(ซอวอน(Seowon) : สถาบันการศึกษาของลัทธิขงจื๊อ)
ในสุสานไร้ชื่อ ณ ประเทศจีนมีผู้คนประมาณหนึ่งโหลกำลังเดินไปมารอบๆ คนหนึ่งถ่ายภาพขณะที่อีกคนคัดลอกรอยเท้าที่ถูกทิ้งไว้บนพื้นอย่างระมัดระวัง
หัวหน้าหยาง ชูอิน ผู้จัดการทีมบริหารวัตถุโบราณของสำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติจีนถอนหายใจ ตอนนี้เขาอยู่ในวัย40แล้ว
“สิ่งนี้มันเกิดขึ้นหลายครั้ง…”
จีนเป็นประเทศที่เกิดการปล้นสุสานมากที่สุด แม้ว่าวัตถุโบราณที่สำคัญที่สุดของจักรวรรดิในอดีตจะอยู่ในพิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติในไต้หวัน (หลังจากที่นายพลเจียง ไคเชกพ่ายแพ้ในสงครามกลางเมืองของจีนทำให้เขาต้องหนีไปยังไต้หวัน ขณะที่หนีไปเขาก็ได้นำวัตถุโบราณทั้งหมดของจักรวรรดิติดตัวไปด้วย โดยรวมแล้วเขาหยิบวัตถุโบราณไปประมาณ 700,000 ชิ้น) แต่วัตถุโบราณจำนวนมหาศาลก็ยังคงเป็นของพลเรือน นอกจากนี้มันก็ยังมีการประเมินอีกด้วยว่ามันยังคงมีวัตถุโบราณอีกมากที่ถูกฝังอยู่
แน่นอนว่าทางตะวันออกกลางก็ยังมีวัตถุโบราณอีกมากมายที่รอการขุดค้น แต่การไปที่นั่นนั้นอันตรายเกินไปเพราะมีผู้ก่อการร้าย ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่เหล่าโจรปล้นสุสานจำนวนมากจะมาที่ประเทศจีน
ปัญหาคือหยางไม่สามารถหยุดการขุดค้นที่ผิดกฎหมายได้ทั้งหมด เขาไม่สามารถใช้คนทั้งหมดของเขาเพื่อหยุดพวกนั้นได้ ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาทำได้คือมาทำความสะอาดหลังจากที่โดนปล้นไปแล้วเท่านั้น
“พวกเขาขุดไปยังสถานที่ที่ฝังวัตถุโบราณโดยตรง มันเป็นงานที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและไม่ทิ้งร่องรอยใดๆไว้ ผมคิดว่ามันเป็นเขา”
หยาง ชูอินมองไปที่โจว เซินที่กำลังรายงานเขาด้วยดวงตาที่เป็นประกาย
“ถ้าอย่างนั้นฉันก็เดาว่าวัตถุโบราณจะไม่ถูกส่งออกไป”
เขาเป็นคนที่ทำให้หยางปวดหัวอย่างหนักมานานหลายสิบปี เขาไม่รู้ว่าชายคนนั้นชื่ออะไรหรือมาจากไหน แต่ชายคนนี้ได้ปล้นสุสานหลายสิบแห่งด้วยวิธีการเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม น่าแปลกที่เขาขายวัตถุโบราณบางชิ้นในต่างประเทศตั้งแต่นั้นมา เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วเขามักจะขายวัตถุโบราณที่ขโมยมาในตลาดมืดของจีน และมักจะหนีไปหลังจากที่ได้รับเงิน
พวกมันบางชิ้นถูกส่งไปยังผู้มีอำนาจหรือแก๊งค์อย่างลับๆ ดังนั้นหยางจึงไม่สามารถทำอะไรกับเรื่องนี้ได้
ในทางหนึ่งมันก็ทำให้เขาโล่งใจ แต่อีกด้านหนึ่งเขาก็ไม่สามารถปล่อยให้สิ่งนี้เกิดขึ้นต่อไปได้
“แต่ครั้งนี้ผมเจออะไรแปลกๆ”
โจว เซินที่สวมถุงมือสีขาวที่ทำจากผ้าฝ้ายส่งกล่องสีดำให้หยาง ชูอิน
“มันคืออะไร?”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมไม่เคยเห็นการออกแบบลักษณะนี้มาก่อน”
โจว เซินเคยศึกษาด้านโบราณคดีที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง แม้ว่าเขาจะยังเด็กและไม่มีประสบการณ์มากนัก แต่เขาก็ฉลาด ดังนั้นถ้าเขาไม่เคยเห็นมันก็แสดงว่ามันหายากจริงๆ
หยางหยิบถุงมือผ้าฝ้ายสีขาวออกมาจากกระเป๋าเสื้อและรับกล่องจากโจว จากนั้นเขาก็ศึกษามันอย่างใกล้ชิดจากล่างขึ้นบน
“อืม… ดูเหมือนว่ามันจะทำมาจากไม้… แต่ฉันเดาไม่ถูกเลยว่ามันใช้อะไรเคลือบ นอกจากนี้มันก็ยังไม่เน่าเปื่อยแม้จะอยู่ในหลุมฝังศพอายุกว่า 400 ปี ส่วนลวดลายที่อยู่บนมันก็ยังใหม่สำหรับฉัน… มันคืออะไรกัน? แล้วทำไมเขาถึงไม่เอาสิ่งนี้ไปด้วย? เดี๋ยวก่อนนะแล้วนี่นายไปเอามันมาจากไหน?”
