่ยงเสร็จ เตรียมออกไปเดินเล่นในสวนเพื่อย่อยอาหาร
ทันใดนั้น พ่อบ้านวอลเตอร์เดินเข้ามาจากนอกบ้าน ตามหลังชายหนุ่มไปโดยไม่กล่าวคำใด รอจนกระทั่งไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ
“นายท่าน มีสองเรื่อง” มันกล่าวด้วยท่าทางเคารพ
“สองเรื่อง?” ไคลน์ค่อนข้างประหลาดใจ เพราะคิดว่าจะมีเพียงหนึ่ง
วอลเตอร์พยักหน้า
“ใช่ครับ เรื่องแรกก็คือการโอนหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ของบริษัทเบ็คลันด์จักรยาน ตอนนี้มีคนยอมจ่ายในราคาหนึ่งหมื่นปอนด์แล้ว… นายท่านต้องการจะประมูลแข่งหรือไม่?”
ขึ้นไปถึงหนึ่งหมื่นปอนด์แล้ว? เจ๋ง! ไคลน์แสร้งทำหน้าเครียด ก่อนจะตอบ
“ผมยังใหม่กับเบ็คลันด์มาก มีหลายๆ สิ่งต้องยับยั้งชั่งใจ… ปล่อยไปก่อน ไม่ต้องไปสนใจ…”
“ครับ นายท่าน” วอลเตอร์กล่าวต่อ “นักต้มตุ๋นที่หลอกขายผ้าให้สามีของมาดามวาฮาน่า ตอนนี้ถูกจับตัวได้แล้ว นักล่าค่าหัวคนดังกล่าวกำลังรอรับเงินรางวัลจากผม”
“เร็วขนาดนี้เชียว?” ไคลน์เอียงคออย่างประหลาดใจ จ้องไปทางพ่อบ้าน
ถ้ามันลงมือเอง ปัญหาคงคลี่คลายได้ภายในวันเดียว เพราะมีเทคนิคการทำนายด้วย ‘แท่งวิญญาณหาคน’ แสนสะดวกสบาย แต่ปัญหาคือ นักล่าค่าหัวส่วนใหญ่มักไม่ใช่เส้นทางนักทำนาย
แต่ก็อาจเป็นผู้วิเศษที่ชำนาญการแกะรอยและตามหาคน… ไคลน์สรุปในใจ
วอลเตอร์ยืนยันคำตอบ
“ใช่ครับ เร็วกว่าที่ผมคิดไว้เช่นกัน… ตามที่นักล่าค่าหัวคนนั้นรายงาน เธอสืบสวนแบบย้อนรอยจากช่องทางที่คนร้ายปล่อยของ จนกระทั่งสาวไปถึงแก๊งต้มตุ๋นเหล่านั้น”
ช่องทางที่คนร้ายปล่อยของถูกหาพบภายในวันเดียว? ป่านนี้พวกมันคงถูกสั่งสอนด้วยกำปั้นเหล็กไปแล้วสินะ… ไคลน์พยักหน้ารับ
“นักล่าค่าหัวคนนั้นชื่ออะไร? ฝีมือของเธอยอดเยี่ยมมาก”
“เธอเรียกตัวเองว่าซิล” วอลเตอร์ตอบตามจริง
บ้าน่า… ไคลน์เกือบผงะ แต่โชคดียังที่มีพลังการทรงตัวขั้นสุดยอดของตัวตลก
ข่มความปั่นป่วนภายในใจสักพัก ชายหนุ่มปกปิดความผิดปรกติด้วยสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะหันไปพูดกับอีกฝ่าย
“ขอข้อมูลติดต่อนักล่าค่าหัวคนนั้นไว้ บางที เราอาจต้องพึ่งพาเธอในอนาคต”
“ครับ นายท่าน” วอลเตอร์ไม่ได้มองว่าคำสั่งของดอน·ดันเตสผิดปรกติ เพราะชนชั้นสูงมักมีช่องทางติดต่อกับคนทำงานสีเทาเสมอ
ไคลน์ไม่ได้สานต่อบทสนทนา เพียง ‘อืม’ และกล่าว
“ได้คืนจากคนร้ายเท่าไร”
“เงินสดที่แก๊งต้มตุ๋นพกติดตัว รวมกับผ้าที่ยังขายไม่ออก ทั้งหมดแปดร้อยห้าสิบปอนด์ครับ” คล้ายกับวอลเตอร์กำลังรอให้นายจ้างถาม มันตอบอย่างฉะฉานด้วยข้อมูลที่เตรียมไว้ล่วงหน้า
“ทำได้ดี” ไคลน์พยักหน้า “หลังจากจ่ายค่าตอบแทนเสร็จ บอกให้เธอนำแก๊งต้มตุ๋นไปส่งสถานีตำรวจใกล้ๆ พร้อมกับของกลาง”
…
สถานีตำรวจเขตเหนือ
วาฮาน่าและบาคุส สามีของเธอ ต่างมองไปยังสารวัตรยศใหญ่ฝั่งตรงข้าม ซักถามด้วยความประหลาดใจอย่างพร้อมเพรียง
“ได้คืนแล้วหรือคะ?”
“พวกมันถูกจับแล้ว?”
สารวัตรตอบด้วยรอยยิ้ม
“ใช่”
หลังจากทราบว่ามีเงินสดและผ้าเหลืออยู่เท่าไร วาฮาน่ากับบาคุสถอนหายใจอย่างโล่งอก
เงินที่หายไปจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบปอนด์ พวกมันยังพอรับได้ นอกจากนั้น ผ้าที่เหลืออยู่ก็ยังสามารถทำกำไรได้ด้วยการต่อยอด โดยรวมแล้ว ความเสียหายจึงไม่รุนแรงมากนัก
สองสามีภรรยาขอบคุณสารวัตรซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งเจ้าหน้าที่คนหนึ่งตามบาคุสให้ไปชี้ตัวคนร้ายและสินค้า
วาฮาน่ายังคงนั่งที่เดิมโดยไม่สูญเสียความสง่างาม เผยรอยยิ้มพลางพูดกับสารวัตรยศใหญ่ด้านหน้า
“ตำรวจทำงานได้รวดเร็วผิดคาดมาก ขอถามได้ไหนคะ พวกคุณสืบจนพบแก๊งต้มตุ๋นได้ยังไง?”
เนื่องจากทราบว่าสตรีมีเสน่ห์และสง่างามตรงหน้ารู้จักกับส.ส. ไม่ช้าก็เร็วคงได้ทราบความจริง สารวัตรจึงไม่คิดปิดบัง
“อันที่จริง คดีนี้ถูกปิดโดยนักล่าค่าหัวคนหนึ่ง เธอเริ่มสืบจากช่องทางที่คนร้ายปล่อยของ จนตามจับได้เมื่อไม่นานมานี้”
“พวกคุณจ้างนักล่าค่าหัวด้วยหรือ?” วาฮาน่าเริ่มเข้าใจเรื่องราว
สารวัตรส่ายหน้าและตอบ
“เปล่า มีใครบางคนลงประกาศไปก่อน รางวัลตอบแทนคือสองร้อยปอนด์”
“สองร้อยปอนด์?” วาฮาน่าทวนคำซ้ำอย่างประหลาดใจ
นั่นไม่ใช่เงินก้อนเล็กๆ มากกว่ากำไรที่สามีของเธอคาดหวังจากธุรกิจนี้ด้วยซ้ำ!
เมื่อเห็นสารวัตรยืนยัน วาฮาน่าอดไม่ได้ที่จะถาม
“ใครเป็นคนตั้งรางวัลนำจับหรือคะ?”
“นักล่าค่าหัวไม่ได้บอก แต่เธอมาพร้อมกับสุภาพบุรุษที่แต่งตัวเหมือนพ่อบ้าน” สารวัตรเริ่มบรรยายรูปลักษณ์ของวอลเตอร์อย่างคร่าว
วาฮาน่าพอจะเดาได้ว่าเป็นใคร จึงเอนหลังเล็กน้อย พึมพำอย่างเหม่อลอย
“สองร้อยปอนด์…”
…
ในช่วงบ่าย วาฮาน่าที่มาสอนมารยาทให้บุตรสาวของส.ส. มัคท์ กล่าวขอบคุณมาดามลีอานน่าที่พยายามช่วยเหลือปัญหาของตน
ลีอานน่า สตรีเจ้าของเส้นผมสีเขียวเข้ม ปฏิเสธอย่างถ่อมตน ก่อนจะถาม
“วาฮาน่า ฉันได้ยินว่าคุณเป็นครูสอนมารยาทให้มิสเตอร์ดอน·ดันเตสด้วย เขาเป็นคนแบบไหนหรือ”
วาฮาน่าครุ่นคิดสักพัก
“เป็นสุภาพบุรุษตัวจริง บุคลิกอบอุ่น ใจกว้าง มีเมตตา มารยาทดี อ่อนโยน และฉลาดหลักแหลม”
ลีอานน่าพยักหน้าเล็กน้อย หันไปมองหญิงสาวด้านข้างที่ค่อนข้างทระนงตน หัวเราะในลำคอ
“น่าเสียดายที่อายุมากไปสักนิด ไม่อย่างนั้นคงนัดเขามาดูตัว… ดีล่ะ ฉันจะชวนเขามาร่วมงานเต้นรำในช่วงสุดสัปดาห์นี้”
……………………………………………….
มีจดหมายส่งมา? วอลเตอร์บอกว่ามีเรื่องเกิดขึ้นที่บ้านไม่ใช่หรือ? ครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ในเบ็คลันด์ หากเกิดอะไรขึ้น การนั่งรถม้าเช่ามาบอกเองไม่เร็วกว่าส่งจดหมายรึไง? ด้วยรายได้ปัจจุบันและการมีที่ดินในแถบชนบท การเช่ารถม้าทำได้อยู่แล้ว… ไคลน์ผงกศีรษะเงียบงัน ราวกับไม่ได้สนใจคำตอบเมื่อครู่นัก
ชายหนุ่มเดินอย่างไม่รีบร้อนไปทางเก้าอี้เอนหลัง นั่งลง หยิบหนังสือพิมพ์และเริ่มอ่านอย่างจริงจัง
ริชาร์ดสันเห็นดังนั้นจึงไม่พูดอะไรมาก เดินถอยหลังออกจากห้อง ปิดประตูไม้ด้วยความเงียบเชียบ
รอจนกระทั่งเสียง ‘กริ๊ก’ ดังขึ้น ไคลน์ถอนสายตาจากหนังสือพิมพ์ มองไปทางประตูและครุ่นคิด
เราค้นพบข้อดีอีกอย่างหนึ่งของริชาร์ดสันแล้ว… ชายคนนี้ชอบสังเกตสิ่งรอบตัว เป็นประโยชน์ต่อการรวบรวมข้อมูลสำคัญ… ในตอนที่บิชอปอีเล็คตร้าและสามีภรรยามัคท์มาเยือน ริชาร์ดสันเห็นก่อนใครจากบนระเบียง…
แต่เขาไม่เหมือนกับผู้วิเศษเส้นทางผู้ชม มองเห็นเพียงผิวเผินของเหตุการณ์ ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด…
ปัญหาของวอลเตอร์มีความน่าสงสัยเล็กๆ … หรือนี่จะเป็น ‘อนาคตที่น่าสนใจ’ ตามที่กระจกวิเศษอาโรเดสหมายถึง?
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เราควรทำนายตรวจสอบให้แน่ใจ จะไม่ได้ต้องเจ็บตัวกะทันหัน…
คิดถึงตรงนี้ ไคลน์เข้าห้องน้ำภายในห้อง ถอยหลังสี่ก้าว ส่งตัวเองเข้าสู่ห้วงมิติเหนือสายหมอกสีเทา โดยทุกครั้งที่ปรากฏกายบนเก้าอี้ของเดอะฟูล แก่นแท้ของชายหนุ่มจะถูกแสดงเป็นภาพลักษณ์ของไคลน์·โมเร็ตติ ไม่ใช่เชอร์ล็อก·โมเรียตี้ เกอร์มัน·สแปร์โรว์ หรือดอน·ดันเตส
เนื่องจากยังขาดข้อมูล ไคลน์ทำได้เพียงทำนายถึงความปลอดภัยของตัวเอง เทคนิคทำนายฝันจึงไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะสม ชายหนุ่มปลดจี้ออกจากข้อมือซ้าย เขียนประโยคทำนายลงไป
“ความผิดปรกติของวอลเตอร์จะนำพาอันตรายมาสู่เรา”
มือซ้ายจับลูกตุ้ม หลับตาลง ไคลน์เข้าฌานพลางกระซิบข้อความบนกระดาษ
ครบเจ็ดครั้ง มันลืมตาขึ้น มองไปยังโซ่เงิน เห็นจี้บุษราคัมกำลังหมุนทวนเข็มนาฬิกา ความเร็วและองศาการแกว่งอยู่ในระดับปรกติ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความผิดปรกติของวอลเตอร์จะไม่นำพาอันตรายมาสู่ตน
แต่นั่นบอกได้เพียงว่า เราจะไม่ได้รับอันตรายจากสาเหตุนี้… ยังมีความเป็นไปได้อีกทางหนึ่ง… ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการกระทำของเรา หากบุ่มบ่ามเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้า จากไม่อันตรายจะกลายเป็นอันตราย… ไคลน์ตีความจากประสบการณ์อันยาวนาน
ขณะชายหนุ่มสลัดเรื่องดังกล่าวออกจากหัว แสงจากดาวแดงตัวแทน ‘เฮอร์มิท’ พลันสว่างวาบ ยุบพองเล็กน้อย
เธอเตรียมจ่ายค่า ‘ตาชั่งโชคชะตา’ หรือ? ไคลน์เผยสีหน้ายินดี รีบแผ่พลังวิญญาณเข้าไป
หลังจากสัมผัส ชายหนุ่มต้องผิดหวัง เพราะ ‘พลเรือเอกดวงดาว’ แคทลียาเพียงขอร้องให้มิสเตอร์ฟูลช่วยถ่ายทอดคำพูดของตนไปยังแฮงแมน ไม่ได้แจ้งเรื่องการชำระเงินค่าสินค้ากับเดอะเวิร์ล
ณ ‘วังวนนรก’ ที่อยู่ทางตอนเหนือของทะเลโซเนีย มีสัตว์ทะเลอ็อบนิสอาศัยอยู่? มิสเตอร์แฮงแมนไม่โชคดีไปหน่อยหรือ? อย่างน้อยก็ดีกว่าเรามาก ไม่ต้องเข้าไปเสี่ยงชีวิตในซากสมรภูมิแห่งเทพ… แต่ถึงอย่างนั้น สัตว์ทะเลอ็อบนิสก็ยังไม่ธรรมดาอยู่ดี ไม่ใช่เรื่องง่ายที่แฮงแมนจะประกอบพิธีกรรมด้วยตัวเอง บางที อาจต้องขอความช่วยเหลือจากเทพสมุทร…
สิ่งแลกเปลี่ยนที่มาดามเฮอร์มิทต้องการก็คือ ให้อีกฝ่ายช่วยตามหาทายาทสายเลือดแท้ของตระกูลอับราฮัม… หมายความว่า ราชินีเงื่อนงำพอจะทราบต้นกำเนิดของมิสเตอร์ประตู… จักรพรรดิเคยเล่าให้เธอฟัง? ไคลน์นึกทบทวนทำพูดของแคทลียาพลางส่งข้อความดังกล่าวเข้าไปดาวแดงตัวแทนแฮงแมน
ในเวลาเดียวกัน อัลเจอร์เพิ่งเสร็จจากการรายงานความคืบหน้า ผ่านการประเมินด้วยดี และกำลังกลับขึ้นมายังโทสะสีคราม
เมื่อเห็นสายหมอกสีเทาไร้ก้นบึ้งบดบังทัศนวิสัย และเมื่อได้ยินคำพูดของ ‘เฮอร์มิท’ มันเดินตรงไปยังห้องกัปตันด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในจังหวะก้าวเท้า
เข้าห้อง ปิดประตู เดินมายังตู้เก็บเหล้า หยิบเครื่องดื่มของโปรดโจรสลัด ‘แลงติร้อนแรง’ ขึ้นมาหนึ่งขวด วางแก้วและเทลงไปครึ่งหนึ่ง
อัลเจอร์ยกแก้วจ่อริมฝีปาก กระดกราวกับของเหลวชนิดนี้ไม่มีแอลกอฮอล์ เป็นเพียงน้ำเปล่าแก้วหนึ่ง
ระหว่างนั้น ดวงตาของมันปิดลงเกือบครึ่ง คล้ายกับกำลังดำดิ่งในโลกส่วนตัว
หลังจากดื่มแลงติร้อนแรงครึ่งแก้ว อัลเจอร์วางแก้วลง เช็ดปากและยิ้ม
ทายาทของตระกูลอับราฮัม… อาจเป็นเรื่องยากในสายตาคนอื่น แต่กับเราแล้วง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก… สามารถถามจากมิสเมจิกเชี่ยนได้ทันที เพราะอาจารย์ของเธอมีสายเลือดดังกล่าว… หึหึ พลเรือเอกดวงดาวคงยังไม่รู้เรื่องนี้สินะ…
ทว่า มันข่มอารมณ์อย่างรวดเร็ว เดินถอยหลังสองสามก้าว สลัดความคิดที่จะเอาเปรียบอีกฝ่าย ตอบสนองต่อคำขอร้องของ ‘เฮอร์มิท’ แคทลียาอย่างใจเย็น
พลเรือเอกดวงดาวคงไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากเราแค่คนเดียว เธอคงป่าวประกาศภารกิจนี้ในชุมนุมทาโรต์ครั้งหน้า… ยังมีอีกหลายคนที่ทราบว่าอาจารย์ของมิสเมจิกเชี่ยนเป็นคนของตระกูลอับราฮัม… เราควรเปิดเผยไปตามความจริง ไม่อย่างนั้นอาจเสียงานใหญ่เพียงเพราะความโลภเล็กๆ น้อยๆ … ในบางครั้ง ความซื่อสัตย์ก็เป็นตัวเลือกที่ถูกต้องที่สุด… อัลเจอร์หยุดเดิน ก้มศีรษะลงพลางเอ่ยพระนามเต็มของเดอะฟูลด้วยความเคารพ
“เรียนท่านช่วยบอกกับมาดามเฮอร์มิทว่า เบาะแสเกี่ยวกับทายาทสายเลือดแท้ของตระกูลอับราฮัม สามารถถามเอาจากมิสเมจิกเชี่ยนได้โดยตรง”
หลังจากสารภาพความจริงและบอกให้พลเรือเอกดวงดาวเปลี่ยนข้อเสนอ อัลเจอร์เริ่มเล่าถึงประสบการณ์ในคืนจันทราโลหิต ถามมิสเตอร์ฟูลว่า สิ่งนี้เกิดจากการที่หนังสือแห่งภัยธรรมชาติ ร้องประสานเสียงกับตะกอนพลัง ‘ผู้ขับขานสมุทร’ ของตนใช่ไหม และภายในวังปะการัง สตรีผู้ถือแก้วไวน์ทองคำคือ ‘ภัยธรรมชาติ’ โคฮีเน็ม ใช่หรือไม่
มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นด้วยหรือ? บางที ราชินีแห่งภัยธรรมชาติอาจตายไปแล้วจริง แต่ยังไม่สลายไปโดยสมบูรณ์… คงแบ่งตะกอนพลังออกเป็นหลายส่วน ส่วนแรกคือหนังสือภัยธรรมชาติ ส่วนที่สองอยู่ในซากโบราณสถานใต้ทะเล และอาจมีส่วนที่สามกับสี่ด้วย แต่เรายังไม่ทราบว่าอยู่ที่ใดบ้าง… ครุ่นคิดเรื่องของแฮงแมนเสร็จ ไคลน์มั่นใจทันทีว่าเอลฟ์ในความฝันของอีกฝ่ายคือ ‘ราชินีแห่งภัยธรรมชาติ’ โคฮีเน็ม!
นี่ไม่ใช่สัญชาตญาณ แต่เป็นการอนุมานที่มีเหตุและผลรองรับ
ในอดีต มันเคยครอบครองแก้วไวน์ทองคำที่ ‘ราชินีเอลฟ์’ โคฮีเน็มโปรดปราน และในความฝันของแฮงแมนก็มีภาชนะที่คล้ายคลึงกันอยู่
‘ผู้ขับขานแห่งเอลฟ์’ เซียธาส มีข้อมูลเกี่ยวกับราชินีแห่งภัยธรรมชาติพอสมควร แถมยังเคารพเทวทูตตนนี้มาก แสดงให้เห็นว่า เธออาจจะเป็นหนึ่งใน ‘เอลฟ์บริวาร’ ของโคฮีเน็ม ตะกอนพลังที่เธอเหลือทิ้งไว้จึงร้องประสานเสียงกับ ‘หนังสือภัยธรรมชาติ’ ในคืนจันทราโลหิต…
ถึงตรงนี้ ไคลน์เริ่มฉุกคิดบางสิ่งได้ นั่นก็คือ มันส่งแก้วไวน์ทองคำใบโปรดของโคฮีเน็มให้กับ ‘พลเรือโทธารน้ำแข็ง’ เอ็ดวิน่า และขอร้องให้อีกฝ่ายช่วยฝังภาชนะชิ้นนี้ลงไปในสุสานของเซียธาส
หากราชินีแห่งภัยธรรมชาติยังไม่ร่วงหล่นโดยสมบูรณ์ การฝังแก้วไวน์ลงในหลุมศพเดียวกับเซียธาส จะทำให้ศพของ ‘เอลฟ์บริวาร’ เกิดกลายพันธุ์หรือไม่? ไคลน์คำนวณเวลาอย่างละเอียด แต่ก็ไม่มั่นใจว่าฝันทองคำแล่นถึงเกาะโซเนียแล้วหรือยัง
ครุ่นคิดสักพัก ชายหนุ่มตอบแฮงแมนอย่างใจเย็น
“ถูกต้อง”
จากนั้น มัน ‘ส่ง’ คำพูดก่อนหน้าของแฮงแมน เข้าไปในดาวแดงที่เป็นตัวแทนของ ‘เฮอร์มิท’ แคทลียา
จัดการทั้งหมดเสร็จ ไคลน์เสก ‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์และบังคับให้สวดวิงวอน
“เรียนมิสเตอร์ฟูล รบกวนช่วยบอกให้เดนิสถาม ‘พลเรือโทธารน้ำแข็ง’ เอ็ดวิน่าเกี่ยวกับความผิดปรกติศพของเซียธาสและแก้วไวน์ทองคำ”
ฟู่ว… ไคลน์ถอนหายใจหลังจากเตรียมการเสร็จ โยนฉากดังกล่าวเข้าไปในจุดแสงสวดวิงวอนด้านข้างที่ทำเครื่องหมายไว้เป็นกรณีพิเศษ จากนั้นก็ส่งตัวเองกลับสู่โลกจริง เดินออกจากห้องน้ำ
หยุดยืนหน้ากระจกเงาเต็มบาน จ้องมองจอนสีขาวกับดวงตาสีน้ำเงินเข้มของตัวเองสักพักพลางยิ้มมุมปาก ตระหนักว่าตนได้เปลี่ยนสถานะจาก ‘เดอะฟูล’ กลับมาเป็นเศรษฐีลึกลับ ดอน·ดันเตส อีกครั้ง
…
บายัม ภายในป่าดงดิบ
ขณะกำลังดื่มกินอย่างอิ่มหนำในฐานทัพของกองกำลังต่อต้าน เดนิสที่คุยโม้เสียงดังพลันตัวสั่นกะทันหัน เกือบสำลักเหล้าในปาก
แม้ว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่มันได้รับการตอบสนองจากเดอะฟูลผู้ยิ่งใหญ่ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน หวาดกลัวเหนือคำบรรยาย
จนกระทั่งเริ่มมองเห็นร่างของคนผู้หนึ่ง เดนิสรีบฟังจับใจความประโยค ก่อนจะถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก ทราบว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์ฝากฝังงานใหม่
ให้ถามกัปตัน? ง่ายชะมัด… ฝันทองคำจะมารับเราในอีกไม่กี่วันข้างหน้า… หึหึ… เกอร์มัน·สแปร์โรว์ เมื่ออยู่ต่อหน้าเดอะฟูลผู้ยิ่งใหญ่ ชายคนนั้นไม่กล้าทำตัวเสียสติ ตรงกันข้าม ท่าทีเป็นไปอย่างนอบน้อมและศรัทธา… เดนิสเริ่มผ่อนคลาย
ขณะเดียวกัน บนอนาคตกาล ‘พลเรือเอกดวงดาว’ แคทลียาที่ได้รับคำตอบจากเดอะฟูล กล่าวกับตัวเองด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
ให้ถามมิสเมจิกเชี่ยนโดยตรง?
นั่นสินะ ดูเหมือนว่าเธอจะเป็นผู้วิเศษเส้นทาง ‘ผู้ฝึกหัด’ … มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลอับราฮัมงั้นหรือ?
ไม่ผิดจากที่คิดไว้ สตรีผู้นี้ไม่ธรรมดา!
แคทลียาใคร่ครวญ ตัดสินใจยังไม่มอบหมายงานใหม่ให้แฮงแมน เพราะเธอไม่แน่ใจว่ามิสเมจิกเชี่ยนจะยอมเปิดเผยข้อมูลของตระกูลอับราฮัมหรือไม่
…
วอลเตอร์กลับมายังบ้านที่เลข 160 ถนนเบิร์คลุนในช่วงบ่าย ท่าทียังคงปรกติเหมือนเคย ราวกับปัญหาของตนคลี่คลายอย่างง่ายดาย
ไคลน์ไม่ถามซักไซ้ รู้สึกว่าความสัมพันธ์ในปัจจุบันยังไม่ถึงจุดที่พ่อบ้านจะยอมเล่าความจริง และปัญหาก็ไม่ได้เกิดต่อหน้าตน อีกฝ่ายมีสิทธิ์จะปกปิด
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับคาบเรียนมารยาทที่ทยอยจบลงไป เย็นวันถัดมา ก่อนที่ปรากฏการณ์จันทร์เต็มดวงจะเริ่มขึ้น ไคลน์พาริชาร์ดสันนั่งรถม้าเช่าหรูหรา แวะไปยังวิหารนักบุญแซมมวล เตรียมร่วมพิธีมิสซาจันทรา
ชายหนุ่มไม่กังวลว่าตนจะไม่มีเงินพอบริจาค เพราะได้รับเงินจำนวนหนึ่งพันปอนด์จากมิสจัสติสแล้ว เงินสดในปัจจุบันจึงมีสูงถึง 2,186 ปอนด์ การต้องบริจาคสักสองสามร้อยปอนด์ ไม่ทำให้ชายหนุ่มลำบากใจ
ขอแค่ไม่ขายขี้หน้าก็พอ… ไคลน์ถอนหายใจเงียบ มองไปทางหอระฆังสมมาตรด้านนอก ลงจากรถม้า ผ่านจัตุรัสเข้าไปในวิหารนักบุญแซมมวล
……………………………………………..
หลังจากคาบเรียนปรัชญาจบลง ไคลน์รู้สึกคล้ายกับไม่ได้นอนมาสามวันสามคืน ในหัวเต็มไปด้วยชื่อและแนวคิดจำอันซับซ้อนพวกกังขาคติ อภิปรัชญา การคิดจากเหตุไปถึงผล จากผลไปถึงเหตุ นามนิยม สังคมนิยมแห่งโรซายล์ อัตถิภาวนิยม และปฏิฐานนิยม
หากไม่ใช่เพราะ ‘เจ้าของร่าง’ เคยศึกษาประวัติศาสตร์มาก่อน พอจะมีพื้นฐานในเชิงปรัชญาอยู่บ้าง ชายหนุ่มไม่มั่นใจว่าตนจะเอาตัวรอดจากคาบเรียนดังกล่าว เพราะนี่เป็นการเรียนตัวต่อตัว ไม่เหมือนกับสมัยมหาวิทยาลัยในโลกเก่า ถ้าไม่เข้าใจก็แค่แอบหลับหรือไม่ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น
มิสเตอร์ฮามิดไม่เหมือนกับที่เราจินตนาการไว้เลย เขาเป็นคนตลก เป็นกันเอง เปิดใจ ชอบสนทนากับผู้คน การบรรยายไม่น่าเบื่อแม้แต่น้อย นอกจากนั้นยังไม่ยัดเยียดความศรัทธาในเทพวายุสลาตันเหมือนกับสาวกคนอื่น… ไคลน์ยกมือขึ้นมาลูบหน้าผาก เดินออกจากประตู ตรงไปยังบันไดใจกลางห้องโถง เดินขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงชั้นสาม โดยมีริชาร์ดสัน บุรุษรับใช้ส่วนตัว คอยตามหลังอย่างเงียบงัน
ระหว่างนี้ มันพบว่าคนงานและสาวใช้กำลังยุ่งอยู่กับงานของตัวเอง ไม่มีใครเกียจคร้าน เมื่อนายจ้างเดินผ่านก็จะหยุดเพื่อแสดงความเคารพ คล้ายกับได้รับการศึกษามาเป็นอย่างดี
ทาเนญ่าบริหารงานในครัวเรือนเก่งมาก… ไคลน์ก้าวไปบนทางเดินชั้นสาม ปลายทางคือห้องที่เปิดประตูค้างไว้ครึ่งหนึ่ง
ยังไม่ทันจะเข้าไป ไคลน์พบว่าพ่อบ้านวอลเตอร์กำลังแขวนลูกซองแฝดไว้บนผนังสองกระบอก มอบความรู้สึกหยาบกร้านและฮึกเหิม
นี่คือการตกแต่งทั่วไปของพ่อค้าที่ร่ำรวย ใบอนุญาตล่าสัตว์นั้นหาไม่ยาก และอานุภาพของปืนลูกซองแฝดก็ไม่ธรรมดา เพียงพอสำหรับให้คนงานและสาวใช้จัดการกับหัวขโมยที่แทรกซึมเข้ามา
หลังจากแขวนเสร็จ วอลเตอร์ถอยหลังสองก้าว ตรวจสอบปืนลูกซองแฝดสักพัก หยิบนาฬิกาพกสีทองจากกระเป๋าเสื้อด้านใน
กริ๊ก!
มันกดนาฬิกา ตรวจสอบเวลาเสร็จ ใบหน้าที่เคร่งขรึมและหัวเก่า ดูอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
ไคลน์กระแอมเล็กน้อยเพื่อให้พ่อบ้านรู้ตัว จึงค่อยเปิดประตูที่แง้มอยู่ครึ่งหนึ่งและเดินเข้าไป
วอลเตอร์ปิดนาฬิกาพก ใส่กลับไปในเสื้อ หันมาทำความเคารพ
“นายท่าน พวกเราได้รับใบอนุญาตล่าสัตว์มาทั้งหมดหกใบ จึงซื้อปืนลูกสองแฝดและกล่องบรรจุมาหกชุด”
ไคลน์ผู้ซุกซ่อนปืนพก ‘ลางมรณะ’ ไว้ใต้รักแร้ ไม่ได้สนใจปืนลูกซองมากนัก ทำเพียงพยักหน้าเชิงรับรู้
ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มอ่อนโยน ซักถามโดยไม่หันไปมอง
“เมื่อตอนที่ผมอ่านข้อมูลจากสำนักงานจัดหาคนรับใช้ สังเกตเห็นว่าคุณวอลเตอร์มีภรรยาและบุตรแล้ว?”
พ่อบ้าน หรือในบางตระกูลจะเรียกว่าหัวหน้าพ่อบ้าน ถือเป็นผู้ช่วยคนสำคัญของเจ้าบ้าน เพราะรู้จักรายละเอียดของงานหลายประเภทในครัวเรือนเป็นอย่างดี ดังนั้น การสั่งงานผ่านพ่อบ้านคือสิ่งที่นายจ้างส่วนใหญ่มักกระทำ ไคลน์เองก็ไม่มียกเว้น
เหนือสิ่งอื่นใด ชายหนุ่มยังไม่ลืมว่า ‘กระจกวิเศษ’ อาโรเดสเคยกล่าวเอาไว้ – การจ้างมิสเตอร์วอลเตอร์จะมีอนาคตที่น่าสนใจรออยู่
วอลเตอร์ตอบเสียงขรึม
“ใช่ครับ เมื่อครั้งผมยังเป็นคนรับใช้ของคฤหาสน์ตระกูลไวเคาต์คอนราด ด้วยเหตุจำเป็นบางอย่าง ผมต้องติดต่อกับสตรีผู้หนึ่งบ่อยครั้งจนเริ่มเกิดความรู้สึกดีๆ จากนั้น ภายใต้การเฝ้ามองของเทพธิดา พวกเราก้าวเข้าสู่ร่มเงาของการสมรส มีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคน ปัจจุบันเธอกำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนสามัญ ตั้งเป้าว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเบ็คลันด์ให้ได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องนั้นยังมีเวลาอีกสองปี”
เมื่อเอ่ยถึงภรรยาและลูกสาว น้ำเสียงของพ่อบ้านที่เคร่งขรึม ไม่ยิ้มแย้ม พลันอ่อนโยนและร่าเริงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
สำหรับปัจจุบัน ทุกศาสนาจะเน้นด้านความสัมพันธ์ของครอบครัวเป็นหลัก เพื่อคอยรับมือความกดดันในชีวิตและปัญหาทางจิตใจซึ่งอาจเกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวก็คือ แต่ละศาสนาจะเรียงลำดับความสำคัญไม่เท่ากัน เทพธิดารัตติกาลจะเน้นด้านความเท่าเทียมระหว่างชายหญิง ช่วยกันพยุงครอบครัว เทพวายุสลาตันจะเน้นการให้ผู้ชายทำงานนอกบ้าน ผู้หญิงคอยอยู่บ้านคอยเป็นนางฟ้าสนับสนุนสามี เทพจักรกลไอน้ำจะเน้นไปในเชิงเทคโนโลยีและการใช้แรงงาน ทั้งชายและหญิงต้องช่วยกันทำงาน ช่วยเติมเต็มซึ่งกันและกัน
หัวใจไคลน์สั่นคลอนอย่างอธิบายไม่ถูก หันไปถาม
“มาดามทาเนญ่ายังโสด?”
“ใช่ครับ” วอลเตอร์กลับไปใช้เสียงเคร่งขรึม “ในสังคมสมัยใหม่ คนรับใช้ชายและหญิงยังไม่เท่าเทียมกัน ผมไม่ได้หมายถึงในด้านค่าจ้าง เพราะแม่บ้านเก่งๆ จะถูกจ้างด้วยค่าแรงระดับเดียวกับผู้ช่วยพ่อบ้านหรือพ่อบ้าน ตกราวๆ ปีละยี่สิบห้าถึงห้าสิบปอนด์ แต่ผมหมายถึงการถูกเลือกปฏิบัติที่แตกต่าง ทางศาสนจักรเองก็พยายามผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ก็ยังมีบางกลุ่มต่อต้าน เพราะท้ายที่สุด เทพธิดามิได้เป็นเพียงศาสนาเดียวในโลเอ็น”
มันเว้นวรรคสักพัก กล่าวเสริม
“คนรับใช้ชายสามารถแต่งงานได้ แต่ถ้าเมื่อใดที่สาวใช้มีครอบครัว นั่นหมายถึงการตกงาน หรือไม่ก็ความตกต่ำทางอาชีพ อาจต้องกลายเป็นแม่บ้านซักผ้าหรือพนักงานทำความสะอาดชั่วคราวที่นายจ้างไม่ต้องการ เพราะจะทำให้พวกเขาเสื่อมเสียเกียรติ… สิ่งเหล่านี้คือสัจธรรมที่พวกเธอต้องก้มหน้ารับจนกว่าจะไต่เต้าไปถึงตำแหน่งแม่บ้าน แต่นั่นก็ไม่ใช่งานที่สตรีอายุน้อยและขาดประสบการณ์จะทำได้ดีนัก”
ไคลน์ไม่สานต่อหัวข้อสนทนา พยักหน้ารับแผ่วเบา เดินไปยังเก้าอี้เอนหลังภายในห้อง
ทันใดนั้น ชายหนุ่มเหลือบเห็นหนังสือพิมพ์ที่กองอยู่บนโต๊ะกาแฟด้านข้าง
สมองฉุกคิดบางสิ่ง จึงชะงักเล็กน้อยและหันไปกล่าวกับพ่อบ้าน
“ผมเห็นโฆษณาหนึ่งในหนังสือพิมพ์ เนื้อหาเกี่ยวกับการโอนหุ้นของบริษัทเบ็คลันด์จักรยาน รบกวนคุณช่วยหาทนายและนักบัญชีมืออาชีพมาให้คำปรึกษาผมเรื่องนี้ด้วย รวมถึงการตรวจสอบสถานการณ์อย่างละเอียด… หึหึ ผมสนใจอุตสาหกรรมนี้พอสมควร ถ้าราคาไม่แพงมาก จะพิจารณาเรื่องการซื้อ”
ที่ชะงักไปเมื่อครู่ เพราะไคลน์ผุดคำถามหนึ่งในหัว – คนรวยที่เพิ่งเข้ามาอาศัยในกรุงเบ็คลันด์เพื่อแสวงหาโอกาส จะไม่สนใจข่าวการโอนหุ้นของบริษัทเบ็คลันด์จักรยานสักนิดเลยหรือ?
แม้ว่า ‘ดันเตส’ จะไม่สันทัดในอุตสาหกรรมนี้ แต่ก็ควรหาคนมาตรวจสอบ ไม่อย่างนั้นอาจไม่สอดคล้องกับอุปนิสัยของตัวละคร
หึหึ วิธีนี้ยังจะช่วยให้ราคาหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ของเราเพิ่มขึ้น… แต่ต้องคอยเตือนตัวเองไว้ว่า อย่าพยายามเพิ่มราคาให้สูงเกินไป ห้ามโลภจนเกินเหตุ เพราะถ้าเพิ่มราคาแล้วดันไม่มีคนสู้ ฝ่ายที่ต้องนั่งเสียใจภายหลังคือตัวเราเอง สิ้นเนื้อประดาตัวในพริบตา กระทั่งค่าใช้จ่ายประจำวันก็ไม่น่าจะเพียงพอ… ขณะกำลังวาดฝันอนาคตอันงดงาม ไคลน์รีบเตือนตัวเองในใจ
“ครับ นายท่าน” วอลเตอร์ไม่ถามซักไซ้ รับคำอย่างว่าง่าย
16:35 นาฬิกา บุรุษรับใช้ริชาร์ดสันเคาะประตูเพื่อขอเข้าไปในห้อง กล่าวกับดอน·ดันเตสที่กำลังอ่านหนังสืออย่างสบายใจ
“นายท่านครับ มีแขกมาหา ประกอบด้วยมิสเตอร์โมวรี·มัคท์กับมาดามลีอานน่าภรรยาของเขา รวมถึงมิสเตอร์อีเล็คตร้า บิชอปแห่งวิหารนักบุญแซมมวล”
โมวรี·มัคท์? สมาชิกสภาสามัญคนนั้น? แถมยัง… ทำไมบิชอปของวิหารนักบุญแซมมวลถึงมาเยี่ยม? ไคลน์ครุ่นคิดสักพัก ถามกลับด้วยรอยยิ้ม
“มีธรรมเนียมปฏิบัติแบบนี้ด้วยหรือ?”
แม้ชายหนุ่มจะเพิ่งเรียนมารยาทไปเพียงสองคาบ แต่ก็พอจะทราบว่า ด้วยฐานะของเพื่อนบ้านระดับนี้ การเยี่ยมเยียนในครั้งแรกมักไม่กระทำกันซึ่งหน้า แต่จะส่งแม่บ้านหรือคนรับใช้มาเคาะประตู ส่งจดหมายเชิญหรือนัดหมายสำหรับการเข้ามาเยี่ยมอย่างเป็นทางการ
ริชาร์ดสันก้มศีรษะลงตามนิสัย
“มีครับ… เพราะคุณพ่อบ้านเคยแวะเข้าไปส่งนามบัตรและของขวัญให้นายท่าน โดยบอกกับเพื่อนบ้านทุกๆ คนว่า ตลอดสัปดาห์นี้ นายท่านจะอยู่ที่บ้านในช่วงบ่าย… จากสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อนบ้านที่ได้รับนามบัตรจะเริ่มรู้จักนายท่านเบื้องต้น และหลังจากเฝ้าสังเกตสักพัก ไม่จำกัดเฉพาะการส่งคนรับใช้มาเชิญไปเป็นแขกที่บ้าน แต่พวกเขายังสามารถแวะมาเยี่ยมแบบกึ่งทางการในช่วงสี่ถึงห้าโมงเย็น ด้วยเหตุผลว่าเป็นทางผ่านระหว่างกำลังเดินเล่น… สุภาพสตรีจะต้องสวมชุดสำหรับเดินเล่นเท่านั้น มิฉะนั้นจะถือว่าไม่เหมาะสม และนายท่านสามารถชักชวนพวกเขาเข้ามาดื่มชายามบ่ายได้ด้วย”
ไคลน์เดินไปที่ประตู ยืนรอริชาร์ดสันหยิบเสื้อโค้ทมาสวมให้ ถามอย่างเป็นกันเอง
“แล้วบิชอปอีเล็คตร้า?”
นี่คือประเด็นที่ตนสนใจมากที่สุด คำถามแรกเป็นเพียงการปูทาง
ริชาร์ดสันตอบทันทีราวกับเตรียมพร้อมล่วงหน้า
“บิชอปอีเล็คตร้าเป็นแขกพิเศษของส.ส. มัคท์ในช่วงบ่าย มีความเป็นไปได้ว่า พวกเขากล่าวถึงคุณในการสนทนา จึงตัดสินใจแวะมาเยี่ยมโดยอ้างการเดินผ่าน”
ท่วงท่าการขยับแขนมิได้ด้อยประสิทธิภาพลงแม้จะกำลังพูดอยู่ ริชาร์ดสันช่วยดอน·ดันเตสสวมเครื่องแต่งกายอย่างชำนาญ
ไคลน์ ‘อืม’ ในลำคอ รอจนกระทั่งริชาร์ดสันก้าวไปข้างหน้าเพื่อเปิดประตู จึงค่อยเดินนำออกไป
ไม่นานนัก ชายหนุ่มเห็นแขกสามคนในห้องนั่งเล่นเล็กๆ บนชั้นสอง
โมวรี·มัคท์คือสุภาพบุรุษชาวโลเอ็นทั่วไป อายุราวสี่สิบ ผมสีดำและดวงตาสีน้ำตาล ใบหน้าชัดลึกและเรียวยาว หน้าผากค่อนข้างเถิก เคยรับราชการในกองทัพบก และเข้าทำงานทางการเมืองหลังออกจากกองทัพ เริ่มต้นอาชีพใหม่ในกรุงเบ็คลันด์ ไต่เต้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้เป็นสมาชิกสภาสามัญของอาณาจักร นับถือเทพธิดารัตติกาล เป็นสมาชิกพรรคหัวก้าวหน้า สนับสนุนการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางอากาศ
ลีอานน่า ภรรยาของโมวรี มาจากครอบครัวทนายความ คอยป้อนทรัพยากรมากมายให้สามีเล่นการเมือง นับถือเทพธิดารัตติกาลเช่นกัน
อีเล็คตร้า มาในเสื้อคลุมสีดำกระดุมสองแถว อายุย่างสี่สิบ ดวงตาสีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าเรียว มองผิวเผินอาจไม่หล่อเหลา แต่กลับมีเสน่ห์บางอย่างแฝงอยู่ เป็นบิชอปคนที่ไคลน์เคยพบขณะหย่อนเงินลงกล่องบริจาค
เห็นดอน·ดันเตสเดินเข้ามา โมวรี·มัคท์เดินเข้าหาสองก้าวและยิ้ม
“ผมได้ยินมาสักพักแล้วว่า ผู้ศรัทธาในเทพธิดาอย่างแรงกล้าคนหนึ่งย้ายเข้าบ้านเลขที่ 160 คิดว่าสักวันต้องไปเยี่ยมให้ได้ วันนี้บังเอิญเดินเล่นและผ่านแถวนี้พอดี จึงถือวิสาสะแวะเข้ามาโดยไม่บอกกล่าว ได้โปรดยกโทษให้ความหยาบคายของเราด้วย”
ไคลน์ยิ้ม ทำสัญลักษณ์ที่จุดบนหน้าอก
“ในเวลาแบบนี้ มาสรรเสริญพระองค์กันเถิด”
“เทพธิดาจงเจริญ!” อีเล็คตร้าและลีอานน่าพยักหน้าเงียบงัน พลางวาดสัญลักษณ์พระจันทร์สีแดงบนหน้าอก
ทักทายกันเสร็จ ไคลน์เชิญแขกทั้งสามคนนั่งลง เป็นเวลาเดียวกับที่สาวใช้ยกชาดำและกาแฟมาเสิร์ฟ – แม่บ้านทาเนญ่าได้ซักถามเรียบร้อยแล้วว่า แต่ละคนต้องการจะดื่มอะไร
“มิสเตอร์ดันเตส ผมได้ยินว่าคุณเป็นนักธุรกิจจากอ่าวเดซีย์ ไม่ทราบว่าเคยลงทุนในธุรกิจใดมาก่อน?” โมวรี·มัคท์ถามอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะกล่าวติดตลก “นามสกุลของคุณทำให้ผมคิดไปไกล”
มันกำลังหมายถึง ดันเตสคือนามสกุลที่มักเป็นของตัวเอกในนิยายอันโด่งดังของจักรพรรดิโรซายล์
ไคลน์หัวเราะ ถามติดตลกบ้าง
“ล่าขุมทรัพย์จัดเป็นธุรกิจแบบไหนครับ?”
เป็นการเล่นมุกจากนิยายที่ขายดีที่สุดของโรซายล์
โดยไม่รอให้มิสเตอร์ส.ส. ตอบกลับ ชายหนุ่มเล่าในสิ่งที่เตรียมไว้แล้ว
“ผมเคยเป็นเจ้าของเหมืองแห่งหนึ่ง แต่ก็อย่างที่คุณทราบ เหมืองยอมมีวันที่ขุดเสร็จ หลังจากนั้นก็แทบไม่ทำเงินอีก”
มันกำลังบอกใบ้ว่าตนเกิดที่เมืองซึ่งมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ในแคว้นเดซีย์ อย่างไรก็ตาม สถานที่ดังกล่าวเต็มไปด้วยกลุ่มอันธพาลและเศรษฐีลับๆ นับไม่ถ้วน หากคนทั่วไปต้องการตรวจสอบปูมหลังของดอน·ดันเตส เกรงว่าต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งปี
บิชอปอีเล็คตร้าพยักหน้าพลางครุ่นคิด
“คุณก็เลยย้ายมายังเบ็คลันด์เพื่อแสวงหาโอกาส? ผมขอทราบได้ไหมว่า ใครแนะนำให้คุณเข้าสู่ร่มเงาของเทพธิดา”
…………………………………………….
กลางดึกสงัด บ้านเลขที่ 7 ถนนพินสเตอร์
เลียวนาร์ด·มิเชลนั่งลงบนเก้าอี้ ยกเท้าขึ้น เหยียดไปทางโต๊ะอ่านหนังสือ พาดลงบนขอบไม้
จากนั้น มันเอนหลังพร้อมกับเสียงข้อต่อไม้ดังลั่น พ่นลมหายใจยาว
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ เปลือกตาค่อยๆ ปิดลงจนสนิท
ทันใดนั้น จิตของเลียวนาร์ดถูกส่งเข้ามาในโลกมายาสีเทา แต่รอบๆ ตัวยังคงเป็นห้องนอนแห่งเดิม
มันลอยตัวมายังริมหน้าต่าง เห็นหมอกสีเทาปกคลุมละแวกใกล้เคียงอย่างหนาแน่น หมอกค่อยๆ ขยายออกไปจนสุดลูกหูลูกตา คล้ายกับพยายามครอบงำกรุงเบ็คลันด์ทั้งหมด
ไม่ว่าจะโคมไฟแก๊สข้างถนนหรือแสงไฟอบอุ่นจากบ้านแต่ละหลัง แสงสว่างรอบตัวเริ่มหม่นหมอง จุดที่ยังคมชัดเหลือเพียงบริเวณแคบๆ รอบตัวเลียวนาร์ด
ขณะเดียวกัน กลุ่มของลูกบอลแสงมายาทรงรี บ้างสว่าง บ้างสลัว ซ้อนทับกันมากมายภายในบ้านแต่ละหลัง คล้ายกับสิ่งนี้คือสัญลักษณ์แทนตำแหน่งของสิ่งมีชีวิต
นี่คือทิวทัศน์ ‘เมือง’ ในสายตาของ ‘ฝันร้าย’
เลียวนาร์ดดำเนินการสืบสวนต่อจากคราวก่อน กระโดดออกจากหน้าต่างในร่างของฝันร้าย ลอยไปยังบ้านเลขที่ 17 ถนนมินส์ เขตเชอร์วู้ด
มันมิได้บุกรุกเข้าไปโดยตรง แต่ร่อนลงที่หน้าประตูท่ามกลางกลุ่มหมอกหนาทึบ สั่นกระดิ่งอย่างสุภาพ
สิ้นเสียงนกร้อง ‘กุ๊กกู~’ สตาร์ลิ่ง·ซาเมอร์เปิดประตูออกมาในชุดนอน
หญิงสาวนำพัดเลี่ยมเงินทาบไว้บนหน้าอก ถามด้วยสีหน้าสับสนเจือสงสัย
“คุณกำลังมองหาใครหรือ?”
เธอคือเจ้าของบ้านขณะไคลน์ปลอมตัวเป็นเชอร์ล็อก·โมเรียตี้ ผมสีทอง ดวงตาสีฟ้า วัยย่างสามสิบ
ปัจจุบัน เลียวนาร์ดอยู่ในเครื่องแบบตำรวจโลเอ็นสีขาวสลับดำ แสดงบัตรประจำตัวและกล่าว
“คุณรู้จักเชอร์ล็อก·โมเรียตี้ไหม”
อาจเป็นเพราะกำลังอยู่ในความฝัน สตาร์ลิ่งจึงตอบสนองอย่างเชื่องช้า กล่าวหลังจากผ่านไปหลายวินาที
“มีอะไรเกิดขึ้นกับเขาหรือคะ”
ขณะถาม ภายใต้อิทธิพลของเลียวนาร์ด เชอร์ล็อก·โมเรียตี้ในความทรงจำของเธอปรากฏตัวด้านข้างอย่างเป็นธรรมชาติ
สวมหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง โค้ทยาวกระดุมสองแถว แว่นตากรอบทอง เครายาวรอบปาก
เป็นภาพลักษณ์เดียวกับเชอร์ล็อก·โมเรียตี้ที่เลียวนาร์ดรู้จัก เมื่อไม่พบความผิดปรกติ มันตอบกลับ
“เขาเข้าไปพัวพันกับคดีหนึ่ง พวกเรากำลังสอบสวนกันอยู่… ผมหวังว่าคุณจะยอมให้ความร่วมมือ”
“ต… ตกลงค่ะ” สตาร์ลิ่งอยากเชิดคาง แต่ด้วยเหตุผลบางประการ เธอรู้สึกสั่นกลัวเล็กๆ
เลียวนาร์ดครุ่นคิดสักพัก
“เขาเริ่มเช่าบ้านตั้งแต่ตอนไหน”
“ต้นเดือนกันยายนปีที่แล้ว” สตาร์ลิ่งตอบ
เลียวนาร์ดถามต่อไป
“คุณรู้อะไรเกี่ยวกับเขาบ้าง? หรือผมควรถามว่า คุณคิดว่าเขาเป็นคนแบบไหน?”
ถึงตรงนี้ คล้ายกับเตรียมคำตอบมาล่วงหน้า สตาร์ลิ่งเล่าทันที
“เขามาจากแคว้นเลียบทะเล มีสำเนียงของคนที่นั่น เป็นนักสืบที่เก่งมาก ครั้งหนึ่งเคยช่วยแมรี่แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสามีของเธอ แต่ถึงอย่างนั้น รายได้ของเขาก็ไม่สูงนัก ไม่สามารถจ้างแม้บ้านประจำ ฉันต้องส่งแม่บ้านไปช่วยทำความสะอาดเป็นครั้งคราว… ลูกๆ ของดิฉันบอกว่า เขาเล่าเรื่องสนุกมาก โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับนักสืบ นี่คงเป็นเหตุผลที่เขาประกอบอาชีพดังกล่าว”
โดยไม่เปิดโอกาสให้เลียวนาร์ดแทรก เธอพรั่งพรูออกมาเรื่อยๆ
“เขาไม่หยาบกร้านเหมือนนักสืบทั่วไป จบจากโรงเรียนสามัญ ศึกษาด้านประวัติศาสตร์ สิ่งที่น่าอิจฉาที่สุดก็คือ แมรี่ช่วยให้เขาได้เป็นสมาชิกของสโมสรครักซ์ ที่นั่นเต็มไปด้วยคนใหญ่คนโต ฉันเคยไปเยือนหลายครั้ง… ในช่วงหลัง ดูเหมือนว่าเขาจะเริ่มเป็นคนดังในวงการนักสืบ มักมีนักสืบเอกชนแวะมาถามถึงเขา”
เลียวนาร์ดค่อนข้างใจร้อน อดไม่ได้ที่จะนำมือขึ้นมาลูบหน้าผาก
จากคำบอกเล่าของมาดามสตาร์ลิ่ง มันไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์แต่อย่างใด ยกเว้นเรื่องที่เชอร์ล็อกไม่รวยมาก และเป็นคนเล่าเรื่องนักสืบเก่ง ส่วนข้อมูลอื่นๆ ล้วนมีอยู่ในเอกสารการสืบสวนก่อนหน้า เลียวนาร์ดรู้แม้กระทั่งว่า เชอร์ล็อก·โมเรียตี้มีความสัมพันธ์อันดีกับไอเซนการ์ด·สแตนธอน
ถัดไปคงต้องเริ่มสืบจากคนของสโมสรครักซ์ที่เคยใกล้ชิดเชอร์ล็อก·โมเรียตี้… อดทนฟังการพูดเรื่อยเปื่อยของสตาร์ลิ่งสักพัก เลียวนาร์ดกล่าวขอบคุณอีกฝ่าย ออกจากดินแดนความฝัน
บ้านเลขที่ 160 ถนนเบิร์คลุน คฤหาสน์ของดอน·ดันเตส
ภายในโถงกว้างที่แขกหลายร้อยคนสามารถเบียดเสียด ไคลน์กำลังเต้นรำกับสตรีวัยสามสิบกว่าคนหนึ่ง
เธอคือครูสอนมารยาทที่วอลเตอร์จัดหามาให้ มีนามว่า ‘วาฮาน่า·เฮย์เซ่น’
แม้ชื่อจะฟังดูธรรมดา แต่มีหลายสิ่งที่ไม่ธรรมดาเกี่ยวกับเธอ ใบหน้าดูดีกว่ามาตรฐานไม่มากก็จริง แต่กลับเปี่ยมล้นไปด้วยเสน่หา ทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหวชวนให้เคลิบเคลิ้มหลงใหล
จากคำบอกเล่าของวอลเตอร์ เธอเกิดในตระกูลบารอน ได้รับการศึกษาที่ดีตั้งแต่ยังเล็ก ภายหลังมีโอกาสได้ทำงานในวัง คอยดูแลบรรดาคุณหนูๆ จนกระทั่งตัวเธอเข้าพิธีสมรส
เมื่อตระกูลบารอนของเริ่มเสื่อมถอย ผนวกกับการที่สามีได้รับค่าจ้างอัตราปานกลาง ในฐานะสาวกเทพธิดารัตติกาล วาฮาน่าตัดสินใจประกอบอาชีพครูสอนมารยาท มีโอกาสได้ทำงานกับตระกูลขุนนางและเศรษฐีบ่อยครั้ง คอยสอนมารยาทให้เด็กๆ
แม้ว่าพ่อบ้านจะไม่ได้กล่าวเอาไว้ แต่ไคลน์ก็ทราบดี ตนห้ามทำตัวแย่ๆ ต่อหน้าสตรีผู้นี้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้น คำวิจารณ์ด้านลบจะแพร่กระจายเป็นวงกว้างยากจะกอบกู้ชื่อเสียง
ไม่ว่าจะขุนนางหรือเศรษฐี วิธีเดียวที่จะช่วยให้ทราบถึงสถานการณ์ปัจจุบันของคนนั้นๆ คือการซักถามผ่านคนรู้จัก และในบางครั้ง คนรู้จักที่ว่าก็คือคนรับใช้
ขณะขยับเท้าอย่างแผ่วเบา วาฮาน่า สตรีเจ้าของเส้นผมสีดำ พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
“มิสเตอร์ดันเตส สำหรับดิฉัน มันยากที่จะให้เชื่อว่าคุณไม่เคยเรียนการเต้นรำในลักษณะนี้มาก่อน… เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง คุณเชี่ยวชาญพอๆ กับขุนนางที่ได้เรียนด้านนี้มาตั้งแต่เด็ก”
“เพราะคุณสอนดีต่างหาก” ไคลน์ยิ้มอย่างเจียมตัว สีหน้าอ่อนโยน ปราศจากความโอ้อวด
อาศัยพลังของ ‘ตัวตลก’ ไคลน์สามารถควบคุมสมดุลร่างกายและขยับให้สอดประสานได้ไม่ยาก สำหรับชายหนุ่ม การเต้นรำนั้นง่ายพอๆ กับปอกกล้วยเข้าปาก
วาฮาน่าก้มศีรษะลง หัวเราะเล็กๆ
“คุณเป็นสุภาพบุรุษประเภทที่ชอบทำให้สตรีมีความสุขสินะคะ”
ดวงตาสีน้ำตาลของอ่อนของหญิงสาวกำลังส่องประกาย จ้องไปทางจอนสีเงินและดวงตาสีน้ำเงินเข้มของดอน·ดันเตส
“เป็นคำชมที่ดีที่สุดที่ผมได้ยินในวันนี้เลยครับ” ไคลน์ยิ้มพลางตอบกลับ ฝ่าเท้ายังคงขยับอย่างต่อเนื่อง พาวาฮาน่าวนไปรอบๆ ใจกลางโถง วงดนตรีที่ถูกจ้างมาชั่วคราวยังคงบรรเลงเพลงกึกก้องไปทั่วห้อง
ชายหนุ่มมีเจตนาจะตีสนิทวาฮาน่า ไม่ใช่เพียงการเพิ่มชื่อเสียง แต่ยังเป็นเพราะอีกฝ่ายเคยทำงานในวัง
วาฮาน่าช่วยระบุจุดผิดเล็กๆ ที่ดอน·ดันเตสทำพลาด จากนั้นก็กล่าว
“หากคุณเชิญสตรีมาเต้นรำ อย่าเอาแต่ก้มหน้าก้มตาเต้น แต่ต้องสนทนากันตามความเหมาะสม เว้นเสียแต่ทั้งคู่จะดื่มด่ำไปกับเสียงดนตรีและท่วงทำนองจนไม่อยากพูดคุย… แน่นอน นั่นก็ถือเป็นการสนทนาแบบหนึ่ง เป็นการคุยกันทางใจ… และทุกครั้งที่คุณสนทนากับสตรี คารมคมคายต้องอ้อมค้อม จงจำไว้ว่าที่นี่คือโลเอ็น ไม่ใช่อินทิส… นอกจากนั้นต้องไม่หยาบคาย ทำตัวให้สง่างามเข้าไว้… ดิฉันจะยกตัวอย่างให้ฟัง หากคุณต้องการชื่นชมน้ำหอมของสตรี ไม่ควรบอกไปตรงๆ ว่ากลิ่นนี้ดีอย่างไร หอมอย่างไร ไม่ควรถามว่าเป็นน้ำหอมชนิดใด ยี่ห้อใด แต่ต้องกล่าวโดยนัยให้สื่อถึงสิ่งที่ต้องการจะชื่นชม ยกตัวอย่างเช่น : ดูเหมือนว่าฤดูใบไม้ผลิจะมาถึงเร็วกว่าที่คิดนะครับ… แน่นอน ถ้อยคำเหล่านี้ต้องสอดคล้องกับลักษณะของน้ำหอม”
ไม่เห็นจะคมคายตรงไหน… พูดว่า ‘แสงจันทร์ในค่ำคืนนี้งดงามมากเลยนะครับ คุณคิดแบบนั้นเหมือนกันไหม?’ ไม่ดีกว่าหรือ? ไคลน์พึมพำประโยคจีบสาวยอดนิยมในภาษาญี่ปุ่น ยิ้มแห้งๆ
“ขอบคุณที่ไม่พูดออกมาตรงๆ ว่า คำชมของผมยังไม่เป็นสุภาพบุรุษมากพอ”
วาฮาน่ายิ้มลึกยิ่งกว่าเก่า
“มิสเตอร์ดันเตส คุณทราบหรือไม่ว่า สุภาพบุรุษประเภทใดที่ได้รับความนิยมในหมู่สตรีชนชั้นสูง?”
“ไม่ทราบครับ” ไคลน์ส่ายศีรษะอย่างสุขุม
วาฮาน่ายังคงไม่เปลี่ยนรอยยิ้ม
“สุภาพบุรุษประเภทที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับสองก็คือ… คนที่ชื่นชมว่าพวกเธอเฉลียวฉลาด”
“แล้วอันดับหนึ่ง?” ไคลน์ถามอย่างให้ความร่วมมือ
วาฮาน่าเหลือบมองและกล่าว
“…คนที่ทำให้พวกเธอเชื่อว่า เขาเฉลียวฉลาด”
กล่าวจบ หญิงสาวทำเพียงยิ้มอย่างเงียบงัน ไคลน์เริ่มเข้าใจความนัยที่แฝงอยู่ในคำตอบ
นี่คือความโรแมนติกของชาวโลเอ็นสินะ… ไม่เหมือนกับอินทิสที่บทสนทนาทั้งหมดพุ่งตรงไปยังร่างกายท่อนล่าง… แต่ว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงข้อความในหนังสือพิมพ์และนิตยสารของโลเอ็น ใครจะไปรู้ว่าของจริงเป็นแบบไหน? เราไม่สามารถตัดสินได้จากผิวเผิน ทั้งสองอาณาจักรมักใส่ร้ายกันเสมอ… แต่ยุคสมัยของจักรพรรดิก็สอดคล้องกับพฤติกรรมดังกล่าวจริง… ไคลน์พยักหน้ากับตัวเอง
หลักสูตรมารยาทสองชั่วโมงเต็มสิ้นสุดลงด้วยบรรยากาศชื่นมื่น ไคลน์ พ่อบ้านวอลเตอร์ และบุรุษรับใช้ ริชาร์ดสัน เดินมาส่งวาฮาน่า·เฮย์เซ่นที่ประตูหน้า มอบของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้หญิงสาว
เป็นน้ำหอม ‘แสงจันทร์’ จากบริษัทดรีม มีส่วนประกอบเป็นอำพันสีเทา ราคาค่อนข้างสูง
ส่วนจะแพงแค่ไหนนั้น ไคลน์ไม่ทราบ เพราะคนที่ซื้อคือพ่อบ้านวอลเตอร์ เป็นการเบิกจากเงินก้อนใหญ่ที่แม่บ้านทาเนญ่าถือไว้ ต้องรอให้หนึ่งพันปอนด์แรกใกล้หมดลงก่อน และเมื่อต้องการเงินทุนเพิ่ม ทาเนญ่าจะมาขอเงินก้อนใหม่จากไคลน์พร้อมใบเสร็จ
เนื่องจากพ่อบ้านวอลเตอร์บอกกล่าวล่วงหน้า ไคลน์จึงทราบชื่อของน้ำหอมและบริษัทที่ผลิต เพราะหากวาฮาน่าถามและตอบไม่ได้ นั่นจะหมายถึงความไม่จริงใจ
จากรายละเอียดข้างต้น ชายหนุ่มเริ่มเข้าใจบทบาทและความสำคัญของพ่อบ้านอย่างลึกซึ้ง
ยืนมองมาดามวาฮาน่า·เฮย์เซ่นเดินจากไป ไคลน์หักห้ามใจไม่ยกมือขึ้นมาลูบหน้าผาก ทำเพียงถอนหายใจยาว
เหนื่อยยิ่งกว่าการต่อสู้กับผู้วิเศษเสียอีก ต้องคอยใส่ใจทุกการกระทำ ระวังทุกคำพูด… อยากพักผ่อนชะมัด…
ทันใดนั้น วอลเตอร์ที่สวมถุงมือสีขาว ก้าวไปข้างหน้าและกล่าว
“นายท่าน เนื่องจากคุณเรียนรู้มารยาทได้รวดเร็ว พวกเราจึงมีเวลาเหลือพอที่จะเข้าสู่บทเรียนถัดไป”
“บทเรียนอะไร” ไคลน์รู้สึกปวดหัว
“ประวัติศาสตร์ การเมืองระหว่างประเทศ ปรัชญา ดนตรี และพื้นฐานด้านกีฬาจำพวกกอล์ฟ แข่งม้า ล่าสัตว์” วอลเตอร์ตอบโดยละเอียด
“ปรัชญา?” ไคลน์ถามอย่างประหลาดใจ
วอลเตอร์พยักหน้า
“เป็นหนึ่งในหัวข้อที่ง่ายที่สุดของชนชั้นสูง นายท่านไม่จำเป็นต้องศึกษาในเชิงลึก แค่เข้าใจบทสนทนาของคนอื่นก็พอ ต้องทราบว่าจุดเริ่มต้นของปรัชญามาจากคอนซิสโซ่ มาแรนด์ และแพทเทอร์สัน ไม่ใช่จักรพรรดิโรซายล์มหาราช และต้องทราบว่าลัวมี่เป็นคนแรกที่เปิดประเด็นเรื่อง ‘อิสระของชีวิต’
“ในสมัยก่อน เศรษฐีจำนวนมากที่เพิ่งเข้าสู่ชนชั้นสูงมักทำพลาดในเรื่องนี้ เมื่อใดที่พบหลักปรัชญาซึ่งตนไม่รู้จัก พวกเขามักอนุมานว่าจักรพรรดิโรซายล์เป็นผู้คิดค้นและผลักดัน”
ไคลน์ที่เริ่มปวดหัวหนัก ฝืนยิ้มแห้ง
“ช่วงนี้ผมกำลังว่าง นอกจากการงีบในช่วงบ่ายและการสวดมนต์ที่วิหาร คุณสามารถจัดตารางเรียนได้ทุกเวลา”
…
ภายในห้องมืด ซองจดหมายลอยขึ้น เปิดออกด้วยตัวเอง ดึงแผ่นกระดาษด้านในออกมา
ร่างของชารอนที่สวมหมวกอ่อนใบเล็กค่อยๆ คมชัดขึ้นจากด้านข้าง ในท่ามือข้างหนึ่งถือกระดาษจดหมาย เธอตั้งใจอ่านอย่างละเอียด
เมื่ออ่านจบ ชารอนเขียนตอบกลับทันที จากนั้นก็ประกอบพิธีกรรมอัญเชิญผู้ส่งสารของเชอร์ล็อก·โมเรียตี้
เธอไม่ลืมที่จะเตรียมเหรียญทอง
ชารอนท่องคาถาจบอย่างรวดเร็ว เฝ้ามองแสงเทียนสีเขียนหม่นค่อยๆ ขยายตัว
เพียงไม่นาน ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ในสภาพหิ้วศีรษะผมทองและดวงตาสีแดงทั้งสี่เศียร ปรากฏกายต่อหน้าชารอน
ดวงตาชารอนพลันชะงัก บนใบหน้าที่ดูคล้ายกับตุ๊กตา เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์อย่างรุนแรง
หญิงสาวโพล่งขึ้น
“ท่านอาจารย์! ไม่ใช่ว่าท่าน…”
……………………………………………..
ไคลน์ที่เคยอ่านนิตยสารหลายเล่ม ย่อมทราบว่าในสังคมที่ตนอยากเข้าร่วม มีงานเลี้ยงมากมายรออยู่ จึงไม่แปลกใจหรือคัดค้านคำแนะนำของวอลเตอร์ เพียงพยักหน้ารับ
“ตกลง”
กล่าวจบ ชายหนุ่มหันไปทางริชาร์ดสัน บุรุษรับใช้ส่วนตัว
“เตรียมรถม้า ผมจะไปวิหารนักบุญแซมมวล”
ไคลน์ยังไม่ลืม จุดประสงค์หลักของตนคือการแสร้งทำเป็นสาวกเปี่ยมศรัทธาของเทพธิดารัตติกาล พยายามมองหานักบวชที่เป็นเป้าหมาย จะได้สวมรอยเข้าไปในประตูยานิส ดังนั้น มันวางแผนที่จะแวะไปวิหารทุกครั้งที่มีโอกาส ทำตัวเป็นสาวกที่ดีอย่างแนบเนียน
“ครับนายท่าน” ริชาร์ดสันตอบด้วยท่าทีเคารพ
ถัดมาไม่นาน ไคลน์ในเสื้อโค้ทและหมวกทรงสูงเดินขึ้นรถม้าสี่ล้อหรูหราที่เพิ่งเช่า เพลิดเพลินไปกับวิวทิวทัศน์สองข้างทาง พลางจิบชาดำคู่กับมะนาวฝาน
อันที่จริง ภายในห้องโดยสารมีบาร์ขนาดเล็กสำหรับเก็บเหล้ากลั่น จำพวกแลงติทองคำและแรนดี้ดำเหมันต์ที่พ่อบ้านวอลเตอร์เตรียมไว้ให้ รวมถึงไวน์ขาวและไวน์แดงนานาชนิดจากอินทิส
แต่ไคลน์ไม่ใช่คนชอบดื่ม ในฐานะผู้วิเศษ มันไม่ปลื้มกับความรู้สึกมึนเมาสักเท่าไร ภาวะดังกล่าวอาจส่งผลให้เกิดอาการคลุ้มคลั่งได้ง่าย ดังนั้น ชายหนุ่มใช้ข้ออ้างที่จะไปวิหารเพื่อปฏิเสธการดื่มสุรา และสั่งให้บุรุษรับใช้ส่วนตัว ริชาร์ดสัน เตรียมชาดำมาร์ควิสไว้ล่วงหน้า
“ถ้าหากเป็นไปได้ ผมก็อยากจะได้ชาเย็นหวานๆ สักแก้ว… รสชาติของทางใต้” ไคลน์พูดกับริชาร์ดสันอย่างติดตลก
“ผมจะเตรียมไว้สำหรับครั้งถัดไปครับ” ริชาร์ดสันตอบกระฉับกระเฉง
ไคลน์ยิ้มและส่ายหน้า
“ไม่ต้อง… การดื่มสิ่งนั้นทำจะให้ผมไม่สง่างาม… ไว้ผมสนิทกับเพื่อนบ้านมากกว่านี้ มีการจัดงานเลี้ยงครั้งใหญ่ ถึงตอนนั้นค่อยเตรียมชาเย็นหวานๆ ไว้ต้อนรับแขก… ฮะฮะ ผมคิดว่าพวกเด็กๆ น่าจะชอบ”
เมื่อริชาร์ดสันตระหนักว่าตนเข้าใจความหมายของคำพูดนายจ้างผิด มันรีบกล่าวอย่างประหม่า
“ผมจะจำเอาไว้ครับ”
จากบ้านเลขที่ 160 ถนนเบิร์คลุน ไปยังวิหารนักบุญแซมมวลบนถนนเฟลป์ หากเดินเท้าจะใช้เวลาประมาณยี่สิบนาที ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเสียเงินเช่ารถม้ามาแล้ว รวมถึงอยากรักษาความสง่างาม ไคลน์ชอบที่จะเดินมากกว่า จะได้ย่อยอาหารและยังดีต่อสุขภาพ
เพียงไม่นาน รถม้าหยุดลงตรงจัตุรัสด้านนอกวิหาร ไคลน์ถือไม้ค้ำเลี่ยมทอง ก้าวลงจากรถ หยุดเพื่อชมการเต้นระบำของนกพิราบขาว
เข้าไปในวิหาร มุ่งหน้าไปยังโถงสวดมนต์หลัก ชายหนุ่มส่งหมวกและไม้ค้ำให้ริชาร์ดสัน นั่งลงใกล้กับทางเดิน ก้มศีรษะพลางประสานมือ เริ่มกล่าวคำวิงวอนอย่างจริงจังและแผ่วเบา
ริชาร์ดสันนั่งอยู่ข้างหลัง เก็บสิ่งของให้เข้าที่ แหงนหน้ามองไปยังตราสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์แห่งความมืดบนแทนบูชา หลับตาลงตาม
ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ ไคลน์สัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณของตนเกิดการกระจัดกระจายเล็กๆ แต่ชายหนุ่มไม่แปลกใจ เพราะสาวกทุกคนที่สวดมนต์ภายในวิหาร จะเผชิญเหตุการณ์ที่คล้ายกันเสมอ – เศษเสี้ยวพลังวิญญาณที่เกิดจากความซื่อตรงและจริงใจจะถูกดึงออกไปจากร่างกาย เสริมความแข็งแกร่งให้ผนึกประตูยานิสในห้องใต้ดิน
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ สัมผัสวิญญาณของชายหนุ่มถูกกระตุ้น จึงลืมตาขึ้นอย่างเงียบงัน ค่อยๆ มองตรงไปข้างหน้า
ที่นั่นมีชายชราสวมชุดคลุมสีดำของนักบวช เส้นผมค่อนข้างบาง สีคล้ายน้ำแข็ง ใบหน้าขาวซีดราวกับคนใกล้ตาย
มองจากระยะไกล ออร่าของอีกฝ่ายเย็นเยียบ ปราศจากอารมณ์ในส่วนอื่น กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมมืดสลัวในโถงสวดมนต์ใหญ่
ผู้คุม… ไคลน์ได้ข้อสรุปจากการชำเลืองเพียงครู่เดียว ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้งและสวดวิงวอน แน่นอน ชายหนุ่มจดจำรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายไว้หมดแล้ว
จมูกใหญ่ ดวงตาสีฟ้าอมเทา ผิวหน้าหย่อนคล้อย ไม่มีเครา
ชายชราที่แต่งกายในชุดนักบวชเองก็นั่งลงในเวลาไล่เลี่ย สวดวิงวอนถึงเทพธิดา ท่ามกลางโถงสวดมนตร์อันกว้างใหญ่ซึ่งช่องวางเพียงไม่กี่แห่งด้านบนกำแพง แสงอันบริสุทธิ์คล้ายดวงดาวพราวพรายส่องลอดเข้ามาจากช่องว่างดังกล่าว มอบความอ่อนโยนและศักดิ์สิทธิ์แก่สภาพแวดล้อมที่มืดมน
กระแสเวลาไหลผ่าน สัมผัสวิญญาณไคลน์ถูกกระตุ้นอีกครั้ง
ชายหนุ่มบรรจงลืมตา เห็นผู้คุมในชุดสีดำลุกขึ้นจากที่นั่ง เดินเข้าไปที่ช่องลับด้านข้าง
ปลายทางน่าจะเป็นด้านหลังวิหาร… ผู้คุมก็อาศัยอยู่ในวิหารด้วยหรือ? ไม่มีญาติ ไม่มีครอบครัว ไม่มีบ้านให้กลับ? แต่ถ้าพิจารณาจากสถานะของอีกฝ่าย เรื่องนี้ไม่เหนือความคาดหมายมากนัก ผู้คุมด้านหลังประตูยานิสย่อมต้องถูกบิชอปจับตามองเป็นพิเศษ ถือเป็นพื้นฐานของมาตรการความปลอดภัย… หมายความว่า เราต้องเป็นเพื่อนกับบิชอปและนักบวชของวิหารนักบุญแซมมวล จึงจะมีสิทธิ์เข้าไปในเขตด้านหลังวิหาร… ไคลน์ไม่จ้องนักนาน หลับตาลงอีกครั้ง ครุ่นคิดเกี่ยวกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น
ถัดจากนั้นไม่นาน ชายหนุ่มลุกขึ้นอย่างไม่รีบร้อน เดินไปหยุดหน้ากล่องบริจาค หยิบธนบัตรออกมาห้าสิบปอนด์ หย่อนลงไปด้วยสีหน้าสำรวม
สิ่งนี้ทำให้บิชอปและนักบวชที่เข้าเวรดูแล หันมองมาเป็นตาเดียว ใบหน้าเผยความอ่อนโยนและเป็นมิตร จดจำหน้าตาของ ‘เศรษฐี’
จัดการทั้งหมดเสร็จ ไคลน์พยักหน้าแผ่วเบาให้เหล่านักบวช เดินออกมาตามทางโดยมีริชาร์ดสันคอยถือหมวกและไม้ค้ำเดินตามหลัง
ออกจากโถงสวดมนต์ใหญ่ ชายหนุ่มเดินไปตามทางที่สองฝั่งเต็มไปด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังอันงดงาม รวมถึงกระจกสีสันฉูดฉาดด้านบนสุด
ทันใดนั้น คนกลุ่มหนึ่งเดินสวนเข้ามา นำโดยชายวัยกลางคนที่มีจอนยาว ใบหน้าอ่อนโยน สวมชุดกันลมสีดำ ไม่สวมถุงมือ ไม่มีไม้ค้ำ
ด้านหลังฝั่งซ้ายของชายคนดังกล่าวคือบุรุษหนุ่มที่สวมชุดแบบเดียวกัน ผมสีดำเข้มและดวงตาสีเขียวมรกต ค่อนข้างหล่อเหลา แต่ทรงผมยุ่งเหยิงเล็กน้อย คล้ายกับไม่ได้ตั้งใจหวีสักเท่าไรหลังจากตื่นนอน
ไม่ว่าจะรูปลักษณ์ ขนาดร่างกาย ไคลน์คุ้นเคยเป็นอย่างดี ภายในใจรู้สึกคิดถึงราวกับไม่ได้พบกันนานหลายสิบปี
เลียวนาร์ด·มิเชล!
รูม่านตาไคลน์หดลงเล็กน้อย ฝ่าเท้ายังคงก้าวเดิน รักษาจังหวะในตอนแรกได้โดยไม่มีพิรุธ หันหน้าไปมองกลุ่มเหยี่ยวราตรีในชุดกันลมสีดำ
ใช่แล้ว ไคลน์มั่นใจว่าคนเหล่านี้คือเหยี่ยวราตรี!
เมื่อกำลังจะสวนกัน ชายหนุ่มชำเลืองไปทางกลุ่มของเลียวนาร์ดโดยไม่เจาะจง จากนั้นก็เดินผ่านไปทางประตู
ประตูทางเข้าเปิดอยู่ ด้านนอกมีเมฆบางเบา แสงแดดบริสุทธิ์ และนกพิราบสีขาวกำลังโบยบิน
เลียวนาร์ด·มิเชลเหลียวหลังมองสุภาพบุรุษที่เพิ่งเดินสวนอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะพ่นลมและกล่าว
“ผมหวังว่าพวกเราจะได้อยู่ในเบ็คลันด์อีกสักสองสามวัน นอนพักผ่อนให้เพียงพอ… คดีนี้ไม่เพียงจะอันตรายและดุเดือด แต่ยังสิ้นเปลืองพลังใจมากด้วย”
หน่วยถุงมือแดงของพวกมันเพิ่งเสร็จจากคดีปีศาจหนังมนุษย์ มีผู้ต้องหาถูกจับกุมสองราย
มองผิวเผิน งานนี้ดูเหมือนจะง่าย แต่ความจริงแล้วเต็มไปด้วยอุปสรรค กว่าจะบรรลุภารกิจ ถุงมือแดงถูกล่อลวงเข้าหากับดักและถูกซุ่มโจมตีหนแล้วหนเล่า ผ่านความยากลำบากและเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย
หัวหน้าโซสต์ส่ายศีรษะและยิ้ม
“นี่คือวิถีชีวิตของถุงมือแดงอย่างเรา เมื่อพวกคุณเลือกที่จะเข้าร่วม แปลว่าเตรียมใจรับชะตากรรมแบบนี้ไว้แล้ว… จริงสิ ขอแสดงความยินดีที่เลือนลำดับเป็น ‘ผู้ปลอบวิญญาณ’ สำเร็จ”
เลียวนาร์ด·มิเชลยิ้ม
“ช้ากว่าที่ผมคิดไว้มาก… และไม่ใช่แค่ผม หัวหน้าโซสต์ คุณเองก็เพิ่งเลื่อนเป็นลำดับ 5 เช่นกัน”
“นี่ไม่ใช่ปัญหาของทางโบสถ์ หากผมอดทนได้ดีกว่านี้ คงกลายเป็นจอมอาคมวิญญาณได้ตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อนแล้ว” รอยยิ้มบนใบหน้าโซสต์พลันจางหาย เดินนำทุกคนไปยังโถงสวดมนต์ใหญ่ “จงสวดวิงวอนถึงพระองค์ วิธีนี้จะช่วยขจัดความอ่อนเพลียทางจิตใจได้ชะงักงัน ร่างฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว”
ขณะกล่าว หน่วยถุงมือแดงเดินเข้าไปในโถงที่มีบรรยากาศสลัวและเงียบเชียบ แต่ต่างคนต่างแยกกันหาที่นั่ง
ขณะเลียวนาร์ดเตรียมตั้งสมาธิสวดมนต์ เสียงค่อนข้างชราดังขึ้นภายในใจ
“มีบางอย่างไม่ถูกต้องเกี่ยวกับคนเมื่อสักครู่”
“ใคร?” เลียวนาร์ดก้มศีรษะ ถามเสียงต่ำ
เสียงค่อนข้างชราตอบกลับ
“หนึ่งในคนที่เดินสวนกันหน้าประตูทางเข้า ข้าอาศัยอยู่ในตัวเจ้า พลังยังฟื้นฟูกลับมาไม่เต็มที่ จึงมองเห็นได้ไม่ชัดสักเท่าไร”
เลียวนาร์ดพยายามนึก ยังคงใช้เสียงต่ำ
“ไม่ถูกต้องยังไง?”
“คนคนนั้นมีกลิ่นอายโบราณ” เสียงในใจเลียวนาร์ดตอบสั้นกระชับ
“หมายถึงผู้วิเศษที่อาศัยอยู่บนโลกมานาน?” เลียวนาร์ดพึมพำ “เดี๋ยวผมจะลองตรวจสอบดู”
ขณะเดียวกัน มันคิดในใจ
ตาแก่กำลังปกปิดบางอย่างจากเรา เขาไม่เคยเตือนออกมาเองแบบนี้ แถมยังอธิบายอย่างคลุมเครือ… หากเราพบเป้าหมาย ถ้ายืนยันว่ายังไม่มีพิษภัย จะปล่อยผ่านไปโดยไม่สนใจ… ไม่อยากนั้นอาจถูกลากเข้าไปพัวพันกับการต่อสู้ของสัตว์ประหลาดจากยุคสมัยที่สี่… แต่ถ้าบุคคลดังกล่าวเป็นตัวอันตราย คงต้องรายงานกับท่านอาร์ชบิชอปโดยตรง
…
เขตเชอร์วู้ด ภายในบ้านหลังหนึ่ง
“ที่ฉันยืมมาจากเธอ” ฟอร์สยื่นเงินจำนวนสองร้อยยี่สิบปอนด์ให้ซิล
เธอเพิ่งได้รับเงินหนึ่งร้อยปอนด์จากมิสเตอร์มูน และห้าร้อยปอนด์จากมาดามเฮอร์มิส
ซิล·เดียร์ชาใช้มือสางเส้นผมสีทองที่ยุ่งเหยิงและแข็งกระด้าง ก้มมองธนบัตร เงยหน้าขึ้นมองฟอร์สอีกครั้ง โพล่งออกไป
“เธอเล่นพนันเถื่อนมาจริงๆ ใช่ไหม? ฉันขอเตือนไว้ก่อน การพนันแบบนี้เต็มไปด้วยการคดโกงและเอาเปรียบ เจ้ามือจะยอมเสียเล็กน้อยเพื่อที่จะชนะครั้งใหญ่ในอนาคต! แม้ว่าเธอจะเป็นนักตุกติกและตบตาเจ้ามือได้ แต่การพนันทำนองนี้ไม่ได้มีลูกเล่นแค่อย่างเดียว!”
“หยุด หยุด หยุด!” ฟอร์สยกมือขึ้นทั้งสองข้าง กล่าวด้วยเสียงโกรธปนตลก “ฉันดูเหมือนคนเล่นพนันเถื่อนตรงไหน?”
“ทุกตรง!” ซิลตอบโดยไม่ลังเล “ในอดีต ถ้าฉันไม่ห้ามไว้ เธอคงเปลี่ยนจากการสูบบุหรี่ไปเป็นกัญชาแล้ว!”
นั่นเพราะกัญชาช่วยลดความเจ็บปวดขณะเผชิญเสียงเพรียกระหว่างจันทร์เต็มดวงยังไงล่ะ แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นอีกแล้ว… ฟอร์สไม่โต้เถียง อธิบายกลับไปเถรตรง
“ฉันขายข้อมูลเกี่ยวกับศาสตร์เร้นลับในชุมนุมผู้วิเศษ… หึหึ อีกฝ่ายใจกว้างมาก เสนอเงินให้ตั้งหลายร้อยปอนด์”
“งั้นหรือ…” ซิลสลัดความคิดก่อนหน้า หันไปกล่าว “มีชุมนุมลับของผู้วิเศษแห่งใหม่เกิดขึ้นในเขตตะวันออก ฉันได้รับเชิญ”
“ชุมนุมผู้วิเศษใหม่?” ฟอร์สผงะเล็กน้อย ก่อนจะผุดบางสิ่งในใจ
จากคำพูดของอาจารย์ตน โดเรี่ยน·เกรย์ รวมถึงมิสเตอร์ฟูล หญิงสาวทราบว่าลูอิส·เวย์นเป็น ‘ผู้ส่งสาร’ ของชุมนุมแสงเหนือ การมาเยือนเบ็คลันด์ในคราวนี้ ดูเหมือนว่าจะมาเพื่อทดแทนมิสเตอร์ A ที่หายตัวไป สร้างขุมกำลังของชุมนุมแสงเหนือขึ้นมาใหม่ ดังนั้น มีโอกาสพอสมควรที่มันจะปลอมตัว จัดชุมนุมผู้วิเศษใหม่ขึ้นมาแทนมิสเตอร์ A
ฟอร์สครุ่นคิดสักพัก กล่าวกับซิลโดยไม่มองหน้า
“แล้วเธอจะเข้าร่วมไหม?”
“แน่นอน ฉันยังต้องการสูตรโอสถ ‘นักสอบสวน’” ซิลยืนกรานหนักแน่น
ฟอร์สพยักหน้า ปิดปากหาว
“ถ้าได้สิทธิ์เชิญสมาชิกใหม่เมื่อไร อย่าลืมชวนฉันด้วย”
……………………………………………………………………
เมื่อเดินเข้าไปในบ้าน สิ่งแรกที่ไคลน์เห็นคือห้องโถงขนาดกว้างขวาง มีเก้าอี้และที่วางร่มจำนวนมาก สถาปัตยกรรมภายในถูกตกแต่งอย่างหรูหรา หากไม่เคยทราบโครงสร้างหรือเคยเดินสำรวจมาก่อน ไคลน์คงคิดว่าที่นี่คือห้องรับแขก
ผ่านประตูบานที่สอง แววตาชายหนุ่มสดใสขึ้นถนัดตา ด้านในคือห้องโถงที่แขกหลายสิบคนสามารถเต้นรำโดยไม่ต้องเบียดเสียด
ใจกลางโถงปูด้วยพรมหนานุ่ม สีสันสดใส รายล้อมด้วยกระเบื้องหินอ่อนสีสว่าง นอกจากนั้นยังมีเปียโน รูปปั้นแกะสลักหินอ่อน และเสาหินลวดลายงดงามที่คอยค้ำจุนพื้นของชั้นสอง
ฝั่งซ้ายมือมีหน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดาน ด้านนอกเป็นสนามหญ้าสีเขียวและสวนดอกไม้ ทางขวามือเป็นประตูไม้และทางเดินที่นำไปสู่ห้องพักของแขก ห้องเก็บของ ห้องน้ำ ห้องครัว และห้องนอนพ่อบ้าน
ห้องโถงสูงกินพื้นที่สองชั้น มีโคมไฟระย้าคริสตัลห้อยลงมาจากเพดาน ทำให้ผู้คนพากันจินตนาการไปถึงช่วงเวลากลางคืน
รอบๆ โถงใหญ่มีบันไดสองฝั่ง นำทางไปขึ้นไปยังระเบียงชั้นสองที่อยู่ใจกลางบ้านตัวบ้าน
ระเบียงชั้นสองเหนือห้องโถงมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ตำแหน่งตรงกับพรมด้านล่างพอดิบพอดี สิ่งเดียวที่ไคลน์ต้องการมีเพียงไวน์หนึ่งแก้ว ยืนหลังระเบียงพลางเพลิดเพลินไปกับงานเต้นรำด้านล่าง
บนชั้นสองยังมีอีกหลายห้อง ทั้งห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร ห้องน้ำ ห้องบิลเลียด ห้องนอนอีกจำนวนหนึ่ง หากแขกต้องการค้างคืน ก็สามารถเข้าพักได้ตามอัธยาศัย
ในทำนองเดียวกัน บนชั้นสองมีบันไดนำพาไปสู่ชั้นสาม ทั้งชั้นมีไว้สำหรับดอน·ดันเตสโดยเฉพาะ ประกอบด้วยห้องนอนหรูหราอลังการ ห้องกึ่งเปิดโล่งพร้อมกับบาร์ที่สามารถเพลิดเพลินไปกับแสงแดดและวิวทิวทัศน์ ห้องอ่านหนังสือซึ่งเป็นราวกับหอสมุดขนาดย่อม ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าสองห้อง ห้องนอนเล็กของบุรุษรับใช้ส่วนตัวและสาวใช้เวรกลางคืน นอกจากนั้นยังมีห้องน้ำของคนในครอบครัวโดยเฉพาะ แต่ปัจจุบันไคลน์ยังโสด
ส่วนห้องคนรับใช้อื่นๆ จะอยู่ในบ้านด้านหลังอาคารหลัก โดยที่อีกฝั่งหนึ่งคือคอกม้า
ห้องใต้ดินของอาคารหลักมีพื้นที่กว้างพอๆ กับตัวตึก ประกอบด้วยห้องเก็บของขนาดใหญ่และห้องเก็บไวน์
ไคลน์ถอดเสื้อคลุมออก ยืนริมระเบียงภายในห้องกึ่งเปิดโล่งของชั้นสาม มองดูวิวทิวทัศน์รอบๆ บ้าน อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเงียบๆ ตามลำพัง
ของแพงก็มีความคุ้มค่าในตัวมัน… ค่าเช่าสามร้อยสิบห้าปอนด์ต่อปีไม่ได้แพงเกินจริงแต่อย่างใด…
ชายหนุ่มจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าของหนึ่งปีไปแล้วเมื่อวานช่วงบ่าย จำใจต้องเพลิดเพลินไปกับความหรูหราให้เต็มที่
ขณะเดียวกัน มันยังต้องจ่ายเงินค่าจ้างรายปีจำนวนหนึ่งร้อยสิบห้าปอนด์ให้วอลเตอร์ทันที เพราะเมื่อใดที่ตนขโมยสมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัสสำเร็จ มีโอกาสสูงที่จะหลบหนีออกนอกเมือง ส่งผลให้มิสเตอร์พ่อบ้านรายนี้ต้องตกงานกะทันหัน
ด้วยแนวคิดเดียวกัน ไคลน์ต้องจ่ายค่าจ้างรายปีให้กับแม่บ้านทาเนญ่าจำนวนสี่สิบสองปอนด์ เป็นการแสดงให้เห็นว่านายจ้องของเธอใจกว้างมากเพียงใด
นอกจากนั้น หลังจากพ่อบ้านกับแม่บ้านปรึกษากันอย่างหนัก พวกเขาลงความเห็นที่จะจ้างคนคอยดูแลทรัพย์สินจำนวนสามสิบปอนด์ต่อปี จ้างริชาร์ดสันในตำแหน่งบุรุษรับใช้จำนวนสามสิบห้าปอนด์ต่อปี คนรับใช้ชายสองคนที่คอยดูแลแขกและเสิร์ฟอาหารอีกคนละยี่สิบห้าปอนด์ต่อปี แม้บ้านชั้นหนึ่งสองคน สิบแปดปอนด์ต่อปีต่อคน แม่บ้านชั้นสองสองคน สิบสองปอนด์ต่อปีต่อคน และแรงงานชายสองคน สิบสองปอนด์ต่อคนต่อปี
ค่าจ้างรายปีของพ่อครัวคือสามสิบปอนด์ ผู้ช่วยพ่อครัวสิบห้าปอนด์ แม่ครัวลูกมือสิบเอ็ดปอนด์ คนดูแลห้องเก็บของสิบเอ็ดปอนด์ พยาบาลประจำยี่สิบห้าปอนด์ เด็กรับใช้สิบปอนด์ คนขับรถม้าสองคน คนละยี่สิบห้าปอนด์ คนสวนสองคน คนละยี่สิบปอนด์ สาวใช้ซักผ้าสองคน คนละสิบปอนด์ รวมทั้งสิ้นสี่ร้อยสิบสามปอนด์ เฉลี่ยเกือบแปดปอนด์ต่อสัปดาห์
เมื่อผนวกกับค่าแรงรายปีของหัวหน้าพ่อบ้านและแม่บ้าน ไคลน์ต้องจ่ายปีละห้าร้อยเจ็ดสิบปอนด์ ตกสิบเอ็ดปอนด์ต่อสัปดาห์ นี่ยังไม่นับค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวันอันประกอบด้วยอาหาร เสื้อผ้า ถ่านฟืน และอื่นๆ
ทุกวันจันทร์ที่ลืมตาขึ้น ถึงแม้จะไม่มีรายรับสักเพนนีเดียว แต่เราก็ต้องจ่ายเงินมากกว่าหรือเท่ากับยี่สิบปอนด์… ไคลน์ครุ่นคิดสักพัก บังคับตัวเองให้มองไปทางสวน
ในตอนเที่ยง ชายหนุ่มต้องจ่ายค่าเช่ารถม้าสองคัน รวมถึงค่าแรงสัปดาห์แรกให้กับบรรดาคนรับใช้ เมื่อรวมกับเงินที่เคยมอบให้แม่บ้านทาเนญ่าอีกหนึ่งพันปอนด์เป็นค่าใช้จ่ายจิปาถะ ไคลน์จะเหลือเงินสดเพียง 1,286 ปอนด์และเหรียญทองสิบแปดเหรียญ อย่างไรก็ตาม รายได้จากมิสจัสติสและมาดามเฮอร์มิทจะค่อยๆ ถูกทยอย ‘จ่าย’ ภายในสัปดาห์นี้
เราไม่มีทางรู้เลยว่า หนึ่งพันปอนด์ที่ให้ทาเนญ่าไปจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน ลำพังการซื้อเครื่องดื่มเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับงานเลี้ยงก็หมดไปแล้วสองสามร้อยปอนด์… ‘เศรษฐี’ ดอน·ดันเตสดำดิ่งในความคิด ยากจะสลัดความเจ็บปวดหัวใจ
เพื่อให้อารมณ์สงบ มันอาศัยโอกาสที่แม่บ้านและสาวใช้กำลังวุ่นวายอยู่กับบ้านหลังใหม่ เตรียมส่งตัวเองเข้าสู่ห้วงมิติเหนือสายหมอก ศึกษาหุ่นกระบอกที่เอ็มลิน·ไวท์สังเวยเข้ามา
ขณะเกิดปรากฏการณ์จันทราโลหิต ไคลน์จำเป็นต้องเข้าไปในห้วงมิติลึกลับเพื่อดึงฟอร์ส ข่มความง่วงนอนและฟังอีกฝ่ายเล่าถึงชีวิตประจำวันในกรุงเบ็คลันด์ จนกระทั่งเหตุการณ์สงบลง ไคลน์อยู่ในสภาพอ่อนเพลียสุดขีด หลังจากรับการสังเวยจากเอ็มลินและไม่พบความผิดปรกติใดเพิ่มเติม ชายหนุ่มส่งตัวเองกลับโลกความจริง สลบเหมือดลงบนเตียงนอน
จัดระเบียบเสื้อกั๊กสีเข้มเสร็จ ไคลน์เดินไปที่ทางเข้า เปิดประตูห้องและหันไปพูดกับบุรุษรับใช้ส่วนตัว
“ผมมีนิสัยชอบงีบในช่วงบ่าย ใช้เวลาประมาณสี่สิบห้านาที อย่าให้ใครเข้ามารบกวน”
“ครับผม” ริชาร์ดสันตอบอย่างนอบน้อม
ชายคนนี้เป็นลูกครึ่ง บิดาเป็นชาวโลเอ็น ทำงานดูแลทรัพย์สินให้คฤหาสน์แห่งหนึ่ง มารดาเป็นชาวไบลัมตะวันออก ทำงานเป็นทาสในคฤหาสน์หลังเดียวกัน หลังจากลืมตาดูโลก ริชาร์ดสันต้องเผชิญการกลั่นแกล้งและการกีดกันมากมาย บ่มเพาะเป็นอุปนิสัยขี้ขลาด เชื่อฟัง และไม่สู้คน แต่เนื่องจากหน้าตาดี เหมาะแก่การต้อนรับแขก เจ้าของคฤหาสน์จึงเลือกให้ทำงานเป็นบุรุษรับใช้ส่วนตัว พากลับมายังกรุงเบ็คลันด์ด้วยกัน
จนกระทั่งสภาสูงและสภาสามัญของอาณาจักรโลเอ็นผ่านร่างกฎหมายเลิกทาส ริชาร์ดสันตกงานทันที จึงต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากสำนักงานจัดหาคนรับใช้
ก่อนจะมารับใช่ไคลน์ มันเคยรับใช้มาแล้วสองตระกูล เคยทำผิดพลาดประปราย ได้สั่งสมประสบการณ์อันมีค่า คุณสมบัติเข้าตาพ่อบ้านวอลเตอร์จนถูกเลือกให้มาเป็นบุรุษรับใช้ส่วนตัวของดอน·ดันเตส
เมื่อเห็นริชาร์ดสันที่ตัวสูงเท่าๆ กับตน ไคลน์ส่ายหน้าพลางถอนหายใจ
ผู้ชายที่สามารถเป็นดาราได้สบายๆ กลับต้องมาเป็นทาสในยุคสมัยแบบนี้… น่าเสียดาย ดันขี้ขลาดทั้งที่ตัวใหญ่… แต่นั่นก็เป็นเรื่องดี ด้วยนิสัยว่าง่าย เชื่อฟัง ยอมทำตามคำสั่ง และไม่กล้าตัดสินใจด้วยตัวเอง สำหรับเจ้านายแล้วถือเป็นคุณสมบัติในอุดมคติ
หากเรามีบุรุษรับใช้ส่วนตัวได้คนเดียว และต้องคอยดูแลบริหารจัดการปัญหาต่างๆ ได้ด้วย ริชาร์ดสันไม่ตอบโจทย์แน่นอน แต่ปัจจุบันเรามีทั้งพ่อบ้านวอลเตอร์ แม่บ้านทาเนญ่า และคนรับใช้อีกมาก ลำพังประสบการณ์ของพวกเขาย่อมเพียงพอต่อการรับมือกับปัญหา…
โดยไม่กล่าวเพิ่มเติม ไคลน์ปิดประตูและลงกลอน กลับไปยังเก้าอี้เอนหลัง ถอยหลังสี่ก้าวและส่งตัวเองเข้าสู่ห้วงมิติเหนือสายหมอก
ชายหนุ่มนั่งลงบนเก้าอี้ของเดอะฟูล เสกหุ่นกระบอกจันทราที่ไหม้เกรียมให้ลอยกลางอากาศ ตกลงบนโต๊ะด้านหน้า
หลังจากตรวจสอบทุกซอกมุมซ้ำหลายหน ไคลน์ไม่พบความผิดปรกติใด จึงเสกปากกาและกระดาษ เขียนประโยคทำนาย
“ที่มาของสิ่งนี้”
วางปากกาลง ไคลน์รอสองสามวินาทีก่อนจะใช้มือจับกระดาษ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้
น่าแปลก… สัมผัสวิญญาณไม่พยายามยับยั้งเราจากการทำนาย แปลว่าอันตรายเบื้องหลังหุ่นกระบอกจันทรา ไม่ร้ายแรงเท่าตะกอนพลังของโรงเรียนกุหลาบ… ไคลน์พึมพำ ท่องประโยคทำนายเสียงต่ำ
ท่ามกลางโลกสีเทา ชายหนุ่มเห็นแท่นบูชาที่มีคบเพลิงรายล้อมเป็นวงกลม
แท่นบูชาถูกปกคลุมด้วยสิ่งที่ดูคล้ายกับหนังมนุษย์ คราบเลือดกระจัดกระจาย กึ่งกลางมีเทียนไขสามเล่มและหุ่นกระบอกเรียวเล็กจำนวนหนึ่ง
หุ่นกระบอกเล็กๆ เหล่านี้มีดวงตาโค้งลง มุมปากตกทั้งสองข้าง คล้ายกับจันทร์เสี้ยวบนท้องฟ้า
นอกจากรอยยิ้มประหลาด ตามลำตัวยังฝังด้วยหญ้าแห้งและดอกไม้เหี่ยว
นักบวชในชุดคลุมสีแดงเข้มเดินวนรอบแท่นบูชาแข็งขัน คล้ายกับกำลังเต้นระบำที่คิดค้นโดยผู้ป่วยโรคลมชัก
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ แสงจันทร์เริ่มรวมตัวกันและส่องลงมายังหุ่นกระบอกไม้ จนกระทั่งผิวไม้เกิดคลื่นกระเพื่อม
พิธีกรรมจบลงอย่างรวดเร็ว นักบวชหยิบหุ่นตัวเล็ก เดินไปหามนุษย์ซึ่งถูกมัดไว้กับราวด้านข้าง เสียบหุ่นเข้าไปในเบ้าตาของเหยื่อ
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องอันน่าเวทนา ฉากแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว คนตายซึ่งมีหุ่นกระบอกจันทราเสียบอยู่ในเบ้าตา ทยอยถูกฝังรวมกันไว้ในสถานที่หนึ่ง
ภาพตัดอีกหลายครั้ง เมื่อใดก็ตามที่เกิดปรากฏการณ์พระจันทร์เต็มดวงหรือจันทราโลหิต แสงสว่างจะส่องไปทางสุสาน ค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในดินราวกับสายน้ำอ่อนโยน ส่งผลให้สภาพแวดล้อมโดยรอบมืดลงถนัดตา
ไคลน์ลืมตาขึ้น ปรับเปลี่ยนท่านั่ง เข้าใจที่มาของหุ่นกระบอกจันทราอย่างคร่าวๆ
สิ่งนี้มีต้นกำเนิดจากพิธีกรรมสวดวิงวอนถึง ‘ดวงจันทร์บรรพกาล’ แถมยังทำติดต่อกันมานานนับร้อยปี!
กว่าร้อยปีที่ผ่านมา หุ่นกระบอกดูดซับพลังจากดวงจันทร์สีแดง ค่อยๆ กลายพันธุ์ทีละนิด จนกระทั่งนักล่าอาณานิคมไปพบเข้า
ภายนอก พวกมันดูเหมือนหุ่นกระบอกทั่วไป มีเพียงสาวกของดวงจันทร์บรรพกาลเท่านั้นที่สามารถเปิดใช้งานได้ด้วยขั้นตอนพิเศษ แต่จะเกิดอะไรขึ้นบ้างนั้น ไคลน์ยังไม่มีข้อมูล
ในทางทฤษฎี หุ่นกระบอกเหล่านี้คือเป้าหมายการ ‘อวยพร’ จากดวงจันทร์บรรพกาล… หลังจากถูกเราผ่าตายไปเมื่อคืน เทพมารตนดังกล่าวจึงโมโห ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์จันทราโลหิตกะทันหัน? ไคลน์เคาะนิ้วลงบนขอบโต๊ะทองแดงยาวที่มีร่องรอยความเก่าแก่ ครุ่นคิดหาข้อสันนิษฐานเบื้องต้น
หมายความว่า… ในยามที่ดวงจันทร์บรรพกาลพิโรธ รูปลักษณ์ของดวงจันทร์จะเปลี่ยนไป กลายเป็นพระจันทร์สีเลือด? หากสมมติฐานนี้เป็นจริง เราสามารถตีความได้ว่า ในขอบเขตอำนาจของ ‘จันทร์แดง’ เทพธิดารัตติกาลยังเป็นรองดวงจันทร์บรรพกาล… นั่นสินะ การที่พระองค์มีสมญานามเกี่ยวกับดวงจันทร์ อาจเป็นเพราะกำลังครองสมบัติปิดผนึกระดับ 0 บางชนิด… ไคลน์พยักหน้ารับ ลองทำนายถามถึงจุดอ่อนของหุ่นกระบอกตุ๊กตา
ในครั้งนี้ ชายหนุ่มมองเห็นดวงอาทิตย์ มองเห็นฟ้าผ่า
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้วิเศษเส้นทาง ‘สุริยัน’ และ ‘วายุสลาตัน’ สามารถจัดการมันได้ง่าย… ไคลน์ตีความสัญลักษณ์ที่ได้รับ พลางโยนหุ่นกระบอกจันทรากลับเข้าไปในกองขยะ ส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริง
ผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง วอลเตอร์ที่สวมถุงมือสีขาวเดินมาเคาะประตู เปิดเข้ามาและซักถาม
“นายท่าน ผมจะเริ่มพิมพ์นามบัตรของท่านเพื่อแจกจ่ายไปยังเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียงพร้อมกับของขวัญเล็กๆ น้อยๆ … พวกเขาจะเฝ้าสังเกตนายท่านประมาณสองถึงสามวัน ยืนยันสถานการณ์ให้แน่ใจ หากใครยินดีต้อนรับ ทางนั้นจะส่งของขวัญกลับมาและเชิญนายท่านไปเป็นแขก… นายท่านอยากให้เพิ่มสมญานามใดลงไปเป็นพิเศษหรือไม่”
สมญานาม… เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย? ไคลน์รำพันติดตลก ตอบด้วยรอยยิ้ม
“ดอน·ดันเตส นักธุรกิจจากอ่าวเดซีย์ แค่นี้ก็พอ”
วอลเตอร์พยักหน้า
“ตามที่นายท่านรับสั่ง ผมได้จัดบทเรียนทางด้านมารยาทให้สอดคล้องกับสภาพสังคม อันดับแรกต้องเริ่มจากการเต้นรำ ตอนนี้ทำการจ้างครูฝึกสอนมืออาชีพเรียบร้อยแล้ว”
……………………………………………………..
ท่ามกลางแสงจันทร์สีแดงเข้ม บรรยากาศสลัว เอ็มลินล้วงหยิบขวดโลหะ คลายเกลียวฝา ดื่มเข้าไปรวดเดียวจนหมด
จากนั้น คล้ายกับมันกลายเป็นเงา เคลื่อนที่ไปบนผนังและพื้นดิน ติดตามรุส·บาโธรีอย่างรวดเร็วและเงียบงัน
ผีดูดเลือดขึ้นชื่อด้านความเร็วอยู่แล้ว สองบารอนวิ่งผ่านตรอกที่มืดมิดและริมถนนบรรยากาศสลัวโดยไม่หยุดพัก ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงในการไปถึงเขตตะวันออกที่วุ่นวายและสกปรก จนกระทั่งหยุดลงหน้าอาคารหลังเก่า
เมื่อเห็นรุส·บาโธรีพยายามปืนท่อขึ้นไปบนชั้นสามโดยไม่ให้เกิดสุ้มเสียง เอ็มลินลดความเร็วลง ไม่จ่อหลังอีกฝ่ายมากนัก ด้วยเกรงว่าอาจถูกพบตัวได้ง่าย
ครุ่นคิดอย่างจริงจังสองสามวินาที มันหยิบขวดน้ำหอมโปร่งแสง คลายเกลียวฝาและกดกลไก ฉีดของเหลวลงบนร่างกาย
ยาชนิดนี้มีสรรพคุณเพียงหนึ่งอย่าง นั่นคือการกำจัดกลิ่นกาย กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมรอบตัว!
