ออกแบบรักโปรเจกต์หัวใจ 398 มองเป็นน้องชาย / 399 ใกล้จากลา

ตอนที่ 398 มองเป็นน้องชาย / ตอนที่ 399 ใกล้จากลา

ตอนที่ 398 มองเป็นน้องชาย

 

 

“ไม่เปลี่ยนก็ไม่เปลี่ยนสิ” ในเมื่อไม่อาจตอบโต้ได้ เขาจึงทำได้เพียงถอยออกมาก้าวหนึ่ง

 

 

ตอนนี้เสิ่นหลานอีรู้แล้ว รู้แล้วว่าเมื่อสักครู่ทำไมจู่ๆ ลั่วเซ่าเซินถึงได้เรียกเธอว่าแม่ ที่แท้ก็เพราะว่าลูกสาวของเธอฟื้นความทรงจำแล้วนี่เอง มิน่าล่ะ…

 

 

“หู่…โจวโจว ลูกตอบตกลงว่าจะกลับไปกับเขาหรือยังล่ะ” เสิ่นหลานอีมองออกว่าตัวถังโจวโจวเองก็ไม่อยากใช้ชื่อหู่พั่วอีกต่อไปแล้ว อย่างไรเธอก็คือถังโจวโจว หู่พั่วเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่กักเก็บความทรงจำของเธอภายในสองปีนี้เท่านั้น

 

 

เห็นแม่ของตัวเองเปลี่ยนคำพูด โอวหยางหงก็ไม่จำเป็นต้องทะเลาะกับลั่วเซ่าเซินอีก “โจวโจว พี่ตัดสินใจดีแล้วใช่ไหม?”

 

 

หากถังโจวโจวอยากจะกลับไปกับลั่วเซ่าเซิน ก็จำเป็นต้องจากกับเสิ่นหลานอี ไม่รู้ว่าแม่ของเขาจะรับได้หรือไม่? โอวหยางหงอดไม่ได้ที่จะวางสายตาอยู่ที่เสิ่นหลานอี

 

 

“ใช่ค่ะ หนูรับปากกับเซ่าเซินแล้ว แม่คะ หงเอ๋อร์ ขอโทษด้วยนะคะ หนูทำให้พวกคุณแม่ต้องผิดหวังแล้ว”

 

 

ถังโจวโจวรู้ดีว่าโอวหยางหงอยากให้เธออยู่ที่ประเทศ H ต่อไป เสิ่นหลานอีเองก็คงไม่อยากให้เธอจากไป หลังจากที่พี่สาวตายไป เสิ่นหลานอีก็มองเห็นเธอที่เป็นลูกสาวคนเดียวเป็นดั่งแก้วตาดวงใจ เธอคงไม่อยากพรากจากลูกรักของเธอไปแน่ เธอต้องเจ็บปวดใจอย่างแน่นอน

 

 

เพียงแต่ว่าสถานที่ที่ลั่วเซ่าเซินอยู่ถึงจะเป็นบ้านของเธอ ตอนนี้เธอเป็นภรรยาของลั่วเซ่าเซินแล้ว แม้ว่าแม่กับน้องชายจะเป็นคนสำคัญ แต่เธอก็ทำให้ลั่วเซ่าเซินผิดหวังไม่ได้

 

 

สิ่งที่จะทำให้ถังโจวโจวรู้สึกยินดีอยู่บ้างก็คือ ตอนนี้การคมนาคมเป็นเรื่องสะดวก อีกอย่างอินเทอร์เน็ตก็ก้าวไกล ถ้าเสิ่นหลานอีคิดถึงพวกเขาก็สามารถเปิดวีดิโอคอลหรือว่านั่งเครื่องบินไปหาพวกเขาได้

 

 

“โจวโจว อย่าพูดอย่างนี้สิ แม่มีแต่จะภูมิใจในตัวลูก ต่อให้เราไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน แต่แม่ก็ไปเยี่ยมลูกได้ ลูกเองก็มาหาแม่ได้นี่นา”

 

 

เสิ่นหลานอียังคงคิดอย่างใจกว้างเหมือนอย่างเคย ก่อนหน้านี้เธอมักจะกลัวว่าลูกสาวจะยึดติดกับความคิดที่จะอยู่ตัวคนเดียวไปทั้งชีวิต ตอนนี้ความทรงจำของเธอกลับมาแล้ว เธอไม่ได้ผลักไสลั่วเซ่าเซินอีกต่อไป สามีภรรยารักใคร่กลมเกลียวกัน นี่สิถึงจะเป็นสิ่งที่เสิ่นหลานอีอยากเห็น

 

 

ลั่วเซ่าเซินรอให้อาหารของถังโจวโจวมาถึงก่อนถึงกินพร้อมกับเธอ ทว่าตอนนี้พ่อบ้านอยู่ระหว่างทาง โอวหยางหงจึงเอาข้าวกล่องให้ทั้งสองคนก่อน “โจวโจว พี่กับเขาก็กินอะไรรองท้องกันก่อนเถอะนะ พี่นอนไปนานขนาดนั้น จะต้องหิวแน่ๆ”

 

 

ลั่วเซ่าเซินเองก็เฝ้าเธอมาทั้งคืนแล้ว ความจริงเมื่อวานเขาก็ไม่ได้กินอะไรเลย วันนี้ถังโจวโจวฟื้นขึ้นมาแล้ว เชื่อว่าเขาเองก็ต้องอยากกินอะไรอยู่บ้าง

 

 

“เซ่าเซิน หงเอ๋อร์ก็พูดถูกนะ พวกเรากินอะไรรองท้องกันก่อนเถอะ อย่างนี้จะได้ไม่ปวดกระเพาะ” ถังโจวโจวไม่แน่ใจว่าสองปีที่ผ่านมาลั่วเซ่าเซินใช้ชีวิตอย่างไร แต่เธอเชื่อว่าลั่วเซ่าเซินจะต้องไม่ได้ดูแลตัวเองให้ดีแน่ๆ

 

 

เมื่อก่อนตอนที่เธออยู่ ลั่วเซ่าเซินก็ไม่ได้ใส่ใจสุขภาพของตัวเองสักเท่าไหร่ เขามักวางงานไว้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดเสมอ หากเธอไม่อยู่ก็จะยิ่งหนักมากกว่าเดิม ดังนั้นถังโจวโจวจึงคิดว่าเธอจะต้องปรับเปลี่ยนนิสัยของเขากลับมาให้ลั่วเซ่าเซินเห็นความสำคัญของปัญหาเรื่องสุขภาพของตัวเอง

 

 

“ได้สิ ขอแค่โจวโจวเป็นคนพูด ผมก็ฟังทั้งนั้นแหละ” ลั่วเซ่าเซินมองไปยังเสี่ยวอวี่ ดวงตาพลันนุ่มนวลไปหมด นั่นคือลูกชายของเขา! อยู่ใกล้กับเขาแค่นี้เอง น่าตลกที่ก่อนหน้านี้เขาไม่ทันสังเกต แต่ตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไป ต่อไปเขายังมีเวลาอีกมากที่จะชดเชยให้กับสองแม่ลูก

 

 

ทั้งสองคนแบ่งข้าวคนละครึ่ง เมื่อมีอาหารตกถึงท้องก็สบายตัวขึ้นเล็กน้อย ถังโจวโจวเห็นว่าเสี่ยวอวี่มองเธออย่างน่าสงสาร เธอเองก็อยากอุ้มเขา แต่กลัวว่าแขนจะไม่มีแรงมากพอ จึงทำได้เพียงเอ่ยปลอบใจ “ลูกรัก รอให้แม่หายป่วยก่อนแล้วแม่จะอุ้มลูกนะจ๊ะ”

 

 

“อือๆ…” ก็ไม่รู้ว่าเสี่ยวอวี่เข้าใจที่ถังโจวโจวพูดหรือเปล่า โบกไม้โบกมืออย่างตื่นเต้น อย่างกับว่าจะเต้นรำอย่างไรอย่างนั้น ดูเขาเบิกบานใจเป็นอย่างมาก

 

 

ลั่วอิงได้ยินที่ผู้ใหญ่พูดคุยกันก็รู้ว่าถังโจวโจวฟื้นคืนความทรงจำแล้ว คิดว่าคุณแม่โจวโจวจะกลับไปกับคุณพ่อ ต่อไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันทั้งครอบครัว เธอก็ดีใจเป็นอย่างมาก ขอเพียงให้เวลาเดินเร็วกว่านี้หน่อย พอคุณแม่โจวโจวหายป่วยก็จะกลับบ้านไปด้วยกันได้แล้ว!

 

 

ลั่วเซ่าเซินโอบลั่วอิงเอาไว้ เอ่ยกับเธออย่างเอาจริงเอาจัง “ลั่วอิง ต่อไปเสี่ยวอวี่ก็จะเป็นน้องชายของลูกแล้วนะ เขาเป็นลูกชายของพ่อ ต่อไปลูกจะต้องปกป้องเขาให้ดี เข้าใจไหม?”

 

 

ลั่วอิงไม่ค่อยเข้าใจนัก เธอมองเสี่ยวอวี่เป็นน้องชายของเธออยู่แล้ว ทำไมคุณพ่อจะต้องพูดขึ้นมาอีกรอบด้วย?

 

 

 

 

ตอนที่ 399 ใกล้จากลา

 

 

แต่ว่าเธอไม่ได้พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “คุณพ่อ หนูรู้แล้วค่ะ เดิมทีหนูก็เห็นว่าเสี่ยวอวี่เป็นน้องชายของหนูอยู่แล้วนี่คะ!” เพราะความเข้าใจผิดที่ลั่วเซ่าเซินผิดพลาดไป ตอนนี้ลั่วอิงจึงเข้าใจไปเองแล้วว่าเสี่ยวอวี่ไม่มีความสัมพันธ์อะไรกับลั่วเซ่าเซิน

 

 

ลั่วเซ่าเซินเองก็ฟังออกถึงความหมายในคำพูดของเธอ เขาย่อตัวลงและอธิบายรายละเอียดให้เธอฟัง “ลูกรัก ความหมายของพ่อก็คือเสี่ยวอวี่เป็นลูกชายของพ่อ ก็คือน้องแท้ๆ ของลูก”

 

 

ลั่วอิงอ้าปากกว้าง ไม่อยากเชื่อเลยว่าเซอร์ไพรส์นี้จะเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน “คุณพ่อบอกว่าเสี่ยวอวี่คือน้องชายของหนูเหรอคะ?!”

 

 

เธออยากให้คุณแม่โจวโจวช่วยคลอดน้องชายออกมาให้เธอมาตลอด ในที่สุดก็เป็นความจริงแล้วเหรอเนี่ย?

 

 

แม้ว่าก่อนหน้านี้ลั่วอิงจะรักใคร่เสี่ยวอวี่อย่างน้องชาย แต่ความรู้สึกในตอนนี้กลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ตอนนี้พวกเขาเป็นสมาชิกคนใหม่ที่เกี่ยวพันกันทางสายเลือด ลั่วอิงยังเด็กนัก อาจจะไม่เข้าใจ แต่ว่าความรู้สึกนี้ก็ตั้งมั่นอยู่ที่กลางใจของเธอ ทำให้ไม่อาจสงบอารมณ์ให้นิ่งเฉยได้เป็นเวลานาน

 

 

“ใช่แล้ว ลูกมีน้องชายแล้วนะ ดีใจหรือเปล่า?”

 

 

“แน่นอนว่าต้องดีใจสิคะ ดีใจมากเลยล่ะค่ะ” ลั่วอิงปรี่เข้าไปข้างกายเสี่ยวอวี่ทันที จับมือของเขาเอาไว้ด้วยความสุขุม “น้องชาย ต่อไปพี่สาวจะเป็นคนเล่นกับน้องเองนะ ตอนนี้คุณแม่โจวโจวเหนื่อยแล้ว พวกเราควรจะให้คุณแม่ได้พักผ่อนให้เต็มที่”

 

 

คำพูดจากผู้ใหญ่ตัวน้อยอย่างลั่วอิงไม่ได้มีผลกับหูของเสี่ยวอวี่เลยแม้แต่น้อย เขาเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆ เท่านั้น จะเข้าใจอะไรได้มากมาย ถึงเวลากินก็กิน ถึงเวลานอนก็นอน นานสองนานก็ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไร เพียงแต่รู้ว่าแม่ของเขาอุ้มเขาไม่ได้ ทำให้เขามุ่ยปากอันเล็กจิ๋วนั่น

 

 

ลั่วอิงเห็นอย่างนั้นก็รีบปลอบใจ “เป็นเด็กดีนะจ๊ะ อีกไม่นานคุณแม่โจวโจวก็จะหายดีแล้ว”

 

 

ในห้องผู้ป่วยไม่ได้เงียบเชียบอย่างเช่นที่ผ่านมาอีกแล้ว แม้ว่าโอวหยางหงกับลั่วเซ่าเซินจะยังคงไม่ถูกกัน แต่ว่าเห็นแก่หน้าของถังโจวโจว เขาก็ยังคงไว้หน้าลั่วเซ่าเซินอยู่บ้าง ต่อหน้าถังโจวโจวพวกเขาทั้งสองคนสุภาพอ่อนโยนจะตายไป

 

 

เวลาผันผ่าน คนที่มีคนรักคอยเฝ้าอยู่มักจะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ หลังจากที่ถังโจวโจวได้พักพักผ่อนอย่างเต็มที่แล้ว ในที่สุดก็มาถึงวันที่จะได้ออกจากโรงพยาบาลเสียที และคราวนี้ก็เป็นวันที่เธอใกล้จะจากประเทศ H ไปเช่นกัน

 

 

กำหนดวันเอาไว้เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้สามวันเป็นอันว่าออกเดินทาง ตั๋วเครื่องบินก็ซื้อเรียบร้อยแล้ว โอวหยางหงอยากให้พวกเขานั่งเครื่องบินส่วนตัวกลับไป แต่ว่าถูกถังโจวโจวปฏิเสธ เมื่อเห็นท่าทีหนักแน่นของพวกเขา โอวหยางหงถึงไม่ได้เกลี้ยกล่อมอีก

 

 

คืนก่อนที่ถังโจวโจวจะจากไป เสิ่นหลานอีก็ดึงตัวเธอมาพูดคุยด้วยทั้งคืน คุยกันทุกเรื่องไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องน้อย แม้กระทั่งเรื่องราวในชีวิตของถังโจวโจวก็ยังถูกพูดถึง เพียงแต่ว่าถังโจวโจวไม่ยินดีจะเผชิญหน้ากับเรื่องนี้ เสิ่นหลานอีเองก็ไม่ได้พูดอะไรมาก ถ้าหากลูกสาวถูกรังแก เธอก็จะกลับไปช่วยเหลืออย่างแน่นอน

 

 

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง ถังโจวโจวกับลั่วเซ่าเซินช่วยกันพาเด็กทั้งสองไปยังสนามบิน เสิ่นหลานอี โอวหยางเลี่ยและโอวหยางหงต่างตามมาส่งกันครบทุกคน

 

 

“โจวโจว กลับไปแล้วก็ดูแลตัวเองให้ดีๆ นะ” แม้ว่าเสิ่นหลานอีจะเคยบอกลาเธอแล้ว แต่ว่าตอนนี้ในใจก็ยังอาลัยอาวรณ์มากอยู่ดี เพียงแค่คิดว่าจะไม่ได้เห็นถังโจวโจวอีกเป็นเวลานาน ความรู้สึกของเธอก็พลันหม่นหมองลงไปมาก แล้วก็ยังหลานๆ ของเธออีก

 

 

“แม่คะ วางใจเถอะนะคะ พอหนูถึงแล้วจะโทรมาหา แล้วหนูก็จะวิดีโอคอลกับแม่บ่อยๆ ด้วย ถึงเวลาจะกลับมาเยี่ยมทุกคนนะคะ” ถังโจวโจวขอบคุณสองพ่อลูกโอวหยางเป็นอย่างมากที่ดูแลเธอในระหว่างที่เธอสูญเสียความทรงจำไป

 

 

เธอเข้าใจดีว่า ทุกอย่างที่ลุงโอวหยางทำก็เพราะเห็นแก่หน้าแม่ของเธอทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นมีหรือที่เธอจะเข้าตาอันเฉียบคมของเขา ทว่าถังโจวโจวก็ยังขอบคุณเขาด้วยใจจริง ต่อให้เขาจะไม่ได้สันทัดในการพูดจากับเธอ สองปีที่ผ่านมาทั้งสองก็ไม่เคยพูดอะไรกันมากนัก

 

 

อาจเป็นเพราะว่าการจากลาอยู่ตรงหน้า ถังโจวโจวจึงรู้สึกเสียใจไปหมด จู่ๆ ก็หุนหันพลันแล่นว่าเธอจะเลือกอยู่ที่นี่ต่อไป แต่นี่ก็เป็นความคิดเพียงชั่วขณะเท่านั้น ลั่วเซ่าเซินไม่มีวันยอมให้เธอทำอย่างนั้นเป็นอันขาด

 

 

“แม่คะ ลุงโอวหยาง หงเอ๋อร์ พวกเราไปก่อนนะคะ”

 

 

ใกล้ถึงเวลาแล้ว ลั่วเซ่าเซินเตรียมจัดการเรื่องเช็คอิน ถังโจโจวดูเวลา แทบจะไม่ทันแล้วจริงๆ เสียด้วย ทันใดนั้นจู่ๆ เธอก็กอดเสิ่นหลานอีอย่างแนบแน่น ในที่สุดน้ำตาที่เสิ่นหลานอีอดกลั้นไว้มาตลอดก็ไหลลงมาในที่สุด

 

 

“โจวโจว แม่ไม่อยากให้ลูกไปเลย” ถังโจวโจวกอดเธอแน่น “แม่คะ อย่าเสียใจไปเลยนะคะ พวกเราจะได้เจอกันอีก แม่เป็นแบบนี้ ทำเอาหนูคิดว่าจะไม่ได้เจอกับแม่แล้วนะคะเนี่ย”

 

 

 

ตอนที่ 396 ถังโจวโจวฟื้นแล้ว  

 

 

ลั่วเซ่าเซินแอบสั่งการตนเองในใจ หายใจเข้าลึกๆ ไม่กี่ครั้ง อารมณ์ความรู้สึกก็ไม่ได้ตื่นเต้นอย่างตอนแรกอีกแล้ว เพียงแต่ว่าการรอคอยภายในใจยังคงอยู่ที่อีกฝั่งหนึ่ง  

 

 

เขาดูเวลา เห็นว่าเพิ่งจะตีห้า ตอนนี้เขาไม่มีความรู้สึกอยากนอนเลย เพียงแค่อยากให้เสี่ยวอวี่ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเขาให้เร็วขึ้นเท่านั้น  

 

 

ถังโจวโจวรับไม่ได้ที่สีหน้าแข็งทื่อของเขาคอยมองไปยังปากประตูตลอดเวลา ตอนนี้ยังเช้าอยู่เลย พวกเสี่ยวอวี่ไม่มีทางมาหรอกน่า มองไปก็เท่านั้น สู้ฉวยโอกาสพักผ่อนในตอนนี้ให้มากสักหน่อย รักษาสติ อารมณ์และจิตใจเอาไว้ ปรากฏตัวต่อหน้าลูกด้วยอารมณ์อิ่มเอิ่บ  

 

 

“เซ่าเซิน คุณพักผ่อนเถอะนะ ฉันจะเฝ้าคุณเอง” คราวนี้ลั่วเซ่าเซินวางความคิดไว้ที่ถังโจวโจว มองเธอหลับตาลง ใบหน้าของเขาก็เอ่อล้นด้วยรอยยิ้มอันอ่อนละมุน โจวโจวซื่อบื้อ ต่อให้ลูกชายสำคัญแค่ไหน แต่ก็ไม่สำคัญไปมากกว่าคุณหรอก  

 

 

ลั่วเซ่าเซินสงบสติอารมณ์ลงได้ จึงไม่ได้เร่งเร้าอย่างเช่นก่อนหน้านี้แล้ว อย่างไรเขาก็จะได้เจอเสี่ยวอวี่อยู่ดี ต่อไปพวกเขายังมีเวลาอีกมาก เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวหลับไปจริงๆ แล้ว ลั่วเซ่าเซินก็รู้สึกง่วงขึ้นมาทันที เขานอนลงบนเตียงผู้ป่วย มือของเขายังคงกุมมือของเธอเอาไว้ แล้วหลับลงไปง่ายๆ อย่างนั้น  

 

 

เวลาแปดโมงเช้า เสิ่นหลานอีพาลั่วอิงกับเสี่ยวอวี่มายังห้องพักผู้ป่วย พวกเขาไม่ได้รับข่าวที่หู่พั่วฟื้นแล้ว ดังนั้นตอนที่เข้ามาแล้วเห็นลั่วเซ่าซินนอนหลับอยู่บนเตียงผู้ป่วยก็คิดว่าเขาคงเหนื่อยมากเกินไป ทนไม่ไหวถึงได้หลับไป จึงไม่ได้ปลุกเขาขึ้นมา  

 

 

ลั่วเซ่าเซินไม่ได้หลับสนิทเท่าไรนัก พอได้ยินเสียงเปิดประตูเขาก็รีบลุกขึ้นมา เมื่อมองไปก็พบว่าพวกเธอมากันแล้ว “คุณแม่ มากันแล้วหรือครับ”  

 

 

เดิมทีเสิ่นหลานอียังอยากให้ลั่วอิงกับโอวหยางหงเงียบลงหน่อย ใครจะรู้ว่าแค่หันหลังลั่วเซ่าเซินก็ตื่นขึ้นมาเสียแล้ว “เซ่าเซิน ทำไมตื่นแล้วล่ะจ๊ะ? จะนอนต่ออีกหน่อยไหม”  

 

 

“แม่ครับ ไม่นอนแล้ว ผมนอนพอแล้วครับ” เสิ่นหลานอีคิดว่าตัวเองฟังผิดไปเสียอีก ทว่าพอได้ยินลั่วเซ่าเซินเรียกเธอว่าแม่อีกครั้ง นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน? ทำไมอยู่ดีๆ ถึงได้เปลี่ยนคำเรียกล่ะ?  

 

 

“เซ่าเซิน นี่เธอ?” เสิ่นหลานอีเองก็ไม่สะดวกที่จะถามเหตุผลเขาตรงๆ ลั่วเซ่าเซินก็รู้ตัวในทันที รู้ว่าเสิ่นหลานอีแปลกใจว่าทำไมเขาถึงเรียกเธอว่าแม่ เมื่อคิดถึงสีหน้าของพวกเสิ่นหลานอีที่อีกประเดี๋ยวจะได้ฟังข่าว ตอนนี้ในใจก็ยินดีอยู่ไม่น้อย  

 

 

เสิ่นหลานอีอุ้มเสี่ยวอวี่เอาไว้ มองหู่พั่วที่ไม่มีการขยับเขยื้อนใดๆ ลั่วอิงแอบอิงลงในอ้อมกอดของคุณพ่อ “พ่อคะ เมื่อไหร่คุณแม่โจวโจวจะฟื้นเหรอคะ”  

 

 

ลั่วอิงไม่อยากเห็นถังโจวโจวนอนไร้ชีวิตชีวาอยู่บนเตียงผู้ป่วยอีกต่อไป นี่ทำให้เธอเสียใจเอามากๆ รู้สึกว่าถังโจวโจวช่างอยู่ห่างไกลเหลือเกิน  

 

 

“ลูกรัก คุณแม่โจวโจวฟื้นขึ้นมาแล้วล่ะ” ลั่วเซ่าเซินค่อนข้างอดรนทนไม่ไหวที่จะแบ่งปันข่าวดีนี้ให้กับพวกเสิ่นหลานอีฟัง  

 

 

ลั่วอิงแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่เชื่อ “แต่ว่าคุณแม่โจวโจวยังไม่ลืมตาเลยนี่คะ ทำไมคุณพ่อถึงได้บอกว่าคุณแม่ฟื้นแล้วล่ะคะ?”  

 

 

“หู่พั่วฟื้นแล้วเหรอ?” เสิ่นหลานอีกับโอวหยางหงถามเป็นเสียงเดียวกัน  

 

 

“แม่ครับ โอวหยาง เธอฟื้นแล้วครับ เพียงแต่ว่าตอนนี้เพิ่งจะหลับไปอีกก็เท่านั้น” ลั่วเซ่าเซินเอ่ยด้วยความดีใจ  

 

 

ได้ยินว่าตอนนี้ถังโจวโจวเพียงแค่หลับไปเท่านั้น เสิ่นหลานอีกับโอวหยางหงก็วางใจลง “แม่ครับ ผมจะให้พ่อบ้านส่งของกินมาให้ที่นี่ ประเดี๋ยวหู่พั่วตื่นแล้วเธอจะต้องอยากกินอะไรแน่ ลูกแมวกินจุอย่างเธอ ชอบกินของดีๆ เป็นที่สุด”  

 

 

ลั่วเซ่าเซินรู้สึกว่าหู่พั่วสองพยางค์นี้ช่างขวางหูขวางตายิ่งนัก ถังโจวโจวเป็นถังโจวโจวตลอดมา ไม่เคยเปลี่ยนไป แต่ว่าตอนนี้เขายังไม่รีบ รอให้เธอตื่นขึ้นมาก่อน แล้วค่อยบอกกับพวกเสิ่นหลานอีกก็ยังได้ ถึงตอนนั้นเขาจะไม่มีทางให้เธอใช้ชื่อหู่พั่วอีกเป็นอันขาด  

 

 

สายตาของลั่วเซ่าเซินทอดลงที่ร่างของเสี่ยวอวี่ เสี่ยวอวี่ถูกเสิ่นหลานอีอุ้มอยู่ในอ้อมแขน ทว่าดวงตาของเขากลับมองตรงไปยังถังโจวโจว อย่างกับรู้ว่าแม่ของเขากำลังพักผ่อน ไม่เอะอะ ไม่งอแง เพียงแต่ดวงตาไม่อาจมองไปที่อื่นได้  

 

 

ไม่ว่าเสิ่นหลานอีจะเปลี่ยนที่หรือว่าเปลี่ยนทิศทาง ดวงตาของเขาก็ไม่ละสายตาไปจากเตียงผู้ป่วยของถังโจวโจว ลั่วเซ่าเซินเห็นใบหน้าของเสี่ยวอวี่ ทำไมก่อนหน้านี้เขาถึงไม่เคยสังเกตเลยนะ?  

 

 

ดวงตาคู่นั้นคล้ายคลึงกับดวงตาของเขามากๆ และก็ใบหน้านั่นด้วย ตอนนี้ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าเหมือนกับเขามาก ลั่วเซ่าเซินรู้สึกว่าก่อนหน้านี้ตัวเองช่างโง่เขลาเสียเหลือเกิน แม้แต่จุดนี้ก็ไม่ทันได้สังเกตเลยด้วยซ้ำ  

 

 

 

 

 

ตอนที่ 397 เปลี่ยนชื่อเรียก    

 

 

ในฝันของถังโจวโจวได้รับสายตาอันร้อนแรง ทำให้เธอไม่อาจถลำเข้าไปข้างใน เธอกะพริบตาสองครั้ง ราวกับว่าได้ยินเสียงของแม่กับโอวหยางหงจึงลืมตาขึ้นมอง ก็เห็นว่าเสิ่นหลานอีกำลังอุ้มเสี่ยวอวี่นั่งอยู่ที่ข้างเตียงผู้ป่วย  

 

 

วินาทีแรกที่เสิ่นหลานอีเห็นว่าเธอตื่นแล้วก็รีบลุกขึ้นถามทันที “หู่พั่ว ลูกหายแล้วเหรอจ๊ะ ยังไม่สบายตรงไหนอีกหรือเปล่า”  

 

 

เธออุ้มเสี่ยวอวี่เอาไว้ ไม่สะดวกตรวจดูอาการของถังโจวโจวด้วยตัวเอง ทว่าในดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยความเป็นห่วงเป็นใยส่งมายังสายตาของถังโจวโจว ทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจ มีแม่นี่ก็ช่างดีเสียจริง!  

 

 

แต่เป็นเพราะเพิ่งตื่นนอน เสียงของถังโจวโจวก็เลยค่อนข้างแหบแห้งอยู่บ้าง เธอรู้สึกว่าลำคอของตนเองแห้งผาก “แม่คะ หนูไม่เป็นอะไรค่ะ ลูกรัก คิดถึงแม่หรือเปล่าจ๊ะ”  

 

 

เสี่ยวอวี่เห็นว่าเธอตื่นขึ้นแล้ว ก็เอื้อมมือออกไปข้างหน้า ร้องไม่หยุดว่า “หม่าม๊า หม่าม๊า…” อยากให้ถังโจวโจวอุ้มเขา  

 

 

เสิ่นหลานอีรีบกล่อมเขาไว้ “เสี่ยวอวี่เด็กดี ตอนนี้ร่างกายแม่ของหนูยังไม่แข็งแรง อุ้มหนูไม่ได้ ยายจะอุ้มหนูเอง เป็นเด็กดีนะจ๊ะ!”  

 

 

อย่างกับว่าเสี่ยวอวี่เข้าใจในสิ่งที่เสิ่นหลานอีพูดมาทั้งหมด เขาพาดตัวอยู่เงียบๆ เช่นนั้นจริงๆ เสียด้วย เพียงแต่ว่าดวงตายังคงจ้องมองไปยังทิศทางที่ถังโจวโจวอยู่  

 

 

ลั่วเซ่าเซินเห็นว่าเธอตื่นแล้วก็รีบไปรินน้ำมาให้ ลั่วอิงเข้ามาแทนตำแหน่งของลั่วเซ่าเซิน “คุณแม่โจวโจว หนูเป็นห่วงคุณแม่มากๆ เลยค่ะ ในที่สุดคุณแม่ก็ฟื้นขึ้นมาแล้ว”  

 

 

ได้เห็นถังโจวโจวเกิดเรื่องขึ้นต่อหน้าต่อตา เมื่อวานลั่วอิงก็ฝันร้ายอยู่ตลอด ฝันเห็นถังโจวโจวนอนเปื้อนเลือดไปทั้งตัวอยู่ตรงหน้าเธอ นี่ทำให้ใจดวงน้อยๆ ของลั่วอิงรับไม่ไหว เมื่อวานเธอนอนอยู่กับเสิ่นหลานอี ทำให้โอวหยางเลี่ยรู้สึกเซ็งอยู่ระยะหนึ่ง  

 

 

เมื่อคืนเสิ่นหลานอีเป็นห่วงลั่วอิงกับเสี่ยวอวี่มาก กลัวว่าใจดวงน้อยๆ ของเด็กๆ จะมีบาดแผล หากตอนกลางคืนฝันร้ายขึ้นมาก็คงไม่ใช่เรื่องดี ดังนั้นจึงไล่โอวหยางเลี่ยไปนอนที่ห้องนอนแขก ส่วนตนเองพาเด็กทั้งสองมานอนที่ห้องนอนใหญ่  

 

 

“ตอนนี้แม่ตื่นแล้วนะ ลั่วอิงไม่ต้องเป็นกังวลแล้วนะจ๊ะ อีกไม่นานแม่ก็จะหายดีแล้ว ถึงตอนนั้นก็จะออกจากโรงพยาบาลไปอยู่เป็นเพื่อนลั่วอิงได้แล้วนะ” ถังโจวโจวมองลั่วอิงที่เติบโตขึ้น ก่อนหน้านี้เธอไม่มีความทรงจำของเมื่อก่อน ความรู้สึกที่มีให้ลั่วอิงจึงไม่ได้อบอวนถึงขนาดนี้  

 

 

แม้ว่าจะชินกับการเติบโตขึ้นของลั่วอิงแล้ว ส่วนสูงเพิ่มขึ้น ใบหน้าก็ยาวขึ้นนิดหน่อย เปรียบเทียบกับตอนที่เธอห้าขวบก็โตขึ้นไม่น้อยเลย  

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกราวกับว่าตัวเองหลับฝันไปตื่นหนึ่ง ลั่วอิงก็โตขึ้นแล้ว อยากใช้มือลูบปลอบที่ใบหน้าของลั่วอิง ทว่าร่างกายของเธอไม่ยินยอมให้ทำอย่างนั้น  

 

 

เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวมีความคิดจะขยับตัว ลั่วเซ่าเซินก็รีบหยุดเธอเอาไว้ “รีบนอนลงเร็วเข้า ผมจะขยับเตียงเข้ามาให้ คุณยังคิดถึงสุขภาพอยู่บ้างหรือเปล่า?”  

 

 

รอจนกระทั่งลั่วเซ่าเซินเคลื่อนเตียงเข้ามา ป้อนน้ำให้เธอครึ่งแก้ว โอวหยางหงถึงได้เดินขึ้นมาหา “พี่สาว ตอนนี้พี่คงหิวแล้วใช่หรือไหม อีกเดี๋ยวพ่อบ้านจะเอาข้าวมาส่งให้นะ”  

 

 

“หงเอ๋อร์ ทำให้เธอต้องเป็นห่วงเลยสินะ” เธอมองโอวหยางหงด้วยดวงตาแดงก่ำ รู้ว่าเมื่อวานทำให้เขาเป็นกังวลมาทั้งวัน คราวนี้เป็นความไม่ระมัดระวังของเธอเอง ทุกคนถึงได้เป็นกังวลกันนานขนาดนี้  

 

 

“หู่พั่ว พี่พูดอะไรของพี่กัน! พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ ต่อไปอย่าพูดแบบนี้อีกนะครับ”  

 

 

“ต่อไปอย่าเรียกเธอว่าหู่พั่วอีกเลยนะ โจวโจวฟื้นความจำกลับมาแล้ว ตอนนี้เธอคือถังโจวโจว เป็นภรรยาของผม อย่าเรียกชื่อหู่พั่วนี่อีกเลยนะ”  

 

 

ตอนนี้ในที่สุดลั่วเซ่าเซินก็มีสิทธิ์พูดประโยคนี้ออกมาเสียที ถังโจวโจวจำเรื่องเก่าๆ ได้แล้ว เธอเป็นภรรยาของเขา เขาไม่ต้องกังวลว่าเธอจะวิ่งหนีหรือจากเขาไปไหนอีก  

 

 

“หู่พั่ว ลูกจำได้แล้วเหรอ?!” เสิ่นหลานอีตกใจระคนยินดี ไม่คิดว่าลูกสาวของตนจะฟื้นฟูความทรงจำได้รวดเร็วขนาดนี้ มิน่าล่ะเมื่อกี้เธอถึงได้รู้สึกว่ามีอะไรแปลกไป รู้สึกว่าสายตาของถังโจวโจวเปลี่ยนแปลงไป  

 

 

โอวหยางหงเองก็คิดไม่ถึงว่าถังโจวโจวจะฟื้นคืนความจำได้จากอุบัติเหตุครั้งนี้ เห็นลั่วเซ่าเซินท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่อง โอวหยางหงก็อยากประทับความทรงจำไว้ที่ใบหน้าของเขาเหลือเกิน เขาออกหน้าเสียขนาดนี้ ต่อให้หู่พั่วฟื้นคืนความจำแล้ว หู่พั่วก็ยังเป็นหู่พั่วของพวกเขาอยู่ดี  

 

 

“หู่พั่วเป็นชื่อที่ผมตั้งใจมอบให้พี่สาว ส่วนถังโจวโจวก็เป็นถังโจวโจวที่คุณรู้จัก คุณเรียกเธออย่างนั้นไม่ได้ แต่ว่าจะห้ามให้เราทำเหมือนคุณไม่ได้เหมือนกัน” โอวหยางหงตอบโต้ลั่วเซ่าเซินกลับไปอย่างไม่ออมมือ  

 

 

ลั่วเซ่าเซินอยากโต้เถียง ทว่าเขาก็พูดไม่ออก สิ่งที่โอวหยางหงพูดออกมาเป็นเรื่องจริง เขาจะห้ามให้พวกเขาเปลี่ยนมาเรียกเธอว่าถังโจวโจวตามแต่ใจของเขาไม่ได้   

ตอนที่ 394 ลูกชายแท้ๆ

 

 

ลั่วเซ่าเซินอดไม่ได้ที่จะสารภาพกับถังโจวโจว ก่อนหน้านี้เขาลังเลมานานเกินไป จึงทำให้การพัฒนาความสัมพันธ์ของเขาและถังโจวโจวเป็นไปอย่างเชื่องช้า ตอนนี้เขาคิดมาดีแล้ว ต่อให้แม่ของเขาไม่ยินยอม เขาก็จะอยู่กับถังโจวโจว ใครก็ขัดขวางเขาไม่ได้ทั้งนั้น เขาต้องมีถังโจวโจวอยู่ด้วย

 

 

ลั่วเซ่าเซินรู้ถึงความสำคัญของถังโจวโจวในห้องผู้ป่วยที่เงียบงันไร้ซุ่มเสียงแห่งนี้ บอกรักอย่างจริงจังกับถังโจวโจวเป็นครั้งแรก

 

 

 ถังโจวโจวปิดริมฝีปาก เธอไม่คิดว่าจะมีวันที่เธอได้ยินลั่วเซ่าเซินบอกคำว่าผมรักคุณให้เธอได้ฟัง เธอรอมานานแสนนาน ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงสักที

 

 

“เซ่าเซิน…”

 

 

“โจวโจว ผมรักคุณ เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป ผมรู้ว่าผมมีอะไรหลายอย่างที่ทำไม่ถูก คุณจะให้อภัยผมได้หรือเปล่า พวกเรามาเริ่มต้นกันใหม่!” ลั่วเซ่าเซินคุกเข่าลงข้างหนึ่ง มือข้างหนึ่งโอบถังโจวโจวเอาไว้ พร่ำพรรณนาความรู้สึกที่แท้จริงข้างในใจของตัวเองออกมา

 

 

“ได้ค่ะ” ถังโจวโจวจะไม่ตอบรับได้อย่างไรล่ะ เธอจะไม่ตอบรับได้อย่างไร ลั่วเซ่าเซินครอบครองหัวใจของเธอเอาไว้อย่างลึกซึ้งมาเป็นเวลานานแล้ว เธอพยักหน้าแทบไม่ทันเสียด้วยซ้ำ กลัวจับใจว่าเขาจะเปลี่ยนใจ

 

 

“คุณรีบลุกขึ้นมาเถอะ!” ถังโจวโจวรับปากแล้ว แต่ว่าลั่วเซ่าเซินก็ยังคงคุกเข่าตัวตรง คราวนี้ในใจของเธอก็พลันร้อนรนขึ้นมา นี่เขาไม่ได้สนใจร่างกายของตัวเองเลยเหรอไง?

 

 

เกิดเรื่องกับเธอจนต้องเข้าโรงพยาบาล แต่สภาพของลั่วเซ่าเซินก็ไม่ได้ดีไปกว่าเธอมากนัก เพียงแค่มองดูผิวซีดขาวของเขาเหล่านั้นก็รู้ได้ว่าเขาเองก็ทุกข์ทรมานอยู่ไม่น้อย ในใจก็พลันนึกโทษตัวเอง

 

 

“ได้ คุณอย่าขยับนะ ผมจะลุกขึ้นเดี๋ยวนี้แหละ” เมื่อลั่วเซ่าเซินสารภาพรักแล้ว เขาถึงได้พบว่าเมื่อสักครู่ตัวเองค่อนข้างใจร้อนไปหน่อย เลยไม่ได้ตระเตรียมแม้แต่ดอกไม้สักช่อ กระทั่งสถานที่อันน่ารื่นรมย์ก็ไม่ได้เตรียมไว้ แต่ว่าเรื่องผ่านไปแล้ว จะมาเสียดายตอนนี้ก็ไม่ทันกาล ทำได้เพียงหาโอกาสทดแทนให้ถังโจวโจวภายหลังแล้วล่ะ

 

 

“รีบหลับตาพักผ่อนอีกหน่อยเถอะ อีกไม่นานพวกคุณแม่ก็จะมากันแล้ว” ลั่วเซ่าเซินคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย ถังโจวโจวเพิ่งจะรับปากเขา เขาก็รีบเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นทันที ตอนนี้ถังโจวโจวไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้ ในใจของเธอเต็มไปด้วยฟองสบู่หวานเลี่ยน ลั่วเซ่าเซินบอกรักเธอ!

 

 

เห็นถังโจวโจวยิ้มจนหุบปากไม่ลง ลั่วเซ่าเซินก็ใช้มือของตัวเองโบกไปมาตรงหน้าเธอ เธอก็ไม่ได้แสดงปฏิกิริยาอะไรออกมาเลย “โจวโจว รีบหลับตาลงพักผ่อนอีกสักหน่อยนะ”

 

 

ตอนนี้เธอเป็นคนป่วย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการพักผ่อน อีกอย่างประเดี๋ยวเสี่ยวอวี่กับลั่วอิงก็จะมากันแล้ว ตอนนั้นใครต่อใครก็ตงเดินเข้าเดินออกรบกวนเธอ แบบนั้นก็ไม่มีเวลาพักผ่อนกันพอดี

 

 

“เซ่าเซิน ตอนนี้ฉันยังไม่อยากนอนเลย คุณอยู่คุยกับฉันหน่อยนะ ได้หรือเปล่า?” ถังโจวโจวหลับมาเป็นเวลานานแล้ว ตอนนี้เธอก็ไม่มีความรู้สึกอยากนอนเลยสักนิด อีกอย่างเมื่อสักครู่ก็ได้เพิ่งจะได้พบกับเรื่องเซอร์ไพรส์ใหญ่โตขนาดนั้น ตอนนี้เธอจะหลับลงได้อย่างไร

 

 

“ได้สิ คุณอยากคุยอะไรกับผมล่ะ?” ลั่วเซ่าเซินนั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้ง มือใหญ่กุมมือเล็กของถังโจวโจวไว้แน่น อย่างกับว่าทั้งสองคนจะไม่มีวันแยกจากกัน

 

 

จู่ๆ ถังโจวโจวก็คิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ เธอยังไม่ได้บอกเรื่องเสี่ยวอวี่กับเขาเลยนี่นา ไม่รู้ว่าถ้าเซ่าเซินรู้เข้า เขาจะ…

 

 

เห็นสีหน้าที่เป็นกังวลของถังโจวโจวแล้ว ลั่วเซ่าเซินก็คิดว่าเธอคงมีเรื่องอะไรที่ไม่สะดวกจะพูด “โจวโจว มีอะไรคุณก็พูดมาเถอะ ตอนนี้ระหว่างเรายังต้องมีอะไรปิดบังกันอีกเหรอ?”

 

 

ระหว่างพวกเขาสองคนคุยกันชัดเจนขนาดนี้แล้ว ทำไมถังโจวโจวยังรู้สึกว่าบางเรื่องก็พูดกับเขาออกมาไม่ได้? หรือว่าเธอยังไม่ไว้ใจเขาจนถึงขีดสุดกันนะ?

 

 

ถังโจวโจวรู้ว่าเขาเข้าใจความหมายของเธอผิดไป เธอจึงหลับตาลง เป็นไงเป็นกันละนะ! ถ้าลั่วเซ่าเซินจะโทษเธอจริงๆ เธอก็ทำได้เพียงยอมรับ “เซ่าเซิน…เสี่ยวอวี่เป็นลูกของคุณค่ะ”

 

 

ในที่สุดประโยคนี้ก็หลุดออกมาจนได้ หลังจากที่ถังโจวโจวพูดออกไปแล้วก็ไม่ได้ตื่นเต้นอย่างเช่นก่อนหน้านี้อีก รู้สึกว่าอารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดได้พ่นออกมาตามคำพูดเหล่านั้นไปแล้ว เธอใจหายวาบ เพียงแค่รอปฏิกิริยาตอบสนองของลั่วเซ่าเซินเท่านั้น

 

 

ลั่วเซ่าเซินกำลังทำอะไรอยู่นะ? เขาเหม่อลอย ใครจะบอกเขาได้ว่า ทำไมเสี่ยวอวี่เด็กชายที่เขาเตรียมใจจะทำดีด้วยเหมือนลูกแท้ๆ ถึงได้กลายเป็นลูกของเขาได้? ลั่วเซ่าเซินงงงัน?

 

 

“เซ่าเซิน เซ่าเซิน…”

 

 

ถังโจวโจวหลับตาลง นานสองนานก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากลั่วเซ่าเซิน เขาคงไม่ได้ตกใจจนเพี้ยนไปหรอกนะ? ก่อนหน้านี้เขาพูดเอาไว้ว่าจะมองเสี่ยวอวี่เป็นลูกแท้ๆ ไม่ใช่หรือไง? ทำไมตอนนี้เสี่ยวอวี่เป็นลูกแท้ๆ ของเขาแล้ว เขาถึงได้ไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยล่ะ? แบบนี้แปลกเกินไปหน่อยหรือเปล่า?

 

 

 

 

ตอนที่ 395 ตื่นเต้น

 

 

“โจวโจว คุณพูดจริงหรือเปล่า? คุณอย่าโกหกผมเพราะเสี่ยวอวี่นะ! ถ้าเกิดคุณกลัวว่าต่อไปผมจะไม่ดีกับเสี่ยวอวี่ เรื่องนี้คุณวางใจได้เลย ผมจะดูแลเขาให้เหมือนกับลูกแท้ๆ ของตัวเองอย่างแน่นอน คุณไม่จำเป็นต้องทำอย่างนี้หรอก”

 

 

ลั่วเซ่าเซินเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง ก็ยังไม่เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง แต่เธอบอกเรื่องนี้กับเขาอย่างชัดเจน เขาก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่าเสี่ยวอวี่เป็นลูกของเขาจริงๆ หรือเปล่า? เป็นไปได้ใช่ไหม?

 

 

“เซ่าเซิน คุณไม่เชื่อฉันอย่างนั้นเหรอ คุณไปตรวจดีเอ็นเอเอาก็ได้ ดูว่าเสี่ยวอวี่เป็นลูกของคุณจริงหรือเปล่า…” ถังโจวโจวโกรธเคืองขึ้นมา เธอพูดกับเขาถึงขนาดนี้แล้ว แต่เขาก็ยังไม่อยากเชื่ออยู่ดี รู้อย่างนี้ไม่บอกเรื่องนี้ดีกว่า ปล่อยให้เขาไม่รู้เรื่องไปทั้งชีวิตนั่นล่ะ

 

 

“โจวโจว อย่าโกรธเลยนะ ผมเชื่อคุณอยู่แล้ว” ลั่วเซ่าเซินปลอบประโลมภรรยาแสนสวยที่กำลังโกรธอยู่อย่างใจเย็น

 

 

ตามด้วยตัวเขาที่ตื่นเต้นขึ้นมา ปากพึมพำท่องคำคำหนึ่ง “ผมมีลูกแล้ว! ผมกับโจวโจวมีลูกด้วยกันแล้ว!”

 

 

เห็นท่าทางไม่ปกติของลั่วเซ่าเซินในตอนนี้แล้ว ถังโจวโจวถึงได้รู้สึกว่านี่สิถึงเป็นปฏิกิริยาที่ปกติ มีผู้ชายคนไหนบ้างที่ได้ยินว่าตัวเองเป็นพ่อคนแล้วไม่ดีใจ เมื่อกี้ลั่วเซ่าเซินสีหน้าไร้อารมณ์ ทั้งยังมีคำถาม อย่างนั้นถึงเรียกว่ามีปัญหา

 

 

เพียงแต่ว่าสำหรับเซ่าเซินแล้ว นี่นับว่าเป็นครั้งที่สองกระมัง อย่างไรเมื่อครั้งลั่วอิงเขาก็คงจะมีความรู้สึกของการเป็นพ่อแล้ว

 

 

ลั่วเซ่าเซินตกอยู่ในภวังค์ความตื่นเต้นขนาดใหญ่ ราวกับว่าทั้งตัวชักกระตุก พร่ำท่องไม่หยุดว่า “เสี่ยวอวี่เป็นลูกของเรา…”

 

 

“ใช่ๆๆ คุณพูดประโยคนี้มาตั้งหลายรอบแล้วนะ ใจเย็นๆ สิ” เมื่อสักครู่ลั่วเซ่าเซินนิ่งเฉยเกินไปถังโจวโจวก็ทนไม่ไหว ตอนนี้ลั่วเซ่าเซินเอาแต่พร่ำบ่น เธอเองก็รับไม่ไหวเหมือนกัน มนุษย์ช่างยากจะเพียบพร้อมไปทั้งสองด้านจริงๆ!

 

 

“โจวโจว ตอนนี้ผมใจเย็นไม่ลงแล้ว ผมอยากเห็นเสี่ยวอวี่เร็วๆ!” ความตื่นเต้นของลั่วเซ่าเซินในเวลานี้ เขาอยากป่าวประกาศกับคนทั้งโลกว่าเขามีลูกกับถังโจวโจวแล้ว!

 

 

“ตอนนี้เสี่ยวอวี่คงจะหลับอยู่ อยากเจอก็ต้องรอให้เขามาถึงก่อน คุณตื่นเต้นขนาดนี้ ระวังว่าอีกเดี๋ยวเสี่ยวอวี่ไม่มา คุณจะดีใจเก้อเสียเปล่าๆ นะ”

 

 

ต้องรู้ว่านี่ก็เป็นไปได้เหมือนกัน เป็นไปได้ว่าแม่จะกลัวว่าเสี่ยวอวี่จะตื่นตระหนกแล้วให้เขาอยู่ที่บ้าน ถังโจวโจวรู้สึกได้ถึงอารมณ์ตื่นเต้นที่เขาได้เป็นพ่อคน แต่จะตื่นเต้นจนเสียสติไม่ได้สิ! ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้ทำตัวเหมือนเด็กๆ ไปได้นะ!

 

 

“โจวโจว เสี่ยวอวี่จะชอบผมหรือเปล่า?” ลั่วเซ่าเซินสงบลง ถึงได้พบกับปัญหาร้ายแรง เริ่มแรกเขาไม่ได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีไว้กับเสี่ยวอวี่ ถ้าเสี่ยวอวี่ไม่ชอบเขาขึ้นมาล่ะจะทำอย่างไร?

 

 

เขาจะรู้สึกกังวลอยู่บ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพียงเพราะว่าเสี่ยวอวี่กับเขายังไม่คุ้นเคยกัน แม้ว่าจะไม่ได้ปฏิเสธการเข้าใกล้เขา แต่ว่าก็ไม่ได้มีท่าทีสนิทสนมที่มากกว่านั้น เสี่ยวอวี่ใกล้ชิดกับเสิ่นหลานอีและถังโจวโจวมากกว่า

 

 

“ไม่ต้องกลัว เดี๋ยวพอเสี่ยวอวี่โตขึ้นอีกหน่อย คุณก็จะพาเขาไปเล่นด้วยได้ ถึงตอนนั้นเขาจะต้องรู้ว่าพ่อของเขายิ่งใหญ่แค่ไหน” ถังโจวโจวเห็นว่าชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าราวกับเพิ่งออกมาจากกระท่อมมุงจากเป็นครั้งแรก เหตุเพราะว่าลูกชายอาจจะไม่ชอบตัวเองถึงได้เป็นกังวลอยู่ตรงนี้

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกว่าเขาไม่ควรคิดมากจนเกินไป ตอนนี้ลูกของเธอยังเล็กนัก ใกล้ชิดกับผู้เป็นแม่ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เวลาที่เสี่ยวอวี่และลั่วเซ่าเซินได้อยู่ด้วยกันมีไม่เท่าไหร่ ไม่สนิทสนมกันก็ถือเป็นเรื่องปกตินี่นา

 

 

“โจวโจว คุณไม่รู้หรอกว่าตอนนี้ในใจผมเป็นกังวลแค่ไหน ผมไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้มาก่อน” ลั่วเซ่าเซินได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นตุ้บๆ แต่ละครั้งเต้นดังอย่างรัวเร็ว อย่างกับว่าจะพุ่งออกมาจากหน้าอกก็ไม่ปาน

 

 

“ให้ฉันลูบดูหน่อยสิ…ความจริงก็เต้นเร็วอยู่นะ เซ่าเซิน ดูเหมือนว่าตอนนี้คุณจะตื่นเต้นมากๆ เลย” มือของถังโจวโจวประทับลงบนหน้าอกของเขา รู้สึกว่าใต้อุ้งมือมีชีวิตชีวา

 

 

“ต้องตื่นเต้นแน่สิ อีกเดี๋ยวก็จะได้เจอลูกชายแล้วนะ!” ลั่วเซ่าเซินรู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองเป็นกังวลมากเกินไป เป็นผู้ชายทั้งที เขาจะให้โจวโจวหัวเราะเยาะเขาได้อย่างไร จะต้องวางมาดเข้าไว้ ถึงจะเป็นลูกชาย ก็จะรออยู่อย่างซื่อบื้ออย่างนี้ไม่ได้

 

 

ถังโจวโจวเห็นลั่วเซ่าเซินเปลี่ยนไปมีอีกสีหน้าหนึ่ง ก่อนหน้านี้ยังตื่นเต้นจนคิ้วขมวดเข้าหากัน จู่ๆ ก็ทำหน้าผ่อนคลาย สีหน้าสุขุมเยือกเย็น ทำอะไรของเขาอีกละเนี่ย?

 

ตอนที่ 392 ฉันจะไม่กลับไป

 

 

“นี่ ฉันอยากดื่มน้ำน่ะ” ถังโจวโจวรู้สึกเจ็บไปหมดทั้งตัว เธอรู้สึกย่ำแย่ อีกทั้งภายในปากก็ยังแห้งผากอีกด้วย แค่อยากดื่มน้ำให้ผ่อนคลายลงก่อน

 

 

“ได้ เดี๋ยวผมจะยกมาให้นะ” เพียงแค่ลั่วเซ่าเซินเห็นว่าถังโจวโจวฟื้นขึ้นมา เขาก็ไม่ได้สังเกตเห็นว่าเธอแปลกไปจากก่อนหน้านี้

 

 

รอจนกระทั่งลั่วเซ่าเซินป้อนน้ำเข้าปากถังโจวโจวจนหมด ไม่ทันระวังเขาก็เห็นนาฬิกาบนข้อมือ เห็นว่าตอนนี้เป็นเวลาตีสี่เท่านั้นเอง เมื่อครู่นี้เขาก็หลับไปอย่างนั้นเหรอ?

 

 

“โจวโจว คุณเป็นยังไงบ้าง?” ลั่วเซ่าเซินไม่กล้าแตะต้องตัวเธอ เกรงว่าจะสัมผัสโดนแผลของเธอที่ตรงไหนเข้า ลำบากยากเย็นกว่าที่ถังโจวโจวจะฟื้นขึ้นมาได้ เขาไม่กล้าทำอะไรกระโตกกระตาก อีกเดี๋ยวโจวโจวโกรธขึ้นมาจะทำอย่างไรกัน?

 

 

“ฉันไม่เป็นอะไร เซ่าเซิน คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”

 

 

“อ๋อ อีกไม่กี่ชั่วโมงพวกคุณน้าก็จะมากันแล้ว ผมมาอยู่เฝ้าคุณไง ผมรู้ว่าคุณจะต้องฟื้นขึ้นมาอย่างแน่นอน” ลั่วเซ่าเซินมีคำพูดมากมายที่อยากจะพูดกับถังโจวโจว เพียงแต่ว่าเวลานี้ถังโจวโจวยังคงบาดเจ็บอยู่ สงบจิตใจเอาไว้จะดีกว่า

 

 

“เซ่าเซิน เสี่ยวอวี่กับลั่วอิงล่ะ?” เธอจำได้ว่าเธอและแม่ของเธอ เซ่าเซินและพวกเสี่ยวอวี่ออกมาข้างนอกด้วยกัน ก็ไม่รู้ว่าหลังจากที่เกิดเรื่องกับเธอแล้วเสี่ยวอวี่จะตื่นตระหนกหรือไม่ แล้วลั่วอิงจะร้องไห้หรือเปล่า?

 

 

“คุณวางใจนะ พวกเขามีคุณน้าคอยดูแลอยู่ อีกเดี๋ยวผมจะส่งข่าวให้พวกเขา อีกไม่นานก็น่าจะมาถึง”

 

 

จนกระทั่งถึงตอนนี้ลั่วเซ่าเซินถึงได้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของถังโจวโจว “โจวโจว…คะ คุณจำได้แล้วเหรอ?”

 

 

เขามองถังโจวโจวด้วยความยินดี เมื่อครู่นี้ถังโจวโจวเรียกเขาอย่างที่เธอเคยเรียกเมื่อก่อน แต่ตอนที่ถังโจวโจวเป็นหู่พั่ว เธอก็จะเรียกเขาว่าคุณลั่วหรือชื่อของเขาเสมอ ทำไมถึงได้เรียกเขาว่าเซ่าเซินล่ะ

 

 

ดูเหมือนว่านี่จะเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สวรรค์ประทานให้กับเขา ถังโจวโจวฟื้นความจำได้แล้วเหรอเนี่ย? ลั่วเซ่าเซินอยากตะโกนออกมาดังๆ เพียงแต่เวลานี้ในโรงพยาบาลเงียบมาก การกระทำของเขาจะรบกวนการพักผ่อนของคนไข้คนอื่นๆ เขาเพียงแต่หุนหันพลันแล่นไปชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น อีกไม่นานก็จะวางความคิดที่ไม่ตรงกับความจริงนี้ลง

 

 

“ใช่ ฉันจำเรื่องเมื่อก่อนได้แล้ว” จำได้ว่าหลังจากที่โอวหยางหงพาเธอมายังประเทศ H เธอก็คลอดเสี่ยวอวี่ ยอมรับในตัวเสิ่นหลานอี และก็จำได้ว่าเธอเย็นชากับลั่วเซ่าเซินมากแค่ไหน

 

 

ลั่วเซ่าเซินไม่รู้ว่าควรแสดงความดีใจที่มีออกมาอย่างไรดี ถังโจวโจวฟื้นคืนความทรงจำแล้ว ที่แท้เรื่องที่เขาคิดว่าจะต้องใช้เวลาอย่างยาวนาน ก็พลันเกิดผลขึ้นมาตรงหน้าเขา ทำให้ตื่นเต้นดีใจจนไม่รู้จะทำอย่างไร

 

 

“โจวโจว คุณจำได้แล้วว่าผมเป็นใคร คุณจำลั่วอิงได้ และก็จำเรื่องทั้งหมดได้ด้วยใช่หรือเปล่า?” ลั่วเซ่าเซินไม่อยากจะเชื่อ จึงถามขึ้นอีกครั้ง

 

 

รอจนกระทั่งถังโจวโจวพยักหน้าลง เขาถึงได้ยิ้มร่าออกมา “ดีจังเลย! ดีที่สุดเลย ในที่สุดโจวโจวก็กลับมาแล้ว! พวกเราจะได้กลับบ้านด้วยกันแล้ว”

 

 

ถังโจวโจวมองดูท่าทางบ้าๆ บอๆ ของเขาก็คิดได้ว่าสิ่งที่จะพูดต่อจากนี้ไปจะตัดบทความคิดของเขาเสียสิ้น แต่ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ต้องพูด เธอให้อภัยที่ลั่วเซ่าเซินเคยควบคุมตัวเองไม่ได้ แต่เธอไม่อาจให้อภัยลั่วเซ่าเซินที่โกหกเธอครั้งแล้วครั้งเล่าได้อีกแล้ว

 

 

หากลั่วเซ่าเซินเป็นอย่างนี้ต่อไป ถึงเธอจะฝืนใจอย่างไรแต่ก็ยังไม่อาจรักเขาต่อไปได้อีก ทุกอย่างมันยากเย็นเกินไป เขาถึงขั้นคบหากับหันฮุ่ยซินแล้ว แต่ทำไมถึงยังมาหาเธออีก?

 

 

“เซ่าเซิน ฉันกลับไปกับพวกคุณไม่ได้ ยังไงคุณก็พาลั่วอิงกลับไปอยู่กับหันฮุ่ยซินเถอะนะ เทียบกับเมิ่งชิงซีแล้ว เธอก็ถือว่าเป็นผู้หญิงที่ดีคนหนึ่ง”

 

 

อย่างน้อยหันฮุ่ยซินก็ไม่ได้มีเจตนาเป็นศัตรูกับลั่วอิงถึงขนาดนั้น ผ่านมาสองปีแล้ว ตอนนี้พวกเขาก็คงจะแต่งงานกันแล้วสินะ? ตอนนี้ลั่วอิงก็น่าจะคุ้นเคยกับเธอแล้วใช่ไหม

 

 

“โจวโจว คุณพูดอะไรของคุณ? ผมจะมีความสัมพันธ์กับหันฮุ่ยซินได้ยังไง นั่นมันเป็นเรื่องก่อนหน้านั้น แต่เรื่องพวกนั้นคุณก็รู้หมดแล้วนี่นา หลังจากนั้นพวกเราก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย ในระยะเวลาสองปีที่เสียคุณไป ผมกับเธอไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรต่อกัน”

 

 

ลั่วเซ่าเซินไม่รู้ว่าจู่ๆ ถังโจวโจวจะพูดถึงหันฮุ่ยซินไปเพื่ออะไร? เรื่องหันฮุ่ยซินเป็นเรื่องที่ผ่านไปนานมากแล้ว แต่ทำไมเธอยังพูดถึงอยู่อีกล่ะ? หรือว่าหันฮุ่ยซินเคยพูดอะไรกับโจวโจว ถึงได้ทำให้เธอไม่อยากกลับบ้านไปกับเขา?

 

 

“พวกคุณมีลูกด้วยกันแล้ว หรือว่ามันไม่ใช่ความจริง คุณอย่ามาโกหกฉันเลย ฉันไม่กลับไปกับคุณหรอก” ถังโจวโจวเองก็ไม่มีทางบอกสถานะของเสี่ยวอวี่กับลั่วเซ่าเซิน เสี่ยวอวี่ต้องเป็นของเธอคนเดียวเท่านั้น

 

 

 

 

ตอนที่ 393 ผมรักคุณ

 

 

“โจวโจว คุณพูดบ้าอะไรกัน? ผมไปมีลูกกับหันฮุ่ยซินตั้งแต่เมื่อไหร่” ทำไมเขาถึงไม่รู้เรื่องนี้เลย ลั่วเซ่าเซินรู้สึกปวดหัวไปหมดแล้ว เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวเอาแต่คิดว่าสิ่งที่เธอคิดเป็นความจริง ลั่วเซ่าเซินก็รู้สึกว่าเมื่อกี้ตนเองคงคิดง่ายเกินไป

 

 

“ฉันเห็นมากับตาว่าคุณไปตรวจครรภ์กับเธอ คุณยังกล้าโกหกฉันอีกเหรอ ลั่วเซ่าเซิน นี่คุณยังเป็นผู้ชายอยู่หรือเปล่า?”

 

 

“ผมเป็นผู้ชายหรือเปล่าคุณยังไม่รู้อีกเหรอ?” ลั่วเซ่าเซินแสยะยิ้มออกมา รอยยิ้มนี้ทำให้ถังโจวโจวหน้าแดงขึ้นมาทันที แดงอย่างกับแอปเปิ้ลฟูจิเฉิดฉายจนน่าประทับใจ

 

 

“ลั่วเซ่าเซินคุณมันน่าไม่อาย” ลั่วเซ่าเซินคนเลว เขากล้าหัวเราะเยาะเธอเชียวหรือ? เรื่องที่ตัวเองทำลงไปก็ไม่กล้ายอมรับ ไม่มีความรับผิดชอบเอาเสียเลย

 

 

ลั่วเซ่าเซินเห็นถังโจวโจวโกรธขึ้นมาจริงๆ แล้ว หรือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง? ทำไมเขาถึงจำไม่ได้เลยล่ะ อย่างไรเขาก็เป็นคนไปตรวจครรภ์เป็นเพื่อนหันฮุ่ยซิน ทำไมเขาจะไม่รู้เรื่องลูก? หรือว่าถังโจวโจวเข้าใจอะไรผิดไป…

 

 

อ๋อ ในที่สุดลั่วเซ่าเซินก็คิดอะไรขึ้นได้ เขาเคยไปโรงพยาบาลเป็นเพื่อนหันฮุ่ยซินครั้งหนึ่ง แต่เด็กในท้องไม่ได้มีความข้องเกี่ยวกับเขา ดูเหมือนว่าโจวโจวจะเข้าใจผิดไป

 

 

ลั่วเซ่าเซินรีบบอกความจริงของเรื่องคราวนั้นให้ถังโจวโจวฟัง ตอนนั้นเขาเพียงแต่รับปากหันฮุ่ยซินเอาไว้ว่าจะไม่บอกเจียงรุ่ยเฉิน ตอนนี้ถังโจวโจวเข้าใจเขาผิด เขาจึงไม่อาจยอมเก็บรักษาความลับนี้ให้อย่างโง่เง่าได้อีก อีกอย่างตอนนี้เธอก็มีความสัมพันธ์อยู่กับเจียงรุ่ยเฉิน เรื่องความลับก็ไม่ได้สำคัญอะไรอีกต่อไปแล้ว

 

 

หลังจากถังโจวโจวได้ฟังก็เงียบไปครู่หนึ่ง เธอไม่คิดว่าแท้จริงแล้วเรื่องราวจะเป็นอย่างนี้ “อย่างนั้นตอนนี้หันฮุ่ยซินกับเจียงรุ่ยเฉินเป็นยังไงบ้าง”

 

 

ถังโจวโจวไม่เคยคิดมาก่อนว่าหันฮุ่ยซินกับเจียงรุ่ยเฉินจะมาเจอกันได้ อย่างที่รู้ว่าคนอย่างเจียงรุ่ยเฉิน แม้ว่าจะเป็นคุณชายตระกูลใหญ่ กิริยาท่าทางกระฉับกระเฉง แต่ไม่รู้เลยว่าในใจคิดอะไรอยู่

 

 

หันฮุ่ยซินแม้ว่าจะริษยาเธอที่ได้ครอบครองลั่วเซ่าเซิน แต่ก็เป็นเพียงความคิดแบบผู้หญิงๆ เท่านั้น ถ้าจะให้พูดถึงเรื่องที่ทำอะไรเกินหน้าเกินตา เธอก็ไม่เคยทำ ด้วยความที่เป็นผู้หญิง ถังโจวโจวเองก็รู้สึกเห็นใจเธออยู่บ้าง อย่างไรเรื่องราวที่ผ่านไปแล้ว อยากจะตามกลับมาก็เป็นเรื่องยาก

 

 

“เจียงรุ่ยเฉินตามจีบฮุ่ยซิน แต่ว่าฮุ่ยซินไม่รับรัก ผมว่าเขาคงไม่วางมือหรอก” ความจริงแล้วลั่วเซ่าเซินเองก็ค่อนข้างจนใจ หากตอนแรกเจียงรุ่ยเฉินมาเร็วกว่านั้นสักหน่อย คิดว่าเพราะเรื่องลูกของเขากับหันฮุ่ยซิน อาจจะทำให้มีโอกาสอยู่บ้าง แต่ว่าตอนนี้น่ะเหรอ? ลั่วเซ่าเซินเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

 

 

ความจริงถังโจวโจก็เชื่อเขาแล้ว เพียงแต่เธอยังอยากจะแกล้งเขาอีกสักหน่อย ดังนั้นจึงจงใจหรี่ตาลงพลางเอ่ยถาม “คุณพูดจริงหรือเปล่า?”

 

 

“ถ้าผมพูดโกหกแค่ครึ่งคำ ขอให้ฟ้าผ่าเลย!” ลั่วเซ่าเซินเปล่งคำสาบาน ราวกับว่าอยากจะให้ถังโจวโจวเห็นในความแน่วแน่ของเขา ถ้าถังโจวโจวยังไม่เชื่ออีก ไม่ว่าจะให้เขาทำอะไรเขาก็ยอม

 

 

“พอแล้ว ฉันบอกคุณเมื่อไหร่ว่าฉันไม่เชื่อคุณ ทำไมคุณต้องสาบานแบบนี้ด้วย?” ถังโจวโจวทนฟังคำสาบานของลั่วเซ่าเซินไม่ไหว ตอนแรกเธอเองก็แค่สงสัย แต่ไม่มีหลักฐานแน่ชัด พอลั่วเซ่าเซินอธิบายก็พบว่ามีรายละเอียดบางอย่างอย่างที่เธอไม่ทันสังเกต

 

 

ถ้าหากหันฮุ่ยซินท้องลูกของลั่วเซ่าเซินจริง เช่นนั้นก็ไม่ควรมีสีหน้าทุกข์ระทมอย่างนั้น เธอคงดีใจเสียด้วยซ้ำไป จะไปเอาเด็กออกทำไมกันล่ะ ดูเหมือนว่าตอนแรกเธอจะหุนหันพลันแล่นเกินไปจริงๆ

 

 

“โจวโจว ในเมื่อคุณเชื่อผม คุณก็กลับไปกับผมได้แล้วใช่ไหม?” เวลานี้ความเข้าใจผิดคลี่คลายลงแล้ว ถ้าถังโจวโจวยังไม่กลับไปกับเขา เขาก็จะลักพาตัวเธอละนะ

 

 

“คุณจะลากฉันกลับไปตอนนี้ไม่ได้สิ” เธอยังอยู่ในห้องผู้ป่วยอยู่เลย หรือว่าลั่วเซ่าเซินรีบร้อนถึงขนาดนั้นเชียว

 

 

“แน่นอนว่าไม่ใช่ตอนนี้ คุณพูดแบบนี้แล้ว โจวโจว คุณก็รับปากผมแล้วใช่ไหม” ลั่วเซ่าเซินจะทำเรื่องบุ่มบามอย่างนั้นได้เสียที่ไหน เพียงแค่ถังโจวโจวไม่อนุญาต เขาก็หมดสิทธิ์แล้ว

 

 

“ใช่ค่ะ ฉันรับปาก”

 

 

“โจวโจว ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ตาม ผมรู้ว่าคุณจะต้องกลับมาอยู่ข้างกายผม” เพราะว่าโอบกอดความศรัทธานี้ไว้ ลั่วเซ่าเซินถึงได้ยืนหยัดมาจนถึงวันนี้

 

 

“ถ้าคุณหาฉันไม่เจอล่ะคะ?” โจวโจวเองก็แปลกใจ ถ้าลั่วเซ่าเซินหาเธอไม่เจอ เขาก็จะรอต่อไปเรื่อยๆอย่างนั้นเหรอ? รอจนกระทั่งเธอกลับมาอย่างนั้นเหรอ?

 

 

“แน่นอนสิโจวโจว ตั้งแต่ที่คุณหายตัวไป ผมถึงได้รู้ตัวว่าที่ผ่านมาผมชั่วช้าขนาดไหน โจวโจว ผมรักคุณ!”

ตอนที่ 390 สลบไสล   

 

 

“โจวโจว ฟื้นหรือยัง?” ไม่ว่าลั่วเซ่าเซินจะร้องเรียกอย่างไรถังโจวโจวก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง  

 

 

รถพยาบาลใกล้มาถึงแล้ว หมอและพยาบาลนำตัวถังโจวโจววางลงบนเปลเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ลั่วเซ่าเซินรอจนถังโจวโจวจากไป ถึงได้เห็นว่ามีรอยคราบเลือดที่ซ่อนอยู่บริเวณศีรษะของเธอ สมองของโจวโจวได้รับความกระทบกระเทือนอย่างนั้นเหรอ?  

 

 

ทุกคนพากันมาที่โรงพยาบาล หู่พั่วถูกส่งตรงไปยังห้องผ่าตัด เสิ่นหลานอีอุ้มเสี่ยวอวี่เอาไว้ ส่วนลั่วเซ่าเซินจูงมือลั่วอิงรออยู่ข้างนอก  

 

 

เมื่อโอวหยางหงและโอวหยางเลี่ยได้ข่าวก็รีบมาที่โรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว รอจนกระทั่งโอวหยางเลี่ยมาถึงแล้วเสิ่นหลานอีก็พลันทรุดลงในทันใด “เลี่ย ทำไมถึงได้เกิดเรื่องแบบนี้กับหู่พั่ว ทำไมลูกสาวของฉันถึงได้ทุกข์ทรมานถึงขนาดนี้”  

 

 

โอวหยางหงรับตัวเสี่ยวอวี่เอาไว้ โอวหยางเลี่ยจึงสงบสติอารมณ์และปลอบใจภรรยาของตนเอง “หลานอี ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ผมจะหาโรงพยาบาลที่ดีที่สุดมารักษาหู่พั่ว เธอต้องไม่เป็นอะไร คุณวางใจเถอะนะ ผมให้สัญญา”  

 

 

เสี่ยวอวี่ปีนป่ายอยู่บนไหล่ของโอวหยางหง เมื่อกี้ตอนที่เกิดเรื่องขึ้นกับหู่พั่วเขาก็ร้องไห้ออกมาไม่หยุด แม้ว่าตอนนี้จะเงียบลงแล้ว แต่ว่าทั้งเนื้อทั้งตัวก็ยังหวาดผวา ไม่ว่าโอวหยางหงจะหยอกล้อเขาอย่างไร เขาก็เพียงพาดอยู่บนไหล่ของโอวหยางหง ไม่หือไม่อืออยู่อย่างนั้น  

 

 

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” โอวหยางหงไม่เข้าใจเลย ทำไมเพียงครู่เดียวก็เกิดเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ขึ้นได้ ลั่วเซ่าเซินดูแลพวกเธออย่างไรกัน?  

 

 

พ่อบ้านรีบพาคนมา เด็กรับใช้คนหนึ่งอุ้มเสี่ยวอวี่นั่งลงบนเก้าอี้อ้างพลางกล่อมให้เขาเข้านอน พ่อบ้านพาตัวลั่วอิงไปนั่งอีกฝั่งหนึ่ง กอดเธอเอาไว้ในอ้อมอก “ลั่วอิงเป็นเด็กดีนะ อย่าทำให้คุณยายยุ่งยากกว่าเดิมเลยนะ”  

 

 

เกิดเรื่องใหญ่โตกับหู่พั่วขนาดนี้ โอวหยางเลี่ยจึงเอาคนในปกครองมาที่นี่ ทางเดินเส้นยาวนอกห้องผ่าตัดถูกล้อมไว้ด้วยบอดี้การ์ด  

 

 

เกิดเรื่องขึ้นกับหู่พั่วคราวนี้ไม่เพียงแต่มีผลกระทบกับเธอเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปใต้อำนาจของเสิ่นหลานอีด้วย โอวหยางเลี่ยจะต้องตรวจสอบเรื่องนี้ให้ละเอียด ไม่ปล่อยให้คนที่สมควรตายคนนั้นรอดไปได้  

 

 

ผ่านการรอคอยมาเป็นเวลานาน ในที่สุดหู่พั่วก็ออกมาจากห้องผ่าตัดแล้ว เธอถูกส่งตัวไปยังห้องผู้ป่วยวีไอพีทันที พ่อบ้านพาลั่วอิงกลับไปก่อน รอให้หู่พั่วฟื้นขึ้นมาแล้วค่อยพาเธอมากอีกครั้ง  

 

 

หมอบอกว่าหู่พั่วยังไม่ฟื้น จะฟื้นเมื่อไหร่นั้นจะต้องรอดูอาการอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นเสิ่นหลานอีเองก็ถูกเกลี้ยกล่อมให้กลับไปเช่นกัน ทั้งยังพาเสี่ยวอวี่กลับไปด้วย แน่นอนว่าโอวหยางเลี่ยจะต้องกลับไปกับเธอด้วย หลังจากที่โอวหยางหงไปตรวจสอบข้อมูลแล้ว ทั้งห้องผู้ป่วยก็เหลือเพียงลั่วเซ่าเซินคนเดียว  

 

 

ครั้งก่อนที่เกิดเรื่องขึ้นกับถังโจวโจว ลั่วเซ่าเซินก็ไม่ได้เห็นกับตา ทว่าครั้งนี้เขาได้เห็นเพียงผลที่เกิดขึ้น แต่มาไม่ทันเห็นเหตุการณ์  

 

 

ทว่าจากการจินตนาการแล้ว เขาเองก็รู้ได้เลยว่าตอนนั้นคงจะอันตรายสักแค่ไหน ทำไมสวรรค์ถึงได้กำหนดให้ถังโจวโจวเจอกับเรื่องแบบนี้อยู่เสมอๆ เขายินดีเจ็บแทนเธอ ขอเพียงแค่เธอไม่เป็นอะไร  

 

 

“โจวโจว รีบตื่นขึ้นมาเถอะนะ เสี่ยวอวี่รอคุณอยู่ พวกเราทุกคนรอให้คุณตื่นขึ้นมานะ…”  

 

 

ลั่วเซ่าเซินพร่ำพรรณนาอยู่ทั้งบ่าย ถังโจวโจวก็ยังไม่ลืมตาขึ้นมาสักที รอจนกระทั่งโอวหยางหงมาส่งข้าวเย็น ถังโจวโจวก็ยังไม่ตื่นขึ้นมา  

 

 

“เซ่าเซิน กินข้าวก่อนเถอะ” ลั่วเซ่าเซินยังนั่งอยู่ที่เดิม ไม่ยอมดื่มน้ำ ไม่ขยับเขยื้อน เฝ้าหู่พั่วอยู่ตลอดทั้งบ่าย แม้แต่จะต้องเผชิญหน้ากับโอวหยางหง แต่คราวนี้เขาก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา  

 

 

“ผมไม่อยากกิน ตอนนี้โจวโจวยังไม่ฟื้น ผมไม่หิว” ดูท่าทางว่าถังโจวโจวยังไม่ตื่นขึ้นมา ลั่วเซ่าเซินก็ไม่มีแก่ใจจะกินข้าว  

 

 

โอวหยางหงคิดไม่ถึงว่าลั่วเซ่าเซินจะเปลืองแรงมาถึงเขา “อย่าเป็นแบบนี้สิครับ หู่พั่วจะต้องฟื้นขึ้นมาอยู่แล้ว ตอนนี้คุณเป็นแบบนี้อีกเธอจะยิ่งไม่สบายใจนะ”  

 

 

ความจริงแล้วโอวหยางหงรู้แก่ใจดีว่า ถ้าหู่พั่วยังมีความทรงจำเก่าๆ อยู่ เธอจะต้องไม่เย็นชากับลั่วเซ่าเซินอย่างนี้ อยากให้เขาไปให้ห่างแบบนี้แน่ บางครั้งโอวหยางหงก็สะใจเป็นอย่างมาก แต่ถ้าหลังจากนี้หู่พั่วฟื้นฟูความทรงจำขึ้นมาได้ล่ะจะทำอย่างไร?  

 

 

ลั่วเซ่าเซินยังคงไม่ขยับเขยื้อน โอวหยางหงก็ทนดูต่อไปอีกไม่ไหว คว้าตัวเขาให้ลุกขึ้น “ลั่วเซ่าเซิน คุณได้ยินที่ผมพูดหรือเปล่า? ถ้าหู่พั่วเห็นคุณเป็นแบบนี้ เธอจะยิ่งเสียใจเปล่าๆ คุณควรจะทำตัวให้มีชีวิตชีวา อีกไม่นานเธอก็ฟื้นขึ้นมาแล้ว”  

 

 

“เธอจะฟื้นขึ้นมาจริงๆ เหรอ? ผมกลัวว่าเธอจะสลบไปแล้วไม่ฟื้นขึ้นมาอีก” แม้แต่หมอก็ยังบอกว่ามีโอกาสที่จะเป็นอย่างนั้น ก่อนหน้านี้ถังโจวโจวเคยสมองกระทบกระเทือนไปแล้วครั้งหนึ่ง คราวนี้ก็กระแทกเข้าที่ศีรษะอีกครั้ง ไม่รู้ว่าคราวนี้จะมีผลกระทบอะไรอีกหรือเปล่า  

 

 

 

 

 

ตอนที่ 391 ฟื้นแล้ว  

 

 

นอกจากนั้นลั่วเซ่าเซินยังกังวลอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าหากถังโจวโจวลืมเขาอีกครั้ง เขาควรทำอย่างไรดี?  

 

 

“ไม่สิ เธอจะต้องฟื้นขึ้นมา คุณต้องเชื่อว่าหู่พั่วเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งที่สุดในโลก” ตอนแรกที่เกิดอุบัติเหตุขึ้นครั้งนั้น หลายครั้งที่หมอบอกว่าเธอมีอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่เธอก็สามารถลุกขึ้นยืนต่อหน้าทุกคนได้อีกครั้ง  

 

 

โอวหยางหงเชื่อว่า พวกเขาไม่อาจจินตนาการความแข็งแกร่งของพลังชีวิตของเธอได้ “หู่พั่วจะต้องยืนหยัดลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง เธอจะต้องกลับมาอยู่ข้างกายพวกเราอีกแน่” สุดท้ายโอวหยางหงก็เชื่อมั่นในความคิดนี้  

 

 

ลั่วเซ่าเซินได้รับการปลอบใจจากโอวหยางหง ในที่สุดก็เปลี่ยนเรื่องไปเป็นอาหารที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง ห้องผู้ป่วยวีไอพีมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่งคือมีการตระเตรียมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเอาไว้ทั้งหมด ไม่ต่างอะไรกับอยู่ที่บ้าน เพียงแต่ว่าใครๆ ต่างก็มีความรู้สึกไม่ค่อยชอบโรงพยาบาลก็เท่านั้น ไม่อย่างนั้นการได้พักอาศัยอยู่ที่นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับการมาหาความสุขอย่างหนึ่ง  

 

 

ลั่วเซ่าเซินกินข้าวไปได้ไม่กี่คำโอวหยางหงก็ทนเห็นเขาชักช้าอืดอาดต่อไปไม่ไหว ตบลงที่ศีรษะของเขาทันที “คุณก็กินให้เร็วๆ หน่อยไม่ได้เหรอ จากนั้นจะได้กลับไปดูแลเธอไง ยังไงก็ดีกว่ามานั่งเหม่ออยู่ตรงนี้เป็นไหนๆ”  

 

 

ไม่ใช่ว่าลั่วเซ่าเซินไม่ได้ยินที่เขาเกลี้ยกล่อม หลังจากที่โอวหยางหงตีเขาไปหนึ่งครั้ง ในที่สุดก็ฮึดขึ้นมามีชีวิตชีวา ไม่ได้หันกลับไปดูอาการของถังโจวโจวอีก ตั้งอกตั้งใจอยู่กับอาหารที่อยู่ตรงหน้า เขาพูดถูกแล้ว มีเพียงแค่ดูแลรักษาร่างกายของตัวเองให้ดี ถึงจะดูแลถังโจวโจวได้ดีกว่านี้  

 

 

พวกเขาไม่ได้สังเกตเห็นว่าคนที่นอนอยู่บนเตียงนั้นขยับตัวเบาๆ ราวกับว่าดวงตาอยากจะลืมขึ้น โอวหยางหงกับลั่วเซ่าเซินต่างนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร ไม่ได้จดจ้องความเคลื่อนไหวที่เตียงคนไข้อยู่ตลอดเวลา  

 

 

หู่พั่วแสดงท่าทีว่าเธอยังมีชีวิตอยู่เพียงเล็กน้อยแล้วจึงหลับตาทั้งสองข้างลงสู่ภวังค์อีกครั้ง ราวกับว่าเธอเป็นโจวกงที่กำลังออกรบ พยักหน้าให้ชัยชนะถึงจะตื่นขึ้นจากฝันของตัวเอง  

 

 

กลางดึกเวลาห้าทุ่ม ในห้องผู้ป่วยมีเพียงลั่วเซ่าเซินที่เฝ้าเธออยู่ โอวหยางหงกลับบ้านไปแล้ว เดิมทีโอวหยางหงก็บอกว่าจะเฝ้าอยู่ที่นี่เช่นกัน แต่ว่าลั่วเซ่าเซินอยากอยู่กับถังโจวโจวเพียงลำพัง โอวหยางหงจึงไม่อยู่ขวางคอ เตรียมตัวมาดูอาการหู่พั่วในเช้าวันพรุ่งนี้ว่าเป็นอย่างไร  

 

 

เวลานี้ลั่วเซ่าเซินไม่ได้รู้สึกอยากนอนแต่อย่างไร เขากุมมือของถังโจวโจวเอาไว้ เกรงว่าจะพลาดการเคลื่อนไหวของเธอ ค่ำคืนช่างเงียบสงบ เสียงสัญญาณติ๊ดๆ ของอุปกรณ์การแพทย์ยิ่งดังขึ้นในยามค่ำคืน แต่ลั่วเซ่าเซินกลับไม่ได้รู้สึกรำคาญหูเลยแม้แต่น้อย เพราะเสียงร้องของอุปกรณ์เหล่านี้เป็นสิ่งยืนยันการมีชีวิตอยู่ของถังโจวโจว  

 

 

จู่ๆ ลั่วเซ่าเซินก็รู้สึกว่ามือที่ตนกุมอยู่นั้นมีการเคลื่อนไหว สีหน้าตกตะลึงของของเขาฟื้นสติขึ้นทันที มองมือที่อยู่ในอุ้งมือของตนอย่างไม่อยากจะเชื่อ เขาไม่กล้าหลับตาคู่นั้นลง เหตุเพราะเกรงว่าจะพลาดปฏิกิริยาตอบรับของถังโจวโจวไป  

 

 

สวรรค์ไม่รังแกจิตใจคนทุกข์ยาก นิ้วนางของมือขนาดเล็กที่อยู่ในมือของเขากระตุกขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ลั่วเซ่าเซินมั่นใจแล้วว่าตนเองไม่ได้มองผิดไป “โจวโจว คุณฟื้นแล้วเหรอ?”  

 

 

เขารีบร้อนกดออดที่หัวเตียง หมอและพยาบาลที่เข้ากะอยู่รีบเข้ามาในทันที “เกิดอะไรขึ้น? อาการของคนไข้เป็นอย่างไรครับ”  

 

 

“คุณหมอ เมื่อกี้เธอขยับมือเล็กน้อย”  

 

 

คุณหมอโน้มตัวลงตรงศีรษะของถังโจวโจว เช็ดน้ำตาให้เธอ แล้วตรวจเช็คชีพจรของถังโจวโจว “เป็นไปได้ว่าคนไข้ใกล้จะฟื้นแล้ว”  

 

 

“จริงเหรอครับ? ดีจังเลย โจวโจว ในที่สุดคุณก็จะฟื้นขึ้นมาเสียที”  

 

 

ตัวถังโจวโจวเพียงแค่ขยับนิ้วมือสองสามครั้ง จากนั้นก็ไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรอีก หมอและพยาบาลถอยออกไป เพียงแค่การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ลั่วเซ่าเซินดีใจยกใหญ่ ทำให้การยืนหยัดของเขามีหวัง  

 

 

“โจวโจว คุณรีบฟื้นขึ้นมาเถอะนะ ผมรอจนร้อนใจไปหมดแล้ว” ลั่วเซ่าเซินดึงมือของถังโจวโจว พูดจ้ออยู่อย่างนั้น ไม่ทันไรทั้งร่างของเขาก็ปีนขึ้นไปนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย  

 

 

ตอนที่ถังโจวโจวฟื้นขึ้นมา เธอก็พบว่ามือข้างหนึ่งของเธอถูกคว้าเอาไว้ สัมผัสได้ว่าเป็นมือของผู้ชาย เธอยังคงปวดหัว แสงภายในห้องค่อนข้างมืดสลัว ขณะนั้นเธอไม่รู้เลยว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหน?  

 

 

“โอย…” ถังโจวโจวพยายามดึงมือออก แต่ว่าลั่วเซ่าเซินก็ใช้แรงมหาศาลคว้าเธอไว้ ทำให้เธอไม่สามารถขยับตัวได้ ลั่วเซ่าเซินรู้สึกราวกับว่าตัวเองได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง เมื่อลืมตาขึ้นก็พบว่าถังโจวโจวฟื้นขึ้นมาแล้ว  

 

 

“โจวโจว คุณฟื้นแล้วเหรอ?” ลั่วเซ่าเซินเห็นสีหน้าเจ็บปวดของถังโจวโจว พบว่าเธอต้องการที่จะสลัดมือข้างที่เขากุมเอาไว้ออกไป ด้วยเกรงว่าเธอจะรู้สึกแย่ เขาจึงรีบปล่อยมือของเธอทันที  

ตอนที่ 388 หึงเสี่ยวอวี่

 

 

“ค่ะ กลับกันดีๆ นะคะ ฉันขอส่งแค่ตรงนี้” เห็นว่าหู่พั่วและลั่วเซ่าเซินออกมาจากร้านไปแล้ว เจ้าของร้านก็ปิดประตูหน้าร้าน หู่พั่วเห็นว่าประตูถูกปิดจนมิดชิด ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าไม่เคยเปิดร้านนี้มาก่อนอย่างไรอย่างนั้น ในตรอกนี้ไม่มีใครเดินมา รู้สึกอย่างกับว่าทั้งโลกใบนี้มีเพียงแค่พวกเขาสองคน

 

 

“มัวเหม่ออะไรอยู่? ไปกันเถอะ” เสียงของลั่วเซ่าเซินทำให้หู่พั่วกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง เมื่อสักครู่เธอก็ตกอยู่ในห้วงภวังค์ ไม่น่าจะเป็นอย่างนี้เลยนี่นา

 

 

“อ๋อ เมื่อกี้อยู่ดีๆ ฉันก็นึกถึงเรื่องอื่นขึ้นมาน่ะ เสี่ยวอวี่รอฉันอยู่ที่บ้าน ฉันควรจะกลับได้แล้ว” หู่พั่วเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ เธอเอ้อระเหยอยู่ข้างนอกนานเกินไปแล้ว อีกประเดี๋ยวก็จะถึงเวลานอนกลางวันของเสี่ยวอวี่ เขาไม่รู้ว่าเธอไม่อยู่ แม่จะกล่อมเขาอยู่ไหมนะ?

 

 

เจ้าตัวเล็กจำคนแม่นเป็นที่สุด เวลาใกล้จะนอนหากไม่ได้กลิ่นหอมจากกายผู้เป็นแม่ ก็จะร้องไห้โยเย อีกอย่างหู่พั่วก็ไม่เคยอยู่ห่างจากเขาเลย วันนี้เธอก็พลาดไปแล้ว

 

 

“ได้ ถ้างั้นพวกเราไปกันเถอะ” เฮ้อ ดูเหมือนว่าศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาจะเป็นเสี่ยวอวี่เสียแล้วสิ เจ้าเด็กคนนั้นคอยขัดขวางเรื่องดีๆ ของเขาอยู่เรื่อย ตอนแรกเขาก็คิดจะชวนเธอไปดูหนัง สุดท้ายก็ต้องกลับกันแล้ว

 

 

รถยนต์จอดอยู่บริเวณพื้นที่ว่างของปราสาท หู่พั่วรีบลงจากรถ เหมือนกับว่าเธอจะได้ยินเสียงร้องไห้ของเสี่ยวอวี่ จึงลืมแม้กระทั่งจะหยิบของ รีบตรงเข้าไปให้ห้องโถงทันที ก็พบว่าเสี่ยวอวี่กำลังร้องไห้งอแงอยู่ “แม่คะ เกิดอะไรขึ้นคะ เสี่ยวอวี่งอแงใช่หรือเปล่า?”

 

 

“กลับมากันแล้วเหรอ เสี่ยอวี่คิดถึงลูกเอามากๆ เลย ไม่สิ พอไม่ได้อยู่กับลูก แม่กล่อมยังไงก็ไม่ยอมนอน” เด็กเล็กๆ ย่อมติดแม่เป็นที่สุดอยู่แล้ว เสี่ยวอวี่ยิ่งแล้วใหญ่ เขาไม่เคยอยู่ห่างหู่พั่วมาก่อน เป็นหู่พั่วที่กล่อมเขานอนทุกครั้ง เมื่ออยู่ห่างกับหู่พั่ว เขาจะร้องไห้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

 

 

“ลูกรัก แม่กลับมาแล้วนะ ไม่ร้องไห้นะจ๊ะ” หู่พั่วอุ้มเสี่ยวอวี่ขึ้นมา ไกวตัวเขาเดินไปรอบๆ ห้องโถง ราวกับว่าเสี่ยวอวี่ได้กลิ่นไอของผู้เป็นแม่ เสียงร้องไห้จึงค่อยๆ เงียบลง ลั่วเซ่าเซินถือของเข้ามา ได้เห็นเข้ากับสีหน้าที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนของหู่พั่ว น่าเสียดายที่ความอ่อนโยนเหล่านี้ไม่เคยปรากฏกับเขามาก่อน

 

 

หู่พั่วเตรียมจะหันไปพูดกับเสิ่นหลานอีแต่ก็พลันรู้สึกเจ็บที่หัวเล็กน้อย ถึงได้รู้ตัวว่าเสี่ยวอวี่กำเส้นผมของเธอไว้ในมือแน่น

 

 

“อยู่นิ่งๆ นะ ผมจะช่วยแกะออกให้เอง” ลั่วเซ่าเซินเห็นว่าเสี่ยวอวี่คว้าผมของหู่พั่วเอาไว้ ก็รีบร้อนเจ้าไป เห็นหู่พั่วขยับตัวไปเรื่อยอย่างนี้มีแต่จะทำให้เจ็บมากขึ้น

 

 

“เบาๆ หน่อยนะ อย่าทำให้เขาเจ็บล่ะ” หู่พั่วเห็นลั่วเซ่าเซินเก้ๆ กังๆ กลัวว่าเขาจะทำให้มือของเสี่ยวอวี่เป็นรอยแดงขึ้นมา

 

 

“ผมกะแรงได้หรอกน่า” ลั่วเซ่าเซินแกะนิ้วมือเล็กๆ ของเสี่ยวอวี่ออก “เจ้าตัวเล็กนี่แรงเยอะไม่ใช่เล่นเลย คว้าไว้แน่นเชียว ไม่สงสารแม่บ้างเลยเหรอไง”

 

 

เพราะว่าหู่พั่วกำชับลั่วเซ่าเซินเอาไว้เมื่อสักครู่ เขาจึงไม่กล้าใช้แรงกับเขา ช่วงแรกที่แยกมือของเขาออกค่อนข้างยาก เด็กเล็กๆ นี่ช่างยุ่งเหลือเกิน

 

 

หมดแรงไปมหาศาล ในที่สุดก็ทำให้มือของเสี่ยวอวี่กับผมของหู่พั่วแยกออกจากกันได้ “ได้แล้ว เจ็บหรือเปล่า”

 

 

“ไม่เป็นไร เขาไม่ได้ใช้แรงเยอะน่ะ” เวลานี้หู่พั่วผ่อนคลายลงแล้ว ไม่ได้ถือเรื่องเมื่อสักครู่เป็นเรื่องใหญ่ ลั่วเซ่าเซินเห็นว่าเธอช่วยออกหน้าแทนเสี่ยวอวี่ถึงขนาดนี้ก็ค่อนข้างโกรธขึ้นมา “คุณจะโอ๋ลูกตั้งแต่เล็กๆ ไม่ได้นะ ต้องสอนเขาให้ดีตั้งแต่ยังเด็กๆ”

 

 

หู่พั่วกลอกตาใส่เขาทันที “ฉันรู้หรอกน่าว่าต้องสอนเขายังไง แล้วเขาไม่ดีที่ตรงไหน ตรงไหนที่ไม่เข้าตาคุณกันล่ะ จริงๆ เลยเชียว…”

 

 

“แม่คะ หนูอุ้มเสี่ยวอวี่ขึ้นไปนอนก่อนนะคะ”

 

 

“รีบขึ้นไปเถอะ งอแงมาครึ่งชั่วโมงแล้ว ตอนนี้หลับเร็วเชียว” หู่พั่วอุ้มเสี่ยวอวี่ขึ้นไปยังชั้นสอง เสิ่นหลานอีเห็นว่าลั่วเซ่าเซินอารมณ์เสีย เวลานี้เธอคุ้นเคยกับลั่วเซ่าเซินแล้ว เสิ่นหลานอีจึงไม่ได้มองลั่วเซ่าเซินเป็นเหมือนศัตรูเหมือนตอนแรกๆ อีก

 

 

“เธออารมณ์เสียเพราะหึงเสี่ยวอวี่งั้นเหรอ?”

 

 

คิดไม่ถึงว่าลั่วเซ่าเซินจะพยักหน้าตอบรับ “คุณน้าครับ โจวโจวทำอย่างนี้ได้ยังไงกัน ผมก็แค่เป็นห่วงเธอ ทำไมเธอถึงได้ออกหน้าพูดแทนเสี่ยวอวี่ล่ะครับ?”

