ติดตามการแจ้งเตือนตอนใหม่ที่แฟนเพจ
Facebook Fanpage กดเลย
••••••••••••••••••••
นิยายอื่นที่ทางค่ายแปล
สารบัญ ARK
สารบัญ อาณาจักรวิญญาณ
••••••••••••••••••••
บทที่ 231: พูดคุยเกี่ยวกับมู่ซื่อหรง
ซ่งจงนั้นกังวลถึงรางวัลที่จะได้จากกลุ่มพันธมิตรทะเลตะวันออกอย่างมาก ด้วยเพราะความเหนื่อยเขาจึงไม่สนใจรางวัลในตอนนี้แต่อย่างใด เพราะถึงอย่างไรรางวัลก็ไม่หายไปไหน ซ่งจงให้ทุกคนกลับออกไปหลังจากสอบถามสถานการณ์ปัจจุบันเสร็จสิ้น เนื่องจากเขาต้องการที่จะพักผ่อน
ซูหยุนและซูหยู่ต่างยืนอยู่ด้านหลังและก้มหน้าลง ใบหน้าของพวกนางแดงก่ำขณะที่กำลังเล่นกับชายเสื้อของตนเอง
ซ่งจงมองการกระทำของพวกนางจึงเข้าใจได้ถึงสัญญาที่พวกนางให้ไว้ว่าจะให้เขาเล่นกับร่างกายนั้น แม้ว่าเขาจะชื่นชอบทั้งสองมากแต่ก็ไม่เคยคิดใช้ประโยชน์จากร่างกายนั้นเลย เขาเพียงแค่ต้องการช่วยชีวิตทั้งสองจากสิ่งที่อันตรายเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามมันก็ไม่ดีนักถ้าหากเขาจะปฏิเสธทั้งสองที่ยื่นข้อเสนอให้กับเขาเช่นนี้ เพราะมันอาจจะทำลายความภูมิใจของนาง
จากนั้นเขามอบซากศพของราชาฉลามดำให้กับพวกนางและขอให้ดูแลมันให้เขา อสูรกายขั้นห้านั้นแข็งแกร่งอย่างมากและศพของมันถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม อสูรกายขั้นห้านั้นไม่สามารถถูกสังหารได้โดยง่าย ศพของพวกมันจึงมีมูลค่าที่สูงมาก
ช่วงเวลาที่ซูหยู่และซูหยุนเห็นว่าซ่งจงมอบมันให้พวกนางดูแล ทั้งสองลืมเรื่องการเสนอร่างกายของตนไปจนหมดสิ้นพร้อมกับวิ่งออกไปพร้อมศพอย่างตื่นเต้น ซ่งจงรู้สึกหดหู่เล็กน้อยพร้อมกับคิดในใจ ‘อย่าบอกนะว่าข้านั้นน่าสนใจน้อยกว่าเจ้าฉลามที่ตายไปแล้ว?’
เมื่อคิดเช่นนั้น ซ่งจงทำได้แค่เยาะเย้ยตนเองในใจ จากนั้นเขาไม่สามารถอดทนต่อความเหนื่อยล้าที่ผ่านมาได้จึงทำให้เขาหลับลึกไปตลอดทั้งคืน
เมื่อซ่งจงตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ในเวลานี้บ่ายกว่าแล้วเขาลืมตาขึ้นมาอย่างช้า ๆ ชายคนหนึ่งกำลังมองรูปภาพบนผนังอย่างชื่นชม ราวกับว่าเห็นซ่งจงตื่น เขาหันกลับมาพร้อมกับยิ้ม “ทำไมหรือ? เจ้าตื่นแล้วงั้นหรือ?”
ซ่งจงลืมตาและลุกขึ้นมาทันที พร้อมกับเห็นว่าบุคคลที่รอเขาอยู่คือฮัวเฉียนหวู่
ฮัวเฉียนหวู่อาวุโสกว่าและเขาไม่กล้าที่จะหยาบคาย ดังนั้นเขารีบลุกขึ้นพร้อมคำนับทันที “ข้าต้องขอโทษด้วยที่ศิษย์น้องผู้นี้นอนหลับนานเกินไป จึงทำให้อาวุโสต้องรอนาน!”