เก็บขวดกลับ เอ็มลินหยิบขวดโลหะสีทองเหลืองอีกใบออกมา ดื่มของเหลวข้างในพร้อมกับส่งเสียง ‘อึกอึก’
‘ศาสตราจารย์โอสถ’ ช่างวุ่นวายซะจริง… มันพึมพำพลางก้มศีรษะลง พบว่ามือของตนเริ่มโปร่งใสทีละนิ้ว ขวดโลหะสีทองเหลืองคล้ายกับกำลังลอยอยู่กลางอากาศ
เมื่อเอ็มลินเก็บขวดทองเหลืองกลับ สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงสูทสุภาพ หมวกผ้าไหมทรงสูง และรองเท้าหนังที่ไม่มีกระดุมหรือเชือก ก่อตัวกันเป็นรูปทรงของมนุษย์หนึ่งคน
ขวดน้ำหอมใสอีกขวดลอยขึ้นจากอากาศ ปุ่มถูกกดลง พรมน้ำยาด้านในลงบนเสื้อผ้า
เค้าโครงของสูทสุภาพและรองเท้าหนังจางลงทีละนิด ก่อนจะอันตรธานหายไปโดยสมบูรณ์
เอ็มลินที่เข้าสู่ภาวะ ‘ล่องหน’ ชำเลืองไปทางห้องที่รุส·บาโธรีเข้าไป รีบปืนท่อสูงตามขึ้นไป
ขณะก้าวผ่านหน้าต่างที่กำลังแง้มเปิด เอ็มลินทำตัวเหมือนกับก้อนเมฆโปร่งใส ลอยเข้าไปในห้องโดยไม่กระทบกับสิ่งใด ซ่อนตัวตรงมุม มองไปยังรุส·บาโธรีเจ้าของใบหน้าเรียวยาวซึ่งกำลังสอดส่องหาเป้าหมาย
อีกฝ่ายกำลังขมวดคิ้วเนื่องจากพบเพียงความว่างเปล่า อย่าว่าแต่คน แม้แต่ยุงสักตัวก็ไม่มี
ทั้งที่บารอนผีดูดเลือดมั่นใจมากว่า ‘หุ่นกระบอกจันทรา’ ของตนอยู่ในห้องนี้แน่นอน
ทันใดนั้น เสียงหวีดร้องแหลมลึกพลันทำลายความเงียบงันที่เย็นยะเยือก
ประตูห้องถูกเปิดออก สตรีในเดรสยาวสีดำย่างกรายเข้ามาอย่างใจเย็น จ้องมองรุส·บาโธรี กล่าวด้วยน้ำเสียงล่องลอย
“กำลังมองหาใครหรือ…”
เอ็มลินมองไปทางต้นเสียง มองเห็นผู้มาเยือนที่มีผิวสีเข้ม คิ้วยาวเรียว โครงหน้าอวบอิ่ม มุมปากหย่อนคล้อย ไม่ใช่ใครนอกจากหนึ่งในเป้าหมายการล่า – วินเซอร์
แต่ในสายตาเอ็มลิน สาวกดวงจันทร์บรรพกาลตรงหน้า แตกต่างจากรูปลักษณ์ในภาพเหมือนเล็กน้อย เพราะไม่ว่าจะดวงตา คิ้ว หรือปาก ทั้งหมดล้วนโค้งลงอย่างผิดธรรมชาติ ดูคล้ายกับดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยว
นอกจากนั้น บริเวณหน้าผาก แก้ม คอ และผิวพรรณจุดอื่นที่ถูกเผยให้เห็น มีกอหญ้าแห้งและดอกไม้จำนวนมากงอกออกมา
“…” ชิ! รุส·บาโธรีขายอะไรให้หล่อนกันแน่? ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้? เอ็มลินถึงกับผงะ เส้นขนตามร่างกายเริ่มตั้งชัน
ขณะเดียวกัน บนพื้น ผนัง ประตูทางเข้า และเพดาน ทุกจุดเริ่มมีกอหญ้าแห้งและดอกไม้งอกเงย
บรรดาพืชพรรณทำการตัดขาดห้องนี้จากโลกภายนอก เกิดเป็นทัศนียภาพอันแสนพิสดาร
รุส·บาโธรีได้กลิ่นอันตราย จึงไม่มัวชวนคุยให้เสียเวลา รีบหยิบขวดโลหะออกมา กระดกดื่มของเหลวด้านในเข้าไป
กิ้ง!
มันทิ้งขวดลง พุ่งเข้าหาวินเซอร์ด้วยความเร็วเหนือธรรมชาติจนร่างกายสร้างภาพติดตา เล็บมือทั้งสองข้างงอกยาวโดยมีพลังงานสีดำไหลเวียน
วินเซอร์ที่มีกอหญ้าแห้งและดอกไม้ฝังอยู่บนใบหน้าจนดูคล้ายกับตุ๊กตาตัวใหญ่ ใช้กรงเล็บข่วนใส่รุส·บาโธรีด้วยความเร็วที่ใกล้เคียงกันโดยไม่คิดหลบหลีก
เคร้งเคร้งเคร้ง! เปรี้ยง!
หลังจากการปะทะหลายหน ร่างกายรุส·บาโธรีถูกส่งกระเด็นไปชนกำแพง
แขนเสื้อขาดวิ่น จุดดังกล่าวมีบาดแผลฉกรรจ์ที่ลึกจนเห็นกระดูก
และในบาดแผล หญ้าแห้งกับดอกไม้กำลังเจริญงอกงามออกมาทีละนิด!
สัตว์ประหลาด… เอ็มลินไม่เคยเผชิญหน้าศัตรูแบบนี้มาก่อน จึงเอาแต่ตื่นตระหนก เกือบลืมช่วยอีกฝ่าย
มันไม่ลงมือบุ่มบ่าม สมองรีบวิเคราะห์ความเป็นไปได้พลางเฝ้ามองการต่อสู้ระหว่างรุส·บาโธรีกับวินเซอร์อย่างใจเย็น พิจารณาหาวิธีรับมือ
สิ่งที่พิสดารที่สุดคือหญ้าแห้งกับดอกไม้นั่น… หญ้าแห้งกับดอกไม้เหี่ยวเฉา… พวกมันน่าจะกลัวไฟ! หัวใจเอ็มลินเริ่มเต้นแรง สถานะ ‘ล่องหน’ หายไปขณะหยิบขวดโลหะใบใหม่ออกมา คลายเกลียวฝา เทเข้าไปในปาก
พรูด! เอ็มลินพ่นออกเหลวออกจากปากจนเกลี้ยง
เมื่อของเหลวสีเทาอมแดงปะทะกับอากาศ ประกายไฟพลันลุกโชนในพริบตา เปลวเพลิงขยายวงแผดเผาเป็นวงกว้าง
กองไฟจำนวนมากลุกลามรวมตัวกัน กลายเป็นทะเลเพลิงสีแดงเข้มในพริบตา!
ท่ามกลางเสียงเผาไหม้ หญ้าแห้งและดอกไม้คือเชื้อไฟชั้นที ส่งผลให้กองไฟทวีความร้อนแรงอย่างรวดเร็ว
เพียงสองสามวินาที ภาวะห้องปิดตายถูกทำลาย หญ้าแห้งและดอกไม้บนร่างกายวินเซอร์เองก็เริ่มไหม้เช่นกัน
ในตอนนี้ บนหน้าอกของรุส·บาโธรีมีรูโหว่ขนาดใหญ่ แทบไม่เหลือเรี่ยวแรงพอจะต่อสู้ ถึงจะพึ่งพาความสามารถในการฟื้นฟูร่างกายอันเป็นเลิศของผีดูดเลือด ก็ยากจะกลับเป็นปรกติภายในเวลาอันสั้น
มองไปทางศัตรูที่ดูเหมือนคบเพลิง เอ็มลินตระหนักว่าออร่าของอีกฝ่ายอ่อนแอลงอย่างมาก จึงรีบวิ่งอ้อมวินเซอร์โดยไม่ลังเล ใช้กรงเล็บข่วนใส่สองสามหน
รอบฝ่าเท้าของมัน พลังงานสีดำเริ่มทวีความเข้มข้น พุ่งเข้าไปพันธนาการสาวกดวงจันทร์บรรพกาล ประหนึ่งกุญแจมือที่แข็งแรง
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
ท่ามกลางเสียงการปะทะอันหนักแน่น คนทั้งสองแลกหมัดอย่างดุเดือดในระยะประชิด
จนกระทั่งเสียงทั้งหมดเงียบลง ฝ่ามือข้างซ้ายของเอ็มลินคว้าคอวินเซอร์พร้อมกับยกเธอลอยขึ้น
ลังเลสักพัก เมื่อเห็นใบหน้าอันแสนอัปลักษณ์ของอีกฝ่าย มันตัดสินใจหักคอทันที
กร๊อบ!
หุ่นกระบอกที่เรียวยาว ฝังหญ้าแห้งและดอกไม้ หลุดออกจากร่างวินเซอร์และตกกระทบกับพื้น เปลวไฟในห้องค่อยๆ มอดลง
เอ็มลินกระชากศีรษะที่กลายพันธุ์ของวินเซอร์ออก หันกลับมามองรุส·บาโธรีที่กำลังหายใจกระเส่า เลื่อนมือขวาที่ว่างอยู่ขึ้นมาทาบหน้าอก ทักทายตามมารยาท
“ขอบคุณที่ช่วย”
เมื่อเห็นรุส·บาโธรีออกอาการโมโหเจือสิ้นหวัง เอ็มลินเสริมอีกสองประโยคอย่างอารมณ์ดี
“อย่าลืมนำหุ่นกระบอกและตะกอนพลังไปมอบให้ลอร์ดนีบาส พวกมันเต็มไปด้วยอันตราย”
กล่าวจบ พลังงานสีดำด้านหลังเอ็มลินเริ่มควบแน่น สยายออกในรูปทรงปีกค้างคาว
พรึบ! ปีกสองข้างพัดกระพือ เอ็มลินหันหลังและบินออกไปนอกหน้าต่าง ร่อนลงบนตรอกมืดในละแวกใกล้เคียง
หลังจากฝ่าเท้าสัมผัสพื้น มันสลายพลังงานสีดำ มองย้อนกลับไปด้านหลัง
เห็นว่ารุส·บาโธรีไม่ได้ตามมา เอ็มลินถอนหายใจโล่งอก เลื่อนกำปั้นขึ้นมาใต้ริมฝีปาก พึมพำพลางกระแอม
“ข้าเกลียดไฟ! เกลียดควันด้วย!”
ขณะเตรียมจะออกจากเขตตะวันออก มันรู้สึกเย็นสันหลังกะทันหัน
เอ็มลินเกิดความตึงเครียดเหนือคำบรรยาย ในท่าถือศีรษะกลายพันธุ์ของวินเซอร์ สายตาชำเลืองไปทางเงาดำในมุมมืด
ภาพแรกที่เห็นคือร่างเล็กๆ ซึ่งใบหน้าถูกความมืดบดบังมิดชิด
ลำตัวเรียวยาวเหมือนแท่งไม้ ตาและปากโค้งงอเป็นรูปทรงจันทร์เสี้ยว พื้นผิวมีหญ้าแห้งและดอกไม้ฝังอยู่ – หุ่นกระบอกจันทราที่เคยอยู่ในห้องเมื่อครู่!
มันเล็งเรา… นี่มันตัวอะไรกันแน่… เราอยู่ห่างจากที่พักของลอร์ดนีบาสค่อนข้างมาก… อันตราย… ความคิดมากมายแล่นผ่านสมองเอ็มลิน ความหนาวเย็นกัดกินไปถึงกระดูกสันหลัง กล้ามเนื้อหดเกร็ง
ท่ามกลางภวังค์ความคิด มันฉุกคิดบางสิ่งได้กะทันหัน ดวงตาจ้องมอง ‘หุ่นกระบอกจันทรา’ พลางกระซิบถ้อยคำภาษาเฮอร์มิสโบราณ
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย”
“ผู้ปกครองลึกลับเหนือห้วงสายหมอกสีเทา”
“ราชันเหลืองดำผู้ครองพลังโชคลาภ”
…
“ดึกขนาดนี้ ใครมันยังไม่หลับไม่นอนอีก!” ไคลน์พยุงตัวลุกนั่ง ลูบหน้าผากด้วยความขุ่นเคือง
ชายหนุ่มรีบลุกออกจากเตียง ถอยหลังสี่ก้าว ส่งตัวเองเข้าสู่มิติเหนือสายหมอก นั่งลงบนเก้าอี้ ‘เดอะฟูล’
สหายเอ็มลิน? ไคลน์จ้องมอง ถ่ายพลังวิญญาณเข้าไปยังดาวแดงตัวแทน ‘เดอะมูน’ ด้วยความสงสัย
ชายหนุ่มมองเห็นเอ็มลินกำลังยืนตัวแข็ง ดวงตาจดจ้องหุ่นกระบอกทรงเพรียว
หุ่นกระบอกถูกฉาบด้วยแสงจันทร์มายาสีแดงเข้ม แสงดังกล่าวกระเพื่อมแผ่วเบาคล้ายคลื่นน้ำ เชื่อมต่อกับบางสิ่งบนท้องฟ้า
ทันใดนั้น แสงจันทร์สีแดงค่อยๆ แผ่ออกมาครอบงำร่างกายเอ็มลิน·ไวท์
ท่าไม่ดีแล้ว… หุ่นตัวนี้อันตรายมาก… ไคลน์ที่เห็นอะไรหลายๆ อย่างด้วยพลังของมิติหมอก ไม่ลังเลที่จะเรียกคทาเทพสมุทรออกจากกองขยะ บินมาตกบนฝ่ามือ
อัญมณีสีน้ำเงินปลายคทากระดูกสว่างวาบทีละเม็ด ส่องแสงพร่างพราว
…
หลังจากท่องพระนามเต็มอันศักดิ์สิทธิ์ของมิสเตอร์ฟูลเพื่อขอความช่วยเหลือ เอ็มลินเริ่มตระหนักว่าเลือดในร่างกายกำลังเย็นจัด ค่อยๆ แข็งตัวทีละนิด
นั่นทำให้การขยับตัวเป็นไปอย่างลำบาก ทำได้เพียงยืนมอง ‘หุ่นกระบอกจันทรา’ ย่างกรายเข้าหาตนอย่างน่าหวาดหวั่น
ทันใดนั้น สายฟ้าสีเงินโผล่ออกจากอากาศอันว่างเปล่าเหนือตรอกเปลี่ยวที่กำลังปั่นป่วน ปัดเป่าความหม่นมองและอึมครึมรอบๆ ในพริบตา
เปรี้ยง!
สายฟ้าสีเงินม้วนตัวเป็นลูกบอลไฟฟ้า พุ่งชนหุ่นกระบอกจันทราจากมุมสูง ท่วมท้นมันด้วยแสงสีขาวแกมเงิน
แสงสว่างปกคลุมทุกสิ่งไปชั่วขณะ เมื่อเริ่มจางลง เอ็มลินเห็นหุ่นกระบอกพิสดารอยู่ในสภาพไหม้เกรียมไปทุกส่วน จากนั้นก็ล้มลงโดยไม่มีแรงต้านทาน ขณะเดียวกัน เลือดในร่างกายเอ็มลินเลิกแข็งตัว เริ่มกลับมาไหลเวียนได้อีกครั้ง
หลังจากสลัดอาการหนืดของร่างกาย พลางพิจารณาว่ามิสเตอร์ฟูลน่าจะยังเฝ้าดูอยู่ มันเปล่งเสียงถามอย่างแผ่วเบา
“ท่านต้องการ… ไม่สิ ท่านจะให้ข้าสังเวยสิ่งใด?”
มันคอยเตือนตัวเองเสมอ มิสเตอร์ฟูลยึดหลักการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมอย่างเคร่งครัด ด้วยเหตุนี้ หากตนร้องขอความช่วยเหลือ เป็นเรื่องปรกติที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนในมูลค่าใกล้เคียง
เงียบงันสักพัก ทัศนียภาพของมันถูกปกคลุมด้วยสายหมอกอันกว้างไกลไร้ขอบเขต พร้อมกับสุ้มเสียงแสนสง่างาม
“หุ่นตัวนั้น”
“ตกลง” เอ็มลินเดินไปข้างหน้าสองก้าว ก้มหยิบหุ่นกระบอก เก็บกวาดบริเวณใกล้เคียงและรีบออกจากเขตตะวันออก
ถัดมา ไคลน์ไม่ประมาท ใช้เทวทูตกระดาษเพื่อแทรกแซงผลทำนาย ก่อนจะส่งตัวเองกลับโลกความจริง
เมื่อเตรียมเข้านอน มันต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าแสงจันทร์ด้านด้านนอกกำลังสว่างเจิดจ้า คล้ายกับโลกทั้งใบถูกฉาบด้วยเลือดสด
เกิดอะไรขึ้น… ไคลน์เดินไปที่หน้าต่างอย่างสงสัย มองออกไป พบดวงจันทร์ที่จู่ๆ ก็เต็มดวงโดยไม่มีลางบอกเหตุ สีแดงสดเหมือนกับเลือด
ปรากฏการณ์ ‘จันทราโลหิต’ อุบัติขึ้นอีกครั้ง
…
“จันทราโลหิต?” อัลเจอร์·วิลสันแหงนหน้ามองท้องฟ้า เดินเข้าไปในวิหารอสนีตรงหน้าอย่างไม่รีบร้อน พรุ่งนี้มันต้องรายงานความคืบหน้าของภารกิจที่นี่
ณ ใจกลางเกาะ บนยอดเขาสูงตระหง่าน ยังมีมหาวิหารอยู่อีกหนึ่งหลัง ชื่อของมันคือ ‘ห้วงลึกแห่งพายุ’ สำนักงานใหญ่สูงสุดของศาสนจักรวายุสลาตัน มหาวิหารที่ศักดิ์สิทธิ์เหนือศักดิ์สิทธิ์
……………………………………………
หลังจากได้ยินคำพูดของแฮงแมน ไคลน์อดไม่ได้ที่จะนึกถึง ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีอีกครั้ง รวมไปถึงวิญญาณมารในซากอาคารใต้ดิน
อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มไม่ได้แบ่งปันผลการสำรวจให้สมาชิกทราบ ประการแรก เรื่องนั้นไม่มีความจำเป็น และประการที่สอง ข้อมูลดังกล่าวเกี่ยวข้องกับชารอน
สำหรับสมาชิกคนอื่น ทุกคนได้ทราบข่าวคราวความพินาศของท่าเรือแบนชีไปแล้วในสัปดาห์ก่อน ข้อมูลของแฮงแมนจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นธรรมดาที่จะไม่มีใครตอบสนอง
เมื่อเห็นทุกคนเงียบ อัลเจอร์ชำเลือง ‘เดอะเวิร์ล’ ก่อนจะดึงสายตากลับ กล่าวอย่างใจเย็น
“ของผมจบแค่นี้”
‘เฮอร์มิท’ แคทลียารีบหันไปมอง ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์ส
“คุณผู้หญิง คุณรู้อะไรเกี่ยวกับมิสเตอร์ประตูบ้าง? ฉันยินดีจ่ายค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม”
ฟอร์สที่ไม่อยากเปิดเผยปัญหาของตัวเองสักเท่าไร เริ่มหลังลังเลเมื่อได้ยินประโยคหลัง นั่นเป็นคำขอร้องที่ยากปฏิเสธ
ค่าตอบแทน… เราไม่รู้ว่ามาดามเฮอร์มิทจะจ่ายหนักแค่ไหน… และเราก็ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับมิสเตอร์ประตูมากนัก… บางส่วนมาจากคำบอกเล่าของมิสเตอร์ฟูล… ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สมองไปยังสุดขอบโต๊ะทองแดงยาว
“มิสเตอร์ฟูลที่เคารพ ดิฉันเล่าได้ไหมคะ?”
เนื่องจากคนทั้งสองมีโอกาสได้พบกันในทุกคืนจันทร์เต็มดวง ไคลน์จึงทราบว่าสภาวะทางการเงินของมิสเมจิกเชี่ยนไม่สู้ดีนัก จึงยิ้มและพยักหน้า
“เชิญ”
ฟอร์สถอนหายใจโล่งอก หันไปทาง ‘เฮอร์มิท’ แคทลียา
“ห้าร้อยปอนด์ ฉันจะขอให้มิสเตอร์ฟูลช่วยสร้างการสนทนาส่วนตัว”
แคทลียาไม่ต่อรอง ไตร่ตรองสักพักและกล่าว
“ไม่จำเป็น คุณเล่าได้เลย”
เธออยากให้สมาชิกคนอื่นได้ยินคำบอกเล่าจากมิสเมจิกเชี่ยน เพราะอาจมีใครสักคนฉุกคิดถึงเบาะแสของมิสเตอร์ประตูได้เพิ่มเติม
ฟอร์สพยักหน้า เรียบเรียงคำพูดสักพัก
“ครั้งหนึ่งฉันเคยได้รับสมบัติวิเศษที่ช่วยให้ผู้คนเดินทางผ่านโลกวิญญาณ แต่หลังจากการใช้งานไปหนึ่งครั้ง เมื่อใดก็ตามที่พระจันทร์เต็มดวงหรือกลายเป็นจันทราโลหิต ฉันจะได้ยินเสียงเพรียกแปลกประหลาดซึ่งทำให้เกิดความเจ็บปวดแสนสาหัสจนแทบจะคลุ้มคลั่ง… จากคำบอกเล่าของมิสเตอร์ฟูล เสียงเพรียกเหล่านั้นเป็นของมิสเตอร์ประตู”
หญิงสาวเว้นวรรค กล่าวเสริม
“เขาคงกำลังขอความช่วยเหลือ”
ความจริงแล้ว ฟอร์สแอบทุกข์ทรมานอย่างลับๆ มาตลอด… แต่เธอไม่เคยแสดงออกในยามปรกติ ทำตัวสนุกสนานกับชีวิต… ‘จัสติส’ ออเดรย์เกิดความเห็นอกเห็นใจโดยไม่รู้ตัว ขณะเดียวกัน พลังผู้ชมของเธอไม่พบความผิดปรกติในคำพูดอีกฝ่าย
สมบัติวิเศษที่ช่วยให้สามารถท่องโลกวิญญาณ… เสียงเพรียกในยามพระจันทร์เต็มดวง… คาดว่าน่าจะเป็นการร้องขอความช่วยเหลือ… ‘เฮอร์มิท’ แคทลียาทบทวนใจความสำคัญของเมจิกเชี่ยน พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“ขอบคุณสำหรับคำอธิบาย”
จากนั้น สายตาของเธอกวาดไปทางสมาชิกคนอื่นๆ แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครตอบสนองเพิ่มเติม
ช่วงเวลาแลกเปลี่ยนข้อมูลอิสระดำเนินต่อไปจนกระทั่งจบลงอย่างราบรื่น
หลังจากเฝ้ามองสมาชิกจากไปทีละคน และช่วยให้บางคนบรรลุการแลกเปลี่ยนสินค้า ไคลน์ส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริง นั่งบนเก้าอี้เอนหลังด้วยสีหน้าผ่อนคลาย แน่นิ่งไปพักใหญ่
จากนั้น ชายหนุ่มเดินไปที่โต๊ะอ่านหนังสือ นำกระดาษและปากกาออกมาวาง เขียนถึงชารอน บอกอีกฝ่ายว่าสร้อยคอนำโชคถูกขายออกไปแล้ว เหลือเพียงขวดพิษชีวภาพและตะกอนพลังของ ‘คนบ้า’
พับกระดาษเสร็จ หลังจากเขียนข้อมูลถึงมาดามมาเรีย บ้านเลขที่ 126 ถนนการ์ด เขตฮิลสตัน ไคลน์เปิดกล่องบุหรี่เหล็ก ปล่อยให้ ‘พลเรือเอกโลหิต’ เซนอลปรากฏตัวด้านข้างอย่างเงียบงัน
วิญญาณอาฆาตตนนี้ทำตัวราวกับคนรับใช้ หยิบจดหมายจากบนโต๊ะอย่างสุภาพ หายตัวไปจากห้อง
ณ ตู้ไปรษณีย์ที่ห่างออกไปไม่กี่ช่วงตึก จดหมายฉบับหนึ่งโผล่ขึ้นจากอากาศอันว่างเปล่า ตกลงไปยังก้นตู้
…
แคว้นเชสเตอร์ตะวันออก ภายในปราสาทตระกูลฮอลล์
ออเดรย์จ้องกระจกเงาด้วยสายตาเหม่อลอย สิ่งที่กำลังก้องกังวานในใจคือเนื้อหาของ ‘หนังสือแห่งความลับ’
ความรู้จำนวนมากถูกอัดแน่นอยู่ในหนังสือมายา หากออเดรย์ต้องการ เพียงแค่เธอนึกถึง หนังสือจะปรากฏตัวขึ้นและเปิดไปยังหน้าที่สอดคล้องกัน
ไคลน์ได้ระดมพลังบางส่วนของมิติหมอก ควบแน่นกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากพลัง ‘เรียกความทรงจำ’ ของ ‘นักทำนาย’ และพลังในการ ‘โอนถ่ายข้อมูล’ ของพิธีกรรม หนังสือมายาเล่มนี้มีอายุการใช้งานราวสองสัปดาห์
ในช่วงเวลาดังกล่าว ออเดรย์สามารถอ่าน ‘หนังสือแห่งความลับ’ จนจบได้ไม่ยาก และถ้าในภายหลังเกิดหลงลืมส่วนใดไป เธอก็แค่สวดวิงวอนถึงเดอะฟูล
“ดูเหมือนว่า มิสเตอร์ฟูลจะฟื้นตัวได้เร็วมาก…” ออเดรย์ครุ่นคิดด้วยสีหน้ายินดี ดวงตาเริ่มคืนความสดใส
หญิงสาวลุกขึ้น เดินตรงไปที่ประตู ยิ้มให้กับสุนัขโกลเดนรีทรีเวอร์ตัวใหญ่ซึ่งนั่งอยู่นอกห้องด้วยท่าทางเบื่อหน่าย
“ซูซี่ ในท่านี้ เธอยังเป็นกุลสตรีไม่มากพอ”
ซูซี่เหลียวซ้ายแลขวาอย่างระมัดระวัง ฟุดฟิดจมูกเล็กน้อยก่อนจะพูด
“นี่เป็นท่าพื้นฐานของสุนัขล่าเนื้อ”
แต่เธอเป็นสุนัขล่าเนื้อตกเกรดนะ… ออเดรย์รำพันติดตลก พูดพลางยิ้ม
“ฉันนึกว่าเธอจะตอบว่า ออเดรย์ ฉันเป็นแค่สุนัข~ เสียอีก”
ซูซี่ตอบด้วยสีหน้าจริงจัง
“คำพูดที่จำเจเกินไป จะทำให้ผู้อื่นคาดเดาอุปนิสัยและพฤติกรรมทางจิตวิทยาของเราได้ง่าย… ออเดรย์ เรื่องพวกนี้ถูกเขียนไว้ในหนังสือจิตวิทยาของเธอ”
ออเดรย์หมดคำจะกล่าวไปชั่วขณะ แต่ทันใดนั้น เธอเห็นบิดาของตน เอิร์ลฮอลล์ พร้อมกับบุรุษรับใช้และคนรับใช้ เดินขึ้นมายังบันไดปราสาท
ทั้งที่มีแสงแดดส่องเข้ามาจากด้านนอก แต่บรรยากาศของที่นี่ยังค่อนข้างมืดมน ต้องติดตั้งเชิงเทียนเพื่อคอยให้ความสว่างตามขั้นบันได
“ปราสาทหลังนี้เก่าเกินไปแล้ว… สงสัยต้องมีการบูรณะครั้งใหญ่” เอิร์ลฮอลล์บ่นกับบุตรสาวด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง
ออเดรย์พยักหน้ารับอย่างสงวนกิริยา
“ใช่ค่ะ ท่านเอิร์ลที่รัก นั่นคือเหตุผลที่หนูไม่ชอบปราสาทหลังนี้ มันให้ความรู้สึกเหมือนกับค่อยๆ พังลงทีละนิด”
“แต่ในความเป็นจริง พ่อใช้เงินปีละหนึ่งหมื่นสามพันปอนด์เพื่อซ่อมแซมที่นี่” เอิร์ลฮอลล์เล่าพลางยิ้ม
ออเดรย์ชำเลืองซูซี่ ก่อนจะหันไปยิ้มให้พ่อ
“คุณพ่อ มาหาหนูคราวนี้มีอะไรหรือ”
เอิร์ลฮอลล์ชี้ไปที่กระดาษในมือคนรับใช้และพูด
“โทรเลขจากเบ็คลันด์ มีคนต้องการขายหุ้นบริษัทจักรยานจำนวนสิบเปอร์เซ็นต์ ลูกสนใจไหม? พ่อคิดว่าอุตสาหกรรมนี้มีอนาคตสดใสมาก มูลค่ายังห่างไกลจากจุดที่สูงที่สุด”
“จักรยาน?” ออเดรย์ไม่คุ้นเคยกับคำนี้ หรี่ตาลงด้วยสีหน้าสับสน
เอิร์ลฮอลล์ยิ้มและมองหน้าบุตรสาว
“มีสองล้อ เป็นยานพาหนะสำหรับให้คนนั่ง หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ รถม้าของสามัญชน… ในโลเอ็นและกรุงเบ็คลันด์ ประชากรส่วนใหญ่ไม่ใช่ขุนนาง ไม่ใช่นักธุรกิจ แต่เป็นสามัญชนที่ไปทำงานด้วยตัวเอง ส่วนกลุ่มประชากรอันดับสองคือแรงงานชำนาญการที่มีรายได้ค่อนข้างสูง นี่คือกลุ่มเป้าหมายหลักของจักรยาน พวกเขามีจำนวนมากและมีกำลังซื้อเพียงพอ ต่อให้มีคนจากกลุ่มนี้สนใจจักรยานเพียงหนึ่งในสิบ แต่ก็มากพอจะทำให้ธุรกิจจักรยานเติบโตอย่างก้าวกระโดด… อา… นอกจากนั้น พวกเขายังถือสิทธิบัตรอย่างถูกต้อง”
ออเดรย์เชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ของบิดา หลังจากพยายามทำความเข้าใจกับรายละเอียดที่เอิร์ลฮอลล์ป้อนให้ หญิงสาวพยักหน้า
“หุ้นสิบเปอร์เซ็นต์มีมูลค่าเท่าไรหรือคะ”
“จากการตรวจสอบเบื้องต้น บริษัทเบ็คลันด์จักรยานมีมูลค่าในปัจจุบันอยู่ที่ห้าหมื่นปอนด์เท่านั้น เนื่องจากกระบวนการทางโฆษณาและการขายยังต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะเข้าถึงคนหมู่มาก ดังนั้น ทางเราไม่สามารถประเมินตรงๆ ว่าหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์จะมีมูลค่าเพียงห้าพันปอนด์ พ่อแนะนำให้ลูกเสนอราคาครั้งแรกแปดพันปอนด์ก่อน และราคาสูงสุดไม่ควรเกินหนึ่งหมื่นห้าพันปอนด์ เดี๋ยวพอจะส่งคนไปช่วยลูกจัดการเรื่องนี้” เอิร์ลฮอลล์กล่าวรวบรัด
ประมาณหนึ่งหมื่นปอนด์สินะ… แต่เดือนนี้เราใช้เงินสดไปเกือบหมดแล้ว… ออเดรย์กล่าวด้วยท่าทีเขินอาย
“พ่อ… ช่วงนี้หนูยังไม่มีเงินก้อนใหญ่ และกว่าหุ้นหรือค่าเช่าที่ดินจะครบรอบปันผล ก็ยังต้องใช้เวลาอีกสักพัก”
เอิร์ลฮอลล์ยิ้ม
“ไม่เห็นต้องลำบากขนาดนั้น แค่ลูกนำหุ้นของบริษัทเบ็คลันด์ยุทโธปกรณ์หรือไม่ก็หุ้นของบริษัทพริสต์พาณิชย์นาวีไปจำนำกับธนาคาร นำเงินสดในถือในมือ รอจนกระทั่งจัดการธุรกิจเสร็จ ค่อยนำหุ้นของบริษัทจักรยานไปจำนำระยะยาวกับธนาคาร และใช้เงินก้อนใหม่ไปชำระหนี้ก้อนเก่า… ด้วยเหตุนี้ ลูกต้องยอมจ่ายดอกเบี้ยแพงๆ หนึ่งถึงสองสัปดาห์แรกเพื่อให้ธุรกิจลุล่วง จากนั้นก็ใช้แค่เงินปันผลของบริษัทจักรยานเพื่อจ่ายค่าดอกเบี้ยเงินกู้ในระยะยาว รอคอยอย่างอดทนจนกระทั่งถึงวันที่ธุรกิจจักรยานผลิบาน นี่คือการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ”
แม้ว่าออเดรย์จะไม่ได้ศึกษาด้านธุรกิจและการเงินในเชิงลึก แต่ในฐานะที่มีบิดาเป็นนายธนาคารใหญ่ ย่อมพอจะคุ้นเคยกับคำศัพท์ทางการเงินไม่มากก็น้อย หลังจากไตร่ตรองสักพัก เธอเริ่มมองเห็นภาพรวม
“กล่าวอีกนัยหนึ่ง หนูต้องจ่ายเงินสองถึงสามร้อยปอนด์เพื่อให้ได้ครอบครองหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ของบริษัทจักรยาน?”
“อาจจะน้อยกว่านั้น” เอิร์ลฮอลล์กล่าวด้วยรอยยิ้ม
ออเดรย์เข้าใจความหมายของบิดา ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารบาวาร์ด และผู้ถือหุ้นอันดับสี่ของธนาคารเบ็คลันด์ อีกฝ่ายมีลู่ทางที่จะช่วยให้บุตรสาวได้รับเงินกู้ระยะสั้นด้วยดอกเบี้ยสมเหตุสมผล
“ขอบคุณค่ะ ท่านเอิร์ลที่รัก” ออเดรย์ยิ้ม ยกชายกระโปรงคำนับ
…
ท่ามกลางแสงจันทร์ยามค่ำคืนและน้ำทะเลสีน้ำเงินเข้มจนเกือบดำ อัลเจอร์·วิลสันยืนบนหัวเรือ มองไปทางเกาะปาซูที่กำลังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ที่นี่คือสำนักงานใหญ่ของโบสถ์วายุสลาตัน ดินแดนซึ่งได้รับการอวยพรจากเทพแท้จริงโดยตรง!
ในฐานะสมาชิกระดับกลางของโบสถ์ อัลเจอร์จำได้ว่าตนเคยมาเยือนที่นี่เพียงสามหน ครั้งแรกเกิดขึ้นหลังจากเลื่อนลำดับเป็น ‘นักเดินเรือ’ และได้รับภารกิจให้ไปตามหา ‘โทสะสีคราม’ ครั้งที่สองเป็นการเข้ามารายงานความคืบหน้าเมื่อปีที่แล้ว และครั้งที่สามคือคราวนี้ ย้อนกลับไปสมัยเด็ก ในฐานะลูกผสมที่มีผมสีน้ำเงินเข้ม อัลเจอร์ถูกสำนักงานใหญ่คัดเลือกให้เข้ามาร้องประสานเสียงในวิหารหลัก แต่เนื่องจากขาดพรสวรรค์ด้านการร้องเพลง จึงถูกส่งตัวกลับอย่างรวดเร็ว ต้องไปอาศัยอยู่ในวิหารเล็กๆ บนเกาะที่เคยเกิดมาในฐานะทาส และยังมีนักบวชที่ชอบใช้ความรุนแรงกับผู้ใต้บังคับบัญชา
เมื่อใดก็ตามที่มันหวนนึกถึงประสบการณ์ดังกล่าว ร่างกายพลันสั่นเทาอย่างมิอาจหักห้าม เกิดปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะไต่เต้าไปอยู่ในตำแหน่งสูง
ท่ามกลางสายลม โทสะสีครามแล่นฉิวเข้าเทียบท่า
…
ภายในกรุงเบ็คลันด์ที่ย่างเข้าสู่เวลากลางคืน เอ็มลิน·ไวท์ในชุดสูทสุภาพและหมวกผ้าไหม กำลังยืนซ่อนตัวอยู่ด้านนอกคฤหาสน์ของบารอนผีดูดเลือด รุส·บาโธรี
มันเชื่อว่าอีกฝ่ายใกล้จะเริ่มปฏิบัติการ ‘ดึงเบ็ดกลับ’ และสำหรับผีดูดเลือด ค่ำคืนพระจันทร์สีแดงฉานเช่นนี้นับว่าเหมาะแก่การ ‘ล่า’
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ ดวงตาเอ็มลินพลันลุกวาวเมื่อเห็นร่างของใครบางคนกระโดดลงจากหน้าต่างด้านหลังคฤหาสน์ ร่อนลงพื้นโดยปราศจากสุ้มเสียง
……………………………………………………..
ในที่สุด… เมื่อการเจรจาบรรลุผล ไคลน์ถอนหายใจโล่งอก รู้สึกว่าความกดดันในร่างกายลดลงหลายส่วน
แม้ว่ามิสผู้ส่งสารจะบอกว่าหนี้สินจำนวนหนึ่งหมื่นเหรียญทองสามารถผ่อนชำระได้ แถมยังไม่มีเส้นตายกำหนด แต่ไคลน์ก็ไม่อยากประวิงเวลานานเกินไป กังวลว่าไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์อาจจะโกรธเคือง
อีกฝ่ายเป็นถึงสัตว์วิญญาณระดับครึ่งเทพ หากโมโหขึ้นมา แม้จะมีพันธสัญญาคอยผูกมัดอยู่ แต่เธอก็มีวิธีการมากมายที่จะทำให้นายจ้างต้องตกที่นั่งลำบาก!
นอกจากนั้น การปลอมตัวเป็นเศรษฐีช่างสิ้นเปลือง เงินเดือนและค่าใช้จ่ายของคนรับใช้ร่วมยี่สิบชีวิตเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของรายจ่ายทั้งหมด เพราะยังต้องมีค่ารถม้า เครื่องดื่ม ของขวัญให้เพื่อนบ้าน ค่าใช้จ่ายในงานเลี้ยง ค่าใช้จ่ายในการปกปิดสถานะ หากไม่สำรองเงินสดเตรียมไว้ เกรงว่าอาจได้ล้มละลายเข้าสักวัน
เฮ่อ… หกพันห้าร้อยปอนด์บวกกับเงินสดที่มีในปัจจุบัน จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายได้ไหม? ไม่น่าไหว… ประสบการณ์ตลอดสองสามวันที่ผ่านมาได้บอกกับเราว่า ห้ามใช้สามัญสำนึกทั่วไปในการวัดความฟุ่มเฟือยของบรรดาเศรษฐี บางที เราอาจต้องหาเงินเพิ่มอีกห้าถึงหกพันปอนด์… ไคลน์อยากยกมือขึ้นลูบขมับ แต่สุดท้ายก็ยับยั้งชั่งใจ
ชายหนุ่มขจัดอารมณ์ด้านลบ บังคับเดอะเวิร์ลมองไปรอบตัวพลางยิ้ม
“ชิ้นที่สองมีชื่อว่า ‘ขวดพิษชีวภาพ’ ”
ไคลน์ใช้ภาษาสั้นกระชับในการอธิบายจุดเด่นของขวดแก้วสีน้ำตาล เน้นย้ำไปที่ความสามารถด้านการปล่อยพิษอันหลากหลาย ช่วงเวลาก่อนการออกฤทธิ์ วิธีต้องกันตัวเองล่วงหน้า และผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
เมื่อฟังจบ ‘จัสติส’ ออเดรย์พลันเย็นสันหลัง เจือความกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ความรู้สึกแรกเกิดขึ้นหลังจากจินตนาการภาพคนใช้เล็บข่วนใบหน้าตัวเองจนเลือดออก ส่วนความรู้สึกที่สองเกิดจากการจินตนาการฉากวาบหวิว รวมถึงผลลัพธ์ที่ช่วยกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ
เป็นสมบัติวิเศษที่บ้าคลั่งสิ้นดี… อา… เป็นประเภทที่ต้องเตรียมตัวล่วงหน้าจึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด… ค่อนข้างเหมาะกับเส้นทาง ‘ผู้ชม’ โดยเฉพาะผู้ชมที่มีลำดับต่ำ หากสามารถอ่านใจเบื้องต้นและพบว่าศัตรูกำลังจะลงมือ ขวดพิษชีวภาพจะช่วยให้รับมือได้ง่ายขึ้น แถมยังสามารถตอบโต้กลับไป… แต่สำหรับเรา ของแบบนี้อาจไม่จำเป็น ถ้าพบว่ามีความผิดปรกติเกิดขึ้น แค่เรียกให้บอดี้การ์ดมาช่วยก็พอ… เหนือสิ่งอื่นใด เราไม่ชอบผลลัพธ์ของมันเลย! บางที เราอาจจะเผลอทำร้ายตัวเองอย่างน่าสยดสยอง! ออเดรย์ ตอนนี้เธอโตแล้วนะ ไม่ต้องซื้อทุกอย่างที่เห็นก็ได้! หญิงสาวครุ่นคิดสักพัก ตัดสินใจไม่ถามราคา
เมื่อเห็นจัสติสไม่กล่าวคำใด ไคลน์บังคับให้เดอะเวิร์ลเสริม
“ห้าพันสองร้อยปอนด์”
‘จัสติส’ ออเดรย์เม้มปาก ส่ายหน้าอย่างสุภาพ
“ดิฉันอยากได้สมบัติวิเศษในเชิงโจมตีมากกว่า”
ลำดับต้นๆ เส้นทางผู้ชมยังขาดพลังสำหรับประจันหน้าศัตรู ทำได้แค่สร้างอิทธิพลและควบคุมกระแสความเคลื่อนไหว
“ห้าพันสองร้อยปอนด์…” ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์ ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์ส และ ‘เดอะมูน’ เอ็มลินทวนคำซ้ำ ไม่มีใครกล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม
“ห้าพันสองร้อยปอนด์…” คล้ายกับ ‘เฮอร์มิท’ แคทลียากำลังครุ่นคิดบางอย่าง แต่จู่ๆ เธอก็ชะงักและรีบปฏิเสธ “ไม่จำเป็นสำหรับฉัน”
ดูเหมือนว่า มาดามเฮอร์มิทกำลังหวาดกลัวบางสิ่ง… ‘จัสติส’ ออเดรย์พยายามอ่านอารมณ์ของอีกฝ่าย
ในเสี้ยววินาทีเมื่อครู่ แคทลียารู้สึกว่า ‘ขวดพิษชีวภาพ’ น่าจะเข้ากันได้ดีกับ ‘ผู้เชี่ยวชาญพิษ’ แฟรงค์·ลี นอกจากจะไม่ซ้อนทับกับพลังในเส้นทาง ยังช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกัน เธอลังเลว่าจะซื้อให้รองกัปตันของตนดีไหม เพราะปัจจุบันมีเงินเก็บค่อนข้างเหลือเฟือ แต่พลังจากพิจารณาว่า แฟรงค์·ลีสามารถนำขวดพิษชีวภาพไปทำการทดลองพิสดารได้มากมาย แคทลียาพลันสั่นกลัวอย่างเหนือคำบรรยาย ล้มเลิกความคิดดังกล่าวทันที
เธอไม่อยากเห็นดาดฟ้าอนาคตกาลเต็มไปด้วยทายาทของลูกเรือที่คอยส่งเสียงร้องมอๆ!
จนการชุมนุมเมื่อไร เราต้องเขียนจดหมายบอกกับชารอนว่า สร้อยของพลเรือเอกโลหิตถูกขายไปแล้ว เหลือแค่ขวดพิษชีวภาพ… ไคลน์ปกปิดความผิดหวัง บังคับให้เดอะเวิร์ลพูดหลังจากไตร่ตรอง
“นอกจากนั้น ผมต้องการขาย ‘หนังสือแห่งความลับ’ เป็นหนังสือศาสตร์เร้นลับที่ ‘ราชาหมอผี’ คารามันแห่งทวีปใต้เหลือทิ้งไว้ เหมาะสำหรับผู้วิเศษขั้นกลางที่มีพื้นฐานดี… ราคาหนึ่งพันปอนด์”
ความรู้เปรียบดังเงินทอง!
‘จัสติส’ ออเดรย์ที่ถูกมิสเตอร์ฟูล สมาชิกชุมนุมทาโรต์ และสมาคมแปรจิตถ่ายทอดความรู้มาเป็นเวลานาน เริ่มเกิดความสนใจ
ปัจจุบัน พื้นฐานศาสตร์เร้นลับของเธอมั่นคงมาก เป็นเรื่องปรกติที่อยากจะศึกษาเนื้อหาขั้นสูง
ถึงแม้ในภายหลัง สมาคมแปรจิตจะสอนเนื้อหาขั้นสูงให้เรา แต่ก็คงไม่ครอบคลุมในทุกด้าน ขอบเขตคงหนีไม่พ้นเรื่องของจิต… ออเดรย์โน้มน้าวตัวเองและพยักหน้า
“ดิฉันต้องการ”
‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สเองก็สนใจมากเช่นกัน แต่เมื่อหวนนึกถึงสภาวะการเงินในปัจจุบัน เธอทำได้เพียงปิดปากเงียบ ส่วนสมาชิกคนอื่นล้วนมีความรู้ในระดับค่อนข้างสูงอยู่แล้ว
สมกับเป็นมิสจัสติส ไม่มีการต่อราคา… ขีดจำกัดขั้นต่ำของเราคือแปดร้อยปอนด์… ไม่สิ… ไม่มีขีดจำกัดมากกว่า… หนังสือประเภทความรู้จะขายซ้ำสักกี่ครั้งก็ได้… ไคลน์บังคับให้เดอะเวิร์ลหัวเราะในลำคอ
“ตกลง… แต่ผมขอเตือนไว้ก่อน ห้ามสวดวิงวอนถึงดวงจันทร์บรรพกาลเด็ดขาด การทำแบบนั้นจะส่งผลให้คุณกลายเป็นเศษเนื้อยุบพองที่เอาแต่ผสมพันธุ์กับสัตว์ต่างสายพันธุ์อย่างเร่าร้อนและไม่เลือกหน้า ให้กำเนิดทายาทมากมาย… แน่นอน ผมหมายถึงการสวดวิงวอนถึงสิ่งมีชีวิตลึกลับทุกชนิด ทั้งหมดล้วนอันตรายไม่ต่างกัน”
‘จัสติส’ ออเดรย์เผยท่าทีตกใจ อดไม่ได้ที่จะเปลี่ยนท่านั่ง
เธอเริ่มสงบลง มองไปยังสุดขอบโต๊ะทองแดงยาว กลัวด้วยเสียงหนักแน่น
“ทุกครั้งที่ประกอบพิธีกรรม ดิฉันจะสวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูลเพียงผู้เดียว”
ออเดรย์กล่าวด้วยความจริงใจ ไม่มีคำใดเป็นเท็จ
มิสจัสติสชื่นชมและเชื่อมั่นเดอะฟูลอย่างมาก… ไคลน์รู้สึกซาบซึ้ง แต่ขณะเดียวกันก็ละอายใจ เพราะคทาเทพสมุทรไม่ครอบคลุมไปถึงขอบเขตของดวงจันทร์บรรพกาล ในพิธีกรรมบางอย่างที่หนังสือระบุ ตนไม่สามารถตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำได้เพียงระดมพลังวิญญาณภายในมิติหมอกเพื่อตอบสนอง
เดอะฟูลแสดงความเห็นเล็กน้อย
“ดีมาก”
ถัดมา เมื่อบรรลุเป้าหมายแรก ไคลน์บังคับให้เดอะเวิร์ลกล่าวด้วยท่าทีผ่อนคลาย
“นอกจากนั้น ผมต้องการขายตะกอนพลัง ‘นักสอบสวน’ … ราคาหนึ่งพันสองร้อยปอนด์”
…คิดจะขายกี่อย่าง? ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สเผยสีหน้าตกตะลึง
เมื่อพิจารณาว่าเงินเก็บของซิลยังห่างไกลจากราคา แถมยังขาดสูตรผลิตโอสถ เธอจึงแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
และฟอร์สก็ไม่คิดว่าข้ารับใช้ของมิสเตอร์ฟูลรายนี้จะยอมให้เธอ ‘จอง’ สินค้าเอาไว้เป็นเวลานาน
เมื่อเห็นว่าไม่มีการตอบสนอง เดอะเวิร์ลกระแอม
“ผมจบแล้ว”
เมื่อสิ้นเสียง ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์ที่รอโอกาสอยู่ หันไปมองแคทลียาและพูด
“ผมอยากทราบว่าสัตว์ทะเลอ็อบนิสที่ไม่ได้อยู่ในความควบคุมของโบสถ์วายุสลาตัน อาศัยในแถบใดบ้าง”
สัตว์ทะเลอ็อบนิสที่ไม่ได้อยู่ในความควบคุมของโบสถ์วายุสลาตัน? มิสเตอร์แฮงแมนไม่ใช่คนของโบสถ์วายุสลาตันหรอกหรือ? แคทลียาขมวดคิ้ว
“ฉันจะช่วยสอบถามข้อมูลให้ ไว้พบเบาะแสค่อยมาคุยกันเรื่องราคา”
“ตกลง” อัลเจอร์หายใจออกแผ่วเบา
ความเงียบงันปกคลุมโต๊ะทองแดงยาวสองสามวินาที ‘เดอะมูน’ เอ็มลินเห็นดังนั้นจึงหันไปทาง ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์ส
“ค่าเบาะแสจำนวนหนึ่งร้อยปอนด์ ผมจะจ่ายให้คุณภายในวันนี้”
“ขอบคุณ” ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สตอบหน้านิ่ง
เธอยังคงเมาหมัดจากราคาสินค้าของมิสเตอร์เวิร์ลที่มีมูลค่าหลายพัน หลายหมื่นปอนด์
‘เดอะมูน’ เอ็มลินหันไปมอง ‘เดอะซัน’ เดอร์ริค
“ผลึกรากของต้นคนชราและวัตถุดิบเสริมที่เจ้าต้องการ ข้าได้มาแล้ว… ส่งรายชื่อสัตว์ประหลาดและทรัพยากรรอบๆ เมืองเงินพิสุทธิ์มา ข้าจะได้เลือกสิ่งของที่มีมูลค่าเท่ากันมาแลกเปลี่ยน… ในส่วนของราคา วัตถุดิบทั้งหมดมีมูลค่าสองพันปอนด์ บวกค่าเสียเวลาของข้าอีกสองร้อยปอนด์ รวมทั้งสิ้นสองพันสองร้อยปอนด์”
เอ็มลินต้องการสินค้าที่สามารถปล่อยออกไปได้ง่าย เปลี่ยนเป็นเงินได้รวดเร็ว ไม่อย่างนั้นเงินของตนอาจขาดมือ
“ตกลง… เอ่อ… ขอบคุณครับ มิสเตอร์มูน” ‘เดอะซัน’ เดอร์ริคกำลังดีใจ เพราะสัมผัสได้ว่ามิสเตอร์มูนไม่ได้แสดงความรำคาญ
เด็กหนุ่มเขียนรายชื่อของทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง ส่งไปให้เอ็มลิน
เอ็มลินพลิกอ่านอย่างคร่าวๆ ทันใดนั้นก็เริ่มตระหนักถึงความผิดปรกติ
มันพบว่า ลำพังข้อมูลรายชื่อวัตถุดิบเหล่านี้ก็มีค่าไม่น้อยแล้ว เนื่องจากเป็นสิ่งที่สะท้อนสถานการณ์ปัจจุบันโดยละเอียดรอบๆ เมืองเงินพิสุทธิ์
เป็นข้อมูลที่ ‘ควรจะ’ เสียเงินเพื่อให้ได้เห็น!
แต่เท่าที่เราจำได้… คนอื่นก็ไม่ได้จ่ายเงินเวลาขอดูรายการเหมือนกัน… ‘เดอะมูน’ เอ็มลินอดไม่ได้ที่จะชำเลือง ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์และ ‘เฮอร์มิท’ แคทลียา
ทันใดนั้น คล้ายกับมันเข้าใจบางสิ่ง
เมื่อมองกลับไปที่เดอะซันอีกครั้ง เอ็มลินเริ่มรู้สึกว่าตนเป็นฝ่ายเหนือกว่า แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกผิดในใจ จึงส่งเสียงกระแอมในลำคอและกล่าว
“เอาอันนี้ อันนี้ แล้วก็อันนี้”
‘เดอะซัน’ เดอร์ริคตั้งใจจดจำรายการทั้งหมด พร้อมกับแจ้งว่าตนสามารถรวบรวมวัตถุดิบได้ทันทีโดยไม่ต้องกลับไปที่เมืองเงินพิสุทธิ์
ถัดมา ‘จัสติส’ ออเดรย์สอบถามเบาะแสเกี่ยวกับผลของต้นกระดิ่งลมหลอนประสาท แต่ก็ต้องผิดหวังกับคำตอบที่ได้รับ
ช่วงเวลาค้าขายสิ้นสุดลงตรงนี้ โดยไม่ต้องรอให้ ‘เดอะฟูล’ ไคลน์ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ละคนเริ่มเข้าสู่ช่วงเวลาสนทนาอิสระ
‘แฮงแมน’ อัลเจอร์หันไปทางเดอะซันน้อย
“คุณยังอยู่ในหมู่บ้านยามบ่าย?”
“ถูกต้อง แต่ผมกำลังจะเดินทางกลับเมืองเงินพิสุทธิ์ ทีมสำรวจชุดใหม่มาผลัดเวรแล้วในวันนี้” ‘เดอะซัน’ เดอร์ริค ไม่เพียงจะตอบในสิ่งที่แฮงแมนถาม แต่ยังอธิบายด้วยความเต็มใจ “ผมบอกกับท่านเจ้าเมืองไปว่า ขณะกำลังกวาดล้างสัตว์ประหลาดรอบหมู่บ้านยามบ่าย ผมบังเอิญได้พบสูตรโอสถ ‘ผู้รับรอง’ ”
แฮงแมนพยักหน้ารับ
“แล้วเขามีท่าทีอย่างไร”
“ท่านเจ้าเมืองตอบมาแค่… ‘ดีมาก’ ” ‘เดอะซัน’ เดอร์ริคเล่าด้วยสีหน้าขึงขัง
‘แฮงแมน’ หัวเราะในลำคอ
“สบายใจได้ เจ้าเมืองของคุณอยากเห็นคุณมีพัฒนาการที่รวดเร็ว เพราะนั่นจะช่วยถ่วงดุลอำนาจกับ ‘คนเลี้ยงแกะ’ ในสภาอาวุโส”
มันไม่สานต่อหัวข้อสนทนาเดิม แต่บอกกล่าวไปยังสมาชิกทุกคน
“เมื่อไม่นานมานี้ มีโจรสลัดจำนวนมากไปเยือนท่าเรือแบนชีและพบเพียงซากปรักหักพังกับความพินาศย่อยยับ… ถึงจะกำลังก่อสร้างใหม่ แต่ก็ต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม”
……………………………………………………………
เหนือสายหมอก ภายในพระราชวังที่มีหลังคาโดมสูง
‘เดอะฟูล’ ไคลน์ชำเลืองมอง ‘เดอะซัน’ ที่ถูกดึงมาก่อนและ ‘เดอะเวิร์ล’ ที่เสกรอไว้ล่วงหน้า จากนั้นก็แผ่พลังวิญญาณเข้าไปสัมผัสกับดาวสีแดงเข้มที่เป็นตัวแทนของจัสติส แฮงแมน เมจิกเชี่ยน เดอะมูน และเฮอร์มิท
เสาลำแสงพวยพุ่ง ร่างมายาที่ไม่คมชัดของแต่ละคนเริ่มปรากฏบนเก้าอี้สองฝั่งโต๊ะทองแดงยาว
‘จัสติส’ ออเดรย์ที่เพิ่งกลับถึงปราสาทหลังจากเข้าไปในป่า เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดเดรส กำไลข้อมือลายลูกไม้ประดับประดาด้วยไข่มุกเม็ดกลม
หญิงสาวลุกขึ้นยืนอย่างกระฉับกระเฉง จับชายกระโปรง แสดงความเคารพ
“ทิวาสวัสดิ์ค่ะ มิสเตอร์ฟูล~”
อารมณ์ของไคลน์ดีขึ้นหลายระดับแล้ว จึงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
ขณะเดียวกัน มันอดถอนหายใจไม่ได้
ลำพังเศรษฐีใหม่อย่างเรายังมีค่าใช้จ่ายมหาศาล… ตระกูลขุนนางแบบมิสจัสติสจะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายขนาดไหน…
หลังจากสมาชิกทุกคนทักทายกันเสร็จ ชายหนุ่มชำเลืองไปทางเฮอร์มิทด้วยท่าทีผ่อนคลาย เพราะทราบว่าพลเรือโจรสลัดรายนี้จะต้องนำไดอารีจักรพรรดิโรซายล์หน้าใหม่มาส่งมอบ
ไม่ผิดจากที่คาด ‘เฮอร์มิท’ แคทลียาเปิดปากพูด
“มิสเตอร์ฟูล ดิฉันรวบรวมไดอารีของจักรพรรดิโรซายล์ได้อีกหนึ่งหน้า”
แค่หน้าเดียว? ไม่ใช่ว่าราชินีเงื่อนงำสามารถส่งมอบไดอารีทั้งเล่มได้ตามใจปรารถนาหรอกหรือ? แม้ไคลน์จะได้เผชิญบททดสอบอันหนักหน่วงมาตลอดทั้งวัน แต่ก็ยังสามารถรักษาความสุขุม
“ไม่มีปัญหา”
แคทลียารีบลงมือเขียนไดอารีลงบนกระดาษสีน้ำตาลอมเหลือง ส่งมันถึงมือเดอะฟูลผ่านพลังวิญญาณ
ไคลน์ก้มมอง แปลกใจเล็กน้อยเมื่อไม่พบ ‘วันที่’ บนกระดาษ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไดอารีหน้านี้เป็นเนื้อหาที่ต่อจากหน้าอื่น… ทำไมแบร์นาแดตไม่เอาหน้าแรกมาด้วย? เธอควรแยกแยะได้ไม่ยาก เพราะแม้แต่ลุงนีลล์ก็ยังดูออกว่าตรงไหนเป็นวันที่… หรือเป็นเพราะไดอารีเสียหายจนหน้าสลับกัน ส่งผลให้เรียงกลับไม่ถูก? หมายความว่า หลังจากจักรพรรดิโรซายล์ร่วงหล่น ข้าวของเครื่องใช้เก่าๆ ถูกรื้อค้นโดยกองกำลังของฝ่ายตรงข้ามจนบางส่วนสูญหาย? ตอนนั้นแบร์นาแดตคงยังมีพลังไม่พอจะยับยั้ง รอจนกระทั่งกลายเป็นราชินีเงื่อนงำ จึงค่อยกลับมาสืบสาวหาความจริง… ไคลน์กวาดตาอ่านเนื้อหาอย่างรวดเร็ว
“ผิดคาดมาก… ประวัติศาสตร์ของยุคสมัยที่สี่จากปากมิสเตอร์ประตูเริ่มน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ”
“ชายอับโชคที่ติดอยู่ท่ามกลางพายุและหลงทางในความมืดบอกกับเราว่า แม้จักรพรรดิมืดจะตายไปครั้งหนึ่ง แต่ก็ยังสามารถคืนชีพได้… น่าประหลาดใจมาก ข้อมูลนี้บังเอิญไปตรงกับสิ่งที่องค์กรลึกลับนั่นเล่าให้ฟัง… ในการชุมนุมครั้งหนึ่ง พวกเขาระบุว่า หากสุสานทั้งเก้าของจักรพรรดิมืดไม่ถูกทำลายอย่างสมบูรณ์ ต่อให้เทพตนนี้ร่วงหล่นไปพร้อมกับร่างเนื้อ แต่ก็ยังสามารถคืนชีพได้ใหม่จากหนึ่งในสุสานของท่าน”
“และแม้ว่าสุสานทั้งเก้าจะถูกทำลาย ตราบใดที่คำสั่งของจักรพรรดิมืดยังมีผู้คนปฏิบัติตาม ท่านสามารถคืนชีพกลับมาได้ด้วยวิธีพิสดาร เว้นเสียแต่ว่าจะมีจักรพรรดิมืดองค์ใหม่ถือกำเนิด นั่นจึงจะเป็นความตายโดยแท้จริง หมดสิทธิ์คืนชีพโดยสิ้นเชิง”
“จากคำอธิบายของมิสเตอร์ประตู การคืนชีพของจักรพรรดิมืดมีทั้งหมดสามขั้นตอน ขั้นแรก ‘เอกลักษณ์’ ของเส้นทางต้องแยกตัวเป็นอิสระจากเจ้าของปัจจุบัน แปรสภาพกลายเป็นนามธรรม ขั้นที่สอง เหล่าผู้ที่ยังจงรักภักดีต่อจักรพรรดิมืดต้องได้ยินเสียงที่เปี่ยมด้วยพลังอำนาจจากพระองค์ และขั้นที่สาม จักรพรรดิมืดที่ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับเอกลักษณ์นามธรรม จะปรากฏตัวอีกครั้งบนโลกดารา ส่งผลสืบเนื่องทำให้ตะกอนพลังลำดับ 1 ทั้งสามชิ้น กลับมาอยู่บนมือจักรพรรดิมืดทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่มีใครสามารถบิดเบือนหรือฝ่าฝืนสิ่งนี้ได้ ไม่เว้นกระทั่งเหล่าเทพแท้จริงตนอื่น”
“ด้วยเหตุผลข้างต้น จักรพรรดิโลหิตและจักรพรรดิรัตติกาลซึ่งล้วนเป็นลำดับ 1 องค์ชายวิปลาสของเส้นทางเดียวกัน ต่างตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่มีใครทราบผลลัพธ์ที่แน่ชัดหากจักรพรรดิมืดคืนชีพ พวกมันอาจต้องเสียชีวิตคาที่ หรือไม่ก็ถอยกลับไปเป็นลำดับ 2… มิสเตอร์ประตูเล่าว่า ในช่วงเวลานั้น เทพวายุสลาตันและเทพธิดารัตติกาลตัดสินใจสนับสนุนจักรพรรดิรัตติกาล ช่วยให้ท่านเปลี่ยนไปยังเส้นทางใกล้เคียง – เส้นทาง ‘ผู้ตัดสิน’ ส่งผลให้จักรวรรดิทูดอร์-ทรันซอสต์ต้องแยกตัวออกจากกัน”
“และ ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์ผู้ถูกบังคับให้ตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวังตามลำพัง ตัดสินใจกระทำในสิ่งที่บ้าบิ่น นั่นคือการย้ายไปยังเส้นทางที่ไม่ใกล้เคียง ยอมสละสติสัมปชัญญะ เสี่ยงเลื่อนลำดับเป็นเทพแท้จริงกึ่งเสียสติโดยไม่มีทางเลือก”
“ต้องยอมรับว่า การตัดสินใจครั้งนี้ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย แทบจะมองไม่เห็นโอกาสประสบความสำเร็จ… แต่มิสเตอร์ประตูกลับระบุว่า ท้ายที่สุดแล้ว อลิสต้า·ทูดอร์ประสบความสำเร็จในการเลื่อนลำดับ กลายเป็นเทพแท้จริงกึ่งเสียสติ!”
“ฟังดูน่าเหลือเชื่อมาก น่าเสียดายที่มิสเตอร์ประตูไม่ได้เล่ารายละเอียด คงจงใจปิดบังจากเรา”
“เราถามกลับไปว่า ระหว่างความตายกับการกลายเป็นคนเสียสติ แบบไหนเลวร้ายมากกว่ากัน มิสเตอร์ประตูตอบว่าความตาย เพราะหากยังมีชีวิตอยู่ ก็ยังมีโอกาสคืนสติกลับมาได้”
“ท่านยิ้มและยกตัวอย่าง – หากพิจารณาจากสัญชาตญาณ เทพแท้จริงที่เสียสติยังสามารถผสมพันธุ์กับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดโดยไม่เลือกหน้า ให้กำเนิดลูกหลายมากมาย ระหว่างนั้น ถ้าดวงดี ตะกอนพลังที่ขัดแย้งกันจะถูกถ่ายเทไปยังทายาท อาการเสียสติจะค่อยๆ หายไปทีละนิด”
“มิสเตอร์ประตูจงใจไม่บอกว่าต้นตอของปัญหาหมดไปหรือไม่ และไม่ได้อธิบายว่าทำไมถึงไม่มีใครคิดจะทำมาก่อน แต่เราสัมผัสได้อย่างเลือนรางว่า การทำแบบนี้มีอันตรายใหญ่หลวงซ่อนอยู่”
“คงต้องยอมรับตามตรง มิสเตอร์ประตูมีข้อมูลเกี่ยวกับเทพแท้จริงเกินกว่าที่เราจินตนาการไปมาก… ก่อนจะถูกขับไล่ออกไป บางทีท่านอาจเป็นอีกหนึ่งคนที่เข้าใกล้ลำดับ 0… เข้าใจแล้วว่าทำไมท่านถึงดูแคลนซาราธ แถมยังไม่นับถือเทพแท้จริงองค์ใดเลย”
“นั่นยิ่งทำให้เราไม่อยากพาท่านกลับมายังโลกแห่งความจริง!”
อัดแน่นด้วยข้อมูล… สมแล้วที่แบร์นาแดตคัดมาเป็นพิเศษ… แต่ว่า ทำไมเธอถึงจงใจเลือกหน้านี้ จุดประสงค์คืออะไร? หรือว่าหลังจากเขียนไดอารีหน้านี้เสร็จ จักรพรรดิโรซายล์เริ่มทำตัวแปลกประหลาด กระทั่งกลายเป็นคนเสียสติในที่สุด? เสียสติ…
อย่าบอกนะว่า… ไม่มีทาง… สถานการณ์ในตอนนั้นของโรซายล์ฟังดูคล้ายกับ ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์มาก เส้นทางของตัวเองถูกตัดขาด เส้นทางใกล้เคียงถูกกีดกันโดยใครบางคนหรืออะไรบางอย่าง การเลื่อนลำดับแทบจะเป็นไปไม่ได้… ท่ามกลางความกดดัน เขาตัดสินใจทำในสิ่งที่บ้าบิ่นเหมือนกับ ‘จักรพรรดิโลหิต’ พยายามย้ายไปยังเส้นทางที่ไม่ใกล้เคียง…
ด้วยเหตุผลข้างต้น แปลว่าพฤติกรรมแปลกๆ ในช่วงหลายปีหลังเกิดขึ้นเพราะเขาเสียสติไปแล้วจริงๆ ไม่ได้ถูกกัดกร่อนโดยบางสิ่ง… เข้าใจแล้วว่าทำไมแบร์นาแดตที่เคยทอดทิ้งเขา เกลียดชังเขา ถึงพยายามกลับมาค้นหาความจริงอีกครั้ง… จากมุมมองนี้ บางเรื่องก็น่าสนใจมากทีเดียว เช่นการที่โรซายล์ปฏิวัติและขึ้นครองบัลลังก์พร้อมกับสถาปนาตัวเองเป็นจักรพรรดิ ประกาศใช้ ‘ประมวลกฎหมายแพ่ง’ ฉบับใหม่แทนของเดิม ร่างขึ้นโดยอ้างอิงกฎหมายของโลกเก่าในศตวรรษที่สิบแปดและสิบเก้า และยังเผยแพร่รสนิยมส่วนตัวออกไปเป็นวงกว้าง…
หึหึ… เราประเมิน ‘รุ่นพี่’ คนนี้ต่ำไปสินะ… เคยคิดว่าเขาแค่เลียนแบบนโปเลียนหรือซีซาร์เพื่อความบันเทิงส่วนตัว แต่ในความเป็นจริง นั่นคือการวางรากฐานสำหรับก้าวไปเป็นจักรพรรดิมืด… ไม่สิ… เราเคยอ่านไดอารีของเขาในช่วงนั้น ถึงจะอ่านไปเพียงไม่กี่หน้า แต่ทั้งหมดก็เขียนด้วยสติสัมปชัญญะครบถ้วน อารมณ์สงบนิ่ง แถมยังทำ ‘เรื่องอย่างว่า’ กับสตรีขุนนางผู้เร่าร้อน…
หืม… หรือว่าตอนนั้นยังไม่ได้ตัดสินใจย้ายเส้นทางอย่างเด็ดขาด เพียงสร้างทางหนีทีไล่เผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉิน?
สำหรับ ‘ประมวลกฎหมายแพ่ง’ ฉบับใหม่ การเดินหมากก้าวนี้อาจไม่มีอะไรแอบแฝง แต่เนื่องจากเป็นคนทำรัฐประหาร ตามปรกติแล้วต้องร่างกฎหมายฉบับใหม่ขึ้น… และด้วยความรู้กับความทรงจำของเขา แหล่งอ้างอิงทางกฎหมายเดียวจึงหนีไม่พ้นข้อมูลจากโลกเก่าในศตวรรษที่สิบแปดและสิบเก้า เพราะมีความสอดคล้องกับยุคสมัยในปัจจุบัน…
ในภายหลัง การตั้งตนเป็นจักรพรรดิของโรซายล์ทำให้แบร์นาแดตเกิดความไม่พอใจและรู้สึกต่อต้าน… ในฐานะทายาทคนโปรด เธอคงสังเกตเห็นความผิดปรกติก่อนที่บิดาของตนจะสถาปนาตัวเองเป็นจักรพรรดิ จึงเลือกไดอารีหน้าที่ยาวที่สุดที่โรซายล์เขียนในช่วงเวลานั้น… ไคลน์ยังคงครุ่นคิดต่อไปอีกสักพัก ภายในใจรู้สึกราวกับว่า ตนได้เห็นประวัติศาสตร์อันหนักอึ้งที่ถูกซ่อนอยู่ในส่วนลึกของม่านหมอก แผ่นกระดาษหนังตรงหน้าราวกับกำลังส่งกลิ่นเลือดและเหล็กออกมา
ไคลน์ยิ่งทวีความสงสัย เกี่ยวกับ ‘สลัก’ สุดท้ายที่ทำให้โรซายล์เสียสติ
ขณะเดียวกัน มันก็ได้คลายปมในเรื่องเก่า
จักรพรรดิมืดคืนชีพด้วยวิธีแบบนี้นี่เอง… คล้ายกับข้อสันนิษฐานของเราในอดีต…
จากประวัติศาสตร์ของยุคสมัยที่สี่ ดูเหมือนว่าจะมีจักรวรรดิทูดอร์-ทรันซอสต์อยู่จริง และได้รับการสนับสนุนจากหกเทพจารีต เช่นเทพวายุสลาตันและเทพธิดารัตติกาล… บัลลังก์คู่ในซากอาคารใต้ดินถนนวิลเลียมส์สามารถยืนยันการมีอยู่ของ ‘จักรวรรดิร่วม’ ได้เป็นอย่างดี…
จากคำบอกเล่าของมิสเตอร์ประตู ในตอนหลัง หกเทพจารีตเลือกจะอยู่ฝ่าย ‘จักรพรรดิรัตติกาล’ ส่งผลให้จักรวรรดิร่วมต้องแยกตัวออกจากกัน… ถ้าอย่างนั้น แล้วใครคือคนที่ช่วยจักรพรรดิโลหิตจับตัวลำดับ 1 ของเส้นทางนักล่าทั้งสามตน? ในหมู่พวกมันยังมี ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซี ผู้น่าจะแข็งแกร่งกว่าจักรพรรดิโลหิตในเวลานั้นเสียอีก… แม่มดบรรพกาล? เทพมรณา? ดวงจันทร์บรรพกาล? ด้านมืดเอกภพ? มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย?
ไคลน์คาดเดาโดยการไล่เรียง แต่ก็ไม่พบความเชื่อมโยง
ชายหนุ่มสลายไดอารี หันไปยิ้มให้ ‘เฮอร์มิท’ แคทลียา
“สำหรับครั้งนี้… ความต้องการคือสิ่งใด”
แคทลียาไม่ปิดบัง ถามอย่างใจเย็น
“บุคคลที่อยู่ในไดอารี… หากไม่นับจักรพรรดิโรซายล์ ยังมีใครอีกบ้าง”
คำถามดังกล่าวทำให้ ‘จัสติส’ ออเดรย์หันไปมองมิสเตอร์ฟูล ดวงตากำลังลุกวาวและเปี่ยมไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น แม้แต่ใบหูก็ดูเหมือนจะกระดิกขึ้นเล็กน้อย
‘แฮงแมน’ อัลเจอร์และคนที่เหลือต่างก็สนใจ หากถูกเขียนชื่อลงในไดอารีของจักรพรรดิโรซายล์ บุคคลดังกล่าวย่อมต้องไม่ธรรมดา!
ไคลน์พอจะคาดเดาความรู้สึกของทุกคน อดไม่ได้ที่จะรำพัน
เฮ่อ… ดันเป็นไดอารีที่แบร์นาแดตคัดเลือก หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น เราคงตอบส่งๆ ไปได้ว่ามีการกล่าวถึงแม่มดคนหนึ่ง แม่มดอีกคนหนึ่ง นักล่าคนหนึ่ง นักล่าอีกคนหนึ่ง มิสเตอร์ขุนนางสักคน มาดามขุนนางสักคน…
ครุ่นคิดสองวินาที ไคลน์เอนหลังพิงพนัก ตอบด้วยรอยยิ้ม
“มิสเตอร์ประตู”
มิสเตอร์ประตู… ตัวตนที่มีชื่อคล้ายกับมิสเตอร์ฟูล… อย่างน้อยก็คงมีระดับใกล้เคียงเทพสินะ? ‘จัสติส’ ออเดรย์คาดเดาตัวตนอีกฝ่ายจากโทนเสียงและลักษณะการพูด
‘เฮอร์มิท’ แคทลียาและคนที่เหลือต่างก็คิดคล้ายๆ กัน แต่ไม่มีใครทราบว่ามิสเตอร์ประตูเป็นใคร เพียงมองหน้ากันและส่ายหัว
เมื่อเห็น ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สและคนอื่นๆ แสดงความฉงน ไคลน์จงใจหันไปหาเธอและหัวเราะในลำคอ
“เจ้าน่าจะคุ้นเคยกับเขาเป็นอย่างดี”
“เอ๋…?” ดวงตา ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สพลันเหม่อลอย
เธอค่อนข้างมั่นใจว่า ตนไม่รู้จัก ‘มิสเตอร์ประตู’
เพราะจากเท่าที่ฟัง อีกฝ่ายน่าจะเป็นตัวตนในระดับที่สูงมาก!
………………………………………………………..
เก้าโมงเช้า เขตฮิลสตัน ภายในโรงแรมหรู
ไคลน์หยิบไวน์ขาวที่บรรจุในขวดหรูหรา ส่งให้ชายชราฝั่งตรงข้ามด้วยรอยยิ้ม
“มิสเตอร์แอสเนีย ขอบคุณมากที่สละเวลามาพบผม นี่เป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ได้โปรดรับไว้ด้วย… ผมจะตัดสินใจอย่างช้าที่สุดวันพรุ่งนี้ หากผลออกมาเป็นคุณ ผมจะแวะไปหาด้วยตัวเอง”
ชายหนุ่มกำลังใช้วาทศิลป์เพื่อบอกเป็นนัยว่า คู่สนทนาพ่ายแพ้ในการคัดเลือก
ด้วยความสัตย์จริง ไคลน์ค่อนข้างพอใจกับ ‘สุภาพบุรุษวัยชรา’ แอสเนีย ภาพลักษณ์ของชายคนนี้ตรงตามพ่อบ้านในอุดมคติของไคลน์ ทั้งเข้มงวด วางตัวดี มีความเป็นมืออาชีพ สามารถจัดการปัญหาที่ยุ่งยากได้ทุกประเภท
และแม้จะพักอยู่ไกลที่สุดจากบรรดาพ่อบ้านทั้งสาม แถมยังอายุมากกว่าใคร แต่แอสเนียกลับมาถึงก่อนเวลานัดหมายครึ่งชั่วโมงเต็ม อดทนรออย่างใจเย็น ส่วนทางรีบัคและวอลเตอร์มาถึงก่อนเวลานัดสิบห้านาที
หากไม่ใช่เพราะ ‘กระจกวิเศษ’ อาโรเดสบอกเป็นนัยว่า สองรายหลังสามารถมีอนาคตมากกว่า ไคลน์คงเลือกจ้างสุภาพบุรุษวัยชรารายนี้ไปแล้ว เพราะเหนือสิ่งอื่นใด จุดประสงค์หลักของชายหนุ่มคือการอาศัยความสัมพันธ์ที่พ่อบ้านเคยมีต่อเหล่าขุนนาง เป็นบันไดในการก้าวเข้าสู่สังคมชนชั้นสูงได้อย่างเป็นธรรมชาติ ค่อยๆ ขยับเข้าใกล้เป้าหมายที่แท้จริง
ไวน์ขาวขวดดังกล่าวถูกเตรียมเพื่อมอบให้คนที่ต้องผิดหวัง เป็นการชดเชยเงินค่ารถม้าไปกลับ ทุกขวดซื้อมาจากภัตตาคารอินทิสเซอเรนโซ่ในมูลค่าขวดละสองปอนด์
นอกจากนั้น ไวน์เพียงขวดเดียวยังสามารถทำให้ความใจกว้างของดอน·ดันเตสแพร่สะพัดออกไป สร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่เศรษฐีลึกลับและสง่างาม
เหนือสิ่งอื่นใด ชายหนุ่มเชื่อว่าตนไม่ควรดูแคลนพ่อบ้านจากตระกูลขุนนางใหญ่ คนประเภทนี้มักมีประสบการณ์โชกโชนกว่าพ่อบ้านปรกติ รู้จักมักจี่กับชนชั้นสูงเป็นจำนวนมาก รวมถึงแม่บ้านและคนรับใช้มากฝีมือ มีโอกาสได้พบเจอผู้คนทุกรูปแบบ รู้ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับเจ้านาย และนั่นเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการก้าวเข้าสู่แวดวงชนชั้นสูง
ปัจจุบัน แอสเนียวัยห้าสิบห้าปีมีผมสีขาวโพลน ดวงตาสีฟ้าอัดแน่นด้วยประสบการณ์นานหลายปี สุภาพบุรุษรายนี้มิได้ปฏิเสธของขวัญจากดอน·ดันเตส เพียงรับไว้และแสดงความยินดีอย่างเหมาะสม
“ผมชอบไวน์ขาวจากคาร็อดมาก ขอบคุณที่เอื้อเฟื้อ… น้ำใจของคุณช่างน่ายกย่อง”
คาร็อด? นั่นสินะ บริกรชายเมื่อวานเคยแนะนำให้ฟังแล้ว คาร็อดคือชื่อของโรงบ่มเหล้าองุ่นในเมืองแชมเปญ อาณาจักรอินทิส โด่งดังด้านการผลิตไวน์ระดับกลางถึงสูง ไวน์บางรุ่นถือเป็นระดับยอดพีระมิด… เฮ่อ พ่อบ้านรู้จักไวน์ดีกว่าเราเสียอีก นอกจากนี้ มิสเตอร์แอสเนียยังกล่าวด้วยว่า ห้องเก็บไวน์ของขุนนางและเศรษฐีมักดูแลโดยพ่อบ้านหรือผู้ช่วยพ่อบ้านโดยตรง… หมายความว่าเราก็ต้องมีห้องเก็บไวน์ในอนาคตเช่นกัน… เกรดสองปอนด์เป็นไวน์ระดับต่ำ… ขนาดไวน์แดงเออเมียร์ปี 1330 ราคาหนึ่งร้อยยี่สิบหกปอนด์ก็ยังไม่ใช่ตัวที่ดีที่สุด… ห้องเก็บไวน์สักห้องจะต้องลงทุนเท่าไรกัน? ครุ่นคิดสักพัก ไคลน์เริ่มรู้สึกคันหน้าอก เกรงว่าเงินสดจำนวน 2,888 ปอนด์อาจอยู่ได้ไม่นาน
หากไม่ใช่เพราะชำนาญพลัง ‘ตัวตลก’ ป่านนี้คงหลุดเสียอาการให้คู่สนทนาเห็นแล้ว ชายหนุ่มยิ้มและกล่าว
“คุณชอบก็ดี ผมจะได้เบาใจ… มิสเตอร์แอสเนีย รบกวนลงไปเรียกมิสเตอร์รีบัคจากร้านกาแฟด้านล่างให้ผมหน่อย”
แอสเนียไม่คัดค้าน ผ่านไปไม่ถึงห้านาที รีบัคเคาะประตูและเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น
สุภาพบุรุษรายนี้มีผมสีทองหวีเรียบ มุมปากและหางตามีริ้วรอยเล็กน้อย ผิวพรรณบ่งบอกว่าเป็นคนสุขภาพดี ร่างกายกำยำแข็งแรง มองผิวเผินก็ทราบทันทีว่าเป็นพ่อบ้านสายลุย พร้อมติดตามเจ้านายไปล่าสัตว์หรือต่อกรกับศัตรู
หลังจากทักทายตามมารยาท ไคลน์ยิ้มและเชิญอีกฝ่ายนั่ง กล่าวเข้าประเด็น
“ขออภัยที่ต้องเสียมารยาท แต่ผมอยากทราบว่า ทำไมคุณถึงกลายเป็นพ่อบ้านของบารอนซินดราส ทั้งที่บิดาของคุณเป็นรองพ่อบ้านตระกูลนีแกน ปู่ของคุณก็เป็นคนดูแลคฤหาสน์ บรรพบุรุษหลายคนรับใช้ดยุคนีแกนและเครือญาติจนกระทั่งกลับสู่อ้อมอกของพระองค์… คุณเองก็ควรจะมีวิถีชีวิตแบบเดียวกันไม่ใช่หรือ”
เป็นเพราะอิทธิพลของจักรพรรดิโรซายล์ บางอาณาจักรบนทวีปเหนือเปลี่ยนจากการเรียกขุนนางด้วยบรรดาศักดิ์ร่วมกับดินแดนที่ปกครอง มาเป็นการเรียกบรรดาศักดิ์และชื่อสกุลแทน ปัจจุบัน ในกรณีแรกจะใช้เฉพาะโอกาสพิเศษเท่านั้น และแน่นอน มีขุนนางบางกลุ่มที่ชื่อสกุลมีต้นกำเนิดจากดินแดนที่ปกครอง
รีบัคตอบพลางยิ้มพอเป็นพิธี
“บารอนซินดราสอาจเป็นขุนนางหน้าใหม่ แต่ก็เป็นสหายของดยุคนีแกนผู้ล่วงลับ ดังนั้น ผมจึงถูกส่งไปทำงานที่บ้านของท่าน ช่วยให้ท่านและครอบครัวปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตชนชั้นสูง ฝึกฝนมารยาทการเข้าสังคมอย่างเหมาะสม”
ดยุคนีแกนผู้ล่วงลับหมายถึงบิดาของดยุคนีแกนคนปัจจุบัน พาลัส·นีแกนผู้ถูกลอบสังหารเมื่อปีที่แล้ว
“แล้วทำไมคุณถึงออกจากบ้านบารอนในภายหลัง?” ไคลน์ถามหลังจากใคร่ครวญ
รีบัคตอบตามตรง
“แม้ว่าบารอนซินดราสจะได้เป็นขุนนางด้วยอำนาจของพรรคอนุรักษนิยม แต่ตัวเขาก็เป็นนายธนาคาร นักลงทุน และเจ้าของกิจการที่โด่งดังคนหนึ่งของอาณาจักร เป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีไฟแรง จึงเกิดความเห็นอกเห็นใจพรรคหัวก้าวหน้า แอบมอบความช่วยเหลือให้ทางนั้นบ่อยครั้ง จนขัดแย้งกับขุนนางหัวเก่าหลายคน รวมถึงตัวดยุคนีแกนคนปัจจุบัน… ดังนั้น เพื่อไม่ให้ท่านบารอนลำบากใจ ผมจึงเสนอตัวลาออกเอง… แต่ถึงอย่างนั้น ท่านก็พยายามโน้มน้าวให้ผมเปลี่ยนใจ ถือเป็นเจ้านายที่ดีมาก”
ไคลน์พยักหน้ารับ ตั้งคำถาม
“คุณเชื่อในเทพวายุสลาตันใช่ไหม”
รีบัคไม่ปิดบัง
“ใช่ครับ พระองค์ประทานความกล้าหาญ ความกระตือรือร้น และความรับผิดชอบให้มนุษย์”
ไคลน์ถามเพิ่มอีกเล็กน้อยเกี่ยวกับการดูแลทำความสะอาด คำตอบที่ได้รับค่อนข้างละเอียด จนกระทั่ง ชายหนุ่มยิ้มให้รีบัคและกล่าว
“รบกวนลงไปที่ร้านกาแฟชั้นล่างและบอกให้มิสเตอร์วอลเตอร์ขึ้นมา… ไว้คุยกับเขาเสร็จเมื่อไร ผมจะตัดสินใจทันที รบกวนคุณช่วยนั่งรอสักสิบนาที”
“ครับ” รีบัคไม่ต่อความยาว ลุกขึ้นทำความเคารพและเดินจากไป ท่าทางดูคล้ายทหาร
หลังจากยืนมองอีกฝ่ายปิดประตู ไคลน์นั่งลง รินชาดำ จิบพลางพึมพำ
ถ้าเราเลือกเขาก็จะมีโอกาสสานสัมพันธ์กับดยุคนีแกนคนปัจจุบันและพรรคอนุรักษนิยม อาจได้เบาะแสของคดีลอบสังหารเมื่อปีที่แล้ว…
ถัดมาไม่นาน วอลเตอร์มาถึงหน้าห้อง เคาะประตูและเดินเข้ามา
ไคลน์ทักทายตามมารยาทเล็กน้อย ซักถามเข้าประเด็น
“คุณกับพ่อบ้านของไวเคาต์คอนราดขัดแย้งกันด้วยเรื่องอะไร? ก็อย่างที่คุณทราบ ผมจำเป็นต้องรู้เรื่องนี้ ไม่อย่างนั้นอาจมีปัญหากับขุนนางใหญ่ในภายหลัง”
วอลเตอร์เป็นสุภาพบุรุษเจ้าของหน้าผากกว้าง ผมสีดำ ดวงตาสีน้ำตาลขึงขัง แต่ไม่ได้ทำให้คู่สนทนาหวาดกลัว อีกฝ่ายครุ่นคิดสองสามวินาทีก่อนจะเล่า
“ในฐานะผู้ช่วยพ่อบ้าน ผมได้รับมอบหมายให้ดูแลเด็กๆ ในตระกูล ระหว่างนั้น ด้วยเหตุผลบางอย่าง ผมได้รับคำชมเชยครั้งใหญ่จากคนใหญ่คนโต ท่านไวเคาต์จึงชื่นชอบผมด้วย เป็นเหตุให้พ่อบ้านหวาดระแวง… แต่ในภายหลัง คนใหญ่คนโตดังกล่าวจากไปอย่างกะทันหันจากอุบัติเหตุ ทัศนคติของท่านไวเคาต์ที่มีต่อผมจึงเปลี่ยนไป ผนวกกับการที่พ่อบ้านแสดงท่าทีไม่เป็นมิตร ผมจึงตัดสินใจอย่างหนักแน่นว่าคงถึงเวลาต้องไปแล้ว”
ได้รับหน้าที่ดูแลเด็กๆ ในตระกูลไวเคาต์ แถมยังรู้จักคนใหญ่คนโต… หืม ทาลิมก็เคยเป็นครูสอนขี่ม้าให้ลูกชายคนเล็กของไวเคาต์คอนราด จนกระทั่งได้รู้จักกับองค์ชายเอ็ดซัค… องค์ชายเสียชีวิตไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อนท่ามกลางโศกนาฏกรรมมหาหมอกควันในกรุงเบ็คลันด์… สอดคล้องกับคำอธิบายของวอลเตอร์… คนใหญ่คนโตที่ว่าคือองค์ชายสินะ… ดูเหมือนว่า พ่อบ้านรายนี้จะเป็นเหยื่อที่โดนลูกหลงเล็กๆ จากเหตุการณ์ดังกล่าว… มีความเป็นมืออาชีพสูงมาก เก็บข้อมูลได้ดี ไม่เปิดเผยรายละเอียดของนายจ้าง ไม่เปิดเผยเรื่องขององค์ชาย ไม่พูดอะไรไม่ดีเกี่ยวกับพ่อบ้านของไวเคาต์… ถ้าเราเลือกชายคนนี้ อนาคตค่อนข้างน่าสนใจดีเดียว… หลังจากฟังอย่างเงียบงัน ไคลน์ครุ่นคิดบางสิ่ง
ชายหนุ่มเปลี่ยนไปสนทนาในหัวข้อเกี่ยวกับความเป็นมืออาชีพ แสดงความปรารถนาที่จะก้าวเข้าสู่สังคมชนชั้นสูง หลังจากได้คำตอบที่น่าพึงพอใจ ไคลน์จัดระเบียบเครื่องแต่งกาย ลุกขึ้นยืนและยิ้ม
“ขอแนะนำตัวอีกครั้ง ผมคือดอน·ดันเตส นายจ้างของคุณ”
วอลเตอร์ทำความเคารพกลับ
“นายท่าน มีอะไรให้ผมรับใช้ไหมครับ”
วอลเตอร์ยังคงแสดงท่าทีขึงขังแบบคนหัวเก่า มาดสุขุม คล้ายกับมีความเป็นมืออาชีพอยู่ในสายเลือด
“สองเรื่อง” ไคลน์ยิ้ม “เรื่องแรก ช่วยผมนำไวน์ขาวขวดนี้ไปให้มิสเตอร์รีบัคในร้านกาแฟด้านล่าง กล่าวขอโทษและขอบคุณ… เรื่องที่สอง จ้างนักกฎหมายเพื่อร่างสัญญาอย่างเป็นทางการ สำหรับทั้งคุณและคนรับใช้ที่เหลือ”
“ครับ นายท่าน” วอลเตอร์ทำความเคารพอีกครั้ง
ไคลน์ยื่นไวน์ขาวให้อีกฝ่าย ถามโดยไม่มองหน้า
“วอลเตอร์ คุณคิดว่าผมควรจ้างคนรับใช้กี่คนจึงจะเหมาะสม”
วอลเตอร์รับไวน์ขาวคาร็อด ตอบโดยไม่ลังเล
“นายท่านควรกำหนดก่อนว่าจะพักอยู่ที่ไหน เมื่อได้ข้อสรุป เราจะเริ่มกะเกณฑ์จำนวนคนที่จำเป็น”
“เข้าใจแล้ว… มีคำแนะนำบ้างไหม? ความต้องการของผมไม่ซับซ้อน เนื่องจากนับถือเทพธิดา ผมจึงอยากอาศัยอยู่ในเขตเหนือ” ไคลน์วาดจันทร์แดงกลางหน้าอก
พิจารณาจากข้อมูลที่เห็นในหนังสือพิมพ์และนิตยสาร หากพักในคฤหาสน์หรูย่านใจกลางเมือง ค่าเช่าคงไม่ต่ำกว่าสามปอนด์ต่อสัปดาห์กระมัง… ซึ่งนั่นเท่ากับหนึ่งร้อยห้าสิบหกปอนด์ต่อปี… แม้จะไม่มีข้อมูลโดยตรง แต่อ้างอิงจากข้อมูลข้างต้น คฤหาสน์ในเขตชานเมืองน่าจะตกราวสัปดาห์ละสองปอนด์ ส่วนบ้านหลังใหญ่ที่มีห้องพักสองสามห้องและห้องโถงก็คงราคาไล่เลี่ยกัน นับว่าสิ้นเปลืองไม่เบา… สมแล้วที่มีเพียงชนชั้นกลางและสูงที่สามารถเช่าไหว… หืม… ด้วยข้อมูลนี้ เราสามารถกะเกณฑ์ค่าเช่าบ้านของพวกเศรษฐีได้เช่นกัน…
ยิ่งคิดก็ยิ่งพบความสิ้นเปลือง สมัยยังอยู่ทิงเก็น บ้านแถวซึ่งปราศจากสวน เช่าอยู่โดยเรา เบ็นสัน และเมลิสซ่า มีราคาเพียงสิบสามซูลต่อสัปดาห์เท่านั้น บวกค่าธรรมเนียมในการใช้เครื่องเรือนไปอีกห้าเพนนี… บ้านที่เราเคยเช่าบนถนนมินส์ก็ยังมีราคาไม่ถึงหนึ่งปอนด์…
เฮ่อ… สามปอนด์ก็สามปอนด์… เรายังเหลือเงินอีก 2,888 ปอนด์ จะเลือกเช่าบ้านดีๆ หน่อยคงไม่เสียหาย… ระหว่างรอคำตอบจากวอลเตอร์ ไคลน์นึกทบทวนข้อมูลเกี่ยวกับการเช่าบ้าน
วอลเตอร์ครุ่นคิด ตอบด้วยสีหน้าขึงขัง
“นายท่าน บ้านเลขที่ 32 ถนนเบิร์คลุนนับว่าน่าสนใจ อยู่ใกล้กับวิหารนักบุญแซมมวล เป็นอาคารสามชั้น มีมากกว่าสิบห้อง มีคอกม้า เรือนคนรับใช้ และสวนขนาดใหญ่ ใกล้ๆ เป็นบ้านของบารอน สมาชิกสภา และนักกฎหมายอาวุโส… เครื่องเรือนภายในบ้านมีรสนิยม มีภาพวาดและโบราณวัตถุชื่อดังหลายชิ้น ข้าวของเครื่องใช้สามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตไปอีกขั้นหนึ่ง การเข้าอยู่ครั้งแรกต้องจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าหนึ่งปี หากพึงพอใจค่อยพิจารณาการซื้อขาด”
ฟังดูเข้าท่า… ไคลน์ยิ้มและถาม
“ค่าเช่าปีละเท่าไร”
วอลเตอร์ระบุตัวเลขอย่างชำนาญ
“รวมค่าใช้งานเครื่องเรือน… 1,260 ปอนด์ครับ”
ไคลน์ดีใจที่ตนไม่ได้กำลังดื่มชา ไม่อย่างนั้นคงได้พ่นออกมาหมดปาก
ชายหนุ่มพยายามใช้พลังตัวตลกเพื่อควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้า ห้ามตัวเองไม่ให้เผยอากัปกิริยาที่ไม่น่าดู
…………………………………………….
เซนอล วิญญาณอาฆาตที่ไคลน์กำลังควบคุม ทะลวงผ่านชั้นดินและกรวดหนามาอยู่ฝั่งเดียวกับชารอน ภาพตรงหน้าคือที่วางแขนของเก้าอี้ซึ่งอยู่ในสภาพแตกหัก สลักลวดลายไม่สมมาตร แม้จะค่อนข้างคล้าย แต่ก็ยังแตกต่างกับเศษไม้ที่พบเมื่อครู่
พี่วางแขนอันนี้มีสีดำ แต่ไม่ใช่ดำบริสุทธิ์ ลวดลายสีแดงเข้ม ราวกับนำเลือดและเหล็กมาหลอมรวมกัน
เมื่อหวนนึกถึงฉากจากฝันร้ายในอดีต ไคลน์ยืนยันว่านี่ไม่ใช่เก้าอี้พนักสูงที่เมดีซีเคยนั่ง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง มันคือเก้าอี้ตัวที่สอง!
ในห้องที่วิญญาณมารถูกผนึกไว้ มีเก้าอี้พนักสูงอย่างน้อยสองตัว!
ทั้ง ‘ไคลน์’ และชารอนไม่กล่าวสิ่งใด แยกกันสำรวจรอบๆ เพื่อมองหาร่องรอยใหม่
ผ่านไปสักพัก พวกเขาพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามีเก้าอี้พนักสูงตัวที่สามอยู่ด้วย!
เป็นขาเก้าอี้สีแดงเข้ม ลวดลายสีดำบริสุทธิ์ แตกต่างจากเศษไม้สองชนิดก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง
“บางที อาจเป็นเพราะยุคสมัยที่สี่นิยมความไม่สมมาตร” ไคลน์รู้ว่าชารอนมักไม่ชวนคุยก่อน จึงลองเสนอแนวคิดที่แม้แต่ตัวเองก็เชื่อไม่ลง
ภายในฝันร้ายที่เกิดจากฝีมือวิญญาณมาร เก้าอี้พนักสูงตัวนั้นมีเนื้อไม้สีเดียวกันทุกส่วน!
ชารอนส่ายหน้า
“…สามตัว ฟังดูสอดคล้องกับพิธีกรรมมากกว่า”
เธอกำลังหมายความว่า ในพิธีกรรมที่ ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์ประกอบขึ้นเพื่อสังหารผู้บริสุทธิ์ เหยื่อไม่ได้มีเพียงหนึ่ง และเหตุการณ์น่าจะเกิดขึ้นภายในห้องที่วิญญาณมารถูกผนึก
ไคลน์สะดุ้งเล็กน้อย ภาพหนึ่งสว่างขึ้นมาในความคิด
ท่ามกลางห้องมืดที่กว้างขวาง เก้าอี้พนักสูงสามตัวที่แตกต่างกัน ถูกจับหันหน้าชนกันเป็นวงกลมในจุดหนึ่ง บนเก้าอี้แต่ละตัวมีร่างไร้ชีวิตของมนุษย์นั่งอยู่ในสภาพศีรษะก้มต่ำ หนึ่งในนั้นคือ ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซี
เมื่อฉากดังกล่าวชัดเจนขึ้น ไคลน์เริ่มนึกถึงอีกสองข้อมูลสำคัญ
วัตถุดิบหลักของโอสถลำดับ 0 ‘จักรพรรดิมืด’ จะประกอบไปด้วย ‘เอกลักษณ์’ ของเส้นทางหนึ่งชิ้น และตะกอนพลังของลำดับ 1 อีกสองชิ้น (ไม่รวมของตัวเอง)
ดูเหมือนว่า ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์จะถูกบังคับให้ต้องเปลี่ยนจากลำดับ 1 ‘องค์ชายวิปลาส’ ของเส้นทางจักรพรรดิมืด ไปเป็นลำดับ 0 ‘นักบวชสีชาด’ ของเส้นทางที่ไม่ใกล้เคียงกัน ทำให้ต้องกลายเป็นเทพกึ่งเสียสติ!
ท่ามกลางความคิดมากมาย ไคลน์สรุปผลอย่างรวดเร็ว
ห้องนี้เคยเป็นสถานที่เลื่อนขั้นของลำดับ 0… มีการประกอบพิธีกรรมที่เปลี่ยนให้เทวทูตกลายเป็นเทพที่แท้จริง!
แน่นอน อ้างอิงจากพิธีกรรมอันซับซ้อนของจักรพรรดิมืด พิธีกรรมในห้องคงเป็นเพียงการปรุงยาและดื่มโอสถ เพราะเส้นทางที่เป็นตัวแทนของ ‘สงคราม’ ย่อมต้องมีพิธีกรรมใหญ่ซึ่งเกี่ยวข้องกับความโกลาหลและการต่อสู้ระดับทวีป
เนื่องจาก ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์ไม่มีตะกอนพลังของลำดับ 1 ในเส้นทางของตัวเอง… จึงต้องหันไปปรุงโอสถ ‘นักบวชสีชาด’ แทน… เพื่อการนั้น อลิสต้า·ทูดอร์ต้องใช้เทวทูตลำดับ 1 จำนวนสามคนหรือสมบัติปิดผนึกที่เกี่ยวข้องเป็นวัตถุดิบหลัก… นั่นคือเหตุผลว่าทำไมห้องนี้ถึงมีเก้าอี้พนักสูงอยู่สามตัว!
ไม่ผิดแน่… วิญญาณมารที่ต้องสงสัยว่าจะเป็น ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีเคยกล่าวไว้ว่า วิธีที่จะคลายผนึกให้มันได้คือการค้นหาทายาทสายเลือดบริสุทธิ์ของตระกูลเซารอน ไอน์ฮอร์น และเมดีซี จากนั้นก็นำเลือดของแต่ละตระกูล คนละสิบมิลลิลิตร มาผสมกับน้ำศักดิ์สิทธิ์… ตระกูลเซารอนและไอน์ฮอร์นล้วนครอบครองเส้นทาง ‘นักล่า’ หรืออีกชื่อหนึ่งคือนักบวชสีชาด ปกครองทวีปมาตั้งแต่ยุคสมัยที่สี่ แต่ปัจจุบันมีหนึ่งตระกูลเริ่มเสื่อมถอย ควบคุมได้เพียงหน่วยข่าวกรองของอินทิสและทหารบางกลุ่ม ส่วนอีกหนึ่งตระกูลยังคงปกครองจักรวรรดิฟุซัคในฐานะราชวงศ์… หลังจากความคิดมากมายแล่นผ่าน สิ่งที่เกิดขึ้นภายในห้องนี้ทำให้ไคลน์ผุดสมมติฐานใหม่เกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของวิญญาณมาร
บนเก้าอี้พนักสูงอีกสองตัว เหยื่อทั้งสองคือบรรพบุรุษของตระกูลเซารอนและไอน์ฮอร์น เทวทูตลำดับ 1!
เมื่อรวมเข้ากับ ‘เทวทูตสงคราม’ เมดีซีซึ่งมีแนวโน้มจะถือครอง ‘เอกลักษณ์’ ของเส้นทาง วัตถุดิบหลักสำหรับการปรุงโอสถ ‘นักบวชสีชาด’ จึงครบถ้วนสมบูรณ์!
และวิญญาณมารดังกล่าวคงไม่ใช่แค่ ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีเพียงตนเดียว แต่ยังรวมถึงเศษเสี้ยวของวิญญาณและความเกลียดชังจากบรรพบุรุษตระกูลเซารอนและไอน์ฮอร์นด้วย!
ให้ตายสิ… ที่นี่เคยมีการสังเวยเทวทูตถึงสามตน! หมายความว่า คำสาปแช่งก่อนตายของพวกมันทำให้ห้องนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายที่ชวนให้อึดอัด นอกจากนั้น ผลของพิธีกรรมยังผนึกห้องไว้โดยสมบูรณ์ ทำให้วิญญาณมารออกไปไม่ได้? โชคดีที่เราแจ้งให้โบสถ์หลักทราบ พวกเขาจึงมาจัดการถล่มให้แทน ไม่อย่างนั้น หากพึ่งพาเพียงฝีมือของตัวเอง ต่อให้เรากับชารอนเป็นลำดับ 4 ทั้งคู่ แต่ก็อาจต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ กลายเป็นอาหารของวิญญาณมาร… ไคลน์รู้สึกหวาดหวั่น แต่ลึกๆ ก็เจือความยินดี
ขณะเดียวกัน ชายหนุ่มเริ่มเข้าใจถึงเหตุผลที่ไพ่ ‘นักบวชสีชาด’ ตกอยู่ในมือวิญญาณมาร เป็นเพราะดวงวิญญาณลำดับ 1 ทุกคนบนเส้นทางถูกฝังอยู่ในซากอาคารแห่งนี้ กฎแรงดึงดูดของเส้นทางจึงชักนำไพ่เย้ยเทพเข้ามาหาด้วยอำนาจอันแรงกล้า
นอกจากนั้น จักรพรรดิโรซายล์ยังเคยกล่าวไว้ว่า ทุกสิ่งที่แยกจากกันจะต้องมาบรรจบกันในสักวัน และสิ่งที่รวมกันจะต้องแยกจากกันในสักวัน… หลังจาก ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์ร่วงหล่น ตะกอนพลังของเทพแท้จริงก็ควรจะแบ่งออกเป็นสี่ส่วน…
ส่วนแรกคือ ‘เอกลักษณ์’ ของเส้นทาง เป็นได้ทั้งนามธรรมและวัตถุ ส่วนที่เหลือคือตะกอนพลังของลำดับ 1 จำนวนสามก้อน… เป็นเหตุผลว่าทำไม เมื่อใครบางคนกลายเป็นเทพ เส้นทางเดียวกันจะขาดแคลนผู้วิเศษลำดับ 1 โดยปริยาย…
อย่าบอกนะว่า… มีตะกอนพลังราวหนึ่งถึงสองก้อนของลำดับ 1 เส้นทางนักบวชสีชาด ถูกวิญญาณมารดึงดูดเข้ามาในห้องปิดตายนี้ด้วย? และเป็นสาเหตุที่ไพ่เย้ยเทพในเส้นทางเดียวกันยิ่งถูกดึงดูดเข้ามาได้ง่าย! เมื่อเริ่มค้นพบความจริง ไคลน์เพิ่งตระหนักว่าตนดูแคลนวิญญาณมารตนดังกล่าวเกินไป
สมกับเป็นเทวทูตที่พัฒนามาจาก ‘นักวางแผน’ … ไคลน์ที่ยืนใต้ต้นไม้ บังคับให้เซนอลกล่าว
“ที่นี่น่าจะมีพิธีกรรมเกิดขึ้น… และถ้าเกี่ยวข้องกับ ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์ ระดับของพิธีกรรมต้องสูงมากแน่”
ชารอนฟังอย่างตั้งใจ ก่อนจะกล่าวเสริม
“เซารอน ไอน์ฮอร์น เมดีซี”
นั่นสินะ… แม้แต่มาดามชารอนก็ยังสงสัยว่า บุคคลผู้เคยนั่งบนเก้าอี้ทั้งสามตัว น่าจะเป็นเทวทูตที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคำขอร้องของวิญญาณมาร… ไคลน์ครุ่นคิดสักพัก บังคับให้เซนอลขยับปาก
“ ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์คือเทพแห่งเส้นทางนักล่า… ไพ่เย้ยเทพที่เกี่ยวข้องจึงเป็นนักบวชสีชาด”
ชารอนเงียบงันสองสามวินาที คล้ายกับเข้าใจบางสิ่ง
“ไพ่ใบนั้นไม่อยู่แล้ว”
เธอหมายถึงไพ่นักบวชสีชาดที่วิญญาณมารเคยแสดงให้ดู
“บางที… วิญญาณมารคงหนีออกไปก่อนที่เหยี่ยวราตรีและจิตแห่งจักรกลจะลงมือทำลายที่นี่” ไคลน์กล่าวในสิ่งที่ตนคาดเดา “ขณะเดียวกันก็นำตะกอนพลังทั้งหมดรวมถึงไพ่นักบวชสีชาดติดตัวไปด้วย”
ชารอนมองไปรอบตัว หันจนครบครึ่งวงกลม
“มันฉลาดมาก… แถมยังเจ้าเล่ห์… ไม่เหลืออะไรทิ้งไว้เลย”
นั่นสินะ… แต่น่าแปลก ตะกอนพลังจำนวนสองก้อนในห้องด้านนอกไม่น่าจะถึงลำดับ 4 ด้วยซ้ำ วิญญาณมารที่เคยเป็นราชาเทวทูตอย่างมันไม่น่าจะแยแส ไพ่นักบวชสีชาดก็เหมือนกัน… ยังพอจะเข้าใจได้ถ้ามันหยิบติดตัวไปสักอย่างสองอย่าง แต่ทำไมถึงไม่เหลืออะไรไว้เลย? ราวกับกำลังพูดว่า ‘ฮ่าฮ่า! คิดว่าข้าตายไปแล้วใช่ไหมเจ้าโง่! ข้าหนีออกไปได้สำเร็จต่างหาก! แน่จริงก็ตามจับให้ได้สิ!’ … หรือนี่จะเป็นข้อความที่มันจงใจทิ้งไว้เยาะเย้ยพวกเรา? เจตนาให้รู้ว่ายังไม่ตาย… ไคลน์ครุ่นคิด ก่อนจะบังคับให้เซนอลกล่าวติดตลก
“ผิดแล้ว… การที่ไม่เหลืออะไรทิ้งไว้เลย ไม่เกี่ยวกับความเจ้าเล่ห์… แต่เป็นเพราะลำดับ 8 ของเส้นทางนักล่าคือ ‘นักยั่วยุ’ ”
ทันใดนั้น ภาพ ‘นักบวชสีชาด’ ที่ผุดขึ้นในความคิดชายหนุ่มถูกซ้อนทับด้วยใบหน้าแอนเดอร์สัน·ฮู้ด
ชารอนฟังเงียบงัน อ้าปากเล็กน้อย แต่ไม่ได้กล่าวคำใด
เช่นเดียวกับไคลน์ มันเงียบไปสักพัก ตระหนักว่าลีลาการชีวิตของเส้นทางนักล่าช่างไม่เหมือนใคร
เมื่อเทียบกันแล้ว เอลเลนผมแดงดูไม่เหมือนกับคนจากตระกูลเซารอนสักเท่าไร
แต่เธอเองก็เคยยั่วโมโหพลเรือโทโรคภัยไว้ไม่น้อย… เรียกได้ว่ามีพรสวรรค์ทางด้านนี้… นอกจากนั้น ลีลาการยียวนของตระกูลเซารอนคงทำให้จักรพรรดิโรซายล์โกรธ จึงวางแผนเล่นงานพวกมันจนเกือบล่มจม… ไคลน์ถอนหายใจเงียบ รำพันกับตัวเอง
บรรยากาศเงียบสงบถูกชายหนุ่มทำลายลงอย่างรวดเร็ว เซนอล หุ่นเชิดของไคลน์ มองไปรอบตัว กล่าวติดตลก
“บางที นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาถูกจับนั่งเก้าอี้”
“แล้วใครเป็นคนช่วยอลิสต้า·ทูดอร์?” ด้วยร่างกายมายาโปร่งใส ชารอนตั้งคำถาม แต่ดูเหมือนจะไม่ต้องการคำตอบ
“…อาจเป็นหกเทพจารีต” ไคลน์หวนนึกถึงเทวรูปในหกห้องโถงด้านนอก
ทว่า มันเริ่มลังเล
“แต่อาจไม่ใช่ก็ได้ จากในบันทึก เจ็ดเทพจารีตอยู่ฝ่ายจักรวรรดิทรันซอสต์ซึ่งมีเซารอนและไอฮอร์นเป็นขุนนางใหญ่… หรืออาจเป็นไปได้ว่า ตอนแรกพวกท่านออกตัวสนับสนุนทูดอร์ก่อน แต่ภายหลังตีตัวออกหากเพราะอลิสต้า·ทูดอร์เริ่มเสียสติ”
แต่ถ้าไม่ใช่ฝีมือหกเทพจารีต หมายความว่ามีเทพแท้จริงตนอื่นคอยหนุนหลังอลิสต้า·ทูดอร์… แล้วใครกัน? ไคลน์ครุ่นคิด
ชารอนไม่มัวรีรอ นำร่างลอยขึ้น ผ่านชั้นดินและกรวด กลับไปยังต้นไม้ใหญ่
ไคลน์เก็บวิญญาณอาฆาตของเซนอลไว้ในเหรียญทองในกล่องบุหรี่โลหะ ซักถามโดยไม่มองหน้า
“อันที่จริง ผมสงสัยเรื่องหนึ่งมานานแล้ว… วิญญาณมารและวิญญาณอาฆาตบริสุทธิ์ที่ปราศจากตะกอนพลัง… สามารถใช้พลังพิเศษได้ยังไง?”