“ผมเจอมันตกอยู่บนพื้น”
“ถ้าอย่างนั้นมันก็ต้องมีอะไรอยู่ข้างในถูกไหม?”
“ผมคิดว่าอย่างนั้น”
“อืมม… ฉันไม่คิดว่าเราจะประเมินราคามันได้ ลองเอาไปให้คณะกรรมการประเมินดู มันน่าจะมีคนรู้เรื่องนี้อยู่ในนั้น”
“แล้วสิ่งที่อยู่ข้างใน…”
“เราต้องรู้ว่ากล่องนี้คืออะไรเพื่อดูว่ามันมีอะไรอยู่ข้างใน! ลองไปตรวจสอบตลาดมืดดูด้วย บางทีเราอาจจะเจอบางอย่างคล้ายสิ่งนี้ แต่ฉันรู้สึกว่าเขาจะไม่ขายสิ่งนั้นในตลาดมืด”
โจว เซินคิดว่ามันแปลกที่หยาง ชูอินจะพูดอะไรที่ไม่เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์แบบนี้ เนื่องจากโดยปกติแล้วเขามักจะอาศัยการสืบสวนทางวิทยาศาสตร์เป็นหลัก
“ความรู้สึก?”
“ใช่ ฉันคิดว่าเขาไม่ขายมันแน่ๆ”
โจว เซินไม่เข้าใจ แต่เขาก็ผลักความอยากรู้อยากเห็นของเขาไปด้านข้างและเริ่มห่อกล่องอย่างระมัดระวัง จากนั้นเขาก็คิดถึงเดทที่เขากำลังจะมีกับแฟนสาวของเขาเมื่อเสร็จงานนี้
อึนแฮมุ่งหน้าไปยังอินซาดงพร้อมกับคนขับรถของเธอ เมื่อเธอขับรถปอร์เช่ มาคันน์มันทำให้เธอดูเซ็กซี่ แต่ตอนนี้ขณะที่นั่งอยู่เบาะหลังของรถBMW7 มันกลับทำให้เธอดูสงวนตัวและสูงส่ง
“คุณมาที่นี่บ่อยไหม?”
