ออกแบบรักโปรเจกต์หัวใจ 199 ต่อรอง

ตอนที่ 199 ต่อรอง

           ลั่วเซ่าเชินรู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่เขาได้เห็นถังโจวโจวเป็นฝ่ายยั่วยวนเองเช่นนี้ ถังโจวโจวยืนเขย่งบนปลายเท้าและจูบลั่วเซ่าเชิน ลั่วเซ่าเชินเองก็ไม่เกรงอกเกรงใจ เขาไม่มีทางปฏิเสธโอกาสดีๆ ที่เธอมอบให้เขาถึงที่อย่างนี้หรอก

 

 

           ต่อมาลั่วเซ่าเชินก็กลายเป็นฝ่ายรุก เขาค่อยๆ คลำหาตะขอด้านหลัง เพื่อหมายจะปลดเปลื้องพันธนาการที่อยู่บนร่างกายของถังโจวโจว แต่เขากลับถูกถังโจวโจวหยุดมือไว้ก่อน

 

 

           ลั่วเซ่าเชินเองก็ไม่ได้รีบร้อน ถังโจวโจวใช้แขนทั้งสองข้างคล้องคอเขาเอาไว้ ร่างของเธอติดอยู่กับเขา ลั่วเซ่าเชินดันตัวเธอให้เดินถอยหลังไป จนกระทั่งสะโพกของถังโจวโจวเกยอยู่บนขอบอ่างล้างหน้า

 

 

มือข้างหนึ่งของถังโจวโจวค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของลั่วเซ่าเชิน ส่วนอีกข้างที่เหลือก็รั้งศีรษะของลั่วเซ่าเชินลงมา “เซ่าเชิน ที่ฉันทำแบบนี้ คุณชอบไหมคะ” จู่ๆ ถังโจวโจวก็หยุดก่อนที่จะถึงริมฝีปากของลั่วเซ่าเชิน เธอถามเขาด้วยเสียงแหบพร่า

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่อยากจะตอบคำถามใดๆ ในตอนนี้ มีโอกาสแล้วก็ต้องรีบคว้าเอาไว้ แต่เมื่อเห็นถังโจวโจวดึงดัน ลั่วเซ่าเชินก็รีบพยักหน้า “ชอบสิ ไม่ว่าคุณจะทำอะไร ผมก็ชอบทั้งนั้นแหละ ตอนนี้ผมยิ่งชอบที่คุณยั่วยวนผมเก่งขึ้นขนาดนี้”

 

 

เลือดลมของลั่วเซ่าเชินวิ่งพล่านไปทั่วร่าง เมื่อนึกถึงอาหารอันโอชะที่กำลังจะได้ลิ้มลอง แต่แล้วถังโจวโจวก็แย้มยิ้มชั่วร้ายออกมา

 

 

“โอ๊ย!” ลั่วเซ่าเชินไม่คิดเลยว่าถังโจวโจวจะกล้าถึงเพียงนี้ นี่เธอถึงกับกัดปากเขาเลยหรือ!

 

 

ถังโจวโจวดึงเสื้อผ้าขึ้นอย่างช้าๆ และเมื่อเห็นว่าลั่วเซ่าเชินหน้าเสีย เธอก็อธิบายว่า “ฉันบอกคุณตั้งแต่แรกแล้วไงคะว่าฉันไม่ต้องการ เป็นคุณเองที่อยากจะสานต่อให้ได้ ที่ทำแบบนี้ฉันก็แค่อยากบอกให้คุณรู้ว่าฉันไม่ต้องการ แม้แต่คุณก็ไม่สามารถบังคับฉันได้ ระวังจะอดขึ้นมาจริงๆ นะคะ”

 

 

ถังโจวโจวพูดอย่างฉะฉาน ลั่วเซ่าเชินโมโหมาก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับบาดเจ็บจากการต่อต้านของถังโจวโจว

 

 

เมื่อเห็นท่าทีของถังโจวโจวที่ทำราวกับไม่รู้ว่าเธอทำผิดตรงไหน ลั่วเซ่าเชินก็นึกอยากจะสั่งสอนเธอขึ้นมา ให้เธอได้รู้ว่าเธอไม่ควรทำให้สามีของเธอหวั่นไหวตามอำเภอใจ แต่น่าเสียดายที่เขาได้แค่คิดแต่ยังไม่อาจทำได้จริง

 

 

“เซ่าเชิน รีบออกไปสิคะ ฉันจะอาบน้ำแล้ว” ถังโจวโจวรวบคอเสื้อเล็กน้อย ลั่วเซ่าเชินที่เห็นท่าทางพึงพอใจของถังโจวโจวก็ได้แต่แอบสาบานอยู่ในใจว่า ครั้งหน้าเขาจะทำให้ถังโจวโจวได้รู้ว่าเขานั้นร้ายกาจมากแค่ไหน ต่อให้เธอร้องขอความเห็นใจเขาก็จะไม่หยุด

 

 

“โจวโจว คุณคอยดูพรุ่งนี้ก็แล้วกัน ถึงตอนนั้นอย่ามาอ้อนวอนขอร้องผมล่ะ”

 

 

ถังโจวโจวหน้าแดงก่ำไปกับคำพูดของลั่วเซ่าเชิน ความจริงแล้วก่อนหน้าที่จะลงมือทำแบบนี้ เธอก็ลังเลใจอยู่เล็กน้อยว่าเธอควรจะทำมันดีไหม

 

 

และเมื่อถังโจวโจวคิดถึงบทลงโทษของลั่วเซ่าเชิน เธอก็รู้ว่าลั่วเซ่าเชินนั้นพูดจริงทำจริง แต่เธอลงมือทำมันไปแล้ว เธอจึงได้แต่พูดอย่างไม่แยแสว่า “ให้มันมีโอกาสนั้นเถอะค่ะ”

 

 

เพราะส่วนใหญ่เธอก็อยู่กับลั่วอิง เธอจึงไม่เชื่อว่าลั่วเซ่าเชินจะกล้าทำอะไรเธอต่อหน้าลั่วอิงได้ เขาไม่กลัวว่าลูกจะได้เห็นภาพอะไรที่ไม่เหมาะสมเลยหรือ

 

 

“ได้ โจวโจว คุณพูดเองนะ” หลังจากนั้นลั่วเซ่าเชินก็เดินออกไปจากห้องน้ำ ในที่สุดถังโจวโจวก็ได้อาบน้ำอย่างสบายใจสักที

 

 

วันถัดมา เมื่อถังโจวโจวเลิกงานและไปรับลั่วอิงกลับมาแล้ว เธอก็ไม่ยอมห่างจากลั่วอิงเลยสักก้าว ลั่วเซ่าเชินเองก็ไม่ได้รีบร้อน เขาเฝ้ารอโอกาสอย่างเงียบๆ วันนี้เขาจะต้องทำให้ถังโจวโจวได้เห็นดีกัน ดูสิว่าเธอจะยังปากเก่งกับเขาอยู่อีกไหม

 

 

เมื่อลั่วอิงเข้านอน ลั่วเซ่าเชินก็รู้ว่าโอกาสของเขามาถึงแล้ว ในขณะที่ถังโจวโจวเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ ลั่วเซ่าเชินก็รีบลงไปอาบน้ำที่ห้องน้ำชั้นล่าง และเมื่อเขากลับมา ถังโจวโจวก็ยังไม่ออกมา

 

 

ถังโจวโจวคิดในขณะที่อาบน้ำว่าคำพูดของลั่วเซ่าเชินเมื่อวานนี้ทำให้เธอหวาดระแวง เขาอาจจะแค่พูดมันออกมาเพราะโมโห ถังโจวโจวไม่อยากจะทำความเข้าใจอะไรแล้ว ดังนั้นเธอจึงอาบน้ำอย่างสบายใจต่อไป

 

 

ทันทีที่เธอเปิดประตูห้องน้ำออก เธอก็เห็นร่างสูงใหญ่ของลั่วเซ่าเชินยืนอยู่หน้าประตู ถังโจวโจวตกใจจนรีบปิดประตูในทันที

 

 

แต่น่าเสียดายที่เธอไม่อาจชนะความเร็วและความแข็งแกร่งของลั่วเซ่าเชินได้ เขาเปิดประตูออกจนได้และถังโจวโจวก็ถูกขังอยู่ในห้องน้ำ เมื่อเห็นลั่วเซ่าเชินล็อกประตู ถังโจวโจวก็รู้ว่าแย่แล้ว ก่อนหน้านี้เธอไม่ควรชะล่าใจเลย เธอจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่าลั่วเซ่าเชินกำลังรอเธออยู่ตรงนั้นน่ะ

 

 

ถังโจวโจวคิดว่าผู้หญิงควรจะรู้จักผ่อนหนักให้เป็นเบา เธอจึงรีบเอ่ยขอความเมตตาในทันที “เซ่าเชิน เมื่อวานนี้ฉันผิดไปแล้ว ฉันไม่กล้าทำอีกแล้วค่ะ ลั่วอิงกำลังรอเราอยู่ข้างนอกนะ เรารีบออกไปกันเถอะ”

 

 

ถังโจวโจวหมายจะใช้ลั่วอิงเป็นทางหนีทีไล่ แต่น่าเสียดายที่ลั่วเซ่าเชินเอ่ยตัดบทอย่างไร้ความปรานี “ลั่วอิงไม่คิดถึงคุณตอนนี้หรอก เพราะป่านนี้เธอคงหลับปุ๋ยฝันดีไปถึงไหนต่อไหนแล้ว โจวโจว คุณเป็นห่วงตัวคุณเองจะดีกว่า เตรียมรับมือไว้ได้เลย”

 

 

เมื่อได้ยินวัตถุประสงค์ที่ไม่คิดจะปกปิดเลยสักนิดของลั่วเซ่าเชิน ถังโจวโจวก็ตกใจมากยิ่งขึ้น คราวนี้โทษของเธอช่างหนักหนา เธอควรจะยุติมันอย่างไร?

 

 

ถังโจวโจวคิดอยากจะบีบน้ำตาให้ลั่วเซ่าเชินเห็นใจ บางทีเขาอาจจะยอมปล่อยเธอไปก็ได้ถ้าเกิดว่าเขาใจอ่อนพอดี แต่น่าเสียดายที่ไม่ว่าเธอจะกะพริบตาถี่มากเท่าไร น้ำตาของเธอก็ไม่ยอมไหลออกมาสักหยด ลั่วเซ่าเชินเริ่มถอดเสื้อผ้าของเขาในขณะที่ถังโจวโจวกำลังคิดหาทางออก

 

 

ถังโจวโจวรีบปิดตา “ลั่วเซ่าเชิน คุณมันหน้าไม่อาย!” ใบหน้าของถังโจวโจวแดงก่ำเมื่อเห็นเขาถอดเสื้อผ้าไม่ให้สุ้มให้เสียง

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นถังโจวโจวเขินอายจึงพูดขึ้น “เมื่อวานคุณยังกล้าอยู่เลยไม่ใช่เหรอ ทำไมวันนี้แม้แต่จะมองก็ยังไม่กล้าเลยล่ะ โจวโจว รู้ไหมว่าเมื่อวานคุณยังถอด…”

 

 

ถังโจวโจวอยากจะอุดหูแน่นๆ เธอจะได้ไม่ต้องฟังลั่วเซ่าเชินรื้อฟื้นความหลัง แต่น่าเสียดายที่มือของเธอไม่พอใช้ ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถปิดหูได้เพราะเธอใช้มือปิดตาอยู่ ถังโจวโจวประสบปัญหาอยู่ครู่หนึ่ง ลั่วเซ่าเชินไม่อยากจะพูดคุยกับถังโจวโจวมากนัก เขาเสียเวลามามากพอแล้ว

 

 

ลั่วเซ่าเชินก้าวขาเดินไปข้างหน้าแค่เพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงตัวถังโจวโจว แต่ถังโจวโจวปิดตาแน่น เธอจึงไม่ได้รับรู้ถึงสถานการณ์ตอนนี้เลย ในขณะที่เธอไม่รู้ไม่เห็นนั้น ข้าศึกได้ประชิดตัวเธอเรียบร้อยแล้ว

 

 

“โจวโจว ลืมตามองผม”

 

 

ถังโจวโจวได้ยินเสียงของลั่วเซ่าเชินดังขึ้นใกล้ๆ ฟังดูแล้วท่าจะไม่ค่อยดี เธอจึงปิดตาแน่นไม่ยอมปล่อยมือ และส่ายหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย ปากก็เอาแต่พูดว่า “ไม่เอาค่ะ คุณนิสัยไม่ดี”

 

 

เธอหมายจะก้าวถอยหลัง แต่ทันทีที่เธอขยับ ลั่วเซ่าเชินก็คว้าตัวเธอเอาไว้ ทำให้ถังโจวโจวทรงตัวไม่อยู่ ร่างของเธอถลาเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของลั่วเซ่าเชิน

 

 

“โจวโจว คุณเป็นบังคับผมเองนะ!” น้ำเสียงติดตลกของลั่วเซ่าเชินดังก้องอยู่ข้างหูของถังโจวโจว ตอนนี้ถังโจวโจวสู้ลั่วเซ่าเชินไม่ได้ เธอสูญเสียโอกาสหนีเอาตัวรอดไปแล้ว “โจวโจว เอามือออก”

 

 

ทั้งที่ถังโจวโจวใช้มือปิดตาอยู่ เธอก็ใช้แขนขืนตัวเขาเอาไว้ด้วย ทำแบบนี้แล้วเขาจะเข้าใกล้เธอมากกว่านี้ได้อย่างไร ลั่วเซ่าเชินรู้ว่าถังโจวโจวได้ยินในสิ่งที่เขาพูดแต่ก็ยังไม่ยอมลดมือลง

ตอนที่ 197 เสียงเคาะประตู

 

 

           “ผมล้อเล่น ถ้าคุณเป็นอะไรไป ผมจะไม่ปล่อยให้โจรคนนั้นลอยนวลไปแน่ ดังนั้น คุณต้องพยายามมีชีวิตต่อไปนะ อย่าทำให้คนอื่นต้องเสียใจ” ลั่วเซ่าเชินเริ่มจริงจังขึ้นมา เขาไม่ได้มีท่าทีล้อเล่นเหมือนก่อนหน้านี้

 

 

           ถังโจวโจวไม่ได้ยินในสิ่งที่เธออยากจะได้ยิน แม้ว่าคำพูดเหล่านั้นจะสามารถสะท้อนความสำคัญของเธอในใจของลั่วเซ่าเชินได้ แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เธออยากจะได้ยินมากที่สุด

 

 

“แค่นี้เองหรือคะ” ถังโจวโจวถามด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย นี่เขาจะพูดอย่างอื่นไม่ได้เลยหรือ

 

 

ลั่วเซ่าเชินหรี่ตาและโน้มตัวลงไปมองใบหน้าของถังโจวโจวใกล้ๆ “แล้วคุณต้องการอะไรอีกล่ะ” ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าถังโจวโจวต้องการอะไร เพียงแต่ตอนนี้เขายังไม่กล้ารับประกัน ลั่วเซ่าเชินจึงทำได้แค่เพียงให้คำตอบอย่างกว้างๆ เท่านั้น

 

 

ถังโจวโจวค่อยๆ ปลอบโยนตัวเอง ฉันไม่ได้คาดหวังอยู่แล้วนี่ ทำไมฉันถึงต้องถามอะไรแบบนั้นออกไปด้วย

 

 

“ฉันไม่ต้องการอะไรแล้วค่ะ” เธอไม่ได้ต้องการอะไรเลย ขอแค่รักษาสภาพที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ไว้ได้ก็เพียงพอแล้ว

 

 

ทันใดนั้นเองก็มีจูบหนึ่งประทับลงบนแก้มของถังโจวโจว ถังโจวโจวไม่เข้าใจว่าลั่วเซ่าเชินกำลังคิดอะไรอยู่ เธอได้แต่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นแล้วปล่อยให้เขาทำตามอำเภอใจ ลั่วเซ่าเชินจูบเธออีกครั้ง แต่ถังโจวโจวก็ยังคงไม่ไหวติง

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าถังโจวโจวไม่ได้รู้สึกอะไรกับการแสดงออกของเขา เขาก็ไม่ค่อยสบอารมณ์ และทันทีที่เขายื่นแขนออกไปคว้าตัวเธอมา ถังโจวโจวก็ตกอยู่ในอ้อมแขนของเขาอย่างรวดเร็ว “ไม่ชอบเหรอ?”

 

 

“เปล่าค่ะ” ถังโจวโจวตอบทันควัน ลั่วเซ่าเชินมองดูริมฝีปากของเธอที่ไม่มีรอยยิ้มพึงพอใจเลยสักนิด ถังโจวโจวมักจะแสดงความรู้สึกผ่านสีหน้าของเธอโดยตลอด ดังนั้นลั่วเซ่าเชินจึงมองเธอออกในทุกๆ ครั้ง

 

 

ลั่วเซ่าเชินก้มศีรษะลงมาอีกครั้ง ถังโจวโจวสัมผัสได้ว่าริมฝีปากของเขาขบเม้มที่ริมฝากของเธอเบาๆ ราวกับว่าต้องการจะลงโทษเธอที่เธอพูดโกหกเมื่อครู่นี้ ถังโจวโจวไม่ได้รู้สึกเจ็บ กลับกันเธอรู้สึกคันยุบยิบที่หัวใจ

 

 

ถังโจวโจวก็ไม่ยอมน้อยหน้า เธอขบเขากลับไปเบาๆ ท่อนแขนของลั่วเซ่าเชินโอบอยู่ที่เอวของถังโจวโจว แขนอีกข้างหนึ่งที่เหลือค่อยๆ เคลื่อนต่ำลงไป

 

 

ไฟในดวงตาของลั่วเซ่าเชินยิ่งลุกโชน เขาอยากจะกลืนกินถังโจวโจวเข้าไปทั้งตัว

 

 

ลั่วเซ่าเชินอุ้มถังโจวโจวขึ้นทันที และในขณะที่เขากำลังจะวางเธอลงบนเตียง ประตูห้องก็ถูกเคาะขึ้น ลั่วเซ่าเชินไม่อยากจะสนใจ เขาซุกไซ้เข้าไปที่ซอกคอของถังโจวโจวและฝากรอยแดงทิ้งเอาไว้ ลั่วเซ่าเชินมีความสุขมาก นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าถังโจวโจวเป็นของเขา เป็นของเขาแค่คนเดียว

 

 

เสียงเคาะประตูยังคงดังอย่างต่อเนื่อง และในที่สุดถังโจวโจวก็ได้สติท่ามกลางอารมณ์เคลิบเคลิ้มนั้น เธอรีบผลักลั่วเซ่าเชินออก ก่อนจะพบว่าภายในไม่กี่นาทีนี้ เสื้อผ้าของเธอหลุดลุ่ยไปได้ถึงขนาดนี้เลยหรือ เธอถลึงตาใส่ลั่วเซ่าเชิน

 

 

ลั่วเซ่าเชินที่จู่ๆ ก็ถูกถังโจวโจวผลักออกตกตะลึงไปชั่วขณะ เขานึกไม่ถึงเลยว่าถังโจวโจวจะกล้าทำแบบนี้กับเขา คนที่อยู่ข้างนอกสำคัญกว่าเขาในตอนนี้อีกอย่างนั้นหรือ!

 

 

ถังโจวโจวลุกพรวดขึ้นทันที เธอไม่สนใจว่าลั่วเซ่าเชินจะรู้สึกอย่างไร เธอจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ ก่อนจะเปิดประตู “ลั่วอิง เป็นอะไรไปคะ” ถังโจวโจวมองดูใบหน้าของลั่วอิงที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา แล้วย่อตัวลงไป แววตาของเธอเจ็บปวด เธอปาดเช็ดน้ำตาให้ลั่วอิงและเอ่ยถามเบาๆ

 

 

“แม่โจวโจวขา หนูฝันร้าย”

 

 

ลั่วอิงอยู่ในชุดนอนลายสนูปี้ ถือตุ๊กตาหมีตัวเล็กๆ ไว้ในอ้อมแขน เธอถลาตัวเข้าไปในอ้อมแขนของถังโจวโจว ถังโจวโจวรีบกอดเธอเอาไว้และกล่อมเธอเบาๆ ว่า “โอ๋ ไม่ต้องกลัวนะคะ ลั่วอิงกล้าหาญที่สุด คืนนี้แม่โจวโจวจะนอนเป็นเพื่อนหนูเอง ดีไหมคะ”

 

 

“ดีค่ะ” น้ำเสียงของลั่วอิงยังคงเจือไปด้วยเสียงสะอื้น เนื่องจากเธอยังไม่ลืมฝันร้ายเมื่อครู่นี้ ถังโจวโจวอุ้มเธอเข้ามาในห้องนอน ก่อนจะวางเธอลงบนเตียง ถังโจวโจวลงไปนอนตะแคงข้างและตบกล่อมลั่วอิงเบาๆ จนกระทั่งลั่วอิงค่อยๆ หลับไป

 

 

 

 

ตอนที่ 198 สานต่อ

 

 

           ลั่วเซ่าเชินมองดูลั่วอิงด้วยความกลัดกลุ้ม เขานึกว่าวันนี้เขาจะได้นอนกับถังโจวโจวแค่สองต่อสอง แต่จู่ๆ ลั่วอิงก็เข้ามาขัดจังหวะ ทำเอา ‘เรื่องดีๆ’ ของเขาพังไม่เป็นท่า ลั่วเซ่าเชินเหลือบมองดูร่างกายของตัวเองที่ยังคงตื่นตัวอยู่ เขาจึงทำได้แค่เพียงเดินเข้าไปในห้องน้ำอย่างหงอยเหงา

 

 

           ถังโจวโจวไม่สนใจว่าตอนนี้ร่างกายของลั่วเซ่าเชินนั้นจะทรมานมากแค่ไหน เพราะสมาธิของเธอจดจ่ออยู่ที่ลั่วอิงหมดแล้ว เธอรู้ว่าเป็นเพราะเหตุการณ์ลักพาตัวในครั้งนั้น ที่ทำให้ลั่วอิงยังฝันร้ายได้ง่ายมาก เธอมักจะตื่นขึ้นมาหลายๆ ครั้งในช่วงกลางดึก

 

 

           ดูเหมือนว่าจะต้องเชิญคุณหมอจางมาอีกสักสองสามครั้ง เพื่อที่เขาจะได้ให้คำแนะนำดีๆ กับลั่วอิง ปล่อยไว้แบบนี้มันไม่ใช่หนทางแก้ที่ดีเลย ลั่วอิงดูปกติมากในเวลากลางวัน แต่พอตกดึก เธอก็มักจะฝันร้าย

 

 

           หลังจากที่ลั่วเซ่าเชินเข้าไปสงบสติอารมณ์ในห้องน้ำแล้ว ถังโจวโจวก็กล่อมลั่วอิงจนหลับสนิทไปพอดี เธอเห็นสีหน้าดำคล้ำของลั่วเซ่าเชิน แต่เธอก็เมินเขาและเดินไปหยิบเสื้อผ้า ก่อนจะเข้าไปในห้องน้ำ

 

 

นึกไม่ถึงเลยว่าลั่วเซ่าเชินก็จะตามเข้ามาด้วย ถังโจวโจวกลัวว่าลั่วอิงจะตื่น เธอจึงทำได้แค่เพียงเอ็ดเขาเบาๆ “คุณจะทำอะไร ออกไปนะ” จากความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น ถังโจวโจวคิดว่าครั้งนี้ลั่วเซ่าเชินก็น่าจะใช้วิธีเดิมอีกครั้ง เธอไม่ยอมให้เขาทำสำเร็จหรอก

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นถังโจวโจวเข้าไปในห้องน้ำ พอดีกับที่เขาเห็นว่าลั่วอิงก็หลับอยู่ เขาจึงเกิดความคิดนี้ขึ้น ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าวิธีนี้นี่แหละดี

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่ยอมถอยออกไป “โจวโจว วันนี้คุณน่าจะเหนื่อยแล้ว ให้ผมช่วยคุณแล้วกันนะ”

 

 

เมื่อนึกถึงความสุขที่กำลังจะเกิดขึ้น ลั่วเซ่าเชินก็เตรียมจะปลดเปลื้องเสื้อผ้าของถังโจวโจวให้อย่างมีน้ำใจ ถังโจวโจวรีบฟาดฝ่ามือลงบนมือของเขาทันที “ฉันไม่ต้องการความหวังดีประสงค์ร้ายของคุณหรอกค่ะ ฉันไม่รู้นะว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ลั่วอิงนอนอยู่ข้างนอกนะคะ คุณยังจะกล้าทำอะไรแบบนี้อีก คุณคิดจะทำยังไงถ้าเธอตื่นขึ้นมาน่ะ?”

 

 

คำเตือนของถังโจวโจวนั้นไม่ได้ร้ายแรงสำหรับลั่วเซ่าเชิน เมื่อครู่นี้เขาเห็นกับตา ลั่วอิงจะตื่นขึ้นมาได้อย่างไรในเมื่อเธอหลับสนิท นี่เป็นเพียงแค่ข้ออ้างของถังโจวโจว หากเขาไม่ทำให้มันสำเร็จในวันนี้ เขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องรอไปจนถึงเมื่อไร

 

 

ลั่วเซ่าเชินยังยืนยันไม่ยอมถอยออกไป ถังโจวโจวก็เลยติดอยู่ในห้องน้ำไปด้วย ถังโจวโจวไม่อยากจะเจรจากับลั่วเซ่าเชินอีกต่อไปแล้ว แต่แค่ชั่วพริบตาเดียว เธอก็คิดวิธีดีๆ ออก

 

 

ถังโจวโจวยิ้มยั่วยวน “เซ่าเชิน คุณต้องการจริงๆ หรือคะ” เธอเอ่ยถามเสียงหวานพลางแหวกอกเสื้อออกเล็กน้อย

 

 

ลั่วเซ่าเชินชื่นชมภาพความงามรำไรที่อยู่เบื้องหน้า สายตาของเขาจับจ้องไปที่จุดสำคัญ และเมื่อได้ยินคำถามของถังโจวโจว เขาก็ตอบกลับไปในทันที “แน่นอนสิ โจวโจว ผมไม่ได้สัมผัสคุณมานานแค่ไหนแล้ว หรือคุณไม่ต้องการ?”

 

 

ตั้งแต่เกิดเรื่องนั้นขึ้น ลั่วอิงก็นอนอยู่ด้วยกันกับพวกเขา ซึ่งนั่นทำให้ลั่วเซ่าเชินไม่กล้าทำอะไรเลยสักอย่าง ด้วยกลัวว่าลั่วอิงจะเห็นภาพที่ไม่เหมาะสมเข้า วันนี้กว่าลั่วอิงจะยอมกลับไปนอนคนเดียวได้มันไม่ใช่ง่ายๆ เขานึกว่าวันนี้เขาจะได้มีค่ำคืนที่แสนสวยงาม แต่แล้วจู่ๆ ก็ถูกลั่วอิงทำลายเสียสิ้น

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่เชื่อหรอกว่าถังโจวโจวจะไม่ต้องการ ตอนนี้ลั่วอิงกำลังหลับอยู่ หากไม่คว้าโอกาสดีๆ แบบนี้ไว้ก็โง่เต็มทนแล้ว

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นถังโจวโจวค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อของตัวเองออก เขาก็รู้สึกว่าลำคอของเขานั้นแห้งผากราวกับว่ามีใครเอาผงขี้เถ้ามาโรยไว้ “โจวโจว เร็วหน่อย”

 

 

“อย่าใจร้อนสิคะ เซ่าเชิน ถึงยังไงเราก็มีเวลาทำ…” ถังโจวโจวค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ลั่วเซ่าเชิน ความจริงแล้วเธอเองก็อยากจะใกล้ชิดกับเขาอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ถ้าเธอไม่ให้บทเรียนกับเขาในวันนี้ คราวหน้าเขาก็จะทำแบบนี้กับเธออีก ดังนั้นถังโจวโจวจึงทำได้แค่เพียงอดทนอยู่ในใจ

 

 

ถังโจวโจวเดินเข้าไปใกล้ลั่วเซ่าเชินมากยิ่งขึ้น เธอปลดกระดุมจนเกือบจะหมดแล้ว ลั่วเซ่าเชินมองดูภาพอันแสนสวยงามที่อยู่เบื้องหน้า ผิวกายของถังโจวโจวนั้นขาวนวลเนียน หน้าอกหน้าใจกลมกลึงของเธอทั้งสองข้างก็ไม่อาจทำให้เขาละสายตาได้ ยามปกติเมื่อถังโจวโจวสวมเสื้อผ้าก็จะไม่ค่อยเห็นทรวดทรงของเธอเท่าไรนัก แต่พอเธอถอดเสื้อผ้าออกหมดแล้วนั้น มันก็จะเด่นชัดขึ้นมาทันที

ตอนที่ 195 ลั่วเซ่าเชินโกรธ 

 

 

           ถังโจวโจวนึกไม่ถึงเลยว่าลั่วเซ่าเชินจะรู้จักกับพวกนักเลงหัวไม้ด้วย เขาดูไม่น่ารู้จักกับคนแบบนี้เลยจริงๆ 

 

 

“อาเชินรู้จักกับพี่หลงก่อนผมเสียอีก ผมเองก็รู้จักพี่หลงเพราะอาเชินนั่นแหละ โจวโจว เดี๋ยววันหลังคุณก็รู้เองว่าอาเชินยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่คุณไม่รู้” กระแสน้ำวนในแววตาของฟังหยวนใกล้จะดูดถังโจวโจวเข้าไปแล้ว 

 

 

ฟังหยวนจอดรถส่งถังโจวโจวถึงหน้าบ้าน “รีบเข้าบ้านเถอะ” 

 

 

“คุณจะไม่เข้าไปนั่งพักสักหน่อยหรือคะ” 

 

 

“ไม่ดีกว่าครับ ดึกมากแล้ว เดี๋ยวอาเชินมาเห็นเข้าแล้วจะหึงเอาได้” 

 

 

เมื่อถังโจวโจวมองออกไปนอกหน้าต่างรถ จู่ๆ เธอก็พูดออกมาว่า “ตอนนี้เขาก็น่าจะหึงอยู่นะคะ” 

 

 

“?” ฟังหยวนเกิดความสงสัย เมื่อเห็นถังโจวโจวมองไปยังฝั่งตรงข้าม เขาก็หันหน้ามองตามไปด้วย แล้วเขาก็เห็นลั่วเซ่าเชินยืนมองพวกเขาอยู่ตรงบันไดหน้าบ้าน 

 

 

ลั่วเซ่าเชินก้าวขาเดินมาที่รถ ถังโจวโจวจึงรีบเปิดประตูและลงจากรถ “เซ่าเชิน ทำไมวันนี้คุณถึงกลับเร็วนักล่ะคะ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่ได้สนใจเธอ เขาเพียงจับมือเธอไว้ สายตาจ้องมองฟังหยวนแล้วพูดว่า “อาหยวน ไม่เข้ามานั่งพักในบ้านสักหน่อยเหรอ” 

 

 

ถังโจวโจวมองเห็นอารมณ์โกรธของลั่วเซ่าเชินที่ปกปิดไม่มิดเลยสักนิด เธอพยายามเกลี้ยกล่อมเขาว่า “เซ่าเชิน คุณอย่าเข้าใจผิดนะคะ วันนี้ฟังหยวนช่วยฉันเอาไว้” 

 

 

ตอนนี้ลั่วเซ่าเชินไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น เขารู้แต่เพียงว่าที่ถังโจวโจวกลับบ้านดึกขนาดนี้ เป็นเพราะเธออยู่กับฟังหยวน ถ้าวันนี้เขาไม่ได้กลับบ้านเร็ว เขาก็จะไม่รู้เรื่องนี้ใช่ไหม? 

 

 

ไม่มีคำอธิบายหลุดออกมาจากปากของเธอเลยสักคำ ซ้ำเธอยังช่วยพูดให้ฟังหยวนอีก ไหแห่งความหึงของลั่วเซ่าเชินพลิกคว่ำในทันที แม้แต่คนที่ยืนอยู่ไกลๆ ก็ยังได้กลิ่นความหึงหวงที่เข้มข้นนั้น 

 

 

ฟังหยวนเหยียดยิ้มออกมา “อาเชิน ดึกมากแล้ว ฉันคิดว่าควรจะกลับดีกว่า ฉันเชื่อว่าถังโจวโจวจะอธิบายให้นายฟังทั้งหมดเอง แต่ถ้านายยังหึงอยู่ ฉันเองก็จนปัญญาเหมือนกัน …ผมไปก่อนนะ โจวโจว” 

 

 

“ค่ะ ขับรถดีๆ นะคะ” ถังโจวโจวมองดูฟังหยวนขับรถออกไป ในขณะที่ลั่วเซ่าเชินก็ยังคงโกรธอยู่ ราวกับว่าถังโจวโจวทำเรื่องที่ผิดบาปต่อเขา 

 

 

ถังโจวโจวแค่คิดว่าความโกรธของลั่วเซ่าเชินนั้นเกิดขึ้นปุบปับ เธอเพิ่งจะพูดไปเองว่ามันไม่ใช่อย่างที่เขาคิด แล้วทำไมเขาถึงยังโกรธไม่เลิกล่ะ 

 

 

เมื่อครู่นี้ฟังหยวนยังอยู่ด้วย ถังโจวโจวจึงต้องไว้หน้าลั่วเซ่าเชิน แต่ตอนนี้เหลือแค่พวกเขาสองคนแล้ว ถังโจวโจวก็หมุนตัวเดินเข้าไปในบ้าน 

 

 

“ถังโจวโจว คุณไม่คิดจะอธิบายสักนิดเลยเหรอ” ลั่วเซ่าเชินตะโกนจากด้านหลัง 

 

 

ถังโจวโจวชะงักหยุดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินต่อไปเรื่อยๆ เขาแค่ได้ยินรางๆ ว่า “ถ้าคุณอยากจะรับลมหนาวอยู่ข้างนอก ฉันก็คงจะอยู่เป็นเพื่อนคุณไม่ได้ค่ะ” วันนี้ถังโจวโจวไปวิ่งไล่ตามเจ้าหัวขโมยมา เธอวิ่งอยู่นานมาก ตอนนี้จึงรู้สึกเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวไปหมด เธอแค่อยากจะหาที่นั่งพักสักหน่อย 

 

 

ลั่วเซ่าเชินอยากจะทำลายข้าวของ แต่รอบตัวเขามีแต่ต้นไม้ใบหญ้า มีข้าวของให้เขาทำลายเสียที่ไหน เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเดินตามถังโจวโจวเข้าไปในบ้าน 

 

 

ภายในบ้านนั้นเงียบเชียบ ถังโจวโจวรีบเดินขึ้นไปชั้นบน ด้วยกลัวว่าอีกเดี๋ยวหากเธอทะเลาะกับลั่วเซ่าเชิน มันจะไม่ดีต่อป้าหลิวและลั่วอิง 

 

 

ทันทีที่ถังโจวโจวถอดเสื้อโค้ทแล้วพาดมันลงบนเก้าอี้ ลั่วเซ่าเชินก็ตามเข้ามา “ถังโจวโจว ทีนี้คุณจะอธิบายให้ผมฟังได้หรือยังว่ามันเกิดอะไรขึ้น” 

 

 

น้ำเสียงคาดคั้นของลั่วเซ่าเชินทำให้ถังโจวโจวไม่ชอบใจอย่างมาก เธอจึงแค่พูดกลับไปอย่างจืดชืดว่า “คุณไม่เคยเชื่อใจฉันเลยใช่ไหมคะ” 

 

 

เธอแค่ไปกินข้าวกับฟังหยวนเท่านั้นเอง ลั่วเซ่าเชินถึงขั้นต้องใช้น้ำเสียงบีบบังคับให้เธอตอบคำถามอย่างนี้เลยหรือ เขาเคยพูดว่าหากพวกเราเจอปัญหาอะไร ก็ขอให้พวกเราใจเย็น ค่อยๆ คุยกัน ปรึกษากัน ที่แท้มันก็แค่คำโกหก! 

 

 

 

 

 

ตอนที่ 196 ฝันไปเถอะ! 

 

 

           เมื่อได้ยินน้ำเสียงเย็นชาของถังโจวโจว ลั่วเซ่าเชินก็ตระหนักได้ว่าน้ำเสียงของเขาเองก็ไม่ค่อยถูกต้องนัก เขาจึงปรับน้ำเสียงและถามอย่างอ่อนโยนขึ้น “โจวโจว ผมแค่เป็นห่วงคุณ” 

 

 

“แต่ความห่วงใยของคุณทำให้ฉันไม่สบายใจ หากนี่เป็นความห่วงใยของคุณจริงๆ ฉันขอไม่รับมันไว้ดีกว่า” ถังโจวโจวพูดประชด 

 

 

ลั่วเซ่าเชินที่กำลังจะปะทุอารมณ์โกรธ เห็นว่าถังโจวโจวตาแดง ไฟโกรธนั้นก็มอดดับไป “อย่าร้องไห้เลยนะ ผมไม่ถามแล้วก็ได้” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินรีบเอ่ยขอความเมตตาในทันที เพราะเขารู้ว่าฟังหยวนคิดอะไรกับถังโจวโจว แต่น่าเสียดายที่ถังโจวโจวก็ยังคงติดต่อกับเขาอยู่ ราวกับคนซื่อที่ไม่รู้ว่าวันไหนจะถูกหมาป่าเขมือบกินเข้าไป เขาจึงต้องคอยจับตาดูเอาไว้เป็นพิเศษ 

 

 

ถังโจวโจวเงยหน้าขึ้นเพื่อบังคับให้น้ำตาไหลกลับไป ลั่วเซ่าเชินยอมแพ้ในทันที เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวทำแบบนั้น “เอาละ ผมไม่ถามแล้วจริงๆ ผมเชื่อคุณนะ ผมเชื่อคุณ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินมาพูดเอาตอนนี้ ถังโจวโจวก็รู้สึกมันสายไปเสียแล้ว เธอหันหน้าหนีและไม่อยากจะสนใจเขา ลั่วเซ่าเชินจำต้องนั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างๆ ก่อน เพื่อรอให้อารมณ์ของถังโจวโจวกลับคืนสู่สภาวะปกติ 

 

 

ถังโจวโจวไม่ได้ยินลั่วเซ่าเชินพูดอะไรอีก และเมื่อเธอหันกลับไปมอง เธอก็พบว่าเขากำลังนั่งอยู่ตรงนั้นอย่างสบายใจ เขาดูอารมณ์ดีเป็นปกติจนถังโจวโจวถึงกับขมวดคิ้ว “ลั่วเซ่าเชิน เมื่อครู่นี้คุณยังจะตีกับฉันอยู่เลยไม่ใช่เหรอ” 

 

 

นี่มันอะไรกัน จู่ๆ ทุกอย่างก็กลายเป็นแบบนี้ได้อย่างไร เขานึกจะนิ่งเฉย เขาก็ทำได้เลยอย่างนั้นหรือ ถังโจวโจวสับสนเป็นอย่างมาก 

 

 

“ผมอยากจะทะเลาะกับคุณที่ไหนกัน ผมแค่ถามคุณเฉยๆ แต่ในเมื่อคุณโกรธ ผมก็ไม่อยากถามคุณแล้ว” ใช่สิ ก็เขาเป็นคนหยิบเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูดนี่ แต่ตอนนี้เขาอยากจะจบเรื่องแล้ว ไม่ได้หรืออย่างไร 

 

 

“คุณอยากฟังฉันอธิบายไม่ใช่หรือคะ ตอนนี้ฉันจะอธิบายให้คุณฟัง คุณต้องตั้งใจฟังให้ดีๆ นะคะ” ถังโจวโจวขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เน้นชัดถ้อยชัดคำในประโยคหลัง หากลั่วเซ่าเชินนั่งใกล้เธออีกนิด เธอก็อาจจะกัดเขาไปแล้ว 

 

 

“โอเค ผมจะตั้งใจฟัง” แววตาขบขันของลั่วเซ่าเชินถูกหนังสือปิดบังเอาไว้ เขาไม่เห็นจำเป็นต้องพูดอะไรเลย ถังโจวโจวก็เปิดปากเล่ามันออกมาเอง เพียงแต่ที่เขาหัวเราะได้ในตอนนี้ ไม่รู้ว่าหลังจากที่เขาได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้วเขายังจะหัวเราะต่อได้อีกไหม 

 

 

ถังโจวโจวเริ่มเล่าเรื่องที่เธอเจอกับหัวขโมยคนนั้น ยิ่งลั่วเซ่าเชินได้ฟังเขาก็ยิ่งนิ่งเงียบ ถังโจวโจวเล่าความจริงที่เธอได้เจอไปเรื่อยๆ อย่างละเอียด 

 

 

“เอาละ ไม่ต้องเล่าแล้ว” ลั่วเซ่าเชินนึกไม่ถึงเลยว่าเรื่องมันจะเป็นแบบนี้ เขาไม่รู้จะเอ็ดถังโจวโจวอย่างไรดี จึงได้แต่พูดอย่างโมโหว่า “ถังโจวโจว นี่คุณยังมีหัวสมองอยู่หรือเปล่า จะไปวิ่งไล่ตามมันทำไม คุณรู้ไหม เกิดมันแทงคุณขึ้นมา แล้วคุณจะทำยังไง?” 

 

 

ถังโจวโจวไม่ได้คาดคิดเลยว่าลั่วเซ่าเชินจะเป็นกังวลในเรื่องนี้ ชั่วขณะหนึ่ง เธอไม่รู้ว่าควรจะตอบเขาว่าอย่างไร เธอจึงพูดอ้อมๆ แอ้มๆ ว่า “คะ…คือ ตอนนั้นฉันไม่ทันได้คิดน่ะค่ะ” 

 

 

ในตอนนั้นเธอรู้แค่ว่ากระเป๋าของเธอถูกขโมย ภายในนั้นมีของสำคัญหลายชิ้น เธอจึงรีบตามเขาไป ไม่มีเวลามาคิดอะไรให้มากมาย 

 

 

ลั่วเซ่าเชินอยากจะเคาะหัวของเธอเสียจริงๆ “คราวหน้าถ้าคุณเจอเรื่องแบบนี้อีก ก็อย่าวิ่งตามมันไป เกิดคุณเป็นอะไรไปจะทำยังไง” 

 

 

“คุณจะทำยังไง” 

 

 

“อะไร?” ลั่วเซ่าเชินไม่เข้าใจคำถามของถังโจวโจว 

 

 

“ฉันหมายถึงว่าถ้าฉันเป็นอะไรไป คุณจะทำยังไงคะ” ถังโจวโจวค่อยๆ สืบเท้าเข้าไปใกล้ เธอเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้นด้วยกลัวว่าลั่วเซ่าเชินจะได้ยินไม่ชัด 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเธอตั้งท่าคาดคั้นจะเอาคำตอบ เขาจึงหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกมาช้าๆ ว่า “ถ้าคุณเป็นอะไรไป ผมก็จะหาแม่เลี้ยงใหม่ให้ลั่วอิง เพราะถึงยังไงคุณก็ไม่ได้เห็นคุณค่าของมันอยู่แล้วนี่ แล้วจากนั้นพวกเราสามคนก็จะใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุข” 

 

 

ถังโจวโจวสบถออกมา “ฝันไปเถอะ!” เธอกำลังนึกถึงคำตอบแบบนี้อยู่เลย แล้วเขาก็ดันพูดออกมาจริงๆ เธอจะไม่ยอมให้เขาทำอย่างนั้นแน่นอน 

ตอนที่ 193 รับประกัน 

 

 

           ถังโจวโจวไม่ยอมรับชามนั้นไป ฟังหยวนจึงยื่นส่งให้อีกครั้ง “คุณจะคิดมากไปทำไม แค่ได้กระเป๋ากลับมาก็พอแล้ว เดี๋ยวถ้าอะไรหายไป ผมรับผิดชอบเอง” 

 

 

“จริงหรือคะ” 

 

 

“จริงสิ ผมยังจะโกหกคุณได้อีกเหรอ” 

 

 

เมื่อได้ยินฟังหยวนพูดเช่นนั้น ถังโจวโจวก็เริ่มขยับตะเกียบ ฟังหยวนคีบเมนูโปรดของถังโจวโจวไปไว้ในชามของเธอ ถังโจวโจวมองดูกับข้าวที่อยู่ในชามที่ยิ่งถมก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่เธอจะรีบเอ่ยห้ามฟังหยวนว่า “ไม่ต้องคีบแล้วค่ะ ฉันกินไม่หมด” 

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาล เมื่อมองดูกับข้าวกองใหญ่ที่อยู่ในชาม มือของฟังหยวนที่กำลังจะคีบซี่โครงไปไว้ในชามของถังโจวโจวถึงกับชะงักกึก เขาดึงมือข้างนั้นกลับไปอย่างไม่เป็นธรรมชาติ “ผมไม่ทันสังเกตน่ะ คุณอย่าจ้องผมแบบนี้สิ รีบกินเถอะ” 

 

 

           ฟังหยวนกลับมาตั้งหน้าตั้งตารับประทานอาหารที่อยู่ในชามของตัวเอง และทันใดนั้นเอง ถังโจวโจวก็รู้สึกว่าบรรยากาศมันผิดแปลกไป เธอมองเห็นท่าทางหดหู่ของฟังหยวน จากนั้นก็มองไปที่โต๊ะอาหาร แล้วจู่ๆ เธอก็ขยับตะเกียบกลางคีบอาหารบางอย่างไปใส่ไว้ในชามของฟังหยวน 

 

 

“ขอบคุณที่เลี้ยงข้าวฉันนะคะ ในเมื่อคุณคีบกับข้าวให้ฉัน ฉันเองก็ต้องคืนให้คุณบ้าง” ฟังหยวนเห็นน่องไก่ในชาม แม้ว่าเขาจะไม่ได้ชอบกินมากนัก แต่สุดท้ายแล้วเขาก็คีบมันใส่ปากอยู่ดี เพราะถังโจวโจวเป็นคนคีบมาให้เขา 

 

 

ถังโจวโจวพยายามกำจัดภูเขาก้อนเล็กๆ ที่อยู่ตรงหน้าเธอ แต่ไม่รู้ทำไมถังโจวโจวถึงรู้สึกว่ายิ่งกินมันยิ่งเยอะ จนกระทั่งเธอกินจนพุงยื่น โดยที่กับข้าวในชามเพิ่งจะพร่องไปได้นิดเดียว เห็นได้ชัดเลยว่าฟังหยวนคีบอาหารมาให้เธอมากแค่ไหน 

 

 

ถังโจวโจวมองฟังหยวนด้วยสีหน้าลำบากใจ “ฉันกินไม่ลงแล้ว” 

 

 

น้ำเสียงออดอ้อนของเธอ ทำเอาฟังหยวนตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบรับคำว่า “ถ้ากินไม่ลงแล้วก็ไม่ต้องกินหรอก” เขาไม่ได้บังคับให้เธอกินจนหมดเสียหน่อย ใครใช้ให้เธอเอาจริงเอาจังขนาดนั้นล่ะ 

 

 

“แต่ฉันยังเห็นมันวางอยู่ตรงหน้านี่ มันเปลืองนะคะ” ถังโจวโจวทนเห็นการสิ้นเปลืองแบบนี้ไม่ได้ เธอคิดว่าอาจเป็นเพราะเธอเคยลำบากมาก่อน ดังนั้นเธอจึงยอมกินให้ท้องแตกตาย ดีกว่าปล่อยให้ของเหลืออยู่ตรงหน้าแบบนี้ 

 

 

“ไม่เป็นไร ผมไม่ได้ขอให้คุณออกเงินนี่ คุณไม่เป็นห่วงเรื่องของของคุณแล้วเหรอ” เมื่อฟังหยวนเห็นว่าถังโจวโจวเอาแต่สนใจเรื่องอาหารที่ยังเหลือ เขาจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเป็นเรื่องอื่น และแล้วถังโจวโจวก็ถูกดึงดูดความสนใจจนได้ 

 

 

“เจอกระเป๋าแล้วหรือคะ” เธอไม่เห็นเขารับโทรศัพท์เลยสักครั้ง แล้วเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าทางนั้นหากระเป๋าของเธอเจอแล้ว จู่ๆ ถังโจวโจวก็รู้สึกว่าฟังหยวนนั้นลึกลับมาก จนเธอแทบจะไม่รู้จักเขาด้วยซ้ำ 

 

 

“ใกล้แล้วล่ะ” ฟังหยวนมองไปที่โทรศัพท์ครู่หนึ่ง ก่อนจะมองดูท่าทางสนอกสนใจของถังโจวโจว เขาอธิบายให้เธอฟังช้าๆ ว่า “ตอนที่คุณเล่าให้ผมฟัง ผมก็ส่งข้อความไปหาเพื่อนแล้ว เขาเป็นคนรับผิดชอบในส่วนนี้ แค่เขาส่งคนออกไป เรื่องตามหากระเป๋าของคุณกลับมามันก็กลายเป็นเรื่องง่ายน่ะ” 

 

 

“มิน่าล่ะ ที่แท้คุณก็มีพรรคพวก!” ถังโจวโจวยังคิดอยู่เลยว่าทำไมเขาถึงพูดได้อย่างสบายใจ ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง “แล้วอีกเดี๋ยวเขาจะมาไหมคะ” 

 

 

ถังโจวโจวอยากรู้ว่าพรรคพวกของเขานั้นน่ากลัวไหม จะโหดร้ายจนคนธรรมดาทั่วไปไม่กล้าสบตาหรือเปล่า 

 

 

ฟังหยวนเดาออกว่าถังโจวโจวกำลังคิดอะไรอยู่ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เขาดูออก “ไม่ต้องคิดไปไกลหรอก เขาไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น” 

 

 

“คุณรู้ได้ยังไงคะว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่” ทันทีที่ถังโจวโจวหลุดปากออกมา เธอก็รีบใช้มือปิดปากตัวเองเอาไว้ แต่น่าเสียดายที่คำพูดเหล่านั้นมันหลุดออกไปหมดแล้ว 

 

 

“ก็ท่าทางของคุณไงล่ะ แค่เห็นก็ดูออกแล้ว เดี๋ยวพอคุณได้เจอ คุณก็รู้เองแหละว่าเขาเป็นคนยังไง” กับคนที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน ถังโจวโจวมักจะมีความคิดแบบนี้ ความจริงแล้วพวกนักเลงหัวไม้กับคนทั่วๆ ไปก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกันมาก เพียงแต่ข่าวลือที่เคยได้ยินมากลับทำให้คนมีภาพจำที่ไม่ดีก็เท่านั้น 

 

 

 

 

 

ตอนที่ 194 พี่หลง 

 

 

           หลังจากกินข้าวเสร็จ ฟังหยวนก็บอกให้พนักงานเสิร์ฟมาเก็บจานไป จากนั้นก็สั่งให้ชงชาดีๆ มาหนึ่งกา เพียงไม่นานเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น “เชิญ” 

 

 

           ฟังหยวนยืดตัวตรง ทำเอาถังโจวโจวประหม่าตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถังโจวโจวนึกถึงคนที่กำลังจะมา เธอก็ยิ่งหวั่นเกรง ถังโจวโจวรู้สึกว่าแค่ตัวเธอไม่สั่น นั่นก็นับว่าเธอเก่งมากแล้ว 

 

 

เมื่อประตูเปิดออก ถังโจวโจวก็เห็นชายวัยกลางคนที่ดูทะมัดทะแมงคนหนึ่งเดินเข้ามา และเมื่อเขาเห็นฟังหยวน เขาก็ยิ้ม “คุณชายฟัง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ!” 

 

 

ลักษณะนิสัยของคนที่เพิ่งจะเข้ามาดูตรงไปตรงมาเป็นอย่างมาก เขาดูเป็นคนที่คล่องแคล่วแข็งแรง เขาสวมเสื้อคลุมสีเขียว ผมสั้นเกรียน หากฟังหยวนไม่ได้บอกเธอก่อนว่าเขาเป็นนักเลงหัวไม้ พบเจอเขาได้ตามถนน ถังโจวโจวก็อาจจะไม่ได้รู้สึกเช่นนี้ 

 

 

“พี่หลง คราวนี้รบกวนพี่แย่เลยนะครับ” ฟังหยวนลุกขึ้นอย่างสุภาพนอบน้อม 

 

 

คนที่ถูกเรียกว่า ‘พี่หลง’ ยื่นส่งกระเป๋าในมือให้ฟังหยวน “เอ้า นี่คนของฉันตามเอาคืนมาให้ ลองดูสิว่ามีอะไรหายไปหรือเปล่า” 

 

 

“พี่หลง พี่เป็นธุระให้ผม ผมก็สบายใจ ผมขอแนะนำให้พี่รู้จักกับเพื่อนของผม นี่ถังโจวโจว” 

 

 

พี่หลงหันไปมองถังโจวโจว ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง “ฮ่าๆ คุณชายฟัง วาสนาดีจริงนะ!” 

 

 

ถังโจวโจวเดาความหมายในน้ำเสียงของพี่หลงออก ชั่วขณะหนึ่งเธอไม่รู้ว่าควรจะอธิบายอย่างไร เธอจึงได้แต่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น โชคดีที่ฟังหยวนยื่นมือเข้ามาช่วย “พี่เข้าใจผิดแล้ว พี่หลง เธอเป็นเพื่อนผมจริงๆ พี่อาจจะยังไม่รู้ เธอคือภรรยาของอาเชิน” 

 

 

หลังจากพี่หลงได้ยินฟังหยวนพูดเช่นนั้น เขาก็ไม่ได้มีท่าทีสบายๆ อีกต่อไป เขามองลึกลงไปในดวงตาของถังโจวโจว ถังโจวโจวไม่กล้าขยับตัวไปไหน ด้วยกลัวว่าเธอจะทำให้เขาไม่พอใจอะไรหรือเปล่า หากเขาลงไม้ลงมือกับเธอ เธอจะต่อต้านอย่างไรไหว 

 

 

“ที่แท้ก็เมียของลั่วเซ่าเชินนี่เอง เรียกฉันว่าพี่หลงตามที่คุณชายฟังเรียกก็ได้นะ” 

 

 

เมื่อได้ยินพี่หลงพูดอย่างนั้น ถังโจวโจวก็ยิ้มบางๆ ก่อนจะพูดด้วยความโล่งอก “ถ้าอย่างนั้นพี่หลงก็เรียกฉันว่าโจวโจวก็พอค่ะ” 

 

 

“ดี! ฉันชอบคนตรงไปตรงมา” พี่หลงยิ้มอย่างจริงใจ 

 

 

ฟังหยวนเอ่ยชวนให้พี่หลงนั่ง ส่วนถังโจวโจวเองก็กุลีกุจอรินน้ำชาให้พี่หลง “พี่หลง ขอบคุณนะคะที่ช่วยฉันตามหากระเป๋าจนเจอ” ถังโจวโจวรู้สึกอยากขอบคุณพี่หลงเป็นอย่างมากสำหรับความช่วยเหลือของเขา ชั่วขณะหนึ่ง เธอไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไรเพื่อขอบคุณความมีน้ำใจของพี่หลง 

 

 

พี่หลงโบกมือไปมา “พอๆ มาพูดขอบคงขอบคุณฉันทำไมกัน มันเป็นความผิดของฉันเอง ฉันจะช่วยสั่งสอนเจ้าเด็กคนนั้นให้ บังอาจไปขโมยของของคนรู้จักมาได้” 

 

 

คำพูดของพี่หลงทำเอาถังโจวโจวตกตะลึง “เอ๊ะ? เขาเป็นลูกน้องของพี่หลงหรือคะ” 

 

 

เมื่อพี่หลงเห็นท่าทางงุนงงของถังโจวโจว เขาก็รู้ว่าเธอเข้าใจผิด เขาจึงค่อยๆ อธิบายให้เธอฟัง 

 

 

“มันเป็นเด็กที่ฉันเพิ่งรับเข้ามาน่ะ แต่มันยังไม่ค่อยเข้าใจกฎ คราวนี้มันก็เลยทำให้โจวโจวตกใจกลัวเอาได้ เธอวางใจได้เลยนะ มือข้างนั้นที่มันขโมยของของเธอมา ฉันจะตัดมันทิ้งซะ ดูสิว่าคราวหน้ามันจะกล้าทำอีกไหม” 

 

 

“พี่หลงคะ ไม่ต้องขนาดนั้นหรอกค่ะ… เขาก็แค่ขโมยของ ไม่เห็นถึงกับต้องตัดมือเขาเลย? ตัดมือเขาไปแล้วเขาจะทำอะไรได้อีกล่ะคะ ยิ่งไปกว่านั้น ฉันเองก็ได้ของคืนแล้วด้วย พี่แค่สั่งสอนเขาก็พอ ไม่ต้องตัดมือเขาทิ้งหรอกค่ะ” 

 

 

ถังโจวโจวแค่รู้สึกว่านักเลงหัวไม้นี่ช่างโหดร้ายจริงๆ แค่ขยับนิดขยับหน่อยก็ถึงชีวิตแล้ว 

 

 

เมื่อพี่หลงเห็นถังโจวโจวใจดีแบบนี้ เขาจึงรีบตกปากรับคำ “โอเค เอาอย่างที่โจวโจวว่าก็แล้วกัน คราวหน้าถ้าเจออะไรแบบนี้อีก ก็บอกพี่หลงเลยนะ ฉันจะช่วยเธอเอง” 

 

 

“ขอบคุณค่ะพี่หลง” 

 

 

พี่หลงนั่งอยู่ไม่นานก่อนจะลุกขึ้นบอกลา ส่วนฟังหยวนก็พาถังโจวโจวออกมาจากร้านอาหาร “ฟังหยวน คุณกับเซ่าเชินรู้จักพี่หลงทั้งคู่เลยหรือคะ?” 

ตอนที่ 191 หัวขโมย 

 

 

           วันนี้ถังโจวโจวงานยุ่งทั้งวัน ช่วงนี้บริษัทกำลังจะก้าวเข้าสู่ขั้นตอนวางแนวทางกับโปรเจกต์ของลั่วกรุ๊ป ดังนั้น พนักงานทุกคนจึงกระตือรือร้นกันเป็นอย่างมาก โดยหวังว่าโปรเจกต์นี้จะช่วยพลิกสถานการณ์ปัจจุบันของบริษัทได้ 

 

 

ถังโจวโจวเดินออกมาที่หน้าบริษัทพร้อมกับกระเป๋าเอกสารสีดำ จวิ้นเจี่ยเองก็เดินออกมาด้วยกันกับเธอ “โจวโจว วันนี้มีคนมารับหรือเปล่า” 

 

 

           “ช่วงนี้เซ่าเชินต้องทำงานล่วงเวลาน่ะค่ะ เดี๋ยวฉันขึ้นรถกลับเอง” ลั่วอิงมีคนไปรับกลับบ้านแล้ว ดังนั้น เธอแค่จัดการตัวเองก็พอ 

 

 

จวิ้นเจี่ยถามอย่างกระตือรือร้น เมื่อได้ยินว่าถังโจวโจวไม่มีคนมารับ “วันนี้สามีพี่มารับนะ โจวโจว เธอนั่งรถไปกับพวกพี่ดีกว่าไหม” 

 

 

ถังโจวโจวเคยเห็นสามีของจวิ้นเจี่ยแล้ว ผู้ชายที่ซื่อสัตย์คนนั้น ที่จริงแล้วเขาก็ดูเหมือนว่าจะเข้ากันได้ดีกับเธอ ถังโจวโจวมักจะได้ยินจวิ้นเจี่ยพร่ำบ่นอยู่เสมอว่าสามีของเธอนั้นไร้อารมณ์ อันนี้ก็ไม่ดี อันนั้นก็ไม่ได้เรื่อง 

 

 

แต่ถังโจวโจวก็ดูออกว่าจวิ้นเจี่ยรักเขามาก ไม่เช่นนั้นเธอคงจะไม่พูดถึงสามีของเธอด้วยแววตาที่มีความสุข 

 

 

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวฉันกลับเองดีกว่า ฉันไม่ไปเป็นก้างขวางคอพวกพี่สองคนหรอก” ถังโจวโจวรีบก้าวขาวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ส่วนจวิ้นเจี่ย เมื่อเธอถูกล้อเช่นนั้น ก็หน้าแดงขึ้นมา 

 

 

ถังโจวโจววิ่งออกมาจนกระทั่งไม่เห็นจวิ้นเจี่ยแล้วจึงหยุด เธอแค่คิดว่าทางกลับบ้านของเธอกับจวิ้นเจี่ยนั้นเป็นคนละทางกัน หากเธอรบกวนให้คนอื่นเปลี่ยนทางเพื่อไปส่งเธอ มันจะดูเห็นแก่ตัวไปสักหน่อย 

 

 

ถังโจวโจวก้าวเดินไปข้างหน้าช้าๆ และเมื่อเห็นว่าที่ป้ายรถเมล์มีคนยืนอยู่มากมาย เธอก็คิดว่าจะเดินเลยไปก่อน แล้วเธอก็เดินผ่านป้ายรถเมล์ไป 

 

 

ในขณะที่ถังโจวโจวกำลังเดินอยู่นั้น จู่ๆ เธอก็รู้สึกได้ถึงแรงกระแทก ถังโจวโจวกำลังคิดอยู่ว่าทำไมจะต้องรีบร้อนแบบนี้ด้วย และทันใดนั้นเอง เธอก็รู้สึกได้ว่ามือของเธอนั้นว่างเปล่าผิดปกติ และเมื่อก้มลงมอง กระเป๋าของเธอก็ตกไปอยู่ในมือของผู้ชายคนนั้นแล้ว! 

 

 

เขาวิ่งตรงไปข้างหน้า ในที่สุดถังโจวโจวก็ตั้งสติได้และตะโกนว่า “ขโมย! ช่วยจับขโมยหน่อยค่ะ!” ถังโจวโจวรีบตามไปอย่างรวดเร็ว 

 

 

เมื่อชายหนุ่มที่อยู่ด้านหน้าเห็นว่าถังโจวโจวตามมาแล้ว เขาก็รีบวิ่งหนีด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น เขานึกสงสัยว่าผู้หญิงคนนี้ไม่กลัวตายเลยหรือไง ถึงขั้นวิ่งตามมาอย่างนี้ ในกระเป๋าของเธอมีของมีค่าอย่างนั้นหรือ? 

 

 

ในขณะที่หัวสมองกำลังคิดสุ่มสี่สุ่มห้า ขาของเขาก็ยังคงขยับไม่หยุด เจ้าหัวขโมยออกแรงวิ่งอยู่ด้านหน้า ส่วนถังโจวโจวก็พยายามวิ่งตามอยู่ด้านหลัง เธอไม่เห็นว่าจะมีใครช่วยเธอเลยสักคน แล้วจู่ๆ จิตใจของถังโจวโจวก็รู้สึกเย็นเยียบ และนั่นก็ยิ่งปลุกเร้าสัญชาตญาณในการต่อสู้ของเธอขึ้นมา เธอจะต้องตามล่าไอ้เจ้าหัวขโมยคนนั้นและเอาของของเธอกลับคืนมาให้ได้ 

 

 

พวกเขาทั้งสองคนวิ่งผ่านถนนเส้นหนึ่ง เจ้าหัวขโมยเปลี่ยนเส้นทางวิ่งฝ่าเข้าไปในฝูงชน เป็นเพราะต้องหลบหลีกคนที่เดินอยู่ ถังโจวโจวจึงต้องผ่อนฝีเท้าลง และแค่พริบตาเดียว คนที่ถังโจวโจววิ่งไล่ตามก็หายไป ถังโจวโจวหมุนรอบตัวเองและมองไปรอบๆ นึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะตามมาจนถึงกลางเมืองได้ 

 

 

ถังโจวโจวย่อตัวลงและหอบหายใจอย่างหนัก พลางพร่ำบ่นอย่างเดือดดาลว่า “อย่าให้ฉันได้เจออีกทีนะ ได้เห็นดีกันแน่!” 

 

 

เมื่อผู้คนรอบข้างได้ยินเธอพูดเช่นนั้น พวกเขาก็มองเธอด้วยความงุนงงไปชั่วขณะ แต่ในไม่ช้าพวกเขาก็ไม่ได้สนใจ เพียงแค่คิดว่าผู้หญิงคนนี้บ้าไปแล้ว ก่อนจะเดินไปตามทางของตัวเองกันต่อ 

 

 

ถังโจวโจวตามหาสถานที่พักผ่อนภายในจัตุรัสเพื่อนั่งพัก กระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์ของเธอล้วนแต่อยู่ในกระเป๋าใบนั้น ตอนนี้เธอไม่มีเงินติดตัวเลย แล้วทีนี้จะทำยังไงดี? 

 

 

ในตอนนั้นเอง ฟังหยวนผ่านมาเห็นถังโจวโจวเข้า เขาพบว่าใบหน้าเล็กๆ ของเธอนั้นแดงก่ำ ราวกับว่าเธอเพิ่งผ่านการออกกำลังกายมาอย่างหนัก ผู้คนที่อยู่โดยรอบต่างก็หัวเราะเฮฮากับพรรคพวกของตัวเอง มีแต่เธอเท่านั้นที่นั่งอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง และท่าทางหมดแรงแบบนั้นก็ทำให้รู้สึกราวกับเหลือเธออยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ 

 

 

 

 

 

ตอนที่ 192 ฟังหยวนช่วยเหลือ 

 

 

           ฟังหยวนรู้สึกว่าถังโจวโจวช่างมีเสน่ห์มากเหลือเกิน จนเขาอดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปใกล้ ฟังหยวนห้ามปรามขาตัวเองไม่ได้ และในที่สุดเขาก็เดินเข้าไปถึงตัวถังโจวโจว 

 

 

“เป็นอะไรหรือเปล่า” 

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกได้ว่ามีใครบางคนยืนอยู่ตรงหน้าเธอ และเมื่อเธอเงยหน้าขึ้น เธอก็พบว่าเป็นคนรู้จัก เธอรู้สึกตื่นเต้นดีใจขึ้นมาทันที “ฟังหยวน คุณนั่นเอง!” 

 

 

ถังโจวโจวเห็นฟังหยวนในเสื้อคลุมสีดำ ดวงตาสีเข้มคู่นั้นจ้องมองมาที่เธอ หัวใจของถังโจวโจวถูกเติมเต็มไปด้วยความความหวังเมื่อได้เจอกับคนที่รู้จัก ในเวลาที่เธอกำลังลำบากเช่นนี้ เธอนึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะได้พบกับฟังหยวน 

 

 

ต่อแต่นี้ไป ฟังหยวนจะจดจำวันนี้เอาไว้ วันที่ถังโจวโจวมองเขาราวกับว่าเธอเป็นแค่แมวตัวเล็กๆ ที่เคว้งคว้างหาที่พึ่งไม่ได้ และมองไปรอบๆ ด้วยดวงตาที่เปียกชื้น แต่เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมาเจอเขา สายตาที่สับสนคู่นั้นก็เปลี่ยนเป็นมีความสุข ดีอกดีใจ เหมือนกับว่าได้เจอคนที่สำคัญที่สุดของตัวเอง 

 

 

“คุณควรจะกลับบ้านแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงได้มานั่งอยู่ตรงนี้คนเดียวล่ะ” ฟังหยวนคิดไม่ออกว่าคนที่ควรจะอยู่ที่บ้านแล้วอย่างถังโจวโจว ทำไมถึงมาอยู่ที่จัตุรัสใจกลางเมืองนี้ได้ 

 

 

ถังโจวโจวเขยิบเว้นที่ให้ “นั่งก่อนค่ะ ฉันจะค่อยๆ เล่าให้คุณฟัง” ตอนนี้เธอมีฟังหยวนอยู่ด้วยแล้ว ถังโจวโจวจึงไม่รู้สึกว้าวุ่นเหมือนก่อนหน้านี้อีก เธอเล่าเหตุการณ์ที่เธอได้เจอกับขโมยให้ฟังหยวนฟังคร่าวๆ 

 

 

ท้ายที่สุดฟังหยวนก็ได้แต่พูดอย่างปลงตกว่า “วันนี้คุณอาจจะโชคไม่ดีน่ะ” 

 

 

ถังโจวโจวได้ฟังแล้วก็พูดอะไรไม่ออก ถ้าเป็นคนปกติทั่วไปก็คงจะปลอบเธอ? แต่ทำไมเขาถึงได้พูดกับเธอด้วยประโยคขวานผ่าซากแบบนั้น ทำเอาเธอเจ็บปวดมากขึ้นไปอีก “คุณไม่คิดจะปลอบใจฉันสักนิดเลย?” 

 

 

“ปลอบสิ ว่าแต่คุณไม่อยากให้ผมช่วยตามหากระเป๋าให้เหรอ” 

 

 

“คุณสามารถตามหาให้ได้?” ถังโจวโจวคิดว่ามันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ เพราะตอนนี้ไม่รู้ว่าเจ้าหัวขโมยนั่นไปอยู่ที่ไหน แล้วฟังหยวนจะช่วยเธอตามหากระเป๋าจนเจอได้อย่างไร หรือเขามีวิธีพิเศษ? 

 

 

ในหัวสมองของถังโจวโจวเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ตอนนี้เธอเป็นเหมือนหมอที่รักษาม้าตายดุจม้าเป็น[1] ถ้าฟังหยวนมีหนทางจริงๆ ก็ถือว่าเขาช่วยเธอได้มากเลย! 

 

 

“คุณเชื่อผมไหมล่ะ?” ฟังหยวนถามคำถามนี้ออกมา หากถังโจวโจวไม่เชื่อเขา เขาก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีกแล้ว 

 

 

“เชื่อสิคะ!” ถังโจวโจวมองไปที่เขาอย่างจริงใจ ตอนนี้มีแค่เขาที่มีวิธี มีหนทาง หากเธอไม่เชื่อใจเขา แล้วเธอจะไปเชื่อใครได้ล่ะ 

 

 

“โอเค งั้นตอนนี้เราไปกินข้าวกันก่อน อีกเดี๋ยวกระเป๋าของคุณก็กลับมาแล้ว” ฟังหยวนที่ดูใจเย็นขนาดนี้ ยิ่งทำให้ถังโจวโจวสงสัยหนักมากขึ้นไปอีก เขาดูมั่นอกมั่นใจเอามากๆ เขาจะทำยังไงกันนะ 

 

 

ฟังหยวนลุกขึ้นแล้วเดินตรงนำไป แต่เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวยังไม่ตามมา เขาก็หันกลับไปถามว่า “ทำไม? หรือคุณจะนั่งหิวอยู่ตรงนี้?” 

 

 

แน่นอนว่าถังโจวโจวไม่อยากนั่งหิวอยู่ตรงนี้ ดังนั้นเธอจึงได้แต่เดินตามเขาไปอย่างว่าง่าย เพราะไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่พาเธอไปขายหรอก เมื่อก่อนฟังหยวนมักจะล้อเล่นกับเธอเสมอ เขาพูดอยู่ตลอดว่าอยากให้เธอเป็นผู้หญิงของเขา แต่ท่าทางจริงจังของเขาในตอนนี้ ทำเอาถังโจวโจวปรับตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ 

 

 

ฟังหยวนขับรถพาถังโจวโจวมาที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง พวกเขานั่งอยู่ในห้องส่วนตัว หลังจากสั่งอาหารแล้ว ถังโจวโจวก็ขอยืมโทรศัพท์มือถือของฟังหยวนเพื่อโทรบอกคนที่บ้าน เธอบอกป้าหลิวว่าเธอจะไม่กลับไปรับประทานอาหารค่ำที่บ้าน 

 

 

           จากนั้นเธอก็เอาแต่คิดว่าฟังหยวนจะตามหากระเป๋าของเธอกลับคืนมาได้อย่างไร เธอรู้สึกว้าวุ่นใจที่เขายั่วให้เธออยากรู้แบบนี้ 

 

 

อาหารมาเสิร์ฟครบแล้ว แต่ฟังหยวนก็เห็นว่าถังโจวโจวยังไม่ยอมขยับตะเกียบ เขาจึงคีบอาหารใส่ชามไว้มากมาย แล้วเขาก็ส่งมันให้กับเธอ “กินข้าวก่อน หลังจากกินเสร็จแล้ว ไม่แน่ว่ากระเป๋าของคุณอาจจะมาถึงพอดีก็ได้” 

 

 

 

 

 

[1] รักษาม้าตายดุจม้าเป็น หมายถึง ยามที่รู้ว่าบางสิ่งบางอย่างนั้นสิ้นหวัง แต่ก็ยังอยากจะลองอีกครั้งเพื่อรักษามันไว้ โดยทั่วไปแล้วหมายถึงความพยายามครั้งสุดท้าย 

           ป้าหลิววางของว่างและผลไม้ไว้บนโต๊ะน้ำชา หากว่าพวกเด็กๆ ต้องการ พวกเขาก็สามารถหยิบรับประทานได้ในทันที แล้วเธอก็จะคอยเฝ้าสังเกตอยู่ตลอด หากมีอะไรเริ่มพร่องลงไป เธอก็จะรีบยกมาเติม ส่วนถังโจวโจวก็รับหน้าที่พาเด็กๆ เล่นเกม 

 

 

           มีทั้งเกมนกอินทรีจับลูกเจี๊ยบ[1] เกมเออีไอโอยูหยุด หลังจากเล่นอยู่หลายรอบก็ถึงเวลาอาหาร ลั่วอิงชวนเพื่อนๆ มาห้าคน เป็นเด็กผู้หญิงสามคนและเด็กผู้ชายอีกสองคน หนึ่งในเด็กผู้ชายดูเป็นคนขี้อาย เขาไม่ค่อยยอมพูดอะไรสักเท่าไร ถังโจวโจวเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าลั่วอิงเข้ากับเด็กคนนั้นได้อย่างไร 

 

 

ส่วนเด็กผู้ชายอีกคนหนึ่งดูมีชีวิตชีวาและร่าเริงดี เมื่อเขาเจอถังโจวโจว เขาก็รีบทักทายในทันที “สวัสดีครับคุณน้า” และการเล่นเกมหลังจากนั้น เขาก็ดูกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก ช่างเป็นเด็กที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังจริงๆ 

 

 

           ถังโจวโจวบอกให้ลั่วอิงคอยต้อนรับเพื่อนๆ ของเธอก่อน จากนั้นถังโจวโจวก็ตรงขึ้นไปยังห้องหนังสือชั้นสอง ก๊อกๆๆ 

 

 

“เชิญ” ลั่วเซ่าเชินอยู่ในนั้นจริงๆ ด้วย และเมื่อถังโจวโจวเปิดประตูเข้าไป เธอก็พบว่าลั่วเซ่าเชินไม่ได้ทำงาน เขาเพียงแต่ยืนมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ 

 

 

“เซ่าเชิน คุณไม่ลงไปหรือคะ” 

 

 

“มันเสียงดังเกินไป” ถังโจวโจวนึกไม่ถึงเลยว่าลั่วเซ่าเชินจะตอบแบบนี้ 

 

 

ถังโจวโจวนิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “คุณไม่คิดว่าเด็กๆ น่ารักหรือคะ แล้วเพื่อนๆ ของลั่วอิงเองก็น่ารักเรียบร้อยดี ไม่น่ารำคาญเลย” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่ตอบ ถังโจวโจวจึงเอ่ยชวนต่อไปอีกว่า “เซ่าเชิน ใกล้จะถึงเวลาทานข้าวแล้วนะคะ คุณเองก็ไม่ได้เจอหน้าลั่วอิงมาทั้งวัน คุณจะไม่ไปอวยพรวันเกิดเธอเลยเหรอ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินก้มหน้าคิดหนัก และเมื่อถังโจวโจวเห็นว่าสีหน้าของเขาเริ่มผ่อนคลายลงแล้ว เธอก็รู้ดีว่าเธอมีหวัง เธอจึงรีบพูดขึ้นว่า “เซ่าเชิน ไปกันเถอะค่ะ นะคะ ไหนๆ คุณก็ไม่ได้ทำอะไรที่ห้องหนังสืออยู่แล้ว? แล้วทำไมคุณถึงไม่ลงไปสนุกกับเราล่ะคะ” 

 

 

“นี่คุณคงจะมีความสุขมากเลยใช่ไหม” ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าถังโจวโจวมีความสุขมากเมื่ออยู่ท่ามกลางเด็กๆ คงใช่สินะ เพราะเธอชอบเด็กมากอยู่แล้ว 

 

 

“เด็กๆ น่ารักจะตายไป! เซ่าเชิน ตกลงคุณจะไปหรือไม่ไปคะ นี่มันก็จะถึงเวลาทานข้าวแล้ว ไม่ว่ายังไงคุณก็ต้องลงไปอยู่ดีนี่?” 

 

 

ถังโจวโจวเกิดร้อนรนใจขึ้นมาเมื่อเห็นว่าลั่วเซ่าเชินไม่ยอมขยับตัว เขาจำเป็นจะต้องอยู่แต่ในห้องหนังสืออย่างนั้นหรือ งานไม่เสร็จก็ไม่เห็นเป็นไรเลย วันนี้เป็นวันเกิดของลั่วอิงนะ จะหยุดพักสักวันไม่ได้เลยหรือ? 

 

 

ถังโจวโจวกำลังจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด แต่ที่ไหนได้ จู่ๆ ลั่วเซ่าเชินก็หันตัวกลับมา เธอไม่รู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร? ลั่วเซ่าเชินขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นว่าถังโจวโจวเอาแต่ยืนมองเขาอยู่อย่างนั้น “จะลงไปไม่ใช่เหรอ?” 

 

 

“ก็คุณไม่อยากลงไปไม่ใช่เหรอ?” หลังจากนั้นถังโจวโจวก็อยากจะตบปากตัวเอง เธอรีบพูดกลบเกลื่อนว่า “ลงสิคะ รีบไปกันเถอะ” ขอให้เขาไม่ทันได้ยินประโยคนั้นก็แล้วกัน ขอให้เขาไม่ได้ยินด้วยเถอะ ถังโจวโจวบ่นพึมพำกับตัวเอง 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเดินลงมาชั้นล่างพร้อมกับถังโจวโจว ลั่วเซ่าเชินยังคงอยู่ในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มที่เขาสวมไปทำงาน ส่วนถังโจวโจวก็อยู่ในชุดเดรสลำลองแขนยาวสีน้ำเงินเข้มเช่นกัน ด้านนอกคลุมทับด้วยเสื้อคลุมสีขาว ทั้งหมดนี่มันให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเธอและลั่วเซ่าเชินแต่งตัวคู่กัน 

 

 

“คุณพ่อขา คุณพ่อมาแล้วหรือคะ” ลั่วอิงรู้สึกตื่นเต้นดีใจที่ได้เห็นลั่วเซ่าเชินลงมาจากชั้นบนเสียที 

 

 

           ลั่วเซ่าเชินอุ้มลั่วอิงไว้ในอ้อมแขน ลั่วอิงก้มหน้ามองทุกคนในทันที บนศีรษะของลั่วอิงมีหมวกวันเกิดอยู่ เธออยู่ในชุดเดรสลูกไม้สีขาว เธอเหมือนกับตุ๊กตาตัวน้อยที่ถูกลั่วเซ่าเชินกอดไว้ในอ้อมแขน 

 

 

“คุณชาย คุณผู้หญิงคะ ทานข้าวได้แล้วค่ะ” ป้าหลิวออกมาแจ้งถังโจวโจว 

 

 

“ค่ะ จะไปเดี๋ยวนี้แหละ” ถังโจวโจวตามป้าหลิวไปที่ห้องครัว ส่วนลั่วเซ่าเชินก็ปล่อยลั่วอิงลง “ลูกไปเล่นกับเพื่อนๆ เถอะครับ” 

 

 

“วันนี้หนูมีความสุขจังเลยค่ะ คุณพ่อ!” ได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ที่รักเธอ ได้อยู่กับเพื่อนๆ ของเธอ ลั่วอิงรู้สึกว่าวันนี้เป็นวันที่เธอมีความสุขมากที่สุดวันหนึ่ง 

 

 

“ลั่วอิงครับ วันนี้เป็นวันเกิดของลูก ลูกก็ต้องมีความสุขที่สุดอยู่แล้ว ไม่ว่าวันนี้ลูกจะขออะไร พ่อจะตามใจหนูทุกอย่างเลยนะ” ลั่วเซ่าเชินย่อตัวลงไปกระซิบกระซาบกับลั่วอิง 

 

 

ถังโจวโจวและป้าหลิวนำอาหารออกมาเสิร์ฟทีละจาน “ลั่วอิง หนูรีบไปเรียกเพื่อนๆ มาทานข้าวกันเร็วค่ะ” 

 

 

“เราไปทานข้าวกันเถอะ! เดี๋ยวพอทานข้าวเสร็จ พวกเธอก็จะได้เห็นเค้กวันเกิดที่คุณแม่ทำให้เราแล้ว” ลั่วอิงพูดอย่างภูมิอกภูมิใจ 

 

 

ถังโจวโจวและลั่วเซ่าเชินช่วยกันอุ้มเด็กๆ ขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ทีละคน ป้าหลิวทำอาหารไว้มากมายหลายอย่าง มีทั้งน่องไก่ ปีกเป็ด ซี่โครงหมูตุ๋นมันฝรั่ง ไก่ตุ๋นเห็ด สามสหายผัดเต้าหู้ฝอย[2] และอื่นๆ ละลานตา 

 

 

อาหารถูกจัดวางไว้เต็มโต๊ะ ถังโจวโจวและลั่วเซ่าเชินแยกกันนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะของทั้งสองด้าน ลั่วอิงและเพื่อนๆ อีกห้าคนนั่งอยู่ที่ด้านยาวของโต๊ะทั้งสองฝั่ง โดยแบ่งเป็นฝั่งละสามคน 

 

 

เนื่องจากพวกเด็กๆ กินของว่างและผลไม้ไปก่อนแล้ว พวกเขาจึงกินข้าวได้ไม่มากนัก ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังจะต้องเผื่อท้องไว้กินเค้กอีก ดังนั้น พวกเด็กๆ จึงเน้นกินแต่กับ ไม่กินข้าว ถังโจวโจวเองก็ไม่ได้บังคับพวกเขา พวกเขาอยากจะกินอะไรก็ให้คีบกันเอง 

 

 

หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จแล้ว ถังโจวโจวก็นำเค้กที่เธอเตรียมไว้สำหรับลั่วอิงตั้งแต่ช่วงบ่ายออกมาจุดเทียน จากนั้นเธอก็ให้ลั่วเซ่าเชินดับไฟในห้องนั่งเล่น ภายในห้องนั่งเล่นจึงเหลือแค่เพียงแสงสว่างจากเทียนที่อยู่กลางห้อง 

 

 

แสงเทียนสีเหลืองนวลส่องประกายไปทั่วบริเวณ “แฮปปี้เบิร์ดเดย์ทูยู! แฮปปี้เบิร์ดเดย์ทูยู! แฮปปี้เบิร์ดเดย์ทูยู! แฮปปี้เบิร์ดเดย์ทูยู! สุขสันต์วันเกิดนะ ลั่วอิง!” ทุกคนร่วมกันร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ขึ้นมา ลั่วอิงถูกล้อมรอบอยู่ตรงกลาง และใบหน้าของเธอก็เปี่ยมไปด้วยความสุข 

 

 

“ลั่วอิง ขอพรก่อนสิคะ แล้วค่อยเป่าเทียนนะ” 

 

 

ลั่วอิงหลับตา และหลังจากนั้นสิบวินาที เธอก็ลืมตาขึ้นมา “คุณแม่ขา หนูขอพรเสร็จแล้ว” 

 

 

“โอเคค่ะ หนูกับเพื่อนๆ ช่วยกันเป่าเทียนนะคะ เดี๋ยวเราจะได้ตัดเค้กกัน” ถังโจวโจวตะโกน “หนึ่ง สอง สาม” แล้วเด็กๆ ก็ช่วยกันเป่าเทียน 

 

 

ถังโจวโจวเปิดไฟและยื่นมีดตัดเค้กให้กับลั่วอิง “ตอนนี้หนูแบ่งเค้กได้แล้วค่ะ ลองนับดูสิคะว่ามีกี่คน แล้วหนูก็แบ่งตามจำนวนนั้นนะ” เด็กๆ ที่ยืนอยู่ด้านข้างต่างจับจ้องไปที่ก้อนเค้กตรงหน้า พวกเขากำลังรอให้ลั่วอิงตัดเค้กอยู่ 

 

 

ลั่วอิงนับจำนวนคนอย่างเงียบๆ เธอตัดออกมาก่อนหนึ่งชิ้น ถังโจวโจวช่วยเธอวางเค้กลงบนจานกระดาษ “ลั่วอิง ชิ้นนี้หนูจะให้ใครคะ” 

 

 

“ชิ้นนี้ให้คุณพ่อค่ะ!” ถังโจวโจวช่วยเธอส่งมันให้กับลั่วเซ่าเชิน 

 

 

จากนั้นเธอก็ตัดออกมาอีกหนึ่งชิ้น “แล้วชิ้นนี้ล่ะคะ” 

 

 

“ให้คุณแม่ค่ะ!” 

 

 

“ขอบคุณค่ะลูกรัก” ถังโจวโจวมีความสุขมาก เธอจูบลงบนใบหน้าของลั่วอิง 

 

 

ชิ้นที่สามถูกตัดออกมาสดๆ ร้อนๆ ถังโจวโจวเห็นพวกเด็กๆ จ้องตาเป็นมัน เธอคิดว่าลั่วอิงจะมอบให้หนึ่งคนในนั้น 

 

 

แต่นึกไม่ถึงเลยว่าลั่วอิงจะพูดประโยคนี้ออกมา “แม่โจวโจวขา หนูอยากมอบเค้กชิ้นนี้ให้กับป้าหลิวค่ะ วันนี้ป้าหลิวช่วยจัดงานให้หนูตั้งหลายอย่าง หนูอยากขอบคุณป้าหลิว!” 

 

 

“ถ้าอย่างนั้นหนูเอาไปให้ป้าหลิวเองดีไหมคะ” ถังโจวโจวส่งจานกระดาษให้ลั่วอิง จากนั้นลั่วอิงก็ค่อยๆ ประคองเค้กไปให้ป้าหลิวอย่างระมัดระวัง 

 

 

ป้าหลิวพูดพลางน้ำตารื้นว่า “ขอบคุณค่ะ คุณหนู” 

 

 

ลั่วอิงก้มหน้าอย่างเขินอาย ก่อนจะพูดด้วยเสียงเล็กๆ ว่า “ไม่เป็นไรค่ะ” 

 

 

           ลั่วอิงแบ่งเค้กที่เหลืออยู่ออกเป็นหกชิ้น เธอแบ่งให้กับเพื่อนๆ ของเธอก่อน จากนั้นเธอถึงจะหยิบของตัวเองมากิน ถังโจวโจวมีความรู้สึกเป็นร้อยพันเกิดขึ้นในใจ เมื่อได้เห็นเธอแบ่งให้คนอื่นก่อนแล้วค่อยหยิบให้ตัวเองทีหลัง 

 

 

           เมื่อส่งเพื่อนๆ ของลั่วอิงให้กับคุณพ่อและคุณแม่ของพวกเขาแล้ว ถังโจวโจวก็รู้สึกได้ถึงความเหนื่อยล้าในทันที เธอรู้สึกหมดแรง เมื่อนึกถึงของกองใหญ่ที่ต้องเก็บกวาดในห้องนั่งเล่น 

 

 

“เอาละ เรียบร้อยแล้ว” ถังโจวโจวและป้าหลิวช่วยกันเก็บกวาดห้องนั่งเล่น และเมื่อพวกเธอเห็นบ้านที่สะอาดสะอ้าน พวกเธอก็รู้สึกพึงพอใจ 

 

 

หลังจากอาบน้ำให้ลั่วอิงแล้ว ถังโจวโจวก็อาบน้ำต่อ เมื่อออกมาจากห้องน้ำหลังจากอาบน้ำเสร็จ ถังโจวโจวก็เห็นว่าลั่วอิงหลับไปแล้ว รอยบุ๋มที่ข้างแก้มของเธอปรากฏขึ้น พิสูจน์ให้เห็นว่าวันนี้เธอมีความสุขมาก 

 

 

ถังโจวโจวสังเกตเห็นว่าลั่วเซ่าเชินไม่ค่อยได้กินอะไรเลยเมื่อหัวค่ำ ดังนั้นเธอจึงตั้งใจต้มบะหมี่มาให้เขาเป็นพิเศษ เธอยกมาที่ห้องหนังสือ “เซ่าเชิน ฉันเข้าไปนะคะ” 

 

 

“เข้ามาเลย” กลิ่นหอมของบะหมี่ลอยตามติดถังโจวโจวเข้ามาด้วย เขาเห็นถังโจวโจววางชามใบหนึ่งลงบนโต๊ะ และชามบะหมี่ไข่ไก่ก็ปรากฏขึ้นในสายตาของลั่วเซ่าเชิน 

 

 

           “เมื่อหัวค่ำคุณไม่ค่อยได้กินอะไรเลยไม่ใช่หรือคะ ฉันกลัวว่าคุณจะหิว ฉันก็เลยต้มบะหมี่มาให้ คุณรีบทานสิคะ” ถังโจวโจวดันชามบะหมี่ไปให้ลั่วเซ่าเชิน 

 

 

จากนั้นเธอก็ส่งตะเกียบให้ ลั่วเซ่าเชินรับไป ความหอมของบะหมี่แทงทะลุเข้าไปในโพรงจมูกของถังโจวโจว จู่ๆ เธอก็รู้สึกหิวขึ้นมาเสียอย่างนั้น เธอจึงพยายามกลืนน้ำลายและปลอบตัวเองในใจว่า ฉันไม่หิว ฉันไม่หิว 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเธอกำลังหลับตา จึงถามขึ้นด้วยความสงสัย “นั่นคุณทำอะไรอยู่น่ะ” 

 

 

“เปล่านี่คะ คุณรีบกินเถอะค่ะ” ถังโจวโจวรีบหันหน้าไปทางอื่น เธอพยายามไม่มองบะหมี่ชามนั้น เพื่อที่เธอจะได้ไม่หิวไปมากกว่านี้ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินมองดูบะหมี่ จากนั้นก็มองดูท่าทางที่ยิ่งปกปิดก็ยิ่งเห็นได้ชัดของถังโจวโจว แล้วเขาก็เข้าใจในทันที “คุณอยากกินล่ะสิ” 

 

 

“ไม่อยากค่ะ!” ถังโจวโจวตอบทันควัน 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นถังโจวโจวทำเป็นปากแข็ง เขาก้มหน้าก้มตากินบะหมี่อย่างเอร็ดอร่อย พลางพูดขึ้นมาในขณะที่กินอยู่ว่า “คุณไม่อยากกินจริงๆ น่ะเหรอ ใกล้จะหมดแล้วนะ พลาดแล้วพลาดเลยนะ” 

 

 

‘ไม่ ไม่อยาก ไม่กิน ถังโจวโจว เธอต้องห้ามใจเอาไว้’ ถังโจวโจวบ่นพึมพำและไม่หลงไปกับเสียงยั่วยวนของลั่วเซ่าเชิน เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าถังโจวโจวไม่ติดกับ และบะหมี่ก็ใกล้จะหมดแล้ว เขาจึงได้แต่วางตะเกียบลงและเลื่อนชามไปไว้ตรงหน้าถังโจวโจว 

 

 

“คุณไม่อยากกินจริงๆ เหรอ” ลั่วเซ่าเชินยกชามบะหมี่ไปหยุดอยู่ใต้จมูกของถังโจวโจว 

 

 

เมื่อถังโจวโจวได้กลิ่นหอม เธอก็พยายามกลืนน้ำลาย และเมื่อเธอเปิดตาขึ้นมา เธอก็เห็นสีหน้าอันขบขันของลั่วเซ่าเชิน ถังโจวโจวรู้สึกโมโหเล็กน้อย “คุณจะยกมาให้ฉันทำไมคะ รีบกินเร็วๆ เถอะค่ะ ฉันทำมาให้คุณนะ” 

 

 

“เอาละ ผมรู้ว่าคุณเองก็อยากกิน อย่ามัวแต่รั้นอยู่เลย หรืออยากให้ผมป้อน?” ลั่วเซ่าเชินมองดูบะหมี่ที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง เธออยากจะทดสอบฝีมือของเขาสินะ! 

 

 

ถังโจวโจวรับชามมาในทันที เมื่อเห็นว่าลั่วเซ่าเชินคิดจะป้อนเธอจริงๆ “ไม่ต้องค่ะ ฉันกินเองได้” 

 

 

ถังโจวโจวกินบะหมี่ที่เหลืออยู่จนหมดในไม่กี่คำ ลั่วเซ่าเชินพูดอย่างน่าเสียดายเมื่อเห็นว่าโอกาสของเขานั้นหลุดลอยไปแล้ว “คุณจะรีบกินไปทำไมกัน” 

 

 

ในใจของถังโจวโจวนั้นเต็มไปด้วยคำที่ยากจะอธิบาย ถ้าหากไม่รีบกิน แล้วเกิดคุณป้อนฉันขึ้นมาจริงๆ ฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนล่ะ แต่ปากของเธอก็ยังคงพูดคำที่น่าฟังออกมา “ก็ฉันกลัวว่าคุณจะลำบากนี่” 

 

 

“พอๆ ไม่ต้องฝืนพูดหรอก ผมรู้ดีว่าคุณคิดยังไง” ลั่วเซ่าเชินเปิดโปงความคิดของเธออย่างไร้ความปรานี ซึ่งนั่นทำให้ถังโจวโจวรู้สึกเก้อเขิน 

 

 

“ใช่ที่ไหนกันคะ ฉันพูดจากใจจริงหรอก” ถังโจวโจวรีบปฏิเสธ แม้ว่าเธอจะยังยืนยันตามเดิม แต่ลั่วเซ่าเชินก็รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร เพียงแต่ไม่ได้พูดออกมาตามตรงเท่านั้น นี่เป็นเพราะเขายังมีความเป็นสุภาพบุรุษอยู่! 

 

 

 

 

 

[1] นกอินทรีจับลูกเจี๊ยบ การละเล่นพื้นบ้านของจีน คล้ายกับการละเล่นงูกินหางของไทย

 

 

[2] สามสหายผัดเต้าหู้ฝอย อาหารชนิดหนึ่งของจีน วัตถุดิบหลักคือ เต้าหู้แห้ง เนื้อไก่ หน่อไม้และขิง โดยวัตถุดิบทั้งหมดจะหั่นเป็นฝอย

        ลั่วอิงรู้สึกง่วงนอน และในขณะที่ถังโจวโจวกำลังกล่อมเธออยู่นั้น เธอก็ผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว เมื่อลั่วเซ่าเชินกลับมา เขาก็พบว่าสองแม่ลูกหลับกันไปหมดแล้ว

 

 

           เขาเลิกผ้าห่มออกและแทรกตัวเข้าไปข้างใน เดิมทีเขาอยากจะนอนกอดถังโจวโจว แต่น่าเสียดายที่ตรงกลางมีลั่วอิงมานอนคั่นไว้ ลั่วเซ่าเชินจึงทำได้แค่เพียงดึงมือของเขากลับมาเท่านั้น

 

 

           วันถัดมา ลั่วอิงตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ เนื่องจากเมื่อคืนนี้เธอเข้านอนแต่หัวค่ำ และวันนี้ก็เป็นวันที่เธอจะได้กลับไปเรียนอีกครั้ง ตอนนี้เธอก็เลยรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย

 

 

           เมื่อเธอตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าเธอนอนอยู่ตรงกลางระหว่างคุณพ่อกับคุณแม่ มุมปากของเธอก็ยกยิ้มขึ้น เธอเห็นว่าคุณพ่อกับคุณแม่ยังไม่ตื่น ลั่วอิงได้แต่หันหน้ามองคนนี้ทีคนนั้นทีอย่างไม่รู้จักเบื่อ

 

 

และเมื่อเธอหันหน้ากลับมามองลั่วเซ่าเชินอีกครั้ง เธอก็พบว่าลั่วเซ่าเชินลืมตามองเธออยู่ก่อนแล้ว “คุณพ่อตื่นแล้ว!” แต่เมื่อเธอนึกขึ้นได้ว่าถังโจวโจวยังหลับอยู่ เธอก็รีบลดเสียง กระซิบพูดกับลั่วเซ่าเชินเบาๆ อีกครั้ง “คุณพ่อตื่นแล้วหรือคะ”

 

 

“ทำไมถึงไม่นอนต่อแล้วล่ะลูก” ความจริงแล้วลั่วเซ่าเชินยังคงง่วงอยู่นิดหน่อย แต่เป็นเพราะการเคลื่อนไหวไปรอบๆ ของลั่วอิงทำให้เขาต้องตื่น เขาหันไปมองเวลาบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ เขาก็พบว่ามันเพิ่งจะหกโมงเช้า ซึ่งมันยังเช้าไปหน่อย

 

 

“หนูนอนไม่หลับแล้วค่ะ คุณพ่อ” ลั่วอิงไม่ง่วงเลยสักนิด ดวงตาอันสดใสของเธอส่องประกายมองไปที่ลั่วเซ่าเชิน

 

 

ลั่วเซ่าเชินรู้สึกยังหนักหัวอยู่ “ถ้าอย่างนั้นลูกก็ลงไปหาป้าหลิว ให้เธอทำอะไรให้ลูกกินก่อน แม่โจวโจวยังหลับอยู่เลย เราส่งเสียงดังรบกวนเธอไม่ได้นะ”

 

 

“ไม่เอาค่ะ หนูจะอยู่ตรงนี้ คุณพ่อขา หนูสัญญาว่าหนูจะไม่ทำให้แม่โจวโจวตื่น”

 

 

ผลปรากฏว่า หลังจากที่ลั่วอิงพูดจบ เสียงของถังโจวโจวก็ดังขึ้นมาทันที “ทำไมถึงตื่นกันแล้วล่ะคะ”

 

 

น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความง่วงงุน นาฬิกาปลุกที่เธอตั้งไว้ยังไม่ดังเลย นี่น่าจะยังไม่ถึงเวลาที่ต้องลุกไปทำงานใช่ไหม?

 

 

ลั่วอิงจะไปรู้ได้อย่างไรล่ะว่าถังโจวโจวจะตื่นขึ้นมาในทันทีที่เธอพูดจบ ใบหน้าของเธอแดงก่ำ เธอกลัวว่าลั่วเซ่าเชินจะเอ็ดเธอ

 

 

“จะนอนต่อไหม ถ้าไม่นอนก็ลุกเถอะ” ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าไหนๆ ก็ตื่นกันหมดแล้ว และดูจากอากัปกิริยาของลั่วอิง หากจะนอนต่อก็คงจะนอนไม่หลับแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ลุกเสียเลย

 

 

ถังโจวโจวพยายามปลุกตัวเองให้ตื่น เธอตื่นขึ้นมาเพราะเสียงพูดคุยของลั่วอิงและลั่วเซ่าเชิน แม้ว่าเสียงของพวกเขาจะเบา แต่ถังโจวโจวก็ยังได้ยินมันรางๆ และเมื่ออยากจะฟังให้มันชัดเจนเต็มสองรูหู เธอก็ยิ่งต้องตั้งสติให้ดี

 

 

“ลุกดีกว่าค่ะ เพราะอีกเดี๋ยวก็ถึงเวลาต้องตื่นแล้ว” ถังโจวโจวพูดคำไหนคำนั้น เธอเลิกผ้าห่มออกและเดินตรงไปที่ตู้เสื้อผ้าเพื่อหยิบเสื้อผ้าที่เธอจะสวมใส่ในวันนี้ออกมา จากนั้นเธอก็ช่วยลั่วอิงแต่งตัว

 

 

อุณหภูมิในวันนี้เกือบจะยี่สิบองศา ถังโจวโจวสวมเสื้อแจ็กเก็ตผ้าฝ้ายให้กับลั่วอิง อุณหภูมิในตอนเช้ายังคงหนาวเย็นอยู่เล็กน้อย สวมเสื้อแจ็กเก็ตผ้าฝ้ายนี่แหละอุ่นกำลังดี นอกจากนี้ อีกเดี๋ยวเธอก็จะต้องอยู่ในห้องเรียน เธอจะได้ไม่ร้อนมากเกินไป

 

 

เมื่อแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ถังโจวโจวก็อุ้มลั่วอิงให้ลงมายืนบนพื้น “เอาละ ไปล้างหน้าล้างตาค่ะ” สิ่งของของลั่วอิงไม่ได้ถูกย้ายมาที่นี่ ดังนั้นถังโจวโจวจึงพาเธอกลับไปที่ห้องนอนเด็ก

 

 

ป้าหลิวได้ยินเสียงตึงตังดังมาจากชั้นบน เธอก็รู้ว่าพวกเขาตื่นกันแล้ว เธอจึงเร่งงานที่อยู่ในมือขึ้นอีก และเมื่อพวกเขาลงมาจากชั้นบน อาหารเช้าของป้าหลิวก็ออกมาจากเตาสดๆ ร้อนๆ

 

 

หลังจากกินข้าวและหยิบสัมภาระส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว ลั่วเซ่าเชินก็ขับรถไปส่งลั่วอิงที่โรงเรียน เมื่อมาถึงโรงเรียน ที่หน้าประตูก็มีเด็กหลายคนกำลังทยอยเดินเข้าไปในโรงเรียน

 

 

และคุณครูประจำชั้นของลั่วอิงเองก็ยืนอยู่ที่หน้าประตู เพื่อรอรับนักเรียนเข้าสู่โรงเรียนด้วยเช่นกัน ถังโจวโจวสะพายกระเป๋านักเรียนให้กับลั่วอิง ก่อนจะจับมือเธอแล้วส่งเธอให้กับคุณครูประจำชั้น

 

 

“สวัสดีค่ะคุณครู” ลั่วอิงทักทายด้วยเสียงสดใส

 

 

“สวัสดีค่ะ ลั่วอิง!” คุณครูประจำชั้นก้มตัวลงมาทักทายลั่วอิงอย่างสนิทสนม ถังโจวโจวพูดคุยกับคุณครูอยู่ครู่หนึ่ง และเมื่อเธอเห็นว่ามันสายแล้ว เธอจึงบอกลาคุณครูกับลั่วอิง ก่อนจะกลับไปที่รถ

 

 

ลั่วเซ่าเชินหมุนพวงมาลัยออกรถ เพื่อมาส่งถังโจวโจวที่บริษัท “ฉันไปก่อนนะคะ เซ่าเชิน ขับรถระวังๆ นะคะ เดี๋ยวตอนเย็นฉันจะไปรับลั่วอิงเอง”

 

 

“โอเค วันนี้ผมเองก็อาจจะต้องกลับดึกเหมือนกัน ถ้าคุณรอผมไม่ไหว พวกคุณก็กินข้าวกันไปก่อนได้เลยนะ”

 

 

“ค่ะ” ถังโจวโจวรู้ดีว่าลั่วเซ่าเชินมีงานค้างอยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากเรื่องของลั่วอิง เธอคาดว่าในวันสองวันนี้เขาน่าจะยุ่งเป็นพิเศษ

 

 

สองวันต่อมา ถังโจวโจวนึกขึ้นได้ว่านี่ก็ใกล้จะถึงวันเกิดของลั่วอิงแล้ว เธอควรจะเริ่มเตรียมการอะไรบางอย่าง ถังโจวโจวอยากจะจัดเซอร์ไพรส์ให้กับเธอ และพอดีกันกับที่เธอเห็นลั่วอิงลงมาจากชั้นบน ถังโจวโจวก็เลยกวักมือเรียกเธอ “ลั่วอิง มาหาแม่โจวโจวหน่อยสิคะ”

 

 

“มีอะไรหรือคะ แม่โจวโจว” เมื่อได้เห็นท่าทีตื่นเต้นของถังโจวโจว ลั่วอิงก็ไม่เข้าใจว่าเธอกำลังวางแผนอะไรอยู่

 

 

ถังโจวโจวกอบกุมมือของลั่วอิงพลางถามว่า “ลั่วอิง อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเกิดของหนูแล้ว หนูอยากทำอะไรคะ”

 

 

แล้วจู่ๆ ลั่วอิงก็ตัวแข็งทื่อ เมื่อได้ยินคำว่าวันเกิด เหตุเป็นเพราะลั่วเซ่าเชิน แม้ว่าวันเกิดของเธอจะผ่านมาถึงห้าครั้งแล้ว แต่เธอก็ไม่เคยได้จัดงานเลี้ยงเลยสักครั้ง

 

 

ลั่วเซ่าเชินมักจะมอบของขวัญให้เธอในทุกๆ ปี แต่เขาก็ไม่เคยคิดจะชวนใครต่อใครมาฉลองวันเกิดให้เธอที่บ้านเลย ดังนั้นวันเกิดของลั่วอิงในปีที่ผ่านๆ มาจึงผ่านไปอย่างเรียบง่ายและน่าเบื่อ คุณพ่อกับคุณแม่ลั่วเองก็ไม่ชอบเสียงดังโวยวาย ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้คิดจะจัดงานอะไรให้เธอเช่นกัน

 

 

“แม่โจวโจวจะจัดงานให้หนูเหรอ!” เมื่อได้เห็นท่าทางของถังโจวโจว ลั่วอิงก็คิดว่าวันเกิดในปีนี้ของเธอจะต้องไม่เหมือนเดิมแน่ๆ

 

 

“ใช่ค่ะ ลั่วอิงชอบไหม” ถังโจวโจวถามลั่วเซ่าเชินมาแล้ว แต่เขาบอกมาเพียงว่า เขาไม่เคยเห็นลั่วอิงอยากจะทำอะไรในวันเกิดเป็นพิเศษเลย ซึ่งนั่นเป็นเพราะเมื่อก่อนลั่วอิงไม่กล้าพูด ลั่วเซ่าเชินจึงไม่ได้มีความคิดเห็นอื่นใด นอกจากหาของขวัญที่ดีที่สุดมาให้เธอ และกินข้าวพร้อมกับตัดเค้กวันเกิดให้อย่างพร้อมหน้าพร้อมตาภายในครอบครัวเท่านั้น

 

 

“ชอบสิคะ! แม่โจวโจวขา หนูอยากชวนเพื่อนๆ มาที่บ้านได้ไหมคะ” เมื่อได้ยินคำตอบที่แน่วแน่ของถังโจวโจว ลั่วอิงก็ตื่นเต้นเสียจนกระโดดตัวลอย

 

 

“ได้ค่ะ แม่โจวโจวจะจัดงานปาร์ตี้วันเกิดให้หนู ถ้าหนูมีเพื่อนที่อยากจะชวนมา หนูก็ชวนมาได้เลยนะคะ คืนวันนั้นจะเป็นคืนที่พิเศษสำหรับหนูคนเดียวเลย!”

 

 

ต่อจากนั้น ลั่วอิงกับถังโจวโจวก็ได้ปรึกษากันว่าจะตกแต่งบ้านอย่างไร จะเชิญเพื่อนๆ คนไหน จะต้องเตรียมอาหารและผลไม้อะไรบ้าง พวกเธอจดสิ่งของที่พวกเธอต้องการลงไปบนกระดาษทีละรายการ และหลังจากที่ทั้งสองคนปรึกษาหารือกันมาอย่างยาวนาน ในที่สุดพวกเธอก็ได้ข้อสรุป หลังจากนี้พวกเธอก็เพียงแต่ตั้งตารอให้ถึงวันถัดไป

 

 

 

 

วันนี้เป็นวันเกิดครบรอบหกขวบของลั่วอิง ลั่วอิงตื่นตั้งแต่เช้าตรู่และวิ่งไปวิ่งมา เธอเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในบ้านหลังนี้

 

 

ถังโจวโจวเองก็ตื่นตั้งแต่เช้า เมื่อคืนเธอวานให้ลั่วเซ่าเชินขับรถออกไปซื้อสายรุ้งและลูกโป่งมาให้ เพื่อที่เธอจะได้ใช้ในการตกแต่งบ้าน

 

 

ถังโจวโจวกำลังจะจัดงานวันเกิดของลั่วอิงในวันที่ตามปฏิทินสุริยคติ[1] เธอบอกให้ลั่วอิงชวนคนที่อยากจะชวนมาให้มาร่วมสนุกกันที่บ้าน ส่วนคุณพ่อกับคุณแม่ลั่วนั้น เธอคิดว่าคงจะฉลองวันเกิดให้ลั่วอิงตามวันเกิดแบบปฏิทินจันทรคติ[2] ดังนั้นเธอจึงไม่ได้แจ้งให้พวกท่านทราบ

 

 

หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ พวกเธอสองคนก็เริ่มใช้ที่สูบลมเป่าลูกโป่ง จากนั้นก็นำลูกโป่งไปผูกติดไว้ตามราวบันได รวมถึงตกแต่งไว้บนข้างฝาอย่างสวยงาม

 

 

ตลอดเช้าที่ช่วยกันตกแต่งบรรยากาศในงาน เพียงไม่นานเวลาก็เดินมาถึงตอนเที่ยง การตกแต่งโดยทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ดีแล้ว ในตอนบ่ายจึงสามารถเริ่มทำขนมเค้กได้

 

 

เธอใช้ส่วนผสมที่ซื้อมา และเมื่อเสียง ติ๊ง! ดังขึ้น เค้กที่อยู่ในเตาอบก็สุกแล้ว ถังโจวโจวสวมถุงมือจับของร้อนและยกถาดออกมา จากนั้นถังโจวโจวก็หยิบที่ปาดเค้กขึ้นมาเพื่อเริ่มปาดครีม เมื่อก่อนถังโจวโจวเคยลองทำเค้กมาบ้าง แล้วผลลัพธ์ที่ออกมามันก็น่าพอใจ

 

 

ดังนั้น วันนี้ถังโจวโจวจึงไม่คิดจะซื้อเค้กจากร้านค้า เพราะเธอตั้งใจลงมือทำเค้กวันเกิดให้กับลั่วอิงด้วยตัวเอง

 

 

เมื่อปาดครีมสีขาวจนหนาเป็นชั้นแล้ว จากนั้นเธอก็ใช้สีแดงเขียนลงไปว่า ‘สุขสันต์วันเกิดลั่วอิง’ เธอประดับตกแต่งหน้าเค้กด้วยช็อกโกแลตและผลไม้อีกสองสามอย่าง เท่านี้ เค้กก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์

 

 

ลั่วอิงตามหาถังโจวโจวอยู่นานแต่ก็ไม่พบ แต่เมื่อเธอมาถึงห้องครัว เธอก็พบว่ามีเค้กก้อนใหญ่วางอยู่ตรงกลางห้อง “ว้าว! แม่โจวโจวทำให้หนูหรือคะ”

 

 

“ใช่ค่ะ ลั่วอิงชอบไหม” ถังโจวโจวเพิ่งจะหมุนเค้กไปมา และเมื่อพบว่ามันไม่มีปัญหาอะไร เธอก็กำลังจะหาอะไรมาคลุมไว้ แต่เธอนึกไม่ถึงเลยว่าจู่ๆ ลั่วอิงจะเข้ามาเห็นพอดี

 

 

“ชอบค่ะ แม่โจวโจวใจดีกับหนูที่สุดเลย!” ลั่วอิงเอียงศีรษะมองเค้กที่ถังโจวโจวทำ พลางคิดว่าอีกเดี๋ยวเธอจะต้องอวดเพื่อนๆ ของเธอสักหน่อยแล้วว่านี่คือเค้กที่คุณแม่ของเธอตั้งใจทำให้เธอโดยเฉพาะ

 

 

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนถึงเวลาหกโมงเย็น คุณพ่อและคุณแม่ของเพื่อนๆ ที่ลั่วอิงชวนมาร่วมงานก็มาส่งเด็กๆ อย่างไม่ขาดสาย ถังโจวโจวพูดคุยกับผู้ปกครองของเด็กๆ เธอตกลงให้พวกเขามารับเด็กๆ ในเวลาสองทุ่ม

 

 

ถังโจวโจวและลั่วอิงช่วยกันทำการ์ดขึ้นมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งเด็กๆ ทุกคนที่มาในวันนี้จะมีการ์ดคนละหนึ่งใบ และก่อนที่เพื่อนๆ ของลั่วอิงจะมา ถังโจวโจวก็เปลี่ยนชุดกระโปรงตัวใหม่ให้กับลั่วอิง เธอเกล้าผมให้กับลั่วอิงและติดกิ๊บคริสตัลไว้บนนั้น เธอดูน่ารักเป็นอย่างมาก

 

 

ลั่วเซ่าเชินกลับมาถึงบ้าน เขาก็พบว่าไฟทุกดวงในบ้านถูกเปิดอยู่ โดยเฉพาะในห้องนั่งเล่น ในนั้นมีแสงไฟสว่างไสววิบวับ ดูเหมือนว่าจะมีไฟประดับดวงเล็กด้วย และเมื่อเขาจอดรถและลงมาจากรถ เขาก็เดินเข้าไปในบ้าน ก่อนจะพบว่ามีเด็กๆ อยู่เต็มบ้านไปหมด

 

 

เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวเองก็อยู่ท่ามกลางกองทัพหัวไชเท้าน้อย ลั่วเซ่าเชินก็รีบเรียกเธอออกมา “นี่คุณทำอะไรน่ะ”

 

 

“ก็วันนี้เป็นวันเกิดของลั่วอิง ฉันเลยให้เธอชวนเพื่อนๆ มาฉลองให้กับเธอน่ะค่ะ” ศีรษะของถังโจวโจวยังคงหันไปหาลั่วอิง แต่เธอก็อธิบายมูลเหตุแห่งการตกแต่งบ้านในวันนี้กับลั่วเซ่าเชินไปด้วย

 

 

ลั่วเซ่าเชินมองดูความสดใสครึกครื้นในบ้านด้วยอาการปวดเวียนศีรษะ “แล้วพวกนี้นี่มันอะไรกัน!”

 

 

เมื่อก่อนที่ไม่ได้ตกแต่งของพวกนี้ บ้านก็ดูดีมากอยู่แล้ว และเมื่อเขาเห็นท่าทางตื่นเต้นของถังโจวโจว ลั่วเซ่าเชินก็รู้สึกได้ว่าความคิดนี้ต้องมาจากเธออย่างแน่นอน

 

 

“แล้วจะเลิกเมื่อไร”

 

 

“คะ? คุณว่าอะไรนะ” ถังโจวโจวมัวแต่สนใจบรรยากาศในงาน เธอก็เลยไม่ทันได้ยินว่าลั่วเซ่าเชินพูดว่าอะไร

 

 

“ผมถามว่างานจะเลิกเมื่อไร” ลั่วเซ่าเชินพาถังโจวโจวมาที่ห้องครัว ที่นี่น่าจะเงียบกว่ามาก คราวนี้ถังโจวโจวคงจะได้ยินมันชัดเจนเต็มสองหูแล้ว

 

 

“อ๋อ ก็คงจะราวๆ สองทุ่มน่ะค่ะ… โอ๊ย ฉันไม่คุยกับคุณแล้ว อย่าลืมมากินเค้กด้วยกันนะคะ” ถังโจวโจวพูดทิ้งไว้แค่นี้ ก่อนจะรีบพุ่งเข้าไปในกองทัพหัวไชเท้าน้อย

 

 

แม้แต่ลั่วเซ่าเชินก็ยังได้ยินน้ำเสียงที่ภาคภูมิใจของลั่วอิงจากตรงนี้ “เราจะบอกอะไรให้นะ เค้กวันเกิดวันนี้ คุณแม่ของเราทำเองด้วยแหละ อีกเดี๋ยวพวกเธอก็จะได้เห็นกันแล้ว!”

 

 

เด็กๆ ที่อยู่โดยรอบต่างพูดด้วยความอิจฉา “จริงเหรอ ลั่วอิง คุณแม่ของเธอใจดีกับเธอจังเลย”

 

 

“ใช่ๆ แม่เราแค่ไปซื้อมาให้เราเอง แม่ไม่เคยทำเค้กให้เราบ้างเลย”

 

 

 

 

ลั่วเซ่าเชินค่อยๆ ปลีกตัวขึ้นบันไดไปอย่างเงียบๆ ส่วนลั่วอิงก็มัวแต่พูดคุยอยู่กับเพื่อนๆ จนลืมเรียกให้ลั่วเซ่าเชินมาตรงนี้ แต่อีกใจหนึ่งเธอก็แอบกลัวว่าถ้าเธอเรียกเขาแล้ว ลั่วเซ่าเชินก็จะไม่มาอยู่ดี เพราะเขาเกลียดความวุ่นวายเป็นที่สุด

 

 

 

 

[1] สุริยคติ หมายถึง วิธีนับวันและเดือนแบบสากล กำหนดตำแหน่งของดวงอาทิตย์เป็นหลัก เช่น วันที่ 1 ถึง 31, เดือนมกราคม ถึง เดือนธันวาคม

 

 

[2] จันทรคติ หมายถึง วิธีนับวันและเดือน โดยยึดถือจากดวงจันทร์เป็นหลัก เช่น ขึ้น 1 ค่ำ ถึงแรม 15 ค่ำ, เดือนอ้าย ถึง เดือนสิบสอง

      “เป็นอะไรไปครับ ลั่วอิงไม่อยากเล่าให้ลุงจางฟังเหรอ บางทีถ้าหนูได้เล่าสิ่งที่หนูกำลังกลัวอยู่ มันจะทำให้หนูหายกลัวได้นะ

 

 

หนูดูคนที่ห่วงใยหนูสิครับ มีทั้งแม่โจวโจว คุณพ่อ แล้วไหนจะคุณปู่ คุณย่า คุณตา แล้วก็คุณยายอีก มีคนเป็นห่วงหนูตั้งเยอะแยะ หนูจะทำให้พวกท่านเสียใจไม่ได้นะครับ” จางจิ่งเซินหวังว่าลั่วอิงจะเป็นฝ่ายที่เล่าให้เขาฟังเอง เพื่อที่เธอจะได้ไม่ทิ้งปมไว้ในใจ

 

 

ผู้ป่วยทางจิตหลายรายมักจะมีอาการรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จากสภาวะเก็บกดในระยะยาว แม้ว่าลั่วอิงจะไม่ได้มีอาการป่วยทางจิต แต่เธอก็มีปมที่ถูกทิ้งอยู่ในใจ หากเธอไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ยังเด็ก ก็อาจจะส่งผลเกี่ยวกับโรคทางจิตใจหนักขึ้นได้เมื่อเธอโตขึ้น

 

 

หากใครบางคนถูกขังไว้ในที่มืดตั้งแต่ยังเด็ก หลังจากโตขึ้นมา เขาคนนั้นก็จะเป็นโรคกลัวที่แคบหรือกลัวความมืด หากเขาอยู่คนเดียวในห้องที่มิดชิด เขาคนนั้นก็จะเกิดอาการหวาดกลัว หัวใจของเขาจะสูบฉีด หายใจลำบาก บางครั้งความเจ็บปวดทางจิตก็รุนแรงกว่าทางร่างกายมาก

 

 

เมื่อลั่วอิงได้รับกำลังใจจากจางจิ่งเซิน เธอก็ค่อยๆ ถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันที่เธอถูกลักพาตัวไปออกมา ถังโจวโจวและลั่วเซ่าเชินเงยหน้าตั้งใจฟัง นี่เป็นครั้งแรกที่ลั่วอิงเล่าถึงเหตุการณ์ในระหว่างที่เธออยู่ที่นั่นเพียงลำพัง

 

 

“พอหนูตื่นขึ้นมา หนูก็ไม่เห็นแม่โจวโจวแล้ว หนูถูกมัดอยู่ในที่แปลกๆ หนูกลัวมาก หนูก็เลยร้องไห้ออกมา แต่ว่าตรงนั้นไม่มีแม่โจวโจวคอยปลอบหนูอยู่ข้างๆ มีแต่คนใจร้ายที่ไม่ยอมให้หนูร้องไห้อีก และหนูก็ต้องกลั้นมันไว้ เพราะกลัวว่าเขาจะตีหนู

 

 

…จากนั้นพวกเขาก็หาอะไรมาให้หนูกิน แต่หนูไม่อยากกิน ทั้งๆ ที่หนูก็หิวมาก …พอแม่โจวโจวมาถึง ตอนแรกหนูก็ไม่เชื่อ แต่พอมองดีๆ หนูก็แน่ใจแล้วว่าเป็นแม่โจวโจวจริงๆ หลังจากนั้นหนูก็จำอะไรไม่ได้แล้วค่ะ”

 

 

เมื่อลั่วอิงเล่าจนจบ คราวนี้เธอก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันน่ากลัวเหมือนที่เธอฝังใจ พวกเขาไม่ได้ทำอะไรเธอเลย พวกเขานำอาหารมาให้เธอด้วย แต่เธอไม่ยอมกินมันเอง

 

 

สองวันนั้นช่างเป็นวันที่มืดมน เดิมทีลั่วอิงคิดว่าการกลับไปคิดถึงเรื่องในวันนั้นมันเป็นสิ่งที่น่ากลัว แต่หลังจากที่ได้เล่ามันออกมาแล้ว เธอกลับรู้สึกดี มันไม่เหมือนกับสิ่งที่เธอเคยผ่านมาก่อนเลยสักนิด

 

 

“ลั่วอิง หนูรู้ไหมครับ ตั้งแต่เด็กจนโต ทุกๆ คนต่างก็ผ่านความล้มเหลวหรือเจ็บปวดกันมาก่อนทั้งนั้น และในเมื่อหนูผ่านเรื่องนี้มาได้ ความจริงแล้วมันก็เป็นแค่หนึ่งในอุปสรรคของชีวิตหนู ตอนนี้หนูผ่านมันมาได้อย่างปลอดภัยแล้ว เพราะฉะนั้นหนูอย่าได้กลัวมันอีกเลยนะครับ”

 

 

“แล้ววันข้างหน้าหนูจะเจออะไรอีกหรือคะ หนูขอไม่เจอมันได้ไหม” ลั่วอิงไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมเธอถึงต้องเจอกับ ‘อุปสรรค’ มากมายขนาดนั้นอีก เธอจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไม่ได้เหรอ?

 

 

เมื่อจางจิ่งเซินเห็นว่าเธอไม่เข้าใจ เขาก็เลยเล่านิทานสั้นๆ ให้เธอฟัง ซึ่งความหมายโดยรวมก็คือ ‘เธอชอบเจอความลำบากก่อนแล้วสบาย’ หรือ ‘ชอบเจอความสบายก่อนแล้วค่อยเจอความลำบาก’? จากนั้นเขาก็ยังบอกเธออีกว่า เธอสามารถเรียนรู้อะไรได้มากมายจากอุปสรรค เช่น ความกล้าหาญ ความเมตตา ความยุติธรรม และอื่นๆ

 

 

เขาไม่รู้ว่าหลังจากที่ลั่วอิงได้ฟังและคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วเธอจะเข้าใจหรือไม่ อย่างไรก็ตาม จางจิ่งเซินถือว่านี่เป็นแค่การโยนหินถามทาง หากลั่วอิงยอมรับได้ มันก็เป็นเรื่องที่ดี เขาก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีอื่น

 

 

หลังจากการสนทนาระหว่างเขากับลั่วอิงจบลง จางจิ่งเซินก็บอกลาถังโจวโจวและลั่วเซ่าเชิน ถังโจวโจวและลั่วอิงเดินกลับเข้าไปในบ้านเมื่อเห็นว่าจางจิ่งเซินขึ้นรถไปแล้ว ส่วนลั่วเซ่าเชินนั้นจงใจตามกลับเข้าไปทีหลัง แล้วก็ดูเหมือนว่าจางจิ่งเซินจะอ่านความคิดของลั่วเซ่าเชินออก เขาจึงยังไม่ได้เคลื่อนรถออกห่างจากตัวบ้านไป

 

 

ลั่วเซ่าเชินใช้เวลาเดินแค่ไม่กี่ก้าวก็สามารถขึ้นไปนั่งบนรถของจางจิ่งเซินได้ และก่อนที่เขาจะได้อ้าปากพูด จางจิ่งเซินก็ได้อธิบายความตั้งใจของลั่วเซ่าเชินก่อนแล้ว “ผอ. ลั่วคงอยากจะทราบว่าอาการของคุณหนูเป็นยังไงบ้างใช่ไหมครับ?”

 

 

“คุณหมอจาง ในเมื่อคุณพูดออกมาแล้ว เราก็ไม่ต้องอ้อมค้อมกันแล้วนะครับ อาการของลั่วอิงคงไม่ยากเกินไปใช่ไหม? ผมแค่หวังว่ามันจะไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของเธอในวันข้างหน้า”

 

 

หากลั่วอิงมีปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ในภายหลังอย่างที่จางจิ่งเซินยกตัวอย่าง เขาก็จะไม่ปล่อยพวกเจ้าแผลเป็นไป

 

 

“ท่านวางใจได้เลยครับ ลั่วอิงไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก สองสามวันนี้พวกคุณก็คอยสังเกตดูเธอสักหน่อย พวกคุณสามารถให้เธอดื่มนมก่อนนอนได้ เพื่อเป็นการส่งเสริมประสิทธิภาพในการนอนของเธอ วันนี้ผมให้เธอเล่าเรื่องนั้นออกมา เธอก็น่าจะดีขึ้นเยอะแล้ว หากในตอนกลางคืนเธอไม่ได้ฝันร้ายแล้ว ก็ไม่มีปัญหาใหญ่อะไรครับ”

 

 

จางจิ่งเซินเห็นว่าอาการของลั่วอิงไม่ได้ร้ายแรงมากนัก เธออาจจะแค่ตกใจกลัว เวลาเธออยู่ใกล้กับใครก็เลยรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย ดังนั้น ในคืนนั้นเธอจึงมีอาการผิดปกติเล็กน้อย และตอนนั้นก็เป็นเพราะว่าเหตุการณ์เพิ่งจะผ่านมาได้สองวัน

 

 

ลั่วเซ่าเชินรู้สึกโล่งใจขึ้นมากเมื่อได้ฟังคำอธิบายของจางจิ่งเซิน “วันนี้ผมขอบคุณคุณมากนะครับ คุณหมอจาง”

 

 

“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับท่าน… ตอนนี้ก็คุณผู้หญิงกับคุณหนูคงจะรอท่านแย่แล้ว ท่านอย่ามัวเสียเวลาอยู่เลยครับ ผมเองก็ต้องขอตัวกลับก่อน” ลั่วเซ่าเชินลงจากรถและคอยส่งจางจิ่งเซินจนลับสายตา

 

 

หลังจากส่งจางจิ่งเซินแล้ว เมื่อลั่วเซ่าเชินกลับเข้าไปในบ้าน เขาก็ไม่พบร่างของถังโจวโจวและลั่วอิง และเมื่อเขาเห็นว่าป้าหลิวเพิ่งจะเดินออกมาจากห้องครัว เขาก็เอ่ยถามว่า “ป้าหลิว คุณผู้หญิงกับคุณหนูล่ะ?”

 

 

“น่าจะอยู่ข้างบนนะคะ เมื่อครู่นี้คุณผู้หญิงบอกว่าจะอาบน้ำให้คุณหนูค่ะ” ลั่วเซ่าเชินเดาเหตุผลออกได้ในทันที น่าจะเป็นเพราะลั่วอิงเหงื่อซกเต็มตัว ถังโจวโจวก็เลยกลัวว่าเธอจะเป็นหวัด ดังนั้นจึงทำแบบนี้

 

 

ลั่วเซ่าเชินรีบก้าวขึ้นไปบนชั้นสองและเคาะประตูห้องของลั่วอิง แต่ก็ไม่มีใครตอบรับ ลั่วเซ่าเชินจึงไม่ได้รบกวนอะไรอีก เขาเดินกลับไปที่ห้องหนังสือ

 

 

ถังโจวโจวอาบน้ำให้ลั่วอิงอย่างรวดเร็ว และเมื่อเปลี่ยนไปสวมเสื้อผ้าที่แห้งสบายเรียบร้อยแล้ว เธอก็ปล่อยให้ลั่วอิงออกไปก่อน ส่วนเธอก็ยังคงเก็บเสื้อผ้าที่อยู่ในห้องน้ำ ชิ้นไหนควรแยกประเภทก็แยกไว้ อันไหนควรซักก็ซัก เธอวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

 

 

เมื่อถังโจวโจวลงมาจากชั้นบน ป้าหลิวก็เอ่ยเรียกเธอไว้ “คุณผู้หญิงคะ เมื่อครู่นี้คุณชายเธอถามหาค่ะ”

 

 

“เขาว่าอะไรหรือคะ?”

 

 

“ไม่ได้ว่าอะไรค่ะ แต่ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องดีๆ นะคะ ฉันเห็นว่ามุมปากของคุณชายกำลังยิ้มอยู่” ป้าหลิวเดาว่ามันน่าจะไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดี หากเป็นเรื่องที่ไม่ดี คุณชายจะยิ้มได้อย่างไร

 

 

ยิ่งเธอทำงานอยู่ที่บ้านตระกูลลั่วมานานมากเท่าไร เธอก็ยิ่งรู้จักและเข้าใจลักษณะนิสัยของแต่ละคนมากขึ้นเท่านั้น ลั่วเซ่าเชินนั้นค่อนข้างเย็นชา เขาไม่ค่อยพูดอะไรกับเธอสักเท่าไร นอกจากจำเป็นจริงๆ หากวันไหนลั่วเซ่าเชินคุยกับป้าหลิวยาวหลายประโยค เธอคงจะตกใจมาก

 

 

ถังโจวโจวนั้นโอบอ้อมอารี เธอมักจะช่วยทำในสิ่งต่างๆ ที่เธอพอจะทำได้ เธอไม่ได้วางมาดคุณผู้หญิงเลยสักนิด ป้าหลิวชื่นชอบถังโจวโจวเป็นอย่างมาก ดังนั้น ป้าหลิวจะคิดเผื่อเธออยู่เสมอ หากมีสิ่งใดที่มันเป็นผลเสียกับถังโจวโจว ป้าหลิวก็เต็มใจที่จะช่วยสกัดกั้นให้เธอก่อน

 

 

ส่วนลั่วอิง เธอเป็นภาพลักษณ์แห่งความน่ารักในใจของป้าหลิว แม้เธอจะยังดูดื้อรั้นตามนิสัยคุณหนูอยู่ แต่ความดื้อรั้นของลั่วอิงก็ไม่เหมือนกับเด็กคนอื่นๆ เพราะมันไม่ได้ทำให้คนรำคาญใจ ในทางกลับกัน เธอทำให้คนรู้สึกว่าเธอน่ารักน่าเอ็นดู

 

 

แน่นอนว่าถังโจวโจวไม่ได้รับรู้ถึงความคิดของป้าหลิว ตอนนี้เธอกำลังคิดว่าลั่วเซ่าเชินตามหาเธอทำไม เขามีเรื่องอะไรจะคุยกับเธอ? ถังโจวโจวเข้าไปชงกาแฟและยกมันไปเสิร์ฟที่ห้องหนังสือ

 

 

ก๊อกๆๆ “เซ่าเชิน ฉันขอเข้าไปได้ไหมคะ” ถังโจวโจวถือจานรองถ้วยกาแฟไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างหนึ่งก็เคาะประตูห้องหนังสือ

 

 

“เข้ามาสิ” น้ำเสียงทุ้มต่ำของลั่วเซ่าเชินดังออกมาจากห้องหนังสือ

 

 

ถังโจวโจวเปิดประตูและเอี้ยวตัวกลับไปปิด จากนั้นเธอก็วางกาแฟไว้ใกล้ๆ กับมือของลั่วเซ่าเชิน ก่อนจะยืนอยู่ที่โต๊ะแล้วถามว่า “ป้าหลิวบอกว่าคุณตามหาฉัน มีอะไรหรือเปล่าคะ”

 

 

“เรื่องลั่วอิงน่ะ เมื่อครู่นี้คุณหมอจางเขาพูดอะไรกับผมนิดหน่อย”

 

 

“อะไรหรือคะ” ถังโจวโจวรีบเอ่ยถามอย่างตื่นเต้นเมื่อได้ยินว่าจางจิ่งเซินมีข้อสรุปแล้ว

 

 

ลั่วเซ่าเชินย้ำคำพูดของจางจิ่งเซินอีกครั้ง ถังโจวโจวได้ยินแล้วกลับรู้สึกไม่ค่อยแน่ใจ

 

 

“เขาหมายความว่าลั่วอิงไม่ได้เป็นอะไรมากใช่ไหมคะ?”

 

 

“ผมตีความว่าอย่างนั้นนะ” เมื่อลั่วเซ่าเชินได้ยินที่จางจิ่งเซินพูด เขาเองก็คิดว่านี่น่าจะเป็นข่าวดี แม้ว่าน้ำเสียงของจางจิ่งเซินจะไม่ค่อยหนักแน่นมากนัก แต่ลั่วเซ่าเชินก็เชื่อว่าลั่วอิงจะไม่มีปัญหาอะไร

 

 

“ถ้าอย่างนั้นช่วงนี้ก็ให้ลั่วอิงนอนกับเราเถอะค่ะ” ถังโจวโจวเสนอความเห็น พอเธอนึกถึงว่าลั่วอิงจะหวาดกลัวแค่ไหนเมื่อต้องอยู่คนเดียวตามลำพัง ถังโจวโจวก็ยิ่งเชื่อมั่นว่าหากให้ลั่วอิงนอนด้วยกันกับเธอและลั่วเซ่าเชิน ลั่วอิงก็จะไม่ต้องรู้สึกกลัวอีก

 

 

ลั่วเซ่าเชินคิดว่าข้อเสนอแนะของถังโจวโจวนั้นเป็นปัญหาใหญ่ “คุณจะให้ลั่วอิงนอนกับเรานานแค่ไหน” หากแค่วันสองวันก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้ามันนานมากเกินไป ลั่วเซ่าเชินนี่แหละที่จะทนไม่ไหว

 

 

“คุณหมายความว่ายังไงคะ ก็ต้องจนกว่าลั่วอิงจะหายดีสิ!” แน่นอนว่าเพื่อลั่วอิงแล้ว เธอย่อมต้องคิดถึงลั่วอิงก่อนเสมอ

 

 

ซึ่งนั่นหมายความว่าหากลั่วอิงยังไม่ดีขึ้น เธอก็จะได้นอนอยู่บนเตียงหลังนั้นกับพวกเขาไปตลอด ถ้าอย่างนั้น หากเขาคิดจะใกล้ชิดกับถังโจวโจว เขาก็ทำไม่ได้น่ะสิ! ลั่วเซ่าเชินอยากจะปฏิเสธเสียเดี๋ยวนั้น แต่เมื่อเขาเห็นสายตามุ่งมั่นของถังโจวโจว เขาก็ปฏิเสธไม่ลง

 

 

“โอเคๆ เอาตามที่คุณว่าก็แล้วกัน” ลั่วอิงครับ รีบๆ หายนะลูก ความสุขของพ่ออยู่ในกำมือหนูแล้ว!

 

 

คืนนั้น เมื่อถังโจวโจวแจ้งข่าวนี้กับลั่วอิง ลั่วอิงก็ตื่นเต้นมากจนเอ่ยถามไม่หยุดว่า “แม่โจวโจวพูดจริงหรือคะ”

 

 

ที่จริงแล้ว ลั่วอิงอยากจะนอนกับถังโจวโจวและลั่วเซ่าเชินมานานแล้ว มันต้องแบบนี้สิถึงจะเรียกว่าครอบครัวเดียวกัน แต่น่าเสียดายที่ตอนนั้นลั่วเซ่าเชินไม่เห็นด้วย เขาบอกว่าเขาต้องการปลูกฝังความ สามารถในการช่วยเหลือตัวเองให้กับเธอ และเป็นเพราะลั่วอิงไม่อยากให้ลั่วเซ่าเชินคิดว่าเธอไม่สามารถอยู่ด้วยตัวของตัวเองได้ เธอจึงไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้ต่อหน้าถังโจวโจว

 

 

คราวนี้ เมื่อเธอได้ยินข่าวดีจากปากของถังโจวโจว ซ้ำลั่วเซ่าเชินเองก็ยังเห็นดีเห็นงามด้วย ลั่วอิงจึงตื่นเต้นดีใจเสียยกใหญ่ “ดีจังเลย หนูจะได้นอนกับคุณพ่อคุณแม่แล้ว!”

 

 

หลังจากถังโจวโจวแจ้งข่าวนี้จบ ลั่วอิงก็เร่งกินข้าวเร็วขึ้นอีก และเมื่อได้เห็นว่าลั่วอิงมีความสุขมากขนาดนี้ จิตใจที่เศร้าหมองของลั่วเซ่าเชินก็ได้รับการปลอบประโลม เอาเถอะ ลูกสาวดีใจขนาดนี้ เขาก็จะยอมเสียสละสักหน่อย

 

 

หากถังโจวโจวได้ล่วงรู้ถึงความคิดที่อยู่ในใจของลั่วเซ่าเชิน เธอคงจะหัวเราะเยาะเขาแน่ๆ ลั่วเซ่าเชินเสียสละที่ไหนกัน แล้วไหนยังจะพูดเสียน่าสงสารอีก

 

 

หลังจากกินข้าวเสร็จ ถังโจวโจวก็พาลั่วอิงออกไปเดินเล่น ส่วนลั่วเซ่าเชินก็ไปออกกำลังกายที่ยิม จากนั้นถังโจวโจวก็ช่วยลั่วอิงเตรียมกระเป๋านักเรียนของเธอให้เรียบร้อย ลั่วอิงอยากจะไปโรงเรียนแล้ว เธอบอกว่าเธอคิดถึงเพื่อนๆ ที่โรงเรียน เมื่อลั่วเซ่าเชินได้ยินดังนั้น เขาก็ตกลง

 

 

มันเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะขังลั่วอิงไว้แต่ในบ้าน แบบนั้นมันจะไม่เอื้ออำนวยต่อการพักฟื้นของเธอ พวกเขาต้องทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย เบิกบานใจ และทำให้เธอรู้สึกมั่นคง เพื่อที่เธอจะได้ไม่ต้องหวาดกลัวกับโลกภายนอกอีก

 

 

ถังโจวโจวให้ลั่วอิงนอนตรงกลาง จากนั้นเธอก็เข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ และหลังจากที่เธอเป่าผมจนแห้งแล้ว ลั่วเซ่าเชินก็ยังไม่กลับมา ลั่วอิงรู้สึกเป็นกังวล “แม่โจวโจวขา เราควรจะเข้านอนแล้วไม่ใช่หรือคะ ทำไมคุณพ่อถึงยังไม่มาอีก”

 

 

“น่าจะกำลังยุ่งอยู่กับงานน่ะค่ะ ลั่วอิง เอาอย่างนี้ดีกว่านะ เราเข้านอนกันก่อนค่ะ เดี๋ยวคุณพ่อเขาก็กลับมา”

 

 

สีหน้าของลั่วอิงเศร้าลง เธอดูผิดหวังเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม หากลั่วเซ่าเชินต้องทำงานและกลับมาที่ห้องดึกทุกคืน มันก็เป็นสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของถังโจวโจว

 

 

 

           มีเพียงเสียงเป่าลมที่ดังอยู่ ลั่วอิงสัมผัสได้ถึงฝ่ามืออบอุ่นของถังโจวโจวที่ลอดผ่านเส้นผมของเธอไป ผ่านไปสักพัก เสียงของถังโจวโจวก็ดังขึ้น “ลั่วอิง ลุกได้แล้วค่ะ” ผมของเธอเกือบจะแห้งดีแล้ว ในที่สุดก็ให้ลั่วอิงนอนบนเตียงได้อย่างหมดห่วง 

 

 

           ลั่วอิงอยู่โรงพยาบาลมาสองสามวัน แล้ววันนี้ก็เป็นวันที่เธอจะได้กลับบ้าน เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ลั่วอิงก็ดูสดใสมากกว่าเดิม ถังโจวโจวช่วยเธอเก็บเสื้อผ้าและอุปกรณ์อาบน้ำ จากนั้นลั่วเซ่าเชินก็ช่วยเธอถือของ แล้วพวกเขาสามคนก็ออกไปจากโรงพยาบาลพร้อมกัน 

 

 

           ถังโจวโจวไม่ได้แจ้งข่าวให้คนอื่นทราบ พวกเธอออกมาจากโรงพยาบาลอย่างเงียบเชียบ เธอคาดว่าคุณแม่ถังกับป้าหลิวคงจะเตรียมอาหารมื้อใหญ่รอไว้อยู่แล้ว 

 

 

           เมื่อกลับมาถึงบ้าน คุณพ่อกับคุณแม่ถังก็ออกมาต้อนรับอย่างอบอุ่น “ในที่สุดลั่วอิงก็กลับมาแล้ว!” คุณพ่อถังอุ้มลั่วอิงขึ้น 

 

 

ส่วนคุณแม่ถังก็รับของมาจากมือของถังโจวโจว “โจวโจว ทำไมถึงช้านักล่ะ รีบเข้ามาทานข้าวกันเร็ว” 

 

 

“เซ่าเชิน เข้าไปทานข้าวกันเถอะ” คุณพ่อถังเอ่ยกับลั่วเซ่าเชิน 

 

 

“ครับ คุณพ่อ คุณแม่” ลั่วเซ่าเชินจอดรถให้เรียบร้อย ก่อนจะเปิดประตูและตามคุณพ่อกับคุณแม่ถังเข้าไปในบ้าน 

 

 

ป้าหลิวพูดอย่างดีอกดีใจ เมื่อเห็นว่าพวกเขามากันแล้ว “อาหารเรียบร้อยแล้วค่ะ คุณชาย คุณผู้หญิง จะรับตอนนี้เลยหรือว่ารออีกสักครู่คะ?” 

 

 

“ทานตอนนี้เลยดีกว่า” ลั่วเซ่าเชินพูดขึ้นหลังจากมองเห็นลั่วอิงที่ทำท่าว่าน้ำลายจะหกเมื่อพูดถึงของกิน เขาเองก็รู้สึกหิวเหมือนกัน วันนี้เขาทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลให้กับลั่วอิง แม้ว่ามันจะไม่ได้ยุ่งยากมากนัก แต่มันก็ใช้เวลาไม่น้อย ส่วนถังโจวโจว เธอก็มัวแต่เก็บข้าวเก็บของ ตรวจความเรียบร้อยต่างๆ จนเพิ่งจะได้กลับมากันตอนนี้ 

 

 

เมื่อพวกเขาทั้งห้าคนนั่งลงบนโต๊ะอาหารแล้ว คุณพ่อกับคุณแม่ถังก็คอยคีบกับข้าวให้ลั่วอิง ปากของพวกเขาก็พร่ำพูดอยู่ตลอดว่า “ลั่วอิงน้อยของเราต้องทานเยอะๆ นะลูก ดูสิ นอนโรงพยาบาลแค่ไม่กี่วันเอง ผอมลงไปหมดแล้ว ต้องทานของอร่อยๆ เติมกลับเข้าไปเยอะๆ นะ” 

 

 

“ใช่ๆ ดูสิ หน้าของลั่วอิงตอบลงไปตั้งเยอะ คุณยายรู้สึกว่าหนูผอมลงไปมาก หลังจากความทุกข์ทรมานในครั้งนี้ วันข้างหน้าคุณยายก็ขอให้หนูมีแต่ความปลอดภัยและความสุขกายสบายใจนะลูกนะ” คำพูดดีๆ หลุดออกมาจากปากของคุณแม่ถังไม่หยุด เธอต้องการทำให้ลั่วอิงรู้สึกสบายใจที่สุด 

 

 

ป้าหลิวทราบดีว่าวันนี้ลั่วอิงจะออกจากโรงพยาบาล ดังนั้นหนึ่งในสามของอาหารบนโต๊ะจึงเป็นของโปรดของลั่วอิง และเธอก็ยังตุ๋นซุปไก่ให้ลั่วอิงทานอีกด้วย เธอตักซุปไก่เสิร์ฟให้ทุกคนคนละถ้วย “ลั่วอิง รีบทานสิลูก นี่เป็นแม่ไก่แก่[1]ที่คุณยายวานให้คนเอามาให้จากหมู่บ้าน มันอร่อยมากๆ เลยนะ” 

 

 

คุณแม่ถังตั้งใจวานให้คนนำไข่ไก่และแม่ไก่แก่มาให้จากหมู่บ้านโดยเฉพาะ เพื่อเตรียมให้ป้าหลิวตุ๋นซุปให้ลั่วอิงในวันนี้ ถังโจวโจวไม่ได้รู้สึกอิจฉา ตอนนี้เธอกำลังคิดถึงอีกปัญหาหนึ่งอยู่ บาดแผลที่เกิดขึ้นภายในใจของลั่วอิงจะรักษาได้อย่างไร?  

 

 

เมื่อสองสามวันก่อน ถังโจวโจวเป็นคนที่เฝ้าเธออยู่โรงพยาบาล เธอเห็นว่าลั่วอิงมักจะสะดุ้งตื่นกลางดึกอยู่เสมอ และเนื่องจากมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ถังโจวโจวก็เลยไม่ได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม เพราะเป็นห่วงลั่วอิงอยู่ทุกคืน 

 

 

หลังจากที่ถังโจวโจวได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ลั่วเซ่าเชินฟัง ลั่วเซ่าเชินก็เก็บเอาเรื่องนี้ไปคิด เขาจำได้ว่าฟังหยวนเหมือนจะมีเพื่อนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยา เขาจึงรีบต่อสายหาฟังหยวน และเมื่อฟังหยวนได้ฟังดังนั้น เขาก็อาสาทันทีว่า “เดี๋ยวฉันจัดการให้เอง” 

 

 

จิตแพทย์จะมาที่บ้านในอีกสองวันถัดไป คุณหมอเองก็เล็งเห็นถึงลักษณะเฉพาะของลั่วอิงเช่นกัน คุณหมอกลัวว่าถ้าหากพาเธอมาที่คลินิกเธออาจจะต่อต้านได้ แล้วมันก็จะไม่เอื้ออำนวยต่อการรักษาทางจิตใจของเธอได้ ดังนั้นเมื่อถึงเวลา คุณหมอก็มาในฐานะเพื่อนของคุณพ่อ เพื่อเข้าใกล้กับลั่วอิงก่อน และเมื่อกระชับความสัมพันธ์ได้แล้ว เขาค่อยพูดถึงแนวทางการรักษา 

 

 

หลังจากกินข้าวเสร็จ ลั่วเซ่าเชินก็พาคุณพ่อกับคุณแม่ถังกลับไปส่งที่บ้าน ลั่วอิงไม่ได้ไปโรงเรียนมาหลายวันแล้ว จึงไม่ได้เจอเพื่อนเลย ดังนั้นเมื่อเธอกินข้าวเสร็จ เธอก็ไปที่บ้านของเพื่อนทันที 

 

 

ถังโจวโจวช่วยป้าหลิวทำความสะอาดครัวและโต๊ะอาหาร จากนั้นเธอก็นำของใช้ของลั่วอิงไปวางไว้ในห้องนอนของเธอ อันไหนที่ควรจะซักก็ซัก อันไหนที่ควรจะเก็บก็เก็บ 

 

 

แล้ววันที่พวกเขานัดกับคุณหมอจางก็มาถึง วันนี้ถังโจวโจวตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ ลั่วเซ่าเชินเองก็ไม่มีกะจิตกะใจจะไปทำงาน ที่คุณหมอจางมาในวันนี้ พวกเขาเองก็ต้องการได้ยินกับหูว่าคุณหมอจะว่าอย่างไรเมื่อได้ดูอาการของลั่วอิง 

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่ได้รีบร้อนให้ลั่วอิงไปโรงเรียนทันที เพราะเขากลัวว่าลั่วอิงอาจจะยังไม่หายดี อาการป่วยของเธอไม่ได้ปรากฏแค่บนร่างกาย แต่ยังรวมไปถึงด้านจิตใจด้วย หากมีอะไรเกิดขึ้นกับลั่วอิงที่โรงเรียน เขาคงจะตามไปช่วยเธอไม่ทัน ดังนั้นเขาจึงให้เธอพักอยู่ที่บ้านก่อนอีกสักสองสามวัน 

 

 

ถังโจวโจว ลั่วเซ่าเชิน และลั่วอิงร่วมรับประทานอาหารเช้าด้วยกัน พวกเขากินโจ๊กเห็ดหูหนูขาวใส่ไข่ และนมอีกคนละแก้ว อาหารเช้าของพวกเขาอุดมไปด้วยสารอาหารและมีคุณค่าทางโภชนาการ 

 

 

หลังจากมื้อเช้าแสนอร่อยผ่านไปแล้ว ถังโจวโจวก็ไม่ได้รั้งลั่วอิงไว้ เธอปล่อยให้ลั่วอิงออกไปเล่นตามประสาเด็ก ส่วนเธอก็เก็บกวาดบ้านไปเรื่อยๆ ถังโจวโจวชอบความรู้สึกที่ได้ทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง เธอได้ใช้พลังงานและเวลาอย่างเต็มที่ ซึ่งมันทำให้เธอรู้สึกได้ใช้เวลาอย่างคุ้มค่ามาก 

 

 

เก้านาฬิกา เสียงออดดังขึ้น ป้าหลิวรีบเดินออกไปเปิดประตู เมื่อเธอได้ยินว่าคุณจางที่คุณชายกับคุณผู้หญิงกำชับไว้มาถึงแล้ว เธอก็รีบเชิญเขาเข้ามาในบ้านทันที “เชิญค่ะ คุณจาง คุณชายกับคุณผู้หญิงรออยู่เลยค่ะ” 

 

 

จางจิ่งเซินดูเป็นคนที่มีความรู้และสง่างามมาก สามารถรู้สึกได้ถึงความปลอดภัยตั้งแต่แรกเห็น เขาไม่ใช่คนที่หล่อมากนัก แต่ก็สามารถทำให้คนรู้สึกได้ถึงความสบายใจ ดูน่าเชื่อถือ นี่คือความรู้สึกทั้งหมดของถังโจวโจวที่ได้เจอเขาเป็นครั้งแรก เธอเชื่อว่าคุณหมอจางจะสามารถรักษาอาการทางจิตใจของลั่วอิงได้อย่างแน่นอน 

 

 

“คุณผู้หญิงลั่ว สวัสดีครับ!” 

 

 

“เชิญนั่งก่อนค่ะ คุณจาง ป้าหลิวคะ รบกวนชงชามาให้คุณจางหน่อยค่ะ” 

 

 

“ค่ะ คุณผู้หญิง รอสักครู่นะคะ” ป้าหลิวรีบเดินกลับไปยังห้องครัว ส่วนถังโจวโจวก็นำจางจิ่งเซินไปที่ห้องนั่งเล่น 

 

 

จางจิ่งเซินไม่ได้ถือสัมภาระมามากมาย ในมือของเขามีแค่กระเป๋าเอกสารสีดำใบหนึ่ง บนร่างกายของเขาคลุมด้วยเสื้อโค้ทสีกากี ด้านในเป็นเสื้อถักไหมพรมคอเต่าสีน้ำเงินเข้ม ดูสุขุมนุ่มลึกเป็นอย่างมาก 

 

 

หลังจากป้าหลิวยกน้ำชาออกมาเสิร์ฟ ถังโจวโจวก็บอกให้ป้าหลิวรีบไปเรียกลั่วเซ่าเชินมา จากนั้นก็ค่อยไปตามลั่วอิง ลั่วอิงเป็นคนสำคัญในวันนี้ จะขาดเธอไปไม่ได้เลย 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินได้ยินว่าจางจิ่งเซินมาแล้ว เขาก็รีบออกมาจากห้องหนังสือ ลั่วเซ่าเชินสวมชุดลำลองอยู่บ้าน เพราะเรื่องของลั่วอิง วันนี้เขาจึงไม่ได้ไปทำงานที่บริษัท เขาเชื่อว่าจางจิ่งเซินจะไม่ถือสาว่านี่คือการไม่ให้เกียรติต่อแขก 

 

 

“คุณจางครับ เรื่องลูกสาวของผม ผมคงต้องรบกวนคุณแล้ว” 

 

 

“ผอ. ลั่วไม่ต้องเกรงใจหรอกนะครับ มันเป็นหน้าที่ของผม” จางจิ่งเซินได้พบกับคนดังแห่งเมือง S ก่อนหน้านี้เขาได้รับข้อมูลของลั่วอิงจากฟังหยวนแล้ว แต่เขาก็ยังอยากเจอเธอด้วยตัวเอง เพื่อที่เขาจะได้รู้ว่าเขาควรจะทำอย่างไรต่อไป 

 

 

แม้ว่าปัญหานี้จะไม่ได้หนักหนาสาหัสมากนัก แต่เธอก็คือลูกสาวอันเป็นที่รักของลั่วเซ่าเชิน ดังนั้น จางจิ่งเซินจึงยินดีมาช่วยและจะพยายามระมัดระวังให้มากที่สุด 

 

 

ลั่วอิงกระโดดโลดเต้นเข้าไปในบ้าน และเมื่อถังโจวโจวเห็นเหงื่อที่ท่วมตัวเธอไปหมด ก็ได้แต่พูดออกมาว่า “นี่หนูไปทำอะไรมาคะ ทำไมเหงื่อถึงได้เต็มตัวแบบนี้ล่ะ มากับแม่โจวโจวเร็ว เดี๋ยวคุณแม่จะเช็ดให้ค่ะ” 

 

 

ถังโจวโจวบอกให้ลั่วอิงตามเธอไปที่ห้องน้ำ เธอเช็ดหน้าผากและลำตัวของลั่วอิงด้วยผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่น “เป็นยังไงบ้าง รู้สึกดีขึ้นไหมคะ” 

 

 

ถังโจวโจวอยากจะเช็ดอีกสักรอบ แต่ลั่วอิงรีบส่ายหน้าเสียก่อน “หนูโอเคแล้วค่ะ แม่โจวโจว สบายมากเลย ขอบคุณค่ะแม่โจวโจว” 

 

 

“ครั้งหน้าไม่ให้ทำแบบนี้อีกแล้วนะคะ เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว เป็นหวัดขึ้นมาจะทำยังไง” 

 

 

“ไม่เป็นหวัดหรอกค่ะ แม่โจวโจว คุณลุงที่นั่งอยู่กับคุณพ่อด้านนอกคือใครหรือคะ” ลั่วอิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย 

 

 

“อ๋อ เขาคือเพื่อนของคุณลุงฟังค่ะ วันนี้เขาแวะมาเยี่ยม อีกเดี๋ยวออกไปทักคุณลุงจางด้วยกันนะคะ” ถังโจวโจวกำชับกับลั่วอิง 

 

 

“ค่ะ แม่โจวโจว เราไปกันเถอะค่ะ คุณพ่อน่าจะรอคุณแม่แย่แล้ว” ลั่วอิงพูดราวกับเป็นผู้ใหญ่ 

 

 

ถังโจวโจวหัวเราะออกมา “นี่คุณพ่อไม่ได้รอหนู รอแต่คุณแม่หรือคะ? เดี๋ยวคุณแม่จะออกไปถามคุณพ่อ” 

 

 

“ไม่ใช่ค่ะ แม่โจวโจวขา หนูพูดผิด คุณพ่อกำลังรอเราสองคนอยู่ เรารีบออกไปกันเถอะค่ะ” ลั่วอิงดันถังโจวโจวให้ออกไปจากห้องน้ำ 

 

 

“ลั่วอิง มาหาพ่อเร็วลูก” ลั่วเซ่าเชินกวักมือเรียกเธอ 

 

 

ลั่วอิงหันไปมองถังโจวโจวตามปกติ ถังโจวโจวพยักหน้าให้อย่างนึกสนุก “หนูมองคุณแม่ทำไมคะ คุณพ่อเรียกหนูแน่ะ รีบไปสิ” 

 

 

จากนั้นลั่วอิงถึงวิ่งเข้าไปหาลั่วเซ่าเชินอย่างกระตือรือร้น เธอถูกเขาอุ้มขึ้นไปนั่งบนหน้าตัก หลังจากนั้นลั่วอิงก็ได้สบตาเข้ากับจางจิ่งเซิน ลั่วอิงจดจำคำพูดของถังโจวโจวได้ดี เธอจึงร้องทักด้วยเสียงหวานๆ ว่า “สวัสดีค่ะ คุณลุงจาง!” 

 

 

“ลั่วอิงใช่ไหมครับ! ลุงได้ยินลุงฟังหยวนพูดถึงหนูอยู่บ่อยๆ นึกไม่ถึงเลยว่าหนูจะหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูแบบนี้ ลุงตกหลุมรักหนูตั้งแต่แรกเห็นเลยนะเนี่ย” จางจิ่งเซินไม่ได้เปิดเผยตัวตนของเขาให้เธอรู้ เพราะเขากลัวว่าเธอจะปฏิเสธเขา และเมื่อได้เห็นความปีติยินดีในสายตาของลั่วอิง จางจิ่งเซินก็ประสบความสำเร็จแล้วในขั้นตอนแรก 

 

 

“คุณลุงฟังมักจะพูดถึงหนูต่อหน้าคุณลุงจริงๆ หรือคะ” ลั่วอิงคิดว่าถ้าคุณลุงจางคนนี้พูดเรื่องจริง เธอคงจะต้องทำตัวดีๆ กับคุณลุงฟังซะแล้ว เขาชมเธอต่อหน้าคนอื่น เธอก็ควรจะตบรางวัลให้กับเขา 

 

 

“จริงสิครับ ถ้าหนูไม่เชื่อหนูก็ลองไปถามลุงฟังหยวนดูได้ เขาบอกว่าหนูเป็นเจ้าหญิงน้อยที่สวยที่สุดในโลก แม้ว่าเขาจะชอบแกล้งหนูจนทำให้หนูโกรธอยู่บ่อยๆ แต่ที่จริงแล้วเขาชอบหนูมากๆ เลยนะครับ” แล้วลั่วอิงก็ยิ่งประทับใจจางจิ่งเซินมากขึ้น 

 

 

ฟังหยวนเคยทำอย่างที่เขาพูดจริงๆ และถังโจวโจวเองก็บอกว่าจางจิ่งเซินมาเยี่ยมพวกเธอ ลั่วอิงก็เลยไว้วางใจในตัวเขามากขึ้น ตลอดหนึ่งชั่วโมง จางจิ่งเซินชวนลั่วอิงคุยในเรื่องที่เธอสนใจ ก่อนจะนำเธอไปยังหัวข้อที่เขาสนใจ 

 

 

ลั่วอิงมีความสุขตลอดเวลาที่ได้คุยกับจางจิ่งเซิน เธอเกือบจะลืมไปแล้วว่าตรงนี้มีถังโจวโจวกับลั่วเซ่าเชินอยู่ด้วย จนกระทั่งถังโจวโจวยกจานผลไม้ออกมาให้ “คุณจางคะ ลั่วอิง พักทานผลไม้กันก่อนดีกว่าค่ะ พวกคุณน่าจะเหนื่อยกันแล้ว” 

 

 

ถังโจวโจวเห็นลั่วอิงพูดไม่หยุด ที่จริงแล้วจางจิ่งเซินเองก็ใช่ว่าจะพูดเก่ง เขามักจะเป็นคนเปิดบทสนทนา แล้วหลังจากนั้นคำพูดที่เหลือก็ตกเป็นของลั่วอิงทั้งหมด จางจิ่งเซินเพียงแค่ตั้งใจฟังเธอ และตรงจุดนี้เองที่บางครั้งถังโจวโจวก็ทำไม่ได้ 

 

 

เขาสามารถทนฟังเสียงพูดของลั่วอิงได้เป็นชั่วโมงๆ ซ้ำนั่นยังเป็นความคิดของเด็กอีก จึงทำให้ถังโจวโจวอดชื่นชมและนับถือเขาไม่ได้ 

 

 

ลั่วอิงรับน้ำอุ่นมาจากถังโจวโจวและดื่มมันจนหมดแก้วในสองสามอึก ในตอนแรกเธอยังไม่ได้รู้สึกกระหายอะไร แต่เมื่อถังโจวโจวเอ่ยเตือน เธอก็รู้สึกกระหายน้ำขึ้นมาทันที 

 

 

จากนั้นเธอก็ทกินแอปเปิลอีกสองสามชิ้น ในปากของเธอถูกโอบอุ้มไปด้วยความหวาน อารมณ์ของเธอก็ยิ่งดีขึ้น จากเดิมที่อารมณ์ของเธอก็ดีอยู่แล้ว 

 

 

จางจิ่งเซินฝากฝังให้ถังโจวโจวนำผลไม้มาให้ลั่วอิง เพื่อที่เธอจะได้พักสักหน่อย จางจิ่งเซินมีแผนที่จะเดินหน้าต่อไปและเขาก็จะเดินไปให้ถึงในจุดนั้น ยิ่งลั่วอิงแสดงออกมากเท่าไร เขาก็จะได้รู้จักกับลั่วอิงมากยิ่งขึ้น ซึ่งแบบนี้มันจะได้ครอบคลุมทุกๆ ด้าน 

 

 

และเมื่อพูดถึงวันที่เธอถูกลักพาตัวโดยไม่ได้ตั้งใจ ลั่วอิงก็ไม่ได้พูดเสียงดังฟังชัดเหมือนก่อนหน้านี้ เสียงของเธอค่อยๆ เบาลง หากไม่ใช่เพราะจางจิ่งเซินเฝ้าสังเกตเธออยู่ตลอด เขาก็อาจจะคิดว่าเธอไม่ได้พูดอะไร 

 

 

แต่ความจริงแล้ว ลั่วอิงก็แค่ตกตะลึง อาจเป็นเพราะว่าเธอเผลอนึกถึงสถานการณ์เลวร้ายในวันนั้น จากนั้นเธอก็เลยนิ่งเงียบไป 

 

 

 

 

 

[1] แม่ไก่แก่ คือ ไก่ตัวเมียที่มีอายุครบตามกำหนด โดยทั่วไปแล้วจะหมายถึงแม่ไก่ที่มีอายุเลี้ยงมากกว่า 400 วันขึ้นไปและผ่านการฟักไข่มาแล้ว ซึ่งการนำแม่ไก่แก่มาทำอาหารนั้น จะทำให้รสชาติอาหารกลมกล่อม ส่วนใหญ่จะนำแม่ไก่แก่ไปตุ๋นหรือแกง เพราะมีไขมันค่อนข้างสูง จะช่วยให้น้ำแกงมีกลิ่นที่หอมหวนยิ่งขึ้น 

“อาโม่ คุณบอกว่าคุณจะไปเข้าห้องน้ำไม่ใช่เหรอ” จู่ๆ เสียงของสวี่โยวก็ดังขึ้นมาจากด้านข้าง ถังโจวโจวรีบผลักเซียวโม่ออก และในทันทีที่เธอหันไปมอง เธอก็พบว่าสวี่โยวยืนอยู่ด้วยท่าทีแปลกๆ 

 

 

ถังโจวโจวกลัวว่าเมื่อสวี่โยวเห็นเธอกับเซียวโม่กอดกันแล้วจะเข้าใจผิด เธอจึงรีบอธิบายในทันที “สวี่โยว มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิดนะ” 

 

 

ดูเหมือนว่าสวี่โยวจะไม่ได้ยินในสิ่งที่ถังโจวโจวพูด สายตาของเธอจับจ้องอยู่ที่เซียวโม่ “อาโม่ เมื่อครู่นี้คุณหมอบอกว่าเด็กแข็งแรงดี ทำไมคุณถึงไม่ไปรับฉันล่ะคะ” 

 

 

เขานึกไม่ถึงเลยว่าสวี่โยวจะมาเห็นเข้า เซียวโม่รู้ว่าสวี่โยวจะต้องคิดเองเออเองอย่างแน่นอน จู่ๆ เขาก็เกิดอยากจะเป็นบ้าขึ้นมา ทำไมแค่เขาอยากจะบอกลากับถังโจวโจวดีๆ มันถึงได้ยากเย็นเหลือเกิน? 

 

 

“อาโม่ ทำไมคุณถึงไม่พูดอะไรเลย” สวี่โยวหวาดกลัวมาก นี่มันเป็นอย่างที่เธอคิดจริงๆ เหรอ ก่อนหน้านี้เซียวโม่แค่หลอกเธอ เพื่อให้เธอค่อยๆ ตายใจอย่างนั้นหรือ ปากเขาก็พูดไว้เสียดิบดี แต่สุดท้ายกลับทำไม่ได้! 

 

 

“สวี่โยว มันไม่ใช่อย่างนั้นนะ…” ถังโจวโจวพยายามอธิบาย เธอไม่อยากเข้าไปยุ่งวุ่นวายอยู่ในความสัมพันธ์ของสวี่โยวกับเซียวโม่อีกแล้ว 

 

 

“ถังโจวโจว หุบปาก! มันเป็นเรื่องของฉันกับอาโม่ คุณไม่ต้องเข้ามาสอด!” สวี่โยวรู้สึกว่าถังโจวโจวนั้นน่ารังเกียจสิ้นดี เธอเป็นคนพูดเองแท้ๆ ว่าเธอจะไม่รักเซียวโม่อีกต่อไปแล้ว แต่เธอก็ยังวนเวียนอยู่กับเขา 

 

 

สวี่โยวเกลียดทุกคน ทำไมถึงมองไม่เห็นความสุขของเธอ เธอกับเซียวโม่กำลังจะไปกันได้ดีแล้วแท้ๆ แต่ท้ายที่สุดก็ยังมีคนเข้ามาขัดขวางอยู่ แล้วไหนจะเซียวโม่อีก เขาบอกกับเธอว่าเขาจะลืมถังโจวโจว แต่ความจริงแล้วเขากลับมองไปที่ถังโจวโจวอย่างไม่วางตาในทุกครั้งที่เขาเห็นเธอ 

 

 

สวี่โยวเหนื่อยมาก เธอไม่อยากจะมาคอยป้องกันไม่ให้เซียวโม่คุยกับถังโจวโจวอีกราวกับป้องกันขโมย บางทีเธออาจจะอยู่ผิดที่เอง ซึ่งก็เหมือนกับในตอนนี้ ที่พวกเขากำลังกอดกันอยู่ ทำไมพวกเขาถึงไม่นึกถึงความรู้สึกของเธอบ้างเลย? จริงสินะ พวกเขาจะนึกถึงได้อย่างไร ถ้านึกถึงก็คงไม่มีโอกาสได้พลอดรักกันน่ะสิ! 

 

 

“สวี่โยว เรากลับกันเถอะ ขอโทษนะ โจวโจว ดูเหมือนว่าฉันจะก่อเรื่องอีกแล้ว” เซียวโม่รู้สึกราวกับว่าเขาถูกเทพเจ้าแห่งความซวยเข้าสิง เขาอยากจะให้ถังโจวโจวมีชีวิตที่ดี อยู่อย่างสงบสุข แต่เขากลับทำให้เธอเดือดร้อนอยู่เสมอ 

 

 

“อาโม่ คุณรู้ตัวไหมว่าคุณน่ารังเกียจมากแค่ไหน คุณเรียกชื่อของฉันซะแข็งกระด้าง แต่กับถังโจวโจว คุณกลับเรียก ‘โจวโจว’ ซะรื่นหู น้ำตาของฉันนี่แทบจะไหลล้นออกมาแล้ว!” สวี่โยวปาดเช็ดน้ำตาที่มันไม่ควรปรากฏขึ้นมาที่หางตาของเธอในตอนนี้ 

 

 

น้ำตาที่รินไหลออกมามีแต่จะทำให้ถังโจวโจวมองว่าเธออ่อนแอ และทันใดนั้นเอง สวี่โยวก็รู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวในท้องของเธอ ราวกับว่าเธอได้รับพลังงาน เมื่อเธอคิดถึงลูกที่อยู่ในท้อง สวี่โยวก็ยิ่งรู้สึกว่าเธอไม่สามารถอ่อนแอได้ในเวลานี้ 

 

 

เธอต้องคิดถึงลูกให้มากเข้าไว้ ลูกของเธอจะต้องมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ มีคุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา และคุณยาย ที่รักเขาสุดหัวใจ 

 

 

ลูกของเธอจะต้องได้รับความรักที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลก จะต้องไม่มีอะไรมาขัดขวางหรือทำลายความตั้งใจนี้ลงได้ 

 

 

เมื่อเซียวโม่เห็นสวี่โยวกุมหน้าท้องอย่างกะทันหัน เขาก็นึกว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับลูกของเขา เขาจึงรีบวิ่งเข้าไปหา “คุณเจ็บท้องใช่ไหม” เซียวโม่เข้าไปประคองร่างกายที่หนักอึ้งของสวี่โยวเอาไว้ เพราะกลัวว่าเธอจะได้รับบาดเจ็บ 

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกโล่งใจในทันที เมื่อเห็นเซียวโม่ประคับประคองสวี่โยวไว้ในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง และเมื่อเธอเห็นว่าพวกเขาถูกห้อมล้อมไปด้วยความอบอุ่น เธอก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก เธอกำลังจะเดินจากไปอย่างเงียบๆ เธอเชื่อว่าเซียวโม่จะอธิบายให้สวี่โยวเข้าใจเอง 

 

 

สวี่โยวรีบเรียกถังโจวโจวเอาไว้เมื่อเห็นว่าเธอจะเดินจากไป “ถังโจวโจว คุณกลัวเหรอ” ถังโจวโจวชะงักฝีเท้า เธอไม่รู้ว่าเธอจะรู้สึกผิดหรือรู้สึกกลัวไปทำไม สวี่โยวเข้าใจผิดไปเอง แต่กลับขวางเธอเอาไว้ นี่มันเรื่องอะไรกันอีก? 

 

 

“สวี่โยว คุณต้องเชื่อมั่นในตัวเอง อย่ามัวแต่ตัดสินเรื่องราวจากสิ่งที่คุณมองเห็น” ถังโจวโจวให้คำแนะนำกับสวี่โยวด้วยความหวังดี แต่สวี่โยวจะรับฟังหรือไม่นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องของเธอแล้ว ตอนนี้เธอควรจะไปหาที่ที่เงียบสงบเพื่อดื่มด่ำกับการอาบแสงแดดต่อไป 

 

 

สวี่โยวยังอยากจะพูดอะไรอีกมากมาย แต่น่าเสียดายที่ถังโจวโจวนั้นเดินจากไปไกลแล้ว เธอจึงได้แต่เม้มปากแน่นด้วยความโมโห 

 

 

เซียวโม่เห็นว่าเธอโกรธ จึงรีบอธิบาย “สวี่โยว คุณเข้าใจผิดไปแล้วจริงๆ ผมกับโจวโจวไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิด” 

 

 

“ถ้าอย่างนั้นคุณก็บอกฉันมาสิคะว่านี่มันเรื่องอะไรกัน” สวี่โยวพยายามพูดอย่างใจเย็น 

 

 

เธอรู้ดีว่าความโกรธมันไม่ดีต่อเธอและเด็ก แต่เธอทนไม่ได้ หัวใจของเธอมันขมขื่นเกินทน หากการรอคอยของเธอมันต้องกลับไปสู่จุดเริ่มต้น เช่นนั้นทุกสิ่งที่เธอพยายามมาตลอดก็คงจะพังทลายแน่แล้ว 

 

 

“ผมแค่อยากจะยุติความสัมพันธ์ของผมกับโจวโจวด้วยดีก็เท่านั้น” อารมณ์ที่ดำดิ่งของสวี่โยวกลับกลายเป็นสว่างสดใสมากขึ้นเพราะคำพูดของเซียวโม่ 

 

 

แต่เธอก็ยังคงลังเลใจ “จริงหรือคะ อาโม่ คุณไม่ได้หลอกฉันใช่ไหม คุณคงไม่ได้โกหกฉันเพราะลูกหรอกนะ…” 

 

 

“พอเลยพอ คุณคิดเองเออเองทั้งนั้นแหละ จนป่านนี้แล้วคุณไม่เคยเชื่อผมเลยหรือไง” เซียวโม่เอ่ยตัดบทการคาดเดาของสวี่โยว เขาไม่อยากจะทะเลาะกับสวี่โยวด้วยปัญหานี้อีก และสุขภาพร่างกายของสวี่โยวในตอนนี้ก็ไม่เหมาะสำหรับการขัดแย้งกัน 

 

 

“เชื่อสิคะ ฉันจะไม่เชื่อคุณได้ยังไง อาโม่ เมื่อครู่นี้ฉันพูดไปตามอารมณ์ คุณอย่าถือสาฉันเลยนะคะ ฉันจริงใจกับคุณจริงๆ และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ฉันกลัวว่าคุณกับถังโจวโจวจะกลับไปคบกันอีกครั้ง อาโม่ ทั้งหมดที่ฉันทำนี้เป็นเพราะว่าฉันรักคุณนะ” 

 

 

เป็นเพราะสวี่โยวรีบพูดความในใจเหล่านี้ออกมาในคราวเดียว จึงทำให้เธอหอบเหนื่อย เซียวโม่มองไปที่ดวงตาทั้งสองข้างของเธอที่กำลังจับจ้องเขาอยู่ ราวกับว่าถ้าเขายังไม่เข้าใจเธออีก เธอก็จะพรั่งพรูคำพูดออกมาได้อีกยกใหญ่ 

 

 

“ผมรู้แล้ว เอาเป็นว่าเรื่องวันนี้ให้มันจบลงแค่นี้… แล้วคุณหมอบอกว่าลูกเป็นยังไงบ้าง” เซียวโม่เดินโอบสวี่โยวออกไปจากโรงพยาบาล 

 

 

เมื่อสวี่โยวได้ยินเซียวโม่เอ่ยถึงลูก เธอก็เปิดปากพูดในทันที “อาโม่ คุณหมอบอกว่าลูกของเราแข็งแรงดีค่ะ อีกไม่นานเขาก็จะได้ออกมาเจอหน้าเราแล้ว ตอนนี้ฉันเฝ้ารอคอยเขาอย่างมาก เขาจะหน้าตาเป็นยังไงนะ? จะเหมือนคุณ หรือเหมือนฉัน…” 

 

 

“เหมือนใครก็ดีทั้งนั้นแหละ ขอแค่ลูกแข็งแรงก็พอ ผมว่าตอนนี้คุณแม่รอแย่แล้ว เรารีบกลับกันเถอะ” 

 

 

เซียวโม่กุมมือสวี่โยว สวี่โยวตกตะลึงไปกับการสัมผัสที่ยากจะเกิดขึ้นได้จากเซียวโม่ จากนั้นเธอก็รีบตอบว่า “ค่ะ กลับบ้านกัน” 

 

 

เธอชอบคำๆ นี้ กลับไปที่บ้านของเธอกับเซียวโม่ ที่มีแค่พวกเขา ไม่มีถังโจวโจว ไม่มีคนอื่น 

 

 

ลั่วอิงวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน หากถังโจวโจวไม่มาตาม เธอก็อาจจะเล่นไม่เลิก “ลั่วอิง กลับกันเถอะค่ะ” ถังโจวโจวเห็นว่ามีเด็กๆ ที่สวมชุดผู้ป่วยเล่นอยู่กับลั่วอิงด้วย เธอไม่รู้ว่าพวกเด็กๆ กำลังกระซิบกระซาบอะไรกันอยู่ 

 

 

“แม่โจวโจวขา หนูอยากเล่นต่ออีกหน่อย” ลั่วอิงยังเล่นไม่จุใจ เธอเพียงแต่ก้มหน้าก้มตาลงและไม่กล้ามองถังโจวโจว 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าเธอไม่ยอมกลับ ก็คิดหาวิธีหลอกล่อ “เซ่าเชิน มาแล้วเหรอ!” ลั่วอิงตกหลุมพรางในทันที เธอรีบลุกขึ้นยืนและซ่อนมือทั้งสองข้างไว้ด้านหลัง เธอดูว่านอนสอนง่ายขึ้นมาทันที หากมองข้ามเม็ดทรายที่ติดอยู่บนใบหน้าของเธอไป 

 

 

ส่วนลั่วอิง เมื่อเธอสอดส่ายสายตามองไปรอบๆ และไม่พบเงาของลั่วเซ่าเชิน เธอก็รู้ได้ในทันทีว่าเธอถูกหลอกเข้าให้แล้ว เธอหันหน้ากลับมามองถังโจวโจวและพบว่าบนใบหน้าของถังโจวโจวเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่ก็เกือบจะยิ้มไม่ออกแล้ว 

 

 

“แม่โจวโจวหลอกหนูเหรอคะ หนูอุตส่าห์เชื่อคุณแม่…” ลั่วอิงพร่ำบ่นด้วยความเสียใจ แต่น่าเสียดายที่ความน่าสงสารของเธอไม่มีประโยชน์ 

 

 

“พอแล้วค่ะ ก่อนมาคุณแม่บอกหนูแล้วว่าห้ามเล่นนานจนเกินไป แต่ตอนนี้หนูเป็นฝ่ายที่ไม่เชื่อฟังคุณแม่ ดังนั้น คุณแม่จึงต้องเล่นแง่หาวิธีลงโทษหนูนิดหน่อย” 

 

 

ถังโจวโจวไม่ได้คิดว่าเธอรังแกลั่วอิง ถ้ากล้าขอ เธอก็ให้! แต่ถ้าลั่วอิงไม่ได้คิดวางแผนอะไรอยู่ในใจ แล้วจะกลัวกับคำพูดของเธอทำไม! 

 

 

“แม่โจวโจวขา ผลงานของหนูใกล้จะเสร็จแล้ว คุณแม่ให้หนูอยู่ต่ออีกนิดหนึ่งได้ไหมคะ” ถังโจวโจวเห็นว่าลั่วอิงพูดเสียน่าสงสาร และตอนนี้ก็ยังคงมีแสงตะวันอยู่ แม้ว่าดวงอาทิตย์จะเริ่มยอแสง แต่ก็ใช่ว่าจะอยู่ต่ออีกสักนิดไม่ได้ 

 

 

“ได้สิคะ คุณแม่จะให้หนูอยู่ต่ออีกพักหนึ่ง แต่เราต้องตกลงกันก่อนว่าพอหนูทำธุระของหนูเสร็จแล้ว เราจะกลับกันทันที” ถังโจวโจวก้มตัวลงไปตกลงกับลั่วอิงให้เรียบร้อยก่อน 

 

 

“ได้เลยค่ะ ไม่มีปัญหา!” และเมื่อลั่วอิงเห็นว่าถังโจวโจวอนุญาตแล้ว เธอก็ย่อตัวลงไปเล่นในบ่อทรายต่อ 

 

 

เธอไม่รู้ว่าบ่อทรายนี่มาจากไหน แต่ตอนนี้มันกลายเป็นสวรรค์ของเด็กๆ ที่อยู่ในโรงพยาบาลแห่งนี้ไปแล้ว พวกเด็กๆ นั่งล้อมกันเป็นวงและกระซิบกระซาบคุยกัน ซึ่งเมื่อมองดูแล้วก็เป็นภาพที่มีความสุขมาก 

 

 

เมื่อถังโจวโจวได้มองดูพวกเด็กๆ เล่นกัน เธอก็นึกถึงตอนที่เธอยังเป็นเด็ก นึกถึงช่วงชีวิตที่ไร้ความกังวล ตอนนี้เธอคิดถึงมันเป็นอย่างมาก ยิ่งเธอเติบโตมากขึ้นเท่าไร ปัญหาต่างๆ ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น 

 

 

ถังโจวโจวดำดิ่งอยู่ในความทรงจำของเธอ จนกระทั่งลั่วอิงส่งเสียงเรียก “แม่โจวโจวคะ เรากลับกันได้แล้วค่ะ” ลั่วอิงหน้าแดงก่ำ ดูเหมือนว่าเธอจะเล่นจนจุใจแล้ว 

 

 

“กลับห้องได้แล้วเหรอ” 

 

 

“ค่ะ” ลั่วอิงพยักหน้า เธอยื่นมือออกมาและชักกลับไปในทันที แต่ถังโจวโจวก็ยังทันได้เห็นว่ามือของเธอนั้นเต็มไปด้วยเม็ดทราย 

 

 

“ถ้าคุณพ่อมาเห็นเข้า หนูก็คงจะถูกเอ็ดแน่ๆ” ถังโจวโจวมองดูเธอพลางรู้สึกปวดหัวที่เห็นว่าเธอเล่นจนเนื้อตัวสกปรกไปหมด ดูเหมือนว่ากลับไปแล้วคงจะต้องรีบอาบน้ำให้เธอ 

 

 

“คุณพ่อไม่เอ็ดหรอกค่ะ” 

 

 

แม้คำพูดของลั่วอิงจะฟังดูมั่นอกมั่นใจ แต่เธอก็รู้สึกหวั่นๆ อยู่ไม่น้อย และเมื่อเธอนึกถึงลั่วเซ่าเชินที่เป็นคนรักสะอาดอย่างมาก ลั่วอิงก็คิดว่าเธอควรจะรีบกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากับถังโจวโจวที่ห้องโดยด่วน 

 

 

“แม่โจวโจวขา หนูอยากกลับไปอาบน้ำแล้ว” เมื่อลั่วอิงได้รับคำเตือนจากถังโจวโจว เธอก็ไม่อาจทนกับเม็ดทรายที่อยู่บนร่างกายของเธอได้อีกต่อไป 

 

 

“ไปค่ะ” ถังโจวโจวพาลั่วอิงกลับไปที่ห้อง เธอช่วยเตรียมเสื้อผ้าให้ลั่วอิง จากนั้นเธอก็ถอดเสื้อผ้าของลั่วอิงออกและพาเข้าไปอาบน้ำ 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเข้ามาในห้อง เขาก็ไม่พบถังโจวโจวและลั่วอิง เขายืนนิ่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะได้ยินเสียงน้ำและเสียงหัวเราะเบาๆ ดังมาจากในห้องน้ำ ลั่วเซ่าเชินจึงนั่งลงอย่างสบายใจและรอให้พวกเธอออกมา 

 

 

“เซ่าเชิน! มาแล้วหรือคะ” 

 

 

ถังโจวโจวบอกให้ลั่วอิงรีบขึ้นไปบนเตียง หัวใจของลั่วอิงเต้นตึกตัก หากคุณพ่อมาไวกว่านี้อีกนิดเดียว เขาก็อาจจะทันเห็นเนื้อตัวมอมแมมของเธอและเอ็ดเธอเอาได้ 

 

 

“อืม แล้วทำไมถึงอาบน้ำให้ลั่วอิงตอนนี้ล่ะ” 

 

 

“อ๋อ พอดีว่าวันนี้อากาศดี แล้วลั่วอิงเองก็เกือบจะหายดีแล้ว สองสามวันที่ผ่านมาเธอก็ได้แต่เช็ดตัว วันนี้ฉันก็เลยอาบน้ำให้เธอน่ะค่ะ” ถังโจวโจวคิดคำอธิบายไว้ก่อนแล้ว ลั่วเซ่าเชินได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้ารับ และเรื่องนี้ก็ผ่านไปอย่างง่ายดาย 

 

 

ลั่วอิงมองไปยังถังโจวโจวด้วยสายตาเปล่งประกาย เธอทอดถอนใจพลางคิดไปด้วยว่า แม่โจวโจวเก่งมากเลย! นี่ดีนะที่คุณพ่อไม่ได้ถามเรา ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะตอบว่ายังไง 

 

 

ลั่วอิงค่อยๆ ซ่อนตัวลงไปอยู่ใต้ผ้าห่ม พยายามทำตัวราวกับว่าเธอได้กลายเป็นมนุษย์ล่องหนไปแล้ว 

 

 

“อ้าว ลั่วอิงคะ ผมยังไม่แห้งเลย อย่าเพิ่งหนุนหมอนสิ” ถังโจวโจวหยิบไดร์เป่าผมออกมา เธอให้ลั่วอิงนอนหนุนอยู่บนหน้าขาของเธอโดยที่มีผ้าขนหนูรองอยู่ใต้ศีรษะเล็กๆ นั่น 

           ในตอนบ่าย คนในบริษัทของลั่วเซ่าเชินก็ส่งลูซี่มาเยี่ยมลั่วอิงแทนทุกคน ลูซี่ถือตะกร้าผลไม้และช่อดอกยิปโซมาด้วยช่อหนึ่ง เธอเคาะประตูห้องพักผู้ป่วย

 

 

“คุณผู้หญิงคะ ฉันมาเยี่ยมคุณหนูลั่วอิงในนามของพนักงานบริษัททุกคนค่ะ” ลูซี่มอบดอกไม้ให้กับถังโจวโจว ถังโจวโจววางมันไว้ในแจกัน ก่อนจะตั้งมันไว้บนโต๊ะข้างเตียงผู้ป่วย

 

 

ช่อดอกยิปโซช่อนี้ช่วยประดับประดาให้ห้องนี้ได้ไม่น้อย ถังโจวโจวแอบนึกเสียใจ เธอน่าจะซื้อดอกไม้มาวางไว้ที่นี่บ้าง สภาพจิตใจและอารมณ์ของลั่วอิงจะได้ดีขึ้น

 

 

“ขอบคุณที่มานะคะ ลูซี่”

 

 

“พูดอะไรอย่างนั้นล่ะคะ คุณผู้หญิง” ดวงหน้าของลูซี่ค่อยๆ ปรากฏสีแดง ในฐานะเลขาฯ ของลั่วเซ่าเชิน เธอถูกใครต่อใครมองว่าเป็นผู้หญิงแกร่งตลอดเวลา มีเพียงแค่ถังโจวโจวเท่านั้นที่ปฏิบัติกับเธอตามปกติ ราวกับว่าเธอไม่ได้เป็นเลขานุการของท่านผู้อำนวยการแห่งลั่วกรุ๊ป

 

 

“ความจริงแล้วฉันควรจะมาที่นี่ตั้งนานแล้ว เพียงแต่วันนี้ท่านผอ. กลับไปจัดการธุระต่างๆ แล้ว ฉันก็เลยมีโอกาสได้มาเยี่ยมคุณหนู แต่ก็แค่พักเดียวค่ะ เดี๋ยวก็ต้องรีบกลับไปแล้ว ฉันหวังว่าคุณผู้หญิงคงจะไม่ถือสา”

 

 

ลูซี่เองก็เข้าหาเด็กๆ ไม่ค่อยเป็น นอกจากทักทายลั่วอิงแล้ว เธอก็คุยกับถังโจวโจว

 

 

“ถ้าคุณมีธุระก็รีบกลับเถอะค่ะ ลั่วอิงคะ รีบขอบคุณคุณน้าลูซี่เร็ว”

 

 

“คุณผู้หญิงคะ จะให้คุณหนูลั่วอิงขอบคุณฉันทำไมคะ ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลย คุณหนู วันนี้ฉันต้องขอตัวกลับก่อนนะคะ อีกสองสามวันจะมาเยี่ยมใหม่” ลูซี่พยายามพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนมากยิ่งขึ้น

 

 

แต่เธอไม่รู้ว่าทำไมในยามที่เธอพยายามจะทำให้ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด ถึงทำให้ลั่วอิงมีสีหน้าขมขื่นอย่างนั้น ลูซี่จึงทำได้แค่ยิ้มแห้งๆ

 

 

“ฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ คุณผู้หญิง คุณมีอะไรจะฝากถึงท่านผอ. ไหมคะ”

 

 

“ไม่มีค่ะ แค่คุณช่วยแบ่งเบางานจากเขา แค่นี้ฉันก็ขอบคุณคุณมากแล้ว” ถังโจวโจวรู้ว่าเธอไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายกับงานของลั่วเซ่าเชินได้ ดังนั้นเธอจึงทำได้แค่เพียงกึ่งกำชับให้ลูซี่ช่วยงานเขา

 

 

“แน่นอนค่ะ ในฐานะที่ฉันเป็นเลขาฯ ของท่านผอ. ฉันจะทำหน้าที่ของฉันให้ดีที่สุด” พวกเธอโบกมือลากัน และเมื่อเห็นว่าลูซี่ออกไปจากห้องแล้ว ลั่วอิงก็ถอนหายใจออกมาหนักๆ

 

 

“ลั่วอิง เป็นอะไรไปคะ คิดว่าลูซี่จะกินคนหรือไง” ถังโจวโจวเอ่ยถามอย่างติดตลก เมื่อเห็นท่าทางเกินจริงของลั่วอิง

 

 

“แม่โจวโจวขา เธอไม่กินคนหรอกค่ะ เพียงแต่ว่าสีหน้าของเธอดูเย็นชามาก ต่อให้อากาศร้อน หนูก็คงจะสั่นด้วยความเย็นชาของเธอ” ลั่วอิงทำตัวสั่นในขณะที่พูด ถังโจวโจวจึงรู้สึกว่าเธอพูดเกินไป

 

 

“ตรงไหนกันคะ ทำไมคุณแม่ไม่เห็นรู้สึกเลย” ถังโจวโจวกลับรู้สึกว่าวันนี้ลูซี่พกรอยยิ้มมาเป็นพิเศษ เธอคงหวั่นใจว่าลั่วอิงจะกลัวเธอ เธอถึงได้ทำแบบนี้ แต่ที่ไหนได้ ลั่วอิงก็ยังคงกลัวเธออยู่นั่นเอง นี่มันไร้เหตุผลสิ้นดี

 

 

“แม่โจวโจวคะ บางทีผู้ใหญ่อย่างคุณแม่อาจจะรู้สึกไม่เหมือนกับเด็กๆ อย่างหนู” ลั่วอิงสามารถสรุปได้ดังนี้ นอกเหนือจากนี้ เธอก็ไม่มีคำอธิบายอื่นแล้ว

 

 

ถังโจวโจวพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ เมื่อเธอเห็นว่าลั่วอิงแบ่งเส้นเขตแดนระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กไว้อย่างชัดเจน “จ้ะ เจ้าเด็กน้อย นอนกลางวันได้แล้วค่ะ”

 

 

“แม่โจวโจวขา หนูยังไม่อยากนอน เราไปเดินเล่นรับแดดกันดีกว่านะคะ หนูนอนอยู่ที่นี่ทั้งวันจนราแทบจะขึ้นตัวหนูหมดแล้ว” หน้าต่างห้องลั่วอิงหันไปทางสวนหย่อมของโรงพยาบาล เธอรู้สึกทนไม่ไหวเมื่อได้ยินเสียงเจี๊ยวจ๊าวด้านนอก แต่ตัวเธอกลับยังต้องอุดอู้อยู่ในห้อง

 

 

ถังโจวโจวเห็นเธอหยิบยกเอาเหตุผลมาอ้าง “เป็นเด็กเป็นเล็ก รู้จักขึ้นราด้วย หนูไปฟังจากใครมาคะ?”

 

 

“ไม่ได้ฟังจากใครมาหรอกค่ะ แม่โจวโจวขา เรารีบไปกันเถอะ พระอาทิตย์ใกล้จะตกแล้ว” ลั่วอิงออดอ้อนและตั้งตารอให้ถังโจวโจวหลุดพูดตกลงออกมา

 

 

“เอาละๆ หยุดเขย่าแขนก่อนค่ะ ตัวคุณแม่จะแตกเป็นเสี่ยงๆ อยู่แล้ว” เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าลั่วอิงปล่อยมือแล้ว เธอก็รีบเก็บแขนอย่างรวดเร็ว นับวันลั่วอิงกลายเป็นคนที่เอาแต่ใจมากขึ้น ตราบใดที่มันเป็นสิ่งที่เธอต้องการ ถ้าเธอไม่ได้สมใจ เธอก็จะไม่ยอมแพ้!

 

 

“แม่โจวโจวขา ไปกันเถอะค่ะ หนูรู้ว่าคุณแม่ก็อยากไป” ลั่วอิงกลัวว่าถังโจวโจวจะโกรธ เธอจึงสงบนิ่งลงแต่โดยดี

 

 

หลังจากคุมเชิงกันอยู่นาน ถังโจวโจวก็หลุดยิ้มออกมา “มัวมองอยู่ทำไมคะ รีบลุกขึ้นมาเลย!”

 

 

“เย่! แม่โจวโจวใจดีที่สุดเลย” ลั่วอิงโห่ร้อง

 

 

บรรยากาศภายในห้องพักผู้ป่วยนั้นแปรเปลี่ยนไปเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ นี้ และเมื่อพวกเธอจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ พวกเธอก็ลงไปที่สวนหย่อมด้วยกัน

 

 

ถังโจวโจวห่อตัวลั่วอิงเอาไว้หลายชั้น แม้จะมีแสงแดด แต่เธอก็กลัวว่าลั่วอิงจะหนาว เธอเพิ่งจะหายไข้ได้ไม่ทันไร เดี๋ยวจะโดนหวัดเล่นงานเข้าอีก

 

 

ใบหน้าของลั่วอิงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ถังโจวโจวเห็นว่าสายตาของลั่วอิงจับจ้องไปยังกลุ่มเด็กๆ ที่อยู่ทางด้านหนึ่ง “หนูอยากออกมาเล่นไม่ใช่หรือคะ รีบไปสิ”

 

 

“แล้วแม่โจวโจวล่ะคะ” ความปรารถนาในแววตาของลั่วอิงไม่สามารถหลอกลวงใครได้ อาจเป็นเพราะว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เธอมีเงามืดตามตัว หากเป็นยามปกติ เธอก็คงจะออกไปเล่นแล้ว ไม่มัวมามองถังโจวโจวอย่างลังเลใจแบบนี้

 

 

“คุณแม่จะรอหนูอยู่ตรงนี้ค่ะ แค่หนูเงยหน้าขึ้นมา หนูก็จะเห็นคุณแม่ตลอด แบบนี้หนูสบายใจแล้วใช่ไหมคะ” ถังโจวโจวรู้ว่าลั่วอิงคิดเช่นไร ในเมื่อสัญญากับเธอแล้วว่าจะพาเธอออกมาเล่น แต่ถ้าเธอกลับรู้สึกมีอะไรติดค้างอยู่ในใจ แล้วทีนี้จะให้เธอเล่นอย่างสนุกสนานได้อย่างไร

 

 

ลั่วอิงพยักหน้าอย่างหนักแน่น “แม่โจวโจวต้องอยู่ในสายตาของหนูตลอดเลยนะคะ!”

 

 

เมื่อได้ฟังคำพูดของลั่วอิง ถังโจวโจวก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจ ดูเหมือนว่าเธอจะยังลืมเหตุการณ์นั้นไม่ได้จริงๆ! “ค่ะ แม่โจวโจวจำไว้แล้ว รีบไปได้แล้วค่ะ เพื่อนๆ กำลังรอหนูอยู่”

 

 

เธอมองดูลั่วอิงที่วิ่งออกไปอย่างมีความสุข ถังโจวโจวเจอม้านั่งที่ตั้งหันหน้าเข้าดวงอาทิตย์ แสงแดดสาดส่องลงมาที่เธอ เธอรู้สึกอบอุ่นไปทั่วตัว และเมื่อเธอได้นั่งพิงหลังสบายๆ แบบนี้ ความง่วงก็เข้ามาเยือน

 

 

ในขณะที่เธอกำลังเคลิบเคลิ้มท่ามกลางแสงอาทิตย์อันอบอุ่น ก็มีใครคนหนึ่งมายืนบังแสงแดดของเธอ เดิมทีถังโจวโจวนึกว่าคนคนนั้นแค่เดินผ่านมา แต่ช่วงเวลาที่เขาจะเดินผ่านไปนั้นมันช่างยาวนานเสียเหลือเกิน ถังโจวโจวจึงลืมตาขึ้นมอง “เซียวโม่ นายนั่นเอง!”

 

 

แต่ทำไมเขาถึงจ้องเธออยู่อย่างนั้นล่ะ เธอไม่ได้ทำเรื่องน่าอายอะไรออกไปใช่ไหม ถังโจวโจวขยับตัวเล็กน้อยเพื่อหลบจากตำแหน่งยืนของเขา แต่น่าเสียดายที่เซียวโม่เหมือนจะตั้งตัวเป็นอริกับเธอ เขาขยับสองก้าว เพื่อมายืนบังอยู่หน้าเธอต่อ

 

 

“เซียวโม่ นายคิดจะทำอะไร” ถังโจวโจวเสียงแข็ง กว่าเธอจะมีเวลามานั่งดื่มด่ำกับแสงแดดอันอบอุ่นทั้งที ก็มาถูกเขาบดบังไปเสียหมด นี่เขาเหมือนกับคนโรคจิตไม่มีผิด

 

 

แต่มันก็เป็นแค่ความคิดที่อยู่ในใจ แน่นอนว่าเซียวโม่สังเกตเห็นความรำคาญที่ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของถังโจวโจว เพียงแต่เขามีบางเรื่องที่ยังค้างคาอยู่ในใจ และเมื่อได้เจอถังโจวโจวที่นี่ เขาจึงปรี่เข้ามาหาเธอทันที

 

 

“โจวโจว ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้” เซียวโม่สำรวจมองดูร่างกายของถังโจวโจว เขาไม่พบสิ่งใดที่ผิดปกติ แสดงว่าไม่ใช่ถังโจวโจวที่ป่วยหรือบาดเจ็บ

 

 

“มันไม่ใช่เรื่องของนาย แล้วสวี่โยวล่ะ?” ดูจากท่าทางของเซียวโม่แล้ว เขาน่าจะพาสวี่โยวมาตรวจร่างกาย แล้วที่เขามายืนบังเธออยู่ตรงนี้โดยทิ้งภรรยาไว้คนเดียว มันไม่แปลกไปหน่อยเหรอ?

 

 

จู่ๆ ถังโจวโจวก็รู้สึกว่า ยิ่งนานวันเข้า เธอก็ยิ่งไม่อยากคุยกับเซียวโม่แล้ว บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้เธออารมณ์ไม่ค่อยดีนัก หรือบางทีก็อาจจะเป็นเพราะว่าเธอไม่ได้รู้สึกอะไรกับเซียวโม่แล้ว

 

 

ในตอนนี้พวกเธออาจจะคุ้นเคยกันมากกว่าคนแปลกหน้า แต่ความสัมพันธ์ของพวกเธอก็ไม่ได้ดีไปกว่าคนแปลกหน้าสักเท่าไร นี่สวรรค์กำลังเล่นตลกกับเธออยู่หรือเปล่า?

 

 

ถังโจวโจวไม่เข้าใจ แต่เธอก็จะไม่โทษใคร ในเมื่อมันมาถึงขั้นนี้แล้ว เธอก็ได้แต่เดินหน้าต่อไปทีละก้าว ขนาดม้าดียังไม่กลับไปกินหญ้าเก่าเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเธอ!

 

 

“เธอพบหมออยู่ กำลังตรวจร่างกายน่ะ” เซียวโม่ตอบไปตามตรง เขาเชื่อว่าแม้ว่าเขาจะพูดความจริงอย่างนี้ แต่ถังโจวโจวก็คงจะไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะว่าตอนนี้หัวใจของเธอมีแต่ลั่วเซ่าเชินและลั่วอิง ลูกสาวของพวกเขา

 

 

บางครั้งเซียวโม่ก็จะมองดูหน้าท้องที่นับวันก็ยิ่งโตขึ้นของสวี่โยว แล้วก็จินตนาการว่า หากคนที่อยู่ข้างกายเขาคือถังโจวโจว หากเด็กที่อยู่ในท้องเป็นลูกของเขากับถังโจวโจว เขาก็แทบไม่ต้องนึกเลยว่าเขาจะมีความสุขมากขนาดไหน เขาจะเฝ้ารอคอยการมาของเด็กคนนี้มากแค่ไหน แต่น่าเสียดายที่ทั้งหมดมันเป็นแค่ความฝันลมๆ แล้งๆ

 

 

ความจริงก็คือถังโจวโจวและลั่วเซ่าเชินจะต้องมีลูกด้วยกัน และเขาก็จะต้องอยู่กับสวี่โยวตลอดไป ภาระและหน้าที่ของเซียวโม่ไม่อาจทำให้เขาถอยได้อีกแล้ว ลูกของเขากับสวี่โยวใกล้จะคลอดแล้ว และนี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาย้อนนึกถึงเรื่องราวในอดีตระหว่างเขากับถังโจวโจว

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกว่าเซียวโม่ผิดปกติไป เธอไม่สนใจแล้วว่าตอนนี้เธอกำลังทะเลาะกับเขาอยู่หรือไม่ “เซียวโม่ เป็นอะไรหรือเปล่า” เธอพูดอะไรผิดไปหรือ? ถังโจวโจวนึกคำที่เธอเพิ่งจะพูดออกไปเมื่อครู่นี้ มันก็ไม่มีอะไรผิดปกตินี่! นี่มันชักจะแปลกๆ แล้ว

 

 

“ไม่มีอะไรหรอก โจวโจว ถ้าเธออนุญาต ฉันจะขอกอดเธอเป็นครั้งสุดท้ายได้ไหม” เซียวโม่อยากจะทำให้ตอนจบของเขากับถังโจวโจวเป็นตอนจบที่สวยงาม

 

 

“ทำไมจู่ๆ ถึงขอแบบนี้ล่ะ” ตอนนี้ถังโจวโจวไม่อยากจะสร้างข้อพิพาทกับเซียวโม่อีกต่อไปแล้ว และเมื่อเซียวโม่เห็นว่าถังโจวโจวเอ่ยคำถามนี้ออกมา เขาก็อยากจะทำเป็นมองไม่เห็นว่าเธอปฏิเสธเขา เขาได้แต่หัวเราะอย่างขมขื่น

 

 

“ที่แท้ฉันก็กลายเป็นนักต้มตุ๋นในความคิดของถังโจวโจวไปแล้ว แม้แต่คำขอร้องแค่นี้ เธอก็ให้ฉันไม่ได้”

 

 

จู่ๆ ถังโจวโจวก็หงุดหงิด “นายอยากให้ฉันกอดนายเป็นครั้งสุดท้ายไม่ใช่เหรอ ก็มาสิ” เขายืนห่างเธอขนาดนั้น เธอจะกอดเขาได้อย่างไรกันล่ะ

 

 

เซียวโม่รู้สึกมึนงงชั่วขณะที่ถูกเซอร์ไพรส์อย่างกะทันหัน เขานึกว่าเขาได้ยินผิดไป “โจวโจว ถ้าเธอไม่อยากทำก็ช่างมันเถอะ ฉันไม่ได้บังคับเธอ”

 

 

ถังโจวโจวแทบจะกลอกตาขึ้นฟ้า “นายไม่อยากกอดฉันแล้วใช่ไหม โอเค” เธอเองก็ไม่ได้อยากจะกอดเขานักหรอก เพียงแต่เห็นท่าทางน่าสงสารของเซียวโม่แล้ว เธอก็ทนดูไม่ได้

 

 

“ไม่ โจวโจว ฉันแค่ถามเพื่อความแน่ใจ ฉันอยากให้เธอกอดฉัน” เซียวโม่พูดอย่างจริงจัง

 

 

ถังโจวโจวอ้าแขนทั้งสองข้าง เซียวโม่ก็โอบกอดเธอไว้แบบเดียวกัน พวกเขาทั้งคู่กลายเป็นภูมิทัศน์อันแสนสวยงามในสวนหย่อมแห่งนี้ ซึ่งภาพเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ก็ตกอยู่ในสายตาของสวี่โยวเช่นกัน

 

 

สวี่โยวกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อตรงกลางฝ่ามือ ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไรเลย เธอเพียงแค่ยืนมองพวกเขาสองคนกอดกันอยู่อย่างนั้น

 

 

สวี่โยวรู้สึกว่าตัวเองช่างโง่เง่าเสียเหลือเกิน ที่แท้เซียวโม่ก็ยังคงลืมเธอไม่ลง ตอนนี้เขาคิดจะกลับไปหาถ่านไฟเก่าอย่างถังโจวโจวแล้วอย่างนั้นหรือ?

 

 

ถังโจวโจวอยากจะกอดแค่ครู่เดียว แต่ที่ไหนได้ เซียวโม่กลับกอดเธอแน่นไม่ยอมปล่อย แล้วจู่ๆ เธอก็ได้ยินเสียงพ่นลมหายใจที่ข้างหู เซียวโม่พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “โจวโจว ฉันจะไม่มารบกวนเธออีกแล้ว ฉันจะจดจำเรื่องราวของเราเอาไว้ ให้มันฝังอยู่ในใจของฉันตลอดไป”

 

 

ราวกับว่าคำพูดของเซียวโม่ร่ายมนตร์สะกดเอาไว้ ถังโจวโจวรับคำเบาๆ ว่า “อืม” มันเป็นเรื่องดีสำหรับเธอที่เซียวโม่สามารถปล่อยวางได้ นับว่าเธอได้ปลดปล่อยเรื่องราวที่มันหนักอกออกไปได้อีกเรื่องหนึ่งแล้ว

           “แม่โจวโจวขา คุณแม่นอนกอดหนูได้ไหมคะ” ลั่วอิงพูดพลางหันหน้าไปมองถังโจวโจวเล็กน้อย

 

 

“ได้สิคะ ตอนนี้หนูไม่กลัวแล้วใช่ไหม” ถังโจวโจวตะแคงตัวและใช้แขนข้างหนึ่งโอบไหล่ของลั่วอิง ส่วนลั่วอิง เมื่อเธอได้รับอนุญาตจากถังโจวโจว เธอก็รีบใช้แขนทั้งสองข้างกอดตัวถังโจวโจวเอาไว้

 

 

“แม่โจวโจวขา ขอแค่มีคุณแม่ หนูก็ไม่กลัวแล้วค่ะ” ลั่วอิงกอดถังโจวโจวไว้แน่น ราวกับว่าต้องการจะรับพลังงานความแข็งแกร่งจากตัวของถังโจวโจว

 

 

วันนี้เป็นวันที่เหนื่อยสำหรับถังโจวโจว และเมื่อเธอเห็นว่าลั่วอิงไม่ได้พูดอะไรอีก เธอก็ผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว และในขณะที่เธอกำลังหลับลึกอยู่นั้น ถังโจวโจวก็ได้ยินเสียงตะโกน

 

 

เมื่อเธอลืมตาที่สะลึมสะลือขึ้น ถังโจวโจวก็พบว่าลั่วอิงกำลังถูกความฝันเล่นงานอยู่ ลั่วอิงหลับตา แต่ปากกลับตะโกนร้องไม่หยุดว่า “คุณพ่อขา แม่โจวโจวขา หนูไม่อยากอยู่ที่นี่…”

 

 

ถังโจวโจวตาสว่างทันควัน “ลั่วอิง ตื่นก่อนลูก ตื่นเร็ว” ถังโจวโจวพยายามจับมือของลั่วอิง เพื่อไม่ให้เธอดิ้นไปดิ้นมา หลังจากนั้นลั่วอิงก็ค่อยๆ สงบลง และดวงตาของเธอก็ยังคงปิดอยู่

 

 

เมื่อเห็นว่าลั่วอิงผ่านฝันร้ายนั้นไปได้ ถังโจวโจวก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่เมื่อเธอลูบแผ่นหลังของลั่วอิง เธอก็พบว่ามันเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ ถังโจวโจวลุกขึ้นมาเติมน้ำร้อนในอ่าง เพื่อเช็ดแผ่นหลังให้ลั่วอิง เธอหันมองดูเวลา ก็พบว่ามันเป็นเวลาตีหนึ่งแล้ว

 

 

ความจริงแล้วถังโจวโจวง่วงมาก แต่เธอก็เป็นห่วงว่าลั่วอิงจะฝันร้ายแบบนั้นอีก เธอจึงรออยู่พักหนึ่ง และเมื่อเธอเห็นว่าลั่วอิงหลับสนิทจริงๆ ถังโจวโจวก็ค่อยๆ หลับไป

 

 

ในตอนเช้า ทันทีที่ลั่วอิงขยับตัว ถังโจวโจวก็ลืมตาตื่น ลั่วอิงกำลังจะลุกจากเตียงไปเข้าห้องน้ำ เธอตั้งใจขยับตัวให้เบาที่สุด เพื่อไม่ให้ถังโจวโจวตื่น แต่เห็นทีจะไม่ทันแล้ว

 

 

“เป็นอะไรไปคะ แล้วหนูจะไปไหน” ถังโจวโจวยันตัวเองขึ้นมาจากที่นอน และเมื่อเธอเห็นว่าลั่วอิงพยายามจะลงจากเตียง เธอก็เข้าใจได้ในทันที “อยากไปห้องน้ำใช่ไหมคะ”

 

 

“ค่ะ” เสียงนั้นเบาเสียยิ่งกว่ายุง ถังโจวโจวเห็นว่าใบหน้าเล็กๆ ของลั่วอิงมีสีแดงระเรื่อ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเธอหลับสบายหรือว่าเป็นเพราะเธอเก็บกักมันมานาน?

 

 

ถังโจวโจวรีบสวมเสื้อคลุมเพื่อลงจากเตียง จากนั้นเธอก็สวมให้ลั่วอิงด้วยเหมือนกัน “รอเดี๋ยวนะคะ เดี๋ยวแม่โจวโจวจะอุ้มหนูไป”

 

 

“ไม่ต้องค่ะ หนูไปเองได้” ลั่วอิงปฏิเสธในทันที เธอโตแล้วนะ อีกทั้งสุขภาพร่างกายของเธอเองก็แข็งแรงดี เธอไม่ต้องการให้ถังโจวโจวอุ้ม

 

 

“โอเคค่ะ ถ้าอย่างนั้นหนูไปเองนะ แม่โจวโจวไม่อุ้มแล้ว” ถังโจวโจวคอยช่วยเหลือลั่วอิงในขณะที่ไปเข้าห้องน้ำ และเมื่อเธอเห็นว่าลั่วอิงยังไม่คิดจะนอนต่อ เธอจึงคิดจะอาบน้ำให้ลั่วอิง “หนูนั่งรออยู่บนเตียงก่อนนะคะ คุณพ่อกำลังจะมาแล้ว แม่โจวโจวจะไปเข้าห้องน้ำ แล้วเดี๋ยวคุณแม่จะออกมาอยู่เป็นเพื่อนนะ”

 

 

“ค่ะ แม่โจวโจว หนูจะรออยู่ตรงนี้ คุณแม่รีบไปเถอะค่ะ”

 

 

ถังโจวโจววางใจลงได้ชั่วคราว ที่นี่คือโรงพยาบาล ไม่มีใครสามารถลักพาตัวลั่วอิงไปได้อีก แต่เป็นเพราะฝันร้ายก่อนหน้านี้ ในขณะที่ถังโจวโจวกำลังแปรงฟันอยู่นั้น เธอจึงชะโงกหน้าออกมาจากประตู และเมื่อเธอเห็นว่าลั่วอิงปกติดี เธอจึงหันกลับไปแปรงฟันต่อ

 

 

ทันทีที่ถังโจวโจวอาบน้ำเสร็จ ลั่วเซ่าเชินก็ถือของเดินเข้ามา “คุณตื่นนานแล้วเหรอ” ลั่วเซ่าเชินเอ่ยถามในขณะที่วางของลง

 

 

“สักพักเองค่ะ ฉันเพิ่งอาบน้ำเสร็จก่อนที่คุณจะมา วันนี้คุณจะเข้าบริษัทไหมคะ” ลั่วเซ่าเชินไม่ได้เข้าบริษัทมาหลายวันแล้ว วันนี้เขาควรจะเข้าไปดูสักหน่อย

 

 

“อืม รอพวกคุณทานเสร็จกันก่อนแล้วค่อยไป รีบทานข้าวเช้าเถอะ” อาหารเช้าถูกแบ่งออกเป็นสองกล่อง กล่องหนึ่งเป็นข้าวต้ม อีกกล่องหนึ่งเป็นซาลาเปา ป้าหลิวน่าจะเตรียมแป้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืน แล้วก็ค่อยลุกขึ้นมาทำให้ในตอนเช้า

 

 

“ลำบากป้าหลิวแย่เลย อุตส่าห์ตื่นแต่เช้ามาทำอาหารให้” จะนึ่งซาลาเปาแต่ละทีนั้นต้องใช้ฝีมือและเวลาอย่างมาก ถังโจวโจวคิดว่าพอลั่วอิงหายดีแล้ว เธอควรจะบอกให้ลั่วเซ่าเชินให้รางวัลแก่ป้าหลิวบ้าง เพื่อตอบแทนน้ำใจของป้าหลิวที่ดูแลพวกเธออย่างดีมาตลอด

 

 

“เอาละ รีบทานเถอะ คุณไม่เห็นเหรอ ลูกสาวเราน้ำลายจะหกแล้ว”

 

 

ลั่วอิงรีบเช็ดมุมปากทันที แล้วเธอก็พบว่าเธอถูกลั่วเซ่าเชินหลอก ดังนั้น เธอจึงตะโกนลั่นออกมา “คุณพ่อ! ไม่จริงสักหน่อยค่ะ”

 

 

ถังโจวโจวเห็นลั่วอิงร่าเริง แต่สิ่งที่ยังติดค้างอยู่ในใจของเธอก็คือฝันร้ายของลั่วอิงเมื่อคืนนี้ ถังโจวโจวเชื่อว่าเรื่องนี้ยังคงส่งผลกระทบต่อจิตใจของลั่วอิงอยู่ ที่ลั่วอิงดูยิ้มแย้มแจ่มใส อาจเป็นเพราะกลัวว่าเธอกับลั่วเซ่าเชินจะเป็นห่วง

 

 

“เซ่าเชิน เราออกไปคุยกันสักนิดเถอะค่ะ ลั่วอิงทานไปก่อนเลยนะ เดี๋ยวแม่โจวโจวกับคุณพ่อกลับมา”

 

 

ลั่วอิงยุ่งอยู่กับซาลาเปาที่แสนเอร็ดอร่อย “ค่ะ ได้เลยค่ะ”

 

 

“มีอะไรเหรอ โจวโจว คุณมีเรื่องอะไรจะคุยกับผม” ลั่วเซ่าเชินออกมาจากห้องพักผู้ป่วย เขาเห็นถังโจวโจวขมวดคิ้วยุ่ง ราวกับว่าเธอมีบางสิ่งบางอย่างค้างคาอยู่ในใจ และเมื่อเขานึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ เขาก็คิดไปถึงว่า หรือจะเป็นเพราะคำพูดของคุณแม่ลั่ว?

 

 

“เซ่าเชิน คุณอย่าเพิ่งคิดไปในทางอื่น เรื่องที่ฉันจะคุยกับคุณ มันเกี่ยวข้องกับลั่วอิง” ถังโจวโจวรีบอธิบายให้ลั่วเซ่าเชินเข้าใจก่อน ไม่ต้องบอกเธอก็รู้ว่าลั่วเซ่าเชินคิดไปถึงเรื่องของคุณแม่ลั่วอีกแล้ว เพราะมีแต่คุณแม่ลั่วเท่านั้นที่สามารถทำให้เธออารมณ์เสียได้

 

 

“ลั่วอิงเหรอ ลูกเป็นอะไรหรือเปล่า” ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าลั่วอิงกินได้ ดื่มได้ ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แสดงออกมาให้เห็น แล้วเธอก็ดูจะดีวันดีคืนเลยทีเดียว!

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกได้ว่าหัวใจของชายหนุ่มนั้นช่างหยาบกระด้างเสียเหลือเกิน “คุณคิดว่าเรื่องนี้มันจะผ่านไปได้ง่ายๆ หรือคะ”

 

 

“คุณหมายถึงปัญหาทางด้านจิตใจ?” ลั่วเซ่าเชินรีบนึกถึงความเป็นไปได้ที่ทำให้ถังโจวโจวระแวดระวังมากขนาดนี้ นอกจากเรื่องนี้แล้ว ลั่วเซ่าเชินก็ไม่สามารถคิดถึงเรื่องอื่นได้อีก

 

 

ความจริงแล้วก่อนหน้านี้ลั่วเซ่าเชินเองก็เคยกังวลเกี่ยวกับปัญหานี้อยู่เหมือนกัน แต่เท่าที่ดูลั่วอิงแล้ว เธอก็ไม่ได้ออกอาการน่าเป็นห่วงอะไร ลั่วเซ่าเชินจึงแค่เข้าใจว่าลั่วอิงอาจจะเปิดใจมากขึ้นและไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้อีก แต่ตอนนี้ถังโจวโจวกลับหยิบยกหัวข้อนี้ขึ้นมาพูด

 

 

“เมื่อคืนตอนที่ฉันนอนกับลั่วอิง เธอฝันร้ายค่ะ เธอเอาแต่พูดว่า ‘คุณพ่อขา แม่โจวโจวขา หนูไม่อยากอยู่ที่นี่’ แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร พอเช้านี้ฉันถามเธอว่าเมื่อคืนฝันร้ายหรือเปล่า เธอก็ตอบว่าไม่”

 

 

ลั่วเซ่าเชินรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาทันที ดูเหมือนว่าจิตใจของลั่วอิงจะมีปัญหา “คุณหมายความว่าเธอตั้งใจทำให้เราคิดว่าเธอไม่เป็นอะไร เพื่อไม่ให้เราต้องเป็นกังวลอย่างนั้นเหรอ”

 

 

ถังโจวโจวพยักหน้า “ใช่ค่ะ ฉันคิดแบบนั้น เพราะเมื่อตอนเช้าที่ฉันถามเธอ เธอหยุดชะงักไปนิดหนึ่ง ราวกับว่าเธอกำลังคิดว่าเธอจะตอบคำถามของฉันยังไงดี แล้วถ้าเธอไม่ได้ฝันร้ายจริงๆ ทำไมเธอถึงต้องตอบมันด้วยล่ะคะ”

 

 

ถังโจวโจวคิดว่าบางทีลั่วอิงอาจจะไม่อยากให้พวกเขาเป็นกังวล ดังนั้นเธอจึงตั้งใจจะปิดบัง แต่ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าถังโจวโจวนั้นคิดผิด ลั่วอิงอาจจะจำสิ่งที่เธอฝันเมื่อคืนไม่ได้จริงๆ เพราะบางครั้งเธอเองก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน พอตื่นเช้าขึ้นมา เธอก็ลืมไปหมดแล้วว่าเมื่อคืนเธอฝันอะไร

 

 

“โอเค ผมจะคอยจับตาดูไว้ คุณนอนกับเธออีกสักสองสามวันก็แล้วกัน คอยสังเกตดูว่าเธอเป็นแบบนั้นบ่อยหรือเปล่า หากว่าเธอเป็นแบบนั้นจริงๆ เราค่อยเชิญจิตแพทย์มาดูอาการของเธอ”

 

 

“ค่ะ”

 

 

ลั่วเซ่าเชินอยู่กับสองแม่ลูกต่ออีกสักพัก ก่อนจะเข้าไปที่บริษัท ในขณะที่ถังโจวโจวกำลังเล่านิทานให้ลั่วอิงฟัง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น “เชิญค่ะ”

 

 

“ลั่วอิง น้าหลินเหยามาเยี่ยมแล้ว” หลินเหยาหอบตุ๊กตาหมีตัวใหญ่มาด้วย เจ้าหมีตัวนี้บังเธอไปเกือบครึ่งตัว คงจะพอจินตนาการได้ว่าเจ้าหมีตัวนี้มันใหญ่มากขนาดไหน

 

 

“น้าหลินเหยาคะ อันนี้ให้หนูเหรอ” ลั่วอิงมองไปที่ตุ๊กตาหมีด้วยความตกตะลึง เธอไม่เคยได้รับตุ๊กตาตัวใหญ่ขนาดนี้มาก่อน เธอจึงรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก

 

 

“ใช่ค่ะ น้าให้หนู ชอบไหมคะ” หลินเหยาวางตุ๊กตาหมีไว้บนเตียง และทันใดนั้นเตียงก็แออัดขึ้นมา

 

 

“เธอจะซื้อหมีตัวใหญ่ขนาดนี้มาทำไม” ถังโจวโจวถาม

 

 

“ก็ลั่วอิงชอบตุ๊กตาหมีไม่ใช่เหรอ ฉันซื้อมาให้ลั่วอิงโดยเฉพาะเลยนะ ลั่วอิงจะได้ดีใจ” ตอนที่หลินเหยาได้รับข่าวว่าลั่วอิงหายตัวไป เธอก็ได้แต่ปลอบโยนถังโจวโจวผ่านโทรศัพท์ โดยหวังว่าถังโจวโจวจะไม่โทษตัวเอง แต่มันก็คงไร้ประโยชน์ในเวลานั้น

 

 

หลินเหยารู้ว่าหากลั่วอิงไม่สามารถกลับมาได้ ถังโจวโจวก็จะไม่ยอมยกโทษให้ตัวเองไปตลอดชีวิต และเมื่อได้ข่าวว่าลั่วอิงกลับมาอย่างปลอดภัย หลินเหยาก็รีบซื้อของเล่นสุดโปรดของลั่วอิงมาเยี่ยมเธอในทันที

 

 

ประตูถูกเคาะขึ้นอีกครั้ง หลินเหยาเป็นฝ่ายเดินไปเปิดให้ พลางถาม “คงไม่ใช่สามีเธอหรอกใช่ไหม” ท่านบอสลั่วมาเหรอ?

 

 

“จะเป็นไปได้ยังไง เมื่อเช้านี้เขามาแล้ว ตอนนี้ก็น่าจะอยู่ที่บริษัท” แต่เธอเองก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าไม่ใช่ลั่วเซ่าเชิน ถ้าเซ่าเชินจะมา ทำไมเขาถึงต้องเคาะประตูด้วยล่ะ?

 

 

และเมื่อหลินเหยาเปิดประตู “ฟังหยวน คุณนั่นเอง!”

 

 

ฟังหยวนก้าวเข้าไปในห้องพร้อมกับตะกร้าผลไม้ ถังโจวโจวยิ้มพลางมองไปที่เขา “ฟังหยวน คุณรู้ข่าวได้ยังไงคะ”

 

 

“โจวโจว ผมได้ยินมาจากอาเชินน่ะ ลั่วอิง ลุงฟังมาเยี่ยมหนูแล้วนะ ดีใจไหมครับ” ฟังหยวนส่งตะกร้าผลไม้ให้กับถังโจวโจว ถังโจวโจวยกมันไปวางไว้บนโต๊ะ ฟังหยวนลูบศีรษะของลั่วอิงอย่างแรง

 

 

ลั่วอิงร้องออกมาเสียงดัง “ลุงฟังคะ คุณลุงอย่าลูบหัวหนูแบบนี้ ผมหนูยุ่งไปหมดแล้วค่ะ”

 

 

ฟังหยวนรีบเอ่ยขอความเมตตา “โอเคๆ ครับ เจ้าหญิงน้อย ลุงฟังผิดไปแล้ว แต่ที่ลุงลูบหัวหนูก็เพราะลุงชอบหนูนะ” ฟังหยวนน้อยใจ หากไม่ใช่เพราะเป็นเธอ เขาก็ไม่แตะหรอกนะ

 

 

ลั่วอิงจับผมเปียที่ถังโจวโจวถักให้เธอเมื่อเช้านี้ หลังจากเธอรู้แล้วว่ามันยังไม่เสียทรง เธอถึงคลายความโกรธลงบ้าง

 

 

และเมื่อได้ยินฟังหยวนพูดแบบนั้น เธอก็ตั้งคอเถียงกับเขาอีก “หนูไม่ได้อยากให้คุณลุงชอบหนูสักหน่อย แล้วนี่ก็เป็นเปียที่แม่โจวโจวถักให้หนูเลยนะคะ”

 

 

“อ้อ จริงหรือครับ ถ้าอย่างนั้นลุงยิ่งต้องแตะมันดีๆ” เขาแกล้งยื่นมือออกไปทางศีรษะของลั่วอิง

 

 

ลั่วอิงเอียงหลบอยู่ด้านข้างและตะโกนบอกถังโจวโจวว่า “แม่โจวโจวขา ช่วยหนูด้วย หนูไม่อยากให้คุณลุงฟังทำเปียหนูยุ่ง”

 

 

“ฟังหยวน พอแล้วค่ะ! เดี๋ยวถ้าเจ้าหญิงน้อยโกรธขึ้นมาจริงๆ คุณจะปลอบเธอไม่ไหวนะคะ” ถังโจวโจวเอ่ยเตือนเขา

 

 

ฟังหยวนจึงเก็บมือกลับมา ก่อนจะพูดติดตลกว่า “แหม แค่ล้อเล่นนิดหน่อยเอง ลั่วอิง หนูนี่นะ…”

 

 

“เชอะ…”

 

 

เมื่อเห็นว่าลั่วอิงไม่สนใจเขาจริงๆ ฟังหยวนจึงทนหน้าหนาอีกครั้ง “ลั่วอิง หนูจะไม่สนใจลุงฟังแล้วเหรอ ไม่สนใจจริงๆ เหรอ…”

 

 

ลั่วอิงถูกฟังหยวนวอแวและถูกจักจี้ เธอจึงไม่อาจฝืนทำหน้านิ่งต่อไปได้ “ฮ่าๆๆ คุณลุงอย่าจักจี้…”

 

 

“รีบบอกลุงมานะ หนูยังจะโกรธลุงอยู่ไหม”

 

 

“ฟังหยวน เบาหน่อยค่ะ ลั่วอิงเพิ่งจะหายดีนะ” ถังโจวโจวกลัวว่าลั่วอิงจะเล่นจนเหนื่อยมากเกินไป เธอจึงอยากให้ฟังหยวนรามือ

 

 

“ไม่เป็นไร ผมรู้น้ำหนักมือดี” เมื่อเขาพูดจบ เขาก็ยังไม่หยุดมือและจักจี้ลั่วอิงต่ออยู่อย่างนั้น

 

 

ลั่วอิงขอร้องหลินเหยา เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวยืนอยู่ข้างๆ โดยที่ไม่ได้ช่วยอะไรเธอมากกว่านี้เลย “น้าหลินเหยาขา คุณน้าช่วยดึงลุงฟังออกไปหน่อย หนูถูกจักจี้จนจะไม่ไหวแล้วค่ะ”

 

 

“ฟังหยวน พอแล้ว ลั่วอิงจะทนไม่ไหวแล้ว คุณทำตัวเองทั้งนั้น ใครบอกให้คุณแหย่เธอ” หลินเหยาเองก็เอ่ยตักเตือนเขาเหมือนกัน ฟังหยวนจึงรู้สึกว่าเขาเล่นต่อไปไม่ได้แล้ว

 

 

“พวกคุณนี่นะ…”

 

 

“ทำไม พวกเราพูดผิดเหรอ?”

 

 

“ไม่ผิดครับ ไม่ผิด”

    ถังโจวโจวและคุณแม่ลั่วยืนตกตะลึงอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน ลั่วอิงเงยหน้ามองพวกเธอ จากนั้นก็ก้มหน้าลงไปเล่นนิ้วมือของตัวเอง ริมฝีปากเล็กๆ นั้นกระดกขึ้นสูง ลั่วอิงเฝ้ารออย่างเป็นกังวลจนอดถามขึ้นมาไม่ได้ “คุณแม่กับคุณย่าเป็นอะไรไปคะ ทำไมถึงไม่พูดอะไรเลย”

 

 

ถังโจวโจวตั้งสติ ก่อนจะลูบเช็ดที่หางตา เธอเกือบจะร้องไห้เมื่อได้ยินในสิ่งที่ลั่วอิงพูด “เอ่อ… คือแม่…” ถังโจวโจวไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกของตัวเองอย่างไรไปชั่วขณะ

 

 

แม้คุณแม่ลั่วจะรู้สึกว่าลั่วอิงรู้จักคิดอ่านแบบผู้ใหญ่ แต่ความขัดแย้งระหว่างเธอกับถังโจวโจวนั้นมาไกลเกินกว่าที่คำพูดของลั่วอิงจะช่วยอะไรได้แล้ว

 

 

“เอาละ เดี๋ยวย่าจะรีบบอกให้แม่นมจ้าวเอาซุปมาส่งให้นะคะ วันนี้ย่ากลับก่อนล่ะ” คุณแม่ลั่วลูบศีรษะของลั่วอิงเล็กน้อยก่อนจะเดินออกไปจากห้องพักผู้ป่วย

 

 

แล้วเมื่อเห็นว่าคุณแม่ลั่วออกไป ลั่วอิงก็กวักมือเรียกถังโจวโจว ถังโจวโจวก็เดินเข้าไปหาเธออย่างว่าง่าย “อะไรหรือคะ”

 

 

“แม่โจวโจวขา คุณแม่อย่าโกรธคุณย่าเลยนะคะ? คุณย่าไม่ได้มีเจตนาแบบนั้น” ลั่วอิงพูดออดอ้อนพลางเขย่าแขนของถังโจวโจว

 

 

เธอไม่อยากให้คุณแม่ลั่วกับถังโจวโจวทะเลาะกัน ก่อนหน้านี้เธอมักจะพูดถึงถังโจวโจวในทางที่ดีต่อหน้าคุณแม่ลั่ว แต่น่าเสียดายที่คุณแม่ลั่วไม่ได้คล้อยตามไปกับคำพูดของเธอ ตอนนี้เธอจึงจำต้องขอความร่วมมือจากถังโจวโจวแทน ดังที่ลั่วอิงเอ่ยออกมาในวันนี้

 

 

“ลั่วอิง หนูสบายใจได้เลยนะคะ แม่โจวโจวจะไม่ทะเลาะกับคุณย่าหรอกค่ะ แล้วนี่หนูหิวหรือยังคะ เดี๋ยวแม่โจวโจวจะออกไปหาอะไรมาให้หนูทาน หนูอยากทานอะไรคะ”

 

 

เมื่อได้ยินเรื่องของกิน ลั่วอิงก็ตื่นเต้นขึ้นมา “หนูอยากทานน่องไก่ ซี่โครงหมูเปรี้ยวหวาน ไก่ฉีก…”

 

 

“พอก่อนค่ะ ของพวกนี้หนูยังทานไม่ได้ เดี๋ยวคุณแม่เลือกมาให้ดีกว่าค่ะ” ถังโจวโจวปฏิเสธคำขอของลั่วอิง ตอนนี้เธอป่วยอยู่ เธอจะกินของมันๆ พวกนั้นได้อย่างไร

 

 

“เซ่าเชิน คุณอยากทานอะไรไหมคะ” ถังโจวโจวหันไปมองลั่วเซ่าเชิน

 

 

ลั่วเซ่าเชินฉุกคิด “ไม่ต้องไปซื้อหรอก เดี๋ยวให้ป้าหลิวเอามาส่ง” ลั่วเซ่าเชินไม่ค่อยสนใจอาหารจากข้างนอก เขารู้สึกว่าอาหารที่ปรุงเองภายในบ้านนั้นสะอาดและถูกสุขลักษณะมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้น ลั่วอิงเพิ่งฟื้นไข้ ภูมิคุ้มกันของเธอยังค่อนข้างต่ำ

 

 

“รอให้ป้าหลิวมาส่ง ลั่วอิงอาจจะไม่ไหว ฉันออกไปซื้อโจ๊กให้ก่อนดีกว่าค่ะ หาอะไรรองท้องสักหน่อย” เมื่อถังโจวโจวปรึกษาหารือกับลั่วเซ่าเชินเสร็จแล้ว เธอก็เดินออกไปจากห้องพักผู้ป่วย

 

 

ภายในห้องเหลือแค่เพียงลั่วเซ่าเชินและลั่วอิง ลั่วเซ่าเชินเดินเข้าไปหาเธอที่ข้างเตียง “กลัวไหมลูก” ลั่วอิงก้มหน้าจับผ้าห่มอยู่ขณะที่ลั่วเซ่าเชินก็ถามออกมาอย่างกะทันหัน

 

 

ลั่วอิงกะพริบตามองและไม่ได้พูดอะไร แววตาของเธอเจือไปด้วยความสงสัย เห็นได้ชัดว่าเธอไม่เข้าใจว่าลั่วเซ่าเชินถามเธอเกี่ยวกับอะไร

 

 

ลั่วเซ่าเชินเอ่ยถามซ้ำอีกครั้ง “อยู่ตรงนั้น ลูกกลัวไหมครับ” ลั่วเซ่าเชินทัดปอยผมของลั่วอิงไว้ข้างหู เผยให้เห็นใบหน้ารูปไข่ของเธอ

 

 

ลั่วอิงพยักหน้า พอนึกถึงช่วงเวลานั้น ตัวของเธอก็สั่นเทิ้ม ลั่วเซ่าเชินรีบกอดเธอไว้แน่น “โอเค เราเลิกคิดถึงเรื่องนี้กันเถอะนะ พ่อจะไม่ถามแล้ว”

 

 

เขาลูบแผ่นหลังของลั่วอิงและตบเบาๆ เป็นจังหวะ ลั่วอิงสั่นอยู่นานก่อนจะค่อยๆ สงบลง เธอพูดด้วยเสียงอู้อี้

 

 

“คุณพ่อขา… ตอนนั้นหนูกลัวมาก หนูกลัวว่าคุณพ่อกับแม่โจวโจวจะหาหนูไม่เจอ คนพวกนั้นดุร้ายมาก… ฮือ… แต่พอหนูได้เจอแม่โจวโจวแล้ว หนูก็หายกลัวไปเลยค่ะ”

 

 

เมื่อนึกถึงตอนที่ถังโจวโจวปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเธอราวกับนางฟ้าใจดีมาช่วย นัยน์ตาของลั่วอิงก็เป็นประกาย ความสำคัญของถังโจวโจวที่อยู่ในใจเธอถูกยกขึ้นไปอีกขั้น ในสายตาของลั่วอิงนั้น ไม่มีใครสามารถเทียบกับถังโจวโจวได้เลย

 

 

ลั่วเซ่าเชินเอ่ยถามด้วยเสียงทุ้มต่ำ เมื่อได้ยินน้ำเสียงชื่นชมเลื่อมใสของลั่วอิง “ลูกชอบแม่โจวโจวมากขนาดนั้นเลยหรือครับ”

 

 

“แน่นอนค่ะ! คุณพ่อขา ทำไมคุณพ่อถึงถามคำถามนี้อีกแล้วล่ะคะ หนูบอกคุณพ่อไปไม่รู้กี่รอบแล้วนะ” ปากเล็กๆ ของลั่วอิงพูดด้วยความพึงพอใจ ลั่วเซ่าเชินจึงได้แต่อิจฉา

 

 

ก๊อกๆๆ

 

 

“เชิญครับ” ลั่วเซ่าเชินนึกว่าพยาบาลจะเข้ามาเปลี่ยนยาให้ลั่วอิง เขาจึงพูดเสียงเรียบ

 

 

“เซ่าเชิน ลั่วอิงเป็นยังไงบ้าง” แต่แล้วกลับเป็นคุณแม่ถังที่เดินเข้ามา

 

 

ลั่วเซ่าเชินรีบลุกขึ้นยืนในทันที “แม่ครับ แม่มาได้ยังไงครับ”

 

 

“คุณยายมาเยี่ยมหนูแล้ว!” ลั่วอิงอุทานออกมาด้วยความดีใจ

 

 

คุณแม่ถังวางกระติกเก็บความร้อนไว้บนโต๊ะ ลั่วเซ่าเชินยกตำแหน่งที่ข้างเตียงให้กับคุณแม่ถัง ส่วนเขาก็เดินไปนั่งที่เก้าอี้ตัวถัดออกไปแทน “ทำไมถึงไม่เรียกผมไปรับล่ะครับ” ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าคุณแม่ถังยังถือถุงมาอีกหนึ่งใบ เขาไม่รู้ว่าภายในนั้นมีอะไร แต่มันดูค่อนข้างหนัก

 

 

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แม่ไม่ค่อยมีของน่ะ จะให้คุณไปรับทำไม เผื่อคุณทำธุระอยู่ แม่ก็เลยนั่งรถมาเองจ้ะ”

 

 

หลังจากที่คุณแม่ถังโทรคุยกับถังโจวโจวแล้ว เธอก็รีบเก็บข้าวเก็บของอย่างรวดเร็ว พอป้าหลิวแกทำกับข้าวเสร็จ เธอก็ถือติดมือมาด้วยเลย

 

 

“อ้อ อีกเดี๋ยวป้าหลิวจะมาส่งซุปไก่ให้อีกทีนะ แต่นี่แม่ถือกับข้าวมาให้ลั่วอิงก่อนแล้ว แม่กลัวว่าพวกคุณจะทานอาหารของโรงพยาบาลไม่ลง”

 

 

จากความคิดเห็นของคุณแม่ถัง ลั่วเซ่าเชินดูเป็นคนถือเนื้อถือตัว เขาคงจะไม่กินอาหารของทางโรงพยาบาลแน่ ส่วนลั่วอิงเองก็กำลังอยู่ในช่วงบำรุงร่างกาย หากให้ป้าหลิวทำอาหารที่ถูกปากมาให้ น่าจะทำให้เธอกินได้เยอะขึ้น และร่างกายของเธอก็จะได้หายไวๆ

 

 

“คุณยายขา ป้าหลิวทำอะไรอร่อยๆ มาให้ทานหรือคะ ขอหนูดูหน่อย!” ลั่วอิงกำลังหิวอยู่พอดี ส่วนโจ๊กที่ถังโจวโจวกำลังจะซื้อเข้ามา เธอก็ลืมความอยากไปหมดสิ้น

 

 

อาจเป็นเพราะว่าตอนที่เธอถูกลักพาตัวนั้น เธอไม่ค่อยได้กินอะไรสักเท่าไร ดังนั้น ตอนนี้ลั่วอิงจึงรู้สึกหิว เธออดใจรอแทบไม่ไหวแล้ว น้ำลายของเธอสอไปหมด เธอแค่อยากจะยัดของอร่อยให้เต็มปาก

 

 

“โอเคค่ะ เด็กดี หนูไม่ต้องรีบค่ะ คุณยายกำลังจะหยิบออกมาให้ดูนะ เซ่าเชิน คุณช่วยยกโต๊ะมากางตรงนี้ให้แม่หน่อยนะ”

 

 

เมื่อคุณแม่ถังเห็นว่าลั่วอิงอยากกินใจจะขาด เธอก็รีบนำเสนออาหารแต่ละอย่างในทันที

 

 

“มีซุปซานเซียน[1] ผัดดอกกะหล่ำหมู แล้วก็เห็ดผัดจ้ะ” เป็นเพราะเวลากระชั้นชิดมากเกินไป ป้าหลิวจึงไม่ได้ทำอาหารอะไรที่ซับซ้อนมากนัก นอกจากนี้ หากทำมากเกินไป ลั่วอิงก็กินไม่หมด

 

 

เนื่องจากคุณแม่ถังรีบออกมาก่อน เธอจึงหยิบมาแค่ส่วนของลั่วอิงเพียงคนเดียว เธอค่อยๆ วางอาหารลงบนโต๊ะทีละอย่าง จากนั้นเธอก็ส่งช้อนและตะเกียบให้กับลั่วอิง ลั่วอิงรีบก้มหน้าก้มตากินในทันที

 

 

“เซ่าเชิน เดี๋ยวป้าหลิวจะถือข้าวของคุณกับโจวโจวมาให้นะ” คุณแม่ถังเห็นว่าดวงตาของลั่วเซ่าเชินดูเหนื่อยล้ามาก และเมื่อคิดๆ ดูแล้ว เขาอาจจะไม่ได้พักผ่อนมาหลายวันเนื่องจากเรื่องของลั่วอิง “คุณเอนพักสักหน่อยดีไหม อย่าฝืนร่างกายจนไม่สบายไปอีกคนนะ”

 

 

“ไม่เป็นไรครับคุณแม่ ผมยังทนไหว คุณพ่อท่านทราบหรือยังครับว่าลั่วอิงกลับมาแล้ว”

 

 

“รู้แล้วจ้ะ แม่บอกพ่อเขาแล้ว อีกเดี๋ยวเขาก็มา”

 

 

คุณแม่ถังยืนคุยอยู่กับลั่วเซ่าเชิน สายตาของเธอมองไปที่ลั่วอิงเป็นระยะๆ และเมื่อเห็นว่าลั่วอิงกินข้าวได้ดี ซ้ำยังคำใหญ่อีกด้วย คุณแม่ถังก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก ตอนที่เธอมาเธอยังกลัวอยู่เลยว่าลั่วอิงจะกินอะไรไม่ลง เนื่องจากความหวาดกลัวยังฝังอยู่ในใจ แต่เมื่อได้เห็นแบบนี้แล้ว เธอก็โล่งอก

 

 

คุณแม่ถังดึงลั่วเซ่าเชินมาอีกฝั่ง ก่อนจะกระซิบถามว่า “นอกจากมีไข้แล้ว ลั่วอิงก็ไม่ได้เป็นอะไรอีกใช่ไหมคะ แล้วโจวโจวล่ะ?”

 

 

“ไม่แล้วครับ ภายนอกไม่มีอะไรร้ายแรง แต่ผมไม่รู้ว่าเธอรู้สึกยังไง ส่วนโจวโจวออกไปซื้อโจ๊กครับ อีกเดี๋ยวก็คงจะกลับมา เธอเองก็สบายดี” ลั่วเซ่าเชินเล่าสถานการณ์โดยรวมให้คุณแม่ถังฟังอย่างคร่าวๆ และเมื่อคุณแม่ถังฟังจบ เธอก็พรูลมหายใจออกมายาวเหยียด

 

 

“โชคดีจริงๆ โชคดีที่คนๆ นั้นมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ไม่อย่างนั้นคง… ช่างมันเถอะ! เรื่องมันผ่านไปแล้ว ไม่ต้องพูดถึงมันหรอก” คุณแม่ถังกลัวว่าจะมีคำไหนไปกระทบจิตใจของลั่วอิงและลั่วเซ่าเชินเข้า เธอจึงรีบหยุดมันไว้

 

 

“ไม่เป็นไรครับแม่ วันหลังผมจะระมัดระวังให้มากกว่านี้ ผมจะไม่ปล่อยให้ลั่วอิงกับโจวโจวคลาดสายตาอีกแล้ว” ที่จริงแล้วลั่วเซ่าเชินก็นึกกลัวอยู่เหมือนกัน หากเจ้าแผลเป็นยอมตายเสียดีกว่ายอมปล่อยคน บางทีเขาก็อาจจะสูญเสียถังโจวโจวกับลั่วอิงไปแล้วก็ได้ ซึ่งเขาไม่ต้องการให้เกิดเรื่องแบบนั้น

 

 

แม้ว่าจะเตรียมการมามากมาย แต่มันก็ไม่สามารถหักล้างความใจอ่อนของเจ้าแผลเป็นได้ โชคดีที่ทุกอย่างจบลงได้ด้วยดี

 

 

“เซ่าเชิน ฉันซื้อโจ๊กมาแล้ว ทางร้านเขาให้ผักเคียงมาด้วยนะ… อ้าว แม่คะ? แม่มาแล้ว!” เมื่อถังโจวโจวปิดประตูห้องพักผู้ป่วยเข้ามา เธอก็เห็นว่าสีหน้าของคุณแม่ถังนั้นมีแต่ความสุข ปราศจากความเหนื่อยใจ

 

 

“อีกเดี๋ยวป้าหลิวจะเอากับข้าวของพวกลูกมาส่งให้ ตอนนี้กินโจ๊กรองท้องกันไปก่อนก็แล้วกัน” เมื่อคุณแม่ถังเห็นว่าถังโจวโจวถือโจ๊กมาด้วยสามถุง และอีกหนึ่งถุงที่เหลือก็อาจจะเป็นผักเคียงที่ไว้กินกับโจ๊ก เธอก็รีบบอกให้ถังโจวโจววางของไว้บนโต๊ะเล็ก

 

 

“แม่คะ นี่อะไรเหรอ” ถังโจวโจวเห็นถุงตุงๆ อีกใบหนึ่ง เธอจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย

 

 

“อ๋อ แม่เอาเสื้อผ้ามาให้ลั่วอิงน่ะ ไว้ให้เธอใส่ตอนที่ออกจากโรงพยาบาล”

 

 

ลั่วอิงทำลายล้างอาหารได้อย่างรวดเร็ว หลังจากผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง ป้าหลิวก็มาส่งอาหารในส่วนของลั่วเซ่าเชินและถังโจวโจว ในขณะที่ลั่วอิงก็ยังคงกินซุปไก่ที่ถูกตุ๋นมาให้เธอโดยเฉพาะต่อ

 

 

เมื่อคุณพ่อถังได้ข่าวว่าลั่วอิงไม่เป็นอะไร หลังจากที่เขาทำธุระเสร็จ เขาก็รีบไปที่โรงพยาบาล เขาได้ยินคุณแม่ถังบอกว่าถังโจวโจวไปรับลั่วอิงตามลำพัง ดังนั้น เมื่อคุณพ่อถังได้เจอหน้าถังโจวโจวแล้ว เขาจึงตำหนิเธอยกใหญ่

 

 

สำหรับถังโจวโจวแล้ว เธอรู้สึกว่าลั่วอิงได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถัน แต่ถังโจวโจวกลับได้รับสิ่งตรงกันข้าม ซึ่งนั่นทำให้ถังโจวโจวหงุดหงิดมาก “นี่พ่อได้หลานแล้วลืมลูกจริงๆ!”

 

 

“เจ้าเด็กคนนี้นี่ พูดอะไรน่ะ!” คุณพ่อถังจิ้มไปที่หน้าผากของถังโจวโจว ถังโจวโจวกุมหน้าผากพลางมองไปที่คุณพ่อถังอย่างเจ็บปวด

 

 

“พ่อขา หนูไม่ใช่คนที่พ่อรักมากที่สุดแล้วสินะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนมีเหรือที่พ่อจะทำอะไรแบบนี้กับหนูน่ะ” เมื่อคุณพ่อถังเห็นว่าถังโจวโจวเล่นเป็นเด็กๆ เขาก็ไม่สนใจเธออีก

 

 

แต่สุดท้ายแล้วถังโจวโจวก็รีบพุ่งตัวเข้าไปออดอ้อนในอ้อมแขนของคุณพ่อถัง สีหน้าเธอไม่มีแววล้อเล่นอีก “หนูรู้ว่าพ่อหวังดีกับหนู ครั้งนี้มันเป็นความผิดของหนูเอง ที่ทำให้พ่อกับแม่เป็นห่วง”

 

 

เดิมทีถังโจวโจวก็แค่หุนหันพลันแล่นไปชั่วขณะ เธอคิดแค่ว่าในเมื่อเธอเป็นคนทำให้ลั่วอิงหายไป เธอก็ต้องเป็นคนที่พาลั่วอิงกลับมาอย่างปลอดภัย แต่ที่ไหนได้ เธอกลับทำให้คุณพ่อกับคุณแม่ถังพลอยเป็นกังวลไปด้วย

 

 

ถังโจวโจวรู้ดีว่าเบื้องหลังการตำหนิเธอของคุณพ่อถังแอบแฝงไปด้วยความห่วงใย แต่คุณพ่อถังนั้นแสดงออกไม่เก่ง ดังนั้นท่านจึงดูน่ากลัวอยู่เล็กน้อย

 

 

และเมื่อคุณพ่อถังเห็นว่าถังโจวโจวเข้าใจในความหมายที่เขาจะสื่อแล้ว เขาก็ทอดถอนหายใจ ถือว่าเลี้ยงไม่เสียข้าวสุก! หากถังโจวโจวเข้าใจเขาผิดไปจริงๆ เขาก็คงจะต้องตีถังโจวโจวเพื่อเตือนสติ แต่คุณพ่อถังก็แค่คิดเล่นๆ เขาจะทำอย่างนั้นจริงได้อย่างไร!

 

 

ตกดึก ถังโจวโจวเป็นคนที่อยู่เฝ้าลั่วอิงในห้องพักผู้ป่วย เธอบอกให้ลั่วเซ่าเชินไปส่งคุณพ่อกับคุณแม่ถังที่บ้านก่อน ส่วนเธอก็ขอให้พยาบาลนำเตียงเสริมมาให้เธอ เพื่อที่เธอจะได้นอนข้างๆ ลั่วอิง

 

 

ลั่วอิงบอกให้ถังโจวโจวขยับเตียงเข้ามาใกล้ๆ ทำให้มันกลายเป็นเตียงหลังใหญ่หนึ่งหลัง “แม่โจวโจวขา เดี๋ยวเรานอนด้วยกันนะคะ!” ดูเหมือนว่าลั่วอิงจะตื่นเต้นเป็นอย่างมาก นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้นอนกับถังโจวโจว คิดๆ ดูแล้วก็มีความสุข

 

 

ภายในห้องพักผู้ป่วยมีแค่พวกเธอสองคน ถังโจวโจวยกอ่างน้ำเล็กๆ ออกมาอ่างหนึ่ง เพื่อเช็ดตัวให้กับลั่วอิง หลังจากนั้นเธอก็เข้าไปอาบน้ำ เธอขอให้ลั่วเซ่าเชินเอาเสื้อผ้าเธอมาให้ และเมื่อเธอเปลี่ยนชุดแล้ว ถังโจวโจวก็ลองนอนลงไปบนเตียง

 

 

ลั่วอิงเขยิบตัวจนเหลือที่กว้าง แต่ถังโจวโจวกลัวว่าลั่วอิงจะตกเตียง เธอจึงขยับตัวลั่วอิงเข้ามาเล็กน้อย และเมื่อเธอทาบฝ่ามือลงไปบนหน้าผากของลั่วอิง เธอก็พบว่าอุณหภูมิในร่างกายของลั่วอิงไม่ได้สูงจนน่าตกใจเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว ถังโจวโจวจึงคลายความตึงเครียดในใจของเธอลง “เอาละค่ะ นอนกันเถอะนะ”

 

 

 

 

[1] ซุปซานเซียน หรือ ซุปสามสหาย อาหารดั้งเดิมที่มีชื่อเสียงในพื้นที่ทางตอนใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง ส่วนผสมหลักที่ใส่ในซุปคือ ปลิงทะเล ปลาหมึก และหน่อไม้แห้ง

       พยาบาลสาวคนนั้นกระตุกหนวดเสือเข้าให้แล้ว เดาได้เลยว่าคุณแม่ลั่วโมโหมากแค่ไหน แต่น่าเสียดายที่พยาบาลคนนั้นไม่สนใจ เธอเดินตรงไปข้างหน้าราวกับว่าเธอไม่ได้ยิน

 

 

แต่ในขณะที่คุณแม่ลั่วเห็นว่าอีกฝ่ายเดินจากไปแล้ว เธอก็ยังคงพูดอย่างหยิ่งผยองว่า “โชคดีที่เธอเดินออกไปก่อน ไม่อย่างนั้นฉันคงต้องบอกให้ทางโรงพยาบาลไล่เธอออกให้เร็วที่สุด!”

 

 

จากนั้นคุณแม่ลั่วก็หันไปหาถังโจวโจว เธอย้ายอารมณ์โกรธที่มีทั้งหมดไปไว้ที่ถังโจวโจวทันที “ถังโจวโจว เธอเข้ามายุ่งทำไม! แล้วนี่เธอเป็นสะใภ้ของตระกูลลั่วแน่หรือเปล่า แทนที่จะช่วยฉัน แต่กลับไปขอโทษคนอื่นเนี่ยนะ?”

 

 

“คุณแม่คะ หนูรู้ว่าคุณแม่ไม่อยากให้ใครมารับรู้ว่าหนูเป็นสะใภ้ของคุณแม่ แต่เมื่อครู่นี้หนูแค่ต้องการให้คนอื่นถอยออกไป ก็เลยรีบพูดมากเกินไปหน่อย ทำให้ไม่ทันได้นึกถึงความรู้สึกของคุณแม่ คุณแม่คะ เราเข้าไปข้างในห้องกันก่อนดีกว่าไหมคะ ลั่วอิงกำลังรอให้คุณแม่มาเยี่ยมอยู่ด้านใน”

 

 

คุณแม่ลั่วรู้สึกพออกพอใจกับคำพูดของถังโจวโจว และเมื่อถังโจวโจวเห็นว่าคุณแม่ลั่วไม่ได้โกรธจัดเหมือนเมื่อครู่นี้แล้ว ก็เท่ากับว่าถังโจวโจวหาจุดอ่อนของคุณแม่ลั่วเจอ ตราบใดที่ไม่พูดอะไรขัดหูเธอ คุณแม่ลั่วก็จะไม่ต่อล้อต่อเถียงด้วยนานนัก

 

 

“ในเมื่อเธอพูดมาแบบนี้ ฉันก็จะยอมปล่อยเธอไปก่อน เพราะตอนนี้ฉันต้องเข้าไปเยี่ยมหลานสาวของฉันแล้ว แต่ถังโจวโจว…เธออย่าคิดนะว่าฉันจะให้อภัยเธอง่ายๆ พอเรื่องของลั่วอิงจบแล้ว ฉันจะกลับมาคิดบัญชีกับเธอ!”