“โลกวิญญาณ” ชารอนตอบห้วน
หืม… หมายความว่า ‘กฎการอนุรักษ์พลังพิเศษ’ จะใช้ได้กับตะกอนพลังเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับแหล่งที่มาของพลัง? นั่นสินะ… บางทีโลกวิญญาณอาจเป็นผลผลิตจากตะกอนพลังพิเศษบางชนิดก็ได้… ไคลน์พยักหน้า ก้มมองดินเปียกใต้ฝ่าเท่า
“ผมจะค้นหาที่ซ่อนตัวของวิญญาณมารตนนั้นต่อ ถ้ามีความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบ”
ชายหนุ่มตั้งใจจะกลับไปถาม ‘กระจกวิเศษ’ อาโรเดส
กล่าวจบ ไคลน์หยิบปากกาและกระดาษ ตวัดเขียนขั้นตอนการอัญเชิญผู้ส่งสารของตน ยื่นให้ชารอน
“ถ้ามีเรื่องอะไรก็เขียนจดหมายมาหาได้”
ชารอนรับกระดาษ อ่านอย่างจริงจังและกล่าว
“ฉันจะอยู่ที่ผับวีรบุรุษ… ถ้าเป็นจดหมาย สามารถส่งไปที่อาคารหมายเลข 126 ถนนการ์ด จ่าหน้าซองถึงมาดามมาเรีย”
“ตกลง” ไคลน์เก็บปากกาในลงในกระเป๋าเสื้อ สร้างกำแพงวิญญาณด้วยกริชเงินต่อหน้าชารอน ผนึกกล่องบุหรี่โลหะ
ถัดมา ชายหนุ่มเดินเปลี่ยนถนนอีกหลายเส้นก่อนจะโบกรถม้าด้วยมาดสุภาพบุรุษ ส่งชารอนกลับไปยังย่านสะพานเบ็คลันด์
จัดการทั้งหมดเสร็จ ไคลน์กลับโรงแรมหรูในเขตฮิลสตันที่ตนเช่าไว้ ระหว่างทางมีการเปลี่ยนรถม้าและเปลี่ยนรูปลักษณ์
…
บายัม ผับสาหร่ายทะเล
เดนิสผู้ต้องอยู่ในทะเลเป็นเวลานาน ในที่สุดก็กลับมาถึงเมืองแห่งการให้ เตรียมทำหน้าที่เป็นคนกลาง คอยประสานงานกับกลุ่มต่อต้าน
มันกดหมวกลง เดินไปนั่งตรงมุมผับ รอฟังข่าวลือใหม่ๆ จากนักผจญภัยและโจรสลัด ด้วยเกรงว่าตัวเองจะตกข่าว พลาดท่าเสียทีและถูกเปลี่ยนเป็นเงินค่าหัวอย่างน่าสมเพช
ทันใดนั้น มันได้ยินนักผจญภัยด้านข้างพูดกับเพื่อนฝูง
“นายกำลังจะบอกว่า… อีกไม่นาน เกอร์มัน·สแปร์โรว์จะมองหาคนช่วยเบิกเงินค่าหัวของพลเรือเอกโลหิต?”
อะไรนะ…? เดนิสเงยหน้าอย่างลืมตัว มองไปทางคนพูดด้วยสายตาเหม่อลอย
……………………………………………………….
ชารอนเงียบงันสองสามวินาที
“ไว้ฉันจะช่วยถามให้”
ตัวเธอเองก็ไม่เอาหรือ? นั่นสินะ ผลข้างเคียงของ ‘ตาชั่งโชคชะตา’ คงทำให้ใครหลายคนลังเล… แต่ขวดพิษชีวภาพนั้นเข้ากันได้ดีมากกับวิญญาณอาฆาต หากไม่ใช่เพราะเราร้อนเงิน และการพกติดตัวทำให้ป่วยไข้ได้ง่าย เราคงไม่ตัดใจขายทิ้ง… มันถือเป็นอาวุธที่มีประโยชน์มากสำหรับปฏิบัติการซุ่มโจมตี! ไคลน์พอจะเดาเจตนาของชารอนออก จึงเหน็บสร้อยคอเงินแท้และจี้เหรียญโบราณกลับเข้าไปในคอเสื้อ
ชายหนุ่มถามหลังจากใคร่ครวญ
“พลังที่ทำให้วัตถุไร้ชีวิตรอบๆ ตัวโจมตีเป้าหมายได้เอง เป็นของผู้วิเศษครึ่งเทพลำดับใดบนเส้นทางนักโทษ?”
“หุ่นกระบอก” ชารอนตอบห้วน
พลังของลำดับ 4 หุ่นกระบอก? เปลี่ยนตัวเองให้เป็นหุ่นกระบอกและควบคุมวัตถุไร้ชีวิตทั้งหมดภายในรัศมีรอบตัว? ถ้าอย่างนั้น หากพัฒนาลำดับขึ้นไปอีก จะมีพลังในการควบคุมสมบัติวิเศษของศัตรูด้วยไหม? ไคลน์พยักหน้ารับ
“คุณรู้จักครึ่งเทพแบบนั้นบ้างไหม”
ชายหนุ่มเริ่มอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับชายชราที่ทำร้ายตนในป่าด้านนอกเมืองบายัม
“แจ็คส์” ชารอนเอ่ยชื่ออย่างใจเย็น
อันที่จริง ผมอยากได้รายละเอียดมากกว่านี้… ไคลน์ย่อมทราบสไตล์การสนทนาของชารอน จึงทำเพียงยิ้ม
“แล้วคุณรู้จักซัตทเวนไหม”
นี่คือชื่ออาจารย์ของหัวหน้านิกายกายาสวรรค์บนเกาะโอลาวี
“ครึ่งเทพที่กำลังตามล่าพวกเรา” ชารอนในสภาพคล้ายตุ๊กตา ตอบกลับโดยปราศจากอารมณ์หรือการปกปิด
แจ็คส์สินะ… หมอนั่นเป็นคนแรกที่ทำให้เรารู้สึกว่า เก้าอี้ โต๊ะ และผ้าม่านรอบตัวพร้อมจะฆ่าเราได้ทุกเมื่อ… ช่างบังเอิญอะไรขนาดนี้… แต่ก็ทำให้เราได้ทราบว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ถูกชักนำโดยใครบางคน… กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้แต่โรงเรียนกุหลาบที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี ก็ยังถือครองครึ่งเทพไว้ไม่มาก… จำนวนใกล้เคียงกับชุมนุมแสงเหนือ ระดับนักบุญมีประมาณห้าคน เทวทูตสองถึงสาม และสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ก็สองถึงสามเช่นกัน… แน่นอน นี่เป็นเพราะการกวาดล้างอย่างหนักของเจ็ดโบสถ์หลัก บีบให้ฐานใหญ่ขององค์กรต้องซ่อนอยู่ในเกาะอาณานิคมห่างไกล หากเป็นในยุครุ่งเรือง พวกมันต้องถือครองพลังอำนาจมากกว่านี้แน่… ไคลน์ครุ่นคิดสักพัก ตั้งคำถาม
“แล้วคุณรู้จักสมาชิกที่สามารถทำให้ภูเขาทั้งลูกสั่นสะเทือนได้ด้วยแขนข้างเดียวไหม?”
ชายหนุ่มต้องการอธิบายลักษณะของแขนอย่างละเอียด แต่ลืมไปว่าตนเอาแต่หวาดกลัวจนไม่กล้ามอง
ชารอนที่นั่งฟังอย่างเงียบงัน พลันดวงตาเบิกโพลงราวกับมีชีวิตกะทันหัน ถามด้วยเสียงกระจ่างใส
“คุณไปเจออะไรมากันแน่?”
ไม่มากเท่าไร… ก็มีนักบุญ เทวทูต เจ้าสมุทร ครึ่งเทพของชุมนุมแสงเหนือ สัตว์ประหลาดที่เป็นผลผลิตของนิกายวิญญาณ… ไคลน์จิกกัดตัวเองในใจ เผยรอยยิ้มจางๆ
“ผมดันไปทำให้มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายไม่พอใจ จึงถูกโรงเรียนกุหลาบซุ่มโจมตี โชคดีที่อยู่ใกล้บายัม กองทัพและโบสถ์วายุสลาตันจึงเข้ามาพัวพันในเหตุการณ์ และเมื่อผมโยนวัตถุที่ปนเปื้อนกลิ่นอายของพระผู้สร้างแท้จริง กับวัตถุบางอย่างของนิกายวิญญาณไปยังใจกลางการปะทะ ความโกลาหลพลันก่อตัวขึ้นชั่วคราว ผมจึงฉวยโอกาสดังกล่าวหลบหนี”
ชายหนุ่มเล่าความจริงทุกอย่าง เพียงปกปิดตัวตนของมิสผู้ส่งสารและมิสเตอร์อะซิก ในส่วนของพระผู้สร้างแท้จริง ชารอนเคยเห็นมาแล้วหลายครั้งว่าตนสามารถต้านทานอิทธิพลจากเสียงเพรียกได้ดีกว่าคนทั่วไป และมักฟื้นคืนสติกลับมาได้เร็วเสมอในยามคับขัน
“มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย…” ชารอนพึมพำชื่อ ดวงตาสีฟ้าเผยความสั่นไหวทางอารมณ์ที่หาพบได้ยาก
ไคลน์ไม่มีพลังในการถอดรหัสสีหน้าเหมือนกับ ‘ผู้ชม’ จึงไม่สามารถระบุอารมณ์ที่ถูกต้องของอีกฝ่าย ทราบเพียงรางๆ ว่าเธอค่อนข้างหวาดกลัวและขยะแขยง
ชารอนคืนสภาพปรกติอย่างรวดเร็ว กลายเป็น ‘ตุ๊กตา’ ที่สง่างามน่าหลงใหล
หญิงสาวจ้องเชอร์ล็อก·โมเรียตี้ฝั่งตรงข้าม
“คุณโชคดีมาก… แถมยังลึกลับมากด้วย”
ไคลน์ยิ้มโดยไม่กล่าวคำใด ไม่โกหก และไม่อธิบาย
ชารอนไม่ซักไซ้ หันไปด้านข้างและพูด
“ที่คุณได้เจอน่าจะเป็นเซียอา ท่านคือ ‘เทพหายนะ’ ที่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อเก้าร้อยยี่สิบสองปีก่อน อ้างตนว่าเป็นบุตรแห่งเทพผู้ถูกล่าม ขณะเดียวกันก็เป็นผู้นำคนปัจจุบันของโรงเรียนกุหลาบ”
บ้าน่า… แค่จะจัดการกับเรา โรงเรียนกุหลาบถึงกับต้องส่งผู้นำและครึ่งเทพมาด้วยตัวเอง… ทางนี้เป็นแค่ผู้วิเศษลำดับ 5 ตัวเล็กๆ เท่านั้น! ถ้าไม่ใช่เพราะ ‘แสงส้ม’ ฮิลลาเรี่ยนช่วยเตือนล่วงหน้า เกรงว่าเราคงถูกโรงเรียนกุหลาบจับตัวไปแล้ว… ไคลน์รู้สึกหวาดกลัวจากก้นบึ้ง ถามโดยไม่หันไปมอง
“เทพหายนะคือชื่อของลำดับที่เท่าไรบนเส้นทางนักโทษ? หนึ่งหรือสอง?”
“ไม่แน่ใจ” ชารอนไม่ยืนยัน
ทันใดนั้น โดยไม่รอไคลน์ตอบสนอง เธอเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนา
“ถนนวิลเลียมส์พังพินาศไปแล้ว”
เมื่อได้ยินคำถาม ไคลน์เริ่มครุ่นคิดว่าตนควรตอบสนองอย่างไร ทำได้เพียงขมวดคิ้วเป็นเวลานาน
“ฝีมือใคร ตอนไหน?”
“เหยี่ยวราตรีและจิตแห่งจักรกล ผ่านมานานกว่าสองเดือนแล้ว” เห็นได้ชัดว่าชารอนสืบข้อมูลมาแล้วเสร็จสรรพ
ไคลน์พยักหน้าขึงขัง ครุ่นคิดสักพักจึงกล่าว
“บางที เราอาจมองข้ามบางสิ่งไป… วิญญาณมารตนนั้นไม่จำเป็นต้องรอให้เราไปช่วย แต่มันสามารถควบคุมบาโรเน็ตพาวน์ให้ลงมือทำอะไรบางอย่าง! เจ้านั่นอาจเป็นต้นตอที่คอยกระตุ้นความสนใจของเหยี่ยวราตรีและจิตแห่งจักรกล?” ไคลน์กึ่งเดากึ่งใช้เหตุผล น้ำเสียงขาดความมั่นใจ
ชารอนพยักหน้า
“บาโรเน็ตพาวน์เสียชีวิตอย่างกะทันหันหลังจากจบงานเลี้ยงหนึ่ง”
นี่ก็เป็นแผนของมัน? สายเลือดสุดท้ายของอลิสต้า·ทูดอร์ถูกทำลายแล้ว? ไคลน์ครุ่นคิดสักพัก
“ตอนนี้สถานการณ์บนถนนวิลเลียมส์เป็นยังไงบ้าง”
“กำลังมีการก่อสร้างอาคารสูง” ชารอนกล่าวอย่างไร้อารมณ์ “ตอนแรกยังมีคนคอยแอบสอดส่อง แต่หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ลดลงจนตอนนี้ไม่เหลือแล้ว”
ไคลน์ไตร่ตรองสองสามวินาที
“คุณเคยลงไปสำรวจบ้างหรือยัง”
ชารอนกวาดตาไปทั่วใบหน้าชายหนุ่ม
“ยัง”
หรือว่าเธอยังรักษา ‘กฎที่ไม่ถูกเขียนไว้’ ของพวกเรา? : ในเมื่อเจอด้วยกัน ก็ต้องสำรวจด้วยกันทุกครั้ง! ช่างเป็นสตรีที่มีจิตใจสูงส่ง… ฝ่าย ‘ระงับแรงปรารถนา’ ของโรงเรียนกุหลาบดีกว่าอีกฝั่งไม่รู้ตั้งกี่เท่า! ไคลน์ถามอย่างไม่แน่ใจ
“จะไปกันเลยไหม?”
“ดี” ชารอนไม่สงวนท่าที
ไคลน์สั่งให้คนขับรถม้าเลี้ยวแยกหน้าทันที ตรงไปยังถนนวิลเลียมส์ที่ตั้งอยู่ระหว่างเขตราชินีและเขตตะวันตก
ระหว่างทาง ชายหนุ่มเล่าเรื่องที่ได้พบเจอในทะเลและประสบการณ์อื่นๆ ที่ไม่เปิดเผยความลับตัวเอง แม้ว่าชารอนจะไม่ตอบสนองมากนัก แต่กิริยาท่าทางก็ยังบ่งบอกว่าตั้งใจฟัง ค่อนไปทางสนใจ
ฉากตรงหน้าทำให้ไคลน์หวนนึกถึงครั้งที่ได้พบมิสบอดี้การ์ด เธอกำลังนั่งบนเก้าอี้พนักสูงในกระจกมุขหน้าต่าง ใช้มือขวาเท้าแก้ม ตั้งใจฟังบทสนทนาของตนกับเอียน ทำตัวเป็นผู้ชมที่เก่งฉกาจ
รถม้าแล่นไปบนถนนอันเงียบสงัดโดยมีสายฝนโปรยปราย จนกระทั่งมาถึงถนนวิลเลียมส์
ยังไม่ทันจะเข้าไปลึก ไคลน์และชารอนได้พบกับเขตก่อสร้างขนาดใหญ่
ทั้งคู่อ้อมไปทางด้านหลังของตำแหน่งที่ตรงกับซากอาคารใต้ดิน จนกระทั่งเดินมาถึงใต้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งมีใบหนาแน่น ไคลน์หันไปกล่าวกับชารอนที่ตัวไม่เปียกฝนทั้งที่ไม่ได้ถือร่ม
“เราจะลงไปจากตรงนี้”
เม็ดฝนโปรยปรายทะลุผ่านเส้นผมสีทองและเรือนร่างของชารอนโดยไม่สัมผัสสิ่งใด เพียงกระทบกับพื้นดิน
“ตกลง” ชารอนไม่ถามว่าเชอร์ล็อกจะลงไปด้วยวิธีใด
ไคลน์สอดมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ สลายกำแพงวิญญาณ เปิดกล่องบุหรี่โลหะ
ทันใดนั้น ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นด้านข้างชายหนุ่ม เป็น ‘พลเรือเอกโลหิต’ เซนอลที่สวมเสื้อแจ็คเก็ตสีแดงเข้มและหมวกสามมุมทรงโบราณ
“เขาจะลงไปแทนผม” ไคลน์พูดพลางยิ้ม
จากนั้น มันบังคับหุ่นเชิดอย่างใจเย็น
‘พลเรือเอกโลหิต’ เซนอลกดมือลงบนหน้าอก โค้งคำนับชารอน
“สายัณห์สวัสดิ์ เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับคุณ”
ชารอนมองไปมาระหว่างเซนอลและไคลน์ โดยไม่กล่าวคำใด ร่างกายหญิงสาวดำดิ่งอย่างรวดเร็ว ลงไปในพื้นโคลนเปียกๆ
หืม… ดูเหมือนว่าชารอนจะเกลียดเซนอล… ไคลน์อมยิ้ม รีบเปลี่ยนให้พลเรือเอกโลหิตกลายเป็นวิญญาณอาฆาต ดำดิ่งตามลงไป
สำหรับร่างหลัก ชายหนุ่มยืนหลบหลังต้นไม้ใหญ่ด้วยดวงตาที่ปิดลงครึ่งหนึ่ง เพ่งสมาธิควบคุมหุ่นเชิดอย่างตั้งใจ รอบตัวไม่มีใคร มีเพียงฝนตกปรอยๆ และแสงไฟสลัวจากถนน
ทีละเล็กละน้อย ไคลน์เริ่มสัมผัสความรู้สึกของนักเชิดหุ่น
วิสัยทัศน์ของชายหนุ่มกับเซนอลซ้อนทับกัน เริ่มมองเห็นดินสีน้ำตาลเข้มและแมลงชอนไชตามซอกหิน
หลังจากผ่านสิ่งกีดขวางมากมาย ‘ไคลน์’ และชารอนมาถึงในจุดเดิมที่มีซากอาคารใต้ดิน สภาพค่อนข้างยับเยิน เสาหินหักโค่น หลายจุดเต็มไปด้วยดินและกรวด บางจุดหายไปโดยสมบูรณ์
ฉากดังกล่าวทำให้ไคลน์เชื่อว่า เทวรูปของหกเทพคงถูกทำลายไปแล้ว
เรื่องที่โชคดีก็คือ ตำแหน่งปัจจุบันของ ‘ไคลน์’ และชารอนค่อนข้างใกล้กับห้องที่วิญญาณมารถูกผนึก กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในภารกิจสำรวจคราวนี้ ชายหนุ่มไม่ต้องกังวลว่าระยะการควบคุมหุ่นจะเกิดขีดจำกัดหนึ่งร้อยเมตร
ท่ามกลางกลิ่นดินและกลิ่นเหม็นเน่า ชารอนและหุ่นเชิดของไคลน์ รีบเข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วยอันตรายเมื่อคราวก่อน ทว่า ท่ามกลางกองกรวดและดิน ด้านในมีเพียงกองกระดูกจำนวนหนึ่งซึ่งสวมเสื้อผ้าอยู่ แต่ประกายแวววาวสีทองเข้มและสีน้ำเงินเข้มที่เคยพบในคราวก่อน ยามนี้อันตรธานหายไปอย่างสมบูรณ์
ตะกอนพลังถูกเหยี่ยวราตรีหรือไม่ก็จิตแห่งจักรกลเก็บไป? ใบหน้าเซนอลกระตุกเล็กน้อย สะท้อนอารมณ์ปัจจุบันของไคลน์
ชารอนหันไปมองในที่มืดพลางส่ายหน้า
“พวกเขาไม่ได้ส่งคนเข้ามา… ไม่มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตเคยผ่านเข้าออกห้องนี้”
นั่นสินะ… หากมีคนเคยเข้าออกห้องภายในครึ่งปี วิญญาณอาฆาตน่าจะสัมผัสถึงร่องรอยได้… นอกจากนั้น แถวนี้ยังไม่มีกลิ่นอายของครึ่งเทพจากจิตแห่งจักรกลและเหยี่ยวราตรีหลงเหลืออยู่… แล้วตะกอนพลังหายไปไหน? ไคลน์ขมวดคิ้ว สืบเนื่องให้เซนอลทำแบบเดียวกัน
แล้ววิญญาณมารตนนั้นล่ะ? ถูกจำกัดไปแล้ว? หรือหนีออกไปได้นานแล้ว? ยิ่งครุ่นคิด ไคลน์ก็ยิ่งตื่นตัว
ชายหนุ่มข่มอารมณ์ ปล่อยให้เซนอลลอยตามชารอนผ่านห้องที่เต็มไปด้วยดินและกรวด มาถึงจุดที่มีประตูเปื้อนเลือดตั้งเด่นตระหง่าน ปัจจุบันเหลือเพียงร่องรอยแค่ไม่กี่อย่างที่บ่งชี้ว่าอีกฝ่ายเคยมีตัวตนอยู่
บินต่อไปอีกไม่กี่เมตร ชารอนและ ‘ไคลน์’ เข้าไปในห้องที่วิญญาณมารเคยถูกผนึก
แม้แต่ที่นี่ก็ยังถูกทำลายและมีดินถล่มฝัง ไคลน์ใช้ร่างกายและดวงตาของเซนอลค้นหาเบาะแสขณะสำรวจรอบๆ
“ตรงนี้น่าจะเคยเป็นตำแหน่งของเก้าอี้พนักสูงสีดำ” ชารอนหยุด ชี้ไปยังเศษไม้ระหว่างหินสองก้อน
ทันใดนั้น ไคลน์พลันจดจำฉากที่เคยเห็นในความฝันได้ ชายคนหนึ่งซึ่งสงสัยว่าจะเป็นเมดีซี กำลังนั่งบนเก้าอี้พนักสูงในสภาพศีรษะก้มต่ำ ราวกับเสียชีวิตไปแล้ว
ชารอนไม่หยุดสำรวจ ลอยไปยังจุดที่มีดินหนาแน่นเพื่อมองหาร่องรอยอื่นๆ จนกระทั่งเปิดปากพูดอีกครั้ง
“ตรงนี้ก็น่าจะมีเหมือนกัน”
อีกหนึ่งตัว…? เก้าอี้พนักสูงสีดำตัวที่สอง? ‘ไคลน์’ ลอยตัวกลางอากาศด้วยสีหน้าตกตะลึง
……………………………………………………..
แคว้นเดซีย์ เมืองคอนแนนท์ อาคารหมายเลข 67 ถนนฟีนิกซ์
ไคลน์สวมใบหน้ามาตรฐานของชาวโลเอ็น ก้าวขาไปข้างหน้า สั่นกระดิ่ง
ไม่ถึงหนึ่งนาที ประตูเปิดออกด้วยเสียงแอ๊ด สาวใช้ในชุดสีดำสลับขาวจ้องมองสองสามวินาที ถามด้วยความสงสัย
“สายัณห์สวัสดิ์ค่ะ มิสเตอร์ กำลังมองหาใครหรือ”
“ผมกำลังตามหามาดามเนลล์ ผมเป็นเพื่อนกับเดวีย์·เรดมอนด์บิดาของเธอ” ไคลน์ตอบสุขุม
เดวีย์·เรดมอนด์คือ ‘ฝันร้าย’ ที่ชายหนุ่มปลดปล่อยจากยุบพองหิวโหย สังกัดหน่วย ‘ถุงมือแดง’ ของเหยี่ยวราตรี ห้วงคำนึงสุดท้ายก่อนตายคือบุตรสาวของเขา เนลล์·เรดมอนด์ เดวีย์ไม่สามารถทำหน้าที่พ่อได้อย่างสมบูรณ์ นั่นทำให้เขารู้สึกผิดมากที่ทำให้เธอต้องรู้สึกเหมือนกับสูญเสียบิดาไป ทั้งที่เพิ่งเสียมารดาทั้งคน ไคลน์ให้สัญญากับเดวีย์ หากมีโอกาส จะแวะไปเที่ยวชมเมืองชายฝังอันงดงามแห่งนี้และเยี่ยมเยียนลูกสาว
หลังจากตระเวนสอบถามข้อมูลล่วงหน้า ไคลน์เริ่มเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของเนลล์·เรดมอนด์ หลังจากที่เธอจบการศึกษาจากโรงเรียนสามัญ ก็เข้าทำงานกับ ‘มูลนิธิเด็กและสตรี’ ของโบสถ์เทพธิดารัตติกาลทันที รับค่าจ้างรายสัปดาห์อยู่ที่สองปอนด์ สิบซูล ค่อนข้างเป็นที่อิจฉาของเพื่อนบ้าน
นอกจากนั้น เธอยังได้รับมรดกจากบิดาที่เป็น ‘พ่อค้า’ มาจำนวนหนึ่ง ส่วนสิ่งนั้นจะเป็นอะไรและมูลค่าเท่าไร ไม่มีใครทราบ รู้เพียงว่าเนลล์ร่ำรวยกว่าชนชั้นกลางส่วนใหญ่
โดยทั่วไป สตรีที่มีพอจะมีเงินใช้สอย จะค่อนข้างระมัดระวังเรื่องการแต่งงาน พิถีพิถันกับการเลือกคู่ครอง ส่วนมากจึงแต่งงานช้ากว่าปรกติ แต่หลังจากเนลล์ทำงานได้เพียงหนึ่งปี เธอตกลงปลงใจแต่งงานกับหนุ่มข้าราชการคนหนึ่งทันที
เนื่องจากทั้งสองฝ่ายเป็นผู้เชื่อของเทพธิดารัตติกาล เนลล์จึงไม่ได้ใช้นามสกุลของสามี ยังคงมีชื่อเต็มว่าเนลล์·เรดมอนด์ดังเดิม และอาศัยอยู่ที่บ้านหมายเลข 67 ถนนฟีนิกซ์ ไม่เคยย้ายออกไปไหน
ได้ยินคำตอบไคลน์ สาวใช้บอกให้ยืนรอ ส่วนเธอรีบกลับไปยังห้องนั่งเล่นเพื่อแจ้งกับคุณนายเจ้าของบ้าน
โดยไม่ต้องคอยนาน สตรีในชุดอยู่บ้านเดินมาที่ประตู เส้นผมของเธอสีดำขลับ ดวงตาสีฟ้า ใบหน้าผอมเพรียว เค้าโครงมีเสน่ห์ ละม้ายคล้ายกับเดวีย์หลายส่วน
“สายัณห์สวัสดิ์ มิสเตอร์ ดิฉันคือเนลล์ ลูกสาวของเดวีย์·เรดมอนด์… ขอถามได้ไหมคะว่าคุณได้พบกับพ่อตอนไหน?”
ไคลน์ถอดหมวก ยิ้มและกล่าว
“รู้จักกันในทะเล…. ผ่านมาแล้วหลายปี”
เนลล์·เรดมอนด์ชำเลืองอีกฝ่ายด้วยสายตาเจือความระแวง
“คุณอาจไม่ทราบ แต่เขาเสียแล้ว”
ไคลน์ถอนหายใจ
“ผมทราบ… ผมมีโอกาสได้รู้จักเขาจากเหตุการณ์ดังกล่าว ตอนนั้นเขาสั่งเสียงไว้บางอย่าง แต่ผมเคยคิดว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ… อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านมาหลายปี ยิ่งขบคิด ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าต้องนำมาบอกคุณให้ได้”
“อย่างนั้นหรือ…” เนลล์กล่าวเสียงแผ่ว “เชิญเข้ามาก่อน คุณจะรังเกียจไหมถ้าสามีของฉันนั่งฟังด้วย?”
“แล้วแต่คุณเลย” ไคลน์ตอบสุขุม
เนลล์พยักหน้า พาไคลน์เข้าไปในห้องอ่านหนังสือ ส่วนสามีของเธอ พนักงานข้าราชการที่มีหน้าตาธรรมดาค่อนไปทางอ่อนโยน วางหนังสือพิมพ์ลงและเดินตามเข้าไป
เมื่อทั้งสองฝ่ายแยกกันนั่ง ไคลน์จ้องคู่สามีภรรยาบนโซฟาฝั่งตรงข้าม กล่าวหลังจากใคร่ครวญ
“ในอดีต มิสเตอร์เดวีย์·เรดมอนด์เคยประสบโศกนาฏกรรม… เขาต้องสูญเสียพ่อแม่ ภรรยา และพี่น้อง”
เนลล์พยักหน้าไร้อารมณ์
“ฉันรู้”
ไคลน์เว้นวรรคสักพัก กล่าวต่อ
“เขาแสร้งทำตัวเป็นพ่อค้า แต่ความจริงแล้วกำลังตามล่าฆาตกรที่ก่อเหตุ”
“ฉันรู้” เนลล์กล่าวโดยไม่โต้แย้ง
ไคลน์ชำเลือง เล่าต่อไป
“เขาทุ่มเทให้กับเรื่องนี้มาก และนึกเสียใจที่ไม่มีเวลาอยู่กับคุณมากนัก ทำให้คุณรู้สึกเหมือนเสียพ่อไปพร้อมกับแม่”
เนลล์เงียบงันสักพัก ตอบกลับ
“ฉันรู้!”
ไคลน์ชำเลืองมองหนังสือเก่ารอบตัว ถอนหายใจเงียบ
“เขากล่าวว่า ความปรารถนาสุดท้ายในชีวิตคือการได้เห็นคุณแต่งงานและมีครอบครัวภายใต้ร่มเงาของเทพธิดา ไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเหมือนเมื่อก่อน… ตอนนี้ผมคิดว่าเขาน่าจะกำลังมีความสุข”
สายตาเนลล์ค่อยๆ ขยับออกจากไคลน์ ริมฝีปากขยับขึ้นเล็กน้อย ใช้เวลาสักพักก่อนจะตอบ
“ฉันรู้”
ไคลน์โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ประสานมือและกล่าว
“เขาบอกว่า ตัวเขาอาจต้องตายในทะเล จึงฝากมาบอกคุณ คนร้ายทั้งหมดล้วนได้รับโทษอย่างสาสมแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องเคียดแค้นใครอีก… ยังกล่าวด้วยว่า เขารักคุณมาก และเขาเสียใจมากจริงๆ”
เนลล์เงียบงันสองสามวินาที กะพริบตาหนึ่งครั้ง มองไปด้านข้างด้วยอารมณ์คลุมเครือ
“ฉันรู้”
ไคลน์จ้องหญิงสาวด้วยแววตาลุ่มลึก ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
“ผมถ่ายทอดไปหมดแล้ว… ขอตัวกลับก่อน”
เนลล์ตอบสนองด้วยความเงียบ ส่วนสามีพยักหน้าเบาๆ เชิงขอบคุณ
ไคลน์หันหลังกลับ เดินไปที่ทางเข้าห้องอ่านหนังสือ แต่ขณะจับลูกบิด เสียงอันแหบพร่าของเนลล์ดังขึ้น
“คุณ… คิดว่าเขาเป็นคนแบบไหน”
ไคลน์เงียบสักพัก หันหลังกลับ ยกมุมปากยิ้ม
“ผู้พิทักษ์”
โดยไม่มัวเสียเวลา ชายหนุ่มเปิดประตูห้องอ่านหนังสือ เดินตรงไปยังราวแขวนเสื้อโค้ท
สวมหมวกกลมทรงสูงเสร็จ ขณะไคลน์เดินออกจากบ้านเลขที่ 67 ถนนฟีนิกซ์ เสียงสะอื้นที่พยายามระงับดังขึ้นจากข้างใน
ส่ายศีรษะแผ่วเบา ไคลน์เดินออกจากบล็อกถนน เข้าไปในวิหารท้องถิ่นของเทพธิดารัตติกาล
ผ่านทางเดินที่เงียบสงบและค่อนข้างมืด ชายหนุ่มนั่งเก้าอี้แถวที่เจ็ดจากด้านหลัง หันหน้าไปทางตราสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์สีดำสนิทที่ด้านในมีรูปพระจันทร์แดงครึ่งซีกและหมู่ดาราสุกสว่าง ถอดหมวกออก ก้มศีรษะลง เลื่อนมือขึ้นมาประสานใต้ริมฝีปาก ทำตัวตามธรรมชาติเหมือนกับสาวกส่วนใหญ่
ท่ามกลางความเงียบสงบ กระแสเวลาไหลผ่านอย่างรวดเร็ว ไคลน์บรรจงลืมตา ยืนขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง
ในจุดที่ชายหนุ่มเคยนั่ง มีสิ่งของบางอย่างถูกวางไว้ในสภาพห่อกระดาษ
ไคลน์เดินไปตามทาง ออกจากโถงสวดมนต์ จนกระทั่งถึงประตูวิหาร
ขณะยืนหันหลังให้ห้องโถง ในสภาพสวมหมวกทรงกึ่งสูง ชายหนุ่มยกมือขวาขึ้นและดีดนิ้ว
เป๊าะ!
กระดาษที่ห่อวัตถุปริศนาซึ่งวางไว้บนเก้าอี้เริ่มลุกไหม้ ดึงดูดความสนใจจากเหล่านักบวช เมื่อมีนักบวชคนหนึ่งวิ่งเข้ามาใกล้ เปลวไฟพลันดับมอด เหลือทิ้งไว้เพียงวัตถุสีดำเข้มคล้ายอัญมณี
นี่มัน… แม้นักบวชจะไม่ทราบว่าวัตถุชิ้นนี้คืออะไร แต่สัมผัสวิญญาณได้ร้องเตือนว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก!
เมื่อกลุ่มนักบวชพยายามวิ่งตามออกมานอกวิหาร พวกมันพบว่า สุภาพบุรุษสวมโค้ทหางยาวและหมวกทรงกึ่งสูงได้หายตัวไปแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้น
ไคลน์ที่ได้รับตัวตนใหม่จากตลาดมืดท้องถิ่น เดินทางมาถึงสถานีรถจักรไอน้ำ
มือข้างหนึ่งถือตั๋วชั้นสองมูลค่าสิบแปดซูลและเอกสารประจำตัว อีกข้างหนึ่งถือกระเป๋าหนังสีดำ ยืนตัวตรงบนชานชาลา รอให้รถไฟเที่ยวเบ็คลันด์แล่นมาจอด
ปัจจุบัน ชายหนุ่มอยู่ในรูปลักษณ์ของสุภาพบุรุษวัยกลางคนอายุเกือบสี่สิบ สูงกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตรเล็กน้อย ผมสีดำแซมเทา ดวงตาสีน้ำเงินเข้มคล้ายทะเลสาบยามค่ำคืน ใบหน้าค่อนข้างมีเสน่ห์ มอบบรรยากาศหนุ่มใหญ่พิถีพิถัน
ก้มมองเอกสารประจำตัวในมือ กระจกตาไคลน์สะท้อนชื่อปัจจุบัน
“ดอน·ดันเตส”
ครุ่นคิดสักพัก ชายหนุ่มวางกระเป๋าเดินทางลง เปิดออกและยัดเอกสารประจำตัวทั้งหมดเข้าไป
ในกระเป๋าเดินทางมีกล่องไม้สีดำใบเล็ก เป็นกล่องบรรจุเถ้ากระดูกของอดีตทหารโลเอ็น รอนเซล·เอ็ดเวิร์ด
ขณะไคลน์จัดกระเป๋า เสียงหวูดดังขึ้นข้างใบหู หัวรถจักรไอน้ำซึ่งกำลังพ่นควันขาวท่วมท้น แล่นเข้ามาจอดยังชานชาลาด้วยความเร็วที่ค่อยๆ ลดลง
ชายหนุ่มเงยหน้ามองตรง กระซิบกับกระเป๋าเดินทางด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“ได้เวลากลับบ้านแล้ว”
ไคลน์ยืนตัวตรง ถือสัมภาระเดินไปยังประตูห้องโดยสารที่เปิดอยู่
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตเชอร์วู้ด บ้านเลขที่ 26 ถนนคิงสเตอร์
เบ็นสันถอดหมวกและเสื้อคลุมส่งให้สาวใช้ มองไปทางน้องสาวของตน – เมลิสซ่าในห้องนั่งเล่นที่กำลังตั้งใจอ่านหนังสือ
“การสอบจะเริ่มขึ้นในเดือนมิถุนายนสินะ… ในที่สุดเธอก็จะได้ลิ้มรสนรกแห่งการเรียนและอ่านหนังสือเหมือนที่ฉันเคยเผชิญ”
เมลิสซ่าไม่เงยหน้ามอง พูดขณะอ่าน
“ฉันเรียนหนักทุกวันอยู่แล้ว”
“แต่มุกตลกน่า… เมลิสซ่า หัดมีอารมณ์ขันบ้าง มนุษย์จะไปต่างอะไรกับลิงบาบูนขนหยิกถ้าไม่มีอารมณ์ขัน?” เบ็นสันพูดพลางยิ้ม
เมลิสซ่าชำเลืองด้วยหางตา
“คราวก่อนนายไม่ได้พูดแบบนี้”
เธอไม่ได้สนใจเรื่องที่มนุษย์ไร้อารมณ์ขันจะมีสถานะเทียบเท่าลิงบาบูนขนหยิก เพียงเปลี่ยนไปถามประเด็นอื่น
“ข้าราชการเลิกงานช้าแบบนี้เป็นประจำเลยหรือ”
“เปล่า… ช่วงนี้มีหลายๆ อย่างเกิดขึ้น เธอเองก็น่าจะรู้… ไม่สิ เธอคงไม่รู้ ท่ามกลางการปฏิรูปครั้งใหญ่ งานก็ต้องส่งให้ทันเวลา ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานก็ต้องรักษา เรื่องพวกนี้ชวนให้สิ้นเปลืองพลังใจมาก” เบ็นสันเหลือบมองกระจกในห้องนั่งเล่น อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นและสางผม สีหน้าค่อนข้างเหนื่อยหน่าย “แม้ว่าฉันจะเป็นแค่พนักงานตัวเล็กๆ ของกระทรวงการคลัง แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้มีงานน้อยลง ข่าวดีเรื่องเดียวในช่วงนี้ก็คือ ในที่สุดก็ผ่านช่วงเวลาทดลองงานสุดระยำได้เสียที ต่อไปนี้ฉันจะได้ค่าจ้างสัปดาห์ละสามปอนด์!”
เมลิสซ่าวางหนังสือลง เดินไปที่ห้องกินข้าวพลางพูดกับเบ็นสัน
“ถึงเวลาข้าวเย็นแล้ว”
เว้นวรรคเล็กน้อย เธอกล่าวต่อด้วยสีหน้าขึงขัง
“ฉันเคยเห็นในหนังสือพิมพ์ เขาบอกว่ายางไม้ดอนนิงส์แมนมีสรรพคุณช่วยเร่งการเจริญเติบโตของเส้นผม”
สีหน้าเบ็นสันพลันบิดเบี้ยว
…
วู้~!
ท่ามกลางเสียงหวูด หัวรถจักรไอน้ำแล่นเข้าสู่กรุงเบ็คลันด์
ไคลน์หยิบกระเป๋าเดินทาง เป็นอีกครั้งที่ได้ใช้ฝ่าเท้าเหยียบลงบนผืนแผ่นดินของ ‘มหานครแห่งหมู่นคร’ และ ‘ดินแดนแห่งความหวัง’ ชายหนุ่มพบว่าหมอกควันบางลงกว่าเดิม ไม่เข้มข้นคละคลุ้งเหมือนสมัยอดีต โคมไฟแก๊สบนชานชาลาไม่ต้องถูกเปิดก่อนเวลาอันควรเพื่อคอยมอบแสงสว่างท่ามกลางมลพิษ
มองไปรอบตัว ไคลน์เดินออกจากสถานีรถจักรไอน้ำ ต่อขบวนด้วยรถไฟใต้ดินและรถม้า ตรงมายังสุสานของวิหารวายุสลาตันสุดเขตตะวันตก
จากนั้น ชายหนุ่มสละเงินเล็กน้อยเพื่อบรรจุกล่องเถ้ากระดูกของรอนเซล·เอ็ดเวิร์ดลงในตู้
ผ่านไปหนึ่งร้อยหกสิบห้าปี ในที่สุดทหารหนุ่มของโลเอ็นก็ได้กลับบ้าน
ถอยหลังออกมา ไคลน์จ้องมองสักพักด้วยสายตาลุ่มลึก สะบัดกระดาษให้แข็งเหมือนเหล็ก สลักถ้อยคำไว้ที่ฝาตู้
“รอนเซล·เอ็ดเวิร์ด”
ชายหนุ่มหลับตาลง เขียนอีกครั้ง
“ทุกการเดินทางย่อมมีจุดสิ้นสุด”
(จบบทที่สาม)
…………………………………………………………..
ป่าทั้งผืนพลันเหี่ยวแห้ง คล้ายกับตัวตนที่สามารถทำลายล้างทุกสรรพสิ่งกำลังลงมาเยือน
เมื่อแขนท่อนดังกล่าวยืดออกจนเกือบสุด กลุ่มสายฟ้าสีเงินเส้นมหึมาพลันโผล่ออกจากอากาศอันว่างเปล่า มอบความสว่างไสวไปทั่วภูเขา ก่อนที่สายฟ้าทุกเส้นจะถักสานเข้าด้วยกัน กลายเป็นกรงอสนีบาตที่เคยได้ยินเพียงในตำนาน ห่อหุ้มแขนเหนียวหนืดสีเข้มไว้ทุกทิศทาง
เมฆดำรวมตัวกัน ณ กึ่งกลางท้องฟ้า ผุดคิ้วและปากขนาดใหญ่ ดูคล้ายกับใบหน้าของมนุษย์!
ความวุ่นวายครั้งใหญ่ส่งผลให้ ‘เจ้าสมุทร’ แยนน์·ค็อตแมนในบายัมตระหนักถึงความผิดปรกติ จึงไม่ลังเลที่จะลงมือด้วยตัวเอง และยังสั่งให้ทูตพิพากษาเปิดใช้งานสมบัติปิดผนึกบางอย่าง
ร่างของไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ถูกผลักออกจากความว่างเปล่า เดรสสีดำหรูหราซับซ้อนยังคงปราศจากความยุ่งเหยิง
หญิงสาวยกมือซ้าย สองศีรษะผมทองและตาแดงลอยกลับไปยังบริเวณลำคอที่ขาด ส่วนอีกสองหัวยังคงต่อสู้กับทารกผิวดำตัวใหญ่ที่มีผิวหนังเปียกชุ่มและเหี่ยวย่น
รอยตัดบริเวณลำคอเริ่มยุบพองและขยับเขยื้อน เชื่อมต่อเข้ากับศีรษะทั้งสอง หลังจากนั้น ร่างกายหญิงสาวขยายขนาดขึ้นทันที ดูคล้ายกับปราสาทเก่าแก่สไตล์โกธิค บนพื้นผิวเต็มไปด้วยลวดลาย เถาวัลย์ และการประดับตกแต่งอื่นๆ ที่อัดแน่นไปด้วยความลึกลับและชั่วร้าย มอบความรู้สึกไม่ควรจ้องมองโดยตรง
ไคลน์ปิดตาสนิท ใช้การเดินทางของกรอซายปกปิดใบหน้าอีกชั้น พยายามควบคุมพลังวิญญาณอย่างสุดความสามารถ แต่ก็ยากจะขจัดผลด้านลบบนร่างกายออกไปได้หมด ลำตัวมิอาจหยุดสั่น ตุ่มเนื้อเม็ดแล้วเม็ดเล่าผุดขึ้นจากผิวหนัง
จนถึงเมื่อครู่ มันเพิ่งยืนยันได้ว่า จุดอ่อนใหม่ที่เกิดจากผลข้างเคียงของ ‘ลางมรณะ’ ก็คือ ภาวะกลัวความมืด!
ภายในหกชั่วโมงถัดไป จะไม่มีจุดอ่อนใหม่เพิ่มเติม
โชคยังดี… จริงอยู่ที่จุดอ่อนนี้ค่อนข้างร้ายแรง แต่เรายังพอมีวิธีแก้ขัดในระยะเวลาสั้นๆ … ไคลน์หลับตาลง หลั่งน้ำตาที่มิอาจควบคุม
สำหรับประเด็นดังกล่าว ชายหนุ่มไม่กังวลจนเกินไป เพราะสถานการณ์ภาพรวมได้วุ่นวายและเลยเถิดไปไกลมากแล้ว
หืม… ตัวตนที่ลงมาจากฟากฟ้าดูเหมือนจะแข็งแกร่งกว่า ‘เจ้าสมุทร’ พอสมควร… คงเป็นระดับเทวทูต แต่ก็ไม่ได้อยู่ในสภาพเต็มร้อยนัก เพราะมิได้ปรากฏตัวออกมาโดยตรง แต่เลือกโจมตีผ่านโลกวิญญาณแทน…
เป็นเพราะประเมินแล้วว่ามาถึงไม่ทัน ก็เลยเลือกใช้วิธีนี้? โชคดีที่เราได้รับคำเตือนจาก ‘แสงส้ม’ ล่วงหน้า ไม่อย่างนั้น หากตัดสินใจหลบหนีช้าเกินไป อาจตกอยู่ในวงล้อมศัตรูที่เตรียมความพร้อมมาอย่างดี! ความคิดมากมายแล่นผ่านสมองไคลน์ แผนขั้นแรกคือการฉวยโอกาสหลบหนี สร้างระยะห่างที่ปลอดภัยให้ตัวเอง
ทว่า ชายหนุ่มทราบดี การล่าถอยโดยไม่ได้เตรียมตัวล่วงหน้า อาจมีอันตรายรออยู่
หากเทวทูตของโรงเรียนกุหลาบล้มเลิกความคิดที่จะโจมตี ดึงแขนกลับเข้าไป ‘เจ้าสมุทร’ แยนน์·ค็อตแมนก็คงไม่คิดไล่ตาม เพราะ ‘นักบุญ’ คงไม่กล้าเสี่ยงกับ ‘เทวทูต’ แถมเมื่อครู่ยังเลือกจะใช้วิธีผนึกมากกว่าโจมตีใส่โดยตรง… และถ้าเทวทูตตนดังกล่าวเริ่มไล่ล่าเราอีกครั้ง ลำพังมิสผู้ส่งสารคงช่วยเราไม่ได้… ต้องหาทางทำให้มันเดือดร้อนมากกว่านี้ หาทางยื้อเวลาให้นานที่สุด เราจะได้ฉวยโอกาสหลบหนีออกจากเกาะภูเขาคราม! ไคลน์ผุดทฤษฎีมากมาย ก่อนจะเริ่มลงมือทำตามแผนฉุกเฉิน มือข้างหนึ่งถือการเดินทางของกรอซาย อีกข้างสอด ‘ลางมรณะ’ เข้าไปเก็บในเสื้อ กลิ้งสองตามตลบจนกระทั่งถึงกล่องบุหรี่เหล็ก
เมื่อปลายนิ้วสัมผัสกล่อง กำแพงวิญญาณพลันสลายตัวทันที ชายหนุ่มรีบเปิดผาพร้อมกับโยนถุงมือ ‘อินธน์’ ที่ปนเปื้อนการกัดกร่อนของพระผู้สร้างแท้จริงขึ้นไปในอากาศ เล็งไปยังจุดที่มีการปะทะ!
ถัดมา ไคลน์ที่กำลังใช้การเดินทางของกรอซายปิดหน้า ลืมตาขึ้นพลางล้วงนกหวีดทองแดงจากในเสื้อ
สิ่งนี้ไม่ใช่นกหวีดทองแดงของมิสเตอร์อะซิก แต่เป็นนกหวีดของนิกายวิญญาณที่ได้รับจากชายคลั่งศาสตร์เร้นลับในกรุงเบ็คลันด์ เดิมทีเคยเป็นของสมาชิก ‘นิกายวิญญาณ’ คนหนึ่งซึ่งคืนชีพหลังความตาย
ย้อนกลับไปในตอนนั้น ไคลน์ลองทำนายถามถึงผลลัพธ์ของการเป่านกหวีด คำตอบที่ได้รับก็คือ การกระทำดังกล่าวจะเต็มไปด้วยอันตรายที่ยากหยั่งถึง!
ดังนั้น ไคลน์จึงต้องการชักนำ ‘อันตรายมาก’ มาเผชิญหน้ากับ ‘อันตรายมาก’ สร้างสถานการณ์สุดแสนวุ่นวายแต่เป็นประโยชน์กับฝ่ายตน!
ชายหนุ่มสอดนกหวีดทองแดงเข้าไปในปากและพ่นลมเป่า จากนั้นก็เปิดเนตรวิญญาณ แต่ยังไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมอง โดยในเวลาเดียวกัน กะโหลกที่มีดวงตาเฉยเมยสามดวงปรากฏขึ้นจากความว่าเปล่า รอบๆ กะโหลกมีหนวดยาวสีดำ
ไคลน์รีบยื่นขนนกสีขาวให้ผู้ส่งสารอย่างไม่ลังเล เป็นขนนกที่สมาชิกนิกายวิญญาณผู้คืนชีพเหลือทิ้งไว้
ไม่รอให้ผู้ส่งสารหายไป กล้ามเนื้อแขนของไคลน์พลันบวมพอง ขว้างนกหวีดทองแดงไปในอากาศ เล็งไปยังจุดที่มีการปะทะแสนวุ่นวาย
จัดการทั้งหมดเสร็จ ชายหนุ่มเก็บกล่องบุหรี่เหล็ก ม้วนตัวอีกหนึ่งตลบและกระโจนไกลหนึ่งครั้ง ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาวิ่งตรงไปทางหน้าผา ระหว่างทางมีการก้มหน้าลง สลับกับซิกแซกไปเรื่อยๆ ไม่กล้าแหงนมองขึ้นไปบนฟ้า และไม่กล้าวิ่งแช่ในตำแหน่งเดิม!
เมื่อย้อนกลับไปถึงจุดที่ ‘พลเรือเอกโลหิต’ เซนอลนอนหมดสติ ดวงตาไคลน์พลันแข็งค้าง เนื่องจากอีกฝ่ายหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย!
ท่ามกลางสถานการณ์อันวุ่นวายและไม่มีใครเข้ามาช่วย ร่างของ ‘วิญญาณอาฆาต’ ที่บาดเจ็บสาหัสจนหมดสติจะหายตัวไปได้อย่างไร?
ไคลน์ยังไม่หยุดฝีเท้า เพียงชำเลืองไปมองเลือดสีแดงเข้มที่สะท้อนแสงอยู่ตรงหน้า โดยตำแหน่งดังกล่าวคือจุดที่ไคลน์เคยทำ ‘การเดินทางของกรอซาย’ ตกพื้น!
อย่าบอกนะว่า… หยดเลือดของ ‘พลเรือเอกโลหิต’ กระเซ็นลงบนปกหนังสือบันทึกการเดินทาง? จากนั้นก็ถูกดูดเข้าไป? ไคลน์ขมวดคิ้ว ไม่คิดว่านั่นเป็นเรื่องดี
ชายหนุ่มกังวลว่า เทวทูตและนักบุญที่มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายส่งมา จะใช้พลเรือเอกโลหิตซึ่งอยู่ใน ‘การเดินทางของกรอซาย’ เป็นเครื่องนำทางหายังตน!
อย่างไรก็ตาม ไคลน์ทิ้งหนังสือเล่มนี้ไม่ลง หากปราศจากมัน ท่ามกลางสนามรบอันดุเดือดและเต็มไปด้วยสะเก็ดการโจมตีจากท้องฟ้า ไคลน์ไม่มั่นใจว่าตนจะหลบอันตรายทั้งหมดพ้น
“…” ไว้ค่อยแก้ปัญหานี้ทีหลัง หากเราหนีรอดเมื่อไร ค่อยใช้ร่างวิญญาณเข้าไปจัดการ … ท่ามกลางความคิดมากมายที่กำลังผุดขึ้นในสมอง ขณะวิ่งผ่านดินที่เปื้อนเลือดของเซนอล ไคลน์ตัดสินใจจิกปลายเท้าและงัดดินบางส่วนขึ้นมา จากนั้นก็ใช้มือคว้าไว้
สิ่งนี้จำเป็นสำหรับการค้นหาตัว ‘พลเรือเอกโลหิต’ ในภายหลัง!
สวบ สวบ สวบ!
ไคลน์ที่วิ่งซิกแซกเหมือนกับงู ยังคงวาง ‘การเดินทางของกรอซาย’ ไว้เหนือศีรษะ เปลี่ยนตำแหน่งเป็นบางครั้งตามแต่ลางสังหรณ์อันตรายจะแจ้งเตือน
หนังสือเล่มดังกล่าวสามารถป้องกันสายฟ้าพลังสูง เม็ดฝนที่สามารถกัดกร่อนหิน รวมถึงกีดขวางการจ้องมองจากตัวตนลึกลับและน่ากลัว ช่วยให้ไคลน์วิ่งผ่านผืนป่าไร้ชีวิตชีวาอย่างราบรื่น จนกระทั่งถึงริมหน้าผา
ทันใดนั้น บรรยากาศรอบตัวชายหนุ่มพลันมืดสนิท ไม่ใช่ความมืดแบบที่กำลังจะเกิดฝนตกหนัก ไม่ใช่ความมืดที่ปราศจากแสงจันทร์และดวงดาว แต่เป็นความมืดมิดอันไร้ชีวิตชีวา มาพร้อมกลิ่นเหม็นเน่าโชย
เสียงเพรียกดังขึ้นเป็นระยะ เดี๋ยวใกล้เดี๋ยวไกล คล้ายกับมีใบหน้าอากาศกำลังขยับปาก
ไคลน์พลันสั่นระริกเพราะความมืด ไม่กล้าแหงนมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้านบน แต่เมื่อฟ้าผ่าลงมาจนเกิดแสงสว่าง ชายหนุ่มสังเกตเห็นขนนกสีขาวที่เปื้อนคราบน้ำมันเหลืองๆ สองสามเส้น ลอยอยู่ไม่ห่างจากตัวเอง
ไคลน์รีบก้าวเท้าขวาไปข้างหน้า ทิ้งตัวลงจากหน้าผา หลุดออกจากความมืดมิด เริ่มมองเห็นแสงสว่างรอบตัว
จากนั้น ชายหนุ่มเลือกจุดตกเป็นปากของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่ตนเตรียมการไว้ล่วงหน้า
ปากซึ่งไม่มีฟันแม้แต่ซี่เดียว ปิดลงกะทันหันและดำดิ่งสู่ก้นทะเลลึก ตามที่นัดแนะไว้ล่วงหน้า มันว่ายออกไปทางแนวปะการังด้านนอกเกาะภูเขาคราม
นี่คือสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ที่มีครีบหลังสิบหกครีบ!
ท่ามกลางความมืดมิดที่ไม่มีอะไรให้ทำ สัญชาตญาณสั่งให้ไคลน์ขดตัวเป็นลูกบอลอย่างหวาดกลัว ร่างกายสั่นระริก ทำอะไรไม่ถูก ชายหนุ่มฝืนเอาชนะความรู้สึกเหล่านั้นอย่างยากลำบาก หยิบตะกอนพลังของ ‘นักบวชแสง’ ที่เตรียมไว้รับมือกับ ‘วิญญาณอาฆาต’ ออกมา
เป็นตะกอนพลังที่สกัดออกจากถุงมือ
แสงบริสุทธิ์แผ่ออกจากหินโปร่งใส ขจัดความกลัวที่มืดให้ไคลน์
ขณะกำลังไตร่ตรองว่า ระหว่างรอให้ถึงปลายทาง ตนยังทำอะไรได้อีกบ้าง แต่ทันใดนั้นพลันรู้สึกคันหลังมือยุบยิบ
เมื่อรีบมองลงไป ชายหนุ่มพบรูขุมขนที่เปิดกว้างพร้อมกับปุยเส้นขนสีขาว
ปุยขนงอกยาวอย่างรวดเร็ว ราวกับกำลังจะกลายเป็นขนนก!
ไคลน์รู้สึกคันคะเยอไปทั่วร่างทันที!
เจ้าของนกหวีดทองแดงตนนี้อันตรายมาก! ไคลน์ที่มีประสบการณ์โชกโชน รีบลุกขึ้นยืน เดินถอยหลังสี่ก้าวภายในปากสัตว์ทะเล ท่องบทสวดเสียงต่ำ
ร่างวิญญาณของชายหนุ่มเคลื่อนที่ผ่านกลุ่มหมอกสีเทา ระหว่างทางได้ยินเสียงเพรียกมากมาย โดยในเวลาเดียวกัน ก๊าซสีเขียวเข้มเริ่มผุดออกจากร่างกาย มีการต่อต้านเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็หายไปโดยสมบูรณ์
กลับมายังวังที่คล้ายกับถิ่นพำนักของคนยักษ์ ไคลน์ทบทวนสภาพปัจจุบันของร่างวิญญาณอีกครั้ง แต่ก็ไม่พบความผิดปรกติใด ปราศจากก๊าซสีเขียวเข้ม ปราศจากขนนกสีขาว
ฟู่ว… ได้ผล… ชายหนุ่มหายใจออก รีบส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริงอีกครั้ง
ท่ามกลางแสงสว่างจากตะกอนพลังของนักบวชแสง ไคลน์พบว่าปุยขนสีขาวที่หลังมือยังอยู่ แต่สูญเสียความสามารถในการงอกเงย ตามร่างกายยังมีอีกหลายจุดที่คล้ายคลึงกัน แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่
รอมิสเตอร์อะซิกมาหาก่อนก็แล้วกัน เขาคงมีวิธีแก้ไข… ไคลน์ถอนหายใจโล่งอก วาดจันทร์แดงเข้มในใจ สวดวิงวอนขอพรต่อเทพธิดา ให้มิสเตอร์อะซิกรีบมารับโดยเร็ว
ทันใดนั้น ร่างของไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ปรากฏขึ้นตรงหน้าชายหนุ่ม
ผู้ส่งสารสาวสวยมีสามศีรษะอยู่บนคอ ส่วนอีกหนึ่งศีรษะยังคงใช้มือหิ้ว เมื่อเทียบกับครั้งก่อนๆ คล้ายกับเธอดูมีชีวิตชีวากว่าปรกติเล็กน้อย
หญิงสาวยื่นฝ่ามือซ้ายที่ไม่ได้ถืออะไร จับไหล่ไคลน์ พาเข้าไปในโลกวิญญาณและทำหน้าที่รถรับส่ง
ท่ามกลางริ้วแสงสีสันฉูดฉาด ไคลน์วิงเวียนศีรษะเล็กน้อยก่อนจะกลับสู่โลกความจริง พบว่าตนอยู่บนก้อนหินใหญ่
ศีรษะทั้งสี่ของไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์กวาดตาไปรอบตัว
“ปลอดภัย…” “แล้ว…” “อย่าลืม…” “จ่ายเงิน…”
กล่าวจบ เธอรีบหายตัวไปราวกับมีเริ่มสำคัญต้องทำ
ทำแบบนี้ก็ได้หรือ… ถ้ารู้แต่แรก เราคงบอกให้เธอพาออกจากจุดเกิดเหตุแทนสัตว์ทะเล… แต่พิจารณาจากเมื่อครู่ สภาพปัจจุบันของเธอก็ไม่สู้ดีนัก คงเป็นร่างที่จะไม่ใช้ถ้าไม่จำเป็น… ไคลน์ถอนหายใจพลางเก็บตะกอนพลังของนักบวชแดงไว้ในกระเป๋า ส่วน ‘การเดินทางของกรอซาย’ ยังคงถือไว้กับมือ
หลังจากมองไปรอบตัวและพยายามยืนยันตำแหน่งปัจจุบัน ฝ่ามือลึกลับอีกข้างหนึ่งโผล่ออกจากความว่างเปล่าและจับไหล่ชายหนุ่ม
ไคลน์พลันผงะ รีบมองย้อนกลับไป พบว่าเป็นมิสเตอร์อะซิก
อะซิกจับไหล่และพาเข้าสู่โลกวิญญาณทันที เคลื่อนที่ผ่านแนวริ้วแสงสีสันฉูดฉาดอย่างรวดเร็ว
อันที่จริง… ผมปลอดภัยแล้วครับ… มุมปากไคลน์เริ่มกระตุก แต่ก็ไม่ได้กล่าวคำใดออกไป
……………………………………
เซนอลไม่มีทางคิดว่าวัตถุที่ศัตรูขว้างมานั้นปลอดภัย จึงรีบหลบด้วยการหายตัวเป็นระยะทางไกล ปล่อยให้กล่องบุหรี่เหล็กที่ผนึกด้วยกำแพงวิญญาณหล่นลงพื้น
จากนั้น เซนอลเปิดปากอีกครั้ง เป็นการแผดเสียงร้อง
เสียงคำรามที่ราวกับมีต้นตอมาจากส่วนลึกของร่างวิญญาณ ส่งผลให้ให้ศีรษะไคลน์ปวดแปลบกะทันหัน ทั้งที่เคยได้ยินเสียงเพรียกของพระผู้สร้างแท้จริงและมิสเตอร์ประตูจนมีภูมิต้านทานมาแล้ว ก็ยังอดไม่ได้ที่จะชะงักไปชั่วขณะ จมูกร้อนผ่าวราวกับเส้นเลือดฝอยระเบิด
ทว่า ด้วยความสามารถในการต้านทานของตัวไคลน์เอง ผนวกกับการอ่อนแอลงของเซนอลหลังจากถูก ‘ติดสินบน’ ส่งผลให้อาการชะงักเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ และนี่ไม่ใช่สิ่งที่พลเรือเอกโลหิตจะรู้ล่วงหน้า
ไคลน์จึงแสร้งทำเป็นยังไม่หายชะงัก ทำทีเผยจุดอ่อน รอให้เหยื่อเข้ามาติดกับ
หากเป็นการต่อสู้ตามปรกติ ด้วยพลังของวิญญาณอาฆาตที่สามารถกระโดดผ่านวัตถุที่คล้ายกระจก แถมยังมิอาจระบุตำแหน่งปลายทางได้ล่วงหน้า ถึงไคลน์จะมีเปลวไฟให้กระโดดรอบป่า แต่ก็ยากที่จะเข้าใกล้อีกฝ่ายในรัศมีห้าเมตร ไม่สามารถเข้าควบคุมด้วยด้ายวิญญาณ
ลงเอยด้วย ชายหนุ่มวางแผนที่ค่อนข้างเสี่ยง ล่อให้ศัตรูเข้ามาติดกับและรีบจบการต่อสู้นี้โดยเร็ว จะได้หนีไปยังริมหน้าผา
เมื่อเห็นเป้าหมายได้รับความเสียหายจากเสียงกรีดร้องบ่อยครั้ง แถมอาการชะงักก็ยังรุนแรงกว่าทุกที เซนอลรีบสูดลมหายใจยาว
ในการมองเห็นของไคลน์ ร่างพลเรือเอกโลหิตปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว ลดขนาดลงและเริ่มคมชัด
ฉากตรงหน้าไม่เหมือนกับภาพที่สะท้อนเข้ามายังกระจกตา แต่ราวกับอีกฝ่ายกำลังอาศัยอยู่ในดวงตาทั้งสองข้างของตนจริงๆ!
ในวินาทีที่พลังสิงร่างของวิญญาณอาฆาตใกล้เสร็จสมบูรณ์ ไคลน์ในสภาพเสื้อผ้าขาดวิ่นหลายจุด เอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อย เหยียดฝ่ามือไปทางซ้ายอย่างไม่เร่งรีบ คล้ายกับสุภาพบุรุษกำลังกล่าวอย่างสุภาพว่า ‘เชิญ’
ยุบพองหิวโหยที่ยังแผ่กลิ่นอายความชั่วร้ายแต่สูงศักดิ์ ช่วยให้ไคลน์สามารถ ‘บิดเบือน’ เจตนาของพลเรือเอกโลหิต
และด้วยออร่าเยือกแข็งใต้ฝ่าเท้า ผิวน้ำแข็งโดยรอบกำลังทำหน้าที่แทนกระจกเงา!
บนชั้นน้ำแข็งแผ่นบาง ร่างของเซนอลที่สวมหมวกทรงสามเหลี่ยมปรากฏขึ้น สีหน้าเผยความสับสน
ทันใดนั้น ยุบพองหิวโหยเปลี่ยนเป็นสีดำมืด ไคลน์เปล่งคำพูดชั่วร้ายที่เต็มไปด้วยการกัดกร่อน
“เชื่องช้า!”
เซนอลที่เตรียมกระโจนหนีด้วยความช่วยเหลือของผิวกระจกพลันแข็งทื่อในตำแหน่งเดิม ร่างวิญญาณเริ่มคืนร่างเนื้ออย่างมิอาจควบคุม การเคลื่อนไหวเริ่มเชื่องช้า ดิ้นรนเท่าไรก็สลัดไม่หลุด
เนื่องจาก ‘เชื่องช้า’ ไม่ใช่พลังที่สามารถใช้ได้ต่อเนื่อง ไคลน์รีบเปลี่ยนถุงมือข้างซ้ายเป็นสีซีด เจือเขียวครึ้มเล็กน้อย
ซอมบี้!
ชั้นน้ำแข็งบนพื้นกลับมาทวีความเข้มข้นอีกครั้ง ออร่าน้ำแข็งแพร่กระจายไปหาเซนอลด้วยความเร็วสูง เกาะกินปลายเท้าของมัน ค่อยๆ เปลี่ยนให้เป็นรูปปั้นน้ำแข็งโดยสมบูรณ์
ไคลน์ที่ทราบว่าวิญญาณอาฆาตต้านทานพลังน้ำแข็งได้ดี ไม่แสดงความประมาท รอสักพักก็เปลี่ยนยุบพองหิวโหยให้กลายเป็นสีทองคำ
ด้ายดำในดวงตาชายหนุ่มหายไป แทนที่ด้วยสายฟ้าสีเงินแวววาวสองเส้น ยิงออกจากส่วนลึกของดวงตา
นักสอบสวน ทะลวงจิต!
หากเป็นในสภาพปรกติ ร่างเนื้อของเซนอลจะแทบไม่ได้รับผลกระทบใดๆ มิหนำซ้ำยังอาจตอบโต้กลับได้ทันควัน แต่ปัจจุบัน มันเพิ่งหายจากอาการชะงัก เมื่อพบว่าตัวเองถูกขังอยู่ในรูปปั้นน้ำแข็ง จึงไม่มีทางเลือกนอกจากอ้าแขนรับศรสายฟ้าล่องหนที่กำลังเล็งใส่ร่างวิญญาณ!
จิตใจของมันพลันเจ็บแปลบราวกับถูกมีดเสียบและกวนไปมา ความทุกข์ทรมานแผ่ซ่านไปทั่วร่าง สติหลุดลอยชั่วคราว
เมื่อได้สติกลับมาอีกครั้ง ขณะที่เซนอลเตรียมกระโดดหนีเพื่อรักษาระยะห่าง มันเห็นนักผจญภัยมาดเย็นชาฝั่งตรงข้ามเริ่มเปิดปากพูด
“เชื่องช้า!”
แม่เย็*… การเคลื่อนไหวของ ‘พลเรือเอกโลหิต’ เซนอลเชื่องช้าลงอีกครั้ง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าต้องถูกคอมโบตามด้วย ‘ผนึกน้ำแข็ง’ และ ‘ทะลวงจิต’ ซ้ำอีกระลอก
ขณะได้สติกลับมาและเตรียมหนีอีกหน เกอร์มัน·สแปร์โรว์เจ้าของเส้นผมสีดำและดวงตาสีน้ำตาลอ้าปากเป็นครั้งที่สาม
“เชื่องช้า!”
เซนอลเดือดดาลและสิ้นหวัง ก่อนจะพบว่าตัวเองถูกส่งเข้าสู่วัฏจักรเดิม
ในส่วนของไคลน์ที่ตรึงศัตรูด้วยคอมโบสามสหาย เริ่มลงมือควบคุมด้ายวิญญาณของพลเรือเอกโลหิตทีละนิด
อันที่จริง วิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือ อาศัยสภาพไร้การป้องกันตัวของเป้าหมาย ใช้ลูกโม่ ‘ลางมรณะ’ โจมตีหนักหน่วงใส่สองถึงสามนัด แต่ประสบการณ์ก่อนหน้าได้เตือนไคลน์ว่า ศัตรูพกสมบัติวิเศษด้านความโชคดี การโจมตีที่ตรงไปตรงมาอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุและเกิดผลลัพธ์ตรงกันข้าม
ดังนั้น ชายหนุ่มเลือกจะใช้วิธีควบคุมด้วยด้ายวิญญาณอย่างใจเย็น!
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไคลน์คอยวิ่งไปรอยๆ ‘พลเรือเอกโลหิต’ เซนอลอย่างสม่ำเสมอ ด้วยเกรงว่าครึ่งเทพของโรงเรียนกุหลาบจะบังเอิญโผล่ออกมาขวางทางอีก ด้ายวิญญาณเซนอลถูกครอบงำอย่างใจเย็นจนกระทั่งเข้าสู่สถานะ ‘ควบคุมขั้นต้น’
สามวินาที สองวินาที หนึ่งวินาที!
ความคิดเซนอลพลันหยุดชะงัก ทุกส่วนของร่างกายคล้ายกับถูกสนิมเก่าเกาะกิน
ไคลน์ไม่เหลือพลังพอจะใช้ยุบพองหิวโหย จึงตัดสินใจควบคุมด้ายวิญญาณให้ลึกลงไปอีก ระหว่างนั้นก็คอยเดินหลบไปรอบๆ อย่างไม่รีบร้อน
ปล่อยไว้… แบบนี้… ไม่ได้… หลังจากความคิดของเซนอลผุดขึ้นเป็นระลอกอย่างเชื่องช้าง ศรผลึกน้ำแข็งสีใสอันเล็กๆ เริ่มควบแน่นจากความว่างเปล่า
คมศรถูกย้อมด้วยสีเขียวเจือจาง เป็นสีที่สะท้อนจากผืนป่าโดยรอบ
ไคลน์เฝ้ามองการเคลื่อนไหวอันเชื่องช้าของอีกฝ่ายอย่างใจเย็น ล้วงมือเข้าไปในเสื้อ หยิบ ‘การเดินทางของกรอซาย’ ที่สอดไว้ตรงหน้าอกขึ้นมา
ฟุ่บ!
ศรผลึกน้ำแข็งถูกยิงตรงมายังหน้าอกของไคลน์ แต่ระหว่างทางเกิดหักเหเฉียงขึ้นด้านบน!
อันที่จริง ลูกเล่นเมื่อครู่ควรทำให้ศัตรูถึงแก่ความตาย แต่เนื่องจากความคิดเชื่องช้า การควบคุมศรจึงทำได้ไม่ดี กว่าจะเกิดการหักเหก็เข้าใกล้ไคลน์มากแล้ว เพียงขยับ ‘การเดินทางของกรอซาย’ เล็กน้อยก็สามารถป้องกันได้ง่ายดาย
ใบหน้าของเซนอลซีดลงอีกครั้ง หลังจากครุ่นคิดอย่างเงียบงันหลายวินาที มันค่อยๆ เปิดปาก พยายามส่งเสียงกรีดร้อง
ไคลน์ที่เตรียมพร้อมอยู่แล้ว ชิงพูดตัดหน้า
“ปัง!”
กระสุนอัดอากาศพุ่งด้วยความเร็วสูง กระแทกริมฝีปากเซนอลจนศีรษะผงะไปด้านหลัง ฟันร่วงกราวหลายซี่ ส่งเสียงแหกปากภายในลำคอ
ขณะที่ด้ายวิญญาณค่อยๆ ควบคุมลึกลงไป เซนอลพยายามดิ้นรนขัดขืนอีกหลายหน แต่ทั้งหมดก็ถูกสลายทิ้ง จนกระทั่งเซนอลเริ่มสติแตกและอาละวาดอย่างบ้าคลั่ง ฉากตรงหน้าทำให้ไคลน์ยิ้มออก
แต่ทันใดนั้น เสียงร่ำไห้ของทารกที่ฟังดูแหลมลึกและน่าขนลุก พลันกังวานไปทั่วผืนป่า
ตุ่มเนื้อทั่วร่างไคลน์ผุดขึ้นบนผิวหนังอย่างกะทันหัน ‘การเดินทางของกรอซาย’ ร่วงหล่นลงพื้น สมองรู้สึกคล้ายกับถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น สูญเสียการรับรู้รอบตัวไปชั่วขณะ หนึ่งในนั้นคือด้ายจิต เป็นผลให้เซนอลได้รับอิสระกลับคืนมา
ห่างออกไปจากคนทั้งสองหลายร้อยเมตร ทารกสีดำขนาดใหญ่ที่มีผิวหนังเปียกชุ่มและเหี่ยวย่น สภาพคล้ายกับเพิ่งโผล่ขึ้นมาจากน้ำ ค่อยๆ ออกจากสถานะร่างมายา กลับคืนความคมชัดของร่างเนื้อ
แขนขายาวเรียวเก้งก้าง บนใบหน้ามีหนึ่งหลุมดำขนาดใหญ่ รอบหลุมดำเป็นฟันซี่ยาว
จากสภาพปัจจุบัน แจ็คส์มีบาดแผลฉกรรจ์เต็มตัว ผิวหนังสีดำและเหี่ยวย่นถูกทะลวงจนเกิดรูโหว่ มีของเหลวเน่าๆ สีดำและเขียวไหลซึม
หลังจากครึ่งเทพโรงเรียนกุหลาบปรากฏตัว มันเลิกหลบหลีกหรือหลบหนี เพียงแหกปากส่งเสียงร้องราวกับทารก ส่งผลให้ไคลน์และเซนอลตกอยู่ในสภาพย่ำแย่พอกัน ต่างฝ่ายต่างแสดงอาการคล้ายใกล้จะคลุ้มคลั่ง
สี่เศียรที่มีผมสีทองและดวงตาสีแดงโผล่จากความว่างเปล่า ทั้งหมดอ้าปากกว้างพร้อมกัน ส่งเสียงกรีดร้องอันเงียบสงัด สยบเสียงร้องสยดสยองของทารก
ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์และแจ็คส์เริ่มสู้กันอีกหนึ่งยก บ้างในโลกวิญญาณ บ้างบนโลกความจริง ส่งผลให้วัชพืช ต้นไม้ แมลง และธรรมชาติโดยรอบสั่นไหว
‘พลเรือเอกโลหิต’ เซนอลและไคลน์กำลังยืนมึนงงในตำแหน่งเดิม พยายามสลัดให้หลุดจากอิทธิพลของเสียงทารก
หากเป็นในด้านนี้ เซนอลเชื่อว่าตนซึ่งเป็นวิญญาณอาฆาต ย่อมได้เปรียบอีกฝ่ายเต็มประตู จึงยกมุมปากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
มันเริ่มวางแผนว่าจะจัดการศัตรูตรงหน้าอย่างไร
แต่ทันใดนั้น ตรงมุมสายตาของเซนอล นักผจญภัยมาดเงียบขรึมที่สวมเสื้อผ้าขาดวิ่น กลับมีแววตากระจ่างชัดอย่างรวดเร็ว!
เพิ่งผ่านไปเพียงหนึ่งวินาทีหลังจากเสียงร้องของทารกหยุดลง!
ไคลน์ที่มีประสบการณ์ด้านนี้โชกโชนและฟื้นคืนสติได้ก่อน พบว่าเซนอลยังคงตกอยู่ในอาการเฉื่อยชา
โอกาสทอง! สมองชายหนุ่มรีบประมวลผล เลือกไม่โจมตีจากระยะไกลที่มีโอกาสพลาดสูง และเลือกจะไม่เข้าควบคุมด้วยด้ายวิญญาณซึ่งต้องใช้เวลานาน เพียงขยับเท้าขวา กระโดดเข้าไปหาเหมือนเสือซีตาร์
ถุงมือข้างซ้ายชายหนุ่มที่กลายเป็นสีดำเข้ม ขยับไปด้านหลัง ควบแน่นแมกมาและเปลวไฟให้กลายเป็นรูปทรงคล้ายดาบ
ผู้ปลดปล่อยแรงกระหาย ดาบแมกมา!
ฉึบ!
ร่างไคลน์พุ่งเข้าหาฝั่งซ้ายของเซนอล ดาบยักษ์ที่ลุกไหม้ฟันกวาดลงบนหน้าอกและช่องท้อง ก่อนจะหยุดคาอยู่กึ่งกลาง
เปลวไฟสีฟ้าอ่อนแผดเผาร่างกายพลเรือเอกโลหิต แต่ส่วนที่ได้รับความเสียหายมีเพียงร่างเนื้อ ยังไม่ถึงแก่ชีวิต เพียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวด
ไคลน์ทิ้งดาบแมกมาพร้อมกับขยับไปทางซ้ายและหมุนตัว เผชิญหน้ากับแผ่นหลังของพลเรือเอกโลหิต ควักปืนลูกโม่ ‘ลางมรณะ’ เหล็กดำและเล็งไปยังท้ายทอยอีกฝ่าย
ชายหนุ่มไม่ได้ใช้การโจมตีหนักหน่วง เพียงเหนี่ยวไกธรรมดา!
สิ้นเสียง ‘ปัง’ ไคลน์เสียหลักกะทันหัน เพราะจุดที่ฝ่าเท้ากำลังเหยียบดูเหมือนจะเป็นหลุม ส่งผลให้ลำกล้องของลางมรณะขยับเล็กน้อย กระสุนสีทองซีดจึงพุ่งใส่ด้านข้างลำคอเซนอล
เลือดที่เจือสีเขียวเข้มพลันสาดกระเซ็น พลเรือเอกโลหิตที่ลำคอเหลือเพียงครึ่งเดียว เสียหลักล้มลมอย่างหมดสติ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ตาย
ขณะไคลน์เตรียมลั่นไกนัดที่สอง ท้องฟ้าพลันมืดสนิท แขนข้างหนึ่งกำลังเหยียดยาวลงมา!
ท่อนแขนยาวกว่าสิบเมตร ผิวสีเข้มและเหนียวหนืด บนผิวมีสิ่งแปลกปลอมจำนวนมากนูนยื่น ไม่ว่าจะเป็นกะโหลก ดวงตา หรือลิ้นหนาม ในวินาทีที่แขนท่อนนี้ปรากฏตัว ทั่วทั้งป่าเริ่มสั่นสะเทือนรุนแรง
ใบไม้สีเขียวเหี่ยวเฉาในพริบตา แมลงทั้งหมดตายในสภาพแน่นิ่ง สัตว์ป่าต่างเป็นอัมพาตหรือไม่ก็กัดกินร่างกายตัวเองจนเลือดสาด!
ลางสังหรณ์ของไคลน์กระตุ้นเตือนในระดับสูงสุด ชายหนุ่มรีบปิดตาสนิท กระโจนไปข้างหน้าและม้วนตัว พลางยก ‘การเดินทางของกรอซาย’ ขึ้นมาปิดหน้าตัวเองไว้!
……………………………………………..
ปัง!
ลูกโม่เหล็กดำที่ลำกล้องยาวกว่าปรกติ ถีบไปด้านหลังเล็กน้อยพร้อมกับแสงสีทองสว่างเจือจาง หัวกระสุนแหวกผ่านอากาศ พุ่งดักหน้าเป้าหมายเล็กน้อย
ทว่า ด้ายมายาสีดำเกิดหยุดกะทันหัน คล้ายกับชะงักฝีเท้าและหันไปมองบางสิ่ง
จากสภาพปัจจุบัน เซนอลไม่น่าจะสัมผัสถึงความผิดปรกติ แต่ถูกเบี่ยงเบนความสนใจโดยสิ่งอื่น
ขณะกระต่ายสีเทากระโจนออกจากพุ่มไม้เขียวและรีบวิ่งหนี ต้นไม้ใหญ่ด้านหน้าด้ายมายาสีดำเกิดเสียงสั่นคล้ายถูกยิง ก่อนจะหักโค่นกลางลำต้น
เป็นการยิงจากมุมสูง กึ่งกลางท่อนไม้มีรูขนาดใหญ่ เปลวไฟสีทองบริสุทธิ์กำลังลุกโชน ไม้ทั้งท่อนหักครึ่งจากการถูกปะทะด้วยกระสุนเพียงหนึ่งนัด!
ลางมรณะรุนแรงเทียบเท่าปืนใหญ่ลำกล้องเล็ก แถมยังมีพลังในการทะลุทะลวงดีเยี่ยม!
กลุ่มด้ายมายาสีดำรีบถอยหลังและหายไปจากจุดเดิม ก่อนจะโผล่ออกมาอีกครั้งจากขอบหลุมลึกใกล้ๆ
ไคลน์มองเห็นใบหน้าอีกฝ่ายเด่นชัด ผิวพรรณขาวซีด เบ้าตาจมลึก ดวงตาสีน้ำตาลอ่อน อายุราวสี่สิบ ริมฝีปากมีเคราสองฝั่ง สวมหมวกทรงสามเหลี่ยมสภาพเก่า
ไคลน์คุ้นเคยใบหน้านี้เป็นอย่างดี เพราะค่าหัวของอีกฝ่ายค่อนข้างล่อตาล่อใจ ใช้เวลาไม่นานก็จดจำรายละเอียดได้คมชัด
‘พลเรือเอกโลหิต’ เซนอล!
เฉพาะในโลเอ็น ค่าหัวของมันสูงถึงสี่หมื่นสองพันปอนด์!
มันลอบเข้ามาในบายัมนานแล้วสินะ… เพื่อรับตัวทูรานี่·ฟอน·เฮลโมซีน? หลังจากยอดนักวิทยาศาสตร์ถูกพบเป็นศพ หมอนี่ก็เข้าร่วมภารกิจของโรงเรียนกุหลาบเพื่อตามล่าเรา? ตอนนี้เราสัมผัสได้ว่าตัวเองมีจุดอ่อนใหม่เพิ่มเข้ามา แต่ในเมื่อยังไม่ถูกกระตุ้น จึงยังไม่รู้ว่าเป็นจุดอ่อนแบบไหน… ขณะความคิดมากมายแล่นผ่านสมอง ไคลน์เห็นเซนอลหายตัวไปอีกครั้ง
แต่พลเรือเอกโลหิตยังอยู่แถวนั้นไม่ผิดแน่ เพราะด้ายมายาสีดำที่เป็นตัวแทนอีกฝ่ายยังคงเด่นชัดราวกับหิ่งห้อยยามราตรี ไม่ใช่เรื่องยากในการระบุตำแหน่ง
ถัดมา กลุ่มด้ายมายาสีดำเริ่มย่นระยะ จากจุดหนึ่งไปสู่จุดหนึ่ง ไม่ว่าจะน้ำค้างบนใบไม้ เศษแก้ว และบ่อน้ำที่เยือกแข็ง มันกระโจนอยู่หลายครั้งจนสามารถเข้าใกล้ไคลน์
ชายหนุ่มไม่มัวรออยู่กับที่ รีบขยับเปลี่ยนจุดเล็กน้อย ด้วยเกรงว่าจะยิงไปติดครึ่งเทพของโรงเรียนกุหลาบที่กำลังต่อสู้กับมิสผู้ส่งสารอย่างดุเดือด
พฤติกรรมของเซนอลทำให้ไคลน์เข้าใจบางสิ่ง หากวิญญาณอาฆาตต้องการสิงร่างโดยสมบูรณ์ จะต้องเข้าใกล้ในระยะหนึ่งเสียก่อน แม้ว่าครึ่งเทพของโรงเรียนกุหลาบจะสามารถใช้งานได้จากระยะไกลมาก แต่พลังของเซนอลอาจแคบกว่า หรือไม่ก็กังวลว่าจะเกิดผลข้างเคียง จึงไม่ได้ลงมือในแบบเดียวกัน
ตอนนี้เราสามารถอนุมานแล้วได้ว่า เซนอลคือลำดับ 5 ‘วิญญาณอาฆาต’ ! ไคลน์ยังคงเปลี่ยนตำแหน่งเรื่อยๆ รอจนกว่าระยะห่างจะเหมาะสม
ทันทีที่พลเรือเอกโลหิตลดความเร็วลง เตรียมใช้พลังสิงร่างเป้าหมาย ถุงมือข้างซ้ายของไคลน์พลันเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท คล้ายกับเป็นการเรียงตัวของอนุภาคบริสุทธิ์
จากนั้น ชายหนุ่มพ่นถ้อยคำชั่วร้ายและกัดกร่อน
“เชื่องช้า!”
เซนอลสัมผัสถึงความไม่ชอบมาพากล รีบเปลี่ยนตำแหน่งตัวเองก่อนไคลน์จะได้เปิดปากพูด แต่ก็ไม่ทันการณ์ ทุกสิ่งในรัศมีแปดเมตรต้องหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ความพยายามในการหลบหลีกของเซนอลจึงสูญเปล่า
นี่คือท่าโจมตีเป็นวงกว้าง!
ร่างกายเซนอลช้าลงและค่อยๆ คืนเค้าโครงคมชัดบนโลกความจริง ไคลน์ยกลูกโม่ในมือขวาเล็งพลางง้างนก นำศัตรูมาประทับลงบนศูนย์หลัง
ด้วยความช่วยเหลือจากลูกโม่ลางมรณะ ชายหนุ่มมองเห็นสีสันจำนวนมากจากอีกฝ่าย ส่วนที่ซีดที่สุดซึ่งหมายถึงจุดอ่อนมิได้อยู่กึ่งกลางศีรษะ หากแต่เป็นตำแหน่งเหนือลูกกระเดือกเล็กน้อย
โดยไม่ลังเลหรือรีรอ ไคลน์ลั่นไก
โจมตีหนักหน่วง!
แต่ทันใดนั้น กลุ่มด้ายมายาสีดำด้านข้างของครึ่งเทพโรงเรียนกุหลาบ บังเอิญขยับเข้ามาบังเซนอลไว้!
พลเรือเอกโลหิตรีบพุ่งตัวหลบในแนวทแยง กระสุนสีทองซีดพุ่งถากต้นคอไปโดนก้อนหินใหญ่ด้านหลังจนแหลกเป็นผุยผง!
เปลวไฟสีทองลุกไหม้บนลำคอเซนอล เผาลามขึ้นไปบนศีรษะจนมันตัดสินใจอ้าปากกว้าง
เสียงโหยหวนแหลมลึกถูกแผดไปรอบทิศ เล่นงานโสตประสาทไคลน์โดยตรง ส่งผลให้ออกอาการโงนเงนและชะงัก
ไม่มีใครทราบว่าร่างวิญญาณล่องหนจำนวนหนึ่งเริ่มบินว่อนรอบตัวเซนอลตั้งแต่เมื่อไร พวกมันผสมผสานเข้ากับสายลมเย็นเยียบ กรูเข้าหาศัตรูจากทุกทิศทางไม่ว่าจะท้องฟ้าหรือผิวดิน
ในการมองเห็นของไคลน์ วิญญาณทั้งหมดล้วนสวมหมวกทรงสามเหลี่ยม
เพียงพริบตา ร่างของชายวัยกลางคนสวมแจ็คเก็ตสีแดงเริ่มคมชัดด้านหน้าชายหนุ่ม
เป๊าะ!
ไคลน์ดีดนิ้ว ร่างกายถูกปกคลุมด้วยเปลวไฟอันร้อนแรงทันที
ก่อนที่วิญญาณอาฆาตจะเข้าสิงร่าง ชายหนุ่มอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย!
ใต้ต้นไม้ที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงสิบเมตร วัชพืชลุกไหม้พร้อมกับเปลวไฟที่ค่อยๆ ขยายตัวและพุ่งสูงขึ้นฟ้า
ไคลน์กระโดดออกมาด้วยท่าทีผ่อนคลาย ยกลางมรณะขึ้นเล็งในจุดที่ตนเคยยืนเมื่อครู่ ถ่ายพลังวิญญาณเข้าไปมากกว่าปรกติสองเท่า
โจมตีล้างบาง!
ปัง!
ชายหนุ่มลั่นไก กระสุนสีทองซีดแตกตัวเป็นสะเก็ดขนาดเล็กจำนวนมาก กวาดล้างทุกสิ่งในทิศทางที่ปากกระบอกปืนเล็งด้วยเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ เหล่าผีล่องหนคล้ายกับถูกชำระล้างด้วยพายุแสงแดด ทำได้เพียงกรีดร้องและลุกไหม้โดยมิอาจต่อต้านขัดขืน
เซนอลที่เข้าสิงพลาดย่อมทราบว่าจะถูกโจมตีตอบโต้ จึงกระโดดเข้าไปหลบในเศษแก้วใกล้เคียง ทว่า พายุกระสุนที่ยิงโดย ‘โจมตีล้างบาง’ นั้นครอบคลุมจนเต็มพื้นที่ รวมไปถึงเศษแก้วชิ้นดังกล่าวด้วย!
ท่ามกลางเสียงอึกทึก เปลวไฟสีทองพุ่งเฉียดด้านข้างเศษกระจก พลาดการโจมตีโดยตรงไปอย่างน่าเสียดาย ทำได้เพียงสร้างความเสียหายก่อกวนด้วยไฟเผา เซนอลเห็นดังนั้นจึงรีบหนีโดยการกระโดดเข้าไปในกระจกเงา ก่อนจะโผล่ตัวอีกครั้งในหยดน้ำค้างห่างออกไป ตามลำตัวมีบาดแผลถูกกระสุนชำระล้างแผดเผาหลายจุด แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่
ไม่โชคดีไปหน่อยหรือ? ไม่ผิดแน่ เซนอลต้องมีสมบัติวิเศษที่ช่วยเสริมโชค… เราเหลือกระสุนชำระล้างอีกแค่สามเดียว… ไคลน์ขมวดคิ้วพร้อมกับออกวิ่ง หมายไล่ตามอีกฝ่ายให้ทัน
เป็นเพราะทราบล่วงหน้าว่าศัตรูคือโรงเรียนกุหลาบ ชายหนุ่มจึงเปลี่ยนกระสุนวิเศษทั้งหมดให้เป็นกระสุนชำระล้างซึ่งเป็นของแสลงสำหรับซอมบี้และวิญญาณอาฆาต จากหกนัด ปัจจุบันยิงไปแล้วสามนัด!
ในนัดแรก เซนอลรอดมาได้เพราะบังเอิญมีกระต่ายกระโดดตัดหน้า นัดที่สองยิงไปติดครึ่งเทพของโรงเรียนกุหลาบที่บังเอิญอยู่ตรงนั้นพอดี และนัดที่สาม พายุกระสุนล้างบาง เศษแก้วที่เซนอลหลบบังเอิญอยู่ตรงช่องว่างของเศษลูกปรายจำนวนมากพอดิบพอดี ทำให้ไม่ได้รับบาดเจ็บมากนัก ไคลน์ไม่อยากยอมรับว่าความบังเอิญระดับนี้เป็นแค่ความโชคดี!
ทว่า ชายหนุ่มไม่หดหู่ กลับกัน มันตัดสินใจเปลี่ยนรูปลักษณ์เป็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์ เผื่อว่าสถานการณ์เลวร้ายลงจากเดิม จะได้ลงมือระเบิดยันต์ในขอบเขตเทพสมุทรเป็นจำนวนมาก สร้างความวุ่นวายเพื่อดึงดูดให้ ‘เจ้าสมุทร’ แยนน์·ค็อตแมนที่อยู่ในบายัมสัมผัสถึงความผิดปรกติ
หากครึ่งเทพลำดับ 3 ตนนี้มาถึงจุดเกิดเหตุและพบคนสามคน ประกอบด้วยครึ่งเทพของโรงเรียนกุหลาบ พลเรือโจรสลัดที่มีปูมหลังเป็นปริศนา และนักผจญภัยเสียสติที่เคยช่วยงานกองทัพ เดาได้ไม่ยากว่าอีกฝ่ายจะเลือกจัดการใครก่อน
สำหรับมิสผู้ส่งสาร ไคลน์เชื่อว่าเธอสามารถหนีเข้าไปในโลกวิญญาณได้ทุกเวลา สามารถเลือกที่จะเข้าร่วมสงครามหรือล่าถอยตามแต่สถานการณ์
ถึงเมื่อคืนจะได้รับโทรเลขข่มขู่ แต่เป็นเพราะในบายัมยังมีเจ้าสมุทรช่วยให้ ‘อุ่นใจ’ ไคลน์จึงยังไม่คิดหนีในทันที รอให้ถึงตอนเช้าเสียก่อน
หากตนออกไปตามลำพังในยามค่ำคืน โบสถ์วายุสลาตันย่อมพบความผิดปรกติและไล่ล่าจับกุมตัว จากนั้นก็ถูกสอบสวนด้วยมาตรการรุนแรง ไม่มีทางเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
การหมกตัวอยู่ในห้องจึงเป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่า รอให้คนที่ส่งข้อความ ‘ข้าเห็นเจ้า’ โผล่ออกมาโจมตี จึงค่อยหนีออกมาบนถนนเพื่อให้เจ้าสมุทรพบความผิดปรกติของศัตรู
เมื่อเผชิญหน้ากับบุคคลชั่วร้ายระดับครึ่งเทพเป็นอย่างน้อย ส่วนอีกคนคือนักผจญภัยเสียสติที่เคยช่วยงานกองทัพ แยนน์·ค็อตแมนย่อมต้องเลือกจัดการกับโรงเรียนกุหลาบ และด้วยฐานะของพระคาร์ดินัลแห่งโบสถ์วายุสลาตันกับอาวุโสระดับสูงของทูตพิพากษา ค็อตแมนย่อมมีสิทธิ์เบิกใช้งานสมบัติปิดผนึกที่ทรงพลัง ถึงจะเผชิญหน้ากับ ‘เทวทูต’ ก็คงยื้อเวลาได้นานจนกระทั่งกองทัพส่งคนมาสนับสนุน และท่ามกลางความวุ่นวายดังกล่าว ไคลน์จะฉวยโอกาสหนีไปที่ชายหาด โดยสาร ‘เรือวาฬ’ ออกจากเกาะแห่งนี้!
แต่น่าเสียดาย หลังจากส่งโทรเลขข่มขู่ ค่ำคืนดังกล่าวกลับสงบสุขผิดคาด และเมื่อถึงตอนเช้า คงเป็นเรื่องยากที่ ‘เจ้าสมุทร’ จะตรวจตราความเรียบร้อยได้ทั่วเมือง
เป๊าะ!
ไคลน์ดีดนิ้วอีกครั้ง แผดเผาวัชพืชและต้นไม้โดยรอบ คล้ายกับการจุดพลุไฟขนาดใหญ่โดยมีตัวเองเป็นศูนย์กลาง
เหตุใดถึงเลือกป่าริมผาเป็นสมรภูมิ? เพราะไม่มีที่ใดเหมาะสมกับนักมายากลไปมากกว่านี้อีกแล้ว!
ร่างชายหนุ่มกระโจนไปตามเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้ท่วมป่า คอยหลบหลีกพลังสิงร่างของพลเรือเอกโลหิตเป็นระยะ ในทางกลับกัน เซนอลเองก็มีประสบการณ์และบทเรียน ทราบว่าอีกฝ่ายสามารถยิงกระสุนโจมตีได้รุนแรง จึงไม่กล้าแช่อยู่ในระยะใกล้นานนัก เมื่อสิงร่างพลาดก็จะรีบถอยออกห่างทันที คอยตอดจากระยะไกลด้วยการแผดเสียงหวีดแหลม หรือไม่ก็คอยเล็งยิงด้วยนิ้วสีเขียวซีด แต่น่าเสียดาย พลังหลังสุดทำได้เพียงดับไฟและเปลี่ยนให้วัชพืชเฉาตาย ไม่มีอันตรายกับไคลน์มากนัก
เมื่อเห็นไฟป่าเริ่มลุกลามเป็นวงกว้างและเป็นอุปสรรคต่อการโจมตี เซนอลชะงักความเคลื่อนไหว ส่งเสียงหวีดร้องที่สามารถทำลายแก้วหูและร่างวิญญาณได้โดยตรง
ท่ามกลางเสียงร้อง ออร่าสีฟ้าน้ำแข็งใต้ฝ่าเท้าเซนอลเริ่มขยายตัวเป็นวงกว้าง ไม่ว่าจะพื้นดิน วันพืชรกรุงรัง หรือเศษก้อนหินกระจัดกระจาย ทั้งหมดล้วนถูกปกคลุมด้วยชั้นน้ำแข็งสีขาว
เปลวไฟในจุดดังกล่าวส่งเสียง ‘เปรี้ยะๆ’ พร้อมกับระเหยกลายเป็นหมอก ก่อนจะถูกแช่แข็งโดยสมบูรณ์
ไคลน์ได้รับผลกระทบจากเสียงคำรามวิญญาณอาฆาต การใช้กระโจนไฟจึงชะงักไปครึ่งจังหวะ ก่อความผิดพลาดจนร่วงหล่นกลางอากาศ ฝ่าเท้าสัมผัสกับพื้นดิน
จากนั้น ชายหนุ่มมองเห็นกะโหลกมายาที่แผ่พลังงานสีดำกำลังพุ่งเข้าหาตน กลิ่นอายท่วมต้นไปด้วยความตาย ราวกับเป็นผู้ส่งสารจากโลกแห่งความตายก็มิปาน!
ในวินาทีดังกล่าว ถึงไคลน์จะหลบไม่พ้น แต่ลูกบอลไฟสีฟ้าอ่อนซึ่งมาพร้อมกลิ่นกำมะถันกำลังควบแน่นอยู่เบื้องหน้า
ถุงมือข้างซ้ายยังคงเป็นสีดำสนิท อยู่ในสถานะของ ‘ปีศาจ’ !
ฟุ่บ! ลูกบอลไฟพุ่งออกไปด้านหน้า กะโหลกมายาที่รายล้อมด้วยพลังงานสีดำถูกกระแทกจนแตกร้าวและร่วงหล่น เปลี่ยนให้พื้นดินในจุดตกกลายเป็นเขตปลอดชีวิต
ถัดมา ไคลน์เหยียดตัวตรง หยิบกล่องบุหรี่โลหะจากกระเป๋าเสื้อ โยนไปทาง ‘พลเรือเอกโลหิต’ เซนอล โดยพร้อมกันนั้น ถุงมือข้างซ้ายเริ่มเจือกลิ่นอายความชั่วร้ายที่สูงส่ง
บารอนแห่งการเน่าเปื่อย! ติดสินบน!
……………………………………………..
เฝ้ามองมิสผู้ส่งสารหายตัวไป ไคลน์ครุ่นคิดเกี่ยวกับครึ่งเทพที่ตนสามารถติดต่อได้ในทันที แต่เค้นสมองนึกเท่าไรก็ไม่ได้คำตอบ สมาธิจึงย้อนกลับมายังคำถามที่ว่า ตนควรทำอย่างไรต่อ
‘เสียงตามสายทั่วเมือง’ เมื่อครู่ต้องทำให้ ‘เจ้าสมุทร’ แยนน์·ค็อตแมนออกตามหาเฮลโมซีนแน่ ขณะเดียวกันก็พยายามค้นหาร่องรอยของ ‘เทพสมุทร’ และสาวก… การออกไปไหนมาไหนยามค่ำคืนอาจทำให้ถูกพบตัว ดังนั้น เราทำได้แค่รออยู่ในห้องจนกระทั่งรุ่งสาง…
นอกจากนั้น เราโดยสารเรือเที่ยวพรุ่งนี้ไม่ได้ หากถูกโจมตีกลางทาง ผู้คนบนเรือคงไม่รอด นอกจากนั้น เรายังปกปิดตัวเองได้ไม่แนบเนียนพอ…
อา… คงต้องอัญเชิญสัตว์ทะเล ออกเดินทางด้วย ‘เรือวาฬ’ อาศัยเกาะร้างและหินใหญ่เป็นที่พักระหว่างทางจนกว่าจะถึงท่าเรือถัดไป… ‘แสงส้ม’ บอกว่าต้องเข้าใกล้พอสมควรจึงจะพบ ‘ร่องรอย’ ความพิเศษในตัวเรา… พิธีกรรมของสาวกมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายคงมีขอบเขตตรวจจับกว้างเท่าเมืองใหญ่ และน่าจะระบุตำแหน่งได้ละเอียดระดับบล็อกถนน… นั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมเราถึงถูกวางกับดักบนเกาะโอลาวี…
แค่ออกจากบายัมให้ได้ เราก็จะรอดพ้นจาก ‘สายตา’ ของหล่อน…
ขณะความคิดไคลน์กำลังสุขุม เครื่องรับโทรเลขเริ่มส่งข้อความใหม่!
ชายหนุ่มขยับเข้าไปใกล้ รีบจดบันทึกเนื้อหาและแปลงรหัสด้วยคู่มือ
เพียงไม่นาน คำแปลจากสัญญาณโทรเลขถูกเขียนลงบนกระดาษขาวด้วยหมึกดำ
“ข้าเห็นเจ้า”
ข้าเห็นเจ้า… ไคลน์ทวนคำในใจ ร่างกายสั่นสะท้านเย็นเยียบ
…
บายัม ณ บ้านหลังหนึ่งที่ไม่ห่างจากอาคารสภาเมืองมากนัก
ภายในห้องใต้ดินขนาดใหญ่ เทียนไขกำลังเผาตัวเองอย่างเงียบงัน มอบแสงสว่างแก่ทุกสิ่งโดยรอบ
‘อสรพิษเหรียญเงิน’ โอเดลถอดเสื้อคลุมหัว จ้องชายวัยกลางคนฝั่งตรงข้ามด้วยท่าทางสั่นกลัว กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่มั่นคง
“ท่านเซนอล ผมไม่ทราบว่าทำไมจุดซ่อนตัวที่แท้จริงของเฮลโมซีนถึงถูกเปิดเผย”
เซนอลสวมหมวกสามเหลี่ยมใบเก่า เบ้าตาจมลึก ผิวพรรณขาวซีดจนน่ากลัว คล้ายกับวิญญาณมารมากกว่ามนุษย์ มันยกมือขึ้นมาลูบเคราสีดำใต้ริมฝีปาก ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องใบหน้าโอเดลด้วยความเย็นชา อีกฝ่ายทำได้เพียงก้มหน้าต่ำตามสัญชาตญาณ
จ้องหน้าบุรุษฝั่งตรงข้ามสักพัก ‘พลเรือเอกโลหิต’ เซนอล ผู้สวมกางเกงสีขาวและแจ็คเก็ตสีแดงกล่าวเสียงเย็น
“ไม่ถึงสามนาทีนับตั้งแต่โทรเลขถูกส่ง ข้อความได้กระจายไปทั่วเมือง และเนื้อหาคือสิ่งที่เขียนอยู่ในโทรเลข… ฉันกำลังสงสัยว่า ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเริ่มให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีไร้สายแล้ว และพวกมันได้รับคู่มือการถอดรหัสไปจากเฒ่าควินน์”
“ค…ครับ ต้องใช่แน่!” ‘อสรพิษเหรียญเงิน’ โอเดลรีบเห็นพ้อง หวังให้พลเรือเอกโลหิตไม่ถือโทษในเรื่องที่ตนเลินเล่อจนยอดนักวิทยาศาสตร์เฮลโมซีนหายตัวไป
มันรู้ดีว่าโจรสลัดป่าเถื่อนรายนี้ปฏิบัติต่อลูกน้องที่ก่อความผิดพลาดอย่างไร!
เซนอลชำเลืองโอเดล กล่าวเย้ยหยัน
“แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า แกทำงานพลาด… หากไม่ใช่เพราะแกกับภรรยาเคยทำให้ฉันมีความสุข ป่านนี้คงถูกล้วงไส้ออกมาแล้ว!”
“ส่งโทรเลขซะ บอกกับคนที่แอบฟังไปว่า ข้าเห็นเจ้า ให้มันได้ลิ้มรสค่ำคืนอันหวาดกลัวและเต็มไปด้วยความวิตก นั่นคือหน้าที่เดียวของแกในตอนนี้”
ได้ยินเช่นนั้น โอเดลแอบโล่งใจ ชำเลืองอย่างหวาดกลัวไปทางพลเรือเอกโลหิตและแท่นบูชาด้านหลังซึ่งเต็มไปด้วยเลือด ตอบกลับนอบน้อม
“ครับ ท่านเซนอล!”
จนถึงเมื่อครู่ มันนึกว่าตัวเองต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องสังเวยเสียแล้ว
รอจนกระทั่งโอเดลออกจากห้องใต้ดิน ‘พลเรือเอกโลหิต’ เซนอลหันหน้าไปทางแท่นบูชาที่เต็มไปด้วยศีรษะมนุษย์ เครื่องใน แขนขา และเลือดสด จากนั้นก็กล่าวด้วยท่าทางนอบน้อม
“ท่านอาวุโสแจ็คส์ พิธีกรรมสำเร็จไหมครับ”
“สำเร็จ เหลือแค่รอให้พระองค์ตอบสนอง” น้ำเสียงเย็นชาและไร้อารมณ์ดังมาจากผ้าม่านที่แขวนรอบแท่นบูชา
จากนั้น คล้ายกับผ้าม่านมีชีวิต ฝั่งซ้ายและขวาต่างม้วนเข้าหากัน มัดตัวเองเสร็จสรรพและตกลงมายังกึ่งกลางแท่นบูชา
ผ่านไปสักพัก ร่างกึ่งล่องหนปรากฏตัวใกล้แท่นบูชา ผิวสีแทน ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยร่องลึก ผมสีเทาแห้งกรอบคล้ายใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วง ราวกับมีชีวิตอยู่บนโลกมานาน
มันยืนจ้องแสงเทียนไขอย่างถ่อมตน ดวงตาสีน้ำตาลยังคงไร้ความเคลื่อนไหว
‘พลเรือเอกโลหิต’ เซนอลไม่กล้าพูดอะไร เพียงยืนข้างอาวุโสแจ็คส์ เฝ้ารอการเปลี่ยนแปลงของแท่นบูชา
ทันใดนั้น เปลวไฟเทียนไขพลันถูกฉาบด้วยแสงหลากสี คล้ายกับแต่ละสีคือตัวแทนความปรารถนาในใจผู้เฝ้ามอง
ศีรษะ เครื่องใน แขนขา และเลือดสดบนแท่นบูชาเริ่มขยับได้เองโดยไม่ต้องมีลมช่วย ซ้อนทับกันหลายชั้นด้านหน้าเทียนไขที่กำลังละลาย
ถัดมาไม่นาน พวกมันก่อตัวกันเป็นต้นไม้เลือดเนื้อที่ไม่สูงนัก ผิวตะปุ่มตะป่ำเหมือนเปลือกวอลนัท
ตึกตัก! ตึกตัก! ตึกตัก!
ภายในต้นไม้เลือดเนื้อ เสียงคล้ายหัวใจเต้นคำรามออกมาอย่างทรงพลัง
เมื่อเซนอลเริ่มทนเสียงไม่ไหว ต้นไม้เลือดเนื้อพลันเหี่ยวเฉา สลายเป็นกองโคลนแพร่กระจาย
ในจุดเดิม เหลืองเพียงลูกบอลสีเนื้อเปียกๆ เหนียวข้น
ทันใดนั้น แขนขาและศีรษะงอกออกจากลูกบอล กลายเป็นสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์ขนาดเท่าฝ่ามือ
ไม่มีดวงตา ไม่มีใบหน้า ไม่จมูก แต่มีหนึ่งช่องว่างคล้ายปาก
ปากของมันพ่นหมอกสีเทา สลับกับสูดเข้าไป หลายครั้งอย่างต่อเนื่อง
ชายชรานามว่าแจ็คส์ท่องคำว่า ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ ซ้ำไปมาด้วยสีหน้าเปี่ยมศรัทธา ก่อนจะเหยียดแขนออกไปจับสิ่งมีชีวิตรูปร่างประหลาด
เทียนไขทั้งหมดดับสนิทอย่างเงียบงัน แต่ด้วยเนตรมองกลางคืนของ ‘วิญญาณอาฆาต’ สิ่งเหล่านี้ไม่ส่งผลกระทบต่อการมองเห็น
‘พลเรือเอกโลหิต’ เซนอลที่ยืนมองแจ็คส์ ได้ยินอาวุโสคนดังกล่าวเปล่งเสียงแผ่ว
“เพื่อพิธีกรรมคราวนี้ พวกเราใช้เวลาเตรียมการนานมาก… พรของพระองค์จะทำให้เราสามารถสัมผัสถึงตัวตนของเป้าหมายได้เป็นระยะทางไกล… จากนั้น พวกเราจะตามหามันด้วยแว่นตาที่สร้างจากคนของโรงเรียนชีวิต!”
ขณะกล่าว แจ็คส์นำแว่นตาขาเดียวออกจากกระเป๋า ภายนอกดูไม่แตกต่างจากแว่นปรกติ แต่จะส่องแสงสีขาวในความมืด
“ท่านอาวุโสแจ็คส์ พวกเราต้องทำยังไงต่อ?” เซนอลถามด้วยความเคารพ
แจ็คส์ เจ้าของริ้วรอยเหี่ยวย่น ครุ่นคิดสักพัก
“รุ่งสางเมื่อไร จงออกไปตามหาเป้าหมาย… หากเจ้านั่นมียอดฝีมือคอยช่วยเหลือ พวกเราจะจับตามองโดยรักษาระยะห่าง ป้องกันไม่ให้เป้าหมายออกห่างจากรัศมีการตรวจจับ รอจนกว่าท่านอาวุโสเซียอาจะมาถึง… แต่ถ้าไม่มีคนคุ้มกัน ลำพังเจ้านั่นถือว่าอ่อนแอมาก พวกเราจะลงมือทันที”
ในวินาทีที่ได้ยินคำว่าเซียอา หน้าผาก ‘พลเรือเอกโลหิต’ เซนอลพลันกระตุกรุนแรง ลำพังนามของบุคคลดังกล่าว ยิ่งใหญ่พอจะทำให้มันหวาดกลัว
เซนอลสูดลมหายใจ
“รับทราบครับ ท่านอาวุโสแจ็คส์”
หลังจากมอบคำตอบ เซนอลเลื่อนมือไปสัมผัสสร้อยคอที่หน้าอกตามสัญชาตญาณ
สร้อยเส้นดังกล่าวทำจากเงินแท้ จี้ห้อยเป็นเหรียญเก่าแก่
…
ไคลน์ที่ถูกโทรเลขทำให้หวาดกลัว แทบไม่ได้นอนหลังจากเที่ยงคืน จนกระทั่งรุ่งสางจึงค่อยสังเวยกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าสตางค์ และเงินสดเกือบทั้งหมดเข้าไปในมิติหมอก
จัดการเสร็จ ชายหนุ่มเดินลงไปยังแผนกต้อนรับเพื่อเช็กเอาต์ นั่งรถม้าไปยังสุดขอบเมืองบายัม เดินเท้าออกจากเมืองและตรงขึ้นเขา คล้ายกับเตรียมมุ่งหน้าไปยังสุสานสำหรับชนพื้นเมือง
เดินไปได้ครึ่งทาง ไคลน์หักเลี้ยวเข้าไปในป่า ปลายทางคือสุดขอบหน้าผาสูง ที่นั่นมีสัตว์ทะเลขนาดใหญ่กำลังรออยู่ด้านล่าง!