“ผมเคยมา แต่เอาเข้าจริงผมก็ไม่ได้มาที่นี่สักพักแล้ว”
“หืม… ฉันไม่รู้ว่าคุณเคยมาที่นี่ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ แต่สถานที่แห่งนี้เปลี่ยนไปมาก มันสว่างขึ้นเล็กน้อยเนื่องจากเริ่มมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาเยี่ยมชม ความจริงแล้วฉันชอบแบบเก่ามากกว่า แต่สิ่งนี้เป็นหนทางสู่ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนั้นฉันจึงทำได้แค่ยอมรับมันเท่านั้น”
อึนแฮลงจากรถที่หน้าอินซาดง เธอพาแฮจินมาหยุดอยู่ที่หน้าร้านธรรมดาที่ตั้งอยู่ท่ามกลางร้านค้ามากมาย ชนิดที่ไม่ว่าใครก็สามารถผ่านไปมาได้
“ตรงนี้”
“ที่นี่มันดูเหมือนร้านขายของที่ระลึกมากกว่าร้านขายวัตถุโบราณ”
“ตอนแรกฉันก็คิดอย่างนั้น อย่างไรก็ตามเจ้าของร้านนี้ได้มาที่แกลเลอรี่ของฉันและแสดงรูปถ่ายให้ฉันดู จากนั้นเขาก็บอกว่าถ้าฉันสนใจให้มาที่นี่”
“ยังไงเราก็เข้าไปข้างในกันก่อนเถอะ”
ในขณะที่เดินเข้าไปข้างในกลิ่นของเก่าก็โชยมาที่จมูกของแฮจิน เขาเคยเกลียดกลิ่นนี้ แต่ตอนนี้มันกลับทำให้เขาสบายใจราวกับได้กลับบ้าน
“ยินดีต้อนรับครับ”
ชายที่โผล่ออกมาจากด้านในดูอายุราวสี่สิบเศษ เขาสวมชุดฮันบกที่ดูทันสมัยและไว้หนวดเครา โดยรวมแล้วมันทำให้เขาดูเป็นมืออาชีพ
แน่นอนว่าแฮจินไม่ได้ตัดสินความสามารถของคนจากรูปลักษณ์ภายนอก วัตถุโบราณต่างหากที่จะบอกเขาว่ามันเป็นของจริงหรือไม่
“สวัสดีค่ะ ฉันลิม อึนแฮ เป็นเจ้าของแกลเลอรี่แซยอน”
“โอ้! คุณมาเพื่อสิ่งนั้นสินะครับ แล้วทางนี้คือ…”
ชายที่อยู่ตรงหน้ายิ้มราวกับรู้ว่าเธอจะมา
“เขาเป็นผู้ประเมินส่วนตัวของฉันค่ะ”
“คุณยังดูเด็กมากเลยนะครับสำหรับการเป็นผู้ประเมิน แถมยังดูดีอีกต่างหาก ฮาฮาฮา!”
โดยปกติแล้วผู้ประเมินราคาวัตถุโบราณมักจะเป็นคนมีอายุ ยิ่งพวกเขาอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เป็นเพราะการจะประเมินราคาให้ถูกต้องได้นั้นต้องอาศัยความรู้จากประสบการณ์มากมาย
ดังนั้นเมื่อแฮจินเห็นว่าชายตรงหน้าดีใจที่ได้รู้ว่าผู้ประเมินที่มายังอายุน้อยมันยิ่งทำให้เขาสงสัย
คนที่มีวัตถุโบราณของจริงคงสงสัยในตัวแฮจินว่าเขาจะไหวเหรอ? หากคุณเอาวัตถุโบราณของจริงออกมาและพบว่านักต้มตุ๋นเด็กที่ไหนไม่รู้บอกว่ามันเป็นของปลอม ข้อตกลงที่กำลังทำอยู่มันจะล้มเหลวทันที
“ขอเราดูมันก่อนได้ไหม?”
“งั้นก็เชิญเข้ามาข้างในก่อนครับ และได้โปรดตามมาทางนี้”
เขาเปิดประตูเล็กๆที่อยู่ลึกเข้าไปภายในร้าน มันมีพื้นที่ขนาดใหญ่อยู่ด้านหลังประตู ชายคนนั้นเข้าไปและกวักมือเรียกให้พวกเขาตามเขาเข้ามา
ภายในประตูมีวัตถุโบราณมากมาย เห็นได้ชัดว่ามันแตกต่างจากของที่ระลึกที่แสดงอยู่ด้านนอกร้าน บางชิ้นก็มีค่าพอที่จะดึงดูดความสนใจของแฮจิน
ชายคนนั้นเดินมาหยุดอยู่หน้าโต๊ะตรงกลาง จากนั้นเขาก็หยิบภาพวาดจากด้านหลังออกมาอย่างระมัดระวัง
“คุณรู้ไหมว่านี่คืออะไร?”
เขาเหลือบมองแฮจินขณะถามออกมา เขาจะสื่อว่า ’คุณเก่งพอจะรู้ไหมว่ามันคืออะไร?’ เขาพยายามลองเชิงว่าแฮจินจะเก่งสักแค่ไหน
มันเป็นภาพวาดทิวทัศน์แบบตะวันออก มีสวนที่มองลงไปเห็นน้ำตกและมีชายคนหนึ่งนั่งอยู่ที่นั่นอย่างผ่อนคลาย เหนือชายคนนั้นมีต้นดอกบ๊วย(Ume flower tree)ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ โดยรวมแล้วมันค่อนข้างน่าประทับใจ
“มันคือภาพวาดของหม่า วอนไม่ใช่เหรอ?”