 

 

“ค่ะ คุณแม่ เอาตามที่คุณแม่เห็นสมควรได้เลยค่ะ ขอเพียงแค่คุณแม่หายโกรธ ตอนนี้เรารีบเข้าไปข้างในกันเถอะนะคะ” แม้คุณแม่ลั่วจะสงสัยว่าทำไมวันนี้ถังโจวโจวถึงยอมตามใจเธอ แต่เมื่อคิดดูอีกทีแล้วก็ไม่ได้เสียหายอะไร เธอจึงสาวเท้าเดินไปข้างหน้า

 

 

ลั่วเซ่าเชินยืนมองถังโจวโจวเกลี้ยกล่อมคุณแม่ของเขาให้เดินเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยอยู่ด้านหลัง เขาแค่รู้สึกว่านับวันพลังของถังโจวโจวจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ตอนนี้แม้แต่คุณแม่ของเขา เธอก็สามารถจัดการได้ด้วยตัวคนเดียว

 

 

เขาเดินตามถังโจวโจวมาและกระซิบถามเธอเบาๆ ว่า “คุณทำได้อยังไงน่ะ ทำไมแม่ถึงยอมฟังคุณ แล้วก่อนหน้านี้ทำไมคุณถึงไม่ใช้วิธีนี้ล่ะ”

 

 

ในขณะที่ถังโจวโจวกำลังจะตอบเขา เธอก็เห็นว่าคุณแม่ลั่วหันหลังกลับมามองอย่างกะทันหัน ถังโจวโจวจึงรีบก้มหน้าก้มตาลง เมื่อคุณแม่ลั่วเห็นเธอเงียบลงทันที ก็เบื่อหน่ายเป็นอย่างมาก คุณแม่ลั่วไม่เข้าใจความคิดของเธอเลยสักนิด เพิ่งเอ่ยชมเธอในใจไปหยกๆ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นยายโง่เง่าไปเสียแล้ว ซึ่งนั่นทำให้คุณแม่ลั่วไม่สบอารมณ์

 

 

“มัวยืนอยู่ทำไมล่ะ ลั่วอิงอยู่ห้องไหน ยังไม่รีบนำทางไปอีก” คุณแม่ลั่วรู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว ทำไมถึงไม่ได้ดั่งใจเธอเหมือนเมื่อครู่นี้เลย

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าคุณแม่ลั่วเริ่มโมโหขึ้นมาอีก ในใจของเขาก็คิดว่าช่วงนี้คุณพ่อกับคุณแม่ลั่วผิดใจกันหรือ? ไม่อย่างนั้นทำไมคุณแม่ลั่วถึงหงุดหงิดง่ายขนาดนี้ “ก็ห้องข้างหน้านี่ไงครับแม่ มาครับ เดี๋ยวผมเข้าไปเป็นเพื่อน” ลั่วเซ่าเชินโอบไหล่ของคุณแม่ลั่ว ก่อนจะเปิดประตูห้องพักผู้ป่วยแล้วเดินเข้าไป

 

 

เมื่อคุณแม่ลั่วเห็นลั่วเซ่าเชินออกมาประนีประนอม เธอก็ไม่คำรามใส่ถังโจวโจวอีกต่อไป ลั่วเซ่าเชินพาเธอเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยของลั่วอิง ส่วนถังโจวโจว พอเห็นว่าตัวเองผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้แล้ว เธอก็แอบกลอกตาขึ้นฟ้าและถอนหายใจออกมายาวเหยียด เธอได้แต่นึกในใจว่า คุณแม่ชักจะเอาใจยากมากขึ้นทุกที

 

 

หลังจากเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยแล้ว คุณแม่ลั่วก็เห็นว่าลั่วอิงกำลังนอนอยู่บนเตียง เธอไม่พูดอะไรไปพักใหญ่ เธอเอาแต่นั่งอยู่ที่ข้างเตียงของลั่วอิงและพิจารณาใบหน้าของหลานสาวอยู่นาน และเมื่อเธอเห็นว่าสีหน้าของลั่วอิงนั้นค่อนข้างดี ในใจของคุณแม่ลั่วก็รู้สึกคลายความกังวลลง

 

 

“แล้วนี่เป็นอะไรมากหรือเปล่า มีบาดแผลตรงไหนไหม”

 

 

คุณแม่ลั่วไม่ได้เอ่ยชื่อเสียงเรียงนาม แต่ลั่วเซ่าเชินก็รู้ว่าเธอถามถึงลั่วอิง เขาจึงตอบกลับไปเบาๆ ว่า “ไม่ได้เป็นอะไรมากครับ เธอแค่ตกใจ แล้วตอนนี้ก็มีไข้นิดหน่อย”

 

 

เมื่อได้เห็นลั่วอิงหลับสนิท ในที่สุดหัวใจของลั่วเซ่าเชินก็หวนคืนสู่สภาวะปกติ หากลั่วอิงเป็นอะไรไป เขาจะมีหน้าอยู่ได้อย่างไร…

 

 

ถังโจวโจวตามลั่วเซ่าเชินและคุณแม่ลั่วเข้ามาทีหลัง เธอได้ยินสิ่งที่ลั่วเซ่าเชินพูดกับคุณแม่ลั่วเข้าพอดี และหลังจากที่คุณแม่ลั่วได้ยินอย่างนั้น ก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไรอีก คุณแม่ลั่วเอาแต่จับมือของลั่วอิงไว้และมองดูอยู่อย่างนั้น

 

 

แล้วจู่ๆ โทรศัพท์ของถังโจวโจวก็ส่งเสียงร้อง ถังโจวโจวกดรับสายในทันที ก่อนที่เธอจะเดินออกไปข้างนอก ลั่วอิงยังคงหลับอยู่ เธอกลัวว่าเสียงโทรศัพท์จะทำให้ลั่วอิงตื่น “โจวโจว ลูกไม่เป็นอะไรใช่ไหม ลั่วอิงล่ะ?”

 

 

“หนูขอโทษค่ะแม่ หนูลืมโทรไปบอกว่าหนูปลอดภัยดี” ถังโจวโจวพูดด้วยความรู้สึกผิด

 

 

เธอมัวแต่สนใจปลอบโยนจิตใจของลั่วอิง จนลืมไปว่าคุณแม่ของเธอก็กำลังรอฟังข่าวของเธออย่างเป็นกังวลอยู่ที่บ้าน เธอนี่ช่างอกตัญญูเสียจริงๆ เธอมักจะบอกตัวเองอยู่เสมอว่าเธอจะไม่ทำให้คุณพ่อและคุณแม่ถังเป็นกังวล แต่เธอกลับทำไม่ได้เลยสักครั้ง

 

 

เมื่อได้ฟังน้ำเสียงที่เศร้าสร้อยของถังโจวโจว คุณแม่ถังก็พูดปลอบใจเธอในทันที “โจวโจว ลูกอย่าพูดแบบนั้นสิ แค่ลูกปลอดภัยกลับมา แม่ก็สบายใจแล้ว แล้วลั่วอิงล่ะ? ปลอดภัยดีเหมือนกันใช่ไหม พวกลูกจะกลับมาเมื่อไร”

 

 

“ตอนนี้ลั่วอิงอยู่ที่โรงพยาบาลค่ะ หนูคิดว่าวันนี้คงจะไม่ได้กลับ ต้องรอดูอาการพรุ่งนี้อีกทีค่ะ”

 

 

“ลั่วอิงเป็นอะไร เธอป่วยหนักใช่ไหม แม่จะรีบไปหาเธอเดี๋ยวนี้”

 

 

ถังโจวโจวได้ยินเสียงฝีเท้าอันเร่งรีบของคุณแม่ถัง เธอคาดว่าคุณแม่ถังน่าจะเตรียมตัวออกมาข้างนอกอยู่แล้ว เธอจึงรีบพูดว่า “แม่คะ เธอแค่มีไข้ หนูนึกไม่ถึงเลยว่าแม่จะเป็นห่วงลั่วอิงมากขนาดนี้ แต่แม่ไม่ต้องเป็นห่วงแล้วล่ะค่ะ”

 

 

“เธอเป็นไข้ได้ยังไง แล้วตอนนี้ไข้ลดลงหรือยัง ไม่ได้ๆ แม่ทนรอไม่ไหวหรอก แม่จะไปหาเธอเดี๋ยวนี้”

 

 

“แม่คะ แม่อย่าเพิ่งมาเลยนะ เอาอย่างนี้ค่ะ เดี๋ยวแม่บอกให้ป้าหลิวต้มซุปไก่หน่อยนะคะ แล้วก็ให้เธอถือมาให้ลั่วอิงที่โรงพยาบาล อย่างนี้ได้ไหมคะ”

 

 

“…โอเค ถ้าอย่างนั้นแม่ไปบอกให้ป้าหลิวทำซุปก่อน แค่นี้นะโจวโจว”

 

 

“ค่ะ” ถังโจวโจวรู้สึกเบาใจขึ้นมาก เมื่อในที่สุดเธอก็สามารถพูดโน้มนาวคุณแม่ถังได้ ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากให้คุณแม่ถังมาเยี่ยมลั่วอิงในตอนนี้ เพียงแต่คุณแม่ลั่วยังอยู่ เธอกลัวว่าหากทั้งสองคนอยู่ด้วยกัน คุณแม่ลั่วอาจจะพูดอะไรที่ทำให้คุณแม่ถังรู้สึกไม่ดีได้

 

 

ถังโจวโจวคิดว่าเธอสามารถรับมือกับความไม่พอใจของคุณแม่ลั่วได้ เพราะไม่ว่าอย่างไรคุณแม่ลั่วก็เป็นแม่สามีของเธอ แต่ถังโจวโจวจะไม่ยอมให้คุณแม่ถังถูกคุณแม่ลั่วรังแกโดยเด็ดขาด คุณแม่ถังเลี้ยงดูเธอมาจนโตขนาดนี้ เธอจะไม่ทำให้แม่รู้สึกว่ามันไร้ค่า แม้แต่แม่ของตัวเองเธอก็ดูแลปกป้องไม่ได้

 

 

หลังจากวางสายจากคุณแม่ถังแล้ว เธอก็หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้อง แล้วเธอก็พบว่าลั่วอิงตื่นแล้ว คุณแม่ลั่วกำลังคุยกับเธออยู่ “ลั่วอิงน้อยของย่า ทรมานแย่เลย” คุณแม่ลั่วรู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างมาก เมื่อได้ลูบสัมผัสใบหน้ารูปไข่ที่เห็นได้ชัดว่าซูบลงไปมาก

 

 

ลั่วอิงพูดออดอ้อนคุณแม่ลั่ว “คุณย่าขา คุณย่าเตรียมของอร่อยๆ ไว้ให้หนูด้วยนะคะ”

 

 

“โอเคจ้ะ ไว้ย่าจะเตรียมไว้ให้นะลูก ลั่วอิง วันหลังหนูอย่าเดินตามใครไปง่ายๆ อีกนะ หากไม่ทันระวัง หนูจะถูกคนไม่ดีจับตัวไปอีก ลั่วอิงที่แสนน่ารักของเรา ย่าทำใจไม่ได้เลยหากจะไม่ได้เจอหน้าหนูอีก”

 

 

ทันทีที่ลั่วอิงได้ยินอย่างนั้น เธอก็นึกถึงเรื่องเมื่อสองวันก่อนที่เธอถูกจับตัวไป แววตาของเธอดูหวาดกลัวขึ้นมาชั่วขณะ ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าสิ่งที่คุณแม่ลั่วพูดมานั้นทำให้ลั่วอิงตกใจกลัว เขาจึงรีบเปลี่ยนหัวข้อทันที “แม่ครับ ตอนนี้ลั่วอิงก็กลับมาอย่างปลอดภัยแล้ว แม่จะรื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม ดูสิครับ แม่ทำให้เธอตกใจกลัวหมดแล้ว”

 

 

เมื่อเห็นว่าลั่วอิงตกใจกลัวจริงๆ คุณแม่ลั่วก็รู้ว่าตัวเองพูดผิดไปแล้ว แต่เธอไม่สามารถเอ่ยคำขอโทษออกมาได้ บรรยากาศจึงถูกแช่แข็งไว้อย่างนั้น

 

 

ถังโจวโจวรีบออกหน้าพูดว่า “ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ คุณแม่ ครั้งหน้ามันจะไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก คราวนี้เป็นหนูเองที่ไม่ดี ไม่สามารถดูแลลั่วอิงให้อยู่ในสายตาได้”

 

 

“มันก็ต้องเป็นความผิดของเธออยู่แล้วแหละ หากไม่ใช่เพราะเธอ หลานสาวของฉันก็คงไม่ต้องมาระทมทุกข์อยู่แบบนี้ ไม่รู้ว่าสองวันที่ต้องไปลำบากอยู่ข้างนอกนั่น ลั่วอิงจะทรมานมากขนาดไหน” เมื่อคุณแม่ลั่วนึกถึงว่าลั่วอิงจะต้องกินไม่อิ่ม สวมเสื้อผ้าไม่อบอุ่น ซ้ำพวกเขาสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ก็ยังปิดบังเรื่องนี้จากเธออีก เธอก็รู้สึกเกลียดถังโจวโจวมากขึ้นไปชั่วขณะ

 

 

“แล้วพวกเธอสองคน นับวันก็ยิ่งใจกล้ามากขึ้นเรื่อยๆ นะ ถ้าแม่ไม่มาเอง พวกเธอสองคนก็คงจะปกปิดแม่กับพ่อไปจนตายใช่ไหม”

 

 

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับแม่ ที่เราทำแบบนี้ก็เพราะไม่อยากให้พ่อกับแม่เป็นห่วง” ลั่วเซ่าเชินยืดอกรับความโกรธแค้นของคุณแม่ลั่ว เขาเป็นคนตัดสินใจในเรื่องนี้ตั้งแต่แรก ถังโจวโจวไม่รู้เรื่องด้วย

 

 

เมื่อลั่วอิงเห็นว่าทั้งสามคนกำลังจะวางมวยกันแล้ว ดวงตาเรียวเล็กของเธอก็หรี่ลง แล้วส่งเสียงร้องขึ้นมาทันที “แม่โจวโจวขา หนูไม่สบายตัว ปวดจังเลย…”

 

 

ถังโจวโจวรีบถลาตัวเข้าไปหาลั่วอิงด้วยความเป็นห่วง เธออยากจะแตะตัวลั่วอิงแต่ก็ไม่กล้า “ลั่วอิง หนูไม่สบายตัวตรงไหนคะ หนูบอกแม่โจวโจวมาเร็วเข้า ไม่สิ แม่จะออกไปตามคุณหมอเดี๋ยวนี้แหละ!”

 

 

“หลบไป! ลั่วอิง ไหนให้ย่าดูสิลูก” คุณแม่ลั่วผลักถังโจวโจวที่ยืนขวางอยู่ตรงหน้าออก ก่อนจะเขยิบตัวเข้าไปหาลั่วอิงอย่างรวดเร็ว

 

 

คุณแม่ลั่วผลักถังโจวโจวจนล้มลงไปกับพื้น แต่ถังโจวโจวกลับไม่สนใจว่าตัวเองจะเป็นอะไรหรือเปล่า เธอคิดแต่จะวิ่งออกไปข้างนอกห้อง เพื่อไปตามคุณหมอมาดูอาการของลั่วอิง

 

 

ลั่วเซ่าเชินสังเกตเห็นว่าลั่วอิงกัดริมฝีปากไว้แน่น และนัยน์ตาของเธอก็ดูตกใจที่เหตุการณ์กลับวุ่นวายมากกว่าเดิม สีหน้าท่าทางของเธอตกอยู่ในสายตาของเขาทั้งหมดแล้ว เขาสงสัยว่านี่อาจจะเป็นกลอุบายเล็กๆ ของลั่วอิง เขาจึงรีบรั้งตัวถังโจวโจวไว้

 

 

“โจวโจว ที่ข้างเตียงก็มีกริ่งนะ แค่กดสองสามทีหมอก็มาแล้ว คุณไม่ต้องวิ่งออกไปตามเองหรอก แล้วเมื่อกี้นี้คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”

 

 

พอถังโจวโจวได้ยินลั่วเซ่าเชินพูดอย่างนั้น เธอก็นึกขึ้นได้ว่าภายในห้องมีกริ่งจริงๆ และในขณะที่เธอกำลังจะกดกริ่งนั้น เธอก็ได้ยินเสียงของลั่วอิงพูดไม่เต็มปากว่า “แม่โจวโจวขา คุณย่าขา หนูไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ ตอนนี้ไม่ปวดแล้ว”

 

 

ถังโจวโจวมองเธอด้วยความประหลาดใจ “ไม่ปวดแล้วจริงๆ หรือคะ ทำไมถึงแปลกอย่างนี้ล่ะ ลั่วอิง หนูไม่ได้หลอกแม่โจวโจวใช่ไหม”

 

 

คุณแม่ลั่วเองก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าเธอจะได้ยินประโยคนั้นที่จู่ๆ ก็หลุดออกมาจากปากของลั่วอิง เธอตะลึงงันไปชั่วขณะ แต่ไม่นานเธอก็ตั้งสติได้ “ลั่วอิง อย่าปิดบังย่านะลูก ถ้าหนูปวดตรงไหนก็ให้บอก จะได้รีบเรียกคุณหมอมาตรวจดูอาการให้นะ”

 

 

ถังโจวโจวนึกว่าลั่วอิงเพิ่งจะพบบาดแผลที่มองไม่เห็นบนร่างกายของเธอเอง แล้วเธอเผลอไปสัมผัสมันเข้า เธอถึงได้ร้องว่าเจ็บว่าปวด แต่เมื่อดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ลั่วอิงก็ไม่ได้ดูเจ็บปวดตรงไหนเลย เมื่อครู่นี้เป็นเพราะถังโจวโจวร้อนใจมากเกินไปหน่อย จึงไม่ทันได้สังเกตว่าแววตาที่แท้จริงของลั่วอิงเป็นอย่างไร

 

 

ถังโจวโจวยิ่งรู้สึกสงสัยเมื่อเห็นว่าลั่วอิงหลบสายตา “ลั่วอิง บอกแม่โจวโจวมานะ ตกลงแล้วหนูเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”

 

 

“ถังโจวโจว นั่นมันน้ำเสียงอะไรของเธอ นี่เธอคิดว่าหลานสาวของฉันไม่สามารถแยกแยะได้เลยเหรอว่าตัวเองเจ็บหรือไม่เจ็บตรงไหนน่ะ?” คุณแม่ลั่วคิดว่าถังโจวโจวชักจะกำเริบเสิบสาน หากเป็นเมิ่งชิงซีที่อยู่ตรงนี้แทน เธอก็คงจะไม่พูดจาแบบนี้กับลั่วอิง

 

 

“คุณแม่คะ หนูเองก็เป็นห่วงลั่วอิงเหมือนกัน ถ้าเธอไม่มีปัญหาอะไรก็ดีที่สุดแล้วค่ะ แต่ถ้าเธอมีปัญหาตรงไหนที่เราไม่รู้ คุณแม่จะให้เธอเก็บมันไว้กับตัวหรือคะ” ถังโจวโจวอยากจะตะโกนให้สุดเสียง แต่เธอรู้ว่ามันไม่ควร เธอค้นหาสาเหตุที่ลั่วอิงทำแบบนี้ก่อนจะดีกว่า

 

 

ถังโจวโจวแน่ใจแล้วว่าลั่วอิงไม่ได้เป็นอะไร เพียงแต่เธอไม่รู้ว่าทำไมอยู่ๆ ลั่วอิงก็นึกหลอกพวกเธอขึ้นมา ในความคิดของถังโจวโจว ลั่วอิงไม่เคยทำเรื่องไร้สาระแบบนี้ และถ้าหากปล่อยให้ทำจนติดเป็นนิสัย ลั่วอิงก็จะกลายเป็นเด็กโกหกเอาได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นมันจะไม่ดีต่อตัวลั่วเองเองมากขนาดไหน?

 

 

เมื่อลั่วอิงเห็นท่าทางจ้องจับผิดของถังโจวโจว เธอก็เริ่มกลัวและพึมพำออกมาว่า “หนูแค่ไม่อยากให้คุณแม่กับคุณย่าทะเลาะกัน หนูก็เลยหลอกคุณแม่กับคุณย่าว่าหนูไม่สบายตัว”

        ลั่วอิงยู่ปากอย่างไม่ค่อยพอใจ เธออยากกลับไปอยู่ที่บ้านแล้ว เธอไม่ชอบโรงพยาบาล เธอออดอ้อนถังโจวโจวว่า “แม่โจวโจวขา หนูหายดีแล้ว หนูกลับบ้านได้หรือยังคะ หนูอยากกลับบ้าน หนูไม่อยากอยู่ที่นี่”

 

 

ถังโจวโจวตกอยู่ในสภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ตอนนี้ลั่วอิงเพิ่งจะปลอดภัยกลับมา ถังโจวโจวจึงไม่อยากขัดใจเธอ แต่การเจ็บป่วยมันเป็นเรื่องใหญ่ ทำให้ไม่สามารถตามใจเธอได้ในตอนนี้ ถังโจวโจวได้แต่นิ่งงัน และเมื่อลั่วอิงเห็นอย่างนั้น เธอจึงเรียกถังโจวโจวซ้ำแล้วซ้ำเล่า “แม่โจวโจวขา แม่โจวโจว…”

 

 

เสียงออดอ้อนของเด็กน้อยช่างน่าฟัง ถังโจวโจวยืนคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ลั่วอิง ไม่ใช่ว่าแม่โจวโจวไม่อยากให้หนูกลับบ้าน เพียงแต่ว่า…”

 

 

“แม่โจวโจวไม่รักหนูแล้วใช่ไหมคะ หนูอยากกลับบ้านจริงๆ หนูไม่อยากอยู่โรงพยาบาล” ลั่วอิงจับมือของถังโจวโจวและเขย่ามันเบาๆ แล้วหัวใจของถังโจวโจวก็อ่อนยวบราวกับเส้นก๋วยเตี๋ยวในทันที

 

 

ลั่วอิงมองเห็นความสำเร็จอยู่รำไร แต่ทันใดนั้นเอง ลั่วเซ่าเชินก็ทำลายความฝันนั้นลง “ลั่วอิง ลูกงอแงอีกแล้ว?” ลั่วเซ่าเชินส่งสายตาเตือนลั่วอิง

 

 

แม้ลั่วอิงจะคว่ำปากลง แต่เธอก็ยังไม่ยอมแพ้ เธอบ่นพึมพำว่า “คุณพ่อดุจริงๆ…”

 

 

จากนั้นเธอก็ใช้แววตาที่ชื้นแฉะของเธอมองไปที่ถังโจวโจว แล้วถังโจวโจวก็ตกหลุมพรางของเธอในทันที ถังโจวโจวดึงลั่วอิงเข้ามากอดไว้ ก่อนจะมองไปที่ลั่วเซ่าเชินอย่างเป็นปรปักษ์ “คุณจะเอ็ดเธอทำไมคะ เธอเพิ่งดีขึ้นนะ? หากเธอป่วยขึ้นมาอีกเพราะคำพูดของคุณแล้วจะทำยังไง เธออยากกลับบ้านก็ให้เธอกลับบ้านสิคะ”

 

 

หลังจากนั้น ถังโจวโจวก็รู้สึกเสียใจในทันทีที่เธอพูดไม่ดีกับลั่วเซ่าเชินอีกแล้ว ต่างจากลั่วอิงที่จ้องมองเธอด้วยความประหลาดใจแกมดีใจ “แม่โจวโจวดีกับหนูที่สุดเลย!”

 

 

ลั่วเซ่าเชินเพียงแค่ใช้สายตาที่มองดูละครตบตาเมื่อครู่นี้มองไปที่ถังโจวโจว ถังโจวโจวอ่านความรู้สึกจากสายตาของเขาได้มากมายหลายอย่าง แล้วเธอก็ลอบสูดลมหายใจอย่างแรง ทำไมเมื่อครู่นี้เธอพูดออกไปอย่างนั้นนะ? ฮือๆ ฉันไม่ได้ตั้งใจ

 

 

ปึง! บานประตูห้องพักผู้ป่วยถูกปิดโดยลั่วเซ่าเชิน มีเพียงถังโจวโจวและลั่วอิงเท่านั้นที่ยังอยู่ภายในห้อง ลั่วอิงหันมองถังโจวโจว ในขณะที่ถังโจวโจวเองก็มองไปที่เธอด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า

 

 

“ลั่วอิง แม่โจวโจวขอคุยอะไรกับหนูหน่อยได้ไหมคะ”

 

 

“เรื่องอะไรหรือคะ” ลั่วอิงหมุนศีรษะเล็กน้อย มือทั้งสองข้างของเธอเกาะกุมกันอย่างกังวลเล็กน้อย

 

 

“ไว้รอให้หนูหายไข้ก่อนแล้วค่อยกลับบ้านกันนะคะ วันนี้เราอยู่ที่โรงพยาบาลก่อนอีกหนึ่งวัน รอดูวันพรุ่งนี้ว่าถ้าหนูไม่มีไข้แล้ว แม่โจวโจวก็จะพาหนูกลับบ้านทันที ตกลงไหมคะ” ถังโจวโจวนั่งคุยกับลั่วอิงอยู่ที่ริมเตียง

 

 

แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าลั่วอิงจะเอ่ยประโยคนี้ออกมา “ไม่เอาค่ะ เมื่อกี้นี้แม่โจวโจวก็พูดแล้วนี่คะ?” ลั่วอิงเริ่มไม่พอใจ เธอคิดว่าถังโจวโจวไม่รักษาสัญญา เมื่อครู่นี้ยังรับปากเธอเป็นมั่นเป็นเหมาะอยู่เลย แต่แล้วจู่ๆ ก็กลับคำได้อย่างไร

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกปวดหัว และเมื่อเธอนึกถึงท่าทางของลั่วเซ่าเชินเมื่อครู่นี้ เธอก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดโน้มน้าวต่อไปว่า “ลั่วอิง หนูฟังแม่โจวโจวพูดก่อน…”

 

 

“หนูไม่ฟัง! ไม่ฟังแล้ว! หนูรู้แค่ว่าเมื่อกี้นี้แม่โจวโจวรับปากหนูแล้ว” ลั่วอิงต่อต้านโดยใช้มืออุดหูตัวเองทั้งสองข้าง

 

 

เมื่อถังโจวโจวได้เจอกับลั่วอิงจอมแก่นเข้าจังๆ ถังโจวโจวก็สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะพูดกับตัวเองเบาๆ ว่า “ใจเย็นๆ นะ ถังโจวโจว ใจเย็นๆ เธอจะต้องใจเย็นๆ เอาไว้ เธอรับปากไปแล้ว ลั่วอิงไม่มีทางยอมเธอแน่ๆ หากเธอกลับลำในตอนนี้”

 

 

จากนั้นบนใบหน้าของถังโจวโจวก็ประดับไปด้วยรอยยิ้ม เธอดึงมือเล็กๆ ของลั่วอิงออกจากใบหู จากนั้นเธอจับมือของลั่วอิงไว้ข้างหนึ่ง เธอลูบสัมผัสและมองดูมือที่นุ่มนิ่มของลั่วอิง ถังโจวโจวทำราวกับว่าเธอได้เจอของเล่นที่ถูกใจ เธอเล่นมันอย่างนั้นอยู่นาน

 

 

เมื่อลั่วอิงเห็นว่าถังโจวโจวไม่พูดอะไร เธอก็อดรู้สึกเคว้งคว้างไม่ได้ “แม่โจวโจวขา ทำไมคุณแม่ถึงไม่พูดอะไรแล้ว” ความจริงแล้ว สิ่งที่ลั่วอิงกำลังคิดอยู่ก็คือ ทำไมถังโจวโจวถึงไม่โน้มน้าวเธอแล้วล่ะ แบบนี้ก็ไม่สนุกแล้วน่ะสิ?

 

 

ถังโจวโจวยังคงเงียบอยู่เหมือนเดิม และเมื่อลั่วอิงเห็นว่าถังโจวโจวไม่พูด เธอจึงเป็นฝ่ายที่เอ่ยปากพูดเอง “แม่โจวโจวขา คุณแม่จะไม่สนใจหนูแล้วจริงๆ หรือคะ แต่คุณแม่เป็นคนผิดสัญญานี่นา… ฮือๆ…” ลั่วอิงเสียใจ มันเป็นความผิดของถังโจวโจวนี่ แล้วทำไมถังโจวโจวถึงเมินเฉยใส่เธอล่ะ?

 

 

เมื่อเห็นว่าลั่วอิงร้องไห้อีกครั้ง ถังโจวโจวก็ได้สติกลับคืนมา เธอค่อยๆ เช็ดน้ำตาให้ แต่เมื่อเธอเช็ดออกไป ระลอกใหม่ก็ไหลออกมา “ก็หนูไม่ยอมฟังที่คุณแม่พูดไม่ใช่เหรอ”

 

 

ลั่วอิงที่กำลังจะเรอออกมาอีกครั้ง เมื่อถูกถังโจวโจวขัดเช่นนี้ ก็ทำให้เธอเสำลัก “แค่กๆๆ” แม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่เธอก็ไอติดต่อกันอยู่พักหนึ่ง

 

 

ถังโจวโจวตบหลังให้เธอเพื่อที่เธอจะได้รู้สึกดีขึ้น และเมื่อเธอหยุดไอแล้ว ลั่วอิงก็ได้แต่แกว่งมือของถังโจวโจวอย่างหมดทางสู้ “แม่โจวโจวขา หนูไม่ได้ไม่ฟังนะคะ…”

 

 

ถังโจวโจวลูบสัมผัสใบหน้าของเธอ “ตอนนี้หนูยอมฟังแม่โจวโจวแล้วใช่ไหม”

 

 

“ค่ะ” ลั่วอิงพยักหน้าหนักๆ ราวกับว่ามันจะทำให้ถังโจวโจวเห็นได้ว่าเธอเชื่อฟังแล้ว

 

 

“ลั่วอิง เมื่อครู่นี้แม่โจวโจวไม่ได้จะหลอกหนูนะคะ คุณแม่ขอโทษหนูสำหรับสิ่งที่คุณแม่เพิ่งจะพูดไป เพราะแม่โจวโจวเห็นแก่สุขภาพร่างกายของหนูมากกว่า แต่ถ้าหนูอยากกลับบ้านจริงๆ เดี๋ยวคุณแม่จะบอกคุณพ่อให้ว่าเราจะกลับกันตอนนี้เลย”

 

 

เมื่อลั่วอิงเห็นว่าถังโจวโจวจริงจัง เธอก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นเธอก็ค่อยๆ พูดอย่างระมัดระวังว่า “แม่โจวโจวขา หนูไม่กลับแล้ว หนูจะอยู่ที่นี่ แต่คุณแม่ต้องอยู่กับหนูนะคะ ไม่อย่างนั้นหนูกลัว”

 

 

“ค่ะ คุณแม่จะอยู่เป็นเพื่อนหนูแน่นอน แต่ตอนนี้เด็กดีต้องนอนก่อนนะคะ พักผ่อนเยอะๆ จะได้หายไวๆ”

 

 

ถังโจวโจวปรับเตียงให้ลั่วอิงและห่มผ้าห่มให้ จากนั้นเมื่อเธอเห็นว่าลั่วอิงหลับตาลงแล้ว เธอก็เตรียมจะลุกออกไปด้านนอก แต่ใครจะรู้ล่ะว่ามือของเธอถูกมือของลั่วอิงที่ยื่นออกมาจากผ้าห่มจับเอาไว้แน่น

 

 

“ทำไมยังไม่นอนอีกคะ”

 

 

“แม่โจวโจวอยู่เป็นเพื่อนหนูก่อนนะคะ พอหนูหลับแล้วคุณแม่ค่อยออกไปได้ไหมคะ” ลั่วอิงกะพริบดวงตาที่ฉ่ำวาว ถังโจวโจวเจ็บปวดเป็นอย่างมาก เธอรู้ดีว่าลั่วอิงรู้สึกไม่ปลอดภัย ดังนั้นเธอจึงนั่งลงโดยดี

 

 

“ได้เลยค่ะ รีบนอนนะคะ แม่โจวโจวรับประกันเลยว่าคุณแม่จะออกไปหลังจากที่หนูหลับแล้ว”

 

 

ถังโจวโจวเฝ้าดูลั่วอิงที่หลับตาลงอย่างว่าง่าย เธอฮัมพลงกล่อมเบาๆ โดยหวังว่าลั่วอิงจะหลับลงได้อย่างวางใจ

 

 

หลังจากผ่านไปสักพัก ถังโจวโจวก็ลองเรียกเธอเบาๆ “ลั่วอิงคะ ลั่วอิง”

 

 

เมื่อเห็นว่าไม่มีเสียงตอบรับ ถังโจวโจวก็รู้ว่าลั่วอิงหลับไปแล้ว เธอค่อยๆ เก็บมือของลั่วอิงเข้าไปในผ้าห่ม ก่อนจะปลีกตัวออกไปอย่าเงียบเชียบ

 

 

พอเธอออกมาจากห้องพักผู้ป่วย เธอก็พบลั่วเซ่าเชินยืนอยู่ที่ทางเดิน เขายืนอยู่ใกล้กับหน้าต่าง ในปากของเขาคาบบุหรี่ไว้หนึ่งมวน

 

 

กลุ่มควันค่อยๆ พวยพุ่งออกไปในอากาศ ท่ามกลางกลุ่มควันที่เป็นชั้นๆ เหล่านั้น ไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของเขาได้อย่างชัดเจน ถังโจวโจวค่อยๆ สืบเท้าเข้าไปใกล้เขา ลั่วเซ่าเชินหันมามองเธอ “เรียบร้อยแล้ว?”

 

 

“ค่ะ คุณสูบบุหรี่ตั้งแต่เมื่อไร” ถังโจวโจวไม่ค่อยเห็นลั่วเซ่าเชินแตะต้องสิ่งนี้สักเท่าไร เธอก็เลยนึกว่าเขาไม่สูบบุหรี่ แต่ที่ไหนได้ เขาแอบสูบเวลาที่อยู่คนเดียว

 

 

“ผมสูบมานานแล้ว เพียงแต่หลังจากที่ผมมีลั่วอิง ผมก็ไม่ได้แตะต้องมันอีกเลย ต่อมาพออารมณ์ไม่ค่อยดี ผมก็จะสูบมันสักสองสามมวน” ลั่วเซ่าเชินยังจำได้ดี ในขณะที่เขาอยู่ในวัยคึกคะนอง เขามองว่าบุหรี่เป็นสัญลักษณ์แห่งชายหนุ่ม

 

 

ณ ตอนนั้นเขาสูบบุหรี่จัดมาก ตอนนั้นเขากล้าทำทุกอย่าง แต่พอลั่วเซ่าอวี๋กลับมาจากกองทัพแล้วพบว่าลั่วเซ่าเชินติดบุหรี่ ลั่วเซ่าอวี๋ก็จับเขาขังทันที และถ้าหากเขาไม่เลิก ก็จะไม่ยอมปล่อยเขาออกมา

 

 

ลั่วเซ่าเชินเคารพและเชื่อฟังพี่ชายคนนี้มากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น เขาตั้งใจจะสูบมันแค่เล่นๆ แต่ด้วยความช่วยเหลือจากลั่วเซ่าอวี๋ เพียงไม่นานเขาก็เลิกบุหรี่ได้ และเมื่อเขารับลั่วอิงกลับมา เขาก็ยิ่งไม่กล้าสูบบุหรี่ เขากลัวว่ามันจะเป็นอันตรายต่อเด็ก เพียงแต่ช่วงนี้เขามีหลายเรื่องที่ไม่ค่อยสบอารมณ์ ลั่วเซ่าเชินจึงใช้มันเป็นที่ระบายความเครียดก็เท่านั้น

 

 

ถังโจวโจวมองดูชายหนุ่มพราวเสน่ห์ตรงหน้า เรื่องความหล่อไม่จำเป็นต้องพูดถึง เพราะหญิงสาวมากมายต่างก็อยากเป็นภรรยาของเขา คงจะพอจินตนาการกันได้อยู่ และที่สำคัญ เขาไม่ได้มีดีแค่หน้าตา แต่ยังมีเงินอีกด้วย ซึ่งนั่นยิ่งกลายเป็นอาวุธวิเศษในการดึงดูดใจของผู้หญิง

 

 

เพียงแต่ท่ามกลางกลุ่มควันที่ห้อมล้อม ถังโจวโจวก็เพิ่งจะค้นพบว่าเธอนั้นอยู่ห่างไกลจากเขาเสียเหลือเกิน เมื่อก่อนเธอเคยคิดว่าการแต่งงานของเธอมันจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า เธอไม่จำเป็นต้องรู้จักเขามากกว่านี้ เพื่อจะได้ไม่ต้องวุ่นวายในภายหลัง

 

 

แต่วันนี้ ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เงียบสงบเช่นนี้ หลังจากที่ลั่วเซ่าเชินไปช่วยเหลือเธอออกมาจากถ้ำหมาป่าแล้ว ถังโจวโจวก็หวังว่าเธอจะสามารถเข้าใจผู้ชายคนนี้ได้มากยิ่งขึ้น เธออยากจะสัมผัสเขาด้วยหัวใจของเธอเองจริงๆ เธอไม่อยากจะหลีกหนีอีกต่อไปแล้ว เธอไม่สนเรื่องราวความรักระหว่างลั่วเซ่าเชินและหันฮุ่ยซินอีกแล้ว อดีตก็คืออดีต เธอกับเขาจะเริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง

 

 

“เซ่าเชิน เรา…” ถังโจวโจวจับมือของลั่วเซ่าเชิน และในขณะที่เธอกำลังจะเอ่ยความในใจที่เธอมีต่อลั่วเซ่าเชิน เธอก็ชะงักนิ่งไปเพราะเสียงที่ดังขึ้นมาจากด้านหลัง

 

 

“ถังโจวโจว ยายตัวอันตราย! เธอทำอะไรกับหลานสาวของฉัน” น้ำเสียงของคุณแม่ลั่วดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน ข้างกายของเธอมีพยาบาลสาวคนหนึ่งเดินตามมาด้วย พยาบาลคนนั้นอาจจะนึกไม่ถึงว่าคุณผู้หญิงที่ดูสง่างามน่าเคารพอย่างเธอจะมาก่อความวุ่นวายในโรงพยาบาลแบบนี้ สีหน้าเป็นกังวลมากเสียจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร

 

 

“คุณผู้หญิงคะ ที่นี่คือวอร์ดวีไอพี ไม่สามารถส่งเสียงดังได้ คุณช่วยเบาเสียงลงหน่อยได้ไหมคะ” แต่คำขอร้องของพยาบาลสาวไม่ได้ผล

 

 

คุณแม่ลั่วตรงเข้าไปหาถังโจวโจว เธอยกมือขึ้นและหมายจะฟาดลงไปบนใบหน้าของถังโจวโจว

 

 

ลั่วเซ่าเชินจับมือข้างนั้นของคุณแม่ลั่วเอาไว้ได้ “แม่ครับ แม่จะทำอะไรน่ะ แม่มีความสุขมากหรือครับที่ได้เห็นคนอื่นเขาหัวเราะเยาะเราน่ะ?”

 

 

หลังจากคุณแม่ลั่วตะโกนโหวกเหวกโวยวายจนลั่นชั้นแล้ว พยาบาลและพนักงานทั้งหมดที่อยู่ในชั้นนี้ก็มายืนมุงดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเมื่อคุณแม่ลั่วกวาดสายตามองไปยังผู้คนที่พากันมองเธอราวกับว่าเธอเป็นตัวตลก ไฟโกรธที่อยู่ในใจของเธอก็พลัน โหมขึ้นไปอีกระดับ “มองอะไรกัน นี่มันเรื่องในครอบครัวฉัน!”

 

 

คำพูดของคุณแม่ลั่วเป็นแค่เพียงฟ้าร้องที่เสียงดัง แต่ฝนกลับตกนิดเดียว ผู้คนที่อยู่โดยรอบยังคงยืนดูอยู่อย่างนั้น พยาบาลสาวตัวน้อยที่ตามคุณแม่ลั่วมาจึงพูดจาโน้มน้าวอีกครั้ง “คุณผู้หญิงคะ ดิฉันคิดว่าคุณคงจะทราบดีว่าโรงพยาบาลไม่ใช่สถานที่ที่จะให้พวกคุณมาทะเลาะกันได้ และมันก็ไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะระบายโทสะได้ด้วย”

 

 

ถังโจวโจวเห็นว่าพยาบาลที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวคนนั้น กลับกลายเป็นคนที่มีเหตุผลขึ้นมาทันควัน แววตาของเธอเปล่งประกาย ดูเหมือนว่าพยาบาลคนนี้จะไม่ใช่คนที่เกรงกลัวอิทธิพลสักเท่าไร เพียงแต่เธอก็ไม่รู้ว่าคำพูดประโยคนั้นจะใช้ได้กับคุณแม่ลั่วหรือไม่

 

 

“เธอเป็นใครถึงได้กล้ามาสั่งสอนฉันแบบนี้ ไปเรียกผอ. ของพวกเธอมา ฉันอยากจะรู้นักว่าโรงพยาบาลของพวกเธอจะเป็นยังไงต่อไป!” ท่าทางของคุณแม่ลั่วดูยโสโอหัง ถังโจวโจวรู้สึกอับอายขายขี้หน้ามาก แต่ไม่ว่าอย่างไร ตอนนี้เธอก็เป็นสะใภ้ของตระกูลลั่ว ปัญหาใดๆ ของคุณแม่ลั่วสามารถส่งผลกระทบต่อทุกคนในครอบครัวได้

 

 

ถังโจวโจวเดินเข้าไปหาพยาบาลคนนั้น ก่อนจะเอ่ยคำขอโทษด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ขอโทษด้วยนะคะ คุณพยาบาล แม่สามีของฉันกำลังโกรธอยู่ ฉันจะรีบพาเธอเข้าไปข้างใน หากรบกวนผู้ป่วยท่านใด ฉันก็ขอโทษแทนแม่สามีของฉันด้วยนะคะ”

 

 

หลังจากนั้นถังโจวโจวก็ก้มหัวขอโทษและโค้งคำนับด้วยใจจริง ความจริงใจของเธอทำให้พยาบาลสาวไม่อาจพูดอะไรได้อีก เธอได้แต่บ่นพึมพำก่อนจะเดินจากไปว่า “น่าเศร้าจริงๆ มีแม่สามีแบบนี้”

 

 

“เอ๊ะ นี่เธอว่าอะไรนะ! พูดจาเป็นหรือเปล่าเนี่ย…”

 

 

ตั้งแต่ถังโจวโจวเข้ามาในตระกูลของเธอ คุณแม่ลั่วก็ไม่ชอบให้คนอื่นพูดความจริงที่ว่าถังโจวโจวเป็นสะใภ้ของเธอต่อหน้าเธอ และเธอก็ไม่ชอบให้คนอื่นๆ มาชื่นชมว่าถังโจวโจวนั้นเป็นคนดีมากแค่ไหนด้วย

 “มาถึงขั้นนี้แล้ว เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเชื่อเขา ฉันเชื่อว่าผอ. ลั่วน่าจะเป็นคนที่รักษาสัญญา” ในขณะที่เจ้าแผลเป็นพูดประโยคสุดท้ายนี้ เขามองไปที่ลั่วเซ่าเชิน

 

 

ลั่วเซ่าเชินรู้ว่าตอนนี้ทุกคำพูดล้วนเป็นคำพูดที่เลื่อนลอย “พวกคุณคอยดูเอาก็แล้วกัน ให้การกระทำของผมเป็นเครื่องพิสูจน์ หากพวกคุณเหลือทางไว้ให้ผมเดิน ผมเองก็จะเหลือทางไว้ให้พวกคุณเดินเช่นกัน”

 

 

ลั่วเซ่าเชินรู้สึกขอบคุณพวกเขามากที่ไม่ลงมือฆ่าถังโจวโจวและลั่วอิง หากว่าลั่วอิงและถังโจวโจวเป็นอะไรไป ไม่ว่าจะต้องใช้เงินมากแค่ไหน เขาก็ไม่สามารถซื้อพวกเธอคืนมาได้

 

 

“ไปรับเงิน” เจ้าแผลเป็นบอกให้ลูกน้องคนหนึ่งเปิดประตูแล้วออกไปด้านนอก ไม่นานชายคนนั้นก็กลับเข้ามาพร้อมกับกระเป๋าเดินทาง เขามองไปที่กระเป๋าเดินทางที่ดูหนักอึ้งนั้น

 

 

ผู้คนรอบข้างมองด้วยแววตาลุกวาว เพราะในนั้นคือเงินมากมายมหาศาล! จะไม่ให้พวกเขาตื่นเต้นได้อย่างไร เจ้าแผลเป็นเปิดกระเป๋าและหยิบกองเงินออกมาพลิกดูทีละปึก เพื่อให้แน่ใจว่าภายในนั้นไม่มีของอย่างอื่น

 

 

“ผอ. ลั่ว ข้อตกลงของเราสิ้นสุดแล้ว ผมหวังว่าคุณจะทำตามอย่างที่พูด …ไปกันเถอะ” เจ้าแผลเป็นพาพวกลูกน้องออกไปจากโรงงานร้าง จากนั้นก็ได้ยินเสียงสตาร์ทรถ ถังโจวโจวและลั่วเซ่าเชินสบตากัน และทันใดนั้นเอง รอยยิ้มก็ถูกจุดขึ้นมาบนใบหน้าของพวกเขา

 

 

เมื่อลูซี่เห็นว่าพวกแก๊งจับตัวเรียกค่าไถ่จากไปแล้ว เธอจึงเดินเข้ามาข้างใน เธอพบว่าลั่วเซ่าเชินและถังโจวโจวต่างก็นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ลั่วเซ่าเชินกำลังแก้มัดให้กับถังโจวโจว “ท่านคะ จะไม่ส่งคนตามไปหรือคะ”

 

 

“ไม่ต้อง ให้เรื่องมันจบแค่นี้ ห้ามพูดอะไรแม้แต่คำเดียว”

 

 

“รับทราบค่ะ ท่านผอ.” ลูซี่เห็นว่าโรครักสะอาดเกินเหตุของลั่วเซ่าเชินดูเหมือนจะหายไปแล้ว จนกระทั่งแก้มัดให้กับถังโจวโจวเสร็จ เขาก็ประคองเธอขึ้นมา ก่อนจะเดินออกไปข้างนอกพร้อมกัน

 

 

หลังจากขึ้นมาบนรถแล้ว ถังโจวโจวก็เอาแต่ซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของลั่วเซ่าเชิน และลั่วเซ่าเชินก็ค่อยๆ รู้สึกได้ว่าอกเสื้อของเขานั้นเปียกชื้น เขาถึงรู้ว่าถังโจวโจวทำอะไรอยู่ เขาเพียงแต่ลูบแผ่นหลังของถังโจวโจวอย่างเบามือ ไม่ได้บังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นมา ประเดี๋ยวถูกถังโจวโจวโกรธเข้ามันจะไปกันใหญ่

 

 

ถังโจวโจวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอู้อี้ “ทำไมคุณถึงไม่พูดอะไรสักคำ” เธอร้องไห้ซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของลั่วเซ่าเชิน แต่เธอกลับไม่ได้รับคำปลอบใจจากเขาเลย ถังโจวโจวคิดไปต่างๆ นานาว่าลั่วเซ่าเชินยังคงเสียดายเงินอยู่ใช่ไหม?

 

 

“คุณเสียใจเรื่องเงินสิบล้านหยวนนั่นไหม” ลั่วเซ่าเชินไม่ทันได้ตอบ เพราะกำลังตกอยู่ในสภาวะที่พูดไม่ออกบอกไม่ถูกไปชั่วขณะ

 

 

“คิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ?” ลั่วเซ่าเชินไม่อนุญาตให้เธอซุกตัวอีกต่อไป เขาดันเธอออกจากอ้อมแขนของเขา ก่อนจะเชยคางเธอและสบตาเธอ “นี่คุณคิดว่าผมเห็นเงินสำคัญกว่าคุณกับลั่วอิงเหรอ”

 

 

หากถังโจวโจวตอบว่า ‘ใช่’ ลั่วเซ่าเชินคงจะอยากใช้มือทั้งสองข้างบีบคอเธอให้ตาย ดูเหมือนว่าจิตใจของเธอจะถูกเรื่องร้ายๆ หลอกหลอนไปแล้ว

 

 

โชคดีที่ถังโจวโจวยังคงฉลาดเป็นกรด “ไม่แน่นอนค่ะ ถึงยังไงคุณก็มีเงิน เสียเงินไปแค่นี้ มันอาจจะมากสำหรับคนธรรมดา แต่สำหรับคุณแล้ว มันก็แค่ขนเส้นเดียวบนวัวเก้าตัว[1]”

 

 

เขาเห็นว่าถังโจวโจวยังคงอธิบายกับเขาอย่างมีเหตุผล แต่ลั่วเซ่าเชินไม่ได้ใจกว้างมากเท่าเธอ “นี่คุณไม่นึกกลัวสักนิดเลยหรือ”

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าแม้เธอจะร้องไห้อยู่พักหนึ่ง แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกกลัวเลย เขาได้ยินถังโจวโจวกระซิบที่ข้างหูของเขาว่า “เพราะ…ฉันรู้ว่าคุณจะต้องมาช่วยฉันอย่างแน่นอน พอฉันคิดแบบนี้ ฉันก็เลยไม่กลัวค่ะ”

 

 

ความจริงแล้วถังโจวโจวกำลังหลอกเขาอยู่ ก่อนที่จะเข้าไปในโรงงานร้างแห่งนั้น เธอรู้สึกวิตกกังวลเป็นอย่างมาก และเมื่อเธอได้พบกับคนพวกนั้นเป็นครั้งแรก ร่างกายของเธอก็เกร็งไปหมด เธอถึงขั้นคิดว่าเธออาจจะไม่ได้กลับออกมาอีก

 

 

แต่หลังจากที่ได้ลองเจรจากับพวกเจ้าแผลเป็นแล้ว ถังโจวโจวก็รู้ว่าพวกเขามีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอยู่บ้าง ดังนั้นแล้วพวกเขาก็เลยมีจุดอ่อน ซึ่งนั่นไม่ใช่ว่าจะช่วยอะไรไม่ได้ ดังนั้นเธอจึงไม่กลัว และเมื่อเธอสังเกตดูอีกครั้ง เธอก็พบว่าพวกเจ้าแผลเป็นนั่นก็ไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไป

 

 

ลั่วเซ่าเชินกดหน้าผากลงกับหน้าผากของถังโจวโจว “ไม่กลัวจริงๆ เหรอ”

 

 

เมื่อได้สบตาเข้ากับสายตาอันล้ำลึกของลั่วเซ่าเชิน จู่ๆ ถังโจวโจวก็ไม่สามารถพูดคำว่า ‘ไม่กลัว’ ออกมาได้ และเมื่อเห็นว่าเธอเงียบไป ลั่วเซ่าเชินก็เข้าใจเรื่องทั้งหมด “ในเมื่อคุณกลัวแล้วทำไมคุณถึงไม่พูดมันออกมา ไม่ใช่ว่าผมไม่ปลอบใจคุณ ผมแค่อยากทิ้งช่วงให้คุณคิด แต่ปรากฏว่าคุณเข้าใจมันผิดไป”

 

 

“เซ่าเชินคะ อันที่จริงแล้วตอนนั้นฉันก็กลัวอยู่เหมือนกัน แต่เป็นเพราะลั่วอิง ฉันถึงมัวแต่กลัวไม่ได้ เธอต้องมาทนทุกข์ทรมานแบบนี้ก็เพราะฉัน หากว่ากันตามจริงแล้ว ฉันก็ควรจะเป็นคนที่พาเธอกลับไป” ถังโจวโจวโถมตัวเข้าไปในอ้อมแขนของลั่วเซ่าเชินและอธิบายความในใจของเธอให้เขาฟัง

 

 

ลูซี่นั่งอยู่ที่เบาะหน้า เธอได้ยินลั่วเซ่าเชินกับถังโจวโจวกระซิบคุยกันอยู่ที่เบาะหลัง แค่ถังโจวโจวกลับมาอย่างปลอดภัย เธอก็โล่งใจแล้ว มิฉะนั้นเธอกลัวว่าท่านผอ. จะทำเรื่องอะไรบ้าๆ เพียงเพราะคุณผู้หญิงคนเดียว

 

 

ลั่วเซ่าเชินกอดถังโจวโจวตอบ เขารู้สึกว่าหัวใจของเขาสงบลง ในที่สุดเขาก็ตระหนักได้ว่าถังโจวโจวสำคัญกับเขามากขนาดไหน มันไม่ใช่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นครั้งแรก เขาไม่ได้รับบทเป็นผู้ชมอยู่ด้านนอกอีกต่อไป เขากลับกลายเป็นหนึ่งในตัวละครเอกของเรื่องนี้แทน

 

 

“โจวโจว วันหลังคุณอย่าทำเรื่องโง่ๆ แบบนี้อีกนะ แม้จะเพื่อลั่วอิงก็ไม่ได้ คุณเป็นของผมแค่เพียงคนเดียว” เอกลักษณ์เฉพาะตัวของลั่วเซ่าเชินเริ่มกลับมา

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกโกรธเพราะคำพูดของลั่วเซ่าเชิน “ลั่วเซ่าเชิน ลั่วอิงเป็นลูกสาวของคุณนะ ทำไมฉันถึงจะทำเรื่องแบบนี้เพื่อเธอไม่ได้” ถังโจวโจวแค่รู้สึกว่าคำพูดของลั่วเซ่าเชินนั้นไร้เหตุผล เธอทำทั้งหมดนี่ก็เพื่อลั่วอิง ไม่ใช่เพราะลั่วเซ่าเชินสักหน่อย!

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่อธิบายซ้ำ เพียงแต่ยังยืนยันคำเดิมว่า “ห้ามก็คือห้าม ผมรักลั่วอิง แต่ผมไม่อนุญาตให้คุณเอาตัวเองไปเสี่ยงอันตรายเพราะเธอ”

 

 

ถังโจวโจวคุยกับลั่วเซ่าเชินไม่รู้เรื่องแล้ว เธอจึงไม่อยากพูดกับเขาอีกต่อไป ความอบอุ่นที่เพิ่งได้รับเมื่อครู่นี้ถูกลั่วเซ่าเชินทำลายไปจนหมด

 

 

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล พวกเขาก็รีบตรงไปยังห้องพักผู้ป่วยวีไอพีทันที คนที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงนั้นคือลั่วอิง ใบหน้ารูปไข่ของเธอซีดเผือด บนหลังมือมีสายน้ำเกลืออยู่ และหวังหวาก็กำลังเฝ้าเธออยู่อย่างใกล้ชิด

 

 

ถังโจวโจววิ่งไปที่ข้างเตียง ก่อนจะคว้ามือข้างที่ไม่ได้เสียบสายน้ำเกลือขึ้นมาจับไว้ เธอค่อยๆ ทาบฝ่ามือเล็กๆ นั้นกับใบหน้าของเธอ แล้วก็อดร้องไห้ออกมาไม่ได้

 

 

ลั่วเซ่าเชินเอ่ยถามหวังหวาในขณะที่ยืนอยู่ข้างเตียง “หมอว่ายังไงบ้าง”

 

 

“คุณหมอบอกว่าคุณหนูไข้ขึ้นสูงมากครับ ผอ. หากไข้ลดลงได้ พักผ่อนอีกสักระยะหนึ่ง ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรครับ แต่คุณหนูอาจจะยังตกใจกลัวอยู่มาก ผมเกรงว่าเธอจะ…”

 

 

“โอเค นายออกไปก่อน” ลั่วเซ่าเชินรู้ว่าหวังหวาจะพูดอะไร เขาเองก็กังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน เพียงแต่ตอนนี้มันยังไม่เกิดขึ้น ถึงเวลาแล้วค่อยว่ากันอีกที

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกเสียใจมากยิ่งขึ้นเมื่อได้ยินหวังหวาพูดเช่นนั้น หากเรื่องนี้เป็นเหตุให้ลั่วอิงมีเงามืดติดตามตัวไปตลอด เธอจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองเด็ดขาด

 

 

“คุณอย่าคิดมากเลย ลูกสาวของเราจะต้องไม่เป็นอะไร” ลั่วเซ่าเชินโอบไหล่ของถังโจวโจว พลางมองดูลั่วอิงที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียง

 

 

หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ในที่สุดลั่วอิงก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา และในขณะที่ถังโจวโจวเห็นว่าลั่วอิงฟื้นขึ้นมาแล้ว เธอก็ตื่นเต้นดีใจ พลางเอ่ยถามซ้ำๆ ว่า “ลูกรัก หนูยังเจ็บตรงไหนอีกหรือเปล่าคะ บอกแม่โจวโจวเร็ว แม่โจวโจวจะได้ไปเรียกคุณลุงหมอมาช่วยดูอาการให้หนูนะคะ”

 

 

อาจจะเป็นเพราะว่าลั่วอิงเธอเพิ่งฟื้นและมีไข้สูง เสียงของเธอจึงค่อนข้างแหบแห้ง “น้ำ…”

 

 

ถังโจวโจวลุกขึ้นในทันที แต่เป็นเพราะว่าเธอฟุบอยู่ข้างเตียงของลั่วอิงมานานเกินไป เมื่อเธอลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จึงทำให้ดวงตาของเธอนั้นมืดดำไปชั่วขณะ เธอไม่สามารถทรงตัวได้ จึงเซล้มลงไปด้านข้าง ลั่วเซ่าเชินรีบวิ่งเข้าไปประคองเธอ

 

 

แม้ว่าเขาจะเป็นห่วง แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ็ดถังโจวโจว “คุณจะทำอะไรช้าลงหน่อยไม่ได้เลยหรือ ลั่วอิงเพิ่งจะหายดี คุณก็จะมาล้มป่วยอีกคนแล้ว?”

 

 

ถังโจวโจวน้อมรับคำตักเตือนของลั่วเซ่าเชินแต่โดยดี แล้วร่างกายของเธอก็ไม่ได้ประท้วงอีกต่อไป ถังโจวโจวรีบรินน้ำจากกาน้ำใส่แก้วทันที จากนั้นเธอก็ปักหลอดเข้าไปในแก้ว ก่อนจะรีบยกมันไปให้ลั่วอิง เธอค่อยๆ ประคองลั่วอิงขึ้นมานั่ง

 

 

เมื่อเห็นว่าลั่วอิงรีบดื่มน้ำ อึกๆๆ จนหมดแก้ว ถังโจวโจวก็รีบถามว่า “เอาอีกไหมคะ”

 

 

ลั่วอิงพยักหน้าเบาๆ “แม่โจวโจวขา หนูอยากดื่มน้ำอีก” หลังจากดื่มน้ำไปได้หนึ่งแก้ว ความชุ่มชื้นของน้ำก็ทำให้เส้นเสียงของเธอดีขึ้นมาก

 

 

ถังโจวโจวหันตัวไปรินน้ำให้กับลั่วอิง ส่วนลั่วเซ่าเชินก็ช่วยปรับความสูงของเตียงให้ ก่อนจะลูบศีรษะเล็กๆ ของเธอ “ลูกรัก ลูกดีขึ้นบ้างหรือยัง”

 

 

“คุณพ่อขา หนูคิดถึงคุณพ่อค่ะ” ในขณะที่พูด ลั่วอิงก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมา เธอยังจำได้อยู่เลยว่าเธอหวาดกลัวมากแค่ไหน เมื่อเธอตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองอยู่คนเดียวในสถานที่แปลกๆ โดยที่ไม่มีคุณพ่อและแม่โจวโจว มันช่างน่ากลัวเหลือเกิน

 

 

เมื่อถังโจวโจวถือน้ำเข้ามา เธอก็พบว่าลั่วอิงกำลังร้องไห้อยู่ เธอรีบผลักลั่วเซ่าเชินออก ก่อนที่เธอจะปลอบโยนลั่วอิงในอ้อมกอดของเธอ “ลั่วอิง แม่โจวโจวรู้ว่าหนูกลัว แต่ตอนนี้หนูปลอดภัยแล้วนะ แม่โจวโจวจะไม่ปล่อยให้หนูคลาดสายตาอีก”

 

 

“แม่โจวโจวขา หนูนึกว่าหนูจะไม่ได้กลับมาแล้วซะอีก… ฮือๆ…” ลั่วอิงฝังหน้าร้องไห้เสียงดังลั่นอยู่ในอ้อมแขนของถังโจวโจว เธอกำลังระบายความอัดอั้นตันใจที่เธอได้รับเมื่อไม่กี่วันมานี้

 

 

ถังโจวโจวเองก็พลอยน้ำตาร่วงไปด้วย “โอ๋ เด็กดี อย่าร้องไห้อีกเลยนะคะ แม่โจวโจวปวดใจไปหมดแล้ว”

 

 

ลั่วเซ่าเชินรู้ว่าที่ถังโจวโจวผลักเขาออกเมื่อครู่นี้ เป็นเพราะว่าเธอยังจำสิ่งที่เขาพูดไว้บนรถก่อนหน้านี้ได้ แต่ลั่วเซ่าเชินก็ได้ยืนกำมือมองดูลั่วอิงร้องไห้อยู่อย่างนั้น

 

 

หลังจากร้องไห้ไปได้สักพัก ลั่วอิงก็ค่อยๆ สะอึกสะอื้นเบาลงอย่างช้าๆ และเมื่อถังโจวโจวเห็นว่าลั่วอิงหยุดร้องไห้แล้ว หัวใจของเธอก็พลอยสงบลงไปด้วย ลั่วอิงร้องไห้หนักเสียจนเธอรับมือไม่ถูก และเมื่อลั่วอิงสงบลง แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ดีสำหรับเธอ

 

 

หลังจากเช็ดคราบน้ำตาที่อยู่บนใบหน้าของลั่วอิงแล้ว ถังโจวโจวก็ยกน้ำที่เธอเพิ่งจะวางไว้ที่ข้างเตียงมาให้เธอ “หนูบอกว่าหนูอยากดื่มน้ำอีกไม่ใช่เหรอ หนูร้องไห้มานานขนาดนี้ น้ำที่หนูเพิ่งจะดื่มเข้าไปคงออกมาหมดแล้ว หนูต้องเติมมันกลับเข้าไปนะคะ”

 

 

ลั่วอิงสนุกสนานไปกับคำพูดของถังโจวโจว และเมื่อถังโจวโจวเห็นเธอยิ้ม ก็รู้สึกดีใจอย่างมาก “รีบดื่มเถอะค่ะ หนูอยากจะดื่มแค่ไหน แม่โจวโจวจะรินให้”

 

 

ลั่วอิงจับมือของถังโจวโจว ถังโจวโจวค่อยๆ เอียงแก้วจนกระทั่งลั่วอิงดื่มน้ำจนหมด

 

 

“เอาอีกไหมคะ” ลั่วอิงส่ายหน้า และเมื่อเห็นว่าสีหน้าของเธอดูไม่ค่อยดีนัก ถังโจวโจวก็รีบถามว่า “เป็นอะไรไปคะ ไม่สบายตัวเหรอ”

 

 

“เอิ๊ก!” ที่แท้เธอก็แค่ดื่มน้ำมากเกินไป เธอก็เลยเรอออกมาเสียงดัง

 

 

ถังโจวโจวบีบจมูกเล็กๆ ของลั่วอิง “เจ้าตัวน้อย รีบนอนลงนะคะ หนูยังไม่หายดี ต้องพักผ่อนเยอะๆ”

 

 

ลั่วอิงไม่ยอม “แม่โจวโจวขา หนูจะได้กลับบ้านเมื่อไรคะ”

 

 

“ต้องรอให้หนูหายดีก่อนค่ะ” ถังโจวโจวลูบศีรษะของลั่วอิง แน่นอนว่าเธอก็อยากให้ลั่วอิงกลับบ้านไวๆ เพียงแต่ร่างกายของเธอยังไม่ดีขึ้น ดังนั้น หากลั่วอิงยังอยู่ที่โรงพยาบาลก็จะทำให้เธอวางใจได้มากกว่า

 

 

 

 

[1] ขนเส้นเดียวบนวัวเก้าตัว สำนวนจีนหมายถึง เรื่องเล็กน้อย เรื่องที่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่

  “เธออยู่เฉยๆ ไม่อย่างนั้นมีดของฉันคงจะอยู่ไม่สุขแน่” มีดที่อยู่ในมือของเจ้าแผลเป็นจ่ออยู่ที่ลำคอของถังโจวโจว หากถังโจวโจวขยับตัวแค่เพียงนิดเดียว ลำคอขาวราวหิมะนั้นคงจะเกิดรอยเลือดขึ้นเป็นแน่ 

 

 

ถังโจวโจวพยักหน้า “ไม่ต้องห่วง ฉันยังรักตัวเองอยู่ ฉันจะเชื่อฟังพวกนายเป็นอย่างดี ขอแค่พวกนายปล่อยฉันไปตามตกลง” และเมื่อถังโจวโจวเห็นว่าพวกเขายังไม่ได้ลงมือทำอะไร เธอก็ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจพวกเขา 

 

 

ผู้คนในโลกล้วนมีความทุกข์ทรมานเป็นของตัวเอง และเธอก็พยายามหาหนทางให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตอย่างดีภายใต้ความสามารถของเธอ หลังจากการหยั่งเชิงเมื่อครู่นี้ ถังโจวโจวรู้สึกได้ว่าเจ้าแผลเป็นและพวกพ้องไม่ใช่คนเลวโดยสันดาน อย่างน้อยพวกเขาก็ยังมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ดังนั้นเธอจึงคิดว่าเธอพอมีทางรอด 

 

 

ลั่วอิงถูกชายคนหนึ่งอุ้มไปที่ประตูใหญ่ ถังโจวโจวมองตามเธอไปอย่างไม่วางตา ส่วนลั่วอิงก็ยังคงผล็อยหลับอยู่อย่างนั้น ไม่รู้ว่าด้วยแววตาที่ถังโจวโจวมองมานั้นสื่อถึงความรู้สึกในใจรุนแรงมากเกินไปหรือเปล่า เธอจึงพยายามเปิดตาขึ้น พร้อมกับพูดเบาๆ ว่า “แม่โจวโจว…” 

 

 

ถังโจวโจวเข้าใจในสิ่งที่เธอคิด จึงส่งยิ้มไปให้เธอ “ลั่วอิงเด็กดี อีกเดี๋ยวหนูก็จะได้กลับบ้านแล้วนะ แม่โจวโจวไม่ผิดสัญญาแน่นอน แม่จะอยู่ข้างๆ หนูเอง” 

 

 

เมื่อได้ยินคำสัญญาของถังโจวโจว ในที่สุดลั่วอิงก็ผล็อยหลับไปอย่างวางใจ เธอรู้สึกว่าร่างกายของเธอนั้นถูกสุมไว้ด้วยกองไฟ แต่เธอรู้ว่าเธอไม่สามารถเอ่ยขออะไรได้ เจ้าตัวเล็กอย่างเธอเข้าใจดี ไม่ว่าเธอจะเอ่ยขออะไรออกไป เธอจะต้องรู้ว่ามันจะไม่สร้างความลำบากให้แก่ถังโจวโจว 

 

 

“นี่! เบามือหน่อยสิ ลูกสาวฉันยังไม่หายดีนะ!” ถังโจวโจวกลัวว่าสัมผัสหยาบกระด้างของชายเหล่านี้จะทำให้ลั่วอิงรู้สึกไม่สบายตัว 

 

 

เมื่อคนที่อุ้มลั่วอิงอยู่หวนนึกถึงเงินที่ถังโจวโจวรับประกันว่าจะให้ เขาก็ไม่ได้หัวเราะเยาะความกังวลของถังโจวโจว เขาค่อยๆ หมุนมือด้านล่างและให้ลั่วอิงพิงอยู่บนอกเขา และเมื่อถังโจวโจวเห็นเช่นนั้น เธอก็วางใจที่หนักอึ้งของเธอลง 

 

 

ลั่วเซ่าเชินและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ด้านนอกโรงงานเห็นว่าประตูใหญ่ถูกเปิดออกแล้ว จากนั้นก็มีใครบางคนเดินออกมา ดูเหมือนว่าเขาจะอุ้มเด็กตัวเล็กๆ มาด้วย ลั่วเซ่าเชินเพ่งมองอย่างใจเต้น แล้วเขาก็พบว่านั่นคือลั่วอิง เขาก็อดไม่ได้ที่จะก้าวขาออกไปด้านหน้า แต่แล้วก็ต้องชะงักไป 

 

 

“อย่าขยับ! ไม่อย่างนั้นผมไม่สามารถรับประกันได้ว่าภรรยาและลูกของคุณจะปลอดภัย” ลั่วเซ่าเชินหยุดเท้าที่จะก้าวออกไปข้างหน้าในทันที ดวงตาทั้งสองข้างของเขาจับจ้องไปที่ชายคนที่อุ้มลั่วอิงออกมา 

 

 

เขาเว้นระยะห่างจากลั่วเซ่าเชินสิบเมตรและกวาดตามองตำรวจที่อยู่โดยรอบ ก่อนจะพูดออกมาว่า “ผอ. ลั่ว ถ้าคุณมีสัจจะ คุณก็บอกให้ตำรวจพวกนี้กลับไปซะ!” 

 

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างลั่วเซ่าเชินรีบเอ่ยเตือนเขาในทันที “ผอ. ครับ คุณอย่าไปหลงเชื่อคำพูดของคนพวกนั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของคุณผู้หญิงกับคุณหนูอาจจะไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้” 

 

 

เขาไม่รู้ว่าลั่วเซ่าเชินได้ยินในสิ่งที่เขาพูดไหม เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงค่อนข้างร้อนใจ ผู้การท่านกำชับลงมาว่า ครั้งนี้คุณผู้หญิงและคุณหนูแห่งลั่วกรุ๊ปถูกลักพาตัวไป ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร พวกเขาก็ต้องพาพวกเธอกลับมาให้ได้ 

 

 

“ผอ. ลั่วจะลังเลก็ไม่แปลก เพียงแต่ผมจะขอเตือนท่านเอาไว้สักอย่าง พี่ใหญ่ของเราไม่ได้มีเวลาให้ท่านผอ. ผลาญมากนัก เกรงว่าคุณผู้หญิงเองก็จะรอไม่ไหวเหมือนกัน” 

 

 

“ได้ ผมจะบอกให้พวกเขากลับไป หากพวกคุณยอมปล่อยพวกเธอออกมา ผมก็จะให้พวกคุณทุกอย่างตามที่ต้องการ” ลั่วเซ่าเชินไม่เห็นถังโจวโจว เขาจึงมั่นใจว่าเธอถูกจับตัวไว้ด้านในอย่างแน่นอน หากด้านนอกเกิดการเคลื่อนไหว ชีวิตของถังโจวโจวก็ไม่อาจจะรักษาเอาไว้ได้ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่สามารถเอาเธอมาเสี่ยงได้ ลั่วอิงเองก็ยังอยู่ในมือของพวกเขา เขาเชื่อว่าเมื่อคนเหล่านี้อยู่ในช่วงเวลาวิกฤติ พวกเขาจะไม่มานั่งเถียงกันเรื่องศีลธรรมหรอก 

 

 

“ผู้กำกับหลี่ ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือนะครับ แต่ตอนนี้ภรรยาและลูกของผมยังอยู่ในกำมือของพวกเขา ผมคงต้องขอให้พวกคุณกลับไปก่อน เมื่อพวกเธอปลอดภัย ผมจะเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ไปให้ที่โรงพัก” 

 

 

เดิมทีผู้กำกับหลี่ก็ไม่อยากล่าถอยออกไป แต่ลั่วเซ่าเชินอธิบายออกมาหมดแล้ว หากเขายังสั่งให้คนของเขาตรึงกำลังอยู่ที่นี่ ก็จะดูเหมือนว่าเขาไม่สนใจความปลอดภัยของถังโจวโจวและลั่วอิง “ท่านผอ. ครับ ถ้าให้ลูกน้องผมล่าถอยออกไป แม้แต่ความปลอดภัยของคุณก็ไม่อาจรับประกันได้” 

 

 

“ไม่เป็นไรครับ ผู้กำกับหลี่ หากพวกคุณไม่ถอย ผมเชื่อว่าคนพวกนั้นก็จะไม่มีทางปล่อยพวกเธอออกมาอย่างแน่นอนเหมือนกัน” ลั่วเซ่าเชินเห็นทางสว่าง เพียงแค่เติมเต็มความต้องการของพวกเขา แค่นี้ถังโจวโจวและลั่วอิงก็จะกลับออกมาได้อย่างปลอดภัย เขาแค่กลัวว่าคนเหล่านี้จะขายจิตวิญญาณให้กับคนอื่น ก็เลยพุ่งเป้ามาที่เขา 

 

 

เมื่อผู้กำกับหลี่เห็นว่าลั่วเซ่าเชินตัดสินใจแล้ว เขาก็จำต้องส่งสัญญาณมือ ครู่หนึ่งเสียงไซเรนของรถตำรวจก็ดังขึ้น ตำรวจทั้งหมดได้ล่าถอยออกไปนอกพื้นที่แล้ว ดังนั้นในที่นี้จึงมีแค่เพียงลั่วเซ่าเชินและชายชุดดำอีกจำนวนหนึ่ง 

 

 

“ผอ. ลั่ว ตามผมมา” ลูกน้องส่งลั่วอิงให้กับลั่วเซ่าเชิน จากนั้นก็ทำท่าผายมือเชิญเขา 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินรับลั่วอิงมา เขาก็พบว่าร่างกายของเธอนั้นร้อนระอุ “ลั่วอิง ลูกรักของพ่อ เป็นอะไรไป” เขาเรียกลั่วอิงเท่าไรก็ไม่ตื่น ลั่วเซ่าเชินอังฝ่ามือลงบนหน้าผากของเธอ แล้วเขาก็พบว่าอุณหภูมิของร่างกายลั่วอิงนั้นสูงจนน่าตกใจ 

 

 

“หวังหวา รีบพาคุณหนูไปส่งโรงพยาบาล เรื่องทางนี้เดี๋ยวฉันจัดการเอง” 

 

 

“ท่านผอ. ครับ แต่ว่า…” 

 

 

“นี่คือคำสั่ง!” ลั่วเซ่าเชินกำชับเสียงเข้ม หวังหวาจึงทำได้แค่เพียงก้มหน้าลง “ครับ ท่านผอ. หากทางนี้มีปัญหาอะไร ท่านโทรหาผมได้เลยนะครับ ผมจะส่งคนมาที่นี่ทันที” 

 

 

หวังหวารับลั่วอิงมาอุ้มไว้อย่างเบามือ เขาวางเธอไว้บนรถ ก่อนจะขับรถออกไปจากสถานที่อันห่างไกลจากตัวเมืองแห่งนี้ และเมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าลั่วอิงปลอดภัยแล้ว เขาก็ก้าวเดินเข้าไปในโรงงาน 

 

 

บอดี้การ์ดเดินตามหลังเขามาติดๆ ทันทีที่เขาเข้ามา เขาก็พบว่ามีชายที่มีแผลเป็นและพวกพ้องอีกจำนวนหนึ่งกำลังยืนรอเขาอยู่ด้านใน ถังโจวโจวยืนอยู่ด้านหน้าของชายที่มีแผลเป็น เธอถูกมัดไว้ด้วยเชือก ถังโจวโจวบุ่มบ่ามมากเกินไป เมื่อเธอได้เห็นลั่วเซ่าเชิน เธอก็ก้าวขาออกไปด้านหน้า แต่เธอก็ต้องชะงักลงเมื่อลั่วเซ่าเชินเอ่ยห้าม 

 

 

ลั่วเซ่าเชินรีบพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “โจวโจว คุณยืนอยู่ตรงนั้นแหละ ผมมาแล้ว วางใจได้” 

 

 

ถังโจวโจวพยักหน้าอย่างสุดชีวิต เธอรู้ว่าเธอหุนหันพลันแล่น แต่อะไรที่เกี่ยวข้องกับลั่วอิง แม้รู้ว่ามันจะเป็นเรื่องหลอกลวง เธอก็จะยอมทุกอย่าง แลกกับความเป็นไปได้แค่เสี้ยวเดียว 

 

 

“พวกคุณต้องการอะไร ตอนนี้สามารถตั้งเงื่อนไขมาได้เลย” ลั่วเซ่าเชินมองไปยังคนที่เป็นหัวหน้า และเมื่อเจ้าแผลเป็นเห็นว่าลั่วเซ่าเชินไม่กลัวเขาเลยสักนิด เขาก็แอบนับถือผู้ชายคนนี้อยู่ในใจ 

 

 

“ผอ. ลั่ว เรามันแค่คนหาเช้ากินค่ำ คุณแค่เตรียมเงินสิบล้านหยวนไว้ให้เรา จากนั้นก็ปล่อยให้เราออกไปอย่างปลอดภัย เท่านี้คุณผู้หญิงก็สามารถกลับไปหาคุณได้แล้ว” เจ้าแผลเป็นพูดออกมาอย่างง่ายดาย 

 

 

‘เขาต้องการสิบล้านหยวน!’ ถังโจวโจวสูดลมหายใจเข้าไปเฮือกหนึ่ง 

 

 

เจ้าแผลเป็นรีบก้มหน้าลงกระซิบกับถังโจวโจว “หรือคุณผู้หญิงลั่วคิดว่าตัวเองไม่มีค่ามากพอสำหรับเงินก้อนนี้” 

 

 

เขาทำท่าราวกับต้องการจะเอามีดแทงคอเธอจริงๆ ถังโจวโจวรีบส่ายหน้า “เปล่าหรอก เปล่า” เธอแค่ตกใจก็เท่านั้น 

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่มัวเสียเวลาคิด “โอเค ผมรับปาก ขอแค่คุณปล่อยเธอ” เงินไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา ขอเพียงแค่ถังโจวโจวและลั่วอิงปลอดภัย ไม่ว่าจะให้เขาจ่ายสักเท่าไร เขาก็ยอม 

 

 

เจ้าแผลเป็นลังเลเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าลั่วเซ่าเชินยอมรับปากง่ายๆ แบบนี้ เรียกต่ำไปหรือเปล่านะ? แต่เจ้าแผลเป็นก็ตั้งสติกลับมาได้ “ผอ. ลั่ว รีบสั่งให้คนของคุณโอนเงินเข้าไปในบัญชีพวกนี้ บัญชีละล้านหยวน ส่วนที่เหลือก็ขอเป็นเงินสด ผมต้องได้เห็นเงินนั่นภายในหนึ่งชั่วโมง” 

 

 

เจ้าแผลเป็นสั่งให้ลูกน้องเอากระดาษแผ่นหนึ่งมาส่งให้เขา บนนั้นเขียนเลขบัญชีเอาไว้เจ็ดบัญชี ลั่วเซ่าเชินรีบต่อสายหาลูซี่ เขากำชับให้เธอส่งคนไปโอนเงินในทันที ลูซี่ไม่ได้ถามอะไรมาก เธอลงมือทำมันเดี๋ยวนั้นเลย 

 

 

หลังจากลูซี่จัดการตามคำสั่งของลั่วเซ่าเชินแล้ว เธอก็รีบโทรกลับมาในทันที จากนั้นลั่วเซ่าเชินก็สั่งให้เธอเตรียมเงินสดเอาไว้สามล้านหยวนและมาส่งที่นี่เร็วที่สุด 

 

 

“โอนเงินเข้าไปในบัญชีแล้ว คุณลองตรวจสอบดูได้” เจ้าแผลเป็นมองไปยังชายหนุ่มที่สวมแว่นที่ยืนอยู่ข้างเขา และเมื่อเห็นว่าเขาพยักหน้าเบาๆ สีหน้าและท่าทางของเจ้าแผลเป็นก็ไม่ได้เย็นเยียบเหมือนก่อนหน้านี้ 

 

 

“ผอ. ลั่วจัดการเรื่องนี้ได้รวดเร็วทันใจเหลือเกิน ขอแค่ได้เห็นเงินส่วนที่เหลือ และผอ. ก็ต้องรับปากว่าจะไม่เอาเรื่อง แค่นี้คุณผู้หญิงก็สามารถกลับไปกับคุณได้อย่างปลอดแล้ว” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินมองเจ้าแผลเป็นอย่างเฉยเมย “ตอนนี้เงินส่วนใหญ่ก็อยู่ในมือของคุณแล้ว ให้ผมคุยกับภรรยาของผมสักหน่อยจะได้ไหม” 

 

 

ลูกน้องที่อยู่ด้านหลังของเจ้าแผลเป็นมองดูนายของมันด้วยสายตาไม่ไว้ใจลั่วเซ่าเชิน เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่รู้ว่าจะรับมืออย่างไรกับคำขอกะทันหันของลั่วเซ่าเชิน แต่หลังจากเจ้าแผลเป็นคิดอยู่พักหนึ่ง เขาก็ตอบตกลง “ถ้าอย่างนั้นก็เชิญท่านผอ. แต่คนของท่านจะต้องออกไปข้างนอก” 

 

 

“พวกนายออกไปก่อน” ลั่วเซ่าเชินหันไปพูดกับเหล่าบอดี้การ์ดที่อยู่ด้านหลัง เหล่าบอดี้การ์ดลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยอมออกไปในที่สุด 

 

 

เมื่อเจ้าแผลเป็นเห็นว่าในนี้มีแต่คนของเขา เขาก็ผลักถังโจวโจวเข้าไปหาลั่วเซ่าเชิน นอกจากนี้เขายังสั่งให้คนปิดประตูใหญ่และเฝ้าเอาไว้ด้วย 

 

 

ถังโจวโจวถูกมัดเอาไว้ เธอจึงไม่สามารถพยุงตัวเองเอาไว้ได้ เธอเซล้มลงไปด้านหน้า โชคดีที่ลั่วเซ่าเชินรับเธอไว้ได้ทัน “โจวโจว คุณบาดเจ็บตรงไหนไหม” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าถึงแม้ใบหน้าของถังโจวโจวจะซีดเผือด แต่เขาก็ยังดูออกว่าสติสัมปชัญญะของเธอยังคงแจ่มใสอยู่ เธอน่าจะไม่ได้ถูกบีบบังคับอะไรมาก 

 

 

“เซ่าเชิน ฉันไม่เป็นไร ลั่วอิงล่ะคะ” เมื่อลั่วเซ่าเชินจับประคองถังโจวโจวจนยืนได้มั่นคงแล้ว คนแรกที่เธอเป็นห่วงก็คือลั่วอิง 

 

 

“ปลอดภัยดี ผมให้หวังหวาพาลั่วอิงไปส่งที่โรงพยาบาลแล้ว ลูกจะต้องไม่เป็นอะไร” ลั่วเซ่าเชินรีบปลอบใจถังโจวโจว เดิมทีลั่วเซ่าเชินอยากจะแก้มัดให้ถังโจวโจว แต่ถังโจวโจวปฏิเสธ 

 

 

“เซ่าเชิน ไม่เป็นไร คุณเองก็เห็นว่าพวกเขาไม่ได้ทำอะไรฉัน แต่ฉันว่าต้องมีใครสักคนที่บงการเรื่องนี้อยู่เบื้องหลัง” 

 

 

“เอาเถอะ ตอนนี้คุณอย่าเพิ่งเป็นห่วงเรื่องนั้น รอให้ปลอดภัยก่อนแล้วค่อยว่ากัน” 

 

 

แน่นอนว่าลั่วเซ่าเชินเองก็รู้ว่ามีคนบงการเรื่องนี้อยู่เบื้องหลัง เพราะดูจากท่าทางของชายที่มีแผลเป็นแล้ว เขาน่าจะไม่ใช่คนชั่วร้าย เพราะเขามีท่าทีลังเลใจอยู่ตลอดเรื่องจะปล่อยหรือไม่ปล่อยตัวประกันไป และนั่นคือวิธีที่ทำให้ลั่วเซ่าเชินหาจุดอ่อนของเขาเจอ 

 

 

เจ้าแผลเป็นไม่ได้ส่งคนมาคอยจับตาดูพวกเขาไว้ ลั่วเซ่าเชินพูดคุยกับถังโจวโจวแค่สองสามคำ จากนั้นเขาก็กอดเธอเอาไว้และรอให้ลูซี่ส่งคนนำเงินสดมาให้ 

 

 

ประมาณหนึ่งชั่วโมงให้หลัง ด้านนอกก็มีเสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นมา เจ้าแผลเป็นสะบัดหน้าสั่งให้ลูกน้องคนหนึ่งออกไปสังเกตการณ์ 

 

 

ลูกน้องคนนั้นกลับมารายงาน “นาย คนส่งเงินมาแล้ว เป็นผู้หญิงแต่งตัวทะมัดทะแมง” 

 

 

เมื่อถังโจวโจวและลั่วเซ่าเชินได้ยินดังนั้น พวกเขาก็รู้ว่าลูซี่มาถึงแล้ว ลั่วเซ่าเชินจึงรีบพูดว่า “เธอคือเลขาฯ ของผมเอง ลูซี่ พวกคุณส่งคนออกไปรับเงินได้เลย จากนั้นผมจะทิ้งรถตู้ไว้ให้พวกคุณ แบบนี้พวกคุณคงจะวางใจได้แล้วใช่ไหม” 

 

 

เจ้าแผลเป็นเห็นว่าลั่วเซ่าเชินไม่ได้เล่นตุกติกอะไร ความจริงแล้วเขาเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจ หากลั่วเซ่าเชินอยากจะคิดบัญชีกับเขาขึ้นมาจริงๆ พวกเขาก็ไม่สามารถหลบหนีได้ และนอกจากนี้คนที่บ้านก็กำลังรอให้พวกเขากลับไป “เอายังไงดีครับนาย จะทำตามที่เขาบอกไหม” 

 

 

ลูกน้องรู้สึกว่าคำพูดของลั่วเซ่าเชินน่าสนใจมาก แต่เขาก็กังวลใจว่าถ้าลั่วเซ่าเชินย้อนกลับมาเอาเรื่องเขาในภายหลังล่ะ จะทำอย่างไร 

 แต่เจ้าแผลเป็นก็ยังคงอยากถามให้ชัดเจนมากกว่านี้ เขายังไม่หลงเชื่อคำพูดของถังโจวโจวง่ายๆ “คุณจะรับประกันได้ยังไงว่าผู้อำนวยการของลั่วกรุ๊ปจะไม่ส่งเราเข้าคุกน่ะ” 

 

 

           ทันทีที่เจ้าแผลเป็นตั้งคำถามนี้ออกมา ลูกน้องที่อยู่ด้านหลังของเขาก็เห็นด้วยกับปัญหานี้เหมือนกัน เมื่อครู่นี้พวกเขามัวแต่นึกถึงว่าพวกเขาจะได้เงินจากสามีของผู้หญิงคนนี้คนละเท่าไร แต่พวกเขาลืมไปเลยว่าสามีของเธออาจจะจับพวกเขาเข้าคุกก็ได้ 

 

 

มีคนตะโกนเห็นด้วยขึ้นมา “ใช่เลยนาย เราจะปล่อยยายคนนี้เอาไว้ไม่ได้แล้ว บางทีเธออาจจะแค่พูดหลอกให้เราหลงกลก็ได้” 

 

 

เจ้าแผลเป็นไม่จำเป็นต้องให้ใครมาเตือน เพราะเขานึกถึงปัญหานี้อยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่อีกปัญหาหนึ่งก็ติดอยู่ในใจของเขามานานเหมือนกัน หากเขาฆ่าถังโจวโจว หลังจากนี้เขาก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกร นี่มันไม่ใช่สิ่งที่เจ้าแผลเป็นต้องการเลย 

 

 

ถังโจวโจวอดกังวลใจขึ้นมาไม่ได้ เมื่อเธอเห็นว่าคำพูดที่เธอพยายามพูดอยู่นานนั้นใช้ไม่ได้ผล ขณะเดียวกันเธอก็คอยเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวจากด้านนอกอยู่ เธอคิดอยู่ว่าทำไมลั่วเซ่าเชินถึงยังไม่รีบตามมาที่นี่อีก? 

 

 

แม้ว่าถังโจวโจวจะหุนหันพลันแล่นแอบออกมาจากบ้าน แต่เธอก็มั่นใจว่าลั่วเซ่าเชินจะต้องรู้ว่าเธอหายตัวไปในเวลาไม่นาน หากเขาตรวจสอบเพียงเล็กน้อย เขาก็จะรู้แล้วว่าเธออยู่ที่ไหน ถ้าเป็นเช่นนั้นเขาก็จะหาที่นี่เจออย่างง่ายดาย 

 

 

แล้วที่เธอพยายามไกล่เกลี่ยกับผู้ชายกลุ่มนี้อยู่เป็นนาน ก็เพื่อถ่วงเวลาให้ลั่วเซ่าเชินมาถึงไม่ใช่หรือ น่าเสียดายที่เวลาไม่คอยท่า ชายหนุ่มเหล่านี้เริ่มสงสัยแล้วว่าคำพูดของเธอจะเชื่อถือได้จริงหรือไม่ และถังโจวโจวก็กลัวว่าหากพวกเขาไม่เชื่อ พวกเขาก็คงจะลงมือทันที 

 

 

แม้ว่าภายในใจจะกังวลมาก แต่ถังโจวโจวก็ยังคงรักษาท่าทางให้สงบนิ่งไว้ เธอคอยคิดอยู่ตลอดว่ายังมีวิธีไหนอีกที่จะสามารถรักษาความปลอดภัยของเธอกับลั่วอิงได้ 

 

 

จนกระทั่งได้เห็นความลังเลในสายตาของเจ้าแผลเป็น ถังโจวโจวคิดว่าโอกาสของเธอมาถึงอีกครั้งแล้ว เจ้าแผลเป็นคือหัวหน้าของคนเหล่านี้ ดูเหมือนว่าจะมีอำนาจไม่น้อย หากเธอสามารถเกลี้ยกล่อมเขาได้ ถังโจวโจวเชื่อว่าเธอก็จะรอดพ้นไปได้เช่นกัน 

 

 

“ฉันรู้ว่าพวกนายอาจจะยังไม่เชื่อฉันในตอนนี้ แต่ฉันขอสัญญาด้วยชีวิตของฉันว่าถ้าพวกนายปล่อยฉันไป พวกนายไม่เพียงแต่จะได้เงิน ยังไม่ถูกจับเข้าคุกด้วย พวกนายสามารถเอาเงินก้อนนี้ไปสร้างเนื้อสร้างตัวอาศัยอยู่ที่เมืองอื่นได้เลย” 

 

 

คำพูดของถังโจวโจวฟังดูน่าสนใจ เจ้าแผลเป็นเองก็รู้สึกคล้อยตามเธอ เพียงแต่จิตใจที่ระแวดระวังของเขาทำให้เขาตัดสินใจไม่ได้ เขาไม่อยากตลบหลังนายจ้างของเขาง่ายๆ แบบนี้ 

 

 

เจ้าแผลเป็นเป็นคนที่มีหัวสมอง เป็นเพราะเมื่อก่อนเธอช่วยชีวิตเขาเอาไว้ ดังนั้นเขาจึงยอมทำเรื่องนี้ให้เพื่อตอบแทนบุญคุณของเธอ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะยอมทิ้งชีวิตที่เหลือเพื่อนายจ้างของเขา เขาเองก็เป็นผู้ชายที่มีลูกมีเมียเหมือนกัน ดังนั้นเขาก็ควรคิดถึงครอบครัวตัวเองด้วย 

 

 

“พวกนายไม่มีลูกไม่มีเมียกันเหรอ พวกนายอยากจะให้พวกเขาเป็นทุกข์เพราะพวกนายใช้ชีวิตกันแบบนี้น่ะเหรอ หรือพอลูกของพวกนายโตขึ้น พวกนายอยากจะให้ลูกรู้ว่าพ่อของเขาติดคุก?” 

 

 

ถังโจวโจวพยายามอย่างมากเพื่อพูดหว่านล้อมพวกเขา แล้วเมื่อเห็นว่าเจ้าแผลเป็นเอนเอียงไปกับคำพูดของเธอ เธอก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก แต่น่าเสียดายที่เสียงไซเรนของรถตำรวจทำให้สถานการณ์ที่กำลังจะคลี่คลายลงกลับตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง 

 

 

ชายที่มีแผลเป็นได้ยินเสียงรถตำรวจด้านนอก ลูกน้องของเขาคนหนึ่งแง้มประตูออกไปดู ก่อนจะรีบรายงานเจ้าแผลเป็นว่า “ข้างนอกมีตำรวจเต็มไปหมดเลยนาย เราจะทำยังไงกันต่อดี?” 

 

 

แววตาที่ผ่อนคลายของเจ้าแผลเป็นเย็นเยือกขึ้นมาทันควัน เขาจ้องมองถังโจวโจวอย่างเย็นชา “นี่เธอเรียกตำรวจมาเหรอ!” 

 

 

“เปล่า ฉันไม่ได้เรียก ฉันมาที่นี่คนเดียวตามคำสั่งของพวกนาย พวกนายก็เห็นแล้วนี่” 

 

 

ถังโจวโจวเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าหลังจากที่เธอลงมาจากรถ คงจะมีใครบางคนสังเกตเห็นเธอ แต่หากเธอไม่มาคนเดียว ลั่วอิงก็อาจจะถูกส่งตัวไปที่อื่นทันที แล้วเธอก็จะไม่ได้เจอกับลั่วอิง 

 

 

เมื่อคิดได้ดังนั้น ตัวของถังโจวโจวก็สั่นไม่หยุด โชคดีที่เธอมาแค่คนเดียว มิเช่นนั้นลั่วอิงก็คงจะตกอยู่ในอันตรายอีกครั้ง ถ้าเป็นเช่นนั้นเธอจะทำอย่างไร 

 

 

เมื่อได้ยินเสียงไซเรนของรถตำรวจ ถังโจวโจวก็มั่นใจว่าเป็นลั่วเซ่าเชินที่พาตำรวจมาที่นี่ เธอจึงได้แต่ยิ้มอย่างขมขื่น เมื่อครู่นี้เธอเห็นทางสว่างอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ แต่มันถูกพวกเขาทำลายจนหมด และเมื่อมองดูท่าทีระแวดระวังของเจ้าแผลเป็น ถังโจวโจวก็รู้ได้เลยว่าเธอหมดโอกาสโน้มน้าวเขาแล้ว 

 

 

เจ้าแผลเป็นเห็นว่าถังโจวโจวไม่น่าจะโกหก เขาจึงยอมเชื่อคำพูดของเธอชั่วคราว “เธอน่าจะรู้ว่าใครเป็นคนเรียกตำรวจที่อยู่ด้านนอกนั่นมา รีบบอกให้พวกเขากลับไปซะ!” 

 

 

“สามีของฉันน่าจะพาพวกเขามา พวกเขามาตามหาฉัน” ถังโจวโจวจำต้องอธิบายอย่างช่วยไม่ได้ 

 

 

ในขณะที่เจ้าแผลเป็นกำลังถกเถียงกับถังโจวโจวอยู่ ทันใดนั้นก็มีเสียงโทรโข่งดังขึ้นมาจากด้านนอก “คนที่อยู่ด้านในฟังให้ดี พวกนายถูกล้อมเอาไว้หมดแล้ว รีบปล่อยตัวประกันออกมา ยังพอมีทางที่จะคุยกันได้” 

 

 

เจ้าแผลเป็นสั่งให้ลูกน้องสองคนมัดถังโจวโจวไว้ ส่วนคนที่เหลือก็ถือปืนเอาไว้ในมือคนละกระบอก เมื่อมองดูท่าทางของพวกเขาที่พร้อมจะปะทะทุกเมื่อแล้ว ถังโจวโจวก็รู้เลยว่าคงจะหมดหนทางเจรจาจริงๆ แล้ว เธอจึงทำได้แค่เพียงกัดริมฝีปากล่าง เพื่อรักษาท่าทางที่สงบนิ่งของเธอ 

 

 

“รีบบอกให้คนด้านนอกถอยออกไปซะ ไม่อย่างนั้นฉันจะลงมือกับลูกของเธอก่อน” เจ้าแผลเป็นคุกคามเข้าไปใกล้กับใบหน้าของลั่วอิง 

 

 

ถังโจวโจวร้อนรนขึ้นมา “อย่ายุ่งกับเธอนะ! ฉันจะบอกเดี๋ยวนี้ บอกเดี๋ยวนี้เลย” 

 

 

ชายสองคนกดถังโจวโจวลงกับบานประตู พวกเขาผลักเธอเล็กน้อย ถังโจวโจวรู้ว่าเธอควรจะทำอย่างไร เธอรีบตะโกนออกไปด้านนอกว่า “เซ่าเชิน คุณอยู่ข้างนอกหรือเปล่า” 

 

 

“โจวโจว คุณอยู่ในนั้นจริงๆ ด้วย” น้ำเสียงของลั่วเซ่าเชินที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกลอยเข้ามากระทบกับโสตประสาทของถังโจวโจว เธอรู้ว่าลั่วเซ่าเชินอยู่ด้านนอก ถังโจวโจวเชื่อว่าเขาจะมีหนทางช่วยเหลือเธอกับลั่วอิงอย่างแน่นอน แม้ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ แต่ถังโจวโจวก็มีความกล้าหาญเป็นอย่างมาก 

 

 

“ฉันอยู่ข้างในนี้ค่ะ เซ่าเชิน ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ฉันกับลั่วอิงสบายดี” 

 

 

“อย่ามัวพูดไร้สาระอยู่! บอกให้เขาไล่ตำรวจออกไป ไม่อย่างนั้นเธอก็ไม่ต้องมีชีวิตอยู่แล้ว!” ชายที่จับถังโจวโจวไว้เตะถังโจวโจวอย่างรุนแรง ถังโจวโจวเกือบจะล้มลงกับพื้นเมื่อถูกเตะอย่างกะทันหัน 

 

 

“คนที่อยู่ด้านในฟังให้ดี ผมคือผู้อำนวยการลั่วกรุ๊ป หากพวกคุณต้องการเงิน พวกคุณสามารถพูดออกมาได้เลย คุณอยากได้เท่าไร ผมจะให้คุณทั้งหมด ขอแค่คุณปล่อยภรรยากับลูกสาวของผมมาก็พอ” 

 

 

ถังโจวโจวหันไปมองสีหน้าท่าทางของเจ้าแผลเป็น แล้วเธอก็พบว่าเขายืนอยู่ตรงนั้นโดยที่ไม่พูดอะไร ด้วยสีหน้าท่าทางของเขา ถังโจวโจวอ่านความคิดของเขาไม่ออก 

 

 

คนที่อยู่รอบๆ เอ่ยเตือนเจ้าแผลเป็น “นาย นายอย่าไปเชื่อคำพูดของคนข้างนอกนั่นนะ เขาพยายามจะหลอกเรา เขาอยากให้เรามอบตัว จากนั้นพวกเขาก็จะจับเราเข้าคุก” 

 

 

ถังโจวโจวรีบหาจังหวะพูดขึ้นมา “พวกนายคิดมากเกินไปแล้ว สามีของฉันเขาแค่อยากให้เราปลอดภัย แต่ถ้าพวกนายไม่สบายใจก็ให้ฉันยังอยู่ที่นี่ แต่ปล่อยตัวลูกสาวของฉันไป หากให้เธออยู่ต่อ เรื่องมันจะยิ่งวุ่นวายมากกว่านี้ได้” 

 

 

ถังโจวโจวกังวลว่าหากลั่วอิงไข้ขึ้นจนหมดสติไปจริงๆ จะทำอย่างไร ถังโจวโจวเชื่อว่าสองสามวันที่ผ่านมานี้เธอคงไม่ได้รับการดูแลที่ดี ผู้ชายตัวใหญ่มือเท้าหยาบกระด้างพวกนี้จะสนใจรายละเอียดเล็กๆ แบบนี้ได้อย่างไร บางทีลั่วอิงอาจจะยังไม่ได้กินอะไรเลย 

 

 

เสียง เพี้ยะ! ดังลั่น ลูกน้องคนที่ยืนอยู่ข้างถังโจวโจวฟาดมือลงบนใบหน้าของเธอ จนล้มลงไปกองกับพื้น ก่อนจะพูดว่า “นางตัวดี ยังจะกล้ามาพูดให้นายสับสนอีก แกเจอฉันแน่!” 

 

 

น้ำเสียงและท่าทางดุร้ายนั้นทำให้ถังโจวโจวกลัว แต่เธอรู้ว่าตอนนี้กลัวไปก็ไม่มีประโยชน์ หากเธอเผชิญหน้าอย่างกล้าหาญ บางทีก็อาจจะโน้มน้าวเจ้าแผลเป็นได้ ซึ่งนั่นจะทำให้เธอกับลั่วอิงปลอดภัย 

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกได้ว่าที่มุมปากของเธอมีเลือดไหลออกมา เมื่อครู่ชายคนนั้นตบเธออย่างแรง ลำคอของเธอรู้สึกแห้งผากอย่างมาก 

 

 

“ฉันน่ะเหรอที่ทำให้พวกนายสับสน? ฉันแค่หวังดีกับพวกนายต่างหาก ถ้าพวกนายยังชักช้าอยู่อย่างนี้ แม้ฉันจะตาย พวกนายก็หนีไม่พ้นหรอก หรือพวกนายอยากจะติดคุกไปตลอดชีวิตก็ตามใจ” 

 

 

เจ้าแผลเป็นสงบนิ่งและเห็นด้วย นอกเหนือจากคนที่ยืนอยู่ข้างเธอด้วยความขุ่นเคืองใจ คนที่เหลือก็มีท่าทีลังเล และในที่สุดก็มีใครบางคนหลุดปากพูดออกมาก่อน “นาย ที่เธอพูดมามันก็มีเหตุผลนะ ผมไม่อยากติดคุก เมียผมกำลังรอผมอยู่นะ” 

 

 

คนที่เหลือก็พลอยรับคำไปด้วย “ใช่ๆ ตอนแรกพวกผมแค่เห็นแก่มิตรภาพของนายกับพวกผม พวกผมก็เลยช่วย แต่ตอนนี้คิดดูแล้ว ผมก็ไม่อยากเอาชีวิตมาเสี่ยงถึงขนาดนี้นะนาย!” 

 

 

เจ้าแผลเป็นรู้สึกกลุ้มใจไปชั่วขณะ เมื่อเห็นว่าคนส่วนใหญ่เริ่มคล้อยตามไปกับถังโจวโจวแล้ว ที่เขารับทำเรื่องนี้ก็เพื่อตอบแทนบุญคุณของคนๆ นั้น และในตอนแรกคนๆ นั้นก็แค่บอกให้เขาช่วยจับตัวถังโจวโจวไว้ ยังไม่ได้บอกว่าจะให้ทำอะไรต่อจากนี้ 

 

 

จนกระทั่งวันนี้ที่เขาส่งข้อความหาถังโจวโจว นายจ้างก็สั่งลงมาว่าให้เรียกถังโจวโจวออกมาและห้ามให้เธอกลับไป ในเวลานั้นเจ้าแผลเป็นก็เริ่มลังเลใจ 

 

 

และเมื่อเขาได้เห็นถังโจวโจว ความลังเลของเขาก็พุ่งสูงขึ้นไปอีก ถังโจวโจวดูเป็นคนดี แววตาของเธอไม่เหมือนคนคิดร้าย ไม่รู้ว่าทำไมคนๆ นั้นถึงต้องการชีวิตเธอ? 

 

 

เสียงตะโกนจากด้านนอกดังขึ้นมาอีกครั้ง “คนที่อยู่ด้านใน ผอ. ลั่วท่านพูดแล้ว ขอแค่ปล่อยตัวภรรยากับลูกสาวของท่านออกมา ท่านก็จะไม่เอาเรื่อง อีกทั้งจะให้เงินก้อนกับพวกนายด้วย ถ้าพวกนายตกลงก็ส่งสัญญาณออกมา” 

 

 

“ได้ยินหรือยัง คนด้านนอกเขาก็พูดขนาดนี้แล้ว พวกนายก็ยังไม่เชื่อฉันอีกงั้นหรือ หากมันเป็นไปไม่ได้จริงๆ ก็เอาอย่างนี้แล้วกัน พวกนายเก็บฉันไว้ก่อน พอได้เงินมาแล้ว พวกนายก็ค่อยปล่อยฉันออกไป แบบนี้โอเคกว่าไหม แต่ตอนนี้ต้องปล่อยลูกฉันออกไปก่อน” 

 

 

เจ้าแผลเป็นมองไปที่ถังโจวโจว ก่อนจะกวาดตามองลูกน้องที่อยู่รอบๆ ตัวของเขา และเมื่อเห็นสายตาขอร้องของพวกเขา เจ้าแผลเป็นก็ถอนหายใจออกมาหนักๆ “โอเค ทำอย่างที่เธอว่าก็แล้วกัน แต่ถ้าสามีของเธอหลอกเรา เราก็จะเอาชีวิตของเธอทันที” 

 

 

“วางใจได้ ฉันยังรักตัวเองอยู่” ถังโจวโจวลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เธอรู้สึกได้ว่าแผ่นหลังของเธอชื้นเหงื่อไปหมด และเมื่อมองไปยังลั่วอิงที่กำลังนอนพิงอยู่กับเสา ถังโจวโจวก็รู้สึกได้ว่าจิตใจของเธอสงบลงมาก 

 

 

“แก้มัดลูกสาวฉันก่อน” 

 

 

“รีบไปสิ!” ชายที่มีแผลเป็นส่งสัญญาณให้กับลูกน้อง ชายคนนั้นย่อตัวลงไปหาลั่วอิงและแก้มัดให้เธอทันที 

 

 

“ไปเปิดประตูแล้วก็พาเด็กออกไปส่ง จากนั้นพาผอ. ลั่วเข้ามาเจรจา” เจ้าแผลเป็นสั่งเป็นขั้นเป็นตอน เขาต้องการมั่นใจว่าเรื่องนี้จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง มิเช่นนั้นลูกน้องของเขาคงจะไร้วิญญาณกันหมด 

 

 

“ครับนาย ผมจะจัดการให้เดี๋ยวนี้” 

 

 

ลูกน้องคนหนึ่งเปิดประตูโรงงานร้าง ส่วนอีกคนหนึ่งก็อุ้มลั่วอิงไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะเดินออกไปด้านนอก ถังโจวโจวถูกเจ้าแผลเป็นกักตัวไว้ เธอรู้สึกได้ถึงแข็งแรงของเจ้าแผลเป็น 

       ลั่วเซ่าเชินเข้ามาดูถังโจวโจวในห้อง แล้วเขาก็เห็นว่าเธอหลับไปแล้ว แต่คิ้วของเธอก็ยังขมวดอยู่ เห็นได้ชัดว่าเธอยังคงกลัดกลุ้มใจอยู่ตลอด ลั่วเซ่าเชินลูบสัมผัสแก้มของเธอ และเมื่อนึกถึงลั่วอิงที่ยังไม่ได้รับข่าวคราวอะไร ใบหน้าที่สงบนิ่งของเขานั้นก็ค่อยๆ เคร่งเครียดขึ้นมา

 

 

           ลั่วเซ่าเชินไม่กล้าอยู่ในห้องนานนัก เขาปิดประตูลงอย่างเบามือ ทันใดนั้น เปลือกตาของถังโจวโจวก็เปิดออก ที่จริงแล้วเธอตื่นตั้งแต่ลั่วเซ่าเชินสัมผัสแก้มของเธอแล้ว แต่เธอแสร้งทำเป็นว่าเธอยังคงหลับอยู่

 

 

ติ๊ง! ถังโจวโจวได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ของเธอ และเมื่อเธอเห็นว่ามีข้อความเข้า เธอก็รีบลุกขึ้นนั่ง จากนั้นเมื่อเธอเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เธอก็เดินออกไปทางประตูเล็กโดยที่ไม่รบกวนลั่วเซ่าเชินและคนอื่นๆ

 

 

เมื่อออกมาจากหมู่บ้านแล้ว ถังโจวโจวก็โบกรถแท็กซี่คันหนึ่ง และเมื่อเธอขึ้นมานั่งบนรถ คนขับรถก็ออกรถตรงไปข้างหน้า มือสองข้างของเธอประสานกันไว้แน่น เธอสวดอ้อนวอนขอพรกับพระเจ้าว่าขอให้ลั่วอิงไม่เป็นอะไร

 

 

เมื่อคุณแม่ถังยกถ้วยน้ำซุปเข้ามาในห้อง เธอก็ไม่พบถังโจวโจวแล้ว คุณแม่ถังรีบไปบอกลั่วเซ่าเชินทันที และเมื่อลั่วเซ่าเชินเข้ามาสังเกตดู เขาก็ได้ข้อสรุปว่า “แม่ครับ โจวโจวต้องออกไปคนเดียว เพื่อไปที่ไหนสักแห่งแน่ๆ”

 

 

“เป็นไปได้ยังไงคะ ทำไมเธอถึงออกไปข้างนอกโดยที่ไม่บอกเราสักคำ” คุณแม่ถังคิดว่ามันน่าแปลกมาก เพราะถังโจวโจวไม่เคยทำให้พวกเขาเป็นห่วงมาก่อน

 

 

“บางทีอาจจะมีคนข่มขู่เธอก็ได้นะครับ แม่ครับ บ้านหลังนี้ไม่เคยมีบุคคลภายนอกบุกเข้ามา โจวโจวอาจจะได้ข่าวของลั่วอิง แต่แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ผมจะรีบส่งคนออกไปตามหาเธอ”

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่สะดวกที่จะอธิบายให้คุณแม่ถังฟัง ตอนนี้ภารกิจที่เร่งด่วนมากก็คือการตามหาถังโจวโจว เธอคงจะไม่ทำอะไรโง่ๆ หรอกนะ

 

 

คุณแม่ถังมองลั่วเซ่าเชินที่รีบเดินออกไปอย่างร้อนรน เธอทำได้แค่เพียงรอฟังข่าวอยู่ที่บ้าน ลั่วเซ่าเชินรีบเรียกตัวหวังหวามาและสั่งให้เขาไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่โรงพักในทันที ส่วนเขากับบอดี้การ์ดอีกจำนวนหนึ่งก็ขับรถออกตามหาเธอ

 

 

“ท่านครับ คุณผู้หญิงเธอนั่งแท็กซี่ออกไปนอกเขตเมืองครับ”

 

 

“โอเค ส่งที่อยู่มาให้ฉันด้วย” เมื่อเขาขึ้นมานั่งบนรถ เขาก็รีบสั่งการบอดี้การ์ดที่อยู่ในรถว่า “รีบขับไปที่ชานเมืองเลย”

 

 

เดิมทีเรื่องของลั่วอิงใกล้จะได้เบาะแสแล้ว แต่นี่ถังโจวโจวกลับออกไปเจอคนพวกนั้นแค่เพียงคนเดียว ลั่วเซ่าเชินอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าพวกเขาจะทำเรื่องไม่ดีกับถังโจวโจว

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่ได้เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของลั่วอิง หากทางนั้นต้องการเงินก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าการฆ่าตัวประกันไม่ได้เป็นผลดีต่อตัวเอง แต่หากทางนั้นต้องการแก้แค้นเขา ก็น่าจะนัดให้เขาออกไปพบตั้งนานแล้ว ไม่จำเป็นต้องจับลั่วอิงไปเป็นตัวประกัน

 

 

แต่ลั่วเซ่าเชินค่อนข้างกังวลว่าคนเหล่านั้นจะทำให้ลั่วอิงลำบาก ลั่วอิงยังเด็กมาก เขากลัวว่าเรื่องนี้จะเป็นเงาหลอกหลอนติดตัวเธอไปตลอดชีวิต เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ลั่วเซ่าเชินก็ได้แต่เตรียมตัวจัดการกับคนที่รนหาที่ตายแบบพวกนั้นด้วยสายตาเย็นชา

 

 

ถังโจวโจวขึ้นแท็กซี่ไปยังชานเมืองอันรกร้าง คนขับรถแท็กซี่เอ่ยเตือนด้วยความหวังดี เมื่อเห็นว่าที่นี่มันไกลและเปลี่ยวมากขนาดนี้ “คุณครับ คุณมาทำอะไรที่นี่หรือครับ ระวังจะเกิดเรื่องนะครับ ให้ผมรอคุณที่นี่ไหม?”

 

 

ถังโจวโจวก้าวลงจากรถ ก่อนจะมองไปยังโรงงานร้างที่ห่างออกไปไม่ไกล เธอรู้ว่าเธอมาถึงสถานที่ที่ระบุไว้ในข้อความแล้ว และเมื่อเธอเห็นว่าคนขับรถแท็กซี่มองเธอด้วยสายตากังวล เธอก็ยิ้มให้เขาเล็กน้อย เพื่อขอบคุณในน้ำใจนั้น “ไม่ต้องหรอกค่ะ ขอบคุณมากนะคะ ฉันไม่เป็นไร”

 

 

ถังโจวโจวก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว เธอรู้แค่ว่าหากเธอมาด้วยตัวเองตามนัดหมาย ลั่วอิงก็จะปลอดภัย ถังโจวโจวไม่ใช่คนโง่ที่อ่านข้อความแค่เพียงข้อความเดียวแล้วจะเชื่อ เพียงแต่มีคนส่งภาพถ่ายของลั่วอิงมาให้เธอดู ซึ่งภาพร่างกายเล็กๆ ของลั่วอิงนั้นทำให้ถังโจวโจวรู้สึกสะเทือนใจ

 

 

เมื่อคนขับแท็กซี่เห็นว่าถังโจวโจวตั้งใจแน่วแน่ว่าจะทำเช่นนั้น เขาก็ไม่อาจเข้าไปยุ่งเรื่องของเธอได้ ดังนั้น เขาจึงได้แต่กลับรถและขับรถกลับเข้าไปในเมือง

 

 

ถังโจวโจวเดินไปได้สักพัก ในที่สุดเธอก็เข้าไปใกล้กับเขตโรงงาน เธอหยุดยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ ไม่มีใครอยู่ที่นั่นเลย ถังโจวโจวกำมือแน่น จนเธอรู้สึกได้ว่าฝ่ามือของตัวเองเริ่มมีเหงื่อออก และเธอเองก็ไม่ได้เตรียมใจมาก่อนว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหลังจากที่เธอเดินเข้าไปข้างในแล้ว

 

 

เธอรู้แค่ว่าเธอจะต้องพาลั่วอิงกลับบ้านให้ได้ แม้ว่าเธอจะต้องอยู่ที่นี่แทนลั่วอิง เธอก็จะทำให้ลั่วอิงกลับไปอยู่กับลั่วเซ่าเชินให้ได้

 

 

หลังจากสูดหายใจลึกๆ แล้ว ถังโจวโจวก็ค่อยๆ เอื้อมมือออกไปเปิดประตูที่เก่าคร่ำคร่านั่น แอ๊ด! ประตูใหญ่ถูกเปิดออกโดยถังโจวโจว แสงสว่างด้านนอกทะลุเข้าไปข้างใน มองแค่ปราดเดียว ถังโจวโจวก็เห็นว่าลั่วอิงถูกมัดติดอยู่กับเสา

 

 

เสื้อผ้ายังคงเป็นชุดเดิมกับวันที่เธอถูกลักพาตัวมา ผมเผ้าของเธอยุ่งเหยิง เธอถูกมัดในสภาพที่นั่งอยู่กับพื้น ริมฝีปากของเธอแห้งกรัง ศีรษะของเธอคล้อยต่ำลงเล็กน้อย เมื่อแสงแดดสาดส่องมาที่เธอ เธอก็ขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะสงบนิ่งตามเดิม

 

 

ถังโจวโจวไม่อาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้เมื่อเธอได้เห็นภาพทั้งหมดนี้ ลั่วอิงของเธอ… พวกเขากล้าทำแบบนี้กับเด็กแค่ห้าขวบได้อย่างไร!

 

 

“ลั่วอิง! หนูเป็นยังไงบ้างลูก!”

 

 

ถังโจวโจวถลาตัวเข้าไปหาลั่วอิงและจับมือของเธอเอาไว้ พลันรู้สึกได้ว่าอุณหภูมิในร่างกายของเธอนั้นผิดปกติ ถังโจวโจวจึงทาบฝ่ามือของตัวเองลงบนหน้าผากของลั่วอิง ก่อนที่จะพบว่าร่างกายของลั่วอิงร้อนจนน่าตกใจ ใบหน้าของเธอก็แดงก่ำไปหมด

 

 

“ลั่วอิง หนูมีไข้ใช่ไหมคะ ตอนนี้รู้สึกเจ็บไหม” ถังโจวโจวเอ่ยถามอย่างร้อนใจ

 

 

           ลั่วอิงที่เริ่มได้สติรู้สึกสับสนนิดหน่อย เธออยากจะนอนมาก แต่ร่างกายของเธออยู่ในสภาพย่ำแย่ เธอรู้สึกว่าเหมือนเธอจะได้ยินเสียงของถังโจวโจว แต่เธอก็คิดว่านั่นเป็นแค่จินตนาการของเธอ แม่โจวโจวจะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

 

 

บางทีเธออาจจะคาดหวังเอาไว้มาก ลั่วอิงพยายามเปิดเปลือกตาของเธอขึ้น แล้วเธอก็เห็นถังโจวโจวนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเธอ ณ ตอนนี้เธอถึงเชื่อว่าเธอไม่ได้ฝันไปจริงๆ เธอเอ่ยออกมาเสียงแหบแห้ง “แม่โจวโจวขา หนูคิดถึงคุณแม่…”

 

 

เมื่อถังโจวโจวได้ยินอย่างนั้น น้ำตาของเธอก็ไหลทะลักออกมา ยังคงเหมือนกับทุกครั้งที่ลั่วอิงกลับมาจากโรงเรียน ลั่วอิงมักจะพูดประโยคนี้กับเธอเสมอ วันนี้เมื่อได้เห็นหน้าถังโจวโจวอีกครั้ง ลั่วอิงที่อยู่ในถ้ำหมาป่าเพียงคนเดียวมาตลอดสองวัน ประโยคแรกที่ลั่วอิงพูดกับเธอก็ยังเป็นประโยคนี้ ถังโจวโจวจะไม่ปวดใจได้อย่างไร

 

 

ถังโจวโจวไม่กล้าแตะต้องลั่วอิงเพราะกลัวว่าจะมีบาดแผลที่เธอมองไม่เห็น แม้ว่าถังโจวโจวจะไม่อยากคิดเช่นนั้น แต่ด้วยด้านมืดของคนที่ลงมือได้ถึงขนาดนี้แล้ว เธอก็ต้องคิดถึงความปลอดภัยของลั่วอิงไว้ก่อน

 

 

ถังโจวโจวกลัวว่าลั่วอิงจะเป็นกังวล เธอจึงรีบเช็ดน้ำตาตัวเอง “ลั่วอิง แม่โจวโจวมารับหนูแล้วนะคะ เด็กดีของคุณแม่ หนูต้องมาลำบากอยู่หลายวันแบบนี้ แต่หนูไม่ต้องกังวลแล้วนะคะ แม่โจวโจวมาแล้ว ลั่วอิงรออีกแป๊บเดียวนะ เดี๋ยวแม่โจวโจวจะพาหนูกลับบ้านเอง”

 

 

ลั่วอิงรู้สึกใจชื้นขึ้นเมื่อได้ยินถังโจวโจวพูดเช่นนั้น แต่เธอก็นึกอะไรบางอย่างได้ จึงรีบพูดออกมาว่า “แม่โจวโจวขา คนพวกนั้นน่ากลัวมาก คุณแม่ต้องระวังตัวด้วยนะคะ”

 

 

“แม่โจวโจวรู้ค่ะ ลั่วอิงพักผ่อนก่อนนะ เดี๋ยวพอหนูตื่นขึ้นมา เราก็ถึงบ้านกันแล้ว” ในที่สุดลั่วอิงก็ทนไม่ไหว เดิมทีเธอก็มีไข้สูงอยู่แล้ว และการมาถึงของถังโจวโจวก็เป็นการปลอบใจเธออย่างดี เธอจึงสบายใจขึ้นมาก จากนั้นก็ผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว

 

 

เมื่อเห็นว่าลั่วอิงหลับไปแล้ว ถังโจวโจวก็รีบแก้มัดเชือกอยู่ที่ด้านหลังของลั่วอิงออก เพียงแต่เชือกนี่ไม่รู้ว่ามัดอย่างไร ถังโจวโจวแก้อยู่นานแต่ก็แก้ไม่ออกเสียที เธอพยายามอย่างหนักจนเหงื่อผุดพรายเต็มใบหน้า

 

 

ปัง! แสงสว่างนั้นพลันมืดลงในทันที ประตูใหญ่ถูกปิดลงอย่างกะทันหัน ทำให้ถังโจวโจวตัวสั่นเทา แล้วเธอก็ได้ยินเสียงผู้ชายดังขึ้นมาจากด้านหลัง “มาแล้วสินะ คุณถัง!”

 

 

ถังโจวโจวแหงนหน้ามองดูคนๆ นั้น ชายคนนั้นมีแผลเป็นอยู่บนใบหน้า บนมือของเขามีรอยสักลายเสือดาวอยู่ แค่มองก็รู้แล้วว่าเขาเป็นคนเดินดินธรรมดาๆ คนหนึ่ง

 

 

ด้านหลังของชายที่มีแผลเป็นยังมีลูกน้องที่ย้อมผมอีกจำนวนหนึ่งตามมาด้วย สีหน้าและท่าทางของพวกเขาดูไม่ค่อยเป็นมิตร แววตาท่าทางของพวกเขาทำให้ถังโจวโจวสั่นเทิ้มไปทั้งตัว จู่ๆ เธอก็รู้สึกว่าที่เธอแอบออกมาโดยไม่บอกลั่วเซ่าเชินก่อนนั้นเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด

 

 

แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว ถังโจวโจวจึงทำได้แค่ยืนหยัดต่อไป เมื่อครู่นี้เธอสัญญากับลั่วอิงแล้วว่าเธอจะพาลั่วอิงกลับไปถึงบ้านก่อนที่จะตื่นขึ้นมา เธอไม่สามารถผิดคำสัญญาของตัวเองได้!

 

 

“พวกนายต้องการอะไร” ถังโจวโจวไม่อยากเสียเวลากับพวกเขาอีกต่อไปแล้ว ลั่วอิงมีไข้สูง หากมัวแต่ชักช้ายืดยาดอยู่ เธอก็จะยิ่งแย่ลงไปอีก ถังโจวโจวไม่ต้องการเอาชีวิตของลั่วอิงมาเสี่ยง

 

 

ชายที่มีแผลเป็นมองตรงไปที่ถังโจวโจว “คุณถังนี่กล้าหาญชาญชัยดีจริงๆ บอกให้มาคนเดียว คุณก็มาคนเดียว คุณไม่นึกกลัวบ้างเลยหรือไง”

 

 

เจ้าแผลเป็นแอบนึกแปลกใจอยู่ ผู้หญิงคนนี้ก็ดูดีมีชาติตระกูล แต่ทำไมนายจ้างของเขาถึงต้องการจะฆ่าเธอ? แม้ว่าเจ้าแผลเป็นจะเดาสุ่มไปต่างๆ นานา แต่ใบหน้าของเขาก็ยังคงเย็นชาอยู่อย่างนั้น

 

 

“มาพูดอะไรเอาป่านนี้ บอกมาเถอะว่าพวกนายต้องการอะไร ฉันสามารถให้ได้ทุกอย่าง แต่ฉันมีข้อแม้อยู่เพียงข้อเดียว ฉันขอให้พวกนายปล่อยลั่วอิงไป เด็กตัวเล็กแค่นี้ก็ยังกล้าทำร้ายได้ลงคออีกหรือ!” ถังโจวโจวพูดออกมาอย่างขุ่นเคือง

 

 

แต่น่าเสียดายที่เจ้าแผลเป็นคนนั้นไม่ได้รู้สึกอะไร “เอาน่า คุณถัง คุณไม่เห็นจำเป็นต้องโกรธเลยนี่ เรายังไม่ได้ทำอะไรลูกสาวของคุณเลยนะ จะว่าไปตอนนี้คุณถังก็เครียดเกินไปหรือเปล่า ผมได้ยินมาว่าเธอไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของคุณนี่ มันคุ้มกันเหรอที่คุณต้องลงทุนทำถึงขนาดนี้เพื่อเธอ?”

 

 

ถังโจวโจวเหยียดยิ้มเยือกเย็นออกมา “พวกนายไม่เคยมีครอบครัวกันหรือไง การเสียสละตัวเองเพื่อคนในครอบครัว พวกนายยังจะกล้าถามออกมาได้อีกเหรอว่ามันคุ้มหรือไม่คุ้มน่ะ!”

 

 

“นาย ผู้หญิงคนนี้กำลังกวนโมโหเราอยู่แน่ๆ อย่ามัวแต่ไปคุยกับเธออยู่เลย คนทางนั้นกำลังรอฟังข่าวอยู่นะ!” ลูกน้องคนหนึ่งของชายที่มีแผลเป็นก้าวออกมา เขาแค่อยากจะได้เงินที่เป็นส่วนแบ่งของเขาเร็วๆ ส่วนกับถังโจวโจว เขาไม่อยากจะพูดกับเธอให้เสียเวลา

 

 

ถังโจวโจวเห็นพวกเขาเริ่มร้อนใจ เหมือนเธอจะได้ยินว่ามีคนบงการพวกเขาอยู่เบื้องหลัง เธอจึงรีบคิดหาวิธีรับมือ “พวกนายต้องการเงินเหรอ? สามีฉันรวยมาก พวกนายต้องการมากเท่าไรล่ะ ฉันจะบอกให้เขาเอามาให้ เพียงแต่พวกนายต้องปล่อยฉันกับลูกสาวของฉันไป!”

 

 

“จริงเหรอ?” เจ้าแผลเป็นคนนั้นมองไปที่ถังโจวโจวอย่างครุ่นคิด จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้น่าสนใจ เธอตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวังแบบนี้แท้ๆ ยังมีกะจิตกะใจมาคิดหาหนทางให้ตัวเองอีก

 

 

“แน่นอนสิ เพียงแค่พวกนายบอกตัวเลขมา ฉันจะรีบบอกให้สามีของฉันโอนเงินให้พวกนายทันที” ถังโจวโจวพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เพื่อโน้มน้าวให้คนโลภมากกลุ่มนี้เชื่อคำพูดของเธอ

 

 

ถังโจวโจวคิดว่าโอกาสของเธอมาถึงแล้ว เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางสนอกสนใจของลูกน้องที่อยู่ด้านหลังของชายที่มีแผลเป็นนั่น

 

 

“พวกนายคงไม่รู้ล่ะสิว่าสามีของฉันคือใคร เคยได้ยินชื่อลั่วเซ่าเชินไหม ลั่วกรุ๊ปน่ะ?”

 

 

“ใช่ลั่วกรุ๊ปที่ใหญ่ที่สุดในเมือง S หรือเปล่า” ในที่สุดก็มีคนทนไม่ไหว รีบก้าวออกมาถาม แต่เมื่อคนๆ นั้นถูกชายที่มีแผลเป็นถลึงตาใส่ ก็ค่อยๆ ถอยหลังกลับไป

 

 

ถังโจวโจวไม่อาจปล่อยโอกาสดีๆ แบบนี้ให้หลุดลอยไปได้ “ใช่! ลั่วกรุ๊ปนั่นแหละ สามีของฉันคือผู้อำนวยการที่นั่น ดังนั้น ไม่ว่าพวกนายจะอยากได้เงินสักเท่าไร เขาก็สามารถจ่ายให้ได้!”

 

 

ความจริงแล้วเจ้าแผลเป็นเองก็คล้อยตามเธออยู่เหมือนกัน ไม่ว่าอย่างไรมันก็เป็นเรื่องดีที่จะได้เงินมากขึ้นได้อย่างง่ายดายแบบนี้

          วันรุ่งขึ้น ถังโจวโจวพาลั่วอิงออกไปเดินเล่น เพื่อชดเชยให้กับความน้อยใจของเธอเมื่อวานนี้ และเมื่อถังโจวโจวแต่งตัวให้ลั่วอิงเสร็จแล้ว ทั้งคู่ก็ควงแขนกัน ก่อนจะให้ลั่วเซ่าเชินพาไปส่งที่ห้างสรรพสินค้า

 

 

           หลังจากเดินไปได้สักพัก ถังโจวโจวก็เข้าไปในร้านชานมแล้วซื้อชานมออกมาสองแก้ว เธอนั่งพักสักครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินต่อไปพร้อมกับชานม

 

 

ทันใดนั้นเอง ถังโจวโจวก็รู้สึกเจ็บที่ท้อง พอดีกันกับที่เธอเห็นลูกศรชี้ไปทางห้องน้ำ เธอจึงฉุดมือเล็กๆ ของลั่วอิง “ลั่วอิงคะ แม่โจวโจวปวดท้องขึ้นมากะทันหัน เราไปห้องน้ำกันก่อนนะคะ”

 

 

“ค่ะ แม่โจวโจว เรารีบไปกันเถอะค่ะ” ลั่วอิงเห็นว่าถังโจวโจวกำลังรีบร้อนเสียจนเหงื่อเย็นๆ ไหลออกมา เธอจึงจูงมือของถังโจวโจวแล้ววิ่งเหยาะๆ ไปข้างหน้า

 

 

ถังโจวโจวกำชับให้ลั่วอิงยืนรอเธออยู่นอกห้องน้ำ เธอจะรีบออกมาให้เร็วที่สุด จากนั้นเธอก็รีบวิ่งเข้าไปในห้องน้ำทันที

 

 

ในขณะที่ลั่วอิงกำลังยืนถือชานมสองแก้วรอถังโจวโจวอยู่ด้านนอกห้องน้ำนั้น จู่ๆ เธอก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งย่อตัวลงตรงหน้าเธอ แล้วก็พูดอะไรบางอย่างกับลั่วอิง เดิมทีลั่วอิงก็เอ่ยปากปฏิเสธ แต่หลังจากนั้นเธอก็ถูกผู้หญิงคนนั้นอุ้มตัวไป

 

 

หลังจากถังโจวโจวจัดการกับธุระของเธอเสร็จแล้ว เธอก็เดินออกมาอย่างเบิกบานใจ แต่แล้วเธอก็ไม่พบลั่วอิง สิ่งแรกที่เธอนึกได้ก็คือลั่วอิงเข้าไปด้านใน เธอจึงมองไปรอบๆ ห้องน้ำทั้งด้านในและด้านนอก แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงาของลั่วอิง

 

 

คราวนี้เธอร้อนรนใจขึ้นมาจริงๆ เธอตะโกนเสียงดังลั่น “ลั่วอิง ลั่วอิง! หนูอยู่ไหนคะ” ไม่มีใครตอบรับเธอ ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาก็เพียงแค่มองเธอ แล้วหลังจากนั้นก็เดินต่อไปยังทิศทางที่ตัวเองจะไป

 

 

ทันใดนั้นถังโจวโจวก็รู้สึกว่าบนโลกใบนี้เหลือเพียงแค่เธอคนเดียว ภายในหัวสมองของเธอมีแต่คำว่า ‘ลั่วอิงหายตัวไป!’

 

 

ถังโจวโจวได้ยินเสียงโทรศัพท์ของเธอดังขึ้น และเมื่อเธอหยิบขึ้นมาดู เธอก็พบว่าลั่วเซ่าเชินโทรมา เธอจึงรีบรับสายและพูดด้วยเสียงสะอึกสะอื้นว่า “เซ่าเชิน ลั่วอิงหายไป…”

 

 

ลั่วเซ่าเชินรีบพูดด้วยความใจเย็น “โจวโจว เกิดอะไรขึ้น คุณค่อยๆ เล่า”

 

 

“ฉันพาลั่วอิงไปซื้อชานมที่ร้านชานม…พอฉันออกมาจากห้องน้ำ เธอก็หายไปแล้ว เซ่าเชิน ทำยังไงดีคะ ถ้าลั่วอิงถูกคนไม่ดีจับตัวไปล่ะ เราจะทำยังไง”

 

 

“โจวโจว ลั่วอิงไปเล่นซนที่ไหนหรือเปล่า คุณไปแจ้งประชาสัมพันธ์ให้ประกาศตามหาเธอก่อน เดี๋ยวผมจะรีบตามไป” การวิเคราะห์อย่างใจเย็นของลั่วเซ่าเชินทำให้จิตใจของถังโจวโจวสงบลงไปมาก

 

 

“ค่ะ ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้”

 

 

ถังโจวโจวเช็ดจมูก ในสถานการณ์แบบนี้ เธอไม่สามารถร้องไห้ได้ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังคงหาตัวลั่วอิงไม่เจอ ครั้งนี้มันเป็นความผิดของเธอทั้งหมด เธอทำให้ลั่วอิงต้องลำบากอีกแล้ว หากมีอะไรเกิดขึ้นกับลั่วอิง เธอจะไม่มีวันยกโทษให้ตัวเองไปตลอดชีวิต

 

 

กว่าถังโจวโจวจะงมทางจนเจอเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ เธอก็รีบบอกจุดประสงค์ของเธอให้เจ้าหน้าที่ฟัง และเจ้าหน้าที่ก็เร่งช่วยเหลือเธอทันที “น้องลั่วอิงคะ น้องลั่วอิง หลังจากได้ยินเสียงประกาศนี้แล้ว ให้มาที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ด้วยนะคะ คุณถังโจวโจว คุณแม่ของหนูกำลังรอหนูอยู่ที่นี่ค่ะ”

 

 

หลังจากประกาศซ้ำกันสามครั้ง เจ้าหน้าที่ก็ขอให้ถังโจวโจวนั่งรอสักครู่ก่อน เธอยื่นน้ำให้ถังโจวโจวแก้วหนึ่ง “คุณถังใจเย็นๆ ก่อนนะคะ บางทีน้องอาจจะแค่ติดเล่น น้องก็เลยวิ่งไปไกล คาดว่าพอน้องได้ยินเสียงประกาศ น้องก็น่าจะกลับมาแล้วค่ะ”

 

 

ถังโจวโจวรู้ว่าเจ้าหน้าที่แค่ปลอบใจเธอ เธอเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่ามันจะเป็นไปได้ เธอกำชับกับลั่วอิงหลายรอบมากว่าอย่าไปไหนไกล แล้วลั่วอิงจะไม่ฟังเธอได้อย่างไร แต่ตอนนี้เธอหาลั่วอิงไม่เจอนานแล้ว เธอก็ได้แต่เอ่ยปลอบใจตัวเองด้วยคำพูดเหล่านี้ไปก่อน

 

 

ถังโจวโจวถือแก้วเอาไว้ เธอรออยู่ในสำนักงานอย่างใจจดใจจ่อ จนกระทั่งลั่วเซ่าเชินมาถึง ถังโจวโจวก็โผตัวเข้าไปในอ้อมแขนของเขา “เซ่าเชิน ทำยังไงดี ลั่วอิงหายไปจริงๆ”

 

 

“ใจเย็นๆ นะคุณ เดี๋ยวให้ทางห้างเขาตรวจสอบกล้องวงจรปิดเอา” ลั่วเซ่าเชินลูบแผ่นหลังของถังโจวโจว เพื่อปลอบให้เธอใจเย็นลง ก่อนจะเล่าแผนการที่เขาจะทำต่อไปให้ถังโจวโจวฟัง

 

 

พวกเขาเดินไปที่ห้องวงจรปิดด้วยกัน และเมื่อเจ้าของห้างได้ยินว่าลั่วเซ่าเชินมา เขาก็รีบตามไปที่ห้องนั้นทันที เขาพร่ำเอ่ยคำขอโทษอยู่ตลอดเวลา แต่ตอนนี้ลั่วเซ่าเชินไม่มีเวลามาสนใจเขา เขาจึงส่งให้หวังหวาจัดการ

 

 

เมื่อทั้งคู่ได้เห็นภาพจากกล้องวงจรปิดในช่วงเวลานั้น สองนาทีก่อนที่ถังโจวโจวจะออกมา พวกเขาพบว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งเข้ามาใกล้ลั่วอิง จากนั้นพวกเธอก็พูดคุยกัน ในตอนแรกลั่วอิงก็ดูเหมือนจะสนใจดี แต่หลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ เธอก็ทำท่าเหมือนปฏิเสธ แล้วเธอก็ซ่อนมือของตัวเองเอาไว้ด้านหลังตลอด

 

 

ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นทำอย่างไร ลั่วอิงถึงได้ตกอยู่ในอ้อมแขนของเธอ ความแปลกประหลาดนี้ไม่ได้เป็นจุดสนใจของคนรอบข้างเลย บางทีผู้หญิงคนนั้นอาจจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อทำให้คนรอบข้างเชื่อ จากนั้นผู้หญิงคนนั้นก็อุ้มลั่วอิงขึ้นและเดินออกไปจากห้างสรรพสินค้า

 

 

เมื่อเห็นภาพเหล่านั้น ถังโจวโจวก็ปิดปากแน่น แล้วน้ำตาก็ร่วงเผาะในทันที “ลั่วอิงไม่มีทางตามเธอไปแน่ๆ เธอต้องบังคับขู่เข็ญลูก หรือไม่ก็วางยาลูกอย่างแน่นอน…”

 

 

ถังโจวโจวยิ่งพูดก็ยิ่งสติแตกมากขึ้นเรื่อยๆ เธอแทบจะไม่มีสติสัมปชัญญะแล้ว ลั่วเซ่าเชินกุมมือเธอไว้และพูดเสียงดังว่า “โจวโจว! คุณสงบสติอารมณ์หน่อยสิ ผมจะหาลั่วอิงให้เจอให้ได้!”

 

 

ลั่วเซ่าเชินสั่งการอะไรบางอย่างกับหวังหวา ส่วนถังโจวโจวนั้นก็ถูกลั่วเซ่าเชินลากเข้ามาในห้องทำงานห้องหนึ่ง เขาเห็นว่าถังโจวโจวมีท่าทีซึมเศร้าไปทันตาเห็น

 

 

“โจวโจว ดูท่าทางของคุณในตอนนี้สิ เรายังไม่รู้ว่าลั่วอิงอยู่ที่ไหน คุณจะเป็นแบบนี้ได้ยังไง”

 

 

“ฮือ…” ถังโจวโจวกุมหน้าและร้องไห้อย่างขมขื่น ลั่วอิงเพิ่งจะกลับมาได้หนึ่งวัน แต่เธอก็กลับทำเธอหายไป ถ้าเกิดอะไรขึ้น เธอจะทำอย่างไร? และเมื่อถังโจวโจวนึกถึงผลที่จะตามมา เธอก็ยิ่งหวาดกลัว

 

 

“เอาละ คุณอย่าร้องไห้ไปเลย เราจะต้องหาเธอให้เจอ แต่ตอนนี้คุณควรจะตั้งสติให้ดี เรายังไม่รู้ว่าลั่วอิงไปลำบากอยู่ที่ไหน ถ้าคุณอยากจะชดใช้ คุณก็ต้องรอจนกว่าเธอจะกลับมา!” ลั่วเซ่าเชินคอยให้คำแนะนำถังโจวโจวอย่างจริงใจ

 

 

ถังโจวโจวร้องไห้จนสำลัก “แค่กๆๆ…”

 

 

ลั่วเซ่าเชินรีบยื่นแก้วน้ำให้เธอ “ดื่มน้ำก่อนคุณ ไม่ต้องเป็นห่วง ผมส่งคนออกไปตามหาแล้ว”

 

 

ถังโจวโจวดื่มน้ำและค่อยๆ สงบลง ขอบตาของเธอยังคงแดงก่ำ เพียงแต่เธอไม่ได้ส่งเสียงร้องไห้อีกต่อไป เห็นได้ชัดว่าเธอสงบนิ่งลงไปมาก

 

 

เพียงไม่นาน หวังหวาก็เคาะประตูและเปิดเข้ามา “ท่านครับ ทางสถานีตำรวจพบหมายเลขทะเบียนรถของผู้หญิงคนนั้นแล้วครับ”

 

 

“แล้วรู้ไหมว่ารถคันนั้นตอนนี้ขับไปถึงไหนแล้ว”

 

 

“ขอโทษด้วยครับ รถถูกทิ้งไว้ที่ลานจอดรถแห่งหนึ่ง ไม่รู้ว่าคนขับไปทางไหนแล้ว”

 

 

“ตามหาต่อไป ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน ก็ต้องพาลั่วอิงกลับมาให้ได้ แล้วก็ปิดข่าวนี้ไปก่อนล่ะ”

 

 

“ครับ ท่านผอ.”

 

 

หวังหวาทิ้งพื้นที่ให้พวกเขาสองคน “โจวโจว เรากลับไปรอฟังข่าวกันเถอะ ถ้าเธอแค่อยากได้เงิน เดี๋ยวเธอก็ต้องติดต่อมาแน่ๆ”

 

 

ถังโจวโจวคิดว่าคำพูดของเขามีเหตุผลอยู่เหมือนกัน เธอจึงกลับบ้านไปพร้อมกับลั่วเซ่าเชิน ป้าหลิวเอ่ยถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อไม่เห็นลั่วอิงกลับมาด้วย “คุณหนูล่ะคะ ฉันทำเค้กที่เธอชอบทานไว้ให้”

 

 

หยาดน้ำตาของถังโจวโจวค่อยๆ ไหลลงมาอีกครั้ง เมื่อเธอได้ยินป้าหลิวถามถึงลั่วอิง “ป้าหลิวคะ ลั่วอิงหายไป… ฮือ…”

 

 

ลั่วเซ่าเชินพาถังโจวโจวไปนั่งที่โซฟา ส่วนป้าหลิวก็รีบหยิบกล่องทิชชู่มาให้เธอ “อย่าเสียใจไปเลยค่ะ คุณผู้หญิง คุณหนูจะต้องไม่เป็นอะไร”

 

 

ถังโจวโจวยังคงเป็นเหมือนเดิมเมื่อได้ยินคำปลอบโยนจากป้าหลิว ในขณะที่ลั่วเซ่าเชินเพียงแค่ส่งสายตาให้กับป้าหลิว จากนั้นป้าหลิวก็ล่าถอยออกไป

 

 

ลั่วเซ่าเชินนั่งลงข้างๆ ถังโจวโจว เขาส่งกระดาษทิชชู่ให้เธออย่างเงียบๆ ถังโจวโจวเอนตัวซบอยู่บนบ่าของเขา น้ำตาของเธอค่อยๆ ไหลออกมาอย่างเงียบๆ ดวงตาของพวกเขาทั้งสองคนจับจ้องอยู่ที่โทรศัพท์ รอให้คนที่ลักพาตัวลั่วอิงไปติดต่อกลับมา

 

 

โชคไม่ดี ผ่านไปหนึ่งวันแล้วก็ยังไม่ได้ข่าวคราวอะไรเลย ในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เริ่มลงบันทึกและส่งคนมาเฝ้าที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ พวกเขาสอบถามถังโจวโจวและลั่วเซ่าเชินว่าพวกเขาสองคนได้สร้างศัตรูไว้บ้างหรือเปล่า ถังโจวโจวและลั่วเซ่าเชินส่ายหน้า

 

 

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากยืนหยัดอยู่อย่างนั้นและดักฟังสายโทรศัพท์ของบ้านตระกูลลั่ว ถังโจวโจวไม่มีกะจิตกะใจจะไปทำงาน วันทั้งวันเธอเอาแต่นั่งเฝ้าโทรศัพท์อยู่บนโซฟา

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่สามารถละมือออกจากงานของบริษัทได้ แต่เขาก็ยังกังวลเรื่องภายในบ้าน ดังนั้นเขาจึงต้องเปลี่ยนห้องหนังสือภายในบ้านให้เป็นสถานที่ทำงาน

 

 

หลังจากรอคอยมาสองวัน ก็ยังไม่มีข่าวคราวอะไรอีก จิตวิญญาณของถังโจวโจวนั้นหลุดลอยไปไกล เธอไม่มีน้ำตาแล้ว แม้แต่ลั่วเซ่าเชินเรียกเธอ เธอก็ไม่สนใจ ไม่ว่าใครจะเรียก เธอก็ไม่สนใจทั้งนั้น

 

 

ทางฝั่งของลั่วอิงก็ยังไม่มีข่าวคราว ทางฝั่งของถังโจวโจวก็กำลังเกิดปัญหา ลั่วเซ่าเชินทั้งเครียดทั้งเสียใจจนจะระเบิดออกมาแล้ว ลั่วเซ่าเชินจึงต้องขอความช่วยเหลือจากคุณแม่ถัง

 

 

เมื่อคุณแม่ถังเห็นท่าทีที่เหม่อลอยของถังโจวโจว เธอก็รู้สึกเจ็บปวดจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี “โจวโจว ลูกอย่าเป็นแบบนี้สิ แม่เห็นแล้วปวดใจ”

 

 

           เมื่อได้ยินเสียงคุณแม่ถัง จิตวิญญาณที่ล่องลอยของถังโจวโจวก็เหมือนได้กลับบ้าน เธอค่อยๆ กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จู่ๆ น้ำตาของเธอก็เอ่อล้นขึ้นมาที่ขอบตา คุณแม่ถังรีบเช็ดมันออกให้เธอ

 

 

“โจวโจว อย่าร้องไห้ ไม่มีอะไรนะ แม่อยู่นี่แล้ว ลั่วอิงจะต้องไม่เป็นอะไร”

 

 

“แม่คะ…” ถังโจวโจวไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก นอกจากคำๆ นี้ เธอเพียงแต่กอดคุณแม่ถังเอาไว้และร้องไห้

 

 

คุณแม่ถังปล่อยให้เธอระบายความอัดอั้นตันใจในอ้อมแขนของตัวเอง ด้วยรู้ว่าถังโจวโจวรู้สึกผิดต่อลั่วอิงเป็นอย่างมาก แต่คุณแม่ถังกลับรู้สึกเจ็บปวดกับสภาพลูกสาวของตัวเองมากกว่า

 

 

หลังจากร้องไห้ไปได้สักพัก น้ำเสียงของถังโจวโจวก็เบาลงไปมาก และเมื่อคุณแม่ถังเห็นว่าเธอเริ่มสงบลงแล้วก็ค่อยๆ พูดกับเธอว่า “โจวโจว แม่รู้ว่าลูกรู้สึกผิดมากในตอนนี้ แต่เธอเองก็ยังเด็ก ลูกจะตำหนิตัวเองทั้งหมดอยู่อย่างนี้ไม่ได้นะ”

 

 

“ไม่ค่ะแม่ มันเป็นความผิดของหนูเอง ถ้าหนูไม่ปวดท้อง ลั่วอิงก็จะไม่ต้องอยู่ข้างนอกเพียงคนเดียว แล้วก็จะไม่ถูกคนลักพาตัวไป มันเป็นความผิดของหนูคนเดียว” พูดไปพูดมา ถังโจวโจวก็ยิ่งเสียใจ คุณแม่ถังทำได้แค่กอดเธอเอาไว้ เพื่อเยียวยาจิตใจของเธอ

 

 

“โจวโจว มันไม่ใช่แบบนั้น ลั่วอิงเป็นเด็กดี ลั่วอิงไม่โทษลูกหรอก” คุณแม่ถังกลัวว่าถังโจวโจวจะสติแตกขึ้นมาอีกครั้ง ดังนั้นเธอจึงรีบใช้ลั่วอิงเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ

 

 

ถังโจวโจวก็ไม่ได้โต้เถียงอะไร เพียงแต่เธอจะฟังคำพูดของคุณแม่ถังเข้าหูบ้างหรือไม่ มีแต่เธอเท่านั้นที่รู้

 

 

หลังจากที่คุณแม่ถังกล่อมถังโจวโจวนอนแล้ว เธอก็ออกมาจากห้อง ลั่วเซ่าเชินที่ยืนรออยู่ด้านนอก เขาก็รีบเข้าไปถามว่า “แม่ครับ โจวโจวเป็นยังไงบ้างครับ”

 

 

“หลับไปแล้วจ้ะ อีกเดี๋ยวแม่ค่อยทำอะไรให้เธอทาน แล้วตกลงว่ายังหาลั่วอิงไม่เจออีกหรือคะ”

 

 

“ยังเลยครับ” ลั่วเซ่าเชินส่ายหน้า เขาเองก็หดหู่มากเช่นกัน เพียงแต่ ณ ตอนนี้ถังโจวโจวกลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว หากเขาหดหู่ตามไปด้วยอีกคน แล้วคนอื่นๆ จะต้องลำบากกันอีกมากเท่าไร ดังนั้น ลั่วเซ่าเชินจึงได้แต่ประคองสติตัวเองไว้

 

 

คุณแม่ถังเองก็รู้สึกหดหู่อยู่ไม่น้อย แต่เธอก็ยังพยายามตั้งสติและให้กำลังใจลั่วเซ่าเชิน “เซ่าเชิน แม่เชื่อว่าเด็กดีอย่างลั่วอิงจะต้องไม่เป็นอะไร บางทีเธออาจจะกำลังรอให้เราไปช่วย เพียงแต่เราไม่รู้ว่าเธออยู่ที่ไหนเท่านั้นเอง”

           ถังโจวโจวสัญญาว่าเธอจะไปรับลั่วอิงกลับบ้านในวันนี้ ดังนั้นหลังจากที่เธอเลิกงานและเก็บสัมภาระเสร็จ เธอก็นั่งรถแท็กซี่ตรงไปที่โรงเรียนอนุบาล ถังโจวโจวยืนรอให้ลั่วอิงออกมาอยู่นาน แต่เมื่อมองดูเด็กๆ ที่วิ่งเข้าไปในอ้อมแขนของคุณพ่อคุณแม่ของตัวเองคนแล้วคนเล่า เธอกลับไม่พบลั่วอิงเสียที

 

 

ถังโจวโจวเดินเข้าไปในเขตโรงเรียน เธอเดินไปตามทางจนหาห้องเรียนของลั่วอิงเจอ และเมื่อเธอเห็นว่าภายในห้องนั้นมีครูสาวคนหนึ่งกำลังทำความสะอาดอยู่ ถังโจวโจวก็เอ่ยถามด้วยความวิตกกังวลว่า “สวัสดีค่ะ คุณครู ลั่วอิงยังอยู่ที่โรงเรียนไหมคะ”

 

 

“มีคนที่บ้านมารับลั่วอิงไปแล้วนะคะ?” ครูสาวเอ่ยด้วยความงุนงง

 

 

ถังโจวโจวใจเต้นรัวเมื่อได้ยินว่ามีคนมารับลั่วอิงไปแล้ว “จะเป็นไปได้ยังไงคะ ฉันเป็นคุณแม่ของเธอ คุณพ่อของเธอก็ยังอยู่ที่บริษัท จะมีคนมารับเธอไปได้ยังไง คุณครูได้เห็นไหมคะว่าคนที่มารับลั่วอิงเป็นใคร”

 

 

“ก็เป็นคนที่มีอายุหน่อยนะคะ ฉันได้ยินลั่วอิงเรียกเธอว่าคุณย่า” ครูสาวเล่า

 

 

ถังโจวโจวนึกถึงคนที่ลั่วอิงเรียกว่าคุณย่า คุณแม่ลั่วเหรอ ทำไมเธอถึงมารับลั่วอิงไปโดยไม่บอกกันสักคำล่ะ?

 

 

เมื่อเอ่ยคำขอบคุณกับคุณครูสาวแล้ว ถังโจวโจวก็ต่อสายไปที่คฤหาสน์ตระกูลลั่ว แม่นมจ้าวเป็นคนรับสาย “แม่นมจ้าวคะ ลั่วอิงอยู่กับทางนั้นหรือเปล่าคะ”

 

 

“อยู่ค่ะๆ เธอกำลังเล่นกับคุณนายอยู่ คุณผู้หญิงมีอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมเสียงของคุณผู้หญิงถึงฟังดูกังวลแบบนี้”

 

 

“อ้อ ถ้าอย่างนั้นไม่มีอะไรแล้วค่ะ” ถังโจวโจววางสายไป ไฟโกรธของเธอลุกโชนขึ้นมา ถังโจวโจวอยากจะระเบิดอารมณ์มากเมื่อได้รู้ว่าคุณแม่ลั่วมารับลั่วอิงไปโดยไม่ได้บอกกล่าวกัน เพียงแต่ตอนนี้เธอไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะเธอไม่มีที่ให้ระบายออก ถังโจวโจวได้แต่กลับบ้านไปด้วยความโกรธ

 

 

ลั่วเซ่าเชินกลับมาถึงบ้าน ทีแรกเขานึกว่าพวกเธอสองคนจะรอเขาอยู่ที่บ้านแล้ว แต่ปรากฏว่าเมื่อเขากลับมาถึงบ้าน เขาก็เห็นแค่ป้าหลิวเพียงคนเดียว “คุณผู้หญิงกับคุณหนูล่ะ”

 

 

“ยังไม่กลับมาเลยค่ะ”

 

 

ลั่วเซ่าเชินตั้งท่าจะโทรหาถังโจวโจว เธอไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลยนี่ แต่เพียงแค่เขาควักโทรศัพท์ออกมา ถังโจวโจวก็เดินเข้าบ้านมา แต่มีเธอกลับมาแค่คนเดียว

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าด้านหลังของเธอไม่มีเงาของลั่วอิง “ลั่วอิงล่ะ”

 

 

ถังโจวโจวก้มหน้างุดและพูดด้วยเสียงแผ่วเบา “คุณแม่คุณมารับเธอไปค่ะ” ถังโจวโจวโยนกระเป๋าลงบนโซฟา ก่อนจะกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนโซฟาด้วยความหงุดหงิด

 

 

“ทำไมคุณแม่ถึงมารับไปล่ะ วันนี้คุณต้องไปรับเธอไม่ใช่หรือ” ลั่วเซ่าเชินไม่รู้ว่าคุณแม่ลั่วคิดจะทำอะไรอีก มารับลูกเขาไปโดยที่ไม่บอกไม่กล่าวกันสักคำ “คุณรออยู่นานเลยใช่ไหม”

 

 

“ค่ะ!” ถังโจวโจวยกแก้วน้ำที่ตั้งอยู่บนโต๊ะขึ้นมาจิบ เธอดูไม่สบอารมณ์เอามากๆ

 

 

“เดี๋ยวผมโทรไปถามให้” ลั่วเซ่าเชินหยิบโทรศัพท์ออกมา ก่อนจะลุกขึ้นยืนและเดินออกไปที่สวนหย่อม

 

 

ไม่รู้ว่าเขาคุยอะไรกับคุณแม่ลั่ว แล้วเขาก็กลับมา เขาเพียงแต่บอกกับถังโจวโจวว่า “คุณแม่บอกว่าจะให้ลั่วอิงอยู่ที่นั่นสักสองสามวัน ท่านบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง”

 

 

“แล้วเรื่องที่ท่านมารับลั่วอิงไปอย่างกะทันหันล่ะคะ ไม่มีคำอธิบายสักนิดเลยเหรอ” ถังโจวโจวนึกไม่ถึงเลยว่าเรื่องมันจะง่ายแบบนี้ คิดจะขับไล่ไสส่งเธอทางอ้อมหรือ?

 

 

“คุณแม่ไม่ได้บอก เอาเถอะ คุณอย่าโมโหไปเลย ท่านเป็นผู้ใหญ่ เรากินข้าวกันเถอะ” ลั่วเซ่าเชินเองก็พูดอะไรไม่ออก แม้ว่าเขาจะรู้ดีว่าสิ่งที่คุณแม่ลั่วทำนั้นมันค่อนข้างฉุกละหุก แต่เขาก็พูดอะไรไม่ได้ ถึงอย่างไรเธอก็คือแม่ของเขา หากมันไม่ใช่เรื่องใหญ่ เขาก็ไม่อยากมากความ

 

 

ถังโจวโจวอยากจะระเบิดอารมณ์ออกมา แต่ท้องของเธอก็หิวมาก ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจกินข้าวก่อนแล้วค่อยว่ากัน

 

 

หลังจากนั้นสองสามวัน เมื่อถังโจวโจวกลับมาถึงบ้าน เธอก็พบว่าลั่วเซ่าเชินไปรับลั่วอิงกลับมาแล้ว “แม่โจวโจวขา หนูคิดถึงคุณแม่จังเลยค่ะ”

 

 

ถังโจวโจวเบี่ยงตัวจากลั่วอิงอย่างเย็นชา เธอวางของลงและนั่งลงข้างๆ ลั่วเซ่าเชิน ลั่วอิงรีบคว้าชายเสื้อของเธอไว้ เธอสังเกตเห็นว่าสีหน้าของถังโจวโจวไม่ค่อยสบอารมณ์ และเมื่อเธอส่งสายตามองไปที่ลั่วเซ่าเชิน เขาก็ไม่อาจช่วยอะไรเธอได้เช่นกัน เธอจึงได้แต่ยืนก้มหน้าอยู่ตรงนั้นด้วยความน้อยใจ

 

 

ถังโจวโจวไม่สนใจลั่วอิง เธอปล่อยให้ลั่วอิงยืนอยู่อย่างนั้น ลั่วเซ่าเชินมองทางนี้ทีทางนั้นที ก็พูดขึ้นอย่างอดไม่ได้ “โจวโจว ลั่วอิงเธอยังเด็กอยู่ เธออาจจะลืมไป คุณยกโทษให้เธอเถอะนะ”

 

 

เมื่อลั่วอิงได้ยินลั่วเซ่าเชินเอ่ยขอร้องแทนเธอ เธอก็มองไปที่ลั่วเซ่าเชินด้วยความซาบซึ้งใจ ตอนนี้เมื่อเธอเห็นว่าถังโจวโจวยังคงนั่งนิ่งอยู่บนโซฟา แทนที่จะกอดเธอเหมือนเคย เธอก็รู้แล้วว่าถังโจวโจวไม่พอใจเธอจริงๆ

 

 

และเมื่อนึกถึงสาเหตุที่จะทำให้ถังโจวโจวโกรธได้ ลั่วอิงก็คิดออกแต่เรื่องที่คุณแม่ลั่วไปรับเธอที่โรงเรียน ดูเหมือนว่าวันนั้นแม่โจวโจวก็กำลังจะมารับเธอเหมือนกัน “แม่โจวโจวขา หนูรู้ว่าหนูผิดไปแล้ว จู่ๆ คุณย่าก็มารับหนู หนูไม่ได้คิดอะไรมาก หนูก็เลยกลับไปกับคุณย่าค่ะ”

 

 

สีหน้าของถังโจวโจวไม่ได้ดีขึ้นเลยสักนิดเมื่อได้ฟังคำอธิบายของลั่วอิง “แล้วทำไมหลังจากนั้นหนูถึงไม่โทรมาบอกแม่ล่ะคะ”

 

 

ลั่วอิงก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิด “แม่โจวโจว หนูลืม…”

 

 

“เอาน่า ลูกรู้แล้วว่าลูกทำผิด คุณก็อย่าไปบีบคั้นลูกนักเลย” ลั่วเซ่าเชินคอยประนีประนอมให้อยู่ข้างๆ ถังโจวโจวจึงยิ่งโกรธมากขึ้นไปอีก

 

 

เธอกระซิบที่ข้างหูของลั่วเซ่าเชินว่า “นี่คุณคิดจะทำอะไร ทุกครั้งที่ฉันเล่นบทนางมาร คุณก็จะเล่นบทเทวดางั้นเหรอ”

 

 

“แล้วคุณรู้สึกดีเหรอที่เห็นลูกเศร้าน่ะ”

 

 

ถังโจวโจวนิ่งเงียบไป ที่ลั่วเซ่าเชินพูดมามันก็ถูก และเมื่อเธอเห็นท่าทางน่าสงสารของลั่วอิง ถังโจวโจวเองก็เจ็บปวดใจ เธอเพียงคิดว่าเธอจะต้องสอนให้ลั่วอิงรู้จักข้อผิดพลาดของตัวเองให้ได้ เพราะถ้ามันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกในอนาคตล่ะ จะทำอย่างไร?

 

 

ถังโจวโจวโยนปัญหานี้ไปให้ลั่วเซ่าเชิน ลั่วเซ่าเชินคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ถ้าอย่างนั้นคุณก็คุยกับเธอดีๆ ผมเชื่อว่าลั่วอิงจะเข้าใจความคิดของคุณอย่างแน่นอน”

 

 

ลั่วเซ่าเชินยืนขึ้น เขาลูบศีรษะของลั่วอิง ก่อนจะดันแผ่นหลังของเธอเบาๆ “ไปหาแม่โจวโจวไปลูก เดี๋ยวพ่อจะไปดูก่อนว่าป้าหลิวทำกับข้าวเสร็จหรือยัง”

 

 

ลั่วอิงไม่ได้ปฏิเสธอะไร เธอมองไปที่ถังโจวโจวอย่างว่าง่ายตามคำพูดของลั่วเซ่าเชิน เธอค่อยๆ เดินเข้าไปหาถังโจวโจวทีละก้าวๆ และปากของเธอก็ขยับพูดเป็นครั้งคราวว่า “แม่โจวโจวขา ครั้งหน้าลั่วอิงจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว…”

 

 

จนกระทั่งเธอเดินเข้าไปถึงตัวของถังโจวโจว ลั่วอิงก็ยังไม่เห็นว่าถังโจวโจวจะยอมพูดด้วย แต่นัยน์ตาของถังโจวโจวนั้นอ่อนโยนลงไปมาก

 

 

เธอจึงกล้าซบลงไปบนหน้าขาของถังโจวโจวและพูดด้วยเสียงอู้อี้ว่า “แม่โจวโจวขา หนูรู้ว่าหนูไม่ควรลืมโทรบอกคุณแม่ หนูทำให้คุณแม่เป็นห่วง…”

 

 

เมื่อมองดูลั่วอิงที่พูดปลอบใจเธอราวกับเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง ถังโจวโจวก็ไม่สามารถคงใบหน้าเย็นชาของเธอได้อีกต่อไป สายตาที่เย็นชาของเธอนั้นอ่อนโยนลงไปหลายส่วน ถังโจวโจวลูบสัมผัสผมที่นุ่มสลวยของลั่วอิง จากนั้นเธอก็อธิบายให้ลั่วอิงฟังอย่างใจเย็น

 

 

“ลั่วอิง แม่โจวโจวไม่ได้อยากจะตำหนิหนู เพียงแต่ครั้งนี้หนูทำผิดไปจริงๆ ถึงแม้ว่าหนูจะกลับไปกับคุณย่า แต่หนูก็ควรจะบอกคุณครูหรือโทรกลับมาบอกที่บ้านก่อน แบบนี้แม่โจวโจวจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงยังไงล่ะคะ”

 

 

           “ค่ะ หนูรู้แล้ว” ลั่วอิงค่อยๆ ส่งเสียงสะอื้นออกมา และเมื่อถังโจวโจวเชยคางเธอขึ้น ก็พบว่าดวงตาของเธอนั้นแดงช้ำ เธอพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา

 

 

ถังโจวโจวลูบใบหน้าเล็กๆ ของเธอ “เอาละค่ะ หนูไม่ต้องเสียใจไปนะ แค่หนูรู้ว่าหนูทำผิดตรงไหน แม่โจวโจวก็ไม่ดุหนูแล้วค่ะ”

 

 

“ฮือ… แม่โจวโจวขา หนูนึกว่าคุณแม่ไม่ต้องการหนูแล้วซะอีก!”

 

 

จู่ๆ ลั่วอิงก็ร้องไห้จ้าออกมาจนถังโจวโจวสะดุ้งตกใจ เธอรีบเช็ดน้ำตาให้ลั่วอิง “เอาละค่ะๆ ไม่ต้องร้องค่ะ คุณแม่จะไม่ต้องการหนูได้ยังไง วันๆ หนึ่งในหัวสมองน้อยๆ ของหนูคิดอะไรอยู่คะเนี่ย”

 

 

ถังโจวโจวคอยเช็ดน้ำตาให้ ส่วนลั่วอิงก็สะอึกสะอื้นอยู่ตลอดเวลา หลังจากเพิ่งร้องไห้เสร็จ เธอก็พยายามไม่ส่งเสียงร้องไห้ออกมาอีก แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย

 

 

ถังโจวโจวอุ้มเธอขึ้นมานั่งบนตักและตบแผ่นหลังของเธอเบาๆ เพื่อให้เธอสงบลง จากนั้นเธอก็ค่อยๆ อธิบายให้ลั่วอิงฟังอย่างละเอียดว่าผลมันจะเป็นอย่างไรหากเธอออกไปไหนมาไหนคนเดียวโดยที่ไม่บอกถังโจวโจว และเพื่อให้ลั่วอิงค่อยๆ เข้าใจว่าถังโจวโจวไม่ได้อยากจะดุเธอ แต่แค่ต้องการให้เธอรู้จักข้อผิดพลาดของเธอเอง

 

 

ลั่วอิงกอดคอของถังโจวโจวแน่น “ค่ะ แม่โจวโจว หนูรู้แล้วค่ะ”

 

 

           เมื่อทั้งคู่ปรับความเข้าใจกันแล้ว รอยยิ้มก็หวนกลับมาอีกครั้ง และเมื่อลั่วเซ่าเชินเดินออกมาจากห้องครัว เขาก็พบว่าทั้งคู่คืนดีกันแล้ว เขาจึงเผยรอยยิ้มออกมา

 

 

           ลั่วเซ่าเชินกลับไปที่ห้องหนังสือหลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว เขาโทรศัพท์หาคุณแม่ลั่วด้วยโทรศัพท์มือถือ พอพูดไปพูดมา ทางด้านของคุณแม่ลั่วก็เกิดโมโหขึ้นมาบ้าง ลั่วเซ่าเชินได้แต่กุมขมับและฟังคำด่าทอของคุณแม่ลั่วที่มีต่อถังโจวโจว

 

 

“แม่ครับ เรื่องนี้แม่ทำไม่ถูกนะ แม่มารับลั่วอิงกลับไปบ้าน แต่ทำไมแม่ไม่บอกผมสักคำ แม่ไม่รู้หรือครับว่าผมเป็นห่วง?” ลั่วเซ่าเชินไม่กล้าเอ่ยถึงถังโจวโจว เขาก็เลยต้องอ้างถึงแค่เขาคนเดียว “แม่ครับ ผมไม่ได้โทษแม่นะครับ แต่ถ้าแม่จะทำแบบนี้อีก แม่ช่วยบอกเราก่อนด้วยนะครับ!” ท้ายที่สุดแล้วก็ยังทะเลาะกันก่อนจาก ลั่วเซ่าเชินได้แต่ถอนหายใจออกมาหนักๆ

 

 

เมื่อเขากลับมาที่ห้องนอน เขาก็เห็นว่าถังโจวโจวยังไม่หลับ ลั่วเซ่าเชินดูแปลกใจอยู่เล็กน้อย เพราะเขากลัวว่าจะได้เห็นแววตาผิดหวังของถังโจวโจวอีก ลั่วเซ่าเชินตั้งใจกลับมาที่ห้องช้าเป็นพิเศษ เขานึกว่าถังโจวโจวเข้านอนไปแล้ว แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าเมื่อเขาเปิดประตูเข้ามา เธอยังคงหันมองมาที่ประตูอยู่

 

 

“ทำไมถึงยังไม่นอนอีก”

 

 

“ก็รอคุณไงคะ! นี่คุณโทรไปหาคุณแม่คุณอีกแล้วหรือ”

 

 

“คุณรู้ได้ยังไง” ลั่วเซ่าเชินมองเธอด้วยความประหลาดใจ เขายังไม่ได้บอกเธอเลยนะ?

 

 

“พอดีฉันจะเอากาแฟไปให้คุณที่ห้องหนังสือ ฉันก็เลยได้ยินน่ะค่ะ” ถังโจวโจวได้ยินน้ำเสียงที่เบื่อหน่ายของลั่วเซ่าเชินดังออกมาจากห้องหนังสือ นอกจากนี้เธอก็ยังได้ยินเสียงคำรามของคุณแม่ลั่วรางๆ ด้วย เธอก็เลยรู้ว่าสองแม่ลูกทะเลาะกันเพราะเธออีกแล้ว

 

 

“นึกไม่ถึงเลยว่าคุณก็เป็นพวกแอบฟังเหมือนกัน” ลั่วเซ่าเชินไม่ได้สนใจ ได้ยินก็ได้ยิน เขากับคุณแม่ลั่วไม่ได้สาดคำไม่ดีใส่กัน และสิ่งที่คุณแม่ลั่วพูดนั้น ถังโจวโจวก็คงไม่ได้ยินอยู่แล้ว

 

 

“ท่านว่ายังไงบ้างคะ” เมื่อถังโจวโจวมองไปที่ลั่วเซ่าเชินและถามคำถามนี้ออกมา ก็ทำให้ลั่วเซ่าเชินตกใจอยู่ไม่น้อย เมื่อก่อนถังโจวโจวไม่เคยถามรายละเอียดลงลึกแบบนี้นี่ วันนี้เกิดอะไรขึ้น?

 

 

“ก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ ผมแค่บอกท่านว่าต่อไปอย่าทำแบบนี้ จากนั้นท่านก็ด่าผมอีกนิดหน่อย ก่อนจะตัดสายไป” ลั่วเซ่าเชินปกปิดคำพูดรุนแรงของคุณแม่ลั่ว แต่หากถามถึงทัศนคติของคุณแม่ลั่ว พวกเขาสองคนก็รู้กันดีอยู่แล้ว

 

 

“อ้อ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว คุณก็รีบไปอาบน้ำเถอะค่ะ” ถังโจวโจวรู้ว่าลั่วเซ่าเชินพูดความจริงแค่เพียงครึ่งเดียว แต่เธอก็ไม่อยากจะถามต่อไปให้ตัวเองเศร้ามากกว่าเดิม

 

 

“เด็กดี อย่าคิดมากล่ะ” ลั่วเซ่าเชินลูบศีรษะของถังโจวโจวเล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าไปในห้องน้ำ ในขณะที่ถังโจวโจวก็นั่งยอมรับการปลอบโยนของลั่วเซ่าเชินอย่างง่ายดาย

 

 

ถังโจวโจวเพียงแค่พูดกับตัวเองในใจ เธอรู้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่ว่าแม่สามีของเธอคิดกับเธอเช่นไร ทำไมยังจะต้องคิดมากอีก ถังโจวโจว นี่เธอโง่หรือเปล่า?

 

 

ดูเหมือนว่าหลังจากที่เธอปลอบใจตัวเองแบบนั้น เธอก็อารมณ์ดีขึ้นมาก ถังโจวโจวไม่รู้ว่านี่คือผลทางจิตวิทยา หรือว่าเรื่องมันเป็นแบบนั้นจริงๆ

          “คุณหันคะ จริงๆ แล้วเรื่องราวในอดีตบางเรื่อง เราก็ควรจะลืมมันไป เพราะท้ายที่สุดแล้วเราก็ไม่อาจย้อนกลับไปในอดีตได้ บางทีการลืมอาจจะทำให้เรามีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นก็ได้นะคะ”

 

 

           หันฮุ่ยซินชะงักนิ่งไปนานเพราะคำพูดของถังโจวโจว เธอรู้ว่าถังโจวโจวเข้าใจจุดประสงค์ของเธอในวันนี้

 

 

           แต่เมื่อเธอคิดดูอีกที เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เธอไม่อยากจะหลบซ่อนอีกต่อไปแล้ว ถึงอย่างไรวันนี้ก็ต้องมาถึง “โจวโจว แต่เธอควรรู้ว่าเรื่องราวบางเรื่องมันยากที่จะลืม สำหรับฉันแล้ว ในเมื่อฉันลืมมันไม่ได้ ฉันก็จะพยายามตามมันกลับมาอีกครั้งหนึ่งให้ได้”

 

 

“แต่ถ้าสิ่งนั้นมันอยู่ไกลเกินเอื้อมแล้วล่ะคะ คุณจะตามมันกลับมาได้ยังไง”

 

 

“ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะพยายามให้มากที่สุดค่ะ แม้ว่าฉันจะไม่สามารถตามมันกลับมาได้ แต่ฉันก็ได้พยายามอย่างเต็มที่แล้ว ฉันจะไม่เสียใจ แต่ฉันก็เชื่อว่าฉันจะสามารถตามมันกลับมาได้อย่างแน่นอน” แววตาของหันฮุ่ยซินเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

 

 

“พวกคุณสองคนคุยเรื่องอะไรกันอยู่น่ะ” ลั่วเซ่าเชินถามขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ เมื่อเขาเห็นว่าพวกเธอเอาแต่พูดจาแปลกๆ ใส่กัน ข้าวปลาก็ไม่ยอมกิน

 

 

“ไม่มีอะไรค่ะ ฉันกับคุณหันแค่คุยกันเรื่องความคิดเกี่ยวกับความทรงจำเก่าๆ” เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าหัวข้อการสนทนานั้นถูกเปลี่ยนไปโดยลั่วเซ่าเชินแล้ว เธอก็ไม่อยากจะพูดเรื่องนั้นต่อไปอีก เธอจึงฉีกยิ้มเพียงเล็กน้อย “รีบทานข้าวเถอะค่ะ คุณหัน อาหารใกล้จะเย็นหมดแล้ว”

 

 

“โจวโจว เธอก็ทานด้วยสิ อ้อ ฉันบอกเธอตั้งกี่ครั้งแล้วว่าให้เรียกฉันว่าฮุ่ยซินก็พอ เรียกคุณหันมันออกจะห่างเหินมากเกินไป!”

 

 

ราวกับว่าถังโจวโจวไม่ได้ยินคำพูดนั้น เธอก้มหน้าก้มตากินข้าวที่อยู่ในชามของเธอต่อไป

 

 

หลังจากมื้อเย็นผ่านไป หันฮุ่ยซินนั่งต่ออีกพักหนึ่งก่อนจะกลับไป และเมื่อถังโจวโจวเห็นว่าในที่สุดหันฮุ่ยซินก็กลับไปเสียที เธอก็พาลั่วอิงขึ้นไปชั้นบน ลั่วเซ่าเชินยืนอยู่ในห้องนั่งเล่น พลางมองดูพวกเธอที่ทิ้งเขาไว้ที่ชั้นล่าง ชั่วขณะหนึ่ง เขาไม่เข้าใจว่าถังโจวโจวคิดอะไรอยู่? นี่เธอโกรธเขาอยู่เหรอ?

 

 

ถังโจวโจวพาลั่วอิงกลับไปอาบน้ำที่ห้อง เธอช่วยเตรียมเสื้อผ้าและเปิดน้ำร้อนให้ หลังจากนั้นเธอก็ช่วยลั่วอิงถูหลัง ลั่วอิงแช่ตัวอยู่ในน้ำร้อน และในขณะที่ลั่วอิงกำลังเล่นฟองสบู่อยู่นั้น จู่ๆ ก็ถามขึ้นมาว่า “แม่โจวโจวขา วันนี้ตอนที่คุณแม่ทานข้าว คุณแม่อารมณ์ไม่ดีใช่ไหมคะ”

 

 

“เปล่านี่คะ? ทำไมลั่วอิงถึงคิดอย่างนั้นล่ะ” ถังโจวโจวไม่อยากจะเอาเรื่องของผู้ใหญ่ไปใส่ไว้ในหัวของเด็ก ดังนั้นเธอจึงเอ่ยปฏิเสธทันที

 

 

แต่น่าเสียดายที่ลั่วอิงไม่เชื่อเธอ “แม่โจวโจวขา หนูรู้ว่าคุณแม่อารมณ์เสีย เป็นเพราะคุณน้าหันใช่ไหมคะ แล้วทำไมจู่ๆ เธอถึงมาที่นี่ล่ะคะ”

 

 

คำถามที่ลั่วอิงรัวออกมา ทำให้ถังโจวโจวอดขำไม่ได้ “หนูจะคิดมากไปทำไมคะ เด็กน้อย เธอก็บอกแล้วไม่ใช่หรือว่า เธอตั้งใจมาขอบคุณคุณพ่อของหนู”

 

 

“แล้วทำไมเธอถึงชอบชวนคุณพ่อคุยล่ะคะ เธอมักจะพูดถึงในสิ่งที่เราฟังไม่เข้าใจด้วย?” ลั่วอิงรู้สึกได้ว่าถังโจวโจวไม่มีความสุข สาเหตุนั่นต้องมาจากคุณน้าหันที่จู่ๆ ก็โผล่มาแน่นอน

 

 

“นั่นเป็นเพราะว่าเธอกับคุณพ่อของหนูเคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันมาก่อน พวกเขามีความทรงจำมากมายที่พวกเราไม่รู้ค่ะ เป็นเพราะหนูไม่ได้มีส่วนร่วม ดังนั้นหนูจึงฟังไม่เข้าใจยังไงล่ะ” ลั่วอิงอาบน้ำเสร็จแล้ว ถังโจวโจวก็กางผ้าขนหนูออก จากนั้นก็ห่อตัวลั่วอิงขึ้นมา

 

 

“เอาละ อาบเสร็จแล้ว แม่โจวโจวจะอุ้มหนูไปที่เตียงนะคะ เราจะได้สวมเสื้อผ้ากัน” ถังโจวโจวอุ้มลั่วอิงเข้ามาในห้อง ก่อนจะวางลั่วอิงลงบนเตียง จากนั้นเธอก็เดินไปหยิบชุดนอนของลั่วอิงมา เพื่อจะสวมใส่ให้ลั่วอิง

 

 

ลั่วอิงมุดเข้าไปในผ้าห่ม ไม่ยอมให้ความร่วมมือ เธอยังคงไม่เข้าใจในสิ่งที่ถังโจวโจวพูดเมื่อครู่นี้ “แม่โจวโจวขา แล้วทำไมคุณพ่อกับคุณน้าถึงเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันได้ล่ะคะ เราไม่รู้เรื่องของพวกเขาเลยจริงๆ แม่โจวโจวก็ไม่รู้เลยใช่ไหมคะ”

 

 

“ใช่ค่ะ ตอนนั้นแม่โจวโจวยังไม่รู้จักกับคุณพ่อของหนูเลย ดังนั้นแม่จึงไม่เข้าใจว่าพวกเขาคุยอะไรกัน และตอนนั้นหนูก็ยังไม่เกิดเลยด้วย หนูก็เลยไม่รู้ยังไงล่ะคะ เจ้าตัวแสบ ทีนี้เข้าใจหรือยัง สวมเสื้อผ้าได้หรือยังคะ”

 

 

ถังโจวโจวคลี่เสื้อผ้าออกและรอให้ลั่วอิงมาสวมใส่ ลั่วอิงโผล่ออกมาจากผ้าห่ม จากนั้นเธอก็เอ่ยถามเป็นชุดอีกครั้ง “แม่โจวโจวคะ แล้วคุณพ่อไม่ได้เล่าเรื่องระหว่างคุณพ่อกับคุณน้าหันให้คุณแม่ฟังบ้างหรือคะ ให้คุณพ่อบอกคุณแม่ให้หมด แค่นี้คุณแม่ก็รู้เรื่องของพวกเขาแล้วค่ะ”

 

 

“ไม่ค่ะ คุณพ่อไม่ได้บอกอะไรแม่ แล้วตอนนี้แม่ก็ไม่อยากรู้ด้วย… พอแล้วค่ะ เป็นเด็กเป็นเล็ก คิดอะไรเยอะแยะ สวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วก็ควรจะเข้านอนนะคะ!”

 

 

เมื่อถังโจวโจวสวมชุดนอนให้ลั่วอิงเรียบร้อยแล้ว เธอก็อุ้มลั่วอิงไปวางในผ้าห่ม และเมื่อเธอเห็นว่าลั่วอิงตั้งท่าจะถามอีก เธอก็เหยียดนิ้วไปวางไว้บนริมฝีปากของลั่วอิง

 

 

“เอาละค่ะ ไม่ถามเรื่องนี้แล้วนะ แม่โจวโจวไม่อยากจะคิดถึงเรื่องนี้แล้ว แม่จะอ่านนิทานให้หนูฟัง จากนั้นหนูจะได้เข้านอน หนูจำไม่ได้แล้วเหรอ วันพรุ่งนี้หนูต้องไปโรงเรียนนะลูก”

 

 

“แต่แม่โจวโจวขา ถ้าหนูไม่เข้าใจ หนูจะนอนไม่หลับนะ” ลั่วอิงพูดอย่างกังวล

 

 

ถังโจวโจวไม่รู้ว่าจะร้องไห้หรือจะขำดี “หนูเพิ่งจะกี่ขวบเองคะ หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของหนูในตอนนี้ก็คือเรียนและเล่นก็พอค่ะ ส่วนเรื่องของผู้ใหญ่ หนูไม่ต้องเป็นห่วงหรอกลูก แม่โจวโจวจะบอกอะไรให้ ตอนนี้แม่ไม่เสียใจแล้วนะ หนูรู้สึกดีขึ้นบ้างหรือยังคะ”

 

 

ลั่วอิงฉุกคิดเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า “ค่ะ”

 

 

ถังโจวโจวลูบศีรษะของลั่วอิง “แค่นั้นก็พอแล้วค่ะ หนูไม่ต้องคิดอะไรมากนะ หนูเชื่อสิว่าแม่โจวโจวจัดการได้ หนูแค่เป็นเด็กดีของคุณแม่ก็พอแล้วค่ะ”

 

 

หลังจากเล่านิทานให้ลั่วอิงฟังจนจบ ถังโจวโจวก็เห็นว่าเธอหลับไปแล้ว เธอจึงเดินไปปิดไฟ ก่อนจะออกจากห้องนอนของลั่วอิงไป

 

 

เมื่อเธอชำระร่างกายเสร็จ เธอก็มานอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียง ถังโจวโจวอ่านไม่เข้าหัวเลยสักหนึ่งตัวอักษร แค่เธอเผลอนึกถึงตอนที่หันฮุ่ยซินพร่ำเพ้อถึงความทรงจำอันแสนสวยงามระหว่างเธอกับลั่วเซ่าเชินเมื่อตอนหัวค่ำแล้ว เธอก็หมดอารมณ์จะอ่านหนังสือต่อ

 

 

ลั่วเซ่าเชินเดินเข้ามาในห้อง เขาพบว่าถังโจวโจวกำลังนั่งเหม่อลอยอยู่บนเตียง แม้กระทั่งเขาเดินเข้ามา เธอก็ยังไม่ได้สังเกตเห็น ลั่วเซ่าเชินรู้สึกได้ว่าถังโจวโจวแปลกไปเมื่อตอนกินข้าวเย็น เขานึกว่าพอหันฮุ่ยซินกลับไปแล้ว เธอก็จะกลับมาเป็นเหมือนคนเดิม นี่เราตกอยู่ในสภาวะน่าอึดอัดนี้อีกแล้วเหรอ?

 

 

ลั่วเซ่าเชินเดินไปถึงข้างเตียง ก่อนจะนั่งลงข้างๆ ถังโจวโจว เขาเห็นว่าสายตาของเธอนั้นว่างเปล่า และหนังสือก็เปิดอยู่แค่หน้าเดียว หนังสือเล่มนี้ราวกับเป็นแค่ของประดับที่เธอถือไว้เท่านั้น

 

 

ลั่วเซ่าเชินโบกมือไปมาตรงหน้าของถังโจวโจว และเมื่อเห็นว่าในที่สุดเธอก็มีท่าทีโต้ตอบเขาแล้ว เขาจึงรีบเอ่ยถาม “โจวโจว คุณคิดอะไรอยู่”

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าลั่วเซ่าเชินเข้ามาในห้องแล้ว เธอก็รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ “อ๋อ เปล่าค่ะ คุณยังไม่ได้อาบน้ำเลย รีบไปเถอะค่ะ ฉันเตรียมเสื้อผ้าไว้ให้คุณแล้ว วางอยู่ในห้องน้ำนะคะ”

 

 

ถังโจวโจวย้ายสายตากลับไปบนหน้าหนังสือต่อ เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเธอไม่อยากคุย เขาก็รู้ได้ทันทีว่าถังโจวโจวหดหัวกลับเข้าไปอยู่ในกระดองอีกตามเคย เขาจึงต้องเข้าไปในห้องน้ำก่อน จากนั้นก็ค่อยกลับมาคุยกับถังโจวโจวอีกครั้งหนึ่ง

 

 

เพียงไม่นาน ลั่วเซ่าเชินก็ออกมาจากห้องน้ำ เพราะหัวใจของเขามัวแต่พะวงอยู่กับเรื่องของถังโจวโจว ดังนั้น ลั่วเซ่าเชินจึงรีบอาบและออกมาให้เร็วที่สุด และเขาก็พบว่าถังโจวโจวเหม่อลอยอีกครั้งแล้ว นี่ถ้าลั่วเซ่าเชินยอมเชื่อว่าเธอไม่ได้คิดอะไรในใจ เขาก็คงเป็นผีแล้ว!

 

 

คราวนี้ลั่วเซ่าเชินนั่งลงบนเตียงและดึงหนังสือที่เป็นของตกแต่งในมือของถังโจวโจวออกมา ถังโจวโจวตกใจ เธอเงยหน้ามองลั่วเซ่าเชินที่นั่งหัวเราะอยู่ข้างๆ เห็นได้ชัดว่าเธอไม่เข้าใจว่าเขาจะทำอะไร

 

 

“เซ่าเชิน คุณหยิบหนังสือฉันไปทำไมคะ” ถังโจวโจวเห็นลั่วเซ่าเชินนั่งอยู่ข้างเธอ เธอไม่รู้ว่าเขากลับมาตอนไหน ทำไมถึงไม่ให้สุ้มให้เสียงเลยสักนิด

 

 

“ผมเห็นว่าคุณกำลังเหม่อ ผมถามคุณ คุณก็ไม่ตอบ ผมก็เลยดึงหนังสือของคุณมา คราวนี้คุณจะบอกผมได้หรือยัง” ลั่วเซ่าเชินวางหนังสือลงข้างๆ ก่อนจะจ้องไปที่ถังโจวโจว

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าเธอหนีไม่พ้น เธอก็ได้แต่ก้มหน้าลง “ฉันไม่มีอะไรจะพูดค่ะ ในเมื่อคุณไม่คืนให้ฉัน ฉันก็จะนอนแล้ว”

 

 

ถังโจวโจวว่าพลางจะทิ้งตัวลงนอน แต่ลั่วเซ่าเชินจะปล่อยให้เธอหนีไปง่ายๆ ได้อย่างไร หากวันนี้ไม่คุยกันให้รู้เรื่อง เขาก็ไม่รู้ว่าก้อนหิมะมันจะยิ่งโตขึ้นอีกเท่าไร

 

 

“โจวโจว เราไม่ควรเปิดใจคุยกันเหรอ ถ้าคุณมัวแต่เก็บมันเอาไว้ในใจ แล้วผมจะรู้ได้ยังไงว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่ ถ้าเป็นอย่างนั้นคุณก็จะอึดอัดใจไปตลอด”

 

 

“ฉันไม่อยากพูดค่ะ” ถังโจวโจวรู้ว่าอาการกลัดกลุ้มของตัวเองนั้นน่าเบื่อ แต่เธอก็ทนกับการกระทำของหันฮุ่ยซินไม่ไหวจริงๆ เพียงแต่เธอไม่รู้ว่าหากเธอพูดมันออกมา ลั่วเซ่าเชินจะยอมรับมันไหม

 

 

“ทำไมล่ะ หรือที่คุณโกรธเป็นเพราะฮุ่ยซินใช่ไหม ผมไม่รู้จริงๆ ว่าวันนี้เธอจะมา” ลั่วเซ่าเชินเองก็ตกใจเหมือนกันที่เห็นว่าหันฮุ่ยซินมา “และที่ผมชวนเธอกินข้าว ผมก็แค่ชวนตามมารยาท ไม่มีเหตุผลอื่นเลย” ลั่วเซ่าเชินอธิบายให้ถังโจวโจวฟังอย่างใจเย็น เขารู้สึกว่าเขาไม่เคยอธิบายเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างละเอียดขนาดนี้มาก่อนเลย

 

 

“รู้แล้วค่ะ” แน่นอนว่าถังโจวโจวรู้ว่าลั่วเซ่าเชินไม่ได้นัดกับหันฮุ่ยซิน ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่อยู่ที่นี่นานขนาดนี้ แต่ถึงอย่างไรก็เห็นได้ชัดว่าเธอตั้งใจจะอยู่กินข้าวกับลั่วเซ่าเชินที่นี่

 

 

ถังโจวโจวที่ดูเหมือนจะเข้าใจแล้ว ลั่วเซ่าเชินก็ค่อยๆ วางใจ แต่เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวยังคงเฉยเมยเช่นเดิม เขาก็คิดว่า หรือเขาพลาดอะไรบางอย่างไป? มิฉะนั้นเธอก็คงจะไม่เป็นแบบนี้อยู่

 

 

หรือว่า… “โจวโจว คุณโกรธเพราะเรื่องที่พวกผมคุยกันใช่ไหม” นี่เป็นเหตุผลเดียวที่ลั่วเซ่าเชินนึกออก และที่ถังโจวโจวผิดปกติไป มันก็เริ่มจากตอนนั้น

 

 

ลั่วเซ่าเชินยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเป็นเพราะเรื่องนั้น เมื่อเขามองดูปฏิกิริยาของถังโจวโจวแล้ว เขาก็พบว่าถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้ยอมรับ แต่รอยยิ้มที่แสนบางเบาบนใบหน้าของเธอนั้นก็ไม่อาจหลอกคนอื่นได้ ดูเหมือนว่าเขาจะทายถูกแล้ว

 

 

ลั่วเซ่าเชินแค่ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมตอนนั้นเขาถึงไม่รู้สึก หากเขารู้ว่าถังโจวโจวไม่ชอบให้เขาคุยเรื่องอดีตกับหันฮุ่ยซินเยอะเกินไป เขาก็คงจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปแล้ว เพื่อที่เธอจะได้ไม่ต้องเก็บมาโกรธเขาอยู่อย่างนี้

 

 

“โจวโจว ถ้าคุณไม่ชอบฟัง คราวหน้าผมจะไม่รับคำเธออีก” ลั่วเซ่าเชินกุมมือของถังโจวโจวไว้แน่น เขาอยากปลอบโยนเธอให้หายกลุ้มใจ ถังโจวโจวพยายามดึงมือออกจากเขา แต่เธอก็ถูกลั่วเซ่าเชินเอ็ดเบาๆ ว่า “โจวโจว อย่าดื้อสิ!”

 

 

“นี่คุณดุฉันเหรอ?!” ถังโจวโจวมองลั่วเซ่าเชินด้วยความน้อยใจ

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าแววตาของเธอเศร้าลงอีกครั้ง เขาก็ทำอะไรไม่ถูก นี่มันอะไรกัน เธอเสียใจอยู่ไม่ใช่หรือ ทำไมตอนนี้ถึงเปลี่ยนไปอีกแล้วล่ะ?

 

 

“โจวโจว ผมไม่ได้ตั้งใจ” น้ำตาของถังโจวโจวนึกจะไหลก็ไหลออกมา และก่อนที่ลั่วเซ่าเชินจะตั้งสติได้ น้ำตาของเธอก็หยดซึมลงบนผ้าห่มไปแล้ว ลั่วเซ่าเชินหาวิธีโน้มน้าวเธอไม่ได้ เขาจึงได้แต่ใช้ริมฝีปากของตัวเองประกบจูบลงบนริมฝีปากของเธอ แค่นี้เขาก็ไม่ได้ยินเสียงร้องไห้ของเธอแล้ว

 

 

แน่นอนว่านี่ก็คือความคิดส่วนตัวของลั่วเซ่าเชินด้วยเช่นกัน เขาอยากจะสัมผัสกับริมฝีปากของถังโจวโจวอย่างใกล้ชิด “อื้อ… เซ่าเชิน…”

 

 

เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวตั้งท่าจะคุยกับเขาเรื่องที่เขาดุเธอเมื่อครู่นี้ มือข้างหนึ่งของลั่วเซ่าเชินก็ประคองอยู่ที่ด้านหลังศีรษะของเธอ มืออีกข้างที่เหลือก็จับอยู่ที่ช่วงเอว เขาป้อนจูบเธอและค่อยๆ เอนตัวลงไปด้านหลัง เมื่อครู่นี้ถังโจวโจวอยากจะล้มตัวลงนอน ก็ตรงกันกับสิ่งที่เขาต้องการ เพราะเขาอยากจะออกกำลังกายก่อนนอนกับถังโจวโจวพอดี

 

 

           วันนี้ถังโจวโจวเป็นหวัดเล็กน้อย ลั่วเซ่าเชินจึงจัดการลางานให้เธอหยุดพักอยู่บ้านเป็นเวลาหนึ่งวัน ลั่วเซ่าเชินเห็นถังโจวโจวนอนหลับสนิท เขาช่วยดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มถังโจวโจวให้เรียบร้อย ก่อนจะลุกขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและออกไปทำงาน

 

 

           ก่อนที่เขาจะไป เขายังกำชับให้ป้าหลิวหาอะไรให้ถังโจวโจวกินเมื่อถึงเวลาด้วย จากนั้นก็ค่อยให้เธอนอนพักผ่อนต่อ

 

 

           เมื่อป้าหลิวได้ยินเสียงออดที่หน้าประตู เธอก็สงสัยว่าใครมาแต่เช้า? และเมื่อเธอเปิดประตูออกไปดู เธอก็พบว่าเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เธอเคยคุ้นหน้า ป้าหลิวจำหันฮุ่ยซินได้ เพราะรูปร่างหน้าตาของเธอโดดเด่นอยู่ไม่น้อย

 

 

“ขอโทษนะคะ ลั่วเซ่าเชินอยู่ไหม” ป้าหลิวรู้ว่าหันฮุ่ยซินไม่ได้มาดี แม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไร แต่เธอก็ไม่อยากให้หันฮุ่ยซินเข้ามา มิเช่นนั้นหากคุณผู้หญิงเห็นเข้า อาจจะอารมณ์เสียได้

 

 

เป็นเพราะป้าหลิวคิดเช่นนั้น เธอจึงไม่ยอมให้หันฮุ่ยซินเข้ามาง่ายๆ “ขอโทษด้วยนะคะคุณ วันนี้คุณชายไม่อยู่ หากคุณมีธุระอะไรกับเขา ฉันจะช่วยบอกให้ค่ะ”

 

 

หันฮุ่ยซินตั้งใจเลือกเวลามาเช้าๆ นึกไม่ถึงเลยว่าก็ยังคงไม่เจอลั่วเซ่าเชินอยู่ดี ความโศกเศร้าบนใบหน้าของเธอปรากฏขึ้นมาในทันที แม้ว่าป้าหลิวจะรู้สึกว่าเธอรูปร่างหน้าตาดี แต่เมื่อเห็นว่าเธอโลภที่จะแย่งสามีคนอื่นแบบนี้ ความงามของหันฮุ่ยซินในใจของป้าหลิวก็ไม่หลงเหลืออยู่อีกแล้ว

 

 

“ขอโทษด้วยค่ะ รบกวนแล้ว ไว้ครั้งหน้าฉันค่อยมาใหม่” หันฮุ่ยซินตั้งท่าจะจากไป ป้าหลิวก็ไม่ได้สนใจอะไร และไม่คิดจะบอกเรื่องนี้ให้ถังโจวโจวทราบด้วย เพื่อที่เธอจะได้ไม่ต้องคิดมาก

 

 

ป้าหลิวทำตามที่ลั่วเซ่าเชินสั่งทุกอย่าง เธอปลุกถังโจวโจวขึ้นมากินข้าวเช้าตรงเวลา จากนั้นเธอก็ให้ถังโจวโจวกินยาแก้หวัด ก่อนจะปล่อยให้ถังโจวโจวนอนต่อไป

 

 

ช่วงกลางวัน ลั่วเซ่าเชินกลับมาดูอาการถังโจวโจว แล้วเขาก็โล่งใจเมื่อพบว่าอาการป่วยของถังโจวโจวมีแนวโน้มที่ดีขึ้น และหลังจากกินมื้อกลางวันที่บ้านแล้ว เขาก็กลับไปทำงานต่อที่บริษัท

 

 

คราวนี้หันฮุ่ยซินฉลาดแล้ว เธอถือกระเช้าผลไม้มาใบหนึ่ง เธอตั้งใจมากดออดที่หน้าบ้านของลั่วเซ่าเชินก่อนที่เขาจะเลิกงาน

 

 

ป้าหลิวกำลังเตรียมอาหารเย็นอยู่ในครัว วันนี้ถังโจวโจวนอนอยู่บนเตียงเกือบทั้งวัน เธอนอนมากเกินไปจนทำให้เธอรู้สึกเวียนหัว เธอก็เลยฉวยโอกาสนี้ลงมานั่งดูโทรทัศน์อยู่ในห้องนั่งเล่นเพื่อฆ่าเวลาก่อนมื้อเย็น

 

 

เมื่อได้ยินเสียงกริ่ง ป้าหลิวก็รีบออกมาจากห้องครัว ถังโจวโจวรีบหยัดตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว “ป้าหลิวไปทำงานเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันออกไปเปิดประตูเอง”

 

 

เมื่อป้าหลิวได้ยินอย่างนั้น เธอก็ถอยกลับเข้าไปในครัว ถังโจวโจวเดินไปที่หน้าประตู และเมื่อเธอเห็นร่างของใครคนหนึ่งผ่านกระจก เธอก็รู้สึกประหลาดใจไปชั่วขณะ เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ซ้ำยังมาเวลานี้ด้วย? ถังโจวโจวคิดไปร้อยพันแปดก็ยังหาคำอธิบายไม่ได้ แต่เธอก็ยังคงเปิดประตูแล้วเดินออกไป

 

 

มุมปากของหันฮุ่ยซินที่ยกยิ้มขึ้นพลันชะงักค้างไปชั่วขณะเมื่อเห็นถังโจวโจว แต่เพียงไม่นานเธอก็ตั้งสติได้ “โจวโจว เธอจะเชิญฉันเข้าไปไหม”

 

 

แม้ว่าถังโจวโจวจะรู้ว่าหันฮุ่ยซินมีเจตนาอื่น แต่เธอก็มาถึงหน้าบ้านแล้ว จึงไม่กล้าไล่เธอกลับไป อีกทั้งในมือของเธอยังมีกระเช้าผลไม้ขนาดใหญ่มาด้วย ถังโจวโจวจึงได้แต่ ‘เชิญ’ หันฮุ่ยซินเข้ามา

 

 

เมื่อเข้ามาในบ้านแล้ว หันฮุ่ยซินก็วางกระเช้าผลไม้ไว้บนโต๊ะน้ำชา แล้วเธอก็เห็นว่าโทรทัศน์เปิดอยู่ เธอคิดว่าเมื่อครู่นี้ถังโจวโจวคงจะนั่งดูโทรทัศน์อยู่ตรงนี้ ภายในบ้านค่อนข้างเงียบ มีเพียงแค่ห้องครัวเท่านั้นที่มีเสียง คงกำลังเตรียมมื้อเย็นอยู่สินะ

 

 

หันฮุ่ยซินเองก็ทำอะไรไม่ถูก เธอหาโอกาสมาครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ไม่เจอหน้าลั่วเซ่าเชินสักที เธอจึงได้แต่แบกหน้ามาหาเขาในเวลานี้ เธอคิดว่าไม่ว่าถังโจวโจวจะพูดอะไร เธอก็จะไม่ไปไหน

 

 

ถังโจวโจวรินน้ำชามาหนึ่งแก้ว “น้ำชาค่ะ” ทั้งสองคนนั่งอยู่บนโซฟา บรรยากาศเงียบเชียบไปชั่วขณะ ถังโจวโจวไม่คิดว่าตัวเองจะคุยกับหันฮุ่ยซินได้ แล้วเธอก็ยังไม่เข้าใจว่าหันฮุ่ยซินมาทำไมในวันนี้

 

 

เมื่อเห็นว่าหันฮุ่ยซินไม่ได้พูดอะไร ถังโจวโจวก็ได้แต่จดจ่ออยู่กับโทรทัศน์ เธอเหลือบมองหันฮุ่ยซินเป็นระยะๆ จนท้ายที่สุดถังโจวโจวก็อดชื่นชมความมุ่งมั่นของหันฮุ่ยซินไม่ได้

 

 

ถังโจวโจวรีบหยัดตัวขึ้นในทันทีที่ได้ยินเสียงของรถด้านนอก เธอเห็นว่าหันฮุ่ยซินเองก็ลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น ในที่สุดถังโจวโจวก็เข้าใจจุดประสงค์ของเธอแล้ว

 

 

ถังโจวโจวนั่งลงที่เดิมอย่างช้าๆ และเมื่อหันฮุ่ยซินเห็นว่าถังโจวโจวไม่ได้เดินออกไปรับลั่วเซ่าเชิน ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกว่าตัวเองแสดงออกมากเกินไป เธอจึงนั่งลงตาม ถังโจวโจวเอาแต่จ้องมองเธออยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้แสดงอาการใดๆ หันฮุ่ยซินจึงเบือนหน้าหนี และมองไปที่ด้านนอกของประตู

 

 

จากนั้นไม่นาน เธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ตึกๆๆ… หันฮุ่ยซินรู้สึกว่าอัตราการเต้นของหัวใจของเธอเต้นเป็นจังหวะเดียวกันกับจังหวะก้าวเดินของลั่วเซ่าเชิน

 

 

มือทั้งสองข้างกุมกันแน่น หลังจากรอคอยมานานแสนนาน ในที่สุดร่างของลั่วเซ่าเชินก็ปรากฏขึ้นในบ้าน และที่ด้านหลังของเขาก็มีร่างเล็กๆ ของลั่วอิงตามมาด้วย

 

 

เมื่อลั่วอิงเห็นว่าภายในบ้านมีคนเกินมาหนึ่งคน เธอก็มองดูอีกฝ่ายอย่างงุนงง แต่หลังจากนั้นเธอก็วิ่งเข้าไปหาถังโจวโจว “แม่โจวโจวขา คุณแม่หายดีหรือยังคะ วันนี้หนูเป็นห่วงคุณแม่ทั้งวันเลย”

 

 

“จริงเหรอคะ เด็กดีของแม่” ถังโจวโจวอุ้มลั่วอิงขึ้นมานั่งบนตัก เธอเห็นว่าลั่วอิงจ้องมองหันฮุ่ยซินด้วยความสงสัยเป็นอย่างมาก “ลั่วอิง หนูจำคุณน้าได้ไหมคะ รีบทักทายคุณน้าหันสิลูก”

 

 

“คุณน้าหัน” ลั่วอิงได้แต่เชื่อฟังถังโจวโจว เอ่ยปากทักทายอย่างดี

 

 

หันฮุ่ยซินรีบหยิบกล่องของขวัญเล็กๆ ออกมา “ลั่วอิงน่ารักจริงๆ เลยค่ะ อันนี้คือของขวัญจากน้าหันนะคะ”

 

 

ลั่วอิงหันมองถังโจวโจว จากนั้นก็มองไปที่ลั่วเซ่าเชิน แต่ก็ยังไม่ยอมรับของขวัญจากหันฮุ่ยซิน

 

 

ลั่วเซ่าเชินยังตกใจอยู่ที่เห็นหันฮุ่ยซินมาโผล่อยู่ตรงนี้ แต่เขาก็สามารถตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าหันฮุ่ยซินถือของขวัญอยู่นาน และรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็ค่อยๆ แห้งเหือดลงไป เขาจึงได้แต่เปิดปากแก้สถานการณ์ว่า “ลั่วอิง ลูกยังไม่รีบขอบคุณคุณน้าหันอีก”

 

 

ลั่วอิงเอื้อมมือออกไปรับของขวัญและพูดประโยคนั้นตามคำสั่ง “ขอบคุณค่ะ น้าหัน”

 

 

“ไม่เป็นไรค่ะ” หันฮุ่ยซินหมายจะลูบศีรษะลั่วอิง แต่เธอก็กลัวว่าลั่วอิงจะไม่ชอบ ดังนั้นจึงรีบดึงมือตัวเองกลับมา

 

 

“ฮุ่ยซิน แล้วคุณมาทำอะไรที่นี่”’ ลั่วเซ่าเชินนั่งลงบนโซฟาเดี่ยว พลางมองไปที่หันฮุ่ยซิน

 

 

หันฮุ่ยซินจับเส้นผมที่หล่นลงมาข้างกรอบหน้าทัดกับใบหู ก่อนจะพูดว่า “อาเชิน เรื่องครั้งก่อนฉันยังไม่ได้ขอบคุณคุณดีๆ เลย วันนี้ฉันก็เลยตั้งใจมาขอบคุณคุณโดยเฉพาะ”

 

 

“ผมพูดไปแล้วนี่ว่าการช่วยเหลือคุณมันเป็นเรื่องปกติธรรมดา เราเองก็รู้จักกันมานาน เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นผมจะไม่ช่วยคุณได้ยังไง คุณก็อย่าเก็บเอาไปใส่ใจเลย” ลั่วเซ่าเชินรู้ว่าหันฮุ่ยซินกำลังพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในบาร์วันนั้น เขาแค่รู้สึกว่าหันฮุ่ยซินกำลังทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่

 

 

หันฮุ่ยซินก้มหน้าลงอย่างเขินอาย “อาเชิน แม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่มันก็เกี่ยวข้องกับชีวิตของฉัน หากตอนนั้นพวกเขาได้ตัวฉันไป ฉันก็ไม่รู้ว่าฉัน…จะเป็นยังไง… ฮือ…”

 

 

เมื่อเห็นว่าหันฮุ่ยซินน้ำตาตก ลั่วเซ่าเชินก็รีบส่งกระดาษทิชชูให้เธอในทันที ลั่วอิงเบิกตาโพลงในขณะที่มองดูหันฮุ่ยซิน แล้วเห็นว่าเธอร้องไห้ออกมาจริงๆ จากนั้นลั่วอิงก็หันไปมองใบหน้าที่สงบนิ่งของถังโจวโจว แล้วก็รู้สึกได้ว่าแม่โจวโจวต้องไม่พอใจอย่างแน่นอน

 

 

“น้าหันคะ คุณพ่อช่วยคุณน้าตอนไหนหรือคะ”

 

 

เมื่อเธอเห็นลั่วอิงถาม หันฮุ่ยซินก็ราวกับว่ากำลังนึกถึงเรื่องราวดีๆ พลางพูดว่า “อาเชินช่วยน้าไว้ที่บาร์เมื่อคราวก่อนค่ะ ลั่วอิงอาจจะไม่รู้ แต่น้าว่าแม่โจวโจวของหนูน่าจะรู้อยู่นะคะ”

 

 

แน่นอนว่าถังโจวโจวรู้อยู่เต็มอก คิดไปแล้วความไม่พอใจในคราวนั้นก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง “คุณหันคะ เซ่าเชินก็บอกคุณแล้วไม่ใช่เหรอว่าไม่ต้องใส่ใจ แล้วทำไมคุณถึงต้องเกรงใจมากขนาดนี้”

 

 

เมื่อได้ยินหันฮุ่ยซินเรียก ‘อาเชิน อาเชิน’ ถังโจวโจวก็รู้สึกจุกอยู่ในลำคอ จะกลืนก็ไม่เข้า จะคายก็ไม่ออก ทรมานเอามากๆ

 

 

“โจวโจว แม้ว่าอาเชินจะพูดแบบนั้น แต่ฉันก็อยากจะแสดงความจริงใจ วันนี้ฉันก็เลยตั้งใจซื้อผลไม้มาขอบคุณ หวังว่าพวกคุณคงจะไม่รู้สึกว่ามันเล็กน้อยเกินไป”

 

 

“คุณชาย คุณผู้หญิง ทานข้าวได้แล้วค่ะ” เมื่อป้าหลิวเดินออกมาจากครัว เธอก็พบว่าหันฮุ่ยซินมาอีกแล้ว แต่เธอก็ไม่กล้าพูดอะไรมากในตอนนี้ จึงได้แต่เอ่ยเรียกพวกเขามากินข้าว

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าป้าหลิวเตรียมอาหารเอาไว้แล้ว เขาจึงเอ่ยชวนอย่างสุภาพว่า “ฮุ่ยซิน ทานข้าวด้วยกันก่อนสิ แล้วค่อยกลับ”

 

 

“ค่ะ!” หันฮุ่ยซินตอบรับอย่างรวดเร็วจนทำให้ถังโจวโจวอดสงสัยไม่ได้ว่าเธอเตรียมตัวมาก่อนอยู่แล้วหรือเปล่า

 

 

ลั่วเซ่าเชินเองก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าหันฮุ่ยซินจะตกปากรับคำเร็วขนาดนี้ เขาตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบางๆ และเชิญหันฮุ่ยซินไปนั่งที่โต๊ะอาหาร

 

 

ถังโจวโจวจูงมือลั่วอิงไปนั่งที่ด้านขวามือของลั่วเซ่าเชิน ส่วนหันฮุ่ยซินก็นั่งประจันหน้ากับลั่วอิง ซึ่งนั่นก็คือทางด้านซ้ายมือของลั่วเซ่าเชิน

 

 

ระหว่างมื้ออาหาร มีแค่หันฮุ่ยซินเท่านั้นที่คิดหัวข้อสนทนาขึ้นมาเป็นครั้งคราว ถังโจวโจวไม่ได้ตอบรับอะไรอยู่แล้ว ดังนั้นจึงมีแต่เสียงของลั่วเซ่าเชินและหันฮุ่ยซินที่พูดคุยกัน แล้วเธอก็ไม่รู้ด้วยว่าหันฮุ่ยซินตั้งใจมากน้อยแค่ไหน ที่เธอมักจะหยิบยกความทรงจำในอดีตมาพูดคุยกับลั่วเซ่าเชินเสมอ

 

 

มื้ออาหารมื้อนี้ทำให้ถังโจวโจวอึดอัดใจ เมื่อถังโจวโจวได้ยินเรื่องราวความทรงจำระหว่างหันฮุ่ยซินกับลั่วเซ่าเชินสมัยเรียน เธอก็รู้สึกเหมือนว่าเธอเป็นคนนอก

 

 

แต่ถึงอย่างนั้นลั่วอิงก็มักจะแทรกแซงบทสนทนาของลั่วเซ่าเชินและหันฮุ่ยซินอยู่ตลอด เธอพยายามจะขัดขวางความทรงจำของพวกเขา แต่ก็น่าเสียดายที่ถูกหันฮุ่ยซินเปลี่ยนหัวข้อหนีไปได้เรื่อยๆ

 

 

ลั่วอิงค่อยๆ เอื้อมมือที่อยู่ใต้โต๊ะไปจับมือของถังโจวโจว ก่อนจะส่งสายตาให้กำลังใจถังโจวโจว ถังโจวโจวยิ้มให้เธอ ถังโจวโจวไม่อยากให้เธอต้องมารู้เรื่องอะไรแบบนี้เลย ก่อนจะรีบคีบน่องไก่ให้เธอ “ทานเร็วค่ะ ลั่วอิง ทานเยอะๆ นะคะ จะได้โตไวๆ”

 

 

“แม่โจวโจวก็ทานด้วยนะคะ” ลั่วอิงเหยียดตัวตรงและคีบน่องไก่น่องใหญ่มาให้ถังโจวโจว

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นพวกเธอทำอย่างนั้น จู่ๆ เขาก็รู้สึกน้อยใจ ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ลั่วอิง ทำไมไม่คีบให้พ่อบ้างล่ะลูก”

 

 

ลั่วอิงฉุกคิดนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้ขยับตัว เธอเพียงแค่บ่นเบาๆ ว่า “คุณพ่อไม่ได้เสียใจซะหน่อย ทำไมหนูถึงต้องคีบให้ด้วย” จากนั้นเธอก็ใช้ตะเกียบพุ้ยข้าวที่อยู่ในชามของเธอ ทันใดนั้น บรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็ตึงเครียดขึ้นมาชั่วขณะ

 

 

ถังโจวโจวลอบถอนหายใจ ก่อนจะคีบน่องไก่ไปวางไว้ในชามของลั่วเซ่าเชิน “อารมณ์ของเด็กน่ะค่ะ ปกติเธอจะคีบอาหารให้คุณตลอด วันนี้เธออาจจะไม่ค่อยสบายใจ คุณก็อย่าถือสาลูกเลยนะคะ”

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่ได้ตั้งใจจะตำหนิลั่วอิง เขาแค่รู้สึกประหลาดใจ ปกติเวลาเขาพูดอะไร ลั่วอิงก็จะทำตามโดยตลอด แต่ทำไมเมื่อครู่นี้ที่เขาบอกให้ลั่วอิงคีบอาหารให้ เธอถึงปฏิเสธเขาเสียงแข็งล่ะ?

 

 

ลั่วเซ่าเชินงุนงงไปชั่วขณะ ในขณะที่หันฮุ่ยซินเข้าใจดี เธอรู้ว่าลั่วอิงกำลังหนุนหลังถังโจวโจวอยู่ เธอก็แค่รู้สึกว่าเด็กน้อยคนนี้นี่ช่างเรียกร้องความสนใจเก่งจริงๆ

 

 

“อาเชิน จานนี้เป็นจานโปรดของคุณนี่ ฉันจำได้ว่าตอนนั้นเวลาที่คุณทานข้าวกับฉัน คุณจะต้องสั่งมันทุกที… โอ้ ขอโทษค่ะ ฉันลืมมันไม่ได้ น่าขายหน้าจริงๆ” หันฮุ่ยซินคีบกระดูกหมูให้กับลั่วเซ่าเชิน

 

 

ถังโจวโจวกำตะเกียบแน่น เมื่อเห็นว่าหันฮุ่ยซินเอาแต่พูดถึงเรื่องในอดีตของเธอกับลั่วเซ่าเชิน สีหน้าของถังโจวโจวดูซีดเซียวมากกว่าเดิม หรือว่าวันนี้เธอตั้งใจจะมาแสดงอำนาจอะไร?

           “ฉันรู้หรอกน่า ก็ถ้าเธอไม่แกล้งฉัน ฉันจะเสียงดังแบบนี้ได้ยังไง” ถังโจวโจวแก้ตัวและทำหน้าทะเล้นใส่หลินเหยา หลินเหยาทั้งโกรธทั้งขำ 

 

 

เมื่อหลินเหยาเห็นว่าถังโจวโจวยิ้มอย่างภาคภูมิใจ เธอก็ไม่ยอมปล่อยถังโจวโจวไปง่ายๆ “ถังโจวโจว ถ้าเธอมีความสามารถก็อย่าหลบ ดูสิว่าฉันจะสั่งสอนเธอยังไง” 

 

 

ถังโจวโจวเห็นว่าหลินเหยาเอาจริงขึ้นมาแล้ว เธอก็ไม่เสี่ยงที่จะเดินวนไปรอบตัวลั่วเซ่าเชินอีก แต่เปลี่ยนเป็นวิ่งไปหลบอยู่ด้านข้างแทน “ฉันผิดไปแล้ว เหยาเหยา เธอปล่อยฉันไปเถอะ!” เมื่อเห็นว่าลั่วเซ่าเชินและฟังหยวนเอาแต่ยืนหัวเราะ ถังโจวโจวก็ถลึงตาใส่พวกเขา 

 

 

เพียงไม่นานหลินเหยาก็จับตัวถังโจวโจวไว้ได้ ถังโจวโจวสวมรองเท้าส้นสูง เธอจึงหลบได้ไม่เร็วนัก แล้วเธอก็ไม่ได้ว่องไวเหมือนหลินเหยา ดังนั้น เธอจึงถูกจับตัวได้เร็วกว่าที่คิด 

 

 

เมื่อหลินเหยาจับตัวถังโจวโจวได้ ก็ไม่ได้ทำอะไรรุนแรงมากนัก เธอเพียงแค่หยิบเอาทักษะการจักจี้ที่ห่างหายไปนานออกมาใช้ ทำให้ถังโจวโจวหัวเราะไม่หยุด 

 

 

“ครั้งหน้าเธอยังจะกล้าหัวเราะเยาะฉันอีกไหม” 

 

 

“ไม่กล้าแล้วจ้ะ ไม่กล้าแล้ว เธอยกโทษให้ฉันเถอะนะ!” ถังโจวโจวเอนตัวพิงกำแพงเพราะกลัวว่าคนอื่นจะสังเกตเห็นว่าเธอกำลังเล่นกับหลินเหยา เธอทำได้แค่เพียงกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ ได้แต่หัวเราะออกมาเบาๆ น้ำตาก็เกือบจะไหลเพราะถูกหลินเหยาแกล้ง 

 

 

“เอาละ ฉันเห็นแก่ความจริงใจของเธอ ฉันจะปล่อยเธอไป” หลินเหยารู้สึกเหนื่อยหอบอยู่เหมือนกัน ที่มาวิ่งไล่ถังโจวโจวแบบนี้ แต่เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวยืนก้มหน้านิ่ง หลินเหยาก็สะกิดเธอเบาๆ “โจวโจว เธอโอเคดีใช่ไหม ฉันแค่เล่นกับเธอเบาๆ เองนะ?” 

 

 

ถังโจวโจวก้มหน้าอยู่อย่างนั้น หลินเหยามองไม่เห็นสีหน้าของเธอ จึงนึกว่าตัวเองเล่นกับเธอแรงเกินไป หลินเหยารู้สึกผิดไปชั่วขณะ 

 

 

“โจวโจว เธอเป็นอะไรไป ถ้าเธอไม่ชอบ ฉันก็จะไม่ทำแบบนี้อีก” 

 

 

“จริงเหรอ?” คำพูดที่เปล่งออกมาฉับพลันของถังโจวโจวทำให้หลินเหยาตอบสนองไม่ทัน “โธ่ เธอแค่หลอกฉันเล่นใช่ไหม” ถังโจวโจวตีเนียน 

 

 

หลินเหยารู้สึกโล่งใจเมื่อเห็นว่าเธอไม่เป็นอะไร “ถังโจวโจว นี่เธอยังจะกล้าหลอกฉันอีกเหรอ ไม่กลัวฉันจักจี้เธออีกหรือไง” 

 

 

ถังโจวโจวเพิ่งจะเงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ฝ่ามือของหลินเหยาง้างออกมาอย่างไร้สาเหตุ ซึ่งนั่นทำให้ถังโจวโจวสะดุ้งตกใจ แต่เมื่อเธอเห็นว่าหลินเหยาไม่ได้ฟาดมือลงมาที่เธอ เธอก็เพิ่งรู้ตัวว่าเธอถูกหลอก เธอจึงได้แต่ทำหน้ามุ่ย แสดงอาการว่าไม่พอใจ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินและฟังหยวนยืนอยู่ด้านข้าง พวกเขาเห็นว่าในงานเลี้ยงแบบนี้หลินเหยาและถังโจวโจวก็ยังสามารถเล่นกันอย่างสนุกสนานได้ จึงไม่รู้ว่าจะแสดงความคิดเห็นอย่างไรไปชั่วขณะ 

 

 

เมื่อหาสถานที่ได้แล้ว ทั้งสี่คนก็ยืนอยู่ด้วยกัน ถังโจวโจวและหลินเหยาสนใจกันแต่เรื่องอาหาร ในขณะที่ลั่วเซ่าเชินกับฟังหยวนก็ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกัน บรรยากาศพลันดูกลมกลืนเป็นอย่างมาก 

 

 

เมิ่งไหวเซินได้เห็นหน้าถังโจวโจวอีกครั้งหนึ่ง ความรู้สึกผิดปกติในหัวใจของเขาก็พรั่งพรูขึ้นมาอีก เขาไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงรู้สึกกับถังโจวโจวแบบนี้ และเพื่อพิสูจน์ความรู้สึกของตัวเอง เมิ่งไหวเซินก็ตั้งใจจะเดินเข้าไปหากลุ่มของลั่วเซ่าเชินที่อยู่ทางด้านนั้น 

 

 

เมิ่งชิงซีที่อยู่อีกด้านหนึ่งเห็นว่าจู่ๆ คุณพ่อของเธอก็เดินตรงไปยังมุมหนึ่ง แล้วเธอก็เห็นว่าลั่วเซ่าเชินยืนอยู่ตรงนั้น เธอเริ่มสนใจขึ้นมาทันที เธอไม่สนว่าเพื่อนของเธอจะโกรธหรือไม่ เธอพูดกับเพื่อนของเธอหนึ่งคำ ก่อนจะรีบตามพ่อของเธอไป 

 

 

ก่อนที่เมิ่งไหวเซินจะเดินไปถึงลั่วเซ่าเชิน เธอก็เดินมาถึงตัวของเมิ่งไหวเซิน “คุณพ่อคะ!” 

 

 

เมื่อเมิ่งไหวเซินได้ยินเสียงของเมิ่งชิงซี เขาก็หันหน้ากลับไปมองเธอ “ชิงซี มีอะไรลูก” 

 

 

ทันทีที่ได้เห็นใบหน้าแดงระเรื่อของลูกสาว เมิ่งไหวเซินก็ไม่อาจปิดซ่อนความอ่อนโยนในแววตาของเขาเอาไว้ได้ เมิ่งชิงซีควงแขนของเมิ่งไหวเซิน “คุณพ่อจะไปไหนหรือคะ” 

 

 

“อ้อ พ่อเห็นพวกเซ่าเชินเขาน่ะ ก็เลยว่าจะเข้าไปคุยด้วยสักหน่อย มีอะไรหรือเปล่า หรือว่าลูกอยากไปด้วย” แค่ได้เห็นท่าทางของเมิ่งชิงซี ลูกสาวตัวน้อยของเขา เมิ่งไหวเซินก็รู้แล้วว่าเธอคิดอย่างไร 

 

 

เมิ่งชิงซียิ้มอย่างเหนียมอาย “คุณพ่อรู้ใจหนูที่สุดเลย หนูไม่ได้เจอเซ่าเชินมานานแล้ว วันนี้อุตส่าห์ได้มาเจอกัน หนูก็อยากจะเข้าไปทักทายเขาสักหน่อย คุณพ่อว่าดีไหมคะ” 

 

 

มีหรือที่เมิ่งไหวเซินจะปฏิเสธคำขอของลูกสาวได้ “โอเค ลูกก็ไปด้วยกันกับพ่อนี่แหละ พ่อห้ามลูกไม่ได้อยู่แล้ว” 

 

 

เมิ่งไหวเซินรู้ว่าความลุ่มหลงของเมิ่งชิงซีที่มีต่อลั่วเซ่าเชินนั้นไม่สามารถกำจัดได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ถึงตอนนี้เมิ่งชิงซีก็ยังคงชอบลั่วเซ่าเชินอยู่มาก แม้ว่าเป็นความเห็นชอบของทั้งสองตระกูลที่ให้ยุติเรื่องหมั้นหมาย และตอนนี้ลั่วเซ่าเชินก็แต่งงานกับคนอื่นไปแล้ว แต่เมิ่งชิงซีกลับไม่สามารถก้าวผ่านอุปสรรคนี้ไปได้เสียที 

 

 

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าอยู่ในสายตาของเขา เมิ่งชิงซีก็จะไม่ทำอะไรที่ไม่เหมาะสมออกไป เมิ่งไหวเซินจึงคิดว่าถ้ามีเขาอยู่ด้วย มันก็คงจะดีกว่าปล่อยให้เมิ่งชิงซีไปพบกับลั่วเซ่าเชินเป็นการส่วนตัว 

 

 

“คุณพ่อดีกับหนูที่สุดเลย!” เมิ่งชิงซีควงแขนของเมิ่งไหวเซินอย่างมีความสุข แววตาของเธอไม่อาจปิดบังความดีใจเอาไว้ได้ 

 

 

“เซ่าเชิน ช่วงนี้พ่อกับแม่ของหลานเป็นยังไงบ้าง” เมื่อเมิ่งไหวเซินเจอกับลั่วเซ่าเชิน เขาก็ถามถึงคุณพ่อและคุณแม่ลั่วก่อนเป็นอันดับแรก 

 

 

เดิมทีลั่วเซ่าเชินมีอะไรจะพูดกับฟังหยวน แต่เมื่อเขาเห็นเมิ่งไหวเซินเดินเข้ามา เขาก็รีบยิ้มและตอบคำถามของเมิ่งไหวเซิน “ขอบคุณสำหรับความห่วงใยครับ คุณลุงเมิ่ง คุณพ่อกับคุณแม่สบายดีครับ” 

 

 

“คุณคนนี้คือ?” เมิ่งไหวเซินมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ ลั่วเซ่าเชิน ดูแล้วเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าลั่วเซ่าเชินเลย เพียงแต่ทำไมถึงไม่เคยเจอเขามาก่อนเลย? เมิ่งไหวเซินเดาว่าชายหนุ่มคนนี้คงจะเป็นลูกหลานตระกูลใดตระกูลหนึ่งที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ และดูเหมือนว่าเขาจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับลั่วเซ่าเชิน 

 

 

“ลุงเมิ่งครับ ผมอยากจะแนะนำให้คุณลุงได้รู้จักกับเพื่อนสนิทของผม นี่คือฟังหยวนครับ ก่อนหน้านี้เขาอยู่ที่ต่างประเทศ เพิ่งจะกลับมาเมื่อไม่นานมานี้” 

 

 

เพียงครู่เดียว เมิ่งไหวเซินก็นึกออกว่าฟังหยวนคือใคร “คุณชายฟังนี่เอง! นี่ลูกสาวของผม ชิงซี” เมิ่งไหวเซินจับมือกับฟังหยวนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาแนะนำเมิ่งชิงซี 

 

 

“ผอ. เมิ่งครับ ผมกับคุณเมิ่งเคยเจอกันมาก่อนแล้ว ผมเชื่อว่าคุณเมิ่งเธอน่าจะจำผมได้” 

 

 

“อ้าว จริงเหรอ ชิงซี ทำไมพ่อถึงไม่เคยได้ยินลูกพูดถึงคุณชายฟังมาก่อนเลย” เมิ่งไหวเซินรู้สึกประหลาดใจที่พวกเขาสองคนเคยเจอกันแล้ว 

 

 

เมิ่งชิงซีจะลืมฟังหยวนได้อย่างไร แล้วเมื่อเมิ่งไหวเซินถามเธอ เธอก็ยิ้มพลางตอบว่า “คุณพ่อคะ ก็หนูกับคุณชายฟังไม่ได้สนิทสนมกันขนาดนั้นนี่คะ แล้วหนูจะไปรู้ได้ยังไงว่าคุณพ่อจะสนใจคุณชายฟังมากขนาดนี้!” 

 

 

เมิ่งชิงซีอยากจะเปลี่ยนเรื่องโดยเร็ว เธอไม่ได้รู้สึกสนใจฟังหยวนเลย และในตอนนี้เธอเห็นว่าลั่วเซ่าเชินยืนอยู่ข้างถังโจวโจวมาตลอด เมิ่งชิงซีจึงเบนความสนใจทันที “เซ่าเชิน หาเวลากลับไปเยี่ยมคุณลุงคุณป้าบ้างสิคะ คุณป้าเป็นห่วงคุณมากเลยนะ” 

 

 

เมิ่งชิงซีมองไปที่ถังโจวโจวด้วยความรู้สึกเหนือกว่า เท่าที่เธอรู้มาตอนนี้คุณแม่ลั่วรังเกียจถังโจวโจวอย่างมาก เมิ่งชิงซีจึงอยากจะแสดงให้ถังโจวโจวเห็นว่าคุณแม่ลั่วรักเธอมากกว่า เธอจะทำให้ถังโจวโจวไม่มีทางไปอีก 

 

 

“อย่ากังวลไปเลยค่ะ คุณเมิ่ง ฉันกับเซ่าเชินจะหาเวลากลับไปเยี่ยมคุณพ่อกับคุณแม่แน่นอน คุณไม่ต้องเป็นห่วงแทนเราหรอกนะคะ” ถังโจวโจวไม่ยอมอ่อนข้อให้เลยสักนิด 

 

 

เมิ่งไหวเซินได้ยินน้ำเสียงประชดประชันของถังโจวโจวที่เธอพูดใส่เมิ่งชิงซี เขารู้สึกไม่สบอารมณ์สักเท่าไรนัก “คุณถัง ชิงซีแค่เป็นห่วงพวกคุณ แต่น้ำเสียงของคุณกลับไม่ค่อยน่าฟังเลยนะครับ” 

 

 

น้ำเสียงของเมิ่งไหวเซินค่อนข้างนุ่มนวล เขาไม่เพียงแต่เอ่ยเตือนถังโจวโจว แต่ยังแก้ตัวแทนเมิ่งชิงซีอีกด้วย เมื่อถังโจวโจวได้ยินอย่างนั้น ก็ยิ่งตีความผิดจุดประสงค์ไปอีก 

 

 

“คุณลุงเมิ่งคะ นี่มันเป็นเรื่องในครอบครัวของฉันกับเซ่าเชิน แต่คุณเมิ่งกลับดูเป็นห่วงเป็นใยมากกว่าพวกเราเสียอีก ฉันก็เลยไม่ค่อยพอใจนิดหน่อย ถ้าฉันทำอะไรผิดไป โปรดยกโทษให้ฉันด้วยนะคะ!” 

 

 

ถังโจวโจวเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ แต่เพราะความจริงใจที่มันมากเกินไป ทำให้เมิ่งไหวเซินรับไม่ได้ เมิ่งชิงซีพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเช่นกันว่า “ถังโจวโจว เธอพูดอะไรของเธอน่ะ คุณพ่อฉันแค่เตือนเธอด้วยความหวังดี ก็เพราะเธอปฏิบัติกับผู้ใหญ่แบบนี้ไง คุณป้าลั่วถึงได้…” 

 

 

ถังโจวโจวและเมิ่งชิงซีล้วนเข้าใจความหมายที่ละเว้นเอาไว้ แต่ในเมื่อเมิ่งชิงซีไม่ได้พูดมันออกมา ถังโจวโจวจึงแสร้งทำเป็นไม่รู้ “คุณเมิ่งคะ คุณแม่คิดยังไงกับฉันหรือคะ แล้วคุณรู้ได้ยังไงคะ” 

 

 

เมิ่งชิงซีไม่สามารถนำคำพูดส่วนตัวที่เธอคุยกับคุณแม่ลั่วออกมาพูดได้ เกิดคุณแม่ลั่วรู้เข้าคงจะต้องเอนเอียงไปหาถังโจวโจวแน่ ถึงตอนนั้นเธอยังจะมีโอกาสอะไรอีก ดังนั้น ถึงแม้ว่าเมิ่งชิงซีจะไม่เต็มใจ แต่เธอก็ต้องยอมเผาความคิดที่จะต่อกรกับถังโจวโจวไปก่อน 

 

 

ทีแรกเมิ่งไหวเซินมีความรู้สึกแปลกประหลาดกับถังโจวโจว แต่เมื่อได้เห็นถังโจวโจวกดขี่เมิ่งชิงซีแบบนี้ ความรู้สึกนั้นก็พลันหายไปใน ยิ่งได้เห็นท่าทางก้าวร้าวของเด็กคนนี้ ก็ยิ่งทำให้เมิ่งไหวเซินรู้สึกรังเกียจเธอ และไม่คิดจะทดสอบความรู้สึกของตัวเองอีกต่อไป 

 

 

“เซ่าเชิน ชิงซีแค่หวังดีกับพวกหลาน แต่ในเมื่อคุณถังไม่ยอมรับน้ำใจแบบนี้ ชิงซี ต่อแต่นี้ไปลูกห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของตระกูลลั่วอีก! เซ่าเชิน ลุงมีอย่างอื่นต้องไปทำ ขอตัวก่อนล่ะ” 

 

 

“ลุงเมิ่งครับ โจวโจวเธอเป็นพวกที่ปากกับใจตรงกัน คุณลุงอย่าเก็บเอาไปใส่ใจเลยนะครับ” 

 

 

เมิ่งไหวเซินยิ้มเพียงเล็กน้อย แต่เขาจะคิดอย่างไรนั้น มันก็ไม่ใช่ธุระของลั่วเซ่าเชิน 

 

 

เมื่อเห็นว่าเมิ่งชิงซีเอาแต่จ้องมองไปที่ลั่วเซ่าเชิน เมิ่งไหวเซินที่เพิ่งจะก้าวเดินไปได้สองก้าวก็ต้องหยุดฝีเท้าลง “ชิงซี!” 

 

 

เมิ่งชิงซีได้ยินน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความโกรธของเมิ่งไหวเซิน เธอจึงรีบตอบกลับไปอย่างกระตือรือร้นว่า “มาแล้วค่ะ คุณพ่อ” เธอควงแขนของเมิ่งไหวเซิน และยอมจากไปด้วยความจำใจ 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเมิ่งไหวเซินจากไปอย่างไม่สบอารมณ์ เขาก็หันไปมองถังโจวโจวด้วยอาการติดตลก “คุณดีใจล่ะสิ?” 

 

 

ถังโจวโจวยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก เมื่อเห็นเขาถามเหมือนจะตำหนิเธอมากกว่า “ทำไมคะ กลัวเธอเสียใจเหรอ อย่างนั้นคุณก็ตามเธอไปสิ!” หลังจากพูดประโยคนี้จบ ถังโจวโจวก็แอบรู้สึกเสียใจ เพียงแต่เธอปากแข็ง ไม่ยอมขอโทษลั่วเซ่าเชิน 

 

 

ในขณะที่ฟังหยวนกับหลินเหยาก็ยืนมองบรรยากาศอันน่าตึงเครียดของพวกเขาอยู่ด้านข้าง สายตาพากันแสร้งเบนออกไปคนละทาง เพื่อเปิดพื้นที่ว่างให้กับคนอีกสองคน 

 

 

ลั่วเซ่าเชินรู้สึกขำที่เห็นว่าถังโจวโจวกางหนามรอบๆ ตัว “เอาละๆ ผมยังไม่ได้ว่าอะไรเลย คุณจะทำตัวเป็นเม่นทำไม!” 

 

 

เป็นลั่วเซ่าเชินที่ยอมหาทางลงให้ถังโจวโจวก่อน ถังโจวโจวหันไปเห็นสายตาล้อเลียนของลั่วเซ่าเชิน แม้ว่าจะยังมีความโกรธที่ระบายออกมาไม่ได้อยู่ แต่เมื่อผ่านไปสักพัก พวกเขาสองคนต่างก็มองท่าทางของกันและกัน ก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมกันในทันที “ฮ่าๆ…” 

 

 

“เอาละ ทีนี้คงจะมีความสุขแล้วสินะ” ลั่วเซ่าเชินรู้สึกเบาใจ เมื่อได้เห็นถังโจวโจวกลับมายิ้มแย้มอีกครั้ง เขารู้สึกไม่สบายใจถ้าต้องเห็นว่าถังโจวโจวไม่มีความสุข เขาแค่อยากจะทำอะไรบางอย่างเพื่อไม่ให้เธอถูกรบกวนจิตใจจากเรื่องต่างๆ 

 

 

ถังโจวโจวฉีกยิ้มอยู่อย่างนั้น และเมื่อเธอเห็นแววตาลึกซึ้งของลั่วเซ่าเชิน ทันใดนั้นเธอก็พูดว่า “เซ่าเชิน ขอโทษนะคะ เมื่อครู่นี้ฉันผิดเอง” ถังโจวโจวเป็นเด็กดีที่รู้จักผิดชอบชั่วดี เมื่อครู่นี้เธออดใจไม่ตอบโต้เมิ่งชิงซีไม่ไหวจริงๆ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่ได้ตำหนิเธอ แต่เป็นเธอที่คิดมากเกินไป ดังนั้น เธอจึงใช้คำพูดในแง่ลบเหล่านั้น จริงๆ แล้วหลังจากที่ถังโจวโจวพูดจบ เธอก็เสียใจ แล้วเธอก็รู้สึกผิด รู้สึกขอโทษที่ไม่ได้กล่าวคำขอโทษกับลั่วเซ่าเชิน 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเธอไม่ได้คิดถึงเรื่องเมื่อครู่นี้แล้ว เขาก็ได้แต่ลูบศีรษะของเธอ “เอาน่า คิดว่าผมไม่รู้จักคุณหรือไง ถ้าเธอไม่ได้พูดถึงคุณแม่ขึ้นมา คุณก็คงจะไม่เป็นแบบนี้” 

 

 

แน่นอนว่าลั่วเซ่าเชินดูออกว่าเมิ่งชิงซีต้องการโอ้อวด เพียงแต่น่าเสียดายที่สายตาของคุณพ่อเมิ่งเอาแต่จับจ้องไปที่ถังโจวโจว เขาจึงไม่เห็นความหมายแท้จริงที่เมิ่งชิงซีอยากจะสื่อ แล้วก็ยังพานคิดไปว่าถังโจวโจวจงใจพูดเล่นงานเมิ่งชิงซี 

        “อาเหยียน คุณหลินได้พบกับความรักครั้งใหม่แล้ว เราก็ควรจะแสดงความยินดีกับเธอนะคะ!” สวีเฉินซียืนอยู่ข้างๆ หลิวเหยียนมาตลอด คำพูดที่เธอโพล่งออกมา ทำให้หลิวเหยียนหันไปจ้องมองเธอด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว

 

 

           หลิวเหยียนคิดว่าสวีเฉินซีไม่น่าพูดประโยคนี้ออกมาเลยจริงๆ หลินเหยาเป็นของเขา ผู้ชายคนนี้เกี่ยวอะไรด้วย หลิวเหยียนไม่ยอมรับเด็ดขาด เขาชักรู้สึกหงุดหงิดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับฟังหยวนอย่างนี้

 

 

“ขอบคุณสำหรับคำอวยพรนะคะ คุณสวี ฉันกับอาหยวนจะต้องไปด้วยกันได้ดีอย่างแน่นอน”

 

 

หลินเหยาเห็นว่านัยน์ตาของหลิวเหยียนเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยพอใจด้วย ในตอนแรกเธอก็ไม่ได้คิดว่าการกระทำของถังโจวโจวนั้นจะมีผลกระทบอะไร แต่เมื่อได้เห็นเต็มตาว่าหลิวเหยียนสนใจเรื่องนี้มากขนาดนี้ จู่ๆ เธอก็รู้สึกว่ามันน่าสนุกเอาการ

 

 

ฟังหยวนเห็นว่าจู่ๆ หลินเหยาก็ให้ความร่วมมือกับเขาเช่นกัน จากนั้นเขาก็มองดูหลิวเหยียนที่โกรธจนควันออกหู อีกฝ่ายคงรู้สึกเสียดายที่ไม่สามารถทำอะไรเขาได้ ทันใดนั้นเอง ฟังหยวนก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ชักจะสนุกมากขึ้นทุกที

 

 

เขาเขยิบเข้าไปใกล้กับใบหูของหลินเหยา และเมื่อหลินเหยารู้สึกได้ถึงลมหายใจของเขา เธอก็พยายามจะเลี่ยงหลบ แต่ฟังหยวนนั้นล็อกเอวเธอไว้แน่น เขากระซิบที่ข้างหูเธอว่า “คราวนี้คุณติดหนี้ผมครั้งใหญ่เลย”

 

 

แม้ว่าฟังหยวนจะเคลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้กับใบหูของหลินเหยา แต่เขาก็ไม่ลืมลอบสังเกตปฏิกิริยาของถังโจวโจว และเมื่อเขาเห็นว่าแววตาของเธอเปล่งประกายอย่างยินดี ฟังหยวนก็รู้สึกว่าเขาถอยไม่ได้เสียแล้ว จากนั้นเขาก็ไม่ได้มองเธออีกต่อไป ได้แต่หันกลับมาช่วยหลินเหยาจัดการกับเรื่องตรงหน้านี้ต่อ

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าทางด้านของถังโจวโจวนั้นมีคนยืนรวมตัวกันอยู่มากมาย แล้วก็ดูเหมือนว่าจะมีคนที่เขารู้จักอยู่ในกลุ่มนั้นไม่น้อยเลย หลังจากทักทายคนอื่นเสร็จ เขาก็รีบเดินตรงไปหาเธอ

 

 

แล้วจู่ๆ ก็มีคนมาขวางหน้าเขาเอาไว้ “อาเชิน!”

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นหันฮุ่ยซินปรากฏตัวขึ้นในงานเลี้ยง เขาก็รู้สึกว่าเธอมีความสามารถมากขึ้นจริงๆ “ฮุ่ยซิน คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

 

 

แม้ว่าลั่วเซ่าเชินจะเคยพูดว่าเขาไม่อยากติดต่อกับหันฮุ่ยซินอีก แต่เมื่อเจอหน้ากันเขาก็จำต้องเอ่ยทักทายเธอ เพราะถึงอย่างไรพวกเขาสองคนก็รู้จักกันมานาน ลั่วเซ่าเชินไม่สามารถเดินผ่านหันฮุ่ยซินราวกับว่าเป็นคนแปลกหน้าได้

 

 

“อาเชิน ฉันมากับคุณเจียงน่ะ” หันฮุ่ยซินไม่ได้ปิดบัง เดิมทีเธอก็ไม่อยากจะรับนัดของเจียงรุ่ยเฉินด้วยซ้ำ แต่เมื่อเธอได้ยินว่าลั่วเซ่าเชินน่าจะมา เธอก็คิดทบทวนดูอีกครั้ง ก่อนจะตอบตกลงในที่สุด

 

 

เมื่อได้เห็นแววตาอันแสนเย็นชาของลั่วเซ่าเชิน รอยยิ้มที่ติดอยู่บนใบหน้าของหันฮุ่ยซินก็ค่อยๆ จืดจางลง ลั่วเซ่าเชินไม่ได้สังเกตเห็นการแต่งตัวที่ละเอียดลออของเธอเลยสักนิด เธอแต่งตัวมาเพื่อที่จะได้เข้าไปอยู่ในสายตาของเขานะ

 

 

หันฮุ่ยซินก็ไม่ได้ตั้งใจอยากทำอะไรแบบนี้หรอก แต่เธอไม่รู้ว่าจะดึงดูดสายตาของลั่วเซ่าเชินได้อย่างไรอีกนอกจากวิธีนี้

 

 

เธออยู่ในชุดเดรสสีม่วงเอวสูง บวกกับการเลือกโทนแต่งหน้าและทรงผมที่เหมาะสม ทำให้หันฮุ่ยซินดูงดงามกว่าปกติ เธอดูสง่างามมีราศี และลำคอที่สูงระหงนั้นก็ยังบ่งบอกถึงความงามที่ไม่เป็นสองรองใคร

 

 

ลั่วเซ่าเชินได้ฟังคำอธิบายทั้งหมดนั้นของหันฮุ่ยซิน เขาก็ไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรเลย “อ้อ ก็ดี ฮุ่ยซิน ผมมีธุระ ขอตัวก่อนนะ”

 

 

ลั่วเซ่าเชินปลีกตัวจากหันฮุ่ยซินไปหาถังโจวโจว เขาก็คิดไม่ถึงว่าหันฮุ่ยซินจะเดินตามเขามาด้วย ซ้ำร้ายยังมาหยุดยืนขวางหน้าเขาอีก ลั่วเซ่าเชินจึงมองเธออย่างไม่ค่อยเข้าใจ “คุณคิดจะทำอะไรน่ะ ฮุ่ยซิน?”

 

 

เขาคิดว่าระหว่างเขากับเธอไม่มีเรื่องอะไรให้คุยกันอีก ครั้งก่อนก็เคลียร์จบไปแล้วนี่? หรือว่าหันฮุ่ยซินอยากจะทะเลาะกับเขาในสถานที่แบบนี้ ลั่วเซ่าเชินรู้สึกได้ถึงความเบื่อหน่ายที่มันล้นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ

 

 

หันฮุ่ยซินดูลนลานเมื่อสังเกตเห็นถึงความเหนื่อยหน่ายในสายตาของลั่วเซ่าเชิน เธอจึงรีบอธิบายอย่างตะกุกตะกักในทันที “อาเชิน ฉัน… ฉันไม่…ไม่ได้จะทำอะไร ฉันแค่อยากจะคุยกับคุณก็เท่านั้นเอง อาเชิน ทำไมตอนนี้คุณถึงมองฉันในแง่ร้ายตลอดเลย”

 

 

เมื่อพูดมาถึงประโยคหลัง น้ำเสียงของหันฮุ่ยซินก็เริ่มตัดพ้อ ความกลัวในตอนแรกค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความสงบนิ่ง จากนั้นยิ่งเธอพูดมากเท่าไร มันก็ยิ่งลื่นไหลมากขึ้นเท่านั้น เธออยากจะระบายความแค้นที่อยู่ในใจของเธอออกมาให้หมดเสียด้วยซ้ำ

 

 

“เปล่าเลย ฮุ่ยซิน ผมมีธุระจริงๆ ถ้าคุณมีอะไรจะคุย ไว้ครั้งหน้าเราค่อยหาเวลามาคุยกันก็แล้วกัน” ลั่วเซ่าเชินมองดูหันฮุ่ยซินที่ทำท่าจะร้องไห้ แม้ว่าเขาจะไม่อยากทำร้ายจิตใจเธอ แต่เขาก็รู้ตัวดีว่าเขาไม่สามารถให้ความหวังกับหันฮุ่ยซินได้อีกแล้ว

 

 

หันฮุ่ยซินเห็นว่าสายตาของลั่วเซ่าเชินนั้นเอาแต่จับจ้องไปทางด้านหลังของเธอ เธอรู้ดีว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ “คุณคงอยากจะไปหาถังโจวโจวแย่แล้วใช่ไหม”

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่ตอบ แต่สายตาและท่าทางของก็บอกทุกอย่างแล้ว หันฮุ่ยซินจ้องเขาอยู่นาน ก่อนจะค่อยๆ ขยับตัวเปิดทางให้ เธอเห็นว่าลั่วเซ่าเชินค่อนข้างตกใจ หลังจากนั้นเขาก็ยิ้มออกมา

 

 

“ไปเถอะค่ะ ฉันรู้ดี แม้ว่าคุณจะอยู่ตรงนี้ แต่หัวใจของคุณก็ไม่ได้สนใจฉันเลย”

 

 

“ไว้ค่อยคุยกันนะ ฮุ่ยซิน” หลังจากได้ยินลั่วเซ่าเชินพูดแบบนี้ แล้วเขาก็ทิ้งให้เธอยืนอยู่คนเดียว เพราะจะรีบไปหาถังโจวโจว รอยยิ้มเบิกบานที่มีอยู่เมื่อครู่นี้ของหันฮุ่ยซินก็ค่อยๆ กลายเป็นรอยยิ้มที่ขมขื่น

 

 

“ในเมื่อคุณไม่พอใจ คุณจะฝืนยิ้มออกมาทำไมล่ะคะ คุณหัน” ทันใดนั้นเองก็มีเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านข้าง ซึ่งเสียงนั้นทำให้น้ำตาของหันฮุ่ยซินเหือดหายไปอย่างไร้ร่องรอย

 

 

เมื่อหันฮุ่ยซินหันไปมอง เธอก็เห็นคนที่คุ้นเคย “คุณเมิ่งคะ คุณคงเข้าใจผิดแล้ว ฉันมีเรื่องอย่างอื่นต้องไปทำ ขอตัวก่อนนะคะ”

 

 

“คุณหันคะ ทำไมพอฉันมาแล้วคุณก็จะไป คุณมีปัญหาอะไรกับฉันหรือเปล่า” เมิ่งชิงซีในชุดสีแดงเพลิงจนสามารถสะกดสายตาของหันฮุ่ยซินไว้ได้ แต่รอยยิ้มเย้ยหยันที่อยู่บนใบหน้าของเธอกลับทำให้หันฮุ่ยซินรู้สึกไม่พอใจ

 

 

หันฮุ่ยซินขี้เกียจจะรับมือกับเมิ่งชิงซี แต่แล้วเธอกลับถูกจับแขนไว้แน่นไม่ยอมปล่อย หันฮุ่ยซินทำอะไรเมิ่งชิงซีไม่ได้ เธอจึงทำได้แค่เพียงกล้ำกลืนฝืนทนคุยกับเมิ่งชิงซีต่อไป

 

 

“คุณเมิ่งคะ ฉันจะไปกล้ามีปัญหากับคุณได้ยังไง”

 

 

เมิ่งชิงซีดูออกว่าหันฮุ่ยซินไม่พอใจ แต่เธอก็ยังแสร้งมองไปที่หันฮุ่ยซินอย่างไร้เดียงสา “คุณหันคะ คุณไม่รู้สึกแย่เหรอที่เซ่าเชินทำกับคุณแบบนี้ แล้วไหนจะถังโจวโจวนั่นอีก ทำไมเธอถึงได้ทุกอย่างที่เคยเป็นของคุณไปหมด”

 

 

หันฮุ่ยซินโดนเมิ่งชิงซีร่ายมนต์ใส่ไปชั่วขณะ แต่เพียงไม่นานเธอก็เข้าใจได้ว่าเมิ่งชิงซีแค่อยากจะยั่วโมโหเธอก็เท่านั้น “คุณเมิ่งคะ คุณไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องของฉันหรอก คุณห่วงตัวคุณเองจะดีกว่า”

 

 

รอยยิ้มบนใบหน้าของเมิ่งชิงซีค่อนข้างเหยียดตึง “คุณหัน ฉันแค่รู้สึกเสียเปรียบแทนคุณก็เท่านั้นเอง คุณไม่จำเป็นต้องเข้าใจฉันผิดแบบนี้เลย?”

 

 

หันฮุ่ยซินไม่สนใจคำพูดเมิ่งชิงซี “คุณเมิ่งคะ ฉันว่าแทนที่คุณจะสนใจฉัน คุณหันไปสนใจตัวเองก่อนดีกว่าค่ะ เพราะคุณต้องการมันมากกว่าฉันอีก” เมื่อหันฮุ่ยซินพูดจบ เธอก็เหยียดยิ้มให้เมิ่งชิงซี ก่อนจะสะบัดแขนแล้วเดินเลี่ยงไปอีกด้านหนึ่ง

 

 

เมิ่งชิงซีจิกเล็บลงบนฝ่ามือตัวเองอยู่นาน มือทั้งสองข้างกำหมัดแน่น พลางมองตามแผ่นหลังของหันฮุ่ยซินไป “เธอกำลังมองข้ามความหวังดีของคนอื่น!” เมิ่งชิงซีค่อนข้างหัวเสียที่หันฮุ่ยซินไม่ได้เป็นไปตามที่เธอคิด

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าลั่วเซ่าเชินมาแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็ยิ่งฉีกกว้างมากกว่าเดิม เธอรอจนลั่วเซ่าเชินเดินเข้ามาถึงตัวเธอ “เซ่าเชิน มาแล้วหรือคะ” ถังโจวโจวรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ลั่วเซ่าเชินเข้ามาหาเธอในเวลาที่พอเหมาะพอเจาะเช่นนี้

 

 

“ผมจะมาดูคุณสักหน่อย แล้วนี่มีอะไรกัน ทำไมถึงมายืนรวมตัวกันอยู่ตรงนี้” ลั่วเซ่าเชินแปลกใจที่เห็นฟังหยวนโอบเอวหลินเหยา สองคนนี้คบกันตั้งแต่เมื่อไร? ไม่เคยได้ยินข่าวเลยสักนิด ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าบรรยากาศในตอนนี้มันค่อนข้างผิดปกติ แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรออกมา

 

 

เพียงแค่ส่งสายตาให้กับถังโจวโจว ถังโจวโจวก็ส่ายหน้าเบาๆ ให้เขา ลั่วเซ่าเชินเข้าใจความหมายที่เธอจะสื่อทันที เขาจึงแสร้งทำเป็นทักทายฟังหยวนตามปกติ “อาหยวน หลินเหยา ปกติไม่ค่อยเห็นพวกนายตัวติดกันขนาดนี้เลยนี่?”

 

 

ฟังหยวนรับคำในทันที “อาเชิน ก็ฉันเห็นว่าเหยาเหยาถูกรังแกน่ะสิ ฉันก็เลยต้องทำให้ทุกคนได้รู้ว่าเหยาเหยาเธอมีเจ้าของแล้ว นายว่าอย่างนั้นไหม!”

 

 

“ใช่ ต้องทำให้ทุกคนได้รู้ว่าเธอมีเจ้าของ” ในขณะที่เขาพูดประโยคนี้ ลั่วเซ่าเชินกลับสบตามองถังโจวโจวอย่างลึกซึ้ง เขามองเสียจนถังโจวโจวใจเต้นตึกตัก

 

 

เมื่อหลิวเหยียนเห็นลั่วเซ่าเชินในระหว่างที่กำลังเดินเข้ามาร่วมวง เขาก็ยิ้มแย้มแจ่มใส เพราะเขาอยากจะสร้างความสนิทสนมกับลั่วเซ่าเชิน แต่เขานึกไม่ถึงเลยว่าลั่วเซ่าเชินกับพวกหลินเหยาจะรู้จักกันด้วย เขาจึงยิ้มไม่ออกอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะถามด้วยความตกตะลึง “ผอ. ลั่ว พวกคุณรู้จักกันหรือครับ โจวโจวคือภรรยาของคุณ?”

 

 

เมื่อหลิวเหยียนเห็นถังโจวโจวยืนอยู่ข้างลั่วเซ่าเชิน เขาก็ไม่อยากจะเชื่อ นี่ถังโจวโจวได้แต่งงานกับคนรวยขนาดนี้เลยอย่างนั้นหรือ นี่มันเข้าข่ายคนจริงไม่ต้องพูดเยอะชัดๆ!

 

 

ลั่วเซ่าเชินหันกลับไปมองหลิวเหยียน หัวคิ้วของเขาขมวดมุ่น “คุณคือ?”

 

 

หลิวเหยียนรีบเอ่ยแนะนำตัวในทันที “สวัสดีครับ ท่านผอ. ลั่ว ผมคือหลิวเหยียนจากตระกูลสวี เมื่อไม่นานมานี้บริษัทของเราได้เจรจาธุรกิจร่วมกับบริษัทของท่าน อ้อ! นี่คู่หมั้นของผมครับ บุตรสาวของตระกูลสวี…สวีเฉินซี”

 

 

ในขณะที่หลิวเหยียนแนะนำตัวอยู่นั้น เขาก็หยิบนามบัตรออกมาจากกระเป๋าและยื่นส่งให้กับลั่วเซ่าเชิน แต่ลั่วเซ่าเชินไม่ได้คิดจะรับ เมื่อหลิวเหยียนเห็นว่าลั่วเซ่าเชินไม่สนใจ เขาก็ยิ้มแห้ง ก่อนจะชักมือเก็บนามบัตรกลับไปช้าๆ

 

 

สวีเฉินซียื่นมือออกมาข้างหนึ่ง เมื่อได้ยินหลิวเหยียนกล่าวแนะนำเธอ “สวัสดีค่ะ ท่านผอ. หวังว่าตระกูลของเราจะเริ่มต้นกันได้ด้วยดีนะคะ”

 

 

ลั่วเซ่าเชินยื่นมือออกไปจับมือของสวีเฉินซีเบาๆ ด้วยมารยาทที่มีต่อสุภาพสตรี แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาฟังความหมายของสวีเฉินซีไม่ออก “ตอนนี้เป็นเวลาส่วนตัวครับ คุณสวี เราไม่จำเป็นต้องคุยเรื่องงานกันที่นี่หรอกนะครับ

 

 

แล้วอีกอย่าง เรื่องภายในบริษัทย่อมต้องมีคนรับผิดชอบอยู่แล้ว ผมแน่ใจว่าคุณสวีก็มีความมั่นใจในทีมงานดี ผมเองก็หวังว่าเราคงจะได้ร่วมงานกันนะครับ” คำพูดเรียบเรื่อยของลั่วเซ่าเชินทำให้สวีเฉินซีไม่อาจฝืนยิ้มต่อไปได้

 

 

หลิวเหยียนรู้สึกโกรธเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าลั่วเซ่าเชินโต้ตอบพวกเขากลับมาอย่างไร้เยื่อใย แต่เขาก็ไม่กล้าแสดงความรู้สึกออกมา “ผอ. ลั่วครับ ผมกับคู่หมั้นยังมีธุระอื่นต่ออีก พวกผมไม่รบกวนพวกคุณแล้ว ขอตัวก่อนนะครับ”

 

 

สวีเฉินซีฉีกยิ้มให้ลั่วเซ่าเชินอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะเดินตามหลิวเหยียนออกไป ถังโจวโจวนับถือหัวใจของผู้หญิงคนนี้จริงๆ เซ่าเชินเมินพวกเขาซะขนาดนั้น พวกเขาก็ยังจะยิ้มได้อยู่อีก

 

 

เมื่อหลินเหยาเห็นว่าพวกเขาจากไปแล้ว เธอก็รีบกระโดดออกมาจากอ้อมแขนของฟังหยวน เธอเห็นฟังหยวนทำท่ากุมหน้าอกอย่างเจ็บปวด “เหยาเหยา คุณคงจะไม่ปั้นปึ่งใส่ผมหรอกใช่ไหม นี่พอผมหมดประโยชน์แล้ว คุณก็ทิ้งขวางผมแบบนี้เลยหรือ”

 

 

หลินเหยาหน้าแดงก่ำ เห็นได้ชัดว่าเธอไม่สามารถรับมือกับลูกเล่นของฟังหยวนได้ทันท่วงที “ฟังหยวน คุณพูดอะไรน่ะ” คนที่ดูจริงจังเมื่อครู่นี้ จู่ๆ ก็เหมือนถูกปิดสวิตช์ สีหน้าเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มในทันที

 

 

ถังโจวโจวยิ้มอย่างดีอกดีใจ “เหยาเหยา เป็นยังไงล่ะ แล้วเมื่อกี้นี้ฟังหยวนช่วยเธอได้ดีมากเลยใช่ไหม”

 

 

“ยังมีหน้ามาพูดอยู่อีก ถ้าไม่ใช่เพราะจู่ๆ เธอทำอย่างนั้น ฉันจะเป็นแบบนี้ไหม”

 

 

เมื่อเธอเห็นว่าหลินเหยาตั้งท่าจะพุ่งเข้ามาจักจี้เธอ ถังโจวโจวก็รีบไปหลบอยู่ด้านหลังของลั่วเซ่าเชิน “เหยาเหยา เธอจะลืมบุญคุณฉันเร็วแบบนี้ไม่ได้นะ!”