ท่ามกลางฝูงนกและแมลงยั้วเยี้ย ไคลน์เดินไปบนดินร่วนด้วยความเร็วสูงโดยมีสัตว์เล็กๆ วิ่งผ่านหน้าเป็นระยะ
ระหว่างทาง ชายหนุ่มเห็นเห็ดที่โตหลังฝน เห็นเสื้อผ้าเก่าฉีกขาดและขยะอื่นๆ ที่ชนพื้นเมืองเหลือทิ้งไว้หลังจากปิกนิก ธรรมชาติรอบตัวกำลังสงบสุข ผสานกับกลิ่นอากาศสดใสของยามเช้า
ใบไม้ใบหนึ่งร่วงหล่นตรงหน้า แต่ไคลน์ไม่หยุดเดิน ทำเพียงโยกตัวหลบ
ทันใดนั้น ความเร็วของใบไม้เพิ่มขึ้นกะทันหัน แถมยังหักเลี้ยวกลางอากาศอย่างผิดธรรมชาติ อุดปากและจมูกของชายหนุ่มแนบแน่น
ขนาดเท่าฝ่ามือผู้ใหญ่ ปิดช่องทางการหายใจโดยสมบูรณ์
ฟุ่บ! ฟุ่บ!
กิ่งไม้ร่วงหล่นจากด้านบน พุ่งเข้าหาไคลน์ประหนึ่งศรคม
แม้แต่ขยะกับกระดาษบนพื้นก็ยังคล้ายกับมีชีวิต รวมตัวกันในลักษณะตาข่ายและ ‘ขว้าง’ ตัวเองมาทางไคลน์
………………………………………………….
ได้ยินคำตอบจากเฮลโมซีน มุมปากไคลน์กระตุกอย่างมิอาจควบคุม เกือบตอบสนองไม่ถูกไปพักใหญ่
ศัตรูของฉันไม่ได้อยู่ในบายัม… และถ้าให้นายไปตายหน้าห้องของเจ้าสมุทร นั่นคงไม่เกิดประโยชน์อะไรนัก… ชายหนุ่มสูดลมหายใจช้าๆ ไม่สนใจคำพูดเมื่อครู่ เปลี่ยนไปถามเรื่องใหม่
“เฮลโมซีน… ไม่สิ มิสเตอร์ฮิลลาเรี่ยน ทำไมคุณถึงรู้ว่าเป็นผม”
แถมยังแวะมาบอกก่อนจะตาย!
นี่คือสิ่งที่อยากถามกับ ‘กระจกวิเศษ’ อาโรเดสและผู้ส่งสารไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ด้วยเช่นกัน เพียงแต่ยังไม่สบโอกาส
เฮลโมซีนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามประตู เงียบงันสองวินาที ตอบด้วยรอยยิ้ม
“เจ้ามีร่องรอยพิเศษอยู่กับตัว… สิ่งมีชีวิตระดับสูงของโลกวิญญาณจะมองเห็นได้ทันที ขอเพียงเข้าใกล้… เหนือสิ่งอื่นใด หมอกสีเทาคือสัญลักษณ์ของผู้ปกครองสูงสุดแห่งโลกวิญญาณ เป็นเจ้านายเหนือพวกเราทุกคน นอกจากนั้น เทพและผู้วิเศษบนเส้นทางแห่งโชคชะตาก็สามารถมองเห็นได้ระดับหนึ่ง แน่นอน ต้องเข้าใกล้เช่นกัน”
หมอกสีเทา… แม้คำอธิบายของ ‘แสงส้ม’ จะใกล้เคียงกับอาโรเดส แต่ก็เป็นคนแรกที่พูดถึงหมอกโดยตรง! มิติลึกลับนั่นคืออาณาจักรแห่งเทพที่ผู้ปกครองสูงสุดเหนือโลกวิญญาณเหลือทิ้งไว้? เป็นลำดับ 0 ของเส้นทางไหน? เทพสามารถมองเห็นหมอกสีเทารอบตัวเรา หนึ่งในนั้นคือมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย… และท่านกำลังเล็งเราอยู่? ขณะสมองกำลังคุกรุ่น ไคลน์เตรียมซักถาม
แต่เฮลโมซีนชิงเล่าต่อ
“จากคำทำนายของ ‘แสงเหลือง’ ผู้ปกครองสูงสุดเหนือโลกวิญญาณคือหนึ่งในตัวแปรสำคัญของวันแตกดับ แต่ข้าไม่มั่นใจว่าเจ้าจะเป็น ‘ท่านผู้นั้น’ หรือไม่ ยังมีความเป็นไปได้อีกหลายทางที่ทำให้เจ้าแสดงความพิเศษของท่านผู้นั้นออกมา ยกตัวอย่างเช่น เจ้าเป็นข้ารับใช้ของพระองค์ เป็นบุตรของพระองค์ หรือเป็นผู้ส่งสารที่พระองค์เลือก แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ข้าเมินเจ้า… อะแฮ่ม เจ้ารู้จักตลาดหลักทรัพย์แห่งกรุงเบ็คลันด์ใช่ไหม? เจ้าเป็นเหมือนกับหุ้นรางรถไฟ มีอนาคตที่ดี หลายคนกำลังจับตามองและอยากลงทุน แต่ขณะเดียวกันก็ดึงดูดคนโลภเข้ามาด้วยเช่นกัน พวกมันหวังจะยึดครองและควบคุมบริษัทให้อยู่ในกำมือตัวเอง ฝ่ายแรกคือตัวข้า ส่วนฝ่ายหลังคือมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย สิ่งมีชีวิตวิญญาณที่ทรงพลังกว่ามาก”
นั่นสินะ… นอกจากเรา ยังมีผู้เดินทางข้ามโลกคนอื่นที่เกี่ยวข้องกับมิติหมอก โรซายล์มหาราช… ถ้าไม่ใช่เพราะเราทำนายบนมิติหมอกถึงต้นกำเนิดของตัวเองและเห็นภาพโลกเก่า โดยความทรงจำทั้งหมดยังชัดเจน เราคงสงสัยว่าตัวเองเป็นร่างจุติของผู้ปกครองสูงสุดแห่งโลกวิญญาณ… พิจารณาจากประสบการณ์ จักรพรรดิโรซายล์และเราน่าจะถูกเลือกให้เป็นผู้ส่งสาร… หรือว่าผู้ปกครองสูงสุดแห่งโลกวิญญาณคือ ‘ราชันสวรรค์ไร้ขอบเขตประทานโชค’ ? ไคลน์อดคาดเดาไม่ได้ สมองกำลังปั่นป่วนราวกับโหลแยมที่ถูกแมวตบเล่น
ชายหนุ่มข่มจิตใจและกล่าว
“แล้วมีวิธีซ่อนร่องรอยไหม”
“กลายเป็นครึ่งเทพ” กล่าวจบ เฮลโมซีนไอแห้งสองครั้ง “ถ้าข้าตายหน้าประตู เจ้าจะถือไหม”
“…ถือ” ไคลน์ไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาของครึ่งเทพอย่าง ‘เจ้าสมุทร’ แยนน์·ค็อตแมนและพลเรือเอกโรเบิร์ต·เดวีส์
เฮลโมซีนกัดลูกอมและกล่าวต่อ
“เช่นนั้นก็ต้องขอตัว หากข้าไม่รีบไปอาจไม่ทันการ… ถ้าเจ้ากลายเป็นครึ่งเทพและมีพลังมากพอจะสำรวจส่วนลึกของโลกวิญญาณเมื่อไร พวกเราคงได้พบกันอีก”
ไคลน์เงียบงันหนึ่งวินาที
“ขอบคุณสำหรับคำเตือน มิสเตอร์ฮิลลาเรี่ยน”
เฮลโมซีนไม่ตอบสนอง เพียงเดินไปทางบันไดด้วยฝีเท้าหนัก
ได้ยินเสียงเท้าสัมผัสกับบันไดขั้นแรก ไคลน์ดึงความสนใจกลับ ลองคาดเดาสาเหตุที่จักรพรรดิโรซายล์พบค้นพบมิติหมอกแต่เข้ามาไม่ได้
ตอนที่จักรพรรดิจำลองถาดเงินสำหรับเดินทางข้ามโลกขึ้นมาใหม่ เขากลายเป็นผู้วิเศษแล้ว แต่ตอนที่เราประกอบพิธีกรรมเสริมดวงชะตา ตอนนั้นยังเป็นแค่คนธรรมดา… แล้วก็… จักรพรรดิโรซายล์เลือกเส้นทาง ‘นักปราชญ์’ แต่เราเลือกเส้นทาง ‘นักทำนาย’ … พลังของมิติลึกลับเหนือสายหมอกเอื้อประโยชน์แก่การทำนายมาก…
หมายความว่า เงื่อนไขในการเข้าสู่มิติสายหมอกคือต้องเป็นคนธรรมดา หรือไม่ก็ผู้วิเศษเส้นทางนักทำนาย ขณะเดียวกันก็ต้องทราบคาถา สัญลักษณ์ หรือไม่ก็พิธีกรรมสำหรับเข้ามาในมิติ? จักรพรรดิโรซายล์ทดลองช้าเกินไป แถมยังผิดเส้นทาง ทำให้ไม่สามารถเข้าได้…
หากมองในมุมดังกล่าว เส้นทางใกล้เคียงกับนักทำนายอย่าง ‘ผู้ฝึกหัด’ และ ‘นักจารกรรม’ ก็คงเข้าได้เช่นกัน หรือนี่จะเป็นเหตุผลที่ทำให้จักรพรรดิเสียดายที่ไม่เลือกสามเส้นทางนี้? นอกจากจะไม่มีลำดับ 0 ไม่ถูกรบกวนจากเทพเบื้องบน ยังเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าสู่มิติหมอก?
ขณะความคิดแล่นผ่าน ไคลน์ตัดสินใจระงับความสงสัยที่มิอาจพิสูจน์ นำคำเตือนของ ‘แสงส้ม’ ฮิลลาเรี่ยนมาตีความ
จงระวังมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย?
จากสิ่งที่เกิดกับพลเรือเอกอมิรุส ไคลน์เริ่มหวาดระแวงมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย ถึงขั้นต้องเปลี่ยนตัวตน หลบซ่อนนานกว่าสองเดือน แต่นั่นก็เป็นโอกาสในการสวมบทบาทและย่อยโอสถ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชายหนุ่มเริ่มไม่อยากเข้าไปพัวพันกับพลเรือเอกโลหิตและคนของโรงเรียนกุหลาบ ด้วยเกรงว่าจะติดกับดักเข้าสักวัน
เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาใหญ่ มนุษย์ปรกติคงหาทางแก้ไข ไคลน์เองก็เช่นกัน แต่ติดตรงที่ตนไม่มีทางเลือก
มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายต้องสงสัยว่าจะเป็นเทพแท้จริงในลำดับ 0 อาศัยอยู่บนโลกดารา ถึงไคลน์จะขึ้นไปหา แต่ก็ไม่สามารถโจมตีได้ ไม่มีวันเอาชนะ แถมหล่อนยังมีกองกำลังในมือ – โรงเรียนกุหลาบคือองค์กรเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ยอมไม่ขาดแคลนเทวทูตและสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ไม่อย่างนั้นคงมิอาจรับมือศัตรูรอบทิศและโบสถ์หลักได้จวบจนปัจจุบัน ดังนั้น ถึงไคลน์จะขอร้องให้มิสเตอร์อะซิกและพวกพ้องคนอื่นๆ ช่วย แต่การถอนรากถอนโคนโรงเรียนกุหลาบก็ทำได้ยาก บางทีอาจได้ผลตรงกันข้าม
ด้วยเหตุผลข้างต้น ไคลน์ไม่มีทางเลือกนอกจากซ่อนตัว ภาวนาให้เลื่อนเป็นลำดับ 4 – ครึ่งเทพโดยเร็ว
เราคอยระวังตัวจากมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายมาสักพักแล้ว… ทำไมเขาถึงต้องเตือนซ้ำ? หรือว่า ‘แสงส้ม’ ฮิลลาเรี่ยนจะไม่ทราบเรื่องที่เราเคยตกหลุมพรางเทพมารตนนี้บนเกาะโอลาวี?
ไม่น่าจะใช่… หรือการจงใจมาหาเราในวันนี้และมอบคำเตือน เป็นเพราะอีกฝ่ายเตรียมลงมือครั้งใหญ่?
หืม… ก่อนหน้านี้เขาถูกควบคุมตัวโดยพลเรือเอกโลหิต และพลเรือเอกโลหิตก็เป็นสมาชิกของโรงเรียนกุหลาบ บางทีเฮลโมซีนอาจได้รู้อะไรเข้า!
ไคลน์เริ่มตื่นตัว เชื่อว่าลำพังการเปลี่ยนรูปลักษณ์ของผู้ไร้หน้า ไม่มากพอที่จะช่วยให้หลบหนีการไล่ล่าของมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย!
จากคำบอกเล่าของ ‘แสงส้ม’ ฮิลลาเรี่ยน อีกฝ่ายจะต้องเข้าใกล้เสียก่อน จึงจะพบความพิเศษในตัวเรา… แต่ถ้าอยู่ใกล้ แม้แต่พลังของผู้ไร้หน้าก็เปล่าประโยชน์! หลังจากที่ไม่ได้เคลื่อนไหวมานาน คราวนี้มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายเตรียมให้สาวกลงมือโดยการใช้พิธีกรรมหรือสมบัติวิเศษบางอย่าง และแผนการดังกล่าวใกล้เสร็จแล้ว? ไคลน์บรรจงขมวดคิ้ว ยิ่งคิดก็ยิ่งมองว่าสมเหตุสมผล
ข้อมูลข้างต้นทำให้ชายหนุ่มอยากรีบกลับเบ็คลันด์ทันที เพราะภายในเมืองใหญ่ดังกล่าว กระทั่งเทวทูตก็ยังลงมือบุ่มบ่ามไม่ได้ เฉกเช่นอสรพิษแห่งชะตา ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นสาวกของมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายหรือยอดฝีมือของโรงเรียนกุหลาบ พวกมันก็ไม่สามารถทำตามอำเภอใจ ต้องรอคอยโอกาสอย่างใจเย็นเท่านั้น!
ฟู่ว… ไคลน์ถอนหายใจ ส่งตัวเองเข้ามิติหมอก ทำนายถึงอันตรายที่อาจถึงแก่ชีวิต
คำตอบออกมาเป็น ‘ไม่’ – ไม่มีอันตรายถึงชีวิต
แต่ไคลน์ไม่ผ่อนคลาย ยังคงไม่ลืมว่ามารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายสามารถ ‘บิดเบือน’ ผลการทำนายจากมิติหมอกได้ระดับหนึ่ง!
และเมื่อนานมาแล้ว สัมผัสวิญญาณของชายหนุ่มเคยเตือนไม่ให้ทำนายถึงตะกอนพลังมนุษย์หมาป่า คงเพราะวัตถุดังกล่าวเกี่ยวพันกับ ‘เทพผู้ถูกล่าม’ และ ‘เทพผู้ถูกล่าม’ ต้องสงสัยว่าจะเป็นร่างอวตารของมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย!
เป็นไปได้สองทาง หนึ่งคือ เราคิดมากไปเอง… และสองคือ เรากำลังจะฉิบหาย อีกฝ่ายลงทุนบิดเบือนคำทำนายของเราและใกล้ลงมือเต็มที… ไม่ว่ายังไงก็ต้องระวังตัว ต่อให้เป็นการตื่นตระหนกไปเอง ก็ยังดีกว่าถูกโรงเรียนกุหลาบจับตัวไป ไม่รู้ว่ามารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายจะทำอะไรกับเราบ้าง! ไคลน์รีบกลับโลกความจริง หยิบกระดาษและปากกา เขียนจดหมายไปหามิสเตอร์อะซิกโดยด่วน
เมื่อพิจารณาว่า ‘โลกแห่งความตาย’ เป็นส่วนหนึ่งของโลกวิญญาณ ถ้าอย่างนั้น ครึ่งเทพเส้นทาง ‘เทพมรณา’ ย่อมต้องเป็นสิ่งมีชีวิตวิญญาณระดับสูงด้วย หลังจากมิสเตอร์อะซิกฟื้นคืนความทรงจำกลับมา มีโอกาสมากที่จะมองเห็น ‘ร่องรอย’ พิเศษ ไคลน์จึงไม่จำเป็นต้องปิดบัง เขียนลงไปตรงๆ ถึงบทสนทนาระหว่างตนและ ‘แสงส้ม’ ฮิลลาเรี่ยนที่กำลังสวมบทบาทเป็นยอดนักวิทยาศาสตร์เฮลโมซีน เพียงแต่ไม่ได้เขียนถึงหมอกสีเทา และไม่ได้เขียนถึงผู้ปกครองสูงสุดเหนือโลกวิญญาณ
จากนั้น ไคลน์ลงท้ายว่า :
“คำเตือนของมิสเตอร์ฮิลลาเรี่ยน… หมายความว่าผมกำลังจะได้รับอันตรายจากโรงเรียนกุหลาบในเร็วๆ นี้ใช่ไหม?”
พับกระดาษเสร็จ หลังจากเป่านกหวีดอัญเชิญผู้ส่งสารมาหยิบจดหมาย ไคลน์มองว่าตนยังป้องกันตัวเองได้ไม่รัดกุมพอ จึงหยิบฮาร์โมนิก้านักผจญภัยขึ้นมาเป่า
อย่างไร้สุ้มเสียง ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ปรากฏกายเบื้องหน้า สี่หัวที่มีผมสีทองตาสีแดงหันมาจ้อง
“ไม่มี…” “จดหมาย…”
“ครั้งนี้ผมต้องการปรึกษาบางสิ่งกับคุณ” ไคลน์ยิ้ม มอบเหรียญทองที่ได้จากแอนเดอร์สัน “นี่เป็นค่าอัญเชิญ”
ไรเน็ต·ไทน์เคอร์ใช้ศีรษะข้างหนึ่งงับเหรียญทอง อีกสองหัวกล่าวเรียงกัน
“มี…” “อะไร…”
“ผมอาจจะตกอยู่ในอันตรายเร็วๆ นี้ คงอัญเชิญคุณออกมาช่วยได้… ใช่ไหม?” ไคลน์พยายามส่งสายตาจริงใจ
แปดดวงตาของไรเน็ตต์หันมาจ้องพร้อมกัน
“หนึ่ง…” “หมื่น…” “เหรียญ…” “ทอง…”
หนึ่งหมื่นเหรียญทอง เทียบเท่าหนึ่งหมื่นปอนด์! ไคลน์อ้าปากค้าง ตามด้วยฝืนยิ้ม
“ตอนนี้ผมไม่มีเงินมากขนาดนั้น”
หัวทั้งสี่ของไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์กล่าวเรียงกัน
“อนุญาต…” “ให้…” “ผ่อน…” “จ่าย…”
ผ่อนจ่าย… ไคลน์คิดไม่ถึงว่ามิสผู้ส่งสารจะมีหัวสมัยใหม่ นิ่งเงียบไปสักพักก่อนจะตอบ “ตกลง”
ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ไม่กล่าวคำใด สี่หัวพยักหน้าพร้อมกัน หายตัวไปต่อหน้าไคลน์ กลับเข้าสู่โลกวิญญาณ
……………………………………………………
เนื่องจาก ‘อสรพิษเหรียญเงิน’ โอเดลไม่ใช่โจรสลัด ข่าวลือรอบตัวมันจึงมีทั้งจริงและเท็จ ยากจะยืนยันว่าสิ่งใดถูกผิด ไคลน์ถอนสายตาจากบันได เดินตรงไปทางเคาน์เตอร์และหาที่นั่ง เคาะไม้กระดานพร้อมกับกล่าว
“ซาร์ฮาร์หนึ่งแก้ว”
เบียร์มอลต์ท้องถิ่น ราคาถูกกว่าเบียร์นันวีลล์ที่ต้องขนส่งมาจากทวีปเหนือ
“สามเพนนี” บาร์เทนเดอร์หันมาตอบสนอง หยิบแก้วที่คว่ำอยู่
ทุกคนในผับเริ่มส่งเสียงซุบซิบใต้แสงตะเกียงผนัง ถกเถียงว่าเหตุใด ‘อสรพิษเหรียญเงิน’ โอเดลถึงต้องซื้อตั๋วเรือมากถึงสิบใบ
“เขาคงถูกตามล่าตัว… ตั๋วสิบใบสำหรับเรือสามลำก็เพื่อให้คนสะกดรอยสับสน!” สมาชิกอันธพาลคนหนึ่งที่มีรอยสักบนท่อนแขน ถกแขนเสื้อขึ้น แสดงความเห็นที่มาจากประสบการณ์ส่วนตัว
นักผจญภัยคนหนึ่งที่ดื่มแลงติร้อนแรงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“นายยังรู้จักโอเดลไม่มากพอ หากแผนการของเขาถูกอ่านง่ายขนาดนี้ คงไม่ได้รับฉายาว่าอสรพิษเหรียญเงินแน่”
“พนันได้เลย เขาต้องไม่ได้โดยสารไปกับเรือทั้งสามลำของตั๋วสิบใบนั่น… สิ่งเดียวที่สามารถยืนยันได้… ปลายทางคือท่าเรือพริสต์ไม่ผิดแน่”
นักผจญภัยคนหนึ่งส่ายหน้าหลังจากได้ยิน
“บางที ข่าวการไปท่าพริสต์ก็อาจเป็นกลลวง”
สมาชิกแก๊งอันธพาลคนแรกผงะ กล่าวอย่างคลางแคลง
“จากคำอธิบายของพวกนาย โอเดลก็อาจจะกำลังคิดในสิ่งที่พวกนายคิด ดังนั้น เขาจะไปท่าเรือพริสต์ตรงๆ ด้วยเรือสามลำกับตั๋วสิบใบนั่น”
สองนักผจญภัยเตรียมเปิดปากโต้แย้ง แต่หลังจากครุ่นคิด พวกมันพบว่าคำพูดอีกฝ่ายค่อนข้างสมเหตุสมผล จึงทำเพียงเงียบงัน
ฉากดังกล่าวทำให้สมาชิกแก๊งอันธพาลยิ้มกรุ้มกริ่ม ดื่มเหล้าที่เหลือรวดเดียวหมดแก้ว
ไคลน์กำลังถือแก้วซาร์ฮาร์ จิบพลางนั่งฟังบทสนทนาอันแสนน่าเบื่อ รอให้บัตรปลอมและตั๋วผีมาส่ง
“สี่สิบห้านาที… หวังว่าจะไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ขอให้ทุกสิ่งผ่านไปอย่างราบรื่น” ชายหนุ่มภาวนาพลางวาดสัญลักษณ์จันทร์แดงภายในใจ
เบียร์สีเหลืออ่อนลดลงอย่างเชื่องช้า ไคลน์บ้างมองไปยังนาฬิกาแขวนผนัง บ้างมองประตู หวังให้เวลาผ่านไปโดยเร็ว
ผ่านไปนานกว่าครึ่งชั่วโมง ประตูผับเปิดออกเสียงด้วยอึกทึก สายลมยามราตรีด้านนอกพัดผ่านเข้ามา
ไม่จริงน่า… มุมปากไคลน์กระตุกเล็กน้อย หันหน้าไปยังทิศทางต้นเสียง
คนห้าคนปรากฏตัวที่ประตู นำโดยชายผมดำ ดวงตาสีน้ำตาล ใบหน้าชัดลึก เต็มไปด้วยเอกลักษณ์อันโดดเด่นของชาวโลเอ็น อายุราวสี่สิบตอนต้น
สีหน้าเย็นชาและสง่างาม ส่งผลให้ทุกคนในผับปิดปากเงียบโดยไม่รู้ตัว
บุรุษสามคนและสตรีหนึ่งคนด้านหลังล้วนสวมโค้ทกันฝน ถือปืนพกอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย คล้ายกับพร้อมยิงใส่ทุกสิ่งที่ผิดปรกติ
เราไม่รู้จัก… ไม่มีในใบค่าหัวหรือประกาศจับ… ไคลน์รำพัน ทำตัวเป็นเพียงผู้ชมวงนอก
ผู้บุกรุกทั้งห้าแยกย้ายไปตามกลุ่มนักดื่ม โน้มตัวเล็กน้อยเพื่อจ้องหน้า จากนั้นก็ถามทีละคน
“ ‘อสรพิษเหรียญเงิน’ โอเดลอยู่ที่ไหน!”
นักดื่มลังเลที่จะตอบ ทันใดนั้น ปากกระบอกปืนสีดำด้านเริ่มเล็งไปทางพวกมัน ด้ามจับทำมาจากงาขาว บางกระบอกก็เป็นไม้มะเกลือ ส่องแสงงดงามภายใต้แสงไฟ
“ข…เขาขึ้นไปบนชั้นสอง!” นักดื่มที่ถูกถามรีบชี้ไปทางบันไดตามสัญชาตญาณ
มีคนกำลังตามล่าโอเดลจริงๆ … เรื่องนี้จะเกี่ยวกับราชินีเงื่อนงำไหม? หรือเป็นปัญหาส่วนตัวของโอเดล? หรือเป็นเพราะชายลึกลับที่สวมเสื้อคลุมหัวและเคี้ยวลูกอม? ไคลน์จิบเบียร์เพิ่ม เฝ้ามองผู้บุกรุกทั้งสี่เดินขึ้นไปบนชั้นสอง ด้านล่างเหลือทิ้งไว้หนึ่งคน คอยสืบข้อมูล
เพียงไม่นาน รายหลังได้ยินเรื่องราวที่โอเดลซื้อตั๋วจากเดอเนียร์ จึงเดินตรงไปทางนักธุรกิจผิวดำร่างผอมบาง ซักถามเสียงต่ำ
“ตอบมาตามความจริง… โอเดลซื้อตั๋วไปที่ไหน ขึ้นเรือลำไหน และรอบกี่โมง”
เดอเนียร์ไม่คิดช่วยปกปิดเพียงเพราะรู้จักกัน ฝืนยิ้มและตอบ
“เขาไม่ได้ระบุชัดเจน บอกแค่ว่าต้องการตั๋วสิบใบจากเรือสามลำที่แตกต่างกัน ปลายทางคือท่าเรือพริสต์ เที่ยววันพรุ่งนี้”
“พูดจริงรึเปล่า?” คนเค้นข้อมูลเป็นชายอายุราวยี่สิบที่มีบุคลิกค่อนข้างก้าวร้าว
เดอเนียร์ตอบเสียงแผ่ว
“ถามทุกคนที่นี่ก็ได้ พวกเขาได้ยินกันหมด”
“แม่เย็*!” ชายคนดังกล่าวผลักเดอเนียร์ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว จากนั้นก็เดินไปทางขี้เหล้าคนอื่น
เดอเนียร์เสียหลักล้มลง ท้ายทอยกระแทกกับขอบโต๊ะกลมตัวเล็ก แต่ทันใดนั้น หัวไหล่ของมันสัมผัสกับฝ่ามือใครบางคน ร่างกายเริ่มกลับมาทรงตัวได้อีกครั้ง
เดอเนียร์หันหลังไปมอง พบแขกคนที่รอซื้อตั๋วผีและบัตรประจำตัวปลอม
“ขอบคุณมาก หมอนั่นเป็นพวกไฮยีน่าของกองทัพ!” เดอเนียร์ขอบคุณเป็นอันดับแรก จากนั้นก็กัดฟันกรอด
เป็นเพราะไม่อยากให้ ‘อุบัติเหตุ’ เกิดขึ้นกับคนขายตั๋วผี ไคลน์จึงตัดสินใจยืนมือเข้าช่วย และต้องไม่ลืมว่า ตนจ่ายเงินล่วงหน้าไปแล้วห้าปอนด์
แน่นอน ชายหนุ่มยังมีนิสัยลึกๆ ชอบช่วยเหลือผู้อ่อนแอ
ไฮยีน่าของกองทัพ? หากเป็นในบายัม คำเรียกแบบนี้มักใช้กับหน่วย MI9… ‘อสรพิษเหรียญเงิน’ โอเดลทำอะไรลงไปกันแน่? ไคลน์พึมพำ ตัดความเป็นไปได้ที่เรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับราชินีเงื่อนงำ
เพราะสำหรับอาณาจักรโลเอ็น การทำเช่นนั้นไม่เกิดประโยชน์อันใด
ขณะความคิดมากมายแล่นผ่าน สมาชิก MI9 ที่ขึ้นไปข้างบนรีบกรูลงจากบันได ตรงไปทางประตูหน้าและกล่าวกับพวกพ้อง
“มันกระโดดออกจากหน้าต่างไปนานแล้ว!”
คนกลุ่มดังกล่าวเร่งฝีเท้าวิ่งออกไป บรรยากาศภายในผับค่อยๆ กลับสู่ปรกติ มีเพียงประตูที่ยังคงสั่นคลอนเบาๆ เป็นหลักฐานถึงความไม่สงบสุข
ในที่สุด ไคลน์ได้รับบัตรประจำตัวปลอมและตั๋วโดยสารเรือตามที่ต้องการ ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกสิ่งใดทำให้ผิดแผน
หลังจากจ่ายเงินที่เหลือสิบห้าปอนด์ ชายหนุ่มเดินออกจากผับและหาเช่าพักโรงแรมใหม่
จอห์น·ยอร์ด ชื่อมักง่ายชะมัด… ก่อนจะกลับกรุงเบ็คลันด์ คงต้องหาตัวตนที่ดูน่าเชื่อถือกว่านี้… ไคลน์กวาดสายตาอ่านเอกสารยืนยันตัวตน เก็บใส่กระเป๋าเดินทาง
ชายหนุ่มอาบน้ำ ผ่อนคลายตัวเอง เตรียมเดินทางออกจากบายัมในวันพรุ่งนี้ จัดการงานสุดท้ายบนท้องทะเล
ทันใดนั้น ไคลน์ได้ยินเสียงเคาะประตู
ใครกัน? ไคลน์รีบถอดชุดอาบน้ำ สวมเสื้อผ้าและตรงไปทางประตู
ด้านนอกคือตำรวจแต่งเต็มยศกลุ่มหนึ่ง คนหนึ่งหน้าเหมือนชาวโลเอ็น ส่วนที่เหลือถ้าไม่ใช่เลือดผสมก็เป็นชนพื้นเมือง
“มีอะไร?” ไคลน์ถามฉงน
“รบกวนแสดงบัตรประจำตัวด้วย” ตำรวจชนพื้นเมืองกล่าวอย่างสุภาพ เพราะบุรุษตรงหน้าดูคล้ายชาวโลเอ็น
โชคดีที่เราเพิ่งจัดการเสร็จหมาดๆ ไม่อย่างนั้นคืนนี้คงเสียเวลาไปกับสถานีตำรวจ หรือไม่ก็ต้องเผ่นหนีทันที เปลี่ยนใบหน้าและเริ่มต้นทุกสิ่งใหม่อีกครั้ง… ไคลน์พึมพำพลางเดินกลับเข้าไปในห้อง หยิบบัตรประจำตัว
ตำรวจชาวโลเอ็นกวาดสายตาสุ่มๆ และถาม
“มิสเตอร์ยอร์ด พักอยู่คนเดียวหรือ”
“ถูกต้อง ทุกคนในโรงแรมเป็นพยานได้” ไคลน์ตอบสุขุม
ตำรวจชาวโลเอ็นยิ้มรับ
“คุณเคยเจอชายคนนี้ไหม”
มันหันไปบอกให้ตำรวจข้างๆ หยิบภาพถ่าย ชายในภาพมีรูปร่างผอมบางผิดปรกติ แก่ชรา ผมขาวรุงรัง แต่นอกจากนั้นก็ไม่มีจุดเด่นให้สะดุดตา
“ไม่เคย” ไคลน์ส่ายหน้า
“เขาชอบกินลูกอมมาก” ตำรวจโลเอ็นเสริม
“ลูกอม…” ไคลน์พลันนึกถึงชายลึกลับสวมเสื้อคลุมหัวที่มาพร้อมกับ ‘อสรพิษเหรียญเงิน’ โอเดล อีกฝ่ายล้วงลูกอมหลากสีออกมากินถี่มาก
ครุ่นคิดสักพัก ไคลน์ตอบโดยไม่ปิดบัง
“อาจจะเคยเห็น… ในตอนที่อยู่ในผับสาหร่ายทะเล ผมเห็นชายที่ชอบกินลูกอมเดินตาม ‘อสรพิษเหรียญเงิน’ โอเดล
ตำรวจโลเอ็นไม่เก็บซ่อนสีหน้าผิดหวัง เพียงกล่าวคำตอบคุณและจบการซักถามเบื้องต้น
รอจนกระทั่งอีกฝ่ายไปเคาะห้องอื่น ไคลน์ปิดประตูไม้ กลับมายังเก้าอี้เอนหลัง
ไม่เพียงโอเดลจะเข้าไปพัวพันกับ MI9 แต่ถึงกับทำให้สภาเมืองต้องส่งคนมาสืบแบบปูพรมค้นหา… แบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แล้ว… ชายหนุ่มพึมพำ ตัดสินใจเข้ามิติหมอก วางแผนสำรวจจุดแสงของผู้สวดวิงวอนรอบคทาเทพสมุทร เน้นสืบข่าวจากเหล่าสาวกในบายัม ด้วยกังวลว่าตนอาจตกอยู่ในวังวนแห่งความยุ่งเหยิงหากรับมือกับสถานการณ์ไม่ถูกต้อง
เข้าไปในห้องน้ำ ส่งตัวเองเข้าสู่มิติเหนือสายหมอกสีเทา ไคลน์โบกมือเสกคทากระดูกที่มีจุดแสงรายล้อมออกจากกองขยะ
นั่งไล่หาสักพัก ชายหนุ่มยังคงทราบเพียงว่า การสอบปากคำของตำรวจไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เป้าหมายคือโอเดลและชายลึกลับ แต่ไม่รู้มากไปกว่านี้
ครุ่นคิดเล็กน้อย ไคลน์หันไปจ้องจุดแสงหนึ่งที่ตนทำสัญลักษณ์ไว้เป็นพิเศษ
จุดแสงดังกล่าวเป็นของตำรวจเลือดผสมนามว่าบราญ่า อีกฝ่ายเรียกตัวเองว่า ‘สาวกเทพสมุทร’ แต่จำใจต้องสวมหน้ากาก ‘สาวกเทพวายุสลาตัน’ เพื่อไต่เต้าตำแหน่งใหญ่ในกรมตำรวจ
ปัจจุบัน มันมียศสูงถึงระดับผู้กำกับการ!
ถัดมา ไคลน์ส่งเจตจำนงของเทพสมุทรเข้าไปในจุดแสง
บราญ่า ผู้กำลังแจกจ่ายงานให้ลูกน้องที่สถานีตำรวจ พลันเหงื่อแตกกะทันหัน รีบขอตัวเข้าห้องน้ำ สวดวิงวอนเสียงต่ำ
“ข้ารับใช้แห่งท้องทะเลและโลกวิญญาณ ท่านมหาคาเวทูว่า สาวกของท่านขอรายงาน… บุคคลสำคัญที่กำลังตามหาในคืนนี้เป็นชายชรารูปร่างผอมบาง ผมสีขาวโพลนและรุงรัง แต่ยังดกหนา ชายคนนั้นไม่ชอบอากาศหนาว มักสวมโค้ทตัวหนาแม้จะอยู่ในบายัม เขาชื่นชอบของหวาน ราวกับเป็นเครื่องยนต์ไอน้ำที่ขับเคลื่อนด้วยลูกอม… เบื้องบนสั่งมาว่า จงหาตัวให้พบ แต่ห้ามทำร้ายโดยเด็ดขาด”
ไคลน์ตัดขาดจากบราญ่า กลับมาใช้ความคิด เคาะขอบโต๊ะทองแดงยาวด้วยปลายนิ้ว
เทียบกับรูปถ่าย รายละเอียดเชิงข้อมูลมอบความรู้สึกคุ้นเคยให้เราได้มากกว่า… คล้ายกับว่าเราเคยได้ยินชื่อของเขามาก่อน…
สำหรับนักทำนาย ความคุ้นเคยหมายถึงเบาะแส ไคลน์จึงเริ่มเขียนประโยคทำนาย
ชายหนุ่มอ่านประโยคทำนายเงียบเชียบ เอนหลังพิงพนักสูงของเก้าอี้ อาศัยการเข้าฌานช่วยให้หลับลึก
ท่ามกลางโลกความฝันสีเทา ไคลน์พบว่าตัวเองย้อนกลับมายังกรุงเบ็คลันด์ บ้านเลขที่ 15 ถนนมินส์ที่เคยเช่าอยู่
ตรงหน้าคือเอียน เจ้าของดวงตาสีแดงสดใส เด็กหนุ่มแก่แดดกำลังเงยหน้าพูด
“ทูรานี่·ฟอน·ฮัลโมซีน สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ถัดจากจักรพรรดิโรซายล์ เขาเป็นนักคณิตศาสตร์ ผู้ชำนาญกลไก และบิดาแห่งเครื่องหาผลต่างรุ่นที่สอง”
ทันใดนั้น ไคลน์ทราบทันทีว่า MI9 กำลังตามหาใคร!
พวกมันเคยไล่ล่าพิมพ์เขียวของเครื่องหาผลต่างรุ่นที่สามอย่างเอาเป็นเอาตาย และต้นเหตุของการปะทะอย่างรุนแรงระหว่างกองทัพโลเอ็นและหน่วยสายลับจากอินทิสก็คือ สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ที่ทำให้ผู้คนมากมายต้องรับเคราะห์!
MI9 กำลังตามล่าตัวนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องที่หายตัวไปอย่างลึกลับตลอดหลายปี!
เข้าใจแล้วว่าทำไมสายข่าวของพลเรือเอกโลหิตอย่างเฒ่าควินน์ ถึงมีสถานีวิทยุที่ก้าวหน้ากว่ากรุงเบ็คลันด์! เมื่อจับต้นชนปลายสำเร็จ ไคลน์เผยสีหน้าตกตะลึง
ตรวจสอบอย่างเงียบงันไม่กี่วินาที ไคลน์ก้าวขาไปข้างหน้า เหยียบขั้นบันได เดินลงไปทีละชั้นอย่างระมัดระวัง
แสงรอบตัวค่อยๆ หรี่ลง เหลือเพียงสีเทาเท่านั้นที่ยังปกคลุมโลกอันเงียบสงบ ยิ่งไคลน์ดำดิ่งลงไป ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ในห้องมืดและเงียบ ไร้ซึ่งแสงสว่าง ชายหนุ่มถึงขั้นได้ยินเสียงเลือดไหลและเสียงหัวใจที่เต้นแรง
อย่างหลังเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เกิดเป็นความวิตกและความตื่นตระหนกที่ยากจะควบคุม ไคลน์รีบเพ่งสมาธิ จินตนาการภาพลูกบอลแสงเรียงซ้อนทับกัน ข่มใจตัวเองจนสงบ
ด้านข้างคือผาสูงชันสีขาวอมเทาที่เป็นตัวแทนจิตใต้สำนึกของกรอซาย บรรยากาศเงียบสงัด แต่บางครั้งก็มีแสงกะพริบออกจากฉากหลังสีเทา
ไคลน์มองเข้าไปในจุดแสงหนึ่ง เห็นมนุษย์กำลังถูกคนยักษ์ฉีกกระชากร่างและยัดใส่ปาก และเห็นกรอซายที่กำลังยืนสั่นกลัว ในเวลานั้น ฝ่ายหลังยังสูงไม่ถึงสามเมตร เห็นได้ชัดว่าอยู่ในวัยเด็ก
จุดแสงกะพริบ ฉากถัดไปเป็นภาพแสงสนธยาบนยอดเขา แสงสงบนิ่งจนดูคล้ายกับถูกแช่แข็ง กระแสเวลาของที่นั่นดูเหมือนจะไหลช้ากว่าปรกติ
ขณะไคลน์กำลังมองหาข้อมูลที่มีค่าภายในจิตใต้สำนึกกรอซาย เสียงหอบของสัตว์ร้ายพลันดังแว่วในโสตประสาท
สิ้นเสียง ‘ฟ้าว’ ฝ่ามือขนาดใหญ่พุ่งออกจากฉากหลังสีเทาโดยรอบ ผิวสีน้ำเงินอมเทา เน่าเปื่อยพุพอง จุดเด่นที่สุดคือของเหลวสีเหลืองอมเขียว ฝ่ามือดังกล่าวพุ่งตรงมาทางข้อเท้าไคลน์อย่างรวดเร็ว
ท่ามกลางเสียงหายใจหอบ ฝ่ามือแบบเดียวกันจำนวนมากกำลังตะเกียกตะกายขึ้นจากขั้นบันไดชั้นล่าง ราวกับต้องการดึงร่างวิญญาณของไคลน์เข้าสู่ดินแดนที่เงียบสงบที่สุดของโลกแห่งจิต
เหตุการณ์ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ฝ่ามือเน่าเหล่านี้รวมตัวกันเป็นก้อนใหญ่ ตะเกียกตะกายขึ้นมาพลางอ้าปากค้างจนดูน่าขนลุก ใครก็ตามที่ได้เห็นเป็นต้องเย็นสันหลัง ไคลน์ตกใจและดีดตัวตามสัญชาตญาณ ถอยหลังกลับขึ้นไปสามขั้นบันได
กระนั้น ฝ่ามือจำนวนนับไม่ถ้วนยังคงไม่หยุด พุ่งขึ้นมาตามขั้นบันไดในลักษณะน่าขยะแขยง คืบคลานคล้ายกระแสน้ำ ปกคลุมพื้นที่ทุกตารางนิ้วของบันไดเบื้องล่าง
ไคลน์ที่เตรียมใช้มือขวาล้วงหยิบ ‘ลางมรณะ’ ออกมาแก้ปัญหากับกลุ่ม ‘สัตว์ประหลาด’ จำนวนมากด้วยพลัง ‘โจมตีล้างบาง’ พลันผุดคำถามขึ้นในใจสองข้อ
‘ฝ่ามือ’ พวกนี้มาจากไหน? แล้วเหตุใดจึงปรากฏในจิตใต้สำนึกของกรอซาย?
สัมผัสวิญญาณกระตุ้นเตือนหนึ่งครั้ง ไคลน์เข้าใจบางสิ่งได้อย่างคลุมเครือ จึงเลิกใช้ ‘ลางมรณะ’ เพียงสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างใจเย็น หลับตาจินตนาการภาพลูกบอลแห่งแสงซ้อนทับ
ฝ่ามือเน่าเปื่อยขนาดมหึมาถือโอกาสตะเกียกตะกายขึ้นมาถึงฝ่าเท้าชายหนุ่ม คว้าข้อเท้าและน่องไว้ทันที!
แต่ทันใดนั้น พวกมันกลับอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับไม่มีตัวตนมาก่อน
เป็นอย่างที่คิด… นี่คือภาพลวงตาที่เกิดจากอิทธิพลของจิตใต้สำนึกกรอซาย… สำหรับที่นี่ ความคิดและจิตใจไม่เพียงจะ ‘สัมผัส’ กันโดยตรง แต่ยังมีอิทธิพลต่อกันด้วย หากไม่มีพลังพิเศษในเส้นทางที่สอดคล้องคอยช่วยเหลือ ยิ่งเข้าไปลึกมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะสติแตกมากเท่านั้น… ถูกจิตใต้สำนึกของอีกฝ่ายกัดกร่อนทีละนิด จนกระทั่ง ‘จิต’ ได้รับมลพิษร้ายแรง กลายเป็นผู้ป่วยทางจิตที่ไม่สามารถกลับเป็นปรกติ และอาจทำให้คลุ้มคลั่ง… นี่ไม่เหมือนกับการสื่อวิญญาณ ลำพังสติและสมาธิไม่สามารถป้องกันการกัดกร่อนได้ เพราะตอนนี้เรากำลังอยู่ใน ‘จิต’ ของเป้าหมาย… ไคลน์พึมพำ เริ่มเข้าใจสถานการณ์
ลังเลสองสามวินาที ไคลน์หันหลังกลับและวิ่งขึ้นบันได ไม่คิดสำรวจโลกแห่งจิตของกรอซายอีกต่อไป เนื่องจากตนไม่มีพลังพิเศษสำหรับปลอบประโลมจิตใจ หากฝืนลงไปคงเท่ากับฆ่าตัวตาย
ไว้เรามีของวิเศษในเส้นทางดังกล่าว ค่อยพิจารณาการสำรวจรอบใหม่… ไคลน์ที่วางแผนอนาคตเสร็จ ค่อยๆ เร่งความเร็วขึ้นและกระโจนกลับไปยังความฝันของกรอซาย กลับไปที่ห้องพักองครักษ์ของ ‘วังราชาคนยักษ์’
ชายหนุ่มรู้สึกอ่อนเพลียสุดขีด จึงไม่ลังเลที่จะออกจากความฝันทันที จากนั้นก็ลอยผ่านกำแพงบ้านออกจากโรงตีเหล็กของกรอซาย ลงมือตรวจสอบความผิดปรกติอื่นๆ ภายในโลกหนังสือ
จนถึงตอนนี้ เราได้พบกับกรอซาย โมเบธ และเซียธาสแล้ว… นอกจากนั้น ขณะกำลังมองหาคนให้สืบข่าว เราบังเอิญได้ยินพวกเขาพูดถึง ‘นักบวชเคร่งศาสนา’ สโนว์มันและ ‘นักปราชญ์’ รอนเซล แต่กลับไม่มีแอนเดอร์สัน·ฮู้ด ไม่มีเอ็ดวิน่า·เอ็ดเวิร์ด ไม่มีเดนิส และไม่มีเกอร์มัน·สแปร์โรว์… หมายความว่า คนที่ตายไปจะได้รับบทบาทใหม่ในหนังสือ? หรือไม่ก็อาจเป็นคนที่อยู่ในหนังสืออย่างยาวนาน เปิดเผยชีวิตประจำวันทุกซอกมุม จิตใต้สำนึกจึงถูกคัดลอก? ไคลน์เดินริมถนนที่ถูกฉาบด้วยแสงพระอาทิตย์พลบค่ำ ครุ่นคิดเกี่ยวกับปัญหาที่ตนมองว่าสำคัญ
หากเป็นทฤษฎีแรก คนตายจะ ‘คืนชีพ’ ขึ้นมารับบทบาทใหม่ ในกรณีนี้ ไคลน์ก็ไม่กังวลใจนัก แต่หากเป็นอย่างหลัง ตนคงต้องลดความถี่ในการสำรวจโลกหนังสือลง กำหนดเวลาสำรวจแต่ละครั้งอย่างเคร่งครัด
เรายังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นแบบไหน… คงต้องสมมติให้เป็นอย่างหลังไปก่อน ความไม่ประมาทคือสิ่งที่ถูกต้องเสมอ… ไคลน์รีบตัดสินใจ เตรียมส่งตัวเองกลับสู่มิติหมอกสีเทา
ทันใดนั้น มันเห็นอีกหนึ่งบุคคลที่คุ้นเคย
ผมยาวสีดำ ตาสีฟ้า นั่งบนเก้าอี้ยาวริมถนน แหงนหน้ามองท้องฟ้าด้วยสายตาเหม่อลอย คล้ายกับกำลังครุ่นคิดบางสิ่ง
เมื่อตระหนักว่าตนต้องนำเถ้ากระดูกของอดีตทหารโลเอ็นกลับไปฝังที่สุสานโบสถ์วายุสลาตันในกรุงเบ็คลันด์ ไคลน์ถอนหายใจเงียบงัน เดินตรงไปนั่งข้างรอนเซล ซักถามโดยไม่หันหน้ามอง
“กำลังคิดอะไรอยู่”
“กำลังคิดว่า… ผมเป็นใคร มาจากไหน และควรกลับไปที่ไหน” รอนเซลไม่ถอนสายตากลับ ตอบเสียงล่องลอย
โดยไม่รอให้ไคลน์ถาม มันส่ายหน้าพลางหัวเราะ
“ผมมั่นใจว่าตัวเองไม่ใช่คนของที่นี่ ไม่ได้กำลังเป็นตัวเอง และมีสถานที่บางแห่งรอให้ผมกลับไป”
“ผู้คนมักหัวเราะเยาะผมที่เอาแต่คิดแบบนี้ จึงมอบฉายา ‘นักปราชญ์’ ”
กล่าวจบ รอนเซลมองไปยังดวงอาทิตย์ยามพลบค่ำ ปิดปากสนิทและจมอยู่กับภวังค์เหม่อลอย
ไคลน์ไม่กล่าวคำใด นั่งปิดปากเงียบ รับชมพระอาทิตย์ตกกับพร้อมกับรอนเซล จากนั้นก็หายตัวไปเงียบๆ
รอนเซลไม่ทันสังเกตว่าคนรอบข้างหายไป นั่งนิ่งราวกับรูปปั้นหิน มองไปบนท้องฟ้าไกล ไม่ขยับเขยื้อนเป็นเวลานาน
…
หลังจากเติมเสบียงเสร็จ อัลเจอร์·วิลสันสั่งให้ ‘โทสะสีคราม’ ออกจากท่าเรือส่วนตัวของกลุ่มต่อต้าน เนื่องจากไม่ต้องการอยู่ในเขตหมู่เกาะรอสต์นานเกินไป
มันมีนัดหมายต้องกลับไปยังเกาะปาซูเพื่อรายงานการปฏิบัติหน้าที่
ระหว่างนั้น ภายในห้องกัปตัน อัลเจอร์กำลังจ้องประตูมายาที่สร้างจากวัตถุวิญญาณและเทียนไขบนแท่นบูชา
นี่คือประตูแห่งการสังเวย ขณะเดียวกันก็เป็นประตูแห่งการรับมอบ!
ท่ามกลางเสียงมายา ประตูลึกลับเปิดออกอย่างเชื่องช้า เผยให้เห็นความลึกและมืดมิดอันไร้ก้นบึ้งภายใน
แสงสว่างพุ่งออกจากประตูและบรรจบกันในทันที รอจนกระทั่งเหตุการณ์สงบลง วัตถุสองชนิดปรากฏขึ้นกึ่งกลางแท่นบูชา พร้อมกับการหายไปของประตูที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ประหลาด
อัลเจอร์ยังคงสุขุม กล่าวขอบคุณมิสเตอร์ฟูล รอให้กระบวนการพิธีกรรมเสร็จสิ้น จึงค่อยเอื้อมมือหยิบวัตถุสองชิ้นบนแท่นบูชา
หนึ่งในนั้นคือแผ่นกระดาษที่ถูกพับเรียบร้อย ส่วนอีกหนึ่งคือ ‘แมงกะพรุน’ สีใสที่มีเยื่อน้ำทะเลสีครามบางๆ ห่อหุ้ม
อัลเจอร์ตรวจสอบอย่างหลังก่อน พบว่าบางครั้งก็มีลมและน้ำวนอยู่ข้างใน บางครั้งก็มีแสงสีเงินและสีขาวกะพริบ บางครั้งก็มีเสียงร้องเพลงที่ไพเราะกินใจ
“เสียงคล้ายผู้หญิง… เจ้าของตะกอนพลังเป็นสตรีสินะ” อัลเจอร์ถอนหายใจโล่งอก เพราะนั่นหมายความว่า เหยื่อไม่ใช่สมาชิกระดับอาวุโสของโบสถ์วายุสลาตัน
โบสถ์วายุสลาตันไม่มีเจ้าหน้าที่ลำดับสูง หรือค่อนไปทางสูง เป็นสตรีแม้แต่คนเดียว!
วางตะกอนพลัง ‘ผู้ขับขานสมุทร’ ลง อัลเจอร์คลี่กระดาษ อ่านข้ามวัสดุหลัก พิจารณาวัสดุเสริมอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งหยุดสายตาลงบนคำอธิบายเกี่ยวกับพิธีกรรม
สำหรับมันที่มีตะกอนพลัง ไม่สำคัญว่าวัตถุดิบหลักจะเป็นสิ่งใด ค่อยกลับมาดูในภายหลังก็ยังไม่สาย ส่วนวัสดุเสริมเป็นสิ่งที่รวบรวมได้ง่าย จึงไม่ต้องสนใจมากเช่นกัน มีเพียงพิธีกรรมเท่านั้นที่สำคัญเป็นพิเศษ
ดื่มโอสถในท้องของอ็อบนิส… อัลเจอร์อ่านเนื้อหาของพิธีกรรมในใจ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องปรากฏขึ้นทันที
อ็อบนิสเป็นสัตว์ประหลาดโบราณ สามารถกลืนเรือใบได้ทั้งลำ ตัวใหญ่มาก ร่างกายบิดงอ มีไม่ต่ำกว่าสามหัว และมีหนวดพันระโยงระยาง ถูกนำไปใช้เป็นตัวเอกของตำนานมากมายบนท้องทะเล
สัตว์ทะเลชนิดนี้ ส่วนใหญ่จะถูกโบสถ์วายุสลาตันฝึกจนเชื่อง แต่ถ้าเป็นในธรรมชาติ จะอาศัยอยู่ตามถิ่นเฉพาะ ไม่แน่ใจว่ามีสติปัญญาทัดเทียมมนุษย์หรือไม่
เข้าใจแล้วว่าทำไมทางศาสนจักรถึงเจาะจงควบคุมอ็อบนิส ไม่ใช่สัตว์ทะเลประเภทอื่น… และเป็นเพราะยากที่จะเลื่อนถึงลำดับ 5 บรรดาโจรสลัดจึงไม่ค่อยเลือกเส้นทาง ‘นักเดินเรือ’ … นอกเสียจากจะสืบทอดตะกอนพลังโดยตรง หรือไม่ก็เป็นลูกเรือของราชาแห่งห้าห้วงสมุทรและราชินีเงื่อนงำ… แล้วเราจะไปหาอ็อบนิสนอกโบสถ์ได้จากไหน… อัลเจอร์ขมวดคิ้ว ไตร่ตรองเกี่ยวกับวิธีเลื่อนลำดับโดยไม่ให้โบสถ์วายุรับรู้
ความคิดแรกคือ ปรึกษา ‘พลเรือเอกดวงดาว’ แคทลียา บอกให้เธอช่วยถาม ‘ราชินีเงื่อนงำ’ แบร์นาแดตว่าอ็อบนิสที่ไม่ได้เป็นของโบสถ์วายุสลาตัน อาศัยอยู่น่านน้ำแถบใดบ้าง แต่ความคิดถัดมาก็คือ ตนมีความเสี่ยงที่จะตกอยู่ในอันตราย เพราะหากสัตว์ประหลาดอ็อบนิสตัวดังกล่าวคือบริวารของราชินีเงื่อนงำ มันจะรายงานทุกสิ่งให้เจ้านายทราบ
อา… นั่นคือทางเลือกสุดท้ายหากเราจนปัญญา… อัลเจอร์ครุ่นคิดหาความเป็นไปได้อื่น จนกระทั่งผุดอีกหนึ่งไอเดียใหม่
สวดวิงวอนถึงเดอะฟูล!
ตัวตนลึกลับซึ่งกำลังฟื้นคืนพลังรายนี้ แอบช่วงชิง ‘อำนาจ’ ของ ‘เทพสมุทร’ คาเวทูว่ามาเป็นของตน จึงมีพลังในการควบคุมสัตว์ทะเล อาจจะทราบถึงเบาะแสของอ็อบนิสที่ไม่ได้เป็นของโบสถ์!
ไม่ต้องรีบร้อน หากเราเลื่อนลำดับตอนนี้ คงปิดเป็นความลับจากคนรอบข้างได้ยาก เพราะพลังวิญญาณจะยังกระจัดกระจายในช่วงแรก… ต้องรอให้รายงานความคืบหน้าภารกิจเสร็จก่อน ออกจากเกาะปาซู จากนั้นค่อยลองสวดวิงวอน… อัลเจอร์เริ่มใจเย็น อ่านทวนสูตรโอสถ ‘นักขับขานสมุทร’ และยื่นกระดาษเข้าหาเปลวไฟเทียนไข
เฝ้ามองเปลวไฟกลืนกินสูตรโอสถสักพัก ดวงตาอัลเจอร์เริ่มเผยความลุ่มลึก
รอจนกระทั่งร่องรอยที่เหลือหายไปโดยสมบูรณ์ สายตาของมันหันมาจ้องบนแผนที่ กำหนดตำแหน่ง
แบนชี!
อัลเจอร์คิดจะแวะเกาะแบนชีที่เป็นทางผ่าน หวังตรวจสอบสถานการณ์ปัจจุบันของท่าเรือ จากนั้นค่อยตรงไปยังเกาะปาซู
หลังจากแจ้งแผนการให้ลูกเรือทุกคนทราบ ไม่มีแม้แต่คนเดียวคัดค้าน เพราะพวกมันต่างก็สงสัยตรงกันว่า เหตุใดท่าเรือแบนชีถึงถูกทำลายอย่างกะทันหัน และปัจจุบันมีสภาพเป็นเช่นไร
หลังจากโยกตัวหลบกลุ่มขี้เมาอาละวาด เอ็มลินขมวดคิ้วพลางสะบัดเสื้อผ้า ตรงดิ่งไปทางเคาน์เตอร์
ระหว่างนั้น ทั้งที่ไม่ได้ใช้พลังใด แต่ร่างกายเอ็มลินกลับไม่ถูกเนื้อต้องตัวขี้เมาโดยรอบแม้แต่น้อย อาศัยเพียงความปราดเปรียว ว่องไวและสมดุลร่างกายอันเป็นเลิศ
จนกระทั่ง เอ็มลินเดินมาถึงเคาน์เตอร์และเคาะนิ้วลงไปบนผิวไม้
“เอียนอยู่ไหน”
บาร์เทนเดอร์ชำเลืองด้วยหางตา แต่มิได้กล่าวคำใด ยังคงก้มหน้าเช็ดแก้วต่อไป
“…” เอ็มลินพลันชะงัก ฉุกคิดว่าตนคงทำบางสิ่งไม่ถูกต้อง จึงไม่ได้รับคำตอบที่ต้องการ อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของบาร์เทนเดอร์ทำให้มันอับอายไม่น้อย ถึงขั้นอยากเข้าไปกระชากคอเสื้อเพื่อซักถาม
กระนั้น มันมองว่าท่าทีดังกล่าวขัดต่อภาพลักษณ์สุภาพบุรุษ จึงสงบสติอารมณ์และมองไปรอบตัว พบว่าทุกคนกำลังดื่มเหล้า
ครุ่นคิดสักพัก เอ็มลินกล่าวเสียงห้วน
“ไวน์แดงเออร์เมียร์หนึ่งแก้ว”
บาร์เทนเดอร์ชะงักการเช็ดแก้ว เงยหน้าขึ้น มองชายหนุ่มรูปงามผมสีดำเจ้าของดวงตาสีแดงด้วยความประหลาดใจ
“ไม่มี”
นั่นมันไวน์แดงที่ดีที่สุดในโลกเชียวนะ ราคาต่อขวดย่อมมหาศาล!
เอ็มลินมิได้สมองทึบ เพียงเห็นแววตาอีกฝ่ายก็ทราบทันทีว่า ตนสั่งในสิ่งที่ไม่ควรสั่ง ครุ่นคิดสักพักจึงกล่าวต่อ
“เบียร์นันวีลล์หนึ่งแก้ว”
“ห้าเพนนี” บาร์เทนเดอร์วางแก้วและผ้าเช็ดลง
เอ็มลินหยิบธนบัตรหนึ่งซูลออกมาหนึ่งใบ
“ไม่ต้องทอน”
“ขอบใจ” บาร์เทนเดอร์ชี้ไปทางซ้ายมือ “เอียนอยู่ในห้องเล่นไพ่หมายเลขหนึ่ง”
เอ็มลินยิ้มออกทันที ภายในใจกำลังมีความสุขพลางนึกชื่นชมตัวเองที่สามารถแก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม มันมิได้รับเบียร์นันวีลล์มาดื่ม เพียงหันหลังและเดินไปทางห้องเล่นไพ่หมายเลขหนึ่งทันที
ก็อก ก็อก ก็อก! แวมไพร์หนุ่มเคาะประตูอย่างสุภาพ
“เข้ามาได้” เสียงค่อนข้างอ่อนเยาว์ดังเล็ดลอด
เอ็มลินจัดปกเสื้อ ผลักเปิดประตู พบว่าฉากด้านในแตกต่างจากที่จินตนาการไว้พอสมควร
ก่อนจะเข้ามา มันเคยจินตนาการไว้ว่า ภายในห้องเล่นไพ่จะต้องมีคนยืนมุงรอบโต๊ะตัวยาวจำนวนมาก รอเล่นเท็กซัสโปเกอร์หรือไม่ก็ไพ่ชนิดอื่น ใครจะไปคิดว่าในห้องที่มีคนอยู่ราวเจ็ดแปดชีวิต จะไม่มีใครเล่นเท็กซัสโปเกอร์เลย ด้านหน้าแต่ละคนมีเพียงกระดาษเปล่าที่คล้ายกับถูกใช้บันทึกบางสิ่ง นอกเหนือจากนั้น บนโต๊ะยังมีแค่ปากกาและลูกเต๋าหลายเหลี่ยม
อาศัยสัญชาตญาณ เอ็มลินจ้องไปยังคนตัวเล็กสุดด้านใน อีกฝ่ายเป็นเด็กหนุ่มเจ้าของดวงตาสีแดงสด อายุราวสิบห้าสิบหก
“เอียน?” เอ็มลินถามเพื่อยืนยัน
เอียนพยักหน้าและยิ้มตอบ
“ถูกต้อง คุณสุภาพบุรุษตรงนั้นต้องการสิ่งใด? หรืออยากร่วมเล่นเกมนี้กับพวกเรา?”
“เกม?” เอ็มลินถามตามความเคยชิน
เอียนหัวเราะในลำคอ
“ถูกต้อง เกม… ผมไม่ชอบเล่นไพ่หรือบิลเลียด แต่ในเมื่ออยู่ที่นี่ทั้งวันก็ต้องหาอะไรทำ ผมได้แรงบันดาลใจมาจากชีวประวัติของจักรพรรดิโรซายล์ จึงรวบรวมคนจำนวนหนึ่งมานั่งด้วยกัน ผจญภัยบนแผ่นกระดาษ… ภายในเกมชนิดนี้ คุณจะเป็นใครก็ได้ขอเพียงรักษากฎ ไม่ว่าจะแพทย์ นักผจญภัยที่ชอบกินผัก นักสืบเอกชนที่ชอบพกประแจกับท่อเหล็ก หรือนักโบราณคดีที่ชอบสรรหาสิ่งแปลกใหม่ ทุกคนจะร่วมทางกัน ผจญภัยภายในปราสาท ค้นหาเรื่องราวลึกลับที่ซ่อนอยู่ ต่อสู้กับสัตว์ประหลาดจำนวนมาก”
“ฟังดูน่าสนใจ” เอ็มลินสัมผัสได้ว่า เกมนี้เหมาะกับตนอย่างอธิบายไม่ถูก
“ฮะฮะ อยากเล่นด้วยกันไหม? พวกเรากำลังเดินทางไปเผชิญหน้ากับแวมไพร์โบราณที่แข็งแกร่ง อีกฝ่ายมีหน้าตาหล่อเหลา แต่ใต้ผิวหนังมีตุ่มหนองพุพองเพราะเลือดกำลังเดือดพล่าน” เอียนชักชวนอย่างกระตือรือร้น
ผีดูดเลือด! ขอบคุณ! เอ็มลินมุมปากกระตุกเล็กน้อย กล่าวเข้าประเด็น
“ผมมีงานมาให้คุณทำ”
“เข้าใจแล้ว… ไปคุยห้องข้างๆ ดีกว่า” เอียนยืนขึ้นในสภาพสวมหมวกปีกสั้นทรงโดมและย่ามโทรมๆ
ห้องถัดไปเป็นห้องเล่นบิลเลียด ไม่มีใครอยู่ด้านใน หลังจากตรวจสอบจนแน่ใจ เด็กหนุ่มมาดสุขุมลงกลอนปิดประตูมิดชิด หันไปทางเอ็มลิน
“มิสเตอร์ ผมไม่รู้จักคุณมาก่อน ไม่ทราบว่าใครเป็นคนแนะนำมา”
เอ็มลินเชิดคางเล็กน้อย ยิ้มและตอบ
“เชอร์ล็อก·โมเรียตี้”
กล่าวจบ มันหันไปรอบตัว ยกมือขึ้นบีบจมูก
“นักสืบโมเรียตี้นี่เอง…” เอียนถอนหายใจโล่งอกโดยไม่พยายามเก็บซ่อน “ค่อยวางใจหน่อย ว่าแต่… เขาไปพักร้อนที่อ่าวเดซีย์ใช่ไหม? ตอนนี้กลับมาแล้วหรือยัง”
เอ็มลินลดมือขวาลง กล่าวหน้านิ่ง
“ยัง… ผมลองแวะไปบ้านหลังที่เขาเช่าแล้ว แต่ก็ไม่พบใคร… ว่ากันตามตรง การหยุดยาวช่วงปีใหม่ควรสิ้นสุดลงตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมกราคม แต่ตอนนี้ย่างเข้าเมษายนแล้ว”
“ห…หรือว่าจะเกิดอุบัติเหตุ?” เอียนถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล
หลังจากเอ็มลินจินตนาการถึงความแข็งแกร่งและลึกลับของเชอร์ล็อก·โมเรียตี้ มันส่ายศีรษะเล็กน้อย
“คงกำลังพัวพันกับคดีซับซ้อนมากกว่า”
เอียนไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ เปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“ผมควรเรียกคุณว่าอะไร? แล้วมีงานแบบไหนให้ทำ”
“มิสเตอร์ไวท์… เรียกผมว่ามิสเตอร์ไวท์” เอ็มลินหยิบกระดาษที่คล้ายกับใบค่าหัวออกมาถือ “ตามหาเบาะแสของคนทั้งห้า”
เอียนรับกระดาษ ตรวจสอบสักพักก่อนจะกล่าว
“ยี่สิบปอนด์สำหรับเบาะแสสำคัญ หนึ่งร้อยห้าสิบปอนด์สำหรับการระบุตำแหน่งที่แม่นยำ… ตกลงไหม?”
“ตกลง” ความรู้สึกแรกของเอ็มลินคือ ราคาค่อนข้างถูก
เมื่อเทียบกันแล้ว ข้อเสนอที่ตนยื่นให้ชุมนุมทาโรต์นับว่าแพงไปมาก
เอียนพับกระดาษเก็บ เงยหน้าซักถาม
“มิสเตอร์ไวท์ ถ้าผมพบเบาะแส สามารถแจ้งคุณได้ที่ไหน?”
“ย่านทิศใต้ของสะพาน โบสถ์ฤดูเก็บเกี่ยว” เอ็มลินตอบในสิ่งที่เตรียมไว้
ได้ยินเช่นนั้น เอียนครุ่นคิดและถามอย่างประหลาดใจ
“คุณเป็นผู้ศรัทธาของพระแม่ธรณี? …หาได้ยากมากในกรุงเบ็คลันด์”
“ไม่ใช่!” เอ็มลินส่ายหน้าหนักแน่น “แค่ทำงานอาสาสมัคร”
ไม่รอให้เอียนกล่าวต่อ เอ็มลินชิงถาม
“ทำไมคุณถึงมีตาสีแดง”
มันอยากถามเช่นนี้ตั้งแต่แรกพบ เพราะตามปรกติแล้ว ดวงตาสีแดงคือสัญลักษณ์ของผีดูดเลือดมาตั้งแต่โบราณกาล แต่ในยุคสมัยที่สี่ มนุษย์และผีดูดเลือดเริ่มใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะพลเมืองจักรวรรดิ เมื่อความสัมพันธ์แน่นแฟ้น ลูกหลานที่เป็นพันธุ์ผสมจึงถือกำเนิดและสืบทอดดวงตาสีแดงมาจนถึงปัจจุบัน กลายเป็นสีตาหนึ่งที่หายากของมนุษย์
สรุปโดยสั้น มนุษย์ตาแดงทุกคนมีบรรพบุรุษเป็นผีดูดเลือด
เอียนตอบด้วยสีหน้าไม่มั่นใจ
“ได้มาจากพ่อ… แต่ผมรู้แค่นั้น เพราะโตมาในฐานะเด็กกำพร้า”
คงไม่ได้เกี่ยวพันกับผีดูดเลือดสินะ… เอ็มลินผิดหวังเล็กน้อย ก่อนจะจ่ายเงินล่วงหน้ายี่สิบปอนด์ หันหลังและเดินออกจากห้องบิลเลียด
รอจนกระทั่งอีกฝ่ายลับสายตา เอียนยังไม่กลับไปที่ห้องเล่นไพ่ เพียงเดินไปปิดประตูให้สนิทและพูดกับอากาศ
“นักสืบโมเรียตี้ยังไม่กลับมาที่เบ็คลันด์… ผมเริ่มเป็นห่วงเขาแล้วสิ”
ทันใดนั้น ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าภายในห้อง ใบหน้าสีขาวซีด รูปโฉมงดงาม สวมหมวกอ่อนใบเล็กและชุดโกธิกซับซ้อนของชาววัง ไม่ใช่ใครนอกจาก ‘วิญญาณอาฆาต’ ชารอน
“เขากำลังไปได้ดี” ชารอนตอบอย่างมั่นใจ ก่อนหายตัวไปอีกครั้ง
“คุณก็พูดแบบนี้ตลอด… ติดต่อกับเขาบ่อยหรือ?” เอียนกระซิบกระซาบ เดินไปหยิบหนังสือพิมพ์ตรงมุมห้องบิลเลียด
ฉบับบนเป็น ‘หนังสือพิมพ์ทัสซอค’ ส่วนฉบับล่างเป็น ‘ข่าวทางทะเล’ ซึ่งแต่เดิมเป็นการรายงานข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ภายในอาณานิคมโลเอ็น รวมไปถึงเหตุการณ์ทางทะเลอื่นๆ ประปราย แต่เนื่องจากติดข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี กว่าข้อมูลทางทะเลจะถูกส่งมาถึงเบ็คลันด์ก็กลายเป็นข่าวเก่าล้าสมัยแล้ว ไม่ค่อยมีประโยชน์สำหรับคนที่ต้องการติดตามข่าวอย่างจริงจัง ส่งผลให้ยอดขายไม่ดีนัก
แต่ในช่วงหลัง ด้วยนโยบายของหัวหน้าบรรณาธิการคนใหม่ รูปแบบของหนังสือพิมพ์ทางทะเลจึงเปลี่ยนไป กลายเป็นการนำเสนอข่าวลือมากมายในมหาสมุทร รวมไปถึงเรื่องราวลึกลับสุดพิสดารของโจรสลัดและนักผจญภัย คล้ายกับเป็นนิยายมากกว่าการรายงานข่าว
แต่เหนือความคาดหมาย การนำเสนอในทำนองนี้กลับได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะเนื้อหาเกี่ยวกับภูตผีและขุมทรัพย์ กลายเป็นว่า ในทุกผับจะมีกลุ่มคนที่พอจะอ่านหนังสือออก มาโอ้อวดอวดข่าวใหม่ๆ ให้คนที่อ่านหนังสือไม่ออกฟัง ถึงข่าวลือเหล่านี้จะฟังดูเกินจริงไปมาก แต่ก็เพียงพอสำหรับการสร้างความบันเทิง
เอียนพลิกหนังสือพิมพ์สุ่มๆ และแทบไม่พบข่าวที่น่าสนใจ มีเพียงบางหัวข้อจาก ‘ข่าวทางทะเล’ ที่ชวนให้อ่าน
“ตามรายงาน ในช่วงเย็นวันที่ 25 มีนาคม กองเรือของ ‘ราชาอมตะ’ เปิดฉากโจมตีใส่เรือสินค้าที่แล่นจากไบลัมตะวันโดยมีจุดหมายเป็นจักรวรรดิฟุซัค พวกมันประสบความสำเร็จในการปล้นสินค้าและเงินสดทั้งหมด นอกจากนั้น ‘จอมเชือด’ จิลเซียสยังทำตัวเหี้ยมโหดสมฉายา สังหารทุกคนบนเรือจนเกลี้ยง…”
พวกโจรสลัดช่างอุกอาจ… เอียนส่ายหน้า วางหนังสือพิมพ์ลง เดินกลับไปที่ห้องเล่นไพ่ ดำเนินเกมของตัวเองต่อ
ภายนอกผับ เอ็มลินขึ้นรถม้า เอนหลังพิงพนัก จ้องมองไฟถนนที่ค่อยๆ แล่นผ่านสองข้างทาง
มันบีบจมูกอีกครั้ง ส่งเสียงพึมพำ
“วิญญาณอาฆาต…? พ่อค้าอาวุธเถื่อนที่ชื่อเอียนนั่น… ไม่เลวทีเดียว”
เอ็มลินหลับตาลง เริ่มคาดหวังความสำเร็จจากงานที่ฝากฝัง
…
แสงแดดสาดส่องจากหน้าต่าง ย้อมห้องกัปตันให้กลายเป็นสีทองอร่าม
เอ็ดวิน่ากำลังนั่งบนเก้าอี้ ถือหนังสือ มองไปยังฝั่งตรงข้าม
“หมายความว่า คุณเชื่อว่าจักรวรรดิทั้งสามซึ่งประกอบด้วยโซโลมอน ทรันซอสต์ และทูดอร์ เคยอยู่ร่วมยุคสมัยเดียวกัน?”
“ถ้าไม่ใช่แบบนั้น ‘สงครามสี่จักรพรรดิ’ ก็คงเกิดขึ้นไม่ได้” ไคลน์ตอบห้วน
ชายหนุ่มกำลังถือ ‘หนังสือแห่งสามโลก’ หนึ่งในงานเขียนของโรงเรียนชีวิต เนื้อหาอธิบายเกี่ยวกับโลกแห่งวัตถุ โลกวิญญาณ และโลกที่อยู่เหนือเหตุผล ภายในหนังสือมีข้อมูลเกี่ยวกับยันต์เขียนไว้พอสมควร เป็นข้อมูลในเชิงลึก ส่งผลให้วันนี้ทั้งวัน ไคลน์ทุ่มสมาธิจดจ่อกับหนังสือโดยไม่สนใจสิ่งอื่น หวังว่าจะพบวิธีใช้งานคทาเทพสมุทรและหนอนกาลเวลาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นอกจากนั้นไคลน์ยังพบว่า กรุหนังสือของพลเรือโทธารน้ำแข็งประกอบด้วยเอกสารโบราณที่ครอบคลุมศาสตร์เร้นลับหลายแขนง สิ่งนี้ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของโบสถ์ ‘เทพปัญญาความรู้’ ที่สนับสนุนเอ็ดวิน่าอยู่เบื้องหลังสักเท่าไร เพราะเท่าที่ไคลน์ทราบ ความรู้ในเชิงศาสตร์เร้นลับนั้นห้ามเปิดเผยให้คนภายนอกโบสถ์รับรู้
ขณะเอ็ดวิน่าเตรียมถาม เธอพบว่าความเร็วของฝันทองคำค่อยๆ ลดลง จึงมองออกไปนอกหน้าต่าง ตรวจสอบสักพักและกล่าว
“ถึงบายัมแล้ว”
“…” โชคดีที่อีกฝ่ายเสนอตัวมาเอง… ไม่อย่างนั้น การขอยืมสินค้ามูลค่าสูงมาตรวจสอบก่อนซื้อค่อนข้างเป็นเรื่องน่าละอาย… ไคลน์โล่งใจเล็กๆ ก่อนจะเปล่งเสียงอย่างชัดถ้อยชัดคำหลังจากนึกทบทวนอุปนิสัยของเกอร์มัน·สแปร์โรว์
“ผมไม่ต้องการเอาเปรียบใคร”
กล่าวจบ ชายหนุ่มเริ่มเกิดความเสียดาย กังวลว่าพลเรือโทธารน้ำแข็งจะเปลี่ยนใจไปจริงๆ
ดวงตาสีฟ้าอ่อนของเอ็ดวิน่ากลอกไปทางอื่นเล็กน้อย
“ฉันมีเงื่อนไขหนึ่งข้อ หากไขปริศนาของมันได้ คุณต้องบอกคำตอบให้ฉันทราบ”
ฟู่ว… ไคลน์ไม่รีบตอบสนอง เพียงพยักหน้า
“ตกลง”
หลายสิบวินาทีถัดมา ชายหนุ่มถือกุญแจสีดำขนาดใหญ่เท่าพิน เดินกลับไปที่ห้องพักของตัวเอง
ในหนนี้ มีเสียงเพลงดังมาจากดาดฟ้าฝั่งหัวเรือ
“ดวงตาของเธอช่างมีเสน่ห์ราวกับแสงแดดยามเช้า~”
“ทุกค่ำคืนอันมืดมิด ฉันเดินคนเดียวอย่างเศร้าใจ รอคอยแสงสว่างของวันถัดไปอย่างอดทน~”
“โอ้~ ดวงตาของเธอช่างมีเสน่ห์ราวกับแสงแดดยามเช้า~”
ไคลน์เดินมาที่หน้าต่างตามความเคยชิน ชำเลืองสายตาออกไปด้านนอก เห็นกองไฟกำลังลุกไหม้และลูกเรือที่ไม่มีการมีงานทำของฝันทองคำกำลังล้อมวง บ้างย่างปลาหรือเนื้อ บ้างเต้นตามจังหวะเพลงของ ‘นักร้อง’ ออร์ฟิอุสอย่างมีชีวิตชีวา บรรยากาศกำลังเริงร่าสุดขีด
ขณะกลิ่นหอมอันเย้ายวนของมันย่างลอยฟุ้งขึ้นไปในอากาศ ไคลน์เห็นแอนเดอร์สัน·ฮู้ดยืนปะปนกับกลุ่มโจรสลัด ดื่มจัดหนัก กินจัดเต็ม บ้างแหกปากตะโกนเป็นครั้งคราว เล่าเรื่องขำขันอีกเล็กน้อย คล้ายกับเป็นหนึ่งในสมาชิกฝันทองคำ ไม่ถูกกีดกันเหมือนในตอนแรก ส่วนเดนิสยังไม่ปรากฏตัว อย่างน้อยไคลน์ก็ไม่พบว่าอีกฝ่ายอยู่ใกล้กับ ‘กายาเหล็ก’ หรือ ‘ถังไม้’
ตราบเท่าที่ไม่ปากเสีย แอนเดอร์สันมีมนุษยสัมพันธ์ที่น่าทึ่งมาก… คงเป็นหนึ่งในพลังของ ‘นักวางแผน’ สำหรับรวบรวมข้อมูล… นอกจากนั้น แอนเดอร์สันอาจโยนความเกลียดชังมาไว้ที่เราแล้ว…
หลังจากเหตุการณ์วันนี้ ไม่รู้ว่าเดนิสจะเกิดแรงกระตุ้นบ้างไหม… หากหมอนั่นค่อยๆ พัฒนาตัวเองจนแข็งแกร่ง บริวารของ ‘เดอะฟูล’ ก็จะไม่ได้มีแค่เราคนเดียว ไม่ต้องทำตัวเป็น ‘ทรีอินวัน’ อีกต่อไป… หึหึ ในที่สุด เทพซ่อนเร้นอย่างเราก็มีสาวกจริงๆ กับเขาเสียที มีบริวารที่สามารถออกคำสั่งได้โดยตรง ถึงตอนนี้จะแค่เดนิสคนเดียวเถอะ… เรียกได้ว่ายังค่อนข้างน่าสมเพช…
ไคลน์ถอนหายใจ เตรียมตัวประกอบพิธีกรรมเพื่อสังเวย ‘กุญแจคนยักษ์’ เข้าไปในมิติเหนือสายหมอกสีเทา
ทันใดนั้น ชายหนุ่มสัมผัสถึงบางสิ่งได้กะทันหัน จึงเปิดเนตรวิญญาณตามสัญชาตญาณและมองไปด้านข้าง
กองกระดูกมายาเริ่มทับถมและรวมตัวเป็นผู้ส่งสารที่มีเปลวไฟสีดำลุกโชนในเบ้าตา
ร่างกายส่วนใหญ่ของผู้สงสารจมอยู่ชั้นล่าง ศีรษะจึงอยู่ระดับเดียวกับเกอร์มัน·สแปร์โรว์ มิได้ทะลุผ่านเพดานด้านบนเหมือนทุกที อย่างไรก็ตาม ฝ่ามือที่ถือจดหมายยังคงมีขนาดมหึมา คล้ายกับสามารถบีบศีรษะไคลน์ให้แหลกคามือ
ครั้งนี้มิสเตอร์อะซิกตอบกลับเร็วมาก… ไคลน์พยักหน้า รับกระดาษมาถือและคลี่อ่าน
ขณะเตรียมสำรวจเนื้อหา ชายหนุ่มพบว่าผู้ส่งสารโครงกระดูกยังคงยืนรออยู่ในจุดเดิม แตกต่างจากปรกติที่จะหายตัวไปทันทีหลังจากส่งจดหมายเสร็จ
“มีอะไรหรือ” ไคลน์ถามด้วยน้ำเสียงเจือความฉงน
กล่าวจบ ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว ชายหนุ่มจึงตอบกลับไป
“ถ้าต้องตอบจดหมาย ฉันจะเป็นฝ่ายเรียกเอง”
ผู้ส่งสารโครงกระดูกพยักหน้าขนาดมหึมา จากนั้น ร่างกายสีขาวเริ่มสลายตัวในลักษณะคล้ายน้ำตก ส่งตัวเองกลับไปยังโลกแห่งความตาย
“คราวก่อน มาดามไรเนตต์·ไทน์เคอร์ก็รอเราตอบจดหมายเหมือนกัน มาครั้งนี้เป็นผู้ส่งสารโครงกระดูก… หรือนี่จะเป็นข้อบังคับใหม่ของวงการผู้ส่งสาร? หึหึ… สิ่งที่เรียกว่า ‘วงการผู้ส่งสาร’ ไม่น่าจะมีอยู่จริง ขนาดเรายังสามารถเลือกผู้ส่งสารได้ด้วยตัวเอง แถมส่วนใหญ่ยังส่งจดหมายเป็นงานนอกเวลาเท่านั้น… อา… ผู้ส่งสารโครงกระดูกแผ่บรรยากาศไม่ค่อยเป็นมิตรสักเท่าไร… ไคลน์ส่ายหน้า มิได้หมกมุ่นกับประเด็นดังกล่าว เบนความสนใจมาอยู่กับจดหมายของมิสเตอร์อะซิก
“…สรุปโดยสั้น การเลื่อนเป็นลำดับ 4 หมายถึงการครอบครองเศษเสี้ยวความเป็นเทพ ร่างกายจะค่อยๆ พัฒนาไปเป็นสัตว์ในตำนาน กระบวนการนี้จะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงลำดับ 2 ของเส้นทาง ดังนั้น ช่องว่างระหว่างเทวทูตและนักบุญจึงค่อนข้างกว้าง ในสมัยอดีตกาล เทวทูตถึงกับถูกเรียกว่าเทพบริวาร”
“ครึ่งเทพทั้งหมด รวมไปถึงนักบุญและเทวทูต ล้วนมีเอกลักษณ์ของสัตว์ในตำนานที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดจะเป็นร่างอมนุษย์ที่อัดแน่นไปด้วยมวลความรู้อันซับซ้อน กลิ่นอายของเทพ และสัญลักษณ์ลึกลับที่เกี่ยวข้อง… หากมนุษย์ธรรมดาคนใดเผลอจ้องมอง ร่างกายจะได้รับความเสียหายหนักหน่วง อาจถึงขั้นกลายเป็นบ้าในพริบตา และยิ่งระดับของครึ่งเทพสูงขึ้น ความเสียหายดังกล่าวจะยิ่งทวีคูณจนยากจะต้านทาน ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตประเภทนี้ต้องคอยควบคุมตัวเองตลอดเวลา ห้ามเปิดเผยร่างสัตว์เทพโดยเด็ดขาด มิฉะนั้น ลำพังการมีตัวตนอยู่ก็มากพอจะสร้างหายนะครั้งใหญ่”
“สำหรับครึ่งเทพ หนึ่งในอาการที่บ่งชี้ว่าใกล้คลุ้มคลั่งคือภาวะเสียสติ หากสิ่งนั้นเกิดขึ้น พวกเขาจะไม่สามารถควบคุมร่างสัตว์ในตำนานได้”
“อย่างไรก็ตาม ร่างสัตว์ในตำนานของนักบุญนั้นยังไม่สมบูรณ์แบบ จะยังหลงเหลือจุดเด่นของเผ่าพันธุ์ให้เห็น หรือกล่าวโดยสั้น กว่าจะได้ครอบครองร่างสัตว์ในตำนานที่สมบูรณ์ อย่างน้อยก็ต้องอยู่ในลำดับ 2”
เราไม่แน่ใจว่าเลือดที่มาดามเฮอร์มิทต้องการ คือเลือดของสัตว์ในตำนานร่างสมบูรณ์ หรือสามารถอนุโลมเป็นร่างไม่สมบูรณ์ได้… ไม่แน่ใจว่าเลือดจากรกของวิล·อัสตินในวันคลอดจะใช้ได้ไหม… ในฐานะที่หมอนั่นเป็นถึง ‘อสรพิษแห่งชะตา’ ผู้มีลำดับ 1 สัตว์ในตำนานคงเป็นร่างสมบูรณ์อย่างไม่ต้องสงสัย แต่รู้ไม่ว่าการเกิดใหม่จะส่งผลอย่างไรบ้าง… คงต้องรอรวบรวมข้อมูลอีกสักพัก จึงค่อยเขียนคำถามลงบนนกกระเรียนกระดาษทีเดียว… อา… โอกาสเขียนเหลือแค่สองครั้ง ต้องระมัดระวังพอสมควร แต่อีกไม่นานเราก็กลับไปถึงเบ็คลันด์แล้ว… คิดถึงตรงนี้ ไคลน์เริ่มคำนวณช่วงเวลาที่ ‘อสรพิษแห่งชะตา’ จะคลอดออกจากครรภ์มารดา
ชายหนุ่มจดจำรายละเอียดได้ไม่มากนัก จากความทรงจำล่าสุด วิล·อัสตินเริ่มอยู่ในครรภ์มารดาเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน และตอนนี้เป็นช่วงกลางเดือนเมษายน
หมายความว่าจะคลอดแถวๆ กรกฎาคม? อาจจะเร็วกว่านั้น… ไคลน์ไม่กล้าฟันธง เพราะเหนือสิ่งอื่นใด บนโลกเก่า ลำพังแฟนมันยังไม่เคยมี ไม่ต้องพูดถึงภรรยาและลูก
ชายหนุ่มรีบเปลี่ยนประเด็น สลัดความคิดดังกล่าวทิ้งชั่วคราว เริ่มประกอบพิธีกรรมสังเวย ‘กุญแจคนยักษ์’ ถึงตัวเอง – เหตุผลที่ไม่ใช่ร่างวิญญาณหยิบขึ้นไป เพราะกุญแจมีน้ำหนักค่อนข้างมาก ร่างวิญญาณไม่มีเรี่ยวแรงมากพอจะขยับเขยื้อน
เพียงไม่นาน ชายหนุ่มส่งตัวเองเข้ามายังมิติหมอกสีเทา บังคับให้กุญแจเหล็กสีดำขนาดมหึมาลอยไปบนโต๊ะทองแดงยาว ก่อนจะลงมือตรวจสอบทุกซอกมุม
หลังจากยืนยันว่าไม่พบสิ่งผิดปรกติ ไคลน์เสกกระดาษและปากกา เขียนประโยคทำนาย
“สถานที่ที่เกี่ยวข้องกับกุญแจดอกนี้”
ในท่าถือกระดาษและจับกุญแจ ไคลน์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ หลับไปพร้อมกับเสียงสวดวิงวอนแผ่วเบา
ทันใดนั้น ภาพแรกที่ปรากฏท่ามกลางโลกมายาสีเทาคือม่านแสงลักษณะบิดเบี้ยว ถัดมา จอภาพขยายเข้าไป เผยให้เห็นประตูคู่บานใหญ่ที่สูงกว่าสิบเมตร
บานประตูมีสีโทนหลักเป็นฟ้าและเทา มีสัญลักษณ์และลวดลายสลักไว้ทั้งสองด้านอย่างสมมาตร มอบกลิ่นอายความเคร่งขรึมและลึกลับ
แสงยามเย็นสะท้อนลงบนพื้นผิวอย่างเจือจาง มอบความรู้สึกหม่นหมองราวกับวันสิ้นโลกและความมืดมิดอันเป็นนิรันดร์กำลังคืบคลานเข้าใกล้
จากนั้น ไคลน์สังเกตเห็นร่องลึกบนผิวประตูฝั่งซ้าย ยาวสามถึงสี่เมตร ปลายข้างหนึ่งของร่องมีหลุมมืดขนาดเท่ากำปั้นผู้ใหญ่
ภาพความฝันแตกละเอียดในพริบตา ไคลน์ได้สติ
“บานประตูคล้ายกับที่อยู่ในอารามสีดำ แต่โทนสีแตกต่างกัน… แสงแดดยามเย็น… ถ้าให้เราถอดความหมาย นี่คงเป็นหนึ่งในบานประตูของวังราชาคนยักษ์… หรือว่า… ม่านโปร่งแสงที่บิดเบี้ยวจะหมายถึงเขตกั้นแบ่งระหว่างวังราชาคนยักษ์และดินแดนเทพทอดทิ้ง? เข้าใจแล้วว่าทำไม ทั้งที่มีมิติหมอกคอยช่วยขจัดการรบกวน แต่เรากลับไม่สามารถทำนายถึงวังราชาคนยักษ์ได้สักที… ไคลน์ใช้นิ้วเคาะขอบโต๊ะที่มีลวดลายเก่าแก่พลางครุ่นคิดบางสิ่ง
มันตัดสินใจที่จะซื้อกุญแจคนยักษ์ดอกนี้!
หลังจากนำเงินห้าพันปอนด์ออกมายังโลกจริง ไคลน์เก็บกวาดขว้างของบนโต๊ะ ถือปึกเงินก้อนใหญ่ออกจากห้องพัก เดินตรงไปทางห้องกัปตันฝันทองคำ
หึหึ… ค่าหัวของ ‘ผู้ปลดปล่อยแรงกระหาย’ จิลเซียสเทียบเท่ากุญแจคนยักษ์บวกกับอีกหนึ่งพันปอนด์… ไคลน์ชำเลืองธนบัตรในมือ เคาะประตูห้องพลเรือโทธารน้ำแข็ง
สิ้นเสียง ‘แอ๊ด’ เอ็ดวิน่าปรากฏตัวหน้าประตู เมื่อเหลือบเห็นเงินสดที่เกอร์มัน·สแปร์โรว์กำลังถือ หญิงสาวขมวดคิ้วด้วยดวงตาเบิกกว้าง กล่าวเสียงสดใส
“คุณได้ผลลัพธ์แล้วหรือ”
ไคลน์ ‘อืม’ เล็กๆ พร้อมกับอธิบาย
“ได้ผลลัพธ์แล้ว… กุญแจดอกนี้เกี่ยวข้องกับวังราชาคนยักษ์”
“วังราชาคนยักษ์ในตำนาน?” เอ็ดวิน่าซักถามด้วยดวงตาส่องประกาย
ไคลน์พยักหน้าแผ่วเบาเป็นเชิงยืนยัน
เอ็ดวิน่าขยับริมฝีปากเล็กน้อย คล้ายกับต้องการถามบางสิ่ง แต่สุดท้ายก็มิได้กล่าวคำใด เพียงรับเงินสดห้าพันปอนด์ไปถือ
หญิงสาวมองกลับไปยังชั้นหนังสือภายในห้อง ครุ่นคิดสักพักก่อนจะกล่าวกับไคลน์
“ถ้าต้องการ คุณสามารถยืมพวกมันไปอ่านได้ระหว่างวัน”
เงื่อนไขเดียวก็คือ… ไคลน์เดาประโยคถัดไปของพลเรือโทธารน้ำแข็ง
“เงื่อนไขเดียวก็คือ… ถ้าคุณมีเวลาว่าง ต้องมาคุยกับฉันในหัวข้อเกี่ยวกับประวัติศาสตร์” กล่าวจบ ดวงตาเอ็ดวิน่าทวีความสดใส
ไคลน์หัวเราะในลำคอ ตอบหลังจากครุ่นคิด
“ตกลง… แต่ผมจะไม่ตอบทุกคำถาม”
ขณะเดียวกัน ชายหนุ่มภาวนาในใจ
ขอให้ในกรุหนังสือของพลเรือโทธารน้ำแข็ง มีหนังสือสอนการสร้างยันต์ระดับสูง…
“ไม่มีปัญหา” เอ็ดวิน่าขยับริมฝีปาก สีหน้าเผยความสุขอย่างชัดเจน
“เจอกันพรุ่งนี้” ไคลน์ถอดหมวกลงมาทาบหน้าอก กล่าวคำอำลา
เอ็ดวิน่าตอบรับอย่างจริงใจ
“เจอกันพรุ่งนี้”
…
กรุงเบ็คลันด์ ถนนประตูเหล็ก ด้านนอกผับวีรบุรุษ
เอ็มลิน·ไวท์เดินลงจากรถม้า ผลักประตูไม้และเข้าไปผับ
กลิ่นด้านในลอยฟุ้งจนเอ็มลินอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นมาบีบจมูกด้วยสีหน้ารังเกียจ
ในการแข่งขันล่าสาวกของดวงจันทร์บรรพกาล มันแทบไม่มีความคืบหน้าใดเลย จึงวางแผนมาเยือนผับวีรบุรุษที่เชอร์ล็อก·โมเรียตี้มักเอ่ยถึงบ่อยครั้ง เพื่อตามหาตัว ‘เอียน’ – พ่อค้าอาวุธเถื่อนที่ดูเหมือนจะคุ้นเคยกับการขายข่าว – สำหรับชื่อของรายหลัง เอ็มลินได้ยินมาจากแหล่งข่าวอื่นก่อนจะแวะมาที่นี่
อดีตทหารโลเอ็นที่กำลังเฝ้าปากทางเข้าถ้ำ รอนเซล·เอ็ดเวิร์ด พลันออกอาการสั่นเทา ดวงตาทั้งสองจับจ้องสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่ร่อนลงจากท้องฟ้า โฉบลงบนหินก้อนใหญ่ที่ล้อมรอบด้วยชั้นน้ำแข็งหนาในบริเวณใกล้เคียง ปีขนาดยักษ์สองข้างสยายออกกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งบดบังแสงสว่างโดยรอบเกือบหมด
เกล็ดมายางดงามคล้ายผลึกน้ำแข็ง ดวงตามังกรสีฟ้าแฝงความดุร้ายอย่างเต็มเปี่ยม ในแวบแรกที่รอนเซลเห็น มันตระหนักถึงอันตรายได้จากก้นบึ้งหัวใจ ท่าทีตอบสนองแรกคือการถือดาบเหล็กดำกระโจนไปด้านข้าง พยายามม้วนตัวกลิ้งออกจากตำแหน่งเดิม
แทบจะในเวลาเดียวกัน ‘ราชาแดนเหนือ’ มังกรน้ำแข็งยูลิเซี่ยนอ้าปากกว้าง พ่นเกลียวเปลวเพลิงสีฟ้าเย็นยะเยือกและเงียบงันเข้าใส่ปากถ้ำ ตลอดทางที่คลื่นพลังพุ่งผ่าน ห้วงมิติพลันจับตัวเป็นน้ำแข็งในพริบตา!
ผ่านไปไม่กี่อึดใจ เปลวเพลิงสีฟ้าเย็นเยียบแปรสภาพเป็นคลื่นแสงมายา พรั่งพรูเข้าไปในถ้ำอันมืดมิดอย่างบ้าคลั่ง ทุกจุดที่พุ่งผ่านล้วนถูกแช่แข็ง
แม้ว่าหัวใจไคลน์จะกำลังสูบฉีดอย่างบ้าคลั่งหลังจากได้ยินคำว่า ‘เทวทูตจินตภาพ อาดัม’ จนทำให้หวนนึกถึงคำอธิบายของจักรพรรดิโรซายล์เกี่ยวกับ ‘สภานักสิทธิ์สนธยา’ ที่ว่า — “จุดประสงค์ของพวกเขาคือการคืนชีพให้พระผู้สร้างต้นกำเนิด มีอาวุโสหลายคนขององค์กรเป็นครึ่งเทพบนเส้นทาง ‘ผู้ชม’ นอกจากนั้นยังเป็นผู้ถือครอง ‘เอกลักษณ์’ ของเส้นทางดังกล่าว สมาชิกจะเข้าร่วมการชุมนุมผ่าน ‘ดินแดนความฝันที่แท้จริง’ ซึ่งเชื่อมต่อกับชายฝั่งตะวันตกและตะวันออกของทวีป และเมื่อใดที่นามขององค์กรถูกเอ่ยถึง พวกเขาจะทราบได้ทันที” แต่ถึงอย่างนั้น ไคลน์ก็ยังมีสมาธิตอบสนองต่อเหตุการณ์อันตรายตรงหน้า
ชายหนุ่มกระโจนออกด้านข้าง หลบเข้าไปในส่วนเว้าโค้งของถ้ำ พยายามใช้ผนังเป็นกำบังสำหรับป้องกันการโจมตีที่กำลังจะมาถึง
ทว่า แสงสีฟ้าราวกับน้ำแข็งได้ถาโถมเข้ามาดุจดังคลื่นยักษ์ ท่วมท้นทุกซอกมุมของถ้ำ หมายแช่ทุกสรรพสิ่งให้กลายเป็นน้ำแข็ง ด้วยสภาพแวดล้อมอันเลวร้ายดังกล่าว เหยื่อภายในถ้ำแทบไม่มีโอกาสหลบพ้น
ขณะเห็นว่าบรรยากาศรอบตัวกำลังจะกลายเป็นโลงศพน้ำแข็ง ร่างกายขนาดมหึมาสีฟ้าอมเทาพลันปรากฏตรงหน้าไคลน์
คนยักษ์กรอซายเดินย่างสามขุมอย่างไร้สุ้มเสียง คุกเข่าลงหนึ่งข้าง เสียบดาบยักษ์ที่ใหญ่กว่าบานประตูของมนุษย์ลงบนพื้นเบื้องหน้าโดยหันส่วนคมออกจากลำตัว
แสงรุ่งอรุณพลันสาดส่อง กำแพงมายาโผล่ขึ้นจากความว่างเปล่า ห่อหุ้มกรอซายไว้ทุกทิศทาง ช่วยปกป้องทุกคนที่อยู่ด้านหลัง
‘คลื่นน้ำ’ สีฟ้าเย็นเยียบเริ่มถาโถม ปะทะกับคมดาบเป็นสิ่งแรกจนคลื่นถูกผ่าออกเป็นสองซีก แยกย้ายพุ่งใส่กำแพงแสงรุ่งอรุณทั้งสองฝั่ง!
ทัศนวิสัยไคลน์และคนที่เหลือพลันดำมืด ก่อนจะกลับมาสว่างอีกครั้งจากแสงไฟดวงเล็ก ๆ
ทุกคนกำลังเห็นสองสิ่ง หนึ่งคือกองไฟที่ดับมอดไปแล้ว และอีกหนึ่งคือแสงสลัวจากภายนอกที่พยายามทะลวงผ่านก้อนน้ำแข็งหนาจนเกิดการหักเหหลายครั้ง
ในวินาทีปัจจุบัน กรอซายและทุกสิ่งด้านหน้าได้กลายเป็นน้ำแข็งทุกตารางนิ้ว คนยักษ์สีฟ้าอมเทาดูราวกับเป็นแมลงที่ติดอยู่ในก้อนอำพัน!
ไม่กี่อึดใจถัดมา ดาบใหญ่ที่เสียบลงบนพื้นเริ่มระเบิดแสงสว่างที่คล้ายกับแสงรุ่งอรุณไปรอบทิศ
แสงดังกล่าวอาบร่างกรอซายอย่างท่วมท้น ก่อนจะหลอมรวมและแปรสภาพกลายเป็นพายุแห่งแสง พัดผ่านทุกสิ่งออกไปด้านนอกถ้ำ
กระแสเวลาไหลผ่านอย่างเงียบงัน น้ำแข็งเบื้องหน้าทุกคนปรากฏช่องว่างเป็นทางยาวไปจนถึงปากถ้ำ ร่างกายสีฟ้าอมเทาของกรอซายหายไปจากตำแหน่งเดิมโดยสมบูรณ์
เซียธาส ‘ผู้ขับขานแห่งเอลฟ์’ ที่ไม่มีเวลามัวมัดผมกลับ กำคันศรและลูกศรในมือแน่น เสกสายลมโอบกอดร่างกายและรีบพุ่งตัวออกจากถ้ำโดยไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่า ขณะเดียวกัน ในสภาพสวมชุดคลุมสีดำไม่สมมาตร โมเบธ·โซโรอาสเตอร์ ไวเคาต์แห่งจักรวรรดิโซโลมอนส่งเสียงพึมพำ “อย่าแตกตื่น” “เวลาที่เรารอคอยมาถึงแล้ว” จากนั้นก็รีบวิ่งย่ำเท้าก้าวใหญ่ ไล่ตามหลังเซียธาสไปติด ๆ
นักบวชสโนวมันที่มักหันหน้าเข้าหาผนังหิน พลันลุกพรวดพร้อมกับทำเครื่องหมายสี่จุดบนหน้าอก คล้ายกับวาดสัญลักษณ์ไม้กางเขน
“ข้าแต่พระองค์ ได้โปรดประทานพลังให้ข้าด้วย!”
ท่ามกลางเสียงแหบแห้ง ฝ่าเท้าเปลือยเปล่าทั้งสองข้างเหยียบลงบนพื้นน้ำแข็งเย็นเฉียบ วิ่งผ่านช่องว่างออกไปจากถ้ำ
ไคลน์เองก็ไม่ลังเล วิ่งออกไปในสภาพมือเปล่าพร้อมกับแอนเดอร์สันที่กำลังถือ ‘เขี้ยวมรณะ’
เอ็ดวิน่า·เอ็ดเวิร์ดในสภาพสวมเชิ้ตลวดลายซับซ้อน มองไปทางเดนิสที่กำลังยืนสั่นเทาภายใต้แรงกดดันของสิ่งมีชีวิตระดับสูง ก่อนจะเปล่งเสียงแผ่วด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
“คุณรออยู่ที่นี่”
กล่าวจบ ดวงตาสีฟ้าอ่อนของหญิงสาวพลันทวีความเข้ม รอบตัวรายล้อมด้วยสายลม ช่วยส่งให้วิ่งไปทางปากถ้ำเร็วขึ้น
รออยู่ที่นี่… เดนิสยืนตัวแข็งทื่อหลายวินาที กวาดตามองไปรอบ ๆ ตามความเคยชิน พบเพียงผนังหินที่มีน้ำค้างเกาะและกองไฟดับมอด
ท่ามกลางถ้ำเงียบสงบ มีแค่มันคนเดียวที่ยืนอยู่
ร่างกายเดนิสสั่นระริกเล็กน้อย ปากอ้ากว้าง แต่มิได้กล่าวสิ่งใด ทำได้เพียงเฝ้ามองกัปตันเดินหายออกไป
ด้านนอกน้ำ อดีตทหารโลเอ็น รอนเซล·เอ็ดเวิร์ด กลิ้งตัวหลบการโจมตีระลอกแรกพ้น เมื่อชำเลืองเห็น ‘ราชาแดนเหนือ’ ยูลิเซี่ยนกระพือปีกเตรียมบิน หวังรักษาระยะห่างจากผู้วิเศษคนอื่น รอนเซลรีบใช้มือซ้ายดันพื้นเพื่อพยุงตัวขึ้น
จากนั้น อดีตทหารโลเอ็นตะโกนด้วยภาษาเฮอร์มิสโบราณ
“ที่นี่ไม่อนุญาตให้บิน!”
เพียงพริบตา ปีกของมังกรน้ำแข็งที่ปกคลุมท้องฟ้า คล้ายกับถูกวัตถุล่องหนกดทับด้วยน้ำหนักที่มากกว่านับสิบนับร้อยเท่า การกระพือปีกกลายเป็นเรื่องยากในทันที
ราชาแดนเหนือส่งเสียงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว คลื่นเสียงอันทรงพลังทะลวงเข้ามาในโสตประสาทรอนเซล ส่งผลให้ร่างกายโงนเงนอย่างมิอาจควบคุม
ท่ามกลางเสียงร้อง ปีกที่ปกคลุมท้องฟ้าเริ่มขยับได้อีกครั้ง พัดกระพือหิมะและน้ำแข็งรอบ ๆ จนฟุ้งเต็มอากาศ
แม้จะยากลำบาก แต่ยูลิเซี่ยนก็บินขึ้นฟ้าสำเร็จ
ในเวลาเดียวกัน สีหน้าของ ‘อัศวินวินัย’ รอนเซลพลันดำมืด ประโยคภาษาเฮอร์มิสโบราณถูกเปล่งอีกครั้ง
“ผู้ฝ่าฝืนกฎต้องได้รับโทษ!”
กล่าวจบ ร่างกายชายหนุ่มทะยานขึ้นฟ้า รวดเร็วยิ่งกว่ามังกรน้ำแข็งยูลิเซี่ยนที่เฉื่อยชา คล้ายกับถูกเสริมพลังจากบางสิ่ง
กิ้ง!
รอนเซลจัดระเบียบร่างกายกลางอากาศ แกว่งดาบเหล็กดำฟันใส่คอของราชาแดนเหนือในมุมที่ยากจะหลบพ้น
ณ จุดดังกล่าว ผิวเกล็ดน้ำแข็งเริ่มเกิดรอยแตกที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ก่อนจะเริ่มลุกลามออกไปเป็นวงกว้าง แต่นั่นมิได้ทำให้ยูลิเซี่ยนเลือดออกหรือแสดงอาการเจ็บปวดแต่อย่างใด
มังกรน้ำแข็งตัวนี้อาจไม่รู้สึกอะไรเลยด้วยซ้ำ ดวงตาสีฟ้าพร่ามัวของมันหันมาจ้องรอนเซล สีหน้าเผยความดุร้ายและเกรี้ยวกราดชัดเจน
ยูลิเซี่ยนยกอุ้งเท้าหน้าขึ้นเตรียมตะปบ รอนเซลที่ลอยอยู่กลางอากาศแทบไม่มีทางหลบพ้น
ในช่วงเวลาความเป็นความตาย พายุเฮอร์ริเคนพลันพัดผ่าน ผลักอัศวินวินัยที่สวมชุดเกราะสีดำกระเด็นออกไป ท่าตะปบของยูลิเซี่ยนจึงสัมผัสโดนเพียงความว่างเปล่าพร้อมกับเกิดเสียงแหวกอากาศ มิอาจสร้างบาดแผลแก่เป้าหมาย
ในวินาทีที่ ‘ผู้ขับขานแห่งเอลฟ์’ เซียธาสออกจากถ้ำ เธอไม่ลังเลที่จะช่วยชีวิตรอนเซล
ถัดมาหนึ่งอึดใจ เส้นผมของหญิงสาวลอยขึ้นในอากาศอย่างขัดต่อกฎธรรมชาติอีกครั้ง ไล่จากรากจนถึงปลาย เกลียวสายฟ้ากำลังหมุนวนรอบเส้นผมอย่างงดงาม
หญิงสาวเล็งปลายศรไปทางราชาแดนเหนือซึ่งกำลังทำตัวเชื่องช้าอยู่กลางอากาศ ดึงสายธนูไปด้านหลังอย่างทะมัดทะแมง
ท้องฟ้าพลันดำมืดทันใด ประหนึ่งเมฆดำกำลังรวมตัว เส้นสายฟ้าแลบผ่าเป็นระลอก
อาจเพราะกำลังถูกครอบงำโดยพลังของอัศวินวินัย การบินบนฟ้าจึงไม่ราบรื่นนัก ยูลิเซี่ยนตัดสินใจขยับปีกเข้าหากันเพื่อร่อนลงพื้น เตรียมพุ่งชนเซียธาสประหนึ่งรถไฟหัวกระสุน
ทันใดนั้น ร่างกายสีเทาอมฟ้าที่มอบความรู้สึกสุขุม ขยับตัวไล่ตามความเร็วจนกระทั่งสามารถขวางทางราชาแดนเหนือสำเร็จ!
คนยักษ์กรอซายคุกเข่าลงหนึ่งข้างอีกครั้ง ดาบใหญ่ชนิดที่มนุษย์หมดสิทธิ์ใช้งานถูกปักลงบนพื้นด้านหน้า
แสงคล้ายรุ่งอรุณพลันสว่างวาบ สร้างกำแพงล่องหนที่มิอาจถูกทำลาย
บึ้ม!