หม่า วอนเป็นศิลปินชาวจีนที่อาศัยอยู่ในสมัยซ่งใต้ เขาเป็นชายที่มีอิทธิพลต่อการวาดภาพทิวทัศน์ในประเทศจีนอย่างมาก
“หืมม… แล้วคุณรู้จักภาพนี้ไหม?”
“มันชื่อ Ume Flower Seowon”
“เหมาะสมแล้วสำหรับคนที่ได้ร่วมงานกับผู้อำนวยการของแกลเลอรี่แซยอน อย่างที่คุณว่า ภาพนี้คือ Ume Flower Seowon ของหม่า วอน กว่าจะนำมันมาจากจีนได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว”
อึนแฮเหลือบมองแฮจินจากนั้นจึงถามออกมา “คุณรู้ว่ามันไม่ควรเป็นของที่ถูกขโมยมา ใช่ไหม?”
ถ้าอึนแฮจะเก็บมันไว้สำหรับตัวเองเพื่อความสุขส่วนตัวมันคงไม่ใช่ปัญหา อย่างไรก็ตามหากเธอจัดแสดงวัตถุโบราณที่ถูกขโมยมาในแกลเลอรี่ของเธอ เธอจะต้องได้รับความอับอายและอาจถูกเรียกตัวโดยอัยการ
“แน่นอนครับ เจ้าของเดิมของภาพนี้เป็นชายชาวจีนชื่อหวัง กวาง เขาได้ทำข้อตกลงทางธุรกิจบางอย่างและสูญเสียเงินเป็นจำนวนมาก กลุ่มTriad(ไทรแอด)ซึ่งเป็นแก๊งชาวจีนจึงได้นำวัตถุโบราณจำนวนมากของเขาไปทดแทนเงินที่เขานำไปลงทุน และเรื่องที่ผมเล่าไปเมื่อสักครู่มันก็ผ่านมากว่า20ปีแล้ว ดังนั้นมันจึงถูกต้องตามกฎหมายอย่างแน่นอน นอกจากนี้คุณก็สามารถตรวจสอบได้หากคุณสงสัยผม”
เขาดูมั่นใจในสิ่งที่เขาพูดมากจนแฮจินคิดว่าเขาพูดความจริง
“ฉันตรวจสอบมันแล้ว”
อย่างที่แฮจินคาดไว้ อึนแฮได้พยายามค้นหาที่มาของภาพวาดทันทีเมื่อชายคนนี้จากไปหลังจากให้รูปถ่ายกับเธอ
“คุณตรวจสอบแล้ว? งั้นคุณก็น่าจะรู้ว่ามันไม่มีใครรู้เลยว่ามันหายไปไหนตลอด20 ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันมันก็ได้มาอยู่ตรงนี้”
“แล้วคุณได้มันมายังไง?”
“คือเมื่อไม่นานมานี้เจ้าของภาพได้เดินทางมาที่เกาหลี โชคดีที่ผมกับเขาเป็นเพื่อนสนิทกัน เขาจึงไหว้วานให้ผมขายภาพวาดนี้ให้”
แฮจินพูดแทรก “งั้นทำไมเขาถึงอยากจะขายมันที่นี่แทนที่จะเป็นในจีน?”
“เพราะเขาเป็นคนเกาหลี”
“อะไรนะ?”
“พูดให้ถูกคือเขาเป็นคนเกาหลีเชื้อสายจีน เขาเป็นหัวหน้าระดับกลางในแก๊งTriad แต่เขาเป็นคนเกาหลีที่มีสัญชาติเกาหลี การที่เขามาที่นี่ในครั้งนี้เป็นเพราะเขากำลังตกอยู่ในอันตราย และตอนนี้เขาก็มีความคิดที่จะปักหลักอยู่ที่เกาหลี เขาจึงคิดว่าภาพวาดผืนนี้จะสามารถเป็นทุนในการอยู่อาศัยของเขาได้”
“นั่นพิสูจน์ได้หรือไม่ว่ามันไม่ใช่ของที่ถูกขโมยมา?”