“ฮ่าฮ่า ตราบใดที่เจ้าไม่รังเกียจที่ข้าเข้ามาโดยไม่ได้รับเชิญ ข้าก็ไม่มีปัญหาอะไร!” ฮัวเฉียนหวู่กล่าวออกมาอย่างอารมณ์ดี
“ข้าไม่กล้า!” ซ่งจงรีบกล่าว “อาวุโสได้โปรดนั่งลงก่อน ข้าจะไปเตรียมชามาให้!” เขาหยิบชุดชงชาออกมาและเริ่มทำมันอย่างใจเย็น แน่นอนว่าเขาจะไม่ใช้ชาวิถีเต๋า แต่ชาที่เขาใช้อีกชนิดก็ไม่ได้เลวร้ายนัก
เมื่อฮัวเฉียนหวู่เห็นเช่นนั้น เขายิ้มและนั่งลงพร้อมกับกล่าวว่า “ข้าได้เห็นเจ้ามีความสุขนั้นเป็นสิ่งที่ดีมาก นี่มันผ่านไปกี่วันกัน? เจ้าได้พัฒนาไปสองขั้น เข้าสู่ระดับปฐมภูมิขั้นสมบูรณ์ซะแล้ว! ถ้าหากเจ้าฝึกฝนเร็วเช่นนี้ สักวันข้าคงจะต้องได้เรียกเจ้าว่าศิษย์พี่อย่างแน่นอน!”
“อาวุโสนั้นช่างตลกยิ่งนัก ข้าเพียงแค่โชคดีเท่านั้น ข้าบังเอิญได้พบกับบางอย่างทำให้ข้าพัฒนาไปสองขั้น แม้ว่าข้าจะพัฒนาไปมากกว่านี้แต่ข้าก็ไม่อาจจะยั่วยุอาวุโสเช่นท่านได้ และการที่ข้าจะก้าวหน้าได้อีกครั้ง ก็ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่!”
“ฮ่าฮ่า ยอดเยี่ยม เจ้าสามารถมองเห็นข้อเสียของการฝึกฝนของตนเองได้อย่างรวดเร็ว หมายความว่าความแข็งแกร่งที่เจ้ามีนั้นไม่ได้ทำให้เจ้าตาบอดและเจ้ายังเป็นผู้นำทีมได้อย่างขาวสะอาด! แต่ว่า….”
เมื่อฮัวเฉียนหวู่กล่าวถึงตรงนั้น เขาหยุดพูด
ซ่งจงถามออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “แต่อะไรหรือ?”
“แม้ว่าเจ้าจะเป็นคนฉลาด แต่เหตุใดจึงทำสิ่งที่โง่เขลาลงไป?” ฮัวเฉียนหวู่กล่าวออกมาอย่างเยือกเย็น
เมื่อซ่งจงได้ยินเช่นนั้น หัวใจของเขาเต้นแรงทันทีและพบว่าฮัวเฉียนหวู่กำลังกล่าวถึงมู่ซื่อหรง เขาเข้าสู่ความสงบพร้อมถามกลับ “ข้าสงสัยว่าอาวุโสกล่าวถึงสิ่งใด?”
“แน่นอนว่าข้ากล่าวถึงมู่ซื่อหรง! อัญมณีล้ำค่าของตระกูลฮัว! เจ้าทำอะไรกับนาง? ทาสรับใช้ความต้องการของเจ้างั้นหรือ?”
เมื่อซ่งจงได้ยินเช่นนั้น เขาตกใจทันที จากนั้นเขาแสร้งทำเป็นสงสัยและถามออกไป “ทำไมอาวุโสจึงกล่าวเช่นนั้น? ข้าปฏิบัติกับมู่ซื่อหรงเช่นนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
“เหอะ เจ้ายังแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องงั้นหรือ? มู่ซื่อหรงบอกข้าทุกสิ่งแล้ว รวมถึงวิธีที่เจ้าใช้ภาพวาดแห่งหญิงงามทั้งเก้าเพื่อควบคุมขืนใจนาง!”
เหตุผลเดียวที่ซ่งจงแกล้งทำเป็นไม่รู้ เพราะเขาต้องการรู้ว่ามู่ซื่อหรงกล่าวอะไรออกไปบ้าง เมื่อเขาได้ยินฮัวเฉียนหวู่กล่าวเช่นนั้น เขารู้ได้ทันทีว่ามู่ซื่อหรงนั้นกล่าวออกไปจนหมดสิ้น
ถ้าหากเป็นเช่นนั้น ไม่จำเป็นที่เขาจะต้องทำเป็นไม่รู้อีกต่อไป “ฮ่าฮ่า อาวุโสได้ยินทุกอย่างจากมู่ซื่อหรงงั้นหรือ?”