 

 

บางครั้งลั่วเซ่าเซินก็รู้สึกว่าตัวเองออกจะล้ำเส้น จู้จี้จุกจิกกับเสี่ยวอวี่เกินไปหน่อย แต่พอเป็นถังโจวโจว ลั่วเซ่าเซินก็ไม่อาจจะอดกลั้นความรู้สึกนี้เอาไว้ได้

 

 

“เธอนี่เหมือนกับเด็กไม่มีผิดเลยนะ!” เสิ่นหลานอีรู้สึกว่าถ้าลั่วเซ่าเซินรู้ความจริง เขาจะยังเป็นแบบนี้อยู่อีกหรือเปล่า? คิดว่าคงเห็นเสี่ยวอวี่เป็นสิ่งล้ำค่าในอ้อมแขนแทบไม่ทันกระมัง คงไม่แสดงท่าทีอย่างตอนนี้แน่

 

 

เสิ่นหลานอีไม่รู้เสียแล้วว่าต่อให้สุดท้ายลั่วเซ่าเซินจะรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับเสี่ยวอวี่ เขาก็ไม่ได้ดีไปกว่านี้เลยแม้สักนิด เพียงเพราะว่าเสี่ยวอวี่มักจะแย่งถังโจวโจวไปจากเขา ทว่าเขากลับพูดอะไรไม่ได้แม้สักคำเดียว

 

 

 

 

ตอนที่ 389 เมิ่งชิงซีบ้าคลั่ง

 

 

 เพียงแต่นั่นคือเรื่องที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ตอนนี้เสิ่นหลานอีแค่รู้สึกว่าท่าทีของลั่วเซ่าเซินนั้นเหมือนกับเด็กๆ ไม่ได้รู้สึกว่าลั่วเซ่าเซินและเสี่ยวอวี่อยู่ในฐานะคู่ปรับทางความรักของกันและกัน

 

 

“คุณน้าครับ ผมมาส่งโจวโจวแล้ว ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”

 

 

“เธอจะไม่เจอหน้าลั่วอิงหน่อยเหรอ?” เพียงเสิ่นหลานอีกะพริบตาครั้งหนึ่งก็ไม่เห็นเงาของลั่วอิงเสียแล้ว เมื่อกี้เอาแต่กล่อมเสี่ยวอวี่ จึงไม่ทันสังเกตว่าลั่วอิงไม่ได้อยู่ในห้องโถงแล้ว

 

 

“ตอนนี้ไม่รู้ว่าเธอไปอยู่ที่ไหน ยังไงพรุ่งนี้ผมก็จะมาอีก พรุ่งนี้ค่อยเจอกันก็ได้ครับ” ลั่วเซ่าเซินไม่เห็นลั่วอิง เธอคงไปเล่นอยู่กระมัง เขาไม่ไปรบกวนเธอดีกว่า อย่างไรต่อจากนี้ก็ยังมีเวลาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอีกนาน

 

 

เห็นรถยนต์ของลั่วเซ่าเซินจากไปแล้ว เสิ่นหลานอีทำความรู้จักเขามาเป็นเวลานาน รู้สึกว่าเขาก็ลำบากอยู่ไม่น้อย ทว่าลูกสาวของเธอก็มีเป้าหมายชัดเจน เธอเองก็แทรกเข้าไปได้ไม่สะดวกนัก ต้องดูที่วาสนาของพวกเขาแล้วล่ะ ว่าจะได้อยู่ด้วยกันหรือว่าแยกจากกัน

 

 

เมิ่งชิงซีเห็นว่าลั่วเซ่าเซินออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้าทุกวัน เธอไม่ต้องตามไปดูก็รู้ว่าเขาไปหาถังโจวโจว ถังโจวโจวดีขนาดนั้นเชียวเหรอ? ถึงเกาะเกี่ยวดวงใจของลั่วเซ่าเซินเอาไว้จนเขาไม่อาจห่างจากเธอไปได้ เธอจะไม่ยอมให้ถังโจวโจวมีความสุขหรอกนะ

 

 

เมิ่งชิงซีไม่อยากรออีกต่อไปแล้ว เธออยู่ที่นี่มานานเกินพอ เธอต้องรีบกลับไปยังประเทศ M รอให้เธอผลักไสถังโจวโจวออกไปได้ พี่เซ่าเซินก็จะกลับมาอยู่ข้างกายเธออย่างรวดเร็วเองนั่นแหละ

 

 

วันนี้ ในที่สุดเมิ่งชิงซีก็รอจนได้จังหวะ หู่พั่วพาลั่วอิงออกมาข้างนอก เสิ่นหลานอีอุ้มเสี่ยวอวี่เอาไว้ในอ้อมแขน ลั่วเซ่าเซินขับรถไปจอด รถยนต์สีขาวคันหนึ่งจอดอยู่ไม่ใกล้นัก เมิ่งชิงซีนั่งอยู่ในรถที่สะกดรอยตามพวกเขามาจนถึงที่นี่

 

 

สายลมโชยพัด หมวกของลั่วอิงปลิวหล่นไปตกอยู่ที่พื้น เธอกุมเส้นผมที่ปลิวไสว “รอเดี๋ยวนะ ฉันจะช่วยเก็บให้ลั่วอิงเอง”

 

 

หมวกใบนั้นหล่นลงที่กลางถนน หู่พั่วเห็นมองแล้วว่าไม่มีรถผ่านไปมา ก็รีบวิ่งออกไปด้วยความเร็ว

 

 

เมิ่งชิงซีเห็นท่าทางแม่ลูกรักใคร่กันดี ในใจก็โกรธเกรี้ยวจนถึงขีดสุด ทำไมถังโจวโจวถึงได้มีชีวิตที่ดีกว่าเธอ เธอควรจะลงนรกไปได้ตั้งนานแล้ว ทำไมถึงได้ยังเหลือรอดอยู่บนโลกใบนี้ ฉันจะถอนรากถอนโคนจุดด่างพร้อยของโลกใบนี้ด้วยตัวเอง

 

 

เครื่องยนต์เสียงดังกระหึ่ม สายตาของเมิ่งชิงซีจดจ้องมองตรงไปยังหู่พั่ว เท้าเหยียบคันเร่งจนสุด ทำให้รถยนต์พุ่งทะยานออกไป มือของหู่พั่วเพิ่งไปจะสัมผัสกับหมวกใบนั้น ขณะที่กำลังดีอกดีใจเตรียมกลับไป ก็พบว่าด้านหลังเกิดเหตุไม่ปกติขึ้นอย่างกะทันหัน

 

 

เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นว่ามีรถเก๋งสีขาวคันหนึ่งกำลังพุ่งตรงมาทางเธอ หู่พั่วตกตะลึง เธอขยับเขยื้อนตัวไม่ได้เลยแม้แต่น้อย สายตาของเมิ่งชิงซีบ้าคลั่งอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน “ถังโจวโจว ตายเสียเถอะ!”

 

 

รถทะยานผ่านไป เมิ่งชิงซีไม่กล้าจอดดูนานนัก เธอมองผ่านกระจกมองหลังทว่าไม่เห็นศพของถังโจวโจว ไม่ว่าในใจจะเสียดายสักแค่ไหน ตอนนี้เธอรีบขับหนีไปให้เร็วที่สุดจะดีกว่า

 

 

ถังโจวโจวหายไปไหนแล้ว? เสิ่นหลานอีเห็นรถคันหนึ่งพุ่งเข้าหาลูกสาวของตน จึงทำได้เพียงร้องเสียงดังด้วยความตื่นตระหนก “หู่พั่ว รีบหนีออกมาเร็วเข้า!” ทว่าหู่พั่วทำได้เพียงย่อตัวแน่นิ่งอยู่ที่เดิม เธอตกใจจนสมองหยุดทำงานไปแล้ว จำได้ที่ไหนว่าตัวเองอยู่กลางถนน

 

 

โชคดีที่สุดท้ายหู่พั่วเกิดความกล้าหาญขึ้นมา เธอกลิ้งตัวไปหลบด้านข้าง ยากที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้บนลำตัวบาดเจ็บ แต่ก็รักษาชีวิตเอาไว้จนได้

 

 

ลั่วอิงรีบร้อนกระโจนเข้ามาหา หู่พั่วเองก็นับว่าโชคไม่ดีนัก ความจริงแล้วเธอกลิ้งตัวออกด้านข้างก็ควรจะไม่เป็นอะไร แต่ข้างๆ กลับมีก้อนหินอยู่ก้อนหนึ่ง เธอกระแทกเข้ากับหินก้อนนั้นพอดี ทำให้เธอสลบไปทันที

 

 

เสิ่นหลานอียังคงอุ้มเสี่ยวอวี่เอาไว้ ลั่วอิงทั้งร้องไห้ทั้งส่งเสียงตะโกน ทันใดนั้นสถานการณ์ก็วุ่นวายไปหมด หลังจากที่ลั่วเซ่าเซินจอดรถเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็พบว่าทางด้านถังโจวโจวเกิดความวุ่นวาย คนจำนวนมากห้อมล้อมอยู่ที่ตรงนั้น เขาเบียดเสียดผู้คนเหล่านั้นเข้าไป ก้าวเข้าไปกลางวง ก็เห็นว่าเสิ่นหลานอีร้องไห้เรียกให้คนเรียกรถพยาบาล

 

 

“ช่วยด้วย ช่วยลูกสาวฉันด้วย ช่วยลูกฉันด้วย”

 

 

“โจวโจว เกิดอะไรขึ้น?” เมื่อลั่วเซ่าเซินกลับมา ก็เห็นถังโจวโจวที่เดิมทีดูมีชีวิตชีวานอนอยู่บนพื้น ใบหน้าซีดขาว อีกทั้งบนร่างกายยังมีแผลถลอกน้อยใหญ่ เมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่?

 

 

“เซ่าเซิน มาแล้วเหรอ? รีบเรียกรถพยาบาลเร็วเข้า จะให้หู่พั่วเป็นอะไรไปไม่ได้นะ!” เสี่ยวอวี่เองก็ราวกับสัมผัสได้ว่าเกิดเรื่องกับแม่ของเขา ร้องไห้กระจองอแงอยู่ในอ้อมแขนของเสิ่นหลานอี “แงๆ…”

 

 

ทันใดนั้นสถานการณ์ตรงนั้นก็สับสนวุ่นวายไม่หยุด ลั่วเซ่าเซินทำได้เพียงฝืนคงสติของตัวเองเอาไว้ รีบกดโทรออกทันที จากนั้นจึงย่อตัวลงกับพื้น สำรวจอาการของถังโจวโจวในตอนนี้

ตอนที่ 386 คุณลุงกับพี่สาว

 

 

ถ้าลั่วเซ่าเซินรู้ถึงความคิดของเธอในเวลานี้ เขาจะต้องพูดเสริมขึ้นมาอีกประโยคหนึ่งแน่ๆ แน่นอนว่าเขาไม่มีทางแย่งเสี่ยวอวี่ไป แต่เขาจะพาทั้งสองกลับไปด้วยกันเลยต่างหาก แล้วนี่จะเรียกว่าแย่งได้ยังไงกันล่ะ?

 

 

น่าเสียดายที่ทั้งสองไม่รู้ความคิดของอีกฝ่าย หู่พั่วตั้งหน้าตั้งตารอคอยให้เด็กชายคนนั้นปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ในเมื่อลั่วเซ่าเซินไม่ได้คิดร้ายอะไร ก็เป็นธรรมดาที่เธอจะไม่ได้สนใจเขาอีก

 

 

สักครู่หนึ่ง ในที่สุดเด็กชายคนนั้นก็เดินออกมาอีกครั้ง ทั้งยังมีแม่ของเขาเดินไล่หลังมาอีกด้วย “ขอโทษด้วยนะคะ พอดีเมื่อกี้มีเรื่องที่ทำค้างอยู่ คุณสองคนไม่ว่าอะไรใช่ไหมคะ เสี่ยวหวา รีบเอาเมนูอาหารให้ลูกค้าสิจ๊ะ”

 

 

“ไม่เป็นไรค่ะ พวกเราไม่รีบ เสี่ยวหวา ชื่อน่ารักเลยจังนะคะ! นี่เป็นลูกชายของคุณหรือเปล่าคะ”

 

 

“ใช่แล้วค่ะ ปีนี้ก็เจ็ดขวบแล้ว ปกติช่วงปิดเทอมก็จะช่วยงานอยู่ที่บ้าน พวกคุณสองคนรีบสั่งเถอะค่ะ ฉันจะรีบเข้าครัวไปทำให้ แต่ยังไงช่วยรอหน่อยนะคะ”

 

 

“ไม่เป็นไรค่ะ พวกเรารอกันได้” ลั่วเซ่าเซินมองไปยังหู่พั่ว ก็อย่างกับว่าได้เห็นถังโจวโจว เขาลืมเรื่องเมื่อสักครู่ที่ตัวเองไม่ยอมนั่งลงบนเก้าอี้ไปแล้ว ทุกๆ อย่างสำหรับเขาในเวลานี้ไม่ได้สำคัญไปกว่าถังโจวโจวเลย

 

 

“อย่างนั้นก็เอากระดูกหมูเปรี้ยวหวาน ซุปรวมมิตรแล้วก็แล้วก็ซุปปลาหม่าล่าอีกทีหนึ่ง เท่านี้แหละค่ะ” มากันสองคนกินกับข้าวสามอย่างก็เหลือเฟืออยู่แล้ว

 

 

ลั่วเซ่าเซินเห็นว่าเธอสั่งมาน้อย ก็หยิบเมนูอาหารขึ้นมาสั่งของหวานอีกอย่างหนึ่ง “คุณชอบกินอันนี้ไม่ใช่เหรอ? สั่งเพิ่มอีกอย่างก็ไม่เป็นไรหรอก รวมเป็นสี่อย่างพอดี จะได้เป็นคู่กันยังไงล่ะ”

 

 

“อย่างนั้นก็ได้ค่ะ” หู่พั่วเห็นว่าเขาสั่งของหวานเพิ่มอีกเพียงอย่างเดียว ไม่เป็นไร ถึงเวลาถ้ากินไม่หมดค่อยห่อกลับบ้านก็ได้

 

 

“งั้นฉันเข้าครัวก่อนนะคะ รบกวนทั้งสองท่านช่วยรอหน่อย” เจ้าของร้านเข้าไปในห้อง เด็กชายตัวน้อยยืนมองเหม่อมองหู่พั่วอยู่อีกฝั่งหนึ่ง มองกับอย่างว่าอยากจะพูดอะไรกับเธอสักอย่าง เพียงแต่ยังเขินอาย ทำให้เขาอึกอักอยู่ตรงนั้นสักครู่

 

 

“เสี่ยวหวา ฉันเรียกเธอแบบนี้ได้หรือเปล่า?” หู่พั่วเห็นว่าท่าทางของเขาน่ารักเหลือเกิน ผ่านไปอีกไม่กี่ปี เสี่ยวอวี่ก็คงจะสูงเท่าเขากระมัง แต่ว่าเด็กผู้ชายเขินอายขนาดนี้จะดีหรือ?

 

 

“ได้ครับ” เสียงของเขาฟังดูไพเราะ ทั้งร่างกายของเขานับว่าดูดีไม่หยอก ตอนนี้ยังเด็กอยู่ โตไปอีกหน่อยก็คงจะให้ความรู้สึกที่ต่างกันออกไปเอง เพราะเวลานี้เขาให้ความรู้สึกน่ารักน่าชังมากกว่า

 

 

ลั่วเซ่าเซินเห็นว่าความสนใจของถังโจวโจวทั้งหมดไปรวมกันอยู่ที่เด็กชายคนนี้ ก็พลันไม่พอใจ “โจวโจว คุณมองข้ามผมไปได้ยังไง?”

 

 

“พรืด คุณลุงนี่นาไม่อายเลย พี่สาวก็แค่คุยกับผมก็ต้องหึงด้วยเหรอครับ”

 

 

หู่พั่วรู้สึกว่าเธอมองผิดไป เขาเป็นเด็กโลกส่วนตัวสูงแบบไหนกัน เห็นเขาพูดจาฉะฉาน อีกทั้งยังโต้ตอบกับคำพูดของลั่วเซ่าเซิน ถึงจะยังพอดูออกถึงความโลกส่วนตัวสูงอยู่บ้าง นี่เขาคงไม่ได้เป็นพวกหลอกล่อให้เหยื่อตายใจว่าอ่อนแอตั้งแต่เด็กหรอกกระมัง?

 

 

ช่างน่ากลัวเสียจริง! หู่พั่วไม่คิดว่าตัวเองจะมองผิดไป เวลานี้ทำได้เพียงกอดเก็บความเสียใจเอาไว้

 

 

ลั่วเซ่าเซินได้ฟังเด็กชายเรียกเขากับถังโจวโจวแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง “เด็กคนนี้นี่ ฉันดูแก่มากเหรอไง ทำไมถึงได้เรียกเธอว่าพี่สาว แล้วเรียกฉันว่าคุณลุงล่ะ?”

 

 

ทั้งๆ ที่เขาเป็นพี่ชายรูปงาม ตาข้างไหนของเขากันที่มองว่าลั่วเซ่าเซินเป็นคุณลุง เขาอยากมีเรื่องเหรอไง!

 

 

“คุณลุงก็ถูกแล้วนี่ สวยอย่างนี้ก็ต้องเป็นพี่สาวอยู่แล้ว!” เสี่ยวหวาทำหน้าทะเล้น กระโดดโลดเต้นเข้าไปในห้อง

 

 

“ฮ่าๆๆ คุณลุง…ให้ตายสิ ตลกชะมัด!” ตอนแรกหู่พั่วไม่ได้รู้สึกว่ามีปัญหาอะไร คิดไม่ถึงว่าเสี่ยวหวาคนนี้จะคิดได้ว่าต้องเรียกเธอว่าพี่สาวแล้วเรียกลั่วเซ่าเซินว่าคุณลุง…หึ ฉลาดเฉลียวจริงๆ เลยนะ

 

 

“คุณก็หัวเราะไปกับเขาด้วย ผมดูแก่ขนาดนั้นเลยเหรอ?”

 

 

เขาแก่กว่าถังโจวโจวแค่สองปีเท่านั้นเอง หรือว่าเพราะถังโจวโจวหายตัวไปสองปี เขาจึงไม่ได้ดูแลตัวเองให้ดี ถ้าไม่ใช่เพราะว่าสถานที่ไม่อำนวย ลั่วเซ่าเซินก็อยากจะลูบหน้าของตัวเองดูเหมือนกับว่าปัญหาอยู่ที่ตรงไหนกันแน่ เด็กคนนั้นถึงได้มองว่าเขาเหมือนคุณลุง

 

 

“หึๆ ไม่ขำแล้วก็ได้” หู่พั่วรีบร้อนกลั้นหัวเราะ เธอมองข้ามเขาไปชั่วขณะ ลั่วเซ่าเซินก็ทำกับคิดเล็กคิดน้อยกับเด็กๆ ไปได้ เรียกแล้วก็เรียกไปสิ ทำไมยังจะต้องถามกันอีก? ช่างใจแคบเสียจริง

 

 

หลังจากการทะเลาะกับเสี่ยวหวา ก่อนหน้านี้หู่พั่วไม่ยินดีที่จะใส่ใจความเปลี่ยนแปลงของลั่วเซ่าเซิน แต่อย่างน้อยเธอก็ยอมที่จะพูดกับเขากับเขามากขึ้นอีกหลายคำ

 

 

 

 

ตอนที่ 387 อาหารมาแล้ว

 

 

ในจุดนี้ ลั่วเซ่าเซินต้องขอบคุณเขาให้ดีเสียหน่อย หู่พั่วเองก็ไม่ได้สนใจประเด็นเมื่อสักครู่อีกต่อไป “ทำไมกับข้าวยังไม่มาอีกนะ?” เขากลัวว่าถังโจวโจวจะรอจนหิว ร้านนี้ชักช้าเกินไปแล้ว

 

 

“เธอทำกับข้าวคนเดียวก็คงช้าหน่อยละนะ พวกเราไม่ได้รีบไปไหนสักหน่อย รอนิดนึงก็ไม่ได้เป็นอะไรนี่นา” หู่พั่วเห็นว่าเมื่อสักครู่มีเจ้าของร้านเพียงแค่คนเดียว ก็ไม่รู้ว่าสามีเธอไปอยู่ที่ไหนกัน? หรือว่าร้านแห่งนี้จะมีเจ้าของร้านคนเดียว?

 

 

“อาหารได้แล้วค่ะ!” พูดถึงก็มาพอดี ถาดในมือของเจ้าของร้านมีกับข้าวอยู่สามอย่าง หู่พั่วอยากช่วยเธอรับไว้ แต่เธอก็รีบร้อนปฏิเสธ “รีบนั่งลงเถอะค่ะ ฉันคนเดียวก็ถือไหว เดี๋ยวลวกพวกคุณขึ้นมาจะเป็นความผิดฉันเปล่าๆ”

 

 

เจ้าของร้านยกกับข้าวบนถาดวางลงบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ถ้าไม่ได้ฝึกมาเป็นเวลานาน เชื่อว่าคงไม่มีทักษะแบบนี้แน่

 

 

“เสี่ยวหวา รีบยกของหวานมาเร็ว คุณๆ สองคนค่อยๆ กินกันนะคะ อยากได้อะไรก็เรียกฉันได้เลย”

 

 

“ได้ค่ะ เจ้าของร้าน รบกวนคุณแล้วค่ะ”

 

 

“รบกวนอะไรกันละคะ คุณสองคนค่อยๆ กินนะคะ เสี่ยวหวา มานี่ เข้าไปข้างในกับแม่” เสี่ยวหวาเห็นกับข้าวเต็มโต๊ะก็มองตาปรอย

 

 

หู่พั่วไม่เข้าใจเลยว่าเมื่อครู่นี้เสี่ยวหวาก็ดูสนใจกับข้าวบนโต๊ะอาหารเป็นอย่างมาก ในเมื่อเจ้าของร้านเป็นแม่ของเขา ปกติแล้วเขาก็ควรจะได้กินอาหารฝีมือของเธอบ่อยๆ สิ แล้วทำไมถึงได้มีสีหน้าแบบนั้นนะ?

 

 

ความสงสัยเพียงผ่านสมองของเธอไป หลังจากนั้นก็เป็นเวลาที่หู่พั่วจะเริ่มต้นลิ้มรสอาหารแสนอร่อยตรงหน้านี้เสียที “อื้อหือ ฝีมือของเจ้าของร้านไม่ธรรมดาเลย รีบชิมสิคุณ”

 

 

ลั่วเซ่าเซินเองก็ชิมไปคำหนึ่ง รสชาติดีจริงๆ ด้วย เขาก็ไม่ได้กินอาหารจีนรสชาติดั้งเดิมขนาดนี้มานานแล้วเหมือนกัน “ดูเหมือนว่าพวกเขาจะย้ายมาจากประเทศ M นะ”

 

 

หากไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศ M เป็นเวลานานๆ แล้ว จะมีฝีมือแบบนี้ได้อย่างไรกัน

 

 

“รีบกินเข้าเถอะ ฉันหิวไปหมดแล้ว ให้ตายเถอะ นี่ก็อร่อยมากเลย!” หู่พั่วไม่ได้สนใจจะสืบเสาะความเป็นมาของคนอื่น ทุกคนล้วนแต่มีอดีตเป็นของตัวเอง ผ่านร้อนผ่านหนาวจนกลายเป็นพวกเขาในวันนี้กันทั้งนั้น เธอแค่บริหารชีวิตตัวเองให้ดีก็เพียงพอแล้ว

 

 

กับข้าวที่อยู่บนโต๊ะถูกซัดจนเรียบ หู่พั่วรู้สึกแน่นท้องอยู่บ้าง เธอก็เห็นว่าลั่วเซ่าเซินเองก็ไม่ได้ยั้งมือเช่นกัน โดยเฉพาะปลาชามนั้น รสชาติเปรี้ยวสดชื่น เผ็ดร้อน รวมถึงความรู้สึกอื่นๆ มีเพียงคนที่เคยลิ้มรสแล้วเท่านั้นจึงจะเข้าใจ อย่างไรก็ถือว่าอร่อยมากๆเลยละ!

 

 

“ไม่น่าเชื่อว่าในตรอกเล็กๆ อย่างนี้จะมีอาหารรสเลิศอยู่ด้วย” อย่างไรหน้าประตูร้านนี้ที่ลั่วเซ่าเซินเพิ่งเข้ามาก็ไม่ได้อวดอ้างชื่อเสียงใดๆ ไม่คิดเลยจริงๆ ว่าแม่ครัวของที่นี่จะมีฝีมือขนาดนี้

 

 

“อร่อยจริงๆ ด้วย แต่ว่าทำไมถึงไม่มีคนเข้ามาเลยนะ?” เวลานี้หู่พั่วกินจนอิ่มท้อง เธอจึงมีกะจิตกะใจจะมาสนใจร้านอาหารที่ค่อนข้างจะแปลกประหลาดแห่งนี้

 

 

“เจ้าของร้านคะ คิดเงินค่ะ” นี่ก็ไม่เข้าใจเลยจริงๆ แต่หู่พั่วและลั่วเซ่าเซินเองก็ใกล้จะออกจากร้านแล้ว จึงไม่มีเวลาไต่ถามถึงเรื่องนี้

 

 

“ค่ะ มาแล้วค่ะ!” เจ้าของร้านหยิบบิลขึ้นมาใบหนึ่งแล้วแจ้งราคา ลั่วเซ่าเซินเป็นคนจ่ายเงิน

 

 

“ถ้าอร่อย คราวหน้าคุณทั้งสองก็มากันอีกนะคะ!” เห็นทั้งสองคนกำลังจะเดินออกไปแล้ว เจ้าของร้านก็เอ่ยประโยคที่เจ้าของร้านทั่วๆ ไปพูดกัน นี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยสักนิด

 

 

เพียงแต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่ทำให้การก้าวเดินของหู่พั่วช้าลง หลังจากนั้นจึงหันกลับมาอย่างลังเล “เจ้าของร้านคะ ฉันขอละลาบละล้วงสักคำถามนะคะ ทำไมถึงไม่มีลูกค้าคนๆ อื่นนอกจากพวกเราเลยล่ะคะ?”

 

 

“ฉันไม่ได้เปิดร้านนี้เพื่อเอากำไรหรอกค่ะ เพียงแต่ว่าเมื่อปีนั้นฉันกับสามีสัญญากันไว้ว่าฝีมือทำกับข้าวของครอบครัวเราจะต้องได้กับการสืบทอด ดังนั้นถึงได้เปิดร้านนี้ขึ้นมา ปกติแล้วก็รับรองแต่ลูกค้าที่คุ้นเคยกันเท่านั้น”

 

 

ในที่สุดหู่พั่วก็เข้าใจ จึงไม่ได้ถามอะไรต่อไป “ฝีมือทำกับข้าวของเจ้าของร้านเยี่ยมมากเลยค่ะ ไว้มีโอกาสพวกเราจะมากันอีกนะคะ”

 

 

หู่พั่วถึงได้เข้าใจว่าทำไมก่อนหน้านี้เจ้าของร้านถึงไม่ได้แสดงความกระตือรือร้นสักเท่าไรนัก อาจเป็นเพราะกำลังคิดอยู่ว่าพวกเธอรู้จักร้านของเธอได้อย่างไร ส่วนเรื่องสามีที่เธอเอ่ยถึงก็เป็นเรื่องส่วนตัวของพวกเธอ หู่พั่วจึงไม่ถามให้มากความ

ตอนที่ 384 นัดเดท?  

 

 

“ก็ได้” เวลาก็ผ่านมานานแล้วจริงๆ นั่นล่ะ รีบกลับบ้านไปตอนนี้ก็ทำได้แต่หิ้วท้องกลับไป หู่พั่วจึงทำได้เพียงโทรกลับไปหาเสิ่นหลานอี บอกเสิ่นหลานอีว่าจะกินข้าวกับลั่วเซ่าเซินข้างนอก อีกสักพักจะกลับ  

 

 

ได้ยินว่าถังโจวโจวเห็นด้วย ลั่วเซ่าเซินก็รีบเอ่ยต่อทันที “โจวโจว เหมือนว่าเมื่อกี้ผมจะเห็นร้านอาหารฝรั่งเศส พวกเราเข้าไปลองดูดีไหม?”  

 

 

“ได้ค่ะ ฉันยังไงก็ได้” หู่พั่วไม่ได้มีความเห็นอะไรเกี่ยวกับอาหารการกินมากนัก ในปราสาทโบราณ ในห้องครัวของบ้านโอวหยางมีพ่อครัวอยู่เจ็ดแปดคน แม้ร้านข้างนอกจะทำอาหารได้ดีแค่ไหนก็เทียบไม่ได้กับรสมือของเหล่าบรรดาพ่อครัวในปราสาท นั่นเป็นพ่อครัวใหญ่จากแต่ละสถานที่บนโลกที่โอวหยางหงเชิญมาให้เสิ่นหลานอีเชียวนะ  

 

 

“โจวโจว ถ้าคุณอยากกินอะไรก็บอกผมได้เลยนะ ผมไปกินอย่างอื่นก็ได้” ลั่วเซ่าเซินไม่ชินที่ถังโจวโจวเป็นแบบนี้ ถังโจวโจวก่อนหน้านี้มีความคิดเป็นของตัวเองว่าจะเลือกกินอะไร เมื่อพูดถึงอาหารอร่อยๆ ดวงตาก็จะเป็นประกายในทันที  

 

 

แล้วตอนนี้ล่ะ? เธอบอกว่าจะกินอะไรก็ได้อย่างนั้นเหรอ ต่อให้ความจำเสื่อมก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงนิสัยเดิมไปด้วยสิ? ลั่วเซ่าเซินไม่เข้าใจเลย ถังโจวโจวเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้ นี่ทำให้เขาจัดการอะไรๆ ไม่ถูก  

 

 

เมื่อหู่พั่วเห็นสีหน้าลำบากใจของลั่วเซ่าเซินแล้ว เธอก็คิดว่าตัวเองใจร้ายกับเขาเกินไปหรือเปล่า ความจริงแล้วเธอเองก็อยากที่จะได้ออกมากินข้าวนอกบ้านอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่น เธอรับรองได้ว่าจะไม่ใช้ท่าทางแบบนี้แน่ ลั่วเซ่าเซินคิดว่านิสัยของเธอเปลี่ยนไป แต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้นเลย เธอแค่ไม่อยากกินข้าวร่วมกับเขาก็เท่านั้นเอง  

 

 

ถ้าหากลั่วเซ่าเซินรู้ความคิดทั้งหมดของหู่พั่ว เขาจะโกรธจนแทบกระอักเลือดเลยหรือเปล่า เขาอุตส่าห์ลำบากลำบนตามเอาใจเธอ แต่เธอกลับอยากผละไปให้ไกลจากเขา  

 

 

“อย่างนั้นพวกเราไปกินอาหารจีนกันไหม?” เห็นลั่วเซ่าเซินท่าทางน่าสงสารขนาดนี้ หู่พั่วก็อดที่จะเห็นใจเขาไม่ได้ เธอทำเกินไปหรือเปล่านะ? กินข้าวแค่มื้อเดียวเอง ไม่เห็นจำเป็นจะต้องทำให้ความสัมพันธ์ย่ำแย่ขนาดนี้เลยนี่นา  

 

 

“ได้สิ ขอแค่เป็นอาหารที่โจวโจวอยากกิน ผมไปด้วยได้อยู่แล้ว” ในที่สุดลั่วเซ่าเซินก็ไม่ได้ห่อเ**่ยวอย่างเมื่อครู่นี้อีกต่อไป การที่ถังโจวโจวพูดความคิดที่อยู่ภายในใจออกมา สำหรับเขาแล้วนี่เป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่  

 

 

ลั่วเซ่าเซินคว้ามือถือขึ้นมาหาพิกัด เมื่อสักครู่เขาไม่เห็นร้านอาหารจีนเลย อีกอย่างถังโจวโจวก็ออกความคิดเห็นมาแล้ว เป็นธรรมดาที่เขาจะไม่ให้ยอมให้เธอเสียอารมณ์  

 

 

หู่พั่วไม่ค่อยได้ออกมาเดินช้อปปิ้ง เธอจะออกมาเล่นเดินกับเสิ่นหลานอีเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น ปกติแล้วยังไม่ทันถึงเวลากินข้าวทั้งสองคนก็กลับกันแล้ว อีกอย่างตอนนี้เสี่ยวอวี่ก็ยังต้องการคนดูแล เธอจะออกมาก็ไม่สะดวกที่จะพาเสี่ยวอวี่ออกมาด้วย หู่พั่วจึงค่อยๆ ละทิ้งความคิดที่จะออกมาเดินช้อปปิ้ง  

 

 

อีกอย่างหนึ่งบางครั้งโอวหยางหงก็หอบเสื้อผ้าร้านดังคอลเล็กชั่นใหม่ในฤดูกาลนั้นๆ มาที่บ้าน ให้เธอกับเสิ่นหลานอีเลือกสรรกันตามสบายอยู่แล้ว แล้วก็ไม่ใช่ว่าจะมีเสื้อผ้าไม่พอใส่ หู่พั่วจึงไม่มีกะจิตกะใจจะออกมาเดินช้อปปิ้ง ดังนั้นเธอจึงไม่คุ้นเคยกับแถวนี้เท่าไหร่นัก  

 

 

เวลานี้ลั่วเซ่าเซินเองก็ลำบากใจอยู่เหมือนกัน เขาไม่คิดว่าจะมีโอกาสนัดถังโจวโจวโจวออกมาข้างนอกได้ ถ้ารู้ก่อนคงจะแผนการคร่าวๆ เอาไว้แล้ว จะได้ไม่ต้องลุกลี้ลุกลนอย่างในตอนนี้  

 

 

เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเริ่มหาพิกัด “โจวโจว เดินไปข้างหน้าอีกนิดนึงก็จะถึงแล้ว”  

 

 

เดินผ่านซอยเล็กๆ แล้วจึงเดินอ้อมด้านข้างไป เดินไปได้ประมาณร้อยเมตร ลั่วเซ่าเซินเงยหน้าขึ้นไปก็เห็นว่าข้างบนเขียนไว้ว่าร้านอาหารหลี่จยา มองไปเห็นประตูบานเล็กที่หน้าร้าน ลั่วเซ่าเซินคิดว่าเขากำหนดพิกัดผิดไปแล้ว  

 

 

“ที่นี่เหรอ?” หู่พั่วมองร้านอาหารตรงหน้าที่เปิดประตูแง้มเอาไว้ ทำไมถึงได้ดูไม่เหมือนร้านอาหารสักเท่าไรเลยนะ? แต่บนนั้นก็เขียนไว้ว่าร้านอาหารหลี่จยานี่นา  

 

 

“โจวโจว ผมอาจจะตั้งพิกัดผิดไปเองก็ได้” สภาพแวดล้อมของที่นี่ทำให้ลั่วเซ่าเซินไม่กล้าเยินยอ ทำไมสถานที่ที่เขากับถังโจวโจวจะได้กินอาหารด้วยกันเป็นครั้งแรกหลังจากพบกันอีกครั้งถึงได้เป็นแบบนี้?  

 

 

อีกอย่างหนึ่ง คนที่อยู่ในร้านอาหารก็ไม่รู้ว่าหายไปไหนกันหมด ประตูแง้มเปิดครึ่งหนึ่ง ไม่รู้ว่าในร้านมีคนอยู่หรือเปล่า ที่สำคัญถ้ารสชาติอาหารไม่ถูกใจถังโจวโจวละก็ ลั่วเซ่าเซินคิดว่าไม่เข้าไปเสียยังจะดีกว่า  

 

 

“จะเป็นไปได้ยังไง บนมือถือก็บอกว่าเป็นร้านนี้ไม่ใช่เหรอ? พวกเราเข้าไปดูก็รู้แล้วนี่” หู่พั่วชิงนำหน้าเตรียมจะเปิดประตูเข้าไป ทว่าถูกลั่วเซ่าเซินขวางเอาไว้  

 

 

“โจวโจว พวกเราไปร้านอื่นกันเถอะนะ นี่มันออกจะ…” ลั่วเซ่าเซินไม่อยากทำลายความรู้สึกสนอกสนใจของเธอ เพียงแต่ตัวเขาเองไม่ได้นึกอยากเข้าไปเลย ใครจะรู้กันว่าข้างในนั้นมีอะไรกันแน่?  

 

 

 

 

 

ตอนที่ 385 อาการรักสะอาด  

 

 

“ทำไมล่ะ? คุณรังเกียจที่นี่งั้นเหรอ คุณไม่รู้หรือไงว่าสถานที่ดีๆ ชอบซ่อนอยู่ในที่ลับๆ ของเมือง ไม่แน่ว่าถ้าคุณไปร้านอื่นก็อาจจะพลาดที่จะได้ลิ้มรสร้านอาหารแสนอร่อยไปก็ได้” หู่พั่วไม่ยอมให้ลั่วเซ่าเซินปฏิเสธ ตรงเข้าไปเปิดประตูทันที  

 

 

“มีใครอยู่รึเปล่าคะ เจ้าของร้านอยู่ไหมคะ” เมื่อผลักประตูเข้าไปก็พบว่าด้านในเป็นโลกอีกแห่งหนึ่ง ในบริเวณสวนหย่อมมีโต๊ะอยู่สองตัว ด้านข้างมีเก้าอี้ไร้พนักพิงตั้งอยู่ ด้านข้างมีเสาค้างองุ่นค้ำ เพียงแต่ว่าตอนนี้ยังไม่ถึงฤดูกาลที่องุ่นสุกงอม บนเสาค้างองุ่นจึงมีเพียงใบองุ่นสีเขียวขจีเท่านั้น  

 

 

อีกทั้งผนังที่อยู่ด้านข้างโต๊ะและเก้าอี้ยังมีต้นตีนตุ๊กแกเลื้อยเกาะอยู่ สีเขียวชอุ่มน่ามองยิ่งนัก แม้ว่าภายในสวนจะไม่ได้ดูหรูหรา แต่ก็ถือว่าเป็นอะไรที่ดูสดชื่น   

 

 

ขณะที่หู่พั่วกำลังมองวิวในสวนหย่อมนั่นเอง ก็มีหญิงสาวสวมชุดธรรมดาๆ คนหนึ่งเดินออกมาจากในห้อง “พวกคุณมาทานอาหารกันใช่ไหมคะ?”  

 

 

หู่พั่วทำหน้าเคร่งขรึม “ใช่ค่ะ พวกเรามาทานอาหารกัน คุณคือเจ้าของร้านหรือเปล่าคะ?”  

 

 

“ใช่แล้วค่ะ ทั้งสองท่านเข้ามาข้างในได้เลยนะคะ ในห้องยังมีโต๊ะอยู่ พวกคุณนั่งด้านในก็ได้ค่ะ” เจ้าของร้านเห็นว่ามีลูกค้าก็ยินดีเป็นอย่างมาก  

 

 

“เจ้าของร้านคะ ฉันเห็นว่าวิวในสวนหย่อมสวยดี พวกเรานั่งข้างนอกก็ได้ค่ะ”   

 

 

“ได้สิคะ ถ้าอย่างนั้นพวกคุณรอก่อนนะ เดี๋ยวฉันจะชงชามาให้ อีกประเดี๋ยวจะเอาเมนูอาหารมาให้ค่ะ” เจ้าของร้านเลิกผ้าม่านเข้าไปในห้อง หู่พั่วหาโต๊ะตัวหนึ่งแล้วลงนั่ง  

 

 

ลั่วเซ่าเซินเห็นว่าโต๊ะนั่นดูเก่าไปสักหน่อย เขาจึงยืนอยู่ตรงนั้นราวกับท่อนไม้ หู่พั่วเห็นว่าเขาไม่นั่งลงสักที จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ลั่วเซ่าเซิน คุณเป็นอะไรหรือเปล่า หรือว่าไม่พอใจอะไร?”  

 

 

โดยรอบบริเวณนี้ก็มีร้านอาหารจีนอยู่เพียงร้านเดียวเสียด้วยสิ อีกอย่างหนึ่งพวกเขาก็เดินมานานถึงขนาดนี้แล้ว หู่พั่วรู้สึกค่อนข้างเมื่อยขา เวลานี้เธอเพียงแค่อยากนั่งลงพักสักหน่อย ไม่อยากตามหาร้านในภาพมายาร้านถัดไปอีกแล้ว นั่งอยู่ที่นี่ให้สบายใจดีกว่า  

 

 

ถ้าหู่พั่วยังคงมีความทรงจำก่อนหน้านี้ เธอจะรู้อย่างแน่นอนว่าเขากังวลเรื่องอะไรอยู่ ลั่วเซ่าเซินเคยอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ที่ไหนกัน สีของโต๊ะกับเก้าอี้เองก็แทบจะไม่เห็นสีเดิมอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าบนโต๊ะมีคราบน้ำมันอยู่เท่าไหร่ เขาไม่กล้าบุ่มบ่ามนั่งลงไปจริงๆ  

 

 

“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมไม่นั่งลงล่ะคะ” หู่พั่วเพิ่งถามคำถามนี้จบ เด็กผู้ชายคนหนึ่งก็ยกถาดเข้ามา บนถาดมีแก้วสองใบวางอยู่พร้อมกับกาน้ำชา หู่พั่วจึงรีบลุกขึ้นรับถาดมาจากเขา  

 

 

เขาดูอายุเพียงห้าหกขวบเท่านั้น รูปร่างเล็ก สวมเสื้อยืดสีขาวลายลูกแมว ด้านนอกสวมทับด้วยเสื้อคลุมสีน้ำเงิน ด้านล่างสวมกางเกงยีน “เด็กน้อย หนูอายุเท่าไหร่แล้วจ๊ะ?”  

 

 

เด็กชายไว้ผมทรงสไลด์ไม่ยาวนัก ดูเข้าใจอะไรๆ ได้ง่ายและเป็นคนมีความสามารถ หู่พั่วอยากลูบหัวของเขา แต่ก็กลัวจะเป็นการคุกคามเขามากเกินไป  

 

 

ทันใดนั้นเด็กชายตัวน้อยก็เอ่ยอย่างอ่อนแรง “พี่สาว พวกคุณรอเดี๋ยวนะครับ ตอนนี้แม่กำลังยุ่งอยู่ ผมก็เลยเอาเมนูอาหารมาให้พวกคุณเอง”  

 

 

“ได้จ้ะ เขาว่านอนสอนง่ายดีจังเลยนะ ลั่วเซ่าเซิน ถ้าคุณไม่ยินดีจะกินข้าวกับฉัน อย่างนั้นก็กลับไปก่อนเถอะค่ะ” เพียงหู่พั่วหันมาก็พบว่าลั่วเซ่าเซินยังยืนอยู่เหมือนเดิม หายใจฟึดฟัด ถ้าเขาไม่ยินดีขนาดนี้แล้วจะพูดขึ้นมาทำไมว่ากันจะกินข้าวกับเธอ เขาไม่เต็มใจงั้นเหรอ เธอสิที่ไม่เต็มใจยิ่งกว่า!  

 

 

ลั่วเซ่าเซินสังเกตได้ว่าหู่พั่วโกรธขึ้นมาจริงๆ แล้ว จะทำเดทครั้งแรกของพวกเขาพังเพียงเพราะโรครักความสะอาดได้อย่างไรล่ะ? ลั่วเซ่าเซินนั่งลงบนเก้าอี้ โชคดีที่เขาไม่ชอบใส่กางเกงสีขาว ไม่อย่างนั้นคิ้วของเขาคงขมวดรวมกันเป็นภูเขาแน่ๆ  

 

 

เมื่อเห็นว่าลั่วเซ่าเซินนั่งลงแล้ว หู่พั่วถึงได้อารมณ์ดีขึ้นสักหน่อย “คุณเห็นเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ คนเมื่อกี้หรือเปล่า? เขาดูเป็นผู้ใหญ่เชียว เป็นเด็กตัวแค่นี้ก็ช่วยแม่ทำงานได้แล้ว”  

 

 

“ต่อไปเสี่ยวอวี่เองก็จะช่วยคุณแบบนี้เหมือนกัน ถ้าเขาทำไม่ดีกับคุณ ผมจะเป็นคนสั่งสอนเขาเอง”   

 

 

“ลูกชายของฉันจะต้องดีกับฉันอยู่แล้วล่ะ เรื่องนี้คุณไม่ต้องเป็นห่วงหรอก” หู่พั่วไม่พอใจนักที่ลั่วเซ่าเซินทึกทักเอาเองแบบนี้ เสี่ยวอวี่เป็นลูกชายที่แสนดีของเธอ อย่างไรก็ต้องดีกับเธออย่างแน่นอน ไม่จำเป็นต้องให้เขาเป็นห่วงเลยด้วยซ้ำ!  

 

 

เมื่อเห็นสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความไม่พอใจของหู่พั่ว ลั่วเซ่าเซินก็ยิ้มแหยพลางเอ่ยขึ้น “ครับ เสี่ยวอวี่เป็นลูกของคุณ ผมไม่มีทางแย่งเขามาจากคุณหรอก”  

 

 

หู่พั่วถึงได้รู้สึกว่าเธอคิดมากไปเอง เขาแค่เพียงหยอกล้อเธอเล่นเท่านั้น เธอจะเอามาคิดเป็นจริงเป็นจังไปทำไม? หรือว่าเธอจิตใต้สำนึกของเธอเองก็รู้สึกว่าลั่วเซ่าเซินจะมาแย่งเสี่ยวอวี่ไปจากเธอจริงๆ? แต่จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้ความสัมพันธ์ของตัวเองกับเสี่ยวอวี่ เขาไม่มีทางแย่งไปหรอก   

ตอนที่ 382 ซื้อของใช้เด็กอ่อนร้านเดียวกัน  

 

 

เมิ่งชิงซีจิตใจสั่นคลอน เมื่อเห็นว่าเหมือนลั่วเซ่าเซินจะขับรถออกไปก็รีบซ่อนตัวที่หลังกำแพง กลัวว่าลั่วเซ่าเซินจะเห็นว่าเธอยู่ที่นี่  

 

 

หลังจากที่ลั่วเซ่าเซินบอกลาถังโจวโจวและเสิ่นหลานอี เขาก็ขับรถลงเขาไปทันที จึงไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีดวงตาคู่หนึ่งแอบสังเกตเขาอยู่ในมุมอับ  

 

 

หู่พั่วไปส่งลั่วเซ่าเซินเสร็จแล้วก็ควงแขนเสิ่นหลานอีเข้าไปในตัวปราสาท เมิ่งชิงซีรอให้ประตูรั้วของปราสาทปิดเข้าหากันอีกครั้ง ถึงได้โผล่หน้าออกมา  

 

 

ถึงแม้ว่าครั้งนี้ลั่วเซ่าเซินจะประสบความล้มเหลว แต่เขารู้สึกได้ว่าท่าทีถังโจวโจวที่มีต่อเขาไม่ได้เย็นชาอย่างแต่ก่อนอีกแล้ว อย่างน้อยๆ การเชื่อมความสัมพันธ์ในระยะนี้ของเขาก็ถือว่าประสบความสำเร็จ  

 

 

ลั่วเซ่าเซินเตรียมตัวไว้ว่าจะพยายามอีกสักพัก แล้วจะถือโอกาสนัดถังโจวโจวออกไปข้างนอก อย่างนี้ความสัมพันธ์ของพวกเขาจึงจะพัฒนาไปข้างหน้า มีพวกโอวหยางหงคอยเฝ้าดูอยู่ตลอด บางครั้งที่อยากจะใกล้ชิดกับถังโจวโจวสักครั้งสองครั้งก็ยังไม่มีโอกาส  

 

 

วันนี้โอกาสมาถึงแล้ว ถังโจวโจวจะออกไปซื้อของกับเสี่ยวอวี่ ลั่วเซ่าเซินจึงรีบคล้อยตามทันที “โจวโจว ให้ผมไปส่งคุณนะ”  

 

 

หู่พั่วลังเลอยู่สักครู่ “อย่างนั้นก็ได้ แม่คะ แม่ช่วยดูเสี่ยวอวี่ให้หนูหน่อยนะคะ แล้วหนูจะรีบกลับมา”  

 

 

“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ลูกไม่ได้ออกไปข้างนอกตั้งนานแล้วนี่ ไปเที่ยวข้างนอกกับลั่วเซ่าเซินให้สนุกเถอะนะ แม่จะคอยดูเสี่ยวอวี่เอง ลูกวางใจเถอะ”  

 

 

ลั่วเซ่าเซินพึงพอใจเป็นที่สุด เสิ่นหลานอีเปลี่ยนการเรียกเขาจากคำว่าเขาเป็นลั่วเซ่าเซินแล้ว นี่เรียกได้ว่าเป็นความก้าวหน้าก้าวใหญ่เลยเชียวนะ  

 

 

“คุณลั่ว ไปกันเถอะค่ะ”  

 

 

เพียงแต่ว่าความมั่นใจที่เขาได้คืนมาจากแม่ยายคนดี ก็ทำให้ถังโจวโจวกลับไปเป็นเหมือนอย่างเคยทันที  

 

 

เมื่อขึ้นนั่งบนรถของลั่วเซ่าเซิน หู่พั่วรู้สึกว่าสายตาของเขาจะจดจ้องอยู่ที่เธอตลอดเวลา เธอทำได้เพียงมองไปนอกหน้าต่าง สู้ไม่มองเขาเสียยังดีกว่า เขาจะมองอะไรก็มองไปเถอะ แค่เธอไม่สนใจเขาก็พอ  

 

 

“โจวโจว คุณจะซื้ออะไรให้เสี่ยวอวี่เหรอ?”  

 

 

“จะซื้อชุดใหม่ให้เขาสองชุด แล้วก็จะดูให้ลั่วอิงด้วย ระยะนี้เธอไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ บ้างเลย จะดูว่ามีอะไรที่เหมาะกับเธอบ้างหรือเปล่า” ตอนนี้หู่พั่วนึกเสียใจขึ้นมา เธอควรจะพาลั่วอิงมาด้วย ให้เธอลองชุดว่าขนาดพอดีกับตัวหรือเปล่า อีกอย่างจะได้ขวางระหว่างเธอกับลั่วเซ่าเซินเอาไว้ด้วย  

 

 

“โจวโจว คุณไม่มีความรู้สึกอะไรกับผมบ้างเลยเหรอ?” ลั่วเซ่าเซินได้รับคำตอบเป็นช่วงเวลาอันเงียบเชียบ เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ถังโจวโจวจะเฉยเมยกับเขาได้ถึงขนาดนี้ เธอทำได้ลงคอได้ยังไงกัน?  

 

 

“ฉันไม่มีใจให้คุณเลยแม้แต่นิดเดียว แล้วจะมีความรู้สึกกับคุณได้ยังไงล่ะ?” ต่อให้มี หู่พั่วก็จะสะกดกลั้นเอาไว้เงียบๆ จะไม่มีใครรับรู้ว่าเธอรู้สึกอย่างนั้น  

 

 

“โจวโจว ทำไมคุณถึงได้ใจร้ายแบบนี้?” ลั่วเซ่าเซินแทบจะร้องไห้เต็มที ถังโจวโจวทำอย่างนี้กับเขาได้อย่างไรกัน  

 

 

หู่พั่วหัวเราะพรืดออกทางจมูก มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้กันล่ะ? นี่เธอยังแผลงฤทธิ์ออกมาได้ไม่เต็มที่เลยด้วยซ้ำ นั่นสิถึงจะเรียกว่าใจร้าย ถ้าเธอยังแข็งข้อกับเขาต่ออีกหน่อย ลั่วเซ่าเซินคงจะร้องไห้งอแง เขาไม่มีโอกาสเลยแม้แต่นิดเดียว เธอไม่เปิดโอกาสให้เขาได้เข้าใกล้เธอบ้างเลย  

 

 

หู่พั่วไม่ตอบเขาอีก เขาทำได้เพียงหาเรื่องคุย พอหู่พั่วรู้สึกสนใจขึ้นมา เธอก็จะตอบเขาคำสองคำ เวลาเธอรู้สึกว่าลั่วเซ่าเซินพูดมากเกินไป ก็จะเม้มปากเอาไว้แน่น เวลานั้นลั่วเซ่าเซินก็จะรู้ได้ว่าเธอเห็นเขาน่ารำคาญ พูดให้น้อยลง  

 

 

พูดคุยกันมาตลอดทาง อีกไม่นานก็จะถึงแหล่งช้อปปิ้งแล้ว ลั่วเซ่าเซินพาหู่พั่วมาที่ใจกลางเมือง แม้ว่าจะใช้เวลามากไปสักหน่อย แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดใจเลยสักนิด ดีเสียอีกที่จะเขาจะได้ใช้เวลาอยู่กับถังโจวโจวให้นานขึ้นอีกหน่อย  

 

 

หลังจากที่หู่พั่วลงจากรถ เธอก็ชิงนำหน้าไปยังร้านของใช้สำหรับเด็กเล็ก ลั่วเซ่าเซินตามเข้าไปทีหลัง เห็นว่าหู่พั่วได้รับการต้อนรับจากพนักงานอย่างคึกครื้น  

 

 

“สวัสดีค่ะคุณผู้ชาย ไม่ทราบว่าหาอะไรอยู่หรือเปล่าคะ?” พนักงานอีกคนหนึ่งเห็นว่าลั่วเซ่าเซินเข้ามาในร้าน ก็รีบเข้ามารับหน้าอย่างกระตือรือร้น น้อยนักที่จะได้เห็นหนุ่มหล่ออย่างเขาในร้านของใช้สำหรับเด็กเล็ก แถมยังมาคนเดียวเสียด้วย เขาคงไม่ได้มาซื้ออะไรๆ ให้กับหลานชายหรือหลานสาวของเขาหรอกใช่ไหม?  

 

 

“ไม่เป็นไรครับ ผมมากับเธอ” ลั่วเซ่าเซินชี้ไปยังบริเวณที่ถังโจวโจวยืนอยู่ สักครู่เดียวพนักงานก็เข้าใจความหมายของอีกฝ่าย  

 

 

“คุณผู้ชายโชคดีจังเลยนะคะ ที่มีภรรยาสวยขนาดนี้ พวกคุณมาซื้อของให้ลูกๆ กันเหรอคะ?”  

 

 

คำพูดนี้ทำให้ลั่วเซ่าเซินลิงโลดไปทั้งตัว พนักงานร้านนี้สายตาใช้ได้เลยนี่นา แต่พอเขาคิดดูอีกที เดิมทีเขากับถังโจวโจวก็เป็นสามีภรรยากันอยู่แล้ว แค่คำพูดของพนักงานเพียงไม่กี่คำก็ทำให้เขาดีอกดีใจได้ขนาดนี้เชียว? ทว่าความรักที่เต็มเปี่ยมอยู่ภายในใจก็อดไม่ได้ที่จะเอ่อล้นออกมา  

 

 

 

 

 

ตอนที่ 383 ออกมาเดินซื้อของ    

 

 

“คุณผู้หญิงกับคุณผู้ชายรักใคร่กันดีจริงๆ เลยนะคะ ดิฉันไม่ค่อยเห็นผู้ชายคนไหนยอมออกมาซื้อของกับภรรยาสักเท่าไหร่” นานๆ ทีถึงจะได้เจอสักคน แถมยังหน้าตาดีถึงขนาดนี้ ทำให้พนักงานในร้านรู้สึกปลาบปลื้มเป็นอย่างมาก  

 

 

“ก็ควรจะออกมาด้วยกันสิครับ! โจวโจว ดูไปถึงไหนแล้ว” พนักงานในร้านเห็นลั่วเซ่าเซินพูดอย่างนี้ ก็รีบพยักหน้า “ค่ะ คุณผู้ชายพูดถูกแล้ว ค่อยๆ เลือกดูนะคะ”   

 

 

ลั่วเซ่าเซินเดินเข้าไปหาถังโจวโจว เห็นเธอกำลังถือเสื้อผ้าตัวเล็กเทียบเคียงกันอยู่ เมื่อเห็นว่าเขาเดินเข้ามา ก็ชูชุดสองตัวนั้นพลางเอ่ยถามเขา “ตัวไหนสวยกว่ากัน?”  

 

 

“ซื้อให้เสี่ยวอวี่งั้นเหรอ?” ตัวเล็กไปหน่อยนะ เป็นครั้งแรกลั่วเซ่าเซินรู้สึกว่าเสี่ยวอวี่เป็นเพียงเด็กตัวน้อยๆ  

 

 

“ถ้าไม่ใช่ของเสี่ยวอวี่แล้วคุณจะใส่หรือไง?” คำพูดของหู่พั่วเย้าแหย่ให้พนักงานที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งหัวเราะ คงเพราะเกรงว่าจะเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดี พนักงานจึงเม้มปากกลั้นหัวเราะเอาไว้ แต่ก็ยังดีที่ยังหลงเหลือรอยยิ้มไว้ให้ลั่วเซ่าเซิน  

 

 

“อะแฮ่ม ดูดีทั้งสองชุดเลย ซื้อทั้งสองชุดเลยนั่นแหละ” ลั่วเซ่าเซินดูไม่ออกว่าถังโจวโจวอยากได้ตัวไหน อย่างนั้นก็ซื้อทั้งสองตัวไปเลย อย่างไรเขาก็มีเงินอยู่แล้ว  

 

 

“เยอะไปหรือเปล่า? เสี่ยวอวี่กำลังโต อีกหน่อยก็ใส่ไม่ได้แล้วนะ” หู่พั่วเป็นกังวลเพราะเรื่องนี้ เด็กเล็กๆ ตัวโตขึ้นเรื่อยๆ เสื้อผ้าชุดหนึ่งใส่ไม่กี่ครั้งก็ต้องโยนทิ้งแล้ว  

 

 

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมจ่ายให้เอง เสี่ยวอวี่จะได้ใส่หลายๆ ตัว”  

 

 

“ไม่ต้องหรอก ฉันจ่ายเองได้ ช่วยเอาชุดสองตัวนี้ใส่ถุงให้ด้วยนะคะ” หู่พั่วยื่นให้พนักงาน พนักงานรีบรับมาด้วยความยินดี “ค่ะ ไม่ทราบว่าจะจ่ายเป็นบัตรหรือว่าเงินสดคะ?”  

 

 

“ผมรูดบัตรให้เอง” ลั่วเซ่าเซินเอ่ยปากแล้วว่าจะจ่ายให้ อย่างไรก็พูดออกไปแล้ว ก็เป็นธรรมดาที่จะลงมือทำ  

 

 

“ไม่ต้อง ฉันใช้บัตรรูดเองได้” ท่าทีของหู่พั่วดูแข็งขืน พนักงานที่ยืนอยู่อีกฟากหนึ่งรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย “คุณผู้หญิงคะ ฉันช่วยเอาชุดไปใส่ถุงให้ก่อนนะคะ”  

 

 

ปล่อยให้พวกเขาทั้งสองค่อยๆ หารือกันเอง สามีภรรคู่นี้ช่างแปลกจริง ยังกลัดกลุ้มกันว่าใครจะจ่ายเงินอยู่อีก นี่เป็นเรื่องของฝ่ายชายไม่ใช่หรือไง? ฝ่ายหญิงก็แย่งจะจ่ายเองเหรอ? ไม่เข้าใจความคิดของคนมีเงินพวกนี้เลยจริงๆ พนักงานระบายความกลัดกลุ้มภายในใจ  

 

 

ร้านของใช้เด็กอ่อนที่หู่พั่วและลั่วเซ่าเซินเดินเข้ามา ถือเป็นร้านของใช้เด็กอ่อนมีชื่อ แน่นอนว่าราคาต้องไม่ถูกอยู่แล้ว   

 

 

ถ้ามีคู่สามีภรรยาเข้ามาในร้านของพวกเขา แน่นอนว่าฝ่ายชายต้องเป็นคนจ่ายเงิน ถ้าเป็นผู้หญิงเดินเข้ามาคนเดียวก็ว่าไปอย่าง ดังนั้นพนักงานจึงเกิดความคิดแบบนี้ขึ้นมา เธอไม่เคยเห็นคู่สามีภรรยาอย่างหู่พั่วกับลั่วเซ่าเซินมาก่อน อย่างกับว่าไม่ใช่สามีภรรยากันอย่างนั้นแหละ  

 

 

ออกมาจากร้านของใช้เด็กอ่อน สุดท้ายหู่พั่วก็เป็นคนจ่ายเงิน ลั่วเซ่าเซินหว่านล้อมเธอไม่สำเร็จ  

 

 

ถ้าหากถังโจวโจวยังคงมีความทรงจำช่วงก่อนหน้านี้ ก็คงจะไว้หน้าให้ผู้ชายอย่างเขาบ้าง ทว่าตอนนี้ เธอไม่ต้องการให้ลั่วเซ่าเซินจ่ายเงินให้ เป็นเขาที่แทรกเข้าไปเอง หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆเลย  

 

 

“โจวโจว คุณจะไม่ให้ผมทำอะไรให้คุณเลยอย่างนั้นเหรอ” ลั่วเซ่าเซินอย่างดึงมือของถังโจวโจวเอาไว้ หู่พั่วจึงแยกออกไปอีกทาง มองเขาปราดหนึ่งเป็นการตักเตือน “คุณอย่ามาแตะต้องตัวฉัน ไม่งั้นฉันจะกลับเดี๋ยวนี้”  

 

 

ประโยคนี้ทำให้ลั่วเซ่าเซินไม่กล้าทำอะไรหุนหันพลันแล่นอีก ถ้าถังโจวโจวกลับไปจริงๆ! อย่างนั้นเขาก็ทำได้แค่กลับไปอย่างเดียวเท่านั้น! นี่ไม่ตรงกับสิ่งที่เขาคิดเอาไว้  

 

 

“โจวโจว ผมสัญญาว่าจะไม่แตะต้องคุณโดยไม่ได้รับอนุญาต พวกเราเดินกันต่อเถอะนะ คุณจะจ่ายเงินก็จ่ายไปเลย ผมจะไม่วุ่นวายกับคุณแล้ว”  

 

 

หลังจากนั้นทุกอย่างก็ราบรื่นดี นอกจากที่หู่พั่วจะถามความเห็นจากลั่วเซ่าเซิน เวลาที่เหลือลั่วเซ่าเซินก็เป็นได้เพียงต้นเสาที่ไม่พูดไม่จา นอกจากนั้นยังเป็นหนุ่มน้อยที่ต้องคอยถือถุงช้อปปิ้ง บางครั้งบางคราวก็มีหญิงสาวมองเขาด้วยสายตาดูถูกอย่างกับว่าเขาเกาะผู้หญิงกิน  

 

 

นี่ทำให้ลั่วเซ่าเซินแทบจะทนไม่ได้ แต่ว่าถังโจวโจวพอใจ เขาจะทำอย่างไรได้?  

 

 

ของที่จะซื้อให้ลั่วอิงก็ซื้อเสร็จแล้ว ลั่วเซ่าเซินดูนาฬิกา “โจวโจว ใกล้เที่ยงแล้ว กินข้าวกันก่อนแล้วค่อยเดินต่อดีไหม?”  

 

 

“เที่ยงแล้วเหรอ?” หู่พั่วดูมือถือ ใกล้เที่ยงแล้วจริงๆ ด้วย คิดไม่ถึงเลยว่าเวลาจะผ่านไปเร็วขนาดนี้ หรือว่าไม่ได้ออกมาตากลมนานก็เลยลืมเวลาไปเลย?  

 

 

“พวกเราหาร้านกินอะไรให้อิ่มท้องกันก่อนดีไหม?” ลั่วเซ่าเซินตรวจเช็คสีหน้าท่าทางของถังโจวโจว เห็นว่าเธอไม่ได้เอือมระอาหรือว่าไม่พอใจ ความคิดนี้ก็คงจะใช้ได้อยู่สินะ  

ตอนที่ 380 เมิ่งชิงซีมาประเทศ H

 

 

เธอมองดูเขาขับรถออกไป ไม่ว่าลั่วเซ่าเซินคิดจะถอดใจหรือว่ากลับมาอีก เธอก็ไม่สนใจอยู่ดี การแสดงออกของเธอชัดเจนถึงขนาดนั้นแล้วนี่นา

 

 

เสิ่นหลานอีเห็นท่าทางมีทิฐิของเธอก็พลันรู้สึกร้อนรนขึ้นมา จะอยู่ตัวคนเดียวได้ยังไงกันล่ะ จะใช้ครึ่งชีวิตสุดท้ายด้วยการเฝ้าดูแลเสี่ยวอวี่ด้วยตัวคนเดียวอย่างนั้นหรือ?

 

 

“หู่พั่ว ให้แม่บอกหงเอ๋อร์ให้แนะนำคนให้ลูกรู้จักดีหรือเปล่า ลูกจะยึดมั่นอยู่กับความคิดที่จะใช้ชีวิตตัวคนเดียวจริงๆ ไม่ได้นะ ทำแบบนั้นไม่ได้หรอกนะลูก”

 

 

“แม่คะ แม่อย่าใช้ไม้นี้กับหนูเลยค่ะ ถ้าแม่ทำอย่างนั้น ถึงตอนนั้นหนูจะย้ายออกไปอยู่ที่อื่น” หู่พั่วออกปากมาขนาดนี้แล้ว เสิ่นหลานอีก็ยิ่งไม่กล้าพูดอะไร “ได้จ้ะ แม่พูดผิดเอง แม่จะไม่ยุ่งเรื่องของลูกอีก ลูกล้มเลิกความคิดเมื่อกี้ไปเถอะนะ”

 

 

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาลั่วเซ่าเซินก็มารายงานตัวที่ปราสาทโบราณทุกวัน บางครั้งเขาก็ได้เจอกับหู่พั่ว บางครั้งก็มีเพียงลั่วอิงคนเดียวที่ออกมารับหน้า

 

 

ตั้งแต่นั้นมาเสิ่นหลานอีก็คุยกับลั่วเซ่าเซินเพียงเรื่องสัพเพเหระเท่านั้น เรื่องที่เกี่ยวกับหู่พั่วเธอจะรีบปิดปากเงียบทันที โดยเฉพาะเวลาที่เขาถามว่าหู่พั่วจะกลับไปกับเขาหรือเปล่า เสิ่นหลานอีก็จะทำเป็นรีบหาข้ออ้างที่จะไม่อยู่นั่งเป็นเพื่อนเขาต่อ

 

 

บางครั้งบางคราวลั่วเซ่าเซินก็พบเข้ากับโอวหยางหงที่พักผ่อนอยู่ วันนี้เขาไม่ได้ออกไปไหน โอวหยางหงแสดงออกว่าชังน้ำหน้าเขา สบตาเขาด้วยแววตาเยือกเย็น ส่วนโอวหยางเลี่ยใส่ใจเพียงแต่เรื่องของเสิ่นหลานอี ไม่ได้สนใจเรื่องอื่นเท่าไรนัก

 

 

นอกจากการพบหน้ากับลั่วเซ่าเซินโดยบังเอิญแล้ว เวลาอื่นๆ ลั่วเซ่าเซินก็ไม่ได้ค่อยได้พบเขาบ่อยนัก เวลานี้โดยหลักๆ แล้วลั่วเซ่าเซินทำศึกอยู่กับโอวหยางหง

 

 

เมิ่งชิงซีลงจากเครื่องบิน มองเมืองที่ตนไม่คุ้นเคย เธอรายงานการออกรบว่า “พี่เซ่าเซิน ฉันมาแล้วค่ะ!”

 

 

เธอสืบข่าวของลั่วเซ่าเซินมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าเขาพักอยู่ที่ไหน ก่อนจะนั่งรถตรงไปยังตรงไปยังโรงแรมแห่งนั้น เปิดห้องชุดที่อยู่ตรงข้ามกับลั่วเซ่าเซิน เพียงเท่านี้เธอก็จะสามารถเฝ้าสังเกตการเข้าออกของลั่วเซ่าเซินได้ตลอดเวลาแล้ว

 

 

ตอนที่เมิ่งชิงซีมาถึงเป็นเวลาใกล้มื้อกลางวัน เธอไม่มีแก่ใจจะออกไปหาอะไรกิน ตรงสั่งอาหารให้มาส่งที่ห้องพัก มื้อกลางวันถูกจัดการไปอย่างง่ายๆ เพราะถึงอย่างไรเธอก็กินไม่ค่อยลงอยู่แล้ว

 

 

รอจนกระทั่งเธอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แสงอาทิตย์ตกดินที่หลงเหลืออยู่สาดทอบนหน้าต่าง สะท้อนเป็นเงาสลับแสงเป็นเส้นๆ สวยงาม เธอหลับไปด้วยความงัวเงีย อยากนอนต่ออีกสักหน่อย ทว่าท้องร้องดังจ๊อกๆ ฝืนต่อไปไม่ได้จริงๆ จึงทำได้เพียงลงจากเตียง

 

 

เมิ่งชิงซีออกมาจากห้อง เทน้ำแก้วหนึ่งบนแท่นวางชา ขณะที่ดื่มน้ำอยู่ก็เหมือนว่าจะได้ยินเสียงเปิดประตูจากฝั่งตรงข้าม เธอมีปฏิกิริยาตอบสนองในทันที ดูเหมือนว่าพี่เซ่าเซินจะกลับมาแล้ว!

 

 

เมื่อเปิดช่องประตูออกดู ก็เห็นเงาร่างผอมสูงของลั่วเซ่าเซิน ก่อนประตูจะปิดลงอีกครั้ง เขาก็เข้าไปในห้องแล้ว เมิ่งชิงซีเองไม่ได้ไปรบกวนเขา ตอนนี้เธอยังไม่อยากให้เขารู้ว่าเธอมายังประเทศ H

 

 

วันต่อมาเมิ่งชิงซีตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ เมื่อได้ยินการเคลื่อนไหวของห้องฝั่งตรงข้ามก็รีบหยิบกระเป๋า รอให้ลั่วเซ่าเซินเดินตามทางเดินออกไปเป็นเวลานานแล้วถึงได้เปิดประตูออกไป

 

 

เธอใส่แว่นกันแดดและหมวกไว้พร้อมสรรพ เห็นลั่วเซ่าเซินเดินเข้าไปใกล้ลานจอดรถ เธอก็รีบวิ่งไปยังหน้าประตูโรงแรม เรียกรถแท็กซี่ที่จอดรออยู่ข้างนอกทันที

 

 

ไม่นานนัก ลั่วเซ่าเซินก็ขับรถคันสีดำออกมา “โชเฟอร์ ตามรถสีดำคันข้างหน้าไป”

 

 

“ครับ” คนขับรถเหยียบคันเร่ง อยู่ห่างกับรถของลั่วเซ่าเซินในระยะพอดีๆ อย่างกับว่ามีประสบการณ์ในการติดตามคนอื่น

 

 

“แม่หนู นั่นแฟนของเธอเหรอ เธอตามเขาไปทำไมกัน?” เกรงว่าคนขับจะเจอผู้โดยสารแบบนี้มาไม่น้อย ไม่ได้แสดงความแปลกใจในคำพูดมากนัก อย่างกับยอมรับแล้วว่าเมิ่งชิงซีกำลังทำอะไรอยู่

 

 

“โชเฟอร์ อย่ายุ่งกับเรื่องนี้เลย แค่อย่าให้คลาดกับเขาก็พอ” เมิ่งชิงซีไม่ได้ปฏิเสธหรือยอมรับที่เขาเข้าใจว่าลั่วเซ่าเซินเป็นแฟนของเธอ ให้เขาเดาไปเถอะ อย่างไรเธอก็ไม่บอกอะไรเขาอยู่แล้ว

 

 

ใครก็ไม่อาจรู้ได้ว่าในใจเธออาจจะแอบยินดีอยู่ก็เป็นได้ เมิ่งชิงซีสงสัย นี่เขาทำอะไรของเขากันนะ? เป้าหมายของเมิ่งชิงซีที่มาที่นี่อีกอย่างก็คือ ถังโจวโจว

 

 

 

 

ตอนที่ 381 จิตใจไม่สมดุล

 

 

เมิ่งชิงซีรู้แก่ใจแล้วว่าถังโจวโจวสูญเสียความทรงจำก่อนหน้านี้ไป เธอคิดว่านี่เป็นผลกระทบจากถูกรถชนเมื่อคราวก่อน

 

 

เมิ่งชิงซีเสียดายเป็นอย่างมาก ทำไมถึงไม่ชนเธอให้ตายไปเลยนะ ยังอยู่มาจนถึงตอนนี้ได้อีก ถังโจวโจวคือวิกฤติที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ไม่อย่างนั้นเวลานี้พี่เซ่าเซินก็คงถูกเธอเข้ากุมหัวใจได้อย่างช้าๆ แต่พอถังโจวโจวปรากฎตัวขึ้น ความสนใจของเขาก็วกกลับไปหาเธอในทันที

 

 

เวลานี้ไม่ว่าเมิ่งชิงซีจะเศร้าโศกเสียใจอย่างไร แต่ความจริงที่ถังโจวโจวยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นความจริงอยู่ดี ตอนนี้สิ่งที่เธอทำได้ก็คือพยายามแก้ไขสิ่งผิดพลาดในตอนแรกให้กลับเข้าสู่ลู่ทางเดิมที่ควรจะเป็นอย่างสุดกำลัง

 

 

จู่ๆ รถยนต์ก็จอดนิ่ง เมิ่งชิงซีมองดู ทางข้างหน้าไม่มีหมู่บ้าน ข้างหลังไม่มีร้านค้า “โชเฟอร์ ทำไมจอดตรงนี้ล่ะ?”

 

 

“หนู ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากขับไปต่อนะ เพียงแต่ว่าบนนั้นห้ามไม่ให้รถแท็กซี่เข้าไป นอกจากว่าจะได้รับการอนุญาตจากเจ้าของที่อยู่ข้างใน”

 

 

เมิ่งชิงซีทำได้เพียงมองลั่วเซ่าเซินขับรถเข้าไปไกลตา ลัดเลาะทางบนภูเขาลดเลี้ยว มองไม่เห็นเงารถยนต์อีกต่อไป

 

 

ในใจของเมิ่งชิงซีค่อนข้างร้อนรน ไม่ใช่ว่าตามมาจนถึงที่นี่แล้วก็จะคลาดกับเขาอีกหรอกนะ

 

 

“แม่หนู ถ้าหนูรีบจริงๆ ก็ต้องเดินขึ้นไปเองแล้วละ” คนขับรถเองก็ไม่มีหนทางอื่น เพราะรถแท็กซี่ไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปบนนั้น ต่อให้เขาอยากทำ ก็ทำไม่ได้อยู่ดี

 

 

“ขึ้นไปไม่ได้จริงๆ เหรอ? ไม่เห็นมีใครเฝ้าอยู่สักหน่อย” เมิ่งชิงซีเผชิญเข้ากับกฎเกณฑ์อันแปลกประหลาด ให้เธอเดินขึ้นไปเองอย่างนั้นเหรอ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าต้องเดินไปนานเท่าไร?

 

 

“แม่หนู จะดูแค่ว่าไม่มีคนเฝ้าอยู่ไม่ได้หรอกนะ ข้างทางของถนนเส้นนี้มีแต่กล้องวงจรปิดเต็มไปหมด ถ้าขับขึ้นไปก็จะมีคนออกมาทันที” เคยมีคนทดลองทำอย่างนั้นมาก่อนแล้ว ผลสุดท้ายไม่เพียงถูกแจ้งความ แม้กระทั่งรถก็ถูกอายัดเอาไว้ที่สถานีตำรวจ

 

 

อันดับแรกคือจ่ายเงินแล้วก็ยังเอารถคืนมาไม่ได้ คนขับรถคนนั้นถึงได้ร้อนใจ ต่อมาไม่รู้ว่าคิดวิธีอะไรขึ้นมาจึงเอารถคืนมาได้ เพียงแต่ไม่มีรถแท็กซีคันไหนกล้าขับเข้าไปอีก ทางม้าลายที่อยู่ปากทางถนนเส้นนั้นราวกับว่าเป็นเส้นต้องห้ามไปโดยปริยาย ไม่มีใครกล้าล่วงล้ำเข้าไป

 

 

เมิ่งชิงซีไม่มีทางเชื่อเรื่องบ้าบออย่างนี้แน่ มีกฎเกณฑ์อย่างนี้ที่ไหนกัน เธอไม่เคยพบเคยเจอมาก่อน “โชเฟอร์ ฉันจะจ่ายเงินให้คุณอีกเท่าหนึ่ง คุณขับเข้าไปที เกิดอะไรขึ้นฉันจะรับผิดชอบเอง”

 

 

คนขับรถรีบร้อนส่ายหน้า “แม่หนูเอ้ย รีบลงจากรถเถอะนะ ฉันทำเรื่องแบบนี้ไม่ได้หรอก ประเดี๋ยวจะไม่มีแม้กระทั่งจานชามไว้กินข้าว” เรื่องอะไรเขาจะต้องหาเรื่องใส่ด้วยล่ะ

 

 

เมิ่งชิงซีเซ้าซี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนขับรถก็ไม่ยอมรับปาก ทำได้เพียงลงจากรถด้วยความโกรธเคือง หลังจากที่เธอจ่ายค่าแท็กซี่ให้กับเขา เขาก็รีบขับรถจากไปทันที เหลือเพียงเมิ่งชิงซีที่ยืนเหม่อมองเส้นทางขึ้นเขาเส้นยาว

 

 

เธอจะตามขึ้นไปดีหรือเปล่า? เมิ่งชิงซีลังเล ประเดี๋ยวเกิดเจอลั่วเซ่าเซินเข้าที่กลางทางก็จะพาลมองหน้ากันไม่ติด ถึงเวลานั้นเธอจะอธิบายกับเขาอย่างไรดี?

 

 

เมิ่งชิงซียืนคิดอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน สุดท้ายก็ตัดสินใจได้ว่าจะเดินขึ้นไป เธอเหยียบลงบนรองเท้าส้นเข็ม เดินเลาะทางเส้นเล็กไปอย่างช้าๆ

 

 

พระอาทิตย์เอนเอียงอยู่บนฟากฟ้า เดินไปได้สักครู่ เมิ่งชิงซีก็รู้สึกว่าบนหลังของเธอเริ่มเต็มไปด้วยเหงื่อ เธอเริ่มเสียใจที่เดินขึ้นมา เพิ่งปีนขึ้นมาได้เพียงเนินเดียวเท่านั้นเอง แล้วก็ไม่อยากเดินลงไปด้วย เธอพลันกลัดกลุ้มจนเกินจะบรรยาย

 

 

เมื่อมองดูเวลา ก็พบว่าเพิ่งเดินมาได้เพียงห้านาทีเท่านั้น ทั้งยังไม่เห็นเงาผู้คนเลยแม้แต่น้อย เมิ่งชิงซีทนกัดฟันเดินหน้าต่อไป เธอพยายามสุดกำลังที่จะสะกดจิตตัวเอง “สิ่งที่ทำไปทั้งหมดตอนนี้ก็เพื่ออนาคตที่มีความสุข”

 

 

ขอเพียงให้ได้ตัวลั่วเซ่าเซินมา ครึ่งชีวิตภายหลังของเธอก็จะเป็นอันลงตัว นั่งบนตำแหน่งคุณนายลั่ว ไม่มีใครกล้าทำอะไรเธอทั้งนั้น!

 

 

 เมิ่งชิงซีโอบกอดความคิดแบบนี้เอาไว้ จนในที่สุดก็เดินมาถึงหน้าปราสาท ยืนแน่นิ่งอยู่ริมกำแพงยาวเหยียด เธอมองเห็นเพียงปราสาทหลังนั้น คิดว่าลั่วเซ่าเซินคงจะอยู่ข้างใน แต่ว่าพี่เซ่าเซินมาที่นี่ทำไมกันล่ะ?

 

 

เมิ่งชิงซีนั่งแกร่วเฝ้าอยู่ข้างนอกไม่นานเท่าไหร่ ก็เห็นว่าประตูปราสาทเปิดออก ตามด้วยเสียงของลั่วเซ่าเซินที่ดังขึ้น “โจวโจว คุณน้า ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”

 

 

ถังโจวโจวนี่นา! เมิ่งชิงซีรีบแอบมองเข้าไป ก็เห็นถังโจวโจวตัวเป็นๆ ยืนอยู่บนขั้นบันได ถังโจวโจวอาศัยอยู่ที่นี่เชียวเหรอ! นี่ทำให้เมิ่งชิงซีสะเทือนใจอยู่ไม่น้อย

 

 

ถังโจวโจวเป็นคนอย่างไรกัน พ่อแม่ก็เป็นแค่คนธรรมดาทั่วไป ฐานะทางบ้านก็ธรรมดาเสียเหลือเกิน กลายเป็นว่าพอเกิดเรื่องขึ้น ก็อาศัยอยู่ในปราสาทเสียอย่างนั้น ใช้ชีวิตอย่างเจ้าหญิง เธอได้สิทธิ์นี้มาจากไหน?

ตอนที่ 378 เยี่ยมเยียน

 

 

“ไหนๆ ก็มาถึงแล้ว ก็ต้องไปเยี่ยมคุณผู้หญิงแน่นอนสิครับ” จุดมุ่งหมายของลั่วเซ่าเซินในครั้งนี้ก็เพื่อที่จะมาพบว่าที่แม่ยายในอนาคต ถ้าเฉินหลานอีอยู่ข้างเขา เชื่อได้เลยว่าโอกาสที่เขาจะได้รับชัยชนะก็จะต้องมีมากขึ้น

 

 

พอเข้าไปตัวปราสาท เฉินหลานอีก็นั่งรอที่โซฟาแล้ว พ่อบ้านพาทุกคนมาถึงห้องรับแขกแล้วจึงถอยไปยังอีกมุมหนึ่ง ก่อนจะกำชับให้คนรับใช้รีบยกน้ำชาเข้ามา

 

 

“ลั่วอิง รีบมาหายายสิจ๊ะ”

 

 

เฉินหลานอีพินิจพิจารณาลั่วเซ่าเซิน ก็ดูดีไม่หยอกนี่นา เพียงแต่จากคำบอกเล่าของโอวหยางหงที่พูดถึงเขาทำให้ทัศนคติของเฉินหลานอีที่มีต่อเขาไม่ดีนัก เวลานี้เขายืนอยู่ตรงนี้อย่างมีมารยาท เจิศจรัสอยู่ต่อหน้าเฉินหลานอี เขาไม่ได้แย่อย่างที่หงเอ๋อร์บอกเสียหน่อย

 

 

ลั่วอิงมองลั่วเซ่าเซินแวบหนึ่ง เห็นเขาพยักหน้าน้อยๆ ถึงได้เข้าสวมกอดเฉินหลานอี “คุณยาย นี่คุณพ่อของหนูค่ะ!”

 

 

ลั่วอิงไม่อาจทนให้ลั่วเซ่าเซินถูกหมางเมินได้ อย่างแรกก็ต้องแนะนำคุณพ่อก่อน เป็นดังคาด เมื่อลั่วอิงเอ่ยขึ้นอย่างนี้ เฉินหลานอีก็ไม่ได้เย็นชากับเขาอีก “คุณลั่วใช่ไหม? รีบนั่งลงคุยกันดีกว่านะคะ”

 

 

“คุณเฉิน ผมต้องขอโทษด้วยนะครับที่วันนี้ผมเข้ามาเยี่ยมโดยไม่ได้บอกกล่าว คุณคงจะรู้อยู่แล้วว่าหู่พั่วคือถังโจวโจวภรรยาของผม ผมมาที่นี่ครั้งนี้ก็เพื่อจะรับตัวเธอกลับไป” ลั่วเซ่าเซินอธิบายจุดประสงค์ในการมาของเขา

 

 

ในใจของเฉินหลานอีตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก พอได้ยินว่าหู่พั่วจะจากเธอไปก็ทำให้เธอไม่อาจสงบใจเอาไว้ได้ อย่างไรลูกสาวของเธอก็ต้องอยู่ข้างกายเธอ จะให้จากเธอไปได้อย่างไร

 

 

เพียงแต่ว่าตอนนี้เธอยังไม่แน่ใจว่าเป็นความคิดของลั่วเซ่าเซินคนเดียวหรือว่าผ่านการเห็นชอบของหู่พั่วแล้ว เธอหันไปหาหู่พั่ว ก็เห็นหู่พั่วรีบส่ายหน้า เธอพลันเข้าใจในทันที ทั้งหมดนี้เป็นลั่วเซ่าเซินที่ทึกทักไปเองเพียงฝ่ายเดียว

 

 

“คุณลั่ว ถึงแม้คุณจะเป็นสามีตามกฎหมายของหู่พั่ว แต่พวกเราทุกคนก็ต่างรู้ดี ขอเพียงหู่พั่วต้องการ การแต่งงานของคุณจะกลายเป็นแค่กระดาษเหลือใช้แผ่นเดียวเท่านั้น เรื่องนี้ไม่ได้มีผลกระทบต่อความรักครั้งต่อไปของคุณแต่อย่างใด”

 

 

เฉินหลานอีแสดงอำนาจ ส่วนลั่วเซ่าเซินก็ต้องยอมให้เธออยู่แล้ว จะมีเรื่องกับใครก็ได้ แต่จะมีเรื่องกับว่าที่แม่ยายไม่ได้ นอกเสียจากว่าเขาจะไม่อยากพานางในใจกลับไปด้วย

 

 

“คุณเฉินครับ ผมรู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับโจวโจวทั้งหมดเป็นความผิดของผมเอง แต่ก็คุณก็น่าจะให้โอกาสให้ผมได้ชดใช้ให้เธอบ้าง อีกอย่างลั่วอิงก็อยากให้เธอกลับไปอยู่ด้วยมากๆ ผมจะเลี้ยงเสี่ยวอวี่ให้เหมือนกับลูกแท้ๆ ของผม ไม่เอาเปรียบเขาแน่นอน”

 

 

เฉินหลานอีอ้าปากกว้าง มองหู่พั่วด้วยความตกตะลึง ที่แท้เขายังก็ยังไม่รู้อีกหรือว่าเสี่ยวอวี่เป็นลูกของเขา เรื่องนี้ช่าง…

 

 

เฉินหลานอีไม่รู้ว่าในสมองของผู้ชายคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงได้มองข้ามเรื่องสำคัญแบบนี้ไปได้นะ เขาคิดว่าพู่พั่วมีลูกกับผู้ชายคนอื่นได้อย่างไร?

 

 

ลั่วเซินไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน ดูจากท่าทางของโอวหยางหงแล้ว ต่อให้เขาไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับถังโจวโจวก็ตามที แต่ก็ยากที่จะรับประกันได้ว่าระหว่างสองปีที่ผ่านมาเธอไม่ได้คบกันผู้ชายคนไหนเลย ลั่วเซ่าเซินไม่กล้าคิด กลัวว่ายิ่งคิดตัวเองก็จะยิ่งเจ็บปวด

 

 

หู่พั่วเบะปาก ก่อนหน้านี้ที่หงเอ๋อร์ปั่นหัวเขา เขาจะเข้าใจผิดก็แล้วกันไป เวลานี้ลั่วอิงก็น่าจะเล่าทุกอย่างให้เขาฟังได้แล้ว ปล่อยให้เขาคิดอย่างนี้อยู่อีก สมองของเขานี่ก็ช่าง…

 

 

ลั่วเซ่าเซินเห็นว่าสายตาของทั้งสองเจือด้วยความเหยียดหยาม หรือว่าเมื่อสักครู่นี้เขาพูดอะไรผิดไป? เขาคิดอยู่สักครู่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ทำได้เพียงเลิกคิด

 

 

“โจวโจว คุณจะไม่ยอมกลับไปกับผมจริงๆ เหรอ? ผมไม่รู้ว่าคุณลืมผมไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ว่าผมจะช่วยคุณตามหาความทรงจำที่หายไปเอง ขอแค่คุณเชื่อในตัวผม” ลั่วเซ่าเซินอ้อนวอนเธอด้วยความรู้สึกและความจริงใจที่เขามี

 

 

เขาไม่อยากให้ถังโจวโจวไปจากเขา ยากเย็นเท่าไรกว่าจะหาเธอได้พบ แล้วเขาจะปล่อยเธอไปได้อย่างไร พวกเขาทั้งครอบครัวควรจะอยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่น ใช้ชีวิตด้วยกันอย่างมีความสุข

 

 

 “ฉันไม่มีความคิดจะใช้ชีวิตครอบครัวกับคุณอีก เราสองคนรีบหาเวลาไปทำเรื่องหย่าให้เร็วที่สุดเถอะนะ”

 

 

“หู่พั่ว อย่าเพิ่งวู่วามสิ”

 

 

ที่ผ่านมาเฉินหลานอีคิดว่าเธอแค่พูดไปอย่างนั้นเอง ใครจะรู้ว่าหู่พั่วตั้งใจจะหย่ากับลั่วเซ่าเซินจริงๆ มองจากมุมของเสี่ยวอวี่แล้ว เธอก็ไม่ควรทำแบบนี้ นอกจากว่าลั่วเซ่าเซินจะไม่ใช่คนที่ควรค่าจะฝากชีวิตเอาไว้ ไม่อย่างนั้นการมีพ่อแท้ๆ อยู่ด้วยก็น่าจะอุ่นใจกว่า

 

 

ลั่วเซ่าเซินคิดไม่ถึงว่าถังโจวโจวจะพูดแบบนี้ “โจวโจว คุณหมายความว่ายังไง หย่างั้นเหรอ?” คงไม่ใช่อย่างที่เขาคิดเอาไว้ใช่ไหม

 

 

 

 

ตอนที่ 379 อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ

 

 

“ใช่แล้ว อย่างที่คุณคิดนั่นแหละ ฉันบอกว่าฉันจะหย่ากับคุณ พวกเราไม่ได้อยู่ด้วยกันมาสองปีแล้ว ฉันเองก็ไม่ได้มีความคิดจะกลับไปกับคุณ ฉันพอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้”

 

 

หู่พั่วคิดมาเป็นอย่างดีแล้ว เธอคิดถึงปัญหานี้มาเป็นเวลานาน ตอนที่โอวหยางหงบอกเหตุผลที่เธอถูกรถชน เธอจึงเกิดความคิดนี้ขึ้นมา

 

 

“โจวโจว ระหว่างเรามีเรื่องเข้าใจผิดอะไรกันหรือเปล่า พวกเราจะเลิกกันได้ยังไง คุณไม่คิดถึงเพื่อนเก่าของคุณบ้างเหรอ? คุณจะใช้ชีวิตเป็นคนไร้ความทรงจำแบบนี้ตลอดไปเหรอ?”

 

 

ลั่วเซ่าเซินพูดจบถึงได้รู้ตัวว่าทำพลาดไป เขาพูดกับถังโจวโจวไปอย่างนี้ เธอจะเสียใจแค่ไหนกัน เขารู้สึกโมโหขึ้นมา แต่อย่างไรก็พูดออกไปแล้ว เหมือนกับน้ำที่ถูกสาด ไม่มีทางเก็บคืนมาได้

 

 

“ฉันจะมีความทรงจำหรือว่าไม่มี ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณ ทั้งหมดนี่คือตัวฉัน ไม่ว่าฉันจะเป็นแบบไหน ขอแค่ฉันพอใจ ฉันก็มีสิทธิ์จะใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้ ไม่ต้องให้คุณมาเป็นเดือดเป็นร้อนแทน!”

 

 

หู่พั่วโกรธจนสั่นเทาไปทั้งตัว เธอไม่อยากเกี่ยวข้องกับลั่วเซ่าเซินอีกต่อไป อุ้มเสี่ยวอวี่หันหลังออกจากห้องรับแขกไปทันที เฉินหลานอีเห็นแล้วก็แสนจะจนใจ

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเซินเห็นเงาหลังของถังโจวโจวก็หวาดกลัวไปหมด “ถังโจวโจว เมื่อกี้ผมพูดผิดไป ผมขอโทษ คุณจะไปไม่ได้นะ คุณจะไปไม่ได้…”

 

 

เงาหลังของหู่พั่วห่างไกลออกไป ต่อให้เธอได้ยิน เธอก็ไม่มีทางหันหลังกลับมา ตอนนี้ลั่วเซ่าเซินก็เป็นแค่พ่อของลูกเธอเท่านั้น น่าเสียดายที่เขาไม่รับรู้เรื่องนี้ เพราะฉะนั้นสำหรับเธอแล้ว เขาก็ไม่ได้มีความสำคัญตรงไหน

 

 

“เอาล่ะ คุณเลิกโวยวายได้แล้ว หู่พั่วเดินไปไกลแล้ว” เฉินหลานอีเห็นลั่วเซ่าเซินเป็นแบบนี้ ก็ราวกับว่าเห็นเธอกับโอวหยางเลี่ยในตอนนั้น

 

 

ต้องเป็นคนหนุ่มสาวเท่านั้นสินะ! มีแค่คนหนุ่มสาวที่กล้าเผชิญหน้ากล้าเดินต่อไป ด้วยอายุของเธอแล้ว ต้องกังวลนั่นกังวลนี่ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่มีเรี่ยวแรงให้เดินต่อ

 

 

“คุณแม่ครับ ช่วยผมด้วย”

 

 

“นี่คุณ อย่าเรียกอะไรมั่วซั่วนะ ฉันยังไม่ได้ยอมรับในตัวคุณเสียหน่อย” คำพูดนี้ของลั่วเซ่าเซินน่ากลัวจับใจ อ้าปากได้ก็เรียกเธอว่าแม่ เขาไม่กลัวจะทำให้เธอตกใจจนเป็นโรคหัวใจบ้างหรือไง!

 

 

“ขอโทษครับ คุณเฉิน เมื่อกี้ผมหลุดปากไป แต่ว่าในใจของผม คุณเป็นแม่แท้ๆ ของโจวโจว ก็เท่ากับเป็นแม่ยายของผม คุณจะปฏิเสธเรื่องนี้ไม่ได้”

 

 

ลั่วเซ่าเซินไม่คิดว่าคำพูดเหล่านั้นของเขาจะทำให้เธอโกรธ ตอนนี้ภรรยาของเขาไม่อยู่แล้ว เขาก็ทำได้เพียงชนะใจเฉินหลานอี ขอเพียงเฉินหลานอียอมรับเขา เขาก็จะเข้าใกล้เธอได้มากขึ้นหนึ่งก้าว

 

 

ลั่วเซ่าเซินส่งสายตาให้ลั่วอิง ลั่วอิงที่อยู่ในอ้อมแขนของเฉินหลานอีรีบร้อนช่วยเขาพูดอีกแรง “คุณยายคะ คุณพ่อชอบคุณแม่โจวโจวมากจริงๆ นะคะ หนูเองก็ด้วย มีคุณพ่อคอยดูแลคุณแม่โจวโจวก็ดีนะคะ!”

 

 

ลั่วเซ่าเซินแอบยกหัวแม่มือให้กับลั่วอิง มันต้องอย่างนี้สิ ขอแค่เธอช่วยเขาพูด ถังโจวโจวจะต้องกลับไปกับเขาอย่างแน่นอน

 

 

เฉินหลานอีรู้ได้ทันทีว่าจู่ๆ ที่ลั่วอิงพูดอย่างนี้คงเป็นเพราะละครที่ลั่วเซ่าเซินจัดฉากขึ้น แต่รู้แล้วจะได้อะไร เธอพูดอะไรไม่ได้ ลั่วเซ่าเซินเองก็รู้ดี ถึงได้อาจหาญทำแบบนี้

 

 

“เอาล่ะ ลั่วอิงเด็กดี ยายรู้แล้วจ้ะ แต่นี่เป็นความคิดของหู่พั่วเอง ยายบังคับเธอไม่ได้นะจ๊ะ ถ้าหู่พั่วตกลง ยายเองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร”

 

 

เฉินหลานอีบอกเป็นนัยให้ลั่วเซ่าเซินรู้ว่าจะให้เธอช่วยพูดไปก็เปล่าประโยชน์ แค่หู่พั่วเอ่ยคำประกาศิตออกมา ต่อให้คนอื่นมีจะความเห็นอย่างไรก็พูดอะไรไม่ได้

 

 

ลั่วเซ่าเซินรู้ว่าวันนี้หมดโอกาสของเขาแล้ว “ลั่วอิง อยู่ที่นี่ก็เป็นเด็กดีนะลูก คุณเฉิน ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”

 

 

เขาจะถอดใจไม่ได้ วันนี้แค่วันแรกเท่านั้น เขาเตรียมใจรับศึกอันยาวนานเอาไว้แล้ว จะแตกตื่นหนีไปเพราะความล้มเหลวเล็กๆ น้อยๆ ได้อย่างไร

 

 

หู่พั่วยืนอยู่ริมหน้าต่างชั้นสอง เห็นลั่วเซ่าเซินขับรถออกไป ไม่นานนักก็มีคนเคาะประตูห้องของเธอ “หู่พั่ว แม่เข้าไปได้หรือเปล่า?”