 

 

หลินเหยาเห็นว่าถังโจวโจวหัวเราะเสียงดังจนคนรอบข้างหันมามอง “โจวโจว เบาเสียงลงหน่อย เธออยากให้หลิวเหยียนวกกลับมาอีกรอบหรือไง”

      ในตอนบ่าย จู่ๆ ลั่วเซ่าเชินก็โทรศัพท์มาหาถังโจวโจว เขาบอกให้เธอไปร่วมงานเลี้ยงเป็นเพื่อนเขาในตอนเย็น ถังโจวโจวรับปาก หลังจากนั้นลั่วเซ่าเชินก็ส่งหวังหวามารับถังโจวโจว และเมื่อเธอเสริมสวยและเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเสร็จแล้ว ทั้งคู่ก็มาถึงสถานที่จัดงานเลี้ยงในเวลาประมาณหกนาฬิกาห้าสิบนาที 

 

 

           ถังโจวโจวสวมชุดราตรีสีขาวและสวมรัดเกล้าอันเล็กๆ ไว้บนศีรษะ เธอดูดีมีสง่าราศี ในขณะ เดียวกันลั่วเซ่าเชินก็อยู่ในชุดสูทสีดำขลับ และเมื่อเขาเดินคู่กับถังโจวโจวแล้ว เห็นได้ชัดว่าพวกเขาแต่งตัวมาให้เข้ากัน ดูเหมาะสมกันเป็นอย่างยิ่ง 

 

 

           หลังจากได้เป็นคู่ควงออกงานกันมาหลายต่อหลายครั้ง แม้ว่าถังโจวโจวจะรู้สึกเบื่อหน่ายกับบรรยากาศของงานเลี้ยง แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกประหม่าเหมือนกับครั้งแรก เธอรู้แล้วว่าเธอแค่ต้องหาที่หลบซ่อนและกินของโปรดของตัวเอง แล้วเวลาในงานเลี้ยงก็จะผ่านไปอย่างง่ายดาย 

 

 

           บนท่อนแขนของลั่วเซ่าเชินมีแขนของถังโจวโจวควงอยู่ พวกเขาเดินเข้าไปทักทายกับเจ้าของงานเลี้ยงก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นถังโจวโจวก็กระซิบอะไรบางอย่างกับลั่วเซ่าเชิน ก่อนจะปลีกตัวเดินไปที่ซุ้มอาหาร 

 

 

“โจวโจว มาแล้วเหรอ!” เมื่อได้ยินใครบางคนเรียกเธอจากด้านหลัง ถังโจวโจวก็หันหลังกลับไปมอง แล้วเธอก็พบว่าเป็นหลินเหยา เธอจึงทักทายอย่างมีความสุขว่า “เหยาเหยา เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” 

 

 

“วันนี้ฉันมาเป็นคู่ควงของฟังหยวนน่ะ มาออกงานเป็นเพื่อนเขา งานเลี้ยงนี่น่าเบื่อชะมัด!” หลินเหยาจับมือของถังโจวโจวด้วยความดีใจ วันนี้เธอสวมชุดเดรสสีดำคอวี ชายกระโปรงยาวลากพื้นมางาน ลำคอประดับด้วยสร้อยคริสตัล นอกนั้นบนร่างกายของเธอก็ไม่มีเครื่องประดับใดๆ อีก 

 

 

“เหยาเหยา ทำไมเธอถึงมากับฟังหยวนได้” ถังโจวโจวเอ่ยถามด้วยความสงสัย 

 

 

เมื่อได้เห็นแววตาวูบไหวของหลินเหยา ถังโจวโจวก็รู้สึกแปลกๆ และเริ่มให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น พอดีกันกับที่เธอยังไม่มีที่ให้ฆ่าเวลา เหยาเหยาก็เข้ามาหาเธอพอดี 

 

 

ถังโจวโจวลากเธอไปที่มุมหนึ่ง ในมือของพวกเธอสองคนมีจานอยู่คนละใบ ซึ่งในจานต่างก็มีอาหารที่พวกเธอชอบกิน “บอกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ เธอไปสนิทกับเขาขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร นี่ความรักของเธอเบ่งบานในตอนนี้ที่ฉันไม่รู้เหรอ เหยาเหยา?” 

 

 

เมื่อหลินเหยาเห็นว่าถังโจวโจวยิ่งพูดยิ่งไปกันใหญ่ เธอก็ตบไหล่เรียกสติเพื่อนเบาๆ “โจวโจว พูดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ? มันไม่ใช่อย่างที่เธอคิดสักหน่อย! เราเป็นแค่เพื่อนกัน เธอแค่เชื่อฉันก็พอ” 

 

 

จากนั้นหลินเหยาก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในผับให้ถังโจวโจวฟัง ถังโจวโจวพูดอย่างไม่พอใจว่า “เหยาเหยา บทเรียนที่เราเจอด้วยกันเมื่อคราวก่อนนั้นยังไม่พออีกเหรอ นี่เธอไปร้านเหล้ามาอีกแล้ว?” 

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกเศร้าไปชั่วขณะ หลินเหยายอมไปดื่มเหล้าที่ผับเพียงคนเดียว แทนที่จะมาระบายกับเธอ เธอนี่ไม่สมกับคำว่าเพื่อนสนิทเลยจริงๆ 

 

 

เมื่อหลินเหยาเห็นว่าสีหน้าของถังโจวโจวสลดลง เธอก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่สบายใจ เธอจึงพูดปลอบใจว่า “ฉันเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกันนี่นา! อุตส่าห์เลือกไปผับดีๆ แล้วแท้ๆ นึกไม่ถึงเลยว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น โจวโจว แต่เธอไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอกนะ ต่อให้ฟังหยวนจะไม่ได้เข้ามาช่วย ฉันก็จัดการผู้ชายคนนั้นได้อยู่แล้ว” หลินเหยาตบอกและพูดอย่างมั่นใจ 

 

 

ถังโจวโจวยังคงรู้สึกไม่สบายใจ เธอพูดด้วยเสียงแผ่วเบา “เหยาเหยา นี่เธอยอมไปดื่มคนเดียว แทนที่จะชวนฉันไปเป็นเพื่อน…” 

 

 

“ถังโจวโจว ถ้าเธอยังเป็นแบบนี้อยู่อีก ฉันจะไม่สนใจเธอแล้วนะ!” หลินเหยาอุตส่าห์พูดกับเธอดีๆ แต่เธอดันมาน้อยอกน้อยใจอย่างนี้ หลินเหยาอยากจะตีสมองหมูของถังโจวโจวเพื่อเตือนสติเสียเหลือเกิน เธอมองถังโจวโจวในแง่นั้นเสียเมื่อไร ไร้สาระจริงๆ! 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าตัวเองทำให้หลินเหยาโกรธ เธอก็รีบตัดบทในทันที “เอาละๆ เหยาเหยา เลิกพูดถึงผู้ชายคนนั้นเถอะ รีบบอกฉันมาดีกว่าว่าทำไมเธอถึงมาเป็นคู่ควงของฟังหยวนได้ เหยาเหยา ฉันขอเตือนเธอไว้อย่างนะ เธอเป็นเพื่อนกับฟังหยวนได้ แต่ถ้าจะเป็นคนรัก ต่อไปเธอจะต้องลำบากแน่ๆ!” 

 

 

“คนรักอะไรล่ะ ถังโจวโจว นี่เธอคิดอะไรอยู่ ฉันกับเขา ดีที่สุดก็เป็นได้แค่… ‘เพื่อนดื่ม’ เท่านั้นแหละ” หลินเหยาหยุดคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหาคำที่เหมาะสมมาอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับฟังหยวนในตอนนี้ได้ 

 

 

“เพื่อนดื่ม? เพื่อนดื่มเหล้าน่ะเหรอ” ถังโจวโจวเคลือบแคลงใจ 

 

 

“ใช่ เพื่อนดื่มเหล้า” หลินเหยาพยักหน้าเพื่อยืนยันคำตอบนั้น 

 

 

ถังโจวโจวแอบหน้าม่อยคอตก เมื่อเห็นว่าไม่มีประเด็นอะไรน่าสนใจกว่านี้หลุดออกมาจากปากของหลินเหยาเลย ไม่เห็นสนุกเลยสักนิด อีกใจหนึ่งเธอก็อยากให้หลินเหยาได้พบกับฤดูใบไม้ผลิของตัวเองเสียที เธอจะได้พบเจออะไรใหม่ๆ จากความรักในครั้งนี้ ไม่ต้องยึดติดอยู่กับผู้ชายสารเลวอย่างหลิวเหยียนอีก 

 

 

แม้ว่าถังโจวโจวจะรู้สึกว่าฟังหยวนไม่ค่อยเหมาะสมกับหลินเหยา คนที่มีลูกเล่นแพรวพราวแบบฟังหยวน เธอกลัวว่าหลินเหยาจะคุมเขาไม่อยู่ และกลัวว่าเขาจะทำให้หลินเหยาเสียใจเปล่าๆ ด้วย 

 

 

แต่เมื่อคิดดูดีๆ แล้ว อย่างน้อยฟังหยวนก็ยังดีกว่าหลิวเหยียน และด้วยคุณสมบัติของฟังหยวนก็สามารถทำให้หลิวเหยียนอึ้งจนพูดไม่ออกได้ ให้หลิวเหยียนได้รู้ว่าหลินเหยาสามารถหาผู้ชายที่ดี เพียบพร้อม และรักเธอมากๆ ได้ ปรากฏว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเลยสักนิด ทำเอาถังโจวโจวเดามั่วซั่วไปหมด 

 

 

เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวดูเหมือนจะเสียดายแทนเธอ หลินเหยาก็เคาะศีรษะเธอเบาๆ “เธออย่าเพิ่งคิดไปถึงไหนเลย แม้ว่าฉันอยากจะแสดงให้หลิวเหยียนเห็นว่าฉันเข้มแข็ง แต่ฉันก็ไม่จำเป็นต้องเสียสละความสุขของฉันหรอกนะ” 

 

 

“เหยาเหยา แค่จะคบหากับฟังหยวน เธอถึงกับต้องเสียสละความสุขเลยเหรอ” มันก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นไหม? ถังโจวโจวพร่ำบ่นในใจ ถ้าฟังหยวนรู้ว่าหลินเหยาคิดกับเขาแบบนี้ เขาจะโกรธจนอาเจียนเป็นเลือดไหมนะ? 

 

 

ในขณะที่หัวสมองของถังโจวโจวกำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย อยู่ๆ เธอก็ตื่นเต้นจนขนลุกชัน แล้วเธอก็เร่งถามออกมาว่า “เหยาเหยา เธอรู้หรือเปล่าว่าฟังหยวนอยู่ที่ไหน เราไปหาเขากันเถอะ!” 

 

 

“ไปหาเขาทำไม” หลินเหยาหรี่ตามองถังโจวโจว เธอกำลังเพลิดเพลินอยู่กับของอร่อย เธอกินเค้กแบล็กฟอเรสต์หมดไปชิ้นหนึ่งแล้ว 

 

 

สายตาของถังโจวโจวตวัดไปทางด้านหลังของหลินเหยา “เหยาเหยา ไอ้ผู้ชายสารเลวคนนั้นเข้ามาในงานแล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะพาผู้หญิงคนนั้นมาด้วย เราไปหาฟังหยวนกันเถอะ ให้เขาสยบไอ้ผู้ชายสารเลวนั่น” 

 

 

เมื่อหลินเหยาหันกลับไปมอง เธอก็พบว่าหลิวเหยียนยืนอยู่ไม่ไกลจริงๆ ด้วย สวีเฉินซีคนสวยก็ยืนอยู่ข้างๆ เขา ท่าทางของพวกเขาดูหวานชื่นกันมาก 

 

 

แต่ถ้าเป็นคนช่างสังเกตสักหน่อยก็จะดูออกว่าหลิวเหยียนมักจะขมวดคิ้วให้กับอากัปกิริยาของสวีเฉินซีเป็นครั้งคราว ซึ่งทำให้รู้ว่าเขาดูไม่ค่อยมีความสุข ส่วนหลินเหยาก็เดาว่า แม้ว่าสวีเฉินซีจะรู้อย่างนั้น แต่เธอก็ไม่ได้สนใจ 

 

 

เมื่อหลิวเหยียนเห็นหลินเหยา และสวีเฉินซีเองก็เห็นหลินเหยาเหมือนกัน เธอก็ส่งยิ้มให้หลินเหยาด้วย ซึ่งหลินเหยาก็ร่วมผสมโรงด้วย เธอส่งยิ้มกลับไปให้เหมือนกัน แต่เมื่อหันหน้าไปทางอื่น รอยยิ้มนั้นก็จางหายไปทันที 

 

 

หลิวเหยียนเห็นว่าหลินเหยายืนคุยอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง มองทางด้านหลังนั้นแล้วค่อนข้างคุ้นตา และเมื่อเขาคิดไปคิดมา เขาก็นึกออกว่าเธอคือถังโจวโจว เพื่อนสนิทของหลินเหยาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย 

 

 

สวีเฉินซีเห็นว่าตั้งแต่หลิวเหยียนเห็นหลินเหยา เขาก็เอาแต่มองไปที่เธอ สวีเฉินซีจึงอารมณ์เสียเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม อยู่ในที่สาธารณะแบบนี้หลิวเหยียนควรเกรงใจเธอบ้าง เธอจึงเป็นฝ่ายแนะนำว่า “อาเหยียน เราไปหาเพื่อนเก่าที่อยู่ทางนั้นกันดีไหมคะ” 

 

 

หลิวเหยียนนึกไม่ถึงเลยว่าสวีเฉินซีจะเป็นคนเอ่ยชวนเอง เขาหุบยิ้มไม่ลงไปชั่วขณะ “ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ เฉินซี!” 

 

 

สวีเฉินซีก้มหน้าต่ำและลอบยิ้มเล็กน้อย ส่วนหลิวเหยียนก็ไม่ทันได้รู้สึกถึงไอเย็นจากรอยยิ้มร้ายกาจที่มุมปากของเธอ สวีเฉินซีรู้สึกว่าผู้ชายที่อยู่ข้างกายเธอคนนี้ชักจะหน้าด้านเกินไปแล้ว แต่เธอก็เลือกเขาเอง ซ้ำยังหมั้นกับเขาแล้วด้วย ดังนั้น เธอจึงได้แต่เดินหน้าต่อไป ไม่ยอมละทิ้งเขาไว้กลางทาง 

 

 

ถังโจวโจวกระซิบที่ข้างหูของหลินเหยา “เหยาเหยา สองคนนั้นกำลังเดินมาหาเราแล้ว” หลินเหยาได้ยินเสียงฝีเท้ามาจากทางด้านหลัง เธอนึกไม่ถึงเลยว่าหลิวเหยียนจะกล้าทำเรื่องแบบนี้ต่อหน้าสวีเฉินซี หลินเหยาล่ะนับถือเขาจริงๆ 

 

 

ตัวยังไม่ทันถึง แต่เสียงก็มาก่อนแล้ว “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ เหยาเหยา!” 

 

 

หลินเหยาหันกลับมาพลางขยับตัวไปยืนอยู่ข้างถังโจวโจว แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร ถังโจวโจวที่ยืนกลั้นลมหายใจอยู่นาน เธออยากจะตอกหน้าพวกเขาแทนหลินเหยามานานแล้ว ดังนั้น เธอจึงเป็นฝ่ายเริ่มให้เสียเลย 

 

 

“อ้าว! บังเอิญจังเลยนะคะ คุณหลิว คุณสวี อ้อ! ฉันยังไม่ได้แสดงความยินดีกับงานหมั้นของพวกคุณเลย ยินดีด้วยนะคะ!” 

 

 

ใบหน้ายิ้มแย้มของหลิวเหยียนเหยียดตึงขึ้นมาฉับพลัน และเมื่อเขาเห็นว่าหลินเหยาเองก็ดูสนุกสนาน เขาก็รู้สึกโมโหไปชั่วขณะ ต่างจากสวีเฉินซีโดยสิ้นเชิง เธอกลับรู้สึกประทับใจกับคำพูดของถังโจวโจว เธอจึงยิ้มและตอบกลับไปว่า “ขอบคุณสำหรับคำอวยพรค่ะ คุณผู้หญิงลั่ว” 

 

 

เมื่อเห็นสีหน้าของหลิวเหยียนเปลี่ยนไป ถังโจวโจวก็พอใจเป็นอย่างมาก แล้วยิ่งได้เห็นว่าฟังหยวนมองมาทางพวกเธอพอดี ซ้ำยังเดินมาทางนี้อีก ถังโจวโจวก็ยิ่งมีความสุข อีกเดี๋ยวคงจะมีละครสนุกๆ ให้ดูแล้ว 

 

 

“ช่วงนี้คุณหลินสบายดีใช่ไหมคะ เมื่อครู่นี้อาเหยียนบอกว่าอยากจะมาทักทายเพื่อนเก่า พอดีกับที่ฉันเองก็ไม่ได้เจอคุณหลินมานานแล้ว ฉันก็เลยตามเขามาด้วย คุณหลินคงจะไม่ถือสาอะไรใช่ไหมคะ” แม้ว่าคำพูดของสวีเฉินซีจะฟังดูสุภาพ แต่สีหน้าของเธอกลับไม่มีร่องรอยของความเป็นมิตรเลยสักนิด 

 

 

หลิวเหยียนเห็นว่าหลินเหยาเงียบเฉยอยู่นาน และตอนนี้คู่หมั้นของเขาก็คือสวีเฉินซี แม้ว่าเขาไม่อยากจะสนใจความรู้สึกของสวีเฉินซี แต่ตอนนี้เขาอยากให้บทเรียนแก่หลินเหยา ดูสิว่าเธอยังจะหลบเขาได้อีกไหม! 

 

 

“ตรงนี้คนเยอะจังเลย ดูคึกคักกันดีนะครับ!” เสียงของฟังหยวนโพล่งขึ้นมา ถังโจวโจวหันไปจ้องหน้าเขาทันที จนฟังหยวนสะดุ้งตกใจ นี่เขามาไม่ถูกเวลาอย่างนั้นหรือ? 

 

 

ถังโจวโจวพูดกับหลิวเหยียนด้วยรอยยิ้มว่า “คุณหลิว คุณสวี ฉันขออนุญาตแนะนำให้พวกคุณได้รู้จักกับแฟนใหม่ของหลินเหยานะคะ เขาคือฟังหยวนค่ะ!” 

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกสะใจเมื่อได้เห็นสีหน้าที่ดูไม่ได้ของหลิวเหยียน มีแต่นายเหรอที่สามารถทำร้ายเหยาเหยาได้ ตัวเองเป็นคนนอกลู่นอกทางเอง ยังจะไม่ยอมให้เหยาเหยามีแฟนใหม่อีก! 

 

 

แม้ว่าฟังหยวนจะไม่เข้าใจว่าถังโจวโจวจับคู่เขากับหลินเหยาทำไม แต่เขาก็ไม่ได้หักหน้าเธอ เขาโอบเอวของหลินเหยาทันที และแสดงสีหน้าที่สงบนิ่ง เป็นธรรมชาติ “เหยาเหยา พวกเขาเป็นเพื่อนของคุณเหรอ ไม่เห็นแนะนำให้ผมรู้จักเลย” 

 

 

ฟังหยวนจงใจพูดที่ข้างหูของหลินเหยา ใบหน้าของหลินเหยาพาดด้วยสีแดงระเรื่อเพราะลมหายใจของฟังหยวนที่เข้ามาใกล้อย่างกะทันหัน หลิวเหยียนยิ่งโกรธจนตาแดงก่ำไปหมดเมื่อได้เห็นท่าทีเขินอายแบบนั้นของหลินเหยา “คุณครับ คุณเป็นอะไรกับเหยาเหยา อาหารน่ะยังพอทานแบบสุ่มสี่สุ่มห้าได้ แต่คุณจะพูดสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้ไม่ได้!” 

 

 

หลิวเหยียนไม่เชื่อว่าหลินเหยาจะมีใครใหม่ได้จริงๆ สิ่งที่หลิวเหยียนภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตก็คือการได้รับความรักทั้งหมดจากหลินเหยามาโดยตลอด ในตอนนั้นเขาถูกบีบบังคับให้คบกับสวีเฉินซี และตอนนี้เขาก็รู้สึกเสียใจ หลังจากที่เขาได้รู้ว่าหลินเหยายังคงอยู่ตัวคนเดียว หลิวเหยียนก็พบว่าโอกาสของเขามาถึงแล้ว 

 

 

แต่จู่ๆ กลับมีผู้ชายโผล่ขึ้นมาแบบนี้ มันหมายความว่าอย่างไร? ครั้งก่อนที่หลิวเหยียนไปหาหลินเหยา ก็ไม่เห็นเธอพูดถึงเรื่องนี้เลย เธอจะมีแฟนได้อย่างไรล่ะ หลิวเหยียนจึงเชื่อว่าหลินเหยาแค่หาคนมาตบตาเขาเท่านั้น 

 

 

“แล้วคุณเป็นใครครับ ทำไมผมถึงต้องบอกคุณด้วยว่าผมเป็นอะไรกับเหยาเหยา” ฟังหยวนรีบเล่นไปตามน้ำและแสดงท่าทางว่าเขากับหลินเหยานั้นใกล้ชิดสนิทสนมกันเกินเพื่อนเป็นอย่างมาก ถังโจวโจวเห็นว่าฟังหยวนแสดงละครได้ดีสมใจเธอ หากเธอไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน เธอก็คงจะเชื่อไปแล้วว่าพวกเขาเป็นคู่รักกันจริงๆ 

 

 

อย่างไรก็ตาม เป็นเพราะฟังหยวนแสดงได้อย่างสมบทบาท ดังนั้นจึงสามารถทำให้หลิวเหยียนและสวีเฉินซีเชื่อได้ ถังโจวโจวรู้สึกว่าความคิดของตัวเองนั้นไม่เลวเลย และเมื่อเห็นว่าหลิวเหยียนโกรธจนหน้าแดง ถังโจวโจวก็รู้สึกดีขึ้นมาก 

  หลินเหยาตบไหล่ของฟังหยวนเบาๆ เธอดูตื่นเต้นเป็นอย่างมาก “ไม่เลวนี่! คุณชายฟัง นึกไม่ถึงเลยว่าคุณเองก็พอจะมีฝีมืออยู่เหมือนกัน” 

 

 

ฟังหยวนพูดเย้า “แต่ก็ไม่ได้มีเสน่ห์ดึงดูดคนแบบนั้นขนาดคุณหลินหรอกครับ” 

 

 

           ใบหน้ารูปไข่ของหลินเหยาที่ฉีกยิ้มอยู่เมื่อครู่นี้ จู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็นสีเทา ฟังหยวนนี่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย จำเป็นต้องปักมีดลงกลางใจเธอด้วยหรือ! 

 

 

“เชอะ เป็นเพราะเขาไม่ดูตาม้าตาเรือเองต่างหาก ถึงได้เจอกับฉันที่อารมณ์เสียในวันนี้ หากคุณไม่เข้ามา ฉันก็มีวิธีจัดการกับเขา แต่มันดันเกิดเรื่องน้ำเน่านั้นขึ้นซะก่อน” หลินเหยารู้สึกเสียดายเมื่อนึกถึงมัน 

 

 

เมื่อครู่นี้เธอกำลังจะสั่งสอนผู้ชายคนนั้นอยู่แล้วเชียว ใครจะรู้ล่ะว่าความห้าวของเขาในตอนแรกจะอันตรธานหายไปทันทีเมื่อได้รู้ตัวตนของฟังหยวน น่าเบื่อเหลือเกิน! 

 

 

“โอ้! ดูเหมือนว่าคุณจะมีแผนการอยู่แล้วนะเนี่ย รู้อย่างนี้ผมควรจะยืนดูอยู่เฉยๆ มากกว่า ไม่เห็นจำเป็นต้องแหย่เท้าเข้ามาเลย” ฟังหยวนส่ายหน้าพลางถอนหายใจ ราวกับว่าเขาได้ทำพลาดครั้งใหญ่ไปเมื่อครู่นี้ 

 

 

“แต่ยังไงฉันก็ต้องขอบคุณคุณด้วยนะคะ ที่เมื่อครู่นี้ยื่นมือเข้ามาช่วย! ดื่มด้วยกันสักแก้วไหม” เมื่อหลินเหยาเห็นว่าเจ้าคางคกหนุ่มที่จ้องจะกินเนื้อห่านฟ้าคนนั้นจากไปแล้ว เธอก็เกิดความคิดที่ว่าเธอจะไม่กลับบ้านหากเธอไม่เมา 

 

 

ฟังหยวนยิ้มพลางพูด “เอาสิ!” 

 

 

หลินเหยาเดินไปนั่งที่หน้าบาร์ จากนั้นเธอก็บอกให้บาร์เทนเดอร์รินเหล้าให้กับฟังหยวนเพิ่มอีกแก้วหนึ่ง และเมื่อเห็นว่าหลินเหยากระดกดื่มในอึกเดียว และดื่มอย่างบ้าคลั่ง เขาก็กระตุกต่อมเธอว่า “นี่เจ็บมาจากความรักหรือไงครับ” 

 

 

“เอ่อ… คุณรู้ได้ยังไงคะเนี่ย” หลินเหยาส่งแก้วให้กับบาร์เทนเดอร์ ก่อนจะมองไปที่ฟังหยวนด้วยความประหลาดใจ สีหน้าของเธอชัดเจนมากขนาดนั้นเลยหรือ? 

 

 

“คุณไม่ต้องสนใจหรอก ผมก็แค่เดาไปเรื่อยน่ะ ดูจากท่าทางของคุณแล้ว ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องแบบนี้ โจวโจวกับคุณก็ยังดูรักกันดี ผมคิดหาสาเหตุอื่นไม่ได้จริงๆ นอกจากเรื่องความรัก” ฟังหยวนจิบวิสกี้อึกหนึ่ง ก่อนจะเขย่าแก้วเบาๆ แล้วมองดูแอลกอฮอล์ที่หมุนควงอยู่ในแก้ว 

 

 

หลินเหยาพยักหน้า “ค่ะ คุณทายถูกแล้ว แฟนเก่าของฉันเขากลับมา” หลินเหยาได้รู้จักกับฟังหยวนก็เพราะถังโจวโจว จากคำบอกเล่าของถังโจวโจว ฟังหยวนเป็นคนที่เจ้าชู้และขี้เล่น แต่เมื่อได้เห็นเขาในวันนี้แล้ว ทำให้ความคิดของหลินเหยาที่มีต่อเขาค่อยๆ เปลี่ยนไป 

 

 

ตอนนี้เขาดูเป็นคนที่เอาใจใส่ผู้อื่นดี ถึงขั้นสามารถสังเกตเธอได้อย่างละเอียดแบบนี้ เธอเดาว่าเขาน่าจะมีประสบการณ์กับตัว 

 

 

จู่ๆ วันนี้หลินเหยาก็เกิดอยากจะหาคนมาระบายเรื่องที่เธออัดอั้นตันใจมานาน แล้ววันนี้เธอก็เจอกับฟังหยวนเข้าพอดี หลินเหยาจึงมองเขาเป็นถังขยะและคายสิ่งที่เธอกังวลใจออกมาทั้งหมด 

 

 

“ฉันจะเล่าให้คุณฟัง แฟนเก่าของฉันเขาชื่อหลิวเหยียน เขาเคยเป็นความทรงจำอันแสนสวยงามของฉันมาโดยตลอด จนกระทั่งวันนั้น…” 

 

 

ฟังหยวนนั่งฟังเรื่องขมขื่นของหลินเหยาอยู่เงียบๆ คอยชนแก้วกับหลินเหยาเป็นระยะ จากนั้นหลินเหยาก็เล่าเรื่องของเธอต่อไป จนกระทั่งผับใกล้จะปิด ในที่สุดหลินเหยาก็เมาและไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้อีก 

 

 

ฟังหยวนนึกไม่ถึงเลยว่ามันจะนานขนาดนี้ เขาเริ่มรู้สึกปวดหัว เมื่อเห็นสภาพที่เละเป็นโจ๊กของหลินเหยา เขาก็ผลักเธอเบาๆ “หลินเหยา หลินเหยา…” 

 

 

หลินเหยาไม่สนใจ เธอนอนฟุบอยู่บนบาร์ บางครั้งเธอก็ขยับปากเล็กๆ ก่อนจะขยับแขนเล็กน้อย จากนั้นเธอก็นอนต่อ ทำเอาฟังหยวนได้แต่ยืนมองอย่างสิ้นหวัง 

 

 

ผู้คนที่อยู่ในร้านกลับกันเกือบจะหมดแล้ว พนักงานของร้านเดินเข้าไปหาฟังหยวนและหลินเหยา “คุณผู้ชายครับ ร้านของเราใกล้จะปิดแล้ว แล้วสำหรับคุณผู้หญิงจะทำอย่างไรดีครับ” เมื่อพนักงานของร้านเห็นว่าหลินเหยาเมาหลับไปแล้ว เขาก็รู้สึกลำบากใจ 

 

 

“ไม่เป็นไร ผมจะพาเธอไปเอง รบกวนคุณช่วยออกไปเรียกรถแท็กซี่ให้ผมหน่อยนะ” ฟังหยวนส่งทิปให้กับพนักงานจำนวนหนึ่ง ก่อนที่พนักงานจะรีบออกไปเรียกรถแท็กซี่ให้อย่างกระตือรือร้น 

 

 

หลังจากนั้นไม่นาน พนักงานคนนั้นก็กลับมา “เรียกรถมาแล้วครับ คุณผู้ชาย จะให้ผมช่วยประคองคุณผู้หญิงท่านนี้ไปที่รถไหมครับ” 

 

 

“ไม่ต้องๆ เดี๋ยวผมจัดการเอง คุณไปทำงานของคุณเถอะ” พนักงานคนนั้นรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เมื่อได้ยินฟังหยวนบอกให้เขากลับไปทำงานต่อ เขานึกว่าเขาจะได้ทิปอีกสักครั้ง ลูกค้าท่านนี้ใจดีจริงๆ ทิปให้เขาเยอะกว่าเงินค่าจ้างของเขาในคืนนี้อีก 

 

 

ฟังหยวนอุ้มหลินเหยาออกมาจากผับ เขาเห็นรถแท็กซี่คันสีน้ำเงินจอดอยู่หน้าร้าน และเมื่อเขาวางหลินเหยาไว้บนเบาะหลัง เขาก็ตามขึ้นไป “คนขับ ออกรถเลย!” 

 

 

หลินเหยาไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด ฟังหยวนตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ตอนนี้เขาควรจะพาเธอไปที่ไหน? เขาเขย่าร่างเธอเบาๆ ก่อนจะกระซิบถามว่า “หลินเหยา หลินเหยา ตื่นก่อนคุณ รีบบอกที่อยู่ของคุณมาเร็ว…” 

 

 

หลินเหยารู้สึกได้ว่าตรงข้างหูมีเสียงอะไรบางอย่างมารบกวนการนอนของเธอ เธอจึงยื่นมือไปตบต้นเหตุของเสียงนั้นดัง เพี้ยะ! เมื่อบรรยากาศโดยรอบสงบลง เธอก็นอนต่ออย่างสบายใจ 

 

 

หลังจากที่ได้รับฝ่ามือแห่งความโกรธของหลินเหยา ฟังหยวนก็ชะงักนิ่งไปนาน เขากุมหน้าและมองดูหลินเหยาด้วยความตกใจ ในขณะที่เขาอยากจะบันดาลโทสะ เขาก็เห็นว่าเธอยังหลับสนิท ไฟโกรธของเขาจึงค่อยๆ จางหายไป นี่มันเกิดอะไรขึ้น! 

 

 

ฟังหยวนทำได้แค่เพียงพูดกับคนขับรถที่กำลังยิ้มขำอยู่ด้านหน้าว่า “คนขับ ไปที่เขตวั่นฝู” 

 

 

“ครับผม!” 

 

 

คนขับรถจอดรถที่หน้าอาคารหลังหนึ่งในเขตวั่นฝู เมื่อฟังหยวนพาหลินเหยาลงมาจากรถแล้ว เขาก็จ่ายเงินค่าแท็กซี่ ก่อนจะเดินเข้าไปในอาคาร 

 

 

เมื่อออกมาจากลิฟต์ ฟังหยวนก็ให้หลินเหยายืนพิงอยู่กับกำแพง แต่นึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะไถลตัวจนล้มลงไป ฟังหยวนจึงต้องประคองช่วงเอวของเธอเอาไว้ด้วยแขนข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างหนึ่งก็คลำหากุญแจเพื่อเปิดประตู 

 

 

เมื่อหลินเหยาถูกอุ้มเข้ามาในห้องรับรองแขกเรียบร้อยแล้ว เขาก็รู้สึกโล่งอก จากนั้นเขาก็ตรงเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ ก่อนจะกลับไปนอนที่ห้องของตัวเอง 

 

 

หลินเหยาหลับยาวไปจนถึงกลางดึก เธอก็เริ่มรู้สึกคอแห้ง เธอจึงพูดเบาๆ ว่า “น้ำ… ขอน้ำ…” 

 

 

แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครตอบรับเธอ เธอจึงต้องเปิดตาขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ และคลำหาทางออกไปจากห้อง ด้านนอกมีแสงอยู่เพียงเล้กน้อย และเมื่อหลินเหยาเจอกาน้ำที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ เธอก็รินออกมาแก้วหนึ่ง หลังจากดื่มจนหมดแก้วแล้วเธอก็กลับเข้าไปนอนต่อในห้อง 

 

 

เมื่อฟ้าสว่าง ฟังหยวนก็ตื่นขึ้นมาเพราะแสงด้านนอกแยงตา เขาค่อยๆ ยกมือขึ้นมาป้องตรงเปลือกตา เขาหันมองนาฬิกา ตอนนี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้าแล้ว เขาก็ไม่อยากจะนอนอีกต่อไป ดังนั้น เขาจึงลุกออกจากเตียง 

 

 

หลังจากชำระร่างกายเสร็จ ฟังหยวนก็พบว่าประตูห้องรับรองแขกยังคงปิดสนิทอยู่ แต่เขาก็เห็นว่าแก้วน้ำที่อยู่บนโต๊ะนั้นไม่ได้อยู่ที่เดิม เขาจึงเดาว่าหลินเหยาน่าจะตื่นขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง ฟังหยวนไม่ได้คิดอะไรมาก ก่อนจะตรงเข้าไปในห้องครัว 

 

 

เมื่อหลินเหยาตื่นขึ้นมาเต็มตา เธอก็รู้สึกได้ว่าศีรษะของเธอหนักอึ้ง ความทรงจำของเธอยังคงหยุดอยู่แค่ตอนที่เธอดื่มเหล้ากับฟังหยวนเมื่อคืนนี้ เธอนึกไม่ออกเลยว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหน 

 

 

หลินเหยามองไปรอบๆ เพื่อสำรวจการตกแต่งในห้อง แล้วเธอก็พบว่ามันไม่ใช่ห้องนอนของเธอเอง มันดูสะอาดจนน่าตกใจ นอกจากเครื่องใช้ที่จำเป็นต้องมีแล้ว ภายในห้องนั้นก็ไม่มีอะไรอีกเลย 

 

 

เธอเปิดประตูเดินออกมาจากห้อง ทันใดนั้นเธอก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังอยู่ไกลๆ น่าจะเป็นใครสักคนแหละ หลินเหยาเดินไปตามทางจนพบห้องครัว แล้วเธอก็เห็นฟังหยวนซึ่งสวมผ้ากันเปื้อนสีเหลืองกำลังยืนอยู่ในครัว มือของเขาขยับเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ดูเหมือนว่าเขากำลังทำอาหาร 

 

 

“คุณทำอะไรอยู่น่ะ” หลินเหยายืนพิงกรอบประตูพลางมองดูทักษะการทำอาหารของฟังหยวน เธอเดาว่าเขาน่าจะทำอาหารเป็นประจำ เธอไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ ว่าคุณชายอย่างเขาจะทำอาหารเป็นด้วย 

 

 

เมื่อฟังหยวนเห็นว่าหลินเหยาตื่นแล้ว เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรเป็นพิเศษ “ล้างหน้าล้างตาสักหน่อยเถอะ อุปกรณ์อาบน้ำของคุณอยู่ในห้องน้ำนะ อีกเดี๋ยวข้าวเช้าก็เสร็จแล้ว” 

 

 

หลินเหยาพยักหน้า เธอเดินไปเดินมาจนเจอห้องน้ำ เธอยืนอยู่หน้ากระจกครู่หนึ่ง ก่อนจะพบว่าบนอ่างล้างมือนั้นมีแปรงสีฟันและผ้าขนหนูผืนใหม่วางอยู่ด้วย ดูเหมือนว่าฟังหยวนจะเตรียมไว้ให้หมดแล้ว เขาคงไม่ออกไปซื้อของพวกนี้มาแต่เช้าหรอกใช่ไหม?! 

 

 

ในขณะที่หลินเหยากำลังแปรงฟัน เธอก็คิดไปด้วย และเมื่อหลินเหยาออกมาจากห้องน้ำ เธอก็เห็นว่าฟังหยวนยกอาหารเช้าอย่างง่ายๆ ออกมาตั้งโต๊ะเรียบร้อยแล้ว 

 

 

สามารถเรียกว่า ‘อย่างง่ายๆ’ ได้ เพราะว่าบนโต๊ะมีแค่โจ๊กสองชาม จานที่ใส่ไข่ดาวอีกหนึ่งใบ กับผักดองเสฉวนถ้วยเล็กๆ 

 

 

“คุณมองอะไร หรือว่าอาหารเช้าแบบนี้มันง่ายมากเกินไป” ฟังหยวนถอดผ้ากันเปื้อนออก ก่อนจะนั่งลงบนโต๊ะอาหาร 

 

 

หลินเหยารีบส่ายหน้า “ไม่หรอกค่ะ ดีมากเลยต่างหาก ฉันชอบมาก” เมื่อคืนเธอดื่มไปเยอะ จึงไม่ควรกินอาหารที่มันๆ ได้โจ๊กสักชามก็ดีเกินพอแล้ว 

 

 

หลินเหยาหมดเรื่องจะคุยกับฟังหยวนไปชั่วขณะ เธอกินโจ๊กที่อยู่ในชามอย่างเงียบๆ 

 

 

เมื่อฟังหยวนเห็นหลินเหยาเอาแต่ก้มหน้าก้มตากินโดยไม่พูดอะไร เขาก็หลุดยิ้มออกมาชั่วขณะ หลินเหยาเงยหน้ามาเห็นพอดีว่าเขากำลังยิ้มอย่างมีความสุข เธอก็ไม่รู้ว่าเธอทำอะไรผิดไป จนทำให้เขาหัวเราะออกมา 

 

 

“คุณมีอะไรหรือเปล่าคะ ฉันสกปรกตรงไหนเหรอ” หลินเหยาเมาค้างจากเมื่อคืน เธอยังไม่ได้สติกลับคืนมา อีกทั้งตอนนี้ก็ยังรู้สึกปวดหัวอยู่เล็กน้อย แต่อาการปวดแบบนี้ก็เป็นอาการปวดที่เธอยังพอทนได้ 

 

 

ฟังหยวนโบกมือ “ไม่มีอะไร ทานโจ๊กเถอะ! อุบ… คุณไม่ต้องเครียดไปหรอก ผมไม่กินคน” 

 

 

หลินเหยาเห็นว่ามุมปากของเขายกขึ้นสูงอีกครั้ง กลัวคนไม่รู้หรือว่าเขาอยากจะหัวเราะ “ถ้าคุณอยากหัวเราะก็หัวเราะออกมาเถอะค่ะ ฉันไม่ได้ห้ามคุณสักหน่อย แต่คุณช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหมคะว่ามันตลกตรงไหน” จากนั้นเขาก็ขำออกมาอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง ทำเอาเธอปวดหัว 

 

 

ได้ยินหลินเหยาพูดแบบนี้ ในที่สุดฟังหยวนก็กลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ “คือว่า…ผมแค่รู้สึกว่าท่าทางของคุณตอนทานโจ๊ก มันค่อนข้างจะ…น่ารัก ใช่! น่ารัก” ดูเหมือนว่าฟังหยวนจะหาคำที่เหมาะสมในการอธิบายเจอแล้ว เขาพูดพลางพยักหน้าหงึกหงัก 

 

 

“คุณจะหัวเราะก็หัวเราะไปเถอะค่ะ ขอแค่อย่าสำลักก็พอ” หลินเหยาหน้ามุ่ย เธอหมดคำจะพูด 

 

 

ศีรษะของหลินเหยามีเส้นผมสีดำปกคลุมไว้ เขาบอกว่าเธอ ‘น่ารัก’ ตรงไหนของเธอหรือที่ทำให้เขารู้สึกว่าเธอน่ารักน่ะ แต่ตอนนี้ฟังหยวนกำลังหัวเราะอย่างมีความสุข เธอกลัวว่าถ้าเธอพูดอะไรออกไปแล้วมันไม่ถูกต้อง มันจะยิ่งทำให้ฟังหยวนหัวเราะมากขึ้นไปอีก 

 

 

แต่ใครจะรู้ล่ะว่าทันทีที่เธอพูดจบ เธอก็ได้ยินเสียงไอของฟังหยวนดังขึ้นมา “แค่กๆๆ คุณนี่เดาเก่งจริงๆ” 

 

 

เมื่อเห็นฟังหยวนไอไม่หยุด หลินเหยาก็ไม่สามารถบังคับสีหน้าของเธอให้เคร่งขรึมต่อไปได้ แม้ว่าเธอจะไม่ได้หัวเราะดังเท่ากับฟังหยวน แต่ด้วยรอยยิ้มที่กลั้นไว้ตรงมุมปากของเธอทำให้ไม่สามารถหลอกสายตาคนอื่นได้ 

 

 

ฟังหยวนเห็นว่าหลินเหยาเริ่มอยากจะหัวเราะบ้างแล้ว เขาก็ได้แต่พูดอย่างจนใจว่า “โอเค ตอนนี้ผมหายแล้ว ผมจะไม่หัวเราะคุณ คุณก็อย่าหัวเราะผม” 

 

 

หลินเหยาพูดอย่างไม่ยอม “ไม่ได้หรอกค่ะ ฉันต้องเอาคืนในสิ่งที่คุณทำกับฉันด้วย ฉันถึงจะสบายใจ” 

 

 

ทั้งสองคนทำตัวราวกับเป็นเด็กสามขวบที่คิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องแค่นี้ อย่างไรก็ตาม บรรยากาศอันน่าอึดอัดก่อนหน้านี้ได้จางหายไปกับการหยอกล้อเมื่อครู่นี้แล้ว 

 

 

หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ หลินเหยาก็ลุกขึ้นบอกลา ที่จริงแล้วเธอรับกลิ่นบนเสื้อผ้าของตัวเองไม่ไหว เธออยากจะรีบกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียใหม่ อย่างไรวันนี้เธอก็ยังต้องไปทำงานที่สำนักพิมพ์ 

      “ฉันแค่จะถามเธอว่า เธอรู้จักกับเจียงรุ่ยเฉินใช่ไหม”

 

 

           หันฮุ่ยซินเดาเรื่องทั้งหมดได้ในทันทีเมื่อเธอได้ยินชื่อของเจียงรุ่ยเฉิน เมื่อครู่นี้เธอยังคิดอยู่เลยว่าเธอกับเหวินมั่นมั่นไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แล้วทำไมจู่ๆ เหวินมั่นมั่นถึงมาหาเธอได้

 

 

‘สาเหตุมันอยู่ตรงนี้นี่เอง!’ หันฮุ่ยซินเข้าใจความคิดของเหวินมั่นมั่นได้อย่างรวดเร็ว “คุณเหวินคะ ฉันรู้จักกับผู้จัดการเจียงก็จริง แต่มันเกี่ยวอะไรกับคุณด้วย”

 

 

แม้ว่าหันฮุ่ยซินพอจะคาดเดาได้ แต่เธอก็ไม่อยากปล่อยให้เหวินมั่นมั่นหยิ่งยโสหรือจองหองพองขนมากจนเกินไป ผู้หญิงคนนี้ถือสิทธิ์อะไรมาเค้นคอเธอถึงที่นี่ เหวินมั่นมั่นเป็นอะไรกับเจียงรุ่ยเฉิน? เธอมีสิทธิ์อะไร?

 

 

เหวินมั่นมั่นดูออกว่าหันฮุ่ยซินมีท่าทีเหยียดหยามเธออยู่ในใจ เธอรู้สึกหงุดหงิดไปชั่วขณะ แต่เธอก็ไม่รู้ว่าจะกำจัดสายตาดูถูกของหันฮุ่ยซินได้อย่างไร

 

 

เหวินมั่นมั่นจึงได้แต่กางหนามรอบตัว “หันฮุ่ยซิน เธอนี่เหลือเกินจริงๆ จนฉันไม่รู้จะพูดยังไงดี เธอจับลั่วเซ่าเชินไม่ได้ เธอก็เลยเปลี่ยนมาให้ท่ารุ่ยเฉินของฉันใช่ไหม เธอนี่มันไร้ยางอายจริงๆ!”

 

 

หันฮุ่ยซินขึ้งโกรธจนเจ็บถึงในทรวงอก เธอนึกไม่ถึงเลยว่าเหวินมั่นมั่นจะไร้การอบรมมากขนาดนี้ จนถึงขั้นต่อว่าเธอว่าเธอให้ท่าเจียงรุ่ยเฉินอย่างนั้นหรือ เรื่องปลอมๆ แบบนี้ก็ช่างกล้าเอามาอ้างเสียจริง! หากเพื่อนร่วมงานของเธอได้ยินว่าเธอเป็นคนแบบนั้น พวกเขาจะคิดอย่างไรกับเธอกันเล่า?

 

 

“คุณเหวินคะ คุณอย่ามากล่าวหากันอย่างนี้ ฉันกับผู้จัดการเจียงเป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้น ว่าแต่คุณเป็นอะไรกับผู้จัดการเจียงหรือคะ คุณถึงได้กล้ามายุ่งเรื่องของเรา” หันฮุ่ยซินคิดว่าหัวสมองของเหวินมั่นมั่นน่าจะขึ้นสนิม เธอวิ่งโร่มาพูดเรื่องไร้สาระถึงที่นี่อย่างไร้เหตุผล เธอคิดว่าจะมากล่าวหากันได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?

 

 

เหวินมั่นมั่นสะดุดไปเพราะคำพูดของหันฮุ่ยซิน แล้วเธอก็คิดอยู่นาน ก่อนจะพูดออกมาว่า “ฉันจะเป็นอะไรกับรุ่ยเฉินมันก็ไม่ใช่เรื่องของเธอ เธออย่าเข้าใกล้รุ่ยเฉินอีกก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้นฉันจะเล่นงานเธอแน่!”

 

 

“คุณเหวินคะ ฉันว่ามันน่าขำนะที่คุณพูดแบบนี้ ฉันมีสิทธิ์ที่จะเป็นเพื่อนกับเขา เอาไว้คุณเหวินได้เป็นภรรยาของผู้จัดการเจียงเมื่อไร คุณเหวินค่อยมาพูดกับฉันใหม่ก็แล้วกันนะคะ ถึงตอนนั้นฉันจะเก็บไปพิจารณาอีกที แต่ถึงคุณจะเป็นสามีภรรยากัน คุณก็ไม่สามารถแทรกแซงสิทธิ์ในความเป็นเพื่อนของฉันกับผู้จัดการเจียงได้ จริงไหมคะ”

 

 

หันฮุ่ยซินไม่สนใจพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจแบบไร้เหตุผลของเหวินมั่นมั่นแม้แต่น้อย เธอเป็นใครหรือถึงได้มายุ่งวุ่นวายกับเรื่องของคนอื่นแบบนี้ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เจียงรุ่ยเฉินจะยอมรับเหวินมั่นมั่นหรือไม่เลย เอาแค่เรื่องที่เหวินมั่นมั่นมาหาเรื่องเธอตรงนี้ก่อน แค่นี้ก็รู้แล้วว่าเหวินมั่นมั่นไม่ค่อยมีสติ

 

 

เมื่อเหวินมั่นมั่นเห็นว่าหันฮุ่ยซินพูดดักคอเธอ เธอก็ได้แต่ชี้นิ้วใส่หันฮุ่ยซินอยู่นานก่อนจะพูดว่า “ดี! ดีมากเลย หันฮุ่ยซิน เธอใช้ได้เลยนี่ เธอรอฉันได้เลย!” น้ำเสียงดุดันของเหวินมั่นมั่นไม่ได้ทำให้หันฮุ่ยซินตกใจสักนิด

 

 

“ถ้าอย่างนั้นฉันจะรอข่าวดีของคุณนะคะ คุณเหวิน เดินทางปลอดภัยค่ะ ไม่ส่งล่ะ!” เหวินมั่นมั่นเดินออกไปด้วยความโกรธและปิดประตูดัง ปัง!

 

 

เมื่อเหวินมั่นมั่นเดินออกมาจากสตูดิโอสอนเต้นของหันฮุ่ยซิน เธอถึงได้ใจเย็นลง แล้วเธอก็พบว่าเมื่อครู่นี้เธอเผลอเล่นไปตามเกมของหันฮุ่ยซิน จู่ๆ เธอก็รู้สึกโกรธไปชั่วขณะ แต่ถ้าจะให้กลับเข้าไปทะเลาะกับหันฮุ่ยซินอีกในตอนนี้ มันก็คงจะไม่ดีนัก

 

 

หันฮุ่ยซินเล่าเรื่องที่เหวินมั่นมั่นมาหาเธอให้เจียงรุ่ยเฉินฟัง และสิ่งที่เจียงรุ่ยเฉินทำก็คือไม่เข้าไปยุ่งกับเรื่องของเธอ หันฮุ่ยซินพานคิดไปถึงว่าหากลั่วเซ่าเชินรู้เรื่องนี้คงจะรู้สึกร้อนใจแทนเธอบ้าง แต่อีกใจก็รู้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้ ทำไมอาเชินถึงไม่ยอมแบ่งความรักมาให้เธอบ้างเลย?

 

 

 

 

ช่วงนี้หลินเหยาต้องปวดหัวกับการถูกรบกวนจากหลิวเหยียน เธอนึกว่าหลังจากที่หลิวเหยียนหมั้นกับสวีเฉินซีไปแล้ว เขาจะไม่กลับมาวุ่นวายกับเธออีก โชคไม่ดีที่เธอประเมินความหน้าด้านของหลิวเหยียนต่ำไป ไม่รู้เหมือนกันว่าหลายปีที่ผ่านนี้เขาไปสั่งสมความคิดพวกนี้มาจากที่ไหน

 

 

และทุกครั้งที่หลิวเหยียนมาหาเธอ หลังจากนั้นสวีเฉินซีก็จะตามมาเตือนหลินเหยาว่า ‘อย่าแม้แต่จะคิดฝัน’ หลินเหยารู้สึกอึดอัดจนพูดไม่ออกทุกครั้ง แต่เธอก็ไม่ต้องการให้สวีเฉินซีมาดูถูกเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอจึงทำได้เพียงแสดงสีหน้าเย็นชา

 

 

หลินเหยาถูกรังควานอยู่หลายครั้ง จนกระทั่งต้องต่อว่าไปบ้าง แล้วพวกเขาก็หายไปเลย แต่เธอก็พบว่าจริงๆ แล้วที่เคยพูดไปทั้งหมดมันไม่ได้ผลสักนิด เพราะยังคงมีทั้งข้อความ โทรศัพท์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นวิธีการที่หลิวเหยียนจะสามารถหาทางจนได้ คนคนเดียวที่ทิ้งระเบิดใส่หลินเหยานี้ ทำให้เธอไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสุขได้อีกต่อไป แม้จะคุยกับหลิวเหยียนจนเข้าใจ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็เหมือนว่าเขาจะไม่รับรู้อะไรเลย

 

 

บางครั้งหลินเหยาก็ลากถังโจวโจวออกมาฟังเธอระบาย แต่ก็ไม่สามารถลากถังโจวโจวออกมาได้ทุกครั้ง

 

 

หลินเหยาได้เห็นสายตาเย็นชาของลั่วเซ่าเชินบ่อยครั้งเข้า เธอก็คิดได้ว่าหากเธอจะชวนถังโจวโจวออกมาบ่อยๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่เหมาะควรมากนัก มีหลายครั้งที่หลินเหยารู้สึกว่าเธอคงจะตายเพราะสายตาเย็นชาของลั่วเซ่าเชินได้เลย

 

 

หลินเหยานั่งดื่มเหล้าอยู่ในร้านเพียงลำพัง หลังจากได้รับบทเรียนในครั้งที่แล้ว หลินเหยาก็ไม่กล้ากลับไปที่บาร์อันแสนวุ่นวายนั่นอีก เธอจึงต้องหาผับที่มีชื่อเสียงและน่าไว้ใจสักหน่อยในเมือง S เพื่อนั่งปลดปล่อยอารมณ์อยู่ที่นั่น บางครั้งแค่ได้ดื่มสักแก้วสองแก้ว เธอก็สามารถผ่อนคลายความเครียดที่สะสมมาตลอดทั้งวันได้แล้ว

 

 

หลังจากที่ได้มาสักหนสองหน หลินเหยาก็รู้สึกดีเอามากๆ เธอไม่ต้องลากถังโจวโจวออกมาระบายความอึดอัดอีกแล้ว แค่ได้นั่งอยู่เงียบๆ คนเดียว สั่งเหล้ามาดื่มสักแก้วสองแก้ว แค่นี้เธอก็สามารถฆ่าเวลาได้ทั้งคืนแล้ว

 

 

แต่น่าเสียดาย อุบัติเหตุเล็กๆ มักเกิดขึ้นได้เสมอ วันนี้หลินเหยามาที่ร้านเดิมตามปกติ ช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้เธอมาที่นี่ตลอดและจะอยู่จนถึงตีหนึ่งในทุกๆ วัน ไม่มีใครรอเธออยู่บ้าน หลินเหยารู้สึกว่าตัวเองผ่อนคลายได้เป็นอย่างมาก

 

 

โชคไม่ดีที่วันนี้มีคนไม่ดูตาม้าตาเรือ เมื่อหลินเหยาเดินเข้ามาในร้าน คนผู้หนึ่งก็ถือแก้วเหล้าปรี่เข้ามาใกล้เธอ ถ้าในเวลาปกติ หลินเหยาคงมีกะจิตกะใจเล่นหูเล่นตากับเขาอยู่บ้าง แต่น่าเสียดายที่วันนี้เธอถูกหลิวเหยียนทำลายอารมณ์ดีๆ มา

 

 

“คุณครับ ให้เกียรติผมเลี้ยงเหล้าคุณสักแก้วได้ไหม” แม้ว่าจะเป็นผับที่ดูปลอดภัยแล้ว แต่ก็ยังมีคนที่ไม่รู้กาละเทศะหลุดเข้ามาบ้าง มันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมเสียทีเดียว เพียงแต่ถ้าคนคนนั้นเป็นคนที่มีความคิดตื้นเขิน หรือไม่ก็เป็นคนที่มีนิสัยกักขฬะ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็คงจะน่าสมเพชน่าดู

 

 

“ไสหัวไป!” หลินเหยาไล่เขาด้วยเสียงอันดัง

 

 

ชายคนนี้ก็ไม่อดทนอีกต่อไป เธอกล้าพูดไล่เขาขนาดนี้ ทำให้เขาต้องเสียหน้าอย่างมาก “เล่นตัวนักนะ! ฉันอุตส่าห์ไว้หน้าเธอ แต่เธอกลับไม่ไว้หน้าฉัน!”

 

 

หลินเหยาไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของเขาเลยสักนิด ถ้าเราถูกหมากัด จำเป็นด้วยหรือที่เราจะต้องกัดมันกลับน่ะ? สำหรับพวกที่ไร้มารยาท การเพิกเฉยคือการตอบโต้ที่สมควรที่สุด!

 

 

เมื่อเห็นว่าหลินเหยาไม่ได้พูดอะไร ชายคนนั้นก็นึกว่าเธอกลัว เขาจึงเริ่มพูดดีๆ กับเธออีกครั้ง “ในเมื่อเธอรู้ตัวเร็วแบบนี้ ฉันก็จะลองให้อภัยเธอดูสักครั้ง ขอแค่เธอดื่มเหล้ากับฉัน ฉันก็จะไม่หาเรื่องเธออีก”

 

 

ชายคนนั้นทำเหมือนเป็นคนใจกว้าง แต่สายตาของเขากลับละลาบละล้วงเธอ ใช่ว่าหลินเหยาจะไม่เห็นสายตาหยาบคายนั้นที่เอาแต่จับจ้องมาที่หน้าอกของเธอ เธอแค่ไม่พูดมันออกมาเท่านั้น อย่างไรมันก็แค่ก้อนเนื้อสองก้อน ปล่อยเขามองไปเถอะ ก้อนเนื้อของเธอมันไม่ได้เล็กลงไปกว่านี้หรอก

 

 

แต่อย่าคิดว่าเธอโง่ก็แล้วกัน แค่พูดด้วยดีๆ สองสามคำ แล้วเธอจะใจอ่อนให้เขาอย่างนั้นหรือ ฝันไปเถอะ!

 

 

เมื่อเห็นว่าหลินเหยายังคงนิ่งเฉย สีหน้าของชายคนนั้นก็แปรเปลี่ยนไปมาระหว่างขาวและดำ ยิ่งได้ยินเสียงหัวเราะเยาะดังมาจากด้านข้าง ชายคนนั้นก็ยิ่งรู้สึกเสียหน้า นานขนาดนี้แล้วก็ยังจัดการผู้หญิงคนนี้ไม่ได้สักที แล้วเขาจะกลับไปอวดเพื่อนๆ ของเขาได้อย่างไรล่ะ

 

 

เดิมทีชายคนนั้นยังมีท่าทีขี้เล่นอยู่ แต่เมื่อหลินเหยาแกล้งทำให้เขาขุ่นเคือง ตอนนี้เขาจึงเริ่มเผยธาตุแท้ออกมา ไม่ว่าจะด้วยวิธีอะไร วันนี้เขาจะต้องได้หลินเหยาให้ได้ เขาจะต้องได้ลิ้มลองว่าผู้หญิงใจแข็งคนนี้มีรสชาติอย่างไร!

 

 

ความจริงแล้วสายตาลามกจากชายคนนั้นทำให้หลินเหยารู้สึกรังเกียจมาก เธอหันหลังเดินหนีไปอีกด้านหนึ่ง นั่งดื่มเหล้าเพียงลำพัง พลางฟังเพลงเพราะๆ เบาสบายที่ผับเปิดคลออยู่

 

 

เมื่อชายคนนั้นเห็นว่าหลินเหยาเมินเฉยใส่เขา หรือพูดให้ถูกก็คือ ตั้งแต่ที่เขาเข้ามาหา หลินเหยาก็ไม่ไว้หน้าเขาเลยสักครั้ง เขาแทบจะแบกหน้าต่อไปไม่ไหว เขาจะไม่ใช้ไม้อ่อนกับหลินเหยาอีกแล้ว เขาตรงเข้าไปออกแรงคว้ามือของหลินเหยาเอาไว้ จากนั้นก็ลากเธอเข้ามาหาตัว

 

 

หลินเหยาพยายามสลัดมือนั้นสุดชีวิต แต่กลับไม่ได้ผลเลยสักนิด “แกจะทำอะไรน่ะ? ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้!”

 

 

ชายคนนั้นกำเริบเสิบสานมากกว่าเดิม “ร้องไปสิ! แต่ต่อให้ร้องดังแค่ไหนก็ไม่มีใครมาช่วยเธอหรอก!” หลินเหยาหันมองดูผู้คนรอบตัวเธอ เธอก็พบว่าพวกผู้ชายที่นั่งอยู่ราวกับกำลังดูเรื่องสนุก ไม่มีใครออกหน้ามาช่วยเธอเลยสักคน

 

 

และเมื่อหลินเหยาเห็นว่าเขายังไม่ยอมปล่อย เธอก็ไม่อยากจะไว้ชีวิตเขาอีกต่อไป “ฉันจะถามแกเป็นครั้งสุดท้าย แกจะปล่อยหรือไม่ปล่อย” น้ำเสียงและสีหน้าของหลินเหยาดูน่ากลัวขึ้นมาหลายส่วน จู่ๆ ชายหนุ่มคนนั้นก็รู้สึกหนาว แต่เขาก็ไม่ได้คิดไปในแง่มุมอื่น เขาแค่คิดว่ามันอาจเป็นแค่จินตนาการของเขาเท่านั้น

 

 

“โธ่ เด็กดี ไม่ต้องกังวลไปหรอก เดี๋ยวพอไปถึงที่ ผมจะปรนนิบัติรับใช้คุณเป็นอย่างดีเลย” ในขณะที่พูด มืออีกข้างของชายคนนั้นก็ลูบสัมผัสใบหน้าของหลินเหยา

 

 

หลินเหยาหลบไม่ทัน จึงถูกเขาสัมผัสเข้าอย่างจัง เธอได้แต่สบถอยู่ในใจ หน้าด้านจริงๆ อย่ามาโทษว่าฉันหยาบคายทีหลังก็แล้วกัน!

 

 

ในขณะที่หลินเหยากำลังคิดอยู่ว่าจะเอาตัวรอดอย่างไรดี ทันใดนั้น ชายคนนั้นก็หยุดชะงักไป หลินเหยาเห็นท่าทางของคนตรงหน้าเป็นอย่างนั้นก็พลอยหยุดคิดไปด้วย แล้วเธอก็มองเห็นฟังหยวนมายืนอยู่ใกล้ๆ หลินเหยาค่อยๆ เบาใจลง เพราะได้เห็นคนที่คุ้นเคย

 

 

“ปล่อยเธอเดี๋ยวนี้!” ฟังหยวนพูดอย่างดุดัน

 

 

ผู้ชายคนนั้นไม่ได้ตกใจกลัว “แกเป็นใคร เรื่องของคนอื่นอย่ามายุ่ง!”

 

 

เมื่อเห็นว่าชายคนนั้นไม่ทำตามที่เขาบอก จู่ๆ ฟังหยวนก็เผยรอยยิ้มงดงามออกมา และก่อนที่ชายคนนั้นจะได้ทำความเข้าใจว่ารอยยิ้มของเขาหมายถึงอะไร ฟังหยวนก็ออกหมัดใส่เขาทันที ชายคนนั้นเซไปด้านหลัง มือที่จับหลินเหยาอยู่ก็คลายออก

 

 

หลินเหยาฉวยโอกาสนี้หลบไปยืนอยู่ด้านหลังของฟังหยวน ฟังหยวนยืนขวางหน้าเธอไว้ “ต่อหน้าฉัน แกยังกล้าฉุดคนอีกเหรอ ใครให้ความกล้านี้กับแกมาไม่ทราบ”

 

 

เมื่อชายคนนั้นเห็นว่าสายตาของฟังหยวนดูเย็นชามากยิ่งขึ้น เขาก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองอาจจะไปกระตุกหนวดเสือเข้าแล้ว เขาจึงถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “แกเป็นใครกันแน่”

 

 

“ผู้หญิงคนนี้เป็นคนของฉัน…ฟังหยวน! ทีหน้าทีหลังก็ดูให้ดีๆ ถ้าครั้งหน้าแกยังกล้าแตะคุณหลินแม้แต่ปลายเล็บอีก แกได้ลิ้มลองวิธีจัดการของฉันแน่!”

 

 

ชายหนุ่มรีบเอ่ยขอความเมตตาในทันที “คุณชายฟัง ผมไม่ทราบจริงๆ ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนในปกครองของคุณ ครั้งหน้าผมจะไม่ทำอีกแล้วครับ คุณปล่อยผมไปเถอะนะ! ครั้งหน้าผมจะหลีกเลี่ยงเธอไปให้ไกลอย่างแน่นอน ผมไม่กล้าทำเรื่องแบบนี้แล้วครับ!”

 

 

หลินเหยารู้สึกขำเมื่อเห็นท่าทางของชายคนนี้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เธออดหัวเราะอย่างเหยียดหยามออกมาไม่ได้

 

 

“คุณหัวเราะอะไรเหรอ หรือว่าคุณยังไม่อยากให้ปล่อยเขาไปง่ายๆ?” เมื่อเห็นหลินเหยาหัวเราะ ฟังหยวนก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย

 

 

ชายคนนั้นมองดูหลินเหยาอย่างหวาดกลัว เขากลัวว่าเธอจะเล่นงานเขาอย่างหนัก เขาจึงเริ่มเอ่ยขอความเมตตาจากหลินเหยา “คุณครับ ปล่อยผมไปเถอะนะ ครั้งหน้าผมจะไม่ทำแบบนี้อีก!”

 

 

เขาขอร้องจนขาดแค่ก้มศีรษะให้กับฟังหยวนและหลินเหยาเท่านั้น หลินเหยาส่ายหน้าให้ฟังหยวน “เปล่าค่ะ ฉันแค่รู้สึกว่าท่าทางของเขาดูตลกดี”

 

 

ชายคนนั้นถอนใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อได้ยินคำพูดของหลินเหยา เธอไม่มาคิดบัญชีเขาทีหลังก็พอ เธออยากจะตลกอะไรก็เชิญเถอะ ขอแค่คุณชายฟังไม่เล่นงานเขาก็ดีเท่าไรแล้ว

 

 

“เอาละ ในเมื่อคุณหลินไม่ได้ถามหาความรับผิดชอบอะไร แกก็รีบไสหัวออกไปได้แล้ว และถ้าวันหลังแกเจอเธออีก ก็เลี่ยงเธอซะ!” ฟังหยวนร่ายยาว และในที่สุดชายคนนั้นก็โล่งใจ

 

 

ก่อนจะพยักหน้าแล้วค้อมตัวพูดว่า “ครับ คุณชายฟัง ผมจะทำตามอย่างเคร่งครัด จะไม่ทำให้คุณผู้หญิงคนนี้รำคาญใจอีกต่อไป คุณชายฟังครับ ถ้าหมดธุระแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับ”

 

 

เมื่อเห็นฟังหยวนพยักหน้า ชายคนนั้นก็รีบหนีไปทันที

        เขารีบยืนขึ้นและพูดกับหันฮุ่ยซินว่า “ฮุ่ยซิน ในเมื่อคุณไม่เป็นอะไรแล้ว ผมก็ขอตัวกลับก่อนล่ะ”

 

 

           ลั่วเซ่าเชินพูดพลางหยิบเสื้อโค้ทของเขาที่พาดอยู่บนเก้าอี้ ก่อนจะเดินไปเปิดประตูและเดินออกไป หันฮุ่ยซินได้แต่นั่งมองตามแผ่นหลังของเขาจนลับตาไปอยู่กับที่ เดิมทีเธออยากจะบอกลั่วเซ่าเชินเหลือเกินว่าเมื่อคืนเธอวิตกกังวลมากแค่ไหน แต่ลั่วเซ่าเชินกลับไม่ให้โอกาสเธอเลยสักนิด

 

 

           ลั่วเซ่าเชินขับรถกลับมาถึงบ้าน และเมื่อเขาก้าวขาเข้าไปในบ้าน เขาก็เห็นถังโจวโจวกับลั่วอิงกำลังนั่งกินข้าวเช้ากันอยู่ที่โต๊ะอาหาร เมื่อถังโจวโจวเห็นลั่วเซ่าเชินเดินเข้ามา เธอก็ปรายตามองเขาเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปให้ความสนใจกับขนมปังปิ้งในมือ แล้วเธอก็กัดมันอย่างแรง

 

 

           ลั่วเซ่าเชินคิดว่าตัวเองตาฝาดไป เหมือนเขาจะเห็นความโหดเ**้ยมในสายตาของถังโจวโจว เขารู้สึกว่าถังโจวโจวคิดว่าขนมปังแผ่นนั้นเป็นเขาไปชั่วขณะ นี่เธออยากจะกัดเขามากใช่ไหม

 

 

           “โจวโจว ผมกลับมาแล้ว” ลั่วเซ่าเชินรู้สึกผิดเล็กน้อย เมื่อคืนเขารับปากว่าจะกลับมาหากไม่มีปัญหาอะไร แต่เขาผิดสัญญา เขาไม่รู้ว่าเมื่อคืนถังโจวโจวรอเขาอยู่นานแค่ไหน

 

 

“อ้อ คุณน่าจะกินข้าวมาแล้วใช่ไหมคะ!”

 

 

ลั่วอิงมองถังโจวโจวแวบหนึ่ง จากนั้นก็มองไปที่ลั่วเซ่าเชิน “คุณพ่อขา ทำไมคุณพ่อถึงเดินเข้ามาจากด้านนอกล่ะคะ เมื่อเช้าคุณพ่อออกไปข้างนอกแต่เช้าเลยเหรอ”

 

 

ลั่วเซ่าเชินพูดอะไรไม่ออก ถังโจวโจวเองก็ไม่ได้สนใจเขา “หนูรีบกินข้าวก่อนค่ะ ลืมไปแล้วหรือว่าหนูต้องไปโรงเรียนนะ”

 

 

ลั่วอิงได้แต่เพิ่มความเร็วบนมือของเธอ เธอตั้งหน้าตั้งตายัดของกินเข้าปาก จนถังโจวโจวกลัวว่าเธอจะสำลัก

 

 

“ค่อยๆ กินค่ะ… ดื่มนมหน่อยเร็ว” เธอเลื่อนแก้วไปตรงหน้าลั่วอิง เพื่อให้ลั่วอิงจิบ จากนั้นถังโจวโจวก็จัดการอาหารเช้าของเธอต่อ

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเขาถูกเมิน เขาก็ได้แต่ยืนลูบจมูกอย่างจนใจและยิ้มออกมาอย่างเก้อเขิน ป้าหลิวที่กำลังยกไข่ดาวออกมา เห็นว่าลั่วเซ่าเชินกลับมาแล้ว เธอก็รีบพูดอย่างดีใจว่า “กลับมาแล้วหรือคะคุณชาย? คุณชายทานข้าวมาหรือยังคะ เดี๋ยวฉันไปยกออกมาให้”

 

 

“รบกวนหน่อยนะครับ ป้าหลิว” ในที่สุดลั่วเซ่าเชินก็ได้ทางลงจากป้าหลิว ถังโจวโจวย่นจมูกเล็กน้อยอย่างเย้ยหยันและไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ ลั่วเซ่าเชินจึงทำได้แค่เพียงนั่งลงบนเก้าอี้ และมองดูป้าหลิวยกอาหารเช้าของเขาออกมา

 

 

แล้วเขาก็พบว่าอาหารเช้าของเขานั้นแตกต่างจากถังโจวโจวและลั่วอิงโดยสิ้นเชิง พวกเธอได้กินขนมปังปิ้ง ในขณะที่ตรงหน้าของเขามีแค่โจ๊กชามเดียว แต่ลั่วเซ่าเชินก็ฉลาดที่ไม่พูดอะไร เกิดมีประโยคไหนที่ไประคายหูของถังโจวโจวเข้า คงจะได้ไม่คุ้มเสีย

 

 

“คุณพ่อขา แม่โจวโจวขา หนูทานเสร็จแล้ว” ลั่วอิงดื่มนมหมดในอึกเดียว

 

 

ถังโจวโจวหยิบทิชชู่ขึ้นมาเช็ดมุมปากให้เธอ “ลั่วอิงเก่งที่สุดเลยค่ะ อีกเดี๋ยวคุณลุงหวังหวาจะไปส่งหนูที่โรงเรียนนะคะ หนูต้องเป็นเด็กดีนะลูก”

 

 

“ค่ะ แม่โจวโจว! คุณพ่อขา หนูไปโรงเรียนก่อนนะคะ”

 

 

“ครับผม เชื่อฟังคุณครูนะครับลูก เดี๋ยวพ่อจะไปรับหลังเลิกเรียน”

 

 

ถังโจวโจวพาลั่วอิงไปส่งที่รถของหวังหวา จากนั้นเธอก็เดินกลับเข้ามาในบ้าน แล้วเธอก็พบว่าลั่วเซ่าเชินกินโจ๊กหมดแล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะรีบกินเอามากๆ ป้าหลิวเติมให้เขาอีกชามหนึ่ง ส่วนถังโจวโจวก็กลับไปนั่งที่เดิมเงียบๆ และกินขนมปังปิ้งในจานต่อไป

 

 

“โจวโจว เมื่อคืนคุณรอผมนานไหม” ลั่วเซ่าเชินลองถามหยั่งเชิง

 

 

ถังโจวโจวก็รีบตอบกลับไปทันทีว่า “พอคุณออกไปได้ไม่นาน ฉันก็เข้านอนแล้วค่ะ ฉันนอนหลับยาวจนถึงเช้าเลย จะไปรอคุณได้ยังไง!”

 

 

ลั่วเซ่าเชินได้ยินถังโจวโจวพูดแบบนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อ และเมื่อเขามองดูปากที่ดื้อรั้นของเธอ ก็ทำให้เขารู้ว่าเมื่อคืนนี้ที่เขาไม่ได้กลับบ้าน ทำให้เธอโกรธมาก และตอนนี้เธอก็กำลังโกรธเขาอยู่ เขาจึงไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับเธออีก “โจวโจว คุณไม่ได้รอผมก็ดีแล้ว คุณคงจะหลับสบายดี”

 

 

“แน่นอนค่ะ!” ถังโจวโจวก้มหน้าต่ำ ก่อนจะนึกถึงช่วงครึ่งคืนแรกที่เธอไม่ได้นอนเลย แล้วพอตื่นเช้ามาก็ยังได้รอยคล้ำใต้ตาแถมมาอีก จนเช้าวันนี้เธอต้องหาทางปกปิดมันด้วยแป้ง

 

 

ลั่วเซ่าเชินเองก็สังเกตเห็น แต่ไม่ได้พูดออกมา หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จแล้ว ลั่วเซ่าเชินก็รีบกลับไปอาบน้ำที่ห้อง ถังโจวโจวเดินตามเขามาทีหลัง เธอเห็นเสื้อโค้ทที่ลั่วเซ่าเชินโยนทิ้งไว้บนเก้าอี้ เธอหยิบมันขึ้นมาดูและสำรวจ แล้วจู่ๆ เธอก็ได้กลิ่นหอมอะไรบางอย่าง

 

 

ถังโจวโจวคุ้นๆ ว่าเคยได้กลิ่นนี้บนตัวของหันฮุ่ยซิน มันเป็นน้ำหอมที่หันฮุ่ยซินใช้มาโดยตลอด กลิ่นหอมของดอกมะลิแบบนี้ติดอยู่บนเสื้อโค้ทของลั่วเซ่าเชิน ถังโจวโจวยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง เธอจึงโยนเสื้อโค้ทตัวนั้นลงบนพื้นและเดินออกไปจากห้องนอน

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเดินสวมชุดคลุมอาบน้ำออกมา เขาก็เห็นว่าเสื้อโค้ทของเขาหล่นอยู่บนพื้น แต่เขาก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ก่อนจะโยนมันลงไปในตะกร้าเสื้อผ้าที่ใช้แล้ว เขาเช็ดเส้นผมที่เปียกชื้นและเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อหยิบเสื้อผ้ามาสวม

 

 

หลังจากเขาเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จและลงมาชั้นล่าง เขาก็ไม่พบถังโจวโจวแล้ว เขาจึงเรียกป้าหลิวมาถาม “คุณผู้หญิงไปไหนแล้ว”

 

 

“คุณผู้หญิงเธอออกไปทำงานแล้วค่ะ คุณชายไม่รู้หรือคะ”

 

 

“อ้อ รู้สิครับ ผมได้ยินมันรางๆ ตอนอาบน้ำ แต่ผมไม่ค่อยแน่ใจ ผมก็เลยมาถามป้าอีกที” ลั่วเซ่าเชินอธิบายให้ป้าหลิวเข้าใจ และเมื่อคิดว่าบางทีถังโจวโจวอาจจะโกรธเขาเพราะเรื่องเมื่อคืนที่ผ่านมา เขาก็รู้สึกหนักใจ

 

 

ถังโจวโจวเรียกรถไปทำงานเพียงลำพัง และหลังจากทักทายเพื่อนร่วมงานแล้ว เธอก็ตรงเข้าไปนั่งที่โต๊ะทำงานของเธอ มันยังคงเป็นวันที่วุ่นวายเหมือนเดิม เมื่อถึงเวลาห้าโมงเย็น ถังโจวโจวก็เก็บข้าวเก็บของและเดินออกไปด้านหน้าบริษัทพร้อมกับจวิ้นเจี่ย

 

 

เมื่อเดินมาถึงหน้าบริษัท สายตาอันแหลมคมของจวิ้นเจี่ยก็เห็นรถคันโปรดของลั่วเซ่าเชิน เธอจึงโบกมือลาถังโจวโจว “โจวโจว สามีเธอมารับแล้ว ฉันไปก่อนนะ”

 

 

ถังโจวโจวเห็นลั่วเซ่าเชินยืนพิงรถอย่างอารมณ์ดี เธอเกลียดที่เขาทำตัวเหมือนนกยูงรำแพนหาง จนได้รับความสนใจจากคนรอบข้างไปซะหมด ซึ่งนั่นทำให้ถังโจวโจวหงุดหงิดมาก เธอจึงเปิดประตูและขึ้นรถไปอย่างรวดเร็ว

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินขึ้นมานั่งบนรถแล้ว ถังโจวโจวก็เอ่ยเร่งเขา “รีบออกรถสิคะ!”

 

 

ลั่วเซ่าเชินขับรถออกมาจากหน้าบริษัทของถังโจวโจวอย่างไม่รีบร้อน และเมื่อเขาเห็นว่าถังโจวโจวยังคงมองไปรอบๆ เขาก็หัวเราะออกมา “คุณมองอะไรน่ะ มีคนตามเรามาเหรอ”

 

 

ถังโจวโจวตวัดสายตามองเขา “ถ้าครั้งหน้าคุณยังทำอะไรประเจิดประเจ้อแบบนี้อีก คุณก็ไม่ต้องมารับฉันแล้วล่ะค่ะ”

 

 

สีหน้าของลั่วเซ่าเชินเจื่อนลงเล็กน้อย “ถ้าเป็นคนอื่นคงดีใจตายไปแล้ว มีแต่คุณนี่แหละที่เอาแต่มองว่าเรื่องนี้มันเป็นปัญหา เราเป็นสามีภรรยากันโดยชอบธรรมนะ ทำไมเราถึงแสดงให้คนอื่นเห็นไม่ได้ว่าเรารักกันมากแค่ไหน”

 

 

“มันมีอะไรให้คนอื่นมองหรือคะ แค่อยากให้เขาอิจฉาเท่านั้นเหรอ” ถังโจวโจวรู้สึกว่าลั่วเซ่าเชินคิดอะไรเป็นเด็กๆ ไปได้ อะไรที่เรียกว่า ‘เป็นสามีภรรยากันโดยชอบธรรม’ แล้วถ้าไม่ได้เป็นโดยชอบธรรมล่ะ จะเป็นอย่างไร?

 

 

เนื่องจากพวกเขาถกเถียงกัน บรรยากาศจึงค่อนข้างตึงเครียด ถังโจวโจวหันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ในขณะที่ลั่วเซ่าเชินก็ขับรถเงียบๆ

 

 

 

 

เหวินมั่นมั่นเพิ่งจะลงมาจากชั้นบน พอดีกับที่วันนี้เธอไม่มีเรียน เธอจึงนัดเจียงรุ่ยเฉินออกไปเดินเล่น แล้วเมื่อเธอลงมาชั้นล่างหลังจากแต่งตัวเสร็จ เธอก็เห็นเหวินซือหว่านนั่งอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น สีหน้าดูมีความสุขเป็นอย่างมาก

 

 

เหวินมั่นมั่นรู้สึกประหลาดใจ “โอ้โฮ วันนี้ลมอะไรหอบพี่มาคะเนี่ย ทำไมฉันถึงเจอพี่ในเวลานี้ได้”

 

 

เหวินมั่นมั่นหันไปมองดูนาฬิกาบนฝาผนัง ตอนนี้เป็นเวลาสิบโมงแล้ว เหวินซือหว่านควรจะอยู่ที่บริษัทแล้วมิใช่หรือ แล้วปกติเธอก็งานยุ่งมาก กว่าจะได้เจอเธอแต่ละทีไม่ใช่เรื่องง่าย

 

 

เหวินซือหว่านรู้ดีว่าเหวินมั่นมั่นไม่ได้ทักทายเธออย่างจริงใจ แต่เธอก็ไม่อยากทะเลาะกับเหวินมั่นมั่น

 

 

“มั่นมั่น นี่เธอกำลังจะออกไปหาเจียงรุ่ยเฉินเหรอ” เหวินซือหว่านถามด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจ

 

 

เหวินมั่นมั่นก็ไม่ได้ปิดบัง “ใช่ค่ะ ทำไมเหรอ หรือพี่อยากไปด้วย?” ประโยคหลังของเหวินมั่นมั่นค่อนข้างกระโชกโฮกฮาก ราวกับว่าถ้าเหวินซือหว่านบอกว่าจะตามเธอไปด้วย เหวินมั่นมั่นก็จะโกรธ

 

 

“มั่นมั่น เธอเข้าใจผิดแล้ว ฉันไม่ได้สนใจเจียงรุ่ยเฉินเลย แต่ฉันแค่อยากเตือนเธอไว้สักหน่อย แม้ฉันจะไม่ได้สนใจเขา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงคนอื่นจะไม่สนใจ” หลังจากที่เหวินซือหว่านรู้ว่าเหวินมั่นมั่นมีคนที่ชอบ เธอก็คอยเอาใจช่วยอยู่

 

 

เพียงแต่ตอนนี้เหวินมั่นมั่นยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของเจียงรุ่ยเฉินมากพอ เธออาจยังไม่เคยเจอและได้เรียนรู้ว่าผู้หญิงคนอื่นๆ หน้าด้านไร้ยางอายมากแค่ไหน แค่เห็นว่าผู้ชายมีฐานะหน้าตาดีเข้าหน่อย พวกเธอก็จับไม่ปล่อยแล้ว เหวินซือหว่านจึงต้องเตือนเธอด้วยความหวังดี เพราะถึงอย่างไรพวกเธอทั้งสองคนก็ยังเป็นพี่น้องกัน

 

 

“พี่หมายความว่ายังไงคะ ผู้หญิงคนไหนหมายตารุ่ยเฉินไว้เหรอ” เหวินมั่นมั่นแสดงออกมาอย่างชัดเจนว่าเธอคิดอย่างไรกับเจียงรุ่ยเฉิน แม้กระทั่งการเรียกชื่อก็เปลี่ยนไปในทันที

 

 

เหวินซือหว่านยิ้มออกมาแค่มุมปาก “มั่นมั่น ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ได้เจอกับเขามาพักหนึ่งแล้วใช่ไหม ครั้งก่อนฉันเห็นเขาเดินอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง พอฉันรู้ว่าเธอยังไม่รู้ ฉันก็เลยช่วยสืบเรื่องของผู้หญิงคนนั้นให้ เป็นผู้หญิงที่ดูดีอยู่เหมือนกันนะ!”

 

 

เหวินซือหว่านโยนซองเอกสารซองหนึ่งลงตรงหน้าเหวินมั่นมั่น “มั่นมั่น ถือซะว่านี่เป็นของขวัญจากฉันก็แล้วกัน” เมื่อพูดจบแล้ว เหวินซือหว่านก็เดินตรงขึ้นชั้นบนไป โดยไม่สนว่าเหวินมั่นมั่นจะรู้สึกอย่างไรอยู่

 

 

เหวินมั่นมั่นตะโกนถามไล่หลังไป “แล้ววันนี้พี่ไม่ไปทำงานเหรอ” ปกติเห็นเป็นคนบ้างานนี่? ทำไมวันนี้ถึงยอมให้ตัวเองพักผ่อนได้?

 

 

“วันนี้พัก!” เหวินซือหว่านตอบโดยไม่หันหน้ามาและโบกมือให้เหวินมั่นมั่น ก่อนที่แผ่นหลังของเธอจะหายขึ้นไปชั้นบนจนลับสายตา

 

 

เหวินมั่นมั่นนั่งลงบนโซฟาและเปิดซองเอกสารที่เหวินซือหว่านส่งให้เธอ หลังจากอ่านจบ สีหน้าของเธอดูนิ่งขรึมลงไปมาก จากนั้นเธอก็โยนซองเอกสารทิ้งและรีบเดินออกจากบ้านไป มุมปากของเธอคว่ำลง และใบหน้าก็แสดงอาการโกรธถึงขีดสุด

 

 

เหวินมั่นมั่นขับรถไปที่สตูดิโอสอนเต้นของหันฮุ่ยซิน หันฮุ่ยซินกำลังนั่งอยู่ในห้องทำงาน แล้วจู่ๆ เธอก็ได้ยินผู้ช่วยของเธอบอกว่ามีคนมาหาเธอ เธอสงสัยว่าเป็นใคร เธอก็เลยขอให้ผู้ช่วยของเธอพาคนคนนั้นเข้ามา แล้วเธอก็พบว่าเธอไม่เคยรู้จักคนตรงหน้ามาก่อน

 

 

“ขอโทษนะคะ คุณคือ?” หันฮุ่ยซินขมวดคิ้วมองคนที่เดินเข้ามาด้วยท่าทางดุดัน เธอไม่เห็นจำได้ว่าเธอรู้จักกับคนๆ นี้ด้วย ผู้หญิงคนนี้มาผิดที่หรือเปล่า?

 

 

“เธอคือหันฮุ่ยซิน?”

 

 

เหวินมั่นมั่นระงับความโกรธของเธอเอาไว้ชั่วคราว และปรับสีหน้าให้ดูไม่หยิ่งยโสมากนัก เธออยากจะฟังจากปากของหันฮุ่ยซินว่าได้รู้จักกับเจียงรุ่ยเฉินหรือเปล่า แม้ว่าข้อมูลของเหวินซือหว่านจะบอกไว้ชัดเจนแล้ว แต่เหวินมั่นมั่นก็ยังอยากจะได้ยินกับหูตัวเอง

 

 

“ค่ะ ฉันเอง คุณคือใครคะ มีธุระอะไรกับฉันหรือเปล่า” หันฮุ่ยซินนั่งอยู่บนเก้าอี้ ส่วนเหวินมั่นมั่นก็ยืนอยู่ตรงข้ามเธอ หันฮุ่ยซินเงยหน้ามองอีกฝ่ายจนปวดคอ เธอจึงเชิญให้เหวินมั่นมั่นนั่งลงตรงข้ามเธอ จากนั้นก็สั่งให้ผู้ช่วยนำชามาเสิร์ฟ

 

 

“ฉันชื่อเหวินมั่นมั่น เธอไม่รู้จักฉันก็ไม่เป็นไร ฉันรู้จักเธอก็พอ” คำพูดของเหวินมั่นมั่นไม่ค่อยสมเหตุสมผลสักเท่าไร แต่หันฮุ่ยซินก็ยังคงข่มอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ ไม่ต่อปากต่อคำกับเธอ

 

 

“ขอโทษนะคะคุณเหวิน คุณมาหาฉันถึงที่นี่ มีเรื่องอะไรหรือคะ” หลังจากอ้อมค้อมมาพักใหญ่ หันฮุ่ยซินก็ยังไม่รู้เลยว่าเหวินมั่นมั่นต้องการอะไร แต่ดูจากท่าทางของเธอแล้ว เหมือนจะไม่ค่อยเป็นมิตรสักเท่าไร หันฮุ่ยซินเดาว่าคงจะไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก

    “อาเชิน ฉันอยู่นี่” หันฮุ่ยซินย้ำอีกครั้ง 

 

 

ลั่วเซ่าเชินพยายามตั้งใจฟังเสียงนั้นให้ดีๆ เขาถึงรู้ว่าหันฮุ่ยซินอยู่ที่ไหน เขาเคาะประตูห้องห้องหนึ่ง ปังๆๆ “ฮุ่ยซิน เปิดประตู ผมมาแล้ว” 

 

 

เมื่อเห็นว่าด้านในไม่มีการเคลื่อนไหว ลั่วเซ่าเชินก็หันไปมองด้านนอกอย่างระแวดระวังอีกครั้งพลางเคาะประตูไปด้วย 

 

 

“ฮุ่ยซิน คุณอยู่ข้างในหรือเปล่า บาดเจ็บตรงไหนไหม คุณเปิดประตูได้ไหม” 

 

 

หลังจากนั้น เสียงแผ่วเบาของหันฮุ่ยซินก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง “อาเชิน ฉันไม่มีแรงเลย ฉันยืนไม่ไหว ทำยังไงดี” 

 

 

หันฮุ่ยซินนั่งอยู่บนชักโครก เธอยังรู้สึกได้อยู่เลยว่าต้นขาของเธอสั่นเทา หลังจากที่เธอได้ยินพี่ใหญ่คนนั้นบอกว่าจะปล่อยให้เธอถูกไฟคลอกตายเมื่อครู่นี้ บวกกับเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ยังดังลั่นไม่หยุด ทำให้หันฮุ่ยซินว้าวุ่นใจมากเป็นพิเศษ 

 

 

แต่พอได้ยินเสียงของลั่วเซ่าเชิน เธอก็รู้แล้วว่าเธอยังมีที่พึ่ง เธอไม่ได้ลอยเคว้งอยู่ในอวกาศเพียงลำพังอีกต่อไป แต่เป็นคนที่ยืนหยัดอยู่บนพื้นดิน มีคนที่เธอสามารถพึ่งพิงได้ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเป็นห่วงมากเมื่อได้ยินว่าหันฮุ่ยซินยืนไม่ไหว ก่อนหน้านี้เขาเพียงแต่ต้องทำให้สามคนนั้นออกไปก่อน ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาจะหวนกลับมาอีกหรือเปล่า ถ้าเขาพาหันฮุ่ยซินที่อ่อนแอออกไปด้วย เขาคงจะรับมือกับชายสามคนนั้นไม่ไหว เพราะต้องกังวลถึงหันฮุ่ยซินที่อยู่ข้างหลัง 

 

 

ลั่วเซ่าเชินยืนคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกมาว่า “ฮุ่ยซิน คุณหาที่หลบก่อน ผมจะถีบประตูเข้าไป คุณระวังไว้นะ” 

 

 

ทันทีที่หันฮุ่ยซินได้ยินอย่างนั้น เธอก็เชื่อฟังเขาแต่โดยดี “โอเค อาเชิน คุณพังประตูเข้ามาเถอะ ฉันไม่เป็นไร” ตอนนี้หันฮุ่ยซินมีที่พึ่งทางใจแล้ว เธอรู้สึกว่าคงไม่มีอะไรยากสำหรับเธออีก 

 

 

ลั่วเซ่าเชินขยับร่างกายเล็กน้อย ก่อนจะถีบเข้าไปที่ประตูอย่างแรง และเมื่อได้ยินเสียงดัง ปัง! ประตูห้องน้ำก็เปิดออก ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าหันฮุ่ยซินที่สวมชุดกระโปรงสีดำนั่งหดขาเก็บตัวอยู่บนชักโครก ผมเผ้าก็ดูยุ่งเหยิง ดูเหมือนว่าตอนที่เธอพยายามหนี เธอน่าจะรีบร้อนอยู่พอสมควร 

 

 

           เขารีบเดินเข้าไปหาเธอและยอบตัวลงถามว่า “ฮุ่ยซิน คุณโอเคไหม เดินไหวหรือเปล่า” 

 

 

           หันฮุ่ยซินส่ายหน้า หางตาของเธอยังคงมีรอยน้ำตาอยู่ ท่าทางเธอดูจนตรอกอย่างมาก ลั่วเซ่าเชินถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ก่อนจะก้มตัวลงไปอุ้มหันฮุ่ยซินขึ้นมาในท่าเจ้าหญิง 

 

 

หันฮุ่ยซินเอนซบลงไปบนแผงอกของลั่วเซ่าเชิน มุมปากของเธอโค้งยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย มือทั้งสองข้างก็โอบอยู่ที่ลำคอของเขา “อาเชิน ขอบคุณนะที่มา” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินก้าวออกไปข้างหน้าและกวาดตามองไปรอบๆ ด้วยกลัวว่าคนที่รังแกหันฮุ่ยซินเมื่อครู่นี้จะกลับมาอีกครั้ง แล้วเดี๋ยวจะเกิดความชุลมุนขึ้นได้ “พูดอะไรอย่างนั้น ฮุ่ยซิน คุณพักก่อนเถอะ ไว้ถึงที่ปลอดภัยแล้วค่อยคุยกัน” 

 

 

หันฮุ่ยซินดื่มด่ำไปกับเวลาที่เธอได้อยู่กับลั่วเซ่าเชินแค่เพียงสองคน ไม่มีเงาของถังโจวโจว บรรยากาศแบบนี้เหมือนกับเมื่อหลายปีก่อน เหมือนกับตอนที่เธอกับเขายังรักกันอยู่ พวกเขาสองคนรักกันมาก ในตอนนั้นหันฮุ่ยซินไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งลั่วเซ่าเชินจะทิ้งเธอไป และไปแต่งงานกับคนอื่น 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเดินเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา เพราะตั้งใจเลือกทางที่มีคนเดินแค่ไม่กี่คน เวลานี้ผู้คนที่อยู่ในบาร์ต่างออกมาด้านนอกกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ผู้คนไม่ตื่นตระหนกอีกต่อไป เพราะมีคนเปิดสัญญาณเตือนภัยโดยพลการ มันจึงส่งผลกระทบใหญ่หลวงแบบนี้ 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินอุ้มหันฮุ่ยซินเดินผ่านห้องโถงไป เขาก็ได้ยินหลายคนกำลังก่นด่าคนที่ไม่รู้กาละเทศะเปิดสัญญาณเตือนภัยคนนั้น ทำให้พวกเขาตกใจกลัวกันไปหมด 

 

 

หลังจากได้ยินแบบนั้น ลั่วเซ่าเชินก็ลอบยิ้ม ไม่มีใครสนใจเกี่ยวกับการจากไปของเขา และแน่นอนว่าหลังจากที่เหตุการณ์กลับมาอยู่ในความสงบ พวกเขาก็ยังคงสนุกกันต่อ คืนนี้ยังอีกยาวนาน! 

 

 

เมื่ออุ้มหันฮุ่ยซินมาถึงรถ ลั่วเซ่าเชินก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก “เอาละ ปลอดภัยแล้ว!” ลั่วเซ่าเชินขึ้นมานั่งประจำที่ จากนั้นเขาก็มองดูหันฮุ่ยซินที่สวมเพียงชุดกระโปรงตัวบาง เขาถอดเสื้อโค้ทออกมาคลุมร่างเธอไว้ ก่อนจะเปิดระบบทำความอุ่นภายในรถ 

 

 

“ฮุ่ยซิน ทำไมวันนี้คุณถึงมาอยู่ที่นี่ได้” ลั่วเซ่าเชินรู้สึกประหลาดใจ เขาคิดว่าหันฮุ่ยซินเป็นเด็กดีเรียบร้อยติดบ้านมาโดยตลอด สมัยเรียนเธอก็พยายามอย่างหนัก แล้วเธอก็ใช้เวลาว่างไปกับการเต้นเสียหมด 

 

 

ในตอนนั้นที่เธอคบอยู่กับลั่วเซ่าเชิน ส่วนใหญ่ลั่วเซ่าเชินก็จะอยู่เป็นเพื่อนหันฮุ่ยซินในห้องซ้อมเต้น มาตอนนี้เขากลับเจอหันฮุ่ยซินอยู่ในร้านเหล้า มันทำให้ความทรงจำของลั่วเซ่าเชินเริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ 

 

 

แต่เมื่อคิดดูอีกที ลั่วเซ่าเชินก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หลายปีที่ผ่านมานี้เขาเองก็เปลี่ยนแปลงไปไม่ใช่น้อย! ถ้าหันฮุ่ยซินจะเปลี่ยนไปบ้าง มันก็เป็นเรื่องธรรมดา 

 

 

ดังนั้น ลั่วเซ่าเชินจึงฉวยโอกาสพูดก่อนที่หันฮุ่ยซินจะพูด “ขอโทษที ผมถามมากเกินไปหน่อย เรื่องมันผ่านไปได้ก็ดีแล้ว อย่างน้อยคุณก็ไม่ได้เป็นอะไร ว่าแต่คุณจะไปที่ไหนต่อ?” 

 

 

หันฮุ่ยซินมองดูดวงตาของลั่วเซ่าเชินที่เธอคุ้นเคย แต่คำพูดที่ออกมาจากปากของเขากลับทำให้เธอไม่เข้าใจ “อาเชิน คุณจะขอโทษฉันทำไมคะ คุณกับฉันห่างเหินกันถึงขนาดนั้นเลยเหรอ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินรู้สึกปวดหัว เมื่อเห็นว่าหันฮุ่ยซินเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับประเด็นนี้ไม่ยอมปล่อย เขาสัญญากับถังโจวโจวไว้แล้วว่าเขากับหันฮุ่ยซินจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก แล้วเขาก็ไม่รู้ด้วยว่าตอนนี้โจวโจวหลับไปแล้วหรือว่ากำลังรอให้เขากลับไปอยู่ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเพิ่งสังเกตเห็นว่าใบหน้าของหันฮุ่ยซินแดงก่ำ “ฮุ่ยซิน นี่คุณเมาเหรอ” 

 

 

“เปล่าค่ะ อาเชิน ฉันจะเมาได้ยังไง” หันฮุ่ยซินยิ้มเจื่อน ลั่วเซ่าเชินมั่นใจว่าหันฮุ่ยซินดื่มเหล้า เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าตอนนี้เธอเมาหรือเปล่า แต่โดยปกติแล้วคนเมามักจะบอกว่าตัวเองไม่ได้เมา 

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่ได้สนใจว่าหันฮุ่ยซินจะเมาหรือไม่เมาแล้ว เขาขับรถตรงไปข้างหน้า “ฮุ่ยซิน ตกลงคุณจะไปไหน ผมจะได้ไปส่งคุณ” 

 

 

“เฮอะ! อาเชิน พอคุณส่งฉันเสร็จ คุณก็จะกลับไปหาถังโจวโจวใช่ไหมคะ ฉันไม่ให้คุณกลับหรอก คุณเป็นของฉัน คุณเป็นของฉัน…” เสียงของหันฮุ่ยซินเบาลงไปเรื่อยๆ ดวงตาของเธอปิดสนิทโดยที่ปากของเธอยังคงขยับอยู่ เพียงแต่มันไม่มีเสียงอะไรเล็ดลอดออกมาเลย ดูคล้ายว่าเธอกำลังละเมอ 

 

 

เมื่อเห็นสภาพของหันฮุ่ยซินในตอนนี้ ลั่วเซ่าเชินก็ไม่กล้าไปส่งเธอที่บ้าน เขาจอดรถอยู่ในลานจอดรถด้านนอกของโรงแรม จากนั้นเขาก็พยุงหันฮุ่ยซินเดินเข้าไปที่ล็อบบี้ 

 

 

เมื่อเดินมาถึงเคาน์เตอร์ ลั่วเซ่าเชินก็ควักบัตรออกมาหนึ่งใบ “เปิดห้องครับ” 

 

 

แม้ว่าพนักงานต้อนรับจะต้อนรับอย่างอบอุ่น แต่เมื่อเธอเห็นว่าหันฮุ่ยซินหลับตา เธอก็ปรายตามองไปสำรวจลั่วเซ่าเชินอีกครั้ง และเมื่อเธอคิดว่าเขาไม่น่าจะเป็นคนแบบนั้น เธอจึงดำเนินการให้เขา 

 

 

ลั่วเซ่าเชินหยิบกุญแจและประคองหันฮุ่ยซินให้เดินไปที่ลิฟต์ เขาได้ยินเสียงของพนักงานต้อนรับดังไล่หลังมาเบาๆ ว่า “พระเจ้าช่วย หล่อมาก! ผู้หญิงคนนั้นโชคดีจริงๆ ที่ได้รู้จักกับหนุ่มหล่อคนนี้” 

 

 

“ดูๆ ไปก็เหมือนนายแบบอยู่เหมือนกันนะ แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาตั้งใจจะทำอะไร ผู้หญิงคนนั้นหมดสติซะด้วย ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา เราอาจจะช่วยเหลือไม่ทัน” 

 

 

“เป็นฉัน ฉันยอมเลย ก็เขาหล่อขนาดนั้น ต่อให้ขาดทุนฉันก็ยินดี!” 

 

 

 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินได้ยินคำนินทาเหล่านั้นจากด้านหลัง เขาก็มองดูสภาพระหว่างเขาและหันฮุ่ยซินอีกครั้ง ท่าทางของเขาก็ดูคล้ายกับลักพาตัวผู้หญิงมาทำมิดีมิร้ายจริงๆ นั่นแหละ 

 

 

ติ๊ง! เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก ลั่วเซ่าเชินก็ประคองหันฮุ่ยซินออกมาจากลิฟต์ จากนั้นเขาก็เปิดประตูห้องที่เขาได้กุญแจมาเมื่อครู่นี้ เขาวางหันฮุ่ยซินลงบนเตียง จากนั้นลั่วเซ่าเชินก็มองสำรวจไปรอบๆ ห้อง ถือว่าสะอาดสะอ้านดี 

 

 

ลั่วเซ่าเชินมองหันฮุ่ยซินที่กำลังหลับสบาย เมื่อคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรแล้ว เขาก็กำลังจะกลับ แต่ทันใดนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงละเมอของหันฮุ่ยซิน 

 

 

“อาเชิน พวกเราคืนดีกันเถอะ ฉันไม่อยากอยู่ห่างจากคุณ!” ลั่วเซ่าเชินขยับตัวเข้าไปใกล้หันฮุ่ยซิน เขาเห็นว่าปากของเธอขยับขึ้นลงอีกครั้ง ก่อนจะพูดออกมาอีกว่า “อาเชิน ฉันรักคุณ! ฉันไม่อยากอยู่ห่างจากคุณ… อาเชิน…” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเหยียดยิ้มออกมาอย่างขมขื่น มันไม่มีประโยชน์ที่จะมาพูดอะไรแบบนี้ในเวลานี้ ตอนนี้เขาอยู่กับถังโจวโจวแล้ว มือของลั่วเซ่าเชินค่อยๆ ประคองใบหน้าของหันฮุ่ยซิน แม้จะผ่านมานานหลายปี แต่ใบหน้าของเธอก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง 

 

 

รูปคิ้วแบบเดิม ปากกระจับแบบเดิม จมูกรั้นๆ แบบเดิม รูปร่างของเธอดูบอบบางมาก แต่น่าเสียดายที่นิสัยใจคอของเธอช่างโหดร้าย จู่ๆ หันฮุ่ยซินก็คว้ามือของลั่วเซ่าเชินมาจับไว้และพึมพำว่า “อาเชิน อาเชิน…” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเหม่อลอยอยู่พักหนึ่ง แต่เมื่อเขาเห็นว่าหันฮุ่ยซินจับมือเขาไว้แน่น เขาก็รู้สึกว่านี่มันไม่ถูกต้อง เขาอยากจะดึงมือออกเพื่อผละตัวออกไปให้ได้ แต่ดูเหมือนว่าหันฮุ่ยซินจะใช้แรงทั้งหมดที่มีรั้งเขาไว้ ทำให้ลั่วเซ่าเชินต้องตกอยู่ภายใต้การผูกมัดของเธอ 

 

 

 

 

 

ถังโจวโจวเอนตัวพิงกับหัวเตียง เธอเปิดไฟสีส้มนวลดวงเล็กๆ เอาไว้ดวงหนึ่ง สายตาของเธอหลุดลอยไปไกล ไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ ทันใดนั้นเธอก็ได้ยินเสียงบางอย่างจากภายนอก เธอสะดุ้งรู้สึกตัวและรีบวิ่งไปดูที่ริมหน้าต่าง และเมื่อเธอพบว่าด้านนอกยังคงมืดสนิท ไม่มีแม้แต่เสียงของรถ เธอก็ทำได้แค่เพียงกลับไปที่เตียงเท่านั้น 

 

 

…ถังโจวโจวรู้สึกว่ามีแสงหนึ่งแยงตาเธออยู่ เธอค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา แล้วก็พบว่ามันสว่างแล้ว เธอบิดคอเล็กน้อย “ซี้ด…” เมื่อคืนเธอนอนพิงหัวเตียงทั้งคืน ตื่นเช้ามาเลยมีอาการปวดแบบนี้ 

 

 

เมื่อเห็นว่าอีกด้านหนึ่งของเตียงเย็นเฉียบ ไม่มีแม้แต่ความอบอุ่นใดๆ มันก็พิสูจน์ได้แล้วว่าเมื่อคืนนี้ลั่วเซ่าเชินไม่ได้กลับมา หรือถ้ากลับมา เขาก็ไม่ได้เข้ามานอนในห้อง ถังโจวโจวคิดว่าข้อสันนิษฐานแรกน่าจะเป็นไปได้สูงกว่า 

 

 

ถังโจวโจวขยับร่างกายที่แข็งทื่อของตัวเอง พลางนวดขมับและลุกไปยืนอยู่ริมหน้าต่าง เมื่อมองลงไปด้านล่าง เธอก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงารถของลั่วเซ่าเชิน เธอเปิดประตูห้องนอนและเดินลงไปชั้นล่าง เธอก็เห็นว่าป้าหลิวกำลังทำงานบ้านอยู่ “คุณผู้หญิง ตื่นแล้วหรือคะ” 

 

 

“ค่ะ ป้าหลิว เซ่าเชินกลับมาหรือยังคะ” 

 

 

“เมื่อคืนคุณชายออกไปข้างนอกหรือคะ ฉันยังไม่เห็นคุณชายเลย” 

 

 

ถังโจวโจวได้ยินคำตอบนั้นของป้าหลิว เธอก็ก้มหน้าลงอย่างหดหู่ “อ้อ ไม่เป็นไรค่ะ ป้าทำงานต่อเถอะ” เธอหมุนตัวเดินกลับขึ้นไปชั้นบน เห็นได้ชัดว่าเธอดูล่องลอยมาก 

 

 

ป้าหลิวไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับหนุ่มสาวคู่นี้ เมื่อวานคุณชายก็อยู่บ้านตลอดนี่ เขาออกไปข้างนอกตอนกลางคืนแล้วยังไม่ได้กลับมาหรือ? ป้าหลิวไม่เข้าใจจึงได้แต่ส่ายหน้าและทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินตื่นขึ้นมา เขาก็พบว่าเขาลืมกลับบ้าน มือของเขาก็ยังคงถูกหันฮุ่ยซินจับไว้อยู่อย่างนั้น ลั่วเซ่าเชินพยายามดึงมือออก อาจจะเป็นเพราะว่าหันฮุ่ยซินหลับอยู่ แรงบีบที่มือของเธอจึงไม่แรงมากนัก ลั่วเซ่าเชินค่อยๆ ดึงมือกลับมาอย่างง่ายดาย 

 

 

หันฮุ่ยซินตื่นขึ้นมาเพราะการเคลื่อนไหวของลั่วเซ่าเชิน เธอกุมหน้าผากพลางลุกขึ้นมานั่ง แล้วเธอก็เห็นลั่วเซ่าเชินนั่งอยู่ข้างๆ เธอจึงพูดอย่างดีอกดีใจว่า “อาเชิน เมื่อคืนคุณอยู่เป็นเพื่อนฉันทั้งคืนเลยหรือคะ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินครุ่นคิดอย่างหนัก เขาจำไม่ได้แล้วว่าเมื่อคืนเขาผล็อยหลับไปได้อย่างไร พอเขาตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองยังอยู่ในห้องนี้ และเมื่อลั่วเซ่าเชินนึกถึงถังโจวโจว เขาก็รู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาเล็กน้อย 

        ถังโจวโจวรู้สึกวาบหวามทุกครั้งที่ลั่วเซ่าเชินสัมผัสผิวกาย เธอพูดอย่างออดอ้อนว่า “เซ่าเชิน มันจักจี้ ไม่เอาแล้วค่ะ” 

 

 

           ลั่วเซ่าเชินไม่ได้ล้มเลิกการเคลื่อนไหวของมือเพราะคำพูดของเธอ และยิ่งเป็นเพราะคำพูดของถังโจวโจว ทำให้การเคลื่อนไหวของลั่วเซ่าเชินยิ่งหนักหน่วงมากขึ้น 

 

 

           ถังโจวโจวพยายามใช้มือปัดป้องไว้ให้มากที่สุด แต่น่าเสียดายที่มือใหญ่ของลั่วเซ่าเชินนั้นแรงเยอะกว่า เขาสามารถกำจัดการปัดป้องของถังโจวโจวได้อย่างง่ายดาย ถังโจวโจวจึงทำได้แค่ปล่อยให้เขาเคลื่อนไหวไปตามใจ 

 

 

           ลั่วเซ่าเชินประทับจูบลงบนริมฝีปากของถังโจวโจว ด้วยกลัวว่าถังโจวโจวจะหนาว ลั่วเซ่าเชินจึงไม่ได้กดเธอลงกับกำแพง เขากอดเธอไว้ในขณะที่ยืนอยู่ใต้ฝักบัวและมีน้ำร้อนช่วยขับไล่ความหนาวเย็นนี้ 

 

 

           แต่ถังโจวโจวไม่ได้รู้สึกหนาวเลยสักนิด ตรงกันข้ามเธอกลับรู้สึกว่าร่างกายของเธอกำลังถูกแผดเผา จนแทบจะหลอมละลายไปเพราะการสัมผัสของลั่วเซ่าเชิน 

 

 

           ลั่วเซ่าเชินอาบน้ำให้ถังโจวโจวอย่างลวกๆ เขาเองก็ถือโอกาสอาบไปด้วยเลย เขาอุ้มถังโจวโจวออกมาจากห้องน้ำ จากนั้นพวกเขาก็ทิ้งตัวลงบนเตียง ลั่วเซ่าเชินกดร่างของถังโจวโจวเอาไว้ เขาสังเกตเห็นว่าถังโจวโจวอยากจะหนี แต่มันก็ไม่เป็นไปดั่งใจ 

 

 

           ลั่วเซ่าเชินคลอเคลียไปตามใบหน้าของถังโจวโจว หน้าผาก จมูก ริมฝีปาก… “อือ…เซ่าเชิน” ถังโจวโจวได้แต่จับผมของลั่วเซ่าเชินอย่างไร้เรี่ยวแรง ราวกับว่ามันสามารถให้พลังงานแก่เธอได้ 

 

 

           เม็ดเหงื่ออุ่นร้อนบนหน้าผากของลั่วเซ่าเชินกำลังไหลหยดลงมา แต่ในขณะนั้นเอง เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น เขาไม่สนใจ เขาอยากจะจัดการเรื่องตรงหน้านี้ต่อไป แต่โชคไม่ดีที่โทรศัพท์นั้นดังไม่หยุด แม้กระทั่งถังโจวโจวที่กำลังเพลิดเพลินก็ยังได้ยิน ความเคลิบเคลิ้มในอารมณ์เมื่อครู่นี้จางหายไปเล็กน้อย 

 

 

“เซ่าเชิน โทรศัพท์…” 

 

 

“ช่างมัน” ลั่วเซ่าเชินไม่อยากผละตัวออกมา อาหารเลิศรสกำลังจะเข้าปากอยู่แล้ว ใครกันที่โทรศัพท์มารบกวนพวกเขาในเวลานี้ 

 

 

ถังโจวโจวพยายามใช้มือทั้งสองข้างดันตัวของลั่วเซ่าเชินออก “เซ่าเชิน โทรศัพท์ค่ะ ไปรับเร็ว!” 

 

 

ถังโจวโจวผลักเขาออกได้สำเร็จ ลั่วเซ่าเชินรู้สึกเซ็งเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าบรรยากาศที่สวยงามเมื่อครู่จางหายไปหมดแล้ว เขาจึงทำได้แค่เพียงหาอะไรขึ้นมาคลุมตัว ก่อนจะเดินเข้าไปหาโทรศัพท์ที่ยังคงแผดเสียงอยู่บนพื้นในห้องน้ำ 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าลั่วเซ่าเชินลุกออกไปแล้ว เธอก็รีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวในทันที จนเหลือเพียงแค่ศีรษะเท่านั้นที่โผล่พ้นออกมาด้านนอก 

 

 

ลั่วเซ่าเชินรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมาทันทีที่เห็นชื่อของหันฮุ่ยซินปรากฏบนหน้าจอ เขาไม่อยากรับสาย เขาจึงตัดสายทิ้ง ก่อนจะเดินกลับไปหาถังโจวโจว 

 

 

ถังโจวโจวเห็นว่าลั่วเซ่าเชินเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้อีกครั้ง เธอก็นึกถึงการสัมผัสของลั่วเซ่าเชินเมื่อครู่นี้ ดวงหน้าของเธอถูกระบายไปด้วยสีแดง แต่ลั่วเซ่าเชินก็ยังคงล้อเล่นอยู่อย่างนั้น “โจวโจว ผมผิดเอง ผมกลับมาชดใช้ให้คุณแล้ว!” 

 

 

“เชอะ! คุณนี่มันหน้าไม่อาย!” ถังโจวโจวสบถใส่เขาตรงๆ 

 

 

แต่ลั่วเซ่าเชินนั้นหน้าหนา เขาหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ “โจวโจว ผมรู้ว่าคุณชอบ แต่คุณแค่ปากแข็งน่ะ เอาเถอะ ไม่เป็นไร ถึงยังไงผมก็ชอบอยู่ดี” 

 

 

เมื่อถังโจวโจวได้ยินลั่วเซ่าเชินบอกว่า ‘ชอบ’ สี่ห้องหัวใจของเธอก็แทบจะระเบิดออกมา ลั่วเซ่าเชินไม่เคยตอบสนองต่อความรู้สึกของเธอซึ่งๆ หน้าแบบนี้มาก่อนเลย แต่เมื่อถังโจวโจวฉุกคิดอีกที นี่มันเป็นแค่คำพูดเวลาที่อยู่บนเตียง ไม่สามารถเอามาเป็นความจริงได้ แต่หัวใจของถังโจวโจวก็ได้รับผลกระทบจากคำพูดของลั่วเซ่าเชินไปแล้ว 

 

 

ลั่วเซ่าเชินวางโทรศัพท์ไว้บนตู้ข้างเตียง ก่อนจะเริ่มโอบกอดถังโจวโจวอีกครั้งและเริ่มทำในสิ่งที่เขาชื่นชอบ ถังโจวโจววาดแขนโอบล้อมรอบลำคอของลั่วเซ่าเชิน ตอนนี้เธอไม่ต้องการอะไรอื่น นอกเสียจากทำให้ลั่วเซ่าเชินเข้าใกล้เธอมากยิ่งขึ้น 

 

 

น่าเสียดายที่โทรศัพท์ของลั่วเซ่าเชินประท้วงขึ้นมาอีกครั้ง ในขณะที่ถังโจวโจวกำลังตอบสนองจูบอันร้อนแรงของลั่วเซ่าเชิน พวกเขากำลังเข้าด้ายเข้าเข็มและดื่มด่ำในห้วงอารมณ์ถึงขีดสุด แต่แล้วพวกเขาก็ต้องถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์นั่น 

 

 

ถังโจวโจวพ่นลมหายใจออกมาอย่างหนัก ก่อนจะหันไปมองโทรศัพท์มือถือที่ดังไม่หยุดบนตู้ข้างเตียง และในที่สุดเธอก็ยอมแพ้ “เซ่าเชิน ฉันว่าคุณไปทำธุระของคุณให้เสร็จก่อนดีกว่าค่ะ!” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินลุกขึ้นนั่งและเอี้ยวตัวไปด้านข้าง ชื่อของหันฮุ่ยซินยังคงปรากฏขึ้นบนหน้าจอ ครั้งแรกอาจจะโทรผิด แต่ครั้งที่สองที่สามนี่คงจะเจตนาแล้วใช่ไหม ในที่สุดลั่วเซ่าเชินก็กดรับสายนั้นอย่างไม่เต็มใจ 

 

 

ถังโจวโจวยกมุมปากขึ้นอย่างไม่พอใจเมื่อแอบชำเลืองเห็นว่าใครเป็นคนโทรเข้ามา เธอแสร้งทำเป็นเอนซบหน้าลงไปบนแผงอกของลั่วเซ่าเชินโดยไม่ได้ตั้งใจ ถังโจวโจวไม่อยากจะยอมรับสักเท่าไรว่าใจจริงแล้วเธออยากจะรู้ว่าหันฮุ่ยซินโทรศัพท์มาหาลั่วเซ่าเชินทำไม 

 

 

แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าทันทีที่ลั่วเซ่าเชินรับสาย เสียงร้องขอความช่วยเหลือจากหันฮุ่ยซินก็ดังขึ้นมา “อาเชิน รีบมาช่วยฉันหน่อย ช่วยฉันด้วย!” น้ำเสียงของเธอฟังดูร้อนรนมาก ถังโจวโจวรู้สึกเครียดไปชั่วขณะ เกิดอะไรขึ้นกับหันฮุ่ยซิน? 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินได้ยินเสียงวิงวอนขอความช่วยเหลือจากหันฮุ่ยซิน เขาก็รู้สึกเป็นกังวลขึ้นมาทันที เขารู้ดีว่าหันฮุ่ยซินไม่มีทางที่จะพูดอะไรแบบนี้ออกมาได้ หากเธอไม่จนมุมจริงๆ เขาเอ่ยถามด้วยความรวดเร็ว “ฮุ่ยซิน ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินผละออกจากถังโจวโจว จากนั้นเขารีบหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาใส่ และเอ่ยปลอบหันฮุ่ยซินเป็นครั้งคราว “ฮุ่ยซิน คุณใจเย็นๆ นะ บอกที่อยู่ผมมา ผมจะรีบไป” 

 

 

หัวใจของถังโจวโจวรู้สึกว่างเปล่าขึ้นมาในทันทีเมื่อถูกลั่วเซ่าเชินผละทิ้งไปแบบนั้น เธอรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย เมื่อครู่นี้เธออยากจะผลักเขาออกแทบเป็นแทบตาย แต่ก็ไร้ประโยชน์เพราะเธอสู้แรงเขาไม่ได้ แต่นี่เขากลับเป็นฝ่ายผละตัวไปจากเธอเพียงเพราะหันฮุ่ยซินอย่างนั้นหรือ ซึ่งนั่นทำให้ถังโจวโจวรู้สึกหึงขึ้นมานิดหน่อย 

 

 

ถังโจวโจวพยายามกดความหึงหวงเอาไว้ เธอเห็นลั่วเซ่าเชินสวมเสื้อผ้า ราวกับว่าพร้อมที่จะออกไปข้างนอกแล้ว ถังโจวโจวจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม “เซ่าเชิน นั่นคุณจะไปไหนคะ ดึกขนาดนี้แล้ว” 

 

 

ถังโจวโจวอยากจะรั้งให้ลั่วเซ่าเชินอยู่ แม้จะรู้ว่ามันผิด แต่ถังโจวโจวก็ไม่อยากให้เขาสนใจหันฮุ่ยซินอยู่ดี 

 

 

ลั่วเซ่าเชินวางสายและมองถังโจวโจวด้วยความลำบากใจ “โจวโจว ผมขอโทษ ฮุ่ยซินมีเรื่อง ผมต้องรีบไป!” 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นสายตามุ่งมั่นของลั่วเซ่าเชิน เธอก็รู้แล้วว่าเธอไม่สามารถเปลี่ยนใจของเขาได้ เธอจึงยิ้มให้เขา “ถ้าอย่างนั้นก็…ไปเถอะค่ะ ถ้าไม่มีอะไรมาก คุณก็รีบกลับมานะคะ” 

 

 

           ลั่วเซ่าเชินดูออกว่าถังโจวโจวฝืนยิ้มให้เขามากแค่ไหน เขาอยากจะอธิบายให้ถังโจวโจวฟังว่าเขาจะไปช่วยหันฮุ่ยซินเพียงเพราะเขาเห็นแก่มิตรภาพที่เคยมีให้แก่กัน แล้วหันฮุ่ยซินก็มีเรื่องคอขาดบาดตาย เธอจึงโทรมาขอให้เขาไปช่วย 

 

 

เพียงแต่ตอนนี้ลั่วเซ่าเชินไม่มีเวลาอธิบาย เขาทำได้แค่เพียงลูบปอยผมของถังโจวโจว “โจวโจว เอาไว้ผมจะกลับมาอธิบายให้คุณฟัง คุณเข้านอนไปก่อนเลยนะ เพราะผมเองก็ไม่รู้ว่าจะเสร็จธุระตอนไหน” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเดินออกไปจากห้องนอนทันทีที่เขาพูดจบ เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าลั่วเซ่าเชินเดินออกไปแล้ว ไหล่ของเธอก็ลู่ลง ในตอนนี้เธอได้แสดงความรู้สึกที่แท้จริงของเธอออกมา เมื่อครู่นี้เธอเป็นคนบอกให้เขาออกไปเองนี่ ถังโจวโจวขมวดคิ้วแน่น ถึงอย่างไรเธอก็อดเป็นกังวลไม่ได้ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินออกรถไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานเขาก็มาถึงสถานที่ที่หันฮุ่ยซินแจ้งไว้ บาร์เหล้าแห่งนี้ตั้งอยู่ในตรอกมืด เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นสถานที่นี้ตรงหน้าแล้ว เขาก็ไม่กล้ารั้งรออีกต่อไป ด้วยกลัวว่ามันจะล่าช้า ลั่วเซ่าเชินจึงรีบจอดรถและเข้าไปด้านใน 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเข้ามาในร้าน เขาก็ตรงไปที่ห้องน้ำ แต่ก่อนที่เขาจะได้เข้าใกล้ห้องน้ำ เขาก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาแต่ไกล “นี่เธอ รีบออกมาเร็วๆ ไม่อย่างนั้นพี่ใหญ่ของเราคงยกโทษให้ไม่ได้!” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินค่อยๆ สืบเท้าเข้าไปใกล้ เขาเห็นว่ามีชายคนหนึ่งยืนเฝ้าอยู่ที่หน้าห้องน้ำหญิง เขาคนนั้นหันไปมองด้านในเป็นระยะๆ ลั่วเซ่าเชินเดาว่าหันฮุ่ยซินน่าจะซ่อนตัวอยู่ข้างในนั้น 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเฝ้าสังเกตการณ์และขบคิดหาวิธีที่จะพาหันฮุ่ยซินออกมาโดยที่ไม่ต้องปะทะกับคนพวกนั้น 

 

 

หันฮุ่ยซินหลบอยู่ข้างในห้องน้ำ แม้ว่าคนข้างนอกจะเคาะประตูอย่างรุนแรง แต่เธอก็ดันประตูเอาไว้อยู่อย่างนั้น ไม่ยอมให้คนข้างนอกกระแทกไม้กระดานแผ่นนี้จนเข้ามาได้ 

 

 

ชายหนุ่มที่มีบาดแผลฉกรรจ์ตั้งแต่หางคิ้วด้านขวาลากยาวลงมาจนถึงด้านข้างของใบหน้ายืนอยู่ด้านนอกอย่างหงุดหงิด ลูกน้องที่ยืนอยู่ข้างๆ ดูออกว่าพี่ใหญ่อารมณ์ไม่ดี เขาก็เอ่ยแนะนำว่า “พี่ใหญ่ เราอย่ามัวมาเสียเวลากับเธออยู่เลย พังประตูเข้าไปเลยดีกว่า” 

 

 

พี่ใหญ่ฟาดมือลงไปบนศีรษะของลูกน้อง ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าดุดันว่า “แล้วยืนบื้ออยู่ทำไม! ก็พังเข้าไปสิ!” 

 

 

ลูกน้องพูดพลางพยักหน้าและโค้งตัวเล็กน้อย “ครับ พี่ใหญ่ ผมจะพังให้เดี๋ยวนี้แหละ รับรองว่าพี่ใหญ่ได้ดั่งใจแน่นอน!” 

 

 

หันฮุ่ยซินได้ยินเต็มสองรูหู เธอเห็นว่าพวกเขาหมดความอดทนและเริ่มจะพังประตูเข้ามาแล้ว แต่ลั่วเซ่าเชินก็ยังไม่มาสักที จู่ๆ เธอก็คิดว่าวันนี้เธอคงจะตกอยู่ในกำมือของคนพวกนี้จริงๆ แล้ว? และถ้าเป็นแบบนั้นเธอขอยอมตายดีกว่า เธอจะไม่ยอมให้คนพวกนั้นเข้ามาทำอะไรเธอได้เด็ดขาด! 

 

 

แต่ในขณะที่ลูกน้องคนนั้นกำลังจะพังประตูห้องข้างๆ ทันใดนั้นก็มีเสียงสัญญาณเตือนภัยร้องดังขึ้นมา พี่ใหญ่สะดุ้งตกใจ ก่อนจะถามลูกน้องว่า “มีเรื่องอะไร!” 

 

 

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ พี่ใหญ่” 

 

 

ตอนนั้นเอง คนด้านนอกก็ตะโกนโหวกเหวกโวยวายว่า “แย่แล้ว! ไฟไหม้! รีบหนีเร็ว…” 

 

 

เมื่อพี่ใหญ่ได้ยินว่าไฟไหม้ เขาก็ตื่นตระหนกในทันที “ซวยจริงๆ เลย ไฟดันมาไหม้ตอนนี้ เอาชีวิตให้รอดก่อนก็แล้วกัน!” 

 

 

“พี่ใหญ่ แล้วผู้หญิงที่อยู่ข้างในนี้ล่ะ จะทำยังไงต่อ” ลูกน้องมองดูห้องข้างๆ ที่ปิดสนิทด้วยความเสียดาย เกือบจะได้ตัวแล้วเชียว จำเป็นต้องไปตอนนี้เลยเหรอ? 

 

 

“นี่แกโง่หรือเปล่า จะตายอยู่แล้วยังเป็นห่วงคนอื่นอีก? ปล่อยให้เธอตายอยู่ในนั้นนั่นแหละ!” 

 

 

เมื่อทั้งสองคนออกมาจากห้องน้ำ พวกเขาก็พบกับการ์ดตัวสูงใหญ่ที่อยู่ด้านนอกเข้าพอดี “พี่ใหญ่ เรารีบไปกันเถอะครับ ร้านกำลังจะไหม้แล้ว!” 

 

 

“อืม รีบไป!” ทั้งสามคนเดินเลี้ยวไปทางขวาของห้องน้ำ 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าทั้งสามคนออกไปแล้ว เขาก็พุ่งตัวเข้าไปในห้องน้ำ “ฮุ่ยซิน คุณอยู่ข้างในหรือเปล่า” ลั่วเซ่าเชินเคาะประตูห้องข้างๆ และในขณะที่เขากำลังเคาะไม่หยุดอยู่นั้น จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงอันแผ่วเบาดังขึ้นมาจากห้องใดห้องหนึ่ง 

 

 

“อาเชิน ฉันอยู่นี่” 

      “ฟังหยวน ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะคะ” ถังโจวโจวลงมาจากรถ ก่อนจะมองดูช่อดอกไม้สองช่อในมือของฟังหยวน นี่เขาคงไม่ได้มีจุดประสงค์เดียวกันกับลั่วเซ่าเชินใช่ไหม? 

 

 

ฟังหยวนมองถังโจวโจวด้วยความประหลาดใจ “อาเชินอยู่ข้างบนหรือ”  

 

 

“ค่ะ คุณเองก็คงจะรู้จักกับพี่ใหญ่ คุณก็เลยมาที่นี่ใช่ไหมคะ” แล้วดอกไม้อีกช่อเขาจะให้ใครกันนะ? 

 

 

“ใช่แล้ว ผมกับอาเชินโตมาด้วยกัน แน่นอนว่าก็ต้องสนิทกับพี่เซ่าอวี๋ด้วย แต่น่าเสียดาย เขาอายุยังน้อย…” ฟังหยวนเผลอหลุดปากออกมา แต่เขาก็ปรับท่าทางได้อย่างรวดเร็ว ความจริงแล้วถังโจวโจวรู้สึกสนใจในสิ่งที่เขาจะพูดต่อไปมาก 

 

 

นานมากแล้วที่ถังโจวโจวเคยได้ยินชื่อของลั่วเซ่าอวี๋ ซึ่งในตอนนั้นเอง ก็นับเป็นครั้งแรกที่ถังโจวโจวได้รู้ว่าลั่วเซ่าเชินมีพี่ชายร่วมสายเลือดด้วย แต่เขาก็เสียชีวิตด้วยสาเหตุบางอย่าง ภายในตระกูลลั่วไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้เลย ราวกับว่าจะปกปิดมันจนถึงที่สุด 

 

 

“ลั่วอิงก็มาด้วยหรือครับ” ฟังหยวนเห็นว่าภายในรถของลั่วเซ่าเชินมีศีรษะกลมเล็กโผล่ขึ้นมาจากเบาะด้านหลัง เขาโบกมือและยิ้มทักทายลั่วอิง 

 

 

“ค่ะ เซ่าเชินเขายังให้ลั่วอิงคำนับหน้าหลุมฝังศพของพี่ใหญ่ด้วยนะคะ?” 

 

 

“งั้นหรือครับ ก็ไม่น่าแปลกตรงไหน ลั่วอิงเองก็ต้องเรียกเขาว่าคุณลุงอยู่แล้ว ที่อาเชินให้ลั่วอิงคำนับเขา มันก็เป็นเรื่องที่สมควร ถึงอย่างไรอาเชินกับพี่เซ่าอวี๋ก็สนิทกันมาก” สิ่งที่ฟังหยวนไม่ได้พูดออกมาก็คือ ลั่วเซ่าเชินแทบจะถูกเลี้ยงดูมาโดยลั่วเซ่าอวี๋ 

 

 

ณ ตอนนั้นคุณพ่อกับคุณแม่ลั่วเอาแต่ง่วนอยู่กับงาน ไม่มีใครยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในบ้านเลยสักคน ถ้าไม่ออกไปเล่นไพ่ เข้าสังคม พวกเขาก็ออกไปชอปปิง ไม่ค่อยมีเวลามาสนใจการเรียนของลั่วเซ่าอวี๋และลั่วเซ่าเชิน 

 

 

โชคดีที่ทั้งคู่รู้ตัวดีว่าควรจะทำอะไร ลั่วเซ่าเชินที่ยังเป็นเด็ก เขาก็ได้ลั่วเซ่าอวี๋นี่แหละที่ช่วยฉุดดึงให้เขาเดินไปในเส้นทางที่ถูกที่ควร 

 

 

เมื่อฟังหยวนนึกถึงช่วงเวลาที่มีความสุขตอนเป็นเด็ก เขาก็สติหลุดลอยไปชั่วขณะหนึ่ง หากในตอนนั้นไม่ใช่เพราะการพบเจอซูเสี่ยวในภายหลัง เขาก็คงจะนับถือลั่วเซ่าอวี๋เป็นพี่ชายแท้ๆ ของเขาเหมือนเดิม… แต่เรื่องมันผ่านไปนานแล้ว ฟังหยวนเรียกสติกลับคืนมาได้ เขามองเห็นถังโจวโจวที่ยืนขมวดคิ้วแน่น 

 

 

“คุณจะคิดมากไปทำไม อย่าให้ผมหงอกขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อยสิ!” 

 

 

“ฟังหยวน นี่คุณหาเรื่องเจ็บตัวใช่ไหม” ถังโจวโจวตีฟังหยวน เธอรู้ดีว่าฟังหยวนกำลังทำลายบรรยากาศอันน่าตึงเครียดนี้ ด้วยวิธีการจากความสามารถพิเศษของเขา ถังโจวโจวเองก็แค่แหย่เขาเล่นเท่านั้น 

 

 

“มาแล้วเหรอ อาหยวน!” แล้วจู่ๆ เสียงของลั่วเซ่าเชินก็ดังขึ้นจากด้านหลังของถังโจวโจว 

 

 

รอยยิ้มบนใบหน้าของถังโจวโจวจางหายไปในบัดดล เธอมองดูสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีของลั่วเซ่าเชิน “เซ่าเชิน ฟังหยวนเองก็มาเยี่ยมพี่ใหญ่เหมือนกัน” 

 

 

“ผมรู้” แม้ว่าลั่วเซ่าเชินจะพูดกับถังโจวโจว แต่สายตาของเขากลับจ้องไปที่ฟังหยวน 

 

 

ถังโจวโจวชักจะทนไม่ไหว เมื่อเห็นว่าบรรยากาศระหว่างเขาทั้งสองคนเริ่มจะคุกรุ่น เธอจึงออกปากพูดว่า “เซ่าเชิน เสร็จธุระแล้วใช่ไหมคะ เรากลับกันเถอะ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินมองดอกลิลลี่ที่อยู่ในมือของฟังหยวน “นายจะไปเยี่ยมเขา?” 

 

 

“อืม ไม่ได้เจอกันนานแล้ว ฉันอยากคุยกับเขา! นายคงจะไม่ลิดรอนสิทธิ์นี้ของฉันใช่ไหม” 

 

 

“มันจะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไง ในเมื่อทุกอย่างมันถูกกำหนดเอาไว้แล้ว นายอยากทำอะไรก็เรื่องของนาย ฉันเข้าไปยุ่งไม่ได้ …เอาละ ฉันกับโจวโจวขอตัวก่อนนะ” ลั่วเซ่าเชินตบไหล่ของฟังหยวน ก่อนจะบอกให้ถังโจวโจวขึ้นรถ ส่วนตัวเขาก็เดินไปที่ฝั่งคนขับ 

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกว่าพวกเขาสองคนพูดจากำกวมกันเหลือเกิน พวกเขาพูดอะไรที่เธอไม่เข้าใจ คำว่า ‘เขา’ ในที่นี้ หมายถึงพี่ใหญ่หรือเปล่า? 

 

 

ถังโจวโจวส่ายหน้า เธอไม่ควรจะคิดถึงเรื่องนี้เลยจริงๆ เธอต้องว่าตามเจ้านายใหญ่ของเธอสิ! 

 

 

เมื่อฟังหยวนเห็นว่ารถของลั่วเซ่าเชินเลี้ยวออกไปจากสุสานแล้ว เขาก็ขึ้นไปบนเนินเขานั่นเพียงลำพัง 

 

 

ฟังหยวนเดินตรงไปที่หลุมฝังศพของลั่วเซ่าอวี๋และวางดอกไม้ไว้ที่หน้าป้ายหลุมฝังศพของเขา เขามองอยู่เพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปอีกทาง และหยุดอยู่ที่หน้าหลุมฝังศพของซูเสี่ยว จากนั้นเขาก็ค่อยๆ วางช่อดอกลิลลี่สีขาวบนหน้าป้ายหลุมฝังศพของเธอ 

 

 

ฟังหยวนย่อตัวลงและค่อยๆ เคลื่อนมือเข้าไปใกล้กับแผ่นหินที่เย็นเฉียบ เขาลูบสัมผัสใบหน้าของซูเสี่ยวผู้ซึ่งแย้มยิ้มราวกับดอกไม้บานในรูปนั้น “อาเสี่ยว ผมมาเยี่ยมแล้ว คุณเหงาไหม?” 

 

 

ฟังหยวนนั่งลงตรงหน้าหลุมฝังศพและเอนศีรษะซบลงบนป้ายหลุมฝังศพของซูเสี่ยว ดวงตาของเขาเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าและพูดกับตัวเองว่า “อาเสี่ยว ผมเกือบจะจำคุณไม่ได้แล้ว ถ้าครั้งนี้ผมไม่ได้กลับมาเยี่ยมคุณ ผมก็อาจจะลืมคุณไปแล้วจริงๆ คุณคงไม่ว่าอะไรผมหรอกใช่ไหม? 

 

 

อาเสี่ยว ผมกำลังตกหลุมรักคนคนหนึ่ง เธอเป็นคนดี นิสัยคล้ายๆ คุณเลย เธอร่าเริงสดใส จิตใจดี ผมเคยบอกว่าชาตินี้ผมจะรักคุณแค่คนเดียว แต่ตอนนี้ผมคงจะต้องกลับคำแล้ว ถ้าคุณอยากจะด่าผม ก็มาเข้าฝันผมก็แล้วกันนะ” 

 

 

ฟังหยวนนั่งพูดอยู่หน้าหลุมฝังศพของซูเสี่ยวเป็นเวลานาน เขาคิดอะไรได้ เขาก็พูดออกมา ราวกับว่ากำลังระบายความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่เขามีทั้งหมดให้เธอฟังในเวลาอันสั้น 

 

 

ภายในสุสานนั้นเงียบสงัด กว่าฟังหยวนจะลุกขึ้นปัดเศษดินที่ติดอยู่บนกางเกง พระอาทิตย์ก็เริ่มสูงขึ้นอยู่เหนือศีรษะของเขาแล้ว “ซูเสี่ยว ผมคุยกับคุณต่อไม่ได้แล้ว ขอตัวกลับก่อนนะ” 

 

 

ฟังหยวนทอดสายตามองรูปภาพของซูเสี่ยวเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเขาก็พบว่าเธอยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ราวกับเป็นคนเดิม แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่เธอก็ยังเหมือนเดิม ดังนั้นเธอจึงได้รับความสนใจจากลั่วเซ่าอวี๋ 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินพาถังโจวโจวและลั่วอิงกลับมาถึงบ้าน ป้าหลิวก็ได้เตรียมอาหารเอาไว้ให้แล้ว และหลังจากกินมื้อกลางวันเสร็จ ถังโจวโจวกับลั่วเซ่าเชินก็อยู่ด้วยกันในห้องหนังสือ 

 

 

“ซูเสี่ยวเป็นแฟนของพี่ใหญ่หรือคะ ทำไมเธอถึงเสียชีวิตล่ะ” ความอยากรู้อยากเห็นของถังโจวโจวพรั่งพรูออกมา เธอได้แต่หวังให้ลั่วเซ่าเชินตอบคำถามเธอ 

 

 

“คุณจะถามทำไมเยอะแยะ” ลั่วเซ่าเชินนั่งอยู่บนเก้าอี้หนังพลางหัวเราะไปกับท่าทางกระตือรือร้นของถังโจวโจว เธอเคยนวดไหล่ ทุบหลังให้เขาที่ไหนกัน อยากจะให้เธอใกล้ชิดกับเขายังยากเลย แต่ว่าวันนี้เธอกลับลงทุนเสียขนาดนี้ ไม่ใช่ว่ารอคำตอบจากเขาอยู่หรอกหรือ! 

 

 

มือของถังโจวโจวที่กำลังนวดไหล่ให้ลั่วเซ่าเชินอย่างแข็งขัน แต่เมื่อเธอได้ยินลั่วเซ่าเชินพูดอย่างนั้น เธอก็ใช้แรงทั้งหมดที่มีบีบนวดเขาอย่างหนักหน่วง เพียงครู่เดียวลั่วเซ่าเชินก็สะดุ้งโหยงจนแทบจะตกจากเก้าอี้ “โจวโจว นี่คุณจะฆ่าสามีของตัวเองเหรอ” 

 

 

“คุณพูดไม่ดีกับฉันก่อน ไม่อย่างนั้นฉันจะทำแบบนี้กับคุณทำไม!” ถังโจวโจวยืนพูดอย่างอวดดีอยู่ด้านหลังของลั่วเซ่าเชิน 

 

 

ลั่วเซ่าเชินได้แต่เสียใจกับคำพูดของตัวเอง เขาค้นพบแล้วว่าเขาจะแหย่ใครก็ได้บนโลกใบนี้ แต่ไม่ใช่กับถังโจวโจว 

 

 

แต่ลั่วเซ่าเชินทนดูถังโจวโจวมีความสุขในขณะที่เขาไม่สบายใจไม่ได้ เขาเพียงออกแรงดึงถังโจวโจวเบาๆ เธอที่จุดศูนย์ถ่วงไม่ค่อยมั่นคงอยู่แล้ว จึงล้มลงมาบนตัวของลั่วเซ่าเชิน 

 

 

ถังโจวโจวเสียหลักถลาไปบนหน้าอกของลั่วเซ่าเชิน กว่าเธอจะตั้งสติได้ เธอก็ถูกลั่วเซ่าเชินกอดไว้แน่นแล้ว “เซ่าเชิน ฉันผิดไปแล้ว คุณปล่อยฉันไปเถอะค่ะ” 

 

 

“เพิ่งจะมาสำนึกผิดเอาป่านนี้ มันไม่สายไปหน่อยเหรอ” น้ำเสียงของลั่วเซ่าเชินแหบพร่า นัยน์ตาของเขาวาบวับ 

 

 

ถังโจวโจวกลัวว่ากลางวันแสกๆ แบบนี้เขาจะกลายร่างเป็นสัตว์ร้าย แต่ไม่ว่าเธอจะใช้แรงมากเท่าไร เธอก็ผละจากตัวเขาไม่ได้ เธอจึงทำได้แค่ร้องขอความเมตตา “เซ่าเชิน แล้วคุณจะให้ฉันทำยังไง” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินโน้มตัวเข้าไปที่ข้างหูของถังโจวโจว ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาแผ่วเบา “ผมอยากจะให้คุณทำยังไงน่ะเหรอ? มันก็ขึ้นอยู่กับความจริงใจของคุณเองนั่นแหละ” 

 

 

ม้านับหมื่นตัววิ่งผ่านหัวใจของถังโจวโจวไป ทำไมฉากนี้ถึงดูเหมือนนักเลงหนุ่มกำลังรังแกคุณหนูผู้บอบบางอยู่เลย ถังโจวโจวขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความหงุดหงิด ทำไมเรี่ยวแรงระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงถึงต้องแตกต่างกันมากขนาดนี้นะ มันทำให้เธอแพ้ลั่วเซ่าเชินตลอดเลย 

 

 

ถังโจวโจวขบคิดเล็กน้อย ก่อนจะปิดเปลือกตาลงและประทับริมฝีปากลงไปบนแก้มของลั่วเซ่าเชินอย่างเบาบาง จากนั้นเมื่อเธอลืมตาขึ้นและมองไปที่ลั่วเซ่าเชิน เธอก็พบว่าเขายังไม่พอใจ “ตกลงคุณจะเอายังไง พูดมาเลยดีกว่าค่ะ!” 

 

 

ถังโจวโจวแค่จูบเขาเบาๆ แค่นี้ ลั่วเซ่าเชินจะยอมได้อย่างไร แล้วเธอยังจูบเขาแค่ที่แก้มอีก ไม่ใช่ที่ปาก เขายิ่งไม่มีทางปล่อยเธอไปง่ายๆ แน่ “โจวโจว ความจริงใจของคุณมีแค่นี้เองเหรอ” ลั่วเซ่าเชินพูดพลางเปรียบเทียบขนาดความจริงใจของถังโจวโจวด้วยนิ้วมือของเขาให้เธอเห็น 

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ช่างเอาใจยากเสียเหลือเกิน จนเธออยากจะยอมแพ้ให้จบเรื่องไป “คุณปล่อยฉันได้แล้วค่ะ ฉันไม่อยากจะถามแล้ว ถ้าคุณอยากบอก คุณก็บอกแล้วกัน” 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเธอยอมถอย และแสดงท่าทางยอมแพ้ เขาก็เติมเชื้อไฟลงไปให้ถังโจวโจวอีก เขาจะปล่อยเธอไปง่ายๆ ได้อย่างไร “ก็ถ้าคุณไม่ถาม ผมจะบอกคุณไปทำไม” 

 

 

“ถ้าอย่างนั้นคุณก็พูดออกมาสิคะ!” ถังโจวโจวตะคอกใส่เขา 

 

 

ลั่วเซ่าเชินยังคงวางกลอุบายหลอกล่อถังโจวโจวต่อไป “ผมจะบอกคุณให้ก็ได้ แต่คุณจะเอาอะไรมาตอบแทนผมล่ะ” 

 

 

ถังโจวโจวคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะสอดมือข้างหนึ่งเข้าไปสัมผัสหลังคอของลั่วเซ่าเชิน ลั่วเซ่าเชินเริ่มติดกับ มือของถังโจวโจวอีกข้างวาดโอบไปรอบลำคอของลั่วเซ่าเชิน แล้วจู่ๆ เธอก็เพิ่มแรงบีบที่ฝ่ามืออย่างกะทันหันจนอีกฝ่ายรู้สึกเจ็บ ลั่วเซ่าเชินตั้งรับไม่ทัน สองมือที่กอดรัดถังโจวโจวไว้ก็คลายออก 

 

 

แต่โชคดีที่เขายังรักษาสมดุลเอาไว้ได้ และไม่ล้มลงไปกับพื้นเสียก่อน กว่าจะรู้ตัวอีกทีเขาก็เห็นถังโจวโจวยิ้มให้อย่างซุกซน เขาเกือบจะเอ็ดเธอออกมา แต่เขาก็ไม่กล้าทำ ได้แต่มองเธออยู่อย่างนั้น ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีไปชั่วขณะ 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าเขาไม่เป็นอะไร เธอก็กลัวว่าเขาจะเอาคืน เธอจึงรีบวิ่งออกไปนอกห้องหนังสือ แม้แต่คำถามที่เขาอยากให้เธอถามออกมา เธอก็ไม่สนใจแล้ว เธอกลัวว่าถ้าหากเธอหนีช้ากว่านี้แค่ก้าวเดียว เธออาจจะถูกลั่วเซ่าเชิน ‘กลืน’ ลงท้องไปได้จริงๆ 

 

 

เมื่อถังโจวโจวกลับไปถึงห้องนอน เธอก็รู้สึกโล่งใจ สายตาของลั่วเซ่าเชินน่ากลัวมาก เธอกลัวว่าเขาจะจัดการเธอในห้องหนังสือขึ้นมาจริงๆ ถ้าเป็นอย่างนั้นเธอคงจะหนีเขาไม่พ้นแน่ๆ แล้ว 

 

 

ลั่วเซ่าเชินรู้สึกเสียดายหลังจากเห็นถังโจวโจววิ่งหนีออกไปอย่างรวดเร็ว แต่เขาก็รู้ดีว่าถังโจวโจวที่วิ่งหนีเขาไปในตอนนี้ เธอจะต้องกลับมาหาเขาอีกครั้งในตอนกลางคืน 

 

 

หลังจากมื้อค่ำผ่านไป ถังโจวโจวก็ไม่เห็นว่าลั่วเซ่าเชินจะทำอะไรเป็นพิเศษ ซ้ำยังไม่แม้แต่มองเธอสักนิดเลยด้วย เธอจึงเข้าใจว่าเขาลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนกลางวันไปแล้ว เธอก็ค่อยๆ วางใจ 

 

 

เมื่อเธอเข้าไปในห้องนอน เธอก็หยิบชุดนอนของเธอออกมาจากตู้เสื้อผ้า และเดินเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ และในขณะที่เธอกำลังอาบน้ำอย่างมีความสุขอยู่นั้น… “อ๊ะ! คุณเข้ามาได้ยังไงคะ?!” 

 

 

ถังโจวโจวตกใจที่จู่ๆ ก็มีคนเปิดประตูห้องน้ำเข้ามา และเมื่อเธอเห็นร่างของลั่วเซ่าเชินที่หลังบานประตู เธอก็รู้ได้ในทันทีว่า เขาปล่อยเธอไปเสียที่ไหน เขากำลังรอกินอาหารมื้อใหญ่อยู่ตรงนี้! 

 

 

ลั่วเซ่าเชินมองดูหยดน้ำที่ไหลลงมาตามร่างของถังโจวโจว ถังโจวโจวเห็นสายตาของเขาก็ปิดได้แค่ช่วงบนเท่านั้น ส่วนด้านล่างเธอปิดได้ไม่มิด เธอไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรแล้ว 

 

 

“โจวโจว ผมจะปิดประตูให้นะ คุณจะได้ไม่เป็นหวัด” ชั่วขณะหนึ่ง ถังโจวโจวกำลังคิดว่าลั่วเซ่าเชินเป็นคนดี เขาคงแค่เข้ามาดูแล้วก็จะออกไป แต่ที่ไหนได้ เขาปิดประตูก็จริง แต่ตัวเขายังอยู่ข้างใน นี่ปิดประตูเพื่อใครกันแน่? 

 

 

แม้ว่าถังโจวโจวจะรู้ดีว่าทำแบบนี้มันไร้ประโยชน์ แต่เธอก็ยังคงพยายามใช้มือปกปิดร่างกายของตัวเอง แม้จะปิดได้เพียงเล็กน้อยแต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ปิดเลย และในขณะที่เธอเหม่อลอยเพียงครู่เดียว เสื้อผ้าบนร่างกายของลั่วเซ่าเชินก็อันตรธานหายไปจนหมด 

 

 

ถังโจวโจวรีบหลับตาในทันที เธอกลัวว่าจะได้เห็นอะไรที่ไม่ควรเห็น เกิดเป็นตากุ้งยิงขึ้นมาจะทำอย่างไร 

 

 

ร่างกายของถังโจวโจวสั่นสะท้านจากการเคลื่อนไหวรวดเร็วฉับพลันของลั่วเซ่าเชิน แม้ว่าเธอจะกำลังอาบน้ำด้วยน้ำร้อนอยู่ แต่มันก็ไม่สามารถขับไล่ความหนาวเย็นออกไปจากหัวใจของเธอได้เลย 

 

 

มือข้างหนึ่งของลั่วเซ่าเชินวางอยู่ที่ช่วงเอวของถังโจวโจว อีกข้างที่เหลือก็โอบไปรอบช่วงไหล่ของเธอ เขากระซิบปลอบเธอว่า “โจวโจว ผมมาแล้ว มีอะไรให้กลัวอีก?” 

 

 

‘ก็เพราะเป็นคุณไงถึงได้กลัว’ ถังโจวโจวพร่ำบ่นอยู่ในใจ 

     ภายในห้องนอนอันเงียบเชียบ ถังโจวโจวถูกคลุมด้วยผ้านวมสีเบจ ใบหน้าเล็กๆ ของเธอซ่อนอยู่ในนั้น หากมีใครเดินเข้ามาก็อาจจะมองไม่เห็นเธอก็เป็นได้ คงจะมีเพียงเส้นผมสีดำขลับที่อยู่บนหมอนเท่านั้น ที่จะสามารถพิสูจน์ได้ว่าภายในห้องนี้ยังมีคนอยู่อีกหนึ่งคน 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเดินเข้ามาในห้อง เขาเห็นว่าถังโจวโจวยังคงหลับอยู่ แม้ว่าเขาจะรู้สึกไม่ค่อยชอบใจสักเท่าไร แต่เขาก็ยังคงเดินไปที่เตียง จากนั้นก็เขย่าตัวของถังโจวโจวเบาๆ “โจวโจว ตื่นได้แล้ว” 

 

 

ถังโจวโจวพลิกตัวนอนแผ่หราอยู่บนเตียง ลั่วเซ่าเชินคิดว่าวิธีนี้คงใช้ไม่ได้ผล เขาจึงคุกเข่าลงบนเตียงและใช้นิ้วแหย่ไปที่แก้มของเธอ 

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกเหมือนมีอะไรไต่อยู่บนหน้า พอเธอใช้มือปัด ความรู้สึกน่าจักจี้นั้นก็หายไป แต่เพียงไม่นานสิ่งน่ารำคาญนั้นก็กลับมาอีก ถังโจวโจวรู้สึกหงุดหงิดอยู่นิดหน่อย ในขณะที่กำลังหลับอย่างสบายใจ หากถูกรบกวน ไม่ว่าใครก็คงจะอารมณ์เสียกันทั้งนั้น ถ้าเธออยากตื่น เธอก็ต้องลุกขึ้นมาแล้วสิ 

 

 

ถังโจวโจวใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีออกแรงปัด ในที่สุดสิ่งที่น่ารำคาญใจนั้นก็หายไป ถังโจวโจวขยับปากบ่นพึมพำก่อนจะหลับต่อ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินพูดไม่ออก เขาทำถึงขนาดนี้แล้วเธอก็ยังไม่ตื่นอีกหรือ นี่มันอะไรกัน! เทพเจ้าแห่งการนอนลงมาประทับร่างเหรอ ปกติปลุกง่ายกว่านี้นี่? ลั่วเซ่าเชินคิดอยู่ว่า หรือจะเป็นเพราะว่าเมื่อคืนเธอนอนดึกมากเกินไป? 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินคิดได้ดังนั้น ภาพในหัวของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นภาพที่สวยงาม เขานึกถึงภาพที่ถังโจวโจวพยายามขอร้องเขาสุดชีวิต แต่เขาก็ยังคงตักตวงความรักจากเธออย่างหนักหน่วง และท้ายที่สุดถังโจวโจวก็ทำได้แค่เพียงกรีดร้องออกมา 

 

 

แม้ว่าเขาจะยังต้องการอีก แต่ลั่วเซ่าเชินก็คิดได้ว่าวันนี้เขายังมีธุระสำคัญที่เขาต้องไปทำอยู่ เขาจึงปล่อยให้ถังโจวโจวนอนต่อไปไม่ได้ มิเช่นนั้นแล้วคงจะไปสายกันพอดี 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเลิกผ้าห่มออกแล้ววางมือลงบนเอวของถังโจวโจว เขาขยับมันแค่สองสามครั้ง คนที่นอนอยู่ก็สะดุ้งตื่นขึ้น เมื่อถังโจวโจวฝืนลืมตาที่สะลึมสะลือของเธอขึ้นได้ เธอก็เห็นร่างของใครคนหนึ่งอยู่ตรงหน้า และเมื่อเธอกะพริบตาต่ออีกสองสามที เธอก็พบว่าเขาคือลั่วเซ่าเชิน ซึ่งแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว 

 

 

ถังโจวโจวอยากจะม้วนผ้าห่มกลับ แต่ลั่วเซ่าเชินคว้าผ้าห่มของเธอไว้แน่น ไม่ยอมให้เธอนอนต่อ “เซ่าเชิน คุณทำอะไรน่ะ ทำไมถึงไม่ให้ฉันนอน” 

 

 

ถังโจวโจวอ้าปากหาว หยดน้ำตาคลออยู่เล็กน้อย ลั่วเซ่าเชินตบที่แก้มเธอเบาๆ “เอาละ รีบลุกได้แล้วคุณ เดี๋ยวเราต้องออกไปข้างนอกกัน ลั่วอิงยังว่าง่ายมากกว่าคุณเลย” 

 

 

ถังโจวโจวค้อนขวับ เมื่อได้ยินลั่วเซ่าเชินเปรียบเทียบเธอกับลั่วอิง “ก็คุณไม่ได้บอกฉันล่วงหน้านี่คะ แล้วยังจะมาโทษว่าฉันตื่นสายอีก ถ้าเมื่อคืนนี้ไม่ใช่เพราะคุณ…” 

 

 

“เมื่อคืนทำไมเหรอ?” ลั่วเซ่าเชินยิ้มกริ่มพลางมองไปที่ถังโจวโจว เขาเห็นว่าเธอค่อยๆ หยุดพูด ใบหน้าของเธอก็เริ่มเปลี่ยนสี ดูน่ารักเป็นอย่างมาก 

 

 

ถังโจวโจวไม่อยากจะเสวนากับเจ้าหมาป่าตัวนี้ เธอจึงหันหน้าหนี “คุณออกไปก่อนค่ะ ฉันจะเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว” 

 

 

“มีตรงไหนบ้างที่ผมยังไม่เห็น คุณจะอายอะไรอีก” เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเธอหน้าแดง ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างมีความสุข พวกเขาอยู่ด้วยกันมานานขนาดนี้แล้ว ถังโจวโจวก็ยังคงขี้อายอยู่เหมือนเดิม 

 

 

อาการเขินอายของถังโจวโจวแปรเปลี่ยนเป็นโกรธขึ้งทันที “จะออกหรือไม่ออกคะ? ถ้าคุณไม่ออก ฉันก็จะไม่ออกไปข้างนอกกับคุณ!” 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินได้ยินถังโจวโจวพูดขู่ถึงเรื่องนี้ เขาก็หยุดพูดเล่นในทันที “โอเค ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมออกไปก่อน คุณก็รีบตามมาล่ะ” 

 

 

หลังจากลั่วเซ่าเชินปิดประตูลงแล้ว ถังโจวโจวก็สะบัดผ้าห่มออกและลุกจากเตียง เธอเดินไปที่หน้าตู้เสื้อผ้า ก่อนจะเปิดออกและหยิบเสื้อผ้าที่เธอจะสวมใส่ในวันนี้ออกมา เป็นกระโปรงจีบลายสก็อตคู่กับเสื้อแจ็คเก็ตบุฝ้ายสีขาว และนอกจากผ้าพันคอสีดำแล้ว เธอก็ยังมีหมวกไหมพรมสีเบจอีกด้วย 

 

 

เธอเดินเข้าไปในห้องน้ำ ในขณะที่ถังโจวโจวกำลังแปรงฟันอยู่นั้น เธอก็เห็นรอยแดงบริเวณคอเสื้อของเธอ นั่นคือรอยรักที่ลั่วเซ่าเชินทิ้งไว้บนร่างกายของเธอเมื่อคืนนี้ โชคดีที่ตอนนี้อยู่ในช่วงฤดูหนาว ถังโจวโจวจะสวมเสื้อผ้าหนาสักหน่อยก็คงไม่มีใครสงสัยอะไร 

 

 

ถังโจวโจวจัดการกับตัวเองเสร็จ เธอก็ลงมาชั้นล่าง ลั่วอิงนั่งกินข้าวเช้าอยู่ที่โต๊ะแล้ว ส่วนลั่วเซ่าเชินก็นั่งอยู่ข้างๆ เพียงแต่เขาไม่ได้กินอะไรอยู่ ไม่รู้ว่าเขากำลังรอเธอหรือว่ากินข้าวเสร็จไปแล้ว 

 

 

อากาศในวันนี้กำลังดี อุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่สิบกว่าองศา ซึ่งในตอนนี้ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้น เมื่อครู่นี้ถังโจวโจวหาเวลาตรวจสอบสภาพอากาศ และได้รู้ว่าวันนี้ท้องฟ้าจะปลอดโปร่ง แต่ตอนนี้น่าจะเช้าเกินไป คงอีกสักพักถึงจะได้เห็นแสงอาทิตย์ 

 

 

ถังโจวโจวนั่งลงบนเก้าอี้ ป้าหลิวยกอาหารเช้าของเธอออกมาเสิร์ฟ และอีกชามหนึ่งก็สำหรับลั่วเซ่าเชิน เขารอกินข้าวพร้อมกันจริงๆ ด้วย! ถังโจวโจวตักโจ๊กข้าวกล้องขึ้นมากินหนึ่งคำ เธอไม่สามารถเก็บกลั้นรอยยิ้มพึงพอใจเอาไว้ได้ 

 

 

“แม่โจวโจวขา คุณพ่อบอกว่าวันนี้เราจะออกไปข้างนอกกัน แล้วทำไมคุณแม่เพิ่งจะลงมาล่ะคะ” ลั่วอิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย 

 

 

“แค่กๆๆ…” เมื่อถังโจวโจวถูกลั่วอิงถามอย่างกะทันหัน เธอก็สำลักโจ๊ก ซึ่งทำให้เธอไอไม่หยุด 

 

 

ลั่วเซ่าเชินรีบส่งน้ำอุ่นที่ตั้งอยู่บนโต๊ะให้ถังโจวโจว “มา ดื่มน้ำก่อน ค่อยๆ หายใจนะ คุณจะรีบอะไรขนาดนั้น ไม่มีใครเร่งคุณสักหน่อย!” 

 

 

เมื่อถังโจวโจวดื่มน้ำลงไปอึกใหญ่ เธอก็รู้สึกว่าโล่งคอมากขึ้น ถังโจวโจวมองไปที่ลั่วเซ่าเชิน เขายังมีหน้ามาว่าเธออีก ถ้าไม่ใช่เพราะเขาไม่ยอมบอกเธอก่อน เธอจะตื่นสายให้ลั่วอิงหัวเราะเยาะได้อย่างไร! 

 

 

ลั่วเซ่าเชินได้รับคำก่นด่าของถังโจวโจวจากทางสายตา แต่เขาก็แค่ถูจมูกเบาๆ และทำเป็นมองไม่เห็น ลั่วเซ่าเชินรู้สึกผิดอยู่เล็กน้อย ก็เมื่อวานนี้ถังโจวโจวเป็นคนปลุกไฟในตัวเขาขึ้นมา จากนั้นมันก็เหนือการควบคุม เลยพลอยทำให้ถังโจวโจวนอนดึกไปด้วย 

 

 

เดิมทีวันนี้เขาก็อยากจะปล่อยให้เธอพักผ่อนนานกว่านี้ แต่ว่ามันสายมากแล้ว ดังนั้นเขาจึงต้องปลุกเธอให้ตื่น ใครจะไปรู้ล่ะว่าลั่วอิงจะถามคำถามแบบนี้ออกมา ลั่วเซ่าเชินจึงทำได้แค่เพียงยอมรับผิดอยู่เงียบๆ 

 

 

“แม่โจวโจวดีขึ้นหรือยังคะ” ลั่วอิงเห็นว่าถังโจวโจวสำลักเพราะเธอชวนคุย เธอจึงเข้าใจว่าเป็นความผิดของเธอเอง 

 

 

“แม่โจวโจวหายดีแล้วค่ะ ลั่วอิงรีบทานข้าวเถอะนะ อีกเดี๋ยวเราต้องออกไปข้างนอกกันแล้วไม่ใช่เหรอ” ถังโจวโจวเช็ดคราบเม็ดข้าวที่ติดอยู่ที่มุมปากของลั่วอิง 

 

 

ลั่วอิงยังไม่ยอมหยุดคุย “แม่โจวโจวคะ แล้วคุณพ่อได้บอกคุณแม่หรือเปล่าคะว่าวันนี้เราจะออกไปไหนกัน” 

 

 

“ไม่นี่คะ? ทำไมเหรอ ลั่วอิงรู้เหรอลูก” ถังโจวโจวนึกไม่ถึงเลยว่าแม้แต่ลั่วอิงก็ยังรู้ ดูท่าแล้วลั่วเซ่าเชินคงจะปิดแค่เธอคนเดียว? 

 

 

“รู้ค่ะ!” ถ้าลั่วอิงมีหาง หางเล็กๆ ของเธอก็คงจะสะบัดไปมาอยู่แน่ๆ 

 

 

ถังโจวโจวมองดูท่าทางอันภาคภูมิใจของลั่วอิง ก่อนจะถามว่า “ถ้าอย่างนั้นลั่วอิงบอกแม่โจวโจวหน่อยได้ไหมคะว่าวันนี้เราจะออกไปไหนกัน” 

 

 

ลั่วอิงกำลังจะตอบออกมา พลันเห็นสายตาของลั่วเซ่าเชินจ้องเขม็ง เธอจึงรีบสงบปากสงบคำ “คุณพ่อไม่ให้หนูพูดค่ะ เดี๋ยวแม่โจวโจวไปถึงที่นั่นก็รู้เอง” เธอพูดพลางก้มหน้ากินอาหารเช้าในชามต่อไป 

 

 

ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องออกไปด้วยกันอยู่แล้ว เดี๋ยวพอไปถึงที่นั่นเธอก็รู้เอง ถังโจวโจวพักความอยากรู้ของตัวเองไว้และตั้งใจกินอาหารเช้าต่อให้หมด กองทัพมันต้องเดินด้วยท้องสิ ถึงจะถูก! 

 

 

หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ ลั่วเซ่าเชินก็ให้ถังโจวโจวไปเก็บของ ส่วนตัวเขาก็นำรถออกมาจากโรงจอดรถ ถังโจวโจวและลั่วอิงรอเขาอยู่ที่หน้าประตู เมื่อลั่วเซ่าเชินขับรถพอร์เชอสีดำมาจอดที่หน้าประตูบ้าน พวกเธอก็เปิดประตูรถและขึ้นไปนั่ง 

 

 

ถังโจวโจวและลั่วอิงคุยกระซิบกระซาบกันอยู่เบาะหลัง เมื่อเห็นว่ารถจอดอยู่แถบชานเมือง เธอก็มองออกไปด้านนอก แล้วเธอก็พบว่ามีต้นสนมากมายอยู่บนเนินเขา ถังโจวโจวเข้าใจได้ในทันที ว่าแต่จะมาพบใครที่สุสานนะ? 

 

 

ลั่วเซ่าเชินหยิบช่อดอกเบญจมาศสีขาวและดอกลิลลี่ออกมาจากท้ายรถ ถังโจวโจวมองดอกไม้ทั้งสองช่อด้วยความสงสัย มีสองคนหรือ? ถังโจวโจวคิดไปคิดมาก็ไม่รู้ว่าพวกเธอกำลังจะไปพบใคร เธอจึงทำได้แค่เพียงจับมือของลั่วอิงไว้แน่นๆ 

 

 

“ไปกันเถอะ!” ลั่วเซ่าเชินโอบไหล่ของถังโจวโจว ทั้งสามคนเดินเข้าไปในเขตสุสาน ในขณะที่มองดูรูปภาพแต่ละรูปเรียงรายตลอดทาง สีหน้าของถังโจวโจวพลันเคร่งขรึมลง นี่เป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ เธอจึงทำได้แค่เพียงเคารพผู้คนที่กำลังนอนหลับสบายอยู่ภายใต้พื้นดินให้ได้มากที่สุด 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้ารูปของคนวัยหนุ่มคนหนึ่ง บนนั้นมีตัวอักษรที่เขียนว่า ‘หลุมฝังศพลั่วเซ่าอวี๋ พี่ชายของผม’ ถังโจวโจวมองไปยังรูปภาพของลั่วเซ่าอวี๋ในชุดทหาร เขาดูกล้าหาญชาญชัยเป็นอย่างมาก 

 

 

ลั่วเซ่าเชินวางช่อดอกเบญจมาศสีขาวไว้ที่หน้าหลุมฝังศพของลั่วเซ่าอวี๋ จากนั้นเขาก็โค้งคำนับ “พี่ครับ ผมพาลั่วอิงกับโจวโจว ภรรยาของผม มาเยี่ยมพี่แล้วนะครับ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินกวักมือเรียกลั่วอิง “ลั่วอิง มาคำนับคุณลุงเซ่าอวี๋เร็วลูก” เมื่อลั่วอิงได้ยินดังนั้น เธอก็คุกเข่าลงและก้มคำนับหน้าหลุมฝังศพของลั่วเซ่าอวี๋สามครั้ง “โจวโจว นี่พี่ชายผมเอง” 

 

 

ถังโจวโจวเดินเข้าไปใกล้ และโค้งคำนับที่หน้าป้ายหลุมฝังศพ จากนั้นลั่วเซ่าเชินก็นำพวกเธอไปยังหลุมฝังศพใกล้ๆ กัน ซึ่งบนนั้นเขียนว่า ‘หลุมฝังศพซูเสี่ยว’ 

 

 

ในหัวของถังโจวโจวเต็มไปด้วยคำถาม “เธอเป็นใครหรือคะ เซ่าเชิน” ผู้หญิงในรูปนั้นดูเด็กมาก เธอยิ้มอย่างมีความสุข ซึ่งนั่นสามารถทำให้ผู้คนสัมผัสได้ว่าเธอเป็นคนอารมณ์ดี 

 

 

“คนรักของพี่ชายผมเอง” ลั่วเซ่าเชินพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าโศก 

 

 

ลั่วเซ่าเชินวางดอกลิลลี่สีขาวไว้ที่หน้าหลุมฝังศพของซูเสี่ยว ไม่รู้ทำไมจู่ๆ ถังโจวโจวถึงได้รู้สึกคุ้นเคยกับผู้หญิงคนนี้ แต่เพียงไม่นานก็สลัดความคิดนั้นออกไป เธอปลอบใจตัวเองว่าเธออาจจะคิดมากเกินไป 

 

 

           ถังโจวโจวและลั่วอิงยืนรออยู่ห่างๆ พวกเธอให้พื้นที่แก่ลั่วเซ่าเชิน เขากำลังคุกเข่าพูดอะไรบางอย่างอยู่ที่หน้าหลุมฝังศพของลั่วเซ่าอวี๋ เนื่องจากถังโจวโจวยืนอยู่ไกลเกินไป เธอจึงได้ยินไม่ชัด 

 

 

           เพียงไม่นาน ถังโจวโจวและลั่วอิงก็เดินมานั่งรอในรถ เนื่องจากอากาศข้างนอกค่อนข้างเย็น และภายในรถก็เปิดระบบทำความอุ่นอยู่ เธอยังไม่เห็นลั่วเซ่าเชินกลับลงมา สายตาของเธอจึงจับจ้องไปที่ประตูทางเข้าของสุสานอยู่ตลอด 

 

 

ลั่วเซ่าเชินคุกเข่าอยู่ที่หน้าป้ายหลุมฝังศพ มือของเขาลูบสัมผัสใบหน้าของลั่วเซ่าอวี๋บนรูปภาพ ส่วนปากของเขาก็พร่ำพูดว่า “พี่ครับ พี่ดูสิว่าลั่วอิงโตขึ้นอีกแล้ว เวลาช่างผ่านไปไวเหลือเกิน อีกไม่นานเธอก็จะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ผมยังไม่ทันตั้งตัวเลย ไม่รู้ว่าพี่จะชินแล้วหรือยัง” 

 

 

ไม่มีเสียงตอบรับใด เว้นแต่ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของลั่วเซ่าอวี๋ ซึ่งดูเหมือนว่าจะเห็นด้วยกับสิ่งที่ลั่วเซ่าเชินพูด 

 

 

ลั่วเซ่าเชินพูดต่อไปอีก “พี่ครับ ผมมีภรรยาแล้วนะ เธอชื่อถังโจวโจว พี่ชอบเธอไหม? แต่ถึงพี่จะไม่ชอบก็ไม่มีประโยชน์หรอก เพราะพี่ห้ามอะไรผมไม่ได้แล้ว และผมก็ไม่อยากให้พี่ต้องมาเป็นห่วงผมอีกหรอกนะ ส่วนผมก็ไม่ห่วงพี่เลยสักนิด เพราะว่าซูเสี่ยวก็อยู่ด้วยกันกับพี่ ถึงแม้ว่าพ่อกับแม่จะไม่ยอมรับเธอ แต่ผมจะนับเธอเป็นสะใภ้ใหญ่ตลอดไป… ตลอดไป… 

 

 

…เอาละครับพี่ วันนี้ผมอยู่นานแล้ว ผมคงต้องกลับก่อน ไว้ครั้งหน้าผมจะมาเยี่ยมพี่กับพี่สะใภ้ใหม่นะครับ” ลั่วเซ่าเชินปัดฝุ่นบนร่างกาย ก่อนจะเดินลงไปจากเขา 

 

 

ถังโจวโจวที่กำลังนั่งรอลั่วเซ่าเชินลงมาอย่างเบื่อหน่ายอยู่ในรถ ทันใดนั้นเอง เธอก็เห็นรถเบนซ์สีเทาที่คุ้นตา และหลังจากที่เจ้าของรถลงมาจากรถ ถังโจวโจวก็ได้พบกับคนที่เธอรู้จัก 

       “แม่โจวโจวขา หนูก็รักคุณแม่เป็นคนที่…” ลั่วอิงตั้งใจพูดเว้นจังหวะ แต่เมื่อเธอเห็นว่าถังโจวโจวทำท่าจะเข้ามาจักจี้เธอ ลั่วอิงก็พูดออกมาพลางรีบไปซ่อนตัวอยู่ด้านหลังของลั่วเซ่าเชินทันที “…คนที่หนึ่งเลยค่ะ!” แล้วบริเวณนั้นก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของถังโจวโจวและลั่วอิง 

 

 

           พวกเขาเดินมาถึงลานจอดรถ ทันใดนั้นสายตาอันเฉียบคมของถังโจวโจวก็เห็นหันฮุ่ยซินอยู่ไกลๆ แต่หันฮุ่ยซินไม่ได้อยู่คนเดียว เธออยู่กับผู้ชายคนหนึ่ง บุคลิกของเขาดูสุภาพเรียบร้อย 

 

 

ชายคนนั้นยังดูหนุ่มมาก เมื่อยืนอยู่กับหันฮุ่ยซินแล้ว ทั้งคู่ดูเหมาะสมกันมาก ถังโจวโจวกระตุกชายเสื้อของลั่วเซ่าเชินเบาๆ ก่อนจะชี้ไปทางหันฮุ่ยซิน “เซ่าเชินคะ นั่นใช่คุณหันไหม” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินหันไปมองตามที่ถังโจวโจวชี้ เขาก็พบว่าเป็นหันฮุ่ยซินจริงๆ ข้างกายของเธอมีชายหนุ่มคนหนึ่งสวมเสื้อโค้ทสีกากียืนอยู่ด้วย ลั่วเซ่าเชินตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ใช่ ทำไมเหรอ” 

 

 

“คุณไม่โกรธ?” ถังโจวโจวเอ่ยถามอย่างสงสัย เมื่อเธอเห็นว่าเขาไม่มีอาการอะไรเลย 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเคาะนิ้วลงบนหัวของถังโจวโจวเบาๆ “ถ้าผมโกรธ ผมคิดว่าคุณน่าจะโกรธมากกว่าผมแน่” 

 

 

ถังโจวโจวยิ้มแห้ง ลั่วเซ่าเชินรู้ทันเธอขนาดนี้เลยหรือ “ไม่จริงสักหน่อย ฉันจะโกรธได้ยังไง ว่าแต่เราควรเข้าไปทักทายเธอไหมคะ” 

 

 

“ไม่มีอะไรต้องคุยกันนี่ ถ้ามีธุระจะคุยกันจริงๆ เดี๋ยวก็มีโอกาสทักทายเอง” ลั่วเซ่าเชินเปิดประตูรถแล้วขึ้นไปนั่ง ในขณะที่ถังโจวโจวกำลังจะก้าวขึ้นรถ เธอก็ได้ยินเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลัง 

 

 

“อาเชิน คุณถัง บังเอิญจังเลยนะคะ พวกคุณก็มาที่นี่เหมือนกันหรือ” หันฮุ่ยซินและเพื่อนชายคนนั้นเดินตรงเข้ามาหา 

 

 

ถังโจวโจวลอบถอนหายใจ ไปไหนไม่ได้แล้ว 

 

 

“บังเอิญจริงๆ ค่ะ คุณหัน แล้วคุณคนนี้คือ…?” ถังโจวโจวมองไปที่ชายหนุ่มข้างกายหันฮุ่ยซิน 

 

 

ชายคนนั้นยื่นมือออกมา “สวัสดีครับ ผมชื่อเจียงรุ่ยเฉิน ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณผู้หญิงลั่ว” 

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกประหลาดใจ เมื่ออีกฝ่ายเรียกเธออย่างนั้น “เรารู้จักกันมาก่อนหรือเปล่าคะ” หันฮุ่ยซินเองก็หันไปมองเจียงรุ่ยเฉินด้วยความประหลาดใจเช่นกัน 

 

 

‘จากที่เห็นตอนนี้ ดูเหมือนว่าพวกเขาเพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่นาน?’ ถังโจวโจวคาดเดา 

 

 

“คุณผู้หญิงลั่วไม่รู้จักผมหรอกครับ แต่ที่ผมรู้จักคุณผู้หญิงลั่ว นั่นเป็นเพราะท่านผอ. ลั่ว… ท่านผอ. ว่าอย่างนั้นไหมครับ” เจียงรุ่ยเฉินมองลั่วเซ่าเชินที่ลงมาจากรถ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินกับเจียงรุ่ยเฉินจับมือกัน “ไม่ได้พบกันนานเลยนะครับ ผู้จัดการเจียง” 

 

 

“ผมได้ยินชื่อเสียงของท่านผอ. มานาน แต่ไม่เคยมีโอกาสได้พบเลย ในที่สุดวันนี้ผมก็ได้พบท่านแล้ว” เจียงรุ่ยเฉินยกยิ้มขึ้นมาอย่างยินดี ถังโจวโจวรู้สึกว่าชายคนนี้ไม่ได้ดูน่าเกรงขามเหมือนกับลั่วเซ่าเชิน ดังนั้น ความประทับใจแรกของเธอที่มีต่อเจียงรุ่ยเฉินจึงแตกต่างออกไป 

 

 

“อาเชิน คุณรู้จักกับรุ่ยเฉินด้วยหรือคะ” หันฮุ่ยซินเห็นว่าไม่มีใครสนใจเธอเลย เธอจึงพูดแทรกขึ้นมาเพื่อดึงดูดความสนใจจากพวกเขา 

 

 

“ผอ. ลั่วครับ ถ้ายังไงเราไปหาที่นั่งคุยกันดีไหมครับ ดูเหมือนว่าคุณหันเองก็อยากจะพูดคุยกับพวกคุณเหมือนกัน” เจียงรุ่ยเฉินเห็นว่าจะยืนคุยกันอยู่ตรงนี้ก็ใช่ที่ เขาจึงเอ่ยเสนอแนะออกมา 

 

 

ลั่วเซ่าเชินปฏิเสธ “วันนี้เราไม่ค่อยสะดวก ไว้ครั้งหน้าก็แล้วกันนะครับ ผู้จัดการเจียง ไว้มีโอกาสค่อยคุยกัน วันนี้พวกเราขอตัวก่อน” 

 

 

เจียงรุ่ยเฉินเห็นว่าภายในรถของลั่วเซ่าเชินมีเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งนั่งอยู่ในนั้น เขาเดาว่าเธอน่าจะเป็นทายาทของลั่วเซ่าเชิน…ลั่วอิง เขาจึงเข้าใจในทันที “ครับ ท่านผอ. ลั่ว ผมจะรอ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินพยักหน้าเบาๆ เขาบอกลาเจียงรุ่ยเฉิน ขณะเดียวกันเขาก็ไม่ได้สนใจแววตาลึกซึ้งที่หันฮุ่ยซินส่งมาให้เขา เขาพาถังโจวโจวกลับไปขึ้นรถ และขับออกไปจากลานจอดรถ 

 

 

เจียงรุ่ยเฉินยืนมองลั่วเซ่าเชินที่ขับรถไกลออกไป รอยยิ้มที่มุมปากของเขาดูชัดเจนมากยิ่งขึ้น หันฮุ่ยซินเห็นเขายิ้มอย่างมีความสุข ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกว่าเธอคาดเดาผู้ชายคนนี้ไม่ออก ดูเหมือนว่าต่อไปเธอควรจะต้องอยู่ให้ห่างจากเขา นี่เป็นสิ่งที่สัญชาตญาณของหันฮุ่ยซินบอกกับตัวเธอเอง 

 

 

หลินเหยาโทรศัพท์มาหาถังโจวโจว “โจวโจว เธอทำอะไรอยู่ ออกมาชอปปิงกัน!” 

 

 

ถังโจวโจวหันมองลั่วเซ่าเชินที่กำลังขับรถอยู่ ก่อนจะยกมือปิดไมโครโฟนของโทรศัพท์แล้วถามลั่วเซ่าเชินว่า “เรามีธุระอื่นอีกไหมคะ” 

 

 

“คุณจะไปไหน” 

 

 

“เหยาเหยาชวนฉันออกไปชอปปิงค่ะ” 

 

 

“ผมตั้งใจว่าจะพาคุณกับลูกไปทานข้าว” ลั่วเซ่าเชินบอกแผนการของเขาให้ถังโจวโจวฟัง 

 

 

ถังโจวโจวกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์อีกครั้ง “เหยาเหยา เรากำลังจะไปทานข้าวกัน เธอจะมาด้วยกันไหม” 

 

 

“แค่เธอกับผอ. ลั่ว?” เสียงของหลินเหยาดังมาก แม้แต่ลั่วเซ่าเชินก็ยังได้ยิน 

 

 

“ใช่ แล้วก็ลั่วอิงด้วย” ถังโจวโจวเหลือบมองลั่วอิงที่นั่งอยู่บนคาร์ซีทด้านหลัง 

 

 

เมื่อลั่วอิงได้ยินชื่อของตัวเอง เธอก็ถามถังโจวโจวในทันที “แม่โจวโจวเรียกหนูหรือคะ” 

 

 

“ไม่ใช่ค่ะ น้าหลินเหยาถามแม่ว่าตอนนี้แม่อยู่กับใคร” 

 

 

ลั่วอิงรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันทีที่ได้ยินชื่อของหลินเหยา “น้าหลินเหยาหรือคะ หนูไม่ได้เจอคุณน้านานแล้ว คุณพ่อขา เราจะไปทานข้าวกันใช่ไหมคะ ถ้าอย่างนั้นเราชวนน้าหลินเหยามาทานข้าวด้วยกันได้ไหมคะ” 

 

 

“เรากำลังจะไปทานข้าวกันครับ แต่เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับแม่โจวโจวของลูกว่าจะเห็นด้วยหรือเปล่า พ่อไม่มีความคิดเห็นครับ” น้ำเสียงไม่แยแสของลั่วเซ่าเชินทำให้ลั่วอิงเปลี่ยนเป้าหมายออดอ้อนทันที 

 

 

“แม่โจวโจวขา คุณแม่รีบบอกให้น้าหลินเหยามาทานข้าวกับเราสิคะ จากนั้นเราค่อยไปชอปปิงด้วยกัน” 

 

 

ถังโจวโจวบอกความคิดของลั่วอิงให้หลินเหยาฟัง หลินเหยาคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบตกลง “โอเค บอกที่อยู่มาเลย ฉันจะไปเดี๋ยวนี้แหละ” 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินจอดรถที่หน้าร้านอาหาร เขาก็พาถังโจวโจวและลั่วอิงเข้าไปในห้องส่วนตัว เขายังกำชับกับพนักงานในห้องโถงว่าถ้าหลินเหยามาถึงแล้ว ให้พาเธอไปส่งที่ห้องส่วนตัวด้วย 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเดินไปอธิบายกับถังโจวโจวไปว่า “ร้านนี้เป็นร้านของเพื่อนสนิทผม ผมจึงพอกำชับได้บ้าง” 

 

 

ถังโจวโจวพยักหน้า ที่แท้เขาก็มีเส้นสายนี่เอง ไม่แปลกใจเลยที่เขาดูคุ้นเคยกับที่นี่มากขนาดนี้ ถังโจวโจวจูงมือของลั่วอิงเดินตามหลังลั่วเซ่าเชินเข้าไปในห้องส่วนตัวบนชั้นสอง ภายในนั้นไม่ได้กว้างมาก มีแค่โต๊ะหนึ่งตัวและเก้าอี้อีกสี่ตัว 

 

 

ฝาผนังสะอาดสะอ้าน โต๊ะทำมาจากไม้มะฮอกกานี ดูเรียบหรูเป็นอย่างมาก เก้าอี้ก็เป็นแบบที่มีพนักพิงขนาดใหญ่ นั่งสบายเป็นที่สุด 

 

 

หลังจากที่ทั้งสามคนเพิ่งจะเข้ามานั่งได้ไม่นาน ก็มีคนเข้ามาส่งหลินเหยาที่ห้องส่วนตัว พร้อมกันกับพนักงานคนหนึ่งนำรายการอาหารที่ลั่วเซ่าเชินสั่งเรียบร้อยแล้วออกไปพอดี หลินเหยาเห็นว่าสมาชิกทั้งสามคนของตระกูลลั่วนั่งอยู่ด้านใน เธอก็นั่งลงข้างๆ ลั่วอิง 

 

 

“โจวโจว ชีวิตเธอนี่ช่างดีจริงๆ” 

 

 

“เธอก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ เหยาเหยา” ในทุกๆ วัน ใครอยากจะไปไหนก็ไปได้ตามใจ นอกเสียจากบางครั้งที่รู้สึกเหงาจึงชวนกันออกไปบ้าง แต่ชีวิตส่วนใหญ่ของทั้งคู่ต่างก็มีความสุขดี 

 

 

หลินเหยากับลั่วเซ่าเชินทักทายกันตามมารยาท ก่อนที่หลินเหยาจะหันไปบีบแก้มของลั่วอิง “ลั่วอิง หนูไม่ได้เจอน้าหลินเหยานานขนาดนี้ คิดถึงน้าบ้างไหมคะ” 

 

 

“คิดถึงค่ะ…” ลั่วอิงพูดไม่ชัดเพราะถูกบีบแก้มอยู่ 

 

 

ถังโจวโจวรีบตีมือของหลินเหยา “เธอบีบแก้มลั่วอิงขนาดนี้ เดี๋ยวรูปหน้าก็เสียหมดหรอก!” 

 

 

“อะไรจะเสียได้ง่ายขนาดนั้น!” หลินเหยาคิดว่าถังโจวโจวชอบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่อยู่เสมอ เธอแค่หยอกเล่นก็เท่านั้นเอง เธอจะบีบให้ใบหน้าเสียรูปจริงๆ ได้อย่างไร! ฉันไม่สำคัญเท่าลั่วอิงกับลั่วเซ่าเชินแล้วสินะ หลินเหยาคิดในใจ 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าหลินเหยาเริ่มพูดไม่หยุด ก็ขี้เกียจเกินกว่าจะห้ามปราม ผ่านไปสักพักหลินเหยาก็เห็นว่าถังโจวโจวไม่สนใจเธอแล้ว เธอก็เริ่มรู้สึกเบื่อ เธอจึงทำได้แค่ถามไถ่ลั่วอิงว่าช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง เพื่อฆ่าเวลาที่น่าเบื่อนี้ 

 

 

หลังจากกินข้าวกันเสร็จ ลั่วเซ่าเชินก็พาพวกเธอทั้งสามคนไปส่งที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งใกล้ๆ จากนั้นเขาก็ขับรถกลับบ้านไปก่อน เขายังนัดแนะกับถังโจวโจวว่าหากพวกเธอชอปปิงกันเสร็จแล้วให้โทรศัพท์ไปบอก แล้วเขาจะกลับมารับพวกเธอ 

 

 

หลินเหยาพูดด้วยความอิจฉา “โจวโจว เธอนี่หาสามีได้ดีจริงๆ!” แค่มาชอปปิงก็มารับมาส่ง ชีวิตเธอจะดีเกินไปหน่อยล่ะมั้ง! 

 

 

หลินเหยาเห็นว่าวันนี้ลั่วเซ่าเชินดูแลเทคแคร์ถังโจวโจวดีกว่าแต่ก่อนมาก แล้วก็ยังรู้ด้วยว่าจะทำอย่างไรให้ถังโจวโจวประทับใจ ทำให้เธอรู้สึกรักเขามากกว่าเดิม 

 

 

“ถ้าอยากมี เธอก็หาสักคนสิ!” มือข้างหนึ่งของถังโจวโจวจูงมือของลั่วอิง ส่วนอีกข้างที่เหลือก็ควงแขนของหลินเหยา 

 

 

เมื่อได้ยินถังโจวโจวพูดถึงเรื่องหาแฟน หลินเหยาก็รีบเปลี่ยนเรื่องหนี “พอๆ ไม่ต้องวกมาพูดถึงฉันเลย ขอแค่เธอมีความสุข ฉันยังไงก็ได้ ไม่มีปัญหา!” 

 

 

“เหยาเหยา เธอพูดแบบนั้นได้ยังไง แล้วที่บอกว่า ‘ยังไงก็ได้ ไม่มีปัญหา’ น่ะ มันคืออะไร! เธอก็ต้องมีชีวิตที่ดีเหมือนกันสิ เธอต้องเหนือกว่าผู้ชายคนนั้น อย่าปล่อยให้เขาหัวเราะเยาะเธอได้!” 

 

 

แม้ว่าถังโจวโจวจะไม่ได้แนะนำให้หลินเหยากลับไปคืนดีกับแฟนเก่า แต่เธอก็ไม่สามารถปล่อยให้เขามาดูถูกหลินเหยาได้ ต้องทำให้เขาได้รู้ว่าแม้จะไม่มีเขา หลินเหยาก็มีความสุขดี และจะหาแฟนใหม่ได้ดีกว่าเขาหลายเท่าตัว 

 

 

“ช่วงนี้เขายังมาวอแวเธออีกไหม” 

 

 

หลินเหยาส่ายหน้า “ไม่แล้วล่ะ ครั้งก่อนฉันขอให้ฟังหยวนแกล้งเป็นแฟนปลอมๆ ของฉันเพื่อไปร่วมงานหมั้นของพวกเขา ฉันอยากให้เธอได้เห็นจริงๆ ว่าสีหน้าของหลิวเหยียนในตอนนั้นดำคล้ำแค่ไหน แต่ฉันก็นับถือสวีเฉินซีจริงๆ ในสถานการณ์แบบนั้นยังแบกหน้ายิ้มอยู่ได้” 

 

 

หลินเหยาชื่นชมสวีเฉินซีในจุดนี้จริงๆ หากเป็นเธอ เธอคงทำไม่ได้ ผู้ชายของตัวเองยังมีผู้หญิงคนอื่นอยู่ในหัวใจ ไม่ว่าผู้หญิงคนใดก็ล้วนอยากมีความสุขอย่างแท้จริง คงไม่ทำเรื่องที่มันขาดทุนแบบนี้ 

 

 

“แล้วงานหมั้นของพวกเขาผ่านไปได้ด้วยดีไหม” ถังโจวโจวมีความคิดอันแสนชั่วร้ายผุดขึ้นมา ถ้าจู่ๆ เกิดมีแฟนเก่าของสวีเฉินซีโผล่มาและตั้งใจจะยื้อแย่งเธอกลับไป หลิวเหยียนคงจะต้องเสียทั้งภรรยาและทุกสิ่งที่มีอยู่ตอนนี้ไปแน่ๆ 

 

 

แต่น่าเสียดายที่มันเป็นแค่จินตนาการ “ราบรื่นมาก ยกเว้นคู่นักแสดงชายหญิงที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันในทุกๆ เรื่อง อย่างอื่นก็เป็นไปได้สวย… นี่! ฉันรู้นะว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ อย่าคิดไปไกลย่ะ มันเป็นไปไม่ได้ถึงขนาดนั้น!” 

 

 

หลินเหยาทำลายความคิดลมๆ แล้งๆ ของถังโจวโจว ถังโจวโจวถอนหายใจ แต่ละครั้งที่คิดจะกำจัดผู้ชายเลวๆ สักคน เธอก็ทำได้แค่จินตนาการเท่านั้น แล้วตอนนี้ผู้ชายเลวๆ คนนั้นกลับได้ดีกว่าใครๆ เสียด้วย! 

 

 

อยู่ดีๆ ลั่วอิงก็โพล่งขึ้นมาว่า “แม่โจวโจวขา น้าหลินเหยาไปเจอคนไม่ดีมาหรือคะ” 

 

 

“ใช่ค่ะ น้าหลินเหยาเจอผู้ชายไม่ดีคนหนึ่ง แต่ผู้ชายคนนั้นกลับยังมีความสุขดี แม่โจวโจวได้ยินแล้วก็เลยไม่ค่อยพอใจสักเท่าไรน่ะค่ะ” ถังโจวโจวย่อตัวลงไปอธิบายให้ลั่วอิงฟัง 

 

 

ลั่วอิงพยักหน้ารับรู้ แต่สายตาฉายแววไม่แน่ใจ “หรือให้คุณพ่อไปสั่งสอนเขาดีไหมคะ น้าหลินเหยาจะได้สบายใจขึ้นด้วย” 

 

 

ถังโจวโจวและหลินเหยาต่างก็ชอบใจกับความคิดเด็กๆ ของลั่วอิง “ไม่ต้องหรอกค่ะ เราอย่ารบกวนคุณพ่อให้ต้องมาจัดการเรื่องแค่นี้เลย” 

 

 

ถังโจวโจวให้โจทย์ยากกับลั่วอิงอีกครั้ง ลั่วอิงขมวดคิ้วมุ่นและไม่รู้ว่าควรจะช่วยอย่างไรดี 

 

 

ถังโจวโจวลูบศีรษะของเธอ “ลั่วอิง อย่าขมวดคิ้วค่ะ แบบนี้คุณแม่กับน้าหลินเหยาจะไม่สบายใจเอาได้นะคะ ตอนนี้หนูยังเด็ก ไว้หนูโตเมื่อไร หนูค่อยไปสั่งสอนผู้ชายคนนั้นให้น้าหลินเหยานะคะ โอเคไหม” 

 

 

“ก็ได้ค่ะ” เมื่อลั่วอิงนึกถึงความสามารถของเธอในตอนนี้ เธอก็คิดว่าเธอควรรอให้ตัวเองโตกว่านี้ก่อน แล้วค่อยช่วยน้าหลินเหยาสั่งสอนผู้ชายไม่ดีคนนั้น 

           ลั่วเซ่าเชินค่อนข้างกังวล แม้ว่าปากของถังโจวโจวจะบอกว่าเชื่อ แต่หากเธอยังคงมีบาดแผลอยู่ในใจ แล้วที่เขาต้องการให้เธอเชื่อมั่นในตัวเขาจะมีประโยชน์อะไรล่ะ? แบบนี้มันก็เป็นแค่เพียงลมปากน่ะสิ

 

 

           ถังโจวโจวนึกว่าลั่วเซ่าเชินจะปล่อยเธอไปหากเธอพูดแค่สองสามคำนั้นออกมา แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าลั่วเซ่าเชินจะคาดคั้นเธอถึงขนาดว่าเธอเชื่อเขาจริงๆ ใช่หรือไม่

 

 

           เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าเขาติดใจถามซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น เธอก็ไม่อยากจะโกหกเขา เธอจึงตอบด้วยความสัตย์จริงว่า “เซ่าเชิน ถ้าคุณอยากให้ฉันเชื่อคุณจริงๆ คุณก็ต้องอธิบายให้ฉันฟัง ไม่ใช่ว่าเลี่ยงไม่ยอมพูดอะไรเลยแบบนี้ พอคุณทำแบบนี้ฉันก็ไม่อาจมั่นใจได้ แล้วจะให้ฉันเอาอะไรไปเชื่อคุณล่ะคะ?”

 

 

ลั่วเซ่าเชินพูดไม่ออกเมื่อถังโจวโจวพูดออกมาตรงๆ เขาเงียบไปนานก่อนจะตอบว่า “โอเค โจวโจว ผมจะไม่ขอให้คุณเชื่อผมในตอนนี้ เพราะผมรู้ว่าคุณเองก็ยังคงไม่สามารถไว้ใจผมได้จริงๆ ผมจะปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ทุกอย่างเอง”

 

 

“ฉันเชื่อค่ะว่าเวลาจะพิสูจน์ทุกอย่าง!” ทั้งสองคนจบบทสนทนาในเรื่องนี้ได้ด้วยดี ถังโจวโจวยิ้มออกมาได้เสียที

 

 

จุ๊บ! ลั่วเซ่าเชินประทับรอยจูบลงบนแก้มของถังโจวโจว

 

 

ถังโจวโจวมองเขาด้วยสายตาประหลาดใจ เธอไม่เข้าใจความหมายของเขา แล้วลั่วเซ่าเชินก็เฉลยออกมาว่า “นี่เป็นตราประทับสำหรับการพูดคุยด้วยความเข้าใจของเราเมื่อครู่นี้!”

 

 

ลั่วเซ่าเชินยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ถังโจวโจวก็ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย และเมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าถังโจวโจวไม่ได้เย็นชากับเขาอีกต่อไปแล้ว เขาก็พูดออกมาอย่างจริงจังว่า “โจวโจว ผมขอโทษ ขอโทษที่แม่ของผมพูดกับคุณแบบนั้น”

 

 

“คุณจะขอโทษฉันทำไมคะ นั่นไม่ใช่ปัญหาของคุณสักหน่อย?”

 

 

“เพราะว่าท่านคือแม่ของผม ผมจึงควรจะรับผิดชอบการกระทำของท่านด้วย” ลั่วเซ่าเชินไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากบอกเธอไปตามตรง

 

 

ถังโจวโจวพยักหน้า “ฉันยกโทษให้คุณค่ะ แต่เพราะฉันเห็นแก่หน้าคุณ ไม่ใช่เพราะท่าน” คำอธิบายของถังโจวโจวทำให้ลั่วเซ่าเชินใจชื้นมากยิ่งขึ้น ถังโจวโจวให้อภัยเพราะเป็นเขา นั่นแสดงว่าเขาเองก็พอมีอิทธิพลต่อหัวใจของเธออยู่บ้างเหมือนกัน

 

 

“ขอบคุณครับ โจวโจว แล้วผมก็ต้องขอโทษคุณล่วงหน้าเอาไว้ด้วยนะ หากว่าคุณแม่ผมจะทำอะไรให้คุณเจ็บอีก”

 

 

ถังโจวโจวตวัดสายตามองลั่วเซ่าเชิน ก่อนจะโพล่งคำถามที่ติดอยู่ในใจมาตลอดออกมา “แล้วทำไมคุณถึงไม่ห้ามท่านไม่ให้มาทำร้ายฉันล่ะคะ คุณจะเอาแต่ขอโทษแทนท่านไปเรื่อยๆ อย่างนี้น่ะหรือ”

 

 

ถังโจวโจวรู้ดีว่าคุณแม่ลั่วกับลั่วเซ่าเชินเป็นคนละคนกัน แต่ก็อดหงุดหงิดไม่ได้ ส่วนลั่วเซ่าเชินก็ได้แต่ยิ้มอย่างขมขื่น ถังโจวโจวเห็นอย่างนั้น ไม่ต้องบอกก็พอรู้ เธอเข้าใจดีว่าที่สุดแล้วเรื่องนี้ก็ทำอะไรไม่ได้จริงๆ เธอจึงปรับน้ำเสียงให้ฟังดูสบายๆ ขึ้น แล้วตั้งท่าจะลุกเดินหนีไป

 

 

“เอาเถอะค่ะ ฉันรู้ว่าคุณคิดอะไรอยู่ คุณไม่ต้องพูดหรอก เป็นฉันเองที่ทำให้คุณลำบากใจ”

 

 

ถังโจวโจวก่นด่าตัวเองอยู่ในใจ เธอจะถามคำถามแบบนี้ออกมาทำไม บรรยากาศกลับมาตึงเครียดอีกครั้งไปเสียได้ เธอนี่หาเรื่องใส่ตัวชัดๆ เลย!

 

 

“นี่คุณคิดไปถึงไหนต่อไหนอีกแล้วใช่ไหม!”

 

 

ลั่วเซ่าเชินคว้าตัวเธอที่คิดจะหนีไว้ได้ ทันทีที่เขาดึงตัวถังโจวโจวไว้ ถังโจวโจวก็เซไปตามแรง และเสียหลักจนนั่งลงไปบนตักของลั่วเซ่าเชิน

 

 

ถังโจวโจวดิ้นขลุกขลักเพื่อให้หลุดออกจากอ้อมกอดของลั่วเซ่าเชิน แล้วในจังหวะนั้น เธอก็ได้ยินเสียงแหบพร่าของลั่วเซ่าเชินที่มากระซิบอยู่ข้างหู “โจวโจว คุณอย่าขยับ ผมกลัวว่าผมจะทนไม่ไหว…”

 

 

ถังโจวโจวตัวแข็งทื่อในทันที เธอกำลังขบคิดหาคำตอบว่าลั่วเซ่าเชินหมายถึงอะไร ทันใดนั้นเอง เธอก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่ก้นของเธอ ถังโจวโจวนึกถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง แล้วใบหน้าของเธอก็แดงก่ำราวกับลูกตำลึงสุกทันที คนหื่นกามนี่!

 

 

เธอไม่กล้าขยับตัวอีกแม้แต่น้อย เพราะกลัวว่าลั่วเซ่าเชินจะกลายร่างเป็นสัตว์ร้าย แต่ลั่วเซ่าเชินที่เห็นว่าถังโจวโจวนั่งนิ่งโดยดี เขาก็รู้สึกเสียดายนิดหน่อย ถ้าถังโจวโจวยังคงขัดขืนเขาต่ออีกสักนิด เขาก็จะมีเหตุผลมากพอที่จะลงมือทำแบบนั้นกับถังโจวโจว แต่โอกาสดีๆ แบบนั้นหลุดลอยไปเพราะคำพูดของเขาแล้ว

 

 

กว่าที่ลั่วอิงจะกลับมาถึงบ้าน ถังโจวโจวและลั่วเซ่าเชินก็กลับมาอยู่ในความสงบแล้ว และเมื่อป้าหลิวเห็นว่าทั้งคู่กลับมาแล้ว เธอก็พูดอย่างตื่นเต้นว่า “คุณชาย คุณผู้หญิง กลับมาแล้วหรือคะ เดี๋ยวฉันจะรีบเข้าไปเตรียมมื้อเย็นให้ค่ะ”

 

 

ลั่วอิงโถมตัวเข้าหาถังโจวโจว “แม่โจวโจวขา วันนี้คุณแม่กับคุณพ่อไปไหนกันมาหรือคะ หนูมีอะไรจะบอกค่ะ วันนี้หนูไปซื้อของที่ตลาดกับป้าหลิวมาด้วย! หนูรู้จักผักเยอะแยะเลย”

 

 

สีหน้าของลั่วอิงดูตื่นเต้นมาก เธอรอให้ถังโจวโจวเอ่ยชมเธอ ถังโจวโจวก็ยกมือขึ้นลูบศีรษะของเธอและเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า “จริงเหรอคะ ลั่วอิงเก่งที่สุดเลย! แม่โจวโจวต้องเอาหนูเป็นแบบอย่างซะแล้ว”

 

 

หลังจากกินข้าวกันเสร็จ เนื่องจากช่วงนี้อากาศค่อนข้างเย็น ถังโจวโจวจึงไม่อยากออกไปเดินเล่น ดังนั้นเธอจึงอยู่เล่นกับลั่วอิงในห้อง

 

 

ช่วงสุดสัปดาห์ ถังโจวโจวและลั่วเซ่าเชินพาลั่วอิงไปดูหนังเรื่องใหม่ที่กำลังเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ พวกเขาได้ยินมาว่าหนังเรื่องนี้เป็นที่โปรดปรานของเด็กๆ ในขณะที่ถังโจวโจวกับลั่วอิงกำลังยืนรอลั่วเซ่าเชินไปซื้อเครื่องดื่มและป๊อปคอร์นอยู่ที่หน้าโรงภาพยนตร์นั้น พวกเธอก็ได้พบกับคนรู้จัก

 

 

“โจวโจว มาดูหนังเหมือนกันเหรอ” สวี่โยวควงแขนของเซียวโม่เดินเข้ามาหาถังโจวโจวและลั่วอิง

 

 

ถังโจวโจวยิ้มเจื่อน “บังเอิญจังเลย สวี่โยว เซียวโม่ พวกเธอก็มาดูหนังเหมือนกันเหรอ” ถังโจวโจวชำเลืองมองไปที่หน้าท้องของสวี่โยวที่นูนป่องออกมาอย่างชัดเจน สายตาของเธอไม่สามารถกลบเกลื่อนความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ได้ สวี่โยวรู้ดีว่าถังโจวโจวกำลังหวนนึกถึงเด็กที่ไม่มีวาสนาคนนั้น

 

 

สวี่โยวยืนลูบหน้าท้องของเธอพลางหันไปหาเซียวโม่ที่ยืนอยู่ข้างๆ เขามองถังโจวโจวเพียงครู่เดียวก็หันกลับมามองเธอ สวี่โยวรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ได้เห็นท่าทีเช่นนี้ของเขา เธอเอ่ยกับเซียวโม่ว่า “อาโม่คะ คุณช่วยไปซื้อป๊อปคอร์นมาให้ฉันหน่อยได้ไหม แล้วก็เครื่องดื่มด้วยนะคะ”

 

 

“คุณท้องอยู่นะ ดื่มเครื่องดื่มแบบนี้มันไม่ดีต่อลูกในท้องเลย!” เซียวโม่เอ็ดเบาๆ

 

 

สวี่โยวพูดอย่างออดอ้อน “อาโม่คะ ฉันไม่ได้อยากดื่มสักหน่อย เจ้าตัวเล็กนี่ต่างหาก เอาเป็นว่าคุณซื้อมาเถอะค่ะ ฉันจะดื่มแค่นิดเดียว โอเคไหม”

 

 

เซียวโม่จึงทำได้แค่เพียงถอนหายใจและพูดออกมาว่า “คุณพูดแล้วนะว่าจะดื่มแค่นิดเดียว ถ้าคุณดื่มเยอะ ผมจะกลับไปลงโทษคุณที่บ้าน”

 

 

“รู้แล้วค่ะ ฉันจะรักษาสัญญา” สวี่โยวยิ้มหวานให้ จากนั้นเธอก็เห็นเซียวโม่เดินออกไปซื้อเครื่องดื่มและป๊อปคอร์น จนกระทั่งเซียวโม่ถูกกลืนหายไปในฝูงชน สวี่โยวถึงหันหน้ากลับมามองถังโจวโจวและลั่วอิงที่ยืนอยู่หน้าโรงหนัง พลางคิดว่าลั่วเซ่าเชินไม่ได้มากับพวกเธอด้วยหรือ? “โจวโจว ช่วงนี้เธอสบายดีไหม”

 

 

เมื่อครู่ถังโจวโจวเห็นว่าเซียวโม่มองมาที่เธอแค่แวบเดียว จากนั้นเขาก็เบนสายตากลับไปที่สวี่โยว แม้เธอจะคิดว่าเซียวโม่นั้นทำถูกต้องแล้ว แต่ถังโจวโจวกลับรู้สึกหดหู่อย่างไม่อาจอธิบายได้

 

 

เธอไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร เมื่อก่อนที่เซียวโม่เคยตามวอแวเธอ เธอก็รู้สึกรำคาญ แต่ตอนนี้พอเซียวโม่ไม่ชายตามองเธอแล้ว เธอกลับรู้สึกแปลกพิกล

 

 

ถังโจวโจวคิดว่าช่วงนี้ชีวิตเธออาจจะสงบสุขมากเกินไป ดังนั้นเธอจึงคิดอะไรต่อมิอะไรได้มากมายขนาดนี้ เธอรีบขจัดความคิดที่อยู่ในหัวและกล่อมตัวเองในใจ ไม่ต้องสนใจเรื่องนี้แล้ว ลืมมันสิ ลืมไปมันซะ

 

 

บางทีการบอกตัวเองแบบนี้อาจจะช่วยได้จริงๆ ถังโจวโจวรู้สึกว่าจิตใจของเธอกลับสู่สภาวะปกติแล้ว เธอพูดกับสวี่โยวด้วยรอยยิ้มว่า “ดูเหมือนว่าตอนนี้คุณจะไปได้สวยนะคะ ฉันยินดีกับพวกคุณด้วยจริงๆ”

 

 

“ขอบคุณนะ โจวโจว ตอนนี้ฉันมีความสุขมาก” สวี่โยวลูบหน้าท้องของเธอ ถังโจวโจวไม่อยากจะมองเธออีกต่อไป จึงเสมองไปทางอื่นทันที ซึ่งในขณะเดียวกัน เธอก็พร่ำบ่นอยู่ในใจ ทำไมเซ่าเชินถึงยังไม่มาอีก!

 

 

พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา ในขณะที่ถังโจวโจวกำลังบ่นถึงลั่วเซ่าเชินอยู่นั้น จู่ๆ เขาก็โผล่มาจากทางด้านหลังเธอ “โจวโจว เรียบร้อยแล้ว เข้าไปข้างในกันเถอะ”

 

 

ลั่วเซ่าเชินส่งถังป๊อปคอร์นไปให้ลั่วอิงและจับมือเล็กๆ นั้นไว้ เขาหันมองสวี่โยวที่ยืนอยู่ข้างๆ ถังโจวโจว จากนั้นเขาก็มองไปที่หน้าท้องที่นูนป่องของเธอ ลั่วเซ่าเชินกลัวว่าถังโจวโจวจะนึกถึงลูกที่สูญเสียไป เขาจึงเร่งให้ถังโจวโจวเข้าไปข้างใน

 

 

ถังโจวโจวยิ้มขอโทษสวี่โยว “ขอโทษทีนะ สวี่โยว ฉันขอตัวเข้าไปข้างในก่อน”

 

 

“พวกเราขอตัวก่อนนะครับ คุณผู้หญิงเซียว เอาไว้โอกาสหน้าค่อยนัดกัน!” คำเรียกขานเธอของลั่วเซ่าเชินทำให้สวี่โยวรู้สึกสบายใจเป็นอย่างมาก แค่คำว่า ‘คุณผู้หญิงเซียว’ ก็ทำให้สวี่โยวรู้สึกว่าความพยายามของเธอในช่วงหลายปีที่ผ่านมามันไม่ได้สูญเปล่า

 

 

หลังจากที่เซียวโม่ไปซื้อของกลับมา ถังโจวโจวก็หายไปแล้ว และเมื่อเขาเห็นว่าสวี่โยวยืนอยู่ที่เดิมเพียงคนเดียว เซียวโม่ก็ต่อว่าเธอ “ทำไมคุณถึงไม่หาที่นั่งล่ะ ทำไมถึงมายืนอยู่แบบนี้ ไม่กลัวคนชนเอาหรือไง เดี๋ยวลูกได้รับอันตรายขึ้นมาแล้วจะทำยังไง”

 

 

สวี่โยวยืนฟังเซียวโม่บ่นอยู่เงียบๆ โดยที่ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มอยู่ เซียวโม่ที่พร่ำบ่นอยู่นานพลันหยุดต่อว่ากลางคัน “นี่ผมกำลังเอ็ดคุณอยู่นะ คุณยังยิ้มออกอยู่อีก?”

 

 

เซียวโม่รู้สึกว่าวันนี้สวี่โยวดูแปลกไป เธอทำให้เขารู้สึกแปลกใจเล็กน้อย และที่เขาดุเธออยู่นี้ เธอยังยิ้มได้อย่างมีความสุขอีกหรือ?

 

 

“คุณจะไม่ให้ฉันยิ้มได้ยังไงล่ะคะ คุณเอ็ดฉันก็เพราะว่าคุณเป็นห่วงฉันกับลูก ฉันรู้ค่ะ อาโม่ แต่คุณค่อยกลับไปสั่งสอนฉันที่บ้านได้ไหม ตอนนี้หนังมันใกล้จะเริ่มฉายแล้ว เรารีบเข้าไปข้างในกันเถอะค่ะ!”

 

 

หากถังโจวโจวได้เห็นฉากนี้ เธอคงจะทอดถอนใจออกมาและรู้สึกปลง ด้วยว่าทุกสิ่งย่อมมีจุดอ่อนของตัวเองจริงๆ! เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น ภาพลักษณ์ของสวี่โยวมักจะดูเป็นคนไร้เหตุผลและเจ้ากี้เจ้าการ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเซียวโม่ สวี่โยวจะกลายเป็นลูกนกตัวเล็กๆ ทันที นี่เป็นการแสดงความรักของสวี่โยวที่มีต่อเซียวโม่

 

 

เธอยอมปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อเขา เธอยอมถอยให้เขา ขอแค่เขารักเธอ สวี่โยวสามารถเพิกเฉยต่อสิ่งใดก็ได้ นี่คือคำขอร้องของสวี่โยวที่มีต่อเซียวโม่

 

 

“โอเคๆ เรารีบเข้าไปข้างในกันเถอะ” สายตาของเซียวโม่หยุดมองตรงที่ที่ถังโจวโจวยืนอยู่เมื่อครู่เพียงแวบหนึ่ง แต่เขาไม่ได้ทำให้สวี่โยวเห็น เพราะเขากลัวว่าสวี่โยวจะคิดมากอีก

 

 

เซียวโม่ประคองสวี่โยวเดินเข้าไปในโรงที่หนึ่ง ส่วนโรงภาพยนตร์ที่ลั่วเซ่าเชิน ถังโจวโจว และลั่วอิงเดินเข้าไปคือโรงที่สอง

 

 

หลังจากที่หนังจบลง ถังโจวโจวกับลั่วอิงก็เดินอยู่ด้วยกันข้างหน้า ส่วนลั่วเซ่าเชินก็เดินถือของมาตามหลัง ราวกับเป็นผู้ติดตาม

 

 

“เป็นยังไงคะ หนังสนุกไหม” ถังโจวโจวถามลั่วอิง

 

 

ลั่วอิงไม่ยอมเดินดีๆ เธอกระโดดโลดเต้นไปตลอดทาง แต่ถังโจวโจวก็จับมือของเธอไว้แน่น

 

 

“ลั่วอิง เดินดีๆ ครับ ทำไมถึงซนแบบนี้” ลั่วเซ่าเชินเอ็ดเธอจากด้านหลัง

 

 

เมื่อลั่วอิงได้ยินเสียงของลั่วเซ่าเชิน เธอก็รีบหยุดยืนนิ่งๆ ก่อนจะหันหลังกลับไปยิ้มให้ลั่วเซ่าเชิน จากนั้นเธอก็ปล่อยให้ถังโจวโจวจูงมือเธอเดินอย่างว่าง่าย ถังโจวโจวใช้นิ้วแตะที่หน้าผากของเธอเบาๆ “ดูเหมือนว่าจะมีแต่คุณพ่อนะคะที่เอาหนูอยู่!”

 

 

“แม่โจวโจวขา หนูก็เชื่อฟังคุณแม่เหมือนกันนะคะ” ลั่วอิงรีบอธิบายอย่างรีบร้อน เพราะกลัวถังโจวโจวจะคิดว่าเธอตั้งใจดื้อกับถังโจวโจว

 

 

“ค่ะ หนูไม่ต้องกลัวหรอก แม่โจวโจวยังไม่ได้ว่าหนูเลย”

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าเดินมาจนใกล้จะถึงส่วนหน้าของโรงภาพยนตร์แล้ว เธอก็หันไปรับหมวกของลั่วอิงจากลั่วเซ่าเชินมา ก่อนจะสวมมันลงไปบนศีรษะของลั่วอิง หมวกสีแดงขับให้ใบหน้ากลมเล็กของลั่วอิงดูน่ารักน่าเอ็นดูอย่างมาก

 

 

“ลั่วอิงของเรานี่น่ารักจริงๆ แม่โจวโจวรักหนูที่สุดเลยนะคะ!” จู่ๆ ถังโจวโจวก็พูดออกมา ทำเอาลั่วอิงยิ้มกว้างจนแทบหุบยิ้มไม่ได้

      เมื่อถังโจวโจวทายาให้เขาเสร็จแล้ว เธอก็เก็บของลงไปในกล่องยา ลั่วเซ่าเชินใช้มือทั้งสองข้างยึดไหล่ของถังโจวโจวไว้ เขาต้องการให้เธอเงยหน้าขึ้นมามองเขา

 

 

คราวนี้ถังโจวโจวไม่อาจหลบหลีกได้อีกแล้ว เธอสบตามองลั่วเซ่าเชินตรงๆ “ฉันไม่ควรเข้าใจคุณผิดเหรอคะ” ตกลงแล้วความจริงของเรื่องนั้นเป็นอย่างไร ลั่วเซ่าเชินไม่เคยอธิบายให้เธอเข้าใจ และเธอก็ไม่เคยพูดว่าเธอให้อภัยเขา ทำไมเขาถึงได้มั่นใจนักว่าเธอจะต้องยกโทษให้เขาอย่างแน่นอน

 

 

ลั่วเซ่าเชินได้ยินที่ถังโจวโจวเอ่ยประชดประชันเขาเต็มที่ เขาก็แอบถอนหายใจเบาๆ ดูเหมือนว่าเธอยังคงโกรธเคืองเขาอยู่ แม้ว่าเรื่องราวในครั้งนั้นมันจบลงไปแล้ว แต่มันกลับยังคงทิ้งบาดแผลไว้ในใจของถังโจวโจว

 

 

ลั่วเซ่าเชินให้ถังโจวโจวนั่งลงข้างๆ เขา จากนั้นเขาก็คว้ามือของถังโจวโจวขึ้นมากุมไว้แน่น “โจวโจว ผมกับฮุ่ยซินไม่ได้มีอะไรกัน ถ้าผมอยากสานสัมพันธ์กับเขา ผมจะรอมาจนถึงป่านนี้ทำไม”

 

 

อันที่จริงลั่วเซ่าเชินไม่อยากจะคุยเรื่องระหว่างเขากับหันฮุ่ยซินอีกแล้ว เพียงแต่สิ่งที่สำคัญกว่าในตอนนี้คือเขาต้องทำให้ถังโจวโจวไม่เข้าใจเขาผิดอีก และเมื่อเทียบกับถังโจวโจวแล้ว เห็นได้ชัดว่าตอนนี้หันฮุ่ยซินมีความสำคัญต่อใจของเขาน้อยกว่าถังโจวโจวมาก

 

 

“ใครจะรู้ล่ะคะว่าคุณคิดยังไง” ถังโจวโจวพึมพำเบาๆ แต่เนื่องจากภายในบ้านมีพวกเขาอยู่กันแค่สองคน ดังนั้นไม่ว่าเสียงของถังโจวโจวจะแผ่วเบาสักแค่ไหน แต่ลั่วเซ่าเชินก็ยังสามารถได้ยินมันอย่างชัดเจน

 

 

“นี่คุณยังไม่รู้อีกหรือว่าผมคิดยังไง” ลั่วเซ่าเชินวางมือของถังโจวโจวลงบนหน้าอกของตัวเอง ถังโจวโจวสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่รุนแรงของลั่วเซ่าเชิน แล้วเธอก็รู้สึกสับสนไปกับจังหวะการเต้นของหัวใจนั้น

 

 

“…ฉันไม่รู้ค่ะ” ถังโจวโจวอยากจะดึงมือกลับ แต่ลั่วเซ่าเชินไม่ยอม

 

 

ในขณะที่มือของเธอวางอยู่บนหน้าอกของลั่วเซ่าเชิน ใบหน้าของเธอก็ร้อนวาบ ถังโจวโจวรู้ดีว่าใบหน้าของตัวเองตอนนี้คงจะแดงก่ำมาก แต่สิ่งที่ขัดใจเธอยิ่งกว่าก็คือลั่วเซ่าเชินยังคงจับมือเธอไว้อยู่อย่างนั้น ทำให้เธอไม่สามารถขยับไปไหนได้เลย

 

 

“ปล่อยฉันนะคะ”

 

 

“ไม่ ผมจะไม่ปล่อยคุณไปเด็ดขาด ถ้าวันนี้เรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” ลั่วเซ่าเชินจับมือเธอไว้แน่น ราวกับว่าจะให้ถังโจวโจวอยู่ติดกับตัวเขาอย่างนี้

 

 

ทันใดนั้น ถังโจวโจวก็รู้สึกได้ว่าตัวของเธอลอยอยู่ในอากาศ เธอคล้องคอของลั่วเซ่าเชินในทันที และเมื่อเธอเห็นว่าเขาอุ้มเธอขึ้นชั้นบน ถังโจวโจวก็รีบถามว่า “คุณจะอุ้มฉันไปไหนคะ”

 

 

ขาของถังโจวโจวอ่อนแรง ร่างของเธอไม่มีที่ยึดเหนี่ยว และที่พึ่งพิงเดียวที่เธอมีตอนนี้ก็คือลั่วเซ่าเชิน ซึ่งนั้นยิ่งทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัยเลย

 

 

“เราจะคุยกันไม่ใช่เหรอ ก็ต้องหาที่เงียบๆ ไม่มีคนรบกวนสิ ถ้าเราคุยกันอยู่แล้วลั่วอิงกลับมา คุณก็วิ่งหนีผมไปอีก” แม้ว่าลั่วเซ่าเชินจะพูดติดตลก แต่ถังโจวโจวก็รู้ว่าเขาพูดความจริง

 

 

เมื่อก่อนก็เคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นแล้ว ตอนนี้ลั่วเซ่าเชินแค่คิดเผื่อล่วงหน้า ถังโจวโจวหลับตาและเอนซบใบหน้าลงบนไหล่ของเขา เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเธอสงบลงแล้ว มุมปากของเขาก็ค่อยๆ ยกยิ้ม เขากระชับอ้อมแขนที่อุ้มถังโจวโจวไว้และเดินตรงไปยังห้องหนังสือ

 

 

เมื่อเปิดประตูห้องหนังสือเข้าไปแล้ว ลั่วเซ่าเชินก็วางถังโจวโจวลงบนโซฟาตัวเล็กๆ ที่อยู่ในห้อง จากนั้นเขาก็เดินไปลงกลอนประตู ก่อนจะกลับมากักตัวของถังโจวโจวไว้ด้วยแขนทั้งสองข้าง ถังโจวโจวคิดจะหนี เมื่อรู้สึกตัวว่าลั่วเซ่าเชินกักตัวไว้ แต่น่าเสียดายที่มันไม่สำเร็จ

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเธอไม่ยอมล้มเลิกความคิดที่จะหนี เขาก็หัวเราะออกมาเบาๆ “โจวโจว คุณนี่ดื้อจริงๆ เลย ผมจะลงโทษคุณ” ลั่วเซ่าเชินจับจ้องไปที่ปากเล็กๆ ของถังโจวโจว เขาแค่อยากจะใช้ริมฝีปากปิดกั้นคำถ้อยที่ทำร้ายเขาเหล่านั้นจากปากของเธอ

 

 

ลั่วเซ่าเชินพูดจริงทำจริง ถังโจวโจวรู้สึกได้ว่ามีเงาดำหนึ่งบดบังอยู่ตรงหน้า และเงาดำนั้นก็ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาหาเธอ ถังโจวโจวปิดตาแน่น เธอไม่กล้ามองว่าลั่วเซ่าเชินจะทำอะไร จนกระทั่งริมฝีปากของเธอสัมผัสได้ถึงความอ่อนนุ่ม เธอถึงได้รู้ว่าบทลงโทษของลั่วเซ่าเชินคืออะไร

 

 

ที่แท้ก็คือจูบนี่เอง ตอนแรกถังโจวโจวคิดว่าลั่วเซ่าเชินจะมีวิธีอันชาญฉลาดกว่านี้มาจัดการเธอ แต่ที่ไหนได้ก็วิธีเดิมๆ นั่นแหละ และเมื่อรู้สึกว่าลิ้นของลั่วเซ่าเชินกำลังชอนไชเข้ามา ถังโจวโจวก็รีบกัดฟันแน่น จนกระทั่งเธอรู้สึกจักจี้ที่เอว ทำให้เธออดขำไม่ได้ เธอจึงเปิดปากของเธอออก

 

 

ลั่วเซ่าเชินแค่อยากจะลองหยั่งเชิงจูบเธอในตอนแรก แต่เมื่อถังโจวโจวป้องกันตัวเองจากเขาขนาดนี้ เล่ห์กลของเขาก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณโดยไม่ได้ตั้งใจ ถังโจวโจวไม่ให้เขาจูบ เขาก็จะจูบ และจะจูบจนกว่าเธอจะหายใจไม่ทัน

 

 

หลังจากเขาจูบจนหนำใจแล้ว ถังโจวโจวก็รู้สึกได้ว่าเธอถูกเขาตักตวงความรักไปจนเต็มอิ่ม ดวงตาของเธอวาววับเป็นประกาย ริมฝีปากของเธอก็เริ่มบวมเจ่อ หากใครมองดูก็รู้แล้วว่าเมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้น หน้าอกของเธอกระเพื่อมขึ้นลง หายใจไม่เป็นจังหวะ

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นผลงานชิ้นโบว์แดงของเขา เขาก็ไม่อาจปิดบังรอยยิ้มในดวงตาของเขาเอาไว้ได้ ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าถังโจวโจวมองมาที่เขาด้วยสายตาขุ่นเคือง ก็ไม่ได้สนใจอะไร เพียงยิ้มออกมาเล็กน้อยเท่านั้น ที่เขาต้องกังวลในตอนนี้มีแค่ว่า เกิดถังโจวโจวเขินจนหนีเขาไปอีก ทีนี้เขาจะตามหาเธอได้ที่ไหน

 

 

“โจวโจว ตอนนี้เราจะคุยกันดีๆ ได้หรือยัง หรือถ้าคุณอยากจะพักผ่อนอีกสักหน่อย ผมก็ไม่ว่าอะไรนะ” ถังโจวโจวไม่เชื่อหรอกว่าลั่วเซ่าเชินจะให้เธอได้พักผ่อนตามที่พูด และเมื่อเห็นว่าเขาจับจ้องมาที่ริมฝีปากของเธออีกครั้ง ถังโจวโจวก็เข้าใจความหมายของเขาในทันที เจ้าหมาป่ามักมาก

 

 

“คุยได้เลยค่ะ ไม่ต้องพักหรอก” น้ำเสียงของถังโจวโจวฟังดูร้อนรน ด้วยกลัวว่าลั่วเซ่าเชินจะปล่อยให้เธอได้ ‘พักผ่อน’ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วปากของเธอจะบวมเจ่อมากแค่ไหน

 

 

“ไม่พักแน่นะ” ลั่วเซ่าเชินอยากจะทำตามความคิดที่เขาเพิ่งคิดได้ แต่น่าเสียดายที่ถังโจวโจวไม่เปิดโอกาสให้กับเขา

 

 

ถังโจวโจวส่ายหน้ารัว “พักพอแล้วค่ะ ไม่ต้องพักแล้ว เรามาคุยธุระกันเถอะค่ะ”

 

 

“โธ่ โจวโจว คุณนี่ทำร้ายผมได้ลงจริงๆ” ลั่วเซ่าเชินบ่นออกมาอย่างอ่อนใจ แต่ถังโจวโจวกลับพึงพอใจที่เธอสามารถหลีกหนีจากกรงเล็บหมาป่าของเขาได้ชั่วคราว

 

 

“แล้วคุณจะคุยอะไรกับฉันคะ” ลั่วเซ่าเชินมัวแต่นอกเรื่องเสียจนถังโจวโจวเกือบจะลืมไปแล้วว่าเขาจะพูดอะไรกับเธอก่อนหน้านี้ แล้วเขาก็ยังทำให้เธอเคลิบเคลิ้มไปกับรสจูบอันร้อนแรงนั้นอีกด้วย

 

 

“โจวโจว ผมสาบานได้ ผมกับหันฮุ่ยซินไม่เคยมีอะไรกันตั้งแต่ที่เธอกลับมาจากต่างประเทศ” ลั่วเซ่าเชินยกมือสาบานต่อฟ้าด้วยสีหน้าจริงจัง ซึ่งนั่นสามารถทำให้คนมองรู้สึกได้ว่าเขาดูน่าเชื่อถือมาก

 

 

ถังโจวโจวคุ้นเคยกับกิริยาท่าทางของเขามานาน แต่ครั้งนี้เธอกลับรู้สึกว่าลั่วเซ่าเชินดูจริงจังมากกว่าทุกครั้ง “แล้วเรื่องรูปนั้น คุณจะอธิบายว่ายังไงคะ”

 

 

รูปนั้นไม่ใช่รูปปลอมอย่างแน่นอน ถังโจวโจวคิดว่าผู้หญิงอย่างหันฮุ่ยซินไม่น่าใช้รูปตัดต่อมาหลอกลวงเธอ

 

 

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ลั่วเซ่าเชินก็พูดไม่ออก เพราะเขาไม่สามารถอธิบายที่มาของรูปนั้นได้จริงๆ แต่เขาเชื่ออยู่เสมอว่าวันนั้นเขาไม่ได้ทำอะไรหันฮุ่ยซิน

 

 

แน่นอนว่าที่ลั่วเซ่าเชินเชื่อแบบนั้นย่อมต้องมีเหตุผล ข้อแรก เขาตรวจสอบแล้วว่าหากผู้ชายดื่มเหล้าจนเมาขาดสติ จะไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองไปในทางนั้นได้ แล้วเขาจะไปมีอะไรกับหันฮุ่ยซินได้อย่างไร?

 

 

ข้อสอง ลั่วเซ่าเชินรู้ตัวดีว่า ในตอนนั้นหัวใจของเขาเฝ้าแต่คิดถึงถังโจวโจว แม้ว่าสำหรับหันฮุ่ยซินแล้ว เขาจะสามารถให้อภัยและมองข้ามสิ่งที่เธอเคยทำกับเขาในอดีตได้

 

 

แต่เขาก็จะไม่กลับไปเป็นคนรักของหันฮุ่ยซินอีกแล้ว เขาไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

 

 

น่าเสียดายที่เขาไม่สามารถพูดแบบนี้กับถังโจวโจวได้ เขาทำได้แค่เพียงพูดย้ำกับถังโจวโจวว่า “โจวโจว คุณเชื่อผมเถอะนะ ผมไม่ได้ทำอะไรแบบนั้น”

 

 

“ฉันไม่เชื่อค่ะ ทำไมฉันถึงต้องเชื่อคุณด้วย” ถังโจวโจวเบือนหน้าหนีไปเพราะไม่อยากสบตากับลั่วเซ่าเชิน จะให้เธอเอาอะไรมาเชื่อเขาล่ะ ตัวเขาเองยังไม่พูดความจริงกับเธอเลย แล้วจะยังมีเหตุผลข้อไหนที่จะทำให้เขาได้รับความไว้วางใจจากเธอได้

 

 

เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวปฏิเสธจะเชื่อใจเขา ในใจลั่วเซ่าเชินก็เป็นทุกข์ เขาจึงต้องไปนั่งเผชิญหน้ากับถังโจวโจวที่เบือนหน้าหนีเขาไป “โจวโจว ผมเองก็ยังไม่แน่ใจในบางเรื่อง ดังนั้นผมจึงไม่สามารถอธิบายให้คุณฟังได้ แต่สิ่งที่คุณควรจะรู้ไว้ก็คือผมไม่ได้ทำอะไรให้คุณเสียใจแน่นอน”

 

 

“แล้วทำไมถึงอธิบายไม่ได้ล่ะคะ” ถังโจวโจวไม่เข้าใจว่าตกลงแล้วลั่วเซ่าเชินกำลังคิดอะไรอยู่? เขานึกจะไม่ใส่ใจเธอเขาก็ทำ เธอไม่สามารถพูดอะไรได้เลย พอถึงคราวเธออยากจะหนีไปบ้าง ลั่วเซ่าเชินก็ไม่ยอมอีก นี่มันตรรกะอะไรกัน?

 

 

ลั่วเซ่าเชินเกาหัวอย่างร้อนใจ ก่อนจะจับมือของถังโจวโจวขึ้นมาวางไว้ที่อกข้างซ้ายของเขาอีกครั้ง “โจวโจว นี่คือคำอธิบายของผม ตราบใดที่หัวใจของผมยังเต้นอยู่ ผมจะไม่มีวันทำอะไรให้คุณเสียใจเด็ดขาด!”

 

 

ถังโจวโจวมองดูลั่วเซ่าเชินที่พูดราวกับสาบานตนด้วยความตกตะลึง เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเธอไม่ตอบสนอง เขาก็นึกว่าเธอยังคงขุ่นเคืองอยู่ เขาจึงถามเธอซ้ำอีกครั้ง

 

 

“โจวโจว นี่ยังไม่สามารถแสดงถึงความจริงใจของผมที่มีต่อคุณได้อีกหรือ”

 

 

นี่เป็นครั้งแรกที่ถังโจวโจวรู้สึกว่าลั่วเซ่าเชินพูดมากที่สุด แต่ก็เป็นครั้งแรกที่การพูดมากของลั่วเซ่าเชินทำให้เธอสบายใจที่สุด

 

 

“คุณจะหลอกฉันอีกไหมคะ ฉันเชื่อคุณได้จริงๆ ใช่ไหม” ถังโจวโจวพูดอย่างไม่แน่ใจนัก ราวกับว่ากำลังคุยกับตัวเอง

 

 

“ได้แน่นอน! ทำไมคุณถึงจะเชื่อผมไม่ได้ล่ะ ผมเป็นสามีคุณนะ ตอนนี้เราเป็นคนคนเดียวกัน” ลั่วเซ่าเชินกุมมือถังโจวโจวไว้แน่นราวกับว่าจะไม่ปล่อยเธอไปไหนอีก

 

 

ถังโจวโจวมองลึกเข้าไปในดวงตาของลั่วเซ่าเชิน ภายในนั้นมืดสนิทประหนึ่งหมึกสีเข้ม ถังโจวโจวรีบดึงสายตากลับมา และก้มศีรษะลงมองนิ้วมือของตัวเองไปพลาง

 

 

ลั่วเซ่าเชินค่อนข้างเป็นกังวล เมื่อคำที่เขาอยากฟังยังไม่หลุดออกมาจากปากของถังโจวโจว “โจวโจว คุณกำลังคิดอะไรอยู่ คุณบอกผมหน่อยได้ไหม”

 

 

ทุกครั้งที่ถังโจวโจวเจอกับปัญหา เธอมักจะทำตัวเป็นเต่าที่หดหัวอยู่ในกระดอง ซึ่งนั่นทำให้ลั่วเซ่าเชินจนปัญญา อีกทั้งไม่สามารถนำหัวของเต่าตัวนี้ออกมาด้วยตัวเองได้ เขาจึงทำได้แค่เพียงมองดูเธอนั่งนิ่งๆ ถามตัวเองไปเรื่อยๆ

 

 

ถังโจวโจวขบคิดอยู่ในใจ ถ้าเธอเชื่อลั่วเซ่าเชิน นั่นก็หมายความว่าในอนาคตเธอจะกลายเป็นคนไม่แยแสกับเรื่องอะไรแบบนี้ แต่ถังโจวโจวก็เฝ้าถามตัวเองอยู่ในใจ หากเป็นเช่นนั้นจริงเธอจะทำใจรับได้จริงๆ หรือ? แต่ดูเหมือนว่าเธอจะทำไม่ได้!

 

 

แล้วอย่างนี้เธอจะเชื่อเขาดีหรือไม่? ถังโจวโจวกลุ้มใจเป็นอย่างมาก ที่จริงแล้วเธอไม่อยากเผชิญหน้ากับเรื่องแบบนี้เลย แต่โชคไม่ดีที่ลั่วเซ่าเชินกลับหาเรื่องแบบนี้มาให้เธอ จะผลักทิ้งเลยก็ไม่ได้ แต่จะให้ขบคิดจนได้คำตอบก็ไม่ไหวเหมือนกัน

 

 

แต่เพื่อให้ผ่านความน่าอึดอัดนี้ไปได้ก่อน ถังโจวโจวจำเป็นต้องพูดปดเล็กน้อย โดยเธอหวังว่าลั่วเซ่าเชินจะให้อภัยเธอในภายหลัง “ฉันเชื่อคุณค่ะ” เสียงนั้นช่างแผ่วเบาเหลือเกิน หากไม่ใช่เพราะลั่วเซ่าเชินสนใจถังโจวโจวอยู่ตลอด เขาก็อาจจะไม่ได้ยินประโยคนั้นเลย

 

 

“โจวโจว คุณว่าอะไรนะ พูดอีกครั้งหนึ่งได้ไหม” ลั่วเซ่าเชินกลัวว่าเขาจะได้ยินผิดไป ถังโจวโจวเม้มริมฝีปากแน่น เห็นได้ชัดว่าเธอไม่อยากจะพูดมันซ้ำอีกครั้ง ลั่วเซ่าเชินจึงรีบเอ่ยมัดมือชก “โจวโจว เมื่อกี้ผมได้ยินคุณบอกว่าคุณเชื่อผม ถ้าคุณไม่พูดยืนยันออกมาอีกครั้ง ผมจะถือว่าคุณเชื่อผมแล้วนะ!”

ถังโจวโจวยอมสบตาเขาในที่สุด แต่เพียงพริบตาเดียวเธอก็หลุบตาลง ลั่วเซ่าเชินไม่ย่อท้อ แค่เธอรับฟังก็ถือว่าเป็นเรื่องดีแล้ว 

 

 

“คุณอยากจะคุยอะไรกับฉันล่ะคะ” ถังโจวโจวมองชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า เขาทั้งรูปหล่อและสง่างาม แต่เพราะเหตุนี้ก็ทำให้เขาถูกห้อมล้อมไปด้วยฝูงผีเสื้อแสนสวย ซึ่งนั่นทำให้ถังโจวโจวเป็นทุกข์มาก 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเธอโต้ตอบกับสิ่งที่เขาพยายามพูดอยู่ก่อนหน้านี้ เขาก็พูดอย่างดีอกดีใจว่า “โจวโจว ในที่สุดคุณก็สนใจผมแล้ว” 

 

 

ถังโจวโจวถามซ้ำอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเขามัวแต่ตื่นเต้นจนลืมใส่ใจคำถามของเธอ “คุณจะคุยอะไรกับฉันคะ” 

 

 

ถังโจวโจวไม่คิดว่าระหว่างเธอกับเขาจะยังมีอะไรให้คุยกันอีก ถ้าให้พูดถึงเรื่องของอนาคต ระหว่างลั่วเซ่าเชินกับเธอก็เป็นเรื่องไม่แน่นอน จนอาจกล่าวได้ว่าอนาคตของพวกเขาทั้งสองคนช่างเลือนรางเหลือเกิน 

 

 

นี่เป็นครั้งแรกที่ถังโจวโจวรู้สึกว่าการมีตัวตนในครอบครัวของสามีเป็นอะไรที่หนักหนาเสียเหลือเกิน ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะตัวตนของเธอเองเช่นนั้นหรือ ไม่ว่าเธอจะพยายามมากขนาดไหน แต่ในสายตาของคุณแม่ลั่วก็สนใจแค่เพียงเมิ่งชิงซี และไม่มีเธออยู่ในสายตาเลยสักนิด 

 

 

“โจวโจว คุณลงมาก่อนเถอะ เดี๋ยวเราค่อยไปคุยกันต่อข้างใน” ลั่วเซ่าเชินเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เขายื่นแขนออกไปตรงหน้าถังโจวโจว จากนั้นก็ขอแค่เพียงถังโจวโจววางมือลงบนท่อนแขนของเขา เขาก็จะสามารถพาถังโจวโจวเข้าไปในบ้านได้ 

 

 

แต่น่าเสียดายที่ถังโจวโจวไม่สนใจเลย เธอจัดเสื้อผ้าของตัวเองเล็กน้อย สายตาเมินเฉยต่อมือที่ยื่นออกมาของลั่วเซ่าเชิน เธอหยัดตัวขึ้นแล้วลงจากรถไปเอง 

 

 

มือของลั่วเซ่าเชินลอยค้างอยู่อย่างนั้น สีหน้าของเขาดูเจื่อนลง แต่เพียงไม่นานก็กลับมาเป็นปกติ “โจวโจว ไปกันเถอะ เข้าไปข้างในกัน” 

 

 

           ตอนนี้เลยเวลาอาหารกลางวันมาแล้ว ลั่วเซ่าเชินรู้สึกได้ว่ากระเพาะอาหารของเขาเริ่มส่งสัญญาณเตือน ขณะที่เขาเดินตามถังโจวโจวเข้าไปในบ้าน จู่ๆ ตัวเขาก็เซไปชนถังโจวโจว ซึ่งนั่นทำให้เธอสะดุ้งตกใจ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินรีบทรงตัวและกล่าวขอโทษ “โจวโจว ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจ” ลั่วเซ่าเชินพยายามหยัดตัวให้ยืนอยู่ได้ ใบหน้าของเขาดูซีดเผือด แล้วเธอก็สังเกตเห็นว่ามือของเขากุมหน้าท้องอยู่ ซึ่งดูเหมือนว่าตรงนั้นมันจะเป็นกระเพาะอาหาร 

 

 

“คุณเป็นอะไรคะ ปวดท้องเหรอ” ถังโจวโจวไม่เคยรู้มาก่อนว่าลั่วเซ่าเชินเป็นโรคกระเพาะ แต่ว่าท่าทางของเขาก็ไม่เหมือนว่าแสร้งทำเลย เธอจึงลังเลใจอยู่ชั่วขณะว่าควรจะยื่นมือออกไปช่วยเขาไหม 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นถังโจวโจวยืนนิ่ง แววตาดูลังเล แทนที่เธอจะรีบเข้ามาถามอาการของเขาอย่างเป็นห่วงเป็นใย แต่พอเห็นเธอนิ่งงันแบบนี้เขาก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นหมาป่าที่แสนน่ากลัวในความคิดของเธอไปแล้ว 

 

 

“โจวโจว ผมไม่ได้เป็นอะไร แค่ไม่ได้กินข้าวกลางวันน่ะ ตอนนี้ท้องมันก็เลยเริ่มประท้วง พักสักหน่อยเดี๋ยวก็หาย” ลั่วเซ่าเชินพูดในขณะที่มือข้างหนึ่งกุมหน้าท้องอยู่ 

 

 

แม้จะบอกว่าไม่เป็นไร แต่ลั่วเซ่าเชินก็ยังอยากจะรู้ว่าถังโจวโจวจะทำเพื่อเขาได้ไหม เธอจะไม่สนใจเขาแล้วจริงๆ หรือ 

 

 

เม็ดเหงื่อของลั่วเซ่าเชินค่อยๆ ผุดออกมา และในที่สุดถังโจวโจวก็ยอมเชื่อว่าเขาไม่ได้หลอกเธอ เธอตรงเข้าไปประคองลั่วเซ่าเชิน แล้วพาไปนั่งที่โซฟา 

 

 

“แล้วทำไมคุณถึงไม่กินข้าวคะ นี่คุณล้อเล่นกับร่างกายของคุณได้ยังไง” ถังโจวโจวต่อว่า 

 

 

เมื่อก่อนลั่วเซ่าเชินเคยรู้สึกว่าคำพูดเหล่านี้ช่างน่ารำคาญ นอกเสียจากให้อีกฝ่ายได้บ่นเสียหน่อยแล้วมันยังมีประโยชน์อะไรอีก 

 

 

มาวันนี้เขาถึงได้รู้ซึ้งแล้วว่าน้ำเสียงพร่ำบ่นของถังโจวโจวนั้นไพเราะเสนาะหูมากเพียงใด แม้ว่าถังโจวโจวจะเอื้อนเอ่ยคำที่เขาไม่อยากได้ยินก็ตาม แต่ลั่วเซ่าเชินก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นเสียงที่น่าฟัง 

 

 

หลังจากถังโจวโจวประคองลั่วเซ่าเชินไปนั่งแล้ว บ้านทั้งหลังก็ตกอยู่ในความเงียบ ป้าหลิวพาลั่วอิงออกไปข้างนอก ถังโจวโจวจึงต้องลงครัวทำอาหารให้ลั่วเซ่าเชินด้วยตัวเอง เพื่อปลอบประโลมกระเพาะอาหารของเขา 

 

 

ลั่วเซ่าเชินอดทนอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ถังโจวโจวบอกให้เขานั่ง แต่เขากลับเดินตามเธอเข้าไปในครัว ถังโจวโจวผลักเขาเบาๆ หมายจะไล่เขาออกไป แต่ลั่วเซ่าเชินก็ไม่สนใจ “โจวโจว ผมชอบมองเวลาคุณทำอาหารให้ผมกิน” 

 

 

คำพูดของเขาทำให้ใบหน้าของถังโจวโจวเกือบจะเคลือบไปด้วยสีแดง แต่ถังโจวโจวรู้สึกว่าถ้าหากเธอหน้าแดงขึ้นมาในตอนนี้ มันจะแสดงให้เขาเห็นว่าเธอใจอ่อนเกินไป ดังนั้นเธอจึงตีหน้าขรึม แต่น่าเสียดายที่แววตาอ่อนโยนของเธอนั้นไม่ทรงพลังพอ “เงียบเลยค่ะ อีกเดี๋ยวคุณก็ได้กินแล้ว ต่อไปคุณก็ช่วยกินข้าวให้ตรงเวลาด้วยนะคะ” 

 

 

“ครับผม โจวโจวว่ายังไง ผมก็ว่าตามนั้น” ลั่วเซ่าเชินทำตัวว่านอนสอนง่าย ไม่หลงเหลือท่าทางเย่อหยิ่งและแข็งกร้าวอย่างที่เคยเป็นมาก่อน 

 

 

           เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าเขาหยุดกวนเธอแล้ว เธอก็เริ่มลงมือทำอาหารให้ลั่วเซ่าเชินทันที เธอเห็นว่าในตู้เย็นมีเกี๊ยวที่ป้าหลิวห่อไว้ซึ่งมันแช่แข็งอยู่ในช่องแข็ง ถังโจวโจวคิดอย่างรวดเร็วและนำเกี๊ยวออกมาจาก เธอถามลั่วเซ่าเชินว่าเขาอยากกินกี่ชิ้น จากนั้นเธอก็ต้มน้ำ รอให้เดือดแล้วค่อยนำเกี๊ยวลงไปต้ม 

 

 

           เธอเห็นลั่วเซ่าเชินยืนพิงอยู่ที่ขอบประตูห้องครัว ถังโจวโจวบอกให้เขากลับไปนั่งพักที่โซฟา แต่เขาก็ปฏิเสธ เธอไม่รู้ว่าเขาจะฝืนยืนอยู่ทำไม ในเมื่อเธอพูดโน้มน้าวเขาไม่ได้ ถังโจวโจวก็ทำได้แค่เพียงสนใจน้ำในหม้อที่กำลังเดือดปุดๆ 

 

 

           หลังจากน้ำเดือดได้ที่แล้ว ถังโจวโจวก็เทเกี๊ยวสามสิบชิ้นลงไปในหม้อ เกี๊ยวที่ป้าหลิวห่อไว้คือไส้เห็ดหอมหมู ถังโจวโจวเองก็ชอบกินมาก ไหนๆ เธอก็ต้องต้มให้ลั่วเซ่าเชินแล้ว ก็ขอต้มเผื่อตัวเองไปด้วยเลยแล้วกัน 

 

 

           ผ่านไปประมาณสิบกว่านาที ในที่สุดเกี๊ยวก็พร้อมเสิร์ฟ ถังโจวโจวแบ่งมันออกเป็นสองชาม ชามของเธอมีอยู่ห้าชิ้น ส่วนชามของลั่วเซ่าเชินนั้นมีอยู่ยี่สิบห้าชิ้น ถังโจวโจวหยิบถ้วยเล็กๆ ออกมาอีกหนึ่งใบเพื่อใส่น้ำมันพริก หากได้กินคู่กับเกี๊ยวแล้วจะอร่อยมาก 

 

 

           เมื่อลั่วเซ่าเชินมานั่งที่โต๊ะอาหาร ถังโจวโจวก็เสิร์ฟชามเกี๊ยวให้ลั่วเซ่าเชิน ส่วนเธอใช้แค่ชามใบเล็กๆ เท่านั้น ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าขนาดของชามแตกต่างกันมาก เขาก็ตั้งท่าจะแบ่งเกี๊ยวที่อยู่ในชามของเขาให้ถังโจวโจว 

 

 

แต่ถังโจวโจวปฏิเสธ “ฉันกินแค่นี้ก็พอค่ะ คุณรีบกินเถอะ แต่ผ่านมานานขนาดนี้แล้ว ฉันไม่รู้ว่าคุณยังอยากกินอยู่ไหม” 

 

 

ถังโจวโจวเคยเป็นมาก่อนแล้ว เธอกินข้าวช้าไปแค่ไม่กี่ชั่วโมง ผลปรากฏคือความอยากอาหารของเธอลดลงเป็นอย่างมาก เธอไม่อยากกินอะไรไปพักใหญ่เลย ถังโจวโจวจึงกลัวว่าลั่วเซ่าเชินจะมีอาการเช่นเดียวกันกับเธอ ดังนั้นเกี๊ยวที่เธอตักมาจนพูน ก็ไม่รู้ว่าลั่วเซ่าเชินยังจะกินอยู่ไหม 

 

 

อันที่จริงตอนนี้ลั่วเซ่าเชินก็ไม่ได้รู้สึกปวดท้องมากเท่าไรแล้ว เขาอยากเห็นถังโจวโจวให้ความสำคัญกับเขามากกว่า ดังนั้นเขาจึงยังคงทำทีว่าปวดท้องอยู่ 

 

 

หลังจากที่ถังโจวโจวจัดการกับเกี๊ยวที่อยู่ในชามหมดแล้ว เธอก็ไม่มีอะไรทำ จึงนั่งมองดูลั่วเซ่าเชินกินอย่างเอร็ดอร่อย ถังโจวโจวมองไปมองมาก็เหม่อลอย ในขณะนั้นเองลั่วเซ่าเชินก็รู้สึกได้ว่าถังโจวโจวกำลังมองมา และเพื่อไม่ให้เธอละสายตาไป เขาจึงแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น 

 

 

แต่ตลอดเวลาที่เขาแสร้งทำ กระทั่งกินเกี๊ยวจนหมดแล้ว เขาก็ยังเห็นว่าสายตาของถังโจวโจวจับจ้องมาที่เขา ลั่วเซ่าเชินจึงตวัดสายตาขึ้นหมายจะแกล้งถังโจวโจว แต่นึกไม่ถึงเลยว่าทั้งหมดนี้คือเขาคิดไปเองคนเดียว ถังโจวโจวไม่ได้มองมาที่เขาเลย 

 

 

ลั่วเซ่าเชินโบกมือไปมาตรงหน้าของถังโจวโจว “โจวโจว คุณมองอะไรอยู่” 

 

 

“คะ เปล่าค่ะเปล่า ฉันไม่ได้มองอะไร คุณกินเสร็จแล้วใช่ไหมคะ เดี๋ยวฉันเอาไปล้างเอง” ถังโจวโจวหยิบชามขึ้นมาและเดินเข้าไปในครัว 

 

 

ลั่วเซ่าเชินรีบแย่งชามกลับมา “โจวโจว คุณไปพักเถอะ เดี๋ยวผมล้างเอง” 

 

 

แต่ถังโจวโจวไม่ยอมปล่อยมือ “ไม่ต้องค่ะ ฉันล้างเอง” 

 

 

เพล้ง! ถังโจวโจวยืนมองชามที่แตกออกเป็นเสี่ยงๆ แล้วก็อยากจะกุมศีรษะ เธอได้แต่ถอนหายใจ แล้วมองลั่วเซ่าเชินที่ยังยืนปักหลักนิ่ง “ฉันบอกแล้วไงคะว่าฉันจะทำเอง คุณดูสิ ชามแตกหมดแล้ว จริงๆ เลย…” 

 

 

แม้ว่าถังโจวโจวจะไม่ได้พูดชัดเจน แต่ลั่วเซ่าเชินก็รู้ว่าเธอกำลังบ่นเขา เขาจึงทำได้แค่เพียงยืนตัวตรงอยู่กับที่ และเมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าถังโจวโจวย่อตัวลงไปจะเก็บเศษชาม เขาก็รีบคว้ามือของเธอไว้ “คุณจะทำอะไรน่ะ” 

 

 

“ก็เก็บเศษที่มันแตกไงคะ หรือคุณจะทิ้งมันไว้อย่างนี้” ถังโจวโจวสะบัดมือของลั่วเซ่าเชินออก แต่ก็ถูกเขาคว้าไว้อีกครั้ง 

 

 

“นี่คุณบ้าไปแล้วหรือเปล่า ใช้ไม้กวาดไม่เป็นหรือไง ถ้าคุณใช้มือเปล่าจับแบบนี้แล้วเกิดบาดมือขึ้นมาจะทำยังไง” ลั่วเซ่าเชินพร่ำบ่นไม่หยุด ขณะเดียวกันเขาก็ก้มลงไปเก็บเศษชามเสียเอง 

 

 

ถังโจวโจวเห็นลั่วเซ่าเชินย่อตัวลง เขาเพิ่งพูดไม่ใช่หรือว่าไม่ให้เธอใช้มือเปล่าเก็บ แล้วตอนนี้เขากำลังทำอะไรอยู่ 

 

 

ถังโจวโจวเห็นลั่วเซ่าเชินเก็บเศษชามชิ้นใหญ่ไปทิ้งลงในถังขยะ และเธอก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้บริเวณที่ชามแตก ถังโจวโจวจึงทำได้แค่ยืนมองดูลั่วเซ่าเชินอยู่ห่างๆ ตรงนั้น 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเก็บกวาดจนเสร็จ ถังโจวโจวก็วางใจได้ในที่สุด ถังโจวโจวเข้าใจดีว่าลั่วเซ่าเชินทำเช่นนั้นเพราะเขาหวังดีต่อเธอ และหัวใจของถังโจวโจวก็เริ่มได้รับผลกระทบ ทำไมทุกครั้งที่เธอผิดใจกับลั่วเซ่าเชิน เขามักจะทำอะไรให้เธอหวั่นไหวได้ตลอด 

 

 

ภายใต้ความเอาใจใส่ในรายละเอียดเล็กๆ เหล่านี้ของลั่วเซ่าเชิน ทำให้ความรู้สึกขุ่นเคืองโกรธแค้นของถังโจวโจวค่อยๆ จางหายไป ถังโจวโจวฉวยมือของลั่วเซ่าเชินขึ้นมาดู แล้วเธอก็พบว่ามีบาดแผลเล็กๆ อยู่บนนิ้วมือของเขา “คุณนั่นแหละเป็นบ้า ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง เจ็บไหมคะ” 

 

 

ถังโจวโจวช่วยเป่ามือให้ลั่วเซ่าเชิน พลางเงยหน้าขึ้นมองสีหน้าของลั่วเซ่าเชินเป็นพักๆ และเมื่อเธอเห็นว่าเขายิ้มและจ้องมองเธออยู่ ถังโจวโจวก็ค่อยๆ ปล่อยมือเขาลง แต่ลั่วเซ่าเชินไม่อนุญาตให้เธอปลีกตัวออกไปง่ายๆ “โจวโจว เราอย่าสนใจคนอื่นเลยได้ไหม เราใช้ชีวิตกันอย่างสงบๆ ดีหรือเปล่า” 

 

 

“เราจะไม่สนใจใครเลยได้ยังไงล่ะคะ” ถังโจวโจวรู้สึกว่าลั่วเซ่าเชินก็พูดไปอย่างนั้นเอง นั่นคือแม่ของเขานะ เขาจะละเลยท่านไปได้อย่างไร แล้วถังโจวโจวก็ยังไม่ได้คิดบัญชีกับลั่วเซ่าเชิน เธอถูกหลอกให้กลับมาที่บ้านจากคำพูดหว่านล้อมของเขาว่าจะพาเธอไปในที่ที่อยากไป 

 

 

“เราก็ใช้ชีวิตของเราไป ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอะไร คุณก็แค่ทำเป็นไม่ได้ยินเท่านั้นเอง โจวโจว ถ้าคุณอยากออกตามหาพ่อกับแม่แท้ๆ ของคุณ ผมช่วยคุณได้นะ” ลั่วเซ่าเชินลูบเรือนผมของถังโจวโจว ขณะเดียวกันเขาก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของมันด้วย 

 

 

“ฉันไม่อยากออกตามหาพวกท่านค่ะ ในเมื่อพวกท่านไม่ต้องการฉัน แล้วฉันจะออกตามหาพวกท่านทำไม” ถังโจวโจวไม่อยากจะพูดถึงพ่อกับแม่แท้ๆ ของเธออีกต่อไปแล้ว แม้ว่าถังโจวโจวจะไม่ได้พูดอะไรต่อหน้าคุณแม่ถัง แต่เธอก็ยังคงรู้สึกโกรธเคืองพ่อกับแม่แท้ๆ ของเธออยู่ดี 

 

 

ลั่วเซ่าเชินมองเห็นแววตาแข็งกร้าวของถังโจวโจววูบไหวอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงไม่ได้พูดเรื่องนี้ต่อ ถังโจวโจวจับมือเขาและพาเขาไปนั่งที่โซฟา จากนั้นเธอก็หยิบคอตตอนบัดและยาขี้ผึ้งออกมาจากกล่องยา แล้วทามันลงบนมือของลั่วเซ่าเชิน 

 

 

ลั่วเซ่าเชินรู้สึกว่าถังโจวโจวพยายามหลบเลี่ยงเขามาตลอด เขาจึงรวบรวมความกล้าถามเธอออกไป “โจวโจว คุณยังเข้าใจผมผิดอยู่ใช่ไหม” 

 

 

สิ่งที่ลั่วเซ่าเชินนึกขึ้นได้ก็คือเรื่องที่หันฮุ่ยซินก่อไว้เมื่อคราวก่อน ก่อนหน้านั้นถังโจวโจวยังดูมีใจให้เขาอยู่เลย ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้สวย แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา ถังโจวโจวก็เพิกเฉยต่อเขาไปโดยปริยาย แม้เธอจะบอกว่าไม่มีอะไร แต่เขาก็สัมผัสได้ว่าเธอต่อต้านเขาอยู่ตลอดเวลา 

 

 

ลั่วเซ่าเชินรู้สึกว่าเขาเจออุปสรรคชิ้นใหญ่เข้าแล้ว เมื่อถังโจวโจวเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทายาให้เขา พอเขาถามอะไรไป เธอก็ไม่ยอมปริปากตอบเลย 

     เมิ่งชิงซีแอบเห็นว่าคุณแม่ลอบถอนหายใจออกมาเมื่อเมิ่งไหวเซินข้ามเรื่องของฉินอวิ๋นไป ส่วนคุณพ่อก็หันมาบ่นเธอแทน แม้ว่าตอนนี้เมิ่งชิงซีจะไม่พอใจ แต่เธอก็ไม่อาจโต้เถียงเมิ่งไหวเซินได้ 

 

 

“พ่อขา ทำไมถึงวนมาพูดเรื่องหนูอีกแล้วล่ะ เรื่องของหนูพ่อไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะคะ” เมิ่งชิงซีพูดเสียงอ่อนเสียงหวาน 

 

 

แต่เมิ่งไหวเซินไม่หลงกลเธอ “ลูกบอกว่าพ่อไม่ต้องเป็นห่วง แต่ดูสิ่งที่ลูกทำสิ ลูกทำแต่ละอย่าง ตามตื๊อเขามาตั้งนาน แล้วเซ่าเชินเคยหันกลับมามองลูกบ้างไหม” 

 

 

“พ่ออย่าซ้ำเติมหนูแบบนี้ได้ไหมคะ” เมิ่งชิงซีไม่สนว่าใครจะพูดว่าเธอกับลั่วเซ่าเชินจะไม่ได้ลงเอยกัน เธอเชื่อมั่นว่าท้ายที่สุดแล้วเธอจะคว้าลั่วเซ่าเชินมาได้ทั้งตัวและหัวใจ 

 

 

ฉินอวิ๋นตักซุปมาวางไว้ตรงหน้าเมิ่งไหวเซิน “ไหวเซินคะ ชิงซีไม่ยอมก็ปล่อยเธอไปเถอะค่ะ เราเองก็พูดกันมาตั้งหลายครั้งแล้ว แต่ในเมื่อเธอไม่ฟัง ก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติดีกว่าค่ะ เดี๋ยววันข้างหน้าเธอก็คงจะคิดได้เองว่าเราหวังดีกับเธอ” 

 

 

เมิ่งชิงซีวางชามและตะเกียบลง “หนูอิ่มแล้วค่ะ” จากนั้นเธอก็วิ่งขึ้นชั้นบนไปทันที มือของฉินอวิ๋นที่ตักซุปอยู่อีกชามพลันชะงักลง เดิมทีเธอจะตักซุปให้เมิ่งชิงซี แต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่อยู่แล้ว ฉินอวิ๋นจึงวางมันลงตรงหน้าตัวเอง 

 

 

เมิ่งชิงซีหนีไปก่อนที่เมิ่งไหวเซินจะพูดจบ ซึ่งนั่นทำให้เขาไม่สบายใจเป็นอย่างมาก “อวิ๋นเอ๋อร์ เรื่องแต่งงานของชิงซี เราควรจะรีบคิดกันได้แล้วนะ ลูกไม่ใช่เด็กๆ แล้ว” 

 

 

ฉินอวิ๋นพยักหน้า “ค่ะ ไหวเซิน ฉันเองก็คอยดูอยู่ ควรให้ชิงซีตัดใจจากเซ่าเชินซะ ก็คงจะดีที่สุดค่ะ” 

 

 

เดิมทีฉินอวิ๋นก็ยังคงยืนอยู่ข้างเดียวกันกับเมิ่งชิงซี สนับสนุนให้เธอได้ครอบครองลั่วเซ่าเชิน แต่วันนี้เมิ่งชิงซีกลับหันหอกมาทำร้ายฉินอวิ๋น นี่ไม่เท่ากับว่าเธอที่เป็นแม่ของเมิ่งชิงซีกลับไม่ได้สำคัญมากไปกว่าลั่วเซ่าเชินเลยอย่างนั้นหรือ? 

