TL : ความจริงแล้วลิม ซองจุน เป็นรองประธานกรรมการครับผมแปลผิดไปเมื่อท้ายตอนที่ 12 ขอโทษจริงๆครับ
อ่านนิยาย เรื่องนี้ ก่อนใคร ที่ novelza.com
พวกเขาเดินออกมาด้านนอกและพบกับหญิงสาววัยกลางคนผู้หนึ่งกับผู้ดูแลสาวกําลังดูวัตถุโบราณอยู่เธอดูจะอยู่ในช่วงต้น40 เสื้อผ้า เครื่องประดับและประเป๋าของเธอดูมีราคา แพง ดังนั้นเธอต้องเป็นหยาง โซจิน
อย่างไรก็ตามผู้ดูแลสาวของเธอไม่ได้ดูเหมือนคนเกาหลีเธอน่าจะเป็นคนญี่ปุ่น
“ฮะ? นายมาแล้วเหรอ?”
ลูกสาวของซองจุนก็อยู่ข้างๆโซจินเช่นกันแฮจินเกือบจะลืมเธอไปแล้ว
“ผมบอกให้คุณอยู่บ้าน…. อย่าสร้างปัญหาโดยไม่จําเป็น”
“ทะ ทําไมต้องฉัน? ฉันได้เอกศิลปะเชียวนะ นี่หยุดเมินฉันได้แล้ว!” เธอตะโกน แต่เธอก็หลบตาเขาราวกับจําได้ว่าเมื่อวา นเธอทําอะไรลงไป
“ผมจะเมินคุณจริงๆถ้าคุณยังพูดหยาบคายกับผมอีกครั้ง อย่าลืมว่าผมไม่ใช่พนักงานของฮวาจิน เข้าใจไหม?”
“เฮอะ! ดี เยี่ยมไปเลย ดูเหมือนนายจะหลงตัวเอง…”
เธอเม้มปากและหันหน้าหนี ทุกคนที่ดูอยู่รู้สึกประหลาดใจพวกเขาไม่เคยเห็นเธอเป็นแบบนี้มาก่อน
“นฮโยยอน เธอรู้จักคุณแฮจินด้วย?” ขึ้นแฮถามด้วยความประหลาดใจ
ลูกสาวของซองจุนที่ถูกเรียกว่าฮโยยอนตอบกลับโดยไม่หันไปมอง
“ฉันอยู่ตอนที่เขาคุยกับพ่อเมื่อวาน อย่าถามอะไรอีก ยังไงก็เถอะนี่คือสิ่งที่คุณต้องการ?”
หยาง โซจินไม่ได้ตอบคําถามที่ตรงไปตรงมาของเธอ เธอหันไปสบตากับแฮจิน
“รองประธานกรรมการส่งคุณมา?”
“ใช่ ว่าแต่คุณไม่ได้นาของมาด้วย?”
“ไม่ มันมีค่าเกินกว่าที่จะถือมันเดินไปรอบๆเพียงเพราะต้องการประเมินมัน หลังจากที่เราบรรลุข้อตกลง กันแล้วมันก็จะถูกย้ายไปยังที่ที่คุณลิมต้องการด้วยความช่วย เหลือจากผู้เชี่ยวชาญ
“หวังว่าผมคงไม่ต้องไปถึงญี่ปุ่นหรอกนะ”
แฮจินแสดงออกอย่างชัดเจนเลยว่ามันน่ารําคาญ ทําให้โซจนรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นแฮจินทํางานให้กับรองประ ธานลิม ซองจุนของฮวาจินแต่กลับดูเหมื่นคนที่ไปซุปเปอร์ มาร์เก็ตเพราะพ่อแม่สั่ง
“ไม่ต้องห่วง ของมันอยู่ในแกลเลอรี่ของฉัน”
“งั้นก็ดี ว่าแต่นี่คือสิ่งที่เจ้านายของคุณต้องการใช่ไหม?”
วัตถุโบราณที่โซจินกําลังดูอยู่คือถ้วยชาขนาดเล็กที่เป็นเครื่องลายครามดอกฟ้าสีขาว ลายไม้ไผ่ที่โดดเด่นนั้นน่า ประทับใจ แต่น่าแปลกตรงที่มันดูไม่มีคุณค่าทางศิลปะเท่ากับ ศิลาดลสีเทาอมฟ้าที่แฮจินเห็นในภาพถ่าย
“เขาไม่ใช่เจ้านายของฉันแต่เป็นลูกค้า”
โซจินรู้สึกขุ่นเคืองและแก้ไขคําพูดของเขา อย่างก็ตามแฮจินกลับไม่ได้มองไปที่เธอด้วยซ้ํา
“มันก็เหมือนกัน แล้วเราจะไปดูศิลาดลกันเลยไหม?”
“คุณประเมินมันเสร็จแล้ว?”
ในการประเมินถ้วยชาที่ถูกต้องแฮจินต้องยกมันขึ้นมาเพื่อดูกันและสัน เขายังต้องศึกษาสภาพของการเคลือบและมอง หาร่องรอบของการบูรณะอย่างไรก็ตามเขากลับดูมันอย่าง รวดเร็วและแนะนําว่าพวกเขาควรไปต่อ ดังนั้นมันจึงทําให้ทุกคนตกใจ
“ผมตรวจเสร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่ผมอยากจะเห็นศิลาดลสีเทาอมฟ้าก่อนแล้วค่อยกลับมาตรวจต่อให้เสร็จ”
“อะไร… ฮู… โอเค งั้นเราเดินไปกันเถอะมันอยู่ห่างจากที่นี่เพียงแค่ห้านาที่”
ใบหน้าของโซจินราวกับจะกล่าวว่า “เขาเป็น ชายแบบไหนกัน?? แต่เมื่อเห็นว่าแฮจินดูมั่นใจมากดังนั้นเธอจึงต้องถอยออกมา
พวกเขาเดินออกจากแซยอนแกลเลอรี่และมาถึง ฮันบิทแกลเลอรี่ในอีกห้านาทีต่อมา มันเป็นอาคารสีขาวที่ดูหรูหรา แกลเลอรี่และพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มีชื่อเสียง ส่วนใหญ่ในเกาหลีจะอยู่ในย่านบุกชอนและอินซาดง
ขนาดของฮันบิทแกลเลอรี่นั้นมีขนาดเล็กกว่าแซยอนแกลเลอรี่ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะอย่างถูกกฎหมาย อย่างไรก็ตามการตกแต่งภายในของมันก็เพียงพอแล้วที่ จะบ่งบอกได้ว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ได้มีไว้สําหรับคนธรรมดา
กําหนดการจัดนิทรรศการถูกเขียนไว้ที่ทางเข้าแต่ไม่ มีกําลังการในวันนี้ดังนั้นมันจึงไม่มีวัตถุโบราณอยู่ด้านใน
“มันว่างเปล่า”
“เรากําลังอยู่ในช่วงเตรียมงานนิทรรศการครั้งต่อไป”
“มันเกี่ยวกับภาพวาดตะวันออกใช่ไหม?”
“ใช่ เรามีภาพวาดที่ดีอยู่นิดหน่อย ดังนั้นโปรดมาหากคุณมีเวลา”
เธอตอบเหมือนหุ่นยนต์ราวกับจะถามว่า “คุณคงไม่คิดจะมาจริงๆหรอกใช่ไหม?”
นอกเหนือจากความสามารถของแฮจินแล้ว โซจินยังไม่ชอบที่สามัญชนเข้ามาในสถานที่สําหรับคนรวยและผู้มีอํานาจ
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะว่างเปล่า แต่ถ้าผมมีเวลา ผมก็จะมาผมหวังว่าคุณคงไม่เตะผมออกไปเพราะผมดัน มาจริงๆ”
ฮโยยอนที่เดินตามมาข้างหลังหัวเราะ
“แน่นอนว่าไม่ เชิญตามมาทางนี้”
เธอเดินนํากลุ่มไปยังส่วนที่ลึกที่สุดของแกลเลอรี่
“ฮะฮา…”
บยองกุกเป็นคนแรกที่แสดงปฏิกิริยาเมื่อพวกเขาเห็นศิลาดลสีเทาอมฟ้า แม้ว่าเขาจะไม่ได้มีสายตาที่เฉียบคมเห มือนพ่อผู้ล่วงลับของแฮจินแต่เขาก็ใช้ชีวิตในฐานะโจรปล้นสุ สานมานานหลายสิบปี ดังนั้นทันทีที่เขาได้เห็นศิลาดลของจริง เขาก็รู้สึกได้เลยว่ามันไม่ธรรมดา
โซจินหยุดบยองกุกไม่ให้เข้าใกล้มันและมองไปที่แฮจินเธออยากจะให้เขารีบประเมิน
ความจริงแล้วที่แฮจินอยากมาที่นี่ก่อนก็เพราะเขาไม่แน่ใจว่าเขาควรใช้เวทมนตร์กับชิ้นไหน มานาของเขามันมีไม่เพียงพอสําหรับการใช้สองครั้งมิเช่นนั้นเขาอาจจะล้มลงกลางแกลเลอรี
อย่างไรก็ตามเมื่อเขาได้เห็นศิลาดลสีเทาอมฟ้าแล้วเขาก็ตัดสินใจได้ทันทีว่าเขาควรใช้เวทมนตร์กับชิ้นไหน
“เมื่อตัดสินจากรูปร่างไหล่ที่กว้างและเอวที่ค่อนข้างคอดมันน่าจะสร้างขึ้นหลังศตวรรษที่ 17 และรูปแบบของมันยัง แสดงให้เห็นอีกว่ามันถูกสร้างขึ้นในมินโยซึ่งเป็นเตาสําหรับทํา ซรามิกที่ใช้โดยคนธรรมดาแทนที่จะเป็นของกวานโยซึ่ง เป็นเตาสําหรับทําเซรามิกของรัฐบาลพวกเซรามิกแบบนี้ที่ ถูกผลิตในศตวรรษที่ 17 และอบในมินโยเป็นของหายากโดยเฉพาะชิ้นที่มีรูปร่างสมบูรณ์แบบนี้ยิ่งแล้วใหญ่”
โซจินยิ้มด้วยความพึงพอใจเป็นครั้งแรก
“ฉันรู้ว่ารองประธานส่งคุณมา แต่ฉันก็ยังสงสัยเพราะคุณยังเด็กมาก อย่างไรก็ตามคุณกลับรู้คุณค่าของมันได้ในทันที่ และก็อย่างที่เห็นของชิ้นนี้มันถูกสร้างโดยช่างฝีมือที่ยิ่งใหญ่ ที่สุดในยุคนั้น นั่นคือเหตุผลที่ฉันจะไม่ขายมันเพื่อเงิน”
แฮจินหยิบถุงมือสีขาวจากอื่นแฮและเริ่มตรวจดูศิลาดลมัน สูงประมาณ 50ซม.ดังนั้นมันจึงมีน้ําหนักค่อนข้างมาก บยองกุกช่วยยกมันขึ้นอย่างระมัดระวังเพื่อให้แฮจินดูขางล่าง ได้ถนัด
ประมาณ 15 นาทีต่อมาแฮจินก็ถอดถุงมือและส่งมันคืออื่น
แฮ
“ขอบคุณ ตอนนี้เรากลับกันเถอะ”
“คุณประเมินมันเสร็จแล้ว?”
“ไม่ ผมยังประเมินถ้วยชาค้างเอาไว้ ดังนั้นผมควร จะกลับไปประเมินมันให้เสร็จ”
เห็นได้ชัดว่าโซจินรู้สึกรําคาญ
“อา… ไม่เป็นไร แต่ดูเหมือนว่าวิธีการทํางานของคุณจะยุ่ง ยากมากน่าดู”
โซจินดูไม่มีความสุขกับเรื่องนี้ แต่ถึงเธอจะบ่นยังไงเธอก็ยังกลับไปที่แซยอนแกลเลอรี่พร้อมกับพวกเขาอยู่ดี
จากนั้นแฮจินก็หยิบถุงมือจากอินแฮและเดินเข้าไปใกล้ถ้วยนาชา พร้อมกันนั้นเขาก็ขอถ้วยน้ําก่อนจะเอา นิ้วจุ่มลงไป
ด้วยนิ้วเดียวกันเขาทําการวาดลงบนกล่องแก้วและร่ายเวทมันเป็นคาถาที่จะแสดงให้เห็นถึงอดีตของสิ่งของ
ไม่นานผลของอาการปวดหัวและคลื่นไส้ชั่วขณะก็จาง หายไป ขาของเขาไม่ได้สูญเสียกําลังมากเหมือนแต่ก่อน เขา รู้สึกว่ามันดีขึ้นเรื่อยๆ
แฮจินมองไปที่ถ้วยชา จากนั้นเขาก็วางมันลงและมองไป ที่อื่นแฮ
“เราต้องคุยกัน คุณก็ด้วย แม่หญิงช่างพูด”
แฮจินไม่อยากจะอยู่ใกล้กับฮโยยอน แต่เธอเป็นตัวแทนขอ งซองจุน ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางเลือก
“ฉันไม่ใช่คนช่างพูดซะหน่อย… ฉันเป็นคนเงียบๆ”
ทุกคนยกเว้นโซจินกลับเข้าไปในห้องทํางานของอื่นแฮแน่ นอนว่าฮโยยอนที่ขี้บ่นก็เข้ามาด้วย
“เป็นไง? ศิลาดลสีเทาอมฟ้าคุ้มค่าไหม?”
“ผมไม่รู้ ยังไงก็เถอะทําไมคุณถึงยังไม่ขายมัน?”
แฮจินไม่สนใจคําถามของอื่นแฮและถามในสิ่งที่เขาอยากรู้
“อะไร? คุณหมายถึงเครื่องลายครามดอกฟ้าสีขาวใช่ไหม? ที่จริงแล้วมันเพิ่งมาอยู่ที่นี่เมื่อไม่นานมานี้เอง ดังนั้น…”
แฮจินไม่เข้าใจคําตอบของขึ้นแฮ
“มันอยู่ที่นี่มาสักระยะหนึ่งและอยู่ๆเศรษฐีชาวญี่ปุ่นที่มีความรู้เรื่องวัตถุโบราณก็หยิบมันขึ้นมาเพราะอยากแลกเปลี่ยน?”
“ความจริงแล้วฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ฉันเริ่มเปิดแกลเลอรี่นี้เมื่อสองปีก่อนและก็เป็นตอนนั้นเองที่ฉันซื้อเครื่องลายครามมาจากคนรู้จักในอินซาดง ราคาของมันไม่ได้แพงมากนักแต่มันเป็นวัตถุโบราณชิ้นแรกที่ฉันซื้อดังนั้นฉันจึงผูกพันกับมัน ทําให้แม้ว่าจะมีหลายคนมาขอซื้อแต่ฉันก็จะปฏิเสธทุกครั้ง”
“มีคนที่อยากได้มันด้วย?”
“ใช่ แต่เมื่อฉันมาคิดดูตอนนี้ก็พบว่ามันมีบางอย่างแปลกๆย้อนกลับไปเมื่อประมาณเดือนที่แล้วมันมีคนมาถามว่าจะ ขายไหมทั้งๆมันที่ไม่มีป้ายราคาติดอยู่ ดังนั้นฉันจึงบอกเขา ว่ามันไม่ได้มีไว้ขายและเขาก็ถามฉันกลับว่าทําไม… เขา บอกให้ฉันตั้งราคาและตรงนั้นเองที่ทําให้ฉันเกิดสงสัยขึ้นมา ถ้าเกิดว่ามันเป็นวัตถุโบราณที่มีค่าจริงๆล่ะ? ดังนั้น…”
“ดังนั้น?”