 

 

“เข้ามาสิคะ” หู่พั่วอุ้มเสี่ยวอวี่นั่งลงบนเก้าอี้ หยิบบิสกิตชิ้นเล็กให้เขากิน เพียงเท่านี้เขาก็จะไม่งอแง ทุกครั้งที่มีอาหารเข้าไปในปาก เสี่ยวอวี่ก็จะยอมเป็นเด็กดี

 

 

เฉินหลานเข้ามาในห้องก็เห็นว่าสีหน้าของเธอไม่ได้เปลี่ยนไปเลย “เมื่อกี้ลั่วเซ่าเซินกลับไปแล้วนะจ๊ะ”

 

 

“หนูรู้แล้วค่ะ” เธอเพิ่งเห็นเขาออกไปเมื่อสักครู่

ตอนที่ 376 ใครหล่อที่สุดกันแน่?    

 

 

“ก็ได้ค่ะ” ในเมื่อลั่วเซ่าเซินขอปรึกษาลั่วอิงก่อน เธอจะพูดอะไรได้ ถังโจวโจวกำลังจะวางสายก็ถูกลั่วเซ่าเซินเรียกเอาไว้  

 

 

“โจวโจว คุณพอมีเวลาว่างบ้างหรือเปล่า ผมอยากรับคุณออกมากินข้าวด้วยกัน” คำพูดของลั่วเซ่าเซินเต็มไปด้วยความมั่นใจ อย่างกับว่าแค่เขาพูดออกมาหู่พั่วก็จะรับปากแต่โดยดี  

 

 

หู่พั่วไม่รู้ผู้ว่าชายคนนี้ไปเอาความมั่นใจมากมายขนาดนี้มาจากไหน นอกจากลั่วอิงที่เป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างเขาทั้งสองแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้คุ้นเคยกัน ต่อให้เธอเคยเป็นถังโจวโจวก็เถอะ แต่ตอนนี้เธอคือหู่พั่ว ไม่ต้องการเกี่ยวข้องกับเขาอีกต่อไป  

 

 

“คุณลั่วคะ ต้องให้ฉันพูดอีกกี่ครั้งคะว่าพวกเราไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกัน ในเมื่อไม่เกี่ยวข้องกัน ก็ไม่มีความจำเป็นต้องกินข้าวด้วยกัน เราสองคนไม่ได้สนิทกันสักหน่อย ขอให้กินข้าวให้มีความสุขนะคะ ไม่มีอะไรแล้วฉันขอวางสายก่อน”  

 

 

หู่พั่วเพียงแค่ต้องการบอกให้เขารับรู้ ลั่วเซ่ายังไม่ทันได้เอ่ยตอบ อีกฝ่ายก็วางสายไปแล้ว มิตรภาพที่ดีทั้งหมดจากลั่วเซ่าเซินถูกทำลายด้วยบทสนทนาอันเยือกเย็นของถังโจวโจว ดูเหมือนว่าจะต้องวางแผนการรบใหม่เสียแล้ว  

 

 

“คุณพ่อ คุณแม่โจวโจวว่ายังไงบ้างคะ?” ลั่วอิงเห็นว่าลั่วเซ่าเซินสีหน้าหม่นหมอง ดูเหมือนว่าคุณแม่โจวโจวจะพูดอะไรไม่ตรงใจคุณพ่อเข้า ไม่อย่างนั้นคุณพ่อไม่มีทางทำสีหน้าแบบนี้แน่  

 

 

“ไม่ได้พูดอะไรจ้ะ กินข้าวเสร็จแล้วจะให้พ่อไปส่งลูกเลยหรือเปล่า” ลั่วเซ่าเซินดูไม่ค่อยมีชีวิตชีวานัก ถังโจวโจวไม่หลงกลเขาบ้างเลย เขาควรทำอย่างไรถึงจะชนะใจเธอได้?  

 

 

“คุณพ่อคะ ถ้าคุณพ่อทำให้เสี่ยวอวี่ชอบได้ คุณแม่โจวโจวก็ไม่มีทางปฏิเสธคุณพ่อแน่ค่ะ” ลั่วอิงคิดทางออกดีๆ ขึ้นมาได้ จากมุมมองของเธอ เสี่ยวอวี่เป็นหัวใจสำคัญของถังโจวโจว  

 

 

“เรื่องนี้พ่อเองก็รู้ดี แต่เสี่ยวอวี่อยู่กับโจวโจวอยู่ตลอดเวลา พ่อเข้าประตูรั้วบ้านโอวหยางไม่ได้ด้วยซ้ำ แล้วเสี่ยวอวี่จะชอบพ่อได้ยังไง? มันเป็นไปไม่ได้”  

 

 

ลั่วอิงไม่ได้คิดแบบลั่วเซ่าเซินที่พิจารณาแรงต่อต้านของครอบครัวโอวหยางไว้ด้วย เธอมองเรื่องนี้ง่ายดายเกินไปจนลืมไปว่าลั่วเซ่าเซินไม่ได้โอกาสใกล้ชิดกับถังโจวโจวได้ด้วยซ้ำ หมายความว่าก็ไม่มีโอกาสใกล้ชิดกับเสี่ยวอวี่ด้วยเช่นกัน!  

 

 

ใครจะไปเหมือนเธอล่ะที่สามารถเข้านอกออกในบ้านโอหยางได้ตามใจชอบ “คุณพ่อ ปลอมตัวเป็นคนรับใช้เข้าไปเลยสิคะ!”  

 

 

“ลูกเคยเห็นคนใช้ที่ไหนหล่อเท่าพ่อของลูกบ้าง?” ลั่วเซ่าเซินอยากเคาะกะโหลกของลั่วลิง เธอคิดอะไรอยู่กันแน่ ทำไมถึงได้มีความคิดไม่เข้าท่าแบบนี้?  

 

 

ปลอมตัวเป็นคนรับใช้? เธอคิดไปได้ยังไงกัน ถ้าเขาถูกโอวหยางหงจับได้ทั้งอย่างนั้น มีอันได้หัวเราะจนฟันร่วงแน่! เขาไม่ยอมเป็นตัวตลกให้โอวหยางหัวเราะเยาะเด็ดขาด  

 

 

“ใครบอกว่าไม่มีละคะ คุณลุงพ่อบ้านหล่อออกจะตายไปค่ะ!” แม้ว่าตอนนี้จะอายุมากไปหน่อย แต่เขาเป็นคนหล่อที่ไม่อาจมองข้ามไปได้เลย เขาแค่แก่แล้วก็เท่านั้น  

 

 

“คุณลุงพ่อบ้านเป็นใครเหรอลูก?” คุณลุงพ่อบ้านที่ไหน? พ่อบ้านที่บ้านโอวหยางน่ะเหรอ? ลั่วเซ่าเซินไม่เข้าใจว่าจู่ๆ คนที่ลั่วอิงพูดถึงคนนี้เป็นใครกัน  

 

 

“คุณพ่อบ้านก็คือคุณลุงพ่อบ้านไงคะ!” ลั่วอิงไม่รู้จะอธิบายอย่างไร คุณลุงพ่อบ้านที่เธอรู้จักก็อยู่ที่บ้านนั้นไง คุณพ่อจะถามอะไรเธอเนี่ย เธอรู้จักคุณลุงพ่อบ้านที่บ้านนั้นแค่คนเดียว คนอื่นเธอไม่รู้จักเสียหน่อย   

 

 

ลั่วเซ่าเซินเองก็ไม่ได้อยากถามต่อ “เอาล่ะ พ่อรู้แล้วละว่าพ่อไม่ใช่คนที่หล่อที่สุดในใจของลูก รีบกินข้าวเถอะ พ่อไปแอบเสียใจเงียบๆ คนเดียวก็ได้ ลั่วอิงไม่ต้องสนใจพ่อหรอก”  

 

 

ลั่วอิงหมดคำจะพูด คุณพ่อก็คิดอะไรไปเรื่อย มิน่าละคุณแม่โจวโจวถึงได้ไม่ยอมกลับมา ถ้าเขายังเป็นแบบนี้อยู่ เป็นเธอ เธอก็ไม่กลับมาเหมือนกัน  

 

 

“คุณพ่อ หนูไม่พูดกับคุณพ่อแล้วค่ะ” อย่างไรในใจของเธอ คุณลุงพ่อบ้านก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าลั่วเซ่าเซินตรงไหน  

 

 

ลั่วเซ่าเซินเห็นลั่วอิงโกรธขึ้นมาจริงๆ ก็พลันร้อนรน “ลูกรัก พ่อก็แค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง ลูกก็ทำเป็นจริงเป็นจังไปได้! ได้ พ่อเห็นด้วยกับลูกนะ คุณลุงพ่อบ้านของลูกหล่อที่สุดแล้ว อย่างนี้พอใจหรือยัง?”  

 

 

พ่อบ้านคนนี้สูงส่งมาจากไหนกันถึงได้ใจลั่วอิงไปในระยะเวลาสั้นๆ แบบนี้ ลั่วเซ่าเซินค่อนข้างน้อยใจ ในใจของเธอ เขาเทียบไม่ได้กับคุณลุงพ่อบ้านด้วยซ้ำ น่าเศร้าเสียจริง  

 

 

 

 

 

ตอนที่ 377 เข้าไปยังปราสาท  

 

 

“คุณพ่อคะ อย่าเสียใจไปเลยนะคะ หนูก็พูดไปอย่างนั้นเอง คุณพ่อหล่อที่สุดในใจหนูอยู่แล้วค่ะ ใครก็สู้คุณพ่อไม่ได้” ปากลั่วอิงก็พูดไป ลั่วเซ่าเซินเองก็ดีใจ ส่วนใจของเธอคิดเห็นอย่างไรนั้นก็มีแค่เธอคนเดียวที่รู้!  

 

 

 “จ้ะๆ เมื่อกี้คุณแม่โจวโจวของลูกถามว่าลูกจะกลับไปเมื่อไหร่” ลั่วเซาเซินรู้สึกว่าเวลาที่เขาอยู่กับลั่วอิง สติปัญญาของเขาก็ยิ่งถดถอยลงทุกที อีกทั้งเมื่อกี้ก็ยังทะเลาะกับเธอเรื่องด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องอีก  

 

 

ตอนนี้เขาจะเสียใจทีหลังก็ไม่สามารถชดเชยช่วงเวลาที่ภาพลักษณ์ของเขาแหลกสลายในสายลั่วอิงได้อีก โธ่ หมดกัน ภาพลักษณ์ของเขา  

 

 

ไม่ว่าในใจของลั่วเซ่าเซินจะนึกเสียใจอย่างไร แต่ตอนนี้มันก็กลายเป็นความจริงไปแล้ว ในสายตาของลั่วอิง คุณพ่อของเธอเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอก แล้วก็ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอกของคนอื่นด้วยเช่นกัน ให้ความสำคัญว่าภาพลักษณ์ของตนในสายตาของคนอื่นเป็นอย่างไร  

 

 

“คุณพ่อ เดี๋ยวก็จะกลับกันแล้วเหรอคะ” นี่เป็นเรื่องที่คุณพ่อควรเป็นคนคิดไม่ใช่หรือไง ทำไมถึงมาถามความเห็นเธอล่ะ?  

 

 

“จ้ะ อีกเดี๋ยวพ่อจะไปส่งลูก”  

 

 

ทั้งสองคนตกลงกันอย่างนั้น ตั้งอกตั้งใจกินมื้อกลางวันที่เหลืออยู่เมื่อสักครู่ ลั่วเซ่าเซินก็ไปคุยโทรศัพท์ คุยกับอีกฝ่ายว่าอย่างไรก็ไม่รู้ แต่เมื่อเขาจูงลั่วอิงออกไปก็มีชายหนุ่มอายุน้อยคนหนึ่งยืนอยู่ข้างรถคันสีดำ รออยู่ที่ข้างประตู  

 

 

ลั่วเซ่าเซินดึงตัวลั่วอิงพุ่งตรงก้าวเดินไปข้างหน้า “คุณลั่วใช่หรือเปล่าครับ?”  

 

 

“ใช่ ผมเอง”  

 

 

“นี่กุญแจรถครับ”  

 

 

ลั่วเซ่าเซินคว้ากุญแจเอาไว้ วางลั่วอิงให้นั่งลงที่เบาะหลัง ขับรถออกจากโรงแรมไปด้วยตัวเอง  

 

 

“คุณพ่อคะ รถคันนี้มาจากไหนคะเนี่ย” คุณพ่อไม่ได้ขับรถมานี่นา ทำไมจู่ๆ ถึงมีรถขึ้นมาได้?  

 

 

“พ่อมีเวทมนตร์ไงล่ะ! อีกเดี๋ยวลูกต้องช่วยให้พ่อเข้าไปให้ได้เลยนะ” ลั่วเซ่าเซินคิดขึ้นได้ เกิดพวกเขาไม่ให้เขาเข้าไป เขาจะใช้ความสำคัญของลั่วอิงเป็นข้ออ้างก็ยังได้  

 

 

“ค่ะ หนูอยู่ข้างคุณพ่ออยู่แล้วค่ะ”  

 

 

ลั่วเซ่าเซินยังคงคิดอยู่ว่า ถ้าเขาคิดจะทำศึกระยะยาว ควรจะซื้อห้องชุดที่นี่ไว้ด้วยหรือเปล่า ดูสถานการณ์วันนี้ก่อนก็แล้วกัน  

 

 

ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมง รถยนต์จอดอยู่ที่หน้าปราสาท รถของลั่วเซ่าเซินจอดอยู่ข้างนอก ยามออกมาดูก็พบว่าเป็นคนแปลกหน้า “คุณเป็นใครหรือครับ?”  

 

 

“ผมชื่อลั่วเซ่าเซิน มาหาถัง…หู่พั่วครับ”  

 

 

“ได้ครับ รอสักครู่ ผมขอสอบถามก่อนนะครับ” ยามวิ่งเหยาะๆ กลับเข้าไป น่าจะกลับไปโทรศัพท์คุยกับคนที่อยู่ข้างใน ผ่านไปสักครู่ก็ออกมา “คุณลั่ว เชิญเข้าไปได้ครับ”  

 

 

ประตูรั้วบานใหญ่เปิดออก ลั่วเซ่าเซินยิ้มให้เขาเป็นการขอบคุณ ขับรถเข้าไปภายในปราสาท  

 

 

วนอ้อมแปลงดอกไม้ไป รถยนต์ก็จอดลงที่พื้นที่ด้านข้าง หู่พั่วได้รับข้อความและอุ้มเสี่ยวอวี่ลงมารออยู่ก่อนแล้ว  

 

 

เสี่ยวอวี่เห็นลั่วอิงลงจากรถ ก็พลันยื่นมือเอื้อมไปหาเธอ “อุ้ม…อุ้ม…”  

 

 

“เสี่ยวอวี่เห็นพี่สาวแล้วใช่หรือเปล่า เด็กดี เดี๋ยวพี่สาวก็มาอุ้มหนูแล้วจ้ะ” หู่พั่วเห็นลั่วอิงเดินเข้ามาหา “ลั่วอิงจ๊ะ เสี่ยวอวี่ยื่นมือจะให้หนูอุ้มตลอดเลยนะ”  

 

 

“เสี่ยวอวี่ คิดถึงพี่หรือเปล่า? พี่คิดถึงเสี่ยวอวี่มากๆ เลยนะ” ลั่วอิงลองยื่นมือให้เขา เสี่ยวอวี่ก็ผละออกจากอ้อมแขนของหู่พั่วทันที เธอตกใจจนต้องรีบประคองเขาเอาไว้ เด็กคนนี้ดื้อจริงๆ เลย ไม่กลัวล้มเสียด้วย  

 

 

“รอก่อนสิ เข้าไปข้างในแล้วค่อยให้พี่สาวอุ้มนะจ๊ะ” หู่พั่วกลัวลั่วอิงรับน้ำหนักไม่ไหว เดี๋ยวจะไม่มีแรงอุ้ม อย่างไรก็เข้าไปนั่งข้างในแล้วค่อยให้เธออุ้มจะดีกว่า  

 

 

ลั่วเซ่าเซินเห็นถังโจวโจวมีรอยยิ้มก็รู้สึกว่าทั้งโลกมีเพียงพวกเขาแค่สี่คน น่าเสียดายที่มักจะมีตัวขัดจังหวะเข้ามาร่วมวงด้วยตลอด  

 

 

“คุณหนูคะ คุณผู้หญิงทราบว่ามีแขกมา ท่านรออยู่ข้างในแล้วค่ะ พวกเราเชิญแขกเข้าไปเลยดีไหมคะ”  

 

 

“คุณลุงพ่อบ้าน!” ลั่วเซ่าเซินเงยหน้ามองพ่อบ้านคนนี้แวบหนึ่ง แค่มองก็รู้แล้วว่าตอนที่เขายังหนุ่มก็เป็นคนหน้าตาดีคนหนึ่งทีเดียว แต่ยังไม่ถึงขั้นสมบูรณ์จนไร้ที่ติ  

 

 

ที่แท้ลั่วเซ่าเซินยังจำได้ว่าลั่วอิงชื่นชมคุณลุงพ่อบ้านคนนี้ยิ่งกว่าใครๆ อย่างกับว่าบนโลกใบนี้มีเขาหล่ออยู่คนเดียว คุณพ่อคนนี้ก็ขี้ใจน้อยเสียจริง ทั้งๆ ที่ตอนนั้นก็ข้ามเรื่องนี้ไปแล้วแท้ๆ ตอนนี้ยังจะคิดถึงเรื่องนี้ไม่หยุดหย่อน ใจแคบกว่าผู้หญิงเสียอีก!  

 

 

ลั่วเซ่าเซินพยักหน้าให้เขาเป็นการทักทาย พ่อบ้านเองก็พยักหน้าลงน้อยๆ พิจารณาลั่วเซ่าเซินปราดหนึ่ง ผู้ชายคนนี้คือสามีของหู่พั่วอย่างนั้นหรือ?  

 

 

“คุณลั่ว เชิญเข้าไปพบคุณผู้หญิงข้างในก่อนเถอะครับ”  

ตอนที่ 374 พักผ่อน    

 

 

“ลั่วอิงของพ่อเป็นเด็กน่ารัก ก็ต้องมีคนรักเป็นธรรมดา ท่านจะดีกับลูกก็ไม่แปลกหรอก” เธอเป็นลูกของเขา เขาก็ต้องชื่นชม ตอนนี้ลั่วเซ่าเซินมีความคิดอย่างนั้น  

 

 

“พ่อคะ พ่อพูดอย่างนี้หนูก็เขินแย่สิคะ” ลั่วอิงแทบจะหน้าแดงเพราะคำชมของคุณพ่อ เธอรู้ว่าตัวเองเป็นคนเก่ง แต่พ่อจะชมเธอแบบนี้ไม่ได้นะ! เดี๋ยวเธอก็เหลิงไปกันใหญ่  

 

 

“เอาล่ะ พ่อจะถามถึงเรื่องสำคัญละนะ ลูกต้องตอบตามความจริง”  

 

 

ลั่วอิงพยักหน้า แน่นอนว่าเธอจะตั้งใจตอบคำถามของคุณพ่อ พวกเขาจะร่วมมือกันพาคุณแม่โจวโจวกลับมา  

 

 

“ความสัมพันธ์ของโอวหยางหงกับถังโจวโจวไม่ใช่คนรักกันใช่ไหม?” ลั่วเซ่าเซินสงสัยว่าตอนนั้นโอวหยางหงอาจจะเพียงแค่จงใจทำให้เขาโกรธ ตอนนั้นเขาไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร แต่ตอนนี้คลับคล้ายคลับคลาว่าจะรู้แล้ว ถ้าโอวหยางหงอยากแก้แค้นแทนถังโจวโจว เรื่องทั้งหมดก็เป็นอันว่าเรียบร้อย  

 

 

“คุณพ่อ เหมือนว่าหนูจะเคยได้ยินว่าคุณลุงโอวหยางเรียกคุณแม่โจวโจวว่าพี่สาวนะคะ” ลั่วอิงเองก็จำได้ไม่ถนัดนัก เพราะน้อยครั้งนักที่โอวหยางหงจะเรียกถังโจวโจวว่าพี่สาว แน่นอนว่าโอกาสที่ลั่วอิงจะได้ยินก็ลดน้อยลงไปด้วย  

 

 

“เอาล่ะ พ่อรู้แล้ว! เรื่องที่เหลือเดี๋ยวพ่อจะจัดการเอง พ่อมีแผนอยู่ในใจแล้ว”  

 

 

เขารู้แล้วว่าโอวหยางหงและถังโจวโจวเป็นพี่น้องกัน ถ้าอย่างนั้นก็ดียิ่งนัก แต่ถึงลั่วเซ่าเซินจะรู้ความจริงแล้วก็ไม่อาจสั่งสอนโอวหยางหงเรื่องที่หลอกลวงเขาได้ อย่างไรก็ต้องหาวิธีผูกมิตรกับอนาคตน้องเขยเอาไว้ก่อน  

 

 

“รีบกินเข้าเถอะ อีกเดี๋ยวพ่อจะเอากระเป๋าเดินทางไปเก็บ แล้วค่อยส่งลูกกลับไป” ลั่วเซ่าเซินได้ข่าวที่เขาต้องการหมดแล้วก็พลันอยากอาหารขึ้นมาทันควัน เรื่องนี้อยู่ในใจของเขามาตลอด คิดไม่ตกเสียที ตอนนี้หมดปัญหาเขาเองก็วางใจไปเปลาะหนึ่ง  

 

 

“คุณพ่อคะ พวกเรายังต้องเดินกลับไปอีกเหรอคะ?” เมื่อลั่วอิงคิดว่าเมื่อสักครู่ตามคุณพ่อมาเป็นเวลาครึ่งชั่วโอง เธอไม่อยากลำบากแบบนั้นอีก  

 

 

“ทำไมล่ะ มีพ่อเดินไปด้วยไม่ดีเหรอ?” ลั่วเซ่าเซินไม่พอใจขึ้นมาทันที เด็กคนนี้ยังไม่ทันโตเป็นสาว ความสามารถก็มีไม่น้อย เขายังไม่ได้พูดอะไร เธอก็ต่อว่าเขาก่อนแล้วงั้นเหรอ?  

 

 

“ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะคุณพ่อ เพิ่งจะกินอิ่ม ถ้าเราลุกขึ้นเดินเลยก็จะไม่ดีต่อร่างกายนะคะ” ลั่วอิงไม่ยอมรับว่าเธอไม่อยากเดินขึ้นเขาอีกรอบ ทำได้เพียงใช้สุขภาพเป็นข้ออ้าง  

 

 

ลั่วเซ่าเซินไม่หลงกลเธอ “ลูกรัก ลูกต้องฟังผิดไปแล้วแน่ๆ ไม่ใช่ว่ากินข้าวแล้วออกเดินทันทีจะไม่ดี แต่เป็นออกกำลังกายอย่างหักโหมต่างหากล่ะ ปกติแล้วลูกก็เดินเล่นเป็นเพื่อนพ่อกับแม่ไม่ใช่หรือไง? ตอนนี้เราก็ถือว่าเดินเล่นกันไงลูก”  

 

 

ลั่วเซ่าเซินเพียงแต่หยอกล้อเธอเท่านั้น พอเห็นว่าเธอเบะปาก พูดอะไรไม่ออก ใจของเขาก็พลันเป็นสุข  

 

 

แน่นอนว่าเขาจะต้องรีบหารถมาให้เร็วที่สุด ถ้าขาดยานพาหนะไป ถึงตอนนั้นจะไปรับไปส่งถังโจวโจวก็ไม่สะดวก เขาไม่ยอมให้แผนการมีจุดบกพร่องเป็นอันขาด ตอนนี้เป็นเวลาที่สำคัญที่สุด จะต้องทำให้สมบูรณ์แบบให้ได้  

 

 

ถ้าลั่วอิงรู้ว่าลั่วเซ่าเซินคิดแทนถังโจวโจวทุกเรื่องแบบนี้ และทิ้งขว้างลูกสาวที่น่ารักอย่างเธอ ต้องเสียใจอีกแล้วสินะ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้?  

 

 

เสียแรงที่เธอคอยช่วยลั่วเซ่าเซินแย่งตัวถังโจวโจวกลับมา ใครจะรู้ว่าในใจของลั่วเซ่าเซินคิดถึงเรื่องที่ตัวเองจะได้ครองคู่ชู้ชื่นกับถังโจวโจวอยู่ตลอด หลงลืมเธอกับเสี่ยวอวี่ไปหมดแล้ว  

 

 

เสียดายว่าขณะที่ลั่วอิงกำลังจิ้มเกี๊ยวที่อยู่ในชาม เธอก็พร่ำต่อว่าไม่หยุด ลั่วเซ่าเซินก็สนใจแต่จะกินให้เต็มที่ ไม่ได้คิดถึงความรู้สึกของเธอเลย ลั่วอิงทำได้เพียงดูแลตัวเองให้อิ่มหนำ รีบกินให้อิ่มท้อง  

 

 

คุณพ่ออาจจะไม่ได้พูดเล่นก็ได้ อีกเดี๋ยวถ้ายังต้องเดินไกลขนาดนั้น ถ้าเธอไม่กินให้อิ่มเข้าไว้ จะมีแรงไปต่อได้อย่างไร  

 

 

ทั้งสองคนจัดการมื้อสายของตัวเองจนเสร็จสรรพ ลั่วเซ่าเซินก็เรียกรถมา พาลั่วอิงไปยังโรงแรมแห่งหนึ่ง เปิดห้อง พักผ่อนให้หายเหนื่อย เขานั่งเครื่องบินมานานขนาดนี้ ลงจากเครื่องก็ตรงไปยังปราสาทโบราณทันที ร่างกายเขารับอะไรไม่ไหวอีกแล้ว  

 

 

ลั่วเซ่าเซินเปิดห้องชุดเอาไว้ ปล่อยให้ลั่วอิงดูทีวีอยู่ข้างนอก ส่วนตัวเขาเองก็รีบไปอาบน้ำอย่างรวดเร็ว เตรียมหลับตาลงงีบสักพัก รอให้เขากลับมาสดชื่นแล้วค่อยไปพยายามยื้อแย่งถังโจวโจวกลับมาอีกครั้ง  

 

 

“พ่อคะๆ หนูหิวแล้ว” ลั่วอิงรู้ว่าเขานอนหลับอยู่ในห้อง จึงนั่งดูทีวีอยู่ข้างนอกอย่างว่าง่าย แต่เพราะว่าท้องของเธอร้องจ๊อกๆ ขึ้นมา จึงต้องจำใจปลุกลั่วเซ่าเซินให้ตื่น  

 

 

 

 

 

ตอนที่ 375 แรงสนับสนุนของลั่วอิง  

 

 

ลั่วเซ่าเซินลืมตาขึ้นอย่างสะลึมสะลือ ครู่หนึ่งยังตั้งสติไม่ได้ว่าที่นี่คือที่ไหน “ลูกรัก มีอะไรเหรอ” เสียงแหบพร่าดังขึ้นหลังจากที่ตื่นจากภาวะหลับสนิท  

 

 

เขารู้สึกคอแห้งไปหมด ก็ได้แต่เอ่ยไปตามที่คิด “ลูกรัก รินน้ำให้พ่อสักแก้วสิ”  

 

 

ลั่วอิงทำตามอย่างเอาจริงเอาจัง หลังจากกรอกน้ำเข้าปากไปหนึ่งแก้ว สมองของเขาถึงได้สดชื่นขึ้น “ลูกรัก นี่กี่โมงแล้ว?”  

 

 

“คุณพ่อ เที่ยงแล้วค่ะ คุณพ่อหลับไปนานมากเลย หนูหิวไปหมดแล้ว พวกเราไปกินข้าวกันเถอะค่ะ” ลั่วอิงหิวจนทนไม่ไหวแล้ว เธอถึงได้ปลุกลั่วเซ่าเซิน คำว่าพักสักหน่อยของคุณพ่อช่างยาวนานเสียเหลือเกิน  

 

 

“พ่อหลับไปนานขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย ลูกรัก รอก่อนนะ พ่อจะให้คนเอามาส่งให้ที่ห้องเลย อีกเดี๋ยวก็ได้กินข้าวแล้ว” ลั่วเซ่าเซินกระวีกระวาดลุกขึ้นจากเตียงหยิบโทรศัพท์ภายในที่อยู่ด้านข้างขึ้นมา โทรหารูมเซอร์วิสของทางโรงแรม เมื่ออีกฝ่ายตอบรับ ถึงได้วางสายไป  

 

 

ลั่วเซ่าเซินค่อยๆ ปลอบใจลั่วอิงอีกครั้ง แล้วจึงวางเธอให้นั่งลงที่นอกห้องนอนอีกครั้ง ส่วนตัวเขารีบเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เสื้อเชิ้ตสีดำใส่คู่กับกางเกงยาวยาวสีดำ ทับด้วยเสื้อกันลมแบบสบายๆ สีกากี  

 

 

จนกระทั่งลั่วเซ่าเซินออกมาจากห้อง กริ่งห้องก็ดังขึ้นพอดี “พ่อคะ มาแล้วค่ะ!”  

 

 

ลั่วเซ่าเซินรีบเดินให้เร็วขึ้น เห็นว่าข้างนอกมีพนักงานยืนอยู่หนึ่งคนกำลังเข็นรถส่งอาหารที่อยู่ตรงหน้า “สวัสดีค่ะ ฉันมาส่งอาหาร ขออนุญาตเข้าไปนะคะ?”  

 

 

“เข้ามาได้เลยครับ” ลั่วเซ่าเซินเบี่ยงตัวหลบ รอจนกระทั่งพนักงานนำอาหารวางไว้เรียบร้อยแล้ว ก็ออกจากห้องไปอย่างสุภาพ ลั่วเซ่าเซินกวักมือเรียกลั่วอิง “หิวมาตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือไง รีบมากินสิลูก”  

 

 

เพราะว่าเวลามีจำกัด ลั่วเซ่าเซินจึงสั่งอาหารมาเพียงไม่กี่อย่าง นับว่าโรงแรมแห่งนี้ใส่ใจลูกค้าเป็นอย่างดี แถมของหวานที่เด็กๆ ชอบมาให้ด้วย เป็นที่ถูกใจของลั่วอิง เธอประคองเค้กแบล็กฟอเรสต์เอาไว้ กินด้วยความเปรมปรีดิ์  

 

 

“จะกินเค้กอย่างเดียวไม่ได้นะลูก กินสปาเก็ตตี้ด้วยสิ” เขาสั่งสปาเก็ตตี้มาให้ลั่วอิง รสชาติหวานถูกปากเด็กๆ  

 

 

“พ่อคะ หนูอยากกินเค้กให้หมดก่อนแล้วค่อยกินสปาเก็ตตี้ค่ะ” ลั่วอิงลงมือจัดการเค้กที่อยู่ในมือ ลั่วเซ่าเซินไม่มีหนทางอื่น ทำได้เพียงยอมเธอไป “เราตกลงกันแล้วนะ ถ้ากินเค้กหมดแล้วก็ต้องกินสปาเก็ตตี้ให้หมดด้วย ถ้าทำไม่ได้พ่อจะไม่พากลับไปหาคุณแม่โจวโจวแล้ว”  

 

 

“คุณพ่อ ถ้าหนูไม่อยากกินจริงๆ คุณพ่อจะเอาเรื่องนี้มาขู่หนูก็เปล่าประโยชน์ค่ะ” ลั่วอิงอยากอยู่กับถังโจวโจวมาก แต่ระยะนี้ถังโจวโจวทุ่มเทกับเสี่ยวอวี่เป็นส่วนมาก แม้ว่าลั่วอิงจะโตขึ้นมากแล้ว แต่ก็ยังเสียใจอยู่บ้าง  

 

 

อีกอย่างในระยะเวลาสองปีที่ถังโจวโจวไม่อยู่ เธอกับคุณพ่อก็พึ่งพากันและกันมาโดยตลอด มีความผูกพันกับคุณพ่อมากกว่า ถ้าไม่ใช่เพราะลั่วเซ่าเซินแล้วละก็ เธอไม่มีทางออกจากประเทศ M มายังประเทศ H อย่างแน่นอน  

 

 

“จ้ะ พ่อยอมแพ้แล้ว ลั่วอิงเป็นเด็กดีที่สุดเลย! ต้องกินให้หมดนะรู้หรือเปล่า ไม่อย่างนั้นพ่อจะเป็นห่วง” เด็กๆ ครอบครัวอื่นตัวสูงขึ้น กินเยอะ โตไว แต่ว่าลั่วอิงมักจะเป็นคนเลือกกินอย่างนู้นอย่างนี้  

 

 

ระยะเวลาสองปีที่ถังโจวโจวไม่อยู่ ร่างกายของเธอก็ไม่ได้โตขึ้นสักเท่าไร ลั่วเซ่าเซินคิดหาทางแทบเป็นแทบตาย ใช้แรงบีบบังคับ แต่ก็ไม่อาจทำให้เธอกินเยอะขึ้นได้เลย ทำได้เพียงให้แม่บ้านหลิวใส่ใจกับอาหารให้มากขึ้น  

 

 

เพิ่งกินไปได้ครึ่งเดียว ถังโจวโจวก็โทรมาหา ลั่วเซ่าเซินรีบเช็ดปากหยิบมือถือเดินไปที่ระเบียง “ฮัลโหล โจวโจว โทรหาผมมีอะไรหรือเปล่า”  

 

 

“คุณจะพาลั่วอิงกลับมาเมื่อไหร่คะ” เฉินหลานอีไม่เห็นลั่วอิงตอนเที่ยงก็นึกเป็นห่วง ปกติแล้วลั่วอิงจะนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารเป็นคนแรกๆ วันนี้เห็นว่ามีกันแค่สามคน บรรยากาศดูอึมครึมกว่าปกติไม่น้อย จึงรู้สึกไม่ค่อยดี   

 

 

“ต้องถามลั่วอิงก่อน ตอนนี้ผมกำลังพาเธอมากินมื้อกลางวัน เดี๋ยวผมถามเธอให้แล้วจะโทรไปหาคุณอีกทีนะ”  

 

 

ความจริงลั่วเซ่าเซินคิดเอาไว้แล้วว่าพอกินมื้อกลางวันเสร็จเขาก็จะพาลั่วอิงกลับไปส่ง แต่คิดไม่ถึงว่า ออกมาแค่ครึ่งวันถังโจวโจวก็จะโทรหาแล้ว ดูเหมือนว่าถ้าหากจะพิชิตใจถังโจวโจว จะต้องลงมือผ่านลูกสาวที่รักคนนี้เสียแล้ว!  

 

 

อีกเดี๋ยวจะต้องปรึกษากับลั่วอิงเสียหน่อยว่าจะต้องยืมมือเธอเพื่อเอาตัวถังโจวโจวคืนมา ถ้าคนในบ้านโอวหยางต่างชื่นชอบในตัวลั่วอิงแล้วละก็ เธอก็คงจะไม่ต่อต้านเขาต่อหน้าลั่วอิงแน่  

 

 

 

ตอนที่ 372 คำพูดฝ่ายเดียว

 

 

เมื่อวิ่งไปที่หน้าประตูรั้วบานใหญ่ เธอก็บอกให้ลุงยามเปิดประตูให้ ลั่วอิงพุ่งตัวออกไป ก่อนจะตะโกนเรียกออกไปด้วยเสียงดัง “คุณพ่อ! ” ความจริงแล้วเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลั่วเซ่าเซินยืนอยู่ตรงไหนกันแน่ เพียงแต่ว่าตื่นเต้นดีใจมากเกินไป ทำให้เธอดูต่างไปจากปกติสักหน่อย

 

 

ลั่วเซ่าเซินปรากฏตัวขึ้นข้างๆ เธอ แม้จะดูท่าทางทุลักทุเลไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำลายรูปลักษณ์ภายนอกอันสง่างามของเขาแต่อย่างใด

 

 

“ลูกรัก หนูคิดถึงพ่อหรือเปล่า?” ลั่วเซ่าเซินอุ้มลั่วอิงหมุนเป็นวงกลมอยู่หลายรอบ สนุกเสียจนลั่วอิงหัวเราะร่า

 

 

“ต้องคิดถึงคุณพ่อแน่สิคะ! หนูคิดถึงคุณพ่อทุกวันนั่นแหละค่ะ” ลั่วอิงโอบลำคอของลั่วเซ่าเซินเอาไว้ ก่อนกระซิบให้คุณพ่อฟัง

 

 

“คิดถึงพ่อก็ดีแล้ว พ่อเองก็คิดถึงลูกเหมือนกัน เดี๋ยวไปกินมื้อเช้ากับพ่อไหม?”

 

 

“ดีสิคะ คุณแม่โจวโจวเองก็ยังไม่ได้กินมื้อเช้าเหมือนกัน พาคุณแม่ไปด้วยสิคะ!”

 

 

ลั่วเซ่าเซินมองถังโจวโจวด้วยความรอคอย วาดหวังให้เธอตอบตกลง

 

 

แต่น่าเสียดายที่หู่พั่วไม่ได้รับรู้ถึงความคิดของเขา “ลั่วอิง หนูไปกับคุณพ่อเถอะจ้ะ! เดี๋ยวเสี่ยวอวี่ก็จะตื่นนอนแล้ว เขาต้องการฉันน่ะจ้ะ”

 

 

ลั่วเซ่าเซินนึกย้อนกลับไป อีกเดี๋ยวจะมีสิ่งที่ไม่ควรเอ่ยต่อหน้าถังโจวโจว มีเพียงเขาและลั่วอิงที่คุยกันได้แค่สองคนเท่านั้น เพราะอย่างนั้นไม่พาถังโจวโจวไปด้วยก็ดีแล้ว อย่างนี้เขาก็จะถามเอาความจากลั่วอิงได้ ทำความเข้าใจกับสถานะของศัตรูให้ดียิ่งขึ้น

 

 

“อย่างนั้นก็ได้ ลั่วอิง ไหนๆ คุณแม่โจวโจวก็ไม่ว่างแล้ว งั้นเราไปกันสองคนเนอะ พ่อไม่ได้คุยกับลูกมาตั้งนานแล้ว” ลั่วเซ่าเซินส่งสายตาให้ลั่วอิงรับรู้ ลั่วอิงเองก็เข้าใจแล้ว คุณพ่ออยากคุยกับเธอเป็นการส่วนตัวนี่เอง

 

 

“คุณแม่โจวโจว ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปกันก่อนนะคะ” ลั่วอิงกับหู่พั่วโบกมือให้กัน มือข้างหนึ่งของลั่วเซ่าเซินก็คว้ากระเป๋าเดินทางไว้ มืออีกข้างหนึ่งจูงมือลั่วอิง ทั้งสองคนเดินเลาะไปตามเส้นทางลงจากเขา

 

 

หู่พั่วเห็นว่าพวกเขาเดินกันไปได้ไกลแล้วถึงได้เข้ามาข้างใน เมื่อเพิ่งจะเข้ามาถึงห้องรับแขกก็พบว่าเฉินหลานอีกำลังมองเธอลงมาจากชั้นบน เธอเห็นว่าหู่พั่วเดินเข้ามาจากข้างนอก อีกทั้งยังเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดออกไปข้างนอกแล้ว จึงถามขึ้น “หู่พั่ว ไปไหนมาตั้งแต่เช้าเหรอ?”

 

 

“เมื่อกี้คุณลั่วมาที่นี่ค่ะ หนูเลยออกไปส่งลั่วอิง สองพ่อลูกเขาจะไปกินมื้อเช้าด้วยกันน่ะค่ะ” หู่พั่วบอกเรื่องที่ลั่วเซ่าเซินมาที่นี่ให้เฉินหลานอีฟัง

 

 

“หา? ลั่วเซ่าเซินสามีของลูกน่ะเหรอ!?” เพราะด้วยความเป็นจริงที่หู่พั่วไม่ได้หย่ากับลั่วเซ่าเซิน ดังนั้นเฉินหลานอีจึงยังถือว่าเขาเป็นสามีของหู่พั่ว เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว

 

 

“ตอนนี้ความสัมพันธ์ของหนูกับเขาก็เหลือแค่ลั่วอิงคนเดียว ไม่มีอย่างอื่นแล้วคะ ต่อไปแม่เรียกแค่ชื่อของเขาก็พอ ไม่ต้องเรียกเขาว่าสามีของหนูหรอกค่ะ”

 

 

เฉินหลานอีฟังออกถึงความไม่พอใจของหู่พั่ว ลูกคนนี้ดูจะโมโหร้ายตั้งแต่เช้าเลย ใครไปทำอะไรให้เธอโกรธหรือเปล่า?

 

 

“โอเค แม่รู้แล้วจ้ะ แม่จะไม่พูดแบบนี้อีก ลั่วเซ่าเซินพาลั่วอิงออกไป เขาได้บอกหรือเปล่าว่าจะกลับเมื่อเมื่อไหร่?”

 

 

เฉินหลานอีไม่ได้อาลัยอาวรณ์ในตัวลั่วเซ่าเซิน ในสายตาของเธอลั่วเซ่าเซินเป็นแค่สามีของลูกสาวเธอก็เท่านั้น ถ้าลูกสาวของเธอไม่เต็มใจ เขาก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเป็นลูกเขยของเธอ แน่นอนว่าเฉินหลานอีให้ความสำคัญกับลั่วอิง หลานสาวแท้ๆ ของเธอมากกว่า

 

 

“ไม่ได้บอกค่ะ แต่หนูว่าเขาคงไม่พาตัวลั่วอิงกลับไปโดยไม่บอกไม่กล่าวหรอก อย่างน้อยก็น่าจะบอกหนูสักหน่อย” หู่พั่วมั่นใจอย่างนั้น ก็ไม่รู้ว่าเธอไปเอาความมั่นใจนี้มาจากไหน

 

 

“ถ้าอย่างนั้นแม่ก็วางใจจ้ะ” ได้ฟังว่าเฉินหลานอีวางใจเรื่องของลั่วอิง ขอเพียงให้ลั่วเซ่าเซินไม่พาลั่วอิงหนีไป เฉินหลานอีก็จะไม่เป็นกังวลกับเรื่องอื่นๆ อีก

 

 

ถ้าเฉินหลานอีได้สัมผัสกับตัวตนของลั่วเซ่าเซินสักครั้งสองครั้ง เธอก็จะรู้ว่า ลั่วเซ่าเซินเป็นคนที่เธอไม่สามารถไล่ออกไปได้ นอกจากว่าหู่พั่วจะไปกับเขาด้วย ไม่อย่างนั้นลั่วเซ่าเซินก็จะไม่ไปจากที่นี่

 

 

“แม่คะ หนูไปดูเสี่ยวอวี่ก่อนนะคะว่าตื่นหรือยัง”

 

 

“ได้จ้ะ ลูกไปเถอะ”

 

 

หู่พั่วขึ้นไปยังชั้นสอง เข้าไปในห้องของตัวเอง เห็นว่าเสี่ยวอวี่ตื่นแล้ว เขานอนคว่ำตัวเล่นอยู่คนเดียว ไม่ได้ร้องไห้งอแงเพราะว่าเธอไม่อยู่ หู่พั่วจึงรีบเข้าไปที่ข้างเตียง “ตื่นแล้วเหรอลูก แม่จะพาหนูลงไปกินข้าวนะ

 

 

 

 

ตอนที่ 373 ป้อนเสี่ยวอวี่กินข้าว

 

 

“มา…มา มามา…”

 

 

“รู้แล้วจ้ะๆ ลูกหิวแล้วล่ะสิ อีกเดียวก็จะได้กินข้าวแล้วนะจ๊ะ” หู่พั่วเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ลูกชาย ก่อนกระวีกระวาดอุ้มเขาลงจากชั้นบน เฉินหลานอีนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารแล้ว พอเห็นว่าพวกเธอมาถึงก็รีบให้พ่อบ้านเพิ่มอาหารอีกสองที่

 

 

“นั่งลงเร็วเข้า โอ้โห เสี่ยวอวี่ตื่นแล้วเหรอ! เห็นคุณยายแล้วดีใจหรือเปล่า?” เฉินหลานอีใจหนึ่งก็จดจ้องไม่ให้เสี่ยวอวี่ยื่นมือลงไปในจาน อีกใจก็จดจ้องว่าเมื่อไรพ่อบ้านจะนำอาหารมาเสิร์ฟ สองจิตสองใจ ลุกลี้ลุกลน

 

 

ไม่นานนัก พ่อบ้านก็เข้ามาพร้อมคนรับใช้ที่ตามมาอีกสองคน ทุกคนต่างถือจานใบสีเงิน บนจานใบหนึ่งมีแซนด์วิชกับนมสดของเฉินหลานอี จานอีกใบหนึ่งมีโจ๊กชามหนึ่งวางอยู่

 

 

นี่เป็นโจ๊กที่เตรียมเอาไว้ให้เสี่ยวอวี่โดยเฉพาะ โจ๊กที่ถูกตุ๋นจนเหนียวข้น เมื่อใส่เข้าในปากก็ละลายทันที เป็นสิ่งที่เสี่ยวอวี่ชอบกินเป็นที่สุด เพิ่มน้ำตาลเล็กน้อย มีรสหวานอ่อนๆ เป็นที่ชื่นชอบของเสี่ยวอวี่

 

 

ได้เห็นอาหารที่คุ้นตาแถมยังอร่อยเป็นหนักหนา เสี่ยวอวี่ก็ไม่ยอมอยู่ในอ้อมแขนของเฉินหลานอีอีกต่อไป เขาดิ้นรนจะกระโจนเข้ามาหาหู่พั่ว “แอ้…”

 

 

“มาให้แม่อุ้มนะ!” หู่พั่วใช้มือคนโจ๊กให้เข้ากัน ก็เห็นว่าเสี่ยวอวี่อดทนรอต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว จึงไม่กล้าหยอกล้อกับเขาอีก ประเดี๋ยวแกล้งจนลูกร้องไห้แล้วจะจัดการกันไม่ไหว

 

 

เฉินหลานอีส่งตัวเขาเข้าไปในอ้อมแขนของหู่พั่ว หู่พั่วป้อนให้ข้าวเจ้าหนูตัวแสบก่อน รอจนเขาอิ่มแล้ว ถึงเป็นเวลากินข้าวของเธอ

 

 

ช่วงหน้าหนาวจะต้องป้อนข้าวเสี่ยวอวี่ให้เร็วขึ้นหน่อย ไม่อย่างนั้นหากวางไว้ข้างนอกนานจะเย็นชืดอย่างรวดเร็ว ถ้าหู่พั่วป้อนข้าวให้เขาก่อนแล้วค่อยกินของตัวเอง อาหารก็เย็นชืดไปหมด กินแบบนี้ไปนานๆ เข้าจะไม่ดีกับท้องไส้ของเธอ

 

 

“หู่พั่ว ป้อนเสี่ยวอวี่เสร็จแล้วก็รีบกินข้าวเข้าสิ”

 

 

“ค่ะแม่ หนูรู้แล้ว แม่กินก่อนเถอะค่ะ อีกเดี๋ยวค่อยช่วยหนูอุ้มเสี่ยวอวี่” หู่พั่วป้อนเสี่ยวอวี่เสร็จแล้ว เฉินหลานอีเองก็จัดการมื้อเช้าของเธอเรียบร้อยพอดี

 

 

ให้เฉินหลานอีรับช่วงต่อจากหู่พั่ว ส่วนตัวเธอก็ตั้งอกตั้งใจกินมื้อเช้าของตัวเอง บ่อยครั้งที่สองแม่ลูกดูแลเสี่ยวอวี่ด้วยวิธีนี้ เคยคิดว่าจะให้แม่นมเป็นคนอุ้ม แต่ไม่รู้ว่าทำไมพอเสี่ยวอวี่อยู่ในมือของคนอื่นทีไรก็ร้องไห้งอแงไม่หยุด

 

 

ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงลั่วเซ่าเซินถึงพาลั่วอิงเดินลงมาถึงตีนเขา เขารีบเรียกรถแท็กซี่ให้ไปส่งพวกเขาไปยังร้านอาหารที่ใกล้ที่สุด

 

 

เดินมานานขนาดนี้ ไม่ใช่ลั่วเซ่าเซินคนเดียวที่หิวโซ ลั่วอิงเองก็รู้สึกไม่ค่อยดีนัก เธอไม่คิดว่าการมากินข้าวกับพ่อจะต้องใช้ระยะเวลาเดินถึงครึ่งชั่วโมง ระหว่างทางลั่วอิงยังถามลั่วเซ่าเซินอยู่ว่าทำไมถึงไม่ขับรถมา ทำเอาลั่วเซ่าเซินเองก็ไม่รู้ว่าจะตอบเธออย่างไรดี

 

 

รถแท็กซี่จอดลงที่หน้าร้านอาหารเช้า ลั่วเซ่าเซินถือกระเป๋าเดินทางพาลั่วอิงเข้าไปนั่งในร้าน ก็พบว่าส่วนใหญ่เป็นอาหารจำพวกแป้ง ตัวเลือกที่เป็นซุปหรือกับข้าวร้อนๆ แทบไม่มีเลย

 

 

ลั่วเซ่าเซินดูเมนูอยู่สักครู่ สุดท้ายก็สั่งเกี๊ยวมาสองชาม หลังจากนั้นถึงได้สั่งข้าวผัดมาอีกหนึ่งจาน ตอนนี้เขาหิวจนท้องฟีบไปหมดแล้ว ถ้ายังปล่อยให้หิวต่อไป เห็นทีว่าจะกินวัวได้ทั้งตัว

 

 

“เถ้าแก่ เร็วหน่อยนะครับ” อาจเป็นเพราะว่าอยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร นอกจากร้านอาหารข้างทางสำหรับคนขับรถก็ไม่มีใครอยู่แถวนี้เลย

 

 

ลั่วเซ่าเซินรอให้ลั่วอิงกินเกี๊ยวรองท้องก่อน ถึงได้เริ่มเอ่ยถาม “ลูกรัก สองวันนี้อยู่กับคุณแม่โจวโจวเป็นยังไงบ้าง? ในปราสาทยังมีใครอยู่อีกหรือเปล่า ลุงโอวหยางหงที่เจอกันเมื่อคราวก่อนก็อยู่ที่นั่นด้วยเหรอ?”

 

 

“ใช่ค่ะ ดูเหมือนว่าคนที่อาศัยอยู่ในปราสาทจะเป็นครอบครัวของลุงโอวหยาง เพราะว่าเขาเรียกคุณตาคุณยายว่าพ่อกับแม่ แล้วคุณแม่โจวโจวก็เรียกคุณยายว่าแม่ด้วย”

 

 

ลั่วเซ่าเซินไม่ค่อยเข้าใจความคิดของลั่วอิงสักเท่าไร คิดอยู่สักครู่ เขาถึงเรียบเรียงคำถามออกมาได้ “ลูกหมายความว่าคนที่อยู่ในปราสาทเป็นคนในครอบครัวของลุงโอวหยาง แล้วแม่ของลุงโอวหยางใช่คนเดียวกับแม่ของคุณแม่โจวโจวหรือเปล่า?”

 

 

“ใช่ค่ะ คุณยายเป็นคนดีมากๆ ดีกับหนูมากๆ เลยค่ะ” ลั่วอิงรู้สึกว่าเฉินหลานอีดีกับเธอยิ่งกว่าคุณย่าของเธอเสียอีก นี่ทำให้ลั่วอิงมีความสุขมากทีเดียว

 

ตอนที่ 370 ลั่วเซ่าเซินมาถึงประเทศ H    

 

 

ตำแหน่งของปราสาทเก่าแก่ตั้งอยู่บนไหล่เขา ธรรมดาแล้วแท็กซี่ทำได้เพียงจอดลงที่ตีนเขาเท่านั้น แน่นอนว่าก็มีกรณีพิเศษ หากยามเฝ้าประตูภายในปราสาทออกปากอนุญาต รถแท็กซี่ก็จะแล่นเข้าไปได้ แต่ว่าโอกาสที่ว่านั้นก็มีน้อยนัก  

 

 

อย่างไรคนที่อาศัยอยู่ในสถานที่แบบนี้ก็ไม่ได้ขัดสนที่จะซื้อรถสักคันอยู่แล้ว ดังนั้นคนขับรถแท็กซี่หลายๆ คนจึงใช้โอกาสในการส่งผู้โดยสารเข้าไปข้างในดูบรรยากาศภายใน ทว่าจนถึงตอนนี้ โอกาสพิเศษแบบนั้นก็มีน้อยเหลือเกิน  

 

 

ลั่วเซ่าเซินจ่ายค่าแท็กซี่ ยืนนิ่งอยู่ที่ตีนเขา เขาสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ลากกระเป๋าเดินทางเดินขึ้นไปบนเขา ที่เขามาครั้งนี้ไม่ได้มีความคิดที่จะพักที่โรงแรม เขาเตรียมตัวเตรียมใจที่จะก่อกวนถังโจวโจวไปให้ถึงที่สุด  

 

 

ไม่ว่าจะเป็นแผนทรมานตัวเองหรือว่าชายผู้แสนดี ขอให้ได้ใช้ก็ถือว่าเป็นแผนการที่ดีทั้งนั้น ลั่วเซ่าเซินตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะไม่ยอมให้ถังโจวโจวจากเขาไปไหน เขาจะไม่ยอมถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว  

 

 

เดินมาได้ประมาณครึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็เข้าใกล้ตำแหน่งที่ลั่วอิงอยู่แล้ว แต่ว่าประตูรั้วบานใหญ่ตรงหน้าก็ขวางทางเขาเอาไว้  

 

 

ลั่วเซ่าเซินตัดสินใจโทรไปหาถังโจวโจว “ฮัลโหล โจวโจวตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน”  

 

 

“คุณโทรหาฉันมีอะไรเหรอคะ?” หู่พั่วไม่เข้าใจว่าจู่ๆ เขาจะถามว่าเธออยู่ที่ไหนไปทำไม เธออยู่ที่ไหนก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขาสักหน่อย ต่อให้บอกเขาไป เขาก็เข้าใกล้เธอไม่ได้อยู่ดี ไหนยังจะยังระยะทางอันยาวไกลที่ขวางทางเอาไว้อีก  

 

 

“โจวโจว ไม่ได้คุยกับผมนานขนาดนี้แล้ว ทำไมถึงไม่เกรงใจผมบ้าง?” แม้ว่าลั่วเซ่าเซินจะล้อเล่นกับเธอ แต่ว่าที่ผ่านมาถังโจวโจวก็ไม่เคยเมินเฉยใส่เขาขนาดนี้มาก่อน ต่อให้เมื่อก่อนทะเลาะเบาะแว้งกัน ก็ไม่เคยถึงขั้นนี้  

 

 

“หึ! คุณลั่วคะ ถ้าคุณจะคุยกับลั่วอิง ฉันจะเอาโทรศัพท์ไปให้เธอ แต่ถ้าคุณอยากคุยกับฉัน ฉันก็ต้องขออภัยด้วยที่ไม่อาจจะรับใช้คุณได้ ต่อให้ฉันบอกคุณไป มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรอยู่ดี ใช่ว่าคุณจะโผล่ขึ้นมาตอนนี้ได้เลยเสียที่ไหน”  

 

 

“คุณรู้ได้ยังไงว่าเป็นไปไม่ได้?” ลั่วเซ่าเซินจินตนาการท่าทีที่กำลังโกรธเคืองของถังโจวโจว เขาก็หุบรอยยิ้มที่มุมปากเอาไว้ไม่อยู่  

 

 

“โอเค คุณนี่ชักจะเอาใหญ่แล้วนะ ฉันจะบอกคุณก็ได้ ตอนนี้ฉันอยู่ในห้องตัวเอง มีอะไรหรือเปล่า?”  

 

 

เสี่ยวอวี่ที่หลับอยู่ยังไม่ตื่น หู่พั่วเพิ่งจะล้างหน้าแปรงฟัน ก็มารับโทรศัพท์ของลั่วเซ่าเซินทันที  

 

 

“ห้องของคุณอยู่ชั้นสองใช่ไหม?”  

 

 

“คุณรู้ได้ยังไง?”  

 

 

ถังโจวโจวตอบรับลั่วเซ่าเซินไปอย่างดุดัน เขาทายถูก ใช่อย่างที่คิดจริงๆ ด้วย “โจวโจว คุณเปิดหน้าต่างห้องคุณแล้วมองออกมาข้างนอกสิ”  

 

 

“ทำไมฉันต้องทำตามที่คุณบอกด้วย?” อีกนิดเดียวเธอก็จะทำตามที่เขาพูดอยู่แล้ว โชคดีที่เธอตั้งสติเอาไว้ได้ทัน ทำไมเธอต้องทำตามที่ลั่วเซ่าเซินบอกด้วย เธอไม่อยากทำตามที่เขาต้องการ  

 

 

“คุณจะไม่มองออกมาข้างนอกจริงๆ เหรอ? คุณอาจจะพลาดวิวสวยๆ ก็ได้นะ” เสียงของลั่วเซ่าเซินทุ้มต่ำราวกับมีเสน่ห์ดึงดูด เร่งเร้าให้หู่พั่วเดินไปยังริมหน้าต่าง พอเปิดหน้าต่างออกไป เธอมองออกไปข้างนอก ถึงได้เข้าใจว่าที่ลั่วเซ่าเซินพูดมาทั้งหมดหมายความว่าอย่างไร  

 

 

มือของเธอยังคงถือโทรศัพท์เอาไว้ ทว่าดวงตาของหู่พั่วกลับจดจ้องอยู่ที่เงาดำที่อยู่ข้างนอก มองลอดพุ่มไม้ชั้นแล้วชั้นเล่าออกไป เธอก็เห็นว่าที่นอกประตูรั้วมีเงาสีดำยืนอยู่ตรงนั้น  

 

 

รอจนกระทั่งเงาดำนั้นโบกมือให้เธอ อีกทั้งเสียงของลั่วเซ่าเซินที่อยู่ในโทรศัพท์ เธอถึงได้เข้าใจว่า ที่แท้ลั่วเซ่าเซินก็อยู่ที่นี่แล้วนี่เอง  

 

 

“ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ได้?” เขาจงใจรอเธออยู่ตรงนั้น ตอนนี้เขาเห็นเธอโวยวายจนน่าขัน หู่พั่วไม่อยากจะสนใจลั่วเซ่าเซิน รีบปิดหน้าต่างลงในทันที เรื่องของเขาสิ เธอไม่เห็นเขาก็เป็นอันว่าใช้ได้แล้ว  

 

 

อย่างกับลั่วเซ่าเซินรู้ว่าของถังโจวโจวโกรธเขาเข้าให้แล้ว จึงเอ่ยด้วยความน่าสงสาร “โจวโจว ผมนั่งเครื่องบินมาสิบกว่าชั่วโมง ข้าวก็ยังไม่ได้กิน ตอนนี้ทั้งหนาวทั้งหิว คุณจะกลั้นใจมองข้ามผมไปแบบนี้เลยเหรอ?”  

 

 

ลั่วเซ่าเซินไม่สนใจว่าถังโจวโจวจะยังมีใจให้เขาหรือเปล่า ด้วยความใจดีของถังโจวโจว เธอไม่มีทางที่จะปล่อยเขาไว้โดยไม่สนใจไยดี  

 

 

แต่ใครจะรู้ว่าเขาเข้าใจผิดไป “ดูเหมือนว่าคุณจะตั้งใจให้ฉันปล่อยให้คุณเข้ามาด้วยความสงสารสินะ ฝันไปเถอะ! รีบไปหาโรงแรมอาบน้ำอุ่นให้สบายเถอะนะคะ ฉันไม่หลงกลคุณหรอก”  

 

 

ลั่วเซ่าเซินเตรียมคำพูดโน้มน้าวใจเธอเอาไว้อีก ใครจะรู้ว่าถังโจวโจวจะกดตัดสายเขาไปแล้วโดยไม่ลังเล  

 

 

“โธ่เว้ย!” ตอนนี้เขาหงุดหงิดไปหมด ใช้แรงเตะขาออกไป ที่ไหนได้ดันไปเตะเข้ากับกำแพง ทำเอาเขากุมเท้ากระโดดไปทั่ว “โอ๊ย เจ็บเป็นบ้า!”  

 

 

 

 

 

ตอนที่ 371 ทำไมฉันต้องฟังคุณด้วย?  

 

 

ถังโจวโจวปิดหน้าต่างห้องของเธอไปแล้ว ตอนนี้ยังเป็นเวลาเช้าอยู่ ถึงแม้ในปราสาทโบราณจะมีคนรับใช้เดินผ่านไปมาในสวนอยู่บ่อยครั้ง แต่ว่าลั่วเซ่าเซินไม่อยากทำให้พวกเขาแตกตื่น เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้ชายคนนั้นอาศัยอยู่ที่นี่ด้วยหรือเปล่า  

 

 

“พ่อบ้าน ผมจะออกไปข้างนอกสักหน่อย น่าจะไม่ได้กลับมากินมื้อกลางวันที่นี่นะครับ” โอวหยางหงมองออกไปที่นอกหน้าต่างรถ ออกคำสั่งเรื่องต่างๆ ให้กับพ่อบ้าน ยามเปิดรั้วประตูใหญ่ออก เขาขับรถออกไป แต่ไม่ทันเห็นลั่วเซ่าเซินที่ยืนอยู่ที่ซอกรั้ว  

 

 

มองผู้ชายที่ดูคุ้นตา ที่เขาคิดไว้เป็นเรื่องจริงเสียด้วย ตอนนี้ถังโจวโจวกับโอวหยางหงอาศัยอยู่ด้วยกัน นี่ทำให้ลั่วเซ่าเซินโกรธจนเลือดขึ้นหน้า “ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ไปได้? ทำไมโจวโจวถึงได้ทำแบบนี้? รู้หรือเปล่าว่าโอวหยางหงชายชั่วคนนั้นอาจจะเอาเปรียบเธอได้…”  

 

 

เมื่อคิดมาถึงตอนนี้แล้วลั่วเซ่าเซินก็พลันไม่อยากคิดอะไรให้มากมายไปกว่านี้แล้ว พวกเขามีลูกด้วยกัน จะเอาเปรียบไม่เอาเปรียบอะไรกันอีก มีแต่เขาคนเดียวที่หวังดีต่อเธอด้วยใจจริง ถึงได้เป็นเดือดเป็นร้อนแทนเธอแบบนี้  

 

 

เมื่อเห็นว่าโอวหยางหงปรากฏตัว ลั่วเซ่าเซินก็รู้สึกว่าปฏิบัติการครั้งนี้จะต้องรอบคอบให้มากกว่าเดิม อย่างน้อยๆ เขาก็ต้องสืบให้แน่ใจว่าปราสาทโบราณแห่งนี้เป็นของใครกันแน่ ดูเหมือนว่าจะต้องเจอหน้าลั่วอิงให้ได้เสียก่อน  

 

 

ลั่วเซ่าเซินโทรหาถังโจวโจวอีกครั้ง เมื่อโทรติด เขาก็รีบพูดขึ้นว่า “โจวโจว คราวนี้ผมไม่ได้จะคุยกับคุณ คุณให้ลั่วอิงออกมาเจอผมหน่อยได้หรือเปล่า”  

 

 

“ตกลง เดี๋ยวฉันจะไปเรียกเธอที่ห้องให้”  

 

 

หู่พั่วพูดเพียงประโยคสั้นๆ ก็วางสายในทันที เดิมทีลั่วเซ่าเซินอยากใช้โอกาสตอนที่เธอเดินไปเรียกลั่วอิง คุยกับเธออีกสักหน่อย แต่ว่าดูเหมือนหู่พั่วจะไม่อยากเปิดโอกาสให้เขา  

 

 

“ลั่วอิง ตื่นหรือยังจ๊ะ?” หู่พั่วเคาะประตูห้องของลั่วอิง แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากภายในห้อง  

 

 

เธอย่องเข้าไปเบาๆ เพื่อที่จะดูว่าลั่วอิงยังหลับอยู่หรือเปล่า เมื่อเดินไปยังข้างเตียง จากแสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามา หู่พั่วเห็นว่าร่างกายของลั่วอิงถูกห่มมิดชิดอยู่ใต้ผ้าห่ม  

 

 

หู่พั่วรออยู่สักครู่ก็เห็นว่าจู่ๆ ร่างกายที่อยู่ใต้ผ้าห่มก็ขยับเขยื้อน เธอก็รู้ได้ทันที “เหมือนว่าลั่วอิงจะยังไม่ตื่นนะ ฉันออกไปก่อนดีกว่า รอให้เธอตื่นเมื่อไหร่ค่อยบอกเธอว่าคุณพ่อของเธอมาแล้ว”  

 

 

“อะไรนะคะ! คุณพ่อมาแล้วเหรอคะ!” ความจริงลั่วอิงก็ตื่นอยู่ก่อนที่หู่พั่วจะเคาะประตูแล้ว เพียงแต่ว่าเธอตื่นขึ้นมาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น เธอนอนงัวเงียอยู่บนเตียง ยังไม่ทันที่จะได้ตอบรับถังโจวโจว เธอก็เข้ามาในห้องแล้ว ลั่วอิงจึงทำทีว่าหลับสนิทไปเสียเลย  

 

 

หู่พั่วเผิดผ้าม่านออก ในห้องก็พลันสว่างไสว “ไม่ใช่ว่ายังไม่ตื่นหรอกเหรอจ๊ะ? ทำไมแค่ได้ยินคำว่าคุณพ่อแค่สองคำหนูก็ดูมีชีวิตชีวาได้ขนาดนี้ล่ะ?”  

 

 

ลั่วอิงรู้ว่าเธอติดกับเข้าแล้ว ก็หัวเราะด้วยความรู้สึกเขินอาย “คุณแม่โจวโจว หนูก็แค่ยังไม่ทันได้ตั้งสติ ใครจะรู้ว่าคุณแม่จะเข้ามา หนูก็เลยทำเป็นว่ายังหลับอยู่”  

 

 

หู่พั่วเห็นว่าเธอไม่ได้ใส่เสื้อผ้า แม้ว่าในห้องจะมีฮีตเตอร์คอยรักษาอุณหภูมิในห้อง แต่ก็กลัวว่าเธอจะหนาวอยู่ดี “รีบห่มผ้าเถอะ เดี๋ยวฉันจะเอาเสื้อผ้ามาให้”  

 

 

หู่พั่วเปิดตู้เสื้อผ้า เลือกชุดที่ลั่วอิงจะใส่ในวันนี้ ลั่วอิงเองก็ไม่ได้เรียกร้องว่าตัวเองจะต้องใส่อะไร นานๆ ทีจะมีโอกาสให้คุณแม่โจวโจวแต่งตัวให้ ลั่วอิงอยากรักษาโอกาสอันหาได้ยากนี้เอาไว้ให้ดี  

 

 

ความจริงเธอแต่งตัวเองเป็นมาตั้งนานแล้ว แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าถังโจวโจว ลั่วอิงกลับทำตัวเหมือนเด็กสามขวบ ใช้นิสัยชอบออดอ้อนของตัวเองอย่างสุดกำลัง ทำให้สายตาของถังโจวโจวโฟกัสอยู่ที่ตัวเธอ ไม่ต่างอะไรกับเด็กที่เล่นซุกซนเลยสักนิดเดียว  

 

 

บางทีพวกเขาอาจจะไม่ได้อยากจะก่อความวุ่นวาย ก็เพียงแค่อยากให้คุณใส่ใจในตัวเธอ ได้รับความสนใจจากผู้ใหญ่ก็เท่านั้น   

 

 

สิ่งที่พวกเด็กๆ ต้องการก็เรียบง่ายเท่านี้เอง  

 

 

ลั่วอิงสวมเสื้อผ้าเสร็จแล้ว ก่อนจะล้างหน้าแปรงฟันให้เสร็จด้วยความรวดเร็วสุดชีวิต แล้วจึงวิ่งลงชั้นล่างไป หู่พั่วตามไล่หลังมาด้วย “ลั่วอิง วิ่งช้าๆ หน่อยจ้ะ รอฉันด้วย”  

 

 

“คุณแม่โจวโจว เร็วๆ สิคะ หนูไม่ได้เจอคุณพ่อมาตั้งนานแล้ว หนูอยากเจอคุณพ่อเร็วๆ” ลั่วอิงรอหู่พั่วอยู่เพียงสักครู่ เมื่อทั้งสองคนจูงมือกัน เธอถึงได้เริ่มออกวิ่งอีกครั้ง  

 

 

เหล่าคนรับใช้เห็นว่าพวกเธอวิ่งออกไปข้างนอกก็ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ถึงแม้พวกเขาจะแปลกใจ แต่ก็ไม่กล้าวางมือจากความรับผิดชอบของตัวเอง เดี๋ยวเจ้านายจะต่อว่าเอาได้ ไม่มีใครร้องขอความเห็นใจได้เสียด้วย  

ตอนที่ 368 พ่อของหนู    

 

 

ได้ยินหู่พั่วถามออกมาอย่างนี้เธอก็เงียบเสียงลง ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากกลับไป เพียงแต่ว่าเธอค่อนข้างหวาดกลัวกับสถานที่ที่เธอจากมา ไม่รู้ว่าพ่อ แม่ และพี่ชายของเธอจะให้อภัยเธอหรือเปล่า  

 

 

“แม่คะ งั้นพ่อของหนูละคะ?” หู่พั่วไม่เคยถามเฉินหลานอีถึงเรื่องนี้มาก่อน ทำให้เธอคิดเอาเองว่าหู่พั่วไม่ได้ใส่ใจ ที่แท้ในใจของเด็กคนนี้ก็คาดหวังเรื่องพ่ออยู่เหมือนกัน  

 

 

“เขาชื่อเมิ่งไหวเซิน คิดว่าตอนนี้เขาคงจะมีภรรยาใหม่ไปแล้วละ ในเมื่อเขาก็อยากได้ลูกชายมาตลอด เพียงแต่แม่ยังไม่ทันที่จะมีให้เขา ก็เกิดเรื่องกับแม่เสียก่อน”  

 

 

“พ่ออยากได้ลูกชายเหรอคะ? ทำไมพ่อถึงได้มีความคิดแบบอำนาจนิยมได้” ภาพจำแรกที่เธอมีต่อพ่อดูไม่ค่อยดีสักเท่าไร เธอรู้สึกเหมือนกับว่าก่อนหน้านี้เธอเองก็เคยเจอเรื่องแบบนี้เหมือนกัน ดังนั้นจึงต่อต้านคนที่มีความคิดแบบนี้  

 

 

แต่เฉินหลานอีไม่ได้เป็นคนสุดโต่งอย่างหู่พั่ว เธอมองอย่างรอบคอบ เธอเองก็ไม่ชอบที่ผู้ชายสูงค่ากว่าผู้หญิง เพียงแต่ในบางครั้งเธอก็ไม่เป็นตัวของตัวเอง “หู่พั่ว แต่อย่างคนในบ้านเมิ่ง จะอยากได้ลูกชายก็ไม่ได้มีอะไรไม่ดีหรอกนะ นี่ไม่ใช่เรื่องของความเชื่อในอำนาจนิยมนะลูก”  

 

 

“ทำไมจะไม่ใช่อำนาจนิยมคะ ผู้ชายกับผู้หญิงก็เหมือนๆ กันไม่ใช่หรือไง?”  

 

 

“แม้แต่ครอบครัวธรรมดาๆ ต่างก็อยากได้ลูกชาย แล้วจะเอาอะไรกับครอบครัวที่ต้องการคนสืบทอดล่ะ เหมือนกับลุงโอวหยางของลูกไง ก่อนที่เขาจะแต่งงานกับแม่ ผู้ใหญ่ในครอบครัวของเขาก็ร้อนใจกันแทบผมร่วงเชียวนะ”  

 

 

“เพราะว่าตระกูลโอวหยางต้องการลูกชายไว้อบรมสั่งสอน รอให้ลุงโอวหยางของลูกแก่ตัวลง ก็จะได้มีคนรับช่วงต่อรับผิดชอบตระกูลโอวหยางต่อไป”  

 

 

เฉินหลานอีรู้สึกว่านี่เป็นเพียงความต้องการของครอบครัวก็เท่านั้น บ้านเฉินเองก็เช่นกัน เธอมีพี่ชายสองคน คอยรับผิดชอบภาระของที่บ้าน น้องสาวคนเล็กอย่างเธอก็ได้รับความรักใคร่จากพ่อแม่ ได้รับความเอ็นดูจากพี่ๆ  

 

 

“ผู้ชายคนนั้นไม่ได้รังเกียจแม่เพราะว่าลูกสองคนแรกเป็นผู้หญิงหรอกใช่ไหมคะ?” หู่พั่วคิดถึงพี่สาวขึ้นมาได้ ในเมื่อพ่อของพวกเธอมีความคิดอยากได้ลูกชาย ถ้าอย่างนั้นเขามีปัญหากับแม่หรือเปล่า? อย่างไรแม่ก็มีลูกสาวติดกันถึงสองคน  

 

 

“แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน คงมีบ้างแหละจ้ะ แต่ว่าแม่ไม่ได้ใส่ใจความคิดของเขาหรอกนะ ขอแค่แม่มีลูกสาวตัวน้อยๆ สองคนคอยอยู่เป็นเพื่อนแม่ เรื่องอื่นๆ แม่ก็ทนได้ อีกอย่างเขาก็ทำอะไรแม่ไม่ได้สักหน่อย”  

 

 

คำพูดนี้ของเฉินหลานอีล้วนเป็นความจริง เพราะว่าตระกูลเฉินก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าตระกูลเมิ่งสักเท่าไร นอกจากเมิ่งไหวเซินที่ไม่อาจให้ความรักกับเธออย่างเต็มที่ ในด้านอื่นๆ เขาก็เอาเปรียบเธอไม่ได้เช่นกัน ต่อให้เขาอยากเอาเปรียบ ก็ไม่มีโอกาสอยู่ดี เฉินหลานอีไม่ใช่คนที่จะยอมให้เขาทำร้าย  

 

 

“ทำไมต้องอดทนล่ะคะ แม่คะ ตระกูลเฉินก็ไม่ได้ด้อยกว่าตรงไหน แม่จะเลิกกับเขาก็ได้นี่คะ” หู่พั่วรู้สึกว่าหลักการนี้เข้าใจง่ายจะตายไป ในเมื่อทั้งสองคนเข้ากันไม่ได้ ทำไมถึงต้องฝืนทนอยู่ด้วยกันล่ะ?  

 

 

“เด็กโง่ ด้วยชื่อเสียงบารมีของตระกูลเฉินและตระกูลเมิ่งในตอนนั้น แม่กับพ่อของลูกเป็นตัวแทนความสัมพันธ์ของทั้งสองตระกูล ไม่ใช่จะเลิกกันได้ง่ายๆ นะ”  

 

 

ลูกสาวของเธอช่างใสซื่อ ตั้งแต่ที่เธอแต่งงานกับเมิ่งไหวเซิน เธอก็ไม่เคยมีความคิดว่าจะแยกจากเขาเลยด้วยซ้ำ เพื่อลูกทั้งสองคน เธอจะไม่ทำเรื่องอย่างนั้นเด็ดขาด  

 

 

“แม่คะ แม่ไม่ได้รักคุณพ่อเลยใช่หรือเปล่า โชคดีนะคะที่ยังมีลุงโอวหยาง” หู่พั่วไม่มีความรู้สึกใดๆ กับพ่อแต่ในนามของเธอสักนิด กับโอวหยางเลี่ยยังมีไมตรีจิตต่อกันถึงสองปี เทียบกับพ่อแต่ในนามของเธอแล้วห่างไกลกันเป็นไหนๆ  

 

 

“ความจริงแล้วเดิมทีแม่เองก็หวั่นไหวอยู่บ้าง ลูกต้องเข้าใจว่าแม่ก็ใส่ใจเรื่องรูปลักษณ์ภายนอก ตอนนั้นพ่อของลูกเองก็หน้าตาดี ดูมีสง่าราศีเชียวละ”  

 

 

“ตอนนั้นก็มีคนมาชอบกันเยอะแยะเลย เพียงแต่ว่าพออยู่ด้วยกันไปแล้วก็พบว่ามีหลายๆ อย่างในชีวิตที่เข้ากันไม่ได้ ถึงได้มีปัญหากันในภายหลัง”  

 

 

ทั้งๆ ที่ในดวงตาของเฉินหลานอีไม่ได้โกรธเคือง แล้วก็ไม่ได้หวนคิดถึง มีเพียงเธอที่ไม่ได้รู้สึกอะไรกับผู้ชายคนนั้นแล้ว ถึงได้ไม่ได้อ่อนไหวกับเรื่องของเขาเลยแม้แต่น้อย  

 

 

“แม่คะ เหมือนว่าแม่จะปล่อยวางได้แล้วนะคะ” หู่พั่วเห็นว่าเฉินหลานอีมีแต่ความสุข เธอไม่ได้คิดถึงคืนวันที่แสนลำบากเหล่านั้นแล้ว ตอนนี้ลุงโอวหยางมีแต่ให้ความสุขกับเธอ  

 

 

“จ้ะ แม่ปล่อยวางได้แล้วจริงๆ มีลูกๆ คอยอยู่ข้างๆ แม่แล้วยังไงจ๊ะ เรื่องอะไรแม่จะต้องคิดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วล่ะ รู้หรือเปล่า ลุงโอวหยางของลูกขี้หึงเก่งเป็นที่สุดเลยนะ เกิดเขารู้เข้า จะต้องไม่สบายใจไปอีกนานเชียวละ”  

 

 

 

 

 

ตอนที่ 369 ปล่อยวางได้แล้วจริงๆ  

 

 

หู่พั่วเห็นว่าแม้ว่าแม่ของเธอจะพร่ำบ่นว่าลุงโอวหยางเลี่ยค่อนข้างจะน่ารำคาญ ทว่าลึกๆ แล้วภายในใจกลับมีความยินดีที่ไม่อาจแสดงออกมาได้ชัดเจนนัก เธอเองก็เข้าใจได้ดี “แม่คะ หนูเชื่อว่าแม่จะรับมือกับนิสัยเสียเหล่านั้นของลุงโอวหยางได้แน่นอนค่ะ แค่แม่ลงมือทำ ไม่ว่าอะไรก็สำเร็จได้ทั้งนั้น”  

 

 

…  

 

 

รอจนเสี่ยวอวี่กับลั่วอิงตื่นนอนขึ้นมาแล้ว ช่วงเวลาเอ้อระเหยของหู่พั่วกับเฉินหลานอีก็พลันจบลง เด็กๆ ตื่นขึ้นมาแล้ว ความสนใจหลักของหู่พั่วจึงย้ายไปอยู่กับพวกเขา หู่พั่วป้อนบิสกิตที่พวกเขาเหลือไว้จากชามื้อกลางวันเมื่อสักครู่ให้ลั่วอิงกับเสี่ยวอวี่  

 

 

เสี่ยวอวี่กินอย่างสุขใจ คอยเรียก “มา…มา…” ลั่วอิงเองก็คอยแก้ไขการออกเสียงให้เขา แต่ว่าเสี่ยวอวี่นั้นยังเด็กเกินไป ต่อให้อยากเรียนรู้แค่ไหนก็ไม่มีความสามารถพอ ลั่วอิงจึงทำได้แค่เพียงคอยแก้ไขการออกเสียงให้เขาบ่อยๆ เท่านั้น  

 

 

“หม่าม๊า”  

 

 

“มา…มา”  

 

 

“ไม่ใช่ ต้องเป็นหม่าม๊า”  

 

 

“แอ มามา!”  

 

 

…  

 

 

หู่พั่วเห็นว่าเธอยังคงพยายามไม่หยุด ส่วนตัวเสี่ยวอวี่นอกจากตื่นเต้นดีใจแล้วก็ไม่ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ตรงไหน ทว่าลั่วอิงกลับเหนื่อยจนหอบแฮ่กๆ  

 

 

“เอาละจ้ะ รีบกินบิสกิตเร็วเข้า ตอนนี้เสี่ยวอวี่ยังเด็กเกินไป ลั่วอิงพูดไปน้องก็ทำไม่ได้อยู่ดี รอให้กินเสร็จก่อน มีแรงขึ้นมาใหม่แล้วค่อยมาสอนน้องนะ” หู่พั่วรีบเข้ามาจัดแจง เมื่อเห็นสีหน้าเซื่องซึมของลั่วอิงก็รีบปลอบโยนเธอในทันที  

 

 

เมื่อดื่มชามื้อกลางวันเสร็จแล้ว หู่พั่วจึงพาลั่วอิงไปเดินชมตัวปราสาท นอกจากห้องที่เธอเองก็ไม่สามารถเข้าไปได้ บริเวณน้อยใหญ่ภายในปราสาทเธอก็พาลั่วอิงไปทุกที่ ทั้งสวนดอกไม้ สระว่ายน้ำ ห้องออกกำลังกาย…  

 

 

โอวหยางหงยึดครองห้องออกกำลังกายเอาไว้ ลั่วอิงไม่ได้ให้ความสนใจกับห้องนี้สักเท่าไหร่ ถ้าหากว่าเสี่ยวอวี่โตขึ้นแล้ว เขาก็อาจจะใช้เวลาอยู่ที่นี่เป็นส่วนมากก็ได้ เห็นโอวหยางหงเหงื่อชุ่มไปทั้งตัว เสียดายที่ตอนนี้เขาเป็นแค่ลูบูแตง [1] น่องสูงก็เท่านั้น  

 

 

เดินวนได้รอบหนึ่ง หู่พั่วก็รู้สึกว่าที่หลังของตัวเองมีเหงื่อซึมๆ “ลั่วอิง อีกเดี๋ยวก็ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว พรุ่งนี้ฉันจะพาหนูไปเดินเที่ยวนะ หนูยังมีเวลาชื่นชมทัศนียภาพของที่นี่อีกนานเลยจ้ะ”  

 

 

“คุณแม่โจวโจวเหนื่อยแล้วหรือคะ? ถ้าอย่างนั้นเรากลับกันเถอะค่ะ” ลั่วอิงรู้สึกเมื่อยล้า เธอเองก็คิดไม่ถึงว่าจะเดินมานานขนาดนี้แล้ว เดินกับถังโจวโจวจนวนทั่วปราสาทรอบหนึ่ง แน่นอนว่าผลสุดท้ายของการเดินทางก็คือขาที่เมื่อยล้าเป็นที่สุด  

 

 

หู่พั่วรู้สึกเหนื่อยทั้งร่างกายและจิตใจ เมื่อกี้เสี่ยวอวี่อยากลงไปเดินเล่นที่สนาม แต่เขายังเดินได้ไม่คล่องนัก ทำได้แค่ให้หู่พั่วประคอง พอประคองไปนานเข้าเธอก็เริ่มเมื่อยเอวปวดหลัง แต่หู่พั่วก็ไม่กล้าคลายมือออก หากมีเรื่องอะไรเกิดกับเสี่ยวอวี่ขึ้นมา ใจของเธอจะต้องแหลกสลายเป็นแน่  

 

 

เมื่อย้อนกลับไป หู่พั่วเพิ่งมาถึงห้องรับแขกก็พบเข้ากับโอวหยางหง เธอจึงรีบร้อนส่งเสี่ยวอวี่ให้เขาทันที “หงเอ๋อร์ พี่ฝากอุ้มเขาเอาไว้ก่อนนะ พี่จะขึ้นไปเปลี่ยนชุดสักหน่อย”  

 

 

หู่พั่วรู้สึกว่าเนื้อตัวของเธอเหนียวเหนอะหนะ ไม่สบายตัว เห็นลั่วอิงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม จึงเอ่ยถามว่า “ลั่วอิงจ๊ะ หนูจะขึ้นไปกับฉันด้วยหรือเปล่า”  

 

 

“คุณแม่โจวโจว หนูจะอยู่เล่นเป็นเพื่อนเสี่ยวอวี่ตรงนี้ค่ะ” โอวหยางหงอุ้มเสี่ยวอวี่ไปที่โซฟา ส่วนลั่วอิงย่อตัวลงข้างๆ เขา หยอกล้อกับเสี่ยวอวี่พลางหันมาหาเธอ ทำท่าทางพิลึกพิลั่นใส่  

 

 

วันรุ่งขึ้น ไฟล์ทบินที่ลั่วเซ่าเซินนั่งมาก็มาถึงประเทศ H เขามองท้องฟ้าตรงหน้าที่ดูแตกต่างออกไป ถ้าไม่มีถังโจวโจวอยู่ที่นี่ ด้วยสายตาของเขาเองก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันแตกต่างกันตรงไหน ท้องฟ้าผืนนี้มีอยู่ได้ก็เพราะการมีตัวตนของถังโจวโจว สำหรับลั่วเซ่าเซินจึงมีความหมายที่แตกต่างออกไป  

 

 

“โจวโจว ผมมาแล้ว!” ลั่วเซ่าเซินออกมาจากสนามบิน ขึ้นนั่งบนรถแท็กซี่ บอกตำแหน่งที่ลั่วอิงปรากฏตัวกับคนขับ เขาจึงเตือนขึ้นว่า “สถานที่ที่คุณบอกรถแท็กซี่เข้าไปไม่ได้นะครับ ผมขับพาไปส่งได้แค่ปากทางเข้า จากนั้นคุณต้องเดินเข้าไปเอง”  

 

 

“โอเคครับ ส่งผมลงตรงนั้นก็ได้ ที่เหลือผมจัดการเอง” ลั่วเซ่าเซินรู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ เท่าที่เขารู้มา แม่และพ่อเลี้ยงของถังโจวโจวอาศัยอยู่ที่นั่น ดูเหมือนว่าทั้งสองจะมีลูกชายด้วยกันอีกคนด้วย  

 

 

ส่วนเจ้าของตัวปราสาทลั่วเซ่าเซินยังสืบหาไม่พบ ที่สำคัญก็คือสิบกว่าปีมานี้กิจกรรมในสังคมของเขาไม่ใช่ธรรมดา บ่อยครั้งคนที่มีฐานะไม่สูงพอก็ไม่อาจเข้าพบได้  

 

 

ไม่ต้องพูดถึงว่าประเทศ H มีประชากรอยู่เท่าไหร่ แค่ลั่วเซ่าเซินมาจากต่างถิ่นต่างแดน โอกาสที่จะได้เข้าพบก็ยิ่งน้อยลงไปแล้ว  

 

 

รถแท็กซี่จอดที่ปากทางเข้า “พ่อหนุ่ม นี่คือทางเข้าปราสาทที่คุณพูดถึง ที่เหลือก็ต้องเดินเท้าเข้าไปแล้ว”   

 

 

 

 

 

[1]   Christian Louboutin  เป็นชื่อแบรนด์ลิปสติกที่รูปทรงของผลิตภัณฑ์เป็นทรงกรวยเรียงเล็กที่ด้านล่างและด้านบนแผ่กว้าง  

ตอนที่ 366 โอวหยางเลี่ยอึดอัดใจ

 

 

หู่พั่วป้อนข้าวเสี่ยวอวี่เรียบร้อยแล้วก็รีบก้มหน้าก้มตากินอาหารในชามของตัวเอง ส่วนความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างเฉินหลานอีกับโอวหยางเลี่ย เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้วเฉินหลานอีก็พลันใบหน้าแดงระเรื่อ เธออายุมากขนาดนี้แล้ว ยังต้องมาเสียหน้าต่อหน้าเด็กๆ อีก เพราะเลี่ยคนเดียวเลย!

 

 

ดูเหมือนว่าชายคนนี้ต่อหน้าเฉินหลานอีก็จะยังรักษานิสัยแบบเด็กๆ เอาไว้ อยากทำอะไรๆ ให้เฉินหลานอีมาสนใจเขา เมื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็มักจะหึงหวง แต่ว่าเธอก็ห้ามโทษเขา เพราะว่าหลายๆ ครั้งเขาก็แสดงออกถึงความใส่ใจในตัวเธอเป็นอย่างดี

 

 

โอวหยางเลี่ยกระแอมขึ้นมา “หู่พั่ว เสี่ยวอวี่กินข้าวเสร็จแล้วก็ให้คนรับใช้พาหลานไปเล่นนะ”

 

 

หัวข้อนี้จัดอยู่ในประเภทไม่มีเรื่องก็หาเรื่องใส่ตัว ทั้งๆ ที่ทุกๆ ครั้งเสี่ยวอวี่จะอยู่ใกล้ๆ กับโต๊ะอาหาร เคยต้องให้คนรับใช้พาไปเล่นที่ไหนกัน ดูเหมือนว่าโอวหยางเลี่ยจะตื่นตระหนกเกินไปแล้ว ถึงได้พูดออกมาแบบนี้

 

 

“ไม่เป็นไรค่ะลุงโอวหยาง ให้เสี่ยวอวี่อยู่ข้างๆ หนูดีแล้วละค่ะ” หู่พั่วรีบหาทางออกให้กับโอวหยางเลี่ย

 

 

เฉินหลานอีทนดูเขาปล่อยไก่ต่อไปไม่ไหวแล้ว “เอาล่ะ เลี่ย รีบกินเนื้อเป็ดสิคะ” ใช้ของกินปิดปากเขาเอาไว้ เธอไม่เชื่อว่าเขาจะพูดอะไรออกมาได้อีก

 

 

แน่นอนว่าโอวหยางเลี่ยสงบลงในทันที อะไรที่เฉินหลานอีคีบให้เขา ต่อให้เป็นยาพิษ เขาก็กลืนลงไปได้ เขาหลงใหลเฉินหลานอีถึงขนาดนี้นั่นล่ะ

 

 

“คุณยายดีกับคุณตาจังเลยนะคะ” ในบ้านลั่ว น้อยครั้งนักที่ลั่วอิงจะเห็นว่าคุณปู่ของเธอคีบกับข้าวให้คุณย่า ไม่ใช่ว่าเขาไม่ดีกับคุณย่า แต่อาจเป็นเพราะว่าคุณตาของเธอไม่ได้แสดงความรักออกมารุนแรงเท่าโอวหยางเลี่ย เมื่อเทียบกับโอวหยางเลี่ยแล้ว คุณปู่ของเธอก็คงจัดอยู่ในประเภทคนเก็บความรู้สึก

 

 

ลั่วอิงกินข้าวเสร็จแล้วก็ยืมมือถือจากถังโจวโจว บอกว่าเธอจะโทรหาลั่วเซ่าเซินว่ามาถึงที่หมายอย่างปลอดภัยแล้ว

 

 

หู่พั่วจึงหยิบมือถือให้เธอทันที ลั่วอิงเอามือถือเข้าไปในห้องของตัวเอง ที่นี่ไม่มีคนอื่นนอกจากเธอ จึงทำให้เธอมีสมาธิคุยกับลั่วเซ่าเซิน

 

 

ลั่วอิงกดเบอร์มือถือของคุณพ่อ เสียงตื๊ด…ตื๊ด…ดังขึ้นสองสามครั้งลั่วเซ่าเซินถึงได้รับสาย “โจวโจว พวกคุณมาถึงแล้วเหรอ?”

 

 

“คุณพ่อ หนูเองค่ะ! ไม่ใช่คุณแม่โจวโจว” คุณพ่อก็ไม่คิดหน่อยเหรอว่าตอนนี้คุณแม่โจวโจวจะเป็นคนโทรหาเขาก่อนได้อย่างไร ตอนแรกที่อยู่ในประเทศ ถังโจวโจวก็ไม่เคยโทรหาลั่วเซ่าเซินก่อนเลยสักครั้ง ลั่วอิงเห็นอยู่กับตา

 

 

“ที่แท้ก็ลูกนี่เอง? คุณแม่โจวโจวล่ะ พวกลูกไปถึงที่นั่นแล้วหรือยัง”

 

 

“คุณพ่อคะ หนูยืมโทรศัพท์มือถือมาจากคุณแม่โจวโจว ตอนนี้หนูอยู่ในห้องคนเดียว พวกเราถึงกันตั้งแต่ตอนเช้าแล้วค่ะ”

 

 

ลั่วอิงรู้สึกว่าเธอหลับไปตื่นหนึ่ง เครื่องบินก็มาถึงที่หมายแล้ว อาจเป็นเพราะว่าหลับเพลินไปหน่อย เธอถึงได้รู้สึกว่าไม่ได้ไกลสักเท่าไร

 

 

“ถ้าอย่างนั้นลูกกินมื้อกลางวันหรือยัง?”

 

 

“กินแล้วค่ะ กินเสร็จแล้วก็มาโทรหาคุณพ่อเลย คุณพ่อคะ คุณพ่อจะมาเมื่อไหร่?”

 

 

“อีกไม่นานหรอกลูก อีกไม่นานพ่อก็จะไปหาลั่วอิงแล้วนะ” คราวก่อนที่เกิดเรื่องกับลั่วอิง ลั่วเซ่าเซินได้ใส่เครื่องรับส่งสัญญาณ GPS ลงในสร้อยคอของเธอ ดังนั้นขอเพียงลั่วอิงอยู่ในปราสาท เขาก็จะรู้ตำแหน่งของเธอได้อย่างง่ายดาย ตามตัวเธอได้อย่างรวดเร็ว

 

 

“คุณพ่อ ถ้าอย่างนั้นคุณพ่อจะรู้ได้ยังไงล่ะคะว่าหนูอยู่ที่ไหน?” ถ้าเธอไม่บอกคุณพ่อ คุณพ่อจะรู้ได้อย่างไรกัน?

 

 

“วางใจเถอะ พ่อมีวิธีของพ่อ ลูกแค่รออยู่เฉยๆ ก็พอ ลูกรัก อยู่ที่นั่นสบายดีหรือเปล่า เป็นยังไงบ้าง?”

 

 

“คุณพ่อคะ คุณยายกับคุณตาดูไม่แก่เลย คุณลุงพ่อบ้านก็เป็นดูมิตรดี คนที่นี่ดีกับลั่วอิงทุกคนเลยค่ะ แค่ไม่มีคุณพ่ออยู่ด้วย ลั่วอิงคิดถึงพ่อค่ะ”

 

 

“ลั่วอิงเป็นเด็กดีนะ อีกไม่นานพ่อก็จะไปหาลูกแล้ว วันนี้แค่นี้ก่อนนะลูก เดี๋ยวพรุ่งนี้พ่อไปหา” ลั่วเซ่าเซินหาพิกัดของลั่วอิงเจอแล้ว บินไฟล์ทวันนี้ พรุ่งนี้ก็คงถึงประเทศ H แล้ว

 

 

“ค่ะ บ๊ายบายค่ะคุณพ่อ” ลั่วอิงวางสายจากลั่วเซ่าเซิน วิ่งกลับไปคืนมือถือที่ห้องถังโจวโจวอย่างอารมณ์ดี พ่อบ้านเห็นว่าลั่วอิงมาที่นี่ไม่คุ้นเคยกับผู้คนและสถานที่ เธอใกล้ชิดกับหู่พั่วมากที่สุด ดังนั้นถึงจัดให้ห้องของทั้งสองอยู่ใกล้ๆ กัน

 

 

 

 

ตอนที่ 367 ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับลั่วเซ่าเซินอีกแล้ว

 

 

ลั่วอิงยื่นมือถือคืนให้กับถังโจวโจว ก่อนจะตั้งอกตั้งใจเล่นกับเสี่ยวอวี่ จนกระทั่งเสี่ยวอวี่เหนื่อยแล้ว หู่พั่วจึงได้จับทั้งสองนอนเรียงกลางวันอยู่บนเตียง ในห้องเงียบสงัด ก่อนที่หู่พั่วจะช่วยห่มผ้าให้เด็กๆ

 

 

เมื่อได้ยินว่ามีคนเคาะประตูจากด้านนอก เธอก็เดินออกไปเปิดประตู ก็พบว่าเป็นเฉินหลานอี “แม่คะ แม่มาได้ยังไงคะ?”