 

 

เมิ่งชิงซีล็อกประตูห้อง เธอรู้สึกว่าเธอใกล้จะหมดสิทธิ์พูดเต็มทีแล้ว เธอเคยบอกมาตั้งนานแล้วว่าถ้าไม่ใช่ลั่วเซ่าเชิน เธอก็จะไม่แต่งงานด้วย แล้วทำไมตอนนี้คุณพ่อคุณแม่ถึงต้องมาบังคับให้เธอเปลี่ยนใจด้วย 

 

 

ทำไมเธอถึงต้องยอมรับผู้ชายคนอื่น พวกเขาดีพอที่จะเทียบกับลั่วเซ่าเชินเหรอ เมิ่งชิงซีนึกถึงพวกผู้ชายที่เธอเคยพบมาก่อนหน้านี้ ถ้าไม่ใช่พวกผู้ชายเจ้าชู้ ก็เป็นพวกคุณชายที่เลื่อนลอยไปวันๆ ซึ่งผู้ชายพวกนั้นไม่ใช่คนในอุดมคติที่เธอต้องการเลย 

 

 

และเมื่อนึกถึงการกระทำของฉินอวิ๋นเมื่อครู่นี้ เมิ่งชิงซีก็ทึ้งผ้าห่มด้วยความโมโห ตอนนี้เมิ่งชิงซีลืมไปแล้วว่าเธอกับฉินอวิ๋นเป็นแม่ลูกกัน 

 

 

 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเป็นห่วงว่าถังโจวโจวจะควบคุมสติไม่ได้ ดังนั้นเมื่อเขาเห็นว่าคุณแม่ลั่วฟื้นแล้ว เขาอยู่ไปก็ไม่มีอะไรทำ เขาจึงขับรถไปที่บ้านของตระกูลถัง และในขณะที่เขากำลังจะกดกริ่งอยู่นั้น ใจก็คิดไปว่าถังโจวโจวกำลังทำอะไรอยู่ 

 

 

เมื่อคุณแม่ถังได้ยินเสียงคนกดกริ่ง เธอก็คิดว่าน่าจะเป็นลั่วเซ่าเชิน และเมื่อเธอเปิดประตูออกไปดู เธอก็พบว่าเป็นลั่วเซ่าเชินจริงๆ เขาสวมเสื้อโค้ทสีดำตัวใหญ่ ยืนเด่นตระหง่านราวกับต้นสนอยู่หน้าประตู 

 

 

“มาแล้วเหรอเซ่าเชิน มาหาโจวโจวใช่ไหม เธอนั่งอยู่ข้างในโน่นแน่ะ” คุณแม่ถังหลีกทางให้ลั่วเซ่าเชินเดินเข้ามา แล้วเขาก็พบว่าถังโจวโจวกำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ในห้องนั่งเล่น เธอเหยียดยิ้มออกจนเต็มแก้ม ดูเหมือนว่าเรื่องที่เธอไม่ใช่ลูกของตระกูลถังจะไม่ได้ส่งผลต่ออารมณ์ของเธอ 

 

 

“แม่ครับ โจวโจวเป็นยังไงบ้าง” ลั่วเซ่าเชินกระซิบถามคุณแม่ถัง เขากลัวว่าสิ่งที่เขาเห็นอยู่นี้มันอาจจะเป็นแค่เพียงภาพลักษณ์ภายนอกของถังโจวโจว แต่ในใจของเธอกลับเจ็บปวดรวดร้าวไปหมดแล้ว 

 

 

เมื่อคุณแม่ถังเห็นรอยย่นเล็กน้อยที่หน้าผากของลั่วเซ่าเชิน เธอก็รู้ว่าเขากำลังกังวลเรื่องอะไรอยู่ เธอตบหลังเขาเบาๆ “วางใจได้จ้ะ โจวโจวไม่เป็นอะไร เมื่อครู่นี้แม่คุยกับเธออยู่นาน คุณไม่ต้องเป็นห่วงนะ” 

 

 

คุณแม่ถังพูดปลอบใจลั่วเซ่าเชินและตัวเธอเอง เธอหวังว่าถังโจวโจวจะไม่ได้รับผลกระทบ หรือเกลียดพ่อแม่แท้ๆ ของเธอเพราะเรื่องนี้ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าคุณแม่ถังเดินเข้าไปในห้อง หลังจากเอ่ยทักทายเขาเสร็จ เธอทิ้งพื้นที่ไว้ให้พวกเขา เขานั่งลงข้างถังโจวโจว และเห็นว่าเธอกำลังดูสารคดีสัตว์โลกอยู่ “โจวโจว คุณโอเคดีใช่ไหม” 

 

 

ที่จริงแล้ว ถังโจวโจวรู้ตั้งนานแล้วว่าลั่วเซ่าเชินมา เมื่อตอนที่คุณแม่ถังออกไปเปิดประตู ถังโจวโจวก็รู้เลยว่าคนที่มาในเวลานี้คือใคร เพียงแต่เธอไม่อยากขยับตัว และก็ไม่อยากจะคุยอะไรกับลั่วเซ่าเชินในตอนนี้ 

 

 

เมื่อเห็นว่าลั่วเซ่าเชินโพล่งถามเธอออกมา ถังโจวโจวก็อยากจะเคาะกะโหลกเขาเสียจริง ถ้าตอนนี้เธอเห็นว่าเธอกำลังเสียใจอยู่ เขาจะกล้าถามแบบนี้ออกมาไหม 

 

 

“ถ้าฉันโอเค มันจะเป็นยังไงคะ? แล้วถ้าฉันไม่โอเคล่ะ มันจะเป็นยังไงต่อ” 

 

 

ถังโจวโจวหันหน้าไปมองเขา ลั่วเซ่าเชินนิ่งงันไป เขาไม่คิดว่าถังโจวโจวจะถามเขาออกมาแบบนี้ หลังจากคิดอยู่สักพัก ลั่วเซ่าเชินก็ตอบเธอว่า “ถ้าคุณเสียใจ ผมก็จะปลอบคุณ แต่ถ้าคุณไม่ได้เสียใจ ผมก็จะชดเชยให้คุณ” 

 

 

ถังโจวโจวจ้องเขาอยู่นานก่อนจะพูดสั้นๆ ว่า “ค่ะ ฉันรู้แล้ว” 

 

 

ท่าทางและน้ำเสียงที่เรียบเฉยแบบนี้ ทำให้หัวใจของลั่วเซ่าเชินเต้นถี่ นี่เธอหมายความว่าอย่างไร? 

 

 

บรรยากาศเย็นยะเยือกลงไปครู่หนึ่ง ถังโจวโจวยังคงดูสารคดีสัตว์โลกของเธอต่อไป แต่สิ่งที่ทำให้ต้องอับอายขึ้นมากะทันหันก็คือ ภายในโทรทัศน์กำลังฉายกระบวนการการผสมพันธุ์ของสัตว์อยู่ในขณะนี้ ซึ่งนั่นทำให้ถังโจวโจวตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ส่วนลั่วเซ่าเชินก็แค่อมยิ้มพลางมองดูใบหูของถังโจวโจวที่แดงก่ำ 

 

 

ถังโจวโจวจำเป็นต้องกดเปลี่ยนช่องไปโดยปริยาย แต่ดูเหมือนว่าวันนี้โทรทัศน์จะไม่เข้าข้างเธอ รายการวาไรตี้ที่กำลังฉายอยู่ก็มีคู่ชายหญิงที่กำลังจีบกัน ซึ่งนั่นทำให้ถังโจวโจวยิ่งไม่เป็นตัวของตัวเอง 

 

 

เมื่อถังโจวโจวกดปุ่มอีกครั้ง หน้าจอโทรทัศน์ก็ดับลง ลั่วเซ่าเชินพูดหยอกล้อเธออยู่ข้างๆ ว่า “โจวโจว ไม่ดูแล้วเหรอ รายการมันเพิ่งจะเริ่มเองนะ” 

 

 

“ฉันไม่อยากดูแล้วค่ะ แล้วคุณมาที่นี่ทำไมคะ” คราวนี้ถังโจวโจวเงยหน้าขึ้นมาสบตาลั่วเซ่าเชิน ลั่วเซ่าเชินก็ไม่ได้ล้อเธอเล่นอีกต่อไป “ก็ผมบอกว่าผมจะมารับคุณกลับ นี่ผมก็มาทำตามสัญญาไง” 

 

 

“แต่ตอนนี้ฉันยังไม่อยากกลับ” ถังโจวโจวไม่อยากกลับไปอยู่กับลั่วเซ่าเชิน เธอยังคงไม่ลืมว่าคุณแม่ลั่วไม่ยอมรับเธออย่างไร ถังโจวโจวคิดว่าที่ตอนนี้เธอไม่ได้โมโหใส่ลั่วเซ่าเชิน ก็นับว่าเป็นบุญของเขาแล้ว 

 

 

“คุณยังไม่อยากกลับ ผมก็จะไม่บังคับคุณ แต่ถ้าคุณอยากไปไหน คุณต้องบอกผมนะ ผมจะพาคุณไปเอง” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินรู้แก่ใจดี เรื่องของถังโจวโจวในวันนี้ เขาเองก็มีส่วนที่ต้องรับผิดชอบด้วยเหมือนกัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ต้นเหตุก็คือเขา เมิ่งชิงซีถึงได้กล้าเปิดเผยความจริงอันโหดร้ายนี้ออกมาต่อหน้าทุกคน 

 

 

ถังโจวโจวนึกว่าลั่วเซ่าเชินจะเข้าใจเธอ เธอพูดอย่างไม่ไยดีว่า “ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันไปเองได้ ฉันไม่รบกวนคุณชายลั่วหรอก” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเธอไม่รับความหวังดีจากเขา เขาก็นึกว่าเธอยังคงโกรธที่คุณแม่ลั่วพูดอย่างนั้นอยู่ ลั่วเซ่าเชินยอมรับว่าคำพูดเหล่านั้นของคุณแม่ลั่วทำร้ายจิตใจของคนอื่นมากเกินไป 

 

 

แต่เขาจะทำอย่างไรได้ล่ะ นั่นคือแม่ของเขา เขาจึงได้แต่ถอยออกมา แต่ภายในใจของเขา เขาอยู่ข้างเดียวกันกับถังโจวโจวอยู่แล้ว ถังโจวโจวควรจะเข้าใจเขาสิ ถึงจะถูก 

 

 

“โจวโจว เราเป็นสามีภรรยากัน ทำไมคุณต้องพูดแบบนั้น” 

 

 

อยู่ๆ ลั่วเซ่าเชินก็กุมหน้าท้อง จนถึงตอนนี้ข้าวยังไม่ได้ตกถึงท้องเขาเลยสักเม็ด แล้วถังโจวโจวก็ยังจะพยายามทำลายความสัมพันธ์ของเธอกับเขาอีก ท่าทีเหล่านี้ของเธอทำให้ลั่วเซ่าเชินโกรธจนปวดท้อง 

 

 

ถังโจวโจวไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของลั่วเซ่าเชิน เธอดำดิ่งอยู่ในโลกของตัวเอง “ถ้าคุณอยากทำอย่างนั้นก็โอเค ตอนนี้ฉันอยากออกไปข้างนอก คุณไปส่งฉันหน่อยก็แล้วกันนะคะ” 

 

 

ถังโจวโจวพูดพลางลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปในห้องนอนของคุณแม่ถัง ไม่รู้ว่าเธอเข้าไปคุยอะไรกับคุณแม่ถัง เพียงครู่เดียวเธอก็เดินออกมา เธอหยิบกระเป๋าของเธอและเดินออกไปด้านนอกทันที ส่วนลั่วเซ่าเชินก็ได้แต่รีบตามเธอออกไป 

 

 

ลั่วเซ่าเชินไปส่งถังโจวโจวที่หน้าสำนักพิมพ์ของหลินเหยา และเมื่อเขาเห็นว่าถังโจวโจวตั้งท่าจะลงจากรถโดยที่ไม่ยอมคุยกับเขาสักคำ ลั่วเซ่าเชินก็เอี้ยวตัวมาดึงประตูที่ถังโจวโจวกำลังจะเปิดออก 

 

 

ถังโจวโจวชำเลืองมองเขา “ลั่วเซ่าเชิน นี่คุณจะทำอะไร” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินคิดในใจ ดูเหมือนว่าเธอจะโกรธไม่เบา ถึงขึ้นเรียกชื่อเต็มเขาออกมาแล้ว “โจวโจว ถ้าเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง คุณก็ไม่ต้องลงจากรถ” 

 

 

“นี่คุณหมายความว่ายังไง” ถังโจวโจวหรี่ตา เธอไม่เข้าใจความหมายที่ลั่วเซ่าเชินกำลังจะสื่อ 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเธอแกล้งทำเป็นซื่อ เขาก็จับมือของถังโจวโจวไว้อย่างไร้เหตุผล “โจวโจว คุณก็รู้จักนิสัยของผมดี ในเมื่อมันแก้ไขไม่ได้ เราก็ต้องปล่อยให้มันผ่านไป” หากวันนี้ลั่วเซ่าเชินคุยไม่รู้เรื่อง เขาก็จะไม่ปล่อยถังโจวโจวลงจากรถ 

 

 

ถังโจวโจวย่อมต้องรู้นิสัยใจคอของลั่วเซ่าเชินอยู่แล้ว ดังนั้นเธอจึงปิดปากเงียบและไม่สนใจเขา เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเธอไม่แม้แต่จะพูดกับเขา เขาจึงดึงมือของถังโจวโจวมาเล่นอยู่เงียบๆ 

 

 

“โจวโจว คุณไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร ผมไม่ได้บังคับคุณ ถ้าอย่างนั้น…ผมขับรถพาคุณกลับบ้านเลยก็แล้วกันนะ” 

 

 

แม้ว่าถังโจวโจวจะเห็นว่าเขาพูดจาดีน่าฟัง แต่ความจริงแล้วเขากำลังบังคับเธอกลายๆ นั่นแหละ พวกเขานั่งเผาเวลาอยู่อย่างนั้น และเมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเธอกับเขาต่างไม่มีใครยอมใคร เขาก็เข้าเกียร์และขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว 

 

 

ถังโจวโจวมองเห็นที่ทำงานของหลินเหยาค่อยๆ ห่างออกไป “ลั่วเซ่าเชิน จอดรถเดี๋ยวนี้นะ! คุณบอกเองไม่ใช่เหรอว่าไม่ว่าฉันจะไปที่ไหน คุณก็จะพาฉันไป?” 

 

 

เท้าของลั่วเซ่าเชินแตะอยู่ที่คันเร่ง แต่เขาก็ไม่ปล่อยให้ปากว่าง “โจวโจว ผมเคยพูดแบบนั้นก็จริง แต่คุณไม่รู้หรือไงว่าคนเรามันเปลี่ยนใจกันได้” 

 

 

คำพูดนั้นทำให้ถังโจวโจวกลืนประโยคที่เธอกำลังจะพูดกลับลงไปในคอ ภายในรถเงียบสงบ ถังโจวโจวรู้สึกดีใจที่ไม่ได้บอกหลินเหยาว่าเธอจะมาหา มิฉะนั้นเธอคงโดนหลินเหยาก่นด่าเป็นชุดไปแล้ว 

 

 

เพียงไม่นานลั่วเซ่าเชินก็ขับรถมาถึงบ้าน ทันทีที่เขาเปิดประตูรถ ลั่วเซ่าเชินก็เห็นว่าถังโจวโจวยังไม่ยอมลงจากรถ แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร เขาเดินอ้อมไปเปิดประตูรถฝั่งที่นั่งข้างคนขับ ถังโจวโจวนั่งนิ่งไม่ขยับตัว เธออยากจะรู้ว่าวันนี้ลั่วเซ่าเชินจะทำได้ถึงขั้นไหน 

 

 

ลั่วเซ่าเชินนั่งยองๆ ตรงหน้าถังโจวโจว “โจวโจว คุณคิดอะไรอยู่ ถ้าคุณไม่พอใจผม คุณบอกผมได้นะ เราไม่ควรปิดบังกันแบบนี้ ตกลงไหม” 

 

 

เมื่อเห็นว่าลั่วเซ่าเชินพูดดีๆ กับเธอ ถังโจวโจวก็รู้สึกว่าเขาแสร้งทำ ลั่วเซ่าเชินเปลี่ยนบุคลิกเหรอ? ทำไมวันนี้เขาถึงยอมเธอจังเลย? 

 

 

ถังโจวโจวไม่รู้ว่าวันนี้ลั่วเซ่าเชินไข้ขึ้นหรืออย่างไร เธอยังคงนั่งชมนกชมไม้อยู่อย่างนั้น ราวกับไม่รับรู้ว่าลั่วเซ่าเชินกำลังพูดอยู่กับเธอ 

 

 

“โจวโจว เราจะคุยกันดีๆ ได้ไหม” ลั่วเซ่าเชินยังคงถามต่อไป วันนี้เขาจะต้องง้างปากของถังโจวโจวให้ได้ เพื่อให้ได้คำตอบที่เขาต้องการ 

 

 

หลังจากที่ถังโจวโจวหนีออกจากบ้านไปเมื่อครั้งก่อน ถึงแม้จะดูเหมือนว่าพวกเขาคืนดีกันแล้ว แต่ลั่วเซ่าเชินรู้สึกว่าถังโจวโจวแค่ไม่อยากจะสนใจเขาก็เท่านั้นเอง เพราะลึกๆ แล้วเธอยังคงไม่ให้อภัยเขา เพียงแต่แสร้งทำเป็นให้อภัยเขาตามสถานการณ์ในวันนี้ก็เท่านั้น 

 

 

และเรื่องที่ว่าถังโจวโจวคิดอย่างไร ลั่วเซ่าเชินก็ไม่แน่ใจนัก 

      เมิ่งชิงซีเห็นว่าคุณแม่ลั่วมีคุณพ่อลั่วคอยดูแลอยู่แล้ว หากเธอยังอยู่ที่นี่ต่อไปก็จะเป็นการรบกวนการพักผ่อนของคุณแม่ลั่วเสียเปล่าๆ อีกอย่างลั่วเซ่าเชินก็ไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว ซึ่งนั่นทำให้เมิ่งชิงซีรู้สึกว่าเธอไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ต่อ 

 

 

           เมิ่งชิงซีกลับมาถึงบ้านในตอนบ่าย เมื่อเดินเข้าไปในบ้าน ฉินอวิ๋นก็มองมาที่เธอก่อนแล้ว เมื่อเมิ่งชิงซีเห็นฉินอวิ๋น เธอก็ยังรู้สึกโกรธอยู่ ซ้ำร้ายข่าวที่เธอไปเผยแพร่มาในวันนี้ มันกลับทำอะไรถังโจวโจวไม่ได้ เมิ่งชิงซีรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก 

 

 

           ฉินอวิ๋นรู้สึกเสียใจที่ลูกสาวไม่พูดอะไรกับเธอเลยสักคำ เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ ลูกคนนี้ ผู้ชายแค่คนเดียว จะอะไรกันนักกันหนา? 

 

 

           ฉินอวิ๋นถามตัวเอง เธอมักจะคิดถึงเมิ่งชิงซีก่อนทุกครั้ง ใส่ใจเมิ่งชิงซีในทุกๆ เรื่อง แต่เมิ่งชิงซีล่ะ แค่เธอปิดบังไม่ยอมบอกเรื่องของถังโจวโจวแค่นี้ กลับอาจหาญถึงขั้นมีปากมีเสียงด้วย แล้วตอนนี้ก็ยังไม่ยอมเป็นฝ่ายทักทายเธอก่อนอีก 

 

 

           ทันใดนั้นฉินอวิ๋นก็รู้สึกว่าเธอจะพยายามทำทั้งหมดนี้ไปเพื่ออะไร เธอจะทำไปเพื่อใครกัน 

 

 

แต่ฉินอวิ๋นก็ยังไม่อยากจะตำหนิเมิ่งชิงซี เมื่อเธอเห็นว่าเมิ่งชิงซีจะเดินขึ้นไปชั้นบน เธอก็รีบเรียกไว้ก่อน “ชิงซี ลูกยังโกรธแม่อยู่หรือเปล่า” 

 

 

เมิ่งชิงซีหยุดเดินแต่ไม่ได้หันหน้ากลับมา ฉินอวิ๋นลุกขึ้นและเดินเข้าไปประชิดที่ด้านหลังของเมิ่งชิงซี เธอเอ่ยซ้ำอีกครั้งว่า “ชิงซี แม่หวังดีกับลูกนะ แล้ววันหนึ่งลูกจะรู้เอง” 

 

 

“แม่เอาแต่บอกว่าแม่หวังดีกับหนู แต่หนูไม่เคยเห็นมันเลย หนูแค่อยากเห็นผลของมันในตอนนี้ หนูไม่อยากรอแล้ว” เมิ่งชิงซีวิ่งขึ้นบันไดไปเสียงดัง ตึงๆๆ ส่วนฉินอวิ๋นก็ได้แต่มองตามแผ่นหลังของเธอไปพลางถอนหายใจ 

 

 

หลังจากออกมาจากโรงพยาบาล ลั่วเซ่าเชินก็ตรงไปที่บ้านของตระกูลถังในทันที เมื่อเขามาถึง ถังโจวโจวกับคุณแม่ถังก็กำลังพูดคุยกันอยู่ บรรยากาศการพูดคุยของพวกเธอสองคนไม่มีอะไรผิดปกติ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินคิดว่าแม่ลูกคู่นี้น่าจะคุยกันเรียบร้อยแล้ว แบบนี้เขาก็สบายใจขึ้น หลังจากกินมื้อกลางวันที่บ้านตระกูลถังแล้ว ลั่วเซ่าเชินก็ไปทำงาน ส่วนถังโจวโจวก็ยังอยู่ที่บ้านของตระกูลถังต่อ 

 

 

คุณพ่อถังได้ยินมาว่าถังโจวโจวรู้เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้ว และเมื่อเห็นว่าถังโจวโจวยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เขาก็รู้สึกสบายใจขึ้น ดูเหมือนว่าที่ผ่านมาพวกเขาจะกังวลมากเกินไป 

 

 

หลังจากที่ถังโจวโจวใช้เวลาตลอดบ่ายที่บ้านคุณพ่อคุณแม่ถัง ลั่วเซ่าเชินก็พาลั่วอิงมากินมื้อเย็นด้วยกัน ก่อนจะกลับไปที่บ้านหลังเล็กของพวกเขา 

 

 

ปกติเมิ่งชิงซีจะลงมาจากชั้นบนเมื่อถึงเวลาอาหาร ฉินอวิ๋นได้สั่งให้แม่บ้านหวังเตรียมของโปรดของเมิ่งชิงซีไว้แล้ว เมื่อเมิ่งไหวเซินกลับมา พวกเขาก็จะได้กินข้าวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาพอดี 

 

 

แต่เมื่อเมิ่งไหวเซินกลับมาแล้ว เมิ่งชิงซีก็ยังไม่ลงมาจากชั้นบน เมิ่งไหวเซินมองไปยังตำแหน่งที่ว่างเปล่า “อวิ๋นเอ๋อร์ ชิงซีล่ะ ลูกไม่อยู่บ้านเหรอ” 

 

 

“อ๋อ เดี๋ยวฉันจะขึ้นไปเรียกเธอลงมาทานข้าวเดี๋ยวนี้แหละค่ะ” ฉินอวิ๋นลุกขึ้นในทันที และเดินขึ้นไปชั้นบน หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็เดินมาหยุดที่หน้าห้องของเมิ่งชิงซี ก่อนจะเคาะประตูเรียก “ชิงซี ลงไปกินข้าวได้แล้ว คุณพ่อรออยู่ข้างล่างแล้วนะ” 

 

 

ไม่มีเสียงตอบออกมาจากในห้อง แต่ฉินอวิ๋นรู้ว่าเมิ่งชิงซีอยู่ข้างใน แต่เธอแค่ไม่อยากจะตอบก็เท่านั้น ฉินอวิ๋นพูดขึ้นอีกครั้งว่า “ชิงซี แม่รู้ว่าลูกยังโกรธอยู่ แต่ลูกต้องเชื่อแม่นะว่าสิ่งที่แม่ทำลงไปทั้งหมดนั่นก็เพื่อลูก ลูกออกมากินข้าวก่อนเถอะ” 

 

 

ถึงกระนั้นก็ยังคงไม่มีเสียงตอบรับอยู่ดี ฉินอวิ๋นลองบิดลูกบิดดู แต่มันก็เปิดไม่ออก เธอจึงเคาะประตูอย่างเอาเป็นเอาตาย “ชิงซี ลูกอยู่หรือเปล่า เปิดประตูให้แม่หน่อย” 

 

 

ท่ามกลางแรงกระหน่ำเคาะประตูของฉินอวิ๋น ในที่สุดประตูก็ถูกเปิดออก เมิ่งชิงซีที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงและอยู่ในชุดลำลอง มองดูฉินอวิ๋นด้วยสายตารำคาญใจ “หนูไม่อยากกินข้าว ไม่ต้องมาเรียกหนูได้ไหม” 

 

 

เมิ่งชิงซีหมายจะปิดประตูในทันทีที่พูดจบ แต่ฉินอวิ๋นรีบจับบานประตูเอาไว้ เมิ่งชิงซีมองฉินอวิ๋นอย่างเบื่อหน่ายอีกครั้ง 

 

 

“แม่มีอะไรอีกหรือคะ” 

 

 

ฉินอวิ๋นเห็นว่าลูกสาวของเธอทำตัวห่างเหินกับเธอมาก ราวกับว่าเธอเป็นคนแปลกหน้า ราวกับว่าเธอไม่ใช่แม่ของเธอ “ชิงซี ลูกจะโกรธแม่ก็ไม่เป็นไร แต่ตอนนี้คุณพ่อกำลังรอกินข้าวอยู่ข้างล่าง ลูกคงจะไม่อยากทำให้คุณพ่อรอเก้อใช่ไหม” 

 

 

เมิ่งชิงซีฉุกคิด “หนูขอไปเปลี่ยนชุดก่อนค่ะ เดี๋ยวตามลงไป” 

 

 

ฉินอวิ๋นรู้สึกโล่งใจที่ได้ยินเมิ่งชิงซีพูดแบบนั้น “โอเคจ้ะ เดี๋ยวแม่ลงไปก่อน ลูกก็รีบตามลงมานะ พ่อกับแม่รออยู่” 

 

 

ฉินอวิ๋นลงมาชั้นล่าง เมิ่งไหวเซินเห็นเธอลงมาคนเดียว ที่ด้านหลังของเธอไม่มีเมิ่งชิงซี “ชิงซีเป็นอะไร ไม่สบายเหรอ” 

 

 

“เปล่าค่ะ ดูเหมือนลูกจะเพิ่งตื่น เดี๋ยวพอลูกเปลี่ยนชุดเสร็จ ลูกก็ลงมาแล้วค่ะ” ฉินอวิ๋นไม่อยากให้เมิ่งไหวเซินรู้ว่าเมิ่งชิงซีทะเลาะกับเธออยู่ในตอนนี้ และที่สำคัญกว่านั้น เธอไม่อยากให้เมิ่งไหวเซินรู้ภูมิหลังของถังโจวโจว เธอกลัวว่าเขาจะคิดไปถึงเรื่องอื่น 

 

 

หลังจากรออยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเมิ่งชิงซีก็ลงมา เมิ่งไหวเซินไม่ได้รู้สึกว่าบรรยากาศระหว่างพวกเธอสองคนนั้นแตกต่างไปจากปกติ “มาแล้วเหรอ ชิงซี มาทานข้าวเร็วลูก” 

 

 

เมิ่งชิงซีนั่งลงข้างๆ เมิ่งไหวเซิน “หนูปล่อยให้พ่อรอนานเลย” หลังจากพูดจบ เธอก็ไม่ได้พูดอะไรกับฉินอวิ๋นต่อ  ฉินอวิ๋นกลัวว่าเมิ่งไหวเซินจะพบความผิดปกติ “ชิงซี ทานข้าวเถอะลูก” 

 

 

เมิ่งไหวเซินมองดูเมิ่งชิงซีด้วยรอยยิ้ม “ชิงซี วันนี้ลูกไปไหนมา ทำไมพ่อถึงรู้สึกว่าลูกอารมณ์ไม่ค่อยดีเลย” 

 

 

เมิ่งชิงซีมองไปที่ฉินอวิ๋น แล้วเธอก็พบว่าแม่ของเธอกำลังมองมาที่เธออย่างตึงเครียด จู่ๆ เธอก็มีความคิดร้ายกาจผุดขึ้นมาในสมอง ถ้าเธอเล่าเรื่องนี้ให้คุณพ่อฟัง คุณแม่จะเป็นอย่างไรนะ? 

 

 

ยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น เมิ่งชิงซีไม่สามารถยับยั้งความคิดของเธอไว้ได้ เธอพูดออกมาราวกับว่ามันเป็นเรื่องปกติธรรมดา “วันนี้หนูไปเยี่ยมคุณป้าลั่วมาค่ะ จากนั้นหนูก็อยู่ที่บ้านตลอดเลย” 

 

 

เมิ่งชิงซีใช้ตะเกียบเขี่ยข้าวที่อยู่ในชาม พลางสังเกตปฏิกิริยาของเมิ่งไหวเซินอยู่เงียบๆ ขณะที่ฉินอวิ๋นก็เผลอกุมมือแน่นเมื่อได้ยินสิ่งที่เมิ่งชิงซีพูด 

 

 

เมิ่งไหวเซินถามต่อ “แล้วช่วงนี้คุณป้าลั่วเป็นยังไงบ้างล่ะ” เมิ่งไหวเซินแค่อยากหาเรื่องคุยกับเมิ่งชิงซีเท่านั้น เขาไม่ได้มีจุดประสงค์อื่นใด ส่วนเมิ่งชิงซีเมื่อเห็นว่าเมิ่งไหวเซินถามต่อ เธอก็ลื่นไหลไปตามน้ำ 

 

 

“พอคุณป้าลั่วทราบข่าวว่าถังโจวโจวไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของตระกูลถัง คุณป้าก็ทะเลาะกับเซ่าเชินใหญ่โตจนล้มป่วยไปเลย ตอนนี้เธอนอนอยู่ที่โรงพยาบาลค่ะ” เมิ่งชิงซีเพียงแค่อธิบายอย่างง่ายๆ แต่ฉินอวิ๋นกลับโกรธมาก 

 

 

“ชิงซี ลูกกำลังพูดเหลวไหลอะไรอยู่” 

 

 

“หนูพูดเหลวไหลที่ไหนกัน เรื่องจริงทั้งนั้นค่ะ” เมิ่งชิงซีชักสีหน้าอย่างไม่ค่อยพอใจ 

 

 

เมิ่งไหวเซินรีบถามในทันทีที่ได้ยินว่าพานอวี้ฮุ่ยป่วย “คุณป้าลั่วป่วยอีกแล้วเหรอ ดูเหมือนว่าพ่อกับแม่คงจะต้องหาเวลาไปเยี่ยมบ้างแล้วล่ะ” 

 

 

เมิ่งไหวเซินขบคิดอยู่เงียบๆ ถังโจวโจวนี่ใช่เด็กผู้หญิงที่เขามักจะรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาทุกครั้งที่เจอหรือเปล่า เธอไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของตระกูลถัง? แล้วเธอเป็นลูกของใคร จู่ๆ เมิ่งไหวเซินก็เกิดความคิดที่เหลวไหล เขารีบลบความคิดนั้นออกไปจากสมองโดยเร็ว ไม่ว่าอย่างไรมันก็เป็นไปไม่ได้! 

 

 

“ถังโจวโจวนี่…ใช่ภรรยาของเซ่าเชินหรือเปล่า” 

 

 

เมิ่งชิงซีไม่อยากได้ยินความจริงที่ว่าลั่วเซ่าเชินมีภรรยาอยู่แล้วจากปากของคนอื่น แต่เธอก็หลีกเลี่ยงมันไม่ได้ “ค่ะ พ่อจำเธอไม่ได้หรือคะ พ่อกับเธอเคยเจอกันในงานเลี้ยงสองสามครั้งแล้ว” 

 

 

ทันทีที่ฉินอวิ๋นได้ยินว่าเมิ่งไหวเซินเคยพบถังโจวโจวแล้ว เธอก็ให้ความสนใจกับท่าทีของเขา เธออยากจะรู้ว่าอากัปกิริยาของเมิ่งไหวเซินจะเป็นอย่างไร 

 

 

แต่เมิ่งไหวเซินก็เพียงแค่พยักหน้า “อืม จำได้สิ ว่าแต่คุณป้าลั่วของลูกรู้ได้ยังไงว่าเธอไม่ใช่ลูกของตระกูลถัง” 

 

 

เมิ่งไหวเซินสงสัยในจุดนี้มาก แล้วเมิ่งชิงซีจะบังเอิญถึงขนาดได้ไปเจอเรื่องใหญ่ของตระกูลลั่วเข้าอย่างนั้นเลยหรือ 

 

 

“ชิงซี แล้วตอนที่ลูกกลับมา คุณป้าลั่วของลูกเป็นยังไงบ้าง” ฉินอวิ๋นกลัวว่าถ้ายังคุยกันเรื่องนี้ต่อไป เมิ่งชิงซีจะต้องบอกเมิ่งไหวเซินถึงข้อมูลที่ได้ไปจากเธอเป็นแน่ เธอจึงรีบชิงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างรวดเร็ว 

 

 

แต่เมิ่งชิงซีกลับตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับเธอ “หนูเป็นคนบอกคุณป้าลั่วเองค่ะ หนูได้ข้อมูลนี้มาจากแม่ หนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมแม่ถึงรู้เรื่องนี้ได้” 

 

 

ทันทีที่ฉินอวิ๋นได้ยินเมิ่งชิงซีเปิดโปงเรื่องทั้งหมดออกมา เธอก็รู้สึกไม่สบายใจ แต่สีหน้าของเธอก็ยังคงดูสงบนิ่งอยู่ “ชิงซี ลูกพูดอะไรของลูกน่ะ แม่จะไปรู้เรื่องนี้ได้ยังไง นี่ลูกนอนมากไปจนเบลอไปหมดแล้วใช่ไหม” 

 

 

เมิ่งไหวเซินรู้สึกว่าวันนี้ฉินอวิ๋นผิดปกติไป “อวิ๋นเอ๋อร์ นี่มันเรื่องอะไรกัน คุณตรวจสอบประวัติของถังโจวโจวทำไม” 

 

 

“เปล่านะคะ ไหวเซิน ฉันไม่ได้ทำอย่างนั้นเลย ฉันแค่รู้มาโดยบังเอิญ” ฉินอวิ๋นพยายามคิดหาข้อแก้ตัว แต่น่าเสียดายที่เมิ่งไหวเซินเริ่มสงสัยขึ้นมาจริงๆ แล้ว 

 

 

“รู้มาโดยบังเอิญ? บนโลกใบนี้ไม่น่าจะมีเรื่องบังเอิญถึงขนาดนี้หรอกมั้ง” 

 

 

เมิ่งไหวเซินรู้สึกว่าเหตุผลนี้ไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิด ฉินอวิ๋นคิดว่าเขาเป็นคนปัญญาอ่อนหรืออย่างไร เมิ่งไหวเซินจึงต้องหันไปมองเมิ่งชิงซีแทน 

 

 

“ชิงซี บอกพ่อมา ตกลงนี่มันเรื่องอะไรกัน” 

 

 

เมิ่งชิงซีรีบเล่าทันทีว่าเธอรู้ได้อย่างไรว่าฉินอวิ๋นกำลังตรวจสอบข้อมูลของถังโจวโจวได้อยู่ แต่เธอก็เลี่ยงที่จะบอกเหตุผลว่าทำไมเธอถึงต้องบอกคุณแม่ลั่วไป ก่อนจะผลักสาเหตุที่ทำให้คุณแม่ลั่วเป็นลมไปที่ลั่วเซ่าเชินและถังโจวโจว 

 

 

หลังจากที่เมิ่งไหวเซินได้ยินดังนั้น เขาก็นิ่งเงียบไปนาน ก่อนที่เขาจะหันไปมองฉินอวิ๋นด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ “อวิ๋นเอ๋อร์ นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมจู่ๆ คุณถึงต้องตามสืบประวัติของถังโจวโจวแบบนี้” 

 

 

ในสายตาของเมิ่งไหวเซิน ฉินอวิ๋นนั้นเป็นคนที่ทั้งอ่อนโยนและใจดี แม้ว่าสภาพแวดล้อมภายในครอบครัวของเธอจะไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ไม่ได้มีผลกับอุปนิสัยของฉินอวิ๋นเลย เธอเป็นคนที่เข้มงวดกับตัวเองอย่างมากมาโดยตลอด และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ในความคิดของเมิ่งไหวเซิน ฉินอวิ๋นเป็นคนที่มีเมตตามาก 

 

 

แต่ตอนนี้ภาพลักษณ์ของฉินอวิ๋นในความคิดของเขาได้ถูกทำลายลงไปหมดแล้ว เธอตรวจสอบประวัติของถังโจวโจวเพื่ออะไรกัน จู่ๆ เมิ่งไหวเซินก็รู้สึกว่าเขาไม่เข้าใจฉินอวิ๋นเลยสักนิด 

 

 

เมื่อฉินอวิ๋นเห็นว่าแววตาของเมิ่งไหวเซินค่อยๆ เปลี่ยนไป เธอก็รู้แล้วว่าเขาสงสัยในตัวเธอ และเมื่อเธอมองเห็นมุมปากของเมิ่งชิงซีที่ยกยิ้มขึ้น ฉินอวิ๋นก็อยากจะตบหน้าลูกสาวของเธอจริงๆ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าในตอนนี้ก็คือเธอต้องรีบทำให้เมิ่งไหวเซินเลิกสงสัยในตัวเธอโดยเร็วที่สุด 

 

 

“ไหวเซิน คุณเชื่อฉันนะคะ ฉันไม่ได้มีจุดประสงค์ร้ายอะไร เพียงเพราะชิงซีชอบเซ่าเชินมาก และเธอก็ไม่เคยฟังคำแนะนำของฉันเลย เธอไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจ ดังนั้น ฉันจึงต้องช่วยลูกหารายละเอียดของถังโจวโจว เพราะกลัวว่าชิงซีจะถูกระรานในภายหลังเอาได้” 

 

 

เมื่อฉินอวิ๋นพูดออกมาแบบนี้ เมิ่งไหวเซินก็พอจะโน้มเอียงไปตามความคิดของเธอได้บ้าง ถ้าเธอบอกว่าทำเพื่อเมิ่งชิงซี เมิ่งไหวเซินก็รู้สึกว่าเป็นไปได้ ฉินอวิ๋นมีลูกสาวอยู่แค่คนเดียว เธอก็ต้องรักของเธอมากที่สุดอยู่แล้ว 

 

 

แต่เมิ่งไหวเซินก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี แม้ว่าเธออยากจะช่วยเมิ่งชิงซี แต่เธอก็ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบประวัติของถังโจวโจวอย่างละเอียดเลยนี่ แต่เมื่อคิดดูอีกที เมิ่งไหวเซินก็คิดว่าผู้หญิงกับผู้ชายมีมุมมองที่แตกต่างกัน บางทีพวกเธออาจจะไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ลั่วเซ่าเชิน แต่มุ่งประเด็นไปที่ถังโจวโจวแทน 

 

 

“อวิ๋นเอ๋อร์ ถึงแม้ว่าคุณจะหวังดีกับชิงซี แต่คุณก็ทำแบบนี้ไม่ได้” จากนั้นเมิ่งไหวเซินก็หันหน้าไปอีกทาง “ชิงซี พ่อเคยบอกลูกแล้วไง แม้ว่าเซ่าเชินจะดีพร้อมกว่าใคร แต่ตอนนี้เขามีครอบครัวแล้ว ลูกจะตามตื๊อเขาอยู่อีกทำไม ในเมื่อสุดท้ายลูกก็ต้องมาเป็นทุกข์อย่างนี้” 

 

 

เมิ่งไหวเซินเองก็รู้สึกไม่ดีที่เห็นว่าลูกสาวของเขาไม่สมหวัง เขามีลูกสาวอยู่แค่คนเดียว แน่นอนว่าเขาก็คิดและทำทุกอย่างเพื่อเธอ แต่เมิ่งชิงซีกลับเอาแต่พูดว่า ‘ต้องการแค่ลั่วเซ่าเชินเท่านั้น’ คนที่เป็นพ่อของเธออย่างเขา เมิ่งไหวเซิน ก็ยังไม่สามารถฉุดรั้งเธอเอาไว้ได้ 

 

 

 

           ใจจริงคุณแม่ถังก็ไม่อยากจะปิดบังถังโจวโจวอีกต่อไป พูดกันตามตรง เธอเองก็เหนื่อยใจมากที่ต้องปกปิดเรื่องนี้กับลูกสาวมานานหลายปี และเธอก็กังวลอยู่ตลอดว่าพ่อแม่แท้ๆ ของถังโจวโจวจะมาตามหาถังโจวโจวหรือไม่ 

 

 

           แม้ว่าตอนนั้นเธอกับคุณพ่อถังจะรับถังโจวโจวมาเลี้ยงอย่างถูกต้องตามขั้นตอน แต่ถ้าพ่อแม่แท้ๆ ของถังโจวโจวมาทวงลูกคืน ใครจะรู้ล่ะว่าถังโจวโจวควรจะต้องอยู่กับใคร! 

 

 

           ณ ตอนนั้น คุณพ่อและคุณแม่ถังเป็นกังวลในเรื่องนี้ พวกเขาจึงย้ายจากเมือง Z มาอยู่ที่เมือง S เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วถังโจวโจวเป็นลูกแท้ๆ ของพวกเขาหรือไม่ ตราบใดที่พวกเขาไม่พูด แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าถังโจวโจวจะรู้ความจริงเข้าหลังจากที่ปกปิดกันมานานหลายปี 

 

 

“โจวโจว แม่ไม่รู้นะว่าใครเป็นคนบอกเรื่องนี้กับลูก แต่ลูกต้องเชื่อแม่นะว่าพ่อกับแม่รักลูกจริงๆ เราปฏิบัติกับลูกเหมือนลูกเป็นลูกสาวแท้ๆ ของเราเอง …ลูกเป็นเด็กที่เรารับเลี้ยงมาจากสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าจริงๆ” 

 

 

คุณแม่ถังเล่าให้ถังโจวโจวฟังว่าพวกเขารับเลี้ยงเธอมาได้อย่างไร ทำไมถึงย้ายบ้านเพื่อหลีกเลี่ยงข่าวลือของคนรอบบ้าน และทำไมถึงเลือกตั้งรกรากกันที่เมือง S 

 

 

หลังจากได้ยินเรื่องทั้งหมดแล้ว ถังโจวโจวก็เงียบไปนาน คุณแม่ถังนึกว่าเธอไม่สบายใจ จึงไม่ได้พูดอะไรออกไปมากกว่านี้ ลึกๆ แล้วหลังจากที่คุณแม่ถังเล่ามันออกมา ก็รู้สึกเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก คุณแม่ถังรู้สึกสบายใจเป็นอย่างมาก 

 

 

บางครั้งคุณแม่ถังก็มักจะฝันว่าพ่อแม่แท้ๆ ของถังโจวโจวมาหาเธอ จากนั้นพวกเขาก็พาตัวลูกสาวกลับไป แต่หลังจากผ่านไปหลายปี เธอก็ไม่เคยเจอเหตุการณ์อย่างในฝันเลย คุณแม่ถังจึงค่อยๆ วางความหนักอึ้งในหัวใจลง แต่เธอนึกไม่ถึงเลยว่าท้ายที่สุดแล้วถังโจวโจวกลับได้รู้ความจริงในเรื่องนี้จนได้ 

 

 

แม้ว่าคุณแม่ถังจะเป็นกังวล เพราะไม่รู้ว่าถังโจวโจวคิดอะไรอยู่ในใจ แต่เธอก็มั่นใจได้อย่างหนึ่งว่าความรู้สึกที่พวกเขามีต่อโจวโจวในเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ มันไม่ใช่เรื่องหลอกลวง ดังนั้นเธอจึงเชื่อว่า โจวโจวจะไม่ทิ้งพวกเขาไปไหน 

 

 

“แม่คะ แม่ยังต้องการหนูอยู่ไหม” ถังโจวโจวเงยหน้ามองคุณแม่ถัง ที่หางตาของเธอมีน้ำตาคลอ 

 

 

เดิมทีเธอคิดว่าเธอมีครอบครัวที่แสนอบอุ่น แต่ถ้าไม่ใช่เพราะคุณพ่อคุณแม่ถังอุปการะเธอมา ตอนนี้เธอก็อาจจะเติบโตอยู่ในสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า จากนั้นเธอก็ต้องหางานทำตามที่ได้ร่ำเรียนมาเพื่อเลี้ยงดูตัวเอง แต่มันก็คงไม่สบายเหมือนกับตอนนี้ 

 

 

คุณแม่ถังตีที่หน้าผากของถังโจวโจวเพื่อเตือนสติ “เด็กคนนี้นี่ พูดอะไรโง่ๆ พ่อกับแม่จะไม่ต้องการลูกได้ยังไง เราสิที่ต้องเป็นฝ่ายถามลูกว่าลูกยังต้องการพวกเราอยู่ไหม” คุณแม่ถังรู้สึกว่าในเมื่อถังโจวโจวถามคำถามแบบนี้ออกมาได้ เธอก็ไม่ต้องกังวลใจแล้วว่าถังโจวโจวจะจากเธอไปไหน 

 

 

ถังโจวโจวโดนคุณแม่ถังตีเบาๆ เธอลูบหน้าผากตรงที่คุณแม่ถังตีด้วยความสงสัย “แม่คะ แม่ทำอะไรเนี่ย” 

 

 

ถังโจวโจวคิดว่าเธอไม่ผิดที่ถามคำถามนี้ ถ้าอยู่ๆ คุณพ่อและคุณแม่ถังไม่ต้องการเธอแล้ว เธอก็จะกลายเป็นเด็กที่ไร้บ้านอีกครั้ง เรื่องนี้มันเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเธอ! 

 

 

คุณแม่ถังอยากจะเข้าไปดูในสมองของถังโจวโจวเหลือเกินว่าเธอคิดอะไรอยู่ แต่เมื่อถังโจวโจวถามคำถามนี้ออกมา มันก็ช่วยทำให้บรรยากาศที่หนักหน่วงเมื่อครู่นี้ผ่อนคลายมากขึ้น 

 

 

คุณแม่ถังดึงถังโจวโจวขึ้นมานั่งข้างๆ ก่อนจะกอดเธอเอาไว้แล้วพูดยืนยันว่า “โจวโจว ตราบใดที่ลูกต้องการ ลูกก็จะเป็นลูกสาวที่พ่อกับแม่รักมากที่สุดตลอดไป” 

 

 

ถังโจวโจวมุดตัวเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของคุณแม่ถัง ดวงตาของเธอค่อยๆ เปียกชื้น เธอพูดด้วยเสียงอู้อี้ว่า “แม่คะ หนูไม่อยากแยกจากพ่อกับแม่นะ หนูอยากอยู่กับพ่อกับแม่ตลอดไป” 

 

 

“ใครจะปล่อยให้ลูกไปไหนได้ล่ะ ลูกอยู่เป็นลูกสาวของพ่อกับแม่แบบนี้แหละดีแล้ว แต่ถ้าวันหนึ่งพ่อกับแม่แท้ๆ ของลูกมาตามหาลูก ลูกก็ไม่ต้องไปกีดกันพวกเขานะ ในตอนนั้นพวกเขาอาจจะมีปัญหาของตัวเองอยู่ก็เป็นได้” 

 

 

เมื่อพูดไปพูดมา คุณแม่ถังก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายที่ทำให้บรรยากาศที่มันผ่อนคลายลงแล้ว กลับหนักอึ้งขึ้นอีกครั้ง เธอจึงหยุดพูดในทันที 

 

 

ตอนนี้ถังโจวโจวไม่อยากรู้ว่าใครคือพ่อและแม่แท้ๆ ของเธอ ถังโจวโจวกลัวว่ามันจะไม่ใช่ข่าวดี เพราะคุณพ่อคุณแม่ถังบอกว่าพวกเขารับเธอมาจากสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า เดาได้ว่าพ่อแม่ของเธออาจจะไม่อยู่แล้ว 

 

 

 

 

 

ลั่วเซ่าเชิน คุณพ่อลั่ว และเมิ่งชิงซีรอให้คุณแม่ลั่วฟื้นอยู่ในห้องพักผู้ป่วย เมิ่งชิงซีเห็นว่าจะรออยู่อย่างนี้ก็ไม่ใช่เรื่อง “คุณลุงลั่ว เซ่าเชิน ฉันจะออกไปซื้ออะไรมาให้ทาน คุณลุงกับเซ่าเชินอยากทานอะไรคะ” 

 

 

คุณพ่อลั่วไม่รู้สึกอยากอาหารในเวลานี้ แต่เมิ่งชิงซีอุตส่าห์ตามมาดูแล คุณพ่อลั่วจึงไม่อยากจะเสียมารยาทกับเธอ ดังนั้นเขาจึงทำได้แค่ส่ายหน้า “ชิงซี ตอนนี้ลุงยังไม่หิวเลย ถ้าหนูหิว หนูก็ลงไปหาอะไรทานกับเซ่าเชินก่อนเถอะ” 

 

 

เมิ่งชิงซีมองไปที่ลั่วเซ่าเชิน แววตาของเธอนั้นมีแต่ความคาดหวัง เธอตั้งตารอลั่วเซ่าเชิน แต่น่าเสียดายที่ลั่วเซ่าเชินกลับไม่ตอบรับตามความต้องการของเธอ “ผมไม่หิวครับคุณเมิ่ง ถ้าคุณหิว คุณก็ไปเถอะครับ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเอนหลังพิงกำแพงพลางคิดว่าถังโจวโจวกำลังทำอะไรอยู่ และเมื่อมองตรงไปที่คุณแม่ลั่วที่นอนอยู่บนเตียง ลั่วเซ่าเชินก็ตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ใจที่ว่า ถ้าวันหลังมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก เขาควรจะทำอย่างไร 

 

 

เมื่อเมิ่งชิงซีเห็นว่าลั่วเซ่าเชินไม่ได้สนใจเธอ เธอก็เดินออกไปนอกห้องเพียงคนเดียว จิตวิญญาณที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นพยายามของเธอถูกลั่วเซ่าเชินทำร้ายจนเกือบจะไม่เหลือชิ้นดี 

 

 

คุณพ่อลั่วนั่งอยู่ที่หน้าเตียงของคุณแม่ลั่ว สายตาของเขาจับจ้องไปที่ร่างของคุณแม่ลั่ว หากว่าคุณแม่ลั่วมีอาการอะไร เขาก็จะได้สังเกตเห็นในทันที และเมื่อเขาได้สัมผัสมือที่เย็นชืดของคุณแม่ลั่ว เขาก็ยิ่งโมโหกับสิ่งที่ลั่วเซ่าเชินทำ แต่ตอนนี้เขายังไม่อยากพูดอะไร ค่อยคุยกันทีเดียวหลังจากที่คุณแม่ลั่วฟื้นขึ้นมาแล้ว 

 

 

เปลือกตาของคุณแม่ลั่วขยับเล็กน้อย และเมื่อคุณพ่อลั่วสังเกตเห็น เขาก็รีบขยับเข้าไปใกล้คุณแม่ลั่ว และเรียกชื่อเธอในทันที “อวี้ฮุ่ย คุณฟื้นแล้วเหรอ อวี้ฮุ่ย…” 

 

 

คุณแม่ลั่วรู้สึกแค่ว่ามีใครบางคนกำลังเรียกเธออยู่ที่ข้างหู เธอพยายามจะลืมตาอันหนักอึ้งของเธอขึ้นมา แต่เธอกลับไม่มีแรง คุณแม่ลั่วรู้สึกร้อนใจ แต่หลังจากนั้นไม่นาน คุณแม่ลั่วก็สามารถหลุดออกมาจากความมืด เธอกะพริบตาสองสามครั้ง ก่อนจะพบใบหน้าของคุณพ่อลั่วที่อยู่ตรงหน้าเธอ 

 

 

“คุณ…” เสียงของคุณแม่ลั่วแหบแห้ง เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าคุณแม่ลั่วฟื้นแล้ว เขาก็รีบส่งแก้วน้ำให้คุณพ่อลั่ว คุณพ่อลั่วรับมา ก่อนจะประคองคุณแม่ลั่วลุกขึ้นนั่ง และค่อยๆ ป้อนน้ำให้เธอดื่ม 

 

 

หลังจากดื่มน้ำไปได้หนึ่งแก้ว คุณแม่ลั่วก็รู้สึกว่าลำคอที่แห้งผากของเธอดีขึ้นมาก “เหวินอวี๋ ฉันอยู่ที่ไหนคะ” 

 

 

คุณแม่ลั่วจำได้แค่ว่าเธอทะเลาะกับลั่วเซ่าเชิน จากนั้นลั่วเซ่าเชินก็พาถังโจวโจวกลับไป ต่อมาเธอก็รู้สึกแน่นที่หน้าอก จากนั้นก็ดูเหมือนว่า…เธอจะหมดสติไป เรื่องราวต่อจากนั้น คุณแม่ลั่วก็จำอะไรไม่ได้แล้ว 

 

 

“คุณเป็นลม อวี้ฮุ่ย สุขภาพคุณยังไม่ค่อยดี อย่าเพิ่งสนใจเรื่องนั้นเลย” คุณพ่อลั่วรู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมากเมื่อเห็นว่าคุณแม่ลั่วเอาร่างกายของตัวเองมาล้อเล่น 

 

 

แน่นอนว่าคุณแม่ลั่วก็รู้ว่าต้องรักษาสุขภาพตัวเอง แต่ตอนนั้นเธอโมโหมากเหลือเกิน และเมื่อเธอหันหน้าไปมอง เธอก็พบว่าลั่วเซ่าเชินยืนอยู่ตรงหน้าเตียงของเธอ แววตาที่เจือปนไปด้วยความห่วงใยทำให้คุณแม่ลั่วรู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย 

 

 

อย่างไรก็ตาม คุณแม่ลั่วก็ยังโกรธเขาอยู่ เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ เธอเห็นว่าเขาเอาแต่ช่วยคนนอก โดยที่ไม่นึกถึงความรู้สึกของเธอเลย คุณแม่ลั่วเบือนหน้าหนีเพราะไม่อยากเห็นหน้าลั่วเซ่าเชิน 

 

 

“แม่ครับ เป็นยังไงบ้างครับ” ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าคุณแม่ลั่วมองเห็นเขาแล้ว แต่เธอกลับไม่ยอมพูดกับเขา เขาจึงถามด้วยรอยยิ้มที่ขมขื่น 

 

 

“ยังไม่ตาย!” พูดไปพูดมา คุณแม่ลั่วก็เริ่มมีน้ำโห 

 

 

คุณพ่อลั่วลูบหน้าอกของเธอ เพื่อให้เธอสงบสติอารมณ์ “เอาละๆ อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้เลย ดูแลสุขภาพให้ดีก่อน” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินยืนอยู่เงียบๆ และเมื่อคุณแม่ลั่วสงบลง จากนั้นเขาจึงเริ่มพูดว่า “แม่ครับ แม่มีอคติกับโจวโจวมากเกินไป ตอนนี้แม่ยังไม่หายดี และผมเองก็ไม่อยากทะเลาะกับแม่ แม่รักษาสุขภาพนะครับ ส่วนเรื่องของอนาคต เราค่อยคุยกันทีหลัง” 

 

 

“แม่มีอคติกับเธอตรงไหน…” 

 

 

“พอๆๆ หยุดพูดได้แล้ว! คุณหยุดเลย ไม่รักตัวเองแล้วหรือไง?!” เมื่อคุณแม่ลั่วเห็นว่าคุณพ่อลั่วเริ่มโมโหบ้างแล้ว เธอก็เงียบปากลงในที่สุด แต่เธอก็ยังคงไม่พอใจ เธอคิดแค่ว่าวันหน้าเธอจะต้องหาทางสั่งสอนถังโจวโจวให้ได้ ให้ผู้หญิงคนนั้นได้รู้จักความร้ายกาจของเธอเสียบ้าง! 

 

 

“เซ่าเชิน แกไม่ต้องเถียงกับแม่แกแล้ว ตอนนี้เธอยังไม่หายดี แต่ถ้าแกไม่อยากให้เธอหายดี แกก็พูดต่อไปเถอะ!” 

 

 

บรรยากาศภายในห้องหนักอึ้งไปชั่วขณะ หลังจากที่คุณพ่อลั่วปรับระดับความสูงของเตียงเสร็จแล้ว เขาก็เอาหมอนหนุนไว้ที่หลังของคุณแม่ลั่วสองใบ 

 

 

เมิ่งชิงซีเปิดประตูห้องพักผู้ป่วยเข้ามาพร้อมกับโจ๊กอีกสามถุง และเมื่อเธอเห็นว่าคุณแม่ลั่วฟื้นแล้ว เธอก็เดินเข้าไปหาอย่างดีอกดีใจ “คุณป้าฟื้นแล้ว! หนูซื้อโจ๊กมาด้วย คุณป้าคุณลุง เซ่าเชิน ทานกันสักหน่อยนะคะ” 

 

 

เมิ่งชิงซีวางถุงลงบนโต๊ะ ลั่วเซ่าเชินไม่อยากจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเมิ่งชิงซีอีกต่อไป “แม่ครับ ในเมื่อแม่ฟื้นขึ้นมาแล้ว ผมก็ขอตัวก่อนนะครับ” 

 

 

“เซ่าเชิน คุณจะไปไหนคะ เอ่อ…ฉันหมายถึงว่าคุณทานอะไรสักหน่อยก่อนไปสิคะ” เมิ่งชิงซีตระหนักได้ว่าน้ำเสียงของเธอไม่ค่อยไพเราะนัก ดังนั้นเธอจึงรีบแก้คำของตัวเองในทันที 

 

 

“โจวโจวกำลังรอให้ผมไปรับ คุณเก็บไว้กินเองเถอะ พ่อครับ แม่ครับ ผมไปก่อนนะครับ” ลั่วเซ่าเชินหมุนตัวเดินออกไปจากห้องพักผู้ป่วยในทันทีที่พูดจบ และเมื่อเห็นว่าเขาไม่หันหลังกลับมามองเลยสักนิด คุณแม่ลั่วก็รู้สึกโมโหขึ้นมาอีก 

 

 

เมิ่งชิงซีรู้สึกหงุดหงิดใจ แต่เธอก็กลัวว่าคุณพ่อคุณแม่ลั่วจะเห็นเข้า เธอจึงทำได้แค่ก้มหน้าต่ำ คุณแม่ลั่วนึกว่าเมิ่งชิงซีเสียใจ เธอจึงรีบเอ่ยปลอบใจว่า “ชิงซี อย่าไปสนใจเขาเลยนะลูก เขาจะไปหาผู้หญิงสารเลวคนนั้นก็ช่าง เรามากินข้าวด้วยกันเถอะ!” 

 

 

มุมปากของเมิ่งชิงซีที่ตกลงรีบยกขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่ได้ยินคุณแม่ลั่วพูดเช่นนั้น “ค่ะ คุณป้า เรามาทานข้าวกันเถอะค่ะ เซ่าเชินไม่อยากทาน ก็ถือว่าเขาไม่มีบุญ แต่คุณป้าต้องทานเยอะๆ นะคะ จะได้หายไวๆ” 

 

 

คุณแม่ลั่วกุมมือของเมิ่งชิงซี พลางมองดูท่าทางที่ไร้เดียงสานั้น ตัวเองเสียใจอยู่แท้ๆ แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะเป็นห่วงเธอ เธอยิ่งรู้สึกพอใจในตัวของเมิ่งชิงซีมากขึ้นไปอีก คุณแม่ลั่วแอบสาบานอยู่ในใจ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม เธอจะต้องไล่ถังโจวโจวออกไปให้ได้ แล้วเธอเอาชิงซีเข้ามาเป็นลูกสะใภ้ของเธอ 

 

 

คุณพ่อลั่วหยิบโจ๊กออกมา เขาตักมันขึ้นมาหนึ่งช้อนและยื่นไปที่ปากของคุณแม่ลั่ว คุณแม่ลั่วเปิดปากออกเล็กน้อย และโจ๊กก็ถูกส่งเข้าไปในปาก คุณพ่อลั่วทำแบบนี้ซ้ำๆ 

 

 

เมิ่งชิงซีพูดอย่างชื่นชมว่า “คุณป้าคะ คุณลุงดีกับคุณป้าจังเลยค่ะ ถ้าเซ่าเชินดีกับหนูเหมือนกับที่คุณลุงดีกับคุณป้าได้สักครึ่งหนึ่ง หนูก็พอใจแล้วค่ะ” เมิ่งชิงซีรีบปิดปากในทันทีที่พูดจบ “คุณป้าคะ เมื่อครู่นี้หนูพูดผิดไป คุณป้าอย่าเก็บเอาไปใส่ใจเลยนะคะ คิดซะว่าหนูไม่ได้พูดก็แล้วกัน” 

 

 

คุณแม่ลั่วได้ยินในสิ่งที่เมิ่งชิงซีพูดเต็มสองรูหู มันจะไม่เคยเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อได้ยินเมิ่งชิงซีพูดว่าคุณพ่อลั่วดีกับเธอ ใบหูของเธอก็ค่อยๆ แดงขึ้น เธอรู้สึกเขินอายเป็นอย่างมาก แต่คุณแม่ลั่วก็ยังรู้สึกพอใจมากกว่า ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเธอ ก็คือการที่เธอได้พบกับเหวินอวี๋ 

 

 

คุณแม่ลั่วนึกถึงการกระทำของเธอเมื่อสมัยยังสาว พ่อกับแม่ไม่อยากให้เธออยู่ด้วยกันกับเหวินอวี๋ แต่เธอค้านหัวชนฝา แม้ว่าพ่อกับแม่จะไล่เธอออกจากบ้าน เธอก็ไม่เสียใจ และแม้ว่าหลังจากนั้นพ่อกับแม่จะเห็นด้วยอย่างจนใจ แต่คุณแม่ลั่วก็ไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ผิดเลยสักนิดกับพฤติกรรมที่เธอเคยได้ทำลงไปในตอนแรก 

 

 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คุณแม่ลั่วก็เชื่อแล้วว่า การตัดสินใจของเธอในครั้งนั้นไม่ได้ผิดพลาด คุณพ่อลั่วดีกับเธออย่างที่สุด เธอรู้ดีกว่าใคร คุณแม่ลั่วรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงที่มีความสุขมาก ยกเว้นลูกชายที่ไม่ได้เรื่องของเธอทั้งสองคน 

 

 

หลังจากที่คุณพ่อลั่วป้อนโจ๊กหมดแล้ว เขาก็เช็ดมุมปากให้คุณแม่ลั่ว “อิ่มแล้วใช่ไหม” 

 

 

“อิ่มแล้วค่ะ” 

          ลั่วเซ่าเชินขับรถพาคุณแม่ลั่วไปส่งที่โรงพยาบาล ส่วนคุณพ่อลั่วก็รีบตามมาทันทีที่ได้ข่าว และเมื่อเขาเห็นว่าลั่วเซ่าเชินยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้นก็เอ่ยถามทันที “เกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ๆ แม่แกถึงเป็นลมได้” คุณพ่อลั่วทราบแค่ว่าคุณแม่ลั่วเป็นลมหมดสติ ด้วยเวลาที่เร่งรัด ทำให้เขาไม่ทันไม่ถามถึงสาเหตุ 

 

 

           ลั่วเซ่าเชินก้มหน้าสำนึกผิด “พ่อครับ ผมขอโทษ เป็นความผิดของผมเองที่ทำให้แม่โกรธจนต้องเข้าโรงพยาบาลแบบนี้” 

 

 

           คุณพ่อลั่วมองไปที่ลั่วเซ่าเชิน ก่อนจะตบหน้าเขาดัง เพี้ยะ! เสียงนั้นดังก้องกังวานไปทั่วโถงทางเดินของโรงพยาบาลที่เงียบสงบแห่งนี้ ลั่วเซ่าเชินถูกคุณพ่อลั่วตบจนหน้าสะบัดไปอีกทาง 

 

 

           ในความคิดของคุณพ่อลั่ว เขารู้ว่าลั่วเซ่าเชินย่อมรู้ตัวเองดีว่ากำลังทำอะไรอยู่ หลังจากที่เซ่าอวี๋จากไป เขาก็ไม่ค่อยได้เข้าไปยุ่งเรื่องของลั่วเซ่าเชินมากนัก แต่คราวนี้ลูกชายทำเกินไปจริงๆ 

 

 

           “เซ่าเชิน ฉันไม่สนใจหรอกนะว่าแกคิดจะทำอะไร แต่แกต้องจำใส่หัวเอาไว้ แม่คลอดแกออกมา เลี้ยงดูแกจนโตขนาดนี้ แกไม่ควรจะทำให้เธอโมโห แกก็รู้อยู่เต็มอกว่าสุขภาพของแม่แกไม่ค่อยดี ทำไมแกถึงไม่ยอมๆ ไปบ้าง” 

 

 

           ลั่วเซ่าเชินรู้ว่าตัวเองทำผิด เพียงแต่ในสถานการณ์แบบนั้น เขากับคุณแม่ลั่วต่างฝ่ายต่างไม่ยอมอ่อนข้อให้แก่กัน เขาไม่ได้อยากทะเลาะกับคุณแม่ลั่ว แต่คุณแม่ลั่วก็ยังไม่ยอมถอย ลั่วเซ่าเชินเองก็ไม่มีทางเลือก ถึงอย่างไรตอนนี้เรื่องมันก็เกิดขึ้นแล้ว หากจะให้มาเท้าความกันยืดยาว เขาก็ไม่เห็นว่าจะมีประโยชน์อะไร 

 

 

           เมื่อถังโจวโจวเห็นลั่วเซ่าเชินถูกตบ เธอก็ลูบสัมผัสที่แก้มของเขา เธอเห็นรอยฝ่ามือสีแดงที่ประทับอยู่บนนั้น เธอรีบบีบมือเขาไว้แน่นเพื่อเป็นการปลอบโยน 

 

 

           เมิ่งชิงซีทนดูต่อไปไม่ไหว เธอเข้าไปขวางอยู่ตรงหน้าลั่วเซ่าเชินและพูดกับคุณพ่อลั่วว่า “คุณลุงคะ เซ่าเชินไม่ได้ตั้งใจ ทั้งหมดนี่เป็นเพราะถังโจวโจวค่ะ คุณลุงอย่าตีเขาอีกเลยนะคะ!” 

 

 

           เมื่อเมิ่งชิงซีเห็นว่าท่าทีของคุณพ่อลั่วค่อยๆ สงบลงแล้ว เธอก็หันกลับไปหาลั่วเซ่าเชิน หมายใจว่าลั่วเซ่าเชินจะต้องซาบซึ้งใจกับสิ่งที่เธอทำ แต่นี่เธอหันหลังกลับมาเจออะไร? ถังโจวโจวกำลังกุมมือของลั่วเซ่าเชินอยู่ ทั้งสองคนกำลังถ่ายทอดความรู้สึกที่มีให้แก่กัน โดยที่ไม่ได้สนใจความรู้สึกของเธอเลย! 

 

 

“ถังโจวโจวเกี่ยวอะไรด้วย” คุณพ่อลั่วยังไม่รู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น และเมื่อเขาเห็นรอยแดงที่อยู่บนใบหน้าของลั่วเซ่าเชิน เขาก็แอบโทษตัวเองในใจว่าเมื่อครู่นี้เขาบุ่มบ่ามมากเกินไป 

 

 

เมิ่งชิงซีรีบเล่าให้คุณพ่อลั่วฟังว่าเมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้นที่คฤหาสน์ตระกูลลั่ว และเมื่อคุณพ่อลั่วเข้าใจที่มาที่ไปทั้งหมดแล้ว เขาก็นิ่งไปพักใหญ่ ในขณะที่ถังโจวโจวก็กุมมือของลั่วเซ่าเชินไว้แน่น และไม่ได้พูดอะไรออกมาหลังจากที่เห็นว่าคุณพ่อลั่วนิ่งเงียบไป 

 

 

คุณพ่อลั่วปรายตามองถังโจวโจวที่ยืนอยู่ข้างๆ ลูกชายของเขา เขารู้สึกว่าเธอช่างเป็นคนที่ดูเรียบง่ายธรรมดา แต่นึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะดึงดูดลั่วเซ่าเชินได้มากขนาดนี้ “เซ่าเชิน แล้วแกจะทำยังไงต่อไป” คุณพ่อลั่วเห็นด้วยกับคุณแม่ลั่ว เขาไม่เห็นว่าคุณแม่ลั่วจะทำผิดไปตรงไหน 

 

 

ลั่วเซ่าเชินนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า “พ่อครับ ผมว่าผมพูดชัดเจนที่สุดแล้ว ผมไม่สามารถแยกจากโจวโจวได้ครับ ตอนแรกผมคิดว่าพ่อกับแม่อาจจะลองเปิดใจยอมรับเธอดู แต่ในเมื่อมันไม่ไหวจริงๆ ตอนนี้พวกผมก็ย้ายออกไปอยู่ข้างนอกแล้ว ก็คงจะไม่ทำให้พ่อกับแม่รู้สึกขวางหูขวางตาอีก” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินคิดอย่างง่ายๆ เขาไม่เห็นว่ามันจะเป็นปัญหาอะไร ทั้งเรื่องชาติกำเนิดของถังโจวโจวและเรื่องที่เธอเป็นภรรยาของเขา ต่อให้หลังจากนี้จะพิสูจน์ได้ว่าถังโจวโจวเป็นลูกบุญธรรมของตระกูลถังจริงๆ เรื่องราวมันก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเดิมเลย จนถึงตอนนี้เขาจึงยังไม่เข้าใจว่าทำไมคุณแม่ลั่วถึงต้องโมโหขนาดนั้น 

 

 

“แกตัดสินใจแล้ว?” น้ำเสียงอันหนักแน่นของคุณพ่อลั่วดังขึ้นอีกครั้ง 

 

 

ลั่วเซ่าเชินสัมผัสได้ถึงความจริงจังของคุณพ่อลั่ว เขารู้ว่าคุณพ่อลั่วตั้งใจถามเขาจริงๆ เขาพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ครับพ่อ ผมตัดสินใจแล้ว” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินก็อยากให้ภรรยาของเขาเข้ากับคุณพ่อและคุณแม่ได้เป็นอย่างดี แต่น่าเสียดายที่มันเป็นแค่ความฝันลมๆ แล้งๆ แต่ลั่วเซ่าเชินก็ไม่ท้อใจ ขอเพียงแค่ถังโจวโจวตั้งท้อง คุณแม่ลั่วก็จะหันมาหาเธอเอง และปัญหาตึงเครียดที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวก็จะไม่ถูกพูดถึงอีกต่อไป 

 

 

เมิ่งชิงซีกัดฟันแน่นเมื่อเห็นว่าลั่วเซ่าเชินมั่นคง ไม่หวั่นไหว “เซ่าเชินคะ ถึงพี่จะยอม โจวโจวอาจจะไม่ยอมก็ได้” 

 

 

ถังโจวโจวที่สงบปากสงบคำมาตลอด แต่เมิ่งชิงซีกลับเอ่ยถึงเธอขึ้นมา เธอจึงเงยหน้าขึ้นมองเมิ่งชิงซีตรงๆ และตอบเธอกลับไปด้วยรอยยิ้ม “คุณเมิ่งคะ ฉันคิดว่าฉันคงไม่ต้องรบกวนคุณในเรื่องนี้ นี่มันเป็นเรื่องภายในครอบครัวของเราค่ะ!” 

 

 

เมิ่งชิงซีเพียงแค่ขบฟันกันแน่น เธอแอบด่าถังโจวโจวอยู่ในใจ แต่น่าเสียดายที่เธอยังคงต้องแสร้งทำเป็นว่าเธอไม่เข้าใจสิ่งที่ถังโจวโจวพูด “ทำไมเธอถึงพูดห่างเหินอย่างนั้นล่ะโจวโจว” 

 

 

ถังโจวโจวไม่ได้สนใจเมิ่งชิงซีที่แสร้งทำเป็นใสซื่ออีก เธอหันกลับไปมองคุณพ่อลั่ว “คุณพ่อคะ แม้ว่าหนูจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของคุณพ่อกับคุณแม่ แต่ตอนนี้หนูก็ยังคนของตระกูลถัง ซึ่งมันก็ไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับการแต่งงานระหว่างหนูกับเซ่าเชินนี่คะ?” 

 

 

ถังโจวโจวสงสัยมาตลอดว่า ทำไมคุณพ่อและคุณแม่ลั่วถึงมีปัญหากับเธอมากนัก กับคุณแม่ลั่วเธอยังพอสามารถหาเหตุผลมาอธิบายได้ แต่กับคุณพ่อลั่วเธอไม่เข้าใจเลย เพราะปกติแล้วเธอไม่ค่อยได้คุยกับคุณพ่อลั่วสักเท่าไร และความคิดของคุณพ่อลั่วนั้นก็ยากแท้หยั่งถึง 

 

 

คุณพ่อลั่วเอาแต่มองตรงไปที่ถังโจวโจว และในขณะที่เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นคุณหมอก็เดินออกมา คุณพ่อลั่วผละจากพวกเขาทันที และเดินเข้าไปหาคุณหมอ “คุณหมอครับ ภรรยาผมเป็นยังไงบ้าง” 

 

 

“ตอนนี้คนไข้พ้นขีดอันตรายแล้วครับ แต่วันหลังพวกคุณอย่าทำให้เธอเครียดอีกนะครับ ไม่อย่างนั้นครั้งหน้าพวกคุณอาจจะไม่ได้โชคดีแบบวันนี้” เมื่อคุณหมอพูดจบ เขาก็ขอให้คนอื่นๆ รออยู่หน้าห้องผ่าตัด 

 

 

หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าหน้าที่ก็เข็นเตียงของคุณแม่ลั่วไปไว้ที่ห้องพักผู้ป่วย คุณพ่อลั่วเดินตามไปติดๆ แต่ถังโจวโจวกลับละล้าละลังอยู่ เธอฉุดมือลั่วเซ่าเชินเอาไว้ ลั่วเซ่าเชินที่ก้าวไปข้างหน้าก็หยุดฝีเท้าลง และเมื่อเขาหันหลังกลับไปมอง เขาก็พบว่าถังโจวโจวกำลังหน้านิ่วคิ้วขมวดมองเขาอยู่ 

 

 

“โจวโจว มีอะไรหรือเปล่า แม่อยู่ที่ห้องพักผู้ป่วยแล้ว เรารีบไปดูท่านกันเถอะ” 

 

 

ถังโจวโจวย่ำเท้าคิดอยู่นานก่อนจะพูดขึ้นว่า “เซ่าเชิน ฉันคงไม่เข้าไปหรอกค่ะ เดี๋ยวพอคุณแม่เห็นฉัน ท่านก็จะพานเครียดและป่วยขึ้นมาอีก ฉันว่าฉันกลับไปหาพ่อกับแม่ก่อนดีกว่าค่ะ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเองก็คิดเหมือนกันว่าคุณแม่ลั่วไม่ชอบถังโจวโจว จะพากันเดินเข้าไปก็เกรงจะทำให้คุณแม่ลั่วไม่พอใจขึ้นมาอีก เมิ่งชิงซียืนเหยียดยิ้มอยู่ข้างๆ ถังโจวโจวหยิ่งยโสไปแล้วจะได้อะไร ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องคำนึงถึงอาการป่วยของคุณแม่ลั่วก่อนอยู่ดี แม้แต่ห้องพักผู้ป่วยก็ยังไม่กล้าเหยียบย่างเข้าไป เมิ่งชิงซีรู้สึกมีความสุขมากจริงๆ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นคุณก็ไปที่บ้านของคุณพ่อกับคุณแม่ก่อน พอผมเสร็จจากทางนี้แล้ว ผมจะรีบไปรับคุณ” ลั่วเซ่าเชินพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนมาก เพราะเขากลัวว่าถังโจวโจวจะคิดมากไปกว่านี้ 

 

 

ถังโจวโจวพยักหน้า “ค่ะ คุณรีบเข้าไปเถอะ ฉันไปเองได้” เมื่อเห็นว่าเขาหันหลังกลับมามองเป็นครั้งเป็นคราว ถังโจวโจวก็รู้ว่าเขาเป็นห่วงเธอจริงๆ เธอรู้สึกว่าเป็นแบบนี้มันก็ดีเหมือนกัน 

 

 

เมิ่งชิงซีรอจนลั่วเซ่าเชินเดินจากไปแล้ว จากนั้นเธอก็เดินเชิดหน้าเข้าไปหาถังโจวโจว “ถังโจวโจว ถ้าเธอฉลาดพอก็รีบไสหัวไปให้ไกลจากเซ่าเชินซะ อย่าทำให้ตัวเองดูแย่ไปกว่านี้เลย” 

 

 

เป็นเพราะเมื่อครู่นี้คุณพ่อลั่วยังอยู่ ถังโจวโจวจึงไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับเมิ่งชิงซีมาก แต่นึกไม่ถึงเลยว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ยอมเลิกรา แถมยังดูมั่นอกมั่นใจมากขึ้นอีกด้วย “คุณเมิ่งคะ นี่วันๆ คุณไม่ทำงานทำการบ้างหรือคะ ถึงได้มัวแต่มายุ่งเรื่องของครอบครัวของเราขนาดนี้ได้?” 

 

 

คราวนี้เมิ่งชิงซีไม่ยอมถังโจวโจว “ถังโจวโจว เร็วๆ นี้เธออาจจะไม่ใช่คนในครอบครัวของเซ่าเชินอีกแล้วก็ได้ ฉันจะรอดูวันที่เธอถูกขับไล่ออกจากตระกูลลั่ว!” เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เมิ่งชิงซีก็ไม่อาจควบคุมท่าทีที่สำรวมมาตลอดของเธอได้อีก เธอได้แต่หวังว่าวันนั้นจะมาถึงในไม่ช้า 

 

 

“คุณเมิ่งคะ แม้ว่าฉันจะถูกคุณพ่อคุณแม่ขับไล่ออกจากตระกูล แต่เซ่าเชินก็ยังจะอยู่กับฉัน ฉันอยากจะแนะนำอะไรคุณสักหน่อยนะ คุณควรจะรีบหาผู้ชายดีๆ สักคนให้ได้ในขณะที่คุณยังสาวยังสวยดีกว่า เพราะต่อให้วันหนึ่งเซ่าเชินจะไม่ต้องการฉัน แต่เขาก็จะไม่มีวันต้องการคุณด้วย คุณว่าที่ฉันพูดมานี่ถูกต้องไหมคะ?” 

 

 

ถังโจวโจวเหยียดยิ้มอย่างมีความสุข โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นว่าเมิ่งชิงซีโมโหจนพูดไม่ออกเธอก็ยิ่งมีความสุข เธอทนมองสีหน้าที่อาฆาตแค้นของเมิ่งชิงซีอยู่นานมาก 

 

 

เมิ่งชิงซีชี้ไปที่ถังโจวโจวแล้วพูดออกมาว่า “ถังโจวโจว เธอคอยดูเถอะ จะต้องมีสักวันที่ฉันหัวเราะดังกว่าเธอมาก!” เมิ่งชิงซีเชิดหน้ายืดอกและเดินเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยของคุณแม่ลั่ว 

 

 

และเมื่อถังโจวโจวเห็นว่าเมิ่งชิงซีพ้นไปจากสายตาแล้ว มุมปากของถังโจวโจวที่ยกยิ้มอยู่ก็ค่อยๆ ลดระดับลงอย่างช้าๆ ความจริงแล้วเธอไม่มีความสุขเลย เธอไม่อยากเห็นลั่วเซ่าเชินเดินเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยเพียงคนเดียว ขนาดเมิ่งชิงซียังเข้าไปได้ มีแค่เธอคนเดียวที่ไม่ได้เข้าไป 

 

 

มันทำให้ถังโจวโจวรู้สึกว่า เธอถูกกีดกันจากลั่วเซ่าเชินและเมิ่งชิงซี เธอรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างมาก 

 

 

ถังโจวโจวยืนนิ่งอยู่สักพักก่อนจะเดินออกไปจากโรงพยาบาล เมื่อคุณแม่ถังได้ยินเสียงออด เธอก็สงสัยว่าใครมาหาเธอ และเมื่อเธอเปิดประตูออกไปดู เธอก็พบว่าเป็นถังโจวโจว 

 

 

“โจวโจว ทำไมอยู่ๆ ลูกถึงมากะทันหันแบบนี้ล่ะ” แม้ว่าคุณแม่ถังจะรู้สึกแปลกใจ แต่เธอก็หลีกให้ถังโจวโจวเข้ามาในบ้านก่อน 

 

 

เมื่อเห็นว่าริมฝีปากของถังโจวโจวซีดเผือด คุณแม่ถังก็กลัวว่าเธอจะหนาว เธอจึงรีบไปยกน้ำร้อนออกมาให้ หลังจากเห็นว่าถังโจวโจวดื่มน้ำแล้ว คุณแม่ถังก็เบาใจ ถังโจวโจวถือแก้วเอาไว้ในมือพลางมองนิ่งไปที่คุณแม่ถัง ความกังวลในแววตาของเธอไม่สามารถหลอกลวงผู้คนได้ 

 

 

“แม่คะ หนูมีเรื่องอยากจะถาม” ถังโจวโจวคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะตัดสินใจถามมันออกมา แม้ว่าเธอจะค่อนข้างแน่ใจ แต่เธอก็ยังอยากได้ยินจากปากของคุณแม่ถัง ราวกับว่าการคาดเดาของเธอจะได้รับการสรุปอย่างสมบูรณ์แบบ 

 

 

“โจวโจว ลูกจะถามเรื่องอะไรน่ะ จริงจังซะขนาดนี้ แม่เริ่มทำตัวไม่ถูกแล้วเนี่ย!” คุณแม่ถังลูบศีรษะของถังโจวโจวพลันรู้สึกอยากทอดถอนใจ แค่เพียงพริบตาเดียวลูกก็โตขนาดนี้แล้ว เมื่อหวนนึกถึงตอนที่เพิ่งมีถังโจวโจว… คุณแม่ถังรีบสลัดความคิดนั้นออกไปทันที และหันไปตั้งใจฟังถังโจวโจว 

 

 

“แม่คะ หนูใช่ลูกแท้ๆ ของพ่อกับแม่หรือเปล่า” ถังโจวโจววางแก้วน้ำลงบนโต๊ะและกุมมือของคุณแม่ถังไว้แน่น คุณแม่ถังเจ็บที่มือ แต่เธอรู้สึกตกใจมากกว่า 

 

 

“โจวโจว นี่ลูกพูดเรื่องอะไร ทำไมจู่ๆ ลูกถึงถามแบบนี้ขึ้นมา! ลูก…ลูกจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของแม่ได้ยังไง ลูกไปได้ยินข่าวนี้มาจากไหน”  คุณแม่ถังเข้าใจว่าถังโจวโจวไปได้ยินเรื่องไร้สาระมาจากคนอื่น ดังนั้น เธอจึงพยายามขจัดความสงสัยของถังโจวโจวออกไป 

 

 

แต่น่าเสียดายที่พอถังโจวโจวได้ยินคุณแม่ถังพูดอย่างลนลานเช่นนั้น ก็ยิ่งมั่นใจว่าสิ่งที่เมิ่งชิงซีพูดมามันคือความจริง เพราะเวลาที่คุณแม่ถังรู้สึกประหม่า เธอจะพูดมากเป็นพิเศษ บางทีคุณแม่ถังก็อาจจะยังไม่รู้ตัวว่าเธอมีข้อผิดสังเกตตรงนี้ แต่ถังโจวโจวกลับค้นพบมันหลังจากเฝ้าสังเกตมานานหลายปี 

 

 

“แม่คะ หนูรู้ว่ามันเป็นเรื่องจริง หนูแค่อยากได้ยินคำตอบจากปากของแม่ หนูไม่อยากให้คนอื่นเป็นคนมาบอกหนู หนูแค่อยากฟังจากแม่คนเดียว” ถังโจวโจวทอดสายตามองตรงไปที่คุณแม่ถัง คุณแม่ถังหลบตาเธอทันที 

 

 

“โจวโจว แม่ คือว่าแม่…” คุณแม่ถังหมายจะเกลี้ยกล่อมถังโจวโจว แต่ด้วยสายตาที่ถังโจวโจวมองมาก็ทำให้เธอพูดไม่ออก 

 

 

ถังโจวโจวยอบตัวลงและวางศีรษะไว้บนหน้าตักของคุณแม่ถัง แววตาของเธอเหม่อลอยไปไกล “แม่คะ แม่บอกหนูมาเถอะ หนูแค่อยากได้คำตอบ หนูไม่ได้จะทำอะไรเลย” 

 

 

คุณแม่ถังจับปอยผมที่หล่นลงบนหน้าของถังโจวโจว เธอเดาว่าถังโจวโจวน่าจะได้ข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้มา เธอถึงมาถามอย่างกะทันหันแบบนี้ 

           ถังโจวโจวคิดเพียงว่าคนพวกนี้ช่างน่าตลกเสียจริง เรื่องนี้มันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเธอเลย แต่พวกเธอกลับกระตือรือร้นมากยิ่งกว่าตัวเธอเองเสียอีก

 

 

           ที่ทำกันเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ก็เพราะตำแหน่งลูกสะใภ้ของตระกูลลั่วเท่านั้นใช่ไหม! เธอแปลกกว่าคนอื่นตรงไหนเหรอ ถังโจวโจวค่อยๆ ย่อยข้อมูลที่เมิ่งชิงซีให้มา ตอนนี้เธอเชื่อแล้วว่าเธอไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของคุณพ่อและคุณแม่ถัง เพียงเพราะถังโจวโจวรู้ดีว่าถ้าเมิ่งชิงซีกล้าเอาเรื่องนี้มาเปิดเผย แสดงว่าเธอต้องมีหลักฐานชัดเจนพอ

 

 

           ในขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกัน คนต้นเรื่องอย่างถังโจวโจวกลับนิ่งและไม่พูดอะไรเลย ลั่วเซ่าเชินกลัวว่าเธอจะถูกโจมตีหนักขึ้น เขาจึงปลอบเธอว่า “โจวโจว ถึงคุณจะไม่ใช่ลูกของตระกูลถังก็ไม่เป็นไร คุณพ่อกับคุณแม่ดีกับคุณขนาดนี้ จะเป็นลูกแท้ๆ หรือไม่ก็ไม่เห็นสำคัญนี่”

 

 

ตอนนี้จิตใจของถังโจวโจวกำลังว้าวุ่น หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ ถังโจวโจวก็เงยหน้าขึ้นมองเมิ่งชิงซีและฉีกยิ้มให้เธอ “คุณเมิ่งคะ ขอบคุณที่บอกข่าวนี้กับฉันนะคะ แต่วันหลังฉันคงไม่ต้องรบกวนคุณอีก”

 

 

ถังโจวโจวไม่อยากให้เมิ่งชิงซีดูถูกเธอมากไปกว่านี้ เธอจะเอาเรื่องนี้กลับไปถามคุณพ่อและคุณแม่ถังอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ที่เพียงได้เห็นแววตาอันแสนภาคภูมิใจของเมิ่งชิงซี ถังโจวโจวก็อยากจะตบหน้าอีกฝ่ายเข้าสักฉาด มันมีอะไรให้น่าภูมิใจนักเหรอ ต่อให้ถังโจวโจวถูกพ่อกับแม่รับมาเลี้ยงจริงๆ แต่ลั่วเซ่าเชินก็ไม่หันไปเอาเธอหรอก!

 

 

เมื่อเมิ่งชิงซีเห็นถังโจวโจวไม่มีท่าทีเสียใจเลยสักนิด เธอก็คิดว่าอีกฝ่ายแค่ทำเป็นสงบนิ่ง แต่แท้จริงแล้วกำลังเสียใจมากๆ “โจวโจว ถ้าเธอรู้สึกเสียใจ เธอก็ระบายมันออกมาก็ได้นะ อย่าเก็บมันไว้อย่างนี้เลย”

 

 

เมิ่งชิงซีเหมือนจะพูดปลอบใจ แต่จริงๆ แล้วเธอกลับเยอะเย้ยในทุกๆ คำ ในขณะที่ถังโจวโจวก็ยังคงส่งยิ้มให้เธอ

 

 

“คุณกังวลมากเกินไปแล้วค่ะ คุณเมิ่ง ฉันไม่ได้เสียใจเลยสักนิด แม้ว่าฉันจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของคุณพ่อกับคุณแม่ แต่พวกท่านก็มองว่าฉันเป็นลูกสาวของพวกท่านมาตลอด ฉันควรจะดีใจที่มีพ่อกับแม่แบบนี้สิถึงจะถูก!”

 

 

เมื่อเห็นถังโจวโจวไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย เมิ่งชิงซีที่มองเธออยู่นาน ในที่สุดก็เลิกมองถังโจวโจว นึกไม่ถึงเลยว่าเรื่องนี้จะไม่สามารถทำอะไรเธอได้ เมิ่งชิงซีคิดว่าตัวเองกำลังต่อยอยู่กับผ้าฝ้าย และในตอนนี้เธอก็รู้สึกโกรธมากยิ่งขึ้น

 

 

“โจวโจว ถ้าเธอมีความสุขก็โอเคจ้ะ” เมิ่งชิงซีทำตัวติดกับคุณแม่ลั่ว คุณแม่ลั่วเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกันถังโจวโจวจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย

 

 

คุณแม่ลั่วมองดูท่าทางที่สงบนิ่งของถังโจวโจวพลางส่งเสียง ‘ฮึ’ ในลำคอ เธอพูดกับลั่วเซ่าเชินว่า “อาเชิน แม่จะขอร้องลูกแค่อย่างเดียว ตอนนี้ถังโจวโจวไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นลูกสะใภ้ของตระกูลลั่วแล้ว เพราะฉะนั้นลูกกับเธอรีบไปจัดการเรื่องที่สำนักงานเขตซะ!”

 

 

“จัดการเรื่องอะไรครับแม่ ตอนนี้ชีวิตคู่ของผมกับโจวโจวกำลังไปด้วยกันได้ดี แม่จะให้ผมไปจัดการเรื่องอะไร” เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าคุณแม่ลั่วยิ่งพูดยิ่งไปกันใหญ่ เขาก็อดไม่ได้ที่จะโมโหขึ้นมา

 

 

คุณแม่ลั่วไม่ยอมลดราวาศอก “จะจัดการเรื่องอะไรล่ะ ก็เรื่องหย่าน่ะสิ! ชิงซีรักลูกมาโดยตลอด ลูกต้องไม่ทำให้เธอผิดหวังแบบนี้!” คุณแม่ลั่วพูดและยิ้มในขณะที่ลูบแขนของเมิ่งชิงซีไปด้วย

 

 

ส่วนทางด้านของเมิ่งชิงซี เธอก็แสดงท่าทีเขินอายออกมาได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ ใบหน้าของเธอเป็นสีแดงก่ำ มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเมิ่งชิงซีพอใจกับคำพูดของคุณแม่ลั่วทุกคำ

 

 

ถังโจวโจวแค่นหัวเราะออกมา “คุณแม่คะ หนูยังนั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้นะ? คุณแม่จับคู่ให้เซ่าเชินต่อหน้าหนูแบบนี้ มันจะดีหรือคะ”

 

 

คุณแม่ลั่วไม่พอใจเมื่อเห็นว่าถังโจวโจวพูดออกมาได้น่าเกลียดมาก เธอจึงอดไม่ได้ที่จะสั่งสอนถังโจวโจว “ถังโจวโจว เธอมันคนหน้าด้าน เมื่อเทียบกับชิงซีแล้ว เธอไม่เคยทำอะไรเพื่ออาเชินได้เลย อีกอย่างนะ ฉันไม่เคยเห็นด้วยเลยสักวันที่เธอเข้ามาเป็นสะใภ้ตระกูลลั่ว!”

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกว่าคุณแม่ลั่วช่างเป็นคนที่น่าขำจริงๆ เธอหันไปมองลั่วเซ่าเชิน นี่คือแม่ของเขา เขาควรจะเป็นคนพูดเอง

 

 

ตอนแรกที่ถังโจวโจวแต่งเข้ามา ลั่วเซ่าเชินก็เป็นฝ่ายขอ ในทีแรกเธอไม่ได้เต็มใจมากนัก แต่หลังจากที่ลั่วเซ่าเชินกึ่งบังคับขู่เข็ญเธอ เธอจึงยอมตกลง และต่อมาเมื่อเธอได้รู้ว่าคุณแม่ลั่วไม่ชอบเธอ แต่เธอก็ยังเชื่อว่าตราบใดที่เธอมีความพยายาม คุณแม่ลั่วก็คงจะยอมรับเธอได้ในสักวัน

 

 

แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า ไม่ว่าเธอจะพยายามสักเท่าไร ทุ่มเทพลังงานและเวลาไปมากแค่ไหน คุณแม่ลั่วก็ไม่ยอมใจอ่อนให้เธอเลยอยู่ดี ในเมื่อมันเป็นแบบนี้ เธอก็เหนื่อยจะพยายามแล้ว นี่เธอแค่ได้ตำแหน่งลูกสะใภ้ของตระกูลลั่วมา จำเป็นต้องต่อว่าเธอถึงขนาดนี้เลยเหรอ

 

 

“แม่ครับ ผมเคยบอกแม่ไปแล้วว่าผมจะไม่เลิกกับโจวโจว ส่วนคุณเมิ่ง วันหลังกรุณาอย่ามาที่บ้านของผมอีก ที่นี่ไม่ต้อนรับคุณ!” ลั่วเซ่าเชินปรายตามองไปที่เมิ่งชิงซี เธอเป็นคนก่อเรื่องทุกครั้ง แล้วคุณแม่ลั่วก็มักจะเชื่อคำพูดของเธอ เป็นเหตุให้คุณแม่รังเกียจถังโจวโจวมากขึ้นเรื่อยๆ

 

 

คุณแม่ลั่วลุกขึ้นตวาดทันที “อาเชิน! ลูกพูดอะไรน่ะ ชิงซีเป็นห่วงลูกนะ นี่ลูกมองไม่เห็นความหวังดีของเธอได้ยังไง” คุณแม่ลั่วผิดหวังในตัวลั่วเซ่าเชินมาก ในขณะที่ลั่วเซ่าเชินไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำตำหนิของคุณแม่ลั่วเลย

 

 

เขายังคงหันไปพูดกับเมิ่งชิงซีอย่างดุดันว่า “คุณเมิ่ง ผมเชื่อว่าคุณก็น่าจะมีความละอายใจอยู่บ้าง ในเมื่อการหมั้นหมายของเรามันจบไปตั้งนานแล้ว ผมก็หวังว่าคุณจะไม่มารบกวนชีวิตของผมและโจวโจวอีก เพราะว่าพวกเรารู้สึกรำคาญมาก”

 

 

ลั่วเซ่าเชินพูดอย่างเด็ดขาดเช่นนี้ แต่เมิ่งชิงซีก็ยังไม่ยอม “ฉันทำผิดตรงไหนคะ เซ่าเชิน เราสองคนหมั้นหมายกันมาก่อน แต่เธอกลับมาแย่งคุณไปจากฉัน ฉันไม่เคยลืมคุณได้เลยนะคะ!” เมิ่งชิงซีรีบเดินเข้าไปหาลั่วเซ่าเชินแล้วจับมือของเขาเอาไว้

 

 

ลั่วเซ่าเชินสะบัดมือเธอทิ้งในทันที “เมิ่งชิงซี นี่คุณไร้ยางอายขนาดนี้เลยเหรอ!”

 

 

เมิ่งชิงซีถูกลั่วเซ่าเชินผลักไปอีกด้าน ร่างของเธอล้มลงไปบนพื้น เธอยันมือกับพื้นไว้และยิ้มอย่างเลื่อนลอย ลั่วเซ่าเชินพูดกับเธอแบบนี้ได้อย่างไร แล้วสิ่งที่เธอสู้อุตส่าห์ทำมาทั้งหมด เธอทำเพื่ออะไรกันล่ะ?

 

 

เมื่อคุณแม่ลั่วเห็นลั่วเซ่าเชินลงไม้ลงมือกับเมิ่งชิงซี เธอก็รีบเข้าไปพยุงเมิ่งชิงซี ก่อนจะหันมาตะคอกใส่ลั่วเซ่าเชินว่า “เซ่าเชิน! นี่ลูกทำอะไรลงไป ชิงซีไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะ ลูกผลักเธอทำไม ถังโจวโจวนี่ดีเลิศถึงขนาดให้ลูกกล้าทำอย่างนี้เลยเหรอ!”

 

 

ลั่วเซ่าเชินเองก็รู้สึกผิดกับสิ่งที่เขาเพิ่งทำลงไป แต่เขาผลักเธอไปแล้ว และเมื่อเห็นว่าเมิ่งชิงซีไม่ได้บาดเจ็บอะไร สายตาของลั่วเซ่าเชินก็ไม่ได้ทอดมองไปที่เธออีก เขาหันหน้ากลับมาหาถังโจวโจว

 

 

เมื่อคุณแม่ลั่วเห็นว่าลั่วเซ่าเชินไม่แม้แต่จะถามด้วยความห่วงใย ซ้ำยังเอาแต่มองไปที่ถังโจวโจว ในที่สุดเธอก็ทนไม่ไหว หัวใจของเธอราวกับกำลังถูกเผาไหม้ “ลั่วเซ่าเชิน! นี่ลูกเป็นบ้าไปแล้วใช่ไหม?”

 

 

“แม่อย่าเพิ่งชวนทะเลาะได้ไหมครับ” ลั่วเซ่าเชินรู้สึกเหนื่อยใจจริงๆ ทำไมคุณแม่ถึงจะต้องมาตามรังควานถังโจวโจวไม่เลิก

 

 

“แม่น่ะเหรอที่ชวนทะเลาะ ลูกต่างหากที่ไม่ฟังแม่ รั้นแต่จะอยู่กับผู้หญิงคนนี้ แล้วตอนนี้ยังมีหน้ามาโทษแม่อีก!” ตอนนี้คุณแม่ลั่วยิ่งพูดก็ยิ่งโมโห

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นแล้วก็เป็นห่วงสุขภาพของเธอ “แม่ครับ มีอะไรก็ค่อยๆ คุยกัน แม่จำไม่ได้หรือว่าแม่ห้ามโมโหมากเกินไป”

 

 

ถังโจวโจวยืนก้มหน้าอยู่ข้างๆ ราวกับคนล่องหน ถ้าลั่วเซ่าเชินไม่ได้กุมมือเธออยู่ เธอก็คงจะคิดว่าตัวเองไร้ตัวตนไปแล้ว

 

 

“ถ้าลูกเป็นห่วงสุขภาพแม่ ลูกก็ต้องเชื่อฟังแม่สิ เลิกกับถังโจวโจวซะ!”

 

 

คุณแม่ลั่วกุมหน้าอก พอทะเลาะกันแบบนี้ หน้าอกของเธอก็รู้สึกเจ็บขึ้นมา คุณแม่ลั่วรู้ดีว่านี่เป็นคำเตือนจากร่างกายของเธอ เพียงแต่ตอนนี้ทุกอย่างมันยังไม่จบ และลั่วเซ่าเชินก็ยังไม่ยอมรับปากว่าจะทำตามที่เธอสั่ง ดังนั้นคุณแม่ลั่วจึงได้แต่อดทนไว้ก่อน

 

 

“แม่ครับ ทำไมแม่ต้องทำแบบนี้ด้วย ให้ผมเลิกกับโจวโจวแล้วยังไงต่อครับ จะให้ผมแต่งงานกับเมิ่งชิงซีตามที่แม่บอกน่ะเหรอ” ลั่วเซ่าเชินหัวเราะเย้ยหยัน

 

 

“ก็ต้องแต่งกับชิงซีน่ะสิ! แม่คิดแบบนี้ไม่ถูกหรือไง” คุณแม่ลั่วยืนกรานในความคิดของตัวเอง

 

 

ถังโจวโจวไม่อยากฟังอีกต่อไปแล้ว เธอพยายามจะดึงมือของตัวเองออกจากมือของลั่วเซ่าเชิน แต่ลั่วเซ่าเชินกลับกระชับมันไว้แน่น “อยู่เฉยๆ” เขาพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ

 

 

หลังจากที่ได้ยินเขาพูดแบบนั้น มือของถังโจวโจวก็ยอมจำนนอยู่ในมือของลั่วเซ่าเชิน และยอมทำตัวเป็นมนุษย์ล่องหนต่อไป ลั่วเซ่าเชินไม่อยากจะพูดเรื่องไร้สาระกับคุณแม่ลั่วอีกแล้ว

 

 

“แม่ครับ ในเมื่อแม่ยืนกรานแบบนี้ ผมก็ไม่มีอะไรจะพูดกับแม่แล้ว ในเมื่อเราคุยกันไม่รู้เรื่อง ก็เอาเป็นว่าหลังจากนี้ผมกับโจวโจวก็จะกลับมาให้น้อยลงแล้วกัน พวกผมจะได้ไม่ขวางหูขวางตาแม่อีก และสำหรับเมิ่งชิงซี ต่อให้ผู้หญิงตายหมดทั้งโลก ผมก็จะไม่มีวันแต่งงานกับเธอ!”

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินพูดจบ เขาก็ลากถังโจวโจวเดินออกไป ถังโจวโจวที่ถูกกระชากอย่างไม่ทันตั้งตัวก็เกือบจะล้มหน้าคะมำ แต่ในไม่ช้าเธอก็สามารถทรงตัวได้

 

 

เมิ่งชิงซีนึกไม่ถึงเลยว่าลั่วเซ่าเชินจะทิ้งคำพูดที่แสนโหดร้ายเช่นนี้ไว้ นี่เธอน่าสมเพชขนาดนั้นเลยหรือ ลั่วเซ่าเชินยอมเป็นโสดไปตลอดชีวิต ดีกว่าที่จะมาแต่งงานกับเธอ?

 

 

เมิ่งชิงซีมองดูผู้หญิงคนนั้นที่ยืนอยู่ข้างกายเขา เธอคิดแค่ว่าทั้งหมดนี้มันเป็นเพราะถังโจวโจว ถ้าไม่มีถังโจวโจวอยู่บนโลกใบนี้ ลั่วเซ่าเชินจะต้องหันมาเห็นความดีงามของเธอแน่นอน!

 

 

เมื่อคุณแม่ลั่วได้ฟังคำพูดของลั่วเซ่าเชิน และมองดูภาพแผ่นหลังของลั่วเซ่าเชินเดินจากไป เธอก็ชี้ไปที่เขา แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร ภาพตรงหน้าของเธอก็ดับมืด แล้วเธอก็ล้มลงไปบนตัวของเมิ่งชิงซี

 

 

เมิ่งชิงซีคิดไม่ถึงว่าคุณแม่ลั่วจะโกรธจนเป็นลมล้มพับไป เธอรีบประคองคุณแม่ลั่วไว้ เมื่อเธอเห็นว่าลั่วเซ่าเชินเพิ่งจะเดินออกไป เธอก็รีบตะโกนเรียกเขา “เซ่าเชินคะ คุณป้าเป็นลม กลับมาก่อนค่ะ!”

 

 

จากนั้นเธอก็ก้มหน้าลงและตบหน้าคุณแม่ลั่วเบาๆ ก่อนจะกระซิบอย่างร้อนรนว่า “คุณป้าคะ คุณป้า คุณป้าตื่นค่ะ คุณป้าอย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะคะ!”

 

 

เสียงของเมิ่งชิงซีกระตุ้นเรียกให้แม่นมจ้าวเดินออกมา และเมื่อเธอเห็นว่าคุณแม่ลั่วฟุบอยู่บนพื้น เธอก็รีบวิ่งเข้าไปถามว่า “คุณนายเป็นอะไรไปคะ”

 

 

เมื่อเมิ่งชิงซีเห็นว่าแม่นมจ้าวกำลังตรงเข้ามา เธอก็รีบตะโกนบอกไปว่า “แม่นมจ้าว เซ่าเชินยังไปได้ไม่ไกล แม่นมรีบไปเรียกเขากลับมาก่อนนะคะ”

 

 

“ค่ะๆ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้แหละค่ะ” แม่นมจ้าวรีบวิ่งออกไปด้านนอก เธอเห็นลั่วเซ่าเชินและถังโจวโจวยังอยู่ในเขตคฤหาสน์จริงๆ แต่พวกเขาขึ้นไปนั่งบนรถแล้ว และลั่วเซ่าเชินก็สตาร์ตรถแล้วด้วย

 

 

แม่นมจ้าวกลัวว่าลั่วเซ่าเชินจะออกรถไปเสียก่อน เธอจึงรีบตรงเข้าไปทุบหน้าต่างฝั่งคนขับและรีบตะโกนอยู่ข้างนอกรถว่า “คุณชายคะ คุณนายเป็นลมค่ะ คุณชายรีบลงมาก่อน ต้องพาคุณนายไปส่งโรงพยาบาลด่วนเลยค่ะ”

 

 

ทันทีที่ลั่วเซ่าเชินได้ยินดังนั้น เขาก็รีบลงจากรถ แต่พอเขาเดินไปได้สองสามก้าว เขาก็หันกลับไปมองถังโจวโจว “โจวโจว ผมขอโทษนะ แม่ผมไม่สบาย ผมต้องพาเธอไปส่งที่โรงพยาบาลก่อน”

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกงงเมื่อเห็นว่าเขายังมีเวลามาอธิบายให้เธอฟังอยู่อีก “มัวแต่มองฉันอยู่ทำไมคะ แม่คุณไม่สบายอยู่นะ เราจะทิ้งท่านได้ยังไง คุณยังไม่รีบไปอีก!”

 

 

ถังโจวโจวตามเขาลงมาในทันที เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเธอไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยกับสิ่งที่คุณแม่ลั่วพูดกับเธอ เขาก็แอบโล่งใจ ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในบ้าน

 

 

แล้วเขาก็เห็นว่าคุณแม่ลั่วนอนอยู่บนพื้น ตาปิดสนิททั้งสองข้าง ส่วนเมิ่งชิงซีก็นั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ สีหน้าดูเป็นกังวลมาก เธอเรียกคุณแม่ลั่วไม่หยุด “คุณป้าคะ คุณป้า คุณป้าตื่นสิคะ!”

 

 

เมิ่งชิงซีได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลัง และเมื่อเธอเห็นว่าลั่วเซ่าเชินกลับมาแล้ว เธอก็พูดอย่างดีใจว่า “คุณมาแล้วหรือคะ เซ่าเชิน จู่ๆ คุณป้าก็เป็นลมหมดสติไป คุณรีบเข้ามาดูเร็วค่ะ”

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าสีหน้าของคุณแม่ลั่วซีดเผือด เขาก็กลัวว่าคุณแม่ลั่วจะเป็นอะไรสาหัส เขาจึงผลักเมิ่งชิงซีออกและใช้แรงอุ้มคุณแม่ลั่วขึ้นมา ก่อนจะรีบเดินออกไปข้างนอก

 

 

เมิ่งชิงซีไม่ได้ใส่ใจกิริยาหยาบคายของลั่วเซ่าเชินเมื่อครู่นี้ เธอรีบตามลั่วเซ่าเชินออกไป

    เมิ่งชิงซีสะกดกลั้นความตื่นเต้นในใจของเธอเอาไว้ ก่อนจะพูดกับคุณแม่ลั่วหลังจากที่เธอเงียบไปครู่หนึ่ง “คุณป้าคะ ที่หนูรีบมาในวันนี้ เพราะหนูมีเรื่องสำคัญจะมาบอกคุณป้าค่ะ แต่คุณป้าอย่าตกใจไปนะคะ” เมิ่งชิงซีเอ่ยเตือนคุณแม่ลั่วก่อน เพราะเธอมีลางสังหรณ์ว่าคุณแม่ลั่วจะต้องโกรธอย่างแน่นอน

 

 

เมื่อคุณแม่ลั่วเห็นเมิ่งชิงซีพูดอย่างจริงจัง เธอก็คิดว่ามันน่าจะไม่ใช่ข่าวดี และนั่นทำให้คุณแม่ลั่วเริ่มเอะใจว่าตกลงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น เมิ่งชิงซีถึงได้ให้ความสนใจแบบนี้

 

 

“ชิงซี หนูนี่จริงๆ เลย ป้าผ่านร้อนผ่านหนาวมาหมดแล้ว หนูพูดมาเถอะจ้ะ ป้ากำลังรอฟังอยู่” คุณแม่ลั่วไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้าน เธออยู่มาครึ่งชีวิตแล้ว เจอะเจออะไรก็คงไม่เหมือนกับตอนที่เธอยังเป็นวัยรุ่นอยู่หรอก

 

 

“คุณป้าคะ ถังโจวโจวไม่ใช่ลูกของตระกูลถังค่ะ”

 

 

คุณแม่ลั่วนึกว่าตัวเองหูฝาดไป “ชิงซี หนูว่าอะไรนะ?!”

 

 

นี่เธอไม่ได้ฟังผิดไปใช่ไหม แต่เมื่อคุณแม่ลั่วมองไปที่ริมฝีปากของเมิ่งชิงซีที่ขยับอีกสองสามครั้ง เมิ่งชิงซีก็ยังคงพูดประโยคเดิมที่เธอได้ยินเมื่อครู่ ถึงตอนนี้คุณแม่ลั่วแน่ใจแล้วว่าเธอไม่ได้ฟังผิดไป

 

 

“หนูบอกว่าถังโจวโจวไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของบ้านตระกูลถังค่ะ” เมิ่งชิงซีย้ำอีกรอบ หัวใจของเมิ่งชิงซีเต้นระรัว นี่เป็นวิธีที่ดีสุดที่จะกำจัดถังโจวโจวได้ ครั้งนี้เธอจะได้รับการสนับสนุนเต็มที่จากคุณแม่ลั่วอย่างแน่นอน

 

 

“ชิงซี หนูไปได้ข่าวนี้มาจากไหน นี่เรื่องจริงใช่ไหม” คุณแม่ลั่วเอ่ยถามเธอทันที หากข่าวนี้เป็นจริง ถ้าอย่างนั้นเธอก็มีเหตุผลที่จะไล่ถังโจวโจวออกไปจากตระกูลลั่วได้แล้วน่ะสิ

 

 

“คุณป้าคะ ข่าวนี้แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ถังโจวโจวเป็นเด็กที่ตระกูลถังรับเลี้ยงมาจากสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าค่ะ” เมิ่งชิงซีดูภาคภูมิใจเป็นอย่างมากในขณะที่พูดประโยคนี้ เมื่อเทียบกับถังโจวโจวที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า เห็นได้ชัดว่าเธอเหนือกว่าเยอะ!

 

 

คุณแม่ลั่วเชื่อเธอหมดใจ พลางกุมมือของเมิ่งชิงซีแล้วพูดว่า “ชิงซี ป้าจะเรียกพวกเขามา แล้วหนูก็พูดกับพวกเขาแบบไม่ต้องอ้อมค้อมเลยนะ ป้าจะดูสิว่าอาเชินจะหาเหตุผลอะไรมาห้ามไม่ให้ป้าไล่ถังโจวโจวไปอีก”

 

 

ตั้งแต่ที่ถังโจวโจวเสียลูกไป คุณแม่ลั่วก็เฝ้าคิดมาโดยตลอดว่าเธอจะไล่ถังโจวโจวออกไปได้อย่างไร ก่อนหน้านี้ที่ถังโจวโจวหนีออกไปเอง เธอดีใจเป็นอย่างมาก แต่เธอนึกไม่ถึงเลยว่าถังโจวโจวจะกลับมารวดเร็วอย่างนี้ โดยเฉพาะท่าทางที่ไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาวของเธอเมื่อครั้งที่แล้วนั้น ยิ่งทำให้คุณแม่ลั่วขุ่นเคืองใจ

 

 

“แบบนั้นจะดีหรือคะคุณป้า แล้วคุณป้าว่าเซ่าเชินจะเห็นด้วยไหมคะ” ใจจริงแล้วเมิ่งชิงซีอยากจะให้คุณแม่ลั่วเรียกพวกเขามาเสียตั้งแต่ตอนนี้เลย แต่เธอก็กลัวคุณแม่ลั่วจะติว่าเธอดูรีบร้อนมากเกินไป ดังนั้นเธอจึงอดทนเอาไว้ก่อน

 

 

คุณแม่ลั่วเห็นเมิ่งชิงซีมีท่าทีลังเลใจอยู่เล็กน้อย เธอรู้ว่าปกติแล้วลั่วเซ่าเชินไม่ค่อยไว้หน้าเมิ่งชิงซีสักเท่าไรนัก เมิ่งชิงซีจึงดูกระอักกระอ่วนแบบนี้ เธอตบหลังมือของเมิ่งชิงซีเบาๆ “ชิงซี ไม่ต้องเป็นห่วง ป้าจะอยู่ด้วยกันกับหนู ถ้าอาเชินจะให้เธออยู่ในตระกูลลั่วต่อ ป้าก็จะไม่ยอมเหมือนกัน”

 

 

คราวนี้คุณแม่ลั่วตัดสินใจแล้ว เดิมทีเธอก็ยอมรับลูกสะใภ้อย่างถังโจวโจวไม่ได้ เพราะลูกสะใภ้ที่เธอต้องการคือเมิ่งชิงซีเท่านั้น เธอไม่เคยเปลี่ยนความคิดนี้เลยสักวัน เพียงแต่ที่ผ่านมาลั่วเซ่าเชินคอยปกป้องถังโจวโจวอยู่ตลอด ดังนั้นคุณแม่ลั่วจึงไม่อาจทำอะไรถังโจวโจวได้และได้แต่ปล่อยให้มันยืดเยื้อมาจนถึงตอนนี้

 

 

แต่ ณ ตอนนี้ไม่เหมือนกัน ถังโจวโจวเป็นแค่เด็กกำพร้า แม้แต่ครอบครัวปัจจุบันของเธอก็ไม่คู่ควรกับตระกูลลั่วแล้ว นี่ซ้ำร้ายยังเป็นแค่เด็กกำพร้าอีก ครั้งนี้คุณแม่ลั่วจะไม่ยอมอ่อนข้อให้เด็ดขาด เธอจะต้องทำให้ลั่วเซ่าเชินแต่งงานกับเมิ่งชิงซีที่ดีพร้อมให้ได้ แบบนี้ถึงจะเกื้อกูลตระกูลลั่วได้มากที่สุด

 

 

เมื่อคุณแม่ลั่วคิดว่าลั่วเซ่าเชินจะได้แต่งงานกับเมิ่งชิงซี ตระกูลลั่วก็จะมีแต่ได้กับได้ คิดแล้วเธอก็ไม่สามารถหุบยิ้มได้ชั่วขณะ และเมื่อเธอหันไปมองเมิ่งชิงซี เธอก็เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังก้มหน้าลงอย่างเหนียมอาย คุณแม่ลั่วมองไม่เห็นสีหน้าของเมิ่งชิงซี แต่เธอก็มั่นใจว่าเมิ่งชิงซีน่าจะกำลังเขินอยู่

 

 

เมิ่งชิงซีหลุบสายตาแห่งความภาคภูมิใจลง ในไม่ช้าเธอก็จะได้เห็นความตกต่ำขั้นสุดของถังโจวโจวแล้ว และเมื่อไรที่ถังโจวโจวตกต่ำจนไม่เหลือชิ้นดี เมื่อนั้นก็จะเป็นเวลาที่เมิ่งชิงซีมีความสุขมากที่สุด!

 

 

ตามที่คาดไว้ คุณแม่ลั่วพูดจริงทำจริง เธอยกหูโทรศัพท์ต่อสายถึงลั่วเซ่าเชินทันที เมิ่งชิงซีก็ไม่รู้เหมือนกันว่าลั่วเซ่าเชินจะว่าอย่างไร แต่รู้แค่ว่าคุณแม่ลั่วมีความสุขมากหลังจากที่เธอวางสายไป เมิ่งชิงซีเห็นอย่างนั้นก็คิดว่าอีกสักพักลั่วเซ่าเชินก็คงจะมาถึงที่นี่

 

 

เมิ่งชิงซีขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากับคุณแม่ลั่วที่ชั้นบน จากนั้นเมิ่งชิงซีก็ร่วมมื้อเช้ากับคุณแม่ลั่วตามคำเชิญ หลังจากนั้นไม่นาน พวกเธอก็ได้ยินเสียงรถจอดในเขตคฤหาสน์ ร่างกายของเมิ่งชิงซีไม่ได้ขยับ แต่ดวงตาของเธอกลับหมายจะมองทะลุบานประตูออกไปดูว่าใครมา

 

 

ในไม่ช้า เสียงฝีเท้าก็ค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ แล้วร่างของลั่วเซ่าเชินและถังโจวโจวก็ปรากฏขึ้นพร้อมกัน ลั่วเซ่าเชินและถังโจวโจวรู้สึกประหลาดใจ เมื่อได้เห็นเมิ่งชิงซีที่นี่ คุณแม่ลั่วไม่ได้บอกพวกเขาว่าเมิ่งชิงซีอยู่ที่นี่ด้วย

 

 

“คุณแม่ คุณเมิ่ง”

 

 

“แม่ครับ แม่เรียกพวกเรามาทำไม” ลั่วเซ่าเชินพาถังโจวโจวไปนั่งที่โซฟาอีกตัวหนึ่ง แม่นมจ้าวยกน้ำชาและผลไม้ออกมาเสิร์ฟ และเมื่อเธอเห็นว่าบรรยากาศภายในห้องนั่งเล่นไม่ค่อยสู้ดีนัก เธอก็ปลีกตัวออกไปอย่างเงียบๆ

 

 

เมื่อเมิ่งชิงซีเห็นลั่วเซ่าเชินและถังโจวโจวนั่งลงตรงข้ามเธอ เธอก็ยิ้มให้กับลั่วเซ่าเชิน “เซ่าเชินคะ ที่คุณป้าเรียกพวกคุณมาในวันนี้ เพราะท่านมีเรื่องจะบอกพวกคุณค่ะ” หลังจากนั้นเมิ่งชิงซีก็ปรายตามองไปที่ถังโจวโจว เธอมองเสียจนถังโจวโจวรู้สึกหวั่นใจ

 

 

“ผมพูดกับแม่ของผม คุณยุ่งอะไรด้วย” ลั่วเซ่าเชินขมวดคิ้วแน่นพลางมองไปที่เมิ่งชิงซี เมิ่งชิงซีชะงักงัน แล้วรอยยิ้มอันแสนภาคภูมิใจของเธอก็จางหายไปในบัดดล

 

 

เมื่อคุณแม่ลั่วเห็นลั่วเซ่าเชินพูดจาหักหาญกับเมิ่งชิงซีแบบนี้ เธอก็ดุเขาในทันที “อาเชิน ลูกพูดกับชิงซีแบบนี้ได้ยังไง ความเป็นสุภาพบุรุษของลูกหายไปไหนหมด”

 

 

ลั่วเซ่าเชินปิดปากเงียบ ถ้าเขาตอบโต้กลับไป รังแต่จะยิ่งต่อความยาวมากขึ้น ดังนั้น เขาเลือกที่จะไม่พูด จึงเป็นการกระทำที่ชาญฉลาดที่สุด และเมื่อคุณแม่ลั่วเห็นว่าลั่วเซ่าเชินไม่ตอบโต้ อีกทั้งสีหน้าของเขาก็ดูเรียบเฉย เธอก็รู้ว่าเขายังคงยืนกรานในความคิดของเขา

 

 

ตอนนี้คุณแม่ลั่วก็ไม่อาจหยั่งรู้ได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ แต่เธอต้องจัดการเรื่องของถังโจวโจวให้เรียบร้อยก่อน เธอถึงจะวางใจ!

 

 

“อาเชิน แม่มีเรื่องสำคัญจะบอกลูก”

 

 

คุณแม่ลั่วกำลังจะเปิดประเด็นขึ้นมา แต่ลั่วเซ่าเชินกลับไม่ได้รู้สึกสนใจในเรื่องสำคัญที่คุณแม่ลั่วกำลังจะพูดเลย เพราะท้ายที่สุดเรื่องสำคัญของคุณแม่ลั่วมักจะเป็นเรื่องไม่ดีทั้งนั้น นี่เป็นประสบการณ์ที่ลั่วเซ่าเชินได้สัมผัสมาตลอดหลายปี

 

 

แต่เขาก็ยังเอ่ยถามด้วยความเคารพ “เรื่องอะไรหรือครับแม่ ที่สำคัญถึงขนาดว่าแม่ต้องเรียกพวกเรามาหากะทันหันแบบนี้” ถังโจวโจวเองก็อยากรู้เหมือนกัน ดูจากแววตาของเมิ่งชิงซีที่มองมาทำให้เธอเอะใจ ถังโจวโจวกล้าพนันได้เลยว่าเรื่องสำคัญเรื่องนั้นจะต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับเธออย่างแน่นอน

 

 

“ให้ชิงซีพูดเถอะ อาเชิน แม่เคยบอกลูกแล้ว ชิงซีน่ะเหมาะแก่การเป็นภรรยาของลูกมากที่สุด…”

 

 

“แม่อย่าพูดเรื่องนี้อีกเลยครับ คุณเมิ่ง อย่ามัวแต่อมพะนำอยู่เลย มีอะไรก็พูดออกมาเถอะ!” ลั่วเซ่าเชินเริ่มรำคาญใจ จากมุมมองของเขา คนอย่างเมิ่งชิงซีจะพูดเรื่องสำคัญอะไรได้ มีแค่คุณแม่ลั่วเท่านั้นแหละที่เอาแต่เชื่อเรื่องไร้สาระจากผู้หญิงคนนี้

 

 

คุณแม่ลั่วขยิบตาส่งสัญญาณให้เมิ่งชิงซี เมิ่งชิงซีกระแอมเบาๆ ก่อนจะมองไปที่ลั่วเซ่าเชิน น่าเสียดายที่ลั่วเซ่าเชินไม่ยอมสบตากับเธอ ดังนั้นเธอจึงทอดสายตาของเธอไปที่ถังโจวโจว “โจวโจว ฉันเองก็ได้รับข่าวนี้มาโดยบังเอิญ หวังว่าเธอจะไม่ตกใจหลังจากที่ฟังนะ”

 

 

เมิ่งชิงซีอยากจะเห็นถังโจวโจวตกใจจนอกแตกตาย แววตาของเธอนั้นบ่งบอกว่าเธอกำลังมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น

 

 

ถังโจวโจวเห็นว่าเธอพูดมานานแล้ว แต่ก็ยังไม่เข้าประเด็นสักที ลั่วเซ่าเชินที่อยู่ข้างๆ ก็ชักจะอารมณ์เสีย ถังโจวโจวจึงต้องออกปากเตือนเธอว่า “มีอะไรก็พูดมาเถอะค่ะ คุณเมิ่ง”

 

 

ที่ถังโจวโจวพูดออกมาย่อมหมายถึงว่าให้เมิ่งชิงซีหยุดพูดจายืดเยื้อได้แล้ว ทำแบบนี้มันเสียเวลาคนอื่นเขา ความหมายแฝงของถังโจวโจว เมิ่งชิงซีเข้าใจดี เธอได้แต่แอบกัดฟันอยู่เงียบๆ ดูสิว่าอีกเดี๋ยวหล่อนจะยังยิ้มออกอยู่อีกไหม!

 

 

“ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะพูดตรงๆ เลยแล้วกัน โจวโจว ฉันได้ข่าวมาว่า…เธอไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของตระกูลถัง ตระกูลถังรับเธอมาเลี้ยงจากสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า”

 

 

เมื่อเธอเห็นว่าในที่สุดสีหน้าของถังโจวโจวก็ไม่ได้นิ่งเรียบอีกต่อไป เมิ่งชิงซีก็แอบดีใจอยู่เงียบๆ แม้ว่าเธอจะทำเป็นเมินเฉย แต่เธอก็ยังเป็นคนมีปมด้อยอยู่ดี

 

 

หลังจากที่ถังโจวโจวได้ยินเมิ่งชิงซีพูดแบบนั้น เธอก็เงียบไปพักใหญ่ ส่วนลั่วเซ่าเชิน เมื่อเขาฟังจบ เขาก็รีบหันไปมองที่ถังโจวโจว “โจวโจว คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม”

 

 

ถังโจวโจวโบกมือน้อยๆ เธอกำลังสับสน แต่จากท่าทางของเมิ่งชิงซีที่ตั้งท่าจะหัวเราะเยาะเธออยู่ตลอดเวลาแล้ว ถังโจวโจวก็รู้สึกว่าเมื่อครู่นี้เธอไม่ได้หูฝาดไป เธอคิดแค่ว่าคุณพ่อคุณแม่ถังเลี้ยงดูเธอมาอย่างดีขนาดนี้ พวกท่านจะไม่ใช่พ่อแม่แท้ๆ ของเธอได้อย่างไร?

 

 

คุณแม่ลั่วรีบเติมเชื้อไฟเข้าไปอีก “อาเชิน แม่บอกตั้งแต่แรกแล้วว่า อย่าให้ถังโจวโจวเข้ามาอยู่ในตระกูลของเรา แล้วตอนนี้เป็นอย่างไร เธอก็เป็นแค่เด็กกำพร้า เธอไม่เหมาะที่จะเป็นสะใภ้ของเราแม้แต่น้อย พวกลูกไปหย่ากันซะ เพื่อเห็นแก่หน้าของทุกคน!”

 

 

“แม่ครับ แม่คิดว่ามันเหมาะสมเหรอ ที่มาพูดอะไรแบบนี้ในตอนนี้?!” ลั่วเซ่าเชินตะคอกใส่คุณแม่ลั่วอย่างอดทนไม่ไหวอีกต่อไป

 

 

คุณแม่ลั่วเห็นว่าลั่วเซ่าเชินถึงขั้นขึ้นเสียงใส่เธอ ก็รู้สึกเสียใจ “อาเชิน นี่แม่หวังดีกับลูกนะ ลูกพูดอะไรออกมา!”

 

 

คุณแม่ลั่วไม่ได้ตำหนิลั่วเซ่าเชิน เธอผลักความรับผิดชอบไปที่ถังโจวโจว ผู้หญิงคนนี้จะต้องพูดจาว่าร้ายเธอต่อหน้าอาเชินอย่างแน่นอน ทำให้ความสัมพันธ์ของเธอกับเขาสองแม่ลูกร้าวฉานเหมือนอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้

 

 

เมิ่งชิงซีช่วยพูดเสริมอยู่ข้างๆ “เซ่าเชิน คุณตวาดใส่คุณป้าแบบนี้ได้ยังไงคะ คุณป้าหวังดีกับคุณนะ แต่คุณกลับเสียงดังใส่ท่านแบบนี้ ท่านเจ็บปวดมากนะคะ!” เมิ่งชิงซีมองไปที่ลั่วเซ่าเชินด้วยความโมโห นี่ถ้าไม่รู้จักคงคิดว่าคุณแม่ลั่วเป็นแม่แท้ๆ ของเธอเอง

 

 

“หุบปาก!” ลั่วเซ่าเชินไม่อยากจะยุ่งกับผู้หญิงที่ชื่อเมิ่งชิงซีอีกต่อไป ตอนนี้เขาเป็นห่วงความรู้สึกของถังโจวโจวมากกว่า เขากลัวว่าเธอจะเจ็บปวด จึงได้แต่ปลอบเธออยู่ข้างๆ “โจวโจว อย่าไปเชื่อเรื่องไร้สาระพวกนี้เลย มันจะเป็นจริงไปได้ยังไง”

 

 

ถังโจวโจวเงียบไม่ตอบอะไร ลั่วเซ่าเชินไม่รู้ว่าตอนนี้ถังโจวโจวกำลังคิดอะไรอยู่ ในขณะที่เมิ่งชิงซีนั้นกลัวว่าเรื่องจะไม่ใหญ่พอ เธอจึงเติมหัวเชื้อเข้าไปอีก

 

 

“มันเป็นเรื่องจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ เซ่าเชิน ข้อมูลของถังโจวโจวตอนที่เธออยู่สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าก็ยังอยู่ที่นั่น แค่คุณไปที่สถานสงเคราะห์ คุณก็จะได้รู้ความจริงทุกอย่าง”

 

 

“รู้ความจริงแล้วยังไง ถึงแม้ว่าโจวโจวจะไม่ใช่ลูกของตระกูลถังก็ไม่เป็นไรเลย เพราะมันไม่เกี่ยวกัน เธอยังคงเป็นภรรยาของผมเหมือนเดิม คุณอย่าได้คิดฝันกลางวันไปเลย ผมไม่มีวันแต่งงานกับคุณอยู่แล้ว!” นี่เป็นครั้งแรกที่ลั่วเซ่าเชินปฏิเสธเมิ่งชิงซีอย่างชัดเจน

 

 

ทันทีที่ได้ยินลั่วเซ่าเชินพูดแบบนั้น เมิ่งชิงซีก็น้ำตาร่วงเผาะ“เซ่าเชินคะ นี่ฉันหวังดีกับคุณนะคะ ทำไมคุณถึงพูดกับฉันแบบนี้”

 

 

เมิ่งชิงซีก้มศีรษะลง และเมื่อคุณแม่ลั่วเห็นว่าลั่วเซ่าเชินทำร้ายจิตใจเมิ่งชิงซี เธอรีบออกโรงปกป้องเมิ่งชิงซี “อาเชิน ชิงซีไม่ได้พูดอะไรผิดเลยนะ เธอหวังดีกับตระกูลของเรามาตลอด แล้วอย่างนี้ชิงซีจะไม่เหมาะที่จะเป็นภรรยาของลูกได้ยังไง เธอไม่เหมาะจะเป็นสะใภ้ของตระกูลลั่วตรงไหน”

 

 

คุณแม่ลั่วกุมมือของเมิ่งชิงซีเอาไว้ ราวกับว่าจะถ่ายทอดพลังให้เธอ เมิ่งชิงซีเองก็กระชับมือของคุณแม่ลั่วไว้แน่น

     “แม่คะ หนูเคยบอกแม่ไปแล้วไงว่าหนูต้องการแค่เซ่าเชินคนเดียว แม่อย่าทำให้หนูไขว้เขวสิ” เมิ่งชิงซีไม่อยากจะคุยเรื่องนี้กับฉินอวิ๋นอีกต่อไป เธอจึงเดินออกไปจากห้องทันที 

 

 

           ฉินอวิ๋นได้แต่ทอดถอนใจเมื่อลูกสาวยังคงดื้อรั้น จากนั้นเธอก็นึกถึงสิ่งที่เธอเพิ่งซ่อนเอาไว้ เธอหันไปหยิบมันออกมาแล้วนำไปซ่อนไว้ที่อื่น เมื่อวางมันลงในกล่องที่ปิดมิดชิดแล้ว ฉินอวิ๋นก็รู้สึกโล่งอก 

 

 

           หลายวันต่อมา เมิ่งชิงซีถามหาฉินอวิ๋นกับแม่บ้านหวัง แม่บ้านหวังตอบว่าคุณผู้หญิงยังไม่ได้ลงมาจากชั้นบน เมิ่งชิงซีจึงเดินกระแทกเท้าปึงปังขึ้นไปที่ชั้นบน และเมื่อเธอเคาะประตูห้องนอนของฉินอวิ๋น เธอก็พบว่าไม่มีเสียงตอบรับ เธอลองหมุนลูกบิดดู ประตูไม่ได้ล็อกนี่ เธอจึงเดินเข้าไปด้านใน 

 

 

           เธอบ่นพึมพำว่า “แม่หายไปไหนเนี่ย” ในขณะที่เมิ่งชิงซีหมุนตัวและหมายจะเดินออกไปจากห้อง พลันสายตาของเธอเหลือบไปเห็นโต๊ะเครื่องแป้ง เธอก็หวนคิดถึงเรื่องในวันนั้น ถ้าเธอจำไม่ผิด คุณแม่น่าจะซ่อนอะไรบางอย่างที่ไม่อยากให้เธอเห็นเอาไว้แน่ๆ 

 

 

           เธอค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าไปใกล้โต๊ะเครื่องแป้ง เธอค้นดูในลิ้นชักหนึ่งรอบ แต่ก็ไม่พบอะไรที่น่าสงสัย เมิ่งชิงซีอดสบถออกมาไม่ได้ วันนั้นเธอเข้าใจผิดไปจริงๆ เหรอ? 

 

 

           แต่จู่ๆ สายตาของเมิ่งชิงซีก็สะดุดเข้ากับกล่องเหล็กใบหนึ่งซึ่งมันไม่ได้ดูโดดเด่นอะไรเลย เพียงแต่เมิ่งชิงซีรู้สึกว่ามันไม่ควรจะมาตั้งอยู่ตรงนี้ กล่องใบนี้ดูเหมือนจะแตกเล็กน้อย เป็นครั้งแรกที่เมิ่งชิงซีได้รู้ว่าคุณแม่ของเธอก็ชอบเก็บสะสมของแบบนี้ด้วย? 

 

 

           ด้วยความอยากรู้อยากเห็นทำให้เธอเปิดกล่องนั้นออก เมิ่งชิงซีพบว่าภายในนั้นมีกระดาษเอกสารอยู่หลายแผ่น บนนั้นมีบางสิ่งบางอย่างเขียนอยู่ และเมื่อเมิ่งชิงซีตั้งใจอ่านมันอย่างละเอียด เธอก็ยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจ เธอนึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะได้เห็นข้อมูลนี้ แม่มีข้อมูลของถังโจวโจวได้ยังไง? 

 

 

           เมิ่งชิงซีดีใจไปชั่วขณะ เธอพยายามอดกลั้นความตื่นเต้นของเธอไว้ และในขณะที่เธอกำลังจะเก็บของคืนที่เดิม ประตูก็ถูกเปิดออก …ตอนที่ฉินอวิ๋นอยู่ชั้นล่าง เธอก็เห็นแม่บ้านหวังมองมาที่เธอด้วยความประหลาดใจ “คุณผู้หญิง ฉันนึกว่าคุณผู้หญิงอยู่บนห้องนอนเสียอีก เมื่อครู่นี้คุณหนูเพิ่งถามหาคุณผู้หญิงเองค่ะ” 

 

 

“แล้วคุณหนูล่ะ?” 

 

 

“อยู่ด้านบนค่ะ ตั้งแต่เธอขึ้นไป เธอก็ยังไม่ได้กลับลงมาเลย” แม่บ้านหวังเห็นว่า หลังจากที่ฉินอวิ๋นได้ยินเช่นนั้น แม้ว่าสีหน้าของเธอจะดูสงบนิ่งเป็นปกติ แต่ฝีเท้าของเธอกลับรีบเร่งอย่างมาก 

 

 

‘คุณผู้หญิงเป็นอะไรไป ทำไมพอได้ยินว่าคุณหนูขึ้นไปหาที่ห้องแล้วต้องรีบร้อนขนาดนั้น?’ แม่บ้านหวังไม่เข้าใจ เธอจึงได้แต่ส่ายหน้าและกลับไปทำงานของตัวเองต่อในครัว 

 

 

เมื่อฉินอวิ๋นเปิดประตูเข้าไป เธอก็เห็นว่าเมิ่งชิงซีนั่งอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง ในมือของเธอถือกล่องเหล็กใบนั้นเอาไว้ “ชิงซี ทำอะไรน่ะ!” ฉินอวิ๋นก้าวแค่ไม่กี่ก้าวก็สามารถมาดึงกล่องเหล็กกลับคืนมาได้ เธอไม่น่าซ่อนมันไว้ในบ้านเลย นึกไม่ถึงเลยว่าชิงซีจะมาเห็นเข้า 

 

 

เมิ่งชิงซีเห็นว่าฉินอวิ๋นแย่งของไปแล้ว แต่เธอก็ไม่ร้อนรน เธอตั้งคำถามว่า “แม่คะ แม่จะหาข้อมูลของถังโจวโจวไปทำไม แล้วพอแม่ได้ข้อมูลนี้มา ทำไมแม่ถึงไม่บอกหนู” 

 

 

เมิ่งชิงซีมั่นใจว่าฉินอวิ๋นจะต้องมีอะไรบางอย่างปิดบังเธออยู่ ทำไมคุณแม่ถึงไม่ยอมบอกข่าวดีแบบนี้กับเธอล่ะ? หากเธอนำเรื่องที่ถังโจวโจวไม่ใช่ลูกของตระกูลถังไปบอกกับคุณแม่ลั่ว เชื่อได้เลยว่าคุณแม่ลั่วจะต้องคัดค้านและไม่ยอมให้ถังโจวโจวอยู่ในตระกูลลั่วอีกต่อไป 

 

 

คุณแม่ลั่วจะต้องสั่งให้ลั่วเซ่าเชินหย่ากับถังโจวโจว และนั่นก็จะกลายเป็นข่าวดีที่สุดสำหรับเมิ่งชิงซี แต่เมิ่งชิงซีกลับนึกไม่ถึงเลยว่าฉินอวิ๋นจะปิดบังเรื่องนี้กับเธอ ทำไมแม่ของเธอถึงไม่เปิดเผยให้เธอรู้เลยสักนิด 

 

 

ทันทีที่ฉินอวิ๋นเห็นสีหน้าของเมิ่งชิงซี เธอก็รู้ได้ทันทีว่าตอนนี้ลูกสาวกำลังไม่พอใจเธออย่างมาก เมิ่งชิงซีคงจะกำลังบ่นในใจว่าทำไมเธอถึงไม่ยอมบอกข่าวนี้ให้รู้ แต่เมื่อเธอนึกถึงผลที่จะตามมาหากเธอบอกข่าวนี้กับเมิ่งชิงซีแล้ว ฉินอวิ๋นก็ยังคงยืนยันตามความคิดของเธอเองอยู่ดี 

 

 

“ชิงซี ในเมื่อลูกเห็นแล้วก็ช่างเถอะ แต่เรื่องของถังโจวโจว ลูกอย่าเพิ่งพูดออกไปนะ” 

 

 

เมิ่งชิงซีไม่เข้าใจอย่างที่สุด “ทำไมล่ะคะแม่! ทำไมแม่ต้องช่วยปกปิดความจริงของถังโจวโจวด้วย ถ้าเราบอกเรื่องนี้กับคุณป้าลั่ว ถังโจวโจวก็อยู่ในตระกูลลั่วต่อไปอีกไม่ได้ แล้วหนูก็จะได้แต่งงานกับเซ่าเชินสักที!” 

 

 

เมิ่งชิงซีเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาเมื่อจินตนาการถึงอนาคตอันแสนสวยงามนั้น แต่ฉินอวิ๋นกลับคิดว่าลูกสาวของเธอกำลังฝันกลางวัน ถ้าถังโจวโจวสืบหาต่อล่ะว่าใครคือพ่อแม่แท้ๆ ของตัวเองแล้วจะทำอย่างไร เธอจะไม่มีวันปล่อยให้เมิ่งชิงซีพูดเรื่องนี้ออกไปโดยเด็ดขาด 

 

 

ฉินอวิ๋นเลือกใช้วิธีประนีประนอม“ชิงซี ลูกฟังแม่ก่อนนะ ลูกเป็นลูกสาวคนเดียวของแม่ แม่จะไม่ช่วยลูกได้ยังไง เพียงแต่ในตอนนี้เรายังบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้ไม่ได้” 

 

 

“ทำไมล่ะคะ ทำไมเราถึงพูดมันออกมาไม่ได้ ถ้าแม่ไม่ให้เหตุผลที่ทำให้หนูยอมรับได้ หนูจะเอาเรื่องนี้ไปบอกคุณป้าลั่ว ถังโจวโจวจะได้เลิกขวางทางชีวิตหนูสักที!” 

 

 

ฉินอวิ๋นโกรธมากที่เมิ่งชิงซีพูดไม่รู้เรื่อง เธอเงื้อมือฟาดลงไปบนใบหน้าของเมิ่งชิงซี เมิ่งชิงซีกุมหน้าและหันมองฉินอวิ๋นด้วยสายตาตกตะลึง ฉินอวิ๋นเองก็มองมือข้างนั้นที่เธอเพิ่งจะตบเมิ่งชิงซีไป 

 

 

เธอพูดอย่างติดๆ ขัดๆ ว่า “ชิงซี คือแม่… แม่ไม่ได้ตั้งใจ ยกโทษให้แม่นะ” ฉินอวิ๋นขยับตัวเข้าไปเพื่อจะดูรอยช้ำบนใบหน้าของเมิ่งชิงซีใกล้ๆ 

 

 

แต่เมิ่งชิงซีกลับเบี่ยงตัวหลบมือแห่งความห่วงใยที่ฉินอวิ๋นยื่นเข้ามาใกล้ หยาดน้ำตาของเธอรินไหลลงมาอย่างช้าๆ “แม่ตบหนูเพราะผู้หญิงสารเลวอย่างถังโจวโจว นี่หนูยังเป็นลูกสาวของแม่อยู่หรือเปล่า!” 

 

 

เมิ่งชิงซีผลักประตูและวิ่งออกไป ฉินอวิ๋นยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ครู่หนึ่งเธอไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป เพียงแต่เอกสารที่อยู่ในมือของเธอมันไม่สามารถให้ใครเห็นได้ ครั้งนี้ฉินอวิ๋นไม่กล้าซ่อนมันไว้ในกล่องแล้ว เธอเปลี่ยนไปเก็บไว้ในตู้นิรภัยที่ล็อกแน่นหนา 

 

 

เธอคิดไม่ถึงเลยว่าเมิ่งชิงซีจะเฝ้ารอโอกาสที่ได้ทำลายถังโจวโจวอยู่ตลอด เธอคิดต่อไปอีกว่าหากเมิ่งชิงซีเอาเรื่องนี้ไปบอกคนในตระกูลลั่ว ถ้าลั่วเซ่าเชินรู้เข้า เขาจะต้องสืบค้นต่อไปอย่างแน่นอน เพื่อลูกสาวของเธอ ฉินอวิ๋นจะไม่มีวันยอมให้ถังโจวโจวรู้เป็นอันขาดว่าพ่อแม่แท้ๆ ของเธอคือใคร! 

 

 

แม้ว่าฉินอวิ๋นจะไม่แน่ใจในการคาดเดาของตัวเอง แต่ก็กันไว้ดีกว่าแก้ ด้วยความคิดแบบนี้ทำให้ฉินอวิ๋นไม่สามารถนิ่งนอนใจกับความคิดในตอนนี้ของเมิ่งชิงซีได้ เธอจำเป็นต้องให้คนช่วยเธอจัดการเรื่องบางเรื่องเสียแล้ว ทันใดนั้นเธอก็กดโทรออกและพูดอะไรบางอย่างกับคนที่อยู่ในสาย 

 

 

เมื่อเมิ่งชิงซีออกมาจากห้องของฉินอวิ๋น เธอก็กลับไปที่ห้องนอนของเธอ เธอล้มตัวลงไปบนเตียงและคลุมโปงร้องไห้ และเมื่อเห็นว่าฉินอวิ๋นไม่ได้ตามเธอมา เมิ่งชิงซีก็ยิ่งเศร้าใจ น้ำตาของเธอพรั่งพรูออกมามากขึ้นเรื่อยๆ 

 

 

เพียงแค่นึกถึงว่าฉินอวิ๋นพยายามจะปกปิดตัวตนของถังโจวโจว เมิ่งชิงซีก็ยิ่งไม่พอใจ เธอเช็ดน้ำตาและแอบสาบานอย่างเงียบๆ ว่าเธอจะเอาเรื่องนี้ไปบอกคุณป้าลั่วให้ได้ แล้วถ้าลั่วเซ่าเชินรู้ เขาจะต้องไม่อยากให้ถังโจวโจวอยู่ด้วยอีกต่อไป 

 

 

เมิ่งชิงซีไม่ได้วางแผนที่จะไปวันนี้เลย เพราะเธอเพิ่งจะกลับมาจากคฤหาสน์ตระกูลลั่ว หากเธอไปตอนนี้ คุณป้าลั่วอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าเธอพาลจนพูดจาเลอะเทอะ ฉะนั้นเธอจะต้องวางแผนให้ดีก่อน เพื่อให้คุณป้าลั่วเชื่อคำของเธออย่างสนิทใจ 

 

 

ความจริงแล้วเมิ่งชิงซีรู้ดีว่าวิธีที่ดีที่สุดก็คือหลักฐานที่อยู่ในมือของฉินอวิ๋น มันระบุไว้อย่างชัดเจนว่าถังโจวโจวไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของคุณพ่อคุณแม่ถัง และถังโจวโจวก็ถูกรับเลี้ยงมาจากสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า 

 

 

แค่เธอคิดว่าถังโจวโจวเป็นเด็กกำพร้า เมิ่งชิงซีก็รู้สึกทันทีว่าเธออยู่เหนือกว่าถังโจวโจวแน่นอน เธอเป็นคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเมิ่ง เธอจะด้อยกว่าเด็กที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า ไม่มีพ่อไม่มีแม่อย่างถังโจวโจวได้อย่างไร 

 

 

เมิ่งชิงซีไม่สนแล้วว่าเธอจะเศร้าใจมากแค่ไหน เธอเอาแต่จินตนาการถึงอนาคตที่เธอจะได้เป็นคุณผู้หญิงลั่วอย่างสบายอกสบายใจ แต่ก่อนที่จะด่วนสรุป เธอควรจะส่งคนไปสืบค้นความจริงเพื่อยืนยันข้อมูลนี้สักหน่อย แล้วจากนั้นเธอก็ค่อยไปบอกคุณป้าลั่ว 

 

 

วันรุ่งขึ้น เมิ่งชิงซีตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ ในขณะที่กินข้าวอยู่ที่โต๊ะอาหาร เธอไม่คุยกับฉินอวิ๋นเลยสักคำ เมิ่งไหวเซินมองดูเมิ่งชิงซีที่วันนี้เงียบผิดปกติ ก่อนจะถามว่า “ชิงซี ทำไมวันนี้ถึงไม่คุยกับแม่เลยล่ะ หนูกับแม่ทะเลาะกันหรือ” 

 

 

เมิ่งชิงซีโกรธจนไม่ยอมพูดด้วย แต่เป็นฉินอวิ๋นที่ยื่นมือเข้ามาแก้สถานการณ์เอง “ไหวเซิน ไม่เป็นไรค่ะ ชิงซีแค่งอนฉันนิดหน่อย เมื่อวานฉันพูดกับเธอแรงเกินไป เธอก็เลยโกรธฉันน่ะค่ะ” ฉินอวิ๋นไม่อยากให้เมิ่งไหวเซินรู้เรื่อง ดังนั้นเธอจึงเร่งให้เขากินข้าว มิเช่นนั้นจะไปทำงานสาย 

 

 

เมิ่งไหวเซินไม่ได้เก็บเรื่องที่เมิ่งชิงซีโกรธฉินอวิ๋นมาใส่ใจ เมิ่งชิงซีถูกเขาประคบประหงมมาอย่างดี จึงเป็นเรื่องปกติที่เธอจะขี้งอน ตราบใดที่เธอยังเป็นเด็กที่มีจิตใจดี เมิ่งไหวเซินก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหามากสักเท่าไร 

 

 

เมิ่งชิงซีไม่ได้พูดอะไร เธอปล่อยให้ฉินอวิ๋นพูดอยู่คนเดียว เมื่อเมิ่งไหวเซินลุกออกจากโต๊ะอาหารไปแล้ว เมิ่งชิงซีก็ยืนขึ้นตาม 

 

 

“ชิงซี อิ่มแล้วเหรอ ลูกกินไปไม่เท่าไรเองนะ” ฉินอวิ๋นมองไปที่ชามโจ๊กตรงหน้าเมิ่งชิงซีที่ไม่พร่องลงเลยสักนิด พลางพูดว่า “ชิงซี ลูกกำลังเข้าใจแม่ผิดนะ ลูกอย่าเอาสุขภาพของตัวเองมาประชดแม่อย่างนี้สิ!” 

 

 

เมิ่งชิงซีไม่พูดและเดินหนีขึ้นไปชั้นบน ฉินอวิ๋นที่อยู่ด้านหลังเธอขมวดคิ้วมุ่น ดูท่าแล้วเมิ่งชิงซีไม่น่าจะยกโทษให้เธอง่ายๆ เธอควรจะจัดการเรื่องทางนั้นให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นค่อยกลับมาง้อเมิ่งชิงซี วันข้างหน้าเธอจะได้รู้ว่าสิ่งที่ฉันทำไปทั้งหมดในวันนี้ ก็เพื่อประโยชน์ของเธอเอง 

 

 

อย่างไรก็ตาม เมิ่งชิงซีไม่ได้ล่วงรู้ความคิดของฉินอวิ๋นเลย เธอคิดแค่ว่าวันนี้เธอจะต้องเอาเรื่องของถังโจวโจวไปบอกคุณแม่ลั่วให้ได้ ดังนั้นเธอจึงขึ้นมาแต่งตัว แล้วเมิ่งชิงซีก็ขับรถออกจากบ้านไปโดยไม่ได้บอกฉินอวิ๋นเลยสักคำ 

 

 

เมื่อฉินอวิ๋นได้ยินแม่บ้านหวังบอกว่าเมิ่งชิงซีออกไปข้างนอก เธอก็รู้ว่ามันมีความเป็นไปได้สูงที่ลูกสาวของเธอจะไปคฤหาสน์ตระกูลลั่ว แต่เธอก็ไม่กังวลใจอีกแล้ว ตราบใดที่ทางนั้นแสดงได้ดี ไม่ว่าชิงซีจะพูดเรื่องนี้ออกไปหรือไม่มันก็ไม่สำคัญอีกแล้ว ฉินอวิ๋นเหยียดยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะตามเมิ่งชิงซีออกไปอย่างใจเย็น 

 

 

ภายใต้ความสัมพันธ์ของเมิ่งชิงซีและลั่วเซ่าเชิน ลูกสาวของเธอเจ็บปวดมามากเกินไปแล้ว แม้ว่าฉินอวิ๋นอยากจะช่วยเมิ่งชิงซีมากแค่ไหน แต่เธอก็เดาทางของลั่วเซ่าเชินได้ และรู้ว่าเขาจะไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคนอื่น แม้แต่คุณพ่อคุณแม่ลั่วก็ยังไม่สามารถทำอะไรเขาได้ แล้วคนอื่นจะไปมีผลอะไร 

 

 

น่าเสียดายที่เมิ่งชิงซีเป็นคนดื้อรั้น เธอต้องการแค่ลั่วเซ่าเชินคนเดียวเท่านั้น มีผู้ชายที่ร่ำรวยและดูดีให้เลือกอีกตั้งมากมาย พื้นเพครอบครัวก็อยู่ในระดับเดียวกันกับตระกูลเมิ่ง แต่เมิ่งชิงซีกลับไม่สนใจเลย จนบางครั้งฉินอวิ๋นก็รู้สึกว่าเมื่อชาติที่แล้วเมิ่งชิงซีไปติดค้างอะไรลั่วเซ่าเชินหรือเปล่า ชาตินี้ถึงได้ต้องตามมาชดใช้หนี้ยาวนานถึงเพียงนี้ 

 

 

แต่ต่อให้คิดหาทางช่วยมากแค่ไหน เมิ่งชิงซีก็ไม่ยอมเลิกล้มความตั้งใจเสียที ฉินอวิ๋นก็ได้แต่ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ เพราะเมื่อไรที่คุยกันว่าจะให้เมิ่งชิงซีถอดใจจากลั่วเซ่าเชิน เธอก็จะกระฟัดกระเฟียดขึ้นมา ฉินอวิ๋นที่ไม่อยากเห็นเมิ่งชิงซีเศร้าเสียใจ จึงได้แต่ปล่อยให้เธอทำในสิ่งที่เธอต้องการ 

 

 

           เมื่อเมิ่งชิงซีขับรถมาถึงคฤหาสน์ตระกูลลั่ว เธอก็ได้ยินแม่นมจ้าวบอกว่าคุณแม่ลั่วยังไม่ตื่น เมิ่งชิงซีจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าวันนี้เธอมาเร็วเกินไป แต่ไหนๆ มาถึงแล้วก็ช่างเถอะ เมิ่งชิงซีจึงขอนั่งรอจนกว่าคุณแม่ลั่วจะตื่นอยู่ในห้องนั่งเล่น แม่นมจ้าวยกน้ำชาออกมาเสิร์ฟ จากนั้นก็กลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง 

 

 

           เมิ่งชิงซีรออยู่เพียงไม่นาน คุณแม่ลั่วก็เดินลงมาจากชั้นบน เพียงแต่เธอยังคงสวมชุดนอนอยู่ เมื่อคุณแม่ลั่วเห็นเมิ่งชิงซีมาหาแต่เช้า เธอก็ทั้งดีใจและสงสัยว่า “ชิงซี หนูมาหาป้าแต่เช้าอย่างนี้มีอะไรหรือเปล่าลูก” 

 

 

           ในความคิดของคุณแม่ลั่ว เมิ่งชิงซีเป็นผู้หญิงสมบูรณ์แบบไม่มีที่ติ เมื่อวานนี้เมิ่งชิงซีก็มาอยู่เป็นเพื่อนตลอดทั้งวันทั้งที่ไม่มีธุระอะไรเป็นพิเศษ แต่วันนี้เธอก็มาหาตั้งแต่เช้าตรู่อีก มันไม่ใช่พฤติกรรมปกติของเมิ่งชิงซีเลย แสดงว่าจะต้องมีเรื่องสำคัญอะไรอย่างแน่นอน เธอถึงทำตัวผิดปกติแบบนี้ 

 

 

คุณแม่ลั่วคิดในใจแต่เท้าของเธอก็ไม่ได้หยุดเดิน จากนั้นเธอก็นั่งลงข้างๆ เมิ่งชิงซี 

        วันต่อมา ลั่วเซ่าเชินให้ถังโจวโจวเตรียมตัวตั้งแต่เช้าตรู่ ก่อนที่พวกเขาทั้งสามคนจะรีบไปที่บ้านตระกูลถัง คุณพ่อและคุณแม่ถังรออยู่นานแล้ว เมื่อเห็นว่าพวกเขาทั้งสามคนเดินเข้ามา ท่านทั้งสองก็ยิ้มอย่างมีความสุข “เซ่าเชิน โจวโจว มากันแล้วเหรอลูก ข้างนอกหนาวมากใช่ไหม” 

 

 

           คนสูงวัยสองคนแย้มยิ้มราวกับดอกไม้กำลังจะเบ่งบาน ความรักที่ทั้งคู่มีให้พวกเขาล้วนออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ 

 

 

“ไม่เท่าไรครับ คุณพ่อคุณแม่ ลั่วอิง รีบเข้าไปทักทายคุณตาคุณยายสิลูก” ลั่วเซ่าเชินดึงลั่วอิงออกมาจากด้านหลัง 

 

 

ลั่วอิงรีบคำนับพวกเขาทันที “คุณตาคุณยายขา ลั่วอิงมาสวัสดีปีใหม่ค่ะ!” 

 

 

คุณพ่อและคุณแม่ถังอ้าปากค้าง “โอ้โฮ วันนี้ลั่วอิงน่ารักจริงๆ เลยลูก เดี๋ยวคุณตากับคุณยายจะให้อั่งเป่าซองใหญ่ๆ เลยนะ เข้ามาสิ เข้ามาเลย!” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินถือกระเป๋าเข้าไปวางไว้ในห้องนั่งเล่น คุณแม่ถังดึงถังโจวโจวไว้ ก่อนจะกระซิบถามว่า “โจวโจว ตกลงลูกกับเซ่าเชินเป็นยังไงบ้าง” 

 

 

พวกเขาสองคนคืนดีกันแบบเงียบๆ แต่คุณแม่ถังก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดี หลังจากวันนั้น ถังโจวโจวก็มาขนข้าวขนของกลับไป และสีหน้าของเธอก็ไม่ได้ดูอมทุกข์เหมือนแต่ก่อนด้วย คุณแม่ถังจึงเข้าใจว่าเธอน่าจะคิดได้แล้ว 

 

 

ถังโจวโจวพยักหน้าส่งๆ และพูดอย่างกำกวม “ก็ประมาณนั้นแหละค่ะ” 

 

 

คุณแม่ถังตีเข้าที่ต้นแขนของเธอ ถังโจวโจวลูบแขนตัวเองพลางร้อง “โอ๊ย แม่ทำอะไรคะเนี่ย” จู่ๆ มาตีเธอทำไม? 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินและคุณพ่อถังได้ยินถังโจวโจวร้องเสียงหลง พวกเขาก็หันกลับไปมอง “เกิดอะไรขึ้นครับ” 

 

 

คุณแม่ถังรีบพูดกลบเกลื่อน “ไม่มีอะไรจ้ะ โจวโจวแค่สะดุดชนแม่น่ะ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินมองไปที่ถังโจวโจว “เดินมองทางบ้างสิคุณ คุณแม่ครับ เธอก็เป็นแบบนี้แหละ ไม่รู้จักระมัดระวังอะไรสักอย่าง บางทีก็ไม่รู้ว่าใจลอยไปถึงไหน” 

 

 

ถังโจวโจวได้ยินลั่วเซ่าเชินพูดจาค่อนแคะถึงตัวเองเสียขนาดนี้ ถังโจวโจวก็อดถลึงตาใส่เขาไม่ได้ ลั่วเซ่าเชินแสร้งทำเป็นไม่เห็น ส่วนคุณแม่ถัง เมื่อได้ยินคำพูดของลั่วเซ่าเชินที่แม้จะเหมือนเหน็บแนมลูกสาว แต่ที่จริงแล้วกลับแฝงไปด้วยความห่วงใย ในที่สุดเธอก็วางใจกับความสัมพันธ์ที่ดีของหนุ่มสาวคู่นี้ได้เสียที 

 

 

เมื่อเห็นว่าพวกเขากำลังเพ่งมองมาทางนี้ คุณแม่ถังจึงพูดกับถังโจวโจวว่า “โจวโจว มาช่วยงานแม่ในครัวหน่อย” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินรีบหยัดตัวขึ้นทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น “ให้ผมช่วยดีกว่าครับคุณแม่” เขาพูดพลางจะถกแขนเสื้อขึ้น ดูจากท่าทางของเขาแล้ว เหมือนว่าตั้งใจจะเข้าไปช่วยจริงๆ 

 

 

คุณแม่ถังให้คุณพ่อถังช่วยหยุดเขาไว้โดยด่วน “ไม่ต้องหรอก เซ่าเชิน จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้หนักหนาอะไร ให้โจวโจวไปช่วยแม่ก็พอแล้ว” 

 

 

คุณแม่ถังลากถังโจวโจวเข้ามาในครัว จากนั้นคุณแม่ถังก็หยิบชามผักขึ้นมาและมอบหน้าที่เด็ดผักล้างผักให้กับถังโจวโจว ถังโจวโจวหยิบเก้าอี้ตัวเล็กออกมานั่งในครัว คุณแม่ถังล้างทำความสะอาดวัตถุดิบที่จะใช้ในตอนกลางวัน พลางคุยกับถังโจวโจวอย่างเพลิดเพลิน 

 

 

แสงแดดสีทองนวลอุ่นสาดส่องเข้ามาจากทางหน้าต่าง กระทบลงบนเรือนผมของถังโจวโจวราวกับชุบด้วยทอง ทันใดนั้น คุณแม่ถังก็มองเธออย่างเหม่อลอย เธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ลูกสาวของเธอจะโตจนป่านนี้แล้ว ซ้ำยังแต่งงานแล้วด้วย 

 

 

แม้ว่าเธอจะเคยได้ยินบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับตระกูลของลั่วเซ่าเชิน และเธอก็ไม่คาดหวังว่าลูกของเธอจะผ่านไปได้อย่างราบรื่น แต่มันสามารถมองเห็นได้จากสีหน้าของถังโจวโจวที่บอกเป็นนัยว่า เวลาที่เธออยู่กับคุณชายเล็กแห่งตระกูลลั่วคนนี้ เธอมีความสุข 

 

 

แค่ลูกสาวมีความสุขก็เพียงพอแล้ว คิดมาถึงตรงนี้คุณแม่ถังก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ เธอรีบเช็ดน้ำตาด้วยแขนเสื้อเพื่อปกปิดมันไว้ 

 

 

แต่เรื่องนั้น…วันนี้เธอจะต้องรู้ให้ได้! 

 

 

“โจวโจว ลูกคนนี้นี่ ทำไมตอนที่แม่ถามถึงไม่พูดออกมาตามตรง ‘ก็ประมาณนั้นแหละค่ะ’ นี่หมายความว่ายังไง” 

 

 

“แม่จะถามทำไมเยอะแยะ แม่แค่รู้ว่าหนูกับเขาคืนดีกันชั่วคราวก็พอแล้ว” ถังโจวโจวไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้สักเท่าไร แต่คุณแม่ถังกลับดูสนใจเป็นอย่างมาก แม้แต่สิ่งต่างๆ ที่กำลังทำอยู่ในมือก็ยังหยุดลง 

 

 

“ชั่วคราวคืออะไร ลูกยังลืมเรื่องนั้นไม่ลงใช่ไหม” คุณแม่ถังเองก็รู้ว่าถังโจวโจวไม่มีทางลืมเรื่องนั้นได้แน่ แต่เมื่อคุณแม่ถังเห็นท่าทางของลั่วเซ่าเชินในตอนนี้ เธอก็ไม่คิดว่าลั่วเซ่าเชินจะทำเรื่องอะไรแบบนั้นได้ โจวโจวเข้าใจผิดไปเองหรือเปล่า? 

 

 

เมื่อคุณแม่ถังพูดมันออกมา ถังโจวโจวก็โต้กลับในทันที “แม่คะ หนูเคยบอกแม่ไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าหนูเห็นมากับตา ได้ยินมากับหู มันไม่มีทางที่จะเป็นเรื่องเท็จไปได้เลย ถ้าแม่ยังถามหนูอีกคำ หนูจะเดินออกจากครัวแล้วนะ!” 

 

 

ถังโจวโจวไม่อยากคิดถึงเรื่องนั้นในตอนนี้ ทุกวันนี้เธอสู้อุตส่าห์ทำเป็นลืมเรื่องนั้นไปแล้ว ราวกับว่าเธอตั้งใจทิ้งเรื่องนั้นเอาไว้ข้างหลัง 

 

 

เมื่อคุณแม่ถังเห็นว่าถังโจวโจวไม่พอใจ เธอก็ไม่เอ่ยถามอะไรอีก ทั้งสองคนง่วนอยู่กับงานในครัว ในขณะที่ลั่วเซ่าเชินกำลังเล่นหมากรุกอยู่กับคุณพ่อถังในห้องนั่งเล่น โดยมีลั่วอิงนั่งสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ ดวงตาของเธอจ้องมองมาที่กระดานโดยไม่ปริปากพูดเลยสักคำ ไม่รู้ว่าเธอจะเข้าใจวิธีเล่นหรือไม่ 

 

 

คุณพ่อถังกลัวว่าเธอจะเบื่อ “ลั่วอิง หนูไปดูว่าพวกคุณยายทำอะไรอร่อยๆ ในครัวดีกว่าไหมลูก คุณตากับคุณพ่อกำลังจะโขกหมากรุกกันอยู่ หนูไม่เบื่อหรือ” 

 

 

คิดไม่ถึงเลยว่าลั่วอิงก็ยังไม่ยอมไปอยู่ดี “ไม่เป็นไรค่ะ คุณตา หนูอยู่ตรงนี้ดีแล้วค่ะ” 

 

 

ความจริงแล้วลั่วอิงไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าคุณพ่อถังกับลั่วเซ่าเชินกำลังทำอะไรกันอยู่ แต่แม้ว่าสายตาของเธอจะจับจ้องอยู่ที่กระดานหมากรุก แต่หูของเธอกลับกำลังฟังเสียงจากโทรทัศน์ นี่เป็นการแยกโสตประสาทอย่างชำนาญเลยทีเดียว 

 

 

เมื่อคุณพ่อถังเห็นเธอทำหน้าตาเคร่งขรึม เห็นได้ชัดว่าดูจริงจังมาก นี่ถ้าหากว่าเขาไม่รู้ เขาก็คงคิดว่าเธอกำลังคิดจะทำการใหญ่อยู่! ในเมื่อเธอไม่อยากไป คุณพ่อถังก็ไม่บังคับ เขาหันกลับไปสนใจเกมการต่อสู้ระหว่างเขาและลั่วเซ่าเชินต่อ 

 

 

หลังจากเกมหมากรุกจบลง คุณพ่อถังและลั่วเซ่าเชินเสมอกัน ลั่วเซ่าเชินพูดว่า “ขอบคุณที่ออมมือให้นะครับ คุณพ่อ” 

 

 

คุณพ่อถังรู้ดีว่าเขากำลังถ่อมตัว แต่ก็ไม่ได้ขัดจังหวะ “เซ่าเชิน ทักษะการโขกหมากรุกของคุณนั้นดีมาก พ่อเทียบไม่ติดเลย” คุณพ่อถังแค่เล่นเอาสนุก ทางหมากของลั่วเซ่าเชินนั้นเน้นไปที่การโจมตีเป็นหลัก ส่วนคุณพ่อถังก็เพียงตั้งรับเป็นส่วนใหญ่ 

 

 

“พ่อคะ เซ่าเชิน เตรียมตัวทานข้าวได้แล้วค่ะ” ถังโจวโจวชะโงกหน้าออกมาจากห้องครัว คุณพ่อถังและลั่วเซ่าเชินช่วยกันเก็บกระดาน 

 

 

“เวลานี่มันเดินเร็วจริงๆ เล่นไปแค่ไม่กี่ตาก็ถึงเวลากินข้าวซะแล้ว” 

 

 

“ถ้าคุณพ่ออยากเล่นอีก เดี๋ยวพอทานข้าวเสร็จ เราค่อยกลับมาต่อกันก็ได้ครับ” ลั่วเซ่าเชินตัดสินใจแล้วว่าวันนี้เขาจะอยู่เป็นเพื่อนคุณพ่อถังจนจบ และการเดินหมากกับคุณพ่อถังนั้นก็นับเป็นความเพลิดเพลินอีกอย่างหนึ่ง คุณพ่อถังไม่เคยคิดเสียใจเลยหลังจากเดินหมากพลาด 

 

 

ลั่วเซ่าเชินช่วยถังโจวโจวยกกับข้าวขึ้นโต๊ะ และช่วยเธอวางอุปกรณ์ทานข้าว เมื่อคุณแม่ถังยกกับข้าวจานสุดท้ายออกมาตั้งโต๊ะ ทั้งครอบครัวก็นั่งล้อมวงกินข้าวกันอย่างพร้อมเพรียง บรรยากาศช่างอบอุ่นเสียเหลือเกิน 

 

 

หากจะเปรียบเทียบกับคฤหาสน์ตระกูลลั่ว ที่นี่คึกคักมีความสุข ส่วนที่นั่นเยือกเย็นเป็นถ้ำน้ำแข็ง คุณพ่อถังหยิบเหล้าออกมาก่อนจะรินให้ลั่วเซ่าเชิน “เซ่าเชิน วันนี้คุณดื่มเป็นเพื่อนพ่อหน่อยนะ ถ้าเมาก็นอนมันซะที่นี่แหละ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินหมายจะปฏิเสธ แต่พอได้ยินคุณพ่อถังพูดประโยคถัดมา เขาก็รับมาแล้วดื่มมันลงไป 

 

 

คุณแม่ถังคีบกับข้าวให้ลั่วอิง “ลั่วอิง ทานเยอะๆ นะลูก” 

 

 

“ค่ะ คุณยาย กับข้าววันนี้อร่อยมาก คุณยายเก่งที่สุดเลยค่ะ!” ลั่วอิงยกนิ้วโป้งให้คุณแม่ถัง คุณแม่ถังหัวเราะจนกรามค้าง “เด็กคนนี้นี่ ปากหวานจริงเชียว” 

 

 

พวกเขาพูดคุยกันในขณะที่รับประทานอาหาร ทุกคนต่างก็ระบายในสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจและสิ่งที่อยากจะพูดมาตลอด ถังโจวโจวไม่ได้รู้สึกกดดันเลยเมื่ออยู่ที่นี่ ซึ่งลั่วเซ่าเชินก็สัมผัสได้ถึงความสบายอกสบายใจที่เธอมี แล้วเขาก็แอบคิดอะไรอยู่เงียบๆ 

 

 

หลังจากรับประทานอาหารกันอย่างอิ่มเอมแล้ว ลั่วเซ่าเชินก็กลับมาเล่นหมากรุกกับคุณพ่อถังอีกครั้ง เมื่อครู่ที่เขาดื่มเหล้าไป ลั่วเซ่าเชินไม่ได้มีอาการมึนเมาเลยแม้แต่น้อย ส่วนคุณพ่อถังก็ดื่มเหล้าวันละแก้วเป็นประจำอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่มีอะไรผิดปกติเช่นกัน 

 

 

คุณแม่ถังกำลังพูดคุยอยู่กับถังโจวโจวและลั่วอิง ทั้งสามคนนั่งดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟา เป็นเพราะเมื่อวานนี้ครอบครัวของถังโจวโจวไม่ได้อยู่โต้รุ่ง ดังนั้นวันนี้พวกเธอจึงเลือกดูงานชุนหว่าน[1] ที่เมื่อวานไม่ได้ดูกันเลย 

 

 

ถังโจวโจวไล่อ่านและตอบข้อความสวัสดีปีใหม่ของเพื่อนๆ แต่ละคน โดยท่ามกลางข้อความเหล่านั้น มีสองข้อความที่ดึงดูดสายตาของถังโจวโจวได้เป็นอย่างดี หลินเหยาส่งมาว่า [โจวโจว ปีนี้ฉันขอให้เธอมีลูกชาย (หรือลูกสาว) บุญธรรมให้ฉันนะ ช่วยทำให้ฉันได้เป็นแม่บุญธรรมที แล้วก็สวัสดีปีใหม่!] 

 

 

ในขณะที่ข้อความของฟังหยวนนั้นสั้น กระชับ ได้ใจความ [สวัสดีปีใหม่ครับ โจวโจว ผมจะเป็นกำลังใจให้คุณตลอดไป] 

 

 

ตั้งแต่ครั้งนั้นที่ถังโจวโจวไปพักที่บ้านของฟังหยวน ต่อมาเธอก็คุยกับฟังหยวนเป็นประจำ อย่างไรก็ตาม เธอมองว่าเขาเป็นแค่เพื่อนคนหนึ่งเท่านั้น แม้ว่าเธอจะรู้ว่าฟังหยวนแอบคิดอะไรกับเธอ แต่ฟังหยวนก็ไม่ได้แสดงมันออกมา เธอจึงสามารถแสร้งทำเป็นไม่รู้ได้ โดยถือเอาคำพูดของเขาก่อนหน้าเป็นแค่เรื่องตลก 

 

 

ครอบครัวของถังโจวโจวอยู่กินมื้อค่ำที่บ้านตระกูลถังก่อนจะกลับบ้าน และก่อนที่ลั่วอิงจะกลับ คุณแม่ถังก็ยื่นอั่งเป่าซองใหญ่ให้เธอ ทำเอาลั่วอิงดีอกดีใจเสียยกใหญ่ 

 

 

 

 

 

เมิ่งชิงซีพักอยู่ที่เมือง Z สองสามวัน ก่อนจะกลับมาพร้อมกับฉินอวิ๋น และสิ่งแรกที่เธอทำก็คือไปสวัสดีปีใหม่คุณพ่อและคุณแม่ลั่วที่คฤหาสน์ตระกูลลั่ว 

 

 

คุณแม่ลั่วมองดูของขวัญล้ำค่าที่เมิ่งชิงซีถือมาให้ เธอรีบบอกให้แม่นมจ้าวไปหาที่หาทางวางให้ดี เธอถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของเมิ่งชิงซีในช่วงนี้ และเมื่อได้ยินว่าเธอกลับไปที่เมือง Z คุณแม่ลั่วก็ถามถึงผู้เฒ่าเมิ่ง “ช่วงนี้คุณปู่ของหนูแข็งแรงดีใช่ไหมจ๊ะ” 

 

 

“คุณป้าไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ คุณปู่แข็งแรงดี ท่านเองก็คิดถึงคุณลุงกับคุณป้ามากเหมือนกันค่ะ” เมิ่งชิงซีจับมือของคุณแม่ลั่ว เพื่อแสดงความคิดถึงแทนผู้เฒ่าเมิ่ง 

 

 

คุณแม่ลั่วซาบซึ้งไปชั่วขณะ “ครั้งหน้าป้าจะต้องไปเยี่ยมท่านบ้างแล้วล่ะ” ตั้งแต่ที่ตระกูลลั่วย้ายมาอยู่ที่เมือง S พวกเขาก็ไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กับคฤหาสน์หลังเก่าของตระกูลเมิ่ง แต่พวกเขาก็ยังอยู่ใกล้กับเมิ่งไหวเซินและฉินอวิ๋น 

 

 

เมิ่งชิงซีใช้เวลาอยู่กับคุณแม่ลั่วตลอดทั้งวันก่อนจะลากลับบ้าน เมื่อเธอเข้ามาในบ้านแล้วเห็นว่าภายในบ้านเงียบเชียบ เธอจึงถามแม่บ้านว่า “แม่บ้านหวัง คุณแม่ล่ะ?” 

 

 

“คุณหนูกลับมาแล้วหรือคะ คุณผู้หญิงอยู่ข้างบนค่ะ เธอบอกว่าอยากจะพักผ่อน” 

 

 

เมิ่งชิงซีพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเดินตรงขึ้นไปที่ห้องนอนของฉินอวิ๋น เธอเปิดประตูเข้าไปโดยที่ไม่ได้เคาะ ฉินอวิ๋นหันหลังให้เธออยู่ เธอไม่รู้ว่าแม่ของเธอกำลังทำอะไร แต่ท่าทางดูลุกลี้ลุกลนมาก 

 

 

เมิ่งชิงซีเอ่ยถามอย่างสงสัย “แม่ทำอะไรอยู่คะ แม่บ้านหวังบอกว่าแม่กำลังพักผ่อนอยู่ไม่ใช่เหรอ แล้วแม่นั่งทำอะไรอยู่ตรงนั้น” 

 

 

ฉินอวิ๋นซ่อนของที่อยู่ในมือลงไปในลิ้นชักของโต๊ะเครื่องแป้ง ก่อนจะตรวจสอบให้แน่ใจว่าเมื่อครู่เมิ่งชิงซีไม่ทันเห็นว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่ เธอต้องการเบี่ยงเบนความสนใจ จึงเอ่ยถึงเรื่องอื่น “ชิงซี ทำไมไม่เคาะประตูก่อนเข้ามา ลูกทำให้แม่ตกใจนะ” 

 

 

เมื่อฉินอวิ๋นเห็นว่าของของเธอถูกซ่อนไว้อย่างดีแล้ว เธอก็ลุกเดินไปที่เตียง เมิ่งชิงซีเห็นว่าไม่มีอะไรวางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งเลย แต่เธอก็ยังอดที่จะมองไปทางนั้นไม่ได้ แต่แล้วเธอก็ไม่พบอะไรที่ผิดสังเกต เธอจึงได้แต่ดึงสายตากลับมา 

 

 

“หนูเป็นลูกแม่นะคะ จะเคาะประตูทำไม ก็หนูได้ยินแม่บ้านหวังบอกว่าแม่กำลังหลับอยู่ หนูก็เลยไม่ได้เคาะประตู ใครจะไปรู้ล่ะคะว่าแม่ตื่นอยู่ แล้วแม่กำลังทำอะไรอยู่คะ ท่าทางลับๆ ล่อๆ” เห็นได้ชัดว่าเมิ่งชิงซียังคงคาใจในเรื่องนี้ 

 

 

“ชิงซี เรานี่ชักจะพูดจาไร้สาระเข้าไปทุกทีแล้ว แม่อยู่ในห้องของแม่นะ แม่จะทำตัวลับๆ ล่อๆ ไปทำไม ลูกดูผิดไปแล้ว จู่ๆ ก็พรวดพราดเข้ามาอย่างนี้ แม่ก็ต้องตกใจเป็นธรรมดาสิ” เมื่อเห็นฉินอวิ๋นยืนยันหนักแน่น เมิ่งชิงซีก็พยักหน้าอย่างฟังหูไว้หู 

 

 

เมื่อฉินอวิ๋นเอาตัวรอดจากเมิ่งชิงซีได้แล้ว เธอก็เบาใจลงไปครึ่งหนึ่ง “ชิงซี ลูกยังไม่ได้บอกแม่เลยว่าเข้ามาหาแม่มีธุระอะไร” 

 

 

“อ๋อ ที่จริงแล้วก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะ หนูแค่จะบอกแม่ว่าวันนี้หนูแวะไปที่คฤหาสน์ตระกูลลั่วมา คุณป้าลั่วชอบของขวัญปีใหม่ของหนูมาก แต่ที่น่าหงุดหงิดใจก็คือถังโจวโจวกลับมาหาเซ่าเชินแล้ว ผู้หญิงคนนี้นี่มันสลัดไม่หลุดจริงๆ!” 

 

 

พูดมาถึงประโยคสุดท้าย เมิ่งชิงซีก็ค่อนข้างหงุดหงิดใจ แต่ฉินอวิ๋นกลับไม่เก็บอารมณ์เล็กๆ น้อยๆ ของเธอมาใส่ใจ เพราะท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าเรื่องอะไรของถังโจวโจวและลั่วเซ่าเชินก็ล้วนมีอิทธิพลต่ออารมณ์ของเมิ่งชิงซีทุกครั้งไป 

 

 

“ชิงซี ที่ปู่ของลูกพูดมันก็ถูกนะ แม่ว่าลูกน่าจะมองคนอื่นบ้างได้แล้วนะ ทำไมต้องยึดติดอยู่แค่ลั่วเซ่าเชินคนเดียวด้วย แม่รู้จักคนเยอะแยะ ลูกชายของพวกเธอก็ดูดีกันทั้งนั้น ลูกจะลองเก็บเอาไปคิดดูสักหน่อยก็ได้นะ” 

 

 

 

 

 

[1] งานชุนหว่าน หมายถึง งานเฉลิมฉลองปีใหม่ของประเทศจีน ซึ่งโทรทัศน์แต่ละช่องก็จัดงานของตัวเอง และจะถ่ายทอดสดหรือเปิดบันทึกการแสดงสดในวันสิ้นปีย้อนหลังให้ชมอีกครั้ง 

       ผู้เฒ่าเมิ่งไม่ไว้หน้าฉินอวิ๋นแม้แต่น้อย สำหรับลูกสะใภ้คนนี้ เขาไม่เคยยอมรับเธอเลย แต่หลังจากที่เมิ่งชิงซีเกิด ก็ทำให้เขายอมถอยให้ก้าวหนึ่ง แต่ในใจของเขาก็ไม่เคยมองว่าฉินอวิ๋นเป็นสมาชิกคนหนึ่งของตระกูลเมิ่ง

 

 

           ฉินอวิ๋นเองก็รู้ดีว่าผู้เฒ่าเมิ่งมีทัศนคติอย่างไรต่อเธอ ตลอดหลายปีที่เธอยังอยู่ที่นี่ เธอเคยบ่นอยู่ในใจตลอดว่าทำไมผู้เฒ่าเมิ่งถึงไม่ตายไปสักที มีชีวิตขัดขวางความสุขเธออยู่ได้

 

 

           แต่หลังจากที่เธอย้ายไปอยู่ที่เมือง S ความคิดเหล่านั้นของฉินอวิ๋นก็ค่อยๆ หายไป เพียงกลับมารองรับอารมณ์โกรธแค่ปีละครั้ง ทนนิดทนหน่อยเดี๋ยวมันก็ผ่านไปแล้ว

 

 

“ฉันแข็งแรงดี เธอไปได้ยินมาจากไหน ถ้าฉันรู้ว่าใครกุเรื่องแช่งฉัน ฉันไม่ปล่อยไว้แน่!” ผู้เฒ่าเมิ่งฉีกหน้าเธอเดี๋ยวนั้น ซึ่งนั่นทำให้ฉินอวิ๋นรู้สึกอับอายขายหน้าอย่างมาก

 

 

แต่โชคดีที่เธอยังมีลูกสาวที่ดี “คุณปู่ขา คุณแม่ไม่ได้ตั้งใจพูดอย่างนั้นสักหน่อย คุณแม่ก็แค่เป็นห่วงสุขภาพของคุณปู่น่ะค่ะ คุณปู่ยกโทษให้แม่เถอะนะคะ!”

 

 

เมื่อมีเมิ่งชิงซีคอยไกล่เกลี่ยอยู่ข้างๆ ผู้เฒ่าเมิ่งก็ไม่ว่าอะไรอีก และเมื่อฉินอวิ๋นเห็นผู้เฒ่าเมิ่งไม่พูดอะไร เธอก็แอบถอนหายใจอยู่เงียบๆ

 

 

“พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ มากันแล้วหรือคะ” สาวงามในชุดกี่เพ้าเดินลงมาจากชั้นบน เธอสวมชุดกี่เพ้าผ้าปักสีน้ำเงินและสวมกำไลหยกที่ข้อมือ ท่วงท่าการเดินของเธอดูพลิ้วไหวงดงาม

 

 

“ป้ารอง หนูกำลังคิดอยู่เลยค่ะว่าป้าหายไปไหน ที่แท้ก็อยู่ข้างบนนี่เอง” เมิ่งชิงซีเอ่ยทักเธอก่อน

 

 

หลีหย่าเหวินพยักหน้าเล็กน้อย “ว่าไงจ๊ะ ชิงซี”

 

 

ทุกคนนั่งรวมตัวกันอยู่ในห้องนั่งเล่น เมิ่งไหวเซินยิ่งพูดก็ยิ่งผิด ดังนั้นเขาจึงนั่งนิ่งเป็นตอไม้อยู่ตรงนั้น และเขาจะเปิดปากพูดก็ต่อเมื่อเมิ่งซงอวินเอ่ยถามเขาเท่านั้น

 

 

ผู้เฒ่าเมิ่งถามเมิ่งชิงซีถึงสถานการณ์ในช่วงนี้ จากนั้นก็หันไปคุยเรื่องความสัมพันธ์ของเธอ “ชิงซี ช่วงนี้มีเพื่อนคู่ใจหรือยังลูก”

 

 

เมิ่งชิงซีเข้าใจได้ในทันทีเมื่อได้ยินคำถามจากผู้เฒ่าเมิ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเธอ เธอก้มหน้าลงเพื่อซ่อนความรู้สึกจากทุกคน “คุณปู่ขา หนูไม่ได้รีบสักหน่อย”

 

 

ผู้เฒ่าเมิ่งถลึงตามองลูกชายอย่างโกรธเกรี้ยว “ไหวเซิน ลูกแกโตจนป่านนี้แล้ว แกที่เป็นพ่อไม่รู้หรือยังไงว่าเรื่องแบบนี้มันสำคัญมากแค่ไหน?”

 

 

เมื่อเมิ่งไหวเซินเห็นว่าหัวข้อการสนทนาย้ายมาอยู่ที่เขา เขาก็ได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน “พ่อครับ ไม่ใช่ว่าผมไม่สนใจชิงซี แต่เธอยังลืมเซ่าเชินไม่ได้ มันเป็นเรื่องของเด็กๆ ผมจะเข้าไปยุ่งได้ยังไง”

 

 

ทันทีที่ผู้เฒ่าเมิ่งได้ยินชื่อของลั่วเซ่าเชิน เขาก็เข้าใจในทันที และเมื่อเขามองไปที่แววตาเจ็บช้ำของเมิ่งชิงซี เขาก็รู้ว่าเธอทุกข์ใจ หรือจะให้เขาถือปืนไปบังคับให้เขาแต่งงานกับเธอดี?

 

 

ผู้เฒ่าเมิ่งรู้ดีว่าเขาทำเรื่องแบบนั้นไม่ได้ ดังนั้นเมื่อเขาเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของเมิ่งชิงซี เขาจึงทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไปเสีย การที่เขาทำแบบนี้ก็เพื่อประโยชน์ของหลานสาวเอง ในเมื่อตระกูลลั่วไม่ต้องการเธอ แล้วทำไมตระกูลเราถึงต้องไปง้อพวกเขาด้วย ต้องให้คนเขานินทาว่าหน้าไม่อายก่อนหรือถึงจะหยุดได้?

 

 

“ชิงซี ลืมเรื่องการหมั้นหมายของหนูกับเซ่าเชินไปเถอะ เพราะถึงยังไงตอนนี้เขาก็มีเมียไปแล้ว หนูให้พ่อของหนูแนะนำคนดีๆ ให้หนูใหม่สิ แล้วหนูก็ค่อยๆ เลือกไป เดี๋ยวก็เจอคนที่เหมาะสมเอง” ผู้เฒ่าเมิ่งพูดถ้อยคำเหล่านี้ออกมาด้วยความยากลำบาก

 

 

แม้ว่าเขาจะไม่ชอบฉินอวิ๋น แต่กับหลานสาวคนนี้เธอไม่ได้ผิดอะไร ดังนั้น ผู้เฒ่าเมิ่งจึงไม่อาจเอาความโกรธเกลียดมาลงที่เมิ่งชิงซีได้

 

 

“คุณพ่อคะ พอแล้วค่ะ มันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับชิงซีเลย แล้วพวกเด็กๆ ก็โตกันหมดแล้ว คุณพ่ออย่ากังวลไปเลยนะคะ หนูเชื่อว่าพวกเด็กๆ จะจัดการกันเองได้” หลีหย่าเหวินพูดพลางยิ้ม

 

 

ฉินอวิ๋นเองก็ช่วยเสริม “ใช่ค่ะ คุณพ่อ ชิงซีแกไม่ยอม พวกเราก็เลยไม่รู้จะทำยังไง บางทีอาจจะต้องให้เวลาเธออีกสักพัก เดี๋ยวเธอก็จะคิดได้เองค่ะ” ฉินอวิ๋นยิ้มอย่างอ่อนโยน ชั่วขณะหนึ่งเธอบังเอิญหันไปสบตากับหลีหย่าเหวิน ทันใดนั้นพวกเธอก็เมินหน้าหนีกันไปคนละทาง

 

 

“ก็ได้ๆ ถ้าอย่างนั้นก็เลิกพูดเถอะ” เมื่อผู้เฒ่าเมิ่งเห็นว่าเมิ่งชิงซีเองก็ไม่ได้พูดอะไรมากกว่านี้ ส่วนเขาก็ไม่ใช่คนที่สนใจเรื่องของคนอื่นมากนัก เขาจึงหันไปพูดกับหลีหย่าเหวินว่า “ยายรอง แล้วไหวหมินจะกลับมาตอนไหน”

 

 

เมิ่งจวินจิ่นเอ่ยตอบให้แทนว่า “เมื่อครู่นี้คุณพ่อโทรมาแล้วครับ คุณปู่ คุณพ่อบอกว่าอีกสักพักก็กลับแล้ว ตอนนี้ก็น่าจะใกล้ถึงแล้วล่ะครับ”

 

 

ทันทีที่เขาพูดจบ เมิ่งจวินจิ่นก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ในเขตคฤหาสน์ ผ่านไปสักพัก เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็เคลื่อนเข้ามาใกล้ทุกคนอย่างช้าๆ จากนั้นชายคนหนึ่งในชุดทหารก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบตึง หลีหย่าเหวินเดินเข้าไปต้อนรับเขาทันที “กลับมาแล้วหรือคะ ไหวหมิน”

 

 

เขาส่งหมวกให้หลีหย่าเหวิน สีหน้าเย็นชาของเมิ่งไหวหมินเมื่อครู่นี้ละลายหายไปในทันที “คุณเป็นยังไงบ้าง หายดีแล้วหรือยัง”

 

 

ความจริงแล้วเมื่อวานนี้หลีหย่าเหวินมีไข้ต่ำ แต่ตอนนั้นเมิ่งไหวหมินมีภารกิจเร่งด่วน เขาจึงต้องทิ้งให้หลีหย่าเหวินอยู่ที่บ้านเพียงลำพัง ดังนั้นเมื่อเขากลับมาถึง เขาจึงรีบเอ่ยถามเธอด้วยความห่วงใย

 

 

เมื่อหลีหย่าเหวินเห็นว่าสายตาของทุกคนจับจ้องมาทางนี้ ใบหูของเธอก็ราวกับถูกย้อมไปด้วยสีแดง “ฉันหายดีแล้วค่ะ คุณรีบเข้าไปทักคุณพ่อเถอะ ท่านรอคุณอยู่นานแล้ว อ้อ พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้พาชิงซีมาด้วยนะคะ”

 

 

ฉินอวิ๋นมองดูความสัมพันธ์ระหว่างหลีหย่าเหวินและเมิ่งไหวหมินที่ยังคงดีอยู่เหมือนเดิม พลันหันกลับมามองคนที่อยู่ข้างกายเธออย่างเมิ่งไหวเซิน เธอก็คิดว่าทำไมคนที่เธอเจอในตอนนั้นถึงไม่ใช่เมิ่งไหวหมิน หากเธอมีเมิ่งไหวหมินที่เป็นห่วงเป็นใยเธอแบบนี้ เธอก็คงไม่ต้องรักษาภาพลักษณ์มานานขนาดนี้

 

 

ความคิดนี้แค่แวบผ่านเข้ามาให้สมอง ฉินอวิ๋นเพียงรู้สึกขัดใจก็เท่านั้น เพราะท้ายที่สุดแล้ววันนี้ชีวิตของเธอก็ขึ้นอยู่กับเมิ่งไหวเซิน

 

 

“กลับมาแล้วครับ”

 

 

หลังจากทักทายประมุขของบ้าน เขาก็หันมามองที่ครอบครัวของเมิ่งไหวเซิน “พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ ชิงซี มากันแล้วหรือครับ” แม้ว่าคำพูดจะฟังดูเย็นชา แต่เมิ่งไหวเซินก็รู้จักนิสัยของน้องชายคนนี้ดี ดังนั้นเขาจึงไม่ได้รู้สึกว่ามันเสียมารยาทอะไร เขาชินเสียแล้ว

 

 

“ไหวหมิน ช่วงปีใหม่ในกองทัพยังยุ่งอยู่อีกหรือ” เมื่อก่อนเมิ่งไหวเซินไม่ได้สนใจเดินตามรอยที่ผู้เฒ่าเมิ่งต้องการ เพราะเขามุ่งมั่นที่จะทำธุรกิจ หลังจากนั้นความสัมพันธ์พ่อลูกของพวกเขาก็ห่างเหินกันมาโดยตลอด

 

 

แต่เมิ่งไหวหมินนั้นแตกต่างออกไป เขาเลือกที่จะเข้ากองทัพตามคำแนะนำของเมิ่งซงอวินและเขาก็ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ในใจของเมิ่งซงอวินจึงคิดว่าเขาดีกว่าเมิ่งไหวเซินมาก

 

 

นอกจากนี้เขายังมีหลานชายที่ดีอย่างเมิ่งจวินจิ่นอีกคน ดังนั้นสำหรับผู้เฒ่าเมิ่งแล้ว แม้กระทั่งหลีหย่าเหวินก็ยังสำคัญกว่าฉินอวิ๋นมาก

 

 

เมื่อมีจัดลำดับความสำคัญเช่นนี้ แน่นอนว่าเสิ่นหลานอีก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุทำให้ผู้เฒ่าเมิ่งไม่ชอบฉินอวิ๋น เดิมทีผู้เฒ่าเมิ่งเป็นคนเลือกเสิ่นหลานอีให้มาเป็นสะใภ้ใหญ่ของตระกูลเมิ่งด้วยตัวเอง เขาใช้ความพยายามอย่างมาก ถ้าไม่ใช่เพราะมิตรภาพระหว่างเขาและพ่อของเสิ่นหลานอีแล้ว การแต่งงานในครั้งนั้นก็คงจะเป็นไปไม่ได้

 

 

หลังจากเสิ่นหลานอีและเมิ่งไหวเซินได้พบกันอยู่หลายครั้ง เธอก็เริ่มสนใจในตัวเขา แต่ทางเมิ่งไหวเซินกลับมีอคติต่อเสิ่นหลานอี

 

 

นานวันเข้าเสิ่นหลานอีก็รับเขาเข้าไปอยู่ในหัวใจ ถึงแม้ว่าเมิ่งไหวเซินจะรู้สึกหวั่นไหวไปกับความงามของเสิ่นหลานอีอยู่บ้าง แต่เมื่อต้องเผชิญกับสภาวะที่ครอบครัวบังคับให้เขาแต่งงานกับเสิ่นหลานอี ความหวั่นไหวเหล่านั้นก็ลดน้อยลงไปโดยปริยาย

 

 

“ครับ สองวันนี้ในหน่วยมีภารกิจเร่งด่วน ผมก็เลยยุ่งจนถึงตอนนี้”

 

 

หลังจากที่เสิ่นหลานอีเกิดอุบัติเหตุ ความสัมพันธ์ระหว่างเมิ่งไหวหมินและพี่ใหญ่อย่างเมิ่งไหวเซินก็ไม่ได้สนิทชิดเชื้อกันเหมือนแต่ก่อน หรือพูดให้ถูกก็คือ พวกเขาห่างเหินกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

 

 

หลายปีก่อน เพราะความลำเอียงของผู้เฒ่าเมิ่ง ทำให้เมิ่งไหวเซินอดรนทนไม่ไหวที่ถูกเปรียบเทียบกับเมิ่งไหวหมินอยู่บ่อยครั้ง พูดอย่างคับแค้นใจออกมาเสียยกใหญ่ และหลังจากที่เสิ่นหลานอีเกิดอุบัติเหตุ เมิ่งไหวเซินก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกับทางบ้านอีก เขาเพียงกลับมาบ้านแค่ปีละหน เพื่อมาฉลองวันขึ้นปีใหม่เท่านั้น ส่วนช่วงเวลาที่เหลือเขาก็ไม่ได้กลับมาเลย

 

 

เมื่อผู้เฒ่าเมิ่งเห็นว่าทุกคนมากันครบแล้ว เขาก็หันไปพยักหน้าให้หลีหย่าเหวิน หลีหย่าเหวินเดินไปที่ครัวพลางพูดว่า “พี่อู๋จ๊ะ ยกอาหารกลางวันออกมาได้เลย”

 

 

ผู้เฒ่าเมิ่งนั่งที่หัวโต๊ะ ครอบครัวของเมิ่งไหวหมินและเมิ่งไหวเซินนั่งขนาบอยู่ทั้งสองข้าง มื้ออาหารมื้อนี้ผ่านไปอย่างน่าอึดอัด นอกเหนือจากหลีหย่าเหวินและเมิ่งชิงซีที่คอยชวนคุยเป็นครั้งเป็นคราวแล้ว คนที่เหลือก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารที่อยู่ในชามของตัวเอง

 

 

ทางด้านของคฤหาสน์ตระกูลลั่วก็ไม่ต่างกัน คุณแม่ลั่วไม่คุยกับถังโจวโจวอยู่แล้ว ในขณะที่ลั่วเซ่าเชินก็เป็นคนไม่ค่อยพูด ถังโจวโจวเองก็เอาแต่สนใจอาหารที่อยู่ในปาก ราวกับว่าถ้าเธอทำแบบนี้ เธอจะสามารถลดการมีตัวตนอยู่ของตัวเองลงได้

 

 

หลังจากรับประทานอาหารกลางวันกันเสร็จแล้ว ในช่วงบ่ายทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปอยู่คนละมุม ถังโจวโจวช่วยแม่นมจ้าวเตรียมวัตถุดิบสำหรับมื้อค่ำอยู่ในครัว ในขณะที่คุณพ่อลั่วเรียกตัวลั่วเซ่าเชินให้ไปหาที่ห้องหนังสือ ส่วนลั่วอิงหลังจากที่ออกไปเล่นที่สวนดอกไม้ได้พักหนึ่ง เธอก็วิ่งกลับเข้ามาในครัวเพื่อดูว่าถังโจวโจวกำลังทำอะไรอยู่

 

 

อาหารที่เตรียมไว้สำหรับมื้อค่ำละลานตากว่ามื้อกลางวันอยู่มาก แม่นมจ้าวแสดงฝีมือการทำอาหารทั้งหมดที่มีออกมา ช่วงเวลาตลอดบ่ายคุณแม่ลั่วเองก็ไม่ได้พูดอะไรที่กระทบกระทั่งถังโจวโจว ด้วยเธอรู้สึกไม่กระตือรือร้นสักเท่าไรนัก

 

 

หลังจากมื้อค่ำผ่านไป ลั่วเซ่าเชินก็หยัดตัวขึ้น เขาเตรียมพาถังโจวโจวและลั่วอิงกลับบ้าน คุณแม่ลั่วถามขึ้นมาทันทีว่า “วันนี้ไม่ค้างที่นี่กันสักคืนเหรอ อาเชิน อยู่ต่ออีกสักสองสามวันแล้วค่อยกลับสิ?”

 

 

คุณแม่ลั่วคิดไม่ถึงเลยว่าลั่วเซ่าเชินจะอยู่บ้านแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น แม้แต่จะนอนค้างสักคืนเขาก็ไม่ทำ เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าคุณแม่ลั่วเอ่ยปากขอให้อยู่ เธอก็ลอบเขย่าแขนของลั่วเซ่าเชินเบาๆ แต่ลั่วเซ่าเชินกลับไม่ยอมใจอ่อน “วันนี้ผมอยู่ต่อไม่ได้ครับแม่ ผมมีธุระ เราต้องขอตัวกลับก่อนแล้ว”

 

 

เมื่อได้ยินลั่วเซ่าเชินปฏิเสธ คุณแม่ลั่วก็ได้แต่กอดลั่วอิงเอาไว้ “ลั่วอิง หนูอยากอยู่ที่นี่กับคุณปู่คุณย่าไหมคะ”

 

 

คุณพ่อลั่วเห็นว่าคุณแม่ลั่วต้องการจะรั้งให้ครอบครัวของลั่วเซ่าเชินพักอยู่ที่นี่ เขาก็พูดกับลั่วเซ่าเชินขึ้นมาว่า “พวกแกจะรีบกลับกันไปทำไม แม่แกเขาอยากให้แกอยู่ แกจะตามใจแม่แกไม่ได้เลยเหรอ” คุณพ่อลั่วรู้สึกว่าลั่วเซ่าเชินชักจะเกินไปแล้ว ถังโจวโจวเองก็พอกัน เขาคิดว่าถังโจวโจวควรจะพูดโน้มน้าวลั่วเซ่าเชินสักหน่อย ไม่อย่างนั้นแต่งภรรยาอย่างเธอเข้ามาจะมีประโยชน์อะไร

 

 

“ไม่ได้จริงๆ ครับพ่อ โจวโจว ลั่วอิง กลับกันเถอะ!” ลั่วเซ่าเชินก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่ลังเล ถังโจวโจวมองดูคุณพ่อและคุณแม่ลั่วด้วยความกังวลใจ แต่เธอก็ต้องทำตามที่ลั่วเซ่าเชินบอก เธอจับมือลั่วอิงและพากันเดินตามหลังเขาออกไปด้านนอก

 

 

เมื่อคุณแม่ลั่วเห็นว่าแม้แต่ลั่วอิงก็ยังไม่ยอมอยู่ ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกหนาวจับใจ ทำไมครอบครัวถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้? คุณพ่อลั่วเข้ามาจับมือให้กำลังใจคุณแม่ลั่ว “คุณจะเสียใจไปทำไม ลูกมันโตแล้ว คุณไปบังคับอะไรไม่ได้หรอก ยังไงคุณก็ยังมีผมไม่ใช่เหรอ”

 

 

“ฉันเสียใจที่ไหนกัน ฉันไม่ได้เสียใจสักหน่อย” คุณแม่ลั่วไม่ยอมรับ คุณพ่อลั่วก็ไม่ได้พูดขัดอะไร เขาเพียงแต่ยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย

 

 

ลั่วเซ่าเชินขับรถมาถึงบ้าน พวกเขาปล่อยให้ลั่วอิงเข้าไปในบ้านก่อน ถังโจวโจวหันหน้ามาถามเขาว่า “ทำไมวันนี้คุณถึงไม่ยอมค้างที่บ้านคุณพ่อคุณแม่ล่ะคะ”

 

 

“คุณไม่ชอบไม่ใช่เหรอ แล้วจะอยู่ด้วยกันไปทำไม เดี๋ยวก็ได้ทะเลาะกันอีก” ลั่วเซ่าเชินไม่เข้าใจว่าถังโจวโจวกำลังคิดอะไรอยู่ เธอกับแม่ของเขาเข้ากันไม่ได้ไม่ใช่เหรอ แล้วเธอจะฝืนตัวเองอยู่ที่นั่นทำไม

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าลั่วเซ่าเชินทำเพื่อเธอขนาดนี้ เธอก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ เกิดความเงียบขึ้นระหว่างคนทั้งคู่ จากนั้นลั่วเซ่าเชินก็ชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า “อากาศหนาวขนาดนี้ เรารีบเข้าไปข้างในกันเถอะ!”

          เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นเธอยังไม่ขยับตัว ความคิดไม่ดีก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง “โจวโจว คุณไม่สบายหรือเปล่า ผมช่วยอาบให้ก็แล้วกันนะ!” แล้วเขาก็ถือวิสาสะเอาเปรียบเล็กน้อย 

 

 

มือของลั่วเซ่าเชินถูกปัดออกทันทีที่แตะลงบนเสื้อผ้าของถังโจวโจว “คุณจะทำอะไรน่ะ!” 

 

 

           ถังโจวโจวจ้องมองเขาอย่างขุ่นเคือง ผู้ชายคนนี้นี่จริงๆ เลย… ถังโจวโจวไม่รู้ว่าจะต่อว่าเขายังไงดี เผลอนิดเดียวก็ออกลายอีกแล้ว 

 

 

“โจวโจว ผมแค่จะช่วยคุณอาบน้ำเอง! ถ้าคุณไม่โอเคก็ไม่เป็นไร อย่าให้เท้าโดนน้ำล่ะ ผมจะออกไปก่อน” เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวจับทางเขาได้แล้ว ลั่วเซ่าเชินก็ได้แต่เดินลูบจมูกออกไปข้างนอก 

 

 

หลังจากที่ลั่วเซ่าเชินออกไปแล้ว ถังโจวโจวก็ลุกขึ้นสำรวจประตูห้องน้ำอีกครั้ง และเมื่อเห็นว่ามันปิดสนิทดีแล้ว เธอก็สบายใจขึ้น เธอถอดเสื้อผ้าและนั่งลงในอ่างอาบน้ำ โดยที่ไม่ลืมคำเตือนของลั่วเซ่าเชิน เธอยกเท้าข้างที่เจ็บขึ้นสูงๆ เพื่อป้องกันไม่ให้มันโดนน้ำ 

 

 

ในวันที่สามสิบของปี ลั่วเซ่าเชินและถังโจวโจวตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ วันนี้พวกเขาต้องกลับไปร่วมมื้ออาหารที่คฤหาสน์ตระกูลลั่ว เธอเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว ลั่วอิงเคยเล่าให้ถังโจวโจวฟังว่าคุณแม่ลั่วมีความสุขมากแค่ไหนในตอนที่เธอไม่อยู่ เป็นที่แน่ชัดว่าถ้าคุณแม่ลั่วเจอเธอในวันนี้ ก็จะอารมณ์เสียมากๆ ก็เป็นได้ 

 

 

แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่เธอสามารถควบคุมได้ ที่ผ่านมาผลลัพธ์ที่ถังโจวโจวได้จากการนั่งเงียบๆ ก็คือ เธอสามารถเคารพและให้เกียรติคุณแม่ลั่วได้ แต่เธอไม่อาจทนฟังคำพูดเหน็บแนมของคุณแม่ลั่วได้อีก ถึงอย่างไรตุ๊กตาดินเผาก็มีหัวจิตหัวใจเหมือนกัน 

 

 

เมื่อก่อนเป็นเพราะเธอเห็นแก่หน้าของลั่วเซ่าเชิน ถ้าจะพูดให้ละเอียดกว่านี้อีกก็คือ แม้ว่าที่ผ่านมาคุณแม่ลั่วจะปากร้ายไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ลงไม้ลงมืออะไรกับเธอ ดังนั้นถังโจวโจวจึงพยายามเข้าใจมาตลอดว่าแม่ทุกคนย่อมไม่อยากให้ลูกชายของเธอจากไปไหน 

 

 

แต่นี่ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่คุณแม่ลั่วจะยกมาต่อว่าเธอได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถังโจวโจวตัดสินใจแล้วว่า ถ้าคุณแม่ลั่วพูดอะไรไม่เข้าหูอีก เธอจะทำเป็นหูทวนลมก่อน ให้เป็นเพียงคำพูดที่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปเท่านั้น แต่ถ้าเธอทนไม่ไหวจริงๆ ถังโจวโจวก็จะตอกกลับไปอย่างไม่เคารพ 

 

 

พวกเขาทั้งสามคนขึ้นมานั่งบนรถที่บรรทุกของไว้เต็มด้านหลังเรียบร้อยแล้ว จากนั้นพวกเขาก็รีบตรงไปที่คฤหาสน์ตระกูลลั่ว ทางด้านของคฤหาสน์ตระกูลลั่ว แม่นมจ้าวกำลังง่วนอยู่ในครัว ส่วนคุณแม่และคุณพ่อลั่วก็นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น คุณแม่ลั่วเกิดอาการหมั่นไส้ เมื่อเห็นคุณพ่อลั่วนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ด้วยท่าทางสบายๆ 

 

 

เธอใช้มือปัดหนังสือพิมพ์และเอ่ยปากบ่นว่า “คุณยังมีอารมณ์มานั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่อีก นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ทำไมพวกอาเชินถึงยังไม่มา” เธอพูดพลางหันหน้าไปมองที่ประตูบ้าน และเมื่อเธอยังไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ เธอก็หันหน้ากลับมาด้วยความเศร้าใจ 

 

 

คุณพ่อลั่วไม่เข้าใจความใจร้อนของเธอเลย “คุณทำอะไรของคุณ ถ้าคุณร้อนใจมากนัก คุณก็โทรไปถามพวกเขาสิ จะมารบกวนผมตอนผมอ่านหนังสือพิมพ์ทำไม” ผู้หญิงนี่ช่างไร้ซึ่งเหตุผลเสียจริง 

 

 

คุณพ่อลั่วย้ายไปนั่งอีกฝั่งหนึ่ง เหลือเพียงคุณแม่ลั่วคนเดียวที่ยังนั่งกังวลใจอยู่ตรงนั้น เธอแค่คิดถึงลั่วเซ่าเชินและลั่วอิง นี่มันใกล้จะถึงเวลาอาหารแล้ว แต่จนป่านนี้เธอยังไม่เห็นพวกเขาเลย เธอจึงเป็นกังวล ตาแก่นั่นก็จริงๆ เลย ไม่เป็นห่วงลูกเลยสักนิด! 

 

 

แต่เมื่อเธอนึกขึ้นได้ว่าเธอจะต้องเจอหน้าถังโจวโจวด้วย คุณแม่ลั่วก็รู้สึกขัดใจ คุณแม่ลั่วยังรู้สึกโกรธเคืองที่ถังโจวโจวไม่สามารถรักษาหลานชายของตระกูลลั่วเอาไว้ได้ คุณแม่ลั่วยังโทษถังโจวโจวอยู่จนถึงทุกวันนี้ และพอเธอได้ข่าวว่าถังโจวโจวหนีออกจากบ้านไปเมื่อไม่นานมานี้ คุณแม่ลั่วก็อยากจะปรบมือดีใจให้ดังก้องไปทั่วบ้าน 

 

 

แต่น่าเสียดายที่เธอดีใจอยู่ได้ไม่นาน ถังโจวโจวก็กลับมา แล้วถังโจวโจวก็ไม่ได้กลับมาเยี่ยมเธอด้วย เธอคิดว่าตั้งแต่ถังโจวโจวกลับมา ความเคยชินที่ว่าพวกเขาจะแวะกลับมาที่คฤหาสน์ตระกูลลั่วทุกวันหยุดสุดสัปดาห์มันก็เปลี่ยนไป คุณแม่ลั่วรู้สึกโกรธเคืองมากขึ้นและตำหนิว่ามันเป็นความผิดของถังโจวโจวทั้งหมด 

 

 

ด้วยความรู้สึกขุ่นเคืองใจเช่นนี้ คุณแม่ลั่วก็ยังคงรอคอยการมาถึงของพวกเขาอยู่ ภายใต้ความเงียบที่ยาวนาน ในที่สุดคุณแม่ลั่วก็ได้ยินเสียงรถยนต์ดังมาจากด้านนอก เธอหายตัวไปจากสายตาของคุณพ่อลั่วทันที แล้วเมื่อเธอออกไปดู เธอก็พบว่าพวกเขามาแล้ว! 

 

 

“คุณย่าคิดถึงลั่วอิงจังเลย” คุณแม่ลั่วคว้าตัวลั่วอิงมากอดเป็นอันดับแรก หลังจากนั้น เธอก็จับตัวลั่วอิงหมุนซ้ายหมุนขวาและกวาดตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า เธอกุมใบหน้าของหลานสาวและพูดว่า “ไม่ได้เจอกันแค่ไม่กี่วัน หลานรักของย่าผอมลงไปอีกแล้ว!” 

 

 

ในขณะที่พูดประโยคนั้น คุณแม่ลั่วก็ปรายตามองไปที่ถังโจวโจว แน่นอนว่าถังโจวโจวก็เข้าใจในสิ่งที่แววตาคู่นั้นกำลังจะสื่อ คุณแม่ลั่วกำลังตำหนิเธอว่าเธอดูแลลั่วอิงได้ไม่ดี! ในเมื่อคุณแม่ลั่วไม่พูด ถังโจวโจวก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เมื่อเธอเห็นว่าคุณแม่ลั่วมองมา เธอก็เพียงยิ้มให้เล็กน้อย 

 

 

“คุณแม่คะ ช่วงนี้เซ่าเชินค่อนข้างยุ่ง เราก็เลยไม่ได้มาเยี่ยมคุณพ่อกับคุณแม่ ต้องขอโทษด้วยนะคะ” ถังโจวโจวก้าวออกมาด้านหน้าและเอ่ยเรียกคุณแม่ลั่วตามปกติ 

 

 

คุณแม่ลั่วเห็นว่า ทันทีที่พวกเขามาถึง ถังโจวโจวก็เอ่ยปัดความรับผิดชอบเกี่ยวกับที่ไม่ได้มาคฤหาสน์ตระกูลลั่วไปให้ลั่วเซ่าเชิน น่าเสียดายที่ถังโจวโจวไม่ได้ต่อปากต่อคำอะไรกับเธอ ซ้ำยังพูดเรื่องนี้กับเธอก่อนด้วย คุณแม่ลั่วจึงไม่สามารถกล่าวโทษอะไรได้อีก 

 

 

“แม่ครับ ข้างนอกมันหนาว เราเข้าไปข้างในกันดีกว่าครับ” ลั่วเซ่าเชินรู้ว่าคุณแม่ลั่วกับถังโจวโจวไม่ลงรอยกัน เขาจึงทำได้แค่เพียงตัดบทของพวกเธอสองคน มีอะไรค่อยเข้าไปคุยกันต่อข้างใน มิเช่นนั้น ลั่วเซ่าเชินกลัวว่าคุณแม่ลั่วจะโกรธจะไม่ให้ถังโจวโจวเข้าบ้าน 

 

 

“คุณย่าขา เราเข้าไปข้างในกันเถอะค่ะ หนูหนาวมากเลย!” ลั่วอิงเองก็เขย่ามือของคุณแม่ลั่ว พลางพูดอย่างออดอ้อน 

 

 

คุณแม่ลั่วที่มีสีหน้าตึงเครียดได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “จ้ะ ในเมื่อหนูหนาว เราก็รีบเข้าไปข้างในกันเถอะ” 

 

 

ภายในบ้าน เมื่อคุณพ่อลั่วเห็นว่าพวกเขามากันแล้วก็วางหนังสือพิมพ์ลง 

 

 

“คุณพ่อคะ พวกเรามาแล้ว” ถังโจวโจวพูดด้วยความเคารพและนอบน้อม 

 

 

“คุณปู่ขา คุณปู่คิดถึงหนูไหมคะ ลั่วอิงคิดถึงคุณปู่มากๆ เลยค่ะ!” ลั่วอิงโถมตัวเข้าไปในอ้อมแขนของคุณพ่อลั่วและส่งเสียงออดอ้อนอย่างน่ารัก 

 

 

“พ่อครับ” ในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ ลั่วเซ่าเชินกับคุณพ่อลั่วขัดแย้งกันอยู่หลายอย่าง โดยปกติแล้วเขามักจะทักคุณพ่อลั่วแค่คำเดียว นอกเหนือจากนี้เขาก็ไม่เคยคุยอะไรอย่างอื่นกับคุณพ่อลั่วอีก ซึ่งคุณพ่อลั่วเองก็เป็นคนที่เคร่งขรึมมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เขาไม่มีทางเป็นฝ่ายเริ่มคุยกับลั่วเซ่าเชินก่อนแน่นอน ยกเว้นเรื่องในครอบครัวและในบริษัท 

 

 

แม่นมจ้าวเห็นว่าพวกเขามากันแล้ว เธอก็รีบยกผลไม้ออกมาเสิร์ฟให้ทันที เธอลูบศีรษะเล็กๆ ของลั่วอิง และบ่นกับลั่วเซ่าเชินเล็กน้อยว่า “คุณชายหายหน้าไปนานเลยนะคะ พวกคุณไม่ได้กลับมาเยี่ยมคุณท่านกับคุณนายเลย คุณนายคิดถึงพวกคุณมากนะคะ” 

 

 

เมื่อคุณแม่ลั่วได้ยินแม่นมจ้าวช่วยเธอพูด ความน้อยใจของเธอก็ยิ่งหนักหน่วงขึ้น พอเธอคิดว่าที่ลั่วเซ่าเชินไม่ได้กลับบ้านเลยเป็นเพราะถังโจวโจว เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าลูกชายของเธอนั้นได้เมียแล้วลืมแม่ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเองก็รู้ว่าคุณแม่ลั่วคิดอย่างไร ตั้งแต่พี่ใหญ่ของเขาจากไป คุณแม่ก็ทุ่มความสนใจทั้งหมดมาที่เขา แต่น่าเสียดายที่เขาไม่ยอมทำในสิ่งที่คุณแม่อยากให้ทำ เมื่อก่อนเขายังพอเกลี้ยกล่อมคุณแม่ได้บ้าง โดยให้คุณแม่ไม่ต้องบังคับเขามาก 

 

 

แต่เมื่อเวลาผ่านไป สภาพจิตใจของคุณแม่ในตอนนี้กับช่วงที่ผ่านมากลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คุณแม่ลั่วในตอนนี้เกือบจะเป็นคนละคนกับในอดีต และท่าทีที่เธอมีต่อเขา มันก็เปลี่ยนไปมาก 

 

 

เขาพูดได้เลยว่า ในช่วงนี้คนที่เขาไม่อยากเจอมากที่สุดก็คือคุณแม่ลั่ว 

 

 

หลังจากที่เขาแต่งงานกับถังโจวโจว คุณแม่ลั่วก็ไม่รู้ว่าไปรับแรงกระตุ้นอะไรมา ถึงได้พยายามจับคู่เขากับเมิ่งชิงซีอย่างเอาเป็นเอาตาย แล้วไหนจะพยายามก่อปัญหาให้เขากับถังโจวโจวต้องหนักใจอีก 

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่อยากตั้งตัวเป็นอริกับคุณแม่ลั่ว ขณะเดียวกันก็ไม่อยากทำให้ถังโจวโจวรู้สึกลำบากใจ เพราะฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือให้พวกเธออยู่ห่างจากกัน อย่างน้อยแยกกันได้หนึ่งวันก็ยังดี 

 

 

“ช่วงนี้แม่เป็นยังไงบ้างครับ ได้ไปตรวจตามที่หมอนัดหรือเปล่า” ลั่วเซ่าเชินได้แต่เป็นห่วงคุณแม่ลั่วจากทางอื่น เขาไม่สามารถรับปากได้ว่าต่อไปเขาจะกลับมาเยี่ยมเธอบ่อยๆ แต่เขาสามารถส่งลั่วอิงมาอยู่เป็นเพื่อนกับคุณแม่ลั่วได้ 

 

 

ที่ลั่วเซ่าเชินทำแบบนี้เพราะมีเหตุผล หนึ่งคือเขางานยุ่ง แต่ก่อนเขาก็เป็นแบบนี้ โดยปกติแล้วภายในหนึ่งสัปดาห์ก็มีแค่ไม่กี่ครั้งที่เขาสามารถอยู่ร่วมมื้ออาหารกับคุณพ่อลั่ว คุณแม่ลั่ว และลั่วอิงได้ แต่หลังจากที่ถังโจวโจวเข้ามา สถานการณ์นี้มันก็ดีขึ้นเล็กน้อย 

 

 

เพียงแต่น่าเสียดายที่คุณพ่อและคุณแม่ลั่วไม่ยอมรับถังโจวโจว ส่วนลั่วเซ่าเชินก็ไม่อยากทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องลำบากใจ เขาจึงได้แต่ทำตัวเป็นกาวเชื่อมความสัมพันธ์อยู่ตรงกลาง 

 

 

“ก็ปกติดี หมอบอกว่าให้พักผ่อนอยู่บ้าน นี่มันเป็นโรคประจำตัวของแม่ แม่ก็ได้แต่ต้องดูแลมันไป” เมื่อคุณแม่ลั่วเห็นว่าลั่วเซ่าเชินเป็นห่วงเป็นใยเธอ เธอก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาทันที ประหนึ่งว่าที่ลั่วเซ่าเชินถามเธอแบบนี้ ก็สามารถแสดงให้เธอเห็นได้ว่าในใจของลั่วเซ่าเชินนั้น เธอสำคัญกว่าถังโจวโจว 

 

 

ทางด้านของตระกูลเมิ่งเองก็มีนัดกินข้าวกันที่เมือง Z ครอบครัวของเมิ่งไหวเซินรีบบินมาถึงเมือง Z ตั้งแต่เช้าตรู่ เมิ่งซงอวินหรือผู้เฒ่าเมิ่งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเขตทหารเมือง Z ซึ่งเมิ่งซงอวินนั้นมีลูกชายสองคนคือ เมิ่งไหวเซิน ลูกชายคนโต และเมิ่งไหวหมิน ลูกชายคนเล็ก 

 

 

เป็นเพราะตอนนั้นเมิ่งไหวเซินยืนกรานที่จะแต่งงานกับฉินอวิ๋นให้ได้ ในขณะที่เมิ่งซงอวินไม่เห็นด้วย ดังนั้นเขาจึงพาฉินอวิ๋นย้ายไปอยู่ที่เมือง S ซึ่งเป็นเมืองที่มีตระกูลลั่วอยู่ หลังจากนั้นเมิ่งไหวเซินก็ยุ่งอยู่กับกิจการของบริษัท และไม่ค่อยได้กลับมาที่เมือง Z สักเท่าไร 

 

 

ฉินอวิ๋นเองก็ได้ใช้ชีวิตคุณนายอย่างสงบสุขที่เมือง S และในเมื่อไม่มีใครทำให้เธออับอายขายขี้หน้า เธอก็ค่อยๆ ลืมเมือง Z ไปอย่างช้าๆ กระทั่งลืมไปว่าผู้เฒ่าเมิ่งคนนี้ไม่ลงรอยกับเธอ 

 

 

ส่วนเมิ่งไหวหมินก็เข้ามารับช่วงต่อจากผู้เฒ่าเมิ่ง ตอนนี้เขาเป็นหัวหน้าหน่วยรบพิเศษของเขตทหารเมือง Z ส่วนลูกชายของเขา เมิ่งจวินจิ่น ก็จบมาจากโรงเรียนเตรียมทหารเช่นกัน และอีกไม่นานเขาก็จะได้เลื่อนขั้นเป็นพันเอกแล้ว 

 

 

เมื่อครอบครัวของเมิ่งไหวเซินลงจากเครื่อง เมิ่งจวินจิ่นก็รออยู่ที่ด้านนอกของสนามบินแล้ว และเมื่อเห็นพวกเขาทั้งสามคน เขาก็รีบเดินเข้าไปหา “คุณลุง คุณป้า ชิงซี ในที่สุดก็มาถึงแล้ว คุณปู่กำลังรออยู่ที่บ้านครับ” 

 

 

ฉินอวิ๋นมีภาพจำที่ดีเกี่ยวกับเมิ่งจวินจิ่น เด็กคนนี้สุภาพอ่อนโยน มีสัมมาคารวะ หากยกเว้นเรื่องที่เขาพูดน้อยแล้ว เขาก็เป็นเลิศในทุกๆ ด้าน และที่สำคัญที่สุด เขาเป็นหลานชายคนเดียวของตระกูลเมิ่ง 

 

 

“รบกวนแย่เลยจวินจิ่น” เมิ่งไหวเซินรู้ดีว่าคุณพ่อของเขาหวังกับเมิ่งจวินจิ่นไว้มาก และเมิ่งไหวเซินเองก็ยอมรับว่าเมิ่งจวินจิ่นนั่นดีพร้อมไปหมดทุกอย่าง เช่นนี้เขาก็รู้สึกโล่งใจแล้วกับอนาคตของตระกูลเมิ่ง 

 

 

หลังจากนั้นฉินอวิ๋นและเมิ่งชิงซีก็เอ่ยทักทายเมิ่งจวินจิ่น เมิ่งชิงซีไม่ได้เจอญาติผู้พี่คนนี้มาเป็นเวลานานแล้ว และเธอเองก็ไม่ได้สนิทกับเขามากนัก ก็เธอเป็นคุณหนูใหญ่ที่แสนบอบบางอ่อนแอ เธอจะทนรับสีหน้าที่เคร่งขรึมและจริงจังของเมิ่งจวินจิ่นได้อย่างไร 

 

 

เธอไม่ได้ดูผิดไปหรอก อาจจะเป็นเพราะว่าเมิ่งจวินจิ่นใช้ชีวิตอยู่กับคนในกองทัพมานาน บนใบหน้าของเขาจึงไม่ค่อยมีรอยยิ้ม แต่เขาก็ยังเคารพเมิ่งไหวเซิน และแม้ว่าเขาจะไม่ค่อยได้คลุกคลีกับฉินอวิ๋นและเมิ่งชิงซี แต่เขาก็ยังปฏิบัติตัวอย่างมีมารยาทตามสมควร 

 

 

เมิ่งจวินจิ่นขับรถมารับครอบครัวของเมิ่งไหวเซินกลับไปที่คฤหาสน์หลังใหญ่ของตระกูลเมิ่ง เมื่อเข้ามาในเขตคฤหาสน์ เมิ่งไหวเซินก็กวาดตามองคฤหาสน์หลังใหญ่ที่เคยคุ้น พลางคิดว่าเขาไม่ได้กลับมาเจอคุณพ่อนานแล้ว จู่ๆ ความทรงจำครั้งเก่าก็หวนกลับมา 

 

 

เมื่อพวกเขาก้าวเข้ามาในบ้าน ผู้เฒ่าเมิ่งก็นั่งอยู่ในห้องโถง และเมื่อเขาเห็นว่าเมิ่งจวินจิ่นกลับมาแล้ว เขาก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า “กลับมาแล้วเหรอจวินจิ่น แกก็ด้วย มาแล้วเหรอ” 

 

 

ท่าทีของผู้เฒ่าเมิ่งเปลี่ยนไปไวมาก ที่เมิ่งไหวเซินออกไปใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกเป็นเวลาหลายปี นั่นก็เป็นเพราะว่าเขารักและเคารพคุณพ่อ และที่เขาไม่อยากกลับมาที่เมือง Z อีก นั่นก็เป็นเพราะว่าผู้เป็นบิดามักจะเย็นชาใส่เขา 

 

 

เมื่อเมิ่งชิงซีเห็นว่าบรรยากาศมันค่อนข้างจะประดักประเดิด เธอก็รีบแทรกตัวขึ้นมาอยู่ด้านหน้า “คุณปู่ขา หลานรักของคุณปู่มาแล้ว หนูคิดถึงคุณปู่จังเลยค่ะ” และเมื่อผู้เฒ่าเมิ่งเห็นหน้าเมิ่งชิงซี สีหน้าที่เหยียดตึงของเขาก็ดีขึ้นหลายเท่าตัว 

 

 

ฉินอวิ๋นยิ้มอย่างอ่อนโยน “คุณพ่อคะ หนูกับไหวเซินกลับมาเยี่ยมคุณพ่อค่ะ หนูได้ยินมาว่าช่วงนี้คุณพ่อกระดูกไม่ค่อยดี หนูก็เลยวานให้เพื่อนหาของบำรุงมาให้จากต่างประเทศ คุณพ่อจะได้เอาไว้บำรุงร่างกายนะคะ” 

 

 

เธอถือกล่องของขวัญด้วยมือทั้งสองข้าง ก่อนจะคลี่รอยยิ้มออกมาช้าๆ ดวงตากลมโตคู่นั้นทำให้ภาพลักษณ์ของเธอดูอ่อนโยนมากยิ่งขึ้น มีน้อยคนนักที่จะปฏิเสธความอ่อนโยนนี้ได้ลง 

 

 

แต่ความสวยงามและความอ่อนโยนของเธอ ดูเหมือนว่าจะใช้ไม่ได้ผลกับผู้เฒ่าเมิ่ง 

        ลั่วเซ่าเชินเห็นถังโจวโจวส่งสายตาอ้อนวอนมาบอกใบ้ว่า ‘อย่ารับปาก’ เดิมทีลั่วเซ่าเชินก็ไม่ได้อยากตอบรับ แต่เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวมีท่าทีกังวล ทันใดนั้นความชั่วร้ายก็ผุดขึ้นมาในสมอง เขาจึงรีบพูดอย่างรวดเร็วว่า “เอาเถอะ สามนาทีมันนานเกินไป จูบแค่นาทีเดียวก็แล้วกัน!” 

 

 

           เมื่อถังโจวโจวเห็นเขาตกปากรับคำแล้วจริงๆ เธอก็หมุนตัวเตรียมจะวิ่งลงจากเวที เธอไม่อยากจูบกับลั่วเซ่าเชินในที่สาธารณะแบบนี้ มันน่าอายจะตายไป! 

 

 

           น่าเสียดายที่ลั่วเซ่าเชินคว้าเธอไว้ได้ทัน คนที่อยู่ด้านล่างตะโกนอย่างไม่เกรงใจว่า “ท่านผอ. รีบจูบเร็วครับ! พวกเรารอกันอยู่!” 

 

 

“คุณผู้หญิงไม่ต้องอายนะครับ แค่จูบเท่านั้นเอง” 

 

 

“โจวโจว ดูเหมือนว่าวันนี้คงต้องเลยตามเลยแล้วล่ะ คงมีแค่คุณเท่านั้นที่จะเกลี้ยกล่อมพวกเขาได้ ผมเองก็ไม่ได้อยากทำแบบนี้หรอกนะ” 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าเขาผลักภาระมาให้เธอ เธอก็ยิ่งโมโห “ใครบอกให้คุณตอบรับล่ะ คุณต้องแก้ปัญหานี้เองสิ!” 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นถังโจวโจวยกปัญหานี้ให้เขา เขาก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา “โอเค ในเมื่อคุณพูดแบบนี้ ผมก็จะทำตามวิธีของผมแล้วกันนะ” 

 

 

ถังโจวโจวยังคงสงสัยอยู่ว่าทำไมเขาถึงว่าง่ายขนาดนี้ และเมื่อเธอเงยหน้าขึ้น เธอก็เห็นว่าแสงไฟตรงหน้าเธอถูกบดบังไป และก่อนที่เธอจะตั้งสติได้ เธอก็รู้สึกถึงสัมผัสที่คุ้นเคยตรงริมฝีปากของเธอ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินโอบกอดถังโจวโจวและบดแทรกลิ้นเข้าไปในปาก กว่าถังโจวโจวจะรู้ตัว เธอก็ถูกลั่วเซ่าเชินจูบอย่างหนักหน่วงจนเธอเกือบจะหยุดหายใจ 

 

 

คนที่อยู่ด้านล่างเงียบเสียงลงเพราะกลัวว่าจะทำลายฉากอันแสนสวยงามฉากนี้เข้า หลีเหวินมองดูคู่รักที่ยืนแลกจูบกันอยู่บนเวทีด้วยความอิจฉาตาร้อน ส่วนหวังหนิงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็พูดออกมาจากใจว่า “ท่านผอ. กับภรรยารักกันดีจังเลยนะครับ” 

 

 

หลีเหวินอยากจะตอกกลับไป พวกเขารักกันดีที่ไหนล่ะ นั่นมันก็แค่ภาพลวงตา เหมือนกับว่าถ้าหลีเหวินปลอบใจตัวเองแบบนี้ เธอก็จะมีความกล้าที่สามารถอดทนมองไปยังคนทั้งสองบนเวทีได้ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินพูดจริงทำจริง เขาบอกว่าจะจูบเธอหนึ่งนาที เขาก็จูบแบบไม่ขาดไม่เกินเลยสักวินาที ไม่รู้ว่าเขาทำได้อย่างไร เมื่อลั่วเซ่าเชินถอนริมฝีปากออกจากเธอ ถังโจวโจวก็อ้าปากหอบแฮกๆ ก่อนจะจ้องเขาเขม็งด้วยความโกรธเคือง 

 

 

น่าเสียดายที่ลั่วเซ่าเชินไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด ยิ่งเขาเห็นว่าถังโจวโจวโกรธ เขาก็ยิ่งหัวเราะอย่างมีความสุข ถังโจวโจวทำได้แค่เก็บคำบ่นไว้ในใจ เดี๋ยวค่อยกลับไปคิดบัญชีกับเขาทีหลัง 

 

 

“เป็นอะไรไป อารมณ์เสียเหรอ” ลั่วเซ่าเชินกระซิบข้างหูถังโจวโจว 

 

 

ถังโจวโจวเมินหน้าหนีไม่สนใจเขา พิธีกรที่ยืนอยู่ข้างๆ พูดทำลายความเงียบขึ้นมาว่า “ท่านผอ. สุดยอดไปเลยครับ! ทำไมท่านถึงทำได้ครบกำหนดพอดี ไม่ขาดไม่เกินเลยสักวิ!” พิธีกรอดที่จะยกนิ้วให้กับลั่วเซ่าเชินไม่ได้ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเพียงแค่เอื้อมมือไปรับไมโครโฟนมา และแทนที่เขาจะตอบคำถามของพิธีกร เขากลับประกาศอะไรบางอย่าง 

 

 

“วันนี้ผมขอประกาศไว้ตรงนี้เลยนะครับว่า ในปีต่อๆ ไปรางวัลที่สามจะถูกเปลี่ยนเป็นรางวัลอื่นแทน อย่างที่ทราบกันดีว่าผมแต่งงานแล้ว หากยังให้กอดของผมเป็นรางวัลอีก เดี๋ยวภรรยาของผมจะหึงเอาได้” 

 

 

เสียงเอ็ดอึงดังขึ้นจากผู้คนที่อยู่ด้านล่างเวที บางคนก็พูดออกมาอย่างเสียดายว่า ทำไมตัวเองถึงไม่เจอผู้ชายที่เพียบพร้อมแบบนี้บ้าง หลังจากที่ลั่วเซ่าเชินประกาศการเปลี่ยนรางวัลที่ทำร้ายจิตใจผู้หญิงทุกคนแล้ว เขาก็ลงมาจากเวทีพร้อมกับถังโจวโจว เหลือเพียงพิธีกรคนเดียวที่ถูกทิ้งไว้ให้ปลอบใจพนักงานที่กำลังเจ็บปวดหัวใจ 

 

 

เมื่อเธอและลั่วเซ่าเชินเดินมาถึงมุมห้อง ถังโจวโจวก็เอ่ยถามว่า “ทำไมจู่ๆ คุณถึงประกาศแบบนั้นคะ” ถังโจวโจวไม่อยากจะเชื่อว่าเขาจะพูดออกไปแบบนั้น เธอเคยพูดว่าเธอหึงตั้งแต่เมื่อไร? 

 

 

ลั่วเซ่าเชินก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนจะกระซิบตรงหน้าผากของถังโจวโจวว่า “ก็ผมกลัวว่าคุณจะหึง ผมไม่อยากนอนบนโซฟานะ” 

 

 

“คุณพูดเกินจริงแล้ว!” เธอเคยให้เขานอนบนโซฟาเมื่อไรกัน นอกจากนี้ พื้นที่บ้านออกจะกว้างขวางใหญ่โต โซฟาก็ไม่ได้เล็กไปกว่าเตียงเลย หากเขาจะต้องไปนอนบนโซฟาบ้าง ก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่! 

 

 

แล้วจู่ๆ ถังโจวโจวก็เข้าใจเรื่องทั้งหมด เขาไม่อยากกอดกับพนักงานของเขานี่เอง “ถ้าพนักงานของคุณรู้ว่าคุณไม่อยากกอดพวกเธอเพราะคุณหวงเนื้อหวงตัว ไม่รู้ว่าพวกเธอจะเสียใจมากแค่ไหนนะคะ” 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าถังโจวโจวเดาทางของเขาออกแล้ว เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ เขาคิดแบบนั้นจริงๆ นั่นแหละ ปีนี้เขาเลือกไว้แล้วว่าจะต้องเป็นถังโจวโจวเท่านั้น ต่อให้จับไม่ได้หมายเลขสามสิบห้า ลั่วเซ่าเชินก็จะคิดหาวิธีที่ทำให้ได้กอดหมายเลขสามสิบห้าให้ได้! 

 

 

ทันใดนั้นถังโจวโจวก็นึกอะไรบางอย่างออก เธอถามด้วยความสงสัย “แล้วปีที่แล้วคุณทำยังไงคะ” ปีที่แล้วเขายังไม่มีเธอ แล้วลั่วเซ่าเชินจัดการเรื่องนี้อย่างไรล่ะ? 

 

 

“ผมก็มีลูซี่ไง!” ถังโจวโจวปิดปากหัวเราะ ลั่วเซ่าเชินนี่ร้ายจริงๆ ให้ความหวังกับลูกน้องเองแท้ๆ แต่เขากลับวางแผนไว้หมดแล้ว แม้ว่าจะจับหมายเลขของลูซี่ไม่ได้ เธอก็มั่นใจว่าเขาจะต้องหาทางเอาตัวรอดได้แน่ 

 

 

หลีเหวินยืนอยู่หลังผ้าม่าน เมื่อเธอได้ยินบทสนทนานี้ เธอก็กำผ้าม่านในมือไว้แน่น ริมฝีปากของเธอถูกกัดจนซีดขาว เมื่อปีก่อนเธอนึกว่าลูซี่โชคดี แต่ที่ไหนได้มันเป็นแผนของลั่วเซ่าเชิน นี่เขาปล่อยให้เธอมีความหวังอย่างนี้ได้อย่างไร ทุกอย่างมันถูกเตรียมไว้หมดแล้ว เธอนี่โง่จริงๆ! 

 

 

หลังจากช่วงเวลาจับฉลากที่น่าจับตามองได้ผ่านพ้นไปแล้ว ลำดับต่อไปก็จะเป็นการประกาศรายชื่อพนักงานดีเด่นของลั่วกรุ๊ป พวกเขาจะได้รับมอบรางวัลในนามของบริษัท และท้ายที่สุดงานเลี้ยงประจำปีก็จบลงไปอย่างสมบูรณ์แบบ 

 

 

เมื่อกลับมาถึงบ้าน ถังโจวโจวก็โถมตัวลงบนโซฟา “เหนื่อยจังเลย เท้าฉันปวดไปหมดแล้วเนี่ย” ถังโจวโจวรีบถอดรองเท้าออก เธอรู้สึกเจ็บที่ส้นเท้าเล็กน้อย 

 

 

ลั่วเซ่าเชินประคองเท้าของเธอขึ้นมาพลิกดู “ไม่เป็นไรหรอก มันแค่แดงนิดหน่อยเอง ไม่มีแผลด้วย แต่ช่วงสองสามวันนี้ คุณอย่าเพิ่งใส่ส้นสูงก็แล้วกัน” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินรวบรองเท้าไว้ด้านข้างก่อนจะไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลออกมา เขาทายาให้ถังโจวโจว เมื่อถังโจวโจวมองเห็นท่าทางที่เอาใจใส่ของเขา ความคิดที่จะคิดบัญชีกับเขาก่อนหน้านี้ก็หายวับไปในทันที ต้องยอมรับเลยว่าในเวลาลั่วเซ่าเชินไม่ได้ยั่วโมโหเธอ เธอสามารถมองเขาได้อย่างสบายตา 

 

 

น่าเสียดายที่เขาใช้เวลาทะเลาะกับเธอไปแล้วครึ่งหนึ่ง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่น่ารำคาญที่สุด เขาไม่รู้จักถอยให้เธอเลยสักนิด “นี่ ฉันขอถามคุณหน่อยสิ ใครเป็นคนเสนอให้กอดของคุณเป็นรางวัลที่สามเหรอ แล้วทำไมคุณถึงยอมล่ะคะ” 

 

 

ในเมื่อลั่วเซ่าเชินไม่เห็นด้วย แล้วทำไมถึงมีรางวัลแบบนี้ได้ล่ะ นี่กำลังเล่นสนุกอะไรกันอยู่? ถังโจวโจวคิดว่าเรื่องนี้มันแปลกเกินกว่าจะเข้าใจ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินก้มหน้าและทายาให้ถังโจวโจวต่อไป “ตอนแรกรางวัลที่สามมันไม่ใช่แบบนี้ แต่ต่อมาก็มีคนเสนอความคิดว่าควรให้ผมกอดพวกเธอเป็นรางวัล แค่ผมกอดพวกเธอ พวกเธอก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว จากนั้นทุกคนก็ลงคะแนนด้วยการยกมือ ที่สุดแล้วผมก็ปฏิเสธไม่ได้” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินหวนนึกถึงตอนที่รู้ว่าตัวเองต้องไปเป็นรางวัลจับฉลากนี้ ตอนนั้นเขารู้สึกเหนื่อยใจอย่างมาก! แต่ตอนนี้เมื่อคิดว่าในอนาคตเขาจะไม่ต้องเหนื่อยใจอีกต่อไปแล้ว ลั่วเซ่าเชินก็จูบลงบนแก้มของถังโจวโจว “โจวโจว คุณคือดาวนำโชคของผม ผมไม่ต้องกังวลใจเรื่องนี้อีกต่อไปแล้ว” 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นเขามีความสุขมากขนาดนี้ เธอก็เชื่อแล้วว่าก่อนหน้านี้เขาคงพยายามรักษาหน้าอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่ตอนนั้นถ้าเขาบอกไม่เห็นด้วยหรือไม่ยอม ก็ไม่น่าจะมีใครบังคับเขาได้นี่ แต่เมื่อถังโจวโจวจินตนาการถึงตอนที่ลั่วเซ่าเชินขมวดคิ้วมุ่นเพราะมติเอกฉันท์ว่าเลือกรางวัลนี้ เธอก็รู้สึกว่ามันน่าขำอยู่ไม่น้อย 

 

 

น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้เห็นภาพเหล่านั้นแล้ว เฮ้อ! น่าเสียดายจัง น่าเสียดาย! 

 

 

ตอนอยู่ในงานเลี้ยงถังโจวโจวไม่ได้กินอะไรมาก และเมื่อเธอกลับมาถึงบ้าน เธอก็ไม่อยากรบกวนป้าหลิวให้ลุกขึ้นมาทำอะไรให้กิน ดังนั้นเธอจึงเดินกระโดดขาเดียว โดยตั้งใจจะไปที่ห้องครัว เพื่อต้มบะหมี่ให้กับตัวเธอเองและลั่วเซ่าเชิน 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นเธอเดินกึ่งกระโดดด้วยขาข้างเดียว เขาก็รู้สึกเหนื่อยใจและอยากจะบ่นเธอสักหน่อย ทำไมเธอถึงไม่เอ่ยปากขอให้เขาอุ้มไปล่ะ ทีเรื่องจำเป็นน่ะไม่รู้จักขอหรอก! 

 

 

ท้ายที่สุด ลั่วเซ่าเชินก็ทนดูต่อไปไม่ไหว เขาตรงเข้าไปคว้าตัวเธอไว้ จากนั้นถังโจวโจวก็รู้สึกว่าตัวเธอลอยอยู่ในอากาศ เธอรีบโอบไปรอบลำคอของลั่วเซ่าเชินตามสัญชาตญาณ “คุณจะทำอะไรคะ!” 

 

 

“ดูไม่ออกเหรอ ก็จะอุ้มคุณไปที่ครัวไง” ลั่วเซ่าเชินก้าวไปข้างหน้า เพียงครู่เดียวเขาก็ถึงที่หมาย เมื่อเทียบกับการกระโดดของถังโจวโจวแล้ว แบบนี้มันเร็วกว่ากันเยอะ 

 

 

เขาปล่อยถังโจวโจวลงเมื่อถึงห้องครัว เมื่อถังโจวโจวเห็นเขายังยืนอยู่ข้างๆ เธอก็ไม่ปล่อยให้เขาว่างงาน ตอนนี้เธอขยับตัวได้ลำบาก เธอจึงได้แต่ชี้นิ้วสั่งให้ลั่วเซ่าเชินทำงานให้ 

 

 

“หยิบเส้นมาค่ะ” 

 

 

“หยิบไข่ออกมาจากตู้เย็นสองฟองค่ะ ดูด้วยนะคะว่ามีมะเขือเทศไหม ถ้ามีก็หยิบมาด้วยค่ะ” 

 

 

“คุณช่วยฉันตั้งน้ำทีค่ะ” 

 

 

 

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่ได้บ่นอะไร และของที่ถังโจวโจวต้องการก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอทีละอย่าง ถังโจวโจวอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก เธอสามารถลงมีดได้อย่างเบามือและรวดเร็ว เธอใส่เส้นลงไปในหม้อ จากนั้นก็ใช้หม้ออีกใบหนึ่งทำน้ำซุป แล้วเธอก็หยิบชามออกมาสองใบ 

 

 

เพียงไม่นาน บะหมี่มะเขือเทศใส่ไข่หอมกรุ่นสองชามก็เสร็จเรียบร้อย เดิมทีถังโจวโจวอยากจะใส่ผักลงไปด้วย แต่น่าเสียดายที่ในตู้เย็นไม่มี แต่แค่นี้ก็ดีมากแล้ว 

 

 

ลั่วเซ่าเชินมีหน้าที่ยกบะหมี่ออกมา ในขณะที่ถังโจวโจวก็กระโดดขาเดียวพลางเกาะกำแพงออกมาถึงโต๊ะอาหารด้วยความยากลำบาก 

 

 

ลั่วเซ่าเชินส่งตะเกียบให้เธอ ในตอนแรกถังโจวโจวก็ไม่ได้รู้สึกหิวอะไรมาก แต่เมื่อบะหมี่ร้อนๆ กลิ่นหอมกรุ่นเตะจมูกอย่างนี้ก็ทำให้ถังโจวโจวรู้สึกหิวขึ้นมาทันที และเมื่อในโพรงจมูกของเธอเต็มไปด้วยกลิ่นบะหมี่ ท้องของเธอก็ร้องขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ 

 

 

แม้ว่าลั่วเซ่าเชินจะไม่ได้เอ่ยอะไร แต่ถังโจวโจวก็ดูออกว่าเขาหิว ท่าทางของเขายังคงสง่างามและน่ามองเช่นเคย แต่จังหวะการเคลื่อนไหวของเขากลับยิ่งเร็วมากขึ้น 

 

 

หลังจากกินบะหมี่จนหมด ถังโจวโจวก็อยากจะล้างจาน แต่ลั่วเซ่าเชินไม่ยอม เขาอุ้มเธอขึ้นไปชั้นบน “ทิ้งชามไว้ให้ป้าหลิวล้างพรุ่งนี้ก็ได้ ผมจะอุ้มคุณขึ้นไปอาบน้ำก่อน” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินอุ้มถังโจวโจวเข้ามาในห้องน้ำเลย “เสื้อผ้าฉันล่ะคะ” เขาจะอุ้มเธอเข้ามาในห้องน้ำทำไม เดี๋ยวเธอก็ต้องออกไปหยิบเสื้อผ้าอยู่ดี จะทำให้ยุ่งยากทำไมนี่? 

 

 

“เดี๋ยวผมไปหยิบมาให้ คุณจะใส่ตัวไหน” 

 

 

ถังโจวโจวเบิกตามองลั่วเซ่าเชิน “ไม่…ไม่ต้องก็ได้มั้งคะ เดี๋ยวฉันไปหยิบเอง” 

 

 

นี่มันน่ากลัวจริงๆ คุณชายลั่วเซ่าเชินที่คอยชี้นิ้วสั่งเธอมาตลอด ทำไมวันนี้เขาถึงสลับตำแหน่งกับเธอเสียได้ล่ะ? ถึงขั้นบอกว่าจะช่วยหยิบเสื้อผ้าให้เธออีก ถังโจวโจวขนลุกขนพองไปหมด 

 

 

“ทำไม? มันแปลกมากเหรอที่ผมจะช่วยคุณหยิบเสื้อผ้า” ลั่วเซ่าเชินเลิกคิ้วและเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ ดูสิว่าถังโจวโจวจะอ้างเหตุผลอะไรได้อีก 

 

 

แน่นอนว่าถังโจวโจวอยากจะตอบกลับว่า ‘ทำไมมันจะไม่แปลกล่ะ’ แต่น่าเสียดายที่ถังโจวโจวไม่กล้าพูดคำเหล่านั้นออกมา เพราะกลัวความเจ้าเล่ห์ของลั่วเซ่าเชิน “ไม่แปลกค่ะ แต่ฉันว่าฉันหยิบเองดีกว่า” ฉันไม่กล้าใช้คุณหรอกค่ะ! ถังโจวโจวแขวะในใจ 

 

 

“ถ้าคุณไม่บอก ผมก็จะหยิบสุ่มมาแล้วกันนะ” ลั่วเซ่าเชินเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าและเปิดมันออก เขาสำรวจดูเสื้อผ้าของถังโจวโจว เสื้อผ้าถูกจัดวางไว้อย่างเรียบร้อย และเมื่อเขาเปิดดูชุดนอนของเธอ ลั่วเซ่าเชินก็พบว่าชุดนอนที่ถังโจวโจวใส่ล้วนมีแต่แบบที่มิดชิด 

 

 

เมื่อหยิบชุดออกมาได้ชุดหนึ่ง ลั่วเซ่าเชินก็เดินกลับเข้าไปในห้องน้ำ แล้วเขาก็พบว่าถังโจวโจวยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น ลั่วเซ่าเชินก้มตัวลงไปเปิดน้ำให้เธอ “โอเค ผมปรับน้ำแล้ว คุณอาบได้เลย” 

           หลังจากที่ลั่วเซ่าเชินกล่าวสุนทรพจน์จบ พนักงานแต่ละคนก็เดินไปคุยกับคนที่ตัวเองรู้จัก จะเห็นได้ว่าภายในห้องจัดเลี้ยงเต็มไปด้วยกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ ถังโจวโจวที่จำต้องตามติดผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดในห้องนี้ จึงทำให้ไม่สามารถปลีกตัวออกไปไหนได้

 

 

           พวกเขาเพิ่งจะทักทายท่านรองผู้อำนวยการไปได้ไม่นาน ผู้จัดการแต่ละแผนกก็เดินปรี่เข้ามาหาอีก ถังโจวโจวไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ เธอจึงได้แต่ยืนนิ่งเป็นแจกันดอกไม้อยู่ข้างๆ ลั่วเซ่าเชิน

 

 

           เพียงแต่ท่ามกลางเหล่าผู้จัดการ มีแค่ผู้จัดการหญิงคนเดียวเท่านั้นที่สะดุดตาเธอ ถึงแม้ว่าเธอจะอำพรางมาอย่างดี แต่ถังโจวโจวก็ยังพบพิรุธ ผู้จัดการหลีคนนี้ดูเหมือนจะสนใจสามีของเธอ

 

 

           เพื่อเป็นการพิสูจน์ข้อสันนิษฐาน ในขณะที่ลั่วเซ่าเชินพูดคุยกับเหล่าผู้จัดการ ถังโจวโจวก็ได้จับตาดูผู้จัดการหลีของฝ่ายการเงินอย่างใกล้ชิด ถังโจวโจวเห็นว่าแม้ว่าคำพูดของเธอจะไม่ได้แตกต่างจากคนอื่น แต่ดวงตาของเธอมักจะแอบชำเลืองมองลั่วเซ่าเชินเป็นครั้งเป็นคราว

 

 

           ถังโจวโจวโกรธมาก ลั่วเซ่าเชินช่างเป็น ‘ดอกไม้สีช้ำที่ยังล่อตาล่อตาใจเหล่าผีเสื้อได้’[1] จริงๆ ไปถึงไหนก็ได้รับความนิยมถึงนั่น!