การปะทะกันระหว่างมังกรน้ำแข็งและกรอซายคล้ายกับเหตุระเบิดวินาศสันตะโร ส่งผลให้หิมะและน้ำแข็งโดยรอบแตกกระจัดกระจาย ผลักทุกคนกระเด็นถอยหลัง
กรอซายเองก็มิอาจต้านทาน ตัวปลิวราวกับลูกบอล กลิ้งผ่านเซียธาสกระแทกภูเขาเสียงดังโครมใหญ่ ทำให้หิมะและน้ำแข็งตกลงมาจากด้านบน เกือบเป็นเหตุการณ์หิมะถล่ม
ในส่วนของยูลิเซี่ยน มันมิได้ถอยหลัง ยังคงยืนแน่นิ่งในจุดเดิม
หลังจากการพุ่งชนถูกขวาง ขาหลังสองข้างเริ่มดันพื้น ลำตัวโน้มไปด้านหน้า สะบัดคอพร้อมกับอ้าปากเล็งไปทาง ‘ผู้ขับขานแห่งเอลฟ์’ เซียธาส
เมื่อโมเบธ·โซโรอาสเตอร์ ขุนนางแห่งจักรวรรดิโซโลมอนเข้าประชิดตัวเซียธาสสำเร็จ มือขวาของมันเหยียดออก บิดข้อมืออย่างรวดเร็ว
ขณะปากของยูลิเซี่ยนกำลังอ้าจนสุด คล้ายมังกรน้ำแข็งหลงลืมสิ่งที่อยากจะทำไปชั่วขณะ แน่นิ่งในท่านั้นไปอีกสักพัก มิได้ดำเนินการใดต่อ โมเบธอาศัยโอกาสนี้สะบัดหน้าไปด้านข้าง ถุยน้ำลายหนึ่งคำ
“ถุด!”
เป็นเพียงน้ำลายธรรมดา ไม่มีสิ่งใดพิเศษ
พร้อมกันนั้น นักบวชสโนวมันที่ตามออกมา ยกมือขึ้นประสานกัน คล้ายกับกำลังรอคอยการโอบกอดจากทวยเทพ
ทันใดนั้น สโนวมันหันหน้าไปทาง ‘ผู้ขับขานแห่งเอลฟ์’ เซียธาส กล่าวด้วยภาษาเฮอร์มิสโบราณ
“พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า จงสำเร็จ!”
สายฟ้าสีเงินรอบเส้นผมเซียธาสทวีความสว่าง แต่ละเส้นเริ่มถ่ายเทออกมาพัวพันรอบลูกศรยาวระหว่างสองมือ
หญิงสาวปล่อยมือจากสายรั้ง ส่งลูกธนูพุ่งตรงด้วยความเร็วสูง
ครืนนน!
กลุ่มเมฆเริ่มก่อตัวกลางอากาศ สายฟ้าเส้นหนึ่งฟาดผ่าลงมา ช่วยเสริมพลังให้ศรยาวดอกดังกล่าว
ศรยาวถูกย้อมกลายเป็นสีเงินอมขาว ด้วยความเร็วอันยากจะหลบพ้น ปลายศรกระแทกใส่หน้าผากยูลิเซี่ยนประหนึ่งสายฟ้าจากเทพเบื้องบน
ผลึกน้ำแข็งที่ปกคลุมเริ่มเลือนหาย เกล็ดมังกรสีใสปรากฏรอยร้าวอย่างเด่นชัด ในวินาทีที่ศรยาวปักใส่ศีรษะของราชาแดนเหนือ เสียงคำรามแฝงความเจ็บปวดพลันดังอึกทึกกึกก้อง
เลือดสีฟ้าอ่อนไหลทะลักก่อนจะแข็งตัว ศีรษะที่น่าเกลียดน่ากลัวของมังกรน้ำแข็งสั่นคลอนอย่างรุนแรงหลังจากถูกศรสีเงินเล่นงาน
ขณะเดียวกัน ไคลน์และแอนเดอร์สันเพิ่งวิ่งออกจากถ้ำ ส่วน ‘อัศวินวินัย’ รอนเซลกลิ้งไปบนพื้นสองสามตลบก่อนจะลุกขึ้นยืน ทางด้านกรอซายเหยียดแขนออกจากกองหิมะ ลูบศีรษะเล็กน้อยคล้ายกับไม่บาดเจ็บ
ถ้ามีพวกพ้องมากขนาดนี้ เราไม่จำเป็นต้องโจมตีเอง สามารถทุ่มสมาธิไปกับการครอบงำ ‘ด้ายวิญญาณ’ ของยูลิเซี่ยนได้โดยตรง… จากการพิจารณาเบื้องต้น ถึงพลังป้องกันของมันจะไม่ได้อยู่ในระดับครึ่งเทพ แต่ก็แข็งแกร่งกว่าลำดับ 5 มากพอสมควร… การเข้าใกล้ในระยะห้าเมตรค่อนข้างอันตราย… ไคลน์จ้องมังกรน้ำแข็ง ภายในใจครุ่นคิดหลายสิ่งอย่างรวดเร็ว
สายลมรุนแรงพัดปะทะใบหน้าไคลน์พร้อมกับเศษหิมะและเกล็ดหิมะขนาดเท่าขนห่าน ชายหนุ่มกวาดตามองไปรอบตัวด้วยร่างกายที่สั่นเทาอย่างมิอาจหักห้าม ลำตัวเอนไปข้างหน้าเล็กน้อย
“หนาวฉิบ…” ไคลน์ที่เกือบหลุดสบถ ผ่านไปสักพักเริ่มยืนยันได้ว่า ตนกำลังอยู่ท่ามกลางทุ่งหิมะซึ่งมีทัศนวิสัยค่อนข้างย่ำแย่
เดิมที ชายหนุ่มเคยเชื่อว่าฤดูหนาวในกรุงเบ็คลันด์นั้นเลวร้ายที่สุดชนิดหาใครมาเทียบ แต่ปัจจุบันกำลังตระหนักว่า อากาศเย็นจัดและสายลมอันแหลมคมคล้ายใบมีดคือส่วนผสมที่สามารถฆ่ามนุษย์ให้ตาย แม้ว่าไคลน์จะสวมชุดกันหนาวเตรียมไว้ก่อนเข้ามา แถมยังสวมเสื้อคลุมหนาตัวยาวทับอีกชั้น แต่กระนั้นก็เกือบทนความหนาวไม่ไหว
ชายหนุ่มมิได้สวมเข็มกลัดสุริยันเนื่องจากผลลัพธ์ของมันสร้างเพียงความร้อน ‘ทางจิตใจ’ สมบัติวิเศษชนิดนี้อาจช่วยให้ฝ่าฟันความหนาวเหน็บที่บั่นทอนสตินึกคิดได้ในช่วงแรก แต่หากสวมไว้ท่ามกลางพายุหิมะและสายลมแหลมคมเป็นเวลานาน นั่นจะไม่ต่างอะไรกับฆ่าตัวตาย ความร้อนจากเข็มกลัดสุริยันจะทำให้ร่างกายรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางฤดูร้อน ผู้ใช้งานอาจตัดสินใจทำเรื่องโง่ ๆ อย่างการถอดเสื้อผ้าออกจนเผชิญความหนาวเย็นและแข็งตาย
เป็นเหตุผลว่าทำไมไคลน์ถึงโยนมันไว้บนมิติหมอก เตรียมใช้เฉพาะในช่วงเวลาสำคัญ เพียงแค่ส่งตัวเองขึ้นไปเอาลงมา
ท่ามกลางสภาพอากาศอันเลวร้าย ชายหนุ่มไม่กล้าแช่อยู่นานนัก หลังจากยืนยันสภาพแวดล้อมจนแน่ใจ ไคลน์เผาเลือดบนกริชทองแดงในมือและยัดเก็บใส่กระเป๋า จากนั้นก็ล้วงหยิบ ‘ฮาร์โมนิก้า’ ออกมาเป่า
ท่ามกลางเสียงลมโหยหวน หลังจากลองเปิดเนตรวิญญาณตรวจสอบสักพัก ไคลน์ไม่พบผู้ส่งสารไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์
เป็นอย่างที่คิด… ที่นี่ไม่ได้เชื่อมต่อกับโลกวิญญาณ หรืออาจมีโลกวิญญาณแยกเป็นของตัวเอง… ถ้าเป็นแบบนี้ เกรงว่าแม้แต่การสวดวิงวอนถึงเทพสมุทรก็คงไม่ได้ผล ต้องเป็นการสวดวิงวอนถึงมิติเหนือสายหมอกสีเทาเท่านั้น…
แต่นั่นก็ยิ่งแปลก… ในฐานะผู้ศรัทธาของเทพปัญญาความรู้ เอ็ดวิน่าย่อมต้องเป็นสมาชิกคนสำคัญของโบสถ์ แล้วเหตุใดเธอถึงไม่พยายามสวดวิงวอนให้พระองค์ช่วยเหลือ? หรือพยายามแล้วแต่ไม่สัมฤทธิผล?
นั่นสินะ… ไม่ใช่ว่าเทพทุกตนจะตอบสนองคำสวดวิงวอนเป็นการส่วนตัวสักหน่อย ในหลายกรณี ดูเหมือนว่าจะต้องผ่านเงื่อนไขหลายประการพวก ‘ท่าน’ จึงจะยอมตอบสนอง ตัวตนลึกลับที่คอยตอบสนองทุกคำภาวนาคงไม่มีใครนอกจากเรากระมัง… ไคลน์หัวเราะพลางวิเคราะห์
ชายหนุ่มเก็บฮาร์โมนิก้า หยิบกระดาษเปื้อนเลือดของเดนิสออกมาพันรอบไม้ค้ำ
“ตำแหน่งของเดนิส”
ไคลน์กระซิบเสียงแผ่วพร้อมกับใช้เทคนิค ‘ค้นหาด้วยแท่งวิญญาณ’
ถัดมาเป็นการเดินไปบนชั้นหิมะหนา ทิศทางการเดินจะขึ้นอยู่กับผลลัพธ์จากไม้ค้ำ ไคลน์เร่งฝีเท้าผ่านท่องฟ้าอันหมองหม่นและสายลมโหมกระหน่ำ ชายหนุ่มเชื่อว่า เดนิสคงไม่หยุดรอในตำแหน่งเดิมนานนัก ไม่อย่างนั้นมันคงได้แข็งตาย
ราวสิบนาทีต่อมา ไคลน์พบเปลวไฟสีแดง
ฟู่ว… ชายหนุ่มถอนหายใจ เดินต่อไปสองสามก้าวจนกระทั่งเห็นเป้าหมายอย่างแจ่มชัด
เป็นเดนิสไม่ผิดแน่ โจรสลัดคนดังแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าค่อนข้างบาง กำลังเดินตัวสั่นพลางจับแขนด้วยสีหน้าเหม่อลอย
แต่ดูเหมือน ‘เพลิงพิโรธ’ จะมิได้เผชิญความหนาวมากนัก รอบตัวรายล้อมด้วยอีกาเพลิงสีแดง คอยละลายหิมะและปิดกั้นสายลม คงจะอบอุ่นคล้ายกับฤดูใบไม้ผลิ
ได้เห็นเช่นนั้น ไคลน์เกิดความอิจฉา ‘นักวางเพลิง’ ขึ้นมาทันที แม้ว่านักมายากลก็สามารถอัญเชิญไฟเช่นกัน แต่ไฟของตนมีประสิทธิภาพในเชิงโจมตีและมิอาจคงสภาพไว้ได้นานนัก เป็นพลังเพียงชั่วพริบตา หากต้องการสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกายก็ต้องหมั่นใช้งานถี่ ๆ ส่วนเวทมนตร์ ‘ควบคุมไฟ’ ต้องใช้ ‘ฟืน’ หรือวัสดุติดไฟง่ายเป็นสื่อกลาง ซึ่งนั่นหาได้ไม่ง่ายนักท่ามกลางทุ่งหิมะแห่งนี้
ไคลน์เร่งความเร็วเดินตามอีกาเพลิงจนกระทั่งเข้าใกล้
เมื่อตระหนักว่ามีใครบางคนกำลังตรงเข้ามา เดนิสเผยความตื่นตระหนักพร้อมกับรีบตรวจสอบ เมื่อเห็นใบหน้าอีกฝ่ายชัดเจน โจรสลัดคนดังถอนหายใจพลางเผยรอยยิ้มแฝงเลศนัย
“ฮะฮะ! ฉันมองไม่เห็นดาวแม้แต่ดวงเดียว ไม่แปลกที่จะหลง”
ไคลน์เมินเฉยคำพูดอีกฝ่าย ซักถามเข้าประเด็น
“เผาทิ้งหรือยัง”
“เผาแล้ว!” เดนิสรีบพยักหน้า ร่างกายทุกส่วนเผยความสั่นกลัวที่มิอาจพรรณนาเป็นคำพูด
หลังจากจ้องเดนิสสักพักเพื่อยืนยันจนแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้โกหก ไคลน์เผยรอยยิ้มผู้ดีตามแบบฉบับเกอร์มัน·สแปร์โรว์
“จงจำนามนั้นให้ขึ้นใจ… การเอ่ยนามเต็มของพระองค์จะทำให้นายได้เป็นสาวกเต็มตัว”
“…” สีหน้าเดนิสพลันบิดเบี้ยว ฝืนยิ้มแห้งที่ไม่ต่างจากร้องไห้
ฉันไม่อยากเปลี่ยนศาสนา! ไม่อยากศรัทธาในตัวตนลึกลับและไม่ทราบที่มาที่ไป! เพลิงพิโรธแหกปากเสียงดังในใจ แต่มิได้กล่าวคำใดออกมา
มันเชื่อว่า หากตอบปฏิเสธทันที เกอร์มัน·สแปร์โรว์คงฝังตนไว้ใต้หิมะ!
ไคลน์เผยรอยยิ้มคล้ายคนเสียสติ เพิ่มระดับเสียง
“และอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องจำเอาไว้… จงเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ หากมันรั่วไหลออกไป ทั้งนายและกัปตันจะไม่มีใครรอด”
“เกี่ยวอะไรกับกัปตัน?” เดนิสโพล่ง
ไคลน์รักษาสีหน้าเดิม จ้องเดนิสพลางยิ้ม
“ลองเดาดูสิ”
เดนิสพะงาบปาก มันพอจะเข้าใจเหตุผล จึงหัวเราะในลำคอและกล่าว
“ฉันดูเหมือนคนเก็บความลับไม่เก่งขนาดนั้นเชียว?”
ไคลน์พยักหน้าพลางหยิบกระดาษที่เปื้อนเลือดแอนเดอร์สัน หัวเราะเล็กน้อยและหันไปพูดกับเดนิส
“จงเชื่อในพระองค์ จงซื่อสัตย์ต่อท่าน แล้วสักวัน นายอาจได้เป็นข้ารับใช้เหมือนกับฉัน… เมื่อถึงตอนนั้น ชื่อเสียงของนายจะดังกระฉ่อนไปทั่วห้าห้วงสมุทร ไม่ด้อยไปกว่าเหล่าพลเรือโจรสลัด”
ขณะกล่าว ไคลน์คิดจะทำสัญลักษณ์มือของสาวกเดอะฟูล แต่เพิ่งนึกได้ว่าของแบบนั้นไม่มีอยู่จริง จึงรำพันในใจแผ่วเบา
องค์กรลับจำเป็นต้องปกปิดตัวตน พฤติกรรมไร้สาระเช่นนี้ไม่ช่วยให้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา… มิสเตอร์แฮงแมงกล่าวถูกต้องแล้ว…
ไม่ด้อยไปกว่าพลเรือโจรสลัด… ดวงตาเดนิสพลันลุกวาว
ในเมื่อเราเคยเอ่ยนามเต็มของท่านผู้นั้นไปแล้ว ตามหลักการของศาสตร์เร้นลับ เราถลำตัวเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์แล้วแน่นอน ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส… เดนิสครุ่นคิดหลายสิ่งภายในเวลาแสนสั้น คิดไปกระทั่งการตั้งชื่อให้ลูก
หึหึ… ถ้าไม่ติดว่าเราต้องรักษาภาพพจน์ของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ คงพูดออกไปแล้วว่า หากเวลานั้นมาถึง นายจะแข็งแกร่งจนคู่ควรกับพลเรือโทธารน้ำแข็งเลยทีเดียว… แน่นอน หล่อนจะชอบนายหรือไม่นั่นเป็นอีกเรื่อง แต่จากสิ่งที่เห็น นายไม่มีหวังเลยสักนิด… เอ็ดวิน่าต้องการคู่ครองที่สามารถศึกษาหาความรู้และปรับปรุงข้อบกพร่องไปด้วยกัน ต้องมีความรู้เชิงลึกในศาสตร์ทุกแขนง… ไคลน์พึมพำพลางใช้ ‘ค้นหาด้วยแท่งวิญญาณ’ อีกครั้ง
“ตำแหน่งของแอนเดอร์สัน·ฮู้ด”
“หมอนั่นก็เข้ามาด้วย?” เดนิสผงะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงเจือความประหลาดใจ
เมื่อท่องประโยคทำนายจบ ไคลน์ปล่อยมือจากไม้ค้ำพลางพยักหน้ารับ
“ถ้าปล่อยไว้ข้างนอก ฉันค่อนข้างกังวล”
นายเองก็ระแวงแอนเดอร์สันเหมือนกันสินะ… เดนิสหันมายิ้มให้
“ใช่แล้ว! ต่อหน้าเจ้านั่นอาจยิ้มให้ แต่ถ้าหันหลังเมื่อไรรับรองว่าถูกมีดเสียบมิดด้ามแน่! ชื่อเสียงของแอนเดอร์สันแย่มากในทะเลหมอก ไม่มีโจรสลัดคนไหนชอบหน้ามัน! เมื่อครู่ แอนเดอร์สันพยายามใส่ร้ายนาย บอกให้พวกเราคอยระวังนายไว้!”
ถ้าโจรสลัดชอบหน้าหมอนั่นสิแปลก และฉายานักล่าที่แข็งแกร่งที่สุดก็ควรถูกตั้งคำถาม… การโยนความผิดของแอนเดอร์สัน เราเองก็ได้ยิน… ไคลน์เงียบงัน หยิบไม้ค้ำพร้อมกับเดินฝ่าพายุหิมะไปข้างหน้า
เดนิสเดินตามติด คอยละลายหิมะด้วยอีกาไฟเพื่อปิดกั้นความหนาว พวกตนจะได้ไม่แข็งตายไปเสียก่อน
ไม่เลว มีสติใช้ได้… ไคลน์ตระหนักถึงประโยชน์ของการมีคนรับใช้คอยกางร่มในวันที่ฝนตก ใช่แล้ว การมีเบ๊คอยละลายน้ำแข็งท่ามกลางพายุหิมะถือเป็นเรื่องวิเศษ!
บนโลกอันกว้างใหญ่ คนทั้งสองเป็นราวกับจุดดำเล็ก ๆ กลางภาพวาดสีขาวโพลน เสียงย่ำหิมะดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านไปเกือบยี่สิบนาทีจึงเดินมาถึงปลายทางที่ไม้ค้ำชี้นำ
“แถวนี้ไม่มีอะไรเลย…” เดนิสกวาดตามอง ไม่พบเบาะแสของแอนเดอร์สัน·ฮู้ดแม้แต่สิ่งเดียว
มันมิได้เคลือบแคลงในความแม่นยำของเทคนิค ‘ค้นหาด้วยแท่งวิญญาณ’ ของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ เพราะตนก็ถูกหาพบด้วยวิธีนี้
ไคลน์ขมวดคิ้วเล็กน้อย เปิดเนตรวิญญาณเพื่อยกระดับสัมผัสวิญญาณ
มันตรวจพบบางสิ่งในทันที จึงใช้ไม้ค้ำกระแทกหิมะด้านหน้าจนพื้นหิมะถล่มลง
จุดที่หิมะถล่มลงไปเผยให้เห็นโพรงลึกคล้ายถ้ำ ก้อนหินสีดำด้านในกำลังสะท้อนกับแสงไฟจากเปลวเพลิง
ไคลน์ย่อตัวลง ก้มหน้ามอง พบทางเดินคับแคบภายในหลุม สุดทางเดินมีก้อนหินสีแดง และยังเห็นพืชใต้ดินประหลาดชิดหนึ่งถูกเผาต่างฟืน แอนเดอร์สันที่นั่งข้าง ๆ กำลังยิ้มอย่างสบายใจพลางย่างสิ่งที่ดูเหมือนกระต่าย กลิ่นไขมันปะทะความร้อนซึ่งมอบบรรยากาศอบอุ่น เริ่มแทรกเข้ามาในโพรงจมูกของไคลน์และเดนิส
“ถึงแล้วหรือ? ลองชิมเจ้านี่ไหม กระต่ายประหลาดที่สามารถรอดชีวิตท่ามกลางหิมะและน้ำแข็ง” แอนเดอร์สันโน้มตัวมาข้างหน้า พยายามมองมายังนอกปากถ้ำพร้อมกับทักทายเพื่อนฝูงด้วยท่าทีราวกับมาปิกนิก
ทั้งที่ไม่ได้พูดจายั่วยุออกมา แต่เรากลับอยากซัดหน้าหมอนั่นสักหมัด… ไคลน์กระโดดลงหลุมโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า เดินไปทางกองไฟ สัมผัสกับสีสันงดงามที่ห่างหายไปพักใหญ่
เดนิสตามหลังไม่ห่าง หลังจากจ้องเปลวไฟที่ใช้ย่างกระต่าย มันรีบสลายอีกาเพลิงของตนอย่างเงียบเชียบ
“นายหาถ้ำนี้พบได้ยังไง?” เดนิสถามด้วยสีหน้าไม่ยอมรับ แต่ร่างกายกลับเดินเข้าใกล้กองไฟอย่างซื่อตรงต่อความรู้สึก
แอนเดอร์สันพลิกกระต่ายที่ถูกมีดสีดำเสียบ หมุนคอมาทางเดนิส
“บทเรียนแรกของนักล่า จงตรวจสอบสภาพแวดล้อมอย่างละเอียด ทำความคุ้นเคยกับมัน และอาศัยพวกมันให้เกิดประโยชน์”
เดนิสชะงักสีหน้า
แอนเดอร์สันมองไปทางเกอร์มัน·สแปร์โรว์ หัวเราะในลำคอ
“หลุมที่ฉันระเบิดเองกับมือเป็นยังไงบ้าง เจ๋งไปเลยใช่ไหม? เป็นการควบคุมความรุนแรงได้อย่างสมบูรณ์แบบ”
กล่าวจบ มันสูดกลิ่นบรรยากาศรอบตัว
“หอมมาก น่าจะย่างได้ที่แล้ว อยากชิมสักคำไหม? แม้ว่าฉันจะไม่ได้พกเครื่องปรุงติดตัว แต่ที่นี่พอจะมีเกลือผลึกอยู่ รสชาติค่อนข้างฝาด”
“แน่ใจได้ยังไงว่าเจ้านี่กินได้? ถ้าเป็นสัตว์วิเศษ นายได้คลุ้มคลั่งแน่” เดนิสกล่าวพลางส่ายหน้าปฏิเสธ
แอนเดอร์สันชำเลืองด้วยหางตา
“บทเรียนนักล่าที่สอง จงจำแนกว่าสิ่งไหนกินได้และกินไม่ได้”
กล่าวจบ มันบรรจงเหยียดแขน ดึงขากระต่ายลงและยัดใส่ปาก เคี้ยวอย่างออกรสชาติ
ขณะเตรียมกล่าวบางสิ่ง ไคลน์สัมผัสถึงออร่าที่รุนแรงกำลังพุ่งตรงมาจากระยะไกล แรงกดดันของสิ่งมีชีวิตระดับสูงย่อมไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ร่างกายเดนิสพลันสั่นระริกอย่างมิอาจหักห้าม
ออร่าดังกล่าวบินผ่านท้องฟ้าด้านบนไปโดยไม่พบความผิดปรกติของหลุมถ้ำเบื้องล่าง ก่อนจะจากไปอย่างรวดเร็ว
ราชาแห่งแดนเหนือ… นามหนึ่งผุดขึ้นในใจไคลน์
………………………………………………………….
ท่ามกลางซากห้องพักที่พังยับเยิน หมวกทรงสูงตกลงบนพื้นด้านข้าง ไคลน์ในสภาพเสื้อผ้าฉีกขาด กำลังยืนเผชิญหน้ากับปีศาจร่างยักษ์ที่กำลังสยายปีกค้างคาว จิลเซียส โดยทิ้งระยะห่างไว้ประมาณสี่เมตร สถานการณ์ดำเนินไปอย่างเงียบงันประหนึ่งงานแสดงหุ่นกระบอก
ในความเป็นจริง ชายหนุ่มยังมีพลังเหลือเฟือ
ย้อนกลับไปในอดีต ตอนนั้น ‘นักเชิดหุ่น’ โรซาโก้เคยพยายามควบคุมไคลน์และชารอนพร้อมกัน มันสามารถขัดขืนการสิงร่างของ ‘วิญญาณอาฆาต’ ได้อย่างง่ายดาย แถมยังใช้พลังควบคุมไฟทำลายเงาของชารอน หากโรซาโก้ไม่ตัดสินใจผิดพลาด เลือกฆ่าลำดับ 5 วิญญาณอาฆาตก่อน ไคลน์คงตายไปนานแล้ว หมดโอกาสใช้ ‘ยันต์กัดกร่อน’ เพื่อพลิกสถานการณ์ เมื่อเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ว่าไคลน์จะยังไม่แข็งแกร่งเท่าโรซาโก้ แต่ศัตรูตรงหน้ามีเพียงหนึ่ง!
แต่ถึงอย่างนั้น การเคลื่อนไหวของไคลน์ก็มีขีดจำกัดขณะเพ่งสมาธิควบคุมจิลเซียส ขยับตัวได้เพียงเล็กน้อย ต้องไม่เร็วจนเกินไป ยังสามารถใช้พลังพิเศษที่ไม่สิ้นเปลืองพลังวิญญาณ แต่ไม่ถึงขั้นใช้สมบัติวิเศษหรือชักปืนออกมายิง ซึ่งเป็นสิ่งที่สิ้นเปลืองพลังงานเป็นอย่างมาก
และก่อนที่เป้าหมายจะถูกควบคุมขั้นต้น การโจมตีส่งเดชอาจไปกระตุ้นให้เหยื่อได้สติกลับมา จากนั้นก็ดิ้นรนขัดขืน ‘ด้ายจิต’ จนหลุดพ้นจากการควบคุม
ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ไคลน์ทำได้จึงมีเพียงการรอเวลา
ขณะกำลังครุ่นคิด หัวใจชายหนุ่มพลันเต้นผิดธรรมชาติสองครั้ง ความกังวลและความตึงเครียดเริ่มกัดกินจิตใจอย่างมิอาจควบคุม
ไคลน์อดกังวลไม่ได้ว่า ณ ปัจจุบัน พวกพ้องทั้งสองคนของจิลเซียสที่เคยถูกพลัง ‘บิดเบือน’ เล่นงาน อาจกำลังย้อนกลับมาช่วยเหลือ!
แย่ล่ะสิ… อารมณ์ของเรากำลังแปรปรวน! ไคลน์ผงะเล็กน้อย ก่อนจะรีบใช้เทคนิคเข้าฌานเพื่อสงบใจ พยายามลดความผันผวนของอารมณ์
ฮะฮะ… อารมณ์ของมัน… เริ่มแปรปรวนแล้ว… โอกาสมาถึง… จิลเซียสเริ่มมองเห็นชัยชนะ ความคิดมากมายแล่นผ่านสมองอันเชื่องช้า
จากนั้น อาศัยพลังพิเศษของตน มันพายาม ‘ขยาย’ ความกังวลและตึงเครียดของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ให้กว้างออก ฝังเมล็ดพันธุ์แห่งอารมณ์ลงไปถึงราก
หากทำสำเร็จ ขอเพียง ‘จุดระเบิด’ อารมณ์ได้ การต่อสู้ครั้งนี้ก็จะจบลงทันที เกอร์มัน·สแปร์โรว์จะอยู่ในภาวะไร้การป้องกันตัว หมดสิทธิ์ควบคุมร่างกายโดยสิ้นเชิง!
บ้าน่า… อารมณ์แปรปรวน… ของมัน… หายไปแล้ว… ดวงตาแดงก่ำของจิลเซียสเริ่มหรี่ลง ค่อยๆ เผยอารมณ์หลากหลาย จำพวกประหลาดใจและโมโห
ไคลน์ที่เคยกังวลว่าตนจะถูก ‘ผู้ปลดปล่อยแรงกระหาย’ ตอบโต้ หลังจากรีบสงบจิตใจ มันพบว่ายังไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับร่างกาย และเมื่อมองไปยังเขาแพะของจิลเซียสที่กำลังลุกไหม้ร้อนแรง ไคลน์พบว่าอีกฝ่ายกลับไม่ฉวยโอกาสในจังหวะที่อารมณ์ของตนแปรปรวนเพื่อโจมตีกลับเข้ามา
หลังจากครุ่นคิดสักพัก ไคลน์เริ่มเข้าใจสถานการณ์
ไม่ใช่ว่าจิลเซียสไม่คิดกระตุ้นอารมณ์ของตน เพียงแต่ทำแล้วล้มเหลว!
ในวินาทีที่สัมผัสถึงอารมณ์แปรปรวน จิลเซียสต้องใช้เวลาหลายวินาทีในการวิเคราะห์เหตุการณ์ อีกสองสามวินาทีเพื่อตัดสินใจ ส่งผลให้เสียเวลานานก่อนจะใช้พลังออกมาได้ กว่าจะตอบสนองก็ผ่านไปแล้วไม่ต่ำกว่าสิบวินาที
ส่วนทางด้านไคลน์ เมื่อพบว่าอารมณ์ของตนมีปัญหา ชายหนุ่มใช้เวลาเพียงสามถึงสี่วินาทีในการทำให้สงบ
ลงเอยด้วย พลังกระตุ้นอารมณ์ของจิลเซียสใช้ไม่ได้ผลกับเป้าหมายที่มีภาวะจิตใจปรกติ
สรุปโดยสั้น สมองของมันกำลังเชื่องช้าอย่างมาก! มิอาจต่อสู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในสถานการณ์ที่ทุกวินาทีมีค่าเช่นนี้… ไคลน์พึมพำเงียบ อารมณ์เริ่มกลับเป็นปรกติ ดำเนินการควบคุมเหยื่อต่อไป
ราวสิบวินาทีถัดมา คล้ายกับจิลเซียสเริ่มเข้าใจศัตรูมากขึ้น ไม่หวังพึ่งพาพลังกระตุ้นอารมณ์อีก อาศัยกายเนื้อและกายวิญญาณที่แข็งแกร่งของปีศาจ พยายามดิ้นรนขัดขืนให้หลุดจากการควบคุมของ ‘ด้ายวิญญาณ’ พลางกระพือปีกด้วยท่าทีเชื่องช้าและติดขัด บรรจงควบแน่นเปลวไฟสีฟ้าอ่อนที่ลอยอยู่รอบตัว ค่อยๆ กลั่นตัวกลายเป็นลูกบอลไฟ
ไคลน์พอจะเดาได้ว่า อีกฝ่ายเตรียมระดมยิงลูกไฟระลอกใหญ่ในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า! ทราบเช่นนั้น ชายหนุ่มรีบแบ่งพลังวิญญาณ ขยับนิ้วกลางและนิ้วชี้เพื่อดีดจนเกิดเสียง
เป๊าะ!
ยังไม่ทันจะก่อตัวเป็นรูปร่างบอลไฟ กลุ่มก้อนเปลวเพลิงสีฟ้าอ่อนพลันพวยพุ่งขึ้นฟ้าและอันตรธานไป คล้ายกับดอกไม้ไฟขนาดมหึมากำลังเบ่งบานด้านหลังจิลเซียส
พลังควบคุมไฟของนักมายากล!
จิลเซียสยังคงพยายามดิ้นรน แต่การเคลื่อนไหวของมันเชื่องช้าลงทุกขณะ เข้าใกล้ความเป็นหุ่นกระบอกขึ้นสนิมไปทุกที แม้มันจะดันทุรังเปล่งถ้อยคำกัดกร่อนออกมาสำเร็จอย่างเต็มกลืน แต่ไคลน์ก็หลบหลีกได้ง่ายดาย
สามวินาที สองวินาที หนึ่งวินาที… ไคลน์ชะงักร่างกาย สายตาจดจ้องไปยังศีรษะของจิลเซียสที่สูญเสียเขาแพะโค้งงอ
ถึงตรงนี้ หากต้องการเข้าควบคุมร่างผู้ปลดปล่อยแรงกระหายอย่างสมบูรณ์ เปลี่ยนให้เป็นหุ่นเชิดของตน ไคลน์ต้องใช้เวลาอีกราวสองนาทีครึ่ง แต่มันไม่มีแผนจะทำแบบนั้น ไม่เคยอยู่ในหัวมาตั้งแต่แรก!
นั่นคงเป็นการเสียเวลามากเกินไป พรรคพวกของจิลเซียสอาจกลับมาช่วยเหลือได้ทันเวลา!
ไคลน์มีแผนเดียวมาตั้งแต่แรก ขอเพียงเข้าควบคุมร่างกายเหยื่อสำเร็จในขั้นต้น การโจมตีใดๆ ก็จะไม่กระตุ้นให้อีกฝ่ายได้สติกลับมา!
ขณะที่ดวงตาสีแดง ใบหน้าดุร้าย และเขี้ยวคมซึ่งมีน้ำลายเหนียวกำลังสะท้อนบนดวงตาไคลน์ ชายหนุ่มเปิดปากพลางทำเสียง
“ปัง!”
กระสุนอัดอากาศ! เมื่อถูกใช้โดยลำดับ 5 มันคือระเบิดอัดอากาศ!
ความรุนแรงเทียบเท่ากระสุนที่ยิงออกจากปืนไรเฟิลพลังไอน้ำ!
โผละ!
กระสุนอัดอากาศพุ่งทะลวงหน้าผากจิลเซียสอย่างแม่นยำจนมันหน้าหงายขึ้นฟ้า กระชากด้ายวิญญาณกลับไปด้านหลังเล็กน้อย
กึ่งกลางหน้าผากจิลเซียสเกิดรูโหว่ที่ไม่ลึกมากนัก หรือกล่าวได้ว่า นี่ยังไม่ใช่การโจมตีที่ทำให้ถึงตาย
ไม่ว่าจะเป็น ‘ปีศาจ’ หรือ ‘ผู้ปลดปล่อยแรงกระหาย’ ผู้วิเศษในลำดับนี้จะเหมือนกับสวมเกราะหนาตลอดเวลา แถมยังมีชั้นเนื้อที่ยืดหยุ่นและทนทานเป็นพิเศษ
ปัง! ปัง! ปัง!
ไคลน์ยังคงอ้าปากส่งเสียง สร้างกระสุนอัดอากาศอย่างต่อเนื่อง เน้นกระแทกใส่หน้าผากจิลเซียสทีละนัด ขณะเดียวกันก็คอยควบคุมด้ายวิญญาณอย่างสุขุม ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายดิ้นรนจนหลุดพ้นการควบคุม
จิลเซียสครางในลำคออย่างติดขัด ขาขยับก้าวมาข้างหน้า สองมือพยายามโจมตีโต้กลับ แต่แน่นอน ไคลน์เคลื่อนไหวได้รวดเร็วกว่ามาก
ยิ่งการตอบโต้ล้มเหลว โอกาสดิ้นหลุดจากด้ายวิญญาณก็ยิ่งริบหรี่ลง
ปัง!
กระสุนอัดอากาศถูกยิงออกไปอีกหนึ่งนัด เนื้อบนหน้าผากจิลเซียสแหลกละเอียดเหวอะหวะ หัวกระสุนทะลวงเข้าไปในกะโหลกศีรษะ
ปัง! ปัง! ปัง! กลุ่มกระสุนนัดถัดๆ ไปตามกระหน่ำใส่ไม่ยั้ง
ปัง!
กะโหลกศีรษะของจิลเซียสเปิดออก เผยให้เห็นเนื้อสมองสีดำที่ถูกทะลวงเป็นทางยาว ลักษณะค่อนข้างเละเทะยุ่งเหยิง
ออร่าของ ‘จอมเชือด’ ผู้มีค่าหัวเก้าพันห้าร้อยปอนด์เริ่มเลือนหาย อย่างไรก็ตาม มันมิได้ตายตาหลับ เพราะไม่มีตาให้หลับ
จิลเซียสค่อยๆ ทิ้งตัวลงบนพื้น ไคลน์ย่างกรายเข้าใกล้ทีละก้าวพลางเหยียดมือซ้ายและกางออก
ณ ใจกลางถุงมือ ดวงตาสีแดงสดปรากฏขึ้นพร้อมกับรอยแยก
สายลมเย็นยะเยือกเจือหม่นหมองพลันพวยพุ่งออกจาก ‘ปาก’ ถัดจากนั้นนาน ร่างวิญญาณของ ‘จอมเชือด’ จิลเซียสและตะกอนพลังสีหมอกทึบของมัน เริ่มส่งเสียงครางพลางพุ่งเข้ามาในยุบพองหิวโหย ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับนิ้วบนถุงมือที่ยังว่างอยู่
โดยไม่ต้องรอนาน ถุงมือเปลี่ยนกลับเป็นสีดำสนิทอีกหน แต่คราวนี้ทั้งลุ่มลึกและบริสุทธิ์ คล้ายกับก่อตัวจากจุดเล็ก ๆ จำนวนมากที่ฉาบซ้อนทับกันหลายชั้น
ราวสองวินาทีถัดมา ไคลน์พบความเปลี่ยนแปลง จึงเดินไปยังบานหน้าต่างที่กระจกแตกด้วยสีหน้าผิดหวังเจือความสุข
ขณะกำลัง ‘เขมือบ’ จิลเซียส ชายหนุ่มครุ่นคิดเกี่ยวกับพลังพิเศษที่ต้องการและไม่ต้องการ คำตอบออกมาเป็น มันไม่อยากได้ ‘ลางสังหรณ์รับรู้อันตราย’ ของปีศาจ เพราะหากต้องการใช้ประโยชน์จากพลังชนิดนี้ ไคลน์ต้องเปิดใช้งานยุบพองหิวโหยตลอดเวลาด้วยดวงวิญญาณของจิลเซียส หรือกล่าวได้ว่า ชายหนุ่มต้องคอยหาอาหารมาป้อนยุบพองหิวโหยทุกวัน ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ไม่สะดวกอย่างมาก แล้วอีกอย่าง พลังดังกล่าวค่อนข้างซ้ำซ้อนกับ ‘นิมิตลางสังหรณ์’ ของตัวตลก
ในส่วนของคำถามที่ว่า การมีหุ่นเชิดซึ่งครอบครอง ‘ลางสังหรณ์แจ้งอันตราย’ จะเป็นประโยชน์ต่อไคลน์หรือไม่ หลังจากครุ่นคิดสักพัก ชายหนุ่มเดาว่าคงมีผลเฉพาะตัวหุ่นเชิด ไม่ส่งผลมาถึงเจ้าของ
พลังที่ไคลน์หวังมากที่สุดคือ ‘กระตุ้นอารมณ์’ ซึ่งเป็นของผู้ปลดปล่อยแรงกระหาย หรือไม่ก็หนึ่งใน ‘ภาษากัดกร่อน’ ถ้าเลือกได้ขอเป็นคำว่า ‘ตาย’ หรือ ‘กัดกร่อน’
ในวินาทีนี้ ไคลน์ค่อนข้างโชคดีเพราะได้รับพลังใหม่มากถึงสามชนิด หนึ่งในนั้นคือ ‘ภาษากัดกร่อน’ น่าเสียดายที่ไม่ใช่ ‘ตาย’ หรือ ‘กัดกร่อน’ หากแต่เป็น ‘เชื่องช้า’ สามารถทำให้เป้าหมายทั้งหมดในรัศมีเจ็ดถึงแปดเมตรรอบตัวตกอยู่ในอาการชะงัก หรืออาจรุนแรงถึงขั้นหยุดนิ่ง แต่ผลลัพธ์จะคงอยู่ได้ประมาณสองวินาที
พลังพิเศษที่สองคือ ‘ดาบแม็กม่า’ สามารถสร้างดาบเพลิงขนาดใหญ่ที่มีพลังทำลายล้างสูง แม้แต่เสาหินหนาก็ยังถูกฟันขาดในครั้งเดียว เหลือไว้เพียงรอยตัดที่ดูคล้ายกันหินละลาย จิลเซียสมักใช้สิ่งนี้ในยามต้องการอาละวาดอย่างบ้าบิ่น
พลังชนิดที่สามคือ ‘ลูกไฟกำมะถัน’ นอกจากจะสร้างแรงระเบิดที่หวังผลได้ระดับหนึ่ง ยังทำให้ผู้ที่สัมผัสกับเปลวไฟถูกปนเปื้อนด้วยพิษ หากผู้ใช้อยู่ในร่างปีศาจจะยิงลูกไฟได้สูงสุดราวยี่สิบดวงพร้อมกัน แต่ถ้าไม่ จะสร้างลูกไฟได้มากสุดแค่สามดวง
ไม่เลว… ถ้าเป้าหมายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่อันเดดและชั่วร้าย ดาบแม็กม่าจะมีพลังโจมตีสูงกว่า ‘แสงศักดิ์สิทธิ์’ ของนักบวชแสงพอสมควร… ไคลน์ที่เดินมาถึงหน้าต่าง มองเห็นแผ่นหลังของพวกพ้องจิลเซียสกำลังวิ่งหนีห่างไปไกล
ยังไม่หลุดพ้นจากอำนาจบิดเบือน? ไม่สิ พิจารณาจากระยะเวลา พวกมันต้องสลัดหลุดและย้อนกลับมาถึงบริเวณใกล้เคียงได้แล้ว ไม่ใช่การเผ่นหนีไปเช่นนี้… ไคลน์หันหลังกลับ เห็นศพของจิลเซียสยังอยู่ในร่างปีศาจ แม้จะตายไปก็มิได้คืนกลับเป็นมนุษย์
ชายหนุ่มยืนจ้องราวสามวินาที ภายในใจสันนิษฐานอย่างคร่าว
“พลังแปลงกายเป็นปีศาจจะทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะเฉียดคลุ้มคลั่ง เพียงแต่ยังครองสติไว้ได้ และสามารถเปลี่ยนกลับได้ตามใจนึก… แต่ถ้าไม่เปลี่ยนกลับ ตอนตายก็จะคงสภาพเดิม”
ไคลน์ไม่รีรอ รีบพลิกศพปีศาจ พบว่าเสื้อผ้าและกางเกงล้วนฉีกขาดโดยสมบูรณ์ กระเป๋าสตางค์และธนบัตรกระจัดกระจายเต็มพื้น เดาว่าคงเป็นผลพวงของการแปลงร่าง และหลังจากนั้นก็ถูกทำลายซ้ำด้วยการถล่มของลูกไฟกำมะถัน
“…” ขณะไคลน์เตรียมมองออกไปด้านนอก หางตาเหลือบเห็นบางสิ่งกำลังส่องแสงจากบริเวณหน้าอกปีศาจร่างยักษ์
เป็นผลึกแผ่นบาง ค่อนข้างยาว ก่อตัวจากก้อนเลือด แผ่กลิ่นกำมะถันเจือจางไปทั่วห้อง
“หมายความว่ายังไง…” ไคลน์ขมวดคิ้ว มิอาจขบคิดหาคำตอบ
ตะกอนพลังของจิลเซียสได้เข้าไปอยู่ในยุบพองหิวโหยเรียบร้อยแล้ว เหตุใดร่างกายถึงยังสร้างวัตถุแปลกปลอม? คำถามผุดขึ้นในใจไคลน์
นอกจากนั้น ทั้งที่เป็นผู้ช่วยกัปตันของ ‘ราชาอมตะ’ จิลเซียสกลับมิได้พกพาสมบัติวิเศษหรือสมบัติปิดผนึกติดตัวแม้แต่ชิ้นเดียว ไคลน์ค่อนข้างประหลาดใจกับเรื่องนี้พอสมควร
………………………………………….
เพล้ง!
ขณะจิลเซียสหันได้เพียงครึ่งตัว แก้วเบียร์ตกลงบนโต๊ะกลมด้านข้างพร้อมกับแตกละเอียด
แม้จะได้ยินเสียงปืน แต่มันก็มิได้คิดหลบ คล้ายกับรับรู้โดยสัญชาตญาณว่านั่นคือภาพลวงตา ท่ามกลางบรรยากาศวุ่นวายที่มีสิงห์พนันขี้เมาหมอบลงหรือไม่ก็วิ่งหนีตายอลหม่าน จิลเซียสดีดตัวขึ้นประหนึ่งสปริง สายตาจ้องเขม็งไปทางนักผจญภัยที่สวมหมวกและโค้ทสำหรับสุภาพบุรุษ ณ ทางเข้าผับ
เกอร์มัน·สแปร์โรว์… จิลเซียสพลันหดรูม่านตา อ้าปากกว้างพร้อมกับพึมพำ ‘ภาษากัดกร่อน’ จากนรก
ทันใดนั้น ไคลน์เหนี่ยวไกปืนของจริง ส่งกระสุนสีทองซีดที่คล้ายกับเพิ่งออกจากหม้อต้มพุ่งตรงมาทาง ‘จอมเชือด’ เจ้าของค่าหัวเก้าพันห้าร้อยปอนด์
ทว่า จิลเซียสเพียงยกมือขวาขึ้นเล็กน้อย กางห้านิ้วออกพร้อมกับจุดไฟสีฟ้าอ่อนบนฝ่ามือ ใช้สิ่งนี้หยุดกระสุนให้แน่นิ่งอย่างน่าเหลือเชื่อ
ในวินาทีที่เปลวไฟสีฟ้าแข็งตัว กระสุนถูก ‘จองจำ’ กลางอากาศ เกิดแสงสีทองสว่างวาบออกจากตัวกระสุน สลายไปจนเหลือเพียงความว่างเปล่า
ด้านข้างจิลเซียส สองบุคคลลุกขึ้นยืนอย่างพร้อมเพรียง คนหนึ่งเป็นสตรีผมสั้นถือปืนสั้นสองกระบอก อีกคนหนึ่งเป็นบุรุษกำยำสวมนวมชกมวย
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า พวกมันแวะท่าเรือทอสคาร์เตอร์เพื่อเติมเสบียง จิลเซียสจึงไปไหนมาไหนเป็นกลุ่ม หรือไม่ก็ เป็นคนรู้จักของมันที่บังเอิญอยู่ในร้านพอดี!
ผู้วิเศษสามคน… จิลเซียสน่าจะอยู่ลำดับ 5… ในวินาทีนี้ ไคลน์นึกอยากโพล่งออกไปว่า ‘ขอโทษที่เข้ามารบกวน’
การจะโจมตี ‘ปีศาจ’ ไม่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ ต้องอาศัยความบังเอิญโดยแท้จริง แถมยังต้องปราศจากความลังเล ไม่อย่างนั้น ศัตรูจะรับรู้ถึงจิตสังหารและภัยคุกคาม
ส่งผลให้ ฝ่ายที่เปิดก่อนจึงไม่ได้ถือครองความได้เปรียบเสมอไป!
ไคลน์หันรีบหมุนตัว ในสภาพถือลูกโม่ด้วยมือข้างหนึ่ง ชายหนุ่มแหวกผ่านกลุ่มคนจำนวนมากของผับ ผ่านศีรษะสิงห์พนันขี้เมาที่กำลังนั่งยอง วิ่งตรงไปยังบันไดซึ่งนำไปสู่ชั้นสองของผับด้วยความเร็วสูง
ขณะกำลังเร่งฝีเท้าเพื่อเข้าใกล้เป้าหมาย ลูกไฟสีฟ้าอ่อนพุ่งกระแทกราวบันไดพร้อมกับขยายตัวและระเบิดออก
บึ้ม!
ส่วนล่างของบันไดยุบหายไปครึ่งหนึ่ง อาคารผับสั่นสะเทือนหนักหน่วงไปทั้งหลัง กลิ่นกำมะถันลอยฟุ้งเข้มข้น
จิลเซียสและพรรคพวกทั้งสองกระโจนขึ้นมายังบันไดสองขั้นแรกอย่างคล่องแคล่ว ไล่ล่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์สุดชีวิต
ตึก! ตึก! ตึก!
ไคลน์รีบเผ่นหนีขึ้นชั้นสอง ระหว่างทางเปิดเนตรด้ายวิญญาณด้วยความชำนาญ
อาศัยพลังดังกล่าว ชายหนุ่มสามารถระบุได้ทันทีว่าห้องไหนไม่มีคนพักอาศัย ไคลน์เลือกพังประตูห้องหนึ่งพร้อมกับบิดเอวเล็กน้อย ทำท่าเตรียมกระโดดออกจากหน้าต่างเพื่อหนีออกจากผับ
ขณะเดียวกัน จิลเซียสและพวกพ้องที่ไล่ตามมาถึงชั้นสอง เมื่อเห็นฉากดังกล่าวเข้า พวกมันรีบกระจายตัวอย่างชำนาญ รายแรกไล่ตามไคลน์เข้าไปในห้อง ส่วนอีกสองคนแยกไปเข้าห้องด้านข้างที่อยู่ฝั่งเดียวกัน เตรียมกระโดดตามลงไปเพื่อไล่ล่าต่อ
และนี่คือสิ่งที่ไคลน์รอคอย!
ในเสี้ยววินาที ชายหนุ่มหมุนตัวกลับครึ่งรอบ ฝ่ามือข้างซ้ายที่สวมถุงมือดำ ทำท่าบีบอากาศอันว่างเปล่าพร้อมกับบิดข้อมือ
หญิงสาวผู้ใช้ปืนคู่ และชายกำยำสวมนวมชกมวย ยังคงทำตามแผนเดิมโดยไม่รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงจากห้องด้านข้าง พวกมันรีบกระโดดออกจากหน้าต่าง จากนั้นก็หายตัวไปโดยไม่มีทีท่าว่าจะกลับมา
จุดประสงค์เดิมของพวกมัน ‘แยกกันไปขัดขวางศัตรู’ ได้ถูกไคลน์ใช้พลังบารอนแห่งการเน่าเปื่อย ‘บิดเบือน’ ให้เป็น ‘แยกกันทำงาน’ !
ถึงแม้จะแสดงผลไม่นาน แต่ก็มากพอจะเปิดโอกาสให้ไคลน์ได้ดวลตัวต่อตัวกับจิลเซียส!
ตุ้บ! หลังจากบิดเบือนเสร็จ ชายหนุ่มโน้มตัวลง กลิ้งไปบนพื้นห้องเพื่อหลบกลุ่มลูกไฟสีฟ้าอ่อนที่จิลเซียสกระหน่ำยิงใส่
เกิดเสียงระเบิดดังอึกทึกเป็นระยะ อาคารผับสั่นคลอนหนักหน่วงราวกับมีแผ่นดินไหวในละแวกใกล้เคียง
ถัดมา จิลเซียสพุ่งไปด้านหน้า ตรงเข้าห้องพักที่ค่อนข้างใหญ่
ได้เห็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์กระโดดกลิ้งไปมาอย่างชำนาญ ไม่ชอบเผชิญหน้ากับตนโดยตรง ‘จอมเชือด’ ควบคุมสติพร้อมกับขยับปาก เปล่งถ้อยคำชั่วร้ายออกมาเป็นภาษาปีศาจ
“เชื่องช้า!”
คล้ายกับทุกสิ่งภายในห้องหยุดนิ่งกะทันหัน การกลิ้งตัวของไคลน์เชื่องช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ขาดความต่อเนื่องและราบรื่น
จิลเซียสยังคงพุ่งเป้ามายังคู่ต่อสู้อย่างแน่วแน่ เปล่งภาษากัดกร่อนเพิ่มเติมอีกหนึ่งคำ
“ตาย!”
ร่างกายไคลน์พลันแข็งทื่อ ชะงักค้างในตำแหน่งเดิม แต่ไม่นานก็เริ่มหดตัวในลักษณะแบนราบ กลายเป็นกระดาษรูปคนที่ปกคลุมด้วยคราบสนิมสีแดง
แทบจะในเวลาเดียวกัน บุรุษสวมโค้ทกระดุมสองแถวและหมวกผ้าไหมตรงกึ่งสูง ปรากฏกายที่ข้างประตูห้อง มือซ้ายซึ่งสวมถุงมือดำสนิทจับลูกบิดแน่น ดึงซากประตูกลับเข้ามาปิดห้องและลงกลอน
ปึง!
เสียงรบกวนจากภายนอกพลันอันตรธานหาย คล้ายกับมิติภายในถูกตัดขาดจากโลกด้านนอกโดยสมบูรณ์ ประหนึ่งกรงปิดตายที่แข็งแกร่ง
ได้เห็นเช่นนั้น ร่างกายจิลเซียสเริ่มพองโต เสื้อผ้าเกิดการปริแตก
เพียงไม่นาน มันกลายร่างเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาสูงกว่าสามเมตร ผิวพรรณดูหม่นหมอง ทั้งคล้ำและมอบความรู้สึกชั่วร้าย เขาแพะสองกิ่งที่งอกกึ่งกลางหน้าผาก เต็มไปด้วยลวดลายลึกลับนับไม่ถ้วน แผ่นหลังมีปีกค้างคาวสยายออกกว้าง รายล้อมด้วยเปลวไฟสีฟ้าอ่อนที่แผ่กลิ่นกำมะถันคละคลุ้ง
ซู่ว! ซู่ว! ซู่ว!
ลูกไฟสีฟ้าอ่อนเริ่มกระหน่ำยิงพร้อมเพรียง พุ่งถล่มบริเวณประตูห้องอย่างไร้ความปรานี ขณะเดียวกัน ดวงตาสีแดงของจิลเซียสพลันส่องแสง ปากขยับกล่าวถ้อยคำกัดกร่อน
“กัดกร่อน!”
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งการโจมตีระยะไกล!
ไคลน์กำหมัดซ้ายแน่นพร้อมกับดวงตาที่เปลี่ยนเป็นสีฟ้าอ่อน ตามด้วยการบิดข้อมือครึ่งรอบ
กลุ่มลูกไฟสีฟ้าพลันสูญเสียวิถี ประสบความปั่นป่วนและไร้ทิศทางประหนึ่งอนุภาคโมเลกุล
บ้างกระแทกเพดาน บ้างชนประตู บ้างกระทบพื้นห้อง บ้างลอยกลับไปหาศีรษะของจิลเซียส ภายในห้องเกิดเสียงระเบิดโครมครามอย่างต่อเนื่อง ‘ผนึก’ ที่ไคลน์ใช้พลังบิดเบือนสร้างขึ้นเริ่มสั่นสะเทือนหนักหน่วง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีร่องรอยความเสียหาย
เปลวไฟสีฟ้าพลันสว่างวาบและลอยสูงขึ้นด้านบน เมื่อบรรยากาศเริ่มปกคลุมด้วยกลิ่นกำมะถันเข้มข้น ร่างกายไคลน์เริ่มทรุดตัว ผิวหนังถูกปกคลุมด้วยของเหลวสีดำเหนียวหนืด
บึ้ม!
ร่างของชายหนุ่มเกิดการระเบิด เศษกระดาษกระจัดกระจายท่ามกลางกลุ่มหมอกสีดำสนิท
ขณะเดียวกัน ไคลน์โผล่จากอีกด้านหนึ่งของห้อง ผิวหนังหมองคล้ำอย่างเห็นได้ชัด เสื้อผ้าเสียหายจากแรงระเบิดและเปลวไฟจากนรก ปรากฏรูโหว่ชำรุดหลายแห่ง
ว่ากันตามตรง พลัง ‘กัดกร่อน’ ซึ่งโจมตีเป็นวงกว้าง สามารถแก้ทางพลัง ‘กระดาษคนตัวแทน’ ของไคลน์ได้ชะงักงัน ไม่มีทางหลบหลีกความเสียหายพ้นทั้งหมด และสะเก็ดความเสียหายก็มากเกินกว่าจะมองข้าม หรือกล่าวได้ว่า พลังชนิดนี้สามารถทำให้ไคลน์ตกที่นั่งลำบาก
อย่างไรก็ตาม ในการปะทะกันหนแรก ชายหนุ่มได้ ‘มอบ’ แก้วเบียร์ให้จิลเซียสเพื่อทำการ ‘ติดสินบน’ ส่งผลให้พลังทำลายและผลข้างเคียงของ ‘กัดกร่อน’ ลดลงจากปรกติมาก!
แต่จิลเซียสย่อมคาดไม่ถึงในเรื่องนั้น ชะล่าใจคิดว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์คงกำลังบาดเจ็บหนักจากพลังกัดกร่อน จึงทำการดึงดาบยาวที่สร้างจากเปลวเพลิงอย่างใจเย็น แต่ขณะเตรียมโจมตีซ้ำด้วยความดุดันและแข็งกร้าว หางตาจิลเซียสเหลือบไปเห็นถุงมือซ้ายของศัตรูส่องแสงสีทอง
เพียงพริบตา สายฟ้าสองเส้นพุ่งออกจากดวงตาไคลน์!
ทะลวงจิต!
“อั่ก!”
จิลเซียสส่งเสียงครวญคราง คล้ายกับถูกน้ำมนต์ร้อยขวดสาดใส่
อาศัยประสบการณ์ต่อสู้อันโชกโชน มันรู้ตัวทันทีว่าถูกเล่นงานด้วยทะลวงจิต และทราบว่าจะถูกโจมตีตามติดอีกหลายชุด สัญชาตญาณปีศาจจึงสั่งให้ร่างกายแปรสภาพเป็นของเหลวสีดำ ไหลซึมไปตามพื้นห้องและกระจายตัว
ของเหลวซึ่งดูราวกับสั่งสมแรงกระหายอันท่วมท้นในใจมนุษย์เอาไว้ ไหลไปตามพื้นห้องโดยมีเป้าหมายเป็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ด้วยบรรยากาศคุกคามดุจดังพร้อมจะกัดกร่อนทุกสรรพสิ่ง
สภาพแบบนี้… รับมือได้ยากมาก… หากศัตรูของ ‘ปีศาจ’ ไม่เตรียมความพร้อมหรือมีข้อมูลล่วงหน้า คงได้ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากแน่… โชคดีที่เราคอยเตือนตัวเองเสมอว่า อีกฝ่ายมีพลังของผู้ปลดปล่อยแรงกระหาย จึงระงับอารมณ์มิให้พลุ่งพล่านจนเกินพอดี… ไคลน์ไม่คิดหลบหลีก ถุงมือซ้ายพลันถูกย้อมด้วยแสงอาทิตย์บริสุทธิ์และสว่างจ้า
แขนสองข้างกางออก สร้างลำแสงศักดิ์สิทธิ์ที่อาบด้วยเพลิงสีทองอร่าม พุ่งลงมาจากความว่างเปล่าเบื้องบน มอบความสว่างไปยังทุกซอกทุกมุมของห้อง ไม่มีเงาใดหลงเหลือเล็ดลอด!
ลำแสงพุ่งกระทบของเหลวในจุดที่มืดที่สุด ก่อนจะแผ่ออกไปยังบริเวณข้างเคียงในลักษณะคลื่นกระเพื่อม
ท่ามกลางแสงสว่างศักดิ์สิทธิ์ ของเหลวสีเข้มส่วนใหญ่ระเหยไปอย่างรวดเร็ว แต่ยังเหลือส่วนน้อยที่ขจัดไม่หมด
จิลเซียสรีบคืนสภาพเดิม ก่อตัวเป็นร่างกายใกล้กับหน้าต่าง
ยังคงเป็นรูปลักษณ์ของปีศาจสูงเกือบสามเมตร ท่าทางสุขุมเยือกเย็น แต่ความกระหายเลือดและจิตสังหารอันเข้มข้น เริ่มเอ่อล้นจนยากจะปกปิดให้มิดชิด
สภาพปัจจุบันของมันค่อนข้างอ่อนแอ จึงไม่กล้าลงมือบุ่มบ่าม รอให้อารมณ์ของเกอร์มัน·สแปร์โรว์เกิดความแปรปรวนไปเอง จะได้เล่นงานด้วยการควบคุมแรงกระหาย เขาแพะสองกิ่งบนหน้าผากจิลเซียสเริ่มลุกไหม้ เตรียมโจมตีใส่จิตใจของศัตรูโดยตรง หวังให้อารมณ์บางชนิดของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ถูกกระตุ้น
และเมื่อเกิดแรงปรารถนา ความกระหายดังกล่าวจะถูก ‘ผู้ปลดปล่อยแรงกระหาย’ ใช้เป็นจุดอ่อนเล่นงาน!
ทว่า สติจิลเซียสกลับเริ่มวิงเวียนหนักหน่วง รุนแรงชนิดที่ว่า แผนการที่วางไว้เมื่อครู่เกือบเลือนหายไป!
นับตั้งแต่ที่ทั้งสองฝ่ายอยู่ห่างกันไม่เกินห้าเมตร ไคลน์ไม่ขยับตัวมากนัก พยายามใช้พลังกระดาษคนตัวแทนและพลัง ‘บารอนแห่งการเน่าเปื่อย’ ประคองสถานการณ์ ถ่วงเวลาให้ยืดออกไป นั่นเพราะชายหนุ่มกำลังเบี่ยงความสนใจเพื่อใช้ ‘ด้ายวิญญาณ’ ควบคุมร่างกายจิลเซียส!
ตามปรกติแล้ว ด้วยความแข็งแกร่งของร่างวิญญาณผู้วิเศษลำดับ 5 การใช้ด้ายวิญญาณเข้าควบคุมขั้นต้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เนื่องจากจิลเซียสถูก ‘ติดสินบน’ ด้วยเบียร์หนึ่งแก้ว ระดับการป้องกันจึงลดลงจากปรกติ และหลังจากนั้น ผู้ปลดปล่อยแรงกระหายยังถูก ‘ทะลวงจิต’ และ ‘แสงศักดิ์สิทธิ์’ เล่นงานต่อเนื่อง จึงไม่แปลกที่ร่างวิญญาณจะอ่อนแอลง
ดังนั้น แม้ไคลน์ต้องแบ่งสมาธิไปใช้พลังอื่น แต่ก็ยังสามารถควบคุมร่างจิลเซียสในระดับขั้นต้นได้ภายในเวลาสิบห้าวินาที
การต่อสู้อันดุเดือดสงบลงในพริบตา อย่างไรก็ตาม ถึงสติของจิลเซียสจะเริ่มเฉื่อยชาลงไปบ้าง แต่ก็ยังกระทำบางสิ่งได้อยู่ อย่างเช่นการพยายามดิ้นรนขัดขืน ‘พลังควบคุม’ ซึ่งมีต้นตอมาจากก้นบึ้งจิตใจ
ดวงตาสีแดงสุขุมของมันกำลังสะท้อนร่างของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ เขาแพะทรงโค้งกึ่งกลางหน้าผากเริ่มลุกไหม้อย่างเกรี้ยวกราด มวลอารมณ์มหาศาลจำพวกความเกลียดชัง ความโลภ ตัณหา ความโกรธ และอีกมาก กำลังแผ่ขยาย
ไคลน์กำลังอยู่ในภาวะกึ่งเข้าฌาน เพ่งสมาธิกับการ ‘ควบคุม’ ศัตรูอย่างใจเย็น พยายามทำให้จิลเซียสหมดสิทธิ์ขัดขืนโดยเร็ว
…………………………………………….
‘ด้ายวิญญาณ’ สีดำที่งอกยาวออกจากแต่ละร่างกาย เริ่มปรากฏในการมองเห็นของไคลน์อย่างเด่นชัด แต่ชายหนุ่มยังไม่คิดจะแผ่พลังวิญญาณออกไปครอบงำพวกมันทันที
หลังจากจำแนกและยืนยันว่าด้ายวิญญาณกลุ่มใดเป็นของโมโซน่า ไคลน์จิบเบียร์มอลต์พลางชมการชกมวยบนสังเวียนอย่างไม่ละสายตา ท่าทีเหมือนกับคนทั่วไปที่เข้ามาหาความสุข
นักมวยสองคนซึ่งร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่า ปราศจากอุปกรณ์ป้องกันทุกชนิด กำลังกระหน่ำหมัดใส่กันอย่างเอาเป็นเอาตาย กำปั้นกระแทกใส่เนื้อหมัดแล้วหมัดเล่า เพียงไม่นานสถานการณ์ก็เริ่มดุเดือด
ได้เห็นเช่นนั้น สิงห์พนันขี้เมาหลายคนต่างเลือดลมสูบฉีด ตะโกนเรียกชื่อนักมวยฝั่งที่ตนลงเดิมพันอย่างไม่ขาดปาก สลับกับการตะโกนว่า
“ฆ่ามัน!”
“ซัดไอ้ลูกโสเภณีให้หมอบ!”
บนชั้นสอง โมโซน่าจดจ่ออยู่กับสังเวียนจนลืมซิการ์ในมือขวา ส่วนมือซ้ายเริ่มกำหมัดแน่น
จากบรรดาคนรอบตัวทั้งหมด นอกเหนือจากกลุ่มที่หันหลังหรือหันข้างให้เพื่อคอยระวังอันตราย คนส่วนใหญ่อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปทางสังเวียนด้านล่างซึ่งสองนักชกกำลังชุ่มโชกไปด้วยเลือด
ไคลน์ยกแขนขึ้น จิบเบียร์เย็น คล้ายกับหายใจลำบากขึ้นเล็กน้อยจากบรรยากาศที่คุกรุ่น
ทันใดนั้น พลังวิญญาณของชายหนุ่มเริ่มแผ่ออกจากร่างกายอย่างเงียบงัน สัมผัสเข้ากับกลุ่มด้ายมายาสีดำที่เป็นของโมโซน่า
หนึ่งวินาที สองวินาที สามวินาที
ขณะโมโซน่าจมูกแดงเตรียมขยับกำปั้นประหนึ่งลงไปชกในสังเวียนเสียเอง สมองของมันพลันวิงเวียนกะทันหัน
โมโซน่ารู้สึกว่าฉากรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป คล้ายกับมีกระจกหนาหลายชั้นวางซ้อนทับ
ความคิดความอ่านของมันช้าลงอย่างชัดเจน ราวกับทุกส่วนในสมองกำลังขึ้นสนิม
เนื่องจากเหยื่อเป็นเพียงคนธรรมดา ความแข็งแกร่งของร่างวิญญาณจึงต่ำกว่าผู้วิเศษมาก ไคลน์สามารถควบคุมขั้นต้นได้ภายในไม่ถึงยี่สิบวินาที
เจ็ดวินาที!
แค่เจ็ดวินาทีเท่านั้น!
แย่ล่ะสิ… มีบางอย่างเกิดขึ้นกับเรา… ดูเหมือนกับ… ผู้วิเศษ… ที่มีพลังประหลาด… โมโซน่าซึ่งมีสายสัมพันธ์อันดีกับโจรสลัด ย่อมไม่ใช่คนแปลกหน้าในโลกผู้วิเศษ และเป็นเหตุผลที่มันยอมทุ่มเงินจำนวนมากเพื่อจ้างผู้วิเศษมาคุ้มกัน หากไม่ใช่เพราะสุขภาพถูกทำลายด้วยเหล้าเบียร์จนร่างกายอ่อนแอลงมาก เพิ่มความเสี่ยงในการคลุ้มคลั่งจากการดื่มโอสถ โมโซน่าคงเลือกจะครอบครองพลังวิเศษเอาไว้กับตัวสักหนึ่งชนิด
เป็นเพราะยังขาดประสบการณ์และสมองทำงานได้ช้าลง กว่าโมโซน่าจะรู้ตัวว่าถูกเล่นงานก็ปาเข้าไปสิบกว่าวินาที เมื่อเริ่มฉุกคิดได้ มันเตรียมเหยียดแขนพร้อมกับอ้าปากตะโกนขอความช่วยเหลือ
ทว่า การเคลื่อนไหวของร่างกายกลับเป็นไปอย่างเชื่องช้า เสียงพูดเล็ดลอดจากลำคออย่างแผ่วเบา สืบเนื่องจากคนรอบตัวส่วนใหญ่กำลังสนใจเพียงเวทีมวยอันดุเดือด ผนวกกับเสียงตะโกนอึกทึกครึกโครมภายในผับ และคนคุ้มกันส่วนมากจะคอยระวังอันตรายจากด้านนอก จึงแทบไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปรกติที่เกิดขึ้นกับโมโซน่า
เมื่อถึงช่วงที่บรรยากาศการชกผ่อนปรนลงชั่วคราว บอดี้การ์ดและลูกน้องบางคนหันกลับมามองเจ้านายเล็กน้อย แต่ก็จะพบเพียงว่า ดวงตาของโมโซน่าหมองลงจากปรกติไม่มาก ตำแหน่งของมือไม้ผิดธรรมชาติเล็กน้อย คล้ายกับกำลังหมกมุ่นอยู่กับสังเวียนมวย รอคอยผลลัพธ์ด้วยใจจดจ่อ
น้ำตาเริ่มเอ่อล้นตรงขอบตา มันพยายามคลายนิ้วออกเพื่อปล่อยให้ซิการ์ตกพื้น จะได้ดึงดูดความสนใจของลูกน้องรอบตัว
แต่ยิ่งดิ้นรนก็ยิ่งพบความสิ้นหวัง สมองของมันช้าลงเรื่อย ๆ การเคลื่อนไหวร่างกายเพียงเล็กน้อยต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งนาทีจึงจะสำเร็จ และเหนือสิ่งอื่นใด ปลายนิ้วของตัวเองเริ่มไม่ฟังคำสั่ง!
แปะ!
ซิการ์ที่ถูกจุดค้างไว้สักพัก ตกลงบนพื้นชั้นสองของผับ น้ำตาของโมโซน่าไหลอาบใบหน้า ลามลงไปจนถึงลำคอ
เมื่อบรรดาคนคุ้มกันหันมาเห็นและเตรียมถามว่า เจ้านายตื่นเต้นจนน้ำตาไหลเลยหรือ โมโซน่าพลันงอตัวกะทันหัน เช็ดหน้าเล็กน้อยและก้มหยิบซิการ์บนพื้น
“เป็นการชกที่ดีมาก! เพิ่มเงินค่าจ้างให้ฝั่งที่ชนะ!” โมโซน่าสะบัดซิการ์ จัดปกเสื้อ ยกมุมปากขึ้นอย่างมีความสุข
มันมิได้เจาะจงว่าต้องเพิ่มเท่าไร เพราะไคลน์ยังไร้เดียงสาในธุรกิจประเภทนี้ ทำได้เพียงกล่าวส่งเดชอย่างคลุมเครือ
ถูกต้อง ในปัจจุบัน โมโซน่าแห่งพรรคโลเอ็นใหม่ กลายเป็นหุ่นเชิดของไคลน์อย่างสมบูรณ์!
เนื่องจากหัวหน้าแก๊งอันธพาลรายนี้เป็นเพียงคนธรรมดา แถมร่างวิญญาณยังอ่อนออกว่ามนุษย์ปรกติที่สุขภาพดี ชายหนุ่มจึงใช้เวลาเพียงสองนาทีกับสิบห้าวินาทีในการเข้าควบคุมอย่างสมบูรณ์
หากต้องใช้เวลานานกว่านี้ ไคลน์อาจต้องหาวิธีเบี่ยงเบนความสนใจของผู้คน หรือไม่ก็ใช้พลังมายาสร้างภาพหลอน เหล่าบอดี้การ์ดจะได้สนใจแค่ภัยคุกคามจากภายนอก ไม่พบความผิดปรกติบนตัวโมโซน่า
“ฆ่ามัน!”
“ฆ่ามัน!”
…
เสียงตะโกนของผู้ชมเริ่มดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง เหตุเพราะการชกมวยบนสังเวียนใกล้จะสิ้นสุดลงเต็มที โดยโมโซน่ายังคงส่งสัญญาณบอกให้คนคุ้มกันดูเกมต่อไป
จนกระทั่งนักมวยคนหนึ่งล้มลงอย่างไม่ได้สติ โมโซน่าหยิบซิการ์และพูดขึ้น
“กลับห้องกันเถอะ ฉันอยากพักผ่อนแล้ว”
“ขอรับ นายท่าน” บอดี้การ์ดกับลูกน้องรีบเข้ามาล้อมกรอบและช่วยอารักขาไปตามทางเดินทาง จากนั้นก็เปิดประตูห้องพัก
หลังจากสั่งให้ทุกคนไปประจำจุดสำคัญและกำชับว่าห้ามรบกวน โมโซน่าเดินมาเปิดตู้นิรภัย ด้านในมีเอกสารเกี่ยวกับยาเสพติดชนิดใหม่จำนวนหนึ่ง จึงหยิบสิ่งที่คิดว่าน่าจะสำคัญออกมาตรวจสอบ
ถัดมาไม่นาน ชายหนุ่มเก็บรวบรวมเอกสารและที่อยู่ซึ่งตัดมาจากหนังสือพิมพ์ บรรจุลงในกระเป๋าเอกสารพร้อมกับเงินสดเจ็ดร้อยห้าสิบแปดปอนด์
กริ๊ก! โมโซน่าเปิดประตูห้องพัก ตะโกนบอกลูกสมุน
“โยนกระเป๋าใบนี้ไว้ใต้เสาโคมไฟต้นที่สามของมุมตรอก”
“ครับบอส” คนของมันมิได้เอ่ยถามถึงจุดประสงค์
นี่เป็นกฎเหล็ก!
ปิดประตูห้องกลับไปใหม่ โมโซน่าควานหาเทียนไขสามเล่มและวัตถุแฝงพลังวิญญาณ จากนั้นก็ใช้ปากกาและกระดาษขาวเขียนสัญลักษณ์ที่สอดคล้องกับ ‘เดอะฟูล’ อย่างระมัดระวัง ครึ่งหนึ่งของสัญลักษณ์เป็นภาพ ‘เนตรไร้รูม่านตา’ ซึ่งหมายถึงความลับ และอีกครึ่งหนึ่งคือ ‘เส้นเกลียวบิด’ ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลง
จากนั้น หัวหน้าแก๊งอันธพาลที่กลายเป็นหุ่นเชิดโดยสมบูรณ์ จุดเทียนไข ใช้น้ำหอมแทนน้ำมันสกัดและน้ำค้างบริสุทธิ์ สวดวิงวอนด้วยท่าทางเคร่งขรึม
โมโซน่าพึมพำนามของ ‘เดอะฟูล’ แผ่วเบา ปากขยับท่องคาถาภาษาเฮอร์มิสโบราณที่มันไม่เคยรู้จักมาก่อน ตามด้วยการหยิบวัตถุแฝงพลังวิญญาณขึ้นมา ปลดปล่อยพลังให้หลอมรวมกับสายลมรอบตัว เกิดเป็นบานประตูมายาบนแสงเทียนไขที่เริ่มเปลี่ยนรูปร่าง – หากปราศจากวัตถุแฝงพลังวิญญาณ ไคลน์เตรียมใช้เลือดของโมโซน่าแทน เพราะเลือดมนุษย์เองก็เป็นวัตถุวิญญาณชนิดหนึ่ง!
ณ ห้องน้ำชั้นหนึ่ง ไคลน์ร่างต้นเดินถอยหลังสี่ก้าว ส่งตัวเองเข้าสู้มิติสายหมอกเทา
ชายหนุ่มมิได้นำไพ่จักรพรรดิมืดออกมาใช้ เพียงเคลื่อนย้ายกระแสของมิติแห่งนี้ด้วยพลังตัวเองและเชื่อมต่อเข้ากับกระดาษรูปคน จนบานประตูแห่งการสังเวยและรับมอบเริ่มสั่นสะเทือน
กระดาษรูปคนเริ่มเปลี่ยนรูปร่างเป็นเทวทูต ด้านหลังมีปีกสิบสองคู่สยายออก เทวทูตกระดาษบินเข้าไปในประตูมายาและลึกลับ ผ่านห้วงความว่างเปล่าที่มืดมิดไร้ก้นบึ้ง ตรงมายังโมโซน่าซึ่งอยู่ภายในห้องพักส่วนตัว
ไคลน์ทำเช่นนี้เพื่อ รบกวนพลังทำนายจากภายนอกและพลังพิเศษแกะรอยทุกชนิด!
จากนั้น ชายหนุ่มหยิบยุบพองหิวโหยโยนออกจากประตูมายาตามมาด้วยกัน!
ยุบพองหิวโหยถูกส่งมายังโลกความจริงผ่านพิธีกรรมรับมอบ ถุงมือหนังมนุษย์ข้างนี้กำลังออกอาการหิวกระหายชัดเจนเนื่องจากไม่ได้กินอะไรมานานแล้ว!
ในวินาทีนี้ ไคลน์ส่งจิตตัวเองออกจากมิติหมอก กลับมายังห้องน้ำชั้นหนึ่ง เพ่งจิตควบคุมหุ่นเชิดอยู่ห่างกันหลายสิบเมตรอีกครั้ง ทันใดนั้น โมโซน่าที่ตัวแข็งทื่อมาสักพัก เริ่มปิดปากสนิทพร้อมกับหยิบถุงมือขึ้นมาจากแท่นบูชา
กึ่งกลางฝ่ามือเริ่มแยกออกจากกัน เผยให้เห็นซี่ฟันมายาสีขาวเรียงรายสองแถว!
สัมผัสการ ‘เชิดหุ่น’ ของไคลน์เริ่มจางลงอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มตัดสินใจตัดการควบคุมหุ่นเชิดด้วยตัวเอง
ผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะเล็กน้อย แต่เพียงไม่นานก็กลับสู่ภาวะปรกติ
จากนั้น ไคลน์ทำเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เดินออกจากห้องน้ำไปยังเคาน์เตอร์ นั่งดื่มเบียร์มอลต์ที่ยังเหลืออยู่
ขณะเดียวกัน อาศัยเนตรด้ายวิญญาณ ชายหนุ่มพบหนูตัวหนึ่งบนชั้นสอง จึงแผ่พลังวิญญาณออกไปควบคุมและประสบความสำเร็จภายในไม่ถึงสองนาที
หนูเริ่มขยับตัวอย่างเงอะงะคล้ายกับไม่ชำนาญ พยายามสำรวจทางเดินและรูตามผนัง ใช้เวลาสักพักก่อนจะพบทางลับจากห้องอ่านหนังสือ ตรงเข้าไปในห้องพักของโมโซน่า
ภาพที่เห็นคือ ถุงมือแผ่นบางซึ่งทำจากหนังมนุษย์ กำลังวางแผ่อยู่บนพื้นอย่างสงบนิ่ง ส่วนโมโซน่าไม่เหลือแม้แต่เสื้อผ้าสักหนึ่งชิ้น
หนูตัวดังกล่าวปีนขึ้นโต๊ะอ่านหนังสือ คาบกระดาษซึ่งมีสัญลักษณ์ของเดอะฟูลและนำไปจ่อเปลวไฟเทียนไข
กระดาษลุกไหม้อย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานก็กลายเป็นซากขี้เถ้า
หลังจากดับเทียนทั้งสามเล่มและเก็บสิ่งของกลับที่เก่า หนูหุ่นเชิดวิ่งกลับมาหายุบพองหิวโหยและคาบขึ้นมา
จากนั้น มันย้อนกลับทางเก่า ออกจากห้องพักของโมโซน่า
หนูหุ่นเชิดวิ่งออกไปทางระเบียงชั้นสองอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะค่อยๆ ปีนลงด้วยความระมัดระวัง
ณ ชั้นหนึ่ง ตรงเคาน์เตอร์
ไคลน์กระดกเบียร์อึกสุดท้าย วางแก้วลงพร้อมกับลุกขึ้นยืน
ชายหนุ่มจัดระเบียบหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง สอดมือสองข้างเข้าไปในกระเป๋าของโค้ทกระดุมสองแถวสีดำ เดินผ่านสิงห์พนันขี้เมาอย่างไม่รีบร้อน ออกไปยังถนนด้านนอกร้าน
อาศัยเสาโคมไฟนำทาง ชายหนุ่มตรงมายังมุมตรอกแห่งหนึ่งด้วยความเร็วปรกติ นำกระดาษรูปคนออกมาจุดไฟและสะบัด ก้มหยิบกระเป๋าเอกสารใต้เสาโคมไฟต้นที่สาม
ทันใดนั้น หนูสีเทาที่คาบถุงมือหนังมนุษย์แผ่นบาง กระโจนออกจากเงามืดด้านข้าง
ไคลน์โน้มตัวลงอีกครั้งด้วยสีหน้าเรียบเฉย หยิบยุบพองหิวโหยขึ้นจากปากหนู
ถัดมา หนูสีเทาเดินจากไป ปืนลงถังขยะใบหนึ่งและนอนแน่นิ่ง เพียงไม่นานก็หยุดหายใจ
ท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิด ภายใต้แสงไฟจากเสาตะเกียงแก๊ส ไคลน์ยืนกางนิ้วทั้งห้าอย่างเยือกเย็น สวมยุบพองหิวโหยเข้าที่มือซ้าย
หลังจากขยับข้อนิ้วเพื่อปรับให้ถุงมือกระชับ ชายหนุ่มถือกระเป๋าเอกสาร เดินผ่านผับต้นโอ๊กที่ยังคงครึกครื้น หายตัวไปโดยสมบูรณ์เมื่อถึงสี่แยก
…
หลังจากนำเศษกระดาษเขียนที่อยู่และตราไปรษณียากรออกจากกระเป๋าเอกสาร ไคลน์แปะพวกมันลงบนจดหมายและหย่อนลงตู้ไปรษณีย์ เปลี่ยนรูปโฉมกลับเป็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ขึ้นรถม้าเช่าตรงไปยังเขตอื่นของท่าเรือ
ปลายทางคือผับที่เต็มไปด้วยโจรสลัดซึ่งแอนเดอร์สันเป็นคนแนะนำ!
หลังจากเข้าไปในผับ ไคลน์กวาดตาสำรวจด้านในอย่างคร่าว
ทันใดนั้น มันได้พบหนึ่งบุคคลที่คุ้นเคย
รูปร่างสันทัด ริมฝีปากสีม่วง ดวงตาสีน้ำตาลแฝงจิตสังหารและความดุดัน ไม่ใช่ใครนอกจากผู้ช่วยกัปตันของ ‘ราชาอมตะ’ อาการิธ ‘จอมเชือด’ จิลเซียส เจ้าของค่าหัวเก้าพันห้าร้อยปอนด์!
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า หลังออกจากเขตน่านน้ำอันตราย ‘แจ้งมรณะ’ ได้ตรงมายังเกาะทอสคาร์เตอร์เพื่อเติมเสบียง!
แกเองก็อยู่ที่นี่ด้วยสินะ… ไคลน์เม้มปากเล็กน้อย ภายในใจฉุกคิดได้ว่า ไม่มีโอกาสใดเหมาะจะล่า ‘ปีศาจ’ ไปกว่าการได้พบกันโดยบังเอิญอีกแล้ว!
ในวินาทีที่ชายหนุ่มผุดเจตนาร้าย จิลเซียสตระหนักถึงและมองมายังประตูทางเข้าทันที
ไคลน์คว้าเบียร์จากโต๊ะใกล้เคียงและโยนใส่อีกฝ่ายโดยไม่ลังเล
จากนั้น ชายหนุ่มชักลูกโม่ออกมาและเล็งใส่อย่างเย็นชา
ปัง!
……………………………………..
‘เฮอร์มิท’ แคทลียานั่งในท่าสำรวม กล่าวอย่างเชื่องช้าโดยมิได้หันไปมอง ‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์
“ตรงไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของหมู่เกาะการ์กัส ที่นั่นมีเส้นทางเดินเรือปลอดภัยสำหรับเข้าสู่เขตทะเลอันตราย…”
หญิงสาวเริ่มเล่าจากหุบเหวลึกที่เป็นจุดแบ่งทะเลทั้งสองออกจากกัน จากนั้นก็เล่าถึงราชรถดวงอาทิตย์ที่มิอาจจ้องมองโดยตรง กลางคืนที่จำต้องหลับสนิท เสียงเพรียกที่ลอยอยู่เต็มมหาสมุทร และภาพฉายของวังราชาคนยักษ์บนภูเขาฝั่งตรงข้าม
ระหว่างนั้น เธอมิได้เล่าเกี่ยวกับเกอร์มัน·สแปร์โรว์เลย จงใจหลีกเลี่ยงการเอ่ยถึงอีกฝ่าย ในส่วนของความผิดปรกติเล็กๆ ระหว่างทาง แคทลียาเล่าพอเป็นพิธี เช่น หากย่างกรายเข้าไปในเขตที่มีออร่าของพระแม่ธรณี เส้นผมของมนุษย์จะงอกยาวอย่างบ้าคลั่ง
จนกระทั่งใกล้จบการเดินทาง หญิงสาวเล่าเรื่องซากปรักหักพังที่มีศพหลับใหลอยู่ เล่าถึงเรือใบของนักผจญภัยที่จอดเทียบท่า และในห้องกัปตันมีข้อความเลือดเขียนว่า ‘น้ำพุไม่แก่เฒ่า’
“นั่นอาจหมายความว่า ‘น้ำพุไม่แก่เฒ่า’ ซ่อนอยู่ที่ใดสักแห่งในซากปรักหักพัง และศพซึ่งเป็นเจ้าของเสียงหายใจกึกก้อง คือผู้ที่คอยปกปักรักษา” ‘เฮอร์มิท’ แคทลียาเล่าถึงข้อสันนิษฐานที่โจรสลัดส่วนใหญ่ในอนาคตกาลมักพูดกัน แต่ไม่ใช่ทฤษฎีของเธอ
น้ำพุไม่แก่เฒ่า… หมายถึงหนึ่งในหกตำนานขุมสมบัติแห่งท้องทะเล? ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์ทำได้เพียงหักห้ามใจ รอให้ตนมีลำดับ 5 เสียก่อน จึงค่อยกลับมาพิจารณาแผนสำรวจซากปรักหักพังดังกล่าว
‘จัสติส’ ออเดรย์ที่ตั้งใจฟัง ส่ายหน้าเล็กน้อย
“ดิฉันไม่คิดว่า ความนัยที่แท้จริงของข้อความเลือด ตั้งใจจะสื่อว่าน้ำพุไม่แก่เฒ่าซ่อนอยู่ภายในซากปรักหักพัง”
เว้นวรรคหนึ่งวินาที หญิงสาวเริ่มวิเคราะห์ในเชิงจิตวิทยา
“หากถูกสัตว์ประหลาดทำร้าย คนใกล้ตายไม่มีทางบอกใบ้ไปถึงขุมทรัพย์แน่ ถ้าเขาต้องการเตือนพวกพ้องหรือญาติที่อาจตามมาพบ เนื้อหาของข้อความเลือดควรบ่งบอกว่าที่นี่มีอันตราย หรือไม่ก็เขียนบอกต้นตอของอันตรายไปเลย… การเขียนระบุว่าข้างในมีน้ำพุไม่แก่เฒ่า ดูจะขัดแย้งกับแรงจูงใจในการเอาชีวิตรอดของมนุษย์ไปสักหน่อย นอกเสียจากเขากำลังล่อลวงให้คนเข้าไปสำรวจซากปรักหักพังเพื่อค้นหาน้ำพุไม่แก่เฒ่า เพราะนั่นคือทางเดียวที่เขาจะรอดชีวิต”
“เห็นด้วย… ถ้าเปลี่ยนเป็นฉัน ขณะใกล้ตายคงไม่พยายามบอกใบ้ให้คนอื่นพบเจอขุมสมบัติล้ำค่าแน่ นั่นไม่มีประโยชน์อะไรกับตัวเองสักนิด” เสียงเอ็มลินดังขึ้น “คงต้องเกลียดชังมาก… เป็นความเกลียดชังที่สลักลงไปในกระดูก ฉันถึงจะเขียนอะไรแบบนั้นออกมาได้ก่อนตาย… หากไม่แล้ว ฉันคงจะบอกให้คนที่มาพบศพทราบว่า ควรจัดการศพฉันอย่างไร หรือต้องฝังสิ่งของใดลงไปในหลุมศพพร้อมกัน”
กล่าวจบ มันส่ายหน้า
ไคลน์ผงกศีรษะเล็กน้อย บังคับให้เดอะเวิร์ลกล่าวเสียงแหบ
“น้ำพุไม่แก่เฒ่าเป็นเพียงเรื่องหลอกลวง”
มันแสดงความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม มิได้เผื่อเหลือเผื่อขาดไปในทิศทางอื่น
น้ำพุไม่แก่เฒ่าเป็นเรื่องหลอกลวง… แคทลียาหันไปมองเดอะเวิร์ลเล็กน้อย ก่อนจะถอนสายตากลับด้วยสีหน้าครุ่นคิด
ถ้อยคำของอีกฝ่ายค่อนข้างตรงกับข้อสันนิษฐานของเธอ
‘แฮงแมน’ อัลเจอร์พลันขมวดคิ้ว มิใช่ว่ามันไม่เห็นด้วยกับเดอะเวิร์ล หรือมองว่าคำพูดของมิสจัสติสและเดอะมูนเหลวไหล แต่มันเพิ่งตระหนักเมื่อสาย ตนไม่เคยฉุกคิดว่า ‘น้ำพุไม่แก่เฒ่า’ อาจเป็นเรื่องหลอกลวงเลยสักครั้ง!
สำหรับอัลเจอร์ นี่คือความผิดพลาดที่ตนไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้น!
แม้จะใช้ชีวิตมานานขนาดนี้ แต่เรากลับยังปล่อยให้ผลประโยชน์บังตา… อัลเจอร์เงียบงันสามวินาที ถอนหายใจกับตัวเอง
หลังจากบรรดาสมาชิกแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในช่วงที่ผ่านมาของตัวเองเสร็จ ทุกคนเริ่มช่วยกันสอนภาษาเฮอมิสโบราณแก่เดอะซันน้อย และปิดท้ายด้วยการแลกเปลี่ยนความรู้ในเชิงศาสตร์เร้นลับระหว่างกัน
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังจากทุกคนเข้าสู่ความเงียบ ‘เดอะฟูล’ ไคลน์กวาดตามองไปรอบ ๆ พร้อมกับกล่าว
“วันนี้พอเท่านี้”
“สุดแล้วแต่ท่าน” ‘จัสติส’ ออเดรย์ลุกขึ้นยืน จับชายกระโปรงมายายกขึ้นทำท่าคำนับ สมาชิกคนอื่นก็กล่าวในสิ่งเดียวกันด้วยเวลาไล่เลี่ย
เฝ้ามองร่างมายาเลือนหายทีละหนึ่ง ไคลน์ยังไม่รีบร้อนกลับออกไป ทำการเสกกระดาษหนังและปากกาหมึกซึม เขียนประโยคทำนาย
“ความหวังที่จะได้เลื่อนเป็นลำดับ 4”
วางปากกาลง ไคลน์ถือกระดาษหนังไว้ในมือ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ หลับตาลงและเข้าฌาน ปากพึมพำประโยคทำนายเสียงแผ่ว
ครบเจ็ดหน ชายหนุ่มหลับสนิทอย่างรวดเร็ว ส่งจิตเข้าสู่โลกความฝัน
ท่ามกลางโลกสีเทาพร่ามัว ไคลน์มองเห็นยอดเขาสูงตระหง่านเสียดฟ้า
บนยอดเขามีซากพระราชวังผุพังหลังหนึ่ง กำแพงและผนังปกคลุมด้วยวัชพืชและตะไคร่น้ำ นอกจากนั้นยังมีรูโหว่ขนาดใหญ่
ด้านในสุดของท้องพระโรงมีบัลลังก์ขนาดใหญ่ที่แกะสลักจากหิน ประดับประดาด้วยทองคำและอัญมณีเลอค่าจำนวนมาก แต่ปัจจุบันมีร่องรอยด่างดำและความเสียหาย
บนบัลลังก์ซึ่งดูไม่เหมือนสร้างให้มนุษย์ใช้งาน หนอนแมลงโปร่งใสจำนวนมากกำลังกระจุกตัวเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ พัวพันหนาแน่นวุ่นวาย ยุบพองอย่างเชื่องช้าและขยายขนาดขึ้นทีละนิด
รอบบัลลังก์มีเสียงเพรียกที่ดังทะลวงผ่านประวัติศาสตร์และกระแสเวลาอันยาวนานมายังโสตประสาทชายหนุ่ม เนื้อเสียงเป็นไปอย่างมายา พร่ามัว และก้องกังวานไม่รู้จบสิ้น
“โฮนาซิส… เฟรเกีย… โฮนาซิส… เฟรเกีย… โฮนาซิส… เฟรเกีย…”
เมื่อเสียงเพรียกดัง ไคลน์พลันตื่นจากภวังค์ ใบหน้าบิดเบี้ยวเหี่ยวย่นเล็กน้อย
ไม่ผิดแน่… ยอดเขาหลักของเทือกเขาโฮนาซิส… แถมเรายังมองเห็นรายละเอียดและได้ยินสิ่งต่าง ๆ ชัดเจนกว่าเดิมมาก…
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ไคลน์นึกถึงคำพยากรณ์ของ ‘ราชินีเงื่อนงำ’ แบร์นาแดต
“โชคชะตาของคุณอยู่บนยอดหลักของเทือกเขาโฮนาซิส”
นั่นคือโชคชะตาของเรา? ยิ่งได้เห็นแบบนี้ เรายิ่งต่อต้านและไม่อยากเฉียดใกล้ยิ่งกว่าเดิม… เฮ่อ ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็เหมือนกับเอาชีวิตไปทิ้ง… ไคลน์ถอนหายใจพลางเสก ‘ใบค่าหัว’ ที่เอ็มลิน·ไวท์แจกจ่ายกับทุกคน ผนวกกับข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับมา ชายหนุ่มอาศัยเทคนิคการทำนายเพื่อระบุตำแหน่งของสาวกดวงจันทร์บรรพกาล
ลงเอยด้วย เนื่องจากข้อมูลมีค่อนข้างน้อย ไคลน์จึงยืนยันได้เพียงสองตำแหน่ง
“กาลิส·เควิน วินเซอร์·เบริ่ง และอาร์กอสอยู่ในเบ็คลันด์… เดนเด้กับลอร่าอยู่ที่ท่าเรือเอ็นมาร์ตและท่าเรือพริสต์ตามลำดับ”
ข้อมูลแค่นี้แทบไม่ช่วยอะไรเลย… ไคลน์ส่ายหน้า ส่งตัวเองกลับสู่โลกความจริง
เมื่อนึกถึงคำสัญญาที่ให้ไว้กับเดอะซัน ว่าตนจะหาสูตรโอสถผู้รับรองให้ภายในสามวัน ชายหนุ่มสวมเสื้อโค้ทและหมวกทรงสูง เตรียมออกล่าเหยื่อ
เปิดประตูห้อง เดินตรงมาทางบันได ไคลน์เห็นแอนเดอร์สัน·ฮู้ดกำลังเดินขึ้นมาจากด้านล่างโดยใช้สองมือโยนหมวกล่ากวางสลับไปมา ปากฮัมเพลงท้องถิ่นอย่างมีความสุข
หมอนี่ฟื้นฟูจิตใจได้เร็วจนน่าเหลือเชื่อ… ทั้งที่เมื่อเช้าเพิ่งถูกครึ่งเทพมอบบทเรียน บังคับให้ขอโทษและใช้ทำงาน แต่ปัจจุบันกลับร่าเริงจนเหมือนเป็นเรื่องโกหก… สมแล้วที่เป็นผู้วิเศษลำดับ 5 หากมีความเข้มแข็งจิตใจถึงระดับนี้ โอกาสคลุ้มคลั่งย่อมลดลงอย่างมาก… ไคลน์จ้องหน้าอีกฝ่าย ผงกศีรษะแผ่วเบาเป็นเชิงทักทาย
“ทิวาสวัสดิ์ เกอร์มัน” แอนเดอร์สันยิ้มและโบกมือให้ “ฉันได้รับเงินค่าหัวกับค่าตะกอนพลังมาแล้ว พร้อมสะสางหนี้ที่ติดค้างนายอยู่”
ขณะกล่าว มันหยิบปึกธนบัตรที่มีความหนาแตกต่างกันออกจากกระเป๋าแต่ละช่อง
“ราบรื่นผิดคาด” ไคลน์กล่าวโดยไม่เสริมอารมณ์
แอนเดอร์สันยิ้มตอบ
“ถูกต้อง! ราบรื่นกว่าที่ฉันคิดไว้มาก! ไอพวกสมองทำจากหินนั่นจู่ ๆ ก็ใจดีอย่างน่าประหลาด แถมยังทำงานได้รวดเร็วและสุภาพเรียบร้อยกว่าปรกติ บางที ฉันอาจกลายเป็นที่โปรดปรานของเทพธิดาแห่งโชคเข้าแล้ว!”
“โลกนี้ไม่มีเทพธิดาแห่งโชค” ไคลน์สลายมโนภาพของอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงใจ
“อย่าจริงจังนักเลย หัดผ่อนคลายกับชีวิตบ้าง นายน่ะ” แอนเดอร์สันจ่ายเงินหนึ่งพันสองร้อยปอนด์และกล่าวต่อ “อันที่จริง ฉันรู้อยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ‘ท่านผู้นั้น’ คงไม่อยากให้ฉันเสียเวลาบนเกาะนี้นาน จึงแอบ ‘กำชับ’ คนพวกนั้นอย่างลับ ๆ”
ไคลน์ชำเลืองปึกธนบัตรเล็กน้อย ใช้มือรับพร้อมกับซักถาม
“นายรู้หรือยังว่าโจรสลัดคนใดเป็นตัวปัญหา?”
ชายหนุ่มกำลังหมายถึงว่า เหยื่อรายใดที่มี ‘จอมบงการ’ คอยหนุนหลัง
“ตรวจสอบไม่ได้” แอนเดอร์สันยิ้มแห้ง “นายคิดว่าคนอย่างฉันจะไม่ตรวจสอบเหยื่อก่อนลงมือหรือไง? เห็นว่าฉันทำตัวง่ายๆ แบบนี้ แต่เหยื่อทุกรายล้วนถูกตรวจสอบปูมหลังและสถานการณ์อย่างละเอียด จะได้ไม่ปล้นเจอตัวเป้งเข้า… แต่ดันกลายเป็นแบบนี้ไปได้ เฮ่อ… ต้องเป็นเพราะคำสาปโชคร้ายแน่”
“…” หมอนี่รอบคอบกว่าที่เราคิดไว้มาก… นั่นสินะ ถ้าจำไม่ผิด ลำดับก่อนหน้ายมทูตจะมีชื่อว่า ‘นักวางแผน’ … ไคลน์ครุ่นคิดสักพัก ตามด้วยซักถามเสียงเรียบ
“ในละแวกนี้ ใครสมควรตายมากที่สุด?”
แอนเดอร์สันผงะไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าว
“อย่าบอกนะว่า นักผจญภัยที่บ้าบิ่นที่สุดของเรากำลังจะเริ่มออกล่าบ้างแล้ว? แต่ฉันอยากให้นายระวังตัวหน่อย… ระหว่างที่ยังทำภารกิจของครึ่งเทพไม่เสร็จ ฉันไม่อยากให้ใครรู้ว่าเป็นฝีมือของนายที่ร่วมทางมากับฉัน”
มั่นใจได้เลยสหาย… ฉันแตกต่างจากนายมาก อันดับแรก ฉันคือนักทำนาย มีวิธีการมากมายสำหรับกลบร่องรอยอย่างมิดชิด จะไม่มีใครตามมาเคาะประตูห้องฉันแน่… เหนือสิ่งอื่นใด ครึ่งเทพตนนั้นอยู่บนเส้นทางผู้ชม ไม่ชำนาญการทำนายหรือพยากรณ์มากนัก… ไคลน์กล่าวโดยยังคงรักษามาดขรึมของเกอร์มัน·สแปร์โรว์
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง”
แอนเดอร์สันรีบยกนิ้วให้
“ฉันไม่เคยเจอใครบ้าบิ่นและเจ๋งขนาดนี้มาก่อน!”
มันครุ่นคิดสักพัก กล่าวเสริม
“คนที่สมควรตายที่สุดคือ ‘โมโซน่า’ แห่ง ‘พรรคโลเอ็นใหม่’ เป็นหนึ่งในคนที่โจรสลัดโปรดปรานมากที่สุด ถนัดการใช้ยาเสพติดประเภทกัญชาเพื่อควบคุมคนหมู่มากในกรมตำรวจและข้าราชการเมืองทอสคาร์เตอร์ ถือเป็นหัวหน้าใหญ่ของแก๊งอันธพาลแถบนี้… เคยก่ออาชญากรรมมากมาย รวมถึงการฆ่าคน แต่ส่วนใหญ่จะกระทำผ่านโจรสลัด… แต่คนทั่วไปมักไม่รู้เรื่องนี้ ภาพลักษณ์ภายนอกของมันจึงค่อนข้างดี… หึหึ เจ้านี่ไม่ใช่ผู้วิเศษ แต่การฆ่าก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน เต็มไปด้วยปัญหา… ไม่สิ ต้องเรียกว่าเต็มไปด้วยความยุ่งยาก! รอบตัวมันจะมีผู้วิเศษคอยคุ้มกันราวสามถึงห้าคนตลอดเวลา ส่วนใหญ่เป็นคนของกลุ่มโจรสลัด… ไม่ว่าจะเป็นบนหลังคา ด้านนอกห้อง ห้องชั้นล่าง ทุกที่ล้วนมีคนของมันเฝ้าอยู่ การจะฆ่ามันให้สำเร็จ ก่อนอื่นต้องสังหารคนจำนวนมากเพื่อเข้าให้ถึงตัว… ฉันพอจะฆ่ามันได้อยู่ แต่นั่นจะมาพร้อมความยุ่งยากมากมาย อีกทั้งยังไม่มั่นใจว่าจะสำเร็จ… และเหนือสิ่งอื่นใด การฆ่ามันโดยเหลือหลักฐานทิ้งไว้ อาจทำให้ฉันกลายเป็นอาชญากรเสียเอง เป็นเหตุผลว่าทำไมฉันถึงไม่เชือดมันทิ้ง แต่เลือกจะสำรวจตู้นิรภัยในบ้านของมันแทน”
สำรวจตู้นิรภัย… เลี่ยงบาลีคำว่า ‘ขโมย’ ได้ไพเราะไม่เลว… หืม… เราเคยได้ยินมาว่า เมืองทอสคาร์เตอร์มีเงินหมุนเวียนหลักมาจากภาคเกษตรกรรมและตลาดมืดโจรสลัด นอกจากนั้นยังเป็นแหล่งชุกชุมของผับ ซ่อง และบ่อนพนัน แต่ไม่เคยได้ยินว่าเป็นยุครุ่งเรืองของยาเสพติด… โมโซน่าเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ไม่ใช่ผู้วิเศษ… สมบูรณ์แบบ ยุบพองหิวโหยของเรากำลังขาดแคลนอาหารพอดี… ไคลน์พยักหน้าเล็กน้อย กำชับให้แอนเดอร์สันเล่ารายละเอียดเพิ่มเติม
…
ยามพลบค่ำ ณ ผับต้นโอ๊ก
การชกมวยใกล้เริ่มขึ้นบนสังเวียน ขี้เมาจำนวนมากกำลังถือแก้วเหล้ายืนรายล้อม
ประหนึ่งฉลามได้กลิ่นเลือด พวกมันลงเงินเดิมพันพร้อมกับตะโกนว่า ‘ฆ่ามัน!’ ‘ฆ่ามัน!’ และคำอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน
นี่คือหนึ่งในธุรกิจของโมโซน่า หัวหน้าพรรคโลเอ็นใหม่ การชกมวยของมันแตกต่างจากสังเวียนร้านอื่น นั่นเพราะที่นี่อนุญาตให้ชกกันถึงตาย!
โมโซน่าชอบเกมการฆ่าฟันที่คล้ายคลึงกับกลาดิเอเตอร์ในยุคโบราณ มันมักปลีกเวลามาดูการชกเป็นครั้งคราว โดยจะนั่งอยู่บนชั้นสองและมองลงไปยังสังเวียน
รอบตัวโมโซน่าเต็มไปด้วยบอดี้การ์ด นอกจากนั้นยังมีกระจายออกไปตามแต่ละจุด ทั้งหมดล้วนเป็นผู้วิเศษที่ส่งมาจากกลุ่มโจรสลัด รวมไปถึงนักผจญภัยที่จ้างมาด้วยราคาแพง
พวกมันยืนล้อมโดยหันสีข้างหรือไม่ก็แผ่นหลังไปทางโมโซน่า ไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ และมิได้ปกปิดการปกพาอาวุธปืนร้ายแรงจำพวกไรเฟิลหรือลูกซอง ใครผ่านมาเห็นล้วนต้องสะดุ้งกับภาพตรงหน้า
หลังจากตรวจสอบสถานการณ์จนแน่ใจ ไคลน์กดหมวกลงและเดินเข้าไปในผับ สามารถมองเห็นโมโซน่ากำลังสูบซิการ์
หัวหน้าแก๊งอันธพาลรายนี้มีใบหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ ทั้งจมูกแดงโตและขนคิ้วที่บางเฉียบจนผิดปรกติ ทุกองค์ประกอบช่วยให้มันดูโดดเด่นมาแต่ไกล
ไคลน์เบือนหน้าหนี ก่อนอื่น มันเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์และสั่งเบียร์มอลต์ท้องถิ่นราคาสี่เพนนี หลังจากได้เบียร์จึงเดินไปยืนใต้ราวบันไดที่นำพาไปสู่ชั้นสอง
แม้ว่าจะไม่ใช่ตำแหน่งที่อยู่ใต้โมโซน่าโดยตรงเพราะบริเวณดังกล่าวมีการคุ้มกันแน่นหนา แต่ชายหนุ่มก็ยืนอยู่ไม่ห่างจากอีกฝ่ายมากนัก
เราเข้าใกล้มันในระยะห้าเมตรแล้ว… ไคลน์รำพันในใจพลางถือแก้วเบียร์ สายตาจดจ้องไปทางสังเวียนชกมวย
………………………………………
เดอร์ริค ‘เดอะซัน’ ที่ตกเป็นเป้าสายตาของทุกคน มิได้ออกอาการประหม่า รีบเล่าอย่างเป็นธรรมชาติคล้ายกับเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้าแล้ว
“ผมเพิ่งเข้าร่วมทีมสำรวจหมู่บ้านยามบ่ายที่นำโดยท่านเจ้าเมือง… นี่คือเส้นทางเดียวที่เข้าสู่วังราชาคนยักษ์ได้ เป็นประตูซึ่งแบ่งแยกตำนานและความจริงออกจากกัน”
คำเกริ่นนำของเด็กหนุ่มกระตุ้นให้สมาชิกชุมนุมทาโรต์ทุกคนทวีความอยากรู้อยากเห็น แต่ละคนตั้งท่ารอฟังด้วยใจจดจ่อ
เดอร์ริคเล่าข้ามเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างทาง พุ่งความสำคัญไปยังเหตุการณ์หลังจากมาถึงหมู่บ้านยามบ่าย อันดับแรก เด็กหนุ่มเล่าถึงบรรยากาศอันมืดมนและเงียบสงัดของที่นั่น จากนั้นก็เล่าเหตุการณ์ขณะทีมสำรวจสามคนค้นพบแท่นบูชาในห้องใต้ดิน เล่าถึงวินาทีที่ตนเอ่ยนามของโอโรเลอุส เมดีซี และซาสเรียจนถูกส่งไปยังอีกฝั่งของหมู่บ้าน เล่าเรื่องที่ตนได้อ่านเนื้อหาเต็มๆ บนแท่นบูชาซึ่งเขียนถึงสมญานาม ‘เทวทูตมืด’ และ ‘กุหลาบไถ่บาป’
ถึงตรงนี้ เด็กหนุ่มเว้นวรรคเพื่อขอบคุณมิสเตอร์ฟูล ที่ช่วยให้ตนรอดพ้นจากวิกฤติดังกล่าว
ถัดมา เดอร์ริคเล่าถึงเรื่องสัตว์ประหลาดเงาดำที่สามารถจำแลงกายเป็นมนุษย์ ไปจนถึงนักบวชในชุดคลุมสีขาวผู้เอาแต่สารภาพบาปในวิหาร
เด็กหนุ่มเล่าเน้นย้ำประโยคที่นักบวชท่องซ้ำไปซ้ำมา โดยปิดท้ายว่า ในวินาทีที่นักบวชพยายามเอ่ยนามของราชาเทวทูตตนที่สี่ เพลิงมายาสีใสพลันลุกท่วมร่างจนกลายเป็นเถ้าถ่าน
อีกหนึ่งราชาเทวทูต! เหนือสิ่งอื่นใด บรรยากาศของหมู่บ้านยามบ่ายช่างน่ากลัวนัก แถมคำสารภาพบาปของนักบวชก็ยังดูเหมือนกับ… เอ่อ… เหมือนกับคำพยากรณ์มหาภัยพิบัติ… ออเดรย์นั่งฟังเรื่องราวด้วยความปลื้มปริ่ม ในใจทวีความอยากรู้ชื่อที่อีกฝ่ายไม่ได้กล่าวออกมา
ทันใดนั้น เดอร์ริค ‘เดอะซัน’ มองไปยังหัวมุมโต๊ะทองแดงยาว ซักถามด้วยความเคารพ
“มิสเตอร์ฟูลขอรับ… ผู้ที่ล่อลวง ‘เทวทูตมืด’ ซาสเรียเป็นใครกัน? นามที่สี่มีชื่อว่าอะไร? แล้วเหตุใดเขาถึงกล่าวออกมาไม่ได้”
นั่นปะไร… ด้านหลังม่านหมอก รอยยิ้มของไคลน์พลันแข็งทื่อ
ย้อนกลับไปในเหตุการณ์ก่อนหน้า ชายหนุ่มรีบส่งเดอะซันน้อยกลับเพราะไม่ต้องการตอบคำถามในทำนองเดียวกัน!