 

 

“เด็กๆ นอนกันหมดแล้วเหรอ?” เฉินหลานอีเพิ่งจะปลอบประโลมดวงใจดวงน้อยที่เป็นแผลของโอวหยางเลี่ยเสร็จ รอจนกระทั่งเขาไปทำงานแล้ว เธอถึงได้ปรี่ตรงมาหาหู่พั่ว

 

 

“ค่ะ นอนแล้วทั้งสองคนเลย เมื่อเล่นกันสนุกแทบแย่” เมื่อเสี่ยวอวี่มีพี่สาวตัวน้อย เขาก็อารมณ์ดีเป็นพิเศษ อีกทั้งได้กลับมายังสถานที่ที่คุ้นเคยก็พลันรู้สึกอย่างกับว่าตัวเองลอยล่องไปในอากาศ

 

 

หู่พั่วปิดประตูลง เธอพูดคุยกับเฉินหลานอีอยู่ในห้อง ขณะเดียวกันก็เฝ้าเสี่ยวอวี่และลั่วอิงที่กำลังนอนอยู่ไปด้วย

 

 

“หู่พั่ว กลับไปคราวนี้ได้เจอกับพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกมาหรือเปล่า?” เฉินหลานอีเคารพนับถือพ่อแม่ของถังโจวโจวอย่างสุดหัวใจ เธอมีแต่จะขอบคุณพ่อแม่ของถังโจวโจว ไม่มีเจตนาเป็นปฏิปักษ์เลยแม้แต่น้อย

 

 

“ค่ะ ได้เจอกันแล้ว หนูกับหงเอ๋อร์ตั้งใจว่าจะไปเยี่ยมพวกท่านอยู่แล้ว ก็เลยได้ทำความรู้จักกับพวกท่านแล้วค่ะ”

 

 

พวกเขาคิดว่าเธอตายไปนานแล้ว จู่ๆ เธอก็ไปปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขา ไม่รู้ว่าดีใจหรือว่าตกใจกันแน่

 

 

“แม่คะ แม่กลัวหรือเปล่า?” เฉินหลานอีนิ่งเงียบไปเป็นเวลานาน นี่ไม่เหมือนนิสัยของเธอเลย เพราะว่าเฉินหลานอีมีโอวหยางเลี่ยคอยประคบประหงม ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครกล้าหือกับเธอมาก่อน ต่อให้ไปออกงานเลี้ยง ฐานะของโอวหยางเลี่ยก็ทำให้เธอทำอะไรได้ตามอำเภอใจอยู่ดี

 

 

“มีบ้างจ้ะ ไม่ได้เจอกันนานขนาดนี้ ไม่กล้าคิดเลยว่าคุณตาคุณยายของลูกจะเป็นยังไงบ้าง?” เมื่อคิดขึ้นได้ อารมณ์ของเฉินหลานอีก็พลันเศร้าซึม ตอนนั้นเธอและเมิ่งไหวเซินสองสามีภรรยาเป็นคนหนุ่มสาวที่ผู้ใหญ่ให้ความสำคัญเป็นที่สุด ตอนนี้ได้ตัดขาดจากกันแล้ว

 

 

“ไม่รู้ว่าตอนนี้คุณพ่อคุณแม่จะยังจำลูกสาวคนเล็กคนนี้ได้หรือเปล่า” เมื่อเฉินหลานอีคิดถึงพ่อกับแม่ขึ้นมาได้ ความทรงจำอันรื่นเริงก็ไหลทะลักออกมา ทำให้เธอเหม่อลอย

 

 

“คุณตาคุณยายจะต้องคิดถึงแม่อยู่แล้วสิคะ” หู่พั่วประหลาดใจเมื่อได้เห็นท่าทีของเฉินหลานอี บ้านเฉินเองก็คงจะไม่ใช่ครอบครัวธรรมดาๆ อย่างแน่นอน

 

 

“งั้นเหรอจ๊ะ ความจริงแม่ก็คิดถึงพวกท่านเหมือนกัน อยากให้หงเอ๋อร์ไปสืบข่าวของพวกท่านบ้าง แต่ก็กลัวว่าจะได้รับรู้สิ่งที่แย่ที่สุด อดทนเอาไว้ไม่คิดถึง จนกระทั่งลูกถามขึ้นมานี่ละ”

 

 

“รู้จักกันเอาไว้ก็ดีแล้ว พวกเขาเป็นพ่อแม่ของลูก ลูกเองก็ต้องเคารพพวกเขาเหมือนกันนะ ก็ถือเสียว่ามีความรักจากพ่อแม่เพิ่มขึ้นมา ต่อไปก็ต้องกตัญญูต่อพวกเขา เพราะพวกเขาเองก็ลำบากมาไม่น้อย”

 

 

“แม่คะ แม่ใช้คำพูดที่หนูพูดปลอบใจลั่วอิงมาปลอบหนูนี่คะ! หนูรู้ดีค่ะ หนูเข้าใจมาตลอด ผ่านไปอีกสักพัก หนูก็จะไปหาพวกท่าน ถ้ามีโอกาสพาพวกท่านมาอยู่ที่ประเทศ H ได้ก็จะพามา กลัวแต่ว่าพวกเขาจะไม่ยอม”

 

 

เฉินหลานอีได้ฟังคำพูดของหู่พั่วแล้ว เธอตัดสินใจว่าจะตัดขาดกับสามีของเธอแล้วหรือ? “หู่พั่ว ลูกไม่อยากอยู่กับพ่อของเสี่ยวอวี่แล้วเหรอ?” เธอกลับไปคราวนี้ อย่างไรก็ต้องเจอกับพ่อของเสี่ยวอวี่นี่นา

 

 

“เขาไม่รู้ว่าเสี่ยววี่เป็นลูกของเขา เขาคิดว่าเป็นลูกของหงเอ๋อร์ หงเอ๋อร์แกล้งเขา แต่ดูเหมือนว่าเขาอยากให้หนูกลับไปกับเขาให้ได้” หู่พั่วเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ลั่วเซ่าเซินกำลังคิดอะไรอยู่ อย่างไรลั่วอิงก็มากับเธอแล้ว ขอให้เฉินหลานอีมีความสุขก็พอ

 

 

ถึงเวลานั้นให้ลั่วอิงอยู่ต่ออีกหน่อย แล้วค่อยส่งเธอกลับไป ก็จะได้พูดคุยกับพ่อแม่ของถังโจวโจวเรื่องที่จะพาเขามาอยู่ที่ประเทศ H ขอเพียงแค่พวกเขายอมตกลง

 

 

“หงเอ๋อร์นี่จริงๆ เลยเชียว…” เฉินหลานอีไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับลูกชายคนนี้ดี ทำไมถึงแกล้งคนอื่นกับเรื่องแบบนี้ได้? ดูเหมือนว่าหงเอ๋อร์จะไม่ถูกชะตากับสามีของหู่หั่วสินะ

 

 

“แม่คะ อย่าไปโทษหงเอ๋อร์เลยค่ะ หนูไม่มีความรู้สึกอะไรกับลั่วเซ่าเซินเลยแม้แต่นิดเดียว ปล่อยให้เป็นไปอย่างนี้เถอะค่ะ ขอแค่เสี่ยวอวี่อยู่กับหนู หนูใช้ชีวิตตัวคนเดียวก็ดีแล้วค่ะ” ตอนนี้หู่พั่วไม่มีความคิดที่จะใช้ชีวิตอยู่กับลั่วเซ่าเซินเลย

 

 

เฉินหลานอีเองก็ไม่อยากบังคับเธอ “ลูก อย่ากดดันตัวเองไปเลยนะ ไม่ว่าอย่างไรแม่ก็อยู่กับลูก ไม่สิ ยังมีลุงโอวหยางแล้วก็หงเอ๋อร์คอยอยู่ข้างหลังด้วย พวกเขาเป็นภูเขาให้ลูกพึ่งพิง”

 

 

“แม่คะ แม่ไม่อยากกลับไปบ้างเหรอคะ แล้วตากับยายของหนูล่?” หู่พั่วไม่เคยถาม เพราะเห็นว่าเฉินหลานอีไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ วันนี้มีโอกาสหู่พั่วจึงตัดสินใจถามออกมา

 

 

เฉินหลานอีเองก็มีครอบครัว เป็นไปไม่ได้ว่าจะไม่อยากกลับบ้าน เหตุผลอะไรกันที่ทำให้คุณแม่ที่ฟื้นฟูความทรงจำได้นานแล้วไม่ยอมกลับไปหาคนในครอบครัว?

ตอนที่ 364 ลั่วอิงมายังปราสาท

 

 

“หนูมีคุณยายแล้วค่ะ ท่านเป็นคุณแม่ของคุณแม่โจวโจว คุณเป็นใครคะ?” คุณแม่โจวโจวมีแม่สองคนได้ยังไงกัน? เพราะว่ามีแม่คนนี้แล้ว คุณแม่โจวโจวถึงไม่ยอมกลับไปอย่างนั้นเหรอ?

 

 

เฉินหลานอีไม่คิดว่าจู่ๆ ลั่วอิงจะพูดถึงแม่ของถังโจวโจวขึ้นมา เธอนิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้น “คือ…ฉัน…”

 

 

หู่พั่วมองความลำบากใจของเฉินหลานอีออก เธอไม่รู้ว่าควรจะอธิบายกับลั่วอิงอย่างไรดีลั่วอิงถึงจะเข้าใจและยอมรับได้ นี่ก็เหมือนกับความคิดของเฉินหลานอีที่มีต่อหู่พั่วในตอนนั้น เธอไม่อยากบีบบังคับให้ลั่วอิงยอมรับเฉินหลานอี เธออยากให้ลั่วอิงเป็นเหมือนกับหู่พั่ว ยอมรับเฉินหลานอีจากใจจริง

 

 

เพราะอย่างนั้นเธอจึงยอมที่จะไม่บอกความจริงกับลั่วอิงดีกว่า อย่างนี้ก็เป็นผลดีกับทุกๆ คน

 

 

“ลั่วอิง ฉันมีแม่สองคน ไหนๆ หนูก็เรียกฉันว่าคุณแม่โจวโจวแล้ว หนูก็จะมีคุณยายถึงสองคน มีคนเอาใจหนูเพิ่มอีกคนหนึ่ง นี่ก็ไม่ดีหรอกเหรอ?” หู่พั่วรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่จะยอมรับกันได้ง่ายๆ ขอเพียงแค่พูดกับลั่วอิงให้ชัดเจน เธอก็จะเข้าใจได้เอง

 

 

ลั่วอิงคิดอยู่สักครู่ “คุณแม่โจวโจว คุณยายทั้งสองคนจะเอาใจหนูจริงๆ เหรอคะ? อย่างนั้นหนูก็จะได้ของขวัญสองชิ้นเลยใช่ไหมคะ?” ไม่ว่าอย่างไรเด็กน้อยก็เป็นเด็กน้อยอยู่วันยังค่ำ อย่างไรก็เห็นของขวัญสำคัญกว่าเสมอ! ดูแล้วเรื่องคงเป็นไปตามที่พวกเธอต้องการเสียแล้ว

 

 

“ลั่วอิงก็ต้องลองถามคุณยายดูนะจ๊ะ” หู่พั่วเงยหน้ามองเฉินหลานอี

 

 

เฉินหลานอีได้ฟังว่ามีของขวัญเธอถึงจะยอมรับให้เป็นยาย ก็รีบพยักหน้า “ต้องมีอยู่แล้วสิจ๊ะ ทั้งวันเกิดและวันปีใหม่ ไม่ว่าเทศกาลไหนๆ ยายจะเตรียมของขวัญไว้ให้หนูเสมอเลย หนูจะว่ายังไง?” เธอมองลั่วอิงด้วยความระมัดระวัง รอให้เธอตอบรับ

 

 

“คุณยาย!” ลั่วอิงเรียกเฉินหลานอีเสียงดัง ใบหน้าของคนที่ห้อมล้อมต่างยิ้มแย้ม เฉินหลานอีมองไปยังลั่วอิง อดไม่ไหวจนร้องไห้ออกมา

 

 

“คุณยาย หนูเรียกคุณยายแบบนี้ คุณยายไม่ดีใจหรอกเหรอคะ?”

 

 

“เปล่าจ้ะ ทำไมยายจะไม่ดีใจล่ะ ยายดีใจจะตายอยู่แล้ว” เฉินหลานอีไม่เข้าใจว่าทำไมลั่วอิงถึงได้ถามแบบนี้ เธออยากให้ลั่วอิงเรียกเธออย่างนี้มานานแล้ว คิดมานานแสนนานแล้ว

 

 

“ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงร้องไห้ล่ะคะ?” ลั่วอิงใช้นิ้วมือชี้ไปยังหยาดน้ำตาที่ยังไม่แห้งดีบนใบหน้าของเฉินหลานอี นิ้วมือของเธอสัมผัสบนใบหน้าของเฉินหลานอีเบาๆ ปลายนิ้วมือเปียกชื้นขึ้นเล็กน้อย

 

 

“ลั่วอิง เป็นเพราะว่ายายดีใจต่างหากจ้ะ ยายไม่ได้เสียใจสักหน่อยนะ”

 

 

“ลั่วอิง เพราะยายของหนูดีใจมากถึงได้ร้องไห้ออกมา เอาล่ะ อย่ามัวแต่ยืนอยู่ตรงนี้เลย รีบมานั่งตรงนี้เร็วเข้า” หู่พั่วเห็นว่าทุกคนต่างยืนอยู่ห้องโถง ส่วนโอวหยางหงยังคงอุ้มเสี่ยวอวี่เอาไว้ ดูท่าจะหนักไม่น้อยเลย คิดว่านั่งลงคุยกันน่าจะดีกว่า

 

 

“จริงสิ ลืมไปเลยว่าพวกเธอเพิ่งลงจากเครื่องบินกันมา ต้องไปพักผ่อนสิ ยังไงกลับห้องไปพักกันก่อนเถอะนะ เดี๋ยวตอนกินข้าวค่อยมาคุยกันใหม่”

 

 

“แม่คะ ไม่ต้องรีบหรอกค่ะ แม่รอพวกเราตั้งนานแล้ว หนูยังไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนแม่เลยนะคะ ลั่วอิงเองก็ยังไม่ได้รู้จักคุณตาเลย” หู่พั่วชี้ไปยังโอวหยางเลี่ย ความจริงแล้วเขายืนอยู่ด้านหลังของเฉินหลานอี

 

 

ลั่วอิงไม่พูดไม่จาอยู่เป็นนาน ระหว่างนั้นบรรยากาศในห้องรับแขกก็พลันนิ่งงัน โอวหยางเลี่ยไม่ได้พูดอะไร หู่พั่วก็ดันตัวลั่วอิงออกไปเบาๆ

 

 

ลั่วอิงถึงได้พยักหน้า เรียกออกมาเบาๆ “คุณตา”

 

 

เสียงนั้นเบาราวกับเสียงยุง แต่ว่าว่าโอวหยางเลี่ยก็ทักทายเธอเป็นอย่างดี “ลั่วอิงเด็กดี รีบให้หู่พั่วพาหนูกลับไปพักผ่อนที่ห้องนะ เพิ่งเดินทางมาถึงคงเหนื่อยแย่แล้ว”

 

 

เฉินหลานอีที่เห็นลั่วอิงยอมรับโอวหยางเลี่ย ในใจเธอก็ยินดียิ่งนัก ตอนนี้ความสัมพันธ์ของเธอกับโอวหยางเลี่ยดีวันดีคืน แน่นอนว่าเธอต้องอยากให้หลานของเธอรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับเขาเอาไว้

 

 

ความจริงแล้วด้วยวัยของเธอในตอนนี้ ย่อมเห็นครอบครัวมาเป็นอันดับหนึ่ง ไม่ได้เห็นความสัมพันธ์ของเขาและเธอเป็นอันดับหนึ่ง แต่ใครให้เธอมาพบกับโอวหยางเลี่ยกันล่ะ ต่อให้เธอไม่เห็นแก่ความสำคัญของความสัมพันธ์ของพวกเขา โอวหยางเลี่ยก็ไม่ยอมให้เธอหนีไปไหนอยู่ดี

 

 

ที่ผ่านมาโอวหยางเลี่ยเห็นความสัมพันธ์ของพวกเขามาเป็นอันดับแรก บางครั้งถึงกับละเลยความต้องการของตัวเอง นี่เป็นจุดที่เฉินหลานอีกชื่นชมเขามาก

 

 

น้อยนักที่ผู้ชายจะทำเรื่องแบบนี้ได้ อย่างน้อยสามีคนก่อนของเธอก็ทำไม่ได้ถึงขนาดนี้ ดังนั้นหลังที่เฉินหลานอีฟื้นฟูความทรงจำขึ้นมาแล้ว ถึงได้ให้อภัยให้เขาอย่างง่ายดาย

 

 

ความรู้สึกที่เขามีให้เธอ ไม่ใช่ว่าจะพรรณนาออกมาได้ด้วยคำพูดเพียงแค่ไม่กี่ประโยค ทว่าความรักที่เขามีให้เธอ เป็นสิ่งที่ทุกคนต่างเห็นได้ด้วยตา เขาแสดงออกออกมาในชีวิตประจำวัน ทำให้เฉินหลานอีใช้ชีวิตเหมือนกับตอนที่ยังไม่ได้แต่งงาน เหมือนกับชีวิตในวัยสาวของเธอไม่มีผิด

 

 

 

 

ตอนที่ 365 โอวหยางเลี่ยลงโทษไม่สำเร็จ

 

 

หู่พั่วพาลั่วอิงไปยังห้องของเธอ โอวหยางเลี่ยอุ้มเสี่ยวอวี่เดินตามหลังมา ตอนนี้บริเวณห้องรับแขกควรเว้นไว้ให้ผู้ต้อนรับอย่างพวกเขา

 

 

โอวหยางเลี่ยเห็นว่าในห้องรับแขกไม่มีใครแล้ว เหล่าคนรับใช้เองก็ล่าถอยไปอย่างรู้งาน เขาจึงอดไม่ได้ที่จะโอบกอดเฉินหลานอี “หลานอี เมื่อกี้คุณลืมสัญญาสามข้อที่ให้ไว้กับผม บอกผมมาสิว่าผมควรจะลงโทษคุณยังไงดี?”

 

 

แน่นอนว่าการลงโทษของโอวหยางเลี่ยไม่ใช่การลงโทษแบบธรรมดา เขาชอบ ‘การลงโทษ’ เฉินหลานอีเป็นที่สุด ทุกครั้งก็จะลงโทษเธอด้วยการแต๊ะอั๋ง ทำให้เขาหยุดมันไม่ได้

 

 

นี่เป็นโอกาสที่หาได้ยากในวันทั่วๆ ไป ดังนั้นทุกครั้งโอวหยางเลี่ยจะรักษาโอกาสนี้เป็นอย่างดี อดไม่ไหวที่จะจับเฉินหลานอีกลืนลงท้อง

 

 

เฉินหลานอีเห็นว่าดวงตาของเขาช่างร้อนแรง อยากจะหลบหนีไป ทว่าตัวเธออยู่ให้อ้อมกอดของเขา แล้วจะหนีไปไหนได้อีก?

 

 

เมื่อสักครู่เธอแค่ลืมไปเท่านั้นเอง โอวหยางเลี่ยไม่ได้พูดขึ้นตั้งแต่แรก เธอก็รู้ว่าเขาอยากแก้แค้นเธอย้อนหลัง แต่เธอไม่รู้ว่า ‘การแก้แค้น’ ที่ว่าจะมาถึงเร็วขนาดนี้! หากรู้ว่าโอวหยางเลี่ยจะมือไวขนาดนี้ เธอก็คงจะไปกับพวกหู่พั่วแล้ว

 

 

“เลี่ย ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ คุณอย่าลงโทษฉันเลย ใจดีปล่อยฉันไปสักครั้งเถอะ เดี๋ยวใครเห็นขึ้นมาจะไม่ดี”

 

 

“หลานอี ที่คุณพูดมาก็ถูก…”

 

 

“เลี่ย ฉันรู้ว่าคุณดีกับฉันที่สุดแล้ว” เฉินหลานอีเห็นว่าเรื่องราวกลับตาลปัตร ก็รีบมอบจุมพิตอันร้อนแรงบนใบหน้าของโอวหยางเลี่ย

 

 

โอวหยางหงมีความสุขมาก ทว่าใบหน้ากลับไม่แสดงความรู้สึก “หลานอี แต่ผมกลัวว่าถ้าพลาดครั้งนี้ไปแล้ว คราวหน้าผมจะจำไม่ได้ เพราะอย่างนั้นไม่ว่ายังไงผมก็ต้องลงโทษคุณอยู่ดี”

 

 

เฉินหลานอีเห็นว่าเขาได้คืบจะเอาศอก ดูเหมือนว่าจะไม่ได้สั่งสอนเขามานานแล้ว เพราะอย่างนั้นเขาถึงจำไม่ได้ สมองของเธอทำงานอย่างรวดเร็ว “ถ้าอย่างนั้น เลี่ยคะ พวกเรากลับไปที่ห้องกันเถอะค่ะ หากลงโทษฉันที่นี่แล้วใครมาเห็นเข้าจะไม่ดี คุณว่าอย่างนั้นไหม…”

 

 

พอโอวหยางเลี่ยนได้ฟังเฉินหลานอีพูดว่ากลับห้อง ในสมองก็อดคิดเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ใจพลันตื่นเต้นขึ้นมา “ได้สิ หลานอี พวกเรากลับห้องกันเถอะ” เขายับยั้งคลื่นที่โหมสาดซัดในใจเอาไว้ ความคิดในสมองเพิ่มมากขึ้นทุกทีๆ

 

 

เฉินหลานอีจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเขาคิดไปถึงไหนต่อไหนแล้ว อีกเดี๋ยวเขาจะได้เห็นความร้ายกาจของเธอ ดูสิว่าเขาจะกล้าใช้ข้ออ้างนี้ทุกครั้งหรือเปล่า ครั้งสองครั้งเฉินหลานอียังทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้ ใครจะรู้ว่าเขายิ่งได้ใจใหญ่ เตรียมการใช้ข้ออ้างนี้ตลอด

 

 

เมื่อถึงเวลามื้อกลางวัน พ่อครัวทำอาหารรสเลิศที่ทั้งประณีตและงดงาม เมื่อพวกหู่พั่วมาถึงห้องอาหาร ก็เห็นโอวหยางเลี่ยดูสีหน้าเซื่องซึม โอวหยางหงก็รู้ดีว่านี่คงเป็นฝีมือของเฉินหลานอี

 

 

ทว่าหู่พั่วไม่เคยเห็นท่าทีแบบนี้ของโอวหยางเลี่ยมาก่อน จึงเอ่ยถามด้วยเป็นห่วงว่า “คุณลุงโอวหยาง เป็นอะไรไปหรือคะ?”

 

 

เฉินหลานอีคอยเตือนเขาด้วยสายตาอย่างลับๆ แล้วมีหรือว่าโอวหยางเลี่ยจะกล้าขัดคำสั่งของภรรยาผู้เป็นใหญ่ “หู่พั่ว ลุงไม่เป็นอะไร สงสัยเมื่อคืนจะนอนไม่พอน่ะ”

 

 

“แต่ว่าตอนที่พวกเรากลับมา คุณลุงก็ยังดีๆ อยู่เลยไม่ใช่เหรอคะ?” หู่พั่วไม่เข้าใจเลย นอนไม่พอเกิดขึ้นระหว่างวันได้ด้วยเหรอ?

 

 

คราวนี้โอวหยางเลี่ยถูกเธอถามจนใบ้กิน เฉินหลานอีมองเขาจากอีกฝั่งด้วยความขบขัน “ลั่วอิง มานั่งกับยายเร็วเข้า”

 

 

โอวหยางเลี่ยเห็นว่าภรรยาไม่ออกหน้าช่วยเขา ยังคงนั่งอยู่ข้างๆ ดูเขาจนตรอกต่อไป ก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นมา หลานอีจงใจแกล้งเขาใช่หรือไม่ ทำไมเขาต้องกลายมาเป็นแบบนี้ด้วย?

 

 

โอวหยางหงรู้ว่าถามต่อไปโอวหยางเลี่ยก็คงจะโมโห เดี๋ยวหู่พั่วเข้าใจผิดว่าตัวเองเป็นคนทำให้คุณพ่อโกรธแล้วจะไม่ได้เสียเปล่าๆ “หู่พั่ว พ่อคงจะอารมณ์ไม่ดีเท่าไหร่น่ะ เธอถึงได้เห็นพ่อเป็นแบบนั้น”

 

 

เมื่อหู่พั่วได้รับคำตอบก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ โอวหยางหงนั่งอยู่ข้างๆ โอวหยางเลี่ย หู่พั่วให้เสี่ยวอวี่นั่งลงข้างๆ ลั่วอิง เธอจัดการอาหารกลางวันให้กับเสี่ยวอวี่ก่อน

 

 

ระหว่างที่เฉินหลานอีกินมื้อกลางวันก็ไม่ได้พูดจากับโอวหยางเลี่ยอีกเลยสักคำเดียว ไม่ว่าโอวหยางเลี่ยจะพยายามต่อบทสนทนากับเธออย่างไร แต่เธอก็ไม่ตอบ ต่อให้เป็นคนโง่ก็ดูรู้ว่าทั้งสองคนมีปัญหากันอยู่ แล้วพวกหู่พั่วจะไม่รู้ได้อย่างไร

 

 

หู่พั่วรู้สึกว่าจู่ๆ เธอก็เข้าใจว่าทำไมเมื่อกี้โอวหยางเลี่ยถึงได้มีใบหน้าบูดบึ้ง คงไม่ใช่เพราะเธอหรอก ดูเหมือนว่าเมื่อกี้เธอจะเป็นห่วงเก้อเสียแล้ว นี่เขายอมให้แม่ข่มแต่โดยดีชัดๆ!

 

ตอนที่ 362 หวังให้เขามีความสุข    

 

 

หู่พั่วมองลั่วเซ่าเซินที่ยืนมองอยู่บนพื้นดิน มองเธอจากไปอยู่ตลอด ตั้งแต่วินาทีที่เครื่องบินทะยานขึ้น จู่ๆ เธอก็รู้สึกเจ็บปวดในใจเป็นอย่างมาก อย่างกับว่ามีเข็มทิ่มแทง หู่พั่วลูบหน้าอก นี่มันเพราะอะไรกัน? ทำไมเธอถึงได้เจ็บปวดใจเพราะผู้ชายคนนี้?  

 

 

…  

 

 

เมิ่งชิงซีไปที่คฤหาสน์อีกแล้ว นอกจากแม่บ้านหลิวเธอก็ไม่เห็นใครสักคน “แม่บ้านหลิว พี่เซ่าเซินละคะ?”  

 

 

“คุณเมิ่ง ดิฉันไม่ทราบค่ะ คุณผู้ชายคงจะไปส่งคุณหนูกระมังคะ” สองสามวันมานี้ลั่วอิงไม่ได้กลับมาอยู่ที่บ้าน แม่บ้านหลิวถามแล้วลั่วเซ่าเซินก็ไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน แต่จากคำพูดของเขา แม่บ้านหลิวจับใจความได้ว่าตอนนี้คุณหนูอาศัยอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง   

 

 

“ถ้าอย่างนั้นแม่บ้านหลิวรู้หรือเปล่าว่าเขาไปส่งลั่วอิงที่ไหน” เพื่อที่เมิ่งชิงซีจะสามารถเข้ามาอยู่ที่นี่ได้ เธอจึงประจบประแจงและไม่แสดงอาการดูถูกแม่บ้านหลิว เธอรักษาสถานะคุณหนูผู้ร่ำรวยของบ้านเจียเอาไว้ เธอรอลั่วเซ่าเซินมาสองปี และก็ไม่ถือสาที่จะรอต่อไปอีกสักหน่อย  

 

 

แม่บ้านหลิวรู้มาว่าดูเหมือนว่าถังโจวโจวจะเกิดอุบัติเหตุและหายตัวไป แม้ว่าลั่วเซ่าเซินจะยืนยันว่าถังโจวโจวยังไม่ตาย แต่ว่าในใจของแม่บ้านหลิวคิดว่า ถ้าไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้น ทำไมถังโจวโจวถึงได้ไม่กลับมาหาสองพ่อลูกบ้างเลยล่ะ?  

 

 

เมิ่งชิงซีมาหาลั่วเซ่าเซินบ่อยๆ แม่บ้านหลิวไม่ห้ามปราบแต่ก็ไม่ได้ต้อนรับ รักษาใจอันเป็นกลางเอาไว้  

 

 

ส่วนตัวแล้วแม่บ้านหลิวหวังให้ลั่วเซ่าเซินมีความสุข แม้ว่าเขาจะชอบถังโจวโจวมากมายขนาดไหน แต่ถังโจวโจวก็หายตัวไปได้สองปีแล้ว ลั่วอิงเองก็โตขึ้นเรื่อยๆ เธอต้องการคนดูแล  

 

 

การปรากฏตัวของเมิ่งชิงซี แม้ว่าเธอจะไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะสมกับลั่วเซ่าเซินที่สุด แต่แม่บ้านหลิวก็หวังว่าจากการเข้ามารบกวนของเมิ่งชิงซี ลั่วเซ่าเซินก็คงจะรู้แจ้งแล้วว่าถัวโจวโจวได้จากไปแล้ว และหาคนใหม่ๆ มาใช้ชีวิตด้วยกัน  

 

 

แม่บ้านหลิวกับบรรดาญาติผู้ใหญ่ของลั่วเซ่าเซินมีความคิดเหมือนกัน หวังว่าเขาจะไม่เอาแต่ตกอยู่ในภวังค์ของความรู้สึก มองไปข้างหน้า ค่อยๆ มองโลกในมุมที่เขายังไม่เคยเห็น  

 

 

“เหมือนจะเป็นสนามบินนะคะ” แม่บ้านหลิวรู้เรื่องนี้ก็เพราะลั่วเซ่าเซินรีบร้อนออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้า แม่บ้านหลิวได้ยินเสียงเขาคุยโทรศัพท์  

 

 

“แม่บ้านหลิว ขอบคุณนะคะ” เมิ่งชิงซีได้รับข่าวเกี่ยวกับลั่วเซ่าเซินก็พลันมีชีวิตชีวาในทันที ลั่วอิงไปกับใครนะ? อย่างนี้ก็เป็นผลดีกับเธอไม่ใช่เหรอไง จะไม่มีก้างขวางคอคอยขัดขวางระหว่างเธอกับพี่เซ่าเซินแล้ว  

 

 

เมิ่งชิงซีออกจากคฤหาสน์ไปอย่างรวดเร็ว แม่บ้านหลิวไม่เข้าใจว่าเมิ่งชิงซีจะขอบคุณเธอทำไม หรือว่าเพราะคุณผู้ชาย?  

 

 

ลั่วเซ่าเซินไม่รู้ตัวว่ามีคนคอยติดตามการเคลื่อนไหวของเขามาตลอด เมื่อเมิ่งชิงซีไปถึงสนามบินพอเห็นถังโจวโจวถึงได้เข้าใจเรื่องทั้งหมด เธอจะไม่ยอมให้สองคนนั้นได้อยู่ด้วยกัน ไม่มีทาง  

 

 

เมิ่งชิงซีหันหลังออกมาจากสนามบิน เธอจะไม่ปล่อยโอกาสให้ถังโจวโจวกับลั่วเซ่าเซินได้อยู่ด้วยกัน ดูท่าว่าถังโจวโจวจะบินไปต่างประเทศ และเมิ่งชิงซีรู้ว่า ด้วยนิสัยของลั่วเซ่าเซิน เขาจะต้องตามเธอไปแน่  

 

 

ขอแค่เธอรู้ว่าพี่เซ่าเซินไปที่ไหน ก็สามารถหาที่ที่ถังโจวโจวอาศัยอยู่ได้อย่างแม่นยำ จากนั้น…ก็ทำให้เธอหายไปจากโลกใบนี้เสีย  

 

 

ลั่วเซ่าเซินส่งถังโจวโจวและลั่วอิงเรียบร้อยแล้วก็กลับมาที่บ้าน แม่บ้านหลิวรายงานเรื่องที่เมิ่งชิงซีมาหา “เธอมาทำอะไร?”  

 

 

“คุณเมิ่งเธอไม่ได้บอกค่ะ” แม่บ้านหลิวไม่รู้ว่าเมิ่งชิงซีมาทำอะไรกันแน่ ทว่าจุดประสงค์ของเมิงชิงซีมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นก็คือลั่วเซ่าเซิน นี่เป็นเรื่องที่แม่บ้านหลิวและลั่วเซ่าเซินต่างรู้อยู่แก่ใจ  

 

 

“ครับ ผมรู้แล้ว อีกสองวันผมจะไม่อยู่นะ” ลั่วเซ่าเซินขึ้นไปยังชั้นบน เข้าไปในห้องหนังสือ เขาต้องจัดการเรื่องต่างๆ ในบริษัทให้เรียบร้อยก่อน ถึงจะไปหาถังโจวโจวและลั่วอิงได้อย่างวางใจ  

 

 

…  

 

 

ผ่านการเดินทางมาเป็นเวลาเนิ่นนาน ในที่สุดเครื่องบินก็ลงจอดที่ลานหญ้าที่ปราสาทเก่าแก่ของประเทศ H โอวหยางหงอุ้มเสี่ยวอวี่ หู่พั่วจูงมือลั่วอิง พ่อบ้านพาคนมารอที่ลานหญ้าอยู่แล้ว “คุณชาย คุณหนู กลับมากันแล้วเหรอครับ! คุณผู้หญิงกับคุณผู้ชายรออยู่ในปราสาทแล้วครับ”  

 

 

 

 

 

ตอนที่ 363 หนูพูดเรื่องจริงนะคะ  

 

 

“พ่อบ้าน ไม่เจอกันหลายวันเลยนะคะ ดูเหมือนว่าคุณจะหนุ่มขึ้นมากเลย!” พ่อบ้านไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรกับคำพูดของหู่พั่ว เขาเอ่ยตอบไปตามหน้าที่ว่า “ขอบคุณคุณหนูครับ นี่คงเป็นคุณหนูเล็กสินะครับ?”  

 

 

พ่อบ้านรู้จากเฉินหลานอีมาว่า ครั้งนี้คุณชายและคุณหนูไปพาคนสำคัญกลับมาคนหนึ่ง พูดกันว่าเป็นลูกของลูกสาวคนโตของคุณผู้หญิงที่ยังมีชีวิตอยู่  

 

 

“ใช่แล้ว เธอชื่อลั่วอิง ลั่วอิง สวัสดีพ่อบ้านสิจ๊ะ!”  

 

 

“สวัสดีค่ะคุณลุง!” ดวงตาของลั่วอิงไม่ได้มองไปรอบๆ เธอรู้ดีว่านี่ไม่ได้พื้นที่ของคุณพ่อของเธอ เธอจะทำให้คุณพ่อเสียหน้าไม่ได้  

 

 

“คุณหนูเล็ก คุณผู้ชายกับคุณผู้หญิงรอคุณหนูมาตลอดเลยนะครับ ตามผมมาทางนี้ครับ” คนรับใช้นำกระเป๋าเดินทางของพวกเขาลงมา ก่อนจะส่งไปยังแต่ละห้อง  

 

 

“ทำไมถึงได้รอหนูเหรอคะ?” ลั่วอิงไม่เข้าใจจึงถามออกมาตรงๆ พ่อบ้านที่ไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เป็นนาย จึงไม่อาจบอกเหตุผลให้เธอฟังได้  

 

 

หู่พั่วลูบหัวของลั่วอิง “เพราะว่าพวกเขารู้ว่าลั่วอิงจะมายังไงละจ๊ะ ก็เลยอยากเห็นมาตลอดว่าลั่วอิงเป็นเด็กแบบไหนกัน”  

 

 

เหมือนกับหู่พั่วเองที่มีความรู้สึกที่แตกต่างออกไปกับลั่วอิงเช่นกัน แม่ของลั่วอิงเป็นพี่สาวแท้ๆ ของเธอ แม้ว่าเธอจะไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับพี่สาวคนนี้เลย แต่หู่พั่วกลับรู้สึกว่าในเมื่อให้กำเนิดเด็กที่น่ารักอย่างลั่วอิงออกมาได้ พี่สาวของเธอจะต้องเป็นแม่ที่ดีอย่างแน่นอน  

 

 

โดยเฉพาะเมื่อตัวหู่พั่วเองกลายเป็นแม่คนแล้ว เธอจึงอ่อนไหวกับเรื่องเหล่านี้เป็นพิเศษ เมื่อรู้ตัวว่าคิดมากเกินไป หู่พั่วจึงรีบกลับมาใส่ใจกับเรื่องที่อยู่ตรงหน้า  

 

 

เมื่อเข้าไปในปราสาท เฉินหลานอีเห็นหู่พั่วจูงมือเด็กคนหนึ่งเข้ามาก็ตื่นเต้นดีใจจนแทบนั่งไม่ติด โอวหยางเลี่ยจึงรีบประคองเธอเอาไว้ กระซิบที่ข้างหูของเธอเบาๆ ว่า “ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ยังไงเธอก็มาถึงที่นี่แล้ว คุณยังกลัวว่าเธอจะหนีไปไหนอีกเหรอ คุณอย่าลืมคำสัญญาที่คุณให้ไว้เมื่อกี้นี้สิ”  

 

 

“จำได้สิคะ ฉันจำได้ ไม่ลืมหรอก” เฉินหลานอีไม่มองเขาเลยแม้แต่นิดเดียว สายตาจ้องมองไปที่ลั่วอิงแน่วแน่ นี่เป็นหลานสาวของเธอ ลูกสาวของชิงเยียน ในที่สุดก็ได้เจอตัวเสียที  

 

 

เมื่อลั่วอิงเห็นสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างออกไปและคนที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตา เธอก็จับมือของหู่พั่วเอาไว้แน่น หู่พั่วรู้ดีว่าตอนนี้เธอตื่นเต้น จึงให้กำลังใจเธอเบาๆ “ลั่วอิง ไม่ต้องกลัวนะ แม่ของฉันกับคุณลุงโอวหยางเป็นคนใจดี พวกเขาชอบหนูมากนะ”  

 

 

แม้ว่าหู่พั่วจะพูดแบบนี้ แต่ลั่วอิงก็ยังไม่วางใจอยู่ดี แรงที่มือของเธอไม่ได้คลายลงเลยแม้แต่น้อย เมื่อเห็นว่าสายตาของพวกเฉินหลานอีดูตื่นตัว  

 

 

โอวหยางเลี่ยมองเด็กน้อยที่อยู่ตรงหน้าตั้งท่าราวกับว่าพวกเขาเป็นศัตรู ก็ดูเหมือนว่าเด็กน้อยที่ชื่อลั่วอิงนี้จะระวังตัวมากทีเดียว! ทั้งที่ไม่วางใจกับที่นี่ แต่ก็ยังกล้ามาอย่างนั้นหรือ?  

 

 

เฉินหลานอีกลับไม่ได้มองอย่างโอวหยางเลี่ยเลยแม้แต่น้อย หลานสาวของเธอเป็นอะไรไป? ทำไมถึงได้มีสายตาแบบนี้ล่ะ ก่อนหน้านี้ได้รับความลำบากอะไรหรือเปล่า ถึงได้มีท่าทางเป็นแบบนี้?  

 

 

ยิ่งลั่วอิงแสดงออกแบบนี้ก็ยิ่งทำให้เฉินหลานอีปวดใจ เฉินหลานอีเดินออกมาสองสามก้าว เข้ามาตรงหน้าลั่วอิง “หนูน้อย ฉันเป็นแม่ของหู่พั่วนะจ๊ะ หนูจะเรียกฉันว่ายายก็ได้”  

 

 

“มีคุณยายที่สาวขนาดนี้ด้วยเหรอคะ?” ลั่วอิงเห็นเฉินหลานอีใช้ท่าทางสนิทสนม เธอก็คิดไม่ถึงเลยว่า เฉินหลานอีจะดูสาวขนาดนี้ เมื่อยืนอยู่ด้วยกันกับคุณแม่โจวโจวแล้วอย่างกับพี่สาวน้องสาวอย่างไรอย่างนั้น  

 

 

คำพูดใสซื่อของเด็กน้อยลั่วอิงคนนี้ทำให้คนที่อยู่โดยรอบขบขัน โดยเฉพาะโอวหยางเลี่ยที่ชอบให้คนชื่นชมเฉินหลานอีเป็นที่สุด เมื่อเห็นว่าเฉินหลานอีมีความสุขก็พลอยยินดีไปด้วย หากเขาเกิดในยุคโบราณ จะต้องเป็นกษัตริย์ที่หลงใหลในรอยยิ้มของสาวงามจนไม่สนใจสิ่งใดแน่  

 

 

“หลานอี หลานสาวของเธอไม่ธรรมดาเลยนะ! ช่างพูดเสียจริง!”  

 

 

“หนูพูดเรื่องจริงนะคะ” ลั่วอิงรู้สึกว่าคุณลุงที่อยู่ตรงหน้านั้นวุ่นวายจังเลย ทำไมถึงได้สงสัยความจริงใจของเธอล่ะ ที่เธอพูดเป็นความจริงทั้งนั้นนะ  

 

 

“เอาละๆ หนูพูดความจริงจ้ะ งั้นหนูเรียกยายให้ฉันฟังได้ไหมจ๊ะ?” เฉินหลานอีมองเธอด้วยความคาดหวัง ตอนนี้เธอทำได้เพียงใช้ฐานะของหู่พั่วเป็นข้ออ้างให้ลั่วอิงพูดคำว่ายายให้ฟัง เธอไม่กล้าเล่าเรื่องของชิงเยียนให้ลั่วอิงได้รับรู้  

 

 

ตอนนี้ลั่วอิงอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย อีกอย่างเธอเองก็ยังเด็ก หากถึงตอนนั้นแล้วเธอรับไม่ได้ เกิดทำเรื่องที่ไม่คาดคิดขึ้นมาก็จะแย่กันไปหมด   

ตอนที่ 360 กำลังจะจากไป  

 

 

“แม่คะ เดิมทีหนูก็คิดไว้ว่าจะอยู่ที่นี่อาทิตย์หนึ่ง แต่ว่าตอนนี้มีเรื่องกะทันหัน พวกเราจำเป็นต้องกลับไปประเทศ M ก่อน แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ หนูจะกลับมาเยี่ยมพ่อกับแม่อีกค่ะ”  

 

 

หู่พั่วเองก็ต้องแข็งใจเช่นกัน ช่วงเวลาสั้นๆ แต่หู่พั่วก็รับรู้ได้ถึงความรักความห่วงใยของแม่ที่มีต่อเธอ  

 

 

เธอไม่ต่างจากเฉินหลานอี ที่ให้เธอโดยไม่หวังผลตอบแทน ทุ่มเทโดยไม่ได้หวังสิ่งใด ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ ที่ผ่านมาพวกเธอไม่เคยร้องขออะไรตอบแทน เพราะอย่างนี้หู่พั่วถึงยอมรับแม่ของโจวโจวได้อย่างรวดเร็ว  

 

 

“อยู่ต่ออีกสองสามวันไม่ได้เหรอ ลูกยังไม่ได้มาอยู่เป็นเพื่อนแม่เลยนะ?” แม่ของโจวโจวรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ตนไม่ได้เจอลูกสาวมาสองปี ลูกสาวกลับมาได้ไม่กี่วันก็จะจากไปเสียแล้ว เธอทำใจรับไม่ไหว  

 

 

“แม่คะ หนูรู้ว่าแม่ไม่อยากห่างจากหนู คราวนี้หนูกลับไปไม่นานก็จะกลับมาอีกค่ะ” หู่พั่วเพียงแต่อยากพาลั่วอิงกลับไปให้เฉินหลานอีได้เห็นหน้า ทำให้เธอสมปรารถนาเท่านั้น  

 

 

ไม่ว่าแม่ของโจวโจวจะดึงดันอย่างไร หู่พั่วกับโอวหยางหงก็ต้องกลับไปอยู่ดี คราวนี้ลั่วอิงตกปากรับคำกับพวกเธอแล้ว ว่าจะพาเธอกลับไปด้วยได้  

 

 

ลั่วเซ่าเซินได้รู้ข่าวอยู่ก่อนแล้วว่าพวกเธอเตรียมตัวกลับไปยังประเทศ M ช่องทางจากข่าวที่เขาได้รับ แน่นอนว่ามาจากลั่วอิงอันเป็นที่รักใคร่ของหู่พั่วกับโอวหยางหงนั่นเอง!  

 

 

และที่ลั่วอิงตอบรับอย่างรวดเร็วก็เป็นเพราะว่าลั่วเซ่าเซินขอให้เธอคอยอยู่ใกล้ๆ ถังโจวโจวเอาไว้ รายงานสถานการณ์ให้เขารู้ตลอดเวลา ลั่วอิงเองก็ยินดีให้ความร่วมมือ ดังนั้นเมื่อถังโจวโจวพูดกับเธอเรื่องที่อยากพาเธอกลับไปยังประเทศ M ด้วย เธอถึงได้ตอบรับไปอย่างรวดเร็ว  

 

 

โอวหยางหงวางแผนการเดินทางกลับอย่างรวดเร็ว ทุกวันลั่วอิงจะอยู่เป็นเพื่อนหู่พั่วกับเสี่ยวอวี่ที่โรงแรม ดูอย่างกับว่าเธอไม่ได้ใส่ใจเลยว่าพวกเขาจะพาเธอไปที่ไหน  

 

 

ความจริงแล้วลั่วอิงติดต่อกับลั่วเซ่าเซินอย่างลับๆ มาโดยตลอด และก็ยังเล่าสถานการณ์ทางนี้ทั้งหมดให้ลั่วเซ่าเซินฟังด้วย ทำให้เขารู้เรื่องราวความเป็นไป  

 

 

ความจริงแล้วโอวหยางหงเองก็รู้ความจริงว่าลั่วอิงให้ข่าวของพวกเขากับลั่วเซ่าเซินมาโดยตลอด แต่ว่าเขาก็ไม่ได้พูดออกไป ตอนนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ลั่วเซ่าเซิน แต่เป็นลั่วอิงที่จะไปเจอกับเฉินหลานอีได้อย่างปลอดภัยต่างหาก  

 

 

โอวหยางหงเข้าใจดี ครั้งนี้เขาก็แค่จะพาลั่วอิงกลับไปให้เจอหน้าแม่ของเขาเท่านั้น เขาไม่ใช่คนอวดดี เขารู้ดีว่าตอนนี้ลั่วอิงโตแล้ว ไม่ได้เป็นเด็กน้อยที่เพียงแค่ปลอบโยนก็จะลืมเรื่องราวที่ผ่านมาได้  

 

 

ตอนนี้เธอมีความคิดเป็นของตัวเอง คิดได้ว่าเรื่องนี้ดีกับตัวเองหรือไม่ แน่นอนว่าการยอมรับคนใหม่ๆ และเรื่องราวใหม่ๆ เองก็ทำได้ดีขึ้นด้วย แต่ยอมรับไม่ได้แปลว่าสนิท ต้องปฏิบัติต่อเธอด้วยความสนิทสนม ยังต้องใช้ความพยายามมากกว่านี้  

 

 

โอวหยางหงเข้าใจดีว่า เพราะว่าลั่วเซ่าเซินคอยกระซิบบอกให้ลั่วอิงไปกับพวกเขา พวกเขาถึงได้พาตัวลั่วอิงไปยังประเทศ H ได้อย่างราบรื่นอย่างนี้  

 

 

ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง โอวหยางหงเตรียมเครื่องบินส่วนตัวไว้แล้ว เขาขับรถไปยังสนามบิน ผ่านช่องทาง VIP ส่งหู่พั่วและลั่วอิงไปขึ้นเครื่อง เมื่อลั่วเซ่าเซินได้รับข่าวก็รีบขับรถไปจอดไว้ที่นอกสนามบินด้วยความรวดเร็ว  

 

 

เพิ่งจะจอดรถเสร็จ เขารีบเปิดประตูรถลงมา พุ่งตัวเข้าไปในสนามบิน  ลั่วเซ่าเซิน เร็วเข้า เร็วขึ้นอีก!  ภายในใจของลั่วเซ่าเซินรีบร้อนจนแทบลุกเป็นไฟ ตอนที่ลั่วอิงส่งข้อความมาให้เขา พวกเธอก็เตรียมตัวออกเดินทางกันแล้ว  

 

 

ลั่วอิงไม่รู้ว่าพวกเขาจะขึ้นบินที่สนามบินไหนกันแน่ หู่พั่วบอกแค่ว่าโอวหยางหงจัดการไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นลั่วอิงจึงทำได้เพียงคล้อยตามหู่พั่ว  

 

 

ลั่วอิงยังไม่เห็นเงาร่างของลั่วเซ่าเซิน เธออดไม่ได้ที่จะหันหลังกลับไปมองอีกครั้ง สองมือกำแน่น  คุณพ่อ ทำไม่ยังไม่มาสักทีคะ? หนูบอกคุณพ่อไปแล้วนี่นา  

 

 

ลั่วอิงร้อนรนอยู่ตรงนั้น โอวหยางหงไม่ได้รู้สึกถึงความคิดของเธอ “ลั่วอิง ไปกันเถอะ ใกล้จะขึ้นเครื่องแล้วนะ”  

 

 

“ลุงโอวหยางคะ รออีกหน่อยได้หรือเปล่าคะ?” ลั่วอิงประสานมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน ทว่าท่าทางอันน่าสงสารนั้นไม่ได้ทำให้โอวหยางหงเปลี่ยนใจ  

 

 

“ลั่วอิง ลุงรู้ว่าหนูอยากรอให้พ่อของหนูมาก่อน แต่ว่าลุงกำชับให้คนที่หน้าประตูขวางเอาไว้แล้ว พ่อของหนูเข้ามาไม่ได้หรอก หนูถอดใจจากเรื่องนี้เสียเถอะนะ” โอวหยางหงเห็นว่าลั่วอิงยังคงจดจ้องอยู่ที่ทางออก ก็ไม่ได้ใส่ใจเธออีก เดินขึ้นเครื่องไปในทันที  

 

 

หู่พั่วเห็นว่าเขาขึ้นมาคนเดียว “แล้วลั่วอิงล่ะ?”  

 

 

“เธอยังอยากรอที่จะได้พบพ่อของเธอน่ะ” พอพูดถึงลั่วเซ่าเซินทั้งร่างของโอวหยางหงก็เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ เห็นว่าหู่พั่วนั่งอยู่คนเดียว โอวหยางหงก็มองไปรอบๆ แล้วเอ่ยถามว่า “เสี่ยวอวี่ล่ะ?”  

 

 

 

 

 

ตอนที่ 361 ลั่วเซ่าเซินมาแล้ว  

 

 

“นอนอยู่ข้างในน่ะ พี่จะลงไปดูลั่วอิงหน่อยนะ” หู่พั่วลงจากเครื่องบินก็เห็นลั่วอิงยังคงยืนอยู่ที่เดิมเพียงลำพัง ราวกับว่าจะไม่ว่าอย่างไรก็จะรอให้ลั่วเซ่าเซินมาถึงให้ได้  

 

 

“ลั่วอิง อีกเดี๋ยวพวกเราจะออกเดินทางกันแล้วนะ หนูจะไม่ไปกับพวกเราเหรอ?” เดิมทีหู่พั่วไม่ได้เชื่อเท่าไหร่นักว่าลั่วอิงจะไปกับพวกเธอง่ายดายขนาดนี้ เดิมทีอยากใช้เวลาเอาชนะใจเธอ ใครจะไปรู้ว่าไม่ได้ยุ่งยากเลยแม้แต่นิดเดียว  

 

 

“ไม่ใช่ค่ะ คุณแม่โจวโจว หนูแค่อยากรอพบคุณพ่อน่ะค่ะ” คุณพ่อให้เธอกลับไปกับคุณแม่โจวโจวก่อน จากนั้นไม่นานเขาก็จะรีบตามมา ลั่วอิงเชื่อว่าคุณพ่อจะไม่ทอดทิ้งหรือไม่สนใจไยดีเธอกับคุณแม่โจวโจว  

 

 

“แล้วเขาจะมาได้ยังไงล่ะจ๊ะ” ลั่วเซ่าเซินไม่รู้สักหน่อยว่าพวกเธอจะออกเดินทางกันวันนี้ แล้วจะมาที่สนามบินได้อย่างไร? นอกเสียจากว่า…  

 

 

“หนูเป็นคนบอกคุณพ่อเองค่ะ ต่อให้คุณแม่จะจำพวกเราไม่ได้ แต่จะเย็นชากับคุณพ่อแบบนี้ไม่ได้นะคะ เมื่อก่อนคุณพ่อกับคุณแม่ดีต่อกันจะตายไป”  

 

 

หู่พั่วไม่รู้ว่าคำว่าดีต่อกันที่ลั่วอิงพูดถึงหมายความว่ายังไงกันแน่ แต่ว่าในใจของโอวหยางหง ลั่วเซ่าเซินเป็นคนชั่วตัวฉกาจ ไม่รักษาสัญญา เหลาะแหละ…อย่างกับว่าคำพูดเลวร้ายที่สุดบนโลกใบนี้รวมกันอยู่ที่ตัวเขาทั้งหมด  

 

 

“เอาเถอะ ต่อให้คุณพ่อของหนูดีแค่ไหนตอนนี้ฉันก็นึกไม่ออกอยู่ดี ในเมื่อหนูอยากจะรอฉันก็จะรอเป็นเพื่อนหนูก็แล้วกัน พวกเราเหลือเวลาแค่สิบนาที อีกเดี๋ยวก็เครื่องก็จะออกแล้ว รู้ใช่ไหม?”  

 

 

“รู้แล้วค่ะ หนูเชื่อว่าคุณพ่อจะต้องมาทันแน่ๆ” ต่อให้ลุงโอวหยางจะบอกว่ามีคนเฝ้าเอาไว้ คุณพ่อก็จะต้องหาวิธีมาจนได้  

 

 

ผ่านไปสิบนาที หู่พั่วยังไม่เห็นเงาร่างของลั่วเซ่าเซิน เมื่อเห็นท่าทางยืนหยัดของลั่วอิง เธอเองก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี ทำได้เพียงอยู่รอเป็นเพื่อนเธอต่อไป  

 

 

“คุณแม่โจวโจว คุณพ่อมาแล้วค่ะ! คุณพ่อมาแล้ว!” นิ้วของลั่วอิงชี้ไปยังเงาร่างที่วิ่งเข้ามาหา หู่พั่วหรี่ตาลง แสงอาทิตย์สาดส่องจนเธอมองคนที่เข้ามาหาไม่ชัด  

 

 

หู่พั่วอยากมองให้ชัดเจน แต่ว่ายิ่งอยากมองให้ชัดเท่าไหร่ ดวงตาก็ยิ่งเห็นเป็นภาพอันเลือนราง แสงอาทิตย์สาดแสงลงมาจนดวงตาเกิดหยดน้ำตา  

 

 

ลั่วเซ่าเซินหายใจหอบอยู่ตรงหน้าถังโจวโจวและลั่วอิง “โจวโจว พวกคุณจะไปแล้วเหรอ?”  

 

 

“ใช่ค่ะ คุณก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือคะ?” หู่พั่วไม่อธิบายต่อ เขาก็ช่างถามออกมาได้ ลั่วอิงต้องบอกเขาอยู่แล้วนี่นา  

 

 

ตอนนี้หู่พั่วไม่เข้าใจเลย ลั่วเซ่าเซินแค่อยากหาเหตุผลเพื่อจะได้คุยกับเธอมากขึ้นอีกหน่อย แม้ว่าเขาจะตามมาอยู่ตรงหน้าเธอ แต่เวลาก็มีจำกัด ลั่วเซ่าเซินอยากรักษาเวลาที่อยู่กับถังโจวโจวในทุกๆ วินาที  

 

 

ลั่วเซ่าเซินค่อนข้างเก้อเขิน จึงย้ายสายตาไปหาลั่วอิง “ลั่วอิง เป็นเด็กดีเชื่อฟังคุณแม่โจวโจวนะ อีกไม่กี่วันพ่อจะตามไปหาหนู” เขาพูดประโยคสุดท้ายเบาๆ ที่ข้างหูของเธอ  

 

 

ลั่วอิงพยักหน้า “คุณพ่อ วางใจนะคะ หนูจะรอพ่อค่ะ”   

 

 

หู่พั่วเห็นสองพ่อลูกพูดจามีลับลมคมใน เธอยืนอยู่ข้างๆ เงียบๆ มองนาฬิกา “คุณลั่ว พวกเราต้องไปกันแล้วค่ะ” ได้เวลาแล้ว อีกเดี๋ยวหงเอ๋อร์ก็คงมาออกมาเร่งแล้ว  

 

 

“โจวโจว รักษาตัวด้วยนะ ดูแลตัวเองให้ดีๆ ล่ะ” ลั่วเซ่าเซินได้พบกับเธอครั้งนี้ก็วางใจขึ้นมาก อย่างกับว่ามีที่รองรับหัวใจที่หล่นลงมาจากท้องฟ้าอันเปล่าเปลี่ยวร่วงสู่พื้นที่แท้จริง  

 

 

“ลั่วอิง ไปกันเถอะจ้ะ” เธอจูงมือน้อยๆ สายลมอ่อนพัดโชยมา กระโปรงยาวของหู่พั่วโบกสะบัด กลายเป็นรูปร่างที่สวยงาม  

 

 

“คุณพ่อ ต้องมาให้ได้นะคะ!” หู่พั่วจูงลั่วอิงขึ้นเครื่องบินไป เธอตะโกนอย่างสุดกำลังหาลั่วเซ่าเซินขณะที่อยู่บนบันได  

 

 

“จ้ะ พ่อรู้แล้ว! ลูกเป็นเด็กดีนะ พ่อจะรักษาสัญญา” ไม่ว่าจะลำบากยากเย็นสักแค่ไหน ลั่วเซ่าเซินก็จะต้องพาพวกเธอกลับบ้านไปด้วยกันให้ได้  

 

 

ให้ลั่วอิงเดินทางไปก่อน และเพื่อที่จะให้เธอไปเธอไปหยั่งเชิงดู เขาอยากรู้ว่าโอวหยางหงกับถังโจวโจวมีความสัมพันธ์แบบไหนต่อกันกันแน่? เขาเชื่อว่า ต่อให้ถังโจวโจวความจำเสื่อม เธอก็จะไม่ไปคบกันคนอื่น เขายังคงอยู่ในใจของเธอตลอดเวลา  

 

 

เครื่องบินขึ้นตามกำหนดเวลา ลั่วเซ่าเซินเงยหน้ามองฟ้า มองเครื่องบินเคลื่อนออกจากรันเวย์ไป คนที่เขารักต่างจากไปพร้อมกับมัน ลั่วเซ่าเซินใช้มือบังหน้าผากเอาไว้ “โจวโจว ลั่วอิง รอก่อนนะ”  

ตอนที่ 358 ลั่วเซ่าเซินอุ้มเสี่ยวอวี่

 

 

ไม่นาน เสี่ยวอวี่ก็กินซุปในถ้วยใบเล็กจนหมด หู่พั่วหยิบแอปเปิลมาให้เขาอีกหลายชิ้น ป้อนใส่ปากเขา ในท้องของเสี่ยวอวี่มีของกินอัดแน่น ไม่ได้หิวอย่างก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อหู่พั่วอยากป้อนเขาอีก เขาก็พลันส่ายหน้า ตอนนี้เขาไม่อยากกินแล้ว อยากเล่นมากกว่า

 

 

เธอเห็นว่าลั่วเซ่าเซินยังไม่ได้แตะต้องสเต็กเนื้อที่อยู่ตรงหน้าเพราะเสี่ยวอวี่ ก็พูดขึ้นว่า “คุณลั่วคะ ให้ฉันอุ้มแทนเถอะค่ะ คุณไปกินอะไรก่อนเถอะ เห็นอย่างนี้แล้วฉันรู้สึกไม่ดีเลย วางเขาลงบนเก้าอี้เด็กก็พอค่ะ”

 

 

คราวนี้ลั่วเซ่าเซินไม่ได้ปฏิเสธอีก “อย่างนั้นก็ได้ ผมวางเขาเองก็แล้วกัน” หู่พั่วรีบย้ายเก้าอี้เด็กมาไว้ข้างกาย ขณะที่ลั่วเซ่าเซินอุ้มเสี่ยวอวี่ให้นั่งลง เธอเองก็ใช้มือรับน้ำหนักไว้ ไม่ทันระวังจึงสัมผัสเข้ากับแขนของลั่วเซ่าเซิน

 

 

“โจวโจว…” ลั่วเซ่าเซินคว้ามือของถังโจวโจวที่ไม่ทันระวังเมื่อสักครู่เอาไว้ ก่อนกุมเอาไว้อย่างแน่นหนา ไม่อยากปล่อยไป หู่พั่วดิ้นรน เห็นโอวหยางหงที่มองมาทางนี้ หน้าของเธอก็พลันแดงฉ่า “ยังมองอยู่อีก?”

 

 

หู่พั่วเห็นว่าโอวหยางหงมองเธออย่างขบขันมาตลอด คนที่ทำให้ลั่วเซ่าเซินเข้าใจเธอผิดก็คือเขา ตอนนี้คนที่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ก็ยังเป็นเขา เขาคิดจะทำอะไรกันแน่? ระวังว่าไว้เถอะว่าเธอกลับไปแล้วจะฟ้องแม่

 

 

เมื่อหู่พั่วตักเตือน โอวหยางหงก็รีบลุกขึ้นยืน “คุณลั่ว ช่วยปล่อยมือหู่พั่วด้วยครับ”

 

 

หลังจากที่ถังโจวโจวจากไป ลั่วเซ่าเซินก็ทนฟังคำว่าให้เขาปล่อยมือจากเธอไปไม่ได้ เขาไม่เพียงแต่ไม่ยอมปล่อยมือถังโจวโจว กลับกัน ยังกุมมือเธอแน่นขึ้นอีก เพื่อแสดงให้เห็นต่อหน้าโอวหยางหง ให้เขามองให้เต็มตา

 

 

“ผมจะไม่ปล่อยโจวโจว เธอเป็นของผมมาตลอด คุณนั่นแหละมาจากไหนกัน ตอนนี้ถังโจวโจวก็แค่จำผมไม่ได้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีเรื่องของคุณเข้ามาหรอก”

 

 

หู่พั่วเห็นลั่วเซ่าเซินบีบมือแน่นขึ้นทุกที เธอรู้สึกเจ็บ จึงสะบัดมือออก “คุณลั่ว ช่วยปล่อยฉันก่อนค่ะ มีอะไรเรานั่งลงค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันนะคะ”

 

 

“ไม่ โจวโจว ผมจะไม่มีวันปล่อยมือคุณไป! ผมรู้ว่าแค่ผมปล่อยมือคุณ คุณก็จะจากผมไปอีก ผมไม่อนุญาตให้คุณทำแบบนั้น!” ลั่วเซ่าเซินตะโกนดังลั่นใส่เธอด้วยความสะเทือนอารมณ์

 

 

หู่พั่วรีบปลอบใจเขา “ลั่วเซ่าเซิน คุณอยากเพิ่งตื่นตระหนกไปเลยนะคะ ที่นี่เป็นร้านอาหาร อย่ารบกวนคนอื่นเลยค่ะ ฉันแค่ให้คุณปล่อยฉัน ไม่ได้จะจากคุณไปไหน แค่ตอนนี้คุณบีบมือฉันจนเจ็บไปหมดแล้ว”

 

 

พอได้ยินถังโจวโจวบอกว่าเจ็บ ลั่วเซ่าเซินก็รีบคลายมือจากเธอทันที เมื่อเห็นว่ามือของเธอค่อนข้างแดง ดูเหมือนว่าเมื่อกี้เขาจะสูญเสียการคุมไป ถึงได้ทำร้ายให้ถังโจวโจวจนเป็นแบบนี้ เขาทำไม่อะไรไม่ถูก “โจวโจว ผมไม่ได้ตั้งใจ ยกโทษให้ผมได้หรือเปล่า?”

 

 

เขาอยากคว้ามือของถังโจวโจวขึ้นมาดูอีกรอบ ดูว่านอกจากที่มือแดงแล้ว ยังมีบาดแผลอื่นหรือเปล่า เพียงแต่หู่พั่วเห็นเขาจะคว้ามือเธออีกครั้ง ก็รีบถอยไปข้างหลัง ปล่อยให้ลั่วเซ่าเซินยื่นมือค้างอยู่ตรงนั้น บรรยากาศช่างน่าอึดอัด

 

 

“คุณลั่ว คุณนั่งลงก่อนดีกว่าครับ ตอนนี้หู่พั่วยังไม่ได้กินอะไรเลย ยังไงคุณก็ให้เธอกินอิ่มก่อนนะครับ!” โอวหยางหงเห็นว่า แม้สายตาของลั่วอิงจะไม่ได้จ้องมองมาทางนี้ แต่เธอก็ไม่ได้ออกปากห้าม ดูเหมือนว่าเธอเองก็อยากให้ถังโจวโจวกลับไปเหมือนกัน

 

 

“คุณพ่อ คุณแม่โจวโจวคะ รีบกินอะไรก่อนเถอะค่ะ อีกเดี๋ยวเสี่ยวอวี่ก็จะงอแงให้อุ้มอีกแล้วนะคะ”

 

 

เมื่อพูดถึงเสี่ยวอวี่ หู่พั่วก็นั่งลงในทันที ขณะเดียวกันเองก็ปลอบโยนลั่วเซ่าเซินต่อไป “คุณลั่วคะ ฉันให้อภัยคุณ คุณรีบนั่งลงเถอะ พวกเราทำเหมือนว่าเมื่อกี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะคะ”

 

 

ลั่วเซ่าเซินไม่อยากทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าเวลานี้นอกจากวิธีนี้แล้วก็ไม่มีทางอื่น เวลานี้ถังโจวโจวไม่ยอมเข้าใกล้เขาเลยด้วยซ้ำ เพียงแต่จะจับมือนิดเดียว เธอก็หดมือกลับไป

 

 

ลั่วเซ่าเซินปลอบใจตัวเองอยู่ในใจ เขาจะพาถังโจวโจวกลับไปไม่ใช่หรือไง! จะให้โจวโจวเกิดความรู้สึกไม่ดีกับเขาไม่ได้ ปล่อยโอกาสให้โอวหยางหงทำแต้มนำไปเสียได้ “โจวโจว รีบกินเถอะนะ อีกเดี๋ยวเสี่ยวอวี่ยังต้องให้คุณดูแลอีก”

 

 

ลั่วเซ่าเซินเองก็มองออกว่า จุดอ่อนของถังโจวโจวในตอนนี้คือเสี่ยวอวี่ แค่เขาเอาตัวเสี่ยวอวี่มา มีหรือว่าถังโจวโจวจะไม่กลับมา! แต่เสี่ยวอวี่ยังเด็กขนาดนี้ เขาจะเอาตัวมาได้อย่างไร? หรือต้องให้ลั่วอิงออกหน้าให้?

 

 

เวลาต่อมา ลั่วเซ่าเซินก็เอาแต่คิดถึงเรื่องนี้จึงไม่มีแก่ใจก่อกวนหู่พั่วอีก หู่พั่วไม่ได้รู้สึกถึงสายตาอันร้อนแรงที่จ้องมองมาที่เธอ ใจก็พลันผ่อนคลายลงอย่างช้าๆ

 

 

 

 

ตอนที่ 359 ตอบตกลงว่าจะไป

 

 

หลังจากกินมื้อกลางวันเสร็จแล้ว หู่พั่วก็กลับมาที่โรงแรมพร้อมกับโอวหยางหง แต่ว่าลั่วเซ่าเซินกลับหน้าทนอยากตามเธอไปด้วย เขาอยากรู้ว่าตอนนี้ถังโจวโจวอยู่ที่ไหนกันแน่ ให้เขารอ เขาก็คงจะตามหาไปทั่วทุกที่

 

 

เขาไม่เชื่อคำพูดของโอวหยางหง เขาต้องไปดูด้วยตาตัวเองเท่านั้นถึงจะวางใจ อีกสาเหตุหนึ่งก็คือ เขาไม่อยากแยกจากถังโจวโจว เขากลัวว่าแค่กะพริบตา ถังโจวโจวก็จะหายไปจากโลกของเขา

 

 

“โจวโจว ให้ผมไปส่งคุณนะ” ลั่วเซ่าเซินหาข้ออ้างได้ไม่เลวเลย ส่งถังโจวโจวกลับไป อย่างนี้เธอก็จะได้ไม่คิดว่าเขาคิดจะสะกดรอยตามเธอไป

 

 

“ไม่เป็นไรค่ะ หงเอ๋อร์ขับรถมา คุณไม่ต้องลำบากหรอก” หู่พั่วรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องยุ่งยาก โอวหยางหงขับรถมาเองแล้ว ทำไมลั่วเซ่าเซินยังต้องเทียวไปเทียวมาด้วย ทำให้ยุ่งยากเสียเปล่าๆ

 

 

“คุณแม่โจวโจวคะ อยู่ต่ออีกหน่อยไม่ได้เหรอคะ หนูยังไม่อยากจากคุณแม่ไปเลย ดูสิคะ เสี่ยวอวี่เองก็อยากอยู่กับหนูจะตาย” ลั่วอิงและเสี่ยวอวี่เกี่ยวมือกันเอาไว้แน่น อย่างกับว่าใครก็แยกพวกเขาออกจากกันไม่ได้

 

 

มืออีกข้างหนึ่งของเสี่ยวอวี่ถือกล้วยเอาไว้ กินจนมือเลอะเหนียวหนึบหนับไปหมด “ลูกรัก ลูกหยิบมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?” หู่พั่วไม่รู้เลยสักนิด เธอมุ่ยปากพลางมองเสี่ยวอวี่ เสี่ยวอวี่เองก็มองเธออย่างซื่อๆ พลางหัวเราะไปด้วย

 

 

“หม่า…ม้า…”

 

 

“เด็กโง่ รีบเช็ดมือเร็วเข้า” หู่พั่วตั้งอกตั้งใจเช็ดมือของเสี่ยวอวี่ให้สะอาด ลั่วอิงจึงรู้สึกว่าเธอถูกคุณแม่โจวโจวมองข้ามไป

 

 

“คุณแม่โจวโจว กล้วยใบนี้หนูเป็นคนให้เสี่ยวอวี่กินเองค่ะ หนูเห็นว่าน้องชอบกิน” เธอเพียงแต่เห็นว่าเด็กชายรักการกิน ถึงได้เอามาให้เขา ไม่ทันได้คิดว่าเสี่ยวอวี่ยังเด็กเกินไป จนทำเลอะเทอะไปหมดทั้งตัว

 

 

“ฉันไม่ได้โทษลั่วอิงนะจ๊ะ ลั่วอิงอย่าคิดมากไปเลยนะ ฉันกลัวว่าเขาจะดื้อก็เท่านั้นเอง”

 

 

“คุณแม่โจวโจว หนูอยากกลับไปกับคุณแม่ด้วยได้ไหมคะ” เมื่อลั่วอิงเห็นลั่วเซ่าเซินส่งสายตาให้ และแน่นอนว่านี่ก็เป็นความคิดของเธอด้วย

 

 

ไม่ว่าในเวลานี้ถังโจวโจวจะมีครอบครัวใหม่หรือไม่ ในใจของลั่วอิงยังไงถังโจวโจวก็เป็นคนที่อบรมสั่งสอนเธอมา ให้อภัยเธอเสมออยู่ดี

 

 

“กลับไปด้วย? กลับไปที่โรงแรมน่ะเหรอจ๊ะ?”

 

 

เห็นลั่วอิงพยักหน้า หู่พั่วเองก็ค่อนข้างลำบากใจ “ลั่วอิง ทำไมหนูถึงได้ไม่อยากกลับบ้านล่ะ? ที่บ้านดีจะตายไปนะ ตอนนี้ฉันกับลุงโอวหยางพักอยู่ที่โรงแรมจ้ะ อีกอย่างพวกเราก็ไม่ได้จะอยู่ที่นี่นานนัก ถ้าหนูกลับไปกับพวกเรา แล้วตอนที่ฉันกลับแล้วหนูจะทำยังไง?”

 

 

“หู่พั่ว ไหนๆ ลั่วอิงก็อยากกลับไปกับเราแล้ว ก็รับปากเธอไปเถอะ เธออยากอยู่กับพี่ขนาดนี้ พี่จะใจร้ายปฏิเสธได้ลงคอเลยเหรอ?” โอวหยางหงคิดได้ว่านี่เป็นโอกาสอันดี ไม่แน่ว่าเขาอาจจะพาลั่วอิงกลับไปให้แม่ได้เห็นหน้าอย่างราบรื่นก็ได้

 

 

หู่พั่วไม่เข้าใจว่าโอวหยางหงคิดอะไรอยู่ เธอมองลั่วอิงแล้วหันไปมองเขาอีกครั้ง คิดอยู่เนิ่นนานถึงได้เข้าใจว่าโอวหยางหงคิดจะทำอะไร “ลั่วอิง หนูอยากไปกับพวกเราจริงๆ เหรอจ๊ะ?”

 

 

“ใช่ค่ะ!” ลั่วอิงออกแรงพยักหน้า คราวนี้หู่พั่วถึงได้วางใจ “งั้นก็ได้จ้ะ หนูไปกับพวกเราก็ได้ คุณลั่ว คุณจะไม่ว่าอะไรใช่ไหมคะ?”

 

 

“ขอแค่ลั่วอิงมีความสุข ทางผมไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว ลั่วอิง ลูกต้องเชื่อฟังคำพูดของคุณแม่โจวโจวนะ!”

 

 

“คุณพ่อ หนูรู้ค่ะ!” สองพ่อลูกแตะมือกัน แผนการรบสำเร็จไปแล้วอีกหนึ่งขั้น

 

 

ลั่วอิงตามหลังหู่พั่วไปออกไป ส่วนลั่วเซ่าเซินเพียงแต่มองอยู่ไกลๆ มองพวกเขากลับไปยังโรงแรมอย่างปลอดภัยถึงได้กลับไป ตอนนี้มีลั่วอิงเข้าไปอยู่กับฝ่ายศัตรู ลั่วเซ่าเซินก็ไม่ต้องกังวลว่าถังโจวโจวจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยอีก

 

 

หู่พั่วใช้โอกาสในเวลาต่อมาไปเยี่ยมพ่อแม่ของถังโจวโจวอีกครั้ง คราวนี้เธอพาลั่วอิงไปด้วย พ่อแม่ของโจวโจวเห็นลั่วอิงก็คิดว่าลั่วเซ่าเซินรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว พวกเขาจึงวางใจมากขึ้น คราวนี้เซ่าเซินจะต้องหาวิธีรั้งโจวโจวเอาไว้แน่

 

 

“อะไรกัน โจวโจว ลูกจะไปแล้วเหรอ?” ข่าวนี้ช่างกะทันหันเหลือเกิน แม่ของโจวโจวเตรียมใจเอาไว้ก่อนแล้วทว่าก็ยังรับมือไม่ทัน “ทำไม…ถึงได้กะทันหันนักล่ะ?”

 

 

หลังจากที่แม่ของโจวโจวรู้ว่าถังโจวโจวความจำเสื่อม ความจริงก็เตรียมใจเอาไว้ก่อนแล้ว ยังไงเธอก็ต้องจากพวกเขาไป แต่เธอคิดไม่ถึงว่าวันนี้จะมาถึงเร็วขนาดนี้

 

 

“โจวโจว อยู่ต่ออีกหน่อยไม่ได้เหรอ ทำไมถึงได้รีบร้อนกลับไปขนาดนี้?” แม่ของโจวโจวไม่ได้ถามเธอไว้ว่าคิดจะอยู่ต่อกี่วัน ตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว ถังโจวโจวมีความคิดที่จะกลับไป เชื่อว่าอีกไม่นานเท่าไรความคิดนี้ก็จะกลับกลายเป็นความจริง

ตอนที่ 356 นั่งโต๊ะเดียวกัน

 

 

ลั่วเซ่าเซินสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ถึงได้เล่าเรื่องที่ถังโจวโจวความจำเสื่อมให้เธอฟัง ลั่วอิงเองก็ลืมไปแล้วว่าตัวเองกำลังร้องไห้อยู่ เอ่ยถามอย่างร้อนรนว่า “คุณพ่อคะ คุณพ่อหมายความว่าคุณแม่โจวโจวจำพวกเราไม่ได้เหรอคะ?”

 

 

“ใช่ลูก แม่ไม่ได้แค่ลืมพวกเรา แต่จำเรื่องในอดีตของตัวเองไม่ได้เลย ลืมแม้กระทั่งตัวเอง” นี่นับเป็นเรื่องที่เศร้าที่สุด เขาคิดว่าจะโน้มน้าวเธอกลับมาอย่างไรดี จะตามหาเธออย่างไรครอบครัวถึงจะกลับมาอยู่กันพร้อมหน้ากันได้

 

 

แต่ระหว่างที่เขาไม่ได้ข่าวคราวของเธอเลยนั้น เธอกลับลืมเรื่องที่เคยเกิดขึ้นไปหมดแล้ว ไม่ว่าเขาจะทำอย่างไร ในสมองของเธอก็มีเพียงแต่ความว่างเปล่า

 

 

“แล้วคุณลุงคนนั้นละคะ? เขาเป็นอะไรกับคุณแม่โจวโจว แล้วก็เด็กคนนั้นด้วย?” ลั่วอิงเชื่อว่าถังโจวโจวความจำเสื่อม แต่ว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกของคุณแม่โจวโจวกับคุณลุงคนนั้นหรือเปล่า?

 

 

ตอนนี้คุณแม่โจวโจวไม่ได้เป็นแค่คุณแม่โจวโจวของเธอกับคุณพ่อแล้ว ตอนนี้เธอยังเป็นของคนอื่นด้วย

 

 

“ลูกรัก เรื่องนี้ลูกไม่ต้องสนใจนะ ลูกรู้แค่ว่าลูกจะมีน้องชายเพิ่มอีกคน คุณแม่โจวโจวเองก็จะกลับมา ลูกจำเรื่องนี้ไว้ก็พอ” ลั่วเซ่าเซินตัดสินใจแล้ว เขาจะไม่ปล่อยถังโจวโจวไป ไม่ว่าตอนนี้เธอจะคบกับใครอยู่ เขาก็จะแย่งเธอกลับมา

 

 

เด็กคนนั้น…เขาเองก็จะดูแลให้เหมือนลูกแท้ๆ ขอเพียงถังโจวโจวยอมกลับมา นั่นก็ไม่มีอะไรที่เป็นปัญหาทั้งนั้น ถ้าคุณแม่ของเขามีคำถาม เขาก็จะบอกว่าเด็กคนนี้เป็นลูกของเขากับถังโจวโจว ถึงเวลานั้นฝ่ายแม่ของเขาก็ไม่มีเรื่องวุ่นวายอะไรอีก เธอเองก็อยากได้หลานชายมาตลอดไม่ใช่หรือไง!

 

 

ถังถังจะความจำเสื่อมก็ไม่เป็นไร ขอแค่เธอตกหลุมรักเขาอีกครั้งก็พอ!

 

 

ลั่วเซ่าเซินคิดทุกอย่างเอาไว้หมดแล้ว ท่าทางของเขาดูมุ่งมั่นเป็นอย่างมาก เขาจะไม่ยอมปล่อยถังโจวโจวไปไหน จะให้ใครไปไม่ได้ทั้งนั้น เมื่อคิดดีแล้ว ลั่วเซ่นเซินก็พลันผ่อนคลาย เมื่อมีจุดมุ่งหมาย เขาก็เล่าให้ลั่วอิงฟังอย่างละเอียดรอบหนึ่ง สองพ่อลูกจะทำภารกิจแย่งถังโจวโจวกลับมาจากข้างกายโอวหยางหง

 

 

ลั่วอิงตบลงที่หน้าอกของตัวเอง “คุณพ่อวางใจเถอะนะคะ หนูจะช่วยคุณพ่อเอง จะไม่ยอมให้ลุงคนนั้นแย่งคุณแม่โจวโจวไปได้ค่ะ!”

 

 

เมื่อตัดสินใจได้อย่างนั้นแล้ว ลั่วเซ่าเซินก็พาลั่วอิงไปยังโต๊ะของโอวหยางหง ให้พนักงานเพิ่มเก้าอี้ให้สองตัว ทั้งสี่คนนั่งล้อมรอบโต๊ะ อ๊ะ ลืมเสี่ยวอวี่ไปเลย ต้องบอกว่าห้าคนสิถึงจะถูก!

 

 

“คุณแม่โจวโจว หนูชื่อลั่วอิง หนูรู้ว่าคุณแม่จำหนูไม่ได้แล้ว แต่ว่าคนที่คุณแม่รักที่สุด นอกจากคุณพ่อ ก็คือหนูค่ะ”

 

 

“ฉันเชื่อว่าที่ลั่วอิงพูดมาทั้งหมดเป็นความจริง หนูน่ารักขนาดนี้ จะไม่ให้รักได้ยังไงละจ๊ะ”

 

 

ลั่วเซ่าเซินชี้ไปที่โอวหยางหง แนะนำเขาให้ลั่วอิงรู้จัก “ลั่วอิง นี่คุณโอวหยาง เป็นเพื่อนของคุณแม่โจวโจว”

 

 

โอวหยางหงเลิกคิ้วมองลั่วเซ่าเซินที่จงใจพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหู่พั่วให้ดูธรรมดา แต่เขาไม่ใส่ใจหรอก เดิมทีเขาก็แค่แกล้งหลอกลั่วเซ่าเซินเท่านั้นเอง

 

 

ดูจากตอนนี้ลั่วเซ่าเซินคงจะตัดสินใจอะไรบางอย่างแล้ว ไม่อย่างนั้นลั่วเซ่าเซินที่จ้องตาเขม็งทั้งยังโกรธขึ้งใส่เขา ตอนนี้กลับให้เขารู้จักกับลูกสาวได้อย่างเป็นมิตร มันจะง่ายขนาดนี้ได้ยังไง

 

 

“ลั่วเซ่าเซิน ความสัมพันธ์ของผมกับหู่พั่วจะสรุปรวมๆ ว่าเป็นเพื่อนทั่วไปคงไม่ได้นะครับ” โอวหยางหงอยากให้เห็นลั่วเซ่าเซินร้อนใจจนเสียท่า เขาจะต้องสั่งสอนลั่วเซ่าเซินแทนพี่สาว!

 

 

“คุณลุง หู่พั่วคือใครเหรอคะ?” เมื่อกี้ยังบอกอยู่เลยว่าตัวเองกับคุณแม่โจวโจวมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงได้พูดถึงผู้หญิงคนอื่นเสียล่ะ ลั่วอิงหวังว่าเธอจะคว้าจุดอ่อนของเขาไว้ได้ อย่างนี้ถังโจวโจวก็จะรู้สึกผิดหวังต่อเขา แล้วก็จะกลับมาอยู่ข้างกายเธอกับคุณพ่อเอง

 

 

มีหรือว่าโอวหยางหงจะไม่รู้ความคิดของลั่วอิง แต่ด้วยเห็นว่าลั่วอิงเป็นลูกสาวของพี่ใหญ่ เขาเองก็ไม่ได้มองว่าลั่วเซ่าเซินเป็นศัตรู เขาอธิบายให้เธอฟังเบาๆ ว่า “หู่พั่วเป็นชื่อปัจจุบันของคุณแม่โจวโจวของหนู นี่เป็นชื่อที่ลุงตั้งใจตั้งให้เธอเองเลยนะ”

 

 

 

 

ตอนที่ 357 แย่งถังโจวโจวกลับคืนมา

 

 

“คุณลุงเป็นคนตั้งชื่อให้คุณแม่โจวโจวเหรอคะ? ทำไมถึงตั้งชื่อนี้ล่ะคะ คุณแม่โจวโจวมีชื่ออยู่แล้วนี่นา ไม่ต้องให้คุณลุงตั้งให้ก็ได้ค่ะ!”

 

 

ลั่วอิงไม่ยินดีที่จะให้ถังโจวโจวเปลี่ยนไปใช้ชื่ออื่น อย่างนี้จะทำให้เธอรู้สึกว่าถังโจวโจวไม่ใช่คุณแม่โจวโจวที่เธอเคยรู้จักอีกต่อไป เธอกลายเป็นคนสำคัญที่สุดของคนอื่นไปแล้ว

 

 

“เด็กน้อย ไม่ใช่ว่าหนูพูดแล้วจะได้ตามนั้นนะ เอาล่ะ พูดกันมาตั้งนาน หนูก็คงจะหิวน้ำแล้ว งั้นลุงสั่งน้ำผลไม้ให้แก้วหนึ่งนะ ดีไหม?”

 

 

โอวหยางหงกำลังเรียกให้พนักงานเดินเข้ามา แต่กลับได้ยินคำปฏิเสธจากลั่วอิงเสียก่อน “คุณลุง ขอโทษนะคะ แต่หนูไม่ดื่มน้ำผลไม้ค่ะ”

 

 

ลั่วอิงพยายามอย่างสุดชีวิตที่จะกลืนน้ำลายลงไป เวลานี้เธอเป็นทีมเดียวกับคุณพ่อ จะยอมให้คุณลุงคนนี้ซื้อตัวไปไม่ได้ เธอต้องอดทนไว้

 

 

เขาแย่งคุณแม่โจวโจวไป เธอจะรับของจากเขาไม่ได้ เธอพยายามหนักแน่นในความคิดนี้ เวลาต่อมาลั่วอิงจึงพูดกับโอวหยางหงเพียงไม่กี่คำ ถ้าไม่คุยด้วยได้เธอก็จะไม่พูดด้วย

 

 

สมาธิของลั่วอิงไปรวมกันอยู่ที่เสี่ยวอวี่ เธอนั่งอยู่ข้างๆ ถังโจวโจว และไถลตัวลงมาจากเก้าอี้อย่างรวดเร็ว “คุณแม่โจวโจว หนูขออุ้มเขาได้ไหมคะ?”

 

 

เดิมทีลั่วอิงก็ไม่อยากสนใจเสี่ยวอวี่ แต่ว่าท่าทางบ้องแบ๊วของเสี่ยวอวี่กระตุ้นให้เธอมองไปอยู่หลายครั้ง ในที่สุดเธอก็ต้านทานเสน่ห์ของเสี่ยวอวี่เอาไว้ไม่ไหว ขยับเข้าไปตรงหน้าเสี่ยวอวี่

 

 

“ได้สิจ๊ะ แต่หนูต้องนั่งบนเก้าอี้ก่อนนะ เสี่ยวอวี่ตัวหนัก ตอนนี้หนูยังอายุน้อยไปหน่อย ฉันกลัวว่าจะอุ้มไม่ไหว”

 

 

ลั่วอิงลากเก้าอี้เข้ามาให้ใกล้กับที่นั่งของถังโจวโจวขึ้นอีกหน่อย จากนั้นก็นั่งลงบนเก้าอี้ตัวตรง หู่พั่ววางเสี่ยวอวี่ลงบนขาของเธอ ดูแล้วเสี่ยวอวี่จะชอบพี่สาวตัวเล็กคนนี้เป็นพิเศษ เขาเอาน้ำลายป้ายบนหน้าเธอไม่หยุด

 

 

หู่พั่วทำหน้านิ่ง “เสี่ยวอวี่ อย่าให้น้ำลายโดนตัวพี่เขาสิจ๊ะ ถ้าทำอย่างนี้อีกลูกจะไม่น่ารักแล้วนะ”

 

 

“คุณแม่โจวโจว ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูชอบเสี่ยวอวี่ ถึงน้องจะทำแบบนี้ก็ไม่เป็นไรค่ะ” ลั่วอิงท่าเหมือนกับพี่คนโตไม่มีผิด เธอรู้จักที่จะให้อภัยน้องชายตัวเล็ก

 

 

พนักงานยกอาหารจานหลักมาให้ หู่พั่วอยากเอาเสี่ยวอวี่กลับมาอุ้ม แล้วให้ลั่วอิงกินข้าว หากแต่ลั่วอิงไม่ยอม “คุณแม่โจวโจวกินข้าวก่อนเถอะค่ะ หนูยังอยากอุ้มเสี่ยวอวี่อีกหน่อย”

 

 

“งั้นถ้าเหนื่อยก็บอกฉันนะจ๊ะ ฉันจะอุ้มเสี่ยวอวี่เอง ปล่อยให้หนูเหนื่อยเกินไปไม่ได้หรอก” หู่พั่วเปลี่ยนใจลั่วอิงไม่ได้ เธอทำได้เพียงมองสังเกตไปที่เธอเป็นครั้งคราว จิตใจไม่เป็นอันอยู่กับสเต็กเนื้อตรงหน้า

 

 

ลั่วเซ่าเซินเห็นว่าเธอไม่มีสมาธิกับการกินข้าว อีกอย่างลั่วอิงเองก็ได้อุ้มมาสักพักแล้ว ถึงเสี่ยวอวี่จะตัวไม่ใหญ่ แต่ดูแล้วก็มีเนื้อมีหนังอยู่ เพราะอย่างนั้นลั่วเซ่าเซินจึงเป็นกังวลว่าลั่วอิงจะอุ้มจนเหนื่อยเกินไป “ลูก ให้พ่ออุ้มแทนไหม ลูกกินข้าวก่อนเถอะ กินข้าวเสร็จแล้วค่อยเล่นกับน้องนะ”

 

 

ลั่วอิงรับปากในทันที ลั่วเซ่าเซินลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วรับเสี่ยวอวี่มา เพียงรับมาไว้ในมือ ก็พบว่าหนักไม่ใช่เล่นเลย ดูแล้วถังโจวโจวจะเลี้ยงเขามาอย่างดี

 

 

เสี่ยวอวี่เล่นคนเดียวอยู่สักครู่ อาจเพราะเห็นว่าคนอื่นๆ กำลังกินข้าวกินอยู่ ก็เลยรู้สึกหิวขึ้นมาบ้าง เห็นอาหารบนโต๊ะน่ากิน ก็เบะปากให้หู่พั่ว

 

 

“หม่า…ม้า” เสียงอ่อนหวานเรียกหู่พั่วจนใจของเธอแทบอ่อนปวกเปียก “หิวเหรอจ๊ะลูก? เดี๋ยวแม่ป้อนนะ”

 

 

หู่พั่วอยากรับตัวเสี่ยวอวี่กลับมา แต่ลั่วเซ่าเซินกลับหลบไปอีกฝั่ง “ให้ผมอุ้มเถอะ คุณป้อนเขาก็แล้วกัน”

 

 

โอวหยางหงมองลั่วเซ่าเซินปราดหนึ่ง โอวยางหงเหลือบตามามองก็เห็นว่าลั่วเซ่าเซินไม่ได้มองมาที่เขาสักนิด ตอนนี้เขามีกะจิตกะใจอยู่แค่กับเด็กน้อยและถังโจวโจวที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น

 

 

ถ้าไม่มีโอวหยางหง ตอนนี้พวกเขาสี่คนคงกำลังกินมื้อกลางวันด้วยกันอย่างมีความสุข แต่บังเอิญว่ามีโอวหยางหงอยู่ด้วย คอยเตือนสติเขาว่า ตอนนี้ถังโจวโจวยังไม่ได้เป็นของเขา

 

 

“อย่างนั้นก็ได้ เสี่ยวอวี่ อ้าปากสิจ๊ะ” โอวหยางตั้งใจสั่งซุปเห็ดมาให้เสี่ยวอวี่ หู่พั่วเพิ่มผักให้อีกหน่อย ถือช้อนคันเล็กป้อนเข้าไปในปากของเสี่ยวอวี่

 

 

“เก่งมากเลย!” หู่พั่วเช็ดปากให้เสี่ยวอวี่เล็กน้อย เสี่ยวอวี่ได้ยินว่าแม่ให้กำลังใจ ก็ยิ้มดีใจขึ้นไปอีก กวัดแกว่งมือน้อยๆ ตาจ้องเขม็งอยู่ที่ชาม เห็นได้ชัดว่าอยากกินอีก

ตอนที่ 354 บังเอิญพบกับคนที่อยู่ในใจ

 

 

ลั่วเซ่าเซินมองอยู่นานสองนาน ความเจ็บปวดทำให้เขารู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องโกหก ในที่สุดเขาก็ได้สติกลับมา เขาไม่ควรนั่งเฉยๆ อยู่ตรงนี้ แต่ควรจะไปเผชิญหน้าที่โต๊ะนั้นมากกว่า แย่งถังโจวโจวกลับมาจากผู้ชายที่ไม่รู้จักชื่อคนนั้น

 

 

ต่อให้พวกเขามีลูกด้วยกันแล้ว แต่นี่ก็หยุดเขาไว้ไม่ได้ ไม่ว่าใครก็หยุดเขาจากการพาตัวถังโจวโจวกลับบ้านไม่ได้ เขาเสียเธอไปนานแล้ว นานจนเขาแทบจะลืมเลือนไปแล้วว่าวันเวลาที่มีถังโจวโจวอยู่ด้วยเป็นอย่างไร

 

 

“ลั่วอิงเด็กดี นั่งอยู่ที่นี่ก่อนนะ พ่อจะไปดูสักหน่อย” พูดจบแล้วลั่วเซ่าเซินก็รีบร้อนไปปรากฏตัวตรงหน้าพวกเขา

 

 

“โจวโจว คุณกลับมาแล้วเหรอ!” หู่พั่วมองชายหนุ่มที่ปรากฏตัวตรงหน้าเธอ มองไปที่เขา ในดวงตาของเขาก็เต็มไปด้วยความรู้สึก เขามองมาที่เธอราวกับว่ามองผู้หญิงที่ตัวเองรักมากอย่างไรอย่างนั้น แต่ว่าในสมองของเธอไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเขาอยู่เลยแม้แต่น้อย

 

 

เมื่อได้ยินว่าเขาเรียกเธอตรงๆ ว่าโจวโจว ก็ดูเหมือนว่าเธอและเขาจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอยู่ไม่น้อย หู่พั่วจำได้ว่าถังโจวโจวเป็นชื่อที่เธอใช้ก่อนหน้านี้

 

 

ตอนนี้เมื่อคำนี้ออกมาจากปากผู้ชายคนนี้แล้ว เธอรู้สึกถึงความหวานชื่นบางอย่าง อย่าถามเธอเลยว่าทำไมถึงมีความคิดแบบนี้ ตอนนี้เธอเองก็กังวลกับเรื่องนี้อยู่เช่นกัน

 

 

เห็นๆ อยู่ว่าเธอไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเขาเลยแม้แต่น้อย แต่เธอกลับรู้สึกว่า เธอรู้จักเขามานานมากแล้ว อีกทั้งยังรู้สึกว่าเขาไม่ใช่เพียงเพื่อนฝูงทั่วไป เพราะเธอรู้สึกได้ถึงความเศร้าโศกท่วมท้นจากร่างกายของเขา ความตื่นเต้นดีใจที่ได้เจอกับเธอ อย่างกับว่าจู่ๆ ก็เจอกับสิ่งที่ตัวเองรอคอยมาตลอด

 

 

“คุณรู้จักฉันด้วยเหรอ?” ตอนที่ถามคำถามนี้ออกไปหู่พั่วก็มองไปยังโอวหยางหง รอคอยคำอธิบายจากเขา

 

 

“เขาชื่อลั่วเซ่าเซิน ก่อนหน้านี้เขาเป็นสามีของพี่” โอวหยางหงเอ่ยคำพูดนี้ออกมาอย่างไร้ความรู้สึก เขาไม่ชอบลั่วชอบลั่วเซ่าเซินเอามากๆ เพราะว่าเขาคนเดียว ถึงได้มีถังโจวโจวอย่างในทุกวันนี้

 

 

“โจวโจว เขาเป็นใคร? แล้วทำไมคุณถึงได้ไม่รู้จักผม?” ลั่วเซ่าเซินดูออกว่าในสายตาของถังโจวโจวมีความสับสนเจืออยู่ ราวกับว่าสำหรับเธอแล้ว เขาเป็นเพียงคนแปลกหน้าคนหนึ่งเท่านั้น นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

 

 

เกิดอะไรขึ้นกับถังโจวโจวกันแน่ ทำไมเธอถึงได้เฉยเมยกับเขาถึงขนาดนี้? โกรธที่เขาไม่ปกป้องเธอให้ดีงั้นเหรอ? หรือว่าโกรธที่เขาไม่ยอมไปรับเธอกลับมาสักที? ตอนนี้เธอกำลังงอนเขาอยู่ใช่หรือเปล่า?