 

 

           หลีเหวินตามผู้จัดการท่านอื่นๆ มาคุยกับลั่วเซ่าเชิน เพื่อต้องการมองลั่วเซ่าเชินให้ถนัดตา และเมื่อเธอเห็นภรรยาของเขายืนอยู่ข้างๆ หลีเหวินก็รู้สึกปั่นป่วนไปชั่วขณะ ไม่ว่าจะเป็นหึง หวง โกรธ ฝืนทน เสียใจ ล้วนมีทั้งหมด

 

 

           ลั่วเซ่าเชินไม่ได้แสดงความสนิทชิดเชื้อกับใครเป็นพิเศษ ซึ่งหลีเหวินก็รู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องเสียมารยาทอะไร เธอคิดแค่ว่าด้วยเหตุนี้แหละที่ทำให้ลั่วเซ่าเชินแตกต่างจากผู้ชายคนอื่น นี่อาจจะเรียกได้ว่าเพราะความรักบังตา ทำให้โลกของหลีเหวินกลายเป็นสีชมพู

 

 

           ลั่วเซ่าเชินเองก็ไม่ได้ใส่ใจว่าหลีเหวินจะรู้สึกอะไรกับเขาหรือไม่ แม้ว่าหลีเหวินจะเคยดูห่วงเป็นใยเขาอยู่บ้างก็ตาม แต่มันก็เป็นไปภายใต้ข้ออ้างที่เหมาะสม ลั่วเซ่าเชินไม่เคยเอะใจอะไรเลย หรือต่อให้เขารู้ตัว เขาก็ไม่สนใจ กอปรกับในช่วงนั้นเขามัวแต่หงุดหงิดกับความรุ่มร่ามของเมิ่งชิงซี

 

 

           แม้ว่าแต่ก่อนหลีเหวินจะไม่ได้สนใจถังโจวโจว แต่ตอนนี้เธอก็ต้องยอมรับว่า ถังโจวโจวเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของเธอ หลีเหวินสังเกตเห็นว่า แม้ว่าลั่วเซ่าเชินจะกำลังพูดคุยอยู่กับพวกเขา แต่ถ้าถังโจวโจวต้องการอะไร เขาก็จะรู้ได้ในทันที

 

 

           ถ้าไม่ใช่เพราะเขาทุ่มเทความสนใจไปที่เธอ เขาจะตอบสนองต่อสิ่งที่ถังโจวโจวต้องการได้ไวกว่าถังโจวโจวได้อย่างไร และความรักของลั่วเซ่าเชินที่มีต่อถังโจวโจวอย่างลึกซึ้ง คือสิ่งที่หลีเหวินไม่อยากจะเห็น

 

 

“โจวโจว อย่าดื่มเยอะ เดี๋ยวคุณก็เมาหรอก”

 

 

เหล่าผู้จัดการที่อยู่รอบๆ เอ่ยสมทบ “ท่านผอ. ดีกับคุณผู้หญิงมากเลยนะครับ พวกเรานี่เทียบไม่ติดเลย”

 

 

“ไม่หรอก เวลาเธอดื่มเธอมักจะไม่รู้ตัวน่ะ ถ้าผมไม่จับตาดูเอาไว้ เกิดไม่สบายขึ้นมา เดี๋ยวเธอก็จะมาโทษผมอีก” ลั่วเซ่าเชินพูดอย่างน่าสงสาร ราวกับว่านอกเหนือเวลางานถังโจวโจวกลับเป็นฝ่ายที่ควบคุมเขา

 

 

ถังโจวโจวขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่ตอนนี้เธออยู่ในที่สาธารณะ ซ้ำยังห้อมล้อมไปด้วยลูกน้องของลั่วเซ่าเชิน เธอจึงไม่กล้าฉีกหน้าเขา จึงได้แต่บ่นในใจว่า ‘กลับบ้านเมื่อไร เดี๋ยวเจอกัน!’

 

 

“คุณผู้หญิงนี่โชคดีจริงๆ ครับ!”

 

 

เมื่อหลีเหวินได้ยินเหล่าผู้จัดการเอ่ยปากชมถังโจวโจว เธอก็รู้สึกได้ว่าในอกของเธอนั้นเต็มไปด้วยความขมขื่น แต่มันไม่มีทางไหนที่จะระบายออกมาได้ เธอจึงทำได้เพียงปั้นหน้ายิ้มทว่าแข็งทื่อ และเพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าสายตา หลีเหวินก็ก้มหน้าลงเล็กน้อยซ่อนความรู้สึกในแววตา

 

 

ในขณะที่เธอไม่ต้องการให้ใครสังเกตเห็นตัวเอง แต่แล้วใครบางคนกลับเอ่ยถึงหลีเหวินขึ้นมา “วันนี้ผู้จัดการหลีดูเงียบๆ นะครับ ไม่สบายหรือเปล่า” ผู้จัดการหวังของฝ่ายขายเอ่ยถามด้วยความกังวล เมื่อเห็นว่าหลีเหวินไม่ได้ร่าเริงเหมือนปกติ

 

 

ผู้จัดการท่านอื่นๆ อมยิ้มและหันมามองตาม พวกเขาต่างก็ทราบดีว่าหวังหนิง ผู้จัดการฝ่ายขายสนใจหลีเหวิน แต่หลีเหวินไม่เคยหวั่นไหวเลย หวังหนิงจึงได้แต่พยายามต่อไป เผื่อว่าสักวันหนึ่งหลีเหวินจะหันกลับมามองเขาบ้าง

 

 

เมื่อหลีเหวินเห็นว่าดวงตาทุกคู่จับจ้องมาที่เธอ เธอก็กระแอมไอเบาๆ “ฉันไม่ค่อยสบายน่ะค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ ฉันขอตัวก่อน” หลีเหวินยิ้มเจื่อน

 

 

หวังหนิงเห็นเธอเดินออกไปไกลแล้ว แต่แววตาของเขาก็ยังเต็มไปด้วยความกังวล คนอื่นๆ ต่างก็ยิ้มและพูดคุยกันต่อเหมือนเดิม หวังหนิงไม่อาจวางใจลงได้ เขาจึงหันไปพูดกับคนอื่นๆ ว่า “ขอโทษนะครับ ผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อน”

 

 

พวกเขายิ้มตอบอย่างเข้าใจ เมื่อถังโจวโจวเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ เธอจึงกระซิบกับลั่วเซ่าเชินว่า “สองคนนี้เขามีอะไรกันหรือเปล่าคะ”

 

 

ลั่วเซ่าเชินจิ้มหน้าผากถังโจวโจวเบาๆ “มัวแต่ห่วงเรื่องของคนอื่น ดูแลตัวเองให้ดีก่อนเถอะ!” ถังโจวโจวยู่ปากใส่ แค่ถามนิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่ได้

 

 

เกมระหว่างพักครึ่งของงานเลี้ยงมาถึงแล้ว ดูเหมือนว่าพิธีกรจะขอให้คนยกกล่องขนาดใหญ่ออกมา สายตาของทุกๆ คนจับจ้องไปที่กล่องใบนั้น เวลาตัดสินโชคชะตาได้มาถึงแล้ว

 

 

ก่อนหน้านี้ถังโจวโจวไม่เข้าใจว่าหมายเลขที่เธอได้มามีไว้ทำอะไร ที่แท้มันก็ได้ใช้ตอนนี้เอง!

 

 

ถังโจวโจวไม่คิดว่าเธอจะเป็นผู้โชคดี ดังนั้นเธอจึงแค่ยืนมองเฉยๆ แล้วก็แอบถือโอกาสดูไปด้วยว่ารางวัลใหญ่ของลั่วกรุ๊ปคืออะไร

 

 

เธอยืนฟังพิธีกรที่พูดอยู่บนเวที “ตอนนี้ขอเชิญคุณลั่วเซ่าเชิน ท่านผู้อำนวยการแห่งลั่วกรุ๊ป ขึ้นมาประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลในปีนี้ครับ”

 

 

ลั่วเซ่าเชินพูดอะไรกับถังโจวโจวเล็กน้อย ก่อนจะเดินขึ้นไปบนเวที เมื่อยืนอยู่บนเวที ลั่วเซ่าเชินก็ไม่ได้พูดอะไรอีก มีแต่พิธีกรข้างกายเท่านั้นที่คอยเอ่ยกระตุ้นคนภายในงาน

 

 

“เชิญท่านผอ. ลั่วหยิบหมายเลขออกมาจากกล่องเลยครับ เรามาดูกันว่าใครจะได้เป็นผู้โชคดีรายแรกของวันนี้!”

 

 

ลั่วเซ่าเชินเอื้อมมือเข้าไปในกล่องฉลาก สายตาทุกคู่จับจ้องไปบนเวที ถังโจวโจวเองก็มองมือข้างนั้นของลั่วเซ่าเชินเหมือนกัน แม้ว่าเธอจะรู้ดีว่าเธอไม่มีทางได้รางวัล แต่ขอแค่ได้มองก็ยังดี

 

 

ท่ามกลางความสนใจของผู้คน ในที่สุดลั่วเซ่าเชินก็หยิบลูกบอลออกมาและส่งมันให้กับพิธีกร และเมื่อพิธีกรรับมาดู เขาก็ประกาศเสียงดังว่า “หมายเลขสิบแปดครับ! ใครที่ถือหมายเลขสิบแปดอยู่ ขอเชิญออกมาด้านหน้าเลยครับ”

 

 

หญิงสาวคนหนึ่งยกมือขึ้นและพูดอย่างตื่นเต้นว่า “อยู่นี่ค่ะ! ฉันอยู่นี่!”

 

 

เมื่อพิธีกรหนุ่มเห็นสาวสวยพราวเสน่ห์เป็นผู้โชคดี น้ำเสียงของเขาก็ยิ่งปลุกเร้าบรรยากาศ “ขอเชิญผู้โชคดีท่านนี้ขึ้นมารับรางวัลบนเวทีและกล่าวความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ ครับ”

 

 

เมื่อหญิงสาวที่ได้รับรางวัลที่หนึ่งเอ่ยความในใจเรียบร้อยแล้ว จากนั้นลั่วเซ่าเชินก็มอบรางวัลให้เธอกับมือ ใบหน้าของเธอแดงก่ำ แล้วเธอก็ตื่นเต้นไปหมด ถังโจวโจวมองดูหญิงสาวคนนั้นที่ได้รับรางวัลจากลั่วเซ่าเชิน เธอน่าจะตื่นเต้นกับการที่ได้จับมือลั่วเซ่าเชินมากกว่ารางวัลที่ได้รับเสียอีก

 

 

รางวัลถัดไปคือรางวัลที่สอง ครั้งนี้เป็นสุภาพบุรุษที่ได้ไป ถังโจวโจวมองเขา ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นพนักงานธรรมดาๆ ที่หน้าตาหล่อเหลา แต่เมื่อยืนอยู่กับลั่วเซ่าเชิน เขาก็ยังดูเทียบไม่ติดอยู่ดี

 

 

           เห็นได้ชัดว่าผู้ชายคนนั้นก็ดูตื่นเต้นมากเช่นกัน นี่น่าจะเป็นครั้งแรกของเขาที่ได้ใกล้ชิดกับท่านผู้อำนวยการ ถังโจวโจวสนุกสนานอยู่กับคาดเดาอยู่ด้านล่าง ขณะเดียวกันลั่วเซ่าเชินมองลงไปก็เห็นเธอยิ้มปนหัวเราะจนตาหยีเข้าพอดี เขาก็รู้แล้วว่าเธอกำลังเพลิดเพลินกับงานและหัวเราะท่าทางนิ่งเฉยของเขาอยู่

 

 

ลั่วเซ่าเชินคิดไว้ไม่มีผิด เพราะสิ่งที่ถังโจวโจวอยากรู้มากที่สุดในตอนนี้ก็คือใครจะได้รางวัลที่สามไป เธออดเปรยเบาๆ ออกมาไม่ได้ว่า “ไม่รู้ใครเป็นคนเสนอรางวัลนี้ขึ้นมา ลั่วเซ่าเชินหวงเนื้อหวงตัวจะตาย ขอดูหน่อยสิว่าเขาจะรับมือยังไง”

 

 

ในขณะที่ถังโจวโจวกำลังพึมพำอยู่นั้น มือของลั่วเซ่าเชินก็ล้วงเข้าไปในกล่องอีกครั้ง แสงไฟสาดส่องมาที่ลั่วเซ่าเชิน รูปร่างของเขาเหมือนกับเทพเจ้าก็ไม่ปาน แล้วถังโจวโจวก็หวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เขาปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันในวันนั้น ที่เขาล้มนักเลงสองคนได้ง่ายดายราวกับฮีโร่เลยทีเดียว

 

 

ลั่วเซ่าเชินหยิบลูกบอลออกมาหนึ่งลูก ครั้งนี้เขาไม่ได้ส่งมันให้กับพิธีกร เขาเอ่ยปากขานเลขด้วยตัวเองว่า “หมายเลขสามสิบห้าครับ”

 

 

พิธีกรเอ่ยเสียงดัง “หมายเลขสามสิบห้า! ใครเป็นเจ้าของหมายเลขสามสิบห้าครับ”

 

 

เสียงฮือฮาเริ่มดังไปทั่ว ทุกคนต่างส่งเสียงเรียก “หมายเลขสามสิบห้าอยู่ที่ใครน่ะ”

 

 

“ทำไมไม่ออกมา”

 

 

“ทำไมเรื่องดีๆ แบบนี้ถึงไม่เกิดขึ้นกับฉัน”

 

 

ถังโจวโจวปรายตามองไปรอบๆ เหมือนคนอื่นๆ เธอเองก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าใครได้หมายเลขสามสิบห้าไป แล้วทำไมถึงไม่ปรากฏตัวสักที

 

 

           หลังจากหากันอยู่นาน ก็ไม่มีใครออกมายอมรับว่าตัวเองคือหมายเลขสามสิบห้า เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าถังโจวโจวคนเซ่อยังคงมองซ้ายมองขวาตามคนอื่นอยู่ เธอไม่ได้ดูหมายเลขที่อยู่บนข้อมือของตัวเองเลย เขาก็ทำได้แค่ตะโกนบอกเธออย่างจนใจ “โจวโจว ดูที่หมายเลขของคุณสิ”

 

 

           เมื่อถังโจวโจวได้ยินลั่วเซ่าเชินเรียกชื่อของเธอ เธอก็พลิกข้อมือและก้มหน้าดูในทันที แล้วเธอก็พบว่ามีเลขสามสิบห้าขนาดใหญ่เขียนอยู่ เธอเพิ่งจะรู้ตัวว่าผู้โชคดีเลขที่สามสิบห้าคือตัวเธอเอง!

 

 

เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวยังคงยืนนิ่งอยู่ พิธีกรก็รีบพูดแทรกขึ้นมาว่า “ดูเหมือนว่าท่านผอ. และคุณผู้หญิงจะเป็นเนื้อคู่กันจริงๆ นะครับ ผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลที่สามไปในวันนี้ ได้แก่ คุณผู้หญิงครับ! ช่วยกันปรบมือต้อนรับคุณผู้หญิงขึ้นมาบนเวทีด้วยครับ”

 

 

พิธีกรทำการบ้านมาก่อนแล้ว เขารู้ว่าภรรยาของท่านผอ. ชื่อถังโจวโจว และเธอไม่ค่อยปรากฏตัวให้ใครเห็น เมื่อครู่พอได้ยินลั่วเซ่าเชินเรียก ‘โจวโจว’ เขาจึงเดาได้ว่าภรรยาของท่านผอ. เป็นคนที่ถือหมายเลขสามสิบห้าอยู่ เมื่อเห็นว่าเธอไม่ขยับ เขาจึงพูดติดตลกเสริมสร้างบรรยากาศให้ครื้นเครงดังเดิม

 

 

ถังโจวโจวตกตะลึง เธอนึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะได้รางวัลจริงๆ นี่มันไม่บังเอิญไปหน่อยหรือ? ถังโจวโจวคิดว่าต้องเป็นแผนการของลั่วเซ่าเชินแน่นอน แต่ตอนนี้เธอต้องรีบขึ้นไปบนเวทีก่อน ดีกว่าถูกจ้องมองอยู่อย่างนี้

 

 

เมื่อถังโจวโจวขึ้นมาบนเวทีแล้ว พิธีกรก็ขอให้เธอยืนใกล้ๆ กับลั่วเซ่าเชิน ก่อนที่เขาจะเริ่มร่ายคำพูดจำพวกว่า ‘ถังโจวโจวและลั่วเซ่าเชินมีวาสนาต่อกันมาก’ ‘เป็นเนื้อคู่กันจริงๆ’ จากนั้นก็ตบท้ายด้วยการพูดถึงบริษัทลั่วกรุ๊ปที่จะเจริญรุ่งเรืองต่อไปในอนาคต

 

 

จนกระทั่งลั่วเซ่าเชินปรายตามองมาที่เขา พิธีกรจึงเปลี่ยนหัวข้อที่กำลังพูดอยู่ไปเป็นเรื่องของผู้ที่ได้รับรางวัลที่สาม เขากำลังสงสัยอยู่ว่าทำไมท่านผอ. ลั่วถึงได้ใจร้อนมากขนาดนี้

 

 

งานเลี้ยงประจำปีของลั่วกรุ๊ปเมื่อปีที่แล้วก็ได้พิธีกรคนนี้เป็นคนดำเนินงานให้ พิธีกรยังจำได้ดีว่า ในตอนนั้นท่านผอ. ไม่ได้แสดงท่าทางหรืออาการอะไรเลย และคนที่เขาจับฉลากให้ได้รางวัลนี้ในตอนนั้นก็คือเลขาฯ ของเขาเอง ลั่วเซ่าเชินก็ยังคงรักษามาดที่เย็นชา ทำให้บรรยากาศที่กำลังคึกคักอยู่นั้นสะดุดไป

 

 

แต่ปีนี้กลับรีบร้อนมาก ดูเหมือนว่าภรรยาของท่านผอ. คนนี้จะเป็นคนสำคัญสำหรับท่านผอ. มาก!

 

 

“เอาละครับ ต่อไปเป็นช่วงเวลาที่พวกเรารอคอย ขอเชิญท่านผอ. กอดคุณผู้หญิงครับ แต่ผมขอพูดอะไรสักเล็กน้อย คุณผู้หญิงน่าจะกอดท่านผอ. บ่อยอยู่แล้ว ผมว่าเราควรจะเพิ่มการจูบเพื่อให้คนด้านล่างได้เห็นเป็นบุญตาสักหน่อย ดีไหมครับ!”

 

 

คนที่อยู่ด้านล่างเริ่มสนุกด้วย “ถูกต้อง! ท่านผอ. ต้องจูบกับคุณผู้หญิงนานหนึ่งนาทีนะ”

 

 

“ไม่ได้ๆ หนึ่งนาทีน้อยเกินไป สามนาทีสิ!”

 

 

 

 

เมื่อถังโจวโจวได้ยินเสียงจากด้านล่างตะโกนบอกให้ลั่วเซ่าเชินจูบเธอเป็นเวลาสามนาที แล้วต้องเป็นการจูบที่ดูดดื่มด้วย เธอก็เครียดขึ้นสมอง เธออยากจะวิ่งหนีหายไปจากงานเสียเดี๋ยวนี้เลย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมีใครจับเธอกลับมาหรือเปล่า?

 

 

พิธีกรเห็นว่าด้านล่างเสียงไม่เป็นเอกฉันท์ แต่ทุกคนดูตื่นเต้นมาก เขาก็เลยส่งไมโครโฟนไปให้ลั่วเซ่าเชินและถามว่า “ท่านผอ. ดูสิครับ พวกเขาเรียกร้องกันขนาดนี้ ท่านจะไม่สนองความต้องการของพวกเขาหน่อยหรือครับ”

 

 

ถังโจวโจวจ้องเขาตาเขม็ง ถ้าลั่วเซ่าเชินตอบว่าเขาจะจูบเธอสามนาที เธอจะกัดเขาให้จมเขี้ยวเลย ดูสิว่าเขาจะยังกล้าทำแบบนั้นอีกหรือเปล่า มิน่าล่ะ วันนี้เธอถึงได้รู้สึกว้าวุ่นใจแปลกๆ เธอไม่ควรก้าวเท้าออกมานอกบ้านแต่แรกเลย!

 

 

 

 

[1] ดอกไม้สีช้ำที่ยังล่อตาล่อตาใจเหล่าผีเสื้อได้ หมายถึง ผู้ชายที่มีเจ้าของแล้วแต่ยังมีเสน่ห์น่าหลงใหล

           วันส่งท้ายปีเก่าค่อยๆ คืบคลานเข้ามาใกล้ และลั่วกรุ๊ปเองก็กำลังเตรียมจัดงานเลี้ยงประจำปีในช่วงค่ำวันนี้ ลั่วเซ่าเชินบอกถังโจวโจวตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วว่าเธอต้องมาร่วมงานนี้กับเขา

 

 

           หวังหวามารับถังโจวโจวไปส่งที่ร้านเสื้อผ้า จากนั้นเธอก็สวมใส่ชุดที่จะใช้ออกงานในตอนเย็นและแต่งหน้าทำผมเสร็จเรียบร้อยแล้ว หวังหวาก็ไปส่งเธอถึงห้องทำงานของลั่วเซ่าเชิน

 

 

           ลั่วเซ่าเชินเห็นถังโจวโจวสวมกี่เพ้าสีขาวปักลายดอกไม้ ด้านนอกคลุมทับด้วยเสื้อขนสัตว์สีดำ เธอดูสวยสง่ามาก ลั่วเซ่าเชินไม่เคยเห็นถังโจวโจวแต่งตัวแบบนี้มาก่อน เขารู้สึกสนใจและมองเธออยู่สักพัก

 

 

           ถังโจวโจวเองก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าดีไซเนอร์จะแต่งตัวให้เธอแบบนี้ เธอคิดว่าตัวเองไม่ค่อยเหมาะกับชุดแบบนี้สักเท่าไร เมื่อเธอเห็นลั่วเซ่าเชินเอาแต่จ้องมองเธออยู่ตลอด เธอก็นึกว่ามีอะไรผิดปกติไป “เซ่าเชิน มีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ หรือว่าจะให้ฉันเปลี่ยนชุดดี?”

 

 

ลั่วเซ่าเชินเดินเข้าไปหาเธอ เขาจับมือเธอและพูดว่า “ไม่ต้องหรอก แบบนี้ดีแล้ว ผมแค่มองเพลินไปหน่อยน่ะ”

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกไม่เชื่อหู นี่เขาหมายความว่าเขาหลงใหลในตัวเธออย่างนั้นหรือ? ถังโจวโจวมองดูสายตาที่จริงจังของเขา ใบหน้ากลับห้ามสีแดงระเรื่อตรงแก้มเอาไว้ไม่ได้ ลั่วเซ่าเชินเอื้อมไปหยิบกล่องเครื่องประดับมาจากโต๊ะทำงาน

 

 

ลั่วเซ่าเชินไปยืนซ้อนอยู่ด้านหลังของเธอ เขารวบผมของเธอขึ้น จากนั้นก็สวมสร้อยคอให้กับเธอ เมื่อถังโจวโจวก้มหน้าลงมอง เธอก็พบว่ามันคือสร้อยเพชรสีน้ำเงิน แสงประกายจากเพชรเม็ดงามสะท้อนเข้าไปในดวงตาของเธอ

 

 

“นี่มันไม่แพงเกินไปหน่อยหรือคะ อย่าให้ฉันใส่เลย เกิดฉันทำหายขึ้นมา ฉันจะชดใช้ไม่ไหว”

 

 

เมื่อเห็นท่าทางหวาดระแวงของถังโจวโจว ลั่วเซ่าเชินก็ใช้ข้อนิ้วเขกหน้าผากเธอเบาๆ “ถ้ามันหายขึ้นมาจริงๆ คุณก็แค่ชดใช้ให้ผมด้วยตัวของคุณ!”

 

 

“หา?! ฉันไม่เอาด้วยหรอกค่ะ คุณถอดมันออกเลย” ในขณะที่พูด ถังโจวโจวหมายจะปลดสร้อยออกจริงๆ

 

 

ลั่วเซ่าเชินรีบหยุดการกระทำของเธอในทันที “หยอกนิดหยอกหน่อยก็ไม่ได้เลยเหรอ”

 

 

“นี่มันใช่เรื่องล้อเล่นที่ไหนกันคะ สร้อยคอเส้นนี้อยู่บนคอของคนธรรมดาๆ อย่างฉันเชียวนะ ชาตินี้ทั้งชาติฉันคงไม่มีวันซื้อสร้อยคอแบบนี้ได้ คุณนี่รวยมากจริงๆ” หากว่าคนทั่วไปได้ครอบครองสร้อยที่ล้ำค่าเส้นนี้ พวกเขาคงจะหวาดระแวงและอยู่ไม่เป็นสุขแน่ๆ

 

 

ตามความคิดของถังโจวโจว ถ้าเธอมีสร้อยแบบนี้ขึ้นมาจริงๆ สิ่งแรกที่เธอจะทำคือการนำมันไปขายและเปลี่ยนมาเป็นเงิน เพราะถ้าเป็นเงินที่อยู่ในมือของเธอ แล้วเธอเผลอทำหล่นหาย เธอก็คงจะรู้สึกเสียดายน้อยกว่านี้

 

 

นอกจากนี้ ถังโจวโจวก็ไม่ค่อยชอบเครื่องประดับเหล่านี้อยู่แล้ว เธอคิดแค่ว่าเธอจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ด้วยเงินมากกว่า ถังโจวโจวรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนหยาบกระด้างอย่างไรอย่างนั้น

 

 

หลังจากที่ลั่วเซ่าเชินได้ฟังความคิดของเธอ เขาก็รู้สึกว่านั่นอาจจะเป็นสิ่งที่เธอต้องการจริงๆ แต่เขาก็ไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องเสียหายอะไร เพราะท้ายที่สุดแล้วต่างคนต่างก็มีความคิดเป็นของตัวเอง และในมุมมองของเขา เงินก็เป็นสิ่งที่สามารถนำมาใช้ได้จริงมากกว่าเครื่องประดับเหล่านี้

 

 

แต่ลั่วเซ่าเชินก็ไม่จำเป็นต้องทำให้มันวุ่นวาย เพราะสิ่งที่เขามีคือเงิน หากถังโจวโจวต้องการเครื่องประดับแบบนี้ เธอก็สามารถสวมใส่ได้ทุกวันโดยไม่ซ้ำกันเลย เพียงแต่ถังโจวโจวไม่ค่อยชอบของจำพวกนี้ ลั่วเซ่าเชินเคยเห็นเธอใส่อยู่แค่ไม่กี่ครั้งเอง

 

 

“เอาละๆ ถ้าคุณทำหายก็ไม่เป็นไร คุณใส่ให้สบายใจเถอะ ผมไม่ให้คุณเอาตัวเข้าแลกหรอก เพราะไม่ว่ายังไงตอนนี้คุณก็เป็นของผมแล้ว คุณจะเอาอะไรมาแลกได้อีกล่ะ”

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นลั่วเซ่าเชินพูดอย่างลอยหน้าลอยตา เธอก็อยากจะโต้เถียงในทันที เธอไม่ใช่คนของเขาสักหน่อย แต่เมื่อคิดดูดีๆ แล้ว ตอนนี้เธอคือภรรยาของลั่วเซ่าเชิน ดังนั้นดูเหมือนว่าเธอจะเป็นคนของลั่วเซ่าเชินจริงๆ

 

 

เมื่อเธอไม่สามารถต่อกรกับลั่วเซ่าเชินได้ ถังโจวโจวก็เพียงทำหน้ามุ่ยและเงียบเสียงลง ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าถังโจวโจวพร้อมแล้ว เขาก็เหยียดแขนออกไป เพื่อส่งสัญญาณให้กับถังโจวโจว

 

 

ถังโจวโจวควงแขนของเขาอย่างว่าง่าย พวกเขาเดินออกมาจากห้องทำงานของผู้อำนวยการพร้อมกัน ลูซี่และหวังหวายืนรอพวกเขาอยู่ด้านนอก “ท่านผอ. คุณผู้หญิง”

 

 

           ลั่วเซ่าเชินพยักหน้าตอบรับเล็กน้อย ส่วนถังโจวโจวก็เพียงยิ้มละไม จากที่เธอเคยมาทำงานที่ลั่วกรุ๊ปอยู่ช่วงหนึ่ง ทำให้หวังหวาและลูซี่ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับเธอ

 

 

เมื่อลูซี่ได้พบหน้าถังโจวโจวอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้เจอมานาน เธอก็รู้สึกว่าถังโจวโจวดูเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเล็กน้อย

 

 

“ไปกันเลยไหมครับ ท่านผอ.” หวังหวาก้มหน้าลงพลางเอ่ยถามเบาๆ

 

 

“อืม ไปกันเถอะ” ลั่วเซ่าเชินควงถังโจวโจวเดินนำหน้าไป ส่วนลูซี่และหวังหวาก็เดินตามพวกเขาอยู่ด้านหลัง

 

 

สำหรับงานเลี้ยงประจำปีในปีนี้ ลั่วเซ่าเชินสั่งให้คนจองพื้นที่ทั้งชั้นของโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไว้ พนักงานในบริษัททุกคนล้วนมาเข้าร่วมงานนี้ และกิจกรรมที่น่าจับตามองที่สุดในงานเลี้ยงก็คือการจับฉลาก

 

 

รางวัลที่ลั่วเซ่าเชินเตรียมไว้ในแต่ละปีนั้นไม่เคยธรรมดา รางวัลที่หนึ่งคือเงินสดหนึ่งแสนหยวน รางวัลที่สองคือโบนัสสิ้นปีสองเท่า และรางวัลที่สามก็คือกอดจากลั่วเซ่าเชิน

 

 

ในทุกๆ ปี สิ่งที่ผู้คนรอคอยจะได้เห็นกลับไม่ใช่รางวัลที่หนึ่งและที่สอง แต่พวกเขาอยากรู้ว่าใครจะมีโชคได้รับกอดจากลั่วเซ่าเชินไป เป็นที่รู้กันดีว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้เข้าใกล้ลั่วเซ่าเชิน นี่เป็นช่วงเวลาที่จะได้ใกล้ชิดกับท่านผอ. มากที่สุด!

 

 

รางวัลนี้ถูกเสนอขึ้นมาเมื่อปีที่แล้วจึงนับเป็นปีแรก และปรากฏว่าลูซี่เป็นคนจับฉลากได้ ทุกคนรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก เพราะลูซี่ทำงานอยู่กับท่านผอ. ทุกวันอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าเธอจะจับได้รางวัลนี้ ก็ไม่ได้มีความหมายอะไรมากนัก

 

 

ดังนั้น ในปีนี้พนักงานหญิงภายในบริษัทจึงสวดมนต์อ้อนวอน ดูสิว่าโชคดีจะตกมาถึงพวกเธอไหม

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินพาถังโจวโจวเข้ามาในงาน ผู้คนภายในงานต่างก็ฮือฮากันยกใหญ่ พวกเขาสองคนเหมาะสมกันมาก ร่างสูงใหญ่ของลั่วเซ่าเชินมาพร้อมกับร่างเพรียวบางน่าทะนุถนอมของถังโจวโจว ความจริงแล้วส่วนสูงของถังโจวโจวก็ถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง แล้ววันนี้เธอยังสวมรองเท้าส้นสูงที่สูงประมาณสิบเซนติเมตรอีก จึงทำให้ดูสมส่วนมากขึ้น แม้ว่าเมื่อเธอยืนอยู่กับลั่วเซ่าเชินแล้ว เธอก็ยังเตี้ยกว่าเขาอยู่ประมาณหนึ่งก็ตาม

 

 

ภายใต้แสงไฟที่สาดส่อง สิ่งแรกที่พนักงานหญิงสังเกตเห็นก็คือสร้อยเพชรที่อยู่บนคอของถังโจวโจว เสียงฮือฮาดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน “พระเจ้า! ดูสร้อยเส้นนั้นที่อยู่บนคอของคุณผู้หญิงสิ!”

 

 

“ฉันเห็นแล้ว ท่านผอ. ดีกับคุณผู้หญิงมากเหลือเกิน แล้วพวกเขาก็เหมาะสมกันมากๆ ด้วย” ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งได้แต่มองตาปริบๆ

 

 

เธอเป็นเด็กฝึกงานคนใหม่ของลั่วกรุ๊ปในปีนี้ เธอเพิ่งจะเข้ามาอยู่ในบริษัทได้ไม่นาน ความรู้สึกแรกของเธอบอกเธอว่าลั่วเซ่าเชินและถังโจวโจวเหมาะสมกันมากจริงๆ

 

 

“เธอเหมาะกับท่านผอ. ตรงไหนกัน จริงๆ เลย! ดูคนเป็นหรือเปล่าเนี่ย!” ทันใดนั้น เสียงที่เห็นต่างก็ดังขึ้นมา ทำให้ผู้คนที่อยู่ใกล้ๆ ตกใจและหันไปมองเธอเป็นตาเดียว เมื่อเห็นว่าสีหน้าของผู้หญิงคนนั้นเต็มไปด้วยความอิจฉา ทุกคนต่างก็รู้ได้ในทันทีว่าเธอเป็นอีกคนหนึ่งที่แอบปลื้มท่านผอ.

 

 

คำพูดที่หึงหวงแบบนี้มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง พนักงานหญิงในลั่วกรุ๊ปต่างให้ความหมายกับลั่วเซ่าเชินไม่มากก็น้อย สำหรับคนที่มีครอบครัวแล้ว เมื่อพวกเธอมองดูลั่วเซ่าเชิน พวกเธอก็แค่รู้สึกว่าเขาดูหล่อดี พวกเธอแค่ชื่นชมเขาเท่านั้น ไม่มีอะไรแอบแฝง

 

 

ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งมักจะคิดว่า ช่วงเวลาแม้ขณะหนึ่งที่ได้พบหน้าลั่วเซ่าเชินก็เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดแล้ว แต่น่าเสียดายที่มีแต่ผู้บริหารระดับสูงเท่านั้นที่จะสามารถติดต่อกับลั่วเซ่าเชินได้ พนักงานตัวเล็กๆ อย่างพวกเธอก็ได้แต่แบกความหวังเอาไว้ และตั้งหน้าตั้งตาทำงานของตัวเองต่อไป

 

 

           นอกจากนี้ก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่พื้นเพไม่สูงแต่ทะเยอะทะยาน พวกเธอมักจะคิดว่าไม่มีใครเหมาะสมกับลั่วเซ่าเชินนอกจากตัวของพวกเธอเอง และหลีเหวินก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ เธอคือผู้จัดการฝ่ายการเงินของลั่วกรุ๊ป ด้วยเนื้องานของเธอแล้ว เธอจึงมีโอกาสได้พูดคุยกับลั่วเซ่าเชิน

 

 

           หลีเหวินตกหลุมรักลั่วเซ่าเชินตั้งแต่แรกพบ เพียงแต่ในตอนนั้นลั่วเซ่าเชินไม่ได้สนใจใครเลย อีกทั้งเขาก็ไม่เคยมีข่าวลือกับผู้หญิงคนอื่นด้วย แต่จะว่าไปแล้วเขาก็เคยมีข่าวกับเมิ่งชิงซี คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเมิ่งว่าเธอเป็นคู่หมั้นของเขา แต่ข่าวนี้ก็ไม่ได้รับการยืนยันจากลั่วเซ่าเชิน

 

 

           ดังนั้นหลีเหวินจึงยังคงโอบอุ้มความหวังไว้ในใจและรอให้ลั่วเซ่าเชินค้นพบเธอเข้าสักวัน แล้วด้วยความสามารถของเธอเอง เพียงไม่นานเธอก็สามารถปีนขึ้นไปสู่ตำแหน่งผู้จัดการของฝ่ายการเงินได้ และมีโอกาสได้พบเจอกับลั่วเซ่าเชินมากขึ้น แต่หลีเหวินก็คิดวิธีการเรียกร้องความสนใจจากลั่วเซ่าเชินไม่ได้เลย

 

 

           เธอชะล่าใจอยู่อย่างนั้น กระทั่งจู่ๆ เธอก็ได้ยินมาว่าลั่วเซ่าเชินแต่งงานแล้ว และลั่วเซ่าเชินเองก็ยังพาถังโจวโจวมาที่ลั่วกรุ๊ปเพื่อแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักด้วย!

 

 

           หลังจากที่หลีเหวินได้พบถังโจวโจวตัวเป็นๆ เธอก็ไม่ได้รู้สึกว่าถังโจวโจวเป็นภัยต่อเธอเลย ดังนั้น คำสบถหรือถ้อยคำหึงหวงที่พูดออกมาอย่างชัดเจน หรือคำสาปแช่งถังโจวโจวที่ไม่เคยได้ผล หลีเหวินไม่เคยกระทำเรื่องพรรค์นี้เลย

 

 

           สิ่งที่เธอจะทำก็คือการทำให้ลั่วเซ่าเชินโปรดปรานเธอ และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ในทุกๆ ปีการประเมินผลงานของเธอก็จะสูงที่สุด ลั่วเซ่าเชินเอ่ยปากชมเธอต่อหน้าที่ประชุมอยู่หลายครั้งหลายครา

 

 

           และทุกครั้งที่ลั่วเซ่าเชินชมเชยเธอ หลีเหวินจะแสดงสีหน้าที่อ่อนน้อมถ่อมตน แม้ภายในใจจะมีความสุขมาก แต่เธอกลับไม่กล้าแสดงมันออกมา เพราะกลัวลั่วเซ่าเชินจะคิดว่าเธอภาคภูมิใจมากเกินไป

 

 

           แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา เนื่องจากหลีเหวินมักจะให้ความสนใจกับข่าวที่เกี่ยวข้องกับลั่วเซ่าเชิน เธอจึงค่อยๆ พบว่าลั่วเซ่าเชินปฏิบัติกับถังโจวโจวแตกต่างออกไป หลีเหวินยังแอบได้ยินมาว่าคุณผู้หญิงตั้งครรภ์แล้วด้วย แต่น่าเสียดายที่เพียงไม่นานเธอก็แท้งลูกไป

 

 

           ณ ตอนนั้นที่หลีเหวินได้ยินข่าวนี้ เธอกำหมัดแน่นและแอบดีใจอยู่เงียบๆ แท้งลูกสิดี ดีที่สุด! ถังโจวโจวจะได้ทำให้ท่านผอ. รู้สึกเบื่อหน่าย

 

 

           แต่ต่อมาเธอก็ไม่ค่อยได้ยินข่าวของท่านผอ. และถังโจวโจวอีกเลย แต่เมื่อไม่นานมานี้ ทุกคนในบริษัทต่างก็บอกต่อกันว่า ช่วงนี้ท่านผอ. ไม่สบอารมณ์ หลีเหวินเองก็เคยเจอมากับตัว และในครั้งนั้นเองลั่วเซ่าเชินก็ได้วิจารณ์เธออย่างรุนแรง ซึ่งนั่นทำให้หลีเหวินทนไม่ได้

 

 

           รู้ไหมว่าตั้งแต่เธอก้าวเข้ามาอยู่ในลั่วกรุ๊ป ท่านผอ. ไม่เคยพูดแบบนั้นกับเธอมาก่อนเลย ในครั้งนั้นเนื่องจากความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เขากลับต่อว่าเธออย่างรุนแรง

 

 

           หลีเหวินสืบข่าวนี้ได้จากโรงอาหาร ที่แท้คุณผู้หญิงก็หนีออกจากบ้าน ดังนั้น ท่านผอ. จึงอารมณ์เสีย หลีเหวินคิดว่าที่เธอต้องถูกต่อว่าในครั้งนั้น ทั้งหมดมันเป็นความผิดของถังโจวโจว นับตั้งแต่นั้นเธอจึงแอบจดหนี้แค้นที่มีต่อถังโจวโจวไว้ในใจ

 

 

           เมื่อเห็นถังโจวโจวเดินควงแขนของลั่วเซ่าเชินเข้ามาในงาน เธอก็ได้ยินถ้อยคำอิจฉาจากผู้คนที่อยู่รอบด้าน หลีเหวินทำได้แค่เพียงขบฟันอยู่เงียบๆ และกำมือแน่น แม้ว่าเล็บของเธอจะทิ้งรอยไว้ที่อุ้งมือ เธอก็ไม่สนใจแล้ว

 

 

           เสียงฮือฮาในขณะที่ลั่วเซ่าเชินและถังโจวโจวเดินเข้ามาในงานดังเอ็ดอึงอยู่ชั่วขณะ แต่เพียงไม่นานทุกคนก็กลับสู่ภาวะปกติ ความตื่นเต้นของถังโจวโจวก็ค่อยๆ สงบลง การเป็นจุดสนใจของผู้คนนี่ไม่ใช่เรื่องที่สามารถรับมือได้ง่ายจริงๆ

 

 

           บางครั้งถังโจวโจวก็รู้สึกนับถือลั่วเซ่าเชินมาก สำหรับการออกงานแบบนี้ เธอไม่เคยเห็นเขาแสดงสีหน้ามากกว่าหนึ่งแบบเลย ใบหน้าเขามักจะเคร่งขรึมทุกครั้ง ราวกับว่าคนอื่นเป็นหนี้เขาอยู่สองร้อยห้าสิบเอ็ดหยวน

 

 

พิธีกรกล่าวเปิดงานอยู่บนเวที ต่อจากนั้นลั่วเซ่าเชินก็ขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์ ซึ่งนอกจากคำพูดที่สร้างแรงบันดาลใจแล้วก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่

 

 

 

           เถ้าแก่นำบะหมี่ที่หลินเหยาสั่งมาเสิร์ฟให้ เมื่อถังโจวโจวเติมเครื่องปรุงเสร็จ เธอก็คีบใส่ปาก “อื้อ อร่อย!” 

 

 

ณ ตอนนี้มีแขกอยู่ภายในร้านแค่เพียงสองคนคือถังโจวโจวและหลินเหยา เถ้าแก่นั่งบนเก้าอี้ตัวเล็กๆ ที่ตั้งอยู่หน้าร้าน ดูเหมือนว่ากำลังคุยอยู่กับคนรู้จัก 

 

 

           “เหยาเหยา ฉันก็โกรธแค่พักเดียวเท่านั้นแหละ และแน่นอนว่าที่ฉันยอมรับลั่วอิงก็เป็นเพราะความน่ารักของเธอ” ถังโจวโจวไม่ได้ยกเว้นที่เธอเป็นเด็ก และนอกจากนี้เธอก็เข้าใจว่านี่ไม่ใช่ความผิดของลั่วอิง เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากผู้ใหญ่ 

 

 

           เด็กเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้เดียงสาที่สุดบนโลกใบนี้ การมาถึงของพวกเขาใช่ว่าพวกเขาจะมาได้ด้วยตัวเอง และการจากไปของพวกเขาก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการ เมื่อถังโจวโจวคิดถึงเรื่องนี้วนไปวนมา ทันใดนั้นเธอก็ก้มหน้าต่ำลง แล้วน้ำตาก็ร่วงรินลงไปในน้ำซุปที่อยู่ในชาม 

 

 

           เมื่อหลินเหยาเห็นว่าถังโจวโจวเหมือนจะร้องไห้ เธอก็รู้เลยว่าเธอดันไปสะกิดต่อมเศร้าของเพื่อนเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ เธอจึงไม่กล้าซักไซ้อะไรจากถังโจวโจวอีก ส่วนถังโจวโจวก็รู้ตัวเองดีว่าเธอแค่โกรธเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น 

 

 

           หลังจากที่พวกเธอกินบะหมี่เสร็จแล้ว ในขณะที่พวกเธอกำลังจะเดินออกจากร้าน พวกเธอก็พบว่าด้านนอกมีฝนตกลงมาปรอยๆ ตอนที่เพิ่งมาถึงฟ้ายังแค่ครึ้มๆ เอง นึกไม่ถึงเลยว่าพอออกมาแล้วมันจะกลายเป็นแบบนี้ ทั้งสองคนไม่ได้พกร่มมาด้วย พวกเธอมองดูพื้นที่ค่อยๆ เปียกชื้น จากนั้นพวกเธอก็เดินออกมา 

 

 

ยังดีที่บนศีรษะของถังโจวโจวมีหมวกอยู่หนึ่งใบ ซึ่งมันสามารถบังลมฝนให้เธอได้เล็กน้อย ส่วนหลินเหยาไม่กลัวกับฝนแค่นี้ เธอย่ำเท้าเดินฝ่าละอองฝนและยังเอ่ยติดตลกกับถังโจวโจวว่า “โจวโจว ถ้าวันนี้มันไม่ได้หนาวขนาดนี้ ฉันก็คงจะสนุกมาก” 

 

 

ถังโจวโจวเองก็เห็นด้วยกับเธอ น่าเสียดายที่วันนี้อากาศหนาวเกินไป ถึงแม้ว่าฝนจะตกพรำๆ เหมือนในบทกวี แต่เธอก็ไม่สามารถรู้สึกได้ถึงความสวยงามของมัน 

 

 

ทั้งสองคนเดินไปข้างหน้าตามทางของถนน ทางเดินที่อยู่ข้างนอกร้านค้าสามารถปกป้องพวกเธอจากฝนได้ ถังโจวโจวมองดูความพลุกพล่านด้านนอก แม้ว่าอากาศจะหนาวเหน็บ แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งหัวใจที่รักการชอปปิงของเหล่าหญิงสาวไว้ได้ 

 

 

ทางที่เธอเดินผ่านมีร้านขายของสำหรับเด็กร้านหนึ่ง ถังโจวโจวอดไม่ได้ที่จะหยุดมอง หลินเหยาที่สาวเท้าเดินต่อไปข้างหน้า พบว่าถังโจวโจวไม่ได้เดินตามมาด้วย เมื่อเธอหันกลับไปมอง เธอก็เห็นว่าถังโจวโจวยืนมองร้านนั้นอยู่ และเธอก็รู้ว่าถังโจวโจวคิดถึงเด็กคนนั้นอีกแล้ว “โจวโจว มาเถอะ!” 

 

 

“อ๋อ จ้ะ ไปเดี๋ยวนี้แหละ” ถังโจวโจวไม่อยากปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความเศร้าในอดีตอีก เพราะไม่ว่าอย่างไรชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป บางทีเร็วๆ นี้ลูกอาจจะกลับมาหาแบบเงียบๆ ก็เป็นได้ เธอคาดหวังเช่นนั้น 

 

 

พอได้ออกมาเดินเล่นกับหลินเหยา บรรยากาศที่คึกคักจอแจทำให้เธอสบายใจขึ้นเป็นกอง บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองปีใหม่ได้เกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ร้านรวงต่างๆ เริ่มจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายก่อนปีใหม่เพื่อดึงดูดใจลูกค้า 

 

 

เมื่อถังโจวโจวกลับมาถึงบ้าน เธอก็คบคิดมาตลอดทางว่า ทำไมช่วงนี้เธอถึงเอาแต่ตั้งแง่กับลั่วเซ่าเชินล่ะ? หลังจากที่คิดมานาน ในที่สุดเธอก็พบสาเหตุ…เธอไม่ได้ไปทำงานมานานแล้ว! 

 

 

เธอไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนร่วมงานของเธอเลย วันๆ เธอถูกห้อมล้อมไปด้วยคนในครอบครัว ดังนั้น เธอจึงคอยจับตามองลั่วเซ่าเชินในทุกๆ วัน มิน่าล่ะช่วงนี้เธอถึงได้ขยับเข้าใกล้ตำแหน่งภรรยาขี้บ่นมากขึ้นเรื่อยๆ ถังโจวโจวรู้สึกว่าเธอเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจว่าเธอจะกลับไปทำงาน 

 

 

เธอกดโทรศัพท์ต่อสายหาผู้จัดการเป็นอันดับแรก จากนั้นเธอก็หยิบชุดทำงานของเธอออกมา เธอไม่ได้สวมมันมานานแล้ว เมื่อถังโจวโจวมองดูชุดทำงานสีดำขลับที่อยู่ตรงหน้า เธอก็รู้สึกแปลกๆ ในใจ 

 

 

วันรุ่งขึ้น ถังโจวโจวตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นเธอสวมชุดทำงาน เขาก็มองเธอด้วยความประหลาดใจ “นี่คุณจะไปไหน ไปทำงานเหรอ” 

 

 

“ค่ะ ทำไมคะ มีปัญหาอะไรเหรอ” ถังโจวโจวจัดปกเสื้อให้เข้าที่ขณะส่องกระจก แล้วเธอก็พบว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว 

 

 

“ปัญหาน่ะไม่มีหรอก เพียงแต่ว่าคุณหยุดงานมานานขนาดนี้ คุณแน่ใจนะว่าคุณยังคุ้น…” ก่อนที่ลั่วเซ่าเชินจะเอ่ยจบ แน่นอนว่าถังโจวโจวก็เข้าใจแล้ว เขาดูถูกเธอมากเกินไปหน่อยมั้ง? แม้ว่าเธอจะไม่ได้ไปทำงาน แต่เธอก็ยังคงติดต่อกับจวิ้นเจี่ยอยู่เป็นครั้งคราว ไม่มีเหตุผลอะไรที่เธอจะไม่คุ้นเคย 

 

 

ถังโจวโจวลงมาที่ชั้นล่างพร้อมกับลั่วเซ่าเชิน ช่วงนี้ลั่วอิงยังไม่ต้องไปโรงเรียน ดังนั้นถังโจวโจวจึงไม่ได้ปลุกเธอ เธอยังเด็กอยู่ ยิ่งนอนมากเท่าไรยิ่งดี 

 

 

ทั้งสองคนนั่งกินข้าวเช้าอยู่ที่โต๊ะ อาหารเช้าเป็นแบบง่ายๆ มีโจ๊กคนละชาม กินคู่กับผักเคียงอีกสองอย่างและไข่ลวก นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับอาหารเช้า 

 

 

ลั่วเซ่าเชินมาส่งถังโจวโจวที่บริษัท และเอ่ยนัดแนะกับถังโจวโจวว่าหลังเลิกงานเขาจะมารับเธอ ก่อนขับออกรถไป 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเดินเข้ามาในบริษัท เธอก็ได้รับการต้อนรับที่แสนอบอุ่น คนจำนวนหนึ่งมารวมตัวกันอยู่ที่ห้องโถงใหญ่ของบริษัท และผู้จัดการก็เป็นคนนำปรบมือด้วยตัวเอง ซึ่งนั่นทำให้ถังโจวโจวประหลาดใจ “พวกคุณ… นี่คือ…” 

 

 

“ยินดีต้อนรับกลับมานะ โจวโจว!” ผู้จัดการเดินมาจับมือของถังโจวโจว ส่วนพนักงานคนอื่นๆ บ้างก็มองมาที่ถังโจวโจวด้วยความอิจฉา บ้างก็ปรบมือให้อย่างตื่นเต้น เห็นได้ชัดว่าพวกเขาดีใจกับการกลับมาของถังโจวโจว 

 

 

จวิ้นเจี่ยที่ยืนอยู่ข้างๆ ผู้จัดการ เดินเข้ามาสวมกอดถังโจวโจว ก่อนจะกระซิบที่ข้างหูของถังโจวโจวว่า “วันนี้ผู้จัดการบอกว่าเธอจะกลับมาทำงานแล้ว เราก็เลยเตรียมงานต้อนรับไว้ให้เธอโดยเฉพาะ ดีใจล่ะสิ!” 

 

 

ถังโจวโจวเกือบจะร้องไห้ออกมา เธอนึกไม่ถึงเลยว่าในช่วงเวลาที่เธอไม่มา จะมีคนคิดถึงเธอมากขนาดนี้ “ขอบคุณทุกคนนะคะ!” 

 

 

ถังโจวโจวโค้งตัวลงด้วยความจริงใจ ผู้จัดการรีบเข้ามาประคองเธอให้ยืดตัวขึ้น เขาไม่สามารถรับการนอบน้อมนี้ไว้ได้ ถ้าผอ. ลั่วรู้เข้า เขาคงจะกินไม่ได้ นอนไม่หลับ 

 

 

“เอาน่า โจวโจว! ตอนที่คุณเกิดอุบัติเหตุ เราเองก็ไม่กล้าไปรบกวนคุณ ก็ได้แต่ส่งตัวแทนไปเยี่ยม คุณอย่าคิดมากเลยนะ” แม้ว่าผู้จัดการจะพูดอย่างสุภาพ แต่ใบหน้าของเขาก็ยังแต้มไปด้วยรอยยิ้ม 

 

 

แม้ว่าถังโจวโจวจะรู้ว่าที่ผู้จัดการมอบของขวัญชิ้นใหญ่นี้ให้กับเธอ เพราะว่าเขาเห็นแก่ลั่วเซ่าเชิน เธอก็ยังอยากจะขอบคุณเขาจากใจจริง เพราะท้ายที่สุดแล้วเขาก็ต้องมีความจริงใจอยู่บ้าง ความหวังดีของเขาในครั้งนี้ เธอจะน้อมรับไว้ 

 

 

“ผู้จัดการคะ ฉันรู้ว่าพวกคุณหวังดี ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงฉันนะคะ” 

 

 

“โจวโจว เราเป็นเพื่อนร่วมงานกันนะ มีอะไรเราก็ต้องช่วยเหลือกันสิ” คนที่อยู่รอบๆ พูดตามๆ กัน 

 

 

ในขณะที่ทุกคนในห้องโถงกำลังมีความสุขและคึกคักกันอยู่ ผู้จัดการก็พูดขึ้นมาว่า “เอาละ โจวโจวกลับมาแล้ว มีอะไรไว้คุยกันทีหลัง ตอนนี้ไปทำงานกันก่อน!” 

 

 

ผู้คนที่อยู่โดยรอบไม่มีใครบ่นอะไรออกมา พวกเขาแต่ละคนเดินกลับไปประจำตำแหน่งของตัวเองอย่างเงียบๆ ถังโจวโจวเองก็เดินตามจวิ้นเจี่ยเข้าไปในออฟฟิศ 

 

 

“โจวโจว ได้ลาหยุดนานแบบนี้เป็นยังไงบ้าง อยู่บ้านสบายดีไหม” จวิ้นเจี่ยถามด้วยความอิจฉา 

 

 

           ช่วงนี้ในบริษัทยุ่งอยู่กับโปรเจกต์ที่ต้องทำร่วมกับลั่วกรุ๊ป และในช่วงเวลาที่ถังโจวโจวลาพัก งานในส่วนที่เธอต้องรับผิดชอบก็ถูกผลักมาให้จวิ้นเจี่ยทำ ดังนั้นมันจึงทำให้จวิ้นเจี่ยถึงกับหมดแรง 

 

 

“แล้วพี่จวิ้นเจี่ยล่ะคะเป็นยังไงบ้าง สบายดีไหม” ถังโจวโจวพูดพลางหัวเราะไปด้วย จวิ้นเจี่ยบ่นกับเธอมาก่อนแล้วว่าผู้จัดการไม่สนใจใครหน้าไหนเลย เขาให้พวกเธอทำงานล่วงเวลาทุกวัน ทำให้เธอไม่มีเวลาใกล้ชิดกับสามีและลูกเลย 

 

 

“นี่เธอกล้าล้อฉันเหรอ!” จวิ้นเจี่ยตีถังโจวโจว ถังโจวโจวรีบหลบไปข้างๆ และเมื่อจวิ้นเจี่ยตีไม่โดน ถังโจวโจวก็ยิ้มอย่างมีความสุข 

 

 

“พี่จวิ้ยเจี่ย ฉันแค่หยอกเล่น ฉันรู้ว่าช่วงนี้พี่ทำงานหนัก มื้อเที่ยงนี้ฉันเลี้ยงเอง โอเคไหมคะ” 

 

 

“แบบนี้สิถึงจะถูกต้อง!” จวิ้นเจี่ยส่งสายตาที่สื่อความหมายว่า ‘เธอรู้งาน’ ไปให้ จากนั้นก็ปลีกตัวออกมาจากถังโจวโจว 

 

 

ถังโจวโจวเริ่มทำความสะอาดโต๊ะทำงานก่อนเป็นอันดับแรก เธอไม่ได้ใช้มันมานาน ดังนั้นมันจึงมีสิ่งสกปรกมากน้อยอยู่บนนั้น แต่มันก็ไม่ได้เปื้อนเปรอะมากนัก เนื่องจากในขณะที่ถังโจวโจวไม่อยู่ ยังมีคนคอยมาช่วยทำความสะอาดให้ 

 

 

เวลาล่วงเลยมาจนถึงตอนเที่ยงอย่างรวดเร็ว เมื่อถังโจวโจวจัดข้าวของของเธอเสร็จ เธอก็เดินไปหาจวิ้นเจี่ยเพื่อจะไปกินมื้อกลางวันด้วยกัน พวกเธอไปที่ร้านอาหารยอดนิยมที่อยู่ใกล้ๆ กับบริษัท ราคาของอาหารนั้นอยู่ในระดับเหมาะสม ถังโจวโจวเคยมากินข้าวที่นี่แล้ว ในตอนนั้นเธอรู้สึกว่ารสชาติถูกปากใช้ได้ ดังนั้นครั้งนี้เธอจึงชวนจวิ้นเจี่ยมากินข้าวที่นี่ 

 

 

เมื่อจวิ้นเจี่ยเห็นถังโจวโจวพาเธอมาที่ร้านนี้ เธอก็รู้สึกพึงพอใจกับถังโจวโจวมาก เธอรู้สึกว่าความสัมพันธ์ของถังโจวโจวและเพื่อนร่วมงานนั้นอยู่ในระดับที่ดีเยี่ยม เมื่องานใครมีปัญหาอะไร ถ้าถังโจวโจวพอช่วยได้ก็จะช่วยในทันที 

 

 

ในครั้งนี้ถึงแม้จวิ้นเจี่ยจะบ่น แต่เธอก็ไม่คิดว่าถังโจวโจวจะเลี้ยงข้าวเธอจริงๆ นึกไม่ถึงเลยว่าเด็กคนนี้จะรักษาสัจจะขนาดนี้ พูดจริงทำจริงเสียด้วย 

 

 

“โจวโจว ฉันไม่สมควรได้รับมันหรอก” หลังจากที่พวกเธอสั่งอาหารเสร็จ จวิ้นเจี่ยก็ประสานมือพลางมองไปที่ถังโจวโจว 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าจวิ้นเจี่ยดูจะไม่ค่อยสบายใจ เธอจึงรีบยิ้มออกมา “พี่จวิ้นเจี่ย ปกติแล้วพี่ก็ดูแลฉันมาโดยตลอด ฉันแค่เลี้ยงข้าวพี่เอง ไม่เป็นไรหรอก” 

 

 

จวิ้นเจี่ยเองก็ไม่ใช่คนที่ชอบเซ้าซี้อะไรมาก เมื่อเห็นถังโจวโจวพูดอย่างจริงใจ เธอก็ไม่ได้พูดถึงปัญหานี้อีก เธอเปลี่ยนหัวข้อมาคุยเรื่องซุบซิบที่เพิ่งจะเกิดขึ้นในบริษัท 

 

 

ทั้งสองคนคุยกันอย่างออกรสออกชาติ ถังโจวโจวเองก็นึกไม่ถึงเลยว่า ช่วงเวลาที่เธอไม่ได้มาทำงานที่บริษัทแค่ในระยะสั้นๆ มันจะมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายขนาดนี้ แฟนหนุ่มของพนักงานต้อนรับที่ชื่อลี่ลี่ เขานอกใจเธอ 

 

 

เรื่องนี้มันน่าเหลือเชื่อสำหรับถังโจวโจว ถังโจวโจวยังจำได้ว่าเมื่อก่อนแฟนหนุ่มของลี่ลี่มักจะทำซุปมาให้เธอ มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเขาเป็นผู้ชายติดบ้าน เขาจะทำเรื่องแบบนั้นได้ยังไง? 

 

 

จวิ้นเจี่ยเห็นถังโจวโจวไม่เชื่อ เธอจึงอธิบายให้ฟังว่า “พวกเรามองคนผิดไปน่ะสิ ผู้ชายคนนั้นใจร้ายใจดำ เขาแค่บอกว่าเขาไม่รักเธอแล้ว จากนั้นเขาก็ไปหาผู้หญิงคนใหม่เลย แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ยังมีหน้ามาอวดตัวที่บริษัทของเราอีก ทำเอาลี่ลี่โมโหเดือดดาลมาก” 

 

 

“เป็นไปไม่ได้มั้งคะ เขาเคยดีกับลี่ลี่มากเลยนะ ตอนที่ฉันยังไม่ได้ลาพัก ฉันยังเห็นเขามารับลี่ลี่หลังเลิกงานอยู่เลย ทำไมจู่ๆ ถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้” ถังโจวโจวไม่ค่อยเข้าใจ ลี่ลี่เองก็เป็นผู้หญิงที่ดี ทั้งสองคนใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุขมาตลอดไม่ใช่เหรอ? 

 

 

“มันเป็นแค่ภาพลักษณ์ภายนอกน่ะสิ ถ้าเขาไม่ได้ทำอย่างนั้น ลี่ลี่จะกลายเป็นอย่างทุกวันนี้ได้ยังไง แล้วลี่ลี่ก็ยังพูดอย่างเด็ดขาดอีกว่าเธอจะทำให้คู่รักคู่นั้นได้เห็นดีกัน! แต่พอได้ฟังแบบนี้แล้วมันก็รู้สึกเศร้าอยู่เหมือนกันนะ” 

 

 

ถังโจวโจวเข้าใจที่จวิ้นเจี่ยถอนหายใจ แม้ว่าคำพูดของลี่ลี่จะฟังดูโหดร้ายมากเพียงใด แต่หัวใจของเธอก็ยังคงเจ็บปวดอยู่ แม้ว่าเธอจะแก้แค้นผู้ชายคนนั้นได้จริงๆ แต่หัวใจของเธอก็ไม่ได้มีความสุขหรอก เพราะความเจ็บปวดที่เธอเคยได้รับ มันไม่สามารถลบเลือนไปจากความทรงจำได้ 

 

 

หลังจากคุยกับจวิ้นเจี่ยต่ออีกสักพัก ถังโจวโจวและจวิ้นเจี่ยก็กลับไปที่บริษัท วันนี้ถังโจวโจวไม่ค่อยมีงาน เนื่องจากผู้จัดการไม่ได้จัดงานให้เธอทำมากนัก เขาแค่ขอให้จวิ้นเจี่ยพาเธอไปทำความคุ้นเคยกับงานล่าสุดของบริษัท เพื่อให้ถังโจวโจวมีความเข้าใจก่อนที่จะเริ่มทำงานอย่างเป็นทางการในพรุ่งนี้ 

          “ลั่วอิง แม่โจวโจวรับประกันกับหนูไม่ได้ แต่แม่โจวโจวสัญญานะ แม้ว่าวันหนึ่งแม่จะเลิกกับคุณพ่อไป แต่แม่ก็ยังคงเป็นแม่โจวโจวของหนูนะ” ถังโจวโจวเอ่ยคำมั่นสัญญาอย่างเอาจริงเอาจัง 

 

 

           “แม่โจวโจวขา ตอนที่คุณแม่ไม่อยู่ คุณพ่อคิดถึงคุณแม่มากเลยนะคะ” ลั่วอิงแก้ต่างให้ลั่วเซ่าเชิน และหวังให้ถังโจวโจวเห็นแก่ความคิดถึงที่ลั่วเซ่าเชินมีให้เธอ เธอจะได้ไม่จากไปไหนอีก 

 

 

           ถังโจวโจวลูบศีรษะของลั่วอิง ก่อนจะเปลี่ยนไปพูดเรื่องก่อนหน้านี้ “ลั่วอิงจ๊ะ แม้ว่าคุณพ่ออาจจะเข้มงวดกับหนูไปบ้าง แต่หนูก็ต้องเชื่อนะว่าคุณพ่อเขารักหนู หนูเป็นลูกสาวของเขา ไม่มีพ่อคนไหนไม่รักลูกสาวของตัวเองหรอกนะคะ เหมือนคุณตากับแม่โจวโจวไง หนูเข้าใจใช่ไหม” ถังโจวโจวยกเอาตัวเองและคุณพ่อถังมาเป็นตัวอย่าง ลั่วอิงพยักหน้า เธอรู้ว่าคุณตารักแม่โจวโจวมาก 

 

 

           เมื่อเห็นว่าลั่วอิงเข้าใจความหมายที่เธอจะสื่อแล้ว ถังโจวโจวก็วางใจ “แม่โจวโจวขา แต่ทำไมสิ่งที่คุณพ่อทำกับหนูถึงไม่เหมือนกับที่คุณตาทำคุณแม่ล่ะคะ” 

 

 

           “เพราะว่าพวกเขาสองคนนิสัยต่างกันค่ะ ตรงจุดนี้หนูต้องเข้าใจคุณพ่อของหนูด้วยนะคะ แล้วตราบใดที่หนูรู้ว่าคุณพ่อรักหนูจริงๆ ต่อให้ถูกเขาดุมากแค่ไหน หนูก็จะไม่รู้สึกน้อยใจเลยค่ะ” 

 

 

           “คุณพ่อไม่ดุค่ะ แม่โจวโจว คุณพ่อดีกับหนูมาก” ลั่วอิงตอบโต้ในทันที 

 

 

           ถังโจวโจวยิ้มขำ เมื่อเห็นเธอรีบออกหน้าช่วยคุณพ่อของเธอ “ค่ะ แม่รู้ว่าคุณพ่อดีกับหนูมาก แม่ก็แค่ยกตัวอย่างเองค่ะ” 

 

 

           เมื่อเห็นว่าในที่สุดเธอก็สามารถทำให้ลั่วอิงเข้าใจได้แล้ว ถังโจวโจวก็แอบคิดอยู่เงียบๆ ดูเหมือนว่าเธอคงจะต้องคุยเรื่องนี้กับลั่วเซ่าเชิน มิฉะนั้นแล้ว หากลั่วอิงสับสนขึ้นมาอีก หรือเกิดอะไรขึ้นกับเธอก็คงจะไม่ดี 

 

 

           หลังจากปลอบลั่วอิงแล้ว ถังโจวโจวก็กล่อมให้ลั่วอิงหลับ จากนั้นเธอก็ไปเคาะประตูห้องหนังสือ 

 

 

           “เชิญครับ” 

 

 

“เซ่าเชิน ฉันมีเรื่องจะคุยกับคุณค่ะ” ถังโจวโจววางกาแฟไว้บนโต๊ะของลั่วเซ่าเชิน ลั่วเซ่าเชินเงยหน้ามองเธอ และเมื่อเห็นว่าน้ำเสียงของเธอดูจริงจัง เขาก็รู้ว่าเธอมีธุระสำคัญจะพูด ดังนั้นเขาจึงละมือจากงานของเขา และมองไปที่ถังโจวโจว 

 

 

ถังโจวโจวนั่งลงตรงหน้าโต๊ะทำงานของลั่วเซ่าเชินและเงียบอยู่ครู่หนึ่ง เธอจัดระเบียบคำพูดในใจก่อนจะเปิดปากพูดว่า “ช่วงนี้คุณทำตัวแปลกๆ กับลั่วอิง คุณมีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ” 

 

 

“แปลกตรงไหน” เมื่อลั่วเซ่าเชินลองนึกดู เขาก็ไม่เห็นรู้สึกว่ามีอะไรแปลกไป ก็เหมือนเดิมนี่… ถังโจวโจวคิดมากไปหรือเปล่า 

 

 

เมื่อมองดูท่าทางของลั่วเซ่าเชินที่เต็มไปด้วยความสงสัย ถังโจวโจวก็รู้เลยทันทีว่าเขาไม่ได้ใส่ใจเลย เขาถึงยังไม่เห็นว่าเป็นปัญหา 

 

 

“วันนี้คุณพูดแบบนั้นกับลั่วอิงได้ยังไง แม้แต่ฉันยังทนฟังไม่ได้เลย วันนั้นก็ด้วย แค่คุณบอกเธอว่าคุณไม่ต้องการเธอแล้ว เธอก็ตกใจจนหน้าซีดไปหมด ถ้าคุณจะล้อเล่น คุณก็ต้องมีขีดจำกัดบ้างสิคะ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินยอมรับว่าวันนั้นเขาพูดแรงไปหน่อย แต่มันก็เป็นเพราะถังโจวโจวนี่! ถ้าเธอยอมกลับมากับเขาดีๆ เขาจะต้องโหดร้ายกับลั่วอิงเหรอ และยิ่งไปกว่านั้น เขาก็อธิบายเหตุผลให้ลั่วอิงฟังไปแล้ว ลูกสาวของเขาก็เข้าใจแล้วนี่? 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าลั่วเซ่าเชินพยายามหาเหตุผลมาโต้แย้ง เธอก็อยากจะทุบเขาแรงๆ สักทีเพื่อให้เขาได้สติ “คุณรู้ไหมคะว่าลั่วอิงพูดอะไรกับฉัน” 

 

 

“พูดว่าอะไร” 

 

 

“เธอถามฉันว่าเธอใช่ลูกของคุณแน่หรือเปล่า แล้วก็ยังมีเรื่องแม่แท้ๆ ของเธออีก” ถังโจวโจวเห็นว่า เมื่อลั่วเซ่าเชินได้ยินในสิ่งที่เธอพูด สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที เธอบ่นในใจว่า ‘ในที่สุดคุณก็รู้จักคำว่าร้อนรนใจเสียที นี่ถ้าฉันไม่รู้ ฉันก็คงคิดว่าคุณไม่สนใจแล้วจริงๆ!’ 

 

 

“แล้วคุณตอบเธอว่ายังไง” ลั่วเซ่าเชินนึกไม่ถึงเลยว่าลั่วอิงจะคิดอะไรแบบนี้ มือของเขากำหมัดแน่น และสายตาก็จ้องมองไปที่ถังโจวโจว 

 

 

เขาคิดว่ามีใครพูดอะไรต่อหน้าลั่วอิงหรือเปล่า เธอถึงได้คิดแบบนั้น ลั่วเซ่าเชินไม่อนุญาตให้ใครหยิบเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูดได้ง่ายๆ หรอกนะ 

 

 

“คุณอย่ามองฉันแบบนั้นนะ นี่เป็นปัญหาของคุณเอง ใครใช้ให้คุณพูดจารุนแรงแบบนั้นออกมาล่ะ ลั่วอิงยังเด็ก เธอยังไม่พร้อมเข้าใจอะไรยากๆ หรอก เธอย่อมคิดไปในทางอื่นอยู่แล้ว” 

 

 

หลังจากถังโจวโจวพูดออกมา ลั่วเซ่าเชินก็เข้าใจแล้วว่าเขาพูดแรงเกินไปจริงๆ แต่สิ่งที่เขาคิดอยู่คือ อย่างน้อยมันก็ไม่ใช่เพราะ ‘เรื่องนั้น’ แต่เป็นเพราะเขาละเลยเธอไป ไม่ค่อยห่วงใยเธอเหมือนแต่ก่อน ในเมื่อ ‘เรื่องนั้น’ ไม่ใช่ต้นเหตุ เรื่องอื่นก็ไม่เป็นปัญหา 

 

 

ถังโจวโจวไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ ลั่วเซ่าเชินถึงได้ผ่อนคลายลง เธอรู้สึกได้ว่าบรรยากาศมันไม่ได้ตึงเครียดเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว “คุณคิดอะไรอยู่คะ” เมื่อเธอเห็นว่าเขาไม่พูด ถังโจวโจวก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย 

 

 

เขามีอะไรปิดบังเธออยู่หรือเปล่า จะใช่เรื่องแม่แท้ๆ ของลั่วอิงไหม ถังโจวโจวไม่เคยถามถึงเรื่องของลั่วอิงมาก่อนเลย แล้วเธอก็ไม่เคยหยิบเรื่องแม่ของลั่วอิงขึ้นมาคุยกับลั่วเซ่าเชินด้วย แต่ตอนนี้เมื่อเธอเห็นว่าลั่วเซ่าเชินดูผิดปกติไป ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกสนใจเรื่องแม่ของลั่วอิงขึ้นมา 

 

 

‘เธอเป็นผู้หญิงแบบไหน ตอนนี้อยู่ที่ไหน’ ทำไมถึงไม่กลับมาหาลั่วอิง? ส่วนลั่วเซ่าเชิน แม้ว่าเขาจะไม่เคยพูดถึงเธอต่อหน้าใคร แต่ครั้งนี้ที่พูดถึงผู้หญิงคนนี้ขึ้นมา สีหน้าและแววตาของเขาดูเปลี่ยนไปทันที ‘เขายังลืมเธอไม่ได้เหรอ?’ 

 

 

ถังโจวโจวมีคำถามมากมายในใจ แล้วเธอก็อยากให้ลั่วเซ่าเชินตอบคำถามเธอด้วย แต่สิ่งที่เธอมั่นใจในตอนนี้ก็คือ แม่ของลั่วอิงไม่ใช่หันฮุ่ยซินแน่นอน! 

 

 

ประการแรก การแสดงออกของหันฮุ่ยซินตอนที่ได้เจอลั่วอิงในแต่ละครั้ง มันไม่ได้แตกต่างกัน ประการที่สอง ถ้าเกิดเป็นหันฮุ่ยซินจริงๆ เธอเชื่อว่าลั่วเซ่าเชินก็คงจะคืนดีกับเธอไปแล้ว เพราะว่าเห็นแก่หน้าลูก แล้วก็คงจะไม่มีเรื่องของถังโจวโจวเกิดขึ้น 

 

 

แต่ถ้าไม่ใช่หันฮุ่ยซินแล้วจะเป็นใครล่ะ? หันฮุ่ยซินคือรักแรกของลั่วเซ่าเชิน จนถึงปัจจุบันนี้ ดูเหมือนว่าก็มีแค่เธอคนเดียวเท่านั้นที่ลั่วเซ่าเชินเคยคบเป็นแฟน ในเมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วแม่ของลั่วอิงเป็นใคร? ถังโจวโจวยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัย เธออยากรู้มากขึ้นเรื่อยๆ 

 

 

“ไม่ได้คิดอะไร ส่วนเรื่องที่คุณพูดมา ผมเข้าใจแล้ว วันหลังผมจะระวังกว่านี้” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินคิดว่าในเมื่อลั่วอิงไม่ได้เอ่ยถึงใครเป็นพิเศษ เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นอย่างที่ถังโจวโจวบอก ลั่วอิงแค่คิดไปเรื่อยเปื่อยตามประสาเด็กก็เท่านั้น ลั่วเซ่าเชินเองก็คิดว่าเขาอาจจะทำผิดไปจริงๆ ซึ่งความผิดนั้นนำไปสู่ความเข้าใจผิดของลั่วอิง 

 

 

“คุณไม่มีอะไรจะพูดกับฉันอีกหรือคะ” เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าเขาไม่ได้พูดถึงแม่บังเกิดเกล้าของลั่วอิงเลย เธอก็เกิดความรู้สึกหึงหวงในใจ ดูเหมือนว่าผู้หญิงคนนั้นคงจะมีตำแหน่งสำคัญในหัวใจของเขา หรือว่าจะเป็นเพราะลั่วอิง? 

 

 

เป็นเพราะความไม่รู้ ถังโจวโจวยิ่งคิดยิ่งไปกันใหญ่ และเนื่องจากว่าลั่วเซ่าเชินไม่ได้ให้คำตอบกับเธอ ดังนั้น ความคิดของเธอจึงเตลิดเปิดเปิงมากขึ้นเรื่อยๆ 

 

 

“ผมต้องพูดอะไรอีกเหรอ” ลั่วเซ่าเชินไม่เข้าใจ สิ่งที่เขาควรจะพูด เขาก็พูดออกไปหมดแล้วนี่ จะให้เขาพูดอะไรอีก 

 

 

เมื่อเห็นสีหน้าที่เรียบเฉยของลั่วเซ่าเชิน ถังโจวโจวก็เดินออกจากห้องหนังสือไปด้วยความหงุดหงิด ลั่วเซ่าเชินไม่เข้าใจเมื่อเห็นเธออารมณ์เสีย นี่เธอโกรธอะไรอีกแล้ว? 

 

 

หลังจากออกมาจากห้องหนังสือ ถังโจวโจวก็กลับไปที่ห้องนอนและล้มตัวลงบนเตียง พลางคิดว่าเมื่อครู่นี้ลั่วเซ่าเชินไม่ได้รู้ใจเธอเลยสักนิด เธอทุบหมอนแล้วก็ยังไม่หายโกรธ เธอจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและโทรศัพท์หาหลินเหยา 

 

 

“เหยาเหยา เธอหายเมาหรือยัง” 

 

 

“โจวโจว เมื่อวานเธอไม่ได้เป็นอะไรใช่ไหม ขอโทษนะ ฉันเกือบทำร้ายเธอไปแล้ว!” หลินเหยารู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากที่เมื่อวานนี้เธอทำให้ถังโจวโจวต้องลำบากไปด้วย ถ้าเธอไม่ขอให้ถังโจวโจวออกมา เรื่องเมื่อวานนี้ก็อาจจะไม่เกิดขึ้น 

 

 

“พูดอะไรอย่างนั้นล่ะ เหยาเหยา ฉันสบายดีจ้ะ เราเป็นเพื่อนกัน แน่นอนว่าเราต้องทำทุกอย่างเพื่อเพื่อนของเรา!” ถังโจวโจวที่เดิมทีรู้สึกขุ่นเคืองใจ แต่เมื่อได้คุยกับหลินเหยา เธอก็รู้สึกดีขึ้นมาก 

 

 

“ขอบคุณนะ โจวโจว” หลินเหยายังคงรู้สึกละอายใจอยู่เล็กน้อย ถ้าไม่ใช่เพราะลั่วเซ่าเชินมาได้ทันเวลา ถังโจวโจวกับเธอก็อาจจะต้องเจอเรื่องเลวร้ายกว่านี้ไปแล้ว! 

 

 

“ไม่ต้องขอบคุณหรอก เหยาเหยา เราสองคนเป็นอะไรกัน! ว่าแต่ตอนนี้เธออยู่ที่ไหนเหรอ ฉันอยากจะชวนเธอออกไปเดินเล่นสักหน่อย อยู่บ้านมันน่าเบื่อ” ถังโจวโจวพูดอย่างเบื่อหน่าย 

 

 

เมื่อหลินเหยาได้ยินเสียงที่ไม่ค่อยสดชื่นตามปกติของถังโจวโจว เธอก็คิดว่าคงไม่ใช่เพราะถังโจวโจวทะเลาะกับลั่วเซ่าเชินอีกแล้วหรอกนะ? หลินเหยารู้สึกได้ว่าช่วงนี้มีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นระหว่างถังโจวโจวและลั่วเซ่าเชิน ลั่วเซ่าเชินน่าจะยังดูไม่ออกว่าความรู้สึกของถังโจวโจวที่มีต่อเขา มันค่อยๆ ลึกซึ้งขึ้นทุกวัน 

 

 

แน่นอนว่าคนนอกอย่างหลินเหยาก็ยังรู้สึกได้ว่าถังโจวโจวเปลี่ยนไป จากตอนแรกที่เธอห่างกับเขาได้สบายๆ จนตอนนี้เธอทำใจแยกจากเขาไม่ได้เสียแล้ว ความรู้สึกของถังโจวโจวที่มีต่อลั่วเซ่าเชินมันผันผวนเป็นอย่างมาก เพียงแต่ไม่มีใครรู้ว่าลั่วเซ่าเชินคิดอย่างไร 

 

 

“จ้ะ ฉันจะออกไปเดี๋ยวนี้แหละ” เมื่อวานนี้หลังจากหวังหวามาส่งหลินเหยาที่บ้าน เธอก็หลับไปจนถึงเที่ยง เมื่อเธอตื่นขึ้นมาและได้กลิ่นแอลกอฮอล์คละคลุ้งบนตัวของเธอเอง เธอก็แทบจะอาเจียน เธอจึงรีบลุกไปอาบน้ำ หลังจากที่เธอเพิ่งเป่าผมเสร็จ เธอก็ได้รับสายจากถังโจวโจว พอดีกันกับที่เธอยังไม่ได้กินอะไรเลย 

 

 

เมื่อถังโจวโจวไปถึงที่นัดหมาย ก็เจอหลินเหยาสั่งบะหมี่เนื้อมากินก่อนแล้ว เมื่อหลินเหยาเห็นว่าถังโจวโจวมาถึงแล้ว หลินเหยาก็ทักทายด้วยน้ำเสียงอู้อี้เนื่องจากอาหารเต็มปาก “มาแล้วเหรอ เธอนั่งสิ!” 

 

 

“แม้แต่ชื่อฉัน เธอก็ลืมไปแล้ว” ถังโจวโจวเห็นเธอก้มหน้าก้มตากินบะหมี่อย่างตั้งใจ “ยังไม่ได้กินข้าวเหรอ” มิน่าล่ะ หลินเหยาถึงนัดเธอมาที่นี่ ที่แท้ก็จะได้ฉวยโอกาสแก้หิวก่อนนี่เอง 

 

 

“โจวโจว ฉันก็กำลังยัดใส่ปากอยู่นี่ไง ฉันนอนจนถึงเที่ยง พออาบน้ำเสร็จ เธอก็โทรมาพอดี ยังไม่ทันได้หาอะไรกินเลย” หลินเหยายัดเส้นบะหมี่คำใหญ่เข้าไปในปากอีกครั้ง เมื่อเห็นเธอกินอย่างเอร็ดอร่อย ถังโจวโจวก็รู้สึกหิวขึ้นมา 

 

 

“เหยาเหยา จู่ๆ ฉันก็หิวขึ้นมาแล้ว” ถังโจวโจวน้ำลายสอเมื่อได้กลิ่นของบะหมี่เนื้อ 

 

 

“หิวเหรอ เธอยังไม่ได้กินข้าวหรือไง” เมื่อมองดูท่าทางของถังโจวโจวที่เหมือนจะน้ำลายหก หลินเหยาก็นึกว่าเธอยังไม่ได้กินอะไรมา 

 

 

“เปล่าหรอก ฉันกินมาแล้ว แต่พอฉันเห็นเธอกินได้อร่อยมากขนาดนี้ ฉันก็พานหิวไปด้วย” ถังโจวโจวกัดริมฝีปาก และเมื่อเธอได้กลิ่นหอมของอาหาร เธอก็ยิ่งหิวมากขึ้นไปอีก 

 

 

“เธอนี่นักกินจริงๆ ถ้าหิวก็สั่งมาเพิ่มอีกชามสิ เถ้าแก่คะ เอาบะหมี่เนื้อเพิ่มอีกหนึ่งชาม” 

 

 

“โอเค เดี๋ยวไปเสิร์ฟ!” เถ้าแก่รับคำหลินเหยา 

 

 

ถังโจวโจวนั่งตรงข้ามกับหลินเหยา เป็นเพราะกลิ่นหอมของอาหาร เรื่องที่เธอไม่สบายใจก่อนหน้านี้จึงดูเหมือนหายไปในพริบตา 

 

 

“โจวโจว เกิดอะไรขึ้นระหว่างเธอกับลั่วเซ่าเชินอีกหรือเปล่า” หลังจากที่กินบะหมี่ไปได้สักพัก กระเพาะของหลินเหยาก็รู้สึกอิ่มไปกว่าครึ่ง ดังนั้นเธอจึงพอหยุดพูดคุยกับถังโจวโจวได้แล้ว 

 

 

“เปล่าหรอก ฉันแค่อยากรู้ว่าแม่แท้ๆ ของลั่วอิงคือใคร แต่เขาไม่ได้บอกฉัน” คำพูดของถังโจวโจวฟังดูคล้ายกับอาการแง่งอนของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ นี่เป็นครั้งแรกที่หลินเหยาได้เห็นถังโจวโจวเป็นแบบนี้ นี่คือท่าทางของหญิงสาวที่ตกอยู่ในห้วงแห่งความรักเหรอ? 

 

 

“โจวโจว แล้วเธอจะโกรธเขาทำไมที่ไม่ได้บอกเธอ เธอก็รู้ประวัติของลั่วอิงดีอยู่แล้วนี่” หลินเหยาไม่เข้าใจ แม่แท้ๆ ของลั่วอิงไม่ได้มาปรากฏตัวเสียหน่อย ถังโจวโจวจะโกรธผู้ชายที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวไปทำไม 

 

 

เมื่อถังโจวโจวได้ยินหลินเหยาพูดอย่างนั้น เธอก็พูดอะไรไม่ออก และเมื่อมาคิดๆ ดูแล้ว นั่นสินะ! เธอจะโกรธเขาทำไม เหมือนกับว่าเพราะความหึงหวงที่มีต่อแม่แท้ๆ ของลั่วอิง ถังโจวโจวจึงรู้สึกไม่สบายใจเมื่อเห็นว่าลั่วเซ่าเชินปฏิบัติกับแม่แท้ๆ ของลั่วอิงแตกต่างออกไป 

           เมื่อถังโจวโจวตื่นขึ้นมาก็ถึงเวลาอาหารกลางวันแล้ว เธอรู้สึกราวกับว่าร่างกายตัวเองถูกรถชนมา แค่ขยับนิดเดียวก็เจ็บแล้ว ถังโจวโจวปรายตามองดูภาพห้องนอนที่คุ้นเคย เหมือนกับว่าเธอแค่ฝันไปที่เธอได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเปิดประตูห้องเข้ามาและเห็นว่าถังโจวโจวตื่นแล้ว เขารีบเข้าไปประคองให้เธอลุกขึ้นนั่ง “คุณเป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นหรือยัง”

 

 

ถังโจวโจวมองดูสีหน้าที่อิ่มเอมใจของเขา พอมองนานเข้าเธอก็รู้สึกโมโห แต่เธอก็เก็บงำความรู้สึกนั้นเอาไว้ ไม่แสดงมันออกมา ลั่วเซ่าเชินกำลังอารมณ์ดี ดังนั้นเขาจึงไม่ได้สนใจท่าทางไม่พอใจของเธอ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ชายหนุ่มที่กินอิ่มนอนหลับมักจะมองทุกอย่างดีไปหมดแม้ในสถานการณ์แบบนี้

 

 

“คุณน่าจะหิวแล้วแน่ๆ เดี๋ยวผมให้ป้าหลิวยกอาหารขึ้นมาให้” ลั่วเซ่าเชินเกลี่ยผมที่หล่นลงมาให้ถังโจวโจว แต่ถังโจวโจวกลับเบือนหน้าหนีไปอีกด้าน เห็นได้ชัดว่าเธอไม่เต็มใจที่จะรับความห่วงใยจากเขา

 

 

“ฉันจะกลับแล้วค่ะ”

 

 

สีหน้าของลั่วเซ่าเชินเรียบตึงในทันทีที่ได้ยินแบบนั้น “คุณจะกลับไปไหน คุณจำไม่ได้หรือว่าเมื่อวานคุณพูดอะไรไว้”

 

 

ถังโจวโจวเสียความมั่นใจ เดิมทีเธอจำเรื่องนี้ไม่ได้แล้ว แต่เมื่อลั่วเซ่าเชินเอ่ยออกมา เธอก็นึกออกทันที เธอก้มหน้าลงและไม่พูดอะไร

 

 

“ถ้าคุณจำได้ วันหลังก็อย่าพูดแบบนี้อีก” ลั่วเซ่าเชินเองก็ไม่ได้อยากบีบบังคับถังโจวโจวด้วยวิธีนี้ เพียงแต่ลั่วเซ่าเชินทนรับพฤติกรรมแข็งข้อของเธอไม่ไหวอีกแล้ว ดังนั้นเขาจึงต้องใช้ไม้แข็งแบบนี้

 

 

ทันทีที่ถังโจวโจวคิดได้ว่าเขาไม่มีหลักฐาน เธอก็พูดอย่างถือไพ่เหนือกว่า “ฉันเคยพูดแบบนั้นด้วยหรือคะ ทำไมฉันจำไม่ได้ล่ะ?”

 

 

ลั่วเซ่าเชินหยิบโทรศัพท์ออกมา “ผมรู้ว่าคุณจะต้องพูดแบบนี้ ผมก็เลยเตรียมเอาไว้แล้ว”

 

 

เมื่อเขาเปิดไฟล์เสียงที่บันทึกไว้ เสียงแหบพร่าของลั่วเซ่าเชินก็ดังออกมา ‘โจวโจว คุณชอบไหม’

 

 

‘โจวโจว คุณจะยอมกลับมาอยู่บ้านได้หรือยัง’

 

 

หลังจากนั้นน้ำเสียงอันมีเสน่ห์ของถังโจวโจวก็ดังขึ้น ‘เซ่าเชิน ฉันยอมแล้วค่ะ เอาละ คุณอย่าทรมานฉันอีกเลย’

 

 

ถังโจวโจวเขินจนใบหน้าแดงก่ำ เธอนึกไม่ถึงเลยว่าลั่วเซ่าเชินจะเจ้าเล่ห์ได้ขนาดนี้ เขามีไฟล์เสียงเก็บไว้ด้วย! เมื่อเธอนึกถึงวิธีการที่ลั่วเซ่าเชินเลือกใช้กับเธอเมื่อวานนี้ ถังโจวโจวก็อยากจะกัดคอเขาแรงๆ เพื่อเป็นรางวัลแด่ความกำเริบของเขา

 

 

“ชัดเจนนะ? คุณเป็นคนพูดเอง คุณคงไม่คิดจะผิดคำพูดหรอกใช่ไหม” เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นสีหน้าเรียบเฉยของถังโจวโจว เขาก็ไม่รู้สึกกังวลใจ อีกเดี๋ยวเธอก็คิดได้เอง

 

 

“ฉันไม่ผิดคำพูดหรอกค่ะ” คำทุกคำที่ถังโจวโจวพูดออกมาและรอยยิ้มที่แสนสวยงามของเธอ ทำให้ลั่วเซ่าเชินรู้สึกหวาดระแวง เธอคงไม่ได้จะทรมานอะไรเขาอีกใช่ไหม? ลั่วเซ่าเชินรู้สึกกังวลอยู่ในใจ

 

 

ลั่วอิงได้รับมอบหมายจากป้าหลิวให้ขึ้นมาเรียกลั่วเซ่าเชินลงไปกินข้าว เมื่อลั่วอิงวิ่งไปที่ห้องหนังสือ เธอก็ไม่พบใครในนั้น เธอแปลกใจเล็กน้อยก่อนจะบ่นพึมพำว่า “ทำไมคุณพ่อไม่อยู่ที่นี่ล่ะ หรือว่าอยู่ที่ห้องนอน?”

 

 

เมื่อเห็นว่าบานประตูแง้มเปิดอยู่ ลั่วอิงก็ผลักเข้าไปและพูดด้วยเสียงอันดังว่า “คุณพ่อขา ทานข้าวได้แล้วค่ะ!”

 

 

ถังโจวโจวรีบซ่อนตัวเข้าไปในผ้าห่มเมื่อเธอได้ยินเสียงของลั่วอิง ตอนนี้เธอยังไม่ได้สวมเสื้อผ้าเลย เธอไม่สามารถให้ลั่วอิงเห็นเธอในสภาพนี้ได้

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าถังโจวโจวคลุมตัวเรียบร้อยแล้ว เขาก็กำลังจะหันไปหยุดลั่วอิง แต่นึกไม่ถึงเลยว่าลั่วอิงจะไวถึงเพียงนี้ เขายังไม่ทันได้ออกไปห้าม เธอก็เข้ามาถึงข้างในแล้ว “แม่โจวโจว! ทำไมคุณแม่ถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะคะ?!”

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าลั่วอิงตกใจขนาดนี้ เธอก็หันไปมองลั่วเซ่าเชิน เธอเห็นลั่วเซ่าเชินลูบปลายจมูก เห็นได้ชัดว่าท่าทีเขามีพิรุธ เธอเข้าใจได้ในทันทีว่าลั่วเซ่าเชินยังไม่ได้บอกลั่วอิงว่าเธออยู่ที่นี่แล้ว เมื่อครู่เธอกำลังคิดอยู่เลยว่า ถ้าลั่วอิงรู้ว่าเธอกลับมาแล้ว มีหรือที่จนป่านนี้จะยังไม่มาหาเธอ? สาเหตุมันอยู่ตรงนี้นี่เอง!

 

 

“ลั่วอิง พอแล้วลูก แม่โจวโจวกำลังพักผ่อน เราลงไปข้างล่างกันก่อนดีกว่านะ”

 

 

เมื่อลั่วอิงเห็นแก้มที่แดงระเรื่อของถังโจวโจว เธอก็ไม่เชื่อคำพูดที่ไร้สาระของลั่วเซ่าเชิน “คุณพ่อนิสัยไม่ดี! คุณพ่อไม่ยอมบอกหนูว่าแม่โจวโจวกลับมาแล้ว”

 

 

‘มิน่าล่ะ วันนี้คุณพ่อถึงไม่ไปบ้านคุณยาย’ เธอนึกว่าแม่โจวโจวทำให้คุณพ่อเสียใจ เขาก็เลยไม่อยากไปแล้ว ‘คุณพ่อนิสัยเสียจริงๆ!’ ลั่วอิงเบ้ปากสูง ราวกับว่าลั่วเซ่าเชินเป็นหนี้เธออยู่ห้าล้านหยวน

 

 

ลั่วเซ่าเชินกระแอมไอ “ถ้าพ่อบอกลูกก่อน ลูกก็จะขึ้นมาหาแม่โจวโจวใช่ไหม แล้วถ้าลูกขึ้นมา รู้ไหมว่าจะยิ่งรบกวนการพักผ่อนของคุณแม่?”

 

 

เมื่อลั่วอิงคิดตาม ที่ลั่วเซ่าเชินพูดมาเธอก็เห็นด้วย แต่เธอก็ไม่สามารถยกโทษให้กับพฤติกรรมของลั่วเซ่าเชินได้ “ถ้าคุณพ่อบอกหนูดีๆ หนูจะขึ้นมากวนแม่โจวโจวทำไมล่ะคะ แต่นี่คุณพ่อไม่ยอมบอกหนู วันหลังมีอะไรหนูจะไม่ช่วยคุณพ่อแล้ว!”

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นว่ายิ่งนานวันเข้าเธอยิ่งเอาแต่ใจ มิหนำซ้ำครั้งนี้ยังขู่กรรโชกเขาอีก “โอเค ถ้าอย่างนั้นครั้งหน้าที่พ่อกับแม่โจวโจวออกไปข้างนอก ลูกก็ไม่ต้องไป เพราะไม่ว่ายังไงคนที่ลูกชอบในตอนนี้ก็ไม่ใช่พ่ออยู่ดี” ลั่วเซ่าเชินเงยหน้ามองถังโจวโจวและไม่ได้ปรายตามองไปที่ลั่วอิงอีก

 

 

ลั่วอิงรู้สึกน้อยใจ มือเล็กๆ ของเธอจับชายเสื้อของลั่วเซ่าเชินเอาไว้ แต่เธอก็กลัวว่าเขาจะยังโกรธอยู่ เธอจึงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ดวงตาของเธอเปียกชื้น ด้วยกลัวว่าเธอจะเสียของที่ล้ำค่าที่สุดของเธอไป

 

 

ถังโจวโจวกลอกตาเมื่อเห็นว่าผู้ใหญ่อย่างลั่วเซ่าเชินยังจะทะเลาะกับเด็กตัวเล็กๆ อย่างลั่วอิงได้ “ลั่วอิง ไม่ต้องไปสนใจคุณพ่อนะคะ คุณพ่อเขาพูดเล่น แต่ถ้าคุณพ่อไม่พาหนูไป เดี๋ยวแม่โจวโจวพาหนูออกไปเที่ยวเอง โอเคไหมคะ”

 

 

ลั่วอิงเพียงแค่พยักหน้า เธอไม่กล้าพูดอะไร เธอรู้สึกเศร้าใจไม่น้อยที่ลั่วเซ่าเชินเอาแต่พูดว่าเธอไม่เชื่อฟังเขา หัวใจดวงเล็กๆ ของลั่วอิงรู้สึกเจ็บปวดจนแทบรับไม่ไหวแล้ว

 

 

“ถ้าอย่างนั้นหนูลงไปทานข้าวก่อนนะคะ เดี๋ยวแม่โจวโจวอาบน้ำเสร็จแล้วจะตามลงไป” ถังโจวโจวเห็นว่าลั่วอิงเดินออกไปแล้ว แต่ลั่วเซ่าเชินยังคงยืนอยู่ เธอถามเขาอย่างอารมณ์เสียว่า “แล้วคุณไม่ออกไปหรือคะ”

 

 

“ทำไมผมต้องออกไปด้วย” ลั่วเซ่าเชินมองถังโจวโจวอย่างไม่เข้าใจ เขาก็ยืนอยู่ตรงนี้ดีๆ ทำไมเขาถึงต้องออกไปด้วย?

 

 

เมื่อเห็นถังโจวโจวลุกขึ้นนั่ง ทันใดนั้นแววตาของลั่วเซ่าเชินก็ลุกวาว ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง “ผมไม่ออกหรอก ถ้าคุณจะเปลี่ยนเสื้อผ้า คุณก็เปลี่ยนไปสิ ผมเห็นคุณมาทุกซอกทุกมุมแล้ว มีอะไรให้คุณต้องอายอีก?”

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าเขาไม่ยอมออกไป เธอก็ไม่ยอมแพ้ เธอห่อตัวด้วยผ้าห่มและเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า จากนั้นเธอก็หยิบเสื้อผ้าของเธอออกมาและเดินเข้าไปในห้องน้ำ

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นเธอทุลักทุเลแบบนี้ แต่ก็ไม่คิดยื่นมือเข้าไปช่วย ตรงกันข้าม เขากลับยืนดูอยู่อย่างนั้น และเมื่อไรที่ได้จังหวะเขาก็จะแกล้งขวางทางตรงหน้าเธอ ทำให้ถังโจวโจวต้องเดินอ้อมไปอีก

 

 

ถังโจวโจวแอบสาบานอยู่ในใจว่าสักวันหนึ่งเขาจะต้องชดใช้ให้เธอทั้งหมด ตอนนี้เธอจะปล่อยให้เขาได้ใจไปก่อน แล้วสักวันถังโจวโจวก็จะทำอย่างที่เธอตั้งใจไว้จริงๆ เธอจะสร้างความลำบากให้กับลั่วเซ่าเชินนับไม่ถ้วน ลั่วเซ่าเชินก็จะทำได้แค่เพียงคอยเก็บกวาดเรื่องที่เธอก่อไว้ เมื่อเธอทรมานเขาจนหนำใจแล้ว เรื่องในวันนี้ก็จะไม่ถูกยกขึ้นมาพูดในภายหลังอีก

 

 

เมื่อถังโจวโจวเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ลั่วเซ่าเชินก็ไม่ได้อยู่ในห้องแล้ว ถังโจวโจวจัดเสื้อผ้าของเธออีกรอบ ก่อนจะลงไปชั้นล่าง เธอหิวจนท้องร้องเสียงดัง เธออยากจะรีบหาอะไรใส่ท้องเสียเหลือเกิน

 

 

เมื่อเธอลงมาถึงชั้นล่าง เธอก็เห็นลั่วอิงกำลังนั่งกินข้าวอยู่บนเก้าอี้ ในขณะที่ลั่วเซ่าเชินก็นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ ถังโจวโจวรู้สึกว่าลั่วอิงเงียบผิดปกติ เธอคิดว่าอาจจะเป็นเพราะว่าทัศนคติของลั่วเซ่าเชินที่มีต่อลั่วอิงในช่วงนี้มันเปลี่ยนไป แต่ลั่วอิงยังเด็กคงจะไม่เข้าใจ ดังนั้นจึงรู้สึกโกรธอยู่ลึกๆ

 

 

ถังโจวโจวยังไม่อยากสนใจเรื่องนี้ในตอนนี้ เธออยากจะหาอะไรใส่ท้องมากกว่า เมื่อครู่นี้ป้าหลิวได้ยินลั่วอิงบอกว่าถังโจวโจวอยู่บ้าน ตอนแรกเธอก็คิดว่าลั่วอิงตาฝาดไป แต่เมื่อได้เจอถังโจวโจวตัวเป็นๆ เธอก็พูดอย่างกระตือรือร้น “คุณผู้หญิงกลับมาแล้วจริงๆ เดี๋ยวฉันไปทำอาหารเพิ่มก่อนนะคะ!”

 

 

“ไม่ต้องหรอกค่ะ ป้าหลิว แค่นี้ก็พอแล้ว” ถังโจวโจวมองดูอาหารมากมายที่อยู่บนโต๊ะอาหาร มันไม่ขาดเลยสักชนิด และตอนนี้เธอก็หิวมากแล้ว คงจะรออีกไม่ไหว เมื่อป้าหลิวเห็นถังโจวโจวบอกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอก็หยุดความคิดที่จะทำอาหารเพิ่มเอาไว้ก่อน

 

 

หลังจากมื้อกลางวันผ่านไป ถังโจวโจวก็นั่งดูการ์ตูนอยู่กับลั่วอิงในห้องนั่งเล่น ในขณะที่ลั่วเซ่าเชินก็ขึ้นไปบนชั้นสอง และน่าจะอยู่ที่ห้องหนังสืออีกตามเคย

 

 

“ลั่วอิง หนูยังโกรธคุณพ่ออยู่หรือเปล่าคะ” ถังโจวโจวเห็นว่าลั่วอิงไม่ร่าเริงแจ่มใสเหมือนเคย เธอเงียบลงไปอย่างเห็นได้ชัด ถังโจวโจวคิดว่าพอจะเดาความคิดที่อยู่ในใจของเธอได้ เธอน่าจะเก็บคำพูดของลั่วเซ่าเชินเอามาคิด

 

 

“แม่โจวโจวขา คุณแม่ว่าหนูเป็นลูกแท้ๆ ของคุณพ่อหรือเปล่าคะ ช่วงนี้คุณพ่อพูดแบบนี้บ่อยมาก คุณพ่อไม่เคยพูดแบบนี้มาก่อนเลย คุณพ่อไม่ต้องการหนูแล้วใช่ไหมคะ” ลั่วอิงขมวดคิ้วน้อยๆ ของเธอ และเงยหน้าขึ้นมองถังโจวโจว เธออยากให้ถังโจวโจวให้คำตอบกับเธอ

 

 

ถังโจวโจวแปลกใจว่าทำไมลั่วอิงถึงมีความคิดแบบนี้ขึ้นมาได้ แต่ถังโจวโจวก็รีบอธิบายว่า “หนูเป็นลูกแท้ๆ ของคุณพ่อแน่นอนค่ะ! หรือว่ามีใครมาพูดอะไรกับหนูคะ?”

 

 

“ไม่มีค่ะ หนูคิดเอง ช่วงที่แม่โจวโจวไม่อยู่ คุณพ่อก็ไม่เห็นใส่ใจหนูเหมือนปกติเลย ความจริงแล้วก่อนที่แม่โจวโจวจะแต่งงานกับคุณพ่อแล้วมาอยู่กับหนู หนูกับคุณพ่อก็ไม่ค่อยได้เจอหน้ากันอยู่แล้ว และหนูก็ไม่เคยพบแม่แท้ๆ ของหนูเลยด้วย คุณพ่อก็ห้ามไม่ให้หนูพูดถึง”

 

 

ลั่วอิงเล่าความในใจทั้งหมดที่มีให้ถังโจวโจวฟัง ถังโจวโจวนึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะเก็บเรื่องราวมากมายไว้ในใจอย่างนี้ หากไม่ใช่เพราะคำพูดเหล่านั้นของลั่วเซ่าเชิน ลั่วอิงก็คงจะไม่พูดเรื่องนี้ออกมา

 

 

ถังโจวโจวเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครคือแม่แท้ๆ ของลั่วอิง แล้วปกติลั่วอิงก็ไม่เคยพูดถึงเธอมาก่อน ถังโจวโจวคิดว่าลั่วอิงไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ด้วยซ้ำ นึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะเก็บเรื่องนี้เอาไว้ในใจมาตลอด

 

 

ณ ตอนนี้ถังโจวโจวอยากจะต่อว่าลั่วเซ่าเชินเสียเหลือเกิน ทำไมเขาต้องพูดอะไรแปลกๆ กับลูกด้วย ถ้าลั่วอิงคิดมากแล้วเกิดหนีไป อยากจะรู้นักว่าเขาจะไปตามหาเธอได้ที่ไหน!

 

 

“ลั่วอิง หนูฟังแม่โจวโจวนะคะ ที่คุณพ่อไม่ได้บอกหนูว่าแม่แท้ๆ ของหนูเป็นใคร คุณพ่ออาจจะกำลังปกป้องหนูอยู่ คุณแม่ว่าคุณพ่อเขาก็เสียใจมากเหมือนกัน”

 

 

“ไม่ใช่ค่ะ คุณพ่อบอกหนูว่าคุณแม่ไม่อยู่แล้ว แต่หนูได้ยินคุณย่าบอกว่าคุณแม่ยังไม่ตาย คุณแม่แค่ไม่ได้กลับมาหาหนูเท่านั้น”

 

 

ถังโจวโจวนึกไม่ถึงว่าจะได้ยินอะไรแบบนี้ คุณแม่ลั่วนี่ก็จริงๆ เลย พูดอะไรไม่ระวังว่าเด็กจะได้ยินหรือเปล่า “ลั่วอิง หนูจำที่แม่โจวโจวเคยบอกได้ไหมคะ ถ้าหนูต้องการแม่ แม่โจวโจวสามารถเป็นแม่ให้หนูได้เสมอเลยนะ ขอแค่หนูต้องการ”

 

 

“แต่แม่โจวโจวก็เพิ่งทิ้งหนูไปนี่คะ แม่โจวโจวเองก็ไม่ได้อยู่กับหนูตลอดเวลา” ลั่วอิงเริ่มร้องไห้ออกมา เมื่อเธอนึกถึงตอนที่ถังโจวโจวหนีไปแบบไม่บอกไม่กล่าว หัวใจของเธอก็ว่างเปล่ามากยิ่งขึ้น เธอกลัวว่าถ้าถังโจวโจวหายไปอีกครั้ง เธออาจจะไม่ได้พบถังโจวโจวอีกเลย

 

 

เมื่อเปรียบเทียบกับมารดาที่อยู่ในความคิดของเธอ ลั่วอิงรู้สึกรักแม่โจวโจวคนนี้มากกว่า แต่บางครั้งที่ถังโจวโจวและลั่วเซ่าเชินทะเลาะกัน ซึ่งนั่นมักจะทำให้ลั่วอิงรู้สึกตกใจและไม่ปลอดภัยอยู่เสมอ

 

 

ถังโจวโจวนึกไม่ถึงว่าการที่เธอกลับมาอย่างกะทันหันจะส่งผลกระทบต่อลั่วอิง เธอรู้สึกเสียใจ “ลั่วอิง แม่ขอโทษนะคะ แม่โจวโจวไม่รู้ว่าหนูจะรู้สึกแบบนี้ แม่โจวโจวสัญญานะคะ ถ้าแม่จะต้องไปอีก แม่จะบอกหนูก่อน”

 

 

“แม่โจวโจวจะไปอีกหรือคะ?” ลั่วอิงไม่เข้าใจ นี่เธอก็กลับมาแล้วไม่ใช่เหรอ? แล้วก็คืนดีกับคุณพ่อแล้วด้วย?

 

 

 

           ตอนนี้ถังโจวโจวไม่มีเวลาอธิบายให้หลินเหยาฟัง เธอแค่รู้สึกว่าวันนี้เธอกับหลินเหยาอาจจะมีเทพเจ้าแห่งความซวยติดตามมาด้วย “เหยาเหยา อย่ามัวแต่ถามอยู่เลย รีบวิ่งก่อน พวกนั้นจะตามมาทันแล้ว” 

 

 

           ถังโจวโจวและหลินเหยาพากันวิ่งหนีไปข้างหน้า แต่แรงของผู้หญิงหรือจะสู้แรงของผู้ชายได้ ในไม่ช้าอันธพาลสองคนด้านหลังก็ตามมาทัน พวกเขาหอบหายใจอย่างหนักพลางยืนล้อมหลินเหยาและถังโจวโจวเอาไว้ “ดูสิว่าพวกเธอสองคนจะหนีไปไหนได้อีก!” 

 

 

           พวกเขาสองคนไล่ตามพวกเธอมานาน ลำคอก็แห้งผากไปหมด ความคิดลามกอนาจารที่เคยมีก่อนหน้านี้ก็ต้องพับเก็บไปก่อน ตอนนี้พวกเขาแค่อยากจะสั่งสอนถังโจวโจวและหลินเหยา จากนั้นพวกเขาอยากจะทำอะไรต่อก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของพวกเขาพาไป 

 

 

           ชายทั้งสองคนถูมือพลางเดินเข้ามาใกล้พวกเธอ ถังโจวโจวและหลินเหยากุมมือกันแน่น “เหยาเหยา เราจะทำยังไงต่อดี” ทำไมเซ่าเชินยังไม่มาอีก? 

 

 

           “โจวโจว ทำไงดีล่ะ” แม้แต่หลินเหยาที่ในเวลาปกติมักจะเข้มแข็ง ตอนนี้เธอก็หมดหนทาง ในแง่ของการต่อสู้ พวกเธอไม่มีอะไรได้เปรียบคนพวกนี้เลย 

 

 

           ถังโจวโจวเองก็มืดแปดด้าน เธอได้แต่ภาวนาให้ลั่วเซ่าเชินรีบมาเร็วๆ เมื่อเธอเห็นชายคนหนึ่งยกมือขึ้น จิตใต้สำนึกของเธอก็สั่งให้เธอหลับตาลง แต่เธอไม่เห็นว่าฝ่ามือของเขาจะกระทบบนใบหน้าของเธอเลย ทันทีที่ลืมตาเธอก็พบว่ามือของชายคนนั้นถูกจับไว้แล้ว 

 

 

           “เซ่าเชิน!” ถังโจวโจวมองลั่วเซ่าเชินที่ยืนอยู่ตรงหน้าราวกับเห็นพระเจ้า เธอดีใจจนแทบจะร้องไห้ออกมา 

 

 

           หลินเหยาถอนหายใจยาว ในที่สุดเจ้าชายขี่ม้าขาวก็มาถึง เธอรู้สึกได้ว่าสมองของเธอบวมเป่งไปหมด เธออยากจะหาที่นั่งพักสักหน่อยแล้ว 

 

 

           ลั่วเซ่าเชินเอาชนะอันธพาลสองคนนั้นได้ด้วยมือเปล่าและใช้เวลาเพียงไม่นาน ลั่วเซ่าเชินจัดการคนพวกนั้นอย่างไรถังโจวโจวและหลินเหยาก็ไม่ทันได้เห็น หลังจากกำจัดคนพวกนั้นไปได้แล้ว ลั่วเซ่าเชินก็รีบกลับมาหาถังโจวโจว 

 

 

           หลินเหยาผ่อนคลายลงมาก แล้วฤทธิ์แอลกอฮอล์ก็ตีกลับขึ้นมาอีกครั้ง เธอรู้สึกเวียนหัวเล็กน้อย ส่วนทางด้านของถังโจวโจว ยาเริ่มออกฤทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ และเธอก็เริ่มสูญเสียการควบคุมตัวเองแล้ว 

 

 

           เป็นเพราะก่อนหน้านี้เธอกำลังตกอยู่ในอันตราย สมาธิของถังโจวโจวจึงจดจ่ออยู่กับการเอาตัวรอด ทำให้เธอลืมเรื่องที่เธอถูกวางยาไปชั่วขณะ ตอนนี้เมื่อเธอผ่านสถานการณ์นั้นมาแล้ว และมีลั่วเซ่าเชินอยู่ด้วย จิตใจของถังโจวโจวจึงเริ่มอ่อนแรงจนเกือบจะถูกฤทธิ์ยาครอบงำ 

 

 

           ลั่วเซ่าเชินกอดถังโจวโจวไว้ เขาพบว่าเธอผิดปกติไปจริงๆ ตัวของเธอร้อนดั่งไฟ “โจวโจว คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” 

 

 

           “เซ่าเชิน ฉันถูกวางยา” เมื่อถังโจวโจวเอ่ยจบ เธอก็รีบงับริมฝีปาก เธออยากจะโถมตัวใส่ลั่วเซ่าเชินเป็นอย่างมาก เธอต้องการให้เขากอดเธอ จูบเธอ แต่ตอนนี้มีหลินเหยาอยู่ด้วย เธอจึงไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ ถังโจวโจวกัดปากไว้แน่น 

 

 

           ลั่วเซ่าเชินมองดูหลินเหยาที่ยืนอยู่ข้างๆ จากนั้นก็มองไปที่ถังโจวโจวที่ถูกวางยา เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาโทรหาหวังหวา เขาสั่งให้หวังหวาไปรอที่บ้านเพื่อพาหลินเหยาไปส่ง ส่วนเขาก็ช้อนตัวอุ้มถังโจวโจวขึ้น เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าเขาจะทิ้งหลินเหยาไว้ เธอก็รีบพูดว่า “เหยาเหยาล่ะคะ” 

 

 

           “ผมรู้ ผมจะอุ้มคุณไปส่งที่รถก่อน จากนั้นก็ค่อยไปประคองเธอมา คุณทนอีกหน่อยนะ เดี๋ยวก็ถึงบ้านแล้ว” ลั่วเซ่าเชินวางถังโจวโจวไว้ที่เบาะข้างคนขับ ก่อนจะกลับไปประคองหลินเหยามาขึ้นรถ 

 

 

           ลั่วเซ่าเชินขับรถอย่างรีบเร่ง เมื่อมองดูถังโจวโจวที่นั่งอยู่บนรถด้วยความทรมาน เขาก็ยิ่งขับรถเร็วขึ้นอีก พวกเขามาถึงบ้านในไม่ช้า หวังหวารออยู่ที่หน้าประตูบ้านแล้ว ลั่วเซ่าเชินโยนกุญแจรถให้เขา ก่อนที่เขาจะตรงเข้าไปอุ้มถังโจวโจวและเดินเข้าไปในบ้าน 

 

 

           ถังโจวโจววาดแขนโอบคอลั่วเซ่าเชิน แต่ขณะเดียวกันเธอก็พยายามยับยั้งความปรารถนาของตัวเอง ลั่วเซ่าเชินรู้ว่าตอนนี้เธออาการไม่ค่อยดี ดังนั้นเขาจึงรีบก้าวขึ้นไปชั้นบน เมื่อเขาอุ้มเธอมาถึงห้องนอน เขาก็วางถังโจวโจวลงบนเตียง ในขณะที่ลั่วเซ่าเชินกำลังจะยืดตัวขึ้น ถังโจวโจวก็คว้ามือเขาเอาไว้ “เซ่าเชิน อย่าไปค่ะ!” 

 

 

“โอเคๆ ผมไม่ไป” ลั่วเซ่าเชินลูบมือเธอเบาๆ เพื่อยืนยันคำพูด เมื่อเขาเห็นว่าถังโจวโจวเริ่มถอดเสื้อผ้าของตัวเอง เขาก็รู้เลยว่าเธอใกล้จะหมดความอดทนแล้ว เขาพรมจูบลงไปบนใบหน้าของเธอ 

 

 

ถังโจวโจวรีบหันหน้ามาหาเขาในทันที ลั่วเซ่าเชินมองดูเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสุข ดูเหมือนว่าเรื่องที่ถังโจวโจวถูกวางยาแบบนี้ก็มีประโยชน์อยู่เหมือนกัน อย่างน้อยเธอก็ให้ความร่วมมือมากกว่าเดิม 

 

 

ลั่วเซ่าเชินชอบท่าทางที่ถังโจวโจวเป็นอยู่ในตอนนี้ ส่วนสติของถังโจวโจวนั้นก็เริ่มเลือนรางแล้ว เธอรู้แค่เพียงว่าลั่วเซ่าเชินสามารถทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นได้ ดังนั้นเธอจึงพยายามอย่างยิ่งที่จะลดระยะห่างระหว่างเขากับเธอ เธออยากจะแนบลำตัวทั้งหมดลงไปบนตัวของเขา 

 

 

แขนทั้งสองข้างของลั่วเซ่าเชินค้ำยันกับเตียงเพื่อรับน้ำหนักทั้งหมดของตัวเขาเองเอาไว้ เขาใจไม่แข็งพอที่จะทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงไปที่ถังโจวโจว เขาถอยออกมาเล็กน้อย เพื่อจะดูว่าถังโจวโจวสามารถทำอะไรได้อีกบ้าง เดาว่านี่น่าจะเป็นความคิดที่ซ่อนเร้นอยู่ในจิตใจของชายคนหนึ่งมานาน 

 

 

ถังโจวโจวขัดใจเล็กน้อย เธอรู้สึกเหมือนว่าสิ่งที่จะทำให้เธอรู้สึกดีมันหายไป เมื่อเธอลืมตาขึ้นมา เธอก็เห็นลั่วเซ่าเชินคร่อมตัวเธออยู่เฉยๆ โดยที่ไม่ได้ทำอะไร เธอเริ่มกระวนกระวาย “เซ่าเชินคะ ฉันร้อน มันอึดอัด!” 

 

 

เธอนึกว่าถ้าเธอบอกแบบนี้แล้วลั่วเซ่าเชินจะเข้าใจเธอ แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่ขยับตัวสักนิด ถังโจวโจวรู้สึกอัดอั้นและทนต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว ถังโจวโจวพลิกตัวขึ้นมาพร้อมกับกดลั่วเซ่าเชินลงบนเตียงและนั่งทับอยู่บนตัวเขา 

 

 

ในใจของลั่วเซ่าเชินยิ้มกริ่มอย่างมีความสุข แต่เขากลับตีหน้าซื่อถามด้วยความสงสัย “โจวโจว นี่คุณจะทำอะไร” 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าเขาแกล้งทำเป็นโง่ เธอก็บ่นพึมพำว่า “คนนิสัยไม่ดี!” 

 

 

เธอก้มลงไปจูบปากเขา ถังโจวโจวไม่เคยเป็นฝ่ายจู่โจมแบบนี้มาก่อน แม้ว่าภายในใจของเธอจะร้อนรุ่ม แต่ปากของเธอก็แค่แตะอยู่บนริมฝีปากของเขาเท่านั้น ราวกับว่าเธอไม่เคยจูบเขามาก่อนเลย 

 

 

ลั่วเซ่าเชินจำเป็นต้องกลับมาเป็นฝ่ายรุกแทน เขาพูดออกมาเบาๆ ว่า “ยายบื้อ” ด้วยการชักจูงของลั่วเซ่าเชิน ในที่สุดถังโจวโจวก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดที่มีไปไว้ที่เขาคนเดียว 

 

 

หลังจากนั้นไม่นาน ถังโจวโจวก็อิ่มเอมเปรมใจ ส่วนลั่วเซ่าเชินที่ช่วงนี้ไม่ได้ใกล้ชิดกับถังโจวโจวเลย ไหนๆ วันนี้ก็สบโอกาสดี เขานึกอยากจะทำสงครามรักกับเธออีกสักหลายๆ รอบ แต่ก็ต้องหงุดหงิดอยู่บ้างเมื่อเห็นว่าถังโจวโจวดูเหมือนจะไม่ได้สติแล้ว ลั่วเซ่าเชินจึงทำได้แค่หยุดความต้องการของตัวเองเอาไว้ชั่วคราว เขาเดินเข้าไปเปิดน้ำร้อนในห้องน้ำ จากนั้นก็อุ้มถังโจวโจวเข้าไปข้างในอ่างอาบน้ำ เขานั่งลงข้างๆ ถังโจวโจวและช่วยเธอทำความสะอาดร่างกาย จากนั้นก็ให้เธอแช่น้ำร้อนสักพัก 

 

 

“อือ…” 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นถังโจวโจวขยับตัว ความคิดที่เขาหยุดพักเอาไว้ก็ค่อยๆ ถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง มือไม้ของเขาเริ่มอยู่ไม่สุข 

 

 

“โจวโจว คุณชอบไหม” ลั่วเซ่าเชินจงใจถามถังโจวโจวว่ารู้สึกอย่างไรในตอนนี้ เขารู้ว่าถังโจวโจวมักจะเขินอายกับเรื่องแบบนี้ แต่เขาก็อยากให้ถังโจวโจวพูดถึงมัน 

 

 

ถังโจวโจวปิดปากแน่น ไม่ยอมพูด ลั่วเซ่าเชินก็จัดการกับเธอต่อไป “โจวโจว คุณจะยอมกลับมาอยู่บ้านได้หรือยัง” 

 

 

เมื่อถังโจวโจวได้ยินลั่วเซ่าเชินถามถึงเรื่องนี้ เธอก็ถลึงตามองเขา ก่อนจะหยุดคุยกับเขาไปเสียดื้อๆ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่กลัว ตอนนี้คนที่ถูกวางยาคือหญิงสาวร่างบางที่อยู่ในอ้อมกอดของเขา เขามีความอดทนมากพอที่จะเสียเวลากับเธอ วันนี้ลั่วเซ่าเชินจะต้องทำให้ถังโจวโจวเปิดปากพูดออกมาให้ได้ 

 

 

แม้ว่าถังโจวโจวอยากจะฝืนทนเอาไว้ แต่ทำไมร่างกายของเธอถึงไม่เชื่อฟังเลย? ในที่สุดเธอก็เอ่ยขอความเมตตาจากลั่วเซ่าเชิน “เซ่าเชิน ฉันยอมแล้วค่ะ เอาละ คุณอย่าทรมานฉันอีกเลย” 

 

 

ถังโจวโจวคิดในใจว่าเธอก็แค่พูดไปอย่างนั้น เดี๋ยวค่อยกลับคำเอาทีหลัง แค่นี้ลั่วเซ่าเชินก็ทำอะไรเธอไม่ได้แล้ว 

 

 

เห็นได้ชัดว่าถังโจวโจวไม่รู้ตัวว่าตอนนี้ลั่วเซ่าเชินเหนือชั้นกว่าเธอมาก ลั่วเซ่าเชินเอื้อมมือไปกดโทรศัพท์ที่วางอยู่ด้านข้างพลางลอบยิ้มเล็กน้อย จากนั้นเขาก็กลับไปที่ ‘การปราบปราม’ ถังโจวโจวอีกครั้ง ในตอนนี้ถังโจวโจวไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องอื่น แค่จะรับมือกับลั่วเซ่าเชินเธอยังทำไม่ได้เลย 

 

 

ลั่วเซ่าเชินระบายความอัดอั้นตันใจทั้งหมดที่มีตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาจัดการกับถังโจวโจวเสียจนเธอเหนื่อยอ่อนอย่างมาก เช้าวันรุ่งขึ้น ลั่วเซ่าเชินตื่นขึ้นมาด้วยอารมณ์แจ่มใส ส่วนถังโจวโจวยังคงนอนอุตุอยู่บนเตียง ใบหน้าสีแดงระเรื่อของเธอกำลังพริ้มหลับอย่างสบายใจ เธอดูน่ารักเอามากๆ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินห่มผ้าห่มให้เธอ เมื่อลงมาที่ชั้นล่าง ป้าหลิวก็เตรียมอาหารเช้าเสร็จแล้ว ลั่วอิงกำลังนั่งกินข้าวอยู่ที่โต๊ะอาหาร เมื่อเธอเห็นสีหน้าที่มีความสุขของลั่วเซ่าเชิน เธอก็ถามอย่างประหลาดใจ “คุณพ่อขา วันนี้คุณพ่ออารมณ์ดีเหรอคะ” 

 

 

“ใช่น่ะสิครับ!” ชายหนุ่มที่กินอิ่มนอนหลับก็จะพูดดีแบบนี้แหละ 

 

 

ลั่วอิงไม่รู้หรอกว่าทำไมวันนี้ลั่วเซ่าเชินถึงแตกต่างไปจากทุกวัน ป้าหลิวเองก็ประหลาดใจอยู่เหมือนกัน เมื่อวานตอนที่ลั่วเซ่าเชินกลับมา เธอเข้านอนไปแล้ว ดังนั้นเธอจึงไม่เห็นถังโจวโจว เธอก็เลยไม่รู้ว่าทำไมวันนี้ลั่วเซ่าเชินถึงได้อารมณ์ดีมากขนาดนี้ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินยังไม่ได้คิดจะบอกใครว่าถังโจวโจวอยู่ที่บ้านแล้ว ถ้าลั่วอิงรู้เข้า เธอจะต้องเข้าไปรบกวนถังโจวโจวอย่างแน่นอน แต่เขาอยากให้ถังโจวโจวนอนหลับพักผ่อนให้มากๆ ก่อน 

 

 

ลั่วเซ่าเชินตัดสินใจไม่เอาเรื่องคนที่วางยาถังโจวโจว คนผู้นั้นโชคดีจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะลั่วเซ่าเชินกำลังอารมณ์ดี เรื่องนี้ก็คงจะไม่จบง่ายๆ อย่างนี้แน่ 

 

 

เมื่อลั่วอิงทานข้าวเสร็จ เธอก็เห็นว่าลั่วเซ่าเชินยังไม่มีทีท่าว่าจะไปบ้านคุณพ่อคุณแม่ถัง เธอจึงถามว่า “คุณพ่อคะ วันนี้เราไม่ไปบ้านคุณยายกันเหรอคะ” 

 

 

“ไม่ไปครับ วันนี้เราจะอยู่บ้าน” ถังโจวโจวนอนอยู่ข้างบนแล้ว เขาจะเสียเวลาไปที่บ้านตระกูลถังอีกทำไม! 

 

 

 

 

 

ฉินอวิ๋นไม่ได้แสดงสีหน้าท่าทางอะไรมากนักเมื่อได้ยินว่าเรื่องนั้นล้มเหลว เธอแค่สั่งให้คนคนนั้นหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยก่อน เพราะกลัวว่าลั่วเซ่าเชินจะตามหาจนเจอแล้วมาเอาเรื่องถึงบ้าน เมื่อเทียบกับเมิ่งชิงซีแล้ว ฉินอวิ๋นก็ยังคงเหนือชั้นกว่าลูกสาวมาก 

 

 

แต่ฉินอวิ๋นก็ยังรู้สึกเสียดายอยู่เล็กน้อย ท้ายที่สุดแล้วโอกาสดีๆ แบบนี้ก็หลุดลอยไป ครั้งหน้ากว่าเธอจะมีโอกาสแบบนี้อีกก็ไม่รู้ว่าเมื่อไร แล้วในครั้งนี้เธอเองก็ไม่รู้ว่ามันเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นหรือเปล่า? 

           เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าลั่วเซ่าเชินยังคงยิ้มออก เธอก็รู้สึกว่าเขาดูเปลี่ยนไปมากจริงๆ นี่มีอะไรเกิดขึ้นในระหว่างที่เธอไม่ได้อยู่ด้วยใช่ไหม? ถังโจวโจวจำได้ว่า ก่อนหน้านี้ไม่ว่าลั่วเซ่าเชินจะไม่พอใจเรื่องอะไร เขาก็มักจะแสดงสีหน้าออกมาให้เธอเห็นทันที

 

 

           บางครั้งที่ถังโจวโจวยังไม่ทันจะเข้าใจ ลั่วเซ่าเชินก็ไม่พอใจแล้วด้วยซ้ำ ถังโจวโจวรู้สึกอยู่หลายครั้งว่าลั่วเซ่าเชินทำตัวเหมือนเด็กเอาแต่ใจ อารมณ์ของเขาแปรปรวนมาก

 

 

           แต่ตอนนี้ท่าทีของเขากลับแตกต่างออกไป เขาไม่ได้ถามถึงฟังหยวนอีก และหลังจากที่เธอบอกว่าเธอยังไม่อยากกลับไป เขาก็ยังคงยิ้มให้เธอได้ ทันใดนั้นถังโจวโจวก็เริ่มไม่แน่ใจว่าลั่วเซ่าเชินกำลังคิดอะไรอยู่

 

 

           เมื่อถังโจวโจวเห็นลั่วเซ่าเชินเอ่ยเร่งเธออีกครั้ง เธอก็รีบสาวเท้าเดินตามพวกเขาไป วันนี้ลั่วเซ่าเชินทำตามที่เขาพูด เขาไม่เข้าบริษัท และใช้เวลาทั้งวันกับลั่วอิงที่บ้านตระกูลถัง

 

 

 

 

           เมื่อฉินอวิ๋นรู้ว่าถังโจวโจวไม่ใช่ลูกสาวของตระกูลถัง ซ้ำยังพบว่าถังโจวโจวดูเหมือนจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเสิ่นหลานอี เธอไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรไปชั่วขณะ แต่เธอรู้อยู่อย่างหนึ่งว่าเรื่องนี้จะให้เมิ่งไหวเซินรู้ไม่ได้

 

 

           ฉินอวิ๋นไม่รู้ว่าเมิ่งไหวเซินยังมีความรู้สึกที่ดีต่อเสิ่นหลานอีอยู่หรือเปล่า แต่เธอไม่สามารถรับความเสี่ยงนี้ได้ เพื่อชิงซีแล้วเธอจะให้ถังโจวโจวมีตัวตนไม่ได้ ดังนั้นเธอจะต้องทำให้ถังโจวโจวหายตัวไป หากเป็นเช่นที่เธอคาดหวังไว้ ถังโจวโจวก็จะไม่สามารถสั่นคลอนตำแหน่งและสถานะของชิงซีในตระกูลเมิ่งได้

 

 

           ฉินอวิ๋นส่งคนไปตามดูถังโจวโจวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เธอรู้ว่าช่วงนี้ถังโจวโจวพักอาศัยอยู่ที่บ้านของตระกูลถัง และไม่ได้ออกไปไหนมาไหนสักเท่าไร เธอกำลังคิดอยู่ว่าจะทำให้ถังโจวโจวออกมาจากบ้านได้อย่างไร และแล้วโอกาสนั้นก็มาถึง…

 

 

           ช่วงนี้จิตใจของหลินเหยาค่อนข้างว้าวุ่น แต่เธอเองก็รู้ว่าถังโจวโจวไม่ได้ดีไปกว่ากันนัก เธอไม่อยากจะรบกวนเพื่อน แต่เธออยากจะหาคนคุยด้วย ดังนั้นเธอจึงโทรไปหาถังโจวโจว เมื่อถังโจวโจวรับสาย เธอก็หน้านิ่วคิ้วขมวดทันที

 

 

           เสียงจากปลายสายที่ดังออกมา ทำให้ถังโจวโจวรู้ได้ในทันทีว่าหลินเหยาอยู่ที่ไหน “เหยาเหยา เธอไม่ได้อยู่ที่ร้านเหล้าใช่ไหม” ทันทีที่ถังโจวโจวอาบน้ำเสร็จ เธอก็ได้รับสายโทรศัพท์จากหลินเหยา

 

 

           เสียงของหลินเหยาราวกับล่องลอยแว่วเข้าหูมา “โจวโจว เธอออกมาคุยกับฉันหน่อยสิ”

 

 

           “เหยาเหยา นี่เธออยู่ที่ไหน ฉันจะไปหาเธอเดี๋ยวนี้”

 

 

           หลินเหยาบอกชื่อร้าน ถังโจวโจวรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าและตรงไปที่นั่นทันที เมื่อถังโจวโจวไปถึง หลินเหยาก็ยังคงมีสติอยู่ แต่ก็เห็นได้ว่าเธอดื่มไปเยอะมาก และเริ่มพูดจาเลอะเทอะแล้ว

 

 

           “เหยาเหยา ทำไมเธอดื่มเยอะขนาดนี้ กลับกันเถอะ!” ถังโจวโจวใช้เวลาอยู่นานมากกว่าจะหาหลินเหยาเจอ เธอนั่งอยู่ที่บาร์ ถังโจวโจวสังเกตเห็นว่ามีผู้ชายหลายคนกำลังมองมาทางนี้ และสายตาของพวกเขาก็วาววับเสียจนถังโจวโจวหวาดผวา

 

 

           ถังโจวโจวรู้สึกขนลุกเสียจนรากจะหลุดออกมาจากโคนแล้ว และที่นี่มันก็เสียงดังมากเกินไป ถังโจวโจวรู้สึกว่าเสียงดนตรีที่ดังก้องอยู่รอบๆ มันทำให้เธอหูอื้อ เธอต้องตะโกนคุยกับหลินเหยา แต่ในไม่ช้าเสียงของเธอก็จมหายไปกับความบ้าคลั่งที่อยู่รอบตัว

 

 

           ถังโจวโจวอยากจะดึงหลินเหยาขึ้นและพาเธอกลับ แต่หลินเหยายังคงดื่มไม่หนำใจ “โจวโจว ฉันไม่อยากกลับ ฉันไม่กลับ ที่บ้านนั่นมันหนาวเกินไป หนาวเสียจนเย็นยะเยือกไปหมด” หลินเหยากุมหน้าอกและพูดอย่างขมขื่น

 

 

ถังโจวโจวปล่อยมือจากเธอช้าๆ เธอรู้สาเหตุแล้ว “เหยาเหยา เธอคิดถึงพ่อกับแม่ใช่ไหม”

 

 

“ฉันไม่คิดถึงสองคนนั้นหรอก พวกเขาไม่มีค่าให้ฉันนึกถึงด้วยซ้ำ ทำไมฉันต้องไปคิดถึงพวกเขาด้วย ทำไม!” หลินเหยารีบกระดกวิสกี้ใส่ปาก ถังโจวโจวมองท่าทางของเธอ ราวกับว่าถ้าเธอไม่เมา เธอก็จะไม่เลิกดื่ม

 

 

“เหยาเหยา ใจเย็นๆ ไม่คิดก็ไม่คิด” ถังโจวโจวรู้สึกเจ็บปวด เมื่อมองดูเธอทำร้ายร่างกายตัวเองแบบนี้

 

 

           เธอไม่รู้ว่าทำไมหลินเหยาถึงคิดว่าพ่อแม่ของเธอไม่ดีอีก แต่เธอก็ไม่อยากให้หลินเหยาทำร้ายร่างกายตัวเองเพราะพวกเขา

 

 

           “โจวโจว ทำไมฉันต้องคิดถึงพวกเขาด้วย พวกเขามีครอบครัวเป็นของตัวเองอยู่แล้ว พวกเขามีลูกที่พวกเขารัก มีแค่ฉันคนเดียวที่ถูกทิ้ง ฉันจะคิดถึงพวกเขาทำไม” หลินเหยาพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง

 

 

           ถังโจวโจวรู้สึกว่าตอนนี้อารมณ์ของหลินเหยากำลังกระเจิดกระเจิง เธอจึงทำได้แค่เพียงจับมือของเพื่อนเอาไว้ เพื่อไม่ให้จมดิ่งไปกับฤทธิ์ของแอลกอฮอล์มากกว่านี้ “จ้ะ หลินเหยา ฉันรู้ว่าเธอไม่ได้คิดถึงพวกเขา เรากลับกันดีกว่าไหม ถ้าเธอไม่อยากกลับบ้าน ฉันจะพาเธอไปที่บ้านของฉัน โอเคไหม”

 

 

           ถังโจวโจวประคองหลินเหยาให้ลุกขึ้น แต่เธอกลับถูกผลักออกมา “โจวโจว ฉันไม่กลับ! โจวโจว เธอต้องอยู่กับฉันที่นี่ เธอต้องดื่มเป็นเพื่อนฉัน”

 

 

           หลินเหยาเดินโซเซกลับไปนั่งที่หน้าบาร์อีกครั้ง แล้วเธอก็ตะโกนสั่งบาร์เทนเดอร์ว่า “เอาเหล้ามาให้ฉันอีกสองแก้ว!”

 

 

           บาร์เทนเดอร์รีบชงเหล้าให้เธออีกสองแก้วทันที หลินเหยาดันแก้วใบหนึ่งไปให้ถังโจวโจว “โจวโจว มา! ขอให้พวกเราห่างไกลจากผู้ชายชั่วๆ หมดแก้ว!” ถังโจวโจวไม่ได้ถือแก้ว ในขณะที่หลินเหยาเองก็ไม่ได้สนใจว่าอีกฝ่ายจะดื่มหรือไม่ดื่ม เธอชนแก้วกับแก้วถังโจวโจว จากนั้นเธอก็เทเหล้าเข้าไปในปาก

 

 

           ถังโจวโจวทำได้แค่มองดูหลินเหยาดื่ม เธอเห็นเพื่อนดื่มไปร้องไห้ไป ส่วนเธอก็ไม่ได้เอ่ยโน้มน้าวอะไรอีก เพราะเธอรู้ว่าหลินเหยาไม่ค่อยได้ระบายมันออกมา จึงปล่อยให้ร้องไห้ไป

 

 

           ท้ายที่สุดหลินเหยาก็ดื่มจนมึนงงไปหมด หลังจากจัดการค่าใช้จ่ายแล้ว ถังโจวโจวก็ประคองเธอออกไปด้านนอก แต่เพียงแค่ก้าวออกมาจากร้าน จู่ๆ แขนของหลินเหยาที่พาดอยู่บนไหล่ของถังโจวโจวก็ผลักถังโจวโจวออก เธอคุกเข่าอยู่ริมถนนและอาเจียนออกมา ถังโจวโจวคอยลูบหลังให้เธอ เมื่อเห็นว่าเธออาเจียนหนักขนาดนี้ ถังโจวโจวก็ยิ่งจนปัญญา

 

 

           “ฉันบอกแล้วว่าอย่าดื่มหนัก ทีนี้รู้ซึ้งแล้วหรือยังล่ะ” เมื่อลมเย็นๆ พัดผ่านมา ถังโจวโจวก็รู้สึกได้ว่าร่างกายของเธอผิดปกติไป ทำไมจู่ๆ เธอถึงได้รู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมาแบบนี้

 

 

           เธอคิดว่าเป็นเพราะเธอเพิ่งออกมาจากร้านเหล้า อุณหภูมิมันแตกต่างกัน แต่เธอก็ยังสงสัยอยู่ว่า ถึงในร้านจะร้อนกว่า แต่เมื่อด้านนอกก็อากาศเย็นซะขนาดนี้ เธอไม่น่าจะรู้สึกร้อนได้นี่!

 

 

           ตอนนี้สัญชาตญาณของถังโจวโจวสั่งให้เธออยู่นิ่งๆ เธอต้องการจะรับลมเย็นๆ เพื่อที่ตัวเองจะได้รู้สึกดีขึ้น

 

 

           เธอเปิดปกเสื้อออกเล็กน้อย มันก็ได้ผลจริงๆ แต่ถังโจวโจวก็พบว่ามันยังคงผิดปกติอยู่ ลมเย็นพัดใส่เธอแท้ๆ แต่เธอกลับรู้สึกว่าใบหน้าร้อนวูบจนหน้าแดง ถังโจวโจวสัมผัสใบหน้าของตัวเองแล้วก็รู้สึกว่ามันร้อน เธอจึงรีบตะโกนเรียกหลินเหยาที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่ “เหยาเหยา เรารีบกลับกันเถอะ!”

 

 

           เมื่อถังโจวโจวรู้ว่ามันผิดปกติจริงๆ เธอก็รีบดึงหลินเหยาขึ้นมา และเตรียมที่จะเรียกรถแท็กซี่กลับบ้าน แต่เธอดึงหลินเหยาไม่ขึ้น พอเรียกหลินเหยาก็ไม่ตอบแล้ว ถังโจวโจวรู้สึกพะว้าพะวังมากขึ้น และทันทีที่เธอกังวล เธอก็รู้สึกเหมือนมีกองไฟสุมอยู่ในท้องของเธอ

 

 

           ถังโจวโจวอดทนต่อไปไม่ไหว เธอไม่รู้ว่าเธอเผลอกินอะไรที่ไม่ควรกินเข้าไปหรือ? เธอนึกย้อนกลับไปว่าเธอกินอะไรไปเมื่อครู่นี้ เธอก็แค่จิบน้ำนี่ น้ำแก้วนั้นใส่อะไรไว้หรือ? ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดเรื่องนี้ ถังโจวโจวเริ่มตื่นตระหนก

 

 

จิตใต้สำนึกของเธอสั่งให้เธอหยิบโทรศัพท์ออกมาแล้วค้นเบอร์ของลั่วเซ่าเชิน หลังจากที่ต่อสายติดแล้ว ถังโจวโจวก็พูดใส่โทรศัพท์ทันทีว่า “เซ่าเชิน คุณรีบมาช่วยฉันหน่อย ฉันถูกวางยา คุณรีบมาช่วยฉันนะ”

 

 

ลั่วเซ่าเชินดีใจที่ได้รับสายโทรศัพท์จากถังโจวโจว แต่ในขณะที่เขากำลังจะพูด เขาก็ได้ยินน้ำเสียงร้อนรนของถังโจวโจวที่ขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน “โจวโจว คุณใจเย็นๆ นะ ค่อยๆ พูด ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน”

 

 

ถังโจวโจวบอกตำแหน่งปัจจุบันของเธอ ลั่วเซ่าเชินปลอบเธอว่า “คุณหาที่นั่งก่อนนะ ผมจะรีบไป”

 

 

หลังจากที่วางสายไป ถังโจวโจวรู้สึกเหมือนว่าฤทธิ์ของยามันแรงขึ้น ส่วนหลินเหยากลับไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด ถังโจวโจวก็ไม่กล้าพอที่จะทิ้งหลินเหยาไว้ตรงนี้ เธอพยุงหลินเหยาขึ้นมาและเดินไปทางหนึ่ง

 

 

เธอเพิ่งจะเดินไปได้สองก้าวก็มีคนมาขวางหน้าเธอไว้ ผู้ชายสองคนนั้นเอ่ยปากแทะโลมทันทีว่า “แหม วันนี้ช่างโชคดีจังเลย ได้เจอสาวสวยตั้งสองคนแน่ะ”

 

 

“ใช่เลย ดูเหมือนว่าวันนี้เราจะได้มีความสุขกันนะ” อีกคนหนึ่งรีบรับคำ

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกเพียงว่ามีเงาของใครวูบไหวอยู่ตรงหน้า เธอส่ายหัวอย่างหนักและเธอก็รู้สึกดีขึ้น แต่มันก็แค่เพียงครู่เดียวเท่านั้น เมื่อชายสองคนนั้นเห็นว่าถังโจวโจวและหลินเหยาไม่พูดอะไรเลย พวกเขาก็รู้สึกว่ามันผิดปกติ พวกเขาเดินเข้ามาใกล้ขึ้นอีก และหมายจะดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับถังโจวโจว

 

 

ถังโจวโจวยังคงมีสติอยู่ เธอรู้ว่าถ้ามีคนรู้ว่าเธอถูกวางยา และลั่วเซ่าเชินก็ยังมาไม่ถึง เธอกับหลินเหยาวิกฤตแน่แล้ว

 

 

“พวกนายจะทำอะไร!” ถังโจวโจวตะโกนเสียงดัง

 

 

ชายสองคนนั้นสะดุ้งตกใจกับเสียงตะโกนของเธอ แต่พวกเขาก็เรียกสติกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว “ฉันก็นึกว่าเป็นอะไร ที่ไหนได้ ถูกวางยานี่เอง!”

 

 

พวกเขาสองคนมักจะผ่านมาแถวนี้ สถานการณ์อย่างถังโจวโจวพวกเขาเจอมาเยอะแล้ว แม้จะไม่รู้ว่าใครเป็นคนวางยาไว้ แต่ตอนนี้พวกเธอก็เสร็จพวกเขาแล้วแหละ

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าชายสองคนตรงหน้ารู้ความจริงแล้ว เธอก็ยิ่งเผยท่าทีอ่อนแอไม่ได้ เพราะกลัวว่าสองคนนั้นจะทำอะไรเกินเลยขึ้นมา “ฉันบอกพวกนายเอาไว้เลยนะ! ถ้าพวกนายทำอะไรฉันสองคน ฉันไม่ปล่อยพวกนายไว้แน่!”

 

 

แม้ว่าถังโจวโจวจะวางมาดตบตา แต่ในใจของเธอก็กังวลมาก ทำไมเซ่าเชินยังไม่มาอีก หลินเหยาก็ไม่ขยับตัวเลย นี่เป็นลมไปแล้วหรือเปล่า? แล้วเธอจะทำอย่างไรต่อไปดีล่ะทีนี้

 

 

โชคดีที่หลินเหยาไม่ได้หมดสติเสียทีเดียว “โจวโจว ตอนนี้เราอยู่ที่ไหนกัน” เธอเกาะอยู่บนบ่าของถังโจวโจวและมองดูสภาพแวดล้อมในตอนนี้ เหมือนว่าตรงหน้าเธอจะมีผู้ชายสองคน เธอไม่รู้ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น?

 

 

“เหยาเหยา ในที่สุดเธอก็ตื่นแล้ว!” ถังโจวโจวเกือบจะร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ จากนั้นเธอก็กระซิบเล่าเรื่องการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของชายสองคนนี้ให้หลินเหยาฟัง

 

 

หลินเหยากล้าหาญขึ้นมาทันที “นายสองคนน่ะ คิดจะหาเรื่องพวกฉันเหรอ รนหาที่ตายหรือไง!”

 

 

ชายสองคนนั้นมองหลินเหยาด้วยความสงสัย ผู้หญิงคนนี้มีฝีมือติดตัวหรือยังไง? พวกเขาไม่เคยได้ยินผู้หญิงคนไหนพูดแบบนี้มาก่อนเลย!

 

 

ถังโจวโจวแอบดีใจอยู่ลึกๆ เมื่อเห็นหลินเหยาสามารถหยุดพวกเขาได้ครู่หนึ่ง แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าชายสองคนนั้นกลับไม่กลัวเลยแม้แต่น้อย “เอาละ อย่ามัวพูดไร้สาระอยู่เลย พาพวกเธอไปจัดการซะ ลากไปในตรอกเล็กใกล้ๆ นี้ก็ได้ ไม่มีใครสนใจพวกเธอหรอก”

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกตกใจกับคำพูดของพวกเขาที่เหมือนทำแบบนี้กันเป็นเรื่องธรรมดา สองคนนี้คงไม่ได้ทำเรื่องแบบนี้บ่อยๆ ใช่ไหม? ตอนนี้ถังโจวโจวกับหลินเหยาไม่ได้อยู่ติดกับถนนใหญ่ พวกเธอเพิ่งเดินมาได้ไม่ไกลนัก ถังโจวโจวเห็นว่าพวกเขาสองคนค่อยๆ สาวเท้าเข้ามาใกล้พวกเธอมากขึ้น

 

 

“เซ่าเชิน! คุณมาแล้ว คุณต้องจัดการสั่งสอนสองคนนี้นะ!” แล้วก็เป็นอย่างที่คาดไว้ ชายสองคนนั้นหันหลังกลับไปมอง ถังโจวโจวจับมือหลินเหยาและพาเธอออกวิ่งสุดฝีเท้า เมื่อชายสองคนหันหน้ากลับมา พวกเขาก็พบว่าผู้หญิงเจ้าเล่ห์ทั้งสองคนวิ่งหนีไปแล้ว พวกเขาจะปล่อยพวกเธอไปง่ายๆ ได้อย่างไร พวกเขาวิ่งตามพวกเธอไปทันที

 

 

“กล้ามามีลูกเล่นกับพวกฉัน คอยดูก็แล้วกันว่าพวกฉันจะจัดการกับพวกเธอยังไง!”

 

 

ถังโจวโจวถูกวางยาอยู่ เดิมทีร่างกายของเธอก็อ่อนล้าอยู่แล้ว เมื่อเห็นว่าสองคนนั้นตามมาข้างหลังอีก เธอก็ยิ่งวิตกกังวลมากขึ้น

 

 

เมื่อหลินเหยาเจอเรื่องแบบนี้ เธอก็สร่างเมาในทันที ใจของเธออยากจะเร่งความเร็วกว่านี้ แต่สภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวย ในใจของเธอตอนนี้ยิ่งเป็นกังวลมากขึ้น

 

 

“โจวโจว ตกลงว่าเรามีปัญหากับสองคนนั้นได้ยังไงนะ?” หลินเหยารู้สึกว่าในความทรงจำของเธอขาวโพลน เธอนึกออกเพียงว่าเธอดื่มเหล้าอยู่ในร้าน จากนั้นถังโจวโจวก็มา และหลังจากนั้นภาพก็ตัดหายไปเลยกระทั่งตอนนี้

           “ในเมื่อคุณยืนยันว่าจะพาเธอกลับไปด้วย ถ้าอย่างนั้นฉันก็ขอตัวไปเก็บของให้เธอก่อนนะคะ” ถังโจวโจวไม่อยากให้ลั่วอิงต้องผิดใจกับลั่วเซ่าเชิน ลั่วเซ่าเชินพูดกับลั่วอิงถึงขั้นนี้ หรือต้องการจะบอกเป็นนัยว่าไม่ต้องการเธอแล้ว อีกทั้งแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าอย่างไรลั่วอิงก็สำคัญกับเขามากที่สุด มากกว่าถังโจวโจวด้วย

 

 

           ลั่วอิงหวาดกลัวลั่วเซ่าเชินจนใบหน้าซีดเผือด ลั่วเซ่าเชินรู้ดีว่าเมื่อครู่นี้เขาทำเกินไปหน่อย แต่ถ้าเขาไม่ทำอย่างนี้ เขาจะพาแม่โจวโจวของลูกสาวกลับมาอยู่ด้วยกันได้อย่างไร?

 

 

           ลั่วเซ่าเชินและลั่วอิงนั่งรออยู่ในห้องนั่งเล่นพักหนึ่ง คุณแม่ถังและถังโจวโจวเก็บเสื้อผ้าของลั่วอิงอย่างรวดเร็วและลากกระเป๋าเดินทางใบเล็กออกมา คุณแม่ถังส่งมันให้กับลั่วเซ่าเชิน

 

 

           ทันทีที่ลั่วเซ่าเชินลุกขึ้นยืน ลั่วอิงเองก็รีบลุกตาม มือเล็กๆ ของเธอเกาะกุมมือของลั่วเซ่าเชินเอาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าลั่วเซ่าเชินจะทิ้งเธอและจากไปคนเดียว

 

 

           เมื่อมองดูลั่วเซ่าเชินพาลั่วอิงเดินจากไป ถังโจวโจวก็รู้สึกราวกับว่าเธอเป็นคนที่ถูกทิ้งเอาไว้ข้างหลัง เธอรู้สึกเศร้าใจแปลกๆ

 

 

           คุณแม่ถังเห็นถังโจวโจวเอาแต่ทอดสายตามองตามแผ่นหลังของพวกเขาไป เธอก็ถอนหายใจอย่างเงียบๆ นี่มันกลายมาเป็นแบบนี้ได้ยังไงกัน คุณแม่ถังได้แต่ส่ายหน้าและเดินกลับเข้าไปในบ้าน เธอปล่อยให้ถังโจวโจวยืนอาลัยอาวรณ์อยู่ตรงนั้นคนเดียว

 

 

           ลั่วเซ่าเชินวางกระเป๋าเดินทางของลั่วอิงไว้ในท้ายรถ ลั่วอิงปีนขึ้นไปนั่งที่เบาะหลังด้วยตัวเอง เธอเบ้ปากขึ้นสูง อาจเป็นเพราะว่าเธอได้ขึ้นมาบนรถแล้ว เธอจึงมั่นใจว่าลั่วเซ่าเชินจะไม่ทิ้งเธอไปอีก เธอจึงสามารถแสดงอาการแง่งอนออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจน

 

 

           ลั่วเซ่าเชินเห็นเธอเบือนหน้าหนี ไม่ยอมมองเขา เขาก็ไม่หันกลับไปมองและตั้งใจขับรถต่อไป ลั่วอิงข่มใจเอาไว้ได้จนถึงหน้าบ้าน เธอไม่พูดกับลั่วเซ่าเชินเลยสักคำ

 

 

แล้วเธอก็ไม่อยากให้ลั่วเซ่าเชินอุ้มเธอลงด้วย ทันทีที่เขาจอดรถ ลั่วอิงก็เปิดประตูและบ่นพึมพำอะไรบางอย่าง ก่อนจะลงจากรถไป น้ำเสียงติดตลกของลั่วเซ่าเชินดังขึ้นมาจากด้านหลังของเธอ “ลั่วอิง ลูกไม่มาเอากระเป๋าของลูกเหรอ”

 

 

ลั่วอิงชะงักเท้า เธอหันไปลากกระเป๋าเดินทางใบเล็กด้วยความโมโห ลั่วเซ่าเชินหัวเราะเสียงดัง เมื่อลั่วอิงได้ยินเสียงหัวเราะของเขา ใบหน้าของเธอก็ยิ่งบิดเบี้ยว เธอหันหน้ากลับไปมองลั่วเซ่าเชินด้วยสายตาไม่พอใจ

 

 

ลั่วเซ่าเชินพยายามหยุดหัวเราะ เกรงว่าถ้าเขายังหัวเราะต่อไป เธออาจจะโกรธขึ้นมาจริงๆ ถ้าถังโจวโจวมาเห็นภาพนี้เข้า คงจะต้องมองว่าตลกมากแน่ๆ เมื่อเขาคิดถึงถังโจวโจว เขาก็หัวเราะไม่ออก

 

 

หลังจากเข้ามาในบ้าน เมื่อป้าหลิวเห็นว่าลั่วอิงกลับมาแล้ว เธอก็ออกมาต้อนรับอย่างดีใจ “กลับมาแล้วเหรอคะ คุณหนู แล้วทำไมถึงถือกระเป๋ามาเองล่ะคะ มาค่ะ เดี๋ยวป้าหลิวจะช่วยยกขึ้นไปข้างบนให้”

 

 

บนใบหน้าของลั่วอิงประหนึ่งมีคำว่า ‘ฉันอารมณ์เสีย’ เขียนเอาไว้ เมื่อป้าหลิวมองไปยังลั่วเซ่าเชินที่เดินตามหลังเธอเข้ามา เธอก็รู้ได้ในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น คุณชายหยอกคุณหนูแรงๆ อีกแล้วล่ะสิ ป้าหลิวช่วยไม่ได้จริงๆ เธอรีบทำตัวเป็นมนุษย์ล่องหนและนำกระเป๋าของลั่วอิงขึ้นไปเก็บข้างบนทันที

 

 

“ลั่วอิง ลูกจะไม่สนใจพ่อจริงๆ เหรอ” ลั่วเซ่าเชินนั่งลงข้างๆ ลั่วอิง เธอเขยิบตัวห่างเขาออกไปอีก ริมฝีปากของเธอยกขึ้นสูง

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่รีบร้อน ก่อนจะพูดต่อ “ลูกไม่อยากคุยกับพ่อจริงๆ แล้วใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นก็ช่างเถอะ พ่อกะจะบอกลูกสักหน่อยว่าพ่อจะพาแม่โจวโจวกลับมาอยู่กับเราเหมือนเดิมได้ยังไง แต่ในเมื่อลูกไม่อยากฟัง ก็ลืมมันไปนะ” ลั่วเซ่าเชินลุกขึ้นยืนและเดินขึ้นไปชั้นบน

 

 

ลั่วอิงร้อนใจขึ้นมา “คุณพ่อ!”

 

 

“ครับ เรียกพ่อทำไมเหรอ” ลั่วเซ่าเชินแสร้งทำเป็นสับสนและมองไปที่เธอ

 

 

ลั่วอิงย่ำเท้าน้อยๆ อย่างหงุดหงิด เพื่อให้ถังโจวโจวกลับมาเธอจะไม่คิดเล็กคิดน้อยกับสิ่งที่คุณพ่อเพิ่งได้ทำกับเธอไปในวันนี้ก็ได้ ลั่วอิงคิดแบบนี้ ก่อนจะอธิบายสิ่งที่อัดแน่นอยู่ในใจของเธอออกมา

 

 

“คุณพ่อหาวิธีที่จะทำให้แม่โจวโจวกลับมาได้แล้วจริงเหรอคะ คุณพ่อขา หนูไม่อยากให้แม่โจวโจวทิ้งพวกเราไป หนูไม่อยากได้แม่ใหม่นะ!”

 

 

แม้ว่าลั่วอิงจะยังเด็ก แต่เธอก็จับใจความได้จากคำพูดที่คลุมเครือของผู้ใหญ่ เธอแค่กลัวว่าถ้าเธอปล่อยให้ถังโจวโจวคลาดสายตาอีก เธอก็อาจจะไม่ได้ถังโจวโจวกลับมาตลอดไป

 

 

เป็นเพราะเธอมีความเชื่อแบบนี้ เมื่อหวนคิดอีกครั้งก็ทำให้ลั่วอิงร้องไห้ออกมา เธอคิดเองเออเองในใจว่า ถ้าไม่ใช่เพราะแม่โจวโจว เธอก็ไม่ร้องไห้หรอก! ช่างเป็นเจ้าหญิงน้อยผู้หยิ่งผยองจริงๆ

 

 

“พ่อเคยพูดเหรอครับว่าพ่อจะหาแม่ใหม่ให้ลูก?” ลั่วเซ่าเชินไม่เข้าใจ ลั่วอิงกำลังคิดอะไรอยู่ เขาเคยบอกตอนไหนว่าถังโจวโจวจะทิ้งพวกเราไป เมื่อลั่วเซ่าเชินลองคิดไปว่าในวันข้างหน้าเขาจะไม่มีถังโจวโจวอีกแล้ว จิตใจเขาพลันรู้สึกย่ำแย่ขึ้นมาทันที

 

 

ลั่วอิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “แต่แม่โจวโจวอยู่ที่บ้านของคุณยายนี่คะ แล้วก่อนหน้านี้เธอก็เคยหนีไปแล้วด้วย คุณแม่ไม่ต้องการลั่วอิงแล้วแน่ๆ คุณแม่ก็เลยทำแบบนี้”

 

 

ลั่วเซ่าเชินยังไม่ทันได้อธิบายแผนการของเขาให้ลั่วอิงฟัง ลั่วอิงก็สรุปออกมาเป็นฉากๆ เขาจำเป็นต้องแก้ไขปัญหานี้ก่อน “ลั่วอิง ลูกนั่งลงก่อนนะ พ่อจะอธิบายอะไรให้ฟัง”

 

 

จากนั้นลั่วเซ่าเชินก็ปลูกฝังแนวคิดที่ว่า ‘แม่โจวโจวจะไม่ทิ้งเราทุกคนไปไหน’ ไว้ในหัวของลั่วอิง ในที่สุดเธอก็วางใจ แต่สุดท้ายเธอก็ถามอีกว่า “คุณพ่อรับรองได้ไหมคะว่าแม่โจวโจวจะไม่หนีไปไหนแล้วจริงๆ”

 

 

“แน่นอนครับ!” ที่จริงแล้วลั่วเซ่าเชินเองก็กังวลใจอยู่ แต่เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีเมื่ออยู่ต่อหน้าลั่วอิง เขาจึงต้องพูดอย่างหนักแน่น

 

 

ลั่วอิงมีความสุขมาก ปัญหาใหญ่ที่อยู่ในใจของเธอช่วงนี้คลี่คลายลงแล้ว แต่เธอก็ยังมีข้อสงสัยอื่นอีกว่า “แล้วทำไมคุณพ่อถึงไม่ให้หนูอยู่ที่บ้านของคุณยายล่ะคะ หนูอยากนอนกับแม่โจวโจว!”

 

 

ลั่วเซ่าเชินรู้สึกอิจฉามาก พ่อยังไม่ทันได้นอนกอดเธอเลย ลูกก็จะมาตัดหน้าไปเสียนี่ “ถ้าลูกอยู่ที่นั่น แล้วแม่โจวโจวจะกลับมาได้ยังไงล่ะครับ?”

 

 

เมื่อลั่วอิงคิดดูดีๆ ดูเหมือนว่ามันก็เหมาะสมแล้ว แต่ความคิดในส่วนลึกของหัวใจของลั่วเซ่าเชิน เธอก็ไม่อาจหยั่งรู้ได้เลย ลั่วเซ่าเชินต้องคิดถึงลั่วอิงก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นเขาก็ค่อยคิดถึงตัวเอง ถ้าให้ลั่วอิงอยู่ที่นั่น แล้วเขาจะมีข้ออ้างไปหาถังโจวโจวได้อย่างไรล่ะ?

 

 

แม้ว่าถังโจวโจวจะอยู่ที่บ้านของคุณพ่อคุณแม่ แต่ลั่วเซ่าเชินก็พาลั่วอิงไปหาเธอได้ทุกวัน ในตอนเช้าเมื่อเขามาส่งลั่วอิงที่บ้านตระกูลถัง เขาก็จะถือโอกาสกินมื้อเช้าไปด้วยกันเลย พอตกเย็น หลังจากที่เขาเลิกงาน เขาก็จะขับรถมาที่บ้านตระกูลถัง แล้วก็จะกินมื้อค่ำที่นั่น จากนั้นก็ค่อยพาลั่วอิงกลับบ้าน

 

 

เจตนาของลั่วเซ่าเชิน สมาชิกในบ้านตระกูลถังทั้งสามคนดูออก แต่ถังโจวโจวไม่ได้เอ่ยห้ามปราม คุณพ่อกับคุณแม่ถังก็ไม่กล้าพูดอะไร พวกเขาทำได้แค่ปล่อยให้ลั่วเซ่าเชินทำหน้าที่ไปรับไปส่งลั่วอิง เพื่อให้เขาได้พบหน้าถังโจวโจวบ้าง

 

 

ต่อมา ฟังหยวนก็เอากระเป๋าสัมภาระของถังโจวโจวมาส่งคืนให้ที่บ้านตระกูลถัง เมื่อคุณแม่ถังเห็นท่าทางของเขา เธอก็รู้เลยว่าถังโจวโจวไปอยู่ที่บ้านของเขามา

 

 

ถังโจวโจวแนะนำฟังหยวนให้คุณแม่ถังได้รู้จัก คุณแม่ถังไม่ค่อยประทับใจในตัวของฟังหยวนมากนัก เพราะเขาเกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่ถังโจวโจวหนีออกจากบ้าน แต่การแสดงออกของฟังหยวนก็ทำให้เธอประหลาดใจ

 

 

ในฐานะคนที่ผู้ใหญ่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน แน่นอนว่าคุณแม่ถังดูออกว่าฟังหยวนสนใจลูกสาวของเธอ เมื่อเธอเห็นว่าถังโจวโจวแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ คุณแม่ถังก็พอเดาได้ว่าถังโจวโจวน่าจะรู้ตัวอยู่แล้ว แต่เธอก็ไม่ต้องการตอบสนองอะไร ดังนั้นเธอจึงทำได้แค่รักษาสถานะเพื่อนเอาไว้

 

 

คุณแม่ถังต้อนรับฟังหยวนอย่างดีตามสมควร แล้วเนื่องจากคุณแม่ถังเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับถังโจวโจวที่สุด ฟังหยวนจึงประจบประแจงคุณแม่ถัง การยกยอปอปั้นของเขากลับส่งผลลัพธ์ในทางที่ดี คุณแม่ถังหลงคารมเขาไปเรียบร้อยแล้ว

 

 

ฟังหยวนมาในขณะที่ลั่วอิงและลั่วเซ่าเชินไม่อยู่พอดี ถังโจวโจวจะได้ไม่ต้องอธิบายอะไรให้ลั่วอิงฟัง แล้วก็ยังไม่ต้องเพิ่มความขัดแย้งระหว่างเธอและลั่วเซ่าเชินได้อีกด้วย

 

 

หลังจากที่ฟังหยวนมาส่งของและนั่งอยู่ได้ไม่นาน เขาก็ออกมาจากบ้านตระกูลถัง แต่ก็ไม่รู้ว่าสวรรค์ไม่อยากให้ถังโจวโจวได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขหรืออย่างไร เมื่อถังโจวโจวลงมาส่งฟังหยวนด้านล่าง ลั่วเซ่าเชินก็ขับรถเข้ามาพอดี

 

 

“อาหยวน นายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” ลั่วเซ่าเชินอุ้มลั่วอิงลงมาจากรถ เมื่อเขาเห็นถังโจวโจวเดินตามหลังฟังหยวนมา อารมณ์หึงหวงของเขาก็ทะลักล้น “โจวโจว คุณลงมาทำไม”

 

 

ลั่วเซ่าเชินรู้ว่าตัวเองยังมีความผิดอยู่ ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าถามถังโจวโจวด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว เขาทำได้แค่เพียงพยายามระงับความหึงหวงที่แทบจะเก็บเอาไว้ไม่อยู่เท่านั้น

 

 

ฟังหยวนตอบอย่างตรงไปตรงมา “อาเชิน ฉันแค่มาเยี่ยมโจวโจว นี่ก็กำลังจะกลับแล้ว” ฟังหยวนดูออกว่าถังโจวโจวไม่อยากให้ลั่วเซ่าเชินรู้ว่าเธอไปอยู่ที่ไหนมา ดังนั้นเขาจึงช่วยเธอปิดบัง

 

 

ถังโจวโจวยิ้มขอบคุณฟังหยวน ในขณะที่ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าถังโจวโจวหันไปยิ้มให้กับฟังหยวน ทั้งๆ ที่หลายวันที่ผ่านมานี้เธอเอาแต่ทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกใส่เขา “ที่แท้อาหยวนก็มาเยี่ยมโจวโจวนี่เอง! ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าความสัมพันธ์ของพวกนายสองคนจะดีถึงขั้นนี้?”

 

 

ลั่วเซ่าเชินรอให้ถังโจวโจวอธิบายให้เขาฟัง แต่เห็นได้ชัดว่าถังโจวโจวไม่ได้คิดเลยเถิดไปถึงขั้นนั้น “ฟังหยวน คุณยังมีธุระที่ต้องไปทำอีกไม่ใช่หรือคะ คุณรีบไปเถอะค่ะ เอาไว้ครั้งหน้าฉันจะเชิญคุณมากินข้าว”

 

 

“โอเค คุณโทรหาผมก็แล้วกัน” จากนั้นฟังหวนก็หันไปมองอีกทาง “ฉันกลับก่อนล่ะ อาเชิน บ๊ายบายจ้ะ ลั่วอิง!” ฟังหยวนโบกมือให้ลั่วอิง ลั่วอิงจำได้ว่าคุณลุงคนนี้เคยซื้อกิ๊บติดผมสวยๆ ให้เธอ เธอจึงโบกมือให้เขาอย่างเป็นมิตร

 

 

ฟังหยวนเดินจากไปด้วยความพึงพอใจ ทิ้งให้ลั่วเซ่าเชินจอมหึงหวงยืนอยู่ตรงนั้น ถังโจวโจวขี้เกียจเกินกว่าจะสนใจเขา “มาค่ะ ลั่วอิง แม่โจวโจวจะพาหนูขึ้นไปข้างบน เซ่าเชิน คุณควรไปทำงานได้แล้วนะคะ คุณไม่ต้องเสียเวลาอยู่ที่นี่หรอก”

 

 

ถังโจวโจวพาลั่วอิงเดินไปที่บันได น่าเสียดายที่ตอนนี้ลั่วเซ่าเชินไม่สบอารมณ์ ในเมื่อเขาอารมณ์เสีย เธอก็ต้องอารมณ์เสียด้วยเหมือนกัน “ใครบอกว่าผมจะไปทำงาน วันนี้ผมหยุดพัก”

 

 

ถังโจวโจวมองดูท่าทางหงุดหงิดของเขาและแสร้งทำเป็นไม่สนใจ “เรื่องของคุณสิคะ เกี่ยวอะไรกับฉันด้วย”

 

 

ลั่วเซ่าเชินรีบก้าวเข้าไปหาถังโจวโจว ก่อนจะอุ้มลั่วอิงขึ้นมาและเดินไปพร้อมกับถังโจวโจว “เกี่ยวสิ คุณเป็นภรรยาผมนะ เกิดผมล้มละลายขึ้นมา คุณจะไม่ได้มีเวลาว่างแบบนี้”

 

 

“เซ่าเชิน อย่ามายืนหน้าด้านหน้าทนอยู่ตรงนี้ ไปทำงานได้แล้วค่ะ” ถังโจวโจวหมายจะอุ้มลั่วอิง แต่ลั่วเซ่าเชินไม่ให้ ลั่วอิงเองก็กอดคอลั่วเซ่าเชินไว้แน่น เธอจำคำของลั่วเซ่าเชินได้ขึ้นใจว่าเธอต้องอยู่ข้างเขา ถังโจวโจวถึงจะกลับมา

 

 

“โจวโจว เมื่อไรคุณจะกลับไปกับผม นี่มันก็ใกล้จะปีใหม่แล้ว ในบ้านมีแต่ความเงียบเหงา ไม่มีสีสันเลยสักนิด คุณไม่คิดถึงผมกับลั่วอิงบ้างเลยเหรอ” ลั่วเซ่าเชินยืนขวางทางอยู่หน้าถังโจวโจว ในที่สุดเขาก็ทำให้ถังโจวโจวหยุดเดินได้

 

 

ลั่วอิงและลั่วเซ่าเชินต่างก็มองตรงมาที่เธออย่างมีความหวัง ถังโจวโจวก้มหน้าและพูดพึมพำว่า “ฉันไม่อยากกลับค่ะ”

 

 

ที่จริงแล้วลั่วเซ่าเชินได้ยินประโยคนั้น แต่เพื่อกลบเกลื่อนความเศร้า เขาจึงแกล้งทำเป็นนิ่งเฉย “โจวโจว ผมรู้ดีว่าตอนนี้คุณยังไม่อยากคิดถึงเรื่องนี้ ไม่ต้องรีบนะ กว่าจะถึงปีใหม่ ยังพอมีเวลาอยู่ แต่ไม่ว่ายังไงคุณก็ต้องกลับไปกับผมนะ ไปครับลูก เดี๋ยวพ่อพาไปส่งที่บ้านคุณยาย”

 

 

ลั่วเซ่าเชินอุ้มลั่วอิงและก้าวเดินขึ้นบันไดไป ถึงกระนั้นเขาก็ยังหันมาตะโกนเรียกถังโจวโจวที่ยืนอยู่ด้านหลัง “ช้าจังเลยคุณ! รีบขึ้นมาเร็ว เดี๋ยวลั่วอิงก็หัวเราะเยาะเอาหรอก” แต่เมื่อหันหน้ากลับมา สีหน้าของลั่วเซ่าเชินนั้นก็ซีดจาง ตอนนี้เขากับถังโจวโจวไม่ได้คืบหน้าไปไหนเลย ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกหดหู่เล็กน้อย

      คุณแม่ถังพาถังโจวโจวมาที่ห้องนอนของเธอและปิดประตูลง ถังโจวโจวนั่งลงบนเตียง คุณแม่ถังก็นั่งลงตรงหน้าเธอ จากนั้นก็กุมมือเธอและเอ่ยถามอย่างจริงจัง

 

 

“โจวโจว บอกแม่มาตามตรงว่าลูกไปอยู่ที่ไหนมา อย่าโกหกแม่นะ แม่รู้ว่าลูกไม่ได้ไปอยู่ที่บ้านของหลินเหยา”

 

 

คุณแม่ถังพอจะเดาได้ เนื่องจากเธอเห็นว่าผ่านมาหลายวันแล้ว แต่ลั่วเซ่าเชินก็ยังคงตามหาลูกสาวของเธอไม่เจอ นั่นหมายถึงว่าถังโจวโจวไม่ได้ไปอยู่ที่บ้านของเพื่อนสนิทอย่างหลินเหยาแน่นอน มิฉะนั้นถังโจวโจวจะหายหน้าไปนานขนาดนี้ได้อย่างไร

 

 

ถังโจวโจวก้มหน้าปิดปากเงียบ คุณแม่ถังตีเธอครั้งหนึ่ง ถังโจวโจวสะดุ้งขึ้นมาทันที “แม่ แม่ทำอะไรเนี่ย”

 

 

คุณแม่ถังเห็นว่าเธอตีแค่เบาๆ แต่ถังโจวโจวกลับโวยวายเสียใหญ่โต “ให้ลูกจำได้ขึ้นใจไง ใช้ไม่ได้เลยเรานี่ หนีออกไปโดยที่ไม่บอกกันสักคำ ทำเอาแม่กับพ่อเป็นห่วงไปหมด ลูกไม่รู้ทางกลับบ้านหรือยังไง”

 

 

“ก็เพราะกลัวว่าพ่อกับแม่จะเป็นห่วงนี่ไงคะ ไม่อย่างนั้นหนูจะกลับมานั่งอยู่ตรงนี้เหรอ” ถังโจวโจวทำหน้ามุ่ย ยู่ปากน้อยใจเหมือนถูกรังแก

 

 

“ลูกไม่อยากให้พวกเราเป็นห่วง? แต่พ่อกับแม่ยังไม่รู้อะไรเลย เราก็ยังเป็นห่วงเหมือนเดิมนั่นแหละ ตอนนั้นลูกคงคิดไว้แล้วใช่ไหมว่าเซ่าเชินจะต้องมาตามหาลูกถึงที่นี่?” คุณแม่ถังคิดอยู่แล้วว่า ยังไงๆ ถังโจวโจวก็ตั้งใจหนีไป ลูกคนนี้นี่ หาข้ออ้างเก่งจริงๆ

 

 

คุณแม่ถังเป็นคนใจดี เมื่อครู่นี้ที่อยู่ด้านนอก เพื่อรักษาหน้าของถังโจวโจว เธอจึงไม่ได้พูดอะไรมาก และเมื่อเธอเห็นว่าลั่วเซ่าเชินเองก็ไม่ได้ถามอะไร เธอจึงทำทีเหมือนปล่อยให้มันผ่านๆ ไป แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนกัน พวกเธอสองคนแม่ลูกเข้ามาคุยกันแบบส่วนตัวแล้ว แต่ถังโจวโจวกลับยังไม่ยอมเปิดปากพูดเสียนี่

 

 

ถังโจวโจวก้มหน้าต่ำ เธอรู้อยู่แล้วว่าลั่วเซ่าเชินจะต้องมาที่นี่ ก็เพราะว่ารู้นั่นแหละ เธอถึงคิดจะหนีไปอยู่ที่อื่น เธอนึกว่าลั่วเซ่าเชินจะไม่กล้ามารบกวนคุณพ่อคุณแม่ นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะไร้ยางอายจนถึงกับมารบกวนผู้อาวุโสอย่างพวกท่าน

 

 

“เอาละ แม่จะไม่เค้นถามลูกอีก ลูกบอกแม่มาดีๆ ดีกว่าว่าตกลงลูกไปอยู่ที่ไหนมา” เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าคุณแม่ถังไม่ได้พูดทีเล่นทีจริงเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว เธอก็รู้สึกปวดหัว ถ้าเธอบอกออกไปตรงๆ ว่าเธอไปอยู่ที่ไหนมา เธอเดาว่าคุณแม่ถังน่าจะอารมณ์เสียมากขึ้น

 

 

แม้ว่าถังโจวโจวจะรู้สึกว่าตัวเองไม่ผิด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณแม่ถังจะคิดแบบเดียวกับเธอ เธอจึงได้แต่พูดอย่างออดอ้อนว่า “แม่ขา แม่อย่าถามหนูอีกเลย แม่ไม่อยากได้ยินมันนักหรอก”

 

 

หัวใจของคุณแม่ถังเต้นระรัวเมื่อได้ยินเธอพูดเช่นนี้ “นี่ลูกหมายความว่า…ลูกไปอยู่บ้านผู้ชายมา?” คุณแม่ถังนึกถึงความเป็นไปได้นี้ขึ้นมา มิฉะนั้นถังโจวโจวจะพูดว่า ‘แม่ไม่อยากได้ยินหรอก’ ได้อย่างไร

 

 

ถังโจวโจวยอมรับโดยดุษณี คุณแม่ถังยกมือทาบอก ไม่ต้องแปลกใจเลยหากว่าถังโจวโจวจะถูกตีตาย ที่แท้มันก็เป็นอย่างนี้ คุณแม่ถังอยากจะตีเธอให้หนักจริงๆ นี่เธอคิดอะไรอยู่? บ้านตัวเองดีๆ ก็มีแต่ไม่กลับมา ดันไปอยู่บ้านผู้ชายคนอื่นเสียนี่!

 

 

แต่คุณแม่ถังก็อยากจะถามอะไรให้แน่ใจเสียก่อน “โจวโจว แม่จะถามลูกนะ แล้วลูกก็ต้องตอบแม่มาตามตรง”

 

 

“แม่คะ แม่บอกมาก่อนได้ไหมว่าแม่จะพูดเรื่องอะไร แล้วหนูจะคิดอีกทีว่าจะตอบหรือไม่ตอบ” ถังโจวโจวกะพริบตาปริบๆ คุณแม่ถังก็ตีเธออีกครั้ง ถังโจวโจวยู่ปากลงอย่างน้อยใจ วันนี้แม่ดุจริงๆ เธออยากให้พ่อได้เห็นท่าทางของแม่ยามที่สวมวิญญาณ ‘ผู้หญิงใจร้าย’ เหลือเกิน

 

 

เมื่อคุณแม่ถังเห็นว่าถังโจวโจวมองค้อน เธอก็ตีอีก “อย่าคิดว่าแม่ไม่รู้นะว่าลูกกำลังคิดอะไร ลูกคิดว่าแม่ดุมากใช่ไหม ลูกหาเรื่องใส่ตัวทั้งนั้น แม่ไม่ได้แผลงฤทธิ์มานานแล้ว ลืมรสชาตินั้นไปแล้วใช่ไหม”

 

 

ถังโจวโจวนึกถึงสมัยก่อน เธอจำได้ว่าตอนที่เธอยังเด็ก ถึงแม้ว่าคุณแม่ถังจะเป็นคนอารมณ์ดี แต่เมื่อเทียบกับคุณพ่อถังแล้วก็ยังดูขี้โมโหกว่าเห็นได้ชัด ถ้าถังโจวโจวทำอะไรผิดมา คุณพ่อถังไม่มีทางเอ็ดเธอก่อนแน่นอน

 

 

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ถังโจวโจวติดคุณพ่อถังมาก จนคุณแม่ถังเองก็ยังรู้สึกน้อยใจ แต่สำหรับวีรกรรมบางอย่างของถังโจวโจว คุณพ่อถังก็ไม่สามารถปกป้องเธอได้ ตระกูลถังอยู่กันแบบคุณแม่ดุแต่คุณพ่อใจดีมาเป็นเวลานาน

 

 

หลังจากที่ถังโจวโจวรู้ความ คุณแม่ถังก็ไม่ค่อยได้โมโหเธอเท่าไรแล้ว เว้นเสียแต่ว่าถังโจวโจวจะทำในสิ่งที่คุณแม่ถังเห็นว่าไม่ถูกต้อง ซึ่งมันก็เกิดขึ้นน้อยมาก ดังนั้นถังโจวโจวจึงลืมรสชาติความโกรธของคุณแม่ถังไปแล้ว

 

 

“โอเค หนูยอมแพ้แล้วก็ได้! แม่อย่าตีหนูอีกเลย เดี๋ยวแม่จะเจ็บมือเปล่าๆ”

 

 

ท่าทางทะเล้นของถังโจวโจว ทำให้คุณแม่ถังหัวเราะออกมาเสียงดัง “เอาละ อย่ามัวแต่เล่น พูดมาเดี๋ยวนี้ว่าระหว่างลูกกับเซ่าเชินมีปัญหาอะไรกัน ขืนยังไม่พูดอีก แม่จะใช้ท่าไม้ตายแล้วนะ”

 

 

“พูดแล้วค่ะ พูดแล้ว แม่ก็อย่ากระโตกกระตากไปนะคะ เรื่องของเรื่องก็คือเซ่าเชินเขาออกนอกลู่นอกทางค่ะแม่” ถังโจวโจวพูดจบก็ก้มหน้าลงเล่นมือของตัวเอง

 

 

คุณแม่ถังเกือบจะส่งเสียงร้องออกมา จิตใต้สำนึกทำให้เธอโต้ตอบกลับไปทันทีว่า “พูดเป็นเล่น เซ่าเชินจะทำแบบนี้ได้ยังไง”

 

 

ทันทีที่ถังโจวโจวได้ยินคุณแม่ถังออกปากปกป้องลั่วเซ่าเชิน เธอก็กลอกตาขึ้นฟ้า ถ้าเธอรู้ว่าคุณแม่ถังจะคิดแบบนี้ เธอไม่พูดจะดีกว่า นี่ฉันไม่รู้แล้วว่าแม่คลอดฉันออกมาหรือเปล่า?

 

 

“แม่คะ นี่แม่เป็นคนคลอดหนูออกมาหรือเปล่า ทำไมแม่ถึงไม่อยู่ข้างเดียวกันกับหนูล่ะ แล้วยังจะไปเข้าข้างเขาอีก หนูเป็นลูกแม่นะ หนูจะโกหกแม่ทำไม”

 

 

คุณแม่ถังกลัวว่าถังโจวโจวจะเข้าใจผิดขึ้นมาจริงๆ แม้เธอจะรู้ว่าลูกสาวยังไม่รู้ความจริง แต่เธอก็กันไว้ก่อนดีกว่า คุณแม่ถังรีบพูดว่า “โจวโจว ลูกจะไม่ใช่ลูกที่แม่คลอดออกมาได้ยังไง พูดอะไรไร้สาระ วันหลังอย่าพูดอะไรแบบนี้อีกนะ!”

 

 

“แม่คะ ทำไมต้องเสียงดังด้วย หนูรู้ว่าแม่เป็นคนคลอดหนูออกมา แต่ทำไมแม่ถึงดูร้อนรนผิดปกติ?” ถังโจวโจยื่นหน้าเข้าไปมองคุณแม่ถังอย่างสงสัย นัยน์ตาของคุณแม่ถังวูบไหวเล็กน้อย แต่เธอก็แสร้งทำเป็นสงบนิ่งไว้ได้

 

 

“แม่ก็แค่กลัวว่าลูกจะเข้าใจผิดไง นี่ลูกตั้งใจเบี่ยงประเด็นใช่ไหม รีบบอกแม่มาว่าลูกรู้ได้ยังไงว่าเซ่าเชินเขานอกลู่นอกทาง ใครเป็นคนบอก” คุณแม่ถังกังวลเสียจนเหงื่อชื้นเต็มแผ่นหลัง

 

 

“หนูรู้เองค่ะ แม่เชื่อหนูนะ เรื่องนี้มันเกิดขึ้นจริงๆ ผู้หญิงคนนี้คือรักแรกของเขา แต่เซ่าเชินเขาไม่ยอมรับ”

 

 

ถังโจวโจวนึกถึงลั่วเซ่าเชินที่เอาแต่บอกว่าเขากับหันฮุ่ยซินไม่ได้มีอะไรกัน แต่รูปภาพมันชัดเจนออกอย่างนั้น พวกเขาจะไม่มีอะไรกันได้อย่างไร ถังโจวโจวไม่เชื่อเรื่องที่เขาพูดออกมาเลย ที่ครั้งนี้เธอสารภาพกับคุณแม่ถัง ก็เพราะเธอต้องการความช่วยเหลือ บางทีเรื่องระหว่างเธอและลั่วเซ่าเชินอาจจะมีบทสรุปบางอย่างรออยู่แล้ว

 

 

ตอนนี้ถังโจวโจวยังไม่อยากจะคิดว่าบทสรุปนี้มันจะออกมาดีหรือร้าย แต่เธอไม่อยากอยู่ๆ ก็กลายสภาพเป็นคนโง่แบบนี้อีกต่อไป และเธอก็ไม่อยากจะเสียเวลาอีกแล้ว เธอได้รับการตอบแทนไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ

 

 

“โจวโจว ในเมื่อเซ่าเชินบอกว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น ลูกก็ควรจะไตร่ตรองให้ดี ท่าทางของเซ่าเชินก็ไม่เหมือนว่าเขาจะหลอกลูกนะ” คุณแม่ถังรู้ดีว่าหัวข้อสนทนาก่อนหน้าถูกเปลี่ยนไปแล้ว แต่เธอนึกเป็นห่วงถึงความสัมพันธ์ระหว่างถังโจวโจวและลั่วเซ่าเชินมากกว่า

 

 

ในมุมมองของคุณแม่ถัง เธอรู้สึกว่าลั่วเซ่าเชินอายุยังน้อยและมีความสามารถ แม้ว่าเขาจะมีลูกติด แต่เงื่อนไขข้ออื่นๆ ของเขาก็ยังดีกว่าผู้ชายส่วนใหญ่ คุณแม่ถังค่อนข้างพอใจกับลูกเขยคนนี้ ไม่ว่าจะคำพูดคำจา หรือความรู้ความสามารถของเขา มันก็เหนือกว่าคนทั่วไป

 

 

แต่คุณแม่ถังนึกไม่ออกเลยจริงๆ ว่าทำไมลั่วเซ่าเชินถึงมาก่อเรื่องแบบนี้เอาป่านนี้? คนอย่างเขา หากมีความคิดนี้อยู่ เขาก็คงจะเปลี่ยนไปนานแล้ว เขาจะรอจนถึงตอนนี้ทำไม สัญชาตญาณของคุณแม่ถังบอกว่าผู้หญิงคนที่เป็นรักแรกของเขาคนนั้นต่างหากที่เป็นตัวการของเรื่องทั้งหมด

 

 

“หนูรู้อยู่แล้วว่าแม่ต้องพูดแบบนี้ แต่หนูเห็นรูปค่ะ แล้วมันจะไม่จริงได้ยังไง อีกอย่าง ตอนที่หนูถามเขา ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ยอมรับออกมา แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ”

 

 

“โจวโจว แม่รู้ว่าลูกเจ็บปวด แล้วตอนนี้ลูกจะทำยังไงต่อไป” ตอนนี้คุณแม่ถังแค่อยากรู้ว่าถังโจวโจวคิดอย่างไร เธอคิดจะเลิกกับลั่วเซ่าเชิน หรือว่าจะอดทนข้ามปัญหานี้ไปให้ได้ แต่เมื่อมองดูท่าทางของลูกสาวแล้ว คุณแม่ถังก็คิดว่าเป็นไปได้ที่พวกเขาจะเลิกกัน

 

 

แล้วก็เป็นไปอย่างที่คิดไว้ “หนูอยากย้ายกลับมาค่ะแม่” ถังโจวโจวรู้ดี แม้ว่าตอนนี้เธอจะขอหย่า ลั่วเซ่าเชินก็คงไม่ยอม แต่เธอก็ไม่อยากอยู่บ้านเดียวกันกับลั่วเซ่าเชินอีกต่อไปแล้ว

 

 

“โอเค แม่จะไม่ขัดขวางการตัดสินใจของลูก ถ้าลูกย้ายกลับมาอยู่ด้วยจริงๆ พ่อจะต้องดีใจมากแน่ๆ หลังจากลูกแต่งงานออกไป พ่อก็ไม่ค่อยมีแรงเหมือนแต่ก่อนเลย” ถังโจวโจวและคุณแม่ถังยิ้มให้แก่กัน

 

 

เมื่อเห็นคุณแม่ถังและถังโจวโจวเดินออกมา ลั่วเซ่าเชินก็จ้องมองไปที่ถังโจวโจวด้วยแววตาลุกโชน เขากลัวว่าถังโจวโจวจะเล่าอะไรให้คุณแม่ถังฟังและคุณแม่ถังก็เชื่อ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเขาจะหนีไปร้องไห้ที่ไหนได้!

 

 

“เซ่าเชิน ช่วงนี้โจวโจวจะกลับมาอยู่กับแม่นะ คุณไม่ว่าอะไรใช่ไหม”

 

 

มีปัญหาแน่นอน! แต่ลั่วเซ่าเชินจะปฏิเสธคำขอของคุณแม่ถังได้อย่างไร เขาจึงได้แต่ยิ้มรับอย่างขมขื่น “ไม่มีปัญหาครับ คุณแม่”

 

 

ลั่วเซ่าเชินคิดดูอีกที เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน แม้ว่าถังโจวโจวจะอยู่ที่นี่ แต่เธอก็ไม่ได้ห้ามเขาไม่ให้มาหาเธอนี่ ให้เธอได้คิดทบทวนบ้างก็ดี แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่สามารถปล่อยให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาหยุดชะงักไปแบบนี้ได้

 

 

“แม่ครับ ในเมื่อโจวโจวจะอยู่ที่นี่ ถ้าอย่างนั้นผมก็ขอพาลั่วอิงกลับนะครับ” ลั่วเซ่าเชินพูดพลางมองไปที่ลั่วอิง

 

 

“หนูไม่กลับค่ะ คุณยาย หนูอยากอยู่กับแม่โจวโจว” ในขณะที่เธอพูด เธอก็ยังคงจับชายเสื้อของถังโจวโจวเอาไว้ เห็นได้ชัดว่าเธอยืนกรานหัวชนฝา

 

 

ถังโจวโจวเองก็ไม่อยากให้ลั่วอิงกลับไป “ถ้าเธออยากอยู่ที่นี่ คุณก็ให้เธออยู่กับฉันก็ได้ค่ะ”

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่เห็นด้วย “ลั่วอิง กลับกับพ่อ ลูกไม่ต้องการพ่อแล้วใช่ไหม”

 

 

เมื่อลั่วอิงเห็นว่าสีหน้าของลั่วเซ่าเชินเปลี่ยนไป เธอก็รู้แล้วว่าเขาโกรธ แต่เธอก็ขอลองออดอ้อนดูอีกสักครั้ง “คุณพ่อขา หนูอยู่กับแม่โจวโจวไม่ได้จริงๆ เหรอคะ”

 

 

“ไม่ได้ ถ้าลูกจะอยู่ที่นี่ ต่อไปก็อย่ามาเรียกพ่อว่าพ่ออีก!” ลั่วเซ่าเชินมองตรงไปที่เธอ ในที่สุดลั่วอิงก็หวาดกลัว

 

 

“คุณพ่อขา! หนูจะเชื่อฟังคุณพ่อ คุณพ่ออย่าทิ้งหนูนะ!” ลั่วอิงแผดเสียงร้องไห้ออกมา

 

 

ถังโจวโจวคิดว่าลั่วเซ่าเชินกำลังทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ ก็แค่อยู่ที่นี่เอง จำเป็นต้องพูดเหมือนว่าเขาจะทอดทิ้งเธอเลยเหรอ? “คุณทำอะไรน่ะ ดูสิ เธอผวาไปหมดแล้ว โอ๋… ลั่วอิง ไม่ร้องนะคะ” ถังโจวโจวย่อตัวลงไปปลอบลั่วอิง

 

 

คุณแม่ถังเองก็รู้สึกว่าลั่วเซ่าเชินเข้มงวดกับลูกมากไป “เซ่าเชิน ถ้าลั่วอิงอยากอยู่ที่นี่ก็ให้เธออยู่เถอะจ้ะ ให้เธอนอนกับโจวโจวก็ได้ไม่เป็นไรหรอก”

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นว่านัยน์ตาของคุณแม่ถังและถังโจวโจวแฝงไปด้วยการตำหนิ แต่เขาไม่หวั่นไหว เขามีแผนของเขา วันนี้เขาจะต้องพาลั่วอิงกลับไปด้วยให้ได้

 

 

“ลั่วอิง ลูกจะไปกับพ่อไหม ถ้าลูกไม่ไป พ่อจะไปคนเดียว แล้วถ้าพ่อเดินพ้นจากประตูนี้ไปเมื่อไร ลูกก็ไม่ต้องเรียกพ่อว่าพ่ออีก” ลั่วเซ่าเชินพูดออกมาขนาดนี้แล้ว มีหรือที่ลั่วอิงจะกล้าไม่เชื่อฟังเขา

 

 

เธอรีบจับมือของลั่วเซ่าเชินทันที “หนูจะกลับบ้านกับคุณพ่อค่ะ แต่เสื้อผ้าหนูยังอยู่ในห้อง หนูขอไปเก็บก่อนได้ไหมคะ”

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่ามือของลั่วอิงหายไปจากมือของเธอ ถังโจวโจวก็รู้สึกผิดหวังอย่างไม่น่าเชื่อ ตอนที่เธอหนีออกจากบ้านไป เธอยังไม่รู้สึกเบาโหวงแบบนี้เลย แล้วทำไมวันนี้เธอถึงรู้สึกเศร้าอย่างนี้ล่ะ? ถังโจวโจวแอบชำเลืองอย่างระมัดระวังมองดูลั่วอิงที่จับมือของลั่วเซ่าเชินไว้แน่น ก่อนเธอจะหยัดตัวขึ้น

           ลิ้นของลั่วเซ่าเชินค่อยๆ สัมผัสเธออย่างอ้อยอิ่ง ถังโจวโจวพยายามขัดขืนเขาอย่างหนัก แต่กลับกลายเป็นว่าเธอยิ่งเข้าไปพัวพันกับลั่วเซ่าเชินแทน 

 

 

           ในสงครามครั้งนี้ ทำเอาถังโจวโจวเหนื่อยหอบ และต้องยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี ลั่วเซ่าเชินเองก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างหนัก แต่สีหน้าของเขาก็ดูพึงพอใจเป็นอย่างมาก 

 

 

           หลังจากการจูบครั้งนี้ ลั่วเซ่าเชินรู้สึกได้ว่าท่าทีของถังโจวโจวดูอ่อนลงไปมาก ดูเหมือนว่าเขาคงจะต้องใช้วิธีนี้อีกในอนาคต ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องเขาก็ต้องจูบ ดูสิว่าเธอจะทนอย่างไรไหว 

 

 

           “โจวโจว ทีนี้คุณจะยอมฟังผมได้หรือยัง” ลั่วเซ่าเชินยังไม่ยอมปล่อยถังโจวโจว ใบหน้าของถังโจวโจวแดงระเรื่อ เมื่อเห็นเขาเอาแต่จ้องมองที่ริมฝีปากของเธอ เธอก็รู้สึกว่าถ้าเธอยังพูดอะไรที่ไม่เข้าหูเขาอีก ลั่วเซ่าเชินจะต้องรังแกเธออีกครั้งแน่ 

 

 

           ถังโจวโจวทำได้แค่เพียงพยักหน้าอย่างว่าง่าย เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าในที่สุดเธอก็ยอมจำนนอยู่ในอ้อมแขนของเขา เขาก็รู้สึกว่าเส้นทางอันมืดมนของปัญหาไม่รู้จบในครั้งนี้ ในที่สุดก็มองเห็นแสงสว่างเสียที 

 

 

“โจวโจว ผมไปดื่มมาเมื่อวานนี้ แต่ผมกับฮุ่ยซินไม่ได้มีอะไรกัน เธอมาถึงก่อนหน้าคุณเพียงไม่นาน ผมยังไม่ทันได้พูดอะไรกับเธอเลย แล้วคุณก็มา…” 

 

 

“อ๋อ นี่คุณกำลังจะโทษฉันว่าฉันเข้ามารบกวนการสนทนาของพวกคุณ? ค่ะ! ฉันรู้แล้ว” 

 

 

“โจวโจว นี่คุณจะเอาชนะผมให้ได้เลยใช่ไหม” ลั่วเซ่าเชินขบเขี้ยวเคี้ยวฟันและหมายที่จะปิดปากเธออีกรอบ ดูสิว่าเธอยังจะโต้เถียงเขาอยู่อีกไหม 

 

 

และดูเหมือนว่าถังโจวโจวจะอ่านความคิดของลั่วเซ่าเชินออก เธอยกมือขึ้นปิดปากและส่ายหน้าใส่ลั่วเซ่าเชิน เดี๋ยวพลังที่เธอเพิ่งจะรวบรวมได้ มันจะหายไปในบัดดล 

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่ได้เห็นด้านที่น่ารักของเธอมานานแล้ว “รู้ทันแล้วสินะ!” 

 

 

“คุณปล่อยฉันก่อนได้ไหมคะ” ถังโจวโจวไม่อยากอยู่ใกล้ชิดเขาอย่างนี้แล้ว แต่ลั่วเซ่าเชินกลับขอดื่มด่ำกับช่วงเวลาดีๆ แบบนี้ก่อน ราวกับว่าเขาต้องการระบายความคิดถึงเธอที่ทำให้เขาต้องนอนคนเดียวมาหลายคืน 

 

 

“ไม่ปล่อย ผมไม่ได้กอดคุณมาตั้งหลายวัน วันนี้ผมจะกอดให้หนำใจเลย” ลั่วเซ่าเชินกอดเธอแน่นขึ้นอีก 

 

 

“ลั่วเซ่าเชิน คุณพูดอะไรออกมา มันน่าอายไหมเนี่ย” ถังโจวโจวมองดูชายหนุ่มจอมเจ้าเล่ห์ที่อยู่ตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ ลั่วเซ่าเชินไม่เคยทำตัวทะเล้นแบบนี้มาก่อน ถังโจวโจวอยากจะลองบิดผิวหนังของเขาเพื่อดูว่าหนากว่าผนังบ้านหรือเปล่า 

 

 

“ต่อหน้าคุณ ผมไม่อายหรอก” ลั่วเซ่าเชินฝังหน้าลงไปบนไหล่ของถังโจวโจว เมื่อได้สูดกลิ่นหอมจากร่างกายของเธอ ความรู้สึกคุ้นเคยก็เขาชื่นชอบก็หวนกลับมาสู่ใจของเขาอีกครั้ง 

 

 

ร่างเพรียวบางของถังโจวโจวต้องรองรับน้ำหนักตัวของเขาเอาไว้ ลั่วเซ่าเชินเองก็ใจร้าย ทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดลงมาที่เธอ ถังโจวโจวเองก็ไม่อยากแสดงความอ่อนแอให้เขาเห็น เธอจึงใช้แรงที่มียืนทรงตัวไว้ให้มั่นคงที่สุด แต่ดูเหมือนว่าเธอจะประเมินความแข็งแรงของตัวเองสูงเกินไป 

 

 

“เซ่าเชินคะ คุณจะยืนอิงฉันอย่างนี้ไปถึงเมื่อไร ฉันหนักนะ” เธอเกือบจะยันเอาไว้ไม่อยู่แล้ว เธอแทบอยากจะผลักเขาออก ดูสิว่าเขาจะเอนตัวไปอิงตรงไหนได้อีก 

 

 

ลั่วเซ่าเชินอยากจะกอดถังโจวโจวให้นานกว่านี้ แต่เขาก็ยอมปล่อยเธอแต่โดยดี ในที่สุดถังโจวโจวก็ได้รับอิสรภาพ เธอทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาทันที 

 

 

ป้าหลิวเดินออกมาจากห้องครัวในเวลาที่เหมาะสม “คุณผู้หญิงจะรับมื้อเช้าพร้อมกับคุณชายเลยไหมคะ” 

 

 

“โจวโจว ผมคิดว่าคุณน่าจะยังไม่ได้ทานมื้อเช้า เราไปกินด้วยกันเลยเถอะ” ลั่วเซ่าเชินพาเธอไปที่โต๊ะอาหาร โดยที่ถังโจวโจวยังไม่ทันได้พูดปฏิเสธ 

 

 

เมื่อเธอเห็นกระติกเก็บความร้อนใบนั้นตั้งอยู่ ลั่วเซ่าเชินก็ตอบสนองได้ว่องไวกว่าเธอ เขาหยิบมันขึ้นมาและส่งให้ป้าหลิวทันที ถังโจวโจวพูดด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกอยู่ข้างๆ ว่า “เก็บทำไมล่ะคะ เธออุตส่าห์บอกให้คุณกินตอนที่มันยังร้อนอยู่” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกสะท้าน หากเขากินโจ๊กที่อยู่ในกระติกเก็บความร้อนนั่นจริง เขาเดาว่าถังโจวโจวน่าจะไม่พอใจ และเป็นไปได้ที่เธออาจจะหนีเขาไปอีกครั้ง นอกจากนี้ คำพูดของเธอก็ยังเต็มไปด้วยอารมณ์หึงหวง สมองของลั่วเซ่าเชินประมวลผลอย่างรวดเร็ว เขาสามารถตีความทุกอย่างออกมาได้ในทันที  

 

 

“โจวโจว ผมก็ต้องกินข้าวที่ป้าหลิวกับคุณเป็นทำเท่านั้นสิ ผมบอกคุณแล้วไงว่าผมกับเธอไม่ได้มีอะไรกัน” ลั่วเซ่าเชินไม่สนว่าเขาจะต้องพูดย้ำอีกกี่ครั้ง ขอแค่ให้ถังโจวโจวเชื่อเขาบ้างก็พอ 

 

 

ถังโจวโจวยังคงไม่ยอมปล่อยให้เขาลอยตัวไปได้ง่ายๆ เดิมทีเธอตั้งใจจะกลับมาหาลั่วเซ่าเชินเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการหย่าร้างระหว่างเธอกับเขา แต่ปรากฏว่าเธอกลับโดนเขาขัดจังหวะ แผนที่เธออุตส่าห์วางมาดิบดีพลันสูญเปล่าไปหมด แน่นอนว่าถังโจวโจวไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไร 

 

 

ก่อนจะมาถึง ถังโจวโจวเองก็คิดอยู่เหมือนกันว่า ถ้าลั่วเซ่าเชินทำตัวดีขึ้น เธอก็อาจจะยกโทษให้เขาได้ แต่พอมาถึงเขากลับทำให้เธอเห็น ‘ฉากรักอันหวานซึ้ง’ ของหันฮุ่ยซินกับเขาเข้าพอดี แน่นอนว่าความหงุดหงิดของถังโจวโจวก็พุ่งทะลุปรอทไปเลย 

 

 

“ฉันไม่อยากรู้ว่าคุณมีอะไรกันหรือเปล่า และฉันก็ไม่สนใจด้วยว่าคุณสองคนจะเป็นอะไรกัน” ถังโจวโจวพูดพลางเหยียดริมฝีปากอย่างไม่แยแส 

 

 

“กินข้าวกันเถอะ โจวโจว” ลั่วเซ่าเชินแค่อยากเปลี่ยนหัวข้อสนทนา แต่ถังโจวโจวก็ไม่โอนอ่อนตามที่เขาต้องการ 

 

 

“เมื่อครู่นี้คุณบอกว่าคุณกับเธอไม่ได้มีอะไรกันไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมตอนนี้คุณถึงไม่พูดแล้วล่ะ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินคิดว่าถังโจวโจวกำลังหาเรื่องทะเลาะกันอย่างไร้เหตุผล แต่เขาก็เข้าใจดีว่าเธอคงจะยังมีอะไรติดค้างอยู่ในใจ “โจวโจว ผมรู้ว่าคุณยังโกรธผมอยู่ แต่คุณจะโกรธจนทำร้ายตัวเองไม่ได้นะ คุณมากินข้าวก่อน เสร็จแล้วผมจะยอมนั่งนิ่งๆ ให้คุณด่าเลย แล้วผมก็จะไม่โต้เถียงคุณกลับสักคำด้วย แบบนี้โอเคไหม” 

 

 

ถังโจวโจวรู้ว่าเขาพูดจากใจจริง แต่ความรู้สึกโกรธที่ยังอยู่ในใจของเธอทำให้เธอยิ้มไม่ออก เธอจึงทำได้แค่ก้มหน้าก้มตากินมื้อเช้าไปอย่างเงียบๆ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเองก็ลงมือกินข้าวเช้าที่เหลืออยู่ด้วยรอยยิ้ม เมื่อถังโจวโจวกินเสร็จแล้ว เธอก็ขี้เกียจเกินกว่าจะคุยกับลั่วเซ่าเชินอีก ความรู้สึกอยากคุยมันหมดไปแล้ว พูดไปก็ไม่ได้อะไร 

 

 

“ฉันจะไปแล้วค่ะ” 

 

 

“คุณจะไปไหน?!” ลั่วเซ่าเชินถามเสียงแข็งขึ้นมา ตอนนี้เขาทนฟังคำว่า ‘จะไป’ จากเธอไม่ได้อีกแล้ว 

 

 

ถังโจวโจวสะดุ้งตกใจจนตัวสั่นเทิ้ม เมื่อเธอเห็นสีหน้าอันน่าสยดสยองของเขาก็รู้สึกหวาดผวา เหตุการณ์ที่เธอหายตัวไปในครั้งนี้ มีอิทธิพลต่อเขาจนแค่เธอพูดคำว่า ‘ไป’ ก็ทำให้เขาต้องลนลานมากขนาดนี้เลยหรือ 

 

 

แน่นอนว่าถังโจวโจวไม่เข้าใจว่าทำไมลั่วเซ่าเชินถึงมีปฏิกิริยารุนแรงแบบนี้ ในมุมมองของถังโจวโจว ถึงแม้ว่าพวกเขาสองคนจะมีความอบอุ่นหัวใจมอบให้แก่กัน แต่มันก็มักจะมีเงาของเมิ่งชิงซีกับหันฮุ่ยซินมาตามลอกหลอนอยู่เสมอ แม้ว่าถังโจวโจวจะอยากสานสัมพันธ์กับเขาให้มากกว่านี้ แต่เธอก็ไม่อาจเพิกเฉยกับความวุ่นวายของผู้หญิงสองคนนั้นได้ 

 

 

เมิ่งชิงซีน่ะไม่เท่าไร ที่หนักหนากว่าคือหันฮุ่ยซิน เธอเป็นเหมือนเชื้อมะเร็งที่ซ่อนตัวอยู่ในส่วนลึกของหัวใจของถังโจวโจว ที่ยามไม่เห็นเธอ ถังโจวโจวก็สุขกายสบายใจดี แต่พอเธอปรากฏตัวเมื่อไร ก็สามารถทำให้ถังโจวโจวเจ็บเจียนตายได้ 

 

 

ส่วนลั่วเซ่าเชิน หลังจากที่ถังโจวโจวหายหน้าหายตาไปประมาณสิบกว่าวัน ในที่สุดเขาก็ตระหนักได้ว่าถังโจวโจวนั้นสำคัญต่อเขามาก แม้ว่าเขาจะยังไม่รู้สึกว่าเขาตกหลุมรักถังโจวโจวจนถอนตัวไม่ขึ้น แต่เขาก็ยอมรับว่าถังโจวโจวเป็นคนพิเศษสำหรับเขา 

 

 

“ไม่ได้ไปไหนนี่คะ คุณบอกว่าจะพาฉันไปหาลั่วอิงไม่ใช่เหรอ ไม่ไปแล้วหรือคะ” ถังโจวโจวเลิกคิ้ว พลางเห็นสีหน้าลั่วเซ่าเชินผ่อนคลายลง เธอรู้สึกว่าเขาเหมือนนกที่ตื่นตระหนก บางอย่างแค่เคลื่อนไหวนิดหน่อยก็ทำเอาสติสตังหลุดลอยไปไกล 

 

 

“หมายถึง ‘ไป’ เรื่องนี้เองหรอกหรือ โอเค ผมจะรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้า โจวโจว คุณนั่งรอผมก่อนนะ” หลังจากนั้นลั่วเซ่าเชินก็รีบขึ้นไปที่ชั้นบน เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าเขาไม่ได้พูดถึงเรื่องนั้นอีก เธอก็รู้สึกแปลกๆ นี่เขาไม่กลัวว่าเธอจะหนีหายไปแล้วเหรอ? 

 

 

ถังโจวโจวรออยู่เพียงครู่เดียว ร่างของลั่วเซ่าเชินก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าบันไดอย่างรวดเร็ว เขาเปลี่ยนชุดใหม่และดูดีกว่าเดิมมาก ผู้คนภายนอกล้วนถูกเขาตบตาด้วยภาพลักษณ์แบบนี้สินะ …เธอเองก็เช่นกัน 

 

 

ลั่วเซ่าเชินและถังโจวโจวเดินทางมาถึงบ้านตระกูลถัง เมื่อพวกเขาเคาะประตู ประตูก็ถูกเปิดออก ทันทีที่คุณแม่ถังได้พบหน้าถังโจวโจว เธอก็โผเข้ากอดลูกสาวเอาไว้ “โจวโจว ลูกอย่าทำอย่างนี้อีกนะ แม่เป็นห่วงลูกมากเลย เกิดเรื่องอะไรทำไมลูกถึงไม่มาหาแม่ล่ะ” 

 

 

ถังโจวโจวกอดคุณแม่ถังไว้แน่น เธอกลัวว่าคุณแม่ถังจะตื่นเต้นมากเกินไปจนอาจล้มป่วยได้ เธอจึงรีบพูดว่า “แม่ขา หนูก็มาหาแม่แล้วนี่ไง หนูไม่ได้ตั้งใจจะหนีไปไหนสักหน่อย แม่หยุดร้องได้แล้วค่ะ เดี๋ยวใครก็มาเห็นเข้าหรอก” 

 

 

คุณแม่ถังผละตัวออกมาจากอ้อมแขนของถังโจวโจว เธอใช้มือเช็ดน้ำตาเบาๆ จนใบหน้าไม่มีคราบน้ำตาแล้ว ก่อนจะปากแข็งพูดว่า “แม่ร้องไห้ที่ไหน แม่ไม่ได้อ่อนแออย่างนั้นนะ ลูกคนนี้นี่” 

 

 

“ค่ะ หนูรู้แล้วว่าแม่น่ะเป็นคนเก่ง” ถังโจวโจวรีบโอบเอวคุณแม่ถังเข้าไปข้างใน ในที่สุดคุณแม่ถังก็หายใจได้ทั่วท้อง วันนี้คุณพ่อถังไม่อยู่ เขาไปทำงานที่โรงพยาบาล ส่วนลั่วอิงก็ตื่นตั้งแต่เช้าแล้ว 

 

 

เมื่อลั่วอิงได้ยินเสียงของถังโจวโจว เธอก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง แล้วก็รีบโผตัวไปหาถังโจวโจว “แม่โจวโจวกลับมาแล้ว!” 

 

 

ถังโจวโจวตั้งรับความอบอุ่นที่มาอย่างกะทันหันของลั่วอิงไม่ทัน เธอรู้ว่าลั่วอิงคิดถึงเธอมาก หากว่ากันตามตรง หลายวันมานี้เธอเองก็คิดถึงลั่วอิงเหมือนกัน “ตอนที่แม่โจวโจวไม่อยู่ หนูเป็นเด็กดีไหมคะ” 

 

 

“ค่ะ ครอบครัวเรามีแค่คุณพ่อนั่นแหละที่ไม่ดี แม่โจวโจวอย่าหนีไปไหนอีกนะคะ ถ้าคุณพ่อทำอะไรผิด เราก็แค่ไล่คุณพ่อออกไป แล้วคุณแม่ก็อยู่กับหนู โอเคไหมคะ” เมื่อลั่วเซ่าเชินได้ยินเช่นนั้น เขาก็เหลือบตาไปมองลั่วอิง 

 

 

ลูกสาวคนนี้เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ พูดมาได้ว่าจะไล่เขาออกจากบ้าน ตอนนี้เขากลายเป็นคนหัวเดียวกระเทียมลีบจริงๆ แล้ว! 

 

 

คุณแม่ลั่วเพิ่งสังเกตเห็นว่าลั่วเซ่าเชินด้วย “อ้าว เซ่าเชิน เมื่อครู่นี้แม่ไม่ได้สังเกต” 

 

 

“ไม่เป็นไรครับคุณแม่ แค่โจวโจวกลับมาก็ดีแล้ว” เมื่อเห็นลั่วเซ่าเชินมองดูลูกสาวของเธออย่างอ่อนโยน คุณแม่ถังก็พยักหน้า ลูกเขยของเธอนี่แสนดีจริงๆ เธอไม่รู้ว่าพวกเขาผิดใจอะไรกัน แต่เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนมาด้วยกันอย่างนี้ คงจะคืนดีกันแล้ว 

 

 

พวกเขาทั้งสี่คนนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น คุณแม่ถังยกน้ำชาออกมาให้ดื่ม พลางถามถังโจวโจวว่า “โจวโจว แล้วนี่ลูกไปอยู่ที่ไหนมา” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเองก็สงสัยในเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ส่วนลั่วอิงก็นั่งกะพริบตาปริบๆ ใส่เธอ เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าทุกคนสนใจกันมากขนาดนี้ เธอก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา ถ้าลั่วเซ่าเชินรู้ว่าเธอหนีไปพักอยู่ที่บ้านของฟังหยวน เขาคงจะโมโหจนบ้าตายแน่ๆ 

 

 

เมื่อคุณแม่ถังเห็นว่าถังโจวโจวไม่ยอมพูด ก็คิดว่าอาจจะมีบางอย่างที่เธอพูดออกมาไม่ได้ และน่าจะเป็นเพราะลั่วเซ่าเชินอยู่ตรงนี้ด้วย เดี๋ยวเธอแยกไปถามลูกสาวเป็นการส่วนตัวดีกว่า 

 

 

“โจวโจว แม่มีเรื่องจะคุยด้วย ลูกไปที่ห้องกับแม่หน่อย ส่วนเซ่าเชิน คุณกับลั่วอิงรออยู่ข้างนอกก่อนนะ” เมื่อคุณแม่ถังกำชับเสร็จ เธอก็ลากถังโจวโจวออกไปจนพ้นจากสายตาของลั่วเซ่าเชิน 

 

 

“คุณพ่อขา คุณยายกับแม่โจวโจวมีความลับอะไรกันอยู่เหรอคะ ทำไมหนูถึงฟังด้วยไม่ได้” 

 

 

“ลูกไม่ต้องเสียใจหรอกนะครับ เพราะพ่อเองก็ฟังไม่ได้เหมือนกัน พ่อน่าสงสารมากกว่าอีก” 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าแม้แต่เด็กอย่างลั่วอิงยังรู้สึกน้อยใจ ส่วนเขาเองก็ย่ำแย่ไม่ต่างกัน เห็นทีเขาจะต้องกอบกู้พลังอำนาจของเขาในฐานะคุณพ่อขึ้นมาใหม่เสียแล้ว 

 

 

“ลั่วอิง ที่ลูกบอกว่าลูกจะไล่พ่อ นั่นหมายความว่ายังไง นี่พ่อทำงานหาเลี้ยงลูกกับคุณแม่ทุกวัน แล้วลูกกลับทำกับพ่อแบบนี้เหรอ” ลั่วเซ่าเชินคิดว่าถ้าตอนนี้ลูกสาวยังมีความคิดแบบนี้ แล้ววันข้างหน้าเขาจะฝากผีฝากไข้ไว้กับเธอได้อย่างไร 

 

 

แม้ว่าลั่วเซ่าเชินจะไม่ได้ต้องการให้ลั่วอิงเลี้ยงดูตอนแก่ แต่ลั่วอิงกลับไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาแบบนี้ เขาจึงคิดว่าควรจะสอนเธอให้เข้าใจอะไรเสียใหม่ ดูเหมือนว่าเขาจะต้องหาคอร์สเรียนพิเศษในช่วงปิดเทอมฤดูหนาวให้เธอลงเรียนแล้ว 

 

 

ลั่วอิงไม่รู้ตัวว่าตอนนี้ลั่วเซ่าเชินคิดจะส่งเธอออกไปเรียนพิเศษ เพื่อไม่ให้เธออยู่ขัดคอเขากับถังโจวโจว ถ้าลั่วเซ่าเชินคิดจะทำขึ้นมาจริงๆ อนาคตของลั่วอิงคงจะแสนเศร้าน่าดู 

 

 

เรียนมาทั้งเทอมกว่าจะได้ปิดเทอมฤดูหนาว แล้วเด็กตัวเล็กแค่นี้จะไปเรียนให้หนักๆ เพื่ออะไร ข้ออ้างทั้งนั้นแหละ 

           เมื่อลั่วเซ่าเชินลงมาที่ชั้นล่างหลังจากตื่นนอน เขาก็พบว่าหันฮุ่ยซินนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นเพียงคนเดียว ไม่รู้ว่าป้าหลิวหายไปไหน 

 

 

           เมื่อหันฮุ่ยซินได้ยินเสียงฝีเท้า เธอก็หันหน้าไปมองทันที เธอเห็นลั่วเซ่าเชินเดินลงมาในชุดคลุมสีเทา เธอหยัดตัวขึ้นและเอ่ยทักว่า “อาเชิน” 

 

 

           ลั่วเซ่าเชินไม่สนใจเธอและเดินตรงเข้าไปในห้องครัว เมื่อป้าหลิวเห็นว่าลั่วเซ่าเชินตื่นแล้ว เธอก็รีบเสิร์ฟอาหารเช้าให้เขาอย่างรวดเร็ว 

 

 

           หันฮุ่ยซินสาวเท้าเดินตามเขาไป เมื่อเห็นว่าลั่วเซ่าเชินทำเหมือนมองไม่เห็นเธอ เธอก็ยิ้มอย่างขมขื่น “อาเชิน นี่คุณกำลังโกรธฉันอยู่ใช่ไหม” เธอวางกระติกเก็บความร้อนที่เธอนำมาไว้ตรงหน้าลั่วเซ่าเชิน เธอเปิดฝาแล้วพูดว่า “อาเชิน เมื่อคืนคุณดื่มหนักมาก ฉันก็เลยทำมาให้” 

 

 

“ฮุ่ยซิน คุณไม่ควรมาที่นี่” ลั่วเซ่าเชินไม่รับกระติกเก็บความร้อนของเธอ และตั้งหน้าตั้งตากินอาหารเช้าที่ป้าหลิวทำให้ เขารู้สึกดีใจมากที่เขาตัดสินใจฝากลั่วอิงไว้ที่บ้านตระกูลถัง หากลั่วอิงเห็นเธอเข้า คงจะต้องไม่พอใจแน่ๆ 

 

 

“อาเชิน ฉันแค่เป็นห่วงคุณเท่านั้น” หันฮุ่ยซินมองไปที่ลั่วเซ่าเชินด้วยความเสน่หา ในขณะที่ลั่วเซ่าเชินกลับรู้สึกว่าเขาไม่สามารถทนกับสายตาเช่นนี้ของเธอได้ 

 

 

“ฮุ่ยซิน คุณกลับไปซะ แล้วเราก็ควรติดต่อกันให้น้อยลง สิ่งที่คุณพูด สิ่งที่คุณทำกับโจวโจว ผมจะไม่เอาเรื่อง” ลั่วเซ่าเชินเอ่ยคำเหล่านี้ด้วยท่าทางสงบนิ่ง 

 

 

แต่หันฮุ่ยซินกลับรู้สึกว่ามันน่าขำ “อาเชิน ฉันพูดอะไรกับโจวโจว? ฉันพูดเรื่องจริงทั้งนั้น อาเชิน คุณบอกว่าคุณจะรับผิดชอบฉัน แต่คุณก็ไม่เห็นจะทำเลย!” 

 

 

หันฮุ่ยซินดูหมดความอดทน ลั่วเซ่าเชินมองดูเธอที่ใส่อารมณ์ในคำพูดมากขึ้นด้วยความรู้สึกเฉยเมย นี่เขาหมดรักหันฮุ่ยซินแล้วจริงๆ หรือว่าเป็นเพราะถังโจวโจว? ลั่วเซ่าเชินรู้สึกสับสนเล็กน้อย 

 

 

หันฮุ่ยซินเห็นว่าเมื่อเธอพูดไปขนาดนี้แล้ว แต่ลั่วเซ่าเชินก็ยังไม่แยแส “อาเชิน เราลองกลับมาคบกันใหม่ดีไหม ในเมื่อไม่มีถังโจวโจวแล้ว ฉันก็สามารถดูแลลั่วอิงให้ได้ เราจะต้องไปด้วยกันได้ดี แล้วหลังจากนั้นเราก็ค่อยมีลูกกัน นี่คือชีวิตที่เราควรจะเป็น!” 

 

 

หันฮุ่ยซินกุมมือลั่วเซ่าเชินและดื่มด่ำอยู่กับจินตนาการของเธอเอง ภาพความฝันต่างๆ ที่เธอพร่ำเพ้อออกมา ทำให้ลั่วเซ่าเชินหวนนึกถึงวันเก่าก่อน แต่ในไม่ช้าเขาก็ตระหนักได้ว่าตอนนี้มันไม่เหมือนในอดีต และเขากับหันฮุ่ยซินก็ไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว 

 

 

เขาค่อยๆ ดึงมือตัวเองออกมา “ฮุ่ยซิน ตื่นได้แล้ว ตอนนี้ชีวิตผมดีมากอยู่แล้ว แม้ว่าเมื่อก่อนเราจะเคยรักกัน แต่เวลาก็เป็นสิ่งที่เยียวยาได้ดีที่สุด ผมลืมความรู้สึกพวกนั้นกับคุณไปหมดแล้ว” ความจริงแล้วเขาไม่ได้ลืมมัน แต่เพื่อไม่ให้หันฮุ่ยซินยึดติดอยู่กับเขา เขาจึงต้องพูดออกมาแบบนี้ 

 

 

“อาเชิน คุณยังไม่ลืมหรอก ใช่ไหม? ฉันไม่เชื่อว่าคุณจะลืมเรื่องของเราไปแล้ว ผู้หญิงอย่างถังโจวโจวมีอะไรดี อาเชิน ฉันรู้แล้วว่าฉันทำผิดไป ตอนนี้ฉันกลับมาแล้ว คุณก็ไม่ควรจะปล่อยฉันไปสิ?” 

 

 

หันฮุ่ยซินไม่เข้าใจ ตอนแรกเธอไม่ได้คิดจะเลิกกับเขาสักหน่อย เธอก็แค่อยากทำตามความฝันของตัวเองเท่านั้น เธอขอให้ลั่วเซ่าเชินรอเธอแค่ไม่กี่ปี เพราะทุกอย่างกำลังไปได้สวย แล้วทำไมอาเชินถึงไม่เข้าใจเธอบ้าง? 

 

 

ก็แค่เลื่อนเวลาออกไปไม่กี่ปีเพื่ออนาคตของเธอ เขาไม่คิดจะเก็บไปพิจารณาเลยเหรอ? หรืออาเชินไม่รักเธอแล้วจริงๆ หันฮุ่ยซินก็เคยสงสัยเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่คำตอบที่แน่วแน่ของลั่วเซ่าเชินในตอนนั้นก็ทำให้หัวใจของหันฮุ่ยซินสงบลง 

 

 

เพราะจู่ๆ หันฮุ่ยซินก็ได้รับสายโทรศัพท์จากลั่วเซ่าเชิน เขาถามเธอว่าเธอจะกลับมาหาเขาไหม หันฮุ่ยซินจะยอมได้อย่างไร ตอนนั้นเธอมีการประกวดที่สำคัญ อีกแค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้น เธอจะยอมถอยง่ายๆ ได้อย่างไร ดังนั้นเธอจึงเอ่ยปฏิเสธเขาอย่างรุนแรง 

 

 

และในครั้งนั้นเอง เธอกับลั่วเซ่าเชินก็ทะเลาะกันใหญ่โต หลังจากนั้นหันฮุ่ยซินก็มุ่งมั่นไปที่หน้าที่การงานของเธอ เธอคิดว่าเธอจะจัดการกับความสัมพันธ์ของเธอและลั่วเซ่าเชินหลังจากที่เธอมั่นคงในหน้าที่การงานมากกว่านี้แล้ว แต่เขาไม่ให้โอกาสเธอเลย 

 

 

หันฮุ่ยซินได้ยินชัดเจนว่าลั่วเซ่าเชินขอเลิกกับเธอ แต่หันฮุ่ยซินไม่ยอมรับ เมื่อทั้งสองฝ่ายเข้าใจไม่ตรงกัน พวกเขาจึงยังคงคาราคาซังในความสัมพันธ์กันอยู่อย่างนี้ หันฮุ่ยซินเองก็ไม่เคยได้ยินข่าวการแต่งงานของลั่วเซ่าเชินเลย เธอจึงคิดว่าเขาแค่ยั่วโมโหเธอเพื่อให้เธอยอมกลับไปหาเขาเท่านั้น 

 

 

ท้ายที่สุดเธอก็ได้รับข่าวว่าลั่วเซ่าเชินมีภรรยาแล้ว หันฮุ่ยซินรู้สึกกังวลใจ เธอไม่อยากจะเชื่อว่าลั่วเซ่าเชินจะทรยศต่อความรักระหว่างเธอกับเขา และทิ้งเธอไว้ลำพังเพื่อไปแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น 

 

 

“ฮุ่ยซิน คุณไม่เข้าใจหรือว่าเรื่องของเรามันจบลงไปแล้ว คุณจะดื้อดึงอยู่อีกทำไม!” ลั่วเซ่าเชินสะบัดมือของหันฮุ่ยซินออก 

 

 

“ในบ้านคึกคักจังเลยนะคะวันนี้!” น้ำเสียงและรูปร่างที่คุ้นเคยปรากฏตัวขึ้นภายในบ้าน ลั่วเซ่าเชินนึกว่าเขาตาฝาดไป เขากะพริบตาสองสามครั้ง แล้วเขาก็พบว่าเธอยังยืนอยู่ที่เดิม เขาลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น “โจวโจว คุณกลับมาแล้ว!” 

 

 

ถังโจวโจวมองดูหันฮุ่ยซินจัดการกับเสื้อผ้าหน้าผมของตัวเอง เมื่อความเศร้าก่อนหน้าหายไปแล้ว เธอจึงหันกลับมาพูดด้วยรอยยิ้มว่า “กลับมาแล้วเหรอโจวโจว” 

 

 

ถังโจวโจวมองดูฉากรักๆ ใคร่ๆ ที่อยู่ตรงหน้าแล้วก็รู้สึกขำอยู่ในใจ เธอจะกลับมาทำไมเนี่ย ดูเหมือนว่าพวกเขาสองคนกำลังไปกันได้ดีในขณะที่เธอไม่อยู่ เรานี่หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ! 

 

 

“ดูเหมือนว่าฉันจะเข้ามาขัดจังหวะพวกคุณ? เฮ้อ ฉันไม่น่ากลับมาตอนนี้เลย” ถังโจวโจวหันหลังกลับและกำลังเดินออกไปจากบ้าน 

 

 

ลั่วเซ่าเชินรีบวิ่งมารั้งเธอไว้ “โจวโจว คุณเข้าใจผิด มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิด!” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่อาจปล่อยให้ถังโจวโจวเข้าใจเขาผิดได้อีกแล้ว กว่าเธอจะยอมกลับมาให้เห็นหน้า ถ้าเธอหนีไปอีก เขาจะทำอย่างไร? 

 

 

“ปล่อยค่ะ” ถังโจวโจวก้มหน้ามองมือของลั่วเซ่าเชินที่บีบข้อมือเธออยู่ มือคู่นี้อาจจะเคยจับหันฮุ่ยซินมาก่อน จู่ๆ ถังโจวโจวก็รู้สึกรังเกียจมันขึ้นมา 

 

 

ใบหน้าของเธอแสดงความรู้สึกที่อยู่ในใจออกมาทันที และลั่วเซ่าเชินก็สังเกตเห็น “โจวโจว ตราบใดที่คุณบอกว่าคุณจะไม่หนีไปไหนอีก ผมก็จะปล่อยคุณ” 

 

 

ตอนนี้ลั่วเซ่าเชินกลัวการปล่อยมือนี้มาก ครั้งนี้ถังโจวโจวทำกับเขารุนแรงเกินไป เธอทำให้เขาตกใจกลัว ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อลั่วอิงร้องไห้งอแงหาเธอ มันก็ยิ่งทำให้ลั่วเซ่าเชินรู้สึกเจ็บปวดไปหมด 

 

 

ถังโจวโจวพยักหน้า เมื่อลั่วเซ่าเชินได้รับคำยืนยันจากเธอ เขาก็ค่อยๆ คลายมือลง และเมื่อถังโจวโจวคลึงข้อมือตัวเอง เขาก็เพิ่งรู้ตัวว่าเมื่อครู่นี้เขาใช้แรงมากเกินไป จนทำให้ข้อมือของเธอเป็นรอยแดง 

 

 

“โจวโจว ขอโทษ ผมขอโทษ…” 

 

 

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันชินแล้ว” ความเย็นชาของถังโจวโจวทำให้ลั่วเซ่าเชินถึงกับชะงักงัน ลั่วเซ่าเชินรู้สึกว่าที่ถังโจวโจวกลับมาในครั้งนี้ เธอไม่ได้กลับมาอยู่อย่างถาวร เมื่อครู่นี้เขาเองก็ไม่ได้ตั้งใจ ต่ทำไมเธอถึงไม่ยกโทษให้เขาล่ะ? 

 

 

หันฮุ่ยซินเห็นว่าดวงตาของลั่วเซ่าเชินเต็มไปด้วยความรู้สึกอันเปี่ยมล้น ในขณะที่ถังโจวโจวก้มหน้าต่ำ เธอจึงไม่รู้ว่าถังโจวโจวคิดอย่างไร แต่ในมุมมองของหันฮุ่ยซิน เธอคิดว่าถังโจวโจวกำลังหลอกให้เขาตายใจ และต้องการทำให้อาเชินรู้สึกผิดและเป็นทุกข์ เพื่อที่จะได้ควบคุมจิตใจของอาเชินได้อยู่หมัด 

 

 

“โจวโจว เธอเข้าใจผิดนะ ฉันกับอาเชินไม่ได้มีอะไรกัน” 

 

 

“ใช่ อย่างที่ฮุ่ยซินบอก ทีนี้คุณเชื่อแล้วใช่ไหม” ลั่วเซ่าเชินรีบว่าตามเธอ 

 

 

ถังโจวโจวมองดูผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างสงบนิ่ง พลางเห็นแววตาที่แฝงความภาคภูมิใจเอาไว้ ราวกับว่าเธอนี่แหละคือคุณผู้หญิงของตระกูลนี้ ส่วนตัวเองก็เป็นแค่ชู้ที่จู่ๆ ก็โผล่มาหยิบชิ้นปลามันของเธอไป 

 

 

“ลั่วอิงล่ะคะ” ถังโจวโจวไม่ได้บอกว่าเธอเชื่อหรือไม่เชื่อ เธอแค่ไม่อยากคาดหวังอะไรกับลั่วเซ่าเชินอีกแล้ว หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ความหวังของเธอถูกทำลายจนป่นปี้ไปแล้วในตอนนี้ 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าถังโจวโจวไม่พูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหันฮุ่ยซิน มันก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกแย่มากกว่าเดิม ถ้าถังโจวโจวบอกว่าโกรธ ลั่วเซ่าเชินก็ยังได้รู้บ้าง แต่ตอนนี้เธอเล่นไม่พูดอะไรเลย เขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่าในใจของเธอคิดอะไรอยู่ 

 

 

“ลูกอยู่ที่บ้านคุณพ่อคุณแม่ ถ้าคุณอยากไปหาลูก ผมจะพาคุณไปเดี๋ยวนี้เลย” ลั่วเซ่าเชินพูดอย่างใจเย็น 

 

 

หันฮุ่ยซินไม่สามารถปกปิดความอิจฉาริษยาได้อีกต่อไป ลั่วเซ่าเชินช่างเอาอกเอาใจถังโจวโจวเสียเหลือเกิน เธอไม่เคยเห็นเขาเป็นแบบนี้มาก่อนเลย นี่เธอไม่เคยได้เข้าไปอยู่ในหัวใจของลั่วเซ่าเชินเลยเหรอ หันฮุ่ยซินไม่เชื่อ เธอไม่เชื่อว่าลั่วเซ่าเชินไม่เคยรักเธอ! 

 

 

“อาเชิน ฉันกลับก่อนนะคะ เมื่อวานคุณดื่มหนัก ท้องยังรับอะไรไม่ไหว อย่าลืมทานตอนที่มันยังร้อนอยู่นะคะ” หันฮุ่ยซินรีบหยิบกระเป๋าและแบกหน้าที่ภาคภูมิใจของเธอ เดินผ่านลั่วเซ่าเชินและถังโจวโจวไป 

 

 

ถังโจวโจวมองดูหันฮุ่ยซินเดินจากไปอย่างเงียบๆ ลั่วเซ่าเชินเห็นเธอไม่พูดอะไร เขาก็กลัวว่าเธอจะคิดมาก “โจวโจว เธอเพิ่งมาเมื่อเช้านี้เอง ผมกับเธอไม่ได้มีอะไรกันนะ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่เคยรู้สึกไร้อำนาจขนาดนี้มาก่อน เขารู้สึกว่าตั้งแต่เขาสูญเสียลูกของเขากับถังโจวโจวไป เขาก็ยอมตกอยู่ใต้อาณัติของถังโจวโจวแต่โดยดี เขากลับไปเป็นคนเย็นชาและวางอำนาจได้อยู่แล้ว แต่เขาแค่อยากตามใจถังโจวโจวเท่านั้น เมื่อเขาเห็นถังโจวโจวมีความสุข เขาก็มีความสุขตามไปด้วย 

 

 

“เหรอคะ? ฉันไม่สนหรอกว่าคุณกับเธอจะมีหรือไม่มีอะไรกัน เพราะอีกไม่นานคุณก็จะไม่ต้องมารายงานอะไรแบบนี้กับฉันแล้ว” 

 

 

ถังโจวโจวเดินเข้าไปด้านใน พลางมองไปที่ห้องนั่งเล่นซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เธอยังรู้สึกดีกับบรรยากาศภายในบ้านเหมือนเดิม แต่กับคนในบ้านนี้ ตอนนี้ความรู้สึกของเธอมันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว 

 

 

“โจวโจว คุณหมายความว่ายังไง คุณบอกผมมาเดี๋ยวนี้” ลั่วเซ่าเชินฉุดมือเธอไว้ ถังโจวโจวถูกแรงกระชากทำให้เธอทรงตัวไม่อยู่ เมื่อจุดศูนย์ถ่วงในร่างกายของเธอไม่สมดุล เธอจึงเซเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของลั่วเซ่าเชิน 

 

 

ลั่วเซ่าเชินคว้าเอวของเธอเข้ามาโอบไว้แน่นทันที ใบหน้าของพวกเขาทั้งสองคนนั้นใกล้กันมาก ป้าหลิวที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องครัวเห็นเข้า ก็รู้หน้าที่ของตัวเองดีว่าไม่ควรเข้าไปรบกวนพวกเขาตอนนี้ 

 

 

ถังโจวโจวพยายามเบี่ยงตัวออก แต่ลั่วเซ่าเชินก็ใช้เล่ห์เหลี่ยมที่มี โดยการก้มหน้าลงจนทำให้ริมฝีปากของเขาและเธอห่างกันเพียงหนึ่งเซนติเมตรเท่านั้น แค่เพียงใครคนใดคนหนึ่งเคลื่อนใบหน้าเข้าไปอีกนิดเดียวริมฝีปากของพวกเขาก็จะประกบกัน 

 

 

ถังโจวโจวไม่กล้าขยับตัวสุ่มสี่สุ่มห้า หัวใจของเธอเต้นรัว ลมหายใจของลั่วเซ่าเชินห้อมล้อมอยู่รอบตัวเธอ ถังโจวโจวกลัวว่าเสน่ห์ของลั่วเซ่าเชินจะทำให้ความตั้งใจของเธอสั่นคลอน 

 

 

ลั่วเซ่าเชินกดหน้าผากลงแนบชิดกับเธอ แล้วกระซิบว่า “โจวโจว เราคืนดีกันเถอะ คุณยกโทษให้ผมสักครั้งเถอะนะ ลั่วอิงเองก็คิดถึงคุณมาก คุณทนเห็นลูกเจ็บปวดได้จริงๆ เหรอ” 

 

 

ภาพที่ลั่วอิงร้องไห้น้ำตานองปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของถังโจวโจว เธอเองก็เจ็บปวดมากเช่นกัน แต่ถ้าจะให้เธอให้อภัยลั่วเซ่าเชินง่ายๆ เธอก็ทำไม่ได้เหมือนกัน ในเมื่อมันมีหนามชิ้นใหญ่ตำอยู่ในใจของเธออย่างนี้แล้ว 

 

 

“ทนได้หรือไม่ได้แล้วยังไงคะ เดี๋ยวเธอก็จะปรับตัวได้เอง ไม่ช้าก็เร็ว…” ถังโจวโจวปากแข็ง ลั่วเซ่าเชินจนปัญญาแล้วจริงๆ และเขาก็ไม่อยากได้ยินเธอพูดคำว่า ‘จะจากไป’ อีก เขาจึงใช้ปากของเขาปิดปากของเธอไว้ 

 

 

เขาพยายามแทรกลิ้นเข้าไปในปากของถังโจวโจว แต่เธอกัดฟันแน่น ไม่ยอมให้ลั่วเซ่าเชินได้ผ่านเข้าไป ลั่วเซ่าเชินค่อยๆ ตะล่อมเธอ “โจวโจว เด็กดี คุณเองก็ชอบมัน” 

 

 

ถังโจวโจวไม่พูดและเบี่ยงหน้าไปอีกด้านหนึ่ง เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเธอไม่ให้ความร่วมมือ เขาก็คิดหาวิธี เขาประกบปากลงไปอีกครั้ง ในขณะเดียวกัน มือของเขาก็ล้วงเข้าไปในเสื้อผ้าของเธอ เมื่อเขาแตะถูกจุดเส้นตื้นของถังโจวโจว ทันใดนั้นเธอก็ควบคุมตัวเองไม่อยู่ และเมื่อเธอหัวเราะออกมา ปากของเธอก็ไร้ด่านปราการกั้นอีกต่อไป 

     ลั่วเซ่าเชินฝากลั่วอิงไว้ที่บ้านตระกูลถัง แล้วเขาก็กลับมาที่บ้านคนเดียว บรรยากาศภายในบ้านนั้นช่างเงียบเหงาเหลือเกิน นอกจากการทำอาหารของป้าหลิวแล้ว ภายในบ้านก็ไม่มีเสียงหัวเราะอื่นอีกเลย ไม่มีผู้หญิงคนไหนรอให้เขากลับมา นี่เป็นครั้งแรกที่ลั่วเซ่าเชินคิดถึงถังโจวโจวมากขนาดนี้ 

 

 

           เขาลองโทรหาถังโจวโจวอีกครั้ง แล้วก็เป็นไปตามที่คาดเอาไว้ เธอไม่รับสาย ดูเหมือนว่าเธอจะส่งเขาเข้าไปอยู่ในแบล็กลิสต์แล้ว นี่เธอกะจะไม่ติดต่อกลับมาหาเขาเลยใช่ไหม ดูเหมือนว่าเธอจะลืมไปแล้วว่าเธอยังเป็นภรรยาของเขาอยู่! 

 

 

ลั่วเซ่าเชินกินข้าวเย็นที่บ้านตระกูลถังก่อนจะกลับมาที่บ้าน เมื่อมองดูบ้านที่ว่างเปล่า ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าเขาไม่อยากอยู่ที่นี่เลย เขาโทรออกหาเบอร์ที่คุ้นเคย “ออกมาดื่มกันสักหน่อยไหม ร้านเม่ยเยี่ยนะ” 

 

 

เขาไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามได้ปฏิเสธ ลั่วเซ่าเชินขับรถมาถึงร้านที่นัดหมายไว้ในไม่ช้า เมื่อฟังหยวนมาถึง ลั่วเซ่าเชินก็นั่งอยู่ที่หน้าบาร์แล้ว ข้างตัวของเขามีขวดเหล้าที่พร่องไปถึงครึ่งขวดแล้ว 

 

 

ลั่วเซ่าเชินยังคงเทเหล้าลงไปในแก้วอย่างต่อเนื่อง เมื่อเขาเห็นว่าฟังหยวนมาแล้ว เขาก็พูดอย่างสดใสว่า “มาแล้วเหรออาหยวน” แล้วลั่วเซ่าเชินก็หันไปพูดกับบาร์เทนเดอร์ “ขอแก้วอีกใบ” 

 

 

บาร์เทนเดอร์ส่งแก้วให้เขา จากนั้นลั่วเซ่าเชินก็รินเหล้าส่งให้ฟังหยวน “นั่งลง ดื่มเป็นเพื่อนฉันหน่อย” 

 

 

ฟังหยวนนั่งลงเงียบๆ ความจริงแล้วฟังหยวนไม่อยากออกมา เขาอยากอยู่ที่บ้านกับถังโจวโจวมากกว่า แต่หลังจากที่ลั่วเซ่าเชินเรียกเขาออกมา เขาก็คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ยอมออกมาในที่สุด 

 

 

“อาเชิน นี่นายดื่มคลายเครียดหรือไง” เขาเห็นลั่วเซ่าเชินกรอกเหล้าเข้าปากอย่างกับดื่มน้ำเปล่าจึงเอ่ยถามขึ้น หรือเป็นเพราะถังโจวโจว? 

 

 

“อาหยวน นายยังเป็นพี่เป็นน้องกับฉันอยู่หรือเปล่า ถ้ายังเป็นอยู่ก็รีบดื่มซะ!” เสียงดัง กริ๊ง! ของน้ำแข็งกระทบแก้วดังขึ้นตรงหน้าของฟังหยวน 

 

 

ฟังหยวนไม่ได้พูดอะไรมาก เขายกแก้วขึ้นมาจิบ เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเขาดื่มแล้ว ก็ยกแก้วของตัวเองขึ้นมาดื่มต่อในอึกเดียว 

 

 

แค่ครู่เดียว ลั่วเซ่าเชินก็ดื่มหมดไปอีกสองแก้ว “อาเชิน พอแล้ว เลิกดื่มเถอะ นายเมาแล้ว” ฟังหยวนมองดูท่าทางของเพื่อนแล้ว ดูเหมือนว่าวันนี้เขาคงคิดจะนอนที่ร้านนี่เลย 

 

 

ในขณะที่เขากำลังเกลี้ยกล่อมลั่วเซ่าเชินอยู่นั้น โทรศัพท์ของลั่วเซ่าเชินก็ดังขึ้น ลั่วเซ่าเชินไม่ได้เมาจนไม่มีสติ เขาไม่ได้มองที่หน้าจอและกดรับสายในทันที “ใครครับ” 

 

 

เขาไม่รู้ว่าปลายสายนั้นคือใคร ฟังหยวนได้ยินแต่เสียงของลั่วเซ่าเชินที่ดูแข็งกร้าวขึ้น “ถ้าไม่มีธุระอะไร ผมจะวางสายแล้ว!” 

 

 

เขาวางโทรศัพท์ไว้ข้างๆ จากนั้นเขาก็เริ่มดื่มต่ออีกครั้ง โดยไม่สนใจว่าฟังหยวนจะดื่มเป็นเพื่อนเขาหรือไม่ ฟังหยวนสังเกตเห็นว่ามีผู้หญิงจำนวนหนึ่งจ้องมองมาที่พวกเขา ถ้าลั่วเซ่าเชินกับเขาหันกลับไปเล่นด้วยเพียงนิดเดียว พวกเธอก็คงจะติดกับดักนี้ทันที 

 

 

หากเป็นเมื่อก่อน ฟังหยวนก็คงจะสนใจเล่นด้วยอยู่บ้าง หรือบางทีก็อาจจะเลยไปถึงขั้น One Night Stand แต่ตอนนี้เขากลับไม่สนใจเรื่องเหล่านี้เลย ให้พูดก็คือช่วงนี้ฟังหยวนรู้สึกว่าตัวเองอาจจะตายด้านไปแล้ว 

 

 

“อาหยวน นายรู้ไหม ถังโจวโจวหนีไปแล้ว เธอไม่ต้องการฉันแล้ว แม้กระทั่งลั่วอิง เธอก็ยังทิ้งได้ลงคอ” ลั่วเซ่าเชินพูดลอยๆ ออกมา ซึ่งนั่นทำให้ใจของฟังหยวนเต้นตึกตัก หรือลั่วเซ่าเชินจะรู้แล้วว่าถังโจวโจวมาหลบอยู่ที่บ้านเขา? 

 

 

“อาหยวน นายได้เจอเธอบ้างไหม เธอได้อยู่กับนายหรือเปล่า” 

 

 

ฟังหยวนรีบตอบกลับไปทันที “ไม่แน่นอน ช่วงนี้ฉันไม่ได้เจอเธอเลย แล้วเธอจะมาอยู่กับฉันได้ยังไง” ฟังหยวนรู้สึกหวาดผวา โชคดีที่ภายในร้านเล่นแสงสีทำให้มันกะพริบตลอดเวลา บวกกับในตอนนี้ลั่วเซ่าเชินเองก็ไม่ค่อยจะมีสติ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของฟังหยวน 

 

 

แต่ลั่วเซ่าเชินเองก็เชื่อว่าถังโจวโจวไม่ได้อยู่กับฟังหยวน เขาเพียงแค่ถามไปอย่างนั้นเพื่ออยากปลอบใจตัวเอง “ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน อาหยวน ผู้หญิงคนนี้ใจร้ายจริงๆ โหดร้ายเกินไป!” 

 

 

เมื่อฟังหยวนเห็นเขานั่งบ่นคนเดียวอยู่นาน เขาก็อดถามขึ้นไม่ได้ว่า “อาเชิน นายกับโจวโจผิดใจกันเรื่องอะไรน่ะ” 

 

 

“ไม่มีอะไร เราแค่ทะเลาะกันนิดหน่อย แต่เธอไม่ยอมฟังคำอธิบายของฉัน แล้วเธอก็หนีออกจากบ้านไปเลย เธอไม่ฟังฉันเลยสักนิด…” พูดไปพูดมา อยู่ๆ ลั่วเซ่าเชินก็ฟุบหน้าลงบนโต๊ะบาร์ 

 

 

เมื่อฟังหยวนเห็นว่าเขาหลับไปแล้ว หลังจากที่คิดเงินเสร็จ เขาก็แบกลั่วเซ่าเชินเดินออกไปนอกร้าน หลังจากจับลั่วเซ่าเชินใส่รถแล้ว ฟังหยวนก็หมุนตัวเดินขึ้นไปนั่งฝั่งคนขับ เขาดมกลิ่นบนเสื้อผ้าของตัวเอง นี่อยู่ที่ร้านแค่ครู่เดียวเท่านั้น กลิ่นแอลกอฮอล์ก็ติดเสื้อเสียแล้ว 

 

 

เมื่อเขามองดูเวลา เขาก็พบว่ามันดึกมากแล้ว ฟังหยวนขับรถไปส่งลั่วเซ่าเชินที่บ้าน เขาได้ยินเสียงโทรศัพท์ของลั่วเซ่าเชินดังขึ้นอีกครั้งที่ด้านหลังของรถ ฟังหยวนไม่คิดจะรับสาย แต่ที่ไหนได้ลั่วเซ่าเชินกลับสะลึมสะลือควักโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า แล้วก็ไม่รู้ว่าลืมตากดปุ่มยังไงไหว ถึงได้รับสายได้ 

 

 

“ฮัลโหล… 

 

 

“ผมกำลังจะกลับบ้าน คุณมีธุระอะไร… 

 

 

“ผมไม่ได้ดื่มเยอะ ผมบอกแล้วไงว่าอย่าโทรมาหาผมอีก ไม่เข้าใจเหรอ!” ตุ้บ! โทรศัพท์ของลั่วเซ่าเชินหล่นลงไปใต้เบาะนั่ง จากนั้นเขาก็หลับไปอีกครั้ง 

 

 

ฟังหยวนรีบเร่งความเร็วเพื่อไปส่งลั่วเซ่าเชินที่บ้าน ป้าหลิวยังไม่ได้เข้านอน เมื่อเธอได้ยินเสียงเคาะประตู เธอก็รีบวิ่งไปเปิด แล้วเธอก็พบกับฟังหยวน ซึ่งบนไหล่ของฟังหยวนก็มีแขนของลั่วเซ่าเชินพาดอยู่ 

 

 

“คุณฟังคะ คุณชายเธอไปทำอะไรมา ทำไมถึงได้กลับมาในสภาพแบบนี้ รีบเข้ามาข้างในก่อนค่ะ” ป้าหลิวช่วยฟังหยวนประคองลั่วเซ่าเชินเข้าไปในบ้าน เมื่อเธออยู่ใกล้กับเขา ป้าหลิวก็ได้กลิ่นเหล้าจากบนตัวของลั่วเซ่าเชิน “ตายจริง! นี่คุณชายดื่มไปมากแค่ไหนคะเนี่ย?” 

 

 

พวกเขาพาลั่วเซ่าเชินขึ้นไปที่ห้องนอนชั้นบน จากนั้นพวกเขาก็ปล่อยให้เขานอนอยู่บนเตียง ฟังหยวนยืดตัวขึ้นอย่างเมื่อยล้า น้ำหนักตัวของลั่วเซ่าเชินไม่ใช่เบาๆ แม้ว่าฟังหยวนจะแบกเขาได้ แต่ว่ามันก็กินแรงเขาอยู่มาก 

 

 

“ขอบคุณคุณชายฟังมากๆ เลยนะคะ” 

 

 

“เรื่องเล็กน้อยครับ เดี๋ยวป้าต้มซุปแก้แฮงก์ไว้ให้อาเชินดื่มด้วยนะครับ ผมขอตัวกลับก่อนล่ะ” 

 

 

“ค่ะ คุณชายฟัง เดี๋ยวฉันออกไปส่งค่ะ” เมื่อมองดูรถของฟังหยวนขับไกลออกไป ป้าหลิวที่กำลังจะกลับเข้าไปในบ้าน พลันสายตามองเห็นว่ามีใครคนหนึ่งเดินตรงเข้ามา ป้าหลิวหยุดมองให้ชัดๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่คนคนนั้นจะปรากฏชัดในสายตา 

 

 

“ขอโทษนะคะ นี่ใช่บ้านของลั่วเซ่าเชินหรือเปล่า” หันฮุ่ยซินเห็นผู้หญิงวัยกลางคนยืนอยู่หน้าประตูบ้าน แต่งตัวเหมือนแม่บ้าน เธอจึงเอ่ยปากถามอย่างนุ่มนวล 

 

 

“ค่ะ คุณคือใครคะ” เมื่อป้าหลิวเห็นเธอมาที่นี่ในเวลานี้ ก็สงสัยว่าเธอคิดจะทำอะไร? แต่ป้าหลิวไม่กลัว เธอเป็นแค่ผู้หญิงตัวคนเดียวซึ่งดูไม่มีพิษมีภัย ป้าหลิวจึงไม่กลัวว่าเธอจะเข้ามาหาเรื่อง 

 

 

“ฉันเป็นเพื่อนของอาเชินค่ะ เขาอยู่บ้านไหมคะ” หันฮุ่ยซินโทรหาลั่วเซ่าเชิน และเมื่อเธอรู้ว่าเขาเมา เธอก็รีบมาหาเขาทันที เธอรู้สึกเป็นห่วงเขามาก แต่เธอไม่ได้แสดงอาการออกมาให้ป้าหลิวเห็น 

 

 

“อ๋อ เพื่อนของคุณชายนี่เอง พอดีคุณชายหลับไปแล้วค่ะ พรุ่งนี้คุณค่อยมาใหม่นะคะ!” ป้าหลิวไม่อยากให้เธอเข้ามา ลั่วเซ่าเชินอยู่ตัวคนเดียว เธอไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นเพื่อนของลั่วเซ่าเชินจริงๆ หรือเปล่า 

 

 

หันฮุ่ยซินหน้าตึงเมื่อเห็นว่าป้าหลิวตั้งท่ากีดกันเธอ แต่เธอก็กลับมายิ้มอย่างอ่อนโยนได้ในทันที “ถ้าอย่างนั้นฉันขอเจอโจวโจวหน่อยได้ไหมคะ” 

 

 

“ขอโทษด้วยนะคะ คุณผู้หญิงเธอไม่อยู่บ้าน หากคุณมีธุระกับพวกเขาจริงๆ พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่นะคะ ตอนนี้ดึกมากแล้ว” 

 

 

แม้ป้าหลิวจะคิดว่าหันฮุ่ยซินไม่น่าใช่คนไม่ดี แต่ตอนนี้ถังโจวโจวไม่อยู่บ้าน เธอก็ควรจะช่วยดูแลครอบครัวของถังโจวโจวให้ดี เธอไม่สามารถปล่อยให้ผู้หญิงแปลกหน้าผ่านเข้ามาได้ 

 

 

เมื่อหันฮุ่ยซินเห็นว่าป้าหลิวไม่ยอมให้เธอเข้าไป เธอก็ได้แต่รามือ และเธอก็ไม่กล้าอารมณ์เสียใส่ป้าหลิวด้วย “ขอโทษด้วยนะคะ แล้วพรุ่งนี้ฉันจะมาใหม่” 

 

 

หันฮุ่ยซินไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าถังโจวโจวจะไม่อยู่บ้าน แล้วเธอไปไหนล่ะ? เธอคงไม่ได้หนีไปแล้วจริงๆ หรอกใช่ไหม? หันฮุ่ยซินได้ยินถังโจวโจวยืนกรานหนักแน่นอย่างนั้นก็คิดว่าเธอคงไม่ใส่ใจ นึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะอดรนทนไม่ได้และหนีออกจากบ้านไปนานแล้ว 

 

 

หันฮุ่ยซินรู้สึกเสียดายเล็กน้อย รู้อย่างนี้เธอน่าจะมาหาอาเชินตั้งนานแล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้อาเชินเป็นอย่างไรบ้าง หันฮุ่ยซินนึกถึงตอนที่ลั่วเซ่าเชินรับสายโทรศัพท์เธอในวันนี้ น้ำเสียงของเขาแย่มาก ถังโจวโจวรู้บ้างหรือเปล่าว่าตอนนี้เขาเป็นอย่างไร 

 

 

ในหัวของหันฮุ่ยซินเต็มไปด้วยคำถาม น่าเสียดายที่ตอนนี้ไม่มีใครสามารถให้คำตอบกับเธอได้ เธอจึงต้องแบกความตื่นเต้นที่มีอยู่เอาไว้ก่อน และรอจนถึงวันพรุ่งนี้ 

 

 

ป้าหลิวให้ลั่วเซ่าเชินดื่มซุปแก้แฮงก์ จากนั้นเธอก็ห่มผ้าห่มให้เขา ก่อนจะลงไปพักผ่อนที่ห้องตัวเอง 

 

 

เมื่อฟังหยวนขับรถกลับมาถึงบ้าน เขาก็พบว่าภายในห้องนั้นเงียบกริบ เขาเดาว่าถังโจวโจวน่าจะเข้านอนไปแล้ว เขาจึงค่อยๆ ย่องเข้าไปในห้องน้ำ เมื่อฟังหยวนได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เขาก็ไม่ได้กลิ่นของแอลกอฮอล์ที่ติดอยู่บนตัวของเขาแล้ว 

 

 

ในขณะที่เขาเดินผ่านหน้าห้องของถังโจวโจว จู่ๆ ประตูห้องของเธอก็เปิดออก ฟังหยวนสะดุ้งตกใจ “โจวโจว ยังไม่นอนอีกเหรอ” ฟังหยวนเห็นว่าถังโจวโจวอยู่ในชุดนอน ผมเผ้าของเธอดูยุ่งเหยิงนิดหน่อย เขาเดาว่าเธอเพิ่งจะตื่นขึ้นมา 

 

 

“ไปดื่มเหล้ามาหรือคะ” ถังโจวโจวเดินอ้าปากหาวเข้าไปในครัว ก่อนจะรินน้ำออกมาหนึ่งแก้ว เธอกำลังหลับสบาย แต่จู่ๆ เธอก็ได้ยินเสียงคนเปิดประตู จากนั้นเธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าย่ำเบาๆ เธอเดาว่าฟังหยวนน่าจะกลับมาแล้ว 

 

 

ต่อมาก็มีเสียงน้ำดังแว่วมาจากด้านนอก ถังโจวโจวนอนไม่หลับแล้ว เธอจึงลุกออกมาหาน้ำดื่ม 

 

 

ในขณะที่เธอกำลังดื่มน้ำอยู่นั้น ฟังหยวนก็เดินเข้ามาถามว่า “คุณรู้ได้ยังไงว่าผมไปดื่มเหล้ามา” เขาดมกลิ่นตัวเอง มันก็มีแต่กลิ่นของเจลอาบน้ำนี่ ไม่เห็นมีกลิ่นของแอลกอฮอล์เลย เธอรู้ได้อย่างไรกัน 

 

 

“เดาเอาค่ะ” เมื่อถังโจวโจวดื่มน้ำเสร็จเธอก็พูดออกมา “ฉันไปนอนก่อนนะคะ” 

 

 

เสียงปิดประตูดัง ปัง! ฟังหยวนมองดูเธอที่ทำตัวเหมือนวิญญาณล่องลอยไปมา นี่ดีนะที่เธอไม่ได้สวมชุดนอนสีขาวแล้วก็ปล่อยผมปิดหน้าปิดตา หากเป็นอย่างนั้นไม่ใช่ว่าเหมือนซาดาโกะเลยหรือ ถ้าเธอออกมาจากห้องในสภาพแบบนั้นจริง เขาคงตกใจแย่! 