มันกลัวว่าเดอะซันจะถามเกี่ยวกับ ‘เทวทูตมืด’ ซาสเรียซึ่งตนไม่มีคำตอบใดจะมอบให้
แต่โชคยังดี นักมายากลจะไม่ขึ้นเวทีโดยไม่เตรียมตัวเด็ดขาด หลังจากเหตุการณ์วันนั้น ไคลน์พยายามครุ่นคิดหาคำตอบไว้ล่วงหน้า ทันใดนั้น ชายหนุ่มวางมือลงบนที่พักแขน เผยรอยยิ้มเล็กน้อยและกล่าวด้วยดวงตาแฝงความนัย
“นั่นเป็นความลับ”
ไคลน์แสดงสายตาและอากัปกิริยาที่บอกใบ้ให้สมาชิกชุมนุมทาโรต์พบความผิดปรกติของวลี ‘ความลับ’ พยายามสื่อให้พวกเขาตระหนักว่า ถ้อยคำดังกล่าวมีความนัยแฝงอย่างลึกซึ้ง ส่วนจะเป็นสิ่งใดนั้น ให้ทุกคนไปตีความกันเอาเอง เหล่าทวยเทพล้วนมีเหตุผลให้ต้องปกปิด
หลังจาก ‘แสดง’ เสร็จ ไคลน์เริ่มรู้สึกผิดในใจ มันตระหนักว่าตนชักทำตัวเหมือนนักต้มตุ๋นเข้าไปทุกวัน ขณะเดียวกันก็เริ่มฉุกคิดได้ว่า การที่มาดามเฮอร์มิทชอบมองทะลุม่านหมอกเข้ามาสำรวจตน เป็นเพราะตนมักบอกใบ้ผ่านอากัปกิริยาแทนการพูดตรงๆ บ่อยครั้ง ส่งผลให้บรรดาสมาชิกต้องเงยหน้ามองเพื่อตรวจสอบท่าทีของเดอะฟูล
ขอโทษด้วย ที่ต้องทำแบบนี้ก็เพราะเราจนปัญญาจะตอบ… ไม่มีทางอื่นอีกแล้ว… เราไม่ใช่เทพมารสักหน่อย! ไคลน์ทำได้เพียงถอนหายใจเงียบ
ความลับ…? แค่ชื่อก็เป็นความลับแล้ว? หรือนี่จะเป็นคำเตือนจากมิสเตอร์ฟูล… ถ้าแค่ชื่อยังต้องเป็นความลับ อีกฝ่ายเป็นตัวตนระดับใดกันแน่? เทพแท้จริงลำดับ 0? ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์ครุ่นคิดหลายสิ่ง เมื่อผนวกกับเรื่องราวจากปากเดอะซันน้อย มันสามารถคาดเดาได้หนึ่งทฤษฎี
หืม… แค่ชื่อก็ยังเป็นความลับ… มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเกี่ยวข้องกับเทพแท้จริง และอาจไม่ใช่ใครนอกจากเทพธิดารัตติกาล เพราะหนึ่งในพระนามของเธอคือ ‘มารดาแห่งความลับ’ ! ความมืดมิดที่แสนอันตรายของดินแดนเทพทอดทิ้งเองก็สอดคล้องกับเรื่องนี้… แคทลียา ‘เฮอร์มิท’ อาศัยคำบอกใบ้ของมิสเตอร์ฟูล อนุมานบางสิ่งอย่างไร้หลักฐาน
ขณะเดียวกัน เธอค่อนข้างแน่ใจว่า ภัยพิบัติที่นักบวชกล่าวถึง จะต้องเป็น ‘มหาภัยพิบัติ’ ซึ่งถือเป็นจุดสิ้นสุดยุคสมัยที่สาม
ราชาเทวทูตผู้ถูกล่อลวง… ชาวบ้านยามบ่ายที่ละทิ้งจิตวิญญาณ… หมู่บ้านที่ถูกกัดกร่อนทีละนิด… ‘บุปผาแห่งหายนะ’ สีดำที่ระเบิดออก… ประวัติศาสตร์ซึ่งถูกฝังกลบไปพร้อมกับยุคสมัยดังกล่าว… เหตุการณ์ที่เป็นจุดเริ่มต้นของดินแดนเทพทอดทิ้ง… ช่างเป็นประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความดำมืดและเข้มข้น… แคทลียาถอนหายใจด้วยอารมณ์ซับซ้อน
ขณะสมาชิกชุมนุมทาโรต์กำลังครุ่นคิด ‘เดอะฟูล’ ไคลน์พยายามวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่นามดังกล่าวว่างเปล่าและมิอาจเอ่ยออกมา
หรือว่านั่นคือพระนามของเทพแท้จริง? เทพแท้จริงผู้ล่อลวง ‘เทวทูตมืด’ ซาสเรีย… หมายความว่า ราชาเทวทูตคนที่สี่ซึ่งพระนามสูญหายไป กลายมาเป็นเทพแท้จริงในภายหลัง?
แต่ใช่ว่าเราจะไม่เคยเอ่ยนามของเทพมาก่อนสักหน่อย… หลายฝ่ายต่างทราบว่าแม่มดบรรพกาล ‘ชีค’ มีระดับเทียบเท่าเจ็ดเทพจารีต และไม่เคยมีใครได้รับอันตรายจากการเอ่ยพระนาม…
หรืออาจจะเกี่ยวกับภาษาที่ใช้? อินทิส ฟุซัค หรือกระทั่งฟุซัคโบราณ ถือเป็นภาษาที่มิได้กระตุ้นพลังธรรมชาติ แต่ภาษาคนยักษ์ของเมืองเงินพิสุทธิ์นั้นต่างออกไป… ดูเหมือนว่านักบวชคนดังกล่าวจะใช้ภาษาที่คล้ายกับคนยักษ์…
หรือเราควรเอ่ยชื่อ ‘ชีค’ บนโลกความจริงด้วยภาษาคนยักษ์? จากนั้นก็ตายคาที่… ประสบความสำเร็จในการรนหาความตาย… เรื่องนั้นช่างมันก่อน… การที่ชื่อหนึ่งว่างเปล่า กับอีกชื่อหนึ่งมิอาจเอ่ยออกมา อาจหมายถึงคนละคน… เรายังไม่รู้สาเหตุเบื้องลึก…
ขณะเดียวกัน เมื่อเห็นเดอะซันน้อยกำลังสับสน ไม่เข้าใจความนัยแฝงของมิสเตอร์ฟูล ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์รีบอธิบายอย่างกระตือรือร้น
“ทั้งสองชื่ออาจหมายถึงพระนามของเทพแท้จริงสององค์ เป็นเหตุผลที่พูดออกมาไม่ได้… บางที บุคคลที่ล่อลวง ‘เทวทูตมืด’ ซาสเรียอาจเป็นพระผู้สร้างแท้จริง ส่งผลให้หมู่บ้านยามบ่ายและเหล่าราชาเทวทูตถึงคราวล่มสลาย นำไปสู่เหตุการณ์มหาภัยพิบัติ และยังเป็นสาเหตุว่าทำไมดินแดนเทพทอดทิ้งแห่งนี้จึงหลงเหลือเพียงวิหารของท่านผู้นั้น… สำหรับราชาเทวทูตคนที่สี่ ท่านอาจได้รับผลประโยชน์จากเหตุการณ์มหาภัยพิบัติ จนสามารถเลื่อนขั้นกลายเป็นเทพแท้จริงได้ในภายหลัง”
คล้ายคลึงกับข้อสันนิษฐานของเรา แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน… แคทลียามิได้กล่าวเสริม เธอยังไม่ปักใจเชื่อว่า สมมติฐานที่ตรงกันระหว่างตนกับแฮงแมน คือความจริงของเรื่องพิศวงนี้
ทั้ง ‘ออเดรย์’ จัสติส ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์ส และ ‘เดอะมูน’ เอ็มลินต่างตั้งใจฟังโดยไม่ขาดตกบกพร่อง ขณะเดียวกันก็ทำได้เพียงถอนหายใจเงียบ เพราะทุกครั้งที่ชุมนุมทาโรต์เข้าสู่ช่วงเวลาแลกเปลี่ยนข้อมูลอิสระ หัวข้อสนทนามักหนีไม่พ้นเรื่องในระดับสูงจำพวกราชาเทวทูต เทพมาร เทพแท้จริง หรือไม่ก็ความลับโบราณ ซึ่งสำหรับพวกเขาล้วนเป็นสิ่งที่ฟังดูไกลตัว
“งั้นหรือ… เข้าใจแล้ว” คล้ายกับ ‘เดอะซัน’ ฉุกคิดบางสิ่งได้ เด็กหนุ่มหันไปขอบคุณมิสเตอร์ฟูลอีกครั้งจากก้นบึ้ง
ขณะเตรียมเบือนหน้ากลับ เดอร์ริคนึกบางอย่างออกพอดี จึงซักถามด้วยน้ำเสียงกังวล
“มิสเตอร์ฟูล กุญแจสำคัญในการออกจากดินแดนเทพทอดทิ้ง ซ่อนอยู่ในวังราชาคนยักษ์จริงหรือขอรับ?”
ผ่านมาแล้วเนิ่นนาน ในที่สุดเด็กหนุ่มก็ยอมรับชื่อที่แฮงแมนใช้เรียกดินแดนซึ่งเมืองเงินพิสุทธิ์ของตนตั้งอยู่ – ดินแดนเทพทอดทิ้ง
เราเองก็คิดแบบนั้น แต่ปัญหาคือยังไม่มีหลักฐานยืนยัน… บางที การที่ทีมสำรวจไม่มองหาชายหาดตามคำอธิบายของแจ็ค แต่เลือกมุ่งหน้าสำรวจวังราชาคนยักษ์แทน คงเป็นข้อเสนอแนะของ ‘คนเลี้ยงแกะ’ โลเฟียร์ แต่นั่นก็สอดคล้องกับข้อมูลที่เรามี… อย่างไรก็ตาม ยังสรุปไม่ได้ว่านี่คือข้อเท็จจริง หล่อนอาจกำลังวางแผนอะไรบางอย่าง… ‘เดอะฟูล’ ไคลน์ทำได้เพียงยิ้ม
สมองชายหนุ่มเร่งประมวลผลด้วยความเร็วสูง พยายามคิดหาคำตอบที่ทำให้เดอะฟูลไม่เสื่อมเสียเกียรติในสายตาสมาชิกคนอื่น
เพียงไม่นาน ไคลน์หัวเราะในลำคอด้วยท่าทีผ่อนคลาย มองไปทางแคทลียา
“พูดถึงเรื่องนี้… หึหึ… ป่านนี้แบร์นาแดตคงรู้วิธีเข้าสู่ดินแดนเทพทอดทิ้งแล้ว”
แคทลียาพลันหวนนึกถึงฉากอันเลือนรางภายในความฝัน ขณะเดียวกันก็เผลอมองไปยังสุดขอบโต๊ะทองแดงยาวโดยไม่รู้ตัว
“ท่านหมายถึงแบบจำลองอันนั้นหรือคะ?”
ยังไม่ทันกล่าวจบ หญิงสาวเพิ่งตระหนักว่าตนเผลอจ้องมิสเตอร์ฟูลอีกครั้ง จึงรีบหลับตาลงและกล่าวอย่างประหม่า
“น…เนตรส่องความลับของดิฉันจะแสดงพลังออกมาเอง ทำได้เพียงเสริมประสิทธิภาพให้คมชัดยิ่งขึ้น ไม่มีวิธีผนึกมันได้… จำเป็นต้องใช้สมบัติวิเศษในการผนึก”
แต่สมบัติวิเศษชิ้นนั้นมิได้ตามขึ้นมาบนมิติสายหมอกด้วย
แบบนี้นี่เอง… ไคลน์พยักหน้ารับแผ่วเบา
“เจ้าลองเสกแว่นขึ้นมา”
“ค่ะ มิสเตอร์ฟูล” แคทลียาทำตามคำสั่ง จินตนาการถึงแว่นตาของตน
ระหว่างนั้น ไคลน์เคลื่อนย้ายกระแสพลังภายในมิติหมอก บรรจุลงในแว่นตาดังกล่าว
ในวินาทีที่แคทลียาสวมเข้าไป ‘เนตรส่องความลับ’ ของเธอถูกผนึกอย่างคาดไม่ถึง
‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สและคนที่เหลือต่างเพิ่งตระหนักพร้อมกันว่า ดวงตาของมาดามเฮอร์มิทพิเศษกว่าคนปรกติมาก มีความสามารถเกี่ยวพันกับการส่องความลับ อีกทั้งยังใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลา ‘เปิด’ !
เข้าใจแล้วว่าทำไมพวกเราถึงไม่เป็นอะไร… การที่มาดามเฮอร์มิทต้องตกอยู่ในสภาพน่าสมเพช เพราะเธอพยายามส่องความลับของมิสเตอร์ฟูลด้วยดวงตาพิเศษ… ‘จัสติส’ ออเดรย์เม้มริมฝีปากเล็กน้อย ความสงสัยในใจพลันคลี่คลาย
เมื่อคิดว่ามาดามเฮอร์มิทเคยตรวจสอบเครื่องแต่งกายของตน และเมื่อคิดว่าหล่อนเคยเห็นตนกำลังสวมเครื่องแบบนักบวชวายุสลาตัน สีหน้าของ ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์พลันดำมืด
‘เดอะฟูล’ ไคลน์ไม่รอให้อารมณ์ของสมาชิกคนอื่นกลับเป็นปรกติ หันไปตอบคำถามของแคทลียาด้วยรอยยิ้ม
“นั่นเป็นภาพจำลองของวังราชาคนยักษ์”
“ภาพจำลองของวังราชาคนยักษ์…” แคทลียาพึมพำด้วยน้ำเสียงแฝงความตกใจ
จากนั้น หญิงสาวครุ่นคิด
บางที ‘ท่าน’ คงทราบคำตอบนี้แล้ว…
เดอร์ริค ‘เดอะซัน’ ใช้เวลาสองสามวินาทีในการทำความเข้าใจบทสนทนาระหว่างมิสเตอร์ฟูลและมาดามเฮอร์มิท ก่อนจะเริ่มเข้าใจบางส่วนอย่างคลุมเครือ : กุญแจสำคัญสำหรับเข้าสู่ดินแดนเทพทอดทิ้ง อยู่ที่ภาพฉายของแบบจำลองวังราชาคนยักษ์!
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง กุญแจสำคัญในการออกจากดินแดนเทพทอดทิ้ง ก็อาจซ่อนอยู่ในวังราชาคนยักษ์ของจริง? หัวใจ ‘เดอะซัน’ เดอร์ริคพลันสั่นเทา ก่อนจะก้มศีรษะลงและกล่าว
“ขอบคุณสำหรับคำตอบขอรับ มิสเตอร์ฟูล”
ฟู่ว… ไคลน์ถอนหายใจผ่อนคลายพลางรู้สึกว่า สถานการณ์เมื่อครู่สูบพลังชีวิตตนไปไม่น้อย
‘แฮงแมน’ อัลเจอร์พยายามข่มอารมณ์ เหลียวซ้ายแลขวาและจ้องไปทางเฮอร์มิท
“ภาพฉายของแบบจำลองวังราชาคนยักษ์อยู่ที่ไหน?”
สำหรับเรื่องนี้ มันไม่กล้าถามมิสเตอร์ฟูลโดยตรง เพราะเคยถูกเพิกเฉยในคำถามเกี่ยวกับดินแดนเทพทอดทิ้งมาแล้ว
แคทลียาตอบเสียงขรึม
“น่านน้ำพิเศษ ณ สุดขอบตะวันออกของทะเลโซเนีย… ในความฝันยามค่ำคืน… หากไม่รังเกียจ ฉันยินดีแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้พบเจอในการเดินทางครั้งนี้ให้ทุกคนฟัง”
‘จัสติส’ ออเดรย์และ ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สต่างชะลอลมหายใจพร้อมกัน พวกเธอรอคอยอย่างใจจดใจจ่อที่จะฟังเฮอร์มิทสาธยายถึงเหตุการณ์อันเหนือจินตนาการ
……………………………………………
จอมเวทพิสดาร… ไคลน์พลันตื่นจากฝัน ลืมตาขึ้นและพบกลางคืนอันมืดมิด
ยังไม่กลางวัน แย่ล่ะสิ… ชายหนุ่มพึมพำ เตรียมกลับไปหลับลึก
ทันใดนั้น มันเพิ่งตระหนักว่าตนออกจากน่านน้ำอันตรายมาแล้ว ไม่จำเป็นต้องนอนเพราะกลัวหายตัวไปอีก
ฟู่ว… การได้ใช้ชีวิตปรกติมันดีแบบนี้นี่เอง! จะว่าไป เรื่องเล่าเกี่ยวกับการหายตัวไปในยามค่ำคืนหากไม่ยอมหลับ สามารถใช้หลอกให้เด็กเข้านอนได้… หึหึ เมื่อก่อนเราเคยเชื่อและกลัวเรื่องพวกนี้มาก… ไคลน์พลิกตัวลุกนั่ง เดินไปยังโต๊ะทำงาน เทน้ำให้ตัวเองหนึ่งแก้ว
ชายหนุ่มสงบนิ่งสักพัก จิบน้ำอย่างใจเย็นพลางฟื้นฟูสติครุ่นคิด
ซาราธเสียสติไปแล้วจริงๆ … หมอนั่นเจออะไรเข้า? หรือทำอะไรที่ผิดพลาดลงไป?
จอมเวทพิสดาร… ลำดับ 4 ของเส้นทางเราชื่อว่าจอมเวทพิสดาร… แก่นของเส้นทางนักทำนายคือ ‘ตุกติก’ ‘พลิกแพลง’ ‘กลั่นแกล้ง’ และ ‘แปลกประหลาด’ ? หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง สามารถสรุปได้ด้วยคำคำเดียวว่า ‘พิสดาร’ ?
อา… ทั้งตัวตลก นักมายากล ผู้ไร้หน้า และนักเชิดหุ่นล้วนทำให้เราต้องคิดแบบนั้น ถึงนักทำนายจะดูแปลกแยกไปบ้างก็ตาม… ในสายตาคนทั่วไป เทพที่มิพลังพิสดารนั้นน่ากลัวอย่างมาก… ยิ่งไปกว่านั้น ซาราธยังเคยกล่าวว่า โชคชะตามิใช่แก่นสำคัญของเส้นทางนักทำนาย…
และเริ่มเห็นได้ชัดว่า ผู้วิเศษเส้นทางนี้มีแนวโน้มไปในทางจอมเวทมากกว่า…
จากข้อมูลของวิล·อัสติน การครอบครองสูตรโอสถจอมเวทพิสดารมีเพียงสามวิธี หนึ่งคือการสืบหาเบาะแสของลัทธิเร้นลับ ตามหาซาราธที่เสียสติ สอง เดินทางไปยังยอดเขาหลักของเทือกเขาโฮนาซิส ค้นหาสมบัติที่ตระกูลอันทีโกนัสเหลือทิ้งไว้ และสาม ขโมยจากโบสถ์ ตัวอย่างเช่น สมุดบันทึกของตระกูลอันทีโกนัสอาจมีสูตรโอสถที่เกี่ยวข้องบันทึกไว้…
แต่ทุกวิธีมีระดับอันตรายไม่เท่ากัน บางวิธีอันตรายกว่าอย่างเห็นได้ชัด… จากคำอธิบายของจักรพรรดิโรซายล์ ซาราธเป็นลำดับ 2 ‘ผู้ชี้นำปาฏิหาริย์’ มานานแล้ว เทวทูตตัวจริงเสียงจริง และมีโอกาสที่ปัจจุบันจะพัฒนาเป็นลำดับ 1… ความเก่งกาจอาจเทียบเท่าหรือเป็นรองราชาเทวทูตเล็กน้อย… มันอาจเสียสติ ไม่สิ ต้องเรียกว่าท่าน… ท่านอาจเสียสติ แต่ก็ยังอันตรายกว่าวิธีอื่นชัดเจน… เราคงไม่มีลูกไม้ใดไปโน้มน้าวหรือล่อลวงให้ซาราธยอมบอก… ในแง่ของความแข็งแกร่ง ต่อให้เรียกมิสเตอร์อะซิกมาช่วย แต่เราสองคนก็คงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของซาราธอยู่ดี…
หึหึ เว้นเสียแต่เราจะรอให้วิล·อัสตินคลอดออกมาก่อน… แต่ถ้ามีเขามาเกี่ยวข้อง เรื่องนี้อาจดึงดูดความสนใจของ ‘เทวทูตโชคชะตา’ โอโรเลอุส…
สำหรับสมบัติบนยอดเขาหลักโฮนาซิส… เมื่อคำนึงถึงเสียงเพรียกที่ก้องกังวานในโสตประสาท ปูมหลังของตระกูลอันทีโกนัส และข่าวลือเกี่ยวกับแคว้นรัตติกาลที่ถูกฝังอยู่ในส่วนลึกของประวัติศาสตร์ เรามองว่าการเดินทางไปเยือนคงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก และบางทีอาจมีกับดักรออยู่…
กับโบสถ์รัตติกาลยิ่งแล้วใหญ่… ไม่ต้องพูดถึงมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มไปด้วยเทวทูตและสมบัติปิดผนึกระดับ 0 มากมาย ลำพังมุขมณฑลเบ็คลันด์ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษาสมุดบันทึกอันทีโกนัส ก็ล้วนเต็มไปด้วยครึ่งเทพที่เก่งกาจ…
ไคลน์ยังไม่ลืมภาพที่มิสเตอร์ A ถูกลบหายไปประหนึ่งใช้ยางลบลบภาพวาดดินสอ และผู้ที่กระทำเรื่องเช่นนั้น ดูเหมือนจะเป็นสมาชิกระดับอาวุโสของโบสถ์รัตติกาล!
สตรีเลอโฉมเจ้าของดวงตาปราศจากพลังวิญญาณ… หล่อนยิ้มให้เราด้วย… เพราะอะไรกัน… ไคลน์ส่ายหัวอย่างจนปัญญา ปักใจเชื่อว่า มีเพียงวิธีเดียวที่ตนสามารถเอื้อมถึงในปัจจุบัน
ตามหาครึ่งเทพในลัทธิเร้นลับที่ยังมีสติครบถ้วน!
เมื่อเทียบกับซาราธที่เสียสติ อย่างน้อยพวกมันก็ยังพอสื่อสารได้ ลำพังไคลน์อาจรับมือไม่ไหว แต่ถ้าขอความช่วยเหลือจากมิสเตอร์อะซิกก็จะเป็นอีกเรื่อง หรือไม่ก็ขอความช่วยเหลือจากราชินีเงื่อนงำโดยแลกกับค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ
ตอนนี้คิดออกได้แค่นี้… ไคลน์เปลี่ยนหัวข้อไตร่ตรอง เริ่มขบคิดว่าตนจะช่วยแอนเดอร์สัน·ฮู้ดให้หลุดพ้นจากคำสาปโชคร้ายด้วยวิธีใด
ผ่านมาแล้วสองเดือน เราไม่รู้ว่าริคคาร์ดออกจากเกาะโอลาวีไปหรือยัง… เฮ่อ… เขาไม่ได้เรียกผู้ส่งสารเพื่อแจ้งข่าวสมบัติวิเศษที่เราต้องการเลยสักครั้ง… แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ‘คนตีระฆัง’ คาโน่คงยังทำงานอยู่ในตำแหน่งเดิม และเราสามารถติดต่อริคคาร์ดผ่านชายคนนี้ได้…
สมเหตุสมผล… โรงเรียนชีวิตยังตอบแทนเราไม่หมด ยังมีเรื่องติดค้างกันอยู่ สามารถไหว้วานให้พวกเขาช่วยขจัดโชคร้ายให้แอนเดอร์สัน จากนั้นเราค่อยเก็บเงินจากแอนเดอร์สันแทน…
หึหึ… ถ้าพูดถึงสมบัติวิเศษหรือสมบัติปิดผนึกที่มีพลังโจมตีหนักหน่วง กริชของแอนเดอร์สันก็นับว่าเข้าข่ายไม่ใช่หรือ? หืม… และถ้าพิจารณาจากความสามารถพิเศษของ ‘ยมทูต’ เท่าที่เราเห็น ตะกอนพลังของหมอนั่นก็เข้าข่ายเหมือนกัน… หึหึ เราไม่ใช่ปีศาจร้ายใจดำสักหน่อย แน่นอนว่าจะจ่ายชดเชยให้อย่างคุ้มค่า…
ไคลน์ครุ่นคิดติดตลก ดึงนกกระเรียนกระดาษออกจากกระเป๋าสตางค์และคลี่ออก เช็ดคราบดินสอเก่าอย่างระมัดระวัง
ใกล้ขาดแล้วสินะ ไม่น่าจะเกินอีกสองครั้ง… ชายหนุ่มรำพันด้วยสีหน้าไม่พอใจ ก่อนจะพับกลับไปเป็นนกกระเรียนกระดาษตามเดิม เดินกลับเตียงและทิ้งตัวนอน ในส่วนของการติดต่อกับกระจกวิเศษอาโรเดสด้วยเครื่องรับสัญญาณโทรเลข ไคลน์รอให้ตนพ้นจากแดนสวรรค์ของโจรสลัดทางทะเลฝั่งตะวันออกเสียก่อน
…
ยามรุ่งสาง ไคลน์ตื่นขึ้นด้วยอาการเฉื่อยชา ล้างหน้าอย่างไม่รีบร้อน ตระหนักว่านี่คือชีวิตประจำวันที่มนุษย์ทุกคนควรจะเป็น
ก็อก! ก็อก! ก็อก!
เสียงเคาะประตูดังขัดจังหวะห้วงอารมณ์
ไม่มีการตักเตือนถึงอันตราย นิมิตลางสังหรณ์แจ้งไคลน์ว่า ผู้มาเยือนไม่ใช่ใครนอกจากแอนเดอร์สัน·ฮู้ด
สมกับฉายานักล่าที่แข็งแกร่งที่สุด หมอนั่นรอดมาได้จนถึงตอนนี้… ไคลน์ถอนหายใจแผ่ว ก่อนจะควบคุมสีหน้าและเปิดประตู
แอนเดอร์สันสวมหมวกล่ากวางที่ไปเอามาจากไหนไม่มีใครทราบ เผยรอยยิ้มพลางยื่นเหรียญทองปอนด์ของโลเอ็นมาให้
“หนี้ของเมื่อวาน”
ไคลน์คว้าเหรียญ กะเกณฑ์น้ำหนักอย่างคร่าวและกล่าว
“สำหรับคำถามเมื่อวาน ฉันมีคำตอบ”
ดวงตาแอนเดอร์สันพลันสว่างวาบ
“ทำยังไงถึงจะรักษาหาย? อย่าบอกนะว่า คำตอบก็คือการไม่มีทางรักษา…”
ฉันดูเหมือนคนแบบนั้นมากนักหรือ… หรือเราควรตอบไปว่า ใช่แล้ว คำสาปของนายไม่มีทางรักษา จงใช้ชีวิตอันน้อยนิดให้คุ้มค่าซะ! ลาก่อน! ไคลน์รำพันติดตลก สายตาจดจ้องอีกฝ่ายอย่างเย็นชาและกล่าว
“มีครึ่งเทพที่เชี่ยวชาญการเปลี่ยนดวงชะตาบนเกาะโอลาวี เขาติดหนี้ฉันอยู่”
“เจ๋ง!” แอนเดอร์สันไม่เก็บซ่อนสีหน้ายินดี “เอ่อ… แล้วฉันต้องจ่ายนายเท่าไร”
รู้งานดีนี่… ไคลน์จงใจเงียบสองวินาที ก่อนจะตอบกลับไป
“ฉันต้องการสมบัติวิเศษที่โจมตีได้หนักหน่วง นายพอจะมีเบาะแสบ้างไหม? หากมูลค่าสูงเกินไป ทางนี้ยินดีจ่ายเงินชดเชยในส่วนต่าง”
แอนเดอร์สันขมวดคิ้วสักพัก ก่อนจะคลายออกและยิ้ม
“มีสมบัติวิเศษที่ตรงตามความต้องการของนายอยู่ โจมตีได้หนักหน่วง ผลข้างเคียงไม่อันตราย เพียงโชคร้ายขึ้นจากเดิมเล็กน้อย นายยังกินนอนได้ตามปรกติ เพียงแต่จะดึงดูดสัตว์ประหลาดและศัตรูได้ง่าย ช่างจ้อบ้างเป็นบางครั้ง เรียกได้ว่าค่อนข้างน่ารำคาญ…. ฮะฮะ! ฉันล้อเล่น… ด้วยความสัตย์จริง ‘เขี้ยวมรณะ’ ของฉันตรงตามความต้องการของนายทุกประการ แต่นี่เป็นอาวุธชิ้นเดียวที่ฉันมี คงขายให้ไม่ได้… อา… แต่ฉันมีเบาะแสของสิ่งที่คล้ายกัน เป็นปืนลูกโม่วิเศษ กระสุนที่ยิงออกไปจะสร้างผลลัพธ์ได้หลายแบบ มีทั้ง ‘โจมตีจุดอ่อน’ ‘โจมตีหนักหน่วง’ และ ‘โจมตีปลิดชีพ’ อีกทั้งยังสามารถใช้งานร่วมกับกระสุนประเภทต่างๆ ได้ด้วย ผลข้างเคียงก็คือ หลังจากการใช้งานทุกครั้ง นายจะมีจุดอ่อนในแบบที่ตัวเองไม่เคยมี เช่นการกลัวแสง กลัวเรือ กลัวสุนัข และอีกมาก จุดอ่อนดังกล่าวจะคงอยู่นานหกชั่วโมง… การพกไว้กับตัวเฉยๆ จะไม่ส่งผลกระทบด้านลบมากนัก เพียงทำให้กระหายน้ำได้ง่ายกว่าปรกติ นับเป็นข้อเสียที่สามารถมองข้ามได้… หากไม่ใช่เพราะพลังพิเศษของปืนดันมาซ้ำกับพลังและสมบัติวิเศษของฉัน ป่านนี้คงซื้อใช้เองแล้ว คนขายตั้งราคาไว้แค่เก้าพันปอนด์เท่านั้น! …สรุปก็คือ ฉันจะจ่ายให้นายหนึ่งพันห้าร้อยปอนด์พร้อมกับเบาะแสของปืนพกกระบอกนี้”
ฟังดูสอดคล้องกับรูปแบบการต่อสู้ของเรา… ไคลน์ไม่ตอบตกลงทันที เพียงย้อนถาม
“หนึ่งพันห้าร้อยปอนด์?”
“ฮะฮะ เมื่อวานฉันได้เจอพวกโจรสลัดนับสิบ ทุกคนใจดีมาก ช่วยบริจาคเงินทั้งหมดในกระเป๋าสตางค์มาให้ฉัน… หรือถ้าใครไม่ทำ ฉันก็จะเปลี่ยนเป็นค่าหัวและตะกอนพลังแทน… หึหึ ด้วยความสัตย์จริง ฉันโปรดปรานแดนสวรรค์ของโจรสลัดแห่งนี้มาก!” แอนเดอร์สันเล่าพลางฉีกยิ้มกว้าง “แต่ฉันต้องแบ่งเงินหนึ่งร้อยปอนด์ไว้สำหรับซื้อตั๋วเรือโดยสารกลับไปยังทะเลหมอก จึงมีเงินจ่ายให้นายเพียงหนึ่งพันห้าร้อยปอนด์เท่านั้น”
หาเงินได้หนึ่งพันหกร้อยปอนด์ในคืนเดียว? เมืองทอสคาร์เตอร์ไม่น่าจะมีโจรสลัดมากนัก แต่กลับพกเงินสดติดตัวขนาดนี้เชียว? อยู่ดี ๆ ไคลน์ก็นึกอยากค้างคืนที่เมืองท่าแห่งนี้อีกสักสองสามวัน
แต่เมื่อพิจารณาว่า เหยื่อที่สามารถรีดเงินเงินได้ง่ายคงถูกแอนเดอร์สันกอบโกยไปเกือบหมดแล้ว การทำในเรื่องที่คล้ายกันคงไม่ราบรื่นนัก ชายหนุ่มหงุดหงิดเล็กน้อยพลางซักถามเสียงเย็น
“ก่อเรื่องแบบนี้ขึ้นในแดนสวรรค์ของโจรสลัด ไม่กลัวโดนเอาคืนบ้างหรือ”
“ทำไมต้องกลัว? ต่อให้พวกมันเป็นเบ๊ของพลเรือโจรสลัดหน้าไหนฉันก็ไม่กลัว! ฮะฮะ! นายเองก็คงเหมือนกัน ฉันเชื่ออย่างนั้น หรือหากเป็นเบ๊ของสี่ราชาโจรสลัด นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลอะไร พวกเรากำลังจะไปจากที่นี่แล้ว การส่งข้อความต้องใช้เวลาพอสมควร กว่าเรือธงของพวกมันจะมาถึง เราคงเปลี่ยนเรือไปแล้วไม่รู้กี่ครั้ง เปลี่ยนตัวตนไปไม่รู้กี่หน้า!” แอนเดอร์สันกล่าวอย่างไม่แยแส
ทำไมหมอนี่ถึงชอบแช่งตัวเองนัก? ไคลน์มองด้วยสายตาสมเพช
“ตกลง”
“ฮะฮะ เอาไปก่อนสามร้อยปอนด์ รอที่เหลืออีกหนึ่งพันสองร้อยปอนด์จากเงินค่าหัวและค่าตะกอนพลัง… ได้ภายในวันนี้แน่นอน เพราะไม่ใช่เงินก้อนใหญ่อะไร” แอนเดอร์สันหยิบปึกธนบัตรซูลจำนวนมากยื่นให้ไคลน์
ชายหนุ่มยังคงรักษามาด เพียงนับอย่างคร่าวก่อนจะยัดธนบัตรเข้าไปในกระเป๋าสตางค์ กล่าวเสียงขรึม
“ซื้อตั๋วไปโอลาวีสองใบ เที่ยวพรุ่งนี้”
ไคลน์มิได้กำชับให้แอนเดอร์สันเปลี่ยนใบหน้าก่อนซื้อตั๋ว เพราะเชื่อว่านักล่ามากประสบการณ์คงทำพลาดในเรื่องแบบนี้
หากไม่มีประสบการณ์โชกโชนและไม่แข็งแกร่งพอ ด้วยนิสัยแบบนี้ แอนเดอร์สันน่าจะจมก้นทะเลไปนานแล้ว… ไคลน์อดไม่ได้ที่จะรำพัน
“ตกลง” แอนเดอร์สันชี้ไปบนพื้น “ลงไปกินอาหารเช้ากันไหม? ฉันเลี้ยงเอง”
ไคลน์พยักหน้า ไม่คิดปฏิเสธ
เมื่อลงมาถึงชั้นหนึ่ง สองบุรุษเดินไปนั่งที่โต๊ะริมหน้าต่าง ระหว่างกำลังรอ พนักงานคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวและช้อนชา
ขณะสายตาประสานกัน ดวงตาของพนักงานพลันเหม่อลอย พลางหยิบช้อนชาแทงใส่ลำคอของแอนเดอร์สันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
แม้แอนเดอร์สันจะตกใจ แต่การตอบสนองยังว่องไวเป็นเลิศ มันรีบเอนหลังหลบหลีกการลอบโจมตีฉับพลัน
ปัง!
เจ้าของโรงแรมที่อยู่ไม่ห่างออกไป ทำการเล็งและยิงปืนใส่แอนเดอร์สันซึ่งกำลังเอนตัวหลบช้อน
“ฉ…ฉันทำอะไรลงไป…” สิ้นเสียงปืน เจ้าของโรงแรมโพล่งออกมาด้วยสีหน้าหวาดผวาเจือความสับสน
………………………………………………….
ไม่เร็วไปหน่อยหรือ? เราแค่เพิ่งคิด… ไคลน์เหม่อมองผิวทะเลที่เป็นคลื่นน้ำ มิอาจทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ตรงหน้าได้สักพัก
ท่ามกลางกระแสความคิด ชายหนุ่มคาดเดาอย่างเลื่อนลอย
‘จอมเชือด’ จิลเซียสที่เป็นผู้ช่วยกัปตันของราชาอมตะ อาการิธ ต้องสงสัยว่าจะเป็นผู้วิเศษบนเส้นทางปีศาจ อาจมีลำดับสูงถึง ‘ผู้ปลดปล่อยแรงกระหาย’ แล้วด้วยซ้ำ… มีโอกาสที่มันจะหยั่งถึงอันตรายล่วงหน้า ย่อมต้องตระหนักถึงแหล่งอันตรายได้อย่างแม่นยำ… และไม่แน่ว่า ตัวราชาอมตะเองก็อาจเป็นลำดับ 4 ของเส้นทางปีศาจ!
เมื่อสัมผัสว่าคนบนอนาคตกาลสามารถทำอันตรายกับตัวเองได้และเตรียมลงมือ มันพบความจริงที่ว่าสถานการณ์ฝั่งตัวเองตกเป็นรอง และอาจพบไปถึงตัวจริงของราชินีเงื่อนงำ จึงเผ่นหนีทันทีโดยปราศจากความลังเล?
หืม… บางที ราชินีเงื่อนงำอาจกำลังคิดแบบเดียวกับเรา เตรียมลงมือจัดการ… ไม่อย่างนั้น ลำพังความคิดของเราคงไม่มากพอจะทำให้ราชาอมตะหวาดกลัว ตรงกันข้าม มันคงพ่นลมหายใจเหยียดหยันสองสามหนและตอบโต้อย่างบ้าบิ่น…
เฮ่อ… พลังพิเศษของเส้นทางปีศาจช่างสะดวกสบาย ดูเหมือนว่าการลงมือกับรองกัปตัน ผู้ช่วยกัปตัน และผู้ช่วยรองกัปตันจะไม่มีโอกาสสำเร็จ… ไคลน์ที่ถอนหายใจด้วยอารมณ์ซับซ้อน ชำเลืองไปทางแอนเดอร์สัน·ฮู้ดด้านข้าง
สีหน้าของนักล่าที่แข็งแกร่งที่สุดยังคงเจืออาการหวาดผวา คล้ายกับกำลังสิ้นหวังในความดวงซวยของตนที่มิได้ลดลงแม้แต่น้อย แต่เพียงไม่นานก็แทนที่ด้วยความประหลาดใจเมื่อพบว่า ‘แจ้งมรณะ’ แล่นหนีหางจุกก้นอย่างเหนือความคาดหมาย
ดวงตาของแอนเดอร์สันเบิกโพลงเล็กน้อย เหลียวซ้ายแลขวาด้วยความสงสัย คล้ายกับกำลังครุ่นคิดถึงบางสิ่ง
น่าเสียดายที่ความดวงซวยของแอนเดอร์สันยังไม่รุนแรงมากพอ ไม่อย่างนั้น พวกเราอาจจับตัวราชาอมตะได้โดยการสังเวยนักล่าที่แข็งแกร่งที่สุด… หึหึ นี่คือลักษณะเด่นของ ‘นักยั่วยุ’ อยู่แล้วนี่… ไคลน์หมุนตัวเดินเข้าไปยังทางเดินห้องโดยสาร ตรงกับห้องพัก
เพียงเปิดประตูไม้เข้าไป ชายหนุ่มมองเห็นแผ่นหลังที่คุ้นเคยยืนอยู่ริมหน้าต่าง เป็นร่างกายที่มีสัดส่วนสมบูรณ์แบบ แต่งตัวค่อนข้างประหลาด ไม่ใช่ใครนอกจากราชินีเงื่อนงำ แบร์นาแดต
มาดาม… พ่อไม่ได้สอนเลยหรือ ว่าอย่าเข้าห้องคนอื่นซี้ซั้ว? โดยเฉพาะห้องของบุรุษแปลกหน้า… ในฐานะสุภาพสตรีมารยาทงามจากตระกูลใหญ่และได้รับการศึกษาสูง คุณควรยืนรออยู่ที่หน้าประตูและถามอย่างจริงใจว่า ดิฉันขอเข้าไปในห้องได้ไหม… จักรพรรดิ ผมจำได้ว่าคุณเขียนหนังสือสอนเกี่ยวกับมารยาทไม่ใช่หรือ… ไคลน์พึมพำในใจเล็กน้อย ตามด้วยการปิดประตู
โดยไม่รอให้ชายหนุ่มเอ่ยปาก ราชินีเงื่อนงำ แบร์นาแดต กล่าวขณะหันหลังให้
“จากเหตุการณ์เมื่อครู่ ฉันสามารถยืนยันทฤษฎีหนึ่งได้”
“ทฤษฎี?” ไคลน์ไม่เผยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น เพียงซักถามเสียงเรียบ
แบร์นาแดตยังคงไม่หันหน้ากลับ ดวงตาจ้องลงไปยังคลื่นทะเลนอกหน้าต่าง
“ตำนานน้ำพุไม่แก่เฒ่าของอาการิธเป็นเพียงเรื่องลวงโลก… หากจะน้ำพุไม่แก่เฒ่ามีอยู่จริง มันจะต้องเป็นหนึ่งในวัตถุดิบหลักของ ‘แม่มดยุพนิรันดร์’ หรือเป็นสิ่งที่เกิดจากศพหลังจากเสียชีวิต สิ่งนี้สามารถสรุปได้ว่า หาก ‘ผู้ชาย’ คนใดอ้างว่าดื่มน้ำพุไม่แก่เฒ่าเข้าไป คนคนนั้นกำลังโกหก”
เธอมิได้อธิบายว่าแม่มดยุพนิรันดร์คืออะไร คล้ายกับมั่นใจว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์ทราบดีอยู่แล้ว หรือต่อให้ไม่ทราบ ก็คงมีวิธีค้นคว้าข้อมูลด้วยตัวเองในภายหลัง…
น้ำพุไม่แก่เฒ่า… แม่มดยุพนิรันดร์… ค่อนข้างสอดคล้อง… ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า อักษรเลือดในห้องกัปตันก็มีเพื่อบอกให้ทุกคนทราบว่า น้ำพุไม่แก่เฒ่าเป็นเพียงตำนานลวง? ราชาอมตะ อาการิธพยายามปล่อยข่าวเกี่ยวกับน้ำพุไม่แก่เฒ่าหนแล้วหนเปล่า เพื่อล่อลวงให้นักล่าสมบัติเข้าสู่น้ำน่านอันตรายและขุดหลุมฝังศพตัวเอง หรือไม่ก็ฉวยโอกาสเข่นฆ่า? นิสัยสมกับเป็นพวกปีศาจ… เข้าใจแล้วว่าทำไม ‘จอมเชือด’ จิลเซียสถึงเตือนให้เราไม่เข้าไปยุ่ง… ไคลน์ครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะกล่าวหลังจากไตร่ตรอง
“เรื่องโกหกสินะ…”
ราชินีเงื่อนงำ แบร์นาแดตพยักหน้ารับ กล่าวเสียงแผ่ว
“นี่อาจเป็นเงื่อนไขในพิธีกรรมเลื่อนลำดับ 4 ของอาการิธ ขณะเดียวกันก็เป็นวิธีที่ช่วยเร่งความเร็วในการย่อยโอสถลำดับ 4”
หญิงสาวเว้นวรรคเล็กน้อย กล่าวหลังจากถอนหายใจกับตัวเอง
“ลำดับ 4 ของเส้นทางพวกมันมีชื่อว่า… ซาตาน”
ซาตาน? ฟังดูเจ้าเล่ห์ไม่เบา… สร้างตำนานสมบัติปลอมเพื่อล่อลวงให้มนุษย์ไปฆ่าตามแบบฉบับของซาตาน… ไคลน์ผงะเล็กน้อย
ขณะเดียวกัน ราชินีเงื่อนงำหันหลังกลับ ดวงตาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตาข่ายสีดำกำลังจดจ้องเกอร์มัน·สแปร์โรว์อย่างไม่กะพริบ
ถึงตาเราให้ข้อมูลบ้าง? ไคลน์ใคร่ครวญสักพัก
“จากการวิเคราะห์เนื้อหาในไดอารีที่มีอยู่อย่างจำกัด จักรพรรดิโรซายล์ได้เผชิญวิกฤติร้ายแรงในช่วงบั้นปลายชีวิต สิ่งนี้ได้บีบบังคับให้เขาตัดสินใจทดลองทำเรื่องที่บ้าบิ่น”
ประโยคเมื่อครู่ ไคลน์มิได้โกหกหรือบิดเบือนแม้แต่คำเดียว เพราะไดอารีเท่าที่ตนครอบครอง มิได้เปิดเผยว่าจักรพรรดิโรซายล์ต้องการทำอะไรในช่วงบั้นปลายชีวิต เผชิญวิกฤติแบบใด และคิดจะทดลองเรื่องบ้าบิ่นแบบใด
และการทำเช่นนี้จะส่งผลให้แบร์นาแดตต้องการค้นหาความจริง จากนั้นก็จะมอบไดอารีของจักรพรรดิโรซายล์ในช่วงเวลาดังกล่าวให้ตน ผ่านพลเรือเอกดวงดาวแคทลียา
ราชินีเงื่อนงำ แบร์นาแดตเงียบงันสักพัก ไม่กล่าวสิ่งใด
เมฆสูงเริ่มเคลื่อนคล้อย ส่งผลให้แสงแดดจากด้านนอกเริ่มส่องเข้ามา ร่างของราชินีแห่งห้าห้วงสมุทรเริ่มแยกออกจากกันในลักษณะคล้ายฟองสบู่ ก่อนจะอันตรายหายไป
แสงสะท้อนจากฟองสบู่มีหลากหลายสี ช่วยเติมเต็มห้องพักด้วยฉากที่ดูราวกับอยู่ในเทพนิยาย
หากไม่มีปราชญ์เร้นลับ เส้นทางผู้ส่องความลับนับว่าน่าสนใจมาก… ไคลน์ถอนหายใจพลางใช้หัวแม่โป้งซ้าย บีบลงบนข้อนิ้วชี้แรกสุด
ชายหนุ่มเปิดเนตรด้ายวิญญาณ แต่ไม่พบด้ายสีดำของใครภายในห้อง
นั่นหมายความว่า ราชินีเงื่อนงำ แบร์นาแดต ได้ออกจากห้องไปอย่างสมบูรณ์แล้ว!
ฟู่ว… ไคลน์ถอนหายใจแผ่ว รีบปิดเนตรด้ายวิญญาณ
ขณะเตรียมทิ้งตัวลงนอนบนเตียงเพื่อพักผ่อน มันได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้
ก็อก ก็อก ก็อก ใครบางคนเคาะประตูห้อง
“ใคร?” ไคลน์ลุกนั่ง
“ฉันเอง” เป็นเสียงของพลเรือเอกดวงดาว แคทลียา
ไคลน์เดินเข้าไปใกล้ด้วยความฉงน เปิดประตูต้อนรับ
มันมิได้ถามว่าเธอมาเพื่อสิ่งใด เพียงจ้องหญิงสาวด้วยสายตาเย็นชาที่คล้ายกับกำลังถามแทน
แคทลียาดันแว่นบนดั้งจมูก
“เมื่อออกจากน่านน้ำพิเศษ พวกเรามิได้โผล่ในจุดที่เข้าไป แต่อยู่ห่างจากเกาะทอสคาร์เตอร์ราวหนึ่งร้อยไมล์ทะเล ใช้เวลาสามวันในการแล่นเรือไปเมืองนาส คุณอยากให้ไปส่งที่ไหน?”
ทางเข้ากับทางออกเป็นคนละจุด? ไคลน์ประหลาดใจเล็กน้อย ซักถามเพื่อให้แน่ใจ
“แล้วจากตรงนี้ กลับเข้าไปในน่านน้ำพิเศษได้ไหม?”
“ไม่ได้ พวกเราจะตกลงไปในเหวที่มองไม่เห็นก้น จากผลการทำนาย คนที่เคยทำแบบนั้นล้วนตายไปหมดแล้ว เป็นความตายโดยแท้จริง” แคทลียาอธิบายกระชับ
งั้นหรอกหรือ… ไคลน์ครุ่นคิดสักพัก
“ส่งที่เกาะทอสคาร์เตอร์”
เหตุผลที่ไม่เลือกนาส เป็นเพราะเวลาของชุมนุมทาโรต์กระชั้นเข้ามาทุกที จึงไม่ต้องการเสียเวลาบนอนาคตกาลมากนัก
นอกจากนั้น เกาะทอสคาร์เตอร์ยังเป็นสุดเขตอาณานิคมฝั่งตะวันออกของอาณาจักรโลเอ็น ใช้เงินสกุลเพนนี ซูล และทองปอนด์ ทำให้ไคลน์ไม่ต้องกังวลเรื่องการแลกเงิน
“ตกลง” แคทลียาไม่แสดงท่าทีคัดค้าน
ขณะเฝ้ามองหญิงสาวหันหลังเดินกลับไปยังห้องกัปตัน ไคลน์ส่ายหน้าพลางรำพัน
ถ้าเธอมาเร็วกว่านี้… คงได้พบราชินีเงื่อนงำไปแล้ว…
…
ในช่วงเย็น อนาคตกาลแล่นมาถึงท่าเรือทอสคาร์เตอร์ แต่ฝืนจอดด้วยการทอดสมอ
ไคลน์แต่งกายในชุดสุภาพบุรุษโลเอ็น หิ้วกระเป๋าเดินทางหนัง เดินมาบนดาดฟ้าและล้วงหยิบจ้างส่วนสุดท้ายที่พกมาในกระเป๋าเสื้อทั้งสองข้าง ยื่นให้พลเรือเอกดวงดาว แคทลียา
หักจากตะกอนพลังของ ‘กลาดิเอเตอร์’ ที่มีราคาเจ็ดร้อยปอนด์ จะเหลือค่าจ้างติดค้างทั้งสิ้นหนึ่งพันสามร้อยปอนด์
และนั่นทำให้ไคลน์เหลือเงินสดในมือ 8,436 ปอนด์ กับอีกห้าเหรียญทอง
แคทลียารับไว้อย่างเงียบงัน ขยับปากคล้ายกับอยากพูดบางสิ่ง แต่สุดท้ายก็มิได้เอ่ยออกมา
“นายจะลงที่นี่ หรือให้ไปส่งที่อื่น?” หญิงสาวหันไปทางแอนเดอร์สัน·ฮู้ด
เมื่อพิจารณาว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์กำลังจะลงจากเรือ และเมื่อพิจารณาว่าอนาคตกาลเต็มไปด้วยโจรสลัด แอนเดอร์สันยิ้มแห้ง
“ลงที่นี่”
“จ่ายค่าโดยสารด้วย” แคทลียาไม่ปล่อยแอนเดอร์สันไปโดยง่าย เพราะอีกฝ่ายถึงขั้นยืมเสื้อผ้าของโจรสลัดใส่
“เข้าใจแล้ว” แอนเดอร์สันไม่ปิดบังสีหน้าเจ็บปวด มือข้างหนึ่งเลื่อนลงไปกระชากกระดุมเสื้อแสนธรรมดาที่อยู่กึ่งกลางหน้าอก
ชายหนุ่มยื่นให้อีกฝ่ายอย่างไม่เต็มใจ พลางกล่าว
“นี่เป็นสิ่งเดียวที่ฉันได้มาจากทะเลแห่งนั้น เอามาจากศพของทหารกองทัพโลเอ็น… ไม่ทราบชื่อที่แท้จริงของมัน ฉันเรียกมันตามพลังพิเศษของโอสถลำดับ 6 ที่เกี่ยวข้อง… ผู้พิพากษา… ผลข้างเคียงมิได้ร้ายแรงเป็นพิเศษ แค่ทำให้ผู้สวมใส่ถูกเกลียดขี้หน้าโดยมนุษย์หรือสัตว์ประหลาดได้ง่าย ในบางครั้งก็ตกเป็นเป้าของครึ่งเทพโดยบังเอิญ”
นั่นเรียกว่าไม่ได้ร้ายแรงเป็นพิเศษ? ถ้าเราเป็นพลเรือเอกดวงดาว คงเลือกเอากริชของหมอนั่นเป็นค่าตอบแทน… ไคลน์รำพันในใจ พลางยืนมองแคทลียารับค่าโดยสารจากแอนเดอร์สัน·ฮู้ด
ชายหนุ่มมิได้ใส่ใจเรื่องของคนอื่นมากนัก รีบหิ้วกระเป๋าเดินทาง ลงจากอนาคตกาลไปยังท่าเรือทอสคาร์เตอร์
กึก!
แอนเดอร์สัน·ฮู้ดกระโดดจากดาดฟ้า ตกลงข้างชายหนุ่ม
“ดื่มอะไรกันก่อนไหม? ฉลองที่พวกเรารอดมาจากทะเลบัดซบนั่นได้อย่างปลอดภัย!” นักล่าเผยสีหน้าตื่นเต้นพลางเชื้อเชิญอย่างเป็นกันเอง
ไคลน์ชำเลืองมองพลางปฏิเสธอีกฝ่ายด้วยสายตา แสดงออกชัดเจนว่าต้องการอยู่ให้ห่างชายอับโชคเจ้าของออร่ายั่วยุบาทา
“ก็ได้” แอนเดอร์สันกวาดตามองรอบตัว กระแอมล้างคอ “ขอยืมเงินก่อนได้ไหม? ก็อย่างที่นายทราบ ทรัพย์สินของฉันจมลงไปในทะเลนั่นแล้ว”
กล่าวจบ มันหัวเราะ
“ไม่ต้องห่วง ฉันจะรีบคืนให้พรุ่งนี้เช้า ภายในผับและซ่องของทอสคาร์เตอร์เต็มไปด้วยโจรสลัด ฉันจะแวะไปขอเงินสนับสนุนจากพวกมันสักหน่อย”
ไถเงินจากเหยื่อที่ไม่มีค่าหัว ส่วนใครที่มีก็จับไปขึ้นค่าหัวกับทางการ? ไคลน์ถอนหายใจเงียบ ส่งธนบัตรห้าซูลให้แอนเดอร์สัน
“น้อยจัง?” แอนเดอร์สันอ้าปากค้าง
“เพียงพอสำหรับกินดื่มและพักค้างคืนในโรงแรม” ไคลน์ตอบเสียงขรึม “นอกจากนี้ ธนบัตรใบนี้ยังมีมูลค่าเท่ากับหนึ่งปอนด์”
“หนึ่งปอนด์?” แอนเดอร์สันขยี้ตาตามสัญชาตญาณ ก่อนจะยิ้มแห้ง “เข้าใจแล้ว หนึ่งปอนด์ก็ได้… ฉันจะคืนหนึ่งปอนด์ให้นายพรุ่งนี้เช้า”
…………………………………………..
ต้นเถาวัลย์ที่ดูคล้ายกับบันไดพาไปสู่สรวงสวรรค์ ค่อยๆ ทิ้งตัวล้มลงทีละชั้นสองชั้น จนกระทั่งทั้งหมดหดกลับไปยังใต้ดิน
ไม่ว่าจะนักบุญมืดที่เป็นจิตหลัก หรือเลโอมาสต์ที่เป็นด้านดี ทั้งหมดหายตัวไปอย่างน่าฉงน เหลือเพียงพลเรือเอกดวงดาว แคทลียา ที่ยังยืนอยู่บนหินใหญ่ กวาดตาไปรอบตัวอย่างเหม่อลอย
ราชินีเงื่อนงำน่าจะดึงเลโอมาสต์จิตหลักและจิตด้านดีกลับความฝันตัวเองไปแล้ว… หรืออาจจะนำตัวไปที่อื่น เพื่อทดลองหาทางเข้าที่แท้จริงของดินแดนเทพทอดทิ้ง?
ดูเหมือนว่าทั้งสองบุคลิกจะมิอาจแยกกันอยู่คนละความฝัน ไม่อย่างนั้น ราชินีเงื่อนงำคงหาโอกาสสนทนากับเลโอมาสต์ด้านดีตัวต่อตัว หาทางช่วยอีกฝ่ายโค่นล้มปีศาจเพื่อแลกกับข้อมูลสำคัญ ไม่จำเป็นต้องดึงออกมาทั้งคู่ให้ยุ่งยาก…
มีโอกาสเป็นไปได้ค่อนข้างมาก ว่าถ้าต้องการกำจัดนักบุญมืด อาจต้องบุกรุกเข้าไปในซากปรักหักพังสักแห่งบนโลกความจริง… กระทั่งราชินีเงื่อนงำก็ยังไม่กล้าเสี่ยงในเรื่องนี้ เพราะมีโอกาสที่ราชินีเงื่อนงำด้านชั่วร้ายซึ่งยึดถือคติพจน์ ‘ทำตามใจอยาก และยิ่งต้องเดือดร้อนคนอื่นให้มากที่สุด’ จะถือกำเนิดขึ้น… ไคลน์เบือนสายตากลับพลางครุ่นคิด พยายามเพ่งไปทางอาคารใกล้กับประตูอารามสีดำ ที่นั่นมีหน้าต่างใสสูงจากพื้นจรดเพดาน แต่แบร์นาแดตไม่อยู่อีกแล้ว
ไคลน์ไม่เสียเวลามองหาอีกฝ่าย ไม่พยายามสืบสาวว่า ราชินีเงื่อนงำได้ข้อมูลใดจากเลโอมาสต์ด้านดีไปบ้าง เพราะชายหนุ่มยังไม่ลืมฐานะที่แท้จริงของเกอร์มัน·สแปร์โรว์
ข้ารับใช้ของมิสเตอร์ฟูล!
นอกจากนั้น พลเรือเอกดวงดาวก็ทราบเป็นอย่างดีเช่นกัน ว่า ‘เดอะซัน’ แห่งชุมนุมทาโรต์อาศัยอยู่บนดินแดนเทพทอดทิ้ง จึงเป็นไปไม่ได้ที่มิสเตอร์ฟูลจะไม่ทราบวิธีเข้าถึงดินแดนดังกล่าว
ดังนั้น ข้ารับใช้มิสเตอร์ฟูลอย่างเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ต้องไม่มีแรงจูงใจในการสืบสาวเรื่องนี้!
แต่ละบุคลิกล้วนมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน… สามารถช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้นในบางเรื่อง แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้บางเรื่องยากขึ้น นี่คือข้อเสียของผู้ไร้หน้า… ไคลน์เบือนหน้ากลับ มองไปทางภาพจำลองวังราชาคนยักษ์บนภูเขาฝั่งตรงข้ามอีกครั้ง พบว่าแสงสนธยาที่เคยสาดค้าง ค่อยๆ ถูกคายกลับไปยังตำแหน่งเดิม
บนยอดเขาในละแวกใกล้เคียงกัน เหนือหินก้อนใหญ่เด่นตระหง่าน พลเรือเอกดวงดาว แคทลียา บรรจงกลับไปอยู่ในท่านั่งอีกครั้ง กอดเขาของตัวเองอย่างแนบแน่น
…
กลางวันกลางคืนยังสลับกันอีกสามหน โดยที่เวลาจริงบนโลกภายนอกผ่านไปเพียงหนึ่งวัน
อนาคตกาลแล่นผ่านเกาะและซากปรักหักพังอันตรายหลายแห่ง หลีกเลี่ยงปัญหาซ่อนเร้นตามร่องน้ำปลอดภัยได้อย่างหมดจด จนในที่สุดก็กลับมายังบริเวณทางเข้าอีกครั้ง
ไคลน์และคนที่เหลือมองเห็นซากปรักหักพังแรกสุดซึ่งส่วนใหญ่จมอยู่ใต้น้ำ มองเห็นหินสีเทาก้อนใหญ่และเสาหินที่เรียงซ้อนกัน รวมไปถึงหลังคาทรงโดมด้านบนสุด
ย้อนไปในคราวก่อน ณ ที่นี่ ทุกคนได้ยินเสียงหายใจหอบดังกึกก้อง และผู้ไร้เลือดซึ่งเผชิญความเจ็บปวดมากกว่าใคร แจ้งว่ามีศพใครบางคนอยู่ในซากปรักหักพัง!
และศพนั้นเป็นเจ้าของลมหายใจเสียงดัง!
แต่สำหรับปัจจุบัน ซากปรักหักพังแสนอันตรายดังกล่าว มิได้ทำให้ทุกคนบนอนาคตกาลเกิดความหวาดหวั่น ตรงกันข้าม การมองเห็นมันย่อมหมายความว่า พวกตนกำลังจะได้ออกจากน่านน้ำแสนอันตรายและน่ากลัวแห่งนี้เสียที!
“หือ… ตรงนั้นมีเรือ!” นีน่าที่ปืนขึ้นหอสังเกตการณ์บนเสากระโดง จ้องไปทางซากปรักหักพังพร้อมกับตะโกนเสียงดัง
เรือ? ไคลน์เดินผ่านแอนเดอร์สัน·ฮู้ดไปยังหัวเรือ เพ่งมองอย่างตั้งใจ
ไม่ผิดจากที่ได้ยิน ด้านหลังต้นเสาและหินก้อนใหญ่ มีเรือใบเรียบง่ายสามเสากระโดงกำลังจอดแน่นิ่ง สืบเนื่องจากมีอุปสรรคกีดขวางการมองเห็น หากไม่เพ่งสายตาอย่างตั้งใจหรือมองจากมุมสูง คนบนอนาคตกาลก็คงยากจะหาพบ
เรือใบจอดนิ่งโดยปราศจากลูกเรือบนดาดฟ้า บรรยากาศอันเงียบงันดูลึกลับและน่ากลัวอย่างมิอาจหาคำมาบรรยาย
“ยังกับถูกซากปรักหักพังกินเข้าไป…” แอนเดอร์สันโน้มตัวไปข้างหน้า ส่ายศีรษะพลางถอนหายใจ “บนน่านน้ำอันตราย หากไม่ใช่เกาะหรือซากปรักหักพังที่คุ้นเคย ห้ามเข้าใกล้โดยเด็ดขาด”
คนที่ทำมือร่างภาพจิตรกรรมของเทวทูตโชคชะตาในอากาศสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนาย ไม่มีสิทธิ์กล่าวคำนั้นออกมา… กลุ่มนักล่าสมบัติมากประสบการณ์ที่แสนทระนงตน สุดท้ายก็เหลือนายแค่คนเดียวไม่ใช่รึไง… ไคลน์มิได้หันหน้าไปมอง เพียงพึมพำในใจไม่กี่คำ
ขณะเดียวกัน พลเรือเอกดวงดาว แคทลียาที่เดินเข้ามาใกล้ มองไปยังเรือใบข้างซากปรักหักพัง
ตั้งแต่เริ่มจนจบ หญิงสาวมิได้ชายตามองเกอร์มัน·สแปร์โรว์แม้แต่น้อย คล้ายกับอีกฝ่ายไม่มีตัวตน
ความเงียบงันเข้าปกคลุมครู่หนึ่ง ก่อนที่แคทลียาจะยกมือถอดแว่นตาหนาเตอะออกจากดั้ง ดวงตาสีม่วงเริ่มมีการไหลเวียนอย่างเชื่องช้า คล้ายกับกำลังวาดสัญลักษณ์ซับซ้อนทีละอัน
ทันใดนั้น เหนือเรือใบที่ปราศจากมนุษย์ ดวงตายักษ์คู่หนึ่งพลันปรากฏกาย เป็นดวงตามายาสีม่วงเข้มกึ่งโปร่งแสง!
ดวงตากลอกไปมาอย่างเชื่องช้ารอบดาดฟ้า ก่อนจะมองเข้าไปในห้องโดยสาร
เป็นพลังพิเศษที่มีประโยชน์มาก… จะว่าไป พลังที่พลเรือเอกดวงดาวและราชินีเงื่อนงำแสดงให้เห็น ดูคล้ายกับเวทมนตร์สุดมหัศจรรย์ในเทพนิยายมากทีเดียว… ฟู่ว… อย่าบอกนะว่า ราชินีเงื่อนงำสามารถเสกมนุษย์ให้เป็นกบได้? นอกจากนั้น คำว่า ‘ส่องความลับ’ ในชื่อโอสถผู้ส่องความลับ มีแก่นแท้เป็น ‘ดวงตา’ เองหรือ? อา… ดวงตาของพลเรือเอกดวงดาวนับว่าค่อนข้างพิเศษ หลังจากนี้ เราคงต้องระวังตัวให้มากกว่าเดิม… ไคลน์ตั้งสมมติฐานในใจ รอผลลัพธ์เพิ่มเติมจากการสำรวจทางไกลของแคทลียา
ผ่านไปสักพัก ดวงตาสีม่วงของแคทลียาเริ่มอับแสง
หญิงสาวลูบหัวคิ้ว สวมแว่นกลับ หันไปพูดกับแอนเดอร์สัน·ฮู้ดและแฟรงค์·ลี
“บนเรือมีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล”
ขณะกล่าว หญิงสาวหยิบผงหลากสีจากกระเป๋าลับเสื้อคลุมทรงโบราณหนึ่งกำมือ ตามด้วยการโปรยไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
เศษผงกระจายเต็มพื้น ก่อนจะขยับเขยื้อนเรียงตัวกลายเป็น ‘ภาพสี’
ฉากหลังคือห้องกัปตัน บนโต๊ะทำงานมีภาพถ่ายของชายคนหนึ่ง และบนผนังก็มีภาพวาดของชายคนเดียวกัน รูปลักษณ์เป็นดังนี้
ไหล่กว้าง ผมสีเหลืองอ่อน ดวงตาสีน้ำเงินเข้มเหมือนกับชาวฟุซัค!
นี่มัน… ไคลน์รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตา ก่อนจะจำได้ทันทีว่าเคยพบที่ไหน
ย้อนกลับไปขณะอยู่ในเมืองนาสบนเกาะการ์กัส นักผจญภัยรายหนึ่งถูก ‘จิลเซียส’ ผู้ช่วยกัปตันของ ‘ราชาอมตะ’ วิ่งไล่เข้าไปในผับ ‘ลาร์ดาล’ เหยื่อพยายามร้องขอความช่วยเหลือจากคนของสหภาพนักผจญภัย โดยในตอนนั้น ท่ามกลางกลุ่มคนที่ยืนขึ้นเพื่อเสนอตัวช่วยเหลือ มีชายชาวฟุซัคคนหนึ่งดูเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ ร่างกายกำยำบึกบึน สูงเกินกว่าสองเมตร ไคลน์ประเมินว่าอีกฝ่ายคงฝีมือไม่ธรรมดา และกะเกณฑ์ว่าอาจมีลำดับ 6 เป็นอย่างน้อย!
เหตุใดเรือของเขาถึงแล่นเข้ามาในทะเลแถบนี้อย่างกะทันหัน แถมยังสำรวจซากปรักหักพังอันตรายโดยไม่ระวังตัว? ไคลน์ที่เกิดความสงสัย เพ่งมอง ‘ภาพวาด’ บนดาดฟ้าอย่างตั้งใจมากขึ้น
ในหนนี้ ชายหนุ่มมองเห็นบ่อเลือดเจิ่งนองบนพื้นห้อง ข้างบ่อมีอักษรเลือดภาษาฟุซัคเขียนไว้
“น้ำพุไม่แก่เฒ่า…”
หางของตัวอักษรสุดท้ายลากยาวมาก เชื่อมไปจนถึงบานประตู
ไคลน์พอจะคาดเดาเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุได้ ผู้วิเศษลำดับ 6 ชาวฟุซัคถูกโจมตีโดยไม่ระวังและล้มลงไปนอนกับพื้นในสภาพปางตาย แต่ขณะพยายามเขียนอธิบายสาเหตุการตาย เขาถูกใครบางคนจับศีรษะหรือไม่ก็ขา ลากตัวออกไปทันที!
เมื่อพิจารณาว่าอักษรเลือดเหล่านี้ยังไม่ถูกลบออก ไคลน์สงสัยว่า ผู้ที่ลากตัวนักผจญภัยออกไปอาจไม่ใช่มนุษย์
คงเป็นศพในซากปรักหักพังกระมัง… ชายหนุ่มครุ่นคิดด้วยความรู้สึกคันฟัน
“น้ำพุไม่แก่เฒ่า? พวกเขามาที่นี่เพื่อตามหาน้ำพุไม่แก่เฒ่าหรือ?” แอนเดอร์สัน·ฮู้ดกล่าวด้วยเสียงตื่นเต้น
“น่าจะใช่… แต่พวกเขาคงหาไม่พบ” แฟรงค์·ลีส่ายศีรษะอย่างผิดหวัง
ตัวแฟรงค์เองก็ปรารถนาน้ำพุไม่แก่เฒ่าอย่างมาก เนื่องจากของเหลวดังกล่าวคือวัตถุดิบในอุดมคติสำหรับการวิจัย
น้ำพุไม่แก่เฒ่า… ในตอนนั้น นักผจญภัยหนุ่มถูกไล่ล่าโดย ‘จอมเชือด’ จิลเซียส ผู้ช่วยกัปตันของราชาอมตะ… มีข่าวลือว่าราชาอมตะเคยดื่มน้ำจากน้ำพุไม่แก่เฒ่า… จิลเซียสมาเตือนเรา… เตือนเกอร์มัน·สแปร์โรว์ว่า อย่าสอดมือเข้ามายุ่งเรื่องของนักผจญภัยหนุ่มเด็ดขาด อ้างว่าเป็นความประสงค์ของราชอมตะ… ไคลน์ประกอบข้อมูลเข้าด้วยกันอย่างหงุดหงิด
นักผจญภัยหนุ่มคงขโมยหรือได้ฟังความลับของ ‘น้ำพุไม่แก่เฒ่า’ มาจากคนใกล้ตัว ‘ราชาอมตะ’ จึงถูกตามล่าตัว แต่ภายใต้ความคุ้มครองของกลุ่มผู้วิเศษที่ค่อนข้างมีฝีมือจากสหภาพนักผจญภัย นักผจญภัยหนุ่มจึงรอดพ้นจาก ‘จอมเชือด’ จิลเซียสอย่างหวุดหวิด หลังจากนั้น เจตนาหนึ่งต้องการหลบหนีจากราชาอมตะ อีกเจตนาหนึ่งคือการตามหาน้ำพุไม่แก่เฒ่า สุดท้ายจึงเลือกเดินทางเข้ามาในน่านน้ำอันตรายและถูกซากปรักหักพังกลืนกิน…
หรือว่าน้ำพุไม่แก่เฒ่าจะอยู่ในส่วนลึกของซากปรักหักพังนี้? ไคลน์จ้องต้นเสาและก้อนหินสีเทาที่เรียงรายซ้อนกันเป็นยอดสูง ตั้งสมมติฐานในใจอย่างคลุมเครือ
เนื่องจากเป็นเรื่องยากที่จะยืนยันทฤษฎี เพราะไม่ทราบว่าศพในซากปรักหักพังเป็นใคร ไคลน์จึงไม่อยากเข้าไปสำรวจและเพิ่มความเสี่ยง ทำเพียงถอนสายตากลับตามสัญชาตญาณ
เราสามารถถามวิล·อัสตินและ ‘กระจกวิเศษ’ อาโรเดสได้ในภายหลัง… อา… บางที สิ่งที่ถูกเรียกว่า ‘น้ำพุไม่แก่เฒ่า’ อาจเป็นบ่อหนองสกปรกซึ่งเกิดจากซากศพเน่าเปื่อย… ไคลน์ลองเดาในแง่ร้าย
ขณะเดียวกัน พลเรือเอกดวงดาว แคทลียาที่ได้ยินคำพูดของแอนเดอร์สันและแฟรงค์ ครุ่นคิดสักพักก่อนจะกล่าว
“หากเขากำลังจะตายขณะตามหาน้ำพุไม่แก่เฒ่าจริง… ฉันไม่คิดว่าเจ้าของภาพถ่ายและภาพวาดคนนั้น จะยังมีกะจิตกะใจทิ้งเบาะแสให้คนที่ผ่านมาพบศพเห็น เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ คนแรกที่มาถึงศพย่อมไม่ใช่ญาติมิตรหรือครอบครัว”
สมเหตุสมผล… หากเปลี่ยนเป็นเรา… ถ้าต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดระหว่างตามหาสมบัติและใกล้ตายเต็มที ความคิดแรกคงไม่ใช่การทิ้งเบาะแสให้คนข้างหลังแน่… ไคลน์ส่ายหน้าเล็กน้อย พยายามมองหาเหตุผลอื่นมารองรับ แต่สุดท้ายก็ไม่พบ
แคทลียาชำเลืองไปทางแอนเดอร์สันและแฟรงค์ที่กำลังเผยสีหน้าคาดหวัง
“หากต้องการสำรวจอย่างมีประสิทธิภาพ เราต้องเตรียมความพร้อมและรวบรวมข้อมูลให้ครบถ้วนเสียก่อน ตอนนี้จึงไม่ใช่โอกาสที่เหมาะสม”
เสียงของหญิงสาวดังกังวานไปทั่วทุกมุมเรือ
“แล่นเรือต่อ… ออกจากทะเลแห่งนี้!”
“รับทราบ กัปตัน!” นีน่าที่กำลังยืนบนหอสังเกตการณ์เสากระโดง ตะโกนพร้อมจิบเหล้าเข้าปาก
ไม่กี่นาทีถัดมา ฉากการร่วงหล่นและการลอยตัวอันเหนือสามัญสำนึกได้เกิดขึ้นอีกครั้ง แต่อนาคตกาลมิได้อยู่ในสภาพน่าสมเพชเหมือนหนแรก การร่อนลงจากหน้าผาสูงกลายเป็นเรื่องง่ายดายและราบรื่น
เพียงพริบตา อนาคตกาลกระแทกลงบนผิวน้ำทะเลสีคราม ไกลออกไปมีพายุลูกใหญ่กำลังปกคลุมท้องฟ้าในแถบนั้น
ไม่ห่างออกไปนัก เรือใบลำหนึ่งกำลังลอยตัวอย่างเงียบเชียบ ลำเรือยาวเกือบสองร้อยเมตร หัวเรือและท้ายเรือโก้งโค้งขึ้นคล้ายพระจันทร์เสี้ยว
เมื่อพบว่าใบเรือของอีกฝ่ายเป็นสัญลักษณ์หลุมศพสีดำ ถ้อยคำหนึ่งพลันผุดขึ้นในใจไคลน์
“ผู้แจ้งความตาย!”
เรือธงของ ‘ราชาอมตะ’ อาการิธ!
ในวินาทีนี้ จิตใจชายหนุ่มปราศจากความตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวทั้งปวง มีเพียงความตื่นเต้นที่มาพร้อมกับการสูบฉีดอันร้อนแรงของเลือด!
ราชินีเงื่อนงำอยู่บนเรือ และเธอไม่จำเป็นต้องซ่อนตัวอีก… นอกจากนั้นยังมีเรา พลเรือเอกดวงดาว แอนเดอร์สัน·ฮู้ด และลูกเรืออนาคตกาลอีกมาก โอกาสจมเรือธงของราชาอมตะมาถึงแล้ว! ขณะเดียวกันเป็นแหล่งอาหารของยุบพองหิวโหย! รวมไปถึงการเฟ้นหาหุ่นเชิดตัวแรกของเรา!
แต่ทันใดนั้น ‘แจ้งมรณะ’ พลันหันหัวกลับ ก่อนจะแล่นจากไปด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง
น…หนี? ไคลน์ยื่นเหม่อสักพัก
เพียงพริบตา แจ้งมรณะแล่นหายไปจากการมองเห็นของชายหนุ่มโดยสมบูรณ์
………………………………………….
นั่นมัน… บางสิ่งที่ใสจนเกือบมองไม่เห็น ปรากฏอยู่ตรงหน้าไคลน์
ลักษณะคล้ายเปลือกห่อหุ้ม บางครั้งหดตัวเล็กน้อยและหายไปจากการมองเห็น บางครั้งพองตัวเล็กน้อยพร้อมกับเผยให้เห็นเค้าโครง
จากจุดดังกล่าว ไคลน์เงยหน้าขึ้น พบบางสิ่งที่มีสีเขียวเข้มจนเกือบดำ ลอยตัวอย่างเงียบงัน
สีคล้ายกับต้นไม้ในป่ามืด… ไคลน์พึมพำ จินตนาการไม่ออกว่า ‘สิ่งนั้น’ และ ‘สี’ ของมันหมายถึงสัญลักษณ์ใด เดาได้อย่างคร่าวๆ ว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการควบคุมมิติลึกลับเหนือสายหมอก
โดยไม่ฝืนทำเรื่องไร้สาระ ชายหนุ่มกระโดดลงจากขั้นบันไดที่คล้ายกับนำทางไปยังสรวงสวรรค์ เดินกลับมายังพระราชวังซึ่งเป็นจุดปรากฏตัว
เมื่อคำนึงถึงการมีอยู่ของราชินีเงื่อนงำ ไคลน์เก็บกวาดสิ่งของ ส่งตัวเองออกจากมิติหมอก กลับมายังห้องน้ำภายในห้องพักส่วนตัว
หลังจากจัดการกับหลักฐาน ชายหนุ่มเดินมายังกระเป๋าเดินทางอย่างใจเย็น หยิบเข็มกลัดสุริยันออกมาติดบนโค้ทยาวกระดุมสองแถว
หลังจากผ่านเรื่องราวมากมาย สมบัติวิเศษไคลน์ที่สามารถใช้ได้เหลือเท่ากับในสมัยเบ็คลันด์ อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มยังมีพลังของลำดับ 5 ซึ่งเป็นหนึ่งในความสามารถที่ทรงพลังที่สุดใต้ครึ่งเทพ ควรค่าแก่การถูกขนานนามให้เป็น ผู้วิเศษทรงพลัง
เราเคยคิดว่าตัวเองจะตื่นเต้นมากกว่านี้ แต่ความจริงกลับไม่ใช่ ไม่แม้แต่ในยามที่ได้พบนางเงือก… เพราะสำหรับเรา การแก้แค้นเพิ่งขยับไปเพียงก้าวเดียว ยังห่างไกลจากเป้าหมายที่แท้จริงมาก…
หลังจากนี้ เราต้องสรุปกฎการสวมบทบาท ย่อยโอสถนักเชิดหุ่น ตามหาสูตรผลิตและวัตถุดิบของโอสถลำดับ 4 อา… ไว้ออกจากทะเลแล้วค่อยเริ่มลงมือ ตั้งคำถามกับมิสเตอร์อะซิก วิล·อัสติน และกระจกวิเศษอาโรเดส…
หึหึ ช่วงนี้คงต้องผ่อนคลายร่างกายกับจิตใจไปก่อน ถ้าจิตตึงเกินไปอาจแตกหักได้ง่าย นั่นคือบ่อเกิดของภาวะคลุ้มคลั่ง… ไคลน์หมุนตัวส่องกระจกเงาภายในห้อง พบกับตัวเองที่สูง 1.8 เมตร ผมสีดำและดวงตาสีน้ำตาล ใบหน้าเรียวคม สวมเชิ้ตขาว สูท และเนกไทหูกระต่าย ติดเข็มกลัดนกสุริยันสีทองเข้ม ใบหน้าสุขุม ดวงตาลุ่มลึก
ยืนจ้องอย่างเงียบงันสักพัก ชายหนุ่มยกมือขึ้น จัดระเบียบกระดุมข้อมือทั้งสองข้างให้เรียบร้อย ตบเบาๆ ลงบนโค้ทกระดุมสองแถวสีดำ
…
สายฟ้าพุ่งตัดผ่าอากาศ ช่วยมอบความสว่างแก่อาคารสีเทาที่ซ้อนทับกันด้านหน้า
นักล่าปีศาจ โคลิน·อีเลียด ในสภาพแบกดาบสองเล่ม ชี้นิ้วไปยังฝั่งตรงข้าม
“นั่นคือหมู่บ้านยามบ่าย”
เส้นผมสีเงินที่ปล่อยอิสระของมันกำลังปลิวไปตามแรงลม
เร็วมาก… เดอร์ริค ผู้กำลังถือขวานเฮอร์ริเคนในมือ ถอนหายใจอย่างเหนือความคาดหมาย
แต่จากนั้นก็โล่งอก เริ่มฉุกคิดไว้ว่าสิ่งนี้สมเหตุสมผลแล้ว เพราะวังราชาคนยักษ์ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองเงินพิสุทธิ์ และหมู่บ้านยามบ่ายคือตัวกลางที่เชื่อมระหว่างทั้งสองฝั่ง
ท่ามกลางเส้นสายฟ้าที่มอบแสงสว่างยามค่ำคืน เด็กหนุ่มมองเห็นภาพรวมของหมู่บ้านยามบ่ายอย่างชัดเจน ถูกสร้างบนเชิงเขา จึงแบ่งออกเป็นชั้นบน ชั้นกลาง และชั้นล่าง ถึงจะถูกเรียกว่าหมู่บ้าน แต่ขนาดของมันไม่ด้อยไปกว่าซากปรักหักพังที่ชาวเมืองเงินพิสุทธิ์เคยค้นพบ
ณ ที่นั่น บ้านหลายหลังถูกสร้างจากหินสีเทาก้อนใหญ่ ด้านในเจาะกลวง บางหลังสูงถึงสิบเมตร บางหลังเหมือนกับบ้านปัจจุบันของเดอร์ริค มีขนาดเล็กเสียจนมนุษย์สามารถแตะถึงหลังคา
อาคารถูกสร้างชิดกัน เรียงรายรอบทิศ บางหลังพังทลาย บางหลังยังแข็งแรง มีเพียงคราบและร่องรอยผุกร่อนตามกาลเวลา
แตกต่างจากที่อธิบายในหนังสือเรียนโดยสิ้นเชิง… เดอร์ริคหวนนึกถึงความรู้จากคาบเรียนประวัติศาสตร์
จากบันทึกของเมืองเงินพิสุทธิ์ หมู่บ้านยามบ่ายคือประตูกั้นระหว่างความจริงและตำนาน ชาวเมืองผสมผสานระหว่างมนุษย์และคนยักษ์ มีทั้งกลางวันกลางคืน แต่ถ้าเป็นยามกลางวัน ไม่ว่าสภาพอากาศจะเลวร้ายเพียงใด หมอกหนาหรือฝนฟ้าคะนอง น้ำแข็งหรือหิมะ ก็มิอาจยับยั้งแสงแดดอันร้อนแรงจากด้านบนได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกลับมีเพียงความมืดมิด แสงสว่างแห่งเดียวมาจากเส้นสายฟ้า ขาดแคลนชีวิตชีวาโดยสมบูรณ์
ในท่าจับขวานด้วยด้าม เดอร์ริค ผู้มีดวงอาทิตย์ย่อส่วนอยู่ในดวงตา ย่างกรายไปพร้อมทีมสำรวจ ตามหลัง ‘เจ้าเมือง’ โคลินทีละก้าวจนกระทั่งถึงหมู่บ้านยามบ่าย
สถานที่แห่งนี้ถูกเก็บกวาดไปแล้วครั้งหนึ่งโดยฝีมือทีมสำรวจชุดแรก ถนนจึงเต็มไปด้วยเนื้อเน่าและคราบน้ำหนองแห้งกรัง บรรยากาศเงียบสงบ ปราศจากสุ้มเสียง
“อย่าประมาทเด็ดขาด มีสัตว์ประหลาดแปลกๆ ซ่อนตัวอยู่ในความมืด” โคลิน·อีเลียด เจ้าของรอยแผลเป็นเก่าบนใบหน้า ไม่ลดความหวาดระแวงลง หนึ่งมือชักหนึ่งในดาบคู่ออกจากหลัง กลุ่มแสงสีเงินเริ่มเกาะตัวบนคมดาบ
ที่นี่คือประตูแห่งตำนาน? ในยามที่พระผู้สร้างทอดทิ้งแผ่นดิน กระทั่งตำนานก็ถูกทอดทิ้งไปด้วย? เดอร์ริคอดไม่ได้ที่จะจินตนาการถึงสิ่งที่หมู่บ้านยามบ่ายต้องเผชิญในช่วงมหาภัยพิบัติ คาดเดาโดยสัญชาตญาณว่า คงแตกต่างจากเมืองเงินพิสุทธิ์พอสมควร
ขณะเตรียมสำรวจสภาพแวดล้อมอย่างละเอียด เพื่อมองหาเบาะแสสำคัญ เสียงแหกปากของเพื่อนร่วมทีมพลันดังมาจากด้านข้าง
“มีอะไรบางอย่างอยู่ตรงนั้น!”
เดอร์ริคมองข้าง เห็นใบหน้าโปร่งใสโผล่ออกจากผนังบ้านหลังใหญ่ที่สูงราวสิบเมตร
ใบหน้าดังกล่าวเต็มไปด้วยรอยแตก ขดรอบศูนย์กลางอย่างไม่เป็นระเบียบ หนึ่งจุดที่ไม่รู้ว่าปากหรือดวงตากำลังก่อตัวเป็นวังวนขนาดใหญ่
พายุเฮอร์ริเคนในวังวนเริ่มแจ่มชัด ส่งเสียงโหยหวนออกมาถึงด้านนอก จากนั้น แสงคล้ายยามสนธยาเริ่มควบแน่นเป็นหนึ่งเดียว ดูราวกับเป็นลูกศรแห่งแสงจำนวนมาก
ตึก! ตึก!
สมาชิกทีมสำรวจหลายคนถูกยิง แต่คล้ายกับยิงใส่กำแพง มีเพียงเสียงทื่อและแน่น ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางบรรยากาศที่หม่นหมอง
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ เจ้าเมืองเงินพิสุทธิ์ โคลิน·อีเลียด คุกเข่าลงทั้งสองข้าง แทงดาบเงินในมือลงไปบนพื้นหินสีเทาผุพัง
เขาช่วยปกป้องแนวหน้าด้วยพลังที่แข็งแกร่งที่สุด!
ขณะเดียวกัน สมาชิกทีมสำรวจที่เหลือเริ่มโจมตีตอบโต้ เป็นพายุแสงและไฟบอลสีแดงเข้มที่พุ่งปะทะสัตว์ประหลาดตนดังกล่าวก่อนใคร
ตามด้วย แสงศักดิ์สิทธิ์ของเดอร์ริคที่ตกลงบนวังวนตาเดียว
ท่ามกลางเสียงระเบิด หินก้อนใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยแตกเริ่มพังทลาย ใบหน้าโปร่งใสกรีดร้องและอันตรธานหายไปอย่างสมบูรณ์
แม้จะเป็นการต่อสู้ที่ง่าย แต่เดอร์ริคมิได้ยินดีมากนัก มันเคยได้ยิน ‘แฮงแมน’ และ ‘จัสติส’ แห่งชุมนุมทาโรต์แบ่งปันประสบการณ์การต่อสู้ระหว่างผู้วิเศษ ผนวกกับประสบการณ์ตรงของตัวเองที่เคยเผชิญสัตว์ประหลาดในเงามืดรอบเมืองเงินพิสุทธิ์ จึงกังวลมาตลอดว่า เมืองเงินพิสุทธิ์ขาดความหลากหลายในเส้นทางผู้วิเศษ ระดับใต้ครึ่งเทพที่ครอบครองล้วนมีประสิทธิภาพในการ ‘ตรึง’ ศัตรูค่อนข้างต่ำ และสถานการณ์ตรงหน้ากำลังยืนยันในเรื่องนั้น
แต่โชคยังดีที่สามารถเก็บเกี่ยวสมบัติวิเศษได้จากศพสัตว์ประหลาด… ขณะเดอร์ริคคิดในใจ เสียงคำสั่งจากเจ้าเมืองดังขึ้น
“ทำตามแผนที่ตกลงกันไว้ จับกลุ่มสามถึงสี่คน แยกย้ายค้นหาในแต่ละจุด”
“ขอรับ ท่านเจ้าเมือง!” สมาชิกทีมสำรวจส่วนใหญ่มีประสบการณ์โชกโชน ใช้เวลาไม่นานก็จัดกลุ่มเสร็จ
ทีมของเดอร์ริคมีสามคน นอกจากเด็กหนุ่ม ก็เป็นโจชัวและฮาอิมที่เคยร่วมงานกันในซากวิหารร้าง คนแรกอยู่ในลำดับ 7 ‘เจ้าศาสตรา’ มาพร้อมถุงมือเวทมนตร์ที่สามารถควบคุมเพลิง รายหลังเพิ่งเลื่อนเป็นลำดับ 6 ‘พาลาดินรุ่งอรุณ’ เจ้าของส่วนสูง 2.3 เมตร
เนื้องด้วยเส้นทางนักรบ หรืออีกชื่อหนึ่งคือเส้นทางคนยักษ์ เป็นเส้นทางหลักของเมืองเงินพิสุทธิ์ ส่วนสูงเฉลี่ยของชาวเมืองจึงมากถึง 1.8 เมตร (นับรวมเด็กอายุหกขวบ) ถึงแม้ตะกอนพลังจะยังไม่แสดงผลในเด็กเล็ก แต่พันธุกรรมได้ถ่ายทอดมายังรุ่นสู่รุ่น ส่งผลให้เดอร์ริคที่อายุยังน้อย มีส่วนสูงมากถึงเกือบ 1.8 เมตร และยังเหลือที่ว่างสำหรับการเจริญเติบโตอีกมาก
จากคำสั่งที่ได้รับมอบหมาย เดอร์ริค โจชัว และฮาอิม เดินเข้าไปในตรอกซ้ายมือด้วยรูปขบวนสามเหลี่ยม สำรวจบ้านหลังที่ยังเข้าไปได้
อาจเป็นเพราะเคยถูกเก็บกวาดไปแล้วหนหนึ่ง พวกมันจึงไม่พบสัตว์ประหลาด สีหน้าเผยความโล่งใจโดยไม่รู้ตัว
“ฉันได้ยินมาว่า หกสภาอาวุโสต้องการตั้งค่ายถาวรที่นี่ เปลี่ยนหมู่บ้านยามบ่ายให้กลายเป็นป้อมปราการ” โจชัว ผู้สวมถุงมือสีแดงข้างซ้าย กล่าวหลังจากตรวจสอบห้องโถงของบ้านหลังหนึ่ง
ฮาอิมพยักหน้า มองลงไปหาพวกพ้องทั้งสอง
“เป้าหมายที่แท้จริงน่าจะเป็น…”
มันชี้นิ้วลงล่างในแนวทแยงมุม
“วังราชาคนยักษ์?” เดอร์ริคถามด้วยเสียงประหลาดใจ
ไม่ใช่ว่าเบื้องบนกำลังตามหา ‘ทะเล’ ที่แจ็คและคนอื่นเดินทางมาหรอกหรือ? ถ้าอย่างนั้นก็ควรอ้อมวังราชาคนยักษ์มากกว่า… เดอร์ริคเต็มไปด้วยคำถาม
ฮาอิมส่ายหน้า
“ไม่แน่ใจ ก็แค่ได้ยินมา”
มันกวาดตาไปทางอื่น ชี้นิ้วไปยังประตูบานหนึ่ง
“รีบทำงานให้เสร็จกันเถอะ”
เดอร์ริค ‘อืม’ เป็นการตอบรับ อาศัยดวงตาที่มองเห็นตอนกลางคืนและพลังในการแผ่แสงสว่าง เด็กหนุ่มไม่หวาดกลัวต่อความมืด เดินตรงเข้าไปในห้องใต้ดินเป็นคนแรก โดยมีฮาอิมถือตะเกียงหนังสัตว์เดินตามเข้าไปพร้อมโจชัว
ห้องใต้ดินของบ้านหลังนี้ค่อนข้างกว้าง มีบ่อน้ำซึ่งเต็มไปด้วยคราบสีดำแห้งกรัง ไม่มีใครทราบว่าผ่านมาแล้วกี่ปี เพราะกลิ่นคาวเลือดยังคงเตะจมูกอย่างเจือจาง
เดอร์ริคกวาดตาไปรอบห้อง ตระหนักได้ว่าเคยมีพิธีกรรมถูกจัดขึ้นที่นี่
คงผ่านมานานแล้ว… เด็กหนุ่มเสริมในใจ ยิ่งได้พบโต๊ะหินที่คล้ายแท่นบูชา มันก็ยิ่งมั่นใจในสมมติฐาน
ในหมู่บ้านยามบ่าย… เหตุใดชาวเมืองถึงต้องซ่อนตัวประกอบพิธีกรรมในห้องใต้ดิน? ขณะราชาคนยักษ์กำลังเรืองอำนาจ ทุกคนย่อมต้องเป็นสาวกของราชาคนยักษ์ ความศรัทธาเป็นรองเพียงพระผู้สร้างต้นกำเนิด… เจ้าของบ้านหลังนี้แอบนับถือเทพองค์อื่น? คำถามแล้วคำถามเล่า เดอร์ริคเดินเข้าใกล้แท่นบูชา พบว่าโต๊ะหินดังกล่าวเคยมีข้อความสลักอยู่ แต่ถูกทำลายไปเกือบหมดจากปัจจัยที่เป็นและไม่เป็นธรรมชาติ
หลังจากวิเคราะห์อย่างละเอียด เดอร์ริคเอ่ยนามของสามชื่อที่เขียนไว้
“โอโรเลอุส… เมดีซี… ซาสเรีย…”
โอโรเลอุส? นั่นมันพระนามของ ‘เทวทูตโชคชะตา’ ไม่ใช่หรือ? อีกทั้งมิสเตอร์ฟูลยังเคยกล่าวไว้ว่า เมดีซีเองก็เป็นหนึ่งในราชาเทวทูต… หมายความว่าซาสเรียก็เช่นกัน? เดอร์ริคพลันตื่นเต้น เจือความหวาดกลัวเล็กน้อย เด็กหนุ่มรีบหันหลังกลับ หวังตะโกนเรียกเพื่อนมามุงดู
แต่สิ่งที่ได้เห็นกลับมีเพียง ห้องใต้ดินอันว่างเปล่าและมืดมิด ฮาอิมกับโจชัว สองเพื่อนร่วมทีมที่ควรยืนอยู่ข้างหลัง กลับหายตัวไปอย่างน่าฉงน!
……………………………………………..
ท่ามกลางดวงอาทิตย์ที่ลอยสูงและน้ำทะเลสีทองอร่าม นอกจากสองสิ่งนี้ ทัศนวิสัยของไคลน์มองเห็นเพียงด้ายมายาสีดำจำนวนมหาศาล
ด้ายดำแผ่ออกจากนางเงือกที่อยู่ใกล้เคียง จากตัวไคลน์เอง จากทะเลใน เหยียดยาวออกอย่างหนาแน่นจากอวัยวะส่วนต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต บางส่วนยืดออกราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด ตรงเข้าไปในห้วงมิติลึกลับที่ผุดจากความว่างเปล่า
สำหรับไคลน์ ฉากอันแปลกตาเช่นนี้มิใช่สิ่งใหม่ ชายหนุ่มเคยหยิบยืมพลังของ ‘ดวงตาดำล้วน’ หลายครั้งหลายหน ส่วนใหญ่ใช่เพื่อสร้างตัวตนปลอมในชื่อ ‘เดอะเวิร์ล’
พลังพิเศษของนักเชิดหุ่น!
อาศัยความรู้ที่ได้รับจากโอสถ ด้ายมายาสีดำชนิดนี้มีชื่อเรียกว่า ‘ด้ายวิญญาณ’ สามารถสร้างอิทธิพลต่อกายจิต วิญญาณดารา กายปัญญา กายอากาศ ของเป้าหมายได้โดยตรง จากนั้นก็ใช้กายอากาศเป็นสะพานในการเข้าควบคุมร่างกาย
ด้วยเหตุผลข้างต้น พลังพิเศษทั้งหมดของนักเชิดจึงขึ้นอยู่กับ ‘ด้ายวิญญาณ’ เป็นหลัก
สำหรับประโยชน์ข้อแรก เนื่องจากด้ายวิญญาณมีอยู่ในทุกสิ่งมีชีวิต การค้นหาเป้าหมายที่กำลังอำพรางตัวจึงเป็นเรื่องง่าย ถือเป็นของแสลงสำหรับศัตรูจำพวก ‘แม่มด’ และ ‘บาทหลวง’ ซึ่งเชี่ยวชาญการซ่อนตัว อย่างไรก็ตาม ไคลน์ยังไม่แน่ใจว่ามีวิธีปกปิดด้ายวิญญาณอย่างมิดชิดหรือไม่
ข้อที่สอง การควบคุมเป้าหมายเยี่ยงหุ่นเชิด ลดความเร็วของสมองลง บุกรุกเข้าควบคุมร่างกายโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม โอกาสตอบโต้แทบเป็นศูนย์ การจะต่อต้านนักเชิดหุ่นผู้เป็นถึงลำดับ 5 ให้สำเร็จ หนทางเดียวคือต้องพึ่งพาความแข็งแกร่งของพลังวิญญาณ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม นักเชิดหุ่นถึงไม่เกรงกลัวศัตรูหน้าไหนก็ตามที่มีลำดับต่ำกว่าครึ่งเทพ
ข้อที่สาม หากควบคุมร่างกายเป้าหมายได้นานถึงกำหนด เหยื่อจะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นหุ่นเชิดของผู้ใช้อย่างถาวร หากอยู่ภายในระยะควบคุม นักเชิดหุ่นสามารถซ่อนตัวอยู่หลังฉากและบงการหุ่นเชิดให้ต่อสู้แทนตัวเอง นี่คือวิถีที่แท้จริงของการเป็นนักเชิดหุ่น!
ช่างเป็นพลังที่ประหลาด ลึกลับ และอันตรายมาก… ช่วยให้คนคนหนึ่งสามารถบงการอยู่หลังฉากอย่างแยบยล เข้าใจแล้วว่าทำไม โรซาโก้ถึงกล่าวว่า ด้ายวิญญาณคือพลังที่รับมือได้ยากที่สุดในบรรดาผู้วิเศษระดับต่ำกว่าครึ่งเทพทั้งหมด…
แต่ ‘เวลา’ คือกุญแจสำคัญ การเข้าควบคุมร่างกายจะไม่สำเร็จอย่างปุบปับ ต้องค่อยๆ รุกเข้าไปทีละก้าวจนกระทั่งยึดครองร่างกายสำเร็จ สำหรับพลังในปัจจุบันของเรา การจะควบคุมร่างขั้นต้นต้องใช้เวลาราวยี่สิบวินาที แต่ยิ่งโอสถถูกย่อยมากขึ้น ระยะเวลาที่ใช้ก็ยิ่งลดลง และเมื่อไรก็ตามที่โอสถนักเชิดหุ่นถูกย่อยสมบูรณ์ เราอาจเข้าควบคุมขั้นต้นได้ภายในห้าวินาที ไม่เพียงเท่านั้น… ขณะพยายามควบคุมขั้นต้น เป้าหมายแทบไม่มีโอกาสรู้ตัว นอกเสียจากจะเป็นเส้นทางที่มีพลังหยั่งถึง…
เมื่อเหยื่อถูกด้ายวิญญาณควบคุมขั้นต้น สมองจะประมวลผลได้ช้าลง ร่างกายเฉื่อยชาและขยับเขยื้อนได้ลำบาก ค่อย ๆ กลายเป็นหุ่นกระบอกทีละนิด ในกรณีที่นักเชิดหุ่นมีพวกพ้อง ถ้าเหยื่อตกอยู่ในสภาพนี้เมื่อไร การปิดฉากก็ไม่ใช่เรื่องยาก หรือหากเหยื่อมีพลังวิญญาณไม่เข้มแข็ง และนักเชิดหุ่นยังมีพลังเหลือพอสมควร ก็สามารถปิดฉากได้เองด้วยปืนหรือสมบัติวิเศษ…
หากไม่มีพลังจากภายนอกเข้ามาขัดขวางการควบคุม ราวห้านาทีถัดมา เป้าหมายจะกลายเป็นหุ่นเชิดของเราอย่างสมบูรณ์ โดยนัยถือว่าเสียชีวิตไปแล้ว ไม่มีทางย้อนกลับผลลัพธ์ได้… หากเราย่อยโอสถนักเชิดหุ่นเสร็จสมบูรณ์ ระยะเวลาที่ใช้เปลี่ยนเป็นหุ่นเชิดก็จะลดลงอย่างมาก…
เราสามารถมีหุ่นเชิดได้สูงสุดหนึ่งตัว ถึงตอนนี้จะยังไม่มั่นใจ แต่ขีดจำกัดต้องเพิ่มขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน อาจสูงสุดได้ไม่เกินสามตัว…
นอกจากระยะเวลา ระยะทางก็ยังเป็นอีกหนึ่งข้อจำกัด เราจะมองเห็นด้ายวิญญาณภายในระยะหนึ่งร้อยเมตรเท่านั้น ส่วนการจะเข้าควบคุมร่าง เป้าหมายต้องอยู่ภายในระยะห้าเมตร…
หากจะควบคุมหุ่นเชิดที่มี ระยะห่างต้องไม่ไกลจากร่างหลักเกินหนึ่งร้อยเมตร แต่ในอนาคตคงเพิ่มขึ้น…
หึหึ นอกจากจะใช้พลังพิเศษของเป้าหมายได้ เรายังสามารถใช้สมบัติวิเศษและสมบัติปิดผนึกผ่านหุ่นเชิดได้ด้วย และฝ่ายที่สูญเสียพลังวิญญาณคือหุ่นเชิด ไม่ใช่เรา… แต่เดิมที การควบคุมหุ่นเชิดก็ต้องใช้พลังวิญญาณมากอยู่แล้ว…
นับว่าเหมาะกับเราทีเดียว ถ้ามีงานสืบส่วนเสี่ยงอันตราย ก็แค่ให้หุ่นเชิดทำแทน ถึงการสูญเสียหุ่นเชิดจะน่าเศร้า แต่ก็ดีกว่าเราตายเองแน่นอน…. หึหึ ก่อนที่นักเชิดหุ่น โรซาโก้ จะมาเก็บเรา มันคงเผชิญเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้สูญเสียหุ่นเชิด และคงยังย่อยโอสถไม่ถึงไหน ทำให้มิอาจควบคุมเราได้ในขณะที่ยืนหน้าประตู ต้องรอให้คุยกันซึ่งหน้าเสียก่อน…
สมกับที่เป็นพลังพิเศษของลำดับ 5! และเหนือสิ่งอื่นใด พลังพิเศษในลำดับก่อนหน้าทั้งหมด ถูกยกระดับขึ้นราวห้าสิบเปอร์เซ็นต์เห็นจะได้…
ยิ่งเห็นแบบนี้ก็ยิ่งคาดหวัง เดาไม่ถูกเลยว่า จะเกิดความเปลี่ยนแปลงมากมายเพียงใด และพิสดารขนาดไหน หากเราได้เลื่อนเป็นลำดับ 4… ให้ตายสิ ตอนนี้ยังไม่รู้แม้แต่ชื่อ… ไคลน์เสร็จสิ้นการสำรวจตัวเอง ถอนหายใจด้วยอารมณ์เข้มข้น
อาศัยประสบการณ์ มันรีบกำหนดวิธีเปิดปิดแบบเดียวกับเนตรวิญญาณ เพื่อสลับความสามารถการมองเห็นด้ายวิญญาณ จะได้ไม่เผลอไปเห็นในสิ่งที่ไม่บังควร
กดหัวแม่มือซ้ายลงบนข้อแรกของนิ้วชี้ซ้ายสองครั้งเพื่อเปิด ทำอีกครั้งเพื่อปิด หรือจะใช้มือขวาก็ได้เหมือนกัน… ขณะไคลน์รวบรวมความคิด มันมองตรงไปและพบกับกลุ่มนางเงือกที่เริ่มหันหน้ากลับมา พวกหล่อนกำลังจ้องชายหนุ่มด้วยดวงตาสีฟ้าเปียกชุ่ม
ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่า หากไม่มีเสียงร้องของพวกหล่อน เราคงคลุ้มคลั่งและกลายเป็นสมบัติวิเศษที่เหมือนกับ 2-049 ไปแล้ว… ไคลน์ยิ้มให้นางเงือกอย่างเป็นมิตร
นางเงือกที่ถูกผลของยันต์ครอบงำ เผยรอยยิ้มเขินอายกลับคืน
จนกระทั่งริมฝีปากสีแดงเข้มหรือม่วงของพวกหล่อนเริ่มอ้ากว้าง ไคลน์ได้เห็นซี่ฟันอย่างแจ่มชัด : ฟันคมราวกับหมาป่า สีขาวเงางาม เรียงชิดติดกัน ระหว่างซอกฟันมีของเหลวเหนียวข้นไหลซึม
ไคลน์พลันผงะ เมื่อเทียบกับสัตว์ประหลาดตัวจริง มันพบว่าสิ่งที่ตนกำลังเผชิญค่อนข้างทำใจยอมรับได้ยาก
ชายหนุ่มเตรียมใจมาแล้วหลายส่วน มองนางเงือกเป็นเพียงสัตว์ทะเลชนิดหนึ่ง ดังนั้น ถึงอีกฝ่ายจะน่ากลัวและบ้าคลั่งสักเพียงใด มันเชื่อว่าตัวเองสามารถยอมรับได้ แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับผิดจากที่เคยคิดไปมาก นางเงือกปรากฏตัวในรูปโฉมของหญิงงามที่น่าดึงดูด แม้กระทั่งส่วนครึ่งล่างก็ยังมีสีสันสวยงาม เมื่อได้เห็นซี่ฟันที่น่ากลัวและน่ารังเกียจ ความขัดแย้งอย่างรุนแรงทำให้ไคลน์ไม่กล้าแม้แต่จะมองเข้าไปตรงๆ เกือบจะเบือนหน้าหนีในทันที
ชายหนุ่มรีบโบกมืออำลา พลางใช้ยันต์ขอบเขตเทพสมุทรสร้างพายุอีกครั้ง ส่งเรือเล็กแล่นกลับอนาคตกาล
ระหว่างทาง ไคลน์อดนึกถึงความรู้สึกในช่วงก่อนหน้าไม่ได้
กลายเป็นว่า เสียงเพลงของนางเงือกช่วยทำหน้าที่คืนสมดุล ไม่อย่างนั้น ผู้ไร้หน้าส่วนใหญ่คงมิอาจต้านทานการกัดกร่อนจากด้ายวิญญาณของโอสถนักเชิดหุ่นแน่ และชะตากรรมเดียวที่รออยู่คือการคลุ้มคลั่ง… หึหึ ต้องไม่นับกรณีที่โชคดีเป็นพิเศษอย่างคาเวทูว่า… แต่อาจเป็นเพราะมันไม่ได้ประกอบพิธีกรรมอย่างเหมาะสม ความแข็งแกร่งจึงน้อยผิดปรกติ…
ในทางทฤษฎี หากใช้เสียงที่มีผลลัพธ์คล้ายคลึงกัน นางเงือกก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็น แต่ถ้าไม่เคยผ่านประสบการณ์ด้วยตัวเองมาก่อน ก็คงอธิบายไม่ได้เหมือนกันว่าเป็นเสียงแบบไหน ถึงจะเป็นผู้วิเศษลำดับสูงก็ตาม หากไม่ใช่เส้นทางนักทำนาย ก็คงมอบคำแนะนำที่ดีให้ไม่ได้แน่…
ขณะความคิดมากมายแล่นผ่าน เรือเล็กเริ่มขยับเข้าใกล้อนาคตกาล ไคลน์อาศัยเชือกดึงตัวเองกลับขึ้นเรืออย่างไม่ยากเย็น
แอนเดอร์สัน·ฮู้ดที่ยืนรอบนกราบเรือ หัวเราะคิกคักและกล่าว
“ที่แท้.. นายต้องการนางเงือกเพื่อพิธีกรรม มิใช่วัตถุดิบวิเศษ”
“ก็ควรจะเป็นแบบนั้นอยู่แล้วนี่” ไคลน์ตอบห้วน
แอนเดอร์สันยักไหล่
“ไม่เลย ไม่ควรจะเป็นแบบนั้น คนปรกติต้องคาดเดาว่า นายคงต้องการวัตถุดิบวิเศษสักชนิดจากนางเงือก เพราะพิธีกรรมของพวกหล่อนไม่เหมาะสมกับการเลื่อนเป็นลำดับ 4 เลยสักนิด… แต่ใครจะไปคิดว่า นักผจญภัยเสียสติ เกอร์มัน·สแปร์โรว์ผู้มีฝีมือทัดเทียมนายพลโจรสลัด ความจริงแล้วยังอยู่แค่ลำดับ 6 เท่านั้น”
‘แค่’ ลำดับ 6… ไคลน์พยายามหักห้ามใจไม่ควบคุมด้ายวิญญาณของแอนเดอร์สัน
โดยไม่แยแส ‘ออร่า’ ยั่วยุของนักล่าที่แข็งแกร่งที่สุด ชายหนุ่มเดินเข้าเขตห้องโดยสาร ตรงไปยังห้องพักส่วนตัว
ขณะเดินผ่านห้องกัปตัน เกิดเสียง ‘แอ๊ด’ พร้อมกับประตูที่เปิดออกต่อหน้าไคลน์
พลเรือเอกดวงดาว แคทลียา ปรากฏตัวในสภาพไม่สวมแว่น ดวงตาสีม่วงเข้มจ้องเกอร์มัน·สแปร์โรว์ด้วยความแวววาว
“ขอแสดงความยินดีที่เลื่อนลำดับสำเร็จอย่างราบรื่น… ในความฝันก่อนหน้านี้ ฉันได้พูดอะไรออกไปบ้างไหม?”
“คุณรู้อยู่แก่ใจดี” ไคลน์ตอบหน้านิ่ง
แคทลียาเงียบงันสักพัก
“คุณถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับราชินีเงื่อนงำ?”