“อืมม… แน่นอนว่าไม่”
เขายิ้มและยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งที่เขาเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าให้พวกเขาดู
“นี่คือใบรับรองที่พิสูจน์ได้ว่าภาพวาดผืนนี้ถูกมอบให้โดยชาวจีนซึ่งเคยเป็นเจ้าของภาพ แน่นอนว่าเจ้าของคือบอสของแก๊งTriad เป็นไง? ผมคิดว่าข้อตกลงนี้นั้นน่าจะถูกกฎหมายเพียงพอ”
แฮจินมองเห็นความโลภในดวงตาของอึนแฮ วัตถุโบราณเช่นนี้จะดึงดูดความสนใจในนิทรรศการที่กำลังจะมาถึงนี้ได้อย่างแน่นอน
“มันราคาเท่าไหร่?”
“ห้าพันล้าน ไม่มีการต่อรอง”
อึนแฮดูประหลาดใจ แต่ไม่นานเธอก็พยักหน้า ถ้ามันเป็นของจริงอย่างน้อยมันก็คุ้มค่า ไม่สิ ถ้าเธอสามารถซื้อมันได้ด้วยเงินห้าพันล้าน เธอจะถือว่าได้มันมาในราคาถูก
“มันอยู่ระหว่างการตรวจสอบ?”
แฮจินขัดจังหวะดัวยการพูดออกไป ชายคนนั้นยิ้มและส่ายหัว
“โอ้ เกี่ยวกับเรื่องนั้นคุณก็น่าจะรู้ขั้นตอนของมันว่าการตรวจสอบจะทิ้งร่องรอยไว้ซึ่งขัดต่อเจตนาของเจ้าของภาพที่ไม่ต้องการทิ้งร่องรอยใดๆ เขาอยากจะเก็บตัวต่ำ”
อึนแฮมองมาที่แฮจิน สายตาของเธอบอกว่าตอนนี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับแฮจินแล้ว
“งั้นผมขอเปิดไฟและเข้าไปดูมันใกล้ๆได้ไหม?”
“แน่นอน เชิญเลย”
เขากังวลว่าในขณะที่เขาใช้เวทมนตร์เขาจะไม่สามารถควบคุมขาของตัวเองได้และทำให้ตัวเองอับอาย ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องการใช้มัน
“หืมม…”
แฮจินเคยเห็นภาพวาดของหม่า วอนมาแล้วหลายครั้งร่วมกันกับพ่อของเขา เขารู้ดีว่าตราประทับควรมีลักษณะอย่างไรและยังรู้ถึงสไตล์ของเขาอีกด้วย ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงคิดว่าการปลอมแปลงอย่างหยาบจะไม่มีทางหลอกเขาได้
อย่างไรก็ตาม… เมื่อเขามองไปที่มันเขาก็ไม่พบสิ่งใดที่บ่งบอกว่ามันเป็นของปลอม สัมผัสของแปรงที่ละเอียดอ่อนแต่สง่างาม และส่วนของตราประทับนั้นก็ยังสมบูรณ์ดี
ในส่วนของกระดาษมันสามารถปลอมแปลงขึ้นมาได้ ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถบอกได้ว่ามันเป็นของปลอมหรือไม่ผ่านการตรวจสอบฝุ่นหรือสิ่งสกปรกบนพื้นผิวของกระดาษ
จากนั้นเขาจึงต้องการเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์โดยละเอียด… แต่เมื่อตัดสินจากความมั่นใจของชายคนนี้ เขาอาจจะไม่พบความจริงแม้ว่าเขาจะใช้เครื่องมือที่เหมาะสมแล้วก็ตาม
“ผมขอน้ำสักแก้วได้ไหม?”
“คุณหิวน้ำ? งั้นระวังด้วยล่ะ”
เขานำน้ำมาวางไว้ไกลๆ เขาไม่อยากให้แฮจินดื่มน้ำใกล้ภาพวาดซึ่งเป็นที่เข้าใจได้
แฮจินแสร้งทำเป็นดื่มน้ำแล้วจุ่มนิ้วชี้ลงในเเก้ว จากนั้นเขาก็วาดรูปแบบของคาถาลงบนโต๊ะราวกับว่ามันไม่มีความหมาย