 

 

เช้าวันรุ่งขึ้น หันฮุ่ยซินได้นำโจ๊กที่เธอทำเองตรงมาที่บ้านของลั่วเซ่าเชิน ลั่วเซ่าเชินยังไม่ตื่น ป้าหลิวกำลังง่วนอยู่ในครัว เมื่อเธอได้ยิ่งเสียงออด เธอก็รีบออกไปดู และเมื่อเธอเปิดประตูออกไป เธอก็พบกับผู้หญิงคนเมื่อวาน เธอมาพร้อมกับกระติกเก็บความร้อนที่อยู่ในมือของเธอ 

 

 

“อาเชินตื่นหรือยังคะ” พวกเธอสองคนห่างกันแค่โถงทางเข้า หันฮุ่ยซินกวาดตามองเข้าไปด้านในอย่างไม่เกรงใจ 

 

 

“คุณชายยังไม่ตื่นค่ะ” เมื่อป้าหลิวเห็นว่าเธอเรียกลั่วเซ่าเชินอย่างสนิทสนม เธอก็ยิ่งพิจารณาสถานการณ์หนักขึ้น เธอเป็นใครกันแน่ คุณผู้หญิงยังไม่เคยเรียกคุณชายแบบนี้เลย ทำไมเธอถึงเรียกได้อย่างสนิมสนมล่ะ? 

 

 

“ถ้าอย่างนั้นป้าให้ฉันเข้าไปก่อนได้ไหมคะ ฉันจะเข้าไปรอข้างใน” ท่าทางของหันฮุ่ยซินดูเจียมเนื้อเจียมตัวเป็นอย่างมาก ครั้งนี้ป้าหลิวไม่มีเหตุผลที่จะขัดขวางเธอแล้ว นอกจากนี้ การให้แขกยืนรออยู่ที่หน้าประตูนานๆ มันก็ดูไม่ดี ป้าหลิวจึงต้องเปิดประตูเหล็ก และปล่อยให้หันฮุ่ยซินเข้ามา 

 

 

“เชิญคุณนั่งรอที่ห้องนั่งเล่นสักครู่นะคะ เมื่อคืนคุณผู้ชายเธอไปดื่มมา คุณอาจจะต้องรออีกสักพักหนึ่ง” ป้าหลิวเข้าไปยกน้ำในครัวออกมาให้อย่างรวดเร็ว 

 

 

หันฮุ่ยซินเอ่ยขอบคุณเบาๆ “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันจะนั่งรอเขาอยู่ตรงนี้” หันฮุ่ยซินมองไปรอบๆ บ้านที่เรียกว่าบ้านของลั่วเซ่าเชินและถังโจวโจว ภายในบ้านนั้นดูอบอุ่นมาก ดูเหมือนว่าจะต้องยกความดีความชอบนี้ให้กับถังโจวโจว 

 

 

อย่างที่หันฮุ่ยซินรู้ดี ลั่วเซ่าเชินไม่เคยโปรดปรานสไตล์การแต่งบ้านแบบนี้เลย 

          คุณพ่อและคุณแม่ถังดีใจเป็นอย่างมากเมื่อได้เจอลั่วอิง “เซ่าเชิน โจวโจวล่ะ” แต่พวกเขาไม่เห็นลูกสาวของพวกเขาเลย และช่วงนี้พวกเขาก็ไม่ได้รับโทรศัพท์จากถังโจวโจวด้วย คุณแม่ถังสัมผัสได้ว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับลั่วเซ่าเชินและถังโจวโจว 

 

 

           ลั่วเซ่าเชินขยิบตาส่งสัญญาณให้ลั่วอิง ลั่วอิงเข้าไปหาคุณแม่ถังทันทีเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของคุณพ่อและคุณแม่ถัง “คุณตาคุณยายขา คุณตาคุณยายรักหนูไหมคะ” 

 

 

           “ถามอะไรอย่างนั้นล่ะลูก ครั้งก่อนที่พ่อหนูมา คุณยายยังถามถึงหนูอยู่เลย ลั่วอิง หนูบอกกับคุณยายมาค่ะ แม่โจวโจวไปไหนคะ” คุณแม่ถังรู้จักลูกสาวของเธอดี โอกาสที่จะได้กลับบ้านแบบนี้ มีหรือที่เธอจะไม่มา 

 

 

           เมื่อคุณแม่ถังเห็นลั่วเซ่าเชินมองไปที่ลั่วอิงด้วยท่าทางตึงเครียด เธอก็รู้ว่าลั่วเซ่าเชินต้องมีอะไรบางอย่างปกปิดเธออยู่แน่ 

 

 

“เซ่าเชิน โจวโจวล่ะ ทำไมเธอถึงไม่มาหาพ่อกับแม่ บอกแม่มาตามตรงนะ” 

 

 

“พ่อครับ แม่ครับ เข้าไปข้างในกันก่อนเถอะครับ” มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ลั่วเซ่าเชินจะบอกพ่อตาแม่ยายของเขา คุณพ่อและคุณแม่ถังเป็นคนที่มีจิตใจเมตตาอ่อนโยน พวกเขาไม่เคยทำให้ใครรู้สึกลำบากใจ ครั้งนี้ถ้าลั่วเซ่าเชินไม่ได้ปิดบังพวกท่าน จนพวกท่านสามารถสังเกตเห็นได้เอง พวกท่านก็คงจะไม่ปฏิบัติกับลั่วเซ่าเชินแบบนี้ 

 

 

คุณพ่อและคุณแม่ถังมองดูสองพ่อลูกที่ยืนอยู่ที่หน้าประตู พวกเขาก็คิดว่าไม่น่าจะยืนคุยกันอยู่ตรงนี้จริงๆ พวกเขาจึงหลีกทางให้ลั่วเซ่าเชินเดินเข้ามา ในขณะที่คุณแม่ถังก็พาลั่วอิงเข้ามา 

 

 

ทันทีที่คุณแม่ถังพาลั่วอิงมานั่ง ลั่วอิงก็รีบแก้ต่างให้ลั่วเซ่าเชิน “คุณตาคุณยายขา คุณพ่อไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังคุณตาคุณยายนะคะ แม่โจวโจวหายไปเมื่อสองสามวันก่อน แล้วเธอก็ยังไม่กลับมา คุณแม่ไม่ต้องการหนูแล้ว… ฮือ…” 

 

 

เมื่อเห็นว่าลั่วอิงร้องไห้ คุณแม่ถังก็ไม่สนใจเรื่องอื่นชั่วคราว เธอรีบปลอบโยนลั่วอิงทันที “คุณยายไม่ได้ว่าคุณพ่อของหนูนะคะ คุณยายแค่ถามเฉยๆ เอง ลั่วอิงไม่ต้องร้องไห้นะ โจวโจวอาจจะออกไปสักสองสามวัน เดี๋ยวเธอก็กลับมาแล้วลูก” 

 

 

เมื่อเทียบกับการที่ถังโจวโจวหนีออกจากบ้านไป คุณพ่อคุณแม่ถังกลับเป็นกังวลว่าถังโจวโจวยังปลอดภัยดีหรือเปล่า อยู่ข้างนอกเธอได้กินอิ่ม นอนหลับสบายไหม 

 

 

“เซ่าเชิน นี่มันเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ โจวโจวจะทำแบบนี้ทำไม” 

 

 

คุณแม่ถังอดคิดไม่ได้ เธอรู้จักลูกสาวของเธอดี ถังโจวโจวเป็นคนอารมณ์ดีมาแต่ไหนแต่ไร เธอใจเย็นมาโดยตลอด ตอนเด็กๆ ถ้าหกล้ม เด็กคนอื่นก็อาจจะร้องไห้ทันที มีแค่เธอคนเดียวเท่านั้นที่ปัดฝุ่นและลุกขึ้นยืนเองได้เลย 

 

 

อีกเหตุการณ์หนึ่ง คุณพ่อถังเคยเห็นเธอถูกเด็กตัวใหญ่รังแกอยู่ เขารีบพุ่งตัวเข้าไปหาเพื่อช่วยเธอ แต่ถังโจวโจวก็ยังคงยิ้มได้ และพูดกับคุณพ่อถังว่า “พ่อขา หนูไม่เป็นอะไร หนูแค่ทะเลาะกันนิดหน่อย คุณพ่ออย่าโกรธเลยนะ!” 

 

 

เมื่อคุณพ่อถังเห็นเสื้อผ้าหน้าผมที่สกปรกของถังโจวโจว เขาก็ไม่เชื่อเรื่องที่เธอแต่งขึ้น เขาพาเธอกลับบ้านและให้คุณแม่ถังเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เธอ จากนั้นก็ตรวจดูว่าเธอมีบาดแผลตรงไหนหรือเปล่า โชคดีที่ไม่มีปัญหาอะไร 

 

 

เมื่อคุณพ่อถังไต่สวนเธอ ถังโจวโจวถึงได้ยอมพูดออกมาว่า เด็กคนนั้นรังแกเธอมานานแล้ว แต่เธอแค่ไม่เคยบอกคุณพ่อและคุณแม่ถังเท่านั้น เพราะเธอคิดว่าเธอสามารถจัดการเองได้ เพียงแต่เธอจะไปรู้ได้อย่างไรล่ะว่าอีกฝ่ายกลับไม่ออมแรงเลย ยิ่งเด็กคนนั้นเห็นว่าถังโจวโจวอ่อนแอก็ยิ่งรังแกเธอแรงขึ้น 

 

 

คุณแม่ถังจะเชื่อได้อย่างไรว่าถังโจวโจวจะทิ้งลั่วเซ่าเชินและลั่วอิงไปโดยไม่มีเหตุผล แล้วเธอก็ไม่ได้ส่งข่าวหาพวกเขาด้วย มันจะต้องมีอะไรผิดปกติอย่างแน่นอน เมื่อคุณแม่ถังมองไปที่ลั่วเซ่าเชิน เธอก็รู้สึกว่าปัญหาอยู่ที่เขา 

 

 

ลั่วเซ่าเชินยิ้มเจื่อนอย่างหมดหนทาง “มันเป็นความผิดของผมเองครับ คุณแม่ ผมทำเรื่องไม่ดีเอาไว้ โจวโจวก็เลยโกรธจนหนีไป แต่คุณแม่ครับ ผมสัญญานะครับ ผมจะไม่ก่อเรื่องแบบนี้อีก ผมกังวลใจจริงๆ ที่โจวโจวหนีไปอย่างนี้ ซ้ำยังหายไปคนเดียวด้วย” 

 

 

“เซ่าเชิน คุณนี่เหลือเกินจริงๆ ปิดพวกเรามาได้ตั้งนาน ไม่รู้ว่าลูกสาวของพ่อจะเป็นยังไงบ้างตอนนี้” คุณพ่อถังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ตอนแรกเขาเห็นว่าลั่วเซ่าเชินดีกับลูกสาวของเขา เขาก็เลยยอมให้โจวโจวแต่งงานด้วย แต่ตอนนี้เขากลับทำให้โจวโจวเสียใจได้ 

 

 

คุณพ่อถังรู้สึกเจ็บปวดที่หัวใจ ลูกสาวของเขากลัวว่าลั่วเซ่าเชินจะหาเธอเจอใช่ไหม เธอถึงไม่กลับบ้าน? โชคดีที่อวี้หนิงรับมือเขาได้อย่างใจเย็น 

 

 

เมื่อคุณแม่ถังเห็นคุณพ่อถังเริ่มดุด่าลั่วเซ่าเชิน เธอก็รีบห้าม “จิ่งฉิน หยุดพูดได้แล้ว สิ่งที่สำคัญตอนนี้คือการหาตัวโจวโจวให้เจอก่อน” 

 

 

แน่นอนว่าคุณแม่ลั่วก็อยากจะบ่นลั่วเซ่าเชินอยู่เหมือนกัน แต่ผู้หญิงกับผู้ชายคิดต่างกัน ลูกสาวของเธอยังคงต้องใช้ชีวิตอยู่กับเขา และเธอไม่สามารถหนีไปได้อย่างนี้ตลอด 

 

 

แต่คุณแม่ถังก็รู้ว่าควรจะสั่งสอนลั่วเซ่าเชินสักหน่อย ให้เขาได้รู้ว่าลูกสาวของตระกูลถังไม่ใช่คนที่เขาจะรังแกได้ง่ายๆ 

 

 

“เซ่าเชิน แม่จะไม่พูดอะไรมาก ถ้าวันหลังเกิดเรื่องแบบนี้อีก คุณก็ควรจะบอกพวกเราก่อน แม้ว่ามันจะเรื่องที่พ่อกับแม่เข้าไปจัดการไม่ได้ แต่พ่อกับแม่ก็หวังว่าพวกลูกทั้งสองคนจะมีชีวิตที่ดี” 

 

 

“ครับ คุณแม่ ครั้งนี้ผมผิดไปแล้วจริงๆ ขอแค่โจวโจวกลับมา ผมก็พอใจแล้วครับ” เมื่อได้ฟังสิ่งที่ลั่วเซ่าเชินพูด คุณพ่อถังก็คลายความกลัดกลุ้มลงไปมาก 

 

 

คุณแม่ถังเห็นลั่วเซ่าเชินก้มศีรษะ “แล้วเซ่าเชินมีวิธีตามหาโจวโจวหรือยัง หรือจะให้แม่โทรศัพท์หาเธอให้?” 

 

 

“ถ้าอย่างนั้นก็ขอรบกวนคุณแม่ด้วยนะครับ!” สีหน้าของลั่วเซ่าเชินไม่ได้หดหู่อีกต่อไป เขามาที่นี่ก็เพื่อขอให้คุณพ่อและคุณแม่ถังช่วยติดต่อถังโจวโจวให้ ช่างเป็นโอกาสที่ดีมากจริงๆ เมื่อคุณแม่ถังเธอออกปากเอง 

 

 

คุณพ่อถังยื่นโทรศัพท์ให้คุณแม่ถัง เมื่อคุณแม่ถังค้นหาชื่อของถังโจวโจวเจอ เธอก็กดโทรออก ในไม่ช้าเธอก็โทรติด สักพักเธอก็ได้ยินน้ำเสียงที่มีความสุขของถังโจวโจว “พ่อขา มีอะไรหรือเปล่าคะ” 

 

 

“โจวโจว นี่แม่เอง ช่วงนี้ลูกสบายดีไหม” เมื่อคุณแม่ถังได้ยินเสียงของถังโจวโจว เธอก็รู้สึกว่าลูกสาวน่าจะสบายดี และเดาว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาก็น่าจะโอเคอยู่ เธอจึงวางใจได้ชั่วคราว 

 

 

ลั่วเซ่าเชินตั้งใจฟังบทสนทนาระหว่างคุณแม่ถังและถังโจวโจว แต่เสียงของถังโจวโจวนั้นเบามาก ฟังแล้วไม่ชัดเจนสักเท่าไร ลั่วเซ่าเชินอยากจะขยับตัวเข้าไปใกล้กับคุณแม่ลั่ว แต่ดูเหมือนว่าคุณพ่อถังจะยังโกรธเคืองลั่วเซ่าเชินอยู่เล็กน้อย จึงใช้สายตาดุจพญาเสือจ้องมาที่เขา ลั่วเซ่าเชินจึงไม่กล้าขยับตัว 

 

 

ลั่วเซ่าเชินมองไปที่ลั่วอิงอีกครั้ง แล้วเขาก็เกิดความคิดบางอย่าง เขาบุ้ยปากให้ลั่วอิงขยับเข้าไปใกล้คุณแม่ถัง ลั่วอิงเข้าใจเจตนาของเขาในทันที เธอมุดเข้าไปในอ้อมแขนของคุณแม่ถังและตะโกนใส่โทรศัพท์ว่า “แม่โจวโจวขา ลั่วอิงคิดถึงคุณแม่ คุณแม่จะกลับมาเมื่อไรคะ” 

 

 

ถังโจวโจวได้ยินเสียงของคุณแม่ถังเป็นเสียงแรก จากนั้นเธอก็ได้ยินเสียงตะโกนของลั่วอิง เธอเข้าใจวัตถุประสงค์ที่คุณแม่ลั่วโทรมาในทันที คุณพ่อถังก็นั่งมองอยู่ข้างๆ เมื่อคุณแม่ถังยื่นโทรศัพท์มาให้เขา คุณพ่อก็เอ่ยเสียงทักทายออกไป “โจวโจว ทำไมไม่กลับมาเยี่ยมพ่อกับแม่ล่ะลูก” 

 

 

“พ่อคะ แม่คะ หนูผิดไปแล้วค่ะ” ถังโจวโจวเดาไว้แล้วว่าลั่วเซ่าเชินจะต้องไปหาคุณพ่อและคุณแม่ถัง เธอคิดว่าเขาจะมาเร็วกว่านี้เสียอีก นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะยืดเวลามาจนถึงตอนนี้ แต่ช่วงนี้ถังโจวโจวก็พยายามบังคับตัวเองไม่ให้คิดถึงลั่วเซ่าเชิน 

 

 

เวลาส่วนใหญ่เธอก็จะทำได้ดี มีแค่บางครั้งเท่านั้นที่เมื่อเธอเหม่อมองไปไกล เธอก็จะหวนคิดไปถึงวันที่เธอได้รู้จักกับลั่วเซ่าเชิน แต่หลังจากนั้นเธอก็จะอารมณ์เสียขึ้นมาทันที 

 

 

คุณแม่ถังคว้าโทรศัพท์กลับมาไว้ที่หูของเธออีกครั้ง “โจวโจว พ่อกับแม่ไม่โทษลูกนะ ไม่ว่าลูกจะทำอะไร พ่อกับแม่ก็จะสนับสนุนลูกเสมอ แต่การที่ลูกหนีหายไปเลยแบบนี้ มันไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา ลูกกลับมาจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยดีกว่านะ เซ่าเชินเองก็อยู่ตรงนี้ กลับมาคุยกันดีๆ ลูกจะว่ายังไง” 

 

 

ถังโจวโจวเงียบไป คุณแม่ถังไม่รู้ว่ามีอะไรผิดปกติ 

 

 

“โจวโจว ได้ยินที่แม่พูดหรือเปล่า” 

 

 

“…ได้ยินค่ะแม่ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะ หนูจะคุยกับเขา แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ขออีกสักสองสามวันนะคะ แม่กับพ่อไม่ต้องเป็นห่วงหนูนะ หนูสบายดี” ถังโจวโจวพยายามพูดน้ำเสียงปกติ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคุณพ่อและคุณแม่ถัง 

 

 

เมื่อคุณแม่ถังเห็นเธอบอกมาแบบนี้ ก็ไม่มีอะไรจะพูดอีก “โจวโจว พ่อกับแม่ก็ไม่ได้ขออะไรมาก ขอแค่ให้ลูกใช้ชีวิตอย่างมีความสุขก็พอ ลูกมีอะไรจะคุยกับเซ่าเชินกับลั่วอิงไหม” 

 

 

เมื่อลั่วอิงได้ยินคุณแม่ถังเอ่ยถึงเธอ ดวงตาคู่นั้นของเธอก็ลุกวาว “แม่โจวโจวขา หนูคิดถึงคุณแม่ค่ะ!” แน่นอนว่าถังโจวโจวเองก็ต้องได้ยินประโยคแสดงความรักของลั่วอิง เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่สะดวกที่จะพูดคุยกับเธอ ซึ่งมันจะทำให้เธอเศร้าใจ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเองก็มองดูโทรศัพท์ที่อยู่ในมือของคุณแม่ถังด้วยความคาดหวัง ราวกับว่ามันคือขุมทรัพย์ล้ำค่า ถ้าไม่ติดว่าคุณแม่ถังเป็นแม่ยายของเขา เขาอาจจะแย่งมันมาแล้ว 

 

 

“ไม่เป็นไรค่ะ แม่ เดี๋ยวหนูค่อยกลับไปคุยทีเดียว” 

 

 

“โอเคๆ ถ้าอย่างนั้นแม่วางแล้วนะ ลูกก็ดูแลตัวเองดีๆ ล่ะ” 

 

 

“รู้แล้วค่ะแม่” คุณแม่ถังมองดูโทรศัพท์ที่วางสายไป เมื่อเธอก้มหน้าลง เธอก็พบว่าลั่วอิงใกล้จะร้องไห้เต็มทีแล้ว 

 

 

ลั่วอิงเอ่ยถามด้วยเสียงแหบแห้งว่า “คุณยายขา ทำไมแม่โจวโจวถึงไม่คุยกับหนูล่ะคะ คุณแม่ไม่ต้องการหนูกับคุณพ่อแล้วเหรอ” 

 

 

ลั่วอิงค้นพบความจริงบางอย่างที่ทำให้เธอนึกกลัว ถังโจวโจวไม่ยอมคุยกับเธอแบบนี้ นี่เป็นการบ่งบอกว่าถังโจวโจวไม่รักเธอแล้วใช่ไหม คุณแม่จะไม่กลับมาแล้วใช่ไหม? 

 

 

แม้ว่าลั่วเซ่าเชินจะเตรียมใจมาบ้างแล้ว แต่เขาก็ยังรู้สึกผิดหวังมากอยู่ดี เขานึกไม่ถึงเลยว่าถังโจวโจวจะใจร้ายมากขนาดนี้ แม้แต่ลั่วอิงเธอก็ไม่สนใจ จะด่าเขาก็ไม่เป็นไร แต่ไม่เห็นจำเป็นต้องดึงลั่วอิงเข้าไปเกี่ยวด้วยเลย 

 

 

“โอ๋ อย่าร้องนะลูก แม่โจวโจวพูดที่ไหนว่าไม่ต้องการหนู เธอบอกว่าอีกสองสามวัน เธอจะกลับมาหาหนูนะคะ” คุณแม่ถังเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของลั่วอิงและรีบปลอบโยนเธอ 

 

 

“คุณยายพูดจริงๆ เหรอคะ” ลั่วอิงลืมความเศร้าเมื่อครู่นี้ไปชั่วขณะ ก่อนจะให้ความสำคัญกับการกลับมาของถังโจวโจว 

 

 

“แน่นอนสิคะ คุณยายจะหลอกหนูได้เหรอ” คุณแม่ถังแสร้งทำหน้าบึ้ง 

 

 

เมื่อลั่วอิงเห็นว่าคุณแม่ถังโกรธ เธอก็รีบพูดจาออดอ้อนในทันที “หนูเชื่อคุณยายอยู่แล้วค่ะ! แม่โจวโจวได้บอกไหมคะว่าจะกลับมาเมื่อไร” 

 

 

ลั่วอิงค่อนข้างกังวลใจ เธอไม่ได้เจอถังโจวโจวมาประมาณสิบวันแล้ว นับตั้งแต่ที่ถังโจวโจวย้ายเข้ามาอยู่ด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่ถังโจวโจวกับเธอไม่เห็นหน้ากันนานขนาดนี้ ซึ่งมันทำให้ลั่วอิงรู้สึกอึดอัดมาก 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินได้ยินว่าถังโจวโจวจะกลับมาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เขาก็อดที่จะพูดไม่ได้ว่า “แม่ครับ โจวโจวได้ระบุวันไหมครับว่าเธอจะกลับมาวันไหน ผมจะไปรับเธอ” 

 

 

“ใช่ค่ะใช่ คุณพ่อไปรับแม่โจวโจวได้ หนูก็จะได้เจอคุณแม่เร็วๆ ด้วยค่ะ” ลั่วอิงพยักหน้าอย่างใจร้อน 

 

 

“เซ่าเชิน โจวโจวไม่ได้บอกจ้ะ แล้วเธอก็ไม่ได้บอกด้วยว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหน คุณอดทนรอไปก่อนเถอะนะ เดี๋ยวเธอก็กลับมาเอง” คุณแม่ถังจำเป็นต้องบอกลั่วเซ่าเชินแบบนี้ ถ้าถังโจวโจวไม่หายไป พวกเขาก็คงจะไม่รู้ว่าสองสามีภรรยาคู่นี้มีปัญหากัน 

 

 

คุณแม่ถังเดาว่าสถานการณ์ในครั้งนี้คงจะรุนแรงมาก เพราะแม้แต่ถังโจวโจวก็ยังขี้คร้านจะคุยกับลั่วเซ่าเชิน แต่ไม่ว่าสถานการณ์จะรุนแรงมากขนาดไหน คุณแม่ถังก็ยังสงสัยว่าลั่วเซ่าเชินไปทำอะไรให้ลูกสาวของเธอเสียใจ จนถึงขั้นโมโหหนักและหนีออกไปจากบ้านไปอย่างนี้? 

    “ในเมื่อไม่มีอะไรแล้ว คุณก็ออกไปเถอะ” ลั่วเซ่าเชินโบกมือเล็กน้อย ลูซี่ก้มหน้าต่ำและก้าวถอยออกไปข้างนอก 

 

 

           ลูซี่ไม่ได้รู้สึกเสียใจ ถึงอย่างไรคำพูดของเมิ่งชิงซีคำเดียวมีพลังเทียบเท่ากับอำนาจเงินของตระกูลเมิ่ง เพียงแต่ครั้งนี้ลูซี่ได้รับคำตักเตือนจากลั่วเซ่าเชินแล้ว ครั้งต่อไปเธอก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจเมิ่งชิงซีอีก 

 

 

“โจวโจว คุณไปอยู่ที่ไหนกันแน่?” ลั่วเซ่าเชินตามหาเธอมานานหลายวัน แต่เขาก็ยังไม่พบเธอเลย เขาสั่งให้หวังหวาตรวจสอบตามสถานที่ต่างๆ ในเมือง ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม บ้านพัก หรือสถานีรถไฟต่างๆ แต่กลับไม่ได้ข่าวของถังโจวโจวเลย ลั่วเซ่าเชินแน่ใจว่าเธอไม่ได้ออกไปนอกเมือง แต่เขาไม่รู้ว่าเธอไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน 

 

 

ช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ ถังโจวโจวเอาแต่ซุกตัวอยู่ในบ้านของฟังหยวน เมื่อฟังหยวนออกไปทำงาน เธอก็นอนหลับอยู่ในห้อง หรือไม่ก็หาหนังสืออ่าน นั่นเป็นวิธีการที่เธอใช้ฆ่าเวลาในแต่ละวัน อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ที่ถังโจวโจวเริ่มเข้าครัว ฟังหยวนก็เริ่มกลับมากินข้าวเที่ยงที่บ้านบ้าง 

 

 

แม้ว่าข้ออ้างของเขาคือเขากลัวถังโจวโจวเหงา ดังนั้นเขาจึงกลับมากินข้าวเป็นเพื่อนเธอ แต่ในความเป็นจริงแล้ว หลังจากที่ฟังหยวนได้กินอาหารที่ถังโจวโจวทำ ทุกครั้งที่ถึงเวลากินข้าวเขามักจะนึกถึงอาหารฝีมือของเธอ อย่างไรเสียเขาก็มีเวลาเหลือเฟือที่จะขับรถกลับมากินข้าวกับเธออยู่แล้ว อีกอย่างเขาจะได้มีเวลากระชับความสัมพันธ์กับถังโจวโจวด้วย 

 

 

ตกเย็น ฟังหยวนก็กลับมาจากบริษัท เมื่อเขาก้าวขาเข้าไปในห้อง เขาก็ได้กลิ่นหอมฉุย เขารู้ในทันทีว่าถังโจวโจวกำลังเข้าครัว เขาคิดว่าถ้าถังโจวโจวพอใจที่จะอยู่อย่างนี้ เขาก็ยินดีที่จะอยู่กับเธอแบบนี้เหมือนกัน 

 

 

เขามองดูถังโจวโจวคนอาหารที่อยู่ในหม้อ ฟังหยวนส่งเสียงทักทายเข้าไปในห้องครัวว่า “โจวโจว วันนี้ทำอะไรทานครับ” 

 

 

           “มีปลานึ่งค่ะ ซุปมะเขือเทศ หมูนึ่งข้าวคั่ว แล้วก็มีผัดบล็อกโคลี่ด้วย คุณอยากทานอะไรอีกไหมคะ” ถังโจวโจวหันไปมองฟังหยวนแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปสนใจอาหารที่อยู่ในหม้อต่อ 

 

 

           “แค่นี้ก็พอแล้วครับ ไม่เอาอะไรเพิ่มแล้ว” 

 

 

           ถังโจวโจวตักอาหารอย่างสุดท้ายลงในจาน “โอเคค่ะ เรียบร้อยแล้ว ทานข้าวได้แล้วค่ะ” 

 

 

“เดี๋ยวผมหยิบชามเอง” ฟังหยวนทำแบบนี้ทุกครั้ง ถังโจวโจวจะรับผิดชอบเรื่องทำอาหาร ส่วนเขาจะรับผิดชอบเรื่องหยิบถ้วยชามและล้างทำความสะอาดหลังจากที่ใช้งานมันเสร็จ จู่ๆ ถังโจวโจวก็รู้สึกเหมือนว่าเธอกำลังฝึกผู้ชายให้เป็นพ่อบ้านอยู่ 

 

 

พวกเขาสองคนนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร ฟังหยวนมองดูถังโจวโจวกินข้าวอย่างเงียบๆ เขาเล่าเรื่องที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้เธอฟังเป็นครั้งคราว โดยเขาหวังว่าจะได้เห็นรอยยิ้มจากเธอ ถังโจวโจวเองก็ไว้หน้าเขาอยู่เหมือนกัน ซึ่งมันก็ถือเป็นคำชมที่ยอดเยี่ยม 

 

 

หลังจากที่ฟังหยวนกินข้าวและล้างจานเสร็จ เขากับถังโจวโจวก็นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น โทรทัศน์ถูกเปิดเอาไว้ แต่พวกเขาทั้งสองคนกลับไม่ได้สนใจรายการที่อยู่บนหน้าจอเลย 

 

 

ครั้งแรกที่ฟังหยวนล้างจาน เขาทำถ้วยชามแตกไปหลายใบ แต่หลังจากที่เขาทำไปได้สักพัก ทักษะของเขาก็ดีขึ้น ตอนนี้อย่าว่าแต่ล้างจานได้สะอาดเลย วี่แววที่จะทำจานชามแตกก็ยังไม่มีให้เห็นเลยสักนิด 

 

 

ฟังหยวนเห็นว่าสายตาของถังโจวโจวจับจ้องไปที่โทรทัศน์ แต่ใจของเธอไม่รู้ลอยไปถึงไหน “โจวโจว คุณไม่คิดจะกลับไปจริงๆ เหรอ” ฟังหยวนเอ่ยถามในฐานะเพื่อน แต่ในฐานะที่เป็นคนที่ชอบเธอ ฟังหยวนไม่อยากให้ถังโจวโจวกลับไปหาลั่วเซ่าเชินเลย 

 

 

เขาไม่อาจพูดความในใจออกมาได้ เพราะเขาไม่รู้ว่าถังโจวโจวคิดอย่างไร และเหตุผลที่ถังโจวโจวเคยบอกมาทั้งหมด เขาก็ไม่ได้เป็นเหตุผลที่ทำให้เธอไม่อยากกลับไป ฟังหยวนเดาเอาเองทั้งนั้น เขาจึงไม่รู้ว่ามันถูกหรือผิดกันแน่ 

 

 

ฟังหยวนเห็นถังโจวโจวขลุกตัวอยู่แต่ในห้องไม่ออกไปไหนเป็นเวลาสองวันแล้ว แม้แต่อาหาร เขาก็เป็นคนซื้อกลับมาใส่ตู้เย็น โทรศัพท์ของเธอก็ไม่ดัง ฟังหยวนไม่เชื่อหรอกว่าลั่วเซ่าเชินจะไม่ออกตามหาเธอ ดูเหมือนว่าเธอไม่อยากจะรับสายเสียมากกว่า 

 

 

“ฟังหยวน นี่คุณไล่ฉันหรือเปล่าคะ” 

 

 

จู่ๆ ถังโจวโจวก็หันไปมองเขา ฟังหยวนสะดุ้งตกใจ ก่อนจะรีบปฏิเสธว่า “ผมไม่ไล่คุณหรอก คุณจะอยู่นานแค่ไหนก็ได้ โจวโจว แต่ผมอยากจะขอแนะนำคุณไว้อย่าง ทำแบบนี้มันไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา” 

 

 

ตอนนี้อาเชินคงไม่รามืออย่างแน่นอน เพียงแต่ไม่ได้คิดถึงเขาเท่านั้น ฟังหยวนเองก็ไม่ได้โทรไปหาลั่วเซ่าเชินเพื่อสังเกตดูว่าตอนนี้เขาเป็นอย่างไร ถังโจวโจวรู้ว่าสิ่งที่ฟังหยวนพูดมานั้นคือความจริง แต่ตอนนี้เธอยังไม่อยากนึกถึงมัน ให้เธอพักอยู่ที่นี่ต่ออีกสักสองวันไม่ได้หรือ? 

 

 

ลั่วอิงอยู่กับคุณแม่ลั่วมาหลายวันแล้ว เธอร้องอยากจะกลับบ้านแล้ว เธอขอให้ให้แม่นมจ้าวโทรหาลั่วเซ่าเชิน “คุณพ่อขา แม่โจวโจวกลับมาหรือยังคะ” 

 

 

“ยังเลยครับ” ลั่วเซ่าเชินได้รับโทรศัพท์จากคฤหาสน์ตระกูลลั่ว เดิมทีเขานึกว่าคุณแม่ลั่วโทรมา แต่เสียงที่เขาได้ยินกลับเป็นเสียงของลั่วอิง 

 

 

เมื่อเห็นว่าลั่วอิงถามถึงถังโจวโจวไม่หยุด ลั่วเซ่าเชินจึงไม่มีทางเลือก นอกจากพูดความจริง 

 

 

ลั่วอิงแผดเสียงร้องไห้ออกมาทันที “คุณพ่อ! แม่โจวโจวไม่อยากอยู่กับหนูแล้วหรือคะถึงได้หายตัวไป แต่หนูอยากอยู่กับแม่โจวโจว!” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินต้องยกโทรศัพท์ออกห่างจากใบหูเล็กน้อย ลั่วอิง แม่โจวโจวของหนูแค่ไม่ต้องการพ่อ เธอจะไม่อยากอยู่กับหนูได้ยังไง? 

 

 

“ลูกพ่อ ไม่ร้องนะ ไม่ร้อง พ่อมีวิธีตามหาแม่โจวโจวแล้วครับ” 

 

 

“วิธีอะไรเหรอคะ” ลั่วอิงลืมร้องไห้ไปชั่วขณะ เมื่อเธอได้ยินว่าเขาสามารถพาถังโจวโจวกลับมาได้ เธอก็หยุดร้องไห้ทันที 

 

 

“เดี๋ยวเราไปหาคุณตาคุณยายกัน แม่โจวโจวไม่รับสายพวกท่านไม่ได้ จริงไหมครับ” ลั่วเซ่าเชินทุบศีรษะตัวเอง ทำไมก่อนหน้านี้เขาถึงคิดไม่ได้นะ โง่จริง! 

 

 

“ถ้าอย่างนั้นคุณพ่อรีบมารับหนูเลยนะคะ พาหนูไปหาคุณตาคุณยายด้วย” ลั่วอิงกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ แม้ว่าเธอจะมีความสุขดีที่ได้อยู่คฤหาสน์ตระกูลลั่ว แต่เธอก็คิดถึงถังโจวโจวกับลั่วเซ่าเชินมาก ท้ายที่สุดแล้วคุณปู่คุณย่าก็เทียบกับคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้จริงๆ 

 

 

           “ครับ พ่อจะไปรับหนูเดี๋ยวนี้” ตอนนี้ลั่วอิงอยู่ในช่วงปิดเทอมฤดูหนาว ดังนั้นเธอจึงไม่ต้องไปเรียนหนังสือ แม้ว่าคุณแม่ลั่วจะรักเธอมาก แต่ก็ไม่อาจอยู่เป็นเพื่อนเธอได้ตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าคุณแม่ลั่วไม่อดทน เธอแค่ต้องการพักผ่อนบ้างก็เท่านั้น 

 

 

           ลั่วอิงวิ่งกลับขึ้นไปชั้นบนอย่างมีความสุข แม่นมจ้าวก็ตามเธอขึ้นไปด้วย “คุณหนูคะ มีอะไรหรือเปล่า คุณชายมีข่าวดีอะไรหรือคะ” 

 

 

           แม่นมจ้าวเห็นลั่วอิงวิ่งเข้าไปในห้อง จากนั้นเธอก็ลากกระเป๋าเดินทางใบเล็กของเธอออกมา “คุณหนูคะ คุณหนูจะทำอะไร” 

 

 

           “คุณพ่อจะพาหนูไปหาแม่โจวโจวค่ะ แม่นมจ้าว” ลั่วอิงหัวเราะอย่างมีความสุขพลางประกาศข่าวดี 

 

 

           เมื่อแม่นมจ้าวได้ยินลั่วอิงพูดเช่นนั้น เธอก็ไม่สามารถยับยั้งความตื่นเต้นเอาไว้ได้ “จริงหรือคะ ดีจังเลย คุณผู้หญิงเธอเป็นคนดี คุณชายควรจะดีกับเธอให้มากๆ เขาทำเธอโมโหจนหนีไปอย่างนี้ได้ยังไงกันนะ” 

 

 

           แม่นมจ้าวอยู่กับลั่วเซ่าเชินมานานนับสิบปี เธอเห็นการเจริญเติบโตของเขา และรู้จักนิสัยใจคอของเขาเป็นอย่างดี ส่วนกับถังโจวโจวที่เธอเพิ่งจะรู้จักได้ไม่นาน แม่นมจ้าวก็รู้ดีว่าถังโจวโจวเป็นคนอารมณ์ดี เธอไม่เคยบันดาลโทสะเลยสักครั้ง 

 

 

           ในความคิดของแม่นมจ้าว เธอคิดว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นความผิดของลั่วเซ่าเชิน และแม่นมจ้าวก็ไม่ได้คิดผิด ลั่วเซ่าเชินจะต้องพูดอะไรผิดหรือทำอะไรผิดไปเป็นแน่ ถึงทำให้ถังโจวโจวโกรธมากจนหนีออกจากบ้านไปอย่างนี้ 

 

 

           ลั่วเซ่าเชินขับรถมาถึงคฤหาสน์ตระกูลลั่วในไม่ช้า เมื่อคุณแม่ลั่วได้ยินเสียงเครื่องยนต์ เธอก็กำลังคิดอยู่ว่าใครกันที่จะมาเวลานี้ และเมื่อเธอเดินออกไปดู เธอก็พบว่าลั่วเซ่าเชินกลับมาแล้ว “อาเชิน ทำไมจู่ๆ ถึงมาได้ล่ะลูก” 

 

 

เมื่อลั่วอิงได้ยินเสียงรถ เธอก็ขอให้แม่นมจ้าวช่วยเธอยกกระเป๋าเดินทางใบเล็กของเธอลงไปที่ชั้นล่าง เมื่อเธอเห็นลั่วเซ่าเชิน เธอก็โถมตัวเข้าไปหาเขา “คุณพ่อมาแล้ว หนูเก็บของเรียบร้อยแล้วค่ะ” 

 

 

“อาเชิน พวกลูกจะไปไหนกัน ลูกจะพาลั่วอิงกลับบ้านแล้วเหรอ ถังโจวโจวไม่อยู่บ้าน ลูกก็งานยุ่ง ใครจะดูแลเธอล่ะ” คุณแม่ลั่วเห็นว่าลั่วอิงเก็บของเสร็จเรียบร้อยแล้วโดยไม่ได้บอกเธอก่อนเลย พ่อลูกคู่นี้ช่างใจจืดใจดำพอกันเลยจริงๆ 

 

 

เมื่อลั่วอิงเห็นว่าคุณแม่ลั่วจ้องมองเธอด้วยแววตาน้อยใจ เธอก็ยิ้มแห้งๆ และพูดอย่างซุกซนว่า “คุณย่าขา หนูก็เพิ่งได้รับโทรศัพท์จากคุณพ่อเมื่อกี้นี้เองค่ะ หนูก็เลยยังไม่ทันได้บอกคุณย่า” ลั่วอิงอาศัยความน่ารักน่าเอ็นดูของตัวเองเข้าช่วย 

 

 

แต่ลั่วเซ่าเชินกลับผ่านด่านนี้ไปได้ไม่ดีนัก “อาเชิน ยืนเงียบอยู่ได้ ทำไมไม่พูดอะไรสักอย่าง ลูกจะพาลั่วอิงไปไหน แล้วยายถังโจวโจวเนี่ย ถ้าเธอไม่กลับมาหาลูก ลูกก็เลิกๆ กับเธอไปซะสิ ตระกูลของเราไม่มีสะใภ้แบบนี้ก็ไม่เห็นเป็นไรสักหน่อย” 

 

 

“นี่แม่กำลังพูดอะไรอยู่ครับ” 

 

 

“คุณย่าคะ หนูยอมรับแค่แม่โจวโจวคนเดียวเท่านั้น ผู้หญิงคนอื่นไม่สามารถเป็นแม่หนูได้ค่ะ!” ลั่วอิงแสดงเจตจำนงของเธอในทันที ตอนนี้เธอมีลั่วเซ่าเชินอยู่ด้วย เธอไม่กลัวสีหน้าที่ดุร้ายของคุณแม่ลั่วหรอก 

 

 

“แม่ครับ แม่เห็นไหมว่าลั่วอิงเองก็คิดแบบนี้ วันหลังแม่อย่าพูดอะไรแบบนี้อีกนะครับ ผู้หญิงเจ้าแผนการอย่างเมิ่งชิงซี ผมรับไม่ได้” ลั่วเซ่าเชินอุ้มลั่วอิงขึ้นมา “แม่นมจ้าว เดี๋ยวช่วยขนกระเป๋าของลั่วอิงไปที่รถผมด้วย” 

 

 

“ค่ะ คุณชาย” แม่นมจ้าวเดินถือกระเป๋าเดินทางออกไป 

 

 

ลั่วอิงยิ้มจนตาปิดและกระซิบกับลั่วเซ่าเชินว่า “คุณพ่อขา พวกเราจะทำให้แม่โจวโจวกลับมาได้จริงๆ เหรอคะ” 

 

 

“ได้แน่นอนครับ หนูเชื่อพ่อไหม” แม้ว่าจิตใจของลั่วเซ่าเชินจะหดหู่อยู่หลายวัน แต่เขาก็ยังคงหยอกล้อกับลั่วอิงได้เสมอ 

 

 

ลั่วอิงต้องการให้กำลังใจลั่วเซ่าเชิน เธอจึงตะโกนขึ้นมาว่า “เชื่อสิคะ! คุณพ่อของหนูเก่งที่สุดในโลกเลย!” 

 

 

เมื่อคุณแม่ลั่วเห็นสองพ่อลูกกระซิบกระซาบกัน ในขณะที่เธอยืนหัวโด่เหมือนคนนอกอยู่ตรงนี้ เธอก็ยิ่งไม่พอใจ “อาเชิน ทำไมลูกถึงว่าชิงซีแบบนี้ เธอไม่ดีตรงไหน แม่เห็นว่าเธอดีกว่าถังโจวโจวเป็นร้อยเท่าพันเท่า” 

 

 

“ในเมื่อแม่คิดว่าเธอดี แม่ก็แต่งงานกับเธอเองแล้วกันนะครับ ผมไม่เคยอยากยุ่งเกี่ยวกับเธอเลย ผมขอพาลั่วอิงกลับก่อนนะครับ แล้วครั้งหน้าจะมาเยี่ยมใหม่” จากนั้นลั่วเซ่าเชินก็อุ้มลั่วอิงเดินออกไป 

 

 

คุณแม่ลั่วยิ่งโมโหมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเธอเห็นลั่วเซ่าเชินเดินจากไป เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ หลานสาวของเธอก็เหมือนกัน ทุกคนเข้าข้างถังโจวโจวกันหมด ทำไมถึงไม่มีใครเชื่อเธอบ้างเลย 

 

 

ลั่วเซ่าเชินขับรถพาลั่วอิงไปที่บ้านตระกูลถัง เขาบอกลั่วอิงตั้งแต่บนรถแล้วว่าเธอควรจะพูดอะไร ไม่ควรจะพูดอะไร ถึงจะได้ความเห็นใจจากคุณพ่อและคุณแม่ถัง 

 

 

ลั่วอิงไม่ได้อยากโกหกคุณพ่อและคุณแม่ถัง เพราะว่าลั่วเซ่าเชินไม่อยากให้เธอบอกว่าถังโจวโจวโกรธลั่วเซ่าเชินจนหนีไป แต่ลั่วเซ่าเชินบอกว่าถ้าเธอไม่เชื่อฟังเขา แม่โจวโจวก็จะไม่กลับมา ลั่วอิงจึงต้องจำยอมอย่างฝืนใจ 

 

 

“คุณพ่อขา วิธีนี้จะได้ผลจริงๆ เหรอคะ ถ้าแม่โจวโจวยังไม่ยอมกลับมาอยู่ดีล่ะ แล้วเราจะทำยังไง” ลั่วอิงกัดเล็บและคิดว่าถ้าถังโจวโจวหนีไปตลอดกาลจริงๆ ชีวิตของเธอต่อจากนี้ก็คงจะน่าสงสารมาก 

 

 

“เรายังไม่ทันได้เริ่มเลย ลูกก็พูดเป็นลางแล้ว พ่อน่าสงสารกว่าหนูอีก ภรรยาพ่อหายไปทั้งคนนะ” 

 

 

ลั่วอิงกลอกตาขึ้นฟ้า “คุณพ่ออย่ามาพูดกับหนูแบบนี้ค่ะ! คุณพ่อทำตัวเอง ถ้าคุณพ่อไม่ทะเลาะกับแม่โจวโจวจนแม่โจวโจวหนีไป เรื่องทั้งหมดมันจะเป็นแบบนี้ได้ยังไงคะ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินรู้สึกว่าลั่วอิงค่อนข้างจะโตเกินวัย ตัวแค่นี้ก็รู้จักพูดจาอย่างนี้แล้ว แต่เอาเถอะ ตอนนี้พวกเขาเป็นพันธมิตรกัน อีกเดี๋ยวเขาจะต้องใช้ทักษะความสามารถของลั่วอิง ลั่วเซ่าเชินจึงได้แต่ก้มหน้ายอมรับข้อกล่าวหาของลูกสาวไป 

   เมื่อเมิ่งชิงซีได้รับข่าวดีจากคุณแม่ลั่ว เธอก็ไม่สามารถซ่อนรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอเอาไว้ได้ ฉินอวิ๋นเห็นว่าเมิ่งชิงซีอารมณ์ดี เธอจึงถามด้วยความประหลาดใจว่า “ชิงซี ไปได้ข่าวดีอะไรมา ทำไมถึงดีใจมากขนาดนี้”

 

 

           เมิ่งชิงซีนั่งลงข้างๆ ฉินอวิ๋น “แม่คะ หนูมีข่าวดีจะบอก ถังโจวโจวทะเลาะกับเซ่าเชิน ตอนนี้เธอหนีออกจากบ้านไปแล้ว ในที่สุดโอกาสของหนูก็มาถึงแล้วค่ะแม่”

 

 

           ฉินอวิ๋นคิดว่าลูกสาวของเธอไร้เดียงสามากเกินไป หากเธอไม่ได้ช่วยชิงซีปกปิดเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งก่อนไว้ได้ทัน ลั่วเซ่าเชินก็คงจะมาเอาเรื่องเธอแล้ว แล้วถ้าเมิ่งไหวเซินรู้ว่าชิงซีเคยก่อเรื่องแบบนั้น เขาเองก็คงไม่ปล่อยลูกสาวไปง่ายๆ เช่นกัน

 

 

ตอนนี้ฉินอวิ๋นเห็นว่าลูกสาวของเธออารมณ์ดีอย่างมาก ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปรามเธอ “ชิงซี ครั้งก่อนลูกบอกแม่ว่าเซ่าเชินสงสัยลูกไม่ใช่เหรอ ลูกไม่ต้องกลับไปยุ่งกับเขาหรอก แม่จะหาผู้ชายที่ดีกว่าให้ลูกเอง ดีไหม”

 

 

แม้ฉินอวิ๋นจะรู้สึกว่าลั่วเซ่าเชินก็เป็นตัวเลือกที่ดี แต่เขาไม่ได้ชอบลูกสาวของเธอ ถ้าชิงซียังจะดื้อดึงแบบนี้ ตัวเองนั่นแหละจะเป็นฝ่ายที่เจ็บตัว นิสัยของชิงซีไม่เหมือนกับเธอ ในตอนนั้นเพราะเธอเป็นคนที่อดทนเก่ง ท้ายที่สุดเธอจึงสามารถเป็นคนที่ได้นั่งบนบัลลังก์คุณผู้หญิงเมิ่งมาจนถึงทุกวันนี้

 

 

“แม่คะ หนูเคยบอกแม่แล้วไง หนูต้องการแค่ลั่วเซ่าเชินคนเดียวเท่านั้น ผู้ชายคนอื่นหนูไม่เอา ทำไมหนูถึงต้องเสียเซ่าเชินให้กับคนอย่างถังโจวโจวด้วย!” เมิ่งชิงซีเดินกระทืบเท้าขึ้นไปข้างบน เธอไม่อยากคุยกับฉินอวิ๋นแล้ว เธอขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและเตรียมตัวออกจากบ้านไปหาลั่วเซ่าเชิน

 

 

ฉินอวิ๋นเห็นว่าเธอพูดไม่เข้าหูลูกสาวแค่คำเดียว เมิ่งชิงซีก็เดินกระฟัดกระเฟียดออกไปแล้ว ลูกสาวเธอไม่ได้ฉุกคิดเลยสักนิดว่าที่เธอพูดก็เพราะหวังดี ลูกคนนี้นี่เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ

 

 

ฉินอวิ๋นนึกเสียใจจนแทบกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ทันใดนั้นเองเสียงโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น ฉินอวิ๋นไม่สนใจแล้วว่าเธอกำลังเสียใจอยู่หรือไม่ ฉินอวิ๋นเพียงมองดูชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ ก็รีบปาดน้ำตาและกดรับสายทันที ก่อนที่เธอจะเดินเข้าไปคุยข้างในห้อง

 

 

“ว่ายังไง ได้เรื่องแล้วเหรอ”

 

 

เสียงจากปลายสายคือเสียงของผู้ชายคนหนึ่งที่ฟังดูอ่อนวัยกว่า ฉินอวิ๋นลดเสียงลง เธอกลัวว่าคนอื่นจะได้ยินเข้า ฝ่ายนั้นต้องการให้ฉินอวิ๋นออกไปพบ เมื่อนัดแนะสถานที่กันเรียบร้อยแล้ว เธอก็วางสายไป

 

 

ฉินอวิ๋นกลับไปที่ห้อง เมื่อเธอได้ยินเสียงเมิ่งชิงซีลงไปที่ชั้นล่าง เธอก็รู้ว่าลูกสาวของเธอออกไปแล้ว ในเมื่อเธอไม่สามารถห้ามเมิ่งชิงซีได้ ก็ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย ฉินอวิ๋นเปลี่ยนเป็นเสื้อโค้ทสีดำและสวมหมวกสีดำ จากนั้นเธอก็ออกไปข้างนอก

 

 

เมื่อฉินอวิ๋นมาถึงร้านกาแฟตามที่นัดหมายไว้ ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งที่สวมเสื้อโค้ทสีกากีนั่งอยู่ในมุมลับตาคน ฉินอวิ๋นเดินตรงเข้าไปหา “คุณฉินหรือเปล่าครับ”

 

 

ชายหนุ่มคนนั้นเงยหน้าขึ้นมาถาม ท่าทางเขาดูธรรมดามาก นี่ถ้าฉินอวิ๋นไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขา เขาก็อาจเป็นแค่คนไม่น่าจดจำที่แสนธรรมดาคนหนึ่ง

 

 

“ของล่ะ?” ฉินอวิ๋นไม่พูดอ้อมค้อม แล้วเธอก็ยิ่งไม่อยากให้ใครจำได้ ถ้าเมิ่งไหวเซินรู้เข้า ตำแหน่งของเธอและลูกสาวจะตกอยู่ในอันตรายได้

 

 

ชายหนุ่มคนนั้นไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาส่งซองเอกสารให้ฉินอวิ๋น ฉินอวิ๋นหยิบกระดาษออกมาดู และเมื่อเธอพบว่ามันเป็นสิ่งที่เธอต้องการ เธอก็ยื่นการ์ดให้เขาใบหนึ่ง “นี่คือเงินส่วนที่เหลือ ทั้งหมดอยู่ในบัตรใบนี้ ไม่มีรหัสผ่าน”

 

 

“หวังว่าจะได้ร่วมงานกันอีกนะครับ” ทันทีที่ชายหนุ่มคนนั้นดื่มน้ำจนหมดแก้วในอึกเดียว เขาก็เดินออกจากร้านไป ฉินอวิ๋นนั่งดื่มกาแฟอยู่ที่เดิม เมื่อเธอดื่มจนหมดแก้ว เธอก็หยิบซองเอกสารและเดินออกไปจากร้านกาแฟอย่างเป็นปกติ

 

 

           เมื่อเธอกลับเข้าไปในรถ ฉินอวิ๋นก็ฉีกซองเอกสารออก ภายในนั้นเขียนบรรยายถึงเรื่องราวของถังโจวโจวตั้งแต่เล็กจนโตไว้อย่างละเอียด หลังจากที่ฉินอวิ๋นได้อ่านดูแล้ว เธอก็มั่นใจในการคาดเดาของเธอมากขึ้น

 

 

ถังโจวโจวไม่ใช่ลูกสาวของตระกูลถังจริงๆ ด้วย เธอเป็นเด็กที่ถูกรับมาเลี้ยงจากสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า เพียงแต่ ณ ตอนนั้นถังโจวโจวยังเด็กมาก เธอจึงจำอะไรไม่ได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น สองสามีภรรยาของตระกูลถังก็ปฏิบัติกับเธอเสมือนลูกแท้ๆ ดังนั้นถังโจวโจวจึงไม่สงสัยอะไรเลย

 

 

อย่างไรก็ตาม ข่าวนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดีสำหรับฉินอวิ๋นเลย แม้ว่าในข้อมูลจะไม่ได้ระบุเอาไว้ แต่วันที่ถังโจวโจวเข้าสู่สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า ก็เป็นช่วงที่เสิ่นหลานอีเพิ่งจะเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำเพียงไม่กี่วัน ซึ่งนั่นทำให้ฉินอวิ๋นอดคิดไม่ได้ว่าถังโจวโจวมีอะไรเกี่ยวข้องกับเสิ่นหลานอีหรือเปล่า เพราะว่าหน้าตาของพวกเธอสองคนละม้ายคล้ายคลึงกันมาก

 

 

เมื่อเธอพลิกไปจนถึงหน้าสุดท้าย ฉินอวิ๋นก็ได้พบข้อมูลบางอย่าง ในที่สุดเธอก็แน่ใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างถังโจวโจวและเสิ่นหลานอีแล้ว ฉินอวิ๋นแอบตัดสินใจอย่างเงียบๆ เธอจะปล่อยถังโจวโจวเอาไว้ไม่ได้แล้ว เพื่อลูกสาวของเธอ แล้วก็เพื่อตัวเธอเองด้วย

 

 

ฉินอวิ๋นไม่ได้ขับรถกลับบ้าน เมิ่งชิงซีออกไปข้างนอก เมิ่งไหวเซินก็ไม่อยู่บ้าน เธอกลับไปตอนนี้ก็ไม่มีอะไรให้ทำ ดังนั้นเมื่อตอนที่ออกมา ฉินอวิ๋นจึงได้นัดเพื่อนออกมาเสริมสวย และตอนนี้มันก็ถึงเวลานัดหมายแล้ว

 

 

เมิ่งชิงซีมาถึงลั่วกรุ๊ปด้วยความกระตือรือร้น เธอรีบตรงขึ้นไปที่สำนักงานของลั่วเซ่าเชิน พนักงานต้อนรับด้านล่างจำเมิ่งชิงซีได้ เธอหมายที่จะแจ้งให้ชั้นบนทราบก่อน จากนั้นเธอถึงจะปล่อยให้เมิ่งชิงซีเข้าไป

 

 

แต่เหตุการณ์กลับพลิกผัน เมิ่งชิงซีไม่เปิดโอกาสให้ใครได้รั้งตัวเลย เธอตรงเข้าไปขึ้นลิฟต์ จากนั้นลูซี่ก็ได้รับสายโทรศัพท์จากพนักงานต้อนรับด้านล่างว่าอีกไม่กี่นาทีเมิ่งชิงซีก็จะขึ้นไปถึงหน้าห้องสำนักงานเลขาฯ แล้ว

 

 

ลูซี่ออกมาต้อนรับเธอด้วยรอยยิ้ม “คุณเมิ่งคะ ลมอะไรหอบมาคะวันนี้?”

 

 

คำพูดของลูซี่ไม่ได้ทำให้เมิ่งชิงซีหงุดหงิดอะไรเพราะเธอกำลังรู้สึกสบายอกสบายใจอย่างมาก แล้วเมิ่งชิงซีก็ไม่สนเรื่องหยุมหยิมเกี่ยวกับความไม่ลงรอยระหว่างเธอกับลูซี่ในตอนนี้เลย “คุณลูซี่ ฉันมาพบเซ่าเชินค่ะ”

 

 

ลูซี่มองดูท่าทางที่ทั้งเย่อหยิ่งและก้าวร้าวของเมิ่งชิงซีด้วยความเบื่อหน่าย ผู้หญิงคนนี้ยังสติดีอยู่หรือเปล่า วันๆ ไม่ทำการทำงาน เอาแต่วิ่งแจ้นมาที่บริษัทได้ไม่รู้จักเบื่อ ท่านผอ. เองก็ไม่อยากพบเธอ แต่เธอกลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ซะอย่างนั้น แต่ด้วยหน้าที่การงาน ลูซี่ไม่สามารถแสดงความไม่พอใจออกมาได้

 

 

“ขอโทษด้วยนะคะ คุณเมิ่ง ท่านผอ. ติดประชุมอยู่ค่ะ” ลูซี่แค่ต้องการจะกำจัดเมิ่งชิงซีให้หายไปจากตรงนี้เร็วที่สุด เมื่อเมิ่งชิงซีเห็นว่าลูซี่ยกเอาเรื่องการประชุมขึ้นมาขัดขวางเธอ เธอก็โมโหขึ้นมาทันที

 

 

“ลูซี่ นี่คุณกำลังโกหกตาใสอยู่นะคะ ฉันไม่เคยเห็นบริษัทไหนจัดการประชุมตอนนี้เลย”

 

 

เมิ่งชิงซีมองดูเวลาที่ปรากฏอยู่บนหน้าปัด แม้ตอนนี้จะยังไม่ถึงเวลาอาหารเที่ยง แต่เมิ่งชิงซีก็ไม่เชื่อว่าตอนนี้ลั่วเซ่าเชินกำลังประชุมอยู่ เธอรู้สึกว่าลูซี่ไม่รู้จักพิจารณาว่าอะไรสำคัญหรือไม่สำคัญ

 

 

ตอนนี้ถังโจวโจวก็หนีลั่วเซ่าเชินไปแล้ว เธออาจจะได้เป็นคุณผู้หญิงลั่วในเร็ววันนี้ก็เป็นได้ ถ้ามันเป็นอย่างที่เธอคิด เธอตัดสินใจแล้วว่าสิ่งแรกที่เธอจะทำหลังจากแต่งงานกับลั่วเซ่าเชินแล้ว คือเธอจะไล่ลูซี่ออก

 

 

หากลูซี่รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ ก็คงจะคิดว่ามันเป็นเรื่องตลกเรื่องหนึ่ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เมิ่งชิงซีจะได้เป็นคุณผู้หญิงแห่งตระกูลลั่วเลย ต่อให้เธอได้เข้าไปอาศัยอยู่ในตระกูลลั่วจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าท่านผอ. จะยอมให้เธอทำอะไรที่เกี่ยวกับบริษัทได้ตามใจชอบ ลูซี่ไม่กลัวเธอเลยสักนิด

 

 

ลูซี่อุตส่าห์หวังดี ช่วงนี้ท่านผอ. อารมณ์ไม่ดี ถ้าเมิ่งชิงซีจะเข้าไปตอนนี้ก็เป็นการรนหาที่ตายชัดๆ ในเมื่อเธอไม่เชื่อ ลูซี่ก็จนปัญญา “ฉันผิดเองค่ะ คุณเมิ่ง ถ้าคุณยืนยันว่าจะเข้าไป ก็เชิญเลยค่ะ!”

 

 

ลูซี่ผายมือออกไปด้านหน้า แสดงท่าทีเชื้อเชิญ เมิ่งชิงซีเชิดหน้าขึ้นด้วยความหยิ่งผยอง “ลูซี่ ไม่น่าเชื่อว่าคุณเองก็พอจะมีสมองอยู่บ้างนะคะ” ลูซี่แอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ ยายผู้หญิงซื่อบื้อ เธอคิดว่าตัวเองเป็นใคร? ลูซี่ส่ายหน้า ก่อนจะกลับไปประจำตำแหน่ง

 

 

เมิ่งชิงซียังรู้จักที่จะเคาะประตู หลังจากที่เสียงเคาะดังขึ้นสามครั้ง กระแสเสียงเย็นยะเยือกของลั่วเซ่าเชินก็ดังออกมาจากในห้อง “เชิญ”

 

 

จู่ๆ เมิ่งชิงซีก็รู้สึกเย็นวาบ เธอเดาว่าวันนี้อากาศน่าจะเย็นเกินไป ดังนั้นเธอจึงมีความรู้สึกแบบนี้ เมิ่งชิงซีทำความเข้าใจกับตัวเองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะผลักประตูเข้าไป

 

 

เมื่อเมิ่งชิงซีเห็นว่าลั่วเซ่าเชินกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ เธอก็นึกด่าลูซี่อยู่ในใจ ‘ผู้หญิงคนนั้นโกหกตาใสจริงๆ ด้วย เซ่าเชินนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศแท้ๆ ดันมาหลอกฉันว่าเซ่าเชินติดประชุมอยู่ ฉันไม่ปล่อยเธอไปง่ายๆ แน่’

 

 

ลั่วเซ่าเชินนึกว่าลูซี่เอาเอกสารเข้ามาส่ง แต่หลังจากที่รออยู่นาน เขาก็ไม่ได้ยินเสียงของลูซี่สักที เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมอง เขาก็เห็นเมิ่งชิงซียืนอยู่ เขาขมวดคิ้วมุ่นทันที “คุณเข้ามาได้ยังไง”

 

 

เขาเคยสั่งไว้ไม่ใช่หรือว่าห้ามให้ผู้หญิงคนนี้เข้ามาเด็ดขาด ดูเหมือนว่าลูกน้องของเขาจะทำให้เขาต้องขุ่นเคืองแล้ว แม้แต่คำพูดของเขาก็ยังไม่เชื่อฟังกันเลย ลั่วเซ่าเชินกังวลเพียงว่าจนวันนี้เขาก็ยังตามหาถังโจวโจวไม่เจอ การที่ได้พบเมิ่งชิงซีในเวลาแบบนี้ มันยิ่งทำให้เขารำคาญใจมากขึ้น

 

 

เมิ่งชิงซียังหน้าหนาค่อยๆ เดินเข้าไปนั่งใกล้ๆ กับลั่วเซ่าเชิน “เซ่าเชิน ฉันคิดถึงคุณค่ะ! ฉันก็เลยแวะมาหา ฉันขอทานข้าวกลางวันกับคุณได้ไหมคะ”

 

 

เมิ่งชิงซีรู้สึกว่าเสียงของเธอนุ่มนวลมาก แต่เมื่อมันเข้าไปอยู่ในหูของลั่วเซ่าเชิน เขากลับรู้สึกว่ามันถูกปรุงแต่งมากเกินไป ไม่น่าฟังเอาเสียเลย

 

 

เมื่อก่อนอย่างน้อยเมิ่งชิงซีก็ยังรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง เวลาที่ลั่วเซ่าเชินทำไม่ดีกับเธอแค่นิดๆ หน่อยๆ เธอก็จะร้องไห้หรือไม่ก็หนีหายไปเลย ตอนนั้นลั่วเซ่าเชินอารมณ์ดีมาก แต่ตอนนี้ประสิทธิภาพในการเอาชนะของเมิ่งชิงซีได้สูงขึ้นกว่าเดิม แม้ว่าเขาจะหยาบคายกับเธอเท่าไร แต่เธอก็ไม่สะทกสะท้านเลย ดูเหมือนว่าเธอจะก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้ว!

 

 

“เมิ่งชิงซี เป็นเพราะผมเห็นแก่หน้าของทั้งสองตระกูล ดังนั้น ผมจึงอดทนกับคุณอย่างมาก คุณอย่าได้ตั้งตัวเองเป็นบ่อนทำลายความสัมพันธ์อันดีของทั้งสองตระกูลเลย ส่วนเรื่องของถังโจวโจว ผมก็ยังไม่ได้ไปตามคิดบัญชีกับคุณ แต่คุณกลับมาหาผมถึงที่”

 

 

เมิ่งชิงซีใบ้กินไปชั่วขณะ เธอนึกว่าเรื่องของถังโจวโจวผ่านไปแล้ว แต่นึกไม่ถึงเลยว่าลั่วเซ่าเชินจะยังคงคาดโทษเธออยู่เช่นเดิม แต่เมิ่งชิงซีตัดสินใจแล้ว เป็นตายร้ายดีอย่างไรเธอก็จะไม่ยอมรับ “เซ่าเชิน คุณกำลังพูดถึงอะไรคะ ฉันไม่เข้าใจ เกิดอะไรขึ้นกับโจวโจวเหรอ”

 

 

“เมิ่งชิงซี คุณอย่ามาตีหน้าซื่อ คุณทำอะไรลงไปก็รู้ดีอยู่แก่ใจ” ลั่วเซ่าเชินไม่เคยไว้หน้าเมิ่งชิงซีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ยิ่งช่วงนี้มีเรื่องของถังโจวโจวด้วย เขาก็ยิ่งหมดความอดทนกับเมิ่งชิงซีถึงขีดสุด

 

 

“เซ่าเชิน ฉันไม่เข้าใจจริงๆ ว่าคุณกำลังพูดถึงเรื่องอะไร ฉันตั้งใจมาหาคุณนะคะ ทำไมคุณถึงพูดกับฉันแบบนี้” เมิ่งชิงซีน้ำตาร่วงเผาะ ท่าทีอ่อนหวานของเธอไม่สามารถทำให้หัวใจที่เย็นชาของลั่วเซ่าเชินหวั่นไหวได้เลย

 

 

“คุณเมิ่งครับ เชิญกลับ! ถ้าคุณยังไม่กลับ ผมจะให้คนมาลากตัวคุณออกไป คุณคงยังไม่ลืมรสชาตินั้นหรอกใช่ไหม?”

 

 

สีหน้าของลั่วเซ่าเชินยิ่งเย็นชามากขึ้นเรื่อยๆ เมิ่งชิงซีตัวแข็งทื่อ แต่เธอก็ยังคงแข็งใจพูดว่า “เซ่าเชินคะ ฉันรู้ว่าคุณอารมณ์ไม่ดีเพราะโจวโจวหนีออกจากบ้าน ฉันเข้าใจดีค่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ แล้วครั้งหน้าฉันจะมาหาใหม่”

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเมิ่งชิงซีออกไปแล้ว เขาก็ต่อสายโทรศัพท์ภายในเรียกให้ลูซี่เข้ามาในห้องทำงานทันที ลูซี่รู้ดีว่าท่านผอ. เรียกหาเธอทำไม เธอหยิบแฟ้มเอกสารจำนวนหนึ่งและเดินเข้าไปในห้องของท่านผอ.

 

 

“ผอ. คะ นี่เอกสารที่ท่านผอ. ต้องเซ็นค่ะ” เมื่อลูซี่วางแฟ้มเอกสารลง เธอก็ยืนรอรับฟังคำตักเตือนอยู่ที่หน้าโต๊ะทำงานของลั่วเซ่าเชิน

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นเธอยืนสงบนิ่ง ราวกับว่าไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิด “ลูซี่ คุณรู้ตัวใช่ไหมว่าคุณทำอะไรผิด”

 

 

“ทราบค่ะ ท่านผอ. ครั้งหน้าฉันจะไม่ปล่อยให้คุณเมิ่งเข้ามาอีก” ลูซี่เข้าใจดีว่าทำไมท่านผอ. ถึงโกรธ เขาเคยสั่งเอาไว้ว่าห้ามให้เมิ่งชิงซีเข้าไปในห้องทำงานของเขาเด็ดขาด แต่เธอกลับทำตามคำสั่งไม่ได้

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเธอยอมรับความจริงอย่างง่ายดาย เขาก็ไม่มีอะไรจะพูดอีก “ผมจะไม่ตำหนิคุณ แต่ผมจะหักโบนัสของคุณ คุณไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม”

 

 

“ไม่มีค่ะ”

     ถังโจวโจวมองดูจานอาหารที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ ถ้าสำหรับสองคนก็อาจจะดูเยอะเกินไปสักหน่อย ฟังหยวนกะจะขุนเธอให้เป็นหมูหรือไงกัน

 

 

“เปล่าหรอก ผมสั่งมาจากโรงแรมน่ะ” แม้ว่าฟังหยวนอยากจะโชว์ฝีมือให้ถังโจวโจวเห็น แต่ก็น่าเสียดายที่เขาไม่มีทักษะในด้านนี้เลย แต่เขารู้ว่าถังโจวโจวทำอาหารอร่อย เขาไม่รู้ว่าวันข้างหน้าเขาจะมีโอกาสได้กินอาหารฝีมือของเธอบ้างหรือเปล่า

 

 

ถังโจวโจวไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไร คนเราสามารถคาดหวังได้หรือว่าผู้ชายคนหนึ่งจะลงมือเข้าครัว? ใช่ มันก็อาจจะมี แต่คนอย่างคุณชายที่อยู่ตรงหน้าเธอตอนนี้ เธอเดาว่าน่าจะหมดหวัง

 

 

           ฟังหยวนไม่รู้ว่าถังโจวโจวดูถูกเขาในใจ แต่ให้พูดตามตรง ถังโจวโจวเองก็อยากให้ฟังหยวนได้ลองกินอาหารที่เธอทำดูบ้าง เขาน่าจะไม่เคยได้กินของอร่อยๆ สักเท่าไร แต่เมื่อพูดถึงเรื่องการทำอาหาร ฟังหยวนก็ได้แต่ยอมศิโรราบให้กับถังโจวโจว

 

 

           “เอาละ อย่ามัวแต่ยืนอยู่เลย รีบทานข้าวกันเถอะครับ ผมไม่รู้ว่าอาหารที่สั่งมาจะถูกปากคุณหรือเปล่านะ” ฟังหยวนไม่แน่ใจว่าถังโจวโจวชอบกินอะไร แม้ว่าเขาจะเคยกินข้าวกับถังโจวโจวอยู่ครั้งสองครั้ง แต่ก็ไม่เคยกินอาหารจีนอย่างเป็นทางการเลย ดังนั้นฟังหยวนจึงรู้สึกกังวลอยู่นิดหน่อย

 

 

           ถังโจวโจวนั่งลงที่โต๊ะและคีบเนื้อวัวผัดต้นกระเทียมมากิน เธอพยักหน้า “ใช้ได้ค่ะ”

 

 

ฟังหยวนได้รับการประเมินแค่ ‘ใช้ได้’ ดูเหมือนว่ามันจะไม่ค่อยถูกปากถังโจวโจว “ครั้งหน้าผมจะเปลี่ยนร้านก็แล้วกัน”

 

 

ฟังหยวนคิดง่ายๆ ถ้าร้านนี้ไม่โอเค ครั้งหน้าก็เปลี่ยนร้าน มันต้องมีสักร้านหนึ่งแหละที่ถูกปากเธอ แม้ว่าถังโจวโจวจะไม่ได้พูดอย่างชัดเจน แต่ฟังหยวนก็ดูออกว่าเธอหดหู่มาก ดูเหมือนว่าเธอจะทะเลาะกับลั่วเซ่าเชินมาใหญ่โต ฟังหยวนรีบโบ้ยความผิดไปให้ลั่วเซ่าเชินทันที

 

 

ไม่โทษเขาแล้วจะโทษใคร คนอย่างถังโจวโจวจะทะเลาะกับลั่วเซ่าเชินโดยไม่มีสาเหตุได้อย่างไร อาเชินต้องทำอะไรให้เธอเสียใจมากแน่ๆ ทันใดนั้นฟังหยวนก็นึกอะไรขึ้นมาได้ คงไม่ใช่เพราะวันนั้นหรอกนะ?

 

 

ถังโจวโจวเห็นว่าเมื่อเธอมาอาศัยอยู่ที่บ้านของคนอื่น เธอก็ไม่ควรที่จะรบกวนให้ฟังหยวนสั่งอาหารมาให้เธอทุกวัน มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำเลยจริงๆ เธอจึงคิดว่า “ทำไมไม่ให้ฉันทำให้ทานล่ะคะ ถ้าคุณไม่รังเกียจน่ะนะ?”

 

 

ฟังหยวนรีบรับคำทันที “ผมจะรังเกียจได้ยังไง ผมดีใจมากต่างหาก!” ฟังหยวนไม่สามารถปิดบังรอยยิ้มของตัวเองไว้ได้เลย เขารอประโยคนี้มานาน ดูเหมือนว่าช่วงนี้โชคจะเข้าข้างเขาบ้างแล้ว

 

 

ถังโจวโจวคิดไม่ถึงเลยว่าฟังหยวนจะดีใจมากขนาดนี้ นี่อาหารของเธออร่อยกว่าร้านอาหารในโรงแรมหรูหรืออย่างไร ถังโจวโจวคิดเพียงครู่แล้วก็เผลอหลุดถามคำถามนี้ออกมาโดยไม่รู้ตัว

 

 

ฟังหยวนแสดงสีหน้าที่สื่อว่า ‘แน่นอนอยู่แล้ว’ ออกมาอย่างชัดเจน “โจวโจว ผมรู้อยู่แล้วว่าคุณทำอาหารอร่อย แต่ผมไม่เคยมีโอกาสได้ลองทานเลย คราวนี้คุณเป็นคนมาเสิร์ฟอาหารให้ผมถึงหน้าประตูเองนะ”

 

 

ถังโจวโจวนึกไม่ถึงเลยวันหนึ่งเธอจะได้ใช้ประโยชน์จากตรงนี้ เธอแค่ชอบการทำอาหาร ฝีมือของเธอนั้นธรรมดามาก แต่ถ้าเธอสามารถทำมาหากินได้ ถังโจวโจวเองก็ยินดีที่จะศึกษาหาความรู้ทางด้านนี้เพิ่มเติม “ถ้าคุณชอบก็ยิ่งดีเลยค่ะ”

 

 

วันนี้ถังโจวโจวก็ไม่ได้ไปที่บริษัท เธอกำลังคิดว่าเธอจะยังไปทำงานได้อยู่ไหม ลั่วเซ่าเชินคงไม่ดักรอเจอเธอที่บริษัทหรอกนะ? เธอควรจะทำอย่างไรดี

 

 

เธอไม่สามารถอุดอู้อยู่แต่ในห้องเล็กๆ แบบนี้ได้ทั้งวัน ถังโจวโจวรู้สึกปวดหัวเมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เธอมองดูท่าทางที่มีความสุขของฟังหยวน ในฐานะคนที่รักอาหาร เมื่อได้เห็นคนชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ ถังโจวโจวก็รู้สึกอิ่มเอมใจเป็นอย่างมาก

 

 

หลังจากกินข้าวเสร็จ ถังโจวโจวก็กลับไปเก็บกวาดห้อง เธอหยิบเสื้อผ้าของเธอออกมา แต่เนื่องจากความเร่งรีบ ถังโจวโจวจึงไม่ได้หยิบอุปกรณ์อาบน้ำออกมาด้วย ฟังหยวนจึงพาเธอออกไปซื้อของที่เธอจำเป็นต้องใช้ที่ร้านสะดวกซื้อใกล้ๆ กับบริเวณนั้น

 

 

ด้วยเหตุนี้ ถังโจวโจวจึงอาศัยอยู่กับฟังหยวน ส่วนลั่วเซ่าเชินตามหาถังโจวโจวอย่างไรก็ไม่เจอ เมื่อลั่วอิงกลับมาแต่ไม่พบถังโจวโจว เธอจึงจับลั่วเซ่าเชินมาถามถึงแม่โจวโจว ลั่วเซ่าเชินก็ได้ปลอบเธอว่า “ช่วงนี้แม่โจวโจวไม่อยู่ครับ แม่โจวโจวติดธุระ เดี๋ยวคุณแม่ก็กลับมานะ”

 

 

“คุณพ่อขา ถ้าอย่างนั้นคุณพ่อก็ไปรับแม่โจวโจวกลับมาสิคะ คุณแม่ไปทำธุระที่ไหนหรือคะ” ลั่วอิงไม่เข้าใจโลกของพวกผู้ใหญ่เลย ลั่วเซ่าเชินเองก็ไม่สามารถพูดได้ว่าที่ถังโจวโจวหนีออกจากบ้านไปเป็นเพราะเขา

 

 

“แม่โจวโจวอยากอยู่คนเดียวสักพักครับ หนูกับพ่ออย่าเพิ่งไปกวนคุณแม่เลยนะ เดี๋ยวคุณแม่จะอารมณ์เสียเอาได้” เมื่อลั่วอิงได้ยินเช่นนั้น เธอก็พูดอย่างผิดหวังว่า “ก็ได้ค่ะ แต่ว่าคุณพ่อช่วยพาแม่โจวโจวกลับมาเร็วๆ นะคะ”

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่อาจรับปากเธอได้ ตอนนี้เขายังหาเธอไม่เจอเลย แล้วเขาจะพาถังโจวโจวกลับมาเร็วๆ ได้อย่างไร ลั่วเซ่าเชินนึกไม่ถึงว่าถังโจวโจวจะหนีไปโดยไม่บอกใคร นี่เป็นเพราะเธอโกรธเขาใช่หรือเปล่า มีอะไรทำไมไม่คุยกันดีๆ ล่ะ ทำไมเธอถึงต้องหนีออกจากบ้านอย่างนี้ด้วย!

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินสามารถปลอบลั่วอิงได้แล้ว เขาก็ผ่อนคลายลง อีกสักพักก็จะถึงปีใหม่[1]แล้ว เขาไม่รู้ว่าปีนี้มันจะผ่านไปอย่างราบรื่นหรือไม่?

 

 

หลายวันต่อมา ลั่วเซ่าเชินก็ยังตามหาถังโจวโจวไม่เจอ ในขณะที่ทางบริษัทของถังโจวโจว ผู้จัดการของเธอบอกว่า เธอได้ขอลาหยุดไปหลายวันและยังไม่ได้กำหนดวันที่จะกลับมา ทันใดนั้น ลั่วเซ่าเชินก็รู้สึกว่าผู้จัดการคนนี้ปล่อยปละละเลยถังโจวโจวมากเกินไป

 

 

ถังโจวโจวอาศัยบารมีของเขา เธอจึงคิดจะหายไปนานเท่าไรก็ได้ ตอนนี้เขาก็เลยยังหาเธอไม่เจอ ลั่วเซ่าเชินเริ่มมีความคิดย้อนแย้ง เมื่อตอนที่พวกเขายังรักกันดีอยู่ เขาไม่อยากให้ถังโจวโจวไปทำงานเลยสักวัน เพราะอยากให้เธออยู่ใกล้ๆ เขาตลอดเวลา แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าเธอไม่มาทำงานแบบนี้ช่างไม่ดีเสียเลย

 

 

เมื่อผู้จัดการเห็นว่าลั่วเซ่าเชินกำลังโกรธ เขาก็พูดด้วยเสียงสั่นเทาว่า “นั่นเป็นความต้องการของท่านผอ. ไม่ใช่หรือครับ? ท่านบอกว่าอย่าทำให้ถังโจวโจวเหนื่อย ผมก็ทำตามคำสั่งของท่านทุกอย่างเลยนะครับ!”

 

 

ลั่วเซ่าเชินสะดุดกึก จากนั้นเขาก็วางสายไปด้วยความโมโห หวังหวาเห็นว่าในช่วงสองสามวันมานี้ ท่านผอ. อารมณ์ไม่ดี นอกจากนี้ท่านยังให้เขาคอยจับตาดูการเคลื่อนไหวของเซียวโม่ด้วย เขาไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับคุณผู้หญิงหรือเปล่า?

 

 

หวังหวาและลูซี่จับสังเกตได้อย่างหนึ่ง ทุกครั้งที่ท่านผอ. ไม่สบอารมณ์มักจะเกี่ยวข้องกับคุณผู้หญิง และทุกครั้งคนที่ต้องรับกรรมก็คือพวกลูกน้องอย่างพวกเขา คนภายในบริษัทรู้สึกว่าถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป พวกเขาก็ไม่อยากจะมีชีวิตอยู่แล้ว มันแย่เอามากๆ ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การกดดันทุกวัน!

 

 

สาเหตุที่ทำให้ลั่วเซ่าเชินหาถังโจวโจวไม่เจอ นั่นก็เป็นเพราะฟังหยวน ลั่วเซ่าเชินส่งคนไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดและข้อมูลการเข้าพักอาศัยของโรงแรมในเมืองนี้ แต่เขาก็ไม่พบถังโจวโจวเลย ราวกับว่าเธอหายตัวไปเฉยๆ ซึ่งนั่นทำให้เขายิ่งอารมณ์เสียมากขึ้นอีก

 

 

ช่วงนี้ลั่วอิงถูกส่งไปอยู่กับคุณแม่ลั่ว เนื่องจากลั่วเซ่าเชินกลับบ้านดึกมาก ถ้าให้ลั่วอิงอยู่บ้านคนเดียว เขาก็กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอ ดังนั้น เขาจึงต้องส่งเธอไปอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลลั่วชั่วคราว เพื่อให้คุณแม่ลั่วช่วยดูแลเธอ

 

 

คุณแม่ลั่วดีใจที่ลั่วอิงมาหา “ลั่วอิง หนูมาเยี่ยมคุณย่าแล้วหรือคะ”

 

 

เธอโอบกอดลั่วอิงเอาไว้ คุณแม่ลั่วกำลังอารมณ์ดี เธอรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง ถ้าลั่วอิงเป็นเด็กผู้ชายก็คงจะดีกว่านี้ ก่อนหน้านี้คุณแม่ลั่วก็ไม่ได้รู้สึกว่าความคิดนี้ในใจมันรุนแรงอะไร แต่หลังจากที่ถังโจวโจวตั้งท้อง คุณแม่ลั่วก็ยิ่งคิดถึงเรื่องหลานชายหนักขึ้นเรื่อยๆ

 

 

ลั่วเซ่าเชินเองก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้ว แต่ตระกูลลั่วของพวกเขาก็ยังไม่มีทายาทที่เป็นทางการเลยสักคน แล้วทรัพย์สินของตระกูลนี้ล่ะจะทิ้งไว้ให้ใคร?

 

 

ในมุมมองของคุณแม่ลั่ว แม้ว่าลั่วอิงจะเป็นหลานของเธอ แต่ลั่วอิงก็ไม่สามารถเทียบกับเด็กผู้ชายได้ นอกจากนี้ เมื่อถึงเวลาเด็กผู้หญิงก็ต้องแต่งงานและออกเรือนไปอยู่กับคนอื่น ลั่วกรุ๊ปก็คงไม่อาจยกให้กับลั่วอิงที่แต่งงานไปเข้าตระกูลอื่นได้

 

 

บางครั้งมันก็น่าขำเสียจริง คุณแม่ลั่วคิดว่าเธอเป็นคนชนชั้นสูงและได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี แต่ความคิดความอ่านของเธอยังคงเหมือนคนหัวโบราณ ที่มีอคติเรื่องชายหญิงอยู่เสมอ

 

 

เมื่อตอนที่ลั่วเซ่าอวี๋ยังอยู่ คุณแม่ลั่วไม่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดของเธอไปที่ลั่วเซ่าเชิน เธอมีลูกชายสองคน ตราบใดที่ลูกชายคนโตของเธอสามารถมีหลานชายให้เธอได้ แค่นี้คุณแม่ลั่วก็พอใจแล้ว เธอไม่ได้ขออะไรมากมาย

 

 

แต่ลั่วเซ่าอวี๋กลับด่วนจากเธอไปเสียก่อน ทีนี้คุณแม่ลั่วก็เลยทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดที่มีไปที่ลั่วเซ่าเชินแทน ซึ่งนั่นทำให้ตอนนี้ลั่วเซ่าเชินไม่อยากกลับบ้านตระกูลลั่วเลย เพราะเมื่อเขากลับมาถึงบ้านทีไร คุณแม่และคุณพ่อลั่วก็มักจะพูดถึงแต่เรื่องลูกของเขา

 

 

เมื่อก่อนเอาแต่พูดถึงเรื่องแต่งงาน ตอนนี้พอเขามีภรรยา แน่นอนว่าก็ต้องพูดถึงเรื่องหลาน ลั่วเซ่าเชินจึงมักยกเอาลั่วอิงขึ้นมาเป็นเกราะกำบังทุกครั้ง โดยการบอกว่าเขาไม่สนใจเรื่องที่ผู้ชายสำคัญกว่าผู้หญิง ถ้าเขาไม่มีลูกชาย เขาก็จะยกกิจการของตระกูลลั่วให้ลั่วอิงดูแล

 

 

ในตอนนั้นคุณแม่ลั่วรู้สึกว่ามันยังเร็วเกินไป ดังนั้นเธอจึงไม่ได้พูดถึงมากนัก แต่ตอนนี้ลั่วเซ่าเชินแต่งงานกับถังโจวโจมานานแล้ว และหลานชายของเธอก็ยังไม่มาปรากฏตัวสักที ในที่สุดคุณแม่ลั่วก็เริ่มร้อนรนใจขึ้นมา ช่วงนี้เธอจึงพูดถึงเรื่องหลานชายอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะหลังจากที่ถังโจวโจวแท้งลูก

 

 

ช่วงนี้ลั่วอิงเองก็รู้สึกสะเทือนใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นภายในบ้าน พอแม่โจวโจวไม่อยู่ เธอกับคุณพ่อก็ดูเหมือนกลับไปใช้ชีวิตตามเดิม ลั่วอิงคิดถึงถังโจวโจวมาก “คุณย่าขา แม่โจวโจวไม่อยู่บ้าน ช่วงนี้คุณพ่อน่ากลัวมากเลยค่ะ หนูไม่กล้าคุยกับคุณพ่อเลย”

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่ได้ดุลั่วอิง แต่แค่ลั่วอิงสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่อึมครึมอยู่รอบตัวของลั่วเซ่าเชิน เธอก็หลบเขาโดยอัตโนมัติ เดิมทีบ้านก็เงียบมากอยู่แล้ว เมื่อไม่มีถังโจวโจว เธอก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่บ้านอีก แต่เป็นแค่ห้องห้องหนึ่งที่จะมีหรือไม่มีก็ได้เท่านั้นเอง

 

 

ทันทีที่คุณแม่ลั่วได้ยินว่าถังโจวโจวไม่อยู่บ้าน เธอก็เริ่มให้ความสนใจ “ลั่วอิง ทำไมถังโจวโจวถึงไม่อยู่บ้านล่ะ เธอหายไปไหน”

 

 

“หนูก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ หนูได้ยินมาจากป้าหลิว ป้าหลิวบอกว่าคุณพ่อกับคุณแม่ทะเลาะกัน แม่โจวโจวก็เลยหนีไป แล้วตอนนี้ก็ยังไม่กลับมา คุณพ่อก็ไม่ให้ถามอะไรด้วยค่ะ” ลั่วอิงยิ่งเศร้าใจเมื่อคิดถึงจุดนี้ เพราะวันนั้นคุณพ่อโกหกเธอ เขาบอกว่าแม่โจวโจวติดธุระก็เลยออกไปข้างนอก

 

 

ลั่วอิงไม่อยากจะเชื่อเลยว่าถ้าเธอไม่ได้ฟังมาจากป้าหลิว เธอก็คงไม่รู้ว่าถังโจวโจวหนีไปเพราะทะเลาะกับลั่วเซ่าเชิน จากนั้นลั่วอิงก็ไปถามลั่วเซ่าเชิน แต่ลั่วเซ่าเชินไม่ยอมตอบเธอ เขาขอให้เธอออกจากห้องไป ลั่วอิงก็เลยร้องไห้งอแงขอกลับมาที่คฤหาสน์ตระกูลลั่ว

 

 

เมื่อคุณแม่ลั่วได้ยินเช่นนั้น เธอก็คิดว่านี่มันคือโอกาสทองชัดๆ เมื่อก่อนเธอไม่สามารถไล่ถังโจวโจวออกไปได้เพราะอาเชิน นึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะหนีออกไปเอง นี่เป็นโอกาสที่ดีเอามากๆ เลยทีเดียว

 

 

คุณแม่ลั่วไม่ได้แสดงท่าทีที่ผิดปกติต่อหน้าลั่วอิง เธอกลัวว่าลั่วอิงจะเอาไปบอกลั่วเซ่าเชิน เธอไม่อยากให้หลานสาวเข้ามาเกี่ยวข้องกับแผนการของเธอ

 

 

“โธ่ คนดีของย่า คุณพ่อใจร้ายกับหนู หนูก็อยู่มากับคุณปู่คุณย่าหลายๆ วันเลยนะคะ ย่าจะดีใจมากๆ เลย” คุณแม่ลั่วรู้สึกว่าลั่วอิงเหมือนเป็นตัวนำโชคของเธอจริงๆ ที่นำข่าวดีๆ แบบนี้มาบอกเธอ

 

 

คุณแม่ลั่วปล่อยให้ลั่วอิงออกไปกินของว่าง ส่วนเธอก็รีบยกหูโทรศัพท์ต่อสายถึงเมิ่งชิงซีและบอกข่าวดีกับเธอ เมิ่งชิงซีไม่ได้คาดหวังมาก่อนเลยว่าจะมีโอกาสดีๆ ลอยมาหาเธอถึงที่ เธอรีบกล่าวขอบคุณคุณแม่ลั่ว คุณแม่ลั่วเองก็หัวเราะชอบใจ เธอฝากความหวังของตัวเองไว้ที่เมิ่งชิงซีได้อีกครั้งแล้ว

 

 

 

 

[1] เทศกาลปีใหม่ หมายถึง เทศกาลตรุษจีน เป็นการเฉลิมฉลองการขึ้นปีใหม่ของคนจีนตามปฏิทินจันทรคติ

   ลั่วเซ่าเชินทำได้แค่สั่งให้คนคอยจับตามองเซียวโม่เอาไว้ เพื่อดูว่านอกเหนือจากการกลับบ้านแล้ว เขาได้ไปยังสถานที่ที่น่าสงสัยอื่นๆ อีกไหม 

 

 

           หลังจากที่ถังโจวโจวเก็บของเสร็จ เธอก็ฉวยโอกาสออกมาจากบ้านในขณะที่ป้าหลิวออกไปซื้อของ เธอไม่รู้ว่าเธอควรจะไปที่ไหนดี ถ้าเธอกลับไปที่บ้านของคุณพ่อคุณแม่ถัง แผนการหนีของเธอจะต้องล้มเหลวอย่างแน่นนอน เพราะลั่วเซ่าเชินจะหาตัวเธอพบได้จากที่นั่นเป็นที่แรก 

 

 

           ถังโจวโจวไม่อยากให้ลั่วเซ่าเชินตามหาเธอเจอ ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถกลับไปที่บ้านของคุณพ่อคุณแม่ถังได้ ชื่อของหลินเหยาผุดขึ้นมาในสมองของถังโจวโจวเป็นตัวเลือกที่สอง แต่ถังโจวโจวก็ลังเลใจ เธอกลัวว่าถ้าเธอไปอยู่กับหลินเหยา ลั่วเซ่าเชินก็ยังจะหาเธอเจอเช่นกัน 

 

 

           นาทีนั้นถังโจวโจวก็มืดแปดด้าน คิดตัดพ้อว่าบนโลกใบนี้ไม่มีที่ซุกหัวนอนให้คนอย่างเธอเลยหรือ จากนั้นเธอจึงทำได้แค่สาวเท้าเดินต่อไป พลางคิดว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตต่อจากนี้ดี 

 

 

ในขณะที่เธอเพิ่งเดินออกมาถึงหน้าหมู่บ้าน เธอก็พบกับใครคนหนึ่ง “โจวโจว นั่นคุณจะไปไหน” 

 

 

ฟังหยวนเห็นถังโจวโจวเดินลากกระเป๋ามาแต่ไกล เขาสงสัยอยู่ว่า ‘เธอจะทำอะไร นี่มันใกล้เวลาอาหารเที่ยงแล้ว เธอกำลังจะไปไหน’ 

 

 

ทันทีที่ถังโจวโจวหันกลับไปมอง เธอก็พบว่ารถของฟังหยวนจอดอยู่ข้างๆ เธอ เธอรู้สึกประหลาดใจมากที่ได้พบเขา ถังโจวโจวนิ่งงันไปชั่วขณะ “คุณมาอยู่นี่ได้ยังไง” แทนที่ถังโจวโจวจะตอบคำถามเขา แต่เธอกลับถามเขากลับ 

 

 

“ผมแค่ผ่านมาพอดี แล้วคุณล่ะจะไปไหน ขึ้นมาสิ เดี๋ยวผมไปส่ง” ถังโจวโจวไม่รู้ว่าควรจะขึ้นรถของเขาไหม ฟังหยวนจึงพูดต่อ “ขึ้นมาเร็ว ตรงนี้มันห้ามจอดรถ” 

 

 

ฟังหยวนลงจากรถและยกกระเป๋าของถังโจวโจวไปไว้ที่ท้ายรถ เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าเขาช่วยเก็บกระเป๋าให้เรียบร้อยแล้วโดยที่เธอยังไม่ได้ร้องขอ เธอจึงทำได้แค่ขึ้นไปนั่งที่ข้างๆ คนขับ 

 

 

เมื่อฟังหยวนเห็นว่าเธอเชื่อฟังเขา เขาก็ลอบยิ้มมุมปาก ก่อนจะขับรถออกไป 

 

 

หลังจากที่ถังโจวโจวขึ้นรถแล้ว เขาก็เห็นว่าเธอเอาแต่เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ฟังหยวนจึงถามขึ้นอีกครั้ง “โจวโจว คุณจะไปไหนเหรอ” 

 

 

ดวงตาของถังโจวโจวหันกลับมาจับจ้องที่เขา จากนั้นเธอก็โพล่งอะไรบางอย่างออกมา ซึ่งฟังหยวนแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง “ไปส่งฉันที่บ้านคุณ” 

 

 

“หา?! ผมไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม” เมื่อฟังหยวนเห็นว่าถังโจวโจวขอให้เขาไปส่งเธอที่บ้านของเขา เขาก็คิดว่าเขาอาจจะได้ยินผิดไป ถังโจวโจวตั้งใจจะทำอะไรกันแน่ 

 

 

ก่อนที่ถังโจวโจวจะพูดแบบนี้ออกมา เธอได้คิดทบทวนเป็นอย่างดีแล้ว อยู่ที่บ้านพ่อแม่ไม่ปลอดภัย บ้านของหลินเหยาเองก็ไม่ปลอดภัยด้วย ในเมื่อจู่ๆ เธอก็ได้พบกับฟังหยวน ลั่วเซ่าเชินคงคิดไม่ถึงหรอกว่าเธอจะอยู่ที่บ้านของฟังหยวน ไอเดียนี้แหละดีที่สุด! 

 

 

“คุณไม่ได้หูฝาดค่ะ ฉันบอกว่า ฉันจะไปที่บ้านคุณ” 

 

 

เมื่อฟังหยวนเห็นว่าเธอเอาจริงเอาจัง เขาก็เอ่ยถามอย่างประหลาดใจ “โจวโจว หัวคุณไปกระทบกระเทือนกับอะไรมาหรือเปล่า คุณไม่กลัวว่าผมจะลอบทำร้ายคุณเหรอ” 

 

 

แน่นอนว่าประโยคสุดท้ายนั้นฟังหยวนล้อเล่น แต่ลึกๆ ในใจของเขาก็แอบคิดฝันว่า ถังโจวโจวคงเห็นเขาเป็นที่พึ่งและให้การช่วยเหลือเธอได้จริงๆ ดูท่าว่าเขาเองก็คงสำคัญกับเธออยู่เหมือนกัน 

 

 

ฟังหยวนแอบดีใจอยู่เงียบๆ แต่แล้วคำพูดของถังโจวโจวก็ทำให้เขาผิดหวังอย่างรุนแรง “ถ้าคุณคิดจะลอบทำร้ายฉันจริงๆ คุณก็ควรจะระวังตัวไว้หน่อยนะคะ แล้วคุณก็ไม่ต้องตื่นเต้นมากนักหรอก เพราะฉันไม่ได้คิดถึงคุณเป็นคนแรก” 

 

 

สีหน้าของฟังหยวนเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “โจวโจว คุณไม่ต้องพูดตรงๆ กับผมขนาดนี้ก็ได้มั้ง” ถังโจวโจวเพียงยิ้มบางๆ ฟังหยวนเองก็ไม่ได้ติดใจเอาความอะไร จากนั้นเขาก็ถามต่อว่า “โจวโจว นี่คุณจะหนีออกจากบ้านหรือไง” 

 

 

เขาเห็นเธอเดินลากกระเป๋าออกมา ดูเหมือนว่าน่าจะยังไม่ได้บอกลั่วเซ่าเชินด้วย ไม่รู้ว่าป่านนี้อาเชินจะร้อนใจไปถึงไหนแล้ว ตอนนี้ฟังหยวนกำลังมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น 

 

 

“คุณจะหักหลังฉันไหม” ถังโจวโจวถามออกมาเบาๆ ฟังหยวนรีบรับประกันทันที “ไม่แน่นอน! โจวโจว คุณวางใจได้เลย ตราบใดที่คุณไม่ต้องการ อาเชินก็หาคุณไม่เจอหรอก คุณจะอยู่นานแค่ไหนก็ได้!” 

 

 

“คุณช่วยฉันทำไมคะ” ถังโจวโจวไม่เข้าใจ ทำไมเขาถึงยอมช่วยเธอทันทีทั้งที่ยังไม่รู้ที่มาที่ไป 

 

 

ฟังหยวนเลือกใช้ประโยคที่เธอน่าจะเข้าใจ “คุณน่าจะรู้ดีอยู่แล้วนี่!” ถังโจวโจวตกอยู่ในสภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกทันที เธอเข้าใจดีทีเดียว แต่ว่าบนโลกใบนี้ก็ยังมีสิ่งที่แปลกประหลาดอยู่ แม้ว่าฟังหยวนจะพยายามพูดอ้อมค้อมอยู่หลายครั้งว่าเขาชอบเธอ แต่ถังโจวโจวก็ไม่เคยคิดอยากสานสัมพันธ์กับเขาเลย 

 

 

ถังโจวโจวรู้ดีว่านี่คือโชคชะตาที่ฟ้าเบื้องบนลิขิตมาให้ ก็เหมือนเธอกับลั่วเซ่าเชินนั่นแหละ เธอรักลั่วเซ่าเชิน แต่ลั่วเซ่าเชินรักผู้หญิงอีกคน เรื่องแบบนี้มันบังคับฝืนใจกันไม่ได้ แม้ว่าเธอจะรู้อย่างนี้อยู่แล้ว แต่เธอก็ยังรู้สึกเศร้าใจมากอยู่ดี 

 

 

ระหว่างทางที่ผ่านมา ฟังหยวนไม่ได้คุยอะไรกับถังโจวโจวอีก เขาขับรถมาจนถึงเขตเล็กๆ เขตหนึ่ง จากนั้นเขาก็ช่วยถังโจวโจวถือกระเป๋าเดินทาง “ไปครับ ขึ้นไปข้างบนกัน” 

 

 

“คุณอยู่ที่นี่หรือคะ” ถังโจวโจวเดินตามเขาเข้าไปในลิฟต์ เธอเห็นเขากดชั้นที่ยี่สิบหก จากนั้นเมื่อลิฟต์หยุดลง ฟังหยวนก็เปิดประตูห้อง และให้ถังโจวโจวเดินนำเข้าไปก่อน 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเดินเข้าไป เธอก็พบว่านี่คือห้องพักของชายโสด แต่มันดูมีรสนิยมมากกว่าผู้ชายทั่วไป ภายในห้องนั้นใช้สีดำเป็นสีหลัก บนชั้นวางของก็จะมีงานแฮนด์เมดตกแต่งอยู่บ้างประปราย ซึ่งพวกมันก็ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับห้องห้องนี้ 

 

 

“เป็นยังไงบ้างครับ ห้องนี้พอจะเข้าตาคุณบ้างไหม” ฟังหยวนปิดประตูและวางกระเป๋าเดินทางของเธอไว้ที่กลางห้องนั่งเล่น จากนั้นเขาก็เข้าไปในครัวและรินน้ำออกมาให้ถังโจวโจว 

 

 

ถังโจวโจวรับน้ำมาจิบและพยักหน้า “ดีค่ะ คุณเองก็มีรสนิยมเหมือนกันนะเนี่ย” 

 

 

ฟังหยวนไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ เขาถึงรู้สึกดีใจมากขนาดนี้ ราวกับว่าเขาได้รับคำชมที่ยิ่งใหญ่ “คุณชอบก็ดีแล้วครับ นี่ห้องของคุณนะ” ฟังหยวนเปิดประตูห้องนอนเล็ก ถังโจวโจวลากกระเป๋าเดินทางเข้าไป ภายในนั้นมีของทุกอย่างที่ควรจะมี 

 

 

ถังโจวโจวพอใจกับสถานที่ที่ฟังหยวนเสนอให้ ถ้าเธอซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ต่อให้ลั่วเซ่าเชินจะบุกเข้ามา เขาก็ไม่รู้หรอกว่าเธอหลบอยู่ตรงนี้ 

 

 

“ฟังหยวน ขอบคุณนะคะที่ให้ฉันมาอยู่ด้วยชั่วคราว แต่ฉันอยากจะขอให้คุณรักษาสัญญาว่าคุณจะไม่เอ่ยถึงฉันกับเซ่าเชิน” ถังโจวโจวอ้อนวอนด้วยใจจริง เธออยากจะอยู่กับตัวเองสักพัก ตอนนี้เธอไม่อยากเจอลั่วเซ่าเชิน เธอควรจะคิดถึงอนาคตของเธอกับเขาให้ดี 

 

 

ฟังหยวนพยักหน้า “วางใจได้เลย โจวโจว ผมรู้สึกกับคุณอย่างไร คุณเองก็รู้ดี ตราบใดที่คุณไม่อยากกลับไป อาเชินจะไม่มีวันรู้เด็ดขาดว่าคุณอยู่ที่นี่ แต่ผมขอถามได้ไหมว่าคุณทะเลาะกับเขามาเหรอ” 

 

 

ถังโจวโจวไม่อยากคุยเรื่องนี้กับเขาในตอนนี้ “ฉันไม่อยากพูดถึงมันในตอนนี้ เอาไว้ฉันค่อยตอบคุณทีหลังนะคะ” 

 

 

“โอเค คุณพักผ่อนก่อนเถอะ” ฟังหยวนปิดประตูห้องให้เธอ ถังโจวโจวมองไปรอบๆ ห้องที่ตอนนี้เหลือเธออยู่เพียงคนเดียว เธอก็ขี้เกียจเกินกว่าจะทำความสะอาด เธอจึงทิ้งตัวลงไปบนเตียง นอนไปนอนมา ถังโจวโจวก็เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว 

 

 

จนกระทั่งเสียงเรียกเข้าดังขึ้น ถังโจวโจวสะดุ้งตื่น เมื่อเธอหยิบขึ้นมาดู ที่แท้ก็หลินเหยา ถังโจวโจวเข้าใจได้ในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น “ฮัลโหล เหยาเหยา” 

 

 

“โจวโจว นี่เธอไปมุดหัวอยู่ที่ไหน ลั่วเซ่าเชินเพิ่งโทรมาถามฉันว่าเธออยู่กับฉันหรือเปล่า” 

 

 

“อ้อ เธอไม่ต้องไปสนใจเขาหรอก” น้ำเสียงของถังโจวโจวค่อนข้างแหบแห้ง 

 

 

“โจวโจว นี่เธอคงไม่ได้ร้องไห้อยู่ใช่ไหม” หลินเหยาเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง 

 

 

“เปล่าหรอก ฉันจะร้องไห้ไปทำไม ฉันแค่เพิ่งตื่นนอนน่ะ” ถังโจวโจวค่อยๆ ตื่นอย่างเต็มตา จากนั้นน้ำเสียงของเธอก็กลับคืนสู่สภาพปกติ 

 

 

หลินเหยาสบายใจขึ้น “โจวโจว ถ้าเมื่อกี้นี้เธอกำลังนอนอยู่ แล้วเธออยู่ที่ไหน เกิดอะไรขึ้นระหว่างเธอกับลั่วเซ่าเชิน” 

 

 

“เหยาเหยา ฉันแค่อยากทบทวนเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับฉันน่ะ เหยาเหยา เธอรู้ไหม ลั่วเซ่าเชินมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนอื่น” ถังโจวโจวพยายามทำให้ตัวเองสงบนิ่ง แต่เธอก็ยังรู้สึกขมปร่าอยู่ในใจ 

 

 

           ถังโจวโจวกุมหน้าอก เธอรู้ดีว่ามันเจ็บปวด คนที่เป็นฝ่ายรักก่อนต้องเป็นฝ่ายที่ทุ่มเทมากกว่าจริงๆหรือ? เธอไม่ได้กลัวที่จะเป็นฝ่ายให้ แต่กลัวที่ยิ่งให้ไปเยอะเท่าไรกลับไม่ได้อะไรกลับมาเลย แบบนี้มันคืออะไร หรือจะพูดให้ถูกก็คือที่ทุ่มเทไปทั้งหมดก็เพื่อเห็นเขาไปรักกับคนอื่นอย่างนั้นหรือ? 

 

 

           หลินเหยานึกไม่ถึงเลยว่าจะต้องมาได้ยินความจริงเรื่องนี้ เดิมทีเธอคิดจะช่วยลั่วเซ่าเชิน แต่เมื่อได้ยินถังโจวโจวพูดแบบนี้ เธอก็ย้ายข้างมาฝั่งเพื่อนทันที “โจวโจว ในเมื่อเขาทำกับเธอถึงขนาดนี้ เธอก็อย่าไปยอมเขาง่ายๆ ล่ะ! ว่าแต่เธอแน่ใจแล้วใช่ไหม” 

 

 

           หลินเหยายังคงสงสัยอยู่ ที่ผ่านมาลั่วเซ่าเชินก็ดีกับถังโจวโจวมาตลอดไม่ใช่หรือ พวกเขายังเคยมีลูกด้วยกันเลย แต่เด็กคนนั้นไม่มีบุญจึงไม่ได้ออกมาใช้อยู่ชีวิตบนโลกใบนี้ อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ลั่วเซ่าเชินทำตัวนอกลู่นอกทางได้นะ? 

 

 

“เหยาเหยา ฉันมีรูปยืนยันนะ นางเอกคนนั้นก็คือรักแรกของเขา หันฮุ่ยซิน แบบนี้ยังจะมีอะไรให้ไม่แน่ใจอีกล่ะ” ถังโจวโจวแค่รู้สึกเหนื่อย ถ้าตอนนั้นลั่วเซ่าเชินพูดกับเธอตามตรงว่าเขายังลืมหันฮุ่ยซินไม่ได้ เธอก็จะยกตำแหน่งที่เธอเป็นอยู่ตอนนี้ให้กับหันฮุ่ยซินไปเลย 

 

 

แต่เขากลับพูดต่อหน้าเธอว่าในใจของเขาไม่มีหันฮุ่ยซินแล้ว ถ้าเขาไม่ได้มีเธออยู่ในหัวใจ ทำไมทุกครั้งที่เกิดอะไรขึ้นกับหันฮุ่ยซิน ลั่วเซ่าเชินจะต้องเป็นคนแรกที่ยื่นมือเข้าไปช่วยเธอเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่สนิทกันมากขนาดไหนก็ไม่ควรทำเช่นนี้ ท้ายที่สุดก็คือในใจเขายังไม่เคยลืมเธอได้เลย 

 

 

หลินเหยาเข้าใจในทันที ถ้าเป็นเพราะเหตุผลนี้ก็อาจเป็นไปได้ “แล้วตอนนี้เธอจะทำยังไง โจวโจว?” หลินเหยารู้ว่าถังโจวโจวหวั่นไหวไปกับลั่วเซ่าเชินแล้ว ถ้าถังโจวโจวไม่อยากแยกจากลั่วเซ่าเชิน เธอจะทำอะไรได้อีกนอกจากต้องทนขมขื่นตลอดไป 

 

 

แต่ส่วนตัวแล้วหลินเหยาไม่อยากให้ถังโจวโจวเป็นแบบนี้ เธอรู้จักถังโจวโจวดี ถังโจวโจวกับเธอเป็นพวกที่ทนให้เม็ดทรายผ่านเข้าไปในดวงตาไม่ได้[1] มิฉะนั้นตอนนั้นที่เซียวโม่ขอคืนดี ถังโจวโจวเองก็คงจะมีปฏิกิริยาอะไรไปบ้างแล้ว แต่เป็นเพราะเธอไม่ต้องการให้เซียวโม่ก้าวเข้ามาในหัวใจของเธอได้อีก 

 

 

ตอนนี้ถึงคราวของลั่วเซ่าเชินแล้ว ถังโจวโจวจะทำอย่างไรต่อไป เธอจะให้อภัยหรือว่าจะเลิก? ความสัมพันธ์ของพวกเขาเริ่มต้นจากลั่วเซ่าเชิน แล้วลั่วเซ่าเชินจะยอมเลิกกับเธอไหม หรืออาจจะต้องพูดว่าเขายอมให้ถังโจวโจวจากไปหรือเปล่า? 

 

 

“ตอนนี้ฉันจะให้พวกเราได้สงบสติอารมณ์กันสักพักก่อน ถือเสียว่าให้โอกาสฉันได้คิดว่าฉันจะทำยังไงต่อไปดี เหยาเหยา ที่ฉันไม่ได้บอกเธอว่าตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหนก็เพราะว่าฉันหวังดีกับเธอนะ แบบนี้เธอจะได้ไม่ต้องโกหกเขาด้วย” 

 

 

หลินเหยาเข้าใจดีว่าถังโจวโจวทำเพื่อเธอ ดังนั้นเธอจึงไม่ได้เอ่ยถามอีกว่าตอนนี้ถังโจวโจวไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน “ฉันขอถามเธอคำเดียวนะ โจวโจว เธอโอเคใช่หรือเปล่า อย่าทำร้ายตัวเองเพราะลั่วเซ่าเชินนะ” 

 

 

“จ้ะ ฉันรู้แล้ว” ถังโจวโจวรู้สึกยินดีที่ได้มีเพื่อนที่แสนดีแบบนี้ 

 

 

เมื่อถึงเวลาอาหารกลางวัน ฟังหยวนก็เคาะที่ประตูห้องของถังโจวโจว “โจวโจว เดี๋ยวคุณออกมาทานข้าวได้แล้วนะ” 

 

 

“ไปเดี๋ยวนี้แหละค่ะ” ถังโจวโจวออกมาจากห้อง จากนั้นเธอก็เข้าไปจัดการกับตัวเองในห้องน้ำ เมื่อเธอออกมาด้านนอก เธอก็เห็นว่าบนโต๊ะมีอาหารตั้งอยู่เต็มไปหมด กลิ่นของอาหารเลิศรสกำจายไปทั่วห้อง “นี่คุณทำเองหรือคะ” 

 

 

 

 

 

[1] ทนให้เม็ดทรายผ่านเข้าไปในดวงตาไม่ได้ หมายถึง ไม่สามารถทนกับความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ได้ 

    เมื่อพวกเขาเข้ามาภายในห้องนอนแล้ว ถังโจวโจวก็นั่งลงบนเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ในขณะที่ลั่วเซ่าเชินก็ยืนมองเธอจากด้านข้าง ถังโจวโจวเห็นลั่วเซ่าเชินเดินเข้ามาใกล้ขึ้นอีก เธอก็ไม่ได้พูดอะไร แค่เฝ้ารอเขาอย่างอดทนและเล่นนิ้วมือของตัวเองจนเบื่อหน่าย ผ่านไปสักพักใหญ่เธอก็เลิกเล่นไป 

 

 

ลั่วเซ่าเชินลังเลใจอยู่นานก่อนจะเอ่ยถามว่า “โจวโจว คุณได้รูปมาจากไหน ขอผมดูหน่อยได้ไหม” ลั่วเซ่าเชินมั่นใจว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนั้นมีแค่เขาและหันฮุ่ยซินเท่านั้นที่รู้ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ มีแค่หันฮุ่ยซินเท่านั้นที่รู้ 

 

 

คืนนั้นเขาดื่มหนักมาก เขาจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง กระทั่งเขาตื่นขึ้นมาในตอนเช้าแล้วได้เห็นสภาพที่ไม่ควรจะเป็นของหันฮุ่ยซิน ลั่วเซ่าเชินเองก็ตกใจไม่น้อย ในตอนนั้นเขาจำไม่ได้เลยสักนิดว่าเขาทำอะไรลงไปบ้าง รู้ตัวอีกทีหันฮุ่ยซินก็แสดงความใจกว้าง เธอบอกให้เขาลืมมันไป ไม่ต้องเก็บเอาไปคิด เธอบอกว่าเธอเต็มใจ 

 

 

แต่วันนี้เรื่องกลับมาถึงหูของถังโจวโจว ลั่วเซ่าเชินจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าหันฮุ่ยซินกำลังทำบ้าอะไรอยู่ และเมื่อเขาเห็นว่าถังโจวโจวโกรธมากขนาดนี้ เขาก็สันนิษฐานว่าเธอน่าจะตัดสินโทษเขาไปแล้ว 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าลั่วเซ่าเชินต้องการจะดูภาพนั้น เธอก็หยิบโทรศัพท์และเปิดรูปที่หันฮุ่ยซินส่งมา แล้วยื่นให้เขาดูในทันที หลังจากลั่วเซ่าเชินรับมาดู เขาก็ชะงักไปในทันที และที่มัดตัวเขาที่สุดก็คือในรูปนั้นเขาและหันฮุ่ยซินนอนเปลือยกายอยู่ด้วยกัน 

 

 

จากเหตุการณ์ในรูปถ่าย ณ ตอนนั้น พวกเขาทั้งคู่กำลังหลับอยู่ เขากอดหันฮุ่ยซินไว้ในอ้อมแขน ผิวของหันฮุ่ยซินที่โผล่พ้นออกมานอกผ้าห่มสามารถมองเห็นชัดเจนว่ามีแต่รอยจูบอยู่มากมาย ลั่วเซ่าเชินตระหนักได้ว่าเขาหมดหนทางจะอธิบายแล้ว เพราะไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไร ถังโจวโจวก็จะต้องคิดว่าเขาแก้ตัว 

 

 

“โจวโจว คุณเชื่อใจผมไหม” ลั่วเซ่าเชินถามกลับมาสั้นๆ ถังโจวโจวนึกว่าเธอจะได้ยินคำอธิบายที่ยืดยาวกว่านี้จากลั่วเซ่าเชินเสียอีก แต่ปรากฏว่าเขาไม่ได้พูดอะไรเลย นี่เขาล้อเธอเล่นอยู่หรือเปล่า? 

 

 

“ฉันจะเชื่อคุณหรือไม่ในตอนนี้มันมีประโยชน์อะไรหรือคะ” ถังโจวโจวมองตรงไปที่ลั่วเซ่าเชิน นัยน์ตาของเธอเริ่มมีไฟลุกโชน มีหรือที่ลั่วเซ่าเชินจะมองไม่เห็นความโกรธของเธอ แต่ตอนนี้เขาไม่สามารถอธิบายอะไรได้เลย ยิ่งเขาอธิบายมากเท่าไร เขาก็ยิ่งลำบากมากขึ้นเท่านั้น 

 

 

ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่แน่ใจว่าในวันนั้นมันเกิดอะไรขึ้นระหว่างเขากับหันฮุ่ยซินบ้าง แต่เขาก็เห็นอยู่ว่าหลังจากวันนั้นหันฮุ่ยซินไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลย เขาจึงคิดว่าเรื่องมันจบลงไปแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าเรื่องนี้มันกลับมารอเขาอยู่ตรงนี้ 

 

 

“โจวโจว ถ้าคุณเชื่อผม คุณก็ไม่ต้องถามอะไรอีก แต่ถ้าคุณไม่เชื่อ ผมก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง” ลั่วเซ่าเชินพูดตามตรง แต่คำพูดนี้ของเขากลับเปิดปากแผลในใจของถังโจวโจวให้ขยายใหญ่มากขึ้น 

 

 

“ค่ะ เอาเป็นว่าเรื่องนี้ฉันจะพยายามเชื่อคุณ ทีนี้คุณช่วยบอกความจริงกับฉันอีกสักเรื่องสิคะว่าวันที่ฉันแท้งลูก คุณไปอยู่ที่ไหนมา” ถังโจวโจวใช้สายตาคาดคั้นมองไปที่ลั่วเซ่าเชิน ลั่วเซ่าเชินหลบสายตาเธอเล็กน้อย ในที่สุดเขาก็ตระหนักได้ว่าถังโจวโจวไม่ได้อารมณ์ดีขึ้นเหมือนที่ลั่วอิงบอกเลย เธอกำลังรอเค้นความจริงจากเขาอยู่นานแล้ว 

 

 

ถังโจวโจวมองดูลั่วเซ่าเชินและจ้องเขาเขม็ง เธอต้องการให้เขาอธิบายให้เธอฟัง ลั่วเซ่าเชินทำได้แค่ยิ้มอย่างขมขื่น ถังโจวโจวได้รับคำตอบจากรอยยิ้มเจื่อนๆ ของเขาแล้ว ลั่วเซ่าเชินรู้ว่าถังโจวโจวรู้คำตอบของเรื่องทั้งหมดดี โดยที่เธอไม่ต้องเอ่ยถามเขาเลย 

 

 

“โจวโจว คุณเองก็รู้คำตอบอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ แล้วคุณจะถามผมทำไมอีก” ลั่วเซ่าเชินพูดอย่างเจ็บปวด มันผิดที่เขาเอง วันนั้นเขาไม่น่าไปร่วมงานเปิดกิจการของหันฮุ่ยซินเลย 

 

 

แต่เขารับปากหันฮุ่ยซินไว้ก่อนแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อหันฮุ่ยซินพูดถึงความสัมพันธ์ของพวกเขาขึ้นมา บวกกับภาพความทรงจำอันเลือนรางของลั่วเซ่าเชินในคืนนั้น ทำให้ลั่วเซ่าเชินตัดสินใจไม่ถูก แต่เขาก็ตอบตกลงเธอไปในที่สุด เขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่าวันนั้นถังโจวโจวจะเกิดอุบัติเหตุ 

 

 

ปัญหาผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ลั่วเซ่าเชินรู้สึกได้ว่าระยะทางระหว่างเขาและถังโจวโจวเริ่มห่างกันออกไปเรื่อยๆ ประมาณหนึ่งกาแล็กซี่ ซึ่งกาแล็กซี่นั้นฮองเฮาแห่งสวรรค์ก็ไม่ได้เป็นผู้กำหนด เป็นเขาต่างหากที่เป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง 

 

 

“ค่ะ ฉันรู้หมดทุกอย่างแล้ว แต่ฉันแค่อยากได้ยินความจริงทั้งหมดจากปากคุณ วันนั้นคุณอยู่กับหันฮุ่ยซินใช่ไหมคะ คุณก็เลยไม่ได้ไปตรวจร่างกายกับฉัน” ถังโจวโจวพยายามสงบสติอารมณ์ เธอรู้สึกว่าแม้ว่าเธอจะเลิกกับลั่วเซ่าเชิน แต่เธอก็ควรจะจากไปอย่างสง่างาม 

 

 

“ใช่” 

 

 

ในที่สุดเธอก็ได้คำตอบ ถังโจวโจวรู้สึกว่าหัวใจของเธอไม่ได้เจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว ตราบใดที่เขาไม่ได้หลอกลวงเธอ ไม่ว่าเขาจะพูดอะไร เธอก็รับได้ทุกอย่าง “ค่ะ ตอนนี้คุณช่วยออกไปก่อนเถอะนะ ฉันอยากจะทบทวนอะไรอีกสักหน่อย” 

 

 

“โจวโจว ผมแค่…ผมไม่รู้ว่าคุณจะเกิดอุบัติเหตุ ผมขอโทษ!” ลั่วเซ่าเชินก้มศีรษะลง นี่เป็นครั้งแรกที่บุตรแห่งสวรรค์องค์นี้ยอมละทิ้งความหยิ่งยโสของเขา แต่ถังโจวโจวกลับไม่อยากเห็นเขาอีกต่อไป 

 

 

“ฉันรับคำขอโทษจากคุณค่ะ แต่ตอนนี้คุณช่วยออกไปก่อนได้ไหม” ถังโจวโจวพูดย้ำอีกครั้ง ลั่วเซ่าเชินรู้ดีว่าเธอไม่อยากเห็นหน้าเขาในตอนนี้ ดังนั้นเขาจึงยอมออกไปก่อน เพื่อให้ถังโจวโจวได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง จากนั้นเขาค่อยกลับมาคุยกับเธอใหม่อีกครั้ง 

 

 

นี่เป็นคืนแรกของลั่วเซ่าเชินที่ต้องนอนในห้องหนังสือนับตั้งแต่แต่งงาน เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากที่เขาตื่นนอน เขาก็เข้าไปดูในห้องนอน แล้วพบว่าถังโจวโจวยังไม่ลุกจากเตียง เขาจึงแอบย่องเข้าไปในห้องนอนอย่างเงียบๆ และเมื่อเขาเห็นว่าถังโจวโจวยังคงหลับอยู่ เขาก็ค่อยๆ หยิบเสื้อผ้าที่เขาจะสวมใส่วันนี้ออกมาจากตู้เสื้อผ้า 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าถังโจวโจวกำลังหลับสนิท เขาก็ถือเสื้อผ้าเดินออกไปด้านนอก และลงไปอาบน้ำที่ห้องน้ำด้านล่าง เขาจะให้เวลากับถังโจวโจวแค่คืนเดียวเท่านั้น เขาไม่อยากนอนที่ห้องหนังสือทุกวัน ถ้าถังโจวโจวยังคงหาคำตอบไม่ได้ เขาก็จะใช้มาตรการบีบบังคับเธอ 

 

 

แต่ก่อนที่ลั่วเซ่าเชินจะได้เริ่มดำเนินการตามแผน ขณะที่เขากำลังทำงานอยู่ที่บริษัท เขาก็ได้รับสายโทรศัพท์จากป้าหลิว “คุณชายคะ คุณชายรีบกลับมาที่บ้านก่อนได้ไหมคะ คุณผู้หญิงเธอหายไป!” 

 

 

“นี่มันเรื่องอะไรกันครับ ป้าหลิว เล่าให้ชัดอีกทีสิครับ” ลั่วเซ่าเชินได้รับข่าวนี้ในระหว่างที่เขากำลังฟังรายงานจากผู้จัดการของแต่ละแผนก เขารีบโบกมือไล่เหล่าผู้จัดการให้ออกไปก่อน เมื่อผู้จัดการทั้งหลายเห็นว่าสีหน้าของลั่วเซ่าเชินดูไม่สบอารมณ์ พวกเขาก็รู้แล้วว่าผู้อำนวยการกำลังอารมณ์เสียอย่างหนัก พวกเขาจึงรีบเดินออกไปทันที 

 

 

ลั่วเซ่าเชินหยิบเสื้อสูทตัวนอกแล้วพูดในขณะที่เดินไปว่า “ป้ารู้ว่าเธอหายไปตั้งแต่ตอนไหนครับ” 

 

 

“หลังจากที่ฉันซื้อของเสร็จ พอฉันกลับมาถึงบ้าน ฉันก็เห็นว่าอาหารเช้าที่ฉันอุ่นไว้ยังอยู่ที่เดิม ฉันก็เลยคิดว่าคุณผู้หญิงอาจจะยังไม่ได้ลงมาทาน ฉันก็เลยขึ้นไปเคาะดูที่ห้อง แต่ว่าไม่มีคนตอบค่ะ ฉันเคาะต่ออีกสองสามครั้ง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีใครตอบกลับมา แล้วพอฉันผลักประตูเข้าไป ฉันก็ไม่เห็นใครเลยค่ะ” 

 

 

“เธออาจจะอยู่ที่อื่น ป้าแน่ใจนะครับว่าเธอไม่อยู่แล้ว” ลั่วเซ่าเชินกดลิฟต์ 

 

 

น้ำเสียงของป้าหลิวฟังดูเป็นกังวล “ฉันหาทุกซอกทุกมุมแล้วค่ะคุณชาย แต่ก็ไม่พบคุณผู้หญิงเลย ฉันแค่ออกไปซื้อของเองนะคะ ถ้าคุณผู้หญิงเธอจะออกไปข้างนอก เธอจะไม่บอกฉันเลยหรือคะ” 

 

 

“โอเค ป้ารออยู่ที่บ้านก่อนนะครับ ผมจะกลับไปเดี๋ยวนี้แหละ” ลั่วเซ่าเชินวางสายโทรศัพท์และรีบขับรถกลับไปที่บ้าน 

 

 

เมื่อกลับมาถึงบ้าน ลั่วเซ่าเชินก็รีบจอดรถ เขาเห็นว่าป้าหลิวมาคอยเขาอยู่ที่หน้าประตูแล้ว “คุณชาย มาแล้วหรือคะ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่อยากจะเสียเวลาคุยกับป้าหลิว เขาวิ่งตรงขึ้นไปที่ชั้นบนและเข้าไปในห้องนอนหลัก เขาเห็นว่าผ้าห่มบนเตียงนั้นถูกพับเอาไว้อย่างเรียบร้อย ไร้ร่องรอยของถังโจวโจว 

 

 

ลั่วเซ่าเชินรีบไปเปิดตู้เสื้อผ้าดู เขาเห็นว่าเสื้อผ้าของเธอหายไปสองสามชุด แต่ก็ไม่ใช่เสื้อผ้าที่เขาเคยซื้อให้เธอ ที่เธอเอาไปเป็นเสื้อผ้าที่เธอนำติดตัวมาด้วยตั้งแต่ตอนที่เธอย้ายเข้ามา กระเป๋าเดินทางของเธอก็หายไป 

 

 

จากนั้นลั่วเซ่าเชินก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและต่อสายถึงถังโจวโจว เขารอสายอยู่นานแต่ถังโจวโจวก็ไม่รับสาย ลั่วเซ่าเชินไม่เชื่อว่าเธอจะไม่เห็นว่าเขาโทรมา เขากดโทรออกอีกครั้ง แต่เธอก็ยังไม่รับสายอีก ลั่วเซ่าเชินรู้ดีว่าถังโจวโจวกำลังหลบเลี่ยงจากเขาอยู่ 

 

 

แล้วเขาก็คิดถึงความเป็นไปได้ทางอื่นว่า ถังโจวโจวอาจจะกลับไปที่บ้านของตระกูลถัง จากนั้นเขาก็รีบบึ่งไปที่บ้านของคุณพ่อและคุณแม่ถังทันที เขาไม่ได้บอกพวกท่านว่าเขามาตามหาถังโจวโจว เมื่อคุณแม่ถังเปิดประตูและเห็นว่าเป็นลั่วเซ่าเชิน เธอก็รีบเรียกให้เขาเข้ามาข้างใน “เซ่าเชิน มาได้ยังไง รีบเข้ามาก่อนเร็ว” 

 

 

“ครับคุณแม่ ผมมาเยี่ยมคุณแม่ครับ แต่ว่าผมไม่ได้ถืออะไรติดไม้ติดมือมาด้วย ต้องขอโทษจริงๆ ครับ” ลั่วเซ่าเชินเดินเข้าไปและแอบสอดส่องอย่างเงียบๆ แล้วเขาก็พบว่าภายในบ้านนั้นดูเรียบร้อยดี ไม่มีอะไรผิดปกติ 

 

 

คุณแม่ถังหัวเราะเสียงดังลั่น “เด็กคนนี้นี่ เกรงใจทำไมกัน โจวโจวล่ะ? ไม่ได้มาด้วยหรือ ลั่วอิงด้วย?” 

 

 

เมื่อคุณแม่ถังเห็นแค่ลั่วเซ่าเชิน เธอก็ชะเง้อมองไปที่ด้านหลังของเขา แต่เธอกลับไม่เห็นถังโจวโจวและลั่วอิงแม้แต่เงา เธอนึกสงสัยว่าทำไมลั่วเซ่าเชินถึงมาคนเดียว? 

 

 

ทันทีที่ลั่วเซ่าเชินได้ยินคุณแม่ถังถามถึงถังโจวโจว เขาก็มั่นใจแล้วว่าถังโจวโจวไม่ได้มาที่นี่ ลั่วเซ่าเชินคิดว่าเขานี่ซื่อบื้อจริงๆ ถังโจวโจวจะทำให้คุณพ่อและคุณแม่ถังเป็นห่วงได้อย่างไร เธอต้องปิดบังพวกเขาไว้ และไม่มีทางกลับมาที่นี่อย่างแน่นอน 

 

 

คุณแม่ถังพาลั่วเซ่าเชินมานั่ง “เซ่าเชิน เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า หรือว่าโจวโจวเป็นอะไร” 

 

 

ทุกครั้งที่คุณแม่ถังได้รับสายโทรศัพท์จากถังโจวโจว เธอมักจะบอกอยู่เสมอว่าเธอสบายดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่คุณแม่ถังก็รู้ดีว่าถังโจวโจวแค่ไม่อยากให้ทางบ้านเป็นกังวล จึงไม่ได้ซักถามอะไรมากมาย 

 

 

“เปล่าครับคุณแม่ โจวโจวสบายดี เห็นบ่นอยู่ว่าอยากจะมาเยี่ยมคุณพ่อกับคุณแม่น่ะครับ” ลั่วเซ่าเชินไม่อยากทำให้คุณแม่ถังตกใจ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้บอกเธอว่าถังโจวโจวหายตัวไป 

 

 

คุณแม่ถังถามกึ่งสงสัย “แล้วที่วันนี้เซ่าเชินมาหาแม่?” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินยิ้มพลางพูดว่า “พอดีผมผ่านมาทำธุระแถวนี้ครับก็เลยแวะมาเยี่ยมคุณแม่แทนโจวโจวไปก่อน โจวโจวจะได้สบายใจด้วยน่ะครับ” 

 

 

คุณแม่ถังได้ยินอย่างนี้ก็เชื่อสนิทใจ แต่เธอก็อดพูดชักชวนไม่ได้ว่า “วันหลังก็ไปทำธุระเถอะจ้ะ ไว้ว่างเมื่อไรค่อยพาลั่วอิงกับโจวโจวมาด้วย แม่จะทำของอร่อยให้ทาน” 

 

 

“ครับ คุณแม่ ถ้าอย่างนั้นวันนี้ผมขอตัวก่อนนะครับ ครั้งหน้าผมจะพาโจวโจวและลั่วอิงมาเยี่ยมด้วย” ลั่วเซ่าเชินนั่งอยู่สักพักก่อนจะลุกขึ้น คุณแม่ถังเองก็ไม่ได้กังวลอะไรมากแล้ว ที่แท้ลั่วเซ่าเชินก็แค่แวะมาเยี่ยมเธอ 

 

 

“ขับรถดีๆ นะเซ่าเชิน” 

 

 

“คุณแม่ไม่ต้องออกมาส่งผมหรอกครับ กลับเข้าบ้านเถอะ” คุณแม่ถังมาส่งเขาถึงหน้าประตู เมื่อเธอยืนมองจนร่างของลั่วเซ่าเชินลับสายตา เธอจึงกลับเข้าไปในบ้าน 

 

 

ลั่วเซ่าเชินกลับไปที่รถ เขาไม่รู้ว่าถังโจวโจวหนีไปอยู่ที่ไหน เขาคิดไม่ออกเลยจริงๆ เขากระแทกหมัดลงบนพวงมาลัย สีหน้าของเขาหม่นหมองอย่างมาก 

 

 

ทันใดนั้น ลั่วเซ่าเชินก็นึกถึงใครบางคน “ฮัลโหล หลินเหยา ช่วงนี้คุณได้เจอโจวโจวบ้างไหม” 

 

 

“ไม่นี่คะ ทำไมเหรอ เกิดอะไรขึ้นกับเธอหรือคะ” หลินเหยาถามกลับอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินสัมผัสได้ถึงความประหลาดใจจากเสียงของเธอ ดูเหมือนว่าเธอไม่ได้โกหก ถังโจวโจวอาจจะไม่ได้ไปหาเธอจริงๆ จริงสินะ ถังโจวโจวฉลาดเป็นกรด เธอรู้ดีว่าเขาจะคิดถึงเรื่องนี้ ดังนั้น เธอไม่มีทางให้เขาหาตัวเจอได้ง่ายนักหรอก 

 

 

ทันใดนั้น ลั่วเซ่าเชินก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เธอคงไม่ได้ไปหาเซียวโม่ใช่ไหม? ลั่วเซ่าเชินร้อนใจขึ้นมา แต่เขาไม่สามารถเอ่ยปากถามเซียวโม่ได้ ไม่อย่างนั้นเซียวโม่จะต้องรู้อย่างแน่นอนว่าเขากับถังโจวโจวมีปัญหากัน ลั่วเซ่าเชินจะไม่ยอมให้เขาดูถูกดูแคลนได้ง่ายๆ หรอก 

“ลั่วอิงคะ แม่ไม่เป็นไรจริงๆ เดี๋ยวแม่จะลงไปกินข้าวแล้ว หนูลงไปก่อนนะคะ แม่โจวโจวขอเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน แล้วจะตามลงไปค่ะ” ถังโจวโจวไม่เคยเงียบใส่ลั่วอิงเลยสักครั้ง เธอคิดว่าเธอไม่อาจทำให้ลั่วอิงเป็นกังวลไปมากกว่านี้ได้ 

 

 

อีกอย่าง เธอก็รู้ดีว่าลั่วเซ่าเชินเป็นคนส่งลั่วอิงขึ้นมาสอบถามแทน แต่ถึงกระนั้นเธอก็แอบคิดอยู่เงียบๆ ว่าเธอไม่จำเป็นต้องทำให้ลั่วอิงเสียใจเลย 

 

 

เมื่อลั่วอิงเห็นว่าถังโจวโจวไม่มีปัญหาอะไรแล้ว ดวงใจที่เต้นระรัวก็กลับสู่สภาวะปกติในที่สุด เธอไม่เคยเห็นถังโจวโจวเป็นแบบนี้มาก่อน เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวหายดีแล้ว ลั่วอิงก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่า คำพูดที่ถังโจวโจวพูดออกมานี้คืออะไร ดังนั้น เธอจึงขอตัวออกจากห้องนี้ไป 

 

 

“ถ้าอย่างนั้นแม่โจวโจวต้องรีบลงมานะคะ หนูกับคุณพ่อจะรอคุณแม่อยู่ที่ห้องนั่งเล่น” ลั่วอิงเดินไปพลางพูดไปพลาง เธอกำชับเสียดิบดี ราวกับกลัวว่าเธอกับถังโจวโจวจะจากกันไปตลอดกาลอย่างไรอย่างนั้น 

 

 

“ได้จ้ะ แม่จะรีบไป” ถังโจวโจวลุกขึ้นมาแล้วก็เดินเข้าไปในห้องน้ำ มองดูใบหน้าที่ซีดขาวของตัวเองในกระจก กดเปิดน้ำล้างหน้าจนใบหน้าเต็มไปด้วยหยดน้ำ แต่ตาที่แดงอยู่ไม่สามารถทำให้หายไปได้ 

 

 

ถังโจวโจวชำระร่างกายของเธอจนเรียบร้อย หลังจากนั้นเธอก็เปลี่ยนเสื้อผ้า อารมณ์ของเธอไม่ได้ย่ำแย่เหมือนตอนก่อนหน้านี้แล้ว ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกว่าตัวเองช่างโง่เหลือเกิน ทำไมมัวแต่นอนแน่นิ่งอยู่นานขนาดนั้น นี่ไม่เหมือนตัวเธอเองเลยสักนิด 

 

 

สุดขอบล่าฟ้าเขียวมีพืชพรรณมากมายนับไม่ถ้วน ทำไมเธอถึงต้องรักต้นไม้แค่เพียงต้นเดียวด้วย![1] ในเมื่อถังโจวโจวตัดสินใจได้แล้ว เธอก็เดินลงไปชั้นล่างได้อย่างสบายใจ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเธอกลับมาเป็นปกติแล้ว มีเพียงแค่ดวงตาที่ยังคงแดงก่ำอยู่เท่านั้น เขาดูออกว่าก่อนหน้านี้เธอเพิ่งจะร้องไห้มาอย่างหนัก แต่เมื่อทั้งหมดกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว เขาก็วางใจ เขาไม่รู้จริงๆ ว่าวันนี้มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น ถังโจวโจวถึงได้ร้องไห้หนักมากขนาดนั้น 

 

 

คงไม่ใช่เพราะคิดถึงลูกหรอกนะ? ลั่วเซ่าเชินเข้าใจถึงความเจ็บปวดที่อยู่ในใจของเธอ ถึงแม้ว่าจะสามารถพูดให้เธอเข้าใจได้แล้ว แต่ในใจเธอก็คงยังหลงเหลือความคิดถึงอยู่ ที่ไม่รู้ว่าจะโผล่ขึ้นมาอีกเมื่อไร เกลี้ยกล่อมก็แล้ว ที่สุดคงมีเพียงตัวเธอเองคนเดียวเท่านั้นที่ต้องก้าวข้ามอุปสรรคนี้ไปให้ได้ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเองก็รู้สึกเศร้าเสียใจมากเหมือนกันที่ต้องสูญเสียลูกไป พวกเขาได้ดื่มด่ำกับข่าวดีเรื่องนี้ได้ไม่นานนัก ไม่ทันไรเขาก็จากไปเสียแล้ว แต่ลั่วเซ่าเชินก็เข้าใจ หากเขามัวแต่จมอยู่กับความเจ็บปวดในอดีต ถังโจวโจวก็จะยิ่งไม่สามารถเดินออกมาได้ 

 

 

“ป้าหลิวคะ ตักข้าวเถอะค่ะ” ครอบครัวสามคนนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากัน ลั่วเซ่าเชินคีบอาหารที่ถังโจวโจวชอบใส่ในชามของเธอ ถังโจวโจวตอบรับด้วยรอยยิ้ม แต่ลั่วเซ่าเชินไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ เขาถึงรู้สึกว่าถังโจวโจวน่ากลัวมากกว่า 

 

 

“โจวโจว ถ้ามีเรื่องอะไรก็คุยกับผมได้นะ คุณอย่าเก็บเอาไว้ในใจ” ลั่วเซ่าเชินเอ่ยด้วยความเป็นห่วง 

 

 

เขากลัวว่าถังโจวโจวกำลังปั้นยิ้มหลอกทุกคนอยู่ โดยที่ความจริงแล้วเธอยังเจ็บปวดอยู่มาก เธอสามารถยิ้มให้เขาได้แบบนี้ ยิ่งทำให้ลั่วเซ่าเชินรู้สึกหวาดระแวง 

 

 

ถังโจวโจวเห็นดวงตาเล็กๆ ที่บ่งบอกถึงความเป็นห่วงของลั่วอิงมองมา ทันใดนั้นเธอก็ฉีกยิ้มอย่างมีความสุข “เซ่าเชินคะ มีเรื่องอะไรที่ไหนกัน คุณคิดมากไปแล้ว ตอนนี้ฉันโอเคแล้วค่ะ คุณอย่าทำให้ลั่วอิงต้องเป็นห่วงไปด้วยเลย” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินหันไปมองลั่วอิงที่กำลังคิ้วขมวดอยู่ ก็รู้ว่าเมื่อสักครู่เขาทำผิดไป จริงสินะ ลั่วอิงยังเด็กอยู่ เรื่องของผู้ใหญ่ก็ไม่ควรให้เธอต้องมากังวลใจตามไปด้วย 

 

 

“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว คุณรีบทานข้าวเถอะ ทานเยอะๆ นะครับลูก” ลั่วเซ่าเชินคีบกับข้าวให้ลั่วอิงเพิ่มอีก 

 

 

เมื่อลั่วอิงเห็นว่าลั่วเซ่าเชินกับถังโจวโจวไม่ได้มีอะไรผิดปกติไป เธอจึงวางใจมากขึ้น “คุณพ่อคุณแม่ขา คุณพ่อคุณแม่ก็ทานเยอะๆ ด้วยนะคะ พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันแบบนี้ดีจังเลยค่ะ อยู่ด้วยกันตลอดไปเลยนะคะ” 

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกว่าวันนี้ลั่วอิงเอาแต่พูดถึงเรื่องอนาคตตลอด แต่ก็คิดเพียงว่าเด็กๆ ก็เป็นแบบนี้แหละ ความสุขที่อยู่ตรงหน้าจะต้องคว้าเอาไว้ในมือให้ได้ แต่ลั่วเซ่าเชินจะยินยอมหรือ เขาจะยินยอมเดินไปด้วยกันกับเธอในอนาคตข้างหน้านี้ไหมนะ? 

 

 

แล้วกันสิ คิดเพ้อเจ้ออีกแล้ว ไม่ใช่ว่าเดิมทีก็ไม่มีอนาคตอยู่แล้วหรอกหรือ ก่อนหน้านี้เธอคิดเข้าข้างตัวเองมากไปจริงๆ บางทีเขาอาจจะแค่แสดงความเมตตาเท่านั้น เพราะเขาอาจจะเสียใจมาจากหันฮุ่ยซิน ก็เลยมาอยู่กับเธอที่นี่เพื่อรักษาหัวใจตัวเองเท่านั้น สิ่งที่เขาทำทั้งหมดในตอนนี้ ฉันไม่มีทางเชื่ออีกต่อไปแล้ว! 

 

 

ถังโจวโจวกินข้าวอยู่เงียบๆ ราวกับว่าไม่ได้ยินในสิ่งที่ลั่วอิงพูด ต่างกับลั่วเซ่าเชินที่พูดไปยิ้มไป “ลูกพูดถูกครับ เราครอบครัวเดียวกัน ต้องอยู่ด้วยกันตลอดไป” 

 

 

ถังโจวโจวเพียงแค่เงยหน้าขึ้นมาพร้อมทั้งใบหน้าที่ยิ้มแย้ม และเมื่อลั่วอิงเห็นว่าถังโจวโจวยิ้มได้แล้ว เธอก็คิดว่าแม่โจวโจวกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว เธอจึงกินข้าวต่ออย่างว่าง่าย เมื่อก่อนถังโจวโจวต้องคอยกระตุ้นให้เธอกินข้าวให้หมด แต่ตอนนี้เธอสามารถกินเองได้แล้ว ข้าวชามเดียวหมดไปได้สบายๆ 

 

 

หลังมื้อเย็น ลั่วอิงก็ออกไปหาเพื่อนของตัวเองเพื่อเล่นด้วยกัน เหลือไว้เพียงลั่วเซ่าเชินกับถังโจวโจวที่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น ทั้งสองคนต่างฝ่ายต่างมองหน้ากัน แต่กลับไม่พูดอะไร 

 

 

ลั่วเซ่าเชินอยากจะถาม แต่ก็กลัวว่าจะไปกระทบถึงเรื่องที่อยู่ในใจของถังโจวโจวเข้า ถังโจวโจวเองก็อยากจะถามถึงเรื่องที่ติดอยู่ในใจกับลั่วเซ่าเชินเหมือนกัน แต่ก็กลัวว่าคำตอบที่ได้จะเป็นอย่างที่เธอคิดเอาไว้ เธอควรจะทำอย่างไรดี? 

 

 

ในเวลานี้พวกเขาสองคนต่างก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา บรรยากาศค่อนข้างอึมครึม 

 

 

“เซ่าเชิน…” 

 

 

“โจวโจว…” 

 

 

ทั้งสองคนมองหน้ากันและกันแล้วยิ้ม ถังโจวโจวกับลั่วเซ่าเชินเห็นว่าอีกฝ่ายมีเรื่องอยากจะพูดจึงเงียบลงก่อน สุดท้ายกลับพูดชนกันอีก จากนั้นก็ไม่มีใครพูดต่อ 

 

 

“โจวโจว คุณพูดก่อนเลย” ลั่วเซ่าเชินคิดว่าถังโจวโจวคงต้องการจะถามอะไรบางอย่าง อาจจะเป็นสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจเธอวันนี้ก็เป็นได้ 

 

 

ถังโจวโจวลังเลอยู่นาน ก่อนจะถามว่า “เซ่าเชิน ครั้งที่แล้วที่คุณไปต่างประเทศ คุณไปคนเดียวจริงๆ หรือคะ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินอึดอัดใจ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมถังโจวโจวถึงได้ถามคำถามนี้ออกมาอีก เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวจ้องมาที่เขาอย่างจริงจัง ลั่วเซ่าเชินก็เกิดความกังวลใจ อย่างไรก็ตามเขาไม่สามารถพูดความจริงออกมาได้ แต่ทำไมจู่ๆ เธอถึงถามถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีกแล้วล่ะ ไม่ใช่ว่ามันผ่านไปตั้งนานแล้วเหรอ? 

 

 

“โจวโจว มีใครมาพูดอะไรกับคุณใช่ไหม ผมเคยบอกคุณไปแล้วไม่ใช่เหรอ ผมไม่ได้ไปคนเดียวนะ” 

 

 

ถังโจวโจวนึกไม่ถึงว่าลั่วเซ่าเชินจะยอมรับออกมาตามตรง เธอตกใจจนหน้าถอดสี ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าถังโจวโจวสนใจเรื่องนี้มาก มันยิ่งทำให้เขาไม่กล้าพูดความจริงออกมา 

 

 

เขารีบพูดทีเล่นทีจริง “โจวโจว คุณลืมไปแล้วหรือไง หวังหวาก็ไปด้วยกันกับผม ผมถึงพูดว่าความจริงแล้วมันไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่ไปต่างประเทศ” 

 

 

เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวดูจะสบายใจขึ้นเล็กน้อย ลั่วเซ่าเชินก็ลอบปาดเหงื่อ เขาก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงได้กลัวนัก หากเป็นนิสัยปกติของเขา มีหรือที่เขาจะต้องมานั่งอธิบายให้เธอฟัง? ดูเหมือนว่าเขาจะตกหลุมของถังโจวโจวเข้าแล้วจริงๆ 

 

 

ถังโจวโจวเองก็ไม่รู้ว่าลั่วเซ่าเชินพูดจริงหรือพูดหลอก แต่ดูจากท่าทางของเขาแล้ว ดูไม่เหมือนคนที่พูดโกหกเลย 

 

 

จากนั้นถังโจวโจวก็คิดว่าลั่วเซ่าเชินเป็นคนระดับไหนแล้ว เขาดูแลกิจการมาตั้งหลายปี จัดการกับผู้คนมามากมายนับไม่ถ้วน ถ้าหากเขาอยากจะปิดบังอะไรสักหน่อย เธอก็ไม่มีทางที่จะสืบหาได้ ถ้าพูดแบบไม่น่าฟังล่ะก็ เขาไม่ต่างอะไรกับสุนัขจิ้งจอกเลย 

 

 

“เซ่าเชิน คุณพูดจริงใช่ไหมคะ ไม่ได้หลอกฉันใช่ไหม” ถังโจวโจวยังคงสงสัยอยู่ ก่อนหน้านี้เธอเคยไม่ลงรอยกับลั่วเซ่าเชิน ถ้าหากไม่ใช่เพราะเขายอมเธอ ถังโจวโจวก็ไม่มีทางเอาชนะเขาได้หรอก ตอนนี้ถังโจวโจวจึงยังไม่ค่อยโล่งใจนัก 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเธอยังไม่เชื่อ เขาจึงรีบสาบานว่า “โจวโจว ผมพูดจริงแน่นอน ถ้าคุณไม่เชื่อ คุณก็เรียกหวังหวามาถามได้ ดูสิว่าเขาจะตอบว่ายังไง” ลั่วเซ่าเชินกล้าพนันได้เลยว่าถังโจวโจวไม่มีทางเรียกหวังหวามาถาม แล้วอีกอย่าง หวังหวาก็ไม่มีทางพูดจาส่งเดชแน่นอน 

 

 

ถังโจวโจวเห็นว่าเขายืนยันหนักแน่นขนาดนี้ จึงทำให้เธอเริ่มรู้สึกไม่มั่นใจในความคิดของตัวเองขึ้นมา คิดอยู่ว่าเธอเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า อาจเป็นแค่การยั่วยุของหันฮุ่ยซินเท่านั้น เพื่อให้เธอหลีกทางออกไปเอง 

 

 

แต่เมื่อถังโจวโจวกลับมานึกถึงรูปที่หันฮุ่ยซินส่งมาให้เธอ หลักฐานมันชัดเจนและมัดตัวแน่นขนาดนี้ ไม่มีทางที่ในรูปจะเป็นหันฮุ่ยซินกับคนอื่นไปได้ 

 

 

ถังโจวโจวตัดสินใจทดสอบลั่วเซ่าเชินดู “เซ่าเชิน ฉันจะยอมเชื่อคุณก็ได้ แต่มีคนส่งรูปถ่ายมาให้ฉัน มันเป็นรูปที่คุณกับผู้หญิงคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียงด้วยกัน แล้วมันก็อยู่ในช่วงที่คุณไปต่างประเทศพอดี เซ่าเชินคะ คุณรู้ไหมว่าตอนที่ฉันได้เห็นรูปใบนั้นแล้วฉันเจ็บปวดมากแค่ไหน” 

 

 

ถังโจวโจวปวดใจมากจริงๆ พูดไปพูดมาน้ำตาก็พานไหลลงมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ลั่วเซ่าเชินตกใจมาก สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เมื่อถังโจวโจวเห็นกับตาว่าเขาตกใจมากขนาดนี้ ความผิดหวังที่พยายามกดเอาไว้ในใจก็ปะทุขึ้น 

 

 

เห็นเขาเป็นแบบนี้ เรื่องนี้คงเป็นเรื่องจริงสินะ? ถังโจวโจวร้องไห้เสียใจหนักกว่าเดิม ในขณะที่ลั่วเซ่าเชินก็นั่งไม่ติด เขาไม่รู้ว่าเขาควรปลอบเธออย่างไรดี 

 

 

เขาพูดอยู่ข้างๆ ว่า “โจวโจว คุณอย่าร้องเลยนะ ใครเป็นคนส่งรูปภาพให้คุณ หันฮุ่ยซินใช่ไหม” เมื่อลั่วเซ่าเชินถามคำถามนี้จบ เขาก็อยากจะตบปากตัวเองเหลือเกิน นี่ไม่เท่ากับว่าเขาหาเรื่องใส่ตัวหรอกหรือ 

 

 

เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ ถังโจวโจวเงยหน้าขึ้นและตะโกนออกมาว่า “ลั่วเซ่าเชิน! คุณรู้ได้ยังไงว่าหันฮุ่ยซินเป็นคนส่งรูปมาให้ฉัน ฉันยังไม่ได้พูดถึงชื่อของเธอเลย? ลั่วเซ่าเชิน ก่อนหน้านี้ที่คุณสาบานมา มันไม่มีประโยชน์แล้ว ตอนนี้เรื่องทั้งหมดมันถูกเปิดเผยหมดแล้ว!” 

 

 

ป้าหลิวได้ยินเสียงดังมาจากในห้องรับแขกมี เธอจึงเดินออกมาดู แล้วก็เห็นว่าถังโจวโจวกับลั่วเซ่าเชินกำลังทะเลาะกัน จึงรีบตรงเข้าไปตักเตือน “คุณชาย คุณผู้หญิงคะ เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือคะ ทำไมถึงได้เสียงดังอย่างนี้ พวกคุณมีเรื่องขัดแย้งกันหรือคะ?” 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่ามีคนนอกเข้ามา เธอจึงสงบสติอารมณ์ลง “ป้าหลิวคะ ป้ากลับไปก่อนเถอะ นี่เป็นเรื่องของฉันกับเขา ป้าไม่ต้องเข้ามายุ่งดีกว่าค่ะ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินก็ไม่อยากให้คนอื่นรู้ จึงทำได้เพียงพูดกับป้าหลิวว่า “ป้าหลิว ผมกับโจวโจวไม่ได้เป็นอะไร เมื่อสักครู่เราสองคนแค่ความเห็นไม่ตรงกัน ก็เลยเสียงดังนิดหน่อย” 

 

 

เมื่อป้าหลิวได้ยินว่าพวกเขาไม่เป็นไร เพียงแค่ความคิดเห็นต่างกัน เธอก็พูดกับลั่วเซ่าเชินอย่างเป็นห่วงว่า “คุณชายคะ คุณก็ยอมคุณผู้หญิงเธอหน่อยนะคะ ไม่จำเป็นต้องทะเลาะกันแบบนี้ เดี๋ยวคุณหนูมาเห็นเข้า มันจะไม่ดี” 

 

 

“ครับ ป้าหลิว เราเข้าใจแล้ว ป้าไปทำงานของป้าเถอะ” ตอนนี้ลั่วเซ่าเชินไม่มีแก่ใจจะฟังป้าหลิวเทศนา ตอนนี้เขาต้องการเพียงจัดการกับระเบิดเวลาลูกนี้ของถังโจวโจวก่อน 

 

 

ป้าหลิวเห็นท่าทีของพวกเขาไม่เหมือนก่อนหน้านี้ แม้ว่าในใจจะยังคงเป็นห่วง แต่เรื่องของเจ้านาย เธอก็ไม่ควรเข้าไปยุ่ง เธอจึงทำได้แค่เพียงหันหลังเดินกลับไปที่ห้องครัว 

 

 

เมื่อเห็นว่าป้าหลิวไปแล้ว ลั่วเซ่าเชินรีบกุมมือของถังโจวโจวขึ้นมา “โจวโจว พวกเราขึ้นไปคุยกันข้างบนเถอะ ผมจะอธิบายให้คุณฟัง ดีไหม?” 

 

 

เธอเห็นลั่วเซ่าเชินพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำระคนอาการกระสับกระส่าย ถังโจวโจวเคยเห็นท่าทางแบบนี้ของเขาที่ไหนกัน เมื่อครู่เธอยังไม่ทันได้ปลดปล่อยความโกรธออกมา ก็ถูกป้าหลิวขัดจังหวะไว้เสียก่อน ความเศร้าที่อยู่ในใจมันเหือดหายไปส่วนหนึ่งแล้ว แต่ใจเธอก็ยังคงอึดอัดอยู่ 

 

 

“ได้ ฉันจะขึ้นไปฟังดูว่าคุณจะอธิบายว่าอะไร” ถังโจวโจวยิ้มอย่างเยือกเย็น เธออยากรู้ว่าลั่วเซ่าเชินจะหลอกอะไรเธออีก หลักฐานก็ชัดเจนขนาดนี้แล้ว เขายังจะพูดอะไรได้! 

 

 

 

 

 

[1] สุดขอบล่าฟ้าเขียวมีพืชพรรณมากมายนับไม่ถ้วน ทำไมเธอถึงต้องรักต้นไม้แค่เพียงต้นเดียวด้วย หมายถึง บนโลกใบนี้ยังมีคนอีกมากมาย ไม่จำเป็นต้องปักใจรักคนนี้เพียงคนเดียว 

หันฮุ่ยซินจำได้แม่นยำ ตอนที่เธอเข้าใกล้ลั่วเซ่าเชิน เธอเห็นปากของลั่วเซ่าเชินขยับไปมาแล้วพึมพำว่า ‘โจวโจว โจวโจว…’ 

 

 

แผนเดิมของหันฮุ่ยซินถูกทำลายลงด้วยคำสองคำที่ลั่วเซ่าเชินละเมอออกมา หันฮุ่ยซินนั่งเหม่อลอยอยู่ริมเตียง มองดูลั่วเซ่าเชินนอนหลับอย่างสบายใจ ตอนนี้ในใจของเขามีแต่ถังโจวโจวอย่างนั้นหรือ? 

 

 

ถังโจวโจวก็ยังไม่อยากจะเชื่อ แต่หันฮุ่ยซินพูดด้วยเสียงหนักแน่นขนาดนี้ ถังโจวโจวไม่เชื่อคงไม่ได้ แต่ตอนนี้เธอยังต้องพูดคุยกับหันฮุ่ยซินอยู่ ดังนั้น ไม่ว่ายังไงเธอก็ต้องยืนกราน ไม่ขอยอมรับความจริงนี้เอาไว้ก่อน “คุณหัน ขอโทษด้วยนะ เรื่องนี้เซ่าเชินเคยบอกฉันแล้ว และฉันก็เชื่อเขา” 

 

 

หันฮุ่ยซินรู้ดีว่าถังโจวโจวกำลังปากแข็ง แต่กลับไม่ยอมพูดออกมา “โจวโจว ถึงขนาดนี้แล้วถ้าคุณยังไม่ยอมเชื่อ งั้นฉันก็ไม่พูดมากแล้ว” 

 

 

หันฮุ่ยซินวางสายไปแล้ว ส่วนถังโจวโจวก็ไม่มีกะจิตกะใจจะเข้าครัวทำขนมอีก ป้าหลิวที่กำลังรอถังโจวโจว เพราะเธอบอกไว้ว่าจะทำขนม แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นลงมาเลย จึงตรงขึ้นไปดูข้างบน ค่อยๆ เคาะประตูหน้าห้องนอนใหญ่เบาๆ “คุณผู้หญิงคะ?” 

 

 

“คะ ป้าหลิว เข้ามาสิคะ” ถังโจวโจวเช็ดน้ำตา พลันมองเห็นป้าหลิวเดินเข้ามา 

 

 

“คุณผู้หญิงจะทำขนมไม่ใช่หรือคะ ฉันเตรียมวัตถุดิบต่างๆ ไว้ให้หมดแล้ว” ป้าหลิวยิ้มพลางมองถังโจวโจว และเมื่อเธอเห็นว่าอีกฝ่ายดูซึมๆ ไป ป้าหลิวจึงเอ่ยถามอย่างเป็นห่วงว่า “เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะคุณผู้หญิง” 

 

 

แน่นอนว่าถังโจวโจวไม่มีทางพูดเรื่องนั้นกับป้าหลิวอยู่แล้ว เธอจึงพยายามฉีกยิ้ม “ป้าหลิว จู่ๆ ฉันก็รู้สึกไม่สบายนิดหน่อย อยากนอนบนเตียงสักครู่ วันนี้ก็คงไม่ได้ทำขนมแล้ว” ถังโจวโจวกุมหน้าผาก 

 

 

เมื่อป้าหลิวเห็นว่าเธอดูจะไม่สบายจริงๆ ก็กระวนกระวายใจ “คุณผู้หญิงคะ ให้ฉันบอกคุณผู้ชายไหมคะ หรือว่าจะให้ฉันพาคุณไปตรวจที่โรงพยาบาลดี?” 

 

 

“ไม่ต้องหรอกค่ะ ป้าหลิว นอนพักสักครู่เดี๋ยวก็หายแล้ว ป้าหลิวลงไปจัดการธุระต่อเถอะค่ะ” ตอนนี้ถังโจวโจวไม่มีแรงจะคุยกับป้าหลิวต่อแล้ว เธอจึงอยากให้ป้าหลิวออกไปก่อน เธออยากอยู่ในห้องว่างๆ กับตัวเองคนเดียว 

 

 

“ได้ค่ะ คุณผู้หญิง งั้นฉันออกไปก่อน คุณก็พักผ่อนให้มากๆ นะคะ” ป้าหลิวช่วยปิดประตูห้องให้ถังโจวโจว 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าป้าหลิวออกไปแล้ว เธอก็ไม่ต้องฝืนยิ้มแย้มต่อหน้าคนอื่นแบบนั้นอีก เธอหลั่งน้ำตาอยู่เงียบๆ นึกถึงเรื่องที่ลั่วเซ่าเชินหลอกเธอซ้ำไปซ้ำมา ถังโจวโจวคิดว่าเธอไม่ควรเชื่อเขาแต่แรกเลย ทุกสิ่งที่เขาพูดมาก่อนหน้านี้เป็นเพียงเรื่องหลอกลวงเท่านั้นเอง 

 

 

ถังโจวโจวหวนนึกถึงภาพถ่ายภาพนั้นระหว่างลั่วเซ่าเชินกับหันฮุ่ยซิน คนสองคนเปลือยกายอยู่ด้วยกัน ถ้าหากเอารูปนี้ให้ลั่วเซ่าเชินดูต่อหน้า ไม่รู้ว่าเขายังจะคิดคำหลอกลวงออกมาได้อีกไหม? 

 

 

ถังโจวโจวนั่งร้องไห้ในห้องคนเดียวอยู่นาน จากนั้นเธอก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง สายตาทอดมองไปข้างหน้า แต่ก็ไม่รู้ว่ามองอะไรอยู่ 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินกลับมาถึงบ้าน เขาก็ได้ยินป้าหลิวเล่าว่าวันนี้ถังโจวโจวเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้อง จนป่านนี้ยังไม่ออกมาเลย ลั่วเซ่าเชินรู้สึกถึงความผิดปกติ เขาจึงให้ลั่วอิงเอาของขึ้นไปเก็บในห้องตัวเองก่อน ส่วนลั่วเซ่าเชินก็ตรงไปที่ห้องนอนเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับถังโจวโจว 

 

 

ภายในห้องนั้นมืดสนิท ถังโจวโจวดึงม่านปิดไว้หมด เมื่อลั่วเซ่าเชินเดินเข้ามา เขาก็หมายจะเปิดไฟ แต่ทันใดนั้นถังโจวโจวก็ส่งเสียงมาว่า “อย่าเปิด” ลั่วเซ่าเชินทำตามที่เธอบอก เขาไม่ได้เปิดไฟ 

 

 

ทีแรกลั่วเซ่าเชินคิดว่าที่ในห้องนอนมืดแบบนี้เพราะถังโจวโจวกำลังหลับ แต่พอเธอส่งเสียงมา เขาก็ได้รู้ว่าเธอยังตื่นอยู่ “คุณทำอะไรน่ะ ฟ้ายังไม่ทันมืด ทำไมถึงปิดม่านจนหมดแบบนี้” 

 

 

ถึงแม้ว่าตอนนี้จะเป็นเวลาเย็นแล้ว แต่ข้างนอกยังมีแสงสว่างอยู่บ้าง ไม่เหมือนข้างในนี้ที่ไม่มีแม้แต่แสงแดดรำไร ลั่วเซ่าเชินเดินอยู่ในห้องก็กลัวว่าจะสะดุดล้ม 

 

 

ลั่วเซ่าเชินคลำไปจนถึงข้างหน้าต่าง เขาเปิดม่านขึ้นมาครึ่งหนึ่ง แล้วเมื่อหันไปมองก็พบว่าถังโจวโจวนอนอยู่บนเตียง ดวงตาแดงก่ำ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินรีบเดินไปที่ข้างเตียง และเมื่อเห็นว่าสภาพของเธอดูย่ำแย่มาก เขาจึงรีบเอ่ยถาม “เป็นอะไรไป ใครรังแกคุณ บอกผมมา ผมจะไปจัดการมันเอง!” 

 

 

ถังโจวโจวเหลือบตาขึ้นมาสบตากับลั่วเซ่าเชิน เธอเห็นว่าสีหน้าเขาเป็นกังวลจริงๆ แต่ถังโจวโจวก็ลดสายตาลง ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบสักนิด 

 

 

“โจวโจว เกิดอะไรขึ้นกับคุณ” ลั่วเซ่าเชินพยายามสงบสติอารมณ์ ก่อนจะถามขึ้นอีกครั้ง 

 

 

ถังโจวโจวได้ยินคำพูดของเขาที่แสดงความห่วงใยอย่างสุดซึ้ง ก็หวนคิดไปถึงเรื่องที่เขาแอบทำลับหลังเธอ น้ำตาก็พลันไหลลงมาอีก ลั่วเซ่าเชินเห็นเธอร้องไห้ออกมาไม่หยุด จึงรีบใช้มือช่วยเช็ดน้ำตาให้ เมื่อสังเกตใกล้ๆ ลั่วเซ่าเชินก็พบว่าปลอกหมอนเปียกชุ่มไปหมด นี่เสียน้ำตาไปมากเท่าไรแล้วเนี่ย! 

 

 

“โจวโจว อย่าร้องไห้เลยนะ เกิดเรื่องอะไรขึ้นก็พูดออกมาเถอะ ร้องไห้หนักแบบนี้จะยิ่งไม่ดีต่อสุขภาพนะ ร่างกายคุณเพิ่งจะหายดีแท้ๆ” ลั่วเซ่าเชินเห็นว่ายิ่งพูดถังโจวโจวก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น เมื่อเธอไม่ยอมพูดอะไรเลยก็ยากที่เขาจะคาดเดาได้ แน่นอนว่าก่อนหน้านี้เธอไม่ได้เป็นแบบนี้ อยู่ๆ ทำไมวันนี้ถึงได้ผิดปกติแบบนี้ล่ะ? 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าถามอะไรไปถังโจวโจวก็ไม่ยอมตอบ จึงลงมาข้างล่างเพื่อถามป้าหลิวว่าวันนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ แต่ป้าหลิวกลับส่ายหัว “คุณผู้ชาย คุณผู้หญิงไม่ได้เป็นอะไรมากใช่ไหมคะ วันนี้คุณผู้หญิงบอกว่าไม่ค่อยสบาย นอนอยู่ในห้องทั้งวัน ทีแรกเธอบอกว่าจะทำขนม แต่จู่ๆ เธอก็ไม่ทำแล้ว” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าถามไปก็ไม่ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อะไร มีแต่จะยิ่งทำให้คิดหนัก นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? จู่ๆ เขาก็นึกถึงลั่วอิงขึ้นมา คิดว่าถ้าให้ลั่วอิงไปถามคงจะได้ผล จึงกวักมือเรียกลั่วอิง “ลั่วอิง มานี่หน่อยเร็ว” 

 

 

“คุณพ่อ มีอะไรหรือคะ” ในมือของลั่วอิงถือถ้วยเจลลี่อยู่ เธอกินอย่างเอร็ดอร่อย 

 

 

ลั่วเซ่าเชินย่อตัวลงมา ลูบหัวเล็กๆ ของลั่วอิง “ลั่วอิง แม่โจวโจวดูเหมือนจะไม่ค่อยมีความสุข หนูขึ้นไปถามให้พ่อหน่อยได้ไหมครับว่าทำไมแม่โจวโจวถึงไม่มีความสุข?” 

 

 

“ทำไมคุณพ่อไม่ไปถามเองล่ะคะ” ลั่วอิงกัดช้อนตักเจลลี่ ด้วยหน้าตาท่าทางแสนน่ารัก 

 

 

ลั่วเซ่าเชินถูกคำพูดของลั่วอิงโจมตี เขาไม่มีทางเลือกจึงบอกว่า “พ่อถามแล้ว แต่ว่าแม่โจวโจวของหนูไม่ยอมพูดด้วย คุณพ่อถึงต้องให้นางฟ้าตัวน้อยๆ ของพ่อออกโรงนี่ไง พ่อเชื่อว่าหนูต้องทำสำเร็จแน่นอน!” 

 

 

“คุณพ่อคะ ถ้าอย่างนั้นหนูควรถามว่าอะไรคะ” ลั่วอิงยังคงไม่เข้าใจ ทำไมถ้าเธอไปถาม แม่โจวโจวถึงจะพูดออกมา แต่ทำไมพอเป็นคุณพ่อถาม แม่โจวโจวถึงไม่พูดล่ะ? 

 

 

ลั่วเซ่าเชินกระซิบข้างหูเธอ ลั่วอิงพยักหน้าเหมือนจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ลั่วเซ่าเชินยื่นมือใหญ่ๆ ออกมา “มา! แปะมือกับพ่อหน่อย” 

 

 

แปะ! ทั้งสองคนแปะมือกันเรียบร้อย มองดูแล้วมีพลังไม่ใช่น้อยเลย 

 

 

ลั่วอิงไม่ลืมที่จะเอาเจลลี่ในมือไปด้วย ตึงๆๆ เธอเดินขึ้นไปข้างบนจนมาถึงห้องนอนใหญ่ ประตูถูกเปิดไว้ครึ่งหนึ่ง ลั่วอิงค่อยๆ ผลักประตูให้เปิดออก เธอเห็นว่าถังโจวโจวนอนอยู่บนเตียง ลั่วอิงส่งเสียงร่าเริงออกมา “แม่โจวโจวขา ลงไปกินข้าวกันได้แล้วค่ะ” 

 

 

ถังโจวโจวได้ยินเสียงของลั่วอิงแล้ว แต่เธอก็ยังไม่ลุกขึ้นมา ลั่วอิงเห็นว่าไม้นี้ไม่เป็นผล จึงเดินไปอยู่ข้างหน้าถังโจวโจว ใบหน้าของถังโจวโจวซีดขาว มือเล็กๆ สัมผัสลงบนแก้มของเธอ “แม่โจวโจว นี่คุณแม่เป็นอะไรไป อย่าทำให้หนูตกใจสิคะ!” 

 

 

ความสามารถของลั่วอิงที่บอกว่าให้ร้องไห้ เธอก็จะร้องออกมาได้เลย เป็นเรื่องที่คนในบ้านต่างก็รู้ดี ในที่สุดถังโจวโจวก็ยอมเอามือออกมาจากในผ้าห่ม เช็ดน้ำตาให้กับลั่วอิง “เจ้าตัวน้อย เด็กโง่ หนูร้องไห้ทำไมคะ” 

 

 

น้ำตาของลั่วอิงหยุดไหลแล้ว แต่เธอก็ยังมีอาการสะอึกอยู่ “อึ้ก… แม่โจวโจวขา อึ้ก… หนูก็ไม่อยากร้องไห้ อึ้ก… แต่พอเห็นคุณแม่ร้องแล้ว หนูก็ทนไม่ได้” 

 

 

ถังโจวโจวเห็นลั่วอิงสะอึกไม่หยุด จึงหยิบน้ำแก้วหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียงมาให้ “ดื่มน้ำไปอึกหนึ่ง แล้วกลั้นหายใจไว้เจ็ดวินาทีนะคะ เดี๋ยวก็จะดีขึ้น” 

 

 

ลั่วอิงดื่มน้ำลงไปอึกหนึ่งอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จากนั้นกลั้นหายใจเจ็ดวินาที เธอก็ไม่สะอึกแล้วจริงๆ ลั่วอิงมองถังโจวโจวราวกับเป็นนักมายากล “แม่โจวโจว คุณแม่เก่งจังเลย ทำไมคุณแม่ถึงรู้ทุกอย่างเลยล่ะคะ” 

 

 

ถังโจวโจวไม่ได้พูดอะไรออกมา นี่เป็นแค่ทักษะการใช้ชีวิตเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง ปล่อยให้ความสงสัยนี้คงอยู่ในใจของลั่วอิงก็ดีเหมือนกัน อย่างไรก็ตามเมื่อเธอโตขึ้นเธอก็จะรู้เองโดยธรรมชาติ 

 

 

ถังโจวโจวยิ้มกว้าง ลั่วอิงก็ยิ้ม ความสงสัยของลั่วอิงหายวับไปในทันที เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวยิ้มได้อย่างมีความสุขแล้ว ลั่วอิงจึงถามอย่างระมัดระวังว่า “แม่โจวโจวคะ เมื่อกี้นี้คุณแม่เป็นอะไรไป ทำไมถึงร้องไห้ล่ะคะ เป็นเพราะคุณพ่อทำให้คุณแม่โกรธใช่ไหม หนูจะไปตีคุณพ่อให้คุณแม่เองค่ะ!” 

 

 

ถังโจวโจวเห็นลั่วอิงที่กำหมัดน้อยๆ ของตัวเอง แล้วตั้งท่าจะรีบลงไปทันทีเพื่อลงโทษลั่วเซ่าเชินตามที่พูด เธอจึงรีบพูดขึ้นมา “ไม่ใช่หรอกค่ะ มันไม่ใช่ความผิดของคุณพ่อหรอก ตอนนี้แม่โจวโจวหายดีแล้ว หนูไม่ต้องไปตีคุณพ่อแล้วนะคะ” 

 

 

ลั่วอิงเกาหัวด้วยความรู้สึกผิด “จริงเหรอคะ ถ้าแม่โจวโจวไม่เสียใจแล้ว หนูก็ไม่กังวลแล้วค่ะ แม่โจวโจวขา คุณแม่รู้ไหมว่าเมื่อกี้นี้คุณแม่ทำให้หนูกลัวมากเลย หนูคิดว่าคุณแม่จะบินไปแล้วซะอีก!” 

 

 

“ทำไมล่ะคะ คุณแม่ไม่ใช่เทพเซียนนะ จะบินไปไหนได้ยังไงกัน” ถังโจวโจวได้ยินคำพูดแบบเด็กๆ ของลั่วอิงแล้ว ก็อดยิ้มออกมาไม่ได้อยู่ครู่หนึ่ง 

 

 

ลั่วอิงเห็นว่าถังโจวโจวไม่เชื่อคำพูดของเธอจึงกระวนกระวาย “แม่โจวโจวขา หนูพูดจริงๆ นะคะ เมื่อกี้คุณแม่เหมือนจะหายไปแล้วจริงๆ แม่โจวโจว คุณแม่ต้องสัญญากับหนูนะว่าคุณแม่จะไม่ทิ้งหนูกับคุณพ่อไป สัญญานะคะ?” 

 

 

ถังโจวโจวจับมือของลั่วอิงเอาไว้ เมื่อครู่นี้เธอก็กำลังนึกถึงปัญหาข้อนี้อยู่พอดี ถ้าเธอยังคงอยู่ที่นี่ต่อไปจะไปมีประโยชน์อะไร? ความรักความเชื่อใจระหว่างเธอกับลั่วเซ่าเชินก็ไม่ต่างอะไรกับเงาของดวงจันทร์ที่สะท้อนอยู่ในน้ำ ที่เพียงแค่ถูกกระทบก็สลายหายไป ทุกอย่างเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้นเอง 

 

 

ถังโจวโจวคิดทบทวนอยู่นานมาก นานจนน้ำตาของเธอแห้งเหือดไปหมด แต่ไม่รู้ทำไม แค่เห็นลั่วเซ่าเชิน น้ำตาที่แห้งไปแล้วของเธอกลับรินไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย นี่เป็นเพราะอะไรกัน? แน่นอนว่าถังโจวโจวรู้อยู่แล้วว่าเป็นเพราะอะไร 

 

 

เธอไม่รู้ว่าลั่วเซ่าเชินคิดว่าเธอเพลิดเพลินกับการมีชีวิตอยู่แบบนี้หรืออย่างไร แต่เธอรู้เพียงว่าตัวเองรักเขาไปแล้ว ตอนแรกการมาของเด็กในท้องทำให้ถังโจวโจวคิดว่า ความรักของทั้งสองคนจะยิ่งมั่นคงขึ้น หลังจากนั้นคงจะได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข 

 

 

แต่แล้วความฝันอันสวยงามนี้ก็ต้องแตกสลายไปเมื่อลูกไม่อยู่แล้ว และลั่วเซ่าเชินก็หลอกเธอมาตลอด แต่ไหนแต่ไรมาในใจของเขายังคงมีแค่หันฮุ่ยซิน เขารักเพียงแค่หันฮุ่ยซิน เขาไม่เคยลืมหล่อนไปได้เลย 

 

 

ส่วนเธอก็เป็นเพียงคนโง่เขลาคนหนึ่งมาโดยตลอด แค่ลั่วเซ่าเชินทำดีกับเธอเล็กน้อย เธอก็แอบเก็บมาดีใจ ทั้งที่จริงๆ แล้วเป็นเพียงแค่การทำทานเล็กน้อยจากเขาเท่านั้นเอง 

 

 

ถังโจวโจวยิ่งคิดก็ยิ่งหนักใจมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าลั่วเซ่าเชินน่ารังเกียจ เดิมทีเธอยังอยากจะไปถามลั่วเซ่าเชินว่า สิ่งที่หันฮุ่ยซินพูดมันเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่ตอนนี้เธอคิดว่าไม่จำเป็นอีกแล้ว ไม่ว่าเขาจะเคยทำหรือไม่เคยก็ตาม ถึงตอนนี้เธอต้องคิดถึงอนาคตของตัวเองให้ดีๆ แล้ว 

 

 

คุณพ่อกับคุณแม่ถังชอบเขามาก ตอนนี้เธอกับเขายังหย่ากันไม่ได้ แล้วเดิมทีที่ลั่วเซ่าเชินต้องการแต่งงานกับเธอก็เพราะอยากให้เธอมาเป็นโล่กันผู้หญิงคนอื่นเท่านั้น แล้วตอนนี้เธอสามารถปล่อยเขาไปได้แล้วหรือยัง? แต่ตอนนี้เธอไม่อยากกลับไปอยู่ข้างๆ เขาอีกแล้ว เธอคิดว่าเธอควรไปจากที่นี่ได้แล้ว 

 

 

ลั่วอิงเห็นว่าถังโจวโจวไม่ตอบเธอ อีกทั้งสัมผัสได้ว่ามันน่ากังวลมาก เธอรู้สึกกลัวมากขึ้นไปอีก แม่โจวโจวเป็นอะไรกันแน่? ปกติเธอไม่เคยเป็นแบบนี้นี่ “แม่โจวโจวขา คุณแม่อย่าทำให้หนูตกใจสิคะ” 

 

 

เสียงของลั่วอิงสั่นเล็กน้อย ถังโจวโจวเพียงจับมือเธอไว้เงียบๆ 

“หลิวเหยียน ระหว่างฉันกับนายเป็นแบบนี้ไปแล้ว ไม่มีอะไรที่ต้องคุยกันแล้วล่ะ แล้วไม่ว่านายจะมีหรือไม่มีลูก นายก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านายเคยทรยศฉัน ยิ่งตอนนี้นายเป็นคนเจ้าเล่ห์แบบนี้ มันทำให้ฉันรู้สึกขยะแขยง!” 

 

 

หลินเหยามองหลิวเหยียนเหมือนมองเห็นสิ่งสกปรก แล้วหลินเหยาก็เห็นว่าหลิวเหยียนกำลังโกรธ เธอเมินเฉยอย่างไม่สนใจ ทีแรกเธอคิดว่าหลิวเหยียนจะเดินออกไปเลยด้วยความฉุนเฉียว แต่คิดไม่ถึงว่าอยู่ๆ เขาจะยิ้มออกมา และยังนั่งอยู่ที่เดิมด้วย ดูท่าว่าหลายปีมานี้ความอดทนของเขาจะเพิ่มขึ้นมากเลย 

 

 

“เหยาเหยา ตอนนี้เธออาจจะยังโกรธอยู่ก็เลยไม่ได้คิดให้ดี แต่ไม่เป็นไร ฉันเชื่อว่าเธอยังมีความรู้สึกดีๆ กับฉันอยู่” หลิวเหยียนพูดจบก็จากไป หลินเหยามองดูเงาจากด้านหลังเขา ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าทำไมก่อนหน้านี้เธอถึงได้หลงไปกับภาพลวงตาของเขาได้ขนาดนี้กันนะ? 

 

 

เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ใช่หลิวเหยียนคนที่เธอรักมากคนนั้นอีกต่อไปแล้ว เขาอยู่ในสังคมที่ผ่านการทำงานหนัก ความคิดความอ่านเลยไม่เหมือนเมื่อก่อน อีกทั้งเขายังไปเอาความมั่นใจมาจากไหน ถึงเชื่อมั่นว่าเธอยังคงรักเขาอยู่? 

 

 

ตอนแรกหัวใจของหลินเหยาก็ยังดูลังเล แต่เมื่อผ่านการสนทนาครั้งนี้กับหลิวเหยียนแล้ว ทำให้เธอตัดสินใจได้เด็ดขาด เธอไม่มีทางกลับไปกินหญ้าเน่าๆ ต้นนี้แน่นอน 

 

 

หลินเหยาเพิ่งจะกลับมาถึงสำนักพิมพ์นิตยสาร ก็มีพนักงานจากส่วนประชาสัมพันธ์คนหนึ่งเข้ามาบอกกับเธอว่ามีคนมาขอพบเธอ เธอแปลกใจมาก วันนี้เป็นวันอะไรกัน ทำไมถึงได้มีแต่คนอยากมาหาเธอ “ได้บอกไหมว่าเป็นใคร” 

 

 

“ไม่ได้บอกค่ะ เธอบอกแค่ว่ามาหาคุณ” 

 

 

หลินเหยาคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ให้เธอเข้ามาได้” 

 

 

ประตูห้องของหลินเหยาถูกเปิดออกอีกครั้ง หญิงสาวคนหนึ่งหน้าตาท่าทางดูดี แต่งตัวแฟชั่นทันสมัยเดินเข้ามาในห้องทำงานของเธอ หากเป็นเวลาปกติ หลินเหยาคงจะพูดทักทายอย่างเป็นกันเอง แต่ผู้หญิงคนนี้กลับโผล่มาในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะไม่ควร เธอไม่รีบไล่ออกไปก็ถือว่าใจดีมากแล้ว 

 

 

“หลินเหยา ไม่เจอกันนานเลยนะ” ผู้มาเยือนยิ้มพลางทักทายเธอ ใบหน้าแต่งด้วยเครื่องสำอางชั้นดีดูเนียนละมุน กลิ่นหอมอบอวลไปด้วยน้ำหอมของชาแนล 

 

 

“ใช่ ไม่เจอกันนานเลย สวีเฉินซี” 

 

 

‘ไม่ได้เจอกันมานานเท่าไรแล้วนะ? หนึ่งปี สองปี สามปี…’ หลินเหยาเคยคิดไว้ว่าชาตินี้คงไม่มีทางได้เจอสวีเฉินซีกับหลิวเหยียนอีก คิดไม่ถึงเลยจริงๆ สองคนนี้ตกลงกันมาก่อนหรืออย่างไร เดี๋ยวคนนี้คนนั้นก็มาหาเธอ? 

 

 

“เธอมาหาหลิวเหยียนใช่ไหม โทษทีนะ คงต้องทำให้เธอผิดหวังแล้วล่ะ เขาเพิ่งจะกลับไป” หลินเหยาหมุนปากกา นั่งอยู่บนเก้าอี้เบาะหนัง เธอมองตรงไปยังสวีเฉินซี รู้สึกว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้คนตรงหน้าเธอไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยสักนิด ดูเหมือนว่าจะไปกันได้ไม่เลวเลยกับหลิวเหยียน 

 

 

สวีเฉินซีเองก็ไม่ได้แสดงท่าทีไม่เหมาะสมอะไรออกมาเมื่อได้ยินชื่อของหลิวเหยียน เธอเพียงหัวเราะเบาๆ “หลินเหยา เธอเข้าใจผิดแล้ว วันนี้ฉันไม่ได้มาหาเขา ฉันตั้งใจมาหาเธอโดยเฉพาะ” 

 

 

“หาฉัน? ระหว่างเรามีอะไรต้องพูดกันด้วยเหรอ เรื่องพัวพันระหว่างพวกเราสามคนไม่ได้จบกันไปตั้งแต่หลายปีก่อนแล้วเหรอ พวกคุณสองคนต่างก็มาหาฉัน ต้องการอะไรกันแน่” 

 

 

“เธอถือสาไหมถ้าฉันจะชวนเธอออกไปดื่มกับฉันสักแก้ว” สวีเฉินซีทัดผมที่หล่นลงมาไว้ข้างหู กระเป๋าหลุยส์สีขาวที่ถืออยู่ในมือก็โดดเด่นขึ้นมา 

 

 

หลินเหยานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในสำนักพิมพ์เริ่มวุ่นวายแปลกๆ ตอนแรกการมาของหลิวเหยียนก็ทำให้พนักงานข้างนอกอยากรู้อยากเห็นมากพอแล้ว ตอนนี้ยังมีสวีเฉินซีมาอีกคน พวกเธอจะยังทำงานกันต่อได้อยู่อีกไหม 

 

 

หลินเหยาหยิบเสื้อคลุมที่พาดอยู่บนเก้าอี้ “ไปกันเถอะ” 

 

 

สวีเฉินซีรู้ดีว่าหลินเหยาจะต้องตอบตกลง หลินเหยาไม่เปลี่ยนไปเลยในหลายปีที่ผ่านมานี้ ยังคงมีแววตาหยิ่งผยองเหมือนเดิม ในตอนนั้นเธอก็ใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้นี่แหละ ถึงสามารถทำให้หลินเหยาเป็นฝ่ายขอเลิกกับหลิวเหยียนได้ 

 

 

หลินเหยามองไปยังสวีเฉินซีที่นั่งอยู่ตำแหน่งที่หลิวเหยียนเพิ่งจะนั่งไป จู่ๆ เธอก็รู้สึกเอือมระอา สองคนนี้เป็นบ้าไปแล้วใช่ไหม มาหาฉันทีละคนสองคน เห็นอยู่ชัดๆ ว่าฉันกับหลิวเหยียนไม่ได้เกี่ยวข้องกันตั้งหลายปีแล้ว ทะเลาะกันเองแล้วกลับยังมาดึงฉันเข้าไปเกี่ยวด้วยจนได้อีก! 

 

 

สวีเฉินซีดื่มกาแฟด้วยอารมณ์ที่ดูมีความสุขมาก แต่หลินเหยาไม่อยากเล่นสงครามประสาทกับเธอ “เธอพูดออกมาเถอะว่ามีธุระอะไรถึงมาหาฉัน” 

 

 

สวีเฉินซีส่งบัตรเชิญสีแดงให้หลินเหยา หลินเหยาสังหรณ์ใจเล็กน้อย “นี่เป็นบัตรเชิญงานหมั้นของฉันกับหลิวเหยียน เชิญเธอไปร่วมงานด้วยนะ” 

 

 

‘ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง’ หลินเหยามองสวีเฉินซี ‘เธอทำแบบนี้ต้องการอะไร แค่อยากจะมาอวดฉันเท่านั้นเหรอ’ 

 

 

“เธอไม่กลัวว่าฉันจะแย่งเขาคืนบ้างเหรอ” หลินเหยาเอียงหัวพลางถามกลับไป หลิวเหยียน คนหลอกลวง ยังกล้าดีมาบอกว่าจบกับสวีเฉินซีไปแล้ว ช่างไม่กลัวฟ้าผ่าเอาเสียเลย! 

 

 

“ถ้าคิดว่าแย่งไปได้ก็ลองดูสิ” สวีเฉินซีพูดอย่างมั่นใจ หากหลิวเหยียนยังอยากจะมีทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนเช่นตอนนี้ เขาก็จำเป็นต้องแต่งงานกับเธอ แต่หากหลิวเหยียนไม่สนใจทั้งหมดนั่นแล้ว อย่างนั้นเธอก็คงไม่มีทางเลือก 

 

 

หลินเหยาสงสัยว่าจริงๆ แล้วสวีเฉินซีคิดอย่างไรกันแน่ เห็นๆ อยู่ว่าใจของผู้ชายคนนี้ไม่ได้อยู่ที่เธอ กลับยังอยากจะจัดงานแต่งงานกับเขาเพื่ออะไรกัน แล้วหลินเหยาก็พูดตามสิ่งที่คิดอยู่ในใจออกมา สวีเฉินซีหัวเราะขึ้นมาทันที 

 

 

“หลินเหยา ผู้ชายทุกคนบนโลกนี้ก็เหมือนกันหมด แล้วทำไมฉันจะไม่เลือกคนที่ฉันสามารถควบคุมได้ล่ะ หากวันหนึ่งพวกเราเกิดรักกันขึ้นมาได้จริงๆ นั่นก็ถือเป็นเรื่องดีที่สุด แต่หากมันเป็นไปไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ยังไงซะสมบัติตระกูลสวีหลังจากนี้ก็ต้องเป็นของฉันทั้งหมด หากหลิวเหยียนยังอยากได้ทุกอย่างก็แค่พึ่งฉันไปตลอดชีวิต” 

 

 

คำพูดนี้ของสวีเฉินซีช่างไร้เหตุผลเสียจริง ถ้าหากหลินเหยาไม่รู้จักเธอล่ะก็ คงจะลุกขึ้นปรบมือให้เธอแล้ว แต่หลินเหยาไม่เพียงแค่รู้จักเธอ ยังถูกเธอแย่งแฟนไปอีก จากเรื่องราวในวันนี้ทำให้หลินเหยารู้ได้เลยว่า แท้จริงแล้วบนโลกใบนี้ยังมีอีกหลายคนที่ไม่ปกติ! 

 

 

“เอาเถอะ ฉันกับเธอมันอยู่กันคนละโลกอยู่แล้ว นอกจากเรื่องนี้แล้วยังมีเรื่องอะไรอีกไหม” หลินเหยาถามตัดบท ในเมื่อยิ่งพูดคุยก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่สมเหตุสมผล ฉะนั้นก็ไม่จำเป็นต้องพูดคุยกันต่อแล้ว และเธอก็ไม่ได้สนใจเรื่องส่วนตัวของสวีเฉินซี ผู้หญิงคนนี้จะรักหรือไม่รักใครก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเธอ 

 

 

สวีเฉินซีเข้าใจว่าหลินเหยายียวนเธอ ทันใดนั้นสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นเยียบเย็นขึ้นมา “หลินเหยา เธออย่าได้เชื่อคำพูดหลอกลวงของหลิวเหยียนเชียวนะ ถ้าหากเธอกับเขากลับมาคบกันอีกครั้ง ฉันจะไม่ทนพูดอย่างใจเย็นแบบนี้หรอก!” 

 

 

หลินเหยาไม่ได้สนใจท่าทางคุกคามของสวีเฉินซี “ถ้าฉันกลับไปคบกับเขา เธอจะทำอะไรฉันงั้นเหรอ สวีเฉินซี ฉันขอแนะนำนะ ถ้าเธออยากให้เขาสนใจ เธอก็ควรจะให้ใจกับผู้ชายคนนี้มากกว่านี้หน่อย ทำไมต้องเอาฉันเข้าไปเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย ถ้าหากเขาไม่มีใจจะอยู่ตรงนี้จริงๆ ต่อให้ไม่ใช่ฉันก็เป็นคนอื่นอยู่ดี” 

 

 

แต่สวีเฉินซีกลับไม่คิดอย่างนั้น ตอนนี้คนที่อยู่ในหัวใจของหลิวเหยียนมีเพียงหลินเหยาคนเดียวเท่านั้น เขาไม่มีทางไปรักคนอื่นได้ และตราบใดที่หลินเหยายังคงเมินเฉยเขาอยู่ หลิวเหยียนก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ 

 

 

แม้ว่าสวีเฉินซีจะพูดต่อหน้าหลินเหยาราวกับไม่สนใจว่าหลิวเหยียนจะรักเธอหรือไม่ แต่จะมีผู้หญิงคนไหนกันที่ไม่อยากได้รับความรักจากสามี ใครอยากจะเป็นคนสองคนที่นอนร่วมเตียงแต่ฝันถึงคนต่างกัน สวีเฉินซีรู้แค่เพียงว่าเธอไม่สามารถบังคับหลิวเหยียนได้ มิเช่นนั้นเขาก็มีแต่จะรังเกียจเธอมากขึ้น 

 

 

“ฉันไม่สนผู้หญิงคนอื่นหรอก ฉันสนแค่เธอ หลินเหยา ฉันไม่ได้พูดเล่นๆ นะ ถ้าเธอพูดออกมาแล้วว่าไม่ขอเกี่ยวข้อง เธอก็ต้องทำให้ได้ อย่าบังคับให้ฉันต้องทำร้ายเธอเลย ไม่อย่างนั้นฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเผลอทำอะไรลงไปบ้าง” 

 

 

หลินเหยารู้สึกว่า สวีเฉินซีเริ่มบ้าไปแล้วจริงๆ หลิวเหยียนเป็นคนดีที่คู่ควรขนาดนั้นเชียวหรือ? 

 

 

“เธอวางใจได้ ฉันไม่มีทางกลับไปยุ่งกับเขาอีก อย่าเพิ่งรีบดีใจไปล่ะ นี่ไม่ใช่เพื่อเธอ เพียงแต่ฉันไม่อาจมองเขาเป็นคนเดิมได้แล้วก็เท่านั้นเอง ถือว่าเป็นโชคดีของเขาแล้วกันที่มีเธอที่รักเขามากขนาดนี้ ฉันก็ขออวยพรล่วงหน้าให้พวกเธอมีความสุขมากๆ นะ” 

 

 

หลินเหยาหยิบบัตรเชิญแล้วเดินไปยังประตูทางออกของร้านกาแฟ สวีเฉินซีเดินตามมาข้างหลังแล้วพูดว่า “หลินเหยา จำสิ่งที่เธอพูดในวันนี้ไว้ให้ดีล่ะ!” 

 

 

หลินเหยาโบกมือให้อย่างสง่างาม ผลักประตูกระจกแล้วเดินออกมา ข้างนอกลมหนาวกำลังพัดผ่าน ก่อนหน้านี้อยู่ข้างในยังไม่รู้สึก แต่เมื่อเดินออกมาข้างนอกแล้ว ลมหนาวอันเย็นยะเยือกก็เหมือนจะทะลุเข้าไปในเสื้อแบบฉับพลัน 

 

 

 

 

 

ถังโจวโจวที่เตรียมตัวลงไปทำขนมในห้องครัว เติมอาหารลงท้องตัวเองสักหน่อย ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือดัง ตี๊ด! ถังโจวโจวเปิดดูข้อความนั้น สีหน้าของเธอพลันบึ้งตึงขึ้นมาทันที 

 

 

ถังโจวโจวกดโทรศัพท์โทรกลับไปอย่างไม่รอช้า อีกฝ่ายก็รับสายอย่างรวดเร็ว “ฮัลโหล หันฮุ่ยซิน?” 

 

 

“ถังโจวโจว ฉันเอง เห็นที่ฉันส่งไปให้เมื่อกี้นี้แล้วใช่ไหม” เสียงที่มาพร้อมรอยยิ้มของหันฮุ่ยซินดังก้องอยู่ในหูของถังโจวโจว 

 

 

ถังโจวโจวนึกถึงสิ่งที่ตัวเองเพิ่งเห็นเมื่อสักครู่ เธอไม่ต้องการแสดงความอ่อนแอให้หันฮุ่ยซินรับรู้ เธอจึงตั้งใจถามกลับอย่างใจเย็นว่า “คุณต้องการอะไร” 

 

 

“ที่จริงแล้วก็ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่อยากให้คุณได้รู้ความจริงบางอย่างก็เท่านั้นเอง!” น้ำเสียงหันฮุ่ยซินฟังดูมีความสุขมาก อาจเป็นเพราะว่าเธอสามารถทำให้ถังโจวโจวเสียใจได้สำเร็จ 

 

 

ถังโจวโจวไม่เข้าใจ “ถ้าเป็นรูปพวกนั้นที่คุณส่งมา ฉันไม่เชื่อหรอก” เธอไม่เชื่อว่าลั่วเซ่าเชินจะทำแบบนั้นกับเธอได้ ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็อธิบายทุกอย่างหมดแล้วตั้งแต่แรก และเขาไม่ได้ทำอะไรเลย ถังโจวโจวเองก็เชื่อในตัวเขามาตลอด ถึงไม่เคยถามอะไรเขาอีก 

 

 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ก็คือหันฮุ่ยซินกลับทำให้เธอได้เห็นความจริงอย่างนี้ นี่เท่ากับตบหน้าเธอเลยใช่ไหม? 

 

 

“ถังโจวโจว ถ้าคุณไม่เชื่อ ฉันก็คงทำอะไรไม่ได้แล้ว เพราะความจริงมันเป็นแบบนี้ อ้อ! นอกจากนี้ฉันยังมีอีกเรื่องที่อยากบอกคุณ …วันนั้นที่คุณแท้งลูกเป็นวันเดียวกับวันที่จัดงานเปิดสตูดิโอของฉันเอง” 

 

 

“คุณพูดว่าอะไรนะ” ถังโจวโจวยังยืนอยู่ที่เดิม แต่เหมือนตัวเองหลุดออกไปอยู่นอกโลก 

 

 

“ได้ยินไม่ชัดเหรอ ถ้าอย่างนั้นฉันจะพูดให้ฟังอีกรอบ ฉันพูดว่า วันนั้นอาเชินอยู่เป็นเพื่อนฉันตลอด จนกระทั่งคุณเกิดเรื่อง ฉันกับเขาถึงได้รีบไปโรงพยาบาลด้วยกัน” 

 

 

ทันใดนั้นถังโจวโจวก็เข้าใจทั้งหมดแล้ว มิน่าล่ะ ตอนนั้นที่เธอถามลั่วเซ่าเชินว่าอยู่ที่ไหน เขาเหมือนกำลังปิดบังอะไรอยู่ ได้แต่บอกปัดๆ เธอไป ตอนนี้มานึกดูแล้วก็คือเขาจงใจไม่ให้เธอรู้ความจริง! 

 

 

ถังโจวโจวนึกถึงลูกของตัวเองที่เสียไป เมื่อมาผนวกกับความจริงที่ว่าลั่วเซ่าเชินทำกับเธอแบบนี้ ตอนนี้ภายในใจเธอก็มีแต่จะเกลียดเขามากขึ้นเรื่อยๆ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะไปคิดบัญชีกับเขา “หันฮุ่ยซิน แล้วคุณเอาเรื่องพวกนี้มาบอกฉันทำไม” 

 

 

“ถังโจวโจว ก็ในเมื่อคุณรู้แบบนี้แล้ว คุณยังอยากจะคบกับอาเชินอยู่อีกเหรอ” หันฮุ่ยซินไม่อยากรออีกต่อไปแล้ว หลังจากที่ลั่วเซ่าเชินเสียลูกไป กี่ครั้งที่เธอบอกให้เขามาหา เขาก็ไม่เคยมาเลย ยิ่งไปกว่านั้นคือเธอพบว่า ทุกครั้งเขาก็รับปากเธอส่งๆ ไปอย่างนั้นเอง 

 

 

หันฮุ่ยซินทนไม่ได้กับความเย็นชาแบบนี้ของลั่วเซ่าเชิน เมื่อเอาเรื่องคืนวันนั้นออกมาต่อรอง ในสายตาของลั่วเซ่าเชินก็เต็มไปด้วยความเสียใจ แต่ก็ยังไม่เต็มใจที่จะใส่ใจเธอมากขึ้นเลย หันฮุ่ยซินเห็นว่าวิธีนี้เริ่มไร้ประโยชน์ ทางที่ดีเธอต้องลงมือจากฝั่งของถังโจวโจวบ้างแล้ว 

 

 

“หันฮุ่ยซิน คุณคิดว่าถ้าฉันจะขอหย่า เซ่าเชินก็จะยอมหย่ากับฉันอย่างนั้นหรือ คุณคิดตื้นเกินไปมาก คนที่อยากแต่งงานกับฉันตั้งแต่แรกคือเซ่าเชินนะ ใช่ว่าฉันต้องการติดพันเขาจนไม่ยอมปล่อยเขาไปหรอก” 

 

 

หันฮุ่ยซินที่มองถังโจวโจวเป็นศัตรูหัวใจมาตลอดจึงต้องการทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวด แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่ามีดเล่มนั้นได้หวนกลับมาแทงเข้าในใจของตัวเธอเอง 

 

 

เธอคิดว่าคำพูดของถังโจวโจวช่างไร้สาระ หันฮุ่ยซินคิดไม่ถึงว่า การแต่งงานระหว่างลั่วเซ่าเชินกับถังโจวโจวนั้นแท้จริงแล้วเป็นความปรารถนาของลั่วเซ่าเชินเอง จะเป็นไปได้ยังไง เห็นกันอยู่ว่าคนที่อาเชินรักก็คือฉัน แล้วเขาจะเป็นฝ่ายขอถังโจวโจวแต่งงานได้ยังไง ฉันไม่เชื่อ! 

 

 

“ไม่จริง! ในใจของอาเชินมีแต่ฉันคนเดียวมาตลอด ขนาดตอนนั้นเขาเมาแล้ว ก็ยังเรียกแต่ชื่อของฉัน!” หันฮุ่ยซินจงใจพูดเพื่อให้ถังโจวโจวจิตใจปั่นป่วน ทั้งที่จริงแล้วคืนนั้นคนที่ลั่วเซ่าเชินละเมอเพ้อถึงไม่ใช่เธอ 

วันนี้ถังโจวโจวได้รับโทรศัพท์จากหลินเหยาอย่างกะทันหัน เมื่อถังโจวโจวดูเวลา ตอนนี้ควรจะเป็นเวลาที่หลินเหยาทำงานอยู่สิ ทำไมจู่ๆ เธอถึงได้โทรมาล่ะ หรือว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น?

 

 

ความคิดวูบหนึ่งที่ผ่านเข้ามาในใจของถังโจวโจวถูกสลัดทิ้งไป เมื่อเธอกดรับสายอย่างรวดเร็ว “ฮัลโหล เหยาเหยา ว่ายังไง”

 

 

 “…โจวโจว เขากลับมาแล้ว” หลินเหยาพูดประโยคนี้ด้วยเสียงแผ่วเบา แต่ถังโจวโจวก็เข้าใจได้ทันที

 

 

 “เขา? …หลิวเหยียนเหรอ”

 

 

 “ใช่ เขากลับมาหาฉันแล้ว” น้ำเสียงของหลินเหยานั้นฟังดูไร้เรี่ยวแรงเหลือเกิน แน่นอนว่าถังโจวโจวเข้าใจความรู้สึกของเธอ ไม่ว่าจะเป็นแฟนเก่าของใครกลับมาก็ตาม ล้วนไม่ดีต่อความรู้สึกทั้งนั้น

 

 

 “เขาพูดอะไรกับเธอ” ถังโจวโจวเพียงแต่รู้สึกแปลกใจ เหยาเหยาเคยบอกว่าหลิวเหยียนคบกับผู้หญิงที่เป็นเศรษฐีใหม่ไปแล้วไม่ใช่หรือ ทำไมถึงได้กลับมายื้อความสัมพันธ์กับหลินเหยาอีกล่ะ ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่ได้อยู่ต่างประเทศอย่างมีความสุขไปแล้วหรือ กลับมาทำไมกัน?

 

 

“เขาบอกว่าเขาอยากกลับมาคืนดีกับฉัน โจวโจว ตอนนี้ในใจฉันสับสนมากเลย เธอออกมาอยู่เป็นเพื่อนฉันหน่อยได้ไหม” หลินเหยาคิดไม่ถึงเลยว่าหลิวเหยียนจะกลับมา เพราะว่าก่อนหน้านี้เธอไม่มีความสุขที่จะคบกับเขาแล้วจึงต้องเลิกรากัน แต่หลิวเหยียนยังมีหน้ากลับมาหาเธอในตอนนี้ เธอไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร

 

 

แม้ว่าปากของหลินเหยาจะพูดว่าไม่ใส่ใจ แต่ก็ยากจะเป็นไปได้ ความรู้สึกที่มีต่อคนคนหนึ่งมานานหลายปี จะมาบอกว่าปล่อยก็ปล่อยได้เลยอย่างนั้นหรือ ยิ่งไปกว่านั้นตอนนั้นหลินเหยาเองก็มีความคิดอยากจะแต่งงานกับหลิวเหยียนด้วย ใครจะไปรู้เล่าว่าเขาร่วมทุกข์กับเธอได้ แต่กลับแพ้ความร่ำรวยของผู้หญิงคนอื่นเสียนี่ หลินเหยาได้แต่เกลียดตัวเองที่มองคนผิด

 

 

 “เหยาเหยา ทำไมเขาถึงได้ไร้ยางอายแบบนี้ คิดไม่ถึงเลยว่าเขายังมีหน้ากลับมาหาเธออีก เธอคงไม่ได้ตอบรับอะไรเขาไปหรอกใช่ไหม” ดูเหมือนว่าถังโจวโจวจะโมโหมากกว่าหลินเหยาเสียอีก ต้องโทษหลิวเหยียนที่หน้าไม่อาย เป็นเพราะผู้หญิงคนนั้นรวยมาก เขาถึงทิ้งเหยาเหยาไป เธอเกลียดผู้ชายนิสัยแย่ๆ แบบนี้ที่สุดเลย

 

 

“โจวโจว เธอออกมาก่อนเถอะ แล้วเดี๋ยวฉันจะเล่าให้เธอฟังอย่างละเอียดเลย”

 

 

“ได้ ฉันจะรีบออกไป”

 

 

ถังโจวโจวมาถึงร้านกาแฟก็เห็นว่าหลินเหยานั่งอยู่ตรงที่นั่งริมหน้าต่าง เอาแต่เหม่อลอยมองออกไปข้างนอก ถังโจวโจวพบว่าหลังจากที่หลินเหยากลับมา เธอก็ไม่เคยเห็นหลินเหยาหมดอาลัยตายอยากแบบนี้มาก่อน เห็นอย่างนี้แล้ว ดูท่าหลินเหยาคงยังปล่อยวางไม่ได้จริงๆ

 

 

ถังโจวโจวก็เข้าใจ ความรู้สึกแบบนี้ใช่ว่าพูดแล้วจะทำได้เลย หลังจากถังโจวโจวนั่งลงแล้วก็สั่งเพียงน้ำร้อนแก้วหนึ่ง ทันใดนั้นเธอก็มองเห็นว่าดวงตาของหลินเหยาแดงก่ำ

 

 

“เหยาเหยา เธอร้องไห้เหรอ!” ถังโจวโจวมองหลินเหยาด้วยความตกใจ ในสายตาของเธอหลินเหยาเป็นผู้หญิงที่เด็ดเดี่ยวมาโดยตลอด อีกทั้งตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เธอและหลินเหยาก็สนิทกันมาก เธอไม่เคยเห็นหลินเหยาร้องไห้เลยสักครั้ง

 

 

หลินเหยารีบปาดน้ำตาออก “ไม่เป็นไร ฉันก็แค่นึกถึงอดีตน่ะ พอกลับมามองตัวเองตอนนี้ มีบางอย่างที่ไม่อยากจะเชื่อก็แค่นั้นเอง”

 

 

หลังจากที่หลินเหยาเลิกกับหลิวเหยียน หลินเหยาก็รู้ถึงความคิดในใจของเขา เธอกับเขาทั้งสองคนเกิดในครอบครัวธรรมดาๆ เมื่อต้องออกไปใช้ชีวิตอยู่นอกประเทศ แน่นอนว่าย่อมไม่คุ้นชิน ต้องทำงานไปเรียนไป ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก

 

 

แล้วในตอนนั้นหลินเหยากับหลิวเหยียนก็อยู่กันคนละที่ แต่หลินเหยาก็มักจะหาเวลามาหาหลิวเหยียนบ่อยๆ ขณะที่หลิวเหยียนในช่วงนั้นก็ถูกสาวบ้านรวยคนหนึ่งตามจีบอย่างบ้าคลั่ง

 

 

ตอนแรกหลิวเหยียนก็ไม่ได้ชอบพออะไรกับหญิงสาวคนนั้น แต่พอเวลาผ่านไปใจก็เริ่มเปลี่ยน เขาค่อยๆ ชอบเธอมากขึ้นเรื่อยๆ หลิวเหยียนเริ่มมองเห็นข้อดีของเธอ ส่วนเธอทันทีที่รู้ว่าหลิวเหยียนต้องทำงานพาร์ทไทม์ตลอด และได้ค่าตอบแทนไม่มากสักเท่าไร เธอจึงฝากเขาเข้าทำงานที่บริษัทของตัวเองให้

 

 

รายได้ของหลิวเหยียนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ใช้ชีวิตก็ไม่ลำบากเหมือนเมื่อก่อน รวมทั้งหญิงสาวก็ดูแลเขาเป็นอย่างดี ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าหลินเหยาไม่อยู่ข้างเขาตลอดเวลา เขาจึงเริ่มใจอ่อน ค่อยๆ ไปมาหาสู่กับหญิงสาวคนนั้นบ่อยขึ้นเรื่อยๆ

 

 

แล้วเพียงแค่เมาครั้งเดียวก็ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น เดิมทีหลิวเหยียนมองเธอเป็นเพียงเพื่อนคนหนึ่งเท่านั้น แล้วเขายังปิดบังหลินเหยามาได้ตั้งนานอีกด้วย ดังนั้น หลินเหยาถึงไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติไป

 

 

การเมาในครั้งนั้น ทำให้หลิวเหยียนกับหญิงสาวคนนั้นเกิดความสัมพันธ์เกินเลยกันขึ้น เดิมทีเธอก็ไม่ได้เอ่ยปากขอให้เขารับผิดชอบอะไร แต่เป็นหลิวเหยียนเองที่รู้สึกละอายใจ ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้พูดออกมาอย่างชัดเจน แต่ถึงอย่างไรเขาก็ต้องรับผิดชอบ

 

 

หลังจากนั้นหลินเหยาก็ได้รับรู้เรื่องนี้ ในตอนแรกหลินเหยาแทบไม่อยากจะเชื่อ สุดท้ายหลิวเหยียนก็ออกมายอมรับด้วยตัวเอง หลินเหยาจึงขอเลิก แต่หลิวเหยียนไม่ยอม ภายหลังหญิงสาวคนนั้นบอกว่าเธอท้องแล้ว นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้หลิวเหยียนจำต้องเลิกกับหลินเหยา

 

 

ต่อมาเมื่อหลินเหยาเรียนจบ เธอก็ไม่ได้ติดตามข่าวคราวของหลิวเหยียนกับผู้หญิงคนนั้นอีกเลย หลังจากนั้นหลินเหยาก็กลับประเทศ จิตใจเธอสงบลงได้มาตั้งนาน แต่จู่ๆ หลิวเหยียนก็กลับมาหาเธออย่างนี้ หลินเหยาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้เธอกำลังเผชิญกับสถานการณ์แบบไหน

 

 

นี่เป็นครั้งแรกที่ถังโจวโจวฟังหลินเหยาเล่าเรื่องของเธอกับหลิวเหยียนอย่างละเอียด ก่อนหน้านี้หลินเหยาเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงมาโดยตลอด ถังโจวโจวเองก็ไม่อยากบังคับ เมื่อฟังจบ ถังโจวโจวกับหลินเหยาต่างก็เงียบกันไปอยู่นาน

 

 

“เหยาเหยา เธออยากกลับไปคบกับเขาเหรอ แล้วผู้หญิงคนนั้นล่ะ? เลิกกับเขาไปแล้วเหรอ” ถังโจวโจวคิดว่า ถ้าหากหญิงสาวคนนั้นรักหลิวเหยียนมาก คงไม่มีทางยอมง่ายๆ แน่ ไม่ใช่ว่าพวกเขามีลูกด้วยกันแล้วคนหนึ่งหรือ?

 

 

หลินเหยาส่ายหัว “ฉันไม่ได้ถาม และฉันก็ไม่อยากรู้ด้วย ตอนนี้ฉันคิดอะไรไม่ออกจริงๆ” ในใจของหลินเหยาว้าวุ่นมาก เธอไม่รู้เหมือนกันว่าเธอจะกลับไปคบกับหลิวเหยียนได้อย่างไร

 

 

เธอยังไม่สามารถข้ามผ่านอุปสรรคภายในใจไปได้ ถังโจวโจวเห็นว่าเธอกำลังสับสนถึงเพียงนี้ จึงเสนอความเห็นออกมา “เหยาเหยา เธอทำตามหัวใจตัวเองก็พอ ลองกลับไปติดต่อเขาดูก่อน ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็แค่ไม่ต้องสนใจเขาอีก เท่านี้ก็พอแล้ว”

 

 

หลินเหยาได้ยินถังโจวโจวพูดแบบนี้ก็หลุดยิ้มออกมา “โจวโจว ความหมายของเธอคือต้องการให้ฉันทดลองสินค้าก่อนอย่างนั้นเหรอ”

 

 

ถังโจวโจวเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองพูดจาแปลกๆ “อ๊ะ ไม่ใช่อย่างนั้นนะ ก็เธอไม่ได้บอกเองเหรอว่าเธอไม่รู้ว่าใจตัวเองกำลังคิดยังไง? ฉันก็เลยแนะนำให้เธอพิสูจน์กับความเป็นจริงเท่านั้นเอง ถ้าหากในใจของเธอยังลืมความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อเขาในอดีตไม่ได้ หรือว่าเธอยังรักเขาอยู่ก็ตาม ถ้าอย่างนั้นเธอก็แค่ให้อภัยเรื่องในอดีตของเขาซะ”

 

 

 “แต่ฉันลืมการหักหลังของเขาในอดีตไม่ได้ เรื่องนั้นมันฝังอยู่ในใจฉัน ดึงเท่าไรก็ดึงไม่ออก พอไปโดนก็รู้สึกเจ็บอีก” หลินเหยาจับหน้าอกแสดงให้รับรู้ว่าเธอเจ็บสุดๆ

 

 

ถังโจวโจวเปลี่ยนไปนั่งข้างๆ เธอ แล้วก็กอดเธอเอาไว้ “เหยาเหยา เธออยากร้องก็ร้องเถอะ ร้องออกมาให้หมดเลยก็ได้นะ” ถังโจวโจวรู้ดีว่าในใจของหลินเหยาเจ็บปวด จึงทำได้แค่เพียงปลอบใจอยู่ข้างๆ เธอเท่านั้น

 

 

“โจวโจว ใจของฉันมันเจ็บปวดมากจริงๆ ฮือ… ฮือ… เขาจะกลับมาทำไม” ถังโจวโจวไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไรดี เธอทำได้แค่ตบบ่าของหลินเหยาเพื่อปลอบประโลมเท่านั้น

 

 

หลังจากที่ร้องไห้อยู่นาน อารมณ์ของหลินเหยาก็สงบลงมาก “เหยาเหยา ตอนนี้เธอดีขึ้นมากแล้วใช่ไหม เธอไม่ต้องคิดมากแล้ว ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติเถอะนะ”

 

 

“ได้ ฉันเชื่อเธอ จะไม่คิดมากแล้ว คิดไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น” ถึงแม้ว่าหลินเหยาจะไม่ได้ถามหลิวเหยียนถึงหญิงสาวคนนั้นว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน แต่เธอคิดว่า หล่อนไม่มีทางปล่อยหลิวเหยียนมาง่ายๆ แบบนี้แน่

 

 

ปีนั้นก็บอกว่าท้องแล้ว ถ้าหากเด็กคนนั้นยังอยู่ล่ะ ตอนนี้ก็คงอายุหนึ่งถึงสองขวบแล้วสิ แต่จากที่สังเกตดูหลิวเหยียนในครั้งนี้ ไม่เห็นเขาพูดถึงปัญหานี้เลย ไม่รู้ว่าเขาตั้งใจปิดบังเอาไว้ หรือว่าเด็กคนนั้นไม่มีตัวตนอยู่ตั้งแต่แรกแล้วกันแน่?

 

 

จากนั้นถังโจวโจวก็ไปเป็นเพื่อนหลินเหยาทุกที่ ทั้งสองคนดื่มกินกันอย่างเพลิดเพลิน หลินเหยายังอยากให้ถังโจวโจวไปบาร์เป็นเพื่อน แต่ถังโจวโจวรีบปฏิเสธทันที ตอนนี้มีแค่พวกเธอที่เป็นผู้หญิงกันสองคน เธอกลัวว่าหากเธอกับหลินเหยาเข้าไปดื่มกันต่อในบาร์แล้ว เกิดเมามายจนควบคุมตัวเองกันไม่ได้ขึ้นมาจะทำอย่างไร

 

 

ถ้าหากพวกเธอดื่มกันอย่างบ้าคลั่งแล้วดันไปเจอคนไม่หวังดี ถึงเวลานั้นพวกเธอก็คงยากจะควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ ดังนั้น ถังโจวโจวจึงปฏิเสธสุดกำลัง

 

 

หลินเหยาไม่มีกะจิตกะใจจะกลับไปทำงานอีก เธอจึงตรงกลับบ้านเสียเลย เมื่อเข้าห้องมาแล้วเธอก็ได้แต่มองห้องที่ว่างเปล่า จู่ๆ เธอก็คิดว่าหากมีใครสักคนมาร่วมใช้ชีวิตด้วยกัน ช่วยทำให้ห้องนี้มีชีวิตชีวามากขึ้นก็คงจะดี

 

 

หลังจากนั้นไม่กี่วัน หลิวเหยียนก็มาพบกับหลินเหยาอีกครั้ง พนักงานในสำนักพิมพ์ต่างให้ความสนใจเขามาก พูดได้เลยว่าที่หลิวเหยียนสามารถทำให้หญิงสาวบ้านรวยคนนั้นมาชอบพอเขาได้ ก็เพราะใบหน้านี้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างมาก

 

 

อีกทั้งวันนี้หลิวเหยียนก็ใส่สูท ดูดีกว่าเมื่อก่อนมากจนผิดหูผิดตา อย่างน้อยหลินเหยาก็เคยเห็นเขาในสภาพที่ย่ำแย่ที่สุด เมื่อนึกเปรียบเทียบกับตอนนี้แล้ว ต่างกันราวฟ้ากับเหวจริงๆ

 

 

หลินเหยาไม่อยากให้คนในสำนักพิมพ์นิตยสารนินทาเธอกับหลิวเหยียน ดังนั้น เมื่อหลิวเหยียนกำลังเดินเข้ามาในสำนักงานของเธอ เธอจึงพาเขาออกไปข้างนอก หลินเหยาเดินนำหน้า หลิวเหยียนเดินตามหลังอย่างเชื่อฟัง

 

 

พวกเขาไปนั่งคุยกันที่ร้านกาแฟใกล้ๆ แห่งหนึ่ง เมื่อพนักงานเสิร์ฟกาแฟของพวกเขาเสร็จแล้ว หลินเหยาก็ถามอย่างไม่อ้อมค้อมว่า “นายมีธุระอะไรกับฉัน”

 

 

หลิวเหยียนเห็นว่าหลินเหยายังคงเหมือนเมื่อก่อน กล้ารักและกล้าเกลียด การแสดงสีหน้าท่าทางก็ยังคงชัดเจนเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่นิดเดียว

 

 

หลิวเหยียนมองหลินเหยานิ่งๆ หลินเหยาเองก็สังเกตเห็นแววตาของเขา จู่ๆ ในใจของหลินเหยาก็เกิดความรู้สึกเกลียดชังขึ้นมา นี่เขาคิดจะทำอะไร มาแสดงให้เห็นว่าความรักที่ลึกซึ้งของเขาเป็นยังไงในตอนนี้อย่างนั้นหรือ?

 

 

“อาเหยา เรากลับมาคบกันเถอะ! ฉันเลิกกับเฉินซีไปแล้ว ตอนนี้ฉันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเฉินซีอีกแล้ว” หลิวเหยียนพูดอย่างจริงใจ แต่หลินเหยากลับรู้สึกว่าเขาน่ารังเกียจ

 

 

หลินเหยาคิดว่าหลิวเหยียนช่างน่าตลกสิ้นดี เพียงแค่เขาเลิกรากับผู้หญิงคนนั้น เธอก็ควรให้อภัยเขาง่ายๆ เลยอย่างนั้นหรือ? หลินเหยารู้สึกว่าเมื่อก่อนตัวเองเจ็บปวดจนทำให้เสียพลังใจไปมาก มาตอนนี้ถึงเพิ่งคิดได้ว่า ทำไมตอนนั้นเธอจะต้องเสียอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองเพื่อผู้ชายแบบนี้ด้วย

 

 

“หลิวเหยียน แล้วเธอยินยอมด้วยหรือเปล่า ทุกอย่างที่นายมีตอนนี้ ให้ฉันเดาก็คงเป็นสิ่งที่เธอให้นายหมดเลยสินะ? แล้วถ้านายเลิกกับเธอ อาชีพของนายจะไม่ได้รับผลกระทบไปด้วยเหรอ” หลินเหยาเพียงแค่เดาไปอย่างนั้นเอง แต่สีหน้าของหลิวเหยียนกลับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นการยืนยันว่าสิ่งที่หลินเหยาคาดคะเนนั้นเป็นเรื่องจริง

 

 

ความจริงแล้วหลิวเหยียนเป็นฝ่ายเดียวที่พูดเรื่องเลิกรากับสวีเฉินซี แต่สวีเฉินซีไม่ได้ยินยอมด้วยเลย เธอกับเขาทะเลาะกันอย่างหนัก หลิวเหยียนเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาลืมรักเก่าไม่ได้ หรือเป็นเพราะเขาทนเธอไม่ไหวอีกต่อไปกันแน่ สุดท้ายก็ตัดสินใจแน่วแน่โดยเลือกเดินออกมาเอง

 

 

แต่ตอนนี้หลิวเหยียนก็ยังไม่ได้ออกจากบริษัทของตระกูลสวี แค่อ้างว่าถูกสำนักงานใหญ่ส่งมายังสาขาในประเทศในฐานะผู้จัดการทั่วไปเท่านั้น

 

 

“อาเหยา เธอวางใจได้ ตอนนี้ฉันสามารถอยู่คนเดียวได้แล้ว เธอสบายใจที่จะมาอยู่กับฉันได้เลย เฉินซีไม่มีทางมายุ่งวุ่นวายกับเธอได้อีกแล้ว” หลิวเหยียนทำให้เรื่องทุกอย่างเป็นเหมือนว่าที่เขากับหลินเหยาต้องเลิกรากันนั้นเป็นเพราะสวีเฉินซีบังคับเขามาโดยตลอด

 

 

หลินเหยารู้สึกว่าหลิวเหยียนเปลี่ยนไป นับวันจะยิ่งเจ้าเล่ห์ขึ้นเรื่อยๆ “หลิวเหยียน นายเองก็เป็นลูกผู้ชาย นายกล้าทำทำไมถึงไม่กล้ารับล่ะ” หลินเหยารู้สึกว่าหลิวเหยียนเปลี่ยนไปจนเป็นคนที่เธอแทบไม่รู้จักแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าแท้จริงแล้วเป็นเธอที่เปลี่ยนไปหรือเขาเปลี่ยนไปกันแน่?

 

 

“อาเหยา เฉินซีต่างหากเป็นฝ่ายบังคับให้พวกเราต้องเลิกกัน ฉันไม่ได้พูดอะไรผิดเลยนะ” หลิวเหยียนพูดด้วยความมั่นใจ

 

 

หลินเหยากลับยิ่งคิดว่าเขาไร้ยางอายมากเหลือเกิน เรื่องที่ตัวเองเป็นคนทำกลับโยนความผิดไปให้ผู้หญิงที่อ่อนแอคนหนึ่ง ถึงแม้ว่าหลินเหยาจะไม่ค่อยเต็มใจพูดแทนสวีเฉินซีสักเท่าไร แต่เธอไม่อาจยอมรับพฤติกรรมแบบนี้ของหลิวเหยียนได้มากกว่า นี่คือหมดประโยชน์แล้วก็เลยคิดจะทิ้งหล่อนอย่างนั้นหรือ?

 

 

“เอาเถอะ แม้ว่านายจะคิดว่ามันเป็นความผิดของเธอ แล้วลูกของนายล่ะ เรื่องนี้ฉันคงไม่ได้จำผิดหรอกนะ?”

 

 

หลิวเหยียนร้อนรนมากขึ้นไปอีก “อาเหยา ไม่มีเรื่องลูกอะไรนั่นเลย เฉินซีหลอกฉันมาตั้งแต่แรก ไม่มีเรื่องลูกอะไรทั้งนั้น”

 

 

หลิวเหยียนใช้เวลาไปตั้งนานหลายปีกว่าจะกลับมาหาหลิวเหยาได้ในตอนนี้ เพราะเขาอยากจะเปิดธุรกิจของตัวเอง โดยไม่ต้องอาศัยอิทธิพลของสวีเฉินซีอีก ตอนนี้เขาใกล้จะทำความฝันนั้นสำเร็จแล้ว ขณะเดียวกันความคิดถึงที่เขามีต่อหลินเหยาก็ยิ่งลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ แล้วก่อนหน้านี้เขาก็เพิ่งทะเลาะกับสวีเฉินซีมาอีก หลิวเหยียนจึงเดินทางกลับประเทศมาเลย

“ฉันไม่เป็นไรค่ะ” เมื่อสวี่โยวพูดจบ เธอก็ยืนขึ้น ทันใดนั้นร่างของเธอก็เซล้มเข้าไปหาเซียวโม่ เซียวโม่กางแขนออกไปรับตัวเธอเอาไว้ กลายเป็นว่าสวี่โยวลงมานั่งอยู่บนตักของเซียวโม่ เธอขบฟันร้อง ซี้ด แล้วเธอก็จับขาของตัวเอง เมื่อครู่นี้ที่เธอคุกเข่าอยู่ เธอไม่รู้สึกอะไรเลย แต่เมื่อเธอยืนขึ้น เธอก็เพิ่งรู้ตัวว่าขาของเธอชาไปหมดแล้ว

 

 

           สวี่โยวกลัวว่าเซียวโม่จะโกรธและรู้สึกว่าเธอกำลังแสร้งทำเพื่อให้ได้ใกล้ชิดเขา เธอจึงรีบลุกขึ้นยืน แต่เธอลืมไปว่าขาของเธอยังชาอยู่ เธอจึงล้มลงไปอีกครั้งหลังจากที่เพิ่งจะยืนขึ้น

 

 

“เอาละ นั่งดีๆ อย่าขยับไปขยับมาสิ” คำพูดของเซียวโม่ทำให้เธอนั่งนิ่งอยู่บนตักของเขาได้อย่างสบายใจ ชั่วขณะหนึ่งเธอไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี

 

 

เมื่อเซียวโม่เห็นเธอรู้สึกเขินอาย ทันใดนั้น เขาก็นึกถึงสมัยก่อนที่สวี่โยวพยายามไล่ตามเขา ตอนนั้นเธอสามารถทำได้ทุกอย่าง แต่หัวใจของเขากลับมีถังโจวโจวอยู่แล้ว เขาจึงแกล้งทำเป็นไม่เห็นพฤติกรรมเหล่านั้นของเธอ

 

 

สวี่โยวนั่งอยู่อีกพักหนึ่ง ก่อนจะรู้สึกว่าขาของเธอดีขึ้นมากแล้ว เธอเป็นฝ่ายลุกออกมาเอง จู่ๆ เธอก็ปรับความเข้าใจกับเซียวโม่ได้ เธอจึงไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรเพื่อทำลายบรรยากาศอันน่าอึดอัดนี้ แต่เซียวโม่ดูออกว่าเธอไม่สบายใจ “คุณพักผ่อนเถอะ ผมจะลงไปข้างล่างหน่อย”

 

 

“ค่ะ” สวี่โยวพยักหน้าอย่างว่าง่าย และเมื่อเธอเห็นว่าเซียวโม่เดินออกไปแล้ว เธอก็นั่งลงบนเตียง พลางยิ้มอย่างมีความสุข

 

 

หลังจากที่ฉินอวิ๋นได้พบกับถังโจวโจว เธอก็หวนคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ยิ่งเธอคิดถึงมันมากเท่าไร เธอก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง เธอสั่งให้คนไปตรวจสอบประวัติของถังโจวโจวในช่วงที่ผ่านมา และยังให้สืบมาด้วยว่าถังโจวโจวเป็นลูกแท้ๆ ของคุณพ่อและคุณแม่ถังไหม

 

 

           ฉินอวิ๋นไม่ได้บอกใครเกี่ยวกับเรื่องนี้ และคนที่ต้องปิดไว้ไม่ให้รู้เด็ดขาดก็คือเมิ่งไหวเซิน ยิ่งตอนนี้ในขณะที่เธอยังไม่ทราบผล ฉินอวิ๋นก็ยังทำอะไรไม่ได้ เธอจึงทำได้แค่รออย่างอดทนเท่านั้น

 

 

           คุณแม่เซียวเห็นว่าหลังจากที่พวกเขาได้ปรับความเข้าใจกันไปแล้วในวันนั้น เซียวโม่ก็ใส่ใจสวี่โยวมากขึ้น ทั้งเธอและคุณพ่อเซียวมีความสุขมาก เมื่อได้เห็นว่าทั้งสองคนไปด้วยกันได้ดี พวกเขายิ้มและมองดูปฏิกิริยาที่เซียวโม่และสวี่โยวมีต่อกัน บรรยากาศภายในบ้านตระกูลเซียวนั้นดีขึ้นมาก ราวกับว่าไม่เคยผ่านช่วงเวลาน่าอึดอัดกันมาก่อน

 

 

           คุณแม่เซียวยังคงจำได้ขึ้นใจ ตอนนี้สวี่โยวท้องก็ดีแล้ว เนื่องจากก่อนหน้านั้นเธอต้องทนทุกข์ทรมานใจเพราะถังโจวโจว นี่ถึงเวลาแล้วที่เธอจะต้องหาโอกาสระบายความแค้นนั้นออกมา!

 

 

           คุณแม่เซียวเริ่มสนใจทิศทางการเคลื่อนไหวของถังโจวโจวในช่วงนี้ แต่เธอนึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะได้ยินข่าวดี คุณแม่เซียวเชื่อมั่นในข่าวนี้มาก เพราะว่ามันมาจากปากของคุณแม่ลั่วเอง มันจะยังเป็นเรื่องเท็จได้อีกหรือ? แต่หากว่ามีเค้าว่าเรื่องนั้นอาจจะไม่เป็นความจริง เธอก็ยังสามารถรู้ได้จากถังโจวโจวเอง

 

 

           อายุครรภ์ของถังโจวโจวตอนนี้น่าจะประมาณสามหรือสี่เดือนแล้ว ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องพอดูออกได้บ้าง แต่ถ้ามันเป็นอย่างที่เธอได้ข่าวมาว่าถังโจวโจวได้สูญเสียลูกของเธอไปแล้ว แบบนั้นก็จะดีมากเลย

 

 

           เสียแรงที่เธอคับแค้นใจ ที่แท้ก็รักษาลูกเอาไว้ไม่ได้ คุณแม่เซียวไม่สนใจหรอกว่าความจริงแล้วมีคนชนถังโจวโจว หรือว่าถังโจวโจวลื่นล้มไปเอง ขอแค่ถังโจวโจวมีชีวิตที่ไม่ดี แค่นี้เธอก็สุขใจแล้ว

 

 

           เดิมทีคุณแม่เซียวก็ไม่ได้เกลียดชังถังโจวโจวมากถึงขนาดนี้ แต่เนื่องจากตอนนั้นเซียวโม่อาละวาดเพราะเรื่องของเธอหนักมาก ขนาดแม่ผู้ให้กำเนิดของเขายังสู้ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เลย แม้ว่าเซียวโม่จะกลับใจแล้วในตอนนี้ แต่คุณแม่เซียวก็ยังคงเจ้าคิดเจ้าแค้น จากเหตุการณ์นั้นไม่มีทางที่เธอจะรู้สึกดีกับถังโจวโจวได้หรอก!

 

 

           นอกจากนี้ เมื่อตอนที่ถังโจวโจวตั้งท้อง คุณแม่เซียวยังจำท่าทางภูมิอกภูมิใจของเธอได้เป็นอย่างดี ถ้าถังโจวโจวรู้ว่าคุณแม่เซียวคิดเช่นนี้กับเธอ เธอคงจะโกรธมาก เพราะในวันนั้นเธอไม่ได้ทำท่าภาคภูมิใจตรงไหนเลย

 

 

           ในวันนี้ คุณแม่เซียวพาสวี่โยวออกมาเดินเล่น พวกเธอมาที่ร้านเสื้อผ้าเด็กแห่งหนึ่ง ทั้งสองคนช่วยกันเลือกดูเสื้อผ้าเด็กที่อยู่ในนั้น จิตใจของคุณแม่เซียวและสวี่โยวเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข

 

 

           สวี่โยวสัมผัสหน้าท้องที่ยังไม่นูนเด่นของเธอและนึกถึงการที่เซียวโม่ทำดีกับเธอมากในช่วงนี้ ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกว่าเธอช่างเป็นคนที่โชคดีมาก ในที่สุดพวกเขาก็มีวันนี้

 

 

“โยวโยว เราซื้อเสื้อผ้ากลับไปให้เจ้าหนูน้อยที่อยู่ในท้องของหนูกันดีกว่าจ้ะ” คุณแม่เซียวจับตัวนั้น หยิบตัวนี้ เธอรู้สึกชอบมากจนวางไม่ลง เธอต้องเตรียมข้าวของของหลานเธอให้พร้อมทุกอย่าง

 

 

แม้ว่าสวี่โยวจะรู้สึกชอบอยู่เหมือนกัน แต่เธอก็ยังคิดถึงความเป็นจริง “มันไม่เร็วไปหน่อยหรือคะ คุณแม่ ตอนนี้เพิ่งจะสองเดือนกว่าเอง อีกสักพักค่อยมาซื้อก็ได้ ไม่สายเกินไปหรอกค่ะ”

 

 

เมื่อคุณแม่เซียวได้ฟังคำอธิบายของสวี่โยว ในที่สุดเธอก็หยุดความคิดที่จะซื้อเอาไว้ พนักงานขายที่ยืนถัดไปจากพวกเธอ เมื่อเห็นว่าพวกเธอสองคนทำท่าเปลี่ยนใจไม่ซื้อแล้ว ก็รู้สึกอารมณ์เสียขึ้นมาเล็กน้อย แต่พวกเธอแต่งตัวดี พนักงานขายจึงไม่ได้แสดงสีหน้าออกมาให้เห็น

 

 

เมื่อคุณแม่เซียวเห็นว่าภายในร้านยังมีของสำหรับเด็กอีกมากมาย เธอก็เดินมองซ้ายมองขวา เดินวนอยู่รอบหนึ่ง ก่อนจะดึงสวี่โยวออกมาจากร้าน “โยวโยว อีกแค่ไม่กี่เดือนเองนะลูก แม่จะเตรียมของให้พร้อมก่อนที่ตาหนูจะออกมา”

 

 

คุณแม่เซียวมองไปที่หน้าท้องของสวี่โยวและยิ้มกว้างจนเต็มแก้ม “ย่ากำลังรอหนูอยู่นะจ๊ะ!” สวี่โยวรู้ว่าตั้งแต่ที่คุณแม่เซียวทราบว่าเธอตั้งท้อง คุณแม่เซียวก็ยิ้มแย้มได้ทุกวัน เด็กคนนี้มาได้ทันเวลาจริงๆ

 

 

สวี่โยวฉุกคิดเล็กน้อย “คุณแม่คะ เราไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตกันเถอะค่ะ หนูอยากไปซื้อของสักหน่อย”

 

 

“โอเคจ้ะ ตามใจหนู เราลงลิฟต์กันไปดีกว่านะ” คุณแม่เซียวยืนรอลิฟต์กับสวี่โยวอยู่ตรงนั้น เมื่อลิฟต์พาพวกเธอลงไปถึงชั้นใต้ดิน พวกเธอก็เดินเข็นรถเข็นเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ต

 

 

คุณแม่เซียวรับหน้าที่เข็นรถเข็นเอง ในขณะที่สวี่โยวก็เดินอยู่ข้างๆ เธอ สวี่โยวเดินไปรอบๆ ตามใจชอบ เมื่อเธอพบสิ่งที่เธอสนใจ เธอก็จะหยิบมันใส่รถเข็น บางครั้งคุณแม่เซียวก็ต้องเตือนเธอว่ามีของชนิดไหนบ้างที่เธอไม่ควรกินในช่วงนี้ ดังนั้นสวี่โยวก็เลยวางมันกลับไปที่เดิม เธอเชื่อฟังคุณแม่เซียวเป็นอย่างมาก

 

 

ในขณะที่กำลังเดินชอปปิงกัน สายตาอันแหลมคมของสวี่โยวก็สังเกตเห็นคนรู้จักสองคน สวี่โยวหมายจะพาคุณแม่เซียวเดินไปอีกฝั่ง แต่คุณแม่เซียวก็มองไปตรงนั้นเช่นกัน เธอจำได้ในทันทีที่เห็น “นั่นมันยายถังโจวโจวไม่ใช่เหรอ”

 

 

คุณแม่เซียวจำลั่วเซ่าเชินได้ก่อน จากนั้นเธอก็ตั้งใจมองอีกครั้ง แล้วเธอก็พบว่าคนที่ยืนอยู่ข้างลั่วเซ่าเชินก็คือถังโจวโจว ผู้หญิงที่เธอเกลียดมากที่สุด! ทันใดนั้น คุณแม่เซียวก็รู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันที ตอนนี้โยวโยวท้องแล้ว เธอจะต้องไปอวดสักหน่อย

 

 

เนื่องจากถังโจวโจวยืนหันหลังให้พวกเธออยู่ คุณแม่เซียวจึงไม่แน่ใจว่าถังโจวโจวยังท้องอยู่หรือเปล่า แต่สวี่โยวไม่อยากเจอหน้าถังโจวโจวเลย แม้ว่าเธอไม่อยากจะยอมรับ แต่มันก็คือความจริง ตอนนี้เซียวโม่กำลังพยายามจะลืมถังโจวโจวให้ได้ แต่เธอก็รู้ว่าเขายังไม่สามารถลืมได้จนหมดใจ

 

 

สวี่โยวรู้สึกว่าชีวิตของเธอในตอนนี้มีความสุขมาก เธอไม่อยากจะหาเรื่องถังโจวโจวและทำให้ตัวเองไม่สบายใจอีก แต่คุณแม่เซียวก็ยังไม่ยอมปล่อยวาง

 

 

“คุณแม่คะ ไปกันเถอะค่ะ กลับกันเถอะ” สวี่โยวพยายามทำให้คุณแม่เซียวเลิกล้มความตั้งใจ แต่คุณแม่เซียวกลับจ้องไปที่ถังโจวโจวอย่างเอาเป็นเอาตาย

 

 

“ไป โยวโยว ไปกับแม่ลูก แม่อยากรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นยังไงบ้าง ตอนนี้มันถึงเวลาที่เราจะเอาคืนแล้ว!”

 

 

คุณแม่เซียวลากสวี่โยวไปหาพวกเขา และเนื่องจากว่าเธอยังคงห่วงใยเด็กที่อยู่ในท้องของสวี่โยวจึงไม่ได้ออกแรงมากนัก แต่เมื่อสวี่โยวมองดูท่าทางที่เด็ดเดี่ยวของคุณแม่เซียวแล้ว เธอก็กลัวว่าถ้าเธอยับยั้งคุณแม่เซียวอีกครั้ง เธออาจจะโดนดุมากกว่านี้ก็เป็นได้ ดังนั้นเธอจึงฝืนใจเดินตามคุณแม่เซียวไป

 

 

ถังโจวโจวและลั่วเซ่าเชินมองดูคนสองคนที่ปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขาอย่างกะทันหัน จากนั้นพวกเขาก็เห็นสีหน้าและท่าทางหาเรื่องของคุณแม่เซียวได้อย่างชัดเจน พวกเขาไม่รู้ว่าไปทำอะไรให้เธอไม่พอใจเข้าอีก

 

 

ถังโจวโจวและลั่วเซ่าเชินกำลังเลือกซื้อซี่โครงหมูกันอยู่ เพื่อเตรียมทำซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานในมื้อเย็น พวกเขาไม่ได้กินเมนูกันมานานแล้ว ก็เลยนึกอยากกินขึ้นมา

 

 

ในขณะที่พวกเขากำลังเลือกของกันอยู่ พวกเขาก็เงยหน้าขึ้นมา แล้วพวกเขาก็เห็นคุณแม่เซียวยืนอยู่ตรงหน้า ถังโจวโจวพูดคุยกับคุณแม่เซียวอย่างสุภาพว่า “คุณป้าเซียว มีธุระอะไรกับฉันหรือคะ”

 

 

คุณแม่เซียวจับจ้องไปที่หน้าท้องของถังโจวโจว เมื่อเธอเห็นว่าหน้าท้องของเธอแบนราบ คุณแม่เซียวก็สามารถยืนยันข่าวที่เธอรู้มาได้แน่ชัดแล้ว เธอรู้สึกลำพองใจมากขึ้นเรื่อยๆ ฟ้าท่านช่างมีตาจริงๆ ตอนนี้ลูกสะใภ้ของฉันกำลังตั้งท้อง แต่ลูกของหล่อนน่ะแท้งไปแล้ว

 

 

แน่นอนว่าถังโจวโจวเองก็สังเกตเห็นสายตาของคุณแม่เซียว และเมื่อรู้ว่าคุณแม่เซียวจ้องมาที่หน้าท้องของเธอ ถังโจวโจวก็เดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ ซึ่งสิ่งที่คุณแม่เซียวทำนั้น ทำให้ถังโจวโจวไม่พอใจอย่างมาก และทำให้เธออดคิดถึงเด็กที่ไม่มีบุญคนนั้นไม่ได้

 

 

แต่คุณแม่เซียวก็ยังคงสาดน้ำมันลงไปบนกองเพลิง “โจวโจว ป้าได้ยินมาว่า…” สายตาของเธอเหลือบมองไปที่ท้องของถังโจวโจวอีกครั้ง

 

 

ถังโจวโจยังไม่ทันได้พูดอะไร ลั่วเซ่าเชินก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน “ป้าเซียวครับ มีอะไรก็พูดมาเถอะครับ อ้ำๆ อึ้งๆ อยู่ทำไม”

 

 

คุณแม่เซียวยังคงรู้สึกกลัวลั่วเซ่าเชินอยู่เล็กน้อย แม้ว่าเขาจะดูไม่หยิ่งยโสเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่ก็ไม่ได้อ่อนโยนึ้นมากถึงขนาดนั้น “เซ่าเชิน ป้าก็แค่หวังดีเป็นห่วงเธอ ป้าก็เลยอยากจะมาพูดคุยด้วยสักหน่อย เธอก็อย่าคิดมากเลยนะ”

 

 

ถังโจวโจวส่งเสียง “เฮอะ!” ออกมาเบาๆ ในขณะที่ลั่วเซ่าเชินพูดอย่างสุภาพว่า “คุณป้าไม่ต้องกังวลเรื่องของผมกับโจวโจวหรอกครับ คุณป้าเอาเวลาไปดูแลลูกชายกับลูกสะใภ้ของคุณป้าจะดีกว่า!”

 

 

ทันทีที่คุณแม่เซียวจะพูดถึงลูกสะใภ้ของตัวเอง เธอก็กระตือรือร้นขึ้นมา “พอดีเลยเซ่าเชิน ป้ามีข่าวดีจะบอก โยวโยวท้องแล้วนะ ช่วงนี้ป้าเป็นห่วงโยวโยวมากๆ เลยล่ะ”

 

 

เมื่อถังโจวโจวได้ยินว่าสวี่โยวท้อง เธอก็ชะงักกึก พลางพูดออกมาทันที “ยินดีด้วยนะคะ!”

 

 

ทันใดนั้น คุณแม่เซียวก็รู้สึกว่าแบบนี้มันน่าเบื่อเกินไป เมื่อเธอเห็นว่าถังโจวโจวไม่ได้แสดงความรู้สึกอะไรออกมาเป็นพิเศษ ทำไมเธอถึงไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย คุณแม่เซียวเงียบลงทันทีและยืนอยู่ข้างๆ โดยที่ไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ

 

 

เมื่อสวี่โยวเห็นว่าถังโจวโจวแสดงความยินดีกับเธอด้วยความจริงใจ เธอก็ยิ้มอย่างเป็นมิตร “ขอบคุณนะ โจวโจว!” สวี่โยวรู้สึกขอบคุณถังโจวโจวจากใจจริง เมื่อก่อนเป็นเธอเองที่คิดมากเกินไป ความจริงแล้วถังโจวโจวไม่เหลือเยื่อใยให้เซียวโม่เลยสักนิด

 

 

แต่หัวใจของเธอบอบบางมากเกินไป แค่ลมพัดหญ้าไหวเธอก็คิดมากแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ที่ผ่านมาเซียวโม่ยังมีท่าทางแบบนั้นอีก ดังนั้นสวี่โยวจึงรู้สึกว่าไม่มั่นคง แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนกัน เธอมีลูกเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจแล้ว

 

 

ถังโจวโจวสังเกตดูที่หน้าท้องของสวี่โยว แต่มันก็ยังเห็นไม่ชัด “กี่เดือนแล้วเหรอ”

 

 

สวี่โยวลูบหน้าท้อง “สองเดือนกว่าแล้ว เราเพิ่งรู้เมื่อไม่นานนี้เอง”

 

 

แววตาของถังโจวโจวดูเศร้าสลด ลั่วเซ่าเชินรู้สึกได้ถึงความผิดปกติของเธอ “โจวโจว เราซื้อของเสร็จแล้ว กลับกันเถอะ”

 

 

“ค่ะ” ถังโจวโจวรีบก้าวออกมาจากความคิดของเธอในทันที หลังจากที่เธอและลั่วเซ่าเชินบอกลาคุณแม่เซียวและสวี่โยวแล้ว พวกเขาก็เดินไปยังจุดชำระเงิน

 

 

ลั่วเซ่าเชินโอบไหล่ถังโจวโจว “คุณไม่ต้องเสียใจไปนะ ถ้าเราพยายาม เราก็มีอีกคนได้”

 

 

“แต่ก็ไม่เหมือนกันนี่คะ ถึงจะมีอีกคน แต่เขาก็ไม่ใช่เด็กคนนั้น” แน่นอนว่าลั่วเซ่าเชินเข้าใจในสิ่งที่เธอพูด

 

 

เขาพูดเสริมว่า “แต่เราก็ต้องพยายามคิดในทางที่ดีไว้ แม้เขาจากเราไปแล้ว แต่เขาคงไม่อยากให้เราจมอยู่กับความทุกข์ในอดีตหรอก”

 

 

เมื่อได้คุยเรื่องลูกกับลั่วเซ่าเชินอีกครั้ง น้ำตาของถังโจวโจวก็เอ่อล้นขึ้นมา แต่หลังจากที่ลั่วเซ่าเชินปลอบเธอแล้ว เธอก็สามารถกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ “เอาเถอะค่ะ เราอย่าคุยกันเรื่องนี้เลย เรากลับกันเถอะค่ะ”

 

 

ลั่วเซ่าเชินลูบไหล่เธอเบาๆ ถังโจวโจวกลับมายิ้มได้อีกครั้ง พวกเขายืนอยู่ที่จุดชำระเงิน ลั่วเซ่าเชินเป็นคนที่หยิบบัตรเครดิตออกมา ถังโจวโจวก็ไม่ได้คิดที่จะจ่ายเงินอยู่แล้ว หลังจากนั้นพวกเขาก็ถือของกลับไปที่รถและกลับบ้านด้วยกัน

เมื่อสวี่โยวเห็นว่าเขาเย็นชาแบบนี้ เธอก็รู้สึกหนาวเหน็บจับใจ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาที่จะนึกถึงเรื่องนี้ สวี่โยวสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะพูดในสิ่งที่เธอต้องการจะพูดว่า “ฉันท้องค่ะ” 

 

 

คำแค่ไม่กี่คำ แต่กลับโจมตีเซียวโม่ได้อย่างหนักหน่วง “คุณว่าอะไรนะ” นี่เขาได้ยินไม่ผิดใช่ไหม สวี่โยวบอกว่าเธอท้อง? มันจะเป็นไปได้อย่างไร! 

 

 

หลังจากประโยคแรกถูกเปล่งออกไปแล้ว ประโยคต่อมาเธอก็พูดได้สะดวกขึ้น “ฉันบอกว่าฉันท้องค่ะ ฉันกำลังอุ้มท้องลูกของคุณอยู่ เซียวโม่” เมื่อสวี่โยวเห็นเซียวโม่มีท่าทางไม่อยากจะเชื่อ เธอก็หวนนึกถึงตอนที่เธอเพิ่งได้ยินว่าตัวเองท้อง เธอก็ทำหน้าแบบเดียวกับเซียวโม่นี่เลย 

 

 

แต่ความแตกต่างระหว่างเธอกับเซียวโม่อยู่ตรงที่…ในความประหลาดใจของเธอ มันเต็มไปด้วยความพึงพอใจ แต่ในส่วนของเซียวโม่นั้น มันกลายเป็นความหวาดกลัวไปแทน ทันใดนั้นสวี่โยวก็รู้สึกขมขื่น ข่าวการตั้งครรภ์ของเธอมันเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เขาเชื่อได้ใช่ไหม? 

 

 

เซียวโม่ใช้เวลานานมากในการรับสารนี้ ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมวันนี้คุณแม่เซียวถึงอารมณ์ดีนัก ที่แท้ก็เป็นเพราะว่าสวี่โยวท้องนี่เอง แต่เซียวโม่ไม่ได้รู้สึกดีเหมือนพวกเธอ 

 

 

เมื่อสวี่โยวเห็นสีหน้าเรียบเฉยของเซียวโม่ เธอก็ถามเขาเบาๆ ว่า “เซียวโม่ คุณไม่ดีใจหรือคะ คุณกำลังจะมีลูกแล้วนะ…” 

 

 

“คุณว่าผมควรจะดีใจไหม” เซียวโม่คิดอยู่ว่าถ้าเขามีลูกกับถังโจวโจว ตอนนี้เขาคงจะกระโดดโลดเต้นไปแล้ว จากนั้นเขาก็จะคิดวางแผนว่าจะเลี้ยงลูกอย่างไร จะซื้อของเล่น ซื้อของใช้ให้เยอะๆ และเขากับถังโจวโจวก็จะเรียนรู้เรื่องการเป็นพ่อแม่ที่ดีด้วยกัน 

 

 

แต่ตอนนี้สวี่โยวเป็นคนท้อง เซียวโม่รู้สึกเกลียดสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ที่จู่ๆ ก็มาเกิดในท้องของสวี่โยวตอนนี้เหลือเกิน เขาจะมาทำไม ทำไมต้องมารังควานชีวิตของเขาในตอนนี้ 

 

 

สวี่โยวไม่ใช่คนตาบอด ทำไมเธอถึงจะมองสายตาที่ขับไล่ไสส่งของเซียวโม่ไม่ออก จู่ๆ เธอก็รู้สึกว่านี่เธอดีใจไปทำไมกัน เซียวโม่ยังไม่ดีใจเลยที่เธอตั้งท้อง อีกทั้งเธอยังคาดหวังอย่างไร้สาระอีกว่า เซียวโม่อาจจะทำดีกับเธอมากขึ้น เพราะว่าเห็นแก่ลูก 

 

 

คุณแม่เซียวอยู่ในห้องครัวเป็นเวลานานก่อนที่เธอจะออกมา เธอเห็นสวี่โยวและเซียวโม่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมในห้องนั่งเล่น บรรยากาศระหว่างพวกเขาสองคนนั้นดูเปราะบางมากเหลือเกิน 

 

 

คุณแม่เซียวตะโกนเสียงดัง “โยวโยว หนูขึ้นไปเรียกคุณพ่อลงมาทานข้าวทีสิลูก เซียวโม่ ลูกมากับแม่หน่อย แม่มีเรื่องจะคุยด้วย” 

 

 

สวี่โยวเช็ดน้ำตาบนใบหน้า เธอกลัวว่าคุณแม่ลั่วจะสังเกตเห็นดวงตาที่แดงก่ำของเธอ เธอจึงก้มหน้าต่ำและไม่ได้เอ่ยอะไร แล้วเธอก็เดินขึ้นบันไดไป 

 

 

มีหรือที่คุณแม่เซียวจะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาสองคน เธอรู้สึกโกรธลูกชายมาก สวี่โยวไม่ดีตรงไหน ทำไมเขาเอาแต่คิดถึงยายสุนัขจิ้งจอกจอมเจ้าเล่ห์อย่างถังโจวโจว 

 

 

คุณแม่เซียวดึงเซียวโม่ไปที่มุมหนึ่ง เมื่อคุณแม่เซียวเห็นสีหน้าบอกบุญไม่รับของเซียวโม่ เธอก็ยิ่งโมโหเขามากขึ้น “ลูกทำหน้าให้มันดีๆ หน่อย ถ้าคุณพ่อเห็นว่าลูกทำแบบนี้ เดี๋ยวเขาก็ตีตายหรอก” 

 

 

คุณแม่เซียวยังคงเป็นห่วงเป็นใยลูกชายคนเดียวของเธอ นอกจากเรื่องของถังโจวโจวแล้ว ตั้งแต่เล็กจนโต เธอก็ไม่เคยขัดขวางความชอบส่วนตัวของเซียวโม่เลยสักครั้ง เซียวโม่เองก็ไม่เคยทำให้เธอไม่สบายใจ เขาหัวดีมาตั้งแต่เด็ก ทำให้คุณแม่เซียวสามารถยืดอกได้อย่างภาคภูมิใจเมื่ออยู่ต่อหน้าญาติๆ และเพื่อนๆ ของเธอ 

 

 

เซียวโม่ไม่พูดอะไรสักคำ ราวกับว่าเขาไม่ได้ยินคำขู่ของคุณแม่เซียว เมื่อคุณแม่เซียวเห็นว่าเซียวโม่ไม่ได้ตอบสนองกลับมาเลย เธอก็ไม่อยากพูดให้มากความ “เซียวโม่ แม่จะพูดชัดๆ นะ ตอนนี้โยวโยวกำลังท้องอยู่ พวกลูกจะต้องย้ายกลับมาอยู่ที่บ้าน แม่จะได้ดูแลเธอ” 

 

 

“ไม่ครับ ผมไม่ย้ายกลับมา” ในที่สุดเซียวโม่ก็เปิดปากพูด แต่คำที่พูดออกมากลับทำให้คุณแม่เซียวโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ 

 

 

“ลูกไม่ตกลง แต่โยวโยวตกลงแล้ว ลูกจะไม่ตกลงก็ได้ แต่ลูกต้องไปคุยกับคุณพ่อเอง และถ้าคุณพ่อเห็นด้วย แม่ก็ว่าตามนั้น” คุณแม่เซียวไม่สนใจว่าตอนนี้เซียวโม่จะฟังคำพูดของเธอหรือไม่ ตอนนี้เธอขอแค่หลานชายของเธอก็พอ เซียวโม่ถูกลดความสำคัญลงไปแล้ว 

 

 

เซียวโม่สะดุดกึก เมื่อคุณแม่เซียวเห็นว่าเซียวโม่ไม่ตอบโต้ เธอก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก เธอรู้ว่าเขากลัวพ่อของเขา แล้วก็กลัวว่าจะรักษาความสัมพันธ์ของเขากับพ่อเอาไว้ไม่ได้ 

 

 

แม้ว่าเซียวโม่จะเชื่อฟังพ่อแม่มาตั้งแต่เด็กๆ แต่เขาก็เคยมีช่วงเวลาที่เขาเกเร แต่เขาก็ไม่ได้เกเรมากเกินไป เพียงแค่เขาได้เจอกับคุณพ่อเซียวที่กำลังอารมณ์เสียเกี่ยวกับเรื่องงาน เซียวโม่ก็จะถูกคุณพ่อเซียวตำหนิเข้าอย่างรุนแรง 

 

 

บางครั้งสองพ่อลูกคู่นี้ก็ถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน ในขณะที่เซียวโม่ยังวัยรุ่น คุณพ่อเซียวก็ยังสามารถปราบปรามเขาได้ง่าย และในตอนนั้นเอง เขาก็ได้สร้างความทรงจำไว้ให้กับเซียวโม่ ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าขัดขืนคำสั่งของคุณพ่อเซียวอีกเลย 

 

 

สวี่โยวเดินขึ้นมาถึงชั้นบน เธอหยุดจัดการกับรูปลักษณ์ภายนอกของตัวเองก่อนเล็กน้อย แล้วเธอก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่องดู เมื่อไม่เห็นร่องรอยความเสียใจของตัวเองแล้ว เธอจึงเดินเข้าไปในห้องหนังสือ เพื่อเรียกให้คุณพ่อเซียวลงไปทานข้าว 

 

 

พวกเขาทั้งสี่คนนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร เซียวโม่ทำตัวราวกับว่าเป็นมนุษย์ล่องหน เขาไม่พูดอะไรเลยสักคำ ซ้ำยังไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับบรรยากาศที่แสนอบอุ่นของทั้งสามคนอีกด้วย เหมือนว่าเขาจะกำลังจมดิ่งอยู่ในโลกของตัวเอง 

 

 

จนกระทั่งสวี่โยวสะกิดเขาเบาๆ เขาก็หันหน้าไปมองเธอ เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จนเขาเห็นสวี่โยวมองไปที่คุณพ่อเซียว เซียวโม่ก็เข้าใจได้ในทันทีว่าคุณพ่อเซียวเรียกเขา แต่เขาไม่ได้ยิน 

 

 

คุณพ่อเซียวไม่พอใจเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นว่าเซียวโม่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เขาขมวดคิ้วแน่น “นี่มันเวลากินข้าว แกมัวแต่คิดอะไร ฉันเรียกแกอยู่ตั้งนาน ไม่ได้ยินหรือไง” 

 

 

“เปล่าครับ ไม่ได้คิดอะไร” เซียวโม่ก้มหน้าและกินข้าวต่ออย่างเงียบๆ 

 

 

เมื่อคุณแม่เซียวเห็นว่าคุณพ่อเซียวโมโหจนแทบจะพ่นไฟออกมาแล้ว เธอก็รีบไกล่เกลี่ย “ตงหนาน ลูกโตแล้วนะคะ อีกอย่างฉันเองก็พูดกับลูกแล้วด้วย ลูกตกลงว่าจะย้ายกลับมาอยู่ที่นี่กับโยวโยว ใช่ไหมจ๊ะ โยวโยว” 

 

 

เมื่อสวี่โยวเห็นคุณแม่เซียวขยิบตาให้เธอ เธอก็รีบพยักหน้าและพูดว่า “คุณพ่อคะ วันนี้หนูกับเซียวโม่จะค้างที่นี่ พรุ่งนี้ค่อยกลับไปย้ายของ ขอบคุณคุณพ่อกับคุณแม่ที่เมตตาเรานะคะ” 

 

 

สีหน้าของคุณพ่อเซียวดูอ่อนโยนเมื่อเขาหันไปมองสวี่โยว “หนูพูดอะไรของหนูน่ะ ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น แม่เขาก็มีความสุขที่ได้ดูแลพวกหนู” 

 

 

“ใช่จ้ะ ใช่ วันหลังไม่ต้องพูดแบบนี้อีกแล้วนะโยวโยว” คุณแม่เซียวรีบเอ่ยเสริมในทันที 

 

 

คุณพ่อเซียวไม่ได้สนใจคำพูดของคุณแม่เซียว และเขายังไม่ลืมเซียวโม่ 

 

 

“เซียวโม่ ฉันจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย ใช้ชีวิตอยู่กับโยวโยวให้ดี แกไม่ต้องเพ้อฝันอะไรทั้งสิ้น นอกจากโยวโยวแล้ว ฉันจะไม่มีวันยอมให้ผู้หญิงคนอื่นเข้ามาเป็นสะใภ้เด็ดขาด แกตัดใจซะเถอะ” 

 

 

เมื่อคุณแม่เซียวได้ยินคุณพ่อเซียวพูดถึงผู้หญิงที่ชื่อถังโจวโจว เธอก็กลัวว่าสวี่โยวจะไม่มีความสุข “ตงหนาน วันดีๆ แบบนี้ คุณจะพูดออกมาทำไมคะ โยวโยว รีบทานซุปลูก วันนี้แม่ให้แม่บ้านหลี่ทำให้หนูโดยเฉพาะเลยนะ ทานเยอะๆ นะลูก” 

 

 

“หนูจะทานเยอะๆ ค่ะคุณแม่ คุณพ่อคุณแม่เองก็รีบทานข้าวเถอะค่ะ” เมื่อสวี่โยวเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างเซียวโม่กับคุณพ่อเซียวค่อนข้างตึงเครียด เธอก็กลัวว่าเซียวโม่จะพูดอะไรไม่เข้าหูคุณพ่อเซียวอีก ถึงตอนนั้นคุณพ่อเซียวคงจะไม่เหลือความเมตตาแล้ว 

 

 

คุณพ่อเซียวยังคงให้เกียรติสวี่โยวมาก คุณแม่เซียวก็รีบพูดอย่างรวดเร็วว่า “เอาละ วันนี้เป็นวันที่ดี โยวโยวกำลังจะผลิดอกออกผลให้กับตระกูลเซียวของเรา วันข้างหน้าลูกต้องดูแลเอาใจใส่กันให้มากๆ นะ รีบทานข้าวกันได้แล้วจ้ะ!” 