ขณะถาม เธออดไม่ได้ที่จะมองไปรอบตัว
หรือว่า… หลังจากได้ยินคำถามของเรา เธอเริ่มสงสัยว่าราชินีเงื่อนงำอาจซ่อนตัวอยู่บนอนาคตกาล? การคุยกับคนฉลาดต้องรอบคอบมากกว่านี้สินะ… ท่ามกลางทางเดินที่เงียบสงัด ไคลน์พยักหน้ารับ เดินผ่านอีกฝ่ายและตรงไปยังห้องพัก
จนกระทั่งมาถึงหน้าประตู ขณะกำลังก้าวขาเข้าห้อง เสียงของแคทลียาพลันดังมาจากห้องกัปตัน เป็นการใช้เวทมนตร์ขยายให้กระจายออกไปทั่วลำเรือ
“เดินทางกลับ”
ภายในห้อง ไคลน์รอหลายนาทีก่อนจะกลับเข้าห้องน้ำเพื่อประกอบพิธีกรรมอีกครั้ง เหตุเพราะแถวนี้ไม่มีอาหารที่เหมาะสม ยุบพองหิวโหยจึงต้องถูกโยนขึ้นไปบนมิติหมอก
จัดการเสร็จ ชายหนุ่มไม่รีบร้อนกลับลงไป เพียงตวัดมือหนึ่งครั้ง ถุงมืออินธน์ที่อยู่ในสภาพบิดเบี้ยวและกัดกร่อนลอยขึ้นมาตกลงตรงหน้า
สำรวจสักพัก ไคลน์ตัดสินใจนำถุงมืออินธน์ใส่กล่องโลหะสีดำ โยนเข้าไปในกองขยะ
แม้จะถุงมือราคาแพงจะใช้การไม่ได้แล้ว แต่ไคลน์เป็นคนที่เชื่อมาตลอดว่า ทุกสิ่งล้วนมีประโยชน์ในแบบของมัน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ตามด้วย ชายหนุ่มบรรจงถอดยุบพองหิวโหยอย่างไม่รีบร้อน โยนเข้าไปในกองขยะ
ฟู่ว… ไคลน์เงียบงันสองวินาที ก่อนจะเดินออกจากวังที่คล้ายกับถิ่นพำนักของคนยักษ์ ตรงเข้าไปในส่วนลึกของมิติหมอก
ครั้งที่สุดท้ายที่สำรวจ ชายหนุ่มได้พบ ‘ขั้นบันได’ แห่งแสงที่คล้ายกับจะนำทางไปสู่สวรรค์ โดยสงสัยว่าจำนวนขั้นบันไดอาจขึ้นอยู่กับลำดับพลังของตน จึงต้องทดสอบให้แน่ใจทันทีที่เลื่อนลำดับ
เดินไปสักพัก ขั้นบันไดที่ก่อตัวจากแสงปรากฏขึ้นตรงหน้าไคลน์ เทียบกับคราวก่อน หนนี้มีเพิ่มจากเดิมอีกหนึ่งขั้นในจุดที่เคยว่างเปล่า กลายเป็นห้าขั้น
อย่างที่คิด… ไคลน์ถอนหายใจ
จากนั้น ชายหนุ่มปีนบันไดที่ใหญ่ราวกับของคนยักษ์ ขึ้นไปยังชั้นสูงสุด
ถึงจุดนี้ กลุ่มหมอกสีเทาที่ลอยตัวกลางอากาศห่างออกไปแค่เอื้อมมือ คล้ายกับยังขาดอีกหนึ่งก้าวจึงจะปีนขึ้นไปสำเร็จ
ไคลน์เงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณ และมองเห็นบางสิ่งอย่างเลือนราง
…………………………………..
แฟรงค์·ลีมิได้สังเกตเห็นความผิดปรกติของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ จึงยิ้มและพูดต่อ
“อันที่จริง ฉันมีแผนจะช่วยนายโดยการโยนเมล็ดพันธุ์ข้ามไป แต่น่าเสียดายที่ไม่มีแรงขว้างได้ไกลขนาดนั้น”
โยนเมล็ดพันธุ์ไปยังทิวลิปดำเนี่ยนะ? น่านน้ำแถบนี้ยังมีเศษเสี้ยวออร่าพระแม่ธรณีหลงเหลืออยู่ หากมีการกระตุ้นพลังในขอบเขตธรณี พลังจะกลายพันธุ์และอาละวาดไม่เลือกมิตรศัตรู… ดังนั้น ตัวฉันที่อยู่บนทิวลิปดำก็จะ… โชคดีมากที่นายไม่ได้ขว้างไป… ไคลน์พลันนึกถึงโศกนาฏกรรมสุดโกลาหลบนอนาคตกาลเมื่อไม่กี่นาทีก่อน รวมไปถึงเหตุการณ์ที่โจรสลัดคนหนึ่งบีบแตงโมที่งอกขึ้นจากศีรษะของตนและเสียชีวิต
ขณะเตรียมคิดคำตอบให้สอดคล้องกับบุคลิกของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ไคลน์บังเอิญเหลือบเห็นฮีธ·ดอยล์ที่อยู่ในเงามืดไม่ห่างออกไป โน้มตัวมาด้านหน้าพร้อมกับอาเจียน
‘ผู้ไร้เลือด’ สำรอกหนึ่งคำพลางคุกเข่าลงบนดาดฟ้า
โอ้ก! โอ้ก!
มันพ่นของเหลวสีเขียวแกมเหลืองออกจากปาก หนึ่งในนั้นเป็นเศษชิ้นเนื้อสีเทาดำซึ่งกำลังดีดดิ้นแผ่วเบาไปบนพื้น
แค่ก! โอ้ก! อ่อก!
ฮีธ·ดอยล์ยังคงพ่นในสิ่งที่คล้ายเดิมออกมาไม่หยุด
ได้เห็นฉากตรงหน้า ไคลน์มิได้นึกรังเกียจ แต่รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที เพราะเคยกังวลว่า ‘บิชอปกุหลาบ’ ฮีธ·ดอยล์ จะถูกกัดกร่อนหลังจาก ‘กิน’ หลายสิ่งเข้าไปอย่างส่งเดช แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะเก็บของเสียแยกไว้ต่างหากโดยไม่ได้ย่อยและดูดซึมเข้าร่างกาย
สมกับเป็นบิชอปกุหลาบผู้ยังครองสติไว้ได้… ไคลน์ถอนหายใจแผ่ว
ขณะเตรียมเบือนหน้าออกจากกองอ้วก ชายหนุ่มพลันฉุกคิดถึงบางสิ่ง
ในเมื่อตนกระตุ้นยุบพองหิวโหยขึ้นมาแล้ว ก็ต้องรีบ ‘ป้อนอาหาร’ ภายในหนึ่งวัน แต่ปัจจุบันกลับไม่มีคนชั่วในละแวกใกล้เคียงเลย… โจรสลัดที่เพิ่งตายไปคงใช้การไม่ได้… มิใช่เพราะพรรคพวกหวงแหนศพ แต่สิ่งที่ยุบพองหิวโหย ‘กิน’ คือดวงวิญญาณ…
ถ้าอย่างนั้น เศษเนื้อสีเทาดำเหล่านี้จะใช้เป็น ‘อาหาร’ ได้ไหม? อย่างน้อยก็เป็นซากศพจากสัตว์ประหลาดที่มีระดับพลังชีวิตมหาศาล เป็นผลพวงจากเศษเสี้ยวออร่าของพระแม่ธรณี…
คิดได้เช่นนั้น ไคลน์ก้าวไปข้างหน้าและหยุดใกล้กับฮีธ·ดอยล์
มันไม่ฝืนจ้องมองกองอ้วกโดยตรง สายตาเบือนไปยังอีกฝั่งตามสัญชาตญาณ พยายามจ้องทะเลที่งดงามพร้อมกับแสงอาทิตย์ยามเที่ยงเฉิดฉาย
จากนั้น ชายหนุ่มยื่นมือซ้ายไปยังตำแหน่งของเศษเนื้อสีเทาดำ
ยุบพองหิวโหยไม่ตอบสนอง มิได้อ้าปากกึ่งกลางถุงมือออกเช่นทุกที
ดูท่าจะไม่อยากกิน… ช่วยไม่ได้ หลังจากนี้คงนำออกมาใช้ในเหตุจำเป็นเท่านั้น และถ้าหาอาหารมาป้อนไม่ได้ภายในหนึ่งวัน ก็คงต้องจับมันโยนเข้าไปในมิติหมอกเทา… ไคลน์ดึงมือกลับอย่างไม่เต็มใจ พลางแหงนหน้ามองไปยังห้องกัปตัน
เข็มกลัดสีทองที่ติดบนเสื้อคลุมแคทลียาส่องสว่างขึ้นอีกหน ‘วิญญาณอาฆาตสุริยัน’ ถือกำเนิดขึ้นและลงมือแผดเผาเศษเนื้อสีเทาดำที่ฮีธ·ดอยล์อาเจียนออกมา
สีหน้าแววตาของพลเรือโจรสลัดมิได้เปลี่ยนไปมากนัก เพียงแฝงความเอ่อนเพลียเล็กน้อย รวมไปถึงแสงสีม่วงในดวงตาที่คมชัดยิ่งขึ้น
เมื่อเห็นเรือเริ่มแล่น ไคลน์ไม่ยืนอยู่นาน เตรียมกลับห้องพักเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกปอน
แอนเดอร์สันชำเลืองตาม ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้และเตรียมซักถาม
“หุบปาก!” ไคลน์ชิงตัดบท
ความโกลาหลเมื่อครู่ทำให้ชายหนุ่มสูญเสียกระดุมข้อมือเมอร์ล็อค จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ‘บุรุษผู้ถูกสาปด้วยโชคร้าย’ ถึงกลายเป็นสิ่งขวางหูขวางตา ดีแค่ไหนแล้วที่ไม่ถูกนำไปป้อนเป็นอาหารให้ยุบพองหิวโหย
“…ตกลง” แอนเดอร์สันยกมือขึ้น “ฉันจะดื่มเงียบๆ ก็ได้”
ไคลน์มิได้แยแส เพียงเดินกลับเข้าเขตโดยสารและตรงไปยังห้องพักส่วนตัว
ในห้องน้ำ ชายหนุ่มหยิบ ‘ยันต์สร้างน้ำ’ พร้อมกับสวดคาถาเฮอร์มิสโบราณ เมื่อได้อ่างอาบน้ำตามที่ต้องการ จึงถอดเสื้อผ้าออกและทิ้งตัวลงไปนอนแช่
ความเย็นของน้ำและความอบอุ่นจากแสงแดดยามเที่ยงทำให้ไคลน์รู้สึกผ่อนคลาย มันถือกระดาษและปากกาที่นำมาจากโต๊ะด้านนอก พลางเขียนประโยคทำนายลงไป
“ตำแหน่งของกระดุมข้อมือเมอร์ล็อค”
หลังจากพึมพำเงียบงันครบเจ็ดครั้ง ไคลน์นอนแผ่ลงบนอ่างโดยใช้ขอบแทนหมอน จากนั้นก็สะกดจิตตัวเองให้นอนหลับ
ท่ามกลางโลกมายาสีเทาที่ไม่ปะติดปะต่อ ชายหนุ่มมองเห็นดาดฟ้าเรือและซอมบี้ร่างกายเน่าเปื่อยเดินเตร็ดเตร่ และเห็นกระดุมข้อมือเมอร์ล็อคฝังอยู่ในเอวข้างซ้ายของซอมบี้ตนหนึ่ง
นอกจากความเป็นดาดฟ้า มันไม่ทราบตำแหน่งที่ชัดเจนกว่านั้นเนื่องจากบรรยากาศมืดเกินไป
อยู่บนทิวลิปดำจริงด้วย… ไคลน์ลืมตาขึ้นและสรุปผล
หวังว่าพลเรือเอกขุมนรกจะไม่พบมันเข้าเสียก่อน… หากเป็นเช่นนั้นได้ เราสามารถใช้กระดุมข้อมือเม็ดนี้ช่วยระบุตำแหน่งทิวลิปดำในอนาคต…
ไม่สนว่าลูเธอร์ไวล์จะหาพบหรือไม่ ขอเพียงไม่โยนลงจากเรือและไม่ทิ้งช่วงนานเกินไป เราก็จะทำนายหาพิกัดของทิวลิปดำได้ตลอดเวลา… แต่ต้องทำบนมิติหมอกเท่านั้น…
นอกจากนั้น เรายังต้องต่อต้านการทำนายถึงตัว เพื่อป้องกันมิให้พลเรือเอกขุมนรกใช้กระดุมข้อมือระบุตำแหน่งหรือใช้พลังสาปแช่งกลับมา…
แหวนของหมอนั่นเหมือนกับมรดกจากเทพมรณาบรรพกาล… ดีละ เราจะเขียนจดหมายแจ้งเรื่องนี้ให้มิสเตอร์อะซิกทราบ ไคลน์รีบชำระร่างกายและลุกออกจากอ่าง
หลังจากล้างมือจนสะอาด ชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าสุภาพบุรุษชาวโลเอ็น จัดแจงซักทำความสะอาดคราบเปื้อนบนชุดเก่า จึงค่อยหยิบกระดาษออกมาคลี่ และนำนกหวีดทองแดงออกมาวาง
ขณะยืนข้างโต๊ะอ่านหนังสือ ไคลน์จ้องวัตถุบนโต๊ะพลางเหยียดแขนขวาออก แต่ทันใดนั้นพลันต้องชะงัก
มันกะพริบตาราวสองสามหน ก่อนจะหยิบนกหวีดทองแดงอะซิกเก็บกลับเข้าไปในกล่องเหล็กและใช้กำแพงวิญญาณผนึกออร่าไว้
จนกว่าจะออกจากน่านน้ำแห่งนี้ จนกว่าจะออกจากอนาคตกาล ไคลน์จะไม่เป่านกหวีดเรียกผู้ส่งสารออกมาอย่างเด็ดขาด!
จากศึกครั้งล่าสุด เราสูญเสียไปไม่น้อย แต่โชคยังดีที่สามารถย่อยโอสถผู้ไร้หน้าได้สมบูรณ์ เหลือแค่การเฝ้ารอให้นางเงือกปรากฏตัว…
แล้วก็… สถานการณ์บนน่านน้ำแห่งนี้ผิดไปจากที่คิดพอสมควร มีแม้กระทั่งเศษเสี้ยวออร่าของพระแม่ธรณี…
ออร่าในแถบนี้ไม่น่าจะเป็นของใหม่ เพราะหากไม่แล้ว ตัวตนระดับเทพย่อมต้องควบคุมออร่าของตัวเองได้อย่างอิสระ…
จากบรรดาแปดเทพบรรพกาล ไม่มีตนใดอยู่ในขอบเขตอำนาจธรณีเลย…
ถ้าพิจารณาจาก ‘เทพรับใช้’ ยังพอมีตัวตนที่เข้าข่ายอยู่บ้าง เช่นราชินีคนยักษ์ ‘เทพธิดาแห่งการเก็บเกี่ยว’ โอมีเบล่า หรือ ‘เทพธิดาแห่งชีวิต’ ที่เป็นเทพรับใช้ของต้นตระกูลแวมไพร์ ลิลิธ…
แต่ได้นึกสงสัยว่า นี่คือสงครามแห่งเทพที่มีเทพรับใช้เข้ามาเกี่ยวข้อง หรือความจริงแล้วไม่ใช่เรื่องราวจากยุคสมัยที่สองกันแน่… ไคลน์ไม่มีข้อมูลของมหาศึกแห่งเทพมากนัก ทำได้เพียงคาดเดาและจินตนาการ
ชายหนุ่มรวบรวมสมาธิ ตัดกระดาษรูปคนและวาดสัญลักษณ์ของ ‘เดอะฟูล’ ที่หมายถึงความลับและการเปลี่ยนแปลงลงไป
ฟุ่บ!
ไคลน์ยกกระดาษรูปคนขึ้นมาสะบัด
เปลวไฟลุกไหม้จากความว่างเปล่า แผดเผากระดาษให้กลายเป็นขี้เถ้า
เพียงเท่านี้ก็ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ แต่ถ้าหวังผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม ไคลน์ต้องเข้าไปในมิติหมอกเทาและทำการตอบสนองด้วยตัวเอง จากนั้นก็ใช้ไพ่จักรพรรดิมืดกระตุ้นพลังของมิติสายหมอก พร้อมกับใช้ ‘เทวทูตกระดาษ’ เพื่อมอบพรคุ้มกาย
อาศัยอำนาจของนกหวีดทองแดงอะซิกและนกกระเรียนกระดาษของวิล·อัสตินช่วยแทรกแซงการ ‘สอดส่อง’ จากบุคคลภายนอก ไคลน์กลับเข้าห้องน้ำอีกครั้ง จัดการขั้นตอนที่เหลือให้เสร็จสรรพ
เมื่อเก็บกวาดห้องเสร็จ ชายหนุ่มสวม ‘ยุบพองหิวโหย’ กับ ‘อินธน์’ และเดินออกมายังเขตดาดฟ้าเรือ เตรียมสำรวจสภาพแวดล้อมอย่างรอบคอบ จะได้ไม่พลาดเบาะแสของนางเงือก
ขณะออกจากห้องโดยสาร มันพบแอนเดอร์สัน·ฮู้ดกำลังนั่งพิงถังเหล้าอยู่บนพื้น สีหน้าสุขุม ลมหายใจแผ่วเบา คล้ายกับกำลังครุ่นคิดบางสิ่งที่ละเอียดอ่อน
เขารักษาสัญญาและดื่มอย่างสงบมาตลอดเลยหรือ? ไคลน์พึมพำพร้อมกับเดินผ่านแอนเดอร์สัน
แอนเดอร์สันเงยหน้ามองตาม ซักถามเสียงล่องลอย
“เหล้าที่นี่… นายว่ามันแปลกๆ ไหม?”
ไคลน์ชะงักเล็กน้อย ตอบกลับเสียงขรึม
“ใช่”
“…” แอนเดอร์สันพลันหมดคำจะกล่าว
หมอนี่ซวยชะมัด… ถึงขั้นที่พลังพิเศษมิอาจจำแนกสิ่งแปลกปลอมในเหล้าแล้วหรือ… ไคลน์เดินต่อไปพลางยกมุมปาก
ณ ดาดฟ้าหัวเรือ โจรสลัดจำนวนหนึ่งกำลังยืนรวมตัว เฝ้ามองนีน่ารับหน้าที่ ‘นักบวชวายุสลาตัน’ เพื่อจัดงานศพเล็กๆ ให้กับโจรสลัดที่เสียชีวิต
หลังจากจบบทสวดอย่างง่าย นีน่ากวาดตามองและกล่าว
“ความปรารถนาสุดท้ายของเรเวียร์ก็คือ ถูกฝังบนเนินเขาในเมืองท่าบ้านเกิด ที่นั่นมีฉากพระอาทิตย์ตกดินที่งดงามที่สุด… เขาปรารถนาจะถูกฌาปนกิจ จะได้ไม่ต้องถูกใครรบกวนหลังจากที่ตายไปแล้ว…”
“ข้าแต่องค์วายุสลาตัน ได้โปรดประทานการหลับใหลอันสุขสงบแก่เขาด้วย” โจรสลัดส่วนใหญ่นับถือเทพวายุสลาตัน จึงใช้กำปั้นขวาทุนหน้าอกข้างซ้าย
ได้เห็นฉากตรงหน้า ไคลน์ไม่กล้าเข้าใกล้ เพียงยืนมองจากจุดห่างไกลอย่างเงียบเชียบ
จนกระทั่งงานศพจบลง ด้วยพลังของม้วนคาถา ร่างของโจรสลัดนามเรเวียร์ถูกเผาจนกลายเป็นกองขี้เถ้า ไคลน์ถอนหายใจยาวพร้อมกับวาดจันทร์แดงอยู่ภายใน
ครึ่งวันถัดมา ดวงอาทิตย์ยังคงเจิดจ้าไม่แปรเปลี่ยน ท้องฟ้ามีเพียงแสงแดดยามเที่ยง อนาคตกาลแล่นผ่านซากปรักหักพังมากมาย ลึกเข้าไปในน่านน้ำพิเศษ
แอนเดอร์สันที่ไม่มีใครทราบว่ากลับเป็นปรกติตอนไหน เดินเข้ามาหาไคลน์
มันชำเลืองเล็กน้อย ก่อนจะชี้นิ้วไปทางอาคารจมน้ำด้านหน้าและกล่าว
“จากซากปรักหักพังตรงนี้ เลี้ยวซ้ายแล้วแล่นเรือไปประมาณสิบไมล์ทะเล ถ้าโชคดีนายอาจได้พบนางเงือก”
ในที่สุด… ขณะไคลน์เตรียมตอบสนอง ทัศนียภาพพลันดำมืดกะทันหัน แสงอาทิตย์ยามเที่ยงเลือนหายในพริบตา
ค่ำคืนมาเยือนอีกครั้ง
โดยไม่กล่าวคำใด ไคลน์รีบกลับห้องพักและทิ้งตัวลงนอน
เพียงไม่นานก็ลืมตาตื่นในความฝัน ตรงหน้าคือหน้าต่างฝรั่งเศสบานใส โต๊ะอ่านหนังสือที่ถูกจัดอย่างเป็นระเบียบ และชั้นหนังสือที่มีหนังสืออยู่เต็ม
ในหนนี้ มันถูกส่งกลับมายังจุดที่ตนออกไปในคราวก่อน – หอสมุดแห่งหนึ่ง
แสงยามพลบค่ำสาดเข้ามาจากด้านนอกจนทุกสิ่งถูกเคลือบด้วยแสงสีทองอร่าม ไคลน์ขยับตัวโดยปราศจากความลังเล ตรงไปยังชั้นหนังสือล่าสุดที่ตนเคยสำรวจ
ไม่ผิดไปจากที่คาด มันได้พบหนังสือแห่งยันต์และหนังสือศาสตร์เร้นลับเล่มอื่น
ขณะเตรียมหยิบหนังสือออกมาและรีบเปิดอ่าน สายตาไคลน์บังเอิญเหลือบผ่านแนวชั้นหนังสือ จนไปสะดุดตากับหนังสือปกดำเล่มหนึ่งเข้า
“บันทึกเล่มที่สามของโรซายล์!”
ไดอารีของจักรพรรดิ? ไดอารีทั้งเล่ม? ไคลน์เหยียดแขนออกไปตามสัญชาตญาณ
ทันใดนั้น นิมิตลางสังหรณ์พลันผุดขึ้นในใจ เป็นภาพของดวงตาคู่หนึ่งที่เคยเพ่งมองตนบนดาดฟ้าเรืออนาคตกาล รวมไปถึงฉากในอดีตของบุคคลที่เปิดประตูโถงจิตรกรรมส่วนลึกซึ่งแอนเดอร์สัน·ฮู้ดเคยเล่าให้ฟัง และสุดท้าย ฉากในอดีตที่ตนลืมตาตื่นขึ้นในจุดที่แตกต่างกันบนโลกความฝัน
ไคลน์พลันเบือนสายตากลับและหันไปดึงหนังสือแห่งยันต์ออกมา
ชายหนุ่มเดินมายังโต๊ะอ่านหนังสือ นั่งลงและเริ่มพลิกหน้ากระดาษอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้น มันได้ยินเสียง กึก กึก กึก คล้ายฝีเท้าของใครสักคนที่กำลังใกล้เข้ามา
สติไคลน์พลันตึงเครียด มันค่อยๆ เงยหน้ามองอย่างเชื่องช้า
สิ่งแรกที่ได้พบก็คือ รองเท้าบูตหนังสีดำคู่หนึ่ง
…………………………………
แม้เกอร์มัน·สแปร์โรว์จะไม่แสดงออก แต่คล้ายกับพลเรือเอกดวงดาว·แคทลียาอ่านความคิดออก จึงมอบคำอธิบาย
“มันคือการ ‘บิน’ ที่แจ้งมรณะหมดโอกาสไล่ตามทันโดยสิ้นเชิง”
ขณะกล่าว หญิงสาวพบว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์แต่งกายไม่เหมือนเมื่อวาน เปลี่ยนเป็นเสื้อเชิ้ตคอกลม แจ็คเก็ตสีน้ำตาล กางเกงขาบานสีขาว หมวกสีเข้ม ดูไม่เหมือนนักผจญภัย แต่คล้ายกับชนพื้นเมืองของบายัม ‘เมืองให้การให้’ มากกว่า
ตามคำบอกเล่าของนีน่า เมื่อคืน คลื่นลูกใหญ่ได้ชนกับเรือจนละอองน้ำสาดใส่เสื้อเกอร์มัน… เขามีเสื้อผ้าทางการแค่ชุดเดียวเองหรือ…
แคทลียาครุ่นคิดจนพบสาเหตุ
เธอไม่แปลกใจสักเท่าไร ตรงกันข้าม เธอมองว่าการพกเสื้อผ้าทางการแค่ชุดเดียว สอดคล้องกับอุปนิสัยของเกอร์มัน·สแปร์โรว์อย่างมาก เพราะเงินที่เหลือคงหมดไปกับการซื้อสมบัติวิเศษ อาวุธวิเศษ และยันต์ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเอง
นี่คือสาเหตุที่แจ้งมรณะมิได้ไล่ตามมาสินะ… พวกมันโจมตีใส่เรือที่แล่นสวนกันด้วยความคึกคะนองเพียงอย่างเดียว มิได้เคียดแค้นจนต้องไล่ตามมาไกล… เข้าใจแล้ว หากเป็นพลเรือโจรสลัดมากประสบการณ์ โอกาสหลบหนีจากราชาโจรสลัดก็ยังพอมีอยู่…
ใกล้จะเข้าเขตแล้วหรือ… ชิ! เรายังย่อยโอสถผู้ไร้หน้าไม่เสร็จ…
แต่อย่างน้อย การสวมบทบาทเป็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์ในเหตุการณ์เมื่อคืน ก็ช่วยให้ได้ผลตอบรับในเชิงบวก ลูกเรือตอบสนองอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง อีกสองสามวันก็คงย่อยโอสถเสร็จ และถึงจะเข้าสู่น่านน้ำอันตรายแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะได้พบนางเงือกทันที เรายังพอมีเวลา…
ไคลน์พยักหน้า เก็บงำความสงสัยอื่นไว้ในใจ เตรียมเดินผ่านพลเรือเอกดวงดาวเข้าไปหาอะไรกินรองท้อง
ถึงตรงนี้ ไคลน์เหลือบเห็นโจรสลัดคนหนึ่งกำลังวิ่งอุ้มปลาเกล็ดเงินตัวใหญ่ที่ดิ้นไปดินมา มุ่งหน้าตรงไปยังมุมหนึ่งของห้องอาหาร
บุคคลที่นั่งรออยู่ในจุดดังกล่าวคือชายผิวขาวซีดจนดูเหมือนโปร่งแสง ดั้งจมูกไม่สอดคล้องกับใบหน้า เป็นใครไปไม่ได้นอกจากผู้ช่วยกัปตันเรือแห่งอนาคตกาล ฮีธ·ดอยล์
ตุ้บ!
ปลาทะเลยาวเกือบหนึ่งเมตรถูกวางลงตรงหน้า ‘ผู้ไร้เลือด’
ฮีธ·ดอยล์เหยียดแขนสองข้าง จับหัวท้ายปลาที่กำลังดิ้น พลางโน้มตัวลงทีละนิดอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งเกล็ดปลาหากจากใบหน้าเพียงไม่กี่คืบ ประหนึ่งอีกฝ่ายเตรียมจุมพิตปลาอย่างอ่อนโยน
ทันใดนั้น ปลาเกล็ดเงินพลันแน่นิ่ง ชะงักการดิ้นรนโดยสมบูรณ์ ร่างกายทุกส่วนเริ่มละลายจนดูคล้ายเทียนไขถูกไฟเผา แปรสภาพกลายเป็นบ่อเลือดน่ารังเกียจ
ไม่กี่อึดใจถัดมา เลือดเนื้อกองดังกล่าวไหลเข้าไปในปากฮีธ·ดอยล์ พร้อมกับแผ่ปกคลุมชั้นผิวหนังและอวัยวะทุกส่วนของ ‘ผู้ไร้เลือด’
เมื่อเสร็จขั้นตอนอันน่าสะอิดสะเอียนที่คนปรกติยากจะฝืนใจมอง ปลาเกล็ดเงินตัวยาวกว่าหนึ่งเมตรได้อันตรายหายไปโดยไม่เหลือแม้แต่ก้างกระดูก ราวกับทั้งหมดเป็นเพียงภาพลวงตา ใบหน้าฮีธ·ดอยล์เริ่มกลับมามีชีวิตชีวา ผิวพรรณกระจ่างใส ริมฝีปากแดงสดดุจดังกลีบกุหลาบ
นักบวชกุหลาบ…
ไคลน์พ่นชื่อลำดับโอสถในใจ
แคทลียาที่ยืนข้างด้าน ใช้นิ้วดันใต้กรอบแว่นตาพลางอธิบาย
“บิชอปกุหลาบทุกคนล้วนต้องใช้เลือดเนื้อของสิ่งมีชีวิตมาเติมเต็มร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่อย่างนั้นจะใช้พลังพิเศษออกมาได้ไม่เต็มที่ วิธีนี้ยังใช้เพื่อฟื้นฟูอาการบาดเจ็บหลังการต่อสู้ได้ด้วย หากไม่ทำ พวกเขาจะเข้าสู่ภาวะคลุ้มคลั่ง”
มุมปากหญิงสาวยกขึ้นเล็กน้อย กล่าวเสริม
“พวกวิปลาสของชุมนุมแสงเหนือเข้าใจกันไปเองว่าต้องใช้เนื้อมนุษย์เท่านั้น แต่ความจริงแล้วสามารถใช้เลือดเนื้อของสัตว์อื่นทดแทนได้”
ดูเหมือนว่า ‘ผู้ไร้เลือด’ เจ้าของค่าหัวเจ็ดพันหกร้อยปอนด์จะโชคดีอย่างมาก ไม่เพียงกระโดดมาถึงลำดับ 6 ทันทีโดยปราศจากผลข้างเคียง แต่ยังโชคดีที่ได้เป็นลูกเรือของแคทลียา หากขาดปัญญาของหญิงสาวผู้ถูกความรู้ไล่ล่าช่วยนำทาง ต่อให้ฮีธ·ดอยล์ไม่ได้ยินเสียงกระซิบของพระผู้สร้างแท้จริง เขาก็จะเริ่มกินเนื้อมนุษย์ตามสัญชาตญาณ และลงเอยด้วยความวิปลาส…
เมื่อได้ทราบข้อมูลของเส้นทางคนเลี้ยงแกะมากขึ้น ไคลน์ก็ยิ่งมั่นใจว่าจากบรรดาทุกเส้นทางที่มันรู้จัก ไม่มีสายใดง่ายต่อการคลุ้มคลั่งหรือเป็นบ้ามากไปกว่าคนเลี้ยงแกะอีกแล้ว แม้แต่เส้นทางปีศาจที่ลำดับ 0 คือ ‘นรก’ ก็ยังเทียบไม่ติด
ไคลน์เบือนหน้าจากหญิงสาว เตรียมก้าวเข้าไปหาอะไรกิน แต่ทันใดนั้น เรือทั้งลำพลันเกิดภาวะหมุนเคว้งอย่างกะทันหัน
พร้อมกันนั้น ฉากนิมิตลางสังหรณ์รอบนาวาอนาคตกาลเริ่มผุดขึ้นในหัวไคลน์
ท่ามกลางท้องทะเลสีฟ้าคราม เรือใบลำใหญ่กำลังแล่นลงไปในหุบเหวลึก ดำดิ่งสู่ความมืดมิดอันเวิ้งว้างและไร้ก้นบึ้ง
ฉากตรงหน้าช่างงดงามและลุ้นระทึก ไคลน์อดสงสัยไม่ได้ว่านี่คือดาวเคราะห์ดวงเดียวกับที่ตนกำลังอาศัยอยู่จริงหรือ
ฟ้าว—!
อนาคตกาลกำลังร่วงหล่นโดยไม่มีสิ่งใดยับยั้ง
โครม! โครม! โครม!
โจรสลัดทุกคนในห้องอาหารกำลังบินว่อน หลายคนกระแทกเพดานสูง บรรดาขนมปังปิ้ง ขนมปังขาว เนย ครีม เบียร์ ปลาทอด และอาหารชนิดอื่น ๆ ต่างลอยละลิ่วปลิวในทิศทางอันยุ่งเหยิง บางส่วนร่วงหล่นลงพื้นโดยทำได้เพียงแค่มอง
ไคลน์เองก็เสียสมดุล ลอยขึ้นไปหาเพดาน
แต่ชายหนุ่มจัดระเบียบร่างกายได้ว่องไว รีบเหยียดแขนขึ้นฟ้าเพื่อรับการกระแทกจากแผ่นเพดาน ช่วยให้ตัวเองไม่ตกอยู่ในสภาพน่าสมเพชมากนัก
ห่างออกไปไม่ไกล นีน่าแสดงสมดุลอันน่าทึ่งให้ได้ประจักษ์ อาศัยแรงสะท้อนจากเพดาน ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ แต่เธอใช้ปลายเท้าถีบใส่แฟรงค์ ส่งผู้เชี่ยวชาญบินออกไปในแนวเฉียง กระแทกถังเบียร์จนแตก ของเหลวสีเหลืองอ่อนสาดกระเซ็นจนร่างกายชุ่มฉ่ำ
ถึงตรงนี้ คนที่รับมือได้อย่างสมบูรณ์แบบและสง่างามมีเพียงพลเรือเอกดวงดาว แคทลียา หญิงสาวกำลังถูกรายล้อมด้วยดวงดาวพราวพราย ฝ่าเท้าลอยสูงจากพื้น มิได้รับผลกระทบใด จากความโกลาหล
ถ้าไม่นับเธอ ฮีธ·ดอยล์คือผู้ที่ประสบความน่าสมเพชน้อยที่สุด นักบวชกุหลาบเลือนหายไปในเงามืดโดยไม่มีใครพบเบาะแส
ขณะ ‘มอง’ อนาคตกาลกำลังดำดิ่งลงไปในหุบเหวแห่งความมืด ไคลน์เห็นกระแสน้ำพุปริศนาพุ่งสวนกลับขึ้นมาจากด้านล่าง
น้ำพุลึกลับดันท้องเรือจนลอยสูงขึ้นไปยังฟากอีกฝั่งของหุบเหวสีดำ
เมื่อเริ่มหายใจทั่วท้อง ไคลน์ยืนยันได้ว่าอนาคตกาลกำลังแล่นไปบน ‘ทะเล’ อย่างปลอดภัย เป็นอีกครั้งที่ยันต์เทพสมุทรในมือขวาไม่ถูกหยิบออกมาใช้งาน
ถึงตรงนี้ แสงแดดนอกหน้าต่างเริ่มสว่างจนแยงตา เผยให้เห็นสภาพอันยุ่งเหยิงของห้องอาหารภายในเรือ
ไคลน์ที่ทรงตัวได้รวดเร็ว รีบเดินไปยังหน้าต่างเพื่อสำรวจสภาพแวดล้อมด้านนอก ภาพแรกในการมองเห็นคือ มหาสมุทรสีทองอร่ามอันกว้างไกลไร้ขอบเขต เปรียบประหนึ่งทะเลเพลิงที่กำลังลุกโชน
สว่างยังกับเที่ยววัน!
แต่นี่เพิ่งจะตอนเช้า!
ไคลน์เงยหน้าขึ้น หรี่ตาลง จ้องแสงแดดอันอบอุ่นที่ปราศจากเมฆ ไม่มีดวงอาทิตย์
ท้องฟ้าด้านบนมีเพียงสีทองฉาบปกคลุม
กระจกวิเศษอาโรเดสถึงได้มอบนิยามเอาไว้ว่า ที่นี่มิใช่มหาสมุทรของจริง แต่เป็นมรดกตกค้างจากสงครามแห่งทวยเทพ…
กวาดตามองสักพัก ไคลน์เห็นซากปรักหักพังแห่งหนึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลในแนวเฉียง
ตัวอาคารส่วนใหญ่จมอยู่ใต้น้ำทะเล เหนือลานกว้างเต็มไปด้วยก้อนหินและต้นเสาสีเทาขนาดใหญ่ คอยค้ำจุนสิ่งที่น่าจะเคยเป็นโดมสูง
ซากปรักหักพังแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาล ไคลน์จ้องลงไปและเห็นผ่านน้ำทะเลใส พบว่าบริเวณลานกว้างทอดยาวไปตามก้นทะเลจนมองไม่เห็นขอบเขตสิ้นสุด
“ทะเลในแถบนี้อันตรายมาก” พลเรือเอกดวงดาว แคทลียา เดินมายืนข้างไคลน์ตอนไหนไม่มีใครทราบ
ไคลน์หมุนศีรษะเล็กน้อย จ้องอีกฝ่าย รอให้เธออธิบายเพิ่มเติม
แคทลียามองตรง ถอนหายใจแผ่ว พลางกล่าวเสียงเรียบ
“ฉันเคยมาที่นี่ไม่บ่อยครั้ง และครั้งสุดท้ายก็ผ่านมานานมากแล้ว”
เธอพูดว่า ‘ฉัน’ ไม่ใช่ ‘เรา’ … หมายความว่าไม่ได้มากับกลุ่มโจรสลัดดวงดาว…
เธอเคยที่นี่มากับราชินีเงื่อนงำ?
ไคลน์พบความผิดปรกติในคำบอกเล่า จึงเริ่มคาดเดาอย่างคลุมเครือ
แคทลียาเบือนหน้ามาทางชายหนุ่ม มิได้สนใจทัศนียภาพดุจดังทะเลเพลิงด้านนอก
“ไม่มีใครเคยเห็นขอบเขตของทะเลแห่งนี้ ไม่มีใครทราบว่าพวกมันกว้างใหญ่แค่ไหน เกอร์มัน คุณรู้ไหม สิ่งใดอันตรายที่สุดที่นี่”
เราน่าจะถามอาโรเดสให้ละเอียด…
ไคลน์ส่ายหน้าสุขุม
เนื่องจากเคยเผชิญหน้ากับครึ่งเทพซึ่งเป็นบริวารของพระผู้สร้างแท้จริง และเอาตัวรอดมาได้อย่างฉิวเฉียดด้วยพลังลูกเต๋าความน่าจะเป็น ไคลน์จึงไม่ติดต่อกับอาโรเดสเลยตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ด้วยเกรงว่า ตนอาจถูกบริวารพระผู้สร้างแท้จริงในพื้นที่แถบเกาะโอลาวีตรวจพบ
แผนเดิมของไคลน์คือ รอให้เข้าใกล้น่านน้ำอันตราย และอาศัยนกกระเรียนกระดาษปรึกษากับอสรพิษแห่งชะตา วิล·อัสติน ให้อีกฝ่ายช่วยประเมินสถานการณ์จากสภาพแวดล้อมใกล้เคียง
แต่คาดไม่ถึงว่าจะได้เผชิญหน้ากับราชาอมตะกลางทาง อนาคตกาลจึงแล่นเข้าเขตน่านน้ำอันตรายก่อนกำหนด โดยไม่เปิดโอกาสให้เขียนข้อความถามถึงที่ปรึกษา
แคทลียาจ้องไคลน์ด้วยดวงตาสีม่วงเข้มซึ่งมีแว่นตาเลนส์หนาปกปิด
“น่านน้ำแห่งนี้เต็มไปด้วยซากปรักหักพังและสัตว์ประหลาดจำนวนมาก รวมไปถึงครึ่งเทพที่คลุ้มคลั่งและสัตว์วิเศษโบราณ แต่นั่นยังไม่ใช่อันตรายสูงสุด เพราะหากมีเพียงอุปสรรคข้างต้น เจ็ดโบสถ์หลักคงส่งคนมาเก็บกวาดอย่างอิ่มหนำไปนานแล้ว ถึงที่นี่จะเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดและครึ่งเทพคลุ้มคลั่ง แต่ทั้งหมดก็ไม่ใช่ของจริง แน่นอน พวกมันฆ่าเราได้ แต่ถ้าเราฆ่ามัน ตะกอนพลังจะไม่ปรากฏ ไม่มีสิ่งใดให้เก็บเกี่ยว”
ได้ยินถึงตรงนี้ ไคลน์พลันนึกถึงพลังของ ‘มังกรจินตภาพ’ แอนเคอร์เวล
ทุกเรื่องที่มหาราชามังกรคิด จะถูกเปลี่ยนให้เป็นความจริงเสมอ!
หรือว่า… น่านน้ำแถบนี้ทั้งหมดคือซากอารยธรรมจากสงครามทวยเทพในยุคสมัยที่สอง?
ไคลน์เกือบขมวดคิ้ว
พลเรือเอกดวงดาวเล่าต่อ
“หากเป็นที่นี่ คุณมิอาจคาดเดาได้ว่าตัวเองกำลังจะเผชิญกับสิ่งใด บางที เพียงเฉียดใกล้ซากปรักหักพังสักแห่ง ร่างกายของคุณจะละลายกลายเป็นซากขี้ผึ้ง หรือหากเดินเรือผิดแม้เพียงเล็กน้อย ร่างกายคุณก็อาจแข็งทื่อเป็นก้อนหินท่ามกลางพายุโหมกระหน่ำ และถูกสายลมพัดผ่านจนแตกกระจัดกระจาย สำหรับผู้วิเศษระดับเรา เหตุการณ์ข้างต้นคืออันตรายร้ายแรงที่สุด”
ไคลน์ซักถามอย่างสนใจ
“แล้วคนที่อยู่เหนือกว่าพวกเรา?”
แคทลียายิ้มพลางถอนหายใจ
“ทะเลแห่งนี้เต็มไปด้วยเสียงที่ไม่ควรได้ยิน ยิ่งมีลำดับสูง ยิ่งได้ยินง่าย เป็นสาเหตุให้ครึ่งเทพส่วนใหญ่เกิดความผิดปรกติขณะสำรวจ บางคนวิปลาส บางคนคลุ้มคลั่ง และถูกขังอยู่ที่นี่ไปตลอดกาล”
เป็นสาเหตุที่เจ็ดโบสถ์หลักถึงไม่ส่งครึ่งเทพเข้ามาเก็บเกี่ยว… หืม… เธอพูดว่า ‘ส่วนใหญ่’ หมายความว่ามีครึ่งเทพจำนวนหนึ่งสามารถสำรวจและดำรงชีวิตที่นี่ได้?
ไคลน์ครุ่นคิดพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง
ถึงตรงนี้ ระยะห่างระหว่างอนาคตกาลและซากปรักหักพังตรงหน้า ลดลงจากเดิมมาก
ทันใดนั้น ทุกคนบนเรือพลันได้ยินเสียงหนึ่งอย่างกึกก้อง เป็นเสียงหายใจหอบของบางสิ่ง!
……………………
ขณะใช้มือสัมผัสยันต์กฎหมายที่เก้าในกระเป๋าเสื้อ ไคลน์ปรับส่วนสูงของตน รวมถึงรายละเอียดทางกายภาพด้านอื่นให้สมจริงจนไม่มีใครบอกได้ว่าเป็นอมิรุส·รีเวลต์ตัวปลอม
ชายหนุ่มเดินออกจากประตูอีกบานหนึ่งของห้องพัสดุ ตรงไปตามทางเดินเงียบงัน ย่างกรายเข้าสู่คฤหาสน์ของนายกเทศมนตรี
ตลอดทาง ทั้งบริกรและสาวใช้ที่เดินสวนไปเป็นระยะ ต่างพากันก้มศีรษะต่ำด้วยอากัปกิริยาพินอบพิเทา ไม่มีใครกล้าจ้องตาไคลน์โดยตรง
เพียงได้เห็นเครื่องแบบทหารเรือสีกรมท่ารีดเรียบจนเนียนกริบ ต่างคนต่างแหวกทางให้เดินพร้อมกับทำท่าคำนับ
ขอแค่สวมเครื่องแบบทหารเรือและมีส่วนสูงประมาณนายพลอมิรุส ไม่ว่าใครก็เดินเข้ามาในงานเลี้ยงได้ทันที… คงต้องบอกว่า การปลอมตัวเป็นคนใหญ่คนโต ง่ายยิ่งกว่าการปลอมตัวเป็นคนธรรมดาเสียอีก…
ไคลน์มองตรง สวมสีหน้าเคร่งขรึมเดินไปตามทางเดินที่ปูด้วยอิฐดำ
บทเพลงไพเราะดังคลอเป็นฉากหลัง โคมไฟหรูหราบนผนังทำการเผาแก๊สอย่างต่อเนื่อง ช่วยส่องแสงขจัดความมืดมิดภายในตัวอาคาร
ขณะไคลน์เดินเข้าใกล้เขตห้องพัก มันเห็นประตูบานหนึ่งเปิดอยู่ ด้านในมีชายวัยกลางคนกำลังยืนรอต้อนรับ
ผมสีดำ ตาสีฟ้า โครงหน้าและบรรยากาศรอบตัวคล้ายกับอมิรุส·รีเวลต์เป็นอย่างมาก เพียงแต่หน้าผากเถิกกว่า ถุงใต้ตาบวมคล้ำ และมุมปากมิได้หย่อนยาน
ไม่ใช่ใครนอกจากน้องชายคนเล็กของอมิรุส
ออสเท่น·รีเวลต์
สุภาพบุรุษวัยกลางคนรายนี้เคยทำงานในกองทัพเรือมาก่อน และมีฝีมือเก่งกาจจนได้รับความดีความชอบในสงครามทวีปใต้ เลื่อนไต่ยศอย่างรวดเร็วกระทั่งถึงพันเอก แต่ในเวลาต่อมา ออสเท่นเบื่อหน่ายชีวิตการในรั้วค่ายทหาร กอปรกับเพื่อรักษาสมดุลทางการเมืองให้ครอบครัว จึงตัดสินใจโอนถ่ายมาทำงานราชการ
ราวห้าหกปีที่อยู่บนเกาะโอลาวี ท่ามกลางทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ออสเท่นตัดสินใจกว้านซื้อที่ดินจำนวนมากบนเกาะให้เป็นของตระกูลรีเวลต์
ความสำเร็จข้างต้นเกิดขึ้นได้ มิใช่เพราะฝีมือของออสเท่นเพียงคนเดียว เพราะมันทำกระทั่งหยิบยืมเงินของตระกูลมาใช้ รวมถึงการกู้เงินจากธนาคาร
เรื่องนี้มิได้แปลกใหม่ เพราะจักรวรรดิฟุซัคเคยทำกับอาณานิคมในทวีปใต้มาก่อน พวกมันอาศัยกลอุบายกดดัน ซื้อที่ดินต่อจากชนพื้นเมืองในราคาต่ำ
แน่นอน ต่อให้ออสเท่นมิใช่นายกเทศมนตรีของเกาะโอลาวี แต่ลำพังตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดในกองทัพเรือโลเอ็นประจำน่านน้ำทะเลโซเนียของพี่ชาย ก็มากพอจะช่วยกดดันให้ชนพื้นเมืองขายที่ดินในราคาถูก
บททดสอบแรกมาแล้ว…
ไคลน์เดินเข้าไปหาอย่างสุขุม หยุดยืนตรงหน้าออสเท่น·รีเวลต์
ออสเท่นมองซ้ายขวา กล่าวเสียงต่ำ
“ท่านพี่ ตัดสินใจเรื่องนั้นได้หรือยัง”
เรื่องอะไรอีก…
ไคลน์ผงะเล็กน้อย สมองครุ่นคิดถึงวิธีการรับมือกับออสเท่น : หากออสเท่นถามเกี่ยวกับความลับระหว่างตน หรือต้องการคำตอบในบางเรื่อง ให้บอกไปว่า จะมอบคำตอบเมื่อเดินทางออกจากเกาะโอลาวี
อมิรุสคงคำนวณเรื่องนี้ไว้แล้ว… ไม่มีปัญหา แค่เราตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงและบุคลิกที่เหมือนกับตัวจริงก็พอ… ดีล่ะ… ต้องเลียนสำเนียงและท่าทางการพูดของพวกขุนนาง…
ไคลน์พยักหน้า กล่าวเสียงขรึม
“รออีกสองสามวัน ฉันจะมอบคำตอบเมื่อออกจากโอลาวี”
ออสเท่นไม่โต้แย้ง เพียงหัวเราะในลำคอ
“นึกแล้วเชียว ท่านพี่กำลังรอปัจจัยที่ช่วยในการตัดสินใจอยู่สินะ”
อำนาจตัดสินใจสูงสุดคงอยู่ที่อมิรุส…
ไคลน์ครุ่นคิด ตอบด้วยสำเนียงขุนนางใหญ่
“เลิกเดาส่งเดชได้แล้ว”
กล่าวจบ ชายหนุ่มหันหลังกลับ เดินเข้าไปในโถงจัดงานเลี้ยง
ออสเท่น·รีเวลต์ยืนจ้องแผ่นหลังพี่ชายที่เดินห่างออกไปทุกขณะ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา ตามด้วยการส่ายหน้าแผ่วเบา
เมื่อเข้าเขตโถงใหญ่ ไคลน์มองรอบตัว ก่อนจะตรงไปยังโต๊ะยาวที่มีถาดอาหารวางเรียงราย ระหว่างทางได้แวะทักทายคนรู้จักจำนวนหนึ่ง
มันได้เรียนรู้ว่า ตนไม่จำเป็นต้องเข้าใจหัวข้อสนทนาเลยสักนิด เพียงคอยพยักหน้ารับให้ถูกจังหวะ บทสนทนาก็จะดำเนินไปอย่างลื่นไหลจนอีกฝ่ายพึงพอใจ
นึกแล้วเชียว การปลอมตัวเป็นคนใหญ่คนโตสะดวกสบายในบางมุม แต่ขณะเดียวกัน ในอีกมุมก็จะยากจนต้องปวดหัว…
ไคลน์เอาชนะบททดสอบหนแล้วหนเล่า จนกระทั่งมาถึงโต๊ะยาวสำหรับวางอาหาร
มันหยิบถาด กำชับตัวเองว่านายพลอมิรุสชอบอาหารจานปลา วัว แกะ และล็อบสเตอร์ โดยจะเกลียดไก่และห่าน
ชายหนุ่มไม่มีทางเลือก ต้องเลี่ยงไก่ย่างและห่านย่างสูตรเด็ดของเบ็คลันด์ รวมถึงอาหารอื่นที่เข้าข่ายดังกล่าว ลงเอยด้วย มันตักล็อบสเตอร์โอลาวีอบครีมชีส และสเต๊กปลาทอด
เนื่องจากภาชนะใส่อาหารส่วนใหญ่ถูกรองก้นด้วยแร่ใยหิน บางส่วนอุ่นด้วยถ่านฟืนสีแดง และบางส่วนนำน้ำร้อนใส่ในภาชนะ อาหารของงานเลี้ยงจึงมีอุณหภูมิพอเหมาะตลอดเวลา
ไคลน์กัดเข้าไปหนึ่งคำ มันรู้สึกซาบซ่านและประทับใจเหนือคำบรรยาย
ชายหนุ่มรักษามาดของนายพลอมิรุสได้อย่างไร้จุดตำหนิ มือข้างหนึ่งถือถาดพลางสนทนากับสมาชิกสภาเมืองท่า ตัวแทนกองทัพเรือ และอีกมากหน้าหลายตา โดยส่วนมากจะทำเพียงรับฟังอย่างตั้งใจ พยักหน้าพอเป็นพิธี นำอาหารใส่ปากในโอกาสเหมาะสม
ขณะเดียวกัน ไคลน์ตระหนักถึงชายสวมทักซิโดคนหนึ่งที่เอาแต่เดินตามติด
อีกฝ่ายมีเส้นผมสีทอง หวีเรียบไปด้านหลัง หน้าผากค่อนข้างเถิก ตาสีฟ้า ใบหน้าสะอาดสะอ้าน กิริยามารยาทสง่างามแต่เรียบง่าย
ตรงตามภาพถ่าย เลขานุการของท่านนายพล พันโทลัวอาน…
ไคลน์ฝืนตัวเองให้ไม่มองอีกฝ่าย เป็นเช่นนี้ไปจนกระทั่งจบงานเลี้ยง
ออกจากคฤหาสน์นายกเทศมนตรี ไคลน์นั่งรถม้าที่ถูกอารักขาด้วยความปลอดภัยระดับสูงสุด
รถม้าใหญ่โตโอ่อ่า ด้านในมีกระทั่งตู้แช่ไวน์
ลัวอาน เลขานุการผมทอง เดินตามหลังเข้ามาข้างใน เมื่อบูทหนังสัมผัสกับพรมหนา มันหมุนตัวเดินไปนั่งฝั่งตรงข้ามไคลน์
ลัวอานหย่อนก้นนั่งลง กินพื้นที่เพียงหนึ่งในสามของเบาะยาว
เมื่อรถม้าเริ่มเคลื่อนตัว ลัวอานหยิบเอกสารปึกหนาออกจากกระเป๋าหนังสีดำที่มันถือติดตัว
“ท่านนายพล นี่คือเอกสารบัญชีงบดุลของฐานทัพเรือโอลาวีประจำปี 1349”
ไคลน์เหยียดแขนรับกระดาษ พลิกเปิดส่งเดชพลางก้มหน้ากวาดตามอง
อะไรกัน… กระดาษชำระม้วนละหนึ่งปอนด์? เรือนอาบน้ำของฐานทัพเรือมีการปรับปรุงต่อเติมปีละยี่สิบครั้ง?
ไคลน์คำนวณตัวเลขอย่างคร่าว และพบว่าเป็นงบดุลที่เหลวไหลสิ้นดี
เอกสารบัญชีการเงินทางการขนาดนี้ เหตุใดถึงได้คอร์รัปชันอย่างโฉ่งฉ่างนัก? คิดจะโกงกินก็ให้มันมีชั้นเชิงสักนิดไม่ได้หรือ ไม่มีศิลปะในการหาข้ออ้างเบิกเงินแม้แต่น้อย สอนให้เอาไหม…
ไคลน์ครุ่นคิด แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าตนต้องตอบสนองอย่างไร
ตามความเห็นของมัน ปัญหาใหญ่อันดับหนึ่งในการปลอมตัวเป็นนายพลอมิรุสคือลัวอาน
ไม่ใช่ว่านายกเทศมนตรีออสเท่นกับซินเธียไม่สนิทสนมกับอมิรุส เพียงแต่ว่า ถึงสองคนนั้นจะพบความผิดปรกติเกี่ยวกับพลเรือเอก แต่ก็คงยินยอมช่วยปกปิดความลับ และค่อยถามหาคำอธิบายในภายหลัง แต่กับลัวอานนั้นไม่ใช่ มันมาอยู่ที่นี่เพราะถูกส่งจาก MI9 หน้าที่หลักคือการตรวจสอบนายพลอมิรุส·รีเวลต์
แน่นอน ยังตัดประเด็นที่ซินเธียอาจเป็นสายลับออกไปไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังอันตรายต่อไคลน์ไม่เท่าลัวอาน
เราจะทำผิดพลาดไม่ได้… นายพลอมิรุสควรมีท่าทีเช่นไรกับเอกสารโกงกินฉบับนี้ จะโกรธจริง หรือแสร้งทำเป็นโกรธเพื่อกลบเกลื่อน?
ไม่สิ เจ้าหน้าที่ฐานทัพเรือโอลาวีไม่น่าจะโง่เขลาขนาดนั้น หากกล้าส่งเอกสารโกงกินหน้าด้านเช่นนี้ถึงมือนายพล หมายความว่าพวกมันกับนายพลควรรู้เห็นเป็นใจในระดับหนึ่ง…
เนื่องจากเรื่องนี้ไม่มีเขียนไว้ในเอกสารที่บิลต์ส่งให้อ่าน ไคลน์จึงทำได้เพียงตัดสินใจไปตามประสบการณ์
อีกทั้ง ไม่ว่ารายงานงบดุลอันเหลวไหลจากกองทัพเรือโอลาวีจะอยู่นอกเหนือความคาดหมายของอมิรุสหรือไม่ แต่ไคลน์เชื่อว่า พลเรือเอกคนนี้จะตอบสนองอย่างสุขุม ไม่โฉ่งฉ่างออกนอกหน้าและเต็มไปด้วยอารมณ์
เราควรแสดงออกอย่างไรให้สมบทบาทของผู้บังคับบัญชาระดับสูง… นอกจากนั้น เราต้องไม่แสดงจุดยืนในเรื่องนี้ เพราะยังไม่มีข้อมูลว่านายพลคิดอย่างไรเกี่ยวกับการคอร์รัปชัน…
ไคลน์ปิดเอกสาร กล่าวกับลัวอาน เลขานุการผมทอง โดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“นำไปวางไว้บนโต๊ะทำงานของผม”
ความนัยของประโยคดังกล่าวคือ ‘ไว้ค่อยอ่านอย่างละเอียดในภายหลัง’ โดยขณะเดียวกัน พฤติกรรมเมื่อครู่ยังสามารถตีความได้สองทาง
ทางแรก หากฐานทัพเรือโอลาวีกระทำโดยพลการ ลัวอานจะตีความได้ว่า อมิรุสกำลังเก็บซ่อนความโมโหไว้ในใจ และรอฟังคำอธิบายโดยตรงจากฐานทัพเรือในภายหลัง
ทางที่สอง หากอมิรุสรู้เห็นเป็นใจ ท่าทีเมื่อครู่จะตีความได้ว่า มันต้องการส่วนแบ่งเพิ่ม และจะเข้าไปเจรจากับฐานทัพเรือในภายหลัง
ส่วนเรื่องที่ว่า คนอื่นอาจนำไปตีความผิดเพราะตนไม่แสดงออกอย่างชัดเจน ไคลน์ไม่แยแสมากนัก เพราะมันปลอมตัวเป็นอมิรุสเพียงไม่กี่วัน หลังจากนั้น ค่อยให้มิสเตอร์ครึ่งเทพมาจัดการกับปัญหาของตัวเอง
ช่วยไม่ได้… ก็ไม่ยอมบอกล่วงหน้า…
ขณะเดียวกัน ภายในใจไคลน์กำลังนึกขอบคุณที่อมิรุสมิใช่ครึ่งเทพของโบสถ์วายุสลาตัน ไม่อย่างนั้น มันคงคิดหนักว่า ตนควรหัวเราะอย่างสะใจ หรือเกรี้ยวกราดพร้อมกับปากระดาษใส่หน้าลัวอาน จากนั้นก็จับเจ้าหน้าที่ของฐานทัพเรือโยนลงทะเลสักคนสองคน
“ขอรับ ท่านนายพล” เลขานุการผมทองไม่เปลี่ยนสีหน้า เอกสารงบดุลถูกเก็บเข้ากระเป๋าหนังสีดำอย่างรวดเร็วประหนึ่งคาดเดาไว้แล้ว
ระหว่างทางที่เหลือ ไคลน์ทำตัวตามนิสัยปรกติของอมิรุส หลับตาลงและเอนหลังพิงเบาะของรถม้า สีหน้าคล้ายครุ่นคิดบางสิ่ง แต่ในความเป็นจริง หัวสมองกำลังว่างเปล่า
ลัวอานไม่กล่าวสิ่งใดตลอดทาง ไม่แม้แต่จะอ้าปากเพียงเล็กน้อย
เสาโคมไฟสีดำสูงเท่าคน แล่นผ่านหน้าต่างรถม้าต้นแล้วต้นเล่า จนกระทั่งห้องโดยสารถูกลากจูงเข้ามาในฐานทัพเรือ เลี้ยวตรงไปยังบ้านหลังหนึ่งที่มีสวนดอกไม้และลานหญ้า
ไคลน์เดินไปหยุดยืนหน้าประตู แม้บ้านรีบเปิดประตูต้อนรับพร้อมกับสาวใช้ที่ยืนเรียงรายสองข้างฝั่ง
ห้องรับแขกของบ้านถูกตกแต่งอย่างหรูหรา บนผนังมีภาพสีน้ำมันแขวนในแนวนอนหลายผืน นอกจากนั้นยังมีรูปปั้นปูนปลาสเตอร์ แจกันลวดลายงดงาม และข้าวของเครื่องใช้ที่ช่วยจรรโลงใจอีกหลายชิ้น กลิ่นหอมเจือจางแต่ติดทนนาน ค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาในปอดจนชุ่มฉ่ำ
ไคลน์ที่ควรจะผ่อนคลาย พลันตึงเครียดเมื่อเห็นสาวงามสวมเดรสอยู่บ้านเดินเข้ามาใกล้
อายุราวยี่สิบตอนต้น ผมทองตาฟ้า แววตาคล้ายกำลังเก็บซ่อนบางสิ่ง รูปโฉมงดงามตามแบบฉบับสตรีชนชั้นสูง แต่ยังแฝงกลิ่นอายของเด็กสาวซุกซน
มิใช่ใครนอกจากอนุภรรยาของอมิรุส
มาดามซินเธีย
ไคลน์ฝืนข่มความอึดอัด เปลี่ยนใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมของอมิรุสให้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ตามด้วยการก็กางแขนกว้าง
ซินเธียโผเข้ากอด ปลายเท้าเขย่งเหยียด แก้มชนแก้มแนบชิด พลางส่งเสียงกระซิบข้างหู
“ท่านนายพล น้ำร้อนในอ่างพร้อมแล้วค่ะ”
ไม่เลว เธอคงส่งคนคอยจับตาสถานการณ์ของงานเลี้ยง… การเป็นภรรยารองก็ไม่ง่ายเหมือนกัน… อมิรุสนอนชอบแช่น้ำอุ่นในอ่าง พลางครุ่นคิดหลายสิ่งอย่างผ่อนคลาย…
เพื่อไม่ให้จิตใจฟุ้งซ่านขณะสองแก้มแนบชิด ไคลน์บังคับสมองให้ใคร่ครวญเรื่อยเปื่อย
ในฐานะมนุษย์เพศชายที่ชื่นชอบสตรี มันควรมีความสุขเมื่อถูกสาวงามพัวพัน แต่ด้วยฤทธิ์ของพันธสัญญาชั่วคราว เลือดลมกลับไม่แล่นลงไปเลี้ยงอวัยวะเบื้องล่าง หัวใจมิได้เต้นระรัวดังกลองศึก มีเพียงความอึดอัดที่ไม่น่าอภิรมย์นัก
“ทำดีมาก” ไคลน์ชมเชย พลางใช้สองมือดันซินเธียออกไปด้วยความรู้สึกต่อต้าน
ซินเธียที่ทราบว่านายพลอมิรุสไม่ชอบแสดงความรักต่อหน้าบ่าวไพร่ รีบถอยหลังหนึ่งก้าว นำทางไคลน์ขึ้นไปชั้นสอง เปิดประตูห้องน้ำพร้อมกับยื่นเสื้อคลุมอาบน้ำให้
เมื่อจัดการเสร็จสรรพ ซินเธียกำชับกับคนรับใช้ว่า ห้ามขึ้นมายังชั้นสองโดยเด็ดขาด นอกจากจะได้ยินเสียงกระดิ่งเรียก จากนั้น เธอรีบกลับเข้าห้องนอนตัวเอง ถอดเดรสอยู่บ้านออก สวมชุดนอนตัวบางเข้าไปแทน
เนินอกถูกเผยมากขึ้น เน้นผิวพรรณสีขาวราวหิมะให้โดดเด่น ใต้คางมีสร้อยคอหนึ่งเส้น ลักษณะคล้ายนอแรดสีดำยาวหนึ่งข้อนิ้ว
ซินเธียถอดสร้อยวางไว้ใต้หมอน เดินออกจากห้องนอนด้วยสีหน้าแดงระเรื่อคล้ายกำลังขวยเขิน ตรงไปทางห้องอาบน้ำของอมิรุส รวบรวมความกล้าบิดกลอนประตูและดันเข้าไป
ครึก.
เธอที่กำลูกบิดค้างไว้ พบว่ากลอนห้องน้ำถูกล็อกตอนไหนก็มิอาจทราบได้
ซินเธียพลันมึนงงเจือสับสน รีบออกแรงบิดอีกสองหนตามสัญชาตญาณ
ครึก. ครึก.
ประตูห้องน้ำแน่นิ่งอยู่เช่นนั้น
……………………
ไคลน์นั่งในผับ กำหมัดแน่นพร้อมกับทุบลงบนโต๊ะเสียงดัง
“เบียร์นันวีลล์หนึ่งแก้ว”
ที่ด้านหลังชายหนุ่ม คนคุมผับจำนวนหนึ่งทำสีหน้าลังเลว่าจะตักเตือนดีหรือไม่ เกี่ยวกับกฎห้ามยิงปืนภายในผับ
บาร์เทนเดอร์ขยิบตาให้เหล่าคนคุม หยิบแก้วขึ้นพลางกล่าวกับไคลน์ด้วยรอยยิ้ม
“ลองน้ำมะนาวหวานสักแก้วไหมครับ บอสของเราถ่อไปถึงทรีอาร์เพื่อเรียนเทคนิคการผสมค็อกเทล จนสามารถบรรลุศาสตร์ผสมค็อกเทลชั้นสูงที่จักรพรรดิโรซายล์คิดค้นขึ้น หลังจากกลับมา บอสเริ่มออกแบบสูตร ‘มะนาวหวาน’ ขึ้นเองจนได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนถึงปัจจุบัน”
ไคลน์ไม่เปลี่ยนใจ ตอบกลับเย็นชา
“ฉันดื่มแต่เบียร์”
“ไม่มีปัญหาครับ” บาร์เทนเดอร์ไม่รีบร้อนเทเบียร์นันวีลล์ลงแก้ว เพียงซักถามด้วยรอยยิ้ม “คุณเป็นนักผจญภัยใช่ไหม”
ไคลน์พยักหน้า ไม่กล่าวสิ่งใดต่อ
บาร์เทนเดอร์เล่าด้วยท่าทีเป็นกันเอง
“ผมขอแนะนำให้คุณขึ้นไปพบบอสของเรา เขาเป็นมิตรกับนักผจญภัยหน้าใหม่เสมอ ส่วนมากมักเลี้ยงเครื่องดื่มสักแก้ว หรือไม่ก็มอบความช่วยเหลือทางใดทางหนึ่ง”
ไคลน์ที่มีแผนจะซื้อวัตถุดิบเสริมของโอสถนักเชิดหุ่นอยู่แล้ว ย่อมไม่ตอบปฏิเสธ เพียงหยิบเหรียญเพนนีทองแดงขึ้นมาดีด ตามด้วยการใช้มือคว้าไว้อย่างชำนาญ
มันวางเหรียญเพนนีลงบนเคาน์เตอร์ คล้ายเป็นทิปขอบคุณบาร์เทนเดอร์ที่ช่วยบอก จากนั้นก็ลุกยืนอย่างไม่รีบร้อน เดินตามคนคุมผับขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง ตรงเข้าห้องสุดทางเดินยาว
พื้นห้องถูกปูด้วยพรมสีน้ำตาลผืนหนา กลิ่นเจือจางของถ่านฟืนคุณภาพสูงลอยสัมผัสปลายจมูกอย่างนุ่มนวล ผสมผสานเข้ากับกลิ่นหอมของซิการ์ราคาแพง
ชายวัยกลางคน ผมสีทอง กำลังนั่งเอนหลังบนเก้าอี้นอนด้วยท่าทีผ่อนคลาย ปากสูบซิการ์ ตามองหนังสือพิมพ์ รายล้อมด้วยบอดี้การ์ดมากกว่าหกคน
แม้ไคลน์จะไม่ใช่ผู้วิเศษเส้นทางผู้ชมที่สามารถประเมินเส้นทางอย่างคร่าวของเหล่าบอดี้การ์ด และไม่ใช่เส้นทาง ‘สัตว์ประหลาด’ หรือ ‘ผู้ส่องความลับ’ ที่มองเห็นความลับหรือลักษณะเฉพาะของเป้าหมาย แต่สัมผัสวิญญาณของชายหนุ่มสามารถยืนยันได้ว่า บอดี้การ์ดทุกคนล้วนเป็นผู้วิเศษในระดับที่สามารถเป็นภัยคุกคามต่อตน
ชายวัยกลางคนวางหนังสือพิมพ์ลง ขยับเนกไทบนเสื้อเชิ้ตสีดำเล็กน้อย ลุกขึ้นยืนและเดินมาหาไคลน์อย่างไม่รีบร้อน แขนขวาเหยียดออกมาด้านหน้า
“ยินดีต้อนรับสู่โอลาวี สหายนักผจญภัย”
ดวงตาสีฟ้าของอีกฝ่ายเผยความอ่อนโยนและจริงใจ
ไคลน์ยื่นมือขวาจับตอบ ออกแรงเขย่าเล็กน้อยโดยไม่กล่าวสิ่งใด รอให้อีกฝ่ายเริ่มเปิดประเด็นสนทนา
ชายวัยกลางคนชี้ไปทางโซฟาด้านตรงข้ามเก้าอี้เอนหลัง พลางหัวเราะในลำคอ
“บิลต์·แบรนโด้ บอสใหญ่ของที่นี่ ผมเคยเป็นนักผจญภัยมาก่อน แถมยังมีฝีมือพอตัว หลักฐานยืนยันคือการทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำจวบจนทุกวันนี้”
มั่นใจในฝีมือของตัวเองจนกล้าป่าวประกาศต่อหน้าคนเพิ่งพบกันครั้งแรก…
ไคลน์นั่งลงโดยไม่มากพิธี เอนตัวมาด้านหน้าด้วยอารมณ์ไม่แปรเปลี่ยน ท่าทีคล้ายกับรอให้บิลต์เล่ารายละเอียดเพิ่มเติม
เมื่อเห็นนักผจญภัยฝั่งตรงข้ามไม่ตอบสนอง บิลต์นั่งลง สูบซิการ์ กล่าวด้วยท่าทีเป็นกันเอง
“ขอพูดตามตรงก็แล้วกัน ผมมีเหตุผลที่ต้องการพบปะนักผจญภัยหน้าใหม่อยู่เสมอ”
มันชี้ไปยังแผนที่บนโต๊ะทำงาน กล่าวบรรยายด้วยน้ำเสียงน่าฟัง
“จากหมู่เกาะรอสต์จนถึงสุดเขตตะวันออก ท้องทะเลยิ่งทวีความปั่นป่วน อิทธิพลของกองทัพและโบสถ์หลักย่อมไม่แข็งแกร่งเท่ากับแผ่นดินใหญ่ มีปัญญาปกป้องได้เฉพาะฐานทัพเรือของตัวเองเท่านั้น น่านน้ำละแวกดังกล่าวเปรียบดังแดนสวรรค์ของโจรสลัด ถือเป็นข่าวร้ายสำหรับนักผจญภัยอย่างพวกเรา ผมจึงต้องการรวมทุกคนเข้าด้วยกันเป็นกลุ่มก้อน สร้างสายสัมพันธ์อย่างหลวม ๆ ระหว่างนักผจญภัยด้วยกัน และจูงมือกันฝ่าฟันอันตราย เป็นความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัด คุณมีสิทธิ์ไม่ช่วยนักผจญภัยคนอื่นในยามเดือดร้อน แต่ขณะเดียวกันก็ห้ามคาดหวังว่าใครจะช่วยเหลือ มีหนึ่งสิ่งที่ผมสามารถรับปากให้ได้ หากนักผจญภัยคนใดต้องการซื้อสินค้ากับผม ทุกคนจะได้รับส่วนลดจนใกล้กับราคาขั้นต่ำ และเมื่อต้องการขายสินค้าหลังจากเก็บเกี่ยว ที่นี่จะรับซื้อในราคาท้องตลาด”
กล่าวจบ บิลต์จ้องนักผจญภัยฝั่งตรงข้ามพลางเผยรอยยิ้มเป็นมิตร
“เป็นอย่างไรบ้าง สนใจจะเข้าร่วมพันธมิตรอย่างหลวม ๆ ของผมหรือไม่? อย่าได้คิดมาก ทางเราไม่มีการหักค่าใช้จ่ายแรกเข้าหรืออะไรทำนองนั้น จุดประสงค์เพียงอยากให้ร่วมมือกันปกป้องตัวเองจากโจรสลัด”
ไคลน์ผงกหัว
“น่าสนใจ”
“ฮะฮะ! ผมก็คิดแบบนั้น อันที่จริง ผมเคยคิดจะตั้งชื่อพันธมิตรนี้ว่า ‘ภารดรภาพนักผจญภัย’ แต่คำถามว่า ‘ภารดรภาพ’ ฟังดูผิดจุดประสงค์ไปสักนิด จึงเปลี่ยนมาเป็น ‘สหภาพนักผจญภัย’ แทน” บิลต์เล่าพลางหัวเราะ
กล่าวถึงตรงนี้ มันลดมือข้างถือซิการ์ลง เม้มปากล่างเล็กน้อยพร้อมกับส่ายหน้า
“จริงสิ ผมลืมถามชื่อของคุณ”
ไคลน์ไม่เปลี่ยนท่านั่ง มอบคำตอบเสียงเย็น
“เกอร์มัน·สแปร์โรว์”
“เกอร์มัน·สแปร์โรว์…” บิลต์หรี่ตาลงทันที รอยยิ้มบนใบหน้าพลันหดหาย บอดี้การ์ดรอบตัวปรับเปลี่ยนท่าทีกะทันหัน คล้ายกับเตรียมรับมือการจู่โจมจากศัตรู
เพียงไม่นาน บิลต์กลับเป็นปรกติ และไม่คิดสืบสวนว่าอีกฝ่ายคือเกอร์มัน·สแปร์โรว์ตัวจริงหรือไม่ ยังคงเล่าต่อไปด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร
“แล้วคุณอยากซื้ออะไรบ้างไหม ผมมีสินค้าพร้อมขายหลายชนิด”
“น้ำจากบ่อน้ำพุทองคำแห่งเกาะโซเนีย”
ไคลน์ตอบกระชับ ภายในใจนึกกังวลเล็กน้อย
มันไม่เอ่ยชื่อของเปลือกต้นมังกรเนื่องจากวัตถุดิบดังกล่าวสามารถหาซื้อได้จากร้านขายสมุนไพรทั่วไป ขณะเดียวกันก็เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายคาดเดาสูตรโอสถ
บิลต์·แบรนโด้หายใจทั่วท้อง ฉีกยิ้มกว้าง
“พร้อมขายสามสิบปอนด์ต่อหนึ่งร้อยมิลลิลิตร เชื่อผม ถึงคุณจะไปซื้อถึงเกาะโซเนียโดยตรง แต่ราคาก็จะถูกกว่านี้แค่ไม่กี่ปอนด์ พวกคนป่าฟุซัคเอาแต่ผูกขาดน้ำพุทองคำไว้ฝ่ายเดียว ยากที่คนนอกจะแฝงตัวเข้าไปกอบโกย”
“ตกลง”
ไคลน์พอจะมีราคาสินค้าในใจ จึงมองว่าสามสิบปอนด์ต่อหนึ่งร้อยมิลลิลิตรนั้นค่อนข้างถูก
เมื่อตกลงปากเปล่าเสร็จ บิลต์เตรียมเปิดปากเล่าบางสิ่ง แต่ก็ต้องชะงักหลังจากได้ยินใครบางคนเคาะประตู
มันให้สัญญาณอนุญาต คนคุมผับรายหนึ่งเดินเข้ามาด้านในและกระซิบข้างหู กล่าวบางคำด้วยเสียงที่ไคลน์ไม่ได้ยิน
สีหน้าบิลต์พลันดำมืด คล้ายอวัยวะทุกส่วนในร่างกายเย็นเฉียบกะทันหัน จิตสังหารเอ่อล้นออกมาอย่างท่วมท้น
เขาไม่ได้โกหก… ฝีมือแข็งแกร่งพอตัว หากไม่ใช่นักผจญภัยที่เก่งกาจ ก็ต้องเคยเป็นโจรสลัดแถวหน้ามาก่อน… คงอยู่ราวลำดับกลาง…
ไคลน์จ้องสำรวจอีกฝ่ายอย่างใจเย็น
บิลต์หันหน้ามาทางชายหนุ่ม กล่าวด้วยท่าทางไม่เต็มใจ
“มิสเตอร์สแปร์โรว์ ผมมีเรื่องด่วนต้องรีบไปสะสางให้เสร็จ ไว้หาโอกาสดื่มด้วยกันใหม่”
“เชิญ” ไคลน์ลุกยืน ไม่ประสงค์จะสอดมือเข้าไปข้องแวะกับปัญหาของอีกฝ่าย
แน่นอน มันเกิดความอยากรู้อยากเห็น แต่ความอยากรู้อยากเห็นก็เคยพาตนฉิบหายมานักต่อนักแล้ว
หลังออกจากผับมะนาวหวาน ไคลน์กลับไปพักในโรงแรมที่เช็กอินไว้
…
ณ เมืองเงินพิสุทธิ์ จังหวะของสายฟ้าเบื้องบนค่อนข้างถี่ หมายถึงเวลา ‘กลางวัน’
หลังจากเดอร์ริค·เบเกอร์ฝึกฝนพลังในขอบเขต ‘ข้ารับใช้สุริยัน’ จนพึงพอใจ มันเดินไปตามถนนลานฝึก ปลายทางคือหอคอยคู่
เนื่องจากเคยเข้าร่วมชุมนุมทาโรต์หลายหน มันพอจะจับระยะห่างของการชุมนุมแต่ละครั้งได้บ้างแล้ว คาดคะเนได้ว่าอีกกี่ ‘กลางวัน’ จึงจะถูกมิสเตอร์ฟูลดึงขึ้นไปบนมิติหมอก
และวันนี้คือ ‘กลางวัน’ สุดท้าย
เด็กหนุ่มตัดสินใจเข้าหอสมุดเพื่ออ่านบันทึกตำนานเกี่ยวกับเทพบรรพกาล เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปจ่ายหนี้ให้เดอะฟูล
หลังจากเดินพ้นลานฝึก เดอร์ริคเหลือบไปเห็นทีมสำรวจล่าสุดที่เพิ่งกลับมาถึง เป็นทีมของโคลิน·อีเลียด เจ้าเมืองและประธานสภาอาวุโสแห่งเมืองเงินพิสุทธิ์
เมื่อไม่กี่วันก่อน กลุ่มคนเหล่านี้สำเร็จภารกิจสำรวจตามคำอธิบายของเด็กชายแจ็ค และเดินทางกลับมาพักอยู่ในเขตกักกันตัวชั่วคราว
เด็กหนุ่มเบือนหน้ากลับ เร่งฝีเท้าตรงไปทางหอคอย ขึ้นชั้นสามโดยไม่แวะพักที่ไหน
ขณะกำลังมองหาตำนานเทพบรรพกาลบนชั้นหนังสือในหมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง มันบังเอิญหันไปเห็นบุคคลที่คุ้นเคย
อีกฝ่ายคือสตรีงดงาม สวมชุดคลุมสีดำสลับแถบม่วง เส้นผมสีเงินม้วนหยักศกเล็กน้อย
ไม่ใช่ใครนอกจากหนึ่งในหกสภาอาวุโสประจำเมือง โลเฟียร์·ทิฟฟานี่ ผู้ควรถูกคุมขังในคุกใต้ดินเป็นเวลานาน
เมื่อสายตาคนทั้งสองประสานกัน เดอร์ริคพลันรู้สึกคล้ายดวงวิญญาณตนถูกเสียดแทง ร่างกายแข็งทื่อนานหลายวินาที
“ค…คารวะอาวุโสโลเฟียร์” เด็กหนุ่มรีบก้มศีรษะพลางใช้มือทาบหน้าอก
โลเฟียร์เดินเข้ามาใกล้ พยักหน้าเล็กน้อยพร้อมส่งเสียงกระซิบ
“ฉันถูกปล่อยตัวแล้ว”
สิ้นเสียงอันแผ่วเบา หญิงสาวหันหลังกลับและเดินจากไปโดยไม่กล่าวคำใดเพิ่ม
เดอร์ริคยืนแน่นิ่งเช่นนั้นเป็นเวลานาน เหงื่อเย็นเม็ดใหญ่ผุดขึ้นตามลำตัว
ทำไมเธอถึงถูกปล่อย?
สภาเมืองยืนยันแล้วว่าเธอไม่เป็นพิษภัย?
เดอร์ริคครุ่นคิดด้วยอารมณ์ตึงเครียดสุดขีด
…
วันจันทร์ช่วงบ่าย
ณ มิติเหนือสายหมอกเทา
ไคลน์วางศอกลงบนที่พักแขนเก้าอี้ สองมือประสานด้านหน้า สายตาจ้องกลุ่มแสงสีแดงเข้มรอบโต๊ะทองแดงยาว ร่างแล้วร่างเล่าถูกฉายเหนือเก้าอี้ในลักษณะคล้ายโฮโลแกรมที่ไม่คมชัด
จากนั้น ชายหนุ่มได้ยินคำทักทายจากจัสติส
“ทิวาสวัสดิ์ค่ะ มิสเตอร์ฟูล~”
……………………
อาณาจักรโลเอ็น ณ เมืองใหญ่ประจำแคว้นเชสเตอร์ตะวันออก เมืองสโตน
ออเดรย์ออกจากคฤหาสน์ไปยังบ้านพักตากอากาศในเมือง หลังจากคอยดูแลเหล่าเด็กๆ ที่เป็นลูกหลานขุนนางท้องถิ่นเสร็จ เธอกลับมายังคฤหาสน์และสั่งให้คนรับใช้ออกไปยังธนาคารบาวาร์ดเพื่อเบิกเงินสด
ปัจจุบัน หญิงสาวไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการจับจ่ายใช้สอย สามารถชำระหนี้สองพันปอนด์ของข้ารับใช้เดอะฟูล รวมถึงหนึ่งพันแปดร้อยปอนด์เป็นค่าตะกอนพลังนักจิตบำบัดของมิสเตอร์เวิร์ล
ผ่านไปสิบห้านาที ออเดรย์เปิดประตูห้องนอนพลางใช้หางตาชำเลืองแอนนี่ สาวใช้ส่วนตัวที่กำลังคุมงานสาวใช้ระดับล่าง และชำเลืองสุนัขขนทองที่กำลังนอนหมอบข้างกำแพงห้อง
หญิงสาวเผยรอยยิ้ม กล่าวเสียงแผ่วเบาด้วยดวงตาเปล่งประกาย
“ซูซี่… เธอกำลังจะได้รับของขวัญพิเศษ! ตื่นเต้นไหม?”
หากเป็นออเดรย์คนก่อนคงพูดว่า ‘ซูซี่ ของขวัญของเธออยู่ในห้อง!’ จากนั้น โกลเด้นรีทรีเวอร์ตัวใหญ่ก็จะวิ่งเข้าไปค้นหาอย่างสนุกสนาน แต่สำหรับปัจจุบัน ซูซี่ที่ได้รับการศึกษาด้านศาสตร์เร้นลับมาพอสมควร ลำพังการดมกลิ่นก็มาพอจะช่วยให้ค้นพบวัตถุวิญญาณได้ง่ายดาย
เมื่อได้ยินเจ้านายเปลี่ยนวิธีการพูด ความน่าจะเป็นจึงมีได้หลากหลายผลลัพธ์ เช่น ของขวัญจะถูกส่งมาถึงในอีกหลายวัน หรือ ของขวัญจะถูกส่งมาถึงในอีกไม่กี่นาที หรือ ต้องไปเอาของขวัญที่อื่นที่ไม่ใช่ห้องนอนเหมือนกับทุกที
ซูซี่เงยหน้าและพบว่าออเดรย์กำลังตื่นเต้น เป็นสีหน้าเปี่ยมความยินดีจากก้นบึ้ง เธอจึงเตรียมเปิดปากเพื่อสั่นสะเทือนอากาศ ซักถามว่าของขวัญดังกล่าวคือสิ่งใด แต่บังเอิญเหลือบไปเห็นว่าแอนนี่ สาวใช้ส่วนตัวของออเดรย์ยังยืนอยู่ไม่ห่างออกไป จึงล้มเลิกความคิดดังกล่าวอย่างรอบคอบ
ซูซี่กลับไปเป็นสุนัขธรรมดา เพียงสั่นกระดิกหางด้วยสีหน้าคาดหวัง
หลังจากใช้ข้ออ้างพาสุนัขออกไปเดินเล่น หญิงสาวแอบเข้าไปในห้องทดลองเคมีเพื่อเตรียมตัวปรุงโอสถ ‘นักจิตบำบัด’ ส่วนผสมชิ้นแล้วชิ้นเล่าถูกวางเตรียมไว้อย่างเพียบพร้อม
“แฮ่ม! ซูซี่ เธอยังจำขั้นตอนการปรุงโอสถจากครั้งที่แล้วได้ไหม” หญิงสาวกระแอมล้างคอ เหยียดหลังตรง สวมวิญญาณคุณครูอย่างตื่นเต้น
“โฮ่ง! จำได้!”
เมื่อซูซี่ทราบว่าของขวัญคือสิ่งใด โกลเดนรีทรีเวอร์ขนทองพลันส่งเสียง ‘โฮ่ง’ กังวาน
ออเดรย์ตอบเสียงขรึม
“ดีมาก! ไหนลองปรุงด้วยตัวเองดูซิ”
ซูซี่ก้มมองอุ้มเท้าหน้าทั้งสองข้าง ตามด้วยการเงียบไปเป็นเวลานาน
ออเดรย์เพิ่งรู้ตัวเมื่อสาย เผยสีหน้ากระอักกระอ่วน หมดคำจะกล่าวไปชั่วขณะ
จนกระทั่งผ่านไปสักพัก ออเดรย์รีบชิงพูดด้วยรอยยิ้มพิสดารบนใบหน้า
“ล…ล้อเล่นน่ะ! เธอกำลังจะพูดว่า ‘ออเดรย์ ฉันเป็นแค่สุนัข คงผสมโอสถไม่ได้หรอก’ ใช่ไหมล่ะ! ฉันรู้ทัน!”
น…น่าอายจัง… น่าอับอายเกินไปแล้ว!
ออเดรย์ที่กำลังแสดงกิริยาสง่างาม ภายในใจกำลังอับอายในความป้ำเป๋อของตัวเอง
“โฮ่ง!” ซูซี่พยักหน้ารับ
อาศัยโอกาสดังกล่าว หญิงสาวหันหลังกลับไปปรุงโอสถนักจิตบำบัดจนเสร็จสมบูรณ์
เธอถามซูซี่ล่วงหน้าแล้ว อีกฝ่ายยืนยันว่าโอสถเก่าถูกย่อยสมบูรณ์ภายในวันพุธที่ผ่านมา
ยังไม่ถึงสองเดือน… ฮึ! เธอย่อยโอสถได้ง่ายเพราะไม่เป็นที่สนใจต่างหาก สามารถเดินไปไหนมาไหนในคฤหาสน์ได้อย่างอิสระ รวมถึงแอบฟังการซุบซิบจากบรรดาสาวใช้… แต่นั่นก็ถือเป็นเรื่องดี หากไม่มีซูซี่ เราคงไม่ทราบว่าหลาย ๆ คนมีด้านมืดอยู่ แม้เวลาปรกติจะใจดีและตั้งใจทำงานก็ตาม…
ออเดรย์เทโอสถใส่ชามบนพื้น
หญิงสาวก้มมองซูซี่ที่เดินเข้ามาเลีย ภายในใจเกิดความคาดหวังและกังวล
ซูซี่อาจได้รับผลข้างเคียงจากโอสถ ส่งผลให้อารมณ์ไม่คงที่เหมือนกับเรา…
แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะมิสออเดรย์ นักจิตบำบัดมือฉมังอยู่ตรงนี้ทั้งคน! เตรียมพร้อมใช้พลัง ‘ปลอบโยน’ ในทุกสถานการณ์!
หืม… อันที่จริง เรากลับชอบชื่อ ‘นักจิตวิเคราะห์’ มากกว่า ฟังดูเป็นมืออาชีพดี…
ดวงตาสีเขียวมรกตของออเดรย์จ้องมองซูซี่อย่างไม่กะพริบ จากนั้นก็พบว่ารูม่านตาของอีกฝ่ายเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นทรงรีแนวตั้ง ใต้ชั้นขนสีทองนุ่มฟูผุดเกล็ดแข็งปกคลุม พลังวิญญาณเริ่มเอ่อล้นออกจากร่างกายทีละนิด คล้ายกับกำลังขยายขนาดปกคลุมทั่วคฤหาสน์
หญิงสาวยังคงสำรวจอาการอีกฝ่ายอย่างใจเย็นและรอบคอบ หากพบความผิดปรกติแม้เพียงเล็กน้อย เธอพร้อมใช้พลังพลังพิเศษของนักจิตวิเคราะห์ทันที
ผ่านไปสักพัก ซูซี่อ้าปากส่งเสียงสดใส
“ออเดรย์ ฉันทำได้แล้ว!”
“…”
ออเดรย์หมดคำจะกล่าวเป็นเวลานาน
…
ภายในความฝัน เดซีย์ได้กลับมายังเขตตะวันออกอีกครั้ง หยุดยืนอยู่หน้าบ้านพักหลังเก่าที่เคยอาศัยร่วมกับมารดาและพี่สาว
เธอผลักประตูเข้าไป พบไลฟ์กับเฟรย่ากำลังซักผ้าอย่างขะมักเขม้น
หัวใจเดซีย์พลันพองโต เตรียมเข้าไปช่วยคนทั้งสองซักเสื้อผ้า
แต่ทันใดนั้น เด็กสาวได้ยินเสียงเคาะประตูดังจากด้านหลัง
เมื่อมองกลับไป เธอพบผู้มาเยือนเป็นชายผมดำดวงตาสีเขียว สวมชุดนายตำรวจสัญญาบัตร
ใบหน้าอีกฝ่ายค่อนข้างพร่ามัว ในมือถือสมุดบันทึกและปากกา พลางส่งเสียงซักถาม
“ในคดีคาพิน นอกจากสิ่งที่เธอเคยให้ปากคำกับตำรวจ มีอะไรที่ยังไม่ได้เล่าอีกไหม”
“มีค่ะ แต่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ” เดซีย์ตอบกำกวม
ตำรวจหน้าตาดีก้มมองสมุดบันทึกในมือ
“ไม่เป็นไร ฉันอยากฟัง”
เดซีย์ชำเลืองไปทางเสื้อผ้าที่แขวนตากตรงมุมสายตา คล้ายต้องการกลับไปทำงานมากกว่า
อย่างไรก็ตาม เด็กสาวตัดสินใจเล่ารายละเอียดยิบย่อยอย่างซื่อตรง และปิดท้ายด้วย :
“หลังจากฉันถูกลักพาตัว คุณแม่และพี่สาวได้จ้างนักสืบเอกชนคนหนึ่งให้ช่วยตามสืบ เขาคือมิสเตอร์เชอร์ล็อก·โมเรียตี้ แต่สุดท้ายก็ตามหาฉันไม่พบ โดยหลังจากนั้น นักข่าวคนหนึ่งได้เป็นปากเสียงในการเรียกร้องค่าชดเชยจากมูลนิธิการกุศลให้ฉัน”
ตำรวจเจ้าของเส้นผมสีดำและดวงตาสีเขียวเงยหน้ามองเดซีย์ เผยรอยยิ้มอบอุ่น
“ขอบคุณมาก ผมพึงพอใจกับคำตอบ แล้วยังจำหน้านักสืบเอกชนคนนั้นได้ไหม”
เดซีย์ผงกศีรษะ ทันใดนั้น นักสืบเชอร์ล็อกได้ปรากฏตัวขึ้นด้านข้าง
สวมเคราหนา แว่นตากรอบทอง เป็นภาพเดียวกับในความทรงจำของเด็กสาวทุกประการ
ตำรวจผมดำตาเขียวเพ่งพิจารณาอย่างตั้งใจสักพัก ก่อนจะหายตัวไปอย่างเป็นปริศนา
และเมื่อเดซีย์หันหลังกลับ มารดากับพี่สาวก็หายตัวไปแล้วเช่นกัน
เธอพยายามวิ่งทั่วเขตตะวันออกเพื่อตามหาคนทั้งสอง จนกระทั่งตื่นขึ้นพร้อมกับอารมณ์เศร้าโศกสุมแน่นในอก สายตาแหงนมองเพดานหอพักสตรีของโรงเรียนโดยไม่กล่าวคำใดเป็นเวลานาน
เดซีย์เงียบงัน พลิกตะแคงร่างกายด้านข้างพร้อมกับใช้ใบหน้าซุกหมอนใบใหญ่
ผ่านไปเป็นเวลานาน ปลอกหมอนอยู่ในสภาพเปียกชุ่มจนมิอาจใช้ด้านดังกล่าวหนุนนอน
ผู้บุกรุกความฝันของเดซีย์มิใช่ใครนอกจากเลียวนาร์ด·มิเชล แม้แฟ้มเอกสารอย่างละเอียดของทั้งสองคดีจะถูกส่งถึงมือ แต่เลียวนาร์ดก็ไม่ละเลยการสืบสวนตามขั้นของพื้นฐานของเหยี่ยวราตรี โดยผลลัพธ์ค่อนข้างน่าพึงพอใจ มันพบเบาะแสใหม่ที่เหนือความคาดหมาย
ทั้งคดีคาพินและลาเนวุส นักสืบเอกชนเชอร์ล็อกกับนักข่าวโยเซฟจะมีเอี่ยวด้วยเสมอ… แม้พวกเขาจะอยู่วงนอกและแทบไม่มีบทบาทสำคัญ แต่ในเชิงการสืบสวน เราสามารถเริ่มจากจุดนี้…
หืม… เราค่อนข้างคุ้นหน้าเชอร์ล็อก… หมอนี่เป็นหนึ่งในนักโทษหนีคดีหรือไง…
เลียวนาร์ดพยายามนึกทบทวนภาพที่ตนเห็นในความฝัน พลางสวมถุงมือสีแดงและเดินลงไปยังชั้นใต้ดินของมหาวิหารแซมมัวร์
ขณะกำลังทักทายหัวหน้า ‘โซสต์’ มันเห็นเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับยื่นเอกสารสองแผ่นบาง
“นี่คือข้อมูลของชายตาแดงแห่งวิหารฤดูเก็บเกี่ยวที่คุณต้องการ”
“ขอบคุณ ไปกินข้าวกลางวันด้วยกันไหม” เลียวนาร์ดถามด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร
เพื่อนเหยี่ยวราตรียักไหล่
“ไม่! จนกว่านายจะเลิกทำให้ฉันฝันร้าย!”
“ตกลง” เลียวนาร์ดรับรายงานการสืบสวนอย่างอารมณ์ดี
มันยังยืนในจุดเดิม ไม่รีบร้อนหาที่นั่ง ยืนอ่านเนื้อความบนกระดาษอย่างตั้งใจ
“เอ็มลิน·ไวท์ แวมไพร์ ปัจจุบันเป็นสมาชิกของโบสถ์พระแม่ธรณี… เคยหายตัวไปอย่างเป็นปริศนาอยู่พักหนึ่ง จนครอบครัวต้องจ้างนักสืบเอกชนให้ช่วยสืบหา ต้องขอบคุณนักสืบสจ๊วตที่แจกจ่ายงานไปยังพวกพ้อง คดีนี้จึงปิดลงได้ด้วยฝีมือของนักสืบเชอร์ล็อก·โมเรียตี้”
รอยยิ้มบนใบหน้าเลียวนาร์ดพลันหดหาย สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นอารมณ์ดำมืด
เชอร์ล็อก·โมเรียตี้…
มันทวนชื่อซ้ำในใจ
…
ไคลน์ไม่รีบมองหาเหยื่อเพื่อสวมรอยและใช้เทคนิคสวมบทบาท เพียงเดินเตร็ดเตร่ไปรอบท่าเรือโอลาวีโดยสวมรอยเป็นนักเดินทางไร้พิษภัยคนหนึ่ง ถือโอกาสพักผ่อนจากชีวิตที่แทบไม่ได้เว้นว่าง
ชาวเมืองส่วนใหญ่เป็นชาวโลเอ็นที่อพยพเข้ามาอาศัย รสนิยมทางอาหารจึงไม่แตกต่างจากเมืองชายฝั่งมากนัก จุดที่ไม่เหมือนก็คือ ที่นี่มีผลไม้และอาหารทะเลสดใหม่ ถือเป็นเมนูประจำถิ่น
เกาะโอลาวีอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติ แถมยังเป็นทางผ่านของเส้นทางเดินเรือหลัก ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนจึงค่อนข้างร่ำรวย แม้แต่เกษตรกรแถบชานเมืองก็ยังมีเงินเก็บจากการทำสวนผลไม้เพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม นี่มิได้หมายความว่าเกาะโอลาวีปราศจากคนยากจนหรือไม่มีชนชั้นล่าง เพียงแต่กลุ่มคนดังกล่าวคือชาวพื้นเมืองเดิมที่เคยตกเป็นทาสมานานหลายปี หากรัฐบาลโลเอ็นไม่ออกกฎหมายเลิกทาส ชีวิตความเป็นอยู่ก็คงแย่กว่านี้หลายเท่า
หลังจากกลืนผลไม้ที่หวานและชุ่มฉ่ำลงคอ ไคลน์เงยหน้ามองท้องฟ้ามืดสลัว หักเลี้ยวมุมถนน ย่างกรายเข้าสู่ผับ ‘มะนาวหวาน’
ที่นี่คือหนึ่งในจุดนัดพบของนักผจญภัยบนเกาะโอลาวี ไคลน์ต้องการหาซื้อวัสดุดิบเสริมในโอสถนักเชิดหุ่นที่ยังขาดอีกสองชนิด ประกอบด้วยเปลือกต้นมังกร และน้ำพุทองคำเกาะโซเนีย
ภายในผับค่อนข้างมีชีวิตชีวา ผู้คนมากมายกำลังถือแก้วเครื่องดื่มพลางยืนล้อมเวทีชกมวย ส่งเสียงเฮฮาและให้กำลังใจเป็นระยะ
นอกจากนั้นยังมีกลุ่มคนที่ดูคล้ายนักผจญภัยกำลังกระซิบกระซาบข่าวลือระหว่างกัน
ขณะไคลน์เตรียมหาที่นั่ง มันบังเอิญได้ยินชื่อของตัวเอง
“ข้าคือเกอร์มัน·สแปร์โรว์! พวกแกคงได้ยินชื่อเสียงมาบ้าง ตอนนี้ข้ามีแผนที่ขุมทรัพย์ลับ ต้องการจ้างผู้ช่วยจำนวนหนึ่งร่วมทาง ไม่ใช่เพราะข้าฝีมือไม่ถึง แต่เป็นเพราะที่นั่นมีสมบัติมหาศาลจนข้าขนคนเดียวไม่ไหว”
ชายเจ้าของดวงตาสีเขียว อายุราวสามสิบ ถือแก้วเครื่องดื่มที่มีของเหลวเหลือครึ่งหนึ่ง กล่าวกับกลุ่มชายสองหญิงหนึ่งที่ดูไม่ว่าเป็นพ่อค้าหรือนักผจญภัย
หืม… นายเองก็ชื่อเกอร์มัน·สแปร์โรว์เหมือนกันหรือ บังเอิญจังนะ… แผนที่ขุมทรัพย์… ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็เป็นพวกต้มตุ๋น… ข่าวคราวการสังหาร ‘นักเจรจา’ แพร่จากบายัมมาถึงที่นี่แล้ว?
คงเป็นข้อมูลจากโทรเลขและนักเดินทาง.. หลายคนรู้จักเราแค่ชื่อ แต่ไม่เคยเห็นตัวจริง ทำให้นักต้มตุ๋นฉวยโอกาสสวมรอย…
ไคลน์ขยับเข้าไปใกล้
ชายตาเขียวจิบเหล้า ตามด้วยการกระแทกแก้วลงกับโต๊ะเสียงดัง
“จะปฏิเสธหรือเข้าร่วม ข้าไม่บังคับ! แต่ข้าไม่ชอบคนที่ทำให้ข้าเสียเวลา! หรือพวกแกอย่างเป็นเหมือนกับนักเจรจา!”
ชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามรีบกล่าวน้ำเสียงเจือความหวาดหวั่น
“ผ…ผมรู้ว่าคุณเป็นนักผจญภัยที่แข็งแกร่ง”
“งั้นก็ดี…”
เสียงของชายตาเขียวขาดช่วงกะทันหัน
มันรู้สึกคล้ายกับคอเสื้อของตนถูกใครบางคนกระชากไปด้านหลังอย่างแรง ร่างกายปลิวลอยไปทางประตูผับ
ไคลน์ไม่พูดพร่ำ โยนชายคนหนึ่งออกจากผับด้วยสีหน้าเรียบเฉย
จากนั้น มันชักลูกโม่ดัดแปลง เล็งไปยังจุดที่ชายตาเขียวล้มนอนลง และเหนี่ยวไกปืนด้วยสีหน้าเย็นชาปราศจากความลังเล
ปัง!
ชายตาเขียวที่เพิ่งก้นกระแทกพื้น เหลือบเห็นประกายไฟสีเงินเฉียดเป้ากางเกงลงไปเล็กน้อย ความหวาดกลัวเกาะกินจิตใจจนรีบเผ่นหนีออกจากผับอย่างลนลาน
ไม่ต้องอธิบายให้มากความ ด้วยท่าทีอ่อนแอและน่าสมเพชเช่นนี้ ใครเห็นก็ทราบทันทีว่านี่ไม่ใช่เกอร์มัน·สแปร์โรว์
ไคลน์มิได้แยแสผู้ชมโดยรอบที่กำลังยืนตกตะลึง เพียงเป่าปากกระบอกปืนด้วยมาดสง่างาม เก็บลูกโม่ดัดแปลงเข้าไปในซองรักแร้ซ้าย
จากนั้น ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงัดอันเกิดจากเสียงปืน ชายหนุ่มย่างกรายเข้าไปในผับอย่างเชื่องช้า
……………………
เสาโคมไฟแก๊สบนสองฝั่งสะพานกำลังสาดแสงเหลืองนวลไปโดยรอบ แต่ก็ยังมิอาจสลายความมืดมิดภายในโพรงมืดด้านล่าง มีเพียงแสงจันทร์แดงสลัวจากด้านบนเท่านั้นที่พอจะช่วยมอบแสงสลัว
‘สภาแห่งชะตา’ ริคคาร์ดที่ซ่อนตัวอยู่ในโพรงใต้สะพาน มิได้ส่งเสียงใดกลับมาเป็นเวลานาน จนไคลน์อดคิดไม่ได้ว่า อีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บสาหัสจนขาดใจตายไปแล้ว และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ตนล้มเหลวในการพนัน
ขณะไคลน์เตรียมซักถามเพื่อยืนยันให้แน่ชัด ริคคาร์ดกระแอมค่อยสองหน กล่าวด้วยเนื้อเสียงแหบพร่า
“สมแล้วที่เป็นนักผจญภัยทรงพลังผู้สามารถผนึกลูกเต๋าได้ในระยะเวลาหนึ่ง สถานการณ์ค่อนข้างผิดไปจากความคาดหมายของผม แค่ก! ผมกำลังนึกสงสัยว่า เหตุใดพลังแห่งโชคถึงไม่ยอมทำงาน… ค่อนข้างน่าเสียดายที่ผมกำลังบาดเจ็บหนัก ไม่อย่างนั้นคงจะออกไปดูด้วยตาตนเอง ว่าสิ่งใดกันที่ผู้วิเศษเส้นทางอื่นยากจะมองเห็น แม้จะใช้เนตรวิญญาณระดับสูงตรวจสอบแล้วก็ตาม หึหึ… นี่คือลักษณะพิเศษที่มีเพียงผู้ครอบครอง ‘โชคชะตา’ เท่านั้นจึงจะมองเห็น”
นายกำลังจะบอกว่า ปัญหาอยู่ที่ตัวฉัน? แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสักหน่อย สาระสำคัญอยู่ที่ พวกนายยังติดเงินอยู่เจ็ดร้อยปอนด์… ไม่สิ เจ็ดร้อยสามสิบ…
ไคลน์บ่นอย่างหัวเสีย แต่ก็อดหวนนึกถึงเด็กชาย ‘อาเดมิทอร์’ ในตลาดมืดค้าของวิเศษประจำเมืองทิงเก็นไม่ได้
ย้อนกลับไปในอดีต เมื่อเด็กหนุ่มที่เกิดมาพร้อมลำดับ 9 ครึ่งจ้องไคลน์ด้วยตาเปล่า อาการแรกคือแหกปากร้องลั่น อาการที่สองคือเลือดออกจากดวงตา ลงไปนอนเกลือกกลิ้งชักดิ้นชักงอบนพื้น
เป็นเพราะเด็กคนนั้นมีลักษณะพิเศษของเส้นทางโชคชะตา จึงมองเห็นที่เกี่ยวกับสายหมอกในตัวเรา? น่าเสียดาย สภาแห่งชะตาคนนี้กำลังพักรักษาตัว ทำได้เพียงแผ่ออร่าความโชคร้ายออกมาโดยรอบ ไม่สามารถตรวจสอบเรื่องดังกล่าวให้กับเราได้… คงต้องกลับไปถามอสรพิษปรอท วิล·อัสติน รายนั้นอาจมีข้อมูลในเชิงลึก… แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโชคชะตา เขาอาจไม่ยอมบอกเราตามตรง มีโอกาสที่จะอธิบายแบบคลุมเครือเหมือนกับพวกนักต้มตุ๋น…
ไคลน์ครุ่นคิดโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“แล้วคุณจะทำยังไงต่อ”
ริคคาร์ดถอนหายใจ
“ช่วยตามดัควีลล์มาที ผมจะทำการอวยพรโชคแก่เขา ให้ไปพนันแทนคุณ”
จากชื่อโรงแรมที่ริคคาร์ดมอบให้ ไคลน์ตามหาตัวดัควีลล์ได้ไม่ยาก จากนั้นก็พานักปรุงยาอ้วนเดินไปยังบ่อนพนันพร้อมกับกระเป๋าเดินทางและไม้ค้ำ
การพนันเกมแล้วเกมเล่าผ่านไป จนกระทั่งเปลี่ยนบ่อนสี่ครั้ง ดัควีลล์สามารถทำเงินครบเจ็ดร้อยห้าสิบปอนด์ได้ตั้งแต่ในช่วงเช้า
หลังจากรับเงินสดจำนวนเจ็ดร้อยสามสิบปอนด์มาถือ ชายหนุ่มเริ่มพบต้นตอของปัญหา
เป็นไปตามคำกล่าวของริคคาร์ด ตนมิได้แพ้พนันเพราะพลังของอีกฝ่ายอ่อนแอ ปัญหาอยู่ที่ความไม่ปรกติของตัวเอง!