“ฉันจึงไปถามเรื่องนี้กับนักประเมินบางคนที่ฉันรู้จัก และทุกคนก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่ามันถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 แน่นอนว่ามันมีค่ามากแต่ก็ไม่ได้มากขนาดนั้น ดังนั้นฉันจึงสับสน และเมื่อสัปดาห์ก่อนรองประธานกรรมการก็แนะ นาข้อตกลงครั้งนี้ให้โดยบอกว่ามันคุ้มค่า”
แฮจินรู้สึกสงสัยบางอย่าง ซองจุนพูดราวกับว่าแซยอนแกลเลอรี่เป็นของเขา แต่เมื่อตัดสินจากสิ่งที่อื่นแฮพูด ซองจุนดู เหมือนจะไม่สามารถสั่งได้ ทําให้อดไม่ได้ที่จะถามออกมา
“เขาไม่ได้เป็นเจ้าของแกลเลอรี่นี้”
“มันเป็นของพ่อฉัน”
ฮโยยอนพูดก่อนที่อื่นแฮจะทันได้ตอบ อย่างไรก็ตามแฮจินกลับไม่แม้แต่จะมองไปที่ฮโยยอนและยังคงมองไปที่อื่นแฮตามเดิม ฮโยยอนยังคงเป็นเด็กที่ไม่รู้อะไรเลยดังนั้นแฮจินจึงไม่ สามารถคาดหวังคําตอบจากเธอได้
“จริงๆแล้วแกลเลอรี่แห่งนี้เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ปูของฉันเหลือไว้ให้ฉัน แน่นอนว่ามันถูกสร้างขึ้นด้วยเงินของฮวาจิน แต่ฉันมีหุ้นเยอะที่สุด และก็แน่นอนอีกว่าฉันไม่สามารถตัด สินใจได้ด้วยตัวเอง คุณก็น่าจะรู้ว่าฉันหมายถึงอะไร”
แน่นอนว่าเขารู้ และนั่นก็คือเหตุผลที่ซองจุนขอความช่วย เหลือจากเขา
“หืมม…. ดังนั้นรองประธานกรรมการจึงไม่สามารถบังคับคุณให้ขายถ้วยชาได้ จากนั้นเขากับหยาง โซจินก็ได้ตกลงที่จะ แลกเปลี่ยนวัตถุโบราณล้ําค่าทั้งสองชิ้น แล้ว คุณก็เห็นด้วยกับข้อตกลงนี้?”
อื่นแฮเหลือบมองฮโยยอนก่อนจะพูดออกมาอย่างระมัดระ
“ตอนที่ฉันเห็นศิลาดลฉันก็คิดว่ามันคงไม่แย่นัก”
เธอพูดอย่างระมัดระวังเพราะฮโยยอนยังอยู่ตรงนี้ อย่างไรก็ตามมันก็หมายความว่าเธอจะไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงจน กว่าเธอจะเห็นของในรูป
“คุณซื้อถ้วยชามาในราคาต่ํา ดังนั้นการได้ศิลาดลมูลค่าหลายพันล้านมาควรเป็นของตกลงที่คุ้มค่า”
“ฉันเห็นด้วย เพราะงานนิทรรศการที่ผ่านมาไม่ได้ผลตอบรับที่ดีเท่าที่ควร ดังนั้นฉันจึงรู้สึกแย่เมื่อคิดถึงมันหากฉันทําตามข้อตกลงนี้พวกคณะกรรมการก็คงจะชอบเช่ นกัน จริงๆแล้วเมื่อฉันเห็นศิลาดลก่อนหน้านี้ฉันก็คิดว่ามันน่าจะทําให้ชื่อเสียงของแกลเลอรี่นี้ดีขึ้นได้”
“งั้นสรุปแล้วคุณจะขายมันไหม?”
ฮโยยอนที่ร้อนรนกําลังจะพูดแทรก แต่ก็ถูกสายตาที่เย็นชาของแฮจินห้ามเอาไว้
“ฮ่า คุณแค่อยากจะอวด…. เอ่อ แล้วถ้าเป็นคุณล่ะคุณจะไม่ ขายมัน?”
“ใช่ คุณไม่ควรทําอย่างนั้น”
ทุกคนประหลาดใจที่ได้ยินคําตอบที่ไม่คาดคิดของแฮจิน อื่นแฮก็ตกใจเช่นกันเพราะเธอต้องการศิลาดลที่พวกเขา เห็นก่อนหน้านี้
“ทําไม?”