 

 

“ขอโทษนะคะ ฉันจำอะไรก่อนหน้านี้ไม่ได้เลย เขาเป็น…”

 

 

“สวัสดีครับ คุณลั่ว ผมชื่อโอวหยางหง เป็นคนสนิทที่สำคัญที่สุดของหู่พั่ว อ้อ คุณคงไม่รู้ว่าหู่พั่วเป็นใคร เธอก็คือคนที่คุณเรียกว่าถังโจวโจว”

 

 

โอวหยางหงตัดบทคำอธิบายที่หู่พั่วอยากจะพูด หู่พั่วไม่รู้ว่าทำไมโอวหยางหงถึงต้องพูดถึงความสัมพันธ์ของพวกเขาให้ดูคลุมเครือขนาดนั้นด้วย แต่โอวหยางหงคงมีเหตุผลของเขา ถึงแม้ว่าจะเป็นลั่วเซ่าเซิน แต่เธอก็รู้สึกกับเขาไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ในใจของเธอ โอวหยางหงก็เป็นคนที่น่าเชื่อถือมากกว่า

 

 

“โจวโจว เขาบีบบังคับคุณใช่หรือเปล่า?” เดิมทีลั่วเซ่าเซินอยากคว้าถังโจวโจวเอาไว้ อยากให้เธอมีสติมากขึ้น ทำไมถึงได้ลืมเขาได้! เขาเป็นคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเธอ! เธอจะลืมเขาได้อย่างไร เพียงแค่ก้มหน้าก็เห็นเด็กน้อยที่นั่งอยู่บนตักของถังโจวโจว มือของเขาชะงักงันอยู่ตรงนั้น

 

 

หู่พั่วรีบอุ้มตัวเสี่ยวอวี่ให้ลุกขึ้นยืน “คุณลั่วคะ ไม่ใช่หงเอ๋อร์ หงเอ๋อร์ไม่ได้เป็นคนบังคับฉัน ไม่มีใครบังคับฉันทั้งนั้น” โอวหยางหงจ้องไปที่หู่พั่ว กลัวว่าเธอจะเรียกเขาอย่างที่ผ่านมา อย่างนั้นก็เข้าทางฝ่ายนั้นน่ะสิ

 

 

“แล้ว…เด็กคนนี้ล่ะ?” ลั่วเซ่าเซินเห็นว่าถังโจวโจวไม่ได้ใช้สีหน้าเศร้าสลดกับโอวหยางหง กลับกัน สองปีที่ผ่านมานี้น่าจะเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งสองอยู่ด้วยกัน รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ผุดขึ้นมาให้เห็นได้ทั้งนั้น ลั่วเซ่าเซินมองไปยังเสี่ยวอวี่ เขาชิงชังเด็กคนนี้ ความจริงแล้วถังโจวโจวไม่พูดเขาเองก็เข้าใจดี เด็กคนนี้จะต้องเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเธอกับผู้ชายคนนี้อย่างแน่นอน

 

 

เมื่อสักครู่เห็นว่าพวกเขาอยู่ด้วยกันสามคน ลั่วเซ่าเซินก็รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก คำตอบที่เขารอคอยมาเนิ่นนานจากปากของถังโจวโจวไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้

 

 

โอวหยางหงตรงเข้าทำลายความฝันของเขา “คุณลั่ว เรื่องของคุณกับหู่พั่วจบไปแล้ว ตอนนี้เธอมีชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว ต่อแต่นี้ไปผมขอให้คุณอย่ามารบกวนครอบครัวของเราอีก”

 

 

โอวอย่างหงไม่ได้พูดให้กระจ่างว่าเสี่ยวอวี่ใช่ลูกของเขาหรือเปล่า เขาต้องการให้ลั่วเซ่าเซินคิดไปเองแบบนั้น สมน้ำหน้าแล้ว ตอนแรกถ้าเขามารับถังโจวโจวกลับไปให้เร็วกว่านี้ ไม่เข้าใจผิดเธอ ก็จะไม่มีเรื่องอื่นๆตามมาแบบนี้

 

 

 

 

ตอนที่ 355 สลับซับซ้อน

 

 

หากไม่เกิดเรื่องนี้ขึ้นกับถังโจวโจว โอวหยางหงก็จะหาโอกาสพาตัวเธอไปไม่ได้ พูดได้เพียงว่าลั่วเซ่าเซินรักเธอไม่มากพอ ถึงได้เกิดเหตุการณ์อย่างในวันนี้ขึ้น ให้เขาเสียใจบ้างก็ดีแล้ว ให้เขาได้รู้ว่าถังโจวโจวไม่มีเขา เธอก็อยู่ด้วยตัวเองได้

 

 

“โจวโจว คุณจะไม่กลับมาจริงๆ เหรอ? พวกเรายังมีลั่วอิงอยู่นะ! เธอนั่งรอคุณอยู่ตรงนั้น” หู่พั่วหันหน้าไปทางที่ลั่วอิงนั่งอยู่ เธอเห็นเด็กผู้หญิงสวมชุดกระโปรงจีบสีแดง เมื่อเห็นว่าเธอหันไปมอง เด็กหญิงก็แย้มยิ้มให้เธอ

 

 

“นั่นคือลูกของเราเหรอคะ?” หงเอ๋อร์ไม่เคยพูดมาก่อนนี่นาว่าก่อนหน้านี้เธอกับลั่วเซ่าเซินมีลูกด้วยกัน ถ้าอย่างนั้นเด็กคนนี้เป็นใครกันล่ะ?

 

 

โอวหยางหงเองก็เห็นว่าลั่วอิงอยู่ที่นั่นด้วย คราวนี้สีหน้าของเขาไม่ได้เรียบนิ่งอีกต่อไป เขาเองก็รู้ว่าลั่วอิงกับเขามีความสัมพันธ์อันซับซ้อนต่อกันอยู่ จุดมุ่งหมายของการกลับประเทศ H อีกเรื่องหนึ่งในคราวนี้ก็คือให้เฉินหลานอีได้เจอกับลั่วอิงสักครั้ง

 

 

ทว่าเฉินหลานอีกลับมายังประเทศ H ไม่ได้ จึงทำได้เพียงพาลั่วอิงกลับไป อย่างนี้ถึงจะทำให้เฉินหลานอีสมหวังได้ ไม่ใช่ว่าเฉินหลานอีไม่ยินดีที่จะกลับมา ตั้งแต่เธอจำเรื่องลูกสาวของตัวเองได้ เธอก็อยากกลับมาค้นด้วยตัวเองมาโดยตลอด แต่โอวหยางเลี่ยไม่ยินยอม

 

 

เขากลัวว่าเฉินหลานอีกลับมาแล้วจะสานต่อความสัมพันธ์กับสามีคนก่อนอีกครั้ง เขาไม่อาจแน่ใจได้ว่าหัวใจของเฉินหลานอีในเวลานี้อยู่ที่เขาทั้งหมด เขาทั้งตื่นตระหนก หวาดกลัว และเป็นห่วง เขารักเธอสุดหัวใจ ต่อให้เขาไม่ได้ความรักทั้งหมดจากเธอ เขาก็ไม่ยอมให้เธอจากเขาไปอย่างเด็ดขาด

 

 

ถ้าไม่เคยได้เป็นเจ้าของเธอมาก่อน โอวหยางเลี่ยก็คงปล่อยมือจากเธอได้อย่างง่ายดาย แต่เมื่อเขาได้ครอบครองแสงจันทร์ในใจของเขาแล้ว ให้เขาปล่อยเธอไปอีก ก็คงเป็นเรื่องยากเย็นเสียยิ่งกว่าให้เขาไปตาย!

 

 

เขาขยับเข้าไปกระซิบที่ข้างหูเธอ “นั่นเป็นลูกของพี่ใหญ่ ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของลั่วเซ่าเซิน คราวนี้แม่ให้ผมพาเด็กคนนี้กลับไปให้เธอเจอหน้าด้วย”

 

 

ลั่วเซ่าเซินเห็นท่าทางสนิทสนมของโอวหยางหงและถังโจวโจวแล้วก็อยากจะแยกพวกเขาออกจากกันใจจะขาด ถังโจวโจวเป็นของเขา ผู้ชายคนนี้มีสิทธิ์อะไรถึงมาใกล้ชิดสนิทสนมกับเธอขนาดนี้ ส่วนตัวเขาทำได้เพียงยืนมองพวกเขาแสดงความรักกันต่อหน้าต่อตา!

 

 

เขาฟังบทสนทนาระหว่างเธอกับโอวหยางหงได้ไม่ชัดเจน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะขัดขวางมือสกปรกที่โอวหยางหงโอบถังโจวโจวเอาไว้ “อะแฮ่ม โจวโจว ลั่วอิงอยากให้คุณกลับมามากเลยนะ หรือว่าคุณไม่อยากกลับไปดูเธอบ้างเลย?”

 

 

หลังจากที่หู่พั่วคลอดเสี่ยวอวี่ออกมา เธอก็มีความเข้าอกเข้าใจเด็กๆ เป็นพิเศษ อีกอย่างเธอก็รู้สึกชอบลั่วอิงตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็น ทั้งพอรู้ว่าเธอเป็นหลานสาว ก็ยิ่งรู้สึกว่าจะละเลยไม่ได้ แต่ถ้าจะให้ไปหาเธอ…นี่ก็ทำให้หู่พั่วลังเลอยู่บ้าง

 

 

“ถ้าอย่างนั้นคุณไปพาลั่วอิงมาดีไหมครับ หู่พั่วเองก็อยากเจอเธอมากเหมือนกัน เพียงแต่ว่าตอนนี้เสี่ยวอวี่ต้องการให้เธออุ้ม จึงปลีกตัวไปไม่ได้” โอวหยางหงเสนอขึ้นมา ถ้าเป็นอย่างนี้พวกเขาก็จะได้ทำความรู้จักกับลั่วอิงก่อน แล้วค่อยวางแผนกันทีหลัง “ใช่สิ พวกคุณยังไม่ได้กินข้าวใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็นั่งโต๊ะเดียวกันก็ได้ อย่างนี้ก็จะได้คุยเรื่องเก่าๆ กันด้วย” หู่พั่วรู้สึกว่าวิธีนี้เองก็ไม่เลว

 

 

ลั่วเซ่าเซินคิดอยู่สักครู่ แล้วจึงตอบรับในทันที เขากลัวว่าถังโจวโจวจะไม่ตอบตกลง และจะไม่ให้โอกาสเขาแม้กระทั่งกินข้าวร่วมโต๊ะเดียวกัน

 

 

“ถ้าอย่างนั้นผมจะไปเรียกให้ลั่วอิงมาที่นี่” ความจริงแล้วลั่วเซ่าเซินก็ไม่อยากห่างจากถังโจวโจวแม้แต่วินาทีเดียว เมื่อได้พบเธอแล้ว เขาก็กลัวจับใจว่าจะเสียเธอไปอีก เพียงแต่เขายังต้องกลับไปอธิบายให้ลั่วอิงฟัง เขาจึงทำได้เพียงอดทนกับการจากลาครั้งนี้

 

 

ลั่วเซ่าเซินกลับมายังโต๊ะอาหารที่เขาและลั่วอิงได้จองไว้ ลั่วอิงสังเกตท่าทางของอีกฝั่งหนึ่งอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นว่าพ่อกลับมา แต่ถังโจวโจวไม่ได้กลับมาด้วย ในใจรู้สึกกังวล คุณแม่โจวโจวมีลูกเป็นของตัวเองแล้ว ถึงได้ไม่อยากอยู่กับพวกเขาใช่หรือเปล่า?

 

 

เด็กเล็กๆ มักจะไวต่อความรู้สึก เธอไม่ได้เจอกับถังโจวโจวนานขนาดนี้ อีกทั้งถังโจวโจวมีครอบครัวใหม่ไปแล้ว ลั่วอิงกลัวเป็นอย่างมากว่าถังโจวโจวจะไม่กลับมาอีก ถ้าอย่างนั้นคุณพ่อจะทำอย่างไร?

 

 

“ลูก ทางคุณแม่โจวโจวปลีกตัวออกมาไม่ได้ พวกเราไปนั่งที่โต๊ะนั้นกันดีไหม?”

 

 

“ทำไมถึงปลีกตัวออกมาไม่ได้คะ? คุณแม่มีลูกคนใหม่แล้วก็ไม่ต้องการลั่วอิงแล้วใช่ไหมคะ?” ลั่วอิงไม่รู้สึกสักนิดว่าจะมีอะไรกีดขวางเท้าของถังโจวโจวไม่ให้มาหาเธอได้ นอกเสียจากถังโจวโจวจะไม่อยากมา

 

 

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะลูก หนูฟังพ่ออธิบายก่อน” เมื่อเห็นลั่วอิงร้องไห้ ลั่วเซ่าเซินก็พลันไม่สบายใจ สองปีมานี้ลั่วอิงรู้ความขึ้นทุกวัน ไม่ต้องให้ลั่วเซ่าเซินเป็นห่วงอย่างแต่ก่อน เขาไม่ได้เห็นน้ำตาของลั่วอิงมานานแล้ว

ตอนที่ 352 คุ้นชินกับการมีตัวตนของเธอ

 

 

“อย่างนั้นก็ดีเลย อย่าลืมกลับมาหาพ่อกับแม่บ้างนะ” พ่อแม่ของโจวโจวจดจ้องเงาร่างของพวกเธอจนพ้นจากสายตาถึงได้ปิดประตูบ้าน เมื่อเห็นว่าภายในบ้านเงียบสงัดลง ก็พลันรู้สึกเงียบเหงาเป็นพิเศษ เมื่อกะพริบตาก็ยังรู้สึกได้ถึงความครึกครื้นเมื่อสักครู่นี้ การเปลี่ยนแปลงแบบนี้ทำให้พวกเขารู้สึกไม่คุ้นเคยเลย!

 

 

ลั่วเซ่าเซินเห็นว่าตรงหน้ามีรถคันหนึ่งกำลังแล่นออกมาจากโซนที่อยู่อาศัย เห็นสัญลักษณ์บนตัวรถ เขาก็คิดด้วยความแปลกใจ ใครกันนะ? โซนพื้นที่อาศัยเล็กๆ แห่งนี้มีรถยนต์หรูขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?

 

 

เขาเพียงแต่คาดเดามั่วไปเรื่อยก็เท่านั้น พอจอดรถได้ก็เดินตรงเข้าไปตามทางเดินภายในตัวอาคาร ทว่าใจของเขาเต้นรัว อย่างกับว่ามีสิ่งของตกหล่นไปจากตัวเขา

 

 

เมื่อสลัดความคิดเหล่านี้ออกไป เขาถึงได้เคาะประตูของบ้านถัง

 

 

แม่ของโจวโจวได้ยินเสียงเคาะประตูแล้วก็คิดเอาเองว่าพวกโจวโจวกลับมาหาอีกครั้ง พอเปิดประตูก็เห็นว่าเป็นลั่วเซ่าเซิน ความยินดีบนใบหน้าเปลี่ยนเป็นความโศกเศร้า เธอฉุกคิดว่าอย่างนี้ไม่ถูกต้อง เช่นนั้นก็รีบเปลี่ยนเป็นใบหน้ายิ้มแย้ม

 

 

“เซ่าเซิน มาได้ยังไงจ๊ะเนี่ย? เมื่อกี้ไม่เจอใครบ้างเลยเหรอ”

 

 

แม่ของโจวโจวคิดว่าถังโจวโจวเพิ่งออกไปได้ไม่นาน ลั่วเซ่าเซินน่าจะได้เจอเธอสิ ถ้าเซ่าเซินรู้ว่าโจวโจวกลับมาแล้ว โจวโจวอาจจะไม่จากไปก็ได้

 

 

“ไม่ได้เจอใครนี่ครับ? วันนี้แม่เป็นอะไรหรือเปล่า ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่าครับ” ลั่วเซ่าเซินเข้าไปบ้านก็พบว่าพ่อของโจวโจวกำลังเก็บกวาดจานชามและตะเกียบ มีตะเกียบสี่คู่กับชามสี่ใบ อีกทั้งกับข้าวบนโต๊ะก็ดูแน่นขนัด

 

 

“พ่อครับ วันนี้มีแขกมาเหรอ? ใช่รถที่เพิ่งออกไปคันเมื่อกี้หรือเปล่า” ลั่วเซ่าเซินนึกถึงรถคันสีดำที่แล่นออกไปอย่างรวดเร็วที่เขาเพิ่งเห็นเมื่อสักครู่นี้ รถลักษณะนี้เห็นได้ยากในโซนที่อยู่อาศัยเล็กๆ แห่งนี้ ดังนั้นลั่วเซ่าเซินถึงได้มองอยู่หลายครั้ง

 

 

“เธอเห็นคนที่อยู่ในรถอย่างนั้นเหรอ?” พ่อของโจวโจวถามจบแล้วถึงได้คิดว่า ถ้าเขาเห็นเธอแล้วจริงๆ จะยังสงบนิ่งอยู่อย่างนี้ได้อย่างไร

 

 

“เปล่านี่ครับ พ่อกับแม่เหมือนกันเลยนะครับ ดูสนใจคนในรถคันนั้นถึงขนาดนี้ หรือว่าจะเป็นคนที่ผมรู้จัก?” ลั่วเซ่าเซินรู้สึกว่าวันนี้พ่อแม่ของโจวโจวดูแปลกๆ ไป เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?

 

 

“เปล่าหรอก ก็แค่ถามดูน่ะ” พ่อของถังโจวโจวหยิบตะเกียบและจานชามเข้าไปในห้องครัว แม่ของโจวโจวเรียกให้เซ่าเซินนั่งลงที่ห้องรับแขก เธอยกชาแก้วหนึ่งเข้ามา

 

 

ลั่วเซ่าเซินไม่ได้นั่งลง แต่มองแม่ของโจวโจวที่ดูรีบร้อน เขารีบพูดขึ้นทันทีว่า “พ่อครับ แม่ครับ ผมก็แค่แวะมาดูพ่อกับแม่เฉยๆ ลั่วอิงยังอยู่ที่บ้าน ผมต้องกลับบ้านแล้ว”

 

 

“ไม่อยู่ต่ออีกหน่อยเหรอ?”

 

 

“ไม่ละครับ พ่อ แม่ พักผ่อนให้สบายนะครับ ผมขอตัวกลับก่อน” ลั่วเซ่าเซินโบกมือให้ พริบตาเดียวก็หายตัวไปจากสายตาของพ่อและแม่ของถังโจวโจว

 

 

พ่อของโจวโจวเอ่ยพลางทอดถอนใจ “คุณว่าที่เราไม่บอกเขาแบบนี้ดีแล้วเหรอ?”

 

 

“ตอนนี้โจวโจวยังจำเขาไม่ได้ บอกไปก็มีแต่จะทำให้เขาเสียใจ” แม่ของโจวโจวเองก็ไม่แน่ใจว่า พวกเขาทำถูกแล้วหรือเปล่า ปิดไว้ได้สักช่วง ก็ปิดเอาไว้เถอะ

 

 

ลั่วเซ่าเซินกลับมาที่บ้านก็เห็นว่าเมิ่งชิงซีมาอีกแล้ว หลังจากที่เมิ่งชิงซีรู้ว่าถังโจวโจวหายตัวไป เธอก็คอยปรากฏตัวอยู่ในสายตาของเขาบ่อยๆ แล้วทุกครั้งก็มาโดยไม่ได้รับเชิญ มีแต่แม่ของเขาที่ช่วยเหลือเธอ

 

 

ลั่วเซ่าเซินต้อนรับเธอด้วยสายตาเย็นเยียบ เมิ่งชิงซีเองก็ไม่เคยลดละเลยแม้แต่น้อย ถ้าลั่วเซ่าเซินไม่ทำอะไรกับเธอสักอย่าง ดูเหมือนว่าชีวิตนี้เมิ่งชิงซีก็คงจะไม่รู้ว่าคำว่าลดละสะกดอย่างไร

 

 

“คุณเมิ่ง คุณกลับไปเถอะ”

 

 

ลั่วเซ่าเซินไม่ได้ใช้สายตามองไปที่เธอแม้สักวินาทีเดียว ตอนที่เขาเห็นว่าในบ้านมีแสงไฟ เขาก็รู้แล้วว่า เมิ่งชิงซีมาที่บ้านอีกแล้ว เขาไม่ชอบที่เป็นแบบนี้ แสงไฟในบ้านหลังนี้มีแค่ถังโจวโจวคนเดียวเท่านั้นที่จะเปิดไว้รอเขา จะเป็นผู้หญิงคนอื่นไปไม่ได้

 

 

“พี่เซ่าเซิน กลับมาแล้วเหรอคะ งั้นฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ” เธอเมิ่งชิงซีสามารถรอได้ ต่อให้ลั่วเซ่าเซินจะใจแข็งขนาดไหนก็ตาม แต่จะต้องมีสักวัน เธอจะเติมความอบอุ่นให้กับหัวใจดวงนี้ทีละเล็กละน้อย เขาจำถังโจวโจวได้แล้วยังไง เธอไม่มีวันกลับมาแล้ว! มีแค่เธอเท่านั้นที่คอยอยู่ข้างกายเขา!

 

 

เซิ่งชิงซีออกมาจากคฤหาสน์อย่างว่องไว จุดนี่ยิ่งทำให้ลั่วเซ่าเซินยิ่งเกลียดเธอมากขึ้น ที่ผ่านมาเธอก็ไม่เคยอยู่นาน แต่เขาจะได้เจอเธอทุกวัน ถ้าไม่เจอที่บริษัท ก็เจอเธอที่บ้าน เมิ่งชิงซีอยากให้เขาค่อยๆ คุ้นชินกับการมีตัวตนของเธออย่างช้าๆ ฝันไปเถอะ! เขาไม่มีทางเป็นอย่างที่เธอหวังหรอก!

 

 

 

 

ตอนที่ 353 ร้านอาหารสไตล์ตะวันตก

 

 

หู่พั่วกับโอวหยางหงกลับไปที่โรงแรม โอวหยางหงพาเธอกลับไปพักผ่อนที่ห้อง เมื่อเห็นว่าเธอจัดการกับเสี่ยวอวี่เรียบร้อยแล้ว ถึงได้กลับไปที่ห้องของตัวเอง

 

 

เมื่อหู่พั่วล้างหน้าบ้วนปากแล้ว เธอก็นอนลงข้างกายเสี่ยวอวี่ มองลูกชายตัวเองที่กำลังนอนหลับใหล ในใจของหู่พั่วก็รู้สึกอบอุ่น ถึงแม้เธอจะนึกถึงเรื่องราวก่อนหน้านี้ไม่ออก แต่ขอแค่มีเสี่ยวอวี่อยู่ข้างกาย เธอก็ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น!

 

 

ตอนที่ยังไม่มีเขา หู่พั่วไม่มีทางมีความคิดแบบนี้แน่ แต่ว่าเมื่อมีเสี่ยวอวี่แล้ว ความรักทั้งหมดที่เธอมีก็วนล้อมอยู่รอบตัวเขาทั้งหมด เธอไม่รู้สึกว่าแบบนี้จะทำให้สูญเสียความเป็นตัวเอง ทั้งยังรู้สึกว่านี่ต่างหากคือชีวิตในแบบที่เธอต้องการ

 

 

หู่พั่วมองเสี่ยวอวี่ ก่อนจะเข้าสู่ดินแดนแห่งความฝันอย่างช้าๆ เหมือนกับว่าเธอฝันเห็นผู้ชายคนหนึ่ง ชายหนุ่มที่ใช้ชีวิตอยู่ในความฝันของเธอตลอดมา

 

 

หลับสบายไปตลอดทั้งคืน ตอนเช้าโอวหยางเลี่ยก็พาหู่พั่วไปยังร้านอาหารสไตล์ตะวันตกแห่งหนึ่ง ตอนที่อยู่ประเทศ M หู่พั่วไม่ค่อยมีโอกาสออกไปข้างนอกมากนัก การเดินทางมาเป็นเพื่อนเธอครั้งนี้ เขาไม่อยากให้หู่พั่วอุดอู้อยู่ในโรงแรม ส่วนจะเจอคนคนนั้นหรือไม่ ก็อยู่ที่พรหมลิขิตของเขาทั้งสองคนแล้ว

 

 

โอวหยางหงไม่ได้คิดจะพาตัวหู่พั่วให้ออกไปเจอกับลั่วเซ่าเซิน แม้ว่าเขาจะเป็นสามีที่ถูกต้องตามกฎหมายของหู่พั่วก็ตาม แต่ว่าในใจของโอวหยางหงแล้ว เขาไม่เคยยอมรับว่าคนคนนั้นเป็นพี่เขยของเขา ในข้อมูลที่สืบค้นมาได้ ลั่วเซ่าเซินไม่ได้แสดงตัวเป็นคนดีกับถังโจวโจวสักเท่าไร

 

 

โดยเฉพาะพ่อแม่ของลั่วเซ่าเซินที่ต่อต้านถังโจวโจวเป็นอย่างมาก เวลานี้เธอมีโอวหยางหงเป็นที่พึ่งพิง เรื่องอะไรจะต้องกลับไปเป็นที่รองมือรองเท้าบ้านลั่วด้วย อีกอย่างหู่พั่วก็สูญเสียความทรงจำในอดีตไปหมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องนี้อีก หาเรื่องใส่ตัวเปล่าๆ

 

 

พนักงานร้านเปิดประตูหน้า ก่อนจะเดินนำไปทั้งสามคนไปยังชั้นสอง ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องพาเสี่ยวอวี่มาด้วย เขากำลังขดตัวอยู่บนไหล่ของโอวหยางหงหันซ้ายแลขวา เห็นได้ชัดว่าเขาตื่นตาตื่นใจกับทุกๆ อย่างในทุกสถานที่แห่งนี้

 

 

“เสี่ยวอวี่ พาหลานมาเที่ยวด้วยดีใจหรือเปล่า?”

 

 

เสี่ยวอวี่เข้าใจคำพูดของโอวหยางหง เพียงแต่เขายังใช้ภาษาแสดงความรู้สึกของตัวเองไม่ได้ เขาเพียงแต่ฉีกปากยิ้ม ดูออกได้เลยว่าเขาดีใจ

 

 

“คุณผู้ชาย นี่เป็นที่นั่งที่พวกคุณจองเอาไว้ ต้องการให้ผมนำที่นั่งสำหรับเด็กมาเสริมหรือเปล่าครับ” พนักงานเจอสถานการณ์คล้ายๆ กันมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ทั้งครอบครัวพาลูกออกมากินข้าว ก็จะขาดเก้าอี้สำหรับเด็กไปไม่ได้

 

 

“ครับ รบกวนด้วย” หู่พั่วรับตัวเสี่ยวอวี่มาจากมือของโอวหยางหง วันนี้เธอจงใจใส่ชุดสูทขนาดเล็กให้เขา ใครๆ ต่างก็พูดว่าหลานชายจะเหมือนน้าชาย ถ้าหากมองโดยรวมแล้ว เสี่ยวอวี่กับโอวหยางหงก็ละม้ายคล้ายคลึงกันอยู่ไม่น้อย

 

 

เสี่ยวอวี่นั่งอยู่บนขาของแม่ เห็นอะไรก็ดูแปลกตาไปหมด บางครั้งบางคราวก็จะร้องขึ้นมาสองครั้ง ดึงดูดความสนใจของหู่พั่ว หู่พั่วเองก็จะก้มหน้าลง พูดภาษาบ้านเกิดของเด็กน้อย

 

 

โอวหยางหงหยิบเมนูขึ้นมาสั่งอาหาร พนักงานยกเก้าอี้สำหรับเด็กมาให้ หู่พั่วเตรียมให้เสี่ยวอวี่นั่งลง แต่ไม่รู้ว่าเสี่ยวอวี่เป็นอะไร เขากลับขัดขืนอย่างหนัก ร้องไห้งอแงไม่ยอมนั่งลง

 

 

“ฮือๆ…หม่า…ม้า”

 

 

หู่พั่วเองก็ไม่อยากฝืนใจเขา ทำได้เพียงปลอบโยน “เป็นเด็กดีนะลูก นั่งตรงนั้นแล้วจะได้กินข้าวนะ!”

 

 

“ฮือๆ…ไม่…” เสี่ยวอวี่แกว่งแขนสุดชีวิต เวลานั้นคนที่อยู่ในภัตตาคารทั้งหมดต่างก็ถูกดึงดูดให้มองมาทางนี้ เห็นเด็กน้อยกำลังร้องไห้งอแง มองอยู่หลายครั้งก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เพียงแต่ว่าบรรยากาศอันเงียบเชียบถูกทำลายลงก็เท่านั้น

 

 

แต่มีคนคนหนึ่งกลับมองตาค้างอยู่ที่ทั้งสามคนตรงหน้า นานแล้วก็ยังไม่หันกลับไป เขากลัวว่าตัวเองจะมองผิดไป จึงใช้แรงหยิกแขนของตัวเอง ก็พบว่านี่เป็นความจริง

 

 

“คุณพ่อ มองอะไรอยู่เหรอคะ” ลั่วอิงออกมาจากห้องน้ำ ก็เห็นว่าลั่วเซ่าเซินจ้องมองไปยังอีกฝั่งหนึ่ง เมื่อตะโกนเรียนเขาอยู่นานแล้วก็ยังไม่ยอมขยับ อย่างกับว่าหูหนวกไปแล้ว

 

 

ลั่วเซ่าเซินไม่ได้ตอบอะไรเธอออกมา ลูกตาแทบจะติดหนึบอยู่บนร่างกายของหู่พั่ว ลั่วอิงเห็นเขาเป็นอย่างนั้นก็มองตามไปด้วย คราวนี้เธอเองก็อึ้งไปเหมือนกับพ่อของเธอ ไม่อยากเชื่อสิ่งที่ตัวเองเห็นอยู่ตรงหน้า

 

 

“คุณพ่อคะ นั่นใช่คุณแม่โจวโจวหรือเปล่า” ถังโจวโจวหายไปจากชีวิตของลั่วอิงเป็นเวลาสองปี ลั่วอิงไม่ได้ลืมเธอ กลับกันกาลเวลาที่ยาวนานและความมุ่งมั่นของลั่วเซ่าเซิน สำหรับเธอแล้วความประทับใจที่เธอมีต่อถังโจวโจวลึกซึ้งมากกว่านั้น

 

 

ลั่วอิงคิดถึงวันที่จะได้พบหน้ากับถังโจวโจวอีกครั้งมาโดยตลอด แต่แน่นอนว่าไม่ใช่แบบนี้แน่ ถังโจวโจวมีลูกเป็นของตัวเองและสามีใหม่ ไม่เหลือที่ว่างให้เธอกับลั่วเซ่าเซินอีกแล้ว

ตอนที่ 350 หลานชาย

 

 

“โจวโจว รีบเข้ามาสิจ๊ะ ลูกหายไปไหนมา? ทำไมถึงเพิ่งกลับมาล่ะ…” แม่ของถังโจวโจวไม่ได้สังเกตว่าหู่พั่ว…ไม่สิ ควรจะบอกว่าความเยือกเย็นดวงตาของหู่พั่วไม่ปรากฏความเป็นกันเองให้เห็น อย่างกับว่าแม่ของถังโจวโจวเป็นคนแปลกหน้า

 

 

หู่พั่วกับโอวหยางหงเดินมาถึงห้องรับแขก แม่ของถังโจวโจวก็กดตัวเธอให้นั่งลง พ่อของถังโจวโจวออกมาจากในห้องก็เห็นว่าเป็นถังโจวโจวจริงๆ แม่ของโจวโจวไม่ได้โกหกเขา “โจวโจว ในที่สุดลูกก็กลับมาแล้ว!”

 

 

“คุณถัง คุณนายถัง สวัสดีค่ะ วันนี้หนูตั้งใจมาเยี่ยมพวกคุณโดยเฉพาะเลยนะคะ” หู่พั่วพยักหน้าให้กับพ่อแม่ของถังโจวโจวอย่างมีมารยาท

 

 

“พี่ถัง ได้ยินหรือเปล่าว่าเมื่อกี้ลูกพูดว่าอะไร” แม่ของโจวโจวคิดอยู่ว่าหูของเธอมีปัญหาอะไรหรือเปล่า ทำไมลูกสาวของพวกเขาถึงได้มีมารยาทกับพวกเขาถึงขนาดนี้? นี่เกิดอะไรขึ้น หรือว่าหายหน้าไปพักเดียวก็ลืมพ่อแม่ของตัวเองเสียแล้ว?

 

 

“ได้ยินสิ เธอเรียกพวกเราว่าคุณถังแล้วก็คุณนายถังด้วย อวี้หนิง นี่มันเรื่องอะไรกัน?” ทำไมลูกสาวของพวกเขาถึงได้เปลี่ยนไปอย่างกับคนละคน

 

 

“คุณมาถามฉัน แล้วฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ?” แม่ของถังโจวโจวตอบคำถามสามีอย่างไม่สบอารมณ์นัก มองถังโจวโจวด้วยความตกใจ “โจวโจว ลูกบอกแม่มาเถอะว่าลูกป่วยหรือเปล่า ทำไมถึงจำพ่อกับแม่ไม่ได้ล่ะ?”

 

 

“คุณถัง คุณนายถัง พวกเรานั่งลงคุยกันก่อนเถอะนะครับ” โอวหยางหงประคองทั้งสองให้นั่งลง เขารู้ว่าพ่อแม่ของถังโจวโจวมีคำถามในหัวเป็นหมื่นคำ ไม่ว่าเรื่องทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นกับใคร ก็ต้องเสียใจกันทั้งนั้น

 

 

เมื่อแม่ของถังโจวโจวนั่งลงถึงได้เห็นว่าลูกสาวของเธออุ้มเด็กคนหนึ่งเอาไว้ เพียงแต่ใบหน้านั้นถูกผ้าอ้อมห่อเอาไว้แน่น ทำให้มองไม่เห็น แม่ของโจวโจวชี้ไปที่เด็กพลางเอ่ยถาม “โจวโจว เด็กคนนี้?”

 

 

“ค่ะ นี่คือเสี่ยวอวี่ ลูกของหนูเองค่ะ” หู่พั่ว เลิกผ้าอ้อมมุมหนึ่งออก เผยให้เห็นใบหน้าของเด็กน้อย ดวงตากลมโตของเขามองไปยังแม่ของถังโจวโจว

 

 

“ขอ…ขอแม่อุ้มได้หรือเปล่า?” ตอนนี้แม่ของถังโจวโจวคิดไม่ออกเลยว่าทำไมถังโจวโจวถึงจำพวกเขาไม่ได้ เห็นเด็กน้อยแล้วก็รู้สึกประหลาดใจ ความรักมากมายของแม่ถังโจวโจวพลันเอ่อล้น เธออยากอุ้มเขา นี่คือหลานชายของเธอ!

 

 

“ได้สิคะ” หู่พั่วแก้ปมผ้าผืนเล็กบนตัวเสี่ยวอวี่ ยื่นเขาให้แม่ของโจวโจว เธอรับเขาไว้ มองดูเด็กน้อยที่ไม่ร้องไห้งอแง แถมยังหัวเราะใส่พวกเธอด้วย “โจวโจว หลานว่านอนสอนง่าย ไม่ร้องไห้เลยสักนิด ดูแล้วปกติคงไม่ทำให้ลูกปวดหัวสินะ!”

 

 

แม้ว่าแม่ของโจวโจวจะไม่จู้จี้จุกจิกว่าเด็กๆ จะนิสัยเป็นอย่างไร แต่หากว่าง่ายหน่อยก็จะดูแลง่ายกว่าเด็กที่ซุกซน

 

 

“ค่ะ เสี่ยวอวี่เป็นเด็กดี ถึงจะยังเล็กอยู่ แต่มีของกินอะไรก็จะยื่นมาให้หนูกัดก่อนคำหนึ่งตลอด” นี่เป็นเรื่องที่หู่พั่วภาคภูมิใจเป็นที่สุด แม้แต่คนอื่นในครอบครัวก็ไม่มีสิทธิพิเศษแบบนี้

 

 

จากการอธิบายของโอวหยางหง พ่อและแม่ของถังโจวโจวถึงได้เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับถังโจวโจว “ถ้าอย่างนั้นตอนนี้โจวโจวก็ยังจำพวกเราไม่ได้น่ะสิ? แม้แต่เซ่าเซินก็จำไม่ได้อย่างนั้นหรือ?”

 

 

“เซ่าเซินคือใครเหรอคะ?” หู่พั่วส่ายหน้า แม้ว่าเธอจะรู้สึกสนิทสนมกับพ่อแม่ของโจวโจวเป็นเท่าตัว แต่ในสมองกลับไม่มีความทรงจำใดๆ เกี่ยวกับพวกเขาอยู่เลย นี่ทำให้เธอรู้สึกเศร้าใจ

 

 

พ่อและแม่ของโจวโจวต่างหันมามองหน้ากันและกัน “เซ่าเซินก็เป็นสามีของลูกยังไงจ๊ะ!” แม่ของโจวโจวคิดไม่ถึงว่าถังโจวโจวจะจำอะไรไม่ได้เลย เหตุเพราะความทรงจำก่อนหน้านี้ที่เกี่ยวกับเธอหายไปจนหมด อดีตของเธอไม่ต่างอะไรกับกระดาษขาว

 

 

หู่พั่วยังคงส่ายหน้า “หนูไม่รู้เรื่องอะไรที่เกี่ยวกับก่อนหน้านี้เลย ที่หนูกลับมาครั้งนี้ ก็เพราะตั้งใจมาเยี่ยม แล้วก็พาเสี่ยวอวี่มาหาพ่อกับแม่ค่ะ”

 

 

เสี่ยวอวี่เล่นอยู่ในอ้อมแขนแม่ของโจวโจวอยู่สักครู่ก็อยากกลับไปหาอ้อมกอดของหู่พั่ว กวักมือเรียกหาแม่ ทำท่าทางว่าจะกอด หู่พั่วรับเขาเอาไว้ เธอกอดเขาเอาไว้ในอ้อมแขน อยู่ในอ้อมของแม่เงียบๆ เป็นเด็กดีเสียจริง

 

 

“อย่างนั้นลูกอยากเจอเซ่าเซินหรือเปล่า เขายังรอให้ลูกกลับมาอยู่นะ” แม่ของโจวโจวยินดีที่จะเชื่อว่าถังโจวโจวลืมอดีตไปหมดสิ้น แล้วเธอจะรับเรื่องนี้ได้อย่างไร?

 

 

 

 

ตอนที่ 351 คลาดกัน

 

 

“สำหรับหนูในตอนนี้เขาก็เป็นคนแปลกหน้าคนหนึ่งเท่านั้นค่ะ ถึงพ่อกับแม่จะบอกว่าเขาเป็นสามีของหนู แต่ว่าหนูจำเขาไม่ได้เลยสักนิด ต่อให้พ่อกับแม่จะพูดกับหนูอีกสักเท่าไร หนูก็ไม่รู้สึกอะไรกับเขาขึ้นมาหรอกค่ะ”

 

 

นี่เป็นความเศร้าโศกทั้งหมดที่อยู่ในใจของหู่พั่ว ไม่ว่าพวกเขาจะพูดต่อหน้าเธอสักเท่าไร เธอก็ไม่อาจมีความรู้สึกร่วมกับพวกเขา เธอไม่รู้เลยว่าเวลานี้พวกเขารู้สึกอย่างไร เหมือนๆ กับที่พวกเขาก็ไม่อาจเข้าใจเธอได้เช่นกัน

 

 

“ได้สิจ๊ะ ถ้าลูกไม่อยากเจอเซ่าเซินพ่อกับแม่ก็จะไม่บังคับหรอก ถ้าอย่างนั้นเสี่ยวอวี่ก็เป็นลูกของเซ่าเซินหรือเปล่า? ยังไงก็ควรให้เขาได้เจอหน้าพ่อหน่อยนะ”

 

 

แม่ของโจวโจวรู้สึกว่าในเมื่อลูกสาวของเธอมีลูก ก็ควรจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวกับสามี ไม่ใช่ว่าเพียงเจอหน้าพวกเธอแล้วก็จะจากไปเลย เพราะไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะมีโอกาสได้เจอกันอีกหรือเปล่า

 

 

“คุณลุงครับ ตอนนี้หู่พั่วมีความสุขดี เธอหาแม่แท้ๆ ของตัวเองเจอแล้ว อีกอย่างก็มีผมคอยดูแลเสี่ยวอวี่อยู่ เพราะอย่างนั้นพวกคุณวางใจเถอะนะครับ”

 

 

พ่อแม่ของถังโจวโจวถูกคำพูดเหล่านี้ของโอวหยางหงซัดเข้าเต็มๆ สักครู่ใหญ่ๆ พวกเขาถึงได้กลับมามีสติอีกครั้ง “โจวโจวเจอแม่แท้ๆ แล้วอย่างนั้นเหรอ?” เมื่อเห็นท่าทีของพวกเขาแล้วก็เหมือนพูดพึมพำกับตัวเอง แต่ก็เหมือนว่ากำลังเอ่ยถามถัวโจวโจวเช่นกัน

 

 

“ใช่ค่ะ หนูเจอแม่แท้ๆ ของตัวเองแล้ว” หู่พั่วเงยหน้าขึ้น มองหน้าพ่อแม่ของโจวโจวอย่างเงียบๆ และเมินเฉย เรื่องในอดีตที่คนรอบตัวพูดกับเธอเป็นเพียงแค่ความทรงจำอันเลือนราง เธอไม่เกิดความรู้สึกร่วมอะไรเลยแม่แต่น้อย เธอไม่อาจสัมผัสความรู้สึกรักใคร่อย่างตอนที่เป็นถังโจวโจวได้

 

 

เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของถังโจวโจว สำหรับหู่พั่วแล้วเป็นอะไรที่ห่างเหินเหลือเกิน อดีตของเธอว่างเปล่า และที่เธอทำได้ตอนนี้ก็คือวางแผนที่ตัวเองจะทำในอนาคต

 

 

“เพราะว่าลูกได้อยู่กับแม่แท้ๆ แล้ว อย่างนั้นก็เลยไม่กลับมาหาพ่อกับแม่เหรอ?” สองปีแล้ว พวกเขารอมาสองปีเต็มๆ ถ้าถังโจวโจวยังไม่กลับมา พ่อแม่ของเธอจะก็รอคอยเธอตลอดไป

 

 

“…” หู่พั่วไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไรดี ทั้งใช่ และไม่ใช่ด้วยเช่นกัน ความจริงแล้วเธอเองก็ไม่อาจล่วงรู้ความคิดภายในใจของตัวเองได้ เธอเคารพพ่อแม่ของถังโจวโจว ทว่าเธอสูญเสียความทรงจำในอดีตไป ไม่มีความรู้สึกใดๆ ให้กับพ่อแม่อย่างในอดีตอีก ราวกับว่าความผูกพันระหว่างพวกเขาได้สูญสลายไปหมดแล้ว

 

 

“ตกลง พวกเราเข้าใจแล้ว ลูกไปเถอะ” พ่อของถังโจวโจวเบือนหน้าหนี้ ไม่มองหน้าถังโจวโจวอีก

 

 

แม่ของโจวโจวร้อนรนในใจ “พี่ถัง คุณพูดอะไรของคุณน่ะ? แม้ว่าโจวโจวจะหาแม่ที่แท้จริงเจอแล้ว แต่เธอก็ยังเป็นลูกของพวกเราอยู่นะ เธอรู้ชะตาชีวิตของตัวเองตั้งแรกแล้ว แต่ก็ยังไม่จากพวกเราไป!”

 

 

ดวงตาพ่อของโจวโจวเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา เขาไม่คิดอย่างนั้น ทว่าในสายตาของถังโจวโจว ตอนนี้พวกเขาเป็นเพียงคนแปลกหน้าสองคนเท่านั้น ถึงจะพูดต่อไปก็รังแต่จะทำตัวเองเสียใจเปล่าๆ

 

 

แม่ของโจวโจวเห็นบรรยากาศกดดันภายในห้องรับแขกก็ร้องไห้ไปพลางพูดไป “โจวโจว แม่ไม่สนใจนะว่าลูกจะเจอแม่แท้ๆ ของตัวเองหรือเปล่า แต่ลูกจะเป็นลูกสาวของพวกเราตลอดไป เรื่องนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง!”

 

 

หู่พั่วไม่ได้เฉยเมยอย่างก่อนหน้านี้แล้ว เธอฝากเสี่ยวอวี่เอาไว้ในอ้อมแขนของโอวหยางหง กุมมือแม่ของโจวโจวเอาไว้ แล้วเรียกเธอว่า “แม่” ออกมาเบาๆ

 

 

“โจวโจว ลูกนึกออกแล้วใช่ไหม?”

 

 

“เปล่าหรอกค่ะ แต่หนูรู้ว่าความรู้สึกที่คุณมีให้หนูเป็นความรู้สึกที่แม่คนหนึ่งมีต่อลูก แม้ว่าจะไม่ได้คลอดออกมาเอง แต่ก็เห็นหนูเป็นเหมือนลูกแท้ๆ มาตลอด หนูคิดว่าก่อนหน้านี้ก็คงเป็นแบบนี้เหมือนกัน”

 

 

คำพูดอันหนักแน่นของหู่พั่วทำให้โอวหยางหงและพ่อของโจวโจวอดมองเธอไม่ได้ โอวหยางหงคิดไม่ถึงว่าหู่พั่วจะรับพวกเขาเป็นพ่อแม่ โอวหยางหงเพียงแต่รู้สึกดีใจมาก ข้อมูลที่อยู่ในมือของเขาทั้งหมดบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าความรู้สึกของสองสามีภรรยาที่มีต่อถังโจวโจวคือความจริงใจ มีคนรักเพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่งก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ

 

 

“พ่อคะ” พ่อของโจวโจวเลิกไว้ท่า เขาเองก็ไม่อยากทำแบบนั้นด้วย เมื่อสักครู่เพียงเพราะการกระทำของถังโจวโจวทำให้เขารู้สึกผิดหวังและเสียใจ ดังนั้นเขาจึงเอ่ยคำพูดแบบนั้นออกมา ความจริงแล้วภายในใจของเขา ความรักที่เขามีให้กับถังโจวโจวก็ไม่ได้น้อยไปกว่าแม่ของโจวโจวเลยสักนิด

 

 

พ่อแม่ของถังโจวโจวขอให้หู่พั่วกับโอวหยางหงให้อยู่กินข้าวด้วยกันก่อน เพียงชั่วพริบตาก็เป็นเวลาค่ำมืดแล้ว “พ่อคะ แม่คะ พวกเราต้องไปแล้วค่ะ”

 

 

“โจวโจว พวกลูกพักอยู่ที่ไหน แล้วลูกจะมาหาพวกเราอีกไหม”

 

 

“ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูจะมาหาพวกคุณอีก แต่วันนี้เวลาก็สายมากแล้ว พวกเราคงต้องขอตัวกลับก่อน เสี่ยวอวี่เองก็ควรจะต้องพักผ่อนแล้วด้วย” เวลานี้เสี่ยวอวี่อยู่ในอ้อมแขนของเธอ นอนอิงอยู่แนบอก หาวหวอดๆ ออกมาแล้ว

ตอนที่ 348 สองปีผ่านไป   

 

 

โอวหยางหงคว้าโทรศัพท์ได้ก็รีบโทรหาคุณหมอหวาทันที “ฮัลโหล ลุงหวาครับ หู่พั่วจะคลอดแล้ว รีบมาเลยนะครับ”  

 

 

โอวหยางหงวางสายก่อนจะเข้าไปในเรือนกระจก เห็นหู่พั่วเอามือจับท้องปากก็พลางตะโกนร้องว่าปวด หยาดเหงื่อบนใบหน้าผุดขึ้นมาไม่หยุด “ทำไมถึงได้กะทันหันขนาดนี้ อีกหนึ่งอาทิตย์ถึงจะเป็นกำหนดคลอดไม่ใช่เหรอ?”  

 

 

“เด็กอาจจะอยากเกิดก่อนน่ะ!” ถึงแม้ว่าจะมีเหงื่อเต็มใบหน้าไปหมด หู่พั่วก็ยังล้อเล่นกับเฉินหลานอี  

 

 

“หยุดพูดได้แล้ว เก็บแรงเอาไว้ก่อน อีกเดี๋ยวก็ได้เวลาออกแรงสุดกำลังแล้ว”  

 

 

ไม่นานคุณหมอหวาก็มาถึง เขาให้คนพาหู่พั่วขึ้นรถ ก่อนจะส่งตรงไปที่โรงพยาบาล เด็กน้อยไม่ได้ทรมานหู่พั่วมากนัก เมื่อถึงเวลาสี่ทุ่มหู่พั่วก็คลอดลูกชายออกมาอย่างปลอดภัย  

 

 

วันต่อมาเฉินหลานอีรีบนำซุปไก่ที่ตุ๋นไว้ที่ห้องครัวมาที่โรงพยาบาลตั้งแต่เช้า ขณะที่เธอมาถึงหู่พั่วก็ตื่นขึ้นมาแล้ว โอวหยางหงกำลังประคองเธอให้ลุกขึ้นนั่ง  

 

 

“หู่พั่ว เป็นยังไงบ้างจ๊ะ” เฉินหลานอีวางซุปไก่ลง ดึงผ้าห่มให้หู่พั่ว  

 

 

“แม่คะ ตอนนี้หนูรู้สึกว่าท้องของหนูโล่งจังค่ะ ไม่ชินเลยสักนิด” หู่พั่วลูบท้องที่แบนราบลงแล้ว  

 

 

เฉินหลานอีรู้ซึ้งถึงความรู้สึกนี้ดี ครั้งแรกเธอเองก็รู้สึกแบบเดียวกัน “วางใจนะลูก ผ่านไปสักพักลูกก็จะชินไปเอง รอให้ถึงเวลาที่หลานนอนกับลูกได้ ลูกก็จะไม่สนใจแล้วแล้วว่าท้องโล่งหรือเปล่า ความสนใจทั้งหมดจะไปรวมกันอยู่ที่หลานของแม่”  

 

 

“แม่ แม่เห็นหลานหรือยังคะ”  

 

 

“ยังมีเวลาให้ดูอีกเยอะ ลูกรีบกินซุปไก่ก่อนเถอะนะจ๊ะ หิวแล้วล่ะสิ” เฉินหลานอีเพียงเปิดฝาออก กลิ่นหอมของซุปไก่ก็ขจรขจายไปทั่วทั้งห้อง  

 

 

“แม่คะ หอมจังเลย!”  

 

 

“หอมก็กินเยอะๆ นะ นี่เป็นซุปที่แม่คุมให้แม่ครัวทำเป็นพิเศษเลย” เฉินหลานอีตักซุปให้เธอเต็มชาม  

 

 

“พอแล้วค่ะแม่ หนูอิ่มแล้ว” หู่พั่วกินซุปชามที่สองจนหมด เห็นว่าเฉินหลานอียังคิดจะตักให้เธอเพิ่มก็รีบหยุดเธอไว้ก่อน เธอกินซุปไปสองชามแล้ว รู้สึกสบายท้องขึ้นมาก  

 

 

“อิ่มแล้วเหรอ? กินอีกหน่อยสิจ๊ะ” เฉินหลานอีรู้สึกว่าหู่พั่วกินน้อยเกินไป น่าจะกินให้มากกว่านี้หน่อย ไม่อย่างนั้นจะแข็งแรงขึ้นเร็วๆ ได้อย่างไร  

 

 

พักฟื้นอยู่หนึ่งอาทิตย์ โอวหยางหงกับเฉินหลานอีก็พาหู่พั่วกับลูกกลับมายังปราสาท คราวนี้โอวหยางเลี่ยก็มาด้วย  

 

 

“ลุงโอวหยาง”  

 

 

“เร็วเข้า รีบขึ้นรถเถอะ”  

 

 

ขบวนรถแล่นเข้าไปในปราสาท บรรดาคนรับใช้ต่างรอรับคำสั่งกันอยู่ก่อนแล้ว หู่พั่วถูกตัวพากลับเข้าไปในห้อง ตอนนี้เธอยังตากลมมากไม่ได้ ลูกของเธอก็ยังเล็กอยู่มาก เกรงว่าจะถูกแช่แข็งอยู่ข้างนอก  

 

 

หนึ่งปีผ่านไป เป็นงานฉลองครบหนึ่งขวบของเด็กน้อย โอวหยางเลี่ยเพียงแต่เชิญคนสนิทมาไม่กี่คนเท่านั้น ไม่ใช่ว่าไม่อยากจัดงานใหญ่ แต่เพราะหู่พั่วไม่อยากเจอคนแปลกหน้า สำหรับเด็กน้อยแล้วขอเพียงญาติๆ มาอวยพรให้ก็เพียงพอแล้ว  

 

 

…  

 

 

ถังโจวโจวหายไปจากชีวิตของลั่วเซ่าเซินสองปีแล้ว พ่อและแม่ของถังโจวโจวทำได้เพียงอวยพรสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกสาว หวังว่าเธอจะมีชีวิตที่สงบสุขในอีกสถานที่หนึ่ง  

 

 

ตอนนี้ทุกๆ วันลั่วเซ่าเซินจะไปเพียงสามที่เท่านั้น บ้าน บริษัท แล้วก็โรงเรียนของลั่วอิง ลั่วอิงอายุเจ็ดขวบแล้ว เธอเข้าเรียนชั้นประถมอย่างเป็นทางการ  

 

 

ลั่วเซ่าเซินเชื่อว่าถังโจวโจวยังมีชีวิตอยู่ แต่ว่าผู้คนที่รายล้อมเขาต่างเกลี้ยกล่อมว่า อย่ารอเธออีกเลย ถังโจวโจวไม่มีวันกลับมาแล้ว  

 

 

แต่เขาไม่เชื่อ ถังโจวโจวรู้ดีว่าเขาอยู่ที่นี่ ทำไมถึงได้ไม่กลับมา เขาจะรอเธออยู่ที่นี่ตลอดไป ที่นี่คือบ้านของพวกเขา เขาจะปกป้องมันเอาไว้ รอวันที่ถังโจวโจวกลับมา  

 

 

หู่พั่วรู้สึกว่าระยะนี้ใบหน้าของคนที่อยู่ในความฝันของเธอชัดเจนขึ้นทุกที บางอย่างทำให้เธอรู้สึกว่า เธอใกล้จะเจอเขาในไม่ช้า  

 

 

 

 

 

ตอนที่ 349 กลับประเทศ  

 

 

ที่สนามบิน เครื่องบินส่วนตัวเพิ่งลงจอดบนพื้น หู่พั่วสวมเสื้อโค้ทสีดำทั้งตัว อุ้มเด็กตัวเล็กไว้ในอ้อมแขน โอวหยางหงรับเขามาอุ้มไว้ แล้วเดินออกมาจากทางออก VIP ของสนามบิน  

 

 

“ตอนนี้เราไปที่โรงแรมกันก่อน อีกเดี๋ยวผมจะให้พี่ไปเจอกับพวกเขา” โอวหยางหงให้หู่พั่วอุ้มลูกขึ้นรถไปก่อน จากนั้นถึงได้ขึ้นตามไป ให้คนขับรถมุ่งหน้าไปยังโรงแรม  

 

 

“เสี่ยวอวี่ตื่นหรือยัง” เข้าถึงที่พักในระยะเวลาเพียงไม่นาน โอวหยางหงก็มาดูพวกเธอที่ห้องของหู่พั่วว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง  

 

 

“ยังเลย ยังหลับปุ๋ยอยู่เลย อาจเป็นเพราะว่าเดินทางมาเหนื่อยน่ะ” หู่พั่วมองเด็กตัวเล็กที่นอนอยู่บนเตียง ตอนนี้เขาเปรียบเสมือนโลกทั้งใบของเธอ  

 

 

หู่พั่วเพียงแต่ตั้งชื่อเล่นให้ลูกเท่านั้น ในใจเธออยากให้พ่อกับแม่เป็นคนตั้งชื่อเด็กคนนี้ ถึงได้ถ่วงเวลาเอาไว้ก่อน  

 

 

“พี่อยากไปบ้านถังไม่ใช่เหรอ ถ้าอย่างนั้นพวกเราออกเดินทางกันเถอะ!”  

 

 

“เสี่ยวอวี่ยังหลับอยู่เลย พี่ไม่วางใจให้ลูกอยู่ที่นี่คนเดียว” หู่พั่วลูบใบหน้าสีแดงระเรื่อของเสี่ยวอวี่ที่ยังคงหลับอยู่ เมื่อเห็นลูกหลับสบาย ในใจเธอก็พลันหวานชื่น  

 

 

“ใครบอกว่าจะให้หลานอยู่ที่นี่ละครับ ต้องพาหลานไปด้วยอยู่แล้วสิ!” โอวหยางหงไม่ได้มีความคิดว่าจะทิ้งหลานไว้ที่นี่โดยลำพัง ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมา พวกเขาจะทำอย่างไรล่ะ  

 

 

หู่พั่วไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ของโอวหยางหงเท่าไรนัก เสี่ยวอวี่กำลังหลับสบาย ถ้าอุ้มขึ้นมา เกิดทำให้ลูกตื่นขึ้นมาจะทำอย่างไร?  

 

 

โอวหยางหงเห็นว่าหู่พั่วไม่ได้ขยับร่างกายมาครึ่งวันแล้ว เขารู้ซึ้งถึงความกังวลของเธอดี “วางใจเถอะครับพี่ ผมไม่ทำให้หลานตื่นหรอก หลานหลับสนิทขนาดนี้ พี่จะทำยังไงหลานก็ไม่ตื่นขึ้นมาหรอก”  

 

 

โอวหยางหงเพิ่งจะพูดประโยคนี้จบ ก็มีเสียงร้องไห้ของเด็กน้อยดังขึ้นจากจากเตียง หู่พั่วรู้สึกอย่างกับถูกเขาตบหน้า รีบอุ้มเสี่ยวอวี่ขึ้นมา “เสี่ยวอวี่เด็กดี แม่อยู่นี่แล้วนะ ไม่ต้องร้องนะ”  

 

 

เสี่ยวอวี่เพิ่งจะอายุครบหนึ่งขวบ ยังพูดไม่ค่อยได้ เรียกแม่เป็นอย่างเดียว พูดคำว่าแม่ได้ไม่ชัดนัก “หม่า ม้า ฮือ…”  

 

 

หู่พั่วปลอบใจเด็กชายอยู่สักครู่ เขาจึงค่อยๆ หยุดร้องไห้ “หงเอ๋อร์ ช่วยพี่ชงนมให้ขวดหนึ่งสิ ลูกพี่น่าจะหิวแล้ว”  

 

 

“โอ๋ ไม่ร้องนะคนดี เดี๋ยวก็ได้ดื่มนมแล้วนะ” หู่พั่วอุ้มเขาเดินไปทั่วห้อง ส่วนทางด้านโอวหยางหงก็ช่วยชงนมผงให้เสี่ยวอวี่อย่างคล่องแคล่ว สำหรับเขาเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องถนัดไปเสียแล้ว หลังจากที่เสี่ยวอวี่เกิด เขาก็รับหน้าที่นี้มาตลอด!  

 

 

เรื่องเปลี่ยนผ้าอ้อม เรื่องอาบน้ำให้เหล่านี้ผ่านมือโอวหยางหงมาแล้วทั้งนั้น ป้อนข้าว เล่นเป็นเพื่อน ขาดแค่ไม่ได้นอนด้วยเท่านั้นเอง  

 

 

“เสร็จแล้ว รีบเอานมให้หลานเถอะ” โอวหยางหงยื่นขวดนมให้ เสี่ยวอวี่เห็นขวดนมที่เขาคุ้นเคย ดวงตาก็จ้องเขม็งอยู่อย่างนั้น ขวดนมเคลื่อนย้ายไปทางไหน เขาก็มองตามไปทางนั้น  

 

 

หู่พั่วหยิบขวดนมใส่เข้าในปากของเด็กน้อย เขาดูดนมเอื้อกๆ เข้าไปทันที “แม่ดูแลหนูไม่ดีเหรอ? ทำไมทำอย่างกับว่าแม่ปล่อยให้หนูอดอยากอย่างนั้นล่ะ?”  

 

 

ตอนนี้เสี่ยวอวี่มีเวลาสนใจแม่ของตัวเองที่ไหนกัน เขาใช้มือกำขวดนมแน่น ถ้าเธอใช้มือดึงออกมา ก็จะพบว่าเขาแรงเยอะไม่ใช่เล่นเลย! เด็กคนนี้หวงแหนของกินจะตายไป  

 

 

ไม่ทันไร นมหลายร้อยมิลลิลิตรก็เข้าไปอยู่ในท้องของเขาจนหมด “เรียบร้อย ดื่มหมดแล้ว” หู่พั่วนำขวดนมว่างเปล่าส่งคืนให้โอวหยางหง  

 

 

“ตอนนี้เสี่ยวอวี่ก็ตื่นแล้ว งั้นเราก็ไปกันได้แล้วสิ?”  

 

 

“เมื่อกี้เธอบอกว่าไม่ว่าจะทำยังไงกับลูก ลูกก็จะไม่ตื่นไง” ตอนนี้เสี่ยวอวี่ไม่ร้องไห้งอแงแล้ว หู่พั่วเองก็นึกอยากหยอกล้อโอวหยางหงขึ้นมาบ้าง  

 

 

“ถือว่าเมื่อกี้ผมพูดผิดไปก็แล้วกัน ตกลงว่าพี่อยากไปเจอพวกเขาหรือเปล่า?”  

 

 

“อยากไปสิ ที่กลับมาคราวนี้ก็เพื่อมาหาพวกเขานี่นา ไหนๆ เสี่ยวอวี่ก็ตื่นแล้ว อย่างนั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ”  

 

 

ทั้งสามคนมาถึงหน้าประตูบานสีแดง หู่พั่วอุ้มเสี่ยวอวี่เอาไว้ มองโอวหยางหงปราดหนึ่ง ถึงได้ใช้มือเคาะลงบนประตูเบาๆ ทั้งหมดสามครั้ง  

 

 

“มาแล้วจ้ะๆ!” มีเสียงผู้หญิงดังขึ้นมาจากข้างใน ประตูเปิดออก ทั้งสองฝ่ายต่างตกตะลึงอยู่ตรงนั้น  

 

 

แม่ของถังโจวโจวเห็นคนที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้ก็ออกแรงหยิกตัวเองเข้าทีหนึ่ง อยากรู้ว่านี่เป็นความจริงใช่หรือเปล่า ปรากฏว่ามือของเธอเจ็บเอามากๆ  

 

 

เธอตะโกนเข้าไปในบ้าน “จิ่งฉิน โจวโจวกลับมาแล้ว!” ในสายตาแม่ของถังโจวโจวมีเพียงลูกสาวที่เธอหายตัวไปแล้วหวนกลับมา  

ตอนที่ 346 ย้อนวันวาน  

 

 

“เธอตายเหรอ?”  

 

 

โอวหยางหงส่ายหน้า “เปล่า ผู้ชายที่ที่หลงรักเธอช่วยเธอเอาไว้”  

 

 

“แล้วเด็กสองคนนั้นล่ะ?” หู่พั่วรู้สึกได้ว่า เด็กทั้งสองคนที่โอวหยางหงพูดถึง หนึ่งในนั้นน่าจะเป็นตัวเธอเอง  

 

 

“เด็กสองคนนั้นถูกส่งไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ลูกสาวคนเล็กอายุได้เพียงขวบเดียว ไม่นานก็มีคนเอ็นดู รับเลี้ยงเอาไว้ ส่วนลูกคนโตไม่ยอมให้คนรับเลี้ยง ได้แต่รอให้น้องสาวกลับมาหา ทำให้เธอเติบโตอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า”  

 

 

“ฉันเป็นลูกคนไหนเหรอ?” หู่พั่วฟังอย่างกับว่าเป็นเรื่องราวของคนอื่น แต่นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอจริงๆ แม้ว่าตอนนี้เธอจะจดจำเรื่องราวที่ผ่านมาไม่ได้เลย แต่เธอรู้สึกอยู่บ้างว่าเธอจะต้องเกี่ยวข้องกับเด็กสองคนนี้แน่  

 

 

“เธอเป็นเด็กที่ถูกรับเลี้ยงเอาไว้ พ่อแม่ที่เลี้ยงเธอมาแซ่ถัง เพราะว่าตอนนั้นเธอยังเด็กมาก เพราะอย่างนั้นไม่นานเธอก็เข้าใจว่าพวกเขาเป็นพ่อแม่ของเธอ แน่นอนว่าพวกเขาดีกับเธอมาก ดูแลเธอเหมือนกับลูกแท้ๆ”  

 

 

“แล้วพวกเขาอยู่ที่ไหน?” ในเมื่อพ่อแม่ที่เลี้ยงดูเธอมาแซ่ถัง ทำไมโอวหยางหงถึงได้ตั้งชื่อให้เธอว่าหู่พั่ว ให้เธอใช้ชื่อเดิมก็ได้ไม่ใช่เหรอไง? เขาต้องการจะทำอะไรกันแน่?  

 

 

“พวกเขาสบายดี ว่าแต่คุณไม่สนใจผู้หญิงคนนั้นบ้างเลยเหรอ เธอเป็นแม่ของคุณนะ”  

 

 

“ทำไมเธอถึงไม่กลับมาตามหาลูก?” หู่พั่วรู้สึกว่าถ้าเป็นแม่ที่รักพวกเธอจริงๆ จะไม่มีทางปล่อยปละละเลยให้พวกเธอใช้ชีวิตอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอย่างแน่นอน ควรจะกลับไปหาพวกเธอไม่ใช่เหรอไง  

 

 

“เพราะว่าเธอเองก็เหมือนกับคุณในตอนนี้ เธอความจำเสื่อม”  

 

 

“ความจำเสื่อมอย่างนั้นเหรอ?” หู่พั่วถึงได้เข้าใจว่า แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่ว่าแม่ของเธอไม่ต้องการตามหาเธอ แต่เป็นเพราะว่าเธอตามหาพวกเธอไม่ได้ คนที่ความจำเสื่อมจะไปจำเรื่องราวที่ผ่านมาได้อย่างไร  

 

 

“ใช่แล้ว ความจำเสื่อม เพราะอย่างนั้นเธอถึงได้หลงลืมพวกเธอไป จนกระทั่งเธอจำเรื่องนี้ได้อีกครั้ง พวกเธอก็โตกันหมดแล้ว” พูดได้เพียงว่านี่เป็นการคลาดจากกัน  

 

 

“ผู้หญิงคนนั้นคือแม่ของคุณอย่างนั้นเหรอ?” หู่พั่วจำสายตาแบบนั้นที่เฉินหลานอีมองเธอได้ดี อย่างกับว่าเธอเป็นของที่สำคัญที่สุดในชีวิตอย่างไรอย่างนั้น  

 

 

“ใช่ เธอคือแม่ของผม และตอนนี้ก็เป็นแม่ของคุณด้วยเหมือนกัน” โอวหยางหงเห็นว่าในสายตาของหู่พั่วไม่ได้ต่อต้าน ทำให้เขาวางใจลงบ้าง อย่างน้อยๆ ช่วงเริ่มต้นก็สำเร็จไปได้ด้วยดี เรื่องอื่นๆ แน่นอนว่าค่อยพูดกันทีหลัง  

 

 

“แม่…” สำหรับหู่พั่วในตอนนี้ คำพูดนี้ช่างทั้งห่างเหินและคุ้นเคย ห่างเหินเพราะว่าเธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเฉินหลานอีจะเป็นแม่ของเธอ ส่วนที่คุ้นเคยก็คงเพราะว่าหลายปีที่ผ่านมาเธอคุ้นเคยกับการมีแม่อีกคนมาตลอดกระมัง  

 

 

“แล้วเธอล่ะ?” ในเมื่อโอวหยางหงกล้าที่จะเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟัง เฉินหลานอีก็คงจะอยู่แถวๆ นี้ด้วย?หรือว่าอยู่ข้างนอก?  

 

 

“คุณอยากเจอเธอหรือเปล่า ถ้าคุณอยากพบเธอ เธอพร้อมมาหาคุณตลอดเวลา” ที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือหู่พั่วจะวางเกราะป้องกันที่มีในใจลงหรือเปล่า ยอมรับการมีตัวตนของแม่แท้ๆ ได้หรือเปล่า ถ้าเป็นหู่พั่วที่ไม่ได้ความจำเสื่อม เรื่องก็คงจะง่ายกว่านี้  

 

 

เพราะว่าโอวหยางหงรู้ว่า หู่พั่วที่ไม่ได้ความจำเสื่อมรู้ตัวแล้วว่าตัวเองเป็นเด็กที่บ้านถังรับมาเลี้ยง แม้ว่าจะไม่เคยตามหาแม่แท้ๆ ของตัวเอง แต่ภายในใจก็โหยหาความรักอยู่ไม่น้อย  

 

 

“ฉันอยากพบเธอ คุณเรียกเธอมาได้หรือเปล่า”  

 

 

เฉินหลานอีปิดปาก ผลักประตูที่ปิดเอาไว้อย่างลวกๆ ดวงตาของเธอแดงก่ำไปหมด ดูเหมือนว่าจะยืนฟังอยู่ข้างนอกมานานแล้ว “หู่พั่ว หนูจะยอมรับแม่ได้ไหม?”  

 

 

หู่พั่วไม่ได้ตอบเธอในทันที เธอมองเฉินหลานอีอยู่เงียบๆ เห็นว่าเธอกำลังเข้ามาใกล้ “ถ้าตอนนั้นคุณไม่ได้ความจำเสื่อม คุณจะทอดทิ้งพวกเราไปไหม?”  

 

 

 

 

 

ตอนที่ 347 ใกล้คลอด  

 

 

“ไม่มีทาง แม่ไม่มีทางทำอย่างนั้นแน่” เฉินหลานอีจับมือของหู่พั่วเอาไว้ ตนจะทอดทิ้งลูกไปอย่างไม่สนใจไยดีได้อย่างไรกัน? ในเมื่อตนรักพวกเธอมากมายถึงขนาดนี้!  

 

 

หู่พั่วเห็นเฉินหลานอีน้ำตาคลอ อย่างกับว่าเธอพูดอีกไม่ถึงคำน้ำตาก็จะหลั่งรินลงมา “คุณคิดอย่างนั้นจริงๆ เหรอ?”  

 

 

“แน่นอนสิ…หู่พั่ว หนูเรียกฉันว่าแม่สักคำได้ไหม?” เฉินหลานอีถามอย่างระมัดระวัง  

 

 

เธอถูมือเข้าด้วยกัน กลัวเป็นอย่างมากว่าเธอจะปฏิเสธ ก้มหน้าอยู่ตลอด ไม่กล้ามองตาของหู่พั่ว หวาดกลัวว่าจะเห็นสายตาที่ชิงชังของเธอ  

 

 

“…แม่”  

 

 

“หู่พั่ว เธอเรียกแม่เหรอ?! เธอเรียกแม่จริงๆ!…ดีเหลือเกิน ลูกของแม่กลับมาแล้ว!”  

 

 

เฉินหลานอีตื่นเต้นดีใจพลางจับมือของโอวหยางหงและหู่พั่วเอาไว้ มือหนึ่งจับไว้คนหนึ่ง ลูกชายและลูกสาวต่างอยู่ข้างกายเธอ เฉินหลายอีอดคิดถึงชิงเหยียนลูกสาวคนโตของเธอไม่ได้ อารมณ์อันพลุ่งพล่านพลันร่วงหล่นในทันใด  

 

 

“หู่พั่ว อยู่ที่นี่ให้สบายใจเถอะนะ ลุงโอวหยางกับน้องชายของลูกจะดีกับลูกให้มากๆ ใช่ไหม หงเอ๋อร์?”  

 

 

“แน่นอน พี่สาว พี่อยากให้พวกเราเรียกชื่อก่อนหน้านี้ของพี่หรือจะให้เรียกว่าหู่พั่ว”  

 

 

“ความทรงจำของฉันก่อนหน้านี้สวยงามหรือว่าเจ็บปวดล่ะ?”  

 

 

“อย่างละครึ่งก็ว่าได้ ทำไมเหรอ” หรือว่าเพราะพี่จดจำเพราะว่ามันสวยงาม และหลงลืมเพราะว่ามันเจ็บปวดกันล่ะ?  

 

 

“เรียกฉันว่าหู่พั่วเถอะ ตอนนี้ฉันชินกับชื่อนี้แล้ว นายเรียกชื่อก่อนหน้านี้ของฉันคงรู้สึกแปลกๆ” หู่พั่วรู้สึกว่าชื่อนี้ดีมากๆ เจือไว้ด้วยความคาดหวังที่จะมีชีวิตใหม่  

 

 

“ได้สิ อย่างนั้นพี่คุยกับแม่ไปก่อน ผมขอตัว” โอวหยางเลี่ยเหลือพื้นที่ให้กับสองแม่ลูกที่เพิ่งจะรู้จักกัน เขาเชื่อว่า แม่ของเขาจะต้องมีอะไรอยากจะพูดกับหู่พั่วมากมาย  

 

 

“หู่พั่ว หลายวันที่ผ่านมา เป็นเพราะแม่ใช่ไหมลูกเลยไม่ออกไปข้างนอก?” เฉินหลานอีดึงเธอมานั่งที่ริมหน้าต่าง แสงแดดที่อยู่ข้างนอกช่างสวยงาม แม้ว่าภายในห้องจะมีแสงลอดเข้ามาบ้าง แต่เทียบกับข้างนอกแล้ว เรียกว่าเทียบกันไม่ติดเสียด้วยซ้ำ  

 

 

“เปล่าค่ะ แค่ช่วงนี้กำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ก็เท่านั้น” แม้จะยอมรับแล้วว่าเฉินหลานอีเป็นแม่ของเธอ ทว่าความใกล้ชิดกับเธอก็ยังคงไม่คืบหน้า  

 

 

“ถ้าอย่างนั้นให้แม่ไปเดินเล่นเป็นเพื่อนลูก ดีไหมจ๊ะ?”  

 

 

“…ก็ได้ค่ะ” หู่พั่วเห็นแสงในฤดูใบไม้ผลิที่อยู่ข้างนอกแล้วก็อยากออกไปมาก เพียงแต่ข่มใจตัวเองไว้มาโดยตลอด  

 

 

หู่พั่วออกตัวคล้องแขนของเฉินหลานอี เมื่อเห็นแขนของตนพาดลงบนมือเล็กของเธอ เฉินหลานอีก็รู้สึกสึกเบิกบานใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้ว่าที่ผ่านมาโอวหยางเลี่ยจะดีกับเธอมาตลอด แต่ตอนนั้นเธอสูญเสียความทรงจำ ทำให้รู้สึกว่าภายในใจช่างว่างเปล่า  

 

 

ตอนนี้หู่พั่วเกิดเรื่องแบบเดียวกับเธอ ทำให้เฉินหลานอีรู้สึกว่าเธอทั้งสองคงจะเข้าใจกัน  

 

 

“หู่พั่ว ไม่ต้องรีบนะจ๊ะ ตอนนี้ลูกกำลังตั้งท้องอยู่ ต้องคิดถึงเด็กในท้องก่อนนะ” เฉินหลานอีกับหู่พั่วอาบไล้แสงแดดในฤดูใบไม้ผลิ  

 

 

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ใกล้จะถึงเวลาที่หู่พั่วต้องคลอดแล้ว ขณะที่เฉินหลานอีกำลังเดินเล่นเป็นเพื่อนเธออยู่ในเรือนกระจก จู่ๆ เธอก็ทรุดลงกับพื้น จับท้องพลางร้องว่าเจ็บ “แม่คะ หนูเจ็บท้องมากๆ เลย…”  

 

 

“จะคลอดแล้วเหรอ? เดี๋ยวแม่จะรีบไปตามคนมาให้นะ หู่พั่ว ใจเย็นๆ นะ แม่จะรีบตามคนมาให้”  

 

 

เฉินหลานอีรีบวิ่งออกมาจากเรือนกระจก ก่อนจะพบเข้ากับโอวหยางหงที่ยกชาแดงออกมาพอดี เขานำมาให้พวกเธอเป็นชายามบ่าย  

 

 

“แม่ครับ ทำไมถึงได้รีบร้อนขนาดนี้ล่ะ เกิดเรื่องอะไรกับหู่พั่วหรือเปล่าครับ”  

 

 

“หงเอ๋อร์ ลูกมาพอดีเลย หู่พั่วจะคลอดแล้ว ลูกรีบไปตามหมอมาเร็วเข้า”  

 

 

 

ตอนที่ 344 ความต้องการด้านความรู้สึก

 

 

เฉินหลานอีกำลังคิดว่าเธอมองข้ามความต้องการด้านความรู้สึกของหู่พั่วไปหรือเปล่า ตอนนี้เฉินหลานอีเคยชินกับชื่อหู่พั่วแล้ว ชื่อในอดีตจึงเจือจางไปในสายน้ำแห่งความทรงจำเส้นยาว ชื่อใหม่แทนการเริ่มต้นใหม่ เธอจะให้หู่พั่วรู้จักเธอที่เป็นคนใหม่

 

 

“คุณป้าคะ คุณป้าดูแลหนูมากไปแล้วล่ะค่ะ หนูไม่ได้ไม่สบายตรงไหน เพียงแต่ไม่อยากออกไปจริงๆ” หู่พั่วเห็นว่าเฉินหลานอีเอาจริงเอาจังขึ้นมาก็อธิบายทันที

 

 

เธอไม่กล้าอยากทะเลาะกับเฉินหลานอี ไม่อย่างนั้นสองพ่อลูกจะเป็นห่วงขึ้นมาอีก แม้ว่าโอวหยางหงจะเป็นคนช่วยหู่พั่วเอาไว้ ทว่าในใจกลับรู้สึกตงิดๆ ว่าเธอไม่ควรอยู่ที่นี่ อย่างกับว่าเธอหลงลืมเรื่องสำคัญอะไรไป แต่ว่าเป็นเรื่องอะไร เธอคิดอยู่เนิ่นนานก็ยังคิดไม่ออกสักที

 

 

หู่พั่วฝันถึงเงาร่างที่ตัวเธอหลงลืมไปแล้วอยู่ทุกวัน เหมือนว่าจะเป็นผู้ชายคนหนึ่ง ทว่าใบหน้าถูกซุกซ่อนอยู่ในม่านหมอก มองเห็นไม่ชัด เธอลองขยับเข้าไปใกล้ๆ แต่ทุกครั้งที่ใกล้จะเห็นเต็มตา เธอก็จะตกใจตื่นจากความฝันทุกที

 

 

เฉินหลานอีเห็นว่าดวงตาของหู่พั่วมองเหม่อลงไปข้างล่าง อย่างกับว่าเธอได้ยินเสียงของคนสวนที่กำลังตัดเล็มดอกไม้ใบหญ้า “หู่พั่ว ป้าจะไม่ถามหนูแล้วล่ะ รีบกินซุปถ้วยนี้เถอะนะ”

 

 

เวลานี้เธอจะไม่บังคับหู่พั่วอีก สำหรับหู่พั่ว เธอเองก็ไม่ได้ต่างอะไรกับคนแปลกหน้า บางครั้งบางคราวเรื่องนี้ก็ทำให้เฉินหลานอีท้อใจ แต่พอคิดให้ดีแล้ว ขอเพียงเธอทำแบบนี้ต่อไป สักวันหู่พั่วก็จะรับรู้ได้ถึงความรักที่เธอมีให้เอง

 

 

หู่พั่วเห็นเฉินหลานอียกถ้วยซุปมาให้ตรงหน้า การที่เธอไม่อยากออกไปก็เพราะความหวังดีที่เฉินหลานอีมีให้ ความหวังดีนี้แปลกประหลาดเกินไป ทำให้เธอรู้สึกสงสัย แต่ทั้งหมดก็ไม่ได้มีอะไรที่เหมาะสม

 

 

“คุณป้าคะ หนูเพิ่งกินอะไรไปเอง กินไม่ไหวแล้วล่ะค่ะ” หู่พั่วใช้มือผลักชามซุปออกไป เฉินหลานอีรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็ปลอบใจตัวเองพลางยิ้มให้ “จ้ะ หู่พั่ว ถ้าอย่างนั้นหนูพักผ่อนให้สบายนะ ป้าไม่รบกวนหนูแล้วจ้ะ”

 

 

พอเฉินหลานอีปิดประตู หันกลับมาก็เห็นเงาร่างของโอวหยางหงผู้เป็นลูกชาย “หงเอ๋อร์ มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

 

 

เฉินหลานอีไม่คิดว่าโอวหยางหงจะยืนอยู่ข้างหลังเธอ เด็กคนนี้มาไม่ให้สุ้มให้เสียง เธอไม่รู้ตัวเลยสักนิด

 

 

“แม่ครับ แม่ถูกหู่พั่วปฏิเสธมาอีกแล้วใช่ไหม?”

 

 

นี่กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว หู่พั่วไม่เพียงแต่ออกมาข้างนอกน้อยลง ทั้งของที่เฉินหลานอีนำมาให้ แม้ว่าทุกครั้งจะรับปากว่าอีกเดี๋ยวจะกิน แต่รอจนคนรับใช้เข้าไปทำความสะอาดภายในห้อง ของที่อยู่ในชามก็ไม่ได้ลดลงเลย รู้ได้เลยว่าหู่พั่วไม่ได้แตะต้องมันแม้สักนิด

 

 

“ใช่จ้ะ เธอบอกว่าเพิ่งกินอิ่ม ไม่อยากกินอะไรตอนนี้” เฉินหลานอีเองค่อนข้างเศร้าใจ เธออยากทำดีกับหู่พั่วแท้ๆ แต่ทำไมหู่พั่วถึงไม่ยอมรับความหวังดีนี้ไว้นะ หรือว่าหู่พั่วไม่รู้ถึงเจตนาดีของเธอ?

 

 

“แม่ครับ ผมว่าแม่ต้องบอกเรื่องราวทั้งหมดให้เธอฟัง และให้เธอเป็นคนตัดสินใจเอง ไม่อย่างนั้นขืนเป็นแบบนี้ต่อไป หู่พั่วก็จะคิดหนีออกไปจากที่นี่”

 

 

“ลูกรู้ได้ยังไงว่าเธอคิดแบบนั้น หรือว่าเธอเคยบอกลูก?”

 

 

เมื่อเฉินหลานอีได้ยินว่าหู่พั่วคิดจะจากไปก็รับไม่ได้ ลูกสาวของเธอจะไปจากเธอได้อย่างไร เธอพรากกับลูกมานานขนาดนี้ เธอจะต้องคอยอยู่ข้างๆ หู่พั่ว เพื่อชดใช้ความรักจากแม่ที่ขาดหายไปนานหลายปี

 

 

“เธอไม่เคยบอกผมหรอกครับ แต่แม่ครับ แม่ไม่รู้สึกบ้างเหรอว่าระยะนี้เธอดูแปลกๆ ไป? เธอไม่ใช่คนที่ชอบอุดอู้อยู่ในห้อง สาเหตุที่บีบบังคับให้เธอต้องอยู่ในห้องทั้งวันคืออะไร?”

 

 

บางครั้ง แม้แต่มื้อกลางวันกับมื้อเย็นเธอก็ไม่ยอมลงมา กลับให้พ่อบ้านนำอาหารขึ้นมาให้

 

 

 

 

ตอนที่ 345 สารภาพให้เธอฟัง

 

 

“เธอบอกว่าช่วงนี้ไม่อยากออกไปไหน”

 

 

“แม่ แม่เชื่อเหตุผลแบบนี้ด้วยเหรอครับ?” โอวหยางหงไม่เชื่อว่าหู่พั่วจะไม่อยากออกมาข้างนอก ด้วยนิสัยของเธอแล้ว ก่อนหน้านี้เธอเป็นคนประเภทที่ไม่ยอมอยู่คนเดียวเงียบๆ แม้ว่าตอนนี้จะความจำเสื่อม แต่จะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ได้อย่างไร

 

 

“แต่ถ้าบอกกับเธอตอนนี้…” เฉินหลานอีไม่กล้า ถ้าหู่พั่วรู้เรื่องเข้า เธอจะเกลียดเธอหรือเปล่า? จะไม่สนิทใจกันอย่างตอนนี้ด้วยหรือเปล่า?

 

 

“แม่ครับ ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ ผมเชื่อว่าคนที่จิตใจดีอย่างเธอจะไม่โทษแม่หรอก อีกอย่างตอนนั้นแม่ก็มีความลำบากของตัวเองอยู่เหมือนกัน” โอวหยางหงไม่อยากให้แม่ของตัวเองต้องแบกรับความผิดทั้งหมดไว้เพียงคนเดียว

 

 

“จริงเหรอ? หู่พั่วจะให้อภัยแม่จริงๆ เหรอ?” เฉินหลานอียังไม่มั่นใจนัก เธอกลัวว่าก้าวขาออกไปแล้ว จะไม่สามารถหดกลับมาได้อีก

 

 

“แม่ วางใจเถอะนะครับ มีผมอยู่ทั้งคน ผมจะคอยช่วยแม่เอง” โอวหยางหงพยายามอย่างหนักที่จะปลอบประโลมความเจ็บปวดของเฉินหลานอี เขาสงสัยว่าอุบัติเหตุครั้งนั้นของแม่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพียงแต่เขาไม่แน่ใจว่าเป็นใครกันแน่ที่อยากให้แม่ของเขาตาย

 

 

เฉินหลานอีได้รับกำลังใจจากลูกชายก็เริ่มมีความคิดอยากจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้หู่พั่วฟัง ถ้าลูกสาวของเธอทำตัวห่างเหินกับเธออย่างนี้ เธอเองก็จะไม่ท้อถอย เธอจะทำให้หู่พั่วยอมรับการมีตัวตนของแม่คนนี้ให้ได้

 

 

“หู่พั่ว ผมโอวหยางหง เข้าไปได้หรือเปล่า?” โอวหยางหงเคาะประตูห้องของเธอ หู่พั่วได้ยินเสียงโอวหยางหงอยู่ที่นอกประตูก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อกี้เฉินหลานอีเพิ่งจะมานี่นา แล้วเขามาได้ยังไง? เกิดอะไรขึ้นกันแน่?

 

 

“…เข้ามาสิ” เมื่อรู้ว่าตัวว่าตัวเองกำลังเหม่อลอย หู่พั่วจึงรีบตั้งสติทันที ให้โอวหยางหงเข้ามาในห้อง

 

 

เมื่อโอวหยางหงเดินเข้ามาก็เห็นว่าหน้าต่างเปิดอยู่ ผ้าม่านพลิ้วไหวไปตามสายลมโชยอ่อน ผ้าคลุมไหล่พาดอยู่บนไหล่ของหู่พั่ว เธอนั่งอยู่ริมหน้าต่างคนเดียว นัยน์ตาราวกับว่ามองออกไปยังสถานที่ที่ไกลแสนไกล

 

 

“หู่พั่ว คุณทำอะไรอยู่เหรอ” โอวหยางหงมองตามสายตาของเธอไปยังสถานที่แห่งนั้น นอกจากดอกไม้ก็มีแต่ผืนหญ้า หรือว่าเธอกำลังมองทิวทัศน์ภายนอก?

 

 

“มองอะไรไปเรื่อยๆ คุณโอวหยาง มาหาฉันมีอะไรเหรอคะ” หู่พั่วหยุดสายตาไว้บนร่างของโอวหยางหง

 

 

โอวหยางหงยิ้มพลางพูดออกไปว่า “หู่พั่ว วันนี้ผมมีเรื่องบางอย่างจะบอกกับคุณ คุณจะยินดีรับฟังหรือเปล่า?”

 

 

“เรื่องอะไรเหรอ”

 

 

“เกี่ยวกับชีวิตของคุณเอง” โอวหยางหงเห็นว่าดวงตาของหู่พั่วจ้องมองมาที่เขาเพราะได้ยินประโยคนี้ ก็รู้ได้เลยว่าในใจของหู่พั่วอยากรู้เรื่องราวในอดีตของตัวเองมากขนาดไหน

 

 

“นั่งลงก่อนสิ” เธอให้เขานั่งลงตรงหน้าเธอ คนหนึ่งนั่งมองทิวทัศน์ที่นอกหน้าต่าง อีกคนหนึ่งกลับมองไปที่ฝ่ายตรงข้าม โอวหยางหงเริ่มต้นเล่าเหตุการณ์ให้เธอฟัง

 

 

“มีผู้หญิงคนหนึ่ง เธอโตจนถึงวัยที่เหมาะสมแล้ว ต่อมาทั้งสองครอบครัวต่างเต็มใจ เมื่อเธอเห็นว่าอีกฝ่ายหน้าตาหล่อเหลา ทั้งยังสง่างาม คนในครอบครัวต่างพึงพอใจเป็นอย่างมาก ก็เลยตกปากรับคำ”

 

 

“ทั้งสองหมั้นกันเอาไว้ก่อน เพียงไม่นานก็แต่งงานกัน มีลูกด้วยกันหนึ่งคน เป็นเด็กผู้หญิง แต่เมื่อหญิงสาวคลอดลูกคนแรกแล้วเธอก็พบเข้ากับผู้ชายคนหนึ่ง ชายคนนี้หลงรักเธอตั้งแต่แรกพบ หลังจากที่รู้จักเธอมากขึ้น ความรู้สึกที่มีให้เธอก็ยิ่งเพิ่มพูน”

 

 

“หญิงสาวไม่รับรักเขา เพราะว่าเธอแต่งงานกับชายอื่นแล้ว ชายหนุ่มทำได้เพียงเคารพการตัดสินใจของเธอ อีกไม่นานเธอก็คลอดลูกคนที่สอง ยังคงเป็นลูกสาวเหมือนเดิม และขณะที่เด็กหญิงทั้งสองยังเป็นเด็ก อุบัติเหตุทางรถยนต์ก็พรากชีวิตของเธอไป ลูกทั้งสองเองก็หายสาบสูญไปเช่นกัน

ตอนที่ 342 ชิงเยียนตายแล้ว    

 

 

“แล้ว… แล้วเด็กคนนั้นล่ะ?” เฉินหลานอีคว้ามือของโอวหยางหงเอาไว้ด้วยความร้อนใจ โอวหยางเลี่ยพลันลุกขึ้นมาในทันที “หลานอี ใจเย็นๆ หงเอ๋อร์เจ็บไปหมดแล้ว ปล่อยลูกเถอะนะ ถ้าคุณจะจับ ก็จับผมเถอะ”  

 

 

โอวหยางหงรู้ดีว่าพ่อของเขาเกิดอาการหึงหวง มีเพียงแม่ของตนที่รู้สึกว่าเขาเป็นห่วงลูกชาย โอวหยางหงเห็นพ่อกุมของแม่ของเขาเอาไว้ราวกับความปรารถนาถูกเติมเต็ม เขาก็อยากจะหัวเราะพรวดออกมา แต่ไม่รู้ว่าพ่อของเขาจะตีเขาหรือเปล่า?  

 

 

“เด็กคนนั้นสบายดีครับ ลุงของเธอรับเลี้ยงเอาไว้ แต่เธอไม่รู้เรื่องนี้ คิดว่าลุงเป็นพ่อแท้ๆ แน่นอนว่าคนนอกเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”  

 

 

“เลี่ย ชิงเยียนของฉันยังไม่ทันได้เจอหน้าแม่ก็จากไปเสียแล้ว ลูกไม่อยู่แล้ว…ฮือ…” เฉินหลานอีจะไม่เจ็บปวดใจได้อย่างไร หลายปีที่ผ่านมาเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชิงเยียนใช้ชีวิตอย่างไร รอจนเธอนึกขึ้นได้ว่ายังมีลูกอีกสองคน ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว!  

 

 

“หลานอี อย่าร้องไห้เลยนะ ไม่ใช่ความผิดของคุณสักหน่อย คุณยังมีชิงหลานอยู่นี่นา ใช่สิ ลืมไปเลยว่าตอนนี้เธอชื่อหู่พั่ว เธอยังอยู่กับคุณนะ” โอวหยางเลี่ยทนเห็นเธอมีน้ำตาไม่ได้ น้ำตาเธอหลั่งรินหยดหนึ่ง เท่ากับเลือดหยดหนึ่งในกายเขา  

 

 

“แต่นั่นก็ไม่สามารถเติมเต็มความรู้สึกผิดที่ฉันมีให้ชิงเยียนได้” เฉินหลานอีเกลียดตัวเองที่ไม่นึกออกให้เร็วกว่านี้ เธอไม่กล้าคิดไปไกลกว่านี้ อย่างไรโอวหยางเลี่ยก็ช่วยเธอเอาไว้ ตอนนั้นเขาเองคิดไม่ถึงว่าลูกสาวทั้งสองของเธอจะหายตัวไปแบบนั้น  

 

 

“หลานอี คุณไม่ได้ยินที่หงเอ๋อร์พูดเหรอ? หู่พั่วตั้งท้อง อีกไม่นานคุณก็จะเป็นยายคนแล้ว คุณจะมีหลานแล้วนะ” โอวหยางเลี่ยเองก็รู้ตัวว่าหากเฉินหลานอีจดจำเรื่องเก่าๆ ได้ ก็จะเอาความรับผิดชอบทั้งหมดโยนมาที่เขา  

 

 

แต่ใครใช้ให้เขาหลงรักเธอกันล่ะ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เขาควรได้รับ เขาเป็นคนสร้างเรื่องเอง เวลานี้เมื่อผลลัพธ์เกิดขึ้นเขาก็ต้องเป็นคนชดใช้  

 

 

“แม่ครับ แม่อย่าร้องไห้ไปเลยนะครับ เธอยินยอมด้วยความสมัครใจ ตอนนั้นเธอไม่เจ็บปวดเลยสักนิด” โอวหยางหงเล่าเรื่องที่เขาสืบเจอทั้งหมดให้เฉินหลานอีฟัง  

 

 

น้ำตาของเฉินหลานอีค่อยๆ จางหาย เธอเข้าใจแล้วว่าไม่ว่าเธอจะจดจำได้เร็วหรือช้าสักเท่าไร หากชิงเยียนยังรักผู้ชายคนนั้น บทสุดท้ายเธอก็จะทอดทิ้งญาติมิตรที่อยู่รอบกายแล้วอยู่เป็นเพื่อนชายที่เธอรักอยู่ดี  

 

 

“แม่ครับ ตอนนี้หู่พั่วจำเรื่องราวก่อนหน้านี้ไม่ได้เลย แม่สร้างความสัมพันธ์กับใหม่ได้ โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในห้องของเธอ เด็กคนนั้นต้องการคนดูแล”  

 

 

ก่อนที่โอวหยางเลี่ยจะพาหู่พั่วกลับมา เขาสืบค้นเรื่องราวทั้งหมดจนชัดเจน อุบัติเหตุของแม่เขาในตอนนั้นเกิดขึ้นนานมากแล้ว ไม่สามารถตรวจสอบได้ แต่โอวหยางหงไม่ถอดใจ  

 

 

ตอนแรกที่โอวหยางเลี่ยช่วยเธอกลับมา มอบหัวใจของเขาให้กับเธอ ส่วนสาเหตุของอุบัติเหตุรถชนครั้งนั้น ไม่มีความชัดเจนเลยสักนิด เมื่อเขามาถึงก็เห็นเฉินหลานอีเพียงคนเดียว เพราะอย่างนั้นจึงไม่ทันคิดให้รอบคอบ ก็รีบพาเฉินหลานอีออกมา  

 

 

ใครจะรู้ว่าลูกสาวทั้งสองคนของเฉินหลานอีจะอยู่บนรถคันนั้นด้วย เพราะความประมาทเลินเล่อของเขา ลูกสาวทั้งสองของเธอจึงหายตัวไปทั้งอย่างนั้น จนกระทั่งเฉินหลานอีจดจำเรื่องราวก่อนหน้านี้ขึ้นได้ ถึงได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้ จึงรีบให้โอวหยางหงไปยังประเทศ H เพื่อตามหาพี่สาวทั้งสองคน  

 

 

“เลี่ย หู่พั่วคือลูกสาวของฉัน ฉัน…”  

 

 

โอวอย่างเลี่ยรู้ว่าเธอจะพูดอะไร “คุณวางใจ ผมจะปฏิบัติกับเธอให้เหมือนกับว่าเธอเป็นลูกแท้ๆ ของผมเอง” โอวหยางเลี่ยไม่ได้รังเกียจอะไรหู่พั่ว เขาเพียงแต่แค้นใจผู้ชายที่เคยเป็นเจ้าของตัวเธอ ที่ไม่ทะนุถนอมเธอให้ดี   

 

 

 

 

 

ตอนที่ 343 ไม่อยากออกไป  

 

 

ตอนนี้เฉินหลานอีไม่ได้คิดอะไรเลยสักอย่าง เพียงแต่รอให้ชิงหลานคลอดเด็กออกมา ลูกสาวที่อยู่ข้างกายเธอจะต้องได้รับการดูแลอย่างดีและสมบูรณ์แบบที่สุด  

 

 

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หู่พั่วก็รู้สึกว่าท่าทางของเฉินหลานอีที่มีต่อเธอดูแปลกๆ คนรับใช้ที่อยู่ในปราสาทเองก็จะดูจะนอบน้อมกับเธอมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เพียงแต่เรียกเธอว่า “คุณหนูหู่พั่ว” แต่เวลาพบเธอก็ทำความเคารพด้วยการโค้งตัวให้ นี่ทำให้หู่พั่วหวั่นใจ  

 

 

ผ่านไปนานวันเข้า หู่พั่วก็ไม่อยากออกมาจากห้อง เพราะเวลาอยู่ในห้องจะไม่มีใครเข้ามารบกวนเธอ และเธอก็ไม่ต้องงุนงงไปกับการทำความเคารพอันน่ากลัวนั่นด้วย  

 

 

หู่พั่วเข้าใจว่าฐานะของเธอที่นี่ในเวลานี้ เป็นเพียงหญิงสาวที่โอวหยางหงช่วยเอาไว้เท่านั้น ไม่ได้ต้องการให้คนรับใช้เหล่านี้เคารพรักเธอแบบนี้เลย  

 

 

สาเหตุที่พวกเธอแปลกไปคืออะไร? หู่พั่วไม่เข้าใจในจุดนี้เลย ดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะหลบหน้า เพียงแค่ไม่ออกไปก็จะได้ไม่ต้องเจอคนพวกนั้น และก็ไม่ต้องรับมือกับความกดดันอันหนักหน่วงภายในใจด้วย หู่พั่วรู้สึกว่า เธอควรหาจังหวะที่เหมาะสมหลบหนีไปจากปราสาทหลังนี้  

 

 

แม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่าตัวเองควรจะใช้ชีวิตที่นี่ต่อไปอย่างไร แต่เธอคิดว่าขอเพียงมีความหวัง ทุกอย่างก็เป็นไปได้ทั้งนั้น เด็กที่อยู่ในท้องของเธอจะเป็นแรงผลักดันให้เธอยืนหยัดต่อไป  

 

 

เฉินหลานอีพบว่าหลายวันที่ผ่านมาหู่พั่วไม่ชอบออกมาเดินเล่นข้างนอกอีกแล้ว หลังจากกินข้าวเสร็จก็จะกลับห้องทันที ท่าทางไม่เหมือนกับก่อนหน้านี้เลยสักนิด ทำให้เฉินหลานอีคิดไปว่า ลูกสาวของเธอถูกรังแกตอนที่เธอไม่อยู่หรือเปล่า  

 

 

ก๊อกๆๆ  “หู่พั่ว หนูอยู่ในห้องหรือเปล่า ป้าเข้าไปได้ไหมจ๊ะ?”  

 

 

เฉินหลานอีรู้ฐานะที่แท้จริงของหู่พั่ว ทว่าหู่พั่วไม่รู้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอเป็นใคร ฉะนั้นเฉินหลานอีจึงยอมรับสรรพนามป้าได้ชั่วคราว รอให้เธอใกล้ชิดสนิทสนมกับหู่พั่วอย่างช้าๆ เชื่อว่าสรรพนามนี้จะถูกละทิ้ง  

 

 

“เข้ามาสิคะ” หู่พั่วได้ยินเสียงของเฉินหลานอีแล้วก็รีบให้เธอเข้ามา เวลานี้เธออยู่ในบ้านของคนอื่น จะดื้อดึงทำตามใจตัวเองไม่ได้ เธออยากหนีไป แต่ไม่ใช่ตอนนี้  

 

 

หู่พั่วรู้มาจากคุณหมอหวาว่าคนที่ตั้งท้องอยู่ ช่วงสามเดือนแรกครรภ์ยังไม่แข็งแรงดี มีความเป็นไปได้ที่จะแท้งตลอดเวลา ดังนั้นหู่พั่วจึงตัดสินใจว่าหลังจากที่ตั้งครรภ์ครบสามเดือนแล้วเธอก็จะเตรียมจากไปทันที  

 

 

เฉินหลานอีได้รับการตอบรับจากเธอก็เปิดประตูออก ด้านหลังมีหญิงรับใช้ตามมาคนหนึ่ง เธอรับถาดที่สาวใช้ถืออยู่แล้วบอกให้เธอออกไป จากนั้นก็เข้ามาให้ห้องของหู่พั่ว  

 

 

มาเคาะประตูถึงห้อง เฉินหลานอีเอาซุปที่เธอยกเข้ามาวางบนโต๊ะ เห็นหู่พั่วนั่งอยู่ที่ริมหน้าต่าง สายตาเหม่อมองไปนอกหน้าต่าง ทั้งๆ ที่เธออยากจะออกไปขนาดนี้ ทำไมถึงได้ขังตัวเองอยู่ในห้องกันนะ?  

 

 

“หู่พั่ว เป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะ ทำไมเดี๋ยวนี้ถึงไม่ค่อยออกไปข้างนอกแล้วล่ะ รู้หรือเปล่าว่าโดนแดดบ่อยๆ จะทำให้สุขภาพดีนะ” ระยะนี้โอวหยางเลี่ยลงมือสร้างเรือนกระจกขึ้นมา ด้านในมีพืชดอกที่เขาย้ายกล้าจากสถานที่ต่างๆ มาดูแลอย่างเต็มยังปราสาทโบราณหลังนี้  

 

 

ทุกๆ ครั้งเฉินหลานอีจะไปเดินเล่นเป็นเพื่อนหู่พั่วในสวนดอกไม้ และวันที่ฝนตก การเดินเล่นก็ดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องเกินความจำเป็น เพราะฉะนั้นโอวหยางเลี่ยถึงได้คิดวิธีนี้ขึ้นมา  

 

 

“ไม่เป็นอะไรค่ะ แค่ช่วงนี้รู้สึกเหนื่อยไปหน่อย ก็เลยไม่อยากออกไปข้างนอก” หู่พั่วหาข้ออ้างส่งเดชเพราะอยากให้เฉินหลานอีออกไป ทว่าเฉินหลานอีกลับไม่ทำตามที่เธอปรารถนา  

 

 

“หู่พั่ว ป้าทำอะไรผิดไปหรือเปล่า หรือว่าป้าทำให้หนูอยู่ที่นี่แล้วรู้สึกไม่สบายใจ?” จริงสินะ เธอควรจะคิดถึงความรู้สึกของหู่พั่วบ้าง  

ตอนที่ 340 ตื่นเต้นดีใจ  

 

 

หู่พั่วก้มหน้าลงน้อยๆ เฉินหลานอีตื่นเต้นดีใจรีบยื่นแขนออกไป หู่พั่วไม่เข้าใจกับท่าทางนี้ จนกระทั่งเห็นวิธีจากโอวหยางหง ตอนแรกเธอค่อนข้างลังเล แต่ด้วยสายตารอคอยของเฉินหลานอี เธอถึงได้ค่อยๆ ใช้มือจับมือของเธอเอาไว้  

 

 

โอวหยางเลี่ยเห็นเฉินหลานอีทอดทิ้งเขาแล้วเดินตรงไปข้างหน้า เขาไม่สบอารมณ์นัก ทำไมเธอถึงทำกับเขาแบบนี้!  

 

 

นี่ก็เพิ่งจะฉลองครบรอบวันแต่งงานปีที่ยี่สิบหกมาหมาดๆ ก็ทอดทิ้งกันไปไม่ไยดีแล้ว โอวหยางเลี่ยไม่สามารถคิดบัญชีกับเธอได้ เขาไม่กล้าและก็ไม่ยินดีที่จะทำด้วย ทำได้เพียงยอมรับความอยุติธรรมนี้เงียบๆ  

 

 

ทุกคนอยู่ในปราสาท พ่อบ้านยกน้ำชาและของว่างที่เตรียมไว้ขึ้นมาให้ “คุณผู้ชาย คุณผู้หญิง กลับมาแล้วเหรอครับ?”  

 

 

“พ่อบ้าน ช่วงที่ผ่านมาลำบากพ่อบ้านแล้วนะ”  

 

 

“นี่เป็นหน้าที่ของผมครับ!” พ่อบ้านโค้งตัวลงเล็กน้อย เฉินหลานอีรู้ว่าพ่อบ้านของครอบครัวเธอคนนี้เข้มงวดกับตัวเองมาก จึงไม่เอ่ยอะไรต่อ ขอเพียงเขารับรู้ความรู้สึกขอบคุณของพวกเธอก็เพียงพอ  

 

 

เฉินหลานอีดึงตัวหู่พั่วให้นั่งลงบนโซฟา โอวหยางหงนั่งลงข้างๆ เดิมทีเฉินหลานอีมีคำพูดเป็นพันเป็นหมื่นคำ อยากดึงตัวเธอมาซักไซ้ไต่ถามให้ละเอียด แต่ตั้งแต่ต้นจนจบ ก็ไม่ได้พูดอะไรสักคำ ทำได้เพียงมองเธอเงียบๆ พลางหลั่งน้ำตา  

 

 

เมื่อโอวหยางหงเห็นว่าแม่ของเขาน้ำตานองหน้า ก็รู้สึกเครียดเป็นอย่างมาก แน่นอนว่าโอวหยางเลี่ยที่เดินไล่หลังมา เมื่อเห็นว่าภรรยาของตนเสียอกเสียใจขนาดนั้น ทำได้เพียงใช้ให้ลูกชายลงมือก่อน “โอวหยางหง ลูกดูสิ แม่ของลูกร้องไห้เสียใจขนาดนี้ ลูกจะไม่ทำอะไรหน่อยเหรอไง?”  

 

 

นี่จงใจทำให้เขาลำบากใจใช่หรือเปล่า? แต่ในฐานะลูก เมื่อเห็นแม่ของตนร้องไห้เสียใจถึงขนาดนี้ เขาก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน ไม่รอให้เขาเอ่ยปากพูด เฉินหลานอีก็จ้องโอวหยางเลียด้วยสายตาโกรธเคือง “คุณว่าลูกอย่างนั้นทำไม? ไม่ใช่ความผิดของลูกสักหน่อย”  

 

 

“ก็ได้ ผมผิดเอง หลานอี หยุดร้องไห้เถอะนะ ใจผมสลายไปหมดแล้ว!” อีกทั้งโอวหยางเลี่ยยังทำท่าทำทางเกินจริงด้วยการใช้มือกุมที่บริเวณหัวใจ น้ำตาของเฉินหลานอีที่เดิมทีอยากจะไหลลงมา เมื่อถูกเขาหยอกล้ออย่างนั้น ก็กลับเข้าสู่นัยน์ตาอย่างช้าๆ  

 

 

หู่พั่วเห็นชายสูงใหญ่ตรงหน้า เดิมทีท่าทางดูน่าเกรงขาม เมื่อสักครู่เธอยังกลัวเขาอยู่ไม่น้อย ทว่าพอเห็นภาพนี้แล้ว เธอก็รู้สึกในทันทีว่า ที่แท้เขาก็เป็นคนธรรมดาเหมือนกัน สามารถหยอกเย้าภรรยาให้มีความสุขด้วยการทำอะไรที่ไม่เหมาะสมกับฐานะของตนได้! เขาไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด!  

 

 

“คุณป้าคะ อย่าร้องไห้เลยนะคะ! หนูไม่รู้ว่าคุณป้าร้องไห้เพราะอะไร แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร คุณป้าก็อย่าทำให้คนรอบข้างต้องเป็นห่วงเลยนะคะ” เพียงหู่พั่วเอ่ยปาก ก็ได้ผลยิ่งกว่าหมื่นคำพูดของโอวหยางเลี่ยและโอวอย่างหงรวมกันเสียอีก!  

 

 

“ได้จ้ะ ป้าเชื่อหู่พั่ว ไม่ร้องไห้ ไม่ร้อง…” เฉินหลานอีรีบเช็ดน้ำตาให้แห้ง โอวหยางหงยื่นกระดาษทิชชู่ให้เธอ เฉินหลานอีเช็ดน้ำตาบนใบหน้าอย่างเบามือ  

 

 

แม้ว่าดวงตาจะยังคงแดงอยู่บ้าง แต่ก็ดีกว่าเมื่อสักครู่มากแล้ว โอวหยางเลี่ยเห็นว่าภรรยาของตนเลิกร้องไห้ ความทุกข์กังวลก็เบาบางลง เขาทนเห็นเธอร้องไห้ไม่ได้ และเพื่อสุขภาพของเธอเองด้วย ร่างกายของเฉินหลานอีไม่อาจทนสภาวะสะเทือนใจได้  

 

 

“เอาละ หลานอี หู่พั่วห่วงใยคุณถึงขนาดนี้แล้ว คุณเองต้องคิดให้ดีๆ ไม่อยากให้เธอมาอยู่ใกล้ๆ แล้วเหรอไง? เรื่องที่คุณพร่ำอ้อนวอนมานานแสนนานเป็นความจริงเสียที คุณไม่ดีใจหรือไง?”  

 

 

“เลี่ย ฉันต้องดีใจอยู่แล้ว” เฉินหลานอีจะไม่ดีใจได้อย่างไร เรื่องที่ฝันเห็นอยู่บ่อยๆ ในที่สุดวันนี้ก็กลับมาอยู่ตรงหน้าเธออีกครั้ง หู่พั่วที่มีชีวิตกำลังนั่งอยู่ตรงหน้าเธอ ไม่ใช่ภาพลวงตาในความฝัน แต่เป็นคนจริงๆ  

 

 

หู่พั่วรู้สึกว่าที่ฝ่ามือของเธอใกล้มีเหงื่อซึมเต็มที เธอไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าเธอคนนี้ถึงได้สะเทือนใจขนาดนี้  

 

 

 

 

 

ตอนที่ 341 รู้สึกแปลกๆ  

 

 

“แม่ครับ ดูสิ หู่พั่วอึดอัดไปหมดแล้ว หู่พั่ว คุณไม่ต้องกลัวนะ แม่ของผมก็แค่ดีใจมากไปหน่อยที่ได้เจอคุณ” โอวหยางหงเห็นหู่พั่วตกตะลึงก็รู้ดีว่าเธอคงมีคำถามในใจเกิดขึ้นมากมาย เพียงแต่ตอนนี้เขาไม่สะดวกที่จะอธิบายให้เธอฟัง  

 

 

“ทำไมถึงได้ดีใจที่เจอฉันล่ะคะ?” เธอคิดอยู่เนิ่นนาน ในที่สุดก็เอ่ยปากถามขึ้น ตั้งแต่ที่เฉินหลานอีกลับมา เธอก็รู้ได้ว่าทุกอย่างดูแปลกๆ ไป ความรู้สึกสนิทสนมชิดเชื้อของเฉินหลานอีที่ราวกับได้พบญาติมิตร ทำให้เธอวางตัวไม่ถูก  

 

 

เธอไม่รู้จักคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเลยสักคน และเป็นไปได้ว่าก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยรู้จักกัน เหตุเพราะช่วงที่ผ่านมาเห็นว่าคนรับใช้ในปราสาทเพียงปฏิบัติกับเธออย่างแขกที่โอวหยางหงพามาเท่านั้น เธอไม่คุ้นเคยกับทุกสิ่งทุกอย่างในปราสาทหลังนี้  

 

 

เฉินหลานอีมองไปยังโอวหยางหง เธอพบว่าสายตาของหู่พั่วที่มองเขา ราวกับว่ามองเขาด้วยความประหลาดใจ ในดวงตาสงบนิ่งไม่มีความรู้สึกใดๆ นอกจากที่ทำความรู้จักกันเมื่อสักครู่ เฉินหลานอีรู้สึกว่าหู่พั่วปฏิบัติกับเธอไม่ต่างจากคนแปลกหน้า  

 

 

เธอไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตอนที่หงเอ๋อร์ส่งข่าวให้เธอรู้ว่าพบตัวลูกของเธอแล้ว ในใจของเฉินหลานอีก็ตื่นเต้นดีใจเสียเหลือเกิน รู้สึกว่าหัวใจเต้นรัวจนแทบกระเด็นออกมา  

 

 

ไม่มีใครรู้เลยว่าวินาทีที่เธอลงจากเครื่องบิน เมื่อได้เห็นเงาร่างที่ละม้ายคล้ายคลึงกับเธอยืนอยู่ด้วยกัน หัวใจของเธอก็เต้นรัวขนาดไหน อย่างกับจะทะลุออกมาจากอกเสียให้ได้  

 

 

พูดกันตามความจริงแล้ว มีเพียงหน้าตาของหู่พั่วที่คล้ายกับเฉินหลานอีเท่านั้น ส่วนอื่นๆ ไม่เหมือนกันสักเท่าไร ทว่าเฉินหลานอีมีความรู้สึกบางที่บอกว่า คนที่อยู่ตรงหน้าเธอตรงนี้คือคนที่เธอเฝ้าตามหามาตลอด  

 

 

“หงเอ๋อร์ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” ตอนนี้เฉินหลานอีลุกขึ้นยืนแล้ว เธอไม่ควรชื่อหู่พั่ว อีกอย่างเวลานี้เธอดูใสซื่อบริสุทธิ์อย่างกับเด็กแรกเกิด อย่างกับว่าจดจำเรื่องยี่สิบกว่าปีก่อนหน้านี้ไม่ได้เลย  

 

 

“หู่พั่ว เหนื่อยหรือเปล่า จะกลับห้องไปพักผ่อนสักหน่อยไหม” โอวหยางหงเห็นหู่พั่วดูท่าทางง่วงนอน รู้ว่าเธอกำลังตั้งท้อง อาจจะอ่อนเพลียง่ายกว่าปกติ อีกอย่างคำพูดต่อจากนี้ก็ไม่ควรเอ่ยต่อหน้าเธอ  

 

 

หู่พั่วกะพริบตาปริบๆ เธอไม่รู้ว่าทำไมระยะนี้ถึงได้รู้สึกง่วงอยู่บ่อยๆ ทั้งๆ ที่ทุกคืนเธอก็มีเวลาพักผ่อนเพียงพอ แต่ก็ยังเป็นแบบนี้อีก  

 

 

“ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อนนะ คุณป้าคะ หนูขอโทษด้วยนะคะ หนูขอกลับห้องก่อน” คนรับใช้คนหนึ่งเดินเข้ามา พาหู่พั่วกลับไปยังห้องของเธอ  

 

 

รอจนหู่พั่วพ้นจากห้องนี้ไป โอวหยางหงถึงได้เอ่ยปากขึ้น “แม่ครับ ตอนนี้หู่พั่วความจำเสื่อม แล้วชื่อที่เธอใช้อยู่ตอนนี้ก็เป็นชื่อที่ผมตั้งให้ นอกจากนั้นผมยังต้องบอกแม่อีกเรื่องหนึ่ง ตอนนี้เธอตั้งท้องได้สองเดือนแล้วครับ”  

 

 

“อะไรนะ?! ท้องงั้นเหรอ แล้วพ่อของเด็กเป็นใคร?” เฉินหลานอีไม่คิดว่าพอได้เจอหน้าลูกสาว ก็ต้องรับรู้ว่าเธอความจำเสื่อม  

 

 

ใช่แล้ว หู่พั่วเป็นลูกอีกคนของเฉินหลานอี เป็นลูกที่เกิดก่อนจะมีโอวหยางหง โอวหยางหงควรเรียกเธอว่าพี่สาวถึงจะถูก!  

 

 

“แม่ครับ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง แม่ต้องเตรียมใจให้ดีๆ…”  

 

 

ตอนนั้นเฉินหลานอีพลันคิดขึ้นได้ว่ายังเหลืออีกคนหนึ่ง “หรือว่า…” เธอไม่กล้าเอ่ยคำคำนั้นออกมา เธอรอคอยมาเนิ่นนานขนาดนี้ เธอห่วงหามาแสนนานขนาดนี้  

 

 

“ใช่ครับ ลูกสาวอีกคนของแม่ตายไปเมื่อหกปีก่อน แต่อย่าเสียใจไปเลยนะครับ เธอยังเหลือลูกไว้อีกคนหนึ่ง” โอวหยางหงเล่าเหตุการณ์ที่เขารู้ให้เฉินหลานอีฟังอีกรอบ  

 

 

 

ตอนที่ 338 ยอมรับความจริง

 

 

เพราะฉะนั้นโอวหยางหงจึงตัดสินใจบอกเธอตั้งแต่ตอนนี้ ให้เธอค่อยๆ ยอมรับความจริงเรื่องนี้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แม้แต่เรื่องที่ความทรงจำก่อนหน้านี้ของเธอหายไปทั้งยังรับมือได้ นับประสาอะไรกับเรื่องนี้ล่ะ? เขาเชื่อว่าเธอจะต้องผ่านเรื่องนี้ไปได้แน่นอน

 

 

“หู่พั่ว พักผ่อนให้สบายนะ มีเรื่องอะไรก็กดกริ่งเรียก จะมีคนรับใช้เข้ามาจัดการให้ ผมขอตัวก่อน” โอวหยางหงปิดประตูห้องให้เธอ เขาไม่กังวลเลยสักนิดว่าเกิดเรื่องกับเธอเพราะเรื่องนี้

 

 

เขาเชื่อว่าหู่พั่วไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ให้กับชะตาชีวิตง่ายดายขนาดนั้น เธอคือหู่พั่ว หญิงสาวผู้กล้าหาญ มั่นใจ และมีจิตใจงดงาม!

 

 

ในห้องเหลือแค่เธอตัวคนเดียว หู่พั่วลูบท้องของตัวเองที่ยังคงแบนราบ เธอพบว่าเธอไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลย เมื่อเธอรับรู้ว่าในท้องของเธอมีเด็กอยู่ ทว่ากลับมีความรู้สึกคุ้นเคยแฝงอยู่ในนั้น เพราะอะไรกัน?

 

 

“ทำไมฉันถึงได้รู้สึกว่าการมีเธออยู่เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงที่สุดในชีวิตของฉัน? ก่อนหน้านี้ฉันเป็นยังไงกันแน่? พ่อของเธอเป็นใคร?” ในใจของเธอเต็มไปด้วยคำถาม แต่ในห้องช่างเงียบเหลือเกิน ไม่มีใครตอบเธอเลยสักคน

 

 

เวลาครึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว หู่พั่วเองก็พัฒนาจากที่นอนอยู่บนเตียงทั้งวันกลายเป็นลงมาเดินบนพื้น เพียงแต่จะนานมากไม่ได้ เพราะว่าบางครั้งบางคราวก็จะรู้สึกเวียนหัว อาจจะเป็นอาการจากอุบัติเหตุครั้งนั้น

 

 

โอวหยางหงพยายามหาเวลามาเยี่ยมเธอทุกวัน ต่อให้ไม่สามารถมาด้วยตัวเองได้ ก็จะไต่ถามถึงการฟื้นตัวของเธอจากพ่อบ้าน ด้วยการดูแลอย่างสุดกำลังของคนรับใช้ในปราสาท หู่พั่วจึงค่อยๆ แข็งแรงขึ้น

 

 

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผ่านไปอีกครึ่งเดือน หู่พั่วก็หายดีแล้ว โอวหยางหงมักจะพาเธอไปเดินเล่นในสวนดอกไม้ ท้องของหู่พั่วยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เธอสวมชุดกระโปรง ด้านบนมีผ้าคลุมไหล่สีขาว มองไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไป

 

 

วันนี้โอวหยางหงก็มาเดินเล่นกับเธอในสวนดอกไม้เหมือนอย่างเคย หู่พั่วอดถามเขาไม่ได้ “ทำไมถึงได้รู้สึกว่าคุณดูว่างจัง? ทำไมถึงมีเวลามาอยู่เป็นฉันทุกวันเลย”

 

 

“ผมมาอยู่เป็นเพื่อนไม่ดีเหรอไง?” โอวหยางหงประคองเธอเดินผ่านทางเดินสายยา กลิ่นอายของฤดูใบผลิประชิดเข้ามาทุกที ต้นตีนตุ๊กแกพันเลื้อยไปทั่วทั้งปราสาท ทำให้ปราสาทอันเก่าแก่ดูสดชื่น น่ารักน่าเอ็นดู

 

 

หู่พั่วสูดลมหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์ภายนอกเข้าไป ที่นี่น่าจะเป็นเขตชานเมือง นอกจากวันที่อากาศไม่ดี หู่พั่วก็จะเดินเล่นอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้ทุกวัน เธอยังไม่เคยเดินออกไปนอกปราสาทที่เธออาศัยอยู่เลย

 

 

ปราสาทหลังที่เธอและโอวหยางหงอาศัยอยู่นี้ ดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งก่อสร้างหลักของบรรดาปราสาททั้งหลาย คราวก่อนได้ยินพ่อบ้านพูดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจว่า เดิมทีเจ้าของปราสาทหลังนี้คือโอวหยางหงและแม่ของเขา พ่อแม่ของเขาไปพักร้อนอยู่ที่อื่น ในช่วงนี้เขาเป็นคนควบคุมดูแลทุกๆ อย่าง

 

 

ความจริงแล้วดูเหมือนว่าพ่อของโอวหยางหงจะกำลังเริ่มสละตำแหน่งให้เขาอย่างช้าๆ แน่นอนว่า หู่พั่วได้รู้เรื่องราวเหล่านี้ ต่างต้องยกความดีความชอบให้กับคนรับใช้ในปราสาทที่พูดคุยกันยามว่างให้เธอได้ยิน ที่ไหนบนโลกก็ตามที่มีผู้หญิงอาศัยอยู่ ที่นั่นก็ย่อมมีการนินทาเกิดขึ้น

 

 

“หู่พั่ว คุณเหม่ออะไรเหรอ? หรือว่าการที่ผมอยู่ข้างคุณตรงนี้ไม่ได้ทำให้คุณสนใจได้เลย?” โอวหยางหงลดแขนที่กวัดแกว่งอยู่ตรงหน้าหู่พั่วอยู่เมื่อสักครู่ หู่พั่วค่อยๆ เดินออกมาจากโลกส่วนตัวของเธอ เธอเพียงแต่คิดถึงเรื่องบางอย่าง แล้วก็ถูกเขาจับได้เสียก่อน

 

 

“ไม่ใช่อย่างนั้น ในสายตาของฉัน คุณเป็นคนที่หล่อมากๆ เลยนะ เมื่อกี้ฉันแค่กำลังคิดอยู่ว่า หลังจากที่พ่อแม่ของคุณกลับมาแล้ว คุณจะอธิบายเรื่องของฉันยังไง?”

 

 

จากสภาพการใช้ชีวิตในระยะเวลาที่หู่พั่วอยู่ในปราสาทหลังนี้ ตระกูลโอวหยางน่าจะเป็นตระกูลที่มีฐานะสูงส่งตระกูลหนึ่งในประเทศนี้

 

 

 

 

ตอนที่ 339 พบหน้า

 

 

ไม่ต้องพูดถึงการที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกใบนี้ อย่างน้อยๆ ก็ทำให้คนธรรมทั่วไปใช้ชีวิตอย่างหวาดกลัว หู่พั่วอดสงสัยไม่ได้ว่าถ้าหากพ่อแม่ของโอวหยางหงรู้ว่าเขาพาเธอมาอยู่ที่นี่ พวกเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร หากมีคนที่ไม่มีอะไรให้ชื่นชมสักอย่างปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าอย่างกระทันหัน

 

 

“ฮ่าๆ…หรือว่าเรื่องนี้เหรอที่ทำให้คุณคิดอยู่ตั้งนานสองนาน?” โอวหยางหงรู้สึกว่าเธอช่างน่ารักเสียจริง เพราะปัญหาเล็กน้อยแค่นี้ก็ทำให้เธอกังวลได้ถึงขนาดนี้แล้ว หรือว่าเธอจะสมองช้าจริงๆ?

 

 

“คิดแบบนี้แล้วผิดเหรอไง? ทำไมต้องหัวเราะขนาดนั้นด้วย?” ท่าทางเธอดูน่าขันมากเหรอ? หู่พั่วไม่เข้าใจ เธอรู้สึกว่าความคิดของเธอไม่ผิด เดิมทีก็ควรจะคิดแบบนี้อยู่แล้ว อย่างไรเธอก็เป็นคนนอก ถ้าพ่อแม่ของเขาไม่ยอมรับก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว

 

 

“ไม่ต้องคิดมากขนาดนั้นหรอก พวกเขาจะต้องชอบคุณมากแน่ๆ ผมรับประกันได้”

 

 

โอวหยางหงไม่ได้บอกเธอว่า ไม่ใช่พ่อแม่ที่ชอบเธอมาก แต่จะเป็นแม่ของเขาที่ชอบเธอมากๆ ถ้าแม่ชอบเธอ ปัญหาในส่วนของพ่อก็จะคลี่คลายได้เอง อย่างไรที่ผ่านมาพ่อก็ฟังแม่มาตลอดอยู่แล้ว

 

 

“ทำไมถึงได้มั่นใจนักล่ะ?” หรือว่าพ่อแม่ของเขาเป็นพวกมีไมตรีจิตชอบสานสัมพันธ์? เขาถึงได้พูดออกมาแบบนี้?

 

 

“ถึงเวลาคุณก็จะรู้เอง” โอวหยางหงปิดเธอเอาไว้ก่อน ถึงเวลาค่อยเซอร์ไพรส์เธอ แล้วก็เป็นการต้อนรับชีวิตใหม่ของเธอด้วย

 

 

หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป เครื่องบินส่วนตัวของพ่อแม่โอหยางหงก็จอดลงบนลานหญ้าของปราสาท

 

 

ทั้งสองลงจากเครื่องบิน เมื่อเห็นว่าในบรรดาคนที่มาต้อนรับพวกเขามีหญิงสาวแปลกหน้าอยู่คนหนึ่ง อีกทั้งหญิงสาวคนนั้นก็ยืนอยู่ข้างกายโอวหยางหงลูกชายชองพวกเขาเสียด้วย นี่ทำให้โอวหยางเลี่ยอดมองเธอซ้ำๆ ไม่ได้

 

 

เฉินหลานอีมองหญิงสาวที่ดูแปลกหน้าและคุ้นตาในเวลาเดียวกันที่อยู่ตรงหน้า น้ำตาไหลเอ่อลงมาอย่าไม่อาจหักห้ามได้ “หงเอ๋อร์ เธอเป็นใคร?” เฉินหลานอีไม่อยากเชื่อเลยว่าวันหนึ่งลูกสาวของเธอจะกลับมายืนตรงหน้าเธออีกครั้ง

 

 

โอวหยางเลี่ยเห็นว่าเฉินหลานอีร้องไห้ออกมาอย่างตื้นตันใจ ก็รีบพูดปลอบเสียงเบา “ที่รัก อย่าร้องไปเลยนะ คุณร้องจนใจผมแหลกสลายไปหมดแล้ว”

 

 

เมื่อหู่พั่วเห็นว่าหญิงงามที่อยู่ตรงหน้าพอเห็นเธอเข้าก็หลั่งน้ำตา เธอจึงยืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงที่เดิม นี่มันเรื่องอะไรกัน? หรือว่าฉันดูไม่ได้ดีตรงไหน ทำไมแค่เธอเห็นฉันก็ร้องไห้ออกมาล่ะ?

 

 

“แม่ครับ อย่าร้องไห้เลย เดี๋ยวก็ขายหน้าหู่พั่วแย่หรอก แม่ทำให้เธออกตกใจหมดแล้วนะครับ”

 

 

ที่โอวหยางหงพาหู่พั่วออกมาด้วยก็เพียงแค่อยากให้พ่อแม่ของเขาดีใจ ไม่ได้อยากกระตุ้นให้แม่ต้องร้องไห้ คิดไม่ถึงว่าสายตามุ่งมาดของพ่อจะฟาดฟันลงที่เขาซ้ำๆ ถ้าเขายังไม่รู้ว่าอะไรผิดถูก อีกเดี๋ยวคงถูกตีแน่

 

 

เฉินหลานอีได้ฟังลูกชายบอกว่าหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าชื่อหู่พั่วก็พลันตกตะลึง เธอลืมเรื่องจริงที่ตัวเองร้องไห้อยู่ไปชั่วคราว “หงเอ๋อร์ นี่มันเรื่องอะไรกัน? เธอไม่ใช่…”

 

 

“แม่ครับ พวกเราเข้าไปข้างในกันก่อนแล้วค่อยว่ากันนะครับ ผมจะค่อยๆ อธิบายให้แม่ฟังอย่างละเอียดเลย” โอวหยางหงประคองแขนของเฉินหลานอีเอาไว้ โอวหยางเลี่ยถูกเฉินหลานอีทิ้งไว้ตรงนั้น เพียงเพราะมืออีกข้างหนึ่งของเธอเอื้อมไปหาหู่พั่ว

 

 

“เธอชื่อหู่พั่วใช่ไหม?”

 

 

หู่พั่วพยักหน้า คุณผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าดูท่าทางไม่เหมือนผู้หญิงที่มีลูกโตเท่าโอวหยางหงเลยสักนิด เธอยังดูอ่อนเยาว์ ท่าทางอย่างกับยังอายุไม่ถึงสามสิบด้วยซ้ำ เธอยืนอยูข้างกายพ่อของโอวหยางหง แลดูน่าทะนุถนอมเหลือเกิน

 

 

“เธอยินดีจะเข้าไปกับฉันหรือเปล่า?” เฉินหลานอีไม่รู้ว่าทำไมหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าถึงได้ชื่อหู่พั่ว ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะวิตกเรื่องนี้ อย่างน้อยก็ให้เธอมั่นใจหน่อยว่า หู่พั่วคนนี้เป็นคนเดียวกับที่เธอตามหาอย่างยากลำบากมาโดยตลอด

ตอนที่ 336 ฟื้นขึ้นมา

 

 

“ใช่แล้ว ลั่วอิงพูดถูกทั้งหมดเลย” แต่ก่อนอื่นต้องออกตามหาถังโจวโจวให้เจอ เขาถึงจะมีโอกาสปั๊มลูก!

 

 

ลั่วเซ่าเซินกับลั่วอิงรอคอยการกลับมาของถังโจวโจว ทุกครั้งที่เห็นเงาร่างคนที่ลักษณะคล้ายเธอ พวกเขาก็จะพุ่งตัวเข้าไปหาทันที ถึงได้พบว่าไม่ใช่คนที่ตัวเองตามหาอยู่

 

 

 

 

ประเทศ M ในปราสาทเก่าแก่หลังหนึ่ง เพราะว่าหญิงสาวที่คุณผู้ชายพามาได้ฟื้นขึ้นแล้ว บรรยากาศภายในปราสาทจึงคึกคักราวกับฉลองเทศกาล ชายหนุ่มผมดำตัดเป็นทรงสั้น สวมชุดทักซิโด้สะอาดสะอ้าน อย่างกับว่าเพิ่งจะกลับจากงานเลี้ยงที่ไหนสักแห่ง

 

 

“เธอฟื้นแล้วเหรอ?” ชายคนนี้เป็นเจ้าของปราสาทโบราณแห่งนี้ โอวหยางหง

 

 

“ใช่ครับ คุณผู้ชาย ผู้หญิงคนนั้นฟื้นแล้ว เพียงแต่…”

 

 

“เพียงแต่อะไร?” โอวหยางหงถามด้วยความร้อนใจ เธอสลบนานเกินไป หลังจากที่เขาช่วยเธอเอาไว้ เธอก็หลับไปได้เดือนหนึ่งแล้ว คุณหมอก็ตรวจไม่พบปัญหาอะไร ทำได้แค่รอให้เธอฟื้นขึ้นเอง

 

 

“เหมือนว่าผู้หญิงคนนั้นจะความจำเสื่อมครับ” พ่อบ้านเดินนำโอวหยางหงไปยังห้องที่หญิงสาวพักอยู่ เมื่อเปิดประตูห้องเข้าไป คุณหมอประจำตระกูลก็ตรวจร่างกายให้เธออยู่ข้างในแล้ว โอวหยางหงยืนรออยู่ข้างๆสักครู่ รอให้คุณหมอวางมือจากการทำงาน ถึงได้เอ่ยถาม “เป็นยังไงบ้างครับ”

 

 

“เธอฟื้นแล้ว แผลที่บริเวณศีรษะพักฟื้นอีกหน่อยก็คงหายดี ส่วนความทรงจำ ทำได้แค่รอให้เลือดที่คั่งอยู่ในสมองหายไปก่อนแล้วค่อยดูอาการอีกที”

 

 

คุณหมอประจำตระกูลเองก็ไม่กล้ารับปากว่าหญิงสาวคนนี้จะจดจำเรื่องราวในอดีตได้ทั้งหมด ถึงอย่างไรเขาก็ไม่อาจมองทะลุเข้าไปในสมองอันซับซ้อนได้

 

 

คุณหมอประจำตระกูลคนนี้คือคุณหมอหวาที่ขึ้นตรงกับตระกูลโอวหยาง ครอบครัวโอวหยางเป็นตระกูลใหญ่ในประเทศ M เวลานี้นายใหญ่ของตระกูลโอวหยางได้แก่โอวหยางเลี่ย ซึ่งเป็นพ่อของโอวหยางหง

 

 

โอวหยางหงฟังคุณหมอพูดจนจบ “ลุงหวา ลำบากคุณลุงแล้วนะครับ เดี๋ยวผมจะให้พ่อบ้านออกไปส่ง”

 

 

“พ่อหนุ่ม ตกลงว่าผู้หญิงคนนี้ใช่แฟนของคุณหรือเปล่า?”

 

 

“ลุงหวาครับ ทำไมจู่ๆ ถามแบบนี้ละครับ?” โอวหยางหงมองคุณหมอหวาด้วยความประหลาดใจ

 

 

“ตอบคำถามของผมก่อน แล้วผมจะบอกเรื่องที่ผมรู้ให้คุณฟัง” คุณหมอหวาจำเป็นต้องให้โอวหยางหงตอบเขาก่อน เขาถึงจะบอกในสิ่งที่เขารู้

 

 

“ไม่ใช่หรอกครับ เธอเป็นแค่คนที่ผมช่วยเอาไว้ก็เท่านั้น” โอวหยางหงรีบส่ายหน้า คุณหมอหวาถอนหายใจ “โธ่ นึกว่าความฝันของคุณพ่อคุณจะเป็นจริงแล้วเสียอีก”

 

 

ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ล่ะ? ถ้าเธอเป็นแฟนสาวของโอวหยางหงจะดีแค่ไหนกัน! ปัญหาทุกอย่างก็จะหมดไปอย่างง่ายดาย

 

 

“ความฝันอะไรเหรอครับ ทำไมผมไม่เห็นรู้เรื่องเลย?” วันนี้ลุงหวาดูแปลกไป พูดอะไรพิลึกๆ อยู่เรื่อย

 

 

“มานี่ อาหง เราไปคุยกันข้างนอก”

 

 

คุณหมอหวาพาโอวหยางหงออกมาข้างนอก ลังเลอยู่สักครู่ถึงได้พูดออกมา “เมื่อสักครู่ผมตรวจอาการของเธอแล้ว พบว่าเธอตั้งท้องได้หนึ่งเดือน เดิมทีเข้าใจว่าเป็นลูกของคุณ ใครจะรู้ว่าผมจะต้องดีใจเก้อ”

 

 

แต่ไหนแต่ไรมาโอวหยางหงไม่เคยพาหญิงสาวคนไหนเข้าบ้านมาก่อน คราวนี้ถึงกับพาผู้หญิงกลับมาด้วย ทำให้ลุงหวาอดคิดเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ที่สำคัญก่อนที่หญิงสาวคนนี้จะฟื้นขึ้นมา โอวหยางหงก็ถามอาการของเธอทุกวัน นั่นทำให้ลุงหวายิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่

 

 

“ท้องเหรอครับ? ท้องกับใคร” คำพูดนี้หลุดปากออกมาจากจิตใต้สำนึกล้วนๆ หลังจากที่โอวหยางหงพูดออกมาแล้วก็อยากจะเก็บคืนไป ทว่าสายไปเสียแล้ว

 

 

“เด็กนี่ คุณเป็นคนช่วยเธอกลับมา คุณเองก็ไม่รู้ แล้วผมจะรู้ได้ยังไง เฮ้อ ลุงขอถามอะไรสักคำเถอะ แม่หนูคนนี้มีที่มาที่ไปยังไงกันแน่?”

 

 

ดูแล้วไม่เหมือนผู้หญิงประเทศ M คราวนี้อาหงกลับมาจากประเทศ H หรือว่าเขาจะพาเธอกลับมาจากที่นั่น? คงจะไม่ได้แย่งผู้หญิงของคนอื่นมาหรอกใช่ไหม?

 

 

 

 

ตอนที่ 337 หู่พั่วคนใหม่

 

 

“มีที่มาที่ไปยังไงน่ะเหรอครับ? เธอก็เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง เด็กในท้องของเธอเป็นยังไงบ้างเหรอครับ?” โอวหยางหงนึกขึ้นได้ว่าตอนนั้นเธอได้รับบาดเจ็บสาหัส ไม่นึกไม่ฝันว่าเด็กจะโชคดีรอดมาได้

 

 

“ไม่ได้รับอันตรายอะไรมาก เพียงแต่ร่างกายของแม่ไม่ค่อยแข็งแรง อีกอย่างเธอก็หลับไปเป็นเวลานาน เด็กต้องการสารอาหารจากแม่ บำรุงร่างกายของเธอให้มากหน่อยก็เป็นอันว่าไม่มีปัญหาอะไรแล้ว ในเมื่อคุณไม่อยากพูด อย่างนั้นลุงหวาก็จะไม่ถามอีก”

 

 

คุณหมอหวาโบกมือให้ ก่อนจะถือกล่องยาของตัวเองพาผู้ช่วยของเขาออกจากปราสาทไป

 

 

เมื่อโอวหยางหงเข้ามาในห้องอีกครั้ง ก็พบว่าหญิงสาวกำลังขดตัวอยู่ในผ้าห่ม เขาดูน่ากลัวขนาดนั้นเชียวเหรอ?

 

 

“คุณกลัวผมเหรอ?”

 

 

“ปะ…เปล่า” เธอตื่นเต้นเสียจนหดหัวเข้าไปใต้ผ้าห่มอีกครั้ง ชายคนนี้มีรัศมีเปล่งประกาย แม้ว่าจะยังหนุ่มยังแน่น แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะคิดรังแกคนอื่น เธอกลัวว่าเขาจะทำร้ายเธอ

 

 

“ยังบอกว่าไม่กลัวอีก ตัวสั่นไปหมดแล้ว คุณวางใจได้ ผมไม่ทำอะไรคุณหรอก แล้วก็ไม่กล้าทำอะไรคุณด้วย” เสียงของชายหนุ่มทุ้มต่ำ อีกทั้งยังเต็มไปด้วยเสน่ห์ เพราะว่าเสียงของเขาเบาเกินไป ดังนั้นเธอจึงไม่รู้ว่าเขากำลังพูดอะไรอยู่

 

 

“คุณเป็นใคร? ที่นี่ที่ไหน? …แล้วฉันเป็นใคร?” ตอนนี้เธอปวดหัวไปหมด เธอเรียกความกล้าหาญที่มีอยู่ออกมาถึงได้กล้าถามคำถามแบบนี้ เมื่อโอวหยางหงมองไปที่เธอ เธอก็รีบก้มหน้าลงทันที ซ่อนจนมิดชิด อย่างกับว่าทำแบบนี้แล้วเขาจะไม่เห็นเธออย่างไรอย่างนั้น

 

 

“จำอะไรไม่ได้เลยเหรอ?” โอวหยางหงคิดไม่ถึงว่าเธอจะจำไม่ได้แม้กระทั่งว่าตัวเองเป็นใคร หรือว่าจะเป็นผลกระทบจากอุบัติเหตุ?

 

 

“ใช่ จำอะไรไม่ได้เลย” เธอพยายามนึกให้ออก แต่พอใช้สมองคิดก็ปวดหัวอย่างรุนแรง ราวกับว่าทั้งศีรษะจะระเบิดออกมา อุบัติเหตุทำให้เธอบาดเจ็บถึงขนาดนี้เชียวเหรอ? ทำไมเป็นอย่างนี้ไปได้?

 

 

“ในเมื่อคิดไม่ออกก็ไม่ต้องคิดต่อแล้ว ที่นี่คือบ้านของผม ผมเป็นคนที่ช่วยคุณไว้ อย่างนั้นผมตั้งชื่อให้คุณดีไหม คุณจะว่ายังไง?” โอวหยางหงพลันเกิดความคิดแบบนี้ขึ้นมา เริ่มคิดว่าจะตั้งชื่อเธอว่าอย่างไรดี

 

 

“งั้นคุณชื่ออะไรล่ะ?” เธอพูดกับโอวหยางหงมากขึ้นเล็กน้อย อีกทั้งเมื่อได้ยินว่าเขาเป็นคนช่วยเธอ ไม่ได้คิดจะทำมิดีมิร้ายกับเธอ เพราะอย่างนั้นเธอจึงผ่อนคลายลงบ้าง ดูเหมือนว่าเขาคนนี้จะไม่ได้เป็นคนชั่วร้ายอะไร อาจเป็นเพราะว่าเขามีรัศมีติดตัวอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว

 

 

“ผมชื่อโอวหยางหง จำได้หรือยัง?”

 

 

เธอพึมพำเสียงเบาอยู่สองสามคำ “โอวหยางหง… โอหยางหง ฉันจำได้แล้ว” อย่างกับว่าจะจดจำชื่อนี้เอาไว้ในใจตลอดชีวิตอย่างนั้นแหละ

 

 

“เอาล่ะ ผมคิดออกแล้วว่าจะควรจะตั้งชื่อคุณว่าอะไรดี คุณชื่อหู่พั่ว[1]ก็แล้วกัน!”

 

 

“ใช่หู่พั่วที่ฉันรู้จักหรือเปล่า?” หู่พั่ว นับว่าเป็นชื่อด้วยหรือไง?

 

 

“ใช่แล้ว หู่พั่ว ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป คุณจะมีชีวิตใหม่ เหมือนกับอำพัน ต่อจากนี้ความทรงจำอันล้ำค่าทั้งหมดจะถูกผนึกเอาไว้ในความทรงจำของคุณ จากนี้เป็นต้นไปคุณจะมีชีวิตใหม่ทั้งหมด”

 

 

“ได้สิ ต่อไปฉันจะใช้ชื่อหู่พั่ว!” ได้ยินความหมายที่แฝงมากับชื่อที่โอวหยางหงตั้งให้ หู่พั่วก็ยิ่งตื่นเต้นดีใจมากขึ้นไปอีก จู่ๆ ก็รู้สึกว่าชื่อนี้ช่างน่าฟังเสียจริง

 

 

“หู่พั่ว ตอนนี้เธอต้องพักผ่อนให้สบายเข้าไว้ เพราะในท้องของเธอมีเบบี๋ตัวน้อยๆ อยู่นะ”

 

 

“ในท้องฉัน? เบบี๋?!” เธอลูบท้องของตัวอย่างไม่อยากเชื่อ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีชีวิตน้อยๆ อยู่ในร่างกายของเธอ เดิมทีโอวหยางหงเองก็กังวลอยู่เหมือนกันว่าจะบอกเรื่องนี้กับเธอตอนไหน จะปิดก็ปิดไม่มิด จะรอให้ถึงตอนที่ท้องของเธอป่องขึ้นมา นั่นคงแย่ยิ่งกว่า

 

 

 

 

[1]  หู่พั่ว  ในภาษาจีนแปลว่าอำพัน เป็นยางไม้จากซากดึกดำบรรพ์ อำพันคุณภาพดีจะถูกผลิตเป็นอัญมณี

ตอนที่ 334 ไร้ความปรานี  

 

 

“ต่อให้ลูกไม่ยินดีแม่ก็จะพูด ผู้หญิงคนนั้นถูกรถชนใช่หรือเปล่า? ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน?”  

 

 

“แม่ครับ ผู้หญิงคนนั้นที่แม่พูดถึงคือภรรยาของผม ผมไม่อนุญาตให้แม่พูดถึงเธอแบบนั้น เธอจะเป็นภรรยาของผมตลอดไป แล้วผมก็ไม่มีวันแต่งงานกับเมิ่งชิงซีอย่างแน่นอน แม่ตัดใจซะเถอะนะครับ!”  

 

 

แม่ของเขาได้ฟังคำพูดอกตัญญูแบบนี้ก็โกรธจนรีบกุมหน้าอกของตัวเองเอาไว้ เมิ่งชิงซีเข้าไปประคองแม่ของเซ่าเซินในทันที  

 

 

“คุณป้าคะ คุณป้าใจเย็นๆ ค่อยๆ หายใจนะคะ พี่เซ่าเซิน รู้ทั้งรู้ว่าจะทำให้คุณป้าสะเทือนใจไม่ได้ ทำไมถึงพูดแบบนี้ล่ะคะ? เกิดคุณป้าเป็นอะไรขึ้นมา พี่จะไม่รู้สึกแย่หรือไงคะ”  

 

 

“เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นก็เพราะว่ามีคุณอยู่ไง ถ้าไม่มีคุณมาคอยพูดจาเลอะเทอะเป่าหูคุณแม่ เรื่องในวันนี้จะเกิดขึ้นได้เหรอ? เมิ่งชิงซี ที่ตรงนี้คนที่ควรจะเกรงใจน่าจะเป็นคุณมากกว่า น่าเสียดายที่ตอนนี้ผมไม่เห็นคุณสำนึกผิดเลยสักนิด”  

 

 

“พี่เซ่าเซิน ฉันก็แค่รักพี่ การรักใครสักคนมันผิดด้วยเหรอคะ? ฉันไม่ได้จะทำให้พี่กับถังโจวโจวแยกทางกันสักหน่อย พอเกิดเรื่องกับถังโจวโจวแล้วทำไมถึงได้มาลงที่ฉันล่ะ?” เมิ่งชิงซีเห็นว่าเขาไม่มีสติอีกต่อไปแล้ว ถึงขนาดผลักความรับผิดชอบทั้งหมดมาให้เธอเสียอย่างนั้น  

 

 

“รักใครสักคนมันก็ไม่ผิดหรอก แต่การที่เธอรักฉันมันเป็นความผิดที่ร้ายแรงที่สุด ฉันไม่ต้องการความรักจากเธอ! หวังว่าจากนี้ต่อไปเธอจะไม่มาตามตื๊อฉันอีก แล้วก็ไม่ต้องเอาคุณแม่มาเป็นข้ออ้างด้วย”  

 

 

“เขาพูดอะไรออกมา? หา? เขาจะไปจากเราสองคนอย่างนั้นเหรอ?” แม่ของเซ่าเซินโกรธเขาจนลมหายใจถี่กระชั้น เมิ่งชิงซีรีบประคองเธอให้นั่งลงบนโซฟา  

 

 

“คุณป้า อย่าโกรธไปเลยนะคะ ตอนนี้ที่พี่เซ่าเซินอารมณ์ไม่ดีก็เพราะเรื่องของถังโจวโจว หนูเข้าใจได้ค่ะ คุณป้าเองก็เข้าใจพี่เขาหน่อยนะคะ”  

 

 

“ทำไมป้าต้องเข้าใจเขาด้วย? นังถังโจวโจวคนนั้นตายเสียได้ก็ดี เธอดีเสียขนาดนี้แล้วเขาก็ยังจะโทษเธออีก ลูกคนนี้มีก็เหมือนไม่มี พอมีภรรยาแล้วก็ลืมแม่ตัวเอง!”  

 

 

เมิ่งชิงซีอยากตามไปอธิบายกับลั่วเซ่าเซิน แต่เวลานี้ร่างกายที่ไม่แข็งแรงของคุณป้าเป็นตัวขัดขวางเธออย่างไม่ต้องสงสัย ถ้าเมิ่งชิงซีไม่ระงับความรู้สึกของตัวเองไว้แล้วละก็ เป็นไปได้ว่าเธออาจจะอยากแผดเสียงใส่แม่ของเซ่าเซินสักครั้งสองครั้งก็เป็นได้  

 

 

ลั่วเซ่าเซินขึ้นไปชั้นบน เข้าไปในห้องของลั่วอิงก็เห็นว่าเธอกำลังต่อจิ๊กซอว์อยู่ ความสนใจทั้งหมดของลั่วอิงรวมกันอยู่ที่จิ๊กซอว์ ไม่ได้สังเกตเลยว่ามีใครเข้ามา  

 

 

ลั่วเซ่าเซินไม่ได้รบกวนเธอ เพียงยืนมองอยู่ข้างๆ เงียบๆ เมื่อลั่วอิงหาชิ้นส่วนของภาพเจอ มองไปรอบๆ ถึงได้เห็นว่าลั่วเซ่าเซินยืนอยู่ข้างหลัง  

 

 

เธอหันกลับมาด้วยความดีใจพลางร้องเสียงดัง “คุณพ่อคะ! คุณพ่อมาได้ยังไงคะ! คุณพ่อมารับหนูกลับไปใช่หรือเปล่า?”  

 

 

“ใช่แล้ว ลูกรู้ได้ยังไงเนี่ย หรือว่าลูกรู้อนาคตได้ ครอบครัวเรามีผู้หยั่งรู้ด้วยเหรอ?”  

 

 

ลั่วเซ่าเซินย่อตัวลง ลั่วอิงรีบลุกขึ้นโผเข้าสู่อ้อมกอดของเขาในทันที “คุณพ่อคะ ผู้หยั่งรู้คืออะไรเหรอคะ?”  

 

 

“ผู้หยั่งรู้ก็คือคนที่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นน่ะสิ” ลั่วอิงเข้าใจในทันที “อย่างนั้นเขาก็ต้องเก่งมากๆเลย ถึงได้รู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น หนูไม่ใช่ผู้หยั่งรู้ เพราะว่าหนูไม่รู้”  

 

 

“ใช่จ้ะ เมื่อกี้พ่อพูดผิดไป แต่ว่าลั่วอิงก็เก่งมากๆ เลยนะ ว่าแต่อยู่ที่บ้านคุณย่ามีความสุขหรือเปล่า?”  

 

 

ลั่วอิงรีบส่ายหน้า “คุณพ่อ หนูไม่มีความสุขเลยสักนิด ผู้หญิงคนนั้นมาที่นี่ทุกวัน หนูไม่อยากเจอเธอเลยค่ะ!”  

 

 

“ถ้าอย่างนั้นพ่อจะรับลูกกลับไป ลูกก็ไม่ต้องเจอเธอแล้ว ดีไหม?”  

 

 

“ดีค่ะ ดีเลยค่ะ! ไม่ต้องเจอผู้หญิงร้ายกาจคนนั้นอีกแล้ว เยี่ยมไปเลยค่ะคุณพ่อ! แล้วคุณพ่อเจอคุณแม่โจวโจวหรือยังคะ?”  

 

 

 

 

 

ตอนที่ 335 พาลั่วอิงกลับบ้าน  

 

 

เมื่อถามถึงถังโจวโจว อารมณ์ของลั่วเซ่าเซินก็หดหู่ลงทันที เขาส่ายหน้า “พ่อไม่ได้เรื่อง ยังหาคุณแม่โจวโจวไม่เจอ ลั่วอิง บอกพ่อได้ไหมครับว่าคุณแม่หายไปไหน?”  

 

 

“หนูก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ แต่หนูคิดว่าคุณแม่โจวโจวจะต้องคิดถึงพวกเราแน่ๆ เหมือนกับที่พวกเราคิดถึงคุณแม่ยังไงคะ คุณแม่จะต้องอยากกลับไปมาเหมือนกัน แค่ตอนนี้เธอยังป่วยอยู่ เลยกลับมาไม่ได้”  

 

 

“ใช่แล้ว ลั่วอิงของพ่อฉลาดจริงๆ เอาล่ะ ตอนนี้เก็บของของตัวเองเข้าที่ สะพายกระเป๋าไว้ พ่อจะพาลูกกลับบ้าน”  

 

 

ลั่วอิงรีบวิ่งไปที่โต๊ะ หยิบกระเป๋าหนังสือของเธอลงมาทันที ลั่วเซ่าเซินเองก็ช่วยเธอเก็บของด้วย “ไม่ต้องเก็บเสื้อผ้าไปหรอก อย่างไรที่บ้านก็มีอยู่แล้ว ลูกแค่เอาของที่จะใช้กลับไปด้วยก็พอ”  

 

 

“ค่ะ คุณพ่อ หนูเก็บเสร็จแล้ว” เสื้อผ้าของลั่วอิงมีเตรียมเอาไว้ทั้งสองบ้าน เพียงแค่เอาอุปกรณ์การเรียนไปด้วยก็พอ  

 

 

“ไปกันเถอะ” ลั่วเซ่าเซินช่วยเธอถือกระเป๋า มืออีกข้างหนึ่งจูงมือเธอเดินลงจากชั้นบน  

 

 

แม่ของเซ่าเซินกับเมิ่งชิงซีเห็นลั่วเซ่าเซินกับลั่วอิงเดินลงมาแล้ว ก็รู้ดีว่าคราวนี้เขาเอาจริงแน่ “เซ่าเซิน ลูกไม่อยู่บ้าน แล้วใครจะดูแลลั่วอิง ยังไงก็ให้หลานอยู่ที่นี่เถอะนะ”  

 

 

“ไม่ต้องหรอกครับคุณแม่ ยังไงก็มีคุณแม่ก็มีคุณหนูเมิ่งคอยอยู่เป็นเพื่อน อีกอย่างลั่วอิงก็บอกว่าคิดถึงผม ผมพาลูกกลับบ้านไปด้วยดีกว่า ส่วนเรื่องดูแลลั่วอิง คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ”  

 

 

ลั่วเซ่าเซินดึงมือน้อยๆ ของลั่วอิงให้เธอเดินตามเขาไป ทั้งสองคนเดินออกจากประตูใหญ่แล้ว แม่ของเซ่าเซินและเมิ่งชิงซีทำได้เพียงมองพวกเขาเดินออกไปนิ่งๆ  

 

 

“ชิงซี ตอนนี้จะทำยังไงกันดี? เซ่าเซินเอาเรื่องทุกอย่างมาโทษป้าแล้ว” แม่ของเซ่าเซินฉุกคิดขึ้นได้ว่าเมื่อกี้ที่ลูกชายของเขาทำก็บุ่มบ่ามเกินไป เห็นๆ อยู่ว่าความจริงแล้วเธอไม่ได้คิดแบบนั้น  

 

 

“คุณป้าคะ คุณป้าอย่าร้อนใจไปเลยนะคะ ไม่ว่ายังไงพี่เซ่าเซินก็ไม่ทอดทิ้งคุณป้าหรอกค่ะ ผ่านไปอีกสักพักพอพี่เซ่าเซินใจเย็นลงแล้ว พี่เขาก็ไม่เป็นแบบนี้แล้วล่ะค่ะ” ส่วนผลลัพธ์ของเรื่องนี้ เมิ่งชิงซีเองไม่ไม่แน่ใจนัก ตอนนี้ทำได้เพียงพูดอะไรปลอบใจแม่ของเขาไปก่อน ทำให้เธอใจเย็นลง  

 

 

ลั่วเซ่าเซินพาลั่วอิงกลับมาที่บ้าน แม่บ้านหลิวเห็นทั้งสองคนกลับมาก็ไม่ได้ถามถึงถังโจวโจว ตอนนี้ถังโจวโจวคือความเจ็บปวดในใจของลั่วเซ่าเซิน เรื่องอะไรแม่บ้านหลิวจะไปจี้บาดแผลของเขาล่ะ  

 

 

“คุณหนู กลับมาแล้วเหรอคะ พอป้ารู้ว่าคุณหนูจะกลับมา ก็เตรียมของอร่อยๆ เอาไว้ให้เป็นพิเศษเลยนะคะ”  

 

 

“แม่บ้านหลิว หนูก็คิดถึงแม่บ้านหลิวค่ะ เดี๋ยวหนูจะกินของที่แม่บ้านหลิวทำให้ให้หมดเกลี้ยงไปเลยค่ะ” ลั่วอิงกอดแม่บ้านหลิวอย่างอบอุ่น แม่บ้านหลิวไม่ได้เจอลั่วอิงมาสักพักแล้ว ก็ตื้นตันใจอยู่ไม่น้อย  

 

 

“เอาล่ะ รีบเอากระเป๋าหนังสือไปเก็บที่ห้อง แม่บ้านหลิวยังต้องไปทำกับข้าวอีกนะ” ลั่วเซ่าเซินเห็นว่าลั่วอิงดีใจที่ได้กลับบ้านขนาดนี้ก็รู้สึกว่าก่อนหน้านี้เขาทำผิดไป จะเอาแต่ทิ้งลั่วอิงไว้ที่บ้านตระกูลลั่วไม่ได้ เธออยู่ที่นั่นอาจจะไม่ได้มีความสุขสักเท่าไร เพียงแค่ไม่เคยบอกกับพวกเขาเท่านั้นเอง  

 

 

“คุณพ่อคะ ต่อไปคุณพ่อจะให้หนูอยู่ด้วยใช่ไหมคะ ไม่ต้องย้ายไปอยู่บ้านคุณย่าแล้วใช่ไหมคะ?”  

 

 

“ใช่จ้ะ ต่อไปลูกจะได้อยู่กับพ่อตลอดเวลา รอให้คุณแม่โจวโจวของลูกกลับมา เราสามคนจะได้อยู่ด้วยกัน” ลั่วเซ่าเซินลูบลูกผมที่อยู่ตรงหน้าเธอ เขาจะตามหาถังโจวโจวให้เจอ ครอบครัวของพวกเขาจะอยู่ด้วยกันตลอดไป ใครก็แยกพวกเขาจากกันไม่ได้  

 

 

“คุณพ่อ คุณพ่อพูดผิดแล้วค่ะ ถ้าเกิดคุณแม่โจวโจวมีน้องชายตัวเล็กๆ ขึ้นมา พวกเราก็จะมีกันสี่คนนะคะ” ลั่วอิงกางนิ้วมือเล็กจิ๋วพลางนับนิ้ว รีบแก้ไขความผิดพลาดของลั่วเซ่าเซินในทันที  

ตอนที่ 332 แฟนของหลินเหยา  

 

 

“เซ่าเซิน รีบเข้ามาสิ รีบเข้ามา เด็กคนนี้นี่นะ ทำอะไรของเธอเนี่ย? พ่อแม่ไม่ได้โทษเธอสักหน่อย” แม่ของโจวโจวอยากประคองลั่วเซ่าเซินให้ลุกขึ้น แต่เขาไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย มองพ่อแม่ของโจวโจวยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น แม่ของโจวโจวจึงรีบโผเข้าไปหา ให้เขายื่นมือมาจับเธอไว้  

 

 

“ยังทำอะไรอยู่ตรงนั้นอีกล่ะ? มาช่วยฉันเร็วเข้าสิ ให้เซ่าเซินลุกขึ้นก่อน”  

 

 

“เซ่าเซิน แม่เขาพูดถูกแล้ว ลุกขึ้นก่อนเถอะ พวกเราไม่ได้โทษเธอเลย นี่เป็นชะตากรรมของครอบครัวเราเอง” พ่อของโจวโจวเองก็ก้มตัวดึงร่างของลั่วเซ่าเซินให้ลุกขึ้น  

 

 

ในที่สุดลั่วเซ่าเซินก็ลุกขึ้นช้าๆ ตามคำเกลี้ยกล่อมของพวกเขา “คุณพ่อคุณแม่ครับ นี่เป็นความผิดของผมทั้งหมด ถ้าไม่ใช่เพราะผม โจวโจวก็ไม่ต้องมาเจอกับเรื่องแบบนี้”  

 

 

เห็นลั่วเซ่าเซินทับถมความรับผิดชอบทั้งหมดไว้ที่ตัวเอง พ่อของโจวโจวจึงตบไหล่เขา “เซ่าเซิน คิดให้ดีๆ โจวโจวเองก็ไม่อยากให้เธอโทษตัวเองแบบนี้หรอก”  

 

 

“ลั่วเซ่าเซิน คุณยังเป็นลูกผู้ชายอยู่หรือเปล่า? เดิมทีคุณพ่อคุณแม่ต้องการการปลอบโยนจากคุณ แต่ตอนนี้กลับกันแล้ว กลายเป็นพวกเขามาปลอบใจคุณแทน ถ้าคุณรู้สึกผิดจริงๆ ละก็ ก็ใช้แรงทั้งหมดที่มีออกตามหาโจวโจวเสีย พาเธอกลับมาอยู่ตรงหน้าพวกเราทุกคน”  

 

 

หลินเหยารับไม่ได้ที่เขามาโทษตัวเองเอาตอนนี้ ถ้าเสียใจทีหลังแล้วมีประโยชน์ ตำรวจจะมีไว้ทำไม? บนโลกนี้ไม่มียารักษาอาการเสียใจทีหลังหรอกนะ!  

 

 

“เซ่าเซิน ถึงคำพูดของเหยาเหยาจะไม่น่าฟัง แต่ก็ถือว่ามีเหตุผลนะ พวกเราไม่ได้ขออะไรเลย แค่ขอให้เธอพาโจวโจวกลับมาก็พอ ถ้าหมดหนทางจริงๆ พ่อกับแม่ก็ไม่คิดจะโทษเธอ ยังไงพวกเราก็ได้โจวโจวมาเพราะความบังเอิญ”  

 

 

ลั่วเซ่าเซินรู้ดีว่า แม่ของโจวโจวหมายความว่าถังโจวโจวไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของพวกเขา ที่เธอพูดแบบนี้ก็แสดงว่าคิดอยู่บ้างแล้วว่าจะต้องมีเรื่องเกิดขึ้นกับถังโจวโจว เธออยากให้ตัวเองคิดในทางที่ดี แต่ความเป็นจริงก็ฉุดรั้งเธอเอาไว้  

 

 

“คุณแม่วางใจเถอะนะครับ ผมจะใช้ความพยายามทั้งหมดที่มี ขอแค่ยังมีความหวังเพียงเล็กน้อย ผมก็จะไม่ล้มเลิกเด็ดขาด” ลั่วเซ่าเซินสาบานต่อหน้าแม่ของโจวโจวอย่างเอาจริงเอาจัง  

 

 

“เซ่าเซิน แม่ไว้ใจเธออยู่แล้วจ้ะ!” มองเงาร่างอันอ่อนเพลียของลั่วเซ่าเซินแล้ว แม่ของโจวโจวเองก็รู้ว่า ระยะนี้ลั่วเซ่าเซินก็ทรมานใจอยู่ไม่น้อย ความทุกข์และความเจ็บปวดที่เขามีไม่ได้น้อยไปกว่าพวกเขาเลย  

 

 

“คุณพ่อคุณแม่ครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวกลับก่อน”  

 

 

“เซ่าเซิน เธอไปส่งเหยาเหยากลับบ้านทีสิจ๊ะ”  

 

 

“คุณป้าคะ ให้หนูอยู่เป็นเพื่อนคุณป้ากับคุณลุงอยู่ที่นี่เถอะค่ะ” หลินเหยาไม่อยากกลับบ้าน ตอนนี้เธอเป็นห่วงพ่อแม่ของโจวโจวยิ่งกว่าใคร อีกอย่างกลับบ้านไปก็อยู่คนเดียวเงียบๆ สู้อยู่เป็นเพื่อนพวกเขาที่นี่ยังดีเสียกว่า  

 

 

“เหยาเหยา ให้เซ่าเซินไปส่งเธอกลับบ้านเถอะนะ ไม่ต้องเป็นห่วงพวกเราหรอก ป้ากับลุงอยู่กันเองได้ เธอเองก็กลับไปพักผ่อนให้สบาย วันนี้เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว” ไม่ว่าอย่างไรแม่ของโจวโจวก็ไม่ยอมให้เหยาเหยาปฏิเสธ เห็นได้ชัดว่าเธอคิดแบบนี้ตั้งแต่ตอนที่ลั่วเซ่าเซินมาที่นี่แล้ว  

 

 

“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ คุณป้า ไว้วันหลังหนูจะมาเยี่ยมใหม่นะคะ” หลินเหยาเกลี้ยกล่อมแม่ของโจวไม่สำเร็จ ทำได้เพียงกลับไปพร้อมกับลั่วเซ่าเซิน  

 

 

“คุณจะไปไหน?” พอขึ้นรถ ลั่วเซ่าเซินก็ถามหลินเหยาที่นั่งอยู่ที่เบาะหลัง  

 

 

“ไปส่งฉันที่สำนักพิมพ์ก็แล้วกัน” ตอนนี้กลับบ้านไปก็ไม่มีอะไรทำ สู้ไปทำงานที่สำนักพิมพ์ฆ่าเวลายังจะเร็วเสียกว่า  

 

 

“ได้”  

 

 

ลั่วเซ่าเซินจอดรถที่หน้าตึกสำนักพิมพ์ที่หลินเหยาทำงานอยู่ หลินเหยาคว้ากระเป๋าของตัวเองออกมา โบกมือให้ลั่วเซ่าเซิน ก่อนจะเดินเข้าประตูใหญ่ไป พริบตาเดียวก็ไม่เห็นเงาร่างนั้นแล้ว  

 

 

หญิงสาวที่หน้าเคาน์เตอร์เห็นว่าหลินเหยาเดินเข้ามา สังเกตเห็นรถคันเมื่อสักครู่ “พี่เหยา คนเมื่อกี้ใช้แฟนพี่หรือเปล่าคะ?”  

 

 

 

 

 

ตอนที่ 333 เขามีภรรยาแล้ว  

 

 

“เธอพูดอะไรเพ้อเจ้อ?” หลินเหยาไม่เข้าใจ เธอดูยังไงว่าลั่วเซ่าเซินเป็นแฟนของเธอ?  

 

 

“พี่เหยา ไม่ใช่แฟนของพี่หรอกเหรอคะ ถ้าอย่างนั้นเขามีแฟนหรือยัง?” หญิงสาวที่หน้าเคาน์เตอร์กะพริบดวงตาเป็นประกาย อยากฟังคำตอบจากปากหลินเหยา ถ้าผู้ชายคนนั้นยังไม่มีแฟน จะให้เธอเป็นคนจีบเขาเองก็ยินดี!  

 

 

หลินเหยาเห็นเธอสนอกสนใจอย่างนั้น ก็อยากหยอกเธอเล่น “แฟนเหรอ? เขายังไม่มีหรอก…”  

 

 

“จริงเหรอคะ?! เยี่ยมไปเลย!” เธอดีใจจนแทบกระโดดขึ้นมา  

 

 

“แต่เขามีภรรยาแล้วนะ แล้วภรรยาของเขาก็เป็นเพื่อนสนิทฉันซะด้วยสิ อย่าฝันลมๆ แล้งๆ ไปหน่อยเลยน่า” เมื่อสักครู่ยังดีใจจนตัวลอย แต่คำพูดประโยคหลังที่ตามมาทำให้เธอต้องตัดใจ เห็นสีหน้ายิ้มกริ่มบนใบหน้าของหลินเหยาแล้ว เธอถึงได้เข้าใจว่าหลินเหยาแกล้งเธอ  

 

 

“พี่เหยา พี่นี่แย่ที่สุดเลย!”  

 

 

“ฉันแย่ตรงไหน? เมื่อกี้เธอถามฉันว่าเขามีแฟนหรือยัง เขาก็ไม่มีแฟนสักหน่อย เธอไม่ได้ถามฉันว่าเขามีภรรยาหรือยังนี่นา สาวน้อย วันๆ อย่าเอาแต่จ้องผู้ชายหล่อๆ รวยๆ เลย คิดถึงโลกแห่งความจริงเอาไว้ดีกว่า เอาละ มีคนมาแล้ว รีบไปต้อนรับเร็วเข้า”  

 

 

หลินเหยาหยอกล้อหญิงสาวที่หน้าเคาน์เตอร์แล้วก็กลับไปที่ห้องทำงานของตัวเอง ส่วนสาวน้อยที่หน้าเคาน์เตอร์จะเศร้าสร้อยแค่ไหนก็ไม่เกี่ยวกับเธอแล้ว  

 

 

หนุ่มสาวเดี๋ยวนี้ วันๆ ก็เอาแต่เล็งคนหน้าตาดีมีฐานะ ถ้าตัวเองไม่มีคุณสมบัติพอ แล้วคนอื่นจะชอบเธอได้อย่างไร ฝันกลางวันเพ้อเจ้อกันไปไกล! เฮ้อ!  

 

 

ลั่วเซ่าเซินไปส่งหลินเหยาเรียบร้อยก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น หันไปดูก็เห็นว่าเป็นแม่ของเขาโทรมา เขาคิดอยู่สักครู่แล้วจึงรับสาย “ครับแม่ แม่มีอะไรหรือเปล่า”  

 

 

“อาเซิน แม่คิดถึงลูก วันนี้ลูกว่างหรือเปล่า กลับมาที่บ้านหน่อยสิ ลั่วอิงเองก็คิดถึงลูกนะ”  

 

 

“งั้นก็ได้ครับ ผมจะกลับไปเดี๋ยวนี้” พอลั่วเซ่าเซินได้ยินว่าลั่วอิงคิดถึงเขา เขาก็รู้สึกว่าควรจะกลับไปหาเสียหน่อย ตอนนี้ถังโจวโจวไม่อยู่ เขาจะต้องดูแลลั่วอิงให้ดีๆ อย่างนี้ตอนที่เธอกลับมาจะได้ไม่มาโทษเขา  

 

 

มาถึงบ้านตระกูลลั่วแล้ว ลั่วเซ่าเซินก็ตรงเข้าไปในบ้าน “แม่ครับ ผมกลับมาแล้ว! …ทำไมคุณมาอยู่ที่นี่ได้? ” ลั่วเซ่าเซินไม่คิดว่าจะได้เจอเมิ่งชิงซีอีก แล้วมองไปยังนัยน์ตารู้สึกผิดจากแม่ของเขา ไม่นานเขาก็เข้าใจ ที่แท้แม่ไม่ได้ได้คิดถึงเขา ลั่วอิงก็เช่นกัน แต่เป็นแผนการของเมิ่งชิงซี  

 

 

“คุณแม่บอกว่าลั่วอิงคิดถึงผมไม่ใช่เหรอครับ? แล้วเธออยู่ที่ไหน”  

 

 

“ไม่ต้องรีบหรอก ลั่วอิงอยู่ข้างบน แม่จะให้แม่บ้านจ้าวเรียกเธอลงมาเอง”  

 

 

“ไม่ต้องรีบหรอกครับ ถ้างั้นเดี๋ยวผมจะพาลั่วอิงออกไปข้างนอก ให้ลูกอยู่กับผมจะดีกว่า ตอนนี้คุณเมิ่งชิงซีพูดมาเถอะครับว่าตามผมมามีเรื่องอะไร?” ลั่วเซ่าเซินนั่งลงบนโซฟาเดี่ยวตัวหนึ่ง  

 

 

แม่บ้านจ้าวยกน้ำเข้ามาให้ “คุณชาย น้ำค่ะ!”  

 

 

“เซ่าเซิน แม่เป็นคนตามตัวลูกมาเอง เกี่ยวกับชิงซีที่ไหนกัน? ลูกคนนี้นี่นะ วันนี้ไปกินยาอะไรผิดมาเหรอไง?” แม่ของเขารีบแก้ต่างแทนเมิ่งชิงซี  

 

 

“คุณแม่ครับ ถ้าแม่จะอดกลั้นกับโจวโจวอย่างที่ทำกับเมิ่งชิงซีบ้าง วันนี้ก็คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นหรอก คุณแม่ โจวโจวเป็นสะใภ้ของคุณแม่แท้ๆ ทำไมแม่ถึงได้ไม่เห็นความดีของเธอเลย?”  

 

 

เขาสูญเสียถังโจวโจวไป ถึงได้รู้จักกับความเจ็บปวดนี้ ก่อนหน้านี้เขาปล่อยปละละเลยให้แม่ของเขารังแกเธอ ถ้าเขาห้ามไว้ให้เร็วกว่านี้ เรื่องเศร้าในวันนี้ก็จะไม่เกิดขึ้นใช่ไหม ถังโจวโจวก็จะไม่จากเขาไปใช่ไหม?  

 

 

“…” ลั่วเซ่าเซินเมินหน้าหนี ไม่ยินดีที่จะฟังปัญหาของแม่ ลางสังหรณ์ของเขาบอกว่า ต้องไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน  

ตอนที่ 330 จงใจสืบข่าว

 

 

อย่างไรลั่วอิงก็เป็นเด็ก เมื่อได้ยินว่าคุณย่าสามารถช่วยตัวเองตามหาถังโจวโจวได้ ก็รีบพูดในสิ่งที่เธอรู้ออกมาทันที เมื่อเมิ่งชิงซีฟังจนจบ ไม่ได้ข่าวที่ได้เรื่องได้ราวเลยสักนิด

 

 

เมื่อลั่วอิงพูดจบก็รีบโผเข้าสู่อ้อมแขนของคุณย่าทันที “คุณย่าคะ เมื่อกี้คุณย่ารับปากแล้วว่าจะช่วยหนูตามหาคุณแม่โจวโจวนะคะ”

 

 

คุณย่าของเธอรีบดึงตัวเธอออกไป “เมื่อกี้ย่าไม่ได้พูดสักหน่อย อีกอย่างเมื่อกี้ชิงซีก็บอกว่าถ้าย่าดีใจนี่นา ตอนนี้ย่าไม่ดีใจเลยสักนิด” ถังโจวโจวจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร เวลานี้ตกอยู่ในสถานการณ์แบบไหน ดูเหมือนว่าจะต้องถามจากเซ่าเซินแล้ว

 

 

ตอนนี้เมิ่งชิงซียิ้มออกมาแทบไม่ทัน ถ้าถังโจวโจวตายไป อย่างนั้นเรื่องระหว่างเธอกับเซ่าเซินต่อจากนี้ก็จะเป็นไปตามแผนทั้งหมด แต่ถ้าแธอยังไม่ตายล่ะ?

 

 

อย่างนั้นเธอก็จะตามหลอกหลอนไปไม่จบไม่สิ้น เวลานี้เมิ่งชิงซีอดจะต่อว่าคนที่ลงมือไม่ได้ ทำไมถึงไม่จัดการให้เรียบร้อยไปเลยนะ ยังให้เธอต้องพลอยกังวลเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปด้วยอีก

 

 

“คุณย่า พวกคุณโกหกหนู…ฮือๆ…” ลั่วอิงวิ่งเตลิดกลับไปที่ห้องของตัวเอง ที่แท้ที่คุณย่ากับเมิ่งชิงซีทำไปทั้งหมดก็เพราะว่าอยากรู้ความเป็นไปของคุณแม่โจวโจว ลั่วอิงไม่คิดว่าแม้แต่ตัวเธอเองก็จะโดนพวกเธอหลอกเอาได้ ต่อไปจะไม่มีวันเชื่อพวกเธออีกแล้ว

 

 

“คุณป้าคะ พวกเราทำยังไงกันดีคะ?” เวลานี้เมิ่งชิงซีร้อนใจอยากรู้ว่าถังโจวโจวเป็นหรือตายกันแน่ ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน?

 

 

“ชิงซี เธอพูดแบบหมายความว่าถังโจวโจวตายแล้วจริงๆ เหรอ?” เมื่อกี้นี้ลั่วอิงพูดจาฟังไม่ได้ศัพท์ อาจเป็นเพราะระหว่างที่ผู้ใหญ่คุยกันหลีกเลี่ยงคำพูดไม่ให้เธอรู้ ฉะนั้นเธอถึงได้รู้อะไรไม่มาก รู้เพียงแค่ว่าถังโจวโจวหายตัวไป อีกอย่างตอนที่เธอถูกส่งตัวมาที่บ้านตระกูลลั่วก็ยังหาตัวถังโจวโจวไม่พบ

 

 

นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว ก็ไม่รู้ว่าเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง แม่ของเซ่าเซินคิดว่าถ้าถังโจวโจวตายไป อย่างนั้นก็งานแต่งงานระหว่างเธอกับเซ่าเซินก็เป็นอันล้มเลิก อย่างนี้ชิงซีก็เสียบเข้ามาเป็นสะใภ้ของบ้านลั่วได้เลย

 

 

“คุณป้าคะ เรื่องนี้หนูเองก็ไม่รู้ ถามพี่เซ่าเซินดูไหมคะ? ไม่แน่ว่าตอนนี้พี่เซ่าเซินอาจจะกำลังตามหาเธออยู่ก็ได้” เมิ่งชิงซีหยั่งเชิงถาม

 

 

น่าเสียดายที่แม่ของเซ่าเซินส่ายหน้าในทันที “ไม่ได้หรอก ตั้งแต่คราวก่อนที่ป้าให้เซ่าเซินหย่ากับถังโจวโจว ถึงเขาจะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่แค่ดูสีหน้าก็รู้แล้วว่าไม่ยินยอม ไม่แน่ว่าตอนนี้อาจจะโทษป้าอยู่ในใจก็ได้ พูดเรื่องนี้ตอนนี้ไม่เหมาะเท่าไหร่ รอดูไปก่อนก็แล้วกัน”

 

 

เมิ่งชิงซีเห็นแม่ของเซ่าเซินทำตัวเป็นเต่าหดหัว ไม่เหมาะอะไรกัน แค่กลัวที่จะถามก็เท่านั้น คิดถึงลูกชายไปพลาง พะวงอยากให้ได้เธอมาเป็นสะใภ้ไปพลาง บนโลกนี้ช่างมีเรื่องดีๆ มากมายเหลือเกิน! แล้วเธอก็ไม่กลัวว่าตัวเองจะจมกองความสุขนี้ตายเสียด้วย!

 

 

“คุณป้า พี่เซ่าเซินอาจจะตามหาถังโจวโจวอยู่ก็ได้นะคะ? เราโทรหาพี่เขากันเถอะค่ะ ถ้าหาไม่เจอ คุณป้าก็ปลอบเขาดีๆ ถ้าหาเจอแล้ว เพื่อแสดงความจริงใจ คุณป้าก็ยังไปเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาลได้นะคะ!”

 

 

“จะดีเหรอ? เซ่าเซินจะไม่คิดว่าป้าจงใจถามข่าวคราวหรอกใช่ไหม?” แม่ของเซ่าเซินถามด้วยความกังวล

 

 

“ไม่หรอกค่ะ คุณป้า คุณป้าเป็นแม่แท้ๆ ของพี่เซ่าเซิน พี่เขาจะคิดแบบนั้นกับใครก็ได้แต่ไม่ใช่คุณป้าค่ะ! คุณป้าวางใจได้” ที่เมิ่งชิงซีมั่นใจได้ขนาดนี้ เพราะรู้ดีว่า ไม่ว่าจะหาถังโจวโจวเจอหรือไม่ ตอนนี้ความคิดของลั่วเซ่าเซินก็จดจ่ออยู่ที่เธอคนเดียวเท่านั้น

 

 

ไม่มีเวลามาสงสัยหรอกว่าแม่ของเขาจงใจสืบข่าวหรือเปล่า เขาไม่คิดมากขนาดนั้นหรอก คุณป้าคิดมากเกินไปถึงได้กังวลอยู่อย่างนี้ ทำอะไรชักช้าไปหมด!

 

 

 

 

ตอนที่ 331 คุกเข่า

 

 

“คุณป้า คุณป้าเชื่อหนูเถอะนะคะ หนูเคยโกหกคุณป้าที่ไหนกัน!” เมิงชิงซีตบหน้าอกเป็นการยืนยัน แม่ของเซ่าเซินถึงได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา

 

 

“ไม่มีคนรับ” แม่ของเซ่าเซินโทรเข้าโทรศัพท์ของลั่วเซ่าเซิน แต่มีเสียงตอบรับว่าไม่มีคนรับสาย คราวนี้เธอเองก็จนปัญญา ความจริงแล้วเธอรู้สึกโล่งอกด้วยซ้ำไป อย่างไรใจจริงของเธอก็ไม่ได้ยินดีทำเรื่องนี้สักเท่าไหร่

 

 

“คุณป้าคะ ลองโทรอีกครั้งสิคะ!” เมื่อเห็นว่าแม่ของเซ่าเซินมองเธออยู่ เมิ่งชิงซีถึงได้รู้สึกตัวว่าเธอใจร้อนเกินไป อย่าทำตัวให้แม่ของเซ่าเซินสงสัยจะดีกว่า

 

 

“คุณป้า หนูหมายความว่า…”

 

 

“ชิงซี เธอไม่ต้องอธิบายแล้ว ป้ารู้ว่าตอนนี้เธอเป็นห่วงเซ่าเซิน ใจป้าก็ห่วงเขาอยู่เหมือนกัน แต่เขาไม่รับโทรศัพท์ แสดงว่าต้องทำอะไรอยู่แน่ๆ พวกเรารอไปก่อนเถอะนะ”

 

 

“ค่ะ คุณป้า หนูเชื่อคุณป้าค่ะ พวกเรานั่งลงกันเถอะนะคะ หนูจะปอกส้มให้คุณป้าเอง” เมิ่งชิงซีทำได้เพียงใจเย็นๆ อย่างไรก็รอมาจนถึงขนาดนี้แล้ว อีกไม่นานก็จะไปถึงฝั่งฝัน เธอจะต้องไม่พลาดโอกาสสำคัญนี้

 

 

“ชิงซี ไม่ต้องใจร้อนไปหรอกนะ อีกสองวันป้าจะให้อาเซินกลับมา ถึงตอนนั้นเราค่อยถามให้รู้เรื่อง” แม่ของเซ่าเซินไม่ยั่วโมโหเขาขณะที่เขากำลังร้อนใจ นี่จะทำให้ความสัมพันธ์แม่ลูกของเธอที่เบาบางอยู่แล้วยิ่งบางลงอีก นี่ไม่ใช้ผลลัพธ์ที่เธอต้องการ

 

 

เธออยากให้เมิ่งชิงซีเป็นลูกสะใภ้ของเธอไม่ผิดแน่ แต่จะตัดสินใจแทนเขาทั้งหมดก็ไม่ไป ขอแค่ถังโจวโจวเกิดเรื่องขึ้น ก็ทำให้เธอออกไปจากบ้านลั่วได้เช่นกัน

 

 

“คุณป้าคะ เมื่อกี้เพราะหนูเป็นห่วงพี่เซ่าเซินมากไปหน่อย ก็เลยใจร้อนเร่งเร้าคุณป้า เมื่อกี้หนูทำไม่ถูก หนูควรจะเข้าใจถึงความร้อนใจของคุณป้า พี่เซ่าเซินคงมีธุระเลยไม่ได้รับสายน่ะค่ะ”

 

 

เมิ่งชิงซีไม่รามือง่ายๆ แบบนี้หรอก การปลอบใจแม่ของเซ่าเซินเป็นความรับผิดชอบหลักของเธอในเวลานี้ เธอไม่ยอมให้แม่ของเซ่าเซินกลายเป็นศัตรูของเธอเด็ดขาด เธอรอได้ รอจนกว่าจะได้ตัวลั่วเซ่าเซินมาอยู่ในมือ

 

 

 

 

ลั่วเซ่าเซินไม่กล้าไปเจอหน้าพ่อแม่ของถังโจวโจว เรื่องถังโจวโจวเองก็ยังไม่มีข่าวคราวอะไรเลย เขาไม่มีหน้าไปเจอพวกท่าน แต่ถึงอย่างไรวันนี้ก็ต้องมาถึงอยู่ดี ลั่วเซ่าเซินเคาะประตูใหญ่ของบ้านถัง หลินเหยาเป็นคนเปิดประตู

 

 

“ในที่สุดก็มาสักทีนะ ถ้าฟางหยวนไม่มาบอก ฉันก็คิดว่าคุณหายตัวไปด้วยอีกคน!”

 

 

หลินเหยาพูดอย่างไม่เกรงใจ แม้ว่าเธอจะรู้ว่าลั่วเซ่าเซินไม่ได้ข่าวของถังโจวโจว เขาเองก็เสียใจมาก แต่จะกินเหล้าเมามายไม่ได้สิ! พอเมาได้ก็เป็นวัน เวลาและโอกาสดีๆ สิ้นเปลืองไปเพราะเขาเป็นแบบนี้

 

 

“คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”

 

 

“ฉันไม่ได้เอ้อระเหยอย่างคุณนี่ ฉันมาอยู่เป็นเพื่อนคุณลุงกับคุณป้า ตอนนี้โจวโจวไม่อยู่ ฉันก็ต้องรับหน้าที่แทนเธอ ยังไงฉันก็ไม่มีญาติสนิทคนอื่นๆ อยู่แล้ว” ประโยคสุดท้ายหลินเหยาพึมพำเบาๆ ก็ไม่รู้ว่าลั่วเซ่าเซินได้ยินหรือเปล่า

 

 

“เซ่าเซินมาแล้วเหรอ?” เสียงของพ่อโจวโจวดังมาจากห้องรับแขก หลินเหยาจึงเบี่ยงตัวให้ลั่วเซ่าเซินเข้าบ้าน

 

 

“คุณพ่อคุณแม่ ผมมาเยี่ยมครับ” ในมือของลั่วเซ่าเซินถือของฝากที่ซื้อมาให้พ่อแม่ของโจวโจว

 

 

“เซ่าเซิน มาแค่ตัวก็พอแล้ว ทำไมยังต้องเอาของมาฝากอีก” แม่ของโจวโจวส่งแก้วชาให้เขา “รีบดื่มชาก่อนเร็วเข้า”

 

 

เซ่าเซินรับแก้วชามาแล้ววางไว้บนโต๊ะ “คุณพ่อคุณแม่ เป็นความผิดของผมเอง ผมทำตามที่รับปากเอาไว้ไม่ได้ ผมหาตัวโจวโจวไม่เจอ…”

 

 

ลั่วเซ่าเซินคุกเข่าลงตรงหน้าพ่อแม่ของโจวโจว พวกเขาอดที่จะตกใจไม่ได้ แม้แต่หลินเหยาเองก็ตกใจเช่นกัน นี่ไม่เล่นใหญ่ไปหน่อยหรือไง?

ตอนที่ 328 หายตัวไป

 

 

“อาเซินอยู่ที่ชั้นบน เขาคงนอนไม่หลับมาหลายคืนแล้ว”

 

 

“เป็นแบบนี้ก็สมน้ำหน้าแล้ว ใครให้เขาใจคอโลเลตั้งแต่แรกล่ะ ทั้งหมดนี้เขาทำตัวเองทั้งนั้น”

 

 

“โธ่ อย่าพูดอย่างนั้นเลย อาเซินเองก็อยากหาตัวโจวโจวให้เจอเร็วๆ เหมือนกันนั่นแหละ แต่วิธีไหนเราก็ลองมาหมดแล้ว ก็ยังไม่ได้ข่าวของเธอสักนิด อย่างกับว่าหายตัวไปอย่างนั้นล่ะ!”

 

 

ถึงแม้ฟางหยวนจะรู้สึกว่าระหว่างลั่วเซ่าเซินกับถังโจวโจวจะคลาดกันอย่างพูดไม่ออกบอกไม่ถูก แต่ว่าคำพูดพวกนี้ก็ไม่เหมาะที่พวกเขาจะพูด ทำได้เพียงให้ลั่วเซ่าเซินกับถังโจวโจวเจ้าตัวเป็นคนอธิบายออกมาเอง

 

 

ความทุกข์ที่พวกเขามองเห็น ในสายตาของพวกเขาคือความสวยงาม ไม่ว่าใครก็ผ่านความทุกข์มาก่อนถึงได้พบพานกับความสุขสม การผ่านความทุกข์ทนเท่านั้นที่ทำให้รู้ว่าต้องรักษาเวลานี้เอาไว้ ถึงได้เข้าใจถึงความสุขที่มีคนรักอยู่เคียงข้าง

 

 

“จะหายตัวไปได้ยังไง โจวโจวต้องอยู่ที่ไหนสักแห่งแน่ๆ แค่พวกคุณยังหาไม่เจอเท่านั้น” หลินเหยารู้สึกว่านี่เป็นแค่ข้ออ้างของพวกเขาเท่านั้น ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้โจวโจวเป็นยังไงบ้าง

 

 

“พวกเราแทบจะพลิกหาทั้งเมือง A อยู่แล้ว” ฟางหยวนอธิบายอย่างจนใจ เขารู้ว่าหลินเหยาไม่เชื่อสิ่งที่เห็นทั้งหมดในตอนนี้ แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ เรื่องที่ถังโจวโจวหายตัวไปเป็นความจริง

 

 

เมิ่งชิงซีเห็นลั่วอิงปรากฏตัวในบ้านตระกูลลั่ว ในดวงตาก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ลั่วอิง มาได้ยังไงจ๊ะเนี่ย?”

 

 

“ทำไมคะ ที่นี่บ้านของหนู ทำไมหนูจะมาไม่ได้? หนูน่าจะถามคุณมากกว่าว่าคุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?” ตอนนี้ลั่วอิงอารมณ์เสียอย่างรุนแรง ไม่รู้ว่าถังโจวโจวไปอยู่ที่ไหน แล้วเธอก็ต้องมาเจอเมิ่งชิงชีผู้หญิงร้ายอาจคนนี้อีก ทำให้เธอไม่พอใจเป็นที่สุด

 

 

“คุณป้าคะ วันนี้หนูตั้งใจเอารังนกมาเยี่ยมคะ นี่เป็นรังนกที่คุณแม่ให้หนูเอามาให้คุณป้าบำรุงร่างกาย”

 

 

แม่ของเซ่าเซินมองรังนกที่อยู่ในกล่องปราดหนึ่ง “ชิงซี นี่เป็นเลือดนกชั้นยอดเลยนี่จ๊ะ ทำให้แม่ของหนูต้องสิ้นเปลืองแล้ว!”

 

 

แม่ของเซ่าเชินชื่นชอบรังนกที่อยู่ในกล่องเป็นอย่างมาก ในเมื่อของฝากที่เมิ่งชิงซีให้ในครั้งนี้มีค่ามหาศาล และก็เพราะว่าเธอชื่นชอบรังนกมาก ของที่เมิงชิงซีให้ตรงกับใจของเธอพอดี

 

 

“คุณป้า หนูเป็นเกียรติมากที่ได้เอามาให้ค่ะ ลั่วอิง วันนี้ป้าไม่รู้ว่าหนูจะมาที่นี่ ไม่อย่างนั้นก็จะเอาของขวัญมาให้ด้วย เมื่อกี้หนูถามว่าป้ามาทำไมใช่ไหม ป้าก็มาเยี่ยมคุณย่าของหลานไงจ๊ะ!”

 

 

ที่เมิ่งชิงซีมาที่นี้ก็เพื่อเตือนแม่ของเซ่าเชินเรื่องสัญญาหมั้นหมาย ตอนนี้ถังโจวโจวไม่มีทางเป็นก้อนหินที่ขวางทางเธอได้อีกแล้ว เธอสามารถรอคอยการแต่งงานกับพี่เซ่าเซินได้อย่างสบายใจ

 

 

“ใครจะรู้ว่าคุณคิดอะไรอยู่? หนูไม่อยากได้ของที่คุณให้หรอก!” ลั่วอิงเบะปากขึ้นสูง เธอไม่ได้ต้องการของที่เมิ่งชิงซีให้เธอซักหน่อย ต่อให้เธอได้ของขวัญตอนนี้เธอก็ไม่ดีใจ เธออยากให้คุณแม่โจวโจวกลับมา!

 

 

“ลั่วอิง พูดอะไรของหลานน่ะ ชิงซีเป็นผู้ใหญ่ หลานพูดกับผู้ใหญ่อย่างนี้ได้ยังไง?” ความเข้มงวดของคุณย่ายิ่งทำให้เธอต่อต้านมากกว่าเก่า

 

 

เธอร้องเสียงดัง “คุณย่า! ทำไมคุณย่าต้องช่วยผู้หญิงร้ายกาจคนนี้ทุกทีเลยคะ ทั้งๆ ที่เธอคิดไม่ดีกับคุณพ่อ คุณพ่อมีคุณแม่โจวโจวแล้ว ไม่มีทางชอบผู้หญิงร้ายกาจคนนี้เด็ดขาด ตัดใจซะเถอะค่ะ!”

 

 

คำพูดของลั่วอิงคราวนี้ทำให้เมิงชิงซีเจ็บช้ำน้ำใจไม่น้อย เธอทนฟังว่าลั่วเซ่าเซินไม่มีทางคบกับเธอไม่ได้ อีกอย่างลั่วอิงยังเปรียบเทียบเธอกับถังโจวโจวคนนั้นอีก!

 

 

“คุณป้า” ชิงซีร้องออกมาอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ เธออยากสั่งสอนลั่วอิงสักหน่อย แต่เห็นว่าคราวนี้ไม่ใช่โอกาสที่ดีนัก ไว้รอให้เธอได้เป็นคุณนายลั่วก่อนค่อยว่ากัน ถึงตอนนั้นเธอก็จะจัดการลั่วอิงได้อย่างเต็มที่

 

 

 

 

ตอนที่ 329 ซักไซ้

 

 

“ชิงซี อย่าเสียใจไปเลยนะจ๊ะ ป้าจะช่วยพูดกับลั่วอิงให้นะ” แม่ของเซ่าเซินหันกลับมา กวักมือเรียกลั่วอิง “มานี่ซิ มาหาย่าตรงนี้”

 

 

ย่าของเธอสะกดอารมณ์เอาไว้ ลั่วอิงก้าวร้าวเกินไปแล้ว ไม่ฟังแม้แต่คำพูดของเธอด้วยซ้ำ ถังโจวโจวที่อยู่ข้างเธอจะต้องเป็นคนพูดเรื่องไม่เป็นเรื่องพวกนี้ออกมาแน่ ถึงทำให้หลานสาวที่แสนดีของเธอกลายเป็นแบบนี้ไปได้ ดูเหมือนว่าเธอจะต้องไล่ผู้หญิงคนนี้ไปให้พ้นๆ เสียที

 

 

“หนูไม่ไปค่ะ คุณย่าจะตีหนู แล้วก็จะดุหนูด้วย คุณย่าเอาแต่เข้าข้างคุณป้า ที่หนูพูดไม่ได้ผิดเลยสักนิด!” ลั่วอิงไม่เพียงไม่ก้าวไปข้างหน้า แต่กลับถอยไปอีกหลายก้าว เธอกลัวว่าคุณย่าจะตีเธอจริงๆ

 

 

เธอเคยเห็นคุณย่าตบตีถังโจวโจวมาก่อน เธอกลัวว่าเรื่องแบบนั้นจะเกิดขึ้นกับตัวเธอเอง ตอนนี้คุณพ่อไม่อยู่ และผู้หญิงร้ายกาจคนนี้ก็ต้องอยากเห็นละครฉากนี้แน่ เธอไม่ยอมให้ป้าคนนี้หัวเราะเยาะเธอหรอก!

 

 

“ลั่วอิง ฟังย่านะ ย่าจะตีหลานได้ยังไงล่ะ ย่าแค่จะอธิบายเหตุผลให้หลานฟังเท่านั้นเอง”

 

 

“ใช่แล้วจ้ะลั่วอิง หนูจะให้ร้ายคุณย่าไม่ได้นะ คุณย่าบอกเมื่อไหร่ว่าจะตีหนู หรือว่าปกติแล้วโจวโจว…” เมิงชิงซีรีบปิดปากแน่น นึกขึ้นได้ทันควัน “คุณป้า หนูไม่ได้ตั้งใจนะคะ หนูแค่ไม่ทันระวังเลยพูดความคิดของตัวเองออกมา…”

 

 

“คุณป้าพูดถึงคุณแม่ในทางที่ไม่ดีอีกแล้ว ตอนนี้คุณแม่โจวโจวหายตัวไป คุณป้าก็ยังใส่ร้ายเธอลับหลังอีก! คุณป้าเป็นผู้หญิงที่ร้ายกาจที่สุดในโลกจริงๆ ด้วย!” ที่ลั่วอิงรับไม่ได้ที่สุดก็คือเมิ่งชิงลั่วมักชักจูงอารมณ์ของคุณย่าได้อย่างง่ายดาย

 

 

ทั้งๆ ที่เธอก็เป็นหลานแท้ๆ ของคุณย่า ทำไมคุณย่าถึงไม่เคยเชื่อคำพูดของเธอเลย เชื่อแต่ผู้หญิงร้ายกาจที่อยู่ตรงหน้าเพียงแค่คนเดียว เธอมีอะไรดีตรงไหนกัน!

 

 

ลั่วอิงไม่ทันรู้ตัวว่าตัวเองพูดอะไรผิดไป แต่คุณย่าของเธอก็ได้ยินทั้งหมดแล้ว “ลั่วอิง เมื่อกี้หลานว่ายังไงนะ? ถังโจวโจวหายตัวไปเหรอ นี่มันเรื่องอะไรกัน”

 

 

เมิ่งชิงซีเองก็ตกตะลึง ถังโจวโจวน่าจะตายไปแล้วไม่ใช่เหรอไง? วันนี้เธอตั้งใจมาเพื่อหยั่งเชิงถามข่าวคราวดู ทำไมกลายเป็นว่าถังโจวโจวหายตัวไปล่ะ? หรือว่ามีคนพาตัวไป? จะโชคดีขนาดนั้นเชียวเหรอ!

 

 

“เปล่าค่ะ หนูไม่ได้พูดอะไร คุณย่า หนูกลับห้องก่อนนะคะ”

 

 

“ห้ามไปนะลั่วอิง ชิงซีรีบจับตัวเธอไว้” ได้ยินคำสั่งของแม่เซ่าเซิน เมิ่งชิงซีก็วิ่งออกไปทันที “ลั่วอิง คุณย่าเรียกให้ไปหา หลานต้องเป็นเด็กดีนะจ๊ะ ไม่อย่างนั้นป้ากับคุณย่าจะไม่ชอบหนูแล้วนะ”

 

 

“หนูไม่ได้อยากให้พวกคุณมาชอบสักหน่อย หนูมีคุณพ่อกับคุณแม่โจวโจวก็พอแล้ว”

 

 

“ลั่วอิง อย่าทำให้ย่าโกรธนะ!” ทุกคำพูดที่ลั่วอิงเอ่ยมามีแต่ถังโจวโจวดีอย่างนั้นอย่างนี้ ย่าของเธออยากให้เธอหยุดพูด แต่ลั่วอิงเองก็เป็นหลานของเธอ บางความคิดของเธอก็ไม่อาจลงมือทำได้ ยังไงเธอก็ต้องคิดถึงลั่วเซ่าเซินด้วย

 

 

ลั่วอิงปิดปากเงียบ ใบหน้าน้อยๆ เต็มไปด้วยความดื้อรั้น ดูท่าแล้วจะไม่ยอมลดละ แม้แต่เมิ่งชิงซีก็ยังอดไม่ได้ที่จะนับถือในตัวเด็กน้อยคนนี้ เมื่อเด็กคนหนึ่งเชื่อมั่นในตัวใครสักคนแล้ว ก็จะเชื่อว่าเธอดีหมดทั้งหัวใจ ไม่มีทางสนใจคำพูดของคนอื่น

 

 

“ลั่วอิง คุณย่าแค่อยากจะคุยกับหลานเท่านั้นเอง ทำไมหลานต้องหนีด้วย! รีบบอกคุณย่าว่าเกิดเรื่องอะไรกับคุณแม่โจวโจวของหลาน? ไม่แน่ว่าเดี๋ยวคุณย่าอาจจะอารมณ์ดีแล้วออกไปช่วยหลานตามหาเธอก็ได้นะ!”

 

 

เมื่อแม่ของเซ่าเซินได้ยินเมิ่งชิงซีออกปากสัญญาก็อยากลุกขึ้นในทันใด เสียดายที่ถูกเมิ่งชิงซีจับมือเอาไว้ เมิ่งชิงซีฉวยโอกาสตอนที่ลั่วอิงก้มหน้าลง พยายามส่ายหน้าให้แม่ของเซ่าเซิน ไม่ให้แม่ของเซ่าเซินหุนหันพลันแล่น

 

ตอนที่ 326 เมามาย  

 

 

“ที่แท้ก็เรื่องเล็กแค่นี้ พวกเราสนิทกันขนาดนี้ ยังไงผมก็ช่วยคุณอยู่แล้ว ไปกัน ไปที่ฝ่ายเทคนิคกับผม” ผู้กำกับจางเดินนำออกจากห้องทำงาน ลั่วเซ่าเซินก็รีบก้าวเท้าตามไป  

 

 

มาถึงฝ่ายเทคนิค ผู้กำกับจางให้ลูกน้องคนหนึ่งตรวจสอบภาพในกล้องวงจรปิดที่ถนนปิงเจียง  

 

 

“ผู้กำกับครับ วันนั้นมีคนทำกล้องวงจรปิดที่ถนนปิงเจียงเสีย หลังจากนั้นถึงได้ส่งคนไปซ่อมครับ” ลูกน้องของเขาหาอยู่นานสองนานก็ไม่เห็นร่องรอยของถังโจวโจวเลยสักนิด ถึงได้นึกเรื่องนี้ออก  

 

 

“เซ่าเซิน ดูนี่สิ…” ผู้กำกับเองก็ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้ เห็นลู่เซ่าเซินไหล่ตกลู่กะทันหัน ผู้กับกำจางก็อดไม่ได้ที่จะตบที่ไหล่เขา “เซ่าเซิน ไม่เป็นไรนะ ผมจะช่วยหาทางให้คุณเอง”  

 

 

“ผู้กำกับจาง ฝากด้วยนะครับ ผมขอตัวก่อน”  

 

 

“ครับ”  

 

 

ลั่วเซ่าเซินกลับไปที่รถ โทรหาฟางหยวน “ฮัลโหล ทางนั้นเป็นยังไงบ้าง”  

 

 

“ไม่เจอเลย ผมไปมาหลายโรงพยาบาลแล้ว ทุกที่ก็บอกว่าไม่มีคนชื่อถังโจวโจว เซ่าเซิน โจวโจวถูกพาตัวไปที่ไหนกันแน่”  

 

 

“ผมก็น่าจะรู้อยู่แล้ว ไม่น่าให้คุณต้องเหนื่อยเลย ผมก็แค่ยังไม่ถอดใจ”  

 

 

“…เซ่าเซิน ทางนั้นก็ไม่ได้ข่าวอะไรเหมือนกันเหรอ”  

 

 

“ใช่ แค่นี้ก่อนนะ ผมวางสายล่ะ” ลั่วเซ่าเซินอารมณ์เสียฟุบอยู่กับพวงมาลัยรถ เขากำลังคิดอยู่ว่า ถังโจวโจวอยู่ที่ไหนกันแน่ แล้วคนที่พาเธอไปเป็นใคร?  

 

 

เมื่อกลับมาถึงบ้านก็ไม่มีใครอยู่สักคน ลั่วเซ่าเซินให้แม่บ้านหลิวหยุดงาน ให้เธอกลับไปอยู่พร้อมหน้ากับที่บ้าน ส่วนลู่อิงเขาให้เธออยู่ที่บ้านตระกูลลั่ว ตอนนี้เขาอยู่ที่บ้านเพียงลำพัง  

 

 

ลั่วเซ่าเซินกลับมาที่ห้องนอนของเขากับโจวโจว มองดูว่าในนั้นยังมีร่องรอยของถังโจวโจวอยู่หรือไม่ เขาค่อนข้างคลุ้มคลั่ง ทำไมถึงให้เธอกลับบ้านไปตั้งแต่แรก? ทำไม?  

 

 

…  

 

 

“โจวโจว คุณอยู่ที่ไหนกันแน่?” ข้างกายลั่วเซ่าเซินมีไวน์อยู่ขวดหนึ่ง เขานั่งลงที่ขอบเตียง ม่านผืนหนาบดบังแสงภายในห้องไว้จนหมด ตอนที่ฟางหยวนเข้ามาก็เห็นลั่วเซ่าเซินดื่มจนเมาอยู่คนเดียว  

 

 

“อาเซิน? คุณจะนั่งหาถังโจวโจวอยู่ที่นี่อย่างนั้นเหรอ?” ฟางหยวนอดโกรธไม่ได้ ตอนนี้ไม่รู้ว่าถังโจวโจวเป็นตายร้ายดียังไงบ้าง เขายังมีหน้าดื่มไวน์อยู่ในห้องอีกเหรอ?  

 

 

ฟางหยวนเปิดสวิตช์ไฟติดผนัง ทั้งห้องสว่างไสวในพริบตา ทว่าสำหรับดวงตาของลั่วเซ่าเซิน แสงไฟช่างบาดตาเหลือเกิน “ปิดไฟ”  

 

 

ใบหน้าขาวซีดของเขาดึงดูสายตาของฟางหยวน “คุณดื่มไวน์ไปมากเท่าไหร่กันเนี่ย?” ฟางหยวนไม่ได้สนใจคำพูดของลั่วเซ่าเซินที่ให้เขาปิดไฟเลยแม้แต่น้อย เขาสังเกตเห็นขวดไวน์ที่พร่องไปกว่าครึ่งขวด เห็นท่าทางของลั่วเซ่าเซินแล้วว่าเขายังมีสติครบถ้วน แต่เพราะท่าทางมีสติแบบนี้แหละที่ทำให้เขายิ่งรู้สึกเป็นห่วง  

 

 

“ผมดื่มไปเท่าไหร่น่ะเหรอ? อึก…ไม่มากหรอก แค่ขวดเดียวเอง” ลั่วเซ่าเซินเอ่ยประโยคนี้จบ เห็นไวน์ที่อยู่ในมือก็เตรียมกระดกเข้าปากอีกครั้ง  

 

 

“อาเซิน เป็นบ้าไปแล้วหรือไง? ยังหาตัวถังโจวโจวไม่เจอเลย ทำไมคุณกลายเป็นแบบนี้ไปได้ เธอรอให้คุณไปช่วยอยู่นะ!” ฟางหยวนเห็นว่าเขายังอยากดื่มต่อ ท่าทางเหมือนจะหมดอาลัยตายอยากไปเสียแล้ว  

 

 

“ฟางหยวน คุณจะให้ผมเมาหน่อยไม่ได้หรือไง ผมตามหาเธอแล้ว ผมหาแล้ว! แต่ว่าหาไม่เจอ…ฮือ…” มีคำกล่าวว่าลูกผู้ชายไม่หลั่งน้ำตาง่ายๆ เพียงเพราะยังไม่ถึงจุดที่เสียใจ แค่ลั่วเซ่าเซินคิดว่าถังโจวโจวตกระกำลำบากอยู่ที่ไหนสักแห่ง ใจก็พลันเจ็บปวด  

 

 

 

 

 

ตอนที่ 327 อธิษฐาน    

 

 

“ในเมื่อเจ็บปวดใจ แล้วทำไมยังนั่งดื่มไวน์อยู่ตรงนี้? ตอนนี้โจวโจวอาจจะกำลังรอให้คุณไปช่วยอยู่ที่ไหนสักแห่งก็ได้นะ!”  

 

 

“ใช่ คุณพูดถูก โจวโจวรอให้ผมไปช่วยอยู่! ผมต้องรีบตามหาเธอ…” เขาตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน แต่เพราะดื่มไวน์มากเกินไป ร่างกายจึงค่อนข้างโงนเงน ฟางหยวนเห็นเขาในสภาพนี้แล้วก็คิดว่าเขาจะตามหาเธอจะได้อย่างไร?  

 

 

“อาเซิน วันนี้คุณพักก่อนเถอะ รอให้สร่างเมาก่อน พวกเราค่อยว่ากันใหม่” ฟางหยวนประคองลั่วเซ่าเซินลงบนเตียง ปากของเขายังคงพึมพำไปมา “ผมจะไปหาโจวโจว จะไปหาโจวโจว โจวโจว…”  

 

 

“โอเคๆ รู้แล้วว่าจะไปหาโจวโจว แต่คุณดูแลตัวเองให้ดีก่อน อย่างนี้เธอจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง” เวลานี้ฟางหยวนไม่สนใจแล้วว่าตนเองจะเสียใจหรือไม่ ทั้งกายและใจของเขาในเวลานี้ต้องการเพียงตามหาถังโจวโจวให้เจอเท่านั้น  

 

 

เมื่อได้ยินลั่วเซ่าเซินบอกว่ามีคนตั้งใจชนเธอ ฟางหยวนก็รู้สึกไม่สบายใจ ไอ้ชั่วคนไหนกันที่ขับรถชนหญิงสาวผู้แสนดีได้ลงคอ เธอไปผิดใจกับใครไว้กันแน่ ถึงได้เจอกับเรื่องอันตรายแบบนี้  

 

 

ลั่วเซ่าเซินนอนอยู่บนเตียง ฟางหยวนมองอยู่ข้างๆ สักพัก เมื่อเห็นว่าเขาหลับสนิทแล้วก็ปิดประตู ให้อาเซินนอนหลับให้สบายสักคืนก่อน รอให้เขาตื่นแล้ว พวกเขาค่อยปรึกษาหารือกันเรื่องตามหาถังโจวโจว  

 

 

ฟางหยวนเพิ่งจะลงมาจากชั้นบนก็เห็นหลินเหยาวิ่งเข้ามาประหนึ่งสายลม “ลั่วเซ่าเซินล่ะ โจวโจวล่ะ เกิดเรื่องกับเธอจริงหรือเปล่า?”  

 

 

“หลินเหยา คุณใจเย็นก่อนนะ พวกเรานั่งลงแล้วค่อยๆ คุยกัน” ฟางหยวนให้หลินเหยาสงบจิตใจลงก่อน เวลานี้กระโตกกระตากไปก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ กลับจะทำให้ตัวเองรุ่มร้อนขึ้นเสียเปล่าๆ  

 

 

“ฉันใจเย็นไม่ไหว เกิดเรื่องขึ้นกับโจวโจวจริงหรือเปล่า?”  

 

 

“ใช่ เธอถูกรถชน แล้วก็มีคนพาตัวเธอไป” ฟางหยวนพูดเรื่องนี้อย่างไม่สะทกสะท้าน รู้ทั้งรู้ว่าถังโจวโจวถูกคนพาตัวไป แต่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนคนนั้นเป็นใคร ดูเหมือนว่าคุณชายฟางอย่างเขาจะมีแค่ชื่อแต่ไร้ความสามารถ  

 

 

“ใครพาตัวเธอไป? ทำไมพวกคุณไม่ไปตามหาล่ะ!” หลินเหยาไม่คิดว่าเพียงไม่กี่วันก็จะเกิดเรื่องกับถังโจวโจวได้  

 

 

“ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร พวกเรากำลังตรวจสอบอยู่ คุณใจเย็นก่อน คิดให้ดีๆ ว่าโจวโจวจะไปที่ไหนได้บ้าง”  

 

 

“พวกคุณบอกว่ามีคนพาตัวเธอไปไม่ใช่เหรอ แล้วโจวโจวจะตัดสินใจเองได้ยังไงล่ะ?” หลินเหยาคิดว่าฟางหยวนสติเลอะเลือน พูดกันอยู่ตั้งนาน ทำไมไม่เห็นแม้แต่เงาของลั่วเซ่าเซินเลยล่ะ?  

 

 

“เป็นไปได้ว่าโจวโจวฟื้นแล้วอาจจะอยู่ตัวคนเดียวก็ได้ มีความเป็นไปได้ เธอคิดให้ดีๆ แล้วเราค่อยไปตามหาเธอกัน ถึงยังไงก็ยังมีความเป็นไปได้” ที่ฟางหยวนพูดแบบนี้ไม่ใช่ว่าไม่มีเหตุผล ถ้าเกิดโจวโจวฟื้นขึ้นมาจริงๆ เขาก็จะพาเธอกลับมาแน่  

 

 

“ได้ ฉันเข้าใจแล้ว จะว่าไป แล้วลั่วเซ่าเซินล่ะ ทำไมไม่เห็นเขาเลย? ฉันมาตั้งนานแล้วนะ หรือว่าเขาไม่ร้อนใจเรื่องโจวโจวบ้างเลย?”  

 

 

ความจริงแล้วหลินเหยาค่อนข้างเกลียดลั่วเซ่าเซิน เขาเป็นคนบังคับส่งตัวโจวโจวกลับไปตั้งแต่แรก ถ้าเขารับเธอกลับมาเร็วกว่านี้ เรื่องนี้อาจไม่เกิดขึ้นก็ได้  

 

 

ไม่รู้ว่าตอนนี้โจวโจวเป็นยังไงบ้าง ลำบากหรือเปล่า หวังว่าคนที่ช่วยเหลือเธอไว้จะเป็นคนดี โจวโจว เธอจะต้องกลับมาอย่างปลอดภัย  

 

 

ถึงแม้ว่าปกติหลินเหยาจะไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ แต่ว่าตอนนี้ก็อดไม่ได้ที่จะอธิษฐานขอให้โจวโจวปลอดภัยไม่มีเรื่องร้าย แม้จะรู้ดีว่าผลของการอธิษฐานจะน้อยนิด แต่ก็ถือว่าเป็นการปลอบใจตัวเองอย่างหนึ่ง  

 

 

มือทั้งสองข้างของหลินเหยากำเข้าหากันแน่น หลับตาทั้งสองข้างลง ปากพร่ำสวดอยู่เงียบๆ ฟางหยวนไม่ได้ฟังว่าเธอพูดอะไร แต่ดูแล้วน่าจะกำลังอธิษฐานอยู่  

ตอนที่ 324 ข่าวดีหรือข่าวร้าย

 

 

ผ่านไปสามวันแล้ว แต่ยังไม่ได้ข่าวอะไรเลย ลั่วเซ่าเชินแจ้งความกับสถานีตำรวจเอาไว้ ขอเพียงมีคนพบร่องรอยของถังโจวโจว เขายินดีจ่ายรางวัลให้ไม่อั้น ขอเพียงแค่ได้ตัวถังโจวโจวกลับมา

 

 

เวลายิ่งยืดเยื้อเท่าไร ลั่วเซ่าเชินก็ยิ่งเป็นห่วงเธอมากเท่านั้น เขาให้คนตรวจสอบจุดขายตั๋วรถไฟและรถไฟความเร็วสูงทั่วเมืองในวันที่ถังโจวโจวหายตัวไปว่ามีชื่อของเธอบ้างหรือเปล่า มีคนชื่อถังโจวโจวอยู่หลายคน แต่ก็ไม่ใช่คนที่เขาตามหา

 

 

จนกระทั่งเขาได้รับโทรศัพท์สายหนึ่ง “ฮัลโหล พูดจริงหรือเปล่า?” ลั่วเซ่าเชินตะโกนด้วยความตกใจ ถ้าเข้าไปดูใกล้ๆ จะเห็นว่าลั่วเซ่าเชินที่อยู่ตรงหน้าไม่เหมือนลั่วเซ่าเชินที่เราเคยรู้จักสักเท่าไร

 

 

ลั่วเซ่าเชินคนก่อนไม่เคยยอมให้ตัวเองลำบาก ผมยุ่งกระเซอะกระเซิง เนื้อตัวมอมแมมขนาดนี้ เขารักสะอาดจะตายไป!

 

 

ก่อนหน้านี้ถ้าใครบังเอิญแตะต้องของของเขา เขาก็จะทิ้งอย่างไม่ไยดี จะมีสภาพเป็นอย่างตอนนี้ที่ไหนกัน เสื้อเชิ้ตของเขายับยู่ยี่ ผมเผ้าไม่ได้เซ็ต ดูเหมือนจะยาวขึ้นมากจนกระทั่งลงมาปิดตาแล้ว

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินได้ยินข่าวนั้นก็หยิบเสื้อสูทใส่คลุมแล้วขับรถออกไป เขาไม่ได้นอนมาหลายวัน ข้าวปลาก็ไม่ได้กิน พอสบโอกาสก็คว้าขวดเหล้า หลังจากที่ถังโจวโจวหายตัวไป เขาถึงได้รู้ตัวว่าที่แท้เธอหยั่งรากลึกอยู่ภายในใจของเขา แต่ก่อนเขาเกลียดที่จะพูดคำว่ารักออกมา เพราะว่าเขาผิดหวังกับหันฮุ่ยซินมามาก หันฮุ่ยซินให้เขารอครั้งแล้วครั้งเล่า เขารอจนเหนื่อยใจ จนกระทั่งลั่วเซ่าอวี๋เกิดเรื่อง เขาก็ยังให้โอกาสครั้งสุดท้ายกับเธอ จากนั้นถึงตัดสินใจว่าจะเลิกรอเสียที

 

 

ตอนที่รู้จักกับถังโจวโจวแรกๆ ลั่วเซ่าเชินไม่ได้ถูกใจเธอเท่าไร เพียงแค่อยากหาคนมาเป็นเพื่อนเล่นให้ลั่วอิงเท่านั้น ทว่าเธอค่อยๆ ดึงดูดสายตาของเขา บางครั้งก็ทอแสงสวยงาม

 

 

เธอเป็นที่ต้องตาต้องใจของผู้ชายหลายคน ทำให้เขาหึงหวงอย่างไร้เหตุผล แต่เธอกลับให้ใจกับเขาคนเดียว ไม่เคยมีท่าทีว่าจะทำร้ายใคร ตัวเขาเองต่างหากที่ทำให้เธอเสียใจ

 

 

ตอนนี้เมื่อลั่วเซ่าเชินนึกถึงเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ของถังโจวโจว ถึงได้รู้ว่าตัวเองพลาดอะไรไปหลายอย่าง ทำไมเขาถึงไม่รักษาเธอไว้ให้ดี เพิ่งจะมาเสียใจอะไรเอาตอนนี้

 

 

ตอนที่ฟางหยวนรู้ข่าวก็เป็นเวลาเดียวกับตอนที่ลั่วเซ่าเชินได้รับข่าวว่ามีคนเห็นถังโจวโจว ฟางหยวนรีบโทรหาลั่วเซ่าเชิน ไปหาคนที่เห็นเคยเห็นถังโจวโจวด้วยกัน

 

 

ที่แท้เขาก็คือเถ้าแก่แผงหนังสือนี่เอง ตอนที่ลั่วเซ่าเชินหาตัวเขาเจอ เขายังขายนิตยสารและหนังสือพิมพ์อยู่ที่แผงหนังสือด้วยซ้ำ

 

 

“เป็นคุณใช่หรือเปล่า?” ลั่วเซ่าเชินเห็นแผงหนังสือ เมื่อแน่ใจแล้วว่าเป็นคนที่ลูกน้องโทรมาบอกเขาก่อนหน้านี้ ถึงได้ถามออกไป

 

 

“คุณลู่เหรอครับ?”

 

 

“ใช่ครับ ผมลั่วเซ่าเชิน ผู้หญิงที่คุณเห็นเมื่อสองสามวันก่อนใช่เธอหรือเปล่า?” ลั่วเซ่าเชินหยิบโทรศัพท์ออกมา นำรูปที่เขาถ่ายคู่กับถังโจวโจวออกมาให้ดู

 

 

เถ้าแก่แผงหนังสือดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน “ใช่แล้ว เธอนี่แหละ วันนั้นผมเห็นเธอ”

 

 

“แล้วหลังจากนั้นล่ะ?” ในที่สุดลั่วเซ่าเชินก็ได้เบาะแสของถังโจวโจว เขาดีใจจนคว้าแขนเสื้อของเถ้าแก่ ในที่สุดก็พบร่องรอยของเธอเสียที

 

 

“คุณอย่าเพิ่งดีใจไป ข่าวที่ผมจะบอกไม่ใช่ข่าวดีอะไร คุณทำใจเอาไว้ก่อนเลย”

 

 

“คุณพูดมาเถอะ ไม่ว่าจะเป็นข่าวดีหรือข่าวร้าย ผมก็ไม่โทษคุณหรอก” ลั่วเซ่าเชินสั่งให้ตัวเองสงบนิ่งเข้าไว้ เขาจะไม่มีวันวางมือจากเรื่องนี้

 

 

 

 

ตอนที่ 325 ผู้เห็นเหตุการณ์

 

 

“วันนั้นผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังข้ามถนน สัญญาณไฟที่อยู่ข้างทางม้าลายเป็นไฟเขียวอยู่แท้ๆ แต่มีรถคันหนึ่งพุ่งเข้าหาเธออย่างกับบ้าไปแล้ว ผู้หญิงคนนั้นยังไม่ทันรู้ตัวก็โดนชนเข้าอย่างจัง หลังจากนั้นผมยังไม่ทันได้เข้าไปก็มีผู้ชายคนหนึ่งอุ้มเธอไป”

 

 

“ผมคิดว่าพวกเขารู้จักกันซะอีก อีกอย่างคนขับรถก็หนีไปแล้วก็เลยไม่ได้สนใจอะไร ไม่คิดว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็นคนที่คุณรู้จัก”

 

 

ดวงตาของเถ้าแก่แผงหนังสือจดจ้องอยู่ที่ลั่วเซ่าเซิน ที่เขาอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดถี่ถ้วนก็เพื่อเงินรางวัลก้อนโตของลั่วเซ่าเซินเท่านั้น

 

 

“ถ้าอย่างนั้นคุณเห็นผู้ชายที่อุ้มเธอไปหรือเปล่า” ลั่วเซ่าเซินได้ยินว่าถังโจวโจวถูกรถชนก็รีบคว้าคอเสื้อของเถ้าแก่แผงหนังสือขึ้นทันที

 

 

“โธ่! คุณลั่ว อย่าใจร้อนสิครับ! ผมไม่เห็นคนคนนั้นจริงๆ ตอนนั้นอยู่ๆ ก็มีรถคันหนึ่งจอดลงข้างๆ ผู้หญิงคนนั้น จากนั้นผู้ชายคนนั้นก็ลงจากรถ ผมจะเห็นเขาชัดได้ยังไงล่ะครับ แค่รู้สึกว่าน่าจะเป็นคนมีฐานะ”

 

 

ที่เถ้าแก่แผงหนังสือได้ข้อสรุปออกมาแบบนี้ เขาเองก็มีเหตุผล ถึงรถที่เขานั่งมาจะเป็นสีดำ โลโก้บนรถไม่ชัดเจนนัก แต่ดูท่าทางร่ำรวยไม่เหมือนคนทั่วไป

 

 

“มีคนช่วยโจวโจวเอาไว้ก็แสดงว่าไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต” ลั่วเซ่าเซินพึมพำเบาๆ เถ้าแก่ไม่สนใจคำพูดที่ออกปากของลั่วเซ่าเซิน “คุณลั่วครับ เรื่องเงินรางวัล…”

 

 

“วางใจเถอะ ยังไงผมก็ให้คุณแน่ๆ” ตอนนี้ลั่วเซ่าเซินไม่มีเวลาต่อปากต่อคำกับเถ้าแก่ ตอนนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือหาตัวถังโจวโจวให้เจอ ตอนนี้เธอน่าจะได้รับบาดเจ็บ อาการคงไม่ค่อยดีเท่าไหร่

 

 

“อาเชิน ได้ข่าวโจวโจวบ้างหรือเปล่า” ตอนที่ฟางหยวนมาถึงก็เห็นลั่วเซ่าเซินออกมาจากแผงหนังสือพอดี เขาจับแขนเสื้อของลั่วเซ่าเซินทันที ตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก

 

 

“ตอนนี้รู้แค่ว่าถังโจวโจวได้รับบาดเจ็บ ส่วนเธออยู่ที่ไหน ยังไม่รู้เลย”

 

 

ฟางหยวนได้ฟังข่าวนี้ ก็ทำให้เขาเสียใจยิ่งกว่าตอนที่ไม่รู้ว่าเธออยู่ไหนเสียอีก ต่อยลั่วเซ่าเซินเข้าหมัดหนึ่ง “ลั่วเซ่าเซิน คุณดูแลเธอยังไง ทำไมเธอถึงหายตัวไป?”

 

 

ลั่วเซ่าเซินอดทนอยู่เงียบๆ เขาเช็ดเลือดที่มุมปาก “ฟางหยวน ผมรู้ว่าคุณเองก็ห่วงเธอ แต่ว่าผมเองก็เป็นห่วงเธอไม่แพ้กัน ผมจะต้องหาเธอให้เจอ ยังไงก็ต้องเจอ!”

 

 

“ผมไปด้วย!” ระบายความโกรธเคืองภายในใจออกแล้ว ตอนนี้ฟางหยวนเองถึงได้รู้ตัวว่าจะโทษลั่วเซ่าเซินคนเดียวไม่ได้

 

 

“โจวโจวบาดเจ็บได้ยังไง เธอตัวคนเดียวจะเดินไปได้ถึงไหน”

 

 

“มีคนขับรถชนเธอ ฟังจากคำพูดของเถ้าแก่คนเมื่อกี้แล้วดูเหมือนว่าจะตั้งใจชน แล้วก็มีคนมาช่วยไว้ แต่ถึงตอนนี้ก็ไม่มีข่าวคราวอะไรเลย ไม่รู้ว่าถูกพาตัวไปที่ไหน”

 

 

“ฟางหยวน ตอนนี้คุณแยกกับผมไปคนละทาง ผมจะไปดูกล้องวงจรปิดที่สถานีตำรวจ คุณไปดูที่โรงพยาบาลว่ามีข่าวอะไรบ้างหรือเปล่า” เมื่อรู้สภาพการณ์ของเธอเขากับฟางหยวนยิ่งต้องเร่งมือ ไม่แน่ว่าอีกไม่นานก็จะได้เจอเธอแล้ว

 

 

ลั่วเซ่าเซินมาถึงสถานีตำรวจ รีบเข้าไปในห้องผู้กำกับ “ผู้กำกับครับ ผมมีเรื่องจะรบกวน!”

 

 

“เซ่าเซิน คุณเองเหรอ! รีบเข้ามาสิ มีเรื่องอะไร ทำไมถึงรีบร้อนมาหาผมขนาดนี้” ผู้กำกับจางรีบให้ลั่วเซ่าเซินนั่งลงบนโซฟา แต่ลั่วเซ่าเซินปฏิเสธ

 

 

“ผู้กำกับจาง ตอนนี้ไม่รู้ว่าภรรยาของผมอยู่ที่ไหน อีกอย่างคนที่อยู่ในเหตุการณ์เห็นว่าเธอถูกรถชนที่ถนนปิงเจียง ผมอยากให้คุณช่วยตรวจสอบกล้องวงจรปิดให้หน่อย”

ตอนที่ 322 ถังโจวโจวหายตัวไป

 

 

“พี่จวิ้น พี่เห็นโจวโจวบ้างหรือเปล่า ทำไมเธอยังไม่ออกมาอีก” พี่จวิ้นเห็นหนุ่มหล่อยืนอยู่ตรงหน้ากะทันหัน เธอก็ตกใจแทบแย่

 

 

เมื่อได้ยินว่ามาหาถังโจวโจว อีกทั้งรถยนต์ก็ดูคุ้นตา พี่จวิ้นจึงนึกขึ้นได้ “คุณคือสามีของโจวโจว?”

 

 

“ใช่ครับ พี่เห็นเธอบ้างหรือเปล่า ผมมารับเธอกลับบ้าน” ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าพี่จวิ้นจำเขาได้ก็ตื่นเต้นมาก ถ้าถังโจวโจวออกมาแล้ว เขาจะต้องสั่งสอนเธอสักหน่อย ไม่รับโทรศัพท์สามีตัวเองได้ยังไงกัน

 

 

“คุณไม่รู้เหรอคะว่าวันนี้ถังโจวโจวลางาน ไม่ได้มาที่บริษัทหรอกค่ะ” พี่จวิ้นมองลั่วเซ่าเชินด้วยความไม่สบายใจ ถังโจวโจวลางาน แต่เขาที่เป็นสามีแท้ๆ ยังไม่รู้เลย ดูเหมือนว่าพวกเขาสองคนจะไม่ได้หวานชื่นกันอย่างที่แสดงออกแล้วล่ะมั้ง

 

 

“ไม่ได้มาทำงาน?! ถ้าอย่างนั้นพี่รู้หรือเปล่าว่าเธอไปไหน ผมโทรหาก็ไม่มีคนรับสาย” ไม่ได้อยู่ที่บริษัท ถ้าอย่างนั้นเธอไปไหนกัน ลั่วเซ่าเชินเริ่มวุ่นวายใจ

 

 

“ไม่รู้สิคะ เธอไม่ได้บอกเราไว้ เธอบอกว่ามีธุระที่บ้านเลยขอลางาน”

 

 

“ถ้าอย่างนั้นขอบคุณมากนะครับ ผมจะตามหาเธอดู” ลั่วเซ่าเชินคว้าโทรศัพท์ขึ้นโทรหาแม่ของถังโจวโจว “ฮัลโหล แม่ครับ โจวโจวกลับบ้านหรือยังครับ?”

 

 

“อ๋อ ยังเหรอครับ ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมเข้าไปครับ” ลั่วเซ่าเชินวางสายอย่างรีบร้อน ก่อนจะรีบขึ้นรถ แต่เขาจำได้ว่าต้องไปรับลั่วอิงก่อน จากนั้นก็พาลั่วอิงกลับไปยังบ้านถัง

 

 

“ลั่วอิง เมื่อเช้าคุณแม่โจวโจวเป็นคนมาส่งลูกใช่ไหม”

 

 

“ใช่ค่ะ” ในปากของลั่วอิงมีอมยิ้มแท่งหนึ่ง เธอกินอย่างเอร็ดอร่อย

 

 

“งั้นคุณแม่โจวโจวดูแปลกๆ ไปบ้างหรือเปล่า?”

 

 

“ไม่นี่คะ? คุณพ่อคะ ทำไมจู่ๆ วันนี้คุณพ่อถามแบบนี้ล่ะ ปกติคุณพ่อไม่เป็นเคยเป็นแบบนี้นี่นา” ลั่วอิงถามขึ้นกะทันหัน ทำเอาลั่วเซ่าเชินพูดไม่ออก

 

 

“ลั่วอิง ลูกโกรธที่พ่อไม่ค่อยสนใจลูกหรือเปล่า” เขาฟังออกว่าลูกไม่พอใจมากจากคำพูด แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้ควรจะทำยังไงถึงจะเจอตัวถังโจวโจว

 

 

“เปล่านี่คะ แต่ว่าคุณพ่อถามถึงแต่คุณแม่โจวโจว ทำไมคุณพ่อไม่โทรหาคุณแม่ล่ะคะ? คราวก่อนคุณแม่โจวโจวก็อยากส่งหนูกลับไป คุณพ่อคะ ทำไมไม่มารับพวกเรากลับบ้านล่ะคะ?”

 

 

“ลูกว่ายังไงนะ?! คราวก่อนคุณแม่บอกว่าจะส่งลูกกลับไปเหรอ?” ลั่วเซ่าเชินคิดไม่ถึงว่าถังโจวโจวจะเคยพูดแบบนี้

 

 

แต่ว่าหลังจากที่แยกกับถังโจวโจวครั้งก่อน ลั่วเซ่าเชินก็ไม่เห็นว่าถังโจวโจวจะแปลกไปตรงไหน! เธอไปอยู่ที่ไหนกันแน่?

 

 

ลั่วเซ่าเชินกลับมายังบ้านถังพร้อมกับลั่วอิง ส่วนแม่ของถังโจวโจวก็รออยู่ในบ้านแล้ว หลังจากที่ลั่วเซ่าเชินโทรมาหา แม่ของโจวโจวก็แน่ใจว่ามีบางอย่างผิดปกติ เซ่าเชินไปรับโจวโจวนี่นา ทำไมถึงกลับโทรกลับมาถามว่าโจวโจวกลับมาหรือยัง?

 

 

ไม่เจอเธอหรือ? ถ้าอย่างนั้นถังโจวโจวไปไหน แม่ของโจวโจวร้อนใจจนแทบจะโมโห แต่นานแล้วลั่วเซ่าเชินก็ยังไม่กลับมาเสียที เธออยากโทรไปเร่งก็กลัวว่าจะรบกวนการขับรถของเขา ได้แต่ร้อนรนอยู่ภายในใจ

 

 

ได้ยินเสียงเคาะประตู แม่ของถังโจวโจวก็รู้ว่าพวกเขากลับมาแล้ว เปิดประตูออกดู ใช่จริงๆ ด้วย แต่ไม่เห็นเงาของถังโจวโจว “โจวโจวล่ะ เซ่าเชิน ไปรับโจวโจวไม่ใช่เหรอ?”

 

 

แม่ของโจวโจวไม่เห็นเธอ รู้สึกได้ว่าสิ่งที่เธอคิดมาตลอดเกิดขึ้นจริงแล้ว เกิดเรื่องกับเธอใช่หรือเปล่า?

 

 

“แม่ครับ ขอโทษด้วย ผมไม่เจอเธอ ไม่รู้ว่าเธอไปไหน โทรหาก็ไม่มีคนรับสาย” ลั่วเซ่าเชินละอายใจเป็นอย่างมาก ตอนนี้ได้แต่ภาวนาให้ถังโจวโจวไม่เป็นอะไร

 

 

 

 

ตอนที่ 323 ค้นหาสุดกำลัง

 

 

เวลานี้แม่ของถังโจวโจวยังคุมสติได้อยู่ เธอรู้ดีว่าเรื่องนี้จะโทษลั่วเซ่าเชินไม่ได้ “เซ่าเชิน เข้ามาก่อนเถอะ เรามาคุยกันว่าเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่ ทำไมโจวโจวถึงได้หายตัวไป?”

 

 

แม่ของโจวโจวคิดไม่ออกเลย ถังโจวโจวไม่มีทางทิ้งพ่อแม่อย่างไม่สนใจไยดี เพราะฉะนั้นอาจเป็นได้ว่าตอนนี้เธออารมณ์ไม่ดี อยากอยู่คนเดียวเงียบๆ หรือไม่ก็เกิดเรื่องขึ้น นอกจากความเป็นไปได้สองทางนี้แล้ว แม่ของเธอคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้

 

 

“คุณพ่อคุณแม่ครับ อย่าเพิ่งร้อนใจไปเลยนะครับ พ่อกับแม่ลองคิดดูว่าเมื่อเช้าตอนที่ถังโจวโจวออกจากบ้านมีอะไรผิดปกติบ้างหรือเปล่า”

 

 

“ไม่นะ เธอก็เหมือนกับทุกวัน ไปส่งลั่วอิงที่โรงเรียนก่อน จากนั้นก็ไปที่บริษัท”

 

 

“แต่ผมถามเพื่อนร่วมงานของเธอแล้ว พวกเธอบอกว่าวันนี้โจวโจวลางาน ไม่ต้องไปที่บริษัทด้วยซ้ำ อีกอย่างเธอก็อ้างว่าที่บ้านมีธุระด้วย”

 

 

“ไม่มีทาง ที่บ้านเราไม่มีธุระอะไรสักหน่อย โจวโจวอาจจะอยากพักผ่อนถึงได้พูดออกมาแบบนั้น แม่จะลองโทรหาเธอดู” ลั่วเซ่าเชินไม่อยากทำร้ายจิตใจแม่ของโจวโจว ระหว่างทางมาที่นี่ เขาโทรหาเธอหลายครั้งแล้ว แต่กลับโทรไม่ติดสักครั้ง

 

 

แม่ของโจวโจวโทรหาเธอ ไม่มีคนรับสายจริงๆ ด้วย มีแต่เสียง [หมายเลขที่คุณเรียก…] วนซ้ำอยู่อย่างนั้น

 

 

“โจวโจวไปไหนกันแน่นะ? ทำไม่ถึงไม่รับโทรศัพท์” แม่ของโจวโจวคิดไม่ออกเลย ถังโจวโจวไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน

 

 

“เซ่าเชิน เธอว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับโจวโจวหรือเปล่า เซ่าเชิน รีบให้คนออกตามหาเธอเถอะ ต้องเกิดเรื่องกับเธอขึ้นแน่!” ลั่วเซ่าเชินเห็นสีหน้าท่าทางของแม่ยายดูค่อนข้างร้อนรน ก็รีบทำให้เธอใจเย็นลง

 

 

“แม่ครับ ใจเย็นก่อนนะครับ ผมจะต้องหาตัวโจวโจวเจอแน่ ยังไงก็ต้องหาให้เจอ”

 

 

“เซ่าเชิน พ่อฝากเรื่องของโจวโจวด้วยนะ”

 

 

“พ่อครับ พ่อพูดอะไรอย่างนั้น โจวโจวเป็นภรรยาของผม ผมจะต้องหาเธอให้เจอ”

 

 

“จิ่งฉิน ลูกของเราหายตัวไป ลูกของเราหายตัวไป!” แม่ของโจวโผเข้าสู่อ้อมแขนของสามี ตะโกนร้องอย่างไม่อาจควบคุม

 

 

ลั่วอิงที่อยู่ข้างๆ ตกอกตกใจ รีบคว้าชายกางเกงของลั่วเซ่าเชินทันที เอ่ยถามขึ้นเบาๆ ว่า “คุณพ่อคะ คุณแม่โจวโจวหายตัวไปเหรอคะ?”

 

 

“ลั่วอิงเด็กดี พ่อจะส่งลูกไปอยู่ที่บ้านคุณปู่คุณย่าสักพักนะ ลูกโอเคไหม?” ตอนนี้ลั่วเซ่าเชินทำได้เพียงข่มใจเอาไว้ แม่ของโจวโจวสติแตกไปแล้ว พ่อของเธอเองก็ค่อนข้างสะเทือนใจ เขาต้องสงบนิ่งเข้าไว้ ถึงจะพาตัวถังโจวโจวกลับมาได้

 

 

ลั่วอิงรู้ว่าตอนนี้พวกเขาต่างก็รีบจะหาตัวโจวโจวให้พบ และสิ่งที่เธอทำได้ดีที่สุดก็คือไม่สร้างปัญหาเพิ่ม “คุณพ่อคะ เดี๋ยวคุณพ่อไปส่งหนูเลยก็ได้ค่ะ หนูจะเชื่อฟังคุณปู่คุณย่า แต่พ่อต้องรับปากหนูว่าจะหาคุณแม่โจวโจวให้เจอนะคะ”

 

 

“ได้จ้ะ พ่อรับปาก จะต้องเจอคุณแม่แน่ๆ” ลั่วเซ่าเชินเองก็เชื่อว่าเขาจะต้องหาเธอเจอ

 

 

แม่ของโจวโจวทำกับข้าวไว้แล้ว ลั่วอิงกินข้าวเสร็จสรรพถึงได้เก็บของไปยังบ้านตระกูลลั่ว ส่วนเรื่องของถังโจวโจวก็ยกให้เป็นความรับผิดชอบของลั่วเซ่าเชิน พ่อแม่ของโจวโจวเองเตรียมตัวออกไปถามคนแถวนี้เหมือนกันว่าเห็นถังโจวโจวบ้างหรือเปล่า

 

 

กินข้าวเสร็จแล้วลั่วเซ่าเชินเองไม่รอช้า รีบส่งตัวลั่วอิงไปยังบ้านตระกูลลั่ว เขาโทรหาหวังหวาระหว่างทาง ให้เขาไปสอบถามที่สถานีตำรวจทั่วทั้งเมืองดูว่ามีชื่อของถังโจวโจวอยู่ในจำนวนคนที่เกิดเรื่องหรือเปล่า

 

 

แล้วก็ให้ตรวจสอบโรงพยาบาลทั่วเมืองด้วย ดูว่าถังโจวโจวบาดเจ็บอยู่ที่โรงพยาบาลไหนหรือไม่ ลั่วเซ่าเชินส่งลูกน้องของเขาออกไป กำชับกับพวกเขาหาตัวถังโจวโจวให้เจอ

ตอนที่ 320 เปล่าประโยชน์

 

 

“คุณมาอยู่ที่ได้ยังไง?” หันฮุ่ยซินเห็นว่าเจียงรุ่ยเฉินปรากฏตัวอยู่ในห้องผู้ป่วย มองไปข้างๆ ถึงได้เห็นลั่วเซ่าเชินยืนอยู่ “นี่มันเรื่องอะไรกัน คุณรับปากฉันแล้วไม่ใช่เหรอว่าจะไม่ให้เขาหาตัวฉันเจอ?”

 

 

“นี่ไม่เกี่ยวกับผมนะ เขามาที่นี่เอง แต่ตอนนี้เด็กก็ไม่อยู่แล้ว ถึงเขาจะมาก็ไม่มีประโยชน์อะไรนี่”

 

 

คำพูดของลั่วเซ่าเชินสะกิดแผลในใจของเธอ ถึงเธอจะสงบนิ่งสักแค่ไหน แต่ก็เพิ่งจะสูญเสียชีวิตน้อยๆ ไป เรื่องนี้มีผลกระทบกับเธออยู่เช่นกัน

 

 

เจียงรุ่ยเฉินเห็นว่าหันฮุ่ยซินไม่ได้แสดงท่าทีอะไรกับเขา แต่กับลั่วเซ่าเชินกลับต่างกันลิบลับ ถึงจะรู้ว่าพวกเขาเป็นคนรักกัน และตอนนี้หันฮุ่ยซินก็ยังตัดใจไม่ได้ แต่อย่าแสดงออกต่างกันต่อหน้าเขาสิ!

 

 

“หันฮุ่ยซิน คุณเห็นผมอยู่ในสายตาบ้างหรือเปล่า?” เจียงรุ่ยเฉินไม่พอใจมาก เขาเคยถูกมองข้ามเสียที่ไหน และในใจของเขาหันฮุ่นซินก็ต่างจากคนอื่นๆ เพราะอย่างนั้นเขาจึงอดโมโหไม่ได้

 

 

“ทำไมฉันต้องเห็นคุณอยู่ในสายตาด้วยล่ะ? เราคุยกันแล้วว่าจะเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอไง คุณมาที่นี่ทำไมอีก?”

 

 

“คุณมีทางเลือกของคุณ ฉันเองก็มีทางเลือกของฉัน ฉันมีวิธีของตัวเอง” เอ่ยถึงตรงนี้เจียงรุ่ยเฉินก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา ทำไมเขาไม่เข้าใจอะไรๆ ให้เร็วกว่านี้ ไม่แน่ว่าอาจจะรักษาลูกไว้ทันก็ได้

 

 

“ฉันไม่สนใจว่าคุณจะมาที่นี่ได้ยังไง แต่คุณออกไปเดี๋ยวนี้เลย” หันฮุ่ยซินอารมณ์ฉุนเฉียว รู้สึกเจ็บที่ท้อง เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ ในทันที พยายามผ่อนคลายอารมณ์ลง

 

 

เจียงรุ่ยเฉินสังเกตเห็นว่าใบหน้าของเธอซีดขาว “ฮุ่นซิน เจ็บแผลหรือเปล่า” เห็นหันฮุ่ยซินไม่พูดเพราะอึดอัด ทั้งบนหน้ายังมีเหงื่อไหลโทรม เจียงฮุ่ยเฉินก็รู้ว่าตัวเองเดาไม่ผิด “ฮุ่ยซิน ผมจะไปเรียกหมอให้คุณเดี๋ยวนี้”

 

 

เห็นเจียงรุ่ยเฉินวิ่งออกไป ลั่วเซ่าเชินก็รู้สึกว่าเขาใจร้อนเกินเหตุ ทั้งๆ ที่หัวเตียงก็มีออดให้กด แค่กดลงไปเดี๋ยวก็มีคนมาช่วย จำเป็นต้องวิ่งออกไปที่ไหนกัน? “เขาร้อนใจขนาดนี้ เธอจะไม่ลองพิจารณาเขาบ้างเลยเหรอ?”

 

 

“อาเชิน บนโลกใบนี้ มีแค่คุณคนเดียวที่ไม่มีสิทธิ์พูดประโยคนี้กับฉัน” หันฮุ่ยซินเพิ่งจะผ่าตัดเสร็จใหม่ๆ ไม่มีอารมณ์จะพูดจากับพวกเขาอีก เห็นลั่วเซ่าเชินไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ จึงหลับตาลงทันที

 

 

กระทั่งเจียงรุ่ยเฉินพาหมอและพยาบาลเข้ามา หันฮุ่ยซินก็หลับไปแล้ว คนในห้องมองหน้ากันไปมา กระอักกระอ่วนกันไปหมด “เอ่อ คือว่า คุณหมอครับ ขอโทษด้วย ต้องลำบากคุณหมอแล้ว แต่เมื่อกี้เธอร้องว่าเจ็บจริงๆ นะครับ!”

 

 

“ยาชาน่าจะหมดฤทธิ์แล้ว จะเจ็บก็ไม่แปลก คุณระวังอย่าให้คนไข้ใช้อารมณ์ รักษาตัวอย่างสบายใจ รอให้แผลหายดีแล้วก็เป็นอันว่าเรียบร้อย พวกเราขอตัวก่อน”

 

 

“ครับ ขอบคุณพวกคุณมากๆ ครับ!”

 

 

ลั่วเซ่าเชินหายตัวไป เจียงฮุ่ยเฉินส่งหมอออกจากห้องเสร็จก็มาอยู่เป็นเพื่อนหันฮุ่ยซินในห้องผู้ป่วย มองเธอที่หลับสนิทอยู่อย่างนั้น เขารู้สึกถึงความสงบที่ไม่ได้พบเจอมานานแสนนาน เขาไม่ได้สัมผัสความรู้สึกแบบนี้มานานมากแล้ว

 

 

“ฮุ่ยซิน ทำไมคุณถึงใจร้อนแบบนี้? ถ้าคุณรอผมสักหน่อย ไม่แน่ว่าปีหน้าลูกของเราก็คลอดออกมาแล้ว” เจียงรุ่ยเฉินคว้ามือของหันฮุ่ยซินอดไม่ได้ที่จะพร่ำพรรณนา เขารู้ดีว่าถึงพูดไปมากกว่านี้ลูกของเขาก็ไม่กลับมาอีกแล้ว

 

 

เมื่อไม่อาจย้อนเวลากลับไปได้ อย่างนั้นเขาก็จะคว้าใจเธอมาให้ได้ ทำให้เธอรักเขา ถ้าเป็นแบบนั้นอีกไม่นานพวกเขาก็จะได้ลูกคนใหม่ ครั้งนี้เขาจะไม่ทอดทิ้งเธอไป ไม่ยอมให้เธอทำเรื่องโง่ๆ อีก

 

 

 

 

ตอนที่ 321 พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก

 

 

ลั่วเซ่าเชินออกมาจากโรงพยาบาล เตรียมตัวไปเยี่ยมบ้านถัง เขาไม่ได้เจอลั่วอิงกับถังโจวโจวมานานแล้ว อีกอย่างตอนนี้ก็ถึงเวลาที่พวกเธอควรจะกลับมาได้แล้ว

 

 

เมื่อเปิดประตูรถ ลั่วเซ่าเชินก็ลงจากรถ เขาเดินตรงเข้าตึกก่อนจะขึ้นอาคารไป เคาะประตูบ้านถัง “มาแล้วค่ะ มาแล้ว”

 

 

แม่ของถังโจวโจวเปิดประตูออกก็พบว่าเป็นลั่วเซ่าเชิน “เซ่าเชินนี่เอง มาที่นี่มีอะไรเหรอจ๊ะ? รีบเข้ามาก่อนสิ”

 

 

“คุณแม่ ผมมาเยี่ยมถังโจวโจวกับลูกครับ ลั่วอิงอยู่ที่โรงเรียนใช่ไหมครับ แล้วโจวโจวล่ะครับ?” เห็นว่าไม่มีใครอยู่ในห้องรับแขก ห้องของถังโจวโจวก็ปิดอยู่ ไม่รู้ว่าเธออยู่ข้างในหรือเปล่า

 

 

“อ๋อ วันนี้โจวโจวไปทำงาน ยังไม่กลับมาตอนนี้หรอก เซ่าเชินลองโทรหาเธอดูดีไหม?”

 

 

ลั่วเซ่าเชินเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าถังโจวโจวกลับไปทำงานที่บริษัทแล้ว เขาลุกขึ้นยืน “แม่ครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อน”

 

 

“จะไปแล้วเหรอ? เซ่าเชินโทรหาถังโจวโจวสิจ๊ะ หรือไปหาเธอที่บริษัทก็ได้”

 

 

“ไม่ต้องหรอกครับ ไว้ค่ำๆ ผมมาใหม่ เดี๋ยวเลิกงานแล้วผมไปรับเธอเอง”

 

 

“อย่างนั้นก็ได้จ้ะ แม่ไม่รั้งเธอแล้ว ดูตัวเองสิ รีบกลับเสียจริง แม่ยังไม่ทันได้ชงชาเลย”

 

 

“แม่พูดอย่างนี้ได้ยังไงครับ เราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ ไม่ต้องเกรงใจขนาดนี้หรอก ผมขอตัวก่อนนะครับ เดี๋ยวค่ำๆ จะมาใหม่” แม่ของโจวโจวไม่ได้ส่งแขก ลั่วเซ่าเชินก็กลับออกมา

 

 

กลับมาที่รถ ลั่วเซ่าเชินก็โทรหาถังโจวโจว แต่ว่าไม่มีคนรับสาย เขาคิดว่าเธอคงจะยุ่งอยู่ “ไว้เลิกงานค่อยไปรับ ทำเซอร์ไพรส์เธอหน่อยก็แล้วกัน”

 

 

ลั่วเซ่าเชินกลับไปที่บริษัท เวลางานผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าถึงเวลาห้าโมงเย็นแล้ว ลั่วเซ่าเชินก็คว้าเสื้อสูทที่พาดอยู่บนเก้าอี้ เดินตรงออกจากห้องทำงานทันที

 

 

ลู่ซีเห็นเขาออกจากห้องทำงานไว อีกทั้งท่าทางเหมือนจะกลับแล้ว “ท่านประทาน นี่คุณ?”

 

 

“อ๋อ ลู่ซี เดี๋ยวเอาเอกสารที่ต้องเซ็นวางไว้บนโต๊ะนะ พรุ่งนี้ผมจะเข้ามาจัดการ ผมไปก่อน คุณเองก็กลับก่อนได้เลยนะ”

 

 

ลู่ซีฟังลั่วเซ่าเซินบอกเธอให้กลับเร็วได้ด้วยความตกตะลึง หวังหวาเดินเข้ามาหา “ลู่ซี มายืนอะไรอยู่ตรงนี้ ท่านประทานอยู่ในห้องหรือเปล่า ฉันมีธุระกับเขานิดหน่อยน่ะ”

 

 

“ไม่อยู่ เขาเพิ่งออกไปเอง เธอว่าวันนี้แปลกเกินไปไหม ท่านประธานให้ฉันเลิกงานเร็วหน่อย วันนี้พระอาทิตย์ขึ้นจากทางทิศตะวันตกเหรอไงกันนะ?” ธรรมดาแล้วแค่ท่านประทานไม่ใช้พวกเธออย่างโหดเ**้ยมก็ว่าแปลกแล้ว วันนี้ยังให้พวกเธอกลับบ้านเร็วได้อีก นี่ทำให้ลู่ซีตกใจสุดขีด

 

 

“สงสัยว่าท่านประธานจะอารมณ์ดี ไหนๆ ท่านประธานก็กลับไปแล้ว งั้นฉันจะเอาเอกสารไปวางที่โต๊ะนะ ในเมื่อท่านประธานบอกแล้วว่าวันนี้เลิกงานเร็วได้ อีกเดี๋ยวพวกเราไปหาร้านกินข้าวกันดีไหม”

 

 

“ได้สิ งั้นเธอรอฉันก่อนนะ ฉันเอาเอกสารไปวางก่อน”

 

 

“งั้นฝากของฉันด้วยสิ”

 

 

“ได้สิคะ ผู้ช่วยหวัง” หวังหวาเห็นลู่ซีทำท่าทางล้อเลียน ดูเหมือนว่าวันนี้ทุกคนจะอารมณ์ดีกันหมด ช่างเป็นวันที่โชคดีซะจริง

 

 

ลั่วเซ่าเชินขับรถเข้ามาจอดที่หน้าบริษัทของถังโจวโจว เวลาห้าโมงครึ่ง เหล่าพนักงานเดินออกมาทีละคน จนกระทั่งออกกันมาได้ครึ่งหนึ่งแล้วก็ยังไม่เห็นเงาร่างของถังโจวโจว ลั่วเซ่าเชินค่อนข้างร้อนใจ โทรหาเธอแต่ก็ไม่มีคนรับสาย

 

 

“ถังโจวโจว เธอเป็นอะไรของเธอกันแน่ ทำไมไม่รับสายนะ” ลั่วเซ่าเชินสงสัย ยังไม่ยอมรามือ ยังคงโทรหาเธอต่อไป

 

 

คนที่เดินออกมาจากประตูใหญ่ของบริษัทน้อยลงทุกที เมื่อเห็นว่าพี่จวิ้นเดินออกมาก็เข้าไปขวางเธอไว้

ตอนที่ 318 เด็กตายแล้ว  

 

 

เจียงรุ่ยเฉินรีบปล่อยลั่วเซ่าเชิน เมื่อเห็นประตูห้องผ่าตัดได้ก็ถีบเข้าให้ ก่อนจะพุ่งเข้าไปตะโกนโหวกเหวกอยู่ข้างใน “หันฮุ่ยซิน ออกมาเดี๋ยวนี้นะ ได้ยินหรือเปล่า? ออกมาเดี๋ยวนี้!”  

 

 

“…” ด้านในไม่มีเสียงตอบรับแม้แต่น้อย  

 

 

ปึงๆๆ  “หันฮุ่ยซิน ผมไม่ให้คุณเอาเด็กออก เก็บไว้เถอะ ผมเลี้ยงเอง ผมจะเลี้ยงเอง…”  

 

 

“เจียงรุ่ยเฉิน คุณบ้าไปแล้วเหรอไง?” เมื่อเห็นว่าคนจำนวนมากกำลังมองมาทางนี้ ลั่วเซ่าเชินก็ยอมให้เขาก่อกวนต่อไปอีกไม่ได้ อีกอย่างลั่วเซ่าเชินก็รับปากหันฮุ่ยซินเอาไว้แล้วว่าจะไม่ให้เจียงรุ่ยเฉินรู้เรื่องนี้ แล้วเขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไรกัน?  

 

 

เจียงรุ่ยเฉินเคาะประตูด้วยความบ้าคลั่ง ทว่าประตูกลับปิดสนิท ไม่ได้ขยับเขยื้อนจากความเหิมเกริมของเขาเลยแม้แต่น้อย เขานั่งลงบนพื้นอย่างเศร้าสร้อย เอามือปิดหน้า ไม่ได้ส่งเสียงหรือทำอะไรอีก  

 

 

ลั่วเซ่าเชินเตรียมตัวดึงเขาขึ้นมา “เจียงรุ่ยเฉิน อย่าทำแบบนี้ได้หรือเปล่า ยังไงคุณก็เป็นผู้จัดการบริษัทนะ คุณดูตัวเองตอนนี้สิ อย่างกับคนบ้า หันฮุ่ยซินตัดสินใจแล้ว คุณทำแบบนี้ไปก็ไม่มีประโยชน์”  

 

 

“ไม่ต้องมายุ่ง!” แม้ว่าเจียงรุ่ยเฉินจะใช้ท่าทางที่ไม่ดี แต่ลั่วเซ่าเชินก็ไม่ได้โกรธเคืองเขา เขาเข้าใจความรู้สึกเสียใจของเจียงรุ่ยเฉินในเวลานี้เป็นอย่างดี แต่ทำไมเขาไม่พูดกับหันฮุ่ยซินให้รู้เรื่องก่อนหน้านี้ล่ะ ไม่แน่ว่าหันฮุ่ยซินอาจจะไม่ร้อนรนที่จะเอาเด็กออกขนาดนี้  

 

 

“ผมไม่ยุ่งก็ได้ แต่ว่าคุณกำลังขวางประตูห้องผ่าตัดอยู่นะ ระวังว่าอีกเดี๋ยวพนักงานรักษาความปลอดภัยของโรงพยาบาลจะมาลากตัวออกไป ถึงตอนนั้นคุณจะเสียหน้าซะเปล่าๆ คิดให้ดีก็แล้วกัน” ทิ้งคำพูดนี้ไว้แล้วลั่วเซ่าเชินก็นั่งลงบนเก้าอี้ยาวบนทางเดิน  

 

 

ทันใดนั้นเอง ลั่วเซ่าเชินก็รู้สึกเจ็บที่บริเวณหัวใจ เขากุมหน้าอกเอาไว้แน่น แต่ก็ไม่ช่วยให้ความเจ็บปวดลดลงเลย ที่น่าแปลกก็คือความเจ็บปวดนี้ค่อยๆ หายไปเอง  

 

 

ลั่วเซ่าเชินมองที่หน้าอก ไม่เข้าใจว่าเมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้น ดูเหมือนว่าเดี๋ยวจะต้องไปตรวจร่างกายดูหน่อยแล้ว คงไม่มีปัญหาเรื่องหัวใจหรอกนะ  

 

 

เขาไม่รู้ว่าเพราะอะไร ระยะนี้รู้สึกกังวลใจอยู่บ่อยๆ รู้สึกเหมือนจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นสักอย่าง  

 

 

เขาคิดว่าช่วงนี้ตนคงเหนื่อยเกินไป ร่างกายถึงได้เกิดการตอบสนองแบบนี้ เมื่อนั่งอยู่สักครู่ ไม่มีอาการอย่างเมื่อสักครู่แล้ว ลั่วเซ่าเชินจึงมั่นใจว่าร่างกายของเขาไม่ได้มีปัญหา อาจเป็นเพราะเขาคิดไปเอง  

 

 

หลังจากรออยู่เนิ่นนาน ประตูห้องผ่าตัดก็ถูกคนที่อยู่ด้านในเปิดออก หันฮุ่ยซินถูกเข็นออกมา เจียงรุ่ยเฉินได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวก็รีบลุกขึ้นยืน เห็นใบหน้าขาวซีดของหันฮุ่ยซิน เขาก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี  

 

 

ลั่วเซ่าเชินลุกขึ้นในทันที เมื่อเห็นหันฮุ่ยซินที่ยังสลบไสลอยู่ถูกพยาบาลเข็นไปยังห้องผู้ป่วย ลั่วเซ่าเชินกับเจียงรุ่ยเฉินก็ตามเธอไปติดๆ  

 

 

“เมื่อไหร่เธอจะฟื้นครับ” เห็นว่าพยาบาลเตรียมจะออกไป เจียงรุ่ยเฉินก็อดเอ่ยถามไม่ได้  

 

 

เขารู้อยู่แล้วว่าหันฮุ่ยซินเอาเด็กออกแล้ว ก็ควรจะกลับไป แต่ไม่รู้ว่ากล้ามเนื้อส่วนไหนภายในหัวใจเกิดปัญหา เขาไม่ได้เดินจากไป ทว่ากลับรออยู่จนถึงตอนนี้ หนำซ้ำยังถามถึงอาการของหันฮุ่ยซิน  

 

 

“รอให้ยาชาหมดฤทธิ์ คนไข้ก็ฟื้นแล้วค่ะ ฉันเองก็ไม่แน่ใจ แต่ว่าอีกไม่นานหรอก” พยาบาลถือประวัติคนไข้ออกไปแล้วปิดประตูห้อง  

 

 

เจียงรุ่ยเฉินกับลั่วเซ่าเชินต่างนั่งที่อยู่ที่ปลายโซฟาคนละด้าน เห็นท่าทางเสียใจของเจียงรุ่ยเฉินแล้ว ไม่มีมาดของคุณชายเจียงหลงเหลืออยู่อีกต่อไป หรือว่าเขามีใจให้กับหันฮุ่ยซิน?  

 

 

“คุณชอบหันฮุ่ยซินเหรอ”  

 

 

“ผมจะชอบผู้หญิงร้ายกาจคนนี้ได้ยังไง? เธอร้ายกาจจริงๆ บอกว่าจะเอาเด็กออกก็เอาออกหน้าตาเฉย”  

 

 

 

 

 

ตอนที่ 319 ต้นเหตุของเรื่องราว  

 

 

ลั่วเซ่าเชินฟังดูก็รู้ว่าเขาปากไม่ตรงกับใจ คำพูดต่อว่าหันฮุ่ยซินของเจียงรุ่ยเฉินเหล่านั้นต่างหากที่เป็นประเด็นสำคัญ “พอได้แล้ว ระวังว่าอีกเดี๋ยวเธอตื่นขึ้นมาแล้วจะได้ยินคำพูดพวกนี้เข้า รู้ไว้ด้วยว่าผู้หญิงน่ะขี้ใจน้อย ต่อไปเธอคงไม่ให้อภัยคุณแล้ว”  

 

 

“เธอกล้าเหรอ! ผมยังไม่คิดบัญชีเรื่องที่เธอเอาเด็กออกเลย เธอจะกล้าไม่ให้อภัยผมเหรอ?”  

 

 

“คุณไม่ต้องการเด็กคนนี้ไม่ใช่เหรอไง?” ลั่วเซ่าเชินดูไม่ออกว่าหันฮุ่ยซินกับเจียงรุ่ยเฉินมีความรู้สึกลึกซึ้งต่อกันขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร พวกเขาสองคนเฉยชาต่อกันมาตลอดไม่ใช่เหรอ? อีกอย่างตอนนี้เจียงรุ่ยเฉินก็เป็นแฟนกับเวินมั่นมั่นอยู่นี่นา!  

 

 

“ผมพูดแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่? เธอบอกคุณอย่างว่าอย่างนั้นเหรอ? ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอท้อง เธอก็ตัดสินใจแทนผมแล้ว!”  

 

 

“เจียงรุ่ยเฉิน คุณมีหน้าโทษเธออย่างนั้นเหรอ? ตอนนี้คุณเป็นแฟนของเวินมั่นมั่น ความสัมพันธ์ของพวกคุณไม่ปกติตั้งแต่แรกแล้ว คุณปล่อยให้เธอคิดทุกอย่างแทนคุณได้ยังไง แล้วคุณเคยคิดอะไรเพื่อเธอบ้างหรือเปล่า?”  

 

 

เจียงรุ่ยเฉินถูกถามจนพูดไม่ออก ตอนแรกที่เขากับหันฮุ่ยซินรู้จักกันก็ทำไปเพราะมีเป้าหมาย ตอนนั้นเพียงแค่ต้องการหลอกใช้เธอก็เท่านั้น ที่ไหนได้ยิ่งรู้จักเธอมากขึ้นก็พบว่าเธอไม่ใช่คนโง่ ทำให้เจียงรุ่ยเฉินหวั่นไหวในใจอย่างช้าๆ  

 

 

จนกระทั่งคราวก่อนมีความสัมพันธ์กับเธอโดยไม่ได้ตั้งใจ แม้ว่าหลังจากมีอะไรกันแล้ว หันฮุ่ยซินจะบอกว่าพวกเขาสองคนยังเป็นเหมือนเดิม ให้ลืมเรื่องนี้ซะ แต่เจียงรุ่ยเฉินกลับคิดถึงเรื่องคืนนั้นอยู่ตลอดเวลา  

 

 

ตอนที่เขาเห็นรอยเลือดบนผ้าปูที่นอน ตอนนั้นเขาตกใจมาก ‘เธอกับลั่วเซ่าเชินไม่ได้…’  

 

 

‘นายยุ่งอะไรด้วยล่ะ? หลังจากเดินออกจากประตูไป ก็ทำเหมือนว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนะ’  

 

 

หันฮุ่ยซินรู้ว่าเรื่องเกิดขึ้นแล้ว เธอจะพูดอะไรไปก็ไร้ประโยชน์ สู้ให้มันอยู่ในส่วนลึกของความทรงจำจะดีกว่า ฉะนั้นเธอจึงเลือกที่จะลืมมันไป  

 

 

เจียงรุ่ยเฉินเองก็ไม่ใช่คนที่จะขอคบกับหันฮุ่ยซิน ในเมื่อเธอเองก็คิดว่าไม่เป็นไร อย่างนั้นเขายิ่งไม่ต้องคิดอะไร ใครจะรู้ว่าหลังจากคืนนั้นหันฮุ่ยซินก็ปรากฏตัวขึ้นในฝันของเขาบ่อยๆ  

 

 

แรกๆ ครั้งสองครั้งก็ไม่เป็นอะไร แต่ต่อมาทุกอย่างในความฝันเสมือนจริง ทำให้เจียงฮุ่ยเฉินรู้สึกว่าหันฮุ่ยซินอยู่ข้างกายเข้านี่เอง  

 

 

เพื่อยืนยันว่าเขามีใจให้เธอเพียงคนเดียวจริงๆ เขาจงใจไปไนต์คลับเพื่อหาสาวๆ สักคน เจียงรุ่ยเฉินโอบเธอเข้าโรงแรม เมื่อทั้งสองใกล้จะถึงจุดสุดยอด จู่ๆ ภาพใบหน้าของหันฮุ่ยซินเจียงก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าเขา เขาสลัดหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าออกไปทันที ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไป  

 

 

น้ำร้อนชะล้างผิวกายของเขา คิดถึงความผิดปกติเมื่อสักครู่ เจียงฮุ่ยเฉินก็อยากสบถออกมา หรือว่าเขาจะหลงใหลในตัวหันฮุ่ยซินเข้าให้แล้ว? ทำไมสมองของเขาคิดถึงแต่เธอตลอดเวลา ลืมไม่ลงสักที  

 

 

สุดท้ายเจียงฮุ่ยเฉินก็ปล่อยไปตามความรู้สึกของตัวเอง เขาอยากรู้ว่าหลังจากที่หันฮุ่ยซินมีความสัมพันธ์กับเขาแล้ว ระหว่างนี้เธอทำอะไรอยู่ มีท่าทีผิดไปจากเดิมบ้างหรือเปล่า ใครจะรู้ว่าเธอไม่เพียงไม่เปลี่ยนไป ซ้ำยังท้องลูกของเขาด้วย กำลังคิดจะเอาเด็กออก  

 

 

คราวนี้เจียงฮุ่ยเฉินถึงได้ร้อนใจขึ้นมา เขาตรวจสอบจนรู้ว่าลั่วเซ่าเชินช่วยเหลือเธออยู่ เพราะฉะนั้นจึงรีบให้คนเช็คว่าพวกเขาอยู่ที่โรงพยาบาลอะไร แต่ก็ยังมาช้าไปหนึ่งก้าว หันฮุ่ยซินเข้าห้องผ่าตัดไปแล้ว ตอนนี้ลูกจากไปแล้ว ทุกอย่างกลับสู่สภาพเดิม  

 

 

“อืม…” จู่ๆ หันฮุ่ยซินก็ขยับตัว เจียงฮุ่ยเฉินตอบสนองได้เร็วกว่าลั่วเซ่าเชิน เขาพุ่งตรงเข้าไปที่ข้างเตียง “ฮุ่ยซิน เธอฟื้นแล้วเหรอ?”  

ตอนที่ 316 ลูกโตแล้ว

 

 

ลั่วอิงกลับไปยังห้องที่เธอและถังโจวโจวนอนด้วยกันอย่างเชื่อฟัง

 

 

“แม่คะ หนูเข้าใจความหมายที่แม่จะบอก แต่หนูยังไม่คิดจะกลับไป” ถังโจวโจวเห็นว่าอ้างต่อไปไม่ได้แล้ว จึงพูดความในใจออกมา ตอนนี้เธอยังไม่อยากกลับไปจริงๆ เธอไม่อยากเผชิญหน้ากับเซ่าเชิน จะให้เธอหลบอยู่แบบนี้ก่อนไม่ได้เลยหรือ?

 

 

“ทำไมถึงได้ไม่อยากกลับไปล่ะ? ป่านนี้แล้วลูกก็ยังไม่ยอมบอกความจริงกับแม่มาอีก ระหว่างลูกกับเซ่าเชินเกิดปัญหาอะไรขึ้นกันแน่” แม่ของถังโจวโจวไม่เคยเห็นถังโจวโจวเป็นแบบนี้มาก่อน ทั้งดูท้อแท้และโศกเศร้า ท่าทางเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับลูกสาวที่ร่าเริงของเธอเลย

 

 

“แม่คะ หนูจัดการเองได้ค่ะ แม่ไม่ต้องสนใจหรอก ยังไงหนูก็ไม่กลับไปตอนนี้แน่ๆ แม่ถามไปก็ไม่มีประโยชน์”

 

 

“ลั่วอิง มานี่เร็ว แม่จะพาหนูไปล้างมือนะคะ เดี๋ยวก็ได้กินข้าวแล้ว” ถังโจวโจวกวักมือเรียกลั่วอิง ทำให้ลั่วอิงวิ่งรี่มาหาถังโจวโจวทันที แหงนศีรษะเงยหน้าขึ้นมองเธอ “คุณแม่โจวโจว แม่เป็นอะไรรึเปล่าคะ?”

 

 

“ไม่เป็นไรจ้ะ มากับแม่เร็วเข้า” ถังโจวโจวจูงมือเธออกจากห้องรับแขกไป พ่อแม่ของถังโจวโจวสบตากันครั้งหนึ่ง ก่อนที่พ่อของเธอจะถอนใจออกมา “เฮ้อ ช่างเถอะ ลูกเราโตแล้วนะ คุณไม่ต้องสนใจให้มากนักหรอก เชื่อในตัวลูกของเรา ลูกจะต้องจัดการได้”

 

 

“แต่ว่า…” แม่ของโจวโจวเพียงแต่กังวลว่าเธอจะโกรธอยู่น่ะสิ การแก้ปัญหาแบบหุนหันพลันแล่นไม่ใช่เรื่องดี ถึงเวลาจะมาเสียใจทีหลังก็ไม่ทันการ

 

 

“ไม่มีแต่ ยังไงคุณถามไปตอนนี้ ลูกก็ไม่พูดอยู่ดี ทำใจสบายๆ ดีกว่า รอให้ลูกแก้ปัญหาเสร็จแล้วค่อยถาม คุณจะคิดมากไปทำไมกัน โจวโจวโตขนาดนี้แล้วนะ พริบตาเดียว พวกเราก็แก่กันหมดแล้ว”

 

 

“จริงของคุณ ฉันจะฟังคุณก็แล้วกัน โจวโจวโตแล้ว ไม่ฟังคำพูดฉันอีกแล้ว”

 

 

“มีผมเชื่อฟังคุณก็พอแล้วนี่นา” พ่อของโจวโจวโอบร่างของเธอเอาไว้ แม่ของโจวโจวตกตะลึงกับคำหวาน “พอแล้วค่ะ เดี๋ยวลูกก็ออกมาแล้ว คุณอย่าพูดอะไรบ้าๆ อีกล่ะ ใครได้ยินเข้าจะไม่ดี”

 

 

“มีอะไรไม่ดีกัน พ่อแม่ดีต่อกันก็ควรจะดีใจสิถึงจะถูก!”

 

 

แม่ของโจวโจวตีเขาไปครั้งหนึ่ง “คุณเลิกพูดเรื่องพวกนี้ได้ไหม โจวโจวกับหลานจะออกมาแล้วนะ” ถ้าเป็นลับหลังแล้วละก็ พ่อของโจวโจวจะพูดอะไรเธอก็ไม่ถือสา ภายในใจกลับรู้สึกหวานชื่นเสียด้วยซ้ำ ถึงตอนนี้จิตใจของเธอจะหวานชื่น แต่มีลูกๆ อยู่ด้วย ก็เลยรู้สึกอึดอัดไปบ้าง

 

 

“พ่อคะ แม่คะ ทำไมนั่งกันอยู่ตรงนั้นล่ะคะ? มากินข้าวกันเถอะ” ถังโจวโจวพาลั่วอิงออกมา เห็นว่าแม่ของตัวเองหน้าแดงระเรื่อ ทั้งยังมีสีหน้าเก้อเขิน

 

 

“แม่คะ ทำไมหน้าแดงจัง?” ความสงสัยของถังโจวโจวทำให้แม่ของเธอหน้าแดงขึ้นไปอีก “เอ่อ ไม่มีอะไรหรอก แม่แค่รู้สึกร้อนน่ะ ร้อนจังนะ”

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกว่าอุณหภูมิกำลังพอดี ไม่ได้ร้อนสักหน่อย อีกอย่างตอนนี้ก็ใกล้ค่ำแล้ว แสงแดดไม่แรงเท่าไรแล้ว อาจเป็นเพราะว่าแม่เพิ่งออกมาจากห้องครัว ก็เลยรู้สึกแบบนั้น ถังโจวโจวคิดขึ้นได้ ก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอีก

 

 

เห็นพ่อของตัวเองซ่อนตัวหัวเราะอยู่ข้างๆ แม่ของเธอก็อดไม่ได้ที่จะตีเขาอีกที นี่กระตุ้นให้ถังโจวโจวมองกลับไปอีกครั้ง “ไปกินข้าวกันเถอะนะคะ”

 

 

ถังโจวโจวเห็นว่าแม่ของตนแปลกไปจากที่เคย หรือว่าเมื่อกี้เธอพูดอะไรผิดไป “วันนี้เป็นยังไงบ้างคะ” เสียงของถังโจวโจวแผ่วเบา แม่ของเธอเห็นเพียงริมฝีปากของเธอที่ขยับไปมา ทว่าฟังไม่ชัดว่าเธอกำลังพูดอะไร

 

 

“โจวโจว เมื่อกี้ลูกว่ายังไงนะ?”

 

 

“ไม่มีอะไรค่ะแม่ รีบกินข้าวเถอะค่ะ” สมาชิกทั้งสี่นั่งอยู่ที่ข้างโต๊ะ ลั่วอิงใช้ตะเกียบพุ้ยเมล็ดข้าวขึ้นกิน อย่างกับว่าจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

 

 

 

 

ตอนที่ 317 ทำแท้ง

 

 

“ลั่วอิง รีบกินสิ ทำไมล่ะ ยายทำกับข้าวไม่อร่อยเหรอจ๊ะ?” แม่ของโจวโจวเห็นเธอกินอย่างเชื่องช้า เพิ่งเข้าปากไปได้ไม่กี่คำเท่านั้นเอง

 

 

“คุณยาย หนูกำลังกินอยู่ค่ะ” ลั่วอิงพูดจบก็อัดข้าวคำใหญ่ใส่ปากไปหลายคำ ยิ้มให้คุณยายอย่างน่าเอ็นดู คุณยายของเธอถึงได้เลิกจดจ่ออยู่กับเธอ

 

 

วันนี้ถังโจวโจวลางานที่บริษัท เธอไม่อยากกลับบ้าน กลัวว่าแม่ของเธอจะถามขึ้นอีกว่าเธอเป็นอะไร เธออยากเดินเล่นสักหน่อยเพื่อผ่อนคลายอารมณ์บ้าง จึงเดินเลาะตามถนนไป

 

 

รถที่อยู่กลางถนนแล่นสวนไป โลกไม่ได้หยุดหมุนเพราะความกลุ้มใจเล็กๆ น้อยๆ ของถังโจวโจว เรื่องภายในใจของถังโจวโจวนั้นไม่อาจบอกให้ใครรู้ เพราะว่าเธอไม่อยากบอกใคร

 

 

เตะหินก้อนเล็กที่ข้างฝ่าเท้า เดินตามก้อนหินที่กลิ้งไปข้างหน้า ถังโจวโจวกำลังเดินไปยังทางที่คิดเอาไว้ก่อนหน้านี้ แล้วมุ่งไปข้างหน้าตามการกลิ้งของก้อนหิน

 

 

มีบางครั้งที่ก้อนหินเปลี่ยนทิศทาง ถังโจวโจวก็จะรับผิดชอบเก็บมันให้เข้าที่ เมื่อมองเห็นข้างหน้ามีทางม้าลาย ถังโจวโจวก็ยืนอยู่ข้างสัญญาณไฟ เมื่อไฟเขียวสว่างขึ้นถึงได้เดินข้ามไป

 

 

เอี๊ยด  เสียงรถเบรกดังขึ้นบาดหู ถังโจวโจวยังไม่ทันได้ตั้งตัว ตอนที่เธอเห็นรถยนต์คันนั้นก็หลบไม่ทันเสียแล้ว และเธอก็หลบไม่พ้นด้วย เพียงเพราะว่ามือและฝ่าเท้าของเธอแข็งทื่อไปหมด ขยับไปไหนไม่ได้ เธอถูกชนจนกระเด็นไปอยู่บนพื้น ที่หน้าผากมีเลือดไหลออกมา

 

 

เมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นอย่างรวดเร็ว คนขับกลับไม่ได้จอดอยู่นาน พลันหมุนพวงมาลัยแล้วหนีไปอีกทาง

 

 

ชายคนหนึ่งเห็นภาพเหตุการณ์นี้ก็ลงมาจากรถ อุ้มถังโจวโจวขึ้นรถไป รถยนต์ทำฝุ่นฟุ้งตลบก่อนจะแล่นออกไป

 

 

วันนี้ลั่วเซ่าเชินไปโรงพยาบาลเป็นเพื่อนหันฮุ่ยซิน หันฮุ่ยซินตัดสินใจแล้วว่าไม่ต้องการเด็ก และลั่วเซ่าเชินก็รับหน้าที่จัดการธุระต่างๆ ให้

 

 

ลั่วเซ่าเชินจงใจหาคนคุ้นเคย พาหันฮุ่ยซินมาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เพราะแจ้งกับทางโรงพยาบาลเอาไว้ก่อน ดังนั้นเมื่อพวกเขามาถึง หมอและพยาบาลก็รออยู่ก่อนแล้ว หันฮุ่ยซินแค่เข้าไปในห้องผ่านตัดก็เป็นอันว่าเรียบร้อย

 

 

“อาเชิน ฉันกลัวจังเลย” หันฮุ่ยซินและลั่วเซ่าเชินมาถึงหน้าห้องผ่าตัดพร้อมกัน จู่ๆ เธอก็ไม่อยากเข้าไป ลั่วเซ่าเชินไม่รู้ว่าจะปลอบโยนเธออย่างไรดี จึงทำได้เพียงกุมมือเธอเอาไว้ ให้กำลังใจเธอ

 

 

ไม่ว่าหันฮุ่ยซินจะกังวลใจอย่างไร เธอก็ไม่เก็บเด็กคนนี้เอาไว้แน่ เขาคลอดออกมาก็จะไม่เหมือนกับเด็กคนอื่นๆ พ่อไม่รัก แม่ไม่ชอบ แล้วจะคลอดออกมาทำไมกันล่ะ? หันฮุ่ยซินไม่ยอมให้ลูกของเธอถูกคนหัวเราะเยาะว่าไม่มีพ่อหรอกนะ เพราะฉะนั้นเขาจึงถูกกำหนดให้ไม่ได้เกิดมา

 

 

“หันฮุ่ยซิน เข้ามาได้แล้วค่ะ” พยาบาลเร่งเธออีกครั้ง ในที่สุดหันฮุ่ยซินก็ก้าวขาออกไป เพราะว่าเธอรู้ดีกว่า ไม่ว่าเธอจะคิดอีกสักแค่ไหน ในที่สุดเด็กคนนี้ก็ต้องจากเธอไปอยู่ดี

 

 

นอนอยู่บนเตียงผ่าตัด ดวงตาของเธอถูกแสงจากโคมไฟแยงเข้าในตา หมอเอ่ยถามว่า “คุณตัดสินใจดีแล้วใช่ไหมว่าไม่ต้องการเด็กคนนี้”

 

 

“ค่ะ” เธอพยักหน้าลงหนักๆ ราวกับว่าทำอย่างนี้แล้วจะสามารถลืมความหวาดกลัวในเวลานี้ได้ ราวกับว่าดวงตาถูกโคมไฟสาดส่องจนน้ำตาไหล หลั่งรินจากขอบตาลงเส้นผม และเลือนหายไปในที่สุด

 

 

เธอหลับตาลง ภาวนาอยู่ภายในใจ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตัวเขาเอง เขาจะเกิดออกมาไม่ได้ นี่เพื่อตัวเขาเอง

 

 

ลั่วเซ่าเชินนั่งรออยู่ด้านนอก ทันใดนั้นก็เห็นว่าเจียงรุ่ยเฉินบุกเข้ามา คว้าเสื้อของเขาเอาไว้ ยกตัวเขาขึ้นแล้วเอ่ยถามว่า “หันฮุ่ยซินอยู่ที่ไหน หันฮุ่ยซินอยู่ที่ไหน?”

 

 

“อยู่ในห้องผ่าตัด”

 

 

“เข้าไปนานหรือยัง”

 

 

“เพิ่งจะเข้าไป”

ตอนที่ 314 ร่างกายและหัวใจ   

 

 

ถังโจวโจวพร่ำปลอบใจตัวเองอยู่อย่างนั้น เธอเกลียดที่ไม่รู้ตัวให้เร็วกว่านี้ และโง่พอที่จะรอจนกว่าลั่วเซ่าเชินจะมารับเธอกลับไป ความอ่อนหวานที่ถังโจวโจวโจวเห็นเมื่อวานล้วนเป็นยาพิษ  

 

 

เธอยอมที่จะไม่ได้รับความหอมหวานเมื่อวานเสียยังจะดีกว่า “ฮึกฮึก…ลั่วเซ่าเชิน คนสารเลว คนหลอกลวง ทำไมถึงหลอกฉัน”  

 

 

ถังโจวโจวถึงกับลองคาดเดาไปในทิศทางที่เลวร้ายที่สุด หรือเรื่องก่อนหน้านี้ของหันฮุ่ยซินก็เป็นเรื่องจริง ที่จริงพวกเขาสองคนคบกันมานานแล้ว แค่ปิดบังเธอเท่านั้น จนเมื่อรู้ว่าท้อง ถึงต้องมาจัดการเรื่องนี้ให้ชัดเจน  

 

 

ถังโจวโจวไม่ได้นอนเลย เธอรู้สึกว่าเธอต้องแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างสามคน แต่มันก็ยากที่จะตัดสินใจ เธอควรจะดีใจ ตอนนี้เธอยังมีที่เหลือสำหรับกลับไปอีกเหรอ  

 

 

ถังโจวโจวกดเปิดหน้าจอโทรศัพท์มือถือไปมา ลังเลอยู่นาน ในที่สุดเธอก็กดเบอร์ลั่วเซ่าเชินและโทรออก  

 

 

‘ ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด ….ขออภัยค่ะ หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้’ ถังโจวโจวทำได้แค่วางโทรศัพท์  

 

 

“กำลังอยู่เป็นเพื่อนหันฮุ่ยซินรึเปล่านะ แม้แต่เวลารับสายก็ไม่มีเหรอ” ถังโจวโจวรู้สึกว่าตัวเองคิดอย่างนี้ไม่ถูก แต่เธอก็ควบคุมความคิดตัวเองไม่ได้เลย   

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่รับสายเธอก็ดี เธอจะได้ขอหนีความจริงไปก่อนสักพัก ไม่ต้องคิด ไม่ต้องกังวล แค่เป็นตัวของตัวเองเท่านั้น  

 

 

ถังโจวโจวนอนอยู่ในห้องตลอด จนถึงเวลาที่ลั่วอิงใกล้เลิกเรียนถึงจะออกมา “แม่คะ หนูไปรับลั่วอิงนะคะ”  

 

 

“จ๊ะ รีบไปเถอะ เดี๋ยวจะได้กลับมากินข้าว” คุณแม่ถังกำลังทำกับข้าวอยู่ในครัวพอดี  

 

 

ถังโจวโจวมารับลั่วอิงที่หน้าประตูโรงเรียน เมื่อกี้รถติดไฟแดงอยู่นานมาก ถังโจวโจวยังคิดว่าจะมาสายเสียแล้ว ที่ไหนได้มาทันเวลาพอดี  

 

 

พอขึ้นรถประจำทาง ถังโจวโจวก็พาลั่วอิงไปนั่งบนชั้นสอง ลั่วอิงก็เล่าเรื่องที่โรงเรียนวันนี้ให้ถังโจวโจวฟัง  

 

 

“ลูกรัก พรุ่งนี้ให้คุณพ่อมารับกลับบ้านดีไหม”  

 

 

“….ทำไมล่ะคะแม่โจวโจว แล้วแม่จะกลับไปกับหนูไหมคะ” ลั่วอิงไม่เข้าใจ เธอขมวดคิ้ว เธออยู่ที่นี่ก็ดีแล้วทำไมต้องส่งเธอกลับด้วย  

 

 

“ยังหรอกจ๊ะ คงอีกสักพักเลย หรือลั่วอิงไม่คิดถึงคุณพ่อเหรอ ลูกไม่ได้เจอคุณพ่อนานแล้วนะ”  

 

 

“คิดถึงสิคะ แต่หนูอยากให้แม่โจวโจวไปกับหนูด้วย ไม่งั้นพวกเราไปคุยกับคุณพ่อดีไหมคะ” ลั่วอิงคิดว่าคงไม่ยาก คุณพ่อชอบแม่โจวโจวขนาดนั้น ก่อนหน้านี้แม่โจวโจวขอร้องอะไรคุณพ่อก็รับปากตลอด ครั้งนี้ก็คงเหมือนกัน  

 

 

“ไม่ต้องหรอกจ๊ะ แม่ยังกลับไปไม่ได้ ลั่วอิงเด็กดี ฟังแม่นะ อีกไม่นานแม่จะกลับไปหาลูก” ถังโจวโจวรู้ว่าการกลับไปครั้งนี้คงยากที่จะเป็นจริงได้ ไม่ใช่ว่าเธออยากผิดสัญญา แต่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป เธอเองก็ไม่มีทางเลือกอื่น  

 

 

ลั่วอิงก้มหน้าไม่ตอบ แต่ก็ยังสามารถมองเห็นริมฝีปากที่เชิดขึ้นได้ ตอนนี้ลั่วอิงอารมณ์ไม่ดี ถังโจวโจวเองก็ไม่มีคำปลอบใจให้เธอ อีกหน่อยลั่วอิงจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับเรื่องนี้ด้วยตัวเอง  

 

 

สักวันหนึ่งเธออาจจะต้องจากลั่วอิงไป เมื่อหันฮุ่ยซินเข้ามาในชีวิตของลั่วอิง ถึงตอนนั้นเธอยังจะทำอะไรได้อีก หันฮุ่ยซินเป็นตัวเลือกของลั่วเซ่าเชิน ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นเธอยังสามารถควบคุมเขาได้ แต่สำหรับลั่วเซ่าเชินนั้น ทั้งหัวใจและร่างกายของเขา…เธอไม่สามารถคว้าเอาไว้ได้อีกแล้ว  

 

 

 

 

 

ตอนที่ 315 ค่อยๆ ปรับตัว  

 

 

เธอทำได้อยู่แล้ว อย่างนั้นก็ให้ลั่วอิงค่อยๆ คุ้นชินกับวันคืนที่ไม่มีเธออยู่ด้วยก็แล้วกัน รอจนกระทั่งเมื่อวันนั้นมาถึง ถังโจวโจวคิดไว้อย่างละเอียดแล้วว่าเธอจะรอให้ลั่วเซ่าเชินเอ่ยปากก่อน ถ้าเธอจากไปตอนนี้ อย่างนั้นเธอก็ไม่มีแม้จะทั่งสิทธิ์ดูแลหรือไปเยี่ยมลั่วเซ่าเซิน  

 

 

เธอจูงมือน้อยๆ ของลั่วอิงเข้าประตูบ้านไป พ่อของเธอกลับมาแล้ว เห็นถังโจวโจวพาลั่วอิงกลับมาก็รีบร้อนวางมือจากถ้วยน้ำชา “โจวโจว ลั่วอิง กลับมาแล้วเหรอ ทำไมดูท่าทางไม่สบายใจเลยล่ะ?”  

 

 

พ่อของเธอสังเกตเห็นว่าลั่วอิงเบะปาก อีกทั้งสีหน้าดูเศร้าสร้อย ก็รีบโบกไม้โบกมือให้ลั่วอิง “เด็กดี รีบมาหาตาเร็วเข้า บอกตามาซิว่าที่โรงเรียนมีใครแกล้งหลานหรือเปล่า”  

 

 

ลั่วอิงส่ายหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย ขอบตาแดงรื้นขึ้นในทันที ซบลงกับอ้อมกอดของคุณตาพลางเรียกด้วยน้ำเสียงอ้อยส้อย “คุณตา”  

 

 

“โถ ไม่ต้องร้องไห้ลูก ตาอยู่นี่แล้วนะ จะปล่อยให้ลั่วอิงต้องเสียใจอยู่ได้ยังไง ตาจะไปสั่งสอนเจ้าคนชั่วนั่นให้หลานเอง!”  

 

 

พ่อของเธอมองไปยังถังโจวโจว “โจวโจว ลูกเป็นคนรับลั่วอิงกลับมา พูดอะไรสักหน่อยสิ นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?”  

 

 

แม่ของเธอเองก็ตื่นตกใจเช่นเดียวกัน ที่ผ่านมาลั่วอิงเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย วันนี้ร้องไห้เข้าจนได้ จะต้องมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแน่ๆ เมื่อโอบตัวเข้ามาในอ้อมแขนได้ก็โอ๋เธออยู่สักครู่ “เด็กดี อย่าร้องไห้ไปเลยนะ บอกยายมาซิว่าโจวโจวรังแกหลานหรือเปล่า”  

 

 

“คุณยาย ไม่ใช่คุณแม่โจวโจวหรอกค่ะ หนูแค่ไม่อยากจากตากับยายไป” เมื่อลั่วอิงนึกขึ้นได้ว่าถังโจวโจวจะส่งตัวเองกลับไป น้ำตาก็ไหลรินออกมาหนักขึ้นกว่าเก่า  

 

 

“ใครบอกว่าจะให้หลานจากเราไป โจวโจว ลูกบอกหลานแบบนั้นเหรอ?”   

 

 

“แม่คะ หนูแค่อยากให้ลั่วอิงกลับไปอยู่เป็นเพื่อนเซ่าเชินเท่านั้นเอง เธออยู่ที่นี่มานานขนาดนี้แล้ว ต้องคิดถึงพ่อแล้วแน่ๆ ลั่วอิงจ๊ะ ใช่หรือเปล่า?”  

 

 

ถังโจวโจวไม่รู้ว่าลั่วอิงตอบว่าอย่างไร ในใจของเธอก็เป็นกังวลอยู่ไม่น้อย เธอเองก็ไม่ได้อยากทำแบบนี้ แต่นี่ก็เพื่อรับมือกับเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้น อย่างไรสักวันหนึ่งลั่วอิงก็จะต้องปรับตัวกับการจากไปของเธออยู่ดี  

 

 

“คุณตา คุณยาย หนูคิดถึงคุณพ่อค่ะ แต่หนูก็ไม่อยากจากคุณตาคุณยายไป เพราะอย่างนั้นถึงได้ร้องไห้ออกมา ไม่ใช่ความผิดของคุณแม่หรอกค่ะ”  

 

 

ลั่วอิงไม่ได้แสดงท่าทางไม่ดีเพราะคำพูดของถังโจวโจว ในใจของเธอถังโจวโจวเป็นเหมือนแม่คนหนึ่งมาโดยตลอด  

 

 

ถังโจวโจวเองก็ผูกพันลึกซึ้งกับลั่วอิง แม้ตอนที่รู้ว่าแม่แท้ๆ ของลั่วอิงคือซูเสี่ยว แต่ความรักที่มีต่อเธอก็ไม่ได้ลดน้อยถอยลง อีกทั้งยังมากขึ้นด้วยซ้ำ เธอปฏิบัติกับลั่วอิงเหมือนกับว่าเป็นลูกแท้ๆ ของเธอเอง  

 

 

แม้ว่าบางทีเธอจะซุกซนไปบ้าง ทว่าส่วนมากก็เฉลียวฉลาดอีกทั้งยังน่าเอ็นดู คนที่อยู่รอบข้างเมื่อได้พบเธอก็ชมว่าเธอน่ารักไม่ขาดปาก  

 

 

“ลั่วอิงเด็กดี อย่าร้องไห้ไปเลยนะจ๊ะ คิดถึงพ่อก็กลับไปหาเถอะ เอาไว้ค่อยกลับมาอยู่กับคุณตาคุณยายใหม่ก็ได้นะ” แม่ของโจวโจวเองก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน ลั่วอิงอยู่ที่นี่มานานแล้ว เซ่าเชินจะต้องคิดถึงเธอแน่  

 

 

แม่ของโจวโจวฉุกคิดถึงของตัวลูกสาวเองขึ้นมา เธอกลับมาอยู่ที่นี่นานขนาดนี้แล้ว เอ่ยปากแล้วว่าจะส่งตัวลั่วอิงกลับไป แต่ว่าตัวเองกลับไม่มีท่าทีอะไร นี่มันหมายความว่ายังไงกัน  

 

 

“โจวโจว แล้วลูกล่ะ”  

 

 

“หนูทำไมเหรอคะ?” ถังโจวโจวมองดูตัวเธอเอง เสื้อผ้าวันนี้ก็ดูดีออกนี่นา ผมเผ้าเองก็ไม่ได้ยุ่งกระเซิง ไม่มีตรงไหนผิดปกติสักหน่อย  

 

 

“ลูกไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่องเลยนะ แม่หมายความว่าลูกจะย้ายกลับไปเมื่อไหร่”  

 

 

“ลั่วอิง หนูเอากระเป๋าหนังสือไปเก็บที่ห้องก่อนนะ”  

ตอนที่ 312 เสียใจคนเดียว  

 

 

“ไม่มีปัญหา แต่อาเชิน ฉันอยากไปตรวจที่โรงพยาบาลให้แน่ใจอีกครั้ง ฉันกลัวว่าที่ตรวจจะผิดพลาด” หันฮุ่ยซินหวังว่าครั้งนี้เธอจะเข้าใจผิดไปเอง เธอไม่ได้ท้อง  

 

 

หันฮุ่ยซินอยากกลับบ้านไปเก็บเสื้อผ้าและบอกพ่อแม่ว่าจะออกไปดูงานนอกสถานที่สักระยะ หลังจากนั้นก็ให้ลั่วเซ่าเชินพาไปส่งแถวๆ โรงแรม  

 

 

ถังโจวโจวกลับบ้านไปอย่างแข็งทื่อ คุณแม่ถังคุยกับเธอเธอก็ไม่สนใจ คุณแม่ถังเห็นท่าทางเธอผิดปกติก็ถาม “ลูกมีเรื่องอะไรรึเปล่า”  

 

 

คุณแม่ถังหยิบยาในมือของถังโจวโจวไปวางไว้ในห้องครัว เหลือบไปเห็นถังโจวโจวปิดประตูห้องเงียบจึงเคาะเรียก “โจวโจว ลูกเป็นอะไรหรือเปล่า มีเรื่องอะไรมาคุยกับแม่หน่อย”  

 

 

คุณแม่ถังเห็นถังโจวโจวแปลกไปก็คิดคงไม่ใช่ว่าไปรับยาเมื่อกี้แล้วเกิดไปเจอเรื่องอะไรที่ทำให้ไม่สบายใจมาหรอกนะ  

 

 

คุณแม่ถังเคาะประตูแต่ถังโจวโจวไม่ตอบ เธอรู้สึกว่าถังโจวโจวผิดปกติไป พอจะเปิดประตูก็พบว่าประตูล็อกจากด้านใน คุณแม่ถังเคาะแรงขึ้นอีก “โจวโจว รีบเปิดประตูให้แม่เร็ว ให้แม่เข้าไปดูลูกหน่อย”  

 

 

“แม่คะ หนูไม่เป็นไรค่ะ หนูก็แค่เหนื่อย อยากอยู่เงียบๆ สักพัก “เมื่อได้ยินเสียงถังโจวโจวปกติดี คุณแม่ถังก็โล่งใจ “โจวโจว งั้นพอถึงเวลาแล้วแม่จะมาเรียกกินข้าวนะ”  

 

 

เมื่อไม่ได้รับคำตอบ คุณแม่ถังก็หมดหนทางที่จะเปิดห้องถังโจวโจว คุณแม่ถังออกไปซื้อกับข้าวที่ตลาด เธอตัดสินใจว่าจะรีบทำอาหารเที่ยงให้เสร็จ หลังจากนั้นจะได้ถามโจวโจวว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงได้ขังตัวเองในห้องแบบนั้น  

 

 

ถังโจวโจวนอนอยู่บนเตียง ได้ยินเสียงเคาะประตูแต่เธอไม่อยากเปิด หลังจากนั้นเพราะเห็นคุณแม่ถังร้อนใจเธอจึงเอ่ยปลอบเพื่อไม่ให้คุณแม่ถังต้องเป็นห่วง นอกประตูเงียบไปแล้ว ถังโจวโจวรู้ว่าคุณแม่ถังออกไปแล้ว  

 

 

สายตาของเธอจับจ้องไปในอากาศอันว่างเปล่า เธอไม่รู้ว่าตนกำลังมองอะไรอยู่ ภาพทั้งหมดที่เธอเห็นตอนนี้คือสิ่งที่เธอเห็นในโรงพยาบาล ที่แท้หันฮุ่ยซินก็ท้องกับลั่วเซ่าเชิน  

 

 

พวกเขาปรึกษากันว่าจะปิดบังเรื่องลูกกับเธอ จู่ๆ ถังโจวโจวก็รู้สึกขยะแขยงขึ้นมา “อึ่ก…”ถังโจวโจวอาเจียนเอาลมออกมา เธอนอนลงที่ข้างเตียง รู้สึกรังเกียจไปหมด ลั่วเซ่าเชินทำแบบนี้กับเธอได้ยังไงกัน  

 

 

เห็นชัดๆ อยู่ว่าเขาอยู่กับหันฮุ่ยซิน แต่กลับปิดบังเธอ ถ้าวันนี้เธอไม่ไปเห็นว่าทั้งสองมีลูกด้วยกัน พวกเขาจะบอกเรื่องนี้กับเธอไหม  

 

 

“ลั่วเซ่าเชินไอ้คนหลอกลวง ฮือ…ฮือ…” ถังโจวโจวโกรธขึ้นมาอีกครั้ง ตอนนี้คงทำอะไรไม่ได้แล้ว จะให้หันฮุ่ยซินทำแท้งเธอก็คงรับไม่ได้และเชื่อว่าหันฮุ่ยซินเองก็คงไม่ยอม  

 

 

ลั่วเซ่าเชินยังบอกอีกว่าตัวเองไม่ได้เป็นอะไรกับหันฮุ่ยซิน แต่ตอนนี้กลับมีลูกโผล่ออกมา ไม่เป็นอะไรกัน ไม่เป็นอะไรกันแล้วเด็กจะออกมาได้ยังไง  

 

 

ถังโจวโจวยิ่งคิดก็ยิ่งเสียใจ ฝังหน้าลงในหมอนและปล่อยให้น้ำตาไหล ทั้งห้องมีแต่เสียงร้องไห้ของถังโจวโจว  

 

 

เมื่อคุณแม่ถังทำอาหารเสร็จ เห็นถังโจวโจวยังเงียบอยู่ก็เดินไปเคาะประตู  ปัง ปัง ปัง  

 

 

“โจวโจว แม่ทำกับข้าวเสร็จแล้ว รีบออกมากินเร็วลูก”  

 

 

“….”  

 

 

“โจวโจว ได้ยินแม่ไหม ออกมากินข้าวได้แล้ว มีเรื่องอะไรไม่สบายใจกินข้าวเสร็จแล้วก็ค่อยคุยกัน”  

 

 

คุณแม่ถังยังไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวใดๆ เช่นเดิม ทำให้เธอคิดอยากจะพังประตูเข้าไป  

 

 

   

 

 

ตอนที่ 313 ล้างจาน  

 

 

แต่จู่ๆ ประตูก็เปิดออก ถังโจวโจวยืนอยู่ที่หน้าประตู “แม่คะ หนูก็ออกมาแล้วไง แม่จะร้อนรนขนาดนี้ทำไมกัน”  

 

 

“ลูกไม่เป็นไรใช่ไหม” คุณแม่ถังสำรวจถังโจวโจวก็ไม่พบว่าดูปกติดี สงสัยเธอจะคิดมากไปเอง  

 

 

“หนูก็ต้องไม่เป็นอะไรสิคะ ไปกินข้าวกันเถอะค่ะ” ถังโจวโจวลากคุณแม่ถังไปที่โต๊ะ มองอาหารเต็มโต๊ะแล้วอุทาน “แม่ทำกับข้างหลายอย่างเลยนะเนี่ย รีบนั่งลงเถอะค่ะ”  

 

 

ถังโจวโจวดึงคุณแม่ถังให้นั่งลง “รีบกินเถอะค่ะ หนูหิวจนท้องร้องไปหมดแล้ว”  

 

 

คุณแม่ถังยังรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ปกติโจวโจวไม่ได้กระตือรือร้นอย่างนี้ วันนี้ผิดปกติ ต้องมีอะไรในใจแน่ๆ  

 

 

คุณแม่ถังตักน่องไก่ใส่ถ้วยให้ถังโจวโจว “โจวโจว ตอนที่ลูกไปซื้อยาให้แม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นใช่ไหม ทำไมพอกลับมาก็เข้าไปในห้องเลย เรียกตั้งนานก็ไม่ตอบ”  

 

 

“แม่คะ เมื่อวานหนูแค่นอนไม่หลับน่ะค่ะ วันนี้ออกไปข้างนอกอีกก็เลยเหนื่อย เลยกลับไปพักที่ห้อง แม่เรียกหนูหนูเลยไม่ได้ตอบ แม่คิดมากไปแล้วล่ะ”  

 

 

คุณแม่ถังคิดแล้วคิดอีกก็รู้สึกว่าที่ถังโจวโจวพูดมีเหตุผล “แม่อาจคิดมากไปเองก็ได้ รีบกินข้าวเถอะ เดี๋ยวจะได้ไปพัก”  

 

 

“ค่ะ แม่ก็กินเถอะ” ถังโจวโจวตักปลาให้คุณแม่ถัง ทั้งสองคนยิ้มให้กัน ถังโจวโจวต้องก้มหน้าลงถึงจะสามารถแสดงอารมณ์ที่แท้จริงของตัวเองออกมาได้ แต่ตอนนี้กำลังกินข้าวอยู่ อย่าเพิ่งไปคิดถึงเรื่องหงุดหงิดใจพวกนั้นเลยดีกว่า  

 

 

หลังจากกินข้าวเสร็จ ถังโจวโจวก็เก็บจานไปล้าง “แม่คะ แม่วางเถอะ เดี๋ยวหนูล้างเอง”  

 

 

“ลูกไปพักผ่อนเถอะ นอนอีกสักหน่อย เดี๋ยวอะไรๆ ก็ดีขึ้นเอง เรื่องนี้ไม่ต้องทำเดี๋ยวแม่จัดการเอง”  

 

 

“แบบนี้ได้ยังไงคะ แม่ทำอาหารแล้ว ปกติหนูก็ไม่ได้ช่วยอะไรที่บ้านเลย ครั้งนี้แม่เชื่อหนูนะคะ แม่ไปนั่งพักที่โซฟาเถอะ” คุณแม่ถังเห็นถังโจวโจวค้านก็ไม่อยากขัดจึงเดินไปนั่งที่โซฟาแต่โดยดี  

 

 

ถังโจวโจวเก็บจานอย่างรวดเร็ว วางจานลงในอ่าง ใส่ถุงมือ เปิดน้ำและเริ่มล้างจาน  

 

 

หลังจากล้างจานเสร็จคุยกับคุณแม่ถังแล้วถังโจวโจวก็กลับไปที่ห้อง ครั้งนี้เธอคงจะสามารถอยู่ในห้องอย่างสงบได้แล้ว คุณแม่ถังคงจะไม่มารบกวนเธอแล้ว  

 

 

ถังโจวโจวไม่กล้าร้องไห้อีก ถ้าคุณแม่ถังเห็นว่าเธอตาแดงคงแย่แน่ เธอนอนอยู่บนเตียง จ้องมองเพดาน ในหัวมีแต่ภาพที่โรงพยาบาล เธอไม่รู้จะทำยังไงดี  

 

 

เธอต้องไปคุยกับลั่วเซ่าเชินไหม ถังโจวโจวรู้สึกว่ามันเป็นเหมือนการหยามเกียรติตัวเอง คนเขามีลูกด้วยกันแล้ว ดูท่าทางสองคนรักใคร่ปรองดอง ที่แท้เรื่องคุณแม่ลั่วก็เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น ประเด็นหลักคงอยู่ที่หันฮุ่ยซิน  

 

 

ทำไมเธอโง่อย่างนี้นะ โง่ถึงขนาดเชื่อคำพูดของลั่วเซ่าเชินที่ว่าพวกเขาไม่ได้มีอะไรกัน ไม่มีอะไรที่ไหน ถ่านไฟเก่ากำลังปะทุขึ้นมาแล้ว แล้วฉันล่ะเป็นตัวอะไร?   

 

 

ไม่ว่าถังโจวโจวจะพยายามกลั้นไม่ให้น้ำตาไหลลงมาเพราะลั่วเซ่าเชินมากเท่าไหร่ แต่น้ำตาก็ยังคงร่วงลงมาอยู่ดี เธอซับน้ำตาที่ปลายหางตากับหมอนและปาดน้ำตาแรงๆ   

 

 

เธอกำลังสับสน ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี ถ้าจะให้เธอคบกับลั่วเซ่าเชินต่อไป เธอคงทำไม่ได้ เธอไม่อยากใช้ผู้ชายร่วมกับหันฮุ่ยซิน  

ตอนที่ 310 เข้าใจผิด

 

 

หลังจากผ่านการครุ่นคิดมาหนึ่งคืน ถังโจวโจวก็คิดว่าตัวเองยังอยากกลับไปที่บ้านลั่วเซ่าเชินมาก เพียงแต่ไม่อยากให้เขาได้ใจจึงปล่อยให้เขากระวนกระวายไปก่อนสักพัก

 

 

ยาของคุณแม่ถังหมดแล้ว วันนี้ถังโจวโจวก็ได้พักผ่อนพอดีจึงอาสาจะไปเอายาให้คุณแม่ถัง

 

 

พอเอาใบสั่งยาจากคุณแม่ถังเสร็จ ถังโจวโจวก็ตรงไปที่ชั้นล่างเพื่อซื้อยา สอดกระดาษผ่านช่องเพื่อให้พยาบาลช่วยจัดยาให้

 

 

“อาเชิน ฉันไม่รู้ว่าจะทำยังไง คุณว่า ฉันคงจะไม่ได้ถูกหลอกใช่ไหม”

 

 

“ฮุ่ยซิน รอให้หมอตรวจก่อนเถอะ”

 

 

จู่ๆ ถังโจวโจวก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคย เธอหันไปมอง พบว่าเป็นลั่วเซ่าเชินกับหันฮุ่ยซิน

 

 

“ยาของคุณได้แล้วค่ะ”

 

 

“อ้อ ขอบคุณค่ะ” ถังโจวโจวรับถุงยาจากพยาบาล เธอมองไปยังลิฟต์ที่เพิ่งขึ้นไปยังชั้นสี่แล้วรู้สึกสงสัย คิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจตามไปดู ถ้าดูผิดก็ไม่เป็นไร แบบนี้ตัวเองก็จะได้สบายใจ

 

 

ถังโจวโจวขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นสี่ ชั้นสี่มีคนเยอะมาก ถังโจวโจวเห็นที่ห้องทำงานเขียนป้ายไว้ว่า ‘สูตินรีเวช’ เซ่าเชินและหันฮุ่ยซินมาที่นี่ทำไม

 

 

ถังโจวโจวค่อยๆ เดินเข้าไป เธอไม่รู้ว่าทั้งสองคนอยู่ห้องไหน เธอตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาเพราะกลัวว่าจะถูกเจอตัวเข้า

 

 

หาอยู่รอบหนึ่งก็หาไม่เจอ ถังโจวโจวคิดว่าตัวเองอาจจะมองผิดไป ตอนที่เตรียมจะออกไปก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังแว่วมา “อาเชิน ทำยังไงดี”

 

 

“ฮุ่ยซิน ไม่ต้องกังวล ผมจะช่วยคุณรับผิดชอบเอง”

 

 

เมื่อถังโจวโจวได้ยินก็เข้าไปหลบที่หลังกำแพงทันที ครั้งนี้เธอได้ยินไม่ผิด เป็นเสียงหันฮุ่ยซินกับลั่วเซ่าเชินจริงๆ

 

 

“อาเชินฉันจะทำยังไงดี ฉันไม่สามารถรบกวนคุณได้ เด็กคนนี้ไม่สามารถมารถ”

 

 

เมื่อถังโจวโจวได้ยินก็รู้สึกว่าสมองอื้ออึงไปหมด เดิมทีเธอยังภูมิใจ อยากให้ลั่วเซ่าเชินมาง้อเธอเธอถึงจะยอมกลับ แต่หันฮุ่ยซินท้องลูกของเขา งั้นเธอจะกลับไปหรือไม่ก็คงไม่สำคัญแล้ว

 

 

หันฮุ่ยซินเข้าไปสวมกอดลั่วเซ่าเชิน ลั่วเซ่าเชินรั้งเธอไว้ “ฮุ่ยซิน เรื่องนี้อย่าให้โจวโจวรู้นะ ผมกลัวเธอจะรับไม่ได้”

 

 

“อาเชิน คุณวางใจเถอะ ฉันจะไม่พูดเรื่องนี้กับโจวโจวหรอก เรื่องนี้จะเป็นความลับของเราสองคน”

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกว่าช่างน่าขำเสียจริง ลั่วเซ่าเชินมีความลับกับผู้หญิงคนอื่น กลับกลายเป็นว่าเธอถูกปกปิดจากทั้งสองคน ช่างเป็นเกียรติอะไรแบบนี้นะ

 

 

ถังโจวโจวมุ่งหน้าไปยังบันไดที่ใกล้ที่สุด เธอไม่อยากได้ยินอีกต่อไป ที่แท้ทั้งหมดนี้เธอก็คิดไปเองทั้งนั้น

 

 

ลั่วเซ่าเชินและหันฮุ่ยซินไม่รู้ว่าคำพูดเมื่อครู่ของทั้งสองคนถูกถังโจวโจวได้ยินเข้าแล้ว แม้ว่าลั่วเซ่าเชินตกลงจะช่วยหันฮุ่ยซิน แต่ก็ไม่อยากให้ถังโจวโจวกังวลใจ

 

 

“ฮุ่ยซิน จำคำพูดของคุณไว้ เรื่องนี้ผมจะช่วยคุณจัดการเอง” ลั่วเซ่าเชินพาหันฮุ่ยซินลงจากชั้นสี่แล้วพาเธอไปส่งบ้าน

 

 

วันนี้ตอนเช้า เขาได้รับสายจากหันฮุ่ยซิน น้ำเสียงเธอดูร้อนรนอยากให้เขาช่วย เดิมทีลั่วเซ่าเชินไม่อยากไปพบเธอ แต่น้ำเสียงหันฮุ่ยซินดูร้อนใจมาก สุดท้ายลั่วเซ่าเชินทนใจแข็งไม่ไหวจึงออกไปพบหันฮุ่ยซิน

 

 

เมื่อหันฮุ่ยซินเอาที่ตรวจครรภ์มาให้เขาดู เขาก็งงไปหมด “นี่…นี่มันเรื่องอะไรกัน”

 

 

 

 

ตอนที่ 311 ความจริงของความจริง

 

 

“อาเชิน ฉันท้อง” หันฮุ่ยซินแสดงปฏิกิริยาไม่เหมือนหันฮุ่ยซินในแบบปกติ แต่ปฏิกิริยาของลั่วเซ่าเชินกลับไม่ได้ผิดแปลกไปจากปกติ

 

 

“เป็นลูกใคร” หันฮุ่ยซินจะไม่รู้ได้ยังไงว่าท้องกับใคร ลั่วเซ่าเชินไม่เชื่อว่าหันฮุ่ยซินจะทำเรื่องไม่เหมาะสมขึ้น

 

 

หันฮุ่ยซินก้มหน้า เงียบไม่ตอบคำถามลั่วเซ่าเชิน ลั่วเซ่าเซินเลยถามว่า “เจียงรุ่ยเฉินใช่ไหม” นี่เป็นแค่การเดาของเขาเท่านั้น แต่พอเห็นหันฮุ่ยซินขมวดคิ้ว เขาก็รู้ว่าตัวเองเดาถูก

 

 

“ใช่เขาจริงๆ เหรอ” ลั่วเซ่าเชินรู้สึกว่าเรื่องนี้เหลือเชื่อมาก หันฮุ่ยซินไปคบกับเจียงรุ่ยเฉินตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมเขาถึงไม่รู้

 

 

“อืม เป็นเขา แต่ตอนนี้ฉันไม่รู้ว่าควรเอาเด็กไว้ดีไหม” หันฮุ่ยซินไม่ได้มีความรู้สึกอะไรกับเด็กในท้องคนนี้ เด็กคนนี้เกิดขึ้นเพราะความเมาเท่านั้น เธอไม่ได้รักเจียงรุ่ยเฉิน เด็กเกิดมาก็คงไม่ได้อนาคตที่ดีสักเท่าไหร่

 

 

“คุณไม่อยากให้เขาเกิดมาเหรอ”

 

 

ลั่วเซ่าเชินมองความคิดของหันฮุ่ยซินออก เขาไม่เคยได้ยินข่าวของเจียงรุ่ยเฉินกับหันฮุ่ยซินมาก่อน และตอนนี้เจียงรุ่ยเฉินก็มีเหวินมั่นมั่นเป็นแฟน ถ้าเหวินมั่นมั่นรู้เข้าว่าหันฮุ่ยซินท้องกับเจียงรุ่ยเฉิน ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

 

 

“ฉันไม่ได้รักเขา เด็กคนนี้เกิดขึ้นเพราะอุบัติเหตุ ไม่จำเป็นต้องมีชีวิตอยู่บนโลกนี้” ไม่ใช่ว่าหันฮุ่ยซินใจร้าย ถ้าให้เขาเกิดมาแล้วต้องลำบาก สู้ไม่ต้องเกิดเสียดีกว่า

 

 

“ผมเข้าใจความหมายของคุณ งั้นบอกผมหน่อยว่าจุดประสงค์คืออะไร” ไม่เพียงแต่บอกว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเธอกับเจียงรุ่ยเฉิน นั่นไม่ใช่สไตล์หันฮุ่ยซิน

 

 

“อาเชิน เห็นแก่มิตรภาพของเราหลายปีมานี้ฉันเลยยอมบอกความจริงกับคุณ คุณช่วยฉันจัดการเรื่องโรงพยาบาลกับเรื่องคนที่จะเอาเด็กออกให้ฉันหน่อยได้ไหม เรื่องเด็กคุณนี้ห้ามให้เจียงรุ่ยเฉินรู้เด็ดขาด คุณรับปากฉันได้ไหม”

 

 

“เรื่องจริงอะไร” ลั่วเซ่าเชินคิดว่าไม่มีเรื่องอะไรที่เขาไม่รู้ ทำไมจู่ๆ หันฮุ่ยซินถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมา

 

 

“อาเชิน คุณจำความผิดพลาดระหว่างเราในครั้งนั้นไม่ได้เหรอ” หันฮุ่ยซินเตือนความจำลั่วเซ่าเชิน หลังจากนั้นหันฮุ่ยซินยังใช้เรื่องระหว่างพวกเขาทำให้เขากับโจวโจวเข้าใจกันผิดอีก

 

 

ลั่วเซ่าเชินร้อนรนขึ้นมา “มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือครั้งนั้นเราไม่ได้มีอะไรกัน”

 

 

“ใช่ ครั้งนั้นฉันตั้งใจจัดฉากขึ้นมา ที่จริงระหว่างเราไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันอยากให้ถังโจวโจวเข้าใจผิด ทำให้เธอไปจากคุณ ฉันเลยตั้งใจสร้างเรื่องขึ้น”

 

 

หันฮุ่ยซินยอมรับอย่างเปิดเผย ลั่วเซ่าเชินอยากจะโกรธเธอ แต่คิดว่าไม่จำเป็นเพราะเรื่องมันก็ผ่านมาแล้ว ตอนนั้นเรื่องที่เข้าใจผิดกับถังโจวโจวก็กระจ่างแล้ว เรื่องนี้เป็นแค่อดีต

 

 

แต่ลั่วเซ่าเชินก็ยังต้องพูด ในที่สุดเขาก็สงบลงเมื่อเขารู้ว่าเรื่องตอนนั้นไม่ใช่เรื่องจริง มันไม่ใช่แค่ว่าถังโจวโจวเชื่อเขาแต่เขาสามารถตะโกนเสียงดังได้แล้วว่า เขาไม่เคยทำเรื่องแบบนั้น หันฮุ่ยซินยอมรับแล้ว

 

 

“ขอแค่คุณยอมไปอธิบายต่อหน้าโจวโจว ผมจะช่วยคุณ” หลังจากลั่วเซ่าเชินรู้เรื่องก็เกิดสงสารหันฮุ่ยซินขึ้นมา เขาจะช่วยเรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้าย

ตอนที่ 308 รับรู้ว่ายังอยู่

 

 

ทำไมเธอโง่อย่างนี้ คนอื่นอยากทำให้เรื่องนี้หายไปดีที่สุด แต่เธอกลับอยากคุยเรื่องนี้ต่อหน้าคุณแม่ให้ท่านโกรธ ทำไมถึงได้โง่อย่างนี้นะ

 

 

“ไม่ดีแน่นอน ฉันไม่ใช่เด็ก ทำไมต้องซ่อนอยู่ข้างหลังคุณด้วย แล้วคนอื่นจะมองฉันยังไง”

 

 

“อืม พูดเหมือนกับว่ามีคนมากมายใส่ใจคุณงั้นแหละ”

 

 

“แน่นอนสิ ฉันก็มีความหยิ่งของตัวเอง” ถังโจวโจวเงยหน้า ภูมิใจในตัวเอง

 

 

ลั่วเซ่าเชินอดไม่ได้ที่จะจูบปากเธอ “โง่จริงๆ”

 

 

“คุณ….คุณจูบฉันแล้วยังมาบอกว่าฉันโง่อีกเหรอ เราเห็นดีกันแน่” พูดจบถังโจวโจวก็ก็กระโจนเข้าใส่ ลั่วเซ่าเชินไม่ได้ปฏิเสธ ปล่อยให้เธอส่งตัวเองเข้าสู่อ้อมกอดของเขา

 

 

“คุณรีบร้อนอยากกอดผมขนาดนั้นเลยเหรอ” ลั่วเซ่าเชินหรี่ตามองแล้วยิ้มอย่างมีความสุข ถังโจวโจวถึงได้รู้ตัวว่าแย่แล้ว “รีบปล่อยฉันนะ”

 

 

ถังโจวโจวอยู่บนตัวลั่วเซ่าเชิน ไร้ซึ่งช่องว่างระหว่างคนสองคน สองมือของลั่วเซ่าเชินจับเอวเธอไว้แน่น ไม่ให้เธอขยับได้

 

 

“ปล่อยเหรอ แบบนี้คงไม่ได้ คุณเข้ามาในห้องนี้เองนะ แบบนี้ผมคงปล่อยไปไม่ได้” ลั่วเซ่าเชินรอคอยการที่จะได้สัมผัสร่างถังโจวโจวมานาน เขาเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าหนึ่งเดือนกว่าแล้วที่เขาทำตัวเหมือนหลวงจีน

 

 

เสียเวลาไปมากแล้ว ตอนนี้ลั่วเซ่าเชินรู้สึกเสียดาย “โจวโจว คุณคิดถึงผมไหม”

 

 

ลมหายใจร้อนๆ ของลั่วเซ่าเชินรินรดลงที่ข้างหูของถังโจวโจวทำให้เธอรู้สึกจั๊กจี้ ตอนนี้เขากดเธอไว้แล้วยังมีหน้ามาถามเธออีกว่าคิดถึงเขาไหม “ไม่คิดถึง ทำไมฉันต้องคิดถึงคุณด้วย”

 

 

เขาทิ้งเธอไป ทำไมเธอต้องคิดถึงเขา เธอไม่อยากคิดถึงคนใจร้ายคนนี้

 

 

“ไม่คิดถึงจริงๆ เหรอ” ลั่วเซ่าเชินไม่เชื่อ เมื่อได้ยินว่าถังโจวโจวบอกว่าไม่คิดถึง ลั่วเซ่าเชินก็รู้สึกปวดใจมาก เขาเป็นอะไรไป เห็นๆ อยู่ว่ากำลังถามเรื่องของถังโจวโจว แต่ทำไมเขาถึงได้มีความรู้สึกที่รุนแรงแบบนี้

 

 

“แน่นอน ฉันไม่คิดถึงคุณ คุณมันคนเลว” ถังโจวโจวยื่นปาก

 

 

“ในเมื่อคุณบอกว่าผมเลว งั้นผมก็จะเลวให้คุณดู” จู่ๆ ลั่วเซ่าเชินก็พลิกตัวกดร่างถังโจวโจวเอาไว้ “ลั่วเซ่าเชิน คนเลว รีบปล่อยฉันนะ”

 

 

“คุณยังจะด่าผมอีก งั้นอย่าหวังเลยว่าผมจะปล่อยคุณ ไม่เจอกันนานคุณคงลืมนิสัยของผมไปแล้วสินะ” ลั่วเซ่าเชินไม่อยากพูดมากให้ถังโจวโจวด่าอีก

 

 

“ลั่วเซ่าเชิน คุณ…อืม..อืม…” ถังโจวโจวถูกลั่วเซ่าเชินอุดปาก คำพูดทั้งหมดของเธอจึงไม่มีโอกาสได้พูดอีกเลย

 

 

เมื่อจูบเสร็จ ทั้งสองคนก็หายใจหอบ ลั่วเซ่าเชินจึงเริ่มกลายร่างเป็นหมาป่าที่หิวกระหาย

 

 

“คุณอย่า…อืม” ถังโจวโจวคิดอยากจะพูด ลั่วเซ่าเชินก็หยุดเธอไว้อีก จนเธอไม่มีโอกาสได้เอ่ยคำใด ริมฝีปากสัมผัสกัน บรรยากาศรอบข้างร้อนระอุขึ้น ถังโจวโจวรู้สึกร้อนมาก และความร้อนทั้งหมดก็ส่งต่อไปถึงร่างชายหนุ่ม

 

 

เธอกอดคอลั่วเซ่าเชินแน่น ตกอยู่ท่ามกลางการโรมรันกันของจุมพิต หลังจากจูบเสร็จ ถังโจวโจวก็หาเสื้อผ้าบนร่างตัวเองไม่เจอแล้วและลั่วเซ่าเชินเองก็กำลังปลดเสื้อผ้าของตัวเองออก

 

 

ลั่วเซ่าเชินทาบนิ้วลงบนบนริมฝีปากเธอ “โจวโจว ตอนนี้คุณไม่ต้องพูดอะไร” เพียงแค่รับรู้ถึงตัวตนของเขาก็พอแล้ว

 

 

 

 

 

ตอนที่ 309 กลับบ้านไหม

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าถังโจวโจวยังไม่ทันได้สติกลับมาก็คลายเสื้อผ้าของเธอออก กว่าถังโจวโจวจะรู้ตัวก็สายไปแล้ว

 

 

ลั่วเซ่าเชินปลดเสื้อผ้าของตัวเองด้วยความรวดเร็วและทิ้งไว้ข้างเตียง ถังโจวโจวอยากให้ลั่วเซ่าเชินเข้ามาใกล้ๆ แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองทำอย่างนี้ไม่ค่อยดีนัก ดังนั้นจึงค่อนข้างสับสน

 

 

เทียบกับถังโจวโจวแล้ว ลั่วเซ่าเชินกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก เขามองถังโจวโจวอย่างลุ่มหลงและมีความสุข “โจวโจว คุณพร้อมรึยัง”

 

 

“คุณนี่เบามือหน่อยไม่ได้เลยใช่ไหมเนี่ย”

 

 

หลังจากมรสุมผ่านพ้นไป ลั่วเซ่าเชินก็เหมือนจะยังไม่พอใจ พาถังโจวโจวเข้าไปโรมรันในห้องน้ำอีกรอบ หลังจากนั้นถังโจวโจวจึงถูกลั่วเซ่าเชินอุ้มออกมา

 

 

ลั่วเซ่าเชินกอดถังโจวโจวอย่างพอใจ เมื่อเธอตื่นมาอีกทีพระอาทิตย์ก็ใกล้จะตกดินแล้ว ท้องของถังโจวโจวก็ร้องหิว เธอถึงได้ตื่น

 

 

เมื่อพบว่าในห้องมืดสนิท ถังโจวโจวถึงได้รู้ว่าตัวเองนอนหลับไปตลอดทั้งบ่าย มันน่าโมโหจริงๆ

 

 

ลั่วเซ่าเชินรู้สึกว่าถังโจวโจวตื่นแล้วเขาจึงลืมตา หาได้อยากที่เขาจะได้หลับสนิทแบบนี้ หลับไปสองสามชั่วโมงยังรู้สึกว่านอนเพียงพอกว่านอนตอนกลางคืนเสียอีก

 

 

ถังโจวโจวเห็นลั่วเซ่าเชินตื่นแล้วก็พบว่ามือของตัวเองยังถูกเขาจับอยู่ นึกอยากจะดึงออก แต่ลั่วเซ่าเชินก็ยิ่งจับแน่นจนดึงไม่ออก

 

 

“รีบปล่อยเร็ว” ลำคอของถังโจวโจวแห้งผาก น่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์เร่าร้อนรุนแรงก่อนหน้านี้ ตอนนี้คอเธอจึงแห้งมากจึงนึกอยากดื่มน้ำขึ้นมา แต่ลั่วเซ่าเชินกลับไม่ปล่อยให้เธอไป

 

 

“คุณจะทำอะไร” ลั่วเซ่าเชินกำลังเพลิดเพลินกับช่วงเวลาที่หาได้ยากนี้ เขาไม่อยากให้ถังโจวโจวไป เขาอยากให้ถังโจวโจวย้ายกลับมา แต่ตอนนี้ถังโจวโจวยังโกรธอยู่ คำพูดนี้พูดตอนนี้คงยังไม่เหมาะ

 

 

“ฉันหิวแล้ว หรือคุณจะไม่ให้ฉันกินอะไรเลย” พวกเขายังไม่ได้กินอะไรเลยทั้งบ่ายและยังหลับไปอีก เธอไม่เชื่อว่าลั่วเซ่าเชินไม่หิว

 

 

“ได้ ผมจะปล่อย” เมื่อลั่วเซ่าเชินได้ยินว่าถังโจวโจวหิว ท้องของเขาก็รู้สึกหิวขึ้นมา หลับไปตั้งนาน ตอนนี้พอได้ยินถังโจวโจวเอ่ยเตือนเขาก็รู้สึกหิวขึ้นมา

 

 

ถังโจวโจวใส่เสื้อผ้า หลังจากรอให้ลั่วเซ่าเชินใส่เสื้อผ้าเสร็จ ทั้งสองคนก็ออกจากห้อง พอมาถึงล็อบบี้ก็เจอพนักงานต้อนรับ ถังโจวโจวก็รู้สึกว่าหน้าร้อนผ่าวขึ้นมา

 

 

หรือว่าทุกคนจะรู้แล้วว่าเธอกับลั่วเซ่าเชินไปทำอะไรกันมา ความรู้สึกนี้ไม่ค่อยดีเลย ถังโจวโจวอยากออกไปให้เร็วที่สุด

 

 

“อยากกินอะไร” เมื่อเข้ามานั่งในรถ ลั่วเซ่าเชินก็ถามความเห็นถังโจวโจว

 

 

“แล้วแต่ ฉันหิวจนจะกินวัวทั้งตัวได้อยู่แล้ว” ถังโจวโจวพูดเกินจริง แต่เธอหิวมากจริงๆ ตอนนี้เธอกินอะไรก็ได้ ขอแค่รสชาติไม่แย่มาก อะไรเธอก็กินได้หมด

 

 

“เดี๋ยวผมพาไปร้านอาหาร” ลั่วเซ่าเชินขับรถตรงไปยังร้านอาหารทันที

 

 

ลั่วเซ่าเชินพาถังโจวโจวมาที่ชั้นสองและสั่งอาหารสองสามอย่างมาด้วยความรวดเร็ว “รบกวนเร่งให้หน่อยนะครับ”

 

 

“ค่ะ” พนักงานรับเมนูไป ลั่วเซ่าเชินรินน้ำให้ถังโจวโจว “เมื่อกี้คุณบอกว่าหิวน้ำไม่ใช่เหรอ รีบดื่มน้ำสิ”

 

 

คอของถังโจวโจวยังรู้สึกไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ และคนร้ายก็เป็นคนที่อยู่ตรงหน้า เขายังกล้ามาพูดแบบนี้อีก เธอไม่เคยเห็นคนแบลั่วเซ่าเชินมาก่อนเลย กำลังคุยเรื่องจริงจังอยู่แท้ๆ แต่สุดท้ายก็มาจบลงที่เตียงเสียอย่างนั้น

 

 

ลั่วเซ่าเชินรู้ถึงความหมายในสายตาของเธอ เขายิ้มแต่ไม่พูดอะไร เพียงดื่มน้ำและมองถังโจวโจวที่ดื่มน้ำไปสองแก้วแล้ว ดูเหมือนเธอจะหิวน้ำมากจริงๆ

 

 

ไม่นานอาหารก็มาเสิร์ฟ ถังโจวโจวไม่เกรงใจลั่วเซ่าเชินอีก เธอหยิบตะเกียบขึ้นและเริ่มกิน ลั่วเซ่าเชินสั่งผัดเปรี้ยวหวาน ซุปเห็ด และซี่โครงวัว และผัดผักอีกสองสามอย่าง

 

 

เห็นถังโจวโจวกินอย่างมีความสุข ลั่วเซ่าเชินก็ทานอาหารอย่างพอใจ ไม่นานทั้งสองก็จัดการอาหารจนหมด

 

 

ถังโจวโจวอิ่มมาก ตอนนี้เธอเดินไม่ไหวแล้ว หิวมานานเลยกินไปตั้งเยอะ

 

 

“กินอิ่มรึยัง พวกเราไปกันเถอะ”

 

 

“ฉันขยับไม่ได้แล้ว พักสักเดี๋ยวเถอะ” ตอนนี้ถังโจวโจวไม่อยากคิดเรื่องอะไรทั้งนั้น แค่อยากนั่งพักผ่อนเงียบๆ

 

 

“โจวโจว คุณอยากกลับไปกับผมไหม”

 

 

ถังโจวโจวฟังไม่เข้าใจ “คุณอยากให้ฉันกลับไปที่ไหนกับคุณ”

 

 

อาจเป็นเพราะสมองหยุดทำงาน ถังโจวโจวจึงไม่เข้าใจความหมายที่ลั่วเซ่าเชินพูด ดังนั้นเธอจึงถามว่าให้กลับไปไหน

 

 

“ผมบอกว่า คุณยอมที่จะกลับไปอยู่บ้านของเราไหม” ลั่วเซ่าเชินคิดว่าตอนนี้โอกาสดี คุณแม่ลั่วก็ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ถังโจวโจวก็อยู่บ้านตระกูลถังนานแล้ว เป็นแบบนี้ต่อไปคุณพ่อถังคุณแม่ถังต้องสงสัยแน่

 

 

“บ้านของพวกเรา ตอนนี้ยังเป็นบ้านของฉันไหม”

 

 

เมื่อก่อนถังโจวโจวมั่นใจมากว่านั่นคือบ้านของพวกเขาสามคน แต่ตั้งแต่ลั่วเซ่าเชินให้เธอย้ายกลับมาบ้าน ถังโจวโจวถึงได้รู้ว่า ทุกอย่างในชีวิตเธอ ขอแค่ลั่วเซ่าเชินเอ่ยปากแค่คำเดียวทุกอย่างก็อันตรธานหายไปได้ในทันที

 

 

“เป็นแน่นอนสิ มันเป็นบ้านของคุณเสมอ” ลั่วเซ่าเชินคิดว่าถังถังโจวโจวจะปฏิเสธ คงเป็นเรื่องปกติ เพราะตอนนั้นเขาพูดอะไรออกไปโดยไม่คำนึงถึงใจเธอเลย เธอจะโทษเขาก็สมควรอยู่

 

 

“ให้ฉันคิดดูก่อนแล้วกัน คุณไม่ต้องบังคับฉัน ตอนนี้ฉันยังไม่อยากกลับไป” ถ้าเป็นเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ถังโจวโจวคงอยากตกลง แต่ตอนนี้เธอไม่แน่ใจ เธอรู้ว่าใจเธอยังรักลั่วเซ่าเชินอยู่ แต่เธอไม่แน่ใจว่าเธอจะอยากกลับไปที่บ้านนั้นอีกไหม

 

 

“ได้ ผมจะไม่บังคับคุณ คุณคิดให้ดี ผมจะรอคำตอบ” ลั่วเซ่าเชินอ่อนโยนผิดปกติ ทำให้ถังโจวโจวไม่อยากจะเชื่อ ลั่วเซ่าเชินเข้าอกเข้าใจคนอื่นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ

 

 

“เอาล่ะ ฉันพักพอแล้ว พวกเราไปกันเถอะ” ถังโจวโจวขยับร่างกาย ทั้งสองคนออกจากร้านอาหาร

 

 

ลั่วเซ่าเชินขับรถมาจอดที่บ้านตระกูลถัง “ผมไม่ขึ้นไปนะ คุณลองคิดให้ดี ถึงเวลาก็โทรหาผมแล้วผมจะมารับคุณ”

 

 

“รู้แล้ว ฉันจะลองคิดดูนะ”

ตอนที่ 306 พูดธุระ  

 

 

“ไปส่งพ่อแม่ฉันที่บ้าน” ลั่วเซ่าเชินพูด  

 

 

“ครับ ท่านประธาน”  

 

 

หวังหวาออกรถ ไม่นานรถก็ออกจากโรงพยาบาลไป หลังจากลั่วเซ่าเชินรอให้หวังหวาออกรถไปแล้วก็เตรียมออกรถ เมิ่งชิงซีจึงเรียกให้หยุด “พี่เซ่าเชิน หรือจะพี่ทิ้งฉันไว้ที่นี่เหรอ”  

 

 

“เซ่าเชิน คุณแม่กลับแล้วเหรอ” จู่ๆ เสียงของถังโจวโจวก็ดังขึ้น ลั่วเซ่าเชินหันไปมองก็พบว่าเป็นถังโจวโจว “คุณมาได้ยังไง”  

 

 

ลั่วเซ่าเชินขมวดคิ้ว โชคดีที่คุณพ่อคุณแม่เพิ่งออกไป ถ้าให้คุณแม่ลั่วเห็นถังโจวโจวตอนนี้คิดว่าคงต้องโมโหแน่  

 

 

“ถังโจวโจว เธอยังกล้ามาที่นี่อีกเหรอ” เมิ่งชิงซีเห็นถังโจวโจวมาที่โรงพยาบาล ดูท่าทางอยากจะมารับคุณแม่ลั่ว เธอไม่คิดว่ามันน่าขำไปหน่อยเหรอ เธอเป็นคนผลักคุณแม่ลั่วตกบันไดจนต้องมาโรงพยาบาล คุณแม่ลั่วจะยังอภัยให้เธอได้เหรอ โลกสวยเกินไปรึเปล่า  

 

 

“ทำไมฉันจะไม่กล้ามา เซ่าเชิน คุณแม่กลับไปแล้วเหรอ”  

 

 

“อืม คุณยังไม่บอกผมเลยว่าคุณมาทำไม” เห็นในมือถังโจวโจวถือดอกไม้สด ลั่วเซ่าเชินก็ไม่เข้าใจ เมื่อวานก็คุยกันชัดเจนดีแล้ว ทำไมถังโจวโจวยังมาที่นี่อีก  

 

 

“ฉันคิดไปคิดมาก็รู้สึกว่าต้องมาเยี่ยม แต่ในเมื่อคุณแม่กลับไปแล้วก็ช่างเถอะ” ถังโจวโจวก้มหน้า เธอรวบรวมความกล้าอยู่นานถึงได้กล้ามา ใครจะรู้ว่ามาถึงคุณแม่ลั่วก็กลับไปแล้ว  

 

 

“ไปเถอะ ผมจะไปส่งคุณ” เมิ่งชิงซีคิดว่าลั่วเซ่าเชินพูดกับเธอจึงหันมองเขาอย่างประหลาดใจ แต่น่าเสียดายที่ลั่วเซ่าเชินกำลังมองถังโจวโจวและทำเหมือนเธอไม่มีตัวตน เมิ่งชิงซีทำได้แค่มองลั่วเซ่าเชินขับรถออกไปส่งถังโจวโจวทั้งอย่างนั้น  

 

 

“พี่เซ่าเชิน ฉันอยู่ตรงนี้พี่ไม่สนใจฉันเลยเหรอ” ทำไมพอถังโจวโจวปรากฎตัวลั่วเซ่าเชินก็ไม่สนใจเธอเลย ดูเหมือนว่าเธอต้องทำให้ถังโจวโจวหายไปจากโลกนี้จริงๆ เสียแล้ว  

 

 

เมิ่งชิงซีมองทั้งสองคนหายลับไปจากสายตา เธอตัดสินใจแล้ว ถังโจวโจวไม่ควรมาขวางทางเธอเลย มันเป็นความผิดของหล่อนเองที่เรื่องมันต้องจบแบบนี้  

 

 

“เซ่าเชิน คุณโกรธฉันเหรอ” ถังโจวโจวมองหน้าลั่วเซ่าเชิน เธอพูดกับเขาแต่เขาก็ไม่สนใจ  

 

 

“เซ่าเชิน คุณอย่าโกรธฉันเลยนะ ฉันแค่อยากปรับความเข้าใจกับคุณแม่ ไม่ได้อยากขัดคำสั่งคุณ” ก่อนมาที่นี่ถังโจวโจวก็คิดมาแล้วจนคิดตกเธอถึงได้มา ไม่คิดว่าลั่วเซ่าเชินจะทำให้เป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้  

 

 

“คุณเองก็รู้ว่าแม่ผมกำลังโกรธ จะรออีกหน่อยไม่ได้เชียวเหรอ” จู่ๆ ลั่วเซ่าเชินก็ตะคอกใส่ถังโจวโจว  

 

 

ถังโจวโจวไม่เคยเห็นลั่วเซ่าเชินโกรธแบบนี้มาก่อน “เซ่าเชิน คุณโทษฉันเหรอ” ที่จริงในใจเขาเข้าใจถึงเหตุการณ์ตกบันไดในครั้งนั้นดี แม้ปากบอกว่าไม่คิดอะไรแต่พอเอาเข้าจริงๆ กลับเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูดอีก  

 

 

ถังโจวโจวเริ่มตาแดง ลั่วเซ่าเชินถึงได้รู้ว่าเมื่อกี้พูดแรงไปจึงเอ่ยอธิบายกับโจวโจว “โจวโจว ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น ผมแค่…”  

 

 

“เอาล่ะ คุณไม่ต้องพูดแล้ว” ถังโจวโจวสูดลมหายใจเข้าลึก มองไปนอกหน้าต่าง ไม่อยากพูดกับลั่วเซ่าเชินอีก  

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่อยากทะเลาะกับถังโจวโจวจึงขับรถไปจอดที่โรงแรมใกล้ๆ ครั้งนี้เขาต้องพูดกับถังโจวโจวให้ชัดเจน “คุณจอดรถทำไม”  

 

 

“ลงจากรถ พวกเราต้องคุยกันให้รู้เรื่อง” ลั่วเซ่าเซินลงจากรถ หลังจากนั้นก็ลงไปเปิดประตูรถให้ถังโจวโจว  

 

 

   

 

 

ตอนที่ 307 อุ้ม   

 

 

“ทำไมต้องลงไปคุยด้วย นั่งคุยในรถก็ได้” ถังโจวโจวเห็นโรงแรมอยู่ใกล้ๆ เธอไม่อยากไปกับลั่วเซ่าเชิน เธอมีลางสังหรณ์ว่าต้องเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นแน่  

 

 

“คุณจะไม่ลงจากรถจริงๆ ใช่ไหม” ลั่วเซ่าเชินถามอีกครั้ง  

 

 

“จริง คุณไม่ต้องถามอีก ฉันไม่มีทางทำตามคุณหรอก” ถังโจวโจวหันไปทางอื่น ไม่อยากมองเขาอีก  

 

 

ใครจะรู้ว่าจู่ๆ ร่างของเธอก็ลอยหวือขึ้น เมื่อหันมามองก็พบว่าลั่วเซ่ากำลังเชินอุ้มเธออยู่ “วางฉันลงเดี๋ยวนี้” คนรอบๆ ต่างหันมามอง ถังโจวโจวรู้สึกอายมากจึงรีบเอาหน้าซุกลงบนแผ่นอกของลั่วเซ่าเชิน  

 

 

ลั่วเซ่าเชินอุ้มถังโจวโจวอย่างเบามือ “คุณต้องโดนผมกินสักหน่อย โง่เกินไปแล้ว”  

 

 

“ไม่ใช่เรื่องของคุณ รีบวางฉันลง เซ่าเชิน คุณได้ยินไหม” ถังโจวโจวอดไม่ได้ที่จะโต้แย้ง จู่ๆ ลั่วเซ่าเชินก็โยนเธอขึ้นทำให้ถังโจวโจวตกใจรีบกอดคอเขาไว้ เพราะกลัวว่าตัวเองจะตกลงไป  

 

 

“ยังกล้าดิ้นอีกไหม ถ้าคุณดิ้น ถึงเวลานั้นตกลงไปแล้วผมไม่รับผิดชอบนะ” เมื่อโดนข่มขู่เช่นนี้ถังโจวโจวจึงไม่กล้าดิ้นอีก ถ้าเขาโยนเธอทิ้งจริงๆ เธอคงเจ็บน่าดู แถมยังเสียหน้าอีก  

 

 

“ไม่กล้าแล้ว เซ่าเชิน คุณจะทำอะไรกันแน่” เมื่อเข้าไปในโรงแรม ลั่วเซ่าเชินก็ให้พนักงานเปิดห้อง และพาถังโจวโจวที่ซุกหน้าอยู่ในอ้อมกอดของเขาเพราะกลัวว่าคนจะจำเธอได้ขึ้นมาเข้าไป   

 

 

“คุณผู้ชาย คีย์การ์ดครับ ส่วนลิฟต์อยู่ด้านนู้น” พนักงานแนะนำลั่วเซ่าเชินและผายมือให้เขา ถังโจวโวตกใจจนไม่กล้าคิดอะไรทำได้แค่กอดคอลั่วเซ่าเชินไว้  

 

 

เมื่อถึงประตูห้อง ‘1410’ ลั่วเซ่าเชินก็หยิบคีย์การ์ดขึ้นมา ถังโจวโจวปลงแล้ว เขาอยากจะทำอะไรก็ตามใจ อย่างไรก็ขายหน้าไปไม่น้อยแล้ว  

 

 

ลั่วเซ่าเชินวางถังโจวโจวลงบนเตียง ถังโจวโจวรีบกลิ้งไปที่ด้านข้างทันทีเพราะกลัวลั่วเซ่าเชินจะทำอะไรเธอ  

 

 

“ทำไม ยังคิดจะหลบผมอีกเหรอ ถ้าผมจะทำอะไรคุณจริงๆ คิดว่าคุณจะหลบผมได้เหรอ” ลั่วเซ่าเชินไม่ใส่ใจเลยสักนิดที่จะพูดให้ถังโจวโจวรู้สึกเป็นปรปักษ์กับเขา เพราะถึงเหยื่อจะเจ้าเล่ห์มากเพียงใดแต่สุดท้ายก็ไม่อาจหนีพ้นจากเงื้อมมือของนักล่าไปได้อยู่ดี  

 

 

“หึ คุณรีบพูดมา คุณพาฉันมาที่นี่ทำไม” แถมยังจงใจเปิดห้องด้วย จะต้องพูดอะไรเยอะแยะหรือไง  

 

 

“โจวโจว พวกเรานั่งคุยกันดีๆ ก่อน ดีไหม”  

 

 

“ได้แน่นอน ทุกครั้งคุณเป็นคนใช้กำลังก่อน ไม่ใช่ว่าฉันต้องการจะต่อต้านคุณสักหน่อย” ถังโจวโจวคิดว่าตัวเองไม่ได้ผิดอะไร แม้ว่าเธอจะทำผิดสัญญาก่อน แต่ลั่วเซ่าเชินจะทำอย่างนี้กับเธอไม่ได้ ทำไมต้องดุเธอด้วย  

 

 

“ได้ งั้นพวกเรามาพูดกันเรื่องที่คุณไปที่โรงพยาบาลวันนี้ก่อน โจวโจว คุณต้องพูดความจริง” เดิมทีถังโจวโจวอยากหาข้อแก้ตัวดีๆ แต่ลั่วเซ่าเชินก็พูดดักเธอไว้ก่อนแล้ว  

 

 

“ฉันคิดแล้วว่าไม่ควรหลบอยู่หลังคุณ ฉันต้องเผชิญหน้า ดังนั้นฉันจึงมา” นี่คือสิ่งที่ถังโจวโจวไตร่ตรองมาดีแล้ว ลั่วเซ่าเชินช่วยเธอได้แค่ช่วงหนึ่งแต่ช่วยเธอไปตลอดชีวิตไม่ได้  

 

 

เธอหลบอยู่หลังลั่วเซ่าเชินมานานแล้ว หลบซ่อนอยู่นาน ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถังโจวโจวอยากเผชิญหน้าสักครั้ง เป็นหรือตายก็ค่อยว่ากัน  

 

 

“หลบอยู่หลังผมไม่ดีเหรอ” ลั่วเซ่าเซินนั่งลงข้างๆ ถังโจวโจว ครั้งนี้เธอไม่หลบอีก  

ตอนที่ 304 เต็มเดือน   

 

 

หนึ่งเดือนใกล้จะผ่านพ้นไปแล้ว วันนี้เป็นวันครบรอบหนึ่งเดือนของลูกสวี่โยวและเซียวโม่ ถังโจวโจวเองก็มาร่วมงานเลี้ยงฉลองด้วย เด็กน้อยมีชื่อที่ไพเราะมาก เซี่ยวโย่วหนิงเป็นชื่อที่เซียวโม่ตั้งใจคิดอยู่นานมากทีเดียว  

 

 

ถังโจวโจวเห็นแอปเปิลน้อยในวัยหนึ่งขวบ หน้ากลมๆ นั้นกำลังยิ้มอย่างมีความสุข ไม่ว่าใครจะอุ้ม เธอก็ไม่ร้องไห้ เชื่อว่าต่อไปสวี่โยวคงสบายแล้ว  

 

 

หลังดื่มเลี้ยงฉลองแล้ว ถังโจวโจวก็ไปหาเด็กน้อยเจ้าของงานครู่หนึ่งและปลีกตัวออกมา เด็กน้อยยังเล็กมากเธอจึงไม่กล้าอุ้ม  

 

 

เดินเล่นด้านนอกครู่หนึ่ง รอจนใกล้ถึงเวลาที่ลั่วอิงเลิกเรียน ถังโจวโจวก็ตรงไปที่โรงเรียนอนุบาล เพื่อรับลั่วอิง ทั้งสองคนไปที่ป้ายรถเมล์ด้วยกัน “ลูกรัก วันนี้อยู่ที่โรงเรียนเป็นเด็กดีไหม”  

 

 

“แม่โจวโจวขา พรุ่งนี้คุณย่าจะออกจากโรงพยาบาลแล้ว คุณแม่จะไปไหมคะ” ถังโจวโจวหยุดเดิน และมองตาลั่วอิง “ลั่วอิง ลูกพูดจริงรึเปล่า”  

 

 

คุณแม่ลั่วจะออกจากโรงพยาบาลแล้ว แล้วเธอต้องไปไหม สำหรับคำถามนี้ ถังโจวโจวเองก็อยากไปมาก แต่ที่สำคัญคือลั่วเซ่าเชินจะอนุญาตไหมนี่สิ ถ้าให้คุณแม่ลั่วเห็นเธอจะเกิดเรื่องอะไรไม่ดีไหม  

 

 

ถังโจวโจวยิ่งคิดยิ่งกลัว เธอตัดสินใจว่าจะกลับไปที่บ้านก่อนแล้วค่อยโทรไปถามลั่วเซ่าเชิน “ลูกรัก แม่เองก็ยังไม่รู้เลย งั้นพวกเรากลับกันก่อนแล้วเดี๋ยวค่อยโทรไปถามคุณพ่อแล้วแม่ค่อยบอกลูกนะ ดีไหม”  

 

 

“ค่ะ แม่โจวโจว หนูคิดว่านี่ก็นานมากแล้ว คุณย่าคงไม่โกรธคุณแม่แล้วแน่นอนค่ะ” ถังโจวโจวเห็นลั่วอิงมองโลกในแง่ดีตัวเธอเองก็หวังว่าอย่างนั้น แต่ถ้าผลออกมาว่าคุณแม่ลั่วยังโกรธอยู่ ไม่อย่างนั้นเธอคงถูกมองข้ามไปตลอดชีวิตเป็นแน่  

 

 

เมื่อกลับถึงบ้าน ถังโจวโจวก็โทรหาลั่วเซ่าเชิน “ฮัลโหล เซ่าเชิน ตอนนี้คุณเลิกงานรึยัง”  

 

 

“ยังอยู่ที่บริษัท ทำไมเหรอ” ฝั่งลั่วเซ่าเชินตอบกลับมา ดูเหมือนช่วงนี้เขาจะยุ่งมาก  

 

 

“อ๋อ ก็ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่อยากถามว่าพรุ่งนี้ฉันต้องไปโรงพยาบาลไหม”  

 

 

“ไปโรงพยาบาลทำไมเหรอ” ลั่วเซ่าเชินไม่เข้าใจ หรือเธอไม่สบายเหรอ  

 

 

“ลั่วอิงบอกว่าพรุ่งนี้คุณแม่จะออกจากโรงพยาบาล ฉันอยากไปเยี่ยมท่าน” ถังโจวโจวคิด แบบนี้จะได้ไปรับคุณแม่ลั่วออกจากโรงพยาบาลด้วย แม้คุณแม่ลั่วจะพูดอะไร เธอก็จะไม่โต้ตอบ คุณแม่ลั่วคงไม่โกรธเธอเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว  

 

 

“ไม่ต้องหรอก คุณทำใจให้สบายรออยู่ที่บ้านก็พอ เรื่องออกจากโรงพยาบาลเดี๋ยวผมจัดการเอง” ลั่วเซ่าเชินไม่คิดจะให้ถังโจวโจวไปโดนต่อว่า ถ้าอยู่ในสถานการณ์นั้นอาจจะทำให้เธอรู้สึกแย่เอาได้  

 

 

และเรื่องที่คุณพ่อลั่วคุณแม่ลั่วถามเขาก็ยังไม่ได้ตอบ ถ้าถังโจวโจวไปแล้วพวกท่านเกิดลงไม้ลงมือกับถังโจวโจวแล้วเขาจะทำยังไง  

 

 

“แบบนี้ไม่ค่อยดีรึเปล่า” ถังโจวโจวค่อนข้างลังเล หลังจากที่คุณแม่ลั่วเกิดเรื่อง เธอก็ยังไม่ได้ไปเยี่ยมท่านเลย ถังโจวโจวอยากไป แต่ลั่วเซ่าเชินกลับไม่อนุญาต ตอนนั้นในใจเธอเจ็บปวด ไม่กล้าเผชิญหน้ากับคุณแม่ลั่ว ดังนั้นเธอจึงไม่เคยไปและยื้อเวลามาจนถึงตอนนี้  

 

 

“ไม่เป็นไร ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วก็คงไม่มีอะไรแย่ไปมากกว่านี้แล้วล่ะ คุณฟังผมนะ อยู่ที่บ้าน ไม่ต้องมาโรงพยาบาล ได้ยินรึยัง” ลั่วเซ่าเชินกลัวว่าถังโจวโจวจะแอบมาที่โรงพยาบาลลับหลังเขา ดังนั้นเสียงจึงเข้มขึ้นมาเพราะอยากให้ถังโจวรับปากเขา  

 

 

“…ก็ได้ ฉันเชื่อคุณ ไม่ไปหรอก” เธอวางสายแล้วขมวดคิ้ว เธอรู้สึกว่าแบบนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่เมื่อกี้ก็ตอบรับเซ่าเชินไปแล้ว เธอควรทำยังไงดี  

 

 

 

 

 

ตอนที่ 305 ทรมานใจ  

 

 

วันรุ่งขึ้นมาถึงอย่างรวดเร็ว ถังโจวโจวตื่นตั้งแต่เช้า มองดูนาฬิกาที่บอกเวลาใกล้สิบโมง ใจเธอทรมาน สรุปแล้วเธอควรจะไปดีไหม  

 

 

เมิ่งชิงซีรู้ว่าวันนี้เป็นวันที่คุณแม่ลั่วออกจากโรงพยาบาล ดังนั้นจึงไปถึงโรงพยาบาลนานแล้ว ตอนนั้นคุณแม่ลั่ว คุณพ่อลั่วเองก็เริ่มเก็บของแล้ว  

 

 

“คุณลุง วางลงเถอะค่ะ เดี๋ยวหนูทำให้” คุณแม่ลั่วยังใส่ชุดของโรงพยาบาล คุณพ่อลั่วเก็บของใช้ประจำวันคุณแม่ลั่วใส่กระเป๋า กำลังจะกลับบ้าน  

 

 

“ไม่ต้องหรอก ชิงซี หนูนั่งคุยเป็นเพื่อนคุณป้าเถอะ เดี๋ยวลุงเก็บเอง” คุณพ่อลั่วส่งสัญญาณห้าม คุณแม่ลั่วกวักมือเรียกเมิ่งชิงซี “ชิงซี รีบมานั่งกับป้าเร็วลูก”  

 

 

“คุณป้า พี่เซ่าเชินยังไม่มาเหรอคะ” วันนี้เป็นวันที่คุณแม่ลั่วจะออกจากโรงพยาบาล ลั่วเซ่าเชินต้องมาแน่ เพียงแต่เวลานี้ทำไมยังไม่เห็น หรือเธอมาเร็วไป  

 

 

“เจ้าลูกคนนั้นยังไม่เห็นมาเลย มีแต่ชิงซีที่ดี มาอยู่เป็นเพื่อนป้าตั้งแต่เช้า” คุณแม่ลั่วดึงมือเมิ่งชิงซี มากุมไว้และพูดด้วยความเอ็นดู  

 

 

“คุณป้า พูดอะไรอย่างนั้นคะ” เมิ่งชิงซีก้มหน้า ความจริงตอนนี้เธอเบื่อมาก ใครจะอยากมาอยู่เป็นเพื่อนคุณแม่ลั่วทุกวันกัน เป้าหมายที่สำคัญของเธอก็คือได้มาเจอลั่วเซ่าเชินต่างหากเล่า  

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเข้ามาในห้องผู้ป่วย คุณพ่อลั่วก็เก็บของเกือบเสร็จแล้ว เพียงแต่คุณแม่ลั่วยังไม่ได้เปลี่ยนชุด  

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินปรากฏตัว เมิ่งชิงซีก็เอ่ยว่า “พี่เซ่าเชินมาแล้วเหรอคะ คุณป้ารอพี่นานมากแล้วนะคะ”  

 

 

คุณแม่ลั่วมองเมิ่งชิงซีอย่างยิ้มๆ เห็นเธอหน้าแดงตลอด “คุณป้า ใช่ไหมคะ”  

 

 

“ใช่” คุณแม่ลั่วเห็นเมิ่งชิงซีใช้เธอเป็นโล่ก็ไม่โกรธ แถมยังช่วยเธอพูดอีก  

 

 

“แม่ครับ ผมจัดการเรื่องทางโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว พวกเรากลับได้แล้วครับ”  

 

 

“ได้ งั้นแม่ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน ลูกอยู่เป็นเพื่อนชิงซีนะ” คุณแม่ลั่วเข้าไปในห้องน้ำ เมิ่งชิงซีเดินเข้าไปข้างๆ ลั่วเซ่าเซิน แต่เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นเมิ่งชิงซีเข้ามาใกล้ก็เดินหลบออกไปด้านข้าง เมิ่งชิงซีจึงทำได้แค่หยุดเดิน  

 

 

“พี่เซ่าเชิน ช่วงนี้ที่บริษัทยุ่งไหมคะ”  

 

 

“ก็ดีนะ”  

 

 

“พี่เซ่าเชิน วันนี้เป็นวันนี้เป็นวันที่คุณป้าออกจากโรงพยาบาล พวกเราไปกินข้าวนอกบ้านกันสักมื้อไหมคะ ถือเป็นการฉลอง เดี๋ยวฉันโทรจองร้านตอนนี้เลย พี่ว่าไงคะ”  

 

 

“ไม่ต้องหรอก คุณแม่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลยังต้องพักผ่อน พ่อครับ ส่งของมาให้ผมครับ เดี๋ยวผมจะเอาไปไว้ในรถ”  

 

 

ลั่วเซ่าเชินหยิบของใช้ส่วนตัวของคุณแม่ลั่วแล้วลงไปชั้นล่าง “พ่อครับ เดี๋ยวพ่อรอแป๊บนึงนะครับ”  

 

 

เมิ่งชิงซีเห็นว่าลั่วเซ่าเชินจะออกไปจากห้องผู้ป่วยอีกแล้ว เขาทำแบบนี้คือหลบหน้าเธอใช่รึเปล่า เขาไม่อยากเจอเธอขนาดนั้นเลยเหรอ  

 

 

พอเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จคุณแม่ลั่วก็ออกมาและพบว่าลั่วเซ่าเชินไม่อยู่แล้ว “ชิงซี อาเชินไปไหนแล้วล่ะ”  

 

 

“พี่เซ่าเชินลงไปก่อนแล้วค่ะ คุณป้าคะ พวกเราไปกันเถอะค่ะ” เมิ่งชิงซีเปลี่ยนไปจับแขนคุณแม่ลั่วส่วนคุณพ่อลั่วก็จับอีกข้าง  

 

 

เมื่อออกมาถึงหน้าประตูโรงพยาบาล ลั่วเซ่าเชินก็ขับรถมารอแล้ว และหวังหวาก็อยู่หน้ารถอีกคัน เขาเปิดประตู รอให้คุณพ่อลั่วคุณแม่ลั่วขึ้นรถ  

 

 

“พี่เซ่าเชิน ทำไมมีรถสองคันละคะ”  

 

 

ลั่วเซ่าเชินพาคุณพ่อลั่วคุณแม่ลั่วขึ้นรถอีกคัน “พ่อครับแม่ครับ เดี๋ยวให้หวังหวาไปส่งที่บ้านนะครับ”  

 

 

“พี่เซ่าเชินแล้วพี่ล่ะคะ” เมิ่งชิงซีถามอย่างร้อนใจ ลั่วเซ่าเชินมองเธอแวบหนึ่ง  

 

 

อาจจะเพราะตระหนักว่าสิ่งที่ตัวเองพูดนั้นไม่ค่อยเหมาะสม เมิ่งชิงซีจึงพูดเสริม “พี่เซ่าเชิน ฉันไม่ได้มีเจตนาอื่นนะคะ ก็แค่ถามเท่านั้น”  

ตอนที่ 302 ช่วยสอดส่อง  

 

 

“เยสเซอร์” ลั่วอิงเอามือทาบลงบนหน้าผาก เมื่อตะเบ๊ะเสร็จแล้วถึงพบว่าตอนนี้คุยโทรศัพท์อยู่ อย่างไรถังโจวโจวก็มองไม่เห็นอยู่ดี  

 

 

“ลูกรัก รีบไปเถอะ แม่โจวโจวจะรอข่าวจากหนูนะ”  

 

 

“แม่โจวโจว แค่นี้นะคะ” หลังจากวางสาย ถังโจวโจวก็รู้สึกขุ่นเคือง ไม่รู้จะทำอย่างไรดี เห็นๆ อยู่ว่าตอนนี้ร่างกายเธอปกติดี แต่หัวใจเต้นเร็วเป็นอย่างมาก  

 

 

ลั่วอิงรับหน้าที่จากถังโจวโจวแล้ว ในเวลาต่อมาก็เฝ้านั่งลั่วเซ่าเชินอยู่ตลอด  

 

 

เพียงแค่เมิ่งชิงซีคิดอยากจะเข้าใกล้ลั่วเซ่าเชิน ลั่วอิงก็จะเข้ามาขวาง เดี๋ยวก็เรียกให้ลั่วเซ่าเชินดื่มน้ำ เดี๋ยวก็ให้ลั่วเซ่าเชินทานขนม ไม่เปิดโอกาสให้เมิ่งชิงซีเลย  

 

 

คุณแม่ลั่วเองก็มองทั้งสามคนอยู่ตลอด เมิ่งชิงซีจึงทำอะไรลั่วอิงไม่ได้ ดังนั้นเมิ่งชิงซีเลยทำได้แค่โกรธอยู่คนเดียว แสดงออกมาไม่ได้แม้แต่น้อย ในใจเธอแอบสาบาน  รอให้ฉันได้แต่งงานกับพี่เซ่าเชินก่อนเถอะจะสั่งสอนแกให้น่าดูเชียว  

 

 

ลั่วอิงเห็นสายตาชั่วร้ายของเมิ่งชิงซีก็สั่นสะท้านไปเล็กน้อย ลั่วเซ่าเชินคิดว่าเธอหนาวจึงรีบเอามือมาอังหน้าผากเธอ “ลูกรัก เป็นอะไรไป หนาวรึเปล่า”  

 

 

ลั่วเซ่าเชินลูบแล้วอุณหภูมิเธอก็ปกติดีไม่เหมือนคนป่วย ลั่วอิงซุกเข้าไปในอ้อมกอดของลั่วเซ่าเชินและพูดว่า “พ่อคะ หนูอยากกลับบ้านแล้ว”  

 

 

“ในเมื่อเป็นแบบนี้ พ่อครับ แม่ครับ ผมกับลั่วอิงกลับบ้านก่อนนะครับ”  

 

 

“คุณลุงคุณป้า หนูเองก็กลับก่อนนะคะ”  

 

 

“ชิงซีก็จะกลับด้วยเหรอ ไม่อยู่ต่ออีกหน่อยเหรอ” คุณแม่ลั่วไม่อยากให้เมิ่งชิงซีไปเลย วันนี้ยังไม่ได้คุยอะไรกับเธอเท่าไหร่เลย  

 

 

“คุณป้าคะ ครั้งหน้าหนูจะมาเยี่ยมใหม่ค่ะ” เมิ่งชิงซีรู้สึกว่าคนแก่นี่ช่างมากเรื่องเสียจริง ถ้าไม่ใช่เพราะพี่เซ่าเชิน เธอคงไม่ยอมมาอยู่เป็นเพื่อนคนน่าเบื่อแบบนี้หรอก  

 

 

“งั้นก็ได้ ชิงซี ให้เซ่าเชินไปส่งดีไหม” ลั่วเซ่าเชินหยิบของให้ลั่วอิงเสร็จกำลังจะออกไปก็ได้ยินคำพูดคุณแม่ลั่วนึกอยากจะปฏิเสธ “แม่ครับ คุณเมิ่งขับรถมาเอง ไม่ต้องให้ผมไปส่งหรอก ผมจะไปส่งลั่วอิงก่อน”  

 

 

“พี่เซ่าเชิน วันนี้ฉันไม่ได้ขับรถมาน่ะค่ะ ไม่รู้ว่าพี่จะไปส่งฉันได้ไหม” วันนี้เมิ่งชิงซีไม่ได้ขับรถมาจริงๆ โชคดีที่วันนี้เธอไม่ได้ขับรถมา ไม่อย่างนั้นคงไม่มีข้ออ้างให้เขาไปส่งเธอ  

 

 

คุณแม่ลั่วได้ยินอย่างนั้นก็รีบเสริมทันที “อาเชิน ชิงซีพูดอย่างนี้แล้วลูกก็ไปส่งเธอหน่อยเถอะ เธอมาเยี่ยมแม่ทุกวัน ดีกว่าลูกอีก”  

 

 

เมิ่งชิงซีหน้าแดง “คุณป้า อย่าพูดอย่างนี้สิคะ มาเยี่ยมคุณป้าคือสิ่งที่หนูควรทำค่ะ”  

 

 

สุดท้ายคุณพ่อลั่วก็พูดเสริมอีก “เซ่าเชิน ไปส่งชิซีเถอะ”  

 

 

“พ่อครับ ผมรู้แล้ว คุณเมิ่ง ยังไงก็กลับด้วยกันแล้วกันครับ” เมิ่งชิงซีรีบเดินตามลั่วเซ่าเชินไปทันที  

 

 

ลั่วอิงแบะปาก เธอไม่ชอบผู้หญิงไม่ดีคนนี้เลย “พ่อคะ ทำไมต้องไปส่งเธอด้วย”  

 

 

“เพราะคุณปู่พูดแล้ว พวกเราก็ต้องทำตาม ยังไงก็แค่ไม่ไกลเอง” ลั่วอิงรู้สึกไม่ชอบใจ แม่โจวโจวเพิ่งจะบอกให้เธอช่วยสอดส่องเมิ่งชิงซี ถ้าผู้หญิงคนนี้ขึ้นรถ คงทำให้หล่อนได้ฉวยโอกาสบ่มเพาะความสัมพันธ์กับคุณพ่อแน่และเธอจะไม่มีทางให้หล่อนได้ทำแบบนั้น  

 

 

เมื่อถึงรถ ลั่วเซ่าเชินเปิดประตู จู่ๆ ลั่วอิงก็พูดขึ้นมาว่า “พ่อคะหนูอยากนั่งข้างหน้า”  

 

 

เมิ่งชิงซีพูดห้าม “พี่เซ่าเชินคะ ลั่วอิงยังเด็กเกินไป นั่งข้างหน้าอันตราย ให้เธอนั่งเก้าอี้เด็กเถอะค่ะ”  

 

 

 

 

 

ตอนที่ 303 เมื่อไหร่จะกลับ  

 

 

เธอไม่มีทางยอมให้ลั่วอิงทำลายโอกาสยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับลั่วเซ่าเชินไปง่ายๆ แน่ ครั้งสองครั้งยังพอทน ครั้งที่สามหรือสี่เธอจะไม่ทนแล้ว  

 

 

ลั่วเซ่าเชินเองก็ลังเล ลั่วอิงพูดมาแบบนี้แสดงว่าต้องคิดอะไรอยู่ แต่เด็กนั่งข้างหน้าก็ไม่ปลอดภัยจริงๆ ลั่วเซ่าเชินยอมให้เธอนั่งข้างหน้าไม่ได้ “ลั่วอิง ฟังนะ เดี๋ยวพ่อจะอุ้มลูกนั่งเก้าอี้นิรภัยนะ”  

 

 

“พ่อคะ ตอนนี้หนูโตแล้ว นั่งด้านหน้าได้แล้ว หนูห้าขวบแล้วนะคะ ใกล้จะหกขวบแล้ว หนูนั่งได้” ลั่วอิงเขย่ามือลั่วเซ่าเชิน อย่างไรก็อยากจะโน้มน้าวลั่วเซ่าเชินให้ได้  

 

 

ลั่วเซ่าเชินมองที่รถแล้วมองลั่วอิง “งั้นก็ได้ ครั้งเดียวเท่านั้นนะคะ ครั้งหน้าต้องนั่งด้านหลังนะ”  

 

 

“ค่ะ คุณพ่อใจดีที่สุดเลย” ลั่วอิงเองไม่ต้องรอให้ลั่วเซ่าเชินอุ้มก็ขึ้นไปนั่งด้านหน้าเองโดยอัตโนมัติ  

 

 

เมิ่งชิงซีที่ยืนอยู่ข้างๆ มองลั่วเซ่าเชินด้วยความโกรธ น่าเสียดายที่เขาไม่สนใจเธอเลยแม้แต่น้อย “คุณเมิ่ง รีบขึ้นรถเร็วครับ”  

 

 

“พี่เซ่าเชิน แต่ลั่วอิงนั่งอยู่ข้างหน้าจะไม่ปลอดภัยนะคะ” เมิ่งชิงซียังคิดจะพยายามโน้มน้าวลั่วเซ่าเชินต่อ แต่ลั่วเซ่าเชินกลับหันหลังให้เธอ “คุณเมิ่ง ถ้าคุณไม่โอเค คุณก็เรียกรถกลับเองได้นะครับ”  

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่อยากทะเลาะกับเมิ่งชิงซี เธอคิดอะไรอยู่ทำไมเขาจะไม่รู้  

 

 

“พี่เซ่าเชิน พี่อย่าเพิ่งโมโห ฉันขึ้นรถเดี๋ยวนี้แหละ” เมิ่งชิงซีเปิดประตูรถ เพิ่งจะนั่งลง ลั่วเซ่าเชินก็ออกรถแล้วทำให้เมิ่งชิงซีเสียหลักเซไปด้านข้าง  

 

 

แต่ลั่วเซ่าเชินกลับไม่ได้สนใจเธอเลยแม้แต่น้อย เมิ่งชิงซีทำได้แค่กุมส่วนที่โดนกระแทกเอาไว้ ในใจคิดว่าไม่เป็นไร แค่ช่วงนี้เท่านั้น อีกหน่อยก็จะดีขึ้นเอง  

 

 

“คุณเมิ่งครับ ถึงแล้วครับ” เมิ่งชิงซีเองก็เห็นว่าถึงบ้านตัวเองแล้ว เพียงแต่เธอเองก็จนใจ โอกาสครั้งนี้เพราะลั่วอิงทำให้เธอพลาดไป ในรถเธอพยายามพูดกับลั่วเซ่าเชินลั่วอิงก็จะต้องพูดแทรกขึ้นมาตลอด  

 

 

“พี่เซ่าเชิน งั้นฉันไปก่อนนะคะ เดินทางปลอดภัยนะคะ ลั่วอิง ไว้เจอกันอีกนะจ๊ะ”  

 

 

“หึ” ลั่วอิงหันมองทางอื่น เธอไม่อยากสนใจผู้หญิงนิสัยไม่ดีคนนี้  

 

 

เมิ่งชิงซีทำเหมือนมองไม่เห็น หล่อนเปิดประตูรถและก้าวลงไป เพิ่งจะปิดประตู ลั่วเซ่าเชินก็ออกรถแล้ว  

 

 

เมิ่งชิงซีกำมือทั้งสองข้างแน่น “ลั่วเซ่าเชิน คุณจะต้องเป็นของฉัน แน่นอน”  

 

 

ลั่วเซ่าเชินพาลั่วอิงไปส่งที่บ้านตระกูลถัง โทรหาถังโจวโจวให้ลงมารับลั่วอิง “พ่อคะ พ่อจะกลับบ้านคนเดียวอีกเหรอคะ เมื่อไหร่แม่โจวโจวจะได้กลับไปล่ะคะ”  

 

 

ลั่วอิงรู้สึกว่าอยู่ที่บ้านตระกูลถังก็มีความสุข แต่เธอชอบให้พ่อกับแม่อยู่ด้วยกันมากกว่า แต่ถังโจวโจวไม่ได้กลับไป ลั่วอิงกลัวว่าเธอจะเสียใจ เดิมทีก็ไม่อยากจะพูด  

 

 

“รออีกหน่อยนะ รอให้คุณย่าออกจากโรงพยาบาลก่อนนะ” ลั่วเซ่าเชินลูบผมของลั่วอิง ลั่วอิงไม่ทำให้เขาหนักใจเลย ยิ่งตอนนี้มีถังโจวโจวคอยดูแลอยู่ด้วยแล้ว เขาเลยไม่กังวลว่าลั่วอิงจะรู้สึกน้อยใจ  

 

 

“เมื่อไหร่คุณย่าจะออกจากโรงพยาบาลล่ะคะ”  

 

 

“อีกไม่นานหรอกจ๊ะ” ที่จริงนี่ก็เป็นแค่คำพูดที่ลั่วเซ่าเชินใช้ปลอบลั่วอิงเท่านั้น คุณแม่ลั่วบาดเจ็บค่อนข้างหนัก กระดูกหัก อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาอย่างต่ำหนึ่งเดือน  

 

 

แต่ในสายตาของเด็กอย่างลั่วอิง หนึ่งเดือนคือเวลาที่แสนยาวนาน ดังนั้นลั่วเซ่าเชินจึงเลือกที่จะปกปิดเธอ เธอจะได้ไม่ต้องคอยถาม  

ตอนที่ 300 ส่งถึงบ้าน  

 

 

“โจวโจว เธอเป็นเพื่อนใครกันแน่” ถังโจวโจวไม่รู้จะเลี่ยงยังไงเพราะเหมือนไฟจะลามมาติดตัวเธอแล้ว เธอรีบเปลี่ยนเรื่องทันที “เหยาเหยา แน่นอนว่าฉันต้องอยู่ข้างเธอสิ”  

 

 

วันนี้เหยาเหยาต้องกินยาผิดมาแน่ๆ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เธอคงอาหารไม่ย่อยแน่ๆ  

 

 

ฟังหยวนเองก็โน้มน้าว “หยุดได้แล้ว โจวโจวก็อยู่ข้างคุณนั่นแหละ ผมก็แค่ถามคำเดียว ทำไมคุณถึงต้องโมโหขนาดนั้นด้วย”  

 

 

ฟังหยวนรู้สึกค่อนข้างจนปัญญา ผู้หญิงเป็นสิ่งมีชีวิตที่เข้าใจยากที่สุด โดยเฉพาะหลินเหยา  

 

 

หลินเหยาเห็นฟังหยวนพูดกับเธอเหมือนโมโห ตอนนี้เธอยังนั่งอยู่ข้างๆ เขาอีกก็เลยยอมปล่อยเขาไปสักครั้ง แต่ครั้งต่อไปเขาไม่โชคดีอย่างนี้แน่  

 

 

ฟังหยวนขับรถมาจอดที่ชั้นล่างของบ้านหลินเหยา หลินเหยาลงจากรถก่อน ถังโจวโจวช่วยถือของที่อยู่ข้างหลังให้เธอและอีกส่วนหนึ่งที่อยู่หลังรถเป็นหน้าที่ของฟังหยวน  

 

 

เมื่อขนของไปถึงบ้านหลินเหยาเรียบร้อยแล้วฟังหยวนก็เอ่ย “หลินเหยา พวกเรากลับก่อนนะ”  

 

 

“เหยาเหยา พวกเรากลับก่อนนะ” ถังโจวโจวตบบ่าหลินเหยา พอเห็นเธอพยักหน้าเธอกับฟังหยวนถึงออกไป  

 

 

หลินเหยายืนอยู่ข้างหลังมองถังโจวโจวและฟังหยวนออกไปด้วยกัน เมื่อก่อนไม่เคยรู้สึกอย่างนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าฟังหยวนและถังโจวโจวใกล้ชิดกันขนาดนี้ ก็ได้แต่หวังว่าเธอจะคิดผิดไปเอง  

 

 

“ฟังหยวน พาฉันไปส่งที่บ้านเดิมเถอะ” จู่ๆ ถังโจวโจวก็นึกขึ้นได้ ฟังหยวนไม่รู้ว่าเธอกลับไปอยู่บ้านเดิมแล้ว ดังนั้นเธอจึงเตือนเขาก่อน  

 

 

“ตอนนี้คุณ…”  

 

 

“อืม ฉันกลับไปอยู่บ้านได้หลายวันแล้วล่ะ คุณขับไปที่นั่นเถอะ” ถังโจวโจวก็ไม่อยากอธิบายกับเขามากนัก เธอควรพูดอย่างไร เธอเองก็ไม่เคยชินที่จะพูดเรื่องเศร้ากับฟังหยวน ตอนนี้ยิ่งไม่เหมาะ  

 

 

ถังโจวโจวขีดเส้นความสัมพันธ์ของทั้งสองคนชัดเจนมาโดยตลอด ตลอดชีวิตนี้พวกเขาทั้งสองเป็นได้แค่เพื่อน เธอรู้ว่าฟังหยวนคิดกับเธอเกินเพื่อน แต่เธอก็ไม่อยากรับไว้ และรับไว้ไม่ได้ด้วย  

 

 

“โจวโจว อาเชินไม่ดีต่อคุณรึเปล่า…”  

 

 

“ฟังหยวน ต่อไปอย่าพูดแบบนี้อีกนะและก็ไม่ต้องถามอีกด้วย เหยาเหยาก็เป็นผู้หญิงที่ดีคนหนึ่ง ถ้าคุณชอบเธอจริงๆ คุณก็ควรจบความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนอื่นซะ”  

 

 

ถังโจวโจวรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองพูดนั้นไม่เหมาะสม แต่ถ้าฟังหยวนยังเป็นแบบนี้อยู่อีกแล้วเมื่อไหร่เขาถึงจะก้าวต่อไปได้  

 

 

“โจวโจว เรื่องของผมผมเองเข้าใจดี คุณไม่ต้องสนใจหรอก” มาถึงตรงนี้ ฟังหยวนก็ไม่พูดอะไรอีก ถังโจวโจวมองภาพวิวภายนอกแล้วค่อยๆ รู้สึกดีขึ้น  

 

 

“ฟังหยวน วันนี้ขอบคุณนะที่มาส่ง” ถังโจวโจวลงจากรถ บังเอิญเจอคุณแม่ถังกับป้าหลี่พอดี  

 

 

“โจวโจว นั่นเพื่อนลูกเหรอ”  

 

 

สายตาป้าหลี่จ้องมองฟังหยวน ในใจเธอครุ่นคิด ครั้งก่อนอวี้หนิงบอกว่าผู้ชายคนนั้นเป็นลูกเขยไม่ใช่เหรอ ทำไมโจวโจวถึงมีผู้ชายคนอื่นมาส่งที่บ้านอีก  

 

 

“ป้าหลี่ นี่เป็นเพื่อนหนูเองค่ะ ฟังหยวน ฉันไปก่อนนะ บ๊ายบาย” ถังโจวโจวกลัวว่าเดี๋ยวป้าหลี่จะถามเรื่องของเธอกับฟังหยวนอีกและเธอเองก็ไม่อยากตอบ ดังนั้นจึงรีบให้ฟังหยวนกลับไป เธอเองก็รีบเข้าบ้านไป  

 

 

“เฮ้อ โจวโจว อย่าเพิ่งรีบไปสิ เพื่อนแต่งงานรึยัง มีแฟนไหม ป้ารู้จักผู้หญิงดีๆ เยอะเลยนะ ให้ป้าแนะนำได้นะ” ป้าหลี่เห็นถังโจวโจวรีบเข้าบ้านก็รีบตามเธอไป  

 

 

   

 

 

ตอนที่ 301 อยากจะแนะนำ   

 

 

“ป้าคะ เขามีแฟนแล้วค่ะ ป้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก” แม้ฟังหยวนจะยังไม่มีแฟน แต่ถังโจวโจวก็ไม่อยากบอกอยู่ดี ข้างกายฟังหยวนเคยขาดผู้หญิงเสียที่ไหนกัน  

 

 

เมื่อป้าหลี่ได้ยินว่าฟังหยวนมีแฟนแล้วก็รู้สึกเสียดาย “โธ่เอ๊ย ที่แท้ก็มีแฟนแล้ว ป้าก็อยากจะแนะนำหลานสาวป้าให้เขารู้จักสักหน่อย”  

 

 

ถังโจวโจวกระตุกยิ้มพลางคิด  ป้าคะ หลานป้ามีอะไรดี เมื่อกี้เพิ่งบอกอยู่ว่าจะแนะนำผู้หญิงดีๆ ให้ ผลก็คือไม่ยอมให้น้ำไหลเข้านาคนอื่นสินะ  โชคดีที่เมื่อกี้เธอไม่ได้ตอบไป  

 

 

“ป้าคะ แม่ยังรอหนูอยู่ หนูไปก่อนนะคะ” ถังโจวโจวไม่คิดจะตอบป้าหลี่อีกตรงขึ้นบ้านทันที  

 

 

พอถึงบ้าน ถังโจวโจวถึงได้ถอนใจโล่งอกพลางบ่นพึมพำ “เรื่องแนะนำกันแบบนี้นี่น่ากลัวชะมัด แต่ละคนอยากช่วยนัดดูตัวกันทั้งนั้น”  

 

 

“โจวโจว ลูกบ่นอะไรคนเดียวน่ะ” จู่ๆ เสียงของคุณแม่ถังก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังจนเธอตกใจ “แม่คะ จู่ๆ ก็โผล่มาตกใจหมดเลย”  

 

 

“ลูกไม่ได้ยินเอง แม่ยืนอยู่หลังลูกตั้งนานแล้ว ได้ยินลูกบ่นอยู่คนเดียว” คุณแม่ถังทำท่าทางไร้ความผิด ถังโจวโจวเปลี่ยนรองเท้าแล้วเดินไปนั่งที่โซฟา  

 

 

“หนูไม่ได้พูดอะไรค่ะ พอดีเมื่อกี้เจอป้าหลี่ที่ชั้นล่าง ป้าบอกว่าจะแนะนำผู้หญิงให้ฟังหยวน” ถังโจวโจวดื่มน้ำอุ่นไปแก้วหนึ่งถึงได้รู้สึกว่าชุ่มคอขึ้นมาหน่อย   

 

 

“ฟังหยวนคือผู้ชายที่มาที่บ้านเราครั้งก่อนน่ะเหรอ” คุณแม่ถังนึก ดูเหมือนจะจำฟังหยวนได้ เพียงแต่เวลาผ่านมานานแล้ว เธอเองก็จำไม่ค่อยได้แล้ว ในความทรงจำ ฟังหยวนคือผู้ชายที่หล่อเหลามากคนหนึ่ง  

 

 

“ใช่ค่ะ ครั้งก่อนช่วงเอากระเป๋ามาส่ง” ถังโจวโจวช่วยเตือนความทรงจำถึงฟังหยวนให้คุณแม่ถังฟัง   

 

 

“เขานี่เอง หรือเขายังไม่มีแฟน ให้แม่ช่วยแนะนำให้ไหม” คุณแม่ถังพูดอย่างสนใจ เธอคิดว่าการทำให้คนอื่นมีความสุขคือเรื่องดีอย่างหนึ่ง  

 

 

“แม่คะ แม่ก็เป็นไปกับป้าหลี่ด้วยเหรอ เขาหาเองได้น่ะค่ะ แม่อย่าพูดอีกเลย หนูเข้าห้องก่อนนะ” ถังโจวโจวหยิบแอปเปิลลูกหนึ่งขึ้นมากัดแล้วเดินเข้าห้องไป   

 

 

“ลูกคนนี้นี่ แม่ก็แค่พูดเล่นๆ ลูกคิดว่าแม่อยากจะมากลุ้มใจกับเรื่องพวกนี้เหรอ” คุณแม่ถังเห็นถังโจวโจวไม่สนใจที่จะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกก็รู้สึกหมดสนุก  

 

 

 

 

 

วันนี้ลั่วเซ่าเซินพาลั่วอิงไปโรงพยาบาล จู่ๆ ถังโจวโจวก็รู้สึกว่าพอไม่มีลั่วอิงอยู่ เธอก็รู้สึกเหงามาก  

 

 

เธอนอนอยู่บนเตียงอย่างไม่รู้จะทำอะไรดี จะนอนก็นอนไม่หลับ ถังโจวโจวโทรหาลั่วเซ่าเชิน รออยู่นานเขาก็ไม่รับ ถังโจวโจวจะวางสาย ปลายสายก็รับก่อน “คุณแม่โจวโจว หนูลั่วอิงเองค่ะ”   

 

 

“ลูกรัก แม่รู้แล้วว่าเป็นหนู คุณพ่อไม่อยู่เหรอจ๊ะ ทำไมลูกมารับสายล่ะ”  

 

 

ถังโจวโจวได้ยินลั่วอิงพูดเสียงเบา “แม่โจวโจวขา ตอนนี้ผู้หญิงไม่ดีคนนั้นกำลังมาเกาะแกะคุณพ่อค่ะ หนูอยากโทรมาบอกแม่ แต่ไม่คิดว่าแม่จะโทรมาพอดี”  

 

 

“เมิ่งชิงซีเหรอ” ถังโจวโจวคิดถึงเมิ่งชิงซีที่เฝ้าคุณแม่ลั่วอยู่ ใช่แล้ว ถ้าลั่วเซ่าเซินไปเยี่ยมก็ต้องได้เจอกับเมิ่งชิงซี และเมิ่งชิงซีก็จะมาตอแยลั่วเซ่าเชิน สะบัดยังไงก็ไม่หลุด  

 

 

“ลูกรัก ลูกนี่ดีจริงๆ ช่วยแม่สอดส่องพ่อด้วยนะ อย่าให้เมิ่งชิงซีเข้าใกล้คุณพ่อล่ะ”  

ออกแบบรักโปรเจกต์หัวใจ

ออกแบบรักโปรเจกต์หัวใจ

Score 10
Status: Completed

ตอนที่ 1 – 100 คลิกเพื่ออ่าน

(อ่านตอนต่อไปด้านล่าง)


ด้วยความรักครั้งก่อนทิ้งบาดแผลลึกไว้ในใจของ ถังโจวโจว มัณฑนากรสาวจึงครองตัวเป็นโสดตลอดมา แต่แล้วชายหนุ่มที่เธอบังเอิญเจอในโรงแรม ผู้ซึ่งเป็นเหมือนปิศาจร้ายที่เธอไม่คิดจะเจออีกชั่วชีวิตนี้ กลับเป็นถึงผู้อำนวยการของลั่วกรุ๊ป ลั่วเซ่าเซิน ผู้ชี้ชะตาโปรเจกต์ใหญ่ของบริษัทเธอ น่าเจ็บใจที่ถึงแม้เธออยากตีตัวออกห่างเขาขนาดไหน แต่ก็พ่ายแพ้ให้กับความหล่อกระชากใจและโปรเจกต์ทำเงินมหาศาลอยู่ร่ำไป!

อีกทั้ง ลั่วอิง ลูกสาวตัวน้อยของเขายังถูกใจเธอเข้าอย่างจัง ลั่วเซ่าเซินเห็นว่าเป็นโอกาสให้พ่อแม่เลิกรบเร้าเรื่องแต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่ถูกใจเสียที จึงยื่นข้อเสนอให้เธอแต่งงานกับเขา แล้วโปรเจกต์ใหญ่ที่เธอตั้งตารอก็จะตกเป็นของเธอทันที!

Options

not work with dark mode
Reset