แล้วเป็นเพราะอะไรกัน…
ไคลน์ครุ่นคิดพลางจับกระเป๋าสตางค์ที่บวมพองขึ้นจากตอนแรก ปากพึมพำ
จากนั้น มันฉุกคิดถึงสายหมอกล่องหนรอบตัว และเริ่มเข้าใจถึงสาเหตุอย่างรวดเร็ว
หลังจากกลายเป็นผู้ไร้หน้า หมอกเทาเริ่มมีบทบาทกับโลกความจริงมากขึ้น ไม่เพียงจะช่วยสกัดกั้นมลทินน่ารังเกียจในบางเรื่องโดยอัตโนมัติ แต่ยังกีดขวางการบิดเบือนโชคชะตาจากผู้อื่นได้ประมาณหนึ่ง ส่งผลให้สภาแห่งชะตาอวยพรโชคไม่สำเร็จ
ตามตรรกะดังกล่าว โชคร้ายก็จะไม่เกิดขึ้นกับตัวเราเช่นกัน…
ตลกร้ายชะมัด… เราไม่มีทางเป็นคนดวงซวยบัดซบ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่มีวันได้เป็นคนดวงดีถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง…
ไคลน์ส่ายหน้าแผ่วเบา เดินตามดัควีลล์และนกฮูกแฮร์รี่กลับไปยังสะพานหิน แจ้งวิธีอัญเชิญผู้ส่งสารของตนให้ริคคาร์ดทราบ กำชับว่าหากอีกฝ่ายพบสมบัติวิเศษเกี่ยวกับการโจมตีเมื่อใด ให้รีบส่งข่าวมาทันที
เมื่อเรื่องราวอันวุ่นวายจบลง ไคลน์เช็กอินเปิดห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองท่าโอลาวี
…
กรุงเบ็คลันด์ ช่วงเช้า
ท่ามกลางหมอกหนาที่ไม่มากเท่าเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมเมื่อปีก่อน เอ็มลินเดินเตร็ดเตร่ภายใต้ท้องฟ้าสลัวที่มันชื่นชอบจนมาถึงหน้าบ้านเลขที่ 7 ถนนพินสเตอร์
สั่นกริ่งบ้านเสร็จ ผีดูดเลือดหนุ่มยืนรอด้วยมาดสง่างาม แผ่นหลังตั้งตรง ปลายคางเชิดขึ้น
เลียวนาร์ดเปิดประตูบ้าน สำรวจใบหน้าอันหล่อเหลาแต่โอหังเสียเต็มประดาสักพัก ก่อนจะส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายเข้าไปข้างใน
มันยังคงสวมเชิ้ตขาวและกางเกงขายาวสีดำคล้ายเมื่อวาน แต่คราวนี้สวมเสื้อกั๊กสีเข้มซึ่งไม่ติดกระดุมทับไว้
“ข้อสรุปของคุณคือ?” เลียวนาร์ดยิ้มถาม
“ไม่มีปัญหา”
เนื่องจากไม่ใช่เงินของตัวเอง เอ็มลิน·ไวท์ไม่คิดจะต่อรองแม้แต่หนึ่งเพนนี
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมันกังวลว่า จากท่าทีของอีกฝ่ายในคราวก่อน การต่อรองอาจให้ผลลัพธ์ตรงกันข้าม ราคาสมบัติวิเศษอาจสูงขึ้นกว่าเดิมเนื่องจากอีกฝ่ายเกิดความหงุดหงิดรำคาญ
เลียวนาร์ดพยักหน้ารับ อมยิ้มเล็กน้อย
“ร่ำรวยทีเดียว”
ชมเชยตามมารยาทสินะ…
เอ็มลินรำพัน เปิดปากโต้ตอบ
“เรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับคุณ”
กล่าวจบ มันเปิดกระเป๋าเดินทางที่มีธนบัตรเงินสดจำนวนเจ็ดพันปอนด์อัดแน่น
เลียวนาร์ดหยิบปึกแล้วปึกเล่าออกมาตรวจสอบอย่างใจเย็น ขั้นตอนนี้ใช้เวลาสักพัก
เมื่อพึงพอใจ มันถอดถุงมือสีแดงข้างซ้ายออก และยื่นส่งมาทางเอ็มลินพร้อมกับอธิบาย
“นี่คือสมบัติวิเศษที่คุณต้องการ มันสามารถเปลี่ยนสีเพื่ออำพรางได้อย่างอิสระ”
“สิ่งนี้ชื่อว่า ‘อินธน์’ (เชื้อไฟ) มีสรรพคุณในการเพิ่มเสน่ห์ของผู้สวม เปลี่ยนให้คำพูดน่าเชื่อถือขึ้นเล็กน้อย นอกจากนั้นยังมีความสามารถในการขโมยพลังพิเศษของเป้าหมายภายในระยะห้าสิบเมตร ยิ่งมีข้อมูลและรู้จักกับเป้าหมายมากเพียงใด โอกาสขโมยพลังที่ต้องการก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน หากไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอีกฝ่ายเลย พลังที่ได้รับก็ยิ่งเป็นแบบสุ่ม ขึ้นอยู่กับดวง หากเป้าหมายมีลำดับสูงกว่า 6 โอกาสสำเร็จจะไม่ใช่หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ ยิ่งลำดับสูงมากเท่าไร โอกาสล้มเหลวก็ยิ่งมากตาม หากขโมยสำเร็จ เป้าหมายจะสูญเสียพลังดังกล่าวทันที และต้องอยู่ห่างจากอินธน์อย่างน้อยสิบสองชั่วโมงเพื่อให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง โดยทางฝั่งผู้สวมอินธน์จะใช้พลังดังกล่าวได้อย่างอิสระเป็นเวลาสิบนาที เนื่องจากมีผลข้างเคียงต่ำ ราคาของมันจึงสูงกว่าสมบัติวิเศษในระดับเดียวกัน”
หลังจากนั่งฟังอย่างเงียบงัน เอ็มลินเริ่มให้ความสนใจกับพลังของอินธน์ จึงซักถามด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
“ผลข้างเคียงคืออะไร”
เลียวนาร์ดใช้มือสางผม ฉีกยิ้มและตอบ
“ข้อแรก มีโอกาสสูงที่ผู้สวมอินธน์จะทำสิ่งของติดตัวสูญหายหนึ่งชิ้น ข้อสอง พลังพิเศษหนึ่งชนิดของผู้สวมจะสูญหายเป็นเวลาสิบสองชั่วโมง แต่ก็แค่หนึ่งชนิด ไม่มากไปกว่านั้น หมายความว่าภายในช่วงเวลาดังกล่าว คุณจะขโมยพลังคนอื่นอีกกี่ครั้งก็ได้”
“แฮ่ม เทียบกับสมบัติวิเศษที่ผมรู้จัก ผลข้างเคียงนับว่าค่อนข้างต่ำ” เอ็มลินกระแอมล้างคอพลางพยักหน้ารับ
ผีดูดเลือดหนุ่มหยิบถุงมืออินธน์ขึ้นมาตรวจสอบด้วยความระมัดระวัง เมื่อยืนยันจนแน่ใจ มันบรรจงหยิบปึกธนบัตรในกระเป๋าออกมาวางบนโต๊ะทีละกอง
จากนั้น เอ็มลินเก็บถุงมือสีแดงเข้าไปในกระเป๋าเดินทาง จะได้ไม่ถือเป็นการพกพาหรือสวมใส่โดยตรง
เฉกเช่นคราวก่อน ผีดูดเลือดหนุ่มเดินทางกลับวิหารฤดูเก็บเกี่ยวพร้อมกับกระเป๋าหนึ่งใบ จากนั้นก็ตรงเข้าไปยังห้องพักของนักบวช ประกอบพิธีกรรมสังเวยถึงใครบางคน
ประตูเวทมนตร์มายาเริ่มเปิดออก ถุงมือสีแดงเตรียมถูกส่งผ่านห้วงมิติสายหมอกสีดำสนิท
ทันใดนั้น ณ ผิวของถุงมือในจุดที่สัมผัสกับหมอกสีเทา ใบหน้ามายาเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นพร้อมกับแสดงอาการเจ็บปวด
มันดิ้นทุรนทุรายพลางระเหิดตัวเองทีละนิด
ได้เห็นฉากดังกล่าว ไคลน์มิได้แสดงท่าทีตื่นตระหนัก เพราะในเมื่อคุณปู่ของเลียวนาร์ดคือเทวทูตบนเส้นทาง ‘นักจารกรรม’ สิ่งที่อามุนด์สามารถทำได้ โซโรอาสเตอร์ก็อาจทำได้เช่นกัน
สำหรับเรื่องนี้ ไคลน์เตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่ และเชื่อว่า ต่อให้อีกฝ่ายอยู่ในระดับเดียวกับอามุนด์ แต่ตนก็จะจำกัดสิ่งแปลกปลอมได้โดยไม่ทำให้ข้อมูลมิติหมอกรั่วไหล จึงไม่มีความจำเป็นต้องแจ้งให้เอ็มลินทราบล่วงหน้า
ไคลน์หยิบคทาเทพสมุทรที่วางเตรียมพร้อมไว้ตรงหน้า ถ่ายพลังวิญญาณจน ‘อัญมณี’ ตรงส่วนหัวส่องแสงสีน้ำเงินงดงาม
โดยทันทีทันใด แสงสีเงินสว่างเจิดจ้าไปทั่วห้วงมิติเหนือสายหมอกเทา พายุสายฟ้าก่อตัวขึ้นด้านบนอย่างน่าเกรงขาม กระหน่ำผ่าใส่ใบหน้าขนาดเล็กที่กำลังระเหิดหาย
ใบหน้าลึกลับสลายไปในพริบตาโดยไม่มีโอกาสได้ส่งเสียงกรีดร้อง เหลือทิ้งไว้เพียงหนอนแมลงโปร่งแสงไร้ชีวิต รอบตัวหนอนมีวงแหวนมายาที่ถูกแบ่งเป็นสิบสองส่วน
หมอนกาลเวลา… แต่อ่อนแอกว่าของอามุนด์..
ไคลน์กระซิบ โบกมือเล็กน้อย สั่งให้ทั้งถุงมือสีแดงและหนอนลอยมาตกตรงหน้าพร้อมกัน
หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียด ชายหนุ่มมั่นใจว่าแมลงดังกล่าวมีลักษณะเหมือนกับหนอนกาลเวลาที่อามุนด์ทิ้งไว้
“หืม… คุณปู่โซโรอาสเตอร์ในตัวสหายนักกวีเป็นถึงลำดับ 1 เทียบเท่าอามุนด์เลยหรือ… ไม่สิ ไม่จริงเสมอไป นี่อาจเป็นลักษณะเด่นของลำดับต่ำกว่านั้นลงมา แต่ถ้าคุณปู่เป็นลำดับ 1 จริง หมายความว่าอามุนด์ผู้เป็นบุตรแห่งพระผู้สร้างและได้รับฉายา ‘ราชาเทวทูต’ ต้องมีบางสิ่งที่พิเศษกว่าปู่… หรืออามุนด์จะหลอมรวมเข้ากับ ‘เอกลักษณ์’ ของเส้นทางได้แล้ว? หรือได้ครอบครองความพิเศษอย่างอื่นบนเส้นทาง?”
ไคลน์ผุดสมมติฐานที่ยังมิอาจหาข้อพิสูจน์
ส่วนเรื่องที่ว่า หนอนกาลเวลาสามารถนำไปใช้ทำสิ่งใดได้บ้าง และพลังวิญญาณจะสลายไปตอนไหน ไคลน์ที่ปราศจากข้อมูลย่อมไม่ทราบ
…
กรุงเบ็คลันด์ บ้านเลขที่ 7 ถนนพินสเตอร์
เลียวนาร์ด·มิเชลกำลังนั่งเอนหลังพิงโซฟา ดวงตาปิดสนิท ปลายเท้าวางพาดบนโต๊ะกาแฟ อากัปกิริยาคล้ายกำลังนอนกลางวันเพื่อชดเชยความร่าเริงในยามกลางคืน
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ จนกระทั่งมันลืมตาขึ้นและกล่าวด้วยเสียงแผ่ว
“สรุปว่ายังไง ระบุตัวคนซื้ออินธน์ได้หรือยัง”
เสียงชราดังขึ้นในใจ
“ออร่าที่ข้าทิ้งไว้ถูกขจัดโดยสมบูรณ์ ไม่หลงเหลือแม้แค่เศษเสี้ยว”
“แล้วพบอะไรบ้างไหม”
เลียวนาร์ดหดขากลับ ซักถามเสียงเบา
ชายชราถอนหายใจ
“ไม่เลย ยังไม่ทันได้ตอบสนอง ทุกอย่างก็จบลง หากอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด บางทีคงพอจะสืบจนพบเบาะแสได้บ้าง แต่น่าเสียดาย ตัวข้าอ่อนแอมานานหลายปี”
เลียวนาร์ดเงียบงันราวสิบวิ ส่ายหน้าเล็กน้อยและกล่าว
“คงต้องเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
…
เหนือมิติสายหมอก ไคลน์ฟังคำสวดวิงวอนจากเอ็มลิน จดบันทึกข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสมบัติวิเศษชิ้นใหม่ พลางก้มหน้าตรวจสอบถุงมือสีแดงที่มีชื่อว่า ‘อินธน์’
“หึหึ… หมายความว่า ตอนนี้เรามีถุงมือสำหรับสวมข้างขวาแล้ว”
หลังจากไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ไคลน์ตัดสินใจยังไม่ช่วงชิงจิตกัดกร่อนออกจากดวงตาดำล้วนในทันที
เพื่อความไม่ประมาท ชายหนุ่มวางแผนทำเรื่องดังกล่าวตอนที่คิดจะปรุงโอสถนักเชิดหุ่น เพราะจากเอกสารของเมืองเงินพิสุทธิ์ การช่วงชิงพลังสามารถทำได้ตามปรกติโดยไม่ต้องพึ่งพามิติสายหมอก ขอเพียงกะจังหวะและเวลาอย่างเหมาะสม ไม่สนว่าวัตถุเป้าหมายจะถูกกัดกร่อนโดยจิตชั่วร้ายของพระผู้สร้างแท้จริงโดยตรง
แต่ถ้ายิ่งมีมิติหมอก อันตรายก็แทบเป็นศูนย์
เราสามารถใช้อินธน์ได้ตามปรกติ แต่ก่อนใช้งานต้องเก็บสิ่งสำคัญไว้บนมิติหมอก เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรสูญหาย… หึหึ ในความเป็นจริง ตัวเราที่เป็นนักทำนายแทบไม่ต้องกังวลเรื่องของหายเลยสักนิด แค่ทำนายหาก็พบแล้ว…
ในการต่อสู้ปรกติ ด้วยมือซ้ายที่สวมยุบพองหิวโหยและมือขวาที่สวมอินธน์ แค่จินตนาการก็รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก…
ไคลน์นั่งตรึกตรอง และพบว่าตนมีวัตถุสำหรับปรุงโอสถลำดับ 5 นักเชิดหุ่นพร้อมสรรพ ขาดเพียงวัตถุดิบเสริมอีกสองชนิด
ชายหนุ่มส่ายหน้า พึมพำกับตัวเอง
เหลือแค่รอให้โอสถถูกย่อยอย่างสมบูรณ์!
จากนั้นก็ขึ้นเรือของพลเรือโทดวงดาวหรือไม่ก็เรือของแฮงแมน มุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกของทะเลโซเนียเพื่อตามหานางเงือก!
……………………
เกี่ยวกับนกกระเรียนกระดาษ ไคลน์ยังคงจดจำรายละเอียดได้แม่นยำ เนื่องจากครั้งหนึ่งในอดีต อสรพิษปรอทเคยอาศัยสิ่งนี้ระบุตำแหน่งวิญญาณดาราของศัลยแพทย์อลัน และเมื่ออลันล่องลอยไปในโลกวิญญาณขณะนอนหลับฝัน อสรพิษปรอททำการฉีด ‘ฝันเทียม’ เข้าไปจนอีกฝ่ายฝันร้ายในเรื่องที่ตนต้องการ
จากนั้น ไคลน์สับเปลี่ยนนกกระเรียนกระดาษของวิล·อัสตินด้วยของปลอมที่ตัวเองพับ และเอานกกระดาษต้นตำรับมาทำนายหาเบาะแสบนห้วงมิติเหนือสายหมอก แต่ก็ไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากนัก
จนกระทั่งภรรยาของนายแพทย์อลันตั้งครรภ์ ไคลน์จึงเริ่มเข้าใจเกี่ยวกับวัฏจักรของลำดับ 1 และลำดับ 0 ของเส้นทางสัตว์ประหลาด โดยวัฏจักรจะเริ่มต้นใหม่เมื่ออสรพิษกินหางตัวเอง
ชายหนุ่มยังคาดเดาอีกว่า อสรพิษปรอททั้งสามกำลังต่อสู้อย่างดุเดือดเพื่อแย่งชิงตำแหน่งลำดับ 0 โดยฝันร้ายเทียมที่วิล·อัสตินสร้างแก่นายแพทย์อลันเป็นแค่ประเด็นรอง จุดประสงค์หลักคือการระบุพิกัดและเข้าไปเกิดใหม่ในครรภ์ของภรรยาอลัน
ระหว่างเหตุการณ์ดังกล่าว เรื่องน่าขันก็คือ นกกระดาษที่ไคลน์พับขึ้นเอง ถูกเหยี่ยวราตรีกรุงเบ็คลันด์เข้าใจผิดว่าเป็นของจริง และสับเปลี่ยนด้วยนกกระดาษที่พับได้ห่วยยิ่งกว่าของไคลน์
ส่วนนกกระดาษของวิล… เราเก็บไว้ในมิติหมอกจนเกือบลืมไปแล้ว… การใช้มันเป็นสื่อกลางเพื่อทำนายคงไม่เกิดประโยชน์มากนัก ระดับตัวตนของอีกฝ่ายสูงเกินไป ผลลัพธ์การทำนายคงออกมาคลุมเครือจนคล้ายกับล้มเหลว ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ทารกในครรภ์ภรรยาศัลยแพทย์อลันคือวิล·อัสตินตัวจริงหรือไม่…
แต่ในทางกลับกัน วิล·อัสตินสามารถใช้นกกระดาษระบุพิกัดปัจจุบันของเราได้… เหมือนที่เคยทำกับอลันในอดีต และเหมือนกับที่อาโรเดสใช้ออร่าสายหมอกระบุตำแหน่งเรา จากนั้นก็ติดต่อกับเครื่องรับโทรเลขผ่านโลกวิญญาณ…
จริงสิ… ยังมีวิธีนั้นอยู่!
ไคลน์เหยียดหลังตั้งตรง สมองผุดแนวคิดใหม่ที่น่าสนใจ
มันวางแผนจะใช้นกกระดาษตัวนี้ เป็นสื่อกลางในการพูดคุยกับวิล·อัสตินผ่านความฝัน!
จริงอยู่ การติดต่อกับอสรพิษปรอท อาจยังไม่เกิดประโยชน์อันใดกับตัวเราในปัจจุบัน อีกทั้งยังถือเป็นการเสี่ยงอันตราย… แต่ถ้าวิล·อัสตินเป็นอสรพิษแห่งชะตาจากโรงเรียนชีวิตจริง เรามั่นใจมาก ว่าการแจ้งเบาะแสที่เป็นประโยชน์ในวันนี้ จะทำให้อีกฝ่ายตระหนักถึงบุญคุณ และตอบแทนกลับคืนมาหลายเท่าในอนาคต…
ในเมื่อวิล·อัสตินคือตัวตนระดับเดียวกับราชาเทวทูต การลงทุนหว่านเมล็ดพันธุ์ล่วงหน้าเพื่อรอเก็บเกี่ยวคือสิ่งจำเป็น ไว้อสรพิษปรอทคลอดจากครรภ์มารดาเมื่อไร เราคงได้รับการช่วยเหลือไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง… เหนือสิ่งอื่นใด การเสี่ยงติดต่อในคราวนี้ก็ไม่ทำให้เราถึงตาย… หรือถ้าเกิดถึงตาย ก็น่าจะยังคืนชีพกลับมาได้…
ไคลน์ไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ถึงขั้นกลับขึ้นห้วงมิติเหนือหมอกเทาเพื่อทำนายยืนยันว่า การเสี่ยงติดต่อกับวิล·อัสตินมีอันตรายหรือไม่ จึงค่อยวางแผนตามผลลัพธ์ดังกล่าว
หลังจากจัดการตัวเองเสร็จ ชายหนุ่มยืนยันว่าระดับอันตรายอยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้ จึงรีบประกอบพิธีกรรมเพื่อนำนกกระดาษออกจากห้วงมิติเหนือสายหมอก
บางที อาจเพราะว่ามันคือนกกระดาษที่พับโดยลำดับ 1 อสรพิษปรอท จึงไม่ถูกออร่าของมิติปนเปื้อนเหมือนกับวัตถุชนิดอื่น ยังคงเป็นเพียงนกกระดาษแสนธรรมดา
หวังว่าออร่าของมิติหมอก จะไม่สลายความพิเศษของมันไปเสียก่อน ไม่อย่างนั้นวิล·อัสตินคงระบุตำแหน่งเราไม่ได้… หืม… ถ้าจำไม่ผิด ลำดับก่อนหน้าอสรพิษปรอทมีชื่อว่า ‘นักพยากรณ์’ หรือวิล·อัสตินมองเห็นอนาคตในวันนี้ล่วงหน้า?
หรือที่เขาเลือกอลันเป็นบิดา เพราะอลันเป็นเพื่อนกับเรา จะได้ติดต่อเราสะดวก?
เราคิดเข้าข้างตัวเองเกินไปไหม…
ไม่เลย… ประเด็นนี้มีน้ำหนักพอให้วิเคราะห์! เมื่อพิจารณาจากการกระทำของวิล·อัสติน มีบางจุดไม่สมเหตุสมผล เช่น ในเมื่อระบุตำแหน่งของศัลยแพทย์อลันได้แล้ว ก็น่าจะเข้าไปเกิดในครรภ์มารดาได้เลยไม่ใช่หรือ ไม่มีความจำเป็นต้องสร้างฝันร้ายเลยสักนิด และเนื้อหาของฝันร้ายก็ยังค่อนข้างซับซ้อน เป็นการบอกใบ้ว่าอสรพิษปรอทสองตนกำลังต่อสู้กัน ไม่มีทางที่คนธรรมดาอย่างอลันจะเข้าใจความนัยแฝง และไม่มีทางมอบความช่วยเหลือใดได้ ไม่ต่างอะไรกับการโยนแว่นขยายให้คนตาบอด…
หมายความว่า ฝันร้ายของวิล·อัสติน มีเจตนาเพื่อแจ้งข่าวกับเราตั้งแต่แรก?
ไคลน์ขมวดคิ้วชนกัน ในหัวกำลังผุดสมมติฐานมากมาย
จนกระทั่ง ชายหนุ่มสลัดความคาใจ หยิบปากกาหมึกซึมขึ้นมาใส่หมึก ครุ่นคิดหาข้อความที่จะเขียนลงบนนกกระเรียนกระดาษ เพื่อดึงดูดความสนใจของอสรพิษปรอท
เขียนว่าอะไรดี…
ไคลน์พิจารณาสถานการณ์ปัจจุบันจากข้อมูลที่อาโรเดสมอบให้ จนกระทั่งนึกออกหนึ่งประโยคที่สั้นกระชับ และสามารถสรุปทุกสิ่งอย่างรวบรัดชัดถ้อยชัดคำ ความหมายตรงประเด็น อัดแน่นด้วยความรู้สึก และเนื้อหาครอบคลุม
ประโยคดังกล่าวก็คือ :
“บ้านเอ็งบึ้มแล้ว!”
แต่ความหมายออกจะห่ามและขาดความยำเกรงไปสักหน่อย อีกฝ่ายเป็นถึงลำดับ 1… และถ้าวิล·อัสตินเกิดไม่ใช่คนของโรงเรียนชีวิต เราก็จะหน้าแตกทันที…
ไคลน์ครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะเขียนตัวอักษรลงบนนกกระดาษจำนวนหนึ่ง ประกอบกันเป็นประโยคสั้นใจความว่า
“รอย·คิงถูกจับ”
เมื่อจัดการเสร็จ ไคลน์เก็บปากกา พับนกกระดาษใส่กระเป๋าสตางค์ แบบเดียวกับที่นายแพทย์อลันเคยทำ
…
ณ เขตรอบนอกหมู่เกาะรอสต์ บนเกาะขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่มีหมอกหนาปกคลุม อยู่ห่างจากเส้นทางเดินเรือหลักค่อนข้างมาก
ท่ามกลางเสียงร้องโหยหวน เหยี่ยวสีฟ้ากำลังร่วงหล่นจากผืนนภาอย่างรวดเร็วจนเห็นเพียงเส้นเงาดำ ร่างตกกระแทกพื้นหนักหน่วง ฝุ่นควันฟุ้งกระจาย โลหิตสาดกระเซ็น
อัลเจอร์·วิลสันไม่ประมาท ยืนรักษาระยะห่างพลางยกมือซ้าย เผยให้เห็นแหวนเหล็กสีดำบนนิ้วหัวแม่มือ โดยใช้มันเล็งเป้าไปยังสิ่งชีวิตอันน่าสะพรึง—เหยี่ยวเงาฟ้า
บนแหวนมีหนามแหลมงอกยาว เกรอะกรังไปด้วยคราบเลือดแห้ง แผ่กลิ่นอายโบราณแฝงความชั่วร้าย
นี่คือสมบัติวิเศษที่อัลเจอร์ใช้เงินค่าหัวของเหล็กกล้า·แม็ควิตี้ซื้อจากช่างฝีมือ มันบอกกับทุกคนว่าสิ่งนี้มีราคาห้าพันสองร้อยปอนด์ ทั้งที่ราคาจริงเพียงสามพันหนึ่งร้อยปอนด์เท่านั้น
ชื่อของแหวนคือ ‘แส้จิต’ มีสรรพคุณในการสร้างความเสียหายทางจิตแก่เป้าหมาย นอกจากนั้นยังช่วยให้ผู้สวมชำนาญอาวุธทุกชนิด และเหนือสิ่งอื่นใด ราคาของมันไม่แพง
ย้อนกลับไปในตอนนั้น ช่างฝีมือยังมีอีกหนึ่งตัวเลือกนอกจาก ‘แส้จิต’ (แหวน) ให้อัลเจอร์ สิ่งนั้นคือ ‘แหวนมนตร์คาถา’ โดยอย่างหลังมีความสามารถหลากหลายกว่า แถมยังเป็นพลังที่มีประโยชน์ และมีราคาต่างกันไม่มาก ไม่ว่าจะมองมุมใดก็เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า แต่หลังจากไตร่ตรองอย่างรอบคอบ อัลเจอร์กลับเลือกแส้จิต โดยเชื่อว่าหากไม่มีเจ้าสิ่งนี้ การล่าวัตถุดิบโอสถอย่าง ‘เหยี่ยวเงาฟ้า’ จะยากขึ้นจากเดิมหลายเท่า เพราะการโจมตีสัตว์วิเศษประเภทบิน ต้องอาศัยท่าเกี่ยวกับจิตใจเป็นหลัก และผลลัพธ์ก็พิสูจน์แล้วว่าอัลเจอร์คิดถูก
ลงเอยด้วย อัลเจอร์ต้องยอมทนกับผลข้างเคียงที่เป็นอาการปวดหัวรุนแรง ชนิดอยากจะโขกกำแพงให้รู้แล้วรู้รอด
ยืนรอสักพัก จนกระทั่งเห็นจุดแสงลอยขึ้นจากเหยี่ยวเงาฟ้า เป็นผลึกขนนกจำนวนหกเส้นที่ควบแน่นตรงตำแหน่งปีก อัลเจอร์เริ่มหายใจทั่วท้อง ย่างกรายเข้าไปหยิบ
ตั้งแต่ก่อนเริ่มออกล่า มันใช้ผ้าลินินผืนหนึ่งผูกอัญมณีเม็ดสีแดงสดไว้กึ่งกลางหน้าผาก ส่องแสงคล้ายกับคืนจันทร์สีแดงนวล
สิ่งนี้คือตะกอนพลังแวมไพร์บารอนที่เป็นสินค้าของเอ็มลิน·ไวท์ แต่อัลเจอร์ยังไม่รีบส่งมอบสินค้าทันทีที่ได้รับ เนื่องจากต้องการยืมใช้พลังบางส่วนจากผลึกตะกอนโดยตรง เพื่อเป็นหลักประกันว่า การล่าเหยี่ยวเงาฟ้าจะผ่านไปอย่างราบรื่น
เป็นคนกลางมีแต่กำไร… อัลเจอร์เก็บผลึกปีกนกเข้ากระเป๋าเสื้อ พึมพำภายในใจ
มันเหยียดตัวยืนตรง จ้องไปทางยอดเขาสูงตระหง่าน ณ ใจกลางเกาะลึกลับที่อยู่ไกลออกไป รอบภูเขาเต็มไปด้วยผืนป่าเขียวขจี หนาทึบจนยากจะมองเข้าไป ไม่ต้องบอกก็ทราบว่า ภายในนั้นเต็มไปด้วยอันตรายมากเพียงใด
เรายังไม่แข็งแกร่งพอจะสำรวจที่นั่น…
อัลเจอร์เบือนหน้ากลับ เดินไปยังขอบเกาะพลางระมัดระวังตัวจาก ‘นักล่า’ โดยรอบ
ถัดมา มันกระโดดลงทะเล อาศัยพลังของ ‘กะลาสี’ ว่ายน้ำเป็นระยะทางไกล จนกระทั่งถึงเรือผีสิงที่จอดแอบไว้ ลูกเรือทุกคนด้านในกำลังหลับสนิทเนื่องจากถูกวางยาสลบของผีดูดเลือด
การจะมาถึงเกาะลึกลับแห่งนี้ได้ ต้องเดินเรือออกจากร่องน้ำหลักเป็นระยะทางไกลโข ผ่านฝูงมอนสเตอร์ดุร้ายและพายุสายฟ้าเกรี้ยวกราดนานกว่าหกชั่วโมง ตลอดทางเต็มไปด้วยอันตรายที่มากพอจะจมเรือ มีเพียงนักเดินเรือมือฉมังเท่านั้นจึงจะมาจอดในจุดเดียวกับอัลเจอร์สำเร็จ
…
กลางดึกสงัด หลังจากหมดไปหนึ่งวันโดยแทบไม่ได้ทำอะไร ไคลน์วางหนังสือพิมพ์ลง มุดผ้าห่มบนเตียงเพื่อเตรียมนอน
ขณะใกล้หลับสนิท คำถามหนึ่งผุดขึ้นในหัว
ในเมื่อเดนิสกลับฝันทองคำไปแล้ว การเช่าห้องหรูหราขนาดนี้อยู่คนเดียว ไม่เป็นการสิ้นเปลืองไปหน่อยหรือ…
ไคลน์พยักหน้าตอบตัวเอง เตรียมเช็กเอาต์พรุ่งนี้เช้าและเปลี่ยนโรงแรม
เมื่อตัดสินใจได้ ชายหนุ่มหลับสนิทภายในเวลาไม่นาน จนกระทั่งผ่านไปอีกสักพัก มันเริ่มได้สติท่ามกลางความฝันของตัวเอง
มีใครบางคนบุกรุกความฝัน!
แม้อีกฝ่ายจะเป็นถึง ‘อสรพิษแห่งชะตา’ แต่เรากลับยังมีสติคมชัดเหมือนทุกที ทางนี้เองก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน… ไม่สิ ที่ต้องชมคืออำนาจของห้วงมิติเหนือสายหมอกต่างหาก…
ไคลน์มองไปรอบตัว พบว่าตนกำลังยืนท่ามกลางทุ่งโล่งกว้างบรรยากาศมืดสลัว ถัดไปไม่ไกลมีหอคอยสีดำสูงเด่นสง่า
เป็นฉากเดียวกับที่ไคลน์เคยเห็นในความฝันของศัลยแพทย์อลัน เพียงแต่คราวนี้ไม่มีอสรพิษสีเงินเลื้อยพันรอบหอคอย
ไคลน์พยักหน้าครุ่นคิด เร่งฝีเท้าเดินเข้าไป และพบว่าสภาพภายในหอคอยยังคงผุพังและทรุดโทรมเช่นเดิม การตกแต่งไม่เป็นระเบียบ ขั้นบันไดวกวนและสับสน เดี๋ยวม้วนขึ้นบน เดี๋ยวม้วนคดลงด้านล่าง บางห้องปรกติ บางห้องกลับหัวกลับหาง บางห้องซ้อนทับอยู่ในอีกห้อง
เดินผ่านประตูบ้านแล้วบานเล่า กำแพงผืนแล้วผืนเล่า จนกระทั่งไคลน์มาถึงส่วนลึกสุดของหอคอยสีดำ
ภายในห้องเต็มไปด้วยไพ่ทาโรต์วางกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ ส่วนใหญ่ถูกกองสุมรอบพื้นยกระดับใจกลางห้อง
จุดดังกล่าวมีข้อความสีเงินเขียนไว้หนึ่งบรรทัด พร้อมกับภาพเหมือนอีกหนึ่งใบ
เป็นภาพของนักปรุงยาร่างท้วม
ตัวอักษรสีเงินมีใจความว่า :
“นำไปบอกดัควีลล์”
นักปรุงยาร่างท้วมชื่อดัควีลล์… วิล·อัสตินคืออสรพิษแห่งชะตาจากโรงเรียนชีวิตจริง! และเราสามารถใช้นกกระดาษติดต่อสื่อสารกับเขาได้..
ไคลน์หยุดรออีกสักพัก จนกระทั่งพบว่าไม่ได้รับข้อมูลใดเพิ่มเติม ชายหนุ่มรีบออกจากความฝันและเข้าสู่ภาวะหลับสนิทอีกครั้ง
…
หลังจากรุ่งเช้า ไคลน์ลงไปยืนยันกับทางโรงแรมแล้วว่า การเช็กเอาต์ช่วงเที่ยงจะไม่ทำให้เสียเงินเพิ่มจากปรกติ มันจึงสวมหมวกและเดินไปขึ้นรถม้า จุดมุ่งหมายคือโรงละครแดง
ซ่องชื่อก้องของทะเลโซเนียกำลังอยู่ในช่วงซบเซาที่สุดของวัน เรียกได้ว่า เงียบงันราวกับบ้านผีสิง
ไคลน์ชำเลืองเล็กน้อย ก่อนจะเดินตรงไปยังตรอกที่อยู่เยื้องออกไป และเตรียมเข้าไปในร้านขายสมุนไพรของดัควีลล์
ทันใดนั้น สัมผัสวิญญาณของชายหนุ่มพลันตื่นตัว จึงแหงนมองไปบนหลังคา และพบนกฮูกตัวอ้วนกำลังยืนจ้องลงมา
ถ้าจำไม่ผิด ในคณะละครสัตว์ นักปรุงยาร่างท้วมพยายามใช้พลังพิเศษทำให้สัตว์เชื่อง คงเป็นเส้นทางที่เกี่ยวกับการฝึกสัตว์วิเศษ…
ไคลน์เบือนหน้ากลับ ลงมือเคาะประตู
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก… ก๊อก! ก๊อก!
มันยืนรอสักพัก จนกระทั่งเห็นนักปรุงยาร่างท้วม ดัควีลล์ เปิดประตูด้วยสีหน้าง่วงเหงาหาวนอน
“นาย… ไม่ได้ป่วย…” ดัควีลล์เพ่งมองพลางวินิจฉัยอาการ
ไคลน์สวมสีหน้าเย็นชาของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ทักทายด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“อรุณสวัสดิ์ มิสเตอร์นักปรุงยา ฉันพบอาจารย์ของนายแล้ว”
“จ…จริงหรือ…?” นักปรุงยาร่างท้วมย้อนถามด้วยสีหน้าเคลือบแคลงสุดขีด “แต่นายเพิ่งได้รับภารกิจไปเมื่อวานซืน…”
……………………
ในวินาทีนี้ ไคลน์คาดหมายว่าเทรซี่จะจู่โจมเข้ามาทันที เพราะใบหน้าอีกฝ่ายกำลังแดงก่ำไปด้วยโทสะเดือดดาล ดวงตาสีฟ้าทวีความเข้มคล้ายกับคลื่นทะเลก่อนพายุตั้งเค้า
แต่ท้ายที่สุด เทรซี่มิได้ลงมือบุ่มบ่าม เพียงชำเลืองไปด้านข้าง มองคาร์เทอริน่า·เปลเล่ รอให้อีกฝ่ายช่วยตัดสินใจ
เธอทราบดี แม้ลำดับ 4 และ 5 จะต่างกันเพียงหนึ่งขั้นพลัง แต่ความแตกต่างในเชิงคุณภาพนั้นมากมายราวฟ้ากับเหว มิอาจเอาชนะได้ด้วยกลยุทธ์อันแยบคายหรือพลังใจ ฝ่ายหนึ่งเป็นเพียงมนุษย์ที่มีพลังพิเศษมากหน่อย แต่อีกฝ่ายหนึ่งคือครึ่งเทพ สิ่งมีชีวิตชั้นสูง ลำพังระดับตัวตนก็เหนือกว่าอย่างเทียบไม่ติด
ยิ่งไปกว่านั้น เทรซี่ทราบดี ระดับพลังของทั้งสองมิใช่แค่เพียงลำดับ 4 เธอจึงรู้สึกราวกับตนเป็นเพียงผู้วิเศษปลายแถว
แม่มดยุพนิรันดร์ คาร์เทอริน่า·เปลเล่ มิได้แสดงท่าทีโกรธเคืองไคลน์ เพียงจ้องมองชายหนุ่มที่สวมรูปลักษณ์พลเรือโทวายุ คีลิงเกอร์ ด้วยดวงตาซึ่งคล้ายกับมีพายุหมุนวนอยู่ด้านใน
คาร์เทอริน่าหัวเราะคิกคักก่อนจะกล่าว
“เป็นเด็กหนุ่มที่น่าสนใจมาก… หากมิได้มาพร้อมท่านกงสุลมรณะ ฉันคงไม่ระงับอารมณ์ที่กำลังวูบวาบอยู่ในใจ และชวนคุณพูดคุยเกี่ยวกับความรักแสนบริสุทธิ์ตามลำพังสักพัก”
มาดาม คุณจะทำแบบนั้นไม่ได้…
เชี่ย! แค่ฟังก็ขนลุกไปทั้งตัว…
ไคลน์ไม่กล้าจ้องตาอีกฝ่ายโดยตรง รีบเบือนหน้าไปหาเทรซี่ด้านข้าง
คาร์เทอริน่ามิได้กล่าวสิ่งใดกับอะซิก·อายเกส หล่อนเบือนหน้ากลับ พูดกับเทรซี่ด้วยน้ำเสียงชวนหลงใหลราวกับบทเพลง
“จงโอบกอดความเจ็บปวดเหล่านั้นเอาไว้ มันจะดีกับตัวเธอในบางแง่มุม”
ถัดมา แม่มดยุพนิรันดร์หันมาจ้องอะซิกด้วยสายตาเคารพนับถือ
“ฉันพอจะจำเนื้อหาในเอกสารได้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความพยายามในการคืนชีพเทพมรณาของอดีตราชวงศ์ไบลัม แต่น่าเสียดาย ทุกการทดลองล้วนประสบความล้มเหลว ในท้ายที่สุด พวกเขายอมถอดใจและเปลี่ยนไปคิดเรื่องการสร้างมรณาเทียมแทน คุณยังสนใจอยู่ไหม?”
มรณาเทียม? มนุษย์สามารถสร้างเทพมรณาเทียมได้ด้วยหรือ… แล้วจะไปหา ‘เอกลักษณ์’ กับ ‘ตะกอนพลัง’ ที่เป็นสิ่งสำคัญในการเลื่อนลำดับ 0 มาจากไหน? ของแบบนั้นไม่น่าจะมีอยู่อีกแล้ว ไม่ใช่กะหล่ำปลีบนแผงผักในตลาดสักหน่อย… ราชวงศ์ไบลัมในอดีตและนิกายวิญญาณ มีแต่พวกเสียสติมารวมตัวกันหรือไง…
ไคลน์พึมพำ ระหว่างนั้น ยังไม่มีบทสนทนาเพิ่มเติมจากสองครึ่งเทพ
อะซิกครุ่นคิดหลายวินาที ก่อนจะถามอีกครั้ง
“ผมต้องจ่ายด้วยอะไร”
คาร์เทอริน่าเผยรอยยิ้มซุกซนของเด็กสาว
“ไม่จำเป็น ฉันไม่ต้องการ ฉันแค่คิดว่าคงน่าสนุกไม่น้อย หากจะช่วยคุณฟื้นฟูความทรงจำทีละนิดจนกลับมาเป็น ‘กงสุลมรณะ’ ได้อีกครั้ง… โลกจะน่าตื่นเต้นมากขึ้นหลายเท่า และเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ไม่มีใครคาดเดาได้”
ฟังดูเหมือนกับ… เด็กผู้หญิงในวัยต่อต้อนพ่อแม่ที่ต้องการเห็นทุกสิ่งพังพินาศ… อย่าบอกนะว่าโอสถแม่มดยุพนิรันดร์ ไม่เพียงทำให้ร่างกายกลับสู่ความอ่อนเยาว์ แต่รวมไปถึงสมองและจิตใจด้วย?
ไคลน์ตระหนักว่า ตนมิอาจไล่ตามความคิดและอารมณ์ของอีกฝ่ายทันแม้แต่น้อย
คงมีแต่เส้นทาง ‘ผู้ชม’ ลำดับ 6 กระมัง… หรืออาจต้องเป็นลำดับ 5 ไม่ก็ 4 จึงจะทราบว่าหล่อนกำลังคิดอะไรอยู่…
ชายหนุ่มตัดพ้อห่อเหี่ยว
อะซิกพยักหน้า มือขวาเหยียดออก กระดาษและปากกาภายในห้องลอยมาอยู่บนฝ่ามืออย่างเป็นปริศนา ราวกับมีวิญญาณล่องหนคอยรับใช้
เมื่อขีดเขียนเสร็จ มันพับและโยนกระดาษไปทางคาร์เทอริน่า
“ส่งมาทางผู้ส่งสารของผม”
เขามีนกหวีดทองแดงแค่อันเดียว และนั่นอยู่กับเรา… ผ่านมานานกว่าพันปี แต่ยังใช้งานได้เหมือนของใหม่ ต้องไม่ใช่สมบัติธรรมดาแน่…
ไคลน์เกิดอยากจะใช้มือล้วงนกหวีดทองแดงในกระเป๋าเสื้อ แต่สุดท้ายก็หักห้ามใจไว้
แม่มดยุพนิรันดร์ คาร์เทอริน่า รับกระดาษพร้อมกับกวาดสายตาอ่านอย่างคร่าว
เธอหัวเราะคิกคัก
“นึกว่าคุณจะบอกพิกัดของโลกแห่งความตายให้ฉันเสียอีก”
หญิงสาวเชิดคาง ดวงตาสีฟ้าที่อัดแน่นด้วยความอ่อนโยนเหนือพรรณนามองตรงมาข้างหน้า กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ฉันยังคงไม่ลืมความไร้เทียมทาน อำมหิต และเย็นชาของกงสุลมรณะเมื่อพันปีก่อน ชายคนนั้นทำให้ฉันรู้สึกประทับใจมิรู้ลืม ฉันจึงค่อนข้างประหลาดใจ ที่เห็นคุณในปัจจุบันสุภาพอ่อนโยนขึ้นมาก”
อะซิกยกกำปั้นจ่อปลายคางในท่าครุ่นคิด เผยรอยยิ้มขื่นขมพลางส่ายหน้า
“ถึงผมจะเป็นอมตะ แต่มิได้ไม่แก่เฒ่า เมื่อผู้ชายเราอายุมากขึ้น ความสุขุมลุ่มลึกและอ่อนโยนก็ยิ่งเพิ่มตาม”
“ผิดแล้ว” คาร์เทอริน่าหรี่ตาลง กล่าวความรู้สึกที่แท้จริงโดยไม่ปิดบัง “ฉันจะเฝ้ารอจนถึงวันที่คุณฟื้นฟูความทรงจำอย่างสมบูรณ์และกลับเป็นคนเก่า ฉันอยากเห็นว่า คุณจะยังคิดเหมือนกับตัวเองในวันนี้หรือไม่… คิคิก”
เมื่อกล่าวจบ หญิงสาวยกมุมปากเล็กน้อย หันมาขยิบตาให้ไคลน์
“บางที… พวกเราอาจกำลังปลดปล่อยอสุรกายที่ชั่วร้ายยิ่งกว่าจอมมารออกมาก็ได้นะ”
กำลังยุแยงให้พวกเราแตกคอ? เป็นนิสัยของนักกระตุ้น หรือว่าแผนอะไรไว้กันแน่…
ไคลน์พึมพำ แต่ถึงอย่างนั้นก็สลัดคำพูดของเธอไม่หลุด ย้อนกลับไปในอดีต เหตุการณ์ ‘ภัยพิบัติไร้ชีวิตชีวา’ ได้ถูกบันทึกลงบนเอกสารเชิงประวัติศาสตร์ของโบสถ์หลักอย่างละเอียด ถูกตีแผ่ออกไปอย่างแพร่หลาย ทำให้ชนรุ่นหลังได้ทราบว่า มีผู้คนมากมายล้มตายไปในเหตุการณ์คราวนั้น ทวีปเหนือทั้งหมดกลายเป็นนรกบนดิน
ต้นตอของเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ใครนอกจาก ‘เทพมรณา’ จากทวีปใต้ และ ‘แม่มดบรรพกาล’ จากนิกายแม่มด จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า มิสเตอร์อะซิกผู้เป็นทายาทโดยตรงของมรณา และมีศักดิ์เป็นกงสุลมรณะ ต้องเป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญของภัยพิบัติดังกล่าว
อะซิกยืนนิ่งหลายวินาที ก่อนจะจับไหล่ไคลน์และพาเข้าสู่โลกวิญญาณ ทิ้งให้เทรซี่ถูกทิ้งให้อยู่กับคาร์เทอริน่าตามลำพังในห้องกัปตันเรือกาฬมรณะ
สตรีแห่งโรคภัยยืนจ้องจุดที่ทั้งสองหายตัวไปเป็นเวลานาน กัดฟันกรอดอย่างเจ็บใจ
“ฉันจะไม่ลืมหนี้แค้นในวันนี้แน่!”
คาร์เทอริน่าเผยรอยยิ้มสง่างาม
“ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ระทมหรือความทรมาน ยิ่งเจ้าได้ลิ้มรสมากเพียงใด ก็ยิ่งสัมผัสถึงความอ่อนแอของตัวเองได้ชัดเจนเท่านั้น หากเจ็บปวดเจียนตายจนถึงระดับหนึ่ง จิตใต้สำนึกจะบอกให้มนุษย์เปลี่ยนแปลงตัวเอง สิ่งนั้นจะเป็นผลดีต่อการดื่มโอสถลำดับถัดไป เจ้าจะกลายเป็นครึ่งเทพได้ง่ายขึ้น กลายเป็นผู้ครอบครองส่วนหนึ่งของพลังเทพ”
ได้ยินคำดังกล่าว พลเรือโทโรคภัย เทรซี่ พลันฉุกคิดบางสิ่งได้ จึงรีบหันไปถามโดยไม่ปิดบังอารมณ์บิดเบี้ยวบนใบหน้า
“หรือสาเหตุที่เอลเลนหลบหนีออกจากกาฬมรณะได้ในตอนแรก จะเป็นเพราะ…”
คาร์เทอริน่ายิ้ม
“แม้เจ้าจะเป็นทายาทคนเล็กของแม่ แต่ก็มีโอกาสกลายเป็นครึ่งเทพมากกว่าใคร ฉะนั้น หน้าที่ของแม่คือการช่วยสนับสนุนลูกให้ถูกทาง”
มุมปากเทรซี่พลันสั่นกระตุก ใบหน้าทวีความบิดเบี้ยวยิ่งกว่าเก่า
“ใช่… คุณเป็นแม่ของฉัน… เป็นแม่คนเดียว แล้วทำไมถึงไม่ยอมบอกความจริงแต่แรก! ในฐานะครึ่งเทพ คุณต้องรู้จักโอสถเส้นทางอื่นอีกนับไม่ถ้วน! ต้องมีสูตรโอสถตั้งแต่ลำดับ 9 จนถึงลำดับกลางอีกหนึ่งหรือสองเส้นทาง! แล้วทำไมถึงปิดบังเอาไว้!”
คาร์เทอริน่ามองไปรอบห้อง ชุดคลุมสีขาวสะบัดพลิ้วแผ่วเบา ตามด้วยเสียงล่องลอย
“พวกเราทุกคนต้องเข้าใกล้ ‘ท่านแม่มดบรรพกาล’ ให้มากที่สุด เราทุกคนคือทายาทของท่าน”
ขณะกำลังพูด เพลิงทมิฬเกิดลุกโชนอย่างเงียบเชียบรอบเรือใบลำใหญ่ที่มีความยาวหลายสิบเมตร เพลิงปกคลุมทุกส่วนของเรือ แต่มิได้ทำร้ายโจรสลัดคนใด เพียงแผดเผาสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ ตามพื้นและมุมทางเดินให้กลายเป็นขี้เถ้า
…
ขณะทัศนียภาพกำลังถูกซ้อนทับด้วยชั้นสีสันฉูดฉาด สัมผัสวิญญาณของไคลน์พลันถูกกระตุ้น
ชายหนุ่มสัมผัสได้อย่างแจ่มชัดว่า ‘เบาะแส’ ที่ตนทิ้งไว้บนกาฬมรณะถูกทำลายจนหมดสิ้น
สมกับเป็นแม่มดยุพนิรันดร์…
ไคลน์ถอนหายใจยาว ขณะเตรียมกล่าวสิ่งใด ภาพรอบพลันตัวแปรเปลี่ยนเป็นดำดิ่งอีกครั้ง
มันเดินทางออกจากโลกวิญญาณพร้อมอะซิก
ทั้งสองโผล่ออกมาท่ามกลางหุบเขา มีลำธารหลายสายพาดผ่าน ใจกลางเป็นทุ่งกว้างที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ ไม่ห่างออกไปเป็นซากเมืองขนาดเล็ก รวมถึงคฤหาสน์หลังใหญ่ซึ่งมีสถาปัตยกรรมแบบโลเอ็น
ไคลน์มองไปรอบตัว พบว่าตนกำลังยืนอยู่ ณ กลางสุสานร้างบรรยากาศหม่นหมองแห่งหนึ่ง คล้ายกับที่นี่ถูกทอดทิ้งมานานมาก
“มิสเตอร์อะซิก…” ชายหนุ่มร้องเรียกด้วยสีหน้าประหลาดใจ
อะซิกเดินไปยังหินใหญ่ก้อนหนึ่งและยกออก เบื้องล่างเป็นวัชพืชปกคลุมหลุมศพใครบางคน
กงสุลมรณะกล่าวด้วยเสียงแผ่ว
“หลังจากได้พบคาร์เทอริน่า·เปลเล่ ผมนึกบางสิ่งขึ้นได้ เคยเล่าให้ฟังแล้วใช่ไหม หนึ่งในความฝันของผม ภายในช่วงชีวิตหนึ่ง ผมเคยมีลูกสาวผมสีดำยาวสลวย เธอชอบนั่งบนชิงช้าที่ผมสร้าง และมักขอลูกอมจากผมเสมอ เมื่อครู่ ระหว่างกำลังท่องโลกวิญญาณ ผมได้ยินเสียงเรียกจากสายเลือดตัวเอง”
ไคลน์เริ่มซึมซับอารมณ์ของอีกฝ่าย ซักถามด้วยเสียงต่ำ
“นี่คือเธอ?”
อะซิกพยักหน้า นั่งยอง ใช้มือลูบไปบนแผ่นหินของสุสาน ผิวสีแทนบนใบหน้าเผยความอ่อนโยนเจือความเศร้าและสับสน
“นี่คือหลุมศพของเธอ… ถ้าผมจำไม่ผิด เธอเสียชีวิตมาแล้วเก้าร้อยหกสิบสองปี”
“เก้าร้อยหกสิบสอง…” ไคลน์ต้องการกล่าวบางสิ่ง แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงเว้นวรรคเป็นเวลานาน
หากไม่เพราะโบสถ์หลักออกกฎหมายให้ศพของทุกคนต้องเผาหรือฝังในสุสาน รวมถึงการผลัดเปลี่ยนคนมาคอยดูแล และหากไม่เพราะนับตั้งแต่ยุคสมัยที่ห้า ยังไม่เคยเกิดสงครามเต็มรูปแบบเลยสักครั้ง หลุมศพของลูกสาวอะซิกคงไม่หลงเหลือจนกระทั่งทุกวันนี้
มนุษย์มีอายุขัยเพียงไม่กี่สิบปี แต่สุสานกลับยังคงอยู่นานถึงเก้าร้อยยี่สิบหกปี
บรรยากาศของสุสานร้างเงียบงันอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งอะซิกลุกขึ้น จับบ่าไคลน์
“ผมจะส่งคุณกลับไปก่อน”
หลังจากท่องโลกวิญญาณอีกไม่กี่นาที ไคลน์มองเห็นผ้าปูเตียงสีขาวและพื้นสีน้ำตาลอีกครั้ง
อะซิกกดหมวกลง กล่าวด้วยเสียงต่ำ
“ผมจะยังคงเดินไปบนเส้นทางของตัวเอง ส่วนคุณก็ต้องผจญภัยในเส้นทางของคุณต่อไป”
ไคลน์พยักหน้ารับ ขณะเตรียมตอบกลับ มันเห็นอะซิกยกมุมปาก เผยรอยยิ้ม และกล่าวด้วยน้ำเสียงเจือความเศร้า
“คุณกังวลไหม? หากความทรงของผมจำฟื้นคืนมาอย่างสมบูรณ์ และกลายเป็นบุคคลชั่วร้ายตามที่แม่มดคนนั้นพูด”
โดยไม่รอคำตอบจากไคลน์ มันถอนหายใจ
“ผมเองก็กังวล… แต่ผมต้องการค้นหาตัวตนในอดีตให้พบ”
เมื่อกล่าวจบ รอบกายอะซิกเกิดคลื่นน้ำกระเพื่อมอย่างอ่อนโยน กงสุลมรณะหายตัวไปจากห้องนอนโรงแรมโดยสมบูรณ์
ไคลน์ยืนนิ่งเช่นนั้นเป็นเวลานาน
ก่อนจะส่ายหน้าและรำพันกับตัวเองแผ่วเบา
“บางที หากเรากลายเป็นเทวทูตที่แข็งแกร่งในอนาคต อาจก่อตั้งโรงพยาบาลจิตเวชขึ้น เจาะจงรักษากลุ่มคนที่มีบุคลิกภาพต่อต้านสังคม และให้มิสจัสติสเป็นหัวหน้าจิตแพทย์”
เมื่อคืนสติ ไคลน์นั่งลง ทบทวนเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาตามอุปนิสัย
“ในตอนแรก เราวางแผนจะใช้ยุบพองหิวโหยเขมือบตะกอนพลังของแม่มดทุกข์ระทม รวมไปถึงการหาเอกสารโบราณแห่งมรณา และเบาะแสของการลักพาตัวทาสตามเกาะอาณานิคมและทวีปใต้… ใครจะไปคิดว่าเหตุการณ์ดันกลับตาลปัตร สำเร็จแค่จุดมุ่งหมายเดียว เฮ่อ… เราบังคับให้มิสเตอร์อะซิกลงมือไม่ได้ พลังของเขายังฟื้นฟูไม่สมบูรณ์ อีกฝ่ายเป็นถึงแม่มดยุพนิรันดร์… บนโลกแห่งความรุนแรงใบนี้ ความแข็งแกร่งสำคัญเหนือสิ่งใด เราต้องการพลังสำหรับจัดปัญหาของตัวเองได้ทุกเรื่อง… ฮะฮะ… เมื่อลองคิดดูให้ดี ในระยะหลัง เราก็จัดการปัญหาด้วยตัวเองแทบทุกเรื่องอยู่แล้ว สำหรับคดีค้ามนุษย์ เราสามารถเบนเป้าไปยังผู้ซื้อ… กัปตันคลั่ง คอร์เนอร์·วิกเตอร์”
ไคลน์เปลี่ยนอิริยาบถ พยักหน้ากับตัวเองพลางพึมพำในใจ
รางวัลที่ดีที่สุดคือในคราวนี้คือ การได้ตระหนักถึงเทคนิคแปลงโฉมโดยไม่นำจิตใจเข้าไปพัวพัน เข้าถึงแต่ไม่หลอมรวม อีกทั้งยังได้ทลายกำแพงทางใจที่เคยต่อต้านมานาน ไม่เพียงเท่านั้น เรายังได้ตื่นตัวกับผลด้านลบหากสวมบทบาทเป็นใครสักคนนานเกินไป…
ถ้าเป็นผู้ไร้หน้าคนอื่น ด้วยเทคนิคสวมบทบาทตามปรกติ กว่าโอสถจะย่อยสมบูรณ์ก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งปี แต่ในกรณีของเราจะใช้เวลาอีกเพียงสามถึงสี่เดือนเท่านั้น หรือก็คือ ภายในครึ่งปีหลัง โอสถจะถูกย่อยโดยสมบูรณ์…
เมื่อเสร็จสิ้นการวิเคราะห์ทบทวน ไคลน์เตรียมเข้านอน วางแผนไว้ว่าเมื่อรุ่นอรุณวันพรุ่งมาถึง มันจะนำเครื่องรับโทรเลขออกจากห้วงมิติสายหมอก และติดต่อกับกระจกวิเศษอาโรเดส
แน่นอน ต้องมีการทำนายยืนยันระดับอันตรายล่วงหน้าเสียก่อน
……………………
เมืองแห่งการให้ บายัม
ณ สถานทูตอินทิส
เอลเลนกำลังนั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง จ้องใบหน้าอันงดงามแต่ค่อนข้างซูบผอมของตนนานหลายนาที
การหลบหนีออกจาก ‘กาฬมรณะ’ ทำให้เธอเกิดความคาดหวัง แต่ก็เจือหวาดกลัว โดยกังวลว่าจะถูกเหล่านักผจญภัย โจรสลัด หรือพลเรือโทโรคภัย เทรซี่ พบตัวเข้า หากเป็นเช่นนั้น เธอจะสูญเสียอิสรภาพโดยสมบูรณ์ ไม่มีวันได้กลับบ้านและพานพบชีวิตอันเป็นปรกติอีกเลย
เอลเลนอาศัยเส้นสายเล็ก ๆ ของครอบครัว ซ่อนตัวในสถานทูตของอาณาจักรบ้านเกิด รวมถึงการใช้เส้นสายดังกล่าว ซื้อบัตรเรือโดยสารเพื่อหนีไปออกนอกเกาะ หลังจากเตรียมการทุกอย่างเสร็จสิ้น หญิงสาวเริ่มผ่อนคลายตัวเองลง
แต่ถึงอย่างนั้น เอลเลนก็ยังไม่วางใจเต็มร้อย รอให้ได้ประทับฝ่าเท้าลงบนแผ่นดินใหญ่ของทวีปเหนือเสียก่อน
ครุ่นคิดถึงจุดนี้ เอลเลนอดไม่ได้ที่จะเลื่อนมือขึ้นมาลูบไล้ผิวแก้ม
แก้มของเธออาจมิได้ขาวเนียนหรือเต่งตึงเหมือนหญิงสาวเลอโฉมคนอื่น แต่ก็มีสุขภาพดีขึ้นจากสมัยทำการค้าขายกลางทะเลมาก ถึงขั้นมองเห็นภาพตัวเองซ้อนทับกับวัยเด็ก
อันที่จริง หลังจากเริ่มซ่อนตัวในอินทิส เธอยังมีสารพัดวิธีในการเอาชีวิตรอด เช่น ร่วมมือกับโบสถ์วายุสลาตัน กองทัพโลเอ็น หรือคนของสถานทูต โดยการใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ ให้พลเรือโทโรคภัยลอบแทรกซึมเข้ามาในบายัม
แต่หลังจากไตร่ตรองเป็นเวลานาน เอลเลนตัดสินใจพับเก็บแผนดังกล่าว และทำถึงขั้น ขอร้องให้ทุกคนช่วยปิดข่าวว่าเธอหลบอยู่ในนี้
จะว่าไป เธอก็ไม่เคยทำร้ายเราสักครั้ง… ตรงกันข้าม ยังคอยตามใจและสร้างความพึงพอใจให้เราเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะคืนนั้น… คืนนั้น… แล้วก็คืนนั้นด้วย… เมื่อขุดคุ้ยความทรงจำเก่า ใบหน้าของหญิงสาวเริ่มแดงก่ำ
ค่ำคืนเหล่านั้นช่างแสนวิเศษ อุณหภูมิร่างกายอันเกิดจากการกอดก่ายของอวัยวะ รวมถึงความสุขสมขั้นสูงสุด ทั้งหมดคละคลุ้งในความทรงจำหญิงสาวจนยากจะลืมเลือน
เอลเลนสูดลมหายใจเข้าลึก ตามด้วยพ่นออก
หญิงสาวส่ายหน้า ปล่อยให้ความปรารถนาที่จะกลับบ้าน ความปรารถนาในอิสรภาพ ความปรารถนาที่จะได้พบครอบครัว เข้าครอบงำจิตใจแทนจินตนาการอันฟุ้งซ่าน
เธอมองเข้าไปในกระจก ตามด้วยรวบผม
ถัดมา เอลเลนใช้เครื่องสำอางวาดคิ้วสีเข้ม ลักษณะยาวตรง ต่อด้วยการแต่งหน้าเพื่อเน้นอวัยวะ ให้เค้าโครงคมชัดขึ้นกว่าเดิม
เมื่อแต่งหน้าเสร็จ ใบหน้าเอลเลนยากจะระบุได้ชัดเจนว่าเป็นชายหรือหญิง เหลือไว้เพียงสายตาอันเด็ดเดี่ยวที่เป็นเอกลักษณ์
เอลเลนถอดเสื้อผ้าออก นำเศษผ้ามาพันหน้าอกให้แบนราบ ตามด้วยการสวมเชิ้ตขาว เสื้อกั๊กสีดำ และเสื้อโค้ทกระดุมสองแถวตัวใหญ่
ถัดมา เธอสวมหมวกผ้าไหมทรงสูง โดยนำผมสีแดงที่มัดรวบไว้อย่างเรียบร้อยซ่อนด้านใน
ถึงตรงนี้ เอลเลนในกระจกเริ่มมีบรรยากาศคล้ายคลึงชายหนุ่มหน้าหวานมากกว่าหญิงสาว โดยเฉพาะดวงตาสีมรกตที่เข้ากันได้ดีกับภาพลักษณ์ในปัจจุบัน แฝงกลิ่นอายลุ่มลึกอ่อนโยน
เอลเลนรอคอยอย่างใจเย็น จนกระทั่งใครบางคนมาเคาะประตู
หญิงสาวถือกระเป๋าสัมภาระ ออกจากห้อง และเดินตามเพื่อนสนิทของญาติผู้ใหญ่ในตระกูลไปยังประตูฝั่งด้านข้างของสถานทูต
ที่นั่นมีรถม้าจอดรออยู่ มันจะนำพาเธอไปยังท่าเรือของบายัม โดยมีจุดหมายปลายทางคือท่าเรือพริสต์แห่งโลเอ็น หลังจากนั้น การหาทางกลับอินทิสก็จะไม่ยากเย็นแต่อย่างใด
เอลเลนมีพลังต่อต้านการแกะรอย แถมยังมีสายตาเฉียบแหลม เธอมองไปรอบตัวโดยไม่ปล่อยให้รายละเอียดเล็กน้อยตกหล่น ไม่เว้นแม้แต่คนขับรถม้า
ชายชาวพื้นเมือง รูปร่างผอมแต่แข็งแกร่ง ไม่ชอบสวมหมวก ใบหน้าเหมือนกับคราวก่อน… ประหม่าเล็กน้อย แต่นั่นก็ปรกติ…
เอลเลนหายใจทั่วท้อง ก่อนจะหันมากล่าวขอบคุณเพื่อนสนิทของญาติผู้ใหญ่ และยกกระเป๋าสัมภาระเข้าไปในห้องโดยสาร
เมื่อล้มรถม้าเริ่มหมุน หญิงสาวเม้มปากมองออกไปด้านนอก และพบใบเมเปิ้ลตลอดสองข้างทางขณะยังอยู่ในเขตสถานทูต
หญิงสาวรู้สึกประหนึ่งได้กลับไปยังกรุงทรีอาร์
ทรีอาร์คือเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายความเจริญรุ่งเรือง มักถูกฉาบด้วยแสงแดดแสนอบอุ่นตลอดทั้งวัน ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำไลอ้อนและแม่น้ำเซอเรนโซ่ ทัศนียภาพงดงาม เต็มไปด้วยกุหลาบ ต้นเมเปิ้ล ตึกรามบ้านช่องถือเป็นจุดสูงสุดของสถาปัตยกรรมมนุษย์ องค์ประกอบทั้งหมดล้วนงดงาม ถือเป็นแดนสวรรค์ของจิตรกร นักดนตรี และนักเขียนนิยาย
เมืองหลวงของอินทิสแห่งนี้ถูกปฏิรูปครั้งใหญ่โดยจักรพรรดิโรซายล์ พัฒนากลายเป็นเมืองหลวงอันสมบูรณ์แบบเฉกเช่นปัจจุบัน และยังเป็นบ้านเกิดเอลเลนอีกด้วย ในบางครั้ง หากเธอบังเอิญฝันถึงทรีอาร์ น้ำตาก็จะไหลรินออกมาเอง
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบ แต่เอลเลนเริ่มรู้สึกผิดสังเกต เพราะวิวทิวทัศน์รอบตัวห่างไกลจากความเจริญขึ้นทุกขณะ
เธออาจทำธุรกิจค้าขายอยู่แต่ฝั่งทะเลหมอกจนไม่รู้จักทะเลโซเนียกับเมืองบายัมมากนัก แต่สัญชาตญาณของลำดับ 9 นักล่า ช่วยกระตุ้นให้ทราบถึงความไม่ชอบมาพากล
“ไม่ได้มาผิดทางใช่ไหม” เอลเลนขยับตัวไปถามคนขับรถม้าอย่างใจเย็น
เธอเตรียมกระโดดออกจากรถ รวมถึงเตรียมสร้างบอลไฟขึ้นบนฝ่ามือ
คนขับรถม้าไม่หันกลับมามอง เพียงจ้องไปยังถนนด้านหน้าและมอบคำตอบด้วยรอยยิ้ม
“คุณหนู ถนนเส้นนี้เป็นทางลัด และการจราจรก็ไม่ติดขัด คุณเองก็คงทราบ ถนนของเมืองบายัมสร้างขึ้นนานแล้ว ตอนนั้นยังมีคนไม่มาก ไม่ต้องพูดถึงรถม้า ถนนหนทางจึงมีลักษณะคับแคบ การจราจรจะติดขัดอย่างมากในช่วงเที่ยงวันและช่วงเย็นหลังเลิกงาน เดินด้วยเท้ายังจะถึงจุดหมายเร็วกว่ารถม้าเสียอีก”
งั้นหรอกหรือ… เอลเลนไตร่ตรองสักพัก ก่อนจะยอมเชื่อคำอธิบาย เพราะเธอเคยเผชิญสถานการณ์แบบนี้กับหลายเมืองใหญ่
ไม่มีที่ไหนยอดเยี่ยมเท่าทรีอาร์ นับตั้งแต่จักรพรรดิโรซายล์รื้อเมืองเก่าทิ้งและสร้างใหม่ ด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของท่าน ถนนหนทางจึงถูกขยายขึ้นจากเดิมหลายเท่าตัว ปัจจุบันก็ยังใหญ่พอจะใช้งานได้โดยไม่เกิดภาวะการจราจรแออัด…
ขณะกำลังคิดเรื่อยเปื่อย เอลเลนพลันได้ยินเสียงร้องจากม้าตัวที่กำลังวิ่งลากห้องโดยสาร
เสียงร้องมีลักษณะคล้ายบาดเจ็บ
“รอสักครู่นะครับ ดูเหมือนว่ามันจะเหยียบบางสิ่งเข้า” คนขับรถม้ารีบหยุดรถ ตามด้วยการกระโดดลงไปตรวจสอบ
ในตอนแรก เอลเลนมิได้คิดอะไรมาก จนกระทั่งบังเอิญมองออกไปเห็นว่า สภาพแวดล้อมในปัจจุบันค่อนข้างเปลี่ยวจนผิดวิสัย
หัวใจหญิงสาวพลันถูกบีบรัด เธอเตรียมม้วนตัวและกระโดดออกจากห้องโดยสารทันที
โดยไม่สนว่าจะเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ แต่หญิงสาวเชื่อว่า กันไว้ย่อมดีกว่าแก้
ทันใดนั้น ความหวาดกลัวจากก้นบึ้งพลันกัดกันจิตใจอย่างไร้เหตุผล เอลเลนรู้สึกราวกับตนกำลังถูกจ้องด้วยสายตาของสัตว์ป่าหิวกระหาย
แรงกดดันทางวิญญาณปริมาณมหาศาลทำให้เธอลังเล และไม่กล้าลงมือบุ่มบ่าม
ทันใดนั้น เธอได้ยินเสียงลุ่มลึก
“ผมจะไม่ทำร้ายคุณ เพียงต้องการซักถามเล็กน้อย”
สมองเอลเลนเริ่มเต็มไปด้วยความสับสน แต่ก็ยังชั่งน้ำหนักเหตุการณ์อย่างใจเย็น
ลงเอยด้วย หญิงสาวไม่เผ่นหนีอย่างสิ้นคิด เพียงเอนตัวและใช้หลังพิงเบาะ
เธอวางแผนประเมินสถานการณ์เพิ่มเติมอีกสักนิดก่อนลงมือ ถึงตอนนั้นก็ยังไม่สาย
ประตูห้องโดยสารเปิดออก ชนพื้นเมืองหนุ่มร่างผอมเดินเข้ามานั่งฝั่งตรงข้าม ไม่ใช่ใครนอกจากไคลน์ในสภาพแปลงโฉม
ก่อนจะปลอมตัวเป็นคนขับรถม้า ไคลน์ถึงขั้นฝึกการขี่ม้าของจริง ขี่แบบลากห้องโดยสาร เป็นทักษะที่มันไม่มีโอกาสได้ร่ำเรียนสมัยเหยี่ยวราตรีเมืองทิงเก็น แต่เนื่องจากเวลาค่อนข้างกระชั้นชิด ไคลน์จึงต้องใช้ออร่าของยุบพองหิวโหย ช่วยกดดันให้ม้ายอมเชื่อง
ขณะเดียวกัน เดนิสที่ซุ่มอยู่ไม่ไกล รีบพุ่งตัวมานั่งแทนตำแหน่งคนขับ
มันกดหมวกปีกกว้างลงต่ำ การแต่งกายคล้ายคลึงคนรับรถม้าทุกประการ
เอลเลนโน้มตัวมาด้านหน้าเล็กน้อย อากัปกิริยาคล้ายเสือชีตาร์พร้อมกระโจนเข้าหาเหยื่อ
หญิงสาวสัมผัสได้ว่า สายตาของอีกฝ่ายกำลังสำรวจหน้าผาก คิ้ว ตา จมูก ปาก คอ หน้าอก สะโพก ท้อง และต้นขาของตน เกิดเป็นความรู้สึกอึดอัดเหนือคำบรรยาย
ด้วยสายตาทำนองนี้ ด้วยตำแหน่งที่จ้องมอง เอลเลนเคยเผชิญมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะสมัยอยู่ทรีอาร์หรือเป็นนักธุรกิจกลางทะเล
มันคือสายตาอันน่ารังเกียจของคนหื่นกาม
แต่ในวินาทีปัจจุบัน เธอกลับสัมผัสแรงกระหายจากอีกฝ่ายไม่ได้เลย ไม่มีความรู้สึกอยากฉีกกระชากเสื้อผ้า และมิได้กำลังจินตนาการภาพวิตถาร
ราวกับว่าเขากำลังศึกษาอาหาร… เป็นสายตาแบบเดียวกับอสรพิษเลือดเย็น…
เอลเลนทนไม่ไหว เป็นฝ่ายเริ่มการสนทนา
“คุณอยากถามอะไร”
ไคลน์เอนตัวมาด้านหน้าอย่างผ่อนคลาย สองมือวางทาบลงบนต้นขาในลักษณะคว่ำ
“คุณรู้จักจิมมี่·เน็คไหม”
เอลเลนขมวดคิ้ว ก่อนจะส่ายหน้าหนักแน่น
หญิงสาวถามอย่างสับสน
“คุณถามผิดคนรึเปล่า…”
“เขาเป็นพ่อค้าที่ร่ำรวยและชอบสะสมของ เทรซี่เคยเล่าอะไรทำนองนี้ให้ฟังบ้างไหม” ไคลน์ยังคงถามย้ำ
เทรซี่… เอลเลนถอนหายใจยาว พยักหน้ารับอย่างเคร่งขรึม
“ไม่ เธอไม่เคยพูดถึงพ่อค้าที่ชอบสะสมของ”
ไคลน์จ้องเข้าไปในดวงตาเอลเลนผมแดง ก่อนจะถามด้วยเสียงเจือความผิดหวัง
“ในห้องของเทรซี่มีเอกสารโบราณเกี่ยวกับจักรวรรดิไบลัมของทวีปใต้หรือไม่”
“ไม่มี เธอไม่ชอบอ่านหนังสือ เกลียดการอ่านมากอย่าง กระทั่งนิยายก็ต้องให้ฉันอ่านให้ฟัง”
ขณะตอบ เอลเลนยิ้มขื่นขม
“เทรซี่ชอบคุณให้อ่านนิยายแบบไหน” ไคลน์ถามด้วยเสียงเดิม
“นิยายคลาสสิกของโรซายล์ รวมถึงนิยายความรักร่วมสมัย” เอลเลนตอบห้วน
ไคลน์พยักหน้า
“เทรซี่มีห้องสะสมของหรือไม่”
“มี แต่นอกจากตัวเธอและผู้มาเยือนปริศนา ไม่เคยมีใครเข้าห้องนั้นได้ แม้กระทั่งฉัน”
เอลเลนเล่าพลางทำหน้านึก
ไคลน์นั่งเงียบขรึมในท่าเดิม
“เล่าประวัติของคุณให้ฟังหน่อย”
“ประวัติของฉัน?” เอลเลนชี้นิ้วเข้าหาตัวเองด้วยสีหน้าประหลาดใจ
ไคลน์พยักหน้า ไม่พูดซ้ำ
เอลเลนขมวดคิ้ว
“ประวัติของฉันไม่ซับซ้อน บิดาเป็นหนึ่งในสมาชิกของตระกูลเซารอน อดีตราชวงศ์กษัตริย์แห่งอินทิส เดิมทีค่อนข้างร่ำรวย แต่เป็นเพราะติดสุรา การพนัน ผู้หญิง และยาเสพติด ชีวิตจึงพังทลาย กลายเป็นหนี้ก้อนโต เพื่อจะชดใช้หนี้ ฉันตัดสินใจรับข้อเสนอของตระกูล กลายเป็นผู้วิเศษและออกเดินทางค้าขายในทะเลหมอก”
……………………
หลังจากครุ่นคิดสักพัก เดอะเฮอร์มิทมอบคำตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย เป็นคำตอบที่เธอไตร่ตรองว่าดีที่สุด
“ขอฉันดูก่อนว่า รอบเมืองเงินพิสุทธิ์มีสัตว์ประหลาดแบบใดบ้าง จึงค่อยตัดสินใจ”
จับเสือมือเปล่าอีกแล้ว… พวกที่อยู่ในทะเลนาน ๆ จะมีนิสัยเจ้าเล่ห์แบบนี้กันหมดรึไง… หรือควรพูดว่า ถ้าได้เห็นความไร้เดียงสาของเดอะซันน้อย… ใครล่ะจะอดใจไหว…
เดอะฟูล ไคลน์ รำพันโดยไม่นับรวมตัวเองเข้าไปอยู่ในกลุ่ม ‘จิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์’
“ตกลง”
ท่ามกลางสายตาของจัสติสและคนที่เหลือ เด็กหนุ่มตอบรับข้อเสนอของเดอะเฮอร์มิทโดยไม่ลังเล
จากนั้น มันส่งรายชื่อสัตว์ประหลาดในละแวกเมืองเงินพิสุทธิ์ให้อีกฝ่าย แต่ไม่ละเอียดเท่าคราวก่อน เนื่องจากเส้นทางสุริยันมิได้ชำนาญด้านความทรงจำนัก โดยเหตุการณ์ผ่านมาแล้วหลายวัน
เดอะเฮอร์มิท แคทลียา ก้มหน้าตั้งใจอ่านข้อมูลบนกระดาษ
ยิ่งได้มอง ความตกตะลึงก็ยิ่งเข้าครอบงำจิตใจอย่างรุนแรง เพราะจำนวนสัตว์ประหลาดมีมากกว่าที่เธอคิดไว้นับสิบนับร้อยเท่า!
เกือบทั้งหมดเป็นชื่อโบราณ หากไม่เพราะเธอคือสมาชิกนิกายมอสส์ผู้แสวงหาความรู้ และลำดับ 5 ผู้มีดวงตามองเห็นโลกได้ชัดแจ้ง ก็คงมิอาจเข้าใจความหมายของชื่อเหล่านี้
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีอีกหลายชื่อที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน ยกตัวอย่างเช่น สัตว์ประหลาดในความมืดที่จะไม่ปรากฏตัวท่ามกลางแสงสว่าง ประหนึ่งเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตในความฝันหรือจินตนาการ
เมืองเงินพิสุทธิ์อยู่ที่ไหนกันแน่… ทำไมถึงมีสัตว์ประหลาดมากมายเพียงนี้…
ผ่านไปราวสิบวินาที แคทลียาเงยหน้าขึ้น และมอบคำตอบด้วยเสียงเรียบ
“ขอแลกเปลี่ยนกับข้อมูลประวัติศาสตร์”
“ตกลง” ดวงตาเดอร์ริคพลันลุกวาว
เด็กหนุ่มเริ่มมองเห็นอนาคตในการเลื่อนลำดับของตน
ด้วยความช่วยเหลือจากมิสเตอร์ฟูล เดอะซันก้มหน้าเขียนประวัติศาสตร์เมืองเงินพิสุทธิ์ที่ค่อนข้างละเอียด แต่ยังคงสงวนข้อมูลสำคัญเอาไว้หลายเรื่อง เพราะมันทราบดี ข้อมูลเหล่านี้มีมูลค่าสูงกว่าผลของต้นพันธะวิญญาณส่องแสง
เดอะเฮอร์มิท แคทลียา ทราบว่าเธอไม่ใช่เดอะฟูล การจะให้สมาชิกรอตนอ่านเอกสารเป็นเวลานานคงไม่ถูกต้องนัก จึงรีบกวาดสายตาอ่านผ่าน ๆ เพื่อบรรจุเข้าความทรงจำ
หลังจากจัดการจนเสร็จและยืนยันความคุ้มค่าของข้อมูล หญิงสาวเงยหน้าขึ้นซักถาม
“แล้วฉันจะส่งผลของต้นพันธะวิญญาณส่องแสงให้คุณได้ทางไหน”
เมื่อพูดจบ ความคิดบางอย่างพลันแล่นผ่านสมอง แคทลียารีบหันไปยังตำแหน่งประธานโต๊ะทองแดงยาวและกล่าว :
“มิสเตอร์ฟูล ดิฉันต้องกระทำผ่านพิธีกรรมสังเวยใช่ไหมคะ”
คำพูดดังกล่าวทำให้ออเดรย์พลันชะงัก
เธอที่นั่งอยู่ในแถวเดียวกันและเตรียมมอบคำตอบในฐานะสมาชิกอาวุโส ทำได้เพียงกลืนถ้อยคำลงคอไปทั้งหมด
มาดามเฮอร์มิทเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์มากถึงเพียงนี้เชียว… สามารถคาดเดาได้ทันทีว่าชุมนุมทาโรต์ค้าขายผ่านพิธีกรรม!
ออเดรย์พยายามระงับความตกตะลึง
“ถูกต้อง”
ไคลน์พยักหน้า ไม่อธิบายมากไปกว่านั้น
ชายหนุ่มเชื่อว่า ในฐานะพลเรือโจรสลัดและลำดับ 5 แห่งเส้นทางผู้ส่องความลับ ไม่มีทางประกอบพิธีกรรมสังเวยไม่เป็น ในทางกลับกัน สิ่งนี้น่าจะเป็นของถนัดด้วยซ้ำ อีกทั้ง เธอยังมีนามเต็มของตนอย่างครบถ้วน ข้อมูลในมือจึงเพียงพอต่อการประกอบพิธีกรรมถึงเดอะฟูล
อย่างนี้นี่เอง… หากมีตัวตนระดับเทพคอยเป็นสักขีพยาน การแลกเปลี่ยนด้วยพิธีกรรมสังเวยนับเป็นวิธีที่ปลอดภัยและสะดวกที่สุด… และถ้าเป็นการแลกเปลี่ยนเชิงข้อมูล เพียงสื่อจิตถึงกันก็นับว่าเสร็จสิ้น…
เฮอร์มิท แคทลียา พยักหน้าเป็นเชิงขอบคุณ ก่อนจะหันมาทางเดอะซัน
“ฉันจะรีบจัดการให้เสร็จ”
แม้ภายนอก แคทลียาอาจมีสีหน้าเรียบเฉย แต่ภายในใจกำลังกระสับกระส่ายหลังจากได้อ่านข้อมูลของเดอะซัน เมืองเงินพิสุทธิ์นั้นเต็มไปด้วยความแปลกประหลาดเหนือพรรณนา
อะไรคือการถูกพระองค์ทอดทิ้ง อะไรคือไม่มีแสงอาทิตย์ อะไรคือท้องฟ้ามืดมิดตลอดกาลโดยมีเพียงแสงฟ้าผ่าสลับกลางวันกลางคืน อะไรคือสัตว์ประหลาดที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดมิด อะไรคือหญ้าผิวดำ อะไรคือการดิ้นรนเอาชีวิตรอดท่ามกลาง ‘ยุคมืด’ มาตลอดสองพันปี
ทั้งหมดทั้งมวลอยู่นอกเหนือจินตนาการเดอะเฮอร์มิทโดยสิ้นเชิง
แต่ในฐานะที่เป็นผู้ชำนาญข้อมูลลับทางทะเล หญิงสาวพลันนึกถึงทฤษฎีอันโด่งดังได้จากคำอธิบายสุดพิสดารของเดอะซัน :
…ยุคสมัยแห่งมหาภัยพิบัติ!
ไม่กี่วินาทีถัดมา เธออนุมานต่อจากข้อมูลเดิม
…ดินแดนเทพทอดทิ้ง!
ทันใดนั้น ภาพของบุคคลผู้มีใบหน้างดงามและรูปร่างค่อนข้างสูงย้อนกลับมาฉายในความทรงจำแคทลียาทันที พร้อมด้วยถ้อยคำเจืออารมณ์เศร้าหมอง :
“เขาอุทิศทั้งชีวิตเพื่อค้นหาดินแดนเทพทอดทิ้งให้พบ โดยกล่าวไว้ว่า ที่นั่นมีคำตอบของทุกสิ่งซ่อนอยู่…”
เดอะซันมาจากดินแดนเทพทอดทิ้งที่แม้แต่จักรพรรดิโรซายล์ก็ยังมีอาจหาพบ? แล้วมิสเตอร์ฟูลเชื่อมต่อกับเขาได้อย่างไร… บางที ท่านอาจฟื้นคืนชีพจากสถานที่ดังกล่าว…
แคทลียาครุ่นคิดด้วยความตกตะลึง
ในตอนแรก เมื่อเห็นว่าจัสติส เดอะมูน เดอะซัน และคนที่เหลือมีลำดับพลังค่อนข้างต่ำ เธอจึงดูแคลนชุมนุมทาโรต์เล็กน้อย พร้อมกับคิดว่า คงเป็นเพราะมิสเตอร์ฟูลเพิ่งคืนชีพกลับมาได้ไม่นาน ระดับพลังของสมาชิกที่สามารถดึงเข้าร่วมมิติได้จึงค่อนข้างต่ำ
แต่ในวินาทีนี้ เธอจำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมองต่อเรื่องดังกล่าว
สมาชิกมีทั้งจากดินแดนเทพทอดทิ้ง โบสถ์วายุสลาตัน โบสถ์พระแม่ธรณี และตระกูลขุนนางใหญ่ของโลเอ็น… บางที มิสเตอร์ฟูลคงมีแผนฟูมฟักคนเหล่านี้ตั้งแต่ยังอ่อนแอ เพื่อให้ค่อย ๆ เติบโตภายในองค์กรของตัวเอง จะได้ไม่ตกเป็นเป้าสงสัยจากคนรอบข้าง และหากวันใดพวกเขามีตำแหน่งสำคัญ เมื่อนั้น อำนาจของชุมนุมทาโรต์ก็จะมหาศาล…
แต่ในกรณีของเรา ท่านต้องการพลังจากองค์กรใด… นิกายมอสส์? หรือฝ่าบาท?
แคทลียาวิเคราะห์เป้าหมายของเดอะฟูล
มาถึงจุดนี้ เมื่อการค้าขายของเดอะมูน เดอะซัน และจัสติสจบลง แคทลียาไม่กล่าวสิ่งใดออกมาอีก หญิงสาวเพิ่มความระวังตัว รักษาคติประจำตัว พูดให้น้อย ฟังให้มาก
ขณะเดียวกัน อัลเจอร์ต้องการประกาศซื้อสูตรโอสถของลำดับ 5 ‘นักขับขานสมุทร’ ไว้ก่อน จะได้เตรียมรวบรวมวัตถุดิบโอสถล่วงหน้า แต่การมีอยู่ของเดอะเฮอร์มิททำให้มันต้องระวังคำพูดมากขึ้น และพับเก็บแผนดังกล่าวชั่วคราว ไว้เลื่อนลำดับกลายเป็นข้ารับใช้วายุเมื่อไร ถึงตอนนั้นคงแข็งแกร่งกว่าเดิม และพอจะมีวิธีรับมือกับอีกฝ่ายได้บ้าง
ในส่วนของเมจิกเชี่ยน ฟอร์ส อาจารย์ของเธอสัญญาว่าจะมอบสูตรผลิตโอสถลำดับถัดไป รวมถึงวัตถุดิบอีกบางส่วน จึงไม่มีความจำเป็นต้องประกาศซื้อสิ่งใด ทำได้เพียงเฝ้ามองการค้าขายอย่างเงียบงัน
แต่ภายในใจฟอร์สเกิดความต้องการเล็ก ๆ ที่จะซื้อสมบัติวิเศษสักชิ้น เพื่อกลบจุดอ่อนให้นักตุกติกที่พลังส่วนใหญ่มีลักษณะฉาบฉวย นำไปใช้จริงได้ยาก และพลังของ ‘ผู้ฝึกหัด’ ก็มิได้ยอดเยี่ยมอะไรนัก ทำได้เพียงผ่านกำแพงหรือสะเดาะกลอนประตู แถมยังนำมาใช้ในชีวิตจริงลำบาก
ปัจจุบัน ฟอร์สมีเงินเก็บสี่ร้อยปอนด์ นับว่าค่อนข้างร่ำรวยสำหรับชนชั้นกลาง แต่เทียบไม่ได้เลยกับมิสจัสติสที่เพิ่งซื้อสมบัติวิเศษในราคาห้าพันห้าร้อยปอนด์ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน
แม้จะเป็นสมบัติวิเศษที่มีพลังปานกลาง แต่หากเจาะจงว่าต้องมีผลข้างเคียงต่ำ ราคาก็จะไม่ต่ำกว่าสองพันปอนด์แน่…
ฟอร์ส เดอะเมจิกเชี่ยน นั่งเงียบงันตามเดิม
ขณะเดียวกัน ไคลน์บังคับให้เดอะเวิร์ลมองไปรอบตัว ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงแหบ
“ต้องการซื้อดวงตาของการ์กอยล์หกปีก”
บรรดาวัตถุดิบรองของนักเชิดหุ่น อย่างเปลือกต้นมังกร และน้ำจากน้ำพุทองคำบนเกาะโซเนีย เป็นสิ่งที่หาได้ทั่วไปในชุมนุมผู้วิเศษ แถมยังมีประโยชน์ใช้สอยหลายด้าน หากประกาศซื้อวันหลังในจำนวนมาก ก็จะไม่มีใครเดาได้ว่านำไปปรุงเป็นโอสถ เป็นเหตุให้ในครั้งนี้ ไคลน์จึงประกาศซื้อเพียงดวงตาการ์กอยล์หกปีก
แคทลียาหันไปทางเดอะเวิร์ล :
“สามร้อยปอนด์ หรือเหรียญทองที่มูลค่าเท่ากัน”
เธอสังเกตมาสักพักแล้วว่า การแลกเปลี่ยนก่อนหน้าทั้งหมด ล้วนใช้ทองปอนด์ของโลเอ็นเป็นสื่อกลาง
สมกับเป็นกลุ่มโจรสลัดชื่อดัง… แถมยังเป็นสมาชิกคนสำคัญของนิกายมอสส์ นับว่ามีวัตถุดิบในมือมั่งคั่งทีเดียว อีกทั้งยังขายในราคาถูกกว่าปรกติ… หากไม่ใช่เพราะเดอะซันกำลังจะเลื่อนลำดับ และใกล้เข้าถึงวิธีลบจิตกัดกร่อนออกจากตะกอนพลัง เราคงนำเรื่องนี้มาปรึกษาเธอโดยมีสิ่งตอบแทน…
ไคลน์ครุ่นคิดพลางบังคับให้เดอะเวิร์ลยิ้ม
“ตกลง”
เมื่อการแลกเปลี่ยนเสร็จสิ้น วังหรูหราที่คล้ายกับถิ่นพำนักของคนยักษ์ ตกอยู่ในความเงียบงันนานกว่าสิบวินาที
โดยไม่ต้องให้เดอะฟูลคอยย้ำเตือน จัสติส เดอะซัน และคนที่เหลือต่างก็ทราบทันทีว่า ชุมนุมทาโรต์ได้เข้าสู่ช่วงแลกเปลี่ยนข้อมูลอิสระ
แฮงแมน อัลเจอร์ หันไปทางจัสติสและเมจิกเชี่ยน โดยจงใจไม่มองเดอะเฮอร์มิท
“มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นบนเกาะรอสต์”
มันหลีกเลี่ยงการเปิดเผยความเกี่ยวข้องกับเดอะเวิร์ล ด้วยเกรงว่า ความลับที่มิสเตอร์ฟูลยึดอำนาจจากเทพสมุทรจะถูกแพร่งพรายออกไป และนั่นอาจทำให้แผนการของท่านถูกขัดขวาง
จุดประสงค์ของอัลเจอร์ไม่ซับซ้อน เพียงต้องการเอ่ยชื่อของนักโบราณคดี ‘เลติเซีย’ แห่งนิกายมอสส์ เพื่อตรวจสอบอากัปกิริยาของเดอะเฮอร์มิท เพราะเคยได้ยินข่าวลือว่า พลเรือเอกดวงดาวคือสมาชิกของนิกายมอสส์
“เหตุการณ์อะไรหรือคะ”
ออเดรย์ซักถามอย่างสนใจ
แฮงแมนเล่าด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“นักโบราณคดีกำมะลอ เลติเซีย ได้สำรวจโบราณสถานเอลฟ์บนเกาะไซมีมและขโมยบางสิ่งออกมา จนทำให้เทพท้องถิ่นของที่นั่น เทพสมุทร·คาเวทูว่า สูญเสียเสถียรภาพ เทพกำละมอตนดังกล่าวจึงสร้างสึนามิและพายุฝนฟ้าคะนองขึ้นบนเกาะรอสต์ โดยหวังให้มนุษย์ทุกคนจมอยู่ใต้บาดาล แต่ก็ถูกยับยั้งไว้โดยเจ้าสมุทรจากโบสถ์วายุสลาตัน ลงเอยด้วย คาเวทูว่าร่วงหล่น เลติเซียถูกกองทัพโลเอ็นกำจัดทิ้ง และภัยอันตรายจากสึนามิถูกยับยั้งโดยสมบูรณ์… แต่หลังจากนั้นกลับเกิดเหตุการณ์ประหลาด เทพสมุทรยังคงมอบวิวรณ์ให้แก่สาวกอย่างเป็นปริศนา”
เลติเซียตายแล้ว?
สาเหตุมาจากโบราณสถานเอลฟ์…
แคทลียาย่อมเคยได้ยินชื่อเลติเซียที่เป็นสมาชิกองค์กรเดียวกัน แต่ก็มิได้สนิทสนมมากนัก เพราะสมาชิกหลักของนิกายมอสส์จะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการ ‘บำเพ็ญตน’ โดยมีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างสมาธิและการยับยั้งชั่งใจให้สูงกว่าผู้อื่น
แคทลียาจึงมิได้เสียใจกับการตายของเพื่อนร่วมสำนักสักเท่าไร เพียงนั่งฟังเรื่องเล่าของแฮงแมนอย่างใจเย็นโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
แต่เมื่อแฮงแมนเล่าถึงความตายของคาเวทูว่า รวมถึงเรื่องที่สาวกยังคงได้รับวิวรณ์จากเทพสมุทรอย่างต่อเนื่อง แคทลียาเริ่มขมวดคิ้วด้วยความคลางแคลง
จนกระทั่ง สัมผัสวิญญาณได้กระตุ้นให้เธอฉุกคิดถึงฉากหนึ่ง
ย้อนกลับไปเมื่อวาน ขณะถูกมิสเตอร์ฟูลดึงจิตขึ้นมายังห้วงมิติเหนือสายหมอก เธอเห็นอีกฝ่ายกำลังควงคทาสีขาวนมสดประหนึ่งของเล่น
โดยเหนือสิ่งอื่นใด คทาดังกล่าวแผ่ออร่าความศักดิ์สิทธิ์อย่างท่วมท้น แถมยังมีกลิ่นอายของคลื่นทะเลและพายุอัดแน่นเต็มเปี่ยม!
นี่มัน…!
เฮอร์มิทมิอาจควบคุมตัวเอง สายตาหันไปทางที่นั่งประธานโต๊ะทองแดงยาว และเอาแต่จ้องเดอะฟูลผู้ถูกรายล้อมด้วยม่านหมอก
……………………
“9 เมษายน เราเพิ่งกลับจากงานเลี้ยงหน้ากากของเคาต์เทส วาเรียน แต่หัวใจกลับว่างเปล่าอย่างไม่น่าเชื่อ”
“สตรี สตรี สตรี แล้วก็สตรี การเคลื่อนไหวร่างกายที่ซ้ำซากราวกับเครื่องจักร กลิ่นน้ำหอมที่ฟุ้งกระจายจนมิอาจแยกแยะ ความอบอุ่นของร่างหญิงสาวที่เกิดจากการก่ายกอด ความสุขสมเพียงเสี้ยววินาที แต่หลังจากนั้นต้องเผชิญความว่างเปล่า ห่อเหี่ยว และชาชิน”
“ชีวิตแบบนี้น่าสนุกตรงไหน… การทำกิจวัตรเช่นนี้ทุกวันมีประโยชน์อันใด?”
“เราจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ ต้องหาวิธีหลุดพ้นจากสภาพอันน่าสมเพชโดยเร็ว!”
“ขอเตือนความจำตัวเองอีกครั้ง ห้ามเผลอเขียนตัวเลขอาราบิกในชีวิตประจำวันเด็ดขาด!”
ท่านมหาจักรพรรดิเองก็มีช่วงเวลาย้อนทบทวนตัวเองกับเขาด้วยหรือ… ผิดจากที่คิดไว้พอสมควร… ไคลน์เกือบขมวดคิ้ว
จากนั้น มันก้มอ่านเนื้อหาส่วนถัดไป
“11 เมษายน เคาต์เทสวาเรียนชวนเราเข้าร่วมงานซาลอนส่วนตัวอีกแล้ว แต่ครั้งนี้หล่อนบอกว่า มาดามจูเลียก็จะมาร่วมด้วย”
“หึหึ… สตรีหัวโบราณคนนั้นเนี่ยนะ”
“รอคอยโอกาสนี้มานานแล้ว!”
“แต่ไหนแต่ไร เราเคยทำได้เพียงจินตนาการภาพหล่อนบนเตียง… หึหึ คงได้แต่หวังว่าสามีของเธอ ไวเคาต์เดลเลี่ยน จะไม่ถือสาเอาความ”
ท่านมหาจักรพรรดิ ลืมไดอารี่ที่เขียนเมื่อวันก่อนไปแล้วหรือ… เฮ่อ… เรื่องแบบนี้คงหอมหวานมากสินะ คงเป็นสันดานที่ไม่มีทางเปลี่ยนได้ของนาย… ไคลน์รำพัน
“14 เมษายน เราเอาแต่ทำเรื่องอย่างว่าจนร่างกายอ่อนเพลียไปหมด”
“ปล่อยเอาไว้แบบนี้ไม่ได้!”
“แม้จะยังหนุ่มยังแน่น แต่ถ้าทำมากเกินไปโดยไม่เว้นช่วงพักเสียบ้าง การเสื่อมสภาพสมรรถภาพก็อาจมาเยือนโดยไม่ต้องรอถึงตอนแก่!”
“จริงอยู่ โอสถนักโบราณคดีช่วยเสริมกำลังวังชาและประสิทธิภาพร่างกาย แต่นี่ไม่ใช่จุดเด่นของอาชีพ เป็นแค่ส่วนเสริมที่ช่วยให้สำรวจซากโบราณได้ง่ายขึ้น”
“โชคดี การเพิ่มลำดับช่วยให้พลังจากโอสถก่อนหน้ายกระดับขึ้นมาก ถือว่าเรา ‘อึด’ กว่ามนุษย์ปรกติพอสมควร”
“หืม… ถ้าจำไม่ผิด ‘นักปรุงยา’ สามารถผลิตยาอย่างว่าได้โดยแทบไม่มีผลข้างเคียง เห็นทีคงต้องหาคนปรึกษาสักหน่อย”
“แล้วก็ เราจำเป็นต้องยับยั้งชั่งใจไว้บ้าง เพราะหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป มาตรฐานความสุขทางเพศของเราจะสูงขึ้น จนกิจกรรมทั่วไปไม่สามารถทำให้ถึงจุดสุดยอด ต้องสรรหาสิ่งพิสดารมาช่วยเติมเต็ม”
“เมื่อลองสงบสติและใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วน โลกนี้ยังมีอะไรให้น่าค้นหาอีกมากมาย แต่เรากลับหมกมุ่นอยู่แต่กามอารมณ์จนมองไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริง… ทำไมจิตของเราถูกส่งข้ามโลก ความลับของดวงดาวบนท้องฟ้าคืออะไร จิตมนุษย์มาจากไหน? ถ้ามาจากจิตในชาติที่แล้ว… ก่อนจะมาเป็นตัวเรา ฮวงเทา เราเคยเป็นใคร? แล้วใครคือจิตต้นกำเนิด?”
ท่านมหาจักรพรรดิ เมื่อครู่ก่อนจะอึ๊บสาว ท่านยังทำตัวเป็นหมาล่าเนื้ออยู่เลย แต่หลังจากเสร็จกิจก็เปลี่ยนเป็นมหาปราชญ์ทันทีเลยหรือ… เคยกังวลเกี่ยวกับการเดินทางข้ามโลกเหมือนกันสินะ คิดว่าในใจมีแต่เรื่องพรรค์นั้นเสียอีก…
โชคยังดีที่นายไม่สอนภาษาจีนกลางให้กับทายาท… ไม่อย่างนั้น หากพวกเขาได้อ่านไดอารีเหล่านี้เข้า คงรู้สึกน่าสังเวชพิลึก… ซาราธเคยทำนายไว้ว่า บุตรสาวคนโต แบร์นาแดตจะหันหลังให้กับนาย และอาจถึงขั้นทรยศ… เริ่มฟังดูสมเหตุสมผลขึ้นมาบ้างแล้ว… บางที การไม่สอนภาษาจีนกลาง ก็คงเพื่อป้องกันมิให้เกิดเรื่องราวดังกล่าว…
เนื้อหาในไดอารีของโรซายล์ทำให้ไคลน์รู้สึกขบขัน แต่ก็ไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า
สำหรับชายหนุ่ม ไดอารีโรซายล์เป็นทั้งแหล่งความรู้ชั้นยอดและหนังสือคลายเครียดในเวลาเดียวกัน
อ่านถึงจุดนี้ มันพลิกไปยังหน้าถัดไป
“2 ตุลาคม ซาราธมาหาเราอีกครั้ง”
“มันหวังว่า ตัวเราที่กลายเป็นครึ่งเทพแล้ว จะรักษาสัญญาที่เคยให้ไว้ในตอนแรก นั่นคือการขโมยสมบัติปิดผนึกสุดอันตรายมาจากโบสถ์ เป้าหมายเป็นสมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัสแห่งยุคสมัยที่สี่… สมบัติปิดผนึกระดับ 1!”
ข้อความดังกล่าวทำให้รูม่านตาของไคลน์หดเกร็งอย่างมิอาจควบคุม
นี่คือสมุดบันทึกที่ลัทธิเร้นลับ ซึ่งมีซาราธเป็นผู้นำ ทำสูญหายในภายหลัง…
นี่คือสิ่งที่ทำให้ไคลน์?โมเร็ตติคนก่อนต้องจบชีวิตลง และเป็นสิ่งที่ทำให้เรา โจวหมิงรุ่ย มาเกิดใหม่บนโลกใบนี้!
ต้นตอของเรื่องราวทั้งหมด!
เข้าใจแล้ว… สมุดบันทึกมิได้ตกอยู่ในมือลัทธิเร้นลับมาตั้งแต่แรก แต่เป็นสมบัติปิดผนึกระดับ 1 ของโบสถ์จักรกลไอน้ำ โดยในภายหลัง ด้วยฝีมือจารกรรมของโรซายล์มหาราช สมุดดังกล่าวจึงตกอยู่ในมือซาราธ ผู้นำแห่งลัทธิเร้นลับ…
หากจำไม่ผิด สมาชิกของลัทธิเร้นลับที่เคยอยู่ในถุงมือยุบพองหิวโหย ได้แสดงท่าทีหวาดกลัวต่อซาราธเป็นอย่างมาก และมองว่าอีกฝ่ายไม่มีวันตาย เป็นสัตว์ประหลาดพิสดาร…
หรือว่าซาราธจะได้รับผลประโยชน์บางอย่างจากสมุดบันทึก แต่ขณะเดียวกันก็เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้น ส่งผลให้จากมนุษย์ที่เคยสื่อสารกับโรซายล์ กลายร่างเป็นสัตว์ประหลาด ลัทธิเร้นลับจึงสูญเสียสมุดบันทึกในเวลาถัดมา?
แน่นอน ยังมีอีกหนึ่งความเป็นไปได้… ซาราธจงใจทำมันสูญหาย…
อา… เนื่องจากซาราธกลายเป็นสัตว์ประหลาด ลัทธิเร้นลับจึงสูญเสียนางเงือกทั้งหมดที่เลี้ยงไว้ ทำให้ ‘ผู้นำไร้หน้า’ ต้องเสี่ยงชีวิตออกทะเลเพื่อตามหานางเงือกด้วยตัวเอง?
…โรซาโก้ตามหานางเงือกในน่านน้ำของซากสมรภูมิเทพสำเร็จ?
เมื่อสมมติฐานมากมายแล่นผ่านสมอง หัวใจไคลน์เริ่มตื่นตัว
ชายหนุ่มไม่คิดว่าโรซายล์จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับสมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัสมากนัก เพราะความบังเอิญส่วนใหญ่สามารถอธิบายได้ด้วยกฎการดึงดูดของพลังพิเศษบนเส้นทางเดียวกัน หากใช้ตรรกะดังกล่าว เรื่องก็นับว่าสมเหตุสมผล
ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า ผู้วิเศษลำดับสูงของเส้นทางนักทำนายทุกคน ก็ควรต้องได้รับผลกระทบจากสมุดไปด้วย…
ขณะไคลน์นั่งครุ่นคิดเงียบงัน หางตาชำเลืองเห็นสายหมอกสีเทารอบตัว
ในกรณีของเรา… อาจเป็นเพราะมีความสัมพันธ์กับมิติแห่งนี้ จึงถูกอิทธิพลของสมุดบันทึกอันทีโกนัสดึงดูด…
ชายหนุ่มทำได้เพียงตั้งคำถาม ไม่มีทางได้รับคำตอบกลับมา
เมื่อเริ่มเย็นลง ไคลน์ก้มอ่านไดอารีส่วนที่เหลือ
“เฮ่อ… เราคงบุ่มบ่ามไม่ได้ ต้องรอให้ถึงโอกาสเหมาะสมเสียก่อน ถ้าสบช่องให้ขโมยออกมาได้ง่ายและไม่มีใครรู้ตัว เราจะลงมือทันที แต่ในทางกลับกัน ถ้าไม่มีช่องว่าง เราก็จะไม่ทำเด็ดขาด… เราไม่ต้องกลัวการถูกซาราธหักหลังและเปิดโปงความจริง ด้วยสถานะทางสังคมในปัจจุบัน ด้วยตำแหน่ง ลำดับโอสถ และ อิทธิพล ตราบใดที่เรายืนกรานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ทางโบสถ์คงไม่กล้าทำอะไรมากนัก”
อีกสองย่อหน้าไดอารีเล่าถึงแผนการจารกรรมที่โรซายล์วางไว้ในหัว แต่เท่าที่อ่านดู คล้ายกับไม่มีอันไหนใกล้เคียงว่าจะทำได้จริง อย่างไรก็ตาม ไคลน์ทราบดี ในท้ายที่สุดแล้ว โรซายล์สามารถขโมยสมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัสออกมา และนำไปส่งต่อให้มิสเตอร์ซาราธแห่งลัทธิเร้นลับ
หลังจากนั่งครุ่นคิดสักพัก ไคลน์พลิกไปยังหน้าถัดไป
“10 ธันวาคม เราได้เข้าร่วมชุมนุมลับที่เอ่ยชื่อไม่ได้อีกครั้ง… เราพบว่า สมาชิกของชุมนุมมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันอยู่เรื่องหนึ่ง นั่นคือ ทุกคนจะไม่ชอบขี้หน้าจักรพรรดิโซโลมอนจากยุคสมัยที่สี่อย่างมาก”
“เราถามถึงเหตุผล และชายแก่เฮอมิสก็ใจดีอธิบาย เขาเล่าว่า พันธมิตรที่เข้มแข็งและยังเป็นผู้สนับสนุนของจักรวรรดิโซโลมอนคือ ‘พระผู้สร้างแท้จริง’ … ฟังดูหน้าเหลือเชื่อ แต่ก็เป็นความจริงแน่นอน”
“เราจึงเกิดคำถามในใจว่า ชุมนุมลับแห่งนี้อยู่ฝ่ายใดในยุคสมัยที่สี่ และมีบทบาทสำคัญในระดับไหน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ถามออกไป… จนกระทั่งเดินทางออกจากวังหรูหรา ขณะกลับมายังความฝันตัวเอง เราบังเอิญพบกับมิสเตอร์เฮอมิสเฒ่าที่ใช้เส้นทางเดียวกัน”
“ในเมื่อเป็นถึงชายแก่จากยุคสมัยก่อนมหาภัยพิบัติ เขาคงมีข้อมูลในมือมากมาย เราจึงอาศัยความสนิทสนม ตัดสินใจถามออกไปว่า : สาเหตุที่ชุมนุมลับของพวกเราเกลียดชังพระผู้สร้างแท้จริง เป็นเพราะอีกฝ่ายแอบอ้างนามของ ‘พระผู้สร้าง’ ใช่หรือไม่? มิสเตอร์เฮอมิสตอบกลับด้วยรอยยิ้ม : เรื่องราวมิได้ตื้นเขินเช่นนั้น”
“แล้วเขาก็ถามกลับมาว่า : รู้จักพลังพิเศษของเส้นทาง ‘ผู้เลี้ยงแกะ’ ไหม?”
“ ‘แน่นอน’ เราตอบกลับไปเช่นนั้น”
“เขาถามต่อด้วยประโยคแฝงความนัยอีกครั้ง : หากให้เราเลือกว่าเทพในปัจจุบันองค์ใดเข้าใกล้นิยาม ‘มหาเทพผู้ปราดเปรื่องและทรงพลัง’ มากที่สุด เจ้าจะเลือกใคร”
“คำตอบแรกในหัวก็คือ เส้นทางผู้เลี้ยงแกะที่มีความสามารถในการเขมือบและรวบรวมดวงวิญญาณ แถมยังใช้พลังของวิญญาณเหล่านั้นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ”
“และปลายทางของผู้เลี้ยงแกะ… พระผู้สร้างแท้จริง… อย่างนี้นี่เอง”
ลำพังไดอารีแผ่นเดียว ข้อมูลมากมายได้อัดแน่นจนน่าเหลือเชื่อ… จักรวรรดิโซโลมอนถูกหนุนหลังโดยขั้วอำนาจของพระผู้สร้างที่แท้จริง… นั่นสินะ… เทวรูปหกเทพจารีตที่อยู่ในซากอาคารราชวงศ์ทูดอร์ ถึงจะไม่แน่ใจว่าถูกสร้างเพื่อต้องการลบหลู่หรือศรัทธา แต่หนึ่งสิ่งที่แน่ชัดก็คือ หกเทพจารีตมีบทบาทในสงครามระหว่างจักรวรรดิแห่งยุคสมัยที่สี่แน่นอน และดูเหมือนจะใกล้ชิดกับราชวงศ์ทรันซอสต์เป็นพิเศษในภายหลัง… สามจักรวรรดิ หมายถึงสามขั้วอำนาจของเทพ?
ด้วยความรู้และข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ของตน ไคลน์พยายามค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ แต่สุดท้ายก็พบทางตันอีกครั้ง ช่วงเวลาดังกล่าวยังคงถูกปกคลุมด้วยหมอกมืดหนาทึบ
ส่วนคำถามของมิสเตอร์เฮอมิส ไคลน์คิดเหมือนกับโรซายล์
ยิ่งลำดับเพิ่มขึ้น นักบุญและเทวทูตของเส้นทางผู้เลี้ยงแกะก็ยิ่งต้อนดวงวิญญาณได้มากขึ้น และใช้พลังพิเศษได้หลากหลายชนิดมากขึ้น หากวันใดที่พระผู้สร้างแท้จริง ‘เขมือบ’ ดวงวิญญาณของเทพทั้งสี่สิบสองเส้นทางเข้าไป ระดับพลังคงไม่ต่างกับพระผู้สร้างต้นกำเนิดสักเท่าไร
เส้นทางนี้มีความลับเยอะฉิบ…
ไคลน์รำพันขณะพลิกอ่านไดอารี่หน้าสี่
หน้านี้เล่าถึงช่วงเวลาหลังจากโรซายล์ดื่มโอสถลำดับ 9 ‘นักปราชญ์’ มันทุ่มเทให้กับการอ่านหนังสืออย่างหนัก เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย จนพื้นฐานของความรู้ถูกถมจนแน่น พร้อมยกระดับตัวเองด้วยการศึกษาสิ่งใหม่อย่างมีหลักการและแบบแผน
สำหรับโรซายล์ในตอนนั้น การศึกษาหาความรู้ได้กลายเป็นกิจกรรมที่นำพาความสุขมากที่สุด
วรรคหนึ่งในไดอารีเขียนไว้ว่า
“หากมนุษย์ได้ลิ้มรสความสุขอันล้นปรี่ในวินาทีที่ความพยายามอันยาวนานผลิดอกออกผล พวกเขาคงก้มหน้าก้มตาทำงานหนักเหมือนกับเราในตอนนี้”
หลักการคล้ายเกมเลยแฮะ…
ไคลน์ปิดไดอารีหน้าสุดท้าย พลิกอ่านตำนานเทพบรรพกาลจากเดอะซัน
ในระหว่างนี้ พระราชวังสายหมอกแสนโอ่โถงได้ถูกความเงียบงันปกคลุมโดยสมบูรณ์ จัสติสและเดอะมูนกำลังครุ่นคิดถึงการแลกเปลี่ยนในช่วงเวลาถัดไป
ทางด้านเฮอร์มิท แคทลียา หญิงสาวกำลังเผชิญในสิ่งที่ตนไม่เคยพบมาก่อน แต่ก็มิได้ออกอาการแตกตื่นมากนัก เพียงวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใจเย็น
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกแน่นอน… มิสเตอร์ฟูลมักอ่านไดอารีจักรพรรดิโรซายล์ในชุมชนทาโรต์เสมอ… สมาชิกทุกคนจะรวบรวมไดอารีให้ท่าน แต่ไม่แน่ใจว่าทำเพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งใดหรือไม่…
ท่านอ่านไดอารีจักรพรรดิโรซายล์ออก…
กำลังค้นหาความลับที่จมลึกอยู่ในก้นแม่น้ำแห่งประวัติศาสตร์อยู่หรือ?
ไม่ผิดแน่… เดอะซันระบุว่า เขากำลังรวบรวมตำนานของเทพบรรพกาล… สอดคล้องกับสมมติฐานของเรา…
ในเวลาเดียวกัน ไคลน์ได้พบข้อมูลใหม่
ณ ยุคสมัยที่สอง ยุคสมัยแห่งความมืด ก่อนจะเกิดมหาภัยพิบัติขึ้น เทพบรรพกาลทุกตนล้วนมี ‘เทพรับใช้’ คอยอยู่เคียงข้างอย่างใกล้ชิด
ในกรณีจองราชามหามังกรจินตภาพ แอนเคอร์เวล มันมีมังกรแห่งฝันร้าย อัลเซอร์ฟอร์ดเป็นทั้งบุตรชายและเทพรับใช้
……………………