“แน่นอน อย่าบอกนะว่านางโกหกข้า!” ฮัวเฉียนหวู่กล่าวอย่างเขร่งขรึม
“ข้าไม่รู้ว่านางโกหกท่านหรือไม่ แต่ข้ามั่นใจว่านางไม่ได้บอกกล่าวกับท่านทุกอย่าง ตัวอย่างเช่น ทำไมข้าจึงปฏิบัติกับนางเช่นนี้!” ซ่งจงตอบอย่างใจเย็น
“ว่าอะไร?” เมื่อฮัวเฉียนหวู่ได้ยินเช่นนั้น เขาตกใจไปชั่วขณะพร้อมกับขมวดคิ้วและถามกลับ “นางบอกข้าว่าเจ้าเป็นโรคจิต แต่ข้าไม่คิดว่ามันจะร้ายแรงถึงเพียงนั้น ถ้าไม่เช่นนั้นฉุ่ยจิ้งจะไม่ถือว่าเจ้าเป็นคนสนิท อย่าบอกนะว่าพวกเจ้ามีปัญหากัน?”
“แน่นอน! มู่ซื่อหรงปิดบังบางสิ่งจากท่าน ตัวอย่างเช่นการฝึกฝนที่นางใช้ ถ้าหากไม่มีใครบอกกล่าวกับท่าน เกรงว่าท่านจะไม่สามารถคาดเดาได้ด้วยตนเอง!”
“งั้นหรือ? อย่าบอกนะว่านางไม่ได้ฝึกฝนธาตุไม้ตามที่ตระกูลมอบมันให้กับนาง?”
“แน่นอนว่านางฝึกฝนมัน แต่ไม่นานมานี้นางเริ่มการฝึกฝนแบบใหม่ มันเป็นสิ่งที่ท่านไม่คาดคิดแน่” ซ่งจงตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม
“มันคืออะไร?” ฮัวเฉียนหวู่กล่าวออกมาอย่างกังวล
“มันคือวิชาเบญจสตรีศักดิ์สิทธิ์สังหารจากสำนักพันปีศาจ” ซ่งจงตอบกลับ “เห็นได้ชัดว่าผู้หญิงคนนั้นต้องการดูดพลังข้าจนแห้ง!”
“สารเลว!” เมื่อฮัวเฉียนหวู่ได้ยินเช่นนั้น เขาโกรธจัดทันที “ทำไมหญิงสาวจากตระกูลฮัวจึงต้องฝึกฝนเคล็ดวิชาอันชั่วร้าย?”
“เรื่องนี้เป็นจริงแน่นอน! เหล่าแม่มดเทวะเป็นผู้ที่ตระหนักถึงมันได้และกล่าวกับข้า อีกทั้งนางยังยอมรับกับข้าเอง!”
“เรื่องนั้นเป็นไปได้อย่างไร? เจ้าทำอะไรผิดกับนางหรือไม่?” ฮัวเฉียนหวู่กล่าวอย่างตกใจ
“มันไม่มีประโยชน์ที่เราจะพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านสามารถไปตรวจสอบมันด้วยตัวของท่านเองได้ หลังจากนั้นความจริงจะปรากฏออกมา” ซ่งจงกล่าวอย่างสงบ
“ตามนั้น ข้าจะตรวจสอบดู แต่ในตอนนี้เจ้าต้องบอกมาก่อนว่านางได้กระทำสิ่งใดลงไป!” ฮัวเฉียนหวู่ถามอย่างสงสัย
“เหอะ นางตำหนิที่ข้านั้นทำให้นางเสียหน้าในการแข่งขันของสำนัก ดังนั้นนางจึงพยายามแก้แค้นข้าอยู่สองถึงสามครั้ง มีหนึ่งครั้งที่นางให้คนชื่อยินคุกคามผู้หญิงของข้า นั่นก็คือหานหลิงเฟิง สำหรับบุรุษอย่างข้าไม่อาจทนได้ ด้วยความโกรธข้าจึงสร้างความอัปยศให้กับนาง!” ซ่งจงตอบกลับด้วยสีหน้าลำบากใจไม่น้อยต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้ยน
ฮัวเฉียนหวู่นั้นอยู่ในทะเลตะวันออกมาโดยตลอดและไม่เคยรับรู้เรื่องราวของทั้งคู่เลย เมื่อเขาได้ฟังเช่นนั้นใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวทันที “เพียงแค่ความอัปยศเท่านั้น มันไม่ใช่เหตุผล ใช่หรือไม่?”
“ถ้าหากท่านกำลังคิดถึงการกระทำของอสูรกายที่ชั่วร้าย ท่านคิดถูก!” ซ่งจงยักไหล่พร้อมกล่าวออกมา
“สารเลว เจ้าไขมันบัดซบ เจ้ากล้าที่จะข่มขืนลูกหลานของตระกูลฮัว!?”