 

 

ต่อจากนั้น คุณแม่เซียวก็คอยบอกให้สวี่โยวกินข้าวเยอะๆ ส่วนสวี่โยวเองก็เอาแต่กินอย่างเดียว เซียวโม่อยากจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น แต่เมื่อเขาจะลุกออกจากที่นั่ง คุณพ่อเซียวก็โกรธขึ้นมาอีก ดังนั้น เซียวโม่จึงเลิกล้มความคิดนี้ไป 

 

 

หลังจากกินข้าวเสร็จ คุณแม่เซียวก็รีบไล่ให้พวกเขาสองคนขึ้นไปที่ชั้นบน เซียวโม่มีท่าทีลังเลใจเล็กน้อย จนคุณแม่เซียวต้องผลักเขาเบาๆ เขาจึงยอมเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ส่วนสวี่โยวก็เดินตามเขาไปราวกับว่าเป็นภรรยาตัวน้อยที่น่ารัก 

 

 

คุณแม่เซียวยืนยิ้มอยู่ด้านหลัง แม้ว่าจะดูแข็งทื่อไปสักหน่อย แต่ก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวเมื่อมีลูก เซียวโม่ก็จะเปลี่ยนไปเอง 

 

 

สวี่โยวเห็นว่าเมื่อเซียวโม่เข้ามาในห้อง เขาก็ไม่สนใจเธอ เขานั่งอยู่บนเก้าอี้และยอมมองดูโทรศัพท์มากกว่าที่จะมองดูเธอ “เซียวโม่ การที่ฉันท้องมันทำให้คุณเป็นทุกข์มากใช่ไหม” 

 

 

เซียวโม่ไม่พูดอะไร สวี่โยวกุมมือและคุกเข่าลงไปตรงหน้าเขา “เซียวโม่ เราคุยกันดีๆ ได้ไหมคะ ฉันไม่อยากให้คุณทำสงครามเย็นกับฉันแบบนี้เลย” ทำแบบนี้มันทำร้ายจิตใจกันเกินไป เธอทำให้เซียวโม่สนใจไม่ได้เลยหรือ 

 

 

เมื่อเซียวโม่ได้ยินอย่างนั้น เขาก็เงยหน้าขึ้นมองเธอ “ผมไม่ได้ทำสงครามเย็นกับคุณ” ตอนนี้เขาสับสนมากจนไม่อยากพูดอะไรทั้งสิ้น 

 

 

เมื่อสวี่โยวเห็นว่าเซียวโม่พูดกับเธอแล้ว เธอก็ยิ้มออกในทันที “ค่ะ ฉันรู้ว่าคุณไม่ทำหรอก ฉันแค่อยากให้คุณตอบสนองฉันบ้าง เซียวโม่ เรามาใช้ชีวิตกันดีๆ และเฝ้ารอคอยการมาถึงของเด็กคนนี้ไปด้วยกันนะ ฉันจะไม่สร้างความวุ่นวายให้คุณอีก” 

 

 

ตั้งแต่สวี่โยวรู้ว่าตัวเองท้อง มันก็เหมือนกับว่าเธอคิดอะไรบางอย่างได้ ตัวของเธอเปล่งประกายไปด้วยรังสีของความเป็นแม่ เธอยอมถอดเขี้ยวถอดเล็บ เป็นคนละคนไปเลยเมื่อเทียบกับคนเก่า 

 

 

แน่นอนว่าเซียวโม่เองก็สังเกตเห็นได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของเธอ ความจริงแล้วเมื่อสวี่โยวไร้พิษสง เซียวโม่ก็รู้สึกดีที่มีเธออยู่ข้างกาย แต่เธอมักจะหยิบเรื่องของถังโจวโจวขึ้นมาทะเลาะกับเขาอยู่เสมอ เซียวโม่ที่อยากจะลืม กลับถูกสวี่โยวตอกย้ำจนจำฝังใจยิ่งกว่าเดิม 

 

 

เมื่อสวี่โยวเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเซียวโม่ เธอก็พูดซ้ำไปซ้ำมาว่า “เซียวโม่ ฉันพูดจริงๆ นะคะ ถังโจวโจวเป็นอดีตไปแล้ว ฉันจะไม่พูดถึงเธอต่อหน้าคุณอีก เราทั้งคู่ไม่ต้องไปพูดถึงเธอ แล้วเราก็ใช้ชีวิตของเราไป ดีไหมคะ” 

 

 

แววตาของเซียวโม่ไม่ได้เย็นชาอีกต่อไป เขาจะทำอย่างไรได้อีกนอกจากเห็นด้วยกับวิธีนี้? เขาต่างหากที่ต้องขอโทษสวี่โยว ถ้าเขาไม่มัวแต่ฝันเฟื่องอยู่อย่างนั้น บางทีเขากับสวี่โยวอาจจะไม่ต้องอยู่ในสภาพนี้อย่างทุกวันนี้ก็เป็นได้ 

 

 

เซียวโม่กุมมือสวี่โยว “ได้ ผมสัญญา” เซียวโม่รู้สึกว่าเขาควรจะพยายามลืมถังโจวโจวได้แล้ว ตอนนี้ถังโจวโจวเองก็ตั้งท้องลูกของลั่วเซ่าเชินอยู่ พวกเขาไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนแต่ก่อนได้อีกแล้ว และตอนนี้สวี่โยวเองก็ตั้งท้องลูกของเขาอยู่ด้วย 

 

 

สวี่โยวร้องไห้ออกมาด้วยความตื้นตัน ทันใดนั้นเซียวโม่ก็รู้สึกว่าสวี่โยวเองก็น่ารักอยู่เหมือนกัน “คุณร้องไห้ทำไม” 

 

 

บรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่นั้นอ่อนโยนขึ้นจากเดิมมาก สวี่โยวกลัวว่าเซียวโม่จะเข้าใจผิด เธอจึงรีบส่ายหน้า แต่เธอก็เกิดสำลักในลำคอจนพูดอะไรไม่ได้ไปชั่วขณะ กระทั่งสวี่โยวสงบลง เธอถึงพูดออกมาว่า “ฉันแค่ตื่นเต้นมากไปหน่อย เซียวโม่คะ ฉันจะไม่สร้างปัญหาอีก ฉันจะตั้งตารอลูกของเราค่ะ” 

 

 

เธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเซียวโม่จะยอมทำตามคำขอของเธออย่างง่ายดาย มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เธอกับเซียวโม่ตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่มันก็เริ่มมาจากฝ่ายของเซียวโม่เท่านั้น 

 

 

เธอนึกไม่ถึงเลยว่าวันนี้เซียวโม่จะดีกับเธอขนาดนี้ สวี่โยวไม่อยากจะเชื่อ เธอแอบหยิกตัวเองเบาๆ แล้วมันก็รู้สึกเจ็บจริงๆ แต่เธอกลับยิ้มอย่างมีความสุข นี่เป็นการพิสูจน์ว่าเธอไม่ได้ฝันไป ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นจริงๆ 

 

 

เมื่อเซียวโม่เห็นเธอคุกเข่ามานาน เขาก็กลัวว่าเธอจะทรมาน “คุณรีบลุกขึ้นมาเถอะ ขาของคุณไม่ชาหมดแล้วหรือ”

     เซียวโม่ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าเมื่อครั้งก่อนเขาถูกสวี่โยวและคุณแม่เซียวจัดฉาก สวี่โยวรู้สึกว่าช่วงนี้เธอมีอาการง่วงเหงาหาวนอน ในตอนแรกเธอยังไม่ได้คิดไปถึงขั้นนั้น แต่เมื่อกลับมาที่บ้านของตระกูลเซียว เมื่อคุณแม่เซียวเห็นว่าสภาพของเธอดูอิดโรย เธอก็มีคำถามมาถามมากมาย 

 

 

“โยวโยว เป็นอะไรไปลูก ช่วงนี้นอนไม่หลับเหรอ” สิ่งที่สวี่โยวกังวลใจในตอนนี้ก็คือความสัมพันธ์ของเธอกับเซียวโม่ ที่ยิ่งนานวันเข้าเขาก็ยิ่งเย็นชามากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันนี้เซียวโม่ยอมทำงานจนดึกดื่นอยู่ข้างนอกดีกว่าที่จะกลับบ้านมาเจอเธอ 

 

 

“หนูเองก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ คุณแม่ ว่าหนูเป็นอะไร ช่วงนี้หนูอยากนอนอย่างเดียวเลย แล้วก็ทานอะไรไม่ค่อยได้ด้วย” สวี่โยวเองก็สงสัยอยู่เหมือนกัน แต่เพราะเธอคิดว่ามันเป็นแค่ปัญหาเล็กๆ เธอจึงไม่เคยไปตรวจที่โรงพยาบาลเลย 

 

 

คุณแม่เซียวรีบนึกถึงความเป็นไปได้ในทันที เธอเอ่ยถามถึงเป้าหมายของเธอ “โยวโยว ประจำเดือนหนูมาหรือยัง” คุณแม่เซียวประชิดตัวถามสวี่โยว ภายในห้องนั่งเล่นมีแค่เธอสองคน ไม่มีใครอื่น ดังนั้น ถึงแม้ว่าคุณแม่เซียวจะรู้สึกเขินอายที่ต้องถามตรงๆ แบบนี้ แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่เธอพอจะรับได้ 

 

 

เธอส่ายหน้าและยังคงไม่เข้าใจอยู่ดีว่าคุณแม่เซียวต้องการจะพูดอะไร รอบเดือนของเธอไม่ค่อยแน่นอนอยู่แล้ว ดังนั้นครั้งนี้มันก็น่าจะมาช้า สวี่โยวเองก็ไม่ได้สนใจ แต่ครั้งนี้เธอรู้สึกว่ามันมาช้ากว่าปกติไปหลายวัน 

 

 

แต่ทันใดนั้น ความคิดบางอย่างก็แวบขึ้นมาในสมองของเธอ และเมื่อเธอเห็นว่าคุณแม่เซียวเองก็มองมาที่หน้าท้องของเธอด้วยความประหลาดใจ สวี่โยวก็เลยมองไปที่คุณแม่เซียวอย่างไม่อยากจะเชื่อ “แม่คะ หนู…หนูท้องใช่ไหมคะ” 

 

 

สวี่โยวหวนนึกถึงเรื่องในวันนั้น แต่เธอก็อยากจะพัฒนาความสัมพันธ์ของเธอและเซียวโม่ให้ดีขึ้น ดังนั้น หลังจากครั้งนั้น เธอจึงไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ ช่วงนี้นอกจากเธอจะนอนเยอะแล้ว เธอก็ยังมีความอยากอาหารมากขึ้นด้วย 

 

 

สวี่โยวเองก็ไม่มีประสบการณ์มาก่อน เมื่อเธอเห็นคุณแม่เซียวจับมือเธออย่างตื่นเต้น จู่ๆ เธอก็รู้สึกว่าครั้งนี้ฝันของเธอมันอาจจะเป็นจริงก็ได้! เธอจะได้ไม่ต้องคิดวางแผน ไม่ต้องสรรหาเรื่องโกหกเพื่อรั้งเซียวโม่ให้อยู่กับเธออีกต่อไปแล้ว เพราะเธอมีสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ที่คอยเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเธอกับเขาในวันข้างหน้าแล้ว 

 

 

คุณแม่เซียวก็ตื่นเต้นมากเช่นกัน หลังจากที่เธอรอมานาน ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง คุณแม่เซียวรั้งรอแทบไม่ไหวอยู่แล้ว “ไปลูก โยวโยว ไปตรวจที่โรงพยาบาลกับแม่ เราจะได้รู้คำตอบกัน” สวี่โยวรู้สึกสับสนไปหมด ชั่วขณะหนึ่ง เธอก็ได้แต่นั่งมองคุณแม่เซียววิ่งวุ่นอยู่ตรงนั้น 

 

 

หลังจากที่คุณแม่เซียวหยิบของเสร็จ เธอก็ค่อยๆ ประคองสวี่โยวให้ลุกขึ้นยืน “โยวโยว ดีใจมากเลยใช่ไหมลูก นี่ถ้าผลตรวจออกมาว่าหนูตั้งท้องจริงๆ ก็นับว่าหนูเป็นผู้มีพระคุณต่อตระกูลเซียวของเรา!” 

 

 

“มันยังไม่แน่นอนเลยค่ะ คุณแม่” แม้ว่าสวี่โยวจะถ่อมตัว แต่เธอก็มีความมั่นใจว่าเธอท้องจริงๆ 

 

 

เมื่อคุณแม่เซียวเห็นว่าสวี่โยวนอบน้อมแบบนี้ เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าลูกสะใภ้ของเธอนี่ช่างแสนดีจริงๆ “โยวโยว แม่รู้ใจหนูจ้ะ ถ้าอาโม่ทำไม่ดีกับหนู แม่จะช่วยหนูดุอาโม่ให้เอง” สวี่โยวได้แต่ยิ้มอย่างขมขื่น แม้ว่าคุณแม่เซียวจะช่วยเธอในเรื่องนี้ได้ แต่ก็บังคับเซียวโม่ให้รักเธอไม่ได้หรอก 

 

 

คนขับรถพาพวกเธอมาส่งที่โรงพยาบาล เดิมทีสวี่โยวจะขับรถมาเอง แต่คุณแม่เซียวไม่ยอม เธอกลัวว่าถ้าเกิดเธอตั้งท้องอยู่จริงๆ แล้วมันจะส่งผลเสียต่อเด็กได้ สวี่โยวเองก็นึกถึงความเป็นไปได้นี้ เธอจึงตอบตกลงโดยไม่ลังเล 

 

 

พวกเธอสองคนโอบอุ้มความหวังเข้าไปในแผนกสูติ-นรีเวช หลังจากนั้นพักหนึ่ง คุณแม่เซียวและสวี่โยวก็มองดูใบแจ้งผลการตรวจที่อยู่ตรงหน้า พวกเธอตัวสั่นเทาด้วยความตื่นเต้น “โยวโยว หนูท้องจริงๆ ด้วย ดีจังเลย! ในที่สุดฉันก็จะมีหลานแล้ว” 

 

 

สวี่โยวเองก็ตื่นเต้นมาก แต่เธอก็ไม่ลืมที่จะนึกถึงเซียวโม่ “คุณแม่คะ เราต้องบอกเซียวโม่ไหม แล้วไหนจะคุณพ่ออีก…” 

 

 

คุณแม่เซียวเพิ่งนึกขึ้นมาได้ เธอมัวแต่ตื่นเต้นจนลืมไปเลยว่าที่บ้านยังมีผู้ชายอยู่อีกสองคน “ใช่ๆ หนูรีบโทรหาเซียวโม่เลยนะ บอกข่าวดีให้เขาฟัง ส่วนคุณพ่อเดี๋ยวแม่บอกเอง เขาจะต้องดีใจมากแน่ๆ” 

 

 

คุณแม่เซียวกุมมือสวี่โยวและลูบใบหน้าเธอเบาๆ “โยวโยว ตอนนี้หนูอุ้มท้องอยู่ หนูย้ายกลับมาอยู่กับแม่ดีกว่าไหม ไม่ต้องอยู่ข้างนอกกับเซียวโม่แล้ว หนูคิดว่ายังไง” 

 

 

เมื่อสวี่โยวมองดูคุณแม่เซียว เธอก็เห็นว่านัยน์ตาของคุณแมวเซียวบ่งบอกความต้องการอย่างชัดเจนว่าอยากจะให้เธอกลับไปอยู่ที่บ้าน เธอเข้าใจหัวอกของคุณแม่เซียวดี ยิ่งไปกว่านั้น เธอคิดว่าถ้าเธออยู่ที่บ้านของตระกูลเซียว ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเซียวโม่จะต้องเก็บอาการมากกว่านี้ เขาจะไม่คุยกับเธอหรือพูดจาเย็นชาใส่เธอเหมือนทุกวันนี้ไม่ได้อีก 

 

 

“ได้ค่ะ คุณแม่ รบกวนคุณแม่ด้วยนะคะ” สวี่โยวยิ้มแย้มอย่างมีความสุข คุณแม่เซียวเองก็มีความสุขมาก “โยวโยว แม่ดูคนไม่ผิดจริงๆ อ้อ อย่าลืมบอกข่าวดีกับคุณพ่อคุณแม่ของหนูด้วยนะจ๊ะ” 

 

 

คุณแม่เซียวอยากจะป่าวประกาศให้ทุกคนที่เธอรู้จักได้ทราบว่า ลูกสะใภ้ของเธอตั้งท้องแล้ว ความตื่นเต้นของเธอไม่สามารถยับยั้งเอาไว้ได้ในเวลานี้ 

 

 

เมื่อกลับมาถึงบ้านตระกูลเซียว คุณแม่เซียวก็รีบโทรหาคุณพ่อเซียว “ตงหนาน ฉันมีข่าวดีจะบอกค่ะ โยวโยวท้องแล้ว เราจะมีหลานให้อุ้มแล้วนะ” 

 

 

เมื่อคุณพ่อเซียวได้ยินข่าวดีจากคุณแม่เซียว เขาก็นั่งยิ้มไม่หุบอยู่ในสำนักงาน “ดีมากเลย ช่างเป็นข่าวดีจริงๆ โอเค คืนนี้ผมจะกลับไปฉลองด้วย แต่ว่าจยาลี่ ผมว่าคุณควรจับตาดูเซียวโม่เอาไว้หน่อย ผมรู้สึกว่าช่วงนี้พวกเขาสองคนดูแปลกๆ ไป” 

 

 

เมื่อคุณพ่อเซียวเตือนคุณแม่เซียวเช่นนี้ เธอก็เก็บเรื่องนี้เอาไปคิด “ค่ะ ตงหนาน ฉันจะจับตาดูให้ดี ตอนนี้โยวโยวท้องอยู่ เธอเป็นคนสำคัญของตระกูลเรา แม้แต่ลูกชายก็ยังต้องชิดซ้ายค่ะ” 

 

 

คุณแม่เซียวคิดเช่นนั้นจริงๆ ในตอนแรกที่สวี่โยวแกล้งบอกว่าเธอท้อง เพราะเธอรู้ดีว่าถ้าเธอมีหลานให้ตระกูลเซียวได้เมื่อไร เธอก็จะไม่ต้องเป็นกังวลอะไร เพียงแต่เรื่องความรู้สึกระหว่างเธอและเซียวโม่มันค่อนข้างที่จะยุ่งเหยิง เธอจึงต้องจัดการมันด้วยตัวเอง 

 

 

หลังจากที่คุณแม่เซียวแจ้งให้คุณพ่อเซียวทราบแล้ว เธอก็โทรหาเซียวโม่ เธอบอกให้เขากลับบ้านโดยที่ไม่ได้บอกรายละเอียดเพิ่มเติม 

 

 

หลังจากวางสายโทรศัพท์ เธอก็เห็นว่าสวี่โยวมองมาที่เธอด้วยความสงสัย คุณแม่เซียวรู้ดีว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ 

 

 

“โยวโยว หนูไม่เข้าใจใช่ไหมว่าทำไมแม่ถึงไม่ยอมบอกข่าวดีกับเซียวโม่” สวี่โยวพยักหน้า คุณแม่เซียวก็ไม่ปล่อยให้เธอสงสัย “ที่แม่ทำอย่างนี้ก็เพราะว่าแม่หวังดีกับหนู หนูควรจะบอกข่าวนี้กับเขาด้วยตัวเอง เขาจะได้เซอร์ไพรส์ แม่ไม่สามารถทำลายความสุขของพวกหนูได้” 

 

 

หลังจากนั้น คุณแม่เซียวก็ปล่อยให้สวี่โยวนั่งพักอยู่ในห้องนั่งเล่น ส่วนเธอก็ไปที่ห้องครัวเพื่อปรึกษาพูดคุยกับแม่บ้านหลี่ว่าต่อไปเธอจะบำรุงร่างกายของสวี่โยวอย่างไรดี 

 

 

ทางด้านของสวี่โยว เธอแจ้งข่าวการตั้งครรภ์ของเธอให้คุณพ่อและคุณแม่สวี่ทราบ คุณแม่สวี่ไม่อาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ ความขัดแย้งระหว่างสวี่โยวและเซียวโม่เป็นเรื่องที่เธอกังวลใจมาตลอด คุณแม่สวี่มีลูกสาวอยู่เพียงคนเดียว นอกจากคุณพ่อสวี่แล้ว เธอก็ทุ่มเทความคิดทั้งหมดลงไปที่สวี่โยว 

 

 

“โยวโยว หนูท้องก็ดีแล้วลูก แม่สามีของหนูจะได้ดีกับหนูมากขึ้น ตราบใดที่หนูมีลูก เซียวโม่ก็ทำอะไรหนูไม่ได้” ความจริงแล้ว เมื่อคุณแม่สวี่เห็นว่าชีวิตของสวี่โยวนั้นขมขื่นปานนี้ เธอก็รู้สึกเสียใจ 

 

 

แต่ตอนนั้นลูกสาวของเธอยืนกรานว่าจะแต่งงานกับเซียวโม่ แม้ว่าคุณพ่อและคุณแม่สวี่จะลังเล แต่ความตั้งใจแน่วแน่ของสวี่โยวก็ทำให้พวกเขาเปลี่ยนใจ ตอนนี้ชีวิตหลังแต่งงานของสวี่โยวไม่ได้เป็นดั่งที่หวังไว้ คุณแม่สวี่ก็เอาแต่เป็นห่วงเรื่องของเธอกับเซียวโม่อยู่ทั้งวัน จนเธอซูบผอมลงไปอย่างเห็นได้ชัด 

 

 

แล้วตอนนี้เมื่อคุณแม่สวี่ได้ยินข่าวดีอย่างนี้ เธอจะไม่หลั่งน้ำตาได้อย่างไร นี่มันเป็นสิ่งที่ลูกสาวของเธอสมควรได้! 

 

 

“แม่คะ ตอนนี้หนูกับเซียวโม่โอเคดี แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ทุกวันนี้มันเป็นอย่างที่หนูอยากให้เป็นแล้ว” สวี่โยวไม่อยากให้คุณแม่สวี่ไม่สบายใจ แม้ว่าความสัมพันธ์ของเธอกับเซียวโม่จะไม่ได้ดีอย่างที่เธอพูด แต่เธอก็จะไม่บอกความจริงกับคุณแม่สวี่ 

 

 

เมื่อครั้งก่อนเป็นเพราะว่าสวี่โยอดกลั้นเอาไว้ไม่ไหว ดังนั้นเธอจึงสติหลุดต่อหน้าคุณแม่สวี่ “โอเคจ้ะ แม่ไม่พูดแล้วก็ได้ ขอแค่หนูสบายดี แม่ก็สบายใจแล้ว” เมื่อคุณแม่สวี่ได้ยินน้ำเสียงที่หนักแน่นของสวี่โยว เธอก็รู้ว่าเธอไม่สามารถเกลี้ยกล่อมลูกสาวได้อีกต่อไป 

 

 

ตกเย็น เซียวโม่ก็กลับมาที่บ้านจากคำสั่งของคุณแม่เซียว แต่เขาไม่ได้ตระหนักเลยว่าข่าวที่กำลังรอเขาอยู่นั้น ใหญ่มากเสียจนทำให้สมองของเขาเบลอไปหมด 

 

 

สวี่โยวเห็นว่าเซียวโม่กลับมาแล้ว เธอทอดสายตามองเขาด้วยความรักที่เปี่ยมอยู่เต็มอก เซียวโม่ไม่เข้าใจความหมายที่สวี่โยวต้องการจะสื่อ เขาถอดเสื้อโค้ทและวางมันลงบนที่แขวนเสื้อ ก่อนจะเปลี่ยนรองเท้าและเดินเข้ามาในบ้าน 

 

 

คุณแม่เซียวเอ่ยต้อนรับอย่างกระตือรือร้น “กลับมาแล้วเหรอลูก คุณพ่อกลับมาตั้งนานแล้ว กำลังรอให้ลูกกลับมาทานข้าวอยู่แน่ะ” 

 

 

“แม่ครับ แม่เรียกผมกลับมาทำไม” น้ำเสียงของเซียวโม่ฟังดูเบื่อหน่าย คุณแม่เซียวทนดูเขาเป็นแบบนี้ไม่ได้จึงพูดขึ้น “ช่วงนี้ลูกไม่ได้กลับบ้านเลยใช่ไหม ลูกปล่อยให้โยวโยวอยู่บ้านคนเดียวได้ยังไง นี่ลูกไม่เป็นห่วงเธอบ้างเลยเหรอ” 

 

 

           เซียวโม่นึกไม่ถึงเลยว่าสวี่โยวจะไร้ยางอายมากขนาดนี้ แม้แต่เรื่องนี้ก็เอามาเล่าให้คุณแม่เซียวฟัง เซียวโม่จ้องมองสวี่โยวด้วยสายตาเย็นชา แต่เขาก็รู้ได้ในทันทีว่าเขามองเธอผิดไป ดวงตาของเธอแดงก่ำ 

 

 

           เมื่อคุณแม่เซียวเห็นเซียวโม่ทำแบบนี้กับสวี่โยว เธอก็คิดว่าในขณะที่เธอไม่อยู่ เซียวโม่ต้องทำยิ่งกว่านี้แน่ ตอนนี้สวี่โยวท้องอยู่ เธอจะไม่อนุญาตให้เซียวโม่ปฏิบัติต่อเธอแบบนี้อีก เกิดหลานเธอมีปัญหาจะทำอย่างไร? 

 

 

“ลูกมองโยวโยวอย่างนั้นทำไม นี่แม่รู้เอง ไม่เกี่ยวกับโยวโยวเลย” เซียวโม่ไม่เชื่อลมปากของคุณแม่เซียว ถ้าสวี่โยวไม่ได้พูดกับคุณแม่เซียว แล้วจู่ๆ คุณแม่เซียวจะพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้อย่างไร 

 

 

แต่เซียวโม่จะโทษสวี่โยวก็ไม่ได้ เธอไม่ได้เป็นคนเล่าให้คุณแม่เซียวฟังว่าช่วงนี้เธอกับเขาอยู่ด้วยกันไม่มีความสุขเลย คุณแม่เซียวเป็นคนสังเกตเห็นเอง เธอแค่ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของสวี่โยว แค่นี้ก็จับพิรุธได้แล้ว 

 

 

ยิ่งไปกว่านั้น คุณพ่อเซียวยังบอกอีกว่าเซียวโม่มักจะอยู่ที่บริษัท บางครั้งขนาดว่าคุณพ่อเซียวกลับแล้ว เซียวโม่ก็ยังไม่กลับ เขาทำอย่างนี้อยู่หลายหน จนพนักงานในบริษัทเริ่มซุบซิบนินทากัน แล้วคุณพ่อเซียวเองก็ได้ยิน 

 

 

คุณแม่เซียวเอ่ยปากถามอีกครั้งอย่างอ่อนโยน สวี่โยวก็หลุดออกมาทันที ดังนั้นคุณแม่เซียวจึงนำเรื่องที่คุณพ่อเซียวใบ้ให้ฟังก่อนหน้านี้มาประติดประต่อกัน เท่านี้เธอก็พอจะรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว 

 

 

เมื่อคุณแม่เซียวเห็นว่าเซียวโม่ยังไม่เชื่อ เธอก็หมายจะเข้าไปตีเขาสักที แต่เซียวโม่โยกศีรษะหลบ คุณแม่เซียวเองก็ยังไม่ทันได้ลงมือ เธอมองไปที่สวี่โยว “ตอนนี้โยวโยวไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ลูกอย่าทำให้เธอโกรธอีก เอาละ แม่จะไปบอกให้แม่บ้านหลี่ตั้งโต๊ะ รอเดี๋ยวเดียวก็ได้ทานข้าวแล้ว” 

 

 

คุณแม่เซียวขยิบตาส่งสัญญาณให้สวี่โยว สวี่โยวเข้าใจได้ทันทีว่าคุณแม่เซียวหลีกทางให้พวกเธอ เพราะต้องการจะให้เธอเป็นคนบอกกับเซียวโม่เองว่าเธอท้องแล้ว 

 

 

สวี่โยวบีบนิ้วมือของตัวเอง เธอไม่รู้ว่าควรจะเริ่มอย่างไรดี แต่เซียวโม่ไม่ได้เข้าใจจิตใจที่สับสนของเธอเลย “คุณมีอะไรจะบอกผมไหม” เซียวโม่เห็นเธอยืนขวางอยู่ตรงหน้า ไม่หลีกทางให้ ส่วนเธอก็เอาแต่ก้มหน้าและไม่พูดอะไรออกมาสักที เขาไม่รู้ว่าตอนนี้เธอต้องการอะไร 

 

 

สามีภรรยาคู่นี้ยากเกินกว่าจะพูดคุยกันดีๆ แล้ว ถ้าไม่เห็นแก่หน้าตาของทั้งสองตระกูล บางทีเซียวโม่อาจจะเสนอให้หย่าแล้วก็เป็นได้

ความคิดนี้แค่แวบผ่านเข้ามาในสมองของเมิ่งชิงซีก็เท่านั้น แต่ถ้ามีโอกาสให้เมิ่งชิงซีทำอย่างนั้นจริง เธอก็คงจะเปลี่ยนใจในทันที คนคนหนึ่งซึ่งเคยชินกับการใช้ชีวิตอันหรูหราไปแล้ว จะไปทนชีวิตแบบคนธรรมดาๆ ได้อย่างไร 

 

 

           โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมิ่งชิงซีมักจะไม่เลือกสวมเสื้อผ้าที่ไม่ใช่แบรนด์เนมและไม่เลือกคบค้าสมาคมกับคนอื่นๆ ที่อยู่นอกแวดวง ถ้าจะให้เธอไปใช้ชีวิตธรรมดาๆ ก็คงจะเหมือนตกจากสวรรค์ลงไปสู่นรก เมิ่งชิงซีไม่มีทางยอม 

 

 

           แต่เมิ่งชิงซีก็ไม่เคยปริปากเล่าความคิดนี้ให้ใครฟัง เมื่อคิดดูอีกทีเมิ่งชิงซีก็รู้สึกว่า แม้ถังโจวโจวจะมัดใจของลั่วเซ่าเชินเอาไว้ได้ แต่ก็ยังคงมัดใจคุณป้าและคุณลุงลั่วไม่สำเร็จอยู่ดี 

 

 

           เมื่อฉินอวิ๋นได้ยินเมิ่งชิงซีพูดแบบนั้น เธอก็รู้สึกว่าเธอคงจะคิดมากเกินไป โลกนี้ช่างกว้างใหญ่ไพศาล ถ้าจะมีคนสองคนที่หน้าตาคล้ายกันบ้าง มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ฉินอวิ๋นก็ยังคงเก็บเรื่องนี้เอาไปคิดอยู่ดี 

 

 

เมิ่งชิงซีรู้สึกงงงวย เมื่อเห็นว่าจู่ๆ คุณแม่ของเธอก็ถามถึงเรื่องครอบครัวของถังโจวโจว “แม่คะ บ้านของเธอก็คนธรรมดาๆ ไม่ใช่เหรอ ทำไมจู่ๆ แม่ถึงสนใจเธอจัง” 

 

 

พนักงานภายในร้านห่อและนำเสื้อโค้ทที่ฉินอวิ๋นต้องการมาส่งให้ ฉินอวิ๋นรับมาและเดินออกไปจากร้านพร้อมกับเมิ่งชิงซี ส่วนพนักงานที่อยู่ด้านหลังก็พูดอย่างกระตือรือร้นว่า “โอกาสหน้าเชิญใหม่นะคะ” 

 

 

เนื่องจากฉินอวิ๋นและเมิ่งชิงซีเป็นลูกค้าประจำ และตัวพนักงานเองก็เคยได้ยินกิตติศัพท์ของครอบครัวนี้มาบ้าง ดังนั้นจึงต้องปฏิบัติต่อพวกเธอดีกว่าลูกค้าคนอื่นๆ 

 

 

ฉินอวิ๋นและเมิ่งชิงซีพอใจกับท่าทางที่กระตือรือร้นของพนักงาน ถ้าไม่ติดว่ามันจะสร้างความเสียหายให้กับภาพลักษณ์ที่ดีของเธอ เมิ่งชิงซีจะเชิดหน้าขึ้นและมองไปที่ด้านบนแล้วด้วยซ้ำ แต่ด้วยการที่เธอผ่านการหล่อหลอมมาจากตระกูลเมิ่งแล้วตั้งแต่เด็ก เมิ่งชิงซีจึงรู้จักวิธีการที่จะควบคุมตัวเองอยู่บ้าง 

 

 

ในขณะที่ฉินอวิ๋นมักจะมองคนอื่นด้วยสายตาที่อ่อนโยนอยู่เสมอ เธอจึงไม่คิดเล็กคิดน้อยกับพนักงานตัวเล็กๆ แบบนี้ เป็นภรรยาที่สูงส่งมาตั้งหลายปี จะให้มันสูญเปล่าไปไม่ได้ 

 

 

แม้ตอนนี้ฉินอวิ๋นจะมีเรื่องให้กวนใจมากยิ่งกว่า แต่เธอก็ไม่สามารถแสดงมันออกมาได้ ต่อให้เธอกำลังโกรธอยู่มากก็ตาม แต่เธอก็ยังต้องยิ้มเอาไว้เสมอ 

 

 

บางครั้งเมิ่งชิงซีก็นับถือคุณแม่ของเธอเป็นอย่างมาก แต่เธอกลับไม่ได้เรียนรู้อะไรพวกนี้จากฉินอวิ๋นเลย นี่ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่เมิ่งชิงซีด้อยกว่าฉินอวิ๋น เธอเป็นเหมือนปลาที่ได้น้ำมาตั้งแต่เด็กๆ ที่ผ่านมาเมิ่งชิงซียังไม่เคยได้พบกับความล้มเหลวเลยสักครั้ง ดังนั้นโดยธรรมชาติแล้ว เธอจึงไม่ได้เข้าใจจิตใจของคนอย่างถ่องแท้เหมือนอย่างฉินอวิ๋น 

 

 

หลังจากถังโจวโจวลากหลินเหยาออกมาแล้ว เธอก็เดินตามหาร้านชานม ตอนนี้เธอต้องการของหวานมาปลอบใจอย่างเร่งด่วน ส่วนหลินเหยาก็กำลังต่อว่าเธอในขณะที่ก้าวเดินว่า “โจวโจว เธอกลัวคนพวกนั้นทำไม เมิ่งชิงซีต้องรู้ดีแก่ใจว่าตัวเองทำอะไรไว้บ้าง แล้วนี่ยังจะมีหน้ามาชวนเธอไปดื่มกาแฟอีก” 

 

 

หลินเหยา ‘เฮอะ’ เสียงดังให้เมิ่งชิงซีอย่างนึกรังเกียจ ส่วนถังโจวโจว แม้ว่าเธอจะรู้สึกว่าเมื่อครู่นี้เมิ่งชิงซีค่อนข้างเสแสร้ง แต่ไหนๆ ตอนนี้เธอก็ปลีกตัวออกมาแล้ว ถ้าแม่ลูกคู่นั้นยังคิดเล็กคิดน้อยกับเธออยู่อีก นั่นก็เท่ากับว่าสองแม่ลูกนั่นไม่เคยได้รับการอบรมสั่งสอนมาเลย 

 

 

เมื่อถังโจวโจวพูดเหตุผลนี้ออกมา หลินเหยาก็กลอกตาอย่างเบื่อหน่าย “โจวโจว นี่เธอคิดว่าพวกเขารู้จักคำว่า ‘อบรม’ ดีแค่ไหนเหรอ ถ้าเมิ่งชิงซีรู้จักคำนี้จริงนะ ก็คงจะไม่เพ้อฝันถึงสามีคนอื่นหรอก” 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่ายิ่งพูด หลินเหยาก็ยิ่งโมโห เธอจึงรีบลูบช่วงอกให้ “เอาละๆ ช่างเขาเถอะ ทำไมเธอถึงโกรธมากกว่าฉันอีกล่ะ เปิดใจกว้างๆ หน่อย เหยาเหยา อย่าไปยุ่งกับพวกเธอเลย” 

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกว่าการที่ได้พบกับฉินอวิ๋นในวันนี้ แม้ว่าใบหน้าของเธอจะยิ้มแย้ม แต่ถังโจวโจวก็สัมผัสได้ว่าดวงตาของเธอไม่ได้ต้องการจะดื่มกาแฟด้วยจริงๆ บางทีถังโจวโจวก็รู้สึกว่าเมิ่งชิงซีไม่ใช่คนที่น่ากลัวที่สุด… 

 

 

เวลาเมิ่งชิงซีโกรธ เธอก็จะระบายมันออกมา ไม่มีทางที่เธอจะทำอะไรลับหลัง แต่วันนี้ เมื่อถังโจวโจวได้พบกับคุณแม่ของเมิ่งชิงซี สัญชาตญาณของถังโจวโจวก็บอกว่าคนแบบนี้ต่างหากที่เธอต้องอยู่ห่างไว้ให้มากที่สุด 

 

 

แต่นี่มันก็เป็นแค่การคาดเดาของเธอ ทุกอย่างยังไม่ชัดเจน บางทีเธออาจจะคิดมากไปก็ได้ แน่นอนว่าเรื่องนี้เธอจะเล่าให้หลินเหยาฟังไม่ได้ มิฉะนั้นเธอจะโดนหลินเหยาดุหนักกว่าเดิม 

 

 

“โจวโจว เธอใจอ่อนเกินไป เธอชอบปล่อยให้พวกเขารังแกเธออยู่เรื่อยเลย” หลินเหยามองไปที่ถังโจวโจวราวกับว่าเธอกำลังมองลูกสาวที่ไม่ได้เรื่อง มุมปากของเธอยกสูงจนเหมือนกับว่ามีคนติดหนี้เธออยู่ห้าล้านหยวน 

 

 

“จ้ะๆๆ ฉันมันใจอ่อนที่สุด ตอนนี้คนใจแข็งจะไปดื่มชานมกับคนใจอ่อนอย่างฉันได้หรือยัง” ถังโจวโจวควงแขนหลินเหยา ก่อนจะกึ่งดึงกึ่งลากพาเธอเดินเข้าไปในร้านชานม 

 

 

เมื่อหลินเหยาเห็นว่าถังโจวโจวทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน เธอก็รู้สึกว่าต่อให้เธอโมโหมากกว่านี้อีกเท่าไร ผู้หญิงคนนี้ก็ไม่มีวันเข้าใจ โกรธไปก็มีแต่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ “ฉันจะคอยดูว่าวันข้างหน้าเธอจะรบมอกบคนพวกนั้นยังไง” หลินเหยาได้แต่พูดออกมาอย่างแค้นใจ 

 

 

ถังโจวโจวพูดอย่างหน้าไม่อาย “ฉันรู้ว่าเหยาเหยาก็ยังจะช่วยฉันอยู่” ถังโจวโจวเกาะอยู่บนตัวของหลินเหยา ราวกับตัวเองเป็นหมีโคอาลา และหลินเหยาก็เป็นต้นไม้ต้นใหญ่ 

 

 

ต่อจากนั้น ถังโจวโจวและหลินเหยาก็ไม่ได้พบเรื่องที่ทำให้พวกเธอขุ่นเคืองใจอีก หลังจากดื่มชานมเสร็จ ถังโจวโจวและหลินเหยาก็ไปเดินเล่นกันต่อ พวกเธอใช้เวลาเดินชอปปิงกันทั้งวัน และของที่ได้มามันก็ไม่ใช่น้อยๆ แม้แต่หลินเหยาเองที่ตั้งใจจะมาเดินเล่นเป็นเพื่อนเธอ ก็กลับถูกถังโจวโจวชักชวนให้ซื้อเสื้อผ้าเพิ่มอีกสองสามชุด 

 

 

เมื่อถึงเวลากลับ ลั่วเซ่าเชินก็ขับรถมารับถังโจวโจว แน่นอนว่าเขาพาหลินเหยากลับไปส่งที่บ้านด้วย หลังจากหลินเหยาลงไปจากรถแล้ว ลั่วเซ่าเชินก็เหลือบมองถุงชอปปิงที่อยู่ด้านหลัง “คุณสบายใจแล้ว?” 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าเขามองดูผลงานของเธอ เธอก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อย นี่เธอล้างผลาญมากเกินไปหรือเปล่านะ? เมื่อซื้อกลับมาแล้ว ถังโจวโจวถึงพบว่าเธอใช้เงินไปเยอะมาก ถังโจวโจวไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเธอเองก็สามารถชอปปิงได้ทั้งวันเหมือนกัน 

 

 

“ค่ะ สบายใจแล้ว!” วันนี้ถือเป็นวันพักผ่อนจริงๆ ความอัดอั้นตันใจที่อยู่ที่บ้านถูกปลดปล่อยออกมาจนหมด ในสายตาของถังโจวโจว นี่เป็นการชอปปิงที่เธอจ่ายเงินเยอะที่สุดตั้งแต่ที่เธอเคยจ่ายมา 

 

 

แต่ในสายตาของลั่วเซ่าเชิน นี่ยังไม่เท่าไร ในบรรดาพวกผู้หญิงที่เขารู้จัก อย่างถังโจวโจวนี่ยังถือว่าน้อยมาก ไม่นับว่าเป็นการชอปปิงด้วยซ้ำ 

 

 

เมื่อพวกเขากลับมาถึงบ้าน ป้าหลิวก็ทำอาหารเสร็จแล้ว และลั่วอิงเองก็กำลังรอให้ถังโจวโจวและลั่วเซ่าเชินกลับมา 

 

 

“แม่โจวโจว คุณพ่อ กลับมาแล้วเหรอคะ ทานข้าวได้แล้วค่ะ” ลั่วเซ่าเชินช่วยถังโจวโจวถือถุงอยู่หลายใบ ในขณะที่ถังโจวโจวเองก็ถือถุงอยู่เหมือนกัน ถังโจวโจวหยิบถุงออกมาหนึ่งใบ และมอบมันให้กับลั่วอิง “อันนี้แม่โจวโจวซื้อมาให้หนูค่ะ” 

 

 

ทันทีที่ลั่วอิงเปิดดู เธอก็พบว่ามันคือกิ๊บติดผม เธอรีบกระโดดโลดเต้นและพูดว่า “แม่โจวโจวขา พรุ่งนี้หนูจะติดไปโรงเรียนเลย” 

 

 

“ได้เลยค่ะ พรุ่งนี้แม่โจวโจวจะถักเปียให้หนู แล้วก็ติดกิ๊บตัวนี้ให้ด้วย เพื่อนๆ คนอื่นจะต้องอิจฉาหนูแน่นอน” ถังโจวโจวรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นว่าลั่วอิงชอบของขวัญที่เธอเลือกให้ 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าพอถังโจวโจวให้ของขวัญกับลั่วอิงแล้ว เธอก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาจึงวางของไว้บนโซฟาและเดินไปที่โต๊ะอาหารเลย คิ้วของเขาขมวดมุ่น นี่เธออยู่ข้างนอกทั้งวัน เธอซื้อของขวัญให้ลั่วอิง แต่กลับไม่มีอะไรมาฝากเขาเลยเนี่ยนะ? 

 

 

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ลั่วเซ่าเชินมีสีหน้าที่เคร่งขรึมตลอดมื้ออาหาร ถังโจวโจวเห็นว่าเมื่อครู่นี้เขายังคุยเล่นกับเธออยู่เลย แต่พอถึงตอนกินข้าว เขาก็ไม่สนใจเธออีก เธอคิดไม่ออกว่าเธอไปทำอะไรให้เขาโกรธ? 

 

 

แต่ถังโจวโจวก็ตัดสินใจว่าไว้กินข้าวให้เสร็จก่อนแล้วเธอค่อยคิดอีกที และเป็นเพราะถังโจวโจวทำแบบนี้ ทำให้แม้แต่ตอนที่ถังโจวโจวคีบอาหารให้ลั่วเซ่าเชิน เขาก็ไม่สนใจเธอเลย 

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกว่าชายหนุ่มคนนี้ชักจะเดาใจยากขึ้นเรื่อยๆ นับวันเขายิ่งเหมือนเด็กไม่มีผิด แม้แต่ลั่วอิงก็ยังเทียบไม่ได้ ถ้าเขารู้ว่าถังโจวโจวคิดเช่นนี้ ลั่วเซ่าเชินคงจะหงุดหงิดยิ่งกว่านี้แน่นอน 

 

 

หลังจากกินข้าวกันเสร็จ ถังโจวโจวก็เห็นว่าสีหน้าของลั่วเซ่าเชินยังไม่ดีขึ้น เธอก็เดาว่าเขาคงยังหงุดหงิดอยู่ แต่เธอรู้สึกว่าถ้าถามออกไปตอนนี้ เกิดลั่วอิงรู้เข้า เขาจะรู้สึกอาย เธอจึงถือของขึ้นไปชั้นบน ถังโจวโจวรู้ว่าเขาจะต้องตามมาอย่างแน่นอน 

 

 

แล้วก็เป็นอย่างที่เธอคาดเอาไว้ ลั่วเซ่าเชินเดินตามเธอเข้ามาในห้องนอน ถังโจวโจววางของไว้บนเตียง เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเธอไม่คิดจะเอ่ยทักถามหรือแสดงความห่วงใยเขาเลยสักนิด เขาก็คิดว่าถ้าเขาไม่พูดมันออกไป เธอก็คงไม่รู้หรอกว่าเขากำลังโกรธเธออยู่ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่อยากให้เหตุการณ์มันซ้ำรอยเดิม ดังนั้น ครั้งนี้เขาจึงถามออกไปตามตรงว่า “คุณไม่มีอะไรจะให้ผมเลยเหรอ” นับว่าเขาถามได้อย่างไพเราะ 

 

 

ถ้าลั่วเซ่าเชินไม่กลัวว่าจะเสียหน้า เขาจะถามเธออย่างที่ใจคิดว่า ‘คุณมีของมาให้ลั่วอิง แล้วไม่มีของมาให้ผมบ้างเลยเหรอ’ แต่เขาก็พูดได้แค่ในใจ 

 

 

ในตอนแรกถังโจวโจวไม่เข้าใจความหมายของเขา เธออยากจะตอบกลับไปว่า ‘ไม่มีนี่คะ’ โชคดีที่เธอไม่ได้พูดมันออกไป และเมื่อเธอคิดดูอีกที นี่เขาคงไม่ได้อิจฉาลูกหรอกใช่ไหม? นี่เป็นเพราะเธอให้ของขวัญกับลั่วอิง แต่ไม่ได้ซื้อของมาให้เขาอย่างนั้นเหรอ? 

 

 

เดิมทีลั่วเซ่าเชินเห็นว่าถังโจวโจวเธอตั้งท่าจะพูดอะไร แต่จนแล้วจนรอดเธอก็ไม่พูดมันออกมา ดวงตาทั้งสองข้างของเขาจับจ้องไปที่เธอ รอดูว่าเธอกำลังจะทำอะไร ถ้าปากเล็กๆ ของเธอพูดอะไรที่เขาไม่อยากฟังขึ้นมา เขาจะกัดมันเสียเลยดีไหมนะ… 

 

 

ถังโจวโจวเอี้ยวตัวกลับไปหยิบถุงที่วางอยู่บนเตียงขึ้นมาถุงหนึ่ง “นี่ค่ะ อันนี้ฉันให้คุณ” แม้ว่าท่าทางของถังโจวโจวจะดูแปลกๆ แต่ลั่วเซ่าเชินก็ไม่ใช่พวกที่จะเอาความกับคนที่อ่อนแอกว่า เขายกโทษให้เธอก็แล้วกัน เขารับถุงใบเล็กนั้นมาจากมือของถังโจวโจวด้วยความยินดี 

 

 

ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้สังเกตเห็น บางทีถังโจวโจวอาจจะซ่อนมันไว้ก็ได้ ต้องโทษเขาที่ใจร้อนมากเกินไป ดูเหมือนว่าในใจของโจวโจวยังมีเขาอยู่ เธอจึงไม่ลืมที่จะซื้อของขวัญมาให้เขาด้วย 

 

 

บางครั้งลั่วเซ่าเชินก็รู้สึกว่าเขาเหมือนเด็ก เขากับลั่วอิงมักจะแข่งกันเรียกร้องความสนใจจากถังโจวโจว เขาหยิบของข้างในออกมาดู มันคือเนกไทลายทางสีน้ำเงินสลับสีดำ 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าเขาเห็นของขวัญแล้ว เธอจึงค่อยๆ อธิบายว่า “ตอนแรกฉันตั้งใจจะเอาไปให้ตอนที่คุณอยู่ห้องหนังสือ แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าคุณจะใจร้อนขนาดนี้ ฉันตั้งใจเลือกให้คุณโดยเฉพาะเลยนะคะ แต่ถ้าคุณไม่ชอบ คุณก็อย่าพูดออกมานะ” 

 

 

ถังโจวโจวเม้มปากอย่างเสียความมั่นใจ แต่เมื่อลั่วเซ่าเชินได้ยินเธอพูดเช่นนั้น เขาก็ยิ้มแย้มอย่างมีความสุข “ผมจะไม่ชอบได้ยังไง พรุ่งนี้ผมจะผูกเนกไทเส้นนี้เลย คุณคิดว่าไงล่ะ” 

 

 

“ตามใจคุณสิคะ” เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นท่าทางปากแข็งประหนึ่งเป็ดที่ตายแล้วของถังโจวโจว เขาก็ไม่ได้พูดเปิดโปงเธอ เขาจับของขวัญที่ถังโจวโจวให้เขาอย่างทะนุถนอม แม้ว่าคุณภาพมันจะไม่ดีเท่ากับของที่เขาสั่งทำ แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ถังโจวโจวให้ของขวัญเขา แม้ว่ามันจะไม่ดีอย่างไร เขาก็ยังรู้สึกชอบมัน 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าเขาพอใจ เธอเองก็ภูมิใจเป็นอย่างมาก แต่เธอยังต้องแสร้งทำเป็นว่าไม่ได้สนใจอะไร หลังจากนั้น ถังโจวโจวก็เก็บของเอาไว้ตู้ พร้อมกับแยกหมวดหมู่ของสิ่งของอย่างชัดเจน

 ถังโจวโจวพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกหลายวัน กระทั่งเธอคอยย้ำกับลั่วเซ่าเชินอยู่หลายครั้งว่าเธออยากกลับบ้านแล้ว ลั่วเซ่าเชินไม่อยากขัดใจเธอ หลังจากที่เขาไปถามคุณหมอมา คุณหมอก็อนุญาตให้เธอกลับไปพักผ่อนที่บ้านได้ เพียงแต่ต้องระมัดระวังให้มาก ลั่วเซ่าเชินจึงเห็นด้วยกับคำขอของถังโจวโจว 

 

 

           เมื่อเมิ่งชิงซีเห็นว่าลั่วเซ่าเชินไม่ได้ออกตามหาเธออีก เธอก็กลับสู่การใช้ชีวิตในสภาวะปกติ ดูเหมือนว่าพี่เซ่าเชินจะไม่ได้สงสัยฉัน เมิ่งชิงซีค่อนข้างพอใจในเรื่องนี้ ตราบใดที่ลั่วเซ่าเชินยังไม่มีหลักฐาน เขาก็ไม่สามารถทำอะไรเธอได้ 

 

 

           ส่วนหันฮุ่ยซิน เธอไม่ได้ไปที่โรงพยาบาลอีกเลย ตอนนี้เธอทุ่มเทแรงกายแรงใจลงไปที่สตูดิโอสอนเต้น นับตั้งแต่เธอเปิดกิจการ สตูดิโอของเธอก็ค่อยๆ เข้าที่เข้าทางดีขึ้นตามลำดับ 

 

 

           และเป็นเพราะว่าคุณแม่ลั่วยังโกรธที่ลั่วเซ่าเชินเอาแต่เข้าข้างถังโจวโจว เธอจึงไม่ไปที่โรงพยาบาลอีกเลย ยิ่งเรื่องไปเยี่ยมถังโจวโจว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ความสัมพันธ์ระหว่างคุณแม่ลั่วและถังโจวโจวที่กำลังจะไปได้ดี กลับต้องมาแตกหักกันอีกครั้ง 

 

 

           ไม่กี่วันต่อมา ฟังหยวนก็มาเยี่ยมถังโจวโจว บังเอิญมากที่แต่ละครั้งที่เขามา หลินเหยาก็จะอยู่ตรงนั้นด้วย และเมื่อเขาขอตัวกลับ เขาก็จะอาสาไปส่งหลินเหยาที่สำนักพิมพ์ทุกครั้ง พอนานวันเข้า หลินเหยาและฟังหยวนก็คุ้นเคยกันมากขึ้น 

 

 

           หลังจากที่ถังโจวโจวนอนพักอยู่ที่บ้านเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม ในที่สุดลั่วเซ่าเชินก็ยอมให้เธอออกไปเดินเล่น ถังโจวโจวรู้สึกว่าตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมานั้น เธอใช้ชีวิตเหมือนหมูก็ไม่ปาน วันๆ เอาแต่ถูกป้อนซุปป้อนแกงใส่ท้องของเธอ อีกทั้งคุณแม่ถังก็หิ้วของบำรุงต่างๆ มาให้เธอกินในทุกครั้งที่มาเยี่ยมเธอ 

 

 

           ถังโจวโจวนัดหลินเหยาออกมาเดินเล่น หนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ตัวเธอแทบจะขึ้นราอยู่แล้ว แม้ว่าเธอจะอยากออกมาแค่ไหน แต่คุณแม่ถังกับลั่วเซ่าเชินก็ปฏิเสธเสียงแข็ง ถังโจวโจวก็เถียงพวกเขาไม่ได้ เธอจึงทำได้แค่เพียงนอนอยู่บนเตียง หรือไม่ก็ไปหาอะไรอ่านที่ห้องหนังสือสักพัก แต่เธอก็อ่านไม่ได้นาน 

 

 

           เพราะว่าลั่วเซ่าเชินสั่งให้ป้าหลิวมาดูแลเธออย่างใกล้ชิด ถ้าถังโจวโจวไม่เชื่อฟัง เธอจะโดนลั่วเซ่าเชินโจมตี เขาไม่ได้ใช้วิธีพูดอะไรที่รุนแรง เขาแค่ส่งลั่วอิงมาเท่านั้น เพียงลั่วอิงส่งสายตาใสซื่อบริสุทธิ์ไปให้ถังโจวโจว เธอก็หยุดตอบโต้ทุกอย่างแล้ว 

 

 

           หลินเหยาตอบตกลง พวกเธอสองคนเลือกวันนี้ที่สภาพอากาศช่างเป็นใจ แม้ว่าจะมีเมฆมาก แต่ก็โชคดีที่ฝนไม่ตก สภาพอากาศโดยรวมค่อนข้างชื้นและหนาวเย็น ถังโจวโจวสวมเสื้อผ้าที่อบอุ่นมาก เธอสวมเสื้อกันหนาวบุปุยฝ้ายสีน้ำเงิน ด้านล่างจับคู่กับรองเท้าลุยหิมะ และพันผ้าพันคอสีเบจไว้ 

 

 

           เธอสวมหมวกไหมพรมสีดำไว้บนศีรษะ มองดูก็รู้แล้วว่ามันอบอุ่นมาก หลินเหยาไม่ได้สวมเสื้อผ้าหนาอย่างเธอ เธอสวมเพียงเสื้อหนังสีดำ คู่กับกางเกงหนังขายาว และรองเท้าหนังปักหมุดหนึ่งคู่ ประกอบกับตอนนี้เธอตัดผมสั้น เมื่อมองดูรวมๆ แล้ว เธอจึงดูเท่มาก 

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกอิจฉามาก เมื่อเห็นชุดของหลินเหยา “เท่มากเลย เหยาเหยา นี่ถ้าเธอเดินด้วยกันกับฉัน คนอื่นเขาจะคิดว่าเราเป็นแฟนกันไหมเนี่ย” 

 

 

ถังโจวโจวมองดูตัวเองอีกครั้ง มันอบอุ่นก็จริง แต่ก็เทอะทะมาก ลั่วเซ่าเชินขอร้องให้เธอแต่งตัวแบบนี้ เหตุผลก็คือเธอเพิ่งจะหายดี ต้องสวมเสื้อที่มันอบอุ่น มิฉะนั้นถ้าเธอป่วยขึ้นมาจะทำอย่างไร 

 

 

เมื่อถังโจวโจวคิดตาม เธอก็คิดว่าเขาพูดถูก แต่มันจะไม่เสียหายเลยถ้าหากว่าไม่มีการเปรียบเทียบกับใครแบบนี้ เมื่อเทียบกับหลินเหยาแล้ว เธอก็ดูเป็นคนธรรมดาที่ถูกทิ้งอยู่ข้างถนน ไม่มีอะไรให้สะดุดตาเลยสักนิด 

 

 

แม้ว่าถังโจวโจวจะอิจฉา แต่เธอก็พูดไปอย่างนั้นเอง ไม่เช่นนั้นเธอก็คงจะรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ไม่ทนรอมาจนถึงตอนนี้หรอก 

 

 

หลินเหยาเองก็รู้ดีว่าช่วงนี้ถังโจวโจวอยู่ติดบ้านจนเบื่อมากแล้ว แต่ละครั้งที่มาเยี่ยม เธอก็จะออกปากบ่นทุกเรื่อง นี่ถ้าไม่รู้ว่าเธอเป็นอะไรก็คงจะคิดว่าเธอถูกขังอยู่ในคุก บางครั้งที่หลินเหยาเห็นว่าถังโจวโจวบ่นมากเกินไป ก็อดไม่ได้ที่จะเอ็ดเธอเหมือนกัน 

 

 

แต่โดยทั่วไปแล้วถังโจวโจวจะสงบอยู่พักหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นเธอก็จะเริ่มพูดอีกครั้ง หลินเหยารู้สึกว่าหลังจากที่เธอประสบอุบัติเหตุ ทักษะการบ่นของถังโจวโจวนั้นเพิ่มสูงขึ้นมาก แต่หลินเหยาก็ยังรักเธอมากเหมือนเดิม เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวพยายามไม่คิดฟุ้งซ่าน ทุกคนก็ไม่ต้องกังวลใจแล้ว 

 

 

ตราบใดที่เธอสามารถเดินออกมาจากความทุกข์ได้ หลินเหยาก็จะยอมทำทุกอย่าง แต่ถึงแม้ว่าหลินเหยาจะเต็มใจอยู่ข้างเธอและบางครั้งลั่วเซ่าเชินเองก็ใจอ่อน แต่คุณแม่ถังกลับไม่หลงเล่ห์กลง่ายๆ ของถังโจวโจวเลย 

 

 

จริงอยู่ที่คุณแม่ถังเป็นคนอ่อนโยน แต่เมื่อมาถึงถังโจวโจว เธอไม่เคยผ่านด่านของคุณแม่ถังไปได้เลย เป็นเพราะคุณแม่ถังคอยจับตามองเธออยู่ตลอด ดังนั้น ถังโจวโจวจึงไม่กล้าสร้างปัญหาอะไร เพราะถ้าเธอยังไม่หายดี วันข้างหน้าเธอจะต้องทนทุกข์ทรมานยิ่งกว่านี้ 

 

 

“เป็นแฟนกันก็ดีน่ะสิ ช่างสามีเธอ แฟนอย่างฉัน เธอจะไปหาที่ไหนได้?” หลินเหยาแสดงสายตาเจ้าชู้ออกมาให้เห็น เธอใช้มือข้างหนึ่งเชยคางของถังโจวโจว “น้องหนู ยิ้มให้ป๋าหน่อยสิจ๊ะ” 

 

 

ถังโจวโจวปัดมือของเธอ “ทะเล้นจริงเธอนี่!” 

 

 

“เอาละๆ ไม่แกล้งแล้ว เธออยากซื้อของไม่ใช่เหรอ วันนี้ฉันมีเวลาว่างทั้งวัน ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนเธอเอง ดีไหมล่ะ” หลินเหยาโอบไหล่ของถังโจวโจวสบาย เนื่องจากหลินเหยาสูงกว่าถังโจวโจวเล็กน้อย และรองเท้าที่เธอสวมมาในวันนี้ก็สูงพอสมควร 

 

 

ในขณะที่วันนี้ถังโจวโจวสวมรองเท้าลุยหิมะส้นเตี้ย เมื่อเธอยืนอยู่ข้างหลินเหยาและมองจากด้านหลัง ก็จะดูเหมือนคู่รักอยู่นิดๆ 

 

 

พวกเธอเดินซบไหล่กันเข้าไปในห้างสรรพสินค้า แม้ถังโจวโจวจะพูดว่าเธอจะใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายดูสักวัน แต่เอาเข้าจริงเธอก็ยังขบคิดอยู่ในใจ เงินเดือนและเงินออมของเธอไม่ได้มากพอจะให้เธอใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายได้หรอก และเมื่อเธอกลับบ้านไปแล้วหลังจากชอปปิงอย่างเต็มที่เสร็จ เธอก็คงจะปวดใจกับข้าวของที่ซื้อมากมายเกินความจำเป็นของเธอเป็นแน่ 

 

 

หลินเหยาลากถังโจวโจวเข้าไปในร้านแห่งหนึ่ง ทันทีที่เข้าไป พวกเธอก็ได้พบคนรู้จัก ถังโจวโจวไม่คิดอยากจะทักทายเลย เธอจึงพยายามดึงหลินเหยาออกไปข้างนอก แต่ใครจะคิดล่ะว่าเมิ่งชิงซีเป็นฝ่ายมาทักทายพวกเธอก่อน 

 

 

ข้างกายของเมิ่งชิงซีมีหญิงสาวอีกคนหนึ่งยืนอยู่ เมื่อทั้งสองคนยืนอยู่ด้วยกัน ก็รู้สึกเหมือนว่าอายุของพวกเธอไม่ได้แตกต่างกันมาก ถังโจวโจวไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นอะไรกับเมิ่งชิงซี 

 

 

“โจวโจว พวกเธอก็มาที่นี่เหมือนกันเหรอ บังเอิญจังเลยนะ” เรื่องของถังโจวโจวผ่านมาได้สักพักแล้ว เมิ่งชิงซีเองก็เกือบจะลืม วันนี้จู่ๆ เธอก็ได้พบกับถังโจวโจว เธอจึงตกตะลึงไปชั่วขณะ อย่างไรก็ตาม เธอสามารถดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังสามารถเอ่ยทักทายถังโจวโจวได้อย่างแนบเนียน 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าเธอเป็นฝ่ายทักทายมา ครั้นจะไม่ตอบกลับก็ไม่ได้ “คุณเมิ่ง บังเอิญจังเลยค่ะ แต่ฉันกับเหยาเหยากำลังจะกลับแล้วค่ะ” 

 

 

           หลินเหยาเห็นว่าถังโจวโจวยังมีกะจิตกะใจทักทายเมิ่งชิงซี ในมุมมองของเธอ แม้ว่าเธอจะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเหตุการณ์ในวันนั้นเป็นฝีมือของเมิ่งชิงซี แต่เธอก็ยังไม่อยากปล่อยเมิ่งชีงซีไปง่ายๆ แบบนี้ 

 

 

           ถังโจวโจวเล่าเรื่องวันนั้นให้หลินเหยาฟังแล้ว เธอบอกว่าเธอรู้สึกลื่นที่ใต้ฝ่าเท้า จากนั้นเธอก็ล้มลงไปเอง เธอน่าจะเหยียบอะไรเข้าสักอย่าง และเมิ่งชิงซีก็คว้าเธอไว้ไม่ทัน จึงทำให้เธอล้มลงไปด้านล่าง เธอไม่อาจผลักความรับผิดชอบไปให้เมิ่งชิงซีได้ 

 

 

           ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่ลั่วเซ่าเชินได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดแล้ว มันก็ไม่มีอะไรผิดปกติ เรื่องนี้มันยังไม่ชัดเจน แต่ถังโจวโจวก็เตรียมป้องกันตัวเองจากเมิ่งชิงซีไว้อยู่เหมือนกัน 

 

 

           “โจวโจว ทำไมกลับเร็วนักล่ะ กว่าจะได้เจอกัน เราไปดื่มกาแฟกันดีไหม อ้อ ฉันลืมแนะนำ นี่แม่ของฉันเอง” ฉินอวิ๋นกำลังประเมินถังโจวโจว แม้ว่าเธอจะเคยได้ยินชื่อของถังโจวโจวจากปากของเมิ่งชิงซีนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่ฉินอวิ๋นก็ยังไม่เคยเจอตัวจริงเลยสักครั้ง 

 

 

           ฉินอวิ๋นรู้สึกว่าถังโจวโจวคล้ายกับใครบางคน แต่เธอก็นึกไม่ออกว่าตกลงแล้วถังโจวโจวนั้นเหมือนใคร “โจวโจว ป้าได้ยินชิงซีพูดถึงหนูหลายครั้งแล้ว วันนี้ได้เจอตัวจริงสักที ดื่มกาแฟกับป้าสักแก้วนะ ป้าเลี้ยงเองจ้ะ” 

 

 

           ฉินอวิ๋นดูเหมือนคนที่บอบบางอ่อนแอ เธอมักจะทำให้ผู้คนเข้าใจผิด คิดว่าเธอเป็นฝ่ายที่รังแกได้ง่าย แต่ความจริงแล้วจิตใจของเธอแข็งแกร่งยิ่งกว่าใคร 

 

 

ถังโจวโจวไม่รู้ว่าจะปฏิเสธอย่างไร และในขณะที่ถังโจวโจวกำลังลังเล ฉินอวิ๋นก็พูดว่า “โจวโจว หนูไม่อยากไปใช่ไหม ป้ารู้จ้ะ หนูอาจจะเกลียดชิงซีไปแล้วจากเหตุการณ์เมื่อครั้งก่อน” 

 

 

           เมิ่งชิงซีไม่รู้ว่าแม่ของเธอคิดจะทำอะไร แต่โดยปกติแล้ว ไม่ว่าฉินอวิ๋นทำอะไรลงไปก็ตาม เธอจะคอยสนับสนุนทุกอย่าง เพราะสิ่งที่ฉินอวิ๋นทำนั้นล้วนมีประโยชน์ต่อเธอหรือไม่ก็ตัวเองทั้งสิ้น 

 

 

เมิ่งชิงซีก็ช่วยกล่อมอีกคนหนึ่ง “โจวโจว ตอนนั้นฉันยังตั้งสติไม่ได้จริงๆ เธอยังคงคิดว่าฉันตั้งใจสินะ ตอนนี้เธอถึงได้เย็นชากับฉันแบบนี้” 

 

 

เมิ่งชิงซีและฉินอวิ๋นพูดรับกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย พนักงานภายในร้านต่างก็หันมามองกันหมดแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ถังโจวโจวและหลินเหยาตกอยู่ในที่นั่งลำบาก 

 

 

เมื่อหลินเหยาเห็นว่าสองแม่ลูกพูดจาเลอะเทอะ เธอก็รู้สึกโกรธ “เมิ่งชิงซี คุณยังกล้าพูดอีกเหรอ ถ้าไม่ใช่เพราะคุณ โจวโจวจะแท้งลูกได้ยังไง” 

 

 

แต่เมิ่งชิงซีไม่อ่อนข้อให้ ก่อนจะพูดอย่างมั่นอกมั่นใจว่า “หลินเหยา ตอนนั้นคุณไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วยซ้ำ โจวโจวยังไม่ได้ว่าอะไรฉันเลยสักคำ แล้วเธอกล้าดียังไงมาว่าฉัน!” 

 

 

เมื่อหลินเหยาเห็นท่าทางหยิ่งยโสของเมิ่งชิงซี ก็พานทำให้เธอเกลียดคนที่คอยชี้แนะอยู่ข้างๆ ด้วย พวกเธอทำทีราวกับว่าพวกเธอไม่ได้มีความผิดใดๆ คนพวกนี้เก่งแต่ลอยหน้าลอยตา แต่จริงๆ แล้วไม่เคยคิดจะทำเรื่องดีๆ อะไรเลย 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าหลินเหยาตั้งท่าจะโต้เถียงกับเมิ่งชิงซีอีกครั้ง เธอก็รีบฉุดแขนเพื่อนเอาไว้ ก่อนที่เธอจะกระซิบที่ข้างหูของหลินเหยาว่า “ช่างเขาเถอะ เหยาเหยา ไม่จำเป็นต้องไปพูดด้วยแล้ว พวกเรากลับกันเถอะ” 

 

 

ถังโจวโจวไม่รู้ว่าสองแม่ลูกคู่นี้ตั้งใจจะทำอะไร แต่เธอไม่อยากจะสนทนาด้วยแล้ว “คุณป้าเมิ่งคะ คุณเมิ่ง วันนี้พอแค่นี้นะคะ พวกเรานั้นแตกต่างกัน ฉันกับเหยาเหยาขอตัวก่อนนะคะ” 

 

 

เมื่อฉินอวิ๋นเห็นว่าถังโจวโจวยังคงปฏิเสธเธอ เธอก็รู้สึกโกรธเคือง ยายถังโจวโจวนี่เป็นอย่างที่ชิงซีว่าเอาไว้จริงๆ หล่อนไม่ไว้หน้าใครเลย ว่าแต่เธอเป็นใครมาจากไหนกันแน่นะ? 

 

 

ฉินอวิ๋นรู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ เมิ่งชิงซีเห็นว่าฉินอวิ๋นยังคงยืนเหม่ออยู่ภายในร้าน ในขณะที่ถังโจวโจวและหลินเหยาออกไปตั้งนานแล้ว เธอสะกิดเรียกฉินอวิ๋นเบาๆ “แม่คะ แม่กำลังคิดอะไรอยู่ พวกเธอไปกันหมดแล้ว” 

 

 

“พนักงาน ห่อตัวนี้ให้ฉันด้วย” ฉินอวิ๋นชี้ไปที่เสื้อโค้ทขนแกะและยื่นบัตรเครดิตตามไปให้ 

 

 

ฉินอวิ๋นมองดูใบหน้าที่ไม่เข้าใจของเมิ่งชิงซีและอธิบายว่า “แม่รู้สึกว่าถังโจวโจวคล้ายกับคนที่แม่รู้จักมาก แต่แม่นึกไม่ออกเลยว่าเป็นใคร” 

 

 

“คล้ายกับคนที่แม่รู้จักมาก จริงเหรอคะ? ใช่เพื่อนสนิทของแม่หรือเปล่า” ทันใดนั้น คำพูดของเมิ่งชิงซีก็ทำให้ฉินอวิ๋นคิดได้ว่าถังโจวโจวหน้าเหมือนใคร…เสิ่นหลานอี! 

 

 

ทันทีที่ฉินอวิ๋นนึกออก เธอก็สงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างถังโจวโจวและเสิ่นหลานอีขึ้นมาทันที “ชิงซี ลูกพอจะรู้ประวัติครอบครัวของถังโจวโจวบ้างไหม” 

 

 

เนื่องจากฉินอวิ๋นยังกังวลใจในเรื่องนี้ เธอจึงไม่มีอารมณ์ที่เดินชอปปิงกับเมิ่งชิงซีต่อแล้ว 

 

 

เมิ่งชิงซีคิดเล็กน้อย “หนูเคยได้ยินคุณป้าลั่วพูดถึงอยู่ครั้งสองครั้ง เหมือนกับว่าพ่อแม่ของถังโจวโจวเป็นแค่พนักงานกินเงินเดือนธรรมดาๆ คนเป็นพ่อเหมือนว่าจะทำงานอยู่ที่โรงพยาบาล ส่วนคนเป็นแม่นี่ไม่แน่ใจ แต่หนูรู้ว่าครอบครัวของเธอไม่ได้โดดเด่นอะไร เป็นแค่คนธรรมดาก็เท่านั้น” 

 

 

นี่คือสิ่งที่น่าโมโหที่สุดสำหรับเมิ่งชิงซี ครอบครัวของถังโจวโจวธรรมดามาก แต่กลับดึงดูดความสนใจของลั่วเซ่าเชินได้ ในขณะที่ตระกูลเมิ่งของเธอภูมิฐานถึงเพียงนี้ แต่ลั่วเซ่าเชินกลับไม่ชายตามองเธอเลยสักนิด บางครั้งเมิ่งชิงซีก็มีแม้กระทั่งความคิดที่อยากจะสลับตัวกับถังโจวโจวผุดขึ้นมา 

ลั่วเซ่าเชินลากคุณแม่ลั่วออกมาจากห้องพักผู้ป่วย เมื่อเธอเห็นว่าลั่วเซ่าเชินเอาแต่เดินตรงไปข้างหน้า เธอจึงร้องเสียงดังลั่นว่า “อาเชิน ปล่อยแม่เดี๋ยวนี้นะ! แม่เจ็บมือไปหมดแล้ว ลูกมีอะไรก็พูดมาเถอะ แม่รอฟังอยู่” 

 

 

เธอสลัดเท่าไรก็สลัดไม่หลุด ในที่สุดลั่วเซ่าเชินก็ปล่อยมือ และคุณแม่ลั่วก็เป็นอิสระจากกรงเล็บปีศาจของเขา 

 

 

คุณแม่ลั่วลูบข้อมือข้างที่ขึ้นรอยช้ำ ก่อนจะพูดด้วยความโมโหว่า “อาเชิน นี่ลูกทำบ้าอะไร ลูกยังคิดว่าแม่เป็นแม่ของลูกอยู่หรือเปล่า แม่จะเอ็ดจะว่าเธอไม่ได้เลยเหรอ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินรู้สึกรำคาญใจที่เห็นว่าคุณแม่ลั่วเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องของถังโจวโจว “แม่ครับ แม่อย่าพูดแบบนั้นอีกนะครับ แม่ไม่รู้สึกเหรอครับว่ามันน่าอายมากแค่ไหน” 

 

 

“น่าอายตรงไหน ก็เธอเป็นคนทำทุกอย่างพังเอง ทำไมแม่ถึงจะต่อว่าเธอไม่ได้” คุณแม่ลั่วไม่ได้รู้สึกว่าเธอทำผิดตรงไหน มันเป็นความรับผิดชอบของถังโจวโจวที่ดูแลรักษาลูกในท้องของตัวเองไม่ดี ทำไมตอนนี้เธอจะต่อว่าถังโจวโจวไม่ได้ ไม่มีอะไรเสียหายสักหน่อย 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าคุณแม่ลั่วไม่ได้รู้สึกตัวเลยสักนิดว่าเธอพูดจาทำร้ายจิตใจคนอื่นแค่ไหน ซ้ำยังจะกล่าวหาว่าถังโจวโจวตั้งใจแท้งลูกอีก เขาพยายามเกลี้ยกล่อมต่อ “แม่ครับ โจวโจวเพิ่งแท้งลูก แค่นี้เธอก็เสียใจมากพอแล้ว นี่แม่กำลังสาดเกลือลงบนแผลของเธอนะครับ” 

 

 

คุณแม่ลั่วยังไม่ทันได้ตอกกลับ ลั่วเซ่าเชินก็พูดต่อ “คนธรรมดาเขาถือว่าเรื่องนี้มันสะเทือนใจมากนะครับ แล้วนี่แม่เป็นถึงแม่สามีของเธอ แต่ทำไมเธอถึงถูกต่อว่ารุนแรงยิ่งกว่าคนที่เดินผ่านไปผ่านมาเสียอีก” 

 

 

สิ่งที่ลั่วเซ่าเชินพูดมาทำให้คุณแม่ลั่วโกรธ เธอเป็นคนที่รักศักดิ์ศรีมากที่สุด เธอจะปล่อยให้คำพูด ของลั่วเซ่าเชินมามีอิทธิพลเหนือเธอได้อย่างไร “เซ่าเชิน ลูกว่าอะไรนะ ลูกไม่เข้าข้างแม่ก็ช่าง แต่นี่ยังจะไปช่วยยายถังโจวโจวมาต่อว่าแม่อีก” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่อยากจะเถียงกับคุณแม่ของเขาอีก ตอนนี้คุณแม่ลั่วเชื่อมั่นอย่างนั้นไปแล้ว แม้ว่าเขาจะพูดอีกสักเท่าไร เธอก็คงไม่ฟังอยู่ดี สู้เก็บน้ำลายเอาไว้ดีกว่า 

 

 

“เอาละ แม่ครับ ผมขี้เกียจพูดกับแม่แล้ว แม่จะคิดยังไงก็คิดไปเถอะ ตอนนี้เด็กก็ไม่อยู่แล้ว แม่พูดมากไปก็เปล่าประโยชน์ แม่กลับไปก่อนเถอะครับ” ลั่วเซ่าเชินนวดขมับที่ปวดตุบๆ และหันตัวเดินกลับเข้าไปในห้องพักผู้ป่วย 

 

 

คุณแม่ลั่วขยับปากบ่น เมื่อเห็นว่าลั่วเซ่าเชินไม่อยากจะสนทนากับเธออีกแม้แต่ประโยคเดียว “นี่เห็นได้ชัดเลยว่าลูกมีเมียแล้วลืมแม่! ดีจริงๆ ยายถังโจวโจว” คุณแม่ลั่วออกไปจากโรงพยาบาลด้วยความโกรธ 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นลั่วเซ่าเชินเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย เธอก็รู้เลยว่าเขาทะเลาะกับคุณแม่ลั่วมาอีกแล้ว “เซ่าเชิน คุณแม่ล่ะคะ” 

 

 

“กลับไปแล้ว คุณยังกินข้าวไม่เสร็จเลย รีบกินต่อเถอะ ลั่วอิง แล้วลูกกินข้าวมาหรือยังครับ” เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นสองแม่ลูก เขาก็ทิ้งเรื่องที่เขาทะเลาะกับคุณแม่ลั่วเอาไว้ข้างหลัง 

 

 

ลั่วอิงส่ายหน้า “คุณย่าพาหนูออกมาทั้งๆ ที่หนูยังไม่ได้ทานข้าวเลยค่ะ คุณพ่อ คุณพ่อขา หนูหิวมากเลยค่ะ” 

 

 

ทันทีที่ถังโจวโจวได้ยินว่าลั่วอิงหิว เธอก็รีบพูดกับลั่วเซ่าเชินว่า “คุณพาเธอออกไปทานข้าวเถอะค่ะ ฉันอยู่คนเดียวได้” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินฉุกคิดเล็กน้อย ก่อนจะตอบตกลง เขากำชับว่า “ถ้าอย่างนั้นคุณก็ดูแลตัวเองด้วยนะ อย่าเพิ่งลงจากเตียงล่ะ” 

 

 

“ค่ะ ถ้าฉันอยากได้อะไร ฉันจะรอจนกว่าคุณจะกลับมา” เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าลั่วเซ่าเชินทำราวกับว่าเธอเป็นเด็ก แจงทุกขั้นตอนอย่างละเอียด เธอก็พูดออกมาอย่างติดตลก 

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำนั้นเป็นสิ่งที่ผิด กันไว้ดีกว่าแก้ แล้วก็เหมือนว่าถังโจวโจวจะความจำสั้น เขากลัวว่าคุณแม่ลั่วจะกลับมาอีก ถึงตอนนั้นเธออาจจะต้องเสียใจมากกว่านี้ ลั่วเซ่าเชินไม่สามารถทำอะไรแม่ของเขาได้มากกว่านี้ เขาจึงได้แต่คอยประคับประคองทั้งสองฝ่ายอยู่ตรงกลางเท่านั้น 

 

 

แต่ไม่ว่าอย่างไรคุณแม่ลั่วก็ไม่ยอมรับถังโจวโจวเสียที คุณแม่ลั่วมักจะมองเธอด้วยความอคติ ในขณะที่คุณพ่อลั่วเองก็อยู่ฝ่ายเดียวกับคุณแม่ลั่ว มันจึงเกิดปัญหาระหว่างแม่ผัวและลูกสะใภ้ขึ้นมา 

 

 

การที่ถังโจวโจวตั้งท้องในครั้งนี้ เปรียบเสมือนกาวใจที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างพวกเธอทั้งสองคน แต่เมื่อเด็กจากไปแล้ว ความขัดแย้งก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ลั่วเซ่าเชินดูออกว่าการที่คุณแม่ลั่วทักทายถังโจวโจวด้วยความห่วงใย นั่นก็เป็นเพราะว่าเธอเห็นแก่เด็กที่อยู่ในท้องของถังโจวโจว 

 

 

ตอนนี้ในเมื่อเด็กไม่อยู่แล้ว เธอก็ไม่แม้แต่จะยับยั้งชั่งใจ แล้วยังโยนความผิดไปให้ถังโจวโจวอีกด้วย แม้ว่าลั่วเซ่าเชินจะไม่ชอบใจในสิ่งที่คุณแม่ลั่วทำ แต่เขาก็พูดอะไรไม่ได้ เขาจึงทำได้แค่เพียงพาถังโจวโจวหนีไปให้ไกลจากคุณแม่ลั่วเท่าที่จะทำได้ เพื่อที่ทุกๆ ฝ่ายจะได้สบายใจขึ้น 

 

 

หลังจากลั่วเซ่าเชินพาลั่วอิงออกไปกินข้าว เพียงไม่นานคุณแม่ถังก็ถือกระติกเก็บความร้อนมาเยี่ยมถังโจวโจว เดิมทีคุณแม่ถังเอ่ยปากว่าจะขอดูแลถังโจวโจวเอง แต่ลั่วเซ่าเชินไม่ยินยอม เขาบอกว่าเขาจะขอเป็นคนดูแลถังโจวโจวเอง เมื่อคุณแม่ถังเห็นว่าลูกสาวของเธอก็เห็นด้วย เธอจึงไม่ได้รบเร้าอะไรอีก 

 

 

แต่เมื่อคุณแม่ถังมีเวลาว่างก็มักจะนำอาหารที่ตั้งใจทำมาให้ถังโจวโจวกินบำรุงร่างกาย คราวนี้ถังโจวโจวได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจเป็นอย่างมาก คุณแม่ถังกลัวว่าถังโจวโจวจะเก็บปมนี้ไว้ในใจ เธอก็เลยมาให้กำลังใจเป็นครั้งเป็นคราว จิตใจของถังโจวโจวจะได้รู้สึกปลอดโปร่ง 

 

 

เมื่อคุณแม่ถังเดินเข้ามา เธอก็พบว่ามีแค่ถังโจวโจวที่อยู่ในห้อง เธอวางของเอาไว้บนโต๊ะ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “เซ่าเชินล่ะ ทำไมเขาถึงไม่อยู่เป็นเพื่อนลูก” 

 

 

คุณแม่ถังหยิบชามน้ำซุปที่เธอตักเอาไว้แล้วออกมา จากนั้นเธอก็เลื่อนไปตรงหน้าถังโจวโจว 

 

 

“วันนี้แม่ตุ๋นซุปมาให้ลูกนะ รีบชิมสิ” 

 

 

“เซ่าเชินพาลั่วอิงออกไปกินข้าวค่ะ แม่คะ ป้าหลิวแกมาส่งข้าวให้หนูทุกวัน แม่ไม่ต้องลำบากทำมาหรอก หนูกินได้ไม่เท่าไรเอง” แม้ว่าถังโจวโจวจะพูดอย่างนี้ แต่เธอก็ยังตักน้ำซุปขึ้นมากินอยู่ดี 

 

 

“ป้าหลิวทำได้เหมือนแม่เหรอ” คุณแม่ถังรู้สึกว่าพอเด็กคนนี้มีสามีคอยให้ท้าย เธอก็ไม่ต้องการคุณแม่ของเธอเลย อีกทั้งยังหยิ่งผยองขึ้นมาอีก 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นท่าทางโกรธเคืองของคุณแม่ถัง แม้ในใจจะรู้ดีกว่าคุณแม่ถังไม่ได้ตำหนิเธอจริงจัง แต่เธอก็ยังควงแขนของคุณแม่ถังและแกว่งไปมา “หนูพูดเล่นค่ะแม่ แม่อย่าเก็บเอาไปคิดเลยนะ” 

 

 

“เอาละๆ รีบทานซุปเถอะ แม่จะโกรธลูกได้ยังไง แม่เป็นห่วงต่างหาก” คุณแม่ถังยอมทำทุกๆ อย่างเพื่อให้ลูกสาวของเธออยู่ดีมีความสุข 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าคุณแม่ถังกลับมายิ้มแย้มได้อีกครั้ง เธอก็ยิ้มให้คุณแม่ของเธออีกครั้ง ก่อนจะยกชามน้ำซุปขึ้นมาซด หลังจากที่ถังโจวโจวกินจนหมด เธอก็กินอะไรไม่ลงอีก คุณแม่ถังไม่ได้บังคับให้เธอกินต่ออีก ก่อนจะนำฝามาปิดให้เรียบร้อย และเตรียมรอกำชับให้ถังโจวโจวกินเข้าไปอีกในตอนบ่าย 

 

 

คุณแม่ถังให้ถังโจวโจวนั่งอยู่บนเตียง ก่อนจะไปขยับเก้าอี้มา และเอ่ยถามว่า “แล้วจู่ๆ ลั่วอิงมาได้ยังไงน่ะ” 

 

 

ถังโจวโจวถ่ายทอดเรื่องคุณแม่ลั่วให้เธอฟัง คุณแม่ถังโกรธจนตัวสั่น “นี่เธอคิดจะทำอะไร สภาพลูกตอนนี้ก็เป็นถึงขนาดนี้ เธอยังจะมาด่าลูกทำไมอีก นี่เธอยังเป็นแม่สามีของลูกอยู่หรือเปล่า ลูกสาวฉันทรมานจนตายแน่ที่แต่งเข้าตระกูลนี้” 

 

 

เมื่อก่อนด้วยเหตุผลของถังโจวโจว คุณแม่ถังจึงไม่อยากจะปะทะกับคุณแม่ลั่วโดยตรง แต่สิ่งที่คุณแม่ลั่วพูดมานั้นทำร้ายจิตใจกันมากเกินไป เธอใช้เพียงอารมณ์ตัดสินเท่านั้นหรอกหรือ พอโจวโจวท้อง เธอก็ยกให้เป็นลูกสะใภ้แสนรัก แต่พอแท้งลูก เธอก็ตราหน้าโจวโจวว่าเป็นนักโทษ อย่างนั้นใช่ไหม? 

 

 

โจวโจวไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ตัวเองแท้งลูกสักหน่อย ทำไมถึงไม่ปลอบเธอเลยสักนิด แล้วยังจะมาโทษโจวโจวอีก ยายแก่คนนี้กำลังคิดอะไรอยู่ 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าพอเธอเล่าเรื่องนี้ให้คุณแม่ถังฟัง คุณแม่ถังก็ยิ่งเดือดดาล เธอจึงนึกเสียใจ ถ้าเธอรู้ว่าแม่จะเป็นแบบนี้ เธอไม่พูดมันออกมาหรอก เธอพลอยทำให้แม่กังวลใจไปด้วย “แม่อย่าโกรธไปเลยค่ะ หนูไม่ได้เก็บเอามาคิด หนูรู้ดีว่าแม่สามีของหนูเป็นคนยังไง ขอแค่เซ่าเชินยังดีกับหนูอยู่ก็พอ” 

 

 

ถังโจวโจวไม่ได้ขออะไรมาก ตอนนี้ลั่วเซ่าเชินก็คิดถึงแต่เธอ ส่วนเธอกับลั่วอิงก็เข้ากันได้ดี แทบจะเหมือนแม่ลูกกันแท้ๆ แค่นี้เธอก็พอใจแล้ว 

 

 

คุณแม่ถังรู้สึกว่าคุณแม่ลั่วชอบวางอำนาจบาตรใหญ่ จริงอยู่ที่ตระกูลลั่วมีฐานะมากกว่าบ้านของเธอ แต่จะมาดูถูกคนอื่นแบบนี้ได้อย่างไร “โจวโจว ที่แม่ยอมทนได้ขนาดนี้ เพราะแม่เห็นแก่ลั่วเซ่าเชินที่ดีกับลูกนะ ไม่อย่างนั้นแม่ก็คงเอาเรื่องไปนานแล้ว” 

 

 

“แม่คะ แม่จะโมโหทำไมขนาดนั้น แม่ก็คิดซะว่าแม่ไม่ได้ยินก็แล้วกัน เธอเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ยังไงเราก็ทำอะไรเธอไม่ได้” ตอนนี้ถังโจวโจวย้ายออกมาจากคฤหาสน์ตระกูลลั่วแล้ว เธอรู้สึกว่ามันดีขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ ถ้าเทียบกับเมื่อก่อน 

 

 

แต่เมื่อคิดดูให้ดี ความจริงแล้วความเจ็บปวดของคุณแม่ลั่วก็คงไม่น้อยไปกว่าเธอ เธอเฝ้ารอมาตั้งนานแสนนาน จู่ๆ ก็มาบอกว่าเด็กไม่อยู่แล้ว แน่นอนว่าเธอก็ต้องรู้สึกเศร้าใจ เพียงแต่ปฏิกิริยาของเธอที่แสดงออกมามันอาจจะรุนแรงเกินไปสักหน่อย ซึ่งถังโจวโจวก็สามารถเข้าใจได้ 

 

 

           เมื่อคุณแม่ถังเห็นว่าถังโจวโจวไม่ใส่ใจเอาความ เธอเองก็ไม่สามารถพูดอะไรได้อีก “โจวโจว แค่แม่เห็นว่าลูกยังอยู่ดีก็พอแล้ว” คุณแม่ถังกุมมือถังโจวโจว เธอรู้สึกได้ว่าลูกสาวดูผอมลงกว่าตอนที่เธอยังไม่ได้แต่งงานเสียอีก 

 

 

“หนูรู้ค่ะแม่ แม่ไม่ต้องกังวลนะคะ ตอนนี้หนูโอเคดี” ถังโจวโจวอยู่ดีมีความสุข อีกทั้งยังมีคนอีกมากมายที่เป็นห่วงเป็นใยเธอ เธอจึงไม่ได้รู้สึกเสียใจเลยสักนิด 

 

 

ลั่วเซ่าเชินพาลั่วอิงกลับมาในไม่ช้า แล้วเขาก็เห็นว่าคุณแม่ถังนั่งอยู่ในห้องพักผู้ป่วย “แม่ครับ มาแล้วเหรอครับ” ลั่วเซ่าเชินที่ได้พบกับคุณแม่ถังและคุณแม่ลั่วในวันนี้ น้ำเสียงของเขาก็แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด คุณแม่ถังเป็นคนอ่อนโยนและอบอุ่น เธอมักจะปฏิบัติกับลั่วเซ่าเชินเช่นเดียวกันกับคนในครอบครัวของเธอเอง เธอไม่เคยทำให้เขาไม่สบายใจเลยสักครั้ง 

 

 

ในขณะที่คุณแม่ลั่วมักจะหาเรื่องมาให้เขาอยู่ตลอด ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป ลั่วเซ่าเชินก็ไม่รู้ว่าเขาจะทนกับพฤติกรรมแบบนี้ของคุณแม่ลั่วได้อีกนานแค่ไหน 

 

 

“เซ่าเชิน อย่ามัวแต่ดูแลโจวโจวนะ ยังไงก็ต้องดูแลตัวเองด้วยเหมือนกัน” 

 

 

คุณแม่ถังไม่ได้โกรธลั่วเซ่าเชิน เธอสามารถแยกแยะได้อย่างชัดเจน คุณแม่ลั่วก็คือคุณแม่ลั่ว ลั่วเซ่าเชินก็คือลั่วเซ่าเชิน เธอไม่สามารถนำทั้งสองคนมารวมกันได้ เดิมทีเธอก็พอใจลั่วเซ่าเชินมาก ดังนั้น เธอและคุณพ่อถังจึงยินยอมให้ถังโจวโจวแต่งงานกับเขา 

 

 

ตอนนี้ลั่วเซ่าเชินดูแลลูกสาวของเธอได้เป็นอย่างดี คุณแม่ถังรู้สึกวางใจเป็นอย่างมาก นี่เป็นความจริงใจอย่างหนึ่งที่ลั่วเซ่าเชินแสดงออกมาให้เธอและคุณพ่อถังเห็น 

 

 

คุณแม่ถังโบกมือให้ลั่วอิง “ลั่วอิง ลืมคุณยายไปหรือยังคะ ไม่ได้เจอกันตั้งนานเลย” 

 

 

ลั่วอิงวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหาคุณแม่ถัง เธอพูดอย่างออดอ้อนว่า “ไม่ลืมค่ะ คุณยาย ลั่วอิงคิดถึงคุณยายมาก ไม่ได้เจอกันตั้งนานแน่ะ” 

 

 

ปากเล็กๆ ของลั่วอิงขยับไปมา คำพูดของเธอหวานจับใจคนฟังเอามากๆ อย่างน้อยตอนนี้คุณแม่ถังก็มีความสุข “ปากหวานจริงๆ เลยนะเด็กคนนี้ ไม่รู้ว่าเหมือนใคร” 

 

 

“ก็ต้องเหมือนแม่โจวโจวสิคะ” ลั่วอิงพูดอย่างไม่ลังเลใจ 

 

 

คุณแม่ถังบีบดวงหน้าเล็กๆ ของเธอและส่ายหน้า “ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งไม่เหมือนเลย ตอนเด็กๆ แม่โจวโจวไม่ได้ฉลาดเหมือนหนู” 

 

 

ถังโจวโจวอายจนหน้าแดงก่ำ ‘แม่คะ มันจะดีเหรอคะ ที่แม่พูดถึงหนูแบบเสียๆ หายๆ ต่อหน้าลั่วอิงแบบนี้’ 

 

 

ลั่วอิงได้ยินคุณแม่ถังบอกว่าเธอไม่เหมือนถังโจวโจว แต่เธอรู้สึกว่าตัวเองพูดเก่ง นั่นก็ไม่เหมือนลั่วเซ่าเชินเหมือนกัน และในความคิดเห็นของเธอ ลั่วเซ่าเชินเองก็ไม่ใช่คนปากหวาน  

 

 

ลั่วอิงเริ่มสับสน “คุณยายขา ถ้าหนูไม่เหมือนแม่โจวโจว แล้วหนูจะเหมือนใครได้อีกล่ะคะ” 

 

 

เมื่อคุณแม่ถังเห็นว่าลั่วอิงตัดสินใจถามจนถึงที่สุด เธอก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีก ถ้าลากคุณแม่แท้ๆ ของลั่วอิงเข้ามาเกี่ยวข้องมันก็คงจะไม่ดี เธอจึงพูดด้วยความรู้สึกผิดว่า “คุณยายผิดเองค่ะ หนูเหมือนแม่โจวโจวมากที่สุด ตอนเด็กๆ เธอทั้งซนและร่าเริงเหมือนหนูเลย” 

 

 

“คุณยายขา หนูไม่ซนนะคะ หนูเป็นเด็กดี” ลั่วอิงโต้กลับในทันที 

 

 

คุณแม่ถังเผลอหลุดหัวเราะออกมา “จ้ะ หนูเป็นเด็กดีที่สุดเลย” เด็กนี่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ตลอดจริงๆ แต่เมื่อเห็นว่าตัวเองสามารถผ่านคำถามของลั่วอิงไปได้แล้ว คุณแม่ถังก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

คุณแม่ลั่วให้คนขับรถหยุดรถที่โรงพยาบาลกลาง เธอพาลั่วอิงลงไปและกำชับกับลั่วอิงว่า “หนูอย่าเพิ่งพูดอะไรนะลูก”

 

 

“ทำไมล่ะคะคุณย่า” ลั่วอิงไม่เข้าใจ ทำไมถึงไม่อนุญาตให้เธอพูด นี่คุณย่ากำลังสะกดรอยตามป้าหลิวอยู่เหรอ? แต่ประโยคหลังนี้ เธอไม่ได้พูดมันออกไป เดี๋ยวคุณแม่ลั่วจะพานโกรธเธอเอาได้

 

 

ตอนนี้คุณแม่ลั่วไม่มีเวลาอธิบายให้ลั่วอิงฟัง “เชื่อย่านะลูก เดี๋ยวย่าค่อยบอกหนูทีหลัง”

 

 

“ค่ะ” ลั่วอิงพยักหน้าอย่างว่าง่าย แม้เธอจะไม่เข้าใจ แต่เธอก็อยากรู้ว่าตกลงแล้วคุณแม่ลั่วกำลังทำอะไรกันแน่ คุณแม่ลั่วจูงมือพาลั่วอิงเดินเข้าไปในโรงพยาบาล

 

 

เมื่อเห็นหวังหวาและป้าหลิวเดินเข้าไปในลิฟต์ คุณแม่ลั่วก็ไม่ได้รีบตามเข้าไป และพอเธอเห็นว่าลิฟต์หยุดอยู่ที่ชั้นสาม เธอถึงค่อยตามขึ้นไป

 

 

เมื่อเธอขึ้นมาถึงชั้นสาม เธอก็ไม่เห็นใครแล้ว แต่เธอก็ไม่กังวล หวังหวายังอยู่ที่ชั้นนี้ เธอค่อยๆ หาไปก็ได้ ต้องหาเจอจนได้แหละน่า

 

 

คุณแม่ลั่วตัดสินใจไม่โทรหาลั่วเซ่าเชิน เธออยากจะรู้ว่าพวกเขากำลังเล่นอะไรอยู่ เพราะโดยปกติแล้วลั่วเซ่าเชินก็จะมาส่งลั่วอิงไว้ที่บ้านของเธอ ดังนั้นคุณแม่ลั่วจึงไม่ได้เอะใจอะไรมากนัก แต่คราวนี้คำพูดของเมิ่งชิงซีทำให้เธอคิดตาม ‘ใช่ ธุระอะไร ต้องทำตั้งวันสองวัน แล้วไหนจะยังให้แม่บ้านมาส่งข้าวส่งน้ำถึงที่นี่อีก’

 

 

พวกเขาต้องมีปัญหาอย่างแน่นอน คุณแม่ลั่วไม่แน่ใจว่าใครประสบอุบัติเหตุ แต่เธอจะไม่ยอมให้ลั่วเซ่าเชินและถังโจวโจวรวมหัวกันปิดบังเธอ เธอจะต้องรู้ให้ได้ ดังนั้นมันจึงเกิดการสะกดรอยตามในครั้งนี้ขึ้น

 

 

คุณแม่ลั่วเดินผ่านหน้าห้องพักผู้ป่วยทีละห้อง เมื่อใดที่เธอเกิดความสงสัย เธอก็จะหยุดอยู่ตรงหน้าห้องพักผู้ป่วยครู่หนึ่ง โชคดีที่ตอนนี้ตรงโถงทางเดินไม่มีคน ดังนั้นจึงไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติของคุณแม่ลั่ว

 

 

ลั่วอิงมองดูท่าทางแปลกๆ ของคุณแม่ลั่ว “คุณย่าจะทำอะไรกันแน่คะ” เป็นเพราะก่อนหน้านี้คุณแม่ลั่วบอกให้เธออยู่เงียบๆ ดังนั้นเสียงของลั่วอิงจึงไม่ได้ดังมาก แต่คุณแม่ลั่วก็ยังสะดุ้งตกใจจนถึงกับหวาดผวา

 

 

คุณแม่ลั่วตบอกเล็กน้อย ก่อนจะพาลั่วอิงมาที่ด้านข้างและตำหนิเธอ “ย่าเพิ่งห้ามไม่ให้หนูพูดไม่ใช่เหรอ ทำไมหนูถึงไม่ฟังย่าล่ะ”

 

 

ลั่วอิงรู้สึกน้อยใจ “คุณย่าจะทำอะไรล่ะคะ คุณย่าบอกหนูก็ได้ หนูจะช่วยคุณย่าเอง!”

 

 

คุณแม่ลั่วคิดว่าเธอยังเด็กอยู่ แม้ว่าจะพูดอะไรไป เธอก็คงไม่เข้าใจ คุณแม่ลั่วก็เลยไม่พูดกับเธอดีกว่า ปล่อยให้เธอเดินตามมาก็พอแล้ว ถ้ารู้ว่าลั่วอิงจะไม่เชื่อฟังแบบนี้ รู้อย่างนี้ให้เธอรออยู่ในรถดีกว่า

 

 

ทันใดนั้น ลั่วอิงก็พูดขัดจังหวะความคิดของคุณแม่ลั่ว “คุณย่ากำลังตามหาป้าหลิวอยู่เหรอคะ ป้าหลิวก็อยู่ตรงนั้นไงคะ” ลั่วอิงชี้ไปที่ห้องพักผู้ป่วยห้องหนึ่งซึ่งอยู่ด้านหลังของคุณแม่ลั่ว เมื่อคุณแม่ลั่วหันกลับไป เธอก็เห็นว่าป้าหลิวเดินออกมาจากห้องพักผู้ป่วยห้องนั้นพอดี

 

 

คุณแม่ลั่วพาลั่วอิงไปหลบตรงทางเลี้ยว เธอจำห้องที่ป้าหลิวเพิ่งเดินออกมาและรอคอยอย่างเงียบๆ เพื่อดูว่าลั่วเซ่าเชินอยู่ที่นี่ด้วยหรือเปล่า

 

 

หลังจากป้าหลิวออกมาได้ไม่นาน หวังหวาก็ตามออกมาด้วย จากนั้นก็ไม่มีใครออกมาแล้ว ลั่วอิงรอจนทนไม่ไหว “คุณย่าขา เราจะได้ทานข้าวกันเมื่อไรคะ”

 

 

คุณแม่ลั่วพาลั่วอิงออกมาโดยที่ยังไม่ได้กินอะไรเลย และตอนนี้มันก็เป็นเวลากินข้าวแล้ว ท้องของลั่วอิงเริ่มประท้วง แต่เห็นได้ชัดว่าความสนใจของคุณแม่ลั่วยังอยู่ที่อื่น เธอจึงไม่รู้สึกหิวเลยแม้แต่น้อย

 

 

เมื่อมองดูหลานสาวที่ยืนหน้าบึ้งไม่สบอารมณ์อยู่ตรงนี้ คุณแม่ลั่วก็ตัดสินใจว่า ไม่ว่าลั่วเซ่าเชินจะอยู่ในนั้นหรือไม่ เธอก็จะเดินเข้าไปดู แล้วเธอก็จะได้รู้ทุกอย่างเสียที!

 

 

“หนูหิวแล้วเหรอ เดี๋ยวคุณย่าพาหนูไปดูก่อนว่าคุณพ่อคุณแม่อยู่แถวนี้ไหม แล้วเดี๋ยวคุณย่าจะพาหนูไปกินข้าวนะคะ”

 

 

“ค่ะ คุณย่า ทำไมคุณย่าถึงพูดว่าคุณพ่อกับคุณแม่อยู่ที่นี่ พวกเขาไม่ได้ป่วยนี่คะ” ลั่วอิงไม่เข้าใจ ในมุมมองของเธอ โรงพยาบาลเป็นสถานที่ที่อยู่ของผู้ป่วย ลั่วเซ่าเชินกับถังโจวโจวก็ไม่ได้ป่วยนี่ พวกเขาจะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

 

 

คุณแม่ลั่วขี้คร้านจะอธิบายให้ฟัง “เดี๋ยวเข้าไปดูก็รู้แล้วค่ะ” เธอจูงมือลั่วอิง คุณแม่ลั่วเดินเข้าไปใกล้กับห้องพักผู้ป่วยที่ป้าหลิวเพิ่งเดินออกมา ก่อนจะเปิดประตูและก้าวเข้าไปโดยที่ไม่ลังเลใจเลยสักนิด

 

 

ภายในห้องพักผู้ป่วยสีขาว ถังโจวโจวนั่งอยู่บนเตียงในชุดลายทางสีฟ้าสลับขาวของโรงพยาบาล บนเตียงมีโต๊ะง่ายๆ ตั้งอยู่ตัวหนึ่ง บนโต๊ะนั้นมีกระติกเก็บความร้อนและอาหารอีกสองสามอย่างวางอยู่ ในขณะที่คุณแม่ลั่วเดินเข้ามา ถังโจวโจวก็กำลังทานซุปอยู่

 

 

ส่วนลั่วเซ่าเชิน เขานั่งอยู่บนโซฟา ด้านหน้าของเขามีโต๊ะตัวเล็กๆ วางอยู่ บนโต๊ะนั้นก็มีอาหารวางอยู่หลายจาน วินาทีแรกที่ลั่วเซ่าเชินสังเกตเห็นว่าประตูห้องถูกเปิดออก เขาก็คิดว่าเป็นป้าหลิวที่เดินกลับเข้ามา แต่เมื่อเขาหันไปมองและตั้งท่าจะพูดอะไรบางอย่าง เขาก็เห็นคุณแม่ลั่วกับลั่วอิง

 

 

 “แม่ครับ แม่มาได้ยังไง!” เมื่อถังโจวโจวได้ยินว่าคุณแม่ลั่วมา เธอก็ตกใจจนเผลอปล่อยช้อนที่อยู่ในมือ เมื่อเธอหันไปมอง เธอก็เห็นว่าเป็นคุณแม่ลั่วจริงๆ ซ้ำยังจับมือของลั่วอิงอยู่ด้วย ถังโจวโจวเอ่ยทักด้วยเสียงอ่อนแรง “คุณแม่ ลั่วอิง”

 

 

เมื่อลั่วอิงเห็นถังโจวโจวสวมชุดผู้ป่วย เธอก็สะบัดมือของคุณแม่ลั่วและวิ่งไปหาถังโจวโจวที่ข้างเตียง เธอจับมือของถังโจวโจวและพูดว่า “แม่โจวโจวขา คุณแม่ป่วยเหรอคะ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะคะ”

 

 

เมื่อคุณแม่ลั่วเห็นว่าถังโจวโจวหลบสายตา ความสงสัยที่มีอยู่ในใจก็ทะลักล้นออกมา คงไม่ใช่อย่างที่คิดหรอกนะ

 

 

คุณแม่ลั่วยังไม่กระโตกกระตาก ก่อนจะยิ้มและเดินเข้าไปหาเธอ “โจวโจว ทำไมหนูไม่บอกแม่ว่าหนูป่วย ตอนนี้หนูอุ้มท้องอยู่นะ อาเชินนี่ก็จริงๆ เลย ไม่ยอมบอกแม่สักคำ” ถังโจวโจวไม่รู้จะตอบยังไง ถ้าคุณแม่ลั่วรู้ว่าเธอแท้งลูก ไม่รู้ว่าจะโกรธเธอขนาดไหน

 

 

ลั่วเซ่าเชินลุกขึ้นและพาคุณแม่ลั่วไปนั่งที่โซฟา “แม่ครับ ทำไมจู่ๆ แม่ถึงมาที่นี่ได้ แล้วก็ไม่บอกผมก่อน ผมจะได้ให้หวังหวาไปรับ”

 

 

ลั่วเซ่าเชินอยากจะเอาใจคุณแม่ลั่วก่อน เมื่อเขาเห็นท่าทางสบายๆ ของคุณแม่ลั่วแล้ว เขาก็คิดว่าเธอน่าจะยังไม่รู้ว่าถังโจวโจวแท้งลูก

 

 

คุณแม่ลั่วส่งเสียง ‘ฮึ!’ ออกมาเบาๆ “แม่น่ะเหรอ แม่ก็จะพาลั่วอิงกลับไปดูที่บ้านน่ะสิว่าพวกลูกเป็นอะไรกัน ใครจะไปรู้ล่ะว่าพอแม่ไปถึงหน้าบ้านของพวกลูก แม่ก็เห็นแม่บ้านของพวกลูกเดินออกมา จากนั้นแม่ก็สงสัยว่าหล่อนจะหอบหิ้วข้าวของไปไหนกัน ในเมื่อมันถึงเวลากินข้าวแล้ว แม่ก็เลยตามเธอมา นึกไม่ถึงเลยว่า…”

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่คิดเลยว่านั่นจะเป็นสาเหตุ ต้องโทษเขาเองที่คิดไม่รอบคอบ ใครจะไปรู้ล่ะว่าจู่ๆ คุณแม่ลั่วก็จะพาลั่วอิงกลับไปที่บ้าน แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาที่จะมาสนใจเรื่องนี้ เขาจะต้องคิดให้ได้ก่อนว่าเขาจะทำให้คุณแม่ลั่วออกไปจากที่นี่ก่อนได้อย่างไร

 

 

“แล้วนี่โจวโจวเป็นอะไร ทำไมถึงเข้าโรงพยาบาลล่ะ ลูกนี่ก็ไม่บอกแม่เลยนะ รู้อย่างนี้แม่จะได้ให้แม่นมจ้าวมาเฝ้าโจวโจว” สายตารักใคร่เอ็นดูของคุณแม่ลั่วทำเอาถังโจวโจวรู้สึกทนไม่ไหว เธอจึงทำได้แค่หัวเราะอย่างขมขื่น

 

 

“แม่ครับ โจวโจวเป็นหวัดเฉยๆ ไม่ได้ร้ายแรงอะไร ผมอยู่ดูแลเธอก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเรียกแม่นมจ้าวมาหรอก มันวุ่นวายเกินไปครับ” ลั่วเซ่าเชินปฏิเสธทันควัน คุณแม่ลั่วมองดูท่าทางที่อ่อนเพลียของถังโจวโจว จากนั้นก็มองดูลักษณะอาการอื่นๆ อีก เธอไม่เชื่อว่าถังโจวโจวจะเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา

 

 

“อาเชิน บอกแม่มาตามตรง โจวโจวเป็นอะไร”

 

 

เมื่อคุณแม่ลั่วเห็นว่าลั่วเซ่าเชินหลอกเธอ เธอก็เริ่มมีสีหน้าที่เคร่งขรึมขึ้น วันนี้เธอต้องรู้ให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แล้วคุณแม่ลั่วนึกถึงคำพูดลอยๆ ของเมิ่งชิงซี

 

 

“โจวโจวแท้งลูกแล้วใช่ไหม” ทันทีที่คุณแม่ลั่วพูดจบ และลั่วเซ่าเชินก็ยังไม่ทันได้ตอบสนองอะไร ถังโจวโจวก็เงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ เพียงเท่านี้คุณแม่ลั่วก็มั่นใจแล้ว “เด็กไม่อยู่แล้วจริงๆ เหรอ?!”

 

 

ลั่วเซ่าเชินได้แต่พยักหน้ารับอย่างหนักแน่น เมื่อเขาเห็นว่าเรื่องนี้ปิดเอาไว้ไม่อยู่แล้ว “วันก่อนโจวโจวล้มที่ห้างสรรพสินค้า เธอก็เลยแท้งลูกครับ”

 

 

“อะไรนะ เรื่องเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวานซืน? แต่ลูกกลับปิดแม่เอาไว้ตลอด อาเชิน แม่ยังเป็นแม่ของลูกอยู่หรือเปล่า” เมื่อคุณแม่ลั่วคิดว่าเด็กไม่อยู่แล้ว เธอก็รู้สึกเสียใจมาก อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเธอก็จะได้อุ้มหลานแล้วแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับไม่เหลืออะไรเลย

 

 

คุณแม่ลั่วไม่สนใจด้วยซ้ำว่าถังโจวโจวไปทำอีท่าไหนถึงได้แท้งลูก เธอรู้แค่เพียงว่าหลานของเธอจากไปแล้ว เธอตะคอกใส่ถังโจวโจวเสียงดังว่า “เธอทำอะไรของเธอน่ะ! เด็กอยู่ในท้องของเธอแท้ๆ ทำไมเธอถึงต้องออกไปเดินที่ห้างฯ ด้วย”

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าคุณแม่ลั่วยิ่งพูดนานเข้าก็ยิ่งไม่น่าฟัง เขาจึงหยุดห้ามปรามเธอในทันที “แม่ครับ ตอนนี้อย่าเพิ่งพูดอะไรเลย โจวโจวเสียใจมามากแล้ว แม่ใจเย็นๆ ก่อนนะครับ ให้เธอได้พักก่อน”

 

 

คุณแม่ลั่วไม่สามารถสงบอารมณ์ลงได้ เมื่อเธอเห็นว่าถังโจวโจวไม่ตอบ เธอก็ยิ่งอารมณ์เสียมากขึ้น “ถังโจวโจว เธอคิดจะทำอะไรกันแน่ กว่าจะตั้งท้องเด็กได้คนหนึ่ง มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นะ นี่เพิ่งจะผ่านมากี่เดือนเอง เธอก็แท้งลูกซะแล้ว เธอตั้งใจจะทำให้ตระกูลลั่วของพวกเราไม่มีทายาทใช่ไหม!”

 

 

“แม่ครับ แม่กำลังพูดเหลวไหลอะไรอยู่” ลั่วเซ่าเชินมองดูคุณแม่ลั่วด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ ถังโจวโจวเต็มใจให้ลูกจากไปอย่างนั้นเหรอ? นี่แม่กำลังพล่ามอะไรอยู่ จากคำพูดนั้นเขาคิดว่าคงไม่มีใครทนไหวได้หรอก

 

 

ถังโจวโจวเห็นว่าคุณแม่ลั่วโมโหมาก และคำพูดนั้นทำให้นึกถึงลูกที่เธอเพิ่งสูญเสียไป เธอก็ยิ่งเศร้าใจมากขึ้น เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าทางด้านนี้โกรธจนหน้าแดงก่ำ ทางด้านนั้นก็น้ำตาพรั่งพรู เขาจึงตัดสินใจลากคุณแม่ลั่วออกไปจากห้องพักผู้ป่วย

 

 

คุณแม่ลั่วยังไม่สาแก่ใจ แต่พละกำลังของเธอก็สู้ลั่วเซ่าเชินไม่ได้ การขัดขืนจึงไม่เกิดผล เธอยังถูกลั่วเซ่าเชินลากออกไปจากห้องพักผู้ป่วยอยู่ดี

 

 

ลั่วอิงเห็นถังโจวโจวร้องไห้อย่างหนัก เมื่อครู่นี้เธอได้ยินจากคุณแม่ลั่วหมดแล้ว “แม่โจวโจวขา น้องที่อยู่ในท้องของคุณแม่ เขาไม่อยู่แล้วเหรอคะ”

 

 

ถังโจวโจวเห็นลั่วอิงจ้องเธอไม่วางตา รอคอยคำตอบของเธอ ถังโจวโจวสะอึกสะอื้นอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพยายามสงบสติแล้วตอบออกมาว่า “ลั่วอิง เป็นเพราะแม่โจวโจวดูแลน้องไม่ดี น้องถึงได้จากเราไป”

 

 

ลั่วอิงก้มหน้าคิดอยู่พักหนึ่ง จากนั้นเธอก็เงยหน้าขึ้นมาพูดกับถังโจวโจวว่า “แม่โจวโจวอย่าเสียใจไปเลยนะคะ ไม่มีน้องชายก็ยังมีหนูนะ หนูจะอยู่กับคุณแม่เอง”

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าลั่วอิงเข้าใจง่ายแบบนี้ เธอก็ทั้งหัวเราะและร้องไห้ ชั่วขณะหนึ่ง เธอไม่รู้ว่าควรพูดอะไรถึงจะดี “ขอแค่ลั่วอิงเป็นเด็กดีแบบนี้ แม่โจวโจวก็ไม่เสียใจแล้วค่ะ”

 

 

ลั่วอิงเช็ดน้ำตาให้ถังโจวโจว มือเล็กๆ ของเธอจับมือของถังโจวโจวไว้แน่น ราวกับว่าเธอกำลังให้คำมั่นสัญญา “แม่โจวโจววางใจได้เลยนะคะ น้องจะต้องกลับมาหาเราอย่างแน่นอน”

 

 

คำพูดของเธอทำให้ถังโจวโจวประหลาดใจ ถังโจวโจวจึงเอ่ยถามขึ้นว่า “หนูรู้ได้ยังไงคะว่าน้องจะกลับมา”

 

 

ลั่วอิงสับสนอยู่กับคำถามนี้ เธอฉุกคิดนิดหน่อย ก่อนจะตอบว่า “หนูก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ แต่ครอบครัวของเพื่อนหนูคนหนึ่งก็เป็นแบบนี้ เธอบอกว่าคุณแม่ของเธอป่วยและต้องอยู่ที่โรงพยาบาลสักพักหนึ่ง แล้วเธอก็ได้ยินว่าน้องของเธอไม่อยู่แล้ว แต่หลังจากนั้นไม่นาน คุณแม่ของเธอก็มีน้องชายเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน”

 

 

เมื่อถังโจวโจวได้ฟังลั่วอิงพูดจนจบ เธอก็รู้ว่าลั่วอิงหมายถึงอะไร แต่เธอก็รู้อยู่แก่ใจ แม้ว่าหลังจากนี้เธอจะมีลูกอีกกี่คน ลูกๆ เหล่านั้นก็จะไม่ใช่ลูกคนนี้ที่เธอเพิ่งสูญเสียไป

 

 

“ใช่ค่ะ มันเป็นอย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้นตอนนี้แม่โจวโจวจะไม่เศร้าแล้ว แม่จะรอให้น้องกลับมาอยู่ในท้องของแม่อีกครั้งนะ” ถังโจวโจวเฝ้ารอจากก้นบึ้งของหัวใจว่าลูกจะกลับมาอีกครั้ง

ฟังหยวนไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านี้ เขาอยากให้ถังโจวโจวได้พักผ่อนอย่างสบายใจ ไม่ต้องคิดอะไรมาก เขาตัดสินใจไม่พูดว่าเมื่อวานนี้ลั่วเซ่าเชินไปอยู่ที่ไหนมา ฟังหยวนดูออกว่าเธอเริ่มรู้สึกอึดอัดใจแล้ว เขาจึงลุกขึ้นยืนด้วยตัวเอง “โจวโจว พอดีผมมีธุระ ขอตัวกลับก่อนนะครับ” 

 

 

           แววตาของถังโจวโจวดูเปลี่ยนไปในทันที ฟังหยวนโศกเศร้าขึ้นมาอย่างฉับพลัน ‘โจวโจว ถ้าคุณไม่ชอบผม คุณก็ไม่จำเป็นต้องทนอึดอัดแบบนี้ คุณคงอยากให้ผมไปแล้วใช่ไหม?’ 

 

 

           ถังโจวโจวไม่ได้ตั้งใจ แต่ก่อนหน้านี้หลินเหยาก็มาคุยกับเธอ แล้วเธอก็มาคุยต่อกับฟังหยวนอีก เธอแค่รู้สึกว่าร่างกายของเธออ่อนเพลียมาก เธออยากจะล้มตัวนอนแล้วหลับไปเลย แต่ฟังหยวนยังอยู่ตรงนี้ เธอก็ไม่สะดวกที่จะทำอย่างนั้น 

 

 

           ถังโจวโจวพยายามรักษาน้ำใจ เธอไม่สามารถเป็นฝ่ายไล่แขกได้ ดังนั้น เมื่อเธอได้ยินฟังหยวนพูดว่าเขาจะกลับแล้ว เธอก็ดีใจอยู่ลึกๆ แต่ในมุมมองของฟังหยวน มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย 

 

 

ฟังหยวนยิ้มแย้มอย่างมีความสุขต่อหน้าถังโจวโจว แม้ว่าภายในใจของเขาจะยังขมขื่นอยู่ “โจวโจว ผมจะไปจริงๆ แล้วนะ อย่าคิดถึงผมล่ะ” 

 

 

“รีบไปเถอะค่ะ ฉันไม่คิดถึงคุณหรอก” ถังโจวโจวคิดว่าฟังหยวนกำลังล้อเล่น เพราะเมื่อก่อนเขาก็พูดแบบนี้อยู่บ่อยๆ 

 

 

เมื่อเห็นว่าฟังหยวนออกไปจากห้องพักผู้ป่วยแล้ว ถังโจวโจวก็พ่นลมหายใจออกมายาวยืด ในที่สุดก็ได้นอนพักเสียที เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นท่าทางโล่งอกโล่งใจของถังโจวโจว เขาก็ถามติดตลกว่า “ทำไม คุณไม่อยากให้ฟังหยวนอยู่?” 

 

 

“เปล่าค่ะ เขาแค่มาไม่ถูกเวลา ฉันอยากพักผ่อนค่ะ เซ่าเชิน คุณมาช่วยฉันปรับเตียงหน่อยได้ไหมคะ” 

 

 

เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวตอบคำตอบได้ไม่ตรงใจเขา ลั่วเซ่าเชินก็ค่อนข้างขุ่นเคืองใจ แต่นี่เป็นเพียงอารมณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นในหัวใจของเขา เขาไม่อยากให้ถังโจวโจวรู้ “ได้สิ ไปเดี๋ยวนี้แหละ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินวางโน้ตบุ๊กไว้บนโซฟาและลุกขึ้นไปช่วยถังโจวโจวปรับเตียง จากนั้นเขาก็ห่มผ้าห่มให้ถังโจวโจว เมื่อลั่วเซ่าเชินมองดูเธอนอนหลับตา เขาก็ไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ เขาถึงรู้สึกง่วงไปด้วย เขาจึงล้มตัวลงนอนข้างถังโจวโจว 

 

 

พวกเขานอนหลับสบายอยู่ภายในห้องพักผู้ป่วย ไม่มีใครเข้ามารบกวนการนอนของพวกเขา แต่แล้วใครคนหนึ่งก็ค่อยๆ เดินเข้ามาในห้อง… เมื่อตอนที่หันฮุ่ยซินมาถึง เธอพบว่าภายในห้องนั้นเงียบสงัด เธอค่อยๆ แง้มประตูเปิดและเดินเข้าไป เมื่อเธอมองไปยังเตียงผู้ป่วย เธอก็เห็นลั่วเซ่าเชินกำลังนอนกอดถังโจวโจวอยู่ 

 

 

           หันฮุ่ยซินจ้องมองพวกเขาอยู่นาน จากนั้นเธอก็เดินออกจากห้องไป ในมุมที่เธอมองไม่เห็น ลั่วเซ่าเชินลืมตาขึ้นมาดูพอดี แต่พอเห็นอย่างนั้นแล้วเขาก็ปิดตาลงนอนต่อในทันที 

 

 

           หันฮุ่ยซินนึกถึงภาพที่เธอเพิ่งได้เห็นเมื่อครู่นี้ เธอเริ่มยอมรับกับตัวเองอย่างช้าๆ ลั่วเซ่าเชินไม่ใช่อาเชินคนเดิมของเธออีกต่อไปแล้ว ภรรยาของเขาคือถังโจวโจว พวกเขาสองคนต่างหากที่เป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถนอนบนเตียงหลังเดียวกันได้ 

 

 

           เธอเป็นได้แค่ความทรงจำในวัยเยาว์ของลั่วเซ่าเชิน ทุกวันนี้เธอไม่ได้เป็นอะไรสำหรับเขาแล้ว แต่หันฮุ่ยซินก็นึกถึงท่าทีที่แปลกไปของลั่วเซ่าเชินที่มีต่อเธอ เธอรู้สึกว่าเธอคิดตื้นเกินไป บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าถังโจวโจวแท้งลูก ลั่วเซ่าเชินจึงเป็นห่วงเป็นใยเธอแบบนี้ 

 

 

           มันก็เหมือนกับตอนนั้นที่เธอเข้าโรงพยาบาล ลั่วเซ่าเชินเองก็ใส่ใจเธอมากไม่ใช่หรือ? ทันใดนั้นความเชื่อมั่นของหันฮุ่ยซินก็กลับมาอีกครั้ง ใช่! เธอจะยอมแพ้ง่ายๆ ไม่ได้ อาเชินแค่เห็นใจถังโจวโจว จริงด้วย ต้องเป็นแบบนั้นแน่! 

 

 

           หันฮุ่ยซินยังคงอารมณ์ดีเหมือนกับตอนที่เธอมา และเมื่อเธอออกมาจากโรงพยาบาล ก็ดูเหมือนว่าเธอจะอารมณ์ดีมากกว่าตอนที่เธอมาถึงเสียอีก 

 

 

           เมื่อถังโจวโจวตื่นขึ้นมา เธอก็พบว่าลั่วเซ่าเชินไม่ได้นอนอยู่ข้างๆ เธอ แต่เขากำลังนั่งทำงานอยู่บนโซฟา และที่ด้านข้างของโซฟาก็มีโต๊ะเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งตัว ซึ่งบนนั้นเต็มไปด้วยกองเอกสาร 

 

 

“ผู้ช่วยหวังมาหรือคะ” ถังโจวโจวมองดูแฟ้มเอกสารเหล่านั้นและเอ่ยถาม 

 

 

“อืม ผมให้เขาเอาเอกสารที่ผมต้องเซ็นมาให้” เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าถังโจวโจวตื่นแล้ว เขาก็วางโน้ตบุ๊กลงที่ข้างตัว ก่อนจะปรับเตียงให้สูงขึ้น เพื่อให้ถังโจวโจวได้เอนพิงอย่างสบายๆ 

 

 

ถังโจวโจวเห็นว่าเพราะลั่วเซ่าเชินมัวแต่ง่วนอยู่กับเธอ เขาก็เลยทำงานได้ล่าช้า เธอจึงเกลี้ยกล่อมเขา “เซ่าเชิน คุณกลับไปทำงานที่บริษัทดีกว่าไหมคะ ฉันอยู่คนเดียวได้ แบบนี้มันจะลำบากคุณ” 

 

 

แต่ลั่วเซ่าเชินไม่เห็นด้วย “ไม่เป็นไร ผมโอเค คนลำบากน่ะไม่ใช่ผมหรอก หวังหวาเองก็เต็มใจทำ เงินเดือนของผมจะได้ไม่สูญเปล่าไง” ลั่วเซ่าเชินคิดว่ามันไม่ใช่ปัญหา ให้พูดอีกทีก็คือ มีหรือที่หวังหวาจะกล้ามีปากมีเสียง 

 

 

ลั่วเซ่าเชินคิดว่าเขาจะทำงานแบบนี้ไปจนกว่าถังโจวโจวจะหายดี หวังหวาดูออกว่าท่านผอ. เป็นห่วงเป็นใยในสุขภาพของถังโจวโจวหลังแท้งลูกครั้งนี้มาก ดังนั้นเขาจึงไม่คิดโอดครวญใดๆ กลับกันเขาก็แค่ต้องตั้งใจทำงานให้มากขึ้น 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าเธอไม่สามารถเกลี้ยกล่อมเขาได้ เธอก็ไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก เรื่องที่ลั่วเซ่าเชินได้ตัดสินใจลงไปแล้ว แทบจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย ถังโจวโจวก็เข้าใจดี ในเมื่อเขาไม่ลำบาก เธอกังวลไปก็เปล่าประโยชน์ บางทีเขาอาจจะชอบแบบนี้ก็ได้! 

 

 

เมิ่งชิงซีไม่ได้ไปเยี่ยมถังโจวโจวอีกเลย กลับกันเธอเดินทางมาที่คฤหาสน์ตระกูลลั่ว เมื่อคุณแม่ลั่วเห็นว่าวันนี้จู่ๆ เมิ่งชิงซีก็โผล่มาหลังจากที่หายหน้าไปหลายวันแล้ว เธอก็รู้สึกดีอกดีใจ “ชิงซี มาได้ยังไงลูก” 

 

 

เมิ่งชิงซีถือของมาสองกล่อง เธอยิ้มพลางพูดกับคุณแม่ลั่วว่า “คุณแม่เพิ่งจะได้ไวน์มาสองขวดค่ะ หนูก็เลยเอามาให้คุณลุงชิม” 

 

 

คุณแม่ลั่วยิ้มพลางรับของ แล้วเธอก็ให้แม่นมจ้าวเอาไปเก็บ เธอจับมือของเมิ่งชิงซีขึ้นมาแล้วพูดว่า “รบกวนคุณแม่หนูแย่เลย แล้วไหนจะยังรบกวนให้หนูเอามาให้อีก” คุณแม่ลั่วรู้สึกละอายใจต่อเมิ่งชิงซีไปชั่วขณะ เธอมองดูเมิ่งชิงซีด้วยสายตาที่อ่อนโยนมากขึ้น 

 

 

เมิ่งชิงซีไม่ได้สนใจคำพูดหวานหูของคุณแม่ลั่ว หลังจากครั้งก่อนที่คุณแม่ลั่วเปลี่ยนไป เธอก็ไม่อยากเชื่อคำพูดที่หลุดออกมาจากปากของคุณแม่ลั่วเลย และที่เธอมาในวันนี้ เธอก็มีแค่จุดประสงค์เดียวเท่านั้น เพื่อเรียกเอาความรักที่คุณแม่ลั่วมีต่อเธอคืนมา! 

 

 

คุณป้าอยากได้หลานชายมากเลยนี่! เพราะถังโจวโจวท้อง เธอจึงได้รับความห่วงใยจากคุณแม่ลั่ว แต่ความห่วงใยนี้เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่ถังโจวโจวจะต้องคลอดลูกชายออกมา แต่ตอนนี้ถังโจวโจวแท้งลูกไปแล้ว ดูสิว่าเธอจะยังได้รับความโปรดปรานจากคุณแม่ลั่วอยู่อีกไหม 

 

 

เมิ่งชิงซีพูดราวกับว่าเธอไม่ได้ตั้งใจ “คุณป้าคะ หลังๆ มานี้เซ่าเชินกับโจวโจวได้กลับมาเยี่ยมบ้างไหมคะ” 

 

 

“ดูเหมือนว่าพวกเขาเพิ่งจะกลับมาเมื่อสองสามวันที่แล้วนะจ๊ะ โจวโจวยังบอกอยู่เลยว่าเด็กในท้องแข็งแรงดี” คุณแม่ลั่วดูตื่นเต้นขึ้นมาเมื่อพูดถึงเด็กที่อยู่ในท้องของถังโจวโจว รออีกเพียงไม่นาน เธอก็จะได้อุ้มหลานแล้ว 

 

 

เมิ่งชิงซีเองก็ยิ้มรับ “จริงเหรอคะ! เยี่ยมไปเลยค่ะ ดูเหมือนว่าเร็วๆ นี้คุณป้าก็จะได้อุ้มหลานแล้วนะคะ หนูขอแสดงความยินดีล่วงหน้าเลย” 

 

 

“ชิงซี นี่มันยังไม่แน่นอนเลยลูก ไม่รู้ว่าเด็กในท้องของโจวโจวเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง แต่ถึงยังไงมันก็ยังมีความหวัง” คุณแม่ลั่วพูดอย่างพยายามไม่ใส่ใจในเรื่องนั้น 

 

 

แต่เมิ่งชิงซีกลับรู้สึกว่าคุณแม่ลั่วช่างหน้าไม่อาย ยังไม่ทันได้รู้เลยว่าเป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิง แค่นี้ก็เปลี่ยนจากเกลียดเป็นชอบได้แล้ว ซ้ำยังไม่กลัวว่าตัวเองจะเสียผู้ใหญ่ด้วย 

 

 

บนใบหน้าของเมิ่งชิงซีก็ยังคงประดับไปด้วยรอยยิ้ม “คุณป้าคะ ได้ผู้หญิงก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนี่คะ ตราบใดที่โจวโจวยังมีความพยายาม สักวันหนึ่งคุณป้าก็จะได้อุ้มหลานชายอย่างแน่นอน” 

 

 

“ชิงซี หนูพูดได้ตรงใจป้าจริงๆ” คุณแม่ลั่วกุมมือของเมิ่งชิงซี เธอตื่นเต้นราวกับว่าได้เจอเพื่อนร่วมอุดมการณ์ 

 

 

แต่จู่ๆ เมิ่งชิงซีก็ก้มหน้าลงและพูดอย่างหดหู่ว่า “น่าเสียดายที่หนูไม่มีบุญวาสนา ไม่สามารถช่วยให้คุณป้าคลายความทุกข์ได้ แต่นี่มันก็เป็นชะตาของหนูเอง ขอแค่ให้คุณป้าได้ทุกอย่างสมดังใจ หนูก็ไม่ต้องการอะไรแล้วค่ะ” 

 

 

เมื่อคุณแม่ลั่วเห็นว่าตัวเองยังไม่ทันได้เอ่ยปลอบ เมิ่งชิงซีก็จัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้แล้ว เธอรู้สึกผิดขึ้นมาไปชั่วขณะ คุณแม่ลั่วเกือบจะพลั้งปากขอให้เมิ่งชิงซีมาเป็นลูกสะใภ้ของเธออีกครั้ง แต่เมื่อเธอนึกถึงเด็กที่อยู่ในท้องของถังโจวโจว อารมณ์ชั่ววูบนั้นก็หยุดชะงักไป 

 

 

“โธ่ ชิงซี หนูเป็นเด็กดีนะลูก ป้าไม่มีบุญเองต่างหาก ที่ไม่ได้ลูกสะใภ้ดีๆ อย่างหนู” คุณแม่ลั่วกล่าวคำที่สวยหรู แม้ว่าเมิ่งชิงซีจะโกรธ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้า เธอก็ยังคงแสร้งทำเป็นว่าเธอคล้อยตามไปกับคำพูดนั้น เธอรู้สึกเหนื่อยไปชั่วขณะ 

 

 

เมิ่งชิงซีอยู่คุยกับคุณแม่ลั่วอยู่นาน ในขณะที่เธอกำลังจะลุกขึ้นบอกลา เธอก็เห็นว่าคนขับรถไปรับลั่วอิงกลับมาแล้ว เธอจึงยืดตัวตั้งตรงอีกครั้ง “ลั่วอิง กลับมาแล้วเหรอจ๊ะ” 

 

 

เมื่อลั่วอิงเห็นเมิ่งชิงซีนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น เธอก็ไม่สนใจ เธอเอ่ยทักคุณแม่ลั่วและตรงขึ้นไปชั้นบนทันที คุณแม่ลั่วรู้สึกเก้อแทนอยู่นิดหน่อย แต่เมื่อเธอเห็นรอยยิ้มอันอบอุ่นของเมิ่งชิงซี เธอก็รู้ว่าเมิ่งชิงซีคงไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้ จากนั้นเธอก็รู้สึกสบายใจขึ้นเยอะ 

 

 

“คุณป้าคะ ตอนนี้ลั่วอิงอยู่ที่นี่หรือคะ” 

 

 

“ใช่จ้ะ อาเชินบอกว่าเขากับโจวโจวมีธุระ เขาก็เลยฝากลั่วอิงไว้ที่นี่ก่อนสักสองสามวัน แล้วเดี๋ยวพวกเขาจะมารับเธอกลับไป” 

 

 

“อ๋อ แบบนี้นี่เอง ไม่รู้เหมือนกันนะคะว่าเซ่าเชินกับโจวโจวมัวแต่ยุ่งอะไรอยู่ ทำไมแม้แต่ลั่วอิงก็ยังดูแลไม่ได้ คงไม่ใช่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับโจวโจวหรอกนะคะ” 

 

 

เมิ่งชิงซีเห็นว่าสีหน้าของคุณแม่ลั่วเปลี่ยนไปในทันที เธอรีบพูดต่อว่าตัวเอง “ตายจริง คุณป้าดูสิคะ หนูพูดอะไรออกไปก็ไม่รู้ โจวโจวยังสบายดีอยู่แน่นอนค่ะ คุณป้าคะ นี่ก็เย็นมากแล้ว หนูขอตัวกลับก่อนนะคะ” 

 

 

คุณแม่ลั่วที่เหมือนว่ากำลังคิดอะไรอยู่ เมื่อได้ยินเมิ่งชิงซีบอกว่าจะกลับ เธอก็รีบลุกขึ้นไปส่ง “ชิงซี อยู่กินข้าวด้วยกันแล้วค่อยกลับดีกว่าไหมลูก” 

 

 

“ไม่ดีกว่าค่ะคุณป้า หนูบอกกับคุณแม่เอาไว้ว่าจะกลับไปทานข้าวที่บ้าน ตอนนี้คุณแม่ก็น่าจะรอหนูอยู่ หนูมัวแต่คุยกับคุณป้าเพลิน จนลืมเวลาไปเลยน่ะค่ะ” เมิ่งชิงซีบอกลาคุณแม่ลั่วและขับรถออกไปจากคฤหาสน์ตระกูลลั่ว 

 

 

ทางด้านของคุณแม่ลั่ว หลังจากที่เมิ่งชิงซีกลับไปแล้ว เมื่อเธอยิ่งคิด เธอก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง เธอโทรหาลั่วเซ่าเชิน เขาไม่ได้บอกในทันทีว่าถังโจวประสบอุบัติเหตุหรือไม่ เป็นเธอเองที่ถามเขาไปก่อนว่าเขาอยู่ที่ไหน ลั่วเซ่าเชินบอกว่าเขาอยู่ที่บริษัท เมื่อคุณแม่ลั่วเห็นว่าเธอไม่ได้ข้อมูลอะไรจากปากของเขาเลย เธอก็ได้แต่วางสายไป 

 

 

เมื่อคุณแม่ลั่วมาคิดๆ ดูแล้ว เธอก็ยังรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง เธอจึงตัดสินใจว่าพรุ่งนี้เธอจะไปที่บ้านของลั่วเซ่าเชิน พอดีกันกับที่วันพรุ่งนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ถ้ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอก็บอกได้ว่าเธอมาส่งลั่วอิงกลับบ้าน ถึงตอนนั้นอาเชินก็ดูไม่ออกหรอก ถ้าคุณแม่ลั่วยังไม่เห็นกับตา เธอก็ไม่สามารถวางใจได้ 

 

 

คุณแม่ลั่วพูดจริงทำจริง วันรุ่งขึ้นเธอพาลั่วอิงไปที่บ้านของลั่วเซ่าเชินทันที เมื่อคนขับรถเคลื่อนรถเข้าไปใกล้ๆ ลั่วอิงก็เห็นว่ามีรถจอดอยู่หน้าบ้าน และป้าหลิวเองก็ถือของหอบขึ้นรถไป 

 

 

“นั่นป้าหลิวนี่คะ ป้าหลิวกำลังจะไปไหนนะ” 

 

 

คุณแม่ลั่วถูกดึงดูดความสนใจด้วยคำพูดของลั่วอิง เธอถามในทันทีว่า “ลั่วอิง หนูรู้จักเหรอลูก” 

 

 

“รู้จักสิคะ แม่บ้านที่คุณพ่อจ้างมา ป้าหลิวค่ะ” ลั่วอิงตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว 

 

 

คุณแม่ลั่วเองก็รู้สึกแปลกๆ หากเป็นอย่างนั้นจริง เวลานี้แม่บ้านหลิวควรจะทำงานอยู่ในครัวสิ แต่ตอนนี้เธอจะนั่งรถออกไปไหน คุณแม่ลั่วพูดกับคนขับรถ “ตามรถคันข้างหน้าไป” 

 

 

คนขับรถตามไปอย่างช้าๆ คุณแม่ลั่วก็คอยสังเกตความเคลื่อนไหวของรถคันหน้า เธอพบว่าท้ายที่สุดแล้ว รถก็ไปหยุดอยู่ที่หน้าโรงพยาบาล เมื่อคุณแม่ลั่วเห็นคนขับลงจากรถ เธอก็พบว่าเขาคือผู้ช่วยหวังนี่เอง อาเชินประสบอุบัติเหตุเหรอ?

ลั่วเซ่าเชินหาทางเอาผิดเมิ่งชิงซีไม่ได้เลย แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานอยู่ในมือ แต่ลั่วเซ่าเชินก็มั่นใจว่าเมิ่งชิงซีน่าสงสัยมากที่สุด โดยเฉพาะวันนี้เมื่อหวังหวาไปตรวจกล้องวงจรปิดที่ห้างสรรพสินค้า นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะถูกตัดหน้า กล้องวงจรปิดในบริเวณที่ถังโจวโจวประสบอุบัติเหตุดันเสียพอดี 

 

 

           ลั่วเซ่าเชินไม่เชื่อว่ามันจะมีเรื่องบังเอิญแบบนี้ เขารู้สึกว่าต้องมีคนทำลายหลักฐาน และเมิ่งชิงซีก็น่าสงสัยยิ่งขึ้นไปอีก ลั่วเซ่าเชินรู้ว่าที่ถังโจวโจวต้องทนทุกข์ทรมานแบบนี้ สาเหตุส่วนหนึ่งก็มาจากเขา เป็นเพราะเมิ่งชิงซีชอบเขา เธอถึงได้กล้าทำเรื่องแบบนี้! 

 

 

           เมื่อก่อนลั่วเซ่าเชินแค่รู้สึกรำคาญที่เมิ่งชิงซีมาคอยวนเวียนอยู่รอบตัวเขา ดังนั้นเมื่อเขาหลบได้ เขาก็จะหลบ แต่ถ้าหลบไม่ได้ เขาก็จะไม่ทำอะไรที่ทำให้เมิ่งชิงซีรู้สึกว่าเขาให้ความหวังกับเธอ แต่ไม่รู้ทำไม เมิ่งชิงซีถึงไม่ยอมเปลี่ยนใจไปจากเขาเสียที 

 

 

           บางครั้งลั่วเซ่าเชินก็ไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ เธอดีไปหมดทุกอย่าง แต่บนโลกใบนี้ก็ไม่ได้มีแค่เขา แล้วทำไมเมิ่งชิงซีถึงเกาะติดเขาแน่นไม่ยอมปล่อยล่ะ ลั่วเซ่าเชินรู้สึกว่าหัวใจของผู้หญิงนั้นยากเกินจะคาดเดาได้ 

 

 

           แต่ตอนนี้มันแตกต่างกัน เมิ่งชิงซีอาจจะเป็นคนที่ฆ่าลูกเขาก็ได้ ลั่วเซ่าเชินทนต่อไปไม่ไหว เมื่อก่อนเขาเห็นแก่หน้าตระกูลเมิ่ง เขาจึงยอมอดทนกับเมิ่งชิงซี แต่ความอดทนของคนเรานั้น มันก็มีขีดจำกัด 

 

 

           เมิ่งชิงซีไม่ได้เจียมเนื้อเจียมตัวเพราะความอดทนของคนอื่นเลย เธอกลับถือดีมากยิ่งขึ้น คราวนี้ลั่วเซ่าเชินจะไม่ปล่อยเธอไป เมื่อเขามีหลักฐานเมื่อไร เขากับเมิ่งชิงซีจะได้เห็นดีกัน 

 

 

           วันรุ่งขึ้น ในขณะที่ลั่วเซ่าเชินยังไม่ตื่น ถังโจวโจวก็ตื่นขึ้นมาแล้ว เมื่อคืนเธอฝันเห็นเด็กคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า เด็กคนนั้นพูดกับเธอว่า “คุณแม่ หนูจะกลับมาหาคุณแม่ คุณจะเป็นแม่ของหนูตลอดไป” 

 

 

           ก่อนที่ถังโจวโจวจะได้พูดอะไร ร่างของเด็กคนนั้นก็หายไปแล้ว ถังโจวโจวรีบตามไป แต่ก็ตามไปไม่ทัน ถังโจวโจวสะดุ้งตื่นด้วยเหตุนี้ เมื่อเธอลืมตาขึ้น เธอก็พบว่ามันเป็นแค่ความฝัน เธอยังอยู่ในห้องพักผู้ป่วย และด้านหลังของเธอก็มีลั่วเซ่าเชินที่นอนหลับอยู่ 

 

 

           ถังโจวโจวกลัวว่าจะรบกวนลั่วเซ่าเชิน เธอจึงไม่ได้ขยับตัว แต่เธอก็ยังจำภาพในความฝันได้อย่างชัดเจน เด็กน้อยน่ารักคนนั้นก็คือเด็กที่อยู่ในท้องของเธอ ในที่สุดถังโจวโจวก็เชื่อในสิ่งที่คุณแม่ถังพูด ลูกจะต้องกลับมาหาเธออย่างแน่นอน 

 

 

           ถังโจวโจวตั้งหน้าตั้งตาคอย ตอนนี้เธออยากจะฟื้นฟูร่างกายให้เร็วที่สุด จากนั้นเธอจะได้รีบพาลูกกลับมา ตอนนี้เธอแทบจะทนรอไม่ไหว เพราะถังโจวโจวเอาแต่นึกถึงเรื่องนี้อยู่ตลอด เรื่องที่เลวร้ายในอดีตจึงถูกขจัดไปจนหมด เปลี่ยนมาเป็นอนาคตที่เต็มไปด้วยความหวังอันสดใสแทน 

 

 

           ลั่วเซ่าเชินตื่นขึ้นมาในที่สุด ส่วนถังโจวโจว ตั้งแต่เธอลืมตาตื่นจนกระทั่งเขาตื่นขึ้นมา เธอก็ยังรู้สึกตื่นเต้นอยู่ตลอด ถังโจวโจวเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในความฝันให้ลั่วเซ่าเชินฟัง ลั่วเซ่าเชินคิดว่าที่ถังโจวโจวฝันแบบนี้ เป็นเพราะเธอเอาแต่หมกมุ่นคิดถึงลูกอยู่ทั้งวัน 

 

 

           แต่ตอนนี้เธอกำลังดีใจ เขาก็ขัดเธอไม่ได้ และเธอก็เพิ่งจะปล่อยวางได้ เขาไม่อาจทำลายความเชื่อมั่นของเธอได้อีก การที่เธอมีความฝันแต่เป็นสุขย่อมดีกว่าเธอมัวแต่จมอยู่กับความทุกข์อย่างแน่นอน 

 

 

“ในเมื่อคุณฝันแบบนี้ ก็แสดงว่าฟ้าท่านเปิดทางให้คุณแล้ว เพราะฉะนั้นคุณต้องดูแลตัวเองให้ดี จากนั้นเราค่อยพยายามพาลูกกลับมาหาเรานะ” ลั่วเซ่าเชินรู้ดี แม้ว่าเธอจะตั้งท้องอีกครั้ง ลูกก็จะไม่ใช่เด็กคนเดิม 

 

 

ความจริงแล้วถังโจวโจวเองก็รู้ดี แต่ถ้าฟ้าลิขิตมาแล้วล่ะ เรื่องแบบนี้ไม่มีใครรู้หรอก เธอก็แค่ต้องยืนหยัดให้ได้ก็พอแล้ว 

 

 

หลังจากที่ลั่วเซ่าเชินและถังโจวโจวชำระร่างกายเสร็จ ป้าหลิวก็มาถึงห้องพักผู้ป่วยพร้อมด้วยอาหารที่เธอทำ เมื่อเธอเห็นท่าทางที่อ่อนแอของถังโจวโจว ป้าหลิวก็รู้สึกสงสาร 

 

 

“คุณผู้หญิงคะ ดีขึ้นบ้างหรือยังคะ เมื่อวานพอคุณชายโทรมาบอกฉัน ฉันก็อยากจะมาเดี๋ยวนั้นเลย แต่คุณชายสั่งให้ฉันเตรียมอาหารไว้ และให้เอามาให้คุณผู้หญิงในวันนี้” 

 

 

“รบกวนแย่เลยค่ะ ป้าหลิว ตอนนี้ฉันไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ” แม้ว่าสีหน้าของถังโจวโจวจะยังไม่ดีเท่ากับตอนปกติ แต่เธอก็ค่อยๆ ร่าเริงขึ้นบ้างแล้ว ร่างกายของเธอเองก็อยู่ในช่วงพักฟื้น 

 

 

เมื่อป้าหลิวเห็นว่าถังโจวโจวไม่ได้ร้องไห้ เธอก็ไม่กล้าถามเรื่องลูก ด้วยกลัวว่าจะไปกระตุ้นต่อมความเสียใจของเธอเข้า ป้าหลิวเปิดกระติกเก็บความร้อนที่นำมา จากนั้นก็หยิบอาหารออกมาพร้อมกับพูดไปด้วยว่า “ฉันทำโจ๊กมาให้คุณผู้หญิงค่ะ อีกสักวันสองวัน ฉันจะทำอะไรอร่อยๆ มาให้ทานนะคะ” 

 

 

ป้าหลิวไม่กล้าทำของมันๆ ให้ถังโจวโจว ความอยากอาหารของถังโจวโจวยังไม่ค่อยดีนัก โจ๊กจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น ถึงแม้ว่าป้าหลิวจะทำของอร่อยๆ มา เธอก็ยังกินไม่ได้อยู่ดี จะยิ่งทำให้เธอกังวลใจมากขึ้นเปล่าๆ 

 

 

ป้าหลิวเตรียมเกี๊ยวมาเผื่อลั่วเซ่าเชินด้วยอีกชุด ในขณะที่เธอกำลังถือถ้วยเพื่อป้อนถังโจวโจว ถังโจวโจวก็รีบรับมันมา “ฉันกินเองก็ได้ค่ะ ป้าหลิว” ถังโจวโจวขอให้ป้าหลิวขยับโต๊ะเข้ามาใกล้ๆ 

 

 

เมื่อป้าหลิวเห็นว่าถังโจวโจวยืนยันที่จะทำอย่างนั้น เธอก็ได้แต่ปล่อยชามไปตามแรงของถังโจวโจว แต่ก็ยังอดพูดไม่ได้ว่า “คุณผู้หญิงคะ ให้ฉันป้อนดีกว่านะคะ” ป้าหลิวค่อนข้างเป็นกังวล แต่ถังโจวโจวกลับคิดว่าแขนเธอไม่ได้เป็นอะไร เมื่อวานคุณแม่ถังก็ป้อนเธอทีหนึ่งแล้ว วันนี้จะให้เป็นแบบนั้นไม่ได้อีก 

 

 

ลั่วเซ่าเชินให้ป้าหลิวหลีกทางไป เขายื่นมือไปหยิบถ้วยที่อยู่ในมือของถังโจวโจว ก่อนจะตักขึ้นมาหนึ่งช้อน และยื่นไปที่ปากของถังโจวโจว “อ้าปาก” 

 

 

ถังโจวโจวอ้าปากอย่างว่าง่าย เมื่อป้าหลิวเห็นความน่ารักของสามีภรรยาคู่นี้ เธอก็ไม่อยากขัดจังหวะ เธอจึงเดินออกไปจากห้องพักผู้ป่วยและปิดประตูอย่างเบามือ 

 

 

ถังโจวโจวเขินอาย เมื่อครู่ป้าหลิวก็ยังอยู่ตรงนี้ ลั่วเซ่าเชินกลับมาทำแบบนี้ซะได้ เขาทำให้เธอรู้สึกราวกับเธอเป็นคนแขนขาอ่อนแรงก็ไม่ปาน เธอกลัวว่าป้าหลิวจะหัวเราะเยาะเธออยู่ในใจ 

 

 

และยิ่งเห็นว่าป้าหลิวดูเหมือนจะตั้งใจทิ้งให้พวกเขาได้อยู่ด้วยกัน ถังโจวโจวก็รู้สึกอายมากยิ่งขึ้น “เซ่าเชิน ฉันกินเองดีกว่าค่ะ” 

 

 

แต่ดูเหมือนว่าลั่วเซ่าเชินจะติดใจอยู่กับการป้อนอาหาร เขาโยกหลบมือของถังโจวโจวที่ยื่นมาและส่งโจ๊กคำใหญ่เข้าไปในปากของถังโจวโจว ถังโจวโจวก็ไม่กล้าปิดปากไว้ เธอจึงได้แต่ทำตามคำชี้แนะของลั่วเซ่าเชินและปล่อยให้เขาป้อนโจ๊กเธอจนหมดถ้วย 

 

 

หลังจากที่ลั่วเซ่าเชินป้อนโจ๊กถังโจวโจวเรียบร้อยแล้ว เขาก็มาจัดการกับอาหารเช้าของตัวเองต่อ ถังโจวโจวมองดูเขากินเกี๊ยว เนื่องจากว่าในกระเพาะของเธอมีอาหารแล้ว ดังนั้นถึงแม้ว่ากลิ่นหอมๆ ของเกี๊ยวจะลอยมาเตะจมูก เธอก็สามารถทนได้ 

 

 

แทนที่ลั่วเซ่าเชินจะเข้าบริษัท เขากลับหยิบโน้ตบุ๊กขึ้นมาและนั่งลงบนโซฟาตัวที่ตั้งอยู่ในห้องพักผู้ป่วย ก่อนจะเริ่มทำงาน 

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกเบื่อหน่าย เธอได้แต่มองดูลั่วเซ่าเชินทำงาน พอมองไปมองมา เธอก็เริ่มพินิจพิเคราะห์ใบหน้าของเขา ถังโจวโจวสำรวจดูคิ้ว จมูก และปากของลั่วเซ่าเชิน จากนั้นก็เลื่อนสายตาลงไปที่ลูกกระเดือก ลูกกระเดือกของเขาตั้งเด่นสะดุดตา ทันใดนั้น ถังโจวโจวก็อยากจะสัมผัสมันขึ้นมา 

 

 

ลั่วเซ่าเชินรู้ว่าเธอกำลังมองเขาอยู่ แต่เขาไม่ได้หันหน้าไปมอง พวกเขาทั้งคู่ไม่รบกวนซึ่งกันและกัน เมื่อผ่านพ้นช่วงเช้าไป ช่วงกลางวัน ป้าหลิวก็มาส่งอาหารให้พวกเขาอีก ถังโจวโจวและลั่วเซ่าเชินแยกกันนั่งกินอยู่คนละมุม 

 

 

ป้าหลิวตั้งใจทำอาหารที่ควรกินในช่วงพักฟื้นมาให้ถังโจวโจว ถังโจวโจวสามารถทนกินโจ๊กในตอนเช้าได้ แต่เมื่อเทียบมื้อกลางวันกับลั่วเซ่าเชินแล้ว จู่ๆ เธอก็รู้สึกเศร้าใจ ทำไมเธอต้องมากินอะไรจืดชืดแบบนี้ด้วย มันดูไม่อร่อยเหมือนกับของที่อยู่ในชามลั่วเซ่าเชินเลย 

 

 

แม้ว่าถังโจวโจวจะไม่อยากกิน แต่นอกจากนี้ก็ไม่มีอะไรให้เธอกินแล้ว ท้ายที่สุดเธอก็ต้องบังคับให้ตัวเองค่อยๆ กินจนหมดเกลี้ยง 

 

 

ทันทีที่กินมื้อกลางวันเสร็จ หลินเหยาก็หอบตะกร้าผลไม้มาเยี่ยมถังโจวโจว เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าหลินเหยาถือตะกร้าผลไม้มา เธอก็รีบพูดว่า “เหยาเหยา เธอถือมาทำไมเนี่ย” ถังโจวโจวรู้สึกว่ามิตรภาพระหว่างพวกเธอสองคนไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองอะไรแบบนี้ 

 

 

หลินเหยาไม่ได้สนใจคำพูดของถังโจวโจว นี่ไม่ใช่เรื่องของธรรมเนียมมารยาทอะไร แต่ถ้าเธอมาเยี่ยมคนป่วยแล้วไม่มีของติดไม้ติดมือมาด้วยเลยก็ดูจะเกินไปหน่อย หลังจากหลินเหยาวางของลงแล้ว เธอก็นั่งลงข้างเตียง “โจวโจว วันนี้เป็นยังไงบ้าง” 

 

 

เมื่อหลินเหยาเห็นว่าถังโจวโจวดูมีชีวิตชีวามากขึ้น เธอก็รู้สึกว่าถังโจวโจวน่าจะฟื้นตัวได้ในเร็ววัน อีกทั้งดูไม่สลดหดหู่เหมือนเมื่อวานแล้ว เธอนึกถึงเรื่องที่เธอคุยกับคุณแม่ถังเมื่อวานว่า การปลอบโยนของลั่วเซ่าเชินจะสามารถทำให้ถังโจวโจวสบายใจขึ้นได้ 

 

 

“ดีมากๆ เลยจ้ะ เหยาเหยา เธอเองก็เถอะ เมื่อวานนี้ต้องเหนื่อยไปด้วยเลย” ถังโจวโจวจับมือหลินเหยา เธออยากจะขอบคุณพระเจ้าอย่างมากที่ให้เธอมีเพื่อนที่แสนดีแบบนี้ ช่วงเวลาสำคัญ หลินเหยามักจะอยู่ข้างเธอเสมอ 

 

 

“โจวโจว เธอพูดแบบนี้อีกแล้วนะ” 

 

 

“จ้ะๆ ไม่พูดแล้ว” ถังโจวโจวขอร้องให้เธอยกโทษให้ในทันที เธอลืมไปว่าเธอเพิ่งบอกให้หลินเหยาไม่ต้องเกรงใจ แต่เธอกลับเป็นฝ่ายเกรงใจเองซะอย่างนั้น 

 

 

หลินเหยาอยู่เป็นเพื่อนถังโจวโจวอีกสักพัก จากนั้นเธอก็กลับไปทำงาน เธอใช้โอกาสที่ตัวเองพักกลางวันมาเยี่ยมถังโจวโจว เมื่อเธอเห็นว่าสีหน้าของถังโจวโจวดีขึ้นกว่าเมื่อวาน เธอก็รู้สึกวางใจ 

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกว่าวันนี้แปลกมาก ทันทีที่หลินเหยากลับไป ฟังหยวนก็มาถึง และลั่วเซ่าเชินเองก็ดูจะไม่ค่อยชอบใจกับการมาถึงของฟังหยวน ราวกับว่าเขาได้พบศัตรูที่เข้มแข็งอย่างไรอย่างนั้น แม้แต่ถังโจวโจวก็ยังรู้สึกได้ แล้วมีหรือที่ฟังหยวนจะไม่รู้สึก 

 

 

ฟังหยวนรู้อยู่แล้วว่าลั่วเซ่าเชินผิดปกติไป แต่เขากลับไม่สนใจ “อาเชิน นายไม่ดีใจเหรอที่ฉันมา” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินมองเขาอยู่นาน ก่อนจะหันกลับไปทำงานต่อ เขายังจำหมัดแห่งความแค้นที่ฟังหยวนต่อยเขาได้อยู่เลย! 

 

 

เมื่อฟังหยวนเห็นว่าลั่วเซ่าเชินเมินเขาไปแล้ว เขาก็หันไปยิ้มให้ถังโจวโจวแล้วพูดว่า “โจวโจว เมื่อวานผมกลับก่อนที่คุณจะฟื้น วันนี้ผมก็เลยตั้งใจมาเยี่ยม” 

 

 

ถังโจวโจวนั่งพิงที่หัวเตียงและตอบเป็นมารยาท “ฟังหยวน เกรงใจเกินไปแล้วค่ะ แต่ฉันก็ดีใจนะคะที่คุณมาเยี่ยม” 

 

 

           เห็นได้ชัดว่าฟังหยวนมีความสุขมากที่ได้ยินถังโจวโจวพูดแบบนั้น สีหน้าของเขาราวกับว่าจะละลายใจของหญิงสาวได้ เขายิ้มและหัวเราะอย่างอบอุ่น 

 

 

           ฟังหยวนแค่มาเยี่ยมถังโจวโจวก็เท่านั้น เขารู้ว่าตอนนี้ลั่วเซ่าเชินยังอยู่ที่นี่ ถังโจวโจวก็ไม่สามารถคุยอะไรกับเขาได้มากนัก แต่ความคิดที่อยู่ในใจของฟังหยวนกลับรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ 

 

 

           ในเมื่ออาเชินไม่ดีกับเธอ แล้วถ้าเขาจะพาถังโจวโจวหนีไปเลยล่ะ เธอจะยอมไปกับเขาไหม? 

 

 

           ฟังหยวนผุดความคิดนี้ขึ้นมาเพราะถังโจวโจวประสบอุบัติเหตุและมันก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ขอเพียงแค่ถังโจวโจวพูดออกมา เขาก็พร้อมที่จะพาเธอหนีไป หนีไปให้ไกลจากลั่วเซ่าเชิน 

 

 

           แต่ฟังหยวนรู้ดีว่าถังโจวโจวไม่ยอมไปกับเขาหรอก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคุณพ่อคุณแม่ถังด้วย ลำพังแค่ตัวถังโจวโจวเองก็ยังคัดค้านอะไรลั่วเซ่าเชินไม่ได้เลย ฟังหยวนดูออก ถังโจวโจวไม่มีทางตำหนิลั่วเซ่าเชินในเรื่องนี้แน่ 

 

 

           แต่ถ้าเธอรู้ว่า ‘ในขณะที่เธอประสบอุบัติเหตุ ลั่วเซ่าเชินอยู่กับหันฮุ่ยซิน’ ล่ะ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอจะคิดเห็นอย่างไร ฟังหยวนรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที แต่ตอนนี้ถังโจวโจวยังไม่ค่อยแข็งแรง เขาไม่อยากพูดมันออกมาให้เธอเสียใจ 

 

 

           แม้ว่าสายตาของลั่วเซ่าเชินจะจับจ้องอยู่ที่โน้ตบุ๊ก แต่หูกับจิตใจของเขากลับให้ความสนใจอยู่ที่ฟังหยวนและถังโจวโจว 

 

 

ไม่น่าแปลกใจหรอกที่ลั่วเซ่าเชินจะกังวลใจแบบนี้ นิสัยอย่างฟังหยวน เขาสามารถทำได้ทุกอย่าง ถ้าเขาบอกถังโจวโจวว่าเมื่อวานเขาอยู่ที่ไหน ร่างกายและความรู้สึกของโจวโจวอาจจะแย่ลงมากกว่านี้

 แม้ว่าเมิ่งชิงซีจะหวาดผวาจากการที่เธอทำเรื่องไม่ดีเอาไว้ แต่ลึกๆ แล้วเธอก็รู้สึกดีใจมากที่ถังโจวโจวแท้งลูกไป คุณป้าลั่วต้องเกลียดขี้หน้าถังโจวโจวมากกว่าเดิมแน่ๆ เธอจะคอยดูว่าถังโจวโจวจะทำให้คุณป้าพอใจได้อีกครั้งอย่างไร 

 

 

           เมิ่งชิงซีเกลียดเด็กที่อยู่ในท้องของถังโจวโจว เพราะการมีอยู่ของเขาทำให้คุณแม่ลั่วทรยศเธอ ย้ายฝั่งไปอยู่กับถังโจวโจว ไหนยังจะให้เลิกคิดถึงลั่วเซ่าเชินอีก เมิ่งชิงซีคิดขึ้นมาแล้วก็โมโห 

 

 

ฉินอวิ๋นเห็นว่าสีหน้าของเมิ่งชิงซีดูหงุดหงิด แต่ยังไม่สามารถปิดบังความตื่นเต้นดีใจเอาไว้ได้ “ดูท่าแล้ว ลูกยังมีเรื่องที่จะบอกแม่อีก?” จริงๆ ฉินอวิ๋นรู้ว่าเมิ่งชิงซีจะพูดอะไร แต่เธอแค่รู้สึกว่าลูกสาวของเธอนั้นมีเรื่องอยากจะพูดอีก 

 

 

           เมื่อเมิ่งชิงซีถูกฉินอวิ๋นถามเช่นนี้ เธอก็นึกถึงปัญหาที่มันรบกวนจิตใจเธอมาตลอดวัน เธอขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้ฉินอวิ๋นมากขึ้นและกระซิบว่า “แม่คะ หนูจะทำยังไงดี ตอนนี้เซ่าเชินสงสัยหนู เขาจะไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่ห้าง” 

 

 

           เมิ่งชิงซีใจเต้นตึกตัก เมื่อเธอนึกถึงแววตาของลั่วเซ่าเชินที่มองมาที่เธออย่างสะอิดสะเอียน เธอก็รู้สึกหัวใจแตกสลาย ที่เธอทำทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ได้เซ่าเชินมาไม่ใช่หรือ? แต่เขาไม่เข้าใจเธอเลยสักนิด ซ้ำยังจะตามใจยายถังโจวโจวนั่นอีก! 

 

 

“เอาละ แม่จะช่วยลูกเอง ชิงซี คราวหน้าคราวหลังลูกต้องระวังให้ดีสิ ในเมื่อตัดสินใจทำอะไรลงไปแล้ว ก็อย่าทิ้งปัญหาไว้ให้ตัวเอง” ฉินอวิ๋นไม่ได้บ่นลูกสาว เธอคิดว่าเธอและลูกสาวมีสภาพแวดล้อมในการเติบโตที่แตกต่างกัน ดังนั้นการจัดการของลูกจึงไม่ได้ช่ำชองอย่างเธอ 

 

 

ฉินอวิ๋นนึกถึงวีรกรรมที่เธอเคยทำ เธอไม่เคยทิ้งปัญหาไว้ให้ตัวเองเลย เธอจึงเชิดหน้าชูตาและใช้ชีวิตได้อย่างอิสระจนถึงตอนนี้ และเธอก็ยังสามารถคว้าหัวใจของเมิ่งไหวเซินเอาไว้ได้อีกด้วย ติดอยู่นิดเดียว จนป่านนี้แล้วผู้เฒ่าเมิ่งยังไม่ยอมรับเธอเลย 

 

 

โชคดีที่ผู้เฒ่าเมิ่งรักและเอ็นดูชิงซีมาก เพื่อเห็นแก่หน้าของชิงซีและไหวเซิน เขาจึงไม่ค่อยทำให้เธอลำบากใจ แม้ว่าฉินอวิ๋นจะไม่ได้อยู่ที่คฤหาสน์หลังเก่า หนึ่งปีก็เจอหน้าผู้เฒ่าเมิ่งเพียงไม่กี่ครั้ง แต่ผู้เฒ่าเมิ่งก็ยังคงดูถูกดูแคลนเธอ จนมันกลายเป็นปมในใจของฉินอวิ๋นมาตลอด 

 

 

“จริงเหรอคะแม่… แม่ดีกับหนูที่สุดเลย!” เมื่อเมิ่งชิงซีได้ยินฉินอวิ๋นพูดเช่นนั้น ดวงใจที่หนักอึ้งของเธอก็ผ่อนคลายลง แบบนี้เซ่าเชินก็ทำอะไรเธอไม่ได้แล้ว ไม่ว่าเธอจะพูดอะไร เขาก็ต้องเชื่อ 

 

 

ฉินอวิ๋นเห็นว่าเมิ่งชิงซีพึงพอใจเป็นอย่างมาก เธอรู้สึกว่าลูกสาวของเธอไม่เคยเรียนรู้อะไรจากเธอบ้างเลย แต่ฉินอวิ๋นก็รู้สึกดีที่ลูกสาวของเธอเป็นแบบนี้ ตราบใดที่ไหวเซินยังรักชิงซี เธอก็ไม่ต้องกังวลใจกับชิงซีอีก 

 

 

“แม่มีลูกเป็นลูกสาวคนเดียว ถ้าไม่ดีกับลูก แล้วจะให้ไปดีกับใครล่ะ” พูดแล้วก็นึกขึ้นได้ ฉินอวิ๋นยังมีปมในใจอีกปมหนึ่ง เธอไม่สามารถมีลูกชายให้เมิ่งไหวเซินได้ เธออยู่กินกับเขามานาน แต่ท้องของเธอก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เลย 

 

 

ความหวังในใจของฉินอวิ๋นค่อยๆ ริบหรี่ลง ท้ายที่สุดเธอก็สามารถยอมรับความจริงที่ว่า ชีวิตนี้เธออาจจะมีได้แค่เมิ่งชิงซี เพราะฉินอวิ๋นไม่มีลูกชาย ผู้เฒ่าเมิ่งจึงไม่ยอมรับเธอ 

 

 

ถ้าฉินอวิ๋นมีหลานชายให้ตระกูลเมิ่งได้ ในสายตาของผู้เฒ่าเมิ่ง เธอก็คงจะมีที่ยืนที่ดีกว่านี้ แต่ไม่ว่าฉินอวิ๋นจะพยายามมากแค่ไหน ร่างกายเธอก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย ในที่สุดเธอก็ยอมแพ้ ดังนั้นเธอจึงมองว่าเมิ่งชิงซีเป็นดั่งชีวิตจิตใจของเธอ 

 

 

โชคดีที่เมิ่งไหวเซินไม่ได้หมกมุ่นอยู่แต่กับเรื่องของลูกชาย แม้ว่าจะมีเมิ่งชิงซีเป็นลูกสาวแค่เพียงคนเดียว แต่เขาก็ให้ความสำคัญกับเธอ ฉินอวิ๋นจึงโล่งอกไป 

 

 

เมิ่งชิงซีเอาแต่ฝังตัวออดอ้อนอยู่ในอ้อมอกของฉินอวิ๋น ฉินอวิ๋นตีศีรษะเธอเบาๆ “ชิงซีเอ๊ย โตจนป่านนี้แล้ว ยังจะอ้อนอยู่อีก ลุกขึ้นมานั่งกินข้าวดีๆ หิวแล้วใช่ไหม” 

 

 

“แม่ขา หนูหิว หนูอยู่ที่โรงพยาบาลตั้งนาน ยังไม่ได้กินมื้อเที่ยงเลย” เมื่อเมิ่งชิงซีได้รับคำเตือนจากฉินอวิ๋น ท้องของเธอก็เริ่มร้องโครกครากขึ้นมาทันที 

 

 

           ฉินอวิ๋นร้อนใจ เมื่อได้ยินว่าตั้งแต่เที่ยงเธอยังไม่ได้กินอะไร “เอ๊ะ เด็กคนนี้นี่ หิวแล้วทำไมไม่หาอะไรกินล่ะ ผู้หญิงคนนั้นมีค่ามากกว่าท้องที่หิวของลูกหรือไง” 

 

 

ฉินอวิ๋นยิ่งไม่ชอบถังโจวโจวมากขึ้นไปอีก เมิ่งชิงซีพูดต่อไปอีกว่า “ก็หนูไม่มีทางเลือกนี่คะ เซ่าเชินเขาอยู่ตรงนั้น ถ้าหนูยังออกไปกินข้าวได้อย่างสบายใจ เซ่าเชินเขาจะมองหนูเป็นคนยังไง แต่ก็ไม่เป็นไร ขอแค่ถังโจวโจวแท้งลูก แลกกับหนูที่ไม่ได้กินข้าวแค่มื้อเดียวก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” 

 

 

เมื่อฉินอวิ๋นเห็นเมิ่งชิงซีพูดได้อย่างง่ายดาย เธอก็ไม่พูดอะไรอีก “พอๆ ยังจะพร่ำอยู่อีก หิวแล้วก็รีบกินข้าวสิ จะรอให้แม่ป้อนหรือไง” ฉินอวิ๋นรู้ว่าเมิ่งชิงซีกำลังมีความสุข แม้ว่าเธอจะห่วงเมิ่งชิงซีอยู่ลึกๆ แต่ตอนนี้เธอก็ไม่อยากขัดความสุขของลูก 

 

 

“แม่ก็รีบกินเถอะค่ะ พ่อยังไม่กลับ เดี๋ยวหนูกินเป็นเพื่อน” 

 

 

“เรานี่จริงๆ เลย ถึงคุณพ่อจะยังไม่กลับบ้าน ลูกก็ไม่ต้องมากินข้าวเป็นเพื่อนแม่หรอก” แม้ว่าฉินอวิ๋นจะพูดสบายๆ แต่ความจริงแล้วเธอก็ยังคงสัมผัสได้ถึงความห่วงใยที่เมิ่งชิงซีมีให้เธอ ลูกสาวของเธอคิดถึงเธอแบบนี้ ไม่เสียแรงที่เธอคอยช่วยเหลือลูกสาวอยู่ตลอด 

 

 

เมิ่งชิงซีหัวเราะอย่างมีความสุขและไม่ตอบอะไร เธอรีบกินข้าวอย่างรวดเร็ว แต่ถึงแม้เธอจะหิวแค่ไหน เธอก็ยังกินด้วยท่วงท่าสง่างาม ไม่เสียแรงที่ฝึกอบรมมารยาทผู้ดีมาตั้งหลายปี 

 

 

 

 

 

ลั่วเซ่าเชินและถังโจวโจวคุยกันอยู่อีกพักหนึ่ง เมื่อเขาเห็นว่าสีหน้าของถังโจวโจวเริ่มแสดงอาการอ่อนเพลีย เขาก็กดให้เธอนอนลงเพื่อพักผ่อน ถังโจวโจวไม่อยากนอน แต่ลั่วเซ่าเชินยังดื้อที่จะทำอย่างนั้น เธอจึงต้องนอนลงไป 

 

 

เธอมองไปที่ร่างกายสูงใหญ่ของลั่วเซ่าเชิน ถังโจวโจวเอ่ยถามในขณะที่ซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม “เซ่าเชิน เมื่อไรฉันจะได้กลับบ้านคะ ฉันไม่อยากอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินช่วยห่มผ้าห่มให้เธอ “ตอนนี้คุณอย่าเพิ่งคิดเรื่องนั้นเลย ดูแลร่างกายให้ดีก่อน อย่างน้อยช่วงนี้คุณก็ควรอยู่ดูอาการที่โรงพยาบาล พอผ่านไปสักพัก ผมจะไปถามคุณหมอและเอาคำตอบที่แน่ชัดมาให้คุณ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินจัดห้องพักผู้ป่วยแบบวีไอพีให้ถังโจวโจว อยู่ที่นี่ถังโจวโจวจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าลั่วเซ่าเชินตั้งท่าจะออกจากห้องไป เธอก็รีบผงกหัวขึ้นถาม “เซ่าเชิน คุณจะไปไหนคะ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเธอดูหวาดผวาอยู่เล็กน้อย เขาเดาว่าเธอน่าจะรู้สึกไม่ปลอดภัย เขาจึงเดินกลับมาหาและลูบศีรษะเธอ “ผมไม่ไปไหนหรอก แค่จะไปอาบน้ำ เดี๋ยวผมกลับมาอยู่เป็นเพื่อนคุณนะ” 

 

 

ถังโจวโจวถึงได้วางใจ ลั่วเซ่าเชินไม่ได้ไปไหนก็ดีแล้ว เธอเพิ่งตระหนักได้ว่าเมื่อครู่นี้เธอดูเหมือนจะตกใจเกินเหตุไปหน่อย แต่เธอแสดงอาการนั้นออกไปแล้ว ไม่สามารถแก้ไขได้ ถังโจวโจวจึงได้แต่พูดต่ออย่างเขินอายว่า “ค่ะ เซ่าเชิน ฉันจะรอคุณกลับมา” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินลูบศีรษะเธออีกครั้ง “สบายใจได้ ผมไปไม่นานหรอก” ทันใดนั้นถังโจวโจวก็รู้สึกได้ว่าลั่วเซ่าเชินลูบศีรษะเธอแบบนี้เหมือนกับที่เขาลูบหัวสุนัขอย่างไรอย่างนั้น แล้วถังโจวโจวก็คิดว่าความคิดของเธอตลกดี ก่อนจะสลัดความคิดนั้นทิ้งไป 

 

 

ถังโจวโจวยังสงสัยอยู่ว่าลั่วเซ่าเชินจะอยู่ในห้องพักผู้ป่วยกับเธอได้อย่างไร แม้ว่าภายในห้องจะมีโซนครัวและห้องน้ำ แต่ว่าเตียงมันก็มีแค่หลังเดียว ถ้าลั่วเซ่าเชินจะอยู่กับเธอที่นี่ เขาก็ต้องนอนบนโซฟาตัวเล็กนั่น แต่ลั่วเซ่าเชินมือเท้ายาว ถ้าเขานอนบนโซฟา เขาต้องอึดอัดอย่างแน่นอน 

 

 

แต่แล้วเมื่อพยาบาลมาถึง ปัญหานี้ก็ถูกแก้ไข พยาบาลสองคนเข็นเตียงหลังหนึ่งมาไว้ที่ข้างเตียงของถังโจวโจว ถังโจวโจวถึงได้เข้าใจแผนของลั่วเซ่าเชิน ที่แท้ก็มีเตียงเสริมนี่เอง ใช่สิ ก็เขาเป็นคุณชายนี่ เขาจะทรมานร่างกายตัวเองได้อย่างไร! 

 

 

ลั่วเซ่าเชินสั่งให้หวังหวาเอาเสื้อผ้ามาให้เขาชุดหนึ่ง หลังจากเขาชำระร่างกายเสร็จแล้ว ลั่วเซ่าเชินก็ถือกะละมังน้ำร้อนที่มีผ้าขนหนูอยู่ในนั้นเดินออกมา “เซ่าเชิน นี่คุณจะทำอะไรคะ” เมื่อถังโจวโจวเห็นเขาถือกะละมังอยู่ในมือ เธอก็เอ่ยถามอย่างประหลาดใจ 

 

 

นี่มันไม่ใช่ภาพลักษณ์ของเขาที่เธอคุ้นชินเลย ลั่วเซ่าเชินกลอกตา “แค่นี้ก็ดูไม่ออกเหรอคุณ ผมจะเช็ดตัวให้คุณไง” 

 

 

“หา! คุณจะเช็ดตัวให้ฉัน?” ถังโจวโจวใจเต้นตึกตักเมื่อมองดูลั่วเซ่าเชินค่อยๆ สาวเท้าเข้ามาใกล้ เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมหน้าของเธอถึงแดงก่ำแบบนี้ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่ได้คิดอะไรมาก ตอนนี้ถังโจวโจวยังลงจากเตียงไม่ได้ แต่เขาก็รู้ว่าเธอรักความสะอาด ในเมื่ออาบน้ำไม่ได้ ก็ขอให้ได้เช็ดตัวก็ยังดี แค่นี้เธอก็รู้สึกดีขึ้นมากแล้ว 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเลิกผ้าห่มออก เขาไม่ได้ปลดกระดุมเสื้อของถังโจวโจว เขาเลิกเสื้อขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะนาบผ้าขนหนูร้อนลงไปบนผิว 

 

 

ถังโจวโจวหยุดเขาไม่ทันแล้ว เธอนึกไม่ถึงเลยว่าลั่วเซ่าเชินจะบุ่มบ่ามมากขนาดนี้ เสื้อก็ไม่ถอด นึกจะเช็ดก็เช็ดเลย ความจริงแล้วเธออยากให้ลั่วเซ่าเชินเรียกพยาบาลมา แต่ก่อนที่เธอจะได้พูดแบบนั้น ลั่วเซ่าเชินก็เริ่มลงมือเช็ดตัวให้เธอแล้ว 

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่ได้มีเจตนาไม่ดี เขารีบเช็ดตัวให้ถังโจวโจวและดึงเสื้อลงมาให้เรียบร้อย เขากลัวเธอจะหนาว เขามองดูถังโจวโจวที่กำลังจ้องมองเขาอยู่ ทันใดนั้น ลั่วเซ่าเชินก็รู้สึกนึกขำกับท่าทางของเธอ “มองอะไร ยังไม่รีบนอนอีก” 

 

 

“ไม่มีอะไรค่ะ ฉันแค่รู้สึกว่าคุณไม่ค่อยเหมือนเมื่อก่อน” ถังโจวโจวรู้สึกว่าที่ลั่วเซ่าเชินทำสิ่งนี้ให้เธอ ช่างแตกต่างจากเมื่อก่อน วันๆ ลั่วเซ่าเชินมักจะชอบเหน็บเธอเป็นครั้งคราว อีกทั้งยังโมโหโกรธเธออยู่ตลอดเวลา จนบางครั้งถังโจวโจวก็รับมือไม่ไหว 

 

 

แต่วันนี้ลั่วเซ่าเชินเขายุ่งทั้งวัน ตอนนี้ก็ยังจะมาเช็ดตัวให้เธออีก และไม่ได้คิดฉวยโอกาสกับเธอเลยด้วย ถังโจวโจวคิดว่าเขาไม่เหมือนเดิมแบบนี้เป็นเพราะลูกใช่ไหม? 

 

 

“ไม่เหมือนตรงไหน คุณจะบอกว่าเมื่อก่อนผมทำไม่ดีกับคุณเหรอ” ลั่วเซ่าเชินเลิกคิ้วขึ้น 

 

 

ถังโจวโจวกลัวว่าเขาจะโกรธ เธอจึงรีบพูดว่า “เปล่าค่ะ ไม่ใช่ เมื่อก่อนคุณก็ดีกับฉัน แต่ตอนนี้คุณยิ่งดีขึ้นไปอีก เซ่าเชิน ถ้าเป็นเพราะลูก คุณไม่จำเป็นต้อง…” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินตัดบทก่อนที่เธอกำลังจะพูด “พอแล้ว โจวโจว ไม่ต้องพูดแล้ว ไม่ใช่อย่างที่คุณคิด คุณรีบนอนเถอะ” 

 

 

ถังโจวโจวเห็นลั่วเซ่าเชินไม่อยากคุยถึงเรื่องนี้ เธอก็ไม่เซ้าซี้อีกต่อไป เธอปิดเปลือกตาลง เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเธอหลับตาลงแล้ว เขาก็ยกกะละมังไปเทในห้องน้ำ จากนั้นเขาก็นอนลงบนเตียงที่ตั้งอยู่ข้างๆ ถังโจวโจว 

 

 

พยาบาลดันเตียงทั้งสองหลังชิดกัน ดังนั้นจึงเหมือนว่าพวกเขากำลังนอนอยู่บนเตียงหลังใหญ่ด้วยกัน ลั่วเซ่าเชินโอบถังโจวโจวเข้ามาในอ้อมแขน ส่วนถังโจวโจว เมื่อสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากแผงอกของเขา เธอก็เข้าสู่นิทราไปอย่างช้าๆ 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นถังโจวโจวหายใจอย่างสม่ำเสมอ เขาก็ค่อยๆ นึกถึงคำที่ถังโจวโจวเพิ่งพูดออกมา ความจริงแล้วลั่วเซ่าเชินเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงต้องทำเช่นนั้น แค่เขาแสดงออกให้ถังโจวโจวเห็นว่าเขารักและห่วงใยเธอ ถังโจวโจวก็ไม่วุ่นวายแล้ว แต่ทำไมเขาถึงต้องทำมากกว่านี้ล่ะ? 

 

 

ลั่วเซ่าเชินได้แต่ทบทวนความผิดของตัวเอง เป็นเพราะเขามีเรื่องบางอย่างที่ปิดบังถังโจวโจวไว้ และวันนี้ถ้าไม่ใช่เพราะเขาไม่ได้มาโรงพยาบาลกับถังโจวโจว เธอจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้อย่างไร?

   ถังโจวโจวยังคงเพิกเฉย เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเธอไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ เขาจึงวางโจ๊กลง เขาเกลี้ยกล่อมเธอไม่ได้ เขาได้แต่รอให้แม่ยายของเขามาเกลี้ยกล่อมเธอ อาจจะได้ผลมากกว่า 

 

 

           หลินเหยาไม่ได้พูดอะไรอีก เธอเพียงแต่บีบมือของถังโจวโจวไว้ เพื่อให้เธอยืมพลังงาน และเพื่อให้ความกล้าหาญแก่ถังโจวโจว 

 

 

           คุณพ่อและคุณแม่ถังมาถึงในไม่ช้า คุณพ่อถังยังไม่ทันได้ทำอะไร พอคุณแม่ถังเข้ามาและเห็นท่าทางเหม่อลอยของถังโจวโจว เธอก็หลั่งน้ำตาในทันที เธอร้องไห้กอดถังโจวโจวและพูดว่า “โจวโจว แม่มาแล้ว แม่มาแล้วลูก” 

 

 

           เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าตรงหน้าของเธอคือคุณแม่ถังจริงๆ น้ำตาของเธอก็เอ่อล้นขึ้นมา เธอเพียงร้องไห้กระซิก แต่คุณแม่ถังอยากให้เธอร้องไห้ออกมาดังๆ มากกว่าที่เธอจะต้องพยายามสะกดกลั้นอารมณ์อยู่แบบนี้ “โจวโจว ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร แม่อยู่ตรงนี้แล้ว” 

 

 

           เมื่อคุณพ่อถังเห็นสองแม่ลูกร้องไห้กันเงียบๆ เขาก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ถังโจวโจวเอาแต่กอดและร้องไห้กับคุณแม่ถัง บรรยากาศในห้องชวนหดหู่มาก 

 

 

           หลินเหยามองดูด้วยความสะเทือนใจ เธอไม่เคยเห็นถังโจวโจวเสียใจขนาดนี้มาก่อน การสูญเสียลูกในครั้งนี้ ทำให้โจวโจวถึงกับหมดอาลัยตายอยาก 

 

 

           เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นถังโจวโจวเสียใจแบบนี้ เขาก็ยิ่งโทษตัวเอง แต่ตอนนี้คุณแม่ถังกำลังปลอบเธออยู่ เขาไม่ควรพูดแทรก ลั่วเซ่าเชินกลัวว่าพอเขาเปิดปากพูด ถังโจวโจวจะยิ่งเสียใจมากขึ้น เขาทำได้แค่เพียงหันหลังและเดินออกไปจากห้องพักผู้ป่วย ปล่อยให้พวกเธอสองคนได้มีเวลาอยู่ด้วยกัน 

 

 

           หลินเหยาเห็นว่าถึงแม้ถังโจวโจวจะร้องไห้เสียใจอยู่ในอ้อมอกของคุณแม่ถัง แต่ดูเหมือนว่าอารมณ์ของเธอเริ่มจะสงบลงแล้ว หลินเหยานั่งอยู่เฉยๆ และไม่รู้จะพูดอะไร เมื่อเห็นว่าพวกเธอน่าจะมีเรื่องต้องคุยกัน เธอจึงลุกและเดินตามลั่วเซ่าเชินออกไป 

 

 

           ทันใดนั้น ภายในห้องก็เหลือเพียงคุณพ่อถัง คุณแม่ถัง และถังโจวโจว ถังโจวโจวไม่ได้ร้องไห้หนักเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อคุณแม่ถังเห็นว่าลูกดูสงบลงแล้ว เธอก็รู้สึกโล่งใจ ลูกสาวเธอร้องไห้หนักขนาดนี้ หัวใจของเธอก็เจ็บปวดตามไปด้วย 

 

 

           แต่มันไม่มีทางเลือกอื่น ในเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว เธอก็ต้องเผชิญหน้ากับมันอย่างกล้าหาญ ถังโจวโจวอาจจะยังทำใจไม่ได้ในเร็วๆ นี้ แต่คุณแม่ถังเชื่อมั่นในตัวลูกสาวของตัวเอง นิสัยของโจวโจวจะไม่มีทางทำอะไรโง่ๆ 

 

 

“โจวโจว คนดีของแม่ แม่รู้ว่าตอนนี้ลูกเจ็บปวด แต่เราต้องทำใจให้สบาย แม่พูดกับลูกได้แค่นี้ เด็กคนนี้ไม่มีวาสนากับลูก แต่แม่เชื่อนะว่าวันหน้าเขาจะกลับมาหาลูกอีก” 

 

 

คุณแม่ถังลูบศีรษะของถังโจวโจว ปลอบประโลมจิตใจของเธอ เมื่อถังโจวโจวได้ยินคุณแม่ถังพูดเช่นนี้ เธอก็รีบใช้เสียงที่แหบแห้งในลำคอเอ่ยถามทันที “แม่คะ เขาจะกลับมาจริงๆ หรือคะ” ราวกับว่าเธอหาที่พึ่งพิงทางใจเจอแล้ว 

 

 

คุณแม่ถังจัดผมที่หล่นมาปรกตรงหน้าผากให้ถังโจวโจว เธอยิ้มและพูดว่า “จริงสิ เขาจะกลับมาหาลูกอีกครั้ง ลูกจะยังไม่ทิ้งเขาใช่ไหม” 

 

 

“หนูเชื่อค่ะแม่ เขาไม่อยากจากหนูไปไหน สักวันเขาจะกลับมาหาหนู แต่แม่คะ ใจของหนูเหมือนโดนกรีด มันเจ็บจนทนไม่ไหว” ถังโจวโจวจับหน้าอก สีหน้าของเธอยังดูซีดเซียว 

 

 

คุณแม่ถังเห็นว่าถังโจวโจวเริ่มสะเทือนใจขึ้นมาอีกครั้ง เธอมองไปที่คุณพ่อถัง คุณพ่อถังสาวเท้าเดินเข้ามาและจับมือของถังโจวโจวเอาไว้ คุณพ่อถังพูดอย่างลึกซึ้ง “โจวโจวลูก โชคชะตาของคนเรานั้นแตกต่างกัน อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เราไปบังคับมันไม่ได้” 

 

 

ถังโจวโจวพูดพึมพำทวนประโยคนั้น ทันใดนั้นเธอก็นึกขึ้นได้ เธอเสียใจมากขนาดนี้ เซ่าเชินเองก็น่าจะเสียใจไปไม่น้อยกว่าเธอ แต่เธอมัวแต่นึกถึงตัวเอง และตอนนี้แม้แต่คุณพ่อคุณแม่ก็เป็นกังวล จู่ๆ ถังโจวโจวก็รู้สึกว่าตัวเองอกตัญญูมากเกินไป 

 

 

“พ่อคะ แม่คะ หนูขอโทษที่ทำให้เป็นห่วง พ่อกับแม่ไม่ต้องห่วงนะ หนูจะจัดการตัวเองให้ได้” เมื่อถังโจวโจวเห็นผมหงอกที่หลบซ่อนอยู่ในกลุ่มผมของคุณแม่ถัง เธอถึงสังเกตเห็นว่า คุณพ่อคุณแม่นั้นแก่ตัวลงโดยที่เธอไม่รู้ตัว แต่เธอก็ยังทำให้พวกท่านไม่สบายใจอยู่ดี 

 

 

“โจวโจว ลูกพูดอะไรแบบนั้นล่ะ พ่อกับแม่ต่างหากที่โชคดี ที่มีลูกสาวอย่างลูกนะ …โจ๊กเย็นหมดแล้ว เดี๋ยวแม่ให้เซ่าเชินไปซื้อให้ใหม่ ลูกต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีนะ” คุณแม่ถังพูดและเดินออกไปจากห้องพักผู้ป่วย 

 

 

เธอเห็นลั่วเซ่าเชินยืนทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง แต่คุณแม่ถังดูออก ถ้าเทียบกับถังโจวโจวที่ร้องไห้เสียงดังได้ เขากลับได้แต่ร้องไห้อยู่ในใจ คุณแม่ถังรู้สึกว่าลั่วเซ่าเชินน่าจะเป็นคนที่ทรมานหัวใจมากที่สุด 

 

 

คุณแม่ถังจัดระเบียบความคิดของตัวเอง ก่อนจะเข้าไปสะกิดไหล่ของลั่วเซ่าเชิน ลั่วเซ่าเชินหันหน้ากลับมาและพบว่าเป็นคุณแม่ถัง เขาก็รีบคลายปมที่คิ้วออกโดยเร็ว “คุณแม่ครับ โจวโจวเป็นยังไงบ้างครับ” ลั่วเซ่าเชินเป็นห่วงเธอมาก เขารู้ดีว่าในตอนนี้คนที่จะนำทางถังโจวโจวได้มีแค่คุณแม่ถัง แม่ของเธอคนเดียวเท่านั้น 

 

 

คุณแม่ถังนึกถึงท่าทางของถังโจวโจวที่มีแนวโน้มที่ดีขึ้น คิ้วของเธอก็ไม่ขมวดอีกต่อไป“วางใจเถอะ เซ่าเชิน โจวโจวพอจะทำใจได้บ้างแล้ว แต่เธอยังไม่ได้กินอะไรเลย แม่รบกวนไปซื้อโจ๊กให้เธอหน่อยได้ไหม” 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินได้ยินว่าถังโจวโจวดีขึ้นมากแล้ว เขาก็สบายใจขึ้น “คุณแม่พูดอะไรอย่างนั้นล่ะครับ มันเป็นเรื่องที่ผมควรทำอยู่แล้ว เดี๋ยวผมจะออกไปซื้อให้เดี๋ยวนี้ครับ” เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าคุณแม่ถังไม่ได้พูดอะไรอีก เขาก็หมุนตัวและเดินออกไปข้างนอก 

 

 

เขาลืมไปแล้วว่าเขามีผู้ช่วยพิเศษอย่างหวังหวา เขาออกไปซื้อโจ๊กให้ถังโจวโจวด้วยตัวเอง แต่ไม่มีใครรู้ว่าเขาเองก็ยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เช้า 

 

 

ลั่วเซ่าเชินรวดเร็วมาก ในไม่ช้าเขาก็ได้โจ๊กกลับมาแล้ว คุณแม่ถังเห็นว่าบนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ ไม่น่าแปลกใจที่เขากลับมาเร็วขนาดนี้ เขาคงวิ่งไปซื้อเลย 

 

 

ถังโจวโจวเห็นว่าสีหน้าของลั่วเซ่าเชินไม่ได้เปลี่ยนไปมาก แต่ก็ยังพอมองออกว่าเขาหายใจไม่ค่อยทัน เขาเหมือนคนที่เพิ่งออกกำลังกายมา เมื่อเธอมองไปที่โจ๊กอุ่นๆ ที่อยู่ในมือของคุณแม่ถัง เธอก็เดาได้ไม่ยากว่าลั่วเซ่าเชินต้องไปซื้อมาด้วยตัวเองแน่ๆ 

 

 

ถังโจวโจวเห็นว่าที่ผ่านมาลั่วเซ่าเชินเอาใจใส่เธออยู่เสมอ แต่เธอกลับนึกถึงแต่ตัวเอง ถึงแม้ตอนนี้จะสูญเสียลูกไป แต่ลั่วเซ่าเชินก็ยังคงไม่เคยละเลยเธอเลย ในขณะที่เธอเอาแต่เสียใจ ลั่วเซ่าเชินปลอบใจเธอมากมาย แต่เธอก็ไม่ฟัง เธอไม่สมควรทำแบบนั้นเลย 

 

 

ถังโจวโจวมีหลายสิ่งที่อยากจะพูดกับลั่วเซ่าเชิน แต่ตอนนี้คุณพ่อและคุณแม่ถังยังอยู่ในห้อง ถังโจวโจวจะเอ่ยความในใจก็ไม่สะดวก เธอจึงได้แต่คอยจังหวะรอคุยกับลั่วเซ่าเชินทีหลัง 

 

 

คุณแม่ถังป้อนโจ๊กถังโจวโจวทีละคำๆ จนเห็นก้นชาม คุณแม่ถังหยิบกระดาษทิชชูและเช็ดปากให้ถังโจวโจว ถังโจวโจวรู้สึกเขินอาย เมื่อเห็นว่าคุณแม่ของเธอดูแลเธอราวกับว่าเธอยังเป็นเด็ก “แม่คะ พอแล้ว” 

 

 

เมื่อคุณแม่ถังเห็นว่าถังโจวโจวเขินอาย แล้วก็เห็นว่าลั่วเซ่าเชินมองมาทางนี้อยู่ตลอด เธอก็รู้ได้ในทันทีว่าพวกเขาสองคนคงมีเรื่องอยากจะคุยกัน พวกเขาไม่อยู่เป็นก้างขวางคอแล้ว “เหยาเหยา ยังไม่ได้กินอะไรใช่ไหมลูก ออกไปหาอะไรกินกับป้าดีกว่านะ” 

 

 

เมื่อหลินเหยาเห็นว่าถังโจวโจวมองมาที่เธอด้วยความซาบซึ้ง เธอก็แค่บีบมือแน่นให้กำลังใจ ทั้งคู่เป็นเพื่อนรักกันมานาน ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรก็รู้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งกำลังคิดอะไรอยู่ “โจวโจว พักผ่อนซะนะ ฉันกลับก่อนล่ะ พรุ่งนี้จะมาเยี่ยมใหม่” 

 

 

“จ้ะ เหยาเหยา รีบออกไปหาอะไรกินเถอะ” เมื่อถังโจวโจวมองดูท้องฟ้าที่มืดสนิท เธอก็รู้ว่าวันนี้เธอก่อเรื่องทั้งบ่าย เหยาเหยาก็คอยเฝ้าเธอจนถึงตอนนี้ 

 

 

“เราเป็นอะไรกันยะ โจวโจว ไม่ต้องห่วงฉันหรอก” 

 

 

ถังโจวโจวพยักหน้า มีคนสนิทมากมายอยู่กับเธอแบบนี้ ต่อให้เธอเจอปัญหาที่ยิ่งใหญ่ เธอก็เชื่อว่าเธอจะสามารถฝ่าฟันและเอาชนะมันได้ และความทุกข์ยากที่จะได้รับก็ให้เป็นไปตามประสงค์ของพระเจ้าก็แล้วกัน 

 

 

ภายในห้องเหลือแค่ถังโจวโจวและลั่วเซ่าเชิน ลั่วเซ่าเชินนั่งอยู่ข้างเตียงของถังโจวโจว เขาฉวยมือเล็กๆ ของถังโจวโจวขึ้นมาเล่น ลั่วเซ่าเชินนั่งนิ่ง ไม่พูดอะไร ถังโจวโจวเองก็เงียบ พวกเขาทั้งคู่ต่างก็สัมผัสถึงความอบอุ่นของกันและกัน 

 

 

“เซ่าเชิน ฉันขอโทษนะคะ ที่รักษาลูกของเราเอาไว้ไม่ได้” ถังโจวโจวพูดไปพูดมาก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ เธอเองก็รำคาญตัวเองเหมือนกันที่เป็นแบบนี้ แต่เธอไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร เมื่อเธอนึกถึงลูกที่อยู่ในท้องของเธอมานาน จู่ๆ ก็ด่วนจากเธอไปเสียก่อนแบบนี้ เธอจึงรู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างมาก 

 

 

ลั่วเซ่าเชินลูบแผ่นหลังของเธอและปลอบประโลมเธออย่างเงียบๆ ถังโจวโจวไม่ได้เสียใจนาน เธอยังมีอีกหลายเรื่องที่อยากจะคุยกับลั่วเซ่าเชิน ถ้าเธอมัวแต่ร้องไห้ เดี๋ยวเธอก็ไม่ได้พูดมันออกมาอีก 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นเธอสงบลงแล้ว เขาก็เปิดปากพูด “โจวโจว คุณอย่าโทษตัวเองเลย คนที่ควรจะขอโทษ ควรเป็นผม ถ้าวันนี้ผมอยู่กับคุณ บางทีเรื่องนี้มันก็อาจจะไม่เกิดขึ้น” 

 

 

ถังโจวโจวหมายจะตอบโต้ แต่ลั่วเซ่าเชินก็ปิดปากเธอไว้ 

 

 

“โจวโจว ยกโทษให้ผมนะ ผมเองก็จะยกโทษให้คุณเหมือนกัน เราให้อภัยซึ่งกันและกัน แบบนี้เราจะได้ไม่เจ็บปวดและโทษตัวเองน้อยลง เรามาเชื่อมั่นด้วยกันนะว่าลูกจะต้องกลับมาเรา” 

 

 

ถังโจวโจวพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ฉันเชื่อค่ะ เซ่าเชิน คุณเองก็ต้องเชื่อเหมือนกัน” ถังโจวโจวจำเป็นต้องจับฟางเส้นนี้เอาไว้ เธอจะยืนหยัดตามความคิดนี้ ความคิดนี้เท่านั้นที่จะบรรเทาอาการเจ็บปวดของเธอได้ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของเธอ เขาพึมพำเบาๆ ว่า “ขี้แยจริงๆ เลย วันหลังไม่ต้องร้องไห้ง่ายๆ แบบนี้แล้วนะ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่กล้าเล่าให้ถังโจวโจวฟังว่าเขาไปร่วมงานเปิดสตูดิโอสอนเต้นของหันฮุ่ยซินมา ถ้าถังโจวโจวรู้ คงจะยิ่งเหมือนเป็นการสาดเกลือลงไปในขณะที่เธอมีบาดแผล เรื่องราวมันจะยิ่งไปกันใหญ่ เพื่อเห็นแก่ความสามัคคีในครอบครัว ลั่วเซ่าเชินจำเป็นต้องปิดมันเอาไว้ 

 

 

 

 

 

เมื่อเมิ่งชิงซีกลับมาถึงบ้าน ฉินอวิ๋นก็กำลังจะกินข้าวอยู่พอดี วันนี้เมิ่งไหวเซินติดธุระ ไม่สามารถกลับมาได้ ส่วนเมิ่งชิงซีก็ไม่ได้โทรศัพท์มาบอก ฉินอวิ๋นเลยคิดว่าเธอจะไม่กลับมา แต่ที่ไหนได้ ในขณะที่เธอกำลังจะนั่งลงกินข้าว เมิ่งชิงซีก็กลับมา 

 

 

“ชิงซี กลับมาแล้วเหรอ แม่บ้านหวัง รีบไปหยิบชามและตะเกียบออกมาอีกชุดเร็ว คุณหนูกลับมาแล้ว” 

 

 

“ค่ะ คุณนาย” เมื่อแม่บ้านหวังได้ยินอย่างนั้น เธอก็รีบเข้าไปในครัว เมิ่งชิงซีโยนกระเป๋าไว้บนโซฟาและรีบนั่งลงข้างๆ ฉินอวิ๋น 

 

 

แม่บ้านหวังหยิบชามและตะเกียบมาให้เมิ่งชิงซี เมิ่งชิงซีรอจนแม่บ้านหวังเดินออกไปแล้วจึงเปิดปากพูด “แม่คะ พ่อยังไม่กลับมาเหรอ” เมิ่งชิงซีไม่อยากให้เมิ่งไหวเซินรู้ว่าเธอทำอะไรลงไป ถ้าเมิ่งไหวเซินรู้เข้า เขาจะต้องฟาดเธออย่างหนักแน่นอน 

 

 

เมิ่งชิงซีรู้จักนิสัยใจคอของคุณพ่อดี ถ้าเขารู้ว่าเธอตั้งใจทำเรื่องไม่ดี เขาจะไม่มีทางยอมวางมือง่ายๆ แน่ ดังนั้น เมิ่งชิงซีจึงไม่กล้าให้เมิ่งไหวเซินรู้เรื่องนี้ มีข่าวอะไรก็ต้องปิดเขาไว้ 

 

 

เมื่อฉินอวิ๋นเห็นว่าเมิ่งชิงซีมีสีหน้าร้อนรน อีกทั้งยังถามว่าเมิ่งไหวเซินอยู่บ้านหรือไม่ เธอก็เดาได้ในทันทีว่าลูกสาวต้องการจะพูดเรื่องอะไร “เรื่องนั้นสำเร็จแล้วเหรอ” 

 

 

ฉินอวิ๋นกระซิบถามเบาๆ แต่เมิ่งชิงซีกลับสะดุ้งตกใจ แม้ว่าเธอจะเคยปรึกษาคุณแม่ว่าเธออยากให้ถังโจวโจวแท้งลูก แต่เธอก็ไม่ได้บอกว่าจะลงมือวันไหน แล้วคุณแม่รู้ได้อย่างไรว่าเธอจะพูดเรื่องนี้? 

 

 

“แม่คะ ตอนนี้ถังโจวโจวยังอยู่ที่โรงพยาบาล…” เมื่อตอนที่เมิ่งชิงซีกลับมา ถังโจวโจวยังไม่ฟื้น แต่เธอก็ได้ยินสิ่งที่คุณหมอแจ้งอย่างชัดเจนว่า ถังโจวโจวแท้งลูกแล้ว

ตอนที่ 114 ลูกไม่อยู่แล้ว

 

 

 

 

           เมื่อเมิ่งชิงซีปลอบใจตัวเองแบบนี้ เธอก็ยิ่งไม่ยี่หระ ลั่วเซ่าเชินไม่แน่ใจมากนัก เมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวใดๆ เมิ่งชิงซีเห็นว่าลั่วเซ่าเชินยังคงจ้องมองมาที่เธอ เธอก็ปิดหน้าและร้องไห้ทันที “เซ่าเชิน คุณไม่เชื่อฉันหรือคะ ฉันไม่ได้ทำอะไรโจวโจวจริงๆ นะ” 

 

 

           ลั่วเซ่าเชินไม่ได้ใจอ่อนเพราะเมิ่งชิงซีร้องไห้ “เมิ่งชิงซี เดี๋ยวผมจะส่งคนไปตรวจกล้องวงจรปิด เท่านี้ทุกอย่างก็ชัดเจนแล้ว” หลังจากนั้น ลั่วเซ่าเชินก็หมุนตัวเดินกลับไปที่ห้องพักผู้ป่วย พร้อมกับยกหูโทรศัพท์โทรสั่งหวังหวาให้ทำอะไรสักอย่าง 

 

 

           ในหัวของเมิ่งชิงซีได้ยินแต่เสียงดัง ตู้ม! เธอเริ่มเป็นกังวลขึ้นมาทันที ทำอย่างไรดี ทำอย่างไรดี? ที่เธอพูดออกไปอย่างมั่นอกมั่นใจขนาดนั้น ก็เพราะว่ามันไม่มีอะไรที่จะสามารถพิสูจน์ได้ว่าเธอเป็นคนทำ และความจริงแล้วถังโจวโจวก็ตกลงไปเอง เธอก็แค่คว้าเอาไว้ไม่ทันเท่านั้น 

 

 

           แต่ตอนนี้ลั่วเซ่าเชินบอกว่าจะตรวจสอบกล้องวงจรปิด ในที่สุดเมิ่งชิงซีก็เริ่มหวาดกลัว เธอจะทำอย่างไรดี เธอไม่ได้นึกถึงเรื่องของกล้องวงจรปิดเลย เกิดลั่วเซ่าเชินรู้ความจริงขึ้นมา แล้วเธอจะยังมีโอกาสเป็นคุณผู้หญิงลั่วได้อย่างไร? 

 

 

           เมิ่งชิงซีลนลานไปหมด แต่เธอก็ไม่กล้าแสดงอาการออกมา เธอต้องแสร้งทำเป็นนิ่ง แม้ความจริงแล้วอุ้งมือของเธอจะเต็มไปด้วยเหงื่อก็ตาม 

 

 

           เมิ่งชิงซีไม่อยู่ให้เสียเวลา เธอรีบกลับไปขอความช่วยเหลือจากฉินอวิ๋น ดูซิว่าคุณแม่พอจะมีหนทางช่วยเธอได้บ้างไหม ลั่วเซ่าเชินเห็นเมิ่งชิงซีรีบหนีไป ดวงตาของเขานิ่งสนิทและลึกล้ำเหมือนน้ำหมึก ดูไม่ออกว่าเขาอยู่ในอารมณ์ไหนกันแน่ 

 

 

           เมื่อลั่วเซ่าเชินกลับไปที่ห้องพักผู้ป่วย เขาเห็นหันฮุ่ยซินนั่งอยู่ทางด้านหนึ่ง แต่เขาก็ไม่ได้สนใจเธออีก ส่วนฟังหยวนและหลินเหยาก็เฝ้าอยู่ที่ข้างเตียงของถังโจวโจวทั้งสองข้าง 

 

 

           ลั่วเซ่าเชินไม่รู้จะบอกคุณพ่อคุณแม่ลั่วว่าอย่างไร ไหนจะคุณพ่อและคุณแม่ถังอีก เขาควรจะรับมืออย่างไร ลั่วเซ่าเชินอยู่ข้างหลินเหยา เมื่อหลินเหยาเห็นว่าเขากลับมาแล้ว เธอก็ถอยออกมา แม้ว่าหลินเหยาจะตำหนิลั่วเซ่าเชินอยู่ในใจ แต่เธอรู้ดีว่าตอนนี้ถังโจวโจวต้องการเขามากที่สุด 

 

 

           ลั่วเซ่าเชินไม่ปฏิเสธ เขานั่งลงตรงที่หลินเหยานั่งเมื่อครู่และค่อยๆ ลูบมือของถังโจวโจวอย่างอ่อนโยน เมื่อเขาเห็นว่าริมฝีปากของเธอแห้งผาก เขาก็หยิบแก้วน้ำจากข้างเตียงมา แล้วจุ่มคอตตอนบัดลงไปในนั้น จากนั้นก็ค่อยๆ แตะลงไปบนริมฝีปากของถังโจวโจว 

 

 

           หลินเหยาถอยออกไปจากห้องพักผู้ป่วยเงียบๆ ตอนนี้ถังโจวโจวยังไม่ฟื้น มันไม่มีประโยชน์ที่เธอจะเฝ้าอยู่ตรงนี้ นอกจากนี้ ก็ยังมีลั่วเซ่าเชินก็คอยดูแลเธออย่างใกล้ชิด เธอสามารถไว้วางใจได้ชั่วคราว 

 

 

           ฟังหยวนเห็นหลินเหยาเดินออกไป เขาก็เดินตามไปด้วย แต่ก่อนที่เขาจะไป เขามองไปยังหันฮุ่ยซินที่นั่งเงียบอยู่ เขาคิดว่าเธอคงยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง เธอนั่งเหม่อลอยอยู่ตรงนั้น มองลั่วเซ่าเชินที่ดูแลถังโจวโจวอย่างอ่อนโยน 

 

 

           ฟังหยวนไม่รู้ว่าตอนนี้เธอรู้สึกอย่างไร แต่เขาทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว ยิ่งเขามองมากเท่าไร ชายคนนั้นก็ยังไม่ใช่เขา เขาเกลียดตัวเองที่มาช้า เขาแพ้ให้กับเวลา ไม่อย่างนั้นเขาจะยอมปล่อยให้ลั่วเซ่าเชินเป็นเจ้าของเธออยู่อย่างนี้ได้อย่างไร 

 

 

           หันฮุ่ยซินเห็นว่าทุกคนออกไปหมดแล้ว แต่ลั่วเซ่าเชินก็ยังไม่หันกลับมาคุยกับเธอ เธอรู้ว่าเธอควรจะออกไปเช่นกัน เธอเพียงอยากจะถามลั่วเซ่าเชินว่าเขาอยากให้เธอซื้ออะไรมาให้เขากินรองท้องไหม แต่เธอเห็นเขาเอาแต่มองถังโจวโจวที่นอนอยู่บนเตียง หันฮุ่ยซินก็พูดอะไรไม่ออก 

 

 

           หรือหากพูดออกไปแล้ว เขาก็อาจจะไม่ได้ยิน ฉะนั้นไม่พูดคงดีกว่า หันฮุ่ยซินเดินไปที่ประตูอย่างเงียบๆ และออกไป เมื่อไม่มีใครอยู่ในห้องแล้ว ลั่วเซ่าเชินก็กุมมือข้างที่ไม่มีสายน้ำเกลือของถังโจวโจวขึ้นมาและประทับริมฝีปากลงไปเบาๆ 

 

 

           เมื่อไม่มีใครอยู่ ลั่วเซ่าเชินก็กลั้นน้ำตาที่ทนเก็บไว้มานานต่อไปไม่ไหว เขาร้องไห้ออกมา เขามองดูถังโจวโจวที่ทนทุกข์ทรมาน แต่เขากลับมาหาเธอไม่ทัน เขานึกเสียใจว่าทำไมวันนี้เขาถึงไม่มาโรงพยาบาลเป็นเพื่อนเธอ ถ้าเป็นอย่างนั้น เรื่องนี้ก็อาจจะไม่เกิดขึ้น 

 

 

           ลั่วเซ่าเชินไม่สงสัยเลยสักนิด เรื่องนี้เมิ่งชิงซีต้องมีเอี่ยวอย่างแน่นอน เพียงแต่ตอนนี้ถังโจวโจวยังไม่ฟื้น ลั่วเซ่าเชินจึงทำอะไรเมิ่งชิงซีไม่ได้ รอให้ถังโจวโจวฟื้นก่อน แล้วเมิ่งชิงซีจะได้เห็นดีกัน 

 

 

           ถังโจวโจวรู้สึกเหมือนว่ามือของเธอถูกกุมเอาไว้ด้วยมือของใครอีกคนอยู่นาน แล้วเธอก็รู้สึกว่ามันเปียกชื้น เธอได้ยินเสียงร้องไห้เบาๆ ใครกำลังร้องไห้อยู่หรือ? 

 

 

           ถังโจวโจวเปิดตามองอย่างอ่อนแรง เธอพบว่าลั่วเซ่าเชินกุมมือเธออยู่ พอดีกับที่หยาดน้ำตาอุ่นๆ หลั่งลงมากระทบมือของเธอ ถังโจวโจวรู้สึกได้จริงๆ และเธอตกตะลึงมาก นี่เธอไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม? ลั่วเซ่าเชินจะร้องไห้ได้อย่างไร? นี่มันต้องเป็นเรื่องล้อเล่นกันแน่ๆ 

 

 

           แต่สัมผัสบนมือของเธอทำให้เธอรู้ว่าเธอไม่ได้ฝันไป แล้วเธอก็มีอาการเจ็บปวดตามร่างกาย หลังจากยาชาหมดฤทธิ์ ถังโจวโจวก็รู้สึกเจ็บ ความเจ็บนี้ย้ำเตือนให้เธอรู้ว่า ลูกของเธอไม่อยู่แล้ว 

 

 

แต่เธอยังไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นความจริง เธอมองไปที่ลั่วเซ่าเชินด้วยสายตาคาดหวัง “เซ่าเชิน ลูกของฉัน…” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่กล้าสบตาถังโจวโจว เขาควรจะพูดอย่างไรเพื่อไม่ให้ถังโจวโจวเสียใจ …ถังโจวโจวได้รับคำตอบจากความเงียบของเขา 

 

 

เสียงทุ้มต่ำของเธอดังก้องอยู่ในหูของลั่วเซ่าเชิน “…ลูกของฉัน เขาไม่อยู่แล้วใช่ไหมคะ” ก่อนที่ถังโจวโจวจะสลบไป เธอก็แน่ใจแล้ว ตกเลือดซะขนาดนั้นจะรักษาเด็กเอาไว้ได้อย่างไร 

 

 

เธอแค่อยากจะดูว่ามันพอจะมีปาฏิหาริย์บ้างไหม แต่พระเจ้ากลับไม่ช่วยเธอเลย ปาฏิหาริย์ที่เธอเฝ้ารอคงไม่มีทางมาถึงแล้ว ถังโจวโจวรู้สึกเหมือนมีมีดมากรีดที่หัวใจ เธอเจ็บเสียจนอยากจะตายไปแบบนี้เลย 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นเธอคว้าจับเสื้อตรงหน้าอก เขาดูออกว่าเธอผิดปกติไป เขาละทิ้งความเศร้าของตัวเองชั่วคราว รีบเอ่ยปลอบเธอทันที “โจวโจว หายใจเข้าลึกๆ ผมเองก็เสียใจเหมือนคุณ แต่เรื่องมันก็เกิดขึ้นไปแล้ว คุณไม่ต้องร้องไห้นะ คุณเป็นแบบนี้ผมก็ยิ่งเสียใจ” 

 

 

คำปลอบโยนของลั่วเซ่าเชินไม่ได้ผล ถังโจวโจวยิ่งมั่นใจมากขึ้นไปอีกว่าลูกของเธอไม่อยู่กับเธอแล้วแน่นอน ทำไมถึงไม่อยู่แล้วล่ะ? ทำไมถึงไม่อยู่แล้ว? ถังโจวโจวเฝ้าถามตัวเองอยู่ในใจ 

 

 

เธอนึกถึงช่วงเวลาตั้งแต่รู้เรื่องนี้ เป็นเวลาประมาณหนึ่งเดือนกว่าๆ ที่เธอเคยได้แบ่งลมหายใจ ได้ใช้ชีวิตร่วมกับลูก จู่ๆ เขาก็จากเธอไปกะทันหันแบบนี้ ถังโจวโจวไม่รู้ว่าควรจะรักษาความเจ็บปวดนี้อย่างไร 

 

 

ลั่วเซ่าเชินมองดูถังโจวโจวครางฮือในลำคอ เธอกัดริมฝีปากแน่นและไม่ส่งเสียงร้องออกมา เขากลัวว่าเธอจะทำร้ายตัวเอง เขาจึงยื่นแขนออกไปตรงหน้าถังโจวโจว “โจวโจว อย่ากัดปากตัวเอง ถ้าคุณทนไม่ไหว คุณก็กัดผม” 

 

 

ถังโจวโจวมองไปที่ลั่วเซ่าเชินด้วยน้ำตาคลอเบ้า และในที่สุดเธอก็นึกขึ้นได้ว่าผู้ชายคนนี้ก็สูญเสียลูกไปเหมือนกัน เขาก็เจ็บปวดเหมือนกับเธอ เธอโถมตัวเข้าไปหาเขาและร้องไห้ “เซ่าเชิน เซ่าเชิน ลูกไม่อยู่แล้ว ไม่อยู่แล้ว…” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินกอดเธอไว้แน่น เขาไม่พูดอะไรอีก ตอนนี้คำพูดใดๆ ก็ไม่สามารถลดทอนความเจ็บปวดของถังโจวโจวได้ ปล่อยให้เธอร้องไห้ดีกว่า ให้เธอได้ระบายความเจ็บปวดและความอัดอั้นที่อยู่ในใจออกมา  

 

 

เมื่อพยาบาลเข้ามาตรวจและเห็นว่าถังโจวโจวร้องไห้อย่างหนัก เธอก็รีบเอ่ยเตือนว่า “ร้องไห้ไม่ได้แล้วนะคะ คุณเพิ่งแท้งลูก ไม่อย่างนั้นจะยิ่งเป็นอันตรายนะคะ” 

 

 

พอลั่วเซ่าเชินได้ยินว่าการร้องไห้ของถังโจวโจวเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเธอเอง เขาก็รีบพูดปลอบใจ “โจวโจว หยุดร้องไห้เถอะนะ เดี๋ยวเรามีลูกด้วยกันอีกก็ได้” 

 

 

ถึงอย่างนั้นถังโจวโจวก็ยังเอาแต่ร้องไห้ “เซ่าเชิน แต่เด็กคนนี้เขาไม่กลับมาอีกแล้ว” ไม่ว่าหลังจากนี้เธอจะมีลูกอีกกี่คน แต่ก็ไม่ใช่คนนี้ ‘เขาจะโทษแม่ของเขาไหมที่ไม่ได้ปกป้องเขาให้ดี โทษฉันคนนี้ว่าเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่องไหม?’ 

 

 

ความคิดนับพันผุดขึ้นมาในหัวของถังโจวโจว ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเธอไม่ยอมฟังอะไรทั้งนั้น เขาจึงทำได้แค่เพียงประคองเธอนอนลง “โจวโจว คุณอย่าคิดมากอีกเลยนะ นอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ อย่างที่คุณพยาบาลบอก คุณไม่ควรร้องไห้แล้ว” 

 

 

แต่ถังโจวโจวไม่ฟัง เธอหันหน้าไปอีกด้านและมองออกไปนอกหน้าต่าง น้ำตาของเธอเปียกโชกเต็มหมอน  

 

 

ลั่วเซ่าเชินได้แต่ถอนหายใจและโทรหาหลินเหยา “โจวโจวฟื้นแล้วครับ รบกวนคุณหาซื้อโจ๊กขึ้นมาให้หน่อยนะครับ” 

 

 

จากนั้นลั่วเซ่าเชินก็โทรหาคุณแม่ลั่ว เขาขอให้เธอส่งคนขับรถไปรับลั่วอิงและพาไปส่งที่บ้านของพวกเขา คุณแม่ลั่วถามถึงเหตุผล ลั่วเซ่าเชินก็ไม่ได้เล่าเรื่องที่ถังโจวโจวประสบอุบัติเหตุ เขาบอกแค่ว่าคืนนี้เขาและถังโจวโจวจะไปร่วมงานเลี้ยงงานหนึ่ง เขากลัวว่าลั่วอิงจะไม่ปลอดภัยหากอยู่บ้านคนเดียว 

 

 

คุณแม่ลั่วหมดความสงสัยและรับคำอย่างดี เมื่อลั่วเซ่าเชินปิดโทรศัพท์ เขาก็โล่งใจไปได้ชั่วครู่ แต่เมื่อคิดถึงฝั่งคุณพ่อและคุณแม่ถัง เขาก็ปวดหัวขึ้นมาอีก เขาอยากจะบอกพวกท่านทั้งสอง แต่ก็กลัวว่าพวกท่านจะยิ่งกังวล ถ้าไม่บอกพวกท่านอาจจะมากล่าวโทษในภายหลังได้ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินสับสนอยู่ชั่วขณะ ทันใดนั้น ถังโจวโจวก็โพล่งออกมา ซึ่งนั่นทำให้เขาตัดสินใจได้ “เซ่าเชินคะ ฉันอยากให้แม่มาอยู่เป็นเพื่อน” 

 

 

“ได้สิ เดี๋ยวผมจะโทรไปบอกคุณพ่อคุณแม่ของคุณให้” ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าหลังจากที่เธอพูดจบ เธอก็นอนนิ่งอยู่อย่างนั้น เขาไม่รู้ว่าเธอได้ยินในสิ่งที่เขาพูดหรือเปล่า 

 

 

ลั่วเซ่าเชินโทรหาคุณแม่ถัง เขาไม่ได้บอกเรื่องที่ถังโจวโจวประสบอุบัติเหตุ เขาแค่ขอให้คุณแม่ถังมาที่โรงพยาบาลโดยเร็ว 

 

 

แต่คุณแม่ถังความรู้สึกไว เธอรู้สึกได้ว่าน่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับถังโจวโจว มันเป็นลางสังหรณ์ของเธอ เธอบอกคุณพ่อถังทันที และพวกเขาก็รีบพากันไปที่โรงพยาบาล 

 

 

หลินเหยารีบกลับมาพร้อมกับโจ๊กที่ลั่วเซ่าเชินต้องการ นอกจากนี้เธอยังซื้อมาเผื่อลั่วเซ่าเชินด้วย เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวฟื้นแล้ว หลินเหยาก็นั่งลงข้างๆ เตียง ถังโจวโจวเห็นว่าหลินเหยามาแล้ว น้ำตาของเธอก็ไหลลงมาอีกรอบ เธอสะอึกสะอื้นเรียก “เหยาเหยา…” แค่นั้น แล้วก็ไม่พูดอะไรออกมาอีก 

 

 

หลินเหยามองดูถังโจวโจวร้องไห้อย่างเศร้าโศก เธอเองก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ตาม ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าการปรากฏตัวของหลินเหยากระตุ้นต่อมน้ำตาของถังโจวโจว เขาจึงรีบเอ่ยเตือนในทันที “โจวโจว ไม่ร้องนะ ไม่ร้อง มันไม่ดีต่อสุขภาพคุณ” 

 

 

หลินเหยาได้ยินอย่างนั้นก็เข้าใจได้ทันทีว่าเธอควรจะทำอย่างไร เธอสั่งให้ถังโจวโจวหยุดน้ำตาทันที “ใช่ โจวโจว ตอนนี้เธออยู่ในช่วงพักฟื้น ฉันฟังมาจากคนเฒ่าคนแก่ ในช่วงพักฟื้นห้ามร้องไห้เด็ดขาด มันไม่ดีต่อสุขภาพ” 

 

 

แต่ถังโจวโจวกลั้นไม่ไหว “เหยาเหยา ฉันเสียใจ…” ในขณะที่เธอร้องไห้ดังขึ้นเรื่อยๆ หลินเหยาก็ได้แต่โอบกอดเธอเอาไว้และปล่อยให้เธอร้องไห้จนพอใจ 

 

 

“อย่าเสียใจไปเลยนะ โจวโจว เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” 

 

 

หลังจากร้องไห้ไปสักพัก ในที่สุดถังโจวโจวก็หยุดร้อง หลินเหยาใช้กระดาษทิชชูซับน้ำตาให้เธอ ถังโจวโจวราวกับคนล่องลอยก็ไม่ปาน เธอไม่สนใจทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัว หลินเหยารู้ว่าถังโจวโจวได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจ 

 

 

ถังโจวโจวเป็นคนมองโลกในแง่ดี ถ้าไม่ใช่เพราะสูญเสียลูก เธอจะเศร้าใจขนาดนี้ได้อย่างไร หลินเหยาเองก็จนปัญญาที่จะปลอบเธอ ด่านนี้เธอต้องฝ่าฟันไปด้วยตัวเองให้ได้ ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร ถ้าเธอไม่ฟัง มันก็ไม่มีความหมาย 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเธอสงบลงแล้วเล็กน้อย เขาก็ตักโจ๊กขึ้นมาหนึ่งช้อนและยื่นไปที่ปากของถังโจวโจว เขาพูดเสียงเบาว่า “โจวโจว กินโจ๊กหน่อยนะ ตอนนี้ร่างกายคุณต้องหิวแล้วแน่ๆ สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญนะ” 

 

 

ถังโจวโจวไม่อยากอาหารเลยสักนิด แต่ลั่วเซ่าเชินก็ไม่ย่อท้อ เขาพูดโน้มน้าวเธอต่อไป 

 

 

“โจวโจว ฟังนะ ผมเองก็เจ็บปวดใจไม่น้อยไปกว่าคุณ แต่ชีวิตเราต้องดำเนินต่อไปนะ” 

ตอนที่ 113 รวมตัวกันที่โรงพยาบาล

 

 

 

           หันฮุ่ยซินไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านี้ เธอคอยสังเกตท่าทางของลั่วเซ่าเชินอยู่เงียบๆ ลั่วเซ่าเชินจอดรถที่หน้าโรงพยาบาล เขาไม่สนใจหันฮุ่ยซินอีกต่อไปและพุ่งตัวเข้าไปในโรงพยาบาล

 

 

ฟังหยวนตามมาติดๆ หันฮุ่ยซินวิ่งเหยาะๆ ตามลั่วเซ่าเชินไป ลั่วเซ่าเชินคว้าตัวพยาบาลมาคนหนึ่งและถามว่า “ขอโทษนะครับ เมื่อครู่นี้มีผู้ป่วยที่กำลังตั้งครรภ์ถูกส่งตัวมาไหม”

 

 

“อ๋อ มีค่ะ ตอนนี้อยู่ในห้องผ่าตัดค่ะ” เพียงแค่ลมกระโชกพัดผ่าน ชายรูปงามที่อยู่ตรงหน้านางพยาบาลก็หายตัวไปแล้ว นางพยาบาลอยากจะรั้งลั่วเซ่าเชินเอาไว้ เพื่อบอกว่าห้องผ่าตัดอยู่ชั้นไหน แต่เมื่อเธอเห็นว่าเขาวิ่งขึ้นบันไดไป เธอก็เดาว่าเขาน่าจะพอรู้สถานที่ดี

 

 

ลั่วเซ่าเชินวิ่งขึ้นไปแล้ว ในขณะที่หันฮุ่ยซิน ถึงแม้จะอยากไล่ตาม แต่เธอก็อดทนได้ดีกว่าเขา เธอรอลิฟต์อย่างใจเย็น เมื่อลั่วเซ่าเชินวิ่งมาถึงหน้าห้องผ่าตัด เขาก็เห็นว่าเมิ่งชิงซีและหลินเหยายืนรออยู่ข้างนอก และดูเหมือนว่าพวกเธอกำลังทะเลาะกัน

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่สนใจว่าพวกเธอทะเลาะเรื่องอะไรกันอยู่ เขากระชากข้อมือของเมิ่งชิงซีและถามว่า “เกิดอะไรขึ้น โจวโจวประสบอุบัติเหตุได้ยังไง ตอนนั้นคุณก็อยู่ด้วยใช่ไหม!”

 

 

เมิ่งชิงซีพยายามแกะข้อมือตัวเองออกจากมือของลั่วเซ่าเชิน เขาบีบข้อมือเธอจนเจ็บ สีหน้าเมิ่งชิงซีบูดเบี้ยว เธอร้องตะโกนออกมา “เจ็บ! เจ็บค่ะ! เซ่าเชินคะ ฉันเจ็บนะ ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้!”

 

 

แต่ลั่วเซ่าเชินทำเหมือนไม่ได้ยิน เขาตะคอกใส่เธอต่อ “เล่ามา! เมิ่งชิงซี เกิดอะไรขึ้นกับโจวโจว”

 

 

พยาบาลที่เดินผ่านมาเอ่ยตักเตือนลั่วเซ่าเชิน “ที่นี่โรงพยาบาลนะคะ ถ้าจะทะเลาะกัน เชิญด้านนอกค่ะ”

 

 

ลั่วเซ่าเชินตีหน้าขรึม เขาปล่อยมือของเมิ่งชิงซีอย่างไม่เต็มใจ เมิ่งชิงซีคลึงข้อมือข้างที่เขียวช้ำ เธอได้รู้แล้วว่าลั่วเซ่าเชินนั้นแข็งแรงแค่ไหน เมิ่งชิงซีนึกถึงท่าทางที่น่ากลัวของลั่วเซ่าเชินเมื่อครู่นี้ ราวกับว่าอีกเพียงนิดเดียวเขาก็จะฆ่าเธอแล้ว

 

 

เมื่อหันฮุ่ยซินมาถึง ทุกคนต่างก็อยู่ในความสงบ ลั่วเซ่าเชิน ฟังหยวน และหลินเหยา พวกเขานั่งอยู่บนม้านั่งด้านนอกห้องผ่าตัดและจ้องไปที่ไฟสีแดงที่สว่างอยู่เหนือห้องผ่าตัด

 

 

หันฮุ่ยซินเห็นเมิ่งชิงซียืนพิงกำแพงอยู่ไกลๆ เธอเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างแล้ว เธอจึงได้แต่นั่งเงียบๆ เท่านั้น

 

 

หลินเหยาเห็นเมิ่งชิงซียืนก้มหน้าอยู่ตรงนั้น ไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ หวนนึกไปถึงตอนที่เพิ่งจะมาถึง หลินเหยาพบแค่เมิ่งชิงซี หลินเหยาไม่รู้ว่าผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าตอนนี้จะใช่เมิ่งชิงซีที่ถังโจวโจวเคยพูดถึงไหม

 

 

ดังนั้น เธอจึงถามอย่างสุภาพว่า “คุณคะ คุณชื่ออะไรคะ คุณพาโจวโจวมาส่งที่โรงพยาบาลใช่ไหม”

 

 

หลินเหยาคิดว่าบางทีถังโจวโจวอาจจะตกลงไปเองหรืออาจจะถูกผลักจนเกิดอุบัติเหตุ เธอไม่ได้คิดถึงใครเลย อย่างน้อยก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอคนนี้

 

 

เมิ่งชิงซีมองดูหลินเหยาที่จู่ๆ ก็เข้ามาหาอย่างรีบร้อน เธอคิดว่านี่น่าจะเป็นเพื่อนของถังโจวโจว “ฉันชื่อเมิ่งชิงซี ฉันพาเธอมาส่งที่โรงพยาบาลเองค่ะ”

 

 

เมื่อหลินเหยาได้ยินชื่อของเมิ่งชิงซี เธอก็รู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง เธอจึงรีบถามทันที “คุณเองเหรอ? แล้วคุณไปอยู่กับโจวโจวได้ยังไง ที่เธอประสบอุบัติเหตุเป็นเพราะคุณเป็นคนทำหรือเปล่า”

 

 

หลินเหยาสงสัยเป็นอย่างมาก ตอนที่ถังโจวโจวเล่าวีรกรรมที่เมิ่งชิงซีทำให้เธอฟัง ถังโจวโจวดูไม่ค่อยชอบเธอเท่าไร และจากที่หลินเหยาได้ยินมา เธอไม่คิดเลยว่าเมิ่งชิงซีจะน่ารังเกียจได้ขนาดนี้ รู้อยู่แล้วว่าลั่วเซ่าเชินมีภรรยาแล้ว แต่ก็ยังจะเข้ามาตอแยอีก ซึ่งนั่นทำให้ถังโจวโจวลำบากใจเป็นอย่างมาก

 

 

เมิ่งชิงซีไม่สบอารมณ์เมื่อได้ยินในสิ่งที่หลินเหยาพูด ตอนนี้สภาพจิตใจเธอกลับคืนเป็นปกติแล้ว เธอจึงพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “นี่คุณ มีสติหน่อยค่ะ ฉันเป็นคนพาเธอมาส่งที่โรงพยาบาลนะ แต่ทำไมคุณถึงคิดว่ามันเป็นความผิดของฉันล่ะ ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยสักนิด”

 

 

หลินเหยามองเธอด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว แต่ก็ทำอะไรเธอมากกว่านี้ไม่ได้ ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐาน มันเป็นเพียงแค่การคาดเดาเท่านั้น ถ้าเมิ่งชิงซีไม่ยอมรับ หลินเหยาก็ทำอะไรเธอไม่ได้

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินมาถึง เขาก็เห็นว่าพวกเธอสองคนตาขวางใส่กันแบบนี้ไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงรู้สึกว่าเมิ่งชิงซีเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ อุบัติเหตุของถังโจวโจว เธอต้องมีส่วนด้วยอย่างแน่นอน

 

 

ฟังหยวนไม่ได้พูดอะไร ตอนนี้เขาแค่สวดอ้อนวอน ขอให้ถังโจวโจวไม่เป็นไร ส่วนเรื่องอื่นๆ เขาค่อยจัดการหลังจากที่ถังโจวโจวหายดีแล้ว

 

 

หลังจากรอมาหลายชั่วโมง ในที่สุดประตูห้องผ่าตัดก็เปิดออก เมื่อลั่วเซ่าเห็นคุณหมอเดินออกมา เขาก็ลุกขึ้นถามในทันที “คุณหมอครับ ภรรยาผมเป็นยังไงบ้าง”

 

 

“เสียใจด้วยนะครับ เราพยายามอย่างดีที่สุดแล้ว เรารักษาเด็กเอาไว้ไม่ได้” คำพูดของคุณหมอดังก้องอยู่ในโสตประสาทของลั่วเซ่าเชิน เขาถูกโจมตีด้วยข่าวนี้อย่างรุนแรง นี่โจวโจวรู้ไหม ถ้าเธอรู้เธอจะเสียใจมากแค่ไหน?

 

 

“แล้ว…ภรรยาผมล่ะครับ” ลั่วเซ่าเชินทำได้แค่ซ่อนความเศร้าของตัวเองเอาไว้ เขาพุ่งความสนใจไปที่ถังโจวโจว เด็กไม่อยู่แล้วก็ไม่เป็นไร ขอแค่ถังโจวโจวปลอดภัยก็พอ

 

 

“เรื่องนี้คุณสบายใจได้ครับ ตอนนี้ผู้ป่วยยังไม่ฟื้นเนื่องจากดมยาสลบไป เดี๋ยวเราจะย้ายผู้ป่วยไปที่ห้องนะครับ แล้วคุณก็ตามไปได้เลย” เมื่อคุณหมอพูดจบก็กลับเข้าไปในห้องผ่าตัด

 

 

เมิ่งชิงซีดีใจมากที่ได้ยินว่าในที่สุดถังโจวโจวก็แท้งลูก แต่ตอนนี้ลั่วเซ่าเชินและคนอื่นๆ ยังอยู่ที่นี่ เธอไม่สามารถแสดงอาการออกมาได้ในตอนนี้ เธอต้องทำเป็นโศกเศร้า เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเธอ

 

 

หันฮุ่ยซินกุมมือแน่น เธอรู้ว่าเธอไม่ควรดีใจเมื่อได้ยินว่าถังโจวโจวแท้งลูก เธอจึงทำได้แค่ก้มหน้าและพยายามควบคุมตัวเอง เธอแค่รู้สึกว่าก้อนหินก้อนใหญ่ที่บังอยู่ตรงหน้าเธอได้ถูกเคลื่อนย้ายออกไปแล้ว

 

 

ถังโจวโจวแท้งลูก ทีนี้ก็ไม่มีสิ่งเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างอาเชินกับเธอแล้ว เธอไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว เธอสามารถขออาเชินคืนได้แล้ว

 

 

เมื่อหลินเหยาได้ยินว่าถังโจวโจวแท้งลูก เธอก็แอบเกลียดตัวเองอยู่นิดหน่อย เธอไม่น่าง่วนอยู่กับงานสับปะรังเคอะไรนั่นเลย ถ้าเธอออกมากับโจวโจว เรื่องนี้ก็คงจะไม่เกิดขึ้น

 

 

หลินเหยาหันไปมองเมิ่งชิงซี เธอเห็นว่าหล่อนก็ดูเจ็บปวดอยู่ แต่หลินเหยาก็ยังรู้สึกว่าเมิ่งชิงซีเกี่ยวพันกับเรื่องนี้อย่างเป็นไปได้สูง ติดตรงที่ตอนนี้เธอยังไม่มีหลักฐาน เธอจึงได้แต่มองดูเมิ่งชิงซีลอยนวลอยู่ตรงนี้

 

 

ฟังหยวนเจ็บใจแทนถังโจวโจว เขาชกลั่วเซ่าเชินไปหนึ่งหมัด หันฮุ่ยซินร้องเสียงแหลมและขวางหน้าลั่วเซ่าเชินเอาไว้ “ฟังหยวน คุณทำบ้าอะไร อาเชินไม่ได้ทำอะไรผิดนะ คุณต่อยเขาทำไม”

 

 

เมื่อหลินเหยาเห็นว่าหันฮุ่ยซินมีท่าทางเคร่งเครียด เธอก็หรี่ตามอง ผู้หญิงคนนี้คงไม่ใช่รักแรกของลั่วเซ่าเชินหรอกนะ อาเชินงั้นเหรอ เรียกซะสนิทสนมเชียว

 

 

“คุณหันคะ ทำไมซีเรียสจัง ผอ. ลั่วยังไม่ได้ว่าอะไร คุณก็ออกโรงแทนเขา คุณเป็นอะไรกับเขาหรือคะ” เมื่อหลินเหยายืนยันตัวตนของหันฮุ่ยซินได้แล้ว เธอก็พูดอย่างไม่เกรงใจ

 

 

ตอนนี้โจวโจวยังไม่ฟื้น เธอทนดูผู้หญิงคนอื่นกางปีกปกป้องสามีของโจวโจวไม่ได้ หลินเหยารู้สึกว่าการที่ฟังหยวนต่อยเขานั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง นอกจากเธอจะโทษตัวเองแล้ว เธอก็ยังอยากจะตำหนิลั่วเซ่าเชินด้วย

 

 

วันนี้เป็นวันตรวจครรภ์ของถังโจวโจว แต่ลั่วเซ่าเชินกลับไม่ได้อยู่ข้างกายเธอ หลินเหยาหันกลับมาถามลั่วเซ่าเชิน “ผอ. ลั่วคะ วันนี้โจวโจวมีนัดตรวจครรภ์ คุณไปไหนมาหรือคะ”

 

 

“อาเชินก็ยุ่งอยู่ทุกวัน เขาก็มีธุระของเขาสิ คุณจะถามทำไม” จิตใตสำนึกของหันฮุ่ยซินสั่งให้เธอออกโรงแทนลั่วเซ่าเชิน แต่หลินเหยากลับเอาความโกรธมาลงไว้ที่หันฮุ่ยซิน

 

 

“ขอโทษนะคะ คุณเป็นใคร ฉันถามผอ. ลั่ว เกี่ยวอะไรกับคุณด้วย”

 

 

“นี่คุณ…”

 

 

“เอาละ ไม่ต้องเถียงกันแล้ว หลินเหยา เดี๋ยวผมอธิบายกับโจวโจวเอง เรื่องนี้ผมเองก็มีส่วนผิดอยู่เหมือนกัน” เหมือนว่าลั่วเซ่าเชินจะถูกโจมตีอย่างแรง ฟังหยวนต่อยเขา แต่เขาก็ไม่ได้ต่อยกลับ

 

 

หลังจากฟังหยวนต่อยลั่วเซ่าเชินแล้วก็ยืนนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อน ลั่วเซ่าเชินมองไปที่เขา “อาหยวน ฉันรู้ว่านายอยากออกหน้าแทนโจวโจว แต่ฉันจะย้ำอีกครั้ง ไม่ว่าตอนนี้ถังโจวโจวจะเป็นยังไง แต่เธอเป็นของฉัน ฉันจะไม่เอาความกับหมัดนี้”

 

 

ฟังหยวนเพียงแค่แสยะยิ้มออกมา “ฉันก็เคยบอกนายไปแล้วเหมือนกัน ถ้านายไม่ดีกับโจวโจว ฉันจะพาเธอหนีไปให้ได้สักวัน”

 

 

“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องดูแล้วล่ะว่าเธอจะยอมไหม” คำพูดของลั่วเซ่าเชินทำเอาฟังหยวนจุกจนพูดไม่ออก จริงสินะ เขาพาเธอหนีแล้วจะได้อะไร แม้ว่าลั่วเซ่าเชินจะทำให้ถังโจวโจวเจ็บเจียนตาย แต่เธอก็คงจะไม่ยอมไปจากเขา เพราะเธอรักเขา

 

 

ลั่วเซ่าเชินต้องอาศัยความรู้สึกของเธอ ดังนั้นจึงได้เปรียบกว่าเขา ฟังหยวนถอยออกมาและไม่พูดอะไรอีก เขาแค่รอให้ถังโจวโจวออกมา

 

 

ประตูห้องผ่าตัดถูกเปิดออกอีกครั้ง ครั้งนี้ถังโจวโจวถูกเข็นออกมา เธอหลับสนิท ใบหน้าของเธอดูซีดเซียว ลั่วเซ่าเชินถลาตัวเข้าไปหาเธอและเดินประกบเตียงเธอไปจนถึงห้องพักผู้ป่วยพร้อมกับพยาบาล

 

 

เมื่อเขามองดูเรือนผมของถังโจวโจวที่เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ ทันใดนั้นลั่วเซ่าเชินก็รู้สึกชื้นที่ดวงตา ราวกับว่ามีน้ำตาไหลออกมา และเมื่อเขาเงยหน้ามองฟ้า เขาก็กลั้นมันไว้ได้

 

 

พวกเขาเดินตามถังโจวโจวมาจนถึงห้องพักผู้ป่วย เมื่อพยาบาลออกไปแล้ว ลั่วเซ่าเชินก็มองดูถังโจวโจวที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะฟื้น จากนั้นก็มองไปที่หลินเหยา “คุณหลินครับ รบกวนช่วยดูโจวโจวด้วยนะครับ ผมต้องออกไปจัดการอะไรนิดหน่อย”

 

 

“ค่ะ” หลินเหยาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา เอาแต่มองไปที่ถังโจวโจว

 

 

ลั่วเซ่าเชินสืบเท้าเข้าไปหาเมิ่งชิงซีและพูดเบาๆ ว่า “คุณมากับผม” ลั่วเซ่าเชินเดินไปข้างหน้า แม้ว่าเมิ่งชิงซีจะลังเล แต่เธอก็เดินตามเขาไป

 

 

เธอเห็นว่าลั่วเซ่าเชินหยุดยืนอยู่ที่หน้าต่างบานหนึ่งและมองออกไปด้านนอก เขาไม่พูดอะไรเลยสักคำ เมิ่งชิงซีรู้สึกเป็นกังวล เธอไม่รู้ว่าเขาตั้งใจจะทำอะไร

 

 

ลั่วเซ่าเชินเงียบอยู่นานก่อนจะพูดขึ้นว่า “เมิ่งชิงซี บอกผมมาตามตรง เรื่องนี้คุณเป็นคนทำใช่ไหม”

 

 

           เสียงของเขาเย็นชามาก เมิ่งชิงซีไม่เคยได้รับน้ำเสียงแบบนี้จากเขามาก่อน เธอกำมือแน่นและให้กำลังใจตัวเอง ‘เมิ่งชิงซี อย่ากลัวไปเลย เซ่าเชินไม่มีหลักฐาน เธอก็แค่ต้องกัดฟันสู้ ไม่ต้องเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เขาฟัง เดี๋ยวมันก็ผ่านพ้นไป’

 

 

“เซ่าเชินคะ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับฉันเลยนะ ตอนนั้นฉันจะพาโจวโจวไปส่งที่บ้าน แต่เธอทำอีท่าไหนไม่รู้ถึงได้ล้มลงไปได้ ฉันดึงเธอไม่ทัน พอฉันเห็นเธอล้มลงไปกับพื้น ฉันก็รีบพาเธอมาส่งที่โรงพยาบาล เรื่องต่อจากนั้นคุณเองก็เห็นแล้ว”

 

 

เมิ่งชิงซีพูดอย่างไร้เดียงสา ราวกับว่าเธอไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรเลยกับเรื่องนี้ ลั่วเซ่าเชินกลับถามถึงเรื่องอื่น “ได้ ผมจะเชื่อคุณไปก่อนก็แล้วกัน แล้วคุณบอกผมได้ไหมว่าทำไมคุณถึงอยู่กับโจวโจวได้”

 

 

เมิ่งชิงซีเล่าต่อไปว่า เธอพบกับถังโจวโจวที่ร้านขายของสำหรับเด็ก เธอเว้นส่วนการปะทะเอาไว้ ลั่วเซ่าเชินไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเขาเชื่อหรือไม่เชื่อ เมื่อเมิ่งชิงซีเห็นว่าเขาไม่ได้แสดงท่าทีอะไร เธอก็ไม่รู้ว่าเขาจะมาไม้ไหน

 

 

เมิ่งชิงซียืนอยู่ตรงหน้าลั่วเซ่าเชินด้วยความกังวลใจ เธอนึกถึงสิ่งที่เธอเพิ่งพูดออกไป แล้วก็รู้สึกว่ามันไม่มีอะไรผิดปกติ ต่อให้ลั่วเซ่าเชินสงสัยในตัวเธอ แต่เขาก็จับผิดอะไรจากคำพูดเธอไม่ได้ เธอจะต้องมั่นคงเอาไว้ ห้ามหลงกลไปตามน้ำเสียงคุกคามของเขา ห้ามยอมแพ้เด็ดขาด

ตอนที่ 112 ถังโจวโจวประสบอุบัติเหตุ

 

 

 

           ภายนอกของเมิ่งชิงซีแสดงออกว่ายินดี แต่ภายในใจของเธอนั้นอยากจะหาคนมาผลักถังโจวโจวให้รู้แล้วรู้รอดไป เธอจะได้แท้งลูกที่อยู่ในท้องเสียที แม้จะวาดฝันเอาไว้อย่างดี แต่ตอนนี้ถังโจวโจวก็ยังนั่งสงบสุขอยู่ตรงหน้าเธอ

 

 

ถังโจวโจวเห็นว่าเมิ่งชิงซียิ้มแย้มอย่างมีความสุข เธอก็นึกกลัวอยู่ในใจว่ามันจะไม่น่าจะสวยงามอย่างที่เห็น แต่ถังโจวโจวก็ไม่อยากจะคาดเดาว่าเธอโหดร้ายมากแค่ไหน “ขอบคุณค่ะ คุณเมิ่ง ลูกฉันคลอดเมื่อไร ฉันจะแจ้งให้คุณทราบค่ะ วางใจได้”

 

 

ถังโจวโจวลูบหน้าท้องของเธอ เธอเองก็ตั้งตารอคอยวันที่จะให้กำเนิดลูก ลูกคือความหวังของเธอ ความรู้สึกของลั่วเซ่าเชินนั้นบางทีมันก็เข้มข้น บางทีมันก็เจือจาง ซึ่งนั่นทำให้จิตใจเธอไม่เป็นสุข แต่ลูกให้ทุกอย่างกับเธอ ทำให้เธอมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ

 

 

“ถ้าอย่างนั้นก็เยี่ยมมาก นมมาพอดีเลย โจวโจวรีบดื่มสิ” ท่าทางของเมิ่งชิงซีผิดปกติมาก ซึ่งนั่นทำให้ถังโจวโจวผิดสังเกต ดูเหมือนว่าในนมจะมีสิ่งที่เธอสนใจเป็นพิเศษ และมันก็คงจะไม่ดีต่อเธอ มิเช่นนั้นเมิ่งชิงซีจะคอยเร่งให้เธอดื่มทำไม…

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกว่าตัวเองคิดมากเกินไปอีกแล้ว ถ้าเมิ่งชิงซีคิดจะทำอะไร เธอจะทำให้รู้ตัวต่อหน้าแบบนี้เลยหรือ แต่ถังโจวโจวก็ยังคงปฏิเสธที่จะดื่มนมแก้วนี้อยู่ดี

 

 

เมิ่งชิงซียิ่งเกลียดเธอมากขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าถังโจวโจวระมัดระวังตัวอย่างนี้ แต่เธอก็ไม่ได้แสดงสีหน้ารังเกียจอะไรออกมา เธอแค่รู้สึกว่ามันตลกดีที่ถังโจวโจวระแวงเธอ “วางใจเถอะ โจวโจว ในนมไม่มีอะไรหรอก เธอสบายใจได้”

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกได้ว่าเมิ่งชิงซีกำลังหัวเราะเยาะ เหมือนจงใจจะยั่วยุเธอ แต่ถังโจวโจวก็ไม่กล้าเสี่ยง “ฉันไม่อยากดื่มค่ะ คุณเมิ่ง ในเมื่อคุณไม่มีธุระอะไรแล้ว ฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ”

 

 

 เมื่อเมิ่งชิงซีเห็นว่าถังโจวโจวจะกลับแล้ว เธอก็ลุกขึ้นยืนตาม “ในเมื่อเธอไม่อยากดื่ม ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะกลับด้วย”

 

 

เมิ่งชิงซีทำทีราวกับว่าพวกเธอเป็นพี่น้องที่สนิทกัน เธอควงแขนถังโจวโจว ซึ่งนั่นทำให้ถังโจวโจวรู้สึกอึดอัดใจอย่างมาก “ปล่อยได้ไหมคะ คุณเมิ่ง ต่างคนต่างไปดีกว่าค่ะ”

 

 

ถังโจวโจวทำให้เมิ่งชิงซีรู้สึกอับอายต่อหน้าผู้คนมากมายที่อยู่ในร้าน เมื่อเมิ่งชิงซีถูกบีบบังคับด้วยคำพูดนั้น เธอจึงต้องปล่อยแขนของถังโจวโจว แต่เธอจะจำความแค้นครั้งนี้เอาไว้ ‘ยายถังโจวโจวนี่ใช้ไม่ได้เลย ฉันอุตส่าห์ไว้หน้าเธอ แต่เธอกลับไม่ไว้หน้าฉัน!’

 

 

เมื่อเธอเห็นว่าผู้คนเริ่มมองมาทางนี้ เมิ่งชิงซีก็ยิ่งโกรธ แต่เธอก็ไม่สามารถบันดาลโทสะออกมาได้ เธอย่ำเท้าตามจังหวะก้าวของถังโจวโจวไปด้วยความโกรธ

 

 

เธอได้ยินลูกค้าที่อยู่ในร้านพูดคุยกันเบาๆ ว่า “สองคนนี้นี่ยังไง ดูเหมือนว่าพวกเธอจะเป็นศัตรูกัน แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ยังแกล้งทำเป็นว่าพวกเธอมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ซ้ำยังควงแขนอีกคนด้วย”

 

 

ลูกค้าอีกคนก็พูดต่อ “นั่นสิ น่าจะทะเลาะกันล่ะมั้ง”

 

 

เมื่อออกมาจากร้านกาแฟ ถังโจวโจวก็เดินออกไปนอกตัวห้างเลย แต่เมิ่งชิงซีก็ยังไล่ตามเธอมาทัน “โจวโจว เธอจะกลับบ้านเหรอ เดี๋ยวฉันไปส่ง” เมิ่งชิงซีอยากจะพาถังโจวโจวไปที่ลานจอดรถชั้นใต้ดิน

 

 

ถังโจวโจวสะบัดมือ “อย่าดีกว่าค่ะ คุณเมิ่ง เดี๋ยวเซ่าเชินจะมารับฉัน” ความจริงแล้วถังโจวโจวพูดโกหก ลั่วเซ่าเชินยังไม่ได้ส่งข้อความมาบอกเธอเลยว่าเขาจะมารับเธอ แต่เพื่อให้หลุดพ้นจากเมิ่งชิงซี ถังโจวโจวจึงจำต้องโกหกออกไป

 

 

เมิ่งชิงซียังไม่ยอมแพ้ เธอดึงแขนเสื้อของถังโจวโจว “โจวโจว แต่เซ่าเชินก็ยังไม่มาเลยนี่ ให้ฉันไปส่งเธอเถอะนะ” เมื่อถังโจวโจวไม่ยอม พวกเธอก็ดึงกันไปดึงกันมา เมิ่งชิงซีเห็นว่าการกระทำของพวกเธอสองคนเริ่มดึงดูดสายตาจากคนรอบข้าง

 

 

เธอต้องการดึงตัวถังโจวโจวไปหลบให้พ้นสายตาผู้คน แต่ถังโจวโจวขืนตัว สะบัดแขนจนหลุดจากมือของเมิ่งชิงซี ถังโจวโจวก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว จากนั้นก็ล้มลงไป จิตใต้สำนึกของเมิ่งชิงซีสั่งให้เธอดึงถังโจวโจวไว้ แต่เมื่อยื่นมือเข้าไปใกล้ถังโจวโจว เธอก็ชะงักลง

 

 

เธอคิดขึ้นมาได้ว่า ถ้านี่จะทำให้ถังโจวโจวแท้งล่ะ มันจะไม่ถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับเธอหรือ นี่เป็นสิ่งที่เธอหวังมานานไม่ใช่หรือ แม้ว่าความคิดนั้นจะวูบขึ้นมา แต่เมิ่งชิงซีก็เปลี่ยนความคิด

 

 

ถังโจวโจวทรงตัวไม่ได้และล้มลงไปด้านหลัง เธอปกป้องหน้าท้องของเธอโดยอัตโนมัติ เธอเห็นว่ามือของเมิ่งชิงซีเอื้อมมาใกล้เธอแล้ว แต่คว้าเธอเอาไว้ไม่ทัน เธอจึงล้มลง

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกว่าตัวเองกลิ้งไปหลายรอบมากกว่าจะหยุดลง ร่างกายของเธอเจ็บจนชาไปหมด แต่ที่เจ็บมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เห็นจะเป็นส่วนท้องของเธอ ถังโจวโจวหวาดกลัวขึ้นมา เธอยื่นแขนที่อ่อนแรงออกไปหาเมิ่งชิงซี “ชิงซี ช่วยลูกฉันด้วย ขอร้องล่ะ…”

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกเหมือนมีอะไรไหลออกมาจากท้องของเธอ เธอเอื้อมมือลงไปแตะ แล้วก็พบว่ามันเปียกและเหนียวเหนอะหนะ เมื่อเธอยกมือขึ้นมาดู มันคือเลือดทั้งหมด

 

 

เธอยิ่งกังวลใจมากขึ้น แต่ร่างกายของเธอเจ็บจนขยับตัวไม่ได้ ทันใดนั้น โทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น ถังโจวโจวพยายามดูว่าใครเป็นคนโทรมา เธอคิดอยากจะให้ลั่วเซ่าเชินโทรมาบอกว่าเขาจะมารับเธอแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะใช่เขาไหม?

 

 

เมิ่งชิงซีตัวแข็งทื่อ เมื่อเห็นถังโจวโจวตกบันได แม้ว่าเมื่อครู่นี้เธอจะมีความคิดว่า ‘จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าถังโจวโจวตกบันได?’ แต่เธอก็นึกไม่ถึงเลยว่าถังโจวโจวจะตกลงไปจริงๆ เธอเริ่มหวาดกลัวขึ้นอีกครั้ง ถ้าเซ่าเชินรู้ล่ะ เธอจะทำอย่างไรดี?

 

 

ถังโจวโจวเห็นว่าเมิ่งชิงซีไม่ตอบสนองอะไรเลย ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังช็อก หรือว่าตั้งใจ แต่ถังโจวโจวรอไม่ได้แล้ว เธอจึงต้องตะโกนร้องขอความช่วยเหลือจากผู้คนที่อยู่รอบข้าง “ช่วยด้วยค่ะ ช่วยลูกฉันด้วย!”

 

 

แต่ผู้คนที่อยู่รอบตัวเธอก็ไม่แยแส ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากเข้าไปช่วย แต่พวกเขากลัวว่าถ้าพวกเขายื่นมือเข้าไปแล้ว จะกลับกลายเป็นว่าถูกกล่าวหาว่าเป็นคนทำ ซึ่งนั่นจะทำให้ประวัติของพวกเขาด่างพร้อย พวกเขาจึงค่อนข้างลังเล

 

 

ถังโจวโจวค่อนข้างสิ้นหวัง เสียงเรียกเข้าจากมือถือของเธอยังคงดังอยู่ แต่เธอก็เริ่มอ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ พละกำลังที่มีก็ค่อยๆ หายไป เธอร้องเรียกเบาๆ ในปากว่า “เซ่าเชิน เซ่าเชิน…”

 

 

เมื่อเมิ่งชิงซีเห็นว่าเลือดของถังโจวโจวไหลออกมามากขึ้น ในที่สุดเธอก็รู้สึกตัวว่าตอนนี้เธอต้องพาถังโจวโจวไปที่โรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ตึกๆๆ เธอวิ่งลงบันไดไปสองสามขั้น และคุกเข่าลงตรงหน้าถังโจวโจว เมื่อเห็นว่าดวงตาของถังโจวโจวใกล้จะปิด เธอก็ตบแก้มเรียกเบาๆ

 

 

“ถังโจวโจว ตื่นสิตื่น เธอจะหลับไม่ได้นะ ฉันจะพาเธอไปส่งโรงพยาบาล” เมิ่งชิงซีควักโทรศัพท์ออกมา เธอกดหน้าจออยู่สองสามทีเพื่อแจ้งศูนย์พยาบาล จากนั้นเธอถึงรู้ว่าริมฝีปากของตัวเองสั่นเทามาก

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกเจ็บมาก เธอได้ยินเสียงร้องไห้ของลูกอยู่รางๆ เธอเองก็ร้องไห้เช่นกัน ขอโทษนะลูก แม่ขอโทษที่ปกป้องหนูไม่ได้ ขอโทษนะ…

 

 

ถังโจวโจวขยับปากเล็กน้อย เมิ่งชิงซีก้มหน้าลงไปฟังใกล้ๆ ว่าถังโจวโจวกำลังพูดอะไร “เซ่าเชิน ลูก…” เมิ่งชิงซีมองดูสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ ส่วนถังโจวโจวนั้นหมดสติไปแล้ว เธอได้ยินเสียงโทรศัพท์ของถังโจวโจวดังขึ้นมาอีกครั้ง เธอรีบหยิบมันออกมา

 

 

บนหน้าจอแสดงชื่อของหลินเหยา เมิ่งชิงซีไม่รู้ว่าควรจะรับหรือไม่ แต่โทรศัพท์แผดเสียงอยู่ตลอด ผู้คนรอบข้างก็ยังเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของเมิ่งชิงซี เมิ่งชิงซีกัดฟันรับสายในที่สุด เธอยังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงรีบร้อนของหลินเหยาก็ดังขึ้นมาเสียก่อน

 

 

“โจวโจว ทำไมเพิ่งรับสาย เกิดอะไรขึ้นกับเธอหรือเปล่า”

 

 

เมิ่งชิงซีพูดตะกุกตะกัก “คุณเป็นเพื่อนของถังโจวโจวใช่ไหม ตอนนี้เธอประสบอุบัติเหตุ คุณช่วยมาที่โรงพยาบาลกลางหน่อยนะคะ”

 

 

หลินเหยาร้อนรนใจในทันทีที่ได้ยินอย่างนั้น เธอรีบถามว่า “คุณคือใครคะ ตกลงเกิดอะไรขึ้นกับโจวโจว” ความคิดที่ไม่ดีทุกอย่างพุ่งเข้ามาในหัวสมองของเธอทันที แต่คนอีกฝั่งไม่ตอบ ก่อนจะวางสายไป

 

 

หลินเหยาไม่มีทางเลือก เธอคิดว่าต้องเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นกับถังโจวโจวแน่ๆ เธอไม่โทรกลับไปอีก และเก็บของอย่างลวกๆ เธอออกไปเรียกรถแท็กซี่ เพื่อรีบไปที่โรงพยาบาล

 

 

หลินเหยารู้ว่าถังโจวโจวออกมาคนเดียว เธอไม่แน่ใจว่าลั่วเซ่าเชินรู้หรือเปล่าว่าถังโจวโจวประสบอุบัติเหตุ เธอรีบโทรหาลั่วเซ่าเชินทันที เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าหลินเหยาโทรเข้ามา เขาก็ลังเลใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกดรับสาย

 

 

“ครับ คุณหลิน มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ” ลั่วเซ่าเชินเพิ่งจะเสร็จธุระจากฝั่งของหันฮุ่ยซิน เขากำลังจะออกเดินทางไปรับถังโจวโจว

 

 

น้ำเสียงของลั่วเซ่าเชินฟังดูใจเย็นมาก ดูเหมือนว่าเขาจะยังไม่รู้ว่าถังโจวโจวประสบอุบัติเหตุ หลินเหยารีบพูดทันที “ผอ. ลั่วคะ โจวโจวประสบอุบัติเหตุ คุณรีบไปที่โรงพยาบาลกลางนะคะ ส่วนที่เหลือฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนนี้ฉันกำลังเดินทางไปอยู่ค่ะ”

 

 

ลั่วเซ่าเชินได้ยินแค่เสียงเอะอะของหลินเหยา แต่ลั่วเซ่าเชินก็พอจะจับใจความได้ ถังโจวโจวประสบอุบัติเหตุ ถังโจวโจวประสบอุบัติเหตุ…

 

 

“คุณไม่ได้หลอกผมใช่ไหม ล้อเล่นแบบนี้ไม่สนุกนะครับ?” ลั่วเซ่าเชินอยากจะคิดว่ามันเป็นแค่เรื่องตลก แต่ในใจของเขารู้ดีว่าหลินเหยาไม่มีทางเอาเรื่องแบบนี้มาล้อเล่น ถังโจวโจวประสบอุบัติเหตุจริงๆ

 

 

“ลั่วเซ่าเชิน คุณคิดว่าฉันจะเอาเรื่องแบบนี้มาพูดเล่นหรือคะ” หลินเหยาคิดว่าถ้าลั่วเซ่าเชินอยู่ตรงหน้าเธอตอนนี้ เธอคงจะตบหน้าเขาสักที เรื่องแบบนี้เอามาพูดเล่นได้เหรอ

 

 

ในที่สุดลั่วเซ่าเชินก็ตื่นกลัว “โอเค ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละ” ลั่วเซ่าเชินไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้น เขาแค่ไม่อยากจะเชื่อว่าถังโจวโจวประสบอุบัติเหตุ

 

 

หันฮุ่ยซินปลีกตัวออกมาจากคนอื่นเพื่อมาหาลั่วเซ่าเชิน เธอเห็นว่าสีหน้าของเขาดูเปลี่ยนไป เขาไม่สงบนิ่งเหมือนก่อนหน้านี้ ราวกับว่าวิญญาณได้หลุดลอยออกไปแล้ว เธอถามด้วยความห่วงใยว่า “เซ่าเชิน เป็นอะไรไปคะ ทำไมสีหน้าของคุณดูไม่ดีเลยล่ะ”

 

 

“โจวโจวประสบอุบัติเหตุน่ะ ฮุ่ยซิน งานตรงนี้ก็เสร็จหมดแล้ว ผมขอตัวก่อนนะ” ประจวบกับที่ฟังหยวนเดินผ่านมา เขาได้ยินสิ่งที่ลั่วเซ่าเชินพูดพอดี “อะไรนะ! โจวโจวประสบอุบัติเหตุ? แล้วทำไมนายยังยืนบื้ออยู่ตรงนี้ ยังไม่รีบไปอีก!”

 

 

เมื่อฟังหยวนเห็นว่าลั่วเซ่าเชินยังยืนบื้ออยู่อย่างนั้น เขาก็อยากจะเคาะกะโหลกของลั่วเซ่าเชินสักหลายๆ ที นี่เขาไม่สนใจโจวโจวเลยเหรอ? เขายังมีเวลามายืนคุยกับหันฮุ่ยซินอยู่อีก!

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่กลัวฟังหยวนจะเข้าใจผิด เขาเอ่ยขอโทษหันฮุ่ยซิน ก่อนจะเดินตรงไปที่รถ หันฮุ่ยซินเดินตามเขามา “เซ่าเชิน ให้ฉันไปด้วยนะคะ ฉันเองก็เป็นห่วงเธอ”

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่ปฏิเสธ หันฮุ่ยซินขึ้นไปบนรถของลั่วเซ่าเชิน ในขณะที่ฟังหยวนขับรถตามหลังลั่วเซ่าเชินไป สายตาของลั่วเซ่าเชินจับจ้องอยู่ที่ด้านหน้า แต่หัวของเขากลับคิดไปต่างๆ นานา ‘โจวโจวจะเป็นยังไงบ้าง ทำไมจู่ๆ ถึงเกิดอุบัติเหตุได้?’

 

 

ลั่วเซ่าเชินทุกข์ใจมากยิ่งขึ้น เมื่อคิดว่าในท้องของถังโจวโจวยังมีเด็กอยู่ เขาคิดว่าถ้าเด็กไม่อยู่แล้ว ถังโจวโจวจะเจ็บปวดและทรมานมากแค่ไหน

 

 

หันฮุ่ยซินเห็นว่าลั่วเซ่าเชินค่อนข้างว้าวุ่นใจ เธอวางมือลงบนแขนของลั่วเซ่าเชินและพูดปลอบว่า “เซ่าเชิน ไม่ต้องกังวลนะ โจวโจวจะต้องไม่เป็นอะไร” หันฮุ่ยซินไม่กล้าพูดประโยคต่อไป เมื่อเธอคิดได้ว่าถังโจวโจวยังท้องอยู่ เธอก็คาดว่าอาการน่าจะไม่ค่อยดี

 

 

ดูเหมือนว่าลั่วเซ่าเชินจะไม่ได้ยินคำปลอบโยนของหันฮุ่ยซิน ตัวเขาตั้งใจขับรถ แต่ความจริงแล้วหัวใจของเขาได้บินไปหาถังโจวโจวถึงโรงพยาบาลแล้ว

ตอนที่ 111 ร้านขายของสำหรับเด็ก

 

 

 

           เมิ่งชิงซีร้อนรนใจขึ้นมา เมื่อเห็นว่าเหวินมั่นมั่นไม่ยอมลงมือทำอะไรสักอย่าง ช่างเป็นผู้หญิงที่โง่จริงๆ โอกาสดีๆ แบบนี้กลับปล่อยให้หลุดลอยไปได้ แต่ถึงแม้ว่าเมิ่งชิงซีจะมีอีกกี่แผน เหวินมั่นมั่นก็จะไม่ยอมทำตามแผนที่เธอวางเอาไว้

 

 

           ตั้งแต่ที่เหวินมั่นมั่นได้พบกับเจียงรุ่ยเฉิน เธอก็ค่อยๆ เลิกคิดถึงเรื่องของลั่วเซ่าเชินไป และเริ่มให้ความสนใจกับเจียงรุ่ยเฉินแทน เมื่อเจียงรุ่ยเฉินมาที่เหวินกรุ๊ป เขาก็มีโอกาสได้พบกับเหวินมั่นมั่น ได้เจอกันอยู่หลายครั้ง เจียงรุ่ยเฉินเองก็เริ่มพอจะเข้าใจความรู้สึกของเหวินมั่นมั่นอยู่เหมือนกัน

 

 

           แต่เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีที่ชัดเจนกับเธอ เหวินมั่นมั่นจึงต้องสงบเสงี่ยมไว้ เธอก็แค่ต้องสร้างโอกาส และแกล้งทำเป็นว่าบังเอิญมาเจอกัน ถ้าเจียงรุ่ยเฉินพูดกับเธอ เธอก็จะมีความสุขไปทั้งวัน และแน่นอนว่ามันไม่ได้ราบรื่นทุกครั้งไป

 

 

           บางครั้งที่เจียงรุ่ยเฉินมาคุยกับเหวินฉี่สยงเรื่องโปรเจกต์ที่ทำร่วมกัน เหวินมั่นมั่นก็จะตามไปที่ห้องประชุมที่เจียงรุ่ยเฉินอยู่ด้วย แต่เหวินมั่นมั่นจะเข้าไปเจอเขาเลยไม่ได้ และหากเธอรออยู่ข้างนอก มันก็จะผิดสังเกตมากเกินไป เหวินมั่นมั่นกลัวว่าพี่สาวอย่างเหวินซือหว่านจะหัวเราะเยาะเอา ดังนั้นเธอจึงต้องถอยกลับไปที่เดิม

 

 

           แต่เมื่อเหวินฉี่สยงรู้ว่าลูกสาวคนนี้รู้สึกอย่างไร เขาจึงมักจะชวนเจียงรุ่ยเฉินกลับมากินข้าวที่บ้าน หรือไม่ก็ขอให้เหวินมั่นมั่นช่วยเอาของมาส่งให้เขาที่บริษัท และทันทีที่เหวินมั่นมั่นมาถึง เธอก็พบว่าเจียงรุ่ยเฉินอยู่ในห้องทำงานของเหวินฉี่สยง เธอก็เข้าใจความตั้งใจของคุณพ่อทันที

 

 

           อย่างไรก็ตาม เจียงรุ่ยเฉินยังคงอ่อนโยนต่อเธอราวกับสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิเช่นเดิม แต่เหวินมั่นมั่นรู้สึกว่าเขามีท่าทีห่างเหินไป เหวินมั่นมั่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ในหัว แต่เธอก็จะไม่ยอมแพ้ เธอจะยืนหยัดต่อไป

 

 

           วันนี้ถังโจวโจวต้องออกไปตรวจครรภ์ เธอจึงขอลาหยุดกับบริษัท ลั่วเซ่าเชินมีธุระเร่งด่วนต้องทำ ไม่มีเวลาไปด้วยกันกับเธอ ลั่วเซ่าเชินเสียใจมาก เดิมทีเขาอยากจะให้ถังโจวโจวรอเขาก่อน เมื่อเขาเสร็จธุระแล้ว เขาจะรีบไปรับเธอทันที

 

 

           แต่ถังโจวโจวปฏิเสธ เธอบอกเขาว่าเธอไปคนเดียวได้ ลั่วเซ่าเชินก็ไม่ได้ขัดใจ เมื่อถังโจวโจวแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว เธอก็ไปที่โรงพยาบาล คุณหมอบอกว่าเด็กในท้องของเธอสุขภาพแข็งแรงดี แต่เขาบอกให้เธอรักษาอุณหภูมิในร่างกายไว้ เนื่องจากว่าช่วงนี้อากาศค่อนข้างหนาว ต้องระมัดระวังจะเป็นไข้หวัดเอาไว้

 

 

           ถ้าเธอเป็นหวัดขึ้นมา เธอก็ไม่สามารถกินยาแบบสุ่มสี่สุ่มห้าได้ จากนั้นเธอก็รู้สึกไม่สบายใจ เธอจดและจำคำแนะนำของคุณหมอไว้ หลังจากบอกลาคุณหมอแล้ว ถังโจวโจวก็รู้สึกว่าเธอไม่ได้ออกมาชอปปิงนานแล้ว เธอจึงโทรหาหลินเหยา

 

 

“เหยาเหยา เธอทำอะไรอยู่”

 

 

“ทำงานอยู่น่ะสิ ทำไมเหรอ” หลินเหยานวดขมับตัวเอง เธอรู้สึกประหลาดใจมากที่ถังโจวโจวโทรมาหาเธอในเวลานี้

 

 

“ตอนนี้ฉันอยู่ข้างนอก เพิ่งตรวจครรภ์เสร็จ เธอพอจะออกมาได้ไหม ไปเดินชอปปิงกัน” ถังโจวโจวนั่งอยู่บนรถแล้ว เธอกำลังจะเดินทางไปที่ห้างสรรพสินค้า

 

 

หลินเหยารู้สึกปวดหัวมาก เมื่อกวาดตามองกองงานที่อยู่ตรงหน้า เธอก็เอ่ยขอโทษว่า “โจวโจว ฉันยังทำงานไม่เสร็จเลย เอาแบบนี้ดีไหม เธอหาที่นั่งรอฉันก่อน เดี๋ยวตอนบ่ายฉันออกไปหา โอเคไหม”

 

 

ถังโจวโจวมองดูเวลา แล้วเธอก็พบว่าตอนนี้เพิ่งจะสิบโมง เธอปลอบใจหลินเหยา “ไม่เป็นไร เหยาเหยา ครั้งหน้าเราค่อยนัดกันใหม่ก็ได้ ฉันขอไปดูของก่อน”

 

 

“โอเค เดี๋ยวถ้าฉันทำเสร็จงานแล้วฉันจะโทรหานะ ถ้าเธอยังอยู่ฉันจะรีบออกไป” หลังจากหลินเหยาวางสาย เธอก็ไม่สบายใจที่ถังโจวโจวอยู่คนเดียว แต่จะให้จู่ๆ เธอทิ้งงานออกไปเลยก็ไม่ได้ ดังนั้นเธอจึงได้แต่เร่งความเร็วในการทำงาน

 

 

ลั่วเซ่าเชินมาที่สตูดิโอสอนเต้นของหันฮุ่ยซิน สตูดิโอของเธอเปิดทำการในวันนี้ เนื่องจากลั่วเซ่าเชินได้รับปากกับเธอไว้ก่อนแล้ว ดังนั้นวันนี้เขาจึงต้องยกเลิกนัดของถังโจวโจวไป

 

 

ด้วยเหตุนี้ ลั่วเซ่าเชินจึงไม่สบายใจ เขาเจียดเวลาออกมาโทรหาถังโจวโจว “โจวโจว เป็นยังไงบ้าง ตรวจเสร็จหรือยัง คุณหมอว่ายังไงบ้าง” ลั่วเซ่าเชินเลือกหาที่เงียบๆ โทรหาถังโจวโจว

 

 

ถังโจวโจวเองก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจ เดิมทีงานของลั่วเซ่าเชินก็ยุ่งมากอยู่แล้ว มันไม่ง่ายเลยที่เขาจะเจียดเวลาออกมา ไม่มาก็ไม่เป็นไร ถังโจวโจวถ่ายทอดคำพูดของคุณหมอให้ลั่วเซ่าเชินฟังอีกหนึ่งรอบ

 

 

ในที่สุดลั่วเซ่าเชินก็เบาใจลง ความรู้สึกละอายที่อยู่ในใจก็ลดลงเล็กน้อย “แล้วตอนนี้คุณถึงบ้านหรือยัง” เขารู้ว่าวันนี้ถังโจวโจวลางาน เมื่อเธอตรวจครรภ์เสร็จ เธอก็น่าจะตรงกลับบ้านเลย ถ้าเป็นไปได้ เขาจะกลับไปกินข้าวกลางวันกับเธอที่บ้าน

 

 

“ยังค่ะ ฉันอยากเดินชอปปิงก่อน อีกเดี๋ยวค่อยกลับค่ะ” ถังโจวโจวมีความสุขมากที่ได้เดินชอปปิงตามลำพัง เมื่อเธอมองดูผู้คนที่เดินกันอย่างขวักไขว่ ถังโจวโจวก็รู้สึกตื่นเต้น ราวกับว่าเธอถูกขังมานาน เธอรู้สึกว่าโลกภายนอกนั้นเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ความจริงแล้วก็ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่ได้ออกมาชอปปิ้งเลย

 

 

“ถ้าอย่างนั้นคุณก็ระวังตัวด้วย เดี๋ยวผมเสร็จธุระแล้วผมจะไปรับ” ดูเหมือนว่าจะมีคนเรียกลั่วเซ่าเชิน เขารีบพูดให้จบประโยคและวางสายไป ถังโจวโจวแค่อยากจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่ปลายสายก็เงียบไปแล้ว

 

 

เธอบ่นพึมพำว่า “ทำไมจะวางสายแล้วไม่บอกกันสักคำ ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่นะเนี่ย” แต่ถังโจวโจวไม่ได้สนใจมาก เธอลงจากรถและเดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้า

 

 

ถังโจวโจวเดินไปทางซ้ายที ไปทางขวาที แล้วเธอก็พบกับร้านขายของสำหรับเด็กอ่อน เธอรู้สึกสนใจในทันที เมื่อเธอเดินเข้าไป เธอก็พบว่าเสื้อผ้าเด็กในร้านนั้นน่ารักมาก ถังโจวโจวมองอย่างหลงใหล จนเธอไม่อยากออกมาจากตรงนั้นเลย

 

 

พนักงานขายเห็นว่าถังโจวโจวมาคนเดียว เธอจึงไม่ได้ต้อนรับอะไรเป็นพิเศษ สินค้าในร้านที่พวกเธอขายล้วนแต่เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียง ซึ่งแน่นอนว่าราคาของมันไม่ใช่ที่คนธรรรมดาจะซื้อได้ง่ายๆ

 

 

และในมุมมองของพนักงาน ถังโจวโจวก็จัดว่าอยู่ในหมวดที่ไม่สามารถซื้อได้ ดังนั้น เมื่อเห็นถังโจวโจวเลือกอยู่นาน เธอก็ทำเป็นไม่เห็น พอดีกันกับที่ถังโจวโจวแค่เข้ามาชม ไม่ได้ตั้งใจจะซื้อ ลูกในท้องยังเด็กเกินไป ถ้าซื้อไปตอนนี้ ต้องใช้เวลาอีกตั้งหลายเดือน กว่าลูกเธอจะใส่ได้

 

 

เมื่อพนักงานเห็นว่ามีแขกเข้ามาในร้านอีกคน เธอก็ต้อนรับอย่างกระตือรือร้น “สวัสดีค่ะ คุณผู้หญิง ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงต้องการอะไรคะ ช่วงนี้ทางร้านมีสินค้าเด็กรุ่นใหม่เข้ามาเยอะแยะเลย คุณผู้หญิงสนใจไหมคะ”

 

 

เมิ่งชิงซีเห็นถังโจวโจวมาที่นี่ เธอจึงเดินตามเข้ามา เมื่อถังโจวโจวมองดูเสื้อผ้าเด็กพวกนี้ เธอก็รู้สึกขวางหูขวางตา มันน่ารักตรงไหนกัน เธอตอบอย่างเย็นชา “ไม่ค่ะ” ความกระตือรือร้นในการต้อนรับของพนักงานลดลงไปอย่างมากเพราะความเฉยเมยของเมิ่งชิงซี

 

 

เธอไม่กล้าแสดงความไม่พอใจ เสื้อผ้าที่เมิ่งชิงซีสวมตั้งแต่หัวจรดเท้า มีมูลค่ามากกว่าเงินเดือนของเธอตั้งหลายเดือน เธอไม่กล้าทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจหรอก หากเธอไม่ระวัง เธออาจจะโดนเจ้านายไล่ออกโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้

 

 

ที่พนักงานกลัวกันแบบนี้ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล เมื่อก่อนเธอรู้จักพนักงานคนหนึ่งที่ชื่อเสี่ยววัง เธอดันไปดูถูกลูกค้าเข้า ลูกค้าไม่พอใจเป็นอย่างมากและขอให้ผู้จัดการไล่เธอออก ประจวบเหมาะกับที่ผู้จัดการก็ไม่กล้าล่วงเกินลูกค้าคนนั้น ดังนั้นเสี่ยววังจึงต้องออกจากงานไปอย่างเงียบๆ

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกคุ้นหูกับเสียงของคนที่อยู่ด้านหลัง เมื่อเธอหันหน้ากลับไปมอง เธอก็พบว่าเธอเดาไม่ผิด เป็นเมิ่งชิงซีจริงๆ “โจวโจว เธอก็มาที่นี่เหมือนกันเหรอ บังเอิญจัง!” ท่าทางของเมิ่งชิงซีดูกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก กระตือรือร้นเสียจนถังโจวโจวหวาดผวาและชักมือกลับเมื่อเมิ่งชิงซีเดินเข้ามาจับมือ

 

 

พนักงานขายมองดูลูกค้าทั้งสองคน ดูเหมือนว่าจะรู้จักกันดีด้วย เธอจึงค่อนข้างกังวลใจ เธอไม่น่าตาถั่วมองคนผิดไปเลย คุณผู้หญิงท่านนี้คงไม่ตำหนิเธอหรอกนะ? พนักงานขายแอบลอบมองถังโจวโจวอีกครั้ง เธอดูแล้วก็คิดว่าถังโจวโจวน่าจะเป็นคนที่อ่อนโยนมาก ดังนั้นเธอจึงเบาใจขึ้น

 

 

ถังโจวโจวไม่รู้ว่าเมิ่งชิงซีคิดจะทำอะไร หลังจากที่เธอดึงมือตัวเองออกจากมือของเมิ่งชิงซีมาได้ เธอก็รู้สึกโล่งใจ รู้สึกปลอดภัยกว่ามก

 

 

“คุณเมิ่งคะ ฉันว่าเราไม่ได้สนิทกันมากขนาดนั้น คุณมีอะไรจะคุยกับฉันหรือเปล่าคะ” ถังโจวโจวไม่รู้จริงๆ ว่าเมิ่งชิงซีกำลังคิดจะทำอะไร แต่เธอรู้สึกว่าการที่เมิ่งชิงซีปฏิบัติกับเธอแบบนี้ มันต้องไม่ใช่เรื่องที่ดีอย่างแน่นอน

 

 

เมิ่งชิงซีไม่สนใจหรอกว่าถังโจวโจวจะรังเกียจเธอมากแค่ไหน เธอคว้าจับมือของถังโจวโจวอีกครั้งแล้วพูดว่า “ทำไมถึงพูดอย่างนั้นล่ะ โจวโจว ไปจ้ะ เราไปหาอะไรดื่มกันดีกว่า” เมิ่งชิงซีลากเธอออกไปจากร้าน

 

 

พนักงานขายมองดูอยู่ครู่หนึ่ง เธอพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าสองคนนั้นแปลกมาก ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยเป็นมิตรกัน แต่ถังโจวโวก็ไม่ได้ต่อต้าน พนักงานขายเองก็ไม่อยากแส่ไปมากกว่านี้แล้ว

 

 

ถังโจวโจวสลัดมือของเมิ่งชิงซีไม่หลุด และเธอก็กลัวว่าเด็กในท้องจะได้รับอันตราย เธอจึงทำได้แค่ปล่อยให้เมิ่งชิงซีลากเธอไป กระทั่งพวกเธอมาถึงร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

 

 

เมิ่งชิงซีพูดกับพนักงานเสิร์ฟ “มอคค่าสองแก้ว อ้อ ลืมไป โจวโจวกำลังท้องอยู่นี่นา ดื่มกาแฟไม่ได้ เอาเป็นนมดีไหม”

 

 

ถังโจวโจวไม่อยากดื่มอะไรทั้งสิ้น แต่เมื่อเห็นเมิ่งชิงซีคะยั้นคะยออยู่แบบนี้ เธอก็พยักหน้า เมิ่งชิงซีจึงหันไปพูดกับพนักงานเสิร์ฟอีกครั้งว่า “ตามนี้”

 

 

“โอเคค่ะ คุณผู้หญิง รับเป็นกาแฟหนึ่ง นมสดหนึ่งนะคะ กรุณารอสักครู่ค่ะ” เมื่อพนักงานเสิร์ฟจากไป ถังโจวโจวจึงถามขึ้นมาว่า “คุณเมิ่งคะ เรามีเรื่องอะไรให้คุยกันด้วยหรือคะ”

 

 

ถังโจวโจวรู้อยู่ตลอดว่าเมิ่งชิงซีต้องการจะครองคู่กับลั่วเซ่าเชินให้ได้ หรืออาจจะพูดได้ว่าเมิ่งชิงซีพยายามแหย่ขาเข้ามาแทรกกลางระหว่างเธอและลั่วเซ่าเชินอยู่เสมอ เธอจึงไม่รู้สึกว่ายังจะมีเรื่องอะไรที่เธอสามารถคุยกับเมิ่งชิงซีได้

 

 

เมิ่งชิงซีนั่งเล่นนิ้วมือของตัวเอง น้ำยาทาเล็บสีแดงสดนั้นสวยสะดุดตามาก ถังโจวโจวมองไปที่เล็บเรียวยาวของเธอ นึกกังวลไปว่าถ้าเธอฝากรอยยาวๆ นั้นลงบนใบหน้าของตัวเอง เห็นทีคงจะทำให้เสียโฉมได้เลย

 

 

ดูเหมือนว่าถังโจวโจวจะขยับตัวหนีโดยไม่ได้ตั้งใจ ความจริงแล้วเธออยากจะอยู่ให้ห่างไกลจากเมิ่งชิงซีให้มากที่สุด แล้วในที่สุดเมิ่งชิงซีก็เปิดปากพูด “โจวโจว เราไม่จำเป็นต้องเรียกกันห่างเหินแบบนี้นี่ เจอกันมาตั้งหลายครั้งแล้ว เรียกฉันว่าชิงซีก็พอ”

 

 

แววตาของเมิ่งชิงซีบ่งบอกว่า ‘ฉันให้ความสำคัญกับเธอมาก’ ได้ยินอย่างนั้นถังโจวโจวก็อยากจะหัวเราะให้ลั่น พวกเธอเคยเจอกันที่ไหนเล่า ถ้าไม่ใช่เพราะลั่วเซ่าเชิน พวกเธอสองคนก็คงจะไม่เจอกันเลย ยิ่งไปกว่านั้น มีครั้งไหนบ้างที่เมิ่งชิงซีไม่อยากจะไล่เธอให้ออกไปพ้นทาง ถ้าจะบอกว่าคุ้นเคยกันจริงๆ ต้องบอกว่าคุ้นเคยกับการที่เมิ่งชิงซีพยายามจะกำจัดเธอมากกว่า

 

 

อย่างไรก็ตาม ถังโจวโจวก็จะไม่พูดมันออกมา เธอยังต้องรักษาท่าทีเอาไว้เพื่อประเมินสถานการณ์ แต่เธอก็ไม่อยากให้เมิ่งชิงซีรู้ว่าเธอกลัวอยู่ไม่น้อย แม้ว่าถังโจวโจวจะทำทียอมอ่อนข้อให้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเธอโง่จนไม่รู้เท่าทันหรอกนะ

 

 

“คุณเมิ่งคะ ในเมื่อเราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว คุณก็ไม่ต้องเกริ่นอะไรแบบนี้หรอกค่ะ บอกฉันมาตามตรงเถอะว่าคุณมีธุระอะไรกับฉัน ถ้าไม่มีธุระอะไร ฉันก็จะขอตัวกลับก่อน เพราะเมื่อครู่นี้ลั่วเซ่าเชินเพิ่งบอกฉันว่าเขากำลังรอให้ฉันกลับไปทานข้าวกลางวันด้วย”

 

 

เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวยกเอาลั่วเซ่าเชินขึ้นมาพูด เมิ่งชิงซีก็ยิ่งเกลียดเธอ ผู้หญิงคนนี้มีอะไรดีนักหนา ถ้าไม่ใช่เพราะลั่วเซ่าเชินถูกชะตาเธอ ตอนนี้เธอก็คงจะไม่มีสิทธิ์มานั่งลอยหน้าลอยตาอยู่ตรงหน้าแบบนี้หรอก แต่ถึงเมิ่งชิงซีจะไม่พอใจ ก็ยังคิดว่านี่เป็นความผิดส่วนหนึ่งของลั่วเซ่าเชินด้วย เธอจะโทษถังโจวโจวคนเดียวก็ไม่ถูก

 

 

อย่างน้อยตอนนี้เธอก็ไม่สามารถแสดงอาการโกรธออกมาต่อหน้าถังโจวโจวได้ เมิ่งชิงซีเก็บไฟโกรธเอาไว้ในใจและยิ้มให้ถังโจวโจว “โจวโจว ความจริงแล้วฉันก็ไม่ได้มีธุระอะไรกับเธอหรอก ฉันแค่อยากมาแสดงความยินดีกับเธอ ถ้าเด็กคนนี้คลอดแล้วอายุครบหนึ่งเดือนเมื่อไร ฉันจะมาร่วมงานอย่างแน่นอน”

ตอนที่ 110 ฟังหยวน แขกไม่ได้รับเชิญ

 

 

 

 

           “โจวโจว ผมเสียใจนะที่คุณพูดกับผมแบบนี้” ฟังหยวนทำท่ากุมหน้าอก 

 

 

ถังโจวโจวอยากจะอาเจียน “อย่าทำแบบนั้นค่ะ ไม่อย่างนั้นฉันจะให้คนมาไล่คุณออกไป!” 

 

 

ถังโจวโจวเหมือนจะได้ยินเสียงรถอีกครั้ง คราวนี้จะต้องเป็นหลินเหยาอย่างแน่นอน ถังโจวโจววิ่งออกไปดู แล้วก็เป็นหลินเหยาที่ลงมาจากรถแท็กซี่ หลินเหยาเพิ่งจะหยุดยืน ถังโจวโจวก็เริ่มบ่น “เหยาเหยา เธอนี่ช้าจริงๆ เลย ลูกชายเธอรอแย่แล้วเนี่ย” 

 

 

“ฉันถึงเอาของขวัญมาไถ่โทษให้เขานี่ไง” หลินเหยายื่นถุงของขวัญใบเล็กออกมาจากด้านหลัง เมื่อถังโจวโจวเปิดดู เธอก็พบว่ามันเป็นของเล่นเด็กที่หลินเหยาซื้อมาให้ลูกที่อยู่ในท้องของเธอ เธอรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมในทันที 

 

 

“เหยาเหยา เขายังอยู่ในท้องฉันอยู่เลย ถ้าเธอจะซื้อ เธอก็ควรจะซื้อให้ฉันก่อนไหม” 

 

 

“ตอนนี้ฉันอยู่ต่อหน้าลูกชายของฉัน เธอหมดความหมายแล้ว” ถังโจวโจวทุบหลินเหยาเบาๆ สองครั้ง ก่อนที่พวกเธอจะเดินเข้าไปในบ้านด้วยกันพร้อมเสียงหัวเราะ 

 

 

ป้าหลิวยกน้ำชามาให้ฟังหยวนแล้วแก้วหนึ่ง เมื่อเธอเห็นว่าถังโจวโจวพาเพื่อนเข้ามาเพิ่มอีก เธอก็เริ่มสงสัย คุณผู้หญิงบอกว่ามีแขกแค่คนเดียวไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมตอนนี้ถึงมีสองคน? 

 

 

ถังโจวโจวพาหลินเหยาไปที่ห้องนั่งเล่น ก่อนที่จะแนะนำให้เธอได้รู้จักกับฟังหยวน “นี่ฟังหยวน เพื่อนของเซ่าเชิน นี่หลินเหยา เพื่อนสนิทของฉันเอง” 

 

 

ฟังหยวนลุกขึ้นยืนและยื่นมือออกไป “ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณหลิน” 

 

 

หลินเหยาจับมือเขาอย่างสุภาพ “ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะคุณฟัง” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินพาลั่วอิงลงมาชั้นล่าง เขาพบว่าในห้องนั่งเล่นมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง “ฟังหยวน นายมาทำไม” 

 

 

ฟังหยวนหัวเราะเสียงดังลั่น “นายชวนฉันมาไม่ใช่เหรอ อาเชิน นายจำไม่ได้หรือไง” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเพิ่งนึกขึ้นมาได้ เมื่อเช้าฟังหยวนมาหาเขาที่บริษัท และนัดให้เขาออกไปกินมื้อเย็นด้วยกัน แต่เขาบอกปัด ฟังหยวนจึงถามหาสาเหตุ เขาก็เลยเผลอหลุดปากบอกเรื่องที่ถังโจวโจวจะชวนเพื่อนมากินหม้อไฟที่บ้านคืนนี้ 

 

 

           เมื่อฟังหยวนได้ยิน เขาก็โอดครวญขึ้นมาทันที เขาบอกว่าเขากลับมาตั้งนานแล้ว ลั่วเซ่าเชินยังไม่เคยชวนเขาไปกินข้าวเลยสักครั้ง เพราะฉะนั้นเขาจะถือโอกาสนี้ไปร่วมวงด้วย ในตอนนั้นลั่วเซ่าเชินไม่เห็นด้วย แต่ฟังหยวนไม่ฟัง เอาแต่พูดว่าจะมาให้ได้ 

 

 

           เมื่อลั่วเซ่าเชินกลับมาถึงบ้าน เขาก็ไม่ได้คุยกับฟังหยวนอีก เขานึกว่าอีกฝ่ายลืมเรื่องนี้ไปแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าสุดท้ายแล้วฟังหยวนเองก็มีความสามารถอยู่เหมือนกัน ที่หาทางมาเองจนได้อย่างนี้ 

 

 

“เอาเถอะ ไหนๆ ก็มาแล้ว ให้ป้าหลิวเตรียมอาหารเพิ่มก็แล้วกัน” เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าฟังหยวนสู้อุตส่าห์มาจนได้ เขาก็ไม่อาจไล่เพื่อนกลับไปได้ในตอนนี้ 

 

 

เมื่อฟังหยวนได้ยินลั่วเซ่าเชินพูดแบบนั้น เขาก็หันไปยิ้มให้ถังโจวโจวอย่างภาคภูมิใจ เขายิ้มเสียจนถังโจวโจวอยากจะตีเขาแรงๆ ให้เขาจำเอาไว้ว่าไม่ควรเยาะเย้ยเธอแบบนี้ 

 

 

ลั่วอิงวิ่งมาหาหลินเหยา ก่อนจะเอ่ยเรียกอย่างสนิมสนม “น้าหลินมาแล้ว หนูรอคุณน้าอยู่นานเลยค่ะ” ถังโจวโจวมองดูลั่วอิงที่กำลังพูดโกหกตาใส เธอกลับมาถึงบ้านไม่นานนี้เอง แล้วเพิ่งลงมาจากชั้นบนด้วย รอนานที่ไหนกันล่ะ 

 

 

แต่เมื่อหลินเหยาได้ยิน ถังโจวโจวก็ไม่คิดว่าเธอจะมีความสุขมากขนาดนี้ “จริงเหรอคะ ไม่เสียแรงที่น้ารักหนู ลั่วอิงดีกับน้าที่สุดเลย!” 

 

 

ถังโจวโจวเห็นว่าลั่วอิงสามารถหลอกให้หลินเหยาดีใจได้ เธอล่ะนับถือปากเล็กๆ ของลั่วอิงจริงๆ ไม่รู้ว่าดื่มน้ำผึ้งไปมากแค่ไหน คำพูดหวานๆ ถึงได้หลุดออกมาจากปากได้เรื่อยๆ อย่างนี้ 

 

 

“ลั่วอิงน้อยลืมคุณลุงไปแล้วหรือครับ ลุงเสียใจจัง เสียดายที่วันนี้ลุงเอาของขวัญมาให้หนูด้วย” ฟังหยวนพยายามแสดงตัว 

 

 

ทันทีที่ลั่วอิงได้ยินฟังหยวนบอกว่าเขาเอาของขวัญมาให้เธอด้วย เธอก็กระตือรือร้นขึ้นมาและรีบยิ้มหวานให้ฟังหยวน “จำได้สิคะ ลุงฟัง คุณลุงเอาอะไรมาให้หนูเหรอคะ” 

 

 

“เดี๋ยวลุงเอามาให้หลังทานข้าวเสร็จนะครับ ตอนนี้มันอยู่ในรถ” 

 

 

ป้าหลิวยกน้ำซุปที่ปรุงเสร็จแล้วและผักต่างๆ ออกมาวางไว้บนโต๊ะ บนโต๊ะนั้นเต็มไปด้วยอาหารละลานตา ถังโจวโจวและคนอื่นๆ นั่งลงที่โต๊ะ ก่อนจะเริ่มลงมือในทันที 

 

 

ฟังหยวนเป็นคนอารมณ์ขัน หลินเหยาเองก็คุยกับเขาได้อย่างถูกคอ บรรยากาศบนโต๊ะจึงดีแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อถังโจวโจวเห็นหลินเหยายิ้มแย้มอย่างมีความสุขเพราะฟังหยวน เธอก็กลัวว่าเพื่อนจะติดกับดักภาพลักษณ์ภายนอกอันแสนดีของเขา แต่เธอก็เกรงใจที่จะพูดเตือนออกมาตรงๆ เธอจึงได้แต่แอบลอบสังเกตสถานการณ์อยู่ข้างๆ 

 

 

อาหารบนโต๊ะหมดเกลี้ยง เมื่อมองดูแต่ละคน ก็จะเห็นว่าอิ่มกันจนหน้าท้องกลมดิก น้ำซุปที่ป้าหลิวทำนั้นอร่อยมาก มันเข้ากันได้ดีกับผักสดและเนื้อสัตว์ พวกเขากินกันจนเหงื่อท่วม แต่หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ร่างกายของพวกเขาก็อบอุ่นขึ้น 

 

 

หลังจากอาหารมื้อนั้น ลั่วอิงก็เอาแต่ถามถึงของขวัญของฟังหยวน ฟังหยวนเปิดประตูรถและหยิบกล่องของขวัญกล่องเล็กออกมาจากเบาะหลัง มันคือกิ๊บติดผมเพชร แม้แต่ถังโจวโจวยังตาลุกวาว ใจดีจริงๆ 

 

 

เมื่อลั่วอิงเห็นของขวัญที่ถูกใจ เธอก็เอ่ยปากชมเปาะ “คุณลุงฟังใจดีจัง ลั่วอิงรักคุณลุงที่สุดเลยค่ะ” 

 

 

ฟังหยวนยิ้มหัวเราะตามคำยอของลั่วอิง “ลั่วอิง ถ้าหนูชอบ รอบหน้าลุงจะเอามาให้อีกนะ” 

 

 

“จริงๆ นะคะ? ถ้าอย่างนั้นคุณลุงต้องมาบ้านหนูบ่อยๆ นะ” ลั่วอิงไม่เห็นแววตาของลั่วเซ่าเชินที่นิ่งงันไป เธอสนใจแค่เพียงว่าฟังหยวนเอาของขวัญมาให้ และแน่นอนว่ามันเป็นเรื่องดีสำหรับเธอ! 

 

 

“ได้ครับ ถ้าคุณพ่อหนูอนุญาต วันหลังลุงจะมาบ่อยๆ” ฟังหยวนมองไปที่ลั่วเซ่าเชิน แล้วเขาก็พบว่าสีหน้าของลั่วเซ่าเชินดูไม่ค่อยดีเท่าไร เขารู้ตัวว่าเขาอยู่ใกล้ลั่วอิงมากเกินไป ฟังหยวนหัวเราะหน้าตาเฉย อาเชินทำอะไรเขาในตอนนี้ไม่ได้หรอก 

 

 

ฟังหยวนสังเกตเห็นว่าถังโจวโจวแอบมองกิ๊บติดผมที่อยู่ในมือของลั่วอิงเป็นระยะ เขาทดไว้ในใจ ดูเหมือนว่าเธอเองก็ชอบของกระจุกกระจิกแบบนี้อยู่เหมือนกัน 

 

 

หลินเหยาเห็นว่าสีหน้าของลั่วเซ่าเชินดูไม่สบอารมณ์ แต่เธอไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เธอผลักถังโจวโจวเบาๆ จากนั้นก็ชี้ไปที่ลั่วเซ่าเชิน แล้วก็ชี้ไปที่ฟังหยวน เธอขยับรูปปากถามว่า “มีเรื่องอะไรกันเหรอ” หลินเหยาได้แต่สงสัยในใจ ทำไมสองคนถึงทำเหมือนว่าจะตีกัน เขาเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ? 

 

 

“เอาละ ลั่วอิง เอาของขวัญไปเก็บก่อนค่ะ เป็นเด็กเป็นเล็กไม่ควรไม่สุภาพแบบนี้นะคะ ไปขอของขวัญจากคนอื่นได้ยังไง” ถังโจวโจวให้ลั่วอิงมานั่งข้างๆ เธอ และเมื่อพูดถึงเหตุผล ลั่วอิงก็ไม่พูดถึงเรื่องที่จะให้ฟังหยวนเอาของขวัญมาให้อีกเลย 

 

 

ฟังหยวนเห็นว่าถังโจวโจวช่วยอาเชิน ‘พวกเขาเป็นสามีภรรยากันนี่ แต่ถ้าเธอเป็นของฉัน วันนี้เธอจะยืนอยู่ข้างฉันไหม?’ ฟังหยวนรู้สึกตัวว่าเขากำลังคิดมากเกินไป เขาจึงต้องปล่อยวางความคิด 

 

 

“เอาละ ผมไม่รบกวนแล้วดีกว่า ขอตัวกลับก่อนนะครับ ขอบคุณนะอาเชินที่ชวนฉันมากินข้าวมื้อใหญ่” 

 

 

“นี่ไม่ใช่มื้อใหญ่อะไร ถ้านายอยากให้ฉันเลี้ยงข้าว เดี๋ยวฉันจะหาร้านอาหารดีๆ แล้วเราค่อยไปกัน” เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าฟังหยวนเหมือนจะละทิ้งความหวังจากถังโจวโจว เขาก็ปฏิบัติกับอีกฝ่ายอย่างดี 

 

 

เป็นพี่เป็นน้องกันมาตั้งหลายปี ใช่ว่าเป็นกันเล่นๆ แต่เพราะถังโจวโจว ดังนั้น ลั่วเซ่าเชินจึงต้องป้องกันการเข้าใกล้ของฟังหยวนเอาไว้ก่อน 

 

 

“โอเค ฉันจะรอ” ฟังหยวนมองไปที่หลินเหยา “คุณหลินครับ ผมเห็นว่าคุณไม่ได้ขับรถมา ถ้าอย่างนั้นมานั่งรถผมไหม วันนี้ให้ผมทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์คนสวยไปส่งคุณที่บ้านนะครับ?” 

 

 

หลินเหยาเห็นว่าฟังหยวนจริงใจ เธอจึงพยักหน้าตกลง ถังโจวโจวเองก็คิดว่ามันเป็นความคิดที่ดี เมื่อครู่นี้เธอยังคิดอยู่เลยว่า ‘ตอนนี้ฟ้าก็มืดแล้ว เหยาเหยาจะกลับบ้านยังไง เดี๋ยวให้เซ่าเชินไปส่งดีกว่า’ แต่ตอนนี้ฟังหยวนอาสาเอง ถ้าอย่างนั้นก็ดีมากๆ เลย 

 

 

“ฟังหยวน คุณต้องส่งเหยาเหยาให้ถึงบ้านนะคะ ไม่อย่างนั้นฉันเอาเรื่องคุณแน่” ถังโจวโจวยกกำปั้นเล็กๆ ของเธอขึ้นมาและพูดขู่ 

 

 

ฟังหยวนแค่รู้สึกว่าท่าทางของถังโจวโจวน่ารักมาก ถ้าเขาคิดจะทำอะไรหลินเหยา เธอคิดว่าเธอจะจัดการเขาได้เหรอ 

 

 

แต่ฟังหยวนจะไม่ทำให้ถังโจวโจวไม่สบายใจ เขาดูเหมือนจะล้อเล่น แต่ก็พูดอย่างจริงจังว่า “ไม่ต้องห่วงครับ เธอเป็นเพื่อนของคุณ ผมจะส่งเธอให้ถึงบ้านอย่างปลอดภัยเลย” 

 

 

หลินเหยาขึ้นไปนั่งบนรถของฟังหยวนและโบกมือให้ถังโจวโจว “โจวโจว เธอรีบเข้าไปเถอะ” 

 

 

“ขับรถดีๆ นะคะฟังหยวน เหยาเหยา ถึงบ้านแล้วส่งข้อความมาบอกฉันด้วยนะ” 

 

 

“รู้แล้วจ้ะ” หลินเหยาพยักหน้ารับในทันที ถ้าไม่ติดว่าดึกแล้ว เธอคงจะต้องคุยกับถังโจวโจวอีกสักพักแน่ 

 

 

ถังโจวโจวทอดมองรถของฟังหยวนจากไป จากนั้นเธอจึงกลับเข้าไปในบ้าน ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเธอกลับเข้ามาแล้วจึงเอ่ยถาม “กลับกันไปแล้วเหรอ” 

 

 

“ค่ะ เซ่าเชิน วันนี้ฟังหยวนเขามาได้ยังไง” จะมาแล้วทำไมไม่บอก ทำเอาป้าหลิวตกอกตกใจหมด ดีนะที่เธอซื้อมาเผื่อ มิเช่นนั้นคงไม่พอกิน 

 

 

“ผมคิดว่าเขาล้อเล่น ไม่คิดว่าเขาจะมาจริงๆ” ลั่วเซ่าเชินอธิบายเล็กน้อย ถังโจวโจวไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม เพราะอย่างไรเขาก็เป็นเพื่อนของลั่วเซ่าเชิน เธอไม่ควรเข้าไปยุ่ง 

 

 

ถังโจวโจวได้ขีดเส้นที่ชัดเจนแล้วสำหรับฟังหยวน ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากเป็นเพื่อนกับฟังหยวน แต่ทุกครั้งที่ฟังหยวนเจอเธอ เขามักจะพูดจาไร้สาระ ถังโจวโจวจะคิดว่าเป็นเรื่องจริงก็ไม่ได้ จะคิดว่าเป็นเรื่องหลอกก็ไม่ได้อีกเช่นกัน 

 

 

ฟังหยวนมาส่งหลินเหยาที่บ้าน ระหว่างทางเขาไม่ได้คุยกับเธออีก หลินเหยามองออกว่าเขาไม่อยากจะสนทนาด้วย เธอเองก็เลยไม่พูด เธอรู้สึกสงสัยในตัวฟังหยวนมาก ตกลงแล้วเขาเป็นคนยังไงกันแน่ ตอนที่อยู่บนโต๊ะอาหาร เขาร่าเริงมาก แต่ตอนนี้เขากลับนิ่งเฉยจนเหมือนคนละคน 

 

 

หลังจากหลินเหยาลงจากรถ “ขอบคุณที่มาส่งนะคะ คุณฟัง” 

 

 

“ไม่เป็นไรครับ” เมื่อเห็นว่าหลินเหยาหมุนตัวเดินไปแล้ว ฟังหยวนจึงขับรถออกมา 

 

 

หลินเหยาเดินไปสองก้าว เธอได้ยินเสียงรถไกลออกไปจากทางด้านหลัง หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อเธอรู้สึกว่าฟังหยวนไปไกลแล้ว เธอก็อดหันหน้ากลับไปมองไม่ได้ เขานี่แปลกคนจริงๆ… 

 

 

ฟังหยวนนึกถึงบรรยากาศบนโต๊ะอาหารในวันนี้ แม้ว่าลั่วเซ่าเชินจะไม่ค่อยพูด แต่ดวงตาของเขาก็จับจ้องไปที่ถังโจวโจวอยู่ตลอด ดูเหมือนว่าเขาจะใส่ใจเธอมาก นี่เขาไม่รู้สึกอะไรกับหันฮุ่ยซินแล้วจริงๆ เหรอ? 

 

 

ช่วงนี้หันฮุ่ยซินก็ไม่ได้มาหาเขา นี่มันดูสิ้นหวังมาก แต่เอาเป็นว่าถ้าเธอมาหาเขาอีก เขาก็จะไม่ช่วยเธอแล้ว ขอแค่ถังโจวโจวยังอยู่ดี เขาก็พร้อมที่จะเป็นอัศวินข้างกายเธอ 

 

 

ค่ำนี้ถังโจวโจวกินไปเยอะมาก เธอจึงลากลั่วเซ่าเชินออกมาเดินย่อยอาหาร ลั่วอิงไม่ได้ตามมาด้วย เธอกลับไปลองกิ๊บติดผมอันใหม่ที่ห้องของเธอ 

 

 

พวกเขาสองคนเหมือนกับคู่สามีภรรยาที่อยู่กินกันมานาน พวกเขาสามารถรู้สึกถึงกันและกันได้โดยที่ไม่ต้องสื่อสาร ถังโจวโจวเดินอยู่ข้างๆ ลั่วเซ่าเชิน หัวใจของเธอเต้นตึกตัก เธอรู้สึกว่ารอบตัวของเธอนั้นเงียบสงัด เธอได้ยินแค่เสียงหัวใจของเธอและลั่วเซ่าเชิน 

 

 

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่ลั่วเซ่าเชินกุมมือเธอเอาไว้แน่น เขาลองส่งเสียงออกมา “โจวโจว ถ้าวันข้างหน้าเราแก่ตัวไป เราก็จะเป็นแบบนี้ใช่ไหม ทุกวันหลังจากกินข้าวเสร็จ เราก็จะออกมาเดินเล่นด้วยกัน” 

 

 

“แน่นอนค่ะ” ลั่วเซ่าเชินจินตนาการถึงอนาคตอันงดงาม ถังโจวโจวเองก็หวังว่าเธอจะมีชีวิตแบบนี้ในอนาคต เธอหวังให้ชีวิตของเธอสงบสุขและเรียบง่าย ไม่ต้องมีจุดหักเหอะไรอีก 

 

 

พวกเขาเดินทอดน่องกันอยู่รอบหนึ่ง จากนั้นก็เดินกลับบ้านกันไป มือของพวกเขายังคงประสานกันไว้แน่น

ตอนที่ 109 ชวนหลินเหยามาที่บ้าน

 

 

 

 

ดูเหมือนว่าลั่วเซ่าเชินจะไม่ได้ยิน เมื่อเขาเห็นถังโจวโจวลงจากรถแล้ว เขาก็ขับรถออกไปเลย ถังโจวโจวสังเกตเห็นความผิดปกติได้ในที่สุด นี่เขากำลังอารมณ์เสียใช่ไหม? 

 

 

ถังโจวโจวสับสน แต่ตอนนี้เธอไม่มีเวลามาสำรวจว่าตกลงแล้วเกิดอะไรขึ้นกับลั่วเซ่าเชิน เดี๋ยวค่อยกลับไปถามที่บ้านก็แล้วกัน 

 

 

           ตกเย็น หวังหวาก็มารับถังโจวโจวกลับบ้าน หวังหวาเปิดประตูให้ถังโจวโจว ถังโจวโจวพบว่าที่เบาะด้านหลัง ไม่มีแม้แต่เงาของลั่วเซ่าเชิน เธอเอ่ยถามว่า “เซ่าเชินล่ะคะ” โดยปกติแล้วเขาจะมารับเธอ แล้วทำไมวันนี้ถึงไม่มา? 

 

 

หวังหวาตอบกลับด้วยความเคารพ “ท่านผอ. ไปรับคุณหนูลั่วอิงครับ เชิญคุณผู้หญิงครับ” เช้าวันนี้ เมื่อลั่วเซ่าเชินมาถึงบริษัท หวังหวาก็พบว่าเจ้านายของเขาไม่ค่อยสบอารมณ์สักเท่าไร 

 

 

เขากับลูซี่มองหน้ากัน สงสัยว่าวันนี้คงจะต้องสงบปากสงบคำกันสักหน่อย เพราะว่าเจ้านายของพวกเขาอาจจะโมโหขึ้นมาเมื่อไรก็ได้ แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ พวกผู้จัดการที่เดินเข้าไปในออฟฟิศของลั่วเซ่าเชินในวันนี้ เดินหน้าซีดออกมากันทุกคน 

 

 

แล้วก็ไม่ต้องบอก พวกเขาถูกเอ็ดจนเงยหน้าไม่ไหว หวังหวารู้สึกว่าเรื่องนี้อาจจะเป็นผลพวงจากภรรยาของท่านผอ. เขาอยู่กับลั่วเซ่าเชินตลอด วันไหนที่ลั่วเซ่าเชินอารมณ์ไม่ดี วันนั้นเขาจะต้องมีปัญหากับถังโจวโจว หรือไม่ถังโจวโจวก็เป็นคนทำให้เขาอารมณ์เสีย 

 

 

แต่ลั่วเซ่าเชินเป็นคนที่เก็บงำความในใจ เขาจะไม่พูดมันออกมาตรงๆ และปล่อยให้ถังโจวโจวคาดเดาเอาเอง แต่มีหรือที่ถังโจวโจวจะคิดมาก คนที่ต้องทนทุกข์ทรมานถึงได้ต้องกลายเป็นคนอย่างพวกเขานี่อย่างไรเล่า 

 

 

เมื่อหวังหวาเห็นถังโจวโจวนั่งเรียบร้อยแล้ว เขาก็ออกรถอย่างนุ่มนวล “คุณผู้หญิงครับ ดูเหมือนว่าวันนี้ท่านผอ. จะอารมณ์ไม่ค่อยดี คุณผู้หญิงระมัดระวังหน่อยนะครับ” หวังหวาเอ่ยเตือนถังโจวโจวไว้ก่อน เนื่องด้วยหวังหวามีภาพความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับโจวโจว 

 

 

ก่อนหน้านี้ ถังโจวโจวเคยมาอยู่ที่ลั่วกรุ๊ปช่วงหนึ่ง ถังโจวโจวไม่เคยถือตัวอวดดี ลูซี่ให้เธอทำอะไร เธอก็ไม่ปฏิเสธเพราะลั่วเซ่าเชินเป็นผู้อำนวยการ ในทางกลับกัน ถ้าเป็นเรื่องที่เธอต้องทำ ขอแค่เธอมีความสามารถ เธอก็จะทำมันได้ดี 

 

 

“ตกลงนี่เขาอารมณ์ไม่ดีเพราะฉันหรือเปล่า” ถังโจวโจวบ่นพึมพำ แต่บนรถนั้นเงียบมาก หวังหวาจึงได้ยินเต็มสองรูหู เขาจนปัญญาจริงๆ นี่คุณผู้หญิงเองก็ไม่รู้เหรอ? แล้วอย่างนี้คนอย่างพวกเขาจะไปรู้ได้อย่างไร 

 

 

ถังโจวโจวเองก็ตระหนักได้ว่ามันไม่เหมาะสมเท่าไร เธอจึงยิ้มแห้งๆ หลังจากนั้นเธอก็ไม่ได้สนทนากับหวังหวาอีก จนกระทั่งกลับมาถึงบ้าน “ขอบคุณค่ะ” หลังจากขอบคุณหวังหวาแล้ว ถังโจวโจวก็ไม่ได้ขอให้เขาช่วยเปิดประตูให้เธออีก เธอเปิดประตูแล้วลงจากรถด้วยตัวเอง 

 

 

เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวเข้าไปในบ้านแล้ว หวังหวาก็ขับรถออกไปจากคฤหาสน์หลังเล็ก เมื่อถังโจวโจวเข้ามาในบ้าน เธอก็พบว่าลั่วอิงและลั่วเซ่าเชินนั่งอยู่บนโซฟา ไม่รู้ว่าลั่วอิงพูดอะไร ลั่วเซ่าเชินถึงได้มีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า ดูเหมือนว่าเขาจะอารมณ์ดีแล้ว 

 

 

ถังโจวโจวค่อยๆ วางใจลง เขาก็ดูปกติดีนี่ คงไม่มีปัญหาอะไรแล้ว แม้เธอจะยังไม่แน่ใจนัก แต่ก็ไม่รู้ว่าคิดมากไปทำไม ในเมื่อทุกปัญหาย่อมมีทางออกอยู่เสมอ 

 

 

“แม่โจวโจวขา กลับมาแล้วเหรอคะ” เมื่อลั่วอิงเห็นถังโจวโจว เธอก็รีบวิ่งเข้าไปหา แต่หลังจากถูกลั่วเซ่าเชินขวางอยู่หลายครั้ง เธอก็เข้าใจได้ว่าตอนนี้มีน้องตัวเล็กๆ อยู่ในท้องของถังโจวโจว เธอไม่สามารถโถมร่างเข้าไปหาถังโจวโจวได้เหมือนปกติ ดังนั้นเธอจึงหยุดเมื่อเข้าใกล้ถังโจวโจว 

 

 

ลั่วเซ่าเชินระมัดระวังเรื่องการเคลื่อนไหวอยู่ตลอด เมื่อเขาเห็นลั่วอิงวิ่งตรงเข้าไปหาถังโจวโจว เขาก็กลัวว่าเธอจะวิ่งเข้าไปชนหน้าท้องของถังโจวโจว เขากังวลใจเป็นอย่างมาก แม้ว่าลั่วอิงจะยังเด็ก แต่เธอก็จำคำของเขาได้ ลั่วเซ่าเชินแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ และนั่งนิ่งอยู่บนโซฟาต่อไป 

 

 

ถังโจวโจวกดจูบลงบนแก้มเล็กๆ ของลั่วอิงอย่างหนัก “ลั่วอิง วันนี้ไปโรงเรียนมาเป็นยังไงบ้างคะ หนูเชื่อฟังคุณครูหรือเปล่า มื้อเที่ยงกินข้าวไปเยอะไหม” 

 

 

 “ค่ะ วันนี้หนูกินข้าวชามใหญ่เลย!” 

 

 

ถังโจวโจวได้ยินคุณครูประจำชั้นของลั่วอิงพูดถึงเมื่อไม่นานมานี้ว่า ช่วงนี้ลั่วอิงมักจะไม่ค่อยกินมื้อกลางวัน แต่เธอก็ไม่ได้กินขนมอื่นๆ ด้วย คุณครูเห็นว่าเธอเป็นแบบนี้อยู่หลายวัน และในที่สุดก็ทนกังวลใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ไหว เพราะคุณครูกลัวว่าลั่วอิงที่ไม่กินอะไรเลยอาจจะไม่สบายได้ เธอจึงโทรไปหาถังโจวโจว 

 

 

ดังนั้น ในช่วงนี้เมื่อลั่วอิงกลับมาถึงบ้าน ถังโจวโจวก็มักจะถามคำถามนี้กับเธอ ต่อมาเมื่อถังโจวโจวได้กระซิบกระซาบกับลั่วอิง เธอจึงได้รู้ว่าที่ลั่วอิงไม่ค่อยกินมื้อกลางวันนั้นเป็นเพราะบริเวณใกล้ๆ กับโรงเรียนมีแมวน้อยสีขาวอยู่ตัวหนึ่ง เธอแอบนำข้าวกลางวันที่เธอได้มาเลี้ยงแมวน้อยทุกวัน 

 

 

ถังโจวโจวเข้าใจดี เด็กผู้หญิงทุกคนล้วนชอบสัตว์ที่มีขนปุกปุยน่ารัก แต่มันก็ไม่ถูกต้องที่ตัวเองไม่กินข้าว หลังจากที่ถังโจวโจวทราบเรื่อง เธอจึงวานให้ป้าหลิวเตรียมข้าวกล่องเล็กๆ ให้ลั่วอิงถือไปโรงเรียนทุกเช้า เพื่อเลี้ยงแมวน้อยตัวนั้น 

 

 

แล้วก็เป็นไปตามคาด คุณครูบอกว่าลั่วอิงเริ่มกินข้าวแล้ว แต่ถังโจวโจวก็ยังคงถามคำถามเดิมกับลั่วอิงเช่นนี้ทุกวัน หนึ่งคือเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเธอและลั่วอิง สองคือเพื่อป้องกันไม่ให้ลั่วอิงรู้สึกว่าเมื่อเธอมีลูกเป็นของตัวเองแล้ว เธอจะไม่สนใจลั่วอิงอีก 

 

 

ถังโจวโจวพาลั่วอิงมานั่งข้างๆ ลั่วเซ่าเชิน “เซ่าเชิน ฉันกลับมาแล้วค่ะ” ลั่วเซ่าเชินไม่ตอบเธอ เธอเองก็ไม่ได้คุยกับเขาอีก เธอเอาแต่กระซิบกระซาบกับลั่วอิงที่นั่งอยู่ข้างๆ 

 

 

“ช่วงนี้เจ้าแมวน้อยเป็นยังไงบ้างคะ อากาศหนาวขนาดนี้ ตอนกลางคืนมันนอนที่ไหน” ถังโจวโจวแค่ได้ยินเรื่องแมวมาจากปากของลั่วอิง ลั่วอิงยังตั้งชื่อให้มันอย่างง่ายๆ ว่า ‘เสี่ยวไป๋’ เพราะว่ามันมีขนสีขาวราวกับหิมะ 

 

 

แน่นอนว่าตอนที่ลั่วอิงเห็นมันครั้งแรก มันเป็นแมวสีเทา ถังโจวโจวไม่กล้าพามันกลับมาที่บ้าน เพราะกลัวว่าลั่วเซ่าเชินจะไม่ชอบ ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เธอเองก็กำลังตั้งท้อง เธอกลัวว่าคนที่บ้านจะไม่อยากให้เลี้ยงแมว เพราะกลัวว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น 

 

 

“แม่โจวโจวขา ตอนกลางวันเสี่ยวไป๋จะมาหาหนูทุกวัน หนูให้มันกินของที่ป้าหลิวเตรียมไว้ให้ มันชอบมากเลยค่ะ แต่ทุกครั้งที่มันกินเสร็จ เสี่ยวไป๋ก็จะเล่นกับหนูอยู่สักพักแล้วมันก็ไป หนูเองก็ไม่รู้ว่ามันไปอยู่ที่ไหน” 

 

 

ลั่วอิงอยากจะพาเสี่ยวไป๋กลับมาอยู่ที่บ้าน แต่เธอก็กลัวว่าลั่วเซ่าเชินจะไม่เห็นด้วย ดังนั้นเธอจึงไม่กล้าเอ่ยปากขอ 

 

 

ถังโจวโจวทำได้แค่ปลอบใจ “มันอาจจะมีบ้านของมันอยู่ก็ได้ค่ะ หนูไม่ต้องห่วงนะ มันมาหาหนูหลายวันแล้ว แสดงว่ามันต้องมีที่อยู่แน่นอน” ถังโจวโจวลูบศีรษะของลั่วอิง ลั่วเซ่าเชินโมโหมากยิ่งขึ้น เมื่อเห็นว่าพวกเธอพูดคุยกันอย่างสนุกสนานโดยไม่สนใจเขา 

 

 

“ลั่วอิง มาหาพ่อนี่มา” พอลั่วเซ่าเชินโกรธ เขาก็จงใจหาเรื่องถังโจวโจว เขาอยากจะแย่งลั่วอิงกลับมา จะดูซิว่าพวกเธอจะยังคุยอะไรกันได้อีก 

 

 

แต่ลั่วอิงกลับไม่เล่นด้วย “คุณพ่อขา หนูคุยกับแม่โจวโจวอยู่ เดี๋ยวหนูไปหานะคะ” ลั่วอิงยังมีเรื่องที่น่าสนใจอีกมากมายเกี่ยวกับเสี่ยวไป๋จะเล่าให้ถังโจวโจวฟัง เธอยังไม่ว่างสนใจลั่วเซ่าเชินตอนนี้ 

 

 

ถังโจวโจวแอบมองเขาเล็กน้อย แล้วก็เห็นว่าเขาหงุดหงิดมาก เธอจึงแกล้งทำเป็นไม่เห็น ไม่รู้ว่าวันๆ ผู้ชายคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่ ขยับนิดขยับหน่อยก็โมโหแล้ว 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเธอไม่สนใจ ไฟโกรธในตัวก็เพิ่มมากขึ้นไปอีก พอดีกันกับที่ป้าหลิวเดินออกมาจากห้องครัว “คุณชาย คุณผู้หญิง คุณหนู ทานข้าวได้แล้วค่ะ” เธอรู้สึกได้ว่าบรรยากาศภายในห้องนั่งเล่นนั้นผิดปกติไป แต่เธอก็ไม่ได้คิดอะไรมาก 

 

 

ถังโจวโจวพาลั่วอิงไปที่โต๊ะอาหาร เธอเห็นว่าลั่วเซ่าเชินนั่งแช่อยู่ตรงนั้นและไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เลย “เซ่าเชิน ทานข้าวค่ะ” 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินได้ยินถังโจวโจวเรียกเขา เขาก็ลุกขึ้นยืนอย่างไม่อิดออดและนั่งลงข้างๆ เธอ ป้าหลิวเสิร์ฟอาหารขึ้นโต๊ะ ในขณะที่ถังโจวโจวกินข้าว เธอก็นึกถึงว่าตอนนี้เข้าฤดูหนาวแล้ว ต้องกินหม้อไฟสิถึงจะถูก จากนั้นเธอก็เห็นว่าป้าหลิวยกหม้อซุปออกมาอีกหม้อ จึงเอ่ยว่า “ป้าหลิวคะ เย็นพรุ่งนี้ทานหม้อไฟกันดีกว่าค่ะ” 

 

 

ทันทีที่ถังโจวโจวพูดถึงหม้อไฟ น้ำลายของเธอก็เริ่มสอ ในเมื่อลั่วเซ่าเชินไม่อนุญาตให้เธอออกไปกินข้าวข้างนอก ถ้าอย่างนั้นเธอก็ทำกินเองที่บ้าน แล้วเธอก็จะได้ชวนหลินเหยาให้มากินด้วยกัน 

 

 

“ถ้าคุณผู้หญิงอยากทาน พรุ่งนี้ฉันจะต้มน้ำซุปไว้ค่ะ พอถึงตอนค่ำจะได้เอามาทำเป็นน้ำซุปหม้อไฟค่ะ” ป้าหลิวเองก็คิดว่านี่เป็นความคิดที่ดี 

 

 

“ลั่วอิงอยากกินหม้อไฟไหมคะ” ถังโจวโจววางหัวไชเท้าลงในชามของลั่วอิง เธอเห็นลั่วอิงทำปากจู๋ เห็นได้ชัดว่าไม่ชอบ แต่ถังโจวโจวก็จ้องมองไม่วางตา ท้ายที่สุดลั่วอิงก็รีบคีบหัวไชเท้าใส่ปากของตัวเอง แต่ก็ยังแสดงท่าทางราวกับว่ากำลังกินของมีพิษอย่างไรอย่างนั้น 

 

 

หลังจากกลืนหัวไชเท้าลงไปแล้ว ลั่วอิงจึงเปิดปากพูด “อยากค่ะ หนูอยากทาน” 

 

 

“เซ่าเชิน ฉันชวนเหยาเหยามาทานด้วยได้ไหมคะ” ถังโจวโจวหันไปมองลั่วเซ่าเชิน ลั่วเซ่าเชินคิดเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า 

 

 

“นี่ก็บ้านของคุณเหมือนกัน คุณอยากชวนใครก็ชวนเถอะ” 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าลั่วเซ่าเชินตอบตกลงแล้ว หลังจากกินข้าวเสร็จ เธอก็โทรชวนหลินเหยา หลินเหยาตอบตกลงในทันที 

 

 

วันต่อมา หลังจากที่ถังโจวโจวเลิกงาน เธอรีบเตรียมพร้อมอย่างเร่งด่วน ป้าหลิวต้มซุปกระดูกหมูเอาไว้แล้ว เมื่อเห็นถังโจวโจวเข้ามาในครัวก็พูดย้ำว่า “คุณผู้หญิงออกไปก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวตรงนี้ฉันจัดการให้” 

 

 

ถังโจวโจวไม่ยอม “ไม่เป็นไรหรอกค่ะป้าหลิว ไหนดูซิว่ามีอะไรที่ฉันพอช่วยได้บ้าง” ถังโจวโจวกวาดตามองไปรอบๆ และพบว่าป้าหลิวเตรียมไว้จวนจะเสร็จแล้ว เธอจึงไม่มีโอกาสได้ช่วย 

 

 

“คุณผู้หญิงกำลังท้องอยู่นะคะ ฉันเตรียมเอาไว้หมดแล้วล่ะค่ะ เพื่อนของคุณผู้หญิงมาถึงหรือยังคะ คุณผู้หญิงออกไปรับเธอดีกว่าไหมคะ” ป้าหลิวคิดทบทวนแล้ว ถังโจวโจวกำลังท้องอยู่ เธอจะกล้าขอให้ช่วยได้อย่างไร นอกจากนี้ทุกอย่างก็เตรียมเอาไว้จวนจะเสร็จแล้ว รอแค่ยกหม้อออกไป แล้วพวกเธอก็ลงมือรับประทานกันได้เลย 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าเธอช่วยอะไรไม่ได้ เธอจึงถอยออกมาจากห้องครัว “ถ้าอย่างนั้นป้าหลิวก็จัดการเถอะค่ะ ฉันขอตัวออกไปก่อน” 

 

 

“ค่ะ คุณผู้หญิง อีกเดี๋ยวก็ได้ทานแล้วค่ะ” ป้าหลิวขยับมือไม่หยุด 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าหลินเหยายังไม่มา เธอจึงโทรศัพท์หา ปรากฏว่าหลินเหยาบอกว่าใกล้จะถึงแล้ว ถังโจวโจวจึงไม่ได้เร่งอะไรอีก เธอยืนรออยู่ที่หน้าประตูและชะเง้อมองออกไปข้างนอก 

 

 

วันนี้เป็นอากาศดูมืดครึ้ม ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีดำทั้งผืนแล้ว ช่วงนี้เป็นเวลาข้าวเย็น ดังนั้นข้างนอกจึงไม่ค่อยมีคน 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นรถคันหนึ่งขับมาทางนี้ เธอก็คิดว่าเป็นหลินเหยา เธอจึงรีบเดินออกไป “เหยาเหยา มาช้าจังเลย!” 

 

 

ปรากฏว่าเป็นฟังหยวนที่ลงมาจากรถ ถังโจวโจวประหลาดใจ “ฟังหยวน? มาได้ยังไงคะ” เธอไม่ได้ชวนเขานี่ ทำไมจู่ๆ เขาถึงโผล่มาได้ 

 

 

ฟังหยวนลงจากรถ เขาเห็นว่าถังโจวโจวออกมารับเขา แต่เขาก็ทำทีเป็นไม่รู้เรื่อง “โจวโจว ดูเหมือนคุณจะดีใจที่ผมมานะ ผมยังไม่ทันได้ลงจากรถ คุณก็ออกมายืนรอผมแล้ว เห็นคุณทำแบบนี้ผมดีใจมากเลย” 

 

 

คำพูดของฟังหยวนมักจะคลุมเครืออยู่เสมอ ถังโจวโจวทนไม่ได้ “คุณชายฟังคะ คุณยังไม่ได้บอกเลยว่าคุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ฉันว่าฉันไม่ได้ชวนคุณนะ” 

 

 

ฟังหยวนหมุนกุญแจรถ “โจวโจว เราจะยืนคุยกันอยู่ข้างนอกนี่ใช่ไหม” 

 

 

ถังโจวโจวได้แต่หลีกทางให้เขาเข้ามา “รีบบอกมานะคะ ไม่อย่างนั้นฉันจะไล่คุณเดี๋ยวนี้” ถังโจวโจวพูดอย่างไม่เกรงใจ

 ลั่วเซ่าเชินเอี้ยวตัวข้ามมา ถังโจวโจวเบี่ยงหลบถอยหลัง เธอคิดว่าลั่วเซ่าเชินต้องการจะจูบเธอ เธอกลัวว่าลั่วอิงจะเห็นเข้า ซึ่งมันไม่เหมาะเท่าไร ดังนั้นเธอจึงหลบแล้วหลบอีก แต่ที่ไหนได้ เธอคิดมากเกินไป ลั่วเซ่าเชินแค่จะคาดเข็มขัดนิรภัยให้เธอก็เท่านั้น 

 

 

           ถังโจวโจวรู้สึกว่าเธอโดนลั่วเซ่าเชินแกล้ง เขาจะรู้บ้างไหมว่าเธอชอบคิดเข้าข้างตัวเอง ถังโจวโจวกุมหน้า เธออายจริงๆ ที่ต้องเผชิญหน้ากับเขา 

 

 

           ลั่วอิงเห็นว่าถังโจวโจวไม่ยอมพูดกับเธอเลย เธอจึงตะโกนเสียงดังลั่นว่า “แม่โจวโจวขา ทำไมคุณแม่ถึงไม่คุยกับหนูล่ะคะ” ใบหน้าดวงเล็กของเธอดูน้อยใจมาก ถังโจวโจวไม่มีเวลามานึกถึงเรื่องของตัวเองอีก 

 

 

เธอรีบหันหลังกลับไปมองลั่วอิงและพูดว่า “แม่โจวโจวลืมค่ะ วันนี้ลั่วอิงไปโรงเรียนมา สนุกไหมคะ” 

 

 

เมื่อลั่วอิงเห็นว่าถังโจวโจวถามถึงโรงเรียน เธอก็พูดอย่างตื่นเต้น “วันนี้คุณครูให้ทำงานหนึ่งอย่างค่ะ แม่โจวโจว คุณครูให้หนูวาดรูปครอบครัว รูปของหนูได้ที่หนึ่งของห้องเลยนะคะ!” ท่าทางของลั่วอิงนั้นดูภูมิใจเป็นอย่างมาก 

 

 

ถังโจวโจวพูดด้วยความประหลาดใจ “จริงเหรอคะ ถ้าอย่างนั้นแม่โจวโจวคงต้องคิดหน่อยแล้ว ลั่วอิงได้ตั้งที่หนึ่ง แม่จะให้รางวัลอะไรดีนะ” 

 

 

เห็นได้ชัดว่าลั่วอิงสนใจของรางวัลที่ถังโจวโจวพูดถึง “แม่โจวโจวจะให้อะไรหนูเหรอคะ” 

 

 

“ลั่วอิง หนูจะขอรางวัลได้ยังไงลูก มันไม่ถูกนะ!” จู่ๆ ลั่วเซ่าเชินก็พูดเสียงเข้ม ซึ่งนั่นทำให้ลั่วอิงและถังโจวโจวตกใจ 

 

 

ลั่วอิงเบะปาก แต่เธอไม่กล้าต่อต้านลั่วเซ่าเชิน แม้ใบหน้าของเธอจะดูไม่ค่อยพอใจ ถังโจวโจวเห็นว่าอยู่ๆ บรรยากาศในรถก็เย็นยะเยือก เธอจึงเอ่ยปลอบลั่วอิง “แม่โจวโจวอยากให้หนูเองค่ะ ไม่เกี่ยวกับคุณพ่อ หนูไม่ต้องไปฟังนะ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นถังโจวโจวจงใจเมินเขา เขาจึงทำหน้าขรึมเอ่ยเสียงเข้ม “ถังโจวโจว นั่งดีๆ คุณไม่รู้เหรอว่ามันอันตราย?” ถังโจวโจวสำรวจดูตัวเองแล้วก็ไม่พบความผิดปกติอะไร เขาต้องอิจฉาความสัมพันธ์ของเธอกับลั่วอิงแน่ๆ เลย 

 

 

“เซ่าเชิน วันนี้คุณไปกินไฟมาใช่ไหมคะ?” ชั่วขณะหนึ่ง ลั่วเซ่าเชินไม่รู้จะพูดอย่างไรกับเธอดี ปกติแล้วเธอมักจะบอกว่าอย่าให้ท้ายลั่วอิง ให้ลูกได้เรียนรู้ความจริงบ้าง ปรากฏว่าพอเขาดุ ถังโจวโจวกลับช่วยเธอเสียเอง แบบนี้จะไม่ให้เขาพูดไม่ออกได้อย่างไรกัน 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าลั่วเซ่าเชินโกรธขึ้นมาจริงๆ แล้ว เธอก็เริ่มนิ่งคิด ทันใดนั้นเธอก็นึกขึ้นได้ว่าเธอเคยพูดอย่างนั้นกับลั่วเซ่าเชินมาก่อน เธอรู้สึกผิดขึ้นมาทันที แต่เธอก็ไม่สามารถขอโทษลั่วเซ่าเชินต่อหน้าลั่วอิงได้ ดังนั้นเธอจึงต้องทำตัวราวกับว่ามันไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น 

 

 

เดี๋ยวรอให้พวกเขาได้อยู่ด้วยกันตามลำพังก่อน แล้วเธอค่อยพูดขอโทษเขา มันคงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าไม่ได้ผล เธอก็ยังมีลูกที่อยู่ในท้องคอยคุ้มครองเธออยู่ ลั่วเซ่าเชินไม่กล้าทำอะไรเธอหรอก! 

 

 

เมื่อมาถึงคฤหาสน์ตระกูลลั่ว คุณแม่ลั่วก็ยืนรออยู่ที่ลานหน้าบ้านแล้ว ลั่วอิงลงจากรถและวิ่งเข้าไปในอ้อมแขนของคุณแม่ลั่ว “คุณย่าขา หนูมาแล้ว” 

 

 

“โอ๊ย ตายแล้ว ลั่วอิงของย่ายิ่งโตยิ่งน่ารัก” คุณแม่ลั่วกอดลั่วอิงเอาไว้ในอ้อมแขนราวกับว่ากำลังกกไข่ทองคำ จากนั้นเธอก็มองไปที่ถังโจวโจวและลั่วเซ่าเชินที่เดินจับมือกันมา ทันใดนั้นคุณแม่ลั่วก็รู้สึกว่าชีวิตแบบนี้มันดีเหมือนกัน 

 

 

“สบายดีไหมลูก ช่วงนี้เด็กในท้องเป็นยังไงบ้าง” ทันทีที่คุณแม่ลั่วเปิดปาก เธอก็ถามถึงเด็กในท้องของถังโจวโจว ถังโจวโจวไม่ได้รู้สึกอะไรที่คุณแม่ลั่วมองเธอเปลี่ยนไป เพราะเธอเข้าใจว่าเป็นเพราะเด็กที่อยู่ในท้องของเธอ 

 

 

แต่กับลั่วเซ่าเชิน ไม่รู้ทำไมเขาถึงไม่ค่อยสบอารมณ์ เมื่อได้ยินคุณแม่ลั่วพูดอย่างนั้น “แม่ครับ เข้าไปข้างในก่อนเถอะ” 

 

 

ถังโจวโจวพูดด้วยความห่วงใย “แม่คะ อากาศด้านนอกหนาวขนาดนี้ ครั้งหน้าคุณแม่ไม่ต้องออกมายืนรอพวกเราแล้วนะคะ เกิดคุณแม่ป่วยขึ้นมา พวกเราจะทำยังไงล่ะคะ” 

 

 

เป็นเพราะตอนนี้ถังโจวโจวอุ้มท้องหลานของเธออยู่ คุณแม่ลั่วจึงมองถังโจวโจวได้อย่างไม่ขัดหูขัดตา “จ้ะ แม่จะฟังหนู เรารีบเข้าไปข้างในกันเถอะนะ” 

 

 

ถังโจวโจวควงแขนคุณแม่ลั่ว คุณแม่ลั่วก็ไม่ได้ปฏิเสธ คุณแม่ลั่วจับลั่วอิงด้วยมือข้างที่เหลือและทิ้งลั่วเซ่าเชินเอาไว้ข้างหลัง 

 

 

ถังโจวโจวรายงานอาการของลูกในท้องให้คุณแม่ลั่วฟัง คุณแม่ลั่วก็ตั้งใจฟังอย่างมาก เธอกำชับให้ถังโจวโจวกินให้เยอะๆ ไม่เช่นนั้นเด็กในท้องจะไม่ได้รับสารอาหาร ถังโจวโจวพยักหน้าหงึกหงัก ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ของแม่ผัวลูกสะใภ้คู่นี้จะกลมเกลียวกันมาก 

 

 

หลังจากกินข้าวที่คฤหาสน์ตระกูลลั่วและนั่งคุยกันอีกสักพัก ลั่วเซ่าเชินก็พาถังโจวโจวและลั่วอิงกลับบ้าน ลั่วอิงผล็อยหลับไปหลังจากที่เพิ่งจะขึ้นรถมาได้ไม่นาน ถังโจวโจวแอบชำเลืองมองลั่วเซ่าเชิน เธอเห็นว่าเขากำลังขับรถและไม่ชายตามองมาที่ด้านข้างเลย 

 

 

“เซ่าเชิน ฉันขอโทษ” ถังโจวโจวพูดอย่างตรงไปตรงมา 

 

 

“คุณทำผิดตรงไหนเหรอ” ลั่วเซ่าเชินนึกถึงเรื่องนั้น เขาแค่อยากให้ถังโจวโจวพูดมันออกมาเอง ถ้าไม่ให้บทเรียนเธอสักหน่อย เธอก็มักจะขัดคอเขาเสมอ 

 

 

ถังโจวโจวพูดเสียงเบา “ฉันไม่ควรฉีกหน้าคุณ ครั้งหน้าฉันจะไม่พูดอย่างนั้นอีกค่ะ” ถังโจวโจวเหยียดนิ้วขึ้นสามนิ้วและสาบาน 

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่ได้พูดอะไร แต่ถังโจวโจวก็ยังพยายามต่อ 

 

 

“เซ่าเชิน ฉันพูดจริงๆ นะคะ ครั้งหน้าฉันจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว ถ้ายังมีครั้งหน้าอีก ฉันจะ…จะ…” 

 

 

“ ‘จะ’ อะไร” 

 

 

ถังโจวโจวคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อว่า “ฉันสัญญากับคุณค่ะว่าฉันจะทำทุกอย่างตามที่คุณพูด แบบนี้โอเคไหมคะ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “แบบนี้ก็โอเค ผมจะจดจำสิ่งที่คุณพูดในวันนี้เอาไว้ให้ดี” เมื่อถังโจวโจวเห็นลั่วเซ่าเชินยิ้มปลิ้นปล้อน เธอก็รู้สึกว่าเธอโดนหลอกทันที 

 

 

“เซ่าเชิน คุณคงจะไม่ขออะไรที่มันไร้สาระ แล้วก็ขอในสิ่งที่ฉันพอจะทำให้ได้ใช่ไหมคะ” ถังโจวโจวโยนหินถามทาง เธอกลัวว่าจะขุดหลุมด้วยตัวเอง แต่กลับต้องกระโดดลงไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ 

 

 

“วางใจได้ ผมจะเป็นคนแบบนั้นไปได้ยังไง” ลั่วเซ่าเชินพูดอย่างสบายๆ แต่ถังโจวโจวกลับรู้สึกว้าวุ่นใจเป็นอย่างมาก จู่ๆ เธอก็รู้สึกเสียใจ 

 

 

“เซ่าเชิน ฉันขอถอนคำที่ฉันเพิ่งพูดไปได้ไหมคะ” 

 

 

“ทำแบบนั้นได้ยังไง สิ่งที่พูดออกมาก็เหมือนน้ำที่รั่วออกมา จะถอนคำพูดคืนง่ายๆ ได้หรือ” ลั่วเซ่าเชินเลิกคิ้วขึ้น เมื่อเห็นสีหน้าเศร้าสร้อยของถังโจวโจว ในใจของเขาก็เบิกบานมีความสุข แต่เขาก็ไม่พูดอะไร ปล่อยให้เธอกังวลใจอยู่คนเดียว 

 

 

เมื่อกลับมาถึงบ้าน ลั่วเซ่าเชินก็ก้มตัวลงไปอุ้มลั่วอิงออกมา เธอนอนหลับสนิท แม้จะถูกลั่วเซ่าเชินออกแรงอุ้มอย่างนี้เธอก็ยังไม่ตื่น ป้าหลิวยังไม่เข้านอน เมื่อเธอเห็นว่าพวกเขากลับมาแล้ว เธอก็รีบเปิดไฟอย่างรวดเร็ว 

 

 

“กลับมาแล้วหรือคะคุณชาย คุณผู้หญิง” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินอุ้มลั่วอิงเดินขึ้นไปชั้นบน ถังโจวโจวเห็นว่ามันดึกมากแล้ว เธอจึงพูดกับป้าหลิวด้วยรอยยิ้ม “ป้าหลิวไปพักเถอะค่ะ” 

 

 

ป้าหลิวพยักหน้า “ค่ะ คุณผู้หญิงก็รีบพักผ่อนนะคะ” 

 

 

“ค่ะ” ถังโจวโจวตามลั่วเซ่าเชินขึ้นไปชั้นบน เธอช่วยลั่วอิงเปลี่ยนเสื้อผ้าและห่มผ้าห่มให้เธอ จากนั้นเธอจึงออกมาจากห้องของลั่วอิง เมื่อเธอเห็นว่าไฟในห้องหนังสือยังสว่างอยู่ ถังโจวโจวก็ขยับเข้าไปใกล้แสงสว่างนั้นอย่างช้าๆ 

 

 

“เซ่าเชิน คุณยังไม่นอนหรือคะ” เมื่อเธอเห็นลั่วเซ่าเชินนั่งอยู่ที่โต๊ะและกำลังเคาะบนแป้นพิมพ์ ถังโจวโจวก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเงยหน้ามองเธอที่ยืนอยู่ตรงประตู “คุณกลับไปที่ห้องก่อน เดี๋ยวผมตามไป” 

 

 

ถังโจวโจวไม่ได้ถามอะไรอีกและออกไปจากห้องหนังสือ ลั่วเซ่าเชินหยิบหนังสือที่เขาซ่อนไว้ที่ขาขึ้นมาบนโต๊ะ บนนั้นมีตัวหนังสือขนาดใหญ่ว่า “คู่มือสำหรับคุณพ่อมือใหม่” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินอ่านเพิ่มอีกสองสามหน้าและคัดข้อความบางส่วน เมื่อมองดูเวลา เขาก็จัดหนังสือให้เข้าที่ ก่อนจะกลับไปที่ห้อง 

 

 

ถังโจวโจวเปิดไฟหัวเตียงดวงเล็กและกำลังถือนวนิยายอ่าน ตอนนี้เธอค่อนข้างคึกและนอนไม่หลับ เธออยากจะอ่านหนังสือเพื่อสะกดจิตให้เธอหลับได้ลง 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเดินเข้ามา เขาก็ฉวยหนังสือออกจากมือเธอ “อ่านหนังสือดึกขนาดนี้ มันไม่ดีต่อสายตานะ เข้านอนเถอะ ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้เช้าคุณจะลุกไม่ไหวอีก” 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าลั่วเซ่าเชินแย่งหนังสือเธอไปแล้ว เธอก็อยากจะแย่งมันกลับมา เธออ่านหนังสือเล่มนั้นเหลืออยู่แค่ไม่กี่หน้าเอง อีกนิดเดียวเธอก็อ่านจบแล้ว “เซ่าเชิน ฉันขออ่านอีกหน่อยนะคะ แล้วจะรีบเข้านอน” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินอ่านชื่อหนังสือและพบว่ามันเป็นแค่นวนิยายรัก แบบนี้เขายิ่งไม่ยอม “ทำไมคุณถึงยังอ่านหนังสือพวกนี้อยู่อีก” 

 

 

ในมุมมองของลั่วเซ่าเชิน การอ่านหนังสือพวกนี้เป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองเวลาโดยแท้ ถ้ามันเป็นภัยต่อลูกที่อยู่ในท้องล่ะจะทำอย่างไร 

 

 

“อ่านหนังสือพวกนี้แล้วทำไมคะ ฉันไม่ได้ทำเรื่องอะไรไม่ดีนี่” ถังโจวโจวเริ่มไม่สบอารมณ์ แม้แต่อิสระในการอ่านหนังสือ เธอก็ไม่มีเหรอ? 

 

 

เมื่อเห็นลั่วเซ่าเชินยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เธอก็รีบฉวยหนังสือนิยายคืนมาจากเขาและพลิกไปหน้าที่เธออ่านค้างไว้ ก่อนจะเริ่มอ่านมันต่อไป 

 

 

“หนังสือพวกนี้ไม่มีประโยชน์เลยสักนิด คุณอย่าทำร้ายลูกที่อยู่ในท้องเลย” คำพูดนั้นกระตุ้นต่อมความไม่พอใจของถังโจวโจวในทันที 

 

 

“ลั่วเซ่าเชิน คุณพูดมันอีกทีสิคะ มันก็แค่หนังสือไม่ใช่เหรอ คุณพูดไปถึงเรื่องลูกได้ยังไง ตอนนี้เขาอายุเท่าไรเอง จะไปรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง” ถังโจวโจวรู้สึกว่าลั่วเซ่าเชินวิตกกังวลมากเกินไป 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเขาทำดีแต่ไม่ได้ดี และในตอนนี้เขาก็ไม่สามารถต้านทานถังโจวโจวได้ เขาจึงได้แต่ปล่อยมันไปและเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ 

 

 

ถังโจวโจวไม่ได้ห่วงเลยว่าเขาจะโกรธ เมื่อเธออ่านหน้าที่เหลือจบ เธอก็เอนตัวลงและเข้านอนไป 

 

 

ทันทีที่ถังโจวโจวล้มตัวลง ลั่วเซ่าเชินก็ออกมาและไม่ได้พูดอะไรกับเธออีก จากนั้นเขาก็ล้มตัวลงนอนลงบนเตียง ลั่วเซ่าเชินตาเบิกโพลงนอนไม่หลับ เขาคิดว่าถังโจวโจวเป็นผู้หญิงที่ใจร้ายมาก นี่เขาจะทำดีเพื่อเธอไม่ได้เลยใช่ไหม? 

 

 

เขาอยากจะดูว่าเธอจะรู้สึกเสียใจกับมันบ้างไหม เขาค่อยๆ หันหน้ากลับไปมอง แล้วเขาก็พบว่าถังโจวโจวหลับไปนานแล้ว ลั่วเซ่าเชินได้แต่นอนมองถังโจวโจวที่หลับสนิทด้วยความอัดอั้นตันใจ 

 

 

ถังโจวโจวหลับสนิทตลอดคืน แต่ลั่วเซ่าเชินกลับนอนไม่หลับ จนกระทั่งตีหนึ่งตีสอง เขาจึงค่อยๆ หลับไปอย่างช้าๆ เช้าวันรุ่งขึ้น ถังโจวโจวตื่นขึ้นมาโดยอัตโนมัติ เธอรู้สึกผ่อนคลาย เธอบิดขี้เกียจเล็กน้อย การเคลื่อนไหวของเธอปลุกลั่วเซ่าเชินให้ตื่น แต่เป็นเพราะเขานอนไม่พอ เขาจึงรู้สึกปวดหัว เขาลุกขึ้นมานั่งกุมหน้าผาก 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าเขาดูไม่ค่อยดี เธอจึงถามด้วยความห่วงใย “เซ่าเชิน คุณนอนไม่เต็มอิ่มใช่ไหม เอนต่ออีกสักหน่อยไหมคะ” เขาเป็นถึงเจ้าของบริษัท ไปสายหน่อยก็คงไม่มีใครกล้าว่าอะไรหรอก 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นเธอดูไม่เป็นอะไร เขารู้สึกเสียแรงที่เขาอารมณ์บูดบึ้งมาทั้งคืน ลั่วเซ่าเชินไม่อยากจะสนใจเธอ เขาเอนตัวลงและปิดเปลือกตา เพื่อเตรียมตัวนอนต่ออีกสักพัก 

 

 

ถังโจวโจวคิดว่าลั่วเซ่าเชินคงนอนไม่ค่อยหลับ อารมณ์ของเขาก็น่าจะไม่ดีขึ้นเช่นกัน มันก็เหมือนกับการที่เธอถูกรบกวนเวลานอน เธอเองก็ไม่มีความสุข เธอโยนเรื่องขัดแย้งของเธอกับลั่วเซ่าเชินที่เกิดขึ้นเมื่อคืนทิ้งไปแล้ว แม้ว่าตอนนั้นเธอจะรู้สึกโกรธอยู่บ้างก็ตามที แต่เธอก็รู้สึกว่าลั่วเซ่าเชินหาเรื่องใส่ตัวเอง 

 

 

แต่หลังจากผ่านไปคืนหนึ่ง ความรู้สึกโกรธก็ไม่หลงเหลืออยู่แล้ว เธอรู้สึกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานมันไม่ได้ร้ายแรงอะไร แต่เห็นได้ชัดว่าลั่วเซ่าเชินไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น 

 

 

ถังโจวโจวไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของลั่วเซ่าเชิน หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เธอก็เตรียมจะเรียกรถแท็กซี่เพื่อไปที่บริษัท แต่ในขณะที่เธอกินข้าวเช้าอยู่ ลั่วเซ่าเชินก็แต่งตัวเรียบร้อยและเดินลงมาแล้ว 

 

 

เมื่อเขาจัดการมื้อเช้าของเขาเสร็จ จากนั้นเขาก็ไปส่งถังโจวโจวที่บริษัท แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรกับเธอตลอดทาง ถังโจวโจวลงจากรถและบอกลาเขา “เดี๋ยวฉันเข้าไปก่อนนะคะ เซ่าเชิน คุณขับรถดีๆ ล่ะ”

           เหวินมั่นมั่นยังไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองต้องการให้มันเป็นอย่างไร แต่เธอจะไม่ยอมทำอย่างที่เมิ่งชิงซีคิดไว้ หากจะทำอะไรถังโจวโจว อย่างน้อยการกระทำเหล่านั้น ต้องไม่อยู่ในที่สาธารณะแบบนี้ 

 

 

           ความจริงแล้ว เหวินมั่นมั่นอิจฉาถังโจวโจวมาก ผู้หญิงคนไหนก็ตามที่ได้ครอบครองผู้ชายอย่างลั่วเซ่าเชิน จะต้องถูกผู้หญิงอื่นอิจฉาอย่างแน่นอน เหวินมั่นมั่นมีภาพความทรงจำเกี่ยวกับถังโจวโจวเพียงในงานเลี้ยงวันเกิดครั้งนั้นและงานเลี้ยงหลังจากนั้นอีกครั้งหนึ่ง 

 

 

           ในตอนนั้นถังโจวโจวไม่ได้พูดอะไรมาก ดังนั้น เหวินมั่นมั่นจึงรู้สึกว่าถังโจวโจวก็ดูสวยดี ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ ผู้หญิงที่อยู่รอบๆ ตัวลั่วเซ่าเชิน ไม่มีใครดูดีเลยสักคน แต่ตอนนี้เหวินมั่นมั่นกลับรู้สึกว่าถังโจวโจวมีเสน่ห์เป็นของตัวเอง 

 

 

           ถังโจวโจวเห็นว่าเหวินมั่นมั่นเอาแต่จ้องมองเธอ และไม่ส่งเสียงใดๆ เธอก็ไม่รีบร้อน ตอนนี้ยังพอมีเวลา เธอไม่รู้ว่าเหวินมั่นมั่นมาหาเธอทำไม ในเมื่อเหวินมั่นมั่นไม่พูด ในฐานะคนรออย่างเธอก็ไม่รีบร้อนเช่นกัน 

 

 

ราวกับว่าพวกเธอกำลังแข่งขันว่าใครใจร้อนกว่ากัน ในที่สุดก็เป็นเหวินมั่นมั่นที่ทนไม่ได้ “ทำไมคุณถึงไม่ถามว่าฉันมาหาคุณทำไม” 

 

 

เหวินมั่นมั่นไม่รู้ว่าเธอต้องการจะพูดอะไรกับถังโจวโจว แต่เธอไม่ชอบท่าทางไม่สะทกสะท้านของอีกฝ่ายเลย ทำไมถึงมีแค่เธอเองที่ทรมานใจ? 

 

 

ถังโจวโจวพ่นเสียงหัวเราะออกมา “คุณเหวินคะ คุณเป็นคนมาหาฉัน ถ้าคุณไม่บอก ฉันจะมีความสามารถไปเปิดปากคุณได้หรือคะ” ถังโจวโจวส่ายหัวและดื่มน้ำเปล่าที่อยู่ตรงหน้า 

 

 

เหวินมั่นมั่นโกรธ แต่ถังโจวโจวพูดถูก เธอปฏิเสธไม่ได้ ในขณะที่ถังโจวโจวกำลังขบขันอยู่นั้น เหวินมั่นมั่นก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปด้วยความโมโห 

 

 

ถังโจวโจวตะโกนไล่หลังไป “อ้าว นั่นคุณจะไปแล้วหรือคะ คุณจะไม่บอกฉันจริงๆ เหรอ” ถังโจวโจวรู้สึกว่าเหวินมั่นมั่นเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งนั่นทำให้ใจของเธอพะวงอยู่ตลอดเวลา 

 

 

เหวินมั่นมั่นไปแล้ว ถังโจวโจวเองก็กลับไปที่บริษัท แต่เธอก็ขบคิดมาตลอดว่า เหวินมั่นมั่นมีเรื่องที่จะคุยกับเธอ แต่เธอก็นั่งอยู่นานมากโดยที่ไม่พูดอะไรสักคำ แปลกจริงๆ เด็กคนนี้ 

 

 

ใช่แล้ว ในสายตาของถังโจวโจว เหวินมั่นมั่นเป็นแค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง แม้ว่าเหวินมั่นมั่นจะอายุสิบแปดปีเต็มแล้วก็ตาม แต่ไม่รู้ทำไม ถังโจวโจวกลับรู้สึกว่าความคิดความอ่านของเธอนั้นยังไม่บรรลุนิติภาวะเลย โชคดีที่ถังโจวโจวไม่ได้พูดแบบนี้ต่อหน้าเหวินมั่นมั่น ใครเล่าจะอยากให้คนอื่นบอกว่าตัวเองไร้เดียงสา! 

 

 

จนกระทั่งเดินมาถึงรถ เหวินมั่นมั่นถึงเริ่มเจ็บใจ เธออยากให้ถังโจวโจวยอมจำนนแท้ๆ ปรากฏว่ากลายเป็นเธอที่ต้องเป็นฝ่ายเดินหนีมาเสียเอง นี่มันเกิดอะไรขึ้น? เหวินมั่นมั่นไม่เข้าใจและก็ไม่อยากจะเข้าใจด้วย เธอทิ้งเรื่องนี้เอาไว้ข้างหลัง 

 

 

เหวินมั่นมั่นกลับมาถึงบ้านด้วยความรู้สึกหิว เธอคิดที่จะให้แม่บ้านทำอาหารให้เธอ แต่เมื่อเดินเข้าไปในบ้าน เธอก็พบว่าพ่อของเธอ เหวินฉี่สยงนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น ถัดจากเขาก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ด้วย เขาคนนั้นนั่งหันหลังให้เหวินมั่นมั่น เธอมองเขาไม่ถนัด 

 

 

“พ่อคะ หนูกลับมาแล้วค่ะ คุณพ่อมีแขกหรือคะ”  

 

 

“มั่นมั่น มาตรงนี้ลูก พ่อจะแนะนำให้หนูรู้จัก” เหวินฉี่สยงโบกมือให้เหวินมั่นมั่น เมื่อเทียบกับลูกสาวคนโต เหวินฉี่สยงรักและเอ็นดูลูกสาวคนเล็กมากกว่า 

 

 

เหวินมั่นมั่นยิ้มและนั่งลงข้างๆ เหวินฉี่สยง เมื่อเธอนั่งลง เธอก็เห็นใบหน้าของคนที่อยู่ตรงข้ามได้อย่างชัดเจน เหวินมั่นมั่นรู้สึกประหลาดใจ แขกของคุณพ่อวันนี้หน้าตาไม่ได้ด้อยไปกว่าลั่วเซ่าเชินเลย ถ้าเทียบกันแล้วกล่าวได้ว่าหน้าตาดีทั้งคู่ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินมักจะดูเย็นชา ถ้าไม่ใช่คนใกล้ชิดของเขา ก็จะไม่ได้เห็นมุมอื่นๆ อีกเลย แต่ผู้ชายคนนี้แตกต่างไป รอยยิ้มของเขาเหมือนกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิที่แสนอบอุ่น ซึ่งมันอุ่นไปจนถึงหัวใจของเหวินมั่นมั่น 

 

 

“นี่เจียงรุ่ยเฉิน ผู้จัดการใหญ่ของเจียงกรุ๊ป รุ่ยเฉิน นี่ลูกสาวคนเล็กของลุง มั่นมั่น” เหวินฉี่สยงแนะนำให้ทั้งคู่รู้จักกัน 

 

 

เหวินมั่นมั่นเกิดหน้าแดงขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ แม้ว่าเธอจะรู้สึกดีกับลั่วเซ่าเชิน แต่เพราะลั่วเซ่าเชินมักจะทำหน้าบอกบุญไม่รับใส่เธอ เธอยังเด็ก และเธอก็ไม่ยอมที่จะยึดติดอยู่แบบนั้น ตอนนี้ได้มาเห็นเจียงรุ่ยเฉินซึ่งไม่ได้ด้อยไปกว่าลั่วเซ่าเชินเลย เธอจึงเกิดความหวั่นไหวอยู่บ้าง 

 

 

แต่เจียงรุ่ยเฉินไม่ได้แสดงท่าทีอะไรเป็นพิเศษ เขายังคงยิ้มอบอุ่นตามปกติ หัวใจของเหวินมั่นมั่นตีกระเพื่อมเป็นระลอก “คุณหนูเหวินสวยขนาดนี้ ตอนนี้คงมีคนตามจีบไม่น้อยเลยใช่ไหมครับ” 

 

 

“มีที่ไหนคะ …คุณพ่อบอกว่าฉันยังเด็กอยู่ ไม่ต้องรีบ” เหวินมั่นมั่นรู้สึกว่าเธอค่อนข้างกระโตกกระตาก เธอจึงรีบยกเหวินฉี่สยงขึ้นมาเป็นโล่กำบัง เพราะกลัวว่าเจียงรุ่ยเฉินจะมีภาพจำที่ไม่ดีต่อเธอ 

 

 

แน่นอนว่าเหวินฉี่สยงจะไม่ฉีกหน้าลูกสาวของเขา เหวินมั่นมั่นมีความทะเยอะทะยานสูง แม้ว่าใครหลายๆ คนต้องการจะจีบเธอ แต่เธอก็ไม่จริงจังด้วยสักคน “รุ่ยเฉิน มั่นมั่นน่ารักน่าเอ็นดู ลุงคงทำใจไม่ได้ถ้าจะมีคนมาแย่งเธอไปเร็วขนาดนี้” 

 

 

เจียงรุ่ยเฉินเองก็ไม่ได้จริงจังกับคำพูดของเหวินฉี่สยง “ใช่ครับ คุณลุงเหวิน ผู้หญิงดีๆ อย่างคุณหนูเหวิน ควรตามใจเธอให้มากๆ” เหวินมั่นมั่นก้มหน้าลงและทำทีเป็นเขินอาย เธอรู้สึกว่าคำพูดแต่ละคำของเจียงรุ่ยเฉินนั้นทะลุลงไปถึงก้นบึ้งหัวใจของเธอแล้ว 

 

 

เหวินมั่นมั่นอยากจะมองเจียงรุ่ยเฉินให้นานกว่านี้อีกสักหน่อย แต่เธอก็ยังหิวอยู่ เธอกลัวว่าเธอจะทำเรื่องน่าอายออกมาต่อหน้าเจียงรุ่ยเฉิน เธอจึงยิ้มขอโทษเขา “คุณพ่อคะ ผู้จัดการเจียง ฉันขอตัวขึ้นไปข้างบนก่อนนะคะ” 

 

 

“คุณหนูเหวิน เรียกผมว่ารุ่ยเฉินก็ได้ครับ เรียกว่าผู้จัดการเจียง มันดูห่างเหินมากเกินไปหน่อย” เจียงรุ่ยเฉินประสานตากับเหวินมั่นมั่น เหวินมั่นมั่นก็เหมือนว่าจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของเขา 

 

 

ใบหน้าของเธอแดงก่ำและพูดติดๆ ขัดๆ “ถ้าอย่างนั้น ผะ… รุ่ยเฉิน เรียกฉันว่ามั่นมั่นก็ได้ค่ะ” เมื่อได้ยินเจียงรุ่ยเฉินตอบรับว่า ‘ครับ’ เหวินมั่นมั่นก็ขึ้นไปชั้นบนอย่างมีความสุข 

 

 

เมื่อเหวินฉี่สยงเห็นว่าเหวินมั่นมั่นสนใจเจียงรุ่ยเฉิน ในใจเขาก็สนับสนุนเต็มที่ วันนี้เจียงรุ่ยเฉินมาเยี่ยมเขาในนามของพ่อเขา เจียงจิ้งเทา เหวินฉี่สยงรู้สึกชอบเด็กหนุ่มคนตรงหน้านี้มาก หากเขาสนใจเหวินมั่นมั่นก็คงจะดีมากเช่นกัน 

 

 

เจียงรุ่ยเฉินนั่งคุยกับเหวินฉี่สยงอีกสักพัก ก่อนจะลุกขึ้นบอกลา เหวินมั่นมั่นไม่ได้ลงมาที่ชั้นล่าง เหวินฉี่สยงเองก็ไม่อยากให้เจียงรุ่ยเฉินมองลูกสาวของเขาไม่ดี ดังนั้นจึงปล่อยให้เขากลับไป 

 

 

เมื่อเหวินมั่นมั่นลงมา เธอก็พบว่าเจียงรุ่ยเฉินได้หายตัวออกไปจากห้องนั่งเล่นแล้ว “คุณพ่อคะ รุ่ยเฉินล่ะ?” เหวินมั่นมั่นยอมรับชื่อนี้ได้อย่างรวดเร็ว เหวินฉี่สยงมองดูเธอด้วยรอยยิ้ม 

 

 

เมื่อเหวินมั่นมั่นถูกจ้องมองอยู่อย่างนั้น เธอก็ค่อยๆ หลุบตาลงต่ำ “พ่อคะ พ่อมองอะไรเหรอ บนหน้าหนูมีอะไรติดอยู่หรือเปล่าคะ” เหวินมั่นมั่นรู้ดีว่าเหวินฉี่สยงกำลังหัวเราะเธอ เธอจึงทำได้แค่ก้มศีรษะลงและแสร้งทำตัวน่าสงสาร 

 

 

เหวินฉี่สยงไม่พูดอะไรมาก เขานั่งตัวตรงอยู่บนโซฟาและถือนิตยสารเอาไว้หนึ่งเล่ม “เขากลับไปแล้ว ทำไมเหรอมั่นมั่น ลูกมีธุระอะไรจะคุยกับเขา?” 

 

 

“พ่อคะ หนูจะไปมีธุระอะไรกับเขาล่ะคะ เดี๋ยวหนูไปเรียกอวิ๋นเจี่ยมาทำอาหารก่อนนะคะ” เหวินมั่นมั่นเห็นเหวินฉี่สยงนั่งเหยียดลำตัวตรงอยู่ตรงนั้น เห็นได้ชัดว่ากำลังรอให้เธอขอร้อง แต่เหวินมั่นมั่นแน่กว่าพ่อของเธอ ‘หนูไม่ถามหรอก’ 

 

 

“อะไรกัน เมื่อกลางวันไม่ได้กินอะไรเลยเหรอ ทำไมถึงหิวเอาตอนนี้ล่ะ” เหวินฉี่สยงมองเวลา แล้วก็พบว่ามันเพิ่งจะบ่ายสองโมง 

 

 

เมื่อกลางวันเหวินมั่นมั่นกินไปแค่เค้กชิ้นเล็กๆ ชิ้นเดียว เธอไม่อยากพูดถึงถังโจวโจว เธอจึงพูดอย่างคลุมเครือว่า “ค่ะ ทานไปนิดเดียวเอง ตอนนั้นไม่ค่อยหิวน่ะค่ะ” อีกเหตุผลหนึ่งก็คือเมื่อครู่นี้เจียงรุ่ยเฉินยังอยู่ เธอไม่อยากให้เขาจดจำภาพเธอที่ไม่ดี ดังนั้น เธอจึงไม่ไปที่ห้องครัว 

 

 

เหวินฉี่สยงเห็นเหวินมั่นมั่นบ่นหิว เขาก็รีบตะโกนไปทางห้องครัว “อวิ๋นเจี่ย… อวิ๋นเจี่ย!” 

 

 

อวิ๋นเจี่ยตอบรับพลางเดินออกมา “คะ คุณผู้ชาย?” เธอเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน เมื่อครู่นี้เธอกำลังทำความสะอาดห้องครัวอยู่ มือของเธอเปียกโชก 

 

 

“มั่นมั่นยังไม่ได้กินอะไรเลย ไปต้มบะหมี่มาให้เธอหน่อย” ตอนนี้มันก็เลยเวลาอาหารเที่ยงมานานแล้ว ตระกูลเหวินเองก็ไม่เคยเก็บอาหารไว้ด้วย 

 

 

“ค่ะ ฉันจะไปทำให้เดี๋ยวนี้” เมื่ออวิ๋นเจี่ยได้ยินว่าเหวินมั่นมั่นยังไม่ได้กินข้าว เธอก็รีบไปที่ห้องครัว ตอนนี้ปาไปตั้งกี่โมงแล้ว คุณหนูของเธอจะต้องหิวมากแน่ๆ 

 

 

เหวินมั่นมั่นนั่งลงข้างเหวินฉี่สยง และเห็นว่าเขายังคงอ่านนิตยสารการเงินในมือของเขาอยู่ เธออยากรู้เรื่องของเจียงรุ่ยเฉิน ในที่สุดเธอก็ต้านทานความลุ่มหลงไม่ได้ “พ่อคะ ทำไมวันนี้ผู้จัดการเจียงมาที่บ้านเราล่ะคะ แล้วทำไมหนูไม่เคยเห็นเขามาก่อนเลย” 

 

 

“อ๋อ รุ่ยเฉินเพิ่งจะกลับมาจากต่างประเทศน่ะ วันนี้เขามาเยี่ยมพ่อตามคำขอของพ่อเขา มั่นมั่น…สนใจเขาเหรอลูก?” 

 

 

เหวินมั่นมั่นเห็นว่าเหวินฉี่สยงรู้อยู่แล้วว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เขากลับทำเป็นไม่รู้ เธอโถมตัวใส่อ้อมแขนของเหวินฉี่สยงและออดอ้อน “ทำไมคุณพ่อถึงร้ายแบบนี้ล่ะคะ รู้อยู่แล้วว่าหนูจะถามอะไร แต่ก็ไม่ยอมบอกหนู” 

 

 

“มั่นมั่น พ่อนั่งอยู่ตรงนี้มานานแล้ว ลูกไม่สนใจพ่อเลย เอาแต่ถามถึงเรื่องของรุ่ยเฉิน พ่อไม่สบายใจนะเนี่ย” เหวินฉี่สยงแสร้งยกมือขึ้นกุมหน้าอกอย่างเจ็บปวดใจ แต่ใบหน้าของเขากลับดูแดงก่ำและเป็นประกาย 

 

 

เหวินมั่นมั่นกอดแขนเหวินฉี่สยง ก่อนจะออดอ้อนเอาอกเอาใจ “ทำไมวันนี้พ่อไม่เข้าบริษัทล่ะคะ แล้วทานข้าวเที่ยงเป็นยังไงบ้าง อร่อยไหม” 

 

 

เหวินฉี่สยงแค่หยอกเหวินมั่นมั่นเล่นก็เท่านั้น “เอาละ พ่อรู้แล้วว่าลูกมีน้ำใจ ทีนี้บอกพ่อมาตามตรง ลูกชอบรุ่ยเฉินใช่ไหม แต่ลูกบอกว่าลูกชอบลั่วเซ่าเชินไม่ใช่เหรอ” 

 

 

เหวินฉี่สยงเองก็ชอบเจียงรุ่ยเฉิน เขาอยากให้เหวินมั่นมั่นได้เห็นว่าบนโลกใบนี้ไม่ได้มีแค่ลั่วเซ่าเชินเท่านั้นที่เพียบพร้อม ตอนนี้เขามีครอบครัวแล้ว ซึ่งนั้นเป็นจุดด้อยของเขาเมื่อเทียบกับเจียงรุ่ยเฉิน 

 

 

“พ่อคะ ลั่วเซ่าเชินเขาก็มีถังโจวโจวอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมหนูต้องเข้าไปแทรกด้วย คุณพ่อขา คุณพ่อเล่าเรื่องของรุ่ยเฉินให้หนูฟังดีกว่า หนูอยากรู้จักเขาให้ดีกว่านี้” เหวินมั่นมั่นแสดงความตั้งใจอย่างกล้าหาญ เธอเองก็ดูออกว่าเหวินฉี่สยงไม่คิดจะห้ามเธอ 

 

 

เหวินฉี่สยงเล่าทุกอย่างที่เขารู้ให้เหวินมั่นมั่นฟัง เหวินมั่นมั่นยิ่งชอบเจียงรุ่ยเฉินมากขึ้นไปอีก 

 

 

เมิ่งชิงซีส่งคนไปตามเหวินมั่นมั่น แต่ปรากฏว่าเหวินมั่นมั่นไม่ได้ไปหาเรื่องถังโจวโจว พวกเธอเพียงนั่งด้วยกันอยู่ในร้านกาแฟ และเหมือนจะพูดกันแค่ไม่กี่ประโยค จากนั้นเหวินมั่นมั่นก็จากไป 

 

 

เมิ่งชิงซีไม่รู้ว่าเหวินมั่นมั่นกำลังทำบ้าอะไรอยู่ เธอชอบเซ่าเชินไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมพอรู้ว่าถังโจวโจวท้อง ถึงได้ไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย? 

 

 

เมิ่งชิงซีรู้สึกว้าวุ่นใจไปชั่วขณะ ทำไมเหวินมั่นมั่นถึงไม่ทำตามแผนของเธอ เมิ่งชิงซีตัดสินใจแล้วว่าในเมื่อไม่มีใครช่วย เธอก็จะลงมือเอง ถังโจวโจวจะต้องไม่ได้คลอดเด็กคนนี้ เธอต้องวางแผนให้ดี 

 

 

 ถังโจวโจวไม่ได้รู้เลยว่าภัยร้ายกำลังใกล้เข้ามา ช่วงนี้เธอกินอิ่มนอนหลับ หากเธอไม่ต้องลุกขึ้นมาอาเจียนทุกเช้า เธอก็คงจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างการที่เธอตั้งท้องและไม่ได้ตั้งท้อง 

 

 

หลังเลิกงาน ลั่วเซ่าเชินก็มารับเธอกลับบ้าน ถังโจวโจวยังไม่ทันจะก้าวขึ้นรถ ลั่วอิงที่นั่งอยู่เบาะหลังก็ตะโกนเรียกอย่างอบอุ่นว่า “แม่โจวโจวขา รีบขึ้นมาเร็วค่ะ วันนี้เราต้องไปทานข้าวกันที่บ้านคุณปู่คุณย่านะคะ” 

 

 

ถังโจวโจวเปิดประตูรถและก้าวขึ้นไปนั่ง “โอเคค่ะ ไปกันเถอะ” 

          เหวินมั่นมั่นไม่เข้าใจว่าเมิ่งชิงซีกำลังคิดอะไรอยู่แต่เธอก็ไม่อยากจะรู้ หยางอีอีเห็นเพื่อนยืนเหม่ออยู่ที่เดิม จึงผลักเธอเบาๆ “มั่นมั่น เธอคิดว่ายังไง ทำไมอยู่ดีๆ คุณเมิ่งถึงมาพูดอะไรแปลกๆ กับเธอ?” 

 

 

           แน่นอนว่าหยางอีอีรู้ว่าเพื่อนสนิทของเธอชอบลั่วเซ่าเชิน เธอก็เคยแนะนำไปแล้ว แต่เหวินมั่นมั่นไม่ฟัง ถ้าลั่วเซ่าเชินยังไม่ได้แต่งงาน หยางอีอีจะสนับสนุนให้เหวินมั่นมั่นตามจีบเขา แต่นี่ลั่วเซ่าเชินแต่งงานแล้ว… 

 

 

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ช่างเธอเถอะ อีอี เราไปชอปปิงกันต่อเถอะ ฉันอยากซื้อเสื้อผ้าเพิ่มอีกสักหน่อย” เหวินมั่นมั่นวางความคิดลงชั่วคราว ก่อนจะเดินเข้าไปในร้านอื่นพร้อมกับหยางอีอี 

 

 

การที่เมิ่งชิงซีเลือกมาหาเหวินมั่นมั่นนั้นก็มีเหตุผล เนื่องจากเหวินมั่นมั่นอายุยังน้อย และเธอชอบลั่วเซ่าเชินมาก จากการสังเกตของเมิ่งชิงซี เหวินมั่นมั่นมักจะแสดงความเป็นเจ้าของกับสิ่งที่เธอชอบ และจะไม่ยอมให้ใครมาสบประมาท 

 

 

แน่นอนว่าเมิ่งชิงซีก็มีแผนสำรองเผื่อเอาไว้เช่นกัน ถ้าเหวินมั่นมั่นไม่ลงมือ เธอก็จะหาคนมาทำแทน เพียงแต่ต้องจัดการปัญหาที่ตามมาให้เรียบร้อย มิเช่นนั้นหากลั่วเซ่าเชินสืบสาวจนรู้ต้นตอ เธอคงจะรับมือไม่ไหว 

 

 

วันจันทร์ ถังโจวโจวไปทำงานตามปกติ และหลังจากเหวินมั่นมั่นได้ข่าวมาจากเมิ่งชิงซีแล้ว เธอก็สืบหาที่อยู่บริษัทของถังโจวโจวและส่งข้อความนัดหมายถังโจวโจวให้ออกมาเจอที่ร้านกาแฟนอกบริษัท 

 

 

ถังโจวโจวมองดูข้อความที่ถูกส่งมาจากหมายเลขไม่คุ้นเคยและไม่ลงชื่อ เธอไม่สนใจมัน แน่นอนว่ายิ่งไม่เก็บมาใส่ใจ เธอระบุไม่ได้นี่ว่าผู้หญิงคนไหนอยากจะคุยกับเธออีก ทำไมเธอถึงต้องหาเรื่องใส่ตัวเองด้วยล่ะ 

 

 

ถังโจวโจวคิดว่านี่น่าจะเป็นปัญหาที่เกิดจากลั่วเซ่าเชินอีกตามเคย ใบหน้าที่แสนน่าเกลียดของเขา ช่างเป็นมิตรกับพวกผู้หญิงเสียเหลือเกิน 

 

 

เมื่อไม่ได้รับการตอบกลับจากถังโจวโจว เหวินมั่นมั่นก็ส่งข้อความไปอีกครั้ง ถังโจวโจวก็ยังคงเพิกเฉย เหวินมั่นมั่นหมดความอดทนและยกหูต่อสายถึงเธอทันที! 

 

 

ถังโจวโจวกดทิ้งครั้งที่หนึ่ง เธอก็โทรมาอีกครั้ง ถังโจวโจวกดทิ้งครั้งที่สอง เธอก็ยังโทรมาอีก ถังโจวโจวยอมรับสายในครั้งที่สาม “สวัสดีค่ะ คุณเป็นใคร?” ผู้หญิงคนนี้เป็นบ้าหรือเปล่า อยู่ดีๆ ก็จะให้ออกไปเจอ ไม่มีเหตุผลเลย! 

 

 

“ถังโจวโจว ฉันเหวินมั่นมั่น คุณยังจำฉันได้ไหม” ถังโจวโจวคิดอยู่พักหนึ่ง ทันใดนั้นความทรงจำก็แวบขึ้นมาในหัว “อ๋อ ฉันจำได้แล้วค่ะ คุณคือคุณหนูเจ้าของวันเกิดที่บ้านตระกูลเหวินเมื่อครั้งนั้น มีธุระอะไรกับฉันหรือคะ” 

 

 

ถังโจวโจวไม่คิดว่าตัวเองมีอะไรเกี่ยวข้องกับเหวินมั่นมั่น เธอไม่เคยคุยกับเหวินมั่นมั่นเลยสักคำ แล้วอยู่ๆ ตอนนี้ก็จะมาหาเธอ มันหมายความว่าอย่างไร? ถังโจวโจวรอให้เหวินมั่นมั่นแสดงเจตนาออกมาก่อน 

 

 

“ถังโจวโจว ฉันแค่อยากจะคุยกับคุณ ฉันไม่ทำอะไรคุณหรอก หรือว่าคุณไม่กล้าล่ะ? ถ้าอย่างนั้นก็ขี้ขลาดเกินไปแล้ว” แม้ถังโจวโจวจะถูกยั่วยุเช่นนี้ แต่เธอก็ไม่โมโห หากเป็นเมื่อก่อน เธอคงจะสงสัยใคร่รู้ว่าเหวินมั่นมั่นต้องการอะไรจากเธอ แล้วก็ออกไปเจอตามนัด 

 

 

แต่หลังจากที่เธอผ่านเรื่องของสวี่โยวมา เธอก็ไม่กล้าที่จะสงสัยเรื่องพรรค์นี้อีกต่อไป เธอไม่รู้ว่าด้านนอกจะมีอะไรที่น่ากลัวรอเธออยู่อีก! 

 

 

“คุณหนูเหวิน คุณไม่ต้องยั่วโทสะฉันหรอกค่ะ มันไม่มีประโยชน์ ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้ว ฉันขอวางสายก่อนนะคะ และฉันจะไม่ออกไปพบคุณ” 

 

 

“รอเดี๋ยวสิ ถังโจวโจว ทำไมคุณถึงไม่กล้าออกมาเจอฉันล่ะ กลัวฉันหรือไงคะ หรือกลัวว่าฉันจะแย่งลั่วเซ่าเชินไป?” เหวินมั่นมั่นไม่ยอม ถังโจวโจวกล้าดียังไงถึงมาเมินเฉยใส่เธอแบบนี้ 

 

 

ถังโจวโจวหัวเราะออกมาอย่างอดกลั้นไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้กำลังฝันกลางวันอยู่ใช่ไหม “คุณหนูเหวินคะ ถ้าคุณแย่งลั่วเซ่าเชินไปได้ คุณยังจะมาพูดอะไรแบบนี้กับฉันอยู่อีกไหม” 

 

 

ถังโจวโจวคิดว่าผู้หญิงคนนี้อาจจะไม่ได้พกสมองออกมาจากบ้าน ลั่วเซ่าเชินไม่ใช่วัตถุ นี่เธอคิดว่าอยากจะแย่งก็แย่งไปได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ 

 

 

เมื่อเหวินมั่นมั่นได้ยินถังโจวโจวหัวเราะใส่อย่างนี้ ความโกรธของเธอก็ยิ่งพุ่งขึ้นสูง “ถังโจวโจว มีอะไรให้ขำนักหนา!” 

 

 

“เอาละ คุณหนูเหวิน คุณเพิ่งจะอายุสิบแปด ตอนนี้แทนที่คุณจะมัวมาคิดเรื่องแบบนี้ คุณเอาเวลาไปหาความรู้เพิ่มเติมดีกว่านะคะ” 

 

 

เหวินมั่นมั่นอยากจะย้อนคำกลับไป แต่ถังโจวโจวกลับตัดสายในทันทีที่เธอพูดจบ เมื่อเหวินมั่นมั่นโทรกลับไปอีกครั้ง ถังโจวโจวก็ไม่รับสายแล้ว เหวินมั่นมั่นหมดทางเลือก 

 

 

ถังโจวโจวไม่ได้เก็บเรื่องของเหวินมั่นมั่นมาใส่ใจ นึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะถึงกับมาดักรออยู่ใกล้ๆ กับบริษัท เมื่อถังโจวโจวและจวิ้นเจี่ยออกมากินข้าวเที่ยง พวกเธอก็เจอคนขวางทางเข้าให้ 

 

 

“ถังโจวโจว ฉันอยากคุยกับคุณ” เหวินมั่นมั่นนั่งอยู่ในร้านกาแฟตลอดเช้า เพื่อรอให้ถังโจวโจวออกมา เมื่อเธอเห็นว่าถังโจวโจวเดินออกมาจากบริษัทพร้อมกับหญิงมีอายุคนหนึ่ง เหวินมั่นมั่นก็รีบคว้ากระเป๋าและวิ่งตามไป 

 

 

เมื่อถังโจวโจวเห็นเหวินมั่นมั่นก็ไม่คิดจะสนใจ เธอและจวิ้นเจี่ยก้าวเดินต่อไปข้างหน้า วันนี้พวกเธอจะไปกินข้าวคลุกหม้อหิน[1]กัน ซึ่งร้านนั้นอยู่ข้างหน้านี้เอง ห่างไปไม่ไกลมากนัก 

 

 

“ถังโจวโจว หยุดเดี๋ยวนี้! คุณกล้ามองข้ามฉันไปได้ยังไง” คราวนี้เหวินมั่นมั่นขวางหน้าเธอไว้และกางแขนกั้นเพื่อไม่ให้เธอเดินต่อไป 

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกปวดหัว “คุณหนูเหวินคะ ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ เชิญคุณกลับไปเถอะค่ะ พี่จวิ้นเจี่ย ไปกันเถอะค่ะ” 

 

 

จวิ้นเจี่ยยืนมองและขำท่าทางการวางอำนาจของเหวินมั่นมั่นอยู่ข้างๆ “แม่หนูน้อย เธอเป็นฝ่ายมาหาโจวโจวแท้ๆ แต่ทำไมถึงได้โมโหขนาดนี้ โจวโจวยังไม่ได้ทำอะไรเธอเลย” 

 

 

หากเธอไม่รู้จักถังโจวโจวมาก่อน เธอก็คงคิดว่าถังโจวโจวไปทำอะไรไม่ดีกับเด็กคนนี้ไว้ ถึงได้ทำท่าโกรธมากขนาดนี้ แต่เหวินมั่นมั่นไม่สนใจคำพูดของจวิ้นเจี่ย “ไม่ใช่เรื่องของคุณ ฉันมาหาถังโจวโจว คุณมาแส่อะไรด้วย” 

 

 

เหวินมั่นมั่นมองไปที่ถังโจวโจวอย่างถือดี ราวกับว่าถ้าถังโจวโจวไม่ตอบตกลงว่าจะไปกับเธอ เธอก็จะยืนขวางอยู่ตรงนี้ 

 

 

จวิ้นเจี่ยไม่สบอารมณ์ที่ได้ยินเช่นนั้น “แม่หนูน้อย เธอนี่ไม่มีมารยาทเลย เธอคิดว่าเธอมาหาโจวโจวแล้วโจวโจวจะต้องไปกับเธอเหรอ ตอนนี้เราจะไปกินข้าวเที่ยงกัน ถ้าเธออยากตามก็ตามมาแล้วกัน แต่ถ้าไม่ ก็เชิญกลับไปได้แล้ว” 

 

 

จวิ้นเจี่ยลากถังโจวโจวเดินผ่านตัวของเหวินมั่นมั่นไป เหวินมั่นมั่นย่ำเท้าด้วยความโกรธ แต่ใช่ว่าเธอจะยอม เธอเดินตามพวกเธอไปติดๆ 

 

 

ถังโจวโจวยังคงมุ่งหน้าเดินไปในทิศทางเดิม เธอกับจวิ้นเจี่ยไปที่ร้านข้าวคลุกหม้อหินแห่งหนึ่ง ที่ไม่เหมือนเดิมก็คือ ด้านหลังของเธอมีเหวินมั่นมั่นตามมาด้วย 

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกอยากอาหารมากขึ้นตั้งแต่อาการแพ้ท้องของเธอทุเลาลง บางครั้งเมื่อเธออยากจะกินอะไรสักอย่าง ถ้าไม่สามารถกินได้เดี๋ยวนั้น เธอก็จะรู้สึกว้าวุ่นใจ ดังนั้นลั่วเซ่าเชินจึงเตรียมของว่างเอาไว้ให้มากมายในที่ทำงานของเธอ เพราะกลัวว่าถังโจวโจวจะหิว 

 

 

เมื่อวันก่อน ลั่วเซ่าเชินยังสั่งชายามบ่ายมาส่งให้ถังโจวโจวที่บริษัทอีก และแน่นอนว่าไม่ใช่เพื่อเธอแค่เพียงคนเดียว เพื่อนร่วมงานของถังโจวโจวก็ได้กันคนละแก้ว จวิ้นเจี่ยเอ่ยด้วยความอิจฉา “โจวโจว สามีเธอดีกับเธอจัง ขืนยังเป็นแบบนี้ต่อไป พี่ต้องอ้วนขึ้นแน่ๆ เลย” 

 

 

ถังโจวโจวไม่ได้บอกกล่าวเรื่องที่เธอตั้งท้องกับคนในบริษัท ยิ่งไปกว่านั้น หน้าท้องของถังโจวโจวก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงใดๆ หากไม่ใช่คนสนิทก็จะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าตอนนี้เธอตั้งท้องได้สองเดือนแล้ว 

 

 

เมื่อจวิ้นเจี่ยเห็นว่าเหวินมั่นมั่นตามมาจริงๆ เธอก็เบ้ปากใส่ถังโจวโจวอย่างจำใจ ก่อนจะบ่นพึมพำออกมาว่า “หน้าด้านจริงๆ เลย” แต่ถังโจวโจวได้ยินไม่ชัด และแน่นอนว่าเหวินมั่นมั่นก็ยิ่งไม่รู้ 

 

 

ถังโจวโจวไม่ได้ไล่เหวินมั่นมั่นไป เธอจะนั่งตรงไหนก็เรื่องของเธอ หลังจากที่ถังโจวโจวและจวิ้นเจี่ยสั่งอาหารแล้ว บริกรก็เห็นว่าเหวินมั่นมั่นนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวเดียวกัน จึงเข้าใจว่ามาด้วยกัน เขาถามเธอ เหวินมั่นมั่นจึงสั่งอาหารมาหนึ่งอย่าง 

 

 

หากไม่ใช่เพราะถังโจวโจว เธอจะไม่เข้ามาร้านแบบนี้เด็ดขาด ในมุมมองของถังโจวโจว การตกแต่งของร้านนี้นับว่าอยู่ในระดับกลาง แต่ในมุมมองของเหวินมั่นมั่น ที่นี่เทียบไม่ได้เลยกับที่ที่เธอเคยไป 

 

 

เหวินมั่นมั่นไม่อยากให้จวิ้นเจี่ยได้ยินเนื้อหาที่เธอกับถังโจวโจวจะคุยกัน ดังนั้นเธอจึงนั่งเงียบ ไม่พูดอะไร ถังโจวโจวก็ไม่ได้ชวนเธอคุย ถังโจวโจวและจวิ้นเจี่ยพูดคุยกันเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ หลังจากนั้นไม่นาน อาหารที่สั่งไว้ก็มาเสิร์ฟ 

 

 

           ถังโจวโจวหิวมานานแล้ว หลังจากคลุกให้เข้ากัน เธอก็ตักขึ้นมาคำโต และเอาใส่ปากอย่างมีความสุข จวิ้นเจี่ยเองก็เพลิดเพลินกับการกิน มีแค่เหวินมั่นมั่นเท่านั้นที่ยังคงนั่งนิ่งไม่ขยับ เธอมองไปที่หม้อใบเล็กที่อยู่ตรงหน้า เธอไม่เข้าใจว่าถังโจวโจวและจวิ้นเจี่ยกินมันเข้าไปได้อย่างไร 

 

 

           ในความเห็นของเธอ นี่มันใกล้เคียงกับอาหารหมูมาก เหวินมั่นมั่นไม่เคยทานอาหารที่ทำอย่างลวกๆ แบบนี้มาก่อน เธอกระเดือกไม่ลงหรอก! ถังโจวโจวเห็นว่าเธอไม่กินสักทีจึงเอ่ยถาม “คุณเหวินคะ ถ้าคุณไม่กิน แล้วคุณจะตามเรามาทำไม” 

 

 

           เดิมทีถังโจวโจวก็ไม่คิดจะสนใจเธอ แต่เมื่อมองดูเธอเขี่ยอาหารไปมาด้วยสีหน้ารังเกียจแล้ว ถังโจวโจวก็ไม่พอใจอย่างมาก ในฐานะที่เธอเป็นนักกิน ถังโจวโจวทนดูเหวินมั่นมั่นสิ้นเปลืองแบบนี้ไม่ได้ 

 

 

           เหวินมั่นมั่นไม่สนใจ เธอก้มหน้าเล่นโทรศัพท์และเพิกเฉยกับคำพูดของถังโจวโจว ถังโจวโจวก็ไม่ได้อยากที่จะเอ่ยมันซ้ำ ไม่ฟังก็ช่างเธอเถอะ 

 

 

เมื่อถังโจวโจวกินจนหมด เธอก็แตะที่หน้าท้องที่ยื่นออกมา เธออิ่มแล้ว และจวิ้นเจี่ยก็อิ่มแล้วเหมือนกัน “โจวโจว พี่อิ่มแล้ว เรากลับกันเถอะ” 

 

 

เหวินมั่นมั่นเงยหน้าขึ้น “ถังโจวโจว ฉันมีเรื่องจะคุยกับคุณ คุณให้เธอกลับไปก่อน” 

 

 

ถังโจวโจวมองจวิ้นเจี่ยอย่างจนใจ “พี่จวิ้นเจี่ย พี่กลับไปก่อนแล้วกันค่ะ ฉันขอนั่งคุยกับเธอหน่อย” 

 

 

จวิ้นเจี่ยมองไปที่ถังโจวโจว แล้วก็เห็นความเด็ดเดี่ยวของเธอ “ถ้าอย่างนั้นพี่ไปก่อนนะ โจวโจว มีเรื่องอะไรก็โทรหาพี่ได้เลย” 

 

 

“ค่ะ พี่จวิ้นเจี่ย วางใจเถอะ” ถังโจวโจวยิ้มให้จวิ้นเจี่ย จวิ้นเจี่ยเดินหันหน้าหันหลัง จนกระทั่งออกไปจากร้าน แล้วเธอก็ไม่ได้มองกลับมาที่ถังโจวโจวอีก 

 

 

เหวินมั่นมั่นรู้สึกสบายใจขึ้นมาก เมื่อเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นหายไปแล้ว “ถังโจวโจว เราเปลี่ยนที่คุยกันเถอะ” เหวินมั่นมั่นสูดดมกลิ่นหอมมานานแล้ว ท้องของเธอจึงเริ่มหิว แต่เธอไม่อยากจะกินมัน 

 

 

ถังโจวโจวไม่อยากเปลี่ยนที่ แต่เมื่อเธอได้ยินเสียงโครกครากจากท้องของเหวินมั่นมั่น เธอก็หัวเราะเล็กน้อย “คุณหิวใช่ไหมคะ คุณจะไปที่ไหนล่ะ แต่ฉันขอไว้อย่างหนึ่ง อย่าไปไกลจากบริษัทฉันมากนัก เพราะอีกเดี๋ยวฉันต้องกลับไปทำงานแล้ว” 

 

 

จู่ๆ ถังโจวโจวก็รู้สึกว่าเหวินมั่นมั่นน่าสนใจ เพราะเธอไม่อยากกินจึงยอมปล่อยให้ท้องหิว? ไม่เข้าใจความคิดของเธอเลยจริงๆ 

 

 

“วางใจได้ ไปร้านกาแฟที่ฉันนัดคุณไว้ก่อนหน้านี้ก็ได้ค่ะ ไปกันเถอะ” เหวินมั่นมั่นเดินนำหน้า เธอสัมผัสหน้าท้องที่ร้องดังขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะปลอบตัวเองในใจว่า ‘อีกเดี๋ยวก็ได้กินอะไรแล้ว ทนหน่อยนะ’ 

 

 

เมื่อพวกเธอไปถึงร้านกาแฟ เหวินมั่นมั่นก็เรียกบริกร “กาแฟสอง ขนมหนึ่ง” 

 

 

“ไม่ต้องค่ะ ฉันขอแค่น้ำอุ่นก็พอ” 

 

 

เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวไม่แม้แต่จะดื่มกาแฟ เหวินมั่นมั่นก็จำคำที่เมิ่งชิงซีเคยพูดไว้ได้ ดูเหมือนว่าถังโจวโจวจะท้องจริงๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่ระมัดระวังขนาดนี้ 

 

 

“คุณอยากคุยอะไรกับฉัน” ถังโจวโจวรอจนเหวินมั่นมั่นกินของหวานไปครึ่งหนึ่งแล้ว เธอจึงอ้าปากถาม เมื่อมีอาหารตกถึงท้อง เหวินมั่นมั่นก็เข้าเรื่อง 

 

 

“คุณท้องเหรอ” คำพูดของเหวินมั่นมั่นเต็มไปด้วยความสงสัย แต่น้ำเสียงก็เจือไปด้วยความมั่นใจ 

 

 

ถังโจวโจวไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ เธอถึงพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา แต่เธอก็ยอมรับอย่างไม่เสแสร้ง “ค่ะ ฉันท้อง ทำไมหรือคะ” 

 

 

 

 

 

[1] ข้าวคลุกหม้อหิน หมายถึง ข้าวยำเกาหลี 

           “คุณแม่?” สวี่โยวแต่งกายมิดชิด เมื่อคุณแม่เซียวเห็นใบหน้าแดงก่ำอิ่มน้ำของลูกสะใภ้ ดวงตาของเธอก็ดูฉ่ำวาวหยาดเยิ้มหลังจากที่ถูกรักมาตลอดคืน เพียงเท่านี้คุณแม่เซียวก็เข้าใจแจ่มแจ้ง ดูท่าแผนการของพวกเธอจะสำเร็จแล้ว!

 

 

สวี่โยวเห็นคุณแม่เซียวจ้องมองเธออยู่นาน โดยไม่กะพริบตาเลยสักนิด เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคุณแม่เซียวกำลังมองอะไรอยู่ เธอจึงเอ่ยทักเบาๆ “คุณแม่คะ มาหาหนูถึงห้องมีเรื่องอะไรด่วนหรือเปล่าคะ”

 

 

คุณแม่เซียวยื่นมือไปจับมือของสวี่โยว “แม่มาตามหนูลงไปกินข้าว เมื่อคืนหลับสบายไหมจ๊ะ” ปากของสวี่โยววาดรอยยิ้มงดงาม “สบายมากเลยค่ะ”

 

 

ความจริงแล้วเธอนอนได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น แต่หากเทียบกับที่ต้องนอนไม่หลับอยู่คนเดียว เธอยินดียอมถูกเซียวโม่รบกวนจนนอนไม่หลับทั้งคืนเลยดีกว่า ยิ่งไปกว่านั้นถ้ามีเมล็ดพันธุ์เล็กๆ หยั่งรากลึกลงไปในท้องของเธอด้วยแล้ว มันคงจะวิเศษมากๆ

 

 

หลังจากมื้อเช้าผ่านไป สวี่โยวก็ออกไปข้างนอก ส่วนคุณแม่เซียว เมื่อวานเธอก็เอาแต่พะวงเรื่องทายาทตระกูลเซียว ซ้ำเมื่อเช้าเธอก็ยังตื่นตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อติดตามผล หลังมื้ออาหารเธอจึงเผลอสัปหงกไป สุดท้ายทนไม่ไหวเธอจึงกลับไปนอนชดเชยต่อที่ห้องของเธอเอง

 

 

 

 

ฉินอวิ๋นเห็นว่าหมู่นี้เมิ่งชิงซีอยู่ติดบ้านมากผิดปกติ หนำซ้ำยังดูกลุ้มอกกลุ้มใจ ฉินอวิ๋นเดาว่าสาเหตุน่าจะมาจากลั่วเซ่าเชินอีกตามเคย เธอรู้สึกสงสารลูกสาวของเธอมาก พื้นเพครอบครัวออกจะดีเช่นนี้ แต่ลั่วเซ่าเชินก็ยังไม่แม้แต่ชายตามอง

 

 

เมิ่งชิงซีเพิ่งจะตื่นเอาตอนสิบโมง เมื่อเห็นว่าเธอลงมาแล้ว ฉินอวิ๋นก็รีบใช้ให้แม่บ้านที่ชื่อเจวียนเจี่ยไปยกอาหารออกมา ส่วนเธอก็เดินตรงเข้าไปหา “ชิงซี เป็นอะไรหรือเปล่าลูก ทำไมสีหน้าดูไม่ดีเลยล่ะ”

 

 

ฉินอวิ๋นผ่านชีวิตการเป็นคุณนายมาหลายปี ผิวพรรณของเธอเปล่งประกาย เธอต้องไปที่คลินิกเสริมความงามสัปดาห์ละครั้ง เพื่อรักษาความสวยความงามของเธอเอาไว้ตลอด ฉินอวิ๋นใช้ความพยายามไปไม่น้อยเลย

 

 

ผิดกับเมิ่งชิงซีที่ทั่วทั้งร่างหม่นหมองเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ตั้งแต่เธอรู้ว่าถังโจวโจวท้อง เธอก็ไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก แต่เธอไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ถังโจวโจวคลอดเด็กคนนั้นออกมา แม้ว่าเธอจะเคยคิดทำให้ถังโจวโจวแท้ง แต่ลั่วเซ่าเชินไปรับไปส่งเธอทุกวัน เธอไม่สามารถหาโอกาสลงมือได้เลย

 

 

ช่วงนี้เมิ่งชิงซีจึงนอนหลับได้ไม่ดีเท่าเมื่อก่อน เธอนั่งลงที่โต๊ะอาหาร เจวียนเจี่ยยกอาหารเช้าออกมาเสิร์ฟให้ เธอกินเกี๊ยวได้ไม่เต็มคำ ฉินอวิ๋นที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็เห็นว่าแม้แต่ข้าวปลาเมิ่งชิงซีก็ยังไม่อยากจะกิน ในที่สุดก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มันดูร้ายแรงเกินไปแล้ว

 

 

“ชิงซี บอกแม่มา เซ่าเชินทำให้ผิดหวังอีกแล้วใช่ไหม แม่เคยบอกแล้วไงว่าถ้าลูกอยากจะไปต่อกับเขา ลูกก็ต้องเตรียมพร้อมให้ดี” ฉินอวิ๋นรักและทะนุถนอมลูกสาวคนเดียวของเธอมาก

 

 

“แม่คะ มันไม่ใช่เรื่องนั้น” เมิ่งชิงซีคีบเกี๊ยวขึ้นมาหนึ่งชิ้นและจิ้มซอสเปรี้ยวเล็กน้อย ก่อนจะส่งมันเข้าไปในปาก ฉินอวิ๋นรอให้เธอกินจนเสร็จเรียบร้อยเสียก่อน แล้วค่อยคุยกับเธอต่อ

 

 

เมิ่งชิงซีกินต่ออีกไม่กี่ชิ้น จากนั้นเธอก็วางตะเกียบลง ฉินอวิ๋นส่งผ้าเช็ดปากให้เธอ “ตอนนี้จะบอกแม่ได้หรือยัง เราเป็นแม่ลูกกัน มีเรื่องอะไรที่บอกกันไม่ได้?”

 

 

เมิ่งชิงซีกวาดตามองไปรอบๆ แต่เธอก็ไม่พบร่างของเมิ่งไหวเซิน เมื่อฉินอวิ๋นเห็นท่าทางมองซ้ายแลขวาของเธอ ก็รู้แล้วว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ “นี่! ไม่ต้องมองหรอก พ่อแกไม่อยู่บ้าน”

 

 

เมิ่งชิงซีถึงเปิดปากพูด “แม่คะ ถังโจวโจวท้องแล้ว ตอนนี้คุณป้าลั่วเอ็นดูเธอมาก ครั้งก่อนยังบอกให้หนูตัดใจจากเซ่าเชินด้วย ไม่รู้เอาอะไรมาพูด เซ่าเชินเป็นของหนู เราเป็นคู่หมั้นกัน ทำไมหนูถึงต้องยอมแพ้ให้ผู้หญิงอย่างถังโจวโจวด้วย”

 

 

เมิ่งชิงซียิ่งคิดก็ยิ่งแค้น ฉินอวิ๋นนึกว่าเธอลืมเรื่องการหมั้นหมายของเธอกับลั่วเซ่าเชินไปแล้ว ไม่คิดเลยว่าเธอจะหยิบยกเรื่องเก่าขึ้นมาพูดอีก ฉินอวิ๋นไม่กล้าบอกเมิ่งชิงซีว่าที่ลั่วเซ่าเชินสามารถถอนหมั้นกับเธอได้ง่ายๆ เพราะไม่รู้ว่าเขาไปได้ยินมาจากไหนว่าแท้ที่จริงแล้วคนที่เขาต้องหมั้นหมายด้วยไม่ใช่เมิ่งชิงซี

 

 

“ชิงซี เรื่องนี้มันผ่านมานานมากแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมยังพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีก เรื่องการถอนหมั้นคุณปู่กับคุณพ่อของลูกก็เห็นด้วย ตอนนี้พูดเรื่องนี้ขึ้นมามันจะมีประโยชน์อะไร” ฉินอวิ๋นไม่อยากให้ลูกสาวของเธอเป็นแบบนี้เพียงเพราะผู้ชายคนเดียว

 

 

แต่ไม่รู้ทำไม เมิ่งชิงซีราวกับว่าโดนยาพิษที่ชื่อ ‘ลั่วเซ่าเชิน’ เล่นงานก็ไม่ปาน ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอเฝ้าแต่วาดฝันว่าจะได้อยู่ด้วยกันกับลั่วเซ่าเชิน แต่ลั่วเซ่าเชินกลับไม่คิดแบบเดียวกันกับเธอ ช่างเป็น ‘ดอกไม้ร่วงโรยที่มีความหมาย น้ำตารินไหลที่ไร้เมตตา’[1] เสียจริง!

 

 

“แม่คะ หนูไม่เข้าใจ ทำไมคุณปู่กับคุณพ่อต้องเห็นดีด้วย หนูกับเซ่าเชินเหมาะสมกันมากแท้ๆ แล้วดูตอนนี้สิคะ ยายถังโจวโจวนั่นอวดเบ่งต่อหน้าหนู กลัวว่าหนูจะไม่รู้ล่ะมั้งว่าเธอเป็นเมียของเซ่าเชิน!”

 

 

เมิ่งชิงซีตั้งใจพูดให้มันเกินจริง เพื่อให้ฉินอวิ๋นช่วยเธอออกความคิดเห็น ฉินอวิ๋นมีลูกสาวอยู่เพียงคนเดียว ดังนั้นจะต้องช่วยเธอวางแผนอย่างสุดความสามารถแน่นอน

 

 

“ชิงซี ไม่ต้องกังวลนะ แม่จะช่วยลูกเอง ลูกก็แค่อยากจะทำให้ถังโจวโจวแท้งลูกไม่ใช่เหรอ”

 

 

“แม่คะ แม่มีวิธีจริงๆ เหรอ? แม่… ความสุขในวันข้างหน้าของหนูอยู่ในกำมือแม่แล้วนะคะ” เมิ่งชิงซีตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก เธอนึกอยู่แล้วเชียวว่าฉินอวิ๋นต้องมีวิธี เพราะเธอก็เห็นกับตามาตลอดว่าคุณพ่อยอมศิโรราบต่อคุณแม่ คุณแม่ของเธอเป็นเลิศในด้านนี้จริงๆ

 

 

“ชิงซี ตอนนี้ถังโจวโจวท้องได้กี่เดือนแล้ว”

 

 

“เหมือนจะสองเดือนกว่าแล้วค่ะแม่ แม่ถามทำไมเหรอ”

 

 

เมิ่งชิงซีมองไปที่ฉินอวิ๋นด้วยความสงสัย เธอเห็นท่าทีของคุณแม่เหมือนกับว่าได้คิดแผนการเอาไว้หมดแล้ว เมื่อฉินอวิ๋นได้คำตอบจากเมิ่งชิงซีก็ขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็กระซิบพูดที่ข้างหูของเมิ่งชิงซี

 

 

เมิ่งชิงซียิ้มหน้าบานในทันที “แม่คะ แม่นี่สุดยอดไปเลย! หนูจะทำตามที่แม่บอก”

 

 

“ชิงซี แต่ลูกไม่ต้องลงมือเองหรอกนะ ไปหาคนที่ไม่ชอบขี้หน้าถังโจวโจวมาอีกคน แม่จะให้คนนั้นเป็นเป้าให้แกเอง” ฉินอวิ๋นรู้สึกว่าการยืมมือคนอื่นมาฆ่าจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมกว่า ถ้าให้เมิ่งชิงซีลงมือเอง แล้วลั่วเซ่าเชินรู้เข้าในภายหลัง ไม่แคล้วเธอคงจะโดนเล่นงานอย่างหนัก

 

 

“แม่คะ วิธีนี้จะได้ผลจริงๆ เหรอ แล้วหนูจะหาใครมาเป็นเป้าให้หนูได้บ้างล่ะ” เมิ่งชิงซีปวดหัวเพราะคิดหาตัวเลือกไม่ได้

 

 

ฉินอวิ๋นยิ้มเล็กน้อย เมื่อเห็นสีหน้าระทมทุกข์ของเธอ “ชิงซี การที่ลูกมานั่งขบคิดอยู่ตรงนี้ ไม่ได้ดีไปกว่าการที่ลูกส่งคนไปสืบหาหรอกนะ แบบนั้นจะดีมากกว่าการที่มานั่งทนทุกข์ใจอยู่ตรงนี้”

 

 

เมิ่งชิงซีคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะรู้สึกว่าสิ่งที่ฉินอวิ๋นพูดมานั้นมันก็สมเหตุสมผล ตึงๆๆ เธอวิ่งขึ้นไปชั้นบน ผ่านไปไม่นาน เธอก็เปลี่ยนเป็นชุดที่พร้อมจะออกไปข้างนอก “หนูไปก่อนนะคะแม่”

 

 

เมื่อเห็นท่าทางรีบร้อนของลูกสาว ฉินอวิ๋นก็อดส่ายหน้าไม่ได้ “เด็กคนนี้นี่ โตป่านนี้แล้ว ทำไมถึงยังเป็นแบบนี้อยู่อีก” แต่ฉินอวิ๋นจะไม่ยอมให้เมิ่งชิงซีต้องทนทุกข์ใจ ลูกสาวเธออยากได้อะไรเธอก็จะให้สิ่งนั้น

 

 

นิสัยของเมิ่งชิงซีได้รับการพัฒนามาจากฉินอวิ๋นอย่างเป็นขั้นเป็นตอน กว่าฉินอวิ๋นจะพบว่ามันไม่ถูกต้อง เมิ่งชิงซีก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว โชคดีที่เมิ่งไหวเซินรักเธอมาก แม้ว่าชิงซีจะเอาแต่ใจ แต่เขาก็ไม่ว่าอะไร

 

 

เมิ่งชิงซีนึกไม่ถึงเลยว่า เธอไม่ทันได้ออกไปตามหา คนก็มาหาเธอถึงที่ เมิ่งชิงซีไม่คิดว่าการที่เธอมองออกไปด้านนอกรถเรื่อยเปื่อย เธอจะพบกับเหวินมั่นมั่นที่ดูเหมือนว่าจะเดินชอปปิ้งอยู่กับใครอีกคน เมิ่งชิงซียังจำวันเกิดของเหวินมั่นมั่นครั้งที่แล้วได้ สายตาที่มองลั่วเซ่าเชิน แค่เห็นก็รู้ว่าแตกต่างจากคนทั่วไป

 

 

เมิ่งชิงซีหักพวงมาลัยและจอดรถใกล้ๆ กับบริเวณร้านที่เหวินมั่นมั่นอยู่ เมื่อเธอลงจากรถ เธอก็ตรงเข้าไปในร้านที่เหวินมั่นมั่นเดินเข้าไป

 

 

แน่นอนว่าเหวินมั่นมั่นกำลังดูเสื้อผ้าอยู่ในนั้น พนักงานที่นั่นต้อนรับเมิ่งชิงซีอย่างดี ไม่ต้องมองก็รู้ว่าคนๆ นี้ร่ำรวย เสื้อผ้าที่เธอสวมอยู่มีราคาไม่น้อยกว่าเสื้อผ้าในร้านนี้เลย

 

 

“คุณผู้หญิงรับอะไรดีคะ”

 

 

“เดี๋ยวฉันดูเอง เธอไปทำงานเถอะ” เมิ่งชิงซีเห็นเหวินมั่นมั่นยืนอยู่ไม่ไกล ราวกับว่าไม่ได้สังเกตเห็นมาก่อนว่าเธออยู่ตรงนั้น เมิ่งชิงซีก้าวเดินไปทางเหวินมั่นมั่นสองสามก้าว ประจวบเหมาะกับที่เหวินมั่นมั่นหันตัวมาแล้วก็ชนเข้ากับเมิ่งชิงซีพอดี

 

 

ในขณะที่เหวินมั่นมั่นหมายจะอ้าปากด่า เธอก็พบว่าคนๆ นั้นคือเมิ่งชิงซี สีหน้าของเธอชะงักนิ่งไปชั่วขณะ เมิ่งชิงซีกลับยิ้มอย่างดีใจ “มั่นมั่น เธอก็อยู่ที่นี่เหมือนกันเหรอ!”

 

 

เหวินมั่นมั่นมองดูเมิ่งชิงซีด้วยความสงสัย “คุณเมิ่งคะ เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นมั้งคะ”

 

 

“มั่นมั่น ตัวนี้ล่ะ เป็นยังไง” หยางอีอี เพื่อนสนิทของเหวินมั่นมั่น สวมแจ็กเก็ตผ้าฝ้ายสีดำและหมุนตัวไปรอบๆ เพื่อให้เหวินมั่นมั่นแสดงความคิดเห็น

 

 

“สวยมาก อีอี” เหวินมั่นมั่นพยักหน้า

 

 

หยางอีอีก็รู้สึกว่ามันสวยมาก “โอเค ถ้าอย่างนั้นก็เอาตัวนี้แหละ” พนักงานร้านรับเสื้อแจ็กเก็ตที่อยู่ในมือของหยางอีอีไปด้วยความเบิกบานใจ หยางอีอีมองเมิ่งชิงซี จากนั้นก็มองไปที่เหวินมั่นมั่น

 

 

เหวินมั่นมั่นแนะนำให้เธอได้รู้จัก “นี่คือเมิ่งชิงซีหรือว่าคุณเมิ่ง” เหวินมั่นมั่นแทบจะไม่รู้จักเมิ่งชิงซีเลย ที่เธอรู้จักเมิ่งชิงซีก็เพราะลั่วเซ่าเชิน

 

 

เพราะเหวินมั่นมั่นคิดอะไรกับลั่วเซ่าเชิน ดังนั้นเธอจึงให้ความสำคัญกับคนที่อยู่รอบตัวเขา ถ้าให้พูดตามตรงต้องบอกว่าเมิ่งชิงซีเป็นคู่แข่งของเธอ และเธอก็ไม่ได้รู้สึกดีกับเมิ่งชิงซีเลย

 

 

เมิ่งชิงซีไม่ได้อยากรู้จักหยางอีอี อีกอย่างเป้าหมายของเธอในวันนี้ก็คือเหวินมั่นมั่น “มั่นมั่น เรียกว่าคุณเมิ่งออกจะห่างเหินเกินไปหน่อยนะคะ เรียกฉันว่าชิงซีเถอะ”

 

 

“คุณเมิ่งคะ เรารู้จักกันได้ไม่นาน เรียกแบบนี้แหละค่ะ เหมาะสมแล้ว” เหวินมั่นมั่นพูดอย่างไพเราะ แต่ก็พูดอย่างไม่เกรงใจ เพื่อต้องการที่จะทำให้เมิ่งชิงซีรู้ว่าเธอคิดเองเออเองอยู่ฝ่ายเดียว

 

 

เมิ่งชิงซีอยากจะโกรธ แต่เมื่อฉุกคิดถึงจุดประสงค์ที่มา เธอก็อดกลั้นเอาไว้ เธอจะทำให้งานใหญ่ของเธอพังเพียงเพราะอารมณ์โกรธชั่ววูบของตัวเองไม่ได้

 

 

“คุณเหวินคะ ไม่ใช่ว่าฉันอยากจะสนิทกับคุณ หรืออยากจะเป็นเพื่อนกับคุณนักหรอก ในเมื่อคุณลำบากใจ ฉันก็จะไม่พูดอะไรอีก” เมิ่งชิงซียอมถอยออกมาหนึ่งก้าว

 

 

เหวินมั่นมั่นไม่รู้ว่าเมิ่งชิงซีตั้งใจจะทำอะไร เธอหันไปมองเพื่อนสนิทของเธอ “อีอี เสร็จหรือยัง เราไปกันเถอะ”

 

 

เมิ่งชิงซีรู้สึกร้อนรนในใจ เมื่อเห็นว่าพวกเธอตั้งท่าจะเดินจากไปจริงๆ เธอจะทำให้เหวินมั่นมั่นรู้ได้อย่างไรว่าถังโจวโจวท้อง?

 

 

“จริงสิ คุณเหวินคะ ฉันได้ข่าวมาว่าคุณผู้หญิงลั่วเธอท้องแล้ว คุณก็ควรจะเลิกคาดหวังได้แล้วนะคะ” เมิ่งชิงซีพูดอย่างใจเย็นพลางหยิบเสื้อขนสัตว์สีขาวออกมาตัวหนึ่ง และลูบสัมผัสความนุ่มของมันด้วยมือของเธอ

 

 

ก้าวเดินของเหวินมั่นมั่นหยุดชะงักลง “คุณหมายความว่ายังไง คุณเองก็ยังไม่เลิกหวัง มีสิทธิ์อะไรมาบอกฉัน” แม้ว่าคำพูดของเหวินมั่นมั่นจะเต็มไปด้วยความแข็งกร้าว แต่ใจของเธอกลับเต้นรัวให้กับประโยคที่เมิ่งชิงซีเพิ่งจะพูดไปเมื่อครู่นี้ ถังโจวโจวท้องแล้ว!

 

 

เมิ่งชิงซีเห็นว่าคำพูดของตัวเองสามารถทำให้เหวินมั่นมั่นหยุดเดินได้แล้ว แม้ว่าเธอจะดูหมิ่นเหวินมั่นมั่นในใจ แต่ตอนนี้เธอยังต้องใช้ประโยชน์จากผู้หญิงคนนี้อยู่ เธอต้องเกลี้ยกล่อมไปก่อนชั่วคราว เพื่อให้เหวินมั่นมั่นกำจัดลูกของถังโจวโจวให้

 

 

“คุณเหวิน… คุณจะพูดอย่างนั้นไม่ได้นะคะ แม้ว่าฉันจะชอบเซ่าเชิน แต่ตอนนี้เมื่อฉันเห็นว่าถังโจวโจวท้อง ฉันก็ยอมที่จะปล่อยมือจากเขา ฉันไม่สามารถทำลายครอบครัวของเขาได้ ฉันแค่เห็นว่าคุณยังยึดติดอยู่ ฉันก็เลยแนะนำเท่านั้นเอง”

 

 

เมื่อเมิ่งชิงซีพูดจบ เธอก็เดินจากไป เธอแค่ต้องการจะบอกข่าวนี้ให้เหวินมั่นมั่นรับทราบก็เท่านั้น หลังจากนี้ เธอจะให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องไปเสนอวิธีต่อหน้าเหวินมั่นมั่น แล้วเธอจะได้ไม่ต้องเป็นกังวลกับเรื่องนี้อีก

 

 

ขณะเดียวกันเหวินมั่นมั่นก็ไม่เข้าใจ เมิ่งชิงซีต้องการมาบอกเธอว่าถังโจวโจวตั้งท้องแล้ว แค่นี้น่ะหรือ?

 

 

 

 

[1] ดอกไม้ร่วงโรยที่มีความหมาย น้ำตารินไหลที่ไร้เมตตา อุปมาถึงการแอบรัก หรือรักข้างเดียว

สำเร็จตามแผน

 

           ตั้งแต่เซียวโม่รู้ว่าถังโจวโจวท้อง เขาก็ไม่มีกะจิตกะใจจะทำงาน เขานั่งเหม่อลอยอยู่ในออฟฟิศตลอดบ่าย ไม่รู้ทำไมในหัวของเขามักจะหวนนึกถึงความหอมหวานและความอบอุ่นที่พวกเขาเคยมีให้กันอยู่เสมอ แต่ตอนนี้ต่างคนต่างมีทางเดินของตัวเองไปแล้ว

           สวี่โยวรับกระเป๋าเอกสารมาจากเซียวโม่ และแขวนเสื้อโค้ทที่เขาถอดไว้บนที่แขวนเสื้อ พวกเขาไม่พูดอะไรกันสักคำ แต่เธอก็ยังประพฤติตัวในฐานะภรรยาที่ดี

คุณแม่เซียวเห็นว่าทั้งคู่ยืนอยู่ที่หน้าประตูนานแล้ว เธอจึงเดินเข้าไปหา “ทำไมไม่ไปนั่งก่อนล่ะลูก ยืนอยู่ทำไม” คุณแม่เซียวส่งสายตาให้สวี่โยวจากด้านข้าง

สวี่โยวเข้าใจทันที “แม่คะ หนูไปดูที่ครัวก่อนนะคะ”

“จ้ะ ไปเถอะจ้ะ” ในขณะที่คุณแม่เซียวและเซียวโม่กำลังจะเดินไปที่ห้องนั่งเล่น คุณพ่อเซียวก็ลงมาจากชั้นบนพอดี “กลับมาแล้วเหรอ”

“ครับ วันนี้ผมกลับมาทานข้าวด้วย” เซียวโม่กลัวคุณพ่อเซียวมาตลอด คุณพ่อเซียวมักจะทำสีหน้าเคร่งขรึมเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา จึงทำให้ดูน่าเกรงขามเป็นอย่างมาก

คุณพ่อเซียวเพียงพยักหน้า เมื่อคุณแม่เซียวเห็นว่าสองพ่อลูกไม่คุยกัน เธอก็รีบไกล่เกลี่ย “นี่คุณจะทำหน้าบึ้งทำไมล่ะคะ ลูกไม่ได้กลับมาบ่อยๆ นะ”

คุณพ่อเซียวไม่พูดและเอาแต่นั่งอยู่บนโซฟา เห็นอย่างนั้นเซียวโม่ก็ระมัดระวังตัวมากขึ้น บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าเมื่อเขายังเด็ก คุณพ่อเซียวเข้มงวดกับเขามาก ดังนั้นเซียวโม่จึงรู้สึกกลัวคุณพ่อเซียวอยู่ลึกๆ

เพียงไม่นานสวี่โยวก็ออกมาจากห้องครัว “คุณพ่อคะ คุณแม่คะ ทานข้าวได้แล้วค่ะ” ดูไปแล้วคุณพ่อเซียวยังดีกับสวี่โยวมากกว่าเสียอีก หนึ่ง เพราะตระกูลของสวี่โยวเหมาะสมกับตระกูลของพวกเขา เขาค่อนข้างพึงพอใจกับลูกสะใภ้คนนี้ สอง คุณพ่อเซียวไม่อาจเข้มงวดกับลูกสะใภ้ได้มากนัก

ทั้งสี่คนนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร สวี่โยวนั่งถัดจากเซียวโม่ เธอง่วนอยู่กับการคีบอาหารให้เขา เมื่อเธอเห็นว่าสีหน้าของเซียวโม่นั้นเบื่อหน่ายชัดเจน มือที่ถือตะเกียบอยู่ก็แข็งทื่อไปชั่วขณะ เมื่อคุณแม่เซียวเห็นอย่างนั้นก็รีบช่วยพูดว่า “โยวโยว ทานเยอะๆ ลูก อย่ามัวแต่ห่วงอาโม่”

สวี่โยวแค่ยิ้มบางๆ จากนั้นเธอก็ก้มหน้ารับประทานอาหารในส่วนของเธอ คุณแม่เซียวส่งซุปให้เซียวโม่ “อาโม่ ทานซุปนะลูก ร่างกายจะได้อบอุ่น”

เมื่อเห็นเซียวโม่รับไป คุณแม่เซียวก็แบ่งให้คุณพ่อเซียว สวี่โยว และตัวเองคนละหนึ่งถ้วย เซียวโม่ยกถ้วยขึ้น สวี่โยวมองตรงมาที่เขา ในขณะที่ถ้วยจรดริมฝีปากของเซียวโม่ เขาก็เห็นว่าสวี่โยวจ้องมองมาที่เขาอยู่ตลอด เขาจึงหยุดการเคลื่อนไหว “มีอะไรหรือเปล่า”

สวี่โยวเบนสายตาอย่างรวดเร็ว “ไม่มีอะไรค่ะ คุณทานซุปเถอะ” เธอรีบซดน้ำซุปใส่ปาก ปรากฏว่าซุปยังร้อนอยู่ มันก็เลยลวกปากเธอ

สวี่โยวรีบวางถ้วยซุปลงบนโต๊ะ “ซี้ด” คุณแม่เซียวรีบเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าเธอถูกลวก “เป็นอะไรมากไหมลูก ทำไมไม่ระวังเลยล่ะ ไม่เป็นไรใช่ไหม? แม่บ้านหลี่ รีบยกน้ำเย็นมาเร็ว”

เซียวโม่เองก็วางถ้วยซุปลงเหมือนกัน สีหน้าของสวี่โยวแสดงความผิดหวัง แต่เพราะกลัวว่าเซียวโม่จะเห็นเข้า เธอจึงรีบก้มหน้าลง กลัวว่าเขาจะผิดสังเกตเอาได้

แม่บ้านหลี่ยกน้ำเย็นออกมาให้อย่างรวดเร็ว “มาแล้วค่ะ มาแล้ว”

“รีบเอาไปให้คุณผู้หญิงเลย” แม่บ้านหลี่นำแก้วน้ำไปวางไว้ตรงหน้าสวี่โยว เมื่อสวี่โยวยกน้ำขึ้นดื่มอึกใหญ่ เธอก็รู้สึกดีขึ้น แต่ภายในปากก็ยังรู้สึกเจ็บอยู่

เมื่อเห็นว่าทุกคนมองมาที่เธอ สวี่โยวก็ยิ้ม “หนูไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ ทำเอาคุณพ่อคุณแม่เป็นห่วงแย่เลย”

เมื่อคุณแม่เซียวเห็นว่าสวี่โยวไม่เป็นอะไรแล้ว เธอก็มองไปที่ถ้วยซุปของเซียวโม่อีกครั้ง “อาโม่ รีบทานซุปซิลูก ระวังร้อนด้วยนะ”

แม้ว่าเซียวโม่จะสงสัยว่าทำไมวันนี้คุณแม่เซียวถึงเอาแต่บอกให้เขาทานซุปถ้วยนั้น แต่เขาก็หาต้นสายปลายเหตุไม่เจอ เขาไม่ได้คิดอะไรต่อและยกถ้วยซุปขึ้นอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าในที่สุดเซียวโม่ก็ทานซุปถ้วยนั้นจนหมด คุณแม่เซียวและสวี่โยวก็รู้สึกโล่งใจ

เมื่อกินข้าวกันเสร็จ คุณแม่เซียวก็เอ่ยถาม “อาโม่ วันนี้ลูกจะค้างที่บ้านใช่ไหม”

เซียวโม่ไม่สามารถคิดหาเหตุผลที่จะปฏิเสธออกมาได้ “ครับแม่ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวขึ้นไปข้างบนก่อนนะครับ” คุณพ่อเซียวนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น เซียวโม่ไม่อยากทำให้เขาขุ่นเคืองใจ เขาจึงขึ้นไปที่ชั้นสอง

คุณแม่เซียวเห็นว่าเซียวโม่ขึ้นไปข้างบนแล้ว เธอจึงรีบขยิบตาให้สวี่โยว สวี่โยวรีบพูดว่า “คุณพ่อคะ คุณแม่คะ หนูก็ขอตัวก่อนนะคะ”

คุณแม่เซียวคล้อยตามเสียงดัง “จ้ะ รีบขึ้นไปเถอะ อีกเดี๋ยวพ่อกับแม่ก็จะไปพักแล้วเหมือนกัน”

คุณพ่อเซียวเห็นว่าคุณแม่เซียวยิ้มกว้างประหนึ่งดอกไม้บาน เขาจึงเอ่ยปากถามในขณะที่สายตาดูโทรทัศน์ “ทำไมวันนี้คุณดูอารมณ์ดีผิดปกติ มีอะไรดีๆ หรือไง เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า”

เดิมทีคุณแม่เซียวก็อยากจะเล่าแผนการของเธอให้คุณพ่อเซียวฟัง แต่เมื่อคิดดูดีๆ แล้ว เขาต้องไม่เห็นด้วยแน่นอน ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจสงบปากสงบคำและหาหัวข้อพูดเสียใหม่ “ไม่นี่คะ ฉันก็แค่ดีใจที่ลูกกลับมาบ้าน ทำไมคะ คุณไม่ดีใจเหรอ”

คุณพ่อเซียวไม่พูดอะไร คุณแม่เซียวก็ขี้เกียจเกินกว่าจะสนใจเขา ถ้าไม่ติดว่าเป็นเรื่องของผัวเมีย คุณแม่เซียวก็อยากจะไปแอบฟังที่หน้าห้องของพวกเขา เพื่อดูว่าแผนการจะได้ผลหรือไม่

สวี่โยวตามเซียวโม่เข้าไปในห้อง เซียวโม่ปลดเนกไทและนอนลงบนเตียง เมื่อเขาเห็นว่าสวี่โยวตามเข้ามา เขาก็หยัดตัวขึ้นและทำท่าจะเดินออกไปข้างนอก

สวี่โยวรีบกอดเขาจากด้านหลัง แขนทั้งสองข้างล็อกตัวเขาไว้แน่น กลัวว่าเซียวโม่จะออกจากห้องไป “เซียวโม่ ทำไมคุณถึงไม่ลองเปิดใจยอมรับฉันล่ะคะ”

เซียวโม่ไม่ได้ต้องการจะผลักเธอออก เขาพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ผมบังคับตัวเองไม่ได้ ขอโทษด้วย” ในใจเขารู้ดี และเขาก็อยากจะขอโทษสวี่โยว แต่เขาไม่สามารถลืมถังโจวโจวได้ เขาไม่เต็มใจ ไม่เต็มใจที่จะให้เรื่องราวระหว่างเขาและถังโจวโจวจบลงอย่างนี้

สวี่โยวรู้ว่าเขายังคงคิดถึงถังโจวโจวอยู่ เธอแทบจะเอ่ยปากขอร้อง “เซียวโม่ มีลูกกับฉันเถอะนะ ให้ฉันเถอะนะคะ แล้วฉันจะไม่สนใจอีกว่าคุณจะคิดถึงเธออยู่หรือเปล่า โอเคไหมคะ”

เซียวโม่หันกลับไปมอง เขาเห็นว่าบนใบหน้าของสวี่โยวมีหยาดน้ำตา พูดตามตรง สวี่โยวไม่ได้สวยน้อยไปกว่าถังโจวโจวเลย ชาติตระกูลของเธอก็ดี พูดได้ว่าพื้นเพของเธอดีกว่าถังโจวโจวมาก แต่ไม่รู้ทำไมเซียวโม่ถึงหาความดีงามของเธอไม่เจอเลย

ช่วงเวลาหลายปีที่อยู่ต่างประเทศด้วยกัน ไม่ว่าสวี่โยวจะพยายามใกล้ชิดเขามากขนาดไหน เซียวโม่ก็ได้แต่ทำสีหน้าเย็นชาใส่เธอ จนกระทั่งปฏิเสธเธออย่างรุนแรง แม้ว่าเขาจะไม่ถึงกับด่าประจาน แต่สวี่โยวที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีตั้งแต่เล็กจนโต การเพิกเฉยของเซียวโม่นั้นทำให้เธอเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าการด่าทอเธอตรงๆ เสียอีก

เมื่อเซียวโม่เห็นท่าทางวิงวอนของสวี่โยว เขาก็อดสงสารไม่ได้ สวี่โยวเห็นเขาลังเล เธอรู้ว่าเธอไม่สามารถปล่อยให้โอกาสครั้งนี้หลุดลอยไปได้ เธอเขย่งขึ้นจูบไปที่ริมฝีปากของเซียวโม่

ปลายลิ้นของเธอพยายามสอดแทรกเข้าไปในปากของเซียวโม่ เซียวโม่ยืนตัวแข็งทื่อและปล่อยให้สวี่โยวเป็นผู้คุมการเคลื่อนไหว เขาสัมผัสได้ถึงความรีบร้อนของสวี่โยว แต่ในเวลานี้เขารู้สึกสับสน เขาควรจะผลักสวี่โยวออกสิ แต่มือของเขากลับไม่ขยับ

สวี่โยวเห็นว่าเซียวโม่ไม่ปฏิเสธเธอ เธอก็ใจชื้นมากขึ้น การเคลื่อนไหวบนริมฝีปากก็รีบเร่งมากขึ้น แต่เป็นเพราะเธอลนลาน เธอจึงยังไม่พบวิธีที่ถูกต้อง

ทันใดนั้นเซียวโม่ก็รู้สึกเหมือนว่ามีกองไฟสุมอยู่ที่ช่องท้องด้านล่าง มันแผดเผาเสียจนเขาแทบทนไม่ไหว เขารั้งเอวของสวี่โยวมากอดและก้มหน้าจูบตอบเธอ

สวี่โยวมีความสุขมาก เธอยอมปล่อยทั้งกายและใจ เซียวโม่ไม่รู้ว่าเขากำลังจูบอยู่กับใคร ในหัวของเขามีแต่ถังโจวโจวเพียงคนเดียว

ทั้งสองคนจูบกันไปจูบกันมา จากนั้นก็เอนตัวลงไปบนที่นอน เซียวโม่กดสวี่โยวลงกับเตียง พวกเขาทั้งคู่ต่างก็รีบเร่ง สวี่โยวเห็นว่าเซียวโม่รีบร้อนจนตาแดงก่ำแล้ว เธอจึงช่วยเขาด้วยการเปลื้องเสื้อผ้าของตัวเองไปด้วย “อาโม่ อือ อาโม่…”

เมื่อสวี่โยวเห็นเซียวโม่ปฏิบัติกับเธออย่างแรงกล้าเช่นนี้ เธอก็คิดเข้าข้างตัวเองว่าตอนนี้เธอเป็นผู้หญิงคนโปรดของเซียวโม่ ระหว่างพวกเขาไม่มีถังโจวโจวมาคั่นกลางอีกแล้ว

เซียวโม่จูบลงบนผิวของสวี่โยว สวี่โยวประคองกอดศีรษะเขา เธอรู้สึกว่าเธอกำลังจะหลอมละลายไปด้วยไฟรักของเซียวโม่ เซียวโม่รู้สึกแค่ว่าในร่างกายเขามันร้อนรุ่มมาก แทบจะเผาผลาญเสียจนเขาต้องได้รับการปลดปล่อยโดยด่วน ดูเหมือนว่าร่างกายของเขานั้นยากจะควบคุม และเมื่อทั้งสองรวมกันเป็นหนึ่ง เซียวโม่ก็พ่นลมหายใจออกมา

สวี่โยวรู้สึกอิ่มเอมมาก เมื่อเธอมองดูผู้ชายที่เธอรักบนร่างกายเธอ เธอก็รู้สึกว่าตอนนี้เธอเป็นผู้หญิงที่มีความสุขที่สุดในโลกใบนี้

สวี่โยวถูกเซียวโม่กลั่นแกล้งอีกหลายครั้งในคืนนี้ แต่เธอก็ไม่อิดออดเลยสักนิด เธอใช้แรงทั้งหมดที่มีตระกองกอดเซียวโม่ไว้แน่น บางครั้งเมื่อเธอทนไม่ได้ เธอก็ทิ้งร่องรอยไว้บนหลังของเซียวโม่

แสงแดดที่อยู่ด้านนอกส่องผ่านเข้ามาจนแยงตา เซียวโม่ยกมือขึ้นบังสายตา เขาเห็นว่าร่างกายท่อนบนของตัวเองเปลือยเปล่า เมื่อมองดูข้างๆ เขาก็เห็นสวี่โยวที่ดูเหนื่อยล้า กำลังนอนหลับสนิทอยู่ข้างๆ เขา

เขามีความสัมพันธ์กับเธออีกแล้ว เซียวโม่คิดย้อนกลับไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน เขาพบว่าตัวเขาเองจำได้แค่ว่าสวี่โยวเป็นฝ่ายจูบเขาก่อน จากนั้นเขาก็จำได้แค่ว่าคนที่อยู่ใต้ร่างของเขาคือถังโจวโจว แต่ตอนนี้มาคิดดูอีกทีก็เหมือนว่ามันจะเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น

จริงสิ ตอนนี้โจวโจวคงจะอยู่ข้างกายลั่วเซ่าเชิน ในขณะที่ข้างกายของเขาก็ควรจะเป็นสวี่โยวตามปกติ เขาคิดเพ้อเจ้อลมๆ แล้งๆ ว่าถังโจวโจวมาอยู่ข้างกายเขาได้อย่างไรกัน

สวี่โยวยังไม่ตื่นนอน เซียวโม่ก้มหยิบเสื้อผ้าที่หล่นกระจัดกระจายอยู่ตามพื้น หลังจากสวมเสื้อผ้าแล้ว เขาก็เดินเข้าไปในห้องน้ำ

สวี่โยวตื่นขึ้นมาเพราะเสียงน้ำ เมื่อเธอยื่นมือไปลูบที่นอนด้านข้าง เธอก็พบว่ามันยังอุ่นอยู่ แต่คนไม่อยู่แล้ว

เมื่อเธอลืมตาขึ้นมา เธอก็พบว่าเซียวโม่ไม่ได้อยู่บนเตียงแล้ว เธอได้ยินเสียงน้ำในห้องน้ำดังขึ้นอีกครั้ง สวี่โยวที่ไม่ทันได้เห็นกับตาว่าเซียวโม่นอนอยู่ข้างกายเธอก็รู้สึกผิดหวัง แต่เมื่อหวนคิดดูอีกที เธอไม่ควรขอร้องมากเกินไป เป็นแบบนี้ก็ดีมากแล้ว

เมื่อเซียวโม่เดินสวมชุดคลุมอาบน้ำออกมาจากห้องน้ำ เขาก็พบว่าสวี่โยวตื่นแล้ว เขาไม่สามารถเพิกเฉยต่อการมีตัวตนอยู่ของเธอได้อีก แต่เขาก็ไม่สามารถอ่อนโยนกับเธอได้เหมือนกัน เขาทำได้แค่นิ่งเงียบและไม่พูดอะไร

สวี่โยวเห็นเขาเดินออกไปข้างนอก เธอก็จะพยุงตัวลุกขึ้นตามไป แต่เธอคิดไม่ถึงว่าจะยันตัวไม่ขึ้น เธอเอนตัวกลับลงไปนอนดังเดิม ส่วนเซียวโม่ก็เดินออกไปไกลแล้ว

เมื่อสวี่โยวนึกถึงร่างกายที่อ่อนเปลี้ยเพลียแรงเพราะถูกเซียวโม่เอ็นดูรักใคร่ตลอดคืน หัวใจของเธอก็พองโตไปด้วยความพึงพอใจ เธอแตะที่หน้าท้องของเธอ คราวนี้เธอจะต้องตั้งท้องให้ได้!

คุณแม่เซียวตื่นแต่เช้าตรู่ เธอพะวักพะวงเรื่องของเซียวโม่และสวี่โยวทั้งคืน หลังจากที่เธอตื่นนอน เธอก็ไม่พบใครที่ห้องนั่งเล่น เธอถามแม่บ้านหลี่อีกครั้ง แล้วเธอก็ได้รู้ว่าเซียวโม่และสวี่โยวนั้นยังไม่ได้ลงมาเลย เธอเบิกบานใจอยู่ชั่วขณะ ดูเหมือนว่าเรื่องเมื่อคืนนี้จะประสบความสำเร็จแล้ว

เธอนั่งรออยู่ในห้องนั่งเล่น ดวงหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เธอมองไปที่บันไดเป็นครั้งคราวจนกระทั่งเซียวโม่ลงมา เธอมองดูอีกครั้งแล้วก็แอบพยักหน้าในใจ “อาโม่ โยวโยวล่ะลูก”

เมื่อเห็นว่าด้านหลังของเซียวโม่ไม่มีเงาของสวี่โยวตามมาด้วย คุณแม่เซียวก็เอ่ยถาม เซียวโม่นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับสวี่โยวทันทีและตอบกลับเพียงไม่กี่คำ “อยู่บนห้องครับ อีกสักพักน่าจะลงมา”

เมื่อคุณแม่เซียวเห็นท่าทางเย็นชาของเขา เธอก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เมื่อคืนนี้ผัวเมียคู่นี้เขามีเวลาที่ไม่ดีกันหรือ สีหน้าของลูกชายเธอถึงดูไม่ดีนัก

คงไม่หรอกมั้ง ยานั่นใช้ไม่ได้ผลเหรอ? คุณแม่เซียวคิดไปต่างๆ นานา แต่เธอก็ไม่กล้าถามเซียวโม่ จึงได้อดกลั้นเอาไว้ และรอให้สวี่โยวลงมา

เมื่อเซียวโม่รับประทานมื้อเช้าเสร็จ เขาก็ออกไป แต่สวี่โยวก็ยังไม่ลงมา คุณแม่เซียวเริ่มเป็นกังวล สรุปแล้วมันสำเร็จไหมนี่?

เธอจำเป็นต้องขึ้นไปชั้นบน เมื่อแม่บ้านหลี่เห็นว่าคุณแม่เซียวยังไม่ได้กินข้าว เธอก็ถามจากด้านหลังว่า “คุณนายไม่รับข้าวเช้าหรือคะ”

“แม่บ้านหลี่ไปอุ่นไว้ก่อนแล้วกัน ฉันจะรอทานพร้อมกับคุณผู้หญิง”

คุณแม่เซียวเดินไปที่ห้องของเซียวโม่ ในขณะที่เธอกำลังจะเคาะประตู สวี่โยวก็เปิดประตูออกมา

สวี่โยวพูดความจริง

 

 

 

 

           สุดสัปดาห์ ลั่วเซ่าเชินพาถังโจวโจวไปตรวจที่โรงพยาบาล คุณหมอบอกว่าเด็กในท้องแข็งแรงดี ทันทีที่พวกเขาออกมาจากห้องตรวจของคุณหมอ ถังโจวโจวก็เห็นสวี่โยวและคุณแม่เซียว 

 

 

เดิมทีถังโจวโจวตัดสินใจว่าจะทำเป็นมองไม่เห็นแล้วเดินหลีกหนีไป แต่คุณแม่เซียวสายตาแหลมคม เธอเห็นถังโจวโจวมาแต่ไกลแล้ว ในเมื่อเธอเห็นแล้ว เธอก็ตัดสินใจว่าจะไม่ปล่อยถังโจวโจวไป “ถังโจวโจว เธอมาทำอะไรที่นี่” 

 

 

           “คุณป้าเซียว สวี่โยว” ถังโจวโจวมองข้ามดวงตาที่มองมาอย่างเกลียดชังของคุณแม่เซียว 

 

 

สวี่โยวเห็นว่าลั่วเซ่าเชินและถังโจวโจวเดินออกมาจากแผนกสูติ-นรีเวช จึงเอ่ยถามทันที “ถังโจวโจว เธอท้องเหรอ” 

 

 

“ใช่” ถังโจวโจวยอมรับเต็มเสียง ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นคุณแม่เซียวมองมาที่หน้าท้องของถังโจวโจวด้วยความอิจฉา เขาก้าวขึ้นไปบังหน้าถังโจวโจว เมื่อคุณแม่เซียวเห็นสีหน้าไร้อารมณ์ของลั่วเซ่าเชินมองมาที่เธอ เธอก็เบ้ริมฝีปาก ก่อนจะหันไปมองทางอื่น 

 

 

คุณแม่เซียวรู้สึกตกใจที่ได้ยินว่าถังโจวโจวท้อง แต่ก็รู้สึกว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เธอแต่งงานมาตั้งนานแล้ว ถ้าเธอตั้งจะท้อง มันก็เป็นเรื่องปกติ แต่ก็อดบ่นพึมพำเบาๆ ออกมาไม่ได้ “โชคดีจริงๆ แต่ก็ยังไม่แน่หรอกว่าจะได้เกิดมาหรือเปล่า” 

 

 

แน่นอนว่าสวี่โยวได้ยินคำพูดร้ายกาจของคุณแม่เซียว เธอรีบหันไปมองลั่วเซ่าเชินและถังโจวโจว เมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่ได้ยิน เธอจึงถอนหายใจ เธอบ่นในใจว่ามีเรื่องให้พูดตั้งเยอะแยะก็ไม่พูด ดันมาพูดเรื่องนี้ เกิดลั่วเซ่าเชินได้ยินเข้า ได้ทะเลาะกันใหญ่โตแน่ 

 

 

คุณแม่เซียวหันไปมองสวี่โยวตามสัญชาตญาณ ไม่เข้าใจว่าทำไมโยวโยวถึงยังไม่มีข่าวดีบ้าง! 

 

 

สวี่โยวสังเกตเห็นแววตาของคุณแม่เซียวที่มองมา เธอพูดไม่ออกว่ามันเจ็บปวดมากเพียงไหน เซียวโม่ไม่แตะต้องเธอเลย แล้วเธอจะไปมีลูกได้อย่างไร 

 

 

“คุณแม่คะ เรารีบเข้าไปกันเถอะค่ะ คุณหมอรอแย่แล้ว” สวี่โยวจับข้อมือของคุณแม่เซียว หมายจะพาเธอไปที่ห้องตรวจของคุณหมอ คุณแม่เซียวให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ตอนนี้สิ่งที่เธอควรให้ความสำคัญยิ่งกว่าเรื่องถังโจวโจวตั้งท้อง คือเธอต้องรีบทำให้สะใภ้ของเธอมีหลานให้เธอเสียที 

 

 

ขอเพียงแค่สวี่โยวรีบมีหลานให้กับเธอ เธอก็จะสามารถวางใจได้ สวี่โยวพยักหน้าเบาๆ ให้ถังโจวโจว และพวกเขาก็แยกจากกัน 

 

 

หลังจากสวี่โยวตรวจร่างกายเสร็จ คุณแม่เซียวก็รีบจับตัวคุณหมอมาถาม “คุณหมอคะ สุขภาพของลูกสะใภ้ฉันเป็นยังไงบ้างคะ” 

 

 

“ดีมากครับ แต่เธอมีภาวะเลือดจางนิดหน่อย ต้องทานอาหารบำรุงเลือดเยอะๆ บำรุงรักษาร่างกายให้ดี เดี๋ยวก็หายครับ” แต่เห็นได้ชัดว่าคุณแม่เซียวมีท่าทางไม่พอใจกับข้อสรุปของคุณหมอ มันจะไม่มีปัญหาได้อย่างไร นานขนาดนี้แล้ว ท้องของเธอยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย 

 

 

“คุณหมอคะ ไม่มีปัญหาจริงๆ หรือคะ” คุณแม่เซียวยังไม่ยอมแพ้ 

 

 

คุณหมอได้ยินคำถามนั้นก็ทำหน้าขึงขัง “ถ้าคุณไม่เชื่อ คุณลองไปตรวจกับคุณหมอท่านอื่นดูก็ได้นะครับ” 

 

 

คุณแม่เซียวยิ่งไม่สบอารมณ์ ท่าทีแบบนั้นมันอะไรกัน เธอก็แค่ถามให้แน่ใจเท่านั้นเอง “เอ๊ะ! คุณยังมีความเป็นมืออาชีพอยู่หรือเปล่า เป็นหมอประสาอะไรเนี่ย” 

 

 

สวี่โยวรู้สึกอับอายแทนคุณแม่เซียว เธอกระตุกแขนเสื้อของคุณแม่เซียว “พอเถอะค่ะ คุณแม่ ไปกันเถอะค่ะ” 

 

 

คุณหมอไม่ได้โต้กลับ เขาเพียงแต่มองคุณแม่เซียวนิ่งๆ ยิ่งคิดคุณแม่เซียวก็ยิ่งคับแค้นใจ แต่สวี่โยวก็ดึงเธอออกมาจากห้องตรวจของคุณหมอจนได้ “โยวโยว หนูทำอะไรน่ะ” คุณแม่เซียวสะบัดมือสวี่โยวทิ้งทันทีที่ออกมาจากห้องของคุณหมอ 

 

 

สวี่โยวเห็นว่าขนาดอยู่ต่อหน้าฝูงชนแบบนี้ คุณแม่เซียวก็ยังคิดจะเอาเรื่อง เธอจึงยอมรับผิดโดยเร็ว “เรื่องนี้หนูผิดเองค่ะคุณแม่ ดีว่าคุณหมอเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร แล้วคุณแม่โกรธแบบนี้ไม่เท่ากับว่าคุณแม่กำลังทำร้ายตัวเองหรือคะ หนูว่ามันไม่คุ้มเลย” 

 

 

คุณแม่เซียวเห็นว่าที่เธอพูดมาก็มีเหตุผล “จ้ะ หนูพูดถูก แม่จะไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเขาอีก” คุณแม่เซียวยอมถอยออกมาตามที่สวี่โยวบอก 

 

 

เมื่อออกมาจากโรงพยาบาล สวี่โยวก็ขับรถกลับบ้านพร้อมกับคุณแม่เซียว คุณแม่เซียวพูดถึงเรื่องที่ถังโจวโจวตั้งท้องมาตลอดทาง “โยวโยว หนูเองก็ต้องคิดเรื่องนี้ได้แล้วนะลูก หนูดูอย่างถังโจวโจวสิ ตอนนี้เธอมีลูกแล้ว หนูไม่อยากมีลูกกับเซียวโม่บ้างเหรอ” 

 

 

คำพูดของคุณแม่เซียวพูดกระทบไปถึงส่วนลึกในหัวใจของสวี่โยว เธอจะไม่คิดเรื่องนี้ได้อย่างไร เธอขบคิดเรื่องนี้อยู่ทั้งวันทั้งคืน แต่ช่วงนี้เซียวโม่ไม่แม้แต่จะมองหน้าเธอเลยด้วยซ้ำ ความขมขื่นในใจของเธอ ใครเล่าจะรู้ได้ 

 

 

“ค่ะ คุณแม่ แต่ช่วงนี้เซียวโม่เอาแต่ทำงานล่วงเวลาอยู่ที่บริษัท หนูก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงแล้วเหมือนกัน” สวี่โยวพูดราวกับว่าไม่ได้ตั้งใจ 

 

 

คุณแม่เซียวกระตือรือร้นขึ้นมาในทันที “จริงเหรอ แม่จะต้องคุยกับเขาให้รู้เรื่อง ไม่ว่างานจะยุ่งแค่ไหนก็ไม่ควรละเลยสุขภาพของตัวเองสิ” 

 

 

สวี่โยวและคุณแม่เซียวกลับมาถึงบ้านตระกูลเซียว ทันทีที่พวกเขาก้าวเข้ามาในบ้าน คุณแม่เซียวก็โทรหาเซียวโม่ทันที ปลายสายรับโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว สวี่โยวรู้สึกเศร้าใจ ในขณะที่เธอมองดูคุณแม่เซียวถามถึงความเป็นอยู่ของเซียวโม่ในช่วงนี้ ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าเขาจะเจตนาไม่รับสายโทรศัพท์เธอ 

 

 

“ลูกแม่ แล้วเมื่อไรจะกลับมาหาแม่ล่ะ” คุณแม่เซียวอดทนต่อเซียวโม่มาก เขาเป็นลูกชายคนเดียวของเธอ เธอเองก็ไม่ได้เจอเซียวโม่มาสักพักแล้ว เธอคิดถึงเขามาก 

 

 

ไม่รู้ว่าเซียวโม่พูดอะไร คุณแม่เซียวถึงได้หัวเราะออกมาเสียงดังลั่น สวี่โยวอยากรู้ว่าคุณแม่เซียวและเซียวโม่คุยอะไรกัน แต่เธอก็ไม่กล้าแอบฟัง 

 

 

คุณแม่เซียวคุยเรื่องสัพเพเหระกับเซียวโม่จนเกือบลืมธุระของตัวเองไป เมื่อถึงตอนที่กำลังจะวางสายเธอถึงนึกขึ้นมาได้ “จริงสิ วันนี้แม่เจอถังโจวโจวที่โรงพยาบาลด้วยนะ เธอท้องแล้ว ดูสิ เมื่อไรลูกกับสวี่โยวจะมีหลานให้แม่อุ้มบ้างสักทีล่ะ” 

 

 

เหตุผลที่คุณแม่เซียวบอกเรื่องที่ถังโจวโจวตั้งท้องก็เพราะอยากให้เซียวโม่ตัดใจ ไม่ต้องไปคิดถึงผู้หญิงคนนั้นอีก ตอนนี้เธอกำลังหวังให้ในท้องของสวี่โยวมีหลานชายคนโตของตระกูลเซียวอยู่ 

 

 

แต่เซียวโม่ไม่อาจนิ่งเฉยได้เหมือนกับคุณแม่เซียว เขาตะโกนออกมาเสียงดังลั่นแม้กระทั่งสวี่โยวที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ยังได้ยิน “อะไรนะครับ? โจวโจวท้อง! เป็นไปไม่ได้!” 

 

 

สวี่โยวกำมือแน่น คุณแม่เซียวเองก็ไม่พอใจ 

 

 

“นี่ลูก ทำไมถังโจวโจวจะท้องไม่ได้ อย่าลืมนะ ตอนนี้เธอเป็นของคนอื่นแล้ว ลูกไม่ต้องไปคิดถึงเธออีก แม่กับพ่อของลูกไม่เห็นด้วยเด็ดขาด ตอนนี้ลูกแต่งงานกับโยวโยวแล้ว ลูกต้องดีกับโยวโยวให้มากกว่าใครสิ!” 

 

 

ตราบใดที่เกี่ยวข้องกับถังโจวโจว คุณแม่เซียวพร้อมที่จะยืนอยู่ข้างเดียวกันกับสวี่โยว หากต้องเปรียบเทียบถังโจวโจวและสวี่โยว ในสายตาของคุณแม่เซียว สวี่โยวนั้นดีกว่าในทุกๆ ด้าน 

 

 

หลังจากนั้นไม่นาน คุณแม่เซียวก็มองดูสายโทรศัพท์ที่ตัดไปด้วยสีหน้าบึ้งตึง สวี่โยวรีบพูดให้กำลังใจ “อย่าโกรธเขาเลยนะคะคุณแม่ เซียวโม่อาจจะกำลังอารมณ์ไม่ดี เขาก็เลยพูดออกมาแบบนั้น” 

 

 

สวี่โยวลูบอกคุณแม่เซียว คุณแม่เซียวหอบหายใจอย่างหนัก แล้วหันไปเอ็ดใส่เธอ “มีอะไรให้เขาอารมณ์ไม่ดี ยายถังโจวโจวนั่นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาแล้วสักหน่อย เขาจะสนใจทำไม เมียตัวเองถูกทิ้งอยู่ตรงนี้ไม่ยักจะสนใจ!” 

 

 

คุณแม่เซียวเห็นว่าสีหน้าของสวี่โยวย่ำแย่เต็มที เธอจึงตระหนักได้ว่าเธอพูดอะไรที่ไม่ควรพูดออกไป เธอรีบคว้ามือของสวี่โยวมาจับเพื่อปลอบโยน “โยวโยว หนูมั่นใจได้เลยนะ แม่จะไม่ยอมให้เซียวโม่กับถังโจวโจวนั่นได้อยู่ด้วยกันเด็ดขาด แม่จะรอหนูคลอดหลานออกมาให้แม่คนเดียวเท่านั้น” 

 

 

สวี่โยวไม่สามารถวางใจได้เลยเมื่อเธอได้ฟังคำพูดของคุณแม่เซียว คุณแม่เซียวชอบเธอแล้วมันจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อคนที่สามารถทำให้เธอตั้งท้องได้ก็มีแต่เซียวโม่ แต่มีครั้งไหนที่เซียวโม่มานอนใกล้เธอบ้าง เขาห่างเหินราวกับว่าร่างกายของเธอมีเชื้อโรคอยู่อย่างนั้นแหละ 

 

 

แม้แต่ตอนที่ออกไปข้างนอก ก็มีแต่เธอที่ทำตัวติดกันกับเขา เซียวโม่เบื่อหน่ายเธอมาก ดังนั้นเขาจึงเพิกเฉยต่อการมีตัวตนอยู่ของเธอ และปล่อยให้เธอควงแขนเขาไปตามใจชอบ 

 

 

สวี่โยวเคยเห็นมาก่อนว่าลั่วเซ่าเชินปฏิบัติกับถังโจวโจวอย่างไร ทำไมชีวิตของถังโจวโจวถึงได้แต่สิ่งดีๆ แบบนั้น เซียวโม่มีแต่ถังโจวโจวอยู่ในหัวใจ ลั่วเซ่าเชินก็มีเธอเหมือนกัน แล้วตอนนี้เธอก็ยังตั้งท้องอีกต่างหาก สวี่โยวยิ่งคิดยิ่งรู้สึกเกลียด ทำไมต้องมีผู้หญิงที่ชื่อถังโจวโจวคนนี้บนโลกด้วย! 

 

 

สวี่โยวเห็นว่าช่วงนี้คุณแม่เซียวมักจะพูดถึงเรื่องหลานอยู่บ่อยๆ เมื่อคิดดูแล้วเธอรู้สึกว่าถ้าเธอยังไม่พูดเรื่องนี้ออกมา อีกไม่นานเธอคงจะรับมือกับคำพูดของคุณแม่เซียวที่นับวันยิ่งเร่งรัดขึ้นเรื่อยๆ ไม่ไหว “คุณแม่คะ หนูมีเรื่องจะบอกคุณแม่” 

 

 

“เรื่องอะไรเหรอลูก” คุณแม่เซียวเห็นสวี่โยวก้มหน้าต่ำ เธอพยายามจะพูดอะไร ทำไมเธอถึงดูอึดอัดใจนัก คุณแม่เซียวรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก 

 

 

“คุณแม่คะ ความจริงแล้วหนูกับเซียวโม่ไม่ได้อยู่ด้วยกันค่ะ” สวี่โยวพูดอย่างแผ่วเบา แต่คุณแม่เซียวไม่เข้าใจ 

 

 

“โยวโยว หนูหมายความว่ายังไง ตอนนี้หนูอยู่ด้วยกันกับเซียวโม่ไม่ใช่เหรอ พวกหนูเป็นสามีภรรยากันนะ!” 

 

 

ตอนนี้สวี่โยวเป็นลูกสะใภ้ของเธอ แล้วทำไมถึงไม่ได้อยู่ด้วยกันกับเซียวโม่ล่ะ ฟังดูขัดแย้งพิกล? 

 

 

เมื่อเห็นว่าคุณแม่เซียวไม่เข้าใจ สวี่โยวก็รู้สึกอับอายขายขี้หน้า เธอได้แต่เอนตัวเข้าไปหาคุณแม่เซียวและกระซิบบอกที่ข้างหูเบาๆ คุณแม่เซียวร้องอุทานทันที “จริงเหรอ!” 

 

 

สวี่โยวพยักหน้า คุณแม่เซียวไม่คิดว่ามันจะเป็นแบบนี้ เธอตำหนิสวี่โยว “โยวโยว ทำไมหนูไม่รีบบอกแม่ มันจะได้ไม่เลยเถิดมาไกลขนาดนี้” 

 

 

สวี่โยวเห็นว่าคุณแม่เซียวเริ่มกล่าวโทษเธอ เธอก็ยิ่งหม่นหมองลงไปอีก จะให้เธอพูดอย่างไรล่ะ เรื่องแบบนี้จะให้เธอพูดออกมาหน้าตาเฉยได้หรือ? ถ้าคุณแม่เซียวไม่ได้เอาแต่พูดถึงเรื่องลูก เธอก็คงไม่บอกคุณแม่เซียวเรื่องนี้หรอก จะให้เธอยอมรับออกมาตรงๆ หรือว่าเธอรักษาเซียวโม่เอาไว้ไม่ได้? 

 

 

คุณแม่เซียวเห็นว่าสีหน้าของสวี่โยวเศร้าหมอง เธอก็รู้ตัวว่าสิ่งที่เธอพูดออกไปนั้นมันไม่ถูก แต่เธอก็กระดากเกินกว่าจะยอมรับผิด เธอจึงได้แต่เบี่ยงเบนหัวข้อ “โยวโยว หนูอย่ากังวลใจไปเลยนะ เดี๋ยวแม่ช่วยหนูคิดหาวิธีเอง” คุณแม่เซียวจะไม่ยอมให้เรื่องแบบนี้ดำเนินต่อไปอีกอย่างแน่นอน 

 

 

เดิมทีเธอก็ไม่ชอบถังโจวโจวอยู่แล้ว เมื่อเธอรู้ว่าลูกชายของเธอไม่ยอมแตะต้องสวี่โยวเพราะถังโจวโจวอีก นั่นยิ่งทำให้คุณแม่เซียวไม่ชอบถังโจวโจวเข้าไปใหญ่ หากถังโจวโจวรู้เข้าก็คงจะได้แต่ถอนหายใจ นอนอยู่เฉยๆ ก็ดันโดนยิง[1] 

 

 

คุณแม่เซียวมีแผนอยู่ในใจ ในเมื่อลูกชายไม่ยอมแตะต้องตัวสวี่โยว ถ้าอย่างนั้นก็ให้เธอวางยาสามีตัวเองเสียสิ ให้เธอมีหลานมาให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน พอมีลูก เซียวโม่ก็จะเห็นแก่เด็ก แล้วเขาก็จะเข้าใกล้กับสวี่โยวมากขึ้นเอง 

 

 

           คุณแม่เซียวรู้จักลูกชายของตัวเองดี เซียวโม่ไม่เคยต่อต้านเธอเลย นอกจากเรื่องที่เขาคบกับถังโจวโจว แล้วเธอไม่เห็นด้วย สุดท้ายเขาก็หมดทางเลือก เขายอมแต่งงานกับสวี่โยวตามความคาดหวังของเธอ 

 

 

           คุณแม่เซียวพูดคำไหนคำนั้น เธอเล่าแผนการให้สวี่โยวฟัง พวกเธอเริ่มดำเนินการในวันเดียวกัน คุณแม่เซียวโทรหาเซียวโม่อีกครั้งและบอกให้เขากลับมากินข้าวเย็นที่บ้าน แม้ว่าเซียวโม่จะไม่สบอารมณ์ แต่เขาก็ตอบตกลง 

 

 

ตกเย็น เมื่อเซียวโม่กลับมาถึงบ้าน เขาก็เห็นสวี่โยวออกมาต้อนรับ สีหน้าของเธอดูไม่ดีเลย “ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ได้” สวี่โยวทำท่าเหมือนกับเป็นลูกสะใภ้ผู้น่าสงสาร แต่เธอก็ไม่พูดอะไร 

 

 

คุณแม่เซียวต่อสู้เพื่อเธอทันที “ลูกพูดอะไรน่ะ! โยวโยวเป็นเมียลูกนะ แน่นอนว่าเธอมากับแม่ เอาละ พ่อใกล้จะกลับบ้านแล้ว อีกเดี๋ยวค่อยทานข้าวกัน” 

 

 

เซียวโม่เห็นว่าวันนี้สวี่โยวดูแปลกไป แต่ก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น วันนี้จู่ๆ เขาก็ได้ข่าวว่าถังโจวโจวตั้งท้อง เขาจึงโทรไปถามในทันที และเมื่อได้รับคำยืนยันจากปากของถังโจวโจว เซียวโม่ก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ 

 

 

 

 

 

[1] นอนอยู่เฉยๆ ก็ดันโดนยิง หมายถึง อยู่ดีๆ ก็ถูกกล่าวหา หรือรับเคราะห์ 

แนบแน่น

 

 

 

 

           ถังโจวโจวแตะแก้มที่ร้อนฉ่าของตัวเองและมองดูการกระทำที่กล้าหาญของคนรอบข้าง ผู้หญิงบางคนถึงขั้นก่ายไปบนหน้าขาของอีกฝ่าย แลกจูบกันอย่างดุเดือด 

 

 

           ทันใดนั้นถังโจวโจวก็รู้สึกไม่สบายตัว เธอขยับร่างกายเล็กน้อย ลั่วเซ่าเชินที่นั่งอยู่ติดกันกับเธอ เมื่อเธอขยับ แน่นอนว่าเขารู้สึกได้ 

 

 

           ลั่วเซ่าเชินกระแอมไอเบาๆ และแสร้งทำสีหน้าจริงจัง เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าเขาพยายามจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง เธอก็ไม่คิดอะไรมาก ก่อนจะหันกลับไปสนใจหนังอีกครั้ง 

 

 

           แต่ดูเหมือนว่าหนังจะต่อต้านถังโจวโจว เพราะภาพในหนังตอนนี้ปรากฏฉากที่พระเอกกับนางเอกกำลังสานสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง ทั้งฉากเต็มไปด้วยเสียงคราง แล้วอยู่ๆ ลั่วเซ่าเชินก็จับมือเธอไว้ ทำให้เธอตกใจเล็กน้อย 

 

 

           ถังโจวโจวหันไปมองเขา เธอพบว่าเขาเองก็กำลังจ้องมองมาที่เธอเช่นกัน ลั่วเซ่าเชินค่อยๆ โน้มตัวลงมา ถังโจวโจวก็ไม่ได้หลบหลีก เมื่อเธอเห็นว่าลั่วเซ่าเชินเคลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้ๆ เธอก็หลับตาลง 

 

 

           ลั่วเซ่าเชินเห็นเธอว่านอนสอนง่ายแบบนี้ เขาก็ไม่ยอมปล่อยให้โอกาสดีๆ หลุดมือไป เขาประทับจูบลงบนริมฝีปากของเธอ พวกเขาถ่ายทอดความรู้สึกที่มีให้แก่กัน 

 

 

           ถังโจวโจวกอดถังป๊อปคอร์นในมือเอาไว้แน่น ราวกับว่าจะได้รับพลังจากมัน จูบของพวกเขาร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ลั่วเซ่าเชินกดถังโจวโจวลงบนโซฟาตัวเล็ก และด้วยเกรงว่าจะกระเทือนถึงลูก ลั่วเซ่าเชินจึงเอาแขนรองไว้ที่เอวของถังโจวโจว 

 

 

           เขาไม่กล้าทิ้งน้ำหนักตัวลงบนตัวถังโจวโจว ถังโจวโจวครางในลำคอ ลั่วเซ่าเชินหอบหายใจถี่และถอนริมฝีปากออกจากถังโจวโจว ปากของถังโจวโจวบวมเจ่อ ตาของเธอพร่ามัว ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเธอไม่ว่าอะไร เขาจึงจูบเธออีกครั้ง 

 

 

มือของลั่วเซ่าเชินค่อยๆ ล้วงเข้าสาบเสื้อลูบไล้เนื้อตัวของถังโจวโจวอย่างอดใจไม่อยู่ ถังโจวโจวร้อนรนขึ้นมา เธอใช้แรงที่มีพยายามผลักลั่วเซ่าเชินออก “เซ่าเชิน อือ… เซ่าเชินคะ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินกดศีรษะลงบนหน้าผากของเธอ หน้าผากของเขาชื้นเหงื่อเล็กน้อย “มีอะไร” เขามีอารมณ์แล้ว เสียงของเขาช่างน่าหลงใหล 

 

 

“เซ่าเชิน สงบสติหน่อยค่ะ ตอนนี้เรายังอยู่ข้างนอกนะ” ถังโจวโจวกลัวว่าเขาจะเลยเถิดมากกว่านี้ 

 

 

“อยู่ข้างนอกแล้วไง? ไม่ต้องกังวล ผมจะระวัง” ลั่วเซ่าเชินพูดพลางรังแกเธออีกครั้ง ถังโจวโจวรีบเบี่ยงตัวหนี “เซ่าเชิน ลูกค่ะ เรามีลูกอยู่นะ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินหมดอารมณ์ที่จะสานต่อ เขารู้ดีว่าเขามีลูก แต่เมื่อครู่นี้มันหักห้ามใจไม่ได้ เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวตื่นตระหนก เขาก็เกรงว่าจะทำให้ลูกได้รับผลกระทบไปด้วย เขาลูบศีรษะเธอเบาๆ เพื่อปลอบใจ “โอเค ผมไม่ทำแล้ว คุณวางใจเถอะ” 

 

 

เมื่อเห็นว่าลั่วเซ่าเชินกลับไปนั่งตามปกติแล้ว ถังโจวโจวก็ไม่ระแวงเขาอีกต่อไป เธอหันกลับไปดูหนังต่ออีกครั้ง เธอพบว่าฉากรักเลิฟซีนระหว่างพระเอกและนางเอกได้ผ่านไปแล้ว จากนั้นเธอก็ตั้งใจดูหนังตาไม่กะพริบ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินโอบเอวเธอ เขาปล่อยให้เธอพิงไหล่เขา ในที่สุดพวกเขาก็ดูหนังรักเรื่องนี้จบได้อย่างไร้กังวล 

 

 

เมื่อออกมาจากโรงภาพยนตร์ ดวงตาของถังโจวโจวก็แดงก่ำ เพราะตอนจบของหนังที่เพิ่งได้ดูไปนั้นไม่ได้จบอย่างแฮปปีเอนดิง ถังโจวโจวที่สงสารตัวละครอย่างหนัก ทำให้เธอเศร้าใจไปชั่วขณะ 

 

 

แต่ลั่วเซ่าเชินไม่ได้รู้สึกแบบนั้น เรื่องพวกนี้ล้วนถูกแต่งขึ้นมา แต่เมื่อเห็นถังโจวโจวยังน้ำตาซึมอยู่ เขาก็จำต้องพูดโน้มน้าวเธอในที่สุด “โจวโจว ทำใจให้สบายเถอะ มันแค่เรื่องที่แต่งขึ้นมา มีอะไรให้น่าเศร้านักล่ะ” 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินพูดออกมาแบบนั้น ถังโจวโจวก็น้ำตาไหลจนเกือบจะสะอึกสะอื้นแล้ว “คุณนี่ใจแข็งจริงๆ คุณไม่เห็นหรือว่านางเอกคนนั้นน่าเวทนาแค่ไหน” 

 

 

“โอเคๆ น่าเวทนาจริงๆ แต่คุณไม่ต้องร้องไห้แล้วได้ไหม คุณต้องดูแลลูกในท้องของคุณด้วยนะ” ลั่วเซ่าเชินเอ่ยเตือนถังโจวโจว 

 

 

เธอรีบเช็ดน้ำตาทันที แต่เสียงของเธอยังไม่สามารถกลับไปเป็นแบบเดิมได้ เธอพูดด้วยเสียงแหบแห้ง “ฉันไม่ร้องแล้วค่ะ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินดึงเธอเข้ามากอดเมื่อเห็นว่าเธอพยายามกลั้นความเสียใจอย่างหนัก ถังโจวโจวรู้ว่านี่คือการปลอบโยนของเขาอีกรูปแบบหนึ่ง เมื่อคิดๆ ดูแล้ว มันก็แค่หนังเรื่องหนึ่ง การเห็นค่ากับปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินเห็นว่าในที่สุดเธอก็สงบลง เขาก็วางใจ เขาเปิดประตูรถ เมื่อถังโจวโจวขึ้นนั่งเรียบร้อยแล้ว เขาก็เดินไปขึ้นรถอีกทาง เมื่อรัดเข็มขัดนิรภัยเสร็จ เขาก็ขับรถกลับบ้าน 

 

 

กว่าจะกลับมาถึงบ้านก็เป็นเวลาห้าทุ่มแล้ว ดวงไฟสีสันสวยงามถูกนำมาแขวนไว้ทุกที่ตามเส้นทาง ห้างต่างๆ นำต้นคริสต์มาสมาวางไว้ที่หน้าประตูทางเข้า เพื่อดึงดูดความสนใจของคนที่เดินผ่านไปผ่านมา เพิ่มสีสันให้กับเทศกาล 

 

 

เมื่อกลับมาถึงบ้าน ถังโจวโจวก็หลับไปแล้ว ลั่วเซ่าเชินจอดรถเอาไว้ในโรงรถ คฤหาสน์หลังเล็กมืดสนิท ป้าหลิวกลับบ้านไปแล้ว ส่วนลั่วอิงก็อยู่ที่บ้านของคุณพ่อคุณแม่ลั่ว วันนี้มีเพียงลั่วเซ่าเชินและถังโจวโจวที่กลับมาอยู่ที่บ้าน 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นถังโจวโจวหลับสนิท เขาก็ไม่ปลุกเธอ เขาเปิดประตูฝั่งของเธอและช่วยเธอปลดเข็มขัดนิรภัย เขาสอดมือข้างหนึ่งที่ใต้ขาพับของเธอ และสอดอีกข้างหนึ่งที่ช่วงรักแร้ ก่อนจะยืดตัวอุ้มเธอขึ้นมา 

 

 

แต่พอลั่วเซ่าเชินอุ้มถังโจวโจวออกมา เธอก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับเปิดตาที่พร่ามัว “เซ่าเชิน วางฉันลงเถอะค่ะ ฉันเดินเองได้” 

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกได้ว่าเธอกำลังลอยอยู่ในอากาศและกำลังเคลื่อนไหว เมื่อเธอลืมตาขึ้น เธอก็เห็นว่าใบหน้าของลั่วเซ่าเชินอยู่ไม่ไกลจากเธอ เธอรู้ทันทีว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นและพยายามจะขอลง 

 

 

           ลั่วเซ่าเชินไม่ปล่อยเธอลง “คุณหลับให้สบายเถอะ เดี๋ยวผมอุ้มคุณขึ้นไปเอง” เขาขยับแขนยกตัวถังโจวโจวขึ้นอีกครั้ง ถังโจวโจวตกใจผวากอดคอเขาทันที เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวตกใจ ลั่วเซ่าเชินก็กระชับกอดเธอแน่นขึ้น 

 

 

เขาเอ่ยปลอบ “ไม่ต้องกลัวนะ ผมไม่ทำคุณตกลงไปหรอก” ลั่วเซ่าเชินสุขภาพแข็งแรงดี ถังโจวโจวไม่ได้หนักอะไร แล้วเขามีแรงที่จะอุ้มเธอ 

 

 

ลั่วเซ่าเชินอุ้มถังโจวโจวตั้งแต่โรงรถเข้าไปถึงห้องโถง เมื่อเขากดสวิตช์บนผนัง ทั้งห้องก็สว่างขึ้นมา ลั่วเซ่าเชินอุ้มถังโจวโจวขึ้นไปที่ชั้นสอง เขาอุ้มเธอไม่ปล่อยจนกระทั่งวางเธอลงบนเตียงในห้องนอน 

 

 

เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวใช้ดวงตากลมโตจ้องมองมาที่เขา ลั่วเซ่าเชินก็ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน “ทำไม ผมหล่อล่ะสิ คุณถึงมองตาค้างแบบนี้” ลั่วเซ่าเชินพูดติดตลก แต่เขาไม่คิดเลยว่าถังโจวโจวกลับตอบเขาอย่างจริงจัง 

 

 

“ใช่ค่ะ คุณหล่อที่สุดในใจฉัน” ลั่วเซ่าเชินรู้สึกว่าใบหูของเขาร้อนผ่าว การสารภาพอย่างกะทันหันนั้นของถังโจวโจวทำให้เขาตกตะลึง 

 

 

“อะแฮ่ม เอาละ คุณรีบไปอาบน้ำเถอะ ตอนนี้มันดึกมากแล้ว ผมไปที่ห้องหนังสือก่อนนะ แล้วเดี๋ยวจะกลับมา” ลั่วเซ่าเชินพ่ายแพ้และหนีไป ถังโจวโจวเห็นว่าเขาหลบเลี่ยงคำพูดของเธอ เธอก็รู้สึกอ้างว้างไปชั่วขณะ 

 

 

แต่เพียงชั่วครู่เธอก็ดีขึ้นเอง ถังโจวโจวชำระร่างกายเสร็จแล้ว ลั่วเซ่าเชินก็ยังไม่กลับมา ความง่วงของถังโจวโจวคืบคลานมาแล้ว และเธอไม่สามารถต้านทานได้ เธอจึงเข้านอนเลยโดยที่ไม่ได้รอลั่วเซ่าเชิน 

 

 

เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อถังโจวโจวตื่นขึ้นมา เธอก็พบว่าลั่วเซ่าเชินยังคงหลับอยู่ วันนี้ช่างน่าแปลกจริงๆ ไม่เคยมีสักครั้งที่เธอตื่นแล้วจะไม่เห็นลั่วเซ่าเชินตื่นอยู่ก่อนและนั่งพิงหัวเตียงมองมาที่เธอ หรือไม่ก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว แต่วันนี้เขาตื่นสายกว่าเธออีก 

 

 

ถังโจวโจวไม่รู้ว่าเมื่อคืนลั่วเซ่าเชินกลับมาเมื่อไร เธอไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด เธอมองดูสีคล้ำที่อยู่ใต้ตาของลั่วเซ่าเชิน เมื่อคืนเขาทำงานหามรุ่งหามค่ำเหรอ เขาคงไม่ได้ทำงานล่วงเวลาจริงๆ หรอกใช่ไหม? 

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่ได้หลอกถังโจวโจว เมื่อวานเขาต้องจัดการงานหลายอย่าง เขายุ่งจนถึงตีหนึ่งถึงกลับห้อง เขากลัวว่าเขาจะปลุกถังโจวโจว เขาจึงลงไปอาบน้ำที่ห้องน้ำชั้นล่างก่อนจะกลับเข้ามา เมื่อเขาเห็นว่าถังโจวโจวเข้านอนไปแล้ว เขาก็เลิกชายผ้าห่มแล้วสอดตัวเข้าไปนอนข้างเธอ 

 

 

แต่หลังจากที่ถังโจวโจวตื่นขึ้นมาไม่นาน ลั่วเซ่าเชินก็ขยับตัว เขานวดขมับของตัวเอง เมื่อเขาเห็นว่าถังโจวโจวตื่นแล้ว เขาก็พูดอย่างเกียจคร้านว่า “อรุณสวัสดิ์” 

 

 

“อรุณสวัสดิ์ค่ะ ฉันเข้าห้องน้ำก่อนนะคะ” เมื่อถังโจวโจวเห็นว่าลั่วเซ่าเชินตื่นเต็มตาแล้ว เธอก็ไม่ชักช้าอีกต่อไป เธอรีบลุกขึ้นไปอาบน้ำในห้องน้ำ 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินและถังโจวโจวลงไปที่ชั้นล่าง ป้าหลิวก็เตรียมอาหารเช้าไว้ให้แล้ว เมื่อเธอเห็นพวกเขาลงมา เธอก็รีบยกอาหารมาที่โต๊ะ “คุณชาย คุณผู้หญิง” 

 

 

“ป้าหลิวคะ เช้านี้มีอะไรทานบ้างคะ” ถังโจวโจวได้กลิ่นหอมกรุ่นลอยออกมาจากครัว ท้องของเธอก็เริ่มประท้วงขึ้นมา 

 

 

“วันนี้ฉันต้มโจ๊กข้าวเดือยค่ะ คุณผู้หญิง เมื่อสองวันก่อนฉันเห็นว่าคุณทานเกี๊ยวน้ำได้แค่สองสามคำ วันนี้ฉันก็เลยตั้งใจทำโจ๊กข้าวเดือยทานคู่กับผักเคียงที่ฉันทำ คุณลองชิมดูนะคะว่าคุณชอบไหม ถ้าคุณชอบ วันหลังฉันจะทำบ่อยๆ ค่ะ” 

 

 

ถังโจวโจวตั้งท้องได้สองเดือนกว่าแล้ว แม้ว่าเธอจะกินอะไรได้มากขึ้น แต่เมื่อได้กลิ่นคาว เธอก็ยังมีความรู้สึกคลื่นเ**ยนอยู่บ้าง ดังนั้นป้าหลิวจึงเปลี่ยนอาหารให้เธอ เพื่อให้เธอไม่ต้องพะอืดพะอมและกินได้มากขึ้น แบบนี้เด็กในท้องก็จะได้รับสารอาหารที่ดีด้วย 

 

 

ถังโจวโจวชิมผักเคียงที่ป้าหลิวทำ รสชาติมันดีมาก เธอรีบเอ่ยชมป้าหลิว “ป้าหลิวคะ ป้าหลิวทำยังไง มันกรอบมากเลย ครั้งหน้าสอนฉันหน่อยนะคะ” ถังโจวโจวคีบขึ้นมากินต่ออีกหลายคำ 

 

 

เมื่อป้าหลิวเห็นว่าถังโจวโจวชอบ เธอก็ยิ้มกว้างทันที “คุณชอบก็ดีแล้วล่ะค่ะ คุณผู้หญิง ถ้าคุณผู้หญิงอยากหัดทำบ้าง ไว้ฉันจะสอนให้นะคะ” 

 

 

“ป้าหลิวเรียกฉันว่าโจวโจวก็ได้ค่ะ” ถังโจวโจวไม่ชอบให้ป้าหลิวเรียกเธอว่าคุณผู้หญิง เพราะเธอจะรู้สึกเหมือนว่าตัวเองแก่มาก แต่ป้าหลิวกลับไม่เห็นด้วย สิ่งที่มันควรจะมีกฎเกณฑ์ก็ต้องมี เมื่อเห็นว่าป้าหลิวไม่ได้พูดอะไรต่อ ถังโจวโจวก็รู้ว่าเธอคงเกลี้ยกล่อมไม่ได้ จึงยอมแพ้ไป 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเองก็รู้สึกว่าผักเคียงวันนี้รสชาติดี เขาเห็นว่าถังโจวโจวเติมโจ๊กข้าวเดือยเพิ่มอีกสองถ้วย ดูเหมือนว่าวันหลังเขาจะต้องให้ป้าหลิวทำอะไรที่มันสดชื่นหน่อย ถังโจวโจวจะได้กินข้าวได้เยอะๆ 

 

 

ตอนนี้คนในบ้านเอาแต่รุมล้อมรอบตัวถังโจวโจว คุณแม่ลั่วโทรมาถามอาการของถังโจวโวบ้างเป็นครั้งคราว บางครั้งเธอก็มาเยี่ยมเป็นการส่วนตัว แม่นมจ้าวก็ทำของอร่อยมาให้ โดยมีคุณแม่ลั่วถือมา ความสัมพันธ์ของแม่สามีและลูกสะใภ้สามัคคีกลมเกลียวกันไปชั่วขณะ 

 

 

แต่ถังโจวโจวรู้ว่าความสัมพันธ์อันดีนี้มีสาเหตุมาจากการที่เธอจะคลอดหลานชายออกมาให้กับคุณแม่ลั่วได้ เมื่อก่อนถังโจวโจวไม่ได้คิดว่าคุณแม่ลั่วเป็นผู้หญิงที่มองผู้ชายเป็นใหญ่ อีกทั้งเห็นว่าคุณแม่ลั่วก็ปฏิบัติกับลั่วอิงดีมาก แต่ทำไมพอเธอตั้งท้อง อาการแบบนี้จึงปรากฏออกมา 

 

 

เมื่อลั่วเซ่าเชินมองไปที่อาหารการกินของถังโจวโจว มันก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล สามารถให้อภัยได้ ในตอนแรกถังโจวโจวอาเจียนจนเหมือนกับว่าเธอจะสำรอกเอาอวัยวะภายในออกมาทั้งหมด ลั่วเซ่าเชินหวาดกลัวมาก เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าการตั้งท้องมันจะทรมานขนาดนี้ 

 

 

ถังโจวโจววางตะเกียบลงหลังจากกินข้าวจนอิ่ม วันนี้เธอเจริญอาหารมาก เธอกินโจ๊กข้าวเดือยไปสองถ้วยกว่าและผักเคียงไปอีกหนึ่งจานเต็ม หลังจากนั้นป้าหลิวก็เก็บกวาดจานชามและตะเกียบ เมื่อเธอเห็นว่าลั่วเซ่าเชินและถังโจวโจวกำลังจะออกจากบ้าน จึงพูดไล่หลังอย่างห่วงใยว่า “เดินทางปลอดภัยนะคะ คุณชาย คุณผู้หญิง” 

 

 

“ค่ะ ป้าหลิว” ป้าหลิวอยู่บ้านหลังนี้มานาน ถังโจวโจวรู้สึกว่าเธอเป็นคนดี ไม่สอดรู้สอดเห็น เธอทำงานของตัวเองได้เป็นอย่างดี และเธอมักจะทำของอร่อยๆ มาให้ถังโจวโจวเสมอ 

 

 

ถังโจวโจวชอบทำอาหาร ชอบกินของอร่อย ป้าหลิวเป็นแม่บ้านที่ตรงใจเธอทุกอย่าง 

 

 

ลั่วเซ่าเชินไปส่งถังโจวโจวที่บริษัท ไม่มีใครพูดถึงช่อดอกกุหลาบช่อนั้นของเมื่อวานนี้อีก ราวกับว่าไม่เคยมีมันมาก่อน 

ดูหนัง

 

 

 

 

           หันฮุ่ยซินเริ่มบทสนทนา “อาเชิน ฉันเปิดสตูดิโอสอนเต้น อีกสักพักก็จะเปิดกิจการแล้ว ถึงตอนนั้นคุณจะต้องมาร่วมยินดีด้วยนะ” 

 

 

ฟังหยวนก็ช่วยพูด “ใช่เลย อาเชิน ความสัมพันธ์ระหว่างนายกับฮุ่ยซินแตกต่างจากคนอื่น งานนี้ยังไงก็ต้องไปแสดงความยินดี ฉันเองก็จะไปเหมือนกัน” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินมองไปที่ถังโจวโจวซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ เขาเห็นเธอกำลังก้มหน้ามองมือและเล่นนิ้วของเธออยู่ใต้โต๊ะ ดูเหมือนว่าเธอจะไม่สนใจอะไรเลย 

 

 

แต่สิ่งที่ลั่วเซ่าเชินไม่รู้ก็คือถังโจวโจวกำลังหูผึ่ง และเธอเองก็ไม่รู้ว่าควรจะหยุดเรื่องนี้ไว้อย่างไร แต่ละคนสรรหาข้ออ้างมาเสียสมเหตุสมผล เธอจึงไม่สามารถโน้มน้าวให้เขาไม่ไปได้ 

 

 

“ได้สิ ฮุ่ยซิน คุณส่งรายละเอียดมาให้ผมก็แล้วกัน ผมจะไป” เดิมทีลั่วเซ่าเชินกำลังคิดว่าเขาไม่อาจพูดกับหันฮุ่ยซินออกมาตรงๆ ได้ แต่ความรู้สึกของเขากับเธอมันไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้แล้ว ครั้นเมื่อได้เห็นสายตาวิงวอนของหันฮุ่ยซินที่มองมา ลั่วเซ่าเชินก็ตอบตกลง 

 

 

ในเมื่อเป็นคนรักกันไม่ได้ ก็ยังเป็นเพื่อนกันได้ เขาเสียใจกับหันฮุ่ยซินมาตลอด ดังนั้น เขาจะทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้เพื่อชดเชยให้เธอ ลั่วเซ่าเชินปฏิเสธหัวใจของตัวเองไม่ได้ 

 

 

แต่ในมุมมองของถังโจวโจว ลักษณะของเรื่องนี้มันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เธอไม่รู้ว่าทำไมลั่วเซ่าเชินถึงตอบตกลง แต่สิ่งหนึ่งที่เธอมั่นใจได้ก็คือจริงๆ แล้วลั่วเซ่าเชินยังรู้สึกอะไรกับหันฮุ่ยซินอยู่ ไม่เหมือนอย่างที่เขาเคยพูดเอาไว้กับเธอ 

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกสายตาพร่ามัว ราวกับว่ามีเมฆหมอกมาบดบัง เธอกะพริบตาและปลอบใจตัวเอง ถังโจวโจว มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ทุกอย่างก็แค่กลับไปเป็นเหมือนแต่ก่อน เขาจะกลับไปอยู่กับใครก็ช่างเขา ฉันไม่สนใจ ฉันไม่สนใจ… 

 

 

ลั่วเซ่าเชินได้ยินถังโจวโจวพึมพำอะไรบางอย่าง แต่เสียงมันเบามาก เขาฟังไม่ถนัด “โจวโจว คุณพูดอะไรเหรอ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า” ลั่วเซ่าเชินกังวลว่าเด็กในท้องจะก่อกวนเธอ 

 

 

ถังโจวโจวส่ายหน้า เสียงพูดค่อนข้างต่ำ “เปล่าค่ะ ฉันไม่ได้เป็นอะไร แค่หิวน่ะค่ะ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินคิดได้ในทันที ตอนนี้ถังโจวโจวอุ้มท้องอยู่ เธอจึงหิวเร็วขึ้นกว่าเดิม “รอเดี๋ยวนะโจวโจว เดี๋ยวอาหารก็มาแล้ว” 

 

 

ฟังหยวนรู้ว่าความจริงไม่ใช่เพราะเหตุผลนั้น เรื่องนี้เขาเป็นคนก่อขึ้นมาเองทั้งหมด แต่เขาไม่สามารถปลอบเธอได้ เขาได้แต่ย้ำเตือนอยู่ในใจว่าสิ่งที่เขาทำในตอนนี้ก็เพราะเขาหวังดีต่อถังโจวโจว ขอแค่ถังโจวโจวตายใจ เขาถึงจะให้วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่ากับเธอได้ 

 

 

แต่ฟังหยวนไม่ทันได้คิดว่า วันพรุ่งนี้ที่เขาจะให้ถังโจวโจว เธอต้องการมันไหม มันเป็นเพียงแค่จินตนาการของเขาเพียงคนเดียว 

 

 

หันฮุ่ยซินเห็นว่าพอถังโจวโจวเอ่ยปากบอกว่าหิว ลั่วเซ่าเชินก็แสดงอาการเป็นห่วงอย่างมากขึ้นมาทันที เธอรู้สึกอิจฉาตาร้อนเหลือเกิน “โจวโจว ทำไมถึงหิวไวนักล่ะ? อาเชิน ฉันจะเรียกพนักงานมาเร่งให้นะคะ” 

 

 

“ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันทนไหว” ความจริงแล้วนี่เป็นเพียงข้ออ้าง ถังโจวโจวไม่อยากให้หันฮุ่ยซินหลอกใช้ชื่อของเธอเพื่อเอาหน้ากับลั่วเซ่าเชิน 

 

 

“คุณจะทำแบบนั้นได้ยังไง คุณทนได้แต่ลูกทนไม่ได้นะ ผมจะไปคุยกับพนักงานก่อน” ลั่วเซ่าเชินทำท่าจะลุก ถังโจวโจวจับมือเขาไว้ 

 

 

พวกเขามองหน้ากันยังไม่ทันได้พูดอะไร อยู่ๆ ก็มีน้ำเสียงเจือแววสงสัยดังขึ้นมาจากอีกฝั่ง “โจวโจว คุณท้องเหรอ” ฟังหยวนเป็นคนถามคำถามนั้น ส่วนหันฮุ่ยซินก็แสดงออกทางสีหน้าได้ชัดเจนว่าเธอกังวล เธอจ้องมองไปที่ท้องของถังโจวโจวราวกับว่าเห็นของแสลงอย่างไรอย่างนั้น 

 

 

สิ่งที่เธอคิดอยู่เต็มหัวสมองในตอนนี้ก็คือ ถังโจวโจวท้อง ถังโจวโจวท้องแล้ว! หันฮุ่ยซินรู้สึกราวกับว่ามีสายฟ้าฟาดลงมากลางศีรษะของเธอ เมื่อเธอมองไปที่ใบหน้าของลั่วเซ่าเชิน แววตาของเขาเต็มไปด้วยความคาดหวัง ยิ่งเห็นได้ชัดเลยว่าพวกเขาสองคนต่างก็ตั้งหน้าตั้งตารอเด็กคนนี้ 

 

 

“ค่ะ สองเดือนแล้ว” ถังโจวโจวลูบหน้าท้องของเธอ สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความอ่อนโยนของคุณแม่ ในขณะที่ลั่วเซ่าเชินก็นั่งดูแลเธออยู่ข้างๆ ทันใดนั้นฟังหยวนก็รู้สึกว่าฉากตรงหน้านี้มันขวางหูขวางตาอย่างมาก 

 

 

“ยินดีด้วยนะโจวโจว!” ฟังหยวนยิ้มอย่างจริงใจ แม้ว่าเขาอยากจะทำทุกวิถีทางเพื่อทำให้ถังโจวโจวกลายมาเป็นผู้หญิงของเขา แต่เขาจะไม่ทำอะไรที่เป็นภัยต่อถังโจวโจวเด็ดขาด ตอนนี้เขาแค่รอผสมโรงเท่านั้น 

 

 

แต่หันฮุ่ยซินไม่อาจแสดงความยินดีได้อย่างฟังหยวน เธอพยายามฝืนยิ้มออกมา เห็นได้ชัดว่าเธอยังไม่หายตกตะลึงกับข่าวที่เพิ่งได้รับ เธอนิ่งเงียบไป 

 

 

ลั่วเซ่าเชินไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติจากเธอ เขาสนใจที่ฟังหยวนสามารถพูดแสดงความยินดีออกมาได้อย่างง่ายดายมากกว่า ถ้าเขาตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับฟังหยวน เขาคงไม่สามารถทำอย่างนี้ได้แน่ “อาหยวน พอลูกฉันคลอด นายก็มาเป็นพ่อบุญธรรมได้นะ” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินแค่อยากเตือนฟังหยวนว่าห้ามคิดเหลวไหลกับถังโจวโจวอีก ตอนนี้พวกเขามีลูกด้วยกันแล้ว ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องสร้างเรื่องอะไรขึ้นมาอีก 

 

 

“ได้สิ! ด้วยความยินดี” ฟังหยวนไม่ลังเลเลยสักนิด ถ้าลั่วเซ่าเชินดีกับถังโจวโจว เขาก็จะยอมวางมือ แต่ถ้าวันใดที่ถังโจวโจวเสียใจ เขาจะไม่ปล่อยเธอไปอีกแน่นอน ไม่มีวัน! 

 

 

พนักงานเสิร์ฟยกอาหารที่ทั้งสี่คนสั่งเอาไว้ออกมาพอดี และบนโต๊ะก็มีแต่เสียงเคี้ยวเบาๆ ชั่วขณะ 

 

 

หลังจบมื้ออาหาร พวกเขาก็ออกมาจากร้าน ทั้งสี่คนมาถึงลานจอดรถ ฟังหยวนเอ่ยถาม “อาเชิน พวกนายไปต่อใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นฉันกับฮุ่ยซินขอตัวกลับก่อนนะ” 

 

 

หลังจากแยกกัน ลั่วเซ่าเชินและถังโจวโจวก็ไปดูหนังตามแผนเดิม เมื่อพวกเขาไปถึง หนังก็ใกล้จะฉายในอีกยี่สิบนาที 

 

 

ลั่วเซ่าเชินอยากจะพาถังโจวโจวเข้าไปเลย แต่ถังโจวโจวกลับเหลือบมองไปด้านข้าง เธอพูดกับลั่วเซ่าเชินว่า “คุณรอเดี๋ยวนะคะ ฉันขอไปซื้อป๊อปคอร์นกับโค้กก่อน” 

 

 

ลั่วเซ่าเชินดึงแขนเธอไว้ “คุณยืนอยู่นี่แหละ เดี๋ยวผมไปซื้อเอง” ถังโจวโจวยืนรออยู่ที่เดิม มองดูลั่วเซ่าเชินแออัดอยู่ในฝูงชน เขาถือป๊อปคอร์นถังใหญ่มาด้วยความลำบาก จากนั้นก็ถือโค้กมาหนึ่งแก้ว ส่วนอีกแก้วดูเหมือนว่าจะเป็นชานม 

 

 

“ฉันพูดว่าโค้กไม่ใช่เหรอ ทำไมคุณถึงซื้อชานมมาล่ะคะ” ถังโจวโจวเห็นลั่วเซ่าเชินยื่นแก้วชานมมาให้เธอ แต่สายตาของเธอมองโค้กที่อยู่ในมือเขา เธออยากจะเปลี่ยนกับมันเหลือเกิน 

 

 

ลั่วเซ่าเชินถือของด้วยมือเดียว มืออีกข้างก็โอบเอวพาเธอเดินเข้าไปข้างใน “คุณท้องอยู่ ไม่ควรดื่มน้ำอัดลม มันไม่ดีต่อสุขภาพ” 

 

 

ถังโจวโจวรู้ดีในเรื่องนั้น แต่เธอก็อดถามออกมาไม่ได้ “แต่นี่เรามาดูหนังกันไม่ใช่หรือไงคะ ดื่มชานมก็หมดสนุกน่ะสิ” 

 

 

เมื่อเธอถามคำถามนี้ออกมา เธอก็ได้เห็นลั่วเซ่าเชินเหลือกตาอย่างเหนื่อยหน่าย “มาดูหนังก็ต้องดื่มโค้กเพื่อเพิ่มอรรถรสในการดูด้วยเหรอ นี่คุณล้อผมเล่นอยู่หรือเปล่า” ถังโจวโจวรู้สึกว่าเธอได้รับแววตาดูถูกอย่างร้ายแรงจากเขา เธอไม่พอใจอย่างมาก 

 

 

“คุณดูคนอื่นสิคะ มีใครเขาถือแก้วชานมแบบฉันบ้าง เซ่าเชิน คุณมาดูหนังกับฉันครั้งแรก คุณก็ตามใจฉันหน่อยไม่ได้หรือไง” 

 

 

อันที่จริงถังโจวโจวก็ไม่ได้ต้องการดื่มมันมากขนาดนั้น แต่เหมือนกับว่าเธอกำลังตั้งแง่กับลั่วเซ่าเชิน ยิ่งเขาห้าม เธอก็ยิ่งอยากดื่ม 

 

 

“โอเค ผมจะให้คุณดื่มแก้อยากอึกหนึ่ง” ลั่วเซ่าเชินรู้สึกว่าปัญหานี้แก้ไขได้ง่ายมาก เธออยากดื่มนักใช่ไหม จะดื่มแค่อึกเดียวหรือดื่มแก้วหนึ่งก็เรียกว่าดื่มเหมือนกันนั่นแหละ 

 

 

ถังโจวโจวรู้สึกว่าลั่วเซ่าเชินเจ้าเล่ห์ขึ้นเรื่อยๆ “เซ่าเชิน คุณทำแบบนี้กับฉันได้ยังไง” 

 

 

“คุณไม่อยากดื่มแล้วหรือ ถ้าอย่างนั้นก็ดี เรากลับกันเลยดีกว่า จะได้ไม่ต้องดื่มโค้กเพื่อเพิ่มอรรถรส” ลั่วเซ่าเชินไม่ได้หลอก เขาหันหลังเตรียมจะกลับจริงๆ 

 

 

ถังโจวโจวรีบฉุดเขาเอาไว้ “อ๊ะ! ไม่เอาค่ะ ฉันล้อเล่น เซ่าเชิน อึกเดียวก็อึกเดียวสิ จริงๆ เลย พูดเล่นนิดหน่อยก็ไม่ได้” ถังโจวโจวดันเขากลับเข้าไปข้างใน ถ้ายังไม่ไปตอนนี้ หนังจะเริ่มฉายแล้ว 

 

 

กว่าลั่วเซ่าเชินจะมาดูหนังกับเธอได้ เธอต้องทะนุถนอมช่วงเวลาแบบนี้ให้มาก เพราะเธอไม่รู้ว่าโอกาสครั้งต่อไปจะมาเมื่อไร 

 

 

ลั่วเซ่าเชินยังไม่ยอมให้จบง่ายๆ “โจวโจว เมื่อครู่นี้ผมไม่คิดว่าคุณล้อเล่นนะ” 

 

 

“โอเคค่ะๆ ยกโทษให้ฉันนะคะ พอใจแล้วนะ ถ้าเรายังไม่เข้าไป หนังจะฉายแล้วนะคะ” ถังโจวโจวร้อนใจเมื่อเห็นว่าคนที่ยืนรอเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ รู้อย่างนี้เธอไม่ยืนเถียงเพื่อโค้กอึกเดียวกับเขาอยู่ได้ตั้งนานหรอก 

 

 

หลังจากตรวจตั๋วเรียบร้อย ถังโจวโจวและลั่วเซ่าเชินก็เข้าไปในโรงภาพยนต์ที่สาม ลั่วเซ่าเชินพาเธอไปหาที่นั่ง ถังโจวโจวเห็นว่าที่นั่งเป็นแบบยาวเชื่อมต่อกัน นี่คงไม่ใช่ที่นั่งคู่รักในตำนานหรอกใช่ไหม? 

 

 

ถังโจวโจวคิดว่าน่าจะเป็นไปได้ แต่ลั่วเซ่าเชินไม่ได้สนใจเรื่องนั้น เขาแค่ไม่ชอบที่ที่มีคนเยอะเกินไป เขารู้สึกรำคาญ 

 

 

แต่เมื่อเห็นว่าถังโจวโจวมีความสุขมากขนาดนี้ ทนสักหน่อยจะเป็นไรไป เมื่อพวกเขานั่งลง หนังก็เริ่มฉาย 

 

 

ช่วงสิบนาทีแรก ลั่วเซ่าเชินรู้สึกได้ว่ามีเสียงอะไรบางอย่างดังอยู่รอบตัวเขา เมื่อมองไปที่ถังโจวโจว จิตใจเธอก็หลุดเข้าไปในหนังแล้ว 

 

 

ลั่วเซ่าเชินรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้น่าเบื่อมาก โชคดีที่ถังโจวโจวสนุกไปกับมัน แล้วลั่วเซ่าเชินก็เห็นว่ามือของเธอจุ่มอยู่ในถังป๊อปคอร์น เธอหยิบมันใส่ปากตลอดอย่างเพลิดเพลิน 

 

 

เขาทนเห็นถังโจวโจวสุขสบายไม่ได้ เขาแย่งถังป๊อปคอร์นมา ในที่สุดถังโจวโจวก็ถอนสายตาจากภาพยนตร์หันมามองเขา ทั้งสองต่างสื่อสารทางสายตากันอย่างเงียบๆ 

 

 

‘คุณจะทำอะไร?’ 

 

 

‘ไม่ได้ทำอะไรนี่’ 

 

 

‘คืนป๊อปคอร์นมาให้ฉันเดี๋ยวนี้’ ถังโจวโจวยื่นมือออกไปหมายจะแย่งมันกลับมาคืนมา แต่เธอเร็วเท่าลั่วเซ่าเชินที่ไหน เขาเหยียดมือไปด้านข้าง ถังโจวโจวถอนหายใจให้กับแขนที่สั้นเกินไปของตัวเอง เธอคว้ามันไม่ถึง 

 

 

พวกเขาทำตัวเหมือนเด็กๆ ที่ทะเลาะกันเพราะแย่งของเล่น ถังโจวโจวและลั่วเซ่าเชินไม่ได้เสียงดัง ดังนั้นจึงไม่ได้รบกวนจนดึงดูดความสนใจจากคนรอบข้าง 

 

 

ถังโจวโจวแย่งอยู่สักพักแต่ก็ไร้ประโยชน์ เธอจึงยอมแพ้ในที่สุด “อยากได้นักก็เอาไปเลย” เสียงพูดของเธอเบามาก มีแต่ลั่วเซ่าเชินเท่านั้นที่ได้ยิน 

 

 

ลั่วเซ่าเชินเห็นว่าเธอไม่ยื้อแย่งอีกต่อไป เขาก็แน่นิ่งพลางก้มมองดูถังป๊อปคอร์นที่อยู่ตรงหน้า เขาไม่ชอบกินของแบบนี้อยู่แล้ว เขาแค่อยากแกล้งถังโจวโจวเท่านั้น แต่ตอนนี้เธอไม่เล่นกับเขาแล้ว เขาก็หมดสนุก เขาวางถังป๊อปคอร์นคืนไว้ในอ้อมแขนของถังโจวโจวอีกครั้ง 

 

 

ถังโจวโจวหมดคำจะพูดเกี่ยวกับพฤติกรรมของเขา ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้ทำตัวเป็นเด็กๆ อย่างนี้นะ แต่เธอก็ไม่ได้พร่ำบ่นอะไร และนั่งดูหนังต่อไป 

 

 

เพื่อป้องกันไม่ให้ลั่วเซ่าเชินทำนิสัยเสียใส่เธออีก เมื่อถังโจวโจวหยิบป๊อปคอร์นสองชิ้นใส่ปากตัวเอง เธอก็จะหยิบป๊อปคอร์นสองชิ้นใส่ปากลั่วเซ่าเชินเหมือนกัน ลั่วเซ่าเชินที่ไม่ชอบกินของจำพวกนี้ ไม่รู้ทำไมเมื่อเขาเห็นถังโจวโจวส่งมา เขาก็อ้าปากรับโดยไม่ปฏิเสธเธอ 

 

 

พวกเขาแบ่งป๊อปคอร์นกันไป ในที่สุดลั่วเซ่าเชินก็เริ่มมีความรู้สึกร่วมกับตัวละครในหนังแล้ว 

 

 

เมื่อดูมาถึงครึ่งเรื่อง หนังก็เข้าสู่ช่วงจุดสำคัญ คราวนี้ถังโจวโจวพบว่ามีเสียงแปลกๆ ดังขึ้นรอบตัวเธอ แต่เธอไม่รู้ว่ามันคือเสียงอะไร ดังนั้น เธอจึงหันมองไปรอบๆ แล้วเธอก็เข้าใจในทันที 

 

 

คู่รักที่อยู่ข้างๆ เริ่มจูบกันแล้ว ทันใดนั้นถังโจวโจวก็เข้าใจความหมายของการมีอยู่ของเก้าอี้คู่รัก ลั่วเซ่าเชินเองก็รู้ จู่ๆ เธอก็รู้สึกดีใจที่รอบด้านมืดสนิท มิฉะนั้นเขาต้องเห็นแน่ๆ ว่าหน้าของเธอแดงขนาดไหน! 

ออกแบบรักโปรเจกต์หัวใจ

ออกแบบรักโปรเจกต์หัวใจ

Score 10
Status: Completed

ตอนที่ 1 – 100 คลิกเพื่ออ่าน

(อ่านตอนต่อไปด้านล่าง)


ด้วยความรักครั้งก่อนทิ้งบาดแผลลึกไว้ในใจของ ถังโจวโจว มัณฑนากรสาวจึงครองตัวเป็นโสดตลอดมา แต่แล้วชายหนุ่มที่เธอบังเอิญเจอในโรงแรม ผู้ซึ่งเป็นเหมือนปิศาจร้ายที่เธอไม่คิดจะเจออีกชั่วชีวิตนี้ กลับเป็นถึงผู้อำนวยการของลั่วกรุ๊ป ลั่วเซ่าเซิน ผู้ชี้ชะตาโปรเจกต์ใหญ่ของบริษัทเธอ น่าเจ็บใจที่ถึงแม้เธออยากตีตัวออกห่างเขาขนาดไหน แต่ก็พ่ายแพ้ให้กับความหล่อกระชากใจและโปรเจกต์ทำเงินมหาศาลอยู่ร่ำไป!

อีกทั้ง ลั่วอิง ลูกสาวตัวน้อยของเขายังถูกใจเธอเข้าอย่างจัง ลั่วเซ่าเซินเห็นว่าเป็นโอกาสให้พ่อแม่เลิกรบเร้าเรื่องแต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่ถูกใจเสียที จึงยื่นข้อเสนอให้เธอแต่งงานกับเขา แล้วโปรเจกต์ใหญ่ที่เธอตั้งตารอก็จะตกเป็นของเธอทันที!

Options

not work with dark mode
Reset