“จะอะไรก็ช่าง เรื่องมันก็เกิดไปแล้ว!” ซ่งจงตอบกลับอย่างไม่สนใจ
“สารเลว เหตุใดเจ้าจึงทำร้ายจิตใจบิดาของข้าเช่นนี้?”
“อาจจะเป็นเพราะข้าหล่อเหลาจนเกินไป! ในกรณีเช่นนี้มู่ซื่อหรงได้รายงานเรื่องนี้กับบิดาของท่าน แต่ไม่เพียงท่านจ้าวสำนักไม่ตำหนิข้า แต่เขายังให้ข้าแต่งงานกับนาง!”
ฮัวเฉียนหวู่ตกตะลึงไปก่อนที่จะตอบกลับ “ตาเฒ่านั่นเป็นคนจิตใจแข็งกระด้าง แต่เพื่อที่จะผูกมัดเจ้า เขาถึงกับยินยอมที่จะเสียสละหลานสาวของตนเองเลยงั้นหรือ!”
“ใช่ เป็นเช่นนั้น ข้ารู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่งที่จ้าวสำนักมอบสมบัติล้ำค่าให้ข้า! แต่มู่ซื่อหรงนั้นต่อต้านอย่างมาก ดังนั้นนางจึงคิดใช้เคล็ดวิชาของสำนักพันปีศาจเพื่อดูดข้าให้แห้ง ในตอนแรกข้าไม่รู้ จนกระทั่งข้าได้สังหารสามพี่น้องในหมู่สี่พี่น้องลงไปและต้องเดินทางมาที่ทะเลตะวันออก เมื่อมู่ซื่อหรงเห็นว่าหมดหนทางที่จะแก้แค้น นางจึงเข้ามาพบข้าและเปิดเผยแผนการทั้งหมดของนางให้ข้าฟัง นางบอกว่าจะนอกใจข้าเมื่อข้าจากไป ต้องการให้ข้าเป็นสามีที่น่าสมเพชที่สุดในโลก!” ซ่งจงกล่าวออกมาอย่างหดหู่ “อาวุโส ถ้าหากเป็นท่านจะสามารถอดทนได้หรือไม่?”
“เรื่องนั้น…. แน่นอนว่าไม่!” ฮัวเฉียนหวู่กล่าวออกมาอย่างไม่อาจช่วยได้ เขาหัวเราะอย่างขื่นขมพร้อมกล่าวต่อ “เด็กคนนี้ดื้อด้านมาตั้งแต่ยังเยาว์ ข้าไม่เคยจินตนาการเลยว่านางจะดื้อด้านได้มากถึงเพียงนี้!” เห็นได้ชัดว่าฮัวเฉียนหวู่นั้นเชื่อซ่งจงเพราะสิ่งที่มู่ซื่อหรงแสดงออกมานั้นตรงกัน
เมื่อซ่งจงได้ยินเช่นนั้น เขาหัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “นางยอมเสียสละพรหมจรรย์ของตนเองเพื่อแก้แค้นข้า มันไม่ใช่ความดื้อด้านธรรมดา แต่มันเป็นความบ้าคลั่ง นางบ้าตั้งแต่หัวจรดหาง! และข้าที่มีภรรยาเช่นนี้ หากไม่นำนางมาอยู่ข้างข้าจะสามารถลงโทษนางได้อย่างไรกัน?”
“เรื่องนั้น…” ฮัวเฉียนหวู่หมดคำพูดทันที ซ่งจงถามออกมา “จะว่าไป มู่ซื่อหรงอยู่ที่ไหน? อย่าบอกนะว่านางกลับไปแล้ว?”
“โอ้ เป็นเช่นนั้น!” ฮัวเฉียนหวู่กล่าวออกมาอย่างหมดหนทาง “เมื่อนางฟื้นคืนสติ นางมาพบข้าและเล่าเรื่องเลวร้ายเกี่ยวกับเจ้า ในเวลานั้นข้าใจอ่อนและส่งนางกลับไป!”
เมื่อซ่งจงได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของเขากลายเป็นสีเขียวพร้อมกับสบถออกมาอย่างเกลียดชัง “ข้าจะบอกอะไรท่านหนึ่งอย่าง ข้าจะไม่อดทนแน่นอนถ้าหากว่านางนอกใจข้า ถ้าหากว่านางกล้าที่จะทำมัน ข้าไม่สนว่านางจะเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลฮัวหรือไม่! ข้าจะหย่าขาดกับนาง! และในเวลานั้นอย่าได้กล่าวโทษข้าที่ไม่เห็นแก่ใบหน้าของพวกท